<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<!DOCTYPE book PUBLIC "-//OASIS//DTD DocBook XML V5.0//EN" "http://www.oasis-open.org/docbook/xml/4.5/docbookx.dtd">
<chapter id="s3b37">
	<title>กถาวัตถปกรณ์</title>
	<section id="s3b37c1" >
		<para id="s3b37c1p">
			<remark  id="s3b37c1l1" />                         พระอภิธรรมปิฎก     
			<remark  id="s3b37c1l2" />                           	เล่ม ๔  
			<remark  id="s3b37c1l3" />                         กถาวัตถุปกรณ์     
			<remark  id="s3b37c1l4" />       ขอนอบน้อมแต่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น  
			<remark  id="s3b37c1l5" />                          มหาวรรค  
			<remark  id="s3b37c1l6" />                          ปุคคลกถา  
			<remark  id="s3b37c1l7" />                           นิคหะ ๘  
			<remark  id="s3b37c1l8" />                          นิคหะ ที่ ๘     
			<remark  id="s3b37c1l9" />                         อนุโลมปัญจกะ      
			<remark  id="s3b37c1l10" />       [๑] สกวาที ท่านหยั่งเห็นบุคคล โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ หรือ?  
			<remark  id="s3b37c1l11" />           ปรวาที ถูกแล้ว    
			<remark  id="s3b37c1l12" />           ส. สภาวะใด เป็นสัจฉิกัตถะ  เป็นปรมัตถะ  ท่านหยั่งเห็นบุคคลนั้น ตาม        
			<remark  id="s3b37c1l13" />สภาวะนั้น โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ หรือ?  
			<remark  id="s3b37c1l14" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น  
			<remark  id="s3b37c1l15" />           ส. ท่านจงรับรู้นิคหะ  หากว่า ท่านหยั่งเห็นบุคคลโดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ ด้วยเหตุ  
			<remark  id="s3b37c1l16" />นั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า สภาวะใด เป็นสัจฉิกัตถะ เป็นปรมัตถะ ข้าพเจ้าหยั่งเห็นบุคคลนั้น  
			<remark  id="s3b37c1l17" />ตามสภาวะนั้น โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์, ที่ท่านกล่าวในปัญหานั้นว่า พึงกล่าวได้ว่า ข้าพเจ้าหยั่ง  
		</para>
	</section>
	<section id="s3b37c2" >
		<para id="s3b37c2p">
			<remark  id="s3b37c2l1" />เห็นบุคคลโดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ แต่ไม่พึงกล่าวว่า สภาวะใด เป็นสัจฉิกัตถะ เป็นปรมัตถะ        
			<remark  id="s3b37c2l2" />ข้าพเจ้าหยั่งเห็นบุคคลนั้น ตามสภาวะนั้น โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ ดังนี้ ผิด แต่ถ้าไม่พึงกล่าว  
			<remark  id="s3b37c2l3" />ว่า สภาวะใด เป็นสัจฉิกัตถะ เป็นปรมัตถะ ข้าพเจ้าหยั่งเห็นบุคคลนั้น ตามสภาวะนั้น โดย       
			<remark  id="s3b37c2l4" />สัจฉิกัตถปรมัตถ์ ก็ต้องไม่กล่าวว่า ข้าพเจ้าหยั่งเห็นบุคคลโดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์, ที่ท่านกล่าวใน  
			<remark  id="s3b37c2l5" />ปัญหานั้นว่า พึงกล่าวได้ว่า ข้าพเจ้าหยั่งเห็นบุคคล โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ แต่ไม่พึงกล่าวว่า  
			<remark  id="s3b37c2l6" />สภาวะใด เป็นสัจฉิกัตถะ เป็นปรมัตถะ ข้าพเจ้าหยั่งเห็นบุคคลนั้น ตามสภาวะนั้น โดยสัจฉิกัตถ  
			<remark  id="s3b37c2l7" />ปรมัตถ์ ดังนี้ ผิด          
			<remark  id="s3b37c2l8" />                       อนุโลมปัญจกะ จบ                     
			<remark  id="s3b37c2l9" />                         ----------  
			<remark  id="s3b37c2l10" />                         ปฎิกัมมจตุกกะ                     
			<remark  id="s3b37c2l11" />        [๒] ป. ท่านไม่หยั่งเห็นบุคคล โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ หรือ?  
			<remark  id="s3b37c2l12" />            ส. ถูกแล้ว       
			<remark  id="s3b37c2l13" />            ป. สภาวะใด เป็นสัจฉิกัตถะ เป็นปรมัตถะ ท่านไม่หยั่งเห็นบุคคลนั้น ตาม          
			<remark  id="s3b37c2l14" />สภาวะนั้น โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ หรือ?  
			<remark  id="s3b37c2l15" />            ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น  
			<remark  id="s3b37c2l16" />            ป. ท่านจงรับรู้ปฏิกรรม.  หากว่า ท่านไม่หยั่งเห็นบุคคล โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์  
			<remark  id="s3b37c2l17" />ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า สภาวะใด เป็นสัจฉิกัตถะ เป็นปรมัตถะ ข้าพเจ้าไม่หยั่ง    
			<remark  id="s3b37c2l18" />เห็นบุคคลนั้น ตามสภาวะนั้น โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์, ที่ท่านกล่าวในปัญหานั้นว่า พึงกล่าวได้   
			<remark  id="s3b37c2l19" />ว่า ข้าพเจ้าไม่หยั่งเห็นบุคคล โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ แต่ไม่พึงกล่าวว่า สภาวะใด เป็นสัจฉิกัตถะ  
			<remark  id="s3b37c2l20" />เป็นปรมัตถะ ข้าพเจ้าไม่หยั่งเห็นบุคคลนั้น ตามสภาวะนั้น โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ ดังนี้ ผิด    
			<remark  id="s3b37c2l21" />แต่ถ้าไม่พึงกล่าวว่า สภาวะใด เป็นสัจฉิกัตถะ เป็นปรมัตถะ ข้าพเจ้าไม่หยั่งเห็นบุคคลนั้น    
			<remark  id="s3b37c2l22" />ตามสภาวะนั้น โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์, ก็ต้องไม่กล่าวว่า ข้าพเจ้าไม่หยั่งเห็นบุคคล โดยสัจฉิกัตถ-
		</para>
	</section>
	<section id="s3b37c3" >
		<para id="s3b37c3p">
			<remark  id="s3b37c3l1" />ปรมัตถ์, ที่ท่านกล่าวในปัญหานั้นว่า พึงกล่าวได้ว่า ข้าพเจ้าไม่หยั่งเห็นบุคคล โดยสัจฉิกัตถ  
			<remark  id="s3b37c3l2" />ปรมัตถ์ แต่ไม่พึงกล่าวว่า สภาวะใด เป็นสัจฉิกัตถะ เป็นปรมัตถะ ข้าพเจ้าไม่หยั่งเห็นบุคคล  
			<remark  id="s3b37c3l3" />นั้น ตามสภาวะนั้น โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ ดังนี้ ผิด           
			<remark  id="s3b37c3l4" />                       ปฏิกัมมจตุกกะ จบ                    
			<remark  id="s3b37c3l5" />                         ----------  
			<remark  id="s3b37c3l6" />                         นิคคหจตุกกะ  
			<remark  id="s3b37c3l7" />       [๓] ป. ก็ถ้าท่านยังจะยืนยันว่า กล่าวได้ว่า ข้าพเจ้าไม่หยั่งเห็นบุคคล โดยสัจฉิกัตถ  
			<remark  id="s3b37c3l8" />ปรมัตถ์ แต่ไม่พึงกล่าวว่า สภาวะใด เป็นสัจฉิกัตถะ เป็นปรมัตถะ ข้าพเจ้าไม่หยั่งเห็นบุคคล  
			<remark  id="s3b37c3l9" />นั้น ตามสภาวะนั้น โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ ดังนี้ไซร้ ด้วยเหตุนั้น ท่านเมื่อยังปฏิญาณอยู่ข้าง  
			<remark  id="s3b37c3l10" />ปฏิเสธบุคคลอย่างนี้ ด้วยปฏิญญานี้ ก็ต้องนิคหะอย่างนี้ ดังนั้น เราจึงนิคหะท่าน ท่านถูกนิคหะ  
			<remark  id="s3b37c3l11" />ชอบแล้วเทียว. หากท่านไม่หยั่งเห็นบุคคล โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้อง     
			<remark  id="s3b37c3l12" />กล่าวว่า สภาวะใด เป็นสัจฉิกัตถะ เป็นปรมัตถะ ข้าพเจ้าไม่หยั่งเห็นบุคคลนั้น ตามสภาวะ       
			<remark  id="s3b37c3l13" />นั้น โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์, ที่ท่านกล่าวในปัญหานั้นว่า พึงกล่าวได้ว่า ข้าพเจ้าไม่หยั่งเห็นบุคคล  
			<remark  id="s3b37c3l14" />โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ แต่ไม่พึงกล่าวว่า สภาวะใด เป็นสัจฉิกัตถะ เป็นปรมัตถะ ข้าพเจ้าไม่     
			<remark  id="s3b37c3l15" />หยั่งเห็นบุคคลนั้น ตามสภาวะนั้น โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ ดังนี้ ผิด แต่ถ้าไม่พึงกล่าวว่า      
			<remark  id="s3b37c3l16" />สภาวะใด เป็นสัจฉิกัตถะ เป็นปรมัตถะ ข้าพเจ้าไม่หยั่งเห็นบุคคลนั้น โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์     
			<remark  id="s3b37c3l17" />ก็ต้องไม่กล่าวว่า ข้าพเจ้าไม่หยั่งเห็นบุคคล โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์, ที่ท่านกล่าวในปัญหานั้นว่า  
			<remark  id="s3b37c3l18" />พึงกล่าวได้ว่า ข้าพเจ้าไม่หยั่งเห็นบุคคลโดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ แต่ไม่พึงกล่าวว่า สภาวะใด เป็น  
			<remark  id="s3b37c3l19" />สัจฉิกัตถะ เป็นปรมัตถะ ข้าพเจ้าไม่หยั่งเห็นบุคคลนั้นตามสภาวะนั้น โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์     
			<remark  id="s3b37c3l20" />ดังนี้ นี้เป็นความผิดของท่าน  
			<remark  id="s3b37c3l21" />                       นิคคหจตุกกะ จบ                      
			<remark  id="s3b37c3l22" />                         ----------  
			<remark  id="s3b37c3l23" />                         อุปนยนจตุกกะ                      
			<remark  id="s3b37c3l24" />       [๔] ป. หากนิคหะที่เราทำแก่ท่านนี้ เป็นนิคหะชั่วไซร้ ท่านจงเห็นอย่างเดียวกัน       
			<remark  id="s3b37c3l25" />นั่นแหละในนิคหะที่ท่านได้ทำแก่เรา ในกรณีว่า พึงกล่าวได้ว่า ข้าพเจ้าหยั่งเห็นบุคคล โดย    
		</para>
	</section>
	<section id="s3b37c4" >
		<para id="s3b37c4p">
			<remark  id="s3b37c4l1" />สัจฉิกัตถปรมัตถ์ แต่ไม่พึงกล่าวว่า สภาวะใด เป็นสัจฉิกัตถะ เป็นปรมัตถะ ข้าพเจ้าหยั่งเห็น  
			<remark  id="s3b37c4l2" />บุคคลนั้น ตามสภาวะนั้น โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ ก็เราผู้ปฏิญาณอยู่ข้างรับรองบุคคลอย่างนี้ ด้วย  
			<remark  id="s3b37c4l3" />ปฏิญญานี้ อันท่านไม่พึงนิคหะอย่างนี้ ดังนั้น ท่านนิคหะเรา เราจึงถูกนิคหะชั่วเทียว คือนิคหะ  
			<remark  id="s3b37c4l4" />ว่า หากว่า ท่านหยั่งเห็นบุคคล โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า สภาวะ  
			<remark  id="s3b37c4l5" />ใด เป็นสัจฉิกัตถะ เป็นปรมัตถะ ข้าพเจ้าหยั่งเห็นบุคคลนั้น ตามสภาวะนั้น โดยสัจฉิกัตถ      
			<remark  id="s3b37c4l6" />ปรมัตถ์ ที่ท่านกล่าวในปัญหานั้นว่า พึงกล่าวได้ว่า ข้าพเจ้าหยั่งเห็นบุคคล โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์  
			<remark  id="s3b37c4l7" />แต่ไม่พึงกล่าวว่า สภาวะใด เป็นสัจฉิกัตถะ เป็นปรมัตถะ ข้าพเจ้าหยั่งเห็นบุคคลนั้น ตาม      
			<remark  id="s3b37c4l8" />สภาวะนั้น โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ ดังนี้ ผิด, แต่ถ้าไม่พึงกล่าวว่า สภาวะใด เป็นสัจฉิกัตถะ    
			<remark  id="s3b37c4l9" />เป็นปรมัตถะ ข้าพเจ้าหยั่งเห็นบุคคลนั้น ตามสภาวะนั้น โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์, ก็ต้องไม่กล่าว  
			<remark  id="s3b37c4l10" />ว่า ข้าพเจ้าหยั่งเห็นบุคคล โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ ที่ท่านกล่าวในปัญหานั้นว่า ข้าพเจ้าหยั่ง  
			<remark  id="s3b37c4l11" />เห็นบุคคล โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ แต่ไม่พึงกล่าวว่า สภาวะใด เป็นสัจฉิกัตถะ เป็นปรมัตถะ       
			<remark  id="s3b37c4l12" />ข้าพเจ้าหยั่งเห็นบุคคลนั้น ตามสภาวะนั้น โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ ดังนี้ นี้เป็นความผิดของท่าน  
			<remark  id="s3b37c4l13" />                       อุปนยนจตุกกะ จบ                     
			<remark  id="s3b37c4l14" />                         ----------  
			<remark  id="s3b37c4l15" />                          นิคมจตุกกะ  
			<remark  id="s3b37c4l16" />       [๕] ป. เราไม่พึงถูกนิคหะอย่างนี้ ด้วยเหตุนั้นแหละ ที่ท่านนิคหะเราว่า "หากว่า      
			<remark  id="s3b37c4l17" />ท่านหยั่งเห็นบุคคล โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า สภาวะใด เป็น    
			<remark  id="s3b37c4l18" />สัจฉิกัตถะ เป็นปรมัตถะ ข้าพเจ้าหยั่งเห็นบุคคลนั้น ตามสภาวะนั้น โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์, ที่  
			<remark  id="s3b37c4l19" />ท่านกล่าวในปัญหานั้นว่า พึงกล่าวได้ว่า ข้าพเจ้าหยั่งเห็นบุคคล โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ แต่ไม่  
			<remark  id="s3b37c4l20" />พึงกล่าวว่า สภาวะใด เป็นสัจฉิกัตถะ เป็นปรมัตถะ ข้าพเจ้าหยั่งเห็นบุคคลนั้น ตามสภาวะ       
			<remark  id="s3b37c4l21" />นั้น โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ ดังนี้ ผิด, แต่ถ้าไม่พึงกล่าวว่า สภาวะใด เป็นสัจฉิกัตถะ เป็น    
			<remark  id="s3b37c4l22" />ปรมัตถะ ข้าพเจ้าหยั่งเห็นบุคคลนั้น ตามสภาวะนั้น โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ ก็ต้องไม่กล่าวว่า    
			<remark  id="s3b37c4l23" />ข้าพเจ้าหยั่งเห็นบุคคล โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ ที่ท่านกล่าวในปัญหานั้นว่า พึงกล่าวได้ว่า     
		</para>
	</section>
	<section id="s3b37c5" >
		<para id="s3b37c5p">
			<remark  id="s3b37c5l1" />ข้าพเจ้าหยั่งเห็นบุคคล โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ แต่ไม่พึงกล่าวว่า สภาวะใด เป็นสัจฉิกัตถะ      
			<remark  id="s3b37c5l2" />เป็นปรมัตถะ ข้าพเจ้าหยั่งเห็นบุคคลนั้น ตามสภาวะนั้น โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ ดังนี้ ผิด ดังนี้  
			<remark  id="s3b37c5l3" />จึงกลับเป็นความผิดของท่าน ด้วยเหตุนั้นแหละ นิคหะที่ท่านทำแล้วจึงทำไม่ชอบ ปฏิกรรม         
			<remark  id="s3b37c5l4" />ข้าพเจ้าได้ทำชอบแล้ว การดำเนินความข้าพเจ้าได้ทำชอบแล้วแล   
			<remark  id="s3b37c5l5" />                        นิคมจตุกกะ จบ                      
			<remark  id="s3b37c5l6" />                         นิคหะที่ ๑ จบ                     
			<remark  id="s3b37c5l7" />                         ----------  
			<remark  id="s3b37c5l8" />                          นิคหะที่ ๒  
			<remark  id="s3b37c5l9" />                         ปัจจนีกปัญจกะ                     
			<remark  id="s3b37c5l10" />       [๖] ป. ท่านไม่หยั่งเห็นบุคคล โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ หรือ?  
			<remark  id="s3b37c5l11" />           ส. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c5l12" />           ป. สภาวะใด เป็นสัจฉิกัตถะ เป็นปรมัตถะ ท่านไม่หยั่งเห็นบุคคลนั้น ตาม           
			<remark  id="s3b37c5l13" />สภาวะนั้น โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ หรือ?  
			<remark  id="s3b37c5l14" />           ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น  
			<remark  id="s3b37c5l15" />           ป. ท่านจงรับรู้นิคหะ, หากท่านไม่หยั่งเห็นบุคคล โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ ด้วย       
			<remark  id="s3b37c5l16" />เหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า สภาวะใด เป็นสัจฉิกัตถะ เป็นปรมัตถะ ข้าพเจ้าไม่หยั่งเห็น    
			<remark  id="s3b37c5l17" />บุคคลนั้น ตามสภาวะนั้น โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์, ที่ท่านกล่าวในปัญหานั้นว่า พึงกล่าวได้ว่า    
			<remark  id="s3b37c5l18" />ข้าพเจ้าไม่หยั่งเห็นบุคคล โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ แต่ไม่พึงกล่าวว่า สภาวะใด เป็นสัจฉิกัตถะ   
			<remark  id="s3b37c5l19" />เป็นปรมัตถะ ข้าพเจ้าไม่หยั่งเห็นบุคคลนั้น ตามสภาวะนั้น โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ ดังนี้ ผิด,   
			<remark  id="s3b37c5l20" />แต่ถ้าไม่พึงกล่าวว่า สภาวะใด เป็นสัจฉิกัตถะ เป็นปรมัตถะ ข้าพเจ้าไม่หยั่งเห็นบุคคลนั้น    
			<remark  id="s3b37c5l21" />ตามสภาวะนั้น โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ ก็ต้องไม่กล่าวว่า ข้าพเจ้าไม่หยั่งเห็นบุคคล โดยสัจฉิ-  
			<remark  id="s3b37c5l22" />กัตถปรมัตถ์, ที่ท่านกล่าวในปัญหานั้นว่า พึงกล่าวได้ว่า ข้าพเจ้าไม่หยั่งเห็นบุคคล โดยสัจฉิ-
		</para>
	</section>
	<section id="s3b37c6" >
		<para id="s3b37c6p">
			<remark  id="s3b37c6l1" />กัตถปรมัตถ์ แต่ไม่พึงกล่าวว่า สภาวะใด เป็นสัจฉิกัตถะ เป็นปรมัตถะ ข้าพเจ้าไม่หยั่งเห็น   
			<remark  id="s3b37c6l2" />บุคคลนั้น ตามสภาวะนั้น โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ ดังนี้ ผิด      
			<remark  id="s3b37c6l3" />                       ปัจจนีกปัญจกะ จบ                    
			<remark  id="s3b37c6l4" />                         ----------  
			<remark  id="s3b37c6l5" />                         ปฏิกัมมจตุกกะ                     
			<remark  id="s3b37c6l6" />       [๗] ส. ท่านหยั่งเห็นบุคคล โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ หรือ?  
			<remark  id="s3b37c6l7" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c6l8" />           ส. สภาวะใด เป็นสัจฉิกัตถะ เป็นปรมัตถะ ท่านหยั่งเห็นบุคคลนั้น ตาม              
			<remark  id="s3b37c6l9" />สภาวะนั้น โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ หรือ?  
			<remark  id="s3b37c6l10" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น  
			<remark  id="s3b37c6l11" />           ส. ท่านจงรับรู้ปฏิกรรม. หากว่า ท่านหยั่งเห็นบุคคล โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ ด้วย    
			<remark  id="s3b37c6l12" />เหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า สภาวะใด เป็นสัจฉิกัตถะ เป็นปรมัตถะ ข้าพเจ้าหยั่งเห็น       
			<remark  id="s3b37c6l13" />บุคคลนั้น ตามสภาวะนั้น โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์, ที่ท่านกล่าวในปัญหานั้นว่า พึงกล่าวได้ว่า    
			<remark  id="s3b37c6l14" />ข้าพเจ้าหยั่งเห็นบุคคล โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ แต่ไม่พึงกล่าวว่า สภาวะใด เป็นสัจฉิกัตถะ      
			<remark  id="s3b37c6l15" />เป็นปรมัตถะ ข้าพเจ้าหยั่งเห็นบุคคลนั้น ตามสภาวะนั้น โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ ดังนี้ ผิด,      
			<remark  id="s3b37c6l16" />แต่ถ้าไม่พึงกล่าวว่า สภาวะใด เป็นสัจฉิกัตถะ เป็นปรมัตถะ ข้าพเจ้าหยั่งเห็นบุคคลนั้น ตาม   
			<remark  id="s3b37c6l17" />สภาวะนั้น โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ ก็ต้องไม่กล่าวว่า ข้าพเจ้าหยั่งเห็นบุคคล โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์,  
			<remark  id="s3b37c6l18" />ที่ท่านกล่าวในปัญหานั้นว่า พึงกล่าวได้ว่า ข้าพเจ้าหยั่งเห็นบุคคล โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ แต่  
			<remark  id="s3b37c6l19" />ไม่พึงกล่าวว่า สภาวะใด เป็นสัจฉิกัตถะ เป็นปรมัตถะ ข้าพเจ้าหยั่งเห็นบุคคลนั้น ตาม         
			<remark  id="s3b37c6l20" />สภาวะนั้น โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ ดังนี้ ผิด                   
			<remark  id="s3b37c6l21" />                       ปฏิกัมมจตุกกะ จบ                    
			<remark  id="s3b37c6l22" />                        ------------  
			<remark  id="s3b37c6l23" />                         นิคคหจตุกกะ  
			<remark  id="s3b37c6l24" />       [๘] ส. ก็ท่านยังจะยืนยันว่า กล่าวได้ว่า ข้าพเจ้าหยั่งเห็นบุคคล โดยสัจฉิกัตถ      
			<remark  id="s3b37c6l25" />ปรมัตถ์ แต่ไม่พึงกล่าวว่า สภาวะใด เป็นสัจฉิกัตถะ เป็นปรมัตถะ ข้าพเจ้าหยั่งเห็นบุคคลนั้น 
		</para>
	</section>
	<section id="s3b37c7" >
		<para id="s3b37c7p">
			<remark  id="s3b37c7l1" />ตามสภาวะนั้น โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ ดังนี้ไซร้ ด้วยเหตุนั้น ท่านเมื่อยังปฏิญาณอยู่ข้างรับรอง  
			<remark  id="s3b37c7l2" />บุคคลอย่างนี้ ด้วยปฏิญญาอย่างนี้ ก็ต้องนิคหะอย่างนี้ ดังนั้น เราจึงนิคหะท่าน ท่านถูกนิคหะ  
			<remark  id="s3b37c7l3" />ชอบแล้วเทียว. หากว่า ท่านหยั่งเห็นบุคคล โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้อง    
			<remark  id="s3b37c7l4" />กล่าวว่า สภาวะใด เป็นสัจฉิกัตถะ เป็นปรมัตถะ ข้าพเจ้าหยั่งเห็นบุคคลนั้น ตามสภาวะนั้น      
			<remark  id="s3b37c7l5" />โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ ที่ท่านกล่าวในปัญหานั้นว่า พึงกล่าวได้ว่า ข้าพเจ้าหยั่งเห็นบุคคล โดย  
			<remark  id="s3b37c7l6" />สัจฉิกัตถปรมัตถ์ แต่ไม่พึงกล่าวว่า สภาวะใด เป็นสัจฉิกัตถะ เป็นปรมัตถะ ข้าพเจ้าหยั่ง      
			<remark  id="s3b37c7l7" />เห็นบุคคลนั้น ตามสภาวะนั้น โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ ดังนี้ ผิด, แต่ถ้าไม่พึงกล่าวว่า สภาวะใด  
			<remark  id="s3b37c7l8" />เป็นสัจฉิกัตถะ เป็นปรมัตถะ ข้าพเจ้าหยั่งเห็นบุคคลนั้น ตามสภาวะนั้น โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์   
			<remark  id="s3b37c7l9" />ก็ต้องไม่กล่าวว่า ข้าพเจ้าหยั่งเห็นบุคคล โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์, ที่ท่านกล่าวในปัญหานั้นว่า พึง  
			<remark  id="s3b37c7l10" />กล่าวได้ว่า ข้าพเจ้าหยั่งเห็นบุคคล โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ แต่ไม่พึงกล่าวว่า สภาวะใด เป็น    
			<remark  id="s3b37c7l11" />สัจฉิกัตถะ เป็นปรมัตถะ ข้าพเจ้าหยั่งเห็นบุคคลนั้น ตามสภาวะนั้น โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์       
			<remark  id="s3b37c7l12" />ดังนี้ นี้เป็นความผิดของท่าน  
			<remark  id="s3b37c7l13" />                        นิคคหจตุกกะ จบ                     
			<remark  id="s3b37c7l14" />                        -----------  
			<remark  id="s3b37c7l15" />                         อุปนยนจตุกกะ                      
			<remark  id="s3b37c7l16" />       [๙] ส. หากนิคหะที่เราทำแก่ท่านนี้ เป็นนิคหะชั่วไซร้ ท่านจงเห็นอย่างเดียวกัน       
			<remark  id="s3b37c7l17" />นั่นแหละ ในนิคหะที่ท่านได้ทำแก่เรา ในกรณีว่า พึงกล่าวได้ว่า ข้าพเจ้าไม่หยั่งเห็นบุคคล    
			<remark  id="s3b37c7l18" />โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ แต่ไม่พึงกล่าวว่า สภาวะใด เป็นสัจฉิกัตถะ เป็นปรมัตถะ ข้าพเจ้าไม่     
			<remark  id="s3b37c7l19" />หยั่งเห็นบุคคลนั้น ตามสภาวะนั้น โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์,  ก็เราผู้ปฏิญาณอยู่ข้างปฏิเสธบุคคล  
			<remark  id="s3b37c7l20" />อย่างนี้ ด้วยปฏิญญานี้ อันท่านไม่พึงนิคหะอย่างนี้ ดังนั้นท่านนิคหะเรา เราจึงถูกนิคหะชั่วเทียว  
			<remark  id="s3b37c7l21" />คือนิคหะว่า หากว่า ท่านไม่หยั่งเห็นบุคคล โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้อง   
			<remark  id="s3b37c7l22" />กล่าวว่า สภาวะใด เป็นสัจฉิกัตถะ เป็นปรมัตถะ ข้าพเจ้าไม่หยั่งเห็นบุคคลนั้น ตามสภาวะ       
			<remark  id="s3b37c7l23" />นั้น โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์, ที่ท่านกล่าวในปัญหานั้นว่า พึงกล่าวได้ว่า ข้าพเจ้าไม่หยั่งเห็นบุคคล  
		</para>
	</section>
	<section id="s3b37c8" >
		<para id="s3b37c8p">
			<remark  id="s3b37c8l1" />โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ แต่ไม่พึงกล่าวว่า สภาวะใด เป็นสัจฉิกัตถะ เป็นปรมัตถะ ข้าพเจ้า        
			<remark  id="s3b37c8l2" />ไม่หยั่งเห็นบุคคลนั้น ตามสภาวะนั้น โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ ดังนี้ ผิด, แต่ถ้าไม่พึงกล่าวว่า  
			<remark  id="s3b37c8l3" />สภาวะใด เป็นสัจฉิกัตถะ เป็นปรมัตถะ ข้าพเจ้าไม่หยั่งเห็นบุคคลนั้น ตามสภาวะนั้น โดย        
			<remark  id="s3b37c8l4" />สัจฉิกัตถปรมัตถ์ ก็ต้องไม่กล่าวว่า ข้าพเจ้าไม่หยั่งเห็นบุคคล โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์, ที่ท่าน  
			<remark  id="s3b37c8l5" />กล่าวในปัญหานั้นว่า พึงกล่าวได้ว่า ข้าพเจ้าไม่หยั่งเห็นบุคคล โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ แต่ไม่  
			<remark  id="s3b37c8l6" />พึงกล่าวว่า สภาวะใด เป็นสัจฉิกัตถะ เป็นปรมัตถะ ข้าพเจ้าไม่หยั่งเห็นบุคคลนั้น ตามสภาวะ    
			<remark  id="s3b37c8l7" />นั้น โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ ดังนี้ นี้เป็นความผิดของท่าน      
			<remark  id="s3b37c8l8" />                        อุปนยนจตุกกะ จบ                    
			<remark  id="s3b37c8l9" />                         ----------  
			<remark  id="s3b37c8l10" />                          นิคมจตุกกะ  
			<remark  id="s3b37c8l11" />      [๑๐] ส. เราไม่พึงถูกนิคหะอย่างนี้ ด้วยเหตุนั้นแหละ ที่ท่านนิคหะเราว่า "หากว่า      
			<remark  id="s3b37c8l12" />ท่านไม่หยั่งเห็นบุคคล โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า สภาวะใด      
			<remark  id="s3b37c8l13" />เป็นสัจฉิกัตถะ เป็นปรมัตถะ ข้าพเจ้าไม่หยั่งเห็นบุคคลนั้น ตามสภาวะนั้น โดยสัจฉิกัตถ      
			<remark  id="s3b37c8l14" />ปรมัตถ์ ที่ท่านกล่าวในปัญหานั้นว่า พึงกล่าวได้ว่า ข้าพเจ้าไม่หยั่งเห็นบุคคล โดยสัจฉิกัตถ  
			<remark  id="s3b37c8l15" />ปรมัตถ์ แต่ไม่พึงกล่าวว่า สภาวะใด เป็นสัจฉิกัตถะ เป็นปรมัตถะ ข้าพเจ้าไม่หยั่งเห็นบุคคล  
			<remark  id="s3b37c8l16" />นั้น ตามสภาวนั้น โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ ดังนี้ ผิด, แต่ถ้าไม่พึงกล่าวว่า สภาวะใด เป็น       
			<remark  id="s3b37c8l17" />สัจฉิกัตถะ เป็นปรมัตถะ ข้าพเจ้าไม่หยั่งเห็นบุคคลนั้น ตามสภาวะนั้น โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์    
			<remark  id="s3b37c8l18" />ก็ต้องไม่กล่าวว่า ข้าพเจ้าไม่หยั่งเห็นบุคคลโดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์  แต่ไม่พึงกล่าวว่า สภาวะใด  
			<remark  id="s3b37c8l19" />เป็นสัจฉิกัตถะ เป็นปรมัตถะ ข้าพเจ้าไม่หยั่งเห็นบุคคลนั้น ตามสภาวะนั้น โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์  
			<remark  id="s3b37c8l20" />ดังนี้ ผิด" ดังนี้ จึงกลับเป็นความผิดของท่านด้วยเหตุนั้นแหละ นิคหะที่ท่านทำแล้ว จึงทำไม่  
			<remark  id="s3b37c8l21" />ชอบ ปฏิกรรมข้าพเจ้าได้ทำชอบแล้ว การดำเนินความข้าพเจ้าได้ทำชอบแล้วแล                      
			<remark  id="s3b37c8l22" />                        นิคมจตุกกะ จบ                      
			<remark  id="s3b37c8l23" />                         นิคหะที่ ๒ จบ     
		</para>
	</section>
	<section id="s3b37c9" >
		<para id="s3b37c9p">
			<remark  id="s3b37c9l1" />                          นิคหะ ที่ ๓                      
			<remark  id="s3b37c9l2" />      [๑๑] ส. ท่านหยั่งเห็นบุคคล โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ หรือ?  
			<remark  id="s3b37c9l3" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c9l4" />           ส. ท่านหยั่งเห็นบุคคลในที่ทั้งปวง โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ หรือ?                   
			<remark  id="s3b37c9l5" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น  
			<remark  id="s3b37c9l6" />           ส. ท่านจงรับรู้นิคหะ, หากว่า ท่านหยั่งเห็นบุคคล โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ ด้วย      
			<remark  id="s3b37c9l7" />เหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า ข้าพเจ้าหยั่งเห็นบุคคลในที่ทั้งปวง โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์, ที่ท่าน  
			<remark  id="s3b37c9l8" />กล่าวในปัญหานั้นว่า พึงกล่าวได้ว่า ข้าพเจ้าหยั่งเห็นบุคคล โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ แต่ไม่พึง  
			<remark  id="s3b37c9l9" />กล่าวว่า ข้าพเจ้าหยั่งเห็นบุคคลในที่ทั้งปวง โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ ดังนี้ ผิด แต่ถ้า        
			<remark  id="s3b37c9l10" />ไม่พึงกล่าวว่า  ข้าพเจ้าหยั่งเห็นบุคคลในที่ทั้งปวง โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ ก็ต้องไม่กล่าวว่า  
			<remark  id="s3b37c9l11" />ข้าพเจ้าหยั่งเห็นบุคคล โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์, ที่ท่านกล่าวในปัญหานั้นว่า พึงกล่าวได้ว่า    
			<remark  id="s3b37c9l12" />ข้าพเจ้าหยั่งเห็นบุคคล โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ แต่ไม่พึงกล่าวว่า ข้าพเจ้าหยั่งเห็นบุคคลในที่ทั้งปวง  
			<remark  id="s3b37c9l13" />โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ ดังนี้ ผิด ฯลฯ  
			<remark  id="s3b37c9l14" />                         นิคหะที่ ๓ จบ                     
			<remark  id="s3b37c9l15" />                         ----------  
			<remark  id="s3b37c9l16" />                          นิคหะ ที่ ๔                      
			<remark  id="s3b37c9l17" />      [๑๒] ส. ท่านหยั่งเห็นบุคคล โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ หรือ?  
			<remark  id="s3b37c9l18" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c9l19" />           ส. ท่านหยั่งเห็นบุคคลในกาลทั้งปวง โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ หรือ?                   
			<remark  id="s3b37c9l20" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น  
			<remark  id="s3b37c9l21" />           ส. ท่านจงรับรู้นิคหะ, หากว่า ท่านหยั่งเห็นบุคคล โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ ด้วย      
			<remark  id="s3b37c9l22" />เหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า ข้าพเจ้าหยั่งเห็นบุคคลในกาลทั้งปวง โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์, ที่ท่าน  
		</para>
	</section>
	<section id="s3b37c10" >
		<para id="s3b37c10p">
			<remark  id="s3b37c10l1" />กล่าวในปัญหานั้นว่า พึงกล่าวได้ว่า ข้าพเจ้าหยั่งเห็นบุคคล โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ แต่ไม่พึง  
			<remark  id="s3b37c10l2" />กล่าวว่า ข้าพเจ้าหยั่งเห็นบุคคลในกาลทั้งปวง โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ ดังนี้ ผิด, แต่ถ้าไม่พึง  
			<remark  id="s3b37c10l3" />กล่าวว่า  ข้าพเจ้าหยั่งเห็นบุคคลในกาลทั้งปวง โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ ก็ต้องไม่กล่าวว่า ข้าพเจ้า  
			<remark  id="s3b37c10l4" />หยั่งเห็นบุคคล โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ ที่ท่านกล่าวในปัญหานั้นว่า พึงกล่าวได้ว่า ข้าพเจ้า    
			<remark  id="s3b37c10l5" />หยั่งเห็นบุคคล โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ แต่ไม่พึงกล่าวว่า ข้าพเจ้าหยั่งเห็นบุคคลในกาลทั้งปวง  
			<remark  id="s3b37c10l6" />โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ ดังนี้ ผิด ฯลฯ  
			<remark  id="s3b37c10l7" />                          นิคหะ ที่ ๕                      
			<remark  id="s3b37c10l8" />      [๑๓] ส. ท่านหยั่งเห็นบุคคล โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ หรือ?  
			<remark  id="s3b37c10l9" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c10l10" />           ส. ท่านหยั่งเห็นบุคคลในสภาวธรรมในสภาวะทั้งปวง  โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์          
			<remark  id="s3b37c10l11" />              หรือ?          
			<remark  id="s3b37c10l12" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น  
			<remark  id="s3b37c10l13" />           ส. ท่านจงรับรู้นิคหะ, หากว่า ท่านหยั่งเห็นบุคคล โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ ด้วย      
			<remark  id="s3b37c10l14" />เหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า ข้าพเจ้าหยั่งเห็นบุคคลในสภาวธรรมทั้งปวง โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์,  
			<remark  id="s3b37c10l15" />ที่ท่านกล่าวในปัญหานั้นว่า พึงกล่าวได้ว่า ข้าพเจ้าหยั่งเห็นบุคคล โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ แต่ไม่  
			<remark  id="s3b37c10l16" />พึงกล่าวว่า ข้าพเจ้าหยั่งเห็นบุคคลในสภาวธรรมทั้งปวง โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ ดังนี้ ผิด, แต่ถ้า  
			<remark  id="s3b37c10l17" />ไม่พึงกล่าวว่า  ข้าพเจ้าหยั่งเห็นบุคคลในสภาวธรรมทั้งปวง โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ ก็ต้องไม่    
			<remark  id="s3b37c10l18" />กล่าวว่า ข้าพเจ้าหยั่งเห็นบุคคล โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ ที่ท่านกล่าวในปัญหานั้นว่า พึงกล่าวได้ว่า  
			<remark  id="s3b37c10l19" />ข้าพเจ้าหยั่งเห็นบุคคล โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ แต่ไม่พึงกล่าวว่า ข้าพเจ้าหยั่งเห็นบุคคลในสภาว  
			<remark  id="s3b37c10l20" />ธรรมทั้งปวง โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ ดังนี้ ผิด ฯลฯ   
		</para>
	</section>
	<section id="s3b37c11" >
		<para id="s3b37c11p">
			<remark  id="s3b37c11l1" />                          นิคหะ ที่ ๖                      
			<remark  id="s3b37c11l2" />      [๑๔] ป. ท่านไม่หยั่งเห็นบุคคล โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ หรือ?  
			<remark  id="s3b37c11l3" />           ส. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c11l4" />           ป. ท่านไม่หยั่งเห็นบุคคลในที่ทั้งปวง โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ หรือ?                
			<remark  id="s3b37c11l5" />           ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น  
			<remark  id="s3b37c11l6" />           ป. ท่านจงรับรู้นิคหะ, หากว่า ท่านไม่หยั่งเห็นบุคคล โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์        
			<remark  id="s3b37c11l7" />ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า ข้าพเจ้าไม่หยั่งเห็นบุคคลในที่ทั้งปวง โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์,  
			<remark  id="s3b37c11l8" />ที่ท่านกล่าวในปัญหานั้นว่า พึงกล่าวได้ว่า ข้าพเจ้าไม่หยั่งเห็นบุคคล โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ แต่ไม่  
			<remark  id="s3b37c11l9" />พึงกล่าวว่า ข้าพเจ้าไม่หยั่งเห็นบุคคลในที่ทั้งปวง โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ ดังนี้ ผิด, แต่ถ้าไม่พึง  
			<remark  id="s3b37c11l10" />กล่าวว่า  ข้าพเจ้าไม่หยั่งเห็นบุคคลในที่ทั้งปวง โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ ก็ต้องไม่กล่าวว่า ข้าพเจ้า  
			<remark  id="s3b37c11l11" />ไม่หยั่งเห็นบุคคล โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์, ที่ท่านกล่าวในปัญหานั้นว่า พึงกล่าวได้ว่า ข้าพเจ้าไม่  
			<remark  id="s3b37c11l12" />หยั่งเห็นบุคคล โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ แต่ไม่พึงกล่าวว่า ข้าพเจ้าไม่หยั่งเห็นบุคคลในที่ทั้งปวง  
			<remark  id="s3b37c11l13" />โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ ดังนี้ ผิด ฯลฯ  
			<remark  id="s3b37c11l14" />                          นิคหะ ที่ ๗                      
			<remark  id="s3b37c11l15" />      [๑๕] ป. ท่านไม่หยั่งเห็นบุคคล โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ หรือ?  
			<remark  id="s3b37c11l16" />           ส. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c11l17" />           ป. ท่านไม่หยั่งเห็นบุคคลในกาลทั้งปวง โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ หรือ?                
			<remark  id="s3b37c11l18" />           ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น  
			<remark  id="s3b37c11l19" />           ป. ท่านจงรับรู้นิคหะ, หากว่า ท่านไม่หยั่งเห็นบุคคล โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์        
			<remark  id="s3b37c11l20" />ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า ข้าพเจ้าไม่หยั่งเห็นบุคคลในกาลทั้งปวง โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์  
			<remark  id="s3b37c11l21" />ที่ท่านกล่าวในปัญหานั้นว่า พึงกล่าวได้ว่า ข้าพเจ้าไม่หยั่งเห็นบุคคล โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ แต่  
		</para>
	</section>
	<section id="s3b37c12" >
		<para id="s3b37c12p">
			<remark  id="s3b37c12l1" />ไม่พึงกล่าวว่า ข้าพเจ้าไม่หยั่งเห็นบุคคลในกาลทั้งปวง โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ ดังนี้ ผิด, แต่  
			<remark  id="s3b37c12l2" />ถ้าไม่พึงกล่าวว่า  ข้าพเจ้าไม่หยั่งเห็นบุคคลในกาลทั้งปวง โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ ก็ต้องไม่กล่าว  
			<remark  id="s3b37c12l3" />ว่า ข้าพเจ้าไม่หยั่งเห็นบุคคล โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์, ที่ท่านกล่าวในปัญหานั้นว่า พึงกล่าวได้ว่า  
			<remark  id="s3b37c12l4" />ข้าพเจ้าไม่หยั่งเห็นบุคคล โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ แต่ไม่พึงกล่าวว่า ข้าพเจ้าไม่หยั่งเห็นบุคคล  
			<remark  id="s3b37c12l5" />ในกาลทั้งปวง โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ ดังนี้ ผิด ฯลฯ            
			<remark  id="s3b37c12l6" />                          นิคหะ ที่ ๘                      
			<remark  id="s3b37c12l7" />      [๑๖] ป. ท่านไม่หยั่งเห็นบุคคล โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ หรือ?  
			<remark  id="s3b37c12l8" />           ส. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c12l9" />           ป. ท่านไม่หยั่งเห็นบุคคลในสภาวธรรมทั้งปวง โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ หรือ?           
			<remark  id="s3b37c12l10" />           ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น  
			<remark  id="s3b37c12l11" />     ป. ท่านจงรับรู้นิคหะ, หากว่า ท่านไม่หยั่งเห็นบุคคล โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ ด้วย         
			<remark  id="s3b37c12l12" />เหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า ข้าพเจ้าไม่หยั่งเห็นบุคคลในสภาวธรรมทั้งปวง โดยสัจฉิกัตถ   
			<remark  id="s3b37c12l13" />ปรมัตถ์, ที่ท่านกล่าวในปัญหานั้นว่า พึงกล่าวได้ว่า ข้าพเจ้าไม่หยั่งเห็นบุคคล โดยสัจฉิกัตถ  
			<remark  id="s3b37c12l14" />ปรมัตถ์ แต่ไม่พึงกล่าวว่า ข้าพเจ้าไม่หยั่งเห็นบุคคลในสภาวธรรมทั้งปวง โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์  
			<remark  id="s3b37c12l15" />ดังนี้ ผิด, แต่ถ้าไม่พึงกล่าวว่า  ข้าพเจ้าไม่หยั่งเห็นบุคคลในสภาวธรรมทั้งปวง โดยสัจฉิกัตถ  
			<remark  id="s3b37c12l16" />ปรมัตถ์ ก็ต้องไม่กล่าวว่า ข้าพเจ้าไม่หยั่งเห็นบุคคล โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์, ที่ท่านกล่าวใน  
			<remark  id="s3b37c12l17" />ปัญหานั้นว่า พึงกล่าวได้ว่า ข้าพเจ้าไม่หยั่งเห็นบุคคล โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ แต่ไม่พึงกล่าวว่า  
			<remark  id="s3b37c12l18" />ข้าพเจ้าไม่หยั่งเห็นบุคคลในสภาวธรรมทั้งปวง โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ ดังนี้ ผิด ฯลฯ            
			<remark  id="s3b37c12l19" />                         นิคหะ ๘ จบ  
			<remark  id="s3b37c12l20" />                 -------------------------                 
			<remark  id="s3b37c12l21" />                        สุทธิกสังสันทนา                    
			<remark  id="s3b37c12l22" />      [๑๗] ส. ท่านหยั่งเห็นบุคคล โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ ดุจหยั่งเห็นรูป โดยสัจฉิกัตถ       
			<remark  id="s3b37c12l23" />              ปรมัตถ์ หรือ?  
		</para>
	</section>
	<section id="s3b37c13" >
		<para id="s3b37c13p">
			<remark  id="s3b37c13l1" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c13l2" />           ส. รูปเป็นอื่น บุคคลก็เป็นอื่น หรือ?            
			<remark  id="s3b37c13l3" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น  
			<remark  id="s3b37c13l4" />           ส. ท่านจงรับรู้นิคหะ, หากว่า ท่านหยั่งเห็นบุคคล โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ ดุจ       
			<remark  id="s3b37c13l5" />หยั่งเห็นรูป โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า รูปเป็นอื่น บุคคลก็   
			<remark  id="s3b37c13l6" />เป็นอื่น, ที่ท่านกล่าวในปัญหานั้นว่า พึงกล่าวได้ว่า ข้าพเจ้าหยั่งเห็นบุคคล โดยสัจฉิกัตถ  
			<remark  id="s3b37c13l7" />ปรมัตถ์ ดุจหยั่งเห็นรูป โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ แต่ไม่พึงกล่าวว่า รูปเป็นอื่น บุคคลก็เป็นอื่น  
			<remark  id="s3b37c13l8" />ดังนี้ ผิด, แต่ถ้าไม่พึงกล่าวว่า รูปเป็นอื่น บุคคลก็เป็นอื่น ก็ต้องไม่กล่าวว่า ข้าพเจ้าหยั่ง  
			<remark  id="s3b37c13l9" />เห็นบุคคล โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ ดุจหยั่งเห็นรูป โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์, ที่ท่านกล่าวในปัญหา   
			<remark  id="s3b37c13l10" />นั้นว่า พึงกล่าวได้ว่า ข้าพเจ้าหยั่งเห็นบุคคล โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ ดุจหยั่งเห็นรูป โดยสัจฉิ  
			<remark  id="s3b37c13l11" />กัตถปรมัตถ์ แต่ไม่พึงกล่าวว่า รูปเป็นอื่น บุคคลก็เป็นอื่น ดังนี้ ผิด ฯลฯ                
			<remark  id="s3b37c13l12" />      [๑๘] ส. ท่านหยั่งเห็นบุคคล โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ ดุจหยั่งเห็นเวทนา โดยสัจฉิ         
			<remark  id="s3b37c13l13" />กัตถปรมัตถ์ หรือ ฯลฯ ดุจหยั่งเห็นสัญญา ฯลฯ ดุจหยั่งเห็นสังขาร ฯลฯ ดุจหยั่งเห็น          
			<remark  id="s3b37c13l14" />วิญญาณ โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ หรือ?  
			<remark  id="s3b37c13l15" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c13l16" />           ส. วิญญาณเป็นอื่น บุคคลก็เป็นอื่น หรือ?         
			<remark  id="s3b37c13l17" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น  
			<remark  id="s3b37c13l18" />           ส. ท่านจงรับรู้นิคหะ, หากว่า ท่านหยั่งเห็นบุคคล โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ ดุจ       
			<remark  id="s3b37c13l19" />หยั่งเห็นวิญญาณ โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า วิญญาณเป็นอื่น     
			<remark  id="s3b37c13l20" />บุคคลก็เป็นอื่น, ที่ท่านกล่าวในปัญหานั้นว่า ข้าพเจ้าหยั่งเห็นบุคคล โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ ดุจ  
			<remark  id="s3b37c13l21" />หยั่งเห็นวิญญาณ โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ แต่ไม่พึงกล่าวว่า วิญญาณเป็นอื่น บุคคลก็เป็นอื่น     
			<remark  id="s3b37c13l22" />ดังนี้ ผิด, แต่ถ้าไม่พึงกล่าวว่า วิญญาณเป็นอื่น บุคคลก็เป็นอื่น ก็ต้องไม่กล่าวว่า ข้าพเจ้า  
			<remark  id="s3b37c13l23" />หยั่งเห็นบุคคล โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ ดุจหยั่งเห็นวิญญาณ โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์, ที่ท่านกล่าว  
		</para>
	</section>
	<section id="s3b37c14" >
		<para id="s3b37c14p">
			<remark  id="s3b37c14l1" />ในปัญหานั้นว่า พึงกล่าวได้ว่า ข้าพเจ้าหยั่งเห็นบุคคล โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ ดุจหยั่งเห็น    
			<remark  id="s3b37c14l2" />วิญญาณ โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ แต่ไม่พึงกล่าวว่า วิญญาณเป็นอื่น บุคคลก็เป็นอื่น ดังนี้       
			<remark  id="s3b37c14l3" />ผิด ฯลฯ                      
			<remark  id="s3b37c14l4" />      [๑๙] ส. ท่านหยั่งเห็นบุคคล โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ ดุจหยั่งเห็นจักขายตนะ โดย           
			<remark  id="s3b37c14l5" />สัจฉิกัตถปรมัตถ์ หรือ ฯลฯ ดุจหยั่งเห็นโสตายตนะ ฯลฯ ดุจหยั่งเห็นฆานายตนะ ฯลฯ              
			<remark  id="s3b37c14l6" />ดุจหยั่งเห็นชิวหายตนะ ฯลฯ ดุจหยั่งเห็นกายายตนะ ฯลฯ ดุจหยั่งเห็นรูปายตนะ ฯลฯ ดุจ          
			<remark  id="s3b37c14l7" />หยั่งเห็นสัททายตนะ ฯลฯ ดุจหยั่งเห็นคันธายตนะ ฯลฯ ดุจหยั่งเห็นรสายตนะ ฯลฯ ดุจ             
			<remark  id="s3b37c14l8" />หยั่งเห็นโผฏฐัพพายตนะ ฯลฯ ดุจหยั่งเห็นมนายตนะ ฯลฯ ดุจหยั่งเห็นธัมมายตนะ โดย              
			<remark  id="s3b37c14l9" />สัจฉิกัตถปรมัตถ์ หรือ ฯลฯ    
			<remark  id="s3b37c14l10" />      [๒๐] ... ดุจหยั่งเห็นจักขุธาตุ โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ หรือ ฯลฯ ดุจหยั่งเห็น           
			<remark  id="s3b37c14l11" />โสตธาตุ ฯลฯ ดุจหยั่งเห็นฆานธาตุ ฯลฯ ดุจหยั่งเห็นชิวหาธาตุ ฯลฯ ดุจหยั่งเห็นกายธาตุ ฯลฯ    
			<remark  id="s3b37c14l12" />ดุจหยั่งเห็นรูปธาตุ ฯลฯ ดุจหยั่งเห็นสัททธาตุ ฯลฯ ดุจหยั่งเห็นคันธธาตุ ฯลฯ ดุจ            
			<remark  id="s3b37c14l13" />หยั่งเห็นรสธาตุ ฯลฯ ดุจหยั่งเห็นโผฏฐัพพธาตุ ฯลฯ ดุจหยั่งเห็นจักขุวิญญาณธาตุ ฯลฯ ดุจ      
			<remark  id="s3b37c14l14" />หยั่งเห็นโสตวิญญาณธาตุ ฯลฯ ดุจหยั่งเห็นฆานวิญญาณธาตุ ฯลฯ ดุจหยั่งเห็นชิวหาวิญญาณ         
			<remark  id="s3b37c14l15" />ธาตุ ฯลฯ ดุจหยั่งเห็นกายวิญญาณธาตุ ฯลฯ ดุจหยั่งเห็นมโนธาตุ ฯลฯ ดุจหยั่งเห็นมโน          
			<remark  id="s3b37c14l16" />วิญญาณธาตุ ฯลฯ ดุจหยั่งเห็นธัมมธาตุ ฯลฯ โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ หรือ ฯลฯ                    
			<remark  id="s3b37c14l17" />      [๒๑] ... ดุจหยั่งเห็นจักขุนทรีย์ โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ หรือ ฯลฯ ดุจหยั่งเห็น         
			<remark  id="s3b37c14l18" />โสตินทรีย์ ฯลฯ ดุจหยั่งเห็นฆานินทรีย์ ฯลฯ ดุจหยั่งเห็นชิวหินทรีย์ ฯลฯ ดุจหยั่งเห็น       
			<remark  id="s3b37c14l19" />กายินทรีย์ ฯลฯ ดุจหยั่งเห็นมนินทรีย์ ฯลฯ ดุจหยั่งเห็นชีวิตินทรีย์ ฯลฯ ดุจหยั่งเห็นอิตถิน  
			<remark  id="s3b37c14l20" />ทรีย์ ฯลฯ ดุจหยั่งเห็นปุริสินทรีย์ ฯลฯ ดุจหยั่งเห็นสุขินทรีย์ ฯลฯ ดุจหยั่งเห็นทุกขินทรีย์ ฯลฯ  
			<remark  id="s3b37c14l21" />ดุจหยั่งเห็นโสมนัสสินทรีย์ ฯลฯ ดุจหยั่งเห็นอุเปกขินทรีย์ ฯลฯ ดุจหยั่งเห็นสัทธินทรีย์ ฯลฯ  
			<remark  id="s3b37c14l22" />ดุจหยั่งเห็นวิริยินทรีย์ ฯลฯ ดุจหยั่งเห็นสตินทรีย์ ฯลฯ ดุจหยั่งเห็นสมาธินทรีย์ ฯลฯ       
			<remark  id="s3b37c14l23" />ดุจหยั่งเห็นปัญญินทรีย์ ฯลฯ ดุจหยั่งเห็นอนัญญตัญญัสสามีตินทรีย์ ฯลฯ ดุจหยั่งเห็น         
			<remark  id="s3b37c14l24" />อัญญินทรีย์ ฯลฯ ดุจหยั่งเห็นอัญญาตาวินทรีย์ โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ หรือ  
		</para>
	</section>
	<section id="s3b37c15" >
		<para id="s3b37c15p">
			<remark  id="s3b37c15l1" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c15l2" />           ส. อัญญาตาวินทรีย์ เป็นอื่น บุคคลก็เป็นอื่น หรือ?  
			<remark  id="s3b37c15l3" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น  
			<remark  id="s3b37c15l4" />           ส. ท่านจงรับรู้นิคหะ หากว่า ท่านหยั่งเห็นบุคคล โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ ดุจ        
			<remark  id="s3b37c15l5" />หยั่งเห็นอัญญาตาวินทรีย์ โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า อัญญาตา  
			<remark  id="s3b37c15l6" />วินทรีย์เป็นอื่น บุคคลก็เป็นอื่น, ที่ท่านกล่าวในปัญหานั้นว่า พึงกล่าวได้ว่า ข้าพเจ้าหยั่งเห็น  
			<remark  id="s3b37c15l7" />บุคคล โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ ดุจหยั่งเห็นอัญญาตาวินทรีย์ โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ แต่ไม่พึง      
			<remark  id="s3b37c15l8" />กล่าวว่า อัญญาตาวินทรีย์เป็นอื่น บุคคลก็เป็นอื่น ดังนี้ ผิด, แต่ถ้าไม่พึงกล่าวว่า อัญญาตา  
			<remark  id="s3b37c15l9" />วินทรีย์เป็นอื่น บุคคลก็เป็นอื่น ก็ต้องไม่กล่าวว่า ข้าพเจ้าหยั่งเห็นบุคคล โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์  
			<remark  id="s3b37c15l10" />ดุจหยั่งเห็นอัญญาตาวินทรีย์ โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์, ที่ท่านกล่าวในปัญหานั้นว่า พึงกล่าวได้ว่า  
			<remark  id="s3b37c15l11" />ข้าพเจ้าหยั่งเห็นบุคคล โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ ดุจหยั่งเห็นอัญญาตาวินทรีย์ โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์  
			<remark  id="s3b37c15l12" />แต่ไม่พึงกล่าวว่า อัญญาตาวินทรีย์เป็นอื่น บุคคลก็เป็นอื่น ดังนี้ ผิด ฯลฯ                 
			<remark  id="s3b37c15l13" />      [๒๒] ป. ท่านไม่หยั่งเห็นบุคคล โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ หรือ?  
			<remark  id="s3b37c15l14" />           ส. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c15l15" />           ป. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลตน มีอยู่  และ   
			<remark  id="s3b37c15l16" />ท่านก็หยั่งเห็นรูป โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ หรือ?               
			<remark  id="s3b37c15l17" />           ส. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c15l18" />           ป. รูปเป็นอื่น บุคคลก็เป็นอื่น หรือ?            
			<remark  id="s3b37c15l19" />           ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น  
			<remark  id="s3b37c15l20" />           ป. ท่านจงรับรู้ปฏิกรรม, หากว่า พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า บุคคลผู้ปฏิบัติ    
			<remark  id="s3b37c15l21" />เพื่อเกื้อกูลตน มีอยู่ และท่านก็หยั่งเห็นรูป โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้อง  
			<remark  id="s3b37c15l22" />กล่าวว่า รูปเป็นอื่น บุคคลก็เป็นอื่น, ที่ท่านกล่าวในปัญหานั้นว่า พึงกล่าวได้ว่า พระผู้มี  
		</para>
	</section>
	<section id="s3b37c16" >
		<para id="s3b37c16p">
			<remark  id="s3b37c16l1" />พระภาคได้ตรัสไว้ว่า บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลตน มีอยู่ และข้าพเจ้าก็หยั่งเห็นรูป โดยสัจฉิ  
			<remark  id="s3b37c16l2" />กัตถปรมัตถ์ แต่ไม่พึงกล่าวว่า รูปเป็นอื่น บุคคลก็เป็นอื่น ดังนี้ ผิด, แต่ถ้าไม่พึงกล่าวว่า  
			<remark  id="s3b37c16l3" />รูปเป็นอื่น บุคคลก็เป็นอื่น ก็ต้องไม่กล่าวว่า พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อ  
			<remark  id="s3b37c16l4" />เกื้อกูลตน มีอยู่ และข้าพเจ้าก็หยั่งเห็นรูป โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ ที่ท่านกล่าวในปัญหานั้นว่า  
			<remark  id="s3b37c16l5" />พึงกล่าวได้ว่า พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลตน มีอยู่ และ     
			<remark  id="s3b37c16l6" />ข้าพเจ้าก็หยั่งเห็นรูป โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ แต่ไม่พึงกล่าวว่า รูปเป็นอื่น บุคคลก็เป็นอื่น ดังนี้  
			<remark  id="s3b37c16l7" />ผิด ฯลฯ                      
			<remark  id="s3b37c16l8" />           ป. ท่านไม่หยั่งเห็นบุคคล โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ หรือ?  
			<remark  id="s3b37c16l9" />           ส. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c16l10" />           ป. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลตน มีอยู่ และ      
			<remark  id="s3b37c16l11" />ท่านก็หยั่งเห็นเวทนา ฯลฯ และท่านก็หยั่งเห็นสัญญา ฯลฯ และท่านก็หยั่งเห็นสังขาร ฯลฯ และ    
			<remark  id="s3b37c16l12" />ท่านก็หยั่งเห็นวิญญาณ โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ หรือ             
			<remark  id="s3b37c16l13" />           ป. ท่านจงรับรู้ปฏิกรรม หากว่า พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า บุคคลผู้ปฏิบัติ     
			<remark  id="s3b37c16l14" />เพื่อเกื้อกูลตน มีอยู่ และท่านก็หยั่งเห็นวิญญาณ โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึง  
			<remark  id="s3b37c16l15" />ต้องกล่าวว่า วิญญาณเป็นอื่น บุคคลก็เป็นอื่น ที่ท่านกล่าวในปัญหานั้นว่า พึงกล่าวได้ว่า พระ  
			<remark  id="s3b37c16l16" />ผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลตน มีอยู่ และข้าพเจ้าก็หยั่งเห็นวิญญาณ  
			<remark  id="s3b37c16l17" />โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ แต่ไม่พึงกล่าวว่า วิญญาณเป็นอื่น บุคคลก็เป็นอื่น ดังนี้ ผิด, แต่ถ้า  
			<remark  id="s3b37c16l18" />ไม่พึงกล่าวว่า วิญญาณเป็นอื่น บุคคลก็เป็นอื่น ก็ต้องไม่กล่าวว่า พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้  
			<remark  id="s3b37c16l19" />ว่า บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลตน มีอยู่ และข้าพเจ้าก็หยั่งเห็นวิญญาณ โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์,  
			<remark  id="s3b37c16l20" />ที่ท่านกล่าวในปัญหานั้น พึงกล่าวได้ว่า พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อเกื้อกูล  
			<remark  id="s3b37c16l21" />ตน มีอยู่ และข้าพเจ้าก็หยั่งเห็นวิญญาณโดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ แต่ไม่พึงกล่าวว่า วิญญาณเป็น   
			<remark  id="s3b37c16l22" />อื่น บุคคลก็เป็นอื่น ดังนี้ ผิด ฯลฯ  
			<remark  id="s3b37c16l23" />      [๒๓] ป. ท่านไม่หยั่งเห็นบุคคล โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ หรือ?  
			<remark  id="s3b37c16l24" />           ส. ถูกแล้ว        
		</para>
	</section>
	<section id="s3b37c17" >
		<para id="s3b37c17p">
			<remark  id="s3b37c17l1" />           ป. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลตน มีอยู่ และ      
			<remark  id="s3b37c17l2" />ท่านก็หยั่งเห็นจักขายตนะโดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ หรือ ฯลฯ และท่านก็หยั่งเห็นโสตายตนะ ฯลฯ      
			<remark  id="s3b37c17l3" />และท่านก็หยั่งเห็นธัมมายตนะ โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ หรือ ฯลฯ   
			<remark  id="s3b37c17l4" />      [๒๔] ... ท่านก็หยั่งเห็นจักขุธาตุ โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ หรือ ฯลฯ และท่านก็หยั่ง      
			<remark  id="s3b37c17l5" />เห็นกายธาตุ ฯลฯ และท่านก็หยั่งเห็นรูปธาตุ ฯลฯ และท่านก็หยั่งเห็นโผฏฐัพพธาตุ ฯลฯ และ      
			<remark  id="s3b37c17l6" />ท่านก็หยั่งเห็นจักขุวิญญาณธาตุ ฯลฯ และท่านก็หยั่งเห็นมโนวิญญาณธาตุ ฯลฯ และท่านก็หยั่ง    
			<remark  id="s3b37c17l7" />เห็นธัมมาธาตุ โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ หรือ ฯลฯ                 
			<remark  id="s3b37c17l8" />      [๒๕] ... และท่านก็หยั่งเห็นจักขุนทรีย์ โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ หรือ ฯลฯ และท่าน        
			<remark  id="s3b37c17l9" />ก็หยั่งเห็นโสตินทรีย์ โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ หรือ ฯลฯ และท่านก็หยั่งเห็นอัญญาตาวินทรีย์     
			<remark  id="s3b37c17l10" />โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ หรือ ฯลฯ  
			<remark  id="s3b37c17l11" />           ป. ท่านไม่หยั่งเห็นบุคคล โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ หรือ?  
			<remark  id="s3b37c17l12" />           ส. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c17l13" />           ป. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลตน มีอยู่ และ      
			<remark  id="s3b37c17l14" />ท่านก็หยั่งเห็นอัญญาตาวินทรีย์ โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ หรือ?   
			<remark  id="s3b37c17l15" />           ส. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c17l16" />           ป. อัญญาตาวินทรีย์เป็นอื่น บุคคลก็เป็นอื่น หรือ?  
			<remark  id="s3b37c17l17" />           ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น  
			<remark  id="s3b37c17l18" />           ป. ท่านจงรับรู้ปฏิกรรม หากว่า พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า บุคคลผู้ปฏิบัติ     
			<remark  id="s3b37c17l19" />เพื่อเกื้อกูลตน มีอยู่ และท่านก็หยั่งเห็นอัญญาตาวินทรีย์ โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ ด้วยเหตุนั้น  
			<remark  id="s3b37c17l20" />นะท่านจึงต้องกล่าวว่า อัญญาตาวินทรีย์เป็นอื่น บุคคลก็เป็นอื่น, ที่ท่านกล่าวในปัญหานั้นว่า พึง  
			<remark  id="s3b37c17l21" />กล่าวได้ว่า พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลตน มีอยู่ และข้าพเจ้าก็  
			<remark  id="s3b37c17l22" />หยั่งเห็นอัญญาตาวินทรีย์ โดยสัตฉิกัตถปรมัตถ์ แต่ไม่พึงกล่าวว่า อัญญาตาวินทรีย์เป็นอื่น   
		</para>
	</section>
	<section id="s3b37c18" >
		<para id="s3b37c18p">
			<remark  id="s3b37c18l1" />บุคคลก็เป็นอื่น ดังนี้ ผิด, แต่ถ้าไม่พึงกล่าวว่า อัญญาตาวินทรีย์เป็นอื่น บุคคลก็เป็นอื่น  
			<remark  id="s3b37c18l2" />ก็ต้องไม่กล่าวว่า พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลตน มีอยู่ และข้าพ  
			<remark  id="s3b37c18l3" />เจ้าก็หยั่งเห็นอัญญาตาวินทรีย์ โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์, ที่ท่านกล่าวในปัญหานั้นว่า พึงกล่าวได้  
			<remark  id="s3b37c18l4" />ว่า พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลตน มีอยู่ และข้าพเจ้าก็หยั่งเห็น  
			<remark  id="s3b37c18l5" />อัญญาตาวินทรีย์ โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ แต่ไม่พึงกล่าวว่า อัญญาตาวินทรีย์เป็นอื่น บุคคลอื่น  
			<remark  id="s3b37c18l6" />ก็เป็นอื่น ดังนี้ ผิด ฯลฯ    
			<remark  id="s3b37c18l7" />                       สุทธิกสังสันทนา จบ                  
			<remark  id="s3b37c18l8" />                         ----------  
			<remark  id="s3b37c18l9" />                        โอปัมมสังสันทนา                    
			<remark  id="s3b37c18l10" />      [๒๖] ส. ท่านหยั่งเห็นรูปโดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ ดุจหยั่งเห็นเวทนาโดยสัจฉิกัตถ         
			<remark  id="s3b37c18l11" />ปรมัตถ์ รูปเป็นอื่น เวทนาก็เป็นอื่น หรือ?                 
			<remark  id="s3b37c18l12" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c18l13" />           ส. ท่านหยั่งเห็นบุคคลโดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ ดุจหยั่งเห็นรูปโดยสัจฉิกัตถ         
			<remark  id="s3b37c18l14" />              ปรมัตถ์ หรือ?  
			<remark  id="s3b37c18l15" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c18l16" />           ส. รูปเป็นอื่น บุคคลก็เป็นอื่น หรือ?            
			<remark  id="s3b37c18l17" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น  
			<remark  id="s3b37c18l18" />           ส. ท่านจงรับรู้นิคหะ, หากว่าท่านหยั่งเห็นรูปโดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ ดุจหยั่ง      
			<remark  id="s3b37c18l19" />เห็นเวทนาโดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ รูปเป็นอื่น เวทนาก็เป็นอื่น (อย่างเดียวกัน) ท่านหยั่งเห็น   
			<remark  id="s3b37c18l20" />บุคคลโดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ ดุจหยั่งเห็นรูปโดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ ด้วยเหตุนั้นนะท่าน จึงต้อง   
			<remark  id="s3b37c18l21" />กล่าวว่า รูปเป็นอื่น บุคคลก็เป็นอื่น. ที่ท่านกล่าวในปัญหานั้นว่า พึงกล่าวได้ว่า ข้าพเจ้าหยั่ง  
			<remark  id="s3b37c18l22" />เห็นรูปโดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ ดุจหยั่งเห็นเวทนาโดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ รูปเป็นอื่น เวทนาก็เป็น  
			<remark  id="s3b37c18l23" />อื่น ข้าพเจ้าหยั่งเห็นบุคคลโดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ ดุจหยั่งเห็นรูปโดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ แต่ไม่พึง  
		</para>
	</section>
	<section id="s3b37c19" >
		<para id="s3b37c19p">
			<remark  id="s3b37c19l1" />กล่าวว่า รูปเป็นอื่น บุคคลก็เป็นอื่น ดังนี้ ผิด, แต่ถ้าไม่พึงกล่าวว่า รูปเป็นอื่น บุคคลก็  
			<remark  id="s3b37c19l2" />เป็นอื่น ก็ต้องไม่กล่าวว่า ข้าพเจ้าหยั่งเห็นรูปโดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ ดุจหยั่งเห็นเวทนาโดย  
			<remark  id="s3b37c19l3" />สัจฉิกัตถปรมัตถ์ รูปเป็นอื่น เวทนาก็เป็นอื่น ข้าพเจ้าหยั่งเห็นบุคคลโดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ ดุจ  
			<remark  id="s3b37c19l4" />หยั่งเห็นรูปโดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์. ที่ท่านกล่าวในปัญหานั้นว่า ข้าพเจ้าหยั่งเห็นรูปโดยสัจฉิกัตถ  
			<remark  id="s3b37c19l5" />ปรมัตถ์ ดุจหยั่งเห็นเวทนาโดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ รูปเป็นอื่น เวทนาก็เป็นอื่น ข้าพเจ้าหยั่งเห็น  
			<remark  id="s3b37c19l6" />บุคคลโดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ ดุจหยั่งเห็นรูปโดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ แต่ไม่พึงกล่าวว่า รูปเป็นอื่น  
			<remark  id="s3b37c19l7" />บุคคลก็เป็นอื่น ดังนี้ ผิด ฯลฯ  
			<remark  id="s3b37c19l8" />      [๒๗] ส. ท่านหยั่งเห็นรูปโดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ ดุจหยั่งเห็นสัญญาโดยสัจฉิกัตถ         
			<remark  id="s3b37c19l9" />ปรมัตถ์ ฯลฯ ดุจหยั่งเห็นสังขาร ฯลฯ ดุจหยั่งเห็นวิญญาณโดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ รูปเป็นอื่น    
			<remark  id="s3b37c19l10" />วิญญาณก็เป็นอื่น หรือ?       
			<remark  id="s3b37c19l11" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c19l12" />           ส. ท่านหยั่งเห็นบุคคลโดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ ดุจหยั่งเห็นรูปโดยสัจฉิกัตถ         
			<remark  id="s3b37c19l13" />ปรมัตถ์ หรือ?               
			<remark  id="s3b37c19l14" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c19l15" />           ส. รูปเป็นอื่น บุคคลก็เป็นอื่น หรือ?            
			<remark  id="s3b37c19l16" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น  
			<remark  id="s3b37c19l17" />           ส. ท่านจงรับรู้นิคหะ, หากว่า ท่านหยั่งเห็นรูปโดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ ดุจ          
			<remark  id="s3b37c19l18" />หยั่งเห็นวิญญาณโดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ รูปเป็นอื่น วิญญาณก็เป็นอื่น (อย่างเดียวกัน) ท่าน     
			<remark  id="s3b37c19l19" />หยั่งเห็นบุคคลโดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ ดุจหยั่งเห็นรูปโดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ ด้วยเหตุนั้นนะท่าน  
			<remark  id="s3b37c19l20" />จึงต้องกล่าวว่า รูปเป็นอื่น บุคคลก็เป็นอื่น ที่ท่านกล่าวในปัญหานั้นว่า พึงกล่าวได้ว่า ข้าพเจ้า  
			<remark  id="s3b37c19l21" />หยั่งเห็นรูปโดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ ดุจหยั่งเห็นวิญญาณโดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ รูปเป็นอื่น วิญญาณ  
			<remark  id="s3b37c19l22" />ก็เป็นอื่น ข้าพเจ้าหยั่งเห็นบุคคลโดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ ดุจหยั่งเห็นรูปโดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ แต่  
			<remark  id="s3b37c19l23" />ไม่พึงกล่าวว่า รูปเป็นอื่น บุคคลก็เป็นอื่น ดังนี้ ผิด, แต่ถ้าไม่พึงกล่าวว่า รูปเป็นอื่น บุคคลก็  
		</para>
	</section>
	<section id="s3b37c20" >
		<para id="s3b37c20p">
			<remark  id="s3b37c20l1" />เป็นอื่น ก็ต้องไม่กล่าวว่า ข้าพเจ้าหยั่งเห็นรูปโดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ ดุจหยั่งเห็นวิญญาณโดย  
			<remark  id="s3b37c20l2" />สัจฉิกัตถปรมัตถ์ รูปเป็นอื่น วิญญาณก็เป็นอื่น ข้าพเจ้าหยั่งเห็นบุคคลโดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์  
			<remark  id="s3b37c20l3" />ดุจหยั่งเห็นรูปโดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์, ที่ท่านกล่าวในปัญหานั้นว่า พึงกล่าวไว้ว่า ข้าพเจ้าหยั่ง  
			<remark  id="s3b37c20l4" />เห็นรูปโดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ ดุจหยั่งเห็นวิญญาณโดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ รูปเป็นอื่น วิญญาณก็    
			<remark  id="s3b37c20l5" />เป็นอื่น ข้าพเจ้าหยั่งเห็นบุคคลโดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ ดุจหยั่งเห็นรูปโดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์    
			<remark  id="s3b37c20l6" />แต่ไม่พึงกล่าวว่า รูปเป็นอื่น บุคคลก็เป็นอื่น ดังนี้ ผิด ฯลฯ  
			<remark  id="s3b37c20l7" />      [๒๘] ส. ท่านหยั่งเห็นเวทนาโดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ ดุจหยั่งเห็นสัญญา ฯลฯ ดุจ            
			<remark  id="s3b37c20l8" />หยั่งเห็นสังขาร ฯลฯ ดุจหยั่งเห็นวิญญาณ ฯลฯ ดุจหยั่งเห็นรูปโดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ เวทนา      
			<remark  id="s3b37c20l9" />เป็นอื่น รูปก็เป็นอื่น หรือ ฯลฯ  
			<remark  id="s3b37c20l10" />      [๒๙] ส. ท่านหยั่งเห็นสัญญาโดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ ดุจหยั่งเห็นสังขาร ฯลฯ ดุจ           
			<remark  id="s3b37c20l11" />หยั่งเห็นวิญญาณ ฯลฯ ดุจหยั่งเห็นรูป ฯลฯ ดุจหยั่งเห็นเวทนาโดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ สัญญา       
			<remark  id="s3b37c20l12" />เป็นอื่น เวทนาก็เป็นอื่น หรือ ฯลฯ  
			<remark  id="s3b37c20l13" />      [๓๐] ส. ท่านหยั่งเห็นสังขารโดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ ดุจหยั่งเห็นวิญญาณ ฯลฯ ดุจ          
			<remark  id="s3b37c20l14" />หยั่งเห็นรูป ฯลฯ ดุจหยั่งเห็นเวทนา ฯลฯ ดุจหยั่งเห็นสัญญาโดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ สังขารเป็น   
			<remark  id="s3b37c20l15" />อื่น สัญญาก็เป็นอื่น หรือ ฯลฯ  
			<remark  id="s3b37c20l16" />      [๓๑] ส. ท่านหยั่งเห็นวิญญาณโดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ ดุจหยั่งเห็นรูป ฯลฯ ดุจหยั่ง        
			<remark  id="s3b37c20l17" />เห็นเวทนา ฯลฯ ดุจหยั่งเห็นสัญญา ฯลฯ ดุจหยั่งเห็นสังขารโดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ วิญญาณเป็น     
			<remark  id="s3b37c20l18" />อื่นสังขารก็เป็นอื่น หรือ ฯลฯ  
			<remark  id="s3b37c20l19" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c20l20" />           ส. ท่านหยั่งเห็นบุคคลโดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ ดุจหยั่งเห็นวิญญาณโดยสัจฉิกัตถ      
			<remark  id="s3b37c20l21" />              ปรมัตถ์ หรือ?  
			<remark  id="s3b37c20l22" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c20l23" />           ส. วิญญาณเป็นอื่น บุคคลก็เป็นอื่น หรือ?         
			<remark  id="s3b37c20l24" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น  
		</para>
	</section>
	<section id="s3b37c21" >
		<para id="s3b37c21p">
			<remark  id="s3b37c21l1" />           ส. ท่านจงรับรู้นิคหะ, หากว่า ท่านหยั่งเห็นวิญญาณโดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ ดุจ       
			<remark  id="s3b37c21l2" />หยั่งเห็นสังขารโดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ วิญญาณเป็นอื่น สังขารก็เป็นอื่น (อย่างเดียวกัน) ท่าน  
			<remark  id="s3b37c21l3" />หยั่งเห็นบุคคลโดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ ดุจหยั่งเห็นวิญญาณโดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ ด้วยเหตุนั้นนะ   
			<remark  id="s3b37c21l4" />ท่านจึงต้องกล่าวว่า วิญญาณเป็นอื่น บุคคลก็เป็นอื่น ที่ท่านกล่าวในปัญหานั้นว่า พึงกล่าวได้ว่า  
			<remark  id="s3b37c21l5" />ข้าพเจ้าหยั่งเห็นวิญญาณโดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ ดุจหยั่งเห็นสังขารโดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ วิญญาณ  
			<remark  id="s3b37c21l6" />เป็นอื่น สังขารก็เป็นอื่น ข้าพเจ้าหยั่งเห็นบุคคลโดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ ดุจหยั่งเห็นวิญญาณโดย  
			<remark  id="s3b37c21l7" />สัจฉิกัตถปรมัตถ์ แต่ไม่พึงกล่าวว่า วิญญาณเป็นอื่น บุคคลก็เป็นอื่น ดังนี้ ผิด, แต่ถ้าไม่พึง  
			<remark  id="s3b37c21l8" />กล่าวว่า วิญญาณเป็นอื่น บุคคลก็เป็นอื่น ก็ต้องไม่กล่าวว่า ข้าพเจ้าหยั่งเห็นวิญญาณโดยสัจฉิกัตถ  
			<remark  id="s3b37c21l9" />ปรมัตถ์ ดุจหยั่งเห็นสังขารโดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ วิญญาณเป็นอื่น สังขารก็เป็นอื่น ข้าพเจ้า  
			<remark  id="s3b37c21l10" />หยั่งเห็นบุคคลโดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ ดุจหยั่งเห็นวิญญาณโดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ ที่ท่านกล่าวใน
			<remark  id="s3b37c21l11" />ปัญหา  
			<remark  id="s3b37c21l12" />นั้นว่า พึงกล่าวได้ว่า ข้าพเจ้าหยั่งเห็นวิญญาณโดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ ดุจหยั่งเห็นสังขารโดย  
			<remark  id="s3b37c21l13" />สัจฉิกัตถปรมัตถ์ วิญญาณเป็นอื่น สังขารก็เป็นอื่น ข้าพเจ้าหยั่งเห็นบุคคลโดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์  
			<remark  id="s3b37c21l14" />ดุจหยั่งเห็นวิญญาณโดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ แต่ไม่พึงกล่าวว่า วิญญาณเป็นอื่น บุคคลก็เป็นอื่น   
			<remark  id="s3b37c21l15" />ดังนี้ ผิด ฯลฯ               
			<remark  id="s3b37c21l16" />      [๓๒] ส. ท่านหยั่งเห็นจักขายตนะโดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ ดุจหยั่งเห็นโสตายนะ ฯลฯ          
			<remark  id="s3b37c21l17" />ดุจหยั่งเห็นธัมมายตนะโดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ จักขายตนะเป็นอื่น ธัมมายตนะก็เป็นอื่น หรือ ฯลฯ  
			<remark  id="s3b37c21l18" />      [๓๓] ส. ท่านหยั่งเห็นโสตายตนะ ฯลฯ ท่านหยั่งเห็นธัมมายตนะโดยสัจฉิกัตถ              
			<remark  id="s3b37c21l19" />ปรมัตถ์ ดุจหยั่งเห็นจักขายตนะ ฯลฯ ดุจหยั่งเห็นมนายตนะโดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ ธัมมายตนะ      
			<remark  id="s3b37c21l20" />เป็นอื่น มนายตนะก็เป็นอื่น หรือ ฯลฯ  
			<remark  id="s3b37c21l21" />      [๓๔] ส. ท่านหยั่งเห็นจักขุธาตุโดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ ดุจหยั่งเห็นโสตธาตุ ฯลฯ          
			<remark  id="s3b37c21l22" />ดุจหยั่งเห็นธรรมธาตุโดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ จักขุธาตุเป็นอื่น ธรรมธาตุก็เป็นอื่น หรือ ฯลฯ    
			<remark  id="s3b37c21l23" />      [๓๕] ส. ท่านหยั่งเห็นโสตธาตุ ฯลฯ ท่านหยั่งเห็นธรรมธาตุโดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์          
			<remark  id="s3b37c21l24" />ดุจหยั่งเห็นจักขุธาตุ ฯลฯ ดุจหยั่งเห็นมโนวิญญาณธาตุโดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ ธรรมธาตุเป็นอื่น  
			<remark  id="s3b37c21l25" />มโนวิญญาณธาตุก็เป็นอื่น หรือ ฯลฯ  
		</para>
	</section>
	<section id="s3b37c22" >
		<para id="s3b37c22p">
			<remark  id="s3b37c22l1" />      [๓๖] ส. ท่านหยั่งเห็นจักขุนทรีย์โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ ดุจหยั่งเห็นโสตินทรีย์ ฯลฯ     
			<remark  id="s3b37c22l2" />ดุจหยั่งเห็นอัญญาตาวินทรีย์โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ จักขุนทรีย์เป็นอื่น อัญญาตาวินทรีย์ก็เป็นอื่น  
			<remark  id="s3b37c22l3" />หรือ ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c22l4" />      [๓๗] ส. ท่านหยั่งเห็นโสตินทรีย์ ฯลฯ ท่านหยั่งเห็นอัญญาตาวินทรีย์โดยสัจฉิกัตถ      
			<remark  id="s3b37c22l5" />ปรมัตถ์ ดุจหยั่งเห็นจักขุนทรีย์ ฯลฯ ดุจหยั่งเห็นอัญญินทรีย์โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ อัญญาตา  
			<remark  id="s3b37c22l6" />วินทรีย์เป็นอื่น อัญญินทรีย์ก็เป็นอื่น หรือ?               
			<remark  id="s3b37c22l7" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c22l8" />           ส. ท่านหยั่งเห็นบุคคลโดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ ดุจหยั่งเห็นอัญญาตาวินทรีย์โดย       
			<remark  id="s3b37c22l9" />              สัจฉิกัตถปรมัตถ์ หรือ?  
			<remark  id="s3b37c22l10" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c22l11" />           ส. อัญญาตาวินทรีย์เป็นอื่น บุคคลก็เป็นอื่น หรือ?  
			<remark  id="s3b37c22l12" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น  
			<remark  id="s3b37c22l13" />           ส. ท่านจงรับรู้นิคหะ, หากว่า ท่านหยั่งเห็นอัญญาตาวินทรีย์โดยสัจฉิกัตถ        
			<remark  id="s3b37c22l14" />ปรมัตถ์ ดุจหยั่งเห็นอัญญินทรีย์โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ อัญญาตาวินทรีย์เป็นอื่น อัญญินทรีย์ก็  
			<remark  id="s3b37c22l15" />เป็นอื่น (อย่างเดียวกัน) ท่านหยั่งเห็นบุคคลโดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ ดุจหยั่งเห็นอัญญาตาวินทรีย์  
			<remark  id="s3b37c22l16" />โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า อัญญาตาวินทรีย์เป็นอื่น บุคคลก็    
			<remark  id="s3b37c22l17" />เป็นอื่น ที่ท่านกล่าวในปัญหานั้นว่า พึงกล่าวได้ว่า ข้าพเจ้าหยั่งเห็นอัญญาตาวินทรีย์โดยสัจฉิกัตถ  
			<remark  id="s3b37c22l18" />ปรมัตถ์ ดุจหยั่งเห็นอัญญินทรีย์โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ อัญญาตาวินทรีย์เป็นอื่น อัญญินทรีย์ก็  
			<remark  id="s3b37c22l19" />เป็นอื่น ข้าพเจ้าหยั่งเห็นบุคคลโดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ แต่ไม่พึงกล่าวว่า อัญญาตาวินทรีย์เป็นอื่น  
			<remark  id="s3b37c22l20" />บุคคลก็เป็นอื่น ดังนี้ ผิด, แต่ถ้าไม่พึงกล่าวว่า อัญญาตาวินทรีย์เป็นอื่น บุคคลก็เป็นอื่น ก็ต้อง  
			<remark  id="s3b37c22l21" />ไม่กล่าวว่า ข้าพเจ้าหยั่งเห็นอัญญาตาวินทรีย์โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ ดุจหยั่งเห็นอัญญินทรีย์โดยสัจฉิ  
			<remark  id="s3b37c22l22" />กัตถปรมัตถ์ อัญญาตาวินทรีย์เป็นอื่น อัญญินทรีย์ก็เป็นอื่น ข้าพเจ้าหยั่งเห็นบุคคลโดยสัจฉิกัตถ  
			<remark  id="s3b37c22l23" />ปรมัตถ์ ดุจหยั่งเห็นอัญญาตาวินทรีย์โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์, ที่ท่านกล่าวในปัญหานั้นว่า พึงกล่าว  
		</para>
	</section>
	<section id="s3b37c23" >
		<para id="s3b37c23p">
			<remark  id="s3b37c23l1" />ได้ว่า ข้าพเจ้าหยั่งเห็นอัญญาตาวินทรีย์โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ ดุจหยั่งเห็นอัญญินทรีย์โดยสัจฉิ  
			<remark  id="s3b37c23l2" />กัตถปรมัตถ์ อัญญาตาวินทรีย์เป็นอื่น อัญญินทรีย์ก็เป็นอื่น ข้าพเจ้าหยั่งเห็นบุคคลโดยสัจฉิ  
			<remark  id="s3b37c23l3" />กัตถปรมัตถ์ ดุจหยั่งเห็นอัญญาตาวินทรีย์โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ แต่ไม่พึงกล่าวว่า อัญญาตา   
			<remark  id="s3b37c23l4" />วินทรีย์เป็นอื่น บุคคลก็เป็นอื่น ดังนี้ ผิด ฯลฯ           
			<remark  id="s3b37c23l5" />      [๓๘] ป. ท่านหยั่งเห็นรูปโดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ ดุจหยั่งเห็นเวทนาโดยสัจฉิกัตถ         
			<remark  id="s3b37c23l6" />ปรมัตถ์ รูปเป็นอื่น เวทนาก็เป็นอื่น หรือ?                 
			<remark  id="s3b37c23l7" />           ส. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c23l8" />           ป. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า บุคคลปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลตน มีอยู่ และท่าน     
			<remark  id="s3b37c23l9" />ก็หยั่งเห็นรูปโดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ หรือ?                    
			<remark  id="s3b37c23l10" />           ส. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c23l11" />           ป. รูปเป็นอื่น บุคคลก็เป็นอื่น หรือ?            
			<remark  id="s3b37c23l12" />           ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น  
			<remark  id="s3b37c23l13" />           ป. ท่านจงรับรู้ปฏิกรรม หากว่า ท่านหยั่งเห็นรูปโดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ ดุจ         
			<remark  id="s3b37c23l14" />หยั่งเห็นเวทนาโดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ รูปเป็นอื่น เวทนาก็เป็นอื่น พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า  
			<remark  id="s3b37c23l15" />บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลตน มีอยู่ และท่านก็หยั่งเห็นรูปโดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ ด้วยเหตุนั้น  
			<remark  id="s3b37c23l16" />นะท่านจึงต้องกล่าวว่า รูปเป็นอื่น บุคคลก็เป็นอื่น, ที่ท่านกล่าวในปัญหานั้นว่า พึงกล่าวได้ว่า  
			<remark  id="s3b37c23l17" />ข้าพเจ้าหยั่งเห็นรูปโดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ ดุจหยั่งเห็นเวทนาโดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ รูปเป็นอื่น  
			<remark  id="s3b37c23l18" />เวทนาก็เป็นอื่น พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลตน มีอยู่ และข้าพเจ้า  
			<remark  id="s3b37c23l19" />หยั่งเห็นรูปโดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ แต่ไม่พึงกล่าวว่า รูปเป็นอื่น บุคคลก็เป็นอื่น ดังนี้ ผิด, แต่  
			<remark  id="s3b37c23l20" />ถ้าไม่พึงกล่าวว่า รูปเป็นอื่น บุคคลก็เป็นอื่น ก็ต้องไม่กล่าวว่า ข้าพเจ้าหยั่งเห็นรูปโดยสัจฉิ  
			<remark  id="s3b37c23l21" />กัตถปรมัตถ์ ดุจหยั่งเห็นเวทนาโดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ รูปเป็นอื่น เวทนาก็เป็นอื่น พระผู้มีพระ  
			<remark  id="s3b37c23l22" />ภาคได้ตรัสไว้ว่า บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลตน มีอยู่ และข้าพเจ้าหยั่งเห็นรูปโดยสัจฉิกัตถปร-  
			<remark  id="s3b37c23l23" />มัตถ์ ที่ท่านกล่าวในปัญหานั้นว่า พึงกล่าวได้ว่า ข้าพเจ้าหยั่งเห็นรูปโดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ รูป  
		</para>
	</section>
	<section id="s3b37c24" >
		<para id="s3b37c24p">
			<remark  id="s3b37c24l1" />เป็นอื่น เวทนาก็เป็นอื่น พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลตน มีอยู่  
			<remark  id="s3b37c24l2" />และข้าพเจ้าหยั่งเห็นรูปโดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ แต่ไม่พึงกล่าวว่า รูปเป็นอื่น บุคคลก็เป็นอื่น ดังนี้  
			<remark  id="s3b37c24l3" />ผิด ฯลฯ                      
			<remark  id="s3b37c24l4" />      [๓๙] ป. ท่านหยั่งเห็นรูปโดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ ดุจหยั่งเห็นสัญญา ฯลฯ ดุจหยั่ง         
			<remark  id="s3b37c24l5" />เห็นสังขาร ฯลฯ ดุจหยั่งเห็นวิญญาณโดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ รูปเป็นอื่น วิญญาณก็เป็นอื่น        
			<remark  id="s3b37c24l6" />หรือ ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c24l7" />      [๔๐] ป. ท่านหยั่งเห็นเวทนาโดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ ดุจหยั่งเห็นสัญญา ฯลฯ ดุจหยั่ง       
			<remark  id="s3b37c24l8" />เห็นสังขาร ฯลฯ ดุจหยั่งเห็นวิญญาณ ฯลฯ ดุจหยั่งเห็นรูปโดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ เวทนาเป็นอื่น   
			<remark  id="s3b37c24l9" />รูปก็เป็นอื่น หรือ ฯลฯ       
			<remark  id="s3b37c24l10" />      [๔๑] ป. ท่านหยั่งเห็นสัญญาโดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ ดุจหยั่งเห็นสังขาร ฯลฯ ดุจ           
			<remark  id="s3b37c24l11" />หยั่งเห็นวิญญาณ ฯลฯ ดุจหยั่งเห็นรูป ฯลฯ ดุจหยั่งเห็นเวทนาโดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ สัญญา       
			<remark  id="s3b37c24l12" />เป็นอื่น เวทนาก็เป็นอื่น หรือ ฯลฯ  
			<remark  id="s3b37c24l13" />      [๔๒] ป. ท่านหยั่งเห็นสังขารโดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ ดุจหยั่งเห็นวิญญาณ ฯลฯ ดุจ          
			<remark  id="s3b37c24l14" />หยั่งเห็นรูป ฯลฯ ดุจหยั่งเห็นเวทนา ฯลฯ ดุจหยั่งเห็นสัญญาโดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ สังขาร       
			<remark  id="s3b37c24l15" />เป็นอื่น สัญญาก็เป็นอื่น หรือ ฯลฯ  
			<remark  id="s3b37c24l16" />      [๔๓] ป. ท่านหยั่งเห็นวิญญาณโดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ ดุจหยั่งเห็นรูป ฯลฯ ดุจหยั่ง        
			<remark  id="s3b37c24l17" />เห็นเวทนา ฯลฯ ดุจหยั่งเห็นสัญญา ฯลฯ ดุจหยั่งเห็นสังขารโดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ วิญญาณ         
			<remark  id="s3b37c24l18" />เป็นอื่น สังขารก็เป็นอื่น หรือ ฯลฯ  
			<remark  id="s3b37c24l19" />      [๔๔] ป. ท่านหยั่งเห็นจักขายตนะโดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ ดุจหยั่งเห็นโสตายตนะ             
			<remark  id="s3b37c24l20" />ฯลฯ ดุจหยั่งเห็นธัมมายตนะโดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ จักขายตนะเป็นอื่น ธัมมายตนะก็เป็นอื่น       
			<remark  id="s3b37c24l21" />หรือ ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c24l22" />      [๔๕] ป. ท่านหยั่งเห็นโสตายตนะ ฯลฯ ธัมมายตนะโดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ ดุจหยั่ง            
			<remark  id="s3b37c24l23" />เห็นจักขายตนะ ฯลฯ ดุจหยั่งเห็นมนายตนะโดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ ธัมมายตนะเป็นอื่น มนายตนะ       
			<remark  id="s3b37c24l24" />ก็เป็นอื่น หรือ ฯลฯ     
		</para>
	</section>
	<section id="s3b37c25" >
		<para id="s3b37c25p">
			<remark  id="s3b37c25l1" />      [๔๖] ป. ท่านหยั่งเห็นจักขุธาตุ โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ ดุจหยั่งเห็นโสตธาตุ ฯลฯ         
			<remark  id="s3b37c25l2" />ดุจหยั่งเห็นธรรมธาตุโดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ จักขุธาตุเป็นอื่น ธรรมธาตุก็เป็นอื่น หรือ ฯลฯ    
			<remark  id="s3b37c25l3" />      [๔๗] ป. ท่านหยั่งเห็นโสตธาตุโดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ ฯลฯ ท่านหยั่งเห็นธรรมธาตุ          
			<remark  id="s3b37c25l4" />โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ ดุจหยั่งเห็นจักขุธาตุ ฯลฯ ดุจหยั่งเห็นมโนวิญญาณธาตุโดยสัจฉิกัตถ     
			<remark  id="s3b37c25l5" />ปรมัตถ์ ธรรมธาตุเป็นอื่น มโนวิญญาณธาตุก็เป็นอื่น หรือ ฯลฯ  
			<remark  id="s3b37c25l6" />      [๔๘] ป. ท่านหยั่งเห็นจักขุนทรีย์โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ ดุจหยั่งเห็นโสตินทรีย์ ฯลฯ     
			<remark  id="s3b37c25l7" />ดุจหยั่งเห็นอัญญาตาวินทรีย์โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ จักขุนทรีย์เป็นอื่น อัญญาตาวินทรีย์ก็เป็น  
			<remark  id="s3b37c25l8" />อื่น หรือ ฯลฯ                
			<remark  id="s3b37c25l9" />      [๔๙] ป. ท่านหยั่งเห็นโสตินทรีย์ ฯลฯ อัญญาตาวินทรีย์โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์             
			<remark  id="s3b37c25l10" />ดุจหยั่งเห็นจักขุนทรีย์ ฯลฯ ดุจหยั่งเห็นอัญญิณทรีย์โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ อัญญาตาวินทรีย์   
			<remark  id="s3b37c25l11" />เป็นอื่น อัญญินทรีย์ก็เป็นอื่น หรือ ฯลฯ                    
			<remark  id="s3b37c25l12" />           ส. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c25l13" />           ป. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลตน มีอยู่ และ      
			<remark  id="s3b37c25l14" />ท่านก็หยั่ง เห็นอัญญาตาวินทรีย์โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ หรือ?   
			<remark  id="s3b37c25l15" />           ส. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c25l16" />           ป. อัญญาตาวินทรีย์เป็นอื่น บุคคลก็เป็นอื่น หรือ?  
			<remark  id="s3b37c25l17" />           ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น  
			<remark  id="s3b37c25l18" />           ป. ท่านจงรับรู้ปฏิกรรม, หากว่า ท่านหยั่งเห็นอัญญาตาวินทรีย์โดยสัจฉิกัตถ      
			<remark  id="s3b37c25l19" />ปรมัตถ์ ดุจหยั่งเห็นอัญญินทรีย์โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ อัญญาตาวินทรีย์เป็นอื่น อัญญินทรีย์ก็  
			<remark  id="s3b37c25l20" />เป็นอื่น พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลตน มีอยู่ และท่านก็หยั่งเห็น  
			<remark  id="s3b37c25l21" />อัญญาตาวินทรีย์โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า อัญญาตาวินทรีย์เป็นอื่น  
			<remark  id="s3b37c25l22" />บุคคลก็เป็นอื่น, ที่ท่านกล่าวในปัญหานั้นว่า พึงกล่าวได้ว่า ข้าพเจ้าหยั่งเห็นอัญญาตาวินทรีย์  
		</para>
	</section>
	<section id="s3b37c26" >
		<para id="s3b37c26p">
			<remark  id="s3b37c26l1" />โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ อัญญาตาวินทรีย์เป็นอื่น อัญญินทรีย์ก็เป็นอื่น พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า  
			<remark  id="s3b37c26l2" />บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลตน มีอยู่ และข้าพเจ้าก็หยั่งเห็นอัญญาตาวินทรีย์โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์  
			<remark  id="s3b37c26l3" />แต่ไม่พึงกล่าวว่า อัญญาตาวินทรีย์เป็นอื่น บุคคลก็เป็นอื่น ดังนี้ ผิด, แต่ถ้าไม่พึงกล่าวว่า  
			<remark  id="s3b37c26l4" />อัญญาตาวินทรีย์เป็นอื่น บุคคลก็เป็นอื่น ก็ต้องไม่กล่าวว่า ข้าพเจ้าหยั่งเห็นอัญญาตาวินทรีย์โดย  
			<remark  id="s3b37c26l5" />สัจฉิกัตถปรมัตถ์ ดุจหยั่งเห็นอัญญินทรีย์โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ อัญญาตาวินทรีย์เป็นอื่น      
			<remark  id="s3b37c26l6" />อัญญินทรีย์ก็เป็นอื่น พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลตน มีอยู่ และ  
			<remark  id="s3b37c26l7" />ข้าพเจ้าหยั่งเห็น อัญญาตาวินทรีย์โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์, ที่ท่านกล่าวในปัญหานั้นว่า พึงกล่าวได้ว่า  
			<remark  id="s3b37c26l8" />ข้าพเจ้าหยั่งเห็นอัญญาตาวินทรีย์โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ ดุจหยั่งเห็นอัญญินทรีย์โดยสัจฉิกัตถ
			<remark  id="s3b37c26l9" />ปรมัตถ์  
			<remark  id="s3b37c26l10" />อัญญาตาวินทรีย์เป็นอื่น อัญญินทรีย์ก็เป็นอื่น พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อ  
			<remark  id="s3b37c26l11" />เกื้อกูลตน มีอยู่ และข้าพเจ้าหยั่งเห็นอัญญาตาวินทรีย์โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ แต่ไม่พึงกล่าวว่า  
			<remark  id="s3b37c26l12" />อัญญาตาวินทรีย์เป็นอื่น บุคคลก็เป็นอื่น ดังนี้ ผิด ฯลฯ     
			<remark  id="s3b37c26l13" />                      โอปัมมสังสันทนา จบ                   
			<remark  id="s3b37c26l14" />                         ----------  
			<remark  id="s3b37c26l15" />                       จตุกกนยสังสันทนา                    
			<remark  id="s3b37c26l16" />      [๕๐] ส. ท่านหยั่งเห็นบุคคลโดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ หรือ?  
			<remark  id="s3b37c26l17" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c26l18" />           ส. รูปเป็นบุคคลหรือ?  
			<remark  id="s3b37c26l19" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น  
			<remark  id="s3b37c26l20" />           ส. ท่านจงรับรู้นิคหะ, หากว่า ท่านหยั่งเห็นบุคคลโดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์            
			<remark  id="s3b37c26l21" />ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า รูปเป็นบุคคล, ที่ท่านกล่าวในปัญหานั้นว่า พึงกล่าวได้ว่า  
			<remark  id="s3b37c26l22" />ข้าพเจ้าหยั่งเห็นบุคคลโดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ แต่ไม่พึงกล่าวว่า รูปเป็นบุคคล ดังนี้ ผิด, แต่  
			<remark  id="s3b37c26l23" />ถ้าไม่พึงกล่าวว่า รูปเป็นบุคคล ก็ต้องไม่กล่าวว่า ข้าพเจ้าหยั่งเห็นบุคคลโดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์,  
		</para>
	</section>
	<section id="s3b37c27" >
		<para id="s3b37c27p">
			<remark  id="s3b37c27l1" />ที่ท่านกล่าวในปัญหานั้นว่า พึงกล่าวได้ว่า ข้าพเจ้าหยั่งเห็นบุคคลโดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ แต่ไม่  
			<remark  id="s3b37c27l2" />พึงกล่าวว่า รูปเป็นบุคคล ดังนี้ ผิด ฯลฯ                    
			<remark  id="s3b37c27l3" />      [๕๑] ส. ท่านหยั่งเห็นบุคคลโดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ หรือ?  
			<remark  id="s3b37c27l4" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c27l5" />           ส. บุคคลในรูปหรือ ฯลฯ บุคคลอื่นจากรูปหรือ ฯลฯ รูปในบุคคลหรือ?                 
			<remark  id="s3b37c27l6" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น  
			<remark  id="s3b37c27l7" />           ส. ท่านจงรับรู้นิคหะ, หากว่า ท่านหยั่งเห็นบุคคลโดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ ด้วย       
			<remark  id="s3b37c27l8" />เหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า รูปในบุคคล, ที่ท่านกล่าวในปัญหานั้นว่า พึงกล่าวได้ว่า ข้าพเจ้า  
			<remark  id="s3b37c27l9" />หยั่งเห็นบุคคลโดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ แต่ไม่พึงกล่าวว่า รูปในบุคคล ดังนี้ ผิด, แต่ถ้าไม่พึง  
			<remark  id="s3b37c27l10" />กล่าวว่า รูปในบุคคล ก็ต้องไม่กล่าวว่า ข้าพเจ้าหยั่งเห็นบุคคลโดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์, ที่ท่าน  
			<remark  id="s3b37c27l11" />กล่าวในปัญหานั้นว่า พึงกล่าวได้ว่า ข้าพเจ้าหยั่งเห็นบุคคลโดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ แต่ไม่พึงกล่าว  
			<remark  id="s3b37c27l12" />ว่า รูปในบุคคล ดังนี้ ผิด ฯลฯ  
			<remark  id="s3b37c27l13" />      [๕๒] ส. ท่านหยั่งเห็นบุคคลโดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ หรือ?  
			<remark  id="s3b37c27l14" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c27l15" />           ส. เวทนาเป็นบุคคลหรือ ฯลฯ บุคคลในเวทนาหรือ ฯลฯ บุคคลอื่นจาก                   
			<remark  id="s3b37c27l16" />เวทนาหรือ ฯลฯ เวทนาในบุคคลหรือ ฯลฯ สัญญาเป็นบุคคลหรือ ฯลฯ บุคคลในสัญญาหรือ               
			<remark  id="s3b37c27l17" />ฯลฯ บุคคลอื่นจากสัญญาหรือ ฯลฯ สัญญาในบุคคลหรือ ฯลฯ สังขารเป็นบุคคลหรือ ฯลฯ               
			<remark  id="s3b37c27l18" />บุคคลอื่นจากสังขารหรือ ฯลฯ สังขารในบุคคลหรือ ฯลฯ วิญญาณเป็นบุคคลหรือ ฯลฯ บุคคล           
			<remark  id="s3b37c27l19" />ในวิญญาณหรือ ฯลฯ บุคคลอื่นจากวิญญาณหรือ ฯลฯ วิญญาณในบุคคลหรือ?  
			<remark  id="s3b37c27l20" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น  
			<remark  id="s3b37c27l21" />           ส. ท่านจงรับรู้นิคหะ, หากว่า ท่านหยั่งเห็นบุคคลโดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์            
			<remark  id="s3b37c27l22" />ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า วิญญาณในบุคคล, ที่ท่านกล่าวในปัญหานั้นว่า พึงกล่าวได้ว่า  
			<remark  id="s3b37c27l23" />ข้าพเจ้าหยั่งเห็นบุคคลโดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ แต่ไม่พึงกล่าวว่า วิญญาณในบุคคล ดังนี้ ผิด,    
		</para>
	</section>
	<section id="s3b37c28" >
		<para id="s3b37c28p">
			<remark  id="s3b37c28l1" />แต่ถ้าไม่พึงกล่าวว่า วิญญาณในบุคคล ก็ต้องไม่กล่าวว่า ข้าพเจ้าหยั่งเห็นบุคคลโดยสัจฉิกัตถ  
			<remark  id="s3b37c28l2" />ปรมัตถ์, ที่ท่านกล่าวในปัญหานั้นว่า พึงกล่าวได้ว่า ข้าพเจ้าหยั่งเห็นบุคคลโดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์  
			<remark  id="s3b37c28l3" />แต่ไม่พึงกล่าวว่า วิญญาณในบุคคล ดังนี้ ผิด ฯลฯ             
			<remark  id="s3b37c28l4" />      [๕๓] ส. ท่านหยั่งเห็นบุคคล โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ หรือ?  
			<remark  id="s3b37c28l5" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c28l6" />           ส. จักขายตนะเป็นบุคคลหรือ ฯลฯ บุคคลในจักขายตนะหรือ ฯลฯ บุคคล                  
			<remark  id="s3b37c28l7" />อื่นจากจักขายตนะหรือ ฯลฯ จักขายตนะในบุคคลหรือ ฯลฯ ธัมมายตนะเป็นบุคคลหรือ ฯลฯ             
			<remark  id="s3b37c28l8" />บุคคลในธัมมายตนะหรือ ฯลฯ ธัมมายตนะในบุคคล หรือ ฯลฯ         
			<remark  id="s3b37c28l9" />      [๕๔] ... จักขุธาตุเป็นบุคคลหรือ ฯลฯ บุคคลในจักขุธาตุหรือ ฯลฯ บุคคลอื่นจาก          
			<remark  id="s3b37c28l10" />จักขุธาตุหรือ ฯลฯ จักขุธาตุในบุคคลหรือ ฯลฯ ธรรมธาตุเป็นบุคคลหรือ ฯลฯ บุคคลในธรรมธาตุ     
			<remark  id="s3b37c28l11" />หรือ ฯลฯ บุคคลอื่นจากธรรมธาตุหรือ ฯลฯ ธรรมธาตุในบุคคลหรือ ฯลฯ  
			<remark  id="s3b37c28l12" />      [๕๕] ... จักขุนทรีย์เป็นบุคคลหรือ ฯลฯ บุคคลในจักขุนทรีย์หรือ ฯลฯ บุคคลอื่นจาก      
			<remark  id="s3b37c28l13" />จักขุนทรีย์หรือ ฯลฯ จักขุนทรีย์ในบุคคลหรือ ฯลฯ อัญญาตาวินทรีย์เป็นบุคคลหรือ ฯลฯ บุคคล    
			<remark  id="s3b37c28l14" />ในอัญญาตาวินทรีย์หรือ ฯลฯ บุคคลอื่นจากอัญญาตาวินทรีย์หรือ ฯลฯ อัญญาตาวินทรีย์ในบุคคล     
			<remark  id="s3b37c28l15" />หรือ ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c28l16" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น  
			<remark  id="s3b37c28l17" />           ส. ท่านจงรับรู้นิคหะ, หากท่านหยั่งเห็นบุคคลโดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ ด้วยเหตุ       
			<remark  id="s3b37c28l18" />นั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า อัญญาตาวินทรีย์ในบุคคล, ที่ท่านกล่าวในปัญหานั้นว่า พึงกล่าวได้ว่า  
			<remark  id="s3b37c28l19" />ข้าพเจ้าหยั่งเห็นบุคคล โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ แต่ไม่พึงกล่าวว่า อัญญาตาวินทรีย์ในบุคคล ดังนี้  
			<remark  id="s3b37c28l20" />ผิด, แต่ถ้าไม่พึงกล่าวว่า อัญญาตาวินทรีย์ในบุคคล ก็ต้องไม่กล่าวว่า ข้าพเจ้าหยั่งเห็นบุคคล  
			<remark  id="s3b37c28l21" />โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์, ที่ท่านกล่าวในปัญหานั้นว่า พึงกล่าวได้ว่า ข้าพเจ้าหยั่งเห็นบุคคลโดย  
			<remark  id="s3b37c28l22" />สัจฉิกัตถปรมัตถ์ แต่ไม่พึงกล่าวว่า อัญญาตาวินทรีย์ในบุคคล ดังนี้ ผิด ฯลฯ                 
			<remark  id="s3b37c28l23" />      [๕๖] ป. ท่านไม่หยั่งเห็นบุคคลโดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ หรือ ฯลฯ  
		</para>
	</section>
	<section id="s3b37c29" >
		<para id="s3b37c29p">
			<remark  id="s3b37c29l1" />           ส. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c29l2" />           ป. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลตน มีอยู่ ดังนี้   
			<remark  id="s3b37c29l3" />              หรือ?          
			<remark  id="s3b37c29l4" />           ส. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c29l5" />           ป. รูปเป็นบุคคลหรือ?  
			<remark  id="s3b37c29l6" />           ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น  
			<remark  id="s3b37c29l7" />           ป. ท่านจงรับรู้ปฏิกรรม, หากว่า พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า บุคคลผู้ปฏิบัติ    
			<remark  id="s3b37c29l8" />เพื่อเกื้อกูลตน มีอยู่ ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า รูปเป็นบุคคล, ที่ท่านกล่าวในปัญหา  
			<remark  id="s3b37c29l9" />นั้นว่า พึงกล่าวได้ว่า พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลตน มีอยู่ แต่  
			<remark  id="s3b37c29l10" />ไม่พึงกล่าวว่า รูปเป็นบุคคลดังนี้ผิด, แต่ถ้าไม่พึงกล่าวว่า รูปเป็นบุคคล ก็ต้องไม่กล่าวว่า พระ  
			<remark  id="s3b37c29l11" />ผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลตน มีอยู่, ที่ท่านกล่าวในปัญหานั้นว่า พึง  
			<remark  id="s3b37c29l12" />กล่าวได้ว่า พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลตน มีอยู่ แต่ไม่พึงกล่าวว่า  
			<remark  id="s3b37c29l13" />รูปเป็นบุคคล ดังนี้ ผิด ฯลฯ  
			<remark  id="s3b37c29l14" />      [๕๗] ป. ท่านไม่พึงหยั่งเห็นบุคคลโดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ หรือ?  
			<remark  id="s3b37c29l15" />           ส. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c29l16" />           ป. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลตน มีอยู่ ดังนี้   
			<remark  id="s3b37c29l17" />              หรือ?          
			<remark  id="s3b37c29l18" />           ส. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c29l19" />           ป. บุคคลในรูปหรือ ฯลฯ บุคคลอื่นจากรูปหรือ ฯลฯ รูปในบุคคลหรือ ฯลฯ              
			<remark  id="s3b37c29l20" />เวทนาเป็นบุคคลหรือ ฯลฯ บุคคลในเวทนาหรือ ฯลฯ บุคคลอื่นจากเวทนาหรือ ฯลฯ เวทนา              
			<remark  id="s3b37c29l21" />ในบุคคลหรือ ฯลฯ สัญญาเป็นบุคคลหรือ ฯลฯ บุคคลในสัญญาหรือ ฯลฯ บุคคลอื่นจากสัญญา            
			<remark  id="s3b37c29l22" />หรือ ฯลฯ สัญญาในบุคคลหรือ ฯลฯ สังขารเป็นบุคคลหรือ ฯลฯ บุคคลในสังขารหรือ ฯลฯ              
			<remark  id="s3b37c29l23" />บุคคลอื่นจากสังขารหรือ ฯลฯ วิญญาณเป็นบุคคลหรือ ฯลฯ สังขารในบุคคลหรือ ฯลฯ วิญญาณ          
			<remark  id="s3b37c29l24" />ในบุคคลหรือ ฯลฯ หรือ ฯลฯ บุคคลในวิญญาณหรือ ฯลฯ บุคคลอื่นจากวิญญาณหรือ ฯลฯ                
			<remark  id="s3b37c29l25" />วิญญาณในบุคคลหรือ?       
		</para>
	</section>
	<section id="s3b37c30" >
		<para id="s3b37c30p">
			<remark  id="s3b37c30l1" />           ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น  
			<remark  id="s3b37c30l2" />           ป. ท่านจงรับรู้ปฏิกรรม, หากว่า พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า บุคคลผู้ปฏิบัติ    
			<remark  id="s3b37c30l3" />เพื่อเกื้อกูลตน มีอยู่ ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า วิญญาณในบุคคล, ที่ท่านกล่าวใน   
			<remark  id="s3b37c30l4" />ปัญหานั้นว่า พึงกล่าวได้ว่า พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลตน มีอยู่  
			<remark  id="s3b37c30l5" />แต่ไม่พึงกล่าวว่า วิญญาณในบุคคล ดังนี้ ผิด, แต่ถ้าไม่พึงกล่าวว่า วิญญาณในบุคคลก็ต้อง     
			<remark  id="s3b37c30l6" />ไม่กล่าวว่า พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลตน มีอยู่, ที่ท่านกล่าวใน  
			<remark  id="s3b37c30l7" />ปัญหานั้นว่า พึงกล่าวได้ว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลตน มีอยู่                      
			<remark  id="s3b37c30l8" />แต่ไม่พึงกล่าวว่า วิญญาณในบุคคล ดังนี้ ผิด ฯลฯ             
			<remark  id="s3b37c30l9" />      [๕๘] ป. ท่านไม่หยั่งเห็นบุคคลโดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ หรือ?  
			<remark  id="s3b37c30l10" />           ส. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c30l11" />           ป. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลตน มีอยู่ ดังนี้   
			<remark  id="s3b37c30l12" />              หรือ?          
			<remark  id="s3b37c30l13" />           ส. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c30l14" />           ป. จักขายตนะเป็นบุคคลหรือ ฯลฯ บุคคลในจักขายตนะหรือ ฯลฯ บุคคล                  
			<remark  id="s3b37c30l15" />อื่นจากจักขายตนะหรือ ฯลฯ จักขายตนะในบุคคลหรือ ฯลฯ ธัมมายตนะเป็นบุคคลหรือ ฯลฯ             
			<remark  id="s3b37c30l16" />บุคคลในธัมมายตนะหรือ ฯลฯ บุคคลอื่นจากธัมมายตนะหรือ ฯลฯ ธัมมายตนะในบุคคลหรือ ฯลฯ          
			<remark  id="s3b37c30l17" />จักขุธาตุเป็นบุคคลหรือ ฯลฯ บุคคลในจักขุธาตุหรือ ฯลฯ บุคคลอื่นจากจักขุธาตุหรือ ฯลฯ จักขุธาตุ  
			<remark  id="s3b37c30l18" />ในบุคคลหรือ ฯลฯ ธัมมธาตุเป็นบุคคลหรือ ฯลฯ บุคคลในธัมมธาตุหรือ ฯลฯ บุคคลอื่น              
			<remark  id="s3b37c30l19" />จากธัมมธาตุหรือ ฯลฯ ธัมมธาตุในบุคคลหรือ ฯลฯ                
			<remark  id="s3b37c30l20" />      [๕๙] ... จักขุนทรีย์เป็นบุคคลหรือ ฯลฯ บุคคลในจักขุนทรีย์หรือ ฯลฯ บุคคลอื่นจาก      
			<remark  id="s3b37c30l21" />จักขุนทรีย์หรือ ฯลฯ จักขุนทรีย์ในบุคคลหรือ ฯลฯ อัญญาตาวินทรีย์เป็นบุคคลหรือ ฯลฯ บุคคล    
			<remark  id="s3b37c30l22" />ในอัญญาตาวินทรีย์หรือ ฯลฯ บุคคลอื่นจากอัญญาตาวินทรีย์หรือ ฯลฯ อัญญาตาวินทรีย์ในบุคคล     
			<remark  id="s3b37c30l23" />หรือ?  
		</para>
	</section>
	<section id="s3b37c31" >
		<para id="s3b37c31p">
			<remark  id="s3b37c31l1" />           ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น  
			<remark  id="s3b37c31l2" />           ป. ท่านจงรับรู้ปฏิกรรม, หากว่า พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า บุคคลผู้ปฏิบัติ    
			<remark  id="s3b37c31l3" />เพื่อเกื้อกูลตน มีอยู่ ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า อัญญาตาวินทรีย์ในบุคคล, ที่ท่าน  
			<remark  id="s3b37c31l4" />กล่าวในปัญหานั้นว่า พึงกล่าวได้ว่า พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลตน  
			<remark  id="s3b37c31l5" />มีอยู่ แต่ไม่พึงกล่าวว่า อัญญาตาวินทรีย์ในบุคคล ดังนี้ ผิด, แต่ไม่พึงกล่าวว่า อัญญาตาวินทรีย์  
			<remark  id="s3b37c31l6" />ในบุคคล ก็ต้องไม่กล่าวว่า พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลตน มีอยู่,  
			<remark  id="s3b37c31l7" />ท่านกล่าวในปัญหานั้นว่า พึงกล่าวได้ว่า พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า บุคคลผู้ปฏิบัติ       
			<remark  id="s3b37c31l8" />เพื่อเกื้อกูลตน มีอยู่ แต่ไม่พึงกล่าวว่า อัญญาตาวินทรีย์ในบุคคล ดังนี้ ผิด ฯลฯ           
			<remark  id="s3b37c31l9" />                      จตุกกนยสังสันทนา จบ.                 
			<remark  id="s3b37c31l10" />                         ----------  
			<remark  id="s3b37c31l11" />                         ลักขณยุตติกตา                     
			<remark  id="s3b37c31l12" />      [๖๐] ส. ท่านหยั่งเห็นบุคคลโดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์หรือ?   
			<remark  id="s3b37c31l13" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c31l14" />           ส. บุคคลมีปัจจัยหรือ ฯลฯ บุคคลไม่มีปัจจัยหรือ ฯลฯ บุคคลเป็นสังขตะ             
			<remark  id="s3b37c31l15" />หรือ ฯลฯ บุคคลเป็นอสังขตะหรือ ฯลฯ บุคคลเที่ยงหรือ ฯลฯ บุคคลไม่เที่ยงหรือ ฯลฯ บุคคล       
			<remark  id="s3b37c31l16" />มีนิมิตหรือ ฯลฯ บุคคลไม่มีนิมิตหรือ?  
			<remark  id="s3b37c31l17" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ย่อ                 
			<remark  id="s3b37c31l18" />      [๖๑] ป. ท่านไม่หยั่งเห็นบุคคลโดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์หรือ?  
			<remark  id="s3b37c31l19" />           ส. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c31l20" />           ป. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลตน มีอยู่ ดังนี้   
			<remark  id="s3b37c31l21" />              หรือ?          
			<remark  id="s3b37c31l22" />           ส. ถูกแล้ว    
		</para>
	</section>
	<section id="s3b37c32" >
		<para id="s3b37c32p">
			<remark  id="s3b37c32l1" />           ป. บุคคลมีปัจจัยหรือ ฯลฯ บุคคลไม่มีปัจจัยหรือ ฯลฯ บุคคลเป็นสังขตะ             
			<remark  id="s3b37c32l2" />หรือ ฯลฯ บุคคลเป็นอสังขตะหรือ ฯลฯ บุคคลเที่ยงหรือ ฯลฯ บุคคลไม่เที่ยงหรือ ฯลฯ บุคคล       
			<remark  id="s3b37c32l3" />มีนิมิตหรือ ฯลฯ บุคคลไม่มีนิมิต หรือ?                      
			<remark  id="s3b37c32l4" />           ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c32l5" />                       ลักขณยุตติกตา จบ.                   
			<remark  id="s3b37c32l6" />                         ----------  
			<remark  id="s3b37c32l7" />                           วจนโสธนะ  
			<remark  id="s3b37c32l8" />      [๖๒] ส. บุคคลเป็นสภาวะที่หยั่งเห็นได้ สภาวะที่หยั่งเห็นได้ ก็เป็นบุคคล หรือ?       
			<remark  id="s3b37c32l9" />           ป. บุคคลเป็นสภาวะที่หยั่งเห็นได้ แต่สภาวะที่หยั่งเห็นได้บางอย่างเป็นบุคคล     
			<remark  id="s3b37c32l10" />              บางอย่างไม่เป็นบุคคล  
			<remark  id="s3b37c32l11" />           ส. บุคคลบางอย่างเป็นสภาวะที่หยั่งเห็นได้ บางอย่างเป็นสภาวะที่หยั่งเห็น        
			<remark  id="s3b37c32l12" />              ไม่ได้ หรือ?   
			<remark  id="s3b37c32l13" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c32l14" />      [๖๓] ส. บุคคลเป็นสภาวะที่จริงแท้ (สัจฉิกัตถะ) สภาวะที่จริงแท้ ก็เป็นบุคคล          
			<remark  id="s3b37c32l15" />              หรือ?          
			<remark  id="s3b37c32l16" />           ป. บุคคลเป็นสภาวะที่จริงแท้ แต่สภาวะที่จริงแท้บางอย่างเป็นบุคคล บาง           
			<remark  id="s3b37c32l17" />              อย่างไม่เป็นบุคคล  
			<remark  id="s3b37c32l18" />           ส. บุคคลบางอย่างเป็นสภาวะที่จริงแท้ บางอย่างไม่เป็นสภาวะที่จริงแท้ หรือ?      
			<remark  id="s3b37c32l19" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น  
			<remark  id="s3b37c32l20" />      [๖๔] ส. บุคคลเป็นสภาวะที่ประสบอยู่ สภาวะที่ประสบอยู่ ก็เป็นบุคคล หรือ?             
			<remark  id="s3b37c32l21" />           ป. บุคคลเป็นสภาวะที่ประสบอยู่ แต่สภาวะที่ประสบอยู่ บางอย่างเป็น               
			<remark  id="s3b37c32l22" />              บุคคล บางอย่างไม่เป็นบุคคล     
		</para>
	</section>
	<section id="s3b37c33" >
		<para id="s3b37c33p">
			<remark  id="s3b37c33l1" />           ส. บุคคลบางอย่างเป็นสภาวะที่ประสบอยู่ บางอย่างไม่เป็นสภาวะที่ประสบอยู่        
			<remark  id="s3b37c33l2" />              หรือ?          
			<remark  id="s3b37c33l3" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c33l4" />      [๖๕] ส. บุคคลเป็นสภาวะที่ปรากฏอยู่ สภาวะที่ปรากฏอยู่ ก็เป็นบุคคล หรือ?             
			<remark  id="s3b37c33l5" />           ป. บุคคลเป็นสภาวะที่ปรากฏอยู่ แต่สภาวะที่ปรากฏอยู่ บางอย่างเป็นบุคคล          
			<remark  id="s3b37c33l6" />              บางอย่างไม่เป็นบุคคล  
			<remark  id="s3b37c33l7" />           ส. บุคคลบางอย่างเป็นสภาวะที่ปรากฏอยู่ บางอย่างไม่เป็นสภาวะที่ปรากฏอยู่        
			<remark  id="s3b37c33l8" />              หรือ?          
			<remark  id="s3b37c33l9" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c33l10" />      [๖๖] ส. บุคคลเป็นสภาวะที่มีอยู่ สภาวะที่มีอยู่ก็เป็นบุคคลหรือ?                     
			<remark  id="s3b37c33l11" />           ป. บุคคลเป็นสภาวะที่มีอยู่ แต่สภาวะที่มีอยู่บางอย่างเป็นบุคคล บางอย่าง        
			<remark  id="s3b37c33l12" />              ไม่เป็นบุคคล   
			<remark  id="s3b37c33l13" />           ส. บุคคลบางอย่างเป็นสภาวะที่มีอยู่ บางอย่างไม่เป็นสภาวะที่มีอยู่หรือ?         
			<remark  id="s3b37c33l14" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c33l15" />      [๖๗] ส. บุคคลเป็นสภาวะที่มีอยู่ แต่สภาวะที่มีอยู่ไม่เป็นบุคคลทั้งหมดหรือ?          
			<remark  id="s3b37c33l16" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c33l17" />           ส. บุคคลเป็นสภาวะที่ไม่มีอยู่ แต่สภาวะที่ไม่มีอยู่ไม่บุคคลทั้งหมดหรือ?        
			<remark  id="s3b37c33l18" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c33l19" />                        วจนโสธนะ จบ.  
			<remark  id="s3b37c33l20" />                         ----------  
			<remark  id="s3b37c33l21" />                         ปัญญัตตานุโยค                     
			<remark  id="s3b37c33l22" />      [๖๘] ส. บุคคลชื่อว่ามีรูป เพราะรูปธาตุ หรือ?         
			<remark  id="s3b37c33l23" />           ป. ถูกแล้ว    
		</para>
	</section>
	<section id="s3b37c34" >
		<para id="s3b37c34p">
			<remark  id="s3b37c34l1" />           ส. บุคคลชื่อว่ามีกาม เพราะกามธาตุหรือ?          
			<remark  id="s3b37c34l2" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c34l3" />      [๖๙] ส. สัตว์ทั้งหลายชื่อว่ามีรูป เพราะรูปธาตุ หรือ?  
			<remark  id="s3b37c34l4" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c34l5" />           ส. สัตว์ทั้งหลายชื่อว่ามีกาม เพราะกามธาตุ หรือ?  
			<remark  id="s3b37c34l6" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c34l7" />      [๗๐] ส. บุคคลชื่อว่าไม่มีรูป เพราะอรูปธาตุ หรือ?     
			<remark  id="s3b37c34l8" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c34l9" />           ส. บุคคลชื่อว่ามีกาม เพราะกามธาตุ หรือ?         
			<remark  id="s3b37c34l10" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c34l11" />      [๗๑] ส. สัตว์ทั้งหลายชื่อว่าไม่มีรูป เพราะอรูปธาตุ หรือ?  
			<remark  id="s3b37c34l12" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c34l13" />           ส. สัตว์ทั้งหลายชื่อว่ามีกาม เพราะกามธาตุ หรือ?  
			<remark  id="s3b37c34l14" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c34l15" />      [๗๒] ส. บุคคลชื่อว่ามีรูป เพราะรูปธาตุ บุคคลชื่อว่าไม่มีรูป เพราะอรูปธาตุ          
			<remark  id="s3b37c34l16" />และมีบางคนเคลื่อนจากรูปธาตุแล้ว เข้าถึงอรูปธาตุ หรือ?      
			<remark  id="s3b37c34l17" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c34l18" />           ส. บุคคลมีรูป ขาดสูญไปแล้ว บุคคลไม่มีรูป เกิดขึ้นใหม่ หรือ                    
			<remark  id="s3b37c34l19" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c34l20" />      [๗๓] ส. สัตว์ทั้งหลายชื่อว่ามีรูป เพราะรูปธาตุ สัตว์ทั้งหลายชื่อว่าไม่มีรูป เพราะ  
			<remark  id="s3b37c34l21" />อรูปธาตุ และมีบางคนเคลื่อนจากรูปธาตุแล้ว เข้าถึงอรูปธาตุ หรือ?  
			<remark  id="s3b37c34l22" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c34l23" />           ส. สัตว์มีรูป ขาดสูญไปแล้ว สัตว์ไม่มีรูปเกิดขึ้นใหม่ หรือ?                    
			<remark  id="s3b37c34l24" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ          
		</para>
	</section>
	<section id="s3b37c35" >
		<para id="s3b37c35p">
			<remark  id="s3b37c35l1" />      [๗๔] ส. บัญญัติว่ากายหรือว่าสรีระก็ดี ว่าสรีระหรือว่ากายก็ดี รวมเพ่งถึงกาย บัญญัติ  
			<remark  id="s3b37c35l2" />ทั้งสองนี้ก็อย่างเดียวกัน มีอรรถอันเดียวกัน เสมอกัน เท่ากัน เหมือนกัน หรือ?              
			<remark  id="s3b37c35l3" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c35l4" />           ส. บัญญัติว่าบุคคลหรือว่าชีพก็ดี ว่าชีพหรือว่าบุคคลก็ดี รวมเพ่งถึงบุคคล       
			<remark  id="s3b37c35l5" />บัญญัติทั้งสองนี้ก็อย่างเดียวกัน มีอรรถอันเดียวกัน เสมอกัน เท่ากัน เหมือนกัน หรือ?       
			<remark  id="s3b37c35l6" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c35l7" />           ส. กายเป็นอื่น บุคคลก็เป็นอื่น หรือ?            
			<remark  id="s3b37c35l8" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c35l9" />           ส. ชีพเป็นอื่น สรีระก็เป็นอื่น หรือ?            
			<remark  id="s3b37c35l10" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น  
			<remark  id="s3b37c35l11" />           ส. ท่านจงรับรู้นิคหะ, หากว่า บัญญัติว่ากายหรือว่าสรีระก็ดี ว่าสรีระหรือว่า    
			<remark  id="s3b37c35l12" />กายก็ดี รวมเพ่งถึงกาย บัญญัติทั้งสองนี้ก็อย่างเดียวกัน มีอรรถอันเดียวกัน เสมอกัน เท่ากัน  
			<remark  id="s3b37c35l13" />เหมือนกัน บัญญัติว่าบุคคลหรือว่าชีพก็ดี ว่าชีพหรือว่าบุคคลก็ดี รวมเพ่งถึงบุคคล บัญญัติทั้ง  
			<remark  id="s3b37c35l14" />สองนี้ก็อย่างเดียวกัน มีอรรถอันเดียวกัน เสมอกัน เท่ากัน เหมือนกัน กายเป็นอื่น บุคคล      
			<remark  id="s3b37c35l15" />ก็เป็นอื่น ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า ชีพเป็นอื่น สรีระก็เป็นอื่น, ที่ท่านกล่าวในปัญหา  
			<remark  id="s3b37c35l16" />นั้นว่า พึงกล่าวได้ว่า บัญญัติว่ากายหรือว่าสรีระก็ดี ว่าสรีระหรือกายก็ดี รวมเพ่งถึงกาย บัญญัติ  
			<remark  id="s3b37c35l17" />ทั้งสองนี้ก็อย่างเดียวกัน มีอรรถอันเดียวกัน เสมอกัน เท่ากัน เหมือนกัน บัญญัติว่าบุคคล    
			<remark  id="s3b37c35l18" />หรือว่าชีพก็ดี ว่าชีพหรือบุคคลก็ดี รวมเพ่งถึงบุคคล บัญญัติทั้งสองนี้ก็อย่างเดียวกัน มีอรรถ  
			<remark  id="s3b37c35l19" />อันเดียวกัน เสมอกัน เท่ากัน เหมือนกัน กายเป็นอื่น บุคคลก็เป็นอื่น แต่ไม่พึงกล่าวว่า ชีพ  
			<remark  id="s3b37c35l20" />เป็นอื่น สรีระก็เป็นอื่น ดังนี้ ผิด, แต่ถ้าไม่พึงกล่าวว่า ชีพเป็นอื่น สรีระก็เป็นอื่น ก็ต้อง  
			<remark  id="s3b37c35l21" />ไม่กล่าวว่า บัญญัติว่ากายหรือว่าสรีระก็ดี ว่าสรีระหรือว่ากายก็ดี รวมเพ่งถึงกาย บัญญัติทั้งสอง  
			<remark  id="s3b37c35l22" />นี้ก็อย่างเดียวกัน มีอรรถอันเดียวกัน เสมอกัน เท่ากัน เหมือนกัน บัญญัติว่าบุคคลหรือว่า    
			<remark  id="s3b37c35l23" />ชีพก็ดี ว่าชีพหรือว่าบุคคลก็ดี รวมเพ่งถึงบุคคล บัญญัติทั้งสองนี้ก็อย่างเดียวกัน มีอรรถอัน  
			<remark  id="s3b37c35l24" />เดียวกัน เสมอกัน เท่ากัน เหมือนกัน กายเป็นอื่น บุคคลก็เป็นอื่น ที่ท่านกล่าวในปัญหานั้นว่า  
		</para>
	</section>
	<section id="s3b37c36" >
		<para id="s3b37c36p">
			<remark  id="s3b37c36l1" />พึงกล่าวได้ว่า บัญญัติว่ากายหรือว่าสรีระก็ดี ว่าสรีระหรือว่ากายก็ดี รวมเพ่งถึงกาย บัญญัติทั้ง  
			<remark  id="s3b37c36l2" />สองนี้ก็อย่างเดียวกัน มีอรรถอันเดียวกัน เสมอกัน เท่ากัน เหมือนกัน บัญญัติว่าบุคคลหรือ    
			<remark  id="s3b37c36l3" />ว่าชีพก็ดี ว่าชีพหรือว่าบุคคลก็ดี รวมเพ่งถึงบุคคล บัญญัติทั้งสองนี้ก็อย่างเดียวกัน มีอรรถอัน  
			<remark  id="s3b37c36l4" />เดียวกัน เสมอกัน เท่ากัน เหมือนกัน กายเป็นอื่น บุคคลก็เป็นอื่น แต่ไม่พึงกล่าวว่า ชีพ     
			<remark  id="s3b37c36l5" />เป็นอื่น สรีระก็เป็นอื่น ดังนี้ ผิด ฯลฯ                    
			<remark  id="s3b37c36l6" />      [๗๕] ป. บัญญัติว่ากายหรือว่าสรีระก็ดี ว่าสรีระหรือว่ากายก็ดี รวมเพ่งถึงกาย บัญญัติ  
			<remark  id="s3b37c36l7" />ทั้งสองนี้ก็อย่างเดียวกัน มีอรรถอันเดียวกัน เสมอกัน เท่ากัน เหมือนกัน หรือ?              
			<remark  id="s3b37c36l8" />           ส. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c36l9" />           ป. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลตน มีอยู่ ดังนี้   
			<remark  id="s3b37c36l10" />              หรือ?          
			<remark  id="s3b37c36l11" />           ส. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c36l12" />           ป. กายเป็นอื่น บุคคลก็เป็นอื่น หรือ?            
			<remark  id="s3b37c36l13" />           ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น  
			<remark  id="s3b37c36l14" />           ป. ท่านจงรับรู้ปฏิกรรม, หากว่า บัญญัติว่ากายหรือว่าสรีระก็ดี ว่าสรีระหรือว่า  
			<remark  id="s3b37c36l15" />กายก็ดี รวมเพ่งถึงกาย บัญญัติทั้งสองนี้ก็อย่างเดียวกัน มีอรรถอันเดียวกัน เสมอกัน เท่ากัน  
			<remark  id="s3b37c36l16" />เหมือนกัน พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลตน มีอยู่ ด้วยเหตุนั้นนะ  
			<remark  id="s3b37c36l17" />ท่านจึงต้องกล่าวว่า กายเป็นอื่น บุคคลก็เป็นอื่น, ที่ท่านกล่าวในปัญหานั้นว่า พึงกล่าวได้ว่า  
			<remark  id="s3b37c36l18" />บัญญัติว่ากายหรือว่าสรีระก็ดี ว่าสรีระหรือว่ากายก็ดี รวมเพ่งถึงกาย บัญญัติทั้งสองนี้ก็อย่างเดียว  
			<remark  id="s3b37c36l19" />กัน มีอรรถอันเดียวกัน เสมอกัน เท่ากัน เหมือนกัน  พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า บุคคล       
			<remark  id="s3b37c36l20" />ผู้ปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลตนมีอยู่ แต่ไม่พึงกล่าวว่า กายเป็นอื่น บุคคลก็เป็นอื่น ดังนี้ ผิด, แต่ถ้าไม่พึง                 
			<remark  id="s3b37c36l21" />กล่าวว่า กายเป็นอื่น บุคคลก็เป็นอื่น ก็ต้องไม่กล่าวว่า บัญญัติว่ากายหรือว่าสรีระก็ดี ว่าสรีระหรือ                      
			<remark  id="s3b37c36l22" />ว่ากายก็ดีรวมเพ่งถึงกาย บัญญัติทั้งสองนี้ ก็อย่างเดียวกัน มีอรรถอันเดียวกัน เสมอกัน เท่ากัน  
			<remark  id="s3b37c36l23" />เหมือนกัน  พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลตน มีอยู่ ที่ท่านกล่าวใน  
		</para>
	</section>
	<section id="s3b37c37" >
		<para id="s3b37c37p">
			<remark  id="s3b37c37l1" />ปัญหานั้นว่า พึงกล่าวได้ว่า บัญญัติว่ากายหรือว่าสรีระก็ดี ว่าสรีระหรือว่ากายก็ดี รวมเพ่งถึงกาย  
			<remark  id="s3b37c37l2" />บัญญัติทั้งสองนี้ก็อย่างเดียวกัน มีอรรถอันเดียวกัน เสมอกัน เท่ากัน เหมือนกัน  พระผู้มี   
			<remark  id="s3b37c37l3" />พระภาคได้ตรัสไว้ว่า บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลตน มีอยู่ แต่ไม่พึงกล่าวว่า กายเป็นอื่น บุคคล  
			<remark  id="s3b37c37l4" />ก็เป็นอื่น ดังนี้ ผิด ฯลฯ    
			<remark  id="s3b37c37l5" />                       ปัญญัตตานุโยค จบ.                   
			<remark  id="s3b37c37l6" />                         ----------  
			<remark  id="s3b37c37l7" />                          คติอนุโยค  
			<remark  id="s3b37c37l8" />      [๗๖] ส. บุคคลท่องเที่ยวไปจากโลกนี้สู่โลกอื่น จากโลกอื่นสู่โลกนี้ หรือ?             
			<remark  id="s3b37c37l9" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c37l10" />           ส. บุคคลนั้นเอง ท่องเที่ยวไปจากโลกนี้ไปสู่โลกอื่น จากโลกอื่นสู่โลกนี้         
			<remark  id="s3b37c37l11" />              หรือ?          
			<remark  id="s3b37c37l12" />           ป. ไม่พึงกล่าวว่าอย่างนั้น ฯลฯ                  
			<remark  id="s3b37c37l13" />      [๗๗] ส. บุคคลท่องเที่ยวไปจากโลกนี้สู่โลกอื่น จากโลกอื่นสู่โลกนี้ หรือ?             
			<remark  id="s3b37c37l14" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c37l15" />           ส. บุคคลอื่นท่องเที่ยวไปจากโลกนี้สู่โลกอื่น จากโลกอื่นสู่โลกนี้ หรือ?         
			<remark  id="s3b37c37l16" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c37l17" />      [๗๘] ส. บุคคลท่องเที่ยวไปจากโลกนี้สู่โลกอื่น จากโลกอื่นสู่โลกนี้ หรือ?             
			<remark  id="s3b37c37l18" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c37l19" />           ส. บุคคลนั้นเองด้วย บุคคลอื่นด้วย ท่องเที่ยวไปจากโลกนี้สู่โลกอื่น จาก         
			<remark  id="s3b37c37l20" />              โลกอื่นสู่โลกนี้ หรือ?  
			<remark  id="s3b37c37l21" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c37l22" />      [๗๙] ส. บุคคลท่องเที่ยวไปจากโลกนี้สู่โลกอื่น จากโลกอื่นสู่โลกนี้ หรือ?             
			<remark  id="s3b37c37l23" />           ป. ถูกแล้ว    
		</para>
	</section>
	<section id="s3b37c38" >
		<para id="s3b37c38p">
			<remark  id="s3b37c38l1" />           ส. บุคคลนั้นเอง ก็มิได้ท่องเที่ยวไป บุคคลอื่นก็มิได้ท่องเที่ยวไป จากโลก       
			<remark  id="s3b37c38l2" />นี้สู่โลกอื่น จากโลกอื่นสู่โลกนี้ หรือ?                    
			<remark  id="s3b37c38l3" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c38l4" />      [๘๐] ส. บุคคลท่องเที่ยวไปจากโลกนี้สู่โลกอื่น จากโลกอื่นสู่โลกนี้ หรือ?             
			<remark  id="s3b37c38l5" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c38l6" />           ส. บุคคลนั้นเองท่องเที่ยวไป บุคคลอื่นท่องเที่ยวไป บุคคลนั้นเองด้วย            
			<remark  id="s3b37c38l7" />บุคคลอื่นด้วย ท่องเที่ยวไป บุคคลนั้นก็มิได้ท่องเที่ยวไป บุคคลอื่นก็มิได้ท่องเที่ยวไป จาก  
			<remark  id="s3b37c38l8" />โลกนี้สู่โลกอื่น จากโลกอื่นสู่โลกนี้หรือ?                  
			<remark  id="s3b37c38l9" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c38l10" />      [๘๑] ป. ไม่พึงกล่าวว่า บุคคลท่องเที่ยวไปจากโลกนี้สู่โลกอื่น จากโลกอื่นสู่โลกนี้    
			<remark  id="s3b37c38l11" />              หรือ?          
			<remark  id="s3b37c38l12" />           ส. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c38l13" />           ป. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า บุคคลนั้นท่องเที่ยวไปเจ็ดครั้งเป็นอย่างยิ่ง    
			<remark  id="s3b37c38l14" />              แล้วจะเป็นผู้ทำที่สุดแห่งทุกข์ได้ เพราะสิ้นสัญโญชน์ทั้งปวง  ดังนี้       
			<remark  id="s3b37c38l15" />              เป็นสูตรมีอยู่จริงมิใช่หรือ?                 
			<remark  id="s3b37c38l16" />           ส. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c38l17" />           ป. ถ้าอย่างนั้น บุคคลก็ท่องเที่ยวไปจากโลกนี้สู่โลกอื่น จากโลกอื่นสู่โลกนี้    
			<remark  id="s3b37c38l18" />              นะสิ           
			<remark  id="s3b37c38l19" />      [๘๒] ป. ไม่พึงกล่าวว่า บุคคลท่องเที่ยวไปจากโลกนี้สู่โลกอื่น จากโลกอื่นสู่โลก       
			<remark  id="s3b37c38l20" />              นี้ หรือ?      
			<remark  id="s3b37c38l21" />           ส. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c38l22" />           ป. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย การท่องเที่ยวไปของ           
			<remark  id="s3b37c38l23" />สัตว์ทั้งหลาย ผู้มีอวิชชาเป็นเครื่องกั้น มีตัณหาเป็นเครื่องผูกพัน แล่นไปอยู่ ท่องเที่ยว  
		</para>
	</section>
	<section id="s3b37c39" >
		<para id="s3b37c39p">
			<remark  id="s3b37c39l1" />ไปอยู่นี้ มีเบื้องต้นเบื้องปลายที่ตามรู้ไม่ได้ เงื่อนต้นไม่ปรากฏ  ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่  
			<remark  id="s3b37c39l2" />จริงมิใช่หรือ?               
			<remark  id="s3b37c39l3" />           ส. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c39l4" />           ป. ถ้าอย่างนั้นบุคคลก็ท่องเที่ยวไปจากโลกนี้สู่โลกอื่น จากโลกอื่นสู่โลกนี้     
			<remark  id="s3b37c39l5" />              นะสิ           
			<remark  id="s3b37c39l6" />      [๘๓] ส. บุคคลท่องเที่ยวไปจากโลกนี้สู่โลกอื่น จากโลกอื่นสู่โลกนี้ หรือ?             
			<remark  id="s3b37c39l7" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c39l8" />           ส. บุคคลนั้นเองท่องเที่ยวไปจากโลกนี้สู่โลกอื่น จากโลกอื่นสู่โลกนี้ หรือ?      
			<remark  id="s3b37c39l9" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c39l10" />           ส. บุคคลนั้นเองท่องเที่ยวไปจากโลกนี้สู่โลกอื่น จากโลกอื่นสู่โลกนี้ หรือ?      
			<remark  id="s3b37c39l11" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c39l12" />           ส. บางคนเป็นมนุษย์แล้วเป็นเทวดาก็มีหรือ         
			<remark  id="s3b37c39l13" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c39l14" />           ส. มนุษย์ก็คนนั้นแหละ เทวดาก็คนนั้นแหละ (เป็นคนเดียวกัน) หรือ?                
			<remark  id="s3b37c39l15" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c39l16" />           ส. มนุษย์ก็คนนั้นแหละ เทวดาก็คนนั้นแหละ หรือ?   
			<remark  id="s3b37c39l17" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c39l18" />           ส. บุคคลเป็นมนุษย์แล้วเป็นเทวดา เป็นเทวดาแล้วเป็นมนุษย์ เป็นผู้เกิดเป็น       
			<remark  id="s3b37c39l19" />มนุษย์ เทวดาเป็นอื่น ผู้เกิดเป็นมนุษย์ก็เป็นอื่น (เป็นคนละคน) คำว่า บุคคลนั้นเอง         
			<remark  id="s3b37c39l20" />ท่องเที่ยวไป นี้ผิด ฯลฯ ก็ถ้าว่า บุคคลท่องเที่ยวไป บุคคลนั้นเองเคลื่อนจากโลกนี้ไป        
			<remark  id="s3b37c39l21" />สู่โลกอื่น ไม่ใช่บุคคลอื่น เมื่อเป็นเช่นนี้ ความตายก็จักไม่มี แม้ปาณาติบาตก็หยั่งเห็นไม่ได้  
			<remark  id="s3b37c39l22" />กรรมมีอยู่ ผลของกรรมมีอยู่ ผลของกรรมทั้งหลายที่ทำแล้วมีอยู่ เมื่อกุศลและอกุศลให้ผลอยู่   
			<remark  id="s3b37c39l23" />คำว่า บุคคลนั้นเองท่องเที่ยวไป นี้ผิด ฯลฯ    
		</para>
	</section>
	<section id="s3b37c40" >
		<para id="s3b37c40p">
			<remark  id="s3b37c40l1" />           ส. บุคคลนั้นเองท่องเที่ยวไปจากโลกนี้สู่โลกอื่น จากโลกอื่นสู่โลกนี้            
			<remark  id="s3b37c40l2" />              หรือ?          
			<remark  id="s3b37c40l3" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c40l4" />           ส. บางคนเป็นมนุษย์แล้วเป็นยักษ์ ... เป็นเปรต ... เป็นสัตว์นรก ... เป็นสัตว์   
			<remark  id="s3b37c40l5" />เดียรฉาน ... เป็นอูฐ ... เป็นลา ... เป็นโค ... เป็นสุกร ... เป็นกระบือ ... ก็มีหรือ?     
			<remark  id="s3b37c40l6" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c40l7" />           ส. มนุษย์ก็คนนั้นแหละ กระบือก็คนนั้นแหละ หรือ?  
			<remark  id="s3b37c40l8" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c40l9" />           ส. มนุษย์ก็คนนั้นแหละ กระบือก็คนนั้นแหละ หรือ?  
			<remark  id="s3b37c40l10" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c40l11" />           ส. บุคคลเป็นมนุษย์แล้วเป็นกระบือ เป็นกระบือแล้วเป็นมนุษย์ เป็นผู้เกิด         
			<remark  id="s3b37c40l12" />เป็นมนุษย์ กระบือเป็นอื่น ผู้เกิดเป็นมนุษย์ก็เป็นอื่น คำว่า บุคคลนั้นเองท่องเที่ยวไป นี้ผิด ฯลฯ  
			<remark  id="s3b37c40l13" />ก็ถ้าว่า บุคคลท่องเที่ยวไป บุคคลนั้นเองเคลื่อนจากโลกนี้ ไปสู่โลกอื่น ไม่ใช่บุคคลอื่น เมื่อ  
			<remark  id="s3b37c40l14" />เป็นเช่นนี้ ความตายก็จักไม่มี แม้ปาณาติบาตก็จะหยั่งเห็นไม่ได้ กรรมมีอยู่ ผลของกรรมมีอยู่  
			<remark  id="s3b37c40l15" />ผลของกรรมทั้งหลายที่ทำแล้วมีอยู่ เมื่อกุศลและอกุศลให้ผลอยู่ คำว่า บุคคลนั้นเองท่องเที่ยว  
			<remark  id="s3b37c40l16" />ไป นี้ผิด ฯลฯ                
			<remark  id="s3b37c40l17" />           ส. บุคคลนั้นเองท่องเที่ยวไปจากโลกนี้สู่โลกอื่น จากโลกอื่นสู่โลกนี้หรือ?       
			<remark  id="s3b37c40l18" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c40l19" />           ส. บางคนเป็นกษัตริย์แล้วเป็นพราหมณ์ก็มีหรือ?    
			<remark  id="s3b37c40l20" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c40l21" />           ส. กษัตริย์ก็คนนั้นแหละ พราหมณ์ก็คนนั้นแหละ หรือ?  
			<remark  id="s3b37c40l22" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c40l23" />           ส. บางคนเป็นกษัตริย์แล้วเป็นแพศย์ ... เป็นศูทรก็มี หรือ?                      
			<remark  id="s3b37c40l24" />           ป. ถูกแล้ว    
		</para>
	</section>
	<section id="s3b37c41" >
		<para id="s3b37c41p">
			<remark  id="s3b37c41l1" />           ส. กษัตริย์ก็คนนั้นแหละ ศูทรก็คนนั้นแหละ หรือ?  
			<remark  id="s3b37c41l2" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c41l3" />           ส. บางคนเป็นพราหมณ์แล้วเป็นแพศย์ ... เป็นศูทร ... เป็นกษัตริย์ก็มีหรือ?       
			<remark  id="s3b37c41l4" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c41l5" />           ส. พราหมณ์ก็คนนั้นแหละ กษัตริย์ก็คนนั้นแหละ หรือ?  
			<remark  id="s3b37c41l6" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c41l7" />           ส. บางคนเป็นแพศย์แล้วเป็นศูทร ... เป็นกษัตริย์ ... ไปเป็นพราหมณ์ ก็มีหรือ?    
			<remark  id="s3b37c41l8" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c41l9" />           ส. แพศย์ก็คนนั้นแหละ พราหมณ์ก็คนนั้นแหละ หรือ?  
			<remark  id="s3b37c41l10" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c41l11" />           ส. บางคนเป็นศูทรแล้วเป็นกษัตริย์ ... เป็นพราหมณ์ ... เป็นแพศย์ ก็มีหรือ?      
			<remark  id="s3b37c41l12" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c41l13" />           ส. ศูทรก็คนนั้นแหละ แพศย์ก็คนนั้นแหละ หรือ?     
			<remark  id="s3b37c41l14" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c41l15" />           ส. บุคคลนั้นเองท่องเที่ยวไปจากโลกนี้สู่โลกอื่น จากโลกอื่นสู่โลกนี้ หรือ?      
			<remark  id="s3b37c41l16" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c41l17" />           ส. คนมือด้วยก็ไปเป็นคนมือด้วยเทียวหรือ ... คนเท้าด้วนก็ไปเป็นคนเท้า           
			<remark  id="s3b37c41l18" />ด้วนเทียวหรือ ... คนด้วนทั้งมือและเท้าก็ไปเป็นคนด้วนทั้งมือและเท้าเทียวหรือ ... คนหูวิ่น ...  
			<remark  id="s3b37c41l19" />คนจมูกโหว่ ... คนทั้งหูวิ่นทั้งจมูกโหว่ ... คนนิ้วด้วน ... คนนิ้วแม่มือด้วน ... คนเอ็นใหญ่  
			<remark  id="s3b37c41l20" />ขาด ... คนมือหงิก ... คนมือแป ... คนเป็นโรคเรื้อน ... คนเป็นต่อม ... คนเป็นโรคกลาก ...   
			<remark  id="s3b37c41l21" /> คนเป็นโรคมองคร่อ ... คนเป็นโรคลมบ้าหมู ... อูฐ ... โค ... ลา ... สุกร ... กระบือ ก็ไปเป็น  
			<remark  id="s3b37c41l22" />กระบือเทียวหรือ?             
			<remark  id="s3b37c41l23" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ        
		</para>
	</section>
	<section id="s3b37c42" >
		<para id="s3b37c42p">
			<remark  id="s3b37c42l1" />      [๘๔] ป. ไม่พึงกล่าวว่า บุคคลนั้นเองท่องเที่ยวไปจากโลกนี้สู่โลกอื่น จากโลก          
			<remark  id="s3b37c42l2" />              อื่นสู่โลกนี้ หรือ?  
			<remark  id="s3b37c42l3" />           ส. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c42l4" />           ป. บุคคลผู้เป็นโสดาบัน เคลื่อนจากมนุษยโลกเข้าถึงเทวโลกแล้ว คงเป็น             
			<remark  id="s3b37c42l5" />โสดาบันเทียวแม้ในเทวโลกนั้น มิใช่หรือ?                     
			<remark  id="s3b37c42l6" />           ส. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c42l7" />           ป. หากว่า บุคคลผู้เป็นโสดาบันเคลื่อนจากมนุษยโลก เข้าถึงเทวโลกแล้ว             
			<remark  id="s3b37c42l8" />คงเป็นโสดาบันเทียวแม้ในเทวโลกนั้น ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า บุคคลนั้นเองท่อง     
			<remark  id="s3b37c42l9" />เที่ยวไปจากโลกนี้สู่โลกอื่น จากโลกอื่นสู่โลกนี้            
			<remark  id="s3b37c42l10" />      [๘๕] ส. ท่านทำความตกลงแล้วว่า บุคคลผู้เป็นโสดาบันเคลื่อนจากมนุษยโลก เข้า           
			<remark  id="s3b37c42l11" />ถึงเทวโลกแล้ว คงเป็นโสดาบันเทียวแม้ในเทวโลกนั้น และด้วยเหตุนั้น (จึงวินิจฉัยว่า)         
			<remark  id="s3b37c42l12" />บุคคลนั้นเทียวท่องเที่ยวไปจากโลกนี้สู่โลกอื่น จากโลกอื่นสู่โลกนี้ หรือ?                  
			<remark  id="s3b37c42l13" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c42l14" />           ส. ท่านได้ทำความตกลงว่า บุคคลผู้เป็นโสดาบันเคลื่อนจากมนุษยโลกเข้าถึง          
			<remark  id="s3b37c42l15" />เทวโลกแล้ว คงเป็นมนุษย์แม้ในเทวโลกนั้น หรือ?               
			<remark  id="s3b37c42l16" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c42l17" />      [๘๖] ส. บุคคลนั้นเองท่องเที่ยวไปจากโลกนี้สู่โลกอื่น จากโลกอื่นสู่โลกนี้ หรือ?      
			<remark  id="s3b37c42l18" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c42l19" />           ส. ไม่เป็นอื่น ไม่แปรผัน ท่องเที่ยวไป หรือ?     
			<remark  id="s3b37c42l20" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c42l21" />      [๘๗] ส. ไม่เป็นอื่น ไม่แปรผัน ท่องเที่ยวไป หรือ?     
			<remark  id="s3b37c42l22" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c42l23" />           ส. คนมือด้วนก็ไปเป็นคนมือด้วนเทียวหรือ ... คนเท้าด้วนก็ไปเป็นคนเท้า           
			<remark  id="s3b37c42l24" />ด้วนเทียวหรือ ... คนด้วนทั้งมือและเท้าก็ไปเป็นคนด้วนทั้งมือและเท้าเทียวหรือ ... คนหูวิ่น ...  
		</para>
	</section>
	<section id="s3b37c43" >
		<para id="s3b37c43p">
			<remark  id="s3b37c43l1" />คนจมูกโหว่ ... คนทั้งหูวิ่นจมูกโหว่ ... คนนิ้วด้วน ... คนนิ้วแม่มือด้วน ... คนเอ็นใหญ่ขาด ...  
			<remark  id="s3b37c43l2" />คนมือหงิก ... คนมือแป ... คนเป็นโรคเรื้อน ... คนเป็นต่อม ... คนเป็นโรคกลาก ... คน        
			<remark  id="s3b37c43l3" />เป็นโรคมองคร่อ ... คนเป็นโรคลมบ้าหมู ... อูฐ ... โค ... ลา ... สุกร ... กระบือก็ไปเป็น   
			<remark  id="s3b37c43l4" />กระบือเทียวหรือ?             
			<remark  id="s3b37c43l5" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c43l6" />      [๘๘] ส. บุคคลนั้นเองท่องเที่ยวไปจากโลกนี้สู่โลกอื่น จากโลกอื่นสู่โลกนี้หรือ?       
			<remark  id="s3b37c43l7" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c43l8" />           ส. เป็นผู้มีรูปท่องเที่ยวไปหรือ?                
			<remark  id="s3b37c43l9" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c43l10" />           ส. เป็นผู้มีรูปท่องเที่ยวไปหรือ?                
			<remark  id="s3b37c43l11" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c43l12" />           ส. ชีพก็อันนั้น สรีระก็อันนั้นหรือ?             
			<remark  id="s3b37c43l13" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c43l14" />           ส. เป็นผู้มีเวทนา ฯลฯ เป็นผู้มีสัญญา ฯลฯ เป็นผู้มีสังขาร ฯลฯ เป็นผู้          
			<remark  id="s3b37c43l15" />              มีวิญญาณท่องเที่ยวไปหรือ?                    
			<remark  id="s3b37c43l16" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c43l17" />           ส. เป็นผู้มีวิญญาณท่องเที่ยวไปหรือ?             
			<remark  id="s3b37c43l18" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c43l19" />           ส. ชีพก็อันนั้น สรีระก็อันนั้นหรือ?             
			<remark  id="s3b37c43l20" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c43l21" />      [๘๙] ส. บุคคลนั้นเองท่องเที่ยวไปจากโลกนี้สู่โลกอื่น จากโลกอื่นสู่โลกนี้ หรือ?      
			<remark  id="s3b37c43l22" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c43l23" />           ส. เป็นผู้ไม่มีรูปท่องเที่ยวไปหรือ?             
			<remark  id="s3b37c43l24" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ        
		</para>
	</section>
	<section id="s3b37c44" >
		<para id="s3b37c44p">
			<remark  id="s3b37c44l1" />           ส. เป็นผู้ไม่มีรูปท่องเที่ยวไป หรือ?            
			<remark  id="s3b37c44l2" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c44l3" />           ส. ชีพเป็นอื่น สรีระก็เป็นอื่น หรือ?            
			<remark  id="s3b37c44l4" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c44l5" />           ส. เป็นผู้ไม่มีเวทนา ฯลฯ เป็นผู้ไม่มีสัญญา ฯลฯ เป็นผู้ไม่มีสังขาร ฯลฯ         
			<remark  id="s3b37c44l6" />              เป็นผู้ไม่มีวิญญาณท่องเที่ยวไปหรือ?          
			<remark  id="s3b37c44l7" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c44l8" />           ส. เป็นผู้ไม่มีวิญญาณท่องเที่ยวไปหรือ?          
			<remark  id="s3b37c44l9" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c44l10" />           ส. ชีพเป็นอื่น สรีระก็เป็นอื่น หรือ?            
			<remark  id="s3b37c44l11" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c44l12" />      [๙๐] ส. บุคคลนั้นแหละท่องเที่ยวไปจากโลกนี้สู่โลกอื่น จากโลกอื่นสู่โลกนี้ หรือ?     
			<remark  id="s3b37c44l13" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c44l14" />           ส. รูปท่องเที่ยวไปหรือ?  
			<remark  id="s3b37c44l15" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c44l16" />           ส. รูปท่องเที่ยวไปหรือ?  
			<remark  id="s3b37c44l17" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c44l18" />           ส. ชีพก็อันนั้น สรีระก็อันนั้นหรือ?             
			<remark  id="s3b37c44l19" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ              
			<remark  id="s3b37c44l20" />           ส. เวทนา ฯลฯ สัญญา ฯลฯ สังขาร ฯลฯ วิญญาณท่องเที่ยวไปหรือ?                     
			<remark  id="s3b37c44l21" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c44l22" />           ส. วิญญาณท่องเที่ยวไปหรือ?                      
			<remark  id="s3b37c44l23" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c44l24" />           ส. ชีพก็อันนั้น สรีระก็อันนั้น หรือ?            
			<remark  id="s3b37c44l25" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
		</para>
	</section>
	<section id="s3b37c45" >
		<para id="s3b37c45p">
			<remark  id="s3b37c45l1" />      [๙๑] ส. บุคคลนั้นแหละ ท่องเที่ยวไปจากโลกนี้สู่โลกอื่น จากโลกอื่นสู่โลกนี้หรือ?     
			<remark  id="s3b37c45l2" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c45l3" />           ส. รูปไม่ท่องเที่ยวไปหรือ?                      
			<remark  id="s3b37c45l4" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c45l5" />           ส. รูปไม่ท่องเที่ยวไปหรือ?                      
			<remark  id="s3b37c45l6" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c45l7" />           ส. ชีพเป็นอื่น สรีระก็เป็นอื่นหรือ?             
			<remark  id="s3b37c45l8" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c45l9" />           ส. เวทนา ฯลฯ สัญญา ฯลฯ สังขาร ฯลฯ วิญญาณ ไม่ท่องเที่ยวไปหรือ?                 
			<remark  id="s3b37c45l10" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c45l11" />           ส. วิญญาณไม่ท่องเที่ยวไปหรือ?                   
			<remark  id="s3b37c45l12" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c45l13" />           ส. ชีพเป็นอื่น สรีระก็เป็นอื่น หรือ?            
			<remark  id="s3b37c45l14" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c45l15" />           ส. หากว่า บุคคลแตกดับไปในเมื่อขันธ์ทั้งหลายแตกดับไป ก็เป็นอุจเฉททิฏฐิ         
			<remark  id="s3b37c45l16" />ที่พระพุทธเจ้าทรงเว้นขาดแล้ว หากว่า บุคคลไม่แตกดับไปในเมื่อขันธ์ทั้งหลายแตกดับไป บุคคล   
			<remark  id="s3b37c45l17" />ก็จะเที่ยง (และดังนั้น) จะเสมอเหมือนกับนิพพาน.             
			<remark  id="s3b37c45l18" />                         คติอนุโยค จบ.                     
			<remark  id="s3b37c45l19" />                         ----------  
			<remark  id="s3b37c45l20" />                      อุปาทาปัญญัตตานุโยค                  
			<remark  id="s3b37c45l21" />      [๙๒] ส. เพราะอาศัยรูป จึงบัญญัติบุคคลขึ้น หรือ?      
			<remark  id="s3b37c45l22" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c45l23" />           ส. รูปไม่เที่ยง เป็นสังขตะ อาศัยปัจจัยเกิดขึ้น มีความสิ้นไปเป็นธรรมดา         
			<remark  id="s3b37c45l24" />มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา มีความคลายไปเป็นธรรมดา มีความดับไปเป็นธรรมดา มีความแปร          
			<remark  id="s3b37c45l25" />ไปเป็นธรรมดา หรือ?     
		</para>
	</section>
	<section id="s3b37c46" >
		<para id="s3b37c46p">
			<remark  id="s3b37c46l1" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c46l2" />           ส. ถึงบุคคลก็ไม่เที่ยง เป็นสังขตะ อาศัยปัจจัยเกิดขึ้น มีความสิ้นไปเป็น        
			<remark  id="s3b37c46l3" />ธรรมดา มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา มีความคลายไปเป็นธรรมดา มีความดับไปเป็นธรรมดา มี          
			<remark  id="s3b37c46l4" />ความแปรไปเป็นธรรมดา หรือ?    
			<remark  id="s3b37c46l5" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c46l6" />           ส. เพราะอาศัยเยทนา ฯลฯ เพราะอาศัยสัญญา ฯลฯ เพราะอาศัยสังขาร ฯลฯ               
			<remark  id="s3b37c46l7" />              เพราะอาศัยวิญญาณ จึงบัญญัติบุคคลขึ้นหรือ?    
			<remark  id="s3b37c46l8" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c46l9" />           ส. วิญญาณไม่เที่ยง เป็นสังขตะ อาศัยปัจจัยเกิดขึ้น มีความสิ้นไปเป็น            
			<remark  id="s3b37c46l10" />ธรรมดา มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา มีความคลายไปเป็นธรรมดา มีความดับไปเป็นธรรมดา มี          
			<remark  id="s3b37c46l11" />ความแปรไปเป็นธรรมดา หรือ?    
			<remark  id="s3b37c46l12" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c46l13" />           ส. ถึงบุคคลก็ไม่เที่ยง เป็นสังขตะ อาศัยปัจจัยเกิดขึ้น มีความสิ้นไปเป็น        
			<remark  id="s3b37c46l14" />ธรรมดา มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา มีความคลายไปเป็นธรรมดา มีความดับไปเป็นธรรมดา             
			<remark  id="s3b37c46l15" />มีความแปรไปเป็นธรรมดา หรือ?  
			<remark  id="s3b37c46l16" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c46l17" />      [๙๓] ส. เพราะอาศัยรูป จึงบัญญัติบุคคลขึ้น หรือ?      
			<remark  id="s3b37c46l18" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c46l19" />           ส. เพราะอาศัยรูปเขียว จึงบัญญัติบุคคลเขียวขึ้น หรือ?  
			<remark  id="s3b37c46l20" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c46l21" />           ส. เพราะอาศัยรูปเหลือง ฯลฯ เพราะอาศัยรูปแดง ฯลฯ เพราะอาศัย                    
			<remark  id="s3b37c46l22" />รูปขาว ฯลฯ เพราะอาศัยรูปที่เห็นได้ ฯลฯ เพราะอาศัยรูปที่เห็นไม่ได้ ฯลฯ เพราะอาศัยรูปที่   
			<remark  id="s3b37c46l23" />กระทบไม่ได้ จึงบัญญัติบุคคลที่กระทบไม่ได้ขึ้น หรือ?        
			<remark  id="s3b37c46l24" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ     
		</para>
	</section>
	<section id="s3b37c47" >
		<para id="s3b37c47p">
			<remark  id="s3b37c47l1" />      [๙๔] ส. เพราะอาศัยเวทนา จึงบัญญัติบุคคลขึ้น หรือ?    
			<remark  id="s3b37c47l2" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c47l3" />           ส. เพราะอาศัยเวทนาเป็นกุศล จึงบัญญัติบุคคลเป็นกุศลขึ้น หรือ?                  
			<remark  id="s3b37c47l4" />            ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c47l5" />           ส. เพราะอาศัยเวทนาเป็นกุศล จึงบัญญัติบุคคลเป็นกุศลขึ้น หรือ?                  
			<remark  id="s3b37c47l6" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c47l7" />           ส. เวทนาเป็นกุศล มีผล มีวิบาก มีผลน่าปรารถนา มีผลน่าใคร่ มีผลน่าฟูใจ          
			<remark  id="s3b37c47l8" />มีผลไม่แสลง มีสุขเป็นกำลัง มีสุขเป็นวิบาก หรือ?            
			<remark  id="s3b37c47l9" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c47l10" />           ส. ถึงบุคคลเป็นกุศล ก็มีผล มีวิบาก มีผลน่าปรารถนา มีผลน่าใคร่ มีผล            
			<remark  id="s3b37c47l11" />น่าฟูใจ มีผลไม่แสลง มีสุขเป็นกำไร มีสุขเป็นวิบาก หรือ?     
			<remark  id="s3b37c47l12" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c47l13" />      [๙๕] ส. เพราะอาศัยเวทนา จึงบัญญัติบุคคลขึ้น หรือ?    
			<remark  id="s3b37c47l14" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c47l15" />           ส. เพราะอาศัยเวทนาเป็นอกุศล จึงบัญญัติบุคคลเป็นอกุศลขึ้น หรือ?                
			<remark  id="s3b37c47l16" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c47l17" />           ส. เพราะอาศัยเวทนาเป็นอกุศล จึงบัญญัติบุคคลเป็นอกุศลขึ้นหรือ?                 
			<remark  id="s3b37c47l18" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c47l19" />           ส. เวทนาเป็นอกุศล มีผล มีวิบาก มีผลไม่น่าปรารถนา มีผลไม่น่าใคร่ มี            
			<remark  id="s3b37c47l20" />ผลไม่น่าฟูใจ มีผลแสลง มีทุกข์เป็นกำไร มีทุกข์เป็นวิบาก หรือ?  
			<remark  id="s3b37c47l21" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c47l22" />           ส. ถึงบุคคลเป็นอกุศล ก็มีผล มีวิบาก มีผลไม่น่าปรารถนา มีผลไม่น่าใคร่          
			<remark  id="s3b37c47l23" />มีผลไม่น่าฟูใจ มีผลแสลง มีทุกข์เป็นกำไร มีทุกข์เป็นวิบาก หรือ?  
			<remark  id="s3b37c47l24" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ    
		</para>
	</section>
	<section id="s3b37c48" >
		<para id="s3b37c48p">
			<remark  id="s3b37c48l1" />      [๙๖] ส. เพราะอาศัยเวทนา จึงบัญญัติบุคคลขึ้น หรือ?    
			<remark  id="s3b37c48l2" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c48l3" />           ส. เพราะอาศัยเวทนาเป็นอัพยากฤต จึงบัญญัติบุคคลเป็นอัพยากฤตขึ้น หรือ?          
			<remark  id="s3b37c48l4" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c48l5" />           ส. เพราะอาศัยเวทนาเป็นอัพยากฤต จึงบัญญัติบุคคลเป็นอัพยากฤตขึ้น หรือ?          
			<remark  id="s3b37c48l6" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c48l7" />           ส. เวทนาเป็นอัพยากฤต ไม่เที่ยง เป็นสังขตะ อาศัยปัจจัยเกิดขึ้น มีความ          
			<remark  id="s3b37c48l8" />สิ้นไปเป็นธรรมดา มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา มีความคลายไปเป็นธรรมดา มีความดับไปเป็น         
			<remark  id="s3b37c48l9" />ธรรมดา มีความแปรไปเป็นธรรมดา หรือ?  
			<remark  id="s3b37c48l10" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c48l11" />           ส. ถึงบุคคลเป็นอัพยากฤต ก็ไม่เที่ยง เป็นสังขตะ อาศัยปัจจัยเกิดขึ้น มี         
			<remark  id="s3b37c48l12" />ความสิ้นไปเป็นธรรมดา มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา มีความคลายไปเป็นธรรมดา มีความดับ           
			<remark  id="s3b37c48l13" />ไปเป็นธรรมดา มีความแปรไปเป็นธรรมดา หรือ?                   
			<remark  id="s3b37c48l14" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c48l15" />           ส. เพราะอาศัยสัญญา ฯลฯ เพราะอาศัยสังขาร ฯลฯ เพราะอาศัยวิญญาณ                  
			<remark  id="s3b37c48l16" />              จึงบัญญัติบุคคลขึ้น หรือ?                    
			<remark  id="s3b37c48l17" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c48l18" />           ส. เพราะอาศัยวิญญาณเป็นกุศล จึงบัญญัติบุคคลเป็นกุศลขึ้นหรือ?                  
			<remark  id="s3b37c48l19" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c48l20" />           ส. เพราะอาศัยวิญญาณเป็นกุศล จึงบัญญัติบุคคลเป็นกุศลขึ้นหรือ?                  
			<remark  id="s3b37c48l21" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c48l22" />           ส. วิญญาณเป็นกุศล มีผล มีวิบาก มีผลน่าปรารถนา มีผลน่าใคร่ มีผลน่าฟูใจ         
			<remark  id="s3b37c48l23" />มีผลแสลง มีสุขเป็นกำไร มีสุขเป็นวิบาก หรือ?                
			<remark  id="s3b37c48l24" />           ป. ถูกแล้ว     
		</para>
	</section>
	<section id="s3b37c49" >
		<para id="s3b37c49p">
			<remark  id="s3b37c49l1" />           ส. ถึงบุคคลเป็นกุศล ก็มีผล มีวิบาก มีผลน่าปรารถนา มีผลน่าใคร่ มีผล            
			<remark  id="s3b37c49l2" />น่าฟูใจ มีผลไม่แสลง มีสุขเป็นกำไร มีสุขเป็นวิบาก หรือ?     
			<remark  id="s3b37c49l3" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c49l4" />      [๙๗] ส. เพราะอาศัยวิญญาณ จึงบัญญัติบุคคลขึ้น หรือ?   
			<remark  id="s3b37c49l5" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c49l6" />           ส. เพราะอาศัยวิญญาณเป็นอกุศล จึงบัญญัติบุคคลเป็นอกุศลขึ้น หรือ?               
			<remark  id="s3b37c49l7" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c49l8" />           ส. เพราะอาศัยวิญญาณเป็นอกุศล จึงบัญญัติบุคคลเป็นอกุศลขึ้น หรือ?               
			<remark  id="s3b37c49l9" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c49l10" />           ส. วิญญาณเป็นอกุศล มีผล มีวิบาก มีผลไม่น่าปรารถนา มีผลไม่น่าใคร่ มี           
			<remark  id="s3b37c49l11" />มีผลไม่น่าฟูใจ มีผลแสลง มีทุกข์เป็นกำไร มีทุกข์เป็นวิบากหรือ?  
			<remark  id="s3b37c49l12" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c49l13" />           ส. ถึงบุคคลเป็นอกุศล ก็มีผล มีวิบาก มีผลไม่น่าปรารถนา มีผลไม่น่าใคร่          
			<remark  id="s3b37c49l14" />มีผลไม่น่าฟูใจ มีผลแสลง มีทุกข์เป็นกำไร มีทุกข์เป็นวิบากหรือ?  
			<remark  id="s3b37c49l15" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c49l16" />      [๙๘] ส. เพราะอาศัยวิญญาณ จึงบัญญัติบุคคลขึ้น หรือ?   
			<remark  id="s3b37c49l17" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c49l18" />           ส. เพราะอาศัยวิญญาณเป็นอัพยากฤต จึงบัญญัติบุคคลเป็นอัพยากฤตขึ้น               
			<remark  id="s3b37c49l19" />              หรือ?          
			<remark  id="s3b37c49l20" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c49l21" />           ส. เพราะอาศัยวิญญาณเป็นอัพยากฤต จึงบัญญัติบุคคลเป็นอัพยากฤตขึ้น               
			<remark  id="s3b37c49l22" />              หรือ?          
			<remark  id="s3b37c49l23" />           ป. ถูกแล้ว     
		</para>
	</section>
	<section id="s3b37c50" >
		<para id="s3b37c50p">
			<remark  id="s3b37c50l1" />           ส. วิญญาณเป็นอัพยากฤต ไม่เที่ยง เป็นสังขตะ อาศัยปัจจัยเกิดขึ้น มีความ         
			<remark  id="s3b37c50l2" />สิ้นไปเป็นธรรมดา มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา มีความคลายไปเป็นธรรมดา มีความดับไปเป็น         
			<remark  id="s3b37c50l3" />ธรรมดา มีความแปรไปเป็นธรรมดา หรือ?  
			<remark  id="s3b37c50l4" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c50l5" />           ส. ถึงบุคคลเป็นอัพยากฤต ก็ไม่เที่ยง เป็นสังขตะ อาศัยปัจจัยเกิดขึ้น มีความ     
			<remark  id="s3b37c50l6" />สิ้นไปเป็นธรรมดา มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา มีความคลายไปเป็นธรรมดา มีความดับไป             
			<remark  id="s3b37c50l7" />เป็นธรรมดา มีความแปรไปเป็นธรรมดาหรือ?                      
			<remark  id="s3b37c50l8" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c50l9" />      [๙๙] ส. เพราะอาศัยจักษุพึงกล่าวว่า บุคคลมีจักษุ หรือ?  
			<remark  id="s3b37c50l10" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c50l11" />           ส. เมื่อจักษุดับไปแล้ว พึงกล่าวว่า บุคคลมีจักษุดับไปแล้วหรือ?                 
			<remark  id="s3b37c50l12" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c50l13" />           ส. เพราะอาศัยโสตะ ฯลฯ เพราะอาศัยฆานะ ฯลฯ เพราะอาศัยชิวหา ฯลฯ                  
			<remark  id="s3b37c50l14" />เพราะอาศัยกาย ฯลฯ เพราะอาศัยมโน พึงกล่าวว่า บุคคลมีมโน หรือ?  
			<remark  id="s3b37c50l15" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c50l16" />           ส. เมื่อมโนดับไปแล้ว พึงกล่าวว่า บุคคลมีมโนดับไปแล้วหรือ?                     
			<remark  id="s3b37c50l17" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c50l18" />     [๑๐๐] ส. เพราะอาศัยมิจฉาทิฏฐิ พึงกล่าวว่า บุคคลเป็นมิจฉาทิฏฐิ หรือ?                 
			<remark  id="s3b37c50l19" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c50l20" />           ส. เมื่อมิจฉาทิฏฐิดับไปแล้ว พึงกล่าวว่า บุคคลเป็นมิจฉาทิฏฐิดับไปแล้ว          
			<remark  id="s3b37c50l21" />              หรือ?          
			<remark  id="s3b37c50l22" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c50l23" />     [๑๐๑] ส. เพราะอาศัยมิจฉาสังกัปปะ ฯลฯ เพราะอาศัยมิจฉาวาจา ฯลฯ เพราะอาศัย             
			<remark  id="s3b37c50l24" />มิจฉากัมมันตะ ฯลฯ เพราะอาศัยมิจฉาอาชีวะ ฯลฯ เพราะอาศัยมิจฉาวายามะ ฯลฯ เพราะอาศัย         
			<remark  id="s3b37c50l25" />มิจฉาสติ ฯลฯ เพราะอาศัยมิจฉาสมาธิ ฯลฯ พึงกล่าวว่า บุคคลมีมิจฉาสมาธิ หรือ?   
		</para>
	</section>
	<section id="s3b37c51" >
		<para id="s3b37c51p">
			<remark  id="s3b37c51l1" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c51l2" />           ส. เมื่อมิจฉาสมาธิดับไปแล้ว พึงกล่าวว่า บุคคลมีมิจฉาสมาธิดับไปแล้ว            
			<remark  id="s3b37c51l3" />             หรือ?           
			<remark  id="s3b37c51l4" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c51l5" />     [๑๐๒] ส. เพราะอาศัยสัมมาทิฏฐิ พึงกล่าวว่า บุคคลเป็นสัมมาทิฏฐิหรือ?                  
			<remark  id="s3b37c51l6" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c51l7" />           ส. เมื่อสัมมาทิฏฐิดับไปแล้ว พึงกล่าวว่า บุคคลเป็นสัมมาทิฏฐิดับไปแล้ว          
			<remark  id="s3b37c51l8" />              หรือ?          
			<remark  id="s3b37c51l9" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c51l10" />           ส. เพราะอาศัยสัมมาสังกัปปะ ฯลฯ เพราะอาศัยสัมมาวาจา ฯลฯ เพราะอาศัย             
			<remark  id="s3b37c51l11" />สัมมากัมมันตะ ฯลฯ เพราะอาศัยสัมมาอาชีวะ ฯลฯ เพราะอาศัยสัมมาวายมะ ฯลฯ เพราะอาศัย          
			<remark  id="s3b37c51l12" />สัมมาสติ ฯลฯ เพราะอาศัยสัมมาสมาธิ พึงกล่าวว่า บุคคลมีสัมมาสมาธิ หรือ?                    
			<remark  id="s3b37c51l13" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c51l14" />           ส. เมื่อสัมมาสมาธิดับไปแล้ว พึงกล่าวว่า บุคคลมีสัมมาสมาธิดับไปแล้ว            
			<remark  id="s3b37c51l15" />              หรือ?          
			<remark  id="s3b37c51l16" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c51l17" />     [๑๐๓] ส. เพราะอาศัยรูป เพราะอาศัยเวทนา จึงบัญญัติบุคคลขึ้น หรือ?                    
			<remark  id="s3b37c51l18" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c51l19" />           ส. เพราะอาศัยขันธ์ ๒ จึงบัญญัติบุคคล ๒ คนขึ้น หรือ?  
			<remark  id="s3b37c51l20" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c51l21" />           ส. เพราะอาศัยรูป เพราะอาศัยเวทนา เพราะอาศัยสัญญา เพราะอาศัยสังขาร             
			<remark  id="s3b37c51l22" />เพราะวิญญาณ จึงบัญญัติบุคคลขึ้น หรือ?                      
			<remark  id="s3b37c51l23" />           ป. ถูกแล้ว       
		</para>
	</section>
	<section id="s3b37c52" >
		<para id="s3b37c52p">
			<remark  id="s3b37c52l1" />           ส. เพราะอาศัยขันธ์ ๕ จึงบัญญัติบุคคล ๕ ขึ้น หรือ?  
			<remark  id="s3b37c52l2" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c52l3" />     [๑๐๔] ส. เพราะอาศัยจักขายตนะ เพราะอาศัยโสตายตนะ จึงบัญญัติบุคคลขึ้น                 
			<remark  id="s3b37c52l4" />              หรือ?          
			<remark  id="s3b37c52l5" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c52l6" />           ส. เพราะอาศัยอายตนะ ๒ จึงบัญญัติบุคคล ๒ ขึ้น หรือ?  
			<remark  id="s3b37c52l7" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c52l8" />     [๑๐๕] ส. เพราะอาศัยจักขายตนะ เพราะอาศัยโสตายตนะ ฯลฯ เพราะอาศัย                      
			<remark  id="s3b37c52l9" />ธัมมายตนะ จึงบัญญัติบุคคลขึ้น หรือ?  
			<remark  id="s3b37c52l10" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c52l11" />           ส. เพราะอาศัยอายตนะ ๑๒ จึงบัญญัติบุคคล ๑๒ ขึ้น หรือ?  
			<remark  id="s3b37c52l12" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c52l13" />      [๑๐๖] ส. เพราะอาศัยจักขุธาตุ เพราะอาศัยโสตธาตุ จึงบัญญัติบุคคลขึ้น หรือ?            
			<remark  id="s3b37c52l14" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c52l15" />           ส. เพราะอาศัยธาตุ ๒ จึงบัญญัติบุคคล ๒ ขึ้น หรือ?  
			<remark  id="s3b37c52l16" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c52l17" />     [๑๐๗] ส. เพราะอาศัยจักขุธาตุ เพราะอาศัยโสตธาตุ ฯลฯ เพราะอาศัยธัมมธาตุ               
			<remark  id="s3b37c52l18" />              จึงบัญญัติบุคคลขึ้น หรือ?                    
			<remark  id="s3b37c52l19" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c52l20" />           ส. เพราะอาศัยธาตุ ๑๘ จึงบัญญัติบุคคล ๑๘ ขึ้น หรือ?  
			<remark  id="s3b37c52l21" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c52l22" />     [๑๐๘] ส. เพราะอาศัยจักขุนทรีย์ เพราะอาศัยโสตินทรีย์ จึงบัญญัติบุคคลขึ้นหรือ?        
			<remark  id="s3b37c52l23" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c52l24" />           ส. เพราะอาศัยอินทรีย์ ๒ จึงบัญญัติบุคคล ๒ ขึ้น หรือ?  
			<remark  id="s3b37c52l25" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ         
		</para>
	</section>
	<section id="s3b37c53" >
		<para id="s3b37c53p">
			<remark  id="s3b37c53l1" />     [๑๐๙] ส. เพราะอาศัยจักขุนทรีย์ เพราะอาศัยโสตินทรีย์ ฯลฯ เพราะอาศัยอัญญา            
			<remark  id="s3b37c53l2" />              ตาวินทรีย์ จึงบัญญัติบุคคลขึ้น หรือ?         
			<remark  id="s3b37c53l3" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c53l4" />           ส. เพราะอาศัยอินทรีย์ ๒๒ จึงบัญญัติบุคคล ๒๒ ขึ้น หรือ?  
			<remark  id="s3b37c53l5" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c53l6" />     [๑๑๐] ส. เพราะอาศัยเอกโวการภพ (ภพแห่งสัตว์มีขันธ์หนึ่ง) จึงบัญญัติบุคคล             
			<remark  id="s3b37c53l7" />              หนึ่งขึ้น หรือ?  
			<remark  id="s3b37c53l8" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c53l9" />           ส. เพราะอาศัยจตุโวการภพ (ภพแห่งสัตว์มีขันธ์ ๔) จึงบัญญัติบุคคล ๔ ขึ้น         
			<remark  id="s3b37c53l10" />              หรือ?          
			<remark  id="s3b37c53l11" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c53l12" />     [๑๑๑] ส. เพราะอาศัยเอกโวการภพ จึงบัญญัติบุคคลหนึ่งขึ้น หรือ?  
			<remark  id="s3b37c53l13" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c53l14" />           ส. เพราะอาศัยปัญจโวการภพ (ภพแห่งสัตว์มีขันธ์ ๕) จึงบัญญัติบุคคล ๕             
			<remark  id="s3b37c53l15" />              ขึ้น หรือ?     
			<remark  id="s3b37c53l16" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c53l17" />     [๑๑๒] ส. ในเอกโวการภพ มีบุคคลเพียงหนึ่ง หรือ?         
			<remark  id="s3b37c53l18" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c53l19" />           ส. ในจตุโวการภพ มีบุคคลเพียง ๔ หรือ?            
			<remark  id="s3b37c53l20" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c53l21" />     [๑๑๓] ส. ในเอกโวการภพ มีบุคคลเพียงหนึ่ง หรือ?         
			<remark  id="s3b37c53l22" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c53l23" />           ส. ในปัญจโวการภพ มีบุคคลเพียง ๕ หรือ?           
			<remark  id="s3b37c53l24" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ       
		</para>
	</section>
	<section id="s3b37c54" >
		<para id="s3b37c54p">
			<remark  id="s3b37c54l1" />     [๑๑๔] ส. เพราะอาศัยต้นไม้ จึงบัญญัติเงาไม้ขึ้น ฉันใด ฉันนั้นแหละ เพราะ              
			<remark  id="s3b37c54l2" />อาศัยรูป จึงบัญญัติบุคคลขึ้น หรือ?  
			<remark  id="s3b37c54l3" />           ส. เพราะอาศัยต้นไม้ จึงบัญญัติเงาไม้ขึ้น แม้ต้นไม้ก็ไม่เที่ยง แม้เงาไม้ก็     
			<remark  id="s3b37c54l4" />ไม่เที่ยง ฉันใด ฉันนั้นแหละ เพราะอาศัยรูปจึงบัญญัติบุคคลขึ้น แม้รูปก็ไม่เที่ยง แม้บุคคล  
			<remark  id="s3b37c54l5" />ก็ไม่เที่ยง หรือ?            
			<remark  id="s3b37c54l6" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c54l7" />           ส. เพราะอาศัยต้นไม้ จึงบัญญัติเงาไม้ขึ้น ต้นไม้เป็นอื่น เงาไม้ก็เป็นอื่น      
			<remark  id="s3b37c54l8" />ฉันใด ฉันนั้นแหละ เพราะอาศัยรูป จึงบัญญัติบุคคลขึ้น รูปเป็นอื่น บุคคลก็เป็นอื่น หรือ?    
			<remark  id="s3b37c54l9" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c54l10" />           ส. เพราะอาศัยบ้าน จึงบัญญัติชาวบ้านขึ้น ฉันใด ฉันนั้นแหละ เพราะ               
			<remark  id="s3b37c54l11" />อาศัยรูป จึงบัญญัติบุคคลขึ้น หรือ?  
			<remark  id="s3b37c54l12" />           ส. เพราะอาศัยบ้าน จึงบัญญัติชาวบ้านขึ้น บ้านเป็นอื่น ชาวบ้านก็เป็นอื่น        
			<remark  id="s3b37c54l13" />ฉันใด ฉันนั้นแหละ เพราะอาศัยรูป จึงบัญญัติบุคคลขึ้น รูปเป็นอื่น บุคคลก็เป็นอื่น หรือ?    
			<remark  id="s3b37c54l14" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c54l15" />           ส. เพราะอาศัยรัฐ จึงบัญญัติราชาขึ้น ฉันใด ฉันนั้นแหละ เพราะอาศัยรูป           
			<remark  id="s3b37c54l16" />จึงบัญญัติบุคคลขึ้น หรือ?    
			<remark  id="s3b37c54l17" />           ส. เพราะอาศัยรัฐ จึงบัญญัติราชาขึ้น รัฐเป็นอื่น ราชาก็เป็นอื่น ฉันใด          
			<remark  id="s3b37c54l18" />ฉันนั้นแหละ เพราะอาศัยรูป จึงบัญญัติบุคคลขึ้น รูปเป็นอื่น บุคคลก็เป็นอื่น หรือ?          
			<remark  id="s3b37c54l19" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c54l20" />           ส. ตรวน ไม่ใช่ผู้ถูกจำตรวน ตรวนมีแก่ผู้ใด ผู้นั้นต่างหากชื่อว่า ผู้ถูก        
			<remark  id="s3b37c54l21" />จำตรวน ฉันใด ฉันนั้นแหละ รูปไม่ใช่ผู้มีรูป รูปมีแก่ผู้ใด ผู้นั้นต่างหากชื่อว่า ผู้มีรูป หรือ?  
			<remark  id="s3b37c54l22" />           ส. ตรวน ไม่ใช่ผู้ถูกจำตรวน ตรวนมีแก่ผู้ใด ผู้นั้นต่างหากชื่อว่า ผู้ถูก        
			<remark  id="s3b37c54l23" />จำตรวน ตรวนเป็นอื่น ผู้ถูกจำตรวนก็เป็นอื่น ฉันใด ฉันนั้นแหละ รูปไม่ใช่ผู้มีรูป รูปมีแก่ผู้  
			<remark  id="s3b37c54l24" />ใด ผู้นั้นต่างหากชื่อว่า ผู้มีรูป รูปเป็นอื่น ผู้มีรูปก็เป็นอื่น หรือ?                   
			<remark  id="s3b37c54l25" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ       
		</para>
	</section>
	<section id="s3b37c55" >
		<para id="s3b37c55p">
			<remark  id="s3b37c55l1" />     [๑๑๕] ส. บัญญัติบุคคลขึ้นในเพราะจิตแต่ละดวง หรือ?     
			<remark  id="s3b37c55l2" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c55l3" />           ส. บุคคลในเพราะจิตแต่ละดวง ย่อมเกิด แก่ ตาย จุติ และ อุปบัติ หรือ?            
			<remark  id="s3b37c55l4" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c55l5" />           ส. เมื่อจิตดวงที่ ๒ เกิดขึ้น ไม่พึงกล่าวว่า บุคคลนั้น หรือว่าบุคคลอื่น        
			<remark  id="s3b37c55l6" />              หรือ?          
			<remark  id="s3b37c55l7" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c55l8" />           ส. เมื่อจิตดวงที่ ๒ เกิดขึ้น ไม่พึงกล่าวว่า เด็กชาย หรือว่าเด็กหญิง หรือ?     
			<remark  id="s3b37c55l9" />           ป. พึงกล่าวได้    
			<remark  id="s3b37c55l10" />           ส. ท่านจงรับรู้นิคหะ, หากว่า เมื่อจิตดวงที่ ๒ เกิดขึ้น ไม่พึงกล่าวว่า         
			<remark  id="s3b37c55l11" />บุคคลนั้นหรือว่าบุคคลอื่น ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า เมื่อจิตดวงที่ ๒ เกิดขึ้น ไม่พึง  
			<remark  id="s3b37c55l12" />กล่าวว่าเด็กชาย หรือว่าเด็กหญิง, ที่ท่านกล่าวในปัญหานั้นว่า พึงกล่าวได้ว่า เมื่อจิตดวงที่ ๒  
			<remark  id="s3b37c55l13" />เกิดขึ้น ไม่พึงกล่าวว่าบุคคลนั้น หรือว่าบุคคลอื่น แต่พึงกล่าวได้ว่าเด็กชาย หรือว่าเด็กหญิง  
			<remark  id="s3b37c55l14" />ดังนี้ ผิด, ก็หรือหากว่า เมื่อจิตดวงที่ ๒ เกิดขึ้น พึงกล่าวได้ว่าเด็กชายหรือว่าเด็กหญิง ด้วย  
			<remark  id="s3b37c55l15" />เหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า เมื่อจิตดวงที่ ๒ เกิดขึ้น พึงกล่าวได้ว่า บุคคลนั้นหรือว่าบุคคลอื่น,                      
			<remark  id="s3b37c55l16" />ที่ท่านกล่าวในปัญหานั้นว่า พึงกล่าวได้ว่า เมื่อจิตดวงที่ ๒ เกิดขึ้น ไม่พึงกล่าวว่า บุคคลนั้น  
			<remark  id="s3b37c55l17" />หรือว่าบุคคลอื่น แต่พึงกล่าวว่าเด็กชายหรือเด็กหญิงดังนี้ ผิด  
			<remark  id="s3b37c55l18" />     [๑๑๖] ส. เมื่อจิตดวงที่ ๒ เกิดขึ้น ไม่พึงกล่าวว่าบุคคลนั้น หรือว่าบุคคลอื่น         
			<remark  id="s3b37c55l19" />              หรือ?          
			<remark  id="s3b37c55l20" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c55l21" />           ส. เมื่อจิตดวงที่ ๒ เกิดขึ้น ไม่พึงกล่าวว่าสตรี หรือว่าบุรุษ ...  ว่า         
			<remark  id="s3b37c55l22" />              คฤหัสถ์ หรือว่าบรรพชิต ...  ว่าเทวดา หรือว่ามนุษย์ หรือ?                   
			<remark  id="s3b37c55l23" />           ป. พึงกล่าวได้    
			<remark  id="s3b37c55l24" />           ส. ท่านจงรับรู้นิคหะ, หากว่า เมื่อจิตดวงที่ ๒ เกิดขึ้น ไม่พึงกล่าวว่า         
			<remark  id="s3b37c55l25" />บุคคลนั้น หรือบุคคลอื่น ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า เมื่อจิตดวงที่ ๒ เกิดขึ้น ไม่พึง  
		</para>
	</section>
	<section id="s3b37c56" >
		<para id="s3b37c56p">
			<remark  id="s3b37c56l1" />กล่าวว่าเทวดา หรือว่ามนุษย์, ที่ท่านกล่าวในปัญหานั้นว่า เมื่อจิตดวงที่ ๒ เกิดขึ้น ไม่พึง  
			<remark  id="s3b37c56l2" />กล่าวว่าบุคคลนั้น หรือบุคคลอื่น แต่พึงกล่าวได้ว่าเทวดา หรือว่ามนุษย์ดังนี้ ผิด, ก็หรือหาก  
			<remark  id="s3b37c56l3" />ว่า เมื่อจิตดวงที่ ๒ เกิดขึ้น พึงกล่าวได้ว่าเทวดา หรือว่ามนุษย์ ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้อง  
			<remark  id="s3b37c56l4" />กล่าวว่า เมื่อจิตดวงที่ ๒ เกิดขึ้น พึงกล่าวได้ว่าบุคคลนั้น หรือว่าบุคคลอื่น, ที่ท่านกล่าวใน  
			<remark  id="s3b37c56l5" />ปัญหานั้นว่า พึงกล่าวได้ว่า เมื่อจิตดวงที่ ๒ เกิดขึ้น ไม่พึงกล่าวว่าบุคคลนั้น หรือว่าบุคคล  
			<remark  id="s3b37c56l6" />อื่น แต่พึงกล่าวได้ว่าเทวดา หรือว่ามนุษย์ ดังนี้ ผิด ฯลฯ   
			<remark  id="s3b37c56l7" />     [๑๑๗] ป. ไม่พึงกล่าวว่า ท่านหยั่งเห็นบุคคลโดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ หรือ?                 
			<remark  id="s3b37c56l8" />           ส. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c56l9" />           ป. บุคคลใดเห็น เห็นรูปใด เห็นด้วยจักษุใด พึงกล่าวได้ว่า บุคคลนั้น             
			<remark  id="s3b37c56l10" />              เห็น เห็นรูปนั้น เห็นด้วยจักษุนั้นมิใช่ หรือ?  
			<remark  id="s3b37c56l11" />           ส. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c56l12" />           ป. หากว่า บุคคลใดเห็น เห็นรูปใด เห็นด้วยจักษุใด พึงกล่าวได้ว่า                
			<remark  id="s3b37c56l13" />บุคคลนั้นเห็น เห็นรูปนั้น เห็นด้วยจักษุนั้น ด้วยเห็นนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า ข้าพเจ้า   
			<remark  id="s3b37c56l14" />หยั่งเห็นบุคคลโดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์  
			<remark  id="s3b37c56l15" />     [๑๑๘] ป. ไม่พึงกล่าวว่า ท่านหยั่งเห็นบุคคลโดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์หรือ?                  
			<remark  id="s3b37c56l16" />           ส. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c56l17" />           ป. บุคคลใดฟัง ฯลฯ บุคคลใดดม ฯลฯ บุคคลใดลิ้ม ฯลฯ บุคคลใดถูก                    
			<remark  id="s3b37c56l18" />ต้อง ฯลฯ บุคคลใดรู้ รู้ธัมมารมณ์ใด รู้ด้วยมโนใด พึงกล่าวได้ว่า บุคคลนั้นรู้ รู้ธัมมารมณ์  
			<remark  id="s3b37c56l19" />รู้ด้วยมโนนั้น มิใช่หรือ?    
			<remark  id="s3b37c56l20" />           ส. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c56l21" />           ป. หากว่า บุคคลใดรู้ รู้ธัมมารมณ์ใด รู้ด้วยมโนใด พึงกล่าวได้ว่า               
			<remark  id="s3b37c56l22" />บุคคลนั้นรู้ รู้ธัมมารมณ์นั้น ด้วยมโนนั้น ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า ข้าพเจ้าหยั่งเห็น  
			<remark  id="s3b37c56l23" />บุคคลโดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์     
		</para>
	</section>
	<section id="s3b37c57" >
		<para id="s3b37c57p">
			<remark  id="s3b37c57l1" />     [๑๑๙] ส. ท่านหยั่งเห็นบุคคล โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ หรือ?  
			<remark  id="s3b37c57l2" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c57l3" />           ส. บุคคลใดมิได้เห็น มิได้เห็นรูปใด มิได้เห็นด้วยจักษุใด ไม่พึงกล่าวว่า        
			<remark  id="s3b37c57l4" />บุคคลนั้นเห็น ไม่พึงกล่าวว่าเห็นรูปนั้น ไม่พึงกล่าวว่าเห็นด้วยจักษุนั้น มิใช่หรือ?       
			<remark  id="s3b37c57l5" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c57l6" />           ส. หากว่า บุคคลใดมิได้เห็น มิได้เห็นรูปใด มิได้เห็นด้วยจักษุใด ไม่พึง         
			<remark  id="s3b37c57l7" />กล่าวว่าบุคคลนั้นเห็น ไม่พึงกล่าวว่าเห็นรูปนั้น ไม่พึงกล่าวว่าเห็นด้วยจักษุนั้น ก็ต้องไม่กล่าวว่า                      
			<remark  id="s3b37c57l8" />ข้าพเจ้าหยั่งเห็นบุคคล โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์                 
			<remark  id="s3b37c57l9" />     [๑๒๐] ส. ท่านหยั่งเห็นบุคคล โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ หรือ?  
			<remark  id="s3b37c57l10" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c57l11" />           ส. บุคคลใดมิได้ฟัง ฯลฯ บุคคลใดมิได้ดม ฯลฯ บุคคลใดมิได้ลิ้ม ฯลฯ                
			<remark  id="s3b37c57l12" />บุคคลใดมิได้รู้ มิได้รู้ธัมมารมณ์ใด มิได้รู้ด้วยมโนใด ไม่พึงกล่าวว่าบุคคลนั้นรู้ ไม่พึงกล่าวว่า  
			<remark  id="s3b37c57l13" />รู้ธัมมารมณ์นั้น ไม่พึงกล่าวว่ารู้ด้วยมโนนั้น มิใช่หรือ?   
			<remark  id="s3b37c57l14" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c57l15" />           ส. หากว่าบุคคลใดมิได้รู้ มิได้รู้ธัมมารมณ์ใด มิได้รู้ด้วยมโนใด ไม่พึงกล่าว    
			<remark  id="s3b37c57l16" />ว่าบุคคลนั้นรู้ ไม่พึงกล่าวว่ารู้ธัมมารมณ์นั้น ไม่พึงกล่าวว่ารู้ด้วยมโนนั้น ก็ต้องไม่กล่าวว่า  
			<remark  id="s3b37c57l17" />ข้าพเจ้าหยั่งเห็นบุคคล โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์                 
			<remark  id="s3b37c57l18" />     [๑๒๑] ป. ไม่พึงกล่าวว่า หยั่งเห็นบุคคลได้ โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ หรือ?                 
			<remark  id="s3b37c57l19" />           ส. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c57l20" />           ป. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราเห็นสัตว์ทั้งหลาย         
			<remark  id="s3b37c57l21" />จุติอยู่ อุปบัติอยู่ เลวบ้าง ประณีตบ้าง มีพรรณะงามบ้าง มีพรรณะทรามบ้าง เป็นสุคติ         
			<remark  id="s3b37c57l22" />บ้าง เป็นทุคติบ้าง ด้วยจักษุเพียงดังทิพย์ อันบริสุทธิ์ล่วงจักษุของมนุษย์ ย่อมรู้ชัดซึ่ง  
			<remark  id="s3b37c57l23" />สัตว์ทั้งหลายว่าเป็นไปตามกรรม  ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ?    
		</para>
	</section>
	<section id="s3b37c58" >
		<para id="s3b37c58p">
			<remark  id="s3b37c58l1" />           ส. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c58l2" />           ป. ถ้าอย่างนั้น ก็หยั่งเห็นบุคคลได้ โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์น่ะสิ                  
			<remark  id="s3b37c58l3" />           ส. ท่านได้ทำความตกลงแล้วว่า พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า ดูกรภิกษุทั้ง        
			<remark  id="s3b37c58l4" />หลาย เราเห็นสัตว์ทั้งหลายจุติอยู่ อุปบัติอยู่ เลวบ้าง ประณีตบ้าง มีพรรณะงามบ้าง มีพรรณะ  
			<remark  id="s3b37c58l5" />ทรามบ้าง เป็นสุคติบ้าง เป็นทุคติบ้าง ด้วยจักษุเพียงดังทิพย์ อันบริสุทธิ์ล่วงจักษุของมนุษย์  
			<remark  id="s3b37c58l6" />ย่อมรู้ชัดซึ่งสัตว์ทั้งหลายว่าเป็นไปตามกรรม ดังนี้ ด้วยเหตุนั้นแหละ ท่านจึงหยั่งเห็นบุคคล  
			<remark  id="s3b37c58l7" />โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ หรือ?    
			<remark  id="s3b37c58l8" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c58l9" />           ส. พระผู้มีพระภาคทรงเห็นรูปหรือทรงเห็นบุคคล ด้วยจักษุเพียงดังทิพย์ อัน        
			<remark  id="s3b37c58l10" />              บริสุทธิ์ล่วงจักษุของมนุษย์                  
			<remark  id="s3b37c58l11" />           ป. ทรงเห็นรูป     
			<remark  id="s3b37c58l12" />           ส. รูปคือบุคคล รูปจุติ รูปอุปบัติ รูปเป็นไปตามกรรม หรือ?                      
			<remark  id="s3b37c58l13" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c58l14" />           ส. พระผู้มีพระภาคทรงเห็นรูปหรือทรงเห็นบุคคล ด้วยจักษุเพียงดังทิพย์ อัน        
			<remark  id="s3b37c58l15" />              บริสุทธิ์ล่วงจักษุของมนุษย์                  
			<remark  id="s3b37c58l16" />           ป. ทรงเห็นบุคคล   
			<remark  id="s3b37c58l17" />           ส. บุคคล คือรูป คือรูปายตนะ คือรูปธาตุ คือสีเขียว คือสีเหลือง คือ             
			<remark  id="s3b37c58l18" />              สีแดง คือสีขาว คือสิ่งที่รู้ได้ด้วยจักษุ กระทบที่จักษุ มาสู่คลองจักษุ      
			<remark  id="s3b37c58l19" />              หรือ?          
			<remark  id="s3b37c58l20" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c58l21" />           ส. พระผู้มีพระภาคทรงเห็นรูปหรือทรงเห็นบุคคล ด้วยจักษุเพียงดังทิพย์ อัน        
			<remark  id="s3b37c58l22" />              บริสุทธิ์ล่วงจักษุของมนุษย์                  
			<remark  id="s3b37c58l23" />           ป. ทรงเห็นทั้งสองอย่าง  
		</para>
	</section>
	<section id="s3b37c59" >
		<para id="s3b37c59p">
			<remark  id="s3b37c59l1" />           ส. ทั้งสองอย่างคือรูป คือรูปายตนะ คือรูปธาตุ ทั้งสองอย่างคือสีเขียว           
			<remark  id="s3b37c59l2" />ทั้งสองอย่างคือสีเหลือง ทั้งสองอย่างคือสีแดง ทั้งสองอย่างคือสีขาว ทั้งสองอย่างคือสิ่งที่รู้ได้  
			<remark  id="s3b37c59l3" />ด้วยจักษุ ทั้งสองอย่างกระทบที่จักษุ ทั้งสองอย่างมาสู่คลองจักษุ ทั้งสองอย่างจุติ ทั้งสองอย่าง  
			<remark  id="s3b37c59l4" />อุปบัติ ทั้งสองอย่างเป็นไปตามกรรม หรือ?                    
			<remark  id="s3b37c59l5" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c59l6" />                     อุปาทาปัญญัตตานุโยค จบ                
			<remark  id="s3b37c59l7" />                         ----------  
			<remark  id="s3b37c59l8" />                        กัลยาณวรรค  
			<remark  id="s3b37c59l9" />     [๑๒๒] ป. ท่านหยั่งเห็นกรรมดีกรรมชั่ว หรือ?            
			<remark  id="s3b37c59l10" />           ส. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c59l11" />           ป. ท่านหยั่งเห็นผู้ทำ ผู้สร้างกรรมดีกรรมชั่ว หรือ?  
			<remark  id="s3b37c59l12" />           ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c59l13" />     [๑๒๓] ส. เพราะหยั่งเห็นกรรมดีกรรมชั่ว ฉะนั้นจึงหยั่งเห็นผู้ทำ ผู้สร้างกรรมดี        
			<remark  id="s3b37c59l14" />              กรรมชั่ว หรือ?  
			<remark  id="s3b37c59l15" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c59l16" />           ส. ท่านหยั่งเห็นผู้ทำ ผู้สร้างบุคคลนั้นหรือ?    
			<remark  id="s3b37c59l17" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c59l18" />           ส. ท่านหยั่งเห็นผู้ทำ ผู้สร้างบุคคลนั้น หรือ?   
			<remark  id="s3b37c59l19" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c59l20" />           ส. การทำที่สุดแห่งทุกข์ไม่มี ความขาดแห่งวัฏฏะก็ไม่มี ความดับรอบอย่าง          
			<remark  id="s3b37c59l21" />              หาเชื้อมิได้ ก็ไม่มี แก่บุคคลนั้น ๆ หรือ?    
			<remark  id="s3b37c59l22" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ      
		</para>
	</section>
	<section id="s3b37c60" >
		<para id="s3b37c60p">
			<remark  id="s3b37c60l1" />     [๑๒๔] ส. เพราะหยั่งเห็นกรรมดีกรรมชั่ว ฉะนั้นจึงหยั่งเห็นผู้ทำ ผู้สร้างกรรมดี        
			<remark  id="s3b37c60l2" />              กรรมชั่วหรือ?  
			<remark  id="s3b37c60l3" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c60l4" />           ส. เพราะหยั่งเห็นบุคคล ฉะนั้นจึงหยั่งเห็นผู้ทำ ผู้สร้างบุคคลหรือ?             
			<remark  id="s3b37c60l5" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c60l6" />     [๑๒๕] ส. เพราะหยั่งเห็นกรรมดีกรรมชั่ว ฉะนั้นจึงหยั่งเห็นผู้ทำ ผู้สร้างกรรมดี        
			<remark  id="s3b37c60l7" />              กรรมชั่ว หรือ?  
			<remark  id="s3b37c60l8" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c60l9" />           ส. เพราะหยั่งเห็นนิพพาน ฉะนั้นจึงหยั่งเห็นผู้ทำ ผู้สร้างนิพพาน หรือ?          
			<remark  id="s3b37c60l10" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c60l11" />     [๑๒๖] ส.เพราะหยั่งเห็นกรรมดีกรรมชั่ว ฉะนั้นจึงหยั่งเห็นผู้ทำ ผู้สร้างกรรมดี         
			<remark  id="s3b37c60l12" />              กรรมชั่ว หรือ?  
			<remark  id="s3b37c60l13" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c60l14" />           ส. เพราะหยั่งเห็นมหาปฐพี ฉะนั้นจึงหยั่งเห็นผู้ทำ ผู้สร้างมหาปฐพี หรือ?        
			<remark  id="s3b37c60l15" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c60l16" />     [๑๒๗] ส. เพราะหยั่งเห็นกรรมดีกรรมชั่ว ฉะนั้นจึงหยั่งเห็นผู้ทำ ผู้สร้างกรรมดี        
			<remark  id="s3b37c60l17" />              กรรมชั่ว หรือ?  
			<remark  id="s3b37c60l18" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c60l19" />           ส. เพราะหยั่งเห็นมหาสมุทร ฉะนั้นจึงหยั่งเห็นผู้ทำ ผู้สร้างมหาสมุทร            
			<remark  id="s3b37c60l20" />              หรือ?          
			<remark  id="s3b37c60l21" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c60l22" />     [๑๒๘] ส. เพราะหยั่งเห็นกรรมดีกรรมชั่ว ฉะนั้นจึงหยั่งเห็นผู้ทำ ผู้สร้างกรรมดี        
			<remark  id="s3b37c60l23" />              กรรมชั่ว หรือ?  
			<remark  id="s3b37c60l24" />           ป. ถูกแล้ว    
		</para>
	</section>
	<section id="s3b37c61" >
		<para id="s3b37c61p">
			<remark  id="s3b37c61l1" />           ส. เพราะหยั่งเห็นขุนเขาสิเนรุ ฉะนั้นจึงหยั่งเห็นผู้ทำ ผู้สร้างขุนเขาสิเนรุ    
			<remark  id="s3b37c61l2" />              หรือ?          
			<remark  id="s3b37c61l3" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c61l4" />     [๑๒๙] ส. เพราะหยั่งเห็นกรรมดีกรรมชั่ว ฉะนั้นจึงหยั่งเห็นผู้ทำ ผู้สร้างกรรมดีกรรม    
			<remark  id="s3b37c61l5" />              ชั่ว หรือ?     
			<remark  id="s3b37c61l6" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c61l7" />           ส. เพราะหยั่งเห็นน้ำ ฉะนั้นจึงหยั่งเห็นผู้ทำ ผู้สร้างน้ำ หรือ?                
			<remark  id="s3b37c61l8" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c61l9" />     [๑๓๐] ส. เพราะหยั่งเห็นกรรมดีกรรมชั่ว ฉะนั้นจึงหยั่งเห็นผู้ทำ ผู้สร้างกรรมดี        
			<remark  id="s3b37c61l10" />              กรรมชั่วหรือ?  
			<remark  id="s3b37c61l11" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c61l12" />           ส. เพราะหยั่งเห็นไฟ ฉะนั้นจึงหยั่งเห็นผู้ทำ ผู้สร้างไฟ หรือ?                  
			<remark  id="s3b37c61l13" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c61l14" />     [๑๓๑] ส. เพราะหยั่งเห็นกรรมดีกรรมชั่ว ฉะนั้นจึงหยั่งเห็นผู้ทำ ผู้สร้างกรรมดี        
			<remark  id="s3b37c61l15" />              กรรมชั่ว หรือ?  
			<remark  id="s3b37c61l16" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c61l17" />           ส. เพราะหยั่งเห็นลม ฉะนั้นจึงหยั่งเห็นผู้ทำ ผู้สร้างลม หรือ?                  
			<remark  id="s3b37c61l18" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c61l19" />     [๑๓๒] ส. เพราะหยั่งเห็นกรรมดีกรรมชั่ว ฉะนั้นจึงหยั่งเห็นผู้ทำ ผู้สร้างกรรมดี        
			<remark  id="s3b37c61l20" />              กรรมชั่ว หรือ?  
			<remark  id="s3b37c61l21" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c61l22" />           ส. เพราะหยั่งเห็นหญ้า ไม้ และต้นไม้เจ้าป่า ฉะนั้นจึงหยั่งเห็นผู้ทำ ผู้สร้าง   
			<remark  id="s3b37c61l23" />              หญ้า ไม้ และต้นไม้เจ้าป่า หรือ?              
			<remark  id="s3b37c61l24" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ       
		</para>
	</section>
	<section id="s3b37c62" >
		<para id="s3b37c62p">
			<remark  id="s3b37c62l1" />     [๑๓๓] ส. เพราะหยั่งเห็นกรรมดีกรรมชั่ว ฉะนั้นจึงหยั่งเห็นผู้ทำ ผู้สร้างกรรมดี        
			<remark  id="s3b37c62l2" />              กรรมชั่ว หรือ?  
			<remark  id="s3b37c62l3" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c62l4" />           ส. กรรมดีกรรมชั่วเป็นอื่น ผู้ทำ ผู้สร้างกรรมดีกรรมชั่ว ก็เป็นอื่น หรือ?       
			<remark  id="s3b37c62l5" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c62l6" />     [๑๓๔] ป. ท่านหยั่งเห็นวิบากของกรรมดีกรรมชั่ว หรือ?    
			<remark  id="s3b37c62l7" />           ส. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c62l8" />           ป. ท่านหยั่งเห็นบุคคลผู้เสวยวิบากของกรรมดี กรรมชั่ว หรือ?                     
			<remark  id="s3b37c62l9" />           ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c62l10" />           ส. เพราะหยั่งเห็นวิบากของกรรมดีกรรมชั่ว ฉะนั้นจึงหยั่งเห็นบุคคลผู้เสวย        
			<remark  id="s3b37c62l11" />              วิบากของกรรมดีกรรมชั่ว หรือ?                 
			<remark  id="s3b37c62l12" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c62l13" />           ส. ท่านหยั่งเห็นผู้เสวย บุคคลผู้เสวยวิบากนั้น หรือ?  
			<remark  id="s3b37c62l14" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c62l15" />           ส. ท่านหยั่งเห็นผู้เสวย บุคคลผู้เสวยวิบากนั้น หรือ?  
			<remark  id="s3b37c62l16" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c62l17" />           ส. การทำที่สุดแห่งทุกข์ไม่มี ความขาดแห่งวัฏฏะก็ไม่มี ความดับรอบอย่าง          
			<remark  id="s3b37c62l18" />              หาเชื้อมิได้ก็ไม่มี แก่บุคคลนั้นๆ หรือ?      
			<remark  id="s3b37c62l19" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c62l20" />           ส. เพราะหยั่งเห็นวิบากของกรรมดีกรรมชั่ว ฉะนั้นจึงเห็นบุคคล ผู้เสวย            
			<remark  id="s3b37c62l21" />              วิบากของกรรมดีกรรมชั่ว หรือ?                 
			<remark  id="s3b37c62l22" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c62l23" />           ส. เพราะหยั่งเห็นบุคคล ฉะนั้นจึงหยั่งเห็นผู้เสวยบุคคล หรือ?                   
			<remark  id="s3b37c62l24" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ  
		</para>
	</section>
	<section id="s3b37c63" >
		<para id="s3b37c63p">
			<remark  id="s3b37c63l1" />           ส. เพราะหยั่งเห็นวิบากของกรรมดีกรรมชั่ว ฉะนั้นจึงเห็นบุคคลผู้เสวย             
			<remark  id="s3b37c63l2" />              วิบากของกรรมดีกรรมชั่ว หรือ?                 
			<remark  id="s3b37c63l3" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c63l4" />           ส. เพราะหยั่งเห็นนิพพาน ฉะนั้นจึงหยั่งเห็นผู้เสวยนิพพานหรือ?                  
			<remark  id="s3b37c63l5" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c63l6" />           ส. เพราะหยั่งเห็นวิบากของกรรมดีกรรมชั่ว ฉะนั้นจึงหยั่งเห็นบุคคลผู้เสวย        
			<remark  id="s3b37c63l7" />              วิบากของกรรมดีกรรมชั่ว หรือ?                 
			<remark  id="s3b37c63l8" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c63l9" />           ส. เพราะหยั่งเห็นมหาปฐพี เพราะหยั่งเห็นมหาสมุทร เพราะหยั่งเห็นขุนเขา          
			<remark  id="s3b37c63l10" />สิเนรุ เพราะหยั่งเห็นน้ำ เพราะหยั่งเห็นไฟ เพราะหยั่งเห็นลม ฯลฯ เพราะหยั่งเห็นหญ้า ไม้    
			<remark  id="s3b37c63l11" />และต้นไม้เจ้าป่า ฉะนั้นจึงหยั่งเห็นบุคคลผู้เสวย หญ้า ไม้ และต้นไม้เจ้าป่า หรือ?          
			<remark  id="s3b37c63l12" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c63l13" />           ส. เพราะหยั่งเห็นวิบากของกรรมดีกรรมชั่ว ฉะนั้นจึงเห็นบุคคลผู้เสวยวิบาก        
			<remark  id="s3b37c63l14" />              ของกรรมดีกรรมชั่ว หรือ?                      
			<remark  id="s3b37c63l15" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c63l16" />           ส. วิบากของกรรมดีและกรรมชั่วเป็นอื่น บุคคลผู้เสวยวิบากของกรรมดี               
			<remark  id="s3b37c63l17" />              กรรมชั่ว ก็เป็นอื่น หรือ?                    
			<remark  id="s3b37c63l18" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c63l19" />     [๑๓๕] ป. ท่านหยั่งเห็นสุขอันเป็นทิพย์ หรือ?           
			<remark  id="s3b37c63l20" />           ส. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c63l21" />           ป. ท่านหยั่งเห็นบุคคลผู้เสวยสุขอันเป็นทิพย์ หรือ?  
			<remark  id="s3b37c63l22" />           ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ      
		</para>
	</section>
	<section id="s3b37c64" >
		<para id="s3b37c64p">
			<remark  id="s3b37c64l1" />     [๑๓๖] ส. เพราะหยั่งเห็นสุขอันเป็นทิพย์ ฉะนั้นจึงหยั่งเห็นบุคคลผู้เสวยสุขอัน         
			<remark  id="s3b37c64l2" />              เป็นทิพย์ หรือ?  
			<remark  id="s3b37c64l3" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c64l4" />           ส. ท่านหยั่งเห็นผู้เสวย บุคคลผู้เสวยสุขอันเป็นทิพย์นั้น หรือ?                 
			<remark  id="s3b37c64l5" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c64l6" />           ส. ท่านหยั่งเห็นผู้เสวย บุคคลผู้เสวยสุขอันเป็นทิพย์นั้น หรือ?                 
			<remark  id="s3b37c64l7" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c64l8" />           ส. การทำที่สุดแห่งทุกข์ไม่มี ความขาดแห่งวัฏฏะก็ไม่มี ความดับรอบอย่าง          
			<remark  id="s3b37c64l9" />              หาเชื้อมิได้ก็ไม่มี แก่บุคคลนั้นๆ หรือ?      
			<remark  id="s3b37c64l10" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c64l11" />     [๑๓๗] ส. เพราะหยั่งเห็นสุขอันเป็นทิพย์ ฉะนั้นจึงหยั่งเห็นบุคคลผู้เสวยสุขอัน         
			<remark  id="s3b37c64l12" />              เป็นทิพย์ หรือ?  
			<remark  id="s3b37c64l13" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c64l14" />           ส. เพราะหยั่งเห็นบุคคล ฉะนั้นจึงเห็นผู้เสวยบุคคล หรือ?  
			<remark  id="s3b37c64l15" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c64l16" />     [๑๓๘] ส. เพราะหยั่งเห็นสุขอันเป็นทิพย์ ฉะนั้นจึงหยั่งเห็นบุคคลผู้เสวยสุขอันเป็น     
			<remark  id="s3b37c64l17" />              ทิพย์ หรือ?    
			<remark  id="s3b37c64l18" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c64l19" />           ส. เพราะหยั่งเห็นนิพพาน ฉะนั้นจึงหยั่งเห็นบุคคลผู้เสวยนิพพาน หรือ?            
			<remark  id="s3b37c64l20" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c64l21" />     [๑๓๙] ส. เพราะหยั่งเห็นสุขอันเป็นทิพย์ ฉะนั้นจึงหยั่งเห็นบุคคลผู้เสวยสุขอันเป็น     
			<remark  id="s3b37c64l22" />              ทิพย์ หรือ?    
			<remark  id="s3b37c64l23" />           ป. ถูกแล้ว    
		</para>
	</section>
	<section id="s3b37c65" >
		<para id="s3b37c65p">
			<remark  id="s3b37c65l1" />           ส. เพราะหยั่งเห็นมหาปฐพี ฯลฯ เพราะหยั่งเห็นมหาสมุทร เพราะหยั่งเห็น            
			<remark  id="s3b37c65l2" />ขุนเขาสิเนรุ เพราะหยั่งเห็นน้ำ เพราะหยั่งเห็นไฟ เพราะหยั่งเห็นลม ฯลฯ เพราะหยั่งเห็นหญ้า  
			<remark  id="s3b37c65l3" />ไม้ และต้นไม้เจ้าป่า ฉะนั้นจึงหยั่งเห็นบุคคลผู้เสวยหญ้า ไม้ และต้นไม้เจ้าป่า หรือ?       
			<remark  id="s3b37c65l4" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c65l5" />     [๑๔๐] ส. เพราะหยั่งเห็นสุขอันเป็นทิพย์ ฉะนั้นจึงหยั่งเห็นบุคคลผู้เสวยสุขอันเป็น     
			<remark  id="s3b37c65l6" />              ทิพย์ หรือ?    
			<remark  id="s3b37c65l7" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c65l8" />           ส. สุขอันเป็นทิพย์เป็นอื่น บุคคลผู้เสวยสุขอันเป็นทิพย์ก็เป็นอื่น หรือ?        
			<remark  id="s3b37c65l9" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c65l10" />     [๑๔๑] ป. ท่านหยั่งเห็นสุขของมนุษย์ หรือ?              
			<remark  id="s3b37c65l11" />           ส. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c65l12" />           ป. ท่านหยั่งเห็นบุคคลผู้เสวยสุขของมนุษย์ หรือ?  
			<remark  id="s3b37c65l13" />           ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c65l14" />     [๑๔๒] ส. เพราะหยั่งเห็นสุขของมนุษย์ ฉะนั้นจึงหยั่งเห็นบุคคลผู้เสวยสุขของ            
			<remark  id="s3b37c65l15" />              มนุษย์ หรือ?   
			<remark  id="s3b37c65l16" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c65l17" />           ส. ท่านหยั่งเห็นผู้เสวย บุคคลผู้เสวยสุขของมนุษย์นั้น หรือ?                    
			<remark  id="s3b37c65l18" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c65l19" />           ส. ท่านหยั่งเห็นผู้เสวย บุคคลผู้เสวยสุขของมนุษย์นั้น หรือ?                    
			<remark  id="s3b37c65l20" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c65l21" />           ส. การทำที่สุดแห่งทุกข์ไม่มี ความขาดแห่งวัฏฏะก็ไม่มี ความดับรอบอย่าง          
			<remark  id="s3b37c65l22" />              หาเชื้อมิได้ก็ไม่มี แก่บุคคลนั้นๆ หรือ?      
			<remark  id="s3b37c65l23" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ     
		</para>
	</section>
	<section id="s3b37c66" >
		<para id="s3b37c66p">
			<remark  id="s3b37c66l1" />     [๑๔๓] ส. เพราะหยั่งเห็นสุขของมนุษย์ ฉะนั้นจึงหยั่งเห็นบุคคลผู้เสวยสุขของ            
			<remark  id="s3b37c66l2" />              มนุษย์ หรือ?   
			<remark  id="s3b37c66l3" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c66l4" />           ส. เพราะหยั่งเห็นบุคคล ฉะนั้นจึงหยั่งเห็นผู้เสวยบุคคล หรือ?                   
			<remark  id="s3b37c66l5" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c66l6" />     [๑๔๔] ส. เพราะหยั่งเห็นสุขของมนุษย์ ฉะนั้นจึงหยั่งเห็นบุคคลผู้เสวยสุขของ            
			<remark  id="s3b37c66l7" />              มนุษย์หรือ?    
			<remark  id="s3b37c66l8" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c66l9" />           ส. เพราะหยั่งเห็นนิพพาน ฉะนั้นจึงหยั่งเห็นบุคคลผู้เสวยนิพพาน หรือ?            
			<remark  id="s3b37c66l10" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c66l11" />     [๑๔๕] ส. เพราะหยั่งเห็นสุขของมนุษย์ ฉะนั้นจึงหยั่งเห็นบุคคลผู้เสวยสุขของ            
			<remark  id="s3b37c66l12" />              มนุษย์ หรือ?   
			<remark  id="s3b37c66l13" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c66l14" />           ส. เพราะหยั่งเห็นมหาปฐพี ฯลฯ เพราะหยั่งเห็นมหาสมุทร เพราะหยั่งเห็น            
			<remark  id="s3b37c66l15" />ขุนเขาสิเนรุ เพราะหยั่งเห็นน้ำ เพราะหยั่งเห็นไฟ เพราะหยั่งเห็นลม ฯลฯ เพราะหยั่งเห็น      
			<remark  id="s3b37c66l16" />หญ้า ไม้ และต้นไม้เจ้าป่า ฉะนั้นจึงหยั่งเห็นบุคคลผู้เสวยหญ้า ไม้ และต้นไม้เจ้าป่า หรือ?  
			<remark  id="s3b37c66l17" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c66l18" />     [๑๔๖] ส. เพราะหยั่งเห็นสุขของมนุษย์ ฉะนั้นจึงหยั่งเห็นบุคคลผู้เสวยสุขของ            
			<remark  id="s3b37c66l19" />              มนุษย์ หรือ?   
			<remark  id="s3b37c66l20" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c66l21" />           ส. สุขของมนุษย์เป็นอื่น บุคคลผู้เสวยสุขของมนุษย์ก็เป็นอื่นหรือ?               
			<remark  id="s3b37c66l22" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c66l23" />     [๑๔๗] ป. ท่านหยั่งเห็นทุกข์ที่มีในอบาย หรือ?          
			<remark  id="s3b37c66l24" />           ส. ถูกแล้ว       
		</para>
	</section>
	<section id="s3b37c67" >
		<para id="s3b37c67p">
			<remark  id="s3b37c67l1" />           ป. ท่านหยั่งเห็นบุคคลผู้เสวยทุกข์ที่มีในอบาย หรือ?  
			<remark  id="s3b37c67l2" />           ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c67l3" />     [๑๔๘] ส. เพราะหยั่งเห็นทุกข์ที่มีในอบาย ฉะนั้นจึงหยั่งเห็นบุคคลผู้เสวยทุกข์ที่มี    
			<remark  id="s3b37c67l4" />              ในอบาย หรือ?   
			<remark  id="s3b37c67l5" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c67l6" />           ส. ท่านหยั่งเห็นผู้เสวย บุคคลผู้เสวยทุกข์ที่มีในอบายนั้น หรือ?                
			<remark  id="s3b37c67l7" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c67l8" />           ส. ท่านหยั่งเห็นผู้เสวย บุคคลผู้เสวยทุกข์ที่มีในอบายนั้น หรือ?                
			<remark  id="s3b37c67l9" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c67l10" />           ส. การทำที่สุดแห่งทุกข์ไม่มี ความขาดแห่งวัฏฏะก็ไม่มี ความดับรอบอย่าง          
			<remark  id="s3b37c67l11" />              หาเชื้อมิได้ก็ไม่มี แก่บุคคลนั้นๆ หรือ?      
			<remark  id="s3b37c67l12" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c67l13" />     [๑๔๙] ส. เพราะหยั่งเห็นทุกข์ที่มีในอบาย ฉะนั้นจึงหยั่งเห็นบุคคลผู้เสวยทุกข์ที่มี    
			<remark  id="s3b37c67l14" />              ในอบาย หรือ?   
			<remark  id="s3b37c67l15" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c67l16" />           ส. เพราะหยั่งเห็นบุคคล ฉะนั้นจึงหยั่งเห็นผู้เสวยบุคคล หรือ?                   
			<remark  id="s3b37c67l17" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c67l18" />     [๑๕๐] ส. เพราะหยั่งเห็นทุกข์ที่มีในอบาย ฉะนั้นจึงหยั่งเห็นบุคคลผู้เสวยทุกข์ที่มี    
			<remark  id="s3b37c67l19" />              ในอบาย หรือ?   
			<remark  id="s3b37c67l20" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c67l21" />           ส. เพราะหยั่งเห็นนิพพาน ฉะนั้นจึงหยั่งเห็นบุคคลผู้เสวยนิพพาน หรือ?            
			<remark  id="s3b37c67l22" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c67l23" />     [๑๕๑] ส. เพราะหยั่งเห็นทุกข์ที่มีในอบาย ฉะนั้นจึงหยั่งเห็นบุคคลผู้เสวยทุกข์ที่มี    
			<remark  id="s3b37c67l24" />              ในอบาย หรือ?  
		</para>
	</section>
	<section id="s3b37c68" >
		<para id="s3b37c68p">
			<remark  id="s3b37c68l1" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c68l2" />           ส. เพราะหยั่งเห็นมหาปฐพี ฯลฯ เพราะหยั่งเห็นมหาสมุทร เพราะหยั่งเห็น            
			<remark  id="s3b37c68l3" />ขุนเขาสิเนรุ เพราะหยั่งเห็นน้ำ เพราะหยั่งเห็นไฟ เพราะหยั่งเห็นลม ฯลฯ เพราะหยั่งเห็นหญ้า  
			<remark  id="s3b37c68l4" />ไม้ และต้นไม้เจ้าป่า ฉะนั้นจึงหยั่งเห็นบุคคลผู้เสวยหญ้า ไม้ และต้นไม้เจ้าป่า หรือ?       
			<remark  id="s3b37c68l5" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c68l6" />     [๑๕๒] ส. เพราะหยั่งเห็นทุกข์ที่มีในอบาย ฉะนั้นจึงหยั่งเห็นบุคคลผู้เสวยทุกข์ที่มี    
			<remark  id="s3b37c68l7" />              ในอบาย หรือ?   
			<remark  id="s3b37c68l8" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c68l9" />           ส. ทุกข์ที่มีในอบายเป็นอื่น บุคคลผู้เสวยทุกข์ที่มีในอบายก็เป็นอื่น หรือ?      
			<remark  id="s3b37c68l10" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c68l11" />     [๑๕๓] ป. ท่านหยั่งเห็นทุกข์ที่มีในนรกหรือ?            
			<remark  id="s3b37c68l12" />           ส. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c68l13" />           ป. ท่านหยั่งเห็นบุคคลผู้เสวยทุกข์ที่มีในนรก หรือ?  
			<remark  id="s3b37c68l14" />           ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c68l15" />     [๑๕๔] ส. เพราะหยั่งเห็นทุกข์ที่มีในนรก ฉะนั้นจึงหยั่งเห็นบุคคลผู้เสวยทุกข์ที่มีใน   
			<remark  id="s3b37c68l16" />              นรก หรือ?      
			<remark  id="s3b37c68l17" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c68l18" />           ส. ท่านหยั่งเห็นผู้เสวยบุคคลผู้เสวยทุกข์ที่มีในนรกนั้น หรือ?                  
			<remark  id="s3b37c68l19" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c68l20" />           ส. ท่านหยั่งเห็นผู้เสวยบุคคลผู้เสวยทุกข์ที่มีในนรกนั้น หรือ?                  
			<remark  id="s3b37c68l21" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c68l22" />           ส. การทำที่สุดแห่งทุกข์ไม่มี ความขาดแห่งวัฏฏะก็ไม่มี ความดับรอบอย่าง          
			<remark  id="s3b37c68l23" />หาเชื้อมิได้ก็ไม่มี แก่บุคคลนั้นๆ หรือ?                    
			<remark  id="s3b37c68l24" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ   
		</para>
	</section>
	<section id="s3b37c69" >
		<para id="s3b37c69p">
			<remark  id="s3b37c69l1" />     [๑๕๕] ส. เพราะหยั่งเห็นทุกข์ที่มีในนรก ฉะนั้นจึงหยั่งเห็นบุคคลผู้เสวยทุกข์ที่มี     
			<remark  id="s3b37c69l2" />              ในนรก หรือ?    
			<remark  id="s3b37c69l3" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c69l4" />           ส. เพราะหยั่งเห็นบุคคล ฉะนั้นจึงหยั่งเห็นผู้เสวยบุคคล หรือ?                   
			<remark  id="s3b37c69l5" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c69l6" />     [๑๕๖] ส. เพราะหยั่งเห็นทุกข์ที่มีในนรก ฉะนั้นจึงหยั่งเห็นบุคคลผู้เสวยทุกข์ที่มี     
			<remark  id="s3b37c69l7" />              ในนรก หรือ?    
			<remark  id="s3b37c69l8" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c69l9" />           ส. เพราะหยั่งเห็นนิพพาน ฉะนั้นจึงหยั่งเห็นบุคคลผู้เสวยนิพพาน หรือ?            
			<remark  id="s3b37c69l10" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c69l11" />     [๑๕๗] ส. เพราะหยั่งเห็นทุกข์ที่มีในนรก ฉะนั้นจึงหยั่งเห็นบุคคลผู้เสวยทุกข์ที่มี     
			<remark  id="s3b37c69l12" />              ในนรก หรือ?    
			<remark  id="s3b37c69l13" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c69l14" />           ส. เพราะหยั่งเห็นมหาปฐพี ฯลฯ เพราะหยั่งเห็นมหาสมุทร เพราะหยั่งเห็น            
			<remark  id="s3b37c69l15" />ขุนเขาสิเนรุ เพราะหยั่งเห็นน้ำ เพราะหยั่งเห็นไฟ เพราะหยั่งเห็นลม เพราะหยั่งเห็นหญ้า ไม้  
			<remark  id="s3b37c69l16" />และต้นไม้เจ้าป่า ฉะนั้นจึงหยั่งเห็นบุคคลผู้เสวยหญ้า ไม้ และต้นไม้เจ้าป่า หรือ?           
			<remark  id="s3b37c69l17" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c69l18" />     [๑๕๘] ส. เพราะหยั่งเห็นทุกข์ที่มีในนรก ฉะนั้นจึงหยั่งเห็นบุคคลผู้เสวยทุกข์ที่มีใน   
			<remark  id="s3b37c69l19" />              นรก หรือ?      
			<remark  id="s3b37c69l20" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c69l21" />           ส. ทุกข์ที่มีในนรกเป็นอื่น บุคคลผู้เสวยทุกข์ที่มีในนรกก็เป็นอื่น หรือ?        
			<remark  id="s3b37c69l22" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c69l23" />     [๑๕๙] ส. เพราะหยั่งเห็นกรรมดีกรรมชั่ว ฉะนั้นจงหยั่งเห็นผู้ทำ ผู้สร้าง ผู้เสวย       
			<remark  id="s3b37c69l24" />              วิบากกรรมดีกรรมชั่ว หรือ?      
		</para>
	</section>
	<section id="s3b37c70" >
		<para id="s3b37c70p">
			<remark  id="s3b37c70l1" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c70l2" />           ส. บุคคลนั้นทำ บุคคลนั้นเองเสวย หรือ?           
			<remark  id="s3b37c70l3" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c70l4" />           ส. บุคคลนั้นทำ บุคคลนั้นเองเสวย หรือ?           
			<remark  id="s3b37c70l5" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c70l6" />           ส. สุขและทุกข์ตัวทำเอง หรือ?                    
			<remark  id="s3b37c70l7" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c70l8" />     [๑๖๐] ส. เพราะหยั่งเห็นกรรมดีกรรมชั่ว ฉะนั้นจึงหยั่งเห็นผู้ทำ ผู้สร้าง ผู้เสวย      
			<remark  id="s3b37c70l9" />              วิบากกรรมดีกรรมชั่ว หรือ?                    
			<remark  id="s3b37c70l10" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c70l11" />           ส. บุคคลอื่นทำ บุคคลอื่นเสวย หรือ?              
			<remark  id="s3b37c70l12" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c70l13" />           ส. บุคคลอื่นทำ บุคคลอื่นเสวย หรือ?              
			<remark  id="s3b37c70l14" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c70l15" />           ส. สุขและทุกข์บุคคลอื่นทำให้หรือ?               
			<remark  id="s3b37c70l16" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c70l17" />     [๑๖๑] ส. เพราะหยั่งเห็นกรรมดีกรรมชั่ว ฉะนั้นจึงหยั่งเห็นผู้ทำ ผู้สร้าง              
			<remark  id="s3b37c70l18" />              ผู้เสวยวิบากกรรมดีกรรมชั่ว หรือ?             
			<remark  id="s3b37c70l19" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c70l20" />           ส. บุคคลนั้นและบุคคลอื่นทำ บุคคลนั้นและบุคคลอื่นเสวย หรือ?                    
			<remark  id="s3b37c70l21" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c70l22" />           ส. บุคคลนั้นและบุคคลอื่นทำ บุคคลนั้นและบุคคลอื่นเสวย หรือ?                    
			<remark  id="s3b37c70l23" />           ป. ถูกแล้ว    
		</para>
	</section>
	<section id="s3b37c71" >
		<para id="s3b37c71p">
			<remark  id="s3b37c71l1" />           ส. สุขและทุกข์ตัวทำเองด้วย คนอื่นทำให้ด้วย หรือ?  
			<remark  id="s3b37c71l2" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c71l3" />     [๑๖๒] ส. เพราะหยั่งเห็นกรรมดีกรรมชั่ว ฉะนั้นจึงหยั่งเห็นบุคคลผู้ทำ ผู้สร้าง         
			<remark  id="s3b37c71l4" />              ผู้เสวยวิบากกรรมดีกรรมชั่ว หรือ?             
			<remark  id="s3b37c71l5" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c71l6" />           ส. บุคคลนั้นทำก็หาไม่ บุคคลนั้นเองเสวยก็หาไม่ บุคคลอื่นทำก็หาไม่              
			<remark  id="s3b37c71l7" />              บุคคลอื่นเสวยก็หาไม่ หรือ?                   
			<remark  id="s3b37c71l8" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c71l9" />           ส. บุคคลนั้นทำก็หาไม่ บุคคลนั้นเองเสวยก็หาไม่ บุคคลอื่นทำก็หาไม่              
			<remark  id="s3b37c71l10" />              บุคคลอื่นเสวยก็หาไม่ หรือ?                   
			<remark  id="s3b37c71l11" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c71l12" />           ส. สุขและทุกข์อาศัยสภาพที่มิใช่การทำของตนเอง ไม่ใช่การทำของคนอื่น             
			<remark  id="s3b37c71l13" />              เกิดขึ้น หรือ?  
			<remark  id="s3b37c71l14" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c71l15" />     [๑๖๓] ส. เพราะหยั่งเห็นกรรมดีกรรมชั่ว ฉะนั้นจึงหยั่งเห็นบุคคลผู้ทำ ผู้สร้าง         
			<remark  id="s3b37c71l16" />              ผู้เสวยกรรมดีกรรมชั่ว หรือ?                  
			<remark  id="s3b37c71l17" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c71l18" />           ส. บุคคลนั้นทำ บุคคลนั้นเองเสวย บุคคลอื่นทำ บุคคลอื่นเสวย บุคคล               
			<remark  id="s3b37c71l19" />นั้นและบุคคลอื่นทำ บุคคลนั้นและบุคคลอื่นเสวย บุคคลนั้นทำก็หาไม่ บุคคลนั้นเองเสวยก็หา     
			<remark  id="s3b37c71l20" />ไม่ บุคคลอื่นทำก็หาไม่ บุคคลอื่นเสวยก็หาไม่ หรือ?          
			<remark  id="s3b37c71l21" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c71l22" />           ส. บุคคลนั้นทำ บุคคลนั้นเองเสวย บุคคลอื่นทำ บุคคลอื่นเสวย บุคคล               
			<remark  id="s3b37c71l23" />นั้นและบุคคลอื่นทำ บุคคลนั้นและบุคคลอื่นเสวย บุคคลนั้นทำก็หาไม่ บุคคลนั้นเองเสวย         
			<remark  id="s3b37c71l24" />ก็หาไม่ บุคคลอื่นทำก็หาไม่ บุคคลอื่นเสวยก็หาไม่ หรือ?    
		</para>
	</section>
	<section id="s3b37c72" >
		<para id="s3b37c72p">
			<remark  id="s3b37c72l1" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c72l2" />           ส. สุขและทุกข์ตัวทำเอง สุขและทุกข์คนอื่นทำให้ สุขและทุกข์ตัวทำเอง             
			<remark  id="s3b37c72l3" />ด้วย คนอื่นทำให้ด้วย สุขและทุกข์อาศัยสภาพที่มิใช่การทำของตนเอง มิใช่การทำของบุคคล        
			<remark  id="s3b37c72l4" />อื่นเกิดขึ้น หรือ?           
			<remark  id="s3b37c72l5" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c72l6" />     [๑๖๔] ป. กรรมมีอยู่ หรือ?  
			<remark  id="s3b37c72l7" />           ส. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c72l8" />           ป. บุคคลผู้ทำกรรมก็มีอยู่ หรือ?                 
			<remark  id="s3b37c72l9" />           ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c72l10" />           ส. เพราะกรรมมีอยู่ ฉะนั้นบุคคลผู้ทำกรรมจึงมีอยู่ หรือ  
			<remark  id="s3b37c72l11" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c72l12" />           ส. ผู้สร้างบุคคลผู้ทำกรรมนั้นก็มีอยู่ หรือ?     
			<remark  id="s3b37c72l13" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c72l14" />           ส. ผู้สร้างบุคคลผู้ทำกรรมนั้นก็มีอยู่ หรือ?     
			<remark  id="s3b37c72l15" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c72l16" />           ส. การทำที่สุดแห่งทุกข์ไม่มี ความขาดแห่งวัฏฏะก็ไม่มี ความดับรอบอย่าง          
			<remark  id="s3b37c72l17" />              หาเชื้อมิได้ก็ไม่มีแก่บุคคลนั้นๆ หรือ?       
			<remark  id="s3b37c72l18" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c72l19" />           ส. เพราะกรรมมีอยู่ ฉะนั้นบุคคลผู้ทำกรรมจึงมีอยู่ หรือ?  
			<remark  id="s3b37c72l20" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c72l21" />           ส. เพราะบุคคลมีอยู่ ฉะนั้นผู้สร้างบุคคลจึงมีอยู่ หรือ?  
			<remark  id="s3b37c72l22" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c72l23" />           ส. เพราะกรรมมีอยู่ ฉะนั้นบุคคลผู้ทำกรรมจึงมีอยู่ หรือ?  
			<remark  id="s3b37c72l24" />           ป. ถูกแล้ว      
		</para>
	</section>
	<section id="s3b37c73" >
		<para id="s3b37c73p">
			<remark  id="s3b37c73l1" />           ส. เพราะนิพพานมีอยู่ ฉะนั้นผู้สร้างนิพพานจึงมีอยู่ หรือ?                      
			<remark  id="s3b37c73l2" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c73l3" />           ส. เพราะกรรมมีอยู่ ฉะนั้นบุคคลผู้ทำกรรมจึงมีอยู่ หรือ?  
			<remark  id="s3b37c73l4" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c73l5" />           ส. เพราะมหาปถพีมีอยู่ ฯลฯ เพราะมหาสมุทรมีอยู่ ฯลฯ เพราะขุนเขาสิเนรุ           
			<remark  id="s3b37c73l6" />              มีอยู่ ฯลฯ เพราะน้ำมีอยู่ ฯลฯ เพราะไฟมีอยู่ เพราะลมมีอยู่ ฯลฯ              
			<remark  id="s3b37c73l7" />              เพราะหญ้า ไม้ และต้นไม้เจ้าป่ามีอยู่ ฉะนั้น ผู้สร้างหญ้า ไม้ และ           
			<remark  id="s3b37c73l8" />              ต้นไม้เจ้าป่า จึงมีอยู่ หรือ?                
			<remark  id="s3b37c73l9" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c73l10" />           ส. เพราะกรรมมีอยู่ บุคคลผู้ทำกรรมจึงมีอยู่ หรือ?  
			<remark  id="s3b37c73l11" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c73l12" />           ส. กรรมเป็นอื่น บุคคลผู้ทำกรรมก็เป็นอื่น หรือ?  
			<remark  id="s3b37c73l13" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c73l14" />           ป. วิบากมีอยู่หรือ?  
			<remark  id="s3b37c73l15" />           ส. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c73l16" />           ป. บุคคลผู้เสวยวิบากมีอยู่ หรือ?                
			<remark  id="s3b37c73l17" />           ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c73l18" />           ส. เพราะวิบากมีอยู่ ฉะนั้นบุคคลผู้เสวยวิบากจึงมีอยู่ หรือ?                    
			<remark  id="s3b37c73l19" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c73l20" />           ส. ผู้เสวยบุคคลผู้เสวยวิบากนั้นมีอยู่ หรือ?     
			<remark  id="s3b37c73l21" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c73l22" />           ส. ผู้เสวยบุคคลผู้เสวยวิบากนั้นมีอยู่ หรือ?     
			<remark  id="s3b37c73l23" />           ป. ถูกแล้ว     
		</para>
	</section>
	<section id="s3b37c74" >
		<para id="s3b37c74p">
			<remark  id="s3b37c74l1" />           ส. การทำที่สุดแห่งทุกข์ไม่มี ความขาดแห่งวัฏฏะก็ไม่มี ความดับรอบอย่าง          
			<remark  id="s3b37c74l2" />              หาเชื้อมิได้ก็ไม่มี แก่บุคคลนั้น หรือ?       
			<remark  id="s3b37c74l3" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c74l4" />           ส. เพราะวิบากมีอยู่ ฉะนั้นบุคคลผู้เสวยวิบากจึงมีอยู่ หรือ?                    
			<remark  id="s3b37c74l5" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c74l6" />           ส. เพราะบุคคลมีอยู่ ฉะนั้นผู้เสวยบุคคลจึงมีอยู่ หรือ?  
			<remark  id="s3b37c74l7" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c74l8" />           ส. เพราะวิบากมีอยู่ ฉะนั้นบุคคลผู้เสวยวิบากจึงมีอยู่ หรือ?                    
			<remark  id="s3b37c74l9" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c74l10" />           ส. เพราะนิพพานมีอยู่ ฉะนั้นบุคคลผู้เสวยนิพพานจึงมีอยู่ หรือ?                  
			<remark  id="s3b37c74l11" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c74l12" />           ส. เพราะวิบากมีอยู่ ฉะนั้นบุคคลผู้เสวยวิบากจึงมีอยู่ หรือ?                    
			<remark  id="s3b37c74l13" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c74l14" />           ส. เพราะมหาปถพีมีอยู่ ฯลฯ เพราะมหาสมุทรมีอยู่ ฯลฯ เพราะขุนเขาสิเนรุ           
			<remark  id="s3b37c74l15" />              มีอยู่ ฯลฯ เพราะน้ำมีอยู่ ฯลฯ เพราะไฟมีอยู่ ฯลฯ เพราะลมมีอยู่ ฯลฯ          
			<remark  id="s3b37c74l16" />              เพราะหญ้า ไม้ และต้นไม้เจ้าป่ามีอยู่ ฉะนั้นผู้เสวยหญ้า ไม้ และ             
			<remark  id="s3b37c74l17" />              ต้นไม้เจ้าป่าจึงมีอยู่ หรือ?                 
			<remark  id="s3b37c74l18" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c74l19" />           ส. เพราะวิบากมีอยู่ ฉะนั้นบุคคลผู้เสวยวิบากจึงมีอยู่ หรือ?                    
			<remark  id="s3b37c74l20" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c74l21" />           ส. วิบากเป็นอื่น บุคคลผู้เสวยวิบากก็เป็นอื่น หรือ?  
			<remark  id="s3b37c74l22" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ย่อ                 
			<remark  id="s3b37c74l23" />                        กัลยาณวรรค จบ   
		</para>
	</section>
	<section id="s3b37c75" >
		<para id="s3b37c75p">
			<remark  id="s3b37c75l1" />                         อภิญญานุโยค  
			<remark  id="s3b37c75l2" />     [๑๖๕] ป. ไม่พึงกล่าวว่า หยั่งเห็น บุคคลได้โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ หรือ?                 
			<remark  id="s3b37c75l3" />           ส. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c75l4" />           ป. บุคคลบางคนที่แสดงฤทธิ์ได้ก็มีอยู่ มิใช่หรือ?  
			<remark  id="s3b37c75l5" />           ส. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c75l6" />           ป. หากว่า บุคคลบางคนที่แสดงฤทธิ์ได้มีอยู่ ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้อง           
			<remark  id="s3b37c75l7" />              กล่าวว่า หยั่งเห็นบุคคลได้โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์  
			<remark  id="s3b37c75l8" />           ป. ไม่พึงกล่าวว่า หยั่งเห็นบุคคลได้โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ หรือ?                  
			<remark  id="s3b37c75l9" />           ส. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c75l10" />           ป. บุคคลบางคนที่ฟังเสียงด้วยโสตธาตุเพียงดังทิพย์ได้ ฯลฯ ที่รู้จิตของบุคคล     
			<remark  id="s3b37c75l11" />              อื่นได้ ฯลฯ ที่ตามระลึกชาติหนหลังได้ ฯลฯ ที่เห็นรูปด้วยจักษุเพียง          
			<remark  id="s3b37c75l12" />              ดังทิพย์ได้ ฯลฯ ที่ทำให้แจ้งซึ่งความสิ้นไปแห่งอาสวะได้ มีอยู่              
			<remark  id="s3b37c75l13" />              มิใช่หรือ?     
			<remark  id="s3b37c75l14" />           ส. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c75l15" />           ป. หากว่า บุคคลบางคนที่ทำให้แจ้งซึ่งความสิ้นไปแห่งอาสวะได้มีอยู่ ด้วย         
			<remark  id="s3b37c75l16" />              เหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า หยั่งเห็นบุคคลได้โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์         
			<remark  id="s3b37c75l17" />           ส. ท่านได้ทำความตกลงแล้วว่า บุคคลบางคนที่แสดงฤทธิ์ได้มีอยู่ และด้วย           
			<remark  id="s3b37c75l18" />              เหตุนั้นจึงหยั่งเห็นบุคคลได้โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ หรือ?                      
			<remark  id="s3b37c75l19" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c75l20" />           ส. ผู้ใดแสดงฤทธิ์ได้ ผู้นั้นแหละเป็นบุคคล ผู้ใดแสดงฤทธิ์ไม่ได้ ผู้นั้น        
			<remark  id="s3b37c75l21" />              ไม่ใช่บุคคล หรือ?  
			<remark  id="s3b37c75l22" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c75l23" />           ส. ผู้ใดฟังเสียงด้วยโสตธาตุเพียงดังทิพย์ได้ ฯลฯ ผู้ใดรู้จิตคนอื่นได้ ฯลฯ ผู้  
			<remark  id="s3b37c75l24" />              ใดตามระลึกชาติหนหลังได้ ฯลฯ ผู้ใดเห็นรูปด้วยจักษุเพียงดังทิพย์ได้ ฯลฯ  
		</para>
	</section>
	<section id="s3b37c76" >
		<para id="s3b37c76p">
			<remark  id="s3b37c76l1" />              ผู้ใดทำให้แจ้งซึ่งความสิ้นไปแห่งอาสวะได้ ผู้นั้นแหละเป็นบุคคล ผู้ใด        
			<remark  id="s3b37c76l2" />              ทำให้แจ้งซึ่งความสิ้นไปแห่งอาสวะไม่ได้ ผู้นั้นไม่ใช่บุคคล หรือ ฯลฯ         
			<remark  id="s3b37c76l3" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น  
			<remark  id="s3b37c76l4" />                        อภิญญานุโยค จบ                     
			<remark  id="s3b37c76l5" />                         ----------  
			<remark  id="s3b37c76l6" />                         ญาตกานุโยค  
			<remark  id="s3b37c76l7" />     [๑๖๖] ป. ไม่พึงกล่าวว่า หยั่งเห็นบุคคลได้โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ หรือ?                  
			<remark  id="s3b37c76l8" />           ส. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c76l9" />           ป. มารดามีอยู่มิใช่หรือ?  
			<remark  id="s3b37c76l10" />           ส. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c76l11" />           ป. หากว่า มารดามีอยู่ ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า หยั่งเห็นบุคคล        
			<remark  id="s3b37c76l12" />              ได้โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์  
			<remark  id="s3b37c76l13" />           ป. ไม่พึงกล่าวว่า หยั่งเห็นบุคคลได้โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ หรือ?                  
			<remark  id="s3b37c76l14" />           ส. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c76l15" />           ป. บิดามีอยู่ ฯลฯ พี่น้องชายมีอยู่ พี่น้องหญิงมีอยู่ กษัตริย์มีอยู่ พราหมณ์   
			<remark  id="s3b37c76l16" />              มีอยู่ แพศย์มีอยู่ ศูทรมีอยู่ คฤหัสถ์มีอยู่ บรรพชิตมีอยู่ เทวดามีอยู่      
			<remark  id="s3b37c76l17" />              มนุษย์มีอยู่ มิใช่หรือ?                      
			<remark  id="s3b37c76l18" />           ส. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c76l19" />           ป. หากว่า มนุษย์มีอยู่ ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า หยั่งเห็นบุคคล       
			<remark  id="s3b37c76l20" />              ได้โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์  
			<remark  id="s3b37c76l21" />     [๑๖๗] ส. ท่านได้ทำความตกลงแล้วว่า มารดามีอยู่ และด้วยเหตุนั้นจึงหยั่งเห็นบุคคล      
			<remark  id="s3b37c76l22" />              ได้โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ หรือ?                 
			<remark  id="s3b37c76l23" />           ป. ถูกแล้ว       
		</para>
	</section>
	<section id="s3b37c77" >
		<para id="s3b37c77p">
			<remark  id="s3b37c77l1" />           ส. บุคคลบางคน ซึ่งเดิมไม่เป็นมารดาแล้วเป็นมารดามีอยู่ หรือ?                   
			<remark  id="s3b37c77l2" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c77l3" />           ส. บุคคลบางคน ซึ่งเดิมไม่เป็นบุคคลแล้วเป็นบุคคลมีอยู่ หรือ?                   
			<remark  id="s3b37c77l4" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c77l5" />           ส. บุคคลบางคน ซึ่งเดิมไม่เป็นบิดา ฯลฯ ไม่เป็นพี่น้องชายไม่เป็นพี่น้อง         
			<remark  id="s3b37c77l6" />              หญิง ไม่เป็นกษัตริย์ ไม่เป็นพราหมณ์ ไม่เป็นแพศย์ ไม่เป็นศูทร ไม่เป็น       
			<remark  id="s3b37c77l7" />              คฤหัสถ์ ไม่เป็นบรรพชิต ไม่เป็นเทวดา ไม่เป็นมนุษย์แล้วเป็นมนุษย์            
			<remark  id="s3b37c77l8" />              มีอยู่ หรือ?   
			<remark  id="s3b37c77l9" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c77l10" />           ส. บุคคลบางคน ซึ่งเดิมไม่เป็นบุคคลแล้วเป็นบุคคลมีอยู่หรือ?                    
			<remark  id="s3b37c77l11" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c77l12" />     [๑๖๘] ส. ท่านได้ทำความตกลงแล้วว่า มารดามีอยู่ และด้วยเหตุนั้นจึงหยั่งเห็น           
			<remark  id="s3b37c77l13" />              บุคคลได้โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ หรือ?            
			<remark  id="s3b37c77l14" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c77l15" />           ส. บุคคลบางคนซึ่งเดิมเป็นมารดาแล้วไม่เป็นมารดามีอยู่ หรือ?                    
			<remark  id="s3b37c77l16" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c77l17" />           ส. บุคคลบางคน ซึ่งเดิมเป็นบุคคลแล้วไม่เป็นบุคคลมีอยู่ หรือ?                   
			<remark  id="s3b37c77l18" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c77l19" />           ส. บุคคลบางคนซึ่งเดิมเป็นบิดา เป็นพี่น้องชาย เป็นพี่น้องหญิง เป็น             
			<remark  id="s3b37c77l20" />              กษัตริย์ เป็นพราหมณ์ เป็นแพศย์ เป็นศูทร เป็นคฤหัสถ์ เป็นบรรพชิต            
			<remark  id="s3b37c77l21" />              เป็นเทวดา เป็นมนุษย์ แล้วไม่เป็นมนุษย์มีอยู่ หรือ?  
			<remark  id="s3b37c77l22" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c77l23" />           ส. บุคคลบางคน ซึ่งเดิมเป็นบุคคลแล้วไม่เป็นบุคคลมีอยู่ หรือ?                   
			<remark  id="s3b37c77l24" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ    
		</para>
	</section>
	<section id="s3b37c78" >
		<para id="s3b37c78p">
			<remark  id="s3b37c78l1" />     [๑๖๙] ป. ไม่พึงกล่าวว่า หยั่งเห็นบุคคลได้โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ หรือ?                  
			<remark  id="s3b37c78l2" />           ส. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c78l3" />           ป. บุคคลเป็นโสดาบันมีอยู่ มิใช่หรือ?            
			<remark  id="s3b37c78l4" />           ส. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c78l5" />           ป. หากว่า บุคคลเป็นโสดาบันมีอยู่ ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า            
			<remark  id="s3b37c78l6" />              หยั่งเห็นบุคคลได้โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์         
			<remark  id="s3b37c78l7" />           ป. ไม่พึงกล่าวว่า หยั่งเห็นบุคคลได้โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ หรือ?                  
			<remark  id="s3b37c78l8" />           ส. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c78l9" />           ป. บุคคลเป็นสกทาคามีมีอยู่ ฯลฯ บุคคลเป็นอนาคามีมีอยู่ ฯลฯ บุคคลเป็น           
			<remark  id="s3b37c78l10" />              พระอรหัตมีอยู่ ฯลฯ บุคคลเป็นพระขีณาสพผู้อุภโตภาควิมุตมีอยู่ ฯลฯ            
			<remark  id="s3b37c78l11" />              บุคคลเป็นพระขีณาสพผู้ปัญญาวิมุตมีอยู่ บุคคลเป็นพระอริยะผู้กายสักขี         
			<remark  id="s3b37c78l12" />              มีอยู่ ฯลฯ บุคคลเป็นพระอริยะผู้ทิฏฐิปัตตะมีอยู่ ฯลฯ บุคคลเป็น              
			<remark  id="s3b37c78l13" />              พระอริยะผู้สัทธาวิมุตมีอยู่ ฯลฯ บุคคลเป็นพระอริยะผู้ธัมมานุสารีมีอยู่      
			<remark  id="s3b37c78l14" />              บุคคลเป็นพระอริยะผู้สัทธานุสารีมีอยู่ มิใช่หรือ?  
			<remark  id="s3b37c78l15" />           ส. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c78l16" />           ป. หากว่า บุคคลเป็นพระอริยะผู้สัทธานุสารีมีอยู่  ด้วยเหตุนั้นนะท่าน           
			<remark  id="s3b37c78l17" />              จึงต้องกล่าวว่า หยั่งเห็นบุคคลได้โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์  
			<remark  id="s3b37c78l18" />     [๑๗๐] ส. ท่านได้ทำความตกลงแล้วว่า บุคคลเป็นโสดาบันมีอยู่ และด้วยเหตุนั้น            
			<remark  id="s3b37c78l19" />              จึงหยั่งเห็นบุคคลได้โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ หรือ?  
			<remark  id="s3b37c78l20" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c78l21" />           ส. บุคคลบางคน ซึ่งเดิมไม่เป็นโสดาบัน แล้วเป็นโสดาบันมีอยู่ หรือ?              
			<remark  id="s3b37c78l22" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c78l23" />           ส. บุคคลบางคน ซึ่งเดิมไม่เป็นบุคคลแล้วเป็นบุคคลมีอยู่ หรือ?                   
			<remark  id="s3b37c78l24" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ       
		</para>
	</section>
	<section id="s3b37c79" >
		<para id="s3b37c79p">
			<remark  id="s3b37c79l1" />           ส. บุคคลบางคน ซึ่งเดิมไม่เป็นสกทาคามี ... ไม่เป็นอนาคามี ...  ไม่เป็นพระ      
			<remark  id="s3b37c79l2" />              อรหันต์ ... ไม่เป็นพระขีณาสพผู้อุภโตภาควิมุต ...  ไม่เป็นพระขีณาสพ         
			<remark  id="s3b37c79l3" />              ผู้ปัญญาวิมุต ...  ไม่เป็นพระอริยะผู้กายสักขี ...  ไม่เป็นพระอริยะผู้      
			<remark  id="s3b37c79l4" />              ทิฏฐิปัตตะ ...  ไม่เป็นพระอริยะผู้สัทธาวิมุต ...  ไม่เป็นพระอริยะผู้       
			<remark  id="s3b37c79l5" />              ธัมมานุสารี ... ไม่เป็นพระอริยะผู้สัทธานุสารีแล้วเป็น พระอริยผู้           
			<remark  id="s3b37c79l6" />              สัทธานุสารีมีอยู่ หรือ?                      
			<remark  id="s3b37c79l7" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c79l8" />           ส. บุคคลบางคน ซึ่งเดิมไม่เป็นบุคคลแล้วเป็นบุคคลมีอยู่ หรือ?                   
			<remark  id="s3b37c79l9" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c79l10" />     [๑๗๑] ส. ท่านได้ทำความตกลงแล้วว่า บุคคลผู้โสดาบันมีอยู่ และด้วยเหตุนั้น จึง         
			<remark  id="s3b37c79l11" />              หยั่งเห็นบุคคลได้โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ หรือ?   
			<remark  id="s3b37c79l12" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c79l13" />           ส. บุคคลบางคน ซึ่งเดิมเป็นโสดาบันแล้วไม่เป็นโสดาบันมีอยู่ หรือ?               
			<remark  id="s3b37c79l14" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c79l15" />           ส. บุคคลบางคน ซึ่งเดิมเป็นบุคคลแล้วไม่เป็นบุคคลมีอยู่ หรือ?                   
			<remark  id="s3b37c79l16" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c79l17" />           ส. บุคคลบางคน ซึ่งเดิมเป็นสกทาคามี ...  เป็นอนาคามีแล้ว ไม่เป็นอนาคามี        
			<remark  id="s3b37c79l18" />              มีอยู่หรือ?    
			<remark  id="s3b37c79l19" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c79l20" />           ส. บุคคลบางคน ซึ่งเดิมเป็นบุคคล แล้วไม่เป็นบุคคลมีอยู่ หรือ?                  
			<remark  id="s3b37c79l21" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c79l22" />     [๑๗๒] ป. ไม่พึงกล่าวว่า หยั่งเห็นบุคคลได้โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ หรือ?                  
			<remark  id="s3b37c79l23" />           ส. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c79l24" />           ป. อริยบุคคล ๔ คู่ ๘ จำพวก มีอยู่มิใช่หรือ?     
			<remark  id="s3b37c79l25" />           ส. ถูกแล้ว     
		</para>
	</section>
	<section id="s3b37c80" >
		<para id="s3b37c80p">
			<remark  id="s3b37c80l1" />           ป. หากว่า อริยบุคคล ๔ คู่ ๘ จำพวกมีอยู่ ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าว        
			<remark  id="s3b37c80l2" />              ว่า หยั่งเห็นบุคคลได้โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์     
			<remark  id="s3b37c80l3" />     [๑๗๓] ส. ท่านได้ทำความตกลงแล้วว่า อริยบุคคล ๔ คู่ ๘ จำพวก มีอยู่ และด้วย            
			<remark  id="s3b37c80l4" />              เหตุนั้น จึงหยั่งเห็นบุคคลได้โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ หรือ?                     
			<remark  id="s3b37c80l5" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c80l6" />           ส. อริยบุคคล ๔ คู่ ๘ จำพวก ปรากฏขึ้นได้เพราะความปรากฏขึ้นแห่งพระ              
			<remark  id="s3b37c80l7" />              พุทธเจ้า หรือ?  
			<remark  id="s3b37c80l8" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c80l9" />           ส. บุคคลปรากฏขึ้นได้ เพราะความปรารถนาแห่งพระพุทธเจ้า หรือ?                    
			<remark  id="s3b37c80l10" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c80l11" />           ส. บุคคลปรากฏขึ้นได้ เพราะความปรารถนาแห่งพระพุทธเจ้า หรือ?                    
			<remark  id="s3b37c80l12" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c80l13" />           ส. ครั้นเมื่อพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าปรินิพพานแล้ว บุคคลขาดสูญไป บุคคล          
			<remark  id="s3b37c80l14" />              ไม่มีอยู่ หรือ?  
			<remark  id="s3b37c80l15" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c80l16" />     [๑๗๔] ส. ท่านหยั่งเห็นบุคคลโดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ หรือ?  
			<remark  id="s3b37c80l17" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c80l18" />           ส. บุคคลเป็นสังขตะ หรือ?  
			<remark  id="s3b37c80l19" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c80l20" />           ส. บุคคลเป็นอสังขตะ หรือ  
			<remark  id="s3b37c80l21" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c80l22" />           ส. บุคคลเป็นสังขตะก็ไม่ใช่ เป็นอสังขตะก็ไม่ใช่ หรือ?  
			<remark  id="s3b37c80l23" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c80l24" />           ส. บุคคลเป็นสังขตะก็ไม่ใช่ เป็นอสังขตะก็ไม่ใช่หรือ?  
		</para>
	</section>
	<section id="s3b37c81" >
		<para id="s3b37c81p">
			<remark  id="s3b37c81l1" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c81l2" />           ส. ยังมีส่วนสุดที่ ๓ อื่นนอกเหนือสังขตะและอสังขตะอีกหรือ?                     
			<remark  id="s3b37c81l3" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c81l4" />           ส. ยังมีส่วนสุดที่ ๓ อื่นนอกเหนือสังขตะและอสังขตะอีกหรือ?                     
			<remark  id="s3b37c81l5" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c81l6" />           ส. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธาตุนี้มี ๒ อย่าง               
			<remark  id="s3b37c81l7" />              ๒ อย่างเป็นไฉน ธาตุเป็นสังขตะ ๑ ธาตุเป็นอสังขตะ ๑ นี้แล                    
			<remark  id="s3b37c81l8" />              ธาตุ ๒ อย่าง ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริงมิใช่หรือ?  
			<remark  id="s3b37c81l9" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c81l10" />           ส. ถ้าอย่างนั้น ก็ไม่พึงกล่าวว่า ยังมีส่วนสุดที่ ๓ อื่นนอกเหนือสังขตะและ      
			<remark  id="s3b37c81l11" />              อสังขตะอีกนะสิ  
			<remark  id="s3b37c81l12" />           ส. บุคคลเป็นสังขตะก็ไม่ใช่ เป็นอสังขตะก็ไม่ใช่ หรือ?  
			<remark  id="s3b37c81l13" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c81l14" />           ส. สังขตะเป็นอื่น อสังขตะก็เป็นอื่น บุคคลก็เป็นอื่น หรือ?                     
			<remark  id="s3b37c81l15" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c81l16" />           ส. ขันธ์ทั้งหลายเป็นสังขตะ นิพพานเป็นอสังขตะ บุคคลเป็นสังขตะก็ไม่ใช่          
			<remark  id="s3b37c81l17" />              เป็นอสังขตะก็ไม่ใช่ หรือ?                    
			<remark  id="s3b37c81l18" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c81l19" />           ส. ขันธ์ทั้งหลายเป็นอื่น นิพพานก็เป็นอื่น บุคคลก็เป็นอื่นหรือ?                
			<remark  id="s3b37c81l20" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c81l21" />           ส. รูปเป็นสังขตะ นิพพานเป็นอสังขตะ บุคคลเป็นสังขตะก็ไม่ใช่ เป็น               
			<remark  id="s3b37c81l22" />              อสังขตะก็ไม่ใช่ หรือ?  
			<remark  id="s3b37c81l23" />           ป. ถูกแล้ว      
		</para>
	</section>
	<section id="s3b37c82" >
		<para id="s3b37c82p">
			<remark  id="s3b37c82l1" />           ส. รูปเป็นอื่น นิพพานก็เป็นอื่น บุคคลก็เป็นอื่น หรือ?  
			<remark  id="s3b37c82l2" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c82l3" />           ส. เวทนา ฯลฯ สัญญา ฯลฯ สังขาร ฯลฯ วิญญาณเป็นสังขตะ  
			<remark  id="s3b37c82l4" />              นิพพานเป็นอสังขตะ บุคคลเป็นสังขตะก็ไม่ใช่ เป็นอสังขตะก็ไม่ใช่              
			<remark  id="s3b37c82l5" />              หรือ?          
			<remark  id="s3b37c82l6" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c82l7" />           ส. วิญญาณเป็นอื่น นิพพานก็เป็นอื่น บุคคลก็เป็นอื่น หรือ?                      
			<remark  id="s3b37c82l8" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c82l9" />     [๑๗๕] ส. บุคคลมีความเกิดขึ้นปรากฏ มีความเสื่อมปรากฏ เมื่อตั้งอยู่ มีความ            
			<remark  id="s3b37c82l10" />              แปรปรวนปรากฏ หรือ?  
			<remark  id="s3b37c82l11" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c82l12" />           ส. บุคคลเป็นสังขตะหรือ?  
			<remark  id="s3b37c82l13" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c82l14" />           ส. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย สังขตธรรมมี                  
			<remark  id="s3b37c82l15" />              สังขตลักษณะ ๓ อย่างนี้ คือ สังขตธรรมทั้งหลาย มีความเกิดขึ้น                
			<remark  id="s3b37c82l16" />              ปรากฏมีความเสื่อมปรากฏเมื่อตั้งอยู่มีความแปรปรวนปรากฏ ดังนี้             
			<remark  id="s3b37c82l17" />              บุคคลก็มีความเกิดขึ้นปรากฏ ความเสื่อมก็ปรากฏ เมื่อตั้งอยู่ความ             
			<remark  id="s3b37c82l18" />              แปรปรวนก็ปรากฏ ถ้าอย่างนั้น บุคคลก็เป็นสังขตะน่ะสิ  
			<remark  id="s3b37c82l19" />           ส. ความเกิดขึ้นแห่งบุคคลไม่ปรากฏ ความเสื่อมไม่ปรากฏ เมื่อตั้งอยู่ความ         
			<remark  id="s3b37c82l20" />              แปรปรวนไม่ปรากฏ หรือ?  
			<remark  id="s3b37c82l21" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c82l22" />           ส. บุคคลเป็นอสังขตะ หรือ?  
			<remark  id="s3b37c82l23" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c82l24" />           ส. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย อสังขตธรรมมีอสังขต           
			<remark  id="s3b37c82l25" />              ลักษณะ ๓ อย่างนี้ คือ ความเกิดขึ้นแห่งอสังขตธรรมทั้งหลาย     
		</para>
	</section>
	<section id="s3b37c83" >
		<para id="s3b37c83p">
			<remark  id="s3b37c83l1" />              ไม่ปรากฏ ความเสื่อมไป ไม่ปรากฏ เมื่อตั้งอยู่ ความแปรปรวน                   
			<remark  id="s3b37c83l2" />              ไม่ปรากฏ ดังนี้  ความเกิดขึ้นแห่งบุคคลก็ไม่ปรากฏ ความเสื่อมก็ไม่         
			<remark  id="s3b37c83l3" />              ปรากฏเมื่อตั้งอยู่ความแปรปรวนก็ไม่ปรากฏ ถ้าอย่างนั้น บุคคลก็เป็น           
			<remark  id="s3b37c83l4" />              อสังขตะนะสิ    
			<remark  id="s3b37c83l5" />     [๑๗๖] ส. บุคคลผู้ปรินิพพานแล้ว คงมีอยู่ในนิพพาน หรือไม่มีอยู่ในนิพพาน               
			<remark  id="s3b37c83l6" />           ป. คงมีอยู่ในนิพพาน  
			<remark  id="s3b37c83l7" />           ส. บุคคลผู้ปรินิพพาน เป็นผู้เที่ยง หรือ?        
			<remark  id="s3b37c83l8" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c83l9" />           ป. บุคคลผู้ปรินิพพานแล้ว ไม่มีอยู่ในนิพพาน      
			<remark  id="s3b37c83l10" />           ส. บุคคลผู้ปรินิพพานแล้ว เป็นผู้ขาดสูญ หรือ?    
			<remark  id="s3b37c83l11" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c83l12" />                           ปกิณณกะ  
			<remark  id="s3b37c83l13" />     [๑๗๗] ส. บุคคลอาศัยอะไรตั้งอยู่?                      
			<remark  id="s3b37c83l14" />           ป. อาศัยภพตั้งอยู่  
			<remark  id="s3b37c83l15" />           ส. ภพไม่เที่ยง เป็นสังขตะ อาศัยปัจจัยเกิดขึ้น มีความสิ้นไปเป็นธรรมดา          
			<remark  id="s3b37c83l16" />              มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา มีความจางไปเป็นธรรมดา มีความดับไป                 
			<remark  id="s3b37c83l17" />              เป็นธรรมดา มีความแปรไปเป็นธรรมดา หรือ?       
			<remark  id="s3b37c83l18" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c83l19" />           ส. แม้บุคคลก็ไม่เที่ยง เป็นสังขตะ อาศัยปัจจัยเกิดขึ้น มีความสิ้นไปเป็น        
			<remark  id="s3b37c83l20" />              ธรรมดา มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา มีความจางไปเป็นธรรมดา มีความ               
			<remark  id="s3b37c83l21" />              ดับไปเป็นธรรมดา มีความแปรไปเป็นธรรมดา หรือ?  
			<remark  id="s3b37c83l22" />           ป. ถูกแล้ว   
		</para>
	</section>
	<section id="s3b37c84" >
		<para id="s3b37c84p">
			<remark  id="s3b37c84l1" />           ส. แม้บุคคลก็ไม่เที่ยง เป็นสังขตะ อาศัยปัจจัยเกิดขึ้น มีความสิ้นไปเป็น        
			<remark  id="s3b37c84l2" />              ธรรมดา มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา มีความจางไปเป็นธรรมดา มีความ               
			<remark  id="s3b37c84l3" />              ดับไปเป็นธรรมดา มีความแปรไปเป็นธรรมดา หรือ?  
			<remark  id="s3b37c84l4" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c84l5" />     [๑๗๘] ป. ไม่พึงกล่าวว่า หยั่งเห็นบุคคลได้โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์หรือ?                   
			<remark  id="s3b37c84l6" />           ส. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c84l7" />           ป. บุคคลบางคนที่เสวยสุขเวทนาอยู่ ก็รู้ชัดว่า เราเสวยสุขเวทนาอยู่ มีอยู่       
			<remark  id="s3b37c84l8" />              มิใช่หรือ?     
			<remark  id="s3b37c84l9" />           ส. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c84l10" />           ป. หากว่า บุคคลบางคนที่เสวยสุขเวทนาอยู่ก็รู้ชัดว่าเราเสวยสุขเวทนาอยู่         
			<remark  id="s3b37c84l11" />              มีอยู่ ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า หยั่งเห็นบุคคลได้โดยสัจฉิ        
			<remark  id="s3b37c84l12" />              กัตถปรมัตถ์    
			<remark  id="s3b37c84l13" />           ป. ไม่พึงกล่าวว่า หยั่งเห็นบุคคลได้โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ หรือ?                  
			<remark  id="s3b37c84l14" />           ส. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c84l15" />           ป. บุคคลบางคนที่เสวยทุกขเวทนาอยู่ ก็รู้ชัดว่า เราเสวยทุกขเวทนา                
			<remark  id="s3b37c84l16" />              อยู่ ฯลฯ ที่เสวยอทุกขมสุขเวทนาอยู่ ก็รู้ชัดว่า เราเสวยอทุกขมสุข           
			<remark  id="s3b37c84l17" />              เวทนาอยู่ มีอยู่มิใช่หรือ?                   
			<remark  id="s3b37c84l18" />           ส. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c84l19" />           ป. หากว่า บุคคลบางคนที่เสวยอทุกขมสุขเวทนาอยู่ ก็รู้ชัดว่าเราเสวย              
			<remark  id="s3b37c84l20" />              อทุกขมสุขเวทนาอยู่ มีอยู่ ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า หยั่งเห็น      
			<remark  id="s3b37c84l21" />              บุคคลได้โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์                  
			<remark  id="s3b37c84l22" />           ส. ท่านได้ทำความตกลงแล้วว่า บุคคลบางคนที่เสวยสุขเวทนา ก็รู้ชัดว่า             
			<remark  id="s3b37c84l23" />              เราเสวยสุขเวทนาอยู่ มีอยู่ และด้วยเหตุนั้น จึงหยั่งเห็นบุคคลได้โดย         
			<remark  id="s3b37c84l24" />              สัจฉิกัตถปรมัตถ์ หรือ?  
			<remark  id="s3b37c84l25" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c84l26" />           ส. ผู้ใดเสวยสุขเวทนาอยู่ ก็รู้ชัดว่า เราเสวยสุขเวทนาอยู่ ผู้นั้นเทียว         
			<remark  id="s3b37c84l27" />              เป็นบุคคล ผู้ใดเสวยสุขเวทนา ไม่รู้ชัดว่า เราเสวยสุขเวทนาอยู่ ผู้นั้น       
			<remark  id="s3b37c84l28" />              ไม่เป็นบุคคล หรือ?  
		</para>
	</section>
	<section id="s3b37c85" >
		<para id="s3b37c85p">
			<remark  id="s3b37c85l1" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c85l2" />           ส. ผู้ใดเสวยทุกขเวทนาอยู่ ฯลฯ ผู้ใดเสวยอทุกขมสุขเวทนาอยู่ ก็รู้ชัดว่า         
			<remark  id="s3b37c85l3" />              เราเสวยอทุกขมสุขเวทนาอยู่ ผู้นั้นเทียวเป็นบุคคล ผู้ใดเสวยอทุกขม           
			<remark  id="s3b37c85l4" />              สุขเวทนาอยู่ ไม่รู้ชัดว่า เราเสวยอทุกขมสุขเวทนาอยู่ ผู้นั้นไม่เป็น         
			<remark  id="s3b37c85l5" />              บุคคลหรือ?     
			<remark  id="s3b37c85l6" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c85l7" />           ส. ท่านได้ทำความตกลงแล้วว่า บุคคลบางทีเสวยสุขเวทนาอยู่ ก็รู้ชัดว่า            
			<remark  id="s3b37c85l8" />              เราเสวยสุขเวทนาอยู่ และด้วยเหตุนั้นจึงหยั่งเห็นบุคคลได้โดยสัจฉิกัตถ       
			<remark  id="s3b37c85l9" />              ปรมัตถ์ หรือ?  
			<remark  id="s3b37c85l10" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c85l11" />           ส. สุขเวทนาเป็นอื่น ผู้เสวยสุขเวทนาอยู่ ก็รู้ชัดว่าเราเสวยสุขเวทนาอยู่        
			<remark  id="s3b37c85l12" />              ก็เป็นอื่น หรือ?  
			<remark  id="s3b37c85l13" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c85l14" />           ส. ทุกขเวทนาเป็นอื่น ฯลฯ อทุกขมสุขเวทนาเป็นอื่น ผู้เสวยอทุกขม                
			<remark  id="s3b37c85l15" />              เวทนาอยู่ ก็รู้ชัดว่า เราเสวยอทุกขมสุขเวทนาอยู่ก็เป็นอื่น หรือ?            
			<remark  id="s3b37c85l16" />     [๑๗๙] ป. ไม่พึงกล่าวว่า หยั่งเห็นบุคคลได้โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ หรือ?                  
			<remark  id="s3b37c85l17" />           ส. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c85l18" />           ป. บุคคลบางคนที่เป็นผู้พิจารณาเห็นกายอยู่ มีอยู่ มิใช่หรือ?                   
			<remark  id="s3b37c85l19" />           ส. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c85l20" />           ป. หากว่า บุคคลบางคนที่เป็นผู้พิจารณาเห็นกายในกายอยู่ มีอยู่ ด้วยเหตุ         
			<remark  id="s3b37c85l21" />              นั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า หยั่งเห็นบุคคลได้โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์             
			<remark  id="s3b37c85l22" />           ส. ไม่พึงกล่าวว่า หยั่งเห็นบุคคลได้โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ หรือ?                  
			<remark  id="s3b37c85l23" />           ส. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c85l24" />           ป. บุคคลบางคนที่เป็นผู้พิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาอยู่ ฯลฯ ที่เป็นผู้             
			<remark  id="s3b37c85l25" />              พิจารณาเห็นจิตในจิตอยู่ ฯลฯ ที่เป็นผู้พิจารณาเห็นธรรมในธรรมอยู่            
			<remark  id="s3b37c85l26" />              มีอยู่มิใช่หรือ? 
		</para>
	</section>
	<section id="s3b37c86" >
		<para id="s3b37c86p">
			<remark  id="s3b37c86l1" />           ส. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c86l2" />           ป. หากว่า บุคคลบางคนที่เป็นผู้พิจารณาเห็นธรรมในธรรมอยู่ มีอยู่ ด้วย           
			<remark  id="s3b37c86l3" />              เหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า หยั่งเห็นบุคคลได้โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์         
			<remark  id="s3b37c86l4" />           ส. ท่านได้ทำความตกลงแล้วว่า บุคคลบางคนที่เป็นผู้พิจารณาเห็นกายในกาย           
			<remark  id="s3b37c86l5" />              อยู่ มีอยู่ และด้วยเหตุนั้น จึงหยั่งเห็นบุคคลได้โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์        
			<remark  id="s3b37c86l6" />              หรือ?          
			<remark  id="s3b37c86l7" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c86l8" />           ส. ผู้ใดเป็นผู้พิจารณาเห็นกายในกายอยู่ ผู้นั้นเทียวเป็นบุคคล ผู้ใดไม่เป็น     
			<remark  id="s3b37c86l9" />              ผู้พิจารณาเห็นกายในกายอยู่ ผู้นั้นไม่เป็นบุคคล หรือ?  
			<remark  id="s3b37c86l10" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c86l11" />           ส. ผู้ใดเป็นผู้พิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาอยู่ ฯลฯ เป็นผู้พิจารณาเห็นจิต          
			<remark  id="s3b37c86l12" />              ในจิตอยู่ ฯลฯ เป็นผู้พิจารณาเห็นธรรมในธรรมอยู่ ผู้นั้นเทียว เป็นบุคคล      
			<remark  id="s3b37c86l13" />              ผู้ใดไม่เป็นผู้พิจารณาเห็นธรรมในธรรมอยู่ ผู้นั้นไม่เป็นบุคคล หรือ?         
			<remark  id="s3b37c86l14" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c86l15" />           ส. ท่านได้ทำความตกลงแล้วว่า บุคคลบางคนที่เป็นผู้พิจารณาเห็นกายใน              
			<remark  id="s3b37c86l16" />              กายอยู่ มีอยู่ และด้วยเหตุนั้น จึงหยั่งเห็นบุคคลได้โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์     
			<remark  id="s3b37c86l17" />              หรือ?          
			<remark  id="s3b37c86l18" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c86l19" />           ส. กายเป็นอื่น บุคคลที่เป็นผู้พิจารณาเห็นกายในกายอยู่ ก็เป็นอื่น หรือ?        
			<remark  id="s3b37c86l20" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c86l21" />           ส. เวทนาเป็นอื่น ฯลฯ จิตเป็นอื่น ฯลฯ ธรรมเป็นอื่น บุคคลที่เป็นผู้             
			<remark  id="s3b37c86l22" />              พิจารณาเห็นธรรมในธรรมอยู่ ก็เป็นอื่น หรือ?   
			<remark  id="s3b37c86l23" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c86l24" />     [๑๘๐] ส. ท่านหยั่งเห็นบุคคลโดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ หรือ?  
			<remark  id="s3b37c86l25" />           ป. ถูกแล้ว   
		</para>
	</section>
	<section id="s3b37c87" >
		<para id="s3b37c87p">
			<remark  id="s3b37c87l1" />           ส. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า โมฆราชะ เธอจงเป็นผู้มีสติทุกเมื่อ              
			<remark  id="s3b37c87l2" />              หยั่งเห็นโลกโดยความเป็นของสูญ ถอนอัตตานุทิฏฐิเสีย เธอพึงเป็น               
			<remark  id="s3b37c87l3" />              ผู้ข้ามพ้นมัจจุราชเสีย ได้ด้วยอาการอย่างนี้ เพราะมัจจุราชย่อมไม่           
			<remark  id="s3b37c87l4" />              แลเห็นบุคคลผู้หยั่งเห็นโลกอยู่อย่างนี้ ดังนี้  เป็นสูตรที่มีอยู่จริง     
			<remark  id="s3b37c87l5" />              มิใช่หรือ?     
			<remark  id="s3b37c87l6" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c87l7" />           ส. ถ้าอย่างนั้น ก็ไม่พึงกล่าวว่า หยั่งเห็นบุคคลได้โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์         
			<remark  id="s3b37c87l8" />              นะสิ           
			<remark  id="s3b37c87l9" />     [๑๘๑] ส. บุคคลหยั่งเห็น หรือ?  
			<remark  id="s3b37c87l10" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c87l11" />           ส. ร่วมกับรูปหยั่งเห็นหรือ หรือว่าเว้นจากรูปหยั่งเห็น  
			<remark  id="s3b37c87l12" />           ป. ร่วมกับรูปหยั่งเห็น  
			<remark  id="s3b37c87l13" />           ส. ชีพก็อันนั้น สรีระก็อันนั้น หรือ?            
			<remark  id="s3b37c87l14" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c87l15" />           ป. เว้นจากรูป หยั่งเห็น  
			<remark  id="s3b37c87l16" />           ส. ชีพเป็นอื่น สรีระก็เป็นอื่น หรือ?            
			<remark  id="s3b37c87l17" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c87l18" />           ส. บุคคลหยั่งเห็น หรือ?  
			<remark  id="s3b37c87l19" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c87l20" />           ส. อยู่ภายในหยั่งเห็นหรือ หรือว่าออกไปภายนอกแล้วจึงหยั่งเห็น                  
			<remark  id="s3b37c87l21" />           ป. อยู่ภายในหยั่งเห็น  
			<remark  id="s3b37c87l22" />           ส. ชีพก็อันนั้น สรีระก็อันนั้น หรือ?            
			<remark  id="s3b37c87l23" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ        
		</para>
	</section>
	<section id="s3b37c88" >
		<para id="s3b37c88p">
			<remark  id="s3b37c88l1" />           ป. ออกไปภายนอกแล้วจึงหยั่งเห็น                  
			<remark  id="s3b37c88l2" />           ส. ชีพเป็นอื่น สรีระก็เป็นอื่น หรือ?            
			<remark  id="s3b37c88l3" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c88l4" />     [๑๘๒] ป. ไม่พึงกล่าวว่า หยั่งเห็นบุคคลได้โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ หรือ?                  
			<remark  id="s3b37c88l5" />           ส. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c88l6" />           ป. พระผู้มีพระภาคมีปกติตรัสคำจริง ตรัสสมกาล ตรัสเรื่องที่เป็นจริง             
			<remark  id="s3b37c88l7" />              ตรัสถูกต้อง ตรัสไม่ผิด ตรัสไม่คลาดเคลื่อนมิใช่หรือ?  
			<remark  id="s3b37c88l8" />           ส. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c88l9" />           ป. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลแก่ตน มีอยู่     
			<remark  id="s3b37c88l10" />              ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ?         
			<remark  id="s3b37c88l11" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c88l12" />           ส. ถ้าอย่างนั้น ก็หยั่งเห็นบุคคลได้โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ น่ะสิ                  
			<remark  id="s3b37c88l13" />            ป. ไม่พึงกล่าวว่า หยั่งเห็นบุคคลได้โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์หรือ?                   
			<remark  id="s3b37c88l14" />           ส. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c88l15" />           ป. พระผู้มีพระภาค มีปกติตรัสคำจริง ตรัสสมกาล ตรัสเรื่องที่เป็นจริง            
			<remark  id="s3b37c88l16" />              ตรัสถูกต้อง ตรัสไม่ผิด ตรัสไม่คลาดเคลื่อน มิใช่หรือ?  
			<remark  id="s3b37c88l17" />           ส. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c88l18" />           ป. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลคนเดียวเมื่อ            
			<remark  id="s3b37c88l19" />              บังเกิดขึ้นในโลก ย่อมบังเกิดขึ้นเพื่อเกื้อกูลแก่คนมาก เพื่อความสุข         
			<remark  id="s3b37c88l20" />              ของคนมาก เพื่อความอนุเคราะห์แก่โลก เพื่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูล             
			<remark  id="s3b37c88l21" />              เพื่อความสุข ของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายดังนี้  เป็นสูตรมีอยู่จริง         
			<remark  id="s3b37c88l22" />              มิใช่หรือ?   
		</para>
	</section>
	<section id="s3b37c89" >
		<para id="s3b37c89p">
			<remark  id="s3b37c89l1" />           ส. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c89l2" />           ป. ถ้าอย่างนั้น ก็หยั่งเห็นบุคคลได้โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ น่ะสิ                  
			<remark  id="s3b37c89l3" />     [๑๘๓] ส. หยั่งเห็นบุคคลโดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ หรือ?      
			<remark  id="s3b37c89l4" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c89l5" />           ส. พระผู้มีพระภาค มีปกติตรัสคำจริง ตรัสสมกาล ตรัสเรื่องที่เป็นจริง            
			<remark  id="s3b37c89l6" />              ตรัสถูกต้อง ตรัสไม่ผิด ตรัสไม่คลาดเคลื่อน มิใช่หรือ?  
			<remark  id="s3b37c89l7" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c89l8" />           ส. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา ดังนี้ เป็นสูตร          
			<remark  id="s3b37c89l9" />              มีอยู่จริง มิใช่หรือ?  
			<remark  id="s3b37c89l10" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c89l11" />           ส. ถ้าอย่างนั้น ก็ไม่พึงกล่าวว่า หยั่งเห็นบุคคลได้โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์         
			<remark  id="s3b37c89l12" />              นะสิ           
			<remark  id="s3b37c89l13" />     [๑๘๔] ส. ท่านหยั่งเห็นบุคคลโดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ หรือ?  
			<remark  id="s3b37c89l14" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c89l15" />           ส. พระผู้มีพระภาค มีปกติตรัสคำจริง ตรัสสมกาล ตรัสเรื่องที่เป็นจริง            
			<remark  id="s3b37c89l16" />              ตรัสถูกต้อง ตรัสไม่ผิด ตรัสไม่คลาดเคลื่อน มิใช่หรือ?  
			<remark  id="s3b37c89l17" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c89l18" />           ส. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า อริยสาวกไม่สงสัย ไม่เคลือบแคลงว่า              
			<remark  id="s3b37c89l19" />              เมื่อบังเกิด ทุกข์เท่านั้นบังเกิดขึ้น เมื่อดับ ทุกข์เท่านั้นดับไป          
			<remark  id="s3b37c89l20" />              ในข้อนี้อริยสาวกนั้นหยั่งรู้ได้โดยไม่ต้องอาศัยผู้อื่นทีเดียว เพียง         
			<remark  id="s3b37c89l21" />              เท่านี้แลกัจจานะ เป็นสัมมาทิฏฐิ ดังนี้  เป็นสูตร มีอยู่จริง มิใช่หรือ?   
		</para>
	</section>
	<section id="s3b37c90" >
		<para id="s3b37c90p">
			<remark  id="s3b37c90l1" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c90l2" />           ส. ถ้าอย่างนั้น ก็ไม่พึงกล่าวว่า หยั่งเห็นบุคคลได้โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์         
			<remark  id="s3b37c90l3" />              นะสิ           
			<remark  id="s3b37c90l4" />     [๑๘๕] ส. ท่านหยั่งเห็นบุคคลโดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ หรือ?  
			<remark  id="s3b37c90l5" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c90l6" />           ส. พระวชิราภิกษุณีได้กล่าวกะมารผู้มีบาปว่าดังนี้ ดูกรมารท่านเชื่อว่าเป็น      
			<remark  id="s3b37c90l7" />              สัตว์หรือหนอ นั่นเป็นความเห็นของท่านหรือหนอ นี้เป็นกลุ่มสังขาร             
			<remark  id="s3b37c90l8" />              ล้วน ๆ ในกลุ่มสังขารนี้จะค้นหาสัตว์ไม่ได้ เพราะคุมส่วนทั้งหลาย             
			<remark  id="s3b37c90l9" />              เข้า เสียงเรียกว่ารถจึงมีได้ แม้ฉันใด เมื่อขันธ์ทั้งหลายยังมีอยู่          
			<remark  id="s3b37c90l10" />              สมมติว่าสัตว์ก็มีได้ฉันนั้น. ความจริงทุกข์เท่านั้นเกิดขึ้น ทุกข์เท่านั้น   
			<remark  id="s3b37c90l11" />              ตั้งอยู่และเสื่อมสิ้นไป นอกจากทุกข์ไม่มีอะไรเกิด นอกจากทุกข์               
			<remark  id="s3b37c90l12" />              ไม่มีอะไรดับ ดังนี้  เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ?  
			<remark  id="s3b37c90l13" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c90l14" />           ส. ถ้าอย่างนั้น ก็ไม่พึงกล่าวว่า หยั่งเห็นบุคคลได้โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์นะสิ     
			<remark  id="s3b37c90l15" />     [๑๘๖] ส. ท่านหยั่งเห็นบุคคลโดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ หรือ?  
			<remark  id="s3b37c90l16" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c90l17" />           ส. ท่านพระอานนท์ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ดังนี้ พระพุทธเจ้าข้า             
			<remark  id="s3b37c90l18" />              ที่กล่าวกันว่า โลกสูญ โลกสูญ นั้น ด้วยเหตุเพียงไรพระเจ้าข้า จึงจะ          
			<remark  id="s3b37c90l19" />              กล่าวได้ว่า โลกสูญ พระผู้มีพระภาคได้ตรัสตอบว่า ดูกรอานนท์                  
			<remark  id="s3b37c90l20" />              เพราะสูญโดยตนหรือโดยของที่เนื่องกับตน ฉะนั้น จึงกล่าวได้ว่า                
			<remark  id="s3b37c90l21" />              โลกสูญ อะไรเล่าอานนท์ที่สูญโดยตนหรือโดยของที่เนื่องกับตน                   
			<remark  id="s3b37c90l22" />              จักษุแล สูญโดยตนหรือโดยของที่เนื่องกับตน รูปสูญ ฯลฯ จักขุ                  
			<remark  id="s3b37c90l23" />              วิญญาณสูญ ฯลฯ จักขุสัมผัสสูญ ฯลฯ เพราะจักขุสัมผัสเป็นปัจจัย                
			<remark  id="s3b37c90l24" />              จึงเกิดความรู้สึกเสวยอารมณ์ สุขก็ตาม ทุกข์ก็ตาม ไม่ทุกข์ ไม่สุข            
			<remark  id="s3b37c90l25" />              ก็ตาม อันใด แม้อันนั้น ก็สูญโดยตนหรือโดยของที่เนื่องกับตน                  
			<remark  id="s3b37c90l26" />              โสตะสูญ ฯลฯ    
		</para>
	</section>
	<section id="s3b37c91" >
		<para id="s3b37c91p">
			<remark  id="s3b37c91l1" />              เสียงสูญ ฯลฯ ฆานะสูญ ... กลิ่นสูญ ฯลฯ ชิวหาสูญ ... รสสูญ ฯลฯ               
			<remark  id="s3b37c91l2" />              กายสูญ ... โผฏฐัพพะสูญ ฯลฯ มโนสูญ ... ธัมมารมณ์สูญ ... มโน                 
			<remark  id="s3b37c91l3" />              วิญญาณสูญ ... มโนสัมผัสสูญ ... เพราะมโนสัมผัสเป็นปัจจัย จึงเกิด            
			<remark  id="s3b37c91l4" />              ความรู้สึกเสวยอารมณ์ สุขก็ตาม ทุกข์ก็ตาม ไม่ทุกข์ไม่สุขก็ตาม               
			<remark  id="s3b37c91l5" />              อันใด แม้อันนั้น ก็สูญโดยตนหรือโดยของเนื่องกับตน ดูกรอานนท์                
			<remark  id="s3b37c91l6" />              เพราะสูญโดยตนหรือโดยของที่เนื่องกับตน ฉะนั้นจึงกล่าวได้ว่า                 
			<remark  id="s3b37c91l7" />              โลกสูญ ดังนี้  เป็นพระสูตร มีอยู่จริง มิใช่หรือ?  
			<remark  id="s3b37c91l8" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c91l9" />           ส. ถ้าอย่างนั้น ก็ไม่พึงกล่าวว่า หยั่งเห็นบุคคลได้โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์         
			<remark  id="s3b37c91l10" />              นะสิ           
			<remark  id="s3b37c91l11" />     [๑๘๗] ส. ท่านหยั่งเห็นบุคคลโดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ หรือ?  
			<remark  id="s3b37c91l12" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c91l13" />           ส. พระผู้มีพระภาค มีปกติตรัสคำจริง ตรัสสมกาล ตรัสเรื่องที่เป็นจริง            
			<remark  id="s3b37c91l14" />              ตรัสถูกต้อง ตรัสไม่ผิด ตรัสไม่คลาดเคลื่อน มิใช่หรือ?  
			<remark  id="s3b37c91l15" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c91l16" />           ส. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อตนก็ดีมีอยู่ พึงมีคำ       
			<remark  id="s3b37c91l17" />              พูดว่า ของที่เนื่องกับตนของเราหรือ ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า                 
			<remark  id="s3b37c91l18" />              อย่างนั้นพระพุทธเจ้าข้า ตรัสว่า เมื่อของที่เนื่องกับตนก็ดีมีอยู่ พึงมี     
			<remark  id="s3b37c91l19" />              คำพูดว่า ตนของเราหรือ กราบทูลว่า อย่างนั้น พระพุทธเจ้าข้า                  
			<remark  id="s3b37c91l20" />              ตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย เมื่อทั้งตนและของที่เนื่องกับตนจะหยั่งเห็น           
			<remark  id="s3b37c91l21" />              ไม่ได้ โดยความเป็นของจริง โดยความเป็นของแท้ เหตุเป็นที่ตั้ง                
			<remark  id="s3b37c91l22" />              แห่งทิฏฐิว่า โลกก็อันนั้น ตนก็อันนั้น เรานั้นละไปแล้ว จักเป็นผู้           
			<remark  id="s3b37c91l23" />              เที่ยง ยั่งยืน คงที่ มีอันไม่แปรไปเป็นธรรมดา จักตั้งอยู่อย่างนั้น          
			<remark  id="s3b37c91l24" />              เทียวคงที่เสมอไป ดังนี้ ก็เป็นธรรมของคนพาลบริบูรณ์สิ้นเชิง มิใช่           
			<remark  id="s3b37c91l25" />              หรือ กราบทูลว่า ไม่พึงเป็นอะไรๆ อื่นพระพุทธเจ้าข้า เป็นธรรมของ             
			<remark  id="s3b37c91l26" />              คนพาลบริบูรณ์สิ้นเชิงทีเดียว พระพุทธเจ้าข้า ดังนี้  เป็นสูตรมีอยู่       
			<remark  id="s3b37c91l27" />              จริง มิใช่หรือ?  
		</para>
	</section>
	<section id="s3b37c92" >
		<para id="s3b37c92p">
			<remark  id="s3b37c92l1" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c92l2" />           ส. ถ้าอย่างนั้น ก็ไม่พึงกล่าวว่า หยั่งเห็นบุคคลได้โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์         
			<remark  id="s3b37c92l3" />              นะสิ           
			<remark  id="s3b37c92l4" />     [๑๘๘] ส. ท่านหยั่งเห็นบุคคลโดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ หรือ?  
			<remark  id="s3b37c92l5" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c92l6" />           ส. พระผู้มีพระภาค มีปกติตรัสคำจริง ตรัสสมกาล ตรัสเรื่องที่เป็นจริง            
			<remark  id="s3b37c92l7" />              ตรัสถูกต้อง ตรัสไม่ผิด ตรัสไม่คลาดเคลื่อน มิใช่หรือ?  
			<remark  id="s3b37c92l8" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c92l9" />           ส. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรเสนิยะ ศาสดา ๓ จำพวกนี้มี อยู่ปรากฏ           
			<remark  id="s3b37c92l10" />              อยู่ในโลก ๓ จำพวกเป็นไฉน ศาสดาบางคนในโลกนี้ บัญญัติอัตตา                   
			<remark  id="s3b37c92l11" />              โดยความเป็นของจริง โดยความเป็นของแท้ ทั้งในปัจจุบัน ทั้งใน                 
			<remark  id="s3b37c92l12" />              สัมปรายภพ อนึ่ง ศาสดาบางคนในโลกนี้ บัญญัติอัตตาโดยความ                     
			<remark  id="s3b37c92l13" />              เป็นของจริง โดยความเป็นของแท้ แต่ในปัจจุบันไม่บัญญัติเช่น                  
			<remark  id="s3b37c92l14" />              นั้นในสัมปรายภพ อนึ่ง ศาสดาบางคนในโลกนี้ ไม่บัญญัติอัตตา                   
			<remark  id="s3b37c92l15" />              โดยความเป็นของจริง โดยความเป็นของแท้ ทั้งในปัจจุบัน ทั้งใน                 
			<remark  id="s3b37c92l16" />              สัมปรายภพ ใน ๓ จำพวกนั้น ศาสดาที่บัญญัติอัตตาโดยความ  
			<remark  id="s3b37c92l17" />              เป็นของจริง โดยความเป็นของแท้ ทั้งในปัจจุบัน ทั้งใน  
			<remark  id="s3b37c92l18" />              สัมปรายภพ นี้เรียกว่า สัสสตวาท ศาสดาที่บัญญัติอัตตา โดย                    
			<remark  id="s3b37c92l19" />              ความเป็นของจริง โดยความเป็นของแท้ แต่ในปัจจุบัน ไม่บัญญัติ                 
			<remark  id="s3b37c92l20" />              เช่นนั้นในสัมปรายภพ นี้เรียกว่า อุจเฉทวาท ศาสดาที่ไม่บัญญัติ               
			<remark  id="s3b37c92l21" />              อัตตาโดยความเป็นของจริง โดยความเป็นของแท้ ทั้งในปัจจุบัน                   
			<remark  id="s3b37c92l22" />              ทั้งในสัมปรายภพ นี้เรียกว่า สัมมาสัมพุทธะ ดูกรเสนิยะ ศาสดา                 
			<remark  id="s3b37c92l23" />              ๓ จำพวกนี้แล มีอยู่ ปรากฏอยู่ในโลก ดังนี้  เป็นสูตรมีอยู่จริง            
			<remark  id="s3b37c92l24" />              มิใช่หรือ?     
			<remark  id="s3b37c92l25" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c92l26" />           ส. ถ้าอย่างนั้น ก็ไม่พึงกล่าวว่า หยั่งเห็นบุคคลได้โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ นะสิ    
		</para>
	</section>
	<section id="s3b37c93" >
		<para id="s3b37c93p">
			<remark  id="s3b37c93l1" />     [๑๘๙] ส. ท่านหยั่งเห็นบุคคลโดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ หรือ?  
			<remark  id="s3b37c93l2" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c93l3" />           ส. พระผู้มีพระภาคเจ้า มีปกติตรัสคำจริง ตรัสสมกาล ตรัสเรื่องที่เป็นจริง        
			<remark  id="s3b37c93l4" />              ตรัสถูกต้อง ตรัสไม่ผิด ตรัสไม่คลาดเคลื่อน มิใช่หรือ?  
			<remark  id="s3b37c93l5" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c93l6" />           ส. พระผู้มีพระภาคตรัสว่า หม้อเนยใส หรือ?        
			<remark  id="s3b37c93l7" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c93l8" />           ส. ใครๆ ที่ทำหม้อเนยใสมีอยู่ หรือ?              
			<remark  id="s3b37c93l9" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c93l10" />           ส. ถ้าอย่างนั้น ก็ไม่พึงกล่าวว่า หยั่งเห็นบุคคลได้โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์         
			<remark  id="s3b37c93l11" />              นะสิ           
			<remark  id="s3b37c93l12" />     [๑๙๐] ส. ท่านหยั่งเห็นบุคคลโดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ หรือ?  
			<remark  id="s3b37c93l13" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c93l14" />           ส. พระผู้มีพระภาค มีปกติตรัสคำจริง ตรัสสมกาล ตรัสเรื่องที่เป็นจริง            
			<remark  id="s3b37c93l15" />              ตรัสถูกต้อง ตรัสไม่ผิด ตรัสไม่คลาดเคลื่อน มิใช่หรือ?  
			<remark  id="s3b37c93l16" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c93l17" />           ส. พระผู้มีพระภาคตรัสว่าหม้อน้ำมัน ... หม้อน้ำผึ้ง ... หม้อน้ำอ้อย ... หม้อ   
			<remark  id="s3b37c93l18" />              น้ำนม ... หม้อน้ำ ... ภาชนะน้ำดื่ม ... กระติกน้ำดื่ม ... ขันน้ำดื่ม ... นิตยภัต ...                      
			<remark  id="s3b37c93l19" />              ธุวยาคู หรือ   
			<remark  id="s3b37c93l20" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c93l21" />           ส. ยาคูบางอย่าง เป็นของเที่ยง ยั่งยืน คงทน มีอันไม่แปรไปเป็นธรรมดา            
			<remark  id="s3b37c93l22" />              หรือ?          
			<remark  id="s3b37c93l23" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c93l24" />           ส. ถ้าอย่างนั้น ก็ไม่พึงกล่าวว่า หยั่งเห็นบุคคลได้โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์         
			<remark  id="s3b37c93l25" />              น่ะสิ ฯลฯ ย่อ  
			<remark  id="s3b37c93l26" />                         ปุคคลกถา จบ  
		</para>
	</section>
	<section id="s3b37c94" >
		<para id="s3b37c94p">
			<remark  id="s3b37c94l1" />                          ปริหานิกถา  
			<remark  id="s3b37c94l2" />     [๑๙๑] สกวาที พระอรหันต์ เสื่อมจากอรหัตผลได้หรือ?      
			<remark  id="s3b37c94l3" />           ปรวาที ถูกแล้ว    
			<remark  id="s3b37c94l4" />               ส. พระอรหันต์ เสื่อมจากอรหัตผลได้ในภพทั้งปวงหรือ?  
			<remark  id="s3b37c94l5" />               ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                 
			<remark  id="s3b37c94l6" />               ส. พระอรหันต์ เสื่อมจากอรหัตผลได้ในภพทั้งปวง หรือ?  
			<remark  id="s3b37c94l7" />               ป. ถูกแล้ว    
			<remark  id="s3b37c94l8" />               ส. เหตุเสื่อมของพระอรหันต์ (มีได้) ในภพทั้งปวง หรือ?                      
			<remark  id="s3b37c94l9" />               ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                 
			<remark  id="s3b37c94l10" />               ส. พระอรหันต์ เสื่อมจากอรหัตผลได้ หรือ      
			<remark  id="s3b37c94l11" />               ป. ถูกแล้ว    
			<remark  id="s3b37c94l12" />               ส. พระอรหันต์เสื่อมจากอรหัตผลได้ในกาลทั้งปวง หรือ?  
			<remark  id="s3b37c94l13" />               ป. ถูกแล้ว    
			<remark  id="s3b37c94l14" />               ส. เหตุเสื่อมของพระอรหันต์ (มีได้) ในกาลทั้งปวง หรือ?                     
			<remark  id="s3b37c94l15" />               ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                 
			<remark  id="s3b37c94l16" />               ส. พระอรหันต์ เสื่อมจากอรหัตผลได้ หรือ?     
			<remark  id="s3b37c94l17" />               ป. ถูกแล้ว    
			<remark  id="s3b37c94l18" />               ส. พระอรหันต์ทุกองค์เทียว เสื่อมจากอรหัตผลได้ หรือ?  
			<remark  id="s3b37c94l19" />               ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                 
			<remark  id="s3b37c94l20" />               ส. พระอรหันต์ทุกองค์เทียว เสื่อมจากอรหัตผลได้ หรือ?  
			<remark  id="s3b37c94l21" />               ป. ถูกแล้ว    
			<remark  id="s3b37c94l22" />                ส. เหตุเสื่อมของพระอรหันต์ (มีได้) ทุกองค์เทียว หรือ?                     
			<remark  id="s3b37c94l23" />               ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ  
		</para>
	</section>
	<section id="s3b37c95" >
		<para id="s3b37c95p">
			<remark  id="s3b37c95l1" />     [๑๙๒] ส. พระอรหันต์เสื่อมจากอรหัตผลได้ หรือ?          
			<remark  id="s3b37c95l2" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c95l3" />           ส. พระอรหันต์เมื่อเสื่อมจากอรหัตผล ย่อมเสื่อมจากผลทั้งสี่ หรือ?               
			<remark  id="s3b37c95l4" />           ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c95l5" />           ป. เศรษฐีดำรงตำแหน่งเศรษฐีอยู่ด้วยทรัพย์สี่แสน เมื่อทรัพย์แสนหนึ่งสิ้น        
			<remark  id="s3b37c95l6" />              ไป ย่อมเสื่อมจากตำแหน่ง หรือ?                
			<remark  id="s3b37c95l7" />           ส. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c95l8" />           ป. ย่อมเสื่อมจากสมบัติทั้งปวง หรือ?             
			<remark  id="s3b37c95l9" />           ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c95l10" />           ส. เศรษฐีดำรงตำแหน่งเศรษฐีอยู่ด้วยทรัพย์สี่แสน เมื่อทรัพย์แสนหนึ่งสิ้น        
			<remark  id="s3b37c95l11" />ไป เป็นผู้ควรจะเสื่อมจากสมบัติทั้งปวงหรือ?                 
			<remark  id="s3b37c95l12" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c95l13" />           ส. พระอรหันต์ เมื่อเสื่อมจากอรหัตผล เป็นผู้ควรจะเสื่อมจากผลทั้งสี่            
			<remark  id="s3b37c95l14" />              หรือ?          
			<remark  id="s3b37c95l15" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c95l16" />     [๑๙๓] ส. พระอรหันต์ เสื่อมจากอรหัตผลได้หรือ?          
			<remark  id="s3b37c95l17" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c95l18" />           ส. พระโสดาบันเสื่อมจากโสดาปัตติผลได้หรือ?       
			<remark  id="s3b37c95l19" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c95l20" />           ส. พระอรหันต์เสื่อมจากอรหัตผลได้หรือ?           
			<remark  id="s3b37c95l21" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c95l22" />           ส. พระสกทาคามีเสื่อมจากสกทาคามิผลได้หรือ?       
			<remark  id="s3b37c95l23" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c95l24" />           ส. พระอรหันต์เสื่อมจากอรหัตผลได้หรือ?    
		</para>
	</section>
	<section id="s3b37c96" >
		<para id="s3b37c96p">
			<remark  id="s3b37c96l1" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c96l2" />           ส. พระอนาคามีเสื่อมจากอนาคามิผลได้หรือ?         
			<remark  id="s3b37c96l3" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c96l4" />     [๑๙๔] ส. พระอนาคามีเสื่อมจากอนาคามิผลได้หรือ?         
			<remark  id="s3b37c96l5" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c96l6" />           ส. พระโสดาบันเสื่อมจากโสดาปัตติผลได้หรือ?       
			<remark  id="s3b37c96l7" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c96l8" />           ส. พระอนาคามีเสื่อมจากอนาคามิผลได้หรือ?         
			<remark  id="s3b37c96l9" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c96l10" />           ส. พระสกทาคามีเสื่อมจากสกทาคามิผลได้หรือ?       
			<remark  id="s3b37c96l11" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c96l12" />     [๑๙๕] ส. พระสกทาคามีเสื่อมจากสกทาคามิผลได้หรือ?       
			<remark  id="s3b37c96l13" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c96l14" />           ส. พระโสดาบันเสื่อมจากโสดาปัตติผลได้หรือ?       
			<remark  id="s3b37c96l15" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c96l16" />     [๑๙๖] ส. พระโสดาบันย่อมไม่เสื่อมจากโสดาปัตติผลหรือ?   
			<remark  id="s3b37c96l17" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c96l18" />           ส. พระอรหันต์ย่อมไม่เสื่อมจากอรหัตผลหรือ?       
			<remark  id="s3b37c96l19" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c96l20" />           ส. พระสกทาคามีย่อมไม่เสื่อมจากสกทาคามิผลหรือ?   
			<remark  id="s3b37c96l21" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c96l22" />           ส. พระอรหันต์ย่อมไม่เสื่อมจากอรหัตผลหรือ?       
			<remark  id="s3b37c96l23" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ    
		</para>
	</section>
	<section id="s3b37c97" >
		<para id="s3b37c97p">
			<remark  id="s3b37c97l1" />           ส. พระอนาคามีย่อมไม่เสื่อมจากอนาคามิผลหรือ?     
			<remark  id="s3b37c97l2" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c97l3" />           ส. พระอรหันต์ย่อมไม่เสื่อมจากอรหัตผลหรือ?       
			<remark  id="s3b37c97l4" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c97l5" />     [๑๙๗] ส. พระโสดาบันย่อมไม่เสื่อมจากโสดาปัตติผลหรือ?   
			<remark  id="s3b37c97l6" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c97l7" />           ส. พระอนาคามีย่อมไม่เสื่อมจากอนาคามิผลหรือ?     
			<remark  id="s3b37c97l8" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c97l9" />           ส. พระสกทาคามีย่อมไม่เสื่อมจากสกทาคามิผลหรือ?   
			<remark  id="s3b37c97l10" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c97l11" />           ส. พระอนาคามีย่อมไม่เสื่อมจากอนาคามิผลหรือ?     
			<remark  id="s3b37c97l12" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c97l13" />     [๑๙๘] ส. พระโสดาบันย่อมไม่เสื่อมจากโสดาปัตติผลหรือ?   
			<remark  id="s3b37c97l14" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c97l15" />           ส. พระสกทาคามีย่อมไม่เสื่อมจากสกทาคามิผลหรือ?   
			<remark  id="s3b37c97l16" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c97l17" />     [๑๙๙] ส. พระอรหันต์เสื่อมจากอรหัตผลได้หรือ?           
			<remark  id="s3b37c97l18" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c97l19" />           ส. พระอรหันต์ เมื่อเสื่อมจากอรหัตผล ย่อมตั้งอยู่ในธรรมอะไร?                   
			<remark  id="s3b37c97l20" />           ป. ในอนาคามิผล    
			<remark  id="s3b37c97l21" />           ส. พระอนาคามี เมื่อเสื่อมจากอนาคามิผล ย่อมตั้งอยู่ในธรรมอะไร?                 
			<remark  id="s3b37c97l22" />           ป. ในสกทาคามิผล 
		</para>
	</section>
	<section id="s3b37c98" >
		<para id="s3b37c98p">
			<remark  id="s3b37c98l1" />           ส. พระสกทาคามี เมื่อเสื่อมจากสกทาคามิผล ย่อมตั้งอยู่ในธรรมอะไร?               
			<remark  id="s3b37c98l2" />           ป. ในโสดาปัตติผล  
			<remark  id="s3b37c98l3" />           ส. พระโสดาบัน เมื่อเสื่อมจากโสดาปัตติผล ย่อมตั้งอยู่ในภูมิแห่งปุถุชน          
			<remark  id="s3b37c98l4" />              หรือ?          
			<remark  id="s3b37c98l5" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c98l6" />           ส. ท่านจงรับรู้นิคหะ, หากว่า พระอรหันต์เมื่อเสื่อมจากอรหัตผลย่อมตั้ง          
			<remark  id="s3b37c98l7" />              อยู่ในอนาคามิผล พระอนาคามีเมื่อเสื่อมจากอนาคามิผลย่อมตั้งอยู่ใน            
			<remark  id="s3b37c98l8" />              สกทาคามิผล พระสกทาคามีเมื่อเสื่อมจากสกทาคามิผลย่อมตั้งอยู่ใน               
			<remark  id="s3b37c98l9" />              โสดาปัตติผล ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า พระโสดาบันเมื่อ              
			<remark  id="s3b37c98l10" />              เสื่อมจากโสดาปัตติผล ย่อมตั้งอยู่ในภูมิแห่งปุถุชน  
			<remark  id="s3b37c98l11" />     [๒๐๐] ส. พระอรหันต์ เมื่อเสื่อมจากอรหัตผล ย่อมตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล หรือ?           
			<remark  id="s3b37c98l12" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c98l13" />           ส. ถัดจากโสดาปัตติผลท่านก็ทำให้แจ้ง ซึ่งอรหัตผลทีเดียว หรือ?                  
			<remark  id="s3b37c98l14" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c98l15" />           ส. พระอรหันต์เสื่อมจากอรหัตผลได้หรือ?           
			<remark  id="s3b37c98l16" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c98l17" />           ส. พระโสดาบันเสื่อมจากโสดาปัตติผลได้หรือ?       
			<remark  id="s3b37c98l18" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c98l19" />           ส. ใครละกิเลสได้มากกว่า พระอรหันต์หรือพระโสดาบัน ?  
			<remark  id="s3b37c98l20" />           ป. พระอรหันต์     
			<remark  id="s3b37c98l21" />           ส. หากว่า พระอรหันต์ละกิเลสได้มากกว่า และพระอรหันต์เสื่อมจาก                  
			<remark  id="s3b37c98l22" />              อรหัตผลได้ ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า พระโสดาบันเสื่อมจาก           
			<remark  id="s3b37c98l23" />              โสดาปัตติผลได้  
			<remark  id="s3b37c98l24" />     [๒๐๑] ส. พระอรหันต์เสื่อมจากอรหัตผลได้หรือ?           
			<remark  id="s3b37c98l25" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c98l26" />           ส. พระสกทาคามีเสื่อมจากสกทาคามิผลได้หรือ?     
		</para>
	</section>
	<section id="s3b37c99" >
		<para id="s3b37c99p">
			<remark  id="s3b37c99l1" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c99l2" />           ส. ใครละกิเลสได้มากกว่า พระอรหันต์หรือพระสกทาคามี?  
			<remark  id="s3b37c99l3" />           ป. พระอรหันต์     
			<remark  id="s3b37c99l4" />           ส. หากว่า พระอรหันต์ละกิเลสได้มากกว่า และพระอรหันต์เสื่อมจาก                  
			<remark  id="s3b37c99l5" />              อรหัตผลได้ ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า พระสกทาคามีเสื่อม             
			<remark  id="s3b37c99l6" />              จากสกทาคามิผลได้  
			<remark  id="s3b37c99l7" />     [๒๐๒] ส. พระอรหันต์เสื่อมจากอรหัตผลได้หรือ?           
			<remark  id="s3b37c99l8" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c99l9" />           ส. พระอนาคามีเสื่อมจากอนาคามิผลได้หรือ?         
			<remark  id="s3b37c99l10" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c99l11" />           ส. ใครละกิเลสได้มากกว่า พระอรหันต์หรือพระอนาคามี?  
			<remark  id="s3b37c99l12" />           ป. พระอรหันต์     
			<remark  id="s3b37c99l13" />           ส. หากว่า พระอรหันต์ละกิเลสได้มากกว่า และพระอรหันต์เสื่อมจาก                  
			<remark  id="s3b37c99l14" />              อรหัตผลได้ ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า พระอนาคามีเสื่อมจาก           
			<remark  id="s3b37c99l15" />              อนาคามิผลได้   
			<remark  id="s3b37c99l16" />     [๒๐๓] ส. พระอนาคามีเสื่อมจากอนาคามิผลได้หรือ?         
			<remark  id="s3b37c99l17" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c99l18" />           ส. พระโสดาบันเสื่อมจากโสดาปัตติผลได้หรือ?       
			<remark  id="s3b37c99l19" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c99l20" />           ส. ใครละกิเลสได้มากกว่า พระอนาคามีหรือพระโสดาบัน?  
			<remark  id="s3b37c99l21" />           ป. พระอนาคามี     
			<remark  id="s3b37c99l22" />           ส. หากว่า พระอนาคามีละกิเลสได้มากกว่า และพระอนาคามีเสื่อมจาก                  
			<remark  id="s3b37c99l23" />              อนาคามิผลได้ ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า พระโสดาบันเสื่อมจาก         
			<remark  id="s3b37c99l24" />              โสดาปัตติผลได้  
			<remark  id="s3b37c99l25" />     [๒๐๔] ส. พระอนาคามีเสื่อมจากอนาคามิผลได้หรือ?         
			<remark  id="s3b37c99l26" />           ป. ถูกแล้ว   
		</para>
	</section>
	<section id="s3b37c100" >
		<para id="s3b37c100p">
			<remark  id="s3b37c100l1" />           ส. พระสกทาคามีเสื่อมจากสกทาคามิผลได้หรือ?       
			<remark  id="s3b37c100l2" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c100l3" />           ส. ใครละกิเลสได้มากกว่า พระอนาคามีหรือพระสกทาคามี?  
			<remark  id="s3b37c100l4" />           ป. พระอนาคามี     
			<remark  id="s3b37c100l5" />           ส. หากว่า พระอนาคามีละกิเลสได้มากกว่า และพระอนาคามีเสื่อมจาก                  
			<remark  id="s3b37c100l6" />               อนาคามิผลได้ ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า พระสกทาคามี                 
			<remark  id="s3b37c100l7" />              เสื่อมจากสกทาคามิผลได้  
			<remark  id="s3b37c100l8" />     [๒๐๕] ส. พระสกทาคามีเสื่อมจากสกทาคามิผลได้หรือ?       
			<remark  id="s3b37c100l9" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c100l10" />           ส. พระโสดาบันเสื่อมจากโสดาปัตติผลได้หรือ?       
			<remark  id="s3b37c100l11" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c100l12" />           ส. ใครละกิเลสได้มากกว่า พระสกทาคามีหรือพระโสดาบัน?  
			<remark  id="s3b37c100l13" />           ป. พระสกทาคามี    
			<remark  id="s3b37c100l14" />           ส. หากว่า พระสกทาคามีละกิเลสได้มากกว่า และพระสกทาคามีเสื่อมจาก                
			<remark  id="s3b37c100l15" />              สกทาคามิผลได้ ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า พระโสดาบัน                 
			<remark  id="s3b37c100l16" />              เสื่อมจากโสดาปัตติผลได้                      
			<remark  id="s3b37c100l17" />     [๒๐๖] ส. พระอรหันต์เสื่อมจากอรหัตผลหรือ?              
			<remark  id="s3b37c100l18" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c100l19" />           ส. พระโสดาบันเสื่อมจากโสดาปัตติผลได้หรือ?       
			<remark  id="s3b37c100l20" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c100l21" />           ส. มัคคภาวนาของใครเยี่ยมกว่า ของพระอรหันต์หรือของพระโสดาบัน?                  
			<remark  id="s3b37c100l22" />           ป. ของพระอรหันต์  
			<remark  id="s3b37c100l23" />           ส. หากว่า มัคคภาวนาของพระอรหันต์เยี่ยมกว่า และพระอรหันต์เสื่อมจาก             
			<remark  id="s3b37c100l24" />              อรหัตผลได้ ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า พระโสดาบันเสื่อมจาก           
			<remark  id="s3b37c100l25" />              โสดาปัตติผลได้  
			<remark  id="s3b37c100l26" />     [๒๐๗] ส. พระอรหันต์เสื่อมจากอรหัตผลได้หรือ?    
		</para>
	</section>
	<section id="s3b37c101" >
		<para id="s3b37c101p">
			<remark  id="s3b37c101l1" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c101l2" />           ส. พระโสดาบันเสื่อมจากโสดาปัตติผลได้หรือ?       
			<remark  id="s3b37c101l3" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c101l4" />           ส. สติปัฏฐานภาวนา ... สัมมัปปธานภาวนา ... อิทธิบาทภาวนา ... อินทริย          
			<remark  id="s3b37c101l5" />              ภาวนา ... พลภาวนา ... โพชฌงคภาวนา ... ของใครเยี่ยมกว่า ของ                 
			<remark  id="s3b37c101l6" />              พระอรหันต์หรือของพระโสดาบัน?                 
			<remark  id="s3b37c101l7" />           ป. ของพระอรหันต์  
			<remark  id="s3b37c101l8" />           ส. หากว่า โพชฌงคภาวนาของพระอรหันต์เยี่ยมกว่า และพระอรหันต์                    
			<remark  id="s3b37c101l9" />              เสื่อมจากอรหัตผลได้ ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า พระโสดาบัน           
			<remark  id="s3b37c101l10" />              เสื่อมจากโสดาปัตติผลได้                      
			<remark  id="s3b37c101l11" />     [๒๐๘] ส. พระอรหันต์เสื่อมจากอรหัตผลได้หรือ?           
			<remark  id="s3b37c101l12" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c101l13" />           ส. พระสกทาคามีเสื่อมจากสกทาคามิผลได้หรือ?       
			<remark  id="s3b37c101l14" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c101l15" />           ส. มัคคภาวนา ฯลฯ โพชฌงคภาวนาของใครเยี่ยมกว่า ของพระอรหันต์                    
			<remark  id="s3b37c101l16" />              หรือของพระสกทาคามี?  
			<remark  id="s3b37c101l17" />           ป. ของพระอรหันต์  
			<remark  id="s3b37c101l18" />           ส. หากว่า โพชฌงคภาวนาของพระอรหันต์เยี่ยมกว่า และพระอรหันต์                    
			<remark  id="s3b37c101l19" />              เสื่อมจากอรหัตผลได้ ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า พระสกทาคามี          
			<remark  id="s3b37c101l20" />              เสื่อมจากสกทาคามิผลได้  
			<remark  id="s3b37c101l21" />     [๒๐๙] ส. พระอรหันต์เสื่อมจากอรหัตผลได้หรือ?           
			<remark  id="s3b37c101l22" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c101l23" />           ส. พระอนาคามีเสื่อมจากอนาคามิผลได้หรือ?         
			<remark  id="s3b37c101l24" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c101l25" />           ส. มัคคภาวนา ฯลฯ โพชฌงคภาวนาของใครเยี่ยมกว่า ของพระอรหันต์หรือ                
			<remark  id="s3b37c101l26" />              ของพระอนาคามี?  
		</para>
	</section>
	<section id="s3b37c102" >
		<para id="s3b37c102p">
			<remark  id="s3b37c102l1" />           ป. ของพระอรหันต์  
			<remark  id="s3b37c102l2" />           ส. หากว่า โพชฌงคภาวนาของพระอรหันต์เยี่ยมกว่า และพระอรหันต์เสื่อม              
			<remark  id="s3b37c102l3" />              จากอรหัตผลได้ ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า พระอนาคามี                 
			<remark  id="s3b37c102l4" />              เสื่อมจากอนาคามิผลได้  
			<remark  id="s3b37c102l5" />     [๒๑๐] ส. พระอนาคามีเสื่อมจากอนาคามิผลได้หรือ?         
			<remark  id="s3b37c102l6" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c102l7" />           ส. พระโสดาบันเสื่อมจากโสดาปัตติผลได้หรือ?       
			<remark  id="s3b37c102l8" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c102l9" />           ส. มัคคภาวนา ฯลฯ โพชฌงคภาวนาของใครเยี่ยมกว่า ของพระอนาคามี                    
			<remark  id="s3b37c102l10" />              หรือของพระโสดาบัน?  
			<remark  id="s3b37c102l11" />           ป. ของพระอนาคามี  
			<remark  id="s3b37c102l12" />           ส. หากว่า โพชฌงคภาวนาของพระอนาคามีเยี่ยมกว่า และพระอนาคามี                    
			<remark  id="s3b37c102l13" />              เสื่อมจากอนาคามิผลได้ ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่าพระโสดาบัน          
			<remark  id="s3b37c102l14" />              เสื่อมจากโสดาปัตติผลได้                      
			<remark  id="s3b37c102l15" />     [๒๑๑] ส. พระอนาคามีเสื่อมจากอนาคามิผลได้หรือ?         
			<remark  id="s3b37c102l16" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c102l17" />           ส. พระสกทาคามีเสื่อมจากสกทาคามิผลได้หรือ?       
			<remark  id="s3b37c102l18" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c102l19" />           ส. มัคคภาวนา ฯลฯ โพชฌงคภาวนาของใครเยี่ยมกว่า ของพระอนาคามี                    
			<remark  id="s3b37c102l20" />              หรือของพระสกทาคามี?  
			<remark  id="s3b37c102l21" />           ป. ของพระอนาคามี  
			<remark  id="s3b37c102l22" />           ส. หากว่า โพชฌงคภาวนาของพระอนาคามีเยี่ยมกว่า และพระอนาคามี                    
			<remark  id="s3b37c102l23" />              เสื่อมจากอนาคามิผลได้ ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า พระสกทาคามี        
			<remark  id="s3b37c102l24" />              เสื่อมจากสกทาคามิผลได้  
		</para>
	</section>
	<section id="s3b37c103" >
		<para id="s3b37c103p">
			<remark  id="s3b37c103l1" />     [๒๑๒] ส. พระสกทาคามีเสื่อมจากสกทาคามิผลได้หรือ?       
			<remark  id="s3b37c103l2" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c103l3" />           ส. พระโสดาบันเสื่อมจากโสดาปัตติผลได้หรือ?       
			<remark  id="s3b37c103l4" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c103l5" />           ส. มัคคภาวนา ฯลฯ โพชฌงคภาวนาของใครเยี่ยมกว่า ของพระสกทาคามี                   
			<remark  id="s3b37c103l6" />              หรือของพระโสดาบัน?  
			<remark  id="s3b37c103l7" />           ป. ของพระสกทาคามี  
			<remark  id="s3b37c103l8" />           ส. หากว่า โพชฌงคภาวนาของพระสกทาคามีเยี่ยมกว่า และพระสกทาคามี                  
			<remark  id="s3b37c103l9" />              เสื่อมจากสกทาคามิผลได้ ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า พระ              
			<remark  id="s3b37c103l10" />              โสดาบันเสื่อมจากโสดาปัตติผลได้               
			<remark  id="s3b37c103l11" />     [๒๑๓] ส. พระอรหันต์เห็นทุกข์แล้ว พระอรหันต์เสื่อมจากอรหัตผลได้ หรือ?                
			<remark  id="s3b37c103l12" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c103l13" />           ส. พระโสดาบันเห็นทุกข์แล้ว พระโสดาบันเสื่อมจากโสดาปัตติผลได้ หรือ?            
			<remark  id="s3b37c103l14" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c103l15" />           ส. พระอรหันต์เห็นสุทัยแล้ว พระอรหันต์เสื่อมจากอรหัตผลได้ หรือ?                
			<remark  id="s3b37c103l16" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c103l17" />           ส. พระโสดาบันเห็นสมุทัยแล้ว พระโสดาบันเสื่อมจากโสดาปัตติผลได้                 
			<remark  id="s3b37c103l18" />              หรือ?          
			<remark  id="s3b37c103l19" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น  
			<remark  id="s3b37c103l20" />           ส. พระอรหันต์เห็นนิโรธแล้ว พระอรหันต์เสื่อมจากอรหัตผลได้ หรือ?                
			<remark  id="s3b37c103l21" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c103l22" />           ส. พระโสดาบันเห็นนิโรธแล้ว พระโสดาบันเสื่อมจากโสดาปัตติผลได้                  
			<remark  id="s3b37c103l23" />              หรือ?          
			<remark  id="s3b37c103l24" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ    
		</para>
	</section>
	<section id="s3b37c104" >
		<para id="s3b37c104p">
			<remark  id="s3b37c104l1" />           ส. พระอรหันต์เห็นมรรคแล้ว พระอรหันต์เสื่อมจากอรหัตผลได้ หรือ?                 
			<remark  id="s3b37c104l2" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c104l3" />           ส. พระโสดาบันเห็นมรรคแล้ว พระโสดาบันเสื่อมจากโสดาปัตติผลได้หรือ?              
			<remark  id="s3b37c104l4" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c104l5" />           ส. พระอรหันต์เห็นสัจจะสี่แล้ว พระอรหันต์เสื่อมจากอรหัตผลได้ หรือ?             
			<remark  id="s3b37c104l6" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c104l7" />           ส. พระโสดาบันเห็นสัจจะสี่แล้ว พระโสดาบันเสื่อมจากโสดาปัตติผลได้               
			<remark  id="s3b37c104l8" />              หรือ?          
			<remark  id="s3b37c104l9" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c104l10" />     [๒๑๔] ส. พระอรหันต์เห็นทุกข์แล้ว พระอรหันต์เสื่อมจากอรหัตผลได้ หรือ?                
			<remark  id="s3b37c104l11" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c104l12" />           ส. พระสกทาคามีเห็นทุกข์แล้ว พระสกทาคามีเสื่อมจากสกทาคามิผลได้                 
			<remark  id="s3b37c104l13" />              หรือ?          
			<remark  id="s3b37c104l14" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c104l15" />           ส. พระอรหันต์เห็นสมุทัยแล้ว ฯลฯ เห็นนิโรธแล้ว ฯลฯ เห็นมรรค                    
			<remark  id="s3b37c104l16" />              แล้ว ฯลฯ เห็นสัจจะสี่แล้ว พระอรหันต์เสื่อมจากอรหัตผลได้ หรือ?              
			<remark  id="s3b37c104l17" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c104l18" />           ส. พระสกทาคามีเห็นสัจจะสี่แล้ว พระสกทาคามีเสื่อมจากสกทาคามิผลได้              
			<remark  id="s3b37c104l19" />              หรือ?          
			<remark  id="s3b37c104l20" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c104l21" />     [๒๑๕] ส. พระอรหันต์เห็นทุกข์แล้ว พระอรหันต์เสื่อมจากอรหัตผลได้ หรือ?                
			<remark  id="s3b37c104l22" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c104l23" />           ส. พระอนาคามีเห็นทุกข์แล้ว พระอนาคามีเสื่อมจากอนาคามิผลได้ หรือ?              
			<remark  id="s3b37c104l24" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ      
		</para>
	</section>
	<section id="s3b37c105" >
		<para id="s3b37c105p">
			<remark  id="s3b37c105l1" />           ส. พระอรหันต์เห็นสมุทัยแล้ว ฯลฯ เห็นนิโรธแล้ว ฯลฯ เห็นมรรคแล้ว ฯลฯ            
			<remark  id="s3b37c105l2" />              เห็นสัจจะสี่แล้ว พระอรหันต์เสื่อมจากอรหัตผลได้ หรือ?  
			<remark  id="s3b37c105l3" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c105l4" />           ส. พระอนาคามีเห็นสัจจะสี่แล้ว พระอนาคามีเสื่อมจากอนาคามิผลได้ หรือ?           
			<remark  id="s3b37c105l5" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c105l6" />     [๒๑๖] ส. พระอนาคามีเห็นทุกข์แล้ว พระอนาคามีเสื่อมจากอนาคามิผลได้ หรือ?              
			<remark  id="s3b37c105l7" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c105l8" />           ส. พระโสดาบันเห็นทุกข์แล้ว พระโสดาบันเสื่อมจากโสดาปัตติผลได้ หรือ?            
			<remark  id="s3b37c105l9" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c105l10" />           ส. พระอนาคามีเห็นสมุทัยแล้ว ฯลฯ เห็นนิโรธแล้ว ฯลฯ เห็นมรรค                    
			<remark  id="s3b37c105l11" />              แล้ว ฯลฯ เห็นสัจจะสี่แล้ว พระอนาคามีเสื่อมจากอนาคามิผลได้ หรือ?            
			<remark  id="s3b37c105l12" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c105l13" />           ส. พระโสดาบันเห็นสัจจะสี่แล้ว พระโสดาบันเสื่อมจากโสดาปัตติผลได้               
			<remark  id="s3b37c105l14" />              หรือ?          
			<remark  id="s3b37c105l15" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c105l16" />           ส. พระอนาคามีเห็นทุกข์แล้ว พระอนาคามีเสื่อมจากอนาคามิผลได้ หรือ?              
			<remark  id="s3b37c105l17" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c105l18" />           ส. พระสกทาคามีเห็นทุกข์แล้ว พระสกทาคามีเสื่อมจากสกทาคามิผลได้                 
			<remark  id="s3b37c105l19" />              หรือ?          
			<remark  id="s3b37c105l20" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c105l21" />           ส. พระอนาคามีเห็นสมุทัยแล้ว ฯลฯ เห็นนิโรธแล้ว ฯลฯ เห็นมรรคแล้ว ฯลฯ            
			<remark  id="s3b37c105l22" />              เห็นสัจจะสี่แล้ว พระอนาคามีเสื่อมจากอนาคามิผลได้ หรือ?                     
			<remark  id="s3b37c105l23" />           ป. ถูกแล้ว  
		</para>
	</section>
	<section id="s3b37c106" >
		<para id="s3b37c106p">
			<remark  id="s3b37c106l1" />           ส. พระสกทาคามีเห็นสัจจะสี่แล้ว พระสกทาคามีเสื่อมจากสกทาคามิผลได้              
			<remark  id="s3b37c106l2" />              หรือ?          
			<remark  id="s3b37c106l3" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c106l4" />     [๒๑๗] ส. พระสกทาคามีเห็นทุกข์แล้ว พระสกทาคามีเสื่อมจากสกทาคามิผลได้                 
			<remark  id="s3b37c106l5" />              หรือ?          
			<remark  id="s3b37c106l6" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c106l7" />           ส. พระโสดาบันเห็นทุกข์แล้ว พระโสดาบันเสื่อมจากโสดาปัตติผลได้                  
			<remark  id="s3b37c106l8" />              หรือ?          
			<remark  id="s3b37c106l9" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c106l10" />           ส. พระสกทาคามีเห็นสมุทัยแล้ว ฯลฯ เห็นนิโรธแล้ว ฯลฯ เห็นมรรค                   
			<remark  id="s3b37c106l11" />              แล้ว ฯลฯ เห็นสัจจะสี่แล้ว พระสกทาคามีเสื่อมจากสกทาคามิผลได้                
			<remark  id="s3b37c106l12" />              หรือ?          
			<remark  id="s3b37c106l13" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c106l14" />           ส. พระโสดาบันเห็นสัจจะสี่แล้ว พระโสดาบันเสื่อมจากโสดาปัตติผลได้               
			<remark  id="s3b37c106l15" />              หรือ?          
			<remark  id="s3b37c106l16" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c106l17" />     [๒๑๘] ส. พระโสดาบันเห็นทุกข์แล้ว พระโสดาบันย่อมไม่เสื่อมจากโสดาปัตติผล หรือ?        
			<remark  id="s3b37c106l18" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c106l19" />           ส. พระอรหันต์เห็นทุกข์แล้ว พระอรหันต์ย่อมไม่เสื่อมจากอรหัตผล หรือ?            
			<remark  id="s3b37c106l20" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c106l21" />           ส. พระโสดาบันเห็นสมุทัยแล้ว ฯลฯ เห็นนิโรธแล้ว ฯลฯ เห็นมรรค                    
			<remark  id="s3b37c106l22" />              แล้ว ฯลฯ เห็นสัจจะสี่แล้ว พระโสดาบันย่อมไม่เสื่อมจากโสดาปัตติผล            
			<remark  id="s3b37c106l23" />              หรือ?          
			<remark  id="s3b37c106l24" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c106l25" />           ส. พระอรหันต์เห็นสัจจะสี่แล้ว พระอรหันต์ย่อมไม่เสื่อมจากอรหัตผล หรือ?         
			<remark  id="s3b37c106l26" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ     
		</para>
	</section>
	<section id="s3b37c107" >
		<para id="s3b37c107p">
			<remark  id="s3b37c107l1" />     [๒๑๙] ส. พระสกทาคามีเห็นทุกข์แล้ว ฯลฯ เห็นสัจจะสี่แล้ว พระสกทาคามีย่อม              
			<remark  id="s3b37c107l2" />              ไม่เสื่อมจากสกทาคามิผล หรือ?                 
			<remark  id="s3b37c107l3" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c107l4" />           ส. พระอรหันต์เห็นสัจจะสี่แล้ว พระอรหันต์ย่อมไม่เสื่อมจากอรหัตผล               
			<remark  id="s3b37c107l5" />              หรือ?          
			<remark  id="s3b37c107l6" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c107l7" />     [๒๒๐] ส. พระอนาคามีเห็นทุกข์แล้ว ฯลฯ เห็นสัจจะสี่แล้ว พระอนาคามีย่อมไม่             
			<remark  id="s3b37c107l8" />              เสื่อมจากอนาคามิผล หรือ?                     
			<remark  id="s3b37c107l9" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c107l10" />           ส. พระอรหันต์เห็นสัจจะสี่แล้ว พระอรหันต์ย่อมไม่เสื่อมจากอรหัตผล               
			<remark  id="s3b37c107l11" />              หรือ?          
			<remark  id="s3b37c107l12" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c107l13" />     [๒๒๑] ส. พระโสดาบันเห็นทุกข์แล้ว ฯลฯ เห็นสัจจะสี่แล้ว พระโสดาบันย่อมไม่             
			<remark  id="s3b37c107l14" />              เสื่อมจากโสดาปัตติผล หรือ?                   
			<remark  id="s3b37c107l15" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c107l16" />           ส. พระอนาคามีเห็นทุกข์แล้ว ฯลฯ เห็นสัจจะสี่แล้ว พระอนาคามีย่อมไม่             
			<remark  id="s3b37c107l17" />              เสื่อมจากอนาคามิผล หรือ?                     
			<remark  id="s3b37c107l18" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c107l19" />     [๒๒๒] ส. พระสกทาคามีเห็นทุกข์แล้ว ฯลฯ เห็นสัจจะสี่แล้ว พระสกทาคามีย่อม              
			<remark  id="s3b37c107l20" />              ไม่เสื่อมจากสกทาคามิผล หรือ?                 
			<remark  id="s3b37c107l21" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c107l22" />           ส. พระอนาคามีเห็นทุกข์แล้ว ฯลฯ เห็นสัจจะสี่แล้ว พระอนาคามีย่อมไม่             
			<remark  id="s3b37c107l23" />              เสื่อมจากอนาคามิผล หรือ?                     
			<remark  id="s3b37c107l24" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ     
		</para>
	</section>
	<section id="s3b37c108" >
		<para id="s3b37c108p">
			<remark  id="s3b37c108l1" />     [๒๒๓] ส. พระโสดาบันเห็นทุกข์แล้ว ฯลฯ เห็นสัจจะสี่แล้ว พระโสดาบันย่อมไม่             
			<remark  id="s3b37c108l2" />              เสื่อมจากโสดาปัตติผล หรือ?                   
			<remark  id="s3b37c108l3" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c108l4" />           ส. พระสกทาคามีเห็นทุกข์แล้ว ฯลฯ เห็นสัจจะสี่แล้ว พระสกทาคามีย่อม              
			<remark  id="s3b37c108l5" />              ไม่เสื่อมจากสกทาคามิผล หรือ?                 
			<remark  id="s3b37c108l6" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c108l7" />     [๒๒๔] ส. พระอรหันต์ละราคะขาดแล้ว พระอรหันต์เสื่อมจากอรหัตผลได้ หรือ?                
			<remark  id="s3b37c108l8" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c108l9" />           ส. พระโสดาบันละสักกายทิฏฐิขาดแล้ว พระโสดาบันเสื่อมจากโสดา                     
			<remark  id="s3b37c108l10" />              ปัตติผลได้ หรือ?  
			<remark  id="s3b37c108l11" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c108l12" />           ส. พระอรหันต์ละราคะขาดแล้ว พระอรหันต์เสื่อมจากอรหัตผลได้ หรือ?                
			<remark  id="s3b37c108l13" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c108l14" />           ส. พระโสดาบันละวิจิกิจฉาขาดแล้ว ฯลฯ ละสีลัพพตปรามาสขาดแล้ว ฯลฯ                
			<remark  id="s3b37c108l15" />              ละราคะที่เป็นเหตุไปอบายขาดแล้ว ฯลฯ ละโทสะที่เป็นเหตุไปอบาย                 
			<remark  id="s3b37c108l16" />              ขาดแล้ว ฯลฯ ละโมหะที่เป็นเหตุไปอบายขาดแล้ว พระโสดาบันเสื่อม                
			<remark  id="s3b37c108l17" />              จากโสดาปัตติผลได้ หรือ?                      
			<remark  id="s3b37c108l18" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c108l19" />           ส. พระอรหันต์ละโทสะขาดแล้ว ฯลฯ ละโมหะขาดแล้ว ฯลฯ ละมานะขาด                    
			<remark  id="s3b37c108l20" />              แล้ว ฯลฯ ละทิฏฐิขาดแล้ว ฯลฯ ละวิจิกิจฉาขาดแล้ว ฯลฯ ละถีนะ                  
			<remark  id="s3b37c108l21" />              ขาดแล้ว ฯลฯ ละอุทธัจจะขาดแล้ว ฯลฯ ละอหิริกะขาดแล้ว ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c108l22" />              ละอโนตตัปปะขาดแล้ว พระอรหันต์เสื่อมจากอรหัตตผลได้ หรือ?                    
			<remark  id="s3b37c108l23" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c108l24" />           ส. พระโสดาบันละสักกายทิฏฐิขาดแล้ว พระโสดาบันเสื่อมจากโสดา                     
			<remark  id="s3b37c108l25" />              ปัตติผลได้ หรือ? 
		</para>
	</section>
	<section id="s3b37c109" >
		<para id="s3b37c109p">
			<remark  id="s3b37c109l1" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c109l2" />           ส. พระอรหันต์ละอโนตตัปปะขาดแล้ว พระอรหันต์เสื่อมจากอรหัตผลได้                 
			<remark  id="s3b37c109l3" />              หรือ?          
			<remark  id="s3b37c109l4" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c109l5" />           ส. พระโสดาบันละวิจิกิจฉาขาดแล้ว ฯลฯ ละสีลัพพตปรามาสขาดแล้ว ฯลฯ                
			<remark  id="s3b37c109l6" />              ละราคะที่เป็นเหตุไปอบายขาดแล้ว ฯลฯ ละโทสะที่เป็นเหตุไปอบายขาด              
			<remark  id="s3b37c109l7" />              แล้ว ฯลฯ ละโมหะที่เป็นเหตุไปอบายขาดแล้ว พระโสดาบันเสื่อมจาก                
			<remark  id="s3b37c109l8" />              โสดาปัตติผลได้ หรือ?  
			<remark  id="s3b37c109l9" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c109l10" />     [๒๒๕] ส. พระอรหันต์ละราคะขาดแล้ว พระอรหันต์เสื่อมจากอรหัตผลได้ หรือ?                
			<remark  id="s3b37c109l11" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c109l12" />           ส. พระสกทาคามีละสักกายทิฏฐิขาดแล้ว พระสกทาคามีเสื่อมจาก  
			<remark  id="s3b37c109l13" />              สกทาคามิผลได้ หรือ?  
			<remark  id="s3b37c109l14" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c109l15" />           ส. พระอรหันต์ละราคะขาดแล้ว พระอรหันต์เสื่อมจากอรหัตผลได้ หรือ?                
			<remark  id="s3b37c109l16" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c109l17" />           ส. พระสกทาคามีละวิจิกิจฉาขาดแล้ว ฯลฯ ละสีลัพพตปรามาสขาดแล้ว ฯลฯ               
			<remark  id="s3b37c109l18" />              ละกามราคะอย่างหยาบขาดแล้ว ฯลฯ ละพยาบาทอย่างหยาบขาดแล้ว                     
			<remark  id="s3b37c109l19" />              พระสกทาคามีเสื่อมจากสกทาคามิผลได้ หรือ?      
			<remark  id="s3b37c109l20" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c109l21" />           ส. พระอรหันต์ละโทสะขาดแล้ว ฯลฯ ละอโนตตัปปะขาดแล้ว พระ  
			<remark  id="s3b37c109l22" />              อรหันต์เสื่อมจากอรหัตผลได้ หรือ?             
			<remark  id="s3b37c109l23" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c109l24" />           ส. พระสกทาคามีละสักกายทิฏฐิขาดแล้ว ฯลฯ ละพยาบาทอย่างหยาบขาด                   
			<remark  id="s3b37c109l25" />              แล้ว พระสกทาคามีเสื่อมจากสกทาคามิผลได้ หรือ?  
		</para>
	</section>
	<section id="s3b37c110" >
		<para id="s3b37c110p">
			<remark  id="s3b37c110l1" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c110l2" />     [๒๒๖] ส. พระอรหันต์ละราคะขาดแล้ว พระอรหันต์เสื่อมจากอรหัตผลได้ หรือ?                
			<remark  id="s3b37c110l3" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c110l4" />           ส. พระอนาคามีละสักกายทิฏฐิขาดแล้ว พระอนาคามีเสื่อมจากอนาคามิผลได้             
			<remark  id="s3b37c110l5" />              หรือ?          
			<remark  id="s3b37c110l6" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c110l7" />           ส. พระอรหันต์ละราคะขาดแล้ว พระอรหันต์เสื่อมจากอรหัตผลได้ หรือ?                
			<remark  id="s3b37c110l8" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c110l9" />           ส. พระอนาคามีละวิจิกิจฉาขาดแล้ว ฯลฯ ละสีลัพพตปรามาสขาดแล้ว ...                
			<remark  id="s3b37c110l10" />              ละกามราคะอย่างละเอียดขาดแล้ว ... ละพยาบาทอย่างละเอียดขาดแล้ว               
			<remark  id="s3b37c110l11" />              พระอนาคามีเสื่อมจากอนาคามิผลได้ หรือ?        
			<remark  id="s3b37c110l12" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c110l13" />           ส. พระอรหันต์ละโทสะขาดแล้ว ฯลฯ ละอโนตตัปปะขาดแล้ว พระอรหันต์                  
			<remark  id="s3b37c110l14" />              เสื่อมจากอรหัตผลได้ หรือ?                    
			<remark  id="s3b37c110l15" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c110l16" />           ส. พระอนาคามีละสักกายทิฏฐิขาดแล้ว ฯลฯ ละพยาบาทอย่างละเอียดขาด                 
			<remark  id="s3b37c110l17" />              แล้ว พระอนาคามีเสื่อมจากอนาคามิผลได้ หรือ?   
			<remark  id="s3b37c110l18" />     [๒๒๗] ส. พระอนาคามีละสักกายทิฏฐิขาดแล้ว พระอนาคามีเสื่อมจากอนาคามิผล                
			<remark  id="s3b37c110l19" />              ได้ หรือ?      
			<remark  id="s3b37c110l20" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c110l21" />           ส. พระโสดาบันละสักกายทิฏฐิขาดแล้ว พระโสดาบันเสื่อมจากโสดา                     
			<remark  id="s3b37c110l22" />              ปัตติผลได้ หรือ?  
			<remark  id="s3b37c110l23" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ    
		</para>
	</section>
	<section id="s3b37c111" >
		<para id="s3b37c111p">
			<remark  id="s3b37c111l1" />           ส. พระอนาคามีละสักกายทิฏฐิขาดแล้ว พระอนาคามีเสื่อมจากอนาคามิผลได้             
			<remark  id="s3b37c111l2" />              หรือ?          
			<remark  id="s3b37c111l3" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c111l4" />           ส. พระโสดาบันละวิจิกิจฉาขาดแล้ว ฯลฯ ละโมหะที่เป็นเหตุไปอบายขาด                
			<remark  id="s3b37c111l5" />              แล้ว พระโสดาบันเสื่อมจากโสดาปัตติผลได้ หรือ?  
			<remark  id="s3b37c111l6" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c111l7" />           ส. พระอนาคามีละวิจิกิจฉาขาดแล้ว ฯลฯ และพยาบาทอย่างละเอียดขาดแล้ว              
			<remark  id="s3b37c111l8" />              พระอนาคามีเสื่อมจากอนาคามิผลได้ หรือ?        
			<remark  id="s3b37c111l9" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c111l10" />           ส. พระโสดาบันละสักกายทิฏฐิขาดแล้ว ฯลฯ ละโมหะที่เป็นเหตุไปอบาย                 
			<remark  id="s3b37c111l11" />              ขาดแล้ว พระโสดาบันเสื่อมจากโสดาปัตติผลได้ หรือ?  
			<remark  id="s3b37c111l12" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c111l13" />     [๒๒๘] ส. พระอนาคามีละสักกายทิฏฐิขาดแล้ว พระอนาคามีเสื่อมจากอนาคามิผลได้             
			<remark  id="s3b37c111l14" />              หรือ?          
			<remark  id="s3b37c111l15" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c111l16" />           ส. พระสกทาคามีละสักกายทิฏฐิขาดแล้ว พระสกทาคามีเสื่อมจาก  
			<remark  id="s3b37c111l17" />              สกทาคามิผลได้ หรือ?  
			<remark  id="s3b37c111l18" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c111l19" />           ส. พระอนาคามีละสักกายทิฏฐิขาดแล้ว พระอนาคามีเสื่อมจากอนาคามิผลได้             
			<remark  id="s3b37c111l20" />              หรือ?          
			<remark  id="s3b37c111l21" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c111l22" />           ส. พระสกทาคามีละวิจิกิจฉาขาดแล้ว ฯลฯ ละสีลัพพตปรามาสขาดแล้ว ...               
			<remark  id="s3b37c111l23" />              ละกามราคะอย่างหยาบขาดแล้ว ... ละพยาบาทอย่างหยาบขาดแล้ว พระ                 
			<remark  id="s3b37c111l24" />              สกทาคามีเสื่อมจากสกทาคามิผลได้ หรือ?     
		</para>
	</section>
	<section id="s3b37c112" >
		<para id="s3b37c112p">
			<remark  id="s3b37c112l1" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c112l2" />           ส. พระอนาคามีละวิจิกิจฉาขาดแล้ว ละพยาบาทอย่างละเอียดขาดแล้ว                   
			<remark  id="s3b37c112l3" />              พระอนาคามีเสื่อมจากอนาคามิผลได้ หรือ?        
			<remark  id="s3b37c112l4" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c112l5" />           ส. พระสกทาคามีละสักกายทิฏฐิขาดแล้ว ฯลฯ ละพยาบาทอย่างหยาบขาด                   
			<remark  id="s3b37c112l6" />              แล้ว พระสกทาคามีเสื่อมจากสกทาคามิผลได้ หรือ?  
			<remark  id="s3b37c112l7" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c112l8" />     [๒๒๙] ส. พระสกทาคามีละสักกายทิฏฐิขาดแล้ว พระสกทาคามีเสื่อมจาก  
			<remark  id="s3b37c112l9" />              สกทาคามิผลได้ หรือ?  
			<remark  id="s3b37c112l10" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c112l11" />           ส. พระโสดาบันละสักกายทิฏฐิขาดแล้ว พระโสดาบันเสื่อมจากโสดา                     
			<remark  id="s3b37c112l12" />              ปัตติผลได้ หรือ?  
			<remark  id="s3b37c112l13" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c112l14" />           ส. พระสกทาคามีละสักกายทิฏฐิขาดแล้ว พระสกทาคามีเสื่อมจาก  
			<remark  id="s3b37c112l15" />              สกทาคามิผลได้ หรือ?  
			<remark  id="s3b37c112l16" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c112l17" />           ส. พระโสดาบันละวิจิกิจฉาขาดแล้ว ฯลฯ ละโมหะที่เป็นเหตุไปอบายขาด                
			<remark  id="s3b37c112l18" />              แล้ว พระโสดาบันเสื่อมจากโสดาปัตติผลได้ หรือ?  
			<remark  id="s3b37c112l19" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c112l20" />           ส. พระสกทาคามีละวิจิกิจฉาขาดแล้ว ฯลฯ ละกามราคะอย่างหยาบขาด                    
			<remark  id="s3b37c112l21" />              แล้ว ... ละพยาบาทอย่างหยาบขาดแล้ว พระสกทาคามีเสื่อมจาก                     
			<remark  id="s3b37c112l22" />              สกทาคามิผลได้ หรือ?  
			<remark  id="s3b37c112l23" />           ป. ถูกแล้ว      
		</para>
	</section>
	<section id="s3b37c113" >
		<para id="s3b37c113p">
			<remark  id="s3b37c113l1" />           ส. พระโสดาบันละสักกายทิฏฐิขาดแล้ว ฯลฯ ละโมหะที่เป็นเหตุไปอบาย                 
			<remark  id="s3b37c113l2" />              ขาดแล้ว พระโสดาบันเสื่อมจากโสดาปัตติผลได้ หรือ?  
			<remark  id="s3b37c113l3" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c113l4" />     [๒๓๐] ส. พระโสดาบันละสักกายทิฏฐิขาดแล้ว พระโสดาบันย่อมไม่เสื่อมจาก                  
			<remark  id="s3b37c113l5" />              โสดาปัตติผล หรือ?  
			<remark  id="s3b37c113l6" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c113l7" />           ส. พระอรหันต์ละราคะขาดแล้ว พระอรหันต์ย่อมไม่เสื่อมจากอรหัตผล                  
			<remark  id="s3b37c113l8" />              หรือ?          
			<remark  id="s3b37c113l9" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c113l10" />           ส. พระโสดาบันละสักกายทิฏฐิขาดแล้ว พระโสดาบันย่อมไม่เสื่อมจาก                  
			<remark  id="s3b37c113l11" />              โสดาปัตติผล หรือ?  
			<remark  id="s3b37c113l12" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c113l13" />           ส. พระอรหันต์ละโทสะขาดแล้ว ฯลฯ ละอโนตตัปปะขาดแล้ว พระอรหันต์                  
			<remark  id="s3b37c113l14" />              ย่อมไม่เสื่อมจากอรหัตผล หรือ?                
			<remark  id="s3b37c113l15" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c113l16" />           ส. พระโสดาบันละวิจิกิจฉาขาดแล้ว ฯลฯ ละโมหะที่เป็นเหตุไปอบายขาด                
			<remark  id="s3b37c113l17" />              แล้ว พระโสดาบันย่อมไม่เสื่อมจากโสดาปัตติผล หรือ?  
			<remark  id="s3b37c113l18" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c113l19" />           ส. พระอรหันต์ละราคะขาดแล้ว ฯลฯ ละอโนตตัปปะขาดแล้ว พระอรหันต์                  
			<remark  id="s3b37c113l20" />              ย่อมไม่เสื่อมจากอรหัตผล หรือ?                
			<remark  id="s3b37c113l21" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c113l22" />     [๒๓๑] ส. พระสกทาคามีละสักกายทิฏฐิขาดแล้ว พระสกทาคามีย่อมไม่เสื่อมจาก                
			<remark  id="s3b37c113l23" />              สกทาคามิผล หรือ?  
		</para>
	</section>
	<section id="s3b37c114" >
		<para id="s3b37c114p">
			<remark  id="s3b37c114l1" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c114l2" />           ส. พระอรหันต์ละราคะขาดแล้ว ฯลฯ ละอโนตตัปปะขาดแล้ว พระอรหันต์                  
			<remark  id="s3b37c114l3" />              ย่อมไม่เสื่อมจากอรหัตผล หรือ?                
			<remark  id="s3b37c114l4" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c114l5" />           ส. พระสกทาคามีละวิจิกิจฉาขาดแล้ว ฯลฯ ละพยาบาทอย่างหยาบขาดแล้ว                 
			<remark  id="s3b37c114l6" />              พระสกทาคามีย่อมไม่เสื่อมจากสกทาคามิผล หรือ?  
			<remark  id="s3b37c114l7" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c114l8" />           ส. พระอรหันต์ละราคะขาดแล้ว ฯลฯ ละอโนตตัปปะขาดแล้ว พระอรหันต์                  
			<remark  id="s3b37c114l9" />              ย่อมไม่เสื่อมจากอรหัตผล หรือ?                
			<remark  id="s3b37c114l10" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c114l11" />     [๒๓๒] ส. พระอนาคามีละสักกายทิฏฐิขาดแล้ว พระอนาคามีย่อมไม่เสื่อมจาก                  
			<remark  id="s3b37c114l12" />              อนาคามิผล หรือ?  
			<remark  id="s3b37c114l13" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c114l14" />           ส. พระอรหันต์ละราคะขาดแล้ว ฯลฯ ละอโนตตัปปะขาดแล้ว พระอรหันต์                  
			<remark  id="s3b37c114l15" />              ย่อมไม่เสื่อมจากอรหัตผล หรือ?                
			<remark  id="s3b37c114l16" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c114l17" />           ส. พระอนาคามีละวิจิกิจฉาขาดแล้ว ฯลฯ ละพยาบาทอย่างละเอียดขาดแล้ว               
			<remark  id="s3b37c114l18" />              พระอนาคามีย่อมไม่เสื่อมจากอนาคามิผล หรือ?    
			<remark  id="s3b37c114l19" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c114l20" />           ส. พระอรหันต์ละราคะขาดแล้ว ฯลฯ ละอโนตตัปปะขาดแล้ว พระอรหันต์                  
			<remark  id="s3b37c114l21" />              ย่อมไม่เสื่อมจากอรหัตผล หรือ?                
			<remark  id="s3b37c114l22" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c114l23" />     [๒๓๓] ส. พระโสดาบันละสักกายทิฏฐิขาดแล้ว พระโสดาบันย่อมไม่เสื่อมจาก                  
			<remark  id="s3b37c114l24" />           โสดาปัตติผล หรือ?  
		</para>
	</section>
	<section id="s3b37c115" >
		<para id="s3b37c115p">
			<remark  id="s3b37c115l1" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c115l2" />           ส. พระอนาคามีละสักกายทิฏฐิขาดแล้ว ฯลฯ ละพยาบาทอย่างละเอียดขาด                 
			<remark  id="s3b37c115l3" />              แล้ว พระอนาคามีย่อมไม่เสื่อมจากอนาคามิผล หรือ?  
			<remark  id="s3b37c115l4" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c115l5" />           ส. พระโสดาบันละวิจิกิจฉาขาดแล้ว ฯลฯ ละโมหะที่เป็นเหตุไปอบายขาด                
			<remark  id="s3b37c115l6" />              แล้ว พระโสดาบันย่อมไม่เสื่อมจากโสดาปัตติผล หรือ?  
			<remark  id="s3b37c115l7" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c115l8" />           ส. พระอนาคามีละสักกายทิฏฐิขาดแล้ว ฯลฯ ละพยาบาทอย่างละเอียดขาด                 
			<remark  id="s3b37c115l9" />              แล้ว พระอนาคามีย่อมไม่เสื่อมจากอนาคามิผล หรือ?  
			<remark  id="s3b37c115l10" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c115l11" />     [๒๓๔] ส. พระสกทาคามีละสักกายทิฏฐิขาดแล้ว พระสกทาคามีย่อมไม่เสื่อมจาก                
			<remark  id="s3b37c115l12" />              สกทาคามิผล หรือ?  
			<remark  id="s3b37c115l13" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c115l14" />           ส. พระอนาคามีละสักกายทิฏฐิขาดแล้ว ฯลฯ ละพยาบาทอย่างละเอียดขาด                 
			<remark  id="s3b37c115l15" />              แล้ว พระอนาคามีย่อมไม่เสื่อมจากอนาคามิผล หรือ?  
			<remark  id="s3b37c115l16" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c115l17" />           ส. พระสกทาคามีละวิจิกิจฉาขาดแล้ว ฯลฯ ละพยาบาทอย่างหยาบขาดแล้ว                 
			<remark  id="s3b37c115l18" />              พระสกทาคามีย่อมไม่เสื่อมจากสกทาคามิผล หรือ?  
			<remark  id="s3b37c115l19" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c115l20" />           ส. พระอนาคามีละสักกายทิฏฐิขาดแล้ว ฯลฯ ละพยาบาทอย่างละเอียดขาด                 
			<remark  id="s3b37c115l21" />              แล้ว พระอนาคามีย่อมไม่เสื่อมจากอนาคามิผล หรือ?  
			<remark  id="s3b37c115l22" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c115l23" />     [๒๓๕] ส. พระโสดาบันละสักกายทิฏฐิขาดแล้ว พระโสดาบันย่อมไม่เสื่อมจาก                  
			<remark  id="s3b37c115l24" />              โสดาปัตติผล หรือ?  
		</para>
	</section>
	<section id="s3b37c116" >
		<para id="s3b37c116p">
			<remark  id="s3b37c116l1" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c116l2" />           ส. พระสกทาคามีละสักกายทิฏฐิขาดแล้ว ฯลฯ ละพยาบาทอย่างหยาบขาด                   
			<remark  id="s3b37c116l3" />              แล้ว พระสกทาคามีย่อมไม่เสื่อมจากสกทาคามิผล หรือ?  
			<remark  id="s3b37c116l4" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c116l5" />           ส. พระโสดาบันละวิจิกิจฉาขาดแล้ว ฯลฯ ละโมหะที่เป็นเหตุไปอบายขาด                
			<remark  id="s3b37c116l6" />              แล้ว พระโสดาบันย่อมไม่เสื่อมจากโสดาปัตติผล หรือ?  
			<remark  id="s3b37c116l7" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c116l8" />           ส. พระสกทาคามีละสักกายทิฏฐิขาดแล้ว ฯลฯ ละพยาบาทอย่างหยาบขาด                   
			<remark  id="s3b37c116l9" />              แล้ว พระสกทาคามีย่อมไม่เสื่อมจากสกทาคามิผล หรือ?  
			<remark  id="s3b37c116l10" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c116l11" />     [๒๓๖] ส. พระอรหันต์เสื่อมจากอรหัตผลได้หรือ?           
			<remark  id="s3b37c116l12" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c116l13" />           ส. ราคะอันพระอรหัตน์ละขาดแล้ว ถอนรากขึ้นแล้ว ทำให้เป็นดุจตาลยอด               
			<remark  id="s3b37c116l14" />              ด้วน ทำให้ไม่เกิดได้ในภายหลัง ทำให้มีอันไม่เกิดขึ้นต่อไปเป็นธรรมดา         
			<remark  id="s3b37c116l15" />              แล้ว มิใช่หรือ?  
			<remark  id="s3b37c116l16" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c116l17" />           ส. หากว่า ราคะอันพระอรหันต์ละขาดแล้ว ถอนรากขึ้นแล้ว ทำให้เป็นดุจ              
			<remark  id="s3b37c116l18" />              ตาลยอดด้วน ทำให้ไม่เกิดขึ้นได้ภายหลัง ทำให้มีอันไม่เกิดขึ้นต่อไป           
			<remark  id="s3b37c116l19" />              เป็นธรรมดาแล้ว ก็ต้องไม่กล่าวว่า พระอรหันต์เสื่อมจากอรหัตผลได้             
			<remark  id="s3b37c116l20" />     [๒๓๗] ส. พระอรหันต์เสื่อมจากอรหัตผลได้หรือ?           
			<remark  id="s3b37c116l21" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c116l22" />           ส. โทสะอันพระอรหันต์ละขาดแล้ว ฯลฯ โมหะ ... มานะ ... ทิฏฐิ ... วิจิกิจฉา ...   
			<remark  id="s3b37c116l23" />              ถีนะ ... อุทธัจจะ ... อิหิริกะ ... อโนตตัปปะ อันพระอรหันต์ละขาดแล้ว        
			<remark  id="s3b37c116l24" />              ถอนรากขึ้นแล้ว ทำให้เป็นดุจตาลยอดด้วน ทำให้ไม่เกิดได้ภายหลัง               
			<remark  id="s3b37c116l25" />              ทำให้มีอันไม่เกิดต่อไปเป็นธรรมดาแล้ว มิใช่หรือ?  
		</para>
	</section>
	<section id="s3b37c117" >
		<para id="s3b37c117p">
			<remark  id="s3b37c117l1" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c117l2" />           ส. หากว่า อโนตตัปปะอันพระอรหันต์ละขาดแล้ว ถอนรากขึ้นแล้ว ทำให้                
			<remark  id="s3b37c117l3" />              เป็นดุจตาลยอดด้วน ทำให้ไม่เกิดขึ้นได้ภายหลัง ทำให้ไม่มีอันไม่ต้อง          
			<remark  id="s3b37c117l4" />              เกิดขึ้นต่อไปเป็นธรรมดาแล้ว ก็ต้องไม่กล่าวว่า พระอรหันต์เสื่อม             
			<remark  id="s3b37c117l5" />              จากอรหัตผลได้  
			<remark  id="s3b37c117l6" />     [๒๓๘] ส. พระอรหันต์เสื่อมจากอรหัตผลได้หรือ?           
			<remark  id="s3b37c117l7" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c117l8" />           ส. เพื่อละขาดซึ่งราคะ พระอรหันต์ยังมรรคให้เกิดขึ้นแล้วมิใช่หรือ?              
			<remark  id="s3b37c117l9" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c117l10" />           ส. หากว่า เพื่อละขาดซึ่งราคะ พระอรหันต์ยังมรรคให้เกิดขึ้นแล้ว ก็ต้อง          
			<remark  id="s3b37c117l11" />              ไม่กล่าวว่า พระอรหันต์เสื่อมจากอรหัตผลได้    
			<remark  id="s3b37c117l12" />     [๒๓๙] ส. พระอรหันต์เสื่อมจากอรหัตผลได้หรือ?           
			<remark  id="s3b37c117l13" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c117l14" />           ส. เพื่อละขาดซึ่งราคะ พระอรหันต์ยังสติปัฏฐานให้เกิดขึ้นแล้ว ฯลฯ ยัง           
			<remark  id="s3b37c117l15" />              สัมมัปปธานให้เกิดขึ้นแล้ว ... ยังอิทธิบาทให้เกิดขึ้นแล้ว ... ยังอินทรีย์ให้  
			<remark  id="s3b37c117l16" />              เกิดขึ้นแล้ว ... ยังพละให้เกิดขึ้นแล้ว ... ยังโพชฌงค์ให้เกิดขึ้นแล้ว มิใช่  
			<remark  id="s3b37c117l17" />              หรือ?          
			<remark  id="s3b37c117l18" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c117l19" />           ส. หากว่า เพื่อละขาดซึ่งราคะ พระอรหันต์ยังโพชฌงค์ให้เกิดแล้ว ก็ต้อง           
			<remark  id="s3b37c117l20" />              ไม่กล่าวว่า พระอรหันต์เสื่อมจากอรหัตผลได้    
			<remark  id="s3b37c117l21" />     [๒๔๐] ส. พระอรหันต์เสื่อมจากอรหัตผลได้หรือ?           
			<remark  id="s3b37c117l22" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c117l23" />           ส. เพื่อละขาดซึ่งโทสะ ฯลฯ เพื่อละขาดซึ่งอโนตตัปปะ พระอรหันต์ยังมรรค           
			<remark  id="s3b37c117l24" />              ให้เกิดขึ้นแล้ว ฯลฯ ยังโพชฌงค์ให้เกิดขึ้นแล้ว มิใช่หรือ?                   
			<remark  id="s3b37c117l25" />           ป. ถูกแล้ว   
		</para>
	</section>
	<section id="s3b37c118" >
		<para id="s3b37c118p">
			<remark  id="s3b37c118l1" />           ส. หากว่า เพื่อละขาดซึ่งอโนตตัปปะ พระอรหันต์ยังโพชฌงค์ให้เกิดขึ้น             
			<remark  id="s3b37c118l2" />              แล้ว ก็ต้องไม่กล่าวว่า พระอรหันต์เสื่อมจากอรหัตผลได้  
			<remark  id="s3b37c118l3" />     [๒๔๑] ส. พระอรหันต์เสื่อมจากอรหัตผลได้หรือ?           
			<remark  id="s3b37c118l4" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c118l5" />           ส. พระอรหันต์ เป็นผู้ปราศจาก ราคะ โทสะ โมหะแล้ว ทำกิจที่ควรทำเสร็จ            
			<remark  id="s3b37c118l6" />              แล้ว ปลงภาระแล้ว บรรลุประโยชน์ตนแล้ว มีเครื่องผูกไว้ในภพ                   
			<remark  id="s3b37c118l7" />              สิ้นไปรอบแล้ว พ้นวิเศษแล้ว เพราะรู้ชอบ มีลิ่มอันยกขึ้นแล้ว มีคู            
			<remark  id="s3b37c118l8" />              อันกลบแล้ว มีเสาระเนียดอันถอนขึ้นแล้ว เป็นผู้ไม่มีลิ่มสลัก เป็น            
			<remark  id="s3b37c118l9" />              พระอริยะ ลดธง (คือมานะ) แล้ว วางภาระแล้ว หมดเครื่องผูกพันแล้ว              
			<remark  id="s3b37c118l10" />              มีชัยชนะอย่างดีวิเศษแล้ว ท่านกำหนดรู้ทุกข์แล้ว ละสมุทัยแล้ว ทำ             
			<remark  id="s3b37c118l11" />              นิโรธให้แจ้งแล้ว ยังมรรคให้เกิดแล้ว รู้ยิ่งซึ่งธรรมที่ควรรู้ยิ่งแล้ว       
			<remark  id="s3b37c118l12" />              กำหนดรู้ธรรมสิ่งที่ควรกำหนดรู้แล้ว ละธรรมที่ควรละแล้ว บำเพ็ญ               
			<remark  id="s3b37c118l13" />              ธรรมที่ควรบำเพ็ญแล้ว ทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ควรทำให้แจ้งแล้ว มิใช่หรือ?       
			<remark  id="s3b37c118l14" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c118l15" />           ส. หากว่า พระอรหันต์เป็นผู้ปราศจาก ราคะ โทสะ โมหะแล้ว ฯลฯ ทำให้               
			<remark  id="s3b37c118l16" />              แจ้งซึ่งธรรมที่ควรทำให้แจ้งแล้ว ก็ต้องไม่กล่าวว่า พระอรหันต์เสื่อม         
			<remark  id="s3b37c118l17" />              จากอรหัตผลได้  
			<remark  id="s3b37c118l18" />     [๒๔๒] ส. พระอรหันต์เสื่อมจากอรหัตผลได้หรือ?           
			<remark  id="s3b37c118l19" />           ป. พระอรหันต์ผู้สมยวิมุต  เสื่อมจากอรหัตผลได้ พระอรหันต์ ผู้อสมย           
			<remark  id="s3b37c118l20" />              วิมุต  ย่อมไม่เสื่อมจากอรหัตผล             
			<remark  id="s3b37c118l21" />           ส. พระอรหันต์ผู้สมยวิมุต เสื่อมจากพระอรหัตผลได้หรือ?  
			<remark  id="s3b37c118l22" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c118l23" />           ส. พระอรหันต์ผู้อสมยวิมุต เสื่อมจากอรหัตผลได้หรือ?  
			<remark  id="s3b37c118l24" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c118l25" />           ส. พระอรหันต์ผู้อสมยวิมุตย่อมไม่เสื่อมจากอรหัตผล หรือ?  
		</para>
	</section>
	<section id="s3b37c119" >
		<para id="s3b37c119p">
			<remark  id="s3b37c119l1" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c119l2" />           ส. พระอรหันต์ผู้สมยวิมุตย่อมไม่เสื่อมจากอรหัตผล หรือ?  
			<remark  id="s3b37c119l3" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c119l4" />     [๒๔๓] ส. พระอรหันต์ผู้สมยวิมุตละราคะขาดแล้ว พระอรหันต์ผู้สมยวิมุตเสื่อมจาก          
			<remark  id="s3b37c119l5" />              อรหัตผลได้ หรือ?  
			<remark  id="s3b37c119l6" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c119l7" />           ส. พระอรหันต์ผู้อสมยวิมุตละราคะขาดแล้ว พระอรหันต์ผู้อสมยวิมุตเสื่อม           
			<remark  id="s3b37c119l8" />              จากอรหัตผลได้ หรือ?  
			<remark  id="s3b37c119l9" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c119l10" />           ส. พระอรหันต์ผู้สมยวิมุตละโทสะขาดแล้ว ฯลฯ ละอโนตตัปปะขาดแล้ว                  
			<remark  id="s3b37c119l11" />              พระอรหันต์สมยวิมุตเสื่อมจากอรหัตผลได้ หรือ?  
			<remark  id="s3b37c119l12" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c119l13" />           ส. พระอรหันต์ผู้อสมยวิมุตละโทสะขาดแล้ว ฯลฯ ละอโนตตัปปะขาดแล้ว                 
			<remark  id="s3b37c119l14" />              พระอรหันต์ผู้อสมยวิมุตเสื่อมจากอรหัตผลได้ หรือ?  
			<remark  id="s3b37c119l15" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c119l16" />           ส. เพื่อละขาดซึ่งราคะ พระอรหันต์ผู้สมยวิมุตยังมรรคให้เกิดแล้ว พระ            
			<remark  id="s3b37c119l17" />              อรหันต์ผู้สมยวิมุตเสื่อมจากอรหัตผลได้ หรือ?  
			<remark  id="s3b37c119l18" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c119l19" />           ส. เพื่อละขาดซึ่งราคะ พระอรหันต์ผู้อสมยวิมุตยังมรรคให้เกิดแล้ว พระ            
			<remark  id="s3b37c119l20" />              อรหันต์ผู้อสมยวิมุตเสื่อมจากอรหัตผลได้ หรือ?  
			<remark  id="s3b37c119l21" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c119l22" />           ส. เพื่อละขาดซึ่งราคะ พระอรหันต์ผู้สมยวิมุตยังสติปัฏฐานให้เกิดแล้ว ...        
			<remark  id="s3b37c119l23" />              ยังสัมมัปปธานให้เกิดแล้ว ... ยังอิทธิบาทให้เกิดแล้ว ... ยังอินทรีย์ให้เกิด  
			<remark  id="s3b37c119l24" />              แล้ว ... ยังพละให้เกิด แล้ว ... ยังโพชฌงค์ให้เกิดแล้ว พระอรหันต์ผู้        
			<remark  id="s3b37c119l25" />              สมยวิมุตเสื่อมจากอรหัตผลได้ หรือ?     
		</para>
	</section>
	<section id="s3b37c120" >
		<para id="s3b37c120p">
			<remark  id="s3b37c120l1" />           ป. ถูกแล้ว        
			<remark  id="s3b37c120l2" />           ส. เพื่อละขาดซึ่งราคะ พระอรหันต์ผู้อสมยวิมุตยังสติปัฏฐานให้เกิดแล้ว           
			<remark  id="s3b37c120l3" />              ฯลฯ ยังโพชฌงค์ให้เกิดแล้ว พระอรหันต์ผู้อสมยวิมุตเสื่อมจากอรหัตผล           
			<remark  id="s3b37c120l4" />              ได้ หรือ?      
			<remark  id="s3b37c120l5" />           ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ                     
			<remark  id="s3b37c120l6" />           ส. เพื่อละขาดซึ่งโทสะ ฯลฯ เพื่อละขาดซึ่งอโนตตัปปะ พระอรหันต์ผู้สมย            
			<remark  id="s3b37c120l7" />              วิมุต ยังมรรคให้เกิดแล้ว ฯลฯ ยังโพชฌงค์ให้เกิดแล้ว พระอรหันต์              
			<remark  id="s3b37c120l8" />              ผู้สมยวิมุตเสื่อมจากอรหัตผลได้ หรือ?         
			<remar
