<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<!DOCTYPE book PUBLIC "-//OASIS//DTD DocBook XML V5.0//EN" "http://www.oasis-open.org/docbook/xml/4.5/docbookx.dtd">
<chapter id="s3b35">
	<title>วิภังคปกรณ์</title>
	<section id="s3b35c1" >
		<para id="s3b35c1p">
			<remark  id="s3b35c1l1" />				    พระอภิธรรมปิฎก
			<remark  id="s3b35c1l2" />				      เล่ม ๒
			<remark  id="s3b35c1l3" />				     วิภังคปกรณ์
			<remark  id="s3b35c1l4" />			ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
			<remark  id="s3b35c1l5" />				    ๑. ขันธวิภังค์
			<remark  id="s3b35c1l6" />				    สุตตันตภาชนีย์
			<remark  id="s3b35c1l7" />		[๑] ขันธ์ ๕ คือ
			<remark  id="s3b35c1l8" />			     ๑. รูปขันธ์
			<remark  id="s3b35c1l9" />			   ๒. เวทนาขันธ์
			<remark  id="s3b35c1l10" />			    ๓. สัญญาขันธ์
			<remark  id="s3b35c1l11" />			   ๔. สังขารขันธ์
			<remark  id="s3b35c1l12" />			   ๕. วิญญาณขันธ์
			<remark  id="s3b35c1l13" />			      รูปขันธ์
			<remark  id="s3b35c1l14" />     [๒] ในขันธ์ ๕ นั้น รูปขันธ์ เป็นไฉน
			<remark  id="s3b35c1l15" />     รูปอย่างใดอย่างหนึ่ง คือ รูปอดีต รูปอนาคต รูปปัจจุบัน รูปภายใน 
			<remark  id="s3b35c1l16" />รูปภายนอก รูปหยาบ รูปละเอียด รูปทราม รูปประณีตรูปไกล รูปใกล้ 
			<remark  id="s3b35c1l17" />ประมวลย่อเข้าเป็นกองเดียวกัน นี้เรียกว่ารูปขันธ์
			<remark  id="s3b35c1l18" />     [๓] ในรูปขันธ์นั้น รูปอดีต เป็นไฉน
			<remark  id="s3b35c1l19" />     รูปใด ล่วงไปแล้ว ดับแล้ว ปราศไปแล้ว แปรไปแล้ว ถึงความดับแล้ว ถึงความ
			<remark  id="s3b35c1l20" />ดับสิ้นแล้ว ที่เกิดขึ้นแล้วปราศไปแล้ว ที่เป็นอดีตสงเคราะห์เข้ากับส่วนอดีต ได้แก่
			<remark  id="s3b35c1l21" />มหาภูตรูป ๔ และอุปาทายรูปที่อาศัยมหาภูตรูป ๔ นี้เรียกว่ารูปอดีต
		</para>
	</section>
	<section id="s3b35c2" >
		<para id="s3b35c2p">
			<remark  id="s3b35c2l1" />     รูปอนาคต เป็นไฉน
			<remark  id="s3b35c2l2" />     รูปใด ยังไม่เกิด ยังไม่เป็น ยังไม่เกิดพร้อม ยังไม่บังเกิด ยังไม่บังเกิดยิ่ง ยังไม่
			<remark  id="s3b35c2l3" />ปรากฏ ยังไม่เกิดขึ้น ยังไม่เกิดขึ้นพร้อม ยังไม่ตั้งขึ้น ยังไม่ตั้งขึ้นพร้อม ที่เป็นอนาคต
			<remark  id="s3b35c2l4" />สงเคราะห์เข้ากับส่วนอนาคต ได้แก่มหาภูตรูป ๔ และอุปาทายรูปที่อาศัยมหาภูตรูป ๔ นี้
			<remark  id="s3b35c2l5" />เรียกว่ารูปอนาคต
			<remark  id="s3b35c2l6" />     รูปปัจจุบัน เป็นไฉน
			<remark  id="s3b35c2l7" />     รูปใด เกิดแล้ว เป็นแล้ว เกิดพร้อมแล้ว บังเกิดแล้ว บังเกิดยิ่งแล้วปรากฏแล้ว 
			<remark  id="s3b35c2l8" />เกิดขึ้นแล้ว เกิดขึ้นพร้อมแล้ว ตั้งขึ้นแล้ว ตั้งขึ้นพร้อมแล้ว ที่เป็นปัจจุบันสงเคราะห์เข้ากับส่วน
			<remark  id="s3b35c2l9" />ปัจจุบัน ได้แก่มหาภูตรูป ๔ และอุปาทายรูปที่อาศัยมหาภูตรูป ๔ นี้เรียกว่ารูปปัจจุบัน
			<remark  id="s3b35c2l10" />     [๔] รูปภายใน เป็นไฉน
			<remark  id="s3b35c2l11" />     รูปใด ของสัตว์นั้นๆ เอง ซึ่งมีในตน เฉพาะตน เกิดในตน เฉพาะบุคคล 
			<remark  id="s3b35c2l12" />อันกรรมที่สัมปยุตด้วยตัณหาทิฐิยึดครอง ได้แก่มหาภูตรูป ๔ และอุปาทายรูปที่อาศัยมหา
			<remark  id="s3b35c2l13" />ภูตรูป ๔ นี้เรียกว่ารูปภายใน
			<remark  id="s3b35c2l14" />     รูปภายนอก เป็นไฉน
			<remark  id="s3b35c2l15" />     รูปใด ของสัตว์อื่นของบุคคลอื่นนั้นๆ ซึ่งมีในตน เฉพาะตน เกิดในตนเฉพาะบุคคล 
			<remark  id="s3b35c2l16" />อันกรรมที่สัมปยุตด้วยตัณหาทิฐิยึดครอง ได้แก่มหาภูตรูป ๔ และอุปาทายรูปที่อาศัยมหา
			<remark  id="s3b35c2l17" />ภูตรูป ๔ นี้เรียกว่ารูปภายนอก
			<remark  id="s3b35c2l18" />     [๕] รูปหยาบ เป็นไฉน
			<remark  id="s3b35c2l19" />     จักขายตนะ โสตายตนะ ฆานายตนะ ชิวหายตนะ กายายตนะ รูปายตนะ
			<remark  id="s3b35c2l20" />สัททายตนะ คันธายตนะ รสายตนะ โผฏฐัพพายตนะ นี้เรียกว่ารูปหยาบ
			<remark  id="s3b35c2l21" />     รูปละเอียด เป็นไฉน
			<remark  id="s3b35c2l22" />     อิตถินทรีย์ ปุริสินทรีย์ ชีวิตินทรีย์ กายวิญญัติ วจีวิญญัติ อากาสธาตุรูปลหุตา 
			<remark  id="s3b35c2l23" />รูปมุทุตา รูปกัมมัญญตา รูปอุปจยะ รูปสันตติ รูปชรตา รูปอนิจจตากวฬิงการาหาร นี้เรียกว่า
			<remark  id="s3b35c2l24" />รูปละเอียด
			<remark  id="s3b35c2l25" />     [๖] รูปทราม เป็นไฉน
			<remark  id="s3b35c2l26" />     รูปใด ของสัตว์นั้นๆ ที่น่าดูหมิ่น น่าเหยียดหยาม น่าเกลียด น่าตำหนิ ไม่น่า
			<remark  id="s3b35c2l27" />ยกย่อง ทราม รู้กันว่าทราม สมมติกันว่าทราม ไม่น่าปรารถนาไม่น่ารัก ไม่น่าชอบใจ 
			<remark  id="s3b35c2l28" />ได้แก่ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ นี้เรียกว่ารูปทราม
		</para>
	</section>
	<section id="s3b35c3" >
		<para id="s3b35c3p">
			<remark  id="s3b35c3l1" />     รูปประณีต เป็นไฉน
			<remark  id="s3b35c3l2" />     รูปใด ของสัตว์นั้นๆ ที่ไม่น่าดูหมิ่น ไม่น่าเหยียดหยาม ไม่น่าเกลียดไม่น่าตำหนิ 
			<remark  id="s3b35c3l3" />น่ายกย่อง ประณีต รู้กันว่าประณีต สมมติกันว่าประณีต น่าปรารถนา น่ารัก น่าชอบใจ 
			<remark  id="s3b35c3l4" />ได้แก่ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ นี้เรียกว่ารูปประณีต
			<remark  id="s3b35c3l5" />     หรือพึงทราบรูปทรามรูปประณีต โดยอาศัยเทียบเคียงรูปนั้นๆ เป็นชั้นๆไป
			<remark  id="s3b35c3l6" />     [๗] รูปไกล เป็นไฉน
			<remark  id="s3b35c3l7" />     อิตถินทรีย์ ฯลฯ กวฬิงการาหาร หรือรูปแม้อื่นใดมีอยู่ในที่ไม่ใกล้ ในที่ไม่ใกล้ชิด 
			<remark  id="s3b35c3l8" />ในที่ไกล ในที่ไม่ใช่ใกล้ นี้เรียกว่ารูปไกล
			<remark  id="s3b35c3l9" />     รูปใกล้ เป็นไฉน
			<remark  id="s3b35c3l10" />     จักขายตนะ ฯลฯ โผฏฐัพพายตนะ หรือรูปแม้อื่นใดมีอยู่ในที่ใกล้เคียงในที่
			<remark  id="s3b35c3l11" />ใกล้ชิด ในที่ไม่ไกล ในที่ใกล้ นี้เรียกว่ารูปใกล้
			<remark  id="s3b35c3l12" />     หรือพึงทราบรูปไกลรูปใกล้ โดยอาศัยเทียบเคียงรูปนั้นๆ เป็นชั้นๆ ไป
			<remark  id="s3b35c3l13" />                          เวทนาขันธ์
			<remark  id="s3b35c3l14" />     [๘] เวทนาขันธ์ เป็นไฉน
			<remark  id="s3b35c3l15" />     เวทนาอย่างใดอย่างหนึ่ง คือ เวทนาอดีต เวทนาอนาคต เวทนาปัจจุบัน 
			<remark  id="s3b35c3l16" />เวทนาภายใน เวทนาภายนอก เวทนาหยาบ เวทนาละเอียด เวทนาทราม เวทนา
			<remark  id="s3b35c3l17" />ประณีต เวทนาไกล เวทนาใกล้ประมวลย่อเข้าเป็นกองเดียวกัน นี้เรียกว่าเวทนาขันธ์
			<remark  id="s3b35c3l18" />     [๙] ในเวทนาขันธ์นั้น เวทนาอดีต เป็นไฉน
			<remark  id="s3b35c3l19" />     เวทนาใด ล่วงไปแล้ว ดับแล้ว ปราศไปแล้ว แปรไปแล้ว ถึงความดับแล้ว 
			<remark  id="s3b35c3l20" />ถึงความสิ้นแล้ว ที่เกิดขึ้นแล้วปราศไปแล้ว ที่เป็นอดีตสงเคราะห์เข้ากับส่วนอดีต ได้แก่สุขเวทนา 
			<remark  id="s3b35c3l21" />ทุกขเวทนา อทุกขมสุขเวทนา นี้เรียกว่าเวทนาอดีต
			<remark  id="s3b35c3l22" />     เวทนาอนาคต เป็นไฉน
			<remark  id="s3b35c3l23" />     เวทนาใด ยังไม่เกิด ยังไม่เป็น ยังไม่เกิดพร้อม ยังไม่บังเกิด ยังไม่บังเกิดยิ่ง 
			<remark  id="s3b35c3l24" />ยังไม่ปรากฏ ยังไม่เกิดขึ้น ยังไม่เกิดขึ้นพร้อม ยังไม่ตั้งขึ้น ยังไม่ตั้งขึ้นพร้อม ที่เป็น
		</para>
	</section>
	<section id="s3b35c4" >
		<para id="s3b35c4p">
			<remark  id="s3b35c4l1" />อนาคตสงเคราะห์เข้ากับส่วนอนาคต ได้แก่ สุขเวทนาทุกขเวทนา อทุกขมสุขเวทนา นี้เรียกว่า 
			<remark  id="s3b35c4l2" />เวทนาอนาคต
			<remark  id="s3b35c4l3" />     เวทนาปัจจุบัน เป็นไฉน
			<remark  id="s3b35c4l4" />     เวทนาใด เกิดแล้ว เป็นแล้ว เกิดพร้อมแล้ว บังเกิดแล้ว บังเกิดยิ่งแล้ว ปรากฏแล้ว 
			<remark  id="s3b35c4l5" />เกิดขึ้นแล้ว เกิดขึ้นพร้อมแล้ว ตั้งขึ้นแล้ว ตั้งขึ้นพร้อมแล้วที่เป็นปัจจุบันสงเคราะห์เข้ากับ
			<remark  id="s3b35c4l6" />ส่วนปัจจุบัน ได้แก่ สุขเวทนา ทุกขเวทนาอทุกขมสุขเวทนา นี้เรียกว่าเวทนาปัจจุบัน
			<remark  id="s3b35c4l7" />     [๑๐] เวทนาภายใน เป็นไฉน
			<remark  id="s3b35c4l8" />     เวทนาใด ของสัตว์นั้นๆ เองซึ่งมีในตน เฉพาะตน เกิดในตน เฉพาะบุคคล อันกรรมที่
			<remark  id="s3b35c4l9" />สัมปยุตด้วยตัณหาทิฐิยึดครอง ได้แก่ สุขเวทนา ทุกขเวทนาอทุกขมสุขเวทนา นี้เรียกว่า
			<remark  id="s3b35c4l10" />เวทนาภายใน
			<remark  id="s3b35c4l11" />     เวทนาภายนอก เป็นไฉน
			<remark  id="s3b35c4l12" />     เวทนาใด ของสัตว์อื่นของบุคคลอื่นนั้นๆ ซึ่งมีในตน เฉพาะตน เกิดในตน 
			<remark  id="s3b35c4l13" />มีเฉพาะบุคคล อันกรรมที่สัมปยุตด้วยตัณหาทิฐิยึดครอง ได้แก่สุขเวทนา ทุกขเวทนา อทุกขมสุข
			<remark  id="s3b35c4l14" />เวทนา นี้เรียกว่าเวทนาภายนอก
			<remark  id="s3b35c4l15" />     [๑๑] เวทนาหยาบ เวทนาละเอียด เป็นไฉน
			<remark  id="s3b35c4l16" />     อกุศลเวทนาเป็นเวทนาหยาบ กุศลเวทนาและอัพยากตเวทนาเป็นเวทนาละเอียด กุศล
			<remark  id="s3b35c4l17" />เวทนาและอกุศลเวทนาเป็นเวทนาหยาบ อัพยากตเวทนาเป็นเวทนาละเอียด ทุกขเวทนาเป็น
			<remark  id="s3b35c4l18" />เวทนาหยาบ สุขเวทนาและอทุกขมสุขเวทนาเป็นเวทนาละเอียด สุขเวทนาและทุกขเวทนา
			<remark  id="s3b35c4l19" />เป็นเวทนาหยาบ อทุกขมสุขเวทนาเป็นเวทนาละเอียด เวทนาของผู้ไม่เข้าสมาบัติเป็นเวทนาหยาบ
			<remark  id="s3b35c4l20" />เวทนาของผู้เข้าสมาบัติเป็นเวทนาละเอียด เวทนาที่เป็นอารมณ์ของอาสวะเป็นเวทนาหยาบ 
			<remark  id="s3b35c4l21" />เวทนาที่ไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะเป็นเวทนาละเอียด
			<remark  id="s3b35c4l22" />     หรือพึงทราบเวทนาหยาบเวทนาละเอียด โดยอาศัยเทียบเคียงเวทนานั้นๆเป็น
			<remark  id="s3b35c4l23" />ชั้นๆ ไป
			<remark  id="s3b35c4l24" />     [๑๒] เวทนาทราม เวทนาประณีต เป็นไฉน
			<remark  id="s3b35c4l25" />     อกุศลเวทนาเป็นเวทนาทราม กุศลเวทนาและอัพยากตเวทนาเป็นเวทนาประณีต 
			<remark  id="s3b35c4l26" />กุศลเวทนาและอกุศลเวทนาเป็นเวทนาทราม อัพยากตเวทนาเป็นเวทนาประณีต ทุกขเวทนาเป็น
			<remark  id="s3b35c4l27" />เวทนาทราม สุขเวทนาและอทุกขมสุขเวทนาเป็นเวทนาประณีต สุขเวทนาและทุกขเวทนาเป็น
		</para>
	</section>
	<section id="s3b35c5" >
		<para id="s3b35c5p">
			<remark  id="s3b35c5l1" />เวทนาทราม อทุกขมสุขเวทนาเป็นเวทนาประณีต เวทนาของผู้ไม่เข้าสมาบัติเป็นเวทนาทราม 
			<remark  id="s3b35c5l2" />เวทนาของผู้เข้าสมาบัติเป็นเวทนาประณีต เวทนาที่เป็นอารมณ์ของอาสวะเป็นเวทนาทราม 
			<remark  id="s3b35c5l3" />เวทนาที่ไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะเป็นเวทนาประณีต
			<remark  id="s3b35c5l4" />     หรือพึงทราบเวทนาทรามเวทนาประณีต โดยอาศัยเทียบเคียงเวทนานั้นๆเป็น
			<remark  id="s3b35c5l5" />ชั้นๆ ไป
			<remark  id="s3b35c5l6" />     [๑๓] เวทนาไกล เป็นไฉน
			<remark  id="s3b35c5l7" />     อกุศลเวทนาไกลจากกุศลเวทนาและอัพยากตเวทนา กุศลเวทนาและ
			<remark  id="s3b35c5l8" />อัพยากตเวทนาเป็นเวทนาไกลจากอกุศลเวทนา กุศลเวทนาเป็นเวทนาไกลจากอกุศลเวทนาและ
			<remark  id="s3b35c5l9" />อัพยากตเวทนา อกุศลเวทนาและอัพยากตเวทนาเป็นเวทนาไกลจากกุศลเวทนา อัพยากต
			<remark  id="s3b35c5l10" />เวทนาเป็นเวทนาไกลจากกุศลเวทนาและอกุศลเวทนากุศลเวทนาและอกุศลเวทนาเป็นเวทนา
			<remark  id="s3b35c5l11" />ไกลจากอัพยากตเวทนา ทุกขเวทนาเป็นเวทนาไกลจากสุขเวทนาและอทุกขมสุขเวทนา สุขเวทนา
			<remark  id="s3b35c5l12" />และอทุกขมสุขเวทนาเป็นเวทนาไกลจากทุกขเวทนา สุขเวทนาเป็นเวทนาไกลจากทุกขเวทนา
			<remark  id="s3b35c5l13" />และอทุกขมสุขเวทนา ทุกขเวทนาและอทุกขมสุขเวทนาเป็นเวทนาไกลจากสุขเวทนา อทุกขม
			<remark  id="s3b35c5l14" />สุขเวทนาเป็นเวทนาไกลจากสุขเวทนาและทุกขเวทนา สุขเวทนาและทุกขเวทนาเป็น
			<remark  id="s3b35c5l15" />เวทนาไกลจากอทุกขมสุขเวทนา เวทนาของผู้ไม่เข้าสมาบัติเป็นเวทนาไกลจากเวทนาของผู้เข้า
			<remark  id="s3b35c5l16" />สมาบัติ เวทนาของผู้เข้าสมาบัติเป็นเวทนาไกลจากเวทนาของผู้ไม่เข้าสมาบัติ เวทนาที่เป็น
			<remark  id="s3b35c5l17" />อารมณ์ของอาสวะเป็นเวทนาไกลจากเวทนาที่ไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะ เวทนาที่ไม่เป็นอารมณ์
			<remark  id="s3b35c5l18" />ของอาสวะเป็นเวทนาไกลจากเวทนาที่เป็นอารมณ์ของอาสวะ นี้เรียกว่าเวทนาไกล
			<remark  id="s3b35c5l19" />     เวทนาใกล้ เป็นไฉน
			<remark  id="s3b35c5l20" />     อกุศลเวทนาเป็นเวทนาใกล้กับอกุศลเวทนา กุศลเวทนาเป็นเวทนาใกล้กับกุศลเวทนา 
			<remark  id="s3b35c5l21" />อัพยากตเวทนาเป็นเวทนาใกล้กับอัพยากตเวทนา ทุกขเวทนาเป็นเวทนาใกล้กับทุกขเวทนา 
			<remark  id="s3b35c5l22" />สุขเวทนาเป็นเวทนาใกล้กับสุขเวทนา อทุกขมสุขเวทนาเป็นเวทนาใกล้กับอทุกขมสุขเวทนา 
			<remark  id="s3b35c5l23" />เวทนาของผู้ไม่เข้าสมาบัติเป็นเวทนาใกล้กับเวทนาของผู้ไม่เข้าสมาบัติ เวทนาของผู้เข้าสมาบัติ
			<remark  id="s3b35c5l24" />เป็นเวทนาใกล้กับเวทนาของผู้เข้าสมาบัติ เวทนาที่เป็นอารมณ์ของอาสวะเป็นเวทนาใกล้กับ
			<remark  id="s3b35c5l25" />เวทนาที่เป็นอารมณ์ของอาสวะ เวทนาที่ไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะเป็นเวทนาใกล้กับเวทนาที่ไม่
			<remark  id="s3b35c5l26" />เป็นอารมณ์ของอาสวะ นี้เรียกว่าเวทนาใกล้
		</para>
	</section>
	<section id="s3b35c6" >
		<para id="s3b35c6p">
			<remark  id="s3b35c6l1" />	หรือพึงทราบเวทนาไกลเวทนาใกล้ โดยอาศัยเทียบเคียงเวทนานั้นๆ เป็น
			<remark  id="s3b35c6l2" />ชั้นๆ ไป
			<remark  id="s3b35c6l3" />                          สัญญาขันธ์
			<remark  id="s3b35c6l4" />     [๑๔] สัญญาขันธ์ เป็นไฉน
			<remark  id="s3b35c6l5" />     สัญญาอย่างใดอย่างหนึ่ง คือ สัญญาอดีต สัญญาอนาคตสัญญาปัจจุบัน 
			<remark  id="s3b35c6l6" />สัญญาภายใน สัญญาภายนอก สัญญาหยาบสัญญาละเอียด สัญญาทราม 
			<remark  id="s3b35c6l7" />สัญญาประณีต สัญญาไกลสัญญาใกล้ ประมวลย่อเข้าเป็นกองเดียวกัน นี้เรียกว่า
			<remark  id="s3b35c6l8" />สัญญาขันธ์
			<remark  id="s3b35c6l9" />     [๑๕] ในสัญญาขันธ์ นั้น สัญญาอดีต เป็นไฉน
			<remark  id="s3b35c6l10" />     สัญญาใด ล่วงไปแล้ว ดับแล้ว ปราศไปแล้ว แปรไปแล้ว ถึงความดับแล้ว ถึงความ
			<remark  id="s3b35c6l11" />สิ้นแล้ว ที่เกิดขึ้นแล้วปราศไปแล้ว ที่เป็นอดีตสงเคราะห์เข้ากับส่วนอดีต ได้แก่จักขุสัมผัสสชา
			<remark  id="s3b35c6l12" />สัญญา โสตสัมผัสสชาสัญญา ฆานสัมผัสสชาสัญญา ชิวหาสัมผัสสชาสัญญา กายสัมผัส
			<remark  id="s3b35c6l13" />สชาสัญญา มโนสัมผัสสชาสัญญานี้เรียกว่าสัญญาอดีต
			<remark  id="s3b35c6l14" />     สัญญาอนาคต เป็นไฉน
			<remark  id="s3b35c6l15" />     สัญญาใด ยังไม่เกิด ยังไม่เป็น ยังไม่เกิดพร้อม ยังไม่บังเกิดยังไม่บังเกิด
			<remark  id="s3b35c6l16" />ยิ่ง ยังไม่ปรากฏ ยังไม่เกิดขึ้น ยังไม่เกิดขึ้นพร้อม ยังไม่ตั้งขึ้นยังไม่ตั้งขึ้นพร้อม 
			<remark  id="s3b35c6l17" />ที่เป็นอนาคตสงเคราะห์เข้ากับส่วนอนาคต ได้แก่ จักขุสัมผัสสชาสัญญา ฯลฯ มโนสัมผัสสชา
			<remark  id="s3b35c6l18" />สัญญา นี้เรียกว่าสัญญาอนาคต
			<remark  id="s3b35c6l19" />     สัญญาปัจจุบัน เป็นไฉน
			<remark  id="s3b35c6l20" />     สัญญาใด เกิดแล้ว เป็นแล้ว เกิดพร้อมแล้ว บังเกิดแล้ว บังเกิดยิ่งแล้ว
			<remark  id="s3b35c6l21" />ปรากฏแล้ว เกิดขึ้นแล้ว เกิดขึ้นพร้อมแล้ว ตั้งขึ้นแล้ว ตั้งขึ้นพร้อมแล้วที่เป็น
			<remark  id="s3b35c6l22" />ปัจจุบันสงเคราะห์เข้ากับส่วนปัจจุบัน ได้แก่ จักขุสัมผัสสชาสัญญา ฯลฯมโนสัมผัสสชา
			<remark  id="s3b35c6l23" />สัญญา นี้เรียกว่าสัญญาปัจจุบัน
			<remark  id="s3b35c6l24" />     [๑๖] สัญญาภายใน เป็นไฉน
		</para>
	</section>
	<section id="s3b35c7" >
		<para id="s3b35c7p">
			<remark  id="s3b35c7l1" />	สัญญาใด ของสัตว์นั้นๆ เอง ซึ่งมีในตน เฉพาะตน เกิดในตนเฉพาะ
			<remark  id="s3b35c7l2" />บุคคล อันกรรมที่สัมปยุตด้วยตัณหาทิฐิยึดครอง ได้แก่จักขุสัมผัสสชาสัญญา ฯลฯ 
			<remark  id="s3b35c7l3" />มโนสัมผัสสชาสัญญา นี้เรียกว่าสัญญาภายใน
			<remark  id="s3b35c7l4" />     สัญญาภายนอก เป็นไฉน
			<remark  id="s3b35c7l5" />     สัญญาใด ของสัตว์อื่นของบุคคลอื่นนั้นๆ ซึ่งมีในตน เฉพาะตน เกิดในตน
			<remark  id="s3b35c7l6" />เฉพาะบุคคล อันกรรมที่สัมปยุตด้วยตัณหาทิฐิยึดครอง ได้แก่จักขุสัมผัสสชาสัญญา ฯลฯ 
			<remark  id="s3b35c7l7" />มโนสัมผัสสชาสัญญา นี้เรียกว่าสัญญาภายนอก
			<remark  id="s3b35c7l8" />     [๑๗] สัญญาหยาบ สัญญาละเอียด เป็นไฉน
			<remark  id="s3b35c7l9" />     สัญญาอันเกิดแต่ปฏิฆสัมผัส (คือสัญญาเกิดแต่ปัญจทวาร) เป็นสัญญาหยาบ 
			<remark  id="s3b35c7l10" />สัญญาอันเกิดแต่อธิวจนสัมผัส (คือสัญญาเกิดแต่มโนทวาร) เป็นสัญญาละเอียด อกุศลสัญญา
			<remark  id="s3b35c7l11" />เป็นสัญญาหยาบ กุศลสัญญาและอัพยากตสัญญาเป็นสัญญาละเอียด กุศลสัญญาและอกุศล
			<remark  id="s3b35c7l12" />สัญญาเป็นสัญญาหยาบ อัพยากตสัญญาเป็นสัญญาละเอียด สัญญาที่สัมปยุตด้วยทุกขเวทนา
			<remark  id="s3b35c7l13" />เป็นสัญญาหยาบ สัญญาที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนาและอทุกขมสุขเวทนาเป็นสัญญาละเอียด 
			<remark  id="s3b35c7l14" />สัญญาที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนาและทุกขเวทนาเป็นสัญญาหยาบ สัญญาที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุข
			<remark  id="s3b35c7l15" />เวทนาเป็นสัญญาละเอียด สัญญาของผู้ไม่เข้าสมาบัติเป็นสัญญาหยาบ สัญญาของผู้เข้าสมาบัติ
			<remark  id="s3b35c7l16" />เป็นสัญญาละเอียด สัญญาที่เป็นอารมณ์ของอาสวะเป็นสัญญาหยาบ สัญญาที่ไม่เป็นอารมณ์
			<remark  id="s3b35c7l17" />ของอาสวะเป็นสัญญาละเอียด
			<remark  id="s3b35c7l18" />     หรือพึงทราบสัญญาหยาบสัญญาละเอียด โดยอาศัยเทียบเคียงสัญญานั้นๆ เป็น
			<remark  id="s3b35c7l19" />ชั้นๆ ไป
			<remark  id="s3b35c7l20" />     [๑๘] สัญญาทราม สัญญาประณีต เป็นไฉน
			<remark  id="s3b35c7l21" />     อกุศลสัญญาเป็นสัญญาทราม กุศลสัญญาและอัพยากตสัญญาเป็นสัญญาประณีต 
			<remark  id="s3b35c7l22" />กุศลสัญญาและอกุศลสัญญาเป็นสัญญาทราม อัพยากตสัญญาเป็นสัญญาประณีต สัญญาที่
			<remark  id="s3b35c7l23" />สัมปยุตด้วยทุกขเวทนา เป็นสัญญาทราม สัญญาที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนาและอทุกขมสุขเวทนา
			<remark  id="s3b35c7l24" />เป็นสัญญาประณีต สัญญาที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนาและทุกขเวทนาเป็นสัญญาทราม สัญญา
			<remark  id="s3b35c7l25" />ที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนาเป็นสัญญาประณีต สัญญาของผู้ไม่เข้าสมาบัติเป็นสัญญาทราม 
			<remark  id="s3b35c7l26" />สัญญาของผู้เข้าสมาบัติเป็นสัญญาประณีต สัญญาที่เป็นอารมณ์ของอาสวะเป็นสัญญาทราม
			<remark  id="s3b35c7l27" />สัญญาที่ไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะเป็นสัญญาประณีต
		</para>
	</section>
	<section id="s3b35c8" >
		<para id="s3b35c8p">
			<remark  id="s3b35c8l1" />     หรือพึงทราบสัญญาทรามสัญญาประณีต โดยอาศัยเทียบเคียงสัญญานั้นๆเป็นชั้นๆ ไป
			<remark  id="s3b35c8l2" />     [๑๙] สัญญาไกล เป็นไฉน
			<remark  id="s3b35c8l3" />     อกุศลสัญญาเป็นสัญญาไกลจากกุศลสัญญาและอัพยากตสัญญา กุศลสัญญาและ
			<remark  id="s3b35c8l4" />อัพยากตสัญญาเป็นสัญญาไกลจากอกุศลสัญญา กุศลสัญญาเป็นสัญญาไกลจากอกุศลสัญญาและ
			<remark  id="s3b35c8l5" />อัพยากตสัญญา อกุศลสัญญาและอัพยากตสัญญาเป็นสัญญาไกลจากกุศลสัญญา อัพยากตสัญญา
			<remark  id="s3b35c8l6" />เป็นสัญญาไกลจากกุศลสัญญาและอกุศลสัญญา กุศลสัญญาและอกุศลสัญญาเป็นสัญญาไกล
			<remark  id="s3b35c8l7" />จากอัพยากตสัญญาสัญญาที่สัมปยุตด้วยทุกขเวทนาเป็นสัญญาไกลจากสัญญาที่สัมปยุตด้วย
			<remark  id="s3b35c8l8" />สุขเวทนาและอทุกขมสุขเวทนา สัญญาที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนาและอทุกขมสุขเวทนาเป็น
			<remark  id="s3b35c8l9" />สัญญาไกลจากสัญญาที่สัมปยุตด้วยทุกขเวทนา สัญญาที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนาเป็นสัญญา
			<remark  id="s3b35c8l10" />ไกลจากสัญญาที่สัมปยุตด้วยทุกขเวทนาและอทุกขมสุขเวทนา สัญญาที่สัมปยุตด้วยทุกขเวทนา
			<remark  id="s3b35c8l11" />และอทุกขมสุขเวทนา เป็นสัญญาไกลจากสัญญาที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา สัญญาที่สัมปยุตด้วย
			<remark  id="s3b35c8l12" />อทุกขมสุขเวทนาเป็นสัญญาไกลจากสัญญาที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนาและทุกขเวทนา สัญญา
			<remark  id="s3b35c8l13" />ที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนาและทุกขเวทนาเป็นสัญญาไกลจากสัญญาที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา 
			<remark  id="s3b35c8l14" />สัญญาของผู้ไม่เข้าสมาบัติเป็นสัญญาไกลจากสัญญาของผู้เข้าสมาบัติ สัญญาของผู้เข้าสมาบัติ
			<remark  id="s3b35c8l15" />เป็นสัญญาไกลจากสัญญาของผู้ไม่เข้าสมาบัติ สัญญาที่เป็นอารมณ์ของอาสวะเป็นสัญญาไกลจาก
			<remark  id="s3b35c8l16" />สัญญาที่ไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะ สัญญาที่ไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะเป็นสัญญาไกลจากสัญญาที่
			<remark  id="s3b35c8l17" />เป็นอารมณ์ของอาสวะ นี้เรียกว่าสัญญาไกล
			<remark  id="s3b35c8l18" />     สัญญาใกล้ เป็นไฉน
			<remark  id="s3b35c8l19" />     อกุศลสัญญาเป็นสัญญาใกล้กับอกุศลสัญญา กุศลสัญญาเป็นสัญญาใกล้กับกุศลสัญญา 
			<remark  id="s3b35c8l20" />อัพยากตสัญญาเป็นสัญญาใกล้กับอัพยากตสัญญา สัญญาที่สัมปยุตด้วยทุกขเวทนาเป็นสัญญา
			<remark  id="s3b35c8l21" />ใกล้กับสัญญาที่สัมปยุตด้วยทุกขเวทนา สัญญาที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนาเป็นสัญญาใกล้กับสัญญาที่
			<remark  id="s3b35c8l22" />สัมปยุตด้วยสุขเวทนา สัญญาที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนาเป็นสัญญาใกล้กับสัญญาที่สัมปยุต
			<remark  id="s3b35c8l23" />ด้วยอทุกขมสุขเวทนา สัญญาของผู้ไม่เข้าสมาบัติเป็นสัญญาใกล้กับสัญญาของผู้ไม่เข้าสมาบัติ
			<remark  id="s3b35c8l24" />สัญญาของผู้เข้าสมาบัติเป็นสัญญาใกล้กับสัญญาของผู้เข้าสมาบัติ สัญญาที่เป็นอารมณ์ของ
			<remark  id="s3b35c8l25" />อาสวะเป็นสัญญาใกล้กับสัญญาที่เป็นอารมณ์ของอาสวะ สัญญาที่ไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะเป็น
			<remark  id="s3b35c8l26" />สัญญาใกล้กับสัญญาที่ไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะ นี้เรียกว่าสัญญาใกล้
			<remark  id="s3b35c8l27" />     หรือพึงทราบสัญญาไกลสัญญาใกล้ โดยอาศัยเทียบเคียงสัญญานั้นๆเป็นชั้นๆ ไป
		</para>
	</section>
	<section id="s3b35c9" >
		<para id="s3b35c9p">
			<remark  id="s3b35c9l1" />                          สังขารขันธ์
			<remark  id="s3b35c9l2" />     [๒๐] สังขารขันธ์ เป็นไฉน
			<remark  id="s3b35c9l3" />    	สังขารเหล่าใดเหล่าหนึ่ง คือ สังขารอดีต สังขารอนาคต สังขารปัจจุบัน สังขาร
			<remark  id="s3b35c9l4" />ภายใน สังขารภายนอก สังขารหยาบ สังขารละเอียดสังขารทราม สังขารประณีต
			<remark  id="s3b35c9l5" />สังขารไกล สังขารใกล้ ประมวลย่อเข้าเป็นกองเดียวกัน นี้เรียกว่าสังขารขันธ์
			<remark  id="s3b35c9l6" />     [๒๑] ในสังขารขันธ์นั้น สังขารอดีต เป็นไฉน
			<remark  id="s3b35c9l7" />     สังขารเหล่าใด ล่วงไปแล้ว ดับแล้ว ปราศไปแล้ว แปรไปแล้ว ถึงความดับแล้ว 
			<remark  id="s3b35c9l8" />ถึงความสิ้นแล้ว ที่เกิดขึ้นแล้วปราศไปแล้ว ที่เป็นอดีตสงเคราะห์เข้ากับส่วนอดีต ได้แก่ 
			<remark  id="s3b35c9l9" />จักขุสัมผัสสชาเจตนา โสตสัมผัสสชาเจตนา ฆานสัมผัสสชาเจตนา ชิวหาสัมผัสสชาเจตนา 
			<remark  id="s3b35c9l10" />กายสัมผัสสชาเจตนา มโนสัมผัสสชาเจตนา นี้เรียกว่าสังขารอดีต
			<remark  id="s3b35c9l11" />     สังขารอนาคต เป็นไฉน
			<remark  id="s3b35c9l12" />     สังขารเหล่าใด ยังไม่เกิด ยังไม่เป็น ยังไม่พร้อม ยังไม่บังเกิด ยังไม่บังเกิดยิ่ง 
			<remark  id="s3b35c9l13" />ยังไม่ปรากฏ ยังไม่เกิดขึ้น ยังไม่เกิดขึ้นพร้อม ยังไม่ตั้งขึ้น ยังไม่ตั้งขึ้นพร้อม ที่เป็นอนาคต
			<remark  id="s3b35c9l14" />สงเคราะห์เข้ากับส่วนอนาคต ได้แก่ จักขุสัมผัสสชาเจตนาฯลฯ มโนสัมผัสสชาเจตนา นี้
			<remark  id="s3b35c9l15" />เรียกว่าสังขารอนาคต
			<remark  id="s3b35c9l16" />     สังขารปัจจุบัน เป็นไฉน
			<remark  id="s3b35c9l17" />     สังขารเหล่าใด เกิดแล้ว เป็นแล้ว เกิดพร้อมแล้ว บังเกิดแล้ว บังเกิดยิ่งแล้ว 
			<remark  id="s3b35c9l18" />ปรากฏแล้ว เกิดขึ้นแล้ว เกิดขึ้นพร้อมแล้ว ตั้งขึ้นแล้ว ตั้งขึ้นพร้อมแล้วที่เป็นปัจจุบัน
			<remark  id="s3b35c9l19" />สงเคราะห์เข้ากับส่วนปัจจุบัน ได้แก่ จักขุสัมผัสสชาเจตนา ฯลฯมโนสัมผัสสชาเจตนา นี้
			<remark  id="s3b35c9l20" />เรียกว่าสังขารปัจจุบัน
			<remark  id="s3b35c9l21" />     [๒๒] สังขารภายใน เป็นไฉน
			<remark  id="s3b35c9l22" />     สังขารเหล่าใด ของสัตว์นั้นๆ เอง ซึ่งมีในตน เฉพาะตน เกิดในตนเฉพาะบุคคล 
			<remark  id="s3b35c9l23" />อันกรรมที่สัมปยุตด้วยตัณหาทิฐิยึดครอง ได้แก่จักขุสัมผัสสชาเจตนา ฯลฯ มโนสัมผัสสชา
			<remark  id="s3b35c9l24" />เจตนา นี้เรียกว่าสังขารภายใน
			<remark  id="s3b35c9l25" />     สังขารภายนอก เป็นไฉน
		</para>
	</section>
	<section id="s3b35c10" >
		<para id="s3b35c10p">
			<remark  id="s3b35c10l1" />     สังขารเหล่าใด ของสัตว์อื่นของบุคคลอื่นนั้นๆ ซึ่งมีในตน เฉพาะตนเกิดในตน 
			<remark  id="s3b35c10l2" />เฉพาะบุคคล อันกรรมที่สัมปยุตด้วยตัณหาทิฐิยึดครอง ได้แก่จักขุสัมผัสสชาเจตนา ฯลฯ 
			<remark  id="s3b35c10l3" />มโนสัมผัสสชาเจตนา นี้เรียกว่าสังขารภายนอก
			<remark  id="s3b35c10l4" />     [๒๓] สังขารหยาบ สังขารละเอียด เป็นไฉน
			<remark  id="s3b35c10l5" />     อกุศลสังขารเป็นสังขารหยาบ กุศลสังขารและอัพยากตสังขารเป็นสังขารละเอียด กุศล
			<remark  id="s3b35c10l6" />สังขารและอกุศลสังขารเป็นสังขารหยาบ อัพยากตสังขารเป็นสังขารละเอียด สังขารที่สัมปยุต
			<remark  id="s3b35c10l7" />ด้วยทุกขเวทนาเป็นสังขารหยาบ สังขารที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนาและอทุกขมสุขเวทนาเป็นสังขาร
			<remark  id="s3b35c10l8" />ละเอียด สังขารที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนาและทุกขเวทนาเป็นสังขารหยาบ สังขารที่สัมปยุตด้วย
			<remark  id="s3b35c10l9" />อทุกขมสุขเวทนาเป็นสังขารละเอียด สังขารของผู้ไม่เข้าสมาบัติเป็นสังขารหยาบ สังขารของผู้
			<remark  id="s3b35c10l10" />เข้าสมาบัติเป็นสังขารละเอียด สังขารที่เป็นอารมณ์ของอาสวะเป็นสังขารหยาบ สังขารที่ไม่เป็น
			<remark  id="s3b35c10l11" />อารมณ์ของอาสวะเป็นสังขารละเอียด
			<remark  id="s3b35c10l12" />     หรือพึงทราบสังขารหยาบสังขารละเอียด โดยอาศัยเทียบเคียงสังขารนั้นๆ เป็นชั้นๆ ไป
			<remark  id="s3b35c10l13" />     [๒๔] สังขารทราม สังขารประณีต เป็นไฉน
			<remark  id="s3b35c10l14" />     อกุศลสังขารเป็นสังขารทราม กุศลสังขารและอัพยากตสังขารเป็นสังขารประณีต กุศล
			<remark  id="s3b35c10l15" />สังขารและอกุศลสังขารเป็นสังขารทราม อัพยากตสังขารเป็นสังขารประณีต สังขารที่สัมปยุต
			<remark  id="s3b35c10l16" />ด้วยทุกขเวทนาเป็นสังขารทราม สังขารที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนาและอทุกขมสุขเวทนาเป็นสังขาร
			<remark  id="s3b35c10l17" />ประณีต สังขารที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนาและทุกขเวทนาเป็นสังขารทราม สังขารที่สัมปยุตด้วย
			<remark  id="s3b35c10l18" />อทุกขมสุขเวทนาเป็นสังขารประณีต สังขารของผู้ไม่เข้าสมาบัติเป็นสังขารทราม สังขารของผู้เข้า
			<remark  id="s3b35c10l19" />สมาบัติเป็นสังขารประณีต สังขารที่เป็นอารมณ์ของอาสวะเป็นสังขารทราม สังขารที่ไม่เป็นอารมณ์
			<remark  id="s3b35c10l20" />ของอาสวะเป็นสังขารประณีต
			<remark  id="s3b35c10l21" />     หรือพึงทราบสังขารทรามสังขารประณีต โดยอาศัยเทียบเคียงสังขารนั้นๆเป็นชั้นๆ ไป
			<remark  id="s3b35c10l22" />     [๒๕] สังขารไกล เป็นไฉน
			<remark  id="s3b35c10l23" />     อกุศลสังขารเป็นสังขารไกลจากกุศลสังขารและอัพยากตสังขาร กุศลสังขารและ
			<remark  id="s3b35c10l24" />อัพยากตสังขารเป็นสังขารไกลจากอกุศลสังขาร กุศลสังขารเป็นสังขารไกลจากอกุศลสังขารและ
			<remark  id="s3b35c10l25" />อัพยากตสังขาร อกุศลสังขารและอัพยากตสังขารเป็นสังขารไกลจากกุศลสังขาร อัพยากตสังขาร
			<remark  id="s3b35c10l26" />เป็นสังขารไกลจากกุศลสังขารและอกุศลสังขาร กุศลสังขารและอกุศลสังขารเป็นสังขารไกลจาก
		</para>
	</section>
	<section id="s3b35c11" >
		<para id="s3b35c11p">
			<remark  id="s3b35c11l1" />อัพยากตสังขารสังขารที่สัมปยุตด้วยทุกขเวทนาเป็นสังขารไกลจากสังขารที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา
			<remark  id="s3b35c11l2" />และอทุกขมสุขเวทนา สังขารที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนาและอทุกขมสุขเวทนาเป็นสังขารไกลจาก
			<remark  id="s3b35c11l3" />สังขารที่สัมปยุตด้วยทุกขเวทนา สังขารที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนาเป็นสังขารไกลจากสังขารที่
			<remark  id="s3b35c11l4" />สัมปยุตด้วยทุกขเวทนาและอทุกขมสุขเวทนา สังขารที่สัมปยุตด้วยทุกขเวทนาและอทุกขมสุข
			<remark  id="s3b35c11l5" />เวทนาเป็นสังขารไกลจากสังขารที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา สังขารที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา
			<remark  id="s3b35c11l6" />เป็นสังขารไกลจากสังขารที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนาและทุกขเวทนา สังขารที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา
			<remark  id="s3b35c11l7" />และทุกขเวทนาเป็นสังขารไกลจากสังขารที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา สังขารของผู้ไม่เข้า
			<remark  id="s3b35c11l8" />สมาบัติเป็นสังขารไกลจากสังขารของผู้เข้าสมาบัติ สังขารของผู้เข้าสมาบัติเป็นสังขารไกลจาก
			<remark  id="s3b35c11l9" />สังขารของผู้ไม่เข้าสมาบัติ สังขารที่เป็นอารมณ์ของอาสวะเป็นสังขารไกลจากสังขารที่ไม่เป็น
			<remark  id="s3b35c11l10" />อารมณ์ของอาสวะ สังขารที่ไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะเป็นสังขารไกลจากสังขารที่เป็นอารมณ์ของ
			<remark  id="s3b35c11l11" />อาสวะ นี้เรียกว่าสังขารไกล
			<remark  id="s3b35c11l12" />     สังขารใกล้ เป็นไฉน
			<remark  id="s3b35c11l13" />     อกุศลสังขารเป็นสังขารใกล้กับอกุศลสังขาร กุศลสังขารเป็นสังขารใกล้กับกุศลสังขาร 
			<remark  id="s3b35c11l14" />อัพยากตสังขารเป็นสังขารใกล้กับอัพยากตสังขาร สังขารที่สัมปยุตด้วยทุกขเวทนาเป็นสังขารใกล้
			<remark  id="s3b35c11l15" />กับสังขารที่สัมปยุตด้วยทุกขเวทนา สังขารที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนาเป็นสังขารใกล้กับสังขารที่
			<remark  id="s3b35c11l16" />สัมปยุตด้วยสุขเวทนา สังขารที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนาเป็นสังขารใกล้กับสังขารที่สัมปยุต
			<remark  id="s3b35c11l17" />ด้วยอทุกขมสุขเวทนา สังขารของผู้ไม่เข้าสมาบัติเป็นสังขารใกล้กับสังขารของผู้ไม่เข้าสมาบัติ
			<remark  id="s3b35c11l18" />สังขารของผู้เข้าสมาบัติเป็นสังขารใกล้กับสังขารของผู้เข้าสมาบัติ สังขารที่เป็นอารมณ์ของอาสวะ
			<remark  id="s3b35c11l19" />เป็นสังขารใกล้กับสังขารที่เป็นอารมณ์ของอาสวะ สังขารที่ไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะเป็นสังขาร
			<remark  id="s3b35c11l20" />ใกล้กับสังขารที่ไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะ นี้เรียกว่าสังขารใกล้
			<remark  id="s3b35c11l21" />     หรือพึงทราบสังขารไกลสังขารใกล้ โดยอาศัยเทียบเคียงสังขารนั้นๆเป็นชั้นๆ ไป
			<remark  id="s3b35c11l22" />                          วิญญาณขันธ์
			<remark  id="s3b35c11l23" />     [๒๖] วิญญาณขันธ์ เป็นไฉน
			<remark  id="s3b35c11l24" />     วิญญาณอย่างใดอย่างหนึ่ง คือ วิญญาณอดีต วิญญาณอนาคตวิญญาณปัจจุบัน 
			<remark  id="s3b35c11l25" />วิญญาณภายใน วิญญาณภายนอก วิญญาณหยาบวิญญาณละเอียด วิญญาณทราม 
		</para>
	</section>
	<section id="s3b35c12" >
		<para id="s3b35c12p">
			<remark  id="s3b35c12l1" />วิญญาณประณีต วิญญาณไกลวิญญาณใกล้ ประมวลย่อเข้าเป็นกองเดียวกัน นี้เรียกว่า
			<remark  id="s3b35c12l2" />วิญญาณขันธ์
			<remark  id="s3b35c12l3" />     [๒๗] ในวิญญาณขันธ์นั้น วิญญาณอดีต เป็นไฉน
			<remark  id="s3b35c12l4" />     วิญญาณใด ล่วงไปแล้ว ดับแล้ว ปราศไปแล้ว แปรไปแล้ว ถึงความดับแล้ว ถึง
			<remark  id="s3b35c12l5" />ความดับสิ้นแล้ว ที่เกิดขึ้นแล้วปราศไปแล้ว ที่เป็นอดีตสงเคราะห์เข้ากับส่วนอดีต ได้แก่
			<remark  id="s3b35c12l6" />จักขุวิญญาณ โสตวิญญาณ ฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ กายวิญญาณ มโนวิญญาณ นี้เรียกว่า
			<remark  id="s3b35c12l7" />วิญญาณอดีต
			<remark  id="s3b35c12l8" />     วิญญาณอนาคต เป็นไฉน
			<remark  id="s3b35c12l9" />     วิญญาณใด ยังไม่เกิด ยังไม่เป็น ยังไม่เกิดพร้อม ยังไม่บังเกิด ยังไม่บังเกิดยิ่ง ยังไม่
			<remark  id="s3b35c12l10" />ปรากฏ ยังไม่เกิดขึ้น ยังไม่เกิดขึ้นพร้อม ยังไม่ตั้งขึ้น ยังไม่ตั้งขึ้นพร้อม ที่เป็นอนาคตสงเคราะห์
			<remark  id="s3b35c12l11" />เข้ากับส่วนอนาคต ได้แก่จักขุวิญญาณฯลฯ มโนวิญญาณ นี้เรียกว่าวิญญาณอนาคต
			<remark  id="s3b35c12l12" />     วิญญาณปัจจุบัน เป็นไฉน
			<remark  id="s3b35c12l13" />     วิญญาณใด เกิดแล้ว เป็นแล้ว เกิดพร้อมแล้ว บังเกิดแล้ว บังเกิดยิ่งแล้ว ปรากฏ
			<remark  id="s3b35c12l14" />แล้ว เกิดขึ้นแล้ว เกิดขึ้นพร้อมแล้ว ตั้งขึ้นแล้ว ตั้งขึ้นพร้อมแล้ว ที่เป็นปัจจุบันสงเคราะห์
			<remark  id="s3b35c12l15" />เข้ากับส่วนปัจจุบัน ได้แก่จักขุวิญญาณ ฯลฯ มโนวิญญาณ นี้เรียกว่าวิญญาณปัจจุบัน
			<remark  id="s3b35c12l16" />     [๒๘] วิญญาณภายใน เป็นไฉน
			<remark  id="s3b35c12l17" />     วิญญาณใด ของสัตว์นั้นๆ เองซึ่งมีในตน เฉพาะตน เกิดในตน เฉพาะบุคคล 
			<remark  id="s3b35c12l18" />อันกรรมที่สัมปยุตด้วยตัณหาทิฐิยึดครอง ได้แก่จักขุวิญญาณ ฯลฯมโนวิญญาณ นี้เรียกว่า
			<remark  id="s3b35c12l19" />วิญญาณภายใน
			<remark  id="s3b35c12l20" />     วิญญาณภายนอก เป็นไฉน
			<remark  id="s3b35c12l21" />     วิญญาณใด ของสัตว์อื่นของบุคคลอื่นนั้นๆ ซึ่งมีในตน เฉพาะตน เกิดในตน เฉพาะ
			<remark  id="s3b35c12l22" />บุคคล อันกรรมที่สัมปยุตด้วยตัณหาทิฐิยึดครอง ได้แก่จักขุวิญญาณ ฯลฯ มโนวิญญาณ นี้
			<remark  id="s3b35c12l23" />เรียกว่าวิญญาณภายนอก
			<remark  id="s3b35c12l24" />     [๒๙] วิญญาณหยาบ วิญญาณละเอียด เป็นไฉน
			<remark  id="s3b35c12l25" />     อกุศลวิญญาณเป็นวิญญาณหยาบ กุศลวิญญาณและอัพยากตวิญญาณเป็นวิญญาณละเอียด 
			<remark  id="s3b35c12l26" />กุศลวิญญาณและอกุศลวิญญาณเป็นวิญญาณหยาบ อัพยากตวิญญาณเป็นวิญญาณละเอียด วิญญาณ
		</para>
	</section>
	<section id="s3b35c13" >
		<para id="s3b35c13p">
			<remark  id="s3b35c13l1" />ที่สัมปยุตด้วยทุกขเวทนาเป็นวิญญาณหยาบวิญญาณที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนาและอทุกขมสุขเวทนา
			<remark  id="s3b35c13l2" />เป็นวิญญาณละเอียด วิญญาณที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนาและทุกขเวทนาเป็นวิญญาณหยาบ วิญญาณ
			<remark  id="s3b35c13l3" />ที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนาเป็นวิญญาณละเอียด วิญญาณของผู้ไม่เข้าสมาบัติเป็นวิญญาณ
			<remark  id="s3b35c13l4" />หยาบ วิญญาณของผู้เข้าสมาบัติเป็นวิญญาณละเอียด วิญญาณที่เป็นอารมณ์ของอาสวะเป็น
			<remark  id="s3b35c13l5" />วิญญาณหยาบ วิญญาณที่ไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะเป็นวิญญาณละเอียด
			<remark  id="s3b35c13l6" />     หรือพึงทราบวิญญาณหยาบวิญญาณละเอียด โดยอาศัยเทียบเคียงวิญญาณนั้นๆ เป็น
			<remark  id="s3b35c13l7" />ชั้นๆ ไป
			<remark  id="s3b35c13l8" />     [๓๐] วิญญาณทราม วิญญาณประณีต เป็นไฉน
			<remark  id="s3b35c13l9" />     อกุศลวิญญาณเป็นวิญญาณทราม กุศลวิญญาณและอัพยากตวิญญาณเป็นวิญญาณประณีต 
			<remark  id="s3b35c13l10" />กุศลวิญญาณและอกุศลวิญญาณเป็นวิญญาณทราม อัพยากตวิญญาณเป็นวิญญาณประณีตวิญญาณ
			<remark  id="s3b35c13l11" />ที่สัมปยุตด้วยทุกขเวทนาเป็นวิญญาณทรามวิญญาณที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนาและอทุกขมสุขเวทนา
			<remark  id="s3b35c13l12" />เป็นวิญญาณประณีต วิญญาณที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนาและทุกขเวทนาเป็นวิญญาณทราม วิญญาณ
			<remark  id="s3b35c13l13" />ที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนาเป็นวิญญาณประณีต วิญญาณของผู้ไม่เข้าสมาบัติเป็นวิญญาณทราม 
			<remark  id="s3b35c13l14" />วิญญาณของผู้เข้าสมาบัติเป็นวิญญาณประณีต วิญญาณที่เป็นอารมณ์ของอาสวะเป็นวิญญาณทราม 
			<remark  id="s3b35c13l15" />วิญญาณที่ไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะเป็นวิญญาณประณีต
			<remark  id="s3b35c13l16" />     หรือพึงทราบวิญญาณทรามวิญญาณประณีต โดยอาศัยเทียบเคียงวิญญาณนั้นๆ เป็น
			<remark  id="s3b35c13l17" />ชั้นๆ ไป
			<remark  id="s3b35c13l18" />     [๓๑] วิญญาณไกล เป็นไฉน
			<remark  id="s3b35c13l19" />     อกุศลวิญญาณเป็นวิญญาณไกลจากกุศลวิญญาณ และอัพยากตวิญญาณกุศลวิญญาณและ
			<remark  id="s3b35c13l20" />อัพยากตวิญญาณเป็นวิญญาณไกลจากอกุศลวิญญาณ กุศลวิญญาณเป็นวิญญาณไกลจากอกุศล
			<remark  id="s3b35c13l21" />วิญญาณและอัพยากตวิญญาณ อกุศลวิญญาณและอัพยากตวิญญาณเป็นวิญญาณไกลจากกุศล
			<remark  id="s3b35c13l22" />วิญญาณ อัพยากตวิญญาณเป็นวิญญาณไกลจากกุศลวิญญาณและอกุศลวิญญาณ กุศลวิญญาณ
			<remark  id="s3b35c13l23" />และอกุศลวิญญาณเป็นวิญญาณไกลจากอัพยากตวิญญาณ วิญญาณที่สัมปยุตด้วยทุกขเวทนาเป็น
			<remark  id="s3b35c13l24" />วิญญาณไกลจากวิญญาณที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนาและอทุกขมสุขเวทนา วิญญาณที่สัมปยุตด้วยสุข
			<remark  id="s3b35c13l25" />เวทนา และอทุกขมสุขเวทนา เป็นวิญญาณไกลจากวิญญาณที่สัมปยุตด้วยทุกขเวทนา วิญญาณที่
			<remark  id="s3b35c13l26" />สัมปยุตด้วยสุขเวทนาเป็นวิญญาณไกลจากวิญญาณที่สัมปยุตด้วยทุกขเวทนาและอทุกขมสุขเวทนา 
		</para>
	</section>
	<section id="s3b35c14" >
		<para id="s3b35c14p">
			<remark  id="s3b35c14l1" />วิญญาณที่สัมปยุตด้วยทุกขเวทนาและอทุกขมสุขเวทนาเป็นวิญญาณไกลจากวิญญาณที่สัมปยุตด้วย
			<remark  id="s3b35c14l2" />สุขเวทนา วิญญาณที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนาเป็นวิญญาณไกลจากวิญญาณที่สัมปยุตด้วยสุข
			<remark  id="s3b35c14l3" />เวทนาและทุกขเวทนา วิญญาณที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนาและทุกขเวทนาเป็นวิญญาณไกลจากวิญ
			<remark  id="s3b35c14l4" />ญาณที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา วิญญาณของผู้ไม่เข้าสมาบัติเป็นวิญญาณไกลจากวิญญาณของ
			<remark  id="s3b35c14l5" />ผู้เข้าสมาบัติ วิญญาณของผู้เข้าสมาบัติเป็นวิญญาณไกลจากวิญญาณของผู้ไม่เข้าสมาบัติ วิญญาณ
			<remark  id="s3b35c14l6" />ที่เป็นอารมณ์ของอาสวะเป็นวิญญาณไกลจากวิญญาณที่ไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะ วิญญาณที่ไม่เป็น
			<remark  id="s3b35c14l7" />อารมณ์ของอาสวะเป็นวิญญาณไกลจากวิญญาณที่เป็นอารมณ์ของอาสวะ นี้เรียกว่าวิญญาณไกล
			<remark  id="s3b35c14l8" />     วิญญาณใกล้ เป็นไฉน
			<remark  id="s3b35c14l9" />     อกุศลวิญญาณเป็นวิญญาณใกล้กับอกุศลวิญญาณ กุศลวิญญาณเป็นวิญญาณใกล้กับกุศล
			<remark  id="s3b35c14l10" />วิญญาณ อัพยากตวิญญาณเป็นวิญญาณใกล้กับอัพยากตวิญญาณวิญญาณที่สัมปยุตด้วยทุกขเวทนา
			<remark  id="s3b35c14l11" />เป็นวิญญาณใกล้กับวิญญาณที่สัมปยุตด้วยทุกขเวทนา วิญญาณที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนาเป็นวิญญาณ
			<remark  id="s3b35c14l12" />ใกล้กับวิญญาณที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา วิญญาณที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนาเป็นวิญญาณใกล้
			<remark  id="s3b35c14l13" />กับวิญญาณที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา วิญญาณของผู้ไม่เข้าสมาบัติเป็นวิญญาณใกล้กับ
			<remark  id="s3b35c14l14" />วิญญาณของผู้ไม่เข้าสมาบัติ วิญญาณของผู้เข้าสมาบัติเป็นวิญญาณใกล้กับวิญญาณของผู้เข้าสมาบัติ 
			<remark  id="s3b35c14l15" />วิญญาณที่เป็นอารมณ์ของอาสวะเป็นวิญญาณใกล้กับวิญญาณที่เป็นอารมณ์ของอาสวะ วิญญาณที่
			<remark  id="s3b35c14l16" />ไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะเป็นวิญญาณใกล้กับวิญญาณที่ไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะ นี้เรียกว่า
			<remark  id="s3b35c14l17" />วิญญาณใกล้
			<remark  id="s3b35c14l18" />     หรือพึงทราบวิญญาณไกลวิญญาณใกล้ โดยอาศัยเทียบเคียงวิญญาณนั้นๆเป็นชั้นๆ ไป
			<remark  id="s3b35c14l19" />                       สุตตันตภาชนีย์ จบ
			<remark  id="s3b35c14l20" />                        อภิธรรมภาชนีย์
			<remark  id="s3b35c14l21" />     [๓๒] ขันธ์ ๕ คือ
			<remark  id="s3b35c14l22" />                          ๑. รูปขันธ์
			<remark  id="s3b35c14l23" />                        ๒. เวทนาขันธ์
			<remark  id="s3b35c14l24" />                         ๓. สัญญาขันธ์
			<remark  id="s3b35c14l25" />                        ๔. สังขารขันธ์
			<remark  id="s3b35c14l26" />                        ๕. วิญญาณขันธ์
		</para>
	</section>
	<section id="s3b35c15" >
		<para id="s3b35c15p">
			<remark  id="s3b35c15l1" />                           รูปขันธ์
			<remark  id="s3b35c15l2" />     ในขันธ์ ๕ นั้น รูปขันธ์ เป็นไฉน
			<remark  id="s3b35c15l3" />     [๓๓] รูปขันธ์หมวดละ ๑ คือ รูปทั้งหมด เป็นนเหตุ เป็นอเหตุกะเป็นเหตุวิปปยุต 
			<remark  id="s3b35c15l4" />เป็นสัปปัจจยะ เป็นสังขตะ เป็นรูป เป็นโลกิยะ เป็นสาสวะเป็นสัญโญชนิยะ เป็นคันถนิยะ
			<remark  id="s3b35c15l5" />เป็นโอฆนิยะ เป็นโยคนิยะ เป็นนีวรณิยะเป็นปรามัฏฐะ เป็นอุปาทานิยะ เป็นสังกิเลสิกะ 
			<remark  id="s3b35c15l6" />เป็นอัพยากฤต เป็นอนารัมมณะเป็นอเจตสิกะ เป็นจิตตวิปปยุต เป็นเนววิปากนวิปากธัมมธรรม 
			<remark  id="s3b35c15l7" />เป็นอสังกิลิฏฐสังกิเลสิกะ เป็นนสวิตักกสวิจาระ เป็นนอวิตักกวิจารมัตตะ เป็นอวิตักกอวิจาระ
			<remark  id="s3b35c15l8" />เป็นนปีติสหคตะ เป็นนสุขสหคตะ เป็นนอุเปกขาสหคตะ เป็นเนวทัสสนนภาวนาปหาตัพพะ 
			<remark  id="s3b35c15l9" />เป็นเนวทัสสนนภาวนาปหาตัพพเหตุกะ เป็นเนวาจยคามินาปจยคามีเป็นเนวเสกขนาเสกขะ
			<remark  id="s3b35c15l10" />เป็นปริตตะ เป็นกามาวจร เป็นนรูปาวจร เป็นนอรูปาวจรเป็นปริยาปันนะ เป็นนอปริยาปันนะ 
			<remark  id="s3b35c15l11" />เป็นอนิยตะ เป็นอนิยยานิกะ เป็นอุปปันนฉวิญญาณวิญเญยยะ เป็นอนิจจะ เป็นชราภิภูตะ 
			<remark  id="s3b35c15l12" />รูปขันธ์หมวดละ ๑ ด้วยประการฉะนี้
			<remark  id="s3b35c15l13" />     [๓๔] รูปขันธ์หมวดละ ๒ คือ รูปเป็นอุปาทา รูปเป็นอนุปาทา รูปเป็นอุปาทินนะ 
			<remark  id="s3b35c15l14" />รูปเป็นอนุปาทินนะ รูปเป็นอุปาทินนุปาทานิยะ รูปเป็นอนุปาทินนุปาทานิยะ รูปเป็นสนิทัสสนะ 
			<remark  id="s3b35c15l15" />รูปเป็นอนิทัสสนะ รูปเป็นสัปปฏิฆะรูปเป็นอัปปฏิฆะ รูปเป็นอินทรีย์ รูปไม่เป็นอินทรีย์ รูป
			<remark  id="s3b35c15l16" />เป็นมหาภูต รูปไม่เป็นมหาภูต รูปเป็นวิญญัตติ รูปไม่เป็นวิญญัตติ รูปเป็นจิตตสมุฏฐาน รูปไม่
			<remark  id="s3b35c15l17" />เป็นจิตตสมุฏฐาน รูปเป็นจิตตสหภู รูปไม่เป็นจิตตสหภู รูปเป็นจิตตานุปริวัตติ รูปไม่เป็น
			<remark  id="s3b35c15l18" />จิตตานุปริวัตติ รูปเป็นอัชฌัตติกะ รูปเป็นพาหิระ รูปเป็นโอฬาริกะ รูปเป็นสุขุมะ รูปเป็นทูเร 
			<remark  id="s3b35c15l19" />รูปเป็นสันติเก ฯลฯ รูปเป็นกวฬิงการาหาร รูปไม่เป็นกวฬิงการาหาร รูปขันธ์หมวดละ ๒ ด้วย
			<remark  id="s3b35c15l20" />ประการฉะนี้
			<remark  id="s3b35c15l21" />     [๓๕] รูปขันธ์หมวดละ ๓ คือ อัชฌัตติกรูปเป็นอุปาทา พาหิรรูปเป็นอุปาทา พาหิรรูป
			<remark  id="s3b35c15l22" />เป็นอนุปาทา อัชฌัตติกรูปเป็นอุปาทินนะ พาหิรรูปเป็นอุปาทินนะพาหิรรูปเป็นอนุปาทินนะ 
			<remark  id="s3b35c15l23" />อัชฌัตติกรูปเป็นอุปาทินนุปาทานิยะ พาหิรรูปเป็นอุปาทินนุปาทานิยะ พาหิรรูปเป็นอนุปาทินนุปา
			<remark  id="s3b35c15l24" />ทานิยะ ฯลฯ อัชฌัตติกรูปไม่เป็นกวฬิงการาหาร พาหิรรูปเป็นกวฬิงการาหาร พาหิรรูปไม่เป็น
			<remark  id="s3b35c15l25" />กวฬิงการาหาร รูปขันธ์หมวดละ ๓ ด้วยประการฉะนี้
			<remark  id="s3b35c15l26" />     [๓๖] รูปขันธ์หมวดละ ๔ คือ อุปาทารูปเป็นอุปาทินนะ อุปาทารูปเป็นอนุปาทินนะ 
			<remark  id="s3b35c15l27" />อนุปาทารูปเป็นอุปาทินนะ อนุปาทารูปเป็นอนุปาทินนะ อุปาทารูปเป็นอุปาทินนุปาทานิยะ อุปา
		</para>
	</section>
	<section id="s3b35c16" >
		<para id="s3b35c16p">
			<remark  id="s3b35c16l1" />ทารูปเป็นอนุปาทินนุปาทานิยะ อนุปาทารูปเป็นอุปาทินนุปาทานิยะ อนุปาทารูปเป็นอนุปาทินนุปาทานิยะ 
			<remark  id="s3b35c16l2" />อุปาทารูปเป็นสัปปฏิฆะอุปาทารูปเป็นอัปปฏิฆะ อนุปาทารูปเป็นสัปปฏิฆะ อนุปาทารูปเป็นอัป
			<remark  id="s3b35c16l3" />ปฏิฆะอุปาทารูปเป็นโอฬาริกะ อุปาทารูปเป็นสุขุมะ อนุปาทารูปเป็นโอฬาริกะ อนุปาทารูปเป็น
			<remark  id="s3b35c16l4" />สุขุมะ อุปาทารูปเป็นทูเร อุปาทารูปเป็นสันติเก อนุปาทารูปเป็นทูเรอนุปาทารูปเป็นสันติเก ฯลฯ 
			<remark  id="s3b35c16l5" />ทิฏฐรูป สุตรูป มุตรูป วิญญาตรูป รูปขันธ์หมวดละ ๔ ด้วยประการฉะนี้
			<remark  id="s3b35c16l6" />     [๓๗] รูปขันธ์หมวดละ ๕ คือ ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ วาโย ธาตุ อุปาทารูป 
			<remark  id="s3b35c16l7" />รูปขันธ์หมวดละ ๕ ด้วยประการฉะนี้
			<remark  id="s3b35c16l8" />     [๓๘] รูปขันธ์หมวดละ ๖ คือ จักขุวิญเญยยรูป โสตวิญเญยยรูป  ฆานวิญเญยยรูป 
			<remark  id="s3b35c16l9" />ชิวหาวิญเญยยรูป กายวิญเญยยรูป มโนวิญเญยยรูป รูปขันธ์หมวดละ ๖ ด้วยประการฉะนี้
			<remark  id="s3b35c16l10" />     [๓๙] รูปขันธ์หมวดละ ๗ คือ จักขุวิญเญยยรูป ฯลฯ มโนธาตุวิญเญยยรูป มโน
			<remark  id="s3b35c16l11" />วิญญาณธาตุวิญเญยยรูป รูปขันธ์หมวดละ ๗ ด้วยประการฉะนี้
			<remark  id="s3b35c16l12" />     [๔๐] รูปขันธ์หมวดละ ๘ คือ จักขุวิญเญยยรูป ฯลฯ สุขสัมผัสสกายวิญเญยยรูป 
			<remark  id="s3b35c16l13" />ทุกขสัมผัสสกายวิญเญยยรูป มโนธาตุวิญเญยยรูป มโนวิญญาณธาตุวิญเญยยรูป รูปขันธ์หมวด
			<remark  id="s3b35c16l14" />ละ ๘ ด้วยประการฉะนี้
			<remark  id="s3b35c16l15" />     [๔๑] รูปขันธ์หมวดละ ๙ คือ จักขุนทรีย์ โสตินทรีย์ ฆานินทรีย์ชิวหินทรีย์ กายินทรีย์ 
			<remark  id="s3b35c16l16" />อิตถินทรีย์ ปุริสินทรีย์ ชีวิตินทรีย์ รูปไม่เป็นอินทรีย์รูปขันธ์หมวดละ ๙ ด้วยประการฉะนี้
			<remark  id="s3b35c16l17" />     [๔๒] รูปขันธ์หมวดละ ๑๐ คือ จักขุนทรีย์ ฯลฯ ชีวิตินทรีย์  รูปไม่เป็นอินทรีย์เป็น
			<remark  id="s3b35c16l18" />สัปปฏิฆะ รูปไม่เป็นอินทรีย์เป็นอัปปฏิฆะ รูปขันธ์หมวดละ ๑๐ด้วยประการฉะนี้
			<remark  id="s3b35c16l19" />     [๔๓] รูปขันธ์หมวดละ ๑๑ คือ จักขายตนะ โสตายตนะ ฆานายตนะชิวหายตนะ
			<remark  id="s3b35c16l20" />กายายตนะ รูปายตนะ สัททายตนะ คันธายตนะ รสายตนะโผฏฐัพพายตนะ และรูปที่เห็น
			<remark  id="s3b35c16l21" />ไม่ได้กระทบไม่ได้นับเนื่องในธัมมายตนะ รูปขันธ์หมวดละ ๑๑ ด้วยประการฉะนี้
			<remark  id="s3b35c16l22" />     สภาวธรรมนี้เรียกว่า รูปขันธ์
		</para>
	</section>
	<section id="s3b35c17" >
		<para id="s3b35c17p">
			<remark  id="s3b35c17l1" />                          เวทนาขันธ์
			<remark  id="s3b35c17l2" />     เวทนาขันธ์ เป็นไฉน
			<remark  id="s3b35c17l3" />                         [ทุกมูลกวาร]
			<remark  id="s3b35c17l4" />     [๔๔] เวทนาขันธ์หมวดละ ๑ คือ เวทนาขันธ์เป็นผัสสสัมปยุต
			<remark  id="s3b35c17l5" />     เวทนาขันธ์หมวดละ ๒ คือ เวทนาขันธ์เป็นสเหตุกะ เป็นอเหตุกะ
			<remark  id="s3b35c17l6" />     เวทนาขันธ์หมวดละ ๓ คือ เวทนาขันธ์เป็นกุศล เป็นอกุศล เป็นอัพยากฤต
			<remark  id="s3b35c17l7" />     เวทนาขันธ์หมวดละ ๔ คือ เวทนาขันธ์เป็นกามาวจร เป็นรูปาวจร เป็นอรูปาวจร เป็น
			<remark  id="s3b35c17l8" />อปริยาปันนะ
			<remark  id="s3b35c17l9" />     เวทนาขันธ์หมวดละ ๕ คือ เวทนาขันธ์เป็นสุขินทรีย์ เป็นทุกขินทรีย์เป็นโสมนัส
			<remark  id="s3b35c17l10" />สินทรีย์ เป็นโทมนัสสินทรีย์ เป็นอุเปกขินทรีย์
			<remark  id="s3b35c17l11" />     เวทนาขันธ์หมวดละ ๖ คือ จักขุสัมผัสสชาเวทนา โสตสัมผัสสชาเวทนาฆานสัม
			<remark  id="s3b35c17l12" />ผัสสชาเวทนา ชิวหาสัมผัสสชาเวทนา กายสัมผัสสชาเวทนา มโนสัมผัสสชาเวทนา เวทนา
			<remark  id="s3b35c17l13" />ขันธ์หมวดละ ๖ ด้วยประการฉะนี้
			<remark  id="s3b35c17l14" />     เวทนาขันธ์หมวดละ ๗ คือ จักขุสัมผัสสชาเวทนา ฯลฯ กายสัมผัสสชาเวทนา มโน
			<remark  id="s3b35c17l15" />ธาตุสัมผัสสชาเวทนา มโนวิญญาณธาตุสัมผัสสชาเวทนา เวทนาขันธ์หมวดละ ๗ ด้วยประการ
			<remark  id="s3b35c17l16" />ฉะนี้
			<remark  id="s3b35c17l17" />     เวทนาขันธ์หมวดละ ๘ คือ จักขุสัมผัสสชาเวทนา ฯลฯ สุขกายสัมผัสสชาเวทนา 
			<remark  id="s3b35c17l18" />ทุกขกายสัมผัสสชาเวทนา มโนธาตุสัมผัสสชาเวทนา มโนวิญญาณธาตุสัมผัสสชาเวทนา เวทนา
			<remark  id="s3b35c17l19" />ขันธ์หมวดละ ๘ ด้วยประการฉะนี้
			<remark  id="s3b35c17l20" />     เวทนาขันธ์หมวดละ ๙ คือ จักขุสัมผัสสชาเวทนา ฯลฯ กายสัมผัสสชาเวทนา มโนธาตุ
			<remark  id="s3b35c17l21" />สัมผัสสชาเวทนา กุสลมโนวิญญาณธาตุสัมผัสสชาเวทนา อกุสลมโนวิญญาณธาตุสัมผัสสชา
			<remark  id="s3b35c17l22" />เวทนา อัพยากตมโนวิญญาณธาตุสัมผัสสชาเวทนาเวทนาขันธ์หมวดละ ๙ ด้วยประการฉะนี้
			<remark  id="s3b35c17l23" />     เวทนาขันธ์หมวดละ ๑๐ คือ จักขุสัมผัสสชาเวทนา ฯลฯ สุขกายสัมผัสสชาเวทนา 
			<remark  id="s3b35c17l24" />ทุกขกายสัมผัสสชาเวทนา มโนธาตุสัมผัสสชาเวทนา กุสลมโนวิญญาณธาตุสัมผัสสชาเวทนา 
		</para>
	</section>
	<section id="s3b35c18" >
		<para id="s3b35c18p">
			<remark  id="s3b35c18l1" />อกุสลมโนวิญญาณธาตุสัมผัสสชาเวทนา อัพยากตมโนวิญญาณธาตุสัมผัสสชาเวทนา เวทนา
			<remark  id="s3b35c18l2" />ขันธ์หมวดละ ๑๐ ด้วยประการฉะนี้
			<remark  id="s3b35c18l3" />     [๔๕] เวทนาขันธ์หมวดละ ๑ คือ เวทนาขันธ์เป็นสัมผัสสสัมปยุต. เวทนาขันธ์หมวดละ 
			<remark  id="s3b35c18l4" />๒ คือ เวทนาขันธ์เป็นสเหตุกะ เป็นอเหตุกะ. เวทนาขันธ์หมวดละ๓ คือ เวทนาขันธ์เป็นวิบาก
			<remark  id="s3b35c18l5" />เป็นวิปากธัมมธรรม เป็นเนววิปากนวิปากธัมมธรรมเวทนาขันธ์เป็นอุปาทินนุปาทานิยะ เป็น
			<remark  id="s3b35c18l6" />อนุปาทินนุปาทานิยะ เป็นอนุปาทินนานุปาทานิยะ เวทนาขันธ์เป็นสังกิลิฏฐสังกิเลสิกะ เป็น
			<remark  id="s3b35c18l7" />อสังกิลิฏฐสังกิเลสิกะ  เป็นอสังกิลิฏฐาสังกิเลสิกะ เวทนาขันธ์เป็นสวิตักกสวิจาระ เป็น
			<remark  id="s3b35c18l8" />อวิตักกวิจารมัตตะเป็นอวิตักกาวิจาระ เวทนาขันธ์เป็นทัสสนปหาตัพพะ เป็นภาวนาปหาตัพพะ 
			<remark  id="s3b35c18l9" />เป็นเนวทัสสนนภาวนาปหาตัพพะ เวทนาขันธ์เป็นทัสสนปหาตัพพเหตุกะ เป็นภาวนาปหาตัพพ
			<remark  id="s3b35c18l10" />เหตุกะ เป็นเนวทัสสนนภาวนาปหาตัพพเหตุกะ เวทนาขันธ์เป็นอาจยคามีเป็นอปจยคามี
			<remark  id="s3b35c18l11" />เป็นเนวาจยคามีนาปจยคามี เวทนาขันธ์เป็นเสกขะ เป็นอเสกขะเป็นเนวเสกขนาเสกขะ
			<remark  id="s3b35c18l12" />เวทนาขันธ์เป็นปริตตะ เป็นมหัคคตะ เป็นอัปปมาณะเวทนาขันธ์ เป็นปริตตารัมมณะ เป็น
			<remark  id="s3b35c18l13" />มหัคคตารัมมณะ เป็นอัปปมาณารัมมณะเวทนาขันธ์เป็นหีนะ เป็นมัชฌิมะ เป็นปณีตะ เวทนา
			<remark  id="s3b35c18l14" />ขันธ์ เป็นมิจฉัตตนิยตะเป็นสัมมัตตนิยตะ เป็นอนิยตะ เวทนาขันธ์เป็นมัคคารัมมณะ เป็น
			<remark  id="s3b35c18l15" />มัคคเหตุกะเป็นมัคคาธิปติ เวทนาขันธ์เป็นอุปปันนะ เป็นอนุปปันนะ เป็นอุปปาที เวทนาขันธ์
			<remark  id="s3b35c18l16" />เป็นอดีต เป็นอนาคต เป็นปัจจุบัน เวทนาขันธ์เป็นอตีตารัมมณะ เป็นอนาคตารัมมณะ เป็น
			<remark  id="s3b35c18l17" />ปัจจุปปันนารัมมณะ เวทนาขันธ์เป็นอัชฌัตตะ เป็นพหิทธา เป็นอัชฌัตตพหิทธา เวทนาขันธ์
			<remark  id="s3b35c18l18" />เป็นอัชฌัตตารัมมณะ เป็นพหิทธารัมมณะ เป็นอัชฌัตตพหิทธารัมมณะ ฯลฯ เวทนาขันธ์หมวดละ 
			<remark  id="s3b35c18l19" />๑๐ ด้วยประการฉะนี้
			<remark  id="s3b35c18l20" />     [๔๖] เวทนาขันธ์หมวดละ ๑ คือ เวทนาขันธ์เป็นผัสสสัมปยุต. เวทนาขันธ์หมวดละ 
			<remark  id="s3b35c18l21" />๒ คือ เวทนาขันธ์เป็นเหตุสัมปยุต เป็นเหตุวิปปยุต เวทนาขันธ์เป็นนเหตุสเหตุกะ เป็นนเหตุ
			<remark  id="s3b35c18l22" />อเหตุกะ เวทนาขันธ์เป็นโลกิยะ เป็นโลกุตตระเวทนาขันธ์เป็นเกนจิวิญเญยยะ เป็นเกนจิน
			<remark  id="s3b35c18l23" />วิญเญยยะ เวทนาขันธ์เป็นสาสวะเป็นอนาสวะ เวทนาขันธ์เป็นอาสวสัมปยุต เป็นอาสว
			<remark  id="s3b35c18l24" />วิปปยุต เวทนาขันธ์เป็นอาสววิปปยุตตสาสวะ เป็นอาสววิปปยุตตอนาสวะ เวทนาขันธ์เป็น
			<remark  id="s3b35c18l25" />สัญโญชนิยะเป็นอสัญโญชนิยะ เวทนาขันธ์เป็นสัญโญชนสัมปยุต เป็นสัญโญชนวิปปยุต
			<remark  id="s3b35c18l26" />เวทนาขันธ์เป็นสัญโญชนวิปปยุตตสัญโญชนิยะ เป็นสัญโญชนวิปปยุตตอสัญโญชนิยะ เวทนาขันธ์
			<remark  id="s3b35c18l27" />เป็นคันถนิยะ เป็นอคันถนิยะ เวทนาขันธ์เป็นคันถสัมปยุตเป็นคันถวิปปยุต เวทนาขันธ์เป็น
		</para>
	</section>
	<section id="s3b35c19" >
		<para id="s3b35c19p">
			<remark  id="s3b35c19l1" />คันถวิปปยุตตคันถนิยะ เป็นคันถวิปปยุตตอคันถนิยะ เวทนาขันธ์เป็นโอฆนิยะ เป็นอโนฆนิยะ
			<remark  id="s3b35c19l2" />เวทนาขันธ์เป็นโอฆสัมปยุตเป็นโอฆวิปปยุต เวทนาขันธ์เป็นโอฆวิปปยุตตโอฆนิยะ เป็นโอฆ
			<remark  id="s3b35c19l3" />วิปปยุตตอโนฆนิยะ เวทนาขันธ์เป็นโยคนิยะ เป็นอโยคนิยะ เวทนาขันธ์เป็นโยคสัมปยุต เป็น
			<remark  id="s3b35c19l4" />โยควิปปยุต เวทนาขันธ์เป็นโยควิปปยุตตโยคนิยะ เป็นโยควิปปยุตตอโยคนิยะเวทนาขันธ์เป็น
			<remark  id="s3b35c19l5" />นีวรณิยะ เป็นอนีวรณิยะ เวทนาขันธ์เป็นนีวรณสัมปยุต เป็นนีวรณวิปปยุต เวทนาขันธ์เป็น
			<remark  id="s3b35c19l6" />นีวรณวิปปยุตตนีวรณิยะ เป็นนีวรณวิปปยุตตอนีวรณิยะ เวทนาขันธ์เป็นปรามัฏฐะ เป็นอปรา
			<remark  id="s3b35c19l7" />มัฏฐะ เวทนาขันธ์เป็นปรามาสสัมปยุตเป็นปรามาสวิปปยุต เวทนาขันธ์เป็นปรามาสวิปปยุตต
			<remark  id="s3b35c19l8" />ปรามัฏฐะ เป็นปรามาสวิปปยุตตอปรามัฏฐะ เวทนาขันธ์เป็นอุปาทินนะ เป็นอนุปาทินนะ 
			<remark  id="s3b35c19l9" />เวทนาขันธ์เป็นอุปาทานิยะ เป็นอนุปาทานิยะ เวทนาขันธ์เป็นอุปาทานสัมปยุต เป็นอุปาทาน
			<remark  id="s3b35c19l10" />วิปปยุตเวทนาขันธ์เป็นอุปาทานวิปปยุตตอุปาทานิยะ เป็นอุปาทานวิปปยุตตอนุปาทานิยะ เวทนา
			<remark  id="s3b35c19l11" />ขันธ์เป็นสิงกิเลสิกะ  เป็นสังกิเลสิกะ เวทนาขันธ์เป็นสังกิลิฏฐะ เป็นอสังกิลิฏฐะ เวทนาขันธ์
			<remark  id="s3b35c19l12" />เป็นกิเลสสัมปยุตเป็นกิเลสวิปปยุต เวทนาขันธ์เป็นกิเลสวิปปยุตตสังกิเลสิกะ เป็นกิเลส
			<remark  id="s3b35c19l13" />วิปปยุตตอสังกิเลสิกะ เวทนาขันธ์เป็นทัสสนปหาตัพพะ เป็นนทัสสนปหาตัพพะเวทนาขันธ์ 
			<remark  id="s3b35c19l14" />เป็นภาวนาปหาตัพพะ เป็นนภาวนาปหาตัพพะ เวทนาขันธ์เป็นทัสสนปหาตัพพเหตุกะ เป็น
			<remark  id="s3b35c19l15" />นทัสสนปหาตัพพเหตุกะ เวทนาขันธ์เป็นภาวนาปหาตัพพเหตุกะ เป็นนภาวนาปหาตัพพเหตุกะ 
			<remark  id="s3b35c19l16" />เวทนาขันธ์เป็นสวิตักกะ เป็นอวิตักกะเวทนาขันธ์เป็นสวิจาระ เป็นอวิจาระ เวทนาขันธ์เป็น
			<remark  id="s3b35c19l17" />สัปปีติกะ เป็นอัปปีติกะเวทนาขันธ์เป็นปีติสหคตะ เป็นนปีติสหคตะ เวทนาขันธ์เป็นกามาวจร 
			<remark  id="s3b35c19l18" />เป็นนกามาวจร เวทนาขันธ์เป็นรูปาวจร เป็นนรูปาวจร เวทนาขันธ์เป็นอรูปาวจรเป็นนอรูปาวจร 
			<remark  id="s3b35c19l19" />เวทนาขันธ์เป็นปริยาปันนะ เป็นอปริยาปันนะ เวทนาขันธ์เป็นนิยยานิกะ เป็นอนิยยานิกะ
			<remark  id="s3b35c19l20" />เวทนาขันธ์เป็นนิยตะ เป็นอนิยต เวทนาขันธ์เป็นสอุตตระ เป็นอนุตตระ เวทนาขันธ์เป็นสรณะ 
			<remark  id="s3b35c19l21" />เป็นอรณะ เวทนาขันธ์หมวดละ ๓ คือ เวทนาขันธ์เป็นกุศล เป็นอกุศล เป็นอัพยากฤต ฯลฯ 
			<remark  id="s3b35c19l22" />เวทนาขันธ์หมวดละ ๑๐ ด้วยประการฉะนี้
			<remark  id="s3b35c19l23" />     [๔๗] เวทนาขันธ์หมวดละ ๑ คือ เวทนาขันธ์เป็นผัสสสัมปยุต. เวทนาขันธ์หมวดละ 
			<remark  id="s3b35c19l24" />๒ คือ เวทนาขันธ์เป็นสรณะ เป็นอรณะ เวทนาขันธ์หมวดละ ๓คือ เวทนาขันธ์เป็นวิบาก
			<remark  id="s3b35c19l25" />เป็นวิปากธัมมธรรม เป็นเนววิปากนวิปากธัมมธรรมฯลฯ เวทนาขันธ์เป็นอัชฌัตตารัมมณะ 
			<remark  id="s3b35c19l26" />เป็นพหิทธารัมมณะ เป็นอัชฌัตตพหิทธารัมมณะ ฯลฯ เวทนาขันธ์หมวดละ ๑๐ ด้วยประการฉะนี้
			<remark  id="s3b35c19l27" />                        ทุกมูลกวาร จบ
		</para>
	</section>
	<section id="s3b35c20" >
		<para id="s3b35c20p">
			<remark  id="s3b35c20l1" />                         [ติกมูลกวาร]
			<remark  id="s3b35c20l2" />     [๔๘] เวทนาขันธ์หมวดละ ๑ คือ เวทนาขันธ์เป็นผัสสสัมปยุต. เวทนาขันธ์หมวดละ ๒
			<remark  id="s3b35c20l3" />คือ เวทนาขันธ์เป็นสเหตุกะ เป็นอเหตุกะ เวทนาขันธ์หมวดละ ๓ คือ เวทนาขันธ์เป็นกุศล 
			<remark  id="s3b35c20l4" />เป็นอกุศล เป็นอัพยากฤต ฯลฯ เวทนาขันธ์หมวดละ ๑๐ ด้วยประการฉะนี้
			<remark  id="s3b35c20l5" />     เวทนาขันธ์หมวดละ ๑ คือ เวทนาขันธ์เป็นผัสสสัมปยุต. เวทนาขันธ์หมวดละ ๒ คือ 
			<remark  id="s3b35c20l6" />เวทนาขันธ์เป็นสรณะ เป็นอรณะ. เวทนาขันธ์หมวดละ ๓ คือเวทนาขันธ์เป็นกุศล เป็นอกุศล 
			<remark  id="s3b35c20l7" />เป็นอัพยากฤต ฯลฯ เวทนาขันธ์หมวดละ ๑๐ด้วยประการฉะนี้
			<remark  id="s3b35c20l8" />     เวทนาขันธ์หมวดละ ๑ คือ เวทนาขันธ์เป็นผัสสสัมปยุต. เวทนาขันธ์หมวดละ ๒ คือ 
			<remark  id="s3b35c20l9" />เวทนาขันธ์เป็นสเหตุกะ เป็นอเหตุกะ เวทนาขันธ์หมวดละ ๓คือ เวทนาขันธ์เป็นวิบาก เป็น
			<remark  id="s3b35c20l10" />วิปากธัมมธรรม เป็นเนววิปากนวิปากธัมมธรรมฯลฯ เวทนาขันธ์เป็นอัชฌัตตารัมมณะ เป็น
			<remark  id="s3b35c20l11" />พหิทธารัมมณะ เป็นอัชฌัตตพหิทธารัมมณะ ฯลฯ เวทนาขันธ์หมวดละ ๑๐ ด้วยประการฉะนี้
			<remark  id="s3b35c20l12" />     เวทนาขันธ์หมวดละ ๑ คือ เวทนาขันธ์เป็นผัสสสัมปยุต. เวทนาขันธ์หมวดละ ๒ คือ 
			<remark  id="s3b35c20l13" />เวทนาขันธ์เป็นสรณะ เป็นอรณะ เวทนาขันธ์หมวดละ ๓คือ เวทนาขันธ์เป็นวิบาก เป็น
			<remark  id="s3b35c20l14" />วิปากธัมมธรรม เป็นเนววิปากนวิปากธัมมธรรม ฯลฯ เวทนาขันธ์เป็นอัชฌัตตารัมมณะ เป็น
			<remark  id="s3b35c20l15" />พหิทธารัมมณะ เป็นอัชฌัตตพหิทธารัมมณะ ฯลฯ เวทนาขันธ์หมวดละ ๑๐ ด้วยประการฉะนี้
			<remark  id="s3b35c20l16" />                        ติกมูลกวาร จบ
			<remark  id="s3b35c20l17" />                       [อุภโตวัฑฒกวาร]
			<remark  id="s3b35c20l18" />     [๔๙] เวทนาขันธ์หมวดละ ๑ คือ เวทนาขันธ์เป็นผัสสสัมปยุต.เวทนาขันธ์หมวดละ
			<remark  id="s3b35c20l19" />๒ คือ เวทนาขันธ์เป็นสเหตุกะ เป็นอเหตุกะ เวทนาขันธ์หมวดละ ๓ คือ เวทนาขันธ์เป็นกุศล 
			<remark  id="s3b35c20l20" />เป็นอกุศล เป็นอัพยากฤต ฯลฯ เวทนาขันธ์หมวดละ ๑๐ ด้วยประการฉะนี้
			<remark  id="s3b35c20l21" />     เวทนาขันธ์หมวดละ ๑ คือ เวทนาขันธ์เป็นผัสสสัมปยุต. เวทนาขันธ์หมวดละ ๒ คือ 
			<remark  id="s3b35c20l22" />เวทนาขันธ์เป็นเหตุสัมปยุต เป็นเหตุวิปปยุต. เวทนาขันธ์หมวดละ ๓ คือ เวทนาขันธ์เป็น
			<remark  id="s3b35c20l23" />วิบาก เป็นวิปากธัมมธรรม เป็นเนววิปากนวิปากธัมมธรรม ฯลฯ เวทนาขันธ์หมวดละ ๑๐
			<remark  id="s3b35c20l24" />ด้วยประการฉะนี้
			<remark  id="s3b35c20l25" />     เวทนาขันธ์หมวดละ ๑ คือ เวทนาขันธ์เป็นผัสสสัมปยุต. เวทนาขันธ์หมวดละ ๒ คือ 
			<remark  id="s3b35c20l26" />เวทนาขันธ์เป็นนเหตุสเหตุกะ เป็นนเหตุอเหตุกะ เวทนาขันธ์หมวดละ ๓ คือ เวทนาขันธ์เป็น
		</para>
	</section>
	<section id="s3b35c21" >
		<para id="s3b35c21p">
			<remark  id="s3b35c21l1" />อุปาทินนุปาทานิยะ เป็นอนุปาทินนุปาทานิยะเป็นอนุปาทินนานุปาทานิยะ ฯลฯ เวทนาขันธ์
			<remark  id="s3b35c21l2" />หมวดละ ๑๐ ด้วยประการฉะนี้
			<remark  id="s3b35c21l3" />     เวทนาขันธ์หมวดละ ๑ คือ เวทนาขันธ์เป็นผัสสสัมปยุต. เวทนาขันธ์หมวดละ ๒ คือ 
			<remark  id="s3b35c21l4" />เวทนาขันธ์เป็นโลกิยะ เป็นโลกุตตระ. เวทนาขันธ์หมวดละ๓ คือ เวทนาขันธ์เป็นสังกิลิฏฐสัง
			<remark  id="s3b35c21l5" />กิเลสิกะ เป็นอสังกิลิฏฐสังกิเลสิกะ เป็นอสังกิลิฏฐาสังกิเลสิกะ ฯลฯ เวทนาขันธ์หมวดละ ๑๐ 
			<remark  id="s3b35c21l6" />ด้วยประการฉะนี้
			<remark  id="s3b35c21l7" />     เวทนาขันธ์หมวดละ ๑ คือ เวทนาขันธ์เป็นผัสสสัมปยุต. เวทนาขันธ์หมวดละ ๒ คือ 
			<remark  id="s3b35c21l8" />เวทนาขันธ์เป็นเกนจิวิญเญยยะ เป็นเกนจินวิญเญยยะ เวทนาขันธ์หมวดละ ๓ คือ เวทนาขันธ์
			<remark  id="s3b35c21l9" />เป็นสวิตักกสวิจาระ เป็นอวิตักกวิจารมัตตะเป็นอวิตักกาวิจาระ ฯลฯ เวทนาขันธ์หมวดละ ๑๐ 
			<remark  id="s3b35c21l10" />ด้วยประการฉะนี้
			<remark  id="s3b35c21l11" />     เวทนาขันธ์หมวดละ ๑ คือ เวทนาขันธ์เป็นผัสสสัมปยุต. เวทนาขันธ์หมวดละ ๒ คือ 
			<remark  id="s3b35c21l12" />เวทนาขันธ์เป็นสาสวะ เป็นอนาสวะ. เวทนาขันธ์หมวดละ ๓คือ เวทนาขันธ์เป็นทัสสนปหา
			<remark  id="s3b35c21l13" />ตัพพะ เป็นภาวนาปหาตัพพะ เป็นเนวทัสสนนภาวนาปหาตัพพะ ฯลฯ เวทนาขันธ์หมวดละ ๑๐ 
			<remark  id="s3b35c21l14" />ด้วยประการฉะนี้
			<remark  id="s3b35c21l15" />     เวทนาขันธ์หมวดละ ๑ คือ เวทนาขันธ์เป็นผัสสสัมปยุต. เวทนาขันธ์หมวดละ ๒ คือ 
			<remark  id="s3b35c21l16" />เวทนาขันธ์เป็นอาสวสัมปยุต เป็นอาสววิปปยุต. เวทนาขันธ์หมวดละ ๓ คือ เวทนาขันธ์เป็น
			<remark  id="s3b35c21l17" />ทัสสนปหาตัพพเหตุกะ เป็นภาวนาปหาตัพพเหตุกะ เป็นเนวทัสสนนภาวนาปหาตัพพเหตุกะ ฯลฯ 
			<remark  id="s3b35c21l18" />เวทนาขันธ์หมวดละ ๑๐ด้วยประการฉะนี้
			<remark  id="s3b35c21l19" />     เวทนาขันธ์หมวดละ ๑ คือ เวทนาขันธ์เป็นผัสสสัมปยุต. เวทนาขันธ์หมวดละ ๒ คือ
			<remark  id="s3b35c21l20" />เวทนาขันธ์เป็นอาสววิปปยุตตสาสวะ เป็นอาสววิปปยุตตอนาสวะ.เวทนาขันธ์หมวดละ ๓ คือ 
			<remark  id="s3b35c21l21" />เวทนาขันธ์เป็นอาจยคามี เป็นอปจยคามี เป็นเนวาจยคามินาปจยคามี ฯลฯ เวทนาขันธ์หมวดละ 
			<remark  id="s3b35c21l22" />๑๐ ด้วยประการฉะนี้
			<remark  id="s3b35c21l23" />     เวทนาขันธ์หมวดละ ๑ คือ เวทนาขันธ์เป็นผัสสสัมปยุต. เวทนาขันธ์หมวดละ ๒ คือ 
			<remark  id="s3b35c21l24" />เวทนาขันธ์เป็นสัญโญชนิยะ เป็นอสัญโญชนิยะ เวทนาขันธ์หมวดละ ๓ คือ เวทนาขันธ์เป็น
			<remark  id="s3b35c21l25" />เสกขะ เป็นอเสกขะ เป็นเนวเสกขนาเสกขะ ฯลฯเวทนาขันธ์หมวดละ ๑๐ ด้วยประการ
			<remark  id="s3b35c21l26" />ฉะนี้
		</para>
	</section>
	<section id="s3b35c22" >
		<para id="s3b35c22p">
			<remark  id="s3b35c22l1" />     เวทนาขันธ์หมวดละ ๑ คือ เวทนาขันธ์เป็นผัสสสัมปยุต. เวทนาขันธ์หมวดละ ๒ คือ 
			<remark  id="s3b35c22l2" />เวทนาขันธ์เป็นสัญโญชนสัมปยุต เป็นสัญโญชนวิปปยุตเวทนาขันธ์หมวดละ ๓ คือ เวทนา
			<remark  id="s3b35c22l3" />ขันธ์เป็นปริตตะ เป็นมหัคคตะ เป็นอัปปมาณะฯลฯ เวทนาขันธ์หมวดละ ๑๐ ด้วยประการฉะนี้
			<remark  id="s3b35c22l4" />     เวทนาขันธ์หมวดละ ๑ คือ เวทนาขันธ์เป็นผัสสสัมปยุต. เวทนาขันธ์หมวดละ ๒ คือ 
			<remark  id="s3b35c22l5" />เวทนาขันธ์เป็นสัญโญชนวิปปยุตตสัญโญชนิยะ เป็นสัญโญชนวิปปยุตตอสัญโญชนิยะ เวทนา
			<remark  id="s3b35c22l6" />ขันธ์หมวดละ ๓ คือ เวทนาขันธ์เป็นปริตตารัมมณะเป็นมหัคคตารัมมณะ เป็นอัปปมาณารัมมณะ 
			<remark  id="s3b35c22l7" />ฯลฯ เวทนาขันธ์หมวดละ ๑๐ ด้วยประการฉะนี้
			<remark  id="s3b35c22l8" />     เวทนาขันธ์หมวดละ ๑ คือ เวทนาขันธ์เป็นผัสสสัมปยุต. เวทนาขันธ์หมวดละ ๒ 
			<remark  id="s3b35c22l9" />คือ เวทนาขันธ์เป็นคันถนิยะ เป็นอคันถนิยะ. เวทนาขันธ์หมวดละ ๓คือ เวทนาขันธ์เป็นหีนะ 
			<remark  id="s3b35c22l10" />เป็นมัชฌิมะ เป็นปณีตะ ฯลฯ เวทนาขันธ์หมวดละ ๑๐ด้วยประการฉะนี้
			<remark  id="s3b35c22l11" />     เวทนาขันธ์หมวดละ ๑ คือ เวทนาขันธ์เป็นผัสสสัมปยุต. เวทนาขันธ์หมวดละ ๒ คือ 
			<remark  id="s3b35c22l12" />เวทนาขันธ์เป็นคันถสัมปยุต เป็นคันถวิปปยุต. เวทนาขันธ์หมวดละ ๓ คือ เวทนาขันธ์เป็น
			<remark  id="s3b35c22l13" />มิจฉัตตนิยตะ เป็นสัมมัตตนิยตะ เป็นอนิยตะฯลฯ เวทนาขันธ์หมวดละ ๑๐ ด้วยประการฉะนี้
			<remark  id="s3b35c22l14" />     เวทนาขันธ์หมวดละ ๑ คือ เวทนาขันธ์เป็นผัสสสัมปยุต. เวทนาขันธ์หมวดละ ๒ คือ 
			<remark  id="s3b35c22l15" />เวทนาขันธ์เป็นคันถวิปปยุตตคันถนิยะ เป็นคันถวิปปยุตตอคันถนิยะ.เวทนาขันธ์หมวดละ ๓ 
			<remark  id="s3b35c22l16" />คือ เวทนาขันธ์เป็นมัคคารัมมณะ เป็นมัคคเหตุกะ เป็นมัคคาธิปติ ฯลฯ เวทนาขันธ์หมวดละ 
			<remark  id="s3b35c22l17" />๑๐ ด้วยประการฉะนี้
			<remark  id="s3b35c22l18" />     เวทนาขันธ์หมวดละ ๑ คือ เวทนาขันธ์เป็นผัสสสัมปยุต. เวทนาขันธ์หมวดละ ๒ คือ
			<remark  id="s3b35c22l19" />เวทนาขันธ์เป็นโอฆนิยะ เป็นอโนฆนิยะ. เวทนาขันธ์หมวดละ๓ คือ เวทนาขันธ์เป็นอุปปันนะ 
			<remark  id="s3b35c22l20" />เป็นอนุปปันนะ เป็นอุปปาที ฯลฯ เวทนาขันธ์หมวดละ ๑๐ ด้วยประการฉะนี้
			<remark  id="s3b35c22l21" />     เวทนาขันธ์หมวดละ ๑ คือ เวทนาขันธ์เป็นผัสสสัมปยุต. เวทนาขันธ์หมวดละ ๒ คือ 
			<remark  id="s3b35c22l22" />เวทนาขันธ์เป็นโอฆสัมปยุต เป็นโอฆวิปปยุต. เวทนาขันธ์หมวดละ ๓ คือ เวทนาขันธ์เป็นอดีต 
			<remark  id="s3b35c22l23" />เป็นอนาคต เป็นปัจจุบัน ฯลฯ เวทนาขันธ์หมวดละ ๑๐ ด้วยประการฉะนี้
			<remark  id="s3b35c22l24" />     เวทนาขันธ์หมวดละ ๑ คือ เวทนาขันธ์เป็นผัสสสัมปยุต. เวทนาขันธ์หมวดละ ๒ คือ 
			<remark  id="s3b35c22l25" />เวทนาขันธ์เป็นโอฆวิปปยุตตโอฆนิยะ เป็นโอฆวิปปยุตตอโนฆนิยะ. เวทนาขันธ์หมวดละ ๓ คือ 
			<remark  id="s3b35c22l26" />เวทนาขันธ์เป็นอตีตารัมมณะเป็นอนาคตารัมมณะ เป็นปัจจุปปันนารัมมณะ ฯลฯ เวทนาขันธ์
			<remark  id="s3b35c22l27" />หมวดละ๑๐ ด้วยประการฉะนี้
		</para>
	</section>
	<section id="s3b35c23" >
		<para id="s3b35c23p">
			<remark  id="s3b35c23l1" />     เวทนาขันธ์หมวดละ ๑ คือ เวทนาขันธ์เป็นผัสสสัมปยุต เวทนาขันธ์หมวดละ ๒ คือ 
			<remark  id="s3b35c23l2" />เวทนาขันธ์เป็นโยคนิยะ เป็นอโยคนิยะ เวทนาขันธ์หมวดละ๓ คือ เวทนาขันธ์เป็นอัชฌัตตะ 
			<remark  id="s3b35c23l3" />เป็นพหิทธา เป็นอัชฌัตตพหิทธา ฯลฯเวทนาขันธ์หมวดละ ๑๐ ด้วยประการฉะนี้
			<remark  id="s3b35c23l4" />     เวทนาขันธ์หมวดละ ๑ คือ เวทนาขันธ์เป็นผัสสสัมปยุต. เวทนาขันธ์หมวดละ ๒ คือ 
			<remark  id="s3b35c23l5" />เวทนาขันธ์เป็นโยคสัมปยุต เป็นโยควิปปยุต. เวทนาขันธ์หมวดละ ๓ คือ เวทนาขันธ์เป็น
			<remark  id="s3b35c23l6" />อัชฌัตตารัมมณะ เป็นพหิทธารัมมณะ เป็นอัชฌัตตพหิทธารัมมณะ ฯลฯ เวทนาขันธ์หมวดละ ๑๐ 
			<remark  id="s3b35c23l7" />ด้วยประการฉะนี้
			<remark  id="s3b35c23l8" />                       อุภโตวัฑฒกวาร จบ
			<remark  id="s3b35c23l9" />                         [พหุวิธวาร]
			<remark  id="s3b35c23l10" />     [๕๐] เวทนาขันธ์หมวดละ ๗ คือ เวทนาขันธ์เป็นกุศล เป็นอกุศลเป็นอัพยากฤต 
			<remark  id="s3b35c23l11" />เป็นกามาวจร เป็นรูปาวจร เป็นอรูปาวจร เป็นอปริยาปันนะเวทนาขันธ์หมวดละ ๗ ด้วยประ
			<remark  id="s3b35c23l12" />การฉะนี้
			<remark  id="s3b35c23l13" />     เวทนาขันธ์หมวดละ ๗ อีกอย่างหนึ่ง คือ เวทนาขันธ์เป็นวิบาก เป็นวิปากธัมมธรรม
			<remark  id="s3b35c23l14" />เป็นเนววิปากนวิปากธัมมธรรม ฯลฯ เวทนาขันธ์ เป็นอัชฌัตตารัมมณะ เป็นพหิทธารัมมณะ 
			<remark  id="s3b35c23l15" />เป็นอัชฌัตตพหิทธารัมมณะ เป็นกามาวจรเป็นรูปาวจร เป็นอรูปาวจร เป็นอปริยาปันนะ เวทนา
			<remark  id="s3b35c23l16" />ขันธ์หมวดละ ๗ ด้วยประการฉะนี้
			<remark  id="s3b35c23l17" />     [๕๑] เวทนาขันธ์หมวดละ ๒๔ คือ เวทนาขันธ์เพราะจักขุสัมผัสเป็นปัจจัย เป็นกุศล 
			<remark  id="s3b35c23l18" />เป็นอกุศล เป็นอัพยากฤต เวทนาขันธ์เพราะโสตสัมผัสเป็นปัจจัย ฯลฯ เวทนาขันธ์เพราะ
			<remark  id="s3b35c23l19" />ฆานสัมผัสเป็นปัจจัย ฯลฯ เวทนาขันธ์เพราะชิวหาสัมผัสเป็นปัจจัย ฯลฯ เวทนาขันธ์เพราะกาย
			<remark  id="s3b35c23l20" />สัมผัสเป็นปัจจัย ฯลฯเวทนาขันธ์เพราะมโนสัมผัสเป็นปัจจัย เป็นกุศล เป็นอกุศล เป็นอัพยากฤต
			<remark  id="s3b35c23l21" />จักขุสัมผัสสชาเวทนา โสตสัมผัสสชาเวทนา ฆานสัมผัสสชาเวทนา ชิวหาสัมผัสสชาเวทนา 
			<remark  id="s3b35c23l22" />กายสัมผัสสชาเวทนา มโนสัมผัสสชาเวทนา เวทนาขันธ์หมวดละ ๒๔ ด้วยประการฉะนี้
			<remark  id="s3b35c23l23" />     เวทนาขันธ์หมวดละ ๒๔ อีกอย่างหนึ่ง คือ เวทนาขันธ์เพราะจักขุสัมผัสเป็นปัจจัย เป็น
			<remark  id="s3b35c23l24" />วิบาก เป็นวิปากธัมมธรรม เป็นเนววิปากนวิปากธัมมธรรม ฯลฯเวทนาขันธ์เพราะจักขุสัมผัส
			<remark  id="s3b35c23l25" />เป็นปัจจัย เป็นอัชฌัตตารัมมณะ เป็นพหิทธารัมมณะเป็นอัชฌัตตพหิทธารัมมณะ เวทนาขันธ์
			<remark  id="s3b35c23l26" />เพราะโสตสัมผัสเป็นปัจจัย ฯลฯเวทนาขันธ์เพราะฆานสัมผัสเป็นปัจจัย ฯลฯ เวทนาขันธ์เพราะ
		</para>
	</section>
	<section id="s3b35c24" >
		<para id="s3b35c24p">
			<remark  id="s3b35c24l1" />ชิวหาสัมผัสเป็นปัจจัย ฯลฯ เวทนาขันธ์เพราะกายสัมผัสเป็นปัจจัย ฯลฯ เวทนาขันธ์เพราะ
			<remark  id="s3b35c24l2" />มโนสัมผัสเป็นปัจจัย เป็นอัชฌัตตารัมมณะ เป็นพหิทธารัมมณะ เป็นอัชฌัตตพหิทธารัมมณะ 
			<remark  id="s3b35c24l3" />จักขุสัมผัสสชาเวทนา ฯลฯ มโนสัมผัสสชาเวทนาเวทนาขันธ์ หมวดละ ๒๔ ด้วยประการฉะนี้
			<remark  id="s3b35c24l4" />     [๕๒] เวทนาขันธ์หมวดละ ๓๐ คือ เวทนาขันธ์เพราะจักขุสัมผัสเป็นปัจจัย เป็น
			<remark  id="s3b35c24l5" />กามาวจร เป็นรูปาวจร เป็นอรูปาวจร เป็นอปริยาปันนะเวทนาขันธ์เพราะโสตสัมผัสเป็นปัจจัย 
			<remark  id="s3b35c24l6" />ฯลฯ เวทนาขันธ์เพราะฆานสัมผัสเป็นปัจจัย ฯลฯ เวทนาขันธ์เพราะชิวหาสัมผัสเป็นปัจจัย ฯลฯ
			<remark  id="s3b35c24l7" />เวทนาขันธ์เพราะกายสัมผัสเป็นปัจจัย ฯลฯ เวทนาขันธ์เพราะมโนสัมผัสเป็นปัจจัยเป็นกามาวจร 
			<remark  id="s3b35c24l8" />เป็นรูปาวจร เป็นอรูปาวจร เป็นอปริยาปันนะ จักขุสัมผัสสชาเวทนาฯลฯ มโนสัมผัสสชาเวทนา
			<remark  id="s3b35c24l9" />เวทนาขันธ์หมวดละ ๓๐ ด้วยประการฉะนี้
			<remark  id="s3b35c24l10" />     [๕๓] เวทนาขันธ์หมวดละมากอย่าง คือ เวทนาขันธ์เพราะจักขุสัมผัสเป็นปัจจัย 
			<remark  id="s3b35c24l11" />เป็นกุศล เป็นอกุศล เป็นอัพยากฤต เป็นกามาวจร เป็นรูปาวจรเป็นอรูปาวจร เป็นอปริยา
			<remark  id="s3b35c24l12" />ปันนะ เวทนาขันธ์เพราะโสตสัมผัสเป็นปัจจัย ฯลฯเวทนาขันธ์เพราะฆานสัมผัสเป็นปัจจัย ฯลฯ 
			<remark  id="s3b35c24l13" />เวทนาขันธ์เพราะชิวหาสัมผัสเป็นปัจจัย ฯลฯ เวทนาขันธ์เพราะกายสัมผัสเป็นปัจจัย ฯลฯ เวทนา
			<remark  id="s3b35c24l14" />ขันธ์เพราะมโนสัมผัสเป็นปัจจัย เป็นกุศล เป็นอกุศล เป็นอัพยากฤต เป็นกามาวจรเป็นรูปาวจร
			<remark  id="s3b35c24l15" />เป็นอรูปาวจร เป็นอปริยาปันนะ จักขุสัมผัสสชาเวทนา ฯลฯมโนสัมผัสสชาเวทนา เวทนาขันธ์
			<remark  id="s3b35c24l16" />หมวดละมากอย่าง ด้วยประการฉะนี้
			<remark  id="s3b35c24l17" />     เวทนาขันธ์หมวดละมากอย่างอีกอย่างหนึ่ง คือ เวทนาขันธ์เพราะจักขุสัมผัสเป็นปัจจัย
			<remark  id="s3b35c24l18" />เป็นวิบาก เป็นวิปากธัมมธรรม เป็นเนววิปากนวิปากธัมมธรรมฯลฯ เวทนาขันธ์เพราะจักขุสัมผัส
			<remark  id="s3b35c24l19" />เป็นปัจจัย เป็นอัชฌัตตารัมมณะ เป็นพหิทธารัมมณะ เป็นอัชฌัตตพหิทธารัมมณะ เป็นกามาวจร
			<remark  id="s3b35c24l20" />เป็นรูปาวจร เป็นอรูปาวจรเป็นอปริยาปันนะ เวทนาขันธ์เพราะโสตสัมผัสเป็นปัจจัย ฯลฯ
			<remark  id="s3b35c24l21" />เวทนาขันธ์เพราะฆานสัมผัสเป็นปัจจัย ฯลฯ เวทนาขันธ์เพราะชิวหาสัมผัสเป็นปัจจัย ฯลฯ เวทนา
			<remark  id="s3b35c24l22" />ขันธ์เพราะกายสัมผัสเป็นปัจจัย ฯลฯ เวทนาขันธ์เพราะมโนสัมผัสเป็นปัจจัย เป็นอัชฌัตตารัมมณะ 
			<remark  id="s3b35c24l23" />เป็นพหิทธารัมมณะ เป็นอัชฌัตตพหิทธารัมมณะ เป็นกามาวจรเป็นรูปาวจร เป็นอรูปาวจร
			<remark  id="s3b35c24l24" />เป็นอปริยาปันนะ จักขุสัมผัสสชาเวทนา ฯลฯมโนสัมผัสสชาเวทนา เวทนาขันธ์หมวดละมาก
			<remark  id="s3b35c24l25" />อย่าง ด้วยประการฉะนี้
			<remark  id="s3b35c24l26" />     สภาวธรรมนี้เรียกว่า เวทนาขันธ์
			<remark  id="s3b35c24l27" />                         พหุวิธวาร จบ
		</para>
	</section>
	<section id="s3b35c25" >
		<para id="s3b35c25p">
			<remark  id="s3b35c25l1" />                          สัญญาขันธ์
			<remark  id="s3b35c25l2" />     สัญญาขันธ์ เป็นไฉน
			<remark  id="s3b35c25l3" />                         [ทุกมูลกวาร]
			<remark  id="s3b35c25l4" />     [๕๔] สัญญาขันธ์หมวดละ ๑ คือ สัญญาขันธ์เป็นผัสสสัมปยุต
			<remark  id="s3b35c25l5" />     สัญญาขันธ์หมวดละ ๒ คือ สัญญาขันธ์เป็นสเหตุกะ เป็นอเหตุกะ
			<remark  id="s3b35c25l6" />     สัญญาขันธ์หมวดละ ๓ คือ สัญญาขันธ์เป็นกุศล เป็นอกุศล เป็นอัพยากฤต
			<remark  id="s3b35c25l7" />     สัญญาขันธ์หมวดละ ๔ คือ สัญญาขันธ์เป็นกามาวจร เป็นรูปาวจรเป็นอรูปาวจร เป็น
			<remark  id="s3b35c25l8" />อปริยาปันนะ
			<remark  id="s3b35c25l9" />     สัญญาขันธ์หมวดละ ๕ คือ สัญญาขันธ์เป็นสุขินทริยสัมปยุต เป็นทุกขินทริยสัมปยุต 
			<remark  id="s3b35c25l10" />เป็นโสมนัสสินทริยสัมปยุต เป็นโทมนัสสินทริยสัมปยุตเป็นอุเปกขินทริยสัมปยุต
			<remark  id="s3b35c25l11" />     สัญญาขันธ์หมวดละ ๖ คือ จักขุสัมผัสสชาสัญญา โสตสัมผัสสชาสัญญา ฆานสัม
			<remark  id="s3b35c25l12" />ผัสสชาสัญญา ชิวหาสัมผัสสชาสัญญา กายสัมผัสสชาสัญญานโนสัมผัสสชาสัญญา สัญญา
			<remark  id="s3b35c25l13" />ขันธ์หมวดละ ๖ ด้วยประการฉะนี้
			<remark  id="s3b35c25l14" />     สัญญาขันธ์หมวดละ ๗ คือ จักขุสัมผัสสชาสัญญา ฯลฯ กายสัมผัสสชาสัญญา มโนธาตุ
			<remark  id="s3b35c25l15" />สัมผัสสชาสัญญา มโนวิญญาณธาตุสัมผัสสชาสัญญาสัญญาขันธ์หมวดละ ๗ ด้วยประการ
			<remark  id="s3b35c25l16" />ฉะนี้
			<remark  id="s3b35c25l17" />     สัญญาขันธ์หมวดละ ๘ คือ จักขุสัมผัสสชาสัญญา ฯลฯ สุขสหคตกายสัมผัสสชาสัญญา 
			<remark  id="s3b35c25l18" />ทุกขสหคตกายสัมผัสสชาสัญญา มโนธาตุสัมผัสสชาสัญญา มโนวิญญาณธาตุสัมผัสสชาสัญญา 
			<remark  id="s3b35c25l19" />สัญญาขันธ์หมวดละ ๘ ด้วยประการฉะนี้
			<remark  id="s3b35c25l20" />     สัญญาขันธ์หมวดละ ๙ คือ จักขุสัมผัสสชาสัญญา ฯลฯ กายสัมผัสสชาสัญญา มโนธาตุ
			<remark  id="s3b35c25l21" />สัมผัสสชาสัญญา กุสลมโนวิญญาณธาตุสัมผัสสชาสัญญาอกุสลมโนวิญญาณธาตุสัมผัสสชา
			<remark  id="s3b35c25l22" />สัญญา อัพยากตมโนวิญญาณธาตุสัมผัสสชาสัญญา สัญญาขันธ์หมวดละ ๙ ด้วยประการ
			<remark  id="s3b35c25l23" />ฉะนี้
		</para>
	</section>
	<section id="s3b35c26" >
		<para id="s3b35c26p">
			<remark  id="s3b35c26l1" />     สัญญาขันธ์หมวดละ ๑๐ คือ จักขุสัมผัสสชาสัญญา ฯลฯ สุขสหคตกายสัมผัสสชา
			<remark  id="s3b35c26l2" />สัญญา ทุกขสหคตกายสัมผัสสชาสัญญา มโนธาตุสัมผัสสชาสัญญา กุสลมโนวิญญาณธาตุ
			<remark  id="s3b35c26l3" />สัมผัสสชาสัญญา อกุสลมโนวิญญาณธาตุสัมผัสสชาสัญญา อัพยากตมโนวิญญาณธาตุ
			<remark  id="s3b35c26l4" />ผัสสชาสัญญา สัญญาขันธ์หมวดละ ๑๐ ด้วยประการฉะนี้
			<remark  id="s3b35c26l5" />     [๕๕] สัญญาขันธ์หมวดละ ๑ คือ สัญญาขันธ์เป็นผัสสสัมปยุต.สัญญาขันธ์หมวด
			<remark  id="s3b35c26l6" />ละ ๒ คือ สัญญาขันธ์เป็นสเหตุกะ เป็นอเหตุกะ. สัญญาขันธ์หมวดละ ๓ คือ สัญญาขันธ์เป็นสุข
			<remark  id="s3b35c26l7" />เวทนาสัมปยุต เป็นทุกขเวทนาสัมปยุตเป็นอทุกขมสุขเวทนาสัมปยุต สัญญาขันธ์เป็นวิบาก เป็น
			<remark  id="s3b35c26l8" />วิปากธัมมธรรม เป็นเนววิปากนวิปากธัมมธรรม สัญญาขันธ์เป็นอุปาทินนุปาทานิยะ เป็นอนุปา
			<remark  id="s3b35c26l9" />ทินนุปาทานิยะ เป็นอนุปาทินนานุปาทานิยะ สัญญาขันธ์เป็นสังกิลิฏฐสังกิเลสิกะเป็นอสังกิลิฏฐ
			<remark  id="s3b35c26l10" />สังกิเลสิกะ เป็นอสังกิลิฏฐาสังกิเลสิกะ สัญญาขันธ์เป็นสวิตักกสวิจาระ เป็นอวิตักกวิจารมัตตะ
			<remark  id="s3b35c26l11" />เป็นอวิตักกาวิจาระ สัญญาขันธ์เป็นปีติสหคตะเป็นสุขสหคตะ เป็นอุเปกขาสหคตะ สัญญาขันธ์
			<remark  id="s3b35c26l12" />เป็นทัสสนปหาตัพพะ เป็นภาวนาปหาตัพพะ เป็นเนวทัสสนนภาวนาปหาตัพพะ สัญญาขันธ์
			<remark  id="s3b35c26l13" />เป็นทัสสนปหาตัพพเหตุกะ เป็นภาวนาปหาตัพพเหตุกะ เป็นเนวทัสสนนภาวนาปหาตัพพเหตุกะ 
			<remark  id="s3b35c26l14" />สัญญาขันธ์เป็นอาจยคามี เป็นอปจยคามี เป็นเนวาจยคามินาปจยคามีสัญญาขันธ์เป็นเสกขะ 
			<remark  id="s3b35c26l15" />เป็นอเสกขะ เป็นเนวเสกขนาเสกขะ สัญญาขันธ์เป็นปริตตะ เป็นมหัคคตะ เป็นอัปปมาณะ 
			<remark  id="s3b35c26l16" />สัญญาขันธ์เป็นปริตตารัมมณะเป็นมหัคคตารัมมณะ เป็นอัปปมาณารัมมณะ สัญญาขันธ์เป็น
			<remark  id="s3b35c26l17" />หีนะ เป็นมัชฌิมะเป็นปณีตะ สัญญาขันธ์เป็นมิจฉัตตนิยตะ เป็นสัมมัตตนิยตะ เป็นอนิยตะ
			<remark  id="s3b35c26l18" />สัญญาขันธ์เป็นมัคคารัมมณะ เป็นมัคคเหตุกะ เป็นมัคคาธิปติ สัญญาขันธ์เป็นอุปปันนะ
			<remark  id="s3b35c26l19" />เป็นอุปปาที สัญญาขันธ์เป็นอดีต เป็นอนาคตเป็นปัจจุบัน สัญญาขันธ์เป็นอตีตารัมมณะ
			<remark  id="s3b35c26l20" />เป็นอนาคตารัมมณะ เป็นปัจจุปปันนารัมมณะ สัญญาขันธ์เป็นอัชฌัตตะ เป็นพหิทธา เป็น
			<remark  id="s3b35c26l21" />อัชฌัตตพหิทธา สัญญาขันธ์เป็นอัชฌัตตารัมมณะ เป็นพหิทธารัมมณะ เป็นอัชฌัตตพหิทธา
			<remark  id="s3b35c26l22" />รัมมณะ ฯลฯสัญญาขันธ์หมวดละ ๑๐ ด้วยประการฉะนี้
			<remark  id="s3b35c26l23" />     [๕๖] สัญญาขันธ์หมวดละ ๑ คือ สัญญาขันธ์เป็นผัสสสัมปยุต.สัญญาขันธ์หมวดละ
			<remark  id="s3b35c26l24" />๒ คือ สัญญาขันธ์เป็นเหตุสัมปยุต เป็นเหตุวิปปยุต สัญญาขันธ์เป็นนเหตุสเหตุกะ เป็นเหตุ
			<remark  id="s3b35c26l25" />อเหตุกะ สัญญาขันธ์เป็นโลกิยะ เป็นโลกุตตระสัญญาขันธ์เป็นเกนจิวิญเญยยะ เป็นเกนจิน
			<remark  id="s3b35c26l26" />วิญเญยยะ สัญญาขันธ์เป็นสาสวะเป็นอนาสวะ สัญญาขันธ์เป็นอาสวสัมปยุต เป็น
			<remark  id="s3b35c26l27" />อาสววิปปยุต สัญญาขันธ์เป็นอาสววิปปยุตสาสวะ เป็นอาสววิปปยุตตอนาสวะ สัญญาขันธ์
		</para>
	</section>
	<section id="s3b35c27" >
		<para id="s3b35c27p">
			<remark  id="s3b35c27l1" />เป็นสัญโญชนิยะเป็นอสัญโญชนิยะ สัญญาขันธ์เป็นสัญโญชนสัมปยุต เป็นสัญโญชนวิปปยุต
			<remark  id="s3b35c27l2" />สัญญาขันธ์เป็นสัญโญชนวิปปยุตตสัญโญชนิยะ เป็นสัญโญชนวิปปยุตตอสัญโญชนิยะ สัญญา
			<remark  id="s3b35c27l3" />ขันธ์เป็นคันถนิยะ เป็นอคันถนิยะ สัญญาขันธ์เป็นคันถสัมปยุตเป็นคันถวิปปยุต สัญญา
			<remark  id="s3b35c27l4" />ขันธ์เป็นคันถวิปปยุตตคันถนิยะ สัญญาขันธ์เป็นคันถวิปปยุตตอคันถนิยะ สัญญาขันธ์เป็น
			<remark  id="s3b35c27l5" />โอฆนิยะ เป็นอโนฆนิยะ สัญญาขันธ์เป็นโอฆสัมปยุต เป็นโอฆวิปปยุต สัญญาขันธ์เป็น
			<remark  id="s3b35c27l6" />โอฆวิปปยุตตโอฆนิยะ เป็นโอฆวิปปยุตตอโนฆนิยะ สัญญาขันธ์เป็นโยคนิยะ เป็นอโยคนิยะ
			<remark  id="s3b35c27l7" />สัญญาขันธ์เป็นโยคสัมปยุต เป็นโยควิปปยุต สัญญาขันธ์เป็นโยควิปปยุตตโยคนิยะ เป็น
			<remark  id="s3b35c27l8" />โยควิปปยุตตอโยคนิยะ สัญญาขันธ์เป็นนีวรณิยะ เป็นอนีวรณียะ สัญญาขันธ์เป็นนีวรณ
			<remark  id="s3b35c27l9" />สัมปยุต เป็นนีวรณวิปปยุต สัญญาขันธ์เป็นนีวรณวิปปยุตตนีวรณิยะเป็นนีวรณวิปปยุตตอนี
			<remark  id="s3b35c27l10" />วรณิยะ สัญญาขันธ์เป็นปรามัฏฐะ เป็นอปรามัฏฐะสัญญาขันธ์เป็นปรามาสสัมปยุต 
			<remark  id="s3b35c27l11" />เป็นปรามาสวิปปยุต สัญญาขันธ์เป็นปรามาสวิปปยุตตปรามัฏฐะ เป็นปรามาสวิปปยุตต
			<remark  id="s3b35c27l12" />อปรามัฏฐะ สัญญาขันธ์เป็นอุปาทินนะเป็นอนุปาทินนะ สัญญาขันธ์เป็นอุปาทานิยะ เป็น
			<remark  id="s3b35c27l13" />อนุปาทานิยะ สัญญาขันธ์เป็นอุปาทานสัมปยุต เป็นอุปาทานวิปปยุต สัญญาขันธ์เป็นอุปาทาน
			<remark  id="s3b35c27l14" />วิปปยุตตอุปาทานิยะ เป็นอุปาทานวิปปยุตตอนุปาทานิยะ สัญญาขันธ์เป็นสังกิเลสิกะเป็น
			<remark  id="s3b35c27l15" />อสังกิเลสิกะ สัญญาขันธ์เป็นสังกิลิฏฐะ เป็นอสังกิลิฏฐะ สัญญาขันธ์เป็นกิเลสสัมปยุต
			<remark  id="s3b35c27l16" />เป็นกิเลสวิปปยุต สัญญาขันธ์เป็นกิเลสวิปปยุตตสังกิเลสิกะเป็นกิเลสวิปปยุตตอสังกิเลสิกะ
			<remark  id="s3b35c27l17" />สัญญาขันธ์เป็นทัสสนปหาตัพพะ เป็นนทัสสนปหาตัพพะ สัญญาขันธ์เป็นภาวนาปหาตัพพะ เป็น
			<remark  id="s3b35c27l18" />นภาวนาปหาตัพพะสัญญาขันธ์เป็นทัสสนปหาตัพพเหตุกะ เป็นนทัสสนปหาตัพพเหตุกะ สัญญา
			<remark  id="s3b35c27l19" />ขันธ์เป็นภาวนาปหาตัพพเหตุกะ เป็นนภาวนาปหาตัพพเหตุกะ สัญญาขันธ์เป็นสวิตักกะ เป็น
			<remark  id="s3b35c27l20" />อวิตักกะ สัญญาขันธ์เป็นสวิจาระ เป็นอวิจาระ สัญญาขันธ์เป็นสัปปีติกะ เป็นอัปปีติกะ สัญญา
			<remark  id="s3b35c27l21" />ขันธ์เป็นปีติสหคตะ เป็นนปีติสหคะสัญญาขันธ์เป็นสุขสหคตะ เป็นนสุขสหคตะ สัญญาขันธ์
			<remark  id="s3b35c27l22" />เป็นอุเปกขาสหคตะเป็นนอุเปกขาสหคตะ สัญญาขันธ์เป็นกามาวจร เป็นนกามาวจร สัญญาขันธ์
			<remark  id="s3b35c27l23" />เป็นรูปาวจร เป็นนรูปาวจร สัญญาขันธ์เป็นอรูปาวจร เป็นนอรูปาวจร สัญญาขันธ์  เป็น
			<remark  id="s3b35c27l24" />ปริยาปันนะ เป็นอปริยาปันนะ สัญญาขันธ์เป็นนิยยานิกะ เป็นอนิยยานิกะสัญญาขันธ์เป็น
			<remark  id="s3b35c27l25" />นิยตะ เป็นอนิยตะ สัญญาขันธ์เป็นสอุตตระ เป็นอนุตตระสัญญาขันธ์เป็นสรณะ เป็นอรณะ 
			<remark  id="s3b35c27l26" />สัญญาขันธ์หมวดละ ๓ คือ สัญญาขันธ์เป็นกุศล เป็นอกุศล เป็นอัพยากฤต ฯลฯ สัญญา
			<remark  id="s3b35c27l27" />ขันธ์หมวดละ ๑๐ ด้วยประการฉะนี้
		</para>
	</section>
	<section id="s3b35c28" >
		<para id="s3b35c28p">
			<remark  id="s3b35c28l1" />     [๕๗] สัญญาขันธ์หมวดละ ๑ คือ สัญญาขันธ์เป็นผัสสสัมปยุต.สัญญาขันธ์
			<remark  id="s3b35c28l2" />หมวดละ ๒ คือ สัญญาขันธ์เป็นสรณะ เป็นอรณะ. สัญญาขันธ์หมวดละ ๓ คือ สัญญาขันธ์
			<remark  id="s3b35c28l3" />เป็นสุขเวทนาสัมปยุต เป็นทุกขเวทนาสัมปยุต เป็นอทุกขมสุขเวทนาสัมปยุต ฯลฯ สัญญาขันธ์
			<remark  id="s3b35c28l4" />เป็นอัชฌัตตารัมมณะ เป็นพหิทธารัมมณะ เป็นอัชฌัตตพหิทธารัมมณะ ฯลฯ สัญญาขันธ์หมวด
			<remark  id="s3b35c28l5" />ละ ๑๐ ด้วยประการฉะนี้
			<remark  id="s3b35c28l6" />                        ทุกมูลกวาร จบ
			<remark  id="s3b35c28l7" />                         [ติกมูลกวาร]
			<remark  id="s3b35c28l8" />     [๕๘] สัญญาขันธ์หมวดละ ๑ คือ สัญญาขันธ์เป็นผัสสสัมปยุต.สัญญาขันธ์หมวด
			<remark  id="s3b35c28l9" />ละ ๒ คือ สัญญาขันธ์เป็นสเหตุกะ เป็นอเหตุกะ. สัญญาขันธ์หมวดละ ๓ คือ สัญญาขันธ์
			<remark  id="s3b35c28l10" />เป็นกุศล เป็นอกุศล เป็นอัพยากฤต ฯลฯ สัญญาขันธ์หมวดละ ๑๐ ด้วยประการฉะนี้
			<remark  id="s3b35c28l11" />     สัญญาขันธ์หมวดละ ๑ คือ สัญญาขันธ์เป็นผัสสสัมปยุต. สัญญาขันธ์หมวดละ ๒ คือ 
			<remark  id="s3b35c28l12" />สัญญาขันธ์เป็นสรณะ เป็นอรณะ. สัญญาขันธ์หมวดละ ๓คือ สัญญาขันธ์เป็นกุศล เป็นอกุศล 
			<remark  id="s3b35c28l13" />เป็นอัพยากฤต ฯลฯ สัญญาขันธ์หมวดละ ๑๐ ด้วยประการฉะนี้
			<remark  id="s3b35c28l14" />     สัญญาขันธ์หมวดละ ๑ คือ สัญญาขันธ์เป็นผัสสสัมปยุต. สัญญาขันธ์หมวดละ ๒ คือ 
			<remark  id="s3b35c28l15" />สัญญาขันธ์เป็นสเหตุกะ เป็นอเหตุกะ. สัญญาขันธ์หมวดละ๓ คือ สัญญาขันธ์เป็นสุขเวทนา
			<remark  id="s3b35c28l16" />สัมปยุต เป็นทุกขเวทนาสัมปยุต เป็นอทุกขมสุขเวทนาสัมปยุต ฯลฯ สัญญาขันธ์เป็น
			<remark  id="s3b35c28l17" />อัชฌัตตารัมมณะ เป็นพหิทธารัมณะเป็นอัชฌัตตพหิทธารัมมณะ ฯลฯ สัญญาขันธ์หมวดละ 
			<remark  id="s3b35c28l18" />๑๐ ด้วยประการฉะนี้
			<remark  id="s3b35c28l19" />     สัญญาขันธ์หมวดละ ๑ คือ สัญญาขันธ์เป็นผัสสสัมปยุต. สัญญาขันธ์หมวดละ ๒ คือ 
			<remark  id="s3b35c28l20" />สัญญาขันธ์เป็นสรณะ เป็นอรณะ. สัญญาขันธ์หมวดละ ๓คือ สัญญาขันธ์เป็นสุขเวทนา
			<remark  id="s3b35c28l21" />สัมปยุต เป็นทุกขเวทนาสัมปยุต เป็นอทุกขมสุขเวทนาสัมปยุต ฯลฯ สัญญาขันธ์เป็นอัชฌัตตา
			<remark  id="s3b35c28l22" />รัมมณะ เป็นพหิทธารัมมณะ เป็นอัชฌัตตพหิทธารัมมณะ ฯลฯ สัญญาขันธ์หมวดละ ๑๐ ด้วย
			<remark  id="s3b35c28l23" />ประการฉะนี้
			<remark  id="s3b35c28l24" />                        ติกมูลกวาร จบ
		</para>
	</section>
	<section id="s3b35c29" >
		<para id="s3b35c29p">
			<remark  id="s3b35c29l1" />                       [อุภโตวัฑฒกวาร]
			<remark  id="s3b35c29l2" />     [๕๙] สัญญาขันธ์หมวดละ ๑ คือ สัญญาขันธ์เป็นผัสสสัมปยุต.สัญญาขันธ์หมวดละ 
			<remark  id="s3b35c29l3" />๒ คือ สัญญาขันธ์เป็นสเหตุกะ เป็นอเหตุกะ. สัญญาขันธ์หมวดละ ๓ คือ สัญญาขันธ์เป็น
			<remark  id="s3b35c29l4" />กุศล เป็นอกุศล เป็นอัพยากฤต ฯลฯ สัญญาขันธ์หมวดละ ๑๐ ด้วยประการฉะนี้
			<remark  id="s3b35c29l5" />     สัญญาขันธ์หมวดละ ๑ คือ สัญญาขันธ์เป็นผัสสสัมปยุต. สัญญาขันธ์หมวดละ ๒ คือ 
			<remark  id="s3b35c29l6" />สัญญาขันธ์เป็นเหตุสัมปยุต เป็นเหตุวิปปยุต. สัญญาขันธ์หมวดละ ๓ คือ สัญญาขันธ์เป็น
			<remark  id="s3b35c29l7" />สุขเวทนาสัมปยุต เป็นทุกขเวทนาสัมปยุต เป็นอทุกขมสุขเวทนาสัมปยุต ฯลฯ สัญญาขันธ์
			<remark  id="s3b35c29l8" />หมวดละ ๑๐ ด้วยประการฉะนี้
			<remark  id="s3b35c29l9" />     สัญญาขันธ์หมวดละ ๑ คือ สัญญาขันธ์เป็นผัสสสัมปยุต. สัญญาขันธ์หมวดละ ๒ คือ 
			<remark  id="s3b35c29l10" />สัญญาขันธ์เป็นนเหตุสเหตุกะ เป็นนเหตุอเหตุกะ. สัญญาขันธ์หมวดละ ๓ คือ สัญญาขันธ์เป็น
			<remark  id="s3b35c29l11" />วิบาก เป็นวิปากธัมมธรรม เป็นเนววิปากนวิปากธัมมธรรม ฯลฯ สัญญาขันธ์หมวดละ ๑๐ ด้วย
			<remark  id="s3b35c29l12" />ประการฉะนี้
			<remark  id="s3b35c29l13" />     สัญญาขันธ์หมวดละ ๑ คือ สัญญาขันธ์เป็นผัสสสัมปยุต. สัญญาขันธ์หมวดละ ๒ คือ 
			<remark  id="s3b35c29l14" />สัญญาขันธ์เป็นโลกิยะ เป็นโลกุตตระ. สัญญาขันธ์หมวดละ๓ คือ สัญญาขันธ์เป็นอุปาทินนุ
			<remark  id="s3b35c29l15" />ปาทานิยะ เป็นอนุปาทินนุปาทานิยะ เป็นอนุปาทินนานุปาทานิยะ ฯลฯ สัญญาขันธ์หมวดละ 
			<remark  id="s3b35c29l16" />๑๐ ด้วยประการฉะนี้
			<remark  id="s3b35c29l17" />     สัญญาขันธ์หมวดละ ๑ คือ สัญญาขันธ์เป็นผัสสสัมปยุต. สัญญาขันธ์หมวดละ ๒ คือ 
			<remark  id="s3b35c29l18" />สัญญาขันธ์เป็นเกนจิวิญเญยยะ เป็นเกนจินวิญเญยยะ. สัญญาขันธ์หมวดละ ๓ คือ สัญญา
			<remark  id="s3b35c29l19" />ขันธ์เป็นสังกิลิฏฐสังกิเลสิกะ เป็นอสังกิลิฏฐสังกิเลสิกะ เป็นอสังกิลิฏฐาสังกิเลสิกะ ฯลฯ 
			<remark  id="s3b35c29l20" />สัญญาขันธ์หมวดละ ๑๐ ด้วยประการฉะนี้
			<remark  id="s3b35c29l21" />     สัญญาขันธ์หมวดละ ๑ คือ สัญญาขันธ์เป็นผัสสสัมปยุต. สัญญาขันธ์หมวดละ ๒ คือ
			<remark  id="s3b35c29l22" />สัญญาขันธ์เป็นสาสวะ เป็นอนาสวะ. สัญญาขันธ์หมวดละ๓ คือ สัญญาขันธ์เป็นสวิตักกส
			<remark  id="s3b35c29l23" />วิจาระ เป็นอวิตักกวิจารมัตตะ เป็นอวิตักกาวิจาระ ฯลฯ สัญญาขันธ์หมวดละ ๑๐ ด้วยประการ
			<remark  id="s3b35c29l24" />ฉะนี้
			<remark  id="s3b35c29l25" />     สัญญาขันธ์หมวดละ ๑ คือ สัญญาขันธ์เป็นผัสสสัมปยุต. สัญญาขันธ์หมวดละ ๒ คือ 
			<remark  id="s3b35c29l26" />สัญญาขันธ์เป็นอาสวสัมปยุต เป็นอาสววิปปยุต. สัญญาขันธ์หมวดละ ๓ คือ สัญญาขันธ์เป็น
			<remark  id="s3b35c29l27" />ปีติสหคตะ เป็นสุขสหคตะ เป็นอุเปกขาสหคตะ ฯลฯ สัญญาขันธ์หมวดละ ๑๐ ด้วยประการฉะนี้
		</para>
	</section>
	<section id="s3b35c30" >
		<para id="s3b35c30p">
			<remark  id="s3b35c30l1" />     สัญญาขันธ์หมวดละ ๑ คือ สัญญาขันธ์เป็นผัสสสัมปยุต. สัญญาขันธ์หมวดละ ๒ คือ 
			<remark  id="s3b35c30l2" />สัญญาขันธ์เป็นอาสววิปปยุตตสาสวะ เป็นอาสววิปปยุตตอนาสวะ. สัญญาขันธ์หมวดละ ๓ คือ
			<remark  id="s3b35c30l3" />สัญญาขันธ์เป็นทัสสนปหาตัพพะ เป็นภาวนาปหาตัพพะ เป็นเนวทัสสนนภาวนาปหาตัพพะ ฯลฯ 
			<remark  id="s3b35c30l4" />สัญญาขันธ์หมวดละ ๑๐ ด้วยประการฉะนี้
			<remark  id="s3b35c30l5" />     สัญญาขันธ์หมวดละ ๑ คือ สัญญาขันธ์เป็นผัสสสัมปยุต. สัญญาขันธ์หมวดละ ๒ คือ 
			<remark  id="s3b35c30l6" />สัญญาขันธ์เป็นสัญโญชนิยะ เป็นอสัญโญชนิยะ สัญญาขันธ์หมวดละ ๓ คือ สัญญาขันธ์เป็น
			<remark  id="s3b35c30l7" />ทัสสนปหาตัพพเหตุกะ เป็นภาวนาปหาตัพพเหตุกะ เป็นเนวทัสสนนภาวนาปหาตัพพเหตุกะ ฯลฯ 
			<remark  id="s3b35c30l8" />สัญญาขันธ์หมวดละ ๑๐ด้วยประการฉะนี้
			<remark  id="s3b35c30l9" />     สัญญาขันธ์หมวดละ ๑ คือ สัญญาขันธ์เป็นผัสสสัมปยุต. สัญญาขันธ์หมวดละ ๒ คือ 
			<remark  id="s3b35c30l10" />สัญญาขันธ์เป็นสัญโญชนสัมปยุต เป็นสัญโญชนวิปปยุต.สัญญาขันธ์หมวดละ ๓ คือ สัญญา
			<remark  id="s3b35c30l11" />ขันธ์เป็นอาจยคามี เป็นอปจยคามี เป็นเนวาจยคามินาปจยคามี ฯลฯ สัญญาขันธ์หมวดละ 
			<remark  id="s3b35c30l12" />๑๐ ด้วยประการฉะนี้
			<remark  id="s3b35c30l13" />     สัญญาขันธ์หมวดละ ๑ คือ สัญญาขันธ์เป็นผัสสสัมปยุต. สัญญาขันธ์หมวดละ ๒ คือ 
			<remark  id="s3b35c30l14" />สัญญาขันธ์เป็นสัญโญชนวิปปยุตตสัญโญชนิยะ เป็นสัญโญชนวิปปยุตตอสัญโญชนิยะ. สัญญา
			<remark  id="s3b35c30l15" />ขันธ์หมวดละ ๓ คือ สัญญาขันธ์เป็นเสกขะเป็นอเสกขะ เป็นเนวเสกขนาเสกขะ ฯลฯ สัญญา
			<remark  id="s3b35c30l16" />ขันธ์หมวดละ ๑๐ ด้วยประการฉะนี้
			<remark  id="s3b35c30l17" />     สัญญาขันธ์หมวดละ ๑ คือ สัญญาขันธ์เป็นผัสสสัมปยุต. สัญญาขันธ์หมวดละ ๒ คือ 
			<remark  id="s3b35c30l18" />สัญญาขันธ์เป็นคันถนิยะ เป็นอคันถนิยะ. สัญญาขันธ์หมวดละ ๓ คือ สัญญาขันธ์เป็นปริตตะ 
			<remark  id="s3b35c30l19" />เป็นมหัคคตะ เป็นอัปปมาณะ ฯลฯ สัญญาขันธ์หมวดละ ๑๐ ด้วยประการฉะนี้
			<remark  id="s3b35c30l20" />     สัญญาขันธ์หมวดละ ๑ คือ สัญญาขันธ์เป็นผัสสสัมปยุต. สัญญาขันธ์หมวดละ ๒ คือ
			<remark  id="s3b35c30l21" />สัญญาขันธ์เป็นคันถสัมปยุต เป็นคันถวิปปยุต. สัญญาขันธ์หมวดละ ๓ คือ สัญญาขันธ์เป็น
			<remark  id="s3b35c30l22" />ปริตตารัมมณะ เป็นมหัคคตารัมมณะ เป็นอัปปมาณารัมมณะ ฯลฯ สัญญาขันธ์หมวดละ ๑๐
			<remark  id="s3b35c30l23" />ด้วยประการฉะนี้
			<remark  id="s3b35c30l24" />     สัญญาขันธ์หมวดละ ๑ คือ สัญญาขันธ์เป็นผัสสสัมปยุต. สัญญาขันธ์หมวดละ ๒ คือ 
			<remark  id="s3b35c30l25" />สัญญาขันธ์เป็นคันถวิปปยุตตคันถนิยะ เป็นคันถวิปปยุตตอคันถนิยะ. สัญญาขันธ์หมวดละ ๓
			<remark  id="s3b35c30l26" />คือ สัญญาขันธ์เป็นหีนะ เป็นมัชฌิมะเป็นปณีตะ ฯลฯ สัญญาขันธ์หมวดละ ๑๐ ด้วยประการ
			<remark  id="s3b35c30l27" />ฉะนี้
		</para>
	</section>
	<section id="s3b35c31" >
		<para id="s3b35c31p">
			<remark  id="s3b35c31l1" />     สัญญาขันธ์หมวดละ ๑ คือ สัญญาขันธ์เป็นผัสสสัมปยุต. สัญญาขันธ์หมวดละ ๒ คือ
			<remark  id="s3b35c31l2" />สัญญาขันธ์เป็นโอฆนิยะ เป็นอโนฆนิยะ. สัญญาขันธ์หมวดละ ๓ คือ สัญญาขันธ์เป็นมิจฉัตตนิยะ
			<remark  id="s3b35c31l3" />เป็นสัมมัตตนิยตะ เป็นอนิยตะ ฯลฯสัญญาขันธ์หมวดละ ๑๐ ด้วยประการฉะนี้
			<remark  id="s3b35c31l4" />     สัญญาขันธ์หมวดละ ๑ คือ สัญญาขันธ์เป็นผัสสสัมปยุต. สัญญาขันธ์หมวดละ ๒ คือ
			<remark  id="s3b35c31l5" />สัญญาขันธ์เป็นโอฆะสัมปยุต เป็นโอฆะวิปปยุต. สัญญาขันธ์หมวดละ ๓ คือ สัญญาขันธ์เป็น
			<remark  id="s3b35c31l6" />มัคคารัมมณะ เป็นมัคคเหตุกะ เป็นมัคคาธิปติฯลฯ สัญญาขันธ์หมวดละ ๑๐ ด้วยประการฉะนี้
			<remark  id="s3b35c31l7" />     สัญญาขันธ์หมวดละ ๑ คือ สัญญาขันธ์เป็นผัสสสัมปยุต. สัญญาขันธ์หมวดละ ๒
			<remark  id="s3b35c31l8" />คือ สัญญาขันธ์เป็นโอฆวิปปยุตตโอฆนิยะ เป็นโอฆวิปปยุตตอโนฆนิยะ สัญญาขันธ์หมวดละ
			<remark  id="s3b35c31l9" />๓ คือ สัญญาขันธ์เป็นอุปปันนะ เป็นอนุปปันนะเป็นอุปปาที ฯลฯ สัญญาขันธ์หมวดละ ๑๐
			<remark  id="s3b35c31l10" />ด้วยประการฉะนี้
			<remark  id="s3b35c31l11" />     สัญญาขันธ์หมวดละ ๑ คือ สัญญาขันธ์เป็นผัสสสัมปยุต. สัญญาขันธ์หมวดละ ๒ คือ 
			<remark  id="s3b35c31l12" />สัญญาขันธ์เป็นโยคนิยะ เป็นอโยคนิยะ สัญญาขันธ์หมวดละ ๓คือ สัญญาขันธ์เป็นอดีต 
			<remark  id="s3b35c31l13" />เป็นอนาคต เป็นปัจจุบัน ฯลฯ สัญญาขันธ์หมวดละ๑๐ ด้วยประการฉะนี้
			<remark  id="s3b35c31l14" />     สัญญาขันธ์หมวดละ ๑ คือ สัญญาขันธ์เป็นผัสสสัมปยุต. สัญญาขันธ์หมวดละ ๒ คือ 
			<remark  id="s3b35c31l15" />สัญญาขันธ์เป็นโยคสัมปยุต เป็นโยควิปปยุต. สัญญาขันธ์หมวดละ ๓ คือ สัญญาขันธ์เป็น
			<remark  id="s3b35c31l16" />อตีตารัมมณะ   เป็นอนาคตารัมมณะ เป็นปัจจุปปันนารัมมณะ ฯลฯ สัญญาขันธ์หมวดละ ๑๐ 
			<remark  id="s3b35c31l17" />ด้วยประการฉะนี้
			<remark  id="s3b35c31l18" />     สัญญาขันธ์หมวดละ ๑ คือ สัญญาขันธ์เป็นผัสสสัมปยุต. สัญญาขันธ์หมวดละ ๒ คือ 
			<remark  id="s3b35c31l19" />สัญญาขันธ์เป็นโยควิปปยุตตโยคนิยะ เป็นโยควิปปยุตตอโยคนิยะ สัญญาขันธ์หมวดละ ๓ คือ 
			<remark  id="s3b35c31l20" />สัญญาขันธ์เป็นอัชฌัตตะ เป็นพหิทธาเป็นอัชฌัตตพหิทธา ฯลฯ สัญญาขันธ์หมวดละ ๑๐ 
			<remark  id="s3b35c31l21" />ด้วยประการฉะนี้
			<remark  id="s3b35c31l22" />     สัญญาขันธ์หมวดละ ๑ คือ สัญญาขันธ์เป็นผัสสสัมปยุต. สัญญาขันธ์หมวดละ ๒ คือ 
			<remark  id="s3b35c31l23" />สัญญาขันธ์เป็นนีวรณิยะ เป็นอนีวรณิยะ. สัญญาขันธ์หมวดละ๓ คือ สัญญาขันธ์เป็น
			<remark  id="s3b35c31l24" />อัชฌัตตารัมมณะ เป็นพหิทธารัมมณะ เป็นอัชฌัตตพหิทธารัมมณะ ฯลฯ สัญญาขันธ์หมวด
			<remark  id="s3b35c31l25" />ละ ๑๐ ด้วยประการฉะนี้
			<remark  id="s3b35c31l26" />                       อุภโตวัฑฒกวาร จบ
		</para>
	</section>
	<section id="s3b35c32" >
		<para id="s3b35c32p">
			<remark  id="s3b35c32l1" />                         [พหุวิธวาร]
			<remark  id="s3b35c32l2" />     [๖๐] สัญญาขันธ์หมวดละ ๗ คือ สัญญาขันธ์เป็นกุศล เป็นอกุศลเป็นอัพยากฤต 
			<remark  id="s3b35c32l3" />เป็นกามาวจร เป็นรูปาวจร เป็นอรูปาวจร เป็นอปริยาปันนะสัญญาขันธ์หมวดละ ๗ ด้วย
			<remark  id="s3b35c32l4" />ประการฉะนี้
			<remark  id="s3b35c32l5" />     สัญญาขันธ์หมวดละ ๗ อีกอย่างหนึ่ง คือ สัญญาขันธ์เป็นสุขเวทนาสัมปยุต เป็นทุกข
			<remark  id="s3b35c32l6" />เวทนาสัมปยุต เป็นอทุกขมสุขเวทนาสัมปยุต ฯลฯ สัญญาขันธ์เป็นอัชฌัตตารัมมณะ เป็น
			<remark  id="s3b35c32l7" />พหิทธารัมมณะ เป็นอัชฌัตตพหิทธารัมมณะ เป็นกามาวจร เป็นรูปาวจร เป็นอรูปาวจร เป็น
			<remark  id="s3b35c32l8" />อปริยาปันนะ สัญญาขันธ์หมวดละ ๗ด้วยประการฉะนี้
			<remark  id="s3b35c32l9" />     [๖๑] สัญญาขันธ์หมวดละ ๒๔ คือ สัญญาขันธ์เพราะจักขุสัมผัสเป็นปัจจัย เป็นกุศล
			<remark  id="s3b35c32l10" />เป็นอกุศล เป็นอัพยากฤต สัญญาขันธ์เพราะโสตสัมผัสเป็นปัจจัย ฯลฯ สัญญาขันธ์เพราะฆาน
			<remark  id="s3b35c32l11" />สัมผัสเป็นปัจจัย ฯลฯ สัญญาขันธ์เพราะชิวหาสัมผัสเป็นปัจจัย ฯลฯ สัญญาขันธ์เพราะกาย
			<remark  id="s3b35c32l12" />สัมผัสเป็นปัจจัย ฯลฯ สัญญาขันธ์เพราะมโนสัมผัสเป็นปัจจัย เป็นกุศล เป็นอกุศล เป็น
			<remark  id="s3b35c32l13" />อัพยากฤต จักขุสัมผัสสชาสัญญา โสตสัมผัสสชาสัญญา ฆานสัมผัสสชาสัญญา ชิวหาสัมผัสส
			<remark  id="s3b35c32l14" />ชาสัญญา กายสัมผัสสชาสัญญา มโนสัมผัสสชาสัญญา สัญญาขันธ์หมวดละ ๒๔ ด้วย
			<remark  id="s3b35c32l15" />ประการฉะนี้
			<remark  id="s3b35c32l16" />     สัญญาขันธ์หมวดละ ๒๔ อีกอย่างหนึ่ง คือสัญญาขันธ์เพราะจักขุสัมผัสเป็นปัจจัย 
			<remark  id="s3b35c32l17" />เป็นสุขเวทนาสัมปยุต เป็นทุกขเวทนาสัมปยุต เป็นอทุกขมสุขเวทนาสัมปยุต ฯลฯ เป็น
			<remark  id="s3b35c32l18" />อัชฌัตตารัมมณะ เป็นพหิทธารัมมณะ เป็นอัชฌัตตพหิทธารัมมณะ สัญญาขันธ์เพราะโสตสัมผัส
			<remark  id="s3b35c32l19" />เป็นปัจจัย ฯลฯ สัญญาขันธ์เพราะฆานสัมผัสเป็นปัจจัย ฯลฯ สัญญาขันธ์เพราะชิวหาสัมผัสเป็น
			<remark  id="s3b35c32l20" />ปัจจัย ฯลฯ สัญญาขันธ์เพราะกายสัมผัสเป็นปัจจัย ฯลฯ สัญญาขันธ์เพราะมโนสัมผัสเป็นปัจจัย 
			<remark  id="s3b35c32l21" />เป็นอัชฌัตตารัมมณะ เป็นพหิทธารัมมณะ เป็นอัชฌัตตพหิทธารัมมณะ จักขุสัมผัสสชา
			<remark  id="s3b35c32l22" />สัญญา ฯลฯ มโนสัมผัสสชาสัญญา สัญญาขันธ์หมวดละ ๒๔ ด้วยประการฉะนี้
			<remark  id="s3b35c32l23" />     [๖๒] สัญญาขันธ์หมวดละ ๓๐ คือ สัญญาขันธ์เพราะจักขุสัมผัสเป็นปัจจัย เป็น
			<remark  id="s3b35c32l24" />กามาวจร เป็นรูปาวจร เป็นอรูปาวจร เป็นอปริยาปันนะ สัญญาขันธ์เพราะโสตสัมผัสเป็น
			<remark  id="s3b35c32l25" />ปัจจัย ฯลฯ สัญญาขันธ์เพราะฆานสัมผัสเป็นปัจจัย ฯลฯสัญญาขันธ์เพราะชิวหาสัมผัสเป็น
			<remark  id="s3b35c32l26" />ปัจจัย ฯลฯ สัญญาขันธ์เพราะกายสัมผัสเป็นปัจจัย สัญญาขันธ์เพราะมโนสัมผัสเป็นปัจจัย 
		</para>
	</section>
	<section id="s3b35c33" >
		<para id="s3b35c33p">
			<remark  id="s3b35c33l1" />เป็นกามาวจร เป็นรูปาวจร เป็นอรูปาวจร เป็นอปริยาปันนะ จักขุสัมผัสสชาสัญญา ฯลฯ 
			<remark  id="s3b35c33l2" />มโนสัมผัสสชาสัญญาสัญญาขันธ์หมวดละ ๓๐ ด้วยประการฉะนี้
			<remark  id="s3b35c33l3" />     [๖๓] สัญญาขันธ์หมวดละมากอย่าง คือ สัญญาขันธ์เพราะจักขุสัมผัสเป็นปัจจัย 
			<remark  id="s3b35c33l4" />เป็นกุศล เป็นอกุศล เป็นอัพยากฤต เป็นกามาวจร เป็นรูปาวจรเป็นอรูปาวจร เป็นอปริยา
			<remark  id="s3b35c33l5" />ปันนะ สัญญาขันธ์เพราะโสตสัมผัสเป็นปัจจัย ฯลฯสัญญาขันธ์เพราะฆานสัมผัสเป็นปัจจัย ฯลฯ 
			<remark  id="s3b35c33l6" />สัญญาขันธ์เพราะชิวหาสัมผัสเป็นปัจจัย ฯลฯ สัญญาขันธ์เพราะกายสัมผัสเป็นปัจจัย ฯลฯ สัญญา
			<remark  id="s3b35c33l7" />ขันธ์เพราะมโนสัมผัสเป็นปัจจัย เป็นกุศล เป็นอกุศล เป็นอัพยากฤต เป็นกามาวจร เป็นรูปาวจร
			<remark  id="s3b35c33l8" />เป็นอรูปาวจร เป็นอปริยาปันนะ จักขุสัมผัสสชาสัญญา ฯลฯ มโนสัมผัสสชาสัญญา สัญญาขันธ์
			<remark  id="s3b35c33l9" />หมวดละมากอย่าง ด้วยประการฉะนี้
			<remark  id="s3b35c33l10" />     สัญญาขันธ์หมวดละมากอย่างอีกอย่างหนึ่ง คือ สัญญาขันธ์เพราะจักขุสัมผัสเป็นปัจจัย 
			<remark  id="s3b35c33l11" />เป็นสุขเวทนาสัมปยุต เป็นทุกขเวทนาสัมปยุต เป็นอทุกขมสุขเวทนาสัมปยุต ฯลฯ เป็น
			<remark  id="s3b35c33l12" />อัชฌัตตารัมมณะ เป็นพหิทธารัมมณะ เป็นอัชฌัตตพหิทธารัมมณะ เป็นกามาวจร เป็นรูปาวจร 
			<remark  id="s3b35c33l13" />เป็นอรูปาวจร เป็นอปริยาปันนะสัญญาขันธ์เพราะโสตสัมผัสเป็นปัจจัย ฯลฯ สัญญาขันธ์
			<remark  id="s3b35c33l14" />เพราะฆานสัมผัสเป็นปัจจัย ฯลฯ สัญญาขันธ์เพราะชิวหาสัมผัสเป็นปัจจัย ฯลฯ สัญญาขันธ์
			<remark  id="s3b35c33l15" />เพราะกายสัมผัสเป็นปัจจัย ฯลฯ สัญญาขันธ์เพราะมโนสัมผัสเป็นปัจจัย เป็นอัชฌัตตารัมมณะ
			<remark  id="s3b35c33l16" />เป็นพหิทธารัมมณะ เป็นอัชฌัตตพหิทธารัมมณะ เป็นกามาวจร เป็นรูปาวจรเป็นอรูปาวจร
			<remark  id="s3b35c33l17" />เป็นอปริยาปันนะ จักขุสัมผัสสชาสัญญา ฯลฯ มโนสัมผัสสชาสัญญาสัญญาขันธ์หมวดละมาก
			<remark  id="s3b35c33l18" />อย่าง ด้วยประการฉะนี้
			<remark  id="s3b35c33l19" />     สภาวธรรมนี้เรียกว่า สัญญาขันธ์
			<remark  id="s3b35c33l20" />                         พหุวิธวาร จบ
		</para>
	</section>
	<section id="s3b35c34" >
		<para id="s3b35c34p">
			<remark  id="s3b35c34l1" />                          สังขารขันธ์
			<remark  id="s3b35c34l2" />     สังขารขันธ์ เป็นไฉน
			<remark  id="s3b35c34l3" />                         [ทุกมูลกวาร]
			<remark  id="s3b35c34l4" />     [๖๔] สังขารขันธ์หมวดละ ๑ คือ สังขารขันธ์เป็นจิตตสัมปยุต
			<remark  id="s3b35c34l5" />     สังขารขันธ์หมวดละ ๒ คือ สังขารขันธ์เป็นเหตุ เป็นนเหตุ
			<remark  id="s3b35c34l6" />     สังขารขันธ์หมวดละ ๓ คือ สังขารขันธ์เป็นกุศล เป็นอกุศล เป็นอัพยากฤต
			<remark  id="s3b35c34l7" />     สังขารขันธ์หมวดละ ๔ คือ สังขารขันธ์เป็นกามาวจร เป็นรูปาวจร เป็นอรูปาวจร
			<remark  id="s3b35c34l8" />เป็นอปริยาปันนะ
			<remark  id="s3b35c34l9" />     สังขารขันธ์หมวดละ ๕ คือ สังขารขันธ์เป็นสุขินทริยสัมปยุต เป็นทุกขินทริยสัมปยุต 
			<remark  id="s3b35c34l10" />เป็นโสมนัสสินทริยสัมปยุต เป็นโทมนัสสินทริยสัมปยุตเป็นอุเปกขินทริยสัมปยุต
			<remark  id="s3b35c34l11" />     สังขารขันธ์หมวดละ ๖ คือ จักขุสัมผัสสชาเจตนา โสตสัมผัสสชาเจตนา ฆานสัมผัส
			<remark  id="s3b35c34l12" />สชาเจตนา ชิวหาสัมผัสสชาเจตนา กายสัมผัสสชาเจตนามโนสัมผัสสชาเจตนา สังขารขันธ์
			<remark  id="s3b35c34l13" />หมวดละ ๖ ด้วยประการฉะนี้
			<remark  id="s3b35c34l14" />     สังขารขันธ์หมวดละ ๗ คือ จักขุสัมผัสสชาเจตนา ฯลฯ กายสัมผัสสชาเจตนา มโน
			<remark  id="s3b35c34l15" />ธาตุสัมผัสสชาเจตนา มโนวิญญาณธาตุสัมผัสสชาเจตนาสังขารขันธ์หมวดละ ๗ ด้วยประการฉะนี้
			<remark  id="s3b35c34l16" />     สังขารขันธ์หมวดละ ๘ คือ จักขุสัมผัสสชาเจตนา ฯลฯ สุขสหคตกายสัมผัสสชาเจตนา 
			<remark  id="s3b35c34l17" />ทุกขสหคตกายสัมผัสสชาเจตนา มโนธาตุสัมผัสสชาเจตนามโนวิญญาณธาตุสัมผัสสชาเจตนา 
			<remark  id="s3b35c34l18" />สังขารขันธ์หมวดละ ๘ ด้วยประการฉะนี้
			<remark  id="s3b35c34l19" />     สังขารขันธ์หมวดละ ๙ คือ จักขุสัมผัสสชาเจตนา ฯลฯ มโนธาตุสัมผัสสชาเจตนา
			<remark  id="s3b35c34l20" />กุสลมโนวิญญาณธาตุสัมผัสสชาเจตนา อกุสลมโนวิญญาณธาตุสัมผัสสชาเจตนา อัพยากตมโน
			<remark  id="s3b35c34l21" />วิญญาณธาตุสัมผัสสชาเจตนา สังขารขันธ์หมวดละ ๙ ด้วยประการฉะนี้
			<remark  id="s3b35c34l22" />     สังขารขันธ์หมวดละ ๑๐ คือ จักขุสัมผัสสชาเจตนา ฯลฯ สุขสหคตกายสัมผัสสชาเจตนา
			<remark  id="s3b35c34l23" />ทุกขสหคตกายสัมผัสสชาเจตนา มโนธาตุสัมผัสสชาเจตนากุสลมโนวิญญาณธาตุสัมผัสสชาเจตนา 
			<remark  id="s3b35c34l24" />อกุสลมโนวิญญาณธาตุสัมผัสสชาเจตนาอัพยากตมโนวิญญาณธาตุสัมผัสสชาเจตนา สังขารขันธ์
			<remark  id="s3b35c34l25" />หมวดละ ๑๐ ด้วยประการฉะนี้
		</para>
	</section>
	<section id="s3b35c35" >
		<para id="s3b35c35p">
			<remark  id="s3b35c35l1" />     [๖๕] สังขารขันธ์หมวดละ ๑ คือ สังขารขันธ์เป็นจิตตสัมปยุต.สังขารขันธ์หมวดละ 
			<remark  id="s3b35c35l2" />๒ คือ สังขารขันธ์เป็นเหตุ เป็นนเหตุ. สังขารขันธ์หมวดละ ๓ คือ สังขารขันธ์เป็นสุขเวทนา
			<remark  id="s3b35c35l3" />สัมปยุต เป็นทุกขเวทนาสัมปยุต เป็นอทุกขมสุขเวทนาสัมปยุต สังขารขันธ์เป็นวิบาก เป็น
			<remark  id="s3b35c35l4" />วิปากธัมมธรรม เป็นเนววิปากนวิปากธัมมธรรม สังขารขันธ์เป็นอุปาทินนุปาทานิยะ เป็นอนุปา
			<remark  id="s3b35c35l5" />ทินนุปาทานิยะ เป็นอนุปาทินนานุปาทานิยะ สังขารขันธ์เป็นสังกิลิฏฐสังกิเลสิกะ เป็นเป็นอสังกิลิฏฐ
			<remark  id="s3b35c35l6" />สังกิเลสิกะ เป็นอสังกิลิฏฐาสังกิเลสิกะ สังขารขันธ์เป็นสวิตักกสวิจาระ เป็นอวิตักกวิจารมัตตะ
			<remark  id="s3b35c35l7" />เป็นอวิตักกาวิจาระ สังขารขันธ์เป็นปีติสหคตะเป็นสุขสหคตะ เป็นอุเปกขาสหคตะ สังขาร
			<remark  id="s3b35c35l8" />ขันธ์เป็นทัสสนปหาตัพพะ เป็นภาวนาปหาตัพพะ เป็นเนวทัสสนนภาวนาปหาตัพพะ สังขาร
			<remark  id="s3b35c35l9" />ขันธ์เป็นทัสสนปหาตัพพเหตุกะ เป็นภาวนาปหาตัพพเหตุกะ เป็นเนวทัสสนนภาวนาปหาตัพพ
			<remark  id="s3b35c35l10" />เหตุกะ สังขารขันธ์เป็นอาจยคามี เป็นอปจยคามี เป็นเนวาจยคามินาปจยคามีสังขารขันธ์เป็น
			<remark  id="s3b35c35l11" />เสกขะ เป็นอเสกขะ เป็นเนวเสกขนาเสกขะ สังขารขันธ์เป็นปริตตะ เป็นมหัคคตะ เป็น
			<remark  id="s3b35c35l12" />อัปปมาณะ สังขารขันธ์เป็นปริตตารัมมณะ เป็นมหัคคตารัมมณะ เป็นอัปปมาณารัมมณะ สังขาร
			<remark  id="s3b35c35l13" />ขันธ์ เป็นหีนะเป็นมัชฌิมะ เป็นปณีตะ สังขารขันธ์เป็นมิจฉัตตนิยตะ เป็นสัมมัตตนิยตะ
			<remark  id="s3b35c35l14" />เป็นอนิยตะสังขารขันธ์เป็นมัคคารัมมณะ เป็นมัคคเหตุกะ เป็นมัคคาธิปติ สังขารขันธ์เป็น
			<remark  id="s3b35c35l15" />อุปปันนะเป็นอนุปปันนะ เป็นอุปปาที สังขารขันธ์เป็นอดีต เป็นอนาคต เป็นปัจจุบัน สังขาร
			<remark  id="s3b35c35l16" />ขันธ์เป็นอตีตารัมมณะ เป็นอนาคตารัมมณะ เป็นปัจจุปปันนารัมมณะ สังขารขันธ์เป็นอัชฌัตตะ 
			<remark  id="s3b35c35l17" />เป็นพหิทธา เป็นอัชฌัตตพหิทธา สังขารขันธ์เป็นอัชฌัตตารัมมณะเป็นพหิทธารัมมณะ เป็น
			<remark  id="s3b35c35l18" />อัชฌัตตพหิทธารัมมณะ ฯลฯ สังขารขันธ์หมวดละ ๑๐ด้วยประการฉะนี้
			<remark  id="s3b35c35l19" />     [๖๖] สังขารขันธ์หมวดละ ๑ คือ สังขารขันธ์เป็นจิตตสัมปยุต. สังขารหมวดละ
			<remark  id="s3b35c35l20" />๒ คือ สังขารขันธ์เป็นสเหตุกะ เป็นอเหตุกะ สังขารขันธ์เป็นเหตุสัมปยุต เป็นเหตุวิปปยุต 
			<remark  id="s3b35c35l21" />สังขารขันธ์เป็นเหตุสเหตุกะ เป็นสเหตุกนเหตุสังขารขันธ์เป็นเหตุเหตุสัมปยุต เป็นเหตุสัมป
			<remark  id="s3b35c35l22" />ยุตตนเหตุ สังขารขันธ์เป็นนเหตุสเหตุกะ เป็นนเหตุอเหตุกะ สังขารขันธ์เป็นโลกิยะ เป็น
			<remark  id="s3b35c35l23" />โลกุตตระ สังขารขันธ์เป็นเกนจิวิญเญยยะ เป็นเกนจินวิญเญยยะ สังขารขันธ์เป็นอาสวะ 
			<remark  id="s3b35c35l24" />เป็นโนอาสวะสังขารขันธ์เป็นสาสวะ เป็นอนาสวะ สังขารขันธ์เป็นอาสวสัมปยุต เป็นอาสว
			<remark  id="s3b35c35l25" />วิปปยุต สังขารขันธ์เป็นอาสวสาสวะ เป็นสาสวโนอาสวะ สังขารขันธ์เป็นอาสวอาสวสัมปยุต
			<remark  id="s3b35c35l26" />เป็นอาสวสัมปยุตตโนอาสวะ สังขารขันธ์เป็นอาสววิปปยุตตสาสวะ เป็นอาสววิปปยุตตอนาสวะ 
			<remark  id="s3b35c35l27" />สังขารขันธ์เป็นสัญโญชนะ เป็นโนสัญโญชนะสังขารขันธ์เป็นสัญโญชนิยะ เป็นอสัญโญชนิยะ
		</para>
	</section>
	<section id="s3b35c36" >
		<para id="s3b35c36p">
			<remark  id="s3b35c36l1" />สังขารขันธ์เป็นสัญโญชนสัมปยุต เป็นสัญโญชนวิปปยุต สังขารขันธ์เป็นสัญโญชนสัญโญชนิยะ
			<remark  id="s3b35c36l2" />เป็นสัญโญชนิยโนสัญโญชนะ สังขารขันธ์เป็นสัญโญชนสัญโญชนสัมปยุต เป็นสัญโญชน
			<remark  id="s3b35c36l3" />สัมปยุตตโนสัญโญชนะ สังขารขันธ์เป็นสัญโญชนวิปปยุตตสัญโญชนิยะเป็นสัญโญชน
			<remark  id="s3b35c36l4" />วิปปยุตตอสัญโญชนิยะ สังขารขันธ์เป็นคันถะ เป็นโนคันถะสังขารขันธ์เป็นคันถนิยะ 
			<remark  id="s3b35c36l5" />เป็นอคันถนิยะ สังขารขันธ์เป็นคันถสัมปยุต เป็นคันถวิปปยุต สังขารขันธ์เป็นคันถคันถนิยะ 
			<remark  id="s3b35c36l6" />เป็นคันถนิยโนคันถะ สังขารขันธ์เป็นคันถคันถสัมปยุต เป็นคันถสัมปยุตตโนคันถะ สังขารขันธ์
			<remark  id="s3b35c36l7" />เป็นคันถวิปปยุตตคันถนิยะ เป็นคันถวิปปยุตตอคันถนิยะ สังขารขันธ์เป็นโอฆะ เป็นโนโอฆะ
			<remark  id="s3b35c36l8" />สังขารขันธ์เป็นโอฆนิยะ เป็นอโนฆนิยะ สังขารขันธ์เป็นโอฆสัมปยุต เป็นโอฆวิปปยุต 
			<remark  id="s3b35c36l9" />สังขารขันธ์เป็นโอฆโอฆนิยะ เป็นโอฆนิยโนโอฆะ สังขารขันธ์เป็นโอฆโอฆสัมปยุต 
			<remark  id="s3b35c36l10" />เป็นโอฆสัมปยุตตโนโอฆะ สังขารขันธ์เป็นโอฆวิปปยุตตโอฆนิยะ เป็นโอฆวิปปยุตตอโนฆนิยะ 
			<remark  id="s3b35c36l11" />สังขารขันธ์เป็นโยคะ เป็นโนโยคะสังขารขันธ์เป็นโยคนิยะ เป็นอโยคนิยะ สังขารขันธ์
			<remark  id="s3b35c36l12" />เป็นโยคสัมปยุต เป็นโยควิปปยุต สังขารขันธ์เป็นโยคโยคนิยะ เป็นโยคนิยโนโยคะ สังขาร
			<remark  id="s3b35c36l13" />ขันธ์เป็นโยคโยคสัมปยุต เป็นโยคสัมปยุตตโนโยคะ สังขารขันธ์เป็นโยควิปปยุตตโยคนิยะ
			<remark  id="s3b35c36l14" />เป็นโยควิปปยุตตอโยคนิยะ สังขารขันธ์เป็นนีวรณะ เป็นโนนีวรณะ สังขารขันธ์เป็นนีวรณิยะ
			<remark  id="s3b35c36l15" />เป็นอนีวรณิยะ สังขารขันธ์เป็นนีวรณสัมปยุต เป็นนีวรณวิปปยุตสังขารขันธ์เป็นนีวรณนีวรณิยะ
			<remark  id="s3b35c36l16" />เป็นนีวรณิยโนนีวรณะ สังขารขันธ์เป็นนีวรณนีวรณสัมปยุต เป็นนีวรณสัมปยุตตโนนีวรณะ 
			<remark  id="s3b35c36l17" />สังขารขันธ์เป็นนีวรณวิปปยุตตนีวรณิยะ เป็นนีวรณวิปปยุตตอนีวรณิยะ สังขารขันธ์เป็นปรามาสะ
			<remark  id="s3b35c36l18" />เป็นโนปรามาสะ สังขารขันธ์เป็นปรามัฏฐะ เป็นอปรามัฏฐะ สังขารขันธ์เป็นปรามาสสัมปยุต 
			<remark  id="s3b35c36l19" />เป็นปรามาสวิปปยุต สังขารขันธ์เป็นปรามาสปรามัฏฐะ เป็นปรามัฏฐโนปรามาสะ สังขารขันธ์
			<remark  id="s3b35c36l20" />เป็นปรามาสวิปปยุตตปรามัฏฐะ เป็นปรามาสวิปปยุตตอปรามัฏฐะสังขารขันธ์เป็นอุปาทินนะ
			<remark  id="s3b35c36l21" />เป็นอนุปาทินนะ สังขารขันธ์เป็นอุปาทานะ เป็นโนอุปาทานะ สังขารขันธ์เป็นอุปาทานิยะ เป็น
			<remark  id="s3b35c36l22" />อนุปาทานิยะ สังขารขันธ์เป็นอุปาทานสัมปยุต เป็นอุปาทานวิปปยุต สังขารขันธ์เป็นอุปาทาน
			<remark  id="s3b35c36l23" />อุปาทานิยะ เป็นอุปาทานิยโนอุปาทานะ สังขารขันธ์เป็นอุปาทานอุปาทานสัมปยุต เป็นอุปาทาน
			<remark  id="s3b35c36l24" />สัมปยุตตโนอุปาทานะ สังขารขันธ์เป็นอุปาทานวิปปยุตตอุปาทานิยะ เป็นอุปาทานวิปปยุตตอนุ
			<remark  id="s3b35c36l25" />ปาทานิยะ สังขารขันธ์เป็นกิเลสะ เป็นโนกิเลสะ สังขารขันธ์เป็นสังกิเลสิกะ เป็นอสังกิเลสิกะ
			<remark  id="s3b35c36l26" />สังขารขันธ์เป็นสังกิลิฏฐะ เป็นอสังกิลิฏฐะสังขารขันธ์เป็นกิเลสสัมปยุต เป็นกิเลสวิปปยุต
			<remark  id="s3b35c36l27" />สังขารขันธ์เป็นกิเลสสังกิเลสิกะ เป็นสังกิเลสิกโนกิเลสะ สังขารขันธ์เป็นกิเลสสังกิลิฏฐะ 
		</para>
	</section>
	<section id="s3b35c37" >
		<para id="s3b35c37p">
			<remark  id="s3b35c37l1" />เป็นสังกิลิฏฐโนกิเลสะสังขารขันธ์เป็นกิเลสกิเลสสัมปยุต เป็นกิเลสสัมปยุตตโนกิเลสะ สังขาร
			<remark  id="s3b35c37l2" />ขันธ์เป็นกิเลสวิปปยุตตสังกิเลสิกะ เป็นกิเลสวิปปยุตตอสังกิเลสิกะ สังขารขันธ์เป็นทัสสนปหา
			<remark  id="s3b35c37l3" />ตัพพะ เป็นนทัสสนปหาตัพพะ สังขารขันธ์เป็นภาวนาปหาตัพพะเป็นนภาวนาปหาตัพพะ 
			<remark  id="s3b35c37l4" />สังขารขันธ์เป็นทัสสนปหาตัพพเหตุกะ เป็นนทัสสนปหาตัพพเหตุกะ สังขารขันธ์เป็นภาวนา
			<remark  id="s3b35c37l5" />ปหาตัพพเหตุกะ เป็นนภาวนาปหาตัพพเหตุกะ สังขารขันธ์เป็นสวิตักกะ เป็นอวิตักกะ สังขาร
			<remark  id="s3b35c37l6" />ขันธ์เป็นสวิจาระ เป็นอวิจาระ สังขารขันธ์เป็นสัปปีติกะ เป็นอัปปีติกะ สังขารขันธ์เป็นปีติ
			<remark  id="s3b35c37l7" />สหคตะเป็นนปีติสหคตะ สังขารขันธ์เป็นสุขสหคตะ เป็นนสุขสหคตะ สังขารขันธ์เป็น
			<remark  id="s3b35c37l8" />อุเปกขาสหคตะ เป็นนอุเปกขาสหคตะ สังขารขันธ์เป็นกามาวจร เป็นนกามาวจร สังขารขันธ์
			<remark  id="s3b35c37l9" />เป็นรูปาวจร เป็นนรูปาวจร สังขารขันธ์เป็นอรูปาวจรเป็นนอรูปาวจร สังขารขันธ์เป็นปริยาปันนะ
			<remark  id="s3b35c37l10" />เป็นอปริยาปันนะ สังขารขันธ์เป็นนิยยานิกะ เป็นอนิยยานิกะ สังขารขันธ์เป็นนิยตะ เป็นอนิยตะ 
			<remark  id="s3b35c37l11" />สังขารขันธ์เป็นสอุตตระ เป็นอนุตตระ สังขารขันธ์เป็นสรณะ เป็นอรณะ. สังขารขันธ์หมวดละ
			<remark  id="s3b35c37l12" />๓ คือ สังขารขันธ์เป็นกุศล เป็นอกุศล เป็นอัพยากฤต ฯลฯ สังขารขันธ์หมวดละ ๑๐ ด้วย
			<remark  id="s3b35c37l13" />ประการฉะนี้
			<remark  id="s3b35c37l14" />     [๖๗] สังขารขันธ์หมวดละ ๑ คือ สังขารขันธ์เป็นจิตตสัมปยุต. สังขารขันธ์หมวดละ 
			<remark  id="s3b35c37l15" />๒ คือ สังขารขันธ์เป็นสรณะ เป็นอรณะ. สังขารขันธ์หมวดละ๓ คือ สังขารขันธ์เป็นสุขเวทนา
			<remark  id="s3b35c37l16" />สัมปยุต เป็นทุกขเวทนาสัมปยุต เป็นอทุกขมสุขเวทนาสัมปยุต ฯลฯ สังขารขันธ์เป็นอัชฌัตตา
			<remark  id="s3b35c37l17" />รัมมณะ เป็นพหิทธารัมมณะเป็นอัชฌัตตพหิทธารัมมณะ ฯลฯ สังขารขันธ์หมวดละ ๑๐ ด้วย
			<remark  id="s3b35c37l18" />ประการฉะนี้
			<remark  id="s3b35c37l19" />                        ทุกมูลกวาร จบ
			<remark  id="s3b35c37l20" />                         [ติกมูลกวาร]
			<remark  id="s3b35c37l21" />      [๖๘] สังขารขันธ์หมวดละ ๑ คือ สังขารขันธ์เป็นจิตตสัมปยุต. สังขารขันธ์หมวดละ 
			<remark  id="s3b35c37l22" />๒ คือ สังขารขันธ์เป็นเหตุ เป็นนเหตุ. สังขารขันธ์หมวดละ ๓คือ สังขารขันธ์เป็นกุศล 
			<remark  id="s3b35c37l23" />เป็นอกุศล เป็นอัพยากฤต ฯลฯ สังขารขันธ์หมวดละ๑๐ ด้วยประการฉะนี้
			<remark  id="s3b35c37l24" />     สังขารขันธ์หมวดละ ๑ คือ สังขารขันธ์เป็นจิตตสัมปยุต. สังขารขันธ์หมวดละ ๒ คือ
			<remark  id="s3b35c37l25" />สังขารขันธ์เป็นสรณะ เป็นอรณะ. สังขารขันธ์หมวดละ ๓คือ สังขารขันธ์เป็นกุศล เป็นอกุศล
			<remark  id="s3b35c37l26" />เป็นอัพยากฤต ฯลฯ สังขารขันธ์หมวดละ๑๐ ด้วยประการฉะนี้
		</para>
	</section>
	<section id="s3b35c38" >
		<para id="s3b35c38p">
			<remark  id="s3b35c38l1" />     สังขารขันธ์หมวดละ ๑ คือ สังขารขันธ์เป็นจิตตสัมปยุต. สังขารขันธ์หมวดละ ๒ คือ
			<remark  id="s3b35c38l2" />สังขารขันธ์เป็นเหตุ เป็นนเหตุ. สังขารขันธ์หมวดละ ๓ คือสังขารขันธ์เป็นสุขเวทนาสัมปยุต
			<remark  id="s3b35c38l3" />เป็นทุกขเวทนาสัมปยุต เป็นอทุกขมสุขเวทนาสัมปยุต ฯลฯ สังขารขันธ์เป็นอัชฌัตตารัมมณะ
			<remark  id="s3b35c38l4" />เป็นพหิทธารัมมณะ เป็นอัชฌัตตพหิทธารัมมณะ ฯลฯ สังขารขันธ์หมวดละ ๑๐ ด้วยประการฉะนี้
			<remark  id="s3b35c38l5" />     สังขารขันธ์หมวดละ ๑ คือ สังขารขันธ์เป็นจิตตสัมปยุต. สังขารขันธ์หมวดละ ๒ คือ 
			<remark  id="s3b35c38l6" />สังขารขันธ์เป็นสรณะ เป็นอรณะ. สังขารขันธ์หมวดละ ๓คือ สังขารขันธ์เป็นสุขเวทนาสัมป
			<remark  id="s3b35c38l7" />ยุต เป็นทุกขเวทนาสัมปยุต เป็นอทุกขมสุขเวทนาสัมปยุต ฯลฯ สังขารขันธ์เป็นอัชฌัตตารัมมณะ
			<remark  id="s3b35c38l8" />เป็นพหิทธารัมมณะเป็นอัชฌัตตพหิทธารัมมณะ ฯลฯ สังขารขันธ์หมวดละ ๑๐ ด้วยประการฉะนี้
			<remark  id="s3b35c38l9" />                        ติกมูลกวาร จบ
			<remark  id="s3b35c38l10" />                       [อุภโตวัฑฒกวาร]
			<remark  id="s3b35c38l11" />     [๖๙] สังขารขันธ์หมวดละ ๑ คือ สังขารขันธ์เป็นจิตตสัมปยุต.สังขารขันธ์หมวดละ
			<remark  id="s3b35c38l12" />๒ คือ สังขารขันธ์เป็นเหตุ เป็นนเหตุ. สังขารขันธ์หมวดละ ๓ คือ สังขารขันธ์เป็นกุศล เป็น
			<remark  id="s3b35c38l13" />อกุศล เป็นอัพยากฤต ฯลฯสังขารขันธ์หมวดละ ๑๐ ด้วยประการฉะนี้
			<remark  id="s3b35c38l14" />     สังขารขันธ์หมวดละ ๑ คือ สังขารขันธ์เป็นจิตตสัมปยุต. สังขารขันธ์หมวดละ ๒ คือ 
			<remark  id="s3b35c38l15" />สังขารขันธ์เป็นสเหตุกะ เป็นอเหตุกะ. สังขารขันธ์หมวดละ๓ คือ สังขารขันธ์เป็นสุขเวทนา
			<remark  id="s3b35c38l16" />สัมปยุต เป็นทุกขเวทนาสัมปยุต เป็นอทุกขมสุขเวทนาสัมปยุต ฯลฯ สังขารขันธ์หมวดละ ๑๐ 
			<remark  id="s3b35c38l17" />ด้วยประการฉะนี้
			<remark  id="s3b35c38l18" />     สังขารขันธ์หมวดละ ๑ คือ สังขารขันธ์เป็นจิตตสัมปยุต. สังขารขันธ์หมวดละ ๒ คือ
			<remark  id="s3b35c38l19" />สังขารขันธ์เป็นเหตุสัมปยุต เป็นเหตุวิปปยุต. สังขารขันธ์หมวดละ ๓ คือ  สังขารขันธ์เป็นวิบาก
			<remark  id="s3b35c38l20" />เป็นวิปากธัมมธรรม เป็นเนววิปากนวิปากธัมมธรรม ฯลฯ สังขารขันธ์หมวดละ ๑๐ ด้วยประการ
			<remark  id="s3b35c38l21" />ฉะนี้
			<remark  id="s3b35c38l22" />     สังขารขันธ์หมวดละ ๑ คือ สังขารขันธ์เป็นจิตตสัมปยุต. สังขารขันธ์หมวดละ ๒ คือ
			<remark  id="s3b35c38l23" />สังขารขันธ์เป็นเหตุสเหตุกะ เป็นสเหตุกนเหตุ. สังขารขันธ์หมวดละ ๓ คือ สังขารขันธ์เป็น
			<remark  id="s3b35c38l24" />อุปาทินนุปาทานิยะ เป็นอนุปาทินนุปาทานิยะเป็นอนุปาทินนานุปาทานิยะ ฯลฯ สังขารขันธ์
			<remark  id="s3b35c38l25" />หมวดละ ๑๐ ด้วยประการฉะนี้
			<remark  id="s3b35c38l26" />     สังขารขันธ์หมวดละ ๑ คือ สังขารขันธ์เป็นจิตตสัมปยุต. สังขารขันธ์หมวดละ ๒ คือ 
			<remark  id="s3b35c38l27" />สังขารขันธ์เป็นเหตุเหตุสัมปยุต เป็นเหตุสัมปยุตตนเหตุ.สังขารขันธ์หมวดละ ๓ คือ สังขาร
		</para>
	</section>
	<section id="s3b35c39" >
		<para id="s3b35c39p">
			<remark  id="s3b35c39l1" />ขันธ์เป็นสังกิลิฏฐสังกิเลสิกะ เป็นอสังกิลิฏฐสังกิเลสิกะ เป็นอสังกิลิฏฐาสังกิเลสิกะ ฯลฯ
			<remark  id="s3b35c39l2" />สังขารขันธ์หมวดละ ๑๐ด้วยประการฉะนี้
			<remark  id="s3b35c39l3" />     สังขารขันธ์หมวดละ ๑ คือ สังขารขันธ์เป็นจิตตสัมปยุต. สังขารขันธ์หมวดละ ๒ คือ 
			<remark  id="s3b35c39l4" />สังขารขันธ์เป็นนเหตุสเหตุกะ เป็นนเหตุอเหตุกะ. สังขารขันธ์หมวดละ ๓ คือ สังขารขันธ์
			<remark  id="s3b35c39l5" />เป็นสวิตักกสวิจาระ เป็นอวิตักกวิจารมัตตะเป็นอวิตักกาวิจาระ ฯลฯ สังขารขันธ์หมวดละ ๑๐ 
			<remark  id="s3b35c39l6" />ด้วยประการฉะนี้
			<remark  id="s3b35c39l7" />     สังขารขันธ์หมวดละ ๑ คือ สังขารขันธ์เป็นจิตตสัมปยุต. สังขารขันธ์หมวดละ ๒ คือ 
			<remark  id="s3b35c39l8" />สังขารขันธ์เป็นโลกิยะ เป็นโลกุตตระ. สังขารขันธ์หมวดละ ๓ คือ สังขารขันธ์เป็นปีติสหคตะ 
			<remark  id="s3b35c39l9" />เป็นสุขสหคตะ เป็นอุเปกขาสหคตะ ฯลฯสังขารขันธ์หมวดละ ๑๐ ด้วยประการฉะนี้
			<remark  id="s3b35c39l10" />     สังขารขันธ์หมวดละ ๑ คือ สังขารขันธ์เป็นจิตตสัมปยุต. สังขารขันธ์หมวดละ ๒ คือ
			<remark  id="s3b35c39l11" />สังขารขันธ์เป็นเกนจิวิญเญยยะ เป็นเกนจินวิญเญยยะ.สังขารขันธ์หมวดละ ๓ คือ สังขารขันธ์
			<remark  id="s3b35c39l12" />เป็นทัสสนปหาตัพพะ เป็นภาวนาปหาตัพพะเป็นเนวทัสสนนภาวนาปหาตัพพะ ฯลฯ สังขารขันธ์
			<remark  id="s3b35c39l13" />หมวดละ ๑๐ ด้วยประการฉะนี้
			<remark  id="s3b35c39l14" />     สังขารขันธ์หมวดละ ๑ คือ สังขารขันธ์เป็นจิตตสัมปยุต. สังขารขันธ์หมวดละ ๒ คือ
			<remark  id="s3b35c39l15" />สังขารขันธ์เป็นอาสวะ เป็นโนอาสวะ สังขารขันธ์หมวดละ ๓คือ สังขารขันธ์เป็นทัสสนปหา
			<remark  id="s3b35c39l16" />ตัพพเหตุกะ เป็นภาวนาปหาตัพพเหตุกะ เป็นเนวทัสสนนภาวนาปหาตัพพเหตุกะ ฯลฯ 
			<remark  id="s3b35c39l17" />สังขารขันธ์หมวดละ ๑๐ ด้วยประการฉะนี้
			<remark  id="s3b35c39l18" />     สังขารขันธ์หมวดละ ๑ คือ สังขารขันธ์เป็นจิตตสัมปยุต. สังขารขันธ์หมวดละ ๒ คือ
			<remark  id="s3b35c39l19" />สังขารขันธ์เป็นสาสวะ เป็นอนาสวะ. สังขารขันธ์หมวดละ ๓คือ สังขารขันธ์เป็นอาจยคามี 
			<remark  id="s3b35c39l20" />เป็นอปจยคามี เป็นเนวาจยคามีนาปจยคามี ฯลฯสังขารขันธ์หมวดละ ๑๐ ด้วยประการฉะนี้
			<remark  id="s3b35c39l21" />     สังขารขันธ์หมวดละ ๑ คือ สังขารขันธ์เป็นจิตตสัมปยุต. สังขารขันธ์หมวดละ ๒ คือ
			<remark  id="s3b35c39l22" />สังขารขันธ์เป็นอาสวสัมปยุต เป็นอาสววิปปยุต. สังขารขันธ์หมวดละ ๓ คือ สังขารขันธ์เป็น
			<remark  id="s3b35c39l23" />เสกขะ เป็นอเสกขะ เป็นเนวเสกขนาเสกขะฯลฯ สังขารขันธ์หมวดละ ๑๐ ด้วยประการฉะนี้
			<remark  id="s3b35c39l24" />     สังขารขันธ์หมวดละ ๑ คือ สังขารขันธ์เป็นจิตตสัมปยุต. สังขารขันธ์หมวดละ ๒ คือ 
			<remark  id="s3b35c39l25" />สังขารขันธ์เป็นอาสวสาสวะ เป็นสาสวโนอาสวะ สังขารขันธ์หมวดละ ๓ คือ สังขารขันธ์เป็น
			<remark  id="s3b35c39l26" />ปริตตะ เป็นมหัคคตะ เป็นอัปปมาณะ ฯลฯสังขารขันธ์หมวดละ ๑๐ ด้วยประการฉะนี้
		</para>
	</section>
	<section id="s3b35c40" >
		<para id="s3b35c40p">
			<remark  id="s3b35c40l1" />     สังขารขันธ์หมวดละ ๑ คือ สังขารขันธ์เป็นจิตตสัมปยุต. สังขารขันธ์หมวดละ ๒ คือ 
			<remark  id="s3b35c40l2" />สังขารขันธ์เป็นอาสวอาสวสัมปยุต เป็นอาสวสัมปยุตตโนอาสวะ.สังขารขันธ์หมวดละ ๓ คือ 
			<remark  id="s3b35c40l3" />สังขารขันธ์เป็นปริตตารัมมณะ เป็นมหัคคตารัมมณะเป็นอัปปมาณารัมมณะ ฯลฯ สังขารขันธ์
			<remark  id="s3b35c40l4" />หมวดละ ๑๐ ด้วยประการฉะนี้
			<remark  id="s3b35c40l5" />     สังขารขันธ์หมวดละ ๑ คือ สังขารขันธ์เป็นจิตตสัมปยุต. สังขารขันธ์หมวดละ ๒ คือ
			<remark  id="s3b35c40l6" />สังขารขันธ์เป็นอาสววิปปยุตตสาสวะ เป็นอาสววิปปยุตตอนาสวะ. สังขารขันธ์หมวดละ ๓ คือ 
			<remark  id="s3b35c40l7" />สังขารขันธ์เป็นหีนะ เป็นมัชฌิมะ เป็นปณีตะ ฯลฯ สังขารขันธ์หมวดละ ๑๐ ด้วยประการฉะนี้
			<remark  id="s3b35c40l8" />     สังขารขันธ์หมวดละ ๑ คือ สังขารขันธ์เป็นจิตตสัมปยุต. สังขารขันธ์หมวดละ ๒ คือ
			<remark  id="s3b35c40l9" />สังขารขันธ์เป็นสัญโญชนะ เป็นโนสัญโญชนะ. สังขารขันธ์หมวดละ ๓ คือ สังขารขันธ์เป็น
			<remark  id="s3b35c40l10" />มิจฉัตตนิยตะ เป็นสัมมัตตนิยตะ เป็นอนิยตะฯลฯ สังขารขันธ์หมวดละ ๑๐ ด้วยประการฉะนี้
			<remark  id="s3b35c40l11" />     สังขารขันธ์หมวดละ ๑ คือ สังขารขันธ์เป็นจิตตสัมปยุต. สังขารขันธ์หมวดละ ๒ คือ
			<remark  id="s3b35c40l12" />สังขารขันธ์เป็นสัญโญชนิยะ เป็นอสัญโญชนิยะ. สังขารขันธ์หมวดละ ๓ คือ สังขารขันธ์เป็น
			<remark  id="s3b35c40l13" />มัคคารัมมณะ เป็นมัคคเหตุกะ เป็นมัคคาธิปติฯลฯ สังขารขันธ์หมวดละ ๑๐ ด้วยประการฉะนี้
			<remark  id="s3b35c40l14" />     สังขารขันธ์หมวดละ ๑ คือ สังขารขันธ์เป็นจิตตสัมปยุต. สังขารขันธ์หมวดละ ๒ คือ 
			<remark  id="s3b35c40l15" />สังขารขันธ์เป็นสัญโญชนสัมปยุต เป็นสัญโญชนวิปปยุต.สังขารขันธ์หมวดละ ๓ คือ สังขารขันธ์
			<remark  id="s3b35c40l16" />เป็นอุปปันนะ เป็นอนุปปันนะ เป็นอุปปาที ฯลฯ สังขารขันธ์หมวดละ ๑๐ ด้วยประการฉะนี้
			<remark  id="s3b35c40l17" />     สังขารขันธ์หมวดละ ๑ คือ สังขารขันธ์เป็นจิตตสัมปยุต. สังขารขันธ์หมวดละ ๒ คือ 
			<remark  id="s3b35c40l18" />สังขารขันธ์เป็นสัญโญชนสัญโญชนิยะ เป็นสัญโญชนิยโนสัญโญชนะ สังขารขันธ์หมวดละ ๓ คือ 
			<remark  id="s3b35c40l19" />สังขารขันธ์เป็นอดีต เป็นอนาคตเป็นปัจจุบัน ฯลฯ สังขารขันธ์หมวดละ ๑๐ ด้วยประการฉะนี้
			<remark  id="s3b35c40l20" />     สังขารขันธ์หมวดละ ๑ คือ สังขารขันธ์เป็นจิตตสัมปยุต. สังขารขันธ์หมวดละ ๒ คือ 
			<remark  id="s3b35c40l21" />สังขารขันธ์เป็นสัญโญชนสัญโญชนสัมปยุต เป็นสัญโญชนสัมปยุตตโนสัญโญชนะ. สังขารขันธ์
			<remark  id="s3b35c40l22" />หมวดละ ๓ คือ สังขารขันธ์เป็นอตีตารัมมณะ เป็นอนาคตารัมมณะ เป็นปัจจุปปันนารัมมณะ 
			<remark  id="s3b35c40l23" />ฯลฯ สังขารขันธ์หมวดละ ๑๐ ด้วยประการฉะนี้
			<remark  id="s3b35c40l24" />     สังขารขันธ์หมวดละ ๑ คือ สังขารขันธ์เป็นจิตตสัมปยุต. สังขารขันธ์หมวดละ ๒ คือ 
			<remark  id="s3b35c40l25" />สังขารขันธ์เป็นสัญโญชนวิปปยุตสัญโญชนิยะ เป็นสัญโญชนวิปปยุตตอสัญโญชนิยะ. สังขาร
			<remark  id="s3b35c40l26" />ขันธ์หมวดละ ๓ คือ สังขารขันธ์เป็นอัชฌัตตะ เป็นพหิทธา เป็นอัชฌัตตพหิทธา ฯลฯ สังขาร
			<remark  id="s3b35c40l27" />ขันธ์หมวดละ ๑๐ด้วยประการฉะนี้
		</para>
	</section>
	<section id="s3b35c41" >
		<para id="s3b35c41p">
			<remark  id="s3b35c41l1" />     สังขารขันธ์หมวดละ ๑ คือ สังขารขันธ์เป็นจิตตสัมปยุต. สังขารขันธ์หมวดละ ๒ คือ 
			<remark  id="s3b35c41l2" />สังขารขันธ์เป็นคันถะ เป็นโนคันถะ. สังขารขันธ์หมวดละ ๓คือ สังขารขันธ์เป็นอัชฌัตตารัมมณะ
			<remark  id="s3b35c41l3" />เป็นพหิทธารัมมณะ เป็นอัชฌัตตพหิทธารัมมณะ ฯลฯ สังขารขันธ์หมวดละ ๑๐ ด้วยประการฉะนี้
			<remark  id="s3b35c41l4" />                       อุภโตวัฑฒกวาร จบ
			<remark  id="s3b35c41l5" />                         [พหุวิธวาร]
			<remark  id="s3b35c41l6" />     [๗๐] สังขารขันธ์หมวดละ ๗ คือ สังขารขันธ์เป็นกุศล เป็นอกุศลเป็นอัพยากฤต
			<remark  id="s3b35c41l7" />เป็นกามาวจร เป็นรูปาวจร เป็นอรูปาวจร เป็นอปริยาปันนะสังขารขันธ์หมวดละ ๗ ด้วยประการ
			<remark  id="s3b35c41l8" />ฉะนี้
			<remark  id="s3b35c41l9" />     สังขารขันธ์หมวดละ ๗ อีกอย่างหนึ่ง คือ สังขารขันธ์เป็นสุขเวทนาสัมปยุต เป็นทุกข
			<remark  id="s3b35c41l10" />เวทนาสัมปยุต เป็นอทุกขมสุขเวทนาสัมปยุต ฯลฯ สังขารขันธ์เป็นอัชฌัตตารัมมณะ เป็นพหิทธา
			<remark  id="s3b35c41l11" />รัมมณะ เป็นอัชฌัตตพหิทธารัมมณะ เป็นกามาวจร เป็นรูปาวจร เป็นอรูปาวจร เป็นอปริยา
			<remark  id="s3b35c41l12" />ปันนะ สังขารขันธ์หมวดละ ๗ด้วยประการฉะนี้
			<remark  id="s3b35c41l13" />     [๗๑] สังขารขันธ์หมวดละ ๒๔ คือ สังขารขันธ์เพราะจักขุสัมผัสเป็นปัจจัย เป็น
			<remark  id="s3b35c41l14" />กุศล เป็นอกุศล เป็นอัพยากฤต สังขารขันธ์เพราะโสตสัมผัสเป็นปัจจัย ฯลฯ สังขารขันธ์เพราะ
			<remark  id="s3b35c41l15" />ฆานสัมผัสเป็นปัจจัย ฯลฯ สังขารขันธ์เพราะชิวหาสัมผัสเป็นปัจจัย ฯลฯ สังขารขันธ์เพราะกาย
			<remark  id="s3b35c41l16" />สัมผัสเป็นปัจจัย ฯลฯสังขารขันธ์เพราะมโนสัมผัสเป็นปัจจัย เป็นกุศล เป็นอกุศล เป็นอัพยากฤต
			<remark  id="s3b35c41l17" />จักขุสัมผัสสชาเจตนา ฯลฯ มโนสัมผัสสชาเจตนา สังขารขันธ์หมวดละ ๒๔ด้วยประการฉะนี้
			<remark  id="s3b35c41l18" />     สังขารขันธ์หมวดละ ๒๔ อีกอย่างหนึ่ง คือ สังขารขันธ์เพราะจักขุสัมผัสเป็นปัจจัย เป็น
			<remark  id="s3b35c41l19" />สุขเวทนาสัมปยุต เป็นทุกขเวทนาสัมปยุต เป็นอทุกขมสุขเวทนาสัมปยุต ฯลฯ เป็นอัชฌัตตา
			<remark  id="s3b35c41l20" />รัมมณะ เป็นพหิทธารัมมณะ เป็นอัชฌัตตพหิทธารัมมณะ สังขารขันธ์เพราะโสตสัมผัสเป็น
			<remark  id="s3b35c41l21" />ปัจจัย ฯลฯ สังขารขันธ์เพราะฆานสัมผัสเป็นปัจจัย ฯลฯ สังขารขันธ์เพราะชิวหาสัมผัสเป็นปัจจัย 
			<remark  id="s3b35c41l22" />ฯลฯสังขารขันธ์เพราะกายสัมผัสเป็นปัจจัย ฯลฯ สังขารขันธ์เพราะมโนสัมผัสเป็นปัจจัยเป็นอัช
			<remark  id="s3b35c41l23" />ฌัตตารัมมณะ เป็นพหิทธารัมมณะ เป็นอัชฌัตตพหิทธารัมมณะจักขุสัมผัสสชาเจตนา ฯลฯ 
			<remark  id="s3b35c41l24" />มโนสัมผัสสชาเจตนา สังขารขันธ์หมวดละ ๒๔ด้วยประการฉะนี้
			<remark  id="s3b35c41l25" />      [๗๒] สังขารขันธ์หมวดละ ๓๐ คือ สังขารขันธ์เพราะจักขุสัมผัสเป็นปัจจัย เป็นกามาวจร
			<remark  id="s3b35c41l26" />เป็นรูปาวจร เป็นอรูปาวจร เป็นอปริยาปันนะสังขารขันธ์เพราะโสตสัมผัสเป็นปัจจัย ฯลฯ 
		</para>
	</section>
	<section id="s3b35c42" >
		<para id="s3b35c42p">
			<remark  id="s3b35c42l1" />สังขารขันธ์เพราะฆานสัมผัสเป็นปัจจัย ฯลฯ สังขารขันธ์เพราะชิวหาสัมผัสเป็นปัจจัย ฯลฯ สังขาร
			<remark  id="s3b35c42l2" />ขันธ์เพราะกายสัมผัสเป็นปัจจัย ฯลฯ สังขารขันธ์เพราะมโนสัมผัสเป็นปัจจัย เป็นกามาวจรเป็น
			<remark  id="s3b35c42l3" />รูปาวจร เป็นอรูปาวจร เป็นอปริยาปันนะ จักขุสัมผัสสชาเจตนา ฯลฯมโนสัมผัสสชาเจตนา 
			<remark  id="s3b35c42l4" />สังขารขันธ์หมวดละ ๓๐ ด้วยประการฉะนี้
			<remark  id="s3b35c42l5" />     [๗๓] สังขารขันธ์หมวดละมากอย่าง คือ สังขารขันธ์เพราะจักขุสัมผัสเป็นปัจจัย เป็น
			<remark  id="s3b35c42l6" />กุศล เป็นอกุศล เป็นอัพยากฤต เป็นกามาวจร เป็นรูปาวจรเป็นอรูปาวจร เป็นอปริยาปันนะ
			<remark  id="s3b35c42l7" />สังขารขันธ์เพราะโสตสัมผัสเป็นปัจจัย ฯลฯสังขารขันธ์เพราะฆานสัมผัสเป็นปัจจัย ฯลฯ สังขาร
			<remark  id="s3b35c42l8" />ขันธ์เพราะชิวหาสัมผัสเป็นปัจจัย ฯลฯ สังขารขันธ์เพราะกายสัมผัสเป็นปัจจัย ฯลฯ สังขารขันธ์
			<remark  id="s3b35c42l9" />เพราะมโนสัมผัสเป็นปัจจัย เป็นกุศล เป็นอกุศล เป็นอัพยากฤต เป็นกามาวจรเป็นรูปาวจร 
			<remark  id="s3b35c42l10" />เป็นอรูปาวจร เป็นอปริยาปันนะ จักขุสัมผัสสชาเจตนา ฯลฯมโนสัมผัสสชาเจตนา สังขารขันธ์
			<remark  id="s3b35c42l11" />หมวดละมากอย่าง ด้วยประการฉะนี้
			<remark  id="s3b35c42l12" />     สังขารขันธ์หมวดละมากอย่างอีกอย่างหนึ่ง คือ สังขารขันธ์เพราะจักขุสัมผัสเป็นปัจจัย 
			<remark  id="s3b35c42l13" />เป็นสุขเวทนาสัมปยุต เป็นทุกขเวทนาสัมปยุต เป็นอทุกขมสุขเวทนาสัมปยุต ฯลฯ เป็นอัชฌัตตา
			<remark  id="s3b35c42l14" />รัมมณะ เป็นพหิทธารัมมณะ เป็นอัชฌัตตพหิทธารัมมณะ เป็นกามาวจร เป็นรูปาวจร เป็นอรู
			<remark  id="s3b35c42l15" />ปาวจร เป็นอปริยาปันนะ สังขารขันธ์เพราะโสตสัมผัสเป็นปัจจัย ฯลฯ สังขารขันธ์เพราะฆาน
			<remark  id="s3b35c42l16" />สัมผัสเป็นปัจจัย สังขารขันธ์เพราะชิวหาสัมผัสเป็นปัจจัย ฯลฯ สังขารขันธ์เพราะกายสัมผัส
			<remark  id="s3b35c42l17" />เป็นปัจจัย ฯลฯ สังขารขันธ์เพราะมโนสัมผัสเป็นปัจจัย เป็นอัชฌัตตารัมมณะ เป็นพหิทธารัมมณะ
			<remark  id="s3b35c42l18" />เป็นอัชฌัตตพหิทธารัมมณะ เป็นกามาวจร เป็นรูปาวจร เป็นอรูปาวจร เป็นอปริยาปันนะ จักขุ
			<remark  id="s3b35c42l19" />สัมผัสสชาเจตนา ฯลฯ มโนสัมผัสชาเจตนา สังขารขันธ์หมวดละมากอย่าง ด้วยประการฉะนี้
			<remark  id="s3b35c42l20" />                  สภาวธรรมนี้เรียกว่า สังขารขันธ์
			<remark  id="s3b35c42l21" />                         พหุวิธวาร จบ
		</para>
	</section>
	<section id="s3b35c43" >
		<para id="s3b35c43p">
			<remark  id="s3b35c43l1" />                          วิญญาณขันธ์
			<remark  id="s3b35c43l2" />     วิญญาณขันธ์ เป็นไฉน
			<remark  id="s3b35c43l3" />                         [ทุกมูลกวาร]
			<remark  id="s3b35c43l4" />     [๗๔] วิญญาณขันธ์หมวดละ ๑ คือ วิญญาณขันธ์เป็นผัสสสัมปยุต
			<remark  id="s3b35c43l5" />     วิญญาณขันธ์หมวดละ ๒ คือ วิญญาณขันธ์เป็นสเหตุกะ เป็นอเหตุกะ
			<remark  id="s3b35c43l6" />     วิญญาณขันธ์หมวดละ ๓ คือ วิญญาณขันธ์เป็นกุศล เป็นอกุศล เป็นอัพยากฤต
			<remark  id="s3b35c43l7" />     วิญญาณขันธ์หมวดละ ๔ คือ วิญญาณขันธ์เป็นกามาวจร เป็นรูปาวจร
			<remark  id="s3b35c43l8" />เป็นอรูปาวจร เป็นอปริยาปันนะ
			<remark  id="s3b35c43l9" />     วิญญาณขันธ์หมวดละ ๕ คือ วิญญาณขันธ์เป็นสุขินทริยสัมปยุต เป็นทุกขินทริยสัมปยุต 
			<remark  id="s3b35c43l10" />เป็นโสมนัสสินทริยสัมปยุต เป็นโทมนัสสินทริยสัมปยุตเป็นอุเปกขินทริยสัมปยุต
			<remark  id="s3b35c43l11" />     วิญญาณขันธ์หมวดละ ๖ คือ จักขุวิญญาณ โสตวิญญาณ ฆานวิญญาณชิวหาวิญญาณ 
			<remark  id="s3b35c43l12" />กายวิญญาณ มโนวิญญาณ วิญญาณขันธ์หมวดละ ๖ ด้วยประการฉะนี้
			<remark  id="s3b35c43l13" />     วิญญาณขันธ์หมวดละ ๗ คือ จักขุวิญญาณ ฯลฯ กายวิญญาณ มโน
			<remark  id="s3b35c43l14" />ธาตุ มโนวิญญาณธาตุ วิญญาณขันธ์หมวดละ ๗ ด้วยประการฉะนี้
			<remark  id="s3b35c43l15" />     วิญญาณขันธ์หมวดละ ๘ คือ จักขุวิญญาณ ฯลฯ สุขสหคตกายวิญญาณ  ทุกขสหคต
			<remark  id="s3b35c43l16" />กายวิญญาณ มโนธาตุ มโนวิญญาณธาตุ วิญญาณขันธ์หมวดละ ๘ด้วยประการฉะนี้
			<remark  id="s3b35c43l17" />     วิญญาณขันธ์หมวดละ ๙ คือ จักขุวิญญาณ ฯลฯ กายวิญญาณ มโนธาตุ  กุสลมโน
			<remark  id="s3b35c43l18" />วิญญาณธาตุ อกุสลมโนวิญญาณธาตุ อัพยากตมโนวิญญาณธาตุวิญญาณขันธ์หมวดละ ๙ ด้วย
			<remark  id="s3b35c43l19" />ประการฉะนี้
			<remark  id="s3b35c43l20" />     วิญญาณขันธ์หมวดละ ๑๐ คือ จักขุวิญญาณ ฯลฯ สุขสหคตกายวิญญาณทุกขสหคต
			<remark  id="s3b35c43l21" />กายวิญญาณ มโนธาตุ กุสลมโนวิญญาณธาตุ อกุสลมโนวิญญาณธาตุอัพยากตมโนวิญญาณ
			<remark  id="s3b35c43l22" />ธาตุ วิญญาณขันธ์หมวดละ ๑๐ ด้วยประการฉะนี้
			<remark  id="s3b35c43l23" />     [๗๕] วิญญาณขันธ์หมวดละ ๑ คือ วิญญาณขันธ์เป็นผัสสสัมปยุตวิญญาณขันธ์
			<remark  id="s3b35c43l24" />หมวดละ ๒ คือ วิญญาณขันธ์เป็นสเหตุกะ เป็นอเหตุกะ. วิญญาณขันธ์หมวดละ ๓ คือ 
		</para>
	</section>
	<section id="s3b35c44" >
		<para id="s3b35c44p">
			<remark  id="s3b35c44l1" />วิญญาณขันธ์เป็นสุขเวทนาสัมปยุต เป็นทุกขเวทนาสัมปยุต เป็นอทุกขมสุขเวทนาสัมปยุต 
			<remark  id="s3b35c44l2" />วิญญาณขันธ์เป็นวิบาก เป็นวิปากธัมมธรรม เป็นเนววิปากนวิปากธัมมธรรม วิญญาณ
			<remark  id="s3b35c44l3" />ขันธ์เป็นอุปาทินนุปาทานิยะ เป็นอนุปาทินนุปาทานิยะ เป็นอนุปาทินนานุปาทานิยะ วิญญาณ
			<remark  id="s3b35c44l4" />ขันธ์เป็นสังกิลิฏฐสังกิเลสิกะ เป็นอสังกิลิฏฐสังกิเลสิกะ เป็นอสังกิลิฏฐาสังกิเลสิกะ 
			<remark  id="s3b35c44l5" />วิญญาณขันธ์เป็นสวิตักกสวิจาระ เป็นอวิตักกวิจารมัตตะ เป็นอวิตักกาวิจาระ วิญญาณ
			<remark  id="s3b35c44l6" />ขันธ์เป็นปีติสหคตะ เป็นสุขสหคตะ เป็นอุเปกขาสหคตะ วิญญาณขันธ์เป็นทัสสน
			<remark  id="s3b35c44l7" />ปหาตัพพะ เป็นภาวนาปหาตัพพะ เป็นเนวทัสสนนภาวนาปหาตัพพะ วิญญาณขันธ์เป็น
			<remark  id="s3b35c44l8" />ทัสสนปหาตัพพเหตุกะ เป็นภาวนาปหาตัพพเหตุกะ เป็นเนวทัสสนนภาวนาปหาตัพพเหตุกะ
			<remark  id="s3b35c44l9" />วิญญาณขันธ์เป็นอาจยคามี เป็นอปจยคามี เป็นเนวาจยคามีนาปจยคามี วิญญาณ
			<remark  id="s3b35c44l10" />ขันธ์เป็นเสกขะ เป็นอเสกขะ เป็นเนวเสกขนาเสกขะ วิญญาณขันธ์เป็นปริตตะ เป็น
			<remark  id="s3b35c44l11" />มหัคคตะ เป็นอัปปมาณะ วิญญาณขันธ์เป็นปริตตารัมมณะ เป็นมหัคคตารัมมณะ เป็น
			<remark  id="s3b35c44l12" />อัปปมาณารัมมณะ วิญญาณขันธ์เป็นหีนะ เป็นมัชฌิมะ เป็นปณีตะ วิญญาณขันธ์
			<remark  id="s3b35c44l13" />เป็นมิจฉัตตนิยตะ เป็นสัมมัตตนิยตะ เป็นอนิยตะ วิญญาณขันธ์เป็นมัคคารัมมณะ เป็น
			<remark  id="s3b35c44l14" />มัคคเหตุกะเป็นมัคคาธิปติ วิญญาณขันธ์เป็นอุปปันนะ เป็นอนุปปันนะ เป็นอุปปาที
			<remark  id="s3b35c44l15" />วิญญาณขันธ์เป็นอดีต เป็นอนาคต เป็นปัจจุบัน วิญญาณขันธ์เป็นอตีตารัมมณะเป็น
			<remark  id="s3b35c44l16" />อนาคตารัมมณะ เป็นปัจจุปปันนารัมมณะ วิญญาณขันธ์เป็นอัชฌัตตะ เป็นพหิทธา เป็น
			<remark  id="s3b35c44l17" />อัชฌัตตพหิทธา วิญญาณขันธ์เป็นอัชฌัตตารัมมณะ เป็นพหิทธารัมมณะ เป็นอัชฌัตตพ
			<remark  id="s3b35c44l18" />หิทธารัมมณะ ฯลฯ วิญญาณขันธ์หมวดละ ๑๐ ด้วยประการฉะนี้
			<remark  id="s3b35c44l19" />     [๗๖] วิญญาณขันธ์หมวดละ ๑ คือ วิญญาณขันธ์เป็นผัสสสัมปยุต.วิญญาณขันธ์
			<remark  id="s3b35c44l20" />หมวดละ ๒ คือ วิญญาณขันธ์เป็นเหตุสัมปยุต เป็นเหตุวิปปยุต.วิญญาณขันธ์เป็นนเหตุ
			<remark  id="s3b35c44l21" />สเหตุกะ เป็นนเหตุอเหตุกะ วิญญาณขันธ์เป็นโลกิยะเป็นโลกุตตระ วิญญาณขันธ์
			<remark  id="s3b35c44l22" />เป็นเกนจิวิญเญยยะ เป็นเกนจินวิญเญยยะ วิญญาณขันธ์เป็นสาสวะ เป็นอนาสวะ 
			<remark  id="s3b35c44l23" />วิญญาณขันธ์เป็นอาสวสัมปยุต เป็นอาสววิปปยุตวิญญาณขันธ์เป็นอาสววิปปยุตต
			<remark  id="s3b35c44l24" />สาสวะ เป็นอาสววิปปยุตตอนาสวะ วิญญาณขันธ์เป็นสัญโญชนิยะ เป็น
			<remark  id="s3b35c44l25" />อสัญโญชนิยะ วิญญาณขันธ์เป็นสัญโญชนสัมปยุตเป็นสัญโญชนวิปปยุต วิญญาณขันธ์
			<remark  id="s3b35c44l26" />เป็นสัญโญชนวิปปยุตตสัญโญชนิยะ เป็นสัญโญชนวิปปยุตตอสัญโญชนิยะ วิญญาณขันธ์
			<remark  id="s3b35c44l27" />เป็นคันถนิยะ เป็นอคันถนิยะวิญญาณขันธ์เป็นคันถสัมปยุต เป็นคันถวิปปยุต วิญญาณ
		</para>
	</section>
	<section id="s3b35c45" >
		<para id="s3b35c45p">
			<remark  id="s3b35c45l1" />ขันธ์เป็นคันถวิปปยุตตคันถนิยะ เป็นคันถวิปปยุตตอคันถนิยะ วิญญาณขันธ์เป็นโอฆนิยะ 
			<remark  id="s3b35c45l2" />เป็นอโนฆนิยะ วิญญาณขันธ์เป็นโอฆสัมปยุต เป็นโอฆวิปปยุต วิญญาณขันธ์เป็น
			<remark  id="s3b35c45l3" />โอฆวิปปยุตตโอฆนิยะ เป็นโอฆวิปปยุตตอโนฆนิยะ วิญญาณขันธ์เป็นโยคนิยะเป็นอโยคนิยะ 
			<remark  id="s3b35c45l4" />วิญญาณขันธ์เป็นโยคสัมปยุต เป็นโยควิปปยุตวิญญาณขันธ์เป็นโยควิปปยุตตโยคนิยะ เป็น
			<remark  id="s3b35c45l5" />โยควิปปยุตตอโยคนิยะ วิญญาณขันธ์เป็นนีวรณิยะ เป็นอนีวรณิยะ วิญญาณขันธ์เป็น
			<remark  id="s3b35c45l6" />นีวรณสัมปยุต เป็นนีวรณวิปปยุต วิญญาณขันธ์เป็นนีวรณวิปปยุตตนีวรณิยะ เป็นนีวรณ
			<remark  id="s3b35c45l7" />วิปปยุตตอนีวรณิยะ วิญญาณขันธ์เป็นปรามัฏฐะ เป็นอปรามัฏฐะ วิญญาณขันธ์เป็น
			<remark  id="s3b35c45l8" />ปรามาสสัมปยุต เป็นปรามาสวิปปยุต วิญญาณขันธ์เป็นปรามาสวิปปยุตตปรามัฏฐะ เป็น
			<remark  id="s3b35c45l9" />ปรามาสวิปปยุตตอปรามัฏฐะ วิญญาณขันธ์เป็นอุปาทินนะ เป็นอนุปาทินนะ วิญญาณขันธ์
			<remark  id="s3b35c45l10" />เป็นอุปาทานิยะ เป็นอนุปาทานิยะ วิญญาณขันธ์เป็นอุปาทานสัมปยุต เป็นอุปาทาน
			<remark  id="s3b35c45l11" />วิปปยุต วิญญาณขันธ์เป็นอุปาทานวิปปยุตตอุปาทานิยะ เป็นอุปาทานวิปปยุตตอนุปาทานิยะ 
			<remark  id="s3b35c45l12" />วิญญาณขันธ์เป็นสังกิเลสิกะเป็นอสังกิเลสิกะ วิญญาณขันธ์เป็นสังกิลิฏฐะ เป็น
			<remark  id="s3b35c45l13" />อสังกิลิฏฐะ วิญญาณขันธ์เป็นกิเลสสัมปยุต เป็นกิเลสวิปปยุต วิญญาณขันธ์เป็น
			<remark  id="s3b35c45l14" />กิเลสวิปปยุตตสังกิเลสิกะ เป็นกิเลสวิปปยุตตอสังกิเลสิกะ วิญญาณขันธ์เป็นทัสสนปหาตัพพะ
			<remark  id="s3b35c45l15" />เป็นนทัสสนปหาตัพพะ วิญญาณขันธ์เป็นภาวนาปหาตัพพะ เป็นนภาวนาปหาตัพพะ 
			<remark  id="s3b35c45l16" />วิญญาณขันธ์เป็นทัสสนปหาตัพพเหตุกะ เป็นทัสสนปหาตัพพเหตุกะ วิญญาณขันธ์เป็นภาวนา
			<remark  id="s3b35c45l17" />ปหาตัพพเหตุกะ เป็นนภาวนาปหาตัพพเหตุกะ วิญญาณขันธ์เป็นสวิตักกะ เป็นอวิตักกะ
			<remark  id="s3b35c45l18" />วิญญาณขันธ์เป็นสวิจาระ เป็นอวิจาระ วิญญาณขันธ์เป็นสัปปีติกะ เป็นอัปปีติกะ 
			<remark  id="s3b35c45l19" />วิญญาณขันธ์เป็นปีติสหคตะ เป็นนปีติสหคตะ วิญญาณขันธ์เป็นสุขสหคตะ เป็นนสุขสหคตะ
			<remark  id="s3b35c45l20" />วิญญาณขันธ์เป็นอุเปกขาสหคตะ เป็นนอุเปกขาสหคตะ วิญญาณขันธ์เป็นกามาวจร เป็น
			<remark  id="s3b35c45l21" />นกามาวจร วิญญาณขันธ์เป็นรูปาวจร เป็นนรูปาวจรวิญญาณขันธ์เป็นอรูปาวจร เป็น
			<remark  id="s3b35c45l22" />เป็นนอรูปาวจร วิญญาณขันธ์เป็นปริยาปันนะ เป็นอปริยาปันนะ วิญญาณขันธ์เป็นนิยยา
			<remark  id="s3b35c45l23" />นิกะ เป็นอนิยยานิกะ วิญญาณขันธ์เป็นนิยตะ เป็นอนิยตะ วิญญาณขันธ์เป็นสอุตตระ 
			<remark  id="s3b35c45l24" />เป็นอนุตระ วิญญาณขันธ์เป็นสรณะ เป็นอรณะ. วิญญาณขันธ์หมวดละ ๓ คือ 
			<remark  id="s3b35c45l25" />วิญญาณขันธ์เป็นกุศล เป็นอกุศล เป็นอัพยากฤต ฯลฯ วิญญาณขันธ์หมวดละ ๑๐ ด้วย
			<remark  id="s3b35c45l26" />ประการฉะนี้
		</para>
	</section>
	<section id="s3b35c46" >
		<para id="s3b35c46p">
			<remark  id="s3b35c46l1" />     [๗๗] วิญญาณขันธ์หมวดละ ๑ คือ วิญญาณขันธ์เป็นผัสสสัมปยุต.วิญญาณขันธ์
			<remark  id="s3b35c46l2" />หมวดละ ๒ คือ วิญญาณขันธ์เป็นสรณะ เป็นอรณะ. วิญญาณขันธ์หมวดละ ๓ คือ 
			<remark  id="s3b35c46l3" />วิญญาณขันธ์เป็นสุขเวทนาสัมปยุต เป็นทุกขเวทนาสัมปยุตเป็นอทุกขมสุขเวทนาสัมปยุต ฯลฯ 
			<remark  id="s3b35c46l4" />วิญญาณขันธ์เป็นอัชฌัตตารัมมณะ เป็นพหิทธารัมมณะ เป็นอัชฌัตตพหิทธารัมมณะ ฯลฯ 
			<remark  id="s3b35c46l5" />วิญญาณขันธ์หมวดละ ๑๐ด้วยประการฉะนี้
			<remark  id="s3b35c46l6" />                        ทุกมูลกวาร จบ
			<remark  id="s3b35c46l7" />                         [ติกมูลกวาร]
			<remark  id="s3b35c46l8" />     [๗๘] วิญญาณขันธ์หมวดละ ๑ คือ วิญญาณขันธ์เป็นผัสสสัมปยุต.วิญญาณขันธ์
			<remark  id="s3b35c46l9" />หมวดละ ๒ คือ วิญญาณขันธ์เป็นสเหตุกะ เป็นอเหตุกะ. วิญญาณขันธ์หมวดละ ๓ คือ วิญญาณขันธ์
			<remark  id="s3b35c46l10" />เป็นกุศล เป็นอกุศล เป็นอัพยากฤต ฯลฯวิญญาณขันธ์หมวดละ ๑๐ ด้วยประการ
			<remark  id="s3b35c46l11" />ฉะนี้
			<remark  id="s3b35c46l12" />     วิญญาณขันธ์หมวดละ ๑ คือ วิญญาณขันธ์เป็นผัสสสัมปยุต. วิญญาณขันธ์หมวด
			<remark  id="s3b35c46l13" />ละ  ๒ คือ วิญญาณขันธ์เป็นสรณะ เป็นอรณะ. วิญญาณขันธ์หมวดละ ๓ คือ 
			<remark  id="s3b35c46l14" />วิญญาณขันธ์เป็นกุศล เป็นอกุศล เป็นอัพยากฤต ฯลฯวิญญาณขันธ์หมวดละ ๑๐ ด้วยประการฉะนี้
			<remark  id="s3b35c46l15" />     วิญญาณขันธ์หมวดละ ๑ คือ วิญญาณขันธ์เป็นผัสสสัมปยุต. วิญญาณขันธ์หมวด
			<remark  id="s3b35c46l16" />ละ ๒ คือ วิญญาณขันธ์เป็นสเหตุกะ เป็นอเหตุกะ. วิญญาณขันธ์หมวดละ ๓ คือ 
			<remark  id="s3b35c46l17" />วิญญาณขันธ์เป็นสุขเวทนาสัมปยุต เป็นทุกขเวทนาสัมปยุตเป็นอทุกขมสุขเวทนาสัมปยุต ฯลฯ 
			<remark  id="s3b35c46l18" />วิญญาณขันธ์เป็นอัชฌัตตารัมมณะ เป็นพหิทธารัมมณะ เป็นอัชฌัตตพหิทธารัมมณะ ฯลฯ วิญญาณ
			<remark  id="s3b35c46l19" />ขันธ์หมวดละ ๑๐ด้วยประการฉะนี้
			<remark  id="s3b35c46l20" />     วิญญาณขันธ์หมวดละ ๑ คือ วิญญาณขันธ์เป็นผัสสสัมปยุต. วิญญาณขันธ์หมวด
			<remark  id="s3b35c46l21" />ละ ๒ คือ วิญญาณขันธ์เป็นสรณะ เป็นอรณะ. วิญญาณขันธ์หมวดละ ๓ คือ 
			<remark  id="s3b35c46l22" />วิญญาณขันธ์เป็นสุขเวทนาสัมปยุต เป็นทุกขเวทนาสัมปยุตเป็นอทุกขมสุขเวทนาสัมปยุต ฯลฯ 
			<remark  id="s3b35c46l23" />วิญญาณขันธ์เป็นอัชฌัตตารัมมณะ เป็นเป็นพหิทธารัมมณะ เป็นอัชฌัตตพหิทธารัมมณะ ฯลฯ 
			<remark  id="s3b35c46l24" />วิญญาณขันธ์หมวดละ๑๐ ด้วยประการฉะนี้
			<remark  id="s3b35c46l25" />                        ติกมูลกวาร จบ
		</para>
	</section>
	<section id="s3b35c47" >
		<para id="s3b35c47p">
			<remark  id="s3b35c47l1" />                       [อุภโตวัฑฒกวาร]
			<remark  id="s3b35c47l2" />     [๗๙] วิญญาณขันธ์หมวดละ ๑ คือ วิญญาณขันธ์เป็นผัสสสัมปยุตวิญญาณขันธ์
			<remark  id="s3b35c47l3" />หมวดละ ๒ คือ วิญญาณขันธ์เป็นสเหตุกะ เป็นอเหตุกะ. วิญญาณขันธ์หมวดละ ๓ คือ 
			<remark  id="s3b35c47l4" />วิญญาณขันธ์เป็นกุศล เป็นอกุศล เป็นอัพยากฤต ฯลฯวิญญาณขันธ์หมวดละ ๑๐ ด้วย
			<remark  id="s3b35c47l5" />ประการฉะนี้
			<remark  id="s3b35c47l6" />     วิญญาณขันธ์หมวดละ ๑ คือ วิญญาณขันธ์เป็นผัสสสัมปยุต. วิญญาณขันธ์หมวด
			<remark  id="s3b35c47l7" />ละ ๒ คือ วิญญาณขันธ์เป็นเหตุสัมปยุต เป็นเหตุวิปปยุต. วิญญาณขันธ์หมวดละ ๓ คือ 
			<remark  id="s3b35c47l8" />วิญญาณขันธ์เป็นสุขเวทนาสัมปยุต เป็นทุกขเวทนาสัมปยุตเป็นอทุกขมสุขเวทนาสัมปยุต ฯลฯ
			<remark  id="s3b35c47l9" />วิญญาณขันธ์หมวดละ ๑๐ ด้วยประการฉะนี้
			<remark  id="s3b35c47l10" />     วิญญาณขันธ์หมวดละ ๑ คือ วิญญาณขันธ์เป็นผัสสสัมปยุต. วิญญาณขันธ์หมวดละ ๒ คือ 
			<remark  id="s3b35c47l11" />วิญญาณขันธ์เป็นนเหตุสเหตุกะ เป็นนเหตุอเหตุกะ.วิญญาณขันธ์หมวดละ ๓ คือ วิญญาณขันธ์
			<remark  id="s3b35c47l12" />เป็นวิบาก เป็นวิปากธัมมธรรม เป็นเนววิปากนวิปากธัมมธรรม ฯลฯ วิญญาณขันธ์หมวดละ ๑๐ 
			<remark  id="s3b35c47l13" />ด้วยประการฉะนี้
			<remark  id="s3b35c47l14" />     วิญญาณขันธ์หมวดละ ๑ คือ วิญญาณขันธ์เป็นผัสสสัมปยุต. วิญญาณขันธ์หมวด
			<remark  id="s3b35c47l15" />ละ ๒ คือ วิญญาณขันธ์เป็นโลกิยะ เป็นโลกุตตระ. วิญญาณขันธ์หมวดละ ๓ คือ 
			<remark  id="s3b35c47l16" />วิญญาณขันธ์เป็นอุปาทินนุปาทานิยะ เป็นอนุปาทินนุปาทานิยะเป็นอนุปาทินนานุปาทานิยะ ฯลฯ 
			<remark  id="s3b35c47l17" />วิญญาณขันธ์หมวดละ ๑๐ ด้วยประการฉะนี้
			<remark  id="s3b35c47l18" />     วิญญาณขันธ์หมวดละ ๑ คือ วิญญาณขันธ์เป็นผัสสสัมปยุต. วิญญาณขันธ์หมวดละ ๒ คือ 
			<remark  id="s3b35c47l19" />วิญญาณขันธ์เป็นเกนจินวิญเญยยะ เป็นเกนจินวิญเญยยะ.วิญญาณขันธ์หมวดละ ๓ คือ 
			<remark  id="s3b35c47l20" />วิญญาณขันธ์เป็นสังกิลิฏฐสังกิเลสิกะ เป็นอสังกิลิฏฐสังกิเลสิกะ เป็นอสังกิลิฏฐาสังกิเลสิกะ ฯลฯ 
			<remark  id="s3b35c47l21" />วิญญาณขันธ์หมวดละ๑๐ ด้วยประการฉะนี้
			<remark  id="s3b35c47l22" />     วิญญาณขันธ์หมวดละ ๑ คือ วิญญาณขันธ์เป็นผัสสสัมปยุต. วิญญาณขันธ์หมวด
			<remark  id="s3b35c47l23" />ละ ๒ คือ วิญญาณขันธ์เป็นสาสวะ เป็นอนาสวะ. วิญญาณขันธ์หมวดละ ๓ คือ 
			<remark  id="s3b35c47l24" />วิญญาณขันธ์เป็นสวิตักกสวิจาระ เป็นอวิตักกวิจารมัตตะ เป็นอวิตักกาวิจาระ ฯลฯ วิญญาณ
			<remark  id="s3b35c47l25" />ขันธ์หมวดละ ๑๐ ด้วยประการฉะนี้
			<remark  id="s3b35c47l26" />     วิญญาณขันธ์หมวดละ ๑ คือ วิญญาณขันธ์เป็นผัสสสัมปยุต. วิญญาณขันธ์หมวด
			<remark  id="s3b35c47l27" />ละ ๒ คือ วิญญาณขันธ์เป็นอาสวสัมปยุต เป็นอาสววิปปยุต.วิญญาณขันธ์หมวดละ ๓ คือ 
		</para>
	</section>
	<section id="s3b35c48" >
		<para id="s3b35c48p">
			<remark  id="s3b35c48l1" />วิญญาณขันธ์เป็นปีติสหคตะ เป็นสุขสหคตะเป็นอุเปกขาสหคตะ ฯลฯ วิญญาณขันธ์
			<remark  id="s3b35c48l2" />หมวดละ ๑๐ ด้วยประการฉะนี้
			<remark  id="s3b35c48l3" />     วิญญาณขันธ์หมวดละ ๑ คือ วิญญาณขันธ์เป็นผัสสสัมปยุต. วิญญาณขันธ์หมวดละ ๒ คือ 
			<remark  id="s3b35c48l4" />วิญญาณขันธ์เป็นอาสววิปปยุตตสาสวะ เป็นอาสววิปปยุตตอนาสวะ. วิญญาณขันธ์หมวดละ 
			<remark  id="s3b35c48l5" />๓ คือ วิญญาณขันธ์เป็นทัสสนปหาตัพพะเป็นภาวนาปหาตัพพะ เป็นเนวทัสสนน
			<remark  id="s3b35c48l6" />ภาวนาปหาตัพพะ ฯลฯ วิญญาณขันธ์หมวดละ ๑๐ ด้วยประการฉะนี้
			<remark  id="s3b35c48l7" />     วิญญาณขันธ์หมวดละ ๑ คือ วิญญาณขันธ์เป็นผัสสสัมปยุต. วิญญาณขันธ์หมวด
			<remark  id="s3b35c48l8" />ละ ๒ คือ วิญญาณขันธ์เป็นสัญโญชนิยะ เป็นอสัญโญชนิยะ.วิญญาณขันธ์หมวดละ ๓ คือ
			<remark  id="s3b35c48l9" />วิญญาณขันธ์เป็นทัสสนปหาตัพพเหตุกะ เป็นภาวนาปหาตัพพเหตุกะ เป็นเนวทัสสนนภาวนา
			<remark  id="s3b35c48l10" />ปหาตัพพเหตุกะ ฯลฯ วิญญาณขันธ์หมวดละ ๑๐ ด้วยประการฉะนี้
			<remark  id="s3b35c48l11" />     วิญญาณขันธ์หมวดละ ๑ คือ วิญญาณขันธ์เป็นผัสสสัมปยุต. วิญญาณขันธ์หมวด
			<remark  id="s3b35c48l12" />ละ ๒ คือ วิญญาณขันธ์เป็นสัญโญชนสัมปยุต เป็นสัญโญชนวิปปยุต.วิญญาณขันธ์
			<remark  id="s3b35c48l13" />หมวดละ ๓ คือ วิญญาณขันธ์เป็นอาจยคามี เป็นอปจยคามี เป็นเนวาจยคามีนาปจยคามี ฯลฯ 
			<remark  id="s3b35c48l14" />วิญญาณขันธ์หมวดละ ๑๐ ด้วยประการฉะนี้
			<remark  id="s3b35c48l15" />     วิญญาณขันธ์หมวดละ ๑ คือ วิญญาณขันธ์เป็นผัสสสัมปยุต. วิญญาณขันธ์หมวด
			<remark  id="s3b35c48l16" />ละ ๒ คือ วิญญาณขันธ์เป็นสัญโญชนวิปปยุตตสัญโญชนิยะ เป็นสัญโญชนวิปปยุตตอ
			<remark  id="s3b35c48l17" />สัญโญชนิยะ. วิญญาณขันธ์หมวดละ ๓ คือ วิญญาณขันธ์เป็นเสกขะ เป็นอเสกขะ
			<remark  id="s3b35c48l18" />เป็นเนวเสกขนาเสกขะ ฯลฯ วิญญาณขันธ์หมวดละ๑๐ ด้วยประการฉะนี้
			<remark  id="s3b35c48l19" />     วิญญาณขันธ์หมวดละ ๑ คือ วิญญาณขันธ์เป็นผัสสสัมปยุต. วิญญาณขันธ์หมวด
			<remark  id="s3b35c48l20" />ละ ๒ คือ วิญญาณขันธ์เป็นคันถนิยะ เป็นอคันถนิยะ. วิญญาณขันธ์หมวดละ ๓ คือ 
			<remark  id="s3b35c48l21" />วิญญาณขันธ์เป็นปริตตะ เป็นมหัคคตะ เป็นอัปปมาณะฯลฯ วิญญาณขันธ์หมวดละ ๑๐
			<remark  id="s3b35c48l22" />ด้วยประการฉะนี้
			<remark  id="s3b35c48l23" />     วิญญาณขันธ์หมวดละ ๑ คือ วิญญาณขันธ์เป็นผัสสสัมปยุต. วิญญาณขันธ์หมวด
			<remark  id="s3b35c48l24" />ละ ๒ คือ วิญญาณขันธ์เป็นคันถสัมปยุต เป็นคันถวิปปยุต. วิญญาณขันธ์หมวดละ ๓ คือ 
		</para>
	</section>
	<section id="s3b35c49" >
		<para id="s3b35c49p">
			<remark  id="s3b35c49l1" />วิญญาณขันธ์เป็นปริตตารัมมณะ เป็นมหัคคตารัมมณะเป็นอัปปมาณารัมมณะ ฯลฯ 
			<remark  id="s3b35c49l2" />วิญญาณขันธ์หมวดละ ๑๐ ด้วยประการฉะนี้
			<remark  id="s3b35c49l3" />     วิญญาณขันธ์หมวดละ ๑ คือ วิญญาณขันธ์เป็นผัสสสัมปยุต. วิญญาณขันธ์
			<remark  id="s3b35c49l4" />หมวดละ ๒ คือ วิญญาณขันธ์เป็นคันถวิปปยุตตคันถนิยะ เป็นคันถวิปปยุตตอคันถนิยะ. 
			<remark  id="s3b35c49l5" />วิญญาณขันธ์หมวดละ ๓ คือ วิญญาณขันธ์เป็นหีนะ เป็นมัชฌิมะ เป็นปณีตะ ฯลฯ วิญญาณขันธ์
			<remark  id="s3b35c49l6" />หมวดละ ๑๐ ด้วยประการฉะนี้
			<remark  id="s3b35c49l7" />     วิญญาณขันธ์หมวดละ ๑ คือ วิญญาณขันธ์เป็นผัสสสัมปยุต. วิญญาณขันธ์หมวดละ
			<remark  id="s3b35c49l8" />๒ คือ วิญญาณขันธ์เป็นโอฆนิยะ เป็นอโนฆนิยะ. วิญญาณขันธ์หมวดละ ๓ คือ 
			<remark  id="s3b35c49l9" />วิญญาณขันธ์เป็นมิจฉัตตนิยตะ เป็นสัมมัตตนิยตะ เป็นอนิยตะฯลฯ วิญญาณขันธ์หมวด
			<remark  id="s3b35c49l10" />ละ ๑๐ ด้วยประการฉะนี้
			<remark  id="s3b35c49l11" />     วิญญาณขันธ์หมวดละ ๑ คือ วิญญาณขันธ์เป็นผัสสสัมปยุต. วิญญาณขันธ์หมวด
			<remark  id="s3b35c49l12" />ละ ๒ คือ วิญญาณขันธ์เป็นโอฆสัมปยุต เป็นโอฆวิปปยุต. วิญญาณขันธ์หมวดละ ๓ คือ 
			<remark  id="s3b35c49l13" />วิญญาณขันธ์เป็นมัคคารัมมณะ เป็นมัคคเหตุกะ เป็นมัคคาธิปติ ฯลฯ วิญญาณขันธ์หมวดละ 
			<remark  id="s3b35c49l14" />๑๐ ด้วยประการฉะนี้
			<remark  id="s3b35c49l15" />     วิญญาณขันธ์หมวดละ ๑ คือ วิญญาณขันธ์เป็นผัสสสัมปยุต. วิญญาณขันธ์หมวดละ ๒
			<remark  id="s3b35c49l16" /> คือ วิญญาณขันธ์เป็นโอฆวิปปยุตตโอฆนิยะ เป็นโอฆวิปปยุตตอโนฆนิยะ วิญญาณขันธ์
			<remark  id="s3b35c49l17" /> หมวดละ ๓ คือ วิญญาณขันธ์เป็นอุปปันนะ เป็นอนุปปันนะ เป็นอุปปาที ฯลฯ วิญญาณขันธ์
			<remark  id="s3b35c49l18" /> หมวดละ ๑๐ ด้วยประการฉะนี้
			<remark  id="s3b35c49l19" />     วิญญาณขันธ์หมวดละ ๑ คือ วิญญาณขันธ์เป็นผัสสสัมปยุต. วิญญาณขันธ์หมวด
			<remark  id="s3b35c49l20" />ละ ๒ คือ วิญญาณขันธ์เป็นโยคนิยะ เป็นอโยคนิยะ. วิญญาณขันธ์หมวดละ ๓ คือ 
			<remark  id="s3b35c49l21" />วิญญาณขันธ์เป็นอดีต เป็นอนาคต เป็นปัจจุบัน ฯลฯ วิญญาณขันธ์หมวดละ ๑๐ ด้วย
			<remark  id="s3b35c49l22" />ประการฉะนี้
			<remark  id="s3b35c49l23" />     วิญญาณขันธ์หมวดละ ๑ คือ วิญญาณขันธ์เป็นผัสสสัมปยุต. วิญญาณขันธ์หมวด
			<remark  id="s3b35c49l24" />ละ ๒ คือ วิญญาณขันธ์เป็นโยคสัมปยุต เป็นโยควิปปยุต. วิญญาณขันธ์หมวดละ ๓ คือ
		</para>
	</section>
	<section id="s3b35c50" >
		<para id="s3b35c50p">
			<remark  id="s3b35c50l1" />วิญญาณขันธ์เป็นอตีตารัมมณะ เป็นอนาคตารัมมณะ เป็นปัจจุปปันนารัมมณะ ฯลฯ วิญญาณขันธ์
			<remark  id="s3b35c50l2" />หมวดละ ๑๐ ด้วยประการฉะนี้
			<remark  id="s3b35c50l3" />     วิญญาณขันธ์หมวดละ ๑ คือ วิญญาณขันธ์เป็นผัสสสัมปยุต. วิญญาณขันธ์หมวด
			<remark  id="s3b35c50l4" />ละ ๒ คือ วิญญาณขันธ์เป็นโยควิปปยุตตโยคนิยะ เป็นโยควิปปยุตตอโยคนิยะ. วิญญาณขันธ์
			<remark  id="s3b35c50l5" />หมวดละ ๓ คือ วิญญาณขันธ์เป็นอัชฌัตตะ เป็นพหิทธา เป็นอัชฌัตตพหิทธา ฯลฯ
			<remark  id="s3b35c50l6" />วิญญาณขันธ์หมวดละ ๑๐ ด้วยประการฉะนี้
			<remark  id="s3b35c50l7" />     วิญญาณขันธ์หมวดละ ๑ คือ วิญญาณขันธ์เป็นผัสสสัมปยุต. วิญญาณขันธ์หมวด
			<remark  id="s3b35c50l8" />ละ ๒ คือ วิญญาณขันธ์เป็นนีวรณิยะ เป็นอนีวรณิยะ. วิญญาณขันธ์หมวดละ ๓ คือ
			<remark  id="s3b35c50l9" />วิญญาณขันธ์เป็นอัชฌัตตารัมมณะ เป็นพหิทธารัมมณะ เป็นอัชฌัตตพหิทธารัมมณะ ฯลฯ 
			<remark  id="s3b35c50l10" />วิญญาณขันธ์หมวดละ ๑๐ ด้วยประการฉะนี้
			<remark  id="s3b35c50l11" />                       อุภโตวัฑฒกวาร จบ
			<remark  id="s3b35c50l12" />                         [พหุวิธวาร]
			<remark  id="s3b35c50l13" />     [๘๐] วิญญาณขันธ์หมวดละ ๗ คือ วิญญาณขันธ์เป็นกุศล เป็นอกุศลเป็น
			<remark  id="s3b35c50l14" />อัพยากฤต เป็นกามาวจร เป็นรูปาวจร เป็นอรูปาวจร เป็นอปริยาปันนะวิญญาณขันธ์
			<remark  id="s3b35c50l15" />หมวดละ ๗ ด้วยประการฉะนี้
			<remark  id="s3b35c50l16" />     วิญญาณขันธ์หมวดละ ๗ อีกอย่างหนึ่ง คือ วิญญาณขันธ์เป็นสุขเวทนาสัมปยุต เป็น
			<remark  id="s3b35c50l17" />ทุกขเวทนาสัมปยุต เป็นอทุกขมสุขเวทนาสัมปยุต ฯลฯ เป็นอัชฌัตตารัมมณะ เป็นพหิทธารัมมณะ 
			<remark  id="s3b35c50l18" />เป็นอัชฌัตตพหิทธารัมมณะ เป็นกามาวจรเป็นรูปาวจร เป็นอรูปาวจร เป็นอปริยาปันนะ
			<remark  id="s3b35c50l19" />วิญญาณขันธ์หมวดละ ๗ ด้วยประการฉะนี้
			<remark  id="s3b35c50l20" />     [๘๑] วิญญาณขันธ์หมวดละ ๒๔ คือ วิญญาณขันธ์เพราะจักขุสัมผัสเป็นปัจจัย เป็น
			<remark  id="s3b35c50l21" />กุศล เป็นอกุศล เป็นอัพยากฤต วิญญาณขันธ์เพราะโสตสัมผัสเป็นปัจจัย ฯลฯ วิญญาณขันธ์
			<remark  id="s3b35c50l22" />เพราะฆานสัมผัสเป็นปัจจัย ฯลฯ วิญญาณขันธ์เพราะชิวหาสัมผัสเป็นปัจจัย ฯลฯ วิญญาณขันธ์
			<remark  id="s3b35c50l23" />เพราะกายสัมผัสเป็นปัจจัยฯลฯ วิญญาณขันธ์เพราะมโนสัมผัสเป็นปัจจัย เป็นกุศล เป็น
			<remark  id="s3b35c50l24" />อกุศล เป็นอัพยากฤตจักขุวิญญาณ ฯลฯ มโนวิญญาณ วิญญาณขันธ์หมวดละ ๒๔ ด้วย
			<remark  id="s3b35c50l25" />ประการฉะนี้
		</para>
	</section>
	<section id="s3b35c51" >
		<para id="s3b35c51p">
			<remark  id="s3b35c51l1" />     วิญญาณขันธ์หมวดละ ๒๔ อีกอย่างหนึ่ง คือ วิญญาณขันธ์เพราะจักขุสัมผัสเป็นปัจจัย 
			<remark  id="s3b35c51l2" />เป็นสุขเวทนาสัมปยุต เป็นทุกขเวทนาสัมปยุต เป็นอทุกขมสุขเวทนาสัมปยุต ฯลฯ 
			<remark  id="s3b35c51l3" />เป็นอัชฌัตตารัมมณะ เป็นพหิทธารัมมณะ เป็นอัชฌัตตพหิทธารัมมณะ วิญญาณขันธ์
			<remark  id="s3b35c51l4" />เพราะโสตสัมผัสเป็นปัจจัย ฯลฯ วิญญาณขันธ์เพราะฆานสัมผัสเป็นปัจจัย ฯลฯ วิญญาณขันธ์
			<remark  id="s3b35c51l5" />เพราะชิวหาสัมผัสเป็นปัจจัยฯลฯ วิญญาณขันธ์เพราะกายสัมผัสเป็นปัจจัย ฯลฯ วิญญาณขันธ์
			<remark  id="s3b35c51l6" />เพราะมโนสัมผัสเป็นปัจจัย เป็นอัชฌัตตารัมมณะ เป็นพหิทธารัมมณะ เป็นอัชฌัตตพหิทธา
			<remark  id="s3b35c51l7" />รัมมณะจักขุวิญญาณ ฯลฯ มโนวิญญาณ วิญญาณขันธ์หมวดละ ๒๔ ด้วยประการฉะนี้
			<remark  id="s3b35c51l8" />     [๘๒] วิญญาณขันธ์หมวดละ ๓๐ คือ วิญญาณขันธ์เพราะจักขุสัมผัสเป็นปัจจัย 
			<remark  id="s3b35c51l9" />เป็นกามาวจร เป็นรูปาวจร เป็นอรูปาวจร เป็นอปริยาปันนะ วิญญาณขันธ์เพราะ
			<remark  id="s3b35c51l10" />โสตสัมผัสเป็นปัจจัย ฯลฯ วิญญาณขันธ์เพราะฆานสัมผัสเป็นปัจจัยฯลฯ วิญญาณขันธ์
			<remark  id="s3b35c51l11" />เพราะชิวหาสัมผัสเป็นปัจจัย ฯลฯ วิญญาณขันธ์เพราะกายสัมผัสเป็นปัจจัย ฯลฯ วิญญาณขันธ์
			<remark  id="s3b35c51l12" />เพราะมโนสัมผัสเป็นปัจจัย เป็นกามาวจรเป็นรูปาวจร เป็นอรูปาวจร เป็นอปริยาปันนะ
			<remark  id="s3b35c51l13" />จักขุวิญญาณ ฯลฯ มโนวิญญาณวิญญาณขันธ์หมวดละ ๓๐ ด้วยประการฉะนี้
			<remark  id="s3b35c51l14" />     [๘๓] วิญญาณขันธ์หมวดละมากอย่าง คือ วิญญาณขันธ์เพราะจักขุสัมผัสเป็นปัจจัย
			<remark  id="s3b35c51l15" />เป็นกุศล เป็นอกุศล เป็นอัพยากฤต เป็นกามาวจร เป็นรูปาวจร เป็นอรูปาวจร
			<remark  id="s3b35c51l16" />เป็นอปริยาปันนะ วิญญาณขันธ์เพราะโสตสัมผัสเป็นปัจจัย ฯลฯ วิญญาณขันธ์เพราะฆาน
			<remark  id="s3b35c51l17" />สัมผัสเป็นปัจจัย ฯลฯ วิญญาณขันธ์เพราะชิวหาสัมผัสเป็นปัจจัย ฯลฯ วิญญาณขันธ์เพราะ
			<remark  id="s3b35c51l18" />กายสัมผัสเป็นปัจจัย ฯลฯวิญญาณขันธ์เพราะมโนสัมผัสเป็นปัจจัย เป็นกุศล เป็นอกุศล
			<remark  id="s3b35c51l19" />เป็นอัพยากฤตเป็นกามาวจร เป็นรูปาวจร เป็นอรูปาวจร เป็นอปริยาปันนะ จักขุวิญญาณ ฯลฯ
			<remark  id="s3b35c51l20" />มโนวิญญาณ วิญญาณขันธ์หมวดละมากอย่าง ด้วยประการฉะนี้
			<remark  id="s3b35c51l21" />     วิญญาณขันธ์หมวดละมากอย่างอีกอย่างหนึ่ง คือ วิญญาณขันธ์เพราะจักขุสัมผัสเป็นปัจจัย
			<remark  id="s3b35c51l22" />เป็นสุขเวทนาสัมปยุต เป็นทุกขเวทนาสัมปยุต เป็นอทุกขมสุขเวทนาสัมปยุต ฯลฯ เป็น
			<remark  id="s3b35c51l23" />อัชฌัตตารัมมณะ เป็นพหิทธารัมมณะ เป็นอัชฌัตตพหิทธารัมมณะ เป็นกามาวจร
			<remark  id="s3b35c51l24" />เป็นรูปาวจร เป็นอรูปาวจร เป็นอปริยาปันนะ วิญญาณขันธ์เพราะโสตสัมผัสเป็นปัจจัย ฯลฯ 
		</para>
	</section>
	<section id="s3b35c52" >
		<para id="s3b35c52p">
			<remark  id="s3b35c52l1" />วิญญาณขันธ์เพราะฆานสัมผัสเป็นปัจจัย ฯลฯ วิญญาณขันธ์เพราะชิวหาสัมผัสเป็นปัจจัย ฯลฯ
			<remark  id="s3b35c52l2" />วิญญาณขันธ์เพราะกายสัมผัสเป็นปัจจัย ฯลฯ วิญญาณขันธ์เพราะมโนสัมผัสเป็นปัจจัย เป็นอัช
			<remark  id="s3b35c52l3" />ฌัตตารัมมณะ เป็นพหิทธารัมมณะ เป็นอัชฌัตตพหิทธารัมมณะเป็นกามาวจร เป็นรูปาวจร 
			<remark  id="s3b35c52l4" />เป็นอรูปาวจร เป็นอปริยาปันนะ จักขุวิญญาณฯลฯ มโนวิญญาณ วิญญาณขันธ์หมวดละมาก
			<remark  id="s3b35c52l5" />อย่าง ด้วยประการฉะนี้
			<remark  id="s3b35c52l6" />     สภาวธรรมนี้เรียกว่า วิญญาณขันธ์
			<remark  id="s3b35c52l7" />                         พหุวิธวาร จบ
			<remark  id="s3b35c52l8" />                       อภิธรรมภาชนีย์ จบ
			<remark  id="s3b35c52l9" />                         ปัญหาปุจฉกะ
			<remark  id="s3b35c52l10" />     [๘๔] ขันธ์ ๕ คือ
			<remark  id="s3b35c52l11" />           ๑. รูปขันธ์
			<remark  id="s3b35c52l12" />           ๒. เวทนาขันธ์
			<remark  id="s3b35c52l13" />           ๓. สัญญาขันธ์
			<remark  id="s3b35c52l14" />           ๔. สังขารขันธ์
			<remark  id="s3b35c52l15" />           ๕. วิญญาณขันธ์
			<remark  id="s3b35c52l16" />                     ติกมาติกาปุจฉา ทุกมาติกาปุจฉา
			<remark  id="s3b35c52l17" />     	บรรดาขันธ์ ๕ ขันธ์ไหนเป็นกุศล ขันธ์ไหนเป็นอกุศล ขันธ์ไหนเป็นอัพยากฤต ฯลฯ ขันธ์
			<remark  id="s3b35c52l18" />    ไหนเป็นสรณะ ขันธ์ไหนเป็นอรณะ
			<remark  id="s3b35c52l19" />                        ติกมาติกาวิสัชนา
			<remark  id="s3b35c52l20" />     [๘๕] รูปขันธ์เป็นอัพยากฤต ขันธ์ ๔ (เบื้องปลาย) เป็นกุศลก็มี เป็นอกุศลก็มี เป็น
			<remark  id="s3b35c52l21" />อัพยากฤตก็มี ขันธ์ ๒ (เบื้องต้น) กล่าวไม่ได้ว่าแม้เป็นสุขเวทนาสัมปยุต แม้เป็นทุกขเวทนา
			<remark  id="s3b35c52l22" />สัมปยุต แม้เป็นอทุกขมสุขเวทนาสัมปยุต ขันธ์ ๓(เบื้องปลาย) เป็นสุขเวทนาสัมปยุตก็มี 
			<remark  id="s3b35c52l23" />เป็นทุกขเวทนาสัมปยุตก็มี เป็นอทุกขมสุขเวทนาสัมปยุตก็มี รูปขันธ์เป็นเนววิปากนวิปากธัมม
			<remark  id="s3b35c52l24" />ธรรม ขันธ์ ๔ เป็นวิบากก็มี เป็นวิปากธัมมธรรมก็มี เป็นเนววิปากนวิปากธัมมธรรมก็มี รูปขันธ์ 
			<remark  id="s3b35c52l25" />เป็นอุปาทินนุปาทานิยะก็มี เป็นอนุปาทินนุปาทานิยะก็มี ขันธ์ ๔ เป็นอุปาทินนุปาทานิยะก็มี
		</para>
	</section>
	<section id="s3b35c53" >
		<para id="s3b35c53p">
			<remark  id="s3b35c53l1" />เป็นอนุปาทินนุปาทานิยะก็มี เป็นอนุปาทินนานุปาทานิยะก็มี รูปขันธ์เป็นอสังกิลิฏฐสังกิเลสิกะ 
			<remark  id="s3b35c53l2" />ขันธ์ ๔ เป็นสังกิลิฏฐสังกิเลสิกะก็มี เป็นอสังกิลิฏฐาสังกิเลสิกะก็มี เป็นอสังกิลิฏฐาสังกิเลสิกะ
			<remark  id="s3b35c53l3" />ก็มี  รูปขันธ์ เป็นอวิตักกาวิจาระ ขันธ์ ๓ เป็นสวิตักกสวิจาระก็มี เป็นอวิตักกวิจารมัตตะก็มี 
			<remark  id="s3b35c53l4" />เป็นอวิตักกาวิจาระก็มี สังขารขันธ์เป็นสวิตักกสวิจาระก็มี เป็นอวิตักกวิจารมัตตะก็มี เป็นอวิ
			<remark  id="s3b35c53l5" />ตักกาวิจาระก็มี กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นสวิตักกสวิจาระ แม้เป็นอวิตักกวิจารมัตตะ แม้เป็น
			<remark  id="s3b35c53l6" />อวิตักกาวิจาระก็มีรูปขันธ์ กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นปีติสหคตะ แม้เป็นสุขสหคตะ แม้เป็น
			<remark  id="s3b35c53l7" />อุเปกขาสหคตะ เวทนาขันธ์ เป็นปีติสหคตะ เป็นนสุขสหคตะ เป็นนอุเปกขาสหคตะก็มี 
			<remark  id="s3b35c53l8" />กล่าวไม่ได้ว่า เป็นปีติสหคตะก็มี ขันธ์ ๓ เป็นปีติสหคตะก็มี เป็นสุขสหคตะก็มี เป็นอุเปก
			<remark  id="s3b35c53l9" />ขาสหคตะก็มี กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นปีติสหคตะ แม้เป็นสุขสหคตะ แม้เป็นอุเปกขาสหคตะก็มี
			<remark  id="s3b35c53l10" />รูปขันธ์ เป็นเนวทัสสนนภาวนาปหาตัพพะ ขันธ์ ๔ เป็นทัสสนปหาตัพพะก็มี เป็นภาวนาปหา
			<remark  id="s3b35c53l11" />ตัพพะก็มี เป็นเนวทัสสนนภาวนาปหาตัพพะก็มี รูปขันธ์ เป็นเนวทัสสนนภาวนาปหาตัพพเหตุกะ
			<remark  id="s3b35c53l12" />ขันธ์ ๔ เป็นทัสสนปหาตัพพเหตุกะก็มี เป็นภาวนาปหาตัพพเหตุกะก็มี เป็นเนวทัสสนนภาวนาปหา
			<remark  id="s3b35c53l13" />ตัพพเหตุกะก็มี รูปขันธ์ เป็นเนวาจยคามีนาปจยคามีขันธ์ ๔ เป็นอาจยคามีก็มี เป็นอปจย
			<remark  id="s3b35c53l14" />คามีก็มี เป็นเนวาจยคามีนาปจยคามีก็มีรูปขันธ์ เป็นเนวเสกขนาเสกขะ ขันธ์ ๔ เป็นเสกขะ
			<remark  id="s3b35c53l15" />ก็มี เป็นอเสกขะก็มีเป็นเนวเสกขนาเสกขะก็มี  รูปขันธ์ เป็นปริตตะ ขันธ์ ๔ เป็นปริตตะก็มี
			<remark  id="s3b35c53l16" />เป็นมหัคคตะก็มี เป็นอัปปมาณะก็มี รูปขันธ์ เป็นอนารัมมณะ ขันธ์ ๔ เป็นปริตตารัมมณะก็มี เป็น
			<remark  id="s3b35c53l17" />มหัคคตารัมมณะก็มี เป็นอัปปมาณารัมมณะก็มี กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นปริตตารัมมณะ แม้เป็นมหัคค
			<remark  id="s3b35c53l18" />ตารัมมณะ แม้เป็นอัปปมาณารัมมณะก็มี รูปขันธ์ เป็นมัชฌิมะ ขันธ์ ๔ เป็นหีนะก็มี เป็นมัชฌิมะก็มี 
			<remark  id="s3b35c53l19" />เป็นปณีตะก็มี รูปขันธ์ เป็นอนิยตะ ขันธ์ ๔ เป็นมิจฉัตตนิยตะก็มี เป็นสัมมัตตนิยตะก็มี เป็นอนิยตะ
			<remark  id="s3b35c53l20" />ก็มี รูปขันธ์ เป็นอนารัมมณะ ขันธ์ ๔ เป็นมัคคารัมมณะก็มี เป็นมัคคเหตุกะก็มี เป็นมัคคา
			<remark  id="s3b35c53l21" />ธิปติก็มี กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นมัคคารัมมณะ แม้เป็นมัคคเหตุกะ แม้เป็นมัคคาธิปติก็มี ขันธ์ ๕
			<remark  id="s3b35c53l22" />เป็นอุปปันนะก็มี เป็นอนุปปันนะก็มี เป็นอุปปาทีก็มี ขันธ์ ๕ เป็นอดีตก็มี เป็นอนาคตก็มี
			<remark  id="s3b35c53l23" />เป็นปัจจุบันก็มีรูปขันธ์ เป็นอนารัมมณะ ขันธ์ ๔ เป็นอดีตารัมมณะก็มี เป็นอนาคตารัมมณะ
			<remark  id="s3b35c53l24" />ก็มีเป็นปัจจุปปันนารัมมณะก็มี กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นอดีตารัมมณะ แม้เป็นอนาคตารัมมณะ
			<remark  id="s3b35c53l25" />แม้เป็นปัจจุปปันนารัมมณะก็มี ขันธ์ ๕ เป็นอัชฌัตตะก็มีเป็นพหิทธาก็มี เป็นอัชฌัตตพหิทธา
			<remark  id="s3b35c53l26" />ก็มี รูปขันธ์ เป็นอนารัมมณะ ขันธ์ ๔เป็นอัชฌัตตารัมมณะก็มี เป็นพหิทธารัมมณะก็มี เป็น
			<remark  id="s3b35c53l27" />อัชฌัตตพหิทธารัมมณะก็มีกล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นอัชฌัตตารัมมณะ แม้เป็นพหิทธารัมมณะ แม้
		</para>
	</section>
	<section id="s3b35c54" >
		<para id="s3b35c54p">
			<remark  id="s3b35c54l1" />เป็นอัชฌัตตพหิทธารัมมณะก็มี ขันธ์ ๔ เป็นอนิทัสสนอัปปฏิฆะ รูปขันธ์ เป็นสนิทัสสนสัป
			<remark  id="s3b35c54l2" />ปฏิฆะก็มี เป็นอนิทัสสนสัปปฏิฆะก็มี เป็นอนิทัสสนอัปปฏิฆะก็มี
			<remark  id="s3b35c54l3" />                        ทุกมาติกาวิสัชนา
			<remark  id="s3b35c54l4" />                      ๑. เหตุโคจฉกวิสัชนา
			<remark  id="s3b35c54l5" />     [๘๖] ขันธ์ ๔ เป็นนเหตุ สังขารขันธ์เป็นเหตุก็มี เป็นนเหตุก็มีรูปขันธ์ เป็น
			<remark  id="s3b35c54l6" />อเหตุกะ ขันธ์ ๔ เป็นสเหตุกะก็มี เป็นอเหตุกะก็มี รูปขันธ์เป็นเหตุวิปปยุต ขันธ์ ๔ เป็น
			<remark  id="s3b35c54l7" />เหตุสัมปยุตก็มี เป็นเหตุวิปปยุตก็มี รูปขันธ์กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นเหตุสเหตุกะ แม้เป็น
			<remark  id="s3b35c54l8" />สเหตุกนเหตุ ขันธ์ ๓ กล่าวไม่ได้ว่าเป็นเหตุสเหตุกะ เป็นสเหตุกนเหตุก็มี กล่าวไม่ได้ว่า 
			<remark  id="s3b35c54l9" />เป็นสเหตุกนเหตุก็มีสังขารขันธ์เป็นเหตุสเหตุกะก็มี เป็นสเหตุกนเหตุก็มี กล่าวไม่ได้ว่า แม้
			<remark  id="s3b35c54l10" />เป็นเหตุสเหตุกะ แม้เป็นสเหตุกนเหตุก็มี รูปขันธ์ กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นเหตุเหตุสัมปยุต 
			<remark  id="s3b35c54l11" />แม้เป็นเหตุสัมปยุตตนเหตุ ขันธ์ ๓ กล่าวไม่ได้ว่า เป็นเหตุเหตุสัมปยุต เป็นเหตุสัมปยุตตน
			<remark  id="s3b35c54l12" />เหตุก็มี กล่าวไม่ได้ว่า เป็นเหตุสัมปยุตตนเหตุก็มี สังขารขันธ์ เป็นเหตุเหตุสัมปยุตก็มี เป็น
			<remark  id="s3b35c54l13" />เหตุสัมปยุตตนเหตุก็มี กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นเหตุเหตุสัมปยุต แม้เป็นเหตุสัมปยุตตนเหตุก็มี
			<remark  id="s3b35c54l14" />รูปขันธ์เป็นนเหตุสเหตุกะ ขันธ์ ๓ เป็นนเหตุสเหตุกะก็มี เป็นนเหตุอเหตุกะก็มีสังขาร
			<remark  id="s3b35c54l15" />ขันธ์เป็นนเหตุสเหตุกะก็มี เป็นนเหตุอเหตุกะก็มี กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นนเหตุสเหตุกะ แม้
			<remark  id="s3b35c54l16" />เป็นนเหตุอเหตุกะก็มี
			<remark  id="s3b35c54l17" />                      ๒. จูฬันตรทุกวิสัชนา
			<remark  id="s3b35c54l18" />     [๘๗] ขันธ์ ๕ เป็นสัปปัจจยะ เป็นสังขตะ ขันธ์ ๔ เป็นอนิทัสสนะรูปขันธ์ 
			<remark  id="s3b35c54l19" />เป็นสนิทัสสนะก็มี เป็นอนิทัสสนะก็มี ขันธ์ ๔ เป็นอัปปฏิฆะรูปขันธ์ เป็นสัปปฏิฆะก็มี
			<remark  id="s3b35c54l20" />เป็นอัปปฏิฆะก็มี รูปขันธ์ เป็นรูป ขันธ์ ๔ เป็นอรูป รูปขันธ์เป็นโลกิยะ ขันธ์ ๔ เป็น
			<remark  id="s3b35c54l21" />โลกิยะก็มี เป็นโลกุตตระก็มี ขันธ์ ๕เป็นเกนจิวิญเญยยะ เป็นเกนจินวิญเญยยะ
			<remark  id="s3b35c54l22" />                     ๓. อาสวโคจฉกวิสัชชนา
			<remark  id="s3b35c54l23" />     [๘๘] ขันธ์ ๔ เป็นโนอาสวะ สังขารขันธ์ เป็นอาสวะก็มี เป็นโนอาสวะก็มี รูป
			<remark  id="s3b35c54l24" />ขันธ์ เป็นสาสวะ ขันธ์ ๔ เป็นสาสวะก็มี เป็นอนาสวะก็มีรูปขันธ์ เป็นอาสววิปปยุต
			<remark  id="s3b35c54l25" />ขันธ์ ๔ เป็นอาสวสัมปยุตก็มี เป็นอาสววิปปยุตก็มี รูปขันธ์ กล่าวไม่ได้ว่าเป็นอาสวสาสวะ
		</para>
	</section>
	<section id="s3b35c55" >
		<para id="s3b35c55p">
			<remark  id="s3b35c55l1" />เป็นสาสวโนอาสวะ ขันธ์ ๓กล่าวไม่ได้ว่า เป็นอาสวสาสวะ เป็นสาสวโนอาสวะก็มี กล่าว
			<remark  id="s3b35c55l2" />ไม่ได้ว่า เป็นสาสวโนอาสวะก็มี สังขารขันธ์ เป็นอาสวสาสวะก็มี เป็นสาสวโนอาสวะก็มี
			<remark  id="s3b35c55l3" />กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นอาสวสาสวะ แม้เป็นสาสวโนอาสวะก็มี รูปขันธ์ กล่าวไม่ได้ว่า แม้
			<remark  id="s3b35c55l4" />เป็นอาสวอาสวสัมปยุต แม้เป็นอาสวสัมปยุตตโนอาสวะ ขันธ์ ๓กล่าวไม่ได้ว่า เป็นอาสว
			<remark  id="s3b35c55l5" />อาสวสัมปยุต เป็นอาสวสัมปยุตตโนอาสวะก็มี กล่าวไม่ได้ว่า เป็นอาสวสัมปยุตตโนอาสวะก็มี
			<remark  id="s3b35c55l6" />สังขารขันธ์ เป็นอาสวอาสวสัมปยุตก็มีเป็นอาสวสัมปยุตตโนอาสวะก็มี กล่าวไม่ได้ว่า แม้
			<remark  id="s3b35c55l7" />เป็นอาสวอาสวสัมปยุต แม้เป็นอาสวสัมปยุตตโนอาสวะก็มี รูปขันธ์ เป็นอาสววิปปยุตตสาสวะ 
			<remark  id="s3b35c55l8" />ขันธ์ ๔เป็นอาสววิปปยุตตสาสวะก็มี เป็นอาสววิปปยุตตอนาสวะก็มี กล่าวไม่ได้ว่า แม้
			<remark  id="s3b35c55l9" />เป็นอาสววิปปยุตตสาสวะ แม้เป็นอาสววิปปยุตตอนาสวะก็มี
			<remark  id="s3b35c55l10" />                    ๔. สัญโญชนโคจฉกวิสัชนา
			<remark  id="s3b35c55l11" />     [๘๙] ขันธ์ ๔ เป็นโนสัญโญชนะ สังขารขันธ์ เป็นสัญโญชนะก็มีเป็นโนสัญโญชนะ
			<remark  id="s3b35c55l12" /> ก็มี รูปขันธ์เป็นสัญโญชนิยะ ขันธ์ ๔ เป็นสัญโญชนิยะก็มีเป็นอสัญโญชนิยะก็มี รูปขันธ์
			<remark  id="s3b35c55l13" /> เป็นสัญโญชนวิปปยุต ขันธ์ ๔ เป็นสัญโญชนสัมปยุตตก็มี เป็นสัญโญชนวิปปยุตก็มี รูปขันธ์ 
			<remark  id="s3b35c55l14" /> กล่าวไม่ได้ว่าเป็นสัญโญชนสัญโญชนิยะ เป็นสัญโญชนิยโนสัญโญชนะ ขันธ์ ๓ กล่าวไม่ได้
			<remark  id="s3b35c55l15" /> ว่าเป็นสัญโญชนสัญโญชนิยะ เป็นสัญโญชนิยโนสัญโญชนะก็มี กล่าวไม่ได้ว่า เป็นสัญโญ
			<remark  id="s3b35c55l16" />ชนิยะโนสัญโญชนะก็มี สังขารขันธ์ เป็นสัญโญชนสัญโญชนิยะก็มี เป็นสัญโญชนิยโนสัญโญ
			<remark  id="s3b35c55l17" />ชนะก็มี กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นสัญโญชนสัญโญชนิยะ แม้เป็นสัญโญชนิยโนสัญโญชนะก็มี 
			<remark  id="s3b35c55l18" />รูปขันธ์ กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นสัญโญชนสัญโญชนสัมปยุต แม้เป็นสัญโญชนสัมปยุตตโนสัญ
			<remark  id="s3b35c55l19" />โญชนะ ขันธ์ ๓ กล่าวไม่ได้ว่าเป็นสัญโญชนสัญโญชนสัมปยุต เป็นสัญโญชนสัมปยุตตโน
			<remark  id="s3b35c55l20" />สัญโญชนะก็มี กล่าวไม่ได้ว่าเป็นสัญโญชนสัมปยุตตโนสัญโญชนะก็มี สังขารขันธ์เป็น
			<remark  id="s3b35c55l21" />สัญโญชนสัญโญชนสัมปยุตตก็มี เป็นสัญโญชนสัมปยุตตโนสัญโญชนะก็มี กล่าวไม่ได้ว่าแม้
			<remark  id="s3b35c55l22" />เป็นสัญโญชนสัญโญชนสัมปยุต แม้เป็นสัญโญชนสัมปยุตตโนสัญโญชนะก็มีรูปขันธ์ เป็น
			<remark  id="s3b35c55l23" />สัญโญชนวิปปยุตตสัญโญชนิยะ ขันธ์ ๔ เป็นสัญโญชนวิปปยุตตสัญโญชนิยะก็มี เป็นสัญโญ
			<remark  id="s3b35c55l24" />ชนวิปปยุตตอสัญโญชนิยะก็มี กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นสัญโญชนวิปปยุตตสัญโญชนิยะ แม้เป็น
			<remark  id="s3b35c55l25" />สัญโญชนวิปปยุตตอสัญโญชนิยะก็มี
		</para>
	</section>
	<section id="s3b35c56" >
		<para id="s3b35c56p">
			<remark  id="s3b35c56l1" />                      ๕. คันถโคจฉกวิสัชนา
			<remark  id="s3b35c56l2" />     [๙๐] ขันธ์ ๔ เป็นโนคันถะ สังขารขันธ์เป็นคันถะก็มี เป็นโนคันถะก็มี รูปขันธ์ เป็น
			<remark  id="s3b35c56l3" />คันถนิยะ ขันธ์  ๔ เป็นคันถนิยะก็มี เป็นอคันถนิยะก็มีรูปขันธ์ เป็นคันถวิปปยุต ขันธ์ ๔ เป็นคันถ
			<remark  id="s3b35c56l4" />สัมปยุตก็มี เป็นคันถวิปปยุตก็มีรูปขันธ์ กล่าวไม่ได้ว่า เป็นคันถคันถนิยะ เป็นคันถนิยโนคันถะ 
			<remark  id="s3b35c56l5" />ขันธ์ ๓กล่าวไม่ได้ว่า เป็นคันถคันถนิยะ เป็นคันถนิยโนคันถะก็มี กล่าวไม่ได้ว่า เป็น
			<remark  id="s3b35c56l6" />เป็นคันถนิยโนคันถะก็มี สังขารขันธ์ เป็นคันถคันถนิยะก็มี เป็นคันนิยโนคันถะก็มี กล่าวไม่ได้ว่า
			<remark  id="s3b35c56l7" />แม้เป็นคันถคันถนิยะ แม้เป็นคันถนิยโนคันถะก็มีรูปขันธ์ กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นคันถคันถ
			<remark  id="s3b35c56l8" />สัมปยุต แม้เป็นคันถสัมปยุตตโนคันถะขันธ์ ๓ กล่าวไม่ได้ว่า เป็นคันถคันถสัมปยุต เป็น
			<remark  id="s3b35c56l9" />คันถสัมปยุตตโนคันถะก็มีกล่าวไม่ได้ว่า เป็นคันถสัมปยุตตโนคันถะก็มี สังขารขันธ์ เป็น
			<remark  id="s3b35c56l10" />คันถคันถสัมปยุตก็มี เป็นคันถสัมปยุตตโนคันถะก็มี กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นคันถคันถสัมปยุต
			<remark  id="s3b35c56l11" />แม้เป็นคันถสัมปยุตตโนคันถะก็มี รูปขันธ์ เป็นคันถวิปปยุตตคันถนิยะ ขันธ์ ๔เป็นคันถ
			<remark  id="s3b35c56l12" />วิปปยุตตคันถนิยะก็มี เป็นคันถวิปปยุตตอคันถนิยะก็มี กล่าวไม่ได้ว่าแม้เป็นคันถวิปปยุตต
			<remark  id="s3b35c56l13" />คันถนิยะ แม้เป็นคันถวิปปยุตตอคันถนิยะก็มี
			<remark  id="s3b35c56l14" />                   ๖. ๗. ๘. โอฆโคจฉกาทิวิสัชนา
			<remark  id="s3b35c56l15" />     [๙๑] ขันธ์ ๔ เป็นโนโอฆะ ฯลฯ ขันธ์ ๔ เป็นโนโยคะ ฯลฯขันธ์ ๔ เป็นโนนีวรณะ 
			<remark  id="s3b35c56l16" />สังขารขันธ์ เป็นนีวรณะก็มี เป็นโนนีวรณะก็มี รูปขันธ์เป็นนีวรณิยะ ขันธ์ ๔ เป็นนีวรณิยะ
			<remark  id="s3b35c56l17" />ก็มี เป็นอนีวรณิยะก็มี รูปขันธ์ เป็นนีวรณะวิปปยุต ขันธ์ ๔ เป็นนีวรณสัมปยุตก็มี เป็น
			<remark  id="s3b35c56l18" />นีวรณวิปปยุตก็มี รูปขันธ์กล่าวไม่ได้ว่า เป็นนีวรณนีวรณิยะ เป็นนีวรณิยโนนีวรณะ ขันธ์ ๓ 
			<remark  id="s3b35c56l19" />กล่าวไม่ได้ว่า เป็นนีวรณนีวรณิยะ เป็นนีวรณิยโนนีวรณะก็มี กล่าวไม่ได้ว่า เป็นนีวรณิยโนนี
			<remark  id="s3b35c56l20" />วรณะก็มี สังขารขันธ์ เป็นนีวรณนีวรณิยะก็มี เป็นนีวรณิยโนนีวรณะก็มีกล่าวไม่ได้ว่า แม้
			<remark  id="s3b35c56l21" />เป็นนีวรณนีวรณิยะ แม้เป็นนีวรณิยโนนีวรณะก็มี รูปขันธ์กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นนีวรณ
			<remark  id="s3b35c56l22" />สัมปยุต แม้เป็นนีวรณสัมปยุตตโนนีวรณะ ขันธ์ ๓กล่าวไม่ได้ว่า เป็นนีวรณนีวรณสัมปยุต 
			<remark  id="s3b35c56l23" />เป็นนีวรณสัมปยุตตโนนีวรณะก็มี กล่าวไม่ได้ว่า เป็นนีวรณสัมปยุตตโนนีวรณะก็มี สังขารขันธ์
			<remark  id="s3b35c56l24" />เป็นนีวรณนีวรณสัมปยุตก็มี เป็นนีวรณสัมปยุตตโนนีวรณะก็มี กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นนีวรณ
			<remark  id="s3b35c56l25" />นีวรณสัมปยุตแม้เป็นนีวรณสัมปยุตตโนนีวรณะก็มี รูปขันธ์ เป็นนีวรณวิปปยุตตนีวรณิยะ
			<remark  id="s3b35c56l26" />ขันธ์ ๔ เป็นนีวรณวิปปยุตตนีวรณิยะก็มี เป็นนีวรณวิปปยุตตอนีวรณิยะก็มี กล่าวไม่ได้ว่า แม้
			<remark  id="s3b35c56l27" />เป็นนีวรณวิปปยุตตนีวรณิยะ แม้เป็นนีวรณวิปปยุตตอนีวรณิยะก็มี
		</para>
	</section>
	<section id="s3b35c57" >
		<para id="s3b35c57p">
			<remark  id="s3b35c57l1" />                    ๙. ปรามาสโคจฉกวิสัชนา
			<remark  id="s3b35c57l2" />     [๙๒] ขันธ์ ๔ เป็นโนปรามาสะ สังขารขันธ์ เป็นปรามาสะก็มี เป็นโนปรามาสะก็มี 
			<remark  id="s3b35c57l3" />รูปขันธ์เป็นปรามัฏฐะ ขันธ์ ๔ เป็นปรามัฏฐะก็มี เป็นอปรามัฏฐะก็มี รูปขันธ์เป็นปรามาส
			<remark  id="s3b35c57l4" />วิปปยุต ขันธ์ ๓ เป็นปรามาสสัมปยุตก็มี เป็นปรามาสวิปปยุตก็มี สังขารขันธ์ เป็นปรามาส
			<remark  id="s3b35c57l5" />สัมปยุตก็มี เป็นปรามาสวิปปยุตก็มี กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นปรามาสสัมปยุต แม้เป็นปรามาส
			<remark  id="s3b35c57l6" />วิปปยุตก็มี รูปขันธ์กล่าวไม่ได้ว่า เป็นปรามาสปรามัฏฐะ เป็นปรามัฏฐโนปรามาสะก็มี ขันธ์ ๓
			<remark  id="s3b35c57l7" />กล่าวไม่ได้ว่า เป็นปรามาสปรามัฏฐะ เป็นปรามัฏฐโนปรามาสะก็มี กล่าวไม่ได้ว่าเป็น
			<remark  id="s3b35c57l8" />ปรามัฏฐโนปรามาสะก็มี สังขารขันธ์ เป็นปรามาสปรามัฏฐะก็มี เป็นปรามัฏฐโนปรามาสะก็มี 
			<remark  id="s3b35c57l9" />กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นปรามาสปรามัฏฐะ แม้เป็นปรามัฏฐโนปราสะก็มี รูปขันธ์ เป็นปรามาส
			<remark  id="s3b35c57l10" />วิปปยุตตปรามัฏฐะ ขันธ์ ๔ เป็นปรามาสวิปปยุตตปรามัฏฐะก็มี เป็นปรามาสวิปปยุตตอปรามัฏฐะ
			<remark  id="s3b35c57l11" />ก็มี กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นปรามาสวิปปยุตปรามัฏฐะ แม้เป็นปรามาสวิปปยุตตอปรามัฏฐะก็มี
			<remark  id="s3b35c57l12" />                     ๑๐. มหันตรทุกวิสัชนา
			<remark  id="s3b35c57l13" />     [๙๓] รูปขันธ์ เป็นอนารัมมณะ ขันธ์ ๔ เป็นสารัมมณะ ขันธ์ ๔เป็นโนจิตตะ 
			<remark  id="s3b35c57l14" />วิญญาณขันธ์เป็นจิตตะ ขันธ์ ๓ เป็นเจตสิกะ ขันธ์ ๒ เป็นอเจตสิกะ ขันธ์ ๓ เป็น
			<remark  id="s3b35c57l15" />จิตตสัมปยุต รูปขันธ์ เป็นจิตตวิปปยุต วิญญาณขันธ์กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นจิตตสัมปยุต
			<remark  id="s3b35c57l16" />แม้เป็นจิตตวิปปยุต ขันธ์ ๓ เป็นจิตตสังสัฏฐะ รูปขันธ์ เป็นจิตตวิสังสัฏฐะ วิญญาณขันธ์ 
			<remark  id="s3b35c57l17" />กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นจิตตสังสัฏฐะ แม้เป็นจิตตวิสังสัฏฐะ ขันธ์ ๓ เป็นจิตตสมุฏฐานะ 
			<remark  id="s3b35c57l18" />วิญญาณขันธ์เป็นโนจิตตสมุฏฐานะ รูปขันธ์ เป็นจิตตสมุฏฐานะก็มี เป็นโนจิตตสมุฏฐานะก็มี
			<remark  id="s3b35c57l19" />ขันธ์ ๓ เป็นจิตตสหภู วิญญาณขันธ์เป็นโนจิตตสหภู รูปขันธ์เป็นจิตตสหภูก็มี เป็นโนจิตตสหภู
			<remark  id="s3b35c57l20" />ก็มี ขันธ์ ๓ เป็นจิตตานุปริวัตติ วิญญาณขันธ์เป็นโนจิตตานุปริวัตติ รูปขันธ์ เป็น
			<remark  id="s3b35c57l21" />จิตตานุปริวัตติก็มี เป็นโนจิตตานุปริวัตติก็มีขันธ์ ๓ เป็นจิตตสังสัฏฐสมุฏฐานะ ขันธ์ ๒
			<remark  id="s3b35c57l22" />เป็นโนจิตตสังสัฏฐสมุฏฐานะขันธ์ ๓ เป็นจิตตสังสัฏฐสมุฏฐานสหภู ขันธ์ ๒ เป็นโนจิตตสัง
			<remark  id="s3b35c57l23" />สัฏฐสมุฏฐานสหภู ขันธ์ ๓ เป็นจิตตสังสัฏฐสมุฏฐานานุปริวัตติ ขันธ์ ๒ เป็นโนจิตตสังสังสัฏฐ
			<remark  id="s3b35c57l24" />สมุฏฐานานุปริวัตติ ขันธ์ ๓ เป็นพาหิระ วิญญาณขันธ์เป็นอัชฌัตติกะ รูปขันธ์ เป็นอัชฌัตติกะ
			<remark  id="s3b35c57l25" />ก็มี เป็นพาหิระก็มี ขันธ์ ๔ เป็นนอุปาทารูปขันธ์ เป็นอุปาทาก็มี เป็นนอุปาทาก็มี เป็น
			<remark  id="s3b35c57l26" />อุปาทินนะก็มี เป็นอนุปาทินนะก็มี
		</para>
	</section>
	<section id="s3b35c58" >
		<para id="s3b35c58p">
			<remark  id="s3b35c58l1" />                    ๑๑. อุปาทานโคจฉกวิสัชนา
			<remark  id="s3b35c58l2" />     [๙๔] ขันธ์ ๔ เป็นนอุปาทานะ สังขารขันธ์ เป็นอุปาทานะก็มี เป็นนอุปาทานะก็มี 
			<remark  id="s3b35c58l3" />รูปขันธ์ เป็นอุปาทานิยะ ขันธ์ ๔ เป็นอุปาทานิยะก็มี เป็นอนุปาทานิยะก็มี รูปขันธ์ เป็น
			<remark  id="s3b35c58l4" />อุปาทานวิปปยุต ขันธ์ ๔ เป็นอุปาทานสัมปยุตก็มี เป็นอุปาทานวิปปยุตก็มี รูปขันธ์
			<remark  id="s3b35c58l5" />กล่าวไม่ได้ว่า เป็นอุปาทานอุปาทานิยะเป็นอุปาทานิยโนอุปาทานะ ขันธ์ ๓ กล่าวไม่ได้ว่า 
			<remark  id="s3b35c58l6" />เป็นอุปาทานอุปาทานิยะเป็นอุปาทานิยโนอุปาทานะก็มี กล่าวไม่ได้ว่า เป็นอุปาทานิยโนอุปาทานะ
			<remark  id="s3b35c58l7" />ก็มีสังขารขันธ์ เป็นอุปาทานอุปาทานิยะก็มี เป็นอุปาทานิยโนอุปาทานะก็มี กล่าวไม่ได้ว่า
			<remark  id="s3b35c58l8" />แม้เป็นอุปาทานอุปาทานิยะ แม้เป็นอุปาทานิยโนอุปาทานะก็มี รูปขันธ์ กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็น
			<remark  id="s3b35c58l9" />อุปาทานอุปาทานสัมปยุต แม้เป็นอุปาทานสัมปยุตตโนอุปาทานะขันธ์ ๓ กล่าวไม่ได้ว่า เป็น
			<remark  id="s3b35c58l10" />อุปาทานอุปาทานสัมปยุต เป็นอุปาทานสัมปยุตตโนอุปาทานะก็มี กล่าวไม่ได้ว่า เป็นอุปาทาน
			<remark  id="s3b35c58l11" />สัมปยุตตโนอุปาทานะก็มี สังขารขันธ์เป็นอุปาทานอุปาทานสัมปยุตก็มี เป็นอุปาทานสัมปยุตตโน
			<remark  id="s3b35c58l12" />อุปาทานะก็มี กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นอุปาทานอุปาทานสัมปยุต แม้เป็นอุปาทานสัมปยุตต
			<remark  id="s3b35c58l13" />โนอุปาทานะก็มี รูปขันธ์ เป็นอุปาทานวิปปยุตตอุปาทานิยะ ขันธ์ ๔ เป็นอุปาทานวิปปยุตตอุปาทา
			<remark  id="s3b35c58l14" />นิยะก็มี เป็นอุปาทานวิปปยุตตอนุปาทานิยะก็มี กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นอุปาทานวิปปยุตตอุปาทานิยะ
			<remark  id="s3b35c58l15" />แม้เป็นอุปาทานวิปปยุตตอนุปาทานิยะก็มี
			<remark  id="s3b35c58l16" />                     ๑๒. กิเลสโคจฉกวิสัชนา
			<remark  id="s3b35c58l17" />     [๙๕] ขันธ์ ๔ เป็นโนกิเลสะ สังขารขันธ์ เป็นกิเลสะก็มี เป็นโนกิเลสะก็มี รูปขันธ์
			<remark  id="s3b35c58l18" />เป็นสังกิเลสิกะ ขันธ์ ๔ เป็นสังกิเลสิกะก็มี เป็นอสังกิเลสิกะก็มีรูปขันธ์ เป็นอสังกิลิฏฐะ 
			<remark  id="s3b35c58l19" />ขันธ์ ๔ เป็นสังกิลิฏฐะก็มี เป็นอสังกิลิฏฐะก็มี รูปขันธ์เป็นกิเลสวิปปยุต ขันธ์ ๔ เป็น
			<remark  id="s3b35c58l20" />กิเลสสัมปยุตก็มี เป็นกิเลสวิปปยุตก็มี รูปขันธ์กล่าวไม่ได้ว่า เป็นกิเลสสังกิเลสิกะ เป็น
			<remark  id="s3b35c58l21" />สังกิเลสิกโนกิเลสะ ขันธ์ ๓ กล่าวไม่ได้ว่า เป็นกิเลสสังกิเลสิกะ เป็นสังกิเลสิกโนกิเลสะก็มี 
			<remark  id="s3b35c58l22" />กล่าวไม่ได้ว่า เป็นสังกิเลสิกโนกิเลสะก็มี สังขารขันธ์ เป็นกิเลสสังกิเลสิกะก็มี เป็นสังกิเล
			<remark  id="s3b35c58l23" />สิกโนกิเลสะก็มี กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นกิเลสสังกิเลสิกะ แม้เป็นสังกิเลสิกโนกิเลสะก็มี 
			<remark  id="s3b35c58l24" />รูปขันธ์ กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นกิเลสสังกิลิฏฐะ แม้เป็นสังกิลิฏฐโนกิเลสะ ขันธ์ ๓ กล่าวไม่ได้ว่า 
			<remark  id="s3b35c58l25" />เป็นกิเลสสังกิลิฏฐะ เป็นสังกิลิฏฐโนกิเลสะก็มี กล่าวไม่ได้ว่า เป็นสังกิลิฏฐโนกิเลสะก็มี 
			<remark  id="s3b35c58l26" />สังขารขันธ์ เป็นกิเลสสังกิลิฏฐะก็มี เป็นสังกิลิฏฐโนกิเลสะก็มี กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นกิเลส
			<remark  id="s3b35c58l27" />สังกิลิฏฐะแม้เป็นสังกิลิฏฐโนกิเลสะก็มี รูปขันธ์ กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นกิเลสกิเลสสัมปยุต
		</para>
	</section>
	<section id="s3b35c59" >
		<para id="s3b35c59p">
			<remark  id="s3b35c59l1" />แม้เป็นกิเลสสัมปยุตตโนกิเลสะ ขันธ์ ๓ กล่าวไม่ได้ว่า เป็นกิเลสกิเลสสัมปยุตเป็นกิเลส
			<remark  id="s3b35c59l2" />สัมปยุตตโนกิเลสะก็มี กล่าวไม่ได้ว่า เป็นกิเลสสัมปยุตตโนกิเลสะก็มีสังขารขันธ์ เป็นกิเลส
			<remark  id="s3b35c59l3" />กิเลสสัมปยุตก็มี เป็นกิเลสสัมปยุตตโนกิเลสะก็มี กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นกิเลสกิเลสสัมปยุต 
			<remark  id="s3b35c59l4" />แม้เป็นกิเลสสัมปยุตตโนกิเลสะก็มี รูปขันธ์เป็นกิเลสวิปปยุตตสังกิเลสิกะ ขันธ์ ๔ เป็น
			<remark  id="s3b35c59l5" />กิเลสวิปปยุตตสังกิเลสิกะก็มี เป็นกิเลสวิปปยุตตอสังกิเลสิกะก็มี กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นกิเลส
			<remark  id="s3b35c59l6" />วิปปยุตตสังกิเลสิกะแม้เป็นกิเลสวิปปยุตตอสังกิเลสิกะก็มี
			<remark  id="s3b35c59l7" />                       ๑๓. ปิฏฐิทุกวิสัชนา
			<remark  id="s3b35c59l8" />     [๙๖] รูปขันธ์ เป็นนทัสสนปหาตัพพะ ขันธ์ ๔ เป็นทัสสนปหาตัพพะก็มี เป็น
			<remark  id="s3b35c59l9" />นทัสสนปหาตัพพะก็มี รูปขันธ์ เป็นนภาวนาปหาตัพพะ ขันธ์ ๔ เป็นภาวนาปหาตัพพะก็มี
			<remark  id="s3b35c59l10" />เป็นนภาวนาปหาตัพพะก็มี รูปขันธ์ เป็นนทัสสนปหาตัพพเหตุกะ ขันธ์ ๔ เป็นทัสสนปหา
			<remark  id="s3b35c59l11" />ตัพพเหตุกะก็มี เป็นนทัสสนปหาตัพพเหตุกะก็มีรูปขันธ์ เป็นภาวนาปหาตัพพเหตุกะ 
			<remark  id="s3b35c59l12" />ขันธ์ ๔ เป็นภาวนาปหาตัพพเหตุกะก็มี เป็นนภาวนาปหาตัพพเหตุกะก็มี รูปขันธ์ เป็นอวิตักกะ 
			<remark  id="s3b35c59l13" />ขันธ์ ๔ เป็นสวิตักกะก็มีเป็นอวิตักกะก็มี รูปขันธ์เป็นอวิจาระ ขันธ์ ๔ เป็นสวิจาระก็มี 
			<remark  id="s3b35c59l14" />เป็นอวิจาระก็มีรูปขันธ์ เป็นอัปปีติกะ ขันธ์ ๔ เป็นสัปปีติกะก็มี เป็นอัปปีติกะก็มี รูปขันธ์ 
			<remark  id="s3b35c59l15" />เป็นนปีติสหคตะ ขันธ์ ๔ เป็นปีติสหคตะก็มี เป็นนปีติสหคตะก็มี ขันธ์ ๒ เป็นนสุขสหคตะ
			<remark  id="s3b35c59l16" />ขันธ์ ๓ เป็นสุขสหคตะก็มี เป็นนสุขสหคตะก็มี ขันธ์ ๒ เป็นนอุเปกขาสหคตะ ขันธ์ ๓
			<remark  id="s3b35c59l17" />เป็นอุเปกขาสหคตะก็มี เป็นนอุเปกขาสหคตะก็มีรูปขันธ์ เป็นกามาวจร ขันธ์ ๔ เป็นกามาวจร
			<remark  id="s3b35c59l18" />ก็มี เป็นนกามาวจรก็มี รูปขันธ์ เป็นนรูปาวจร ขันธ์ ๔ เป็นรูปาวจรก็มี เป็นนรูปาวจรก็มี
			<remark  id="s3b35c59l19" />รูปขันธ์ เป็นนอรูปาวจรขันธ์ ๔ เป็นอรูปาวจรก็มี เป็นนอรูปาวจรก็มี รูปขันธ์ เป็นปริยาปันนะ 
			<remark  id="s3b35c59l20" />ขันธ์๔ เป็นปริยาปันนะก็มี เป็นอปริยาปันนะก็มี รูปขันธ์ เป็นอนิยยานิกะ ขันธ์ ๔เป็น
			<remark  id="s3b35c59l21" />นิยยานิกะก็มี เป็นอนิยยานิกะก็มี รูปขันธ์ เป็นอนิยตะ ขันธ์ ๔ เป็นนิยตะก็มี เป็นอนิยตะ
			<remark  id="s3b35c59l22" />ก็มี รูปขันธ์ เป็นสอุตตระ ขันธ์ ๔ เป็นสอุตตระก็มี เป็นอนุตตระก็มี รูปขันธ์ เป็นอรณะ 
			<remark  id="s3b35c59l23" />ขันธ์ ๔ เป็นสรณะก็มี เป็นอรณะก็มี ฉะนี้แล
			<remark  id="s3b35c59l24" />                        ปัญหาปุจฉกะ จบ
			<remark  id="s3b35c59l25" />                      ขันธวิภังค์ จบบริบูรณ์
		</para>
	</section>
	<section id="s3b35c60" >
		<para id="s3b35c60p">
			<remark  id="s3b35c60l1" />                       ๒. อายตนวิภังค์
			<remark  id="s3b35c60l2" />                        สุตตันตภาชนีย์
			<remark  id="s3b35c60l3" />     [๙๗] อายตนะ ๑๒ คือ
			<remark  id="s3b35c60l4" />           ๑. จักขายตนะ
			<remark  id="s3b35c60l5" />           ๒. รูปายตนะ
			<remark  id="s3b35c60l6" />           ๓. โสตายตนะ
			<remark  id="s3b35c60l7" />           ๔. สัททายตนะ
			<remark  id="s3b35c60l8" />           ๕. ฆานายตนะ
			<remark  id="s3b35c60l9" />           ๖. คันธายตนะ
			<remark  id="s3b35c60l10" />           ๗. ชิวหายตนะ
			<remark  id="s3b35c60l11" />           ๘. รสายตนะ
			<remark  id="s3b35c60l12" />           ๙. กายายตนะ
			<remark  id="s3b35c60l13" />           ๑๐. โผฏฐัพพายตนะ
			<remark  id="s3b35c60l14" />           ๑๑. มนายตนะ
			<remark  id="s3b35c60l15" />           ๑๒. ธัมมายตนะ
			<remark  id="s3b35c60l16" />     [๙๘] จักขุ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา มีความแปรปรวนไปเป็นธรรมดา รูป 
			<remark  id="s3b35c60l17" />ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา มีความแปรปรวนไปเป็นธรรมดาโสตะ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ 
			<remark  id="s3b35c60l18" />เป็นอนัตตา มีความแปรปรวนไปเป็นธรรมดา สัททะไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา มีความ
			<remark  id="s3b35c60l19" />แปรปรวนไปเป็นธรรมดา ฆานะ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา มีความแปรปรวนไปเป็น
			<remark  id="s3b35c60l20" />ธรรมดา คันธะ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา มีความแปรปรวนไปเป็นธรรมดา ชิวหา ไม่
			<remark  id="s3b35c60l21" />เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา มีความแปรปรวนไปเป็นธรรมดา รส ไม่เที่ยงเป็นทุกข์ เป็น
			<remark  id="s3b35c60l22" />อนัตตา มีความแปรปรวนไปเป็นธรรมดา กาย ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา มีความแปร
			<remark  id="s3b35c60l23" />ปรวนไปเป็นธรรมดา โผฏฐัพพะ ไม่เที่ยเป็นทุกข์ เป็นอนัตตา มีความแปรปรวนไปเป็น
			<remark  id="s3b35c60l24" />ธรรมดา มโน ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา มีความแปรปรวนไปเป็นธรรมดา ธรรม ไม่เที่ยง 
			<remark  id="s3b35c60l25" />เป็นทุกข์เป็นอนัตตา มีความแปรปรวนไปเป็นธรรมดา
			<remark  id="s3b35c60l26" />                       สุตตันตภาชนีย์ จบ
		</para>
	</section>
	<section id="s3b35c61" >
		<para id="s3b35c61p">
			<remark  id="s3b35c61l1" />                        อภิธรรมภาชนีย์
			<remark  id="s3b35c61l2" />     [๙๙] อายตนะ ๑๒ คือ
			<remark  id="s3b35c61l3" />           ๑. จักขายตนะ
			<remark  id="s3b35c61l4" />           ๒. โสตายตนะ
			<remark  id="s3b35c61l5" />           ๓. ฆานายตนะ
			<remark  id="s3b35c61l6" />           ๔. ชิวหายตนะ
			<remark  id="s3b35c61l7" />           ๕. กายายตนะ
			<remark  id="s3b35c61l8" />           ๖. มนายตนะ
			<remark  id="s3b35c61l9" />           ๗. รูปายตนะ
			<remark  id="s3b35c61l10" />           ๘. สัททายตนะ
			<remark  id="s3b35c61l11" />           ๙. คันธายตนะ
			<remark  id="s3b35c61l12" />          ๑๐. รสายตนะ
			<remark  id="s3b35c61l13" />          ๑๑. โผฏฐัพพายตนะ
			<remark  id="s3b35c61l14" />          ๑๒. ธัมมายตนะ
			<remark  id="s3b35c61l15" />     [๑๐๐] ในอายตนะ ๑๒ นั้น จักขายตนะ เป็นไฉน
			<remark  id="s3b35c61l16" />     จักขุใด เป็นปสาทรูป อาศัยมหาภูตรูป ๔ ฯลฯ  นี้เรียกว่า บ้านว่างบ้าง นี้เรียกว่า 
			<remark  id="s3b35c61l17" />จักขายตนะ
			<remark  id="s3b35c61l18" />     โสตายตนะ ฆานายตนะ ชิวหายตนะ กายายตนะ เป็นไฉน
			<remark  id="s3b35c61l19" />     กายใด เป็นปสาทรูป อาศัยมหาภูตรูป ๔ ฯลฯ นี้เรียกว่า บ้านว่างบ้าง นี้เรียกว่า 
			<remark  id="s3b35c61l20" />กายายตนะ
			<remark  id="s3b35c61l21" />     มนายตนะ เป็นไฉน
			<remark  id="s3b35c61l22" />     มนายตนะหมวดละ ๑ คือ มนายตนะเป็นผัสสสัมปยุต. มนายตนะหมวดละ ๒ คือ 
			<remark  id="s3b35c61l23" />มนายตนะ เป็นสเหตุกะ เป็นอเหตุกะ. มนายตนะหมวดละ ๓ คือมนายตนะ เป็นกุศล เป็น
			<remark  id="s3b35c61l24" />อกุศล เป็นอัพยากฤต ฯลฯ  มนายตนะหมวดละมากอย่าง ด้วยประการฉะนี้ นี้เรียกว่า 
			<remark  id="s3b35c61l25" />มนายตนะ
			<remark  id="s3b35c61l26" />     รูปายตนะ เป็นไฉน
		</para>
	</section>
	<section id="s3b35c62" >
		<para id="s3b35c62p">
			<remark  id="s3b35c62l1" />     รูปใด เป็นสี อาศัยมหาภูตรูป ๔ ฯลฯ  นี้เรียกว่า รูปธาตุบ้างนี้เรียกว่า รูปายตนะ
			<remark  id="s3b35c62l2" />     สัททายตนะ คันธายตนะ รสายตนะ โผฏฐัพพายตนะ เป็นไฉน
			<remark  id="s3b35c62l3" />     ปฐวีธาตุ ฯลฯ นี้เรียกว่าโผฏฐัพพธาตุบ้าง นี้เรียกว่า โผฏฐัพพายตนะ
			<remark  id="s3b35c62l4" />     ธัมมายตนะ เป็นไฉน
			<remark  id="s3b35c62l5" />     เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ รูปที่เห็นไม่ได้กระทบไม่ได้ นับเนื่องในธัม
			<remark  id="s3b35c62l6" />มายตนะ และอสังขตธาตุ
			<remark  id="s3b35c62l7" />     ในธัมมายตนะนั้น เวทนาขันธ์เป็นไฉน
			<remark  id="s3b35c62l8" />     เวทนาขันธ์หมวดละ ๑ คือ เวทนาขันธ์เป็นผัสสสัมปยุต ฯลฯ เวทนาขันธ์หมวดละมาก
			<remark  id="s3b35c62l9" /> อย่าง ด้วยประการฉะนี้ นี้เรียกว่าเวทนาขันธ์
			<remark  id="s3b35c62l10" />     สัญญาขันธ์ เป็นไฉน
			<remark  id="s3b35c62l11" />     สัญญาขันธ์หมวดละ ๑ คือ สัญญาขันธ์เป็นผัสสสัมปยุต ฯลฯ สัญญาขันธ์หมวดละมาก
			<remark  id="s3b35c62l12" />อย่าง ด้วยประการฉะนี้ นี้เรียกว่า สัญญาขันธ์
			<remark  id="s3b35c62l13" />     สังขารขันธ์ เป็นไฉน
			<remark  id="s3b35c62l14" />     สังขารขันธ์หมวดละ ๑ คือ สังขารขันธ์เป็นจิตตสัมปยุต ฯลฯ สังขารขันธ์หมวดละมาก
			<remark  id="s3b35c62l15" />อย่าง ด้วยประการฉะนี้ นี้เรียกว่า สังขารขันธ์
			<remark  id="s3b35c62l16" />     รูปที่เห็นไม่ได้กระทบไม่ได้ นับเนื่องในธัมมายตนะ เป็นไฉน
			<remark  id="s3b35c62l17" />     อิตถินทรีย์ ฯลฯ กพฬิงการาหาร นี้เรียกว่า รูปที่เห็นไม่ได้กระทบไม่ได้ นับเนื่องใน
			<remark  id="s3b35c62l18" />ธัมมายตนะ
			<remark  id="s3b35c62l19" />     อสังขตธาตุ เป็นไฉน
			<remark  id="s3b35c62l20" />     ความสิ้นราคะ ความสิ้นโทสะ ความสิ้นโมหะ นี้เรียกว่า อสังขตธาตุสภาวธรรมนี้
			<remark  id="s3b35c62l21" />เรียกว่า ธัมมายตนะ
			<remark  id="s3b35c62l22" />                       อภิธรรมภาชนีย์ จบ
			<remark  id="s3b35c62l23" />                         ปัญหาปุจฉกะ
			<remark  id="s3b35c62l24" />     [๑๐๑] อายตนะ ๑๒ คือ
			<remark  id="s3b35c62l25" />           ๑. จักขายตนะ
		</para>
	</section>
	<section id="s3b35c63" >
		<para id="s3b35c63p">
			<remark  id="s3b35c63l1" />           ๒. รูปายตนะ 
			<remark  id="s3b35c63l2" />                    ฯลฯ
			<remark  id="s3b35c63l3" />           ๑๑. มนายตนะ
			<remark  id="s3b35c63l4" />           ๑๒. ธัมมายตนะ
			<remark  id="s3b35c63l5" />                  ติกมาติกาปุจฉา ทุกมาติกาปุจฉา
			<remark  id="s3b35c63l6" />     บรรดาอายตนะ ๑๒ อายตนะไหนเป็นกุศล อายตนะไหนเป็นอกุศลอายตนะไหนเป็น
			<remark  id="s3b35c63l7" />อัพยากฤต ฯลฯ อายตนะไหนเป็นสรณะ อายตนะไหนเป็นอรณะ
			<remark  id="s3b35c63l8" />                        ติกมาติกาวิสัชนา
			<remark  id="s3b35c63l9" />     [๑๐๒] อายตนะ ๑๐ (คือโอฬาริกายตนะ ๑๐) เป็นอัพยากฤต อายตนะ ๒(คือ มนายตนะ
			<remark  id="s3b35c63l10" />ธัมมายตนะ) เป็นกุศลก็มี เป็นอกุศลก็มี เป็นอัพยากฤตก็มีอายตนะ ๑๐ กล่าวไม่ได้ว่า แม้
			<remark  id="s3b35c63l11" />เป็นสุขเวทนาสัมปยุต แม้เป็นทุกขเวทนาสัมปยุต แม้เป็นอทุกขมสุขเวทนาสัมปยุต มนายตนะ 
			<remark  id="s3b35c63l12" />เป็นสุขเวทนาสัมปยุตก็มี เป็นทุกขเวทนาสัมปยุตก็มี เป็นอทุกขมสุขเวทนาสัมปยุตก็มี
			<remark  id="s3b35c63l13" />ธัมมายตนะเป็นสุขเวทนาสัมปยุตก็มี เป็นทุกขเวทนาสัมปยุตก็มี เป็นอทุกขมสุขเวทนา
			<remark  id="s3b35c63l14" />สัมปยุตก็มี กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นสุขเวทนาสัมปยุต แม้เป็นทุกขเวทนาสัมปยุตแม้เป็น
			<remark  id="s3b35c63l15" />อทุกขมสุขเวทนาสัมปยุตก็มี อายตนะ ๑๐ เป็นเนววิปากนวิปากธัมมธรรมอายตนะ ๒ เป็นวิบาก
			<remark  id="s3b35c63l16" />ก็มี เป็นวิปากธัมมธรรมก็มี เป็นเนววิปากนวิปากธัมมธรรมก็มี อายตนะ ๕ เป็นอุปาทินนุปาทา
			<remark  id="s3b35c63l17" />นิยะ สัททายตนะ เป็นอนุปาทินนุปาทานิยะอายตนะ ๔ เป็นอุปาทินนุปาทานิยะก็มี เป็นอนุปา
			<remark  id="s3b35c63l18" />ทินนุปาทานิยะก็มี เป็นอนุปาทินนานุปาทานิยะก็มี อายตนะ ๒ เป็นอุปาทินนุปาทานิยะก็มี 
			<remark  id="s3b35c63l19" />เป็นอนุปาทินนุปาทานิยะก็มี เป็นอนุปาทินนานุปาทานิยะก็มี อายตนะ ๑๐ เป็นอสังกิลิฏฐสังกิเล
			<remark  id="s3b35c63l20" />สิกะ อายตนะ ๒ เป็นสังกิลิฏฐสังกิเลสิกะก็มี เป็นอสังกิลิฏฐสังกิเลสิกะก็มี เป็นอสังกิลิฏฐา
			<remark  id="s3b35c63l21" />สังกิเลสิกะก็มี อายตนะ ๑๐ เป็นอวิตักกาวิจาระมนายตนะ เป็นสวิตักกสวิจาระก็มี เป็น
			<remark  id="s3b35c63l22" />อวิตักกวิจารมัตตะก็มี เป็นอวิตักกาวิจาระก็มี ธัมมายตนะ เป็นสวิตักกสวิจาระก็มี เป็นอวิตักก
			<remark  id="s3b35c63l23" />วิจารมัตตะก็มี เป็นอวิตักกาวิจาระก็มี กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นสวิตักกสวิจาระ แม้เป็นอวิตักกวิจาร
			<remark  id="s3b35c63l24" />มัตตะ แม้เป็นอวิตักกาวิจาระก็มี อายตนะ ๑๐ กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นปีติสหคตะแม้เป็นสุข
			<remark  id="s3b35c63l25" />สหคตะ แม้เป็นอุเปกขาสหคตะ อายตนะ ๒ เป็นปีติสหคตะก็มีเป็นสุขสหคตะก็มี เป็น
			<remark  id="s3b35c63l26" />อุเปกขาสหคตะก็มี กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นปีติสหคตะแม้เป็นสุขสหคตะ แม้เป็นอุเปกขาสหคตะ
		</para>
	</section>
	<section id="s3b35c64" >
		<para id="s3b35c64p">
			<remark  id="s3b35c64l1" />ก็มี อายตนะ ๑๐ เป็นเนวทัสสนนภาวนาปหาตัพพะ อายตนะ ๒ เป็นทัสสนปหาตัพพะก็มี
			<remark  id="s3b35c64l2" />เป็นภาวนาปหาตัพพะก็มี เป็นเนวทัสสนนภาวนาปหาตัพพะก็มี อายตนะ ๑๐ เป็นเนวทัสสน
			<remark  id="s3b35c64l3" />นภาวนาปหาตัพพเหตุกะ อายตนะ ๒ เป็นทัสสนปหาตัพพเหตุกะก็มี เป็นภาวนาปหาตัพพเหตุ
			<remark  id="s3b35c64l4" />กะก็มี เป็นเนวทัสสนนภาวนาปหาตัพพเหตุกะก็มี อายตนะ ๑๐เป็นเนวาจยคามีนาปจยคามี 
			<remark  id="s3b35c64l5" />อายตนะ ๒ เป็นอาจยคามีก็มี เป็นอปจยคามีก็มีเป็นเนวาจยคามีนาปจยคามีก็มี อายตนะ ๑๐ 
			<remark  id="s3b35c64l6" />เป็นเนวเสกขนาเสกขะ อายตนะ ๒เป็นเสกขะก็มี เป็นอเสกขะก็มี เป็นเนวเสกขนาเสกขะ
			<remark  id="s3b35c64l7" />ก็มี อายตนะ ๑๐เป็นปริตตะ อายตนะ ๒ เป็นปริตตะก็มี เป็นมหัคคตะก็มี เป็นอัปปมาณะ
			<remark  id="s3b35c64l8" />ก็มีอายตนะ ๑๐ เป็นอนารัมมณะ อายตนะ ๒ เป็นปริตตารัมมณะก็มี เป็นมหัคคตารัมมณะก็มี
			<remark  id="s3b35c64l9" />เป็นอัปปมาณารัมมณะก็มี กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นปริตตารัมมณะ แม้เป็นมหัคคตารัมมณะ แม้
			<remark  id="s3b35c64l10" />เป็นอัปปมาณารัมมณะก็มี อายตนะ ๑๐เป็นมัชฌิมะ อายตนะ ๒ เป็นหีนะก็มี เป็นมัชฌิมะก็มี 
			<remark  id="s3b35c64l11" />เป็นปณีตะก็มีอายตนะ ๑๐ เป็นอนิยตะ อายตนะ ๒ เป็นมิจฉัตตนิยตะก็มี เป็นสัมมัตตนิยตะ
			<remark  id="s3b35c64l12" />ก็มี เป็นอนิยตะก็มี อายตนะ ๑๐ เป็นอนารัมมณะ อายตนะ ๒เป็นมัคคารัมมณะก็มี เป็น
			<remark  id="s3b35c64l13" />มัคคเหตุกะก็มี เป็นมัคคาธิปติก็มี กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นมัคคารัมมณะ แม้เป็นมัคคเหตุกะ 
			<remark  id="s3b35c64l14" />แม้เป็นมัคคาธิปติก็มี อายตนะ ๕ เป็นอุปปันนะก็มี เป็นอุปปาทีก็มี กล่าวไม่ได้ว่า เป็นอนุป
			<remark  id="s3b35c64l15" />ปันนะ สัททายตนะเป็นอุปปันนะก็มี เป็นอนุปปันนะก็มี กล่าวไม่ได้ว่า เป็นอุปปาที อายตนะ 
			<remark  id="s3b35c64l16" />๕เป็นอุปปันนะก็มี เป็นอนุปปันนะก็มี เป็นอุปปาทีก็มี ธัมมายตนะ เป็นอุปปันนะก็มี 
			<remark  id="s3b35c64l17" />เป็นอนุปปันนะก็มี เป็นอุปปาทีก็มี กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นอุปปันนะ แม้เป็นอนุปปันนะ
			<remark  id="s3b35c64l18" />แม้เป็นอุปปาทีก็มี อายตนะ ๑๑ เป็นอดีตก็มี เป็นอนาคตก็มี เป็นปัจจุบันก็มี ธัมมายตนะ
			<remark  id="s3b35c64l19" />เป็นอดีตก็มี เป็นอนาคตก็มี เป็นปัจจุบันก็มี กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นอดีต แม้เป็นอนาคต 
			<remark  id="s3b35c64l20" />แม้เป็นปัจจุบันก็มี อายตนะ ๑๐เป็นอนารัมมณะ อายตนะ ๒ เป็นอตีตารัมมณะก็มี
			<remark  id="s3b35c64l21" />เป็นอนาคตารัมมณะก็มีเป็นปัจจุปปันนารัมมณะก็มี กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นอตีตารัมมณะ
			<remark  id="s3b35c64l22" />แม้เป็นอนาคตารัมมณะ แม้เป็นปัจจุปปันนารัมมณะก็มี อายตนะ ๑๒ เป็นอัชฌัตตะก็มี เป็น
			<remark  id="s3b35c64l23" />พหิทธาก็มี เป็นอัชฌัตตพหิทธาก็มี อายตนะ ๑๐ เป็นอนารัมมณะ อายตนะ ๒เป็นอัชฌัตตา
			<remark  id="s3b35c64l24" />รัมมณะก็มี เป็นพหิทธารัมมณะก็มี เป็นอัชฌัตตพหิทธารัมมณะก็มีกล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็น
			<remark  id="s3b35c64l25" />อัชฌัตตารัมมณะ แม้เป็นพหิทธารัมมณะ แม้เป็นอัชฌัตตพหิทธารัมมณะก็มี รูปายตนะ 
			<remark  id="s3b35c64l26" />เป็นสนิทัสสนสัปปฏิฆะ อายตนะ ๙ เป็นอนิทัสสนสัปปฏิฆะ อายตนะ ๒ เป็นอนิทัสสน
			<remark  id="s3b35c64l27" />อัปปฏิฆะ
		</para>
	</section>
	<section id="s3b35c65" >
		<para id="s3b35c65p">
			<remark  id="s3b35c65l1" />                        ทุกมาติกาวิสัชนา
			<remark  id="s3b35c65l2" />                      ๑. เหตุโคจฉกวิสัชนา
			<remark  id="s3b35c65l3" />     [๑๐๓] อายตนะ ๑๑ เป็นนเหตุ ธัมมายตนะ เป็นเหตุก็มี เป็นนเหตุก็มี อายตนะ
			<remark  id="s3b35c65l4" />๑๐ เป็นอเหตุกะ อายตนะ ๒ เป็นสเหตุกะก็มี เป็นอเหตุกะก็มี อายตนะ ๑๐ เป็นเหตุวิปปยุต
			<remark  id="s3b35c65l5" />อายตนะ ๒ เป็นเหตุสัมปยุตก็มีเป็นเหตุวิปปยุตก็มี อายตนะ ๑๐ กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นเหตุ
			<remark  id="s3b35c65l6" />สเหตุกะ แม้เป็นสเหตุกนเหตุ มนายตนะ กล่าวไม่ได้ว่า เป็นเหตุสเหตุกะ เป็นสเหตุกนเหตุ
			<remark  id="s3b35c65l7" />ก็มี กล่าวไม่ได้ว่า เป็นสเหตุกนเหตุก็มี ธัมมายตนะ เป็นเหตุสเหตุกะก็มีเป็นสเหตุกนเหตุ
			<remark  id="s3b35c65l8" />ก็มี กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นเหตุสเหตุกะ แม้เป็นสเหตุกนเหตุก็มี อายตนะ ๑๐ กล่าวไม่ได้ว่า 
			<remark  id="s3b35c65l9" />แม้เป็นเหตุเหตุสัมปยุต แม้เป็นเหตุสัมปยุตตนเหตุ มนายตนะ กล่าวไม่ได้ว่า เป็นเหตุเหตุ
			<remark  id="s3b35c65l10" />สัมปยุต เป็นเหตุสัมปยุตตนเหตุก็มี กล่าวไม่ได้ว่า เป็นเหตุสัมปยุตตนเหตุก็มี ธัมมายตนะ
			<remark  id="s3b35c65l11" />เป็นเหตุเหตุสัมปยุตก็มี เป็นเหตุสัมปยุตตนเหตุก็มี กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นเหตุเหตุสัมปยุต
			<remark  id="s3b35c65l12" />แม้เป็นเหตุสัมปยุตตนเหตุก็มี อายตนะ ๑๐ เป็นนเหตุอเหตุกะ มนายตนะเป็นนเหตุสเหตุกะ
			<remark  id="s3b35c65l13" />ก็มี เป็นนเหตุอเหตุกะก็มี ธัมมายตนะ เป็นนเหตุสเหตุกะก็มี เป็นนเหตุอเหตุกะก็มี กล่าว
			<remark  id="s3b35c65l14" />ไม่ได้ว่า แม้เป็นนเหตุสเหตุกะ แม้เป็นนเหตุอเหตุกะก็มี
			<remark  id="s3b35c65l15" />                      ๒. จูฬันตรทุกวิสัชนา
			<remark  id="s3b35c65l16" />     [๑๐๔] อายตนะ ๑๑ เป็นสัปปัจจยะ ธัมมายตนะ เป็นสัปปัจจยะก็มี เป็นอัปปัจจยะก็มี
			<remark  id="s3b35c65l17" />อายตนะ ๑๑ เป็นสังขตะ ธัมมายตนะ เป็นสังขตะก็มี เป็นอสังขตะก็มี อายตนะ ๑๑ เป็น
			<remark  id="s3b35c65l18" />อนิทัสสนะ รูปายตนะ เป็นสนิทัสสนะ อายตนะ ๑๐ เป็นสัปปฏิฆะ อายตนะ ๒ เป็น
			<remark  id="s3b35c65l19" />อัปปฏิฆะ อายตนะ ๑๐เป็นรูป มนายตนะ เป็นอรูป ธัมมายตนะ เป็นรูปก็มี เป็นอรูปก็มี 
			<remark  id="s3b35c65l20" />อายตนะ ๑๐เป็นโลกิยะ อายตนะ ๒ เป็นโลกิยะก็มี เป็นโลกุตตระก็มี อายตนะ ๑๒เป็น
			<remark  id="s3b35c65l21" />เกนจิวิญเญยยะ เป็นเกนจินวิญเญยยะ
			<remark  id="s3b35c65l22" />                     ๓. อาสวโคจฉกวิสัชนา
			<remark  id="s3b35c65l23" />     [๑๐๕] อายตนะ ๑๑ เป็นโนอาสวะ ธัมมายตนะ เป็นอาสวะก็มีเป็นโนอาสวะก็มี 
			<remark  id="s3b35c65l24" />อายตนะ ๑๐ เป็นอาสวะ อายตนะ ๒ เป็นสาสวะก็มีเป็นอนาสวะก็มี อายตนะ ๑๐ เป็น
			<remark  id="s3b35c65l25" />อาสววิปปยุต อายตนะ ๒ เป็นอาสวสัมปยุตก็มี เป็นอาสววิปปยุตก็มี อายตนะ ๑๐ กล่าวไม่ได้
		</para>
	</section>
	<section id="s3b35c66" >
		<para id="s3b35c66p">
			<remark  id="s3b35c66l1" />ว่า เป็นอาสวสาสวะเป็นสาสวโนอาสวะ มนายตนะ กล่าวไม่ได้ว่า เป็นอาสวสาสวะ
			<remark  id="s3b35c66l2" />เป็นสาสวโนอาสวะก็มี กล่าวไม่ได้ว่า เป็นสาสวโนอาสวะก็มี ธัมมายตนะ เป็นอาสวสาสวะก็มี 
			<remark  id="s3b35c66l3" />เป็นสาสวโนอาสวะก็มี กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นอาสวสาสวะ แม้เป็นสาสวโนอาสวะก็มี 
			<remark  id="s3b35c66l4" />อายตนะ ๑๐ กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นอาสวอาสวสัมปยุตแม้เป็นอาสวสัมปยุตตโนอาสวะ 
			<remark  id="s3b35c66l5" />มนายตนะ กล่าวไม่ได้ว่า เป็นอาสวอาสวสัมปยุต เป็นอาสวสัมปยุตตโนอาสวะก็มี กล่าวไม่ได้ว่า 
			<remark  id="s3b35c66l6" />เป็นอาสวสัมปยุตตโนอาสวะก็มี ธัมมายตนะ เป็นอาสวอาสวสัมปยุตก็มี เป็นอาสวสัมป
			<remark  id="s3b35c66l7" />ยุตตโนอาสวะก็มี กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นอาสวอาสวสัมปยุต แม้เป็นอาสวสัมปยุตตโนอาสวะก็มี 
			<remark  id="s3b35c66l8" />อายตนะ ๑๐ เป็นอาสววิปปยุตตสาสวะ อายตนะ ๒ เป็นอาสววิปปยุตตสาสวะก็มี เป็นอาสววิป
			<remark  id="s3b35c66l9" />ปยุตตอนาสวะก็มี กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นอาสววิปปยุตตสาสวะ แม้เป็นอาสววิปปยุตตอนาสวะก็มี
			<remark  id="s3b35c66l10" />                    ๔. สัญโญชนโคจฉกวิสัชนา
			<remark  id="s3b35c66l11" />     [๑๐๖] อายตนะ ๑๑ เป็นโนสัญโญชนะ ธัมมายตนะ เป็นสัญโญชนะก็มี เป็น
			<remark  id="s3b35c66l12" />โนสัญโญชนะก็มี อายตนะ ๑๐ เป็นสัญโญชนิยะ อายตนะ ๒เป็นสัญโญชนิยะก็มี เป็นอสัญ
			<remark  id="s3b35c66l13" />โญชนิยะก็มี อายตนะ ๑๐ เป็นสัญโญชนวิปปยุตอายตนะ ๒ เป็นสัญโญชนสัมปยุตก็มี เป็น
			<remark  id="s3b35c66l14" />สัญโญชนวิปปยุตก็มี อายตนะ ๑๐กล่าวไม่ได้ว่าเป็นสัญโญชนสัญโญชนิยะ เป็นสัญโญ
			<remark  id="s3b35c66l15" />ชนิยโนสัญโญชนะ มนายตนะ กล่าวไม่ได้ว่าเป็นสัญโญชนสัญโญชนิยะ เป็นสัญโญชนิยโน
			<remark  id="s3b35c66l16" />สัญโญชนะก็มี กล่าวไม่ได้ว่า เป็นสัญโญชนิยโนสัญโญชนะก็มี ธัมมายตนะ เป็นสัญโญชน
			<remark  id="s3b35c66l17" />สัญโญชนิยะก็มี เป็นสัญโญชนิยโนสัญโญชนะก็มี กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นสัญโญชนสัญโญชนิยะ 
			<remark  id="s3b35c66l18" />แม้เป็นสัญโญชนิยโนสัญโญชนะก็มี อายตนะ ๑๐กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นสัญโญชนสัญโญชน
			<remark  id="s3b35c66l19" />สัมปยุต แม้เป็นสัญโญชนสัมปยุตตโนสัญโญชนะ มนายตนะ กล่าวไม่ได้ว่า เป็นสัญโญชน
			<remark  id="s3b35c66l20" />สัญโญชนสัมปยุต เป็นสัญโญชนสัมปยุตตโนสัญโญชนะก็มี กล่าวไม่ได้ว่า เป็นสัญโญชนสัม
			<remark  id="s3b35c66l21" />ปยุตตโนสัญโญชนะก็มี ธัมมายตนะ เป็นสัญโญชนสัญโญชนสัมปยุตก็มี เป็นสัญโญชนสัมปยุต
			<remark  id="s3b35c66l22" />ตโนสัญโญชนะก็มี กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นสัญโญชนสัญโญชนสัมปยุตแม้เป็นสัญโญชนสัมปยุต
			<remark  id="s3b35c66l23" />ตโนสัญโญชนะก็มี อายตนะ ๑๐ เป็นสัญโญชนวิปปยุตตสัญโญชนิยะ อายตนะ ๒ เป็นสัญโญ
			<remark  id="s3b35c66l24" />ชนวิปปยุตตสัญโญชนิยะก็มี เป็นสัญโญชนวิปปยุตตอสัญโญชนิยะก็มี กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็น
			<remark  id="s3b35c66l25" />สัญโญชนวิปปยุตตสัญโญชนิยะ แม้เป็นสัญโญชนวิปปยุตตอสัญโญชนิยะก็มี
		</para>
	</section>
	<section id="s3b35c67" >
		<para id="s3b35c67p">
			<remark  id="s3b35c67l1" />                      ๕. คันถโคจฉกวิสัชนา
			<remark  id="s3b35c67l2" />     [๑๐๗] อายตนะ ๑๑ เป็นโนคันถะ ธัมมายตนะ เป็นคันถะก็มี เป็นโนคันถะก็มี
			<remark  id="s3b35c67l3" />อายตนะ ๑๐ เป็นคันถนิยะ อายตนะ ๒ เป็นคันถนิยะก็มี เป็นอคันถนิยะก็มี อายตนะ ๑๐
			<remark  id="s3b35c67l4" />เป็นคันถวิปปยุต อายตนะ ๒ เป็นคันถสัมปยุตก็มี เป็นคันถวิปปยุตก็มี อายตนะ ๑๐ กล่าว
			<remark  id="s3b35c67l5" />ไม่ได้ว่า เป็นคันถคันถนิยะ เป็นคันถนิยโนคันถะ มนายตนะ กล่าวไม่ได้ว่า เป็นคันถคันถนิยะ 
			<remark  id="s3b35c67l6" />เป็นคันถนิยโนคันถะก็มี กล่าวไม่ได้ว่า เป็นคันถนิยโนคันถะก็มี ธัมมายตนะ เป็นคันถคันถนิยะ
			<remark  id="s3b35c67l7" />ก็มี เป็นคันถนิยโนคันถะก็มี กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นคันถคันถนิยะ แมเป็นคันถนิยโนคันถะ
			<remark  id="s3b35c67l8" />ก็มี อายตนะ ๑๐ กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นคันถคันถสัมปยุตแม้เป็นคันถสัมปยุตตโนคันถะ 
			<remark  id="s3b35c67l9" />มนายตนะ กล่าวไม่ได้ว่า เป็นคันถคันถสัมปยุตเป็นคันถสัมปยุตตโนคันถะก็มี กล่าวไม่ได้ว่า 
			<remark  id="s3b35c67l10" />เป็นคันถสัมปยุตตโนคันถะก็มีธัมมายตนะ เป็นคันถคันถสัมปยุตก็มี เป็นคันถสัมปยุตตโน
			<remark  id="s3b35c67l11" />คันถะก็มี กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นคันถคันถสัมปยุต แม้เป็นคันถสัมปยุตตโนคันถะก็มี อายตนะ
			<remark  id="s3b35c67l12" />๑๐ เป็นคันถวิปปยุตคันถนิยะ อายตนะ ๒ เป็นคันถวิปปยุตตคันถนิยะก็มีเป็นคันถวิปปยุตต
			<remark  id="s3b35c67l13" />อคันถนิยะก็มี กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นคันถวิปปยุตตคันถนิยะแม้เป็นคันถวิปปยุตตอคันถนิยะก็มี
			<remark  id="s3b35c67l14" />                   ๖. ๗. ๘. โอฆโคจฉกาทิวิสัชนา
			<remark  id="s3b35c67l15" />     [๑๐๘] อายตนะ ๑๑ เป็นโนโอฆะ ฯลฯ อายตนะ ๑๑ เป็นโนโยคะฯลฯ อายตนะ ๑๑
			<remark  id="s3b35c67l16" />เป็นโนนีวรณะ ธัมมายตนะ เป็นนีวรณะก็มี เป็นโนนีวรณะก็มี อายตนะ ๑๐ เป็นนีวรณิยะ 
			<remark  id="s3b35c67l17" />อายตนะ ๒ เป็นนีวรณิยะก็มี เป็นอนีวรณิยะก็มี อายตนะ ๑๐ เป็นนีวรณวิปปยุต อายตนะ ๒ 
			<remark  id="s3b35c67l18" />เป็นนีวรณสัมปยุตก็มีเป็นนีวรณวิปปยุตก็มี อายตนะ ๑๐ กล่าวไม่ได้ว่า เป็นนีวรณนีวรณิยะ 
			<remark  id="s3b35c67l19" />เป็นนีวรณิยโนนีวรณะ มนายตนะ กล่าวไม่ได้ว่า เป็นนีวรณนีวรณิยะ เป็นนีวรณิยโนนีวรณะ
			<remark  id="s3b35c67l20" />ก็มี กล่าวไม่ได้ว่า เป็นนีวรณิยโนนีวรณะก็มี ธัมมายตนะ เป็นนีวรณนีวรณิยะก็มี เป็นนีวร
			<remark  id="s3b35c67l21" />ณิยโนนีวรณะก็มี กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นนีวรณนีวรณิยะ แม้เป็นนีวรณิยโนนีวรณะก็มี อายตนะ 
			<remark  id="s3b35c67l22" />๑๐ กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นนีวรณนีวรณสัมปยุต แม้เป็นนีวรณสัมปยุตตโนนีวรณะ มนายตนะ
			<remark  id="s3b35c67l23" />กล่าวไม่ได้ว่า เป็นนีวรณนีวรณสัมปยุต เป็นนีวรณสัมปยุตตโนนีวรณะก็มี กล่าวไม่ได้ว่า เป็น
			<remark  id="s3b35c67l24" />นีวรณสัมปยุตตโนนีวรณะก็มี ธัมมายตนะ เป็นนีวรณนีวรณสัมปยุตก็มี เป็นนีวรณสัมปยุตต
			<remark  id="s3b35c67l25" />โนนีวรณะก็มี กล่าวไม่ได้ว่า เป็นนีวรณนีวรณสัมปยุต แม้เป็นนีวรณสัมปยุตตโนนีวรณะก็มี 
			<remark  id="s3b35c67l26" />อายตนะ ๑๐ เป็นนีวรณวิปปยุตตนีวรณิยะ อายตนะ ๒ เป็นนีวรณวิปปยุตตนีวรณิยะก็มี เป็น
		</para>
	</section>
	<section id="s3b35c68" >
		<para id="s3b35c68p">
			<remark  id="s3b35c68l1" />นีวรณวิปปยุตตอนีวรณิยะก็มี กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นนีวรณวิปปยุตตนีวรณิยะ แม้เป็นนีวรณวิป
			<remark  id="s3b35c68l2" />ปยุตตอนีวรณิยะก็มี
			<remark  id="s3b35c68l3" />                    ๙. ปรามาสโคจฉกวิสัชนา
			<remark  id="s3b35c68l4" />     [๑๐๙] อายตนะ ๑๑ เป็นโนปรามาสะ ธัมมายตนะ เป็นปรามาสะก็มี เป็นโนปรามาสะ
			<remark  id="s3b35c68l5" />ก็มี อายตนะ ๑๐ เป็นปรามัฏฐะ อายตนะ ๒ เป็นปรามัฏฐะก็มี เป็นอปรามัฏฐะก็มี อายตนะ 
			<remark  id="s3b35c68l6" />๑๐ เป็นปรามาสวิปปยุต มนายตนะ เป็นปรามาสสัมปยุตก็มี เป็นปรามาสวิปปยุตก็มี ธัมมายตนะ 
			<remark  id="s3b35c68l7" />เป็นปรามาสสัมปยุตก็มี เป็นปรามาสวิปปยุตก็มี กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นปรามาสสัมปยุต 
			<remark  id="s3b35c68l8" />แม้เป็นปรามาสวิปปยุตก็มี อายตนะ ๑๐ กล่าวไม่ได้ว่า เป็นปรามาสปรามัฏฐะ เป็นปรามัฏฐโน
			<remark  id="s3b35c68l9" />ปรามาสะ มนายตนะ กล่าวไม่ได้ว่า เป็นปรามาสปรามัฏฐะ เป็นปรามัฏฐโนปรามาสะก็มี 
			<remark  id="s3b35c68l10" />กล่าวไม่ได้ว่า เป็นปรามัฏฐโนปรามาสะก็มี ธัมมายตนะ เป็นปรามาสปรามัฏฐะก็มี เป็น
			<remark  id="s3b35c68l11" />ปรามัฏฐโนปรามาสะก็มี กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นปรามาสปรามัฏฐะ แม้เป็นปรามัฏฐโนปรามาสะ
			<remark  id="s3b35c68l12" />ก็มี อายตนะ ๑๐ เป็นปรามาสวิปปยุตตปรามัฏฐะ อายตนะ ๒ เป็นปรามาสวิปปยุตตปรามัฏฐะ
			<remark  id="s3b35c68l13" />ก็มี เป็นปรามาสวิปปยุตตอปรามัฏฐะก็มี กล่าวไม่ได้ว่าแม้เป็นปรามาสวิปปยุตตปรามัฏฐะ 
			<remark  id="s3b35c68l14" />แม้เป็นปรามาสวิปปยุตตอปรามัฏฐะก็มี
			<remark  id="s3b35c68l15" />                     ๑๐. มหันตรทุกวิสัชนา
			<remark  id="s3b35c68l16" />     [๑๑๐] อายตนะ ๑๐ เป็นอนารัมมณะ มนายตนะ เป็นสารัมมณะธัมมายตนะ เป็น
			<remark  id="s3b35c68l17" />สารัมมณะก็มี เป็นอนารัมมณะก็มี มนายตนะ เป็นจิตตะอายตนะ ๑๑ เป็นโนจิตตะ อายตนะ
			<remark  id="s3b35c68l18" />๑๑ เป็นอเจตสิกะ ธัมมายตนะ เป็นเจตสิกะก็มี เป็นอเจตสิกะก็มี อายตนะ ๑๐ เป็นจิตต
			<remark  id="s3b35c68l19" />วิปปยุต ธัมมายตนะเป็นจิตตสัมปยุตก็มี เป็นจิตตวิปปยุตก็มี มนายตนะ กล่าวไม่ได้ว่า 
			<remark  id="s3b35c68l20" />แม้เป็นจิตตสัมปยุต แม้เป็นจิตตวิปปยุต อายตนะ ๑๐ เป็นจิตตวิสังสัฏฐะ ธัมมายตนะ 
			<remark  id="s3b35c68l21" />เป็นจิตตสังสัฏฐะก็มี เป็นจิตตวิสังสัฏฐะก็มี มนายตนะ กล่าวไม่ได้ว่าแม้เป็นจิตตสังสัฏฐะ
			<remark  id="s3b35c68l22" />แม้เป็นจิตตวิสังสัฏฐะ อายตนะ ๖ เป็นโนจิตตสมุฏฐานะ อายตนะ ๖ เป็นจิตตสมุฏฐานะ
			<remark  id="s3b35c68l23" />ก็มี เป็นโนจิตตสมุฏฐานะก็มี อายตนะ ๑๑ เป็นโนจิตตสหภู ธัมมายตนะ เป็นจิตตสหภูก็มี 
			<remark  id="s3b35c68l24" />เป็นโนจิตตสหภูก็มีอายตนะ ๑๑ เป็นโนจิตตานุปริวัตติ ธัมมายตนะ เป็นจิตตานุปริวัตติก็มี เป็น
			<remark  id="s3b35c68l25" />โนจิตตานุปริวัตติก็มี อายตนะ ๑๑ เป็นโนจิตตสังสัฏฐสมุฏฐานะ ธัมมายตนะเป็นจิตตสังสัฏฐ
		</para>
	</section>
	<section id="s3b35c69" >
		<para id="s3b35c69p">
			<remark  id="s3b35c69l1" />สมุฏฐานะก็มี เป็นโนจิตตสังสัฏฐสมุฏฐานะก็มี อายตนะ ๑๑ เป็นโนจิตตสังสัฏฐสมุฏฐานสหภู 
			<remark  id="s3b35c69l2" />ธัมมายตนะ เป็นจิตตสังสัฏฐสมุฏฐานสหภูก็มีเป็นโนจิตตสังสัฏฐสมุฏฐานสหภูก็มี อายตนะ 
			<remark  id="s3b35c69l3" />๑๑ เป็นโนจิตตสังสัฏฐสมุฏฐานานุปริวัตติ ธัมมายตนะ เป็นจิตตสังสัฏฐสมุฏฐานานุปริวัตติก็มี 
			<remark  id="s3b35c69l4" />เป็นโนจิตตสังสัฏฐสมุฏฐานานุปริวัตติก็มี อายตนะ ๖ เป็นอัชฌัตติกะ อายตนะ ๖เป็นพาหิระ
			<remark  id="s3b35c69l5" />อายตนะ ๙ เป็นอุปาทา อายตนะ ๒ เป็นนอุปาทา ธัมมายตนะเป็นอุปาทาก็มี เป็นนอุปาทาก็มี 
			<remark  id="s3b35c69l6" />อายตนะ ๕ เป็นอุปาทินนะ สัททายตนะเป็นอนุปาทินนะ อายตนะ ๖ เป็นอุปาทินนะก็มี
			<remark  id="s3b35c69l7" />เป็นอนุปาทินนะก็มี
			<remark  id="s3b35c69l8" />                    ๑๑. อุปาทานโคจฉกวิสัชนา
			<remark  id="s3b35c69l9" />     [๑๑๑] อายตนะ ๑๑ เป็นนอุปาทานะ ธัมมายตนะ เป็นอุปาทานะก็มี เป็นนอุปาทานะ
			<remark  id="s3b35c69l10" />ก็มี อายตนะ ๑๐ เป็นอุปาทานิยะ อายตนะ ๒ เป็นอุปาทานิยะก็มี เป็นอนุปาทานิยะก็มี 
			<remark  id="s3b35c69l11" />อายตนะ ๑๐ เป็นอุปาทานวิปปยุตอายตนะ ๒ เป็นอุปาทานสัมปยุตก็มี เป็นอุปาทานวิปปยุต
			<remark  id="s3b35c69l12" />ก็มี อายตนะ ๑๐กล่าวไม่ได้ว่า เป็นอุปาทานอุปาทานิยะ เป็นอุปาทานิยโนอุปาทานะ 
			<remark  id="s3b35c69l13" />มนายตนะกล่าวไม่ได้ว่า เป็นอุปาทานอุปาทานิยะ เป็นอุปาทานิยโนอุปาทานะก็มี 
			<remark  id="s3b35c69l14" />กล่าวไม่ได้ว่า เป็นอุปาทานิยโนอุปาทานะก็มี ธัมมายตนะ เป็นอุปาทานอุปาทานิยะก็มีเป็น
			<remark  id="s3b35c69l15" />อุปาทานิยโนอุปาทานะก็มี กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นอุปาทานอุปาทานิยะ แม้เป็นอุปาทานิย
			<remark  id="s3b35c69l16" />โนอุปาทานะก็มี อายตนะ ๑๐ กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นอุปาทานอุปาทานสัมปยุต แม้เป็นอุปาทาน
			<remark  id="s3b35c69l17" />สัมปยุตตโนอุปาทานะ มนายตนะ กล่าวไม่ได้ว่า เป็นอุปาทานอุปาทานสัมปยุต เป็นอุปาทาน
			<remark  id="s3b35c69l18" />สัมปยุตตโนอุปาทานะก็มีกล่าวไม่ได้ว่า เป็นอุปาทานสัมปยุตตโนอุปาทานะก็มี ธัมมายตนะ 
			<remark  id="s3b35c69l19" />เป็นอุปาทานอุปาทานสัมปยุตก็มี เป็นอุปาทานสัมปยุตตโนอุปาทานะก็มี กล่าวไม่ได้ว่าแม้เป็น
			<remark  id="s3b35c69l20" />อุปาทานอุปาทานสัมปยุต แม้เป็นอุปาทานสัมปยุตตโนอุปาทานะก็มีอายตนะ ๑๐ เป็นอุปาทาน
			<remark  id="s3b35c69l21" />วิปปยุตตอุปาทานิยะ อายตนะ ๒ เป็นอุปาทานวิปปยุตตอุปาทานิยะก็มี เป็นอุปาทานวิปปยุตต
			<remark  id="s3b35c69l22" />อนุปาทานิยะก็มี กล่าวไม่ได้ว่าแม้เป็นอุปาทานวิปปยุตตอุปาทานิยะ แม้เป็นอุปาทานวิปปยุตต
			<remark  id="s3b35c69l23" />อนุปาทานิยะก็มี
			<remark  id="s3b35c69l24" />                     ๑๒. กิเลสโคจฉกวิสัชนา
			<remark  id="s3b35c69l25" />     [๑๑๒] อายตนะ ๑๑ เป็นโนกิเลสะ ธัมมายตนะ เป็นกิเลสะก็มีเป็นโนกิเลสะก็มี 
			<remark  id="s3b35c69l26" />อายตนะ ๑๐ เป็นสังกิเลสิกะ อายตนะ ๒ เป็นสังกิเลสิกะก็มี เป็นอสังกิเลสิกะก็มี อายตนะ
		</para>
	</section>
	<section id="s3b35c70" >
		<para id="s3b35c70p">
			<remark  id="s3b35c70l1" />๑๐ เป็นอสังกิลิฏฐะ อายตนะ ๒เป็นสังกิลิฏฐะก็มี เป็นอสังกิลิฏฐะก็มี อายตนะ ๑๐ เป็น
			<remark  id="s3b35c70l2" />กิเลสวิปปยุตอายตนะ ๒ เป็นกิเลสสัมปยุตก็มี เป็นกิเลสวิปปยุตก็มี อายตนะ ๑๐ กล่าวไม่
			<remark  id="s3b35c70l3" />ได้ว่า เป็นกิเลสสังกิเลสิกะ เป็นสังกิเลสิกโนกิเลสะ มนายตนะ กล่าวไม่ได้ว่า เป็นกิเลส
			<remark  id="s3b35c70l4" />สังกิเลสิกะ เป็นสังกิเลสิกโนกิเลสะก็มี กล่าวไม่ได้ว่าเป็นสังกิเลสิกโนกิเลสะก็มี 
			<remark  id="s3b35c70l5" />ธัมมายตนะ เป็นกิเลสสังกิเลสิกะก็มี เป็นสังกิเลสิกโนกิเลสะก็มี กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นกิเลส
			<remark  id="s3b35c70l6" />สังกิเลสิกะ แม้เป็นสังกิเลสิกโนกิเลสะก็มี อายตนะ ๑๐ กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นกิเลสสังกิลิฏฐะ
			<remark  id="s3b35c70l7" />แม้เป็นสังกิลิฏฐโนกิเลสะ มนายตนะ กล่าวไม่ได้ว่า เป็นกิเลสสังกิลิฏฐะ เป็นสังกิลิฏฐโน
			<remark  id="s3b35c70l8" />กิเลสะก็มี กล่าวไม่ได้ว่า เป็นสังกิลิฏฐโนกิเลสะก็มี ธัมมายตนะเป็นกิเลสสังกิลิฏฐะก็มี 
			<remark  id="s3b35c70l9" />เป็นสังกิลิฏฐโนกิเลสะก็มี กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นกิเลสสังกิลิฏฐะ แม้เป็นสังกิลิฏฐโนกิเลสะ
			<remark  id="s3b35c70l10" />ก็มี อายตนะ ๑๐ กล่าวไม่ได้ว่าแม้เป็นกิเลสกิเลสสัมปยุต แม้เป็นกิเลสสัมยุตตโนกิเลสะ 
			<remark  id="s3b35c70l11" />มนายตนะ กล่าวไม่ได้ว่า เป็นกิเลสกิเลสสัมปยุต เป็นกิเลสสัมปยุตตโนกิเลสะก็มี กล่าวไม่ได้
			<remark  id="s3b35c70l12" />ว่า เป็นกิเลสสัมปยุตตโนกิเลสะก็มี ธัมมายตนะ เป็นกิเลสกิเลสสัมปยุตก็มีเป็นกิเลสสัม
			<remark  id="s3b35c70l13" />ปยุตตโนกิเลสะก็มี กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นกิเลสกิเลสสัมปยุตแม้เป็นกิเลสสัมปยุตตโนกิเลสะ
			<remark  id="s3b35c70l14" />ก็มี อายตนะ ๑๐ เป็นกิเลสวิปปยุตตสังกิเลสิกะอายตนะ ๒ เป็นกิเลสวิปปยุตตสังกิเลสิกะ
			<remark  id="s3b35c70l15" />ก็มี เป็นกิเลสวิปปยุตตอสังกิเลสิกะก็มี กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นกิเลสวิปปยุตตสังกิเลสิกะ 
			<remark  id="s3b35c70l16" />แม้เป็นกิเลสวิปปยุตตอสังกิเลสิกะก็มี
			<remark  id="s3b35c70l17" />                       ๑๓. ปิฏฐิทุกวิสัชนา
			<remark  id="s3b35c70l18" />     [๑๑๓] อายตนะ ๑๐ เป็นนทัสสนปหาตัพพะ อายตนะ ๒ เป็นทัสสนปหาตัพพะก็มี 
			<remark  id="s3b35c70l19" />เป็นนทัสสนปหาตัพพะก็มี อายตนะ ๑๐ เป็นนภาวนาปหาตัพพะ อายตนะ ๒ เป็นภาวนาปหา
			<remark  id="s3b35c70l20" />ตัพพะก็มี เป็นนภาวนาปหาตัพพะก็มีอายตนะ ๑๐ เป็นนทัสสนปหาตัพพเหตุกะ อายตนะ ๒
			<remark  id="s3b35c70l21" />เป็นทัสสนปหาตัพพเหตุกะก็มี เป็นนทัสสนปหาตัพพเหตุกะก็มี อายตนะ ๑๐ เป็นนภาวนาปหา
			<remark  id="s3b35c70l22" />ตัพพเหตุกะ อายตนะ ๒ เป็นภาวนาปหาตัพพเหตุกะก็มี เป็นนภาวนาปหาตัพพเหตุกะก็มี อายตนะ 
			<remark  id="s3b35c70l23" />๑๐ เป็นอวิตักกะ อายตนะ ๒ เป็นสวิตักกะก็มีเป็นอวิตักกะก็มี อายตนะ ๑๐ เป็นอวิจาระ อายตนะ
			<remark  id="s3b35c70l24" />๒ เป็นสวิจาระก็มีเป็นอวิจาระก็มี อายตนะ ๑๐ เป็นอัปปีติกะ อายตนะ ๒ เป็นสัปปีติกะก็มี
			<remark  id="s3b35c70l25" />เป็นอัปปีติกะก็มี อายตนะ ๑๐ เป็นนปีติสหคตะ อายตนะ ๒ เป็นปีติสหคตะก็มี เป็นนปีติ
			<remark  id="s3b35c70l26" />สหคตะก็มี อายตนะ ๑๐ เป็นนสุขสหคตะ อายตนะ ๒เป็นสุขสหคตะก็มี เป็นนสุขสหคตะ
		</para>
	</section>
	<section id="s3b35c71" >
		<para id="s3b35c71p">
			<remark  id="s3b35c71l1" />ก็มี อายตนะ ๑๐ เป็นนอุเปกขาสหคตะอายตนะ ๒ เป็นอุเปกขาสหคตะก็มี เป็นนอุเปกขา
			<remark  id="s3b35c71l2" />สหคตะก็มี อายตนะ ๑๐เป็นกามาวจระ อายตนะ ๒ เป็นกามาวจระก็มี เป็นนกามาวจระก็มี 
			<remark  id="s3b35c71l3" />อายตนะ ๑๐เป็นนรูปาวจระ อายตนะ ๒ เป็นรูปาวจระก็มี เป็นนรูปาวจระก็มี อายตนะ ๑๐
			<remark  id="s3b35c71l4" />เป็นนอรูปาวจระ อายตนะ ๒ เป็นอรูปาวจระก็มี เป็นนอรูปาวจระก็มี อายตนะ ๑๐เป็นปริยาปันนะ 
			<remark  id="s3b35c71l5" />อายตนะ ๒ เป็นปริยาปันนะก็มี เป็นอปริยาปันนะก็มีอายตนะ ๑๐ เป็นอนิยยานิกะ อายตนะ ๒ 
			<remark  id="s3b35c71l6" />เป็นนิยยานิกะก็มี เป็นอนิยยานิกะก็มี อายตนะ ๑๐ เป็นอนิยตะ อายตนะ ๒ เป็นนิยตะ
			<remark  id="s3b35c71l7" />ก็มี เป็นอนิยตะก็มีอายตนะ ๑๐ เป็นสอุตตระ อายตนะ ๒ เป็นสอุตตระก็มี เป็นอนุตตระ
			<remark  id="s3b35c71l8" />ก็มีอายตนะ ๑๐ เป็นอรณะ อายตนะ ๒ เป็นสรณะก็มี เป็นอรณะก็มี ฉะนี้แล
			<remark  id="s3b35c71l9" />                        ปัญหาปุจฉกะ จบ
			<remark  id="s3b35c71l10" />                     อายตนวิภังค์ จบบริบูรณ์
		</para>
	</section>
	<section id="s3b35c72" >
		<para id="s3b35c72p">
			<remark  id="s3b35c72l1" />                         ๓. ธาตุวิภังค์
			<remark  id="s3b35c72l2" />                         สุตตันตภาชนีย์
			<remark  id="s3b35c72l3" />                        ธาตุ ๖ นัยที่ ๑
			<remark  id="s3b35c72l4" />     [๑๑๔] ธาตุ ๖ คือ
			<remark  id="s3b35c72l5" />           ๑. ปฐวีธาตุ
			<remark  id="s3b35c72l6" />           ๒. อาโปธาตุ
			<remark  id="s3b35c72l7" />           ๓. เตโชธาตุ
			<remark  id="s3b35c72l8" />           ๔. วาโยธาตุ
			<remark  id="s3b35c72l9" />           ๕. อากาสธาตุ
			<remark  id="s3b35c72l10" />           ๖. วิญญาณธาตุ
			<remark  id="s3b35c72l11" />     [๑๑๕] ในธาตุ ๖ นั้น ปฐวีธาตุ เป็นไฉน
			<remark  id="s3b35c72l12" />     ปฐวีธาตุมี ๒ อย่างคือ ปฐวีธาตุภายใน ปฐวีธาตุภายนอก
			<remark  id="s3b35c72l13" />     ในปฐวีธาตุ ๒ อย่างนั้น ปฐวีธาตุภายใน เป็นไฉน
			<remark  id="s3b35c72l14" />     ธรรมชาติที่แข็ง ธรรมชาติที่กระด้าง ความแข็ง ภาวะที่แข็ง เป็นภายในเฉพาะตน 
			<remark  id="s3b35c72l15" />เป็นอุปาทินนรูปข้างใน ได้แก่ ผม ขน เล็บ ฟัน หนังเนื้อ เอ็น กระดูก เยื่อในกระดูก 
			<remark  id="s3b35c72l16" />ม้าม หัวใจ ตับ พังผืด ไต ปอด ไส้ใหญ่ ไส้น้อย อาหารใหม่ อาหารเก่า หรือ ธรรม
			<remark  id="s3b35c72l17" />ชาติที่แข็ง ธรรมชาติที่กระด้าง ความแข็ง ภาวะที่แข็ง เป็นภายในเฉพาะตน เป็นอุปา
			<remark  id="s3b35c72l18" />ทินนรูปข้างในแม้อื่นใดมีอยู่ นี้เรียกว่า ปฐวีธาตุภายใน
			<remark  id="s3b35c72l19" />     ปฐวีธาตุภายนอก เป็นไฉน
			<remark  id="s3b35c72l20" />     ธรรมชาติที่แข็ง ธรรมชาติที่กระด้าง ความแข็ง ภาวะที่แข็ง เป็นภายนอก เป็น
			<remark  id="s3b35c72l21" />อนุปาทินนรูปข้างนอก ได้แก่ เหล็ก โลหะ ดีบุกขาว ดีบุกดำเงิน แก้วมุกดา
			<remark  id="s3b35c72l22" />แก้วมณี แก้วไพฑูรย์ สังข์ ศิลา แก้วประพาฬ เงินตราทอง แก้วมณีแดง แก้ว
			<remark  id="s3b35c72l23" />มณีลาย หญ้า ท่อนไม้ กรวด กระเบื้อง แผ่นดินแผ่นหิน ภูเขา หรือ ธรรมชาติที่แข็ง
		</para>
	</section>
	<section id="s3b35c73" >
		<para id="s3b35c73p">
			<remark  id="s3b35c73l1" />ธรรมชาติที่กระด้าง ความแข็ง ภาวะที่แข็ง เป็นภายนอก เป็นอนุปาทินนรูปข้างนอก แม้อื่น
			<remark  id="s3b35c73l2" />ใดมีอยู่ นี้เรียกว่าปฐวีธาตุภายนอก
			<remark  id="s3b35c73l3" />	ปฐวีธาตุภายใน ปฐวีธาตุภายนอก ประมวลทั้ง ๒ อย่างนั้นเข้าเป็นหมวดเดียวกัน
			<remark  id="s3b35c73l4" />นี้เรียกว่า ปฐวีธาตุ
			<remark  id="s3b35c73l5" />     [๑๑๖] อาโปธาตุ เป็นไฉน
			<remark  id="s3b35c73l6" />     อาโปธาตุมี ๒ อย่าง คือ อาโปธาตุภายใน อาโปธาตุภายนอก
			<remark  id="s3b35c73l7" />     ในอาโปธาตุ ๒ อย่างนั้น อาโปธาตุภายใน เป็นไฉน
			<remark  id="s3b35c73l8" />     ความเอิบอาบ ธรรมชาติที่เอิบอาบ ความเหนียว ธรรมชาติที่เหนียวธรรมชาติที่เกาะ
			<remark  id="s3b35c73l9" />กุมรูป เป็นภายใน เฉพาะตน เป็นอุปาทินนรูปข้างใน ได้แก่ดี เสลด หนอง เลือด เหงื่อ
			<remark  id="s3b35c73l10" />มันข้น น้ำตา เปลวมัน น้ำลาย น้ำมูกไขข้อ มูตร หรือ ความเอิบอาบ ธรรมชาติที่เอิบ
			<remark  id="s3b35c73l11" />อาบ ความเหนียว ธรรมชาติที่เหนียว ธรรมชาติที่เกาะกุมรูป เป็นภายใน เฉพาะตน เป็น
			<remark  id="s3b35c73l12" />อุปาทินนรูปข้างในแม้อื่นใดมีอยู่ นี้เรียกว่า อาโปธาตุภายใน
			<remark  id="s3b35c73l13" />     อาโปธาตุภายนอก เป็นไฉน
			<remark  id="s3b35c73l14" />     ความเอิบอาบ ธรรมชาติที่เอิบอาบ ความเหนียว ธรรมชาติที่เหนียวธรรมชาติที่เกาะ
			<remark  id="s3b35c73l15" />กุมรูป เป็นภายนอก เป็นอนุปาทินนรูปข้างนอก ได้แก่ รสรากไม้รสลำต้น รส
			<remark  id="s3b35c73l16" />เปลือกไม้ รสใบไม้ รสดอกไม้ รสผลไม้ นมสด นมส้มเนยใส เนยข้น น้ำมัน น้ำผึ้ง
			<remark  id="s3b35c73l17" />น้ำอ้อย น้ำที่อยู่ในพื้นดิน หรือน้ำที่อยู่ในอากาศหรือ ความเอิบอาบ ธรรมชาติที่เอิบอาบ ความ
			<remark  id="s3b35c73l18" />เหนียว ธรรมชาติที่เหนียวธรรมชาติที่เกาะกุมรูป เป็นภายนอก เป็นอนุปาทินนรูปข้างนอก
			<remark  id="s3b35c73l19" />แม้อื่นใดมีอยู่นี้เรียกว่า อาโปธาตุภายนอก
			<remark  id="s3b35c73l20" />     อาโปธาตุภายใน อาโปธาตุภายนอก ประมวลทั้ง ๒ อย่างนั้น เข้าเป็นหมวดเดียวกัน
			<remark  id="s3b35c73l21" />นี้เรียกว่า อาโปธาตุ
			<remark  id="s3b35c73l22" />     [๑๑๗] เตโชธาตุ เป็นไฉน
			<remark  id="s3b35c73l23" />     เตโชธาตุ มี ๒ อย่าง คือ เตโชธาตุภายใน เตโชธาตุภายนอก
			<remark  id="s3b35c73l24" />     ในเตโชธาตุ ๒ อย่างนั้น เตโชธาตุภายใน เป็นไฉน
		</para>
	</section>
	<section id="s3b35c74" >
		<para id="s3b35c74p">
			<remark  id="s3b35c74l1" />     ความร้อน ธรรมชาติที่ร้อน ความอุ่น ธรรมชาติที่อุ่น ความอบอุ่นธรรมชาติที่อบอุ่น 
			<remark  id="s3b35c74l2" />เป็นภายในเฉพาะตน เป็นอุปาทินนรูปข้างใน ได้แก่ เตโชธาตุที่ทำให้ร่างกายเร่าร้อน
			<remark  id="s3b35c74l3" />เตโชธาตุที่ทำให้ร่างกายทรุดโทรม   เตโชธาตุที่เป็นเหตุให้เผาไหม้   เตโชธาตุที่ทำให้ของกิน
			<remark  id="s3b35c74l4" />ของดื่มของเคี้ยวของลิ้มถึงความย่อยไปด้วยดี หรือ ความร้อน ธรรมชาติที่ร้อน ความอุ่น
			<remark  id="s3b35c74l5" />ธรรมชาติที่อุ่น ความอบอุ่น ธรรมชาติที่อบอุ่น เป็นภายในเฉพาะตน เป็นอุปาทินนรูปข้างใน 
			<remark  id="s3b35c74l6" />แม้อื่นใดมีอยู่ นี้เรียกว่า เตโชธาตุภายใน
			<remark  id="s3b35c74l7" />     เตโชธาตุภายนอก เป็นไฉน
			<remark  id="s3b35c74l8" />     ความร้อน ธรรมชาติที่ร้อน ความอุ่น ธรรมชาติที่อุ่น ความอบอุ่นธรรมชาติที่อบอุ่น 
			<remark  id="s3b35c74l9" />เป็นภายนอก เป็นอนุปาทินนรูปข้างนอก ได้แก่ ไฟฟืไฟสะเก็ดไม้ ไฟหญ้า ไฟมูลโค
			<remark  id="s3b35c74l10" />ไฟแกลบ ไฟหยากเยื่อ ไฟอสนีบาต ความร้อนแห่งไฟ ความร้อนแห่งดวงอาทิตย์ ความร้อน
			<remark  id="s3b35c74l11" />แห่งกองฟืน ความร้อนแห่งกองหญ้า ความร้อนแห่งกองข้าวเปลือก ความร้อนแห่งกองขี้เถ้า 
			<remark  id="s3b35c74l12" />หรือ ความร้อนธรรมชาติที่ร้อน ความอุ่น ธรรมชาติที่อุ่น ความอบอุ่น ธรรมชาติที่อบอุ่น 
			<remark  id="s3b35c74l13" />เป็นภายนอก เป็นอนุปาทินนรูปข้างนอก แม้อื่นใดมีอยู่ นี้เรียกว่า เตโชธาตุภายนอก
			<remark  id="s3b35c74l14" />     เตโชธาตุภายใน เตโชธาตุภายนอก ประมวลทั้ง ๒ อย่างนั้น เข้าเป็นหมวดเดียวกัน
			<remark  id="s3b35c74l15" />นี้เรียกว่า เตโชธาตุ
			<remark  id="s3b35c74l16" />     [๑๑๘] วาโยธาตุ เป็นไฉน
			<remark  id="s3b35c74l17" />     วาโยธาตุมี ๒ อย่างคือ วาโยธาตุภายใน วาโยธาตุภายนอก
			<remark  id="s3b35c74l18" />     ในวาโยธาตุ ๒ อย่างนั้น วาโยธาตุภายใน เป็นไฉน
			<remark  id="s3b35c74l19" />     ความพัดไปมา ธรรมชาติที่พัดไปมา ความเคร่งตึงแห่งรูป เป็นภายในเฉพาะตน
			<remark  id="s3b35c74l20" />เป็นอุปาทินนรูปข้างใน ได้แก่ ลมพัดขึ้นเบื้องบน ลมพัดลงเบื้องต่ำลมในท้อง ลมในไส้ 
			<remark  id="s3b35c74l21" />ลมพัดไปตามตัว ลมศัสตรา ลมมีดโกน ลมเพิกหัวใจลมหายใจเข้า ลมหายใจออก หรือ
			<remark  id="s3b35c74l22" />ความพัดไปมา ธรรมชาติที่พัดไปมา ความเคร่งตึงแห่งรูป เป็นภายใน เฉพาะตน เป็นอุปา
			<remark  id="s3b35c74l23" />ทินนรูปข้างใน แม้อื่นใดมีอยู่นี้เรียกว่า วาโยธาตุภายใน
			<remark  id="s3b35c74l24" />     วาโยธาตุภายนอก เป็นไฉน
			<remark  id="s3b35c74l25" />     ความพัดไปมา ธรรมชาติที่พัดไปมา ความเคร่งตึงแห่งรูปเป็นภายนอกเป็น
			<remark  id="s3b35c74l26" />อนุปาทินนรูปข้างนอก ได้แก่ ลมตะวันออก ลมตะวันตก ลมเหนือ ลมใต้ลมมีฝุ่นละออง 
		</para>
	</section>
	<section id="s3b35c75" >
		<para id="s3b35c75p">
			<remark  id="s3b35c75l1" />ลมไม่มีฝุ่นละออง ลมหนาว ลมร้อน ลมอ่อน ลมแรง ลมดำลมบน ลมกระพือปีก ลมครุธ
			<remark  id="s3b35c75l2" />ลมใบตาล ลมเป่าปาก หรือ ความพัดไปมาธรรมชาติที่พัดไปมา ความเคร่งตึงแห่งรูป เป็น
			<remark  id="s3b35c75l3" />ภายนอก เป็นอนุปาทินนรูปข้างนอก แม้อื่นใดมีอยู่ นี้เรียกว่า วาโยธาตุภายนอก
			<remark  id="s3b35c75l4" />     วาโยธาตุภายใน วาโยธาตุภายนอก ประมวลทั้ง ๒ อย่างนั้น เข้าเป็นหมวดเดียวกัน นี้
			<remark  id="s3b35c75l5" />เรียกว่า วาโยธาตุ
			<remark  id="s3b35c75l6" />     [๑๑๙] อากาศธาตุ เป็นไฉน
			<remark  id="s3b35c75l7" />     อากาศธาตุมี ๒ อย่าง คือ อากาศธาตุภายใน อากาศธาตุภายนอก
			<remark  id="s3b35c75l8" />     ในอากาศธาตุ ๒ อย่างนั้น อากาศธาตุภายใน เป็นไฉน
			<remark  id="s3b35c75l9" />     อากาศ ธรรมชาติอันนับว่าอากาศ ความว่างเปล่า ธรรมชาติอันนับว่าความว่างเปล่า 
			<remark  id="s3b35c75l10" />ช่องว่าง ธรรมชาติอันนับว่าช่องว่าง ที่อันเนื้อและเลือดไม่ถูกต้องเป็นภายใน เฉพาะตน เป็น
			<remark  id="s3b35c75l11" />อุปาทินนรูปข้างใน ได้แก่ ช่องหู ช่องจมูก ช่องปาก ช่องสำหรับกลืนของกินของดื่มของเคี้ยว
			<remark  id="s3b35c75l12" />ของลิ้ม  ช่องที่พักอยู่แห่งของกินของดื่มของเคี้ยวของลิ้ม และช่องสำหรับของกินของดื่มของ
			<remark  id="s3b35c75l13" />เคี้ยวของลิ้มไหลออกเบื้องต่ำ หรือ อากาศ ธรรมชาติอันนับว่าอากาศ ความว่างเปล่า ธรรมชาติ
			<remark  id="s3b35c75l14" />อันนับว่าความว่างเปล่า ช่องว่าง ธรรมชาติอันนับว่าช่องว่าง ที่อันเนื้อและเลือดไม่ถูกต้อง 
			<remark  id="s3b35c75l15" />เป็นภายในเฉพาะตน เป็นอุปาทินนรูปข้างใน แม้อื่นใดมีอยู่ นี้เรียกว่าอากาศธาตุภายใน
			<remark  id="s3b35c75l16" />     อากาสธาตุภายนอก เป็นไฉน
			<remark  id="s3b35c75l17" />     อากาศ ธรรมชาติอันนับว่าอากาศ ความว่างเปล่า ธรรมชาติอันนับว่าความว่างเปล่า
			<remark  id="s3b35c75l18" />ช่องว่าง ธรรมชาติอันนับว่าช่องว่าง ที่อันมหาภูตรูป ๔ ไม่ถูกต้อง เป็นภายนอก เป็น
			<remark  id="s3b35c75l19" />อนุปาทินนรูปข้างนอก นี้เรียกว่า อากาสธาตุภายนอก
			<remark  id="s3b35c75l20" />	อากาสธาตุภายใน อากาสธาตุภายนอก ประมวลทั้ง ๒ อย่างนั้น เข้าเป็นหมวดเดียวกัน
			<remark  id="s3b35c75l21" />นี้เรียกว่า อากาสธาตุ
			<remark  id="s3b35c75l22" />     [๑๒๐] วิญญาณธาตุ เป็นไฉน
			<remark  id="s3b35c75l23" />     จักขุวิญญาณธาตุ โสตวิญญาณธาตุ ฆานวิญญาณธาตุ ชิวหาวิญญาณธาตุกายวิญญาณ
			<remark  id="s3b35c75l24" />ธาตุ มโนวิญญาณธาตุ นี้เรียกว่าวิญญาณธาตุ
			<remark  id="s3b35c75l25" />                 สภาวธรรมเหล่านี้เรียกว่า ธาตุ ๖
		</para>
	</section>
	<section id="s3b35c76" >
		<para id="s3b35c76p">
			<remark  id="s3b35c76l1" />                        ธาตุ ๖ นัยที่ ๒
			<remark  id="s3b35c76l2" />     [๑๒๑] ธาตุ ๖ อีกนัยหนึ่ง คือ
			<remark  id="s3b35c76l3" />           ๑. สุขธาตุ
			<remark  id="s3b35c76l4" />           ๒. ทุกขธาตุ
			<remark  id="s3b35c76l5" />           ๓. โสมนัสสธาตุ
			<remark  id="s3b35c76l6" />           ๔. โทมนัสสธาตุ
			<remark  id="s3b35c76l7" />           ๕. อุเปกขาธาตุ
			<remark  id="s3b35c76l8" />           ๖. อวิชชาธาตุ
			<remark  id="s3b35c76l9" />     ในธาตุ ๖ นั้น สุขธาตุ เป็นไฉน
			<remark  id="s3b35c76l10" />     ความสบายกาย ความสุขกาย ความเสวยอารมณ์ที่สบายเป็นสุข เกิดแต่กายสัมผัส 
			<remark  id="s3b35c76l11" />กิริยาเสวยอารมณ์ที่สบายเป็นสุขเกิดแต่กายสัมผัส นี้เรียกว่าสุขธาตุ
			<remark  id="s3b35c76l12" />     ทุกขธาตุ เป็นไฉน
			<remark  id="s3b35c76l13" />     ความไม่สบายกาย ความทุกข์กาย ความเสวยอารมณ์ที่ไม่สบายเป็นทุกข์ อันเกิดแต่
			<remark  id="s3b35c76l14" />กายสัมผัส กิริยาเสวยอารมณ์ที่ไม่สบายเป็นทุกข์เกิดแต่กายสัมผัส นี้เรียกว่า ทุกขธาตุ
			<remark  id="s3b35c76l15" />     โสมนัสสธาตุ เป็นไฉน
			<remark  id="s3b35c76l16" />     ความสบายใจ ความสุขใจ ความเสวยอารมณ์ที่สบายเป็นสุขอันเกิดแต่เจโตสัมผัส
			<remark  id="s3b35c76l17" />กิริยาเสวยอารมณ์ที่สบายเป็นสุขเกิดแต่เจโตสัมผัส นี้เรียกว่าโสมนัสสธาตุ
			<remark  id="s3b35c76l18" />     โทมนัสสธาตุ เป็นไฉน
			<remark  id="s3b35c76l19" />     ความไม่สบายใจ ความทุกข์ใจ ความเสวยอารมณ์ที่ไม่สบายเป็นทุกข์เกิดแต่เจโต
			<remark  id="s3b35c76l20" />สัมผัส กิริยาเสวยอารมณ์ที่ไม่สบายเป็นทุกข์เกิดแต่เจโตสัมผัสนี้เรียกว่า โทมนัสสธาตุ
			<remark  id="s3b35c76l21" />     อุเปกขาธาตุ เป็นไฉน
			<remark  id="s3b35c76l22" />     ความสบายใจก็ไม่ใช่ ความไม่สบายใจก็ไม่ใช่ ความเสวยอารมณ์ไม่ทุกข์ไม่สุขอันเกิด
			<remark  id="s3b35c76l23" />แต่เจโตสัมผัส กิริยาเสวยอารมณ์ไม่ทุกข์ไม่สุขเกิดแต่เจโตสัมผัสนี้เรียกว่า อุเปกขาธาตุ
			<remark  id="s3b35c76l24" />     อวิชชาธาตุ เป็นไฉน
		</para>
	</section>
	<section id="s3b35c77" >
		<para id="s3b35c77p">
			<remark  id="s3b35c77l1" />     ความไม่รู้ ความไม่เห็น ฯลฯ  ลิ่มคืออวิชชา อกุศลมูล คือโมหะนี้เรียกว่า 
			<remark  id="s3b35c77l2" />อวิชชาธาตุ
			<remark  id="s3b35c77l3" />     สภาวธรรมเหล่านี้เรียกว่า ธาตุ ๖
			<remark  id="s3b35c77l4" />                        ธาตุ ๖ นัยที่ ๓
			<remark  id="s3b35c77l5" />     [๑๒๒] ธาตุ ๖ อีกนัยหนึ่ง คือ
			<remark  id="s3b35c77l6" />           ๑. กามธาตุ
			<remark  id="s3b35c77l7" />           ๒. พยาปาทธาตุ
			<remark  id="s3b35c77l8" />           ๓. วิหิงสาธาตุ
			<remark  id="s3b35c77l9" />           ๔. เนกขัมมธาตุ
			<remark  id="s3b35c77l10" />           ๕. อัพยาปาทธาตุ
			<remark  id="s3b35c77l11" />           ๖. อวิหิงสาธาตุ
			<remark  id="s3b35c77l12" />     ในธาตุ ๖ นั้น กามธาตุ เป็นไฉน
			<remark  id="s3b35c77l13" />     ความตรึก ความตรึกอย่างแรง ความดำริ อันประกอบด้วยกาม ความที่จิตแนบอยู่ใน
			<remark  id="s3b35c77l14" />อารมณ์ ความที่จิตแนบสนิทอยู่ในอารมณ์ ความยกจิตขึ้นสู่อารมณ์มิจฉาสังกัปปะ นี้เรียกว่า
			<remark  id="s3b35c77l15" />กามธาตุ ชั้นต่ำมีอวีจินรกเป็นที่สุด ชั้นสูงมีเทพชั้นปรนิมมิตวสวัตตีเป็นที่สุด ขันธ์ ธาตุ 
			<remark  id="s3b35c77l16" />อายตนะ รูป เวทนา สัญญา สังขารวิญญาณ ที่ท่องเที่ยวอยู่ในระหว่างนี้ นับเนื่องอยู่ใน
			<remark  id="s3b35c77l17" />ระหว่างนี้ นี้เรียกว่า กามธาตุ
			<remark  id="s3b35c77l18" />     พยาปาทธาตุ เป็นไฉน
			<remark  id="s3b35c77l19" />     ความตรึก ความตรึกอย่างแรง อันประกอบด้วยพยาบาท ฯลฯ มิจฉาสังกัปปะ นี้
			<remark  id="s3b35c77l20" />เรียกว่า พยาปาทธาตุ อีกนัยหนึ่ง ความที่จิตอาฆาต ในอาฆาฏวัตถุ ๑๐ ความอาฆาตมีกำลัง 
			<remark  id="s3b35c77l21" />ความกระทบ ความแค้น ความโกรธ ความกำเริบความกำเริบหนัก ความคิดประทุษร้าย 
			<remark  id="s3b35c77l22" />ความคิดประทุษร้ายยิ่ง ความคิดประทุษร้ายหนัก ความที่จิตพยาบาท ความมีใจประทุษร้ายยิ่ง ความ
			<remark  id="s3b35c77l23" />โกรธ กิริยาที่โกรธสภาพที่โกรธ ความคิดประทุษร้าย กิริยาที่คิดประทุษร้าย สภาพที่คิดประทุษ
			<remark  id="s3b35c77l24" />ร้ายความพยาบาท กิริยาที่พยาบาท สภาพที่พยาบาท ความพิโรธ ความแค้น ความดุร้าย 
			<remark  id="s3b35c77l25" />อาการที่พูดไม่ยั้ง ความที่จิตไม่แช่มชื่น นี้เรียกว่า พยาปาทธาตุ
		</para>
	</section>
	<section id="s3b35c78" >
		<para id="s3b35c78p">
			<remark  id="s3b35c78l1" />     วิหิงสาธาตุ เป็นไฉน
			<remark  id="s3b35c78l2" />     ความตรึก ความตรึกอย่างแรง อันประกอบด้วยวิหิงสา ฯลฯ มิจฉาสังกัปปะ นี้เรียกว่า 
			<remark  id="s3b35c78l3" />วิหิงสาธาตุ บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมเบียดเบียนสัตว์ทั้งหลายด้วยวัตถุอย่างใดอย่างหนึ่ง
			<remark  id="s3b35c78l4" />คือ ฝ่ามือ ก้อนดิน ท่อนไม้ ศัสตราหรือเชือก ความข่มเหง กิริยาที่ข่มเหง ความเบียด
			<remark  id="s3b35c78l5" />เบียน กิริยาที่เบียดเบียนความขึ้งเคียด ความเคียดแค้น ความเข้าไปเบียดเบียนผู้อื่น
			<remark  id="s3b35c78l6" />เห็นปานนี้ นี้เรียกว่าวิหิงสาธาตุ
			<remark  id="s3b35c78l7" />     เนกขัมมธาตุ เป็นไฉน
			<remark  id="s3b35c78l8" />      ความตรึก ความตรึกอย่างแรง อันประกอบด้วยเนกขัมมะ ฯลฯสัมมาสังกัปปะ นี้
			<remark  id="s3b35c78l9" /> เรียกว่า เนกขัมมธาตุ กุศลธรรมแม้ทั้งหมด ก็เรียกว่าเนกขัมมธาตุ
			<remark  id="s3b35c78l10" />     อัพยาปาทธาตุ เป็นไฉน
			<remark  id="s3b35c78l11" />     ความตรึก ความตรึกอย่างแรง อันประกอบด้วยความไม่พยาบาท ฯลฯสัมมา
			<remark  id="s3b35c78l12" />สังกัปปะ นี้เรียกว่า อัพยาปาทธาตุ ความมีไมตรี กิริยาที่มีไมตรี สภาพที่มีไมตรี ในสัตว์
			<remark  id="s3b35c78l13" />ทั้งหลาย เมตตาเจโตวิมุตติ นี้เรียกว่า อัพยาปาทธาตุ
			<remark  id="s3b35c78l14" />     อวิหิงสาธาตุ เป็นไฉน
			<remark  id="s3b35c78l15" />     ความตรึก ความตรึกอย่างแรง อันประกอบด้วยอวิหิงสา ความดำริความที่จิตแนบ
			<remark  id="s3b35c78l16" />อยู่ในอารมณ์ ความที่จิตแนบสนิทอยู่ในอารมณ์ ความยกจิตขึ้นสู่อารมณ์ สัมมาสังกัปปะ 
			<remark  id="s3b35c78l17" />นี้เรียกว่า อวิหิงสาธาตุ ความกรุณา กิริยาที่กรุณาสภาพที่กรุณา ในสัตว์ทั้งหลาย กรุณา
			<remark  id="s3b35c78l18" />เจโตวิมุตติ นี้เรียกว่า อวิหิงสาธาตุ
			<remark  id="s3b35c78l19" />     สภาวธรรมเหล่านี้ ก็เรียกว่า ธาตุ ๖
			<remark  id="s3b35c78l20" />     [๑๒๓] ฉักกะ หมวดแห่งธาตุ ๖ ทั้ง ๓ นัยนี้ ประมวลเข้าเป็นหมวดเดียวกัน เป็น
			<remark  id="s3b35c78l21" />ธาตุ ๑๘ ด้วยประการฉะนี้
			<remark  id="s3b35c78l22" />                         สุตตันตภาชนีย์ จบ
			<remark  id="s3b35c78l23" />                        อภิธรรมภาชนีย์
			<remark  id="s3b35c78l24" />     [๑๒๔] ธาตุ ๑๘ คือ
			<remark  id="s3b35c78l25" />           ๑. จักขุธาตุ
			<remark  id="s3b35c78l26" />           ๒. รูปธาตุ
			<remark  id="s3b35c78l27" />           ๓. จักขุวิญญาณธาตุ
			<remark  id="s3b35c78l28" />           ๔. โสตธาตุ
		</para>
	</section>
	<section id="s3b35c79" >
		<para id="s3b35c79p">
			<remark  id="s3b35c79l1" />           ๕. สัททธาตุ
			<remark  id="s3b35c79l2" />           ๖. โสตวิญญาณธาตุ
			<remark  id="s3b35c79l3" />           ๗. ฆานธาตุ
			<remark  id="s3b35c79l4" />           ๘. คันธธาตุ
			<remark  id="s3b35c79l5" />           ๙. ฆานวิญญาณธาตุ
			<remark  id="s3b35c79l6" />           ๑๐. ชิวหาธาตุ
			<remark  id="s3b35c79l7" />           ๑๑. รสธาตุ
			<remark  id="s3b35c79l8" />           ๑๒. ชิวหาวิญญาณธาตุ
			<remark  id="s3b35c79l9" />           ๑๓. กายธาตุ
			<remark  id="s3b35c79l10" />           ๑๔. โผฏฐัพพธาตุ
			<remark  id="s3b35c79l11" />           ๑๕. กายวิญญาณธาตุ
			<remark  id="s3b35c79l12" />           ๑๖. มโนธาตุ
			<remark  id="s3b35c79l13" />           ๑๗. ธรรมธาตุ
			<remark  id="s3b35c79l14" />           ๑๘. มโนวิญญาณธาตุ
			<remark  id="s3b35c79l15" />     [๑๒๕] ในธาตุ ๑๘ นั้น จักขุธาตุ เป็นไฉน
			<remark  id="s3b35c79l16" />     จักขุใด เป็นปสาทรูป อาศัยมหาภูตรูป ๔ ฯลฯ  นี้เรียกว่า บ้านว่างบ้าง นี้เรียกว่า 
			<remark  id="s3b35c79l17" />จักขุธาตุ
			<remark  id="s3b35c79l18" />     รูปธาตุ เป็นไฉน
			<remark  id="s3b35c79l19" />     รูปใด อาศัยมหาภูตรูป ๔ ได้แก่ สี ฯลฯ นี้เรียกว่า รูปธาตุบ้างนี้เรียกว่า รูปธาตุ
			<remark  id="s3b35c79l20" />     จักขุวิญญาณธาตุ เป็นไฉน
			<remark  id="s3b35c79l21" />     จิต มโน มานัส หทัย ปัณฑร มโน มนายตนะ มนินทรีย์วิญญาณ วิญญาณขันธ์ 
			<remark  id="s3b35c79l22" />จักขุวิญญาณธาตุที่สมกัน อาศัยจักขุปสาทและรูปารมณ์เกิดขึ้น นี้เรียกว่า จักขุวิญญาณธาตุ
			<remark  id="s3b35c79l23" />     [๑๒๖] โสตธาตุ เป็นไฉน
			<remark  id="s3b35c79l24" />     โสตะใด เป็นปสาทรูป อาศัยมหาภูตรูป ๔ ฯลฯ นี้เรียกว่า บ้านว่างบ้าง นี้เรียกว่า 
			<remark  id="s3b35c79l25" />โสตธาตุ
			<remark  id="s3b35c79l26" />     สัททธาตุ เป็นไฉน
		</para>
	</section>
	<section id="s3b35c80" >
		<para id="s3b35c80p">
			<remark  id="s3b35c80l1" />     เสียงใด อาศัยมหาภูตรูป ๔ เห็นไม่ได้ กระทบไม่ได้ ฯลฯ นี้เรียกว่าสัททธาตุบ้าง นี้เรียก
			<remark  id="s3b35c80l2" />ว่า สัททธาตุ
			<remark  id="s3b35c80l3" />     โสตวิญญาณธาตุ เป็นไฉน
			<remark  id="s3b35c80l4" />     จิต มโน มานัส หทัย ปัณฑร มโน มนายตนะ มนินทรีย์วิญญาณ วิญญาณขันธ์ 
			<remark  id="s3b35c80l5" />โสตวิญญาณธาตุที่สมกัน อาศัยโสตปสาทและสัททารมณ์เกิดขึ้น นี้เรียกว่า โสตวิญญาณธาตุ
			<remark  id="s3b35c80l6" />     [๑๒๗] ฆานธาตุ เป็นไฉน
			<remark  id="s3b35c80l7" />     ฆานะใด เป็นปสาทรูป อาศัยมหาภูตรูป ๔ ฯลฯ นี้เรียกว่า บ้านว่างบ้าง นี้เรียกว่า 
			<remark  id="s3b35c80l8" />ฆานธาตุ
			<remark  id="s3b35c80l9" />     คันธธาตุ เป็นไฉน
			<remark  id="s3b35c80l10" />     กลิ่นใด อาศัยมหาภูตรูป ๔ เห็นไม่ได้ กระทบไม่ได้ ฯลฯ นี้เรียกว่าคันธธาตุบ้าง นี้เรียก
			<remark  id="s3b35c80l11" />ว่า คันธธาตุ
			<remark  id="s3b35c80l12" />     ฆานวิญญาณธาตุ เป็นไฉน
			<remark  id="s3b35c80l13" />     จิต มโน มานัส หทัย ปัณฑร มโน มนายตนะ มนินทรีย์วิญญาณ วิญญาณขันธ์ 
			<remark  id="s3b35c80l14" />ฆานวิญญาณธาตุที่สมกัน อาศัยฆานปสาทและคันธารมณ์เกิดขึ้น นี้เรียกว่า ฆานวิญญาณธาตุ
			<remark  id="s3b35c80l15" />     [๑๒๘] ชิวหาธาตุ เป็นไฉน
			<remark  id="s3b35c80l16" />     ชิวหาใด เป็นปสาทรูป อาศัยมหาภูตรูป ๔ ฯลฯ นี้เรียกว่า บ้านว่างบ้าง นี้เรียกว่า 
			<remark  id="s3b35c80l17" />ชิวหาธาตุ
			<remark  id="s3b35c80l18" />     รสธาตุ เป็นไฉน
			<remark  id="s3b35c80l19" />     รสใด อาศัยมหาภูตรูป ๔ เห็นไม่ได้ แต่กระทบได้ ฯลฯ นี้เรียกว่ารสธาตุบ้าง นี้เรียก
			<remark  id="s3b35c80l20" />ว่า รสธาตุ
			<remark  id="s3b35c80l21" />     ชิวหาวิญญาณธาตุ เป็นไฉน
			<remark  id="s3b35c80l22" />     จิต มโน มานัส หทัย ปัณฑร มโน มนายตนะ มนินทรีย์วิญญาณ วิญญาณขันธ์ 
			<remark  id="s3b35c80l23" />ชิวหาวิญญาณธาตุที่สมกัน อาศัยชิวหาปสาทและรสารมณ์เกิดขึ้น นี้เรียกว่า ชิวหาวิญญาณธาตุ
			<remark  id="s3b35c80l24" />     [๑๒๙] กายธาตุ เป็นไฉน
			<remark  id="s3b35c80l25" />     กายใด เป็นปสาทรูป อาศัยมหาภูตรูป ๔ ฯลฯ นี้เรียกว่า บ้านว่างบ้าง นี้เรียกว่า 
			<remark  id="s3b35c80l26" />กายธาตุ
			<remark  id="s3b35c80l27" />     โผฏฐัพพธาตุ เป็นไฉน
			<remark  id="s3b35c80l28" />     ปฐวีธาตุ ฯลฯ นี้เรียกว่า โผฏฐัพพธาตุบ้าง นี้เรียกว่า โผฏฐัพพธาตุ
		</para>
	</section>
	<section id="s3b35c81" >
		<para id="s3b35c81p">
			<remark  id="s3b35c81l1" />     กายวิญญาณธาตุ เป็นไฉน
			<remark  id="s3b35c81l2" />     จิต มโน มานัส หทัย ปัณฑร มโน มนายตนะ มนินทรีย์ วิญญาณวิญญาณขันธ์ 
			<remark  id="s3b35c81l3" />กายวิญญาณธาตุที่สมกัน อาศัยกายปสาทและโผฏฐัพพารมณ์เกิดขึ้นนี้เรียกว่า กายวิญญาณธาตุ
			<remark  id="s3b35c81l4" />     [๑๓๐] มโนธาตุ เป็นไฉน
			<remark  id="s3b35c81l5" />     จิต มโน มานัส หทัย ปัณฑร มโน มนายตนะ มนินทรีย์ วิญญาณวิญญาณขันธ์ 
			<remark  id="s3b35c81l6" />มโนธาตุที่สมกัน เกิดในลำดับแห่งการเกิดดับของจักขุวิญญาณธาตุจิต ฯลฯ ของโสตวิญญาณธาตุ
			<remark  id="s3b35c81l7" />จิต ฯลฯ ของฆานวิญญาณธาตุ จิต ฯลฯของชิวหาวิญญาณธาตุ จิต มโน มานัส หทัย ปัณฑร
			<remark  id="s3b35c81l8" />มโน มนายตนะมนินทรีย์ วิญญาณ วิญญาณขันธ์ มโนธาตุที่สมกัน เกิดในลำดับแห่งการเกิด
			<remark  id="s3b35c81l9" />ดับของกายวิญญาณธาตุ หรือความพิจารณาอารมณ์ทีแรกในธรรมทั้งปวง นี้เรียกว่ามโนธาตุ
			<remark  id="s3b35c81l10" />     ธรรมธาตุ เป็นไฉน
			<remark  id="s3b35c81l11" />     เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ รูปที่เห็นไม่ได้ กระทบไม่ได้นับเนื่องในธัมมายตนะ
			<remark  id="s3b35c81l12" />และอสังขตธาตุ
			<remark  id="s3b35c81l13" />     ในธรรมธาตุนั้น เวทนาขันธ์ เป็นไฉน
			<remark  id="s3b35c81l14" />     เวทนาขันธ์หมวดละ ๑ คือ เวทนาขันธ์เป็นผัสสสัมปยุต. เวทนาขันธ์หมวดละ ๒ คือ 
			<remark  id="s3b35c81l15" />เวทนาขันธ์เป็นสเหตุกะ เป็นอเหตุกะ. เวทนาขันธ์หมวดละ ๓คือ เวทนาขันธ์เป็นกุศล เป็น
			<remark  id="s3b35c81l16" />อกุศล เป็นอัพยากฤต ฯลฯ เวทนาขันธ์หมวดละมากอย่าง ด้วยประการฉะนี้ นี้เรียกว่า 
			<remark  id="s3b35c81l17" />เวทนาขันธ์
			<remark  id="s3b35c81l18" />     สัญญาขันธ์ เป็นไฉน
			<remark  id="s3b35c81l19" />     สัญญาขันธ์หมวดละ ๑ คือ สัญญาขันธ์เป็นผัสสสัมปยุต. สัญญาขันธ์หมวดละ ๒ คือ 
			<remark  id="s3b35c81l20" />สัญญาขันธ์เป็นสเหตุกะ เป็นอเหตุกะ. สัญญาขันธ์หมวดละ ๓ คือ สัญญาขันธ์เป็นกุศล เป็น
			<remark  id="s3b35c81l21" />อกุศล เป็นอัพยากฤต ฯลฯ สัญญาขันธ์หมวดละมากอย่าง ด้วยประการฉะนี้ นี้เรียกว่า 
			<remark  id="s3b35c81l22" />สัญญาขันธ์
			<remark  id="s3b35c81l23" />     สังขารขันธ์ เป็นไฉน
			<remark  id="s3b35c81l24" />     สังขารขันธ์หมวดละ ๑ คือ สังขารขันธ์เป็นจิตตสัมปยุต. สังขารขันธ์หมวดละ ๒ คือ 
			<remark  id="s3b35c81l25" />สังขารขันธ์เป็นเหตุ เป็นนเหตุ. สังขารขันธ์หมวดละ ๓ คือสังขารขันธ์เป็นกุศล เป็นอกุศล
			<remark  id="s3b35c81l26" />เป็นอัพยากฤต ฯลฯ สังขารขันธ์หมวดละมากอย่าง ด้วยประการฉะนี้ นี้เรียกว่า สังขารขันธ์
		</para>
	</section>
	<section id="s3b35c82" >
		<para id="s3b35c82p">
			<remark  id="s3b35c82l1" />     รูปที่เห็นไม่ได้ กระทบไม่ได้ นับเนื่องในธัมมายตนะ เป็นไฉน
			<remark  id="s3b35c82l2" />     อิตถินทรีย์ ฯลฯ กพฬิงการาหาร นี้เรียกว่า รูปที่เห็นไม่ได้ กระทบไม่ได้ นับเนื่องใน
			<remark  id="s3b35c82l3" />ธัมมายตนะ
			<remark  id="s3b35c82l4" />     อสังขตธาตุ เป็นไฉน
			<remark  id="s3b35c82l5" />     ความสิ้นราคะ ความสิ้นโทสะ ความสิ้นโมหะ นี้เรียกว่า อสังขตธาตุ
			<remark  id="s3b35c82l6" />     สภาวธรรมนี้เรียกว่า ธรรมธาตุ
			<remark  id="s3b35c82l7" />     มโนวิญญาณธาตุ เป็นไฉน
			<remark  id="s3b35c82l8" />     มโนธาตุเกิดในลำดับแห่งการเกิดดับของจักขุวิญญาณธาตุ จิต มโนมานัส ฯลฯ มโน
			<remark  id="s3b35c82l9" />วิญญาณธาตุที่สมกัน เกิดในลำดับแห่งการเกิดดับแม้ของมโนธาตุอีกชั้นหนึ่ง มโนธาตุ เกิดใน
			<remark  id="s3b35c82l10" />ลำดับแห่งการเกิดดับของโสตวิญญาณธาตุฯลฯ มโนธาตุ เกิดในลำดับแห่งการเกิดดับของฆาน
			<remark  id="s3b35c82l11" />วิญญาณธาตุ ฯลฯ มโนธาตุเกิดในลำดับแห่งการเกิดดับของชิวหาวิญญาณธาตุ ฯลฯ มโนธาตุ เกิด
			<remark  id="s3b35c82l12" />ในลำดับแห่งการเกิดดับของกายวิญญาณธาตุ จิต มโน มานัส ฯลฯ มโนวิญญาณธาตุที่สมกัน
			<remark  id="s3b35c82l13" />เกิดในลำดับแห่งการเกิดดับแม้ของมโนธาตุอีกชั้นหนึ่ง จิต มโนมานัส หทัย ปัณฑร มโน
			<remark  id="s3b35c82l14" />มนายตนะ มนินทรีย์ วิญญาณ วิญญาณขันธ์มโนวิญญาณธาตุที่สมกัน อาศัยมโนและธรรมารมณ์
			<remark  id="s3b35c82l15" />เกิดขึ้น นี้เรียกว่า มโนวิญญาณธาตุ
			<remark  id="s3b35c82l16" />                       อภิธรรมภาชนีย์ จบ
			<remark  id="s3b35c82l17" />                         ปัญหาปุจฉกะ
			<remark  id="s3b35c82l18" />     [๑๓๑] ธาตุ ๑๘ คือ
			<remark  id="s3b35c82l19" />           ๑. จักขุธาตุ
			<remark  id="s3b35c82l20" />           ๒. รูปธาตุ
			<remark  id="s3b35c82l21" />           ๓. จักขุวิญญาณธาตุ
			<remark  id="s3b35c82l22" />           ๔. โสตธาตุ
			<remark  id="s3b35c82l23" />           ๕. สัททธาตุ
			<remark  id="s3b35c82l24" />           ๖. โสตวิญญาณธาตุ
			<remark  id="s3b35c82l25" />           ๗. ฆานธาตุ
			<remark  id="s3b35c82l26" />           ๘. คันธธาตุ
			<remark  id="s3b35c82l27" />           ๙. ฆานวิญญาณธาตุ
		</para>
	</section>
	<section id="s3b35c83" >
		<para id="s3b35c83p">
			<remark  id="s3b35c83l1" />           ๑๐. ชิวหาธาตุ
			<remark  id="s3b35c83l2" />           ๑๑. รสธาตุ
			<remark  id="s3b35c83l3" />           ๑๒. ชิวหาวิญญาณธาตุ
			<remark  id="s3b35c83l4" />           ๑๓. กายธาตุ
			<remark  id="s3b35c83l5" />           ๑๔. โผฏฐัพพธาตุ
			<remark  id="s3b35c83l6" />           ๑๕. กายวิญญาณธาตุ
			<remark  id="s3b35c83l7" />           ๑๖. มโนธาตุ
			<remark  id="s3b35c83l8" />           ๑๗. ธรรมธาตุ
			<remark  id="s3b35c83l9" />           ๑๘. มโนวิญญาณธาตุ
			<remark  id="s3b35c83l10" />                  ติกมาติกาปุจฉา-ทุกมาติกาปุจฉา
			<remark  id="s3b35c83l11" />     บรรดาธาตุ ๑๘ ธาตุไหนเป็นกุศล ธาตุไหนเป็นอกุศล ธาตุไหนเป็นอัพยากฤต ฯลฯ 
			<remark  id="s3b35c83l12" />ธาตุไหนเป็นสรณะ ธาตุไหนเป็นอรณะ
			<remark  id="s3b35c83l13" />                       ติกมาติกาวิสัชชนา
			<remark  id="s3b35c83l14" />     [๑๓๒] ธาตุ ๑๖ เป็นอัพยากฤต ธาตุ ๒ เป็นกุศลก็มี เป็นอกุศลก็มีเป็นอัพยากฤต
			<remark  id="s3b35c83l15" />ก็มี ธาตุ ๑๐ กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นสุขเวทนาสัมปยุต แม้เป็นทุกขเวทนาสัมปยุต แม้เป็นอทุก
			<remark  id="s3b35c83l16" />ขมสุขเวทนาสัมปยุต ธาตุ ๕ เป็นอทุกขมสุขเวทนาสัมปยุต กายวิญญาณธาตุ เป็นสุขเวทนา
			<remark  id="s3b35c83l17" />สัมปยุตก็มี เป็นทุกขเวทนาสัมปยุตก็มี มโนวิญญาณธาตุ เป็นสุขเวทนาสัมปยุตก็มี เป็นทุกข
			<remark  id="s3b35c83l18" />เวทนาสัมปยุตก็มี เป็นอทุกขมสุขเวทนาสัมปยุตก็มี ธรรมธาตุ เป็นสุขเวทนาสัมปยุตก็มีเป็น
			<remark  id="s3b35c83l19" />ทุกขเวทนาสัมปยุตก็มี เป็นอทุกขมสุขเวทนาสัมปยุตก็มี กล่าวไม่ได้ว่าแม้เป็นสุขเวทนาสัมปยุต
			<remark  id="s3b35c83l20" />แม้เป็นทุกขเวทนาสัมปยุต แม้เป็นอทุกขมสุขเวทนาสัมปยุตก็มี ธาตุ ๑๐ เป็นเนววิปากนวิปาก
			<remark  id="s3b35c83l21" />ธัมมธรรม ธาตุ ๕ เป็นวิบากมโนธาตุ เป็นวิบากก็มี เป็นเนววิปากนวิปากธัมมธรรมก็มี ธาตุ ๒ 
			<remark  id="s3b35c83l22" />เป็นวิบากก็มี เป็นวิบากธัมมธรรมก็มี เป็นเนววิปากนวิปากธัมมธรรมก็มี ธาตุ ๑๐ เป็นอุปาทิน
			<remark  id="s3b35c83l23" />นุปาทานิยะ สัททธาตุ เป็นอนุปาทินนุปาทานิยะ ธาตุ ๕ เป็นอุปาทินนุปาทานิยะก็มี เป็นอนุปาทิน
			<remark  id="s3b35c83l24" />นุปาทานิยะก็มี ธาตุ ๒ เป็นอุปาทินนุปาทานิยะก็มี เป็นอนุปาทินนุปาทานิยะก็มี เป็นอนุปาทินนานุ
			<remark  id="s3b35c83l25" />ปาทานิยะก็มีธาตุ ๑๖ เป็นอสังกิลิฏฐสังกิเลสิกะ ธาตุ ๒ เป็นสังกิลิฏฐสังกิเลสิกะก็มีเป็น
			<remark  id="s3b35c83l26" />อสังกิลิฏฐสังกิเลสิกะก็มี เป็นอสังกิลิฏฐาสังกิเลสิกะก็มี ธาตุ ๑๕ เป็นอวิตักกาวิจาระ มโนธาตุ
			<remark  id="s3b35c83l27" />เป็นสวิตักกสวิจาระ มโนวิญญาณธาตุ เป็นสวิตักกสวิจาระก็มี เป็นอวิตักกวิจารมัตตะก็มี เป็น
		</para>
	</section>
	<section id="s3b35c84" >
		<para id="s3b35c84p">
			<remark  id="s3b35c84l1" />อวิตักกาวิจาระก็มี ธรรมธาตุ เป็นสวิตักกสวิจาระก็มี เป็นอวิตักกวิจารมัตตะก็มี เป็นอวิตักกา
			<remark  id="s3b35c84l2" />วิจาระก็มี กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นสวิตักกสวิจาระ แม้เป็นอวิตักกวิจารมัตตะ แม้เป็นอวิตักกา
			<remark  id="s3b35c84l3" />วิจาระก็มี ธาตุ ๑๐ กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นปีติสหคตะ แม้เป็นสุขสหคตะแม้เป็นอุเปกขาสหคตะ 
			<remark  id="s3b35c84l4" />ธาตุ ๕ เป็นอุเปกขาสหคตะ กายวิญญาณธาตุ เป็นนปีติสหคตะ เป็นสุขสหคตะ เป็นนอุเบกขาสหคตะ 
			<remark  id="s3b35c84l5" />กล่าวไม่ได้ว่า เป็นสุขสหคตะก็มี ธาตุ ๒ เป็นปีติสหคตะก็มี เป็นสุขสหคตะก็มี เป็น
			<remark  id="s3b35c84l6" />อุเปกขาสหคตะก็มี กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นปีติสหคตะ แม้เป็นสุขสหคตะ แม้เป็นอุเปกขาสห
			<remark  id="s3b35c84l7" />คตะก็มี ธาตุ ๑๖ เป็นเนวทัสสนนภาวนาปหาตัพพะ ธาตุ ๒เป็นทัสสนปหาตัพพะก็มี เป็น
			<remark  id="s3b35c84l8" />ภาวนาปหาตัพพะก็มี เป็นเนวทัสสนนภาวนาปหาตัพพะก็มี ธาตุ ๑๖ เป็นเนวทัสสนนภาวนา
			<remark  id="s3b35c84l9" />ปหาตัพพเหตุกะ ธาตุ ๒ เป็นทัสสนปหาตัพพเหตุกะก็มี เป็นภาวนาปหาตัพพเหตุกะก็มี เป็น
			<remark  id="s3b35c84l10" />เนวทัสสนนภาวนาปหาตัพพเหตุกะก็มี ธาตุ ๑๖ เป็นเนวาจยคามีนาปจยคามี ธาตุ ๒ เป็นอาจย
			<remark  id="s3b35c84l11" />คามีก็มี เป็นอปจยคามีก็มี เป็นเนวาจยคามีนาปจยคามีก็มี ธาตุ ๑๖ เป็นเนวเสกขนาเสกขะ 
			<remark  id="s3b35c84l12" />ธาตุ ๒ เป็นเสกขะก็มี เป็นอเสกขะก็มี เป็นเนวเสกขนาเสกขะก็มี ธาตุ ๑๖ เป็นปริตตะ
			<remark  id="s3b35c84l13" />ธาตุ ๒ เป็นปริตตะก็มี เป็นมหัคคตะก็มี เป็นอัปปมาณะก็มี ธาตุ ๑๐ เป็นอนารัมมณะ 
			<remark  id="s3b35c84l14" />ธาตุ ๖ เป็นปริตตารัมมณะ ธาตุ ๒ เป็นปริตตารัมมณะก็มี เป็นมหัคคตารัมมณะก็มี เป็น
			<remark  id="s3b35c84l15" />อัปปมาณารัมมณะก็มี กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นปริตตารัมมณะ แม้เป็นมหัคคตารัมมณะ แม้เป็นอัปปมาณา
			<remark  id="s3b35c84l16" />รัมมณะก็มี ธาตุ ๑๖ เป็นมัชฌิมะ ธาตุ ๒ เป็นหีนะก็มี เป็นมัชฌิมะก็มี เป็นปณีตะก็มี ธาตุ 
			<remark  id="s3b35c84l17" />๑๖ เป็นอนิยตะ ธาตุ ๒เป็นมิจฉัตตนิยตะก็มี เป็นสัมมัตตนิยตะก็มี เป็นอนิยตะก็มี ธาตุ ๑๐ 
			<remark  id="s3b35c84l18" />เป็นอนารัมมณะ ธาตุ ๖ กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นมัคคารัมมณะ แม้เป็นมัคคเหตุกะแม้เป็นมัคคา
			<remark  id="s3b35c84l19" />ธิปติ ธาตุ ๒ เป็นมัคคารัมมณะก็มี เป็นมัคคเหตุกะก็มี เป็นมัคคาธิปติก็มี กล่าวไม่ได้ว่า แม้
			<remark  id="s3b35c84l20" />เป็นมัคคารัมมณะ แม้เป็นมัคคเหตุกะ แม้เป็นมัคคาธิปติก็มี ธาตุ ๑๐ เป็นอุปปันนะก็มี เป็น
			<remark  id="s3b35c84l21" />อุปปาทีก็มี กล่าวไม่ได้ว่าเป็นอนุปปันนะ สัททธาตุ เป็นอุปปันนะก็มี เป็นอนุปปันนะก็มี 
			<remark  id="s3b35c84l22" />กล่าวไม่ได้ว่าเป็นอุปปาที ธาตุ ๖ เป็นอุปปันนะก็มี เป็นอนุปปันนะก็มี เป็นอุปปาทีก็มีธรรมธาตุ 
			<remark  id="s3b35c84l23" />เป็นอุปปันนะก็มี เป็นอนุปปันนะก็มี เป็นอุปปาทีก็มี กล่าวไม่ได้ว่าแม้เป็นอุปปันนะ แม้เป็น
			<remark  id="s3b35c84l24" />อนุปปันนะ แม้เป็นอุปปาทีก็มี ธาตุ ๑๗ เป็นอดีตก็มีเป็นอนาคตก็มี เป็นปัจจุบันก็มี ธรรมธาตุ 
			<remark  id="s3b35c84l25" />เป็นอดีตก็มี เป็นอนาคตก็มี เป็นปัจจุบันก็มี กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นอดีต แม้เป็นอนาคต แม้
			<remark  id="s3b35c84l26" />เป็นปัจจุบันก็มีธาตุ ๑๐ เป็นอนารัมมณะ ธาตุ ๖ เป็นปัจจุปปันนารัมมณะ ธาตุ ๒ เป็นอตีตา
			<remark  id="s3b35c84l27" />รัมมณะก็มี เป็นอนาคตารัมมณะก็มี เป็นปัจจุปปันนารัมมณะก็มี กล่าวไม่ได้ว่าแม้เป็นอตีตา
		</para>
	</section>
	<section id="s3b35c85" >
		<para id="s3b35c85p">
			<remark  id="s3b35c85l1" />รัมมณะ แม้เป็นอนาคตารัมมณะ แม้เป็นปัจจุปปันนารัมมณะก็มีธาตุ ๑๘ เป็นอัชฌัตตะก็มี เป็น
			<remark  id="s3b35c85l2" />พหิทธาก็มี เป็นอัชฌัตตพหิทธาก็มี ธาตุ ๑๐เป็นอนารัมมณะ ธาตุ ๖ เป็นอัชฌัตตารัมมณะก็มี 
			<remark  id="s3b35c85l3" />เป็นพหิทธารัมมณะก็มีเป็นอัชฌัตตพหิทธารัมมณะก็มี ธาตุ ๒ เป็นอัชฌัตตารัมมณะก็มี เป็น
			<remark  id="s3b35c85l4" />พหิทธารัมมณะก็มี เป็นอัชฌัตตพหิทธารัมมณะก็มี กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นอัชฌัตตารัมมณะ 
			<remark  id="s3b35c85l5" />แม้เป็นพหิทธารัมมณะ แม้เป็นอัชฌัตตพหิทธารัมมณะก็มีรูปธาตุ เป็นสนิทัสสนสัปปฏิฆะ 
			<remark  id="s3b35c85l6" />ธาตุ ๙ เป็นอนิทัสสนสัปปฏิฆะ ธาตุ ๘เป็นอนิทัสสนอัปปฏิฆะ
			<remark  id="s3b35c85l7" />                       ทุกมาติกาวิสัชชนา
			<remark  id="s3b35c85l8" />                     ๑. เหตุโคจฉกวิสัชชนา
			<remark  id="s3b35c85l9" />     [๑๓๓] ธาตุ ๑๗ เป็นนเหตุ ธรรมธาตุ เป็นเหตุก็มี เป็นนเหตุก็มีธาตุ ๑๖ เป็น
			<remark  id="s3b35c85l10" />อเหตุกะ ธาตุ ๒ เป็นสเหตุกะก็มี เป็นอเหตุกะก็มี ธาตุ ๑๖เป็นเหตุวิปปยุต ธาตุ ๒ เป็น
			<remark  id="s3b35c85l11" />เหตุสัมปยุตก็มี เป็นเหตุวิปปยุตก็มี ธาตุ ๑๖กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นเหตุสเหตุกะ แม้เป็นสเหตุ
			<remark  id="s3b35c85l12" />กนเหตุ มโนวิญญาณธาตุกล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นเหตุสเหตุกะ เป็นสเหตุกนเหตุก็มี กล่าวไม่ได้ว่า
			<remark  id="s3b35c85l13" />เป็นสเหตุกนเหตุก็มี ธรรมธาตุ เป็นเหตุสเหตุกะก็มี เป็นสเหตุกนเหตุก็มี กล่าวไม่ได้ว่า 
			<remark  id="s3b35c85l14" />แม้เป็นเหตุสเหตุกะ แม้เป็นสเหตุกนเหตุก็มี ธาตุ ๑๖กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นเหตุเหตุสัมปยุต 
			<remark  id="s3b35c85l15" />แม้เป็นเหตุสัมปยุตตนเหตุ มโนวิญญาณธาตุ กล่าวไม่ได้ว่า เป็นเหตุเหตุสัมปยุต เป็นเหตุ
			<remark  id="s3b35c85l16" />สัมปยุตตนเหตุก็มี กล่าวไม่ได้ว่า เป็นเหตุสัมปยุตตนเหตุก็มี ธรรมธาตุ เป็นเหตุเหตุสัมปยุตก็มี 
			<remark  id="s3b35c85l17" />เป็นเหตุสัมปยุตตนเหตุก็มี กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นเหตุเหตุสัมปยุต แม้เป็นเหตุสัมปยุตตนเหตุก็มี 
			<remark  id="s3b35c85l18" />ธาตุ ๑๖ เป็นนเหตุอเหตุกะมโนวิญญาณธาตุ เป็นนเหตุสเหตุกะก็มี เป็นนเหตุอเหตุกะก็มี 
			<remark  id="s3b35c85l19" />ธรรมธาตุเป็นนเหตุสเหตุกะก็มี เป็นนเหตุอเหตุกะก็มี กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นนเหตุสเหตุกะ 
			<remark  id="s3b35c85l20" />แม้เป็นนเหตุอเหตุกะก็มี
			<remark  id="s3b35c85l21" />                      ๒. จูฬันตรทุกวิสัชชนา
			<remark  id="s3b35c85l22" />     [๑๓๔] ธาตุ ๑๗ เป็นสัปปัจจยะ ธรรมธาตุ เป็นสัปปัจจยะก็มีเป็นอัปปัจจยะก็มี 
			<remark  id="s3b35c85l23" />ธาตุ ๑๗ เป็นสังขตะ ธรรมธาตุ เป็นสังขตะก็มี เป็นอสังขตะก็มี ธาตุ ๑๗ เป็นอนิทัสสนะ 
			<remark  id="s3b35c85l24" />รูปธาตุ เป็นสนิทัสสนะ ธาตุ ๑๐เป็นสัปปฏิฆะ ธาตุ ๘ เป็นอัปปฏิฆะ ธาตุ ๑๐ เป็นรูป ธาตุ ๗ 
			<remark  id="s3b35c85l25" />เป็นอรูธรรมธาตุ เป็นรูปก็มี เป็นอรูปก็มี ธาตุ ๑๖ เป็นโลกิยะ ธาตุ ๒ เป็นโลกิยะก็มี เป็น
			<remark  id="s3b35c85l26" />โลกุตตระก็มี ธาตุ ๑๘ เป็นเกนจิวิญเญยยะ เป็นเกนจินวิญเญยยะ
		</para>
	</section>
	<section id="s3b35c86" >
		<para id="s3b35c86p">
			<remark  id="s3b35c86l1" />                     ๓. อาสวโคจฉกวิสัชชนา
			<remark  id="s3b35c86l2" />     [๑๓๕] ธาตุ ๑๗ เป็นโนอาสวะ ธรรมธาตุ เป็นอาสวะก็มี เป็นโนอาสวะก็มี ธาตุ ๑๖
			<remark  id="s3b35c86l3" />เป็นสาสวะ ธาตุ ๒ เป็นสาสวะก็มี เป็นอนาสวะก็มี ธาตุ ๑๖ เป็นอาสววิปปยุต ธาตุ ๒
			<remark  id="s3b35c86l4" />เป็นอาสวสัมปยุตก็มี เป็นอาสววิปปยุตก็มี ธาตุ ๑๖ กล่าวไม่ได้ว่า เป็นอาสวสาสวะ เป็นสาสว
			<remark  id="s3b35c86l5" />โนอาสวะมโนวิญญาณธาตุ กล่าวไม่ได้ว่า เป็นอาสวสาสวะ เป็นสาสวโนอาสวะก็มีกล่าว
			<remark  id="s3b35c86l6" />ไม่ได้ว่า เป็นสาสวโนอาสวะก็มี ธรรมธาตุ เป็นอาสวสาสวะก็มีเป็นสาสวโนอาสวะก็มี 
			<remark  id="s3b35c86l7" />กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นอาสวสาสวะ แม้เป็นสาสวโนอาสวะก็มี ธาตุ ๑๖ กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็น
			<remark  id="s3b35c86l8" />อาสวอาสวสัมปยุต แม้เป็นอาสวสัมปยุตตโนอาสวะ มโนวิญญาณธาตุ กล่าวไม่ได้ว่า เป็น
			<remark  id="s3b35c86l9" />อาสวอาสวสัมปยุต เป็นอาสวสัมปยุตตโนอาสวะก็มี กล่าวไม่ได้ว่า เป็นอาสวสัมปยุตตโน
			<remark  id="s3b35c86l10" />อาสวะก็มี ธรรมธาตุ เป็นอาสวอาสวสัมปยุตก็มี เป็นอาสวสัมปยุตตโนอาสวะก็มี กล่าวไม่ได้
			<remark  id="s3b35c86l11" />ว่า แม้เป็นอาสวอาสวสัมปยุต แม้เป็นอาสวอาสวสัมปยุตตโนอาสวะก็มี ธาตุ ๑๖ เป็นอาสววิปปยุตต
			<remark  id="s3b35c86l12" />สาสวะ ธาตุ ๒ เป็นอาสววิปปยุตตสาสวะก็มี เป็นอาสววิปปยุตตอนาสวะก็มี กล่าวไม่ได้ว่า
			<remark  id="s3b35c86l13" />แม้เป็นอาสววิปปยุตตสาสวะ แม้เป็นอาสววิปปยุตตอนาสวะก็มี
			<remark  id="s3b35c86l14" />                    ๔. สัญโญชนโคจฉกวิสัชชนา
			<remark  id="s3b35c86l15" />     [๑๓๖] ธาตุ ๑๗ เป็นโนสัญโญชนะ ธรรมธาตุ เป็นสัญโญชนะก็มีเป็นโนสัญโญชนะ
			<remark  id="s3b35c86l16" />ก็มี ธาตุ ๑๖ เป็นสัญโญชนิยะ ธาตุ ๒ เป็นสัญโญชนิยะก็มี เป็นอสัญโญชนิยะก็มี ธาตุ ๑๖ 
			<remark  id="s3b35c86l17" />เป็นสัญโญชนวิปปยุตก็มี ธาตุ ๒ เป็นสัญโญชนสัมปยุตก็มี เป็นสัญโญชนวิปปยุตก็มี ธาตุ ๑๖ 
			<remark  id="s3b35c86l18" />กล่าวไม่ได้ว่า เป็นสัญโญชนสัญโญชนิยะ เป็นสัญโญชนิยโนสัญโญชนะ มโนวิญญาณธาตุ 
			<remark  id="s3b35c86l19" />กล่าวไม่ได้ว่า เป็นสัญโญชนสัญโญชนิยะ เป็นสัญโญชนิยโนสัญโญชนะก็มี กล่าวไม่ได้ว่า 
			<remark  id="s3b35c86l20" />เป็นสัญโญชนิยโนสัญโญชนะก็มี ธรรมธาตุ เป็นสัญโญชนสัญโญชนิยะก็มี เป็นสัญโญชนิยโน
			<remark  id="s3b35c86l21" />สัญโญชนะก็มี กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นสัญโญชนสัญโญชนิยะ แม้เป็นสัญโญชนิยโนสัญโญชนะก็มี 
			<remark  id="s3b35c86l22" />ธาตุ ๑๖ กล่าวไม่ได้ว่าแม้เป็นสัญโญชนสัญโญชนสัมปยุต แม้เป็นสัญโญชนสัมปยุตตโนสัญโญ
			<remark  id="s3b35c86l23" />ชนะมโนวิญญาณธาตุ กล่าวไม่ได้ว่า เป็นสัญโญชนสัญโญชนสัมปยุต เป็นสัญโญชนสัมปยุตตโน
			<remark  id="s3b35c86l24" />สัญโญชนะก็มี กล่าวไม่ได้ว่าเป็นสัญโญชนสัมปยุตตโนสัญโญชนะก็มี ธรรมธาตุ เป็นสัญโญชน
			<remark  id="s3b35c86l25" />สัญโญชนสัมปยุตก็มี เป็นสัญโญชนสัมปยุตตโนสัญโญชนะก็มี กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นสัญโญ
			<remark  id="s3b35c86l26" />ชนสัญโญชนสัมปยุต แม้เป็นสัญโญชนสัมปยุตตโนสัญโญชนะก็มี ธาตุ ๑๖ เป็นสัญโญชนวิป
		</para>
	</section>
	<section id="s3b35c87" >
		<para id="s3b35c87p">
			<remark  id="s3b35c87l1" />ปยุตตสัญโญชนิยะ ธาตุ ๒ เป็นสัญโญชนวิปปยุตตสัญโญชนิยะก็มี เป็นสัญโญชนวิปปยุตต
			<remark  id="s3b35c87l2" />อสัญโญชนิยะก็มี กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นสัญโญชนวิปปยุตตสัญโญชนิยะ แม้เป็นสัญโญชน
			<remark  id="s3b35c87l3" />วิปปยุตตอสัญโญชนิยะก็มี
			<remark  id="s3b35c87l4" />                     ๕. คันถโคจฉกวิสัชชนา
			<remark  id="s3b35c87l5" />     [๑๓๗] ธาตุ ๑๗ เป็นโนคันถะ ธรรมธาตุ เป็นคันถะก็มี เป็นโนคันถะก็มี ธาตุ ๑๖
			<remark  id="s3b35c87l6" />เป็นคันถนิยะ ธาตุ ๒ เป็นคันถนิยะก็มี เป็นอคันถนิยะก็มี ธาตุ ๑๖เป็นคันถวิปปยุต ธาตุ ๒
			<remark  id="s3b35c87l7" />เป็นคันถสัมปยุตก็มี เป็นคันถวิปปยุตก็มี ธาตุ ๑๖กล่าวไม่ได้ว่า เป็นคันถคันถนิยะ เป็นคันถ
			<remark  id="s3b35c87l8" />นิยโนคันถะ มโนวิญญาณธาตุกล่าวไม่ได้ว่า เป็นคันถคันถนิยะ เป็นคันถนิยโนคันถะก็มี 
			<remark  id="s3b35c87l9" />กล่าวไม่ได้ว่า เป็นคันถนิยโนคันถะก็มี ธรรมธาตุ เป็นคันถคันถนิยะก็มี เป็นคันถนิยโนคันถะ
			<remark  id="s3b35c87l10" />ก็มีกล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นคันถคันถนิยะ แม้เป็นคันถนิยโนคันถะก็มี ธาตุ ๑๖กล่าวไม่ได้ว่า 
			<remark  id="s3b35c87l11" />แม้เป็นคันถคันถสัมปยุต แม้เป็นคันถสัมปยุตตโนคันถะ มโนวิญญาณธาตุ กล่าวไม่ได้ว่า เป็นคันถ
			<remark  id="s3b35c87l12" />คันถสัมปยุต เป็นคันถสัมปยุตตโนคันถะก็มีกล่าวไม่ได้ว่า เป็นคันถสัมปยุตตโนคันถะก็มี 
			<remark  id="s3b35c87l13" />ธรรมธาตุ เป็นคันถคันถสัมปยุตก็มี เป็นคันถสัมปยุตตโนคันถะก็มี กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็น
			<remark  id="s3b35c87l14" />คันถคันถสัมปยุต แม้เป็นคันถสัมปยุตตโนคันถะก็มี ธาตุ ๑๖ เป็นคันถวิปปยุตตคันถนิยะ 
			<remark  id="s3b35c87l15" />ธาตุ ๒เป็นคันถวิปปยุตตคันถนิยะก็มี เป็นคันถวิปปยุตตอคันถนิยะก็มี กล่าวไม่ได้ว่าแม้เป็น
			<remark  id="s3b35c87l16" />คันถวิปปยุตตคันถนิยะ แม้เป็นคันถวิปปยุตตอคันถนิยะก็มี
			<remark  id="s3b35c87l17" />                  ๖, ๗, ๘. โอฆโคจฉกาทิวิสัชชนา
			<remark  id="s3b35c87l18" />     [๑๓๘]  ธาตุ ๑๗ เป็นโนโอฆะ ฯลฯ ธาตุ ๑๗ เป็นโนโยคะ ฯลฯธาตุ ๑๗ เป็นโนนีวรณะ 
			<remark  id="s3b35c87l19" />ธรรมธาตุ เป็นนีวรณะก็มี เป็นโนนีวรณะก็มี ธาตุ ๑๖เป็นนีวรณิยะ ธาตุ ๒ เป็นนีวรณิยะก็มี 
			<remark  id="s3b35c87l20" />เป็นอนีวรณิยะก็มี ธาตุ ๑๖ เป็นนีวรณวิปปยุต ธาตุ ๒ เป็นนีวรณสัมปยุตก็มี เป็นนีวรณวิปปยุตก็มี 
			<remark  id="s3b35c87l21" />ธาตุ ๑๖กล่าวไม่ได้ว่า เป็นนีวรณนีวรณิยะ เป็นนีวรณิยโนนีวรณะ มโนวิญญาณธาตุกล่าวไม่ได้ว่า 
			<remark  id="s3b35c87l22" />เป็นนีวรณนีวรณิยะ เป็นนีวรณิยโนนีวรณะก็มี กล่าวไม่ได้ว่า เป็นนีวรณิยโนนีวรณะก็มี
			<remark  id="s3b35c87l23" />ธรรมธาตุ เป็นนีวรณนีวรณิยะก็มี เป็นนีวรณิยโนนีวรณะก็มี กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นนีวรณนีวรณิยะ 
			<remark  id="s3b35c87l24" />แม้เป็นนีวรณิยโนนีวรณะก็มี ธาตุ ๑๖กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นนีวรณนีวรณสัมปยุต แม้เป็นนีวรณ
			<remark  id="s3b35c87l25" />สัมปยุตตโนนีวรณะมโนวิญญาณธาตุ กล่าวไม่ได้ว่า เป็นนีวรณนีวรณสัมปยุต เป็นนีวรณ
		</para>
	</section>
	<section id="s3b35c88" >
		<para id="s3b35c88p">
			<remark  id="s3b35c88l1" />สัมปยุตตโนนีวรณะก็มี กล่าวไม่ได้ว่า เป็นนีวรณสัมปยุตตโนนีวรณะก็มี ธรรมธาตุ 
			<remark  id="s3b35c88l2" />เป็นนีวรณนีวรณสัมปยุตก็มี เป็นนีวรณสัมปยุตตโนนีวรณะก็มี กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็น
			<remark  id="s3b35c88l3" />นีวรณนีวรณสัมปยุต แม้เป็นนีวรณสัมปยุตตโนนีวรณะก็มี ธาตุ ๑๖ เป็นนีวรณวิปปยุตต
			<remark  id="s3b35c88l4" />นีวรณิยะ ธาตุ ๒ เป็นนีวรณวิปปยุตตนีวรณิยะก็มี เป็นนีวรณวิปปยุตตอนีวรณิยะก็มี 
			<remark  id="s3b35c88l5" />กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นนีวรณวิปปยุตตนีวรณิยะ แม้เป็นนีวรณวิปปยุตตอนีวรณิยะก็มี
			<remark  id="s3b35c88l6" />                    ๙. ปรามาสโคจฉกวิสัชชนา
			<remark  id="s3b35c88l7" />     [๑๓๙] ธาตุ ๑๗ เป็นโนปรามาสะ ธรรมธาตุ เป็นปรามาสะก็มี เป็นโนปรามาสะ
			<remark  id="s3b35c88l8" />ก็มี ธาตุ ๑๖ เป็นปรามัฏฐะ ธาตุ ๒ เป็นปรามัฏฐะก็มี เป็นอปรามัฏฐะก็มี ธาตุ ๑๖ 
			<remark  id="s3b35c88l9" />เป็นปรามาสวิปปยุต มโนวิญญาณธาตุ เป็นปรามาสสัมปยุตก็มี เป็นปรามาสวิปปยุตก็มี 
			<remark  id="s3b35c88l10" />ธรรมธาตุ เป็นปรามาสสัมปยุตก็มี เป็นปรามาสวิปปยุตก็มี กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็น
			<remark  id="s3b35c88l11" />ปรามาสสัมปยุต แม้เป็นปรามาสวิปปยุตก็มีธาตุ ๑๖ กล่าวไม่ได้ว่า เป็นปรามาสปรา
			<remark  id="s3b35c88l12" />มัฏฐะ เป็นปรามัฏฐโนปรามาสะ มโนวิญญาณธาตุ กล่าวไม่ได้ว่า เป็นปรามาสปรามัฏฐะ 
			<remark  id="s3b35c88l13" />เป็นปรามัฏฐโนปรามาสะก็มีกล่าวไม่ได้ว่า เป็นปรามัฏฐโนปรามาสะก็มี ธรรมธาตุ
			<remark  id="s3b35c88l14" />เป็นปรามาสปรามัฏฐะก็มีเป็นปรามัฏฐโนปรามาสะก็มี กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นปรามาส
			<remark  id="s3b35c88l15" />ปรามัฏฐะ แม้เป็นปรามัฏฐโนปรามาสะก็มี ธาตุ ๑๖ เป็นปรามาสวิปปยุตตปรามัฏฐะ 
			<remark  id="s3b35c88l16" />ธาตุ ๒ เป็นปรามาสวิปปยุตตปรามัฏฐะก็มี เป็นปรามาสวิปปยุตตอปรามัฏฐะก็มี กล่าวไม่ได้ว่า
			<remark  id="s3b35c88l17" />แม้เป็นปรามาสวิปปยุตตปรามัฏฐะ แม้เป็นปรามาสวิปปยุตตอปรามัฏฐะก็มี
			<remark  id="s3b35c88l18" />                     ๑๐. มหันตรทุกวิสัชชนา
			<remark  id="s3b35c88l19" />     [๑๔๐] ธาตุ ๑๐ เป็นอนารัมมณะ ธาตุ ๗ เป็นสารัมมณะ ธรรมธาตุเป็น
			<remark  id="s3b35c88l20" />สารัมมณะก็มี เป็นอนารัมมณะก็มี ธาตุ ๑๑ เป็นโนจิตตะ ธาตุ ๗ เป็นจิตตะ
			<remark  id="s3b35c88l21" />ธาตุ ๑๗ เป็นอเจตสิกะ ธรรมธาตุ เป็นเจตสิกะก็มี เป็นอเจตสิกะก็มี ธาตุ ๑๐เป็น
			<remark  id="s3b35c88l22" />จิตตวิปปยุต ธรรมธาตุ เป็นจิตตสัมปยุตก็มี เป็นจิตตวิปปยุตก็มี ธาตุ ๗กล่าว
			<remark  id="s3b35c88l23" />ไม่ได้ว่า แม้เป็นจิตตสัมปยุต แม้เป็นจิตตวิปปยุต ธาตุ ๑๐ เป็นจิตตวิสังสัฏฐะ ธรรมธาตุ 
			<remark  id="s3b35c88l24" />เป็นจิตตสังสัฏฐะก็มี เป็นจิตตวิสังสัฏฐะก็มี ธาตุ ๗ กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นจิตตสังสัฏฐะ 
		</para>
	</section>
	<section id="s3b35c89" >
		<para id="s3b35c89p">
			<remark  id="s3b35c89l1" />แม้เป็นจิตตวิสังสัฏฐะ ธาตุ ๑๒ เป็นโนจิตตสมุฏฐานะธาตุ ๖ เป็นจิตตสมุฏฐานะก็มี 
			<remark  id="s3b35c89l2" />เป็นโนจิตตสมุฏฐานะก็มี ธาตุ ๑๗ เป็นโนจิตตสหภู ธรรมธาตุ เป็นจิตตสหภูก็มี เป็น
			<remark  id="s3b35c89l3" />โนจิตตสหภูก็มี ธาตุ ๑๗ เป็นโนจิตตานุปริวัตติ ธรรมธาตุเป็นจิตตานุปริวัตติก็มี 
			<remark  id="s3b35c89l4" />เป็นโนจิตตานุปริวัตติก็มีธาตุ ๑๗ เป็นโนจิตตสังสัฏฐสมุฏฐานะ ธรรมธาตุ เป็นจิตต
			<remark  id="s3b35c89l5" />สังสัฏฐสมุฏฐานะก็มีเป็นโนจิตตสังสัฏฐสมุฏฐานะก็มี ธาตุ ๑๗ เป็นโนจิตตสังสัฏฐสมุฏฐาน
			<remark  id="s3b35c89l6" />สหภูธรรมธาตุ เป็นจิตตสังสัฏฐสมุฏฐานสหภูก็มี เป็นโนจิตตสังสัฏฐสมุฏฐานสหภูก็มี
			<remark  id="s3b35c89l7" />ธาตุ ๑๗ เป็นโนจิตตสังสัฏฐสมุฏฐานานุปริวัตติ ธรรมธาตุ เป็นจิตตสังสัฏฐสมุฏฐานานุ
			<remark  id="s3b35c89l8" />ปริวัตติก็มีเป็นโนจิตตสังสัฏฐสมุฏฐานานุปริวัตติก็มี ธาตุ ๑๒ เป็นอัชฌัตติกะธาตุ ๑๖ 
			<remark  id="s3b35c89l9" />เป็นพาหิระ ธาตุ ๙ เป็นอุปาทา ธาตุ ๘ เป็นนอุปาทา ธรรมธาตุเป็นอุปาทาก็มี เป็น
			<remark  id="s3b35c89l10" />นอุปาทาก็มี ธาตุ ๑๐ เป็นอุปาทินนะ สัททธาตุ เป็นอนุปาทินนะ ธาตุ ๗ เป็น
			<remark  id="s3b35c89l11" />อุปาทินนะก็มี เป็นอนุปาทินนะก็มี
			<remark  id="s3b35c89l12" />                   ๑๑. อุปาทานโคจฉกวิสัชชนา
			<remark  id="s3b35c89l13" />     [๑๔๑] ธาตุ ๑๗ เป็นนอุปาทานะ ธรรมธาตุ เป็นอุปาทานะก็มี เป็น
			<remark  id="s3b35c89l14" />นอุปาทานะก็มี ธาตุ ๑๖ เป็นอุปาทานิยะ ธาตุ ๒ เป็นอุปาทานิยะก็มี เป็นอนุปาทานิยะก็มี 
			<remark  id="s3b35c89l15" />ธาตุ ๑๖ เป็นอุปาทานวิปปยุต ธาตุ ๒ เป็นอุปาทานสัมปยุตก็มีเป็นอุปาทานวิปปยุตตก็มี ธาตุ ๑๖
			<remark  id="s3b35c89l16" />กล่าวไม่ได้ว่า เป็นอุปาทานอุปาทานิยะ เป็นอุปาทานิยโนอุปาทานะ มโนวิญญาณธาตุ กล่าว
			<remark  id="s3b35c89l17" />ไม่ได้ว่า เป็นอุปาทานอุปาทานิยะเป็นอุปาทานิยโนอุปาทานะก็มี กล่าวไม่ได้ว่า เป็นอุปาทา
			<remark  id="s3b35c89l18" />นิยโนอุปาทานะก็มีธรรมธาตุ เป็นอุปาทานอุปาทานิยะก็มี เป็นอุปาทานิยโนอุปาทานะก็มี 
			<remark  id="s3b35c89l19" />กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นอุปาทานอุปาทานิยะ แม้เป็นอุปาทานิยโนอุปาทานะก็มี ธาตุ ๑๖กล่าวไม่ได้ว่า
			<remark  id="s3b35c89l20" />แม้เป็นอุปาทานอุปาทานสัมปยุต แม้เป็นอุปาทานสัมปยุตตโนอุปาทานะก็มี มโนวิญญาณธาตุ กล่าว
			<remark  id="s3b35c89l21" />ไม่ได้ว่า เป็นอุปาทานอุปาทานสัมปยุต เป็นอุปาทานสัมปยุตตโนอุปาทานะก็มี กล่าวไม่ได้ว่า เป็น
			<remark  id="s3b35c89l22" />อุปาทานสัมปยุตตโนอุปาทานะก็มี ธรรมธาตุ เป็นอุปาทานอุปาทานสัมปยุตก็มี เป็นอุปาทานสัมปยุตต
			<remark  id="s3b35c89l23" />โนอุปาทานะก็มี กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นอุปาทานอุปาทานสัมปยุต แม้เป็นอุปาทานสัมปยุตตโนอุปา
			<remark  id="s3b35c89l24" />ทานะก็มี ธาตุ ๑๖ เป็นอุปาทานวิปปยุตตอุปาทานิยะธาตุ ๒ เป็นอุปาทานวิปปยุตตอุปาทานิยะก็มี 
		</para>
	</section>
	<section id="s3b35c90" >
		<para id="s3b35c90p">
			<remark  id="s3b35c90l1" />เป็นอุปาทานวิปปยุตตอนุปาทานิยะก็มี กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นอุปาทานวิปปยุตตอุปาทานิยะ
			<remark  id="s3b35c90l2" />แม้เป็นอุปาทานวิปปยุตตอนุปาทานิยะก็มี
			<remark  id="s3b35c90l3" />                    ๑๒. กิเลสโคจฉกวิสัชชนา
			<remark  id="s3b35c90l4" />     [๑๔๒] ธาตุ ๑๗ เป็นโนกิเลสะ ธรรมธาตุ เป็นกิเลสะก็มี เป็นโนกิเลสะ
			<remark  id="s3b35c90l5" />ก็มี ธาตุ ๑๖ เป็นสังกิเลสิกะ ธาตุ ๒ เป็นสังกิเลสิกะก็มี เป็นอสังกิเลสิกะก็มี
			<remark  id="s3b35c90l6" />ธาตุ ๑๖ เป็นอสังกิลิฏฐะ ธาตุ ๒ เป็นสังกิลิฏฐะก็มี เป็นอสังกิลิฏฐะก็มี ธาตุ ๑๖
			<remark  id="s3b35c90l7" />เป็นกิเลสวิปปยุต ธาตุ ๒ เป็นกิเลสสัมปยุตก็มี เป็นกิเลสวิปปยุตก็มี ธาตุ ๑๖ กล่าว
			<remark  id="s3b35c90l8" />ไม่ได้ว่า เป็นกิเลสสังกิเลสิกะ เป็นสังกิเลสิโนกิเลสะ มโนวิญญาณธาตุ กล่าวไม่ได้ว่า 
			<remark  id="s3b35c90l9" />เป็นกิเลสสังกิเลสิกะ เป็นสังกิเลสิกโนกิเลสะก็มี กล่าวไม่ได้ว่า เป็นสังกิเลสิกโนกิเลสะ
			<remark  id="s3b35c90l10" />ก็มี ธรรมธาตุ เป็นกิเลสสังกิเลสิกะก็มี เป็นสังกิเลสิกโนกิเลสะก็มี กล่าวไม่ได้ว่า
			<remark  id="s3b35c90l11" />แม้เป็นกิเลสสังกิเลสิกะ แม้เป็นสังกิเลสิกโนกิเลสะก็มี ธาตุ ๑๖ กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นกิเลส
			<remark  id="s3b35c90l12" />สังกิลิฏฐะ แม้เป็นสังกิลิฏฐโนกิเลสะ มโนวิญญาณธาตุ กล่าวไม่ได้ว่า เป็นกิเลส
			<remark  id="s3b35c90l13" />สังกิลิฏฐะ เป็นสังกิลิฏฐโนกิเลสะก็มี กล่าวไม่ได้ว่า เป็นสังกิลิฏฐโนกิเลสะก็มี ธรรมธาตุ 
			<remark  id="s3b35c90l14" />เป็นสังกิเลสสังกิลิฏฐะก็มี เป็นสังกิลิฏฐโนกิเลสะก็มีกล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นกิเลสสังกิลิฏฐะ
			<remark  id="s3b35c90l15" />แม้เป็นสังกิลิฏฐโนกิเลสะก็มี ธาตุ ๑๖กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นกิเลสกิเลสสัมปยุต แม้เป็น
			<remark  id="s3b35c90l16" />กิเลสสัมปยุตตโนกิเลสะมโนวิญญาณธาตุ กล่าวไม่ได้ว่า เป็นกิเลสกิเลสสัมปยุต 
			<remark  id="s3b35c90l17" />เป็นกิเลสสัมปยุตตโนกิเลสะก็มี กล่าวไม่ได้ว่า เป็นกิเลสสัมปยุตตโนกิเลสะก็มี ธรรมธาตุ 
			<remark  id="s3b35c90l18" />เป็นกิเลสกิเลสสัมปยุตก็มี เป็นกิเลสสัมปยุตตโนกิเลสะก็มี กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นกิเลส
			<remark  id="s3b35c90l19" />กิเลสสัมปยุต แม้เป็นกิเลสสัมปยุตตโนกิเลสะก็มี ธาตุ ๑๖ เป็นกิเลสวิปปยุตตสังกิเลสิกะ
			<remark  id="s3b35c90l20" />ธาตุ ๒ เป็นกิเลสวิปปยุตตสังกิเลสิกะก็มี เป็นกิเลสวิปปยุตตอสังกิเลสิกะก็มี กล่าวไม่ได้ว่า
			<remark  id="s3b35c90l21" />แม้เป็นกิเลสวิปปยุตตสังกิเลสิกะแม้เป็นกิเลสวิปปยุตตอสังกิเลสิกะก็มี
			<remark  id="s3b35c90l22" />                      ๑๓. ปีฏฐิทุกวิสัชชนา
			<remark  id="s3b35c90l23" />     [๑๔๓] ธาตุ ๑๖ เป็นนทัสสนปหาตัพพะ ธาตุ ๒ เป็นทัสสนปหาตัพพะก็มี เป็น
			<remark  id="s3b35c90l24" />นทัสสนปหาตัพพะก็มี ธาตุ ๑๖ เป็นนภาวนาปหาตัพพะ ธาตุ ๒เป็นภาวนาปหาตัพพะ
		</para>
	</section>
	<section id="s3b35c91" >
		<para id="s3b35c91p">
			<remark  id="s3b35c91l1" />ก็มี เป็นนภาวนาปหาตัพพะก็มี ธาตุ ๑๖ เป็นนทัสสนปหาตัพพะเหตุกะ ธาตุ ๒ เป็น
			<remark  id="s3b35c91l2" />ทัสสนปหาตัพพเหตุกะก็มี เป็นนทัสสนปหาตัพพเหตุกะก็มี ธาตุ ๑๖ เป็นนภาวนาปหา
			<remark  id="s3b35c91l3" />ตัพพเหตุกะ ธาตุ ๒ เป็นภาวนาปหาตัพพเหตุกะก็มี เป็นนภาวนาปหาตัพพเหตุกะก็มี 
			<remark  id="s3b35c91l4" />ธาตุ ๑๕ เป็นอวิตักกะ มโนวิญญาณธาตุเป็นสวิตักกะ ธาตุ ๒ เป็นสวิตักกะก็มี เป็น
			<remark  id="s3b35c91l5" />อวิตักกะก็มี ธาตุ ๑๕ เป็นอวิจาระมโนธาตุ เป็นสวิจาระ ธาตุ ๒ เป็นสวิจาระก็มี
			<remark  id="s3b35c91l6" />เป็นอวิจาระก็มี ธาตุ ๑๖ เป็นอัปปีติกะ ธาตุ ๒ เป็นสัปปีติกะก็มี เป็นอัปปีติกะก็มี 
			<remark  id="s3b35c91l7" />ธาตุ ๑๖ เป็นนปีติสหคตะธาตุ ๒ เป็นปีติสหคตะก็มี เป็นนปีติสหคตะก็มี ธาตุ ๑๕ 
			<remark  id="s3b35c91l8" />เป็นนสุขสหคตะธาตุ ๓ เป็นสุขสหคตะก็มี เป็นนสุขสหคตะก็มี ธาตุ ๑๑ เป็นนอุเปก
			<remark  id="s3b35c91l9" />ขาสหคตะธาตุ ๕ เป็นอุเปกขาสหคตะ ธาตุ ๒ เป็นอุเปกขาสหคตะก็มี เป็นนอุเปกขาสหคตะก็มี
			<remark  id="s3b35c91l10" />ธาตุ ๑๖ เป็นกามาวจร ธาตุ ๒ เป็นกามาวจรก็มี เป็นนกามาวจรก็มีธาตุ ๑๖ เป็นนรูปาวจร 
			<remark  id="s3b35c91l11" />ธาตุ ๒ เป็นรูปาวจรก็มี เป็นนรูปาวจรก็มี ธาตุ ๑๖ เป็นนอรูปาวจร ธาตุ ๒ เป็นอรูปาวจรก็มี 
			<remark  id="s3b35c91l12" />เป็นนอรูปาวจรก็มี ธาตุ ๑๖ เป็นปริยาปันนะ ธาตุ ๒ เป็นปริยาปันนะก็มี เป็นอปริยาปันนะก็มี 
			<remark  id="s3b35c91l13" />ธาตุ ๑๖ เป็นอนิยยานิกะ ธาตุ ๒ เป็นนิยยานิกะก็มี เป็นอนิยยานิกะก็มี ธาตุ ๑๖ 
			<remark  id="s3b35c91l14" />เป็นอนิยตะธาตุ ๒ เป็นนิยตะก็มี เป็นอนิยตะก็มี ธาตุ ๑๖ เป็นสอุตตระ 
			<remark  id="s3b35c91l15" />ธาตุ ๒ เป็นสอุตตระก็มี เป็นอนุตตระก็มี ธาตุ ๑๖ เป็นอรณะ ธาตุ ๒ เป็นสรณะก็มี เป็น
			<remark  id="s3b35c91l16" />อรณะก็มี ฉะนี้แล
			<remark  id="s3b35c91l17" />                        ปัญหาปุจฉกะ จบ
			<remark  id="s3b35c91l18" />                      ธาตุวิภังค์ จบบริบูรณ์
		</para>
	</section>
	<section id="s3b35c92" >
		<para id="s3b35c92p">
			<remark  id="s3b35c92l1" />                         ๔. สัจจวิภังค์
			<remark  id="s3b35c92l2" />                         สุตตันตภาชนีย์
			<remark  id="s3b35c92l3" />     [๑๔๔] อริยสัจ ๔ คือ
			<remark  id="s3b35c92l4" />           ๑. ทุกขอริยสัจ
			<remark  id="s3b35c92l5" />           ๒. ทุกขสมุทยอริยสัจ
			<remark  id="s3b35c92l6" />           ๓. ทุกขนิโรธอริยสัจ
			<remark  id="s3b35c92l7" />           ๔. ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ
			<remark  id="s3b35c92l8" />                          ทุกขอริยสัจ
			<remark  id="s3b35c92l9" />     [๑๔๕] ในอริยสัจ ๔ นั้น ทุกขอริยสัจ เป็นไฉน
			<remark  id="s3b35c92l10" />     ชาติทุกข์ ชราทุกข์ มรณทุกข์ โสกปริเทวทุกขโทมนัสสอุปายาสทุกข์อัปปิเยหิ
			<remark  id="s3b35c92l11" />สัมปโยคทุกข์ ปิเยหิวิปปโยคทุกข์ ยัมปิจฉังนลภติตัมปิทุกข์ โดยย่ออุปาทานขันธ์ ๕
			<remark  id="s3b35c92l12" />เป็นทุกข์
			<remark  id="s3b35c92l13" />     [๑๔๖] ในทุกขอริยสัจนั้น ชาติ เป็นไฉน
			<remark  id="s3b35c92l14" />     ความเกิด ความเกิดพร้อม ความหยั่งลง ความเกิดจำเพาะ ความปรากฏ
			<remark  id="s3b35c92l15" />แห่งขันธ์ ความได้อายตนะ ในหมู่สัตว์นั้นๆ ของเหล่าสัตว์นั้นๆ อันใด นี้เรียกว่า
			<remark  id="s3b35c92l16" />ชาติ
			<remark  id="s3b35c92l17" />     [๑๔๗] ชรา เป็นไฉน
			<remark  id="s3b35c92l18" />     ความคร่ำคร่า ภาวะที่คร่ำคร่า ความที่ฟันหลุด ความที่ผมหงอก ความที่หนัง
			<remark  id="s3b35c92l19" />เหี่ยวย่น ความเสื่อมสิ้นแห่งอายุ ความแก่หง่อมแห่งอินทรีย์ ในหมู่สัตว์นั้นๆ ของ
			<remark  id="s3b35c92l20" />เหล่าสัตว์นั้นๆ อันใด นี้เรียกว่าชรา
			<remark  id="s3b35c92l21" />     [๑๔๘] มรณะ เป็นไฉน
			<remark  id="s3b35c92l22" />     ความเคลื่อน ภาวะที่เคลื่อน ความทำลาย ความหายไป มฤตยู ความตาย 
		</para>
	</section>
	<section id="s3b35c93" >
		<para id="s3b35c93p">
			<remark  id="s3b35c93l1" />ความทำกาละ ความแตกแห่งขันธ์ ความทิ้งทรากศพไว้ ความขาดแห่งชีวิตินทรีย์ จากหมู่
			<remark  id="s3b35c93l2" />สัตว์นั้นๆ ของเหล่าสัตว์นั้นๆ อันใด นี้เรียกว่า มรณะ
			<remark  id="s3b35c93l3" />     [๑๔๙] โสกะ เป็นไฉน
			<remark  id="s3b35c93l4" />     ความโศกเศร้า กิริยาโศกเศร้า สภาพโศกเศร้า ความแห้งผากภายใน  ความ
			<remark  id="s3b35c93l5" />แห้งกรอบภายใน ความเกรียมใจ ความโทมนัส ลูกศรคือความโศก ของผู้ที่ถูก
			<remark  id="s3b35c93l6" />กระทบด้วยความเสื่อมญาติ ความเสื่อมโภคทรัพย์ ความเสื่อมเกี่ยวด้วยโรคความเสื่อมศีล 
			<remark  id="s3b35c93l7" />หรือความเสื่อมทิฏฐิ ของผู้ประกอบด้วยความเสื่อมอย่างใดอย่างหนึ่ง ของผู้ที่ถูกกระทบ
			<remark  id="s3b35c93l8" />ด้วยเหตุแห่งทุกข์อย่างใดอย่างหนึ่ง นี้เรียกว่า โสกะ
			<remark  id="s3b35c93l9" />     [๑๕๐] ปริเทวะ เป็นไฉน
			<remark  id="s3b35c93l10" />     ความร้องไห้ ความคร่ำครวญ กิริยาร้องไห้ กิริยาคร่ำครวญ สภาพร้องไห้ 
			<remark  id="s3b35c93l11" />สภาพคร่ำครวญ ความบ่นถึง ความพร่ำเพ้อ ความร่ำไห้ ความพิไรร่ำกิริยาพิไรร่ำ 
			<remark  id="s3b35c93l12" />สภาพพิไรร่ำ ของผู้ที่ถูกกระทบ ด้วยความเสื่อมญาติ ความเสื่อมโภคทรัพย์ ความ
			<remark  id="s3b35c93l13" />เสื่อมเกี่ยวด้วยโรค ความเสื่อมศีล หรือความเสื่อมทิฏฐิ ของผู้ประกอบด้วยความเสื่อม
			<remark  id="s3b35c93l14" />อย่างใดอย่างหนึ่ง ของผู้ที่ถูกกระทบด้วยเหตุแห่งทุกข์อย่างใดอย่างหนึ่ง นี้เรียกว่า ปริเทวะ
			<remark  id="s3b35c93l15" />     [๑๕๑] ทุกข์ เป็นไฉน
			<remark  id="s3b35c93l16" />     ความไม่สบายกาย ความทุกข์กาย ความเสวยอารมณ์ที่ไม่สบายเป็นทุกข์อันเกิด
			<remark  id="s3b35c93l17" />แต่กายสัมผัส กิริยาเสวยอารมณ์ที่ไม่สบายเป็นทุกข์อันเกิดแต่กายสัมผัสอันใด นี้เรียกว่า ทุกข์
			<remark  id="s3b35c93l18" />     [๑๕๒] โทมนัส เป็นไฉน
			<remark  id="s3b35c93l19" />     ความไม่สบายใจ ความทุกข์ใจ ความเสวยอารมณ์ที่ไม่สบายเป็นทุกข์อันเกิดแต่
			<remark  id="s3b35c93l20" />เจโตสัมผัส กิริยาเสวยอารมณ์ที่ไม่สบายเป็นทุกข์อันเกิดแต่เจโตสัมผัสอันใด นี้เรียกว่า 
			<remark  id="s3b35c93l21" />โทมนัส
			<remark  id="s3b35c93l22" />     [๑๕๓] อุปายาส เป็นไฉน
			<remark  id="s3b35c93l23" />     ความแค้น ความขุ่นแค้น สภาพแค้น สภาพขุ่นแค้น ของผู้ที่ถูกกระทบด้วย
			<remark  id="s3b35c93l24" />ความเสื่อมญาติ ความเสื่อมโภคทรัพย์ ความเสื่อมเกี่ยวด้วยโรค ความเสื่อมศีล หรือ
			<remark  id="s3b35c93l25" />ความเสื่อมทิฏฐิ ของผู้ประกอบด้วยความเสื่อมอย่างใดอย่างหนึ่งของผู้ที่ถูกกระทบด้วย
			<remark  id="s3b35c93l26" />เหตุแห่งทุกข์อย่างใดอย่างหนึ่ง นี้เรียกว่า อุปายาส
		</para>
	</section>
	<section id="s3b35c94" >
		<para id="s3b35c94p">
			<remark  id="s3b35c94l1" />     [๑๕๔] อัปปิเยหิสัมปโยคทุกข์ เป็นไฉน
			<remark  id="s3b35c94l2" />     ความไปร่วม ความมาร่วม ความประชุมร่วม ความอยู่ร่วม กับอารมณ์
			<remark  id="s3b35c94l3" />อันไม่เป็นที่ปรารถนา ไม่เป็นที่รักใคร่ ไม่เป็นที่ชอบใจของเขาในโลก ได้แก่รูป เสียง 
			<remark  id="s3b35c94l4" />กลิ่น รส โผฏฐัพพะ หรือกับบุคคลผู้ที่มุ่งก่อความพินาศ มุ่งทำลายประโยชน์ มุ่งทำลาย
			<remark  id="s3b35c94l5" />ความผาสุก มุ่งทำอันตรายความเกษมจากโยคะของเขานี้เรียกว่า อัปปิเยหิสัมปโยคทุกข์
			<remark  id="s3b35c94l6" />     [๑๕๕] ปิเยหิวิปปโยคทุกข์ เป็นไฉน
			<remark  id="s3b35c94l7" />     ความไม่ไปร่วม ความไม่มาร่วม ความไม่ประชุมร่วม ความไม่อยู่ร่วมกับอารมณ์ 
			<remark  id="s3b35c94l8" />อันเป็นที่ปรารถนา เป็นที่รักใคร่ เป็นที่ชอบใจของเขาในโลก ได้แก่รูป เสียง กลิ่น 
			<remark  id="s3b35c94l9" />รส โผฏฐัพพะ หรือกับบุคคลผู้ที่ใคร่แต่ความเจริญ ใคร่แต่ประโยชน์ ใคร่แต่ความสำราญ 
			<remark  id="s3b35c94l10" />ใคร่แต่ความเกษมจากโยคะของเขา ได้แก่มารดา บิดา พี่ชาย น้องชาย พี่หญิง
			<remark  id="s3b35c94l11" />น้องหญิง มิตร อำมาตย์ ญาติสาโลหิตนี้เรียกว่า ปิเยหิวิปปโยคทุกข์
			<remark  id="s3b35c94l12" />     [๑๕๖] ยัมปิจฉังนลภติตัมปิทุกข์ เป็นไฉน
			<remark  id="s3b35c94l13" />     ความปรารถนาย่อมเกิดขึ้นแก่เหล่าสัตว์ผู้มีความเกิดเป็นธรรมดา อย่างนี้ว่าเออหนอ
			<remark  id="s3b35c94l14" />ขอเราทั้งหลายอย่าได้เป็นผู้มีความเกิดเป็นธรรมดา หรือความเกิดอย่าได้มาถึงเราทั้งหลายเลยหนา 
			<remark  id="s3b35c94l15" />ข้อนี้ไม่พึงสำเร็จตามความปรารถนา นี้เรียกว่า ยัมปิจฉังนลภติตัมปิทุกข์ประการหนึ่ง
			<remark  id="s3b35c94l16" />     ความปรารถนาย่อมเกิดขึ้นแก่เหล่าสัตว์ผู้มีความแก่เป็นธรรมดา ฯลฯความปรารถนาย่อม
			<remark  id="s3b35c94l17" />เกิดขึ้นแก่เหล่าสัตว์ผู้มีความเจ็บไข้เป็นธรรมดา ฯลฯ ความปรารถนาย่อมเกิดขึ้นแก่เหล่าสัตว์ผู้
			<remark  id="s3b35c94l18" />มีความตายเป็นธรรมดา ฯลฯ ความปรารถนาย่อมเกิดขึ้นแก่เหล่าสัตว์ผู้มีโสกะปริเทวะทุกขะ
			<remark  id="s3b35c94l19" />โทมนัสอุปายาสเป็นธรรมดา อย่างนี้ว่า เออหนอ ขอเราทั้งหลายอย่าได้เป็นผู้มีโสกะปริเทวะ
			<remark  id="s3b35c94l20" />ทุกขะโทมนัสอุปายาสเป็นธรรมดา หรือโสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสอย่าได้มาถึงเรา
			<remark  id="s3b35c94l21" />ทั้งหลายเลยหนา 
			<remark  id="s3b35c94l22" />	ข้อนี้ไม่พึงสำเร็จตามความปรารถนา นี้เรียกว่า ยัมปิจฉังนลภติตัมปิทุกข์ประการหนึ่ง
			<remark  id="s3b35c94l23" />     [๑๕๗] โดยย่อ อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์ เป็นไฉน
			<remark  id="s3b35c94l24" />     รูปูปาทานขันธ์ เวทนูปาทานขันธ์ สัญญูปาทานขันธ์ สังขารูปาทานขันธ์วิญญาณูปาทาน
			<remark  id="s3b35c94l25" />ขันธ์ เหล่านี้เรียกว่า โดยย่อ อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์
			<remark  id="s3b35c94l26" />                  สภาวธรรมนี้เรียกว่า ทุกขอริยสัจ
		</para>
	</section>
	<section id="s3b35c95" >
		<para id="s3b35c95p">
			<remark  id="s3b35c95l1" />                        ทุกขสมุทยอริยสัจ
			<remark  id="s3b35c95l2" />     [๑๕๘] ทุกขสมุทยอริยสัจ เป็นไฉน
			<remark  id="s3b35c95l3" />     ตัณหานี้ใด อันเป็นเหตุเกิดในภพใหม่ ประกอบด้วยความกำหนัดยินดีเพลิดเพลิน
			<remark  id="s3b35c95l4" />อยู่ในอารมณ์นั้นๆ คือ กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา
			<remark  id="s3b35c95l5" />     [๑๕๙] ก็ตัณหานี้นั้นแล เมื่อเกิดเกิดที่ไหน เมื่อตั้งอยู่ตั้งอยู่ที่ไหน
			<remark  id="s3b35c95l6" />     ปิยรูปสาตรูปใดมีอยู่ในโลก ตัณหานี้ เมื่อเกิดก็เกิดที่ปิยรูปสาตรูปนี้ 
			<remark  id="s3b35c95l7" />เมื่อตั้งอยู่ก็ตั้งอยู่ที่ปิยรูปสาตรูปนี้
			<remark  id="s3b35c95l8" />     ก็อะไร เป็น ปิยรูปสาตรูป ในโลก
			<remark  id="s3b35c95l9" />     จักขุ เป็นปิยรูปสาตรูปในโลก ตัณหานี้ เมื่อเกิดก็เกิดที่จักขุนี้ เมื่อตั้งอยู่
			<remark  id="s3b35c95l10" />ก็ตั้งอยู่ที่จักขุนี้ โสตะ ฯลฯ ฆานะ ฯลฯ ชิวหา ฯลฯ กายะ ฯลฯ มโน เป็นปิยรูปสาตรูป
			<remark  id="s3b35c95l11" />ในโลก ตัณหานี้ เมื่อเกิดก็เกิดที่มโนนี้ เมื่อตั้งอยู่ก็ตั้งอยู่ที่มโนนี้
			<remark  id="s3b35c95l12" />     รูป เป็นปิยรูปสาตรูปในโลก ตัณหานี้ เมื่อเกิดก็เกิดที่รูปนี้ เมื่อตั้งอยู่
			<remark  id="s3b35c95l13" />ก็ตั้งอยู่ที่รูปนี้ สัททะ ฯลฯ คันธะ ฯลฯ รสะ ฯลฯ โผฏฐัพพะ ฯลฯ ธัมมารมณ์ เป็น
			<remark  id="s3b35c95l14" />ปิยรูปสาตรูปในโลก ตัณหานี้ เมื่อเกิดก็เกิดที่ธัมมารมณ์นี้ เมื่อตั้งอยู่ก็ตั้งอยู่ที่
			<remark  id="s3b35c95l15" />ธัมมารมณ์นี้
			<remark  id="s3b35c95l16" />     จักขุวิญญาณ เป็นปิยรูปสาตรูปในโลก ตัณหานี้ เมื่อเกิดก็เกิดที่จักขุวิญญาณ
			<remark  id="s3b35c95l17" />นี้ เมื่อตั้งอยู่ก็ตั้งอยู่ที่จักขุวิญญาณนี้ โสตวิญญาณ ฯลฯ ฆานวิญญาณฯลฯ ชิวหา
			<remark  id="s3b35c95l18" />วิญญาณ ฯลฯ กายวิญญาณ ฯลฯ มโนวิญญาณ เป็นปิยรูปสาตรูปในโลก ตัณหานี้ 
			<remark  id="s3b35c95l19" />เมื่อเกิดก็
