<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<!DOCTYPE book PUBLIC "-//OASIS//DTD DocBook XML V5.0//EN" "http://www.oasis-open.org/docbook/xml/4.5/docbookx.dtd">
<chapter id="s3b34">
	<title>ธรรมสังคณีปกรณ์</title>
	<section id="s3b34c1" >
		<para id="s3b34c1p">
			<remark  id="s3b34c1l1" />                         พระอภิธรรมปิฎก    
			<remark  id="s3b34c1l2" />                           	เล่ม ๑         
			<remark  id="s3b34c1l3" />                        ธรรมสังคณีปกรณ์   
			<remark  id="s3b34c1l4" />       ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น  
			<remark  id="s3b34c1l5" />                           มาติกา         
			<remark  id="s3b34c1l6" />                       ติกมาติกา ๒๒ ติกะ  
			<remark  id="s3b34c1l7" />     [๑]                 ๑. กุสลติกะ      
			<remark  id="s3b34c1l8" />กุสลา ธมฺมา                           ธรรมเป็นกุศล                 
			<remark  id="s3b34c1l9" />อกุสลา ธมฺมา                          ธรรมเป็นอกุศล                
			<remark  id="s3b34c1l10" />อพฺยากตา ธมฺมา                        ธรรมเป็นอัพยากฤต             
			<remark  id="s3b34c1l11" />                        ๒. เวทนาติกะ      
			<remark  id="s3b34c1l12" />สุขาย เวทนาย สมฺปยุตฺตา ธมฺมา            ธรรมสัมปยุตด้วยสุขเวทนา   
			<remark  id="s3b34c1l13" />ทุกฺขาย เวทนาย สมฺปยุตฺตา ธมฺมา           ธรรมสัมปยุตด้วยทุกขเวทนา  
			<remark  id="s3b34c1l14" />อทุกฺขมสุขาย เวทนาย สมฺปยุตฺตา ธมฺมา       ธรรมสัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา  
			<remark  id="s3b34c1l15" />                         ๓. วิปากติกะ     
			<remark  id="s3b34c1l16" />วิปากา ธมฺมา                          ธรรมเป็นวิบาก                
			<remark  id="s3b34c1l17" />วิปากธมฺมธมฺมา                         ธรรมเป็นเหตุแห่งวิบาก       
			<remark  id="s3b34c1l18" />เนววิปากนวิปากธมฺมธมฺมา                 ธรรมไม่เป็นวิบาก และไม่เป็นเหตุแห่งวิบาก     
		</para>
	</section>
	<section id="s3b34c2" >
		<para id="s3b34c2p">
			<remark  id="s3b34c2l1" />                     ๔. อุปาทินนุปาทานิยติกะ  
			<remark  id="s3b34c2l2" />อุปาทินฺนุปาทานิยา ธมฺมา                  ธรรมอันเจตนากรรมที่สัมปยุตด้วย ตัณหาทิฏฐิ         
			<remark  id="s3b34c2l3" />				เข้ายึดครองและเป็นอารมณ์ของอุปาทาน  
			<remark  id="s3b34c2l4" />อนุปาทินฺนุปาทานิยา ธมฺมา                 ธรรมอันเจตนากรรมที่สัมปยุตด้วย ตัณหาทิฏฐิ         
			<remark  id="s3b34c2l5" />				ไม่เข้ายึดครองแต่เป็นอารมณ์ของอุปาทาน                   
			<remark  id="s3b34c2l6" />อนุปาทินฺนานุปาทานิยา ธมฺมา               ธรรมอันเจตนากรรมที่สัมปยุตด้วย ตัณหาทิฏฐิ         
			<remark  id="s3b34c2l7" /> 				ไม่เข้ายึดครองและไม่เป็นอารมณ์ของอุปาทาน                
			<remark  id="s3b34c2l8" />                    ๕. สังกิลิฏฐสังกิเลสิกติกะ  
			<remark  id="s3b34c2l9" />สงฺกิลิฏฺสงฺกิเลสิกา ธมฺมา                 ธรรมเศร้าหมองและเป็นอารมณ์ของสังกิเลส           
			<remark  id="s3b34c2l10" />อสงฺกิลิฏฺสงฺกิเลสิกา ธมฺมา                ธรรมไม่เศร้าหมองแต่เป็นอารมณ์ของสังกิเลส        
			<remark  id="s3b34c2l11" />อสงฺกิลิฏฺาสงฺกิเลสิกา ธมฺมา               ธรรมไม่เศร้าหมองและไม่เป็นอารมณ์ของสังกิเลส     
			<remark  id="s3b34c2l12" />                         ๖. วิตักกติกะ    
			<remark  id="s3b34c2l13" />สวิตกฺกสวิจารา ธมฺมา                    ธรรมมีวิตกมีวิจาร          
			<remark  id="s3b34c2l14" />อวิตกฺกวิจารมตฺตา ธมฺมา                  ธรรมไม่มีวิตกแต่มีวิจาร   
			<remark  id="s3b34c2l15" />อวิตกฺกาวิจารา ธมฺมา                    ธรรมไม่มีวิตกไม่มีวิจาร    
			<remark  id="s3b34c2l16" />                          ๗. ปีติติกะ     
			<remark  id="s3b34c2l17" />ปีติสหคตา ธมฺมา                        ธรรมสหรคตด้วยปีติ           
			<remark  id="s3b34c2l18" />สุขสหคตา ธมฺมา                        ธรรมสหรคตด้วยสุขเวทนา        
			<remark  id="s3b34c2l19" />อุเปกฺขาสหคตา ธมฺมา                    ธรรมสหรคตด้วยอุเบกขาเวทนา   
			<remark  id="s3b34c2l20" />                         ๘. ทัสสนติกะ     
			<remark  id="s3b34c2l21" />ทสฺสเนน ปหาตพฺพา ธมฺมา                 ธรรมอันโสดาปัตติมรรคประหาณ  
			<remark  id="s3b34c2l22" />ภาวนาย ปหาตพฺพา ธมฺมา                 ธรรมอันมรรคเบื้องสูง ๓ ประหาณ  
			<remark  id="s3b34c2l23" />เนว ทสฺสเนน น ภาวนาย ปหาตพฺพา         ธรรมอันโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องสูง ๓                
			<remark  id="s3b34c2l24" />ธมฺมา                                ไม่ประหาณ  
		</para>
	</section>
	<section id="s3b34c3" >
		<para id="s3b34c3p">
			<remark  id="s3b34c3l1" />                       ๙. ทัสสนเหตุกติกะ  
			<remark  id="s3b34c3l2" />ทสฺสเนน ปหาตพฺพเหตุกา ธมฺมา              ธรรมมีสัมปยุตตเหตุอันโสดาปัตติมรรคประหาณ           
			<remark  id="s3b34c3l3" />ภาวนาย ปหาตพฺพเหตุกา ธมฺมา              ธรรมมีสัมปยุตตเหตุอันมรรคเบื้องสูง ๓ ประหาณ         
			<remark  id="s3b34c3l4" />เนว ทสฺสเนน น ภาวนาย                  ธรรมไม่มีสัมปยุตตเหตุอันโสดาปัตติมรรคและ              
			<remark  id="s3b34c3l5" />ปหาตพฺพเหตุกา ธมฺมา                      มรรคเบื้องสูง ๓ ประหาณ    
			<remark  id="s3b34c3l6" />                       ๑๐. อาจยคามิติกะ   
			<remark  id="s3b34c3l7" />อาจยคามิโน ธมฺมา                       ธรรมเป็นเหตุให้จุติปฏิสนธิ  
			<remark  id="s3b34c3l8" />อปจยคามิโน ธมฺมา                       ธรรมเป็นเหตุให้ถึงนิพพาน    
			<remark  id="s3b34c3l9" />เนวาจยคามิโน นาปจยคามิโน ธมฺมา          ธรรมไม่เป็นเหตุให้จุติปฏิสนธิและไม่เป็นเหตุ         
			<remark  id="s3b34c3l10" />                                     ให้ถึงนิพพาน                  
			<remark  id="s3b34c3l11" />                        ๑๑. เสกขติกะ      
			<remark  id="s3b34c3l12" />เสกฺขา ธมฺมา                           ธรรมเป็นของเสกขบุคคล        
			<remark  id="s3b34c3l13" />อเสกฺขา ธมฺมา                          ธรรมเป็นของอเสกขบุคคล       
			<remark  id="s3b34c3l14" />เนวเสกฺขา นาเสกฺขา ธมฺมา                ธรรมไม่เป็นของเสกขบุคคลและไม่เป็นของ                
			<remark  id="s3b34c3l15" />                                     อเสกขบุคคล  
			<remark  id="s3b34c3l16" />                         ๑๒. ปริตตติกะ    
			<remark  id="s3b34c3l17" />ปริตฺตา ธมฺมา                           ธรรมเป็นปริตตะ             
			<remark  id="s3b34c3l18" />มหคฺคตา ธมฺมา                          ธรรมเป็นมหัคคตะ             
			<remark  id="s3b34c3l19" />อปฺปมาณา ธมฺมา                         ธรรมเป็นอัปปมาณะ            
			<remark  id="s3b34c3l20" />                      ๑๓. ปริตตารัมมณติกะ  
			<remark  id="s3b34c3l21" />ปริตฺตารมฺมณา ธมฺมา                      ธรรมมีอารมณ์เป็นปริตตะ    
			<remark  id="s3b34c3l22" />มหคฺคตารมฺมณา ธมฺมา                    ธรรมมีอารมณ์เป็นมหัคคตะ     
			<remark  id="s3b34c3l23" />อปฺปมาณารมฺมณา ธมฺมา                   ธรรมมีอารมณ์เป็นอัปปมาณะ    
		</para>
	</section>
	<section id="s3b34c4" >
		<para id="s3b34c4p">
			<remark  id="s3b34c4l1" />                         ๑๔. หีนติกะ      
			<remark  id="s3b34c4l2" />หีนา ธมฺมา                             ธรรมทราม  
			<remark  id="s3b34c4l3" />มชฺฌิมา ธมฺมา                           ธรรมปานกลาง                
			<remark  id="s3b34c4l4" />ปณีตา ธมฺมา                            ธรรมประณีต                  
			<remark  id="s3b34c4l5" />                        ๑๕. มิจฉัตตติกะ   
			<remark  id="s3b34c4l6" />มิจฺฉตฺตนิยตา ธมฺมา                       ธรรมเป็นมิจฉาสภาวะและให้ผลแน่นอน                  
			<remark  id="s3b34c4l7" />สมฺมตฺตนิยตา ธมฺมา                       ธรรมเป็นสัมมาสภาวะและให้ผลแน่นอน                   
			<remark  id="s3b34c4l8" />อนิยตา ธมฺมา                           ธรรมให้ผลไม่แน่นอน          
			<remark  id="s3b34c4l9" />                      ๑๖. มัคคารัมมณติกะ  
			<remark  id="s3b34c4l10" />มคฺคารมฺมณา ธมฺมา                       ธรรมมีมรรคเป็นอารมณ์       
			<remark  id="s3b34c4l11" />มคฺคเหตุกา ธมฺมา                        ธรรมมีเหตุคือมรรค          
			<remark  id="s3b34c4l12" />มคฺคาธิปติโน ธมฺมา                       ธรรมมีมรรคเป็นอธิบดี      
			<remark  id="s3b34c4l13" />                        ๑๗. อุปปันนติกะ   
			<remark  id="s3b34c4l14" />อุปฺปนฺนา ธมฺมา                          ธรรมเกิดขึ้นแล้ว          
			<remark  id="s3b34c4l15" />อนุปฺปนฺนา ธมฺมา                         ธรรมยังไม่เกิดขึ้น        
			<remark  id="s3b34c4l16" />อุปฺปาทิโน ธมฺมา                         ธรรมจักเกิดขึ้น           
			<remark  id="s3b34c4l17" />                        ๑๘. อตีตติกะ      
			<remark  id="s3b34c4l18" />อตีตา ธมฺมา                            ธรรมเป็นอดีต                
			<remark  id="s3b34c4l19" />อนาคตา ธมฺมา                          ธรรมเป็นอนาคต                
			<remark  id="s3b34c4l20" />ปจฺจุปฺปนฺนา ธมฺมา                        ธรรมเป็นปัจจุบัน         
			<remark  id="s3b34c4l21" />                      ๑๙. อตีตารัมมณติกะ  
			<remark  id="s3b34c4l22" />อตีตารมฺมณา ธมฺมา                       ธรรมมีอารมณ์เป็นอดีต       
			<remark  id="s3b34c4l23" />อนาคตารมฺมณา ธมฺมา                     ธรรมมีอารมณ์เป็นอนาคต       
			<remark  id="s3b34c4l24" />ปจฺจุปฺปนฺนารมฺมณา ธมฺมา                   ธรรมมีอารมณ์เป็นปัจจุบัน  
		</para>
	</section>
	<section id="s3b34c5" >
		<para id="s3b34c5p">
			<remark  id="s3b34c5l1" />                        ๒๐. อัชฌัตตติกะ   
			<remark  id="s3b34c5l2" />อชฺฌตฺตา ธมฺมา                          ธรรมเป็นภายใน              
			<remark  id="s3b34c5l3" />พหิทฺธา ธมฺมา                                   ธรรมเป็นภายนอก     
			<remark  id="s3b34c5l4" />อชฺฌตฺตพหิทฺธา ธมฺมา                              ธรรมเป็นทั้งภายในและภายนอก                
			<remark  id="s3b34c5l5" />                     ๒๑. อัชฌัตตารัมมณติกะ  
			<remark  id="s3b34c5l6" />อชฺฌตฺตารมฺมณา ธมฺมา                             ธรรมมีอารมณ์เป็นภายใน  
			<remark  id="s3b34c5l7" />พหิทฺธารมฺมณา ธมฺมา                              ธรรมมีอารมณ์เป็นภายนอก  
			<remark  id="s3b34c5l8" />อชฺฌตฺตพหิทฺธารมฺมณา ธมฺมา                         ธรรมมีอารมณ์เป็นภายในและเป็นภายนอก       
			<remark  id="s3b34c5l9" />                        ๒๒. สนิทัสสนติกะ  
			<remark  id="s3b34c5l10" />สนิทสฺสนสปฺปฏิฆา ธมฺมา                            ธรรมที่เห็นได้และกระทบได้                 
			<remark  id="s3b34c5l11" />อนิทสฺสนสปฺปฏิฆา ธมฺมา                            ธรรมที่เห็นไม่ได้แต่กระทบได้              
			<remark  id="s3b34c5l12" />อนิทสฺสนาปฺปฏิฆา ธมฺมา                            ธรรมที่เห็นไม่ได้และกระทบไม่ได้           
			<remark  id="s3b34c5l13" />                     ติกมาติกา ๒๒ ติกะ จบ  
			<remark  id="s3b34c5l14" />                        ----------        
			<remark  id="s3b34c5l15" />                      ทุกมาติกา ๑๔๒ ทุกะ  
			<remark  id="s3b34c5l16" />                    อภิธรรมมาติกา ๑๐๐ ทุกะ  
			<remark  id="s3b34c5l17" />                         เหตุโคจฉกะ       
			<remark  id="s3b34c5l18" />                     หมวดที่ ๑ มี ๖ ทุกะ คือ  
			<remark  id="s3b34c5l19" />        [๒]              ๑. เหตุทุกะ      
			<remark  id="s3b34c5l20" />เหตู ธมฺมา                                     ธรรมเป็นเหตุ        
			<remark  id="s3b34c5l21" />นเหตู ธมฺมา                                    ธรรมไม่เป็นเหตุ     
			<remark  id="s3b34c5l22" />                         ๒. สเหตุทุกะ     
			<remark  id="s3b34c5l23" />สเหตุกา ธมฺมา                                  ธรรมมีเหตุ          
			<remark  id="s3b34c5l24" />อเหตุกา ธมฺมา                                  ธรรมไม่มีเหตุ       
		</para>
	</section>
	<section id="s3b34c6" >
		<para id="s3b34c6p">
			<remark  id="s3b34c6l1" />                      ๓. เหตุสัมปยุตตทุกะ  
			<remark  id="s3b34c6l2" />เหตุสมฺปยุตฺตา ธมฺมา                               ธรรมสัมปยุตด้วยเหตุ  
			<remark  id="s3b34c6l3" />เหตุวิปฺปยุตฺตา ธมฺมา                               ธรรมวิปปยุตจากเหตุ  
			<remark  id="s3b34c6l4" />                        ๔. เหตุสเหตุกทุกะ  
			<remark  id="s3b34c6l5" />เหตู เจว ธมฺมา สเหตุกา จ                         ธรรมเป็นเหตุและมีเหตุ  
			<remark  id="s3b34c6l6" />สเหตุกา เจว ธมฺมา น จ เหตู                       ธรรมมีเหตุแต่ไม่เป็นเหตุ                   
			<remark  id="s3b34c6l7" />                     ๕. เหตุเหตุสัมปยุตตทุกะ  
			<remark  id="s3b34c6l8" />เหตู เจว ธมฺมา เหตุสมฺปยุตฺตา จ                     ธรรมเป็นเหตุและสัมปยุตด้วยเหตุ          
			<remark  id="s3b34c6l9" />เหตุสมฺปยุตฺตา เจว ธมฺมา น จ เหตู                   ธรรมสัมปยุตด้วยเหตุแต่ไม่เป็นเหตุ       
			<remark  id="s3b34c6l10" />                      ๖. นเหตุสเหตุกทุกะ  
			<remark  id="s3b34c6l11" />น เหตู โข ปน ธมฺมา สเหตุกาปิ                     ธรรมไม่เป็นเหตุแต่มีเหตุ                   
			<remark  id="s3b34c6l12" />(น เหตู โข ปน ธมฺมา) อเหตุกาปิ                   ธรรมไม่เป็นเหตุและไม่มีเหตุ                
			<remark  id="s3b34c6l13" />                          จูฬันตรทุกะ     
			<remark  id="s3b34c6l14" />                     *หมวดที่ ๒ มี ๗ ทุกะ คือ  
			<remark  id="s3b34c6l15" />      [๓]               ๗-๑. สัปปัจจยทุกะ  
			<remark  id="s3b34c6l16" />สปฺปจฺจยา ธมฺมา                                 ธรรมมีปัจจัย       
			<remark  id="s3b34c6l17" />อปฺปจฺจยา ธมฺมา                                 ธรรมไม่มีปัจจัย    
			<remark  id="s3b34c6l18" />                        ๘-๒. สังขตทุกะ    
			<remark  id="s3b34c6l19" />สงฺขตา ธมฺมา                                   ธรรมเป็นสังขตะ      
			<remark  id="s3b34c6l20" />อสงฺขตา ธมฺมา                                  ธรรมเป็นอสังขตะ     
			<remark  id="s3b34c6l21" />                       ๙-๓. สนิทัสสนทุกะ  
			<remark  id="s3b34c6l22" />สนิทสฺสนา ธมฺมา                                 ธรรมที่เห็นได้     
			<remark  id="s3b34c6l23" />อนิทสฺสนา ธมฺมา                                 ธรรมที่เห็นไม่ได้  
		</para>
	</section>
	<section id="s3b34c7" >
		<para id="s3b34c7p">
			<remark  id="s3b34c7l1" />                       ๑๐-๔. สัปปฏิฆทุกะ  
			<remark  id="s3b34c7l2" />สปฺปฏิฆา ธมฺมา                                  ธรรมที่กระทบได้    
			<remark  id="s3b34c7l3" />อปฺปฏิฆา ธมฺมา                                  ธรรมที่กระทบไม่ได้  
			<remark  id="s3b34c7l4" />                        ๑๑-๕. รูปิทุกะ    
			<remark  id="s3b34c7l5" />รูปิโน ธมฺมา                                    ธรรมเป็นรูป        
			<remark  id="s3b34c7l6" />อรูปิโน ธมฺมา                                   ธรรมไม่เป็นรูป     
			<remark  id="s3b34c7l7" />                       ๑๒-๖. โลกิยทุกะ    
			<remark  id="s3b34c7l8" />โลกิยา ธมฺมา                                   ธรรมเป็นโลกิยะ      
			<remark  id="s3b34c7l9" />โลกุตฺตรา ธมฺมา                                 ธรรมเป็นโลกุตตระ   
			<remark  id="s3b34c7l10" />                    ๑๓-๗. เกนจิวิญเญยยทุกะ  
			<remark  id="s3b34c7l11" />เกนจิ วิฺเยฺยา ธมฺมา                            ธรรมที่จิตบางอย่างรู้ได้                  
			<remark  id="s3b34c7l12" />เกนจิ น วิฺเยฺยา ธมฺมา                          ธรรมที่จิตบางอย่างรู้ไม่ได้               
			<remark  id="s3b34c7l13" />                         อาสวโคจฉกะ       
			<remark  id="s3b34c7l14" />                     หมวดที่ ๓ มี ๖ ทุกะ คือ  
			<remark  id="s3b34c7l15" />     [๔]                ๑๔-๑. อาสวทุกะ    
			<remark  id="s3b34c7l16" />อาสวา ธมฺมา                                   ธรรมเป็นอาสวะ        
			<remark  id="s3b34c7l17" />โน อาสวา ธมฺมา                                ธรรมไม่เป็นอาสวะ     
			<remark  id="s3b34c7l18" />                       ๑๕-๒. สาสวทุกะ     
			<remark  id="s3b34c7l19" />สาสวา ธมฺมา                                   ธรรมเป็นอารมณ์ของอาสวะ  
			<remark  id="s3b34c7l20" />อนาสวา ธมฺมา                                  ธรรมไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะ  
			<remark  id="s3b34c7l21" />                    ๑๖-๓. อาสวสัมปยุตตทุกะ  
			<remark  id="s3b34c7l22" />อาสวสมฺปยุตฺตา ธมฺมา                             ธรรมสัมปยุตด้วยอาสวะ  
			<remark  id="s3b34c7l23" />อาสววิปฺปยุตฺตา ธมฺมา                             ธรรมวิปปยุตจากอาสวะ  
		</para>
	</section>
	<section id="s3b34c8" >
		<para id="s3b34c8p">
			<remark  id="s3b34c8l1" />                     ๑๗-๔. อาสวสาสวทุกะ   
			<remark  id="s3b34c8l2" />อาสวา เจว ธมฺมา สาสวา จ                       ธรรมเป็นอาสวะ และเป็นอารมณ์ของอาสวะ           
			<remark  id="s3b34c8l3" />สาสวา เจว ธมฺมา โน จ อาสวา                    ธรรมเป็นอารมณ์ของอาสวะ แต่ไม่เป็นอาสวะ        
			<remark  id="s3b34c8l4" />                  ๑๘-๕. อาสวอาสวสัมปยุตตทุกะ  
			<remark  id="s3b34c8l5" />อาสวา เจว ธมฺมา อาสว สมฺปยุตตา จ                ธรรมเป็นอาสวะ และสัมปยุตด้วยอาสวะ           
			<remark  id="s3b34c8l6" />อาสวสมฺปยุตฺตา เจว ธมฺมา โน จ อาสวา              ธรรมสัมปยุตด้วยอาสวะ แต่ไม่เป็นอาสวะ       
			<remark  id="s3b34c8l7" />                                     ๑๙-๖. อาสววิปปยุตตสาสวทุกะ    
			<remark  id="s3b34c8l8" />อาสววิปฺปยุตฺตา โข ปน ธมฺมา สาสวาปิ                ธรรมวิปปยุตจากอาสวะ  แต่เป็นอารมณ์       
			<remark  id="s3b34c8l9" />                                             ของอาสวะ              
			<remark  id="s3b34c8l10" />(อาสววิปฺปยุตฺตา โข ปน ธมฺมา)                     ธรรมวิปปยุตจากอาสวะ  และไม่เป็นอารมณ์     
			<remark  id="s3b34c8l11" />อนาสวาปิ                                      ของอาสวะ             
			<remark  id="s3b34c8l12" />                        สัญโญชนโคจฉกะ     
			<remark  id="s3b34c8l13" />                     หมวดที่ ๔ มี ๖ ทุกะ คือ  
			<remark  id="s3b34c8l14" />     [๕]                ๒๐-๑. สัญโญชนทุกะ  
			<remark  id="s3b34c8l15" />สฺโชนา ธมฺมา                                 ธรรมเป็นสัญโญชน์    
			<remark  id="s3b34c8l16" />โน สฺโชนา ธมฺมา                              ธรรมไม่เป็นสัญโญชน์  
			<remark  id="s3b34c8l17" />                      ๒๑-๒. สัญโญชนิยทุกะ  
			<remark  id="s3b34c8l18" />สฺโชนิยา ธมฺมา                                ธรรมเป็นอารมณ์ของสัญโญชน์                   
			<remark  id="s3b34c8l19" />อสฺโชนิยา ธมฺมา                               ธรรมไม่เป็นอารมณ์ของสัญโญชน์                
			<remark  id="s3b34c8l20" />                    ๒๒-๓. สัญโญชนสัมปยุตตทุกะ  
			<remark  id="s3b34c8l21" />สฺโชนสมฺปยุตฺตา ธมฺมา                           ธรรมสัมปยุตด้วยสัญโญชน์                   
			<remark  id="s3b34c8l22" />สฺโชนวิปฺปยุตฺตา ธมฺมา                           ธรรมวิปปยุตจากสัญโญชน์                   
			<remark  id="s3b34c8l23" />                   ๒๓-๔. สัญโญชนสัญโญชนิยทุกะ  
			<remark  id="s3b34c8l24" />สฺโชนา เจว ธมฺมา สฺโชนิยา จ                  ธรรมเป็นสัญโญชน์ และเป็นอารมณ์ของสัญโญชน์  
			<remark  id="s3b34c8l25" />สฺโชนิยา เจว ธมฺมา โน จ สฺโชนา               ธรรมเป็นอารมณ์ของสัญโญชน์ แต่ไม่เป็นสัญโญชน์  
		</para>
	</section>
	<section id="s3b34c9" >
		<para id="s3b34c9p">
			<remark  id="s3b34c9l1" />                ๒๔-๕. สัญโญชนสัญโญชนสัมปยุตตทุกะ                   
			<remark  id="s3b34c9l2" />สฺโชนา เจว ธมฺมา                             ธรรมเป็นสัญโญชน์และสัมปยุตด้วยสัญโญชน์       
			<remark  id="s3b34c9l3" />สฺโชนสมฺปยุตฺตา จ  
			<remark  id="s3b34c9l4" />สฺโชนสมฺปยุตฺตา เจว ธมฺมา โน                    ธรรมสัมปยุตด้วยสัญโญชน์ แต่ไม่เป็นสัญโญชน์  
			<remark  id="s3b34c9l5" />จ สฺโชนา       
			<remark  id="s3b34c9l6" />                ๒๕-๖. สัญโญชนวิปปยุตตสัญโญชนิยทุกะ                 
			<remark  id="s3b34c9l7" />สฺโชนวิปฺปยุตฺตา โข ปน ธมฺมา                     ธรรมวิปปยุตจากสัญโญชน์  แต่เป็นอารมณ์    
			<remark  id="s3b34c9l8" />สฺโชนิยาปิ                                    ของสัญโญชน์        
			<remark  id="s3b34c9l9" />(สฺโชนวิปฺปยุตฺตา โข ปน ธมฺมา)                   ธรรมวิปปยุตจากสัญโญชน์ และไม่เป็นอารมณ์  
			<remark  id="s3b34c9l10" />อสฺโชนิยาปิ                                   ของสัญโญชน์        
			<remark  id="s3b34c9l11" />                         คันถโคจฉกะ       
			<remark  id="s3b34c9l12" />                     หมวดที่ ๕ มี ๖ ทุกะ คือ  
			<remark  id="s3b34c9l13" />          [๖]           ๒๖-๑. คันถทุกะ    
			<remark  id="s3b34c9l14" />คนฺถา ธมฺมา                                    ธรรมเป็นคันถะ       
			<remark  id="s3b34c9l15" />โน คนฺถา ธมฺมา                                 ธรรมไม่เป็นคันถะ    
			<remark  id="s3b34c9l16" />                       ๒๗-๒. คันถนิยทุกะ  
			<remark  id="s3b34c9l17" />คนฺถนิยา ธมฺมา                                  ธรรมเป็นอารมณ์ของคันถะ  
			<remark  id="s3b34c9l18" />อคนฺถนิยา ธมฺมา                                 ธรรมไม่เป็นอารมณ์ของคันถะ                   
			<remark  id="s3b34c9l19" />                     ๒๘-๓. คันถสัมปยุตตทุกะ  
			<remark  id="s3b34c9l20" />คนฺถสมฺปยุตฺตา ธมฺมา                              ธรรมสัมปยุตด้วยคันถะ  
			<remark  id="s3b34c9l21" />คนฺถวิปฺปยุตฺตา ธมฺมา                              ธรรมวิปปยุตจากคันถะ 
		</para>
	</section>
	<section id="s3b34c10" >
		<para id="s3b34c10p">
			<remark  id="s3b34c10l1" />                     ๒๙-๔. คันถคันถนิยทุกะ  
			<remark  id="s3b34c10l2" />คนฺถา เจว ธมฺมา คนฺถนิยา จ                       ธรรมเป็นคันถะและเป็นอารมณ์ของคันถะ         
			<remark  id="s3b34c10l3" />คนฺถนิยา เจว ธมฺมา โน จ คนฺถา                    ธรรมเป็นอารมณ์ของคันถะ แต่ไม่เป็นคันถะ     
			<remark  id="s3b34c10l4" />                   ๓๐-๕. คันถคันถสัมปยุตตทุกะ  
			<remark  id="s3b34c10l5" />คนฺถา เจว ธมฺมา คนฺถสมฺปยุตฺตา จ                   ธรรมเป็นคันถะ และสัมปยุตด้วยคันถะ        
			<remark  id="s3b34c10l6" />คนฺถสมฺปยุตฺตา เจว ธมฺมา โน                       ธรรมสัมปยุตด้วยคันถะ แต่ไม่เป็นคันถะ      
			<remark  id="s3b34c10l7" />จ คนฺถา          
			<remark  id="s3b34c10l8" />                  ๓๑-๖. คันถวิปปยุตตคันถนิยทุกะ  
			<remark  id="s3b34c10l9" />คนฺถวิปฺปยุตฺตา โข ปน ธมฺมา                        ธรรมวิปปยุตจากคันถะ แต่เป็นอารมณ์ของคันถะ  
			<remark  id="s3b34c10l10" />คนฺถนิยาปี       
			<remark  id="s3b34c10l11" />(คนฺถวิปฺปยุตฺตา โข ปน ธมฺมา)                      ธรรมวิปปยุตจากคันถะ  และไม่เป็นอารมณ์    
			<remark  id="s3b34c10l12" />อคนฺถนิยาปี                                     ของคันถะ           
			<remark  id="s3b34c10l13" />                         โอฆโคจฉกะ        
			<remark  id="s3b34c10l14" />                     หมวดที่ ๖ มี ๖ ทุกะ คือ  
			<remark  id="s3b34c10l15" />     [๗]                 ๓๒-๑. โอฆทุกะ    
			<remark  id="s3b34c10l16" />โอฆา ธมฺมา                                    ธรรมเป็นโอฆะ         
			<remark  id="s3b34c10l17" />โน โอฆา ธมฺมา                                 ธรรมไม่เป็นโอฆะ      
			<remark  id="s3b34c10l18" />                       ๓๓-๒. โอฆนิยทุกะ   
			<remark  id="s3b34c10l19" />โอฆนิยา ธมฺมา                                  ธรรมเป็นอารมณ์ของโอฆะ  
			<remark  id="s3b34c10l20" />อโนฆนิยา ธมฺมา                                 ธรรมไม่เป็นอารมณ์ของโอฆะ  
			<remark  id="s3b34c10l21" />                     ๓๔-๓. โอฆสัมปยุตตทุกะ  
			<remark  id="s3b34c10l22" />โอฆสมฺปยุตฺตา ธมฺมา                              ธรรมสัมปยุตด้วยโอฆะ  
			<remark  id="s3b34c10l23" />โอฆวิปฺปยุตฺตา ธมฺมา                              ธรรมวิปปยุตจากโอฆะ 
		</para>
	</section>
	<section id="s3b34c11" >
		<para id="s3b34c11p">
			<remark  id="s3b34c11l1" />                     ๓๕-๔. โอฆโอฆนิยทุกกะ  
			<remark  id="s3b34c11l2" />โอฆา เจว ธมฺมา โอฆนิยา จ                      ธรรมเป็นโอฆะและเป็นอารมณ์ของโอฆะ              
			<remark  id="s3b34c11l3" />โอฆนิยา เจว ธมฺมา โน จ โอฆา                    ธรรมเป็นอารมณ์ของโอฆะแต่ไม่เป็นโอฆะ          
			<remark  id="s3b34c11l4" />                   ๓๖-๕. โอฆโอฆสัมปยุตตทุกะ  
			<remark  id="s3b34c11l5" />โอฆา เจว ธมฺมา โอฆสมฺปยุตฺตา จ                   ธรรมเป็นโอฆะ และสัมปยุตด้วยโอฆะ            
			<remark  id="s3b34c11l6" />โอฆสมฺปยุตฺตา เจว ธมฺมา โน จ                     ธรรมสัมปยุตด้วยโอฆะ แต่ไม่เป็นโอฆะ         
			<remark  id="s3b34c11l7" />โอฆา             
			<remark  id="s3b34c11l8" />                  ๓๗-๖. โอฆวิปปยุตตโอฆนิยทุกะ  
			<remark  id="s3b34c11l9" />โอฆวิปฺปยุตฺตา โข ปน ธมฺมา                        ธรรมวิปปยุตจากโอฆะ แต่เป็นอารมณ์ของโอฆะ   
			<remark  id="s3b34c11l10" />โอฆนิยาปิ        
			<remark  id="s3b34c11l11" />(โอฆวิปฺปยุตฺตา โข ปน ธมฺมา)                      ธรรมวิปปยุตจากโอฆะ  และไม่เป็นอารมณ์      
			<remark  id="s3b34c11l12" />อโนฆนิยาปิ                                     ของโอฆะ             
			<remark  id="s3b34c11l13" />                         โยคโคจฉกะ        
			<remark  id="s3b34c11l14" />                     หมวดที่ ๗ มี ๖ ทุกะ คือ  
			<remark  id="s3b34c11l15" />     [๘]                ๓๘-๑. โยคทุกะ     
			<remark  id="s3b34c11l16" />โยคา ธมฺมา                                    ธรรมเป็นโยคะ         
			<remark  id="s3b34c11l17" />โน โยคา ธมฺมา                                 ธรรมไม่เป็นโยคะ      
			<remark  id="s3b34c11l18" />                       ๓๙-๒. โยคนิยทุกะ   
			<remark  id="s3b34c11l19" />โยคนิยา ธมฺมา                                   ธรรมเป็นอารมณ์ของโยคะ  
			<remark  id="s3b34c11l20" />อโยคนิยา ธมฺมา                                  ธรรมไม่เป็นอารมณ์ของโยคะ  
			<remark  id="s3b34c11l21" />                     ๔๐-๓. โยคสัมปยุตตทุกะ  
			<remark  id="s3b34c11l22" />โยคสมฺปยุตฺตา ธมฺมา                                ธรรมสัมปยุตด้วยโยคะ  
			<remark  id="s3b34c11l23" />โยควิปฺปยุตฺตา ธมฺมา                               ธรรมวิปปยุตจากโยคะ  
		</para>
	</section>
	<section id="s3b34c12" >
		<para id="s3b34c12p">
			<remark  id="s3b34c12l1" />                     ๔๑-๔. โยคโยคนิยทุกะ  
			<remark  id="s3b34c12l2" />โยคา เจว ธมฺมา โยคนิยา จ                        ธรรมเป็นโยคะ และเป็นอารมณ์ของโยคะ           
			<remark  id="s3b34c12l3" />โยคนิยา เจว ธมฺมา โน จ โยคา                     ธรรมเป็นอารมณ์ของโยคะ แต่ไม่เป็นโยคะ        
			<remark  id="s3b34c12l4" />                   ๔๒-๕. โยคโยคสัมปยุตตทุกะ  
			<remark  id="s3b34c12l5" />โยคา เจว ธมฺมา โยคสมฺปยุตฺตา จ                     ธรรมเป็นโยคะ และสัมปยุตด้วยโยคะ          
			<remark  id="s3b34c12l6" />โยคสมฺปยุตฺตา เจว ธมฺมา โน จ โยคา                  ธรรมสัมปยุตด้วยโยคะ แต่ไม่เป็นโยคะ       
			<remark  id="s3b34c12l7" />                  ๔๓-๖. โยควิปปยุตตโยคนิยทุกะ  
			<remark  id="s3b34c12l8" />โยควิปฺปยุตฺตา โข ปน ธมฺมา                        ธรรมวิปปยุตจากโยคะ แต่เป็นอารมณ์ของโยคะ   
			<remark  id="s3b34c12l9" />โยคนิยาปิ        
			<remark  id="s3b34c12l10" />(โยควิปฺปยุตฺตา โข ธมฺมา)                          ธรรมวิปปยุตจากโยคะ  และไม่เป็นอารมณ์     
			<remark  id="s3b34c12l11" />อโยคนิยาปิ                                      ของโยคะ            
			<remark  id="s3b34c12l12" />                         นีวรณโคจฉกะ      
			<remark  id="s3b34c12l13" />                     หมวดที่ ๘ มี ๖ ทุกะ คือ  
			<remark  id="s3b34c12l14" />          [๙]           ๔๔-๑. นีวรณทุกะ   
			<remark  id="s3b34c12l15" />นีวรณา ธมฺมา                                   ธรรมนิวรณ์          
			<remark  id="s3b34c12l16" />โน นีวรณา  ธมฺมา                                ธรรมไม่เป็นนิวรณ์  
			<remark  id="s3b34c12l17" />                       ๔๕-๒. นีวรณิยทุกะ  
			<remark  id="s3b34c12l18" />นีวรณิยา ธมฺมา                                   ธรรมเป็นอารมณ์ของนิวรณ์  
			<remark  id="s3b34c12l19" />อนีวรณิยา ธมฺมา                                 ธรรมไม่เป็นอารมณ์ของนิวรณ์                  
			<remark  id="s3b34c12l20" />                    ๔๖-๓. นีวรณสัมปยุตตทุกะ  
			<remark  id="s3b34c12l21" />นีวรณสมฺปยุตฺตา ธมฺมา                              ธรรมสัมปยุตด้วยนิวรณ์  
			<remark  id="s3b34c12l22" />นีวรณวิปฺปยุตฺตา ธมฺมา                               ธรรมวิปปยุตจากนิวรณ์        
		</para>
	</section>
	<section id="s3b34c13" >
		<para id="s3b34c13p">
			<remark  id="s3b34c13l1" />                     ๔๗-๔. นีวรณนีวรณิยทุกะ  
			<remark  id="s3b34c13l2" />นีวรณา เจว ธมฺมา นีวรณิยา จ                       ธรรมเป็นนิวรณ์ และเป็นอารมณ์ของนิวรณ์     
			<remark  id="s3b34c13l3" />นีวรณิยา เจว ธมฺมา โน จ นีวรณา                    ธรรมเป็นอารมณ์ของนิวรณ์ แต่ไม่เป็นนิวรณ์  
			<remark  id="s3b34c13l4" />                   ๔๘-๕. นีวรณนีวรณสัมปยุตตทุกะ  
			<remark  id="s3b34c13l5" />นีวรณา เจว ธมฺมา นิวรณสมฺปยุตฺตา จ                  ธรรมเป็นนิวรณ์และสัมปยุตด้วยนิวรณ์      
			<remark  id="s3b34c13l6" />นีวรณสมฺปยุตฺตา เจว ธมฺมา โน จ นีวรณา                ธรรมสัมปยุตด้วยนิวรณ์ แต่ไม่เป็นนิวรณ์   
			<remark  id="s3b34c13l7" />                  ๔๙-๖. นีวรณวิปปยุตตนีวรณิยทุกะ                   
			<remark  id="s3b34c13l8" />นีวรณวิปฺปยุตฺตา โข ปน ธมฺมา                        ธรรมวิปปยุตจากนิวรณ์ แต่เป็นอารมณ์ของนิวรณ์  
			<remark  id="s3b34c13l9" />นีวรณิยาปิ       
			<remark  id="s3b34c13l10" />(นีวรณวิปฺปยุตฺตา โข ปน ธมฺมา)                      ธรรมวิปปยุตจากนิวรณ์ และไม่เป็นอารมณ์ของ  
			<remark  id="s3b34c13l11" />อนีวรณิยาปิ                                      นิวรณ์            
			<remark  id="s3b34c13l12" />                        ปรามาสโคจฉกะ      
			<remark  id="s3b34c13l13" />                     หมวดที่ ๙ มี ๕ ทุกะ คือ  
			<remark  id="s3b34c13l14" />     [๑๐]              ๕๐-๑. ปรามาสทุกะ   
			<remark  id="s3b34c13l15" />ปรามาสา ธมฺมา                                  ธรรมเป็นปรามาสะ (ทิฏฐิ)  
			<remark  id="s3b34c13l16" />โน ปรามาสา ธมฺมา                               ธรรมไม่เป็นปรามาสะ  
			<remark  id="s3b34c13l17" />                      ๕๑-๒. ปรามัฏฐทุกะ   
			<remark  id="s3b34c13l18" />ปรามฏฺฐา ธมฺมา                                  ธรรมเป็นอารมณ์ของปรามาสะ  
			<remark  id="s3b34c13l19" />อปรามฏฺฐา ธมฺมา                                 ธรรมไม่เป็นอารมณ์ของปรามาสะ                 
			<remark  id="s3b34c13l20" />                   ๕๒-๓. ปรามาสสัมปยุตตทุกะ  
			<remark  id="s3b34c13l21" />ปรามาสสมฺปยุตฺตา ธมฺมา                            ธรรมสัมปยุตด้วยปรามาสะ  
			<remark  id="s3b34c13l22" />ปรามาสวิปฺปยุตฺตา ธมฺมา                            ธรรมวิปปยุตจากปรามาสะ  
		</para>
	</section>
	<section id="s3b34c14" >
		<para id="s3b34c14p">
			<remark  id="s3b34c14l1" />                   ๕๓-๔. ปรามาสปรามัฏฐทุกะ  
			<remark  id="s3b34c14l2" />ปรามาสา เจว ธมฺมา ปรามฏฺฐา จ                    ธรรมเป็นปรามาสะ และเป็นอารมณ์ของปรามาสะ     
			<remark  id="s3b34c14l3" />ปรามฏฺฐา เจว ธมฺมา โน จ ปรามาสา                 ธรรมเป็นอารมณ์ของปรามาสะ แต่ไม่เป็นของ      
			<remark  id="s3b34c14l4" />                                              ปรามาสะ              
			<remark  id="s3b34c14l5" />                ๕๔-๕. ปรามาสวิปปยุตตปรามัฏฐทุกะ  
			<remark  id="s3b34c14l6" />ปรามาสวิปฺปยุตฺตา โข ปน ธมฺมา                      ธรรมวิปปยุตจากปรามาสะ  แต่เป็นอารมณ์     
			<remark  id="s3b34c14l7" />ปรามฏฺฐาปิ                                      ปรามาสะ            
			<remark  id="s3b34c14l8" />(ปรามาสวิปฺปยุตฺตา โข ปน ธมฺมา)                    ธรรมวิปปยุตจากปรามาสะ  และไม่เป็นอารมณ์  
			<remark  id="s3b34c14l9" />อปรามฏฺฐาปี                                     ของปรามาสะ         
			<remark  id="s3b34c14l10" />                          มหันตรทุกะ      
			<remark  id="s3b34c14l11" />                    หมวดที่ ๑๐ มี ๑๔ ทุกะ คือ  
			<remark  id="s3b34c14l12" />     [๑๑]             ๕๕-๑. สารัมมณทุกะ   
			<remark  id="s3b34c14l13" />สารมฺมณา ธมฺมา                                  ธรรมมีอารมณ์       
			<remark  id="s3b34c14l14" />อนารมฺมณา ธมฺมา                                 ธรรมไม่มีอารมณ์    
			<remark  id="s3b34c14l15" />                        ๕๖-๒. จิตตทุกะ    
			<remark  id="s3b34c14l16" />จิตฺตา ธมฺมา                                     ธรรมเป็นจิต       
			<remark  id="s3b34c14l17" />โน จิตฺตา ธมฺมา                                  ธรรมไม่เป็นจิต    
			<remark  id="s3b34c14l18" />                       ๕๗-๓. เจตสิกทุกะ   
			<remark  id="s3b34c14l19" />เจตสิกา ธมฺมา                                   ธรรมเป็นเจตสิก     
			<remark  id="s3b34c14l20" />อเจตสิกา ธมฺมา                                  ธรรมไม่เป็นเจตสิก  
			<remark  id="s3b34c14l21" />                     ๕๘-๔. จิตตสัมปยุตตทุกะ  
			<remark  id="s3b34c14l22" />จิตฺตสมฺปยุตฺตา ธมฺมา                               ธรรมสัมปยุตด้วยจิต  
			<remark  id="s3b34c14l23" />จิตฺตวิปฺปยุตฺตา ธมฺมา                               ธรรมวิปปยุตจากจิต  
		</para>
	</section>
	<section id="s3b34c15" >
		<para id="s3b34c15p">
			<remark  id="s3b34c15l1" />                     ๕๙-๕. จิตตสังสัฏฐทุกะ  
			<remark  id="s3b34c15l2" />จิตฺตสํสฏฺฐา ธมฺมา                               ธรรมเจือกับจิต    
			<remark  id="s3b34c15l3" />จตฺตวิสํสฏฺฐา ธมฺมา                              ธรรมไม่เจือกับจิต  
			<remark  id="s3b34c15l4" />                     ๖๐-๖. จิตตสมุฏฐานทุกะ  
			<remark  id="s3b34c15l5" />จิตฺตสมุฏฺฐานา ธมฺมา                               ธรรมมีจิตเป็นสมุฏฐาน  
			<remark  id="s3b34c15l6" />โน จิตฺตสมุฏฺฐานา ธมฺมา                            ธรรมไม่มีจิตเป็นสมุฏฐาน                  
			<remark  id="s3b34c15l7" />                      ๖๑-๗. จิตตสหภูทุกะ  
			<remark  id="s3b34c15l8" />จิตฺตสหภุโน ธมฺมา                                 ธรรมเกิดร่วมกับจิต  
			<remark  id="s3b34c15l9" />โน จิตฺตสหภุโน ธมฺมา                               ธรรมไม่เกิดร่วมกับจิต  
			<remark  id="s3b34c15l10" />                    ๖๒-๘. จิตตานุปริวัตติทุกะ  
			<remark  id="s3b34c15l11" />จิตฺตานุปริวตฺติโน ธมฺมา                             ธรรมเกิดคล้อยตามจิต  
			<remark  id="s3b34c15l12" />โน จิตฺตานุปริวตฺติโน ธมฺมา                          ธรรมไม่เกิดคล้อยตามจิต                 
			<remark  id="s3b34c15l13" />                  ๖๓-๙. จิตตสังสัฏฐสมุฏฐานทุกะ  
			<remark  id="s3b34c15l14" />จิตฺตสํสฏฺฐสมุฏฺฐานา ธมฺมา                        ธรรมเจือกับจิตและมีจิตเป็นสมุฏฐาน         
			<remark  id="s3b34c15l15" />โน จิตฺตสํสฏฺฐสมุฏฺฐานา ธมฺมา                        ธรรมไม่เจือกับจิตและไม่มีจิตเป็นสมุฏฐาน  
			<remark  id="s3b34c15l16" />                ๖๔-๑๐. จิตตสังสัฏฐสมุฏฐานสหภูทุกะ                  
			<remark  id="s3b34c15l17" />จิตฺตสํสฏฺฐสมุฏฺฐานสหภุโน ธมฺมา                       ธรรมเจือกับจิต มีจิตเป็นสมุฏฐาน และเกิดร่วม  
			<remark  id="s3b34c15l18" />                                              กับจิต               
			<remark  id="s3b34c15l19" />โน จิตฺตสํสฏฺฐสมุฏฺฐานสหภุโน                        ธรรมไม่เจือกับจิต  ไม่มีจิตเป็นสมุฏฐาน และ  
			<remark  id="s3b34c15l20" />ธมฺมา                                          ไม่เกิดร่วมกับจิต   
			<remark  id="s3b34c15l21" />              ๖๕-๑๑. จิตตสังสัฏฐสมุฏฐานานุปริวัตติทุกะ             
			<remark  id="s3b34c15l22" />จิตฺตสํสฏฺฐสมุฏฺฐานานุปริวตฺติโน  ธมฺมา                  ธรรมเจือกับจิตเป็นสมุฏฐานและเกิดคล้อยตามจิต                   
			<remark  id="s3b34c15l23" />โน จิตฺตสํสฏฺฐสมุฏฺฐานานุปริวตฺติ โน                   ธรรมไม่เจือกับจิต ไม่มีจิตเป็นสมุฏฐาน และ  
			<remark  id="s3b34c15l24" />ธมฺมา                                          ไม่เกิดคล้อยตามจิต  
		</para>
	</section>
	<section id="s3b34c16" >
		<para id="s3b34c16p">
			<remark  id="s3b34c16l1" />                      ๖๖-๑๒. อัชฌัตติกทุกะ  
			<remark  id="s3b34c16l2" />อชฺฌตฺติกา ธมฺมา                                  ธรรมเป็นภายใน    
			<remark  id="s3b34c16l3" />พาหิรา ธมฺมา                                    ธรรมเป็นภายนอก     
			<remark  id="s3b34c16l4" />                      ๖๗-๑๓. อุปาทาทุกะ   
			<remark  id="s3b34c16l5" />อุปาทา ธมฺมา                                    ธรรมอาศัยมหาภูตรูปเกิด  
			<remark  id="s3b34c16l6" />โน อุปาทา ธมฺมา                                 ธรรมไม่อาศัยมหาภูตรูปเกิด                   
			<remark  id="s3b34c16l7" />                      ๖๘-๑๔. อุปาทินนทุกะ  
			<remark  id="s3b34c16l8" />อุปาทินฺนา ธมฺมา                                  ธรรมอันเจตนากรรมที่สัมปยุตด้วยตัณหา ทิฏฐิ   
			<remark  id="s3b34c16l9" />                                              เข้ายึดครอง          
			<remark  id="s3b34c16l10" />อนุปาทินฺนา ธมฺมา                                ธรรมอันเจตนากรรมที่สัมปยุตด้วยตัณหา ทิฏฐิ  
			<remark  id="s3b34c16l11" />                                              ไม่เข้ายึดครอง       
			<remark  id="s3b34c16l12" />                        อุปาทานโคจฉกะ     
			<remark  id="s3b34c16l13" />                    หมวดที่ ๑๑ มี ๖ ทุกะ คือ  
			<remark  id="s3b34c16l14" />      [๑๒]             ๖๙-๑. อุปาทานทุกะ  
			<remark  id="s3b34c16l15" />อุปาทานา ธมฺมา                                   ธรรมเป็นอุปาทาน   
			<remark  id="s3b34c16l16" />โน อุปาทานา ธมฺมา                                ธรรมไม่เป็นอุปาทาน  
			<remark  id="s3b34c16l17" />                      ๗๐-๒. อุปาทานิยทุกะ  
			<remark  id="s3b34c16l18" />อุปาทานิยา ธมฺมา                                  ธรรมเป็นอารมณ์ของอุปาทาน                  
			<remark  id="s3b34c16l19" />อนุปาทานิยา ธมฺมา                                ธรรมไม่เป็นอารมณ์ของอุปาทาน                
			<remark  id="s3b34c16l20" />                   ๗๑-๓. อุปาทานสัมปยุตตทุกะ  
			<remark  id="s3b34c16l21" />อุปาทานสมฺปยุตฺตา ธมฺมา                             ธรรมสัมปยุตด้วยอุปาทาน                  
			<remark  id="s3b34c16l22" />อุปาทานวิปฺปยุตฺตา ธมฺมา                             ธรรมวิปปยุตจากอุปาทาน 
		</para>
	</section>
	<section id="s3b34c17" >
		<para id="s3b34c17p">
			<remark  id="s3b34c17l1" />                   ๗๒-๔. อุปาทานอุปาทานิยทุกะ  
			<remark  id="s3b34c17l2" />อุปาทานา เจว ธมฺมา อุปาทานิยา จ                    ธรรมเป็นอุปาทานและเป็นอารมณ์ของอุปาทาน   
			<remark  id="s3b34c17l3" />อุปาทานิยา เจว ธมฺมา โน จ                         ธรรมเป็นอารมณ์ของอุปาทาน แต่ไม่เป็นอุปาทาน  
			<remark  id="s3b34c17l4" />อุปาทานา         
			<remark  id="s3b34c17l5" />                ๗๓-๕. อุปาทานอุปาทานสัมปยุตตทุกะ                   
			<remark  id="s3b34c17l6" />อุปาทานา เจว ธมฺมา อุปาทาน                       ธรรมเป็นอุปาทาน และสัมปยุตด้วยอุปาทาน     
			<remark  id="s3b34c17l7" />สมฺปยุตฺตา จ     
			<remark  id="s3b34c17l8" />อุปาทานสมฺปยุตฺตา เจว ธมฺมา                         ธรรมสัมปยุตด้วยอุปาทาน แต่ไม่เป็นอุปาทาน  
			<remark  id="s3b34c17l9" />โน จ อุปาทานา    
			<remark  id="s3b34c17l10" />                ๗๔-๖. อุปาทานวิปปยุตตอุปาทานิยทุก                  
			<remark  id="s3b34c17l11" />อุปาทานวิปฺปยุตฺตา โข ปน                            ธรรมวิปปยุตจากอุปาทาน  แต่เป็นอารมณ์    
			<remark  id="s3b34c17l12" />ธมฺมา อุปาทานิยาปิ                                 ของอุปาทาน      
			<remark  id="s3b34c17l13" />(อุปาทานวิปฺปยุตฺตา โข ปน ธมฺมา)                    ธรรมวิปปยุตจากอุปาทาน   และไม่เป็น      
			<remark  id="s3b34c17l14" />อนุปาทานิยาปิ                                     อารมณ์ของอุปาทาน  
			<remark  id="s3b34c17l15" />                         กิเลสโคจฉกะ      
			<remark  id="s3b34c17l16" />                    หมวดที่ ๑๒ มี ๘ ทุกะ คือ  
			<remark  id="s3b34c17l17" />          [๑๓]          ๗๕-๑. กิเลสทุกะ   
			<remark  id="s3b34c17l18" />กิเลสา ธมฺมา                                     ธรรมเป็นกิเลส     
			<remark  id="s3b34c17l19" />โน กิเลสา ธมฺมา                                  ธรรมไม่เป็นกิเลส  
			<remark  id="s3b34c17l20" />                      ๗๖-๒. สังกิเลสิกทุกะ  
			<remark  id="s3b34c17l21" />สงฺกิเลสิกา ธมฺมา                                  ธรรมเป็นอารมณ์ของสังกิเลส                
			<remark  id="s3b34c17l22" />อสงฺกิเลสิกา ธมฺมา                                 ธรรมไม่เป็นอารมณ์ของสังกิเลส  
		</para>
	</section>
	<section id="s3b34c18" >
		<para id="s3b34c18p">
			<remark  id="s3b34c18l1" />                      ๗๗-๓. สังกิลิฏฐทุกะ  
			<remark  id="s3b34c18l2" />สงฺกิลิฏฐา ธมฺมา                                   ธรรมเศร้าหมอง   
			<remark  id="s3b34c18l3" />อสงฺกิลิฏฐา ธมฺมา                                  ธรรมไม่เศร้าหมอง  
			<remark  id="s3b34c18l4" />                    ๗๘-๔. กิเลสสัมปยุตตทุกะ  
			<remark  id="s3b34c18l5" />กิเลสสมฺปยุตฺตา ธมฺมา                               ธรรมสัมปยุตด้วยกิเลส  
			<remark  id="s3b34c18l6" />กิเลสวิปฺปยุตฺตา ธมฺมา                               ธรรมวิปปยุตจากกิเลส  
			<remark  id="s3b34c18l7" />                    ๗๙-๕. กิเลสสังกิเลสิกทุกะ  
			<remark  id="s3b34c18l8" />กิเลสา เจว ธมฺมา สงฺกิเลสิกา จ                      ธรรมเป็นกิเลสและเป็นอารมณ์ของสังกิเลส   
			<remark  id="s3b34c18l9" />สงฺกิเลสิกา เจว ธมฺมา โน จ กิเลสา                   ธรรมเป็นอารมณ์ของสังกิเลส แต่ไม่เป็นกิเลส  
			<remark  id="s3b34c18l10" />                    ๘๐-๖. กิเลสสังกิลิฏฐทุกะ  
			<remark  id="s3b34c18l11" />กิเลสา เจว สงฺกิลิฏฺฐา จ                             ธรรมเป็นกิเลสและเศร้าหมอง              
			<remark  id="s3b34c18l12" />สงฺกิลิฏฺฐา เจว ธมฺมา โน จ กิเลสา                     ธรรมเศร้าหมองแต่ไม่เป็นกิเลส          
			<remark  id="s3b34c18l13" />                  ๘๑-๗. กิเลสกิเลสสัมปยุตตทุกะ  
			<remark  id="s3b34c18l14" />กิเลสา เจว ธมฺมา กิเลสสมฺปยุตฺตา จ                   ธรรมเป็นกิเลสและสัมปยุตด้วยกิเลส       
			<remark  id="s3b34c18l15" />กิเลสสมฺปยุตฺตา เจว ธมฺมา โน จ กิเลสา                ธรรมสัมปยุตด้วยกิเลส  แต่ไม่เป็นกิเลส  
			<remark  id="s3b34c18l16" />                 ๘๒-๘. กิเลสวิปปยุตตสังกิเลสิกทุกะ                 
			<remark  id="s3b34c18l17" />กิเลสวิปฺปยุตฺตา โข ปน ธมฺมา                         ธรรมวิปปยุตจากกิเลส   แต่เป็นอารมณ์ของ   
			<remark  id="s3b34c18l18" />สงฺกิเลสิกาปิ                                      สังกิเลส        
			<remark  id="s3b34c18l19" />(กิเลสวิปฺปยุตฺตา โข ปน ธมฺมา)                       ธรรมวิปปยุตจากกิเลส  และไม่เป็นอารมณ์ของ  
			<remark  id="s3b34c18l20" />อสงฺกิเลสิกาปิ                                     สังกิเลส        
			<remark  id="s3b34c18l21" />                           ปิฏฐิทุกะ      
			<remark  id="s3b34c18l22" />                    หมวดที่ ๑๓ มี ๑๘ ทุกะ คือ  
			<remark  id="s3b34c18l23" />   [๑๔]             ๘๓-๑. ทัสสเนนปหาตัพพทุกะ  
			<remark  id="s3b34c18l24" />ทสฺสเนน ปหาตพฺพา ธมฺมา                            ธรรมอันโสดาปัตติมรรคประหาณ                
			<remark  id="s3b34c18l25" />น ทสฺสเนน ปหาตพฺพา ธมฺมา                          ธรรมอันโสดาปัตติมรรคไม่ประหาณ  
		</para>
	</section>
	<section id="s3b34c19" >
		<para id="s3b34c19p">
			<remark  id="s3b34c19l1" />                                   ๘๔-๒. ภาวนายปหาตัพพทุกะ         
			<remark  id="s3b34c19l2" />ภาวนาย ปหาตพฺพา ธมฺมา                            ธรรมอันมรรคเบื้องสูง ๓ ประหาณ              
			<remark  id="s3b34c19l3" />น ภาวนาย ปหาตพฺพา ธมฺมา                          ธรรมอันมรรคเบื้องสูง ๓ ไม่ประหาณ           
			<remark  id="s3b34c19l4" />                 ๘๕-๓. ทัสสเนนปหาตัพพเหตุกทุกะ  
			<remark  id="s3b34c19l5" />ทสฺสเนน ปหาตพฺพเหตุกา ธมฺมา                        ธรรมมีสัมปยุตตเหตุอันโสดาปัตติมรรคประหาณ   
			<remark  id="s3b34c19l6" />น ทสฺสเนน ปหาตพฺพเหตุกา ธมฺมา                      ธรรมไม่มีสัมปยุตตเหตุอันโสดาปัตติมรรคจะ  
			<remark  id="s3b34c19l7" />                                               ประหาณ              
			<remark  id="s3b34c19l8" />                 ๘๖-๔. ภาวนายปหาตัพพเหตุกทุกะ  
			<remark  id="s3b34c19l9" />ภาวนาย ปหาตพฺพเหตุกา ธมฺมา                        ธรรมมีสัมปยุตตเหตุอันมรรคเบื้องสูง ๓ ประหาณ  
			<remark  id="s3b34c19l10" />น ภาวนาย ปหาตพฺพเหตุกา ธมฺมา                      ธรรมไม่มีสัมปยุตตเหตุอันมรรคเบื้องสูง ๓ จะ  
			<remark  id="s3b34c19l11" />                                               ประหาณ              
			<remark  id="s3b34c19l12" />                      ๘๗-๕. สวิตักกทุกะ   
			<remark  id="s3b34c19l13" />สวิตกฺกา ธมฺมา                                    ธรรมมีวิตก       
			<remark  id="s3b34c19l14" />อวิตกฺกา ธมฺมา                                    ธรรมไม่มีวิตก    
			<remark  id="s3b34c19l15" />                       ๘๘-๖. สวิจารทุกะ   
			<remark  id="s3b34c19l16" />สวิจารา ธมฺมา                                    ธรรมมีวิจาร       
			<remark  id="s3b34c19l17" />อวิจารา ธมฺมา                                    ธรรมไม่มีวิจาร    
			<remark  id="s3b34c19l18" />                       ๘๙-๗. สัปปืติกทุกะ  
			<remark  id="s3b34c19l19" />สปฺปีติกา ธมฺมา                                    ธรรมมีปีติ      
			<remark  id="s3b34c19l20" />อปฺปีติกา ธมฺมา                                    ธรรมไม่มีปีติ   
			<remark  id="s3b34c19l21" />                      ๙๐-๘. ปืติสหคตทุกะ  
			<remark  id="s3b34c19l22" />ปีติสหคตา ธมฺมา                                   ธรรมสหรคตด้วยปีติ  
			<remark  id="s3b34c19l23" />น ปีติสคตา ธมฺมา                                  ธรรมไม่สหรคตด้วยปีติ  
		</para>
	</section>
	<section id="s3b34c20" >
		<para id="s3b34c20p">
			<remark  id="s3b34c20l1" />                      ๙๑-๙. สุขสหคตทุกะ   
			<remark  id="s3b34c20l2" />สุขสหคตา ธมฺมา                                   ธรรมสหรคตด้วยสุขเวทนา  
			<remark  id="s3b34c20l3" />น สุขสหคตา ธมฺมา                                 ธรรมไม่สหรคตด้วยสุขเวทนา                   
			<remark  id="s3b34c20l4" />                    ๙๒-๑๐. อุเปกขาสหคตทุกะ  
			<remark  id="s3b34c20l5" />อุเปกฺขาสหคตา ธมฺมา                               ธรรมสหรคตด้วยอุเบกขาเวทนา                 
			<remark  id="s3b34c20l6" />น อุเปกฺขาสหคตา ธมฺมา                             ธรรมไม่สหรคตด้วยอุเบกขาเวทนา              
			<remark  id="s3b34c20l7" />                     ๙๓-๑๑. กามาวจรทุกะ   
			<remark  id="s3b34c20l8" />กามาวจรา ธมฺมา                                  ธรรมเป็นกามาวจร    
			<remark  id="s3b34c20l9" />น กามาวจรา ธมฺมา                                ธรรมไม่เป็นกามาวจร  
			<remark  id="s3b34c20l10" />                      ๙๔-๑๒. รูปาวจรทุกะ  
			<remark  id="s3b34c20l11" />รูปาวจรา ธมฺมา                                   ธรรมเป็นรูปาวจร   
			<remark  id="s3b34c20l12" />น รูปาวจรา ธมฺมา                                 ธรรมไม่เป็นรูปาวจร  
			<remark  id="s3b34c20l13" />                     ๙๕-๑๓. อรูปาวจรทุกะ  
			<remark  id="s3b34c20l14" />อรูปาวจรา ธมฺมา                                  ธรรมเป็นอรูปาวจร  
			<remark  id="s3b34c20l15" />น อรูปาวจรา ธมฺมา                                 ธรรมไม่เป็นอรูปาวจร  
			<remark  id="s3b34c20l16" />                     ๙๖-๑๔. ปริยาปันนทุกะ  
			<remark  id="s3b34c20l17" />ปริยาปนฺนา ธมฺมา                                  ธรรมเป็นปริยาปันนะ  
			<remark  id="s3b34c20l18" />อปริยาปนฺนา ธมฺมา                                 ธรรมเป็นอปริยาปันนะ  
			<remark  id="s3b34c20l19" />                      ๙๗-๑๕. นิยยานิกทุกะ  
			<remark  id="s3b34c20l20" />นิยฺยนิกา ธมฺมา                                    ธรรมเป็นเหตุนำออกจากสังสารวัฏ            
			<remark  id="s3b34c20l21" />อนิยฺยานิกา ธมฺมา                                  ธรรมไม่เป็นเหตุนำออกจากสังสารวัฏ         
			<remark  id="s3b34c20l22" />                       ๙๘-๑๖. นิยตทุกะ    
			<remark  id="s3b34c20l23" />นิยตา ธมฺมา                                      ธรรมให้ผลแน่นอน   
			<remark  id="s3b34c20l24" />อนิยตา ธมฺมา                                     ธรรมให้ผลไม่แน่นอน  
		</para>
	</section>
	<section id="s3b34c21" >
		<para id="s3b34c21p">
			<remark  id="s3b34c21l1" />                      ๙๙-๑๗. สอุตตรทุกะ   
			<remark  id="s3b34c21l2" />สอุตฺตรา ธมฺมา                                    ธรรมมีธรรมอื่นยิ่งกว่า  
			<remark  id="s3b34c21l3" />อนุตฺตรา ธมฺมา                                    ธรรมไม่มีธรรมอื่นยิ่งกว่า                 
			<remark  id="s3b34c21l4" />                       ๑๐๐-๑๘. สรณทุกะ    
			<remark  id="s3b34c21l5" />สรณา ธมฺมา                                      ธรรมเกิดกับกิเลส   
			<remark  id="s3b34c21l6" />อรณา ธมฺมา                                      ธรรมไม่เกิดกับกิเลส  
			<remark  id="s3b34c21l7" />                   อภิธรรมมาติกา ๑๐๐ ทุกะ จบ  
			<remark  id="s3b34c21l8" />                         ----------       
			<remark  id="s3b34c21l9" />                     สุตตันตมาติกา ๔๒ ทุกะ  
			<remark  id="s3b34c21l10" />        [๑๕]            ๑. วิชชาภาคีทุกะ  
			<remark  id="s3b34c21l11" />วิชฺชาภาคิโน ธมฺมา                                 ธรรมเป็นไปในส่วนวิชชา  
			<remark  id="s3b34c21l12" />อวิชฺชาภาคิโน ธมฺมา                                ธรรมเป็นไปในส่วนอวิชชา                   
			<remark  id="s3b34c21l13" />                        ๒. วิชชูปมทุกะ    
			<remark  id="s3b34c21l14" />วิชฺชูปมา ธมฺมา                                    ธรรมเหมือนฟ้าแลบ  
			<remark  id="s3b34c21l15" />วชิรูปมา ธมฺมา                                    ธรรมเหมือนฟ้าผ่า  
			<remark  id="s3b34c21l16" />                         ๓. พาลทุกะ       
			<remark  id="s3b34c21l17" />พาลา ธมฺมา                                      ธรรมทำให้เป็นพาล   
			<remark  id="s3b34c21l18" />ปณฺฑิตา ธมฺมา                                    ธรรมทำให้เป็นบัณฑิต  
			<remark  id="s3b34c21l19" />                         ๔. กัณหทุกะ      
			<remark  id="s3b34c21l20" />กณฺหา ธมฺมา                                       ธรรมดำ           
			<remark  id="s3b34c21l21" />สุกฺกา ธมฺมา                                       ธรรมขาว  
		</para>
	</section>
	<section id="s3b34c22" >
		<para id="s3b34c22p">
			<remark  id="s3b34c22l1" />                         ๕. ตปนิยทุกะ     
			<remark  id="s3b34c22l2" />ตปนิยา ธมฺมา                                     ธรรมทำให้เร่าร้อน  
			<remark  id="s3b34c22l3" />อตปนิยา ธมฺมา                                    ธรรมไม่ทำให้เร่าร้อน  
			<remark  id="s3b34c22l4" />                        ๖. อธิวจนทุกะ     
			<remark  id="s3b34c22l5" />อธิวจนา ธมฺมา                                    ธรรมเป็นชื่อ      
			<remark  id="s3b34c22l6" />อธิวจนปถา ธมฺมา                                  ธรรมเป็นเหตุของธรรมเป็นชื่อ                
			<remark  id="s3b34c22l7" />                         ๗. นิรุตติทุกะ   
			<remark  id="s3b34c22l8" />นิรุตฺติ ธมฺมา                                      ธรรมเป็นนิรุตติ  
			<remark  id="s3b34c22l9" />นิรุตฺติปถา ธมฺมา                                   ธรรมเป็นเหตุของธรรมเป็นนิรุตติ          
			<remark  id="s3b34c22l10" />                        ๘. ปัญญัติติทุกะ  
			<remark  id="s3b34c22l11" />ปฺตฺติ ธมฺมา                                     ธรรมเป็นบัญญัติ  
			<remark  id="s3b34c22l12" />ปฺตฺติปถา ธมฺมา                                  ธรรมเป็นเหตุของธรรมเป็นบัญญัติ           
			<remark  id="s3b34c22l13" />                        ๙. นามรูปทุกะ     
			<remark  id="s3b34c22l14" />นามฺจ                                          นามธรรม            
			<remark  id="s3b34c22l15" />รูปฺจ                                           รูปธรรม           
			<remark  id="s3b34c22l16" />                        ๑๐. อวิชชาทุกะ    
			<remark  id="s3b34c22l17" />อวิชฺชา จ                                        ความไม่รู้แจ้ง    
			<remark  id="s3b34c22l18" />ภวตณฺหา จ                                       ความปรารถนาภพ      
			<remark  id="s3b34c22l19" />                        ๑๑. ภวทิฏฐิทุกะ   
			<remark  id="s3b34c22l20" />ภวทิฏฺฐิ จ                                        ความเห็นว่าเกิด  
			<remark  id="s3b34c22l21" />วิภวทิฏฺฐิ จ                                       ความเห็นว่าไม่เกิด  
			<remark  id="s3b34c22l22" />                       ๑๒. สัสสตทิฏฐิทุกะ  
			<remark  id="s3b34c22l23" />สสฺสตทิฏฺฐิ จ                                      ความเห็นว่าเที่ยง  
			<remark  id="s3b34c22l24" />อุจฺเฉททิฏฺฐิ จ                                     ความเห็นว่าสูญ  
		</para>
	</section>
	<section id="s3b34c23" >
		<para id="s3b34c23p">
			<remark  id="s3b34c23l1" />                      ๑๓. อันตวาทิฏฐิทุกะ  
			<remark  id="s3b34c23l2" />อนฺตวาทิฏฺฐิ จ                                     ความเห็นว่ามีที่สุด  
			<remark  id="s3b34c23l3" />อนนฺตวาทิฏฺฐิ จ                                    ความเห็นว่าไม่มีที่สุด                   
			<remark  id="s3b34c23l4" />                     ๑๔. ปุพพันตานุทิฏฐิทุกะ  
			<remark  id="s3b34c23l5" />ปุพฺพนฺตานุทิฏฺฐิ จ                                   ความเห็นปรารภส่วนอดีต                 
			<remark  id="s3b34c23l6" />อปรนฺตานุทิฏฺฐิ  จ                                  ความเห็นปรารภส่วนอนาคต                  
			<remark  id="s3b34c23l7" />                        ๑๕. อหิริกทุกะ    
			<remark  id="s3b34c23l8" />อหิริกฺจ                                         ความไม่ละอาย     
			<remark  id="s3b34c23l9" />อโนตฺตปฺปฺจ                                      ความไม่เกรงกลัว  
			<remark  id="s3b34c23l10" />                         ๑๖. หิริทุกะ     
			<remark  id="s3b34c23l11" />หิริ จ                                           ความละอาย         
			<remark  id="s3b34c23l12" />โอตฺตปฺปฺจ                                       ความเกรงกลัว     
			<remark  id="s3b34c23l13" />                      ๑๗. โทวจัสสตาทุกะ   
			<remark  id="s3b34c23l14" />โทวจสฺสตา จ                                     ความเป็นผู้ว่ายาก  
			<remark  id="s3b34c23l15" />ปาปมิตฺตตา จ                                      ความเป็นผู้มีมิตรชั่ว  
			<remark  id="s3b34c23l16" />                      ๑๘. โสวจัสสตาทุกะ   
			<remark  id="s3b34c23l17" />โสวจสฺสตา จ                                     ความเป็นผู้ว่าง่าย  
			<remark  id="s3b34c23l18" />กลฺยาณมิตฺตตา จ                                    ความเป็นผู้มีมิตรดี  
			<remark  id="s3b34c23l19" />                     ๑๙. อาปัตติกุสลตาทุกะ  
			<remark  id="s3b34c23l20" />อาปตฺติกุสลตา จ                                   ความเป็นผู้ฉลาดในอาบัติ                   
			<remark  id="s3b34c23l21" />อาปตฺติวุฏฺฐานกุสลตา จ                              ความเป็นผู้ฉลาดในการออกจากอาบัติ        
			<remark  id="s3b34c23l22" />                    ๒๐.  สมาปัตติกุสลตาทุกะ  
			<remark  id="s3b34c23l23" />สมาปตฺติกุสลตา จ                                   ความเป็นผู้ฉลาดในสมาบัติ                 
			<remark  id="s3b34c23l24" />สมาปตฺติวุฏฺฐานกุสลตา จ                             ความเป็นผู้ฉลาดในการออกจากสมาบัติ      
		</para>
	</section>
	<section id="s3b34c24" >
		<para id="s3b34c24p">
			<remark  id="s3b34c24l1" />                      ๒๑. ธาตุกุสลตาทุกะ  
			<remark  id="s3b34c24l2" />ธาตุกุสลตา จ                                      ความเป็นผู้ฉลาดในธาตุ  
			<remark  id="s3b34c24l3" />มนสิการกุสลตา จ                                   ความเป็นผู้ฉลาดในการพิจารณา               
			<remark  id="s3b34c24l4" />                     ๒๒. อายตนกุสลตาทุกะ  
			<remark  id="s3b34c24l5" />อายตนกุสลตา จ                                    ความเป็นผู้ฉลาดในอายตนะ  
			<remark  id="s3b34c24l6" />ปฏิจฺจสมุปฺปาทกุสลตา จ                               ความเป็นผู้ฉลาดในปฏิจจสมุปบาท          
			<remark  id="s3b34c24l7" />                      ๒๓. ฐานกุสลตาทุกะ   
			<remark  id="s3b34c24l8" />ฐานกุสลตา จ                                     ความเป็นผู้ฉลาดในฐานะ  
			<remark  id="s3b34c24l9" />อฏฺฐานกุสลตา จ                                   ความเป็นผู้ฉลาดในอฐานะ  
			<remark  id="s3b34c24l10" />                        ๒๔. อาชชวทุกะ     
			<remark  id="s3b34c24l11" />อาชฺชโว จ                                        ความซื่อตรง       
			<remark  id="s3b34c24l12" />มทฺทโว จ                                         ความอ่อนโยน       
			<remark  id="s3b34c24l13" />                         ๒๕. ขันติทุกะ    
			<remark  id="s3b34c24l14" />ขนฺติ จ                                           ความอดทน         
			<remark  id="s3b34c24l15" />โสรจฺจฺ จ                                        ความสงบเสงี่ยม   
			<remark  id="s3b34c24l16" />                         ๒๖. สาขัลยทุ     
			<remark  id="s3b34c24l17" />สาขลฺยฺจ                                         ความเป็นผู้มีวาจาอ่อนหวาน                 
			<remark  id="s3b34c24l18" />ปฏิสนฺถาโร จ                                      การปฏิสันถาร     
			<remark  id="s3b34c24l19" />                   ๒๗. อินทริยอคุตตทวารตาทุกะ  
			<remark  id="s3b34c24l20" />อินฺทฺริเยสุ อคุตฺตทฺวารตา จ                            ความเป็นผู้ไม่สำรวมในอินทรีย์ ๖     
			<remark  id="s3b34c24l21" />โภชเน อมตฺตฺุตา จ                                ความเป็นผู้ไม่รู้ประมาณในโภชนาหาร      
		</para>
	</section>
	<section id="s3b34c25" >
		<para id="s3b34c25p">
			<remark  id="s3b34c25l1" />                   ๒๘. อินทริยคุตตทวารตาทุกะ  
			<remark  id="s3b34c25l2" />อินฺทฺริเยสุ คุตฺตทฺวารตา จ                             ความเป็นผู้สำรวมในอินทรีย์ ๖        
			<remark  id="s3b34c25l3" />โภชเน มตฺตฺุตา จ                                 ความเป็นผู้รู้ประมาณในโภชนาหาร           
			<remark  id="s3b34c25l4" />                       ๒๙. มุฏฐสัจจทุกะ   
			<remark  id="s3b34c25l5" />มุฏฺฐสจฺจฺจ                                        ความเป็นผู้ไม่มีสติ  
			<remark  id="s3b34c25l6" />อสมฺปชฺฺจ                                       ความเป็นผู้ไม่มีสัมปชัญญะ                
			<remark  id="s3b34c25l7" />                         ๓๐. สติทุกะ      
			<remark  id="s3b34c25l8" />สติ จ                                            สติ               
			<remark  id="s3b34c25l9" />สมฺปชฺฺจ                                        สัมปชัญญะ       
			<remark  id="s3b34c25l10" />                      ๓๑. ปฏิสังขานพลทุกะ  
			<remark  id="s3b34c25l11" />ปฏิสงฺขานพลฺจ                                     กำลังคือการพิจารณา  
			<remark  id="s3b34c25l12" />ภาวนาพลฺจ                                       กำลังคือภาวนา     
			<remark  id="s3b34c25l13" />                         ๓๒. สมถฑุกะ      
			<remark  id="s3b34c25l14" />สมโถ จ                                          สมถะ               
			<remark  id="s3b34c25l15" />วิปสฺสนา จ                                        วิปัสสนา         
			<remark  id="s3b34c25l16" />                        ๓๓. นิมิตตทุกะ    
			<remark  id="s3b34c25l17" />สมถนิมิตฺตฺจ                                       นิมิตคือสมถะ   
			<remark  id="s3b34c25l18" />ปคฺคาหนิมิตฺตฺจ                                     นิมิตคือความเพียร  
		</para>
	</section>
	<section id="s3b34c26" >
		<para id="s3b34c26p">
			<remark  id="s3b34c26l1" />                        ๓๔. ปัคคาหทุกะ    
			<remark  id="s3b34c26l2" />ปคฺคาโห จ                                        ความเพียร         
			<remark  id="s3b34c26l3" />อวิกฺเขโป จ                                       ความไม่ฟุ้งซ่าน  
			<remark  id="s3b34c26l4" />                        ๓๕. วิปัตติทุกะ   
			<remark  id="s3b34c26l5" />สีลวิปตฺติ จ                                        ความวิบัติแห่งศีล  
			<remark  id="s3b34c26l6" />ทิฏฺฐิวิปตฺติ จ                                       ความวิบัติแห่งทิฏฐิ                   
			<remark  id="s3b34c26l7" />                        ๓๖. สัมปทาทุกะ    
			<remark  id="s3b34c26l8" />สีลสมฺปทา จ                                       ความสมบูรณ์แห่งศีล  
			<remark  id="s3b34c26l9" />ทิฏฺฐิสมฺปทา จ                                      ความสมบูรณ์แห่งทิฏฐิ  
			<remark  id="s3b34c26l10" />                        ๓๗. วิสุทธิทุกะ   
			<remark  id="s3b34c26l11" />สีลวิสุทฺธิ จ                                        ความหมดจดแห่งศีล  
			<remark  id="s3b34c26l12" />ทิฏฺฐิวิสุทฺธิ จ                                       ความหมดจดแห่งทิฏฐิ                   
			<remark  id="s3b34c26l13" />                       ๓๘. ทิฏฐิวิสุทธิทุกะ  
			<remark  id="s3b34c26l14" />ทิฏฺฐิวิสุทฺธิ โข ปน                                   ความหมดจดแห่งทิฏฐิ                   
			<remark  id="s3b34c26l15" />ยถาทิฏฺฐิสฺส จ ปธานํ                                 ความเพียรแห่งบุคคลผู้มีทิฏฐิอันหมดจด   
			<remark  id="s3b34c26l16" />                        ๓๙. สังเวคทุกะ    
			<remark  id="s3b34c26l17" />สํเวโค จ สํเวชนิเยสุ ฐาเนสุ                          ความสลดใจในฐานะเป็นที่ตั้งแห่งความสลดใจ  
			<remark  id="s3b34c26l18" />สํวิคฺคสฺส จ โยนิโส ปธานํ                             ความพยายามโดยแยบคายของบุคคลผู้มีความ  
			<remark  id="s3b34c26l19" />                                                			   สลดใจ    
		</para>
	</section>
	<section id="s3b34c27" >
		<para id="s3b34c27p">
			<remark  id="s3b34c27l1" />                      ๔๐. อสันตุฏฐตาทุกะ  
			<remark  id="s3b34c27l2" />อสนฺตุฏฺฐตา จ กุสเลสุ ธมฺเมสุ                          ความไม่รู้จักอิ่มในกุศลธรรม          
			<remark  id="s3b34c27l3" />อปฺปฏิวานิตา จ ปธานสฺมึ                              ความไม่ท้อถอยในความพยายาม              
			<remark  id="s3b34c27l4" />                        ๔๑. วิชชาทุกะ     
			<remark  id="s3b34c27l5" />วิชฺชา จ                                          ความรู้แจ้ง      
			<remark  id="s3b34c27l6" />วิมุตฺติ จ                                          ความหลุดพ้น    
			<remark  id="s3b34c27l7" />                                         ๔๒. ขยญาณทุกะ             
			<remark  id="s3b34c27l8" />ขเย าณํ                                         ญาณในอริยมรรค     
			<remark  id="s3b34c27l9" />อนุปฺปาเท าณํ                                     ญาณในอริยผล     
			<remark  id="s3b34c27l10" />                    สุตตันตมาติกา ๔๒ ทุกะ จบ  
			<remark  id="s3b34c27l11" />                          มาติกา จบ       
			<remark  id="s3b34c27l12" />                         ----------
		</para>
	</section>
	<section id="s3b34c28" >
		<para id="s3b34c28p">
			<remark  id="s3b34c28l1" />                         จิตตุปปาทกัณฑ์   
			<remark  id="s3b34c28l2" />                          กุศลธรรม        
			<remark  id="s3b34c28l3" />                     กามาวจรมหากุศลจิต ๘  
			<remark  id="s3b34c28l4" />                          จิตดวงที่ ๑     
			<remark  id="s3b34c28l5" />                          บทภาชนีย์       
			<remark  id="s3b34c28l6" />     [๑๖] ธรรมเป็นกุศล เป็นไฉน            
			<remark  id="s3b34c28l7" />     กามาวจรกุศลจิต สหรคตด้วยโสมนัส  สัมปยุตด้วยญาณ  มีรูปเป็นอารมณ์ หรือ มีเสียง       
			<remark  id="s3b34c28l8" />เป็นอารมณ์ มีกลิ่นเป็นอารมณ์ มีรสเป็นอารมณ์ มีโผฏฐัพพะเป็นอารมณ์ มีธรรมเป็นอารมณ์           
			<remark  id="s3b34c28l9" />หรือปรารภอารมณ์ใดๆ เกิดขึ้นในสมัยใด ผัสสะ เวทนา สัญญา เจตนา จิต วิตก วิจาร                  
			<remark  id="s3b34c28l10" />ปีติ สุข เอกัคคตา สัทธินทรีย์ วิริยินทรีย์ สตินทรีย์ สมาธินทรีย์ ปัญญินทรีย์ มนินทรีย์ โสมนัส  
			<remark  id="s3b34c28l11" />สินทรีย์ ชีวิตินทรีย์ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ              
			<remark  id="s3b34c28l12" />สัทธาพละ วิริยพละ สติพละ สมาธิพละ ปัญญาพละ หิริพละ โอตตัปปพละ อโลภ อโทสะ  
			<remark  id="s3b34c28l13" />อโมหะ อนภิชฌา อัพยาปาทะ (สัมมาทิฏฐิ หิริ โอตตัปปะ) กายปัสสัทธิ จิตตปัสสัทธิ                 
			<remark  id="s3b34c28l14" />กายลหุตา จิตตลหุตา กายมุทุตา จิตตมุทุตา กายกัมมัญญตา จิตตกัมมัญญตา กายปาคุญญตา              
			<remark  id="s3b34c28l15" />จิตตปาคุญญตา กายุชุกตา จิตตุชุกตา สติ สัมปชัญญะ สมถะ วิปัสสนา ปัคคาหะ อวิกเขปะ              
			<remark  id="s3b34c28l16" />มีในสมัยนั้น หรือนามธรรมที่อิงอาศัยเกิดขึ้นแม้อื่นใด มีอยู่ในสมัยนั้น.  
			<remark  id="s3b34c28l17" />     สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล  
			<remark  id="s3b34c28l18" />     [๑๗] ผัสสะ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?     
			<remark  id="s3b34c28l19" />     การกระทบ กิริยาที่กระทบ กิริยาที่ถูกต้อง ความถูกต้อง ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า       
			<remark  id="s3b34c28l20" />ผัสสะมีในสมัยนั้น.  
			<remark  id="s3b34c28l21" />     [๑๘] เวทนา มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?     
			<remark  id="s3b34c28l22" />     ความสบายทางใจ  ความสุขทางใจ อันเกิดแต่สัมผัสแห่งมโนวิญญาณธาตุที่สมกัน                  
			<remark  id="s3b34c28l23" />ความเสวยอารมณ์ที่สบาย เป็นสุข อันเกิดแต่เจโตสัมผัส  กิริยาเสวยอารมณ์ที่สบาย เป็นสุข         
			<remark  id="s3b34c28l24" />อันเกิดแต่เจโตสัมผัส ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า เวทนา มีในสมัยนั้น.  
		</para>
	</section>
	<section id="s3b34c29" >
		<para id="s3b34c29p">
			<remark  id="s3b34c29l1" />     [๑๙] สัญญา มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?     
			<remark  id="s3b34c29l2" />     การจำ กิริยาที่จำ ความจำ อันเกิดแต่สัมผัสแห่งมโนวิญญาณธาตุที่สมกัน ในสมัยนั้น          
			<remark  id="s3b34c29l3" />อันใด นี้ชื่อว่า สัญญามีในสมัยนั้น.       
			<remark  id="s3b34c29l4" />     [๒๐] เจตนา มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?     
			<remark  id="s3b34c29l5" />     การคิด กิริยาที่คิด ความคิด อันเกิดแต่สัมผัสแห่งมโนวิญญาณธาตุที่สมกัน ในสมัยนั้น       
			<remark  id="s3b34c29l6" />อันใด นี้ชื่อว่า เจตนามีในสมัยนั้น.       
			<remark  id="s3b34c29l7" />     [๒๑] จิต  มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?      
			<remark  id="s3b34c29l8" />     จิต มโน มานัส หทัย ปัณฑร  มโน มนายตนะ มนินทรีย์ วิญญาณ วิญญาณขันธ์                   
			<remark  id="s3b34c29l9" />มโนวิญญาณธาตุที่สมกัน ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า จิตมีในสมัยนั้น.  
			<remark  id="s3b34c29l10" />     [๒๒] วิตก มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?      
			<remark  id="s3b34c29l11" />     ความตรึก ความตรึกอย่างแรง ความดำริ ความที่จิตแนบอยู่ในอารมณ์ ความที่จิตแนบสนิท         
			<remark  id="s3b34c29l12" />อยู่ในอารมณ์ ความยกจิตขึ้นสู่อารมณ์ สัมมาสังกัปปะ ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า วิตกมีในสมัยนั้น.  
			<remark  id="s3b34c29l13" />     [๒๓] วิจาร มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?     
			<remark  id="s3b34c29l14" />     ความตรอง ความพิจารณา ความตามพิจารณา ความเข้าไปพิจารณา ความที่จิตสืบต่อ                 
			<remark  id="s3b34c29l15" />อารมณ์ ความที่จิตเพ่งอารมณ์ ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า วิจารมีในสมัยนั้น.                  
			<remark  id="s3b34c29l16" />     [๒๔] ปีติ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?      
			<remark  id="s3b34c29l17" />     ความอิ่มใจ ความปราโมทย์ ความยินดียิ่ง ความบันเทิง ความร่าเริง ความรื่นเริง             
			<remark  id="s3b34c29l18" />ความปลื้มใจ ความตื่นเต้น ความที่จิตชื่นชมยินดี ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า ปีติมีในสมัยนั้น.  
			<remark  id="s3b34c29l19" />     [๒๕] สุข มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?       
			<remark  id="s3b34c29l20" />     ความสบายทางใจ ความสุขทางใจ ความเสวยอารมณ์ที่สบายเป็นสุข อันเกิดแต่เจโต                
			<remark  id="s3b34c29l21" />สัมผัส กิริยาเสวยอารมณ์ที่สบายเป็นสุขอันเกิดแต่เจโตสัมผัส ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า       
			<remark  id="s3b34c29l22" />สุขมีในสมัยนั้น.  
			<remark  id="s3b34c29l23" />     [๒๖] เอกัคคตา มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?  
			<remark  id="s3b34c29l24" />     ความตั้งอยู่แห่งจิต ความดำรงอยู่แห่งจิต ความมั่นอยู่แห่งจิต ความไม่ส่ายไปแห่งจิต       
			<remark  id="s3b34c29l25" />ความไม่ฟุ้งซ่านแห่งจิต ภาวะที่จิตไม่ส่ายไป ความสงบ สมาธินทรีย์ สมาธิพละ สัมมาสมาธิ          
			<remark  id="s3b34c29l26" />ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า เอกัคคตา มีในสมัยนั้น.     
		</para>
	</section>
	<section id="s3b34c30" >
		<para id="s3b34c30p">
			<remark  id="s3b34c30l1" />     [๒๗] สัทธินทรีย์ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?  
			<remark  id="s3b34c30l2" />     ศรัทธา กิริยาที่เชื่อ ความปลงใจเชื่อ ความเลื่อมใสยิ่ง ศรัทธา อินทรีย์คือศรัทธา         
			<remark  id="s3b34c30l3" />สัทธาพละ ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า สัทธินทรีย์มีในสมัยนั้น.      
			<remark  id="s3b34c30l4" />     [๒๘] วิริยินทรีย์ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?  
			<remark  id="s3b34c30l5" />     การปรารภความเพียรทางใจ ความขะมักเขม้น ความบากบั่น ความตั้งหน้า ความพยายาม              
			<remark  id="s3b34c30l6" />ความอุตสาหะ ความทนทาน ความเข้มแข็ง ความหมั่น ความก้าวไปอย่างไม่ท้อถอย ความ                  
			<remark  id="s3b34c30l7" />ไม่ทอดทิ้งฉันทะ  ความไม่ทอดทิ้งธุระ  ความประคับประคองธุระ  วิริยะ  อินทรีย์คือวิริยะ        
			<remark  id="s3b34c30l8" />วิริยะพละ สัมมาวายามะ ในสมัยนั้น  อันใด นี้ชื่อว่า วิริยินทรีย์ในสมัยนั้น.                  
			<remark  id="s3b34c30l9" />     [๒๙] สตินทรีย์ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?  
			<remark  id="s3b34c30l10" />     สติ ความตามระลึก ความหวนระลึก สติ กิริยาที่ระลึก ความทรงจำ ความไม่เลื่อนลอย            
			<remark  id="s3b34c30l11" />ความไม่ลืม สติ อินทรีย์คือสติ สติพละ สัมมาสติ ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า สตินทรีย์         
			<remark  id="s3b34c30l12" />มีในสมัยนั้น.    
			<remark  id="s3b34c30l13" />     [๓๐] สมาธินทรีย์ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?  
			<remark  id="s3b34c30l14" />     ความตั้งอยู่แห่งจิต ความดำรงอยู่แห่งจิต ความมั่นอยู่แห่งจิต ความไม่ส่ายไปแห่งจิต       
			<remark  id="s3b34c30l15" />ความไม่ฟุ้งซ่านแห่งจิต ภาวะที่จิตไม่ส่ายไป ความสงบ อินทรีย์คือสมาธิ สมาธิพละ สัมมาสมาธิ     
			<remark  id="s3b34c30l16" />ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า สมาธินทรีย์ มีในสมัยนั้น.              
			<remark  id="s3b34c30l17" />     [๓๑] ปัญญินทรีย์ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?  
			<remark  id="s3b34c30l18" />     ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ความวิจัย ความเลือกสรร ความวิจัยธรรม ความกำหนดหมาย               
			<remark  id="s3b34c30l19" />ความเข้าไปกำหนด  ความเข้าไปกำหนดเฉพาะ ภาวะที่รู้ ภาวะที่ฉลาด ภาวะที่รู้ละเอียด              
			<remark  id="s3b34c30l20" />ความรู้แจ่มแจ้ง ความค้นคิด ความใคร่ครวญ ปัญญาเหมือนแผ่นดิน ปัญญาเครื่องทำลายกิเลส           
			<remark  id="s3b34c30l21" />ปัญญาเครื่องนำทาง ความเห็นแจ้ง ความรู้ชัด ปัญญาเหมือนปฏัก ปัญญา อินทรีย์คือปัญญา            
			<remark  id="s3b34c30l22" />ปัญญาพละ ปัญญาเหมือนศาตรา ปัญญาเหมือนปราสาท ความสว่าง คือ ปัญญา แสงสว่าง  
			<remark  id="s3b34c30l23" />คือ ปัญญา  ปัญญาเหมือนประทีป ปัญญาเหมือนดวงแก้ว ความไม่หลง ความวิจัยธรรม  
			<remark  id="s3b34c30l24" />สัมมาทิฏฐิ ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า ปัญญินทรีย์มีในสมัยนั้น.    
			<remark  id="s3b34c30l25" />     [๓๒] มนินทรีย์ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?  
			<remark  id="s3b34c30l26" />     จิต มโน มานัส หทัย ปัณฑร มโน มนายตนะ อินทรีย์ คือ มโน วิญญาณ  
			<remark  id="s3b34c30l27" />วิญญาณขันธ์ มโนวิญญาณธาตุที่สมกัน ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า มนินทรีย์มีในสมัยนั้น.      
		</para>
	</section>
	<section id="s3b34c31" >
		<para id="s3b34c31p">
			<remark  id="s3b34c31l1" />     [๓๓] โสมนัสสินทรีย์ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?  
			<remark  id="s3b34c31l2" />     ความสบายทางใจ ความสุขทางใจ ความเสวยอารมณ์ที่สบาย เป็นสุข อันเกิดแต่เจโต               
			<remark  id="s3b34c31l3" />สัมผัส กิริยาเสวยอารมณ์ที่สบาย เป็นสุขอัน เกิดแต่เจโตสัมผัส ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า    
			<remark  id="s3b34c31l4" />โสมนัสสินทรีย์ มีในสมัยนั้น.              
			<remark  id="s3b34c31l5" />     [๓๔] ชีวิตินทรีย์ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?  
			<remark  id="s3b34c31l6" />     อายุ ความดำรงอยู่ ความเป็นไปอยู่ กิริยาที่เป็นไปอยู่ อาการที่สืบเนื่องกันอยู่ ความ     
			<remark  id="s3b34c31l7" />ประพฤติเป็นไปอยู่ ความหล่อเลี้ยงอยู่ ความเป็นอยู่ ชีวิตินทรีย์ของนามธรรมนั้นๆ ในสมัยนั้น    
			<remark  id="s3b34c31l8" />อันใด นี้ชื่อว่า ชีวิตินทรีย์มีในสมัยนั้น.  
			<remark  id="s3b34c31l9" />     [๓๕] สัมมาทิฏฐิ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?  
			<remark  id="s3b34c31l10" />     ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ความวิจัย ความเลือกสรร ความวิจัยธรรม ความกำหนดหมาย               
			<remark  id="s3b34c31l11" />ความเข้าไปกำหนด ความเข้าไปกำหนดเฉพาะ ภาวะที่รู้ ภาวะที่ฉลาด ภาวะที่รู้ละเอียด ความ          
			<remark  id="s3b34c31l12" />รู้แจ่มแจ้ง  ความค้นคิด  ความใคร่ครวญ  ปัญญาเหมือนแผ่นดิน   ปัญญาเครื่องทำลายกิเลส          
			<remark  id="s3b34c31l13" />ปัญญาเครื่องนำทาง  ความเห็นแจ้ง  ความรู้ชัด  ปัญญาเหมือนปฏัก  ปัญญา  ปัญญินทรีย์            
			<remark  id="s3b34c31l14" />ปัญญาพละ ปัญญาเหมือนศาตรา ปัญญาเหมือนปราสาท ความสว่างคือปัญญา แสงสว่าง  
			<remark  id="s3b34c31l15" />คือปัญญา ปัญญาเหมือนประทีป ปัญญาเหมือนดวงแก้ว ความไม่หลง ความวิจัยธรรม  
			<remark  id="s3b34c31l16" />ความเห็นชอบ ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า สัมมาทิฏฐิ มีในสมัยนั้น.   
			<remark  id="s3b34c31l17" />     [๓๖] สัมมาสังกัปปะ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?  
			<remark  id="s3b34c31l18" />     ความตรึก  ความตรึกอย่างแรง  ความดำริ   ความที่จิตแนบอยู่ในอารมณ์  ความที่จิต           
			<remark  id="s3b34c31l19" />แนบสนิทอยู่ในอารมณ์ ความยกจิตขึ้นสู่อารมณ์ ความดำริชอบ ในสมัยนั้น อันใด  นี้ชื่อว่า         
			<remark  id="s3b34c31l20" />สัมมาสังกัปปะ มีในสมัยนั้น.               
			<remark  id="s3b34c31l21" />     [๓๗] สัมมาวายามะ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?  
			<remark  id="s3b34c31l22" />     การปรารถความเพียรทางใจ ความขะมักเขม้น ความบากบั่น ความตั้งหน้า ความพยายาม              
			<remark  id="s3b34c31l23" />ความอุตสาหะ ความทนทาน ความเข้มแข็ง ความหมั่น ความก้าวไปอย่างไม่ท้อถอย ความ                  
			<remark  id="s3b34c31l24" />ไม่ทอดทิ้งฉันทะ ความไม่ทอดทิ้งธุระ ความประคับประคองธุระ วิริยะ วิริยินทรีย์ วิริยพละ        
			<remark  id="s3b34c31l25" />ความพยายามชอบ ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า สัมมาวายามะ มีในสมัยนั้น.  
		</para>
	</section>
	<section id="s3b34c32" >
		<para id="s3b34c32p">
			<remark  id="s3b34c32l1" />     [๓๘] สัมมาสติ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?  
			<remark  id="s3b34c32l2" />     สติ ความตามระลึก ความหวนระลึก สติ กิริยาที่ระลึก ความทรงจำ ความไม่เลื่อนลอย            
			<remark  id="s3b34c32l3" />ความไม่ลืม  สติ สตินทรีย์ สติพละ ความระลึกชอบ ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า สัมมา             
			<remark  id="s3b34c32l4" /> สติ มีในสมัยนั้น  
			<remark  id="s3b34c32l5" />     [๓๙] สัมมาสมาธิ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?  
			<remark  id="s3b34c32l6" />     ความตั้งอยู่แห่งจิต ความดำรงอยู่แห่งจิต ความมั่นคงอยู่แห่งจิต ความไม่ส่ายไปแห่งจิต     
			<remark  id="s3b34c32l7" />ความไม่ฟุ้งซ่านแห่งจิต ภาวะที่จิตไม่ส่ายไป ความสงบสมาธินทรีย์ สมาธิพละ ความตั้งใจชอบ        
			<remark  id="s3b34c32l8" />ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า สัมมาสมาธิ มีในสมัยนั้น.               
			<remark  id="s3b34c32l9" />     [๔๐] สัทธาพละ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?  
			<remark  id="s3b34c32l10" />     ศรัทธา กิริยาที่เชื่อ กิริยาที่ปลงใจเชื่อ ความเลื่อมใสยิ่ง ศรัทธา สัทธินทรีย์ กำลังคือ   
			<remark  id="s3b34c32l11" />ศรัทธา ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า สัทธาพละ มีในสมัยนั้น.          
			<remark  id="s3b34c32l12" />     [๔๑] วิริยพละ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?  
			<remark  id="s3b34c32l13" />     การปรารภความเพียรทางใจ ความขะมักเขม้น ความบากบั่น ความตั้งหน้า ความพยายาม              
			<remark  id="s3b34c32l14" />ความอุตสาหะ  ความทนทาน  ความเข้มแข็ง  ความหมั่น  ความก้าวไปอย่างไม่ท้อถอย   ความ            
			<remark  id="s3b34c32l15" />ไม่ทอดทิ้งฉันทะ ความไม่ทอดทิ้งธุระ ความประคับประคองธุระ วิริยะ วิริยินทรีย์ กำลังคือ        
			<remark  id="s3b34c32l16" />วิริยะ สัมมาวายามะ ในสมัยนั้น อันใด นี้มีชื่อว่า วิริยพละ มีในสมัยนั้น.  
			<remark  id="s3b34c32l17" />     [๔๒] สติพละ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?    
			<remark  id="s3b34c32l18" />     สติ ความตามระลึก ความหวนระลึก  สติ  กิริยาที่ระลึก  ความทรงจำ  ความไม่                 
			<remark  id="s3b34c32l19" />เลื่อนลอย ความไม่ลืม สติ สตินทรีย์ กำลังคือสติ สัมมาสติ ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า         
			<remark  id="s3b34c32l20" />สติพละ มีในสมัยนั้น.  
			<remark  id="s3b34c32l21" />     [๔๓] สมาธิพละ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?  
			<remark  id="s3b34c32l22" />     ความตั้งอยู่แห่งจิต ความดำรงอยู่แห่งจิต ความมั่นอยู่แห่งจิต ความไม่ส่ายไปแห่งจิต       
			<remark  id="s3b34c32l23" />ความไม่ฟุ้งซ่านแห่งจิต ภาวะที่จิตไม่ส่ายไป ความสงบ สมาธินทรีย์ กำลังคือสมาธิ สัมมาสมาธิ     
			<remark  id="s3b34c32l24" />ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า สมาธิพละ มีในสมัยนั้น.                 
			<remark  id="s3b34c32l25" />     [๔๔] ปัญญาพละ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?  
			<remark  id="s3b34c32l26" />     ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ความวิจัย ความเลือกสรร ความวิจัยธรรม ความกำหนดหมาย               
			<remark  id="s3b34c32l27" />ความเข้าไปกำหนด  ความเข้าไปกำหนดเฉพาะ  ภาวะที่รู้  ภาวะที่ฉลาด  ภาวะที่รู้ละเอียด    
		</para>
	</section>
	<section id="s3b34c33" >
		<para id="s3b34c33p">
			<remark  id="s3b34c33l1" />ความรู้แจ่มแจ้ง ความคิดค้น ความใคร่ครวญ ปัญญาเหมือนแผ่นดิน ปัญญาเครื่องทำลายกิเลส           
			<remark  id="s3b34c33l2" />ปัญญาเครื่องนำทาง  ความเห็นแจ้ง  ความรู้ชัด  ปัญญาเหมือนปฏัก  ปัญญา  ปัญญินทรีย์            
			<remark  id="s3b34c33l3" />กำลังคือปัญญา ปัญญาเหมือนศาตรา ปัญญาเหมือนปราสาท  ความสว่างคือปัญญา แสงสว่าง                
			<remark  id="s3b34c33l4" />คือปัญญา ปัญญาเหมือนประทีป ปัญญาเหมือนดวงแก้ว ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิ           
			<remark  id="s3b34c33l5" />ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า ปัญญาพละ มีในสมัยนั้น.                 
			<remark  id="s3b34c33l6" />     [๔๕] หิริพละ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?   
			<remark  id="s3b34c33l7" />     กิริยาที่ละอายต่อการประพฤติทุจริตอันเป็นสิ่งที่น่าละอาย  กิริยาที่ละอายต่อการประกอบ    
			<remark  id="s3b34c33l8" />อกุศลบาปธรรมทั้งหลาย ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า หิริพละ มีในสมัยนั้น.  
			<remark  id="s3b34c33l9" />     [๔๖] โอตัปปพละ  มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?  
			<remark  id="s3b34c33l10" />     กิริยาที่เกรงกลัวต่อการประพฤติทุจริตอันเป็นสิ่งที่น่าเกรงกลัว กิริยาที่เกรงกลัวต่อการ  
			<remark  id="s3b34c33l11" />ประกอบอกุศลบาปธรรมทั้งหลาย ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า โอตัปปพละ มีในสมัยนั้น.              
			<remark  id="s3b34c33l12" />     [๔๗] อโลภะ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?     
			<remark  id="s3b34c33l13" />     การไม่โลภ กิริยาที่ไม่โลภ ความไม่โลภ การไม่กำหนัด กิริยาที่ไม่กำหนัด ความไม่           
			<remark  id="s3b34c33l14" />กำหนัด ความไม่เพ่งเล็ง กุศลมูลคืออโลภะ ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า อโลภะ มีในสมัยนั้น.      
			<remark  id="s3b34c33l15" />     [๔๘] อโทสะ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?     
			<remark  id="s3b34c33l16" />     การไม่คิดประทุษร้าย กิริยาที่ไม่คิดประทุษร้าย ความไม่คิดประทุษร้าย ความไม่พยาบาท       
			<remark  id="s3b34c33l17" />ความไม่คิดเบียดเบียน กุศลมูลคืออโทสะ ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า อโทสะ มีในสมัยนั้น.        
			<remark  id="s3b34c33l18" />     [๔๙] อโมหะ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?     
			<remark  id="s3b34c33l19" />     ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ความวิจัย ความเลือกสรร ความวิจัยธรรม ความกำหนดหมาย               
			<remark  id="s3b34c33l20" />ความเข้าไปกำหนด ความเข้าไปกำหนดเฉพาะ ภาวะที่รู้ ภาวะที่ฉลาด ภาวะที่รู้ละเอียด ความ          
			<remark  id="s3b34c33l21" />รู้แจ่มแจ้ง ความค้นคิด ความใคร่ครวญ ปัญญาเหมือนแผ่นดิน ปัญญาเครื่องทำลายกิเลส               
			<remark  id="s3b34c33l22" />ปัญญาเครื่องนำทาง ความเห็นแจ้ง ความรู้ชัด ปัญญาเหมือนปฏัก ปัญญา ปัญญินทรีย์                 
			<remark  id="s3b34c33l23" />ปัญญาพละ ปัญญาเหมือนศาตรา ปัญญาเหมือนปราสาท ความสว่างคือปัญญา แสงสว่างคือ                   
			<remark  id="s3b34c33l24" />ปัญญา ปัญญาเหมือนประทีป ปัญญาเหมือนดวงแก้ว ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิ              
			<remark  id="s3b34c33l25" />กุศลมูลคือ อโมหะ ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า อโมหะ มีในสมัยนั้น.   
		</para>
	</section>
	<section id="s3b34c34" >
		<para id="s3b34c34p">
			<remark  id="s3b34c34l1" />     [๕๐] อนภิชฌา มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?   
			<remark  id="s3b34c34l2" />     การไม่โลภ กิริยาที่ไม่โลภ ความไม่โลภ การไม่กำหนัด กิริยาที่ไม่กำหนัด ความไม่           
			<remark  id="s3b34c34l3" />กำหนัด ความไม่เพ่งเล็ง กุศลมูลคืออโลภะ ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า อนภิชฌา มีในสมัยนั้น.    
			<remark  id="s3b34c34l4" />     [๕๑] อัพยาปาทะ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?  
			<remark  id="s3b34c34l5" />     การไม่คิดประทุษร้าย กิริยาที่ไม่คิดประทุษร้าย ความไม่คิดประทุษร้าย ความไม่พยาบาท       
			<remark  id="s3b34c34l6" />ความไม่คิดเบียดเบียน กุศลมูลคืออโทสะ ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า อัพยาปาทะ มีในสมัย         
			<remark  id="s3b34c34l7" />นั้น.            
			<remark  id="s3b34c34l8" />     [๕๒] สัมมาทิฏฐิ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?  
			<remark  id="s3b34c34l9" />     ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ความวิจัย ความเลือกสรร ความวิจัยธรรม ความกำหนดหมาย               
			<remark  id="s3b34c34l10" />ความเข้าไปกำหนด ความเข้าไปกำหนดเฉพาะ ภาวะที่รู้ ภาวะที่ฉลาด ภาวะที่รู้ละเอียด               
			<remark  id="s3b34c34l11" />ความรู้แจ่มแจ้ง ความค้นคิด ความใคร่ครวญ ปัญญาเหมือนแผ่นดิน ปัญญาเครื่องทำลายกิเลส           
			<remark  id="s3b34c34l12" />ปัญญาเครื่องนำทาง ความเห็นแจ้ง ความรู้ชัด ปัญญาเหมือนปฏัก ปัญญา ปัญญินทรีย์                 
			<remark  id="s3b34c34l13" />ปัญญาพละ ปัญญาเหมือนศาตรา ปัญญาเหมือนปราสาท ความสว่างคือปัญญา แสงสว่างคือ                   
			<remark  id="s3b34c34l14" />ปัญญา ปัญญาเหมือนประทีป ปัญญาเหมือนดวงแก้ว ความไม่หลง ความวิจัยธรรม ความ  
			<remark  id="s3b34c34l15" />เห็นชอบ ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า สัมมาทิฏฐิ มีในสมัยนั้น.       
			<remark  id="s3b34c34l16" />     [๕๓] หิริ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?      
			<remark  id="s3b34c34l17" />     กิริยาที่ละอายต่อการประพฤติทุจริตอันเป็นสิ่งน่าละอาย กิริยาที่ละอายต่อการประกอบ        
			<remark  id="s3b34c34l18" />อกุศลบาปธรรมทั้งหลาย ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า หิริ มีในสมัยนั้น.  
			<remark  id="s3b34c34l19" />     [๕๔] โอตตัปปะ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?  
			<remark  id="s3b34c34l20" />     กิริยาที่เกรงกลัวต่อการประพฤติทุจริตอันเป็นสิ่งที่น่าเกรงกลัว กิริยาที่เกรงกลัวต่อการ  
			<remark  id="s3b34c34l21" />ประกอบอกุศลบาปธรรมทั้งหลาย ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า โอตตัปปะ มีในสมัยนั้น.               
			<remark  id="s3b34c34l22" />     [๕๕] กายปัสสัทธิ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?  
			<remark  id="s3b34c34l23" />     การสงบ การสงบระงับ กิริยาที่สงบระงับ ความสงบระงับแห่งเวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์             
			<remark  id="s3b34c34l24" />สังขารขันธ์ ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า กายปัสสัทธิ มีในสมัยนั้น.  
			<remark  id="s3b34c34l25" />     [๕๖] จิตตปัสสัทธิ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?  
			<remark  id="s3b34c34l26" />     การสงบ การสงบระงับ กิริยาที่สงบ กิริยาที่สงบระงับ ความสงบระงับแห่ง  
			<remark  id="s3b34c34l27" />วิญญาณขันธ์ ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า จิตตปัสสัทธิ มีในสมัยนั้น.  
		</para>
	</section>
	<section id="s3b34c35" >
		<para id="s3b34c35p">
			<remark  id="s3b34c35l1" />     [๕๗] กายลหุตา มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?  
			<remark  id="s3b34c35l2" />     ความเบา ความรวดเร็ว ความไม่เชื่องช้า ความไม่กระด้าง แห่งเวทนาขันธ์ สัญญา               
			<remark  id="s3b34c35l3" />ขันธ์ สังขารขันธ์ ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า กายลหุตา มีในสมัยนั้น.  
			<remark  id="s3b34c35l4" />     [๕๘] จิตตลหุตา มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?  
			<remark  id="s3b34c35l5" />     ความเบา ความรวดเร็ว ความไม่เชื่องช้า ความไม่กระด้าง แห่งวิญญาณขันธ์ ใน                 
			<remark  id="s3b34c35l6" />สมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า จิตตลหุตา มีในสมัยนั้น.                  
			<remark  id="s3b34c35l7" />     [๕๙] กายมุทุตา มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?  
			<remark  id="s3b34c35l8" />     ความอ่อน ภาวะที่อ่อน ความไม่กักขฬะ ความไม่แข็ง แห่งเวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์               
			<remark  id="s3b34c35l9" />สังขารขันธ์ ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า กายมุทุตา มีในสมัยนั้น.    
			<remark  id="s3b34c35l10" />     [๖๐] จิตตมุทุตา มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?  
			<remark  id="s3b34c35l11" />     ความอ่อน ภาวะที่อ่อน ความไม่กักขฬะ ความไม่แข็ง แห่งวิญญาณขันธ์ ในสมัย                  
			<remark  id="s3b34c35l12" />นั้น อันใด นี้ชื่อว่า จิตตมุทุตา มีในสมัยนั้น.  
			<remark  id="s3b34c35l13" />     [๖๑] กายกัมมัญญตา มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?  
			<remark  id="s3b34c35l14" />     กิริยาที่ควรแก่การงาน ความควรแก่การงาน ภาวะที่ควรแก่การงาน แห่งเวทนาขันธ์              
			<remark  id="s3b34c35l15" />สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า กายกัมมัญญตา มีในสมัยนั้น.               
			<remark  id="s3b34c35l16" />     [๖๒] จิตตกัมมัญญตา มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?  
			<remark  id="s3b34c35l17" />     กิริยาที่ควรแก่การงาน ความควรแก่การงาน ภาวะที่ควรแก่การงาน แห่งวิญญาณขันธ์             
			<remark  id="s3b34c35l18" />ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า จิตตกัมมัญญตา มีในสมัยนั้น.            
			<remark  id="s3b34c35l19" />     [๖๓] กายปาคุญญตา มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?  
			<remark  id="s3b34c35l20" />     กิริยาที่คล่องแคล่ว ความคล่องแคล่ว ภาวะที่คล่องแคล่ว แห่งเวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์         
			<remark  id="s3b34c35l21" />สังขารขันธ์ ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า กายปาคุญญตา มีในสมัยนั้น.  
			<remark  id="s3b34c35l22" />     [๖๔] จิตตปาคุญญตา มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?  
			<remark  id="s3b34c35l23" />     กิริยาที่คล่องแคล่ว ความคล่องแคล่ว ภาวะที่คล่องแคล่ว แห่งวิญญาณขันธ์ ใน                
			<remark  id="s3b34c35l24" />สมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า จิตตปาคุญญตา มีในสมัยนั้น                
			<remark  id="s3b34c35l25" />     [๖๕] กายุชุกตา มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?  
			<remark  id="s3b34c35l26" />     ความตรง กิริยาที่ตรง ความไม่คด ความไม่โค้ง ความไม่งอ แห่งเวทนาขันธ์  
			<remark  id="s3b34c35l27" />สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า กายุชุกตา มีในสมัยนั้น.        
		</para>
	</section>
	<section id="s3b34c36" >
		<para id="s3b34c36p">
			<remark  id="s3b34c36l1" />     [๖๖] จิตตุชุกตา มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?  
			<remark  id="s3b34c36l2" />     ความตรง กิริยาที่ตรง ความไม่คด ความไม่โค้ง ความไม่งอ แห่งวิญญาณขันธ์ ใน                
			<remark  id="s3b34c36l3" />สมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า จิตตุชุกตา มีในสมัยนั้น.                 
			<remark  id="s3b34c36l4" />     [๖๗] สติ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?       
			<remark  id="s3b34c36l5" />     สติ ความตามระลึก ความหวนระลึก สติ กิริยาที่ระลึก ความทรงจำ ความไม่  
			<remark  id="s3b34c36l6" />เลื่อนลอย ความไม่ลืม สติ สตินทรีย์ สติพละ สัมมาสติ ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า              
			<remark  id="s3b34c36l7" />สติ มีในสมัยนั้น.  
			<remark  id="s3b34c36l8" />     [๖๘] สัมปชัญญะ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?  
			<remark  id="s3b34c36l9" />     ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ความวิจัย ความเลือกสรร ความวิจัยธรรม ความกำหนดหมาย               
			<remark  id="s3b34c36l10" />ความเข้าไปกำหนด ความเข้าไปกำหนดเฉพาะ ภาวะที่รู้ ภาวะที่ฉลาด ภาวะที่รู้ละเอียด               
			<remark  id="s3b34c36l11" />ความรู้แจ่มแจ้ง ความค้นคิด ความใคร่ครวญ ปัญญาเหมือนแผ่นดิน ปัญญาเครื่องทำลายกิเลส           
			<remark  id="s3b34c36l12" />ปัญญาเครื่องนำทาง ความเห็นแจ้ง ความรู้ชัด ปัญญาเหมือนปฏัก ปัญญา ปัญญินทรีย์                 
			<remark  id="s3b34c36l13" />ปัญญพละ ปัญญาเหมือนศาตรา ปัญญาเหมือนปราสาท ความสว่างคือปัญญา แสงสว่างคือ  
			<remark  id="s3b34c36l14" />ปัญญา ปัญญาเหมือนประทีป ปัญญาเหมือนดวงแก้ว ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิ              
			<remark  id="s3b34c36l15" />ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า สัมปชัญญะ มีในสมัยนั้น.                
			<remark  id="s3b34c36l16" />     [๖๙] สมถะ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?      
			<remark  id="s3b34c36l17" />     ความตั้งอยู่แห่งจิต ความดำรงอยู่แห่งจิต ความมั่นอยู่แห่งจิต ความไม่ส่ายไปแห่งจิต       
			<remark  id="s3b34c36l18" />ความไม่ฟุ้งซ่านแห่งจิต ภาวะที่จิตไม่ส่ายไป ความสงบ สมาธินทรีย์ สมาธิพละ สัมมาสมาธิ          
			<remark  id="s3b34c36l19" />ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า สมถะ มีในสมัยนั้น.  
			<remark  id="s3b34c36l20" />     [๗๐] วิปัสสนา มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?  
			<remark  id="s3b34c36l21" />     ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ความวิจัย ความเลือกสรร ความวิจัยธรรม ความกำหนดหมาย               
			<remark  id="s3b34c36l22" />ความเข้าไปกำหนด ความเข้าไปกำหนดเฉพาะ ภาวะที่รู้ ภาวะที่ฉลาด ภาวะที่รู้ละเอียด               
			<remark  id="s3b34c36l23" />ความรู้แจ่มแจ้ง ความค้นคิด ความใคร่ครวญ ปัญญาเหมือนแผ่นดิน ปัญญาเครื่องทำลายกิเลส           
			<remark  id="s3b34c36l24" />ปัญญาเครื่องนำทาง ความเห็นแจ้ง ความรู้ชัด ปัญญาเหมือนปฏัก ปัญญา ปัญญินทรีย์                 
			<remark  id="s3b34c36l25" />ปัญญาพละ ปัญญาเหมือนศาตรา ปัญญาเหมือนปราสาท ความสว่างคือปัญญา แสงสว่างคือ                   
			<remark  id="s3b34c36l26" /> ปัญญา ปัญญาเหมือนประทีป ปัญญาเหมือนดวงแก้ว ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิ              
			<remark  id="s3b34c36l27" />ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า วิปัสสนา มีในสมัยนั้น.         
		</para>
	</section>
	<section id="s3b34c37" >
		<para id="s3b34c37p">
			<remark  id="s3b34c37l1" />     [๗๑] ปัคคาหะ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?   
			<remark  id="s3b34c37l2" />     การปรารภความเพียรทางใจ ความขะมักเขม้น ความบากบั่น ความตั้งหน้า ความพยายาม              
			<remark  id="s3b34c37l3" />ความอุตสาหะ ความทนทาน ความเข้มแข็ง ความหมั่น ความก้าวไปอย่างไม่ท้อถอย ความ                  
			<remark  id="s3b34c37l4" />ไม่ทอดทิ้งฉันทะ ความไม่ทอดทิ้งธุระ ความประคับประคองธุระ วิริยะ วิริยินทรีย์ วิริยพละ        
			<remark  id="s3b34c37l5" />สัมมาวายามะ ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า ปัคคาหะ มีในสมัยนั้น.      
			<remark  id="s3b34c37l6" />     [๗๒] อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?  
			<remark  id="s3b34c37l7" />     ความตั้งอยู่แห่งจิต ความดำรงอยู่แห่งจิต ความมั่นอยู่แห่งจิต ความไม่ส่ายไปแห่งจิต       
			<remark  id="s3b34c37l8" />ความไม่ฟุ้งซ่านแห่งจิต ภาวะที่จิตไม่ส่ายไป ความสงบ สมาธินทรีย์ สมาธิพละ สัมมาสมาธิ          
			<remark  id="s3b34c37l9" />ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น.                 
			<remark  id="s3b34c37l10" />     [๗๓] หรือนามธรรมที่อิงอาศัยเกิดขึ้นแม้อื่นใด มีอยู่ในสมัยนั้น สภาวธรรมเหล่านี้         
			<remark  id="s3b34c37l11" />ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล  
			<remark  id="s3b34c37l12" />                         ปทภาชนีย์ จบ     
			<remark  id="s3b34c37l13" />                        ปฐมภาณวาร จบ      
			<remark  id="s3b34c37l14" />                          โกฏฐาสวาร       
			<remark  id="s3b34c37l15" />     [๗๔] ก็ขันธ์ ๔ อายตนะ ๒ ธาตุ ๒ อาหาร ๓ อินทรีย์ ๘ ฌานมีองค์ ๕  
			<remark  id="s3b34c37l16" />มรรคมีองค์ ๕ พละ ๗ เหตุ ๓ ผัสสะ ๑ เวทนา ๑ สัญญา ๑ เจตนา ๑ จิต ๑ เวทนาขันธ์ ๑                
			<remark  id="s3b34c37l17" />สัญญาขันธ์ ๑ สังขารขันธ์ ๑ วิญญาณขันธ์ ๑ มานายตนะ ๑ มนินทรีย์ ๑ มโนวิญญาณธาตุ ๑             
			<remark  id="s3b34c37l18" />ธัมมายตนะ ๑ ธรรมธาตุ ๑ มีในสมัยนั้น หรือนามธรรมที่อิงอาศัยเกิดขึ้นแม้อื่นใด มีอยู่ใน        
			<remark  id="s3b34c37l19" />สมัยนั้น.        
			<remark  id="s3b34c37l20" />     สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล  
			<remark  id="s3b34c37l21" />     [๗๕] ขันธ์ ๔ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?   
			<remark  id="s3b34c37l22" />     เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์.                
			<remark  id="s3b34c37l23" />     เวทนาขันธ์ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?     
			<remark  id="s3b34c37l24" />     ความสบายทางใจ ความสุขทางใจ ความเสวยอารมณ์ที่สบายเป็นสุขอันเกิดแต่เจโต                 
			<remark  id="s3b34c37l25" />สัมผัส กิริยาเสวยอารมณ์ที่สบายเป็นสุขอันเกิดแต่เจโตสัมผัส ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า      
			<remark  id="s3b34c37l26" />เวทนาขันธ์ มีในสมัยนั้น.      
		</para>
	</section>
	<section id="s3b34c38" >
		<para id="s3b34c38p">
			<remark  id="s3b34c38l1" />     สัญญาขันธ์ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?     
			<remark  id="s3b34c38l2" />     การจำ กิริยาที่จำ ความจำ ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า สัญญาขันธ์ มีในสมัยนั้น.          
			<remark  id="s3b34c38l3" />     สังขารขันธ์ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?    
			<remark  id="s3b34c38l4" />     ผัสสะ เจตนา วิตก วิจาร ปีติ เอกัคคตา สันธินทรีย์ วิริยินทรีย์ สตินทรีย์                
			<remark  id="s3b34c38l5" />สมาธินทรีย์ ปัญญินทรีย์ ชีวิตินทรีย์ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ          
			<remark  id="s3b34c38l6" />สัมมาสมาธิ สัทธาพละ วิริยพละ สติพละ สมาธิพละ ปัญญาพละ หิริพละ โอตตัปปพละ  
			<remark  id="s3b34c38l7" />อโลภะ อโทสะ อโมหะ อนภิชฌา อัพยาปาทะ สัมมาทิฏฐิ หิริ โอตตัปปะ กายปัสสัทธิ  
			<remark  id="s3b34c38l8" />จิตตปัสสัทธิ กายลหุตา จิตตลหุตา กายมุทุตา จิตตมุทุตา กายกัมมัญญตา จิตตกัมมัญญตา             
			<remark  id="s3b34c38l9" />กายปาคุญญตา จิตตปาคุญญตา กายุชุกตา จิตตุชุกตา สติ สัมปชัญญะ สมถะ วิปัสสนา                   
			<remark  id="s3b34c38l10" />ปัคคาหะ อวิกเขปะ หรือนามธรรมที่อิงอาศัยเกิดขึ้นแม้อื่นใด มีอยู่ในสมัยนั้น เว้นเวทนาขันธ์    
			<remark  id="s3b34c38l11" />สัญญาขันธ์ วิญญาณขันธ์ นี้ชื่อว่า สังขารขันธ์ มีในสมัยนั้น.        
			<remark  id="s3b34c38l12" />     วิญญาณขันธ์ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?    
			<remark  id="s3b34c38l13" />     จิต มโน มานัส หทัย ปัณฑร มโน มนายตนะ มนินทรีย์ วิญญาณ วิญญาณขันธ์  
			<remark  id="s3b34c38l14" />มโนวิญญาณธาตุที่สมกัน ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า วิญญาณขันธ์ มีในสมัยนั้น.                 
			<remark  id="s3b34c38l15" />     สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ขันธ์ ๔ มีในสมัยนั้น.                 
			<remark  id="s3b34c38l16" />     [๗๖] อายตนะ ๒ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?  
			<remark  id="s3b34c38l17" />     มนายตนะ ธัมมายตนะ  
			<remark  id="s3b34c38l18" />     มนายตนะ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?        
			<remark  id="s3b34c38l19" />     จิต มโน มานัส หทัย ปัณฑร มโน มนายตนะ มนินทรีย์ วิญญาณ วิญญาณขันธ์  
			<remark  id="s3b34c38l20" />มโนวิญญาณธาตุที่สมกัน ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า มนายตนะ มีในสมัยนั้น.  
			<remark  id="s3b34c38l21" />     ธัมมายตนะ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?      
			<remark  id="s3b34c38l22" />     เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ นี้ชื่อว่า ธัมมายตนะ มีในสมัยนั้น  
			<remark  id="s3b34c38l23" />     สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า อายตนะ ๒ มีในสมัยนั้น.                
			<remark  id="s3b34c38l24" />     [๗๗] ธาตุ ๒ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?    
			<remark  id="s3b34c38l25" />     มโนวิญญาณธาตุ ธรรมธาตุ               
			<remark  id="s3b34c38l26" />     มโนวิญญาณธาตุ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?  
		</para>
	</section>
	<section id="s3b34c39" >
		<para id="s3b34c39p">
			<remark  id="s3b34c39l1" />     จิต มโน มานัส หทัย ปัณฑร มโน มนายตนะ มนินทรีย์ วิญญาณ วิญญาณขันธ์  
			<remark  id="s3b34c39l2" />มโนวิญญาณธาตุที่สมกัน ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า มโนวิญญาธาตุ มีในสมัยนั้น.                
			<remark  id="s3b34c39l3" />     ธรรมธาตุ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?       
			<remark  id="s3b34c39l4" />     เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ นี้ชื่อว่า ธรรมธาตุ มีในสมัยนั้น.  
			<remark  id="s3b34c39l5" />     สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธาตุ ๒ มีในสมัยนั้น.                  
			<remark  id="s3b34c39l6" />     [๗๘] อาหาร ๓ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?   
			<remark  id="s3b34c39l7" />     ผัสสาหาร มโนสัญเจตนาหาร วิญญาณาหาร   
			<remark  id="s3b34c39l8" />     ผัสสาหาร มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?       
			<remark  id="s3b34c39l9" />     ความถูกต้อง อาการที่ถูกต้อง กิริยาที่ถูกต้อง ภาวะที่ถูกต้อง ในสมัยนั้น อันใด           
			<remark  id="s3b34c39l10" />นี้ชื่อว่า ผัสสาหาร มีในสมัยนั้น.         
			<remark  id="s3b34c39l11" />     มโนสัญเจตนาหาร มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?  
			<remark  id="s3b34c39l12" />     การคิด กิริยาที่คิด ความคิด สมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า มโนสัญเจตนาหาร มีใน              
			<remark  id="s3b34c39l13" />สมัยนั้น.        
			<remark  id="s3b34c39l14" />     วิญญาณาหาร มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?     
			<remark  id="s3b34c39l15" />     จิต มโน มานัส หทัย ปัณฑร มโน มนายตนะ มนินทรีย์ วิญญาณ วิญญาณขันธ์  
			<remark  id="s3b34c39l16" />มโนวิญญาณธาตุที่สมกัน ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า วิญญาณาหาร มีในสมัยนั้น.                  
			<remark  id="s3b34c39l17" />     สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า อาหาร ๓ มีในสมัยนั้น.                 
			<remark  id="s3b34c39l18" />     [๗๙] อินทรีย์ ๘ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?  
			<remark  id="s3b34c39l19" />     สัทธินทรีย์ วิริยินทรีย์ สตินทรีย์ สมาธินทรีย์ ปัญญินทรีย์ มนินทรีย์ โสมนัสสิน        
			<remark  id="s3b34c39l20" />ทรีย์ ชีวิตินทรีย์.  
			<remark  id="s3b34c39l21" />     สัทธินทรีย์ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?    
			<remark  id="s3b34c39l22" />     ศรัทธา กิริยาที่เชื่อ ความปลงใจเชื่อ ความเลื่อมใสยิ่ง ศรัทธา อินทรีย์ คือศรัทธา        
			<remark  id="s3b34c39l23" />สัทธาพละ ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า สัทธินทรีย์ มีในสมัยนั้น.     
			<remark  id="s3b34c39l24" />     วิริยินทรีย์ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?   
			<remark  id="s3b34c39l25" />     การปรารภความเพียรทางใจ ความขะมักเขม้น ความบากบั่น ความตั้งหน้า ความ  
			<remark  id="s3b34c39l26" />พยายาม ความอุตสาหะ ความทนทาน ความเข้มแข็ง ความหมั่น ความก้าวไปอย่างไม่ท้อถอย                
			<remark  id="s3b34c39l27" />ความไม่ทอดทิ้งฉันทะ ความไม่ทอดทิ้งธุระ ความประคับประคองธุระ วิริยะ อินทรีย์คือวิริยะ        
			<remark  id="s3b34c39l28" />วิริยพละ สัมมาวายามะ ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า วิริยินทรีย์ มีในสมัยนั้น.    
		</para>
	</section>
	<section id="s3b34c40" >
		<para id="s3b34c40p">
			<remark  id="s3b34c40l1" />     สตินทรีย์ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?      
			<remark  id="s3b34c40l2" />     สติ ความตามระลึก ความหวนระลึก สติ กิริยาที่ระลึก ความทรงจำ ความไม่  
			<remark  id="s3b34c40l3" />เลื่อนลอย ความไม่ลืม สติ อินทรีย์คือสติ สติพละ สัมมาสติ ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า         
			<remark  id="s3b34c40l4" />สตินทรีย์ มีในสมัยนั้น.                   
			<remark  id="s3b34c40l5" />     สมาธินทรีย์ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?    
			<remark  id="s3b34c40l6" />     ความตั้งอยู่แห่งจิต ความดำรงอยู่แห่งจิต ความมั่นอยู่แห่งจิต ความไม่ส่ายไปแห่งจิต       
			<remark  id="s3b34c40l7" />ความไม่ฟุ้งซ่านแห่งจิต ภาวะที่จิตไม่ส่ายไป ความสงบ อินทรีย์คือสมาธิ สมาธิพละ                
			<remark  id="s3b34c40l8" />สัมมาสมาธิ ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า สมาธินทรีย์ มีในสมัยนั้น.   
			<remark  id="s3b34c40l9" />     ปัญญินทรีย์ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?    
			<remark  id="s3b34c40l10" />     ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ความวิจัย ความเลือกสรร ความวิจัยธรรม ความกำหนดหมาย               
			<remark  id="s3b34c40l11" />ความเข้าไปกำหนด ความเข้าไปกำหนดเฉพาะ ภาวะที่รู้ ภาวะที่ฉลาด ภาวะที่รู้ละเอียด               
			<remark  id="s3b34c40l12" />ความรู้แจ่มแจ้ง ความค้นคิด ความใคร่ครวญ ปัญญาเหมือนแผ่นดิน ปัญญาเครื่องทำลายกิเลส           
			<remark  id="s3b34c40l13" />ปัญญาเครื่องนำทาง ความเห็นแจ้ง ความรู้ชัด ปัญญาเหมือนปฏัก ปัญญา อินทรีย์คือปัญญา            
			<remark  id="s3b34c40l14" /> ปัญญาพละ ปัญญาเหมือนศาตรา ปัญญาเหมือนปราสาท ความสว่างคือปัญญา แสงสว่างคือ                   
			<remark  id="s3b34c40l15" />ปัญญา ปัญญาเหมือนประทีป ปัญญาเหมือนดวงแก้ว ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิ              
			<remark  id="s3b34c40l16" />ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า ปัญญินทรีย์ มีในสมัยนั้น.              
			<remark  id="s3b34c40l17" />     มนินทรีย์ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?      
			<remark  id="s3b34c40l18" />     จิต มโน มานัส หทัย ปัณฑร มโน มนายตนะ อินทรีย์คือมโน วิญญาณ    
			<remark  id="s3b34c40l19" />วิญญาณขันธ์ มโนวิญญาณธาตุที่สมกัน ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า มนินทรีย์ มีในสมัยนั้น.       
			<remark  id="s3b34c40l20" />     โสมนัสสินหรีย์ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?  
			<remark  id="s3b34c40l21" />     ความสบายทางใจ ความสุขทางใจ ความเสวยอารมณ์ที่สบายเป็นสุขอันเกิดแต่เจโต                 
			<remark  id="s3b34c40l22" />สัมผัส กิริยาเสวยอารมณ์ที่สบายเป็นสุขอันเกิดแต่เจโตสัมผัส ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า      
			<remark  id="s3b34c40l23" />โสมนัสสินทรีย์ มีในสมัยนั้น.              
			<remark  id="s3b34c40l24" />     ชีวิตินทรีย์ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?   
			<remark  id="s3b34c40l25" />     อายุ ความดำรงอยู่ ความเป็นไปอยู่ กิริยาที่เป็นไปอยู่ อาการที่สืบเนื่องกันอยู่          
			<remark  id="s3b34c40l26" />ความประพฤติเป็นไปอยู่ ความหล่อเลี้ยงอยู่ ชีวิต อินทรีย์คือชีวิต ของนามธรรมนั้นๆ ใน          
			<remark  id="s3b34c40l27" />สมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า ชีวิตินทรีย์ มีในสมัยนั้น.               
			<remark  id="s3b34c40l28" />     สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า อินทรีย์ ๘ มีในสมัยนั้น.   
		</para>
	</section>
	<section id="s3b34c41" >
		<para id="s3b34c41p">
			<remark  id="s3b34c41l1" />     [๘๐] ฌานมีองค์ ๕ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?  
			<remark  id="s3b34c41l2" />     วิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา         
			<remark  id="s3b34c41l3" />     วิตก มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?           
			<remark  id="s3b34c41l4" />     ความตรึก ความตรึกอย่างแรง ความดำริ ความที่จิตแนบอยู่ในอารมณ์ ความที่จิต                
			<remark  id="s3b34c41l5" />แนบสนิทอยู่ในอารมณ์ ความยกจิตขึ้นสู่อารมณ์ สัมมาสังกัปปะ ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า        
			<remark  id="s3b34c41l6" />วิตก มีในสมัยนั้น.  
			<remark  id="s3b34c41l7" />     วิจาร มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?          
			<remark  id="s3b34c41l8" />     ความตรอง ความพิจารณา ความตามพิจารณา ความเข้าไปพิจารณา ความที่จิตสืบต่อ                 
			<remark  id="s3b34c41l9" />อารมณ์ ความที่จิตเพ่งอารมณ์ ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า วิจาร มีในสมัยนั้น.                 
			<remark  id="s3b34c41l10" />     ปีติ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?           
			<remark  id="s3b34c41l11" />     ความอิ่มใจ ความปราโมทย์ ความยินดียิ่ง ความบันเทิง ความร่าเริง ความรื่นเริง             
			<remark  id="s3b34c41l12" />ความปลื้มใจ ความตื่นเต้น ความที่จิตชื่นชมยินดี ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า ปีติ มีในสมัยนั้น.  
			<remark  id="s3b34c41l13" />     สุข มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?            
			<remark  id="s3b34c41l14" />     ความสบายทางใจ ความสุขทางใจ ความเสวยอารมณ์ที่สบาย เป็นสุข อันเกิดแต่เจโต               
			<remark  id="s3b34c41l15" />สัมผัส กิริยาเสวยอารมณ์ที่สบาย เป็นสุข อันเกิดแต่เจโตสัมผัส ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า    
			<remark  id="s3b34c41l16" />สุข มีในสมัยนั้น.  
			<remark  id="s3b34c41l17" />     เอกัคคตา มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?       
			<remark  id="s3b34c41l18" />     ความตั้งอยู่แห่งจิต ความดำรงอยู่แห่งจิต ความมั่นอยู่แห่งจิต ความไม่ส่ายไปแห่งจิต       
			<remark  id="s3b34c41l19" />ความไม่ฟุ้งซ่านแห่งจิต ภาวะที่จิตไม่ส่ายไป ความสงบ สมาธินทรีย์ สมาธิพละ สัมมาสมาธิ          
			<remark  id="s3b34c41l20" />ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า เอกัคคตา มีในสมัยนั้น.                 
			<remark  id="s3b34c41l21" />     สภาวธรรมนี้ชื่อว่า ฌานมีองค์ ๕ มีในสมัยนั้น.                  
			<remark  id="s3b34c41l22" />     [๘๑] มรรคมีองค์ ๕ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?  
			<remark  id="s3b34c41l23" />     สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ.     
			<remark  id="s3b34c41l24" />     สัมมาทิฏฐิ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?     
			<remark  id="s3b34c41l25" />     ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ความวิจัย ความเลือกสรร ความวิจัยธรรม ความกำหนดหมาย               
			<remark  id="s3b34c41l26" />ความเข้าไปกำหนด ความเข้าไปกำหนดเฉพาะ ภาวะที่รู้ ภาวะที่ฉลาด ภาวะที่รู้ละเอียด ความรู้       
			<remark  id="s3b34c41l27" />แจ่มแจ้ง ความค้นคิด ความใคร่ครวญ ปัญญาเหมือนแผ่นดิน ปัญญาเครื่องทำลายกิเลส      
		</para>
	</section>
	<section id="s3b34c42" >
		<para id="s3b34c42p">
			<remark  id="s3b34c42l1" />ปัญญาเครื่องนำทาง ความเห็นแจ้ง ความรู้ชัด ปัญญาเหมือนปฏัก ปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ        
			<remark  id="s3b34c42l2" />ปัญญาเหมือนศาตรา ปัญญาเหมือนปราสาท ความสว่างคือปัญญา แสงสว่างคือปัญญา ปัญญา                 
			<remark  id="s3b34c42l3" />เหมือนประทีป ปัญญาเหมือนดวงแก้ว ความไม่หลง ความวิจัยธรรม ความเห็นชอบ ในสมัยนั้น             
			<remark  id="s3b34c42l4" />อันใด นี้ชื่อว่า สัมมาทิฏฐิ มีในสมัยนั้น.  
			<remark  id="s3b34c42l5" />     สัมมาสังกัปปะ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?  
			<remark  id="s3b34c42l6" />     ความตรึก ความตรึกอย่างแรง ความดำริ ความที่จิตแนบอยู่ในอารมณ์ ความที่จิต                
			<remark  id="s3b34c42l7" />แนบสนิทอยู่ในอารมณ์ ความยกจิตขึ้นสู่อารมณ์ ความดำริชอบ ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า          
			<remark  id="s3b34c42l8" />สัมมาสังกัปปะ มีในสมัยนั้น.               
			<remark  id="s3b34c42l9" />     สัมมาวายามะ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?    
			<remark  id="s3b34c42l10" />     การปรารภความเพียรทางใจ ความขะมักเขม้น ความบากบั่น ความตั้งหน้า ความพยายาม              
			<remark  id="s3b34c42l11" />ความอุตสาหะ ความทนทาน ความเข้มแข็ง ความหมั่น ความก้าวไปอย่างไม่ท้อถอย ความ                  
			<remark  id="s3b34c42l12" />ไม่ทอดทิ้งฉันทะ ความไม่ทอดทิ้งธุระ ความประคับประคองธุระ วิริยะ วิริยินทรีย์ วิริยพละ        
			<remark  id="s3b34c42l13" />ความพยายามชอบ ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า สัมมาวายามะ มีในสมัยนั้น.  
			<remark  id="s3b34c42l14" />     สัมมาสติ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?       
			<remark  id="s3b34c42l15" />     สติ ความตามระลึก ความหวนระลึก สติ กิริยาที่ระลึก ความทรงจำ ความไม่เลื่อนลอย            
			<remark  id="s3b34c42l16" />ความไม่ลืม สติ สตินทรีย์ สติพละ ความระลึกชอบ ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า สัมมาสติ           
			<remark  id="s3b34c42l17" />มีในสมัยนั้น.    
			<remark  id="s3b34c42l18" />     สัมมาสมาธิ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?     
			<remark  id="s3b34c42l19" />     ความตั้งอยู่แห่งจิต ความดำรงอยู่แห่งจิต ความมั่นอยู่แห่งจิต ความไม่ส่ายไปแห่งจิต       
			<remark  id="s3b34c42l20" />ความไม่ฟุ้งซ่านแห่งจิต ภาวะที่จิตไม่ส่ายไป ความสงบแห่งจิต สมาธินทรีย์ สมาธิพละ ความ         
			<remark  id="s3b34c42l21" />ตั้งจิตไว้ชอบ ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า สัมมาสมาธิ มีในสมัยนั้น.  
			<remark  id="s3b34c42l22" />     สภาวธรรมนี้ชื่อว่า มรรคมีองค์ ๕ มีในสมัยนั้น.                 
			<remark  id="s3b34c42l23" />     [๘๒] พละ ๗ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?     
			<remark  id="s3b34c42l24" />     สัทธาพละ วิริยพละ สติพละ สมาธิพละ ปัญญาพละ หิริพละ โอตตัปปพละ.  
			<remark  id="s3b34c42l25" />     สัทธาพละ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?       
			<remark  id="s3b34c42l26" />     ศรัทธา กิริยาที่เชื่อ ความปลงใจเชื่อ ความเลื่อมใสยิ่ง ศรัทธา สัทธินทรีย์ กำลัง         
			<remark  id="s3b34c42l27" />คือศรัทธา ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า สัทธาพละ มีในสมัยนั้น.      
		</para>
	</section>
	<section id="s3b34c43" >
		<para id="s3b34c43p">
			<remark  id="s3b34c43l1" />     วิริยพละ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?       
			<remark  id="s3b34c43l2" />     การปรารภความเพียรทางใจ ความขะมักเขม้น ความบากบั่น ความตั้งหน้า ความพยายาม              
			<remark  id="s3b34c43l3" />ความอุตสาหะ ความทนทาน ความเข้มแข็ง ความหมั่น ความก้าวไปอย่างไม่ท้อถอย ความ                  
			<remark  id="s3b34c43l4" />ไม่ทอดทิ้งฉันทะ ความไม่ทอดทิ้งธุระ ความประคับประคองธุระ วิริยะ วิริยินทรีย์ กำลังคือวิริยะ  
			<remark  id="s3b34c43l5" />สัมมาวายามะ ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า วิริยพละ มีในสมัยนั้น.     
			<remark  id="s3b34c43l6" />     สติพละ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?         
			<remark  id="s3b34c43l7" />     สติ ความตามระลึก ความหวนระลึก สติ กิริยาที่ระลึก ความทรงจำ ความไม่เลื่อนลอย            
			<remark  id="s3b34c43l8" />ความไม่ลืม สติ สตินทรีย์ กำลังคือสติ สัมมาสติ มีในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า สติพละ          
			<remark  id="s3b34c43l9" />มีในสมัยนั้น.    
			<remark  id="s3b34c43l10" />     สมาธิพละ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?       
			<remark  id="s3b34c43l11" />     ความตั้งอยู่แห่งจิต ความดำรงอยู่แห่งจิต ความมั่นอยู่แห่งจิต ความไม่ส่ายไปแห่งจิต       
			<remark  id="s3b34c43l12" />ความไม่ฟุ้งซ่านแห่งจิต ภาวะที่จิตไม่ส่ายไป ความสงบ สมาธินทรีย์ กำลังคือสมาธิ สัมมาสมาธิ     
			<remark  id="s3b34c43l13" />ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า สมาธิพละ มีในสมัยนั้น.                 
			<remark  id="s3b34c43l14" />     ปัญญาพละ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?       
			<remark  id="s3b34c43l15" />     ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ความวิจัย ความเลือกสรร ความวิจัยธรรม ความกำหนดหมาย               
			<remark  id="s3b34c43l16" />ความเข้าไปกำหนด ความเข้าไปกำหนดเฉพาะ ภาวะที่รู้ ภาวะที่ฉลาด ภาวะที่รู้ละเอียด ความ          
			<remark  id="s3b34c43l17" />รู้แจ่มแจ้ง ความค้นคิด ความใคร่ครวญ ปัญญาเหมือนแผ่นดิน ปัญญาเครื่องทำลายกิเลส               
			<remark  id="s3b34c43l18" />ปัญญาเครื่องนำทาง ความเห็นแจ้ง ความรู้ชัด ปัญญาเหมือนปฏัก ปัญญา ปัญญินทรีย์ กำลัง           
			<remark  id="s3b34c43l19" />คือปัญญา ปัญญาเหมือนศาตรา ปัญญาเหมือนปราสาท ความสว่างคือปัญญา แสงสว่างคือปัญญา              
			<remark  id="s3b34c43l20" />ปัญญาเหมือนประทีป ปัญญาเหมือนดวงแก้ว ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิ ในสมัยนั้น         
			<remark  id="s3b34c43l21" />อันใด นี้ชื่อว่า ปัญญาพละ มีในสมัยนั้น.   
			<remark  id="s3b34c43l22" />     หิริพละ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?        
			<remark  id="s3b34c43l23" />     กิริยาที่ละอายต่อการประพฤติทุจริตอันเป็นสิ่งที่น่าละอาย กิริยาที่ละอายต่อการประกอบ     
			<remark  id="s3b34c43l24" />อกุศลบาปธรรมทั้งหลาย ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า หิริพละ มีในสมัยนั้น.  
			<remark  id="s3b34c43l25" />     โอตตัปปพละ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?     
			<remark  id="s3b34c43l26" />     กิริยาที่เกรงกลัวต่อการประพฤติทุจริตอันเป็นสิ่งที่น่าเกรงกลัว กิริยาที่เกรงกลัวต่อการ  
			<remark  id="s3b34c43l27" /> ประกอบอกุศลบาปธรรมทั้งหลาย ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า โอตตัปปพละ มีในสมัยนั้น.             
			<remark  id="s3b34c43l28" />     สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า พละ ๗ มีในสมัยนั้น.   
		</para>
	</section>
	<section id="s3b34c44" >
		<para id="s3b34c44p">
			<remark  id="s3b34c44l1" />    [๘๓] เหตุ ๓ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?    
			<remark  id="s3b34c44l2" />     อโลภะ อโทสะ อโมหะ.                   
			<remark  id="s3b34c44l3" />     อโลภะ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?          
			<remark  id="s3b34c44l4" />     การไม่โลภ กิริยาที่ไม่โลภ ความไม่โลภ การไม่กำหนัด กิริยาที่ไม่กำหนัด ความ              
			<remark  id="s3b34c44l5" />ไม่กำหนัด ความไม่เพ่งเล็ง กุศลมูลคือความไม่โลภ ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า อโลภะ            
			<remark  id="s3b34c44l6" />มีในสมัยนั้น.    
			<remark  id="s3b34c44l7" />     อโทสะ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?          
			<remark  id="s3b34c44l8" />     การไม่คิดประทุษร้าย กิริยาที่ไม่คิดประทุษร้าย ความไม่คิดประทุษร้าย ความไม่พยาบาท       
			<remark  id="s3b34c44l9" />ความไม่คิดเบียดเบียน กุศลมูลคือความไม่คิดประทุษร้าย ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า อโทสะ       
			<remark  id="s3b34c44l10" />มีในสมัยนั้น.    
			<remark  id="s3b34c44l11" />     อโมหะ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?          
			<remark  id="s3b34c44l12" />     ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ความวิจัย ความเลือกสรร ความวิจัยธรรม ความกำหนดหมาย               
			<remark  id="s3b34c44l13" />ความเข้าไปกำหนด ความเข้าไปกำหนดเฉพาะ ภาวะที่รู้ ภาวะที่ฉลาด ภาวะที่รู้ละเอียด ความ          
			<remark  id="s3b34c44l14" />รู้แจ่มแจ้ง ความค้นคิด ความใคร่ครวญ ปัญญาเหมือนแผ่นดิน ปัญญาเครื่องทำลายกิเลส               
			<remark  id="s3b34c44l15" />ปัญญาเครื่องนำทาง ความเห็นแจ้ง ความรู้ชัด ปัญญาเหมือนปฏัก ปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ        
			<remark  id="s3b34c44l16" />ปัญญาเหมือนศาตรา ปัญญาเหมือนปราสาท ความสว่างคือปัญญา แสงสว่างคือปัญญา ปัญญา                 
			<remark  id="s3b34c44l17" />เหมือนประทีป ปัญญาเหมือนดวงแก้ว ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิ กุศลมูลคือ              
			<remark  id="s3b34c44l18" />อโมหะ ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า อโมหะ มีในสมัยนั้น.              
			<remark  id="s3b34c44l19" />     สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า เหตุ ๓ มีในสมัยนั้น.                  
			<remark  id="s3b34c44l20" />     [๘๔] ผัสสะ ๑ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?   
			<remark  id="s3b34c44l21" />     การกระทบ กิริยาที่กระทบ อาการที่ถูกต้อง ความถูกต้อง ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า        
			<remark  id="s3b34c44l22" />ผัสส ๑ มีในสมัยนั้น.  
			<remark  id="s3b34c44l23" />     [๘๕] เวทนา ๑ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?   
			<remark  id="s3b34c44l24" />     ความสบายทางใจ ความสุขทางใจ ความเสวยอารมณ์ที่สบาย เป็นสุข อันเกิดแต่เจโต               
			<remark  id="s3b34c44l25" />สัมผัส กิริยาเสวยอารมณ์ที่สบาย เป็นสุข อันเกิดแต่เจโตสัมผัส ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า    
			<remark  id="s3b34c44l26" />เวทนา ๑ มีในสมัยนั้น.  
			<remark  id="s3b34c44l27" />     [๘๖] สัญญา ๑ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?   
			<remark  id="s3b34c44l28" />     การจำ กิริยาที่จำ ความจำ ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า สัญญา ๑ มีในสมัยนั้น.  
		</para>
	</section>
	<section id="s3b34c45" >
		<para id="s3b34c45p">
			<remark  id="s3b34c45l1" />     [๘๗] เจตนา ๑ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?   
			<remark  id="s3b34c45l2" />     การคิด กิริยาที่คิด ความคิด ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า เจตนา ๑ มีในสมัยนั้น.          
			<remark  id="s3b34c45l3" />     [๘๘] จิต ๑ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?     
			<remark  id="s3b34c45l4" />     จิต มโน มานัส หทัย ปัณฑระ มโน มนายตนะ มนินทรีย์ วิญญาณ วิญญาณขันธ์  
			<remark  id="s3b34c45l5" />มโนวิญญาณธาตุที่สมกัน ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า จิต ๑ มีในสมัยนั้น.  
			<remark  id="s3b34c45l6" />     [๘๙] เวทนาขันธ์ ๑ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?  
			<remark  id="s3b34c45l7" />     ความสบายทางใจ ความสุขทางใจ ความเสวยอารมณ์ที่สบาย เป็นสุข อันเกิดแต่เจโต               
			<remark  id="s3b34c45l8" />สัมผัส กิริยาเสวยอารมณ์ที่สบาย เป็นสุข อันเกิดแต่เจโตสัมผัส ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า    
			<remark  id="s3b34c45l9" />เวทนาขันธ์ ๑ มีในสมัยนั้น.                
			<remark  id="s3b34c45l10" />     [๙๐] สัญญาขันธ์ ๑ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?  
			<remark  id="s3b34c45l11" />     การจำ กิริยาที่จำ ความจำ ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า สัญญาขันธ์ ๑ มีในสมัยนั้น.        
			<remark  id="s3b34c45l12" />     [๙๑] สังขารขันธ์ ๑ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?  
			<remark  id="s3b34c45l13" />     ผัสสะ เจตนา วิตก วิจาร ปีติ เอกัคคตา สัทธินทรีย์ วิริยินทรีย์ สตินทรีย์                
			<remark  id="s3b34c45l14" />สมาธินทรีย์ ปัญญินทรีย์ ชีวิตินทรีย์ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ          
			<remark  id="s3b34c45l15" />สัมมาสมาธิ สัทธาพละ วิริยพละ สติพละ สมาธิพละ ปัญญาพละ หิริพละ โอตตัปปพละ  
			<remark  id="s3b34c45l16" />อโลภะ อโทสะ อโมหะ อนภิชฌา อัพยาปาทะ สัมมาทิฏฐิ หิริ โอตตัปปะ กายปัสสัทธิ  
			<remark  id="s3b34c45l17" />จิตตปัสสัทธิ กายลหุตา จิตตลหุตา กายมุทุตา จิตตมุทุตา กายกัมมัญญตา จิตตกัมมัญญตา             
			<remark  id="s3b34c45l18" />กายปาคุญญตา จิตตปาคุญญตา กายุชุกตา จิตตุชุกตา สติ สัมปชัญญะ สมถะ วิปัสสนา                   
			<remark  id="s3b34c45l19" />ปัคคาหะ อวิกเขปะ หรือนามธรรมที่อิงอาศัยเกิดขึ้นแม้อื่นใด เว้นเวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์          
			<remark  id="s3b34c45l20" />วิญญาณขันธ์ มีอยู่ในสมัยนั้น นี้ชื่อว่า สังขารขันธ์ ๑ มีในสมัยนั้น.  
			<remark  id="s3b34c45l21" />     [๙๒] วิญญาณขันธ์ ๑ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?  
			<remark  id="s3b34c45l22" />     จิต มโน มานัส หทัย ปัณฑระ มโน มนายตนะ มนินทรีย์ วิญญาณ วิญญาณขันธ์  
			<remark  id="s3b34c45l23" />มโนวิญญาณธาตุที่สมกัน ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า วิญญาณขันธ์ ๑ มีในสมัยนั้น.               
			<remark  id="s3b34c45l24" />     [๙๓] มนายตนะ ๑ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?  
			<remark  id="s3b34c45l25" />     จิต มโน มานัส หทัย ปัณฑระ มโน มนายตนะ มนินทรีย์ วิญญาณ วิญญาณขันธ์  
			<remark  id="s3b34c45l26" />มโนวิญญาณธาตุที่สมกัน ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า มนายตนะ ๑ มีในสมัยนั้น.  
		</para>
	</section>
	<section id="s3b34c46" >
		<para id="s3b34c46p">
			<remark  id="s3b34c46l1" />     [๙๔] มนินทรีย์ ๑ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?  
			<remark  id="s3b34c46l2" />     จิต มโน มานัส หทัย ปัณฑระ มโน มนายตนะ มนินทรีย์ วิญญาณ วิญญาณขันธ์  
			<remark  id="s3b34c46l3" />มโนวิญญาณธาตุที่สมกัน ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า มนินทรีย์ ๑ มีในสมัยนั้น.                 
			<remark  id="s3b34c46l4" />     [๙๕] มโนวิญญาณธาตุ ๑ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?  
			<remark  id="s3b34c46l5" />     จิต มโน มานัส ฯลฯ มโนวิญญาณธาตุที่สมกัน ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า  
			<remark  id="s3b34c46l6" />มโนวิญญาณธาตุ ๑ มีในสมัยนั้น.             
			<remark  id="s3b34c46l7" />     [๙๖] ธัมมายตนะ ๑ มีในสมัยนั้นเป็นไฉน?  
			<remark  id="s3b34c46l8" />     เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ นี้ชื่อว่า ธัมมายตนะ ๑ มีในสมัยนั้น.                 
			<remark  id="s3b34c46l9" />     [๙๗] ธรรมธาตุ ๑ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?  
			<remark  id="s3b34c46l10" />     เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ นี้ชื่อว่า ธรรมธาตุ ๑ มีในสมัยนั้น.                  
			<remark  id="s3b34c46l11" />     [๙๘] หรือนามธรรมที่อิงอาศัยเกิดขึ้นแม้อื่นใด มีอยู่ในสมัยนั้น  
			<remark  id="s3b34c46l12" />     สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล.  
			<remark  id="s3b34c46l13" />                        โกฏฐาสวาร จบ      
			<remark  id="s3b34c46l14" />                        ------------      
			<remark  id="s3b34c46l15" />                          สุญญตวาร        
			<remark  id="s3b34c46l16" />     [๙๙] ก็ ธรรม ขันธ์ อายตนะ ธาตุ อาหาร อินทรีย์ ฌาน มรรค พละ เหตุ  
			<remark  id="s3b34c46l17" />ผัสสะ เวทนา สัญญา เจตนา จิต เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์                   
			<remark  id="s3b34c46l18" />มนายตนะ มนินทรีย์ มโนวิญญาณธาตุ ธัมมายตนะ ธรรมธาตุ มีในสมัยนั้น หรือนามธรรม                 
			<remark  id="s3b34c46l19" />ที่อิงอาศัยเกิดขึ้นแม้อื่นใด มีอยู่ในสมัยนั้น  
			<remark  id="s3b34c46l20" />     สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล.  
			<remark  id="s3b34c46l21" />     [๑๐๐] ธรรม มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?     
			<remark  id="s3b34c46l22" />     เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์ เหล่านี้ชื่อว่า ธรรม มีในสมัยนั้น.       
			<remark  id="s3b34c46l23" />     [๑๐๑] ขันธ์ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?    
			<remark  id="s3b34c46l24" />     เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์ เหล่านี้ชื่อว่า ขันธ์มีในสมัยนั้น.       
			<remark  id="s3b34c46l25" />     [๑๐๒] อายตนะ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?   
			<remark  id="s3b34c46l26" />     มนายตนะ ธัมมาตนะ เหล่านี้ชื่อว่า อายตนะ มีในสมัยนั้น.        
		</para>
	</section>
	<section id="s3b34c47" >
		<para id="s3b34c47p">
			<remark  id="s3b34c47l1" />     [๑๐๓] ธาตุ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?     
			<remark  id="s3b34c47l2" />     มโนวิญญาณธาตุ ธรรมธาตุ เหล่านี้ชื่อว่า ธาตุ มีในสมัยนั้น.     
			<remark  id="s3b34c47l3" />     [๑๐๔] อาหาร มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?    
			<remark  id="s3b34c47l4" />     ผัสสาหาร มโนสัญเจตนาหาร วิญญาณาหาร เหล่านี้ชื่อว่า อาหาร มีในสมัยนั้น.                 
			<remark  id="s3b34c47l5" />     [๑๐๕] อินทรีย์ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?  
			<remark  id="s3b34c47l6" />     สัทธินทรีย์ วิริยินทรีย์ สตินทรีย์ สมาธินทรีย์ ปัญญินทรีย์ มนินทรีย์ โสมมนัสสินทรีย์   
			<remark  id="s3b34c47l7" />ชีวิตินทรีย์ เหล่านี้ชื่อว่า อินทรีย์ มีในสมัยนั้น.                
			<remark  id="s3b34c47l8" />     [๑๐๖] ฌาน มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?      
			<remark  id="s3b34c47l9" />     วิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา นี้ชื่อว่า ฌาน มีในสมัยนั้น.     
			<remark  id="s3b34c47l10" />     [๑๐๗] มรรค มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?     
			<remark  id="s3b34c47l11" />     สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ นี้ชื่อว่า มรรค               
			<remark  id="s3b34c47l12" />มีในสมัยนั้น.    
			<remark  id="s3b34c47l13" />     [๑๐๘] พละ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?      
			<remark  id="s3b34c47l14" />      สัทธาพละ วิริยพละ สติพละ สมาธิพละ ปัญญาพละ หิริพละ โอตตัปปพละ  
			<remark  id="s3b34c47l15" />เหล่านี้ชื่อว่า พละ มีในสมัยนั้น.         
			<remark  id="s3b34c47l16" />     [๑๐๙] เหตุ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?     
			<remark  id="s3b34c47l17" />     อโลภะ อโทสะ อโมหะ เหล่านี้ชื่อว่า เหตุ มีในสมัยนั้น.          
			<remark  id="s3b34c47l18" />     [๑๑๐]  ผัสสะ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน ฯลฯ นี้ชื่อว่า ผัสสะ มีในสมัยนั้น.                   
			<remark  id="s3b34c47l19" />     [๑๑๑] เวทนา มีในสมัยนั้น เป็นไฉน ฯลฯ นี้ชื่อว่า เวทนา มีในสมัยนั้น.  
			<remark  id="s3b34c47l20" />     [๑๑๒] สัญญา มีในสมัยนั้น เป็นไฉน ฯลฯ นี้ชื่อว่า สัญญา มีในสมัยนั้น.  
			<remark  id="s3b34c47l21" />     [๑๑๓] เจตนา มีในสมัยนั้น เป็นไฉน ฯลฯ นี้ชื่อว่า เจตนา มีในสมัยนั้น.  
			<remark  id="s3b34c47l22" />     [๑๑๔] จิต มีในสมัยนั้น เป็นไฉน ฯลฯ นี้ชื่อว่า จิต มีในสมัยนั้น.  
			<remark  id="s3b34c47l23" />     [๑๑๕] เวทนาขันธ์ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน ฯลฯ นี้ชื่อว่า เวทนาขันธ์ มีในสมัยนั้น.          
			<remark  id="s3b34c47l24" />     [๑๑๖] สัญญาขันธ์ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน ฯลฯ นี้ชื่อว่า สัญญาขันธ์ มีในสมัยนั้น.          
			<remark  id="s3b34c47l25" />     [๑๑๗] สังขารขันธ์ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน ฯลฯ นี้ชื่อว่า สังขารขันธ์ มีในสมัยนั้น.  
		</para>
	</section>
	<section id="s3b34c48" >
		<para id="s3b34c48p">
			<remark  id="s3b34c48l1" />     [๑๑๘] วิญญาณขันธ์ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน ฯลฯ นี้ชื่อว่า วิญญาณขันธ์ มีในสมัยนั้น.        
			<remark  id="s3b34c48l2" />     [๑๑๙] มนายตนะ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน ฯลฯ นี้ชื่อว่า มนายตนะ มีในสมัยนั้น.                
			<remark  id="s3b34c48l3" />     [๑๒๐] มนินทรีย์ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน ฯลฯ นี้ชื่อว่า มนินทรีย์ มีในสมัยนั้น.            
			<remark  id="s3b34c48l4" />     [๑๒๑] มโนวิญญาณธาตุ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน ฯลฯ นี้ชื่อว่า มโนวิญญาณธาตุ                  
			<remark  id="s3b34c48l5" />มีในสมัยนั้น.    
			<remark  id="s3b34c48l6" />     [๑๒๒] ธัมมายตนะ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?  
			<remark  id="s3b34c48l7" />     เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ นี้ชื่อว่า ธัมมายตนะ มีในสมัยนั้น.                   
			<remark  id="s3b34c48l8" />     [๑๒๓] ธรรมธาตุ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?  
			<remark  id="s3b34c48l9" />     เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ นี้ชื่อว่า ธรรมธาตุ มีในสมัยนั้น.  
			<remark  id="s3b34c48l10" />     [๑๒๔] หรือนามธรรมที่อิงอาศัยเกิดขึ้นแม้อื่นใด มีอยู่ในสมัยนั้น  
			<remark  id="s3b34c48l11" />     สภาวธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล.  
			<remark  id="s3b34c48l12" />                         สุญญตวาร จบ      
			<remark  id="s3b34c48l13" />                        จิตดวงที่ ๑ จบ    
			<remark  id="s3b34c48l14" />                      ---------------     
			<remark  id="s3b34c48l15" />                          จิตดวงที่ ๒     
			<remark  id="s3b34c48l16" />     [๑๒๕] ธรรมเป็นกุศล เป็นไฉน?          
			<remark  id="s3b34c48l17" />     กามาวจรกุศลจิต สหครคตด้วยโสมนัส สัมปยุตด้วยญาณ มีรูปเป็นอารมณ์ ฯลฯ  
			<remark  id="s3b34c48l18" />มีธรรมเป็นอารมณ์ หรือปรารภอารมณ์ใดๆ เกิดขึ้นโดยมีการชักจูง ในสมัยใด ผัสสะ ฯลฯ               
			<remark  id="s3b34c48l19" />อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น ฯลฯ                 
			<remark  id="s3b34c48l20" />     สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล ฯลฯ  
			<remark  id="s3b34c48l21" />                        จิตดวงที่ ๒ จบ    
			<remark  id="s3b34c48l22" />                      ---------------     
		</para>
	</section>
	<section id="s3b34c49" >
		<para id="s3b34c49p">
			<remark  id="s3b34c49l1" />                          จิตดวงที่ ๓     
			<remark  id="s3b34c49l2" />     [๑๒๖] ธรรมเป็นกุศล เป็นไฉน?          
			<remark  id="s3b34c49l3" />     กามาวจรกุศลจิต สหรคตด้วยโสมนัส วิปปยุตจากญาณ มีรูปเป็นอารมณ์ ฯลฯ  
			<remark  id="s3b34c49l4" />มีธรรมเป็นอารมณ์ หรือปรารภอารมณ์ใดๆ เกิดขึ้น ในสมัยใด ผัสสะ เวทนา สัญญา  
			<remark  id="s3b34c49l5" />เจตนา จิต วิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา สัทธินทรีย์ วิริยินทรีย์ สตินทรีย์ สมาธินทรีย์       
			<remark  id="s3b34c49l6" />มนินทรีย์ โสมนัสสินทรีย์ ชีวิตินทรีย์ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ         
			<remark  id="s3b34c49l7" />สัทธาพละ วิริยพละ สติพละ สมาธิพละ หิริพละ โอตตัปปพละ อโลภะ อโทสะ อนภิชฌา  
			<remark  id="s3b34c49l8" />อัพยาปาทะ หิริ โอตตัปปะ กายปัสสัทธิ จิตตปัสสัทธิ กายลหุตา จิตตลหุตา กายมุทุตา               
			<remark  id="s3b34c49l9" />จิตตมุทุตา กายกัมมัญญตา จิตตกัมมัญญตา กายปาคุญญตา จิตตปาคุญญตา กายุชุกตา จิตตุชุกตา         
			<remark  id="s3b34c49l10" />สติ สมถะ ปัคคาหะ อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น หรือนามธรรมที่อิงอาศัยเกิดขึ้นแม้อื่นใด              
			<remark  id="s3b34c49l11" />มีอยู่ในสมัยนั้น  
			<remark  id="s3b34c49l12" />     สภาวธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล.  
			<remark  id="s3b34c49l13" />     [๑๒๗] ก็ขันธ์ ๔ อายตนะ ๒ ธาตุ ๒ อาหาร ๓ อินทรีย์ ๗ ฌานมีองค์ ๕ มรรค  
			<remark  id="s3b34c49l14" />มีองค์ ๔ พละ ๖ เหตุ ๒ ผัสสะ ๑ ฯลฯ ธัมมายตนะ ๑ ธรรมธาตุ ๑ มีในสมัยนั้น หรือ                  
			<remark  id="s3b34c49l15" />นามธรรมที่อิงอาศัยเกิดขึ้นแม้อื่นใด มีอยู่ในสมัยนั้น               
			<remark  id="s3b34c49l16" />     สภาวธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล ฯลฯ  
			<remark  id="s3b34c49l17" />     [๑๒๘] สังขารขันธ์ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?  
			<remark  id="s3b34c49l18" />     ผัสสะ เจตนา วิตก วิจาร ปีติ เอกัคคตา สัทธินทรีย์ วิริยินทรีย์ สตินทรีย์                
			<remark  id="s3b34c49l19" />สมาธินทรีย์ ชีวิตินทรีย์ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ สัทธาพละ             
			<remark  id="s3b34c49l20" />วิริยพละ สติพละ สมาธิพละ หิริพละ โอตตัปปพละ อโลภะ อโทสะ อนภิชฌา อัพยาปาทะ                   
			<remark  id="s3b34c49l21" />หิริ โอตตัปปะ กายปัสสัทธิ จิตตปัสสัทธิ กายลหุตา จิตตลหุตา กายมุทุตา จิตตมุทุตา              
			<remark  id="s3b34c49l22" />กายกัมมัญญตา จิตตกัมมัญญตา กายปาคุญญตา จิตตปาคุญญตา กายุชุกตา จิตตุชุกตา สติ                
			<remark  id="s3b34c49l23" />สมถะ ปัคคาหะ อวิกเขปะ หรือนามธรรมที่อิงอาศัยเกิดขึ้นแม้อื่นใด มีอยู่ในสมัยนั้น เว้น         
			<remark  id="s3b34c49l24" />เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ วิญญาณขันธ์ นี้ชื่อว่า สังขารขันธ์ มีในสมัยนั้น ฯลฯ                   
			<remark  id="s3b34c49l25" />     สภาวธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล ฯลฯ  
			<remark  id="s3b34c49l26" />                        จิตดวงที่ ๓ จบ    
			<remark  id="s3b34c49l27" />                      ---------------  
		</para>
	</section>
	<section id="s3b34c50" >
		<para id="s3b34c50p">
			<remark  id="s3b34c50l1" />                          จิตดวงที่ ๔     
			<remark  id="s3b34c50l2" />     [๑๒๙] ธรรมเป็นกุศล เป็นไฉน?          
			<remark  id="s3b34c50l3" />     กามาวจรกุศลจิต สหรคตด้วยโสมนัส วิปปยุตจากญาณ มีรูปเป็นอารมณ์ ฯลฯ  
			<remark  id="s3b34c50l4" />มีธรรมเป็นอารมณ์ หรือปรารภอารมณ์ใดๆ เกิดขึ้นโดยมีการชักจูง ในสมัยใด ผัสสะ ฯลฯ               
			<remark  id="s3b34c50l5" />อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น ฯลฯ                 
			<remark  id="s3b34c50l6" />     สภาวะธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล ฯลฯ  
			<remark  id="s3b34c50l7" />                        จิตดวงที่ ๔ จบ    
			<remark  id="s3b34c50l8" />                      ---------------     
			<remark  id="s3b34c50l9" />                          จิตดวงที่ ๕     
			<remark  id="s3b34c50l10" />     [๑๓๐] ธรรมเป็นกุศล เป็นไฉน?          
			<remark  id="s3b34c50l11" />     กามาวจรกุศลจิต สหรคตด้วยอุเบกขา สัมปยุตด้วยญาณ มีรูปเป็นอารมณ์ หรือมีเสียง             
			<remark  id="s3b34c50l12" />เป็นอารมณ์ มีกลิ่นเป็นอารมณ์ มีรสเป็นอารมณ์ มีโผฏฐัพพะเป็นอารมณ์ มีธรรมเป็นอารมณ์           
			<remark  id="s3b34c50l13" />หรือปรารภอารมณ์ใดๆ เกิดขึ้น ในสมัยใด ผัสสะ เวทนา สัญญา เจตนา จิต วิตก วิจาร                 
			<remark  id="s3b34c50l14" />อุเบกขา เอกัคคตา สัทธินทรีย์ วิริยินทรีย์ สตินทรีย์ สมาธินทรีย์ ปัญญินทรีย์ มนินทรีย์       
			<remark  id="s3b34c50l15" />อุเบกขินทรีย์ ชีวิตินทรีย์ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ         
			<remark  id="s3b34c50l16" />สัทธาพละ วิริยพละ สติพละ สมาธิพละ ปัญญาพละ หิริพละ โอตตัปปพละ อโลภะ อโทสะ                   
			<remark  id="s3b34c50l17" />อโมหะ อนภิชฌา อัพยาปาทะ สัมมาทิฏฐิ หิริ โอตตัปปะ กายปัสสัทธิ จิตตปัสสัทธิ                   
			<remark  id="s3b34c50l18" />กายลหุตา จิตตลหุตา กายมุทุตา จิตตมุทุตา กายกัมมัญญตา จิตตกัมมัญญตา กายปาคุญญตา              
			<remark  id="s3b34c50l19" />จิตตปาคุญญตา กายุชุกตา จิตตุชุกตา สติ สัมปชัญญะ สมถะ วิปัสสนา ปัคคาหะ อวิกเขปะ              
			<remark  id="s3b34c50l20" />มีในสมัยนั้น หรือนามธรรมที่อิงอาศัยเกิดขึ้นแม้อื่นใด มีอยู่ในสมัยนั้น  
			<remark  id="s3b34c50l21" />     สภาวธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล.  
			<remark  id="s3b34c50l22" />     [๑๓๑] ผัสสะ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?    
			<remark  id="s3b34c50l23" />     การกระทบ กิริยาที่กระทบ กิริยาที่ถูกต้อง ความถูกต้องในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า        
			<remark  id="s3b34c50l24" />ผัสสะ มีในสมัยนั้น  
		</para>
	</section>
	<section id="s3b34c51" >
		<para id="s3b34c51p">
			<remark  id="s3b34c51l1" />     เวทนา มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?          
			<remark  id="s3b34c51l2" />     ความสบายทางใจก็ไม่ใช่ ความไม่สบายทางใจก็ไม่ใช่ อันเกิดแต่สัมผัสแห่งมโนวิญญาณ           
			<remark  id="s3b34c51l3" />ธาตุที่สมกัน ความเสวยอารมณ์ที่ไม่ทุกข์ไม่สุข อันเกิดแต่เจโตสัมผัส กิริยาเสวยอารมณ์ที่ไม่    
			<remark  id="s3b34c51l4" />ทุกข์ไม่สุข อันเกิดแต่เจโตสัมผัส ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า เวทนา มีในสมัยนั้น ฯลฯ         
			<remark  id="s3b34c51l5" />     อุเบกขา มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?        
			<remark  id="s3b34c51l6" />     ความสบายทางใจก็ไม่ใช่ ความไม่สบายทางใจก็ไม่ใช่ ความเสวยอารมณ์ ที่ไม่ทุกข์ไม่           
			<remark  id="s3b34c51l7" />สุข อันเกิดแต่เจโตสัมผัส กิริยาเสวยอารมณ์ที่ไม่ทุกข์ไม่สุข อันเกิดแต่เจโตสัมผัส ในสมัยนั้น  
			<remark  id="s3b34c51l8" />อันใด นี้ชื่อว่า อุเบกขา มีในสมัยนั้น ฯลฯ  
			<remark  id="s3b34c51l9" />     อุเบกขินทรีย์ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?  
			<remark  id="s3b34c51l10" />     ความสบายทางใจก็ไม่ใช่ ความไม่สบายทางใจก็ไม่ใช่ ความเสวยอารมณ์ ที่ไม่ทุกข์ไม่           
			<remark  id="s3b34c51l11" />สุข อันเกิดแต่เจโตสัมผัส กิริยาเสวยอารมณ์ที่ไม่ทุกข์ไม่สุข อันเกิดแต่เจโตสัมผัส ในสมัยนั้น  
			<remark  id="s3b34c51l12" />อันใด นี้ชื่อว่า อุเบกขินทรีย์ มีในสมัยนั้น หรือนามธรรมที่อิงอาศัยเกิดขึ้นแม้อื่นใด         
			<remark  id="s3b34c51l13" />มีอยู่ในสมัยนั้น  
			<remark  id="s3b34c51l14" />     สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล.  
			<remark  id="s3b34c51l15" />     [๑๓๒] ก็ขันธ์ ๔ อายตนะ ๒ ธาตุ ๒ อาหาร ๓ อินทรีย์ ๘ ฌานมีองค์ ๔  
			<remark  id="s3b34c51l16" />มรรคมีองค์ ๕ พละ ๗ เหตุ ๓ ผัสสะ ๑ ฯลฯ     
			<remark  id="s3b34c51l17" />     ธัมมายตนะ ๑ ธรรมธาตุ ๑ มีในสมัยนั้น  หรือนามธรรมที่อิงอาศัยเกิดขึ้นแม้อื่นใด           
			<remark  id="s3b34c51l18" />มีอยู่ในสมัยนั้น  
			<remark  id="s3b34c51l19" />     สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล ฯลฯ  
			<remark  id="s3b34c51l20" />     [๑๓๓] สังขารขันธ์ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?  
			<remark  id="s3b34c51l21" />     ผัสสะ เจตนา วิตก วิจาร เอกัคคตา สัทธินทรีย์ วิริยินทรีย์ สตินทรีย์ สมาธินทรีย์         
			<remark  id="s3b34c51l22" />ปัญญินทรีย์ ชีวิตินทรีย์ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ           
			<remark  id="s3b34c51l23" />สัทธาพละ วิริยพละ สติพละ สมาธิพละ ปัญญาพละ หิริพละ โอตตัปปพละ อโลภะ  
			<remark  id="s3b34c51l24" />อโทสะ อโมหะ อนภิชฌา อัพยาปาทะ สัมมาทิฏฐิ หิริ โอตตัปปะ กายปัสสัทธิ จิตตปัสสัทธิ             
			<remark  id="s3b34c51l25" />กายลหุตา จิตตลหุตา กายมุทุตา จิตตมุทุตา กายกัมมัญญตา จิตตกัมมัญญตา กายปาคุญญตา              
			<remark  id="s3b34c51l26" />จิตตปาคุญญตา กายุชุกตา จิตตุชุกตา สติ สัมปชัญญะ สมถะ วิปัสสนา ปัคคาหะ  
		</para>
	</section>
	<section id="s3b34c52" >
		<para id="s3b34c52p">
			<remark  id="s3b34c52l1" />อวิกเขปะ หรือนามธรรมที่อิงอาศัยเกิดขึ้นแม้อื่นใด มีอยู่ในสมัยนั้น เว้นเวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์   
			<remark  id="s3b34c52l2" />วิญญาณขันธ์ นี้ชื่อว่า สังขารขันธ์ มีในสมัยนั้น ฯลฯ                
			<remark  id="s3b34c52l3" />     สภาวธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล ฯลฯ  
			<remark  id="s3b34c52l4" />                        จิตดวงที่ ๕ จบ    
			<remark  id="s3b34c52l5" />                         ----------       
			<remark  id="s3b34c52l6" />                          จิตดวงที่ ๖     
			<remark  id="s3b34c52l7" />     [๑๓๔] ธรรมเป็นกุศล เป็นไฉน?          
			<remark  id="s3b34c52l8" />     กามาวจรกุศลจิต สหรคตด้วยอุเบกขา สัมปยุตด้วยญาณ มีรูปเป็นอารมณ์ ฯลฯ มีธรรม              
			<remark  id="s3b34c52l9" />เป็นอารมณ์ หรือปรารภอารมณ์ใดๆ เกิดขึ้นโดยมีการชักจูง ในสมัยใด ผัสสะ ฯลฯ อวิกเขปะ            
			<remark  id="s3b34c52l10" />มีในสมัยนั้น ฯลฯ  
			<remark  id="s3b34c52l11" />     สภาวธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล ฯลฯ  
			<remark  id="s3b34c52l12" />                        จิตดวงที่ ๖ จบ    
			<remark  id="s3b34c52l13" />                         ----------       
			<remark  id="s3b34c52l14" />                          จิตดวงที่ ๗     
			<remark  id="s3b34c52l15" />     [๑๓๕] ธรรมเป็นกุศล เป็นไฉน?          
			<remark  id="s3b34c52l16" />     กามาวจรกุศลจิต สหรคตด้วยอุเบกขา วิปปยุตจากญาณ มีรูปเป็นอารมณ์ ฯลฯ มีธรรม               
			<remark  id="s3b34c52l17" />เป็นอารมณ์ หรือปรารภอารมณ์ใดๆ เกิดขึ้นในสมัยใด ผัสสะ เวทนา สัญญา เจตนา  
			<remark  id="s3b34c52l18" /> จิต วิตก วิจาร อุเบกขา เอกัคคตา สัทธินทรีย์ วิริยินทรีย์ สตินทรีย์ สมาธินทรีย์              
			<remark  id="s3b34c52l19" />มนินทรีย์ อุเบกขินทรีย์ ชีวิตินทรีย์ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ          
			<remark  id="s3b34c52l20" />สัทธาพละ วิริยพละ สติพละ สมาธิพละ หิริพละ โอตตัปปพละ อโลภะ อโทสะ   
			<remark  id="s3b34c52l21" />อนภิชฌา อัพยาปาทะ หิริ โอตตัปปะ กายปัสสัทธิ จิตตปัสสัทธิ กายลหุตา จิตตลหุตา                 
			<remark  id="s3b34c52l22" />กายมุทุตา จิตตมุทุตา กายกัมมัญญตา จิตตกัมมัญญตา กายปาคุญญตา จิตตปาคุญญตา  
			<remark  id="s3b34c52l23" />กายุชุกตา จิตตุชุกตา สติ สมถะ ปัคคาหะ อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น หรือนามธรรมที่                  
			<remark  id="s3b34c52l24" />อิงอาศัยเกิดขึ้นแม้อื่นใด มีอยู่ในสมัยนั้น.  
			<remark  id="s3b34c52l25" />     สภาวธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล ฯลฯ  
		</para>
	</section>
	<section id="s3b34c53" >
		<para id="s3b34c53p">
			<remark  id="s3b34c53l1" />     [๑๓๖] ก็ขันธ์ ๔ อายตนะ ๒ ธาตุ ๒ อาหาร ๓ อินทรีย์ ๗ ฌานมีองค์ ๔  
			<remark  id="s3b34c53l2" />มรรคมีองค์ ๔ พละ ๖ เหตุ ๒ ผัสสะ ๑ ฯลฯ ธัมมายตนะ ๑ ธรรมธาตุ ๑ มีในสมัยนั้น                   
			<remark  id="s3b34c53l3" />หรือนามธรรมที่อิงอาศัยเกิดขึ้นแม้อื่นใด มีอยู่ในสมัยนั้น           
			<remark  id="s3b34c53l4" />     สภาวธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล ฯลฯ  
			<remark  id="s3b34c53l5" />     [๑๓๗] สังขารขันธ์ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?  
			<remark  id="s3b34c53l6" />     ผัสสะ เจตนา วิตก วิจาร เอกัคคตา สัทธินทรีย์ วิริยินทรีย์ สตินทรีย์  
			<remark  id="s3b34c53l7" />สมาธินทรีย์ ชีวิตินทรีย์ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ สัทธาพละ             
			<remark  id="s3b34c53l8" />วิริยพละ สติพละ สมาธิพละ หิริพละ โอตตัปปพละ อโลภะ อโทสะ อนภิชฌา    
			<remark  id="s3b34c53l9" />อัพยาปาทะ หิริ โอตตัปปะ กายปัสสัทธิ จิตตปัสสัทธิ กายลหุตา จิตตลหุตา กายมุทุตา               
			<remark  id="s3b34c53l10" />จิตตมุทุตา กายกัมมัญญตา จิตตกัมมัญญตา กายปาคุญญตา จิตตปาคุญญตา กายุชุกตา  
			<remark  id="s3b34c53l11" />จิตตุชุกตา สติ สมถะ ปัคคาหะ อวิกเขปะ หรือนามธรรมที่อิงอาศัยเกิดขึ้นแม้อื่นใด มีอยู่         
			<remark  id="s3b34c53l12" />ในสมัยนั้น เว้นเวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ วิญญาณขันธ์ นี้ชื่อว่า สังขารขันธ์ มีในสมัยนั้น ฯลฯ    
			<remark  id="s3b34c53l13" />     สภาวธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล ฯลฯ  
			<remark  id="s3b34c53l14" />                        จิตดวงที่ ๗ จบ    
			<remark  id="s3b34c53l15" />                      ---------------     
			<remark  id="s3b34c53l16" />                          จิตดวงที่ ๘     
			<remark  id="s3b34c53l17" />     [๑๓๘] ธรรมเป็นกุศล เป็นไฉน?          
			<remark  id="s3b34c53l18" />     กามาวจรกุศลจิต สหรคตด้วยอุเบกขา วิปปยุตจากญาณ มีรูปเป็นอารมณ์ ฯลฯ  
			<remark  id="s3b34c53l19" />มีธรรมเป็นอารมณ์ หรือปรารภอารมณ์ใดๆ เกิดขึ้นโดยมีการชักจูง ในสมัยใด ผัสสะ ฯลฯ               
			<remark  id="s3b34c53l20" />อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น ฯลฯ                 
			<remark  id="s3b34c53l21" />     สภาวธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล ฯลฯ  
			<remark  id="s3b34c53l22" />                        จิตดวงที่ ๘ จบ    
			<remark  id="s3b34c53l23" />                    กามาวจรมหากุศลจิต ๘ จบ  
			<remark  id="s3b34c53l24" />                        ทุติยภาณวาร จบ    
			<remark  id="s3b34c53l25" />                      ----------------    
		</para>
	</section>
	<section id="s3b34c54" >
		<para id="s3b34c54p">
			<remark  id="s3b34c54l1" />                     รูปวาจรกุศล กสิณ ฌาน  
			<remark  id="s3b34c54l2" />                           จตุกกนัย       
			<remark  id="s3b34c54l3" />     [๑๓๙] ธรรมเป็นกุศล เป็นไฉน?          
			<remark  id="s3b34c54l4" />     โยคาวจรบุคคล เจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภูมิ สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม            
			<remark  id="s3b34c54l5" />ทั้งหลายแล้ว บรรลุปฐมฌานที่มีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์ ประกอบด้วย วิตก วิจาร มีปีติและ             
			<remark  id="s3b34c54l6" />สุขอันเกิดแต่วิเวกอยู่ ในสมัยใด ผัสสะ ฯลฯ อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น ฯลฯ  
			<remark  id="s3b34c54l7" />     สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล.  
			<remark  id="s3b34c54l8" />     [๑๔๐] ธรรมเป็นกุศล เป็นไฉน?          
			<remark  id="s3b34c54l9" />     โยคาวจรบุคคล เจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภูมิ บรรลุทุติยฌานที่มีปฐวีกสิณเป็น         
			<remark  id="s3b34c54l10" />อารมณ์ ภายในผ่องใส เพราะวิตกวิจารสงบ จิตถึงความเป็นธรรมชาติ ผุดขึ้นดวงเดียว                 
			<remark  id="s3b34c54l11" />ไม่มีวิตกวิจาร มีแต่ปีติและสุขอันเกิดจากสมาธิ อยู่ในสมัยใด ผัสสะ เวทนา สัญญา                
			<remark  id="s3b34c54l12" />เจตนา จิต ปีติ สุข เอกัคคตา สัทธินทรีย์ วิริยินทรีย์ สตินทรีย์ สมาธินทรีย์ ปัญญินทรีย์      
			<remark  id="s3b34c54l13" />มนินทรีย์ โสมนัสสินทรีย์ ชีวิตินทรีย์ สัมมาทิฏฐิ สัมมาวายามะ ฯลฯ ปัคคาหะ อวิกเขปะ           
			<remark  id="s3b34c54l14" />มีในสมัยนั้น หรือนามธรรมที่อิงอาศัยเกิดขึ้นแม้อื่นใด มีอยู่ในสมัยนั้น  
			<remark  id="s3b34c54l15" />     สภาวธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล ฯลฯ  
			<remark  id="s3b34c54l16" />     [๑๔๑] ก็ขันธ์ ๔ อายตนะ ๒ ธาตุ ๒ อาหาร ๓ อินทรีย์ ๘ ฌานมี องค์ ๓  
			<remark  id="s3b34c54l17" />มรรคมีองค์ ๔ พละ ๓ เหตุ ๓ ผัสสะ ๑ ฯลฯ ธัมมายตนะ ๑ ธรรมธาตุ ๑ มีในสมัยนั้น                   
			<remark  id="s3b34c54l18" />หรือนามธรรมที่อิงอาศัยเกิดขึ้นแม้อื่นใด มีอยู่ในสมัยนั้น           
			<remark  id="s3b34c54l19" />     สภาวธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล ฯลฯ  
			<remark  id="s3b34c54l20" />     [๑๔๒] สังขารขันธ์ มีอยู่ในสมัยนั้น เป็นไฉน?                   
			<remark  id="s3b34c54l21" />     ผัสสะ เจตนา ปีติ เอกัคคตา สัทธินทรีย์ วิริยินทรีย์ สตินทรีย์ สมาธินทรีย์               
			<remark  id="s3b34c54l22" />ปัญญินทรีย์ ชีวิตินทรีย์ สัมมาทิฏฐิ สัมมาวายามะ ฯลฯ ปัคคาหะ อวิกเขปะ หรือนามธรรม            
			<remark  id="s3b34c54l23" />ที่อิงอาศัยเกิดขึ้นแม้อื่นใด มีอยู่ในสมัยนั้น เว้นเวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ วิญญาณขันธ์         
			<remark  id="s3b34c54l24" />นี้ชื่อว่า สังขารขันธ์ มีในสมัยนั้น ฯลฯ   
			<remark  id="s3b34c54l25" />     สภาวธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล ฯลฯ  
		</para>
	</section>
	<section id="s3b34c55" >
		<para id="s3b34c55p">
			<remark  id="s3b34c55l1" />     [๑๔๓] ธรรมเป็นกุศล เป็นไฉน?          
			<remark  id="s3b34c55l2" />     โยคาวจรบุคคล เจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภูมิ เพราะคลายปีติได้อีกด้วย จึงเป็น        
			<remark  id="s3b34c55l3" />ผู้เพ่งโดยอุปบัติ มีสติสัมปชัญญะอยู่ และเสวยสุขด้วยนามกาย พระอริยะทั้งหลาย ย่อมกล่าว        
			<remark  id="s3b34c55l4" />สรรเสริญบุคคลนั้นว่า เป็นผู้เพ่งโดยอุปบัติ มีสติอยู่เป็นสุข ดังนี้ เพราะฌานใด บรรลุตติยฌาน  
			<remark  id="s3b34c55l5" />นั้น ที่มีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์ อยู่ในสมัยใด ผัสสะ เวทนา สัญญา เจตนา จิต สุข                   
			<remark  id="s3b34c55l6" />เอกัคคตา สัทธินทรีย์ วิริยินทรีย์ สตินทรีย์ สมาธินทรีย์ ปัญญินทรีย์ มนินทรีย์               
			<remark  id="s3b34c55l7" />โสมนัสสินทรีย์ ชีวิตินทรีย์ สัมมาทิฏฐิ สัมมาวายามะ ฯลฯ ปัคคาหะ อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น        
			<remark  id="s3b34c55l8" />หรือนามธรรมที่อิงอาศัยเกิดขึ้นแม้อื่นใด มีอยู่ในสมัยนั้น           
			<remark  id="s3b34c55l9" />     สภาวธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล ฯลฯ  
			<remark  id="s3b34c55l10" />     [๑๔๔] ก็ขันธ์ ๔ อายตนะ ๒ ธาตุ ๒ อาหาร ๓ อินทรีย์ ๘ ฌานมีองค์ ๒  
			<remark  id="s3b34c55l11" />มรรคมีองค์ ๔ พละ ๗ เหตุ ๓ ผัสสะ ๑ ฯลฯ ธัมมายตนะ ๑ ธรรมธาตุ ๑ มีในสมัยนั้น                   
			<remark  id="s3b34c55l12" />หรือนามธรรมที่อิงอาศัยเกิดขึ้นแม้อื่นใด มีอยู่ในสมัยนั้น           
			<remark  id="s3b34c55l13" />     สภาวธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล ฯลฯ  
			<remark  id="s3b34c55l14" />     [๑๔๕] สังขารขันธ์ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?  
			<remark  id="s3b34c55l15" />     ผัสสะ เจตนา เอกัคคตา สัทธินทรีย์ วิริยินทรีย์ สมาธินทรีย์ ปัญญินทรีย์                  
			<remark  id="s3b34c55l16" />ชีวิตินทรีย์ สัมมาทิฏฐิ สัมมาวายามะ ฯลฯ ปัคคาหะ อวิกเขปะ หรือนามธรรมที่อิงอาศัย             
			<remark  id="s3b34c55l17" />เกิดขึ้นแม้อื่นใด มีอยู่ในสมัยนั้น เว้นเวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ วิญญาณขันธ์ นี้ชื่อว่า         
			<remark  id="s3b34c55l18" />สังขารขันธ์ มีในสมัยนั้น ฯลฯ              
			<remark  id="s3b34c55l19" />     สภาวธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล.  
			<remark  id="s3b34c55l20" />     [๑๔๖] ธรรมเป็นกุศล เป็นไฉน?          
			<remark  id="s3b34c55l21" />     โยคาวจรบุคคล เจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภูมิ บรรลุจตุตถฌานที่มีปฐวีกสิณเป็น         
			<remark  id="s3b34c55l22" />อารมณ์ ไม่มีทุกข์ไม่มีสุข เพราะละสุขและทุกข์ได้ เพราะโสมนัสและโทมนัสดับสนิทใน               
			<remark  id="s3b34c55l23" />ก่อน มีสติบริสุทธิ์เพราะอุเบกขาอยู่ ในสมัยใด ผัสสะ เวทนา สัญญา เจตนา จิต อุเบกขา            
			<remark  id="s3b34c55l24" />เอกัคคตา สัทธินทรีย์ วิริยินทรีย์ สตินทรีย์ สมาธินทรีย์ ปัญญินทรีย์ มนินทรีย์               
			<remark  id="s3b34c55l25" />อุเบกขินทรีย์ ชีวิตินทรีย์ สัมมาทิฏฐิ สัมมาวายามะ ฯลฯ ปัคคาหะ อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น         
			<remark  id="s3b34c55l26" />หรือนามธรรมที่อิงอาศัยเกิดขึ้นแม้อื่นใด มีอยู่ในสมัยนั้น           
			<remark  id="s3b34c55l27" />     สภาวธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล ฯลฯ  
		</para>
	</section>
	<section id="s3b34c56" >
		<para id="s3b34c56p">
			<remark  id="s3b34c56l1" />     [๑๔๗] ก็ขันธ์ ๔ อายตนะ ๒ ธาตุ ๒ อาหาร ๓ อินทรีย์ ๘ ฌานมีองค์ ๒  
			<remark  id="s3b34c56l2" />มรรคมีองค์ ๔ พละ ๗ เหตุ ๓ ผัสสะ ๑ ฯลฯ ธัมมายตนะ ๑ ธรรมธาตุ ๑ มีในสมัยนั้น                   
			<remark  id="s3b34c56l3" />หรือนามธรรมที่อิงอาศัยเกิดขึ้นแม้อื่นใด มีอยู่ในสมัยนั้น           
			<remark  id="s3b34c56l4" />     สภาวธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล ฯลฯ  
			<remark  id="s3b34c56l5" />     [๑๔๘] สังขารขันธ์ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?  
			<remark  id="s3b34c56l6" />     ผัสสะ เจตนา เอกัคคตา สัทธินทรีย์ วิริยินทรีย์ สตินทรีย์ สมาธินทรีย์  
			<remark  id="s3b34c56l7" />ปัญญินทรีย์ ชีวิตินทรีย์ สัมมาทิฏฐิ สัมมาวายามะ ฯลฯ ปัคคาหะ อวิกเขปะ หรือนามธรรม            
			<remark  id="s3b34c56l8" />ที่อิงอาศัยเกิดขึ้นแม้อื่นใด มีอยู่ในสมัยนั้น เว้นเวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ วิญญาณขันธ์         
			<remark  id="s3b34c56l9" />นี้ชื่อว่า สังขารขันธ์ มีในสมัยนั้น ฯลฯ   
			<remark  id="s3b34c56l10" />     สภาวธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล.  
			<remark  id="s3b34c56l11" />                         จตุกกนัย จบ      
			<remark  id="s3b34c56l12" />                       -------------      
			<remark  id="s3b34c56l13" />                          ปัญจกนัย        
			<remark  id="s3b34c56l14" />     [๑๔๙] ธรรมเป็นกุศล เป็นไฉน?          
			<remark  id="s3b34c56l15" />     โยคาวจรบุคคล เจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภูมิ สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม            
			<remark  id="s3b34c56l16" />ทั้งหลายแล้ว บรรลุปฐมฌานที่มีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์ ฯลฯ อยู่ในสมัยใด ผัสสะ ฯลฯ                  
			<remark  id="s3b34c56l17" />อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น ฯลฯ                 
			<remark  id="s3b34c56l18" />     สภาวธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล.  
			<remark  id="s3b34c56l19" />     [๑๕๐] ธรรมเป็นกุศล เป็นไฉน?          
			<remark  id="s3b34c56l20" />     โยคาวจรบุคคล เจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภูมิ บรรลุทุติยฌานที่มีปฐวีกสิณเป็น         
			<remark  id="s3b34c56l21" />อารมณ์ ไม่มีวิตก มีแต่วิจาร มีปีติและสุขอันเกิดจากสมาธิ อยู่ในสมัยใด ผัสสะ เวทนา            
			<remark  id="s3b34c56l22" />สัญญา เจตนา จิต วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา สัทธินทรีย์ วิริยินทรีย์ สตินทรีย์                  
			<remark  id="s3b34c56l23" />สมาธินทรีย์ ปัญญินทรีย์ มนินทรีย์ โสมนัสสินทรีย์ ชีวิตินทรีย์ สัมมาทิฏฐิ สัมมาวายามะ ฯลฯ    
			<remark  id="s3b34c56l24" />ปัคคาหะ อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น หรือนามธรรมที่อิงอาศัยเกิดขึ้นแม้อื่นใด มีอยู่ในสมัยนั้น      
			<remark  id="s3b34c56l25" />     สภาวธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล ฯลฯ  
		</para>
	</section>
	<section id="s3b34c57" >
		<para id="s3b34c57p">
			<remark  id="s3b34c57l1" />     [๑๕๑] ก็ขันธ์ ๔ อายตนะ ๒ ธาตุ ๒ อาหาร ๓ อินทรีย์ ๘ ฌานมีองค์ ๔  
			<remark  id="s3b34c57l2" />มรรคมีองค์ ๔ พละ ๗ เหตุ ๓ ผัสสะ ๑ ฯลฯ ธัมมายตนะ ๑ ธรรมธาตุ ๑ มีในสมัยนั้น                   
			<remark  id="s3b34c57l3" />หรือนามธรรมที่อิงอาศัยเกิดขึ้นแม้อื่นใด มีอยู่ในสมัยนั้น           
			<remark  id="s3b34c57l4" />     สภาวธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล ฯลฯ  
			<remark  id="s3b34c57l5" />     [๑๕๒] สังขารขันธ์ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?  
			<remark  id="s3b34c57l6" />     ผัสสะ เจตนา วิจาร ปีติ เอกัคคตา สัทธินทรีย์ วิริยินทรีย์ สตินทรีย์ สมาธินทรีย์         
			<remark  id="s3b34c57l7" />ปัญญินทรีย์ ชีวิตินทรีย์ สัมมาทิฏฐิ สัมมาวายามะ ฯลฯ ปัคคาหะ อวิกเขปะ หรือนามธรรม            
			<remark  id="s3b34c57l8" />ที่อิงอาศัยเกิดขึ้นแม้อื่นใด มีอยู่ในสมัยนั้น เว้นเวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ วิญญาณขันธ์ นี้ชื่อว่า  
			<remark  id="s3b34c57l9" />สังขารขันธ์ มีในสมัยนั้น ฯลฯ              
			<remark  id="s3b34c57l10" />     สภาวธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล.  
			<remark  id="s3b34c57l11" />     [๑๕๓] ธรรมเป็นกุศล เป็นไฉน?          
			<remark  id="s3b34c57l12" />     โยคาวจรบุคคล เจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภูมิ บรรลุตติยฌาน ที่มีปฐวีกสิณ             
			<remark  id="s3b34c57l13" />เป็นอารมณ์ ภายในผ่องใส เพราะวิตกวิจารสงบ ฯลฯ อยู่ในสมัยใด ผัสสะ เวทนา สัญญา                 
			<remark  id="s3b34c57l14" />เจตนา จิต ปีติ สุข เอกัคคตา สัทธินทรีย์ วิริยินทรีย์ สตินทรีย์ สมาธินทรีย์                  
			<remark  id="s3b34c57l15" />ปัญญินทรีย์ มนินทรีย์ โสมนัสสินทรีย์ ชีวิตินทรีย์ สัมมาทิฏฐิ สัมมาวายามะ ฯลฯ ปัคคาหะ        
			<remark  id="s3b34c57l16" />อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น หรือนามธรรมที่อิงอาศัยเกิดขึ้นแม้อื่นใด มีอยู่ในสมัยนั้น              
			<remark  id="s3b34c57l17" />     สภาวธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล ฯลฯ  
			<remark  id="s3b34c57l18" />     [๑๕๔] ก็ขันธ์ ๔ อายตนะ ๒ ธาตุ ๒ อาหาร ๓ อินทรีย์ ๘ ฌานมีองค์ ๓  
			<remark  id="s3b34c57l19" />มรรคมีองค์ ๔ พละ ๗ เหตุ ๓ ผัสสะ ๑ ฯลฯ ธัมมายตนะ ๑ ธรรมธาตุ ๑ มีในสมัยนั้น                   
			<remark  id="s3b34c57l20" />หรือนามธรรมที่อิงอาศัยเกิดขึ้นแม้อื่นใด มีอยู่ในสมัยนั้น           
			<remark  id="s3b34c57l21" />     สภาวธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล.  
			<remark  id="s3b34c57l22" />     [๑๕๕] สังขารขันธ์ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?  
			<remark  id="s3b34c57l23" />     ผัสสะ เจตนา ปีติ เอกัคคตา สัทธินทรีย์ วิริยินทรีย์ สตินทรีย์ สมาธินทรีย์               
			<remark  id="s3b34c57l24" />ปัญญินทรีย์ ชีวิตินทรีย์ สัมมาทิฏฐิ สัมมาวายามะ ฯลฯ ปัคคาหะ อวิกเขปะ หรือนามธรรม   
		</para>
	</section>
	<section id="s3b34c58" >
		<para id="s3b34c58p">
			<remark  id="s3b34c58l1" />ที่อิงอาศัยเกิดขึ้นแม้อื่นใด มีอยู่ในสมัยนั้น เว้นเวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ วิญญาณขันธ์         
			<remark  id="s3b34c58l2" />นี้ชื่อว่า สังขารขันธ์ มีในสมัยนั้น ฯลฯ   
			<remark  id="s3b34c58l3" />     สภาวธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล  
			<remark  id="s3b34c58l4" />     [๑๕๖] ธรรมเป็นกุศล เป็นไฉน?          
			<remark  id="s3b34c58l5" />     โยคาวจรบุคคล เจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภูมิ เพราะคลายปีติได้อีกด้วย ฯลฯ            
			<remark  id="s3b34c58l6" />บรรลุจตุตถฌานที่มีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์อยู่ในสมัยใด ผัสสะ เวทนา สัญญา เจตนา จิต                
			<remark  id="s3b34c58l7" />สุข เอกัคคตา สัทธินทรีย์ วิริยินทรีย์ สตินทรีย์ สมาธินทรีย์ ปัญญินทรีย์ มนินทรีย์           
			<remark  id="s3b34c58l8" />โสมนัสสินทรีย์ ชีวิตินทรีย์ สัมมาทิฏฐิ สัมมาวายามะ ฯลฯ ปัคคาหะ อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น        
			<remark  id="s3b34c58l9" />หรือนามธรรมที่อิงอาศัยเกิดขึ้นแม้อื่นใด มีอยู่ในสมัยนั้น           
			<remark  id="s3b34c58l10" />     สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล ฯลฯ  
			<remark  id="s3b34c58l11" />     [๑๕๗] ก็ขันธ์ ๔ อายตนะ ๒ ธาตุ ๒ อาหาร ๓ อินทรีย์ ๘ ฌานมีองค์ ๒  
			<remark  id="s3b34c58l12" />มรรคมีองค์ ๔ พละ ๗ เหตุ ๓ ผัสสะ ๑ ฯลฯ ธัมมายตนะ ๑ ธรรมธาตุ ๑ มีในสมัยนั้น                   
			<remark  id="s3b34c58l13" />หรือนามธรรมที่อิงอาศัยเกิดขึ้นแม้อื่นใด มีอยู่ในสมัยนั้น           
			<remark  id="s3b34c58l14" />     สภาวธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล ฯลฯ  
			<remark  id="s3b34c58l15" />     [๑๕๘] สังขารขันธ์ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?  
			<remark  id="s3b34c58l16" />     ผัสสะ เจตนา เอกัคคตา สัทธินทรีย์ วิริยินทรีย์ สตินทรีย์ สมาธินทรีย์  
			<remark  id="s3b34c58l17" />ปัญญินทรีย์ ชีวิตินทรีย์ สัมมาทิฏฐิ สัมมาวายามะ ฯลฯ ปัคคาหะ อวิกเขปะ หรือนามธรรม            
			<remark  id="s3b34c58l18" />ที่อิงอาศัยเกิดขึ้นแม้อื่นใด มีอยู่ในสมัยนั้น เว้นเวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ วิญญาณขันธ์         
			<remark  id="s3b34c58l19" />นี้ชื่อว่า สังขารขันธ์ มีในสมัยนั้น ฯลฯ   
			<remark  id="s3b34c58l20" />     สภาวธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล.  
			<remark  id="s3b34c58l21" />     [๑๕๙] ธรรมเป็นกุศล เป็นไฉน?          
			<remark  id="s3b34c58l22" />     โยคาวจรบุคคล เจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภูมิ บรรลุปัญจมฌานที่มีปฐวีกสิณเป็น         
			<remark  id="s3b34c58l23" />อารมณ์ ไม่มีทุกข์ไม่มีสุข เพราะละสุขและทุกข์ได้ ฯลฯ อยู่ในสมัยใด ผัสสะ เวทนา                
			<remark  id="s3b34c58l24" />สัญญา เจตนา จิต อุเบกขา เอกัคคตา สัทธินทรีย์ วิริยินทรีย์ สตินทรีย์ สมาธินทรีย์             
			<remark  id="s3b34c58l25" />ปัญญินทรีย์ มนินทรีย์ อุเปกขินทรีย์ ชีวิตินทรีย์ สัมมาทิฏฐิ สัมมาวายามะ ฯลฯ ปัคคาหะ         
			<remark  id="s3b34c58l26" />อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น หรือนามธรรมที่อิงอาศัยเกิดขึ้นแม้อื่นใด มีอยู่ในสมัยนั้น              
			<remark  id="s3b34c58l27" />     สภาวธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล ฯลฯ  
		</para>
	</section>
	<section id="s3b34c59" >
		<para id="s3b34c59p">
			<remark  id="s3b34c59l1" />     [๑๖๐] ก็ขันธ์ ๔ อายตนะ ๒ ธาตุ ๒ อาหาร ๓ อินทรีย์ ๘ ฌานมีองค์ ๒  
			<remark  id="s3b34c59l2" />มรรคมีองค์ ๔ พละ ๗ เหตุ ๓ ผัสสะ ๑ ฯลฯ ธัมมายตนะ ๑ ธรรมธาตุ ๑ มีในสมัยนั้น                   
			<remark  id="s3b34c59l3" />หรือนามธรรมที่อิงอาศัยเกิดขึ้นแม้อื่นใด มีอยู่ในสมัยนั้น           
			<remark  id="s3b34c59l4" />     สภาวธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล ฯลฯ  
			<remark  id="s3b34c59l5" />     [๑๖๑] สังขารขันธ์ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?  
			<remark  id="s3b34c59l6" />     ผัสสะ เจตนา เอกัคคตา สัทธินทรีย์ วิริยินทรีย์ สตินทรีย์ สมาธินทรีย์  
			<remark  id="s3b34c59l7" />ปัญญินทรีย์ ชีวิตินทรีย์ สัมมาทิฏฐิ สัมมาวายามะ ฯลฯ ปัคคาหะ อวิกเขปะ หรือนามธรรม            
			<remark  id="s3b34c59l8" />ที่อิงอาศัยเกิดขึ้นแม้อื่นใด มีอยู่ในสมัยนั้น เว้นเวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ วิญญาณขันธ์         
			<remark  id="s3b34c59l9" />นี้ชื่อว่า สังขารขันธ์ มีในสมัยนั้น ฯลฯ   
			<remark  id="s3b34c59l10" />     สภาวธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล.  
			<remark  id="s3b34c59l11" />                         ปัญจกนัย จบ      
			<remark  id="s3b34c59l12" />                      ---------------     
			<remark  id="s3b34c59l13" />                          ปฏิปทา ๔        
			<remark  id="s3b34c59l14" />     [๑๖๒] ธรรมเป็นกุศล เป็นไฉน?          
			<remark  id="s3b34c59l15" />     โยคาวจรบุคคล เจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภูมิ สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม            
			<remark  id="s3b34c59l16" />ทั้งหลายแล้ว บรรลุปฐมฌานที่มีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์ เป็น ทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา ฯลฯ              
			<remark  id="s3b34c59l17" />อยู่ในสมัยใด ผัสสะ ฯลฯ อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น ฯลฯ                   
			<remark  id="s3b34c59l18" />     สภาวธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล.  
			<remark  id="s3b34c59l19" />     [๑๖๓] ธรรมเป็นกุศล เป็นไฉน?          
			<remark  id="s3b34c59l20" />     โยคาวจรบุคคล เจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภูมิ สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม            
			<remark  id="s3b34c59l21" />ทั้งหลายแล้ว  บรรลุปฐมฌานที่มีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์ เป็น ทุกขาปฏิปทาขิปปาภิญญา ฯลฯ             
			<remark  id="s3b34c59l22" />อยู่ในสมัยใด ผัสสะ ฯลฯ อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น ฯลฯ                   
			<remark  id="s3b34c59l23" />     สภาวธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล.  
			<remark  id="s3b34c59l24" />     [๑๖๔] ธรรมเป็นกุศล เป็นไฉน?          
			<remark  id="s3b34c59l25" />     โยคาวจรบุคคล เจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภูมิ สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม            
			<remark  id="s3b34c59l26" />ทั้งหลายแล้ว บรรลุปฐมฌานที่มีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์ เป็น สุขาปฏิปทาทันธาภิญญา ฯลฯ               
			<remark  id="s3b34c59l27" />อยู่ในสมัยใด ผัสสะ ฯลฯ อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น ฯลฯ                   
			<remark  id="s3b34c59l28" />     สภาวธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล.  
		</para>
	</section>
	<section id="s3b34c60" >
		<para id="s3b34c60p">
			<remark  id="s3b34c60l1" />     [๑๖๕] ธรรมเป็นกุศล เป็นไฉน?          
			<remark  id="s3b34c60l2" />     โยคาวจรบุคคล เจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภูมิ สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม            
			<remark  id="s3b34c60l3" />ทั้งหลายแล้ว บรรลุปฐมฌานที่มีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์ เป็น สุขาปฏิปทาขิปปาภิญญา ฯลฯ               
			<remark  id="s3b34c60l4" />อยู่ในสมัยใด ผัสสะ ฯลฯ อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น ฯลฯ                   
			<remark  id="s3b34c60l5" />     สภาวธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล.  
			<remark  id="s3b34c60l6" />     [๑๖๖] ธรรมเป็นกุศล เป็นไฉน?          
			<remark  id="s3b34c60l7" />     โยคาวจรบุคคล เจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภูมิ บรรลุทุติยฌาน ฯลฯ บรรลุ               
			<remark  id="s3b34c60l8" />ตติยฌาน ฯลฯ บรรลุจตุตถฌาน ฯลฯ บรรลุปฐมฌาน ฯลฯ บรรลุปัญจมฌาน ที่มีปฐวีกสิณ                  
			<remark  id="s3b34c60l9" />เป็นอารมณ์ เป็นทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา ฯลฯ ที่มีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์ เป็นทุกขา                 
			<remark  id="s3b34c60l10" />ปฏิปทาขิปปาภิญญา ฯลฯ ที่มีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์ เป็นสุขาปฏิปทาทันธาภิญญา ฯลฯ ที่มี            
			<remark  id="s3b34c60l11" />ปฐวีกสิณเป็นอารมณ์ เป็นสุขาปฏิปทาขิปปาภิญญา ฯลฯ อยู่ในสมัยใด ผัสสะ ฯลฯ อวิกเขปะ             
			<remark  id="s3b34c60l12" />มีในสมัยนั้น ฯลฯ  
			<remark  id="s3b34c60l13" />     สภาวธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล.  
			<remark  id="s3b34c60l14" />                         ปฏิปทา ๔ จบ      
			<remark  id="s3b34c60l15" />                      ----------------    
			<remark  id="s3b34c60l16" />                          อารมณ์ ๔        
			<remark  id="s3b34c60l17" />     [๑๖๗] ธรรมเป็นกุศล เป็นไฉน?          
			<remark  id="s3b34c60l18" />     โยคาวจรบุคคล เจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภูมิ สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม            
			<remark  id="s3b34c60l19" />ทั้งหลายแล้ว บรรลุปฐมฌานที่มีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์ มีกำลังน้อย มีอารมณ์เล็กน้อย ฯลฯ            
			<remark  id="s3b34c60l20" />อยู่ในสมัยใด ผัสสะ ฯลฯ อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น ฯลฯ                   
			<remark  id="s3b34c60l21" />     สภาวธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล.  
			<remark  id="s3b34c60l22" />     [๑๖๘] ธรรมเป็นกุศล เป็นไฉน?          
			<remark  id="s3b34c60l23" />     โยคาวจรบุคคล เจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภูมิ สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม            
			<remark  id="s3b34c60l24" />ทั้งหลายแล้ว บรรลุปฐมฌานที่มีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์ มีกำลังน้อย มีอารมณ์ไพบูลย์ ฯลฯ             
			<remark  id="s3b34c60l25" />อยู่ในสมัยใด ผัสสะ ฯลฯ อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น ฯลฯ                   
			<remark  id="s3b34c60l26" />     สภาวธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล.  
		</para>
	</section>
	<section id="s3b34c61" >
		<para id="s3b34c61p">
			<remark  id="s3b34c61l1" />     [๑๖๙] ธรรมเป็นกุศล เป็นไฉน?          
			<remark  id="s3b34c61l2" />     โยคาวจรบุคคล เจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภูมิ สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม            
			<remark  id="s3b34c61l3" />ทั้งหลายแล้ว บรรลุปฐมฌานที่มีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์ มีกำลังมาก มีอารมณ์เล็กน้อย ฯลฯ             
			<remark  id="s3b34c61l4" />อยู่ในสมัยใด ผัสสะ ฯลฯ อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น ฯลฯ                   
			<remark  id="s3b34c61l5" />     สภาวธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล.  
			<remark  id="s3b34c61l6" />     [๑๗๐] ธรรมเป็นกุศล เป็นไฉน?          
			<remark  id="s3b34c61l7" />     โยคาวจรบุคคล เจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภูมิ สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม            
			<remark  id="s3b34c61l8" />ทั้งหลายแล้ว บรรลุปฐมฌานที่มีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์ มีกำลังมาก มีอารมณ์ไพบูลย์ ฯลฯ              
			<remark  id="s3b34c61l9" />อยู่ในสมัยใด ผัสสะ ฯลฯ อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น ฯลฯ                   
			<remark  id="s3b34c61l10" />     สภาวธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล.  
			<remark  id="s3b34c61l11" />     [๑๗๑] ธรรมเป็นกุศล เป็นไฉน?          
			<remark  id="s3b34c61l12" />     โยคาวจรบุคคล เจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภูมิ บรรลุทุติยฌาน ฯลฯ บรรลุตติยฌาน         
			<remark  id="s3b34c61l13" />ฯลฯ บรรลุจตุตถฌาน ฯลฯ บรรลุปฐมฌาน ฯลฯ บรรลุปัญจมฌาน ที่มีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์                 
			<remark  id="s3b34c61l14" />มีกำลังน้อย มีอารมณ์เล็กน้อย ฯลฯ มีกำลังน้อย มีอารมณ์ไพบูลย์ ฯลฯ มีกำลังมาก                 
			<remark  id="s3b34c61l15" />มีอารมณ์เล็กน้อย ฯลฯ มีกำลังมาก มีอารมณ์ไพบูลย์ ฯลฯ อยู่ในสมัยใด ผัสสะ ฯลฯ                  
			<remark  id="s3b34c61l16" />อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น ฯลฯ                 
			<remark  id="s3b34c61l17" />     สภาวธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล.  
			<remark  id="s3b34c61l18" />                         อารมณ์ ๔ จบ      
			<remark  id="s3b34c61l19" />                       --------------     
			<remark  id="s3b34c61l20" />                      แจกฌานอย่างละ ๑๖    
			<remark  id="s3b34c61l21" />     [๑๗๒] ธรรมเป็นกุศล เป็นไฉน?          
			<remark  id="s3b34c61l22" />     โยคาวจรบุคคล เจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภูมิ สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม            
			<remark  id="s3b34c61l23" />ทั้งหลายแล้ว บรรลุปฐมฌานที่มีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์ เป็นทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา                   
			<remark  id="s3b34c61l24" />มีกำลังน้อย มีอารมณ์เล็กน้อย ฯลฯ อยู่ในสมัยใด ผัสสะ ฯลฯ อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น ฯลฯ           
			<remark  id="s3b34c61l25" />     สภาวธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล.  
		</para>
	</section>
	<section id="s3b34c62" >
		<para id="s3b34c62p">
			<remark  id="s3b34c62l1" />     ธรรมเป็นกุศล เป็นไฉน?                
			<remark  id="s3b34c62l2" />     โยคาวจรบุคคล  เจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภูมิ สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม           
			<remark  id="s3b34c62l3" />ทั้งหลายแล้ว บรรลุปฐมฌานที่มีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์ เป็นทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา                   
			<remark  id="s3b34c62l4" />มีกำลังน้อย มีอารมณ์ไพบูลย์ ฯลฯ อยู่ในสมัยใด ผัสสะ ฯลฯ อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น ฯลฯ            
			<remark  id="s3b34c62l5" />     สภาวธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล.  
			<remark  id="s3b34c62l6" />     ธรรมเป็นกุศล เป็นไฉน?                
			<remark  id="s3b34c62l7" />     โยคาวจรบุคคล เจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภูมิ สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม            
			<remark  id="s3b34c62l8" />ทั้งหลายแล้ว บรรลุปฐมฌานที่มีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์ เป็นทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา                   
			<remark  id="s3b34c62l9" />มีกำลังมาก มีอารมณ์เล็กน้อย ฯลฯ อยู่ในสมัยใด ผัสสะ ฯลฯ อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น ฯลฯ            
			<remark  id="s3b34c62l10" />     สภาวธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล.  
			<remark  id="s3b34c62l11" />     ธรรมเป็นกุศล เป็นไฉน?                
			<remark  id="s3b34c62l12" />     โยคาวจรบุคคล เจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภูมิ สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม            
			<remark  id="s3b34c62l13" />ทั้งหลายแล้ว บรรลุปฐมฌานที่มีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์ เป็นทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา                   
			<remark  id="s3b34c62l14" />มีกำลังมาก มีอารมณ์ไพบูลย์ ฯลฯ อยู่ในสมัยใด ผัสสะ ฯลฯ อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น ฯลฯ             
			<remark  id="s3b34c62l15" />     สภาวธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล.  
			<remark  id="s3b34c62l16" />     [๑๗๓] ธรรมเป็นกุศล เป็นไฉน?          
			<remark  id="s3b34c62l17" />     โยคาวจรบุคคล เจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภูมิ สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม            
			<remark  id="s3b34c62l18" />ทั้งหลายแล้ว บรรลุปฐมฌานที่มีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์ เป็นทุกขาปฏิปทาขิปปาภิญญา                   
			<remark  id="s3b34c62l19" />มีกำลังน้อย มีอารมณ์เล็กน้อย ฯลฯ อยู่ในสมัยใด ผัสสะ ฯลฯ อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น ฯลฯ           
			<remark  id="s3b34c62l20" />     สภาวธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล.  
			<remark  id="s3b34c62l21" />     ธรรมเป็นกุศล เป็นไฉน?    
		</para>
	</section>
	<section id="s3b34c63" >
		<para id="s3b34c63p">
			<remark  id="s3b34c63l1" />     โยคาวจรบุคคล เจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภูมิ สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม            
			<remark  id="s3b34c63l2" />ทั้งหลายแล้ว บรรลุปฐมฌานที่มีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์ เป็นทุกขาปฏิปทาขิปปาภิญญา                   
			<remark  id="s3b34c63l3" />มีกำลังน้อย มีอารมณ์ไพบูลย์ ฯลฯ อยู่ในสมัยใด ผัสสะ ฯลฯ อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น ฯลฯ            
			<remark  id="s3b34c63l4" />     สภาวธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล.  
			<remark  id="s3b34c63l5" />     ธรรมเป็นกุศล เป็นไฉน?                
			<remark  id="s3b34c63l6" />     โยคาวจรบุคคล เจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภูมิ สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม            
			<remark  id="s3b34c63l7" />ทั้งหลายแล้ว บรรลุปฐมฌานที่มีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์ เป็นทุกขาปฏิปทาขิปปาภิญญา                   
			<remark  id="s3b34c63l8" />มีกำลังมาก มีอารมณ์เล็กน้อย ฯลฯ อยู่ในสมัยใด ผัสสะ ฯลฯ อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น ฯลฯ            
			<remark  id="s3b34c63l9" />     สภาวธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล.  
			<remark  id="s3b34c63l10" />     ธรรมเป็นกุศล เป็นไฉน?                
			<remark  id="s3b34c63l11" />     โยคาวจรบุคคล เจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภูมิ สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม            
			<remark  id="s3b34c63l12" />ทั้งหลายแล้ว บรรลุปฐมฌานที่มีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์ เป็นทุกขาปฏิปทาขิปปาภิญญา                   
			<remark  id="s3b34c63l13" />มีกำลังมาก มีอารมณ์ไพบูลย์ ฯลฯ อยู่ในสมัยใด ผัสสะ ฯลฯ อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น ฯลฯ             
			<remark  id="s3b34c63l14" />     สภาวธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล.  
			<remark  id="s3b34c63l15" />     [๑๗๔] ธรรมเป็นกุศล  เป็นไฉน?         
			<remark  id="s3b34c63l16" />     โยคาวจรบุคคล เจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภูมิ สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม            
			<remark  id="s3b34c63l17" />ทั้งหลายแล้ว บรรลุปฐมฌานที่มีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์ เป็นสุขาปฏิปทาทันธาภิญญา  
			<remark  id="s3b34c63l18" />มีกำลังน้อย มีอารมณ์เล็กน้อย ฯลฯ อยู่ในสมัยใด ผัสสะ ฯลฯ อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น ฯลฯ           
			<remark  id="s3b34c63l19" />     สภาวธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล.  
			<remark  id="s3b34c63l20" />     ธรรมเป็นกุศล เป็นไฉน?                
			<remark  id="s3b34c63l21" />     โยคาวจรบุคคล เจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภูมิ สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม            
			<remark  id="s3b34c63l22" />ทั้งหลายแล้ว บรรลุปฐมฌานที่มีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์ เป็นสุขาปฏิปทาทันธาภิญญา  
			<remark  id="s3b34c63l23" />มีกำลังน้อย มีอารมณ์ไพบูลย์ ฯลฯ อยู่ในสมัยใด ผัสสะ ฯลฯ อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น ฯลฯ            
			<remark  id="s3b34c63l24" />     สภาวธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล.  
			<remark  id="s3b34c63l25" />     ธรรมเป็นกุศล เป็นไฉน?                
			<remark  id="s3b34c63l26" />     โยคาวจรบุคคล เจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภูมิ สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม            
			<remark  id="s3b34c63l27" />ทั้งหลายแล้ว บรรลุปฐมฌานที่มีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์ เป็นสุขาปฏิปทาทันธาภิญญา  
			<remark  id="s3b34c63l28" />มีกำลังมาก มีอารมณ์เล็กน้อย ฯลฯ อยู่ในสมัยใด ผัสสะ ฯลฯ อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น ฯลฯ            
			<remark  id="s3b34c63l29" />     สภาวธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล.  
			<remark  id="s3b34c63l30" />     ธรรมเป็นกุศล เป็นไฉน?                
			<remark  id="s3b34c63l31" />     โยคาวจรบุคคล เจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภูมิ สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม            
			<remark  id="s3b34c63l32" />ทั้งหลายแล้ว บรรลุปฐมฌานที่มีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์ เป็นสุขาปฏิปทาทันธาภิญญา  
			<remark  id="s3b34c63l33" />มีกำลังมาก มีอารมณ์ไพบูลย์ ฯลฯ อยู่ในสมัยใด ผัสสะ ฯลฯ อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น ฯลฯ      
		</para>
	</section>
	<section id="s3b34c64" >
		<para id="s3b34c64p">
			<remark  id="s3b34c64l1" />     สภาวธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล.  
			<remark  id="s3b34c64l2" />     [๑๗๕] ธรรมเป็นกุศล เป็นไฉน?          
			<remark  id="s3b34c64l3" />     โยคาวจรบุคคล เจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภูมิ สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม            
			<remark  id="s3b34c64l4" />ทั้งหลายแล้ว บรรลุปฐมฌานที่มีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์ เป็นสุขาปฏิปทาขิปปาภิญญา  
			<remark  id="s3b34c64l5" />มีกำลังน้อย มีอารมณ์เล็กน้อย ฯลฯ อยู่ในสมัยใด ผัสสะ ฯลฯ อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น ฯลฯ           
			<remark  id="s3b34c64l6" />     สภาวธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล.  
			<remark  id="s3b34c64l7" />     ธรรมเป็นกุศล เป็นไฉน?                
			<remark  id="s3b34c64l8" />     โยคาวจรบุคคล เจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภูมิ สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม            
			<remark  id="s3b34c64l9" />ทั้งหลายแล้ว บรรลุปฐมฌานที่มีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์ เป็นสุขาปฏิปทาขิปปาภิญญา  
			<remark  id="s3b34c64l10" />มีกำลังน้อย มีอารมณ์ไพบูลย์ ฯลฯ อยู่ในสมัยใด ผัสสะ ฯลฯ อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น ฯลฯ            
			<remark  id="s3b34c64l11" />     สภาวธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล.  
			<remark  id="s3b34c64l12" />     ธรรมเป็นกุศล เป็นไฉน?                
			<remark  id="s3b34c64l13" />     โยคาวจรบุคคล เจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภูมิ สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม            
			<remark  id="s3b34c64l14" />ทั้งหลายแล้ว บรรลุปฐมฌานที่มีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์ เป็นสุขาปฏิปทาขิปปาภิญญา  
			<remark  id="s3b34c64l15" />มีกำลังมาก มีอารมณ์เล็กน้อย ฯลฯ อยู่ในสมัยใด ผัสสะ ฯลฯ อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น ฯลฯ            
			<remark  id="s3b34c64l16" />     สภาวธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล.  
			<remark  id="s3b34c64l17" />     ธรรมเป็นกุศล เป็นไฉน?                
			<remark  id="s3b34c64l18" />     โยคาวจรบุคคล เจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภูมิ สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม            
			<remark  id="s3b34c64l19" />ทั้งหลายแล้ว บรรลุปฐมฌานที่มีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์ เป็นสุขาปฏิปทาขิปปาภิญญา  
			<remark  id="s3b34c64l20" />มีกำลังมาก มีอารมณ์ไพบูลย์ ฯลฯ อยู่ในสมัยใด ผัสสะ ฯลฯ อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น ฯลฯ             
			<remark  id="s3b34c64l21" />     สภาวธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล.  
			<remark  id="s3b34c64l22" />     [๑๗๖] ธรรมเป็นกุศล เป็นไฉน?          
			<remark  id="s3b34c64l23" />     โยคาวจรบุคคล เจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภูมิ บรรลุทุติยฌาน ฯลฯ บรรลุตติยฌาน         
			<remark  id="s3b34c64l24" />ฯลฯ บรรลุจตุตถฌาน ฯลฯ บรรลุปฐมฌาน ฯลฯ บรรลุปัญจมฌาน ที่มีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์                 
			<remark  id="s3b34c64l25" />เป็นทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา     มีกำลังน้อย     มีอารมณ์เล็กน้อย    ฯลฯ  
			<remark  id="s3b34c64l26" />เป็นทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา     มีกำลังน้อย     มีอารมณ์ไพบูลย์     ฯลฯ  
		</para>
	</section>
	<section id="s3b34c65" >
		<para id="s3b34c65p">
			<remark  id="s3b34c65l1" />เป็นทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา     มีกำลังมาก     มีอารมณ์เล็กน้อย    ฯลฯ  
			<remark  id="s3b34c65l2" />เป็นทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา     มีกำลังมาก     มีอารมณ์ไพบูลย์     ฯลฯ  
			<remark  id="s3b34c65l3" />เป็นทุกขาปฏิปทาขิปปาภิญญา     มีกำลังน้อย     มีอารมณ์เล็กน้อย    ฯลฯ  
			<remark  id="s3b34c65l4" />เป็นทุกขาปฏิปทาขิปปาภิญญา     มีกำลังน้อย     มีอารมณ์ไพบูลย์     ฯลฯ  
			<remark  id="s3b34c65l5" />เป็นทุกขาปฏิปทาขิปปาภิญญา     มีกำลังมาก     มีอารมณ์เล็กน้อย    ฯลฯ  
			<remark  id="s3b34c65l6" />เป็นทุกขาปฏิปทาขิปปาภิญญา     มีกำลังมาก     มีอารมณ์ไพบูลย์     ฯลฯ  
			<remark  id="s3b34c65l7" />เป็นสุขาปฏิปทาทันธาภิญญา      มีกำลังน้อย     มีอารมณ์เล็กน้อย    ฯลฯ  
			<remark  id="s3b34c65l8" />เป็นสุขาปฏิปทาทันธาภิญญา      มีกำลังน้อย     มีอารมณ์ไพบูลย์     ฯลฯ  
			<remark  id="s3b34c65l9" />เป็นสุขาปฏิปทาทันธาภิญญา      มีกำลังมาก     มีอารมณ์เล็กน้อย    ฯลฯ  
			<remark  id="s3b34c65l10" />เป็นสุขาปฏิปทาทันธาภิญญา      มีกำลังมาก     มีอารมณ์ไพบูลย์     ฯลฯ  
			<remark  id="s3b34c65l11" />เป็นสุขาปฏิปทาขิปปาภิญญา      มีกำลังน้อย     มีอารมณ์เล็กน้อย    ฯลฯ  
			<remark  id="s3b34c65l12" />เป็นสุขาปฏิปทาขิปปาภิญญา      มีกำลังน้อย     มีอารมณ์ไพบูลย์     ฯลฯ  
			<remark  id="s3b34c65l13" />เป็นสุขาปฏิปทาขิปปาภิญญา      มีกำลังมาก     มีอารมณ์เล็กน้อย    ฯลฯ  
			<remark  id="s3b34c65l14" />เป็นสุขาปฏิปทาขิปปาภิญญา      มีกำลังมาก     มีอารมณ์ไพบูลย์     ฯลฯ  
			<remark  id="s3b34c65l15" />อยู่ในสมัยใด ผัสสะ ฯลฯ อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น ฯลฯ                   
			<remark  id="s3b34c65l16" />     สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล.  
			<remark  id="s3b34c65l17" />                     แจกฌานอย่างละ ๑๖ จบ  
			<remark  id="s3b34c65l18" />                  -----------------------  
			<remark  id="s3b34c65l19" />     [๑๗๗] ธรรมเป็นกุศล เป็นไฉน?          
			<remark  id="s3b34c65l20" />     โยคาวจรบุคคล เจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภูมิ สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม            
			<remark  id="s3b34c65l21" />ทั้งหลายแล้ว บรรลุปฐมฌานที่มีอาโปกสิณเป็นอารมณ์ ฯลฯ ที่มีเตโชกสิณเป็นอารมณ์ ฯลฯ             
			<remark  id="s3b34c65l22" />ที่มีวาโยกสิณเป็นอารมณ์ ฯลฯ ที่มีนีลกสิณเป็นอารมณ์ ฯลฯ ที่มีปีตกสิณเป็นอารมณ์ ฯลฯ           
			<remark  id="s3b34c65l23" />ที่มีโลหิตกสิณเป็นอารมณ์ ฯลฯ ที่มีโอทาตกสิณเป็นอารมณ์ ฯลฯ อยู่ในสมัยใด ผัสสะ ฯลฯ            
			<remark  id="s3b34c65l24" />อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น ฯลฯ                 
			<remark  id="s3b34c65l25" />     สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล.  
			<remark  id="s3b34c65l26" />                     กสิณ ๘ แจกอย่างละ ๑๖  
			<remark  id="s3b34c65l27" />                 ------------------------- 
		</para>
	</section>
	<section id="s3b34c66" >
		<para id="s3b34c66p">
			<remark  id="s3b34c66l1" />                          อภิภายตนะ       
			<remark  id="s3b34c66l2" />     [๑๗๘] ธรรมเป็นกุศล เป็นไฉน?          
			<remark  id="s3b34c66l3" />     โยคาวจรบุคคล เจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภูมิ ไม่มีบริกรรมสัญญาในรูปภายใน            
			<remark  id="s3b34c66l4" />เห็นรูปภายนอกที่เล็กน้อย ตั้งใจว่า จะรู้จะเห็นครอบงำรูปนั้น สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม     
			<remark  id="s3b34c66l5" /> ทั้งหลายแล้ว บรรลุปฐมฌาน ฯลฯ อยู่ในสมัยใด ผัสสะ ฯลฯ อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น ฯลฯ               
			<remark  id="s3b34c66l6" />     สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล.  
			<remark  id="s3b34c66l7" />     ธรรมเป็นกุศล เป็นไฉน?                
			<remark  id="s3b34c66l8" />     โยคาวจรบุคคล เจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภูมิ ไม่มีบริกรรมสัญญาในรูปภายใน            
			<remark  id="s3b34c66l9" />เห็นรูปภายนอกที่เล็กน้อย ตั้งใจว่า จะรู้จะเห็นครอบงำรูปนั้น บรรลุทุติยฌาน ฯลฯ บรรลุ         
			<remark  id="s3b34c66l10" />ตติยฌาน ฯลฯ บรรลุจตุตถฌาน ฯลฯ บรรลุปฐมฌาน ฯลฯ บรรลุปัญจมฌาน ฯลฯ อยู่ใน  
			<remark  id="s3b34c66l11" />สมัยใด ผัสสะ ฯลฯ อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น ฯลฯ  
			<remark  id="s3b34c66l12" />     สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล.  
			<remark  id="s3b34c66l13" />                       ---------------    
			<remark  id="s3b34c66l14" />                            ปฏิปทา ๔      
			<remark  id="s3b34c66l15" />     [๑๗๙] ธรรมเป็นกุศล เป็นไฉน?          
			<remark  id="s3b34c66l16" />     โยคาวจรบุคคล เจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภูมิ ไม่มีบริกรรมสัญญาในรูปภายใน            
			<remark  id="s3b34c66l17" />เห็นรูปภายนอกที่เล็กน้อย ตั้งใจว่า จะรู้จะเห็นครอบงำรูปนั้น สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม     
			<remark  id="s3b34c66l18" />ทั้งหลายแล้ว บรรลุปฐมฌาน เป็นทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา ฯลฯ อยู่ในสมัยใด ผัสสะ ฯลฯ               
			<remark  id="s3b34c66l19" />อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น ฯลฯ                 
			<remark  id="s3b34c66l20" />     สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล.  
		</para>
	</section>
	<section id="s3b34c67" >
		<para id="s3b34c67p">
			<remark  id="s3b34c67l1" />     ธรรมเป็นกุศล เป็นไฉน?                
			<remark  id="s3b34c67l2" />     โยคาวจรบุคคล เจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภูมิ ไม่มีบริกรรมสัญญาในรูปภายใน            
			<remark  id="s3b34c67l3" />เห็นรูปภายนอกที่เล็กน้อย ตั้งใจว่า จะรู้จะเห็นครอบงำรูปนั้น สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม     
			<remark  id="s3b34c67l4" />ทั้งหลายแล้ว บรรลุปฐมฌาน เป็นทุกขาปฏิปทาขิปปาภิญญา ฯลฯ อยู่ในสมัยใด ผัสสะ ฯลฯ               
			<remark  id="s3b34c67l5" />อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น ฯลฯ                 
			<remark  id="s3b34c67l6" />     สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล.  
			<remark  id="s3b34c67l7" />     ธรรมเป็นกุศล เป็นไฉน?                
			<remark  id="s3b34c67l8" />     โยคาวจรบุคคล เจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภูมิ ไม่มีบริกรรมสัญญาในรูปภายใน            
			<remark  id="s3b34c67l9" />เห็นรูปภายนอกที่เล็กน้อย ตั้งใจว่า จะรู้จะเห็นครอบงำรูปนั้น สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม     
			<remark  id="s3b34c67l10" />ทั้งหลายแล้ว บรรลุปฐมฌาน เป็นสุขาปฏิปทาทันธาภิญญา ฯลฯ อยู่ในสมัยใด ผัสสะ ฯลฯ                
			<remark  id="s3b34c67l11" />อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น ฯลฯ                 
			<remark  id="s3b34c67l12" />     สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล.  
			<remark  id="s3b34c67l13" />     ธรรมเป็นกุศล เป็นไฉน?                
			<remark  id="s3b34c67l14" />     โยคาวจรบุคคล เจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภูมิ ไม่มีบริกรรมสัญญาในรูปภายใน            
			<remark  id="s3b34c67l15" />เห็นรูปภายนอกที่เล็กน้อย ตั้งใจว่า จะรู้จะเห็นครอบงำรูปนั้น สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม     
			<remark  id="s3b34c67l16" />ทั้งหลายแล้ว บรรลุปฐมฌาน เป็นสุขาปฏิปทาขิปปาภิญญา ฯลฯ อยู่ในสมัยใด ผัสสะ ฯลฯ                
			<remark  id="s3b34c67l17" />อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น ฯลฯ                 
			<remark  id="s3b34c67l18" />     สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล.  
			<remark  id="s3b34c67l19" />     ธรรมเป็นกุศล เป็นไฉน?                
			<remark  id="s3b34c67l20" />     โยคาวจรบุคคล เจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภูมิ ไม่มีบริกรรมสัญญาในรูปภายใน            
			<remark  id="s3b34c67l21" />เห็นรูปภายนอกที่เล็กน้อย ตั้งใจว่า จะรู้จะเห็นครอบงำรูปนั้น บรรลุทุติยฌาน ฯลฯ บรรลุตติยฌาน  
			<remark  id="s3b34c67l22" />ฯลฯ บรรลุจตุตถฌาน ฯลฯ บรรลุปฐมฌาน ฯลฯ บรรลุปัญจมฌาน เป็นทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา               
			<remark  id="s3b34c67l23" />ฯลฯ เป็นทุกขาปฏิปทาขิปปาภิญญา ฯลฯ เป็นสุขาปฏิปทาทันธาภิญญา ฯลฯ เป็นสุขาปฏิปทา              
			<remark  id="s3b34c67l24" />ขิปปาภิญญา ฯลฯ อยู่ในสมัยใด ผัสสะ ฯลฯ อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น ฯลฯ   
			<remark  id="s3b34c67l25" />     สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล.  
			<remark  id="s3b34c67l26" />                         ปฏิปทา ๔ จบ      
			<remark  id="s3b34c67l27" />                         ----------       
			<remark  id="s3b34c67l28" />                          อารมณ์ ๒        
			<remark  id="s3b34c67l29" />     [๑๘๐] ธรรมเป็นกุศล เป็นไฉน?          
			<remark  id="s3b34c67l30" />     โยคาวจรบุคคล เจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภูมิ ไม่มีบริกรรมสัญญาในรูปภายใน            
			<remark  id="s3b34c67l31" />เห็นรูปภายนอกที่เล็กน้อย ตั้งใจว่า จะรู้จะเห็นครอบงำรูปนั้น สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม  
		</para>
	</section>
	<section id="s3b34c68" >
		<para id="s3b34c68p">
			<remark  id="s3b34c68l1" />ทั้งหลายแล้ว บรรลุปฐมฌาน มีกำลังน้อย มีอารมณ์เล็กน้อย ฯลฯ อยู่ในสมัยใด ผัสสะ ฯลฯ            
			<remark  id="s3b34c68l2" />อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น ฯลฯ                 
			<remark  id="s3b34c68l3" />     สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล.  
			<remark  id="s3b34c68l4" />     ธรรมเป็นกุศล เป็นไฉน?                
			<remark  id="s3b34c68l5" />     โยคาวจรบุคคล เจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภูมิ ไม่มีบริกรรมสัญญาในรูปภายใน            
			<remark  id="s3b34c68l6" />เห็นรูปภายนอกที่เล็กน้อย ตั้งใจว่า จะรู้จะเห็นครอบงำรูปนั้น สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม     
			<remark  id="s3b34c68l7" />ทั้งหลายแล้ว บรรลุปฐมฌาน มีกำลังมาก มีอารมณ์เล็กน้อย ฯลฯ อยู่ในสมัยใด ผัสสะ ฯลฯ             
			<remark  id="s3b34c68l8" />อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น ฯลฯ                 
			<remark  id="s3b34c68l9" />     สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล  
			<remark  id="s3b34c68l10" />     ธรรมเป็นกุศล เป็นไฉน?                
			<remark  id="s3b34c68l11" />     โยคาวจรบุคคล เจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภูมิ ไม่มีบริกรรมสัญญาในรูปภายใน            
			<remark  id="s3b34c68l12" />เห็นรูปภายนอกที่เล็กน้อย ตั้งใจว่า จะรู้จะเห็นครอบงำรูปนั้น บรรลุทุติยฌาน ฯลฯ บรรลุตติยฌาน  
			<remark  id="s3b34c68l13" />ฯลฯ บรรลุจตุตถฌาน ฯลฯ บรรลุปฐมฌาน ฯลฯ บรรลุปัญจมฌาน มีกำลังน้อย มีอารมณ์  
			<remark  id="s3b34c68l14" />เล็กน้อย ฯลฯ มีกำลังมาก มีอารมณ์เล็กน้อย ฯลฯ อยู่ในสมัยใด ผัสสะ ฯลฯ อวิกเขปะ                
			<remark  id="s3b34c68l15" />มีในสมัยนั้น ฯลฯ  
			<remark  id="s3b34c68l16" />     สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล.  
			<remark  id="s3b34c68l17" />                         อารมณ์ ๒ จบ      
			<remark  id="s3b34c68l18" />                        ------------      
			<remark  id="s3b34c68l19" />                       แจกฌานอย่างละ ๘    
			<remark  id="s3b34c68l20" />     [๑๘๑] ธรรมเป็นกุศล เป็นไฉน?          
			<remark  id="s3b34c68l21" />     โยคาวจรบุคคล เจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภูมิ ไม่มีบริกรรมสัญญาในรูปภายใน            
			<remark  id="s3b34c68l22" />เห็นรูปภายนอกที่เล็กน้อย ตั้งใจว่า จะรู้จะเห็นครอบงำรูปนั้น สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม     
			<remark  id="s3b34c68l23" />ทั้งหลายแล้ว บรรลุปฐมฌาน เป็นทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา มีกำลังน้อย มีอารมณ์  
			<remark  id="s3b34c68l24" />เล็กน้อย ฯลฯ อยู่ในสมัยใด ผัสสะ ฯลฯ อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น ฯลฯ      
			<remark  id="s3b34c68l25" />     สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล. 
		</para>
	</section>
	<section id="s3b34c69" >
		<para id="s3b34c69p">
			<remark  id="s3b34c69l1" />     ธรรมเป็นกุศล เป็นไฉน?                
			<remark  id="s3b34c69l2" />     โยคาวจรบุคคล เจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภูมิ ไม่มีบริกรรมสัญญาในรูปภายใน            
			<remark  id="s3b34c69l3" />เห็นรูปภายนอกที่เล็กน้อย ตั้งใจว่า จะรู้จะเห็นครอบงำรูปนั้น สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม     
			<remark  id="s3b34c69l4" />ทั้งหลายแล้ว บรรลุปฐมฌาน เป็นทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา มีกำลังมาก มีอารมณ์  
			<remark  id="s3b34c69l5" />เล็กน้อย ฯลฯ อยู่ในสมัยใด ผัสสะ ฯลฯ อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น ฯลฯ      
			<remark  id="s3b34c69l6" />     สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล.  
			<remark  id="s3b34c69l7" />     ธรรมเป็นกุศล เป็นไฉน?                
			<remark  id="s3b34c69l8" />     โยคาวจรบุคคล เจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภูมิ ไม่มีบริกรรมสัญญาในรูปภายใน            
			<remark  id="s3b34c69l9" />เห็นรูปภายนอกที่เล็กน้อย ตั้งใจว่า จะรู้จะเห็นครอบงำรูปนั้น สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม     
			<remark  id="s3b34c69l10" />ทั้งหลายแล้ว บรรลุปฐมฌาน เป็นทุกขาปฏิปทาขิปปาภิญญา มีกำลังน้อย มีอารมณ์เล็ก                 
			<remark  id="s3b34c69l11" />น้อย ฯลฯ อยู่ในสมัยใด ผัสสะ ฯลฯ อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น ฯลฯ          
			<remark  id="s3b34c69l12" />     สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล  
			<remark  id="s3b34c69l13" />     ธรรมเป็นกุศล เป็นไฉน?                
			<remark  id="s3b34c69l14" />     โยคาวจรบุคคล เจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภูมิ ไม่มีบริกรรมสัญญาในรูปภายใน            
			<remark  id="s3b34c69l15" />เห็นรูปภายนอกที่เล็กน้อย ตั้งใจว่า จะรู้จะเห็นครอบงำรูปนั้น สงัดจากกาม สงัดจากอกุศล         
			<remark  id="s3b34c69l16" />ธรรมทั้งหลายแล้ว บรรลุปฐมฌาน เป็นทุกขาปฏิปทาขิปปาภิญญา มีกำลังมาก มีอารมณ์                  
			<remark  id="s3b34c69l17" />เล็กน้อย ฯลฯ อยู่ในสมัยใด ผัสสะ ฯลฯ อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น ฯลฯ      
			<remark  id="s3b34c69l18" />     สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล  
			<remark  id="s3b34c69l19" />     ธรรมเป็นกุศล เป็นไฉน?                
			<remark  id="s3b34c69l20" />     โยคาวจรบุคคล เจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภูมิ ไม่มีบริกรรมสัญญาในรูปภายใน            
			<remark  id="s3b34c69l21" />เห็นรูปภายนอกที่เล็กน้อย ตั้งใจว่า จะรู้จะเห็นครอบงำรูปนั้น สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม     
			<remark  id="s3b34c69l22" />ทั้งหลายแล้ว บรรลุปฐมฌาน เป็นสุขาปฏิปทาทันธาภิญญา มีกำลังน้อย มีอารมณ์เล็กน้อย              
			<remark  id="s3b34c69l23" />ฯลฯ อยู่ในสมัยใด ผัสสะ ฯลฯ อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น ฯลฯ               
			<remark  id="s3b34c69l24" />     สภาวธรรมเหล่านั้นชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล.  
			<remark  id="s3b34c69l25" />     ธรรมเป็นกุศล เป็นไฉน?                
			<remark  id="s3b34c69l26" />     โยคาวจรบุคคล เจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภูมิ ไม่มีบริกรรมสัญญาในรูปภายใน            
			<remark  id="s3b34c69l27" />เห็นรูปภายนอกที่เล็กน้อย ตั้งใจว่า จะรู้จะเห็นครอบงำรูปนั้น สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม    
		</para>
	</section>
	<section id="s3b34c70" >
		<para id="s3b34c70p">
			<remark  id="s3b34c70l1" />ทั้งหลายแล้ว บรรลุปฐมฌาน เป็นสุขาปฏิปทาทันธาภิญญา มีกำลังมาก มีอารมณ์เล็กน้อย               
			<remark  id="s3b34c70l2" />ฯลฯ อยู่ในสมัยใด ผัสสะ ฯลฯ อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น ฯลฯ               
			<remark  id="s3b34c70l3" />     สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล.  
			<remark  id="s3b34c70l4" />     ธรรมเป็นกุศล เป็นไฉน?                
			<remark  id="s3b34c70l5" />     โยคาวจรบุคคล เจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภูมิ ไม่มีบริกรรมสัญญาในรูปภายใน            
			<remark  id="s3b34c70l6" />เห็นรูปภายนอกที่เล็กน้อย ตั้งใจว่า จะรู้จะเห็นครอบงำรูปนั้น สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม     
			<remark  id="s3b34c70l7" />ทั้งหลายแล้ว บรรลุปฐมฌาน เป็นสุขาปฏิปทาขิปปาภิญญา มีกำลังน้อย มีอารมณ์เล็กน้อย              
			<remark  id="s3b34c70l8" />ฯลฯ อยู่ในสมัยใด ผัสสะ ฯลฯ อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น ฯลฯ               
			<remark  id="s3b34c70l9" />     สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล.  
			<remark  id="s3b34c70l10" />     ธรรมเป็นกุศล เป็นไฉน?                
			<remark  id="s3b34c70l11" />     โยคาวจรบุคคล เจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภูมิ ไม่มีบริกรรมสัญญาในรูปภายใน            
			<remark  id="s3b34c70l12" />เห็นรูปภายนอกที่เล็กน้อย ตั้งใจว่า จะรู้จะเห็นครอบงำรูปนั้น สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม     
			<remark  id="s3b34c70l13" />ทั้งหลายแล้ว บรรลุปฐมฌาน เป็นสุขาปฏิปทาขิปปาภิญญา มีกำลังมาก มีอารมณ์เล็กน้อย               
			<remark  id="s3b34c70l14" />ฯลฯ อยู่ในสมัยใด ผัสสะ ฯลฯ อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น ฯลฯ               
			<remark  id="s3b34c70l15" />     สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล.  
			<remark  id="s3b34c70l16" />     ธรรมเป็นกุศล เป็นไฉน?                
			<remark  id="s3b34c70l17" />     โยคาวจรบุคคล เจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภูมิ ไม่มีบริกรรมสัญญาในรูปภายใน            
			<remark  id="s3b34c70l18" />เห็นรูปภายนอกที่เล็กน้อย ตั้งใจว่า จะรู้จะเห็นครอบงำรูปนั้น บรรลุทุติยฌาน ฯลฯ บรรลุตติยฌาน  
			<remark  id="s3b34c70l19" />ฯลฯ บรรลุจตุตถฌาน ฯลฯ บรรลุปฐมฌาน ฯลฯ บรรลุปัญจมฌาน                
			<remark  id="s3b34c70l20" />เป็นทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา     มีกำลังน้อย     มีอารมณ์เล็กน้อย     ฯลฯ  
			<remark  id="s3b34c70l21" />เป็นทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา     มีกำลังมาก     มีอารมณ์เล็กน้อย     ฯลฯ  
			<remark  id="s3b34c70l22" />เป็นทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา     มีกำลังน้อย     มีอารมณ์เล็กน้อย     ฯลฯ  
			<remark  id="s3b34c70l23" />เป็นทุกขาปฏิปทาขิปปาภิญญา     มีกำลังมาก     มีอารมณ์เล็กน้อย     ฯลฯ  
			<remark  id="s3b34c70l24" />เป็นสุขาปฏิปทาทันธาภิญญา      มีกำลังน้อย     มีอารมณ์เล็กน้อย     ฯลฯ  
			<remark  id="s3b34c70l25" />เป็นสุขาปฏิปทาทันธาภิญญา      มีกำลังมาก     มีอารมณ์เล็กน้อย     ฯลฯ  
		</para>
	</section>
	<section id="s3b34c71" >
		<para id="s3b34c71p">
			<remark  id="s3b34c71l1" />เป็นสุขาปฏิปทาขิปปาภิญญา      มีกำลังน้อย     มีอารมณ์เล็กน้อย     ฯลฯ  
			<remark  id="s3b34c71l2" />เป็นสุขาปฏิปทาขิปปาภิญญา      มีกำลังมาก     มีอารมณ์เล็กน้อย     ฯลฯ  
			<remark  id="s3b34c71l3" />อยู่ในสมัยใด ผัสสะ ฯลฯ อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น ฯลฯ                   
			<remark  id="s3b34c71l4" />     สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล.  
			<remark  id="s3b34c71l5" />                     แจกฌานอย่างละ ๘ จบ   
			<remark  id="s3b34c71l6" />                     -----------------    
			<remark  id="s3b34c71l7" />     [๑๘๒] ธรรมเป็นกุศล เป็นไฉน?          
			<remark  id="s3b34c71l8" />     โยคาวจรบุคคล เจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภูมิ ไม่มีบริกรรมสัญญาในรูปภายใน            
			<remark  id="s3b34c71l9" />เห็นรูปภายนอกที่เล็กน้อย มีสีงามหรือสีไม่งาม ตั้งใจว่า จะรู้จะเห็นครอบงำรูปนั้น สงัดจากกาม  
			<remark  id="s3b34c71l10" />สงัดจากอกุศลธรรมทั้งหลายแล้ว บรรลุปฐมฌาน ฯลฯ อยู่ในสมัยใด ผัสสะ ฯลฯ อวิกเขปะ                
			<remark  id="s3b34c71l11" />มีในสมัยนั้น ฯลฯ  
			<remark  id="s3b34c71l12" />     สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล.  
			<remark  id="s3b34c71l13" />     ธรรมเป็นกุศล เป็นไฉน?                
			<remark  id="s3b34c71l14" />     โยคาวจรบุคคล เจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภูมิ ไม่มีบริกรรมสัญญาในรูปภายใน            
			<remark  id="s3b34c71l15" />เห็นรูปภายนอกที่เล็กน้อย มีสีงามหรือสีไม่งาม ตั้งใจว่า จะรู้จะเห็นครอบงำรูปนั้น บรรลุ      
			<remark  id="s3b34c71l16" />ทุติยฌาน ฯลฯ บรรลุตติยฌาน ฯลฯ  บรรลุจตุตถฌาน ฯลฯ บรรลุปฐมฌาน ฯลฯ  
			<remark  id="s3b34c71l17" />บรรลุปัญจมฌาน ฯลฯ อยู่ในสมัยใด ผัสสะ ฯลฯ อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น ฯลฯ  
			<remark  id="s3b34c71l18" />     สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล.  
			<remark  id="s3b34c71l19" />                  อภิภายตนะแม้นี้ก็แจกอย่างละ ๘  
			<remark  id="s3b34c71l20" />                   ---------------------  
			<remark  id="s3b34c71l21" />     [๑๘๓] ธรรมเป็นกุศล เป็นไฉน?          
			<remark  id="s3b34c71l22" />     โยคาวจรบุคคล เจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภูมิ ไม่มีบริกรรมสัญญาในรูปภายใน            
			<remark  id="s3b34c71l23" />เห็นรูปภายนอกที่ไพบูลย์ ตั้งใจว่า จะรู้จะเห็นครอบงำรูปนั้น สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม      
			<remark  id="s3b34c71l24" />ทั้งหลายแล้ว บรรลุปฐมฌาน ฯลฯ อยู่ในสมัยใด ผัสสะ ฯลฯ อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น ฯลฯ               
			<remark  id="s3b34c71l25" />     สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล.  
		</para>
	</section>
	<section id="s3b34c72" >
		<para id="s3b34c72p">
			<remark  id="s3b34c72l1" />     ธรรมเป็นกุศล เป็นไฉน?                
			<remark  id="s3b34c72l2" />     โยคาวจรบุคคล เจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภูมิ ไม่บริกรรมสัญญาในรูปภายใน              
			<remark  id="s3b34c72l3" />เห็นรูปภายนอกที่ไพบูลย์ ตั้งใจว่า จะรู้จะเห็นครอบงำรูปนั้น บรรลุทุติยฌาน ฯลฯ บรรลุ         
			<remark  id="s3b34c72l4" />ตติยฌาน ฯลฯ บรรลุจตุตถฌาน ฯลฯ บรรลุปฐมฌาน ฯลฯ บรรลุปัญจมฌาน ฯลฯ อยู่ในสมัยใด               
			<remark  id="s3b34c72l5" />ผัสสะ ฯลฯ อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น ฯลฯ       
			<remark  id="s3b34c72l6" />     สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล.  
			<remark  id="s3b34c72l7" />                    ------------------    
			<remark  id="s3b34c72l8" />                          ปฏิปทา ๔        
			<remark  id="s3b34c72l9" />     [๑๘๔] ธรรมเป็นกุศล เป็นไฉน?          
			<remark  id="s3b34c72l10" />     โยคาวจรบุคคล เจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภูมิ ไม่มีบริกรรมสัญญาในรูปภายใน            
			<remark  id="s3b34c72l11" />เห็นรูปภายนอกที่ไพบูลย์ ตั้งใจว่า จะรู้จะเห็นครอบงำรูปนั้น สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม      
			<remark  id="s3b34c72l12" />ทั้งหลายแล้ว บรรลุปฐมฌาน เป็นทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา ฯลฯ อยู่ในสมัยใด ผัสสะ ฯลฯ               
			<remark  id="s3b34c72l13" />อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น ฯลฯ                 
			<remark  id="s3b34c72l14" />     สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล.  
			<remark  id="s3b34c72l15" />     ธรรมเป็นกุศล เป็นไฉน?                
			<remark  id="s3b34c72l16" />     โยคาวจรบุคคล เจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภูมิ ไม่มีบริกรรมสัญญาในรูปภายใน            
			<remark  id="s3b34c72l17" />เห็นรูปภายนอกที่ไพบูลย์ ตั้งใจว่า จะรู้จะเห็นครอบงำรูปนั้น สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม      
			<remark  id="s3b34c72l18" />ทั้งหลายแล้ว บรรลุปฐมฌาน เป็นทุกขาปฏิปทาขิปปาภิญญา ฯลฯ อยู่ในสมัยใด  
			<remark  id="s3b34c72l19" />ผัสสะ ฯลฯ อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น ฯลฯ       
			<remark  id="s3b34c72l20" />     สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล.  
			<remark  id="s3b34c72l21" />     ธรรมเป็นกุศล เป็นไฉน?                
			<remark  id="s3b34c72l22" />     โยคาวจรบุคคล เจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภูมิ ไม่มีบริกรรมสัญญาในรูปภายใน            
			<remark  id="s3b34c72l23" />เห็นรูปภายนอกที่ไพบูลย์ ตั้งใจว่า จะรู้จะเห็นครอบงำรูปนั้น สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม      
			<remark  id="s3b34c72l24" />ทั้งหลายแล้ว บรรลุปฐมฌาน เป็นสุขาปฏิปทาทันธาภิญญา ฯลฯ อยู่ในสมัยใด ผัสสะ ฯลฯ                
			<remark  id="s3b34c72l25" />อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น ฯลฯ                 
			<remark  id="s3b34c72l26" />     สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล.  
		</para>
	</section>
	<section id="s3b34c73" >
		<para id="s3b34c73p">
			<remark  id="s3b34c73l1" />     ธรรมเป็นกุศล เป็นไฉน?                
			<remark  id="s3b34c73l2" />     โยคาวจรบุคคล เจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภูมิ ไม่มีบริกรรมสัญญาในรูปภายใน            
			<remark  id="s3b34c73l3" />เห็นรูปภายนอกที่ไพบูลย์ ตั้งใจว่า จะรู้จะเห็นครอบงำรูปนั้น สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม      
			<remark  id="s3b34c73l4" />ทั้งหลายแล้ว บรรลุปฐมฌาน เป็นสุขาปฏิปทาขิปปาภิญญา ฯลฯ อยู่ในสมัยใด ผัสสะ ฯลฯ                
			<remark  id="s3b34c73l5" />อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น ฯลฯ                 
			<remark  id="s3b34c73l6" />     สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล.  
			<remark  id="s3b34c73l7" />     ธรรมเป็นกุศล เป็นไฉน?                
			<remark  id="s3b34c73l8" />     โยคาวจรบุคคล เจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภูมิ ไม่มีบริกรรมสัญญาในรูปภายใน            
			<remark  id="s3b34c73l9" />เห็นรูปภายนอกที่ไพบูลย์ ตั้งใจว่า จะรู้จะเห็นครอบงำรูปนั้น ทุติยฌาน ฯลฯ บรรลุตติยฌาน        
			<remark  id="s3b34c73l10" />ฯลฯ บรรลุจตุตถฌาน ฯลฯ บรรลุปฐมฌาน ฯลฯ บรรลุปัญจมฌาน ฯลฯ เป็นทุกขาปฏิปทา  
			<remark  id="s3b34c73l11" />ทันธาภิญญา ฯลฯ เป็นทุกขาปฏิปทาขิปปาภิญญา ฯลฯ เป็นสุขาปฏิปทาทันธาภิญญา ฯลฯ                  
			<remark  id="s3b34c73l12" />เป็นสุขาปฏิปทาขิปปาภิญญา ฯลฯ อยู่ในสมัยใด ผัสสะ ฯลฯ อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น ฯลฯ               
			<remark  id="s3b34c73l13" />     สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล.  
			<remark  id="s3b34c73l14" />                         ปฏิปทา ๔ จบ      
			<remark  id="s3b34c73l15" />                       --------------     
			<remark  id="s3b34c73l16" />                            อารมณ์ ๒       
			<remark  id="s3b34c73l17" />     [๑๘๕] ธรรมเป็นกุศล เป็นไฉน?          
			<remark  id="s3b34c73l18" />     โยคาวจรบุคคล เจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภูมิ ไม่มีบริกรรมสัญญาในรูปภายใน            
			<remark  id="s3b34c73l19" />เห็นรูปภายนอกที่ไพบูลย์ ตั้งใจว่า จะรู้จะเห็นครอบงำรูปนั้น สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม      
			<remark  id="s3b34c73l20" />ทั้งหลายแล้ว บรรลุปฐมฌาน มีกำลังน้อย มีอารมณ์ไพบูลย์ ฯลฯ อยู่ในสมัยใด ผัสสะ ฯลฯ             
			<remark  id="s3b34c73l21" />อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น ฯลฯ                 
			<remark  id="s3b34c73l22" />     สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล.  
			<remark  id="s3b34c73l23" />     ธรรมเป็นกุศล เป็นไฉน?                
			<remark  id="s3b34c73l24" />     โยคาวจรบุคคล เจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภูมิ ไม่มีบริกรรมสัญญาในรูปภายใน            
			<remark  id="s3b34c73l25" />เห็นรูปภายนอกที่ไพบูลย์ ตั้งใจว่า จะรู้จะเห็นครอบงำรูปนั้น สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม    
		</para>
	</section>
	<section id="s3b34c74" >
		<para id="s3b34c74p">
			<remark  id="s3b34c74l1" />ทั้งหลายแล้ว บรรลุปฐมฌาน มีกำลังมาก มีอารมณ์ไพบูลย์ ฯลฯ อยู่ในสมัยใด ผัสสะ ฯลฯ              
			<remark  id="s3b34c74l2" />อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น ฯลฯ                 
			<remark  id="s3b34c74l3" />     สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล.  
			<remark  id="s3b34c74l4" />     ธรรมเป็นกุศล เป็นไฉน?                
			<remark  id="s3b34c74l5" />     โยคาวจรบุคคล เจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภูมิ ไม่มีบริกรรมสัญญาในรูปภายใน            
			<remark  id="s3b34c74l6" />เห็นรูปภายนอกที่ไพบูลย์ ตั้งใจว่า จะรู้จะเห็นครอบงำรูปนั้น บรรลุทุติยฌาน ฯลฯ บรรลุ         
			<remark  id="s3b34c74l7" />ตติยฌาน ฯลฯ บรรลุจตุตถฌาน ฯลฯ บรรลุปฐมฌาน ฯลฯ บรรลุปัญจมฌาน มีกำลังน้อย  
			<remark  id="s3b34c74l8" />มีอารมณ์ไพบูลย์ ฯลฯ มีกำลังมาก มีอารมณ์ไพบูลย์ ฯลฯ อยู่ในสมัยใด ผัสสะ ฯลฯ อวิกเขปะ          
			<remark  id="s3b34c74l9" />มีในสมัยนั้น ฯลฯ  
			<remark  id="s3b34c74l10" />     สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล.  
			<remark  id="s3b34c74l11" />                         อารมณ์ ๒ จบ      
			<remark  id="s3b34c74l12" />                      ---------------     
			<remark  id="s3b34c74l13" />                  แจกฌานอย่างละ ๘ อีกอย่างหนึ่ง  
			<remark  id="s3b34c74l14" />     [๑๘๖] ธรรมเป็นกุศล เป็นไฉน?          
			<remark  id="s3b34c74l15" />     โยคาวจรบุคคล เจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภูมิ ไม่มีบริกรรมสัญญาในรูปภายใน            
			<remark  id="s3b34c74l16" />เห็นรูปภายนอกที่ไพบูลย์ ตั้งใจว่า จะรู้จะเห็นครอบงำรูปนั้น สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม      
			<remark  id="s3b34c74l17" />ทั้งหลายแล้ว บรรลุปฐมฌาน เป็นทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา มีกำลังน้อย มีอารมณ์  
			<remark  id="s3b34c74l18" />ไพบูลย์ ฯลฯ อยู่ในสมัยใด ผัสสะ ฯลฯ อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น ฯลฯ       
			<remark  id="s3b34c74l19" />     สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล.  
			<remark  id="s3b34c74l20" />     ธรรมเป็นกุศล เป็นไฉน?                
			<remark  id="s3b34c74l21" />     โยคาวจรบุคคล เจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภูมิ ไม่มีบริกรรมสัญญาในรูปภายใน            
			<remark  id="s3b34c74l22" />เห็นรูปภายนอกที่ไพบูลย์ ตั้งใจว่า จะรู้จะเห็นครอบงำรูปนั้น สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม      
			<remark  id="s3b34c74l23" />ทั้งหลายแล้ว บรรลุปฐมฌาน เป็นทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา มีกำลังมาก มีอารมณ์  
			<remark  id="s3b34c74l24" />ไพบูลย์ ฯลฯ อยู่ในสมัยใด ผัสสะ ฯลฯ อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น ฯลฯ       
			<remark  id="s3b34c74l25" />     สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล.  
		</para>
	</section>
	<section id="s3b34c75" >
		<para id="s3b34c75p">
			<remark  id="s3b34c75l1" />     ธรรมเป็นกุศล เป็นไฉน?                
			<remark  id="s3b34c75l2" />     โยคาวจรบุคคล เจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภูมิ ไม่มีบริกรรมสัญญาในรูปภายใน            
			<remark  id="s3b34c75l3" />เห็นรูปภายนอกที่ไพบูลย์ ตั้งใจว่า จะรู้จะเห็นครอบงำรูปนั้น สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม      
			<remark  id="s3b34c75l4" />ทั้งหลายแล้ว บรรลุปฐมฌาน เป็นทุกขาปฏิปทาขิปปาภิญญา มีกำลังน้อย มีอารมณ์  
			<remark  id="s3b34c75l5" />ไพบูลย์ ฯลฯ อยู่ในสมัยใด ผัสสะ ฯลฯ อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น ฯลฯ      
			<remark  id="s3b34c75l6" />     สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล.  
			<remark  id="s3b34c75l7" />     ธรรมเป็นกุศล เป็นไฉน?                
			<remark  id="s3b34c75l8" />     โยคาวจรบุคคล เจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภูมิ ไม่มีบริกรรมสัญญาในรูปภายใน            
			<remark  id="s3b34c75l9" />เห็นรูปภายนอกที่ไพบูลย์ ตั้งใจว่า จะรู้จะเห็นครอบงำรูปนั้น สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม      
			<remark  id="s3b34c75l10" />ทั้งหลายแล้ว บรรลุปฐมฌาน เป็นทุกขาปฏิปทาขิปปาภิญญา มีกำลังมาก มีอารมณ์  
			<remark  id="s3b34c75l11" />ไพบูลย์ ฯลฯ อยู่ในสมัยใด ผัสสะ ฯลฯ อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น ฯลฯ      
			<remark  id="s3b34c75l12" />     สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล.  
			<remark  id="s3b34c75l13" />     ธรรมเป็นกุศล เป็นไฉน?                
			<remark  id="s3b34c75l14" />     โยคาวจรบุคคล เจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภูมิ ไม่มีบริกรรมสัญญาในรูปภายใน            
			<remark  id="s3b34c75l15" />เห็นรูปภายนอกที่ไพบูลย์ ตั้งใจว่า จะรู้จะเห็นครอบงำรูปนั้น สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม      
			<remark  id="s3b34c75l16" />ทั้งหลายแล้ว บรรลุปฐมฌาน เป็นสุขาปฏิปทาทันธาภิญญา มีกำลังน้อย มีอารมณ์  
			<remark  id="s3b34c75l17" />ไพบูลย์ ฯลฯ อยู่ในสมัยใด ผัสสะ ฯลฯ อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น ฯลฯ      
			<remark  id="s3b34c75l18" />     สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล.  
			<remark  id="s3b34c75l19" />     ธรรมเป็นกุศล เป็นไฉน?                
			<remark  id="s3b34c75l20" />     โยคาวจรบุคคล เจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภูมิ ไม่มีบริกรรมสัญญาในรูปภายใน            
			<remark  id="s3b34c75l21" />เห็นรูปภายนอกที่ไพบูลย์ ตั้งใจว่า จะรู้จะเห็นครอบงำรูปนั้น สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม      
			<remark  id="s3b34c75l22" />ทั้งหลายแล้ว บรรลุปฐมฌาน เป็นสุขาปฏิปทาทันธาภิญญา มีกำลังมาก มีอารมณ์  
			<remark  id="s3b34c75l23" />ไพบูลย์ ฯลฯ อยู่ในสมัยใด ผัสสะ ฯลฯ อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น ฯลฯ      
			<remark  id="s3b34c75l24" />     สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล.  
			<remark  id="s3b34c75l25" />     ธรรมเป็นกุศล เป็นไฉน?                
			<remark  id="s3b34c75l26" />     โยคาวจรบุคคล เจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภูมิ ไม่มีบริกรรมสัญญาในรูปภายใน            
			<remark  id="s3b34c75l27" />เห็นรูปภายนอกที่ไพบูลย์ ตั้งใจว่า จะรู้จะเห็นครอบงำรูปนั้น สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม      
		</para>
	</section>
	<section id="s3b34c76" >
		<para id="s3b34c76p">
			<remark  id="s3b34c76l1" />ทั้งหลายแล้ว บรรลุปฐมฌาน เป็นสุขาปฏิปทาขิปปาภิญญา มีกำลังน้อย มีอารมณ์  
			<remark  id="s3b34c76l2" />ไพบูลย์ ฯลฯ อยู่ในสมัยใด ผัสสะ ฯลฯ อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น ฯลฯ      
			<remark  id="s3b34c76l3" />     สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล.  
			<remark  id="s3b34c76l4" />     ธรรมเป็นกุศล เป็นไฉน?                
			<remark  id="s3b34c76l5" />     โยคาวจรบุคคล เจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภูมิ ไม่มีบริกรรมสัญญาในรูปภายใน            
			<remark  id="s3b34c76l6" />เห็นรูปภายนอกที่ไพบูลย์ ตั้งใจว่า จะรู้จะเห็นครอบงำรูปนั้น สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม      
			<remark  id="s3b34c76l7" />ทั้งหลายแล้ว บรรลุปฐมฌาน เป็นสุขาปฏิปทาขิปปาภิญญา มีกำลังมาก มีอารมณ์  
			<remark  id="s3b34c76l8" />ไพบูลย์ ฯลฯ อยู่ในสมัยใด ผัสสะ ฯลฯ อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น ฯลฯ      
			<remark  id="s3b34c76l9" />     สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล.  
			<remark  id="s3b34c76l10" />     ธรรมเป็นกุศล เป็นไฉน?                
			<remark  id="s3b34c76l11" />     โยคาวจรบุคคล เจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภูมิ ไม่มีบริกรรมสัญญาในรูปภายใน            
			<remark  id="s3b34c76l12" />เห็นรูปภายนอกที่ไพบูลย์ ตั้งใจว่า จะรู้จะเห็นครอบงำรูปนั้น บรรลุทุติยฌาน ฯลฯ                
			<remark  id="s3b34c76l13" />บรรลุตติยฌาน ฯลฯ บรรลุจตุตถฌาน ฯลฯ บรรลุปฐมฌาน ฯลฯ บรรลุปัญจมฌาน   
			<remark  id="s3b34c76l14" />เป็นทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา     มีกำลังน้อย     มีอารมณ์ไพบูลย์     ฯลฯ  
			<remark  id="s3b34c76l15" />เป็นทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา     มีกำลังมาก     มีอารมณ์ไพบูลย์     ฯลฯ  
			<remark  id="s3b34c76l16" />เป็นทุกขาปฏิปทาขิปปาภิญญา     มีกำลังน้อย     มีอารมณ์ไพบูลย์     ฯลฯ  
			<remark  id="s3b34c76l17" />เป็นทุกขาปฏิปทาขิปปาภิญญา     มีกำลังมาก     มีอารมณ์ไพบูลย์     ฯลฯ  
			<remark  id="s3b34c76l18" />เป็นสุขาปฏิปทาทันธาภิญญา      มีกำลังน้อย     มีอารมณ์ไพบูลย์     ฯลฯ  
			<remark  id="s3b34c76l19" />เป็นสุขาปฏิปทาทันธาภิญญา      มีกำลังมาก     มีอารมณ์ไพบูลย์     ฯลฯ  
			<remark  id="s3b34c76l20" />เป็นสุขาปฏิปทาขิปปาภิญญา      มีกำลังน้อย     มีอารมณ์ไพบูลย์     ฯลฯ  
			<remark  id="s3b34c76l21" />เป็นสุขาปฏิปทาขิปปาภิญญา      มีกำลังมาก     มีอารมณ์ไพบูลย์     ฯลฯ  
			<remark  id="s3b34c76l22" />อยู่ในสมัยใด ผัสสะ ฯลฯ อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น ฯลฯ                   
			<remark  id="s3b34c76l23" />     สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล.  
			<remark  id="s3b34c76l24" />                  แจกฌานอย่างละ ๘ อีกอย่าง จบ  
			<remark  id="s3b34c76l25" />                ----------------------------  
			<remark  id="s3b34c76l26" />     [๑๘๗] ธรรมเป็นกุศล เป็นไฉน?          
			<remark  id="s3b34c76l27" />     โยคาวจรบุคคล เจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภูมิ ไม่มีบริกรรมสัญญา ในรูปภายใน           
			<remark  id="s3b34c76l28" />เห็นรูปภายนอกที่ไพบูลย์ มีสีงามหรือมีสีไม่งาม ตั้งใจว่า จะรู้จะเห็นครอบงำรูปนั้น สงัด-
		</para>
	</section>
	<section id="s3b34c77" >
		<para id="s3b34c77p">
			<remark  id="s3b34c77l1" />จากกาม สงัดจากอกุศลธรรมทั้งหลายแล้ว บรรลุปฐมฌาน ฯลฯ อยู่ในสมัยใด ผัสสะ ฯลฯ                 
			<remark  id="s3b34c77l2" />อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น ฯลฯ                 
			<remark  id="s3b34c77l3" />     สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล.  
			<remark  id="s3b34c77l4" />     ธรรมเป็นกุศล เป็นไฉน?                
			<remark  id="s3b34c77l5" />     โยคาวจรบุคคล เจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภูมิ ไม่มีบริกรรมสัญญาในรูปภายใน            
			<remark  id="s3b34c77l6" />เห็นรูปภายนอกที่ไพบูลย์ ทั้งมีสีงามและมีสีไม่งาม ตั้งใจว่า จะรู้จะเห็นครอบงำรูปนั้น         
			<remark  id="s3b34c77l7" />บรรลุทุติยฌาน ฯลฯ บรรลุตติยฌาน ฯลฯ บรรลุจตุตถฌาน ฯลฯ บรรลุปฐมฌาน ฯลฯ  
			<remark  id="s3b34c77l8" />บรรลุปัญจมฌาน ฯลฯ อยู่ในสมัยใด ผัสสะ ฯลฯ อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น ฯลฯ  
			<remark  id="s3b34c77l9" />     สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล.  
			<remark  id="s3b34c77l10" />                  อภิภายตนะแม้นี้ ก็แจกอย่างละ ๘                   
			<remark  id="s3b34c77l11" />                   ----------------------  
			<remark  id="s3b34c77l12" />     [๑๘๘] ธรรมเป็นกุศล เป็นไฉน?          
			<remark  id="s3b34c77l13" />     โยคาวจรบุคคล เจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภูมิ ไม่มีบริกรรมสัญญาในรูปภายใน            
			<remark  id="s3b34c77l14" />เห็นรูปภายนอกที่เขียว มีวรรณเขียว เขียวแท้ มีรัศมีเขียว ตั้งใจว่า จะรู้จะเห็นครอบงำรูปนั้น  
			<remark  id="s3b34c77l15" />สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรมทั้งหลายแล้ว บรรลุปฐมฌาน ฯลฯ อยู่ในสมัยใด ผัสสะ ฯลฯ              
			<remark  id="s3b34c77l16" />อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น ฯลฯ                 
			<remark  id="s3b34c77l17" />     สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล.  
			<remark  id="s3b34c77l18" />     ธรรมเป็นกุศล เป็นไฉน?                
			<remark  id="s3b34c77l19" />     โยคาวจรบุคคล เจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภูมิ ไม่มีบริกรรมสัญญาในรูปภายใน            
			<remark  id="s3b34c77l20" />เห็นรูปภายนอกที่เหลือง มีวรรณเหลือง เหลืองแท้ มีรัศมีเหลือง ฯลฯ เห็นรูปภายนอกที่แดง         
			<remark  id="s3b34c77l21" />มีวรรณแดง แดงแท้ มีรัศมีแดง ฯลฯ เห็นรูปภายนอกที่ขาว มีวรรณขาว ขาวแท้ มีรัศมีขาว             
			<remark  id="s3b34c77l22" />ตั้งใจว่า จะรู้จะเห็นครอบงำรูปนั้น สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรมทั้งหลายแล้ว บรรลุ           
			<remark  id="s3b34c77l23" />ปฐมฌาน ฯลฯ อยู่ในสมัยใด ผัสสะ ฯลฯ อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น ฯลฯ       
			<remark  id="s3b34c77l24" />     สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล.  
			<remark  id="s3b34c77l25" />               อภิภายตนะแม้เหล่านี้ ก็แจกอย่างละ ๑๖                
			<remark  id="s3b34c77l26" />                       -------------   
		</para>
	</section>
	<section id="s3b34c78" >
		<para id="s3b34c78p">
			<remark  id="s3b34c78l1" />                          วิโมกข์ ๓       
			<remark  id="s3b34c78l2" />     [๑๘๙] ธรรมเป็นกุศล เป็นไฉน?          
			<remark  id="s3b34c78l3" />     โยคาวจรบุคคล เจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภูมิ เป็นผู้ได้ฌานมีรูปภายในเป็น            
			<remark  id="s3b34c78l4" />อารมณ์ เห็นรูปทั้งหลาย สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรมทั้งหลายแล้ว บรรลุปฐมฌาน ฯลฯ              
			<remark  id="s3b34c78l5" />อยู่ในสมัยใด ผัสสะ ฯลฯ อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น ฯลฯ                   
			<remark  id="s3b34c78l6" />     สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล.  
			<remark  id="s3b34c78l7" />     ธรรมเป็นกุศล เป็นไฉน?                
			<remark  id="s3b34c78l8" />     โยคาวจรบุคคล เจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภูมิ ไม่มีบริกรรมสัญญาในรูปภายใน            
			<remark  id="s3b34c78l9" />เห็นรูปภายนอก สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรมทั้งหลายแล้ว บรรลุปฐมฌาน ฯลฯ  
			<remark  id="s3b34c78l10" />อยู่ในสมัยใด ผัสสะ ฯลฯ อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น ฯลฯ                   
			<remark  id="s3b34c78l11" />     สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล.  
			<remark  id="s3b34c78l12" />     ธรรมเป็นกุศล เป็นไฉน?                
			<remark  id="s3b34c78l13" />     โยคาวจรบุคคล เจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภูมิ ผูกใจอยู่ในวรรณกสิณว่า งาม             
			<remark  id="s3b34c78l14" />สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรมทั้งหลายแล้ว บรรลุปฐมฌาน ฯลฯ อยู่ในสมัยใด ผัสสะ ฯลฯ              
			<remark  id="s3b34c78l15" />อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น ฯลฯ                 
			<remark  id="s3b34c78l16" />     สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล.  
			<remark  id="s3b34c78l17" />                 แม้วิโมกข์ ๓ นี้ ก็แจกอย่างละ ๑๖                  
			<remark  id="s3b34c78l18" />                       -------------      
			<remark  id="s3b34c78l19" />                       พรหมวิหารฌาน ๔     
			<remark  id="s3b34c78l20" />     [๑๙๐] ธรรมเป็นกุศล เป็นไฉน?          
			<remark  id="s3b34c78l21" />     โยคาวจรบุคคล เจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภูมิ สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม            
			<remark  id="s3b34c78l22" />ทั้งหลายแล้ว บรรลุปฐมฌาน ที่สหรคตด้วยเมตตา ฯลฯ อยู่ในสมัยใด ผัสสะ ฯลฯ  
			<remark  id="s3b34c78l23" />อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น ฯลฯ                 
			<remark  id="s3b34c78l24" />     สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล.  
		</para>
	</section>
	<section id="s3b34c79" >
		<para id="s3b34c79p">
			<remark  id="s3b34c79l1" />     ธรรมเป็นกุศล เป็นไฉน?                
			<remark  id="s3b34c79l2" />     โยคาวจรบุคคล เจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภูมิ บรรลุทุติยฌาน ที่สหรคตด้วย             
			<remark  id="s3b34c79l3" />เมตตา ฯลฯ อยู่ในสมัยใด ผัสสะ ฯลฯ อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น ฯลฯ         
			<remark  id="s3b34c79l4" />     สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล.  
			<remark  id="s3b34c79l5" />     ธรรมเป็นกุศล เป็นไฉน?                
			<remark  id="s3b34c79l6" />     โยคาวจรบุคคล เจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภูมิ เพราะคลายปีติได้อีกด้วย ฯลฯ            
			<remark  id="s3b34c79l7" />บรรลุตติยฌานนั้น ที่สหรคตด้วยเมตตา อยู่ในสมัยใด ผัสสะ ฯลฯ อวิกเขปะ มี  
			<remark  id="s3b34c79l8" />ในสมัยนั้น ฯลฯ   
			<remark  id="s3b34c79l9" />     สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล.  
			<remark  id="s3b34c79l10" />     ธรรมเป็นกุศล เป็นไฉน?                
			<remark  id="s3b34c79l11" />     โยคาวจรบุคคล เจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภูมิ สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม            
			<remark  id="s3b34c79l12" />ทั้งหลายแล้ว บรรลุปฐมฌาน ที่สหรคตด้วยเมตตา ฯลฯ อยู่ในสมัยใด ผัสสะ ฯลฯ  
			<remark  id="s3b34c79l13" />อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น ฯลฯ                 
			<remark  id="s3b34c79l14" />     สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล.  
			<remark  id="s3b34c79l15" />     ธรรมเป็นกุศล เป็นไฉน?                
			<remark  id="s3b34c79l16" />     โยคาวจรบุคคล เจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภูมิ บรรลุทุติยฌาน ที่สหรคตด้วย             
			<remark  id="s3b34c79l17" />เมตตา ไม่มีวิตก มีแต่วิจาร มีปีติและสุขอันเกิดจากสมาธิ อยู่ในสมัยใด ผัสสะ ฯลฯ               
			<remark  id="s3b34c79l18" />อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น ฯลฯ                 
			<remark  id="s3b34c79l19" />     สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล.  
			<remark  id="s3b34c79l20" />     ธรรมเป็นกุศล เป็นไฉน?                
			<remark  id="s3b34c79l21" />     โยคาวจรบุคคล เจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภูมิ บรรลุตติยฌาน ที่สหรคตด้วย              
			<remark  id="s3b34c79l22" />เมตตา ฯลฯ อยู่ในสมัยใด ผัสสะ ฯลฯ อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น ฯลฯ         
			<remark  id="s3b34c79l23" />     สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล.  
			<remark  id="s3b34c79l24" />     ธรรมเป็นกุศล เป็นไฉน?                
			<remark  id="s3b34c79l25" />     โยคาวจรบุคคล เจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภูมิ เพราะคลายปีติได้อีกด้วย ฯลฯ            
			<remark  id="s3b34c79l26" />บรรลุจตุตถฌานนั้น ที่สหรคตด้วยเมตตา อยู่ในสมัยใด ผัสสะ ฯลฯ อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น ฯลฯ        
			<remark  id="s3b34c79l27" />     สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล.  
		</para>
	</section>
	<section id="s3b34c80" >
		<para id="s3b34c80p">
			<remark  id="s3b34c80l1" />     ธรรมเป็นกุศล เป็นไฉน?                
			<remark  id="s3b34c80l2" />     โยคาวจรบุคคล เจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภูมิ สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม            
			<remark  id="s3b34c80l3" />ทั้งหลายแล้ว บรรลุปฐมฌาน ที่สหรคตด้วยกรุณา ฯลฯ อยู่ในสมัยใด ผัสสะ ฯลฯ  
			<remark  id="s3b34c80l4" />อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น ฯลฯ                 
			<remark  id="s3b34c80l5" />     สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล.  
			<remark  id="s3b34c80l6" />     ธรรมเป็นกุศล เป็นไฉน?                
			<remark  id="s3b34c80l7" />     โยคาวจรบุคคล เจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภูมิ บรรลุทุติยฌาน ฯลฯ บรรลุตติยฌาน         
			<remark  id="s3b34c80l8" />ฯลฯ บรรลุปฐมฌาน ฯลฯ บรรลุจตุตถฌานนั้น ที่สหรคต ด้วยกรุณา อยู่ในสมัยใด ผัสสะ                 
			<remark  id="s3b34c80l9" />ฯลฯ อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น ฯลฯ             
			<remark  id="s3b34c80l10" />     สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล.  
			<remark  id="s3b34c80l11" />     ธรรมเป็นกุศล เป็นไฉน?                
			<remark  id="s3b34c80l12" />     โยคาวจรบุคคล เจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภูมิ สงัดจากกาม สงัดจากกุศลธรรม             
			<remark  id="s3b34c80l13" />ทั้งหลายแล้ว บรรลุปฐมญาน ที่สหรคตด้วยมุทิตา ฯลฯ อยู่ในสมัยใด ผัสสะ ฯลฯ อวิกเขปะ             
			<remark  id="s3b34c80l14" />มีในสมัยนั้น ฯลฯ  
			<remark  id="s3b34c80l15" />     สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล.  
			<remark  id="s3b34c80l16" />     ธรรมเป็นกุศล เป็นไฉน?                
			<remark  id="s3b34c80l17" />     โยคาวจรบุคคล เจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภูมิ บรรลุทุติยฌาน ฯลฯ บรรลุตติยฌาน         
			<remark  id="s3b34c80l18" />ฯลฯ บรรลุปฐมญาน ฯลฯ บรรลุจตุตถฌานนั้น ที่สหรคตด้วยมุทิตา อยู่ในสมัยใด ผัสสะ ฯลฯ             
			<remark  id="s3b34c80l19" />อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น ฯลฯ                 
			<remark  id="s3b34c80l20" />     สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล.  
			<remark  id="s3b34c80l21" />     ธรรมเป็นกุศล เป็นไฉน?                
			<remark  id="s3b34c80l22" />     โยคาวจรบุคคล เจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภูมิ บรรลุจตุตถฌาน ที่สหรคตด้วย             
			<remark  id="s3b34c80l23" />อุเบกขา ฯลฯ อยู่ในสมัยใด ผัสสะ ฯลฯ อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น ฯลฯ       
			<remark  id="s3b34c80l24" />     สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล.  
			<remark  id="s3b34c80l25" />                 พรหมวิหารฌาน ๔ แจกอย่างละ ๑๖  
			<remark  id="s3b34c80l26" />                     ------------------   
		</para>
	</section>
	<section id="s3b34c81" >
		<para id="s3b34c81p">
			<remark  id="s3b34c81l1" />                         อสุภฌาน ๑๐       
			<remark  id="s3b34c81l2" />     [๑๙๑] ธรรมเป็นกุศล เป็นไฉน?          
			<remark  id="s3b34c81l3" />     โยคาวจรบุคคล เจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภูมิ สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม            
			<remark  id="s3b34c81l4" />ทั้งหลายแล้ว บรรลุปฐมฌาน ที่สหรคตด้วยอุทธุมาตกสัญญา ฯลฯ อยู่ในสมัยใด ผัสสะ ฯลฯ              
			<remark  id="s3b34c81l5" />อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น ฯลฯ                 
			<remark  id="s3b34c81l6" />     สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล.  
			<remark  id="s3b34c81l7" />     ธรรมเป็นกุศล เป็นไฉน?                
			<remark  id="s3b34c81l8" />     โยคาวจรบุคคล เจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภูมิ สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม            
			<remark  id="s3b34c81l9" />ทั้งหลายแล้ว บรรลุปฐมฌาน ที่สหรคตด้วยวินีลกสัญญา ฯลฯ ที่สหรคตด้วยวิปุพพกสัญญา               
			<remark  id="s3b34c81l10" />ฯลฯ ที่สหรคตด้วยวิจฉิททกสัญญา ฯลฯ ที่สหรคตด้วยวิกขายิตกสัญญา ฯลฯ ที่สหรคตด้วย               
			<remark  id="s3b34c81l11" />วิกขิตตกสัญญา ฯลฯ ที่สหรคตด้วยหตวิกขิตตกสัญญา ฯลฯ ที่สหรคตด้วยโลหิตกสัญญา ฯลฯ               
			<remark  id="s3b34c81l12" />ที่สหรคตด้วยปุฬุวกสัญญา ฯลฯ ที่สหรคตด้วยอัฏฐิกสัญญา ฯลฯ อยู่ในสมัยใด ผัสสะ ฯลฯ              
			<remark  id="s3b34c81l13" />อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น ฯลฯ                 
			<remark  id="s3b34c81l14" />     สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล.  
			<remark  id="s3b34c81l15" />                     อสุภฌานแจกอย่างละ ๑๖  
			<remark  id="s3b34c81l16" />                        รูปาวจรกุศล จบ    
			<remark  id="s3b34c81l17" />                       --------------     
			<remark  id="s3b34c81l18" />                         อรูปาวจรกุศล     
			<remark  id="s3b34c81l19" />                          อรูปฌาน ๔       
			<remark  id="s3b34c81l20" />     [๑๙๒] ธรรมเป็นกุศล เป็นไฉน?          
			<remark  id="s3b34c81l21" />     โยคาวจรบุคคล เจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงอรูปภูมิ เพราะก้าวล่วงรูปสัญญาโดย              
			<remark  id="s3b34c81l22" />ประการทั้งปวง เพราะความดับไปแห่งปฏิฆสัญญา เพราะไม่มนสิการซึ่งนานัตตสัญญา จึงบรรลุ    
		</para>
	</section>
	<section id="s3b34c82" >
		<para id="s3b34c82p">
			<remark  id="s3b34c82l1" />จตุตถฌาน อันสหรคตต้องอากาสานัญจายตนสัญญาสหรคตด้วยอุเบกขา ไม่มีทุกข์ไม่มีสุข                 
			<remark  id="s3b34c82l2" />เพราะละสุขและทุกข์ได้ เพราะโสมนัสและโทมนัสดับสนิทในก่อน มีสติบริสุทธิ์เพราะอุเบกขา          
			<remark  id="s3b34c82l3" />อยู่ในสมัยใด ผัสสะ ฯลฯ อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น  
			<remark  id="s3b34c82l4" />     สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล.  
			<remark  id="s3b34c82l5" />     ธรรมเป็นกุศล เป็นไฉน?                
			<remark  id="s3b34c82l6" />     โยคาวจรบุคคล เจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงอรูปภูมิ เพราะก้าวล่วงอากาสานัญจายตนะ          
			<remark  id="s3b34c82l7" />โดยประการทั้งปวง จึงบรรลุจตุตถฌาน อันสหรคตด้วยวิญญาณัญจายตนสัญญา สหรคตด้วย                  
			<remark  id="s3b34c82l8" />อุเบกขา ไม่มีทุกข์ไม่มีสุข ฯลฯ อยู่ในสมัยใด ผัสสะ ฯลฯ อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น ฯลฯ             
			<remark  id="s3b34c82l9" />     สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล.  
			<remark  id="s3b34c82l10" />     ธรรมเป็นกุศล เป็นไฉน?                
			<remark  id="s3b34c82l11" />     โยคาวจรบุคคล เจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงอรูปภูมิ เพราะก้าวล่วงวิญญาณัญจายตนะ           
			<remark  id="s3b34c82l12" />โดยประการทั้งปวง จึงบรรลุจตุตถฌาน อันสหรคตด้วยอากิญจัญญายตนสัญญา สหรคตด้วย                  
			<remark  id="s3b34c82l13" />อุเบกขา ไม่มีทุกข์ไม่มีสุข ฯลฯ อยู่ในสมัยใด ผัสสะ ฯลฯ อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น ฯลฯ             
			<remark  id="s3b34c82l14" />     สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล.  
			<remark  id="s3b34c82l15" />     ธรรมเป็นกุศล เป็นไฉน?                
			<remark  id="s3b34c82l16" />     โยคาวจรบุคคล เจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงอรูปภูมิ เพราะก้าวล่วงอากิญจัญญายตนะ           
			<remark  id="s3b34c82l17" />โดยประการทั้งปวง จึงบรรลุจตุตถฌาน อันสหรคตด้วยเนวสัญญานาสัญญายตนสัญญา สหรคต                 
			<remark  id="s3b34c82l18" />ด้วยอุเบกขาไม่มีทุกข์ไม่มีสุข ฯลฯ อยู่ในสมัยใด ผัสสะ ฯลฯ อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น ฯลฯ          
			<remark  id="s3b34c82l19" />     สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล.  
			<remark  id="s3b34c82l20" />                   อรูปฌาน ๔ แจกอย่างละ ๑๖  
			<remark  id="s3b34c82l21" />                       อรูปาวจรกุศล จบ    
			<remark  id="s3b34c82l22" />                         ---------        
		</para>
	</section>
	<section id="s3b34c83" >
		<para id="s3b34c83p">
			<remark  id="s3b34c83l1" />                   เตภูมิกกุศลธรรม ๓ ประเภท  
			<remark  id="s3b34c83l2" />                         กามาวจรกุศล      
			<remark  id="s3b34c83l3" />     [๑๙๓] ธรรมเป็นกุศล เป็นไฉน?          
			<remark  id="s3b34c83l4" />     กามาวจรกุศลจิต สหรคตด้วยโสมนัส สัมปยุตด้วยญาณ เกิดขึ้นเป็นอย่างต่ำ ฯลฯ                 
			<remark  id="s3b34c83l5" />เป็นอย่างกลาง ฯลฯ เป็นอย่างประณีต ฯลฯ เป็นฉันทาธิบดี ฯลฯ เป็นวิริยาธิบดี ฯลฯ เป็น           
			<remark  id="s3b34c83l6" />จิตตาธิบดี ฯลฯ เป็นวิมังสาธิบดี ฯลฯ เป็นฉันทาธิบดีอย่างต่ำ ฯลฯ เป็นฉันทาธิบดีอย่างกลาง      
			<remark  id="s3b34c83l7" />ฯลฯ เป็นฉันทาธิบดีอย่างประณีต ฯลฯ เป็นวิริยาธิบดีอย่างต่ำ ฯลฯ เป็นวิริยาธิบดีอย่างกลาง      
			<remark  id="s3b34c83l8" />ฯลฯ เป็นวิริยาธิบดีอย่างประณีต ฯลฯ เป็นจิตตาธิบดีอย่างต่ำ ฯลฯ เป็นจิตตาธิบดีอย่างกลาง       
			<remark  id="s3b34c83l9" />ฯลฯ เป็นจิตตาธิบดีอย่างประณีต ฯลฯ เป็นวิมังสาธิบดีอย่างต่ำ ฯลฯ เป็นวิมังสาธิบดีอย่างกลาง    
			<remark  id="s3b34c83l10" />ฯลฯ เป็นวิมังสาธิบดีอย่างประณีต อยู่ในสมัยใด ผัสสะ ฯลฯ อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น ฯลฯ            
			<remark  id="s3b34c83l11" />     สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล.  
			<remark  id="s3b34c83l12" />     ธรรมเป็นกุศล เป็นไฉน?                
			<remark  id="s3b34c83l13" />     กามาวจรกุศลจิต สหรคตด้วยโสมนัส สัมปยุตด้วยญาณ เกิดขึ้นโดยมีการชักจูง ฯลฯ               
			<remark  id="s3b34c83l14" />สหรคตด้วยโสมนัส วิปปยุตจากญาณ เกิดขึ้น ฯลฯ สหรคตด้วยโสมนัส วิปปยุตจากญาณ  
			<remark  id="s3b34c83l15" />เกิดขึ้นโดยมีการชักจูง ฯลฯ สหรคตด้วยอุเบกขา สัมปยุตด้วยญาณ เกิดขึ้น ฯลฯ สหรคต               
			<remark  id="s3b34c83l16" />ด้วยอุเบกขา สัมปยุตด้วยญาณ เกิดขึ้นโดยมีการชักจูง ฯลฯ สหรคตด้วยอุเบกขา วิปปยุตจาก           
			<remark  id="s3b34c83l17" />ญาณ เกิดขึ้น ฯลฯ สหรคตด้วยอุเบกขา วิปปยุตจากญาณ เกิดขึ้นโดยมีการชักจูง เป็นอย่างต่ำ         
			<remark  id="s3b34c83l18" />ฯลฯ เป็นอย่างกลาง ฯลฯ เป็นอย่างประณีต ฯลฯ เป็นฉันทาธิบดี ฯลฯ เป็นวิริยาธิบดี ฯลฯ            
			<remark  id="s3b34c83l19" />เป็นจิตตาธิบดี ฯลฯ เป็นฉันทาธิบดีอย่างต่ำ ฯลฯ เป็นฉันทาธิบดีอย่างกลาง ฯลฯ เป็นฉันทาธิบดี    
			<remark  id="s3b34c83l20" />อย่างประณีต ฯลฯ เป็นวิริยาธิบดีอย่างต่ำ ฯลฯ เป็นวิริยาธิบดีอย่างกลาง ฯลฯ เป็นวิริยาธิบดี    
			<remark  id="s3b34c83l21" />อย่างประณีต ฯลฯ เป็นจิตตาธิบดีอย่างต่ำ ฯลฯ เป็นจิตตาธิบดีอย่างกลาง ฯลฯ เป็นจิตตาธิบดี       
			<remark  id="s3b34c83l22" />อย่างประณีต อยู่ในสมัยใด ผัสสะ ฯลฯ อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น ฯลฯ       
			<remark  id="s3b34c83l23" />     สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล.  
			<remark  id="s3b34c83l24" />                       กามาวจรกุศล จบ     
			<remark  id="s3b34c83l25" />                        ------------    
		</para>
	</section>
	<section id="s3b34c84" >
		<para id="s3b34c84p">
			<remark  id="s3b34c84l1" />                         รูปาวจรกุศล      
			<remark  id="s3b34c84l2" />     [๑๙๔] ธรรมเป็นกุศล เป็นไฉน?          
			<remark  id="s3b34c84l3" />     โยคาวจรบุคคล เจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภูมิ สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม            
			<remark  id="s3b34c84l4" />ทั้งหลายแล้ว บรรลุปฐมฌานที่มีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์ ฯลฯ เป็นอย่างต่ำ ฯลฯ เป็นอย่างกลาง ฯลฯ      
			<remark  id="s3b34c84l5" />เป็นอย่างประณีต ฯลฯ เป็นฉันทาธิบดี ฯลฯ เป็นวิริยาธิบดี ฯลฯ เป็นจิตตาธิบดี ฯลฯ               
			<remark  id="s3b34c84l6" />เป็นวิมังสาธิบดี ฯลฯ เป็นฉันทาธิบดีอย่างต่ำ ฯลฯ เป็นฉันทาธิบดีอย่างกลาง ฯลฯ เป็น            
			<remark  id="s3b34c84l7" />ฉันทาธิบดีอย่างประณีต ฯลฯ เป็นวิริยาธิบดีอย่างต่ำ ฯลฯ เป็นวิริยาธิบดีอย่างกลาง ฯลฯ เป็น     
			<remark  id="s3b34c84l8" />วิริยาธิบดีอย่างประณีต ฯลฯ เป็นจิตตาธิบดีอย่างต่ำ ฯลฯ เป็นจิตตาธิบดีอย่างกลาง ฯลฯ           
			<remark  id="s3b34c84l9" />เป็นจิตตาธิบดีอย่างประณีต ฯลฯ เป็นวิมังสาธิบดีอย่างต่ำ ฯลฯ เป็นวิมังสาธิบดีอย่างกลาง ฯลฯ    
			<remark  id="s3b34c84l10" />เป็นวิมังสาธิบดีอย่างประณีต อยู่ในสมัยใด ผัสสะ ฯลฯ อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น ฯลฯ                
			<remark  id="s3b34c84l11" />     สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล.  
			<remark  id="s3b34c84l12" />     ธรรมเป็นกุศล เป็นไฉน?                
			<remark  id="s3b34c84l13" />     โยคาวจรบุคคล เจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภูมิ บรรลุทุติยฌาน ฯลฯ บรรลุตติยฌาน         
			<remark  id="s3b34c84l14" />ฯลฯ บรรลุจตุตถฌาน ฯลฯ บรรลุปฐมฌาน ฯลฯ บรรลุปัญจมฌาน ที่มีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์ ฯลฯ             
			<remark  id="s3b34c84l15" />เป็นอย่างต่ำ ฯลฯ เป็นอย่างกลาง ฯลฯ เป็นอย่างประณีต ฯลฯ เป็นฉันทาธิบดี ฯลฯ เป็น              
			<remark  id="s3b34c84l16" />วิริยาธิบดี ฯลฯ เป็นจิตตาธิบดี ฯลฯ เป็นวิมังสาธิบดี ฯลฯ เป็นฉันทาธิบดีอย่างต่ำ ฯลฯ เป็น     
			<remark  id="s3b34c84l17" />ฉันทาธิบดีอย่างกลาง ฯลฯ เป็นฉันทาธิบดีอย่างประณีต ฯลฯ เป็นวิริยาธิบดีอย่างต่ำ ฯลฯ           
			<remark  id="s3b34c84l18" />เป็นวิริยาธิบดีอย่างกลาง ฯลฯ เป็นวิริยาธิบดีอย่างประณีต ฯลฯ เป็นจิตตาธิบดีอย่างต่ำ ฯลฯ      
			<remark  id="s3b34c84l19" />เป็นจิตตาธิบดีอย่างกลาง ฯลฯ เป็นจิตตาธิบดีอย่างประณีต ฯลฯ เป็นวิมังสาธิบดีอย่างต่ำ ฯลฯ      
			<remark  id="s3b34c84l20" />เป็นวิมังสาธิบดีอย่างกลาง ฯลฯ เป็นวิมังสาธิบดีอย่างประณีต อยู่ในสมัยใด ผัสสะ ฯลฯ            
			<remark  id="s3b34c84l21" />อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น ฯลฯ                 
			<remark  id="s3b34c84l22" />     สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล.  
			<remark  id="s3b34c84l23" />                        รูปาวจรกุศล จบ    
			<remark  id="s3b34c84l24" />                         ----------   
		</para>
	</section>
	<section id="s3b34c85" >
		<para id="s3b34c85p">
			<remark  id="s3b34c85l1" />                         อรูปาวจรกุศล     
			<remark  id="s3b34c85l2" />     [๑๙๕] ธรรมเป็นกุศล เป็นไฉน?          
			<remark  id="s3b34c85l3" />     โยคาวจรบุคคล เจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงอรูปภูมิ เพราะก้าวล่วงรูปสัญญาโดย              
			<remark  id="s3b34c85l4" />ประการทั้งปวง เพราะความดับไปแห่งปฏิฆสัญญา เพราะไม่มนสิการซึ่งนานัตตสัญญา จึงบรรลุ           
			<remark  id="s3b34c85l5" />จตุตถฌาน อันสหรคตด้วยอากาสานัญจายตนสัญญา ไม่มีทุกข์ไม่มีสุข เพราะละสุขและทุกข์ได้           
			<remark  id="s3b34c85l6" />เพราะโสมนัสและโทมนัสดับสนิทในก่อน มีสติบริสุทธิ์เพราะอุเบกขา เป็นอย่างต่ำ ฯลฯ เป็น          
			<remark  id="s3b34c85l7" />อย่างกลาง ฯลฯ เป็นอย่างประณีต ฯลฯ เป็นฉันทาธิบดี ฯลฯ เป็นวิริยาธิบดี ฯลฯ เป็น               
			<remark  id="s3b34c85l8" />จิตตาธิบดี ฯลฯ เป็นวิมังสาธิบดี ฯลฯ เป็นฉันทาธิบดีอย่างต่ำ ฯลฯ เป็นฉันทาธิบดีอย่างกลาง ฯลฯ  
			<remark  id="s3b34c85l9" />เป็นฉันทาธิบดีอย่างประณีต ฯลฯ เป็นวิริยาธิบดีอย่างต่ำ ฯลฯ เป็นวิริยาธิบดีอย่างกลาง ฯลฯ      
			<remark  id="s3b34c85l10" />เป็นวิริยาธิบดีอย่างประณีต ฯลฯ เป็นจิตตาธิบดีอย่างต่ำ ฯลฯ เป็นจิตตาธิบดีอย่างกลาง ฯลฯ       
			<remark  id="s3b34c85l11" />เป็นจิตตาธิบดีอย่างประณีต ฯลฯ เป็นวิมังสาธิบดีอย่างต่ำ ฯลฯ เป็นวิมังสาธิบดีอย่างกลาง ฯลฯ    
			<remark  id="s3b34c85l12" />เป็นวิมังสาธิบดีอย่างประณีต อยู่ในสมัยใด ผัสสะ ฯลฯ อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น ฯลฯ                
			<remark  id="s3b34c85l13" />     สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล.  
			<remark  id="s3b34c85l14" />     ธรรมเป็นกุศล เป็นไฉน?                
			<remark  id="s3b34c85l15" />     โยคาวจรบุคคล เจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงอรูปภูมิ เพราะก้าวล่วงอากาสานัญจายตนะ          
			<remark  id="s3b34c85l16" />โดยประการทั้งปวง จึงบรรลุจตุตถฌาน อันสหรคตด้วยวิญญาณัญจายตนสัญญา ไม่มีทุกข์                 
			<remark  id="s3b34c85l17" />ไม่มีสุข ฯลฯ เป็นอย่างต่ำ ฯลฯ เป็นอย่างกลาง ฯลฯ เป็นอย่างประณีต ฯลฯ เป็นฉันทาธิบดี ฯลฯ      
			<remark  id="s3b34c85l18" />เป็นวิริยาธิบดี ฯลฯ เป็นจิตตาบดี ฯลฯ เป็นวิมังสาธิบดี ฯลฯ เป็นฉันทาธิบดีอย่างต่ำ ฯลฯ        
			<remark  id="s3b34c85l19" />เป็นฉันทาธิบดีอย่างกลาง ฯลฯ เป็นฉันทาธิบดีอย่างประณีต ฯลฯ เป็นวิริยาธิบดีอย่างต่ำ ฯลฯ       
			<remark  id="s3b34c85l20" />เป็นวิริยาธิบดีอย่างกลาง ฯลฯ เป็นวิริยาธิบดีอย่างประณีต ฯลฯ เป็นจิตตาธิบดีอย่างต่ำ ฯลฯ      
			<remark  id="s3b34c85l21" />เป็นจิตตาธิบดีอย่างกลาง ฯลฯ เป็นจิตตาธิบดีอย่างประณีต ฯลฯ เป็นวิมังสาธิบดีอย่างต่ำ ฯลฯ      
			<remark  id="s3b34c85l22" />เป็นวิมังสาธิบดีอย่างกลาง ฯลฯ เป็นวิมังสาธิบดีอย่างประณีต อยู่ในสมัยใด ผัสสะ ฯลฯ            
			<remark  id="s3b34c85l23" />อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น ฯลฯ                 
			<remark  id="s3b34c85l24" />     สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล.  
			<remark  id="s3b34c85l25" />     ธรรมเป็นกุศล เป็นไฉน?                
			<remark  id="s3b34c85l26" />     โยคาวจรบุคคล เจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงอรูปภูมิ เพราะก้าวล่วงวิญญาณัญจายตนะ           
			<remark  id="s3b34c85l27" />โดยประการทั้งปวง จึงบรรลุจตุตถฌาน อันสหรคตด้วยอากิญจัญญายตนสัญญา ไม่มีทุกข์       
		</para>
	</section>
	<section id="s3b34c86" >
		<para id="s3b34c86p">
			<remark  id="s3b34c86l1" />ไม่มีสุข ฯลฯ เป็นอย่างต่ำ ฯลฯ เป็นอย่างกลาง ฯลฯ เป็นอย่างประณีต ฯลฯ เป็นฉันทาธิบดี          
			<remark  id="s3b34c86l2" />ฯลฯ เป็นวิริยาธิบดี ฯลฯ เป็นจิตตาธิบดี ฯลฯ เป็นวิมังสาธิบดี ฯลฯ เป็นฉันทาธิบดีอย่างต่ำ ฯลฯ  
			<remark  id="s3b34c86l3" />เป็นฉันทาธิบดีอย่างกลาง ฯลฯ เป็นฉันทาธิบดีอย่างประณีต ฯลฯ เป็นวิริยาธิบดีอย่างต่ำ ฯลฯ       
			<remark  id="s3b34c86l4" />เป็นวิริยาธิบดีอย่างกลาง ฯลฯ เป็นวิริยาธิบดีอย่างประณีต ฯลฯ เป็นจิตตาธิบดีอย่างต่ำ ฯลฯ      
			<remark  id="s3b34c86l5" />เป็นจิตตาธิบดีอย่างกลาง ฯลฯ เป็นจิตตาธิบดีอย่างประณีต ฯลฯ เป็นวิมังสาธิบดีอย่างต่ำ ฯลฯ      
			<remark  id="s3b34c86l6" />เป็นวิมังสาธิบดีอย่างกลาง ฯลฯ เป็นวิมังสาธิบดีอย่างประณีต อยู่ในสมัยใด ผัสสะ ฯลฯ            
			<remark  id="s3b34c86l7" />อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น ฯลฯ                 
			<remark  id="s3b34c86l8" />     สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล.  
			<remark  id="s3b34c86l9" />     ธรรมเป็นกุศล เป็นไฉน?                
			<remark  id="s3b34c86l10" />     โยคาวจรบุคคล เจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงอรูปภูมิ เพราะก้าวล่วงอากิญจัญญายตนะ           
			<remark  id="s3b34c86l11" />โดยประการทั้งปวง จึงบรรลุจตุตถฌาน อันสหรคตด้วยเนวสัญญานาสัญญายตนสัญญา ไม่มีทุกข์            
			<remark  id="s3b34c86l12" />ไม่มีสุข ฯลฯ เป็นอย่างต่ำ ฯลฯ เป็นอย่างกลาง ฯลฯ เป็นอย่างประณีต ฯลฯ เป็นฉันทาธิบดี ฯลฯ      
			<remark  id="s3b34c86l13" />เป็นวิริยาธิบดี ฯลฯ เป็นจิตตาธิบดี ฯลฯ เป็นวิมังสาธิบดี ฯลฯ เป็นฉันทาธิบดีอย่างต่ำ ฯลฯ      
			<remark  id="s3b34c86l14" />เป็นฉันทาธิบดีอย่างกลาง ฯลฯ เป็นฉันทาธิบดีอย่างประณีต ฯลฯ เป็นวิริยาธิบดีอย่างต่ำ ฯลฯ       
			<remark  id="s3b34c86l15" />เป็นวิริยาธิบดีอย่างกลาง ฯลฯ เป็นวิริยาธิบดีอย่างประณีต ฯลฯ เป็นจิตตาธิบดีอย่างต่ำ ฯลฯ      
			<remark  id="s3b34c86l16" />เป็นจิตตาธิบดีอย่างกลาง ฯลฯ เป็นจิตตาธิบดีอย่างประณีต ฯลฯ เป็นวิมังสาธิบดีอย่างต่ำ ฯลฯ      
			<remark  id="s3b34c86l17" />เป็นวิมังสาธิบดีอย่างกลาง ฯลฯ เป็นวิมังสาธิบดีอย่างประณีต อยู่ในสมัยใด ผัสสะ ฯลฯ            
			<remark  id="s3b34c86l18" />อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น ฯลฯ                 
			<remark  id="s3b34c86l19" />     สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล.  
			<remark  id="s3b34c86l20" />                       อรูปาวจรกุศล จบ    
			<remark  id="s3b34c86l21" />                        ------------      
			<remark  id="s3b34c86l22" />                        โลกุตตรกุศลจิต    
			<remark  id="s3b34c86l23" />                        มรรคจิตดวงที่ ๑   
			<remark  id="s3b34c86l24" />     [๑๙๖] ธรรมเป็นกุศล เป็นไฉน?          
			<remark  id="s3b34c86l25" />     โยคาวจรบุคคล เจริญฌานเป็นโลกุตตระ อันเป็นเครื่องออกไปจากโลกนำไปสู่นิพพาน               
			<remark  id="s3b34c86l26" />เพื่อละทิฏฐิ เพื่อบรรลุภูมิเบื้องต้น สงัดจากอกุศลธรรมทั้งหลายแล้ว บรรลุปฐมฌาน เป็น        
		</para>
	</section>
	<section id="s3b34c87" >
		<para id="s3b34c87p">
			<remark  id="s3b34c87l1" />ทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา ประกอบด้วยวิตก วิจาร มีปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวก อยู่ในสมัยใด         
			<remark  id="s3b34c87l2" />ผัสสะ เวทนา สัญญา เจตนา จิต วิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา สัทธินทรีย์ วิริยินทรีย์           
			<remark  id="s3b34c87l3" />สตินทรีย์ สมาธินทรีย์ ปัญญินทรีย์ มนินทรีย์ โสมนัสสินทรีย์ ชีวิตินทรีย์ อนัญญตัญญัส        
			<remark  id="s3b34c87l4" />สามีตินทรีย์ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ                  
			<remark  id="s3b34c87l5" />สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ สัทธาพละ วิริยพละ สติพละ สมาธิพละ ปัญญาพละ                  
			<remark  id="s3b34c87l6" />หิริพละ โอตตัปปพละ อโลภะ อโทสะ อโมหะ อนภิชฌา อัพยาปาทะ สัมมาทิฏฐิ หิริ  
			<remark  id="s3b34c87l7" />โอตตัปปะ กายปัสสัทธิ จิตตปัสสัทธิ กายลหุตา จิตตลหุตา กายมุทุตา จิตตมุทุตา                   
			<remark  id="s3b34c87l8" />กายกัมมัญญตา จิตตกัมมัญญตา กายปาคุญญตา จิตตปาคุญญตา กายุชุกตา จิตตุชุกตา สติ                
			<remark  id="s3b34c87l9" />สัมปชัญญะ สมถะ วิปัสสนา ปัคคาหะ อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น หรือนามธรรมที่อิงอาศัย                
			<remark  id="s3b34c87l10" />เกิดขึ้นแม้อื่นใด มีอยู่ในสมัยนั้น        
			<remark  id="s3b34c87l11" />     สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล  
			<remark  id="s3b34c87l12" />     [๑๙๗] ผัสสะ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?    
			<remark  id="s3b34c87l13" />     การกระทบ กิริยาที่กระทบ กิริยาที่ถูกต้อง ความถูกต้อง มีในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า     
			<remark  id="s3b34c87l14" />ผัสสะ มีในสมัยนั้น.  
			<remark  id="s3b34c87l15" />     [๑๙๘] เวทนา มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?    
			<remark  id="s3b34c87l16" />     ความสบายทางใจ ความสุขทางใจ อันเกิดแต่สัมผัสแห่งมโนวิญญาณธาตุที่สมกัน ความ              
			<remark  id="s3b34c87l17" />เสวยอารมณ์ที่สบายเป็นสุขอันเกิดแต่เจโตสัมผัส กิริยาเสวยอารมณ์ที่สบายเป็นสุขอันเกิดแต่       
			<remark  id="s3b34c87l18" />เจโตสัมผัส ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า เวทนา มีในสมัยนั้น.         
			<remark  id="s3b34c87l19" />     [๑๙๙] สัญญา มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?    
			<remark  id="s3b34c87l20" />     การจำ กิริยาที่จำ ความจำ อันเกิดแต่สัมผัสแห่งมโนวิญญาณธาตุที่สมกัน ในสมัยนั้น          
			<remark  id="s3b34c87l21" />อันใด นี้ชื่อว่า สัญญา มีในสมัยนั้น.      
			<remark  id="s3b34c87l22" />     [๒๐๐] เจตนา มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?    
			<remark  id="s3b34c87l23" />     การคิด กิริยาที่คิด ความคิด อันเกิดแต่สัมผัสแห่งมโนวิญญาณธาตุที่สมกัน ในสมัยนั้น       
			<remark  id="s3b34c87l24" />อันใด นี้ชื่อว่า เจตนา มีในสมัยนั้น.      
			<remark  id="s3b34c87l25" />     [๒๐๑] จิต มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?      
			<remark  id="s3b34c87l26" />     จิต มโน มานัส หทัย ปัณฑร มโน มนายตนะ มนินทรีย์ วิญญาณ วิญญาณขันธ์  
			<remark  id="s3b34c87l27" />มโนวิญญาณธาตุที่สมกัน ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า จิต มีในสมัยนั้น.  
		</para>
	</section>
	<section id="s3b34c88" >
		<para id="s3b34c88p">
			<remark  id="s3b34c88l1" />     [๒๐๒] วิตก มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?     
			<remark  id="s3b34c88l2" />     ความตรึก ความตรึกอย่างแรง ความดำริ ความที่จิตแนบอยู่ในอารมณ์ ความที่จิต                
			<remark  id="s3b34c88l3" />แนบสนิทอยู่ในอารมณ์ ความยกจิตขึ้นสู่อารมณ์ สัมมาสังกัปปะ อันเป็นองค์แห่งมรรค                
			<remark  id="s3b34c88l4" />นับเนื่องในมรรค ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า วิตก มีในสมัยนั้น.     
			<remark  id="s3b34c88l5" />     [๒๐๓] วิจาร มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?    
			<remark  id="s3b34c88l6" />     ความตรอง ความพิจารณา ความตามพิจารณา ความเข้าไปพิจารณา ความที่จิตสืบต่อ                 
			<remark  id="s3b34c88l7" />อารมณ์ ความที่จิตเพ่งอารมณ์ ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า วิจาร มีในสมัยนั้น.                 
			<remark  id="s3b34c88l8" />     [๒๐๔] ปีติ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?     
			<remark  id="s3b34c88l9" />     ความอิ่มใจ ความปราโมทย์ ความยินดียิ่ง ความบันเทิง ความร่าเริง ความรื่นเริง             
			<remark  id="s3b34c88l10" />ความปลื้มใจ ความตื่นเต้น ความที่จิตชื่นชมยินดี ปีติสัมโพชฌงค์ ในสมัยนั้น อันใด              
			<remark  id="s3b34c88l11" />นี้ชื่อว่า ปีติ มีในสมัยนั้น.             
			<remark  id="s3b34c88l12" />     [๒๐๕] สุข มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?      
			<remark  id="s3b34c88l13" />     ความสบายทางใจ ความสุขทางใจ ความเสวยอารมณ์ที่สบายเป็นสุขอันเกิดแต่เจโต                  
			<remark  id="s3b34c88l14" />สัมผัส กิริยาเสวยอารมณ์สบายที่เป็นสุข อันเกิดแต่เจโตสัมผัส ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า      
			<remark  id="s3b34c88l15" />สุข มีในสมัยนั้น.  
			<remark  id="s3b34c88l16" />     [๒๐๖] เอกัคคตา มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?  
			<remark  id="s3b34c88l17" />     ความตั้งอยู่แห่งจิต ความดำรงอยู่แห่งจิต ความมั่นอยู่แห่งจิต ความไม่ส่ายไปแห่งจิต       
			<remark  id="s3b34c88l18" />ความไม่ฟุ้งซ่านแห่งจิต ภาวะที่จิตไม่ส่ายไป ความสงบ  สมาธินทรีย์ สมาธิพละ สัมมาสมาธิ         
			<remark  id="s3b34c88l19" />สมาธิสัมโพชฌงค์ เป็นองค์แห่งมรรค นับเนื่องในมรรค ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า เอกัคคตา       
			<remark  id="s3b34c88l20" />มีในสมัยนั้น.    
			<remark  id="s3b34c88l21" />     [๒๐๗] สัทธินทรีย์ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?  
			<remark  id="s3b34c88l22" />     ศรัทธา กิริยาที่เชื่อ ความปลงใจเชื่อ ความเลื่อมใสยิ่ง ศรัทธา อินทรีย์คือศรัทธา         
			<remark  id="s3b34c88l23" />สัทธาพละ ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า สัทธินทรีย์ มีในสมัยนั้น.     
			<remark  id="s3b34c88l24" />     [๒๐๘] วิริยินทรีย์ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?  
			<remark  id="s3b34c88l25" />     การปรารภความเพียรทางใจ ความขะมักเขม้น ความบากบั่น ความตั้งหน้า ความพยายาม              
			<remark  id="s3b34c88l26" />ความอุตสาหะ ความทนทาน ความเข้มแข็ง ความหมั่น ความก้าวไปอย่างไม่ท้อถอย ความไม่               
			<remark  id="s3b34c88l27" />ทอดทิ้งฉันทะ ความไม่ทอดทิ้งธุระ ความประคับประคองธุระ วิริยะ อินทรีย์คือวิริยะ วิริยพละ      
		</para>
	</section>
	<section id="s3b34c89" >
		<para id="s3b34c89p">
			<remark  id="s3b34c89l1" />สัมมาวายามะ วิริยสัมโพชฌงค์อันเป็นองค์แห่งมรรค นับเนื่องในมรรค ในสมัยนั้น อันใด             
			<remark  id="s3b34c89l2" />นี้ชื่อว่า วิริยินทรีย์ มีในสมัยนั้น.     
			<remark  id="s3b34c89l3" />     [๒๐๙] สตินทรีย์ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?  
			<remark  id="s3b34c89l4" />     สติ ความตามระลึก ความหวนระลึก สติ กิริยาที่ระลึก ความทรงจำ ความไม่  
			<remark  id="s3b34c89l5" />เลื่อนลอย ความไม่ลืม สติ อินทรีย์คือสติ สติพละ สัมมาสติ สติสัมโพชฌงค์ อันเป็น               
			<remark  id="s3b34c89l6" />องค์แห่งมรรค นับเนื่องในมรรค ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า สตินทรีย์ มีในสมัยนั้น.            
			<remark  id="s3b34c89l7" />     [๒๑๐] สมาธินทรีย์ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?  
			<remark  id="s3b34c89l8" />     ความตั้งอยู่แห่งจิต ความดำรงอยู่แห่งจิต ความมั่นแห่งจิต ความไม่ส่ายไปแห่งจิต           
			<remark  id="s3b34c89l9" />ความไม่ฟุ้งซ่านแห่งจิต ภาวะที่จิตไม่ส่ายไป ความสงบ อินทรีย์คือสมาธิ สมาธิพละ สัมมาสมาธิ     
			<remark  id="s3b34c89l10" />สมาธิสัมโพชฌงค์ อันเป็นองค์แห่งมรรค นับเนื่องในมรรค ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า             
			<remark  id="s3b34c89l11" />สมาธินทรีย์ มีในสมัยนั้น.                 
			<remark  id="s3b34c89l12" />     [๒๑๑] ปัญญินทรีย์ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?  
			<remark  id="s3b34c89l13" />     ปัญญา กิริยาที่รู้จัก ความวิจัย ความเลือกสรร ความวิจัยธรรม ความกำหนดหมาย               
			<remark  id="s3b34c89l14" />ความเข้าไปกำหนด ความเข้าไปกำหนดเฉพาะ ภาวะที่รู้ ภาวะที่ฉลาด ภาวะที่รู้ละเอียด               
			<remark  id="s3b34c89l15" />ความรู้แจ่มแจ้ง ความค้นคิด ความใคร่ครวญ ปัญญาเหมือนแผ่นดิน ปัญญาเครื่องทำลายกิเลส           
			<remark  id="s3b34c89l16" />ปัญญาเครื่องนำทาง ความเห็นแจ้ง ความรู้ชัด ปัญญาเหมือนปฏัก ปัญญา อินทรีย์คือปัญญา            
			<remark  id="s3b34c89l17" />ปัญญาพละ ปัญญาเหมือนศาตรา ปัญญาเหมือนปราสาท ความสว่างคือปัญญา แสงสว่างคือปัญญา              
			<remark  id="s3b34c89l18" />ปัญญาเหมือนประทีป ปัญญาเหมือนดวงแก้ว ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิ  
			<remark  id="s3b34c89l19" />ธรรมวิจัยสัมโพชฌงค์ อันเป็นองค์แห่งมรรค นับเนื่องในมรรค ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า         
			<remark  id="s3b34c89l20" />ปัญญินทรีย์ มีในสมัยนั้น.                 
			<remark  id="s3b34c89l21" />     [๒๑๒] มนินทรีย์ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?  
			<remark  id="s3b34c89l22" />     จิต มโน มานัส หทัย ปัณฑระ มโน มนายตนะ อินทรีย์คือมโน วิญญาณ   
			<remark  id="s3b34c89l23" />วิญญาณขันธ์ มโนวิญญาณธาตุที่สมกัน ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า มนินทรีย์  
			<remark  id="s3b34c89l24" />มีในสมัยนั้น.    
		</para>
	</section>
	<section id="s3b34c90" >
		<para id="s3b34c90p">
			<remark  id="s3b34c90l1" />     [๒๑๓] โสมนัสสินทรีย์ ในสมัยนั้น เป็นไฉน?  
			<remark  id="s3b34c90l2" />     ความสบายทางใจ ความสุขทางใจ ความเสวยอารมณ์ที่สบายเป็นสุขอันเกิดแต่เจโตสัมผัส            
			<remark  id="s3b34c90l3" />กิริยาเสวยอารมณ์ที่สบายเป็นสุขอันเกิดแต่เจโตสัมผัส ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า โสมนัสสินทรีย์  
			<remark  id="s3b34c90l4" />มีในสมัยนั้น.    
			<remark  id="s3b34c90l5" />     [๒๑๔] ชีวิตินทรีย์ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?  
			<remark  id="s3b34c90l6" />     อายุ ความดำรงอยู่ ความเป็นไปอยู่ กิริยาที่เป็นไปอยู่ อาการที่สืบเนื่องกันอยู่ ความ     
			<remark  id="s3b34c90l7" />ประพฤติเป็นไปอยู่ ความหล่อเลี้ยงอยู่ ชีวิต อินทรีย์คือชีวิตของนามธรรมนั้นๆ ในสมัยนั้น       
			<remark  id="s3b34c90l8" />อันใด นี้ชื่อว่า ชีวิตินทรีย์ มีในสมัยนั้น.  
			<remark  id="s3b34c90l9" />     [๒๑๕] อนัญญตัญญัสสามีตินทรีย์ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?           
			<remark  id="s3b34c90l10" />     ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ความวิจัย ความเลือกสรร ความวิจัยธรรม ความกำหนดหมาย               
			<remark  id="s3b34c90l11" />ความเข้าไปกำหนด ความเข้าไปกำหนดเฉพาะ ภาวะที่รู้ ภาวะที่ฉลาด ความรู้แจ่มแจ้ง                 
			<remark  id="s3b34c90l12" />ความค้นคิด ความใคร่ครวญ ปัญญาเหมือนแผ่นดิน ปัญญาเครื่องทำลายกิเลส ปัญญาเครื่องนำทาง         
			<remark  id="s3b34c90l13" />ความเห็นแจ้ง ความรู้ชัด ปัญญาเหมือนปฏัก ปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ ปัญญาเหมือน              
			<remark  id="s3b34c90l14" />ศัสตรา ปัญญาเหมือนปราสาท ความสว่างคือปัญญา แสงสว่างคือปัญญา ปัญญาเหมือนประทีป               
			<remark  id="s3b34c90l15" />ปัญญาเหมือนดวงแก้ว ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิ ธรรมวิจัยสัมโพชฌงค์                  
			<remark  id="s3b34c90l16" />อันเป็นองค์แห่งมรรค นับเนื่องในมรรค เพื่อรู้ธรรมที่ยังไม่เคยรู้ เพื่อเห็นธรรมที่ยังไม่เคยเห็น  
			<remark  id="s3b34c90l17" />เพื่อบรรลุธรรมที่ยังไม่เคยบรรลุ เพื่อทราบธรรมที่ยังไม่เคยทราบ เพื่อทำให้แจ้งธรรมที่ยังไม่เคย  
			<remark  id="s3b34c90l18" />ทำให้แจ้งนั้นๆ ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า อนัญญตัญญัสสามีตินทรีย์ มีในสมัยนั้น.            
			<remark  id="s3b34c90l19" />     [๒๑๖] สัมมาทิฏฐิ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?  
			<remark  id="s3b34c90l20" />     ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ความวิจัย ความเลือกสรร ความวิจัยธรรม ความกำหนดหมาย               
			<remark  id="s3b34c90l21" />ความเข้าไปกำหนด ความเข้าไปกำหนดเฉพาะ ภาวะที่รู้ ภาวะที่ฉลาด ภาวะที่รู้ละเอียด ความ          
			<remark  id="s3b34c90l22" />รู้แจ่มแจ้ง ความค้นคิด ความใคร่ครวญ ปัญญาเหมือนแผ่นดิน ปัญญาเครื่องทำลายกิเลส               
			<remark  id="s3b34c90l23" />ปัญญาเครื่องนำทาง ความเห็นแจ้ง ความรู้ชัด ปัญญาเหมือนปฏัก ปัญญา ปัญญินทรีย์                 
			<remark  id="s3b34c90l24" />ปัญญาพละ ปัญญาเหมือนศาตรา ปัญญาเหมือนปราสาท ความสว่างคือปัญญา แสงสว่างคือปัญญา              
			<remark  id="s3b34c90l25" />ปัญญาเหมือนประทีป ปัญญาเหมือนดวงแก้ว ความไม่หลง ความวิจัย สัมมาทิฏฐิ ธรรมวิจัย             
			<remark  id="s3b34c90l26" />สัมโพชฌงค์ อันเป็นองค์แห่งมรรค นับเนื่องในมรรค ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า สัมมาทิฏฐิ      
			<remark  id="s3b34c90l27" />มีในสมัยนั้น.    
		</para>
	</section>
	<section id="s3b34c91" >
		<para id="s3b34c91p">
			<remark  id="s3b34c91l1" />     [๒๑๗] สัมมาสังกัปปะ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?  
			<remark  id="s3b34c91l2" />      ความตรึก ความตรึกอย่างแรง ความดำริ ความที่จิตแนบอยู่ในอารมณ์ ความที่จิต               
			<remark  id="s3b34c91l3" />แนบสนิทอยู่ในอารมณ์ ความยกจิตขึ้นสู่อารมณ์ ความดำริชอบ อันเป็นองค์แห่งมรรค นับเนื่อง        
			<remark  id="s3b34c91l4" />ในมรรค ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า สัมมาสังกัปปะ มีในสมัยนั้น.     
			<remark  id="s3b34c91l5" />     [๒๑๘] สัมมาวาจา มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?  
			<remark  id="s3b34c91l6" />     การงด การเว้น การเลิกละ เจตนาเครื่องเว้น การไม่ทำ การไม่ประกอบ การไม่                  
			<remark  id="s3b34c91l7" />ล่วงละเมิด การไม่ล้ำเขต การกำจัดต้นเหตุวจีทุจริต ๔ วาจาชอบ อันเป็นองค์แห่งมรรค              
			<remark  id="s3b34c91l8" />นับเนื่องในมรรค ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า สัมมาวาจา มีในสมัยนั้น.  
			<remark  id="s3b34c91l9" />     [๒๑๙] สัมมากัมมันตะ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?  
			<remark  id="s3b34c91l10" />     การงด การเว้น การเลิกละ เจตนาเครื่องเว้น การไม่ทำ การไม่ประกอบ การไม่                  
			<remark  id="s3b34c91l11" />ล่วงละเมิด การไม่ล้ำเขต การกำจัดต้นเหตุกายทุจริต ๓ การงานชอบ อันเป็นองค์แห่งมรรค            
			<remark  id="s3b34c91l12" />นับเนื่องในมรรค ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า สัมมากัมมันตะ มีในสมัยนั้น.  
			<remark  id="s3b34c91l13" />     [๒๒๐] สัมมาอาชีวะ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?  
			<remark  id="s3b34c91l14" />     การงด การเว้น การเลิกละ เจตนาเครื่องเว้น การไม่ทำ การไม่ประกอบ การไม่                  
			<remark  id="s3b34c91l15" />ล่วงละเมิด การไม่ล้ำเขต การกำจัดต้นเหตุมิจฉาชีพ การเลี้ยงชีพชอบ อันเป็นองค์แห่งมรรค         
			<remark  id="s3b34c91l16" />นับเนื่องในมรรค ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า สัมมาอาชีวะ มีในสมัยนั้น.  
			<remark  id="s3b34c91l17" />     [๒๒๑] สัมมาวายามะ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?  
			<remark  id="s3b34c91l18" />     การปรารภความเพียรทางใจ ความขะมักเขม้น ความบากบั่น ความตั้งหน้า ความพยายาม              
			<remark  id="s3b34c91l19" />ความอุตสาหะ ความทนทาน ความเข้มแข็ง ความหมั่น ความก้าวไปอย่างไม่ท้อถอย ความ                  
			<remark  id="s3b34c91l20" />ไม่ทอดทิ้งฉันทะ  ความไม่ทอดทิ้งธุระ ความประคับประคองธุระ วิริยะ วิริยินทรีย์ วิริยพละ       
			<remark  id="s3b34c91l21" />ความพยายามชอบ วิริยสัมโพชฌงค์ อันเป็นองค์แห่งมรรค นับเนื่องในมรรค ในสมัยนั้น อันใด          
			<remark  id="s3b34c91l22" />นี้ชื่อว่า สัมมาวายามะ มีในสมัยนั้น.      
			<remark  id="s3b34c91l23" />     [๒๒๒] สัมมาสติ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?  
			<remark  id="s3b34c91l24" />     สติ ความตามระลึก ความหวนระลึก กิริยาที่ระลึก ความทรงจำ ความไม่เลื่อนลอย                
			<remark  id="s3b34c91l25" />ความไม่ลืม สติ สตินทรีย์ สติพละ ความระลึกชอบ สติสัมโพชฌงค์ อันเป็นองค์แห่งมรรค              
			<remark  id="s3b34c91l26" />นับเนื่องในมรรค ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า สัมมาสติ มีในสมัยนั้น.  
		</para>
	</section>
	<section id="s3b34c92" >
		<para id="s3b34c92p">
			<remark  id="s3b34c92l1" />     [๒๒๓] สัมมาสมาธิ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?  
			<remark  id="s3b34c92l2" />     ความตั้งอยู่แห่งจิต ความดำรงอยู่แห่งจิต  ความมั่นคงแห่งจิต ความไม่ส่ายไปแห่งจิต        
			<remark  id="s3b34c92l3" />ความไม่ฟุ้งซ่านแห่งจิต ภาวะที่จิตไม่ส่ายไป ความสงบ สมาธินทรีย์ สมาธิพละ ความตั้งใจชอบ       
			<remark  id="s3b34c92l4" />สมาธิสัมโพชฌงค์ อันเป็นองค์แห่งมรรค นับเนื่องในมรรค ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า             
			<remark  id="s3b34c92l5" />สัมมาสมาธิ มีในสมัยนั้น.                  
			<remark  id="s3b34c92l6" />     [๒๒๔] สัทธาพละ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?  
			<remark  id="s3b34c92l7" />     ศรัทธา กิริยาที่เชื่อ กิริยาที่ปลงใจเชื่อ ความเลื่อมใสยิ่ง ศรัทธา สัทธินทรีย์ กำลัง    
			<remark  id="s3b34c92l8" />คือศรัทธา ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า สัทธาพละ มีในสมัยนั้น.       
			<remark  id="s3b34c92l9" />     [๒๒๕] วิริยพละ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?  
			<remark  id="s3b34c92l10" />     การปรารภความเพียรทางใจ ความขะมักเขม้น ความบากบั่น ความตั้งหน้า ความพยายาม              
			<remark  id="s3b34c92l11" />ความอุตสาหะ ความทนทาน ความเข้มแข็ง ความหมั่น ความก้าวไปอย่างไม่ท้อถอย ความ                  
			<remark  id="s3b34c92l12" />ไม่ทอดทิ้งฉันทะ ความไม่ทอดทิ้งธุระ ความประคับประคองธุระ วิริยะ วิริยินทรีย์ กำลังคือ        
			<remark  id="s3b34c92l13" />ความเพียร สัมมาวายามะ วิริยสัมโพชฌงค์ อันเป็นองค์แห่งมรรค นับเนื่องในมรรค ในสมัยนั้น        
			<remark  id="s3b34c92l14" />อันใด นี้ชื่อว่า วิริยพละ มีในสมัยนั้น.   
			<remark  id="s3b34c92l15" />     [๒๒๖] สติพละ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?   
			<remark  id="s3b34c92l16" />     สติ ความตามระลึก ความหวนระลึก สติ กิริยาที่ระลึก ความทรงจำ ความไม่เลื่อนลอย            
			<remark  id="s3b34c92l17" />ความไม่ลืม สติ สตินทรีย์ กำลังคือสติ ความระลึกชอบ สติสัมโพชฌงค์ อันเป็นองค์แห่งมรรค         
			<remark  id="s3b34c92l18" />นับเนื่องในมรรค ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า สติพละ มีในสมัยนั้น.   
			<remark  id="s3b34c92l19" />     [๒๒๗] สมาธิพละ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?  
			<remark  id="s3b34c92l20" />     ความตั้งอยู่แห่งจิต ความดำรงอยู่แห่งจิต ความมั่นคงแห่งจิต ความไม่ส่ายไปแห่งจิต         
			<remark  id="s3b34c92l21" />ความไม่ฟุ้งซ่านแห่งจิต ภาวะที่จิตไม่ส่ายไป ความสงบ สมาธินทรีย์ กำลังคือสมาธิ สัมมาสมาธิ     
			<remark  id="s3b34c92l22" />สมาธิสัมโพชฌงค์ อันเป็นองค์แห่งมรรค นับเนื่องในมรรค ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า             
			<remark  id="s3b34c92l23" />สมาธิพละ มีในสมัยนั้น.  
			<remark  id="s3b34c92l24" />     [๒๒๘] ปัญญาพละ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?  
			<remark  id="s3b34c92l25" />     ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ความวิจัย ความเลือกสรร ความวิจัยธรรม ความกำหนดหมาย               
			<remark  id="s3b34c92l26" />ความเข้าไปกำหนด ความเข้าไปกำหนดเฉพาะ ภาวะที่รู้ ภาวะที่ฉลาด ภาวะที่รู้ละเอียด ความ          
			<remark  id="s3b34c92l27" />รู้แจ่มแจ้ง ความค้นคิด ความใคร่ครวญ ปัญญาเหมือนแผ่นดิน ปัญญาเป็นเครื่องทำลายกิเลส   
		</para>
	</section>
	<section id="s3b34c93" >
		<para id="s3b34c93p">
			<remark  id="s3b34c93l1" />ปัญญาเป็นเครื่องนำทาง ความเห็นแจ้ง ความรู้ชัด ปัญญาเหมือนปฏัก ปัญญา ปัญญินทรีย์             
			<remark  id="s3b34c93l2" />กำลังคือปัญญา ปัญญาเหมือนศาตรา ปัญญาเหมือนปราสาท ความสว่างคือปัญญา แสงสว่าง                 
			<remark  id="s3b34c93l3" />คือปัญญา ปัญญาเหมือนประทีป ปัญญาเหมือนดวงแก้ว ความไม่หลง ความวิจัยธรรม  
			<remark  id="s3b34c93l4" />สัมมาทิฏฐิ ธรรมวิจัยสัมโพชฌงค์ อันเป็นองค์แห่งมรรค นับเนื่องในมรรค มีในสมัยนั้น             
			<remark  id="s3b34c93l5" />อันใด นี้ชื่อว่า ปัญญาพละ มีในสมัยนั้น.   
			<remark  id="s3b34c93l6" />     [๒๒๙] หิริพละ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?  
			<remark  id="s3b34c93l7" />     กิริยาที่ละอายต่อการประพฤติทุจริตอันเป็นสิ่งที่น่าละอาย กิริยาที่ละอายต่อการประกอบ     
			<remark  id="s3b34c93l8" />อกุศลบาปธรรมทั้งหลาย ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า หิริพละ มีในสมัยนั้น.  
			<remark  id="s3b34c93l9" />     [๒๓๐] โอตตัปปพละ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?  
			<remark  id="s3b34c93l10" />     กิริยาที่เกรงกลัวต่อการประพฤติทุจริตอันเป็นสิ่งที่น่าเกรงกลัว กิริยาที่ไม่ประกอบอกุศล  
			<remark  id="s3b34c93l11" />บาปธรรมทั้งหลาย ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า โอตตัปปพละ มีในสมัยนั้น.  
			<remark  id="s3b34c93l12" />     [๒๓๑] อโลภะ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?    
			<remark  id="s3b34c93l13" />     การไม่โลภ กิริยาที่ไม่โลภ ความที่ไม่โลภ การไม่กำหนัด กิริยาที่ไม่กำหนัด ความ           
			<remark  id="s3b34c93l14" />ไม่กำหนัด ความไม่เพ่งเล็ง กุศลมูลคืออโลภะ ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า อโลภะ                 
			<remark  id="s3b34c93l15" />มีในสมัยนั้น.    
			<remark  id="s3b34c93l16" />     [๒๓๒] อโทสะ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?    
			<remark  id="s3b34c93l17" />     การไม่คิดทุษร้าย กิริยาที่ไม่คิดประทุษร้าย ความไม่คิดประทุษร้าย ความไม่พยาบาท          
			<remark  id="s3b34c93l18" />ความไม่คิดเบียดเบียน กุศลมูลคืออโทสะ ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า อโทสะ มีในสมัยนั้น.        
			<remark  id="s3b34c93l19" />     [๒๓๓] อโมหะ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?    
			<remark  id="s3b34c93l20" />     ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ความวิจัย ความเลือกสรร ความวิจัยธรรม ความกำหนดหมาย               
			<remark  id="s3b34c93l21" />ความเข้าไปกำหนด ความเข้าไปกำหนดเฉพาะ ภาวะที่รู้ ภาวะที่ฉลาด ภาวะที่รู้ละเอียด ความ          
			<remark  id="s3b34c93l22" />รู้แจ่มแจ้ง ความค้นคิด ความใคร่ครวญ ปัญญาเหมือนแผ่นดิน ปัญญาเครื่องทำลายกิเลส               
			<remark  id="s3b34c93l23" />ปัญญาเครื่องนำทาง ความเห็นแจ้ง ความรู้ชัด ปัญญาเหมือนปฏัก ปัญญา ปัญญินทรีย์                 
			<remark  id="s3b34c93l24" />ปัญญาพละ ปัญญาเหมือนศาตรา ปัญญาเหมือนปราสาท ความสว่างคือปัญญา แสงสว่างคือ                   
			<remark  id="s3b34c93l25" />ปัญญา ปัญญาเหมือนประทีป ปัญญาเหมือนดวงแก้ว ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิ              
			<remark  id="s3b34c93l26" />ธรรมวิจัยสัมโพชฌงค์ อันเป็นองค์แห่งมรรค นับเนื่องในมรรค ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า         
			<remark  id="s3b34c93l27" />อโมหะ มีในสมัยนั้น.  
		</para>
	</section>
	<section id="s3b34c94" >
		<para id="s3b34c94p">
			<remark  id="s3b34c94l1" />     [๒๓๔] อนภิชฌา มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?  
			<remark  id="s3b34c94l2" />     การไม่โลภ กิริยาที่ไม่โลภ ความไม่โลภ ความไม่กำหนัด กิริยาที่ไม่กำหนัด กิริยาที่        
			<remark  id="s3b34c94l3" />ไม่กำหนัด ความไม่กำหนัด ความไม่เพ่งเล็ง กุศลมูลคืออโลภะ ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า         
			<remark  id="s3b34c94l4" />อนภิชฌา มีในสมัยนั้น.  
			<remark  id="s3b34c94l5" />     [๒๓๕] อัพยาปาทะ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?  
			<remark  id="s3b34c94l6" />     การไม่คิดประทุษร้าย กิริยาที่ไม่คิดประทุษร้าย ความไม่คิดประทุษร้าย ความไม่พยาบาท       
			<remark  id="s3b34c94l7" />ความไม่คิดเบียดเบียน กุศลมูลคืออโทสะ ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า อัพยาปาทะ มีในสมัยนั้น.    
			<remark  id="s3b34c94l8" />     [๒๓๖] สัมมาทิฏฐิ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?  
			<remark  id="s3b34c94l9" />     ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ความวิจัย ความเลือกสรร ความวิจัยธรรม ความกำหนดหมาย               
			<remark  id="s3b34c94l10" />ความเข้าไปกำหนด ความเข้าไปกำหนดเฉพาะ ภาวะที่รู้ ภาวะที่ฉลาด ภาวะที่รู้ละเอียด ความ          
			<remark  id="s3b34c94l11" />รู้แจ่มแจ้ง ความค้นคิด ความใคร่ครวญ ปัญญาเหมือนแผ่นดิน ปัญญาเครื่องทำลายกิเลส               
			<remark  id="s3b34c94l12" />ปัญญาเครื่องนำทาง ความเห็นแจ้ง ความรู้ชัด ปัญญาเหมือนปฏัก ปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ        
			<remark  id="s3b34c94l13" />ปัญญาเหมือนศาตรา ปัญญาเหมือนปราสาท ความสว่างคือปัญญา แสงสว่างคือปัญญา ปัญญา                 
			<remark  id="s3b34c94l14" />เหมือนประทีป ปัญญาเหมือนดวงแก้ว ความไม่หลง ความวิจัยธรรม ความเห็นชอบ  
			<remark  id="s3b34c94l15" />ธรรมวิจยสัมโพชฌงค์ อันเป็นองค์แห่งมรรค นับเนื่องในมรรค ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า          
			<remark  id="s3b34c94l16" />สัมมาทิฏฐิ มีในสมัยนั้น.                  
			<remark  id="s3b34c94l17" />     [๒๓๗] หิริ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?     
			<remark  id="s3b34c94l18" />     กิริยาที่ละอายต่อการประพฤติทุจริตอันเป็นสิ่งที่น่าละอาย กิริยาที่ละอายต่อการประกอบ     
			<remark  id="s3b34c94l19" />อกุศลบาปธรรมทั้งหลาย ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า หิริ มีในสมัยนั้น.  
			<remark  id="s3b34c94l20" />     [๒๓๘] โอตตัปปะ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?  
			<remark  id="s3b34c94l21" />     กิริยาที่เกรงกลัวต่อการประพฤติทุจริตอันเป็นสิ่งที่น่าเกรงกลัว กิริยาที่เกรงกลัวต่อการ  
			<remark  id="s3b34c94l22" />ประกอบอกุศลบาปธรรมทั้งหลาย ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า โอตตัปปะ มีในสมัยนั้น.               
			<remark  id="s3b34c94l23" />     [๒๓๙] กายปัสสัทธิ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?  
			<remark  id="s3b34c94l24" />     การสงบ การสงบระงับ กิริยาที่สงบ กิริยาที่สงบระงับ ความสงบระงับแห่งเวทนาขันธ์           
			<remark  id="s3b34c94l25" />สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า กายปัสสัทธิ           
			<remark  id="s3b34c94l26" />มีในสมัยนั้น.    
		</para>
	</section>
	<section id="s3b34c95" >
		<para id="s3b34c95p">
			<remark  id="s3b34c95l1" />     [๒๔๐] จิตตปัสสัทธิ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?  
			<remark  id="s3b34c95l2" />     การสงบ การสงบระงับ กิริยาที่สงบ กิริยาที่สงบระงับ ความสงบระงับแห่งวิญญาณขันธ์          
			<remark  id="s3b34c95l3" />ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า จิตตปัสสัทธิ มีในสมัยนั้น.                   
			<remark  id="s3b34c95l4" />     [๒๔๑] กายลหุตา มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?  
			<remark  id="s3b34c95l5" />     ความเบา ความรวดเร็ว ความไม่เชื่องช้า ความไม่หนัก แห่งเวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์             
			<remark  id="s3b34c95l6" />สังขารขันธ์ ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า กายลหุตา มีในสมัยนั้น.     
			<remark  id="s3b34c95l7" />     [๒๔๒] จิตตลหุตา มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?  
			<remark  id="s3b34c95l8" />     ความเบา ความรวดเร็ว ความไม่เชื่องช้า ความไม่หนัก แห่งวิญญาณขันธ์ ในสมัยนั้น            
			<remark  id="s3b34c95l9" />อันใด นี้ชื่อว่า จิตตลหุตา มีในสมัยนั้น.  
			<remark  id="s3b34c95l10" />     [๒๔๓] กายมุทุตา มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?  
			<remark  id="s3b34c95l11" />     ความอ่อน ภาวะที่อ่อน ความไม่แข็ง ความไม่กระด้าง แห่งเวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์              
			<remark  id="s3b34c95l12" />สังขารขันธ์ ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า กายมุทุตา มีในสมัยนั้น.    
			<remark  id="s3b34c95l13" />     [๒๔๔] จิตตมุทุตา มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?  
			<remark  id="s3b34c95l14" />     ความอ่อน ภาวะที่อ่อน ความไม่แข็ง ความไม่กระด้าง แห่งวิญญาณขันธ์ ในสมัยนั้น             
			<remark  id="s3b34c95l15" />อันใด นี้ชื่อว่า จิตตมุทุตา มีในสมัยนั้น.  
			<remark  id="s3b34c95l16" />     [๒๔๕] กายกัมมัญญตา มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?  
			<remark  id="s3b34c95l17" />     กิริยาที่ควรแก่การงาน ความควรแก่การงาน ภาวะที่ควรแก่การงาน แห่งเวทนาขันธ์              
			<remark  id="s3b34c95l18" />สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า กายกัมมัญญตา มีในสมัยนั้น.               
			<remark  id="s3b34c95l19" />     [๒๔๖] จิตตกัมมัญญตา มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?  
			<remark  id="s3b34c95l20" />     กิริยาที่ควรแก่การงาน ความควรแก่การงาน ภาวะที่ควรแก่การงาน แห่งวิญญาณขันธ์             
			<remark  id="s3b34c95l21" />ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า จิตตกัมมัญญตา มีในสมัยนั้น.            
			<remark  id="s3b34c95l22" />     [๒๔๗] กายปาคุญญตา มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?  
			<remark  id="s3b34c95l23" />     กิริยาที่คล่องแคล่ว ความคล่องแคล่ว ภาวะที่คล่องแคล่ว แห่งเวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์         
			<remark  id="s3b34c95l24" />สังขารขันธ์ ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า กายปาคุญญตา มีในสมัยนั้น.  
			<remark  id="s3b34c95l25" />     [๒๔๘] จิตตปาคุญญตา มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?  
			<remark  id="s3b34c95l26" />     กิริยาที่คล่องแคล่ว ความคล่องแคล่ว ภาวะที่คล่องแคล่ว แห่งวิญญาณขันธ์ ในสมัยนั้น        
			<remark  id="s3b34c95l27" />อันใด นี้ชื่อว่า จิตตปาคุญญตา มีในสมัยนั้น.  
		</para>
	</section>
	<section id="s3b34c96" >
		<para id="s3b34c96p">
			<remark  id="s3b34c96l1" />     [๒๔๙] กายุชุกตา มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?  
			<remark  id="s3b34c96l2" />     ความตรง กิริยาที่ตรง ความไม่คด ความไม่โค้ง ความไม่งอ แห่งเวทนาขันธ์  
			<remark  id="s3b34c96l3" />สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า กายุชุกตา มีในสมัยนั้น.                  
			<remark  id="s3b34c96l4" />     [๒๕๐] จิตตุชุกตา มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?  
			<remark  id="s3b34c96l5" />     ความตรง กิริยาที่ตรง ความไม่คด ความไม่โค้ง ความไม่งอ แห่งวิญญาณขันธ์                   
			<remark  id="s3b34c96l6" />ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า จิตตุชุกตา มีในสมัยนั้น.               
			<remark  id="s3b34c96l7" />     [๒๕๑] สติ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?      
			<remark  id="s3b34c96l8" />     สติ ความตามระลึก ความหวนระลึก สติ กิริยาที่ระลึก ความทรงจำ ความไม่เลื่อนลอย            
			<remark  id="s3b34c96l9" />ความไม่หลงลืม สติ สตินทรีย์ สติพละ ความระลึกชอบ สติสัมโพชฌงค์ อันเป็นองค์แห่งมรรค           
			<remark  id="s3b34c96l10" />นับเนื่องในมรรค ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า สติ มีในสมัยนั้น.      
			<remark  id="s3b34c96l11" />     [๒๕๒] สัมปชัญญะ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?  
			<remark  id="s3b34c96l12" />     ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ความวิจัย ความเลือกสรร ความวิจัยธรรม ความกำหนดหมาย               
			<remark  id="s3b34c96l13" />ความเข้าไปกำหนด ความเข้าไปกำหนดเฉพาะ ภาวะที่รู้ ภาวะที่ฉลาด ภาวะที่รู้ละเอียด ความ          
			<remark  id="s3b34c96l14" />รู้แจ่มแจ้ง ความค้นคิด ความใคร่ครวญ ปัญญาเหมือนแผ่นดิน ปัญญาเครื่องทำลายกิเลส               
			<remark  id="s3b34c96l15" />ปัญญาเครื่องนำทาง ความเห็นแจ้ง ความรู้ชัด ปัญญาเหมือนปฏัก ปัญญา ปัญญินทรีย์                 
			<remark  id="s3b34c96l16" />ปัญญาพละ ปัญญาเหมือนศาตรา ปัญญาเหมือนปราสาท ความสว่างคือปัญญา แสงสว่าง  
			<remark  id="s3b34c96l17" />คือปัญญา ปัญญาเหมือนประทีป ปัญญาเหมือนดวงแก้ว ความไม่หลง ความวิจัยธรรม  
			<remark  id="s3b34c96l18" />สัมมาทิฏฐิ ธรรมวิจัยสัมโพชฌงค์ อันเป็นองค์แห่งมรรค นับเนื่องในมรรค ในสมัยนั้น               
			<remark  id="s3b34c96l19" />อันใด นี้ชื่อว่า สัมปชัญญะ มีในสมัยนั้น.  
			<remark  id="s3b34c96l20" />     [๒๕๓] สมถะ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?     
			<remark  id="s3b34c96l21" />     ความตั้งอยู่แห่งจิต ความดำรงอยู่แห่งจิต ความมั่นคงแห่งจิต ความไม่ส่ายไปแห่งจิต         
			<remark  id="s3b34c96l22" />ความไม่ฟุ้งซ่านแห่งจิต ภาวะที่จิตไม่ส่ายไป ความสงบ สมาธินทรีย์ สมาธิพละ ความตั้งใจชอบ       
			<remark  id="s3b34c96l23" />สมาธิสัมโพชฌงค์ อันเป็นองค์แห่งมรรค นับเนื่องในมรรค ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า             
			<remark  id="s3b34c96l24" />สมถะ มีในสมัยนั้น.  
			<remark  id="s3b34c96l25" />     [๒๕๔] วิปัสสนา มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?  
			<remark  id="s3b34c96l26" />     ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ความวิจัย ความเลือกสรร ความวิจัยธรรม ความกำหนดหมาย               
			<remark  id="s3b34c96l27" />ความเข้าไปกำหนด ความเข้าไปกำหนดเฉพาะ ภาวะที่รู้ ภาวะที่ฉลาด ภาวะที่รู้ละเอียด ความ     
		</para>
	</section>
	<section id="s3b34c97" >
		<para id="s3b34c97p">
			<remark  id="s3b34c97l1" />รู้แจ่มแจ้ง ความค้นคิด ความใคร่ครวญ ปัญญาเหมือนแผ่นดิน ปัญญาเครื่องทำลายกิเลส               
			<remark  id="s3b34c97l2" />ปัญญาเครื่องนำทาง ความเห็นแจ้ง ความรู้ชัด ปัญญาเหมือนปฏัก ปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ        
			<remark  id="s3b34c97l3" />ปัญญาเหมือนศาตรา ปัญญาเหมือนปราสาท ความสว่างคือปัญญา แสงสว่างคือปัญญา ปัญญา                 
			<remark  id="s3b34c97l4" />เหมือนประทีป ปัญญาเหมือนดวงแก้ว ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิ ธรรมวิจย               
			<remark  id="s3b34c97l5" />สัมโพชฌงค์ อันเป็นองค์แห่งมรรค นับเนื่องในมรรค ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า วิปัสสนา        
			<remark  id="s3b34c97l6" />มีในสมัยนั้น.    
			<remark  id="s3b34c97l7" />     [๒๕๕] ปัคคาหะ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?  
			<remark  id="s3b34c97l8" />     การปรารภความเพียรทางใจ ความขะมักเขม้น ความบากบั่น ความตั้งหน้า ความพยายาม              
			<remark  id="s3b34c97l9" />ความอุตสาหะ ความทนทาน ความเข้มแข็ง ความหมั่น ความก้าวไปอย่างไม่ท้อถอย ความ                  
			<remark  id="s3b34c97l10" />ไม่ทอดทิ้งฉันทะ ความไม่ทอดทิ้งธุระ ความประคับประคองธุระ วิริยะ วิริยินทรีย์ วิริยพละ        
			<remark  id="s3b34c97l11" />สัมมาวายามะ วิริยสัมโพชฌงค์ อันเป็นองค์แห่งมรรค นับเนื่องในมรรค ในสมัยนั้น อันใด            
			<remark  id="s3b34c97l12" />นี้ ชื่อว่า ปัคคาหะ มีในสมัยนั้น.         
			<remark  id="s3b34c97l13" />     [๒๕๖] อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?  
			<remark  id="s3b34c97l14" />     ความตั้งอยู่แห่งจิต ความดำรงอยู่แห่งจิต ความมั่นคงแห่งจิต ความไม่ส่ายไปแห่งจิต         
			<remark  id="s3b34c97l15" />ความไม่ฟุ้งซ่านแห่งจิต ภาวะที่จิตไม่ส่ายไป ความสงบ สมาธินทรีย์ สมาธิพละ สัมมาสมาธิ          
			<remark  id="s3b34c97l16" />สมาธิสัมโพชฌงค์ อันเป็นองค์แห่งมรรค นับเนื่องในมรรค ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า             
			<remark  id="s3b34c97l17" />อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น.  
			<remark  id="s3b34c97l18" />     [๒๕๗] หรือนามธรรมที่อิงอาศัยเกิดขึ้นแม้อื่นใด มีอยู่ในสมัยนั้น  
			<remark  id="s3b34c97l19" />     สภาวธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล.  
			<remark  id="s3b34c97l20" />     [๒๕๘] ก็ขันธ์ ๔ อาตนะ ๒ ธาตุ ๒ อาหาร ๓ อินทรีย์ ๙ ฌานมีองค์ ๕ มรรค  
			<remark  id="s3b34c97l21" />มีองค์ ๘ พละ ๗ เหตุ ๓ ผัสสะ ๑ เวทนา ๑ สัญญา ๑ เจตนา ๑ จิต ๑ เวทนาขันธ์ ๑  
			<remark  id="s3b34c97l22" />สัญญาขันธ์ ๑ สังขารขันธ์ ๑ วิญญาณขันธ์ ๑ มนายตนะ ๑ มนินทรีย์ ๑ มโนวิญญาณธาตุ ๑              
			<remark  id="s3b34c97l23" />ธัมมายตนะ ๑ ธรรมธาตุ ๑ มีในสมัยนั้น หรือนามธรรมที่อิงอาศัยเกิดขึ้นแม้อื่นใด มีในสมัยนั้น    
			<remark  id="s3b34c97l24" />     สภาวธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล.  
		</para>
	</section>
	<section id="s3b34c98" >
		<para id="s3b34c98p">
			<remark  id="s3b34c98l1" />     [๒๕๙] สังขารขันธ์ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?  
			<remark  id="s3b34c98l2" />     ผัสสะ เจตนา วิตก วิจาร ปีติ เอกัคคตา สัทธินทรีย์ วิริยินทรีย์ สตินทรีย์                
			<remark  id="s3b34c98l3" />สมาธินทรีย์ ปัญญินทรีย์ ชีวิตินทรีย์ อนัญญตัญญัสสามีตินทรีย์ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ       
			<remark  id="s3b34c98l4" />สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ สัทธาพละ                
			<remark  id="s3b34c98l5" />วิริยพละ สติพละ สมาธิพละ ปัญญาพละ หิริพละ โอตตัปปพละ อโลภะ อโทสะ อโมหะ  
			<remark  id="s3b34c98l6" />อนภิชฌา อัพยาปาทะ สัมมาทิฏฐิ หิริโอตตัปปะ กายปัสสัทธิ จิตตปัสสัทธิ กายลหุตา                 
			<remark  id="s3b34c98l7" />จิตตหุตา กายมุทุตา จิตตมุทุตา กายกัมมัญญตา จิตตกัมมัญญตา กายปาคุญญตา จิตตปาคุญญตา           
			<remark  id="s3b34c98l8" />กายุชุกตา จิตตุชุกต สติ สัมปชัญญะ สมถะ วิปัสสนา ปัคคาหะ อวิกเขปะ หรือนามธรรม                
			<remark  id="s3b34c98l9" />ที่อิงอาศัยเกิดขึ้นแม้อื่นใด เว้นเวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ วิญญาณขันธ์ มีอยู่ในสมัยนั้น นี้     
			<remark  id="s3b34c98l10" />ชื่อว่า สังขารขันธ์ มีในสมัยนั้น ฯลฯ      
			<remark  id="s3b34c98l11" />     สภาวธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล.  
			<remark  id="s3b34c98l12" />                     ------------------   
			<remark  id="s3b34c98l13" />                          มหานัย ๒๐       
			<remark  id="s3b34c98l14" />                         สุทธิกปฏิปทา     
			<remark  id="s3b34c98l15" />     [๒๖๐] ธรรมเป็นกุศล เป็นไฉน?          
			<remark  id="s3b34c98l16" />     โยคาวจรบุคคล เจริญฌานเป็นโลกุตตระ อันเป็นเครื่องออกไปจากโลกนำไปสู่นิพพาน               
			<remark  id="s3b34c98l17" />เพื่อละทิฏฐิ เพื่อบรรลุภูมิเบื้องต้น สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรมทั้งหลายแล้ว บรรลุปฐม      
			<remark  id="s3b34c98l18" />ฌาน เป็นทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา ฯลฯ อยู่ในสมัยใด ผัสสะ ฯลฯ อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น ฯลฯ         
			<remark  id="s3b34c98l19" />     สภาวธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล.  
			<remark  id="s3b34c98l20" />     [๒๖๑] ธรรมเป็นกุศล เป็นไฉน?          
			<remark  id="s3b34c98l21" />     โยคาวจรบุคคล เจริญฌานเป็นโลกุตตระ อันเป็นเครื่องออกไปจากโลกนำไปสู่นิพพาน               
			<remark  id="s3b34c98l22" />เพื่อละทิฏฐิ เพื่อบรรลุภูมิเบื้องต้น สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรมทั้งหลายแล้ว บรรลุปฐม      
			<remark  id="s3b34c98l23" />ฌาน เป็นทุกขาปฏิปทาขิปปาภิญญา ฯลฯ อยู่ในสมัยใด ผัสสะ ฯลฯ อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น ฯลฯ         
			<remark  id="s3b34c98l24" />     สภาวธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล.  
		</para>
	</section>
	<section id="s3b34c99" >
		<para id="s3b34c99p">
			<remark  id="s3b34c99l1" />     [๒๖๒] ธรรมเป็นกุศล เป็นไฉน?          
			<remark  id="s3b34c99l2" />     โยคาวจรบุคคล เจริญฌานเป็นโลกุตตระ อันเป็นเครื่องออกไปจากโลกนำไปสู่นิพพาน               
			<remark  id="s3b34c99l3" />เพื่อละทิฏฐิ เพื่อบรรลุภูมิเบื้องต้น สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรมทั้งหลายแล้ว บรรลุปฐม      
			<remark  id="s3b34c99l4" />ฌาน เป็นสุขาปฏิปทาทันธาภิญญา ฯลฯ อยู่ในสมัยใด ผัสสะ ฯลฯ อวิกเขปะ มีในสมัย                  
			<remark  id="s3b34c99l5" />นั้น ฯลฯ         
			<remark  id="s3b34c99l6" />     สภาวธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล.  
			<remark  id="s3b34c99l7" />     [๒๖๓] ธรรมเป็นกุศล เป็นไฉน?          
			<remark  id="s3b34c99l8" />     โยคาวจรบุคคล เจริญฌานเป็นโลกุตตระ อันเป็นเครื่องออกไปจากโลกนำไปสู่นิพพาน               
			<remark  id="s3b34c99l9" />เพื่อละทิฏฐิ เพื่อบรรลุภูมิเบื้องต้น สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรมทั้งหลายแล้ว บรรลุ          
			<remark  id="s3b34c99l10" />ปฐมฌาน เป็นสุขาปฏิปทาขิปปาภิญญา ฯลฯ อยู่ในสมัยใด ผัสสะ ฯลฯ อวิกเขปะ มีใน  
			<remark  id="s3b34c99l11" />สมัยนั้น ฯลฯ     
			<remark  id="s3b34c99l12" />     สภาวธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล.  
			<remark  id="s3b34c99l13" />     [๒๖๔] ธรรมเป็นกุศล เป็นไฉน?          
			<remark  id="s3b34c99l14" />     โยคาวจรบุคคล เจริญฌานเป็นโลกุตตระ อันเป็นเครื่องออกไปจากโลกนำไปสู่นิพพาน               
			<remark  id="s3b34c99l15" />เพื่อละทิฏฐิ เพื่อบรรลุภูมิเบื้องต้น บรรลุทุติยฌาน ฯลฯ บรรลุตติยฌาน ฯลฯ บรรลุจตุตถฌาน       
			<remark  id="s3b34c99l16" />บรรลุปฐมฌาน ฯลฯ บรรลุปัญจมฌาน เป็นทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา ฯลฯ เป็นทุกขาปฏิปทา                
			<remark  id="s3b34c99l17" />ขิปปาภิญญา ฯลฯ เป็นสุขาปฏิปทาทันธาภิญญา ฯลฯ เป็นสุขาปฏิปทาขิปปาภิญญา ฯลฯ อยู่ใน            
			<remark  id="s3b34c99l18" />สมัยใด ผัสสะ ฯลฯ อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น ฯลฯ  
			<remark  id="s3b34c99l19" />     สภาวธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล.  
			<remark  id="s3b34c99l20" />                       สุทธิกปฏิปทา จบ.   
			<remark  id="s3b34c99l21" />                      ----------------   
		</para>
	</section>
	<section id="s3b34c100" >
		<para id="s3b34c100p">
			<remark  id="s3b34c100l1" />                           สุญญตะ         
			<remark  id="s3b34c100l2" />     [๒๖๕] ธรรมเป็นกุศล เป็นไฉน?          
			<remark  id="s3b34c100l3" />     โยคาวจรบุคคล เจริญฌานเป็นโลกุตตระ อันเป็นเครื่องออกไปจากโลกนำไปสู่นิพพาน               
			<remark  id="s3b34c100l4" />เพื่อละทิฏฐิ เพื่อบรรลุภูมิเบื้องต้น สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรมทั้งหลายแล้ว บรรลุ          
			<remark  id="s3b34c100l5" />ปฐมฌาน ชนิดสุญญตะ ฯลฯ อยู่ในสมัยใด ผัสสะ ฯลฯ อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น ฯลฯ  
			<remark  id="s3b34c100l6" />     สภาวธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล.  
			<remark  id="s3b34c100l7" />     ธรรมเป็นกุศล เป็นไฉน?                
			<remark  id="s3b34c100l8" />     โยคาวจรบุคคล เจริญฌานเป็นโลกุตตระ อันเป็นเครื่องออกไปจากโลกนำไปสู่นิพพาน               
			<remark  id="s3b34c100l9" />เพื่อละทิฏฐิ เพื่อบรรลุภูมิเบื้องต้น บรรลุทุติยฌาน ฯลฯ บรรลุตติยฌาน ฯลฯ บรรลุจตุตถฌาน       
			<remark  id="s3b34c100l10" />บรรลุปฐมฌาน ฯลฯ บรรลุปัญจมฌาน ชนิดสุญญตะ ฯลฯ อยู่ในสมัยใด ผัสสะ ฯลฯ  
			<remark  id="s3b34c100l11" />อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น ฯลฯ                 
			<remark  id="s3b34c100l12" />     สภาวธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล.  
			<remark  id="s3b34c100l13" />                         สุญญตะ จบ.       
			<remark  id="s3b34c100l14" />                      ---------------                         
			<remark  id="s3b34c100l15" />                        สุญญตมูลกปฏิปทา   
			<remark  id="s3b34c100l16" />     [๒๖๖] ธรรมเป็นกุศล เป็นไฉน?          
			<remark  id="s3b34c100l17" />     โยคาวจรบุคคล เจริญฌานเป็นโลกุตตระ อันเป็นเครื่องออกไปจากโลกนำไปสู่นิพพาน               
			<remark  id="s3b34c100l18" />เพื่อละทิฏฐิ เพื่อบรรลุภูมิเบื้องต้น สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรมทั้งหลายแล้ว บรรลุ          
			<remark  id="s3b34c100l19" />ปฐมฌาน ชนิดสุญญตะ เป็นทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา ฯลฯ อยู่ในสมัยใด ผัสสะ ฯลฯ  
			<remark  id="s3b34c100l20" />อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น ฯลฯ                 
			<remark  id="s3b34c100l21" />     สภาวธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล.  
		</para>
	</section>
	<section id="s3b34c101" >
		<para id="s3b34c101p">
			<remark  id="s3b34c101l1" />     ธรรมเป็นกุศล เป็นไฉน?                
			<remark  id="s3b34c101l2" />     โยคาวจรบุคคล เจริญฌานเป็นโลกุตตระ อันเป็นเครื่องออกไปจากโลกนำไปสู่นิพพาน               
			<remark  id="s3b34c101l3" />เพื่อละทิฏฐิ เพื่อบรรลุภูมิเบื้องต้น สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรมทั้งหลายแล้ว บรรลุ          
			<remark  id="s3b34c101l4" />ปฐมฌาน ชนิดสุญญตะ เป็นทุกขาปฏิปทาขิปปาภิญญา ฯลฯ อยู่ในสมัยใด ผัสสะ ฯลฯ  
			<remark  id="s3b34c101l5" />อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น ฯลฯ                 
			<remark  id="s3b34c101l6" />     สภาวธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล.  
			<remark  id="s3b34c101l7" />     ธรรมเป็นกุศล เป็นไฉน?                
			<remark  id="s3b34c101l8" />     โยคาวจรบุคคล เจริญฌานเป็นโลกุตตระ อันเป็นเครื่องออกไปจากโลกนำไปสู่  
			<remark  id="s3b34c101l9" />นิพพาน เพื่อละทิฏฐิ เพื่อบรรลุภูมิเบื้องต้น สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรมทั้งหลายแล้ว         
			<remark  id="s3b34c101l10" />บรรลุปฐมฌาน ชนิดสุญญตะ เป็นสุขาปฏิปทาทันธาภิญญา ฯลฯ อยู่ในสมัยใด ผัสสะ ฯลฯ                  
			<remark  id="s3b34c101l11" />อวิกเขปะ มีอยู่ในสมัยนั้น ฯลฯ             
			<remark  id="s3b34c101l12" />     สภาวธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล.  
			<remark  id="s3b34c101l13" />     ธรรมเป็นกุศล เป็นไฉน?                
			<remark  id="s3b34c101l14" />     โยคาวจรบุคคล เจริญฌานเป็นโลกุตตระ อันเป็นเครื่องออกไปจากโลกนำไปสู่นิพพาน               
			<remark  id="s3b34c101l15" />เพื่อละทิฏฐิ เพื่อบรรลุภูมิเบื้องต้น สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรมทั้งหลายแล้ว บรรลุปฐม      
			<remark  id="s3b34c101l16" />ฌาน ชนิดสุญญตะ เป็นสุขาปฏิปทาขิปปาภิญญา ฯลฯ อยู่ในสมัยใด ผัสสะ ฯลฯ อวิกเขปะ                
			<remark  id="s3b34c101l17" />มีในสมัยนั้น ฯลฯ  
			<remark  id="s3b34c101l18" />     สภาวธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล.  
			<remark  id="s3b34c101l19" />     ธรรมเป็นกุศล เป็นไฉน?                
			<remark  id="s3b34c101l20" />     โยคาวจรบุคคล เจริญฌานเป็นโลกุตตระ อันเป็นเครื่องออกไปจากโลกนำไปสู่นิพพาน               
			<remark  id="s3b34c101l21" />เพื่อละทิฏฐิ เพื่อบรรลุภูมิเบื้องต้น บรรลุทุติยฌาน ฯลฯ บรรลุตติยฌาน ฯลฯ บรรลุจตุตถฌาน ฯลฯ   
			<remark  id="s3b34c101l22" />บรรลุปฐมฌาน ฯลฯ บรรลุปัญจมฌาน ชนิดสุญญตะ เป็นทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา ฯลฯ ชนิดสุญญ            
			<remark  id="s3b34c101l23" />ตะ ฯลฯ เป็นทุกขาปฏิปทาขิปปาภิญญา ฯลฯ ชนิดสุญญตะ เป็นสุขาปฏิปทาทันธาภิญญา ฯลฯ ชนิด          
			<remark  id="s3b34c101l24" />สุญญตะ เป็นสุขาปฏิปทาขิปปาภิญญา ฯลฯ อยู่ในสมัยใด ผัสสะ ฯลฯ อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น ฯลฯ        
			<remark  id="s3b34c101l25" />     สภาวธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล  
			<remark  id="s3b34c101l26" />                      สุญญตมูลกปฏิปทา จบ.  
			<remark  id="s3b34c101l27" />                        ------------
		</para>
	</section>
	<section id="s3b34c102" >
		<para id="s3b34c102p">
			<remark  id="s3b34c102l1" />                          อัปปณิหิตะ      
			<remark  id="s3b34c102l2" />     [๒๖๗] ธรรมเป็นกุศล เป็นไฉน?          
			<remark  id="s3b34c102l3" />     โยคาวจรบุคคล เจริญฌานเป็นโลกุตตระ อันเป็นเครื่องออกไปจากโลกนำไปสู่นิพพาน               
			<remark  id="s3b34c102l4" />เพื่อละทิฏฐิ เพื่อบรรลุภูมิเบื้องต้น สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรมทั้งหลายแล้ว บรรลุ          
			<remark  id="s3b34c102l5" />ปฐมฌาน ชนิดอัปปณิหิตะ ฯลฯ อยู่ในสมัยใด ผัสสะ ฯลฯ อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น ฯลฯ                  
			<remark  id="s3b34c102l6" />     สภาวธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล.  
			<remark  id="s3b34c102l7" />      ธรรมเป็นกุศล เป็นไฉน?                
			<remark  id="s3b34c102l8" />     โยคาวจรบุคคล เจริญฌานเป็นโลกุตตระ อันเป็นเครื่องออกไปจากโลกนำไปสู่นิพพาน               
			<remark  id="s3b34c102l9" />เพื่อละทิฏฐิ เพื่อบรรลุภูมิเบื้องต้น บรรลุทุติยฌาน ฯลฯ บรรลุตติยฌาน ฯลฯ บรรลุจตุตถฌาน       
			<remark  id="s3b34c102l10" />ฯลฯ บรรลุปฐมฌาน ฯลฯ บรรลุปัญจมฌาน ชนิดอัปปณิหิตะ ฯลฯ อยู่ในสมัยใด ผัสสะ ฯลฯ                 
			<remark  id="s3b34c102l11" />อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น ฯลฯ                 
			<remark  id="s3b34c102l12" />     สภาวธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล.  
			<remark  id="s3b34c102l13" />                        อัปปณิหิตะ จบ.    
			<remark  id="s3b34c102l14" />                       --------------     
			<remark  id="s3b34c102l15" />                       อัปปณิหิตมูลกปฏิปทา  
			<remark  id="s3b34c102l16" />     [๒๖๘] ธรรมเป็นกุศล เป็นไฉน?          
			<remark  id="s3b34c102l17" />     โยคาวจรบุคคล เจริญฌานเป็นโลกุตตระ อันเป็นเครื่องออกไปจากโลกนำไปสู่นิพพาน               
			<remark  id="s3b34c102l18" />เพื่อละทิฏฐิ เพื่อบรรลุภูมิเบื้องต้น สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรมทั้งหลายแล้ว บรรลุ          
			<remark  id="s3b34c102l19" />ปฐมฌาน ชนิดอัปปณิหิตะ เป็นทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา ฯลฯ อยู่ในสมัยใด ผัสสะ ฯลฯ                  
			<remark  id="s3b34c102l20" />อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น ฯลฯ                 
			<remark  id="s3b34c102l21" />     สภาวธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล.  
			<remark  id="s3b34c102l22" />     ธรรมเป็นกุศล เป็นไฉน?                
			<remark  id="s3b34c102l23" />     โยคาวจรบุคคล เจริญฌานเป็นโลกุตตระ อันเป็นเครื่องออกไปจากโลกนำไปสู่นิพพาน               
			<remark  id="s3b34c102l24" />เพื่อละทิฏฐิ เพื่อบรรลุภูมิเบื้องต้น สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรมทั้งหลายแล้ว บรรลุ   
		</para>
	</section>
	<section id="s3b34c103" >
		<para id="s3b34c103p">
			<remark  id="s3b34c103l1" />ปฐมฌาน ชนิดอัปปณิหิตะ เป็นทุกขาปฏิปทาขิปปาภิญญา ฯลฯ อยู่ในสมัยใด ผัสสะ ฯลฯ                  
			<remark  id="s3b34c103l2" />อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น ฯลฯ                 
			<remark  id="s3b34c103l3" />     สภาวธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล.  
			<remark  id="s3b34c103l4" />     ธรรมเป็นกุศล เป็นไฉน?                
			<remark  id="s3b34c103l5" />     โยคาวจรบุคคล เจริญฌานเป็นโลกุตตระ อันเป็นเครื่องออกไปจากโลกนำไปสู่นิพพาน               
			<remark  id="s3b34c103l6" />เพื่อละทิฏฐิ เพื่อบรรลุภูมิเบื้องต้น สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรมทั้งหลายแล้ว บรรลุ          
			<remark  id="s3b34c103l7" />ปฐมฌาน ชนิดอัปปณิหิตะ เป็นสุขาปฏิปทาทันธาภิญญา ฯลฯ อยู่ในสมัยใด ผัสสะ ฯลฯ                   
			<remark  id="s3b34c103l8" />อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น ฯลฯ                 
			<remark  id="s3b34c103l9" />     สภาวธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล.  
			<remark  id="s3b34c103l10" />     ธรรมเป็นกุศล เป็นไฉน?                
			<remark  id="s3b34c103l11" />     โยคาวจรบุคคล เจริญฌานเป็นโลกุตตระ อันเป็นเครื่องออกไปจากโลกนำไปสู่นิพพาน               
			<remark  id="s3b34c103l12" />เพื่อละทิฏฐิ เพื่อบรรลุภูมิเบื้องต้น สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรมทั้งหลายแล้ว บรรลุปฐมฌาน    
			<remark  id="s3b34c103l13" />ชนิดอัปปณิหิตะ เป็นสุขาปฏิปทาขิปปาภิญญา ฯลฯ อยู่ในสมัยใด ผัสสะ ฯลฯ อวิกเขปะ                 
			<remark  id="s3b34c103l14" />มีในสมัยนั้น ฯลฯ  
			<remark  id="s3b34c103l15" />     สภาวธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล.  
			<remark  id="s3b34c103l16" />     ธรรมเป็นกุศล เป็นไฉน?                
			<remark  id="s3b34c103l17" />     โยคาวจรบุคคล เจริญฌานเป็นโลกุตตระ อันเป็นเครื่องออกไปจากโลกนำไปสู่นิพพาน               
			<remark  id="s3b34c103l18" />เพื่อละทิฏฐิ เพื่อบรรลุภูมิเบื้องต้น บรรลุทุติยฌาน ฯลฯ บรรลุตติยฌาน ฯลฯ บรรลุจตุตถ         
			<remark  id="s3b34c103l19" />ฌาน ฯลฯ บรรลุปฐมฌาน ฯลฯ บรรลุปัญจมฌาน ชนิดอัปปณิหิตะ เป็นทุกขาปฏิปทาทันธา                 
			<remark  id="s3b34c103l20" />ภิญญา ฯลฯ ชนิดอัปปณิหิตะ เป็นทุกขาปฏิปทาขิปปาภิญญา ฯลฯ ชนิดอัปปณิหิตะ เป็น                 
			<remark  id="s3b34c103l21" />สุขาปฏิปทาทันธาภิญญา ฯลฯ ชนิดอัปปณิหิตะ เป็นสุขาปฏิปทาขิปปาภิญญา ฯลฯ อยู่ในสมัยใด           
			<remark  id="s3b34c103l22" />ผัสสะ ฯลฯ อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น ฯลฯ       
			<remark  id="s3b34c103l23" />     สภาวธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล.  
			<remark  id="s3b34c103l24" />                     อัปปณิหิตมูลกปฏิปทา จบ.  
			<remark  id="s3b34c103l25" />                        ----------- 
		</para>
	</section>
	<section id="s3b34c104" >
		<para id="s3b34c104p">
			<remark  id="s3b34c104l1" />     [๒๖๙] ธรรมเป็นกุศล เป็นไฉน?          
			<remark  id="s3b34c104l2" />     โยคาวจรบุคคล เจริญมรรคเป็นโลกุตตระ ฯลฯ เจริญสติปัฏฐานเป็นโลกุตตระ ฯลฯ                  
			<remark  id="s3b34c104l3" />เจริญสัมมัปปธานเป็นโลกุตตระ ฯลฯ เจริญอิทธิบาทเป็นโลกุตตระ ฯลฯ เจริญอินทรีย์เป็น             
			<remark  id="s3b34c104l4" />โลกุตตระ ฯลฯ เจริญพละเป็นโลกุตตระ ฯลฯ เจริญโพชฌงค์เป็นโลกุตตระ ฯลฯ เจริญสัจจะ               
			<remark  id="s3b34c104l5" />เป็นโลกุตตระ ฯลฯ เจริญสมถะเป็นโลกุตตระ ฯลฯ เจริญธรรมเป็นโลกุตตระ ฯลฯ เจริญขันธ์             
			<remark  id="s3b34c104l6" />เป็นโลกุตตระ ฯลฯ เจริญอายตนะเป็นโลกุตตระ ฯลฯ เจริญธาตุเป็นโลกุตตระ ฯลฯ เจริญ                
			<remark  id="s3b34c104l7" />อาหารเป็นโลกุตตระ ฯลฯ เจริญผัสสะเป็นโลกุตตระ ฯลฯ เจริญเวทนาเป็นโลกุตตระ ฯลฯ                 
			<remark  id="s3b34c104l8" />เจริญสัญญาเป็นโลกุตตระ ฯลฯ เจริญเจตนาเป็นโลกุตตระ ฯลฯ เจริญจิตเป็นโลกุตตระ อันเป็น          
			<remark  id="s3b34c104l9" />เครื่องออกไปจากโลกนำไปสู่นิพพาน เพื่อละทิฏฐิ เพื่อบรรลุภูมิเบื้องต้น สงัดจากกาม             
			<remark  id="s3b34c104l10" />สงัดจากอกุศลธรรมทั้งหลายแล้ว บรรลุปฐมฌาน เป็นทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา ฯลฯ อยู่ใน               
			<remark  id="s3b34c104l11" />สมัยใด ผัสสะ ฯลฯ อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น ฯลฯ  
			<remark  id="s3b34c104l12" />     สภาวธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล.  
			<remark  id="s3b34c104l13" />                        มหานัย ๒๐ จบ.     
			<remark  id="s3b34c104l14" />                        ------------      
			<remark  id="s3b34c104l15" />                            อธิบดี        
			<remark  id="s3b34c104l16" />     [๒๗๐] ธรรมเป็นกุศล เป็นไฉน?          
			<remark  id="s3b34c104l17" />     โยคาวจรบุคคล เจริญฌานเป็นโลกุตตระ อันเป็นเครื่องออกไปจากโลกนำไปสู่นิพพาน               
			<remark  id="s3b34c104l18" />เพื่อละทิฏฐิ เพื่อบรรลุภูมิเบื้องต้น สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรมทั้งหลายแล้ว บรรลุ          
			<remark  id="s3b34c104l19" />ปฐมฌาน เป็นฉันทาธิบดี ฯลฯ เป็นวิริยาธิบดี ฯลฯ เป็นจิตตาธิบดี ฯลฯ เป็นวิมังสาธิบดี           
			<remark  id="s3b34c104l20" />เป็นทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา ฯลฯ อยู่ในสมัยใด ผัสสะ ฯลฯ อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น ฯลฯ              
			<remark  id="s3b34c104l21" />     สภาวธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล ฯลฯ  
			<remark  id="s3b34c104l22" />     ธรรมเป็นกุศล เป็นไฉน?                
			<remark  id="s3b34c104l23" />     โยคาวจรบุคคล เจริญฌานเป็นโลกุตตระ อันเป็นเครื่องออกไปจากโลกนำไปสู่นิพพาน               
			<remark  id="s3b34c104l24" />เพื่อละทิฏฐิ เพื่อบรรลุภูมิเบื้องต้น บรรลุทุติยฌาน ฯลฯ บรรลุตติยฌาน ฯลฯ บรรลุจตุตถฌาน ฯลฯ   
			<remark  id="s3b34c104l25" />บรรลุปฐมฌาน ฯลฯ บรรลุปัญจมฌาน เป็นฉันทาธิบดี ฯลฯ เป็นวิริยาธิบดี ฯลฯ เป็นจิตตา  
		</para>
	</section>
	<section id="s3b34c105" >
		<para id="s3b34c105p">
			<remark  id="s3b34c105l1" />ธิบดี ฯลฯ เป็นวิมังสาธิบดี เป็นทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา ฯลฯ อยู่ในสมัยใด ผัสสะ ฯลฯ            
			<remark  id="s3b34c105l2" />อวิกเขปะ ฯลฯ มีในสมัยนั้น ฯลฯ             
			<remark  id="s3b34c105l3" />     สภาวธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล ฯลฯ  
			<remark  id="s3b34c105l4" />     ธรรมเป็นกุศล เป็นไฉน?                
			<remark  id="s3b34c105l5" />     โยคาวจรบุคคล เจริญมรรคเป็นโลกุตตระ ฯลฯ เจริญสติปัฏฐานเป็นโลกุตตระ ฯลฯ                  
			<remark  id="s3b34c105l6" />เจริญสัมมัปปธานเป็นโลกุตตระ ฯลฯ เจริญอิทธิบาทเป็นโลกุตตระ ฯลฯ เจริญอินทรีย์เป็น             
			<remark  id="s3b34c105l7" />โลกุตตระ ฯลฯ เจริญพละเป็นโลกุตตระ ฯลฯ เจริญโพชฌงค์เป็นโลกุตตระ ฯลฯ เจริญสัจจะ               
			<remark  id="s3b34c105l8" />เป็นโลกุตตระ ฯลฯ เจริญสมถะเป็นโลกุตตระ ฯลฯ เจริญธรรมเป็นโลกุตตระ ฯลฯ เจริญขันธ์             
			<remark  id="s3b34c105l9" />เป็นโลกุตตระ ฯลฯ เจริญอายตนะเป็นโลกุตตระ ฯลฯ เจริญธาตุเป็นโลกุตตระ ฯลฯ เจริญ                
			<remark  id="s3b34c105l10" />อาหารเป็นโลกุตตระ ฯลฯ เจริญผัสสะเป็นโลกุตตระ ฯลฯ เจริญเวทนาเป็นโลกุตตระ ฯลฯ                 
			<remark  id="s3b34c105l11" />เจริญสัญญาเป็นโลกุตตระ ฯลฯ เจริญเจตนาเป็นโลกุตตระ ฯลฯ เจริญจิตเป็นโลกุตตระ ฯลฯ              
			<remark  id="s3b34c105l12" />อันเป็นเครื่องออกไปจากโลกนำไปสู่นิพพาน เพื่อละทิฏฐิ เพื่อบรรลุภูมิเบื้องต้น สงัดจากกาม      
			<remark  id="s3b34c105l13" />สงัดจากอกุศลธรรมทั้งหลายแล้ว บรรลุปฐมฌาน เป็นฉันทาธิบดี ฯลฯ เป็นวิริยาธิบดี ฯลฯ             
			<remark  id="s3b34c105l14" />เป็นจิตตาธิบดี ฯลฯ เป็นวิมังสาธิบดี เป็นทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา ฯลฯ อยู่ในสมัยใด              
			<remark  id="s3b34c105l15" />ผัสสะ ฯลฯ อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น ฯลฯ       
			<remark  id="s3b34c105l16" />     สภาวธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล ฯลฯ  
			<remark  id="s3b34c105l17" />                          อธิบดี จบ       
			<remark  id="s3b34c105l18" />                      มรรคจิตดวงที่ ๑ จบ  
			<remark  id="s3b34c105l19" />                        ------------      
			<remark  id="s3b34c105l20" />                        มรรคจิตดวงที่ ๒   
			<remark  id="s3b34c105l21" />     [๒๗๑] ธรรมเป็นกุศล เป็นไฉน?          
			<remark  id="s3b34c105l22" />     โยคาวจรบุคคล เจริญฌานเป็นโลกุตตระ อันเป็นเครื่องออกไปจากโลก นำไปสู่นิพพาน              
			<remark  id="s3b34c105l23" />เพื่อบรรลุภูมิที่ ๒ เพื่อบรรเทากามราคะและพยาบาทให้เบาบางลง สงัดจากกาม สงัดจากอกุศล 
		</para>
	</section>
	<section id="s3b34c106" >
		<para id="s3b34c106p">
			<remark  id="s3b34c106l1" />ธรรมทั้งหลายแล้ว บรรลุปฐมฌาน เป็นทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา ฯลฯ อยู่ในสมัยใด ผัสสะ ฯลฯ           
			<remark  id="s3b34c106l2" />อัญญินทรีย์ ฯลฯ อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น ฯลฯ  
			<remark  id="s3b34c106l3" />     สภาวธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล ฯลฯ  
			<remark  id="s3b34c106l4" />                      มรรคจิตดวงที่ ๒ จบ  
			<remark  id="s3b34c106l5" />                       ------------       
			<remark  id="s3b34c106l6" />                       มรรคจิตดวงที่ ๓    
			<remark  id="s3b34c106l7" />     [๒๗๒] ธรรมเป็นกุศล เป็นไฉน?          
			<remark  id="s3b34c106l8" />     โยคาวจรบุคคล เจริญฌานเป็นโลกุตตระ อันเป็นเครื่องออกไปจากโลก นำไปสู่นิพพาน              
			<remark  id="s3b34c106l9" />เพื่อบรรลุภูมิที่ ๓ เพื่อละกามราคะและพยาบาทไม่ให้มีเหลือ สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม        
			<remark  id="s3b34c106l10" />ทั้งหลายแล้ว บรรลุปฐมฌาน เป็นทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา ฯลฯ มีอยู่ในสมัยใด ผัสสะ ฯลฯ             
			<remark  id="s3b34c106l11" />อัญญินทรีย์ ฯลฯ มีในสมัยนั้น ฯลฯ          
			<remark  id="s3b34c106l12" />     สภาวธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล ฯลฯ  
			<remark  id="s3b34c106l13" />                      มรรคจิตดวงที่ ๓ จบ  
			<remark  id="s3b34c106l14" />                        ------------      
			<remark  id="s3b34c106l15" />                        มรรคจิตดวงที่ ๔   
			<remark  id="s3b34c106l16" />     [๒๗๓] ธรรมเป็นกุศล เป็นไฉน?          
			<remark  id="s3b34c106l17" />     โยคาวจรบุคคล เจริญฌานเป็นโลกุตตระ อันเป็นเครื่องออกไปจากโลก นำไปสู่นิพพาน              
			<remark  id="s3b34c106l18" />เพื่อบรรลุภูมิที่ ๔ เพื่อละรูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ และอวิชชา ไม่ให้มีเหลือ           
			<remark  id="s3b34c106l19" />สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรมทั้งหลายแล้ว บรรลุปฐมฌาน เป็นทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา ฯลฯ           
			<remark  id="s3b34c106l20" />อัญญินทรีย์ ฯลฯ อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น ฯลฯ  
			<remark  id="s3b34c106l21" />     สภาวธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล ฯลฯ  
		</para>
	</section>
	<section id="s3b34c107" >
		<para id="s3b34c107p">
			<remark  id="s3b34c107l1" />     [๒๗๔] อัญญินทรีย์ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?  
			<remark  id="s3b34c107l2" />     ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ความวิจัย ความเลือกสรร ความวิจัยธรรม ความกำหนดหมาย               
			<remark  id="s3b34c107l3" />ความเข้าไปกำหนด ความเข้าไปกำหนดเฉพาะ ภาวะที่รู้ ภาวะที่ฉลาด ภาวะที่รู้ละเอียด               
			<remark  id="s3b34c107l4" />ความรู้แจ่มแจ้ง ความค้นคิด ความใคร่ครวญ ปัญญาเหมือนแผ่นดิน ปัญญาเครื่องทำลายกิเลส           
			<remark  id="s3b34c107l5" />ปัญญาเครื่องนำทาง ความเห็นแจ้ง ความรู้ชัด ปัญญาเหมือนปฏัก ปัญญา ปัญญินทรีย์                 
			<remark  id="s3b34c107l6" />ปัญญาพละ ปัญญาเหมือนศาตรา ปัญญาเหมือนปราสาท ความสว่างเหมือนปัญญา ความสว่าง                  
			<remark  id="s3b34c107l7" />คือปัญญา แสงสว่างคือปัญญา ปัญญาเหมือนประทีป ปัญญาเหมือนดวงแก้ว ความไม่หลง                   
			<remark  id="s3b34c107l8" />ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิ ธรรมวิจัยสัมโพชฌงค์ อันเป็นองค์แห่งมรรค นับเนื่องในมรรค            
			<remark  id="s3b34c107l9" />เพื่อรู้ธรรมที่รู้แล้ว เพื่อเห็นธรรมที่เห็นแล้ว เพื่อบรรลุธรรมที่บรรลุแล้ว เพื่อทราบธรรมที่ทราบ  
			<remark  id="s3b34c107l10" />แล้ว เพื่อทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ทำให้แจ้งแล้ว ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า อัญญินทรีย์ มีใน    
			<remark  id="s3b34c107l11" />สมัยนั้น ฯลฯ นี้ชื่อว่า อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น หรือนามธรรมที่อิงอาศัยเกิดขึ้นแม้อื่นใด มี    
			<remark  id="s3b34c107l12" />อยู่ในสมัยนั้น   
			<remark  id="s3b34c107l13" />     สภาวธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล  
			<remark  id="s3b34c107l14" />                       มรรคจิตดวงที่ ๔ จบ.  
			<remark  id="s3b34c107l15" />                       โลกุตตรกุศลจิต จบ.  
			<remark  id="s3b34c107l16" />                        -------------     
		</para>
	</section>
	<section id="s3b34c108" >
		<para id="s3b34c108p">
			<remark  id="s3b34c108l1" />                          อกุศลธรรม       
			<remark  id="s3b34c108l2" />                          อกุศลจิต ๑๒     
			<remark  id="s3b34c108l3" />                          ----------      
			<remark  id="s3b34c108l4" />                           จิตดวงที่ ๑    
			<remark  id="s3b34c108l5" />                           ปทภาชนีย       
			<remark  id="s3b34c108l6" />     [๒๗๕] ธรรมเป็นกุศล เป็นไฉน?          
			<remark  id="s3b34c108l7" />     อกุศลจิต สหรคตด้วยโสมนัส สัมปยุตด้วยทิฏฐิ มีรูปเป็นอารมณ์ หรือมีเสียงเป็น              
			<remark  id="s3b34c108l8" />อารมณ์ มีกลิ่นเป็นอารมณ์ มีรสเป็นอารมณ์ มีโผฏฐัพพะเป็นอารมณ์ มีธรรมเป็นอารมณ์ หรือ          
			<remark  id="s3b34c108l9" />ปรารภอารมณ์ใดๆ เกิดขึ้น ในสมัยใด ผัสสะ เวทนา สัญญา เจตนา จิต วิตก วิจาร ปีติ                
			<remark  id="s3b34c108l10" />สุข เอกัคคตา วิริยินทรีย์ สมาธินทรีย์ มนินทรีย์ โสมนัสสินทรีย์ ชีวิตินทรีย์ มิจฉาทิฏฐิ      
			<remark  id="s3b34c108l11" />มิจฉาสังกัปปะ มิจฉาวายามะ มิจฉาสมาธิ วิริยพละ สมาธิพละ อหิริกพละ อโนตตัปปพละ                
			<remark  id="s3b34c108l12" />โลภะ โมหะ อภิชฌา มิจฉาทิฏฐิ อหิริกะ อโนตตัปปะ สมถะ ปัคคาหะ อวิกเขปะ มีใน  
			<remark  id="s3b34c108l13" />สมัยนั้น หรือนามธรรมที่อิงอาศัยเกิดขึ้นแม้อื่นใด มีอยู่ในสมัยนั้น  
			<remark  id="s3b34c108l14" />     สภาวธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล.  
			<remark  id="s3b34c108l15" />     [๒๗๖] ผัสสะ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?    
			<remark  id="s3b34c108l16" />     การกระทบ กิริยาที่กระทบ กิริยาที่ถูกต้อง ความถูกต้อง ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า       
			<remark  id="s3b34c108l17" />ผัสสะ มีในสมัยนั้น.  
			<remark  id="s3b34c108l18" />     [๒๗๗] เวทนา มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?    
			<remark  id="s3b34c108l19" />     ความสบายทางใจ ความสุขทางใจ อันเกิดแต่สัมผัสแห่งมโนวิญญาณธาตุที่สมกัน                   
			<remark  id="s3b34c108l20" />ความเสวยอารมณ์ที่สบายเป็นสุขอันเกิดแต่เจโตสัมผัส กิริยาเสวยอารมณ์ที่สบายเป็นสุขอันเกิด      
			<remark  id="s3b34c108l21" />แต่เจโตสัมผัส ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า เวทนา มีในสมัยนั้น.      
			<remark  id="s3b34c108l22" />     [๒๗๘] สัญญา มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?    
			<remark  id="s3b34c108l23" />     การจำ กิริยาจำ ความจำ อันเกิดแต่สัมผัสแห่งมโนวิญญาณธาตุที่สมกัน ในสมัยนั้น             
			<remark  id="s3b34c108l24" />อันใด นี้ชื่อว่า สัญญา มีในสมัยนั้น.      
		</para>
	</section>
	<section id="s3b34c109" >
		<para id="s3b34c109p">
			<remark  id="s3b34c109l1" />     [๒๗๙] เจตนา มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?    
			<remark  id="s3b34c109l2" />     การคิด กิริยาที่คิด ความคิด อันเกิดแต่สัมผัสแห่งมโนวิญญาณธาตุที่สมกัน ในสมัย           
			<remark  id="s3b34c109l3" />นั้น อันใด นี้ชื่อว่า เจตนา มีในสมัยนั้น.  
			<remark  id="s3b34c109l4" />     [๒๘๐] จิต มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?      
			<remark  id="s3b34c109l5" />     จิต มโน มานัส หทัย ปัณฑระ มโน มนายตนะ มนินทรีย์ วิญญาณ วิญญาณขันธ์  
			<remark  id="s3b34c109l6" />มโนวิญญาณธาตุที่สมกัน ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า จิต มีในสมัยนั้น.  
			<remark  id="s3b34c109l7" />     [๒๘๑] วิตก มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?     
			<remark  id="s3b34c109l8" />     ความตรึก ความตรึกอย่างแรง ความดำริ ความที่จิตแนบอยู่ในอารมณ์ ความที่จิตแนบ             
			<remark  id="s3b34c109l9" />สนิทอยู่ในอารมณ์ ความยกจิตขึ้นสู่อารมณ์ มิจฉาสังกัปปะ ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า วิตก      
			<remark  id="s3b34c109l10" />มีในสมัยนั้น.    
			<remark  id="s3b34c109l11" />     [๒๘๒] วิจาร มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?    
			<remark  id="s3b34c109l12" />     ความตรอง ความพิจารณา ความตามพิจารณา ความเข้าไปพิจารณา ความที่จิตสืบต่อ                 
			<remark  id="s3b34c109l13" />อารมณ์ ความที่จิตเพ่งดูอารมณ์ ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า วิจาร มีในสมัยนั้น.               
			<remark  id="s3b34c109l14" />     [๒๘๓] ปีติ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?     
			<remark  id="s3b34c109l15" />     ความอิ่มใจ ความปราโมทย์ ความยินดียิ่ง ความบันเทิง ความร่าเริง ความรื่นเริง             
			<remark  id="s3b34c109l16" />ความปลื้มใจ ความตื่นเต้น ความที่จิตชื่นชมยินดี ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า ปีติ มีใน        
			<remark  id="s3b34c109l17" />สมัยนั้น.        
			<remark  id="s3b34c109l18" />     [๒๘๔] สุข มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?      
			<remark  id="s3b34c109l19" />     ความสบายทางใจ ความสุขทางใจ ความเสวยอารมณ์ที่สบายเป็นสุข อันเกิดแต่เจโต                 
			<remark  id="s3b34c109l20" />สัมผัส กิริยาที่เสวยอารมณ์ที่สบายเป็นสุขอันเกิดแต่เจโตสัมผัส ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า    
			<remark  id="s3b34c109l2
