<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<!DOCTYPE book PUBLIC "-//OASIS//DTD DocBook XML V5.0//EN" "http://www.oasis-open.org/docbook/xml/4.5/docbookx.dtd">
<chapter id="s2b33">
	<title>ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ พุทธวงศ์-จริยาปิฎก</title>
	<section id="s2b33c1" >
		<para id="s2b33c1p">
			<remark  id="s2b33c1l1" />			พระสุตตันตปิฎก 
			<remark  id="s2b33c1l2" />				เล่ม ๒๕ 
			<remark  id="s2b33c1l3" />	ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ พุทธวงศ์-จริยาปิฎก
			<remark  id="s2b33c1l4" />ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น 
			<remark  id="s2b33c1l5" />				อปทาน 
			<remark  id="s2b33c1l6" />		ภัททาลิวรรคที่ ๔๒ 
			<remark  id="s2b33c1l7" />		ภัททาลิเถราปทานที่ ๑ 
			<remark  id="s2b33c1l8" />	ว่าด้วยผลแห่งการสร้างมณฑป 
			<remark  id="s2b33c1l9" />[๑] พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่า สุเมธะ ผู้เลิศ ประกอบด้วย
			<remark  id="s2b33c1l10" />พระกรุณา เป็นมุนี ปรารถนาความวิเวก เลิศกว่าโลก ได้เสด็จเข้า 
			<remark  id="s2b33c1l11" />ไปยังป่าหิมพานต์ ครั้นแล้ว พระสุเมธสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้นำโลก 
			<remark  id="s2b33c1l12" />ประเสริฐกว่าบุรุษ ได้ประทับนั่งขัดสมาธิ พระพุทธเจ้าผู้นำโลก 
			<remark  id="s2b33c1l13" />พระนามว่าสุเมธะผู้สูงสุดกว่าบุรุษ พระองค์ประทับนั่งขัดสมาธิอยู่ ๗ 
			<remark  id="s2b33c1l14" />คืน ๗ วัน เราถือหาบเข้าไปกลางป่า ณ ที่นั้นเราได้เห็นพระสัมมา
			<remark  id="s2b33c1l15" />สัมพุทธเจ้าผู้ข้ามโอฆะได้แล้ว ไม่มีอาสวะ ครั้งนั้น เราจับไม้กวาด
			<remark  id="s2b33c1l16" />กวาดอาศรม ปักไม้สี่อันทำเป็นมณฑป เราเอาดอกรังมามุงมณฑป
			<remark  id="s2b33c1l17" />เราเป็นผู้มีจิตเลื่อมใส โสมนัส ได้ถวายบังคมพระผู้นำโลกแล้ว
			<remark  id="s2b33c1l18" />พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่าสุเมธะ ที่ชนทั้งหลายกล่าวกันว่า 
			<remark  id="s2b33c1l19" />มีปัญญาดังแผ่นดิน มีพระปัญญาดี ประทับนั่ง ณ ท่ามกลาง
			<remark  id="s2b33c1l20" />พระภิกษุสงฆ์ได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ เทวดาทั้งปวงทราบว่า
			<remark  id="s2b33c1l21" />พระพุทธเจ้าจะเปล่งวาจา จึงพากันมาประชุมด้วยคิดว่า พระพุทธ 
			<remark  id="s2b33c1l22" />เจ้าผู้ประเสริฐสุด มีพระจักษุ จะทรงแสดงพระธรรมเทศนา 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b33c2" >
		<para id="s2b33c2p">
			<remark  id="s2b33c2l1" />โดยไม่ต้องสงสัย พระพุทธเจ้าพระนามว่าสุเมธะ ผู้สมควรรับ
			<remark  id="s2b33c2l2" />เครื่องบูชา ประทับนั่งในหมู่เทวดา ได้ตรัสพระคาถาดังต่อไปนี้ 
			<remark  id="s2b33c2l3" />ผู้ใดทรงมณฑป มีดอกรังเป็นเครื่องมุงแก่เราตลอด ๗ วัน 
			<remark  id="s2b33c2l4" />เราพยากรณ์ผู้นั้น ท่านทั้งหลายจงฟังเรากล่าว ผู้นั้นเกิดเป็นเทวดา
			<remark  id="s2b33c2l5" />หรือมนุษย์ จักเป็นผู้มีผิวพรรณเหมือนทองคำจักมีโภคทรัพย์ 
			<remark  id="s2b33c2l6" />ล้นเหลือบริโภคกาม ช้างมาตังคะ ๖ หมื่นเชือกประดับด้วยเครื่อง 
			<remark  id="s2b33c2l7" />อาภรณ์ทุกชนิด รัดประคน และพานหน้าพานหลังล้วนทองกอปร 
			<remark  id="s2b33c2l8" />ด้วยเครื่องประดับศรีษะและข่ายทอง มีนายหัตถาจารย์ผู้มีมือถือหอก
			<remark  id="s2b33c2l9" />ซัดและขอ ขึ้นขี่ประจำ จักมาสู่ที่บำรุงผู้นั้นทั้งเวลาเย็นเวลาเช้า 
			<remark  id="s2b33c2l10" />ผู้นี้จักเป็นผู้อันช้างเหล่านั้นแวดล้อมแล้ว รื่นรมย์อยู่ สินธพอาชาไนย 
			<remark  id="s2b33c2l11" />โดยกำเนิด ๖ หมื่นม้า ประดับด้วยเครื่องอลังการทุกอย่างเป็น 
			<remark  id="s2b33c2l12" />พาหนะว่องไว มีอัสวาจารย์ผู้สวมเกราะถือธนู ขึ้นขี่ประจำ จัก
			<remark  id="s2b33c2l13" />แวดล้อมอยู่เป็นนิตย์ นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา รถ ๖ หมื่นคัน
			<remark  id="s2b33c2l14" />ประดับด้วยสรรพาลังการ หุ้มด้วยหนังเสือเหลืองบ้าง ด้วยหนังเสือ 
			<remark  id="s2b33c2l15" />โคร่งบ้าง มีธงปักหน้ารถ มีคนขับถือธนูสวมเกราะขึ้นประจำ จัก
			<remark  id="s2b33c2l16" />แวดล้อมผู้นี้อยู่เป็นนิตย์ นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา บ้าน ๖ หมื่นบริบูรณ์ 
			<remark  id="s2b33c2l17" />ด้วยเครื่องใช้ทุกสิ่ง มีทรัพย์และข้าวเปลือกล้นเหลือ บริบูรณ์ดีทุก 
			<remark  id="s2b33c2l18" />ประการ จักมีปรากฏอยู่ทุกเมื่อ นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา เสนาสี่เหล่า
			<remark  id="s2b33c2l19" />คือ กองช้าง กองม้า กองรถ กองราบ จักแวดล้อมผู้นี้อยู่เป็น
			<remark  id="s2b33c2l20" />นิตย์ นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา ในกัปที่ ๑,๘๐๐ ผู้นี้จักรื่นรมย์อยู่
			<remark  id="s2b33c2l21" />ในเทวโลก จักได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๑,๐๐๐ ครั้ง และจักรเสวย 
			<remark  id="s2b33c2l22" />ราชสมบัติในเทวโลก ๓๐๐ ครั้ง จักได้เป็นพระเจ้าประเทศราชอัน 
			<remark  id="s2b33c2l23" />ไพบูลย์โดยคณนานับไม่ถ้วน ในกัปที่ ๓๐,๐๐๐ พระศาสดามีพระ
			<remark  id="s2b33c2l24" />นามว่า โคดม ซึ่งสมภพในวงศ์พระเจ้าโอกากราชจักเสด็จอุบัติ 
			<remark  id="s2b33c2l25" />ขึ้นในโลก ข้าพระองค์เป็นทายาทในธรรมของพระองค์ท่าน เป็น
			<remark  id="s2b33c2l26" />โอรสอันธรรมนิรมิตแล้ว กำหนดรู้อาสวะทั้งปวงแล้ว เป็นผู้ไม่มี 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b33c3" >
		<para id="s2b33c3p">
			<remark  id="s2b33c3l1" />อาสวะอยู่ ในกัปที่ ๓๐,๐๐๐ (แต่กัปนี้) ข้าพระองค์ได้เห็นพระศาสดา 
			<remark  id="s2b33c3l2" />ผู้นำโลก ในระหว่างนี้ ข้าพระองค์ได้แสวงหาอมตบท การที่ข้าพระ 
			<remark  id="s2b33c3l3" />องค์รู้ศาสนธรรมนี้ เป็นลาภของข้าพระองค์ ข้าพระองค์ได้ดีแล้ว 
			<remark  id="s2b33c3l4" />วิชชา ๓ ข้าพระองค์บรรลุแล้วโดยลำดับ พระพุทธศาสนา ข้าพระ
			<remark  id="s2b33c3l5" />องค์ทำเสร็จแล้ว ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นบุรุษอาชาไนย ข้าพระองค์ขอ 
			<remark  id="s2b33c3l6" />นอบน้อมแด่พระองค์ ข้าแต่พระองค์ผู้สูงสุดกว่าบุรุษ ข้าพระองค์
			<remark  id="s2b33c3l7" />ได้บรรลุอมตบท เพราะกล่าวสดุดีพระพุทธญาณ ข้าพระองค์เข้า
			<remark  id="s2b33c3l8" />ในถิ่นกำเนิดใดๆ คือ จะเป็นเทวดาหรือมนุษย์ย่อมเป็นผู้มีความสุข 
			<remark  id="s2b33c3l9" />ในที่ทุกสถาน นี้เป็นผลในการที่ข้าพระองค์กล่าวสดุดีพระพุทธญาณ
			<remark  id="s2b33c3l10" />นี้เป็นการเกิดครั้งหลังของข้าพระองค์ ภพสุดท้ายกำลังเป็นไปอยู่ 
			<remark  id="s2b33c3l11" />ข้าพระองค์ตัดกิเลสเครื่องผูก ดังช้างตัดเชือกแล้ว เป็นผู้ไม่มี 
			<remark  id="s2b33c3l12" />อาสวะอยู่ ข้าพระองค์เผากิเลสทั้งหลายแล้ว ถอนภพขึ้นได้ทั้งหมด
			<remark  id="s2b33c3l13" />แล้ว ตัดกิเลสเครื่องผูก ดังช้างตัดเชือกแล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่ 
			<remark  id="s2b33c3l14" />การที่ข้าพระองค์ได้มาในสำนักพระพุทธเจ้าของข้าพระองค์นี้ เป็น
			<remark  id="s2b33c3l15" />การมาดีแล้วหนอ วิชชา ๓ ข้าพระองค์บรรลุแล้วโดยลำดับ พระ 
			<remark  id="s2b33c3l16" />พุทธศาสนา ข้าพระองค์ได้ทำเสร็จแล้ว คุณวิเศษเหล่านี้ คือ 
			<remark  id="s2b33c3l17" />ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ ข้าพระองค์ได้ทำให้แจ้ง 
			<remark  id="s2b33c3l18" />แล้ว พระพุทธศาสนาข้าพระองค์ได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้. 
			<remark  id="s2b33c3l19" />ทราบว่า ท่านพระภัททาลิเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล. 
			<remark  id="s2b33c3l20" />จบ ภัททาลิเถราปทาน.
			<remark  id="s2b33c3l21" />เอกฉัตติยเถราปทานที่ ๒
			<remark  id="s2b33c3l22" />ว่าด้วยผลแห่งการกางเศวตฉัตรถวายพระพุทธเจ้า 
			<remark  id="s2b33c3l23" />[๒] ข้าพระองค์ได้สร้างอาศรมซึ่งมีทรายสีขาวสะอาดเกลื่อนกล่นใกล้แม่ 
			<remark  id="s2b33c3l24" />น้ำจันทภาคา และได้สร้างบรรณศาลาไว้ แม่น้ำจันทภาคานั้น 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b33c4" >
		<para id="s2b33c4p">
			<remark  id="s2b33c4l1" />เป็นแม่น้ำที่มีฝั่งลาด มีท่าน้ำราบเรียบ น่ารื่นรมย์ สมบูรณ์ด้วยปลา
			<remark  id="s2b33c4l2" />และเต่า อันจระเข้เสพอาศัย หมี นกยูง เสือเหลือง นกการะเวก
			<remark  id="s2b33c4l3" />และนกสาลิกา ร่ำร้องอยู่ทุกเวลา ช่วยทำอาศรมของข้าพระองค์ให้
			<remark  id="s2b33c4l4" />งดงาม นกดุเหว่าเสียงหวาน และหงส์มีเสียงเสนาะ ร้องอยู่ใกล้ 
			<remark  id="s2b33c4l5" />อาศรมนั้น ช่วยทำอาศรมของข้าพระองค์ให้งดงาม ราชสีห์ เสือ 
			<remark  id="s2b33c4l6" />โคร่ง หมู นกยาง หมาป่า และหมาไน บันลือเสียงอยู่ที่ช่องเขา 
			<remark  id="s2b33c4l7" />ช่วยทำอาศรมของข้าพระองค์ให้งดงาม เนื้อทราย กวาง หมาจิ้งจอก
			<remark  id="s2b33c4l8" />สุกร มีมาก บันลือเสียงอยู่ที่ช่องเขา ช่วยทำอาศรมของข้าพระองค์ 
			<remark  id="s2b33c4l9" />ให้งดงาม ต้นราชพฤกษ์ ต้นจำปา ไม้แคฝอย ไม้ยางทราย ไม้
			<remark  id="s2b33c4l10" />อุโลก และต้นอโศก ช่วยทำอาศรมของข้าพระองค์ให้งดงาม ต้นปรู
			<remark  id="s2b33c4l11" />ต้นคัทเค้า ต้นตีนเป็ด เถาตำลึง ต้นคนทีสอ ไม้กรรณิการ์ 
			<remark  id="s2b33c4l12" />ออกดอกอยู่ใกล้อาศรมของข้าพระองค์ ไม้กากะทิง ต้นรัง และ
			<remark  id="s2b33c4l13" />ต้นสน บัวขาว ดอกบานสะพรั่ง ใกล้อาศรมนั้น กลิ่นหอมฟุ้ง 
			<remark  id="s2b33c4l14" />ไป ช่วยทำอาศรมของข้าพระองค์ให้งดงาม และที่ใกล้อาศรมนั้นมี 
			<remark  id="s2b33c4l15" />ไม้โพธิไม้ประดู่ ไม้สะท้อน ต้นรัง และไม้ประยงค์ ดอกบานสะพรั่ง 
			<remark  id="s2b33c4l16" />ช่วยทำอาศรมของข้าพระองค์ให้งดงาม ต้นมะม่วง ต้นหว้า ต้น
			<remark  id="s2b33c4l17" />หมากหอมควาย ต้นกระทุ่ม ต้นรังที่งดงาม มีกลิ่นหอมฟุ้งขจรไป 
			<remark  id="s2b33c4l18" />ย่อมทำอาศรมของข้าพระองค์ให้งดงาม ต้นอโศก ไม้มะขวิด และ
			<remark  id="s2b33c4l19" />ต้นภคินีมาลา ดอกบานสะพรั่ง มีกลิ่นหอมฟุ้งขจรไป ย่อมทำ 
			<remark  id="s2b33c4l20" />อาศรมของข้าพระองค์ให้งดงาม ต้นกระทุ่ม ต้นกล้วย ถั่วฤาษี 
			<remark  id="s2b33c4l21" />และต้นมะกล่ำดำ มีผลอยู่เป็นนิตย์ ช่วยทำอาศรมของข้าพระองค์ 
			<remark  id="s2b33c4l22" />ให้งดงาม ต้นสมอไทย มะขามป้อม มะม่วง หว้า สมอพิเภก 
			<remark  id="s2b33c4l23" />กระเบา ไม้รกฟ้า มะตูม ผลิผลอยู่ใกล้ๆ อาศรมของข้าพระองค์ 
			<remark  id="s2b33c4l24" />ในที่ไม่ไกลอาศรม มีสระโบกขรณี มีท่าน้ำราบเรียบ น่ารื่นรมย์ใจ
			<remark  id="s2b33c4l25" />ดารดาษไปด้วยบัวขม กอปทุมและกออุบล กอปทุมกอหนึ่ง 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b33c5" >
		<para id="s2b33c5p">
			<remark  id="s2b33c5l1" />กำลังดอกตูม กออื่นๆ มีดอกบาน บ้างก็มีใบและกลีบหลุดลง
			<remark  id="s2b33c5l2" />บานอยู่ใกล้อาศรมของข้าพระองค์ ปลาสลาด ปลากระบอก ปลา 
			<remark  id="s2b33c5l3" />สวาย ปลาเค้าและปลาตะเพียน ว่ายอยู่ในน้ำใส ช่วยทำอาศรม 
			<remark  id="s2b33c5l4" />ของข้าพระองค์ให้งดงาม มะม่วงหอมที่น่าดู กับต้นเกดที่ขึ้นอยู่ริมฝั่ง 
			<remark  id="s2b33c5l5" />มีกลิ่นหอมฟุ้งขจรไป ช่วยทำอาศรมของข้าพระองค์ให้งดงาม น้ำ
			<remark  id="s2b33c5l6" />หวานที่ไหลออกจากเหง้า รสหวานปานดังน้ำผึ้ง นมสดและเนยใส
			<remark  id="s2b33c5l7" />มีกลิ่นหอมฟุ้งขจรไป ย่อมทำอาศรมของข้าพระองค์ให้งดงาม ใกล้ 
			<remark  id="s2b33c5l8" />อาศรมนั้น มีกองทรายที่สวยงาม อันน้ำเสพแล้วเกลื่อนไป ดอกไม้
			<remark  id="s2b33c5l9" />หล่นไป ดอกไม้บาน สีขาวๆ ช่วยทำอาศรมของข้าพระองค์ให้ 
			<remark  id="s2b33c5l10" />งดงาม ฤาษีทั้งหลายสวมชฎามีหาบเต็ม นุ่งหนังสัตว์ทั้งเล็บ ทรงผ้า
			<remark  id="s2b33c5l11" />เปลือกไม้กรอง ย่อมยังอาศรมของข้าพระองค์ให้งดงาม ฤาษีทั้งหลาย
			<remark  id="s2b33c5l12" />ทอดตาดูประมาณชั่วแอก มีปัญญา มีความประพฤติสงบ ไม่ยินดี
			<remark  id="s2b33c5l13" />ในความกำหนัดในกาม อยู่ในอาศรมของข้าพระองค์ ฤาษีทั้งหลาย 
			<remark  id="s2b33c5l14" />ผู้มีขนรักแร้และเล็บงอกยาว ฟันเขลอะ มีธุลีบนศรีษะ ทรงธุลี 
			<remark  id="s2b33c5l15" />ละอองและของเปรอะเปื้อน ล้วนอยู่ในอาศรมของข้าพระองค์ ฤาษี
			<remark  id="s2b33c5l16" />เหล่านั้นถึงที่สุดแห่งอภิญญา เหาะเหินเดินอากาศได้ เมื่อเหาะขึ้น 
			<remark  id="s2b33c5l17" />สู่ท้องฟ้า ย่อมทำให้อาศรมของข้าพระองค์งดงาม ครั้งนั้น ข้า 
			<remark  id="s2b33c5l18" />พระองค์อันศิษย์เหล่านั้นแวดล้อมอยู่ในป่า เป็นผู้เพียบพร้อมด้วย
			<remark  id="s2b33c5l19" />ความยินดีในฌาน ไม่รู้กลางวันกลางคืน ก็สมัยนั้นพระผู้มีพระภาค
			<remark  id="s2b33c5l20" />มหามุนี พระนามว่าอัตถทัสสี เป็นนายกของโลก เสด็จอุบัติขึ้น 
			<remark  id="s2b33c5l21" />ยังความมืดให้พินาศไป ครั้งนั้นศิษย์คนหนึ่งได้มายังสำนักของข้า 
			<remark  id="s2b33c5l22" />พระองค์ เขาประสงค์จะเรียนลักษณะชื่อว่าฉฬังคะ ในคัมภีพระเวท
			<remark  id="s2b33c5l23" />พระพุทธเจ้าพระนามว่าอัตถทัสสี ผู้เป็นมหามุนี ทรงอุบัติขึ้นใน
			<remark  id="s2b33c5l24" />โลก เมื่อทรงประกาศสัจจะ ๔ ทรงแสดงอมตบท ข้าพระองค์เป็น 
			<remark  id="s2b33c5l25" />ผู้ยินดี ร่าเริงบันเทิงจิต มีหมวดธรรมอย่างอื่นเป็นที่มานอน ออก
		</para>
	</section>
	<section id="s2b33c6" >
		<para id="s2b33c6p">
			<remark  id="s2b33c6l1" />จากอาศรมแล้ว พูดดังนี้ว่า พระพุทธเจ้าผู้มีลักษณะอันประเสริฐ 
			<remark  id="s2b33c6l2" />๓๒ ประการ เสด็จอุบัติขึ้นแล้วในโลก มาเถอะท่านทั้งหลาย เรา 
			<remark  id="s2b33c6l3" />ทุกคนจักไปยังสำนักของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ศิษย์เหล่านั้นผู้
			<remark  id="s2b33c6l4" />ปฏิบัติตามคำสั่งสอนถึงที่สุดในสัทธรรม แสวงหาประโยชน์อย่าง 
			<remark  id="s2b33c6l5" />เยี่ยมได้รับปากว่า ดีแล้ว ในกาลนั้น พวกเขาผู้สวมชฎามีหาบ
			<remark  id="s2b33c6l6" />เต็ม นุ่งหนังสัตว์พร้อมทั้งเล็บ เสาะหาประโยชน์อย่างเยี่ยม ได้ 
			<remark  id="s2b33c6l7" />ออกจากป่าไป สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคผู้มีพระยศใหญ่พระนามว่า
			<remark  id="s2b33c6l8" />อัตถทัสสี เมื่อทรงประกาศสัจจะ ๔ ได้ทรงแสดงอมตบท ข้า 
			<remark  id="s2b33c6l9" />พระองค์ถือเศวตฉัตรกั้นถวายแด่พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐ ข้าพระองค์
			<remark  id="s2b33c6l10" />ครั้นกั้นถวายวันหนึ่งแล้ว ได้ถวายบังคมพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด 
			<remark  id="s2b33c6l11" />ก็พระผู้มีพระภาคพระนามว่าอัตถทัสสี เชษฐของโลก ประเสริฐกว่า
			<remark  id="s2b33c6l12" />นรชนประทับนั่งในท่ามกลางพระภิกษุสงฆ์แล้ว ได้ตรัสพระคาถา 
			<remark  id="s2b33c6l13" />เหล่านี้ว่า ผู้ใดมีจิตเลื่อมใส ได้กั้นเศวตฉัตรให้เราด้วยมือทั้งสอง
			<remark  id="s2b33c6l14" />ของตน เราจักพยากรณ์ผู้นั้น ท่านทั้งหลายจงฟังเรากล่าวเมื่อผู้นี้ 
			<remark  id="s2b33c6l15" />เกิดในเทวดาหรือมนุษย์ ชนทั้งหลายจักคอยกั้นเศวตฉัตรให้ทุกเมื่อ 
			<remark  id="s2b33c6l16" />นี้เป็นผลแห่งการกั้นฉัตรถวาย ผู้นี้จักรื่นรมย์อยู่ในเทวโลก ๗๗ กัป 
			<remark  id="s2b33c6l17" />จักได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิราช ๑,๐๐๐ ครั้ง จักเสวยราชสมบัติ
			<remark  id="s2b33c6l18" />ในเทวโลก ๗๗ ครั้ง จักได้เป็นพระเจ้าประเทศราชอันไพบูลย์โดย 
			<remark  id="s2b33c6l19" />คณนานับไม่ถ้วน ในกัปที่ ๑,๘๐๐ พระพุทธเจ้าพระนามว่า โคดม 
			<remark  id="s2b33c6l20" />ศากยบุตร จักเสด็จอุบัติ กำจัดความมืดมนอนธการให้พินาศ เขาจัก 
			<remark  id="s2b33c6l21" />เป็นทายาทในธรรมของพระพุทธเจ้าพระองค์นั้น เป็นโอรสอันธรรม
			<remark  id="s2b33c6l22" />นิรมิตแล้ว จักกำหนดรู้อาสวะทั้งปวงแล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะปริ
			<remark  id="s2b33c6l23" />นิพพานในระหว่างกาล นับตั้งแต่ข้าพระองค์ได้ทำกรรม คือ ได้
			<remark  id="s2b33c6l24" />กั้นเศวตฉัตรถวายแด่พระพุทธเจ้ามา ข้าพระองค์ไม่รู้จักเศวตฉัตร
			<remark  id="s2b33c6l25" />ที่ไม่ถูกกั้น ชาตินี้เป็นชาติหลังสุดของข้าพระองค์ ภพสุดท้ายกำลัง
			<remark  id="s2b33c6l26" />เป็นไปอยู่ ทุกวันนี้ เหนือศรีษะของข้าพระองค์ได้มีการกั้นเศวตฉัตร
		</para>
	</section>
	<section id="s2b33c7" >
		<para id="s2b33c7p">
			<remark  id="s2b33c7l1" />ซึ่งเป็นไปตลอดกาลเป็นนิตย์ โอข้าพระองค์ได้ทำกรรมไว้ดีแล้ว 
			<remark  id="s2b33c7l2" />แด่พระพุทธเจ้าพระนามว่า อัตถทัสสี ผู้คงที่ ข้าพระองค์เป็น 
			<remark  id="s2b33c7l3" />ผู้สิ้นอาสวะทั้งปวงแล้ว บัดนี้ ภพใหม่มิได้มี ข้าพระองค์เผากิเลส 
			<remark  id="s2b33c7l4" />ทั้งหลายแล้ว ถอนภพขึ้นได้ทั้งหมดแล้ว ตัดกิเลสเครื่องผูก ดัง 
			<remark  id="s2b33c7l5" />ช้างตัดเชือกแล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่ การที่ข้าพระองค์ได้มาใน
			<remark  id="s2b33c7l6" />สำนักพระพุทธเจ้าของข้าพระองค์นี้ เป็นการมาดีแล้ว วิชชา๓ 
			<remark  id="s2b33c7l7" />ข้าพระองค์บรรลุแล้วโดยลำดับ คำสอนของพระพุทธเจ้าข้าพระองค์ 
			<remark  id="s2b33c7l8" />ได้ทำเสร็จแล้ว คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘
			<remark  id="s2b33c7l9" />และอภิญญา ๖ ข้าพระองค์ทำให้เสร็จแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
			<remark  id="s2b33c7l10" />ข้าพระองค์ได้กระทำแจ้งแล้ว ดังนี้.
			<remark  id="s2b33c7l11" />ทราบว่า ท่านพระเอกฉัตติยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล. 
			<remark  id="s2b33c7l12" />จบ เอกฉัตติยเถราปทาน 
			<remark  id="s2b33c7l13" />ติณสูลกฉาทนิยเถราปทานที่ ๓
			<remark  id="s2b33c7l14" />ว่าด้วยผลแห่งการถวายดอกมะลิซ้อนเป็นพุทธบูชา
			<remark  id="s2b33c7l15" />[๓] ครั้งนั้น เราได้พิจารณาถึงความเกิด ความแก่ และความตาย ผู้เดียว
			<remark  id="s2b33c7l16" />ได้ออกบวชเป็นบรรพชิต เราเที่ยวไปโดยลำดับได้ไปถึงฝั่งแม่น้ำ
			<remark  id="s2b33c7l17" />คงคา ได้เห็นพื้นแผ่นดินที่ฝั่งแม่น้ำคงคานั้น เรียบราบ สม่ำเสมอ
			<remark  id="s2b33c7l18" />จึงได้สร้างอาศรมขึ้นที่ฝั่งแม่น้ำคงคานั้น อยู่ในอาศรมของเรา ที่จง 
			<remark  id="s2b33c7l19" />กรมซึ่งประกอบด้วยหมู่นกนานาชนิด เราได้ทำไว้อย่างสวยงาม
			<remark  id="s2b33c7l20" />สัตว์ทั้งหลายอยู่ใกล้เรา และส่งเสียงน่ารื่นรมย์ เรารื่นรมย์อยู่กับ
			<remark  id="s2b33c7l21" />สัตว์เหล่านั้น อยู่ในอาศรม ที่ใกล้อาศรมของเรามีมฤคราชสี่เท้าออก 
			<remark  id="s2b33c7l22" />จากที่อยู่แล้ว มันคำรามเหมือนอสนีบาต ก็เมื่อมฤคราชคำราม เรา 
			<remark  id="s2b33c7l23" />เกิดความร่าเริง เราค้นหามฤคราชอยู่ ได้เห็นพระพุทธเจ้าผู้นำโชค 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b33c8" >
		<para id="s2b33c8p">
			<remark  id="s2b33c8l1" />ครั้นได้เห็นพระพุทธเจ้าผู้นำชั้นเลิศของโลกพระนามว่าติสสะ ผู้
			<remark  id="s2b33c8l2" />ประเสริฐกว่าเทวดาแล้ว เป็นผู้ร่าเริง มีจิตบันเทิง เอาดอกกากะทิง 
			<remark  id="s2b33c8l3" />บูชาพระองค์ ได้ชมเชยพระผู้นำโลก ผู้เด่นเหมือนพระอาทิตย์ บาน 
			<remark  id="s2b33c8l4" />เหมือนไม้พระยารัง รุ่งโรจน์เหมือนดาวประกายพฤกษ์ว่า พระองค์
			<remark  id="s2b33c8l5" />ผู้สัพพัญญู ทำข้าพระองค์พร้อมทั้งเทพยดาให้สว่าง ด้วยพระญาณ
			<remark  id="s2b33c8l6" />ของพระองค์ บุคคลทำให้พระองค์โปรดปรานแล้ว ย่อมพ้นจากชาติ 
			<remark  id="s2b33c8l7" />ได้ เพราะไม่ได้เฝ้าพระสัพพัญญูพุทธเจ้าผู้เห็นธรรมทั้งปวง สัตว์
			<remark  id="s2b33c8l8" />ทั้งหลายที่ถูกราคะและโทสะทับถม จึงพากันตกนรกอเวจี เพราะ 
			<remark  id="s2b33c8l9" />อาศัยการได้เข้าเฝ้าพระองค์ผู้สัพพัญญูนายกของโลก สัตว์ทั้งปวงจึง 
			<remark  id="s2b33c8l10" />หลุดพ้นจากภพ ย่อมถูกต้องอมตบทเมื่อใด พระพุทธเจ้าผู้มีพระ
			<remark  id="s2b33c8l11" />ปัญญาจักษุ เปล่งรัศมี อุบัติขึ้น เมื่อนั้นพระองค์ทรงเผากิเลสแล้ว
			<remark  id="s2b33c8l12" />ทรงแสดงแสงสว่าง เราได้กล่าวสดุดีพระสัมพุทธเจ้าพระนามว่า 
			<remark  id="s2b33c8l13" />ติสสะ ผู้เป็นนายกชั้นเลิศของโลกแล้ว เป็นผู้ร่าเริง มีจิตบันเทิง 
			<remark  id="s2b33c8l14" />เอาดอกมะลิซ้อนบูชาพระองค์ พระพุทธเจ้า พระนามว่าติสสะ ผู้
			<remark  id="s2b33c8l15" />นำชั้นเลิศของโลก ทรงทราบความดำริของเรา ประทับนั่งบนอาสนะ
			<remark  id="s2b33c8l16" />ของพระองค์แล้ว ได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า ผู้ใดเป็นผู้เลื่อมใส 
			<remark  id="s2b33c8l17" />ได้เอาดอกไม้บังเราด้วยมือของตน เราจักพยากรณ์ผู้นั้น ท่าน
			<remark  id="s2b33c8l18" />ทั้งหลายจงฟังเรากล่าว ผู้นั้นจักเสวยราชสมบัติในเทวโลก ๒๕ ครั้ง
			<remark  id="s2b33c8l19" />จักได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๗๕ ครั้ง จักได้เป็นพระเจ้าประเทศราช
			<remark  id="s2b33c8l20" />อันไพบูลย์โดยคณนานับมิได้ ผลแห่งกรรมนั้น เป็นผลแห่งการ
			<remark  id="s2b33c8l21" />บูชาด้วยดอกไม้ ก็บุรุษที่ได้เอาดอกไม้บังเราทั้งเย็นและเช้า เป็นผู้
			<remark  id="s2b33c8l22" />ประกอบด้วยบุญกรรม จักปรากฏต่อไปข้างหน้า เขาปรารถนาสิ่ง
			<remark  id="s2b33c8l23" />ใดๆ สิ่งนั้นๆ จักปรากฏตามความประสงค์ เขาทำความดำริชอบให้
			<remark  id="s2b33c8l24" />บริบูรณ์แล้ว จักเป็นผู้ไม่มีอาสวะ ปรินิพพาน เขาเผากิเลส มีสติ 
			<remark  id="s2b33c8l25" />สัมปชัญญะ นั่งบนอาสนะเดียว บรรลุอรหัตได้ เราเมื่อเดิน ยืน 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b33c9" >
		<para id="s2b33c9p">
			<remark  id="s2b33c9l1" />นั่ง หรือนอน ย่อมระลึกถึงพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุดอยู่ทุกขณะ
			<remark  id="s2b33c9l2" />ความพร่องในปัจจัยนั้นๆ คือ จีวร บิณฑบาต ที่นอนที่นั่ง และ 
			<remark  id="s2b33c9l3" />คิลานปัจจัย มิได้มีแก่เรา นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา บัดนี้ เราบรรลุ 
			<remark  id="s2b33c9l4" />อมตบทอันสงบระงับ เป็นธรรมยอดเยี่ยม กำหนดรู้อาสวะทั้งปวง 
			<remark  id="s2b33c9l5" />แล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่ ในกัปที่ ๙๒ แต่กัปนี้ เราได้บูชาพระ
			<remark  id="s2b33c9l6" />พุทธเจ้าอันใด ด้วยการบูชานั้น เราจึงไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่ง 
			<remark  id="s2b33c9l7" />พุทธบูชา เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ถอนภพขึ้นได้ทั้งหมดแล้ว
			<remark  id="s2b33c9l8" />ตัดกิเลสเครื่องผูกดังช้างตัดเชือกแล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่ การที่
			<remark  id="s2b33c9l9" />เราได้มาในสำนักพระพุทธเจ้าของเรานี้ เป็นการมาดีแล้วหนอ
			<remark  id="s2b33c9l10" />วิชชา ๓ เราได้บรรลุแล้วโดยลำดับ พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จ 
			<remark  id="s2b33c9l11" />แล้ว คุณวิเศษเหล่านี้คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ 
			<remark  id="s2b33c9l12" />เราทำให้แจ้งชัดแล้ว พระพุทธศาสนาเราทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
			<remark  id="s2b33c9l13" />ทราบว่า ท่านพระติณสูลกฉาทนิยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล. 
			<remark  id="s2b33c9l14" />จบ ติณสูลกฉานิยเถราปทาน. 
			<remark  id="s2b33c9l15" />มธุมังสทายกเถราปทานที่ ๔ 
			<remark  id="s2b33c9l16" />ว่าด้วยผลแห่งการถวายเนื้อสุกรผสมน้ำผึ้ง 
			<remark  id="s2b33c9l17" />[๔] เราเป็นคนฆ่าหมูอยู่ในนครพันธุมดี เราเลือกเอาเนื้อดีๆ มาเทลง 
			<remark  id="s2b33c9l18" />แช่น้ำผึ้ง เราได้ไปสู่ที่ประชุมสงฆ์ ถือเอาบาตรมาใบหนึ่ง เอาเนื้อ
			<remark  id="s2b33c9l19" />ใส่บาตรนั้นให้เต็มแล้ว ได้ถวายแก่พระภิกษุสงฆ์ ครั้งนั้น เราได้
			<remark  id="s2b33c9l20" />ถวายแก่พระสังฆเถระ ด้วยคิดว่าเพราะเอาเนื้อใส่บาตรให้เต็มนี้ 
			<remark  id="s2b33c9l21" />เราจักได้สุขอันไพบูลย์ เสวยสมบัติ ๒ อย่าง อันกุศลมูลตักเตือน
			<remark  id="s2b33c9l22" />เราแล้ว เมื่อถึงภพสุดท้ายจักเผากิเลสได้ เรายังจิตให้เลื่อมใสใน
			<remark  id="s2b33c9l23" />ทานนั้นแล้ว ได้ไปยังดาวดึงสพิภพ ณ ที่นั้น เรากิน ดื่ม ได้สุข
			<remark  id="s2b33c9l24" />อย่างไพบูลย์ ที่มณฑป หรือโคนไม้ เรานึกถึงบุรพกรรมเสมอ 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b33c10" >
		<para id="s2b33c10p">
			<remark  id="s2b33c10l1" />ห่าฝน คือ ข้าวและน้ำ ย่อมตกลงมาเพื่อเราในครั้งนั้น ชาตินี้เป็น
			<remark  id="s2b33c10l2" />ครั้งสุดท้ายของเรา ภพหลังกำลังเป็นไป ถึงในภพนี้ ข้าวและน้ำก็
			<remark  id="s2b33c10l3" />ตกลงมาเพื่อเราตลอดกาลทุกเมื่อ เพราะมธุทานนั่นแหละ เราท่อง 
			<remark  id="s2b33c10l4" />เที่ยวไปในภพ กำหนดรู้อาสวะทั้งปวงแล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่ใน 
			<remark  id="s2b33c10l5" />กัปที่ ๙๑ แต่กัปนี้ เราได้ให้ทานใด ด้วยทานนั้น เราไม่รู้จัก 
			<remark  id="s2b33c10l6" />ทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งมธุทาน เราเผากิเลสแล้ว ... พระพุทธศาสนา 
			<remark  id="s2b33c10l7" />เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้. 
			<remark  id="s2b33c10l8" />ทราบว่า ท่านพระมธุมังสทายกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล. 
			<remark  id="s2b33c10l9" />จบ มธุมังสทายกเถราปทาน 
			<remark  id="s2b33c10l10" />นาคปัลลวกเถราปทานที่ ๕ 
			<remark  id="s2b33c10l11" />ว่าด้วยผลแห่งการถวายกิ่งไม้กากะทิงบูชา
			<remark  id="s2b33c10l12" />[๕] เราอาศัยอยู่ในสวนหลวงในพระนครพันธุมดี พระพุทธเจ้าผู้นำโลก 
			<remark  id="s2b33c10l13" />ได้ประทับอยู่ใกล้อาศรมของเรา เราถือเอากิ่งไม้กากะทิงไปปักไว้
			<remark  id="s2b33c10l14" />ข้างหน้าพระพุทธเจ้า เรามีจิตเลื่อมใสโสมนัส ได้ถวายอภิวาท
			<remark  id="s2b33c10l15" />พระสุคตเจ้า ในกัปที่ ๙๑ แต่กัปนี้ เราได้เอากิ่งไม้บูชา ด้วย 
			<remark  id="s2b33c10l16" />การบูชานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา เราเผากิเลส
			<remark  id="s2b33c10l17" />ทั้งหลายแล้ว ... พระพุทธศาสนา เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้. 
			<remark  id="s2b33c10l18" />ทราบว่า ท่านพระนาคปัลลวกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล. 
			<remark  id="s2b33c10l19" />จบ นาคปัลลวกเถราปทาน.
			<remark  id="s2b33c10l20" />เอกทีบียเถราปทานที่ ๖ 
			<remark  id="s2b33c10l21" />ว่าด้วยผลแห่งการตามประทีปเป็นพุทธบูชา 
			<remark  id="s2b33c10l22" />[๖] เมื่อพระสุคตเจ้าผู้นำโลกพระนามว่าสิทธัตถะ ปรินิพพานแล้ว 
			<remark  id="s2b33c10l23" />ชนทั้งปวงทั้งเทวดาและมนุษย์ ต่างก็บูชาพระองค์ผู้สูงสุดกว่าสัตว์ 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b33c11" >
		<para id="s2b33c11p">
			<remark  id="s2b33c11l1" />และเมื่อเขาช่วยกันยกพระผู้นำโลกพระนามว่าสิทธัตถะ ขึ้นบนเชิง 
			<remark  id="s2b33c11l2" />ตะกอน ชนทั้งหลายพากันบูชาเชิงตะกอนของพระศาสดาตามกำลัง 
			<remark  id="s2b33c11l3" />ของตน เราได้ตามประทีปไว้ไม่ไกลเชิงตะกอน ประทีปของเรา
			<remark  id="s2b33c11l4" />ลุกโพลงจนพระอาทิตย์ขึ้น เพราะกรรมที่ได้ทำไว้ดีแล้วนั้น และ
			<remark  id="s2b33c11l5" />เพราะความตั้งใจชอบ เราละร่างมนุษย์แล้ว ได้ไปสู่ดาวดึงสพิภพ
			<remark  id="s2b33c11l6" />เขาย่อมทราบกันว่า วิมานอันบุญกรรมได้ทำไว้เป็นอย่างดี เพื่อเรา 
			<remark  id="s2b33c11l7" />ในดาวดึงสพิภพนั้น ชื่อว่าเอกทีป ประทีปแสนดวงส่องสว่างอยู่ 
			<remark  id="s2b33c11l8" />ในวิมานของเรา ร่างกายของเรารุ่งเรืองอยู่ทุกเมื่อเหมือนพระอาทิตย์
			<remark  id="s2b33c11l9" />ที่กำลังอุทัยฉะนั้น สรีระของเรามีแสงสว่างด้วยรัศมีในกาลทุกเมื่อ 
			<remark  id="s2b33c11l10" />เรามองเห็นได้ตลอดด้วยจักษุ ทะลุฝา กำแพง ภูเขา โดยรอบ
			<remark  id="s2b33c11l11" />ร้อยโยชน์ รื่นรมย์ อยู่ในเทวโลก ๗๗ ครั้ง เสวยราชสมบัติใน
			<remark  id="s2b33c11l12" />เทวโลก ๓๑ ครั้ง ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิราช ๒๘ ครั้ง เป็น
			<remark  id="s2b33c11l13" />พระเจ้าประเทศราชอันไพบูลย์โดยคณนานับมิได้ เราจุติจากเทวโลก
			<remark  id="s2b33c11l14" />แล้ว เกิดในครรภ์ของมารดา นัยน์ตาของเราผู้แม้จะอยู่ในครรภ์ 
			<remark  id="s2b33c11l15" />ของมารดาก็ไม่วินาศ เรามีอายุ ๔ ขวบแต่กำเนิดก็ได้ออกบวชเป็น
			<remark  id="s2b33c11l16" />บรรพชิต ได้บรรลุอรหัตแต่ยังไม่ถึงกึ่งเดือน เราชำระทิพยจักษุ 
			<remark  id="s2b33c11l17" />ให้บริสุทธิ์แล้ว ถอนภพขึ้นได้ทั้งหมดแล้ว ตัดกิเลสทั้งปวงขาด 
			<remark  id="s2b33c11l18" />แล้ว นี้เป็นผลแห่งประทีปดวงเดียว นอกฝา นอกกำแพง และ 
			<remark  id="s2b33c11l19" />ถึงภูเขาทั้งสิ้น เราก็เห็นทะลุไปได้ นี้ก็เป็นผลแห่งประทีปดวงเดียว 
			<remark  id="s2b33c11l20" />สำหรับเรา ภูมิภาคที่ขรุขระ ย่อมเป็นภาพที่ราบเรียบ ความมืด 
			<remark  id="s2b33c11l21" />ย่อมไม่ปรากฏมี เราไม่เห็นความมืด นี้ก็เป็นผลแห่งประทีปดวงเดียว
			<remark  id="s2b33c11l22" />ในกัปที่ ๙๔ แต่กัปนี้ เราได้ถวายประทีปใด ด้วยการถวายประทีป
			<remark  id="s2b33c11l23" />นั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้ก็เป็นผลแห่งประทีปดวงเดียว เราเผา
			<remark  id="s2b33c11l24" />กิเลสทั้งหลายแล้ว ... พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้. 
			<remark  id="s2b33c11l25" />ทราบว่า ท่านพระเอกทีปิยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้.
			<remark  id="s2b33c11l26" />จบ เอกทีปิยเถราปทาน.
		</para>
	</section>
	<section id="s2b33c12" >
		<para id="s2b33c12p">
			<remark  id="s2b33c12l1" />อุจฉังคปุปผิยเถราปทานที่ ๗ 
			<remark  id="s2b33c12l2" />ว่าด้วยผลแห่งการถวายดอกไม้หนึ่งพก
			<remark  id="s2b33c12l3" />[๗] ในกาลนั้น เราเป็นช่างดอกไม้อยู่ในพระนครพันธุมดี เราเอา
			<remark  id="s2b33c12l4" />ดอกไม้ห่อเต็มพก แล้วได้ไปยังตลาด สมัยนั้น พระผู้มีพระภาค
			<remark  id="s2b33c12l5" />ผู้นายกของโลก อันภิกษุสงฆ์ห้อมล้อมแล้ว เสด็จออกไปด้วย 
			<remark  id="s2b33c12l6" />อานุภาพใหญ่ เราได้เห็นพระวิปัสสีสัมพุทธเจ้า ผู้ส่องโลกให้ 
			<remark  id="s2b33c12l7" />โพลงทั่ว ยังโลกให้ข้ามพ้น จึงหยิบดอกไม้ออกจากพก บูชาพระ 
			<remark  id="s2b33c12l8" />พุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด ในกัปที่ ๙๑ แต่กัปนี้ เราได้บูชาพระพุทธ
			<remark  id="s2b33c12l9" />เจ้าผู้ประเสริฐสุด ด้วยพุทธบูชานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผล
			<remark  id="s2b33c12l10" />แห่งพุทธบูชา เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ... พระพุทธศาสนาเราได้ 
			<remark  id="s2b33c12l11" />ทำเสร็จแล้ว ดังนี้. 
			<remark  id="s2b33c12l12" />ทราบว่า ท่านพระอุจฉังคปุปผิยเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล. 
			<remark  id="s2b33c12l13" />จบ อุจฉังคปุปผิยเถราปทาน. 
			<remark  id="s2b33c12l14" />ยาคุทายกเถราปทานที่ ๘ 
			<remark  id="s2b33c12l15" />ว่าด้วยผลแห่งการถวายข้าวต้ม 
			<remark  id="s2b33c12l16" />[๘] ครั้งนั้น เราได้พาแขกมาบ้าน เห็นแม่น้ำที่เต็มฝั่ง จึงเข้าไปสู่
			<remark  id="s2b33c12l17" />สังฆาราม ภิกษุทั้งหลายเป็นผู้ถืออยู่ป่าเป็นวัตร รักษาธุดงค์ ยินดี 
			<remark  id="s2b33c12l18" />ในฌาณ มีจีวรเศร้าหมอง ชอบสงัด เป็นนักปราชญ์ ท่านกำลัง 
			<remark  id="s2b33c12l19" />อยู่ในสังฆาราม ท่านเหล่านั้นผู้หลุดพ้นดีแล้ว เป็นผู้คงที่ ได้ตัด
			<remark  id="s2b33c12l20" />คติเสียแล้ว ในเวลาที่แม่น้ำถูกกั้นด้วยน้ำ ท่านไปบิณฑบาตไม่ได้ 
			<remark  id="s2b33c12l21" />เรามีจิตเลื่อมใสโสมนัส เกิดปีติปราโมทย์ ประนมกรอัญชลี 
			<remark  id="s2b33c12l22" />ประคองข้าวสาร ถวายยาคุทานแล้ว เราเลื่อมใส ถวายข้าวยาคู
			<remark  id="s2b33c12l23" />ที่เราต้มด้วยมือทั้งสองของตน ปรารภแต่เฉพาะกรรมของตัว ได้ไป
			<remark  id="s2b33c12l24" />ถึงดาวดึงสพิภพแล้ว วิมานที่สำเร็จด้วยแก้วมณี ได้เกิดแก่เราใน
		</para>
	</section>
	<section id="s2b33c13" >
		<para id="s2b33c13p">
			<remark  id="s2b33c13l1" />หมู่ไตรทศ เราประกอบด้วยหมู่เทพนารี บันเทิงอยู่ในวิมานอัน
			<remark  id="s2b33c13l2" />อุดม เราได้เป็นจอมเทพยดาเสวยราชสมบัติในเทวโลก ๓๓ ครั้ง
			<remark  id="s2b33c13l3" />ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิเสวยราชสมบัติใหญ่ ๓๐ ครั้ง ได้เป็นพระเจ้า
			<remark  id="s2b33c13l4" />ประเทศราชอันไพบูลย์โดยคณนานับมิได้ เสวยยศ ในเทวโลก
			<remark  id="s2b33c13l5" />บ้าง ในมนุษย์บ้าง เมื่อถึงภพที่สุด เราได้ออกบวชเป็นบรรพชิต
			<remark  id="s2b33c13l6" />ได้ละทิ้งสมบัติทุกอย่าง พร้อมกับผมที่ถูกโกน เราพิจารณาร่างกาย 
			<remark  id="s2b33c13l7" />โดยความสิ้นไปและความเสื่อมไป ก็ได้บรรลุอรหัตก่อนให้สิกขา
			<remark  id="s2b33c13l8" />ทานอันประเสริฐเกิดแต่มือ ซึ่งเราประกอบดีแล้ว ชื่อว่าเป็นอันให้ดี
			<remark  id="s2b33c13l9" />แล้ว เพราะข้าวยาคูนั้นนั่นเอง เราจึงได้บรรลุบทอันไม่หวั่นไหว
			<remark  id="s2b33c13l10" />เราไม่รู้สึกว่า ความโศก ความร่ำไร ความป่วยไข้ ความกระวน 
			<remark  id="s2b33c13l11" />กระวาย ความเดือดร้อนใจเกิดขึ้นเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายข้าว
			<remark  id="s2b33c13l12" />ยาคู เราได้ถวายข้าวยาคูแก่สงฆ์ในบุญเขตอันยอดเยี่ยม ย่อมได้
			<remark  id="s2b33c13l13" />เสวยอานิสงส์ ๕ ประการ เพราะเราเป็นผู้ถวายข้าวยาคูดีหนอ
			<remark  id="s2b33c13l14" />คือความเป็นผู้ไม่มีพยาธิ ๑ ความเป็นผู้มีรูปสวย ๑ ความเป็นผู้ได้ 
			<remark  id="s2b33c13l15" />ตรัสรู้ธรรมได้เร็วพลัน ๑ ความเป็นผู้ได้ข้าวและน้ำ ๑ และอายุ 
			<remark  id="s2b33c13l16" />เป็นที่ ๕ ผู้ใดผู้หนึ่ง เมื่อจะให้เกิดโสมนัส ผู้นั้นควรถวายข้าวยาคู 
			<remark  id="s2b33c13l17" />ในสงฆ์ บัณฑิตพึงถือเอาเฉพาะฐานะ ๕ ประการนี้ เราทำกิจที่ 
			<remark  id="s2b33c13l18" />ควรทำทุกอย่างแล้ว เพิกถอนภพทั้งหลายแล้ว อาสวะสิ้นไปหมด
			<remark  id="s2b33c13l19" />แล้ว บัดนี้ภพใหม่ไม่มีอีก เราจักเที่ยวไปนมัสการพระสัมพุทธเจ้า 
			<remark  id="s2b33c13l20" />และพระธรรมอันดี จากบ้านหนึ่งยังบ้านหนึ่ง จากบุรีหนึ่งยังบุรีหนึ่ง 
			<remark  id="s2b33c13l21" />ในกัปที่สามหมื่น เราได้ถวายทานใดในกาลนั้น ด้วยทานนั้น เรา 
			<remark  id="s2b33c13l22" />ไม่รู้ทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายข้าวยาคู เราเผากิเลสทั้งหลาย 
			<remark  id="s2b33c13l23" />แล้ว ... พระพุทธศาสนา เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้. 
			<remark  id="s2b33c13l24" />ทราบว่า ท่านพระยาคุทายกเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
			<remark  id="s2b33c13l25" />จบ ยาคุทายกเถราปทาน 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b33c14" >
		<para id="s2b33c14p">
			<remark  id="s2b33c14l1" />ปัตโถทนทายกเถราปทานที่ ๙
			<remark  id="s2b33c14l2" />ว่าด้วยผลแห่งการถวายข้าวสาลีหนึ่งแล่ง 
			<remark  id="s2b33c14l3" />[๙] เมื่อก่อน เราเป็นคนชอบเที่ยวในป่า ประกอบการงานในป่าเสมอ 
			<remark  id="s2b33c14l4" />เราถือเอาข้าวสุกแห่งข้าวสาลีแล่งหนึ่ง แล้วได้ไปทำงาน ณ ที่นั้น
			<remark  id="s2b33c14l5" />เราได้เห็นพระสยัมภูสัมพุทธเจ้าผู้ไม่พ่ายแพ้อะไรๆ เสด็จออกจาก
			<remark  id="s2b33c14l6" />ป่าเพื่อบิณฑบาต ครั้นแล้วเราได้ยังจิตให้เลื่อมใส เราประกอบใน
			<remark  id="s2b33c14l7" />ทางการงานของคนอื่น และบุญของเราก็ไม่มี มีแต่ข้าวสุกแห่ง 
			<remark  id="s2b33c14l8" />ข้าวสารแล่งหนึ่ง เราจะนิมนต์พระมุนีนี้ให้เสวย เราหยิบข้าวสุก
			<remark  id="s2b33c14l9" />แห่งข้าวสาลีแล่งหนึ่งถวายแด่พระสยัมภู เมื่อเราเพ่งดูอยู่พระ 
			<remark  id="s2b33c14l10" />มหามุนีทรงเสวย เพราะกรรมที่เราได้ทำไว้ดีแล้วนั้น และเพราะความ 
			<remark  id="s2b33c14l11" />ตั้งเจตนาไว้ เราละร่างมนุษย์แล้วก็ไปสู่ดาวดึงสพิภพ เราได้เป็น 
			<remark  id="s2b33c14l12" />จอมเทวดาเสวยราชสมบัติในเทวโลก ๓๒ ครั้ง เป็นพระเจ้าจักร 
			<remark  id="s2b33c14l13" />พรรดิราช ๓๓ ครั้ง ได้เป็นพระเจ้าประเทศราชอันไพบูลย์ โดย 
			<remark  id="s2b33c14l14" />คณนานับมิได้ เราเป็นผู้ถึงความสุข มียศ นี้เป็นผลของข้าวสุก
			<remark  id="s2b33c14l15" />แห่งข้าวสารแล่งหนึ่ง เมื่อเราท่องเที่ยวอยู่ในภพน้อยภพใหญ่ ได้ 
			<remark  id="s2b33c14l16" />ทรัพย์นับไม่ถ้วน ความบกพร่องในโภคทรัพย์มิได้มีแก่เราเลย นี้ 
			<remark  id="s2b33c14l17" />เป็นผลของข้าวสุกแห่งข้าวสารแล่งหนึ่ง โภคทรัพย์เปรียบด้วย
			<remark  id="s2b33c14l18" />กระแสน้ำเกิดขึ้นแก่เรา เราไม่สามารถจะนับได้ นี้ก็เป็นผลของ
			<remark  id="s2b33c14l19" />ข้าวสุกแห่งข้าวสารแล่งหนึ่ง เพราะมีผู้เชื้อเชิญว่า เชิญเคี้ยวกิน
			<remark  id="s2b33c14l20" />สิ่งนี้ เชิญบริโภคสิ่งนี้ เชิญนอนบนที่นอนนี้ ฉะนั้น เราจึงเป็นคน
			<remark  id="s2b33c14l21" />มีความสุข นี้ก็เป็นผลของข้าวสุกแห่งข้าวสารแล่งหนึ่ง ในกัปที่ ๙๑ 
			<remark  id="s2b33c14l22" />แต่กัปนี้เราได้ถวายทานใด ด้วยทานนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้ก็ 
			<remark  id="s2b33c14l23" />เป็นผลของข้าวสุกแห่งข้าวสารแล่งหนึ่ง เราเผากิเลสทั้งหลาย
			<remark  id="s2b33c14l24" />แล้ว ... พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
		</para>
	</section>
	<section id="s2b33c15" >
		<para id="s2b33c15p">
			<remark  id="s2b33c15l1" />ทราบว่า ท่านพระปัตโถทนทายกเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล. 
			<remark  id="s2b33c15l2" />จบ ปัตโถทนทายกเถราปทาน
			<remark  id="s2b33c15l3" />มัญจทายกเถราปทานที่ ๑๐ 
			<remark  id="s2b33c15l4" />ว่าด้วยผลแห่งการทำตั่งถวายสงฆ์ 
			<remark  id="s2b33c15l5" />[๑๐] เมื่อพระพุทธเจ้าผู้นำโลก พระนามว่าสิทธัตถะ ผู้ประกอบด้วย 
			<remark  id="s2b33c15l6" />พระกรุณา ปรินิพพานแล้ว เมื่อปาพจน์มีความแพร่หลาย อัน 
			<remark  id="s2b33c15l7" />เทวดาและมนุษย์สักการะแล้ว ในครั้งนั้น เราเป็นคนจัณฑาล ทำ 
			<remark  id="s2b33c15l8" />ตั่ง ๔ เหลี่ยม เลี้ยงชีพด้วยการงานนั้น เลี้ยงดูเด็กๆ ก็ด้วยการ 
			<remark  id="s2b33c15l9" />งานนั้น เราเลื่อมใสแล้ว ทำตั่ง ๔ เหลี่ยมเป็นอย่างดี ด้วยมือ
			<remark  id="s2b33c15l10" />ทั้งสองของตน แล้วได้เข้าถวายแก่พระภิกษุสงฆ์ด้วยตนเอง ด้วย
			<remark  id="s2b33c15l11" />กรรมที่ทำไว้ดีแล้วนั้น และด้วยความตั้งเจตนานั้นไว้ เราละร่าง 
			<remark  id="s2b33c15l12" />มนุษย์แล้ว ได้ไปยังดาวดึงสพิภพ เราไปสู่เทวโลก บันเทิงอยู่ใน
			<remark  id="s2b33c15l13" />หมู่ไตรทศ ที่นอนมีราคามาก ย่อมเกิดตามความปรารถนา เราได้
			<remark  id="s2b33c15l14" />เป็นจอมเทพเสวยราชสมบัติในเทวโลก ๕๐ ครั้ง ได้เป็นพระเจ้า
			<remark  id="s2b33c15l15" />จักรพรรดิราช ๘๐ ครั้ง และได้เป็นพระเจ้าประเทศราชอันไพบูลย์ 
			<remark  id="s2b33c15l16" />โดยคณนานับมิได้ เราเป็นผู้ถึงความสุข มียศ นี้เป็นผลแห่งการ 
			<remark  id="s2b33c15l17" />ถวายเตียงนอน ถ้าเราจุติจากเทวโลกมาสู่ภพมนุษย์ ที่นอนสวยๆ 
			<remark  id="s2b33c15l18" />ควรแก่ค่ามาก ย่อมเกิดแก่เราเอง นี้เป็นการเกิดครั้งหลังของเรา 
			<remark  id="s2b33c15l19" />ภพสุดท้ายกำลังเป็นไป แม้ทุกวันนี้ที่นอนก็ปรากฏในเวลาจะนอน
			<remark  id="s2b33c15l20" />ในกัปที่ ๙๔ แต่กัปนี้ เราได้ถวายทานใด ด้วยทานนั้น เราไม่รู้จัก 
			<remark  id="s2b33c15l21" />ทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายเตียง เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ... 
			<remark  id="s2b33c15l22" />พระพุทธศาสนา เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้. 
			<remark  id="s2b33c15l23" />ทราบว่า ท่านพระมัญจทายกเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
			<remark  id="s2b33c15l24" />จบ มัญจทายกเถราปทาน.
			<remark  id="s2b33c15l25" />---------------- 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b33c16" >
		<para id="s2b33c16p">
			<remark  id="s2b33c16l1" />รวมอปทานที่มีในวรรนี้ คือ
			<remark  id="s2b33c16l2" />๑. ภัททาลิเถราปทาน๖. เอกทีปิยเถราปทาน 
			<remark  id="s2b33c16l3" />๒. เอกฉัตติยเถราปทาน๗. อุจฉังคปุปผิยเถราปทาน
			<remark  id="s2b33c16l4" />๓. ติณสูลฉาทนิยเถราปทาน ๘. ยาคุทายกเถราปทาน 
			<remark  id="s2b33c16l5" />๔. มธุมังสทายกเถราปทาน ๙. ปัตโถทนทายกเถราปทาน 
			<remark  id="s2b33c16l6" />๕. นาคปัลลวกเถราปทาน ๑๐. มัญจทายกเถราปทาน 
			<remark  id="s2b33c16l7" />บัณฑิตคำนวณคาถาแผนกหนึ่งได้ ๒๐๑ คาถา.
			<remark  id="s2b33c16l8" />จบ ภัททาลิกวรรคที่ ๔๒ 
			<remark  id="s2b33c16l9" />----------------- 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b33c17" >
		<para id="s2b33c17p">
			<remark  id="s2b33c17l1" />สกิงสัมมัชชกวรรคที่ ๔๓
			<remark  id="s2b33c17l2" />สกิงสัมมัชชกเถราปทานที่ ๑
			<remark  id="s2b33c17l3" />ว่าด้วยผลแห่งการกวาดลานพระศรีมหาโพธิ 
			<remark  id="s2b33c17l4" />[๑๑] เราได้เห็นไม้แคฝอย ซึ่งเป็นไม้โพธิอันอุดมของพระผู้มีพระภาค 
			<remark  id="s2b33c17l5" />พระนามว่าวิปัสสี แล้วยังใจให้เลื่อมใสในไม้โพธินั้น เราหยิบเอา
			<remark  id="s2b33c17l6" />ไม้กวาดมากวาด (ลานโพธิพฤกษ์) อันเป็นที่ตั้งแห่งไม้โพธิในกาล
			<remark  id="s2b33c17l7" />นั้น ครั้นแล้วได้ไหว้ไม้แคฝอยซึ่งเป็นไม้โพธินั้น เรายังจิตให้
			<remark  id="s2b33c17l8" />เลื่อมใสในไม้โพธินั้น ประนมกรอัญชลีเหนือเศียรเกล้า นมัสการ 
			<remark  id="s2b33c17l9" />ไม้โพธินั้นแล้ว กลับไปยังกระท่อม เราเดินนึกถึงไม้โพธิอันอุดมไป 
			<remark  id="s2b33c17l10" />ตามหนทางสัญจร งูเหลือมซึ่งมีรูปร่างน่ากลัว มีกำลังมาก รัดเรา 
			<remark  id="s2b33c17l11" />กรรมที่เราทำในเวลาใกล้จะตาย ได้ทำให้เรายินดีด้วยผล งูเหลือม
			<remark  id="s2b33c17l12" />กลืนกินร่างของเรา เรารื่นรมย์อยู่ในเทวโลก จิตของเราไม่ขุ่นมัว
			<remark  id="s2b33c17l13" />บริสุทธิ์ขาวสะอาดในกาลทุกเมื่อ ลูกศรคือความโศก ที่เป็นเหตุทำ 
			<remark  id="s2b33c17l14" />จิตของเราให้เร่าร้อน เราไม่รู้จักมันเลย เราไม่มีโรคเรื้อน ฝี 
			<remark  id="s2b33c17l15" />โรคกลาก ลมบ้าหมู คุดทะราด หิดเปื่อย และหิดด้าน นี้ก็เป็น 
			<remark  id="s2b33c17l16" />ผลแห่งการกวาด ความโศก ความเร่าร้อน ไม่มีในหทัยของเรา 
			<remark  id="s2b33c17l17" />จิตของเราตรง ไม่วอกแวก นี้เป็นผลแห่งการกวาด เราถึงสมาธิอีก 
			<remark  id="s2b33c17l18" />ใจของเราเป็นธรรมชาติบริสุทธิ์ สมาธิที่เราปรารถนาย่อมสำเร็จแก่เรา 
			<remark  id="s2b33c17l19" />เราไม่กำหนัดในอารมณ์เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด ไม่ขัดเคืองใน
			<remark  id="s2b33c17l20" />อารมณ์เป็นที่ตั้งแห่งความขัดเคือง และไม่หลงในอารมณ์เป็นที่ตั้ง 
			<remark  id="s2b33c17l21" />แห่งความหลง นี้ก็เป็นผลแห่งการกวาด ในกัปที่ ๙๑ แต่กัปนี้ เราได้
			<remark  id="s2b33c17l22" />ทำกรรมใดในกาลนั้น ด้วยกรรมนั้นเราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผล 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b33c18" >
		<para id="s2b33c18p">
			<remark  id="s2b33c18l1" />แห่งการกวาด เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ... พระพุทธศาสนาเราได้ทำ 
			<remark  id="s2b33c18l2" />เสร็จแล้ว ดังนี้.
			<remark  id="s2b33c18l3" />ทราบว่า ท่านพระสกิงสัมมัชชกเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
			<remark  id="s2b33c18l4" />จบ สกิงสัมมัชชกเถราปทาน.
			<remark  id="s2b33c18l5" />เอกทุสสทายกเถราปทานที่ ๒
			<remark  id="s2b33c18l6" />ว่าด้วยผลแห่งการถวายผ้าเป็นพุทธบูชา
			<remark  id="s2b33c18l7" />[๑๒] เราเป็นคนเกี่ยวหญ้าขายอยู่ในพระนครหงสวดี เลี้ยงชีพด้วยการ
			<remark  id="s2b33c18l8" />เกี่ยวหญ้า เลี้ยงดูเด็กๆ ก็ด้วยการเกี่ยวหญ้านั้น พระชินเจ้า
			<remark  id="s2b33c18l9" />พระนามว่าปทุมุตระผู้รู้จบธรรมทั้งปวง เป็นนายกของโลก เสด็จ
			<remark  id="s2b33c18l10" />อุบัติขึ้น กำจัดความมืดมนให้พินาศ ครั้งนั้นเรานั่งอยู่ในเรือน
			<remark  id="s2b33c18l11" />ของตน คิดอย่างนี้ว่า พระพุทธเจ้าเสด็จอุบัติขึ้นแล้วในโลก 
			<remark  id="s2b33c18l12" />ไทยธรรมของเราไม่มี เรามีแต่ผ้าสาฎกผืนเดียวนี้ ไม่มีใครจะให้เรา 
			<remark  id="s2b33c18l13" />การถูกต้องนรกนำความทุกข์มาให้ เราจะปลูกฝังทักษิณา ครั้นคิด 
			<remark  id="s2b33c18l14" />ได้เช่นนี้แล้ว เราจึงได้ยังจิตของเราให้เลื่อมใส ได้ถือผ้าผืนหนึ่งไป
			<remark  id="s2b33c18l15" />ถวายแด่พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด ครั้นถวายผ้าแล้วได้ประกาศ 
			<remark  id="s2b33c18l16" />เสียงก้องว่า ข้าแต่พระมหามุนีวีระเจ้า ถ้าพระองค์เป็นพระพุทธเจ้า
			<remark  id="s2b33c18l17" />ก็ขอทรงโปรดช่วยข้าพระองค์ให้ข้าด้วยเถิด พระพุทธเจ้าพระนามว่า 
			<remark  id="s2b33c18l18" />ปทุมุตระ ทรงรู้แจ้งโลก ผู้สมควรรับเครื่องบูชา เมื่อจะทรงประกาศ 
			<remark  id="s2b33c18l19" />ทานของเรา ได้ทรงทำอนุโมทนาแก่เราว่า ด้วยการถวายผ้าผืนหนึ่งนี้
			<remark  id="s2b33c18l20" />และด้วยความตั้งเจตนาไว้ บุรุษนี้จะไม่ไปสู่วินิบาตเลยตลอดแสนกัป 
			<remark  id="s2b33c18l21" />เขาจักได้เป็นจอมเทพเสวยราชสมบัติในเทวโลก ๓๖ ครั้ง จักได้เป็น 
			<remark  id="s2b33c18l22" />พระเจ้าจักพรรดิราช ๓๓ ครั้ง และจักได้เป็นพระเจ้าประเทศราช
			<remark  id="s2b33c18l23" />อันไพบูลย์โดยคณนานับมิได้ เมื่อเธอท่องเที่ยวอยู่ในภพ คือ 
			<remark  id="s2b33c18l24" />ในเทวโลกหรือมนุษย์โลก จักเป็นผู้มีรูปสวยงาม สมบูรณ์ด้วยคุณ 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b33c19" >
		<para id="s2b33c19p">
			<remark  id="s2b33c19l1" />มีกายสง่า จักได้ผ้าร้อยล้านแสนโกฏินับไม่ได้ ตามความปรารถนา 
			<remark  id="s2b33c19l2" />ครั้นพระสัมพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตระ ผู้เป็นนักปราชญ์ตรัสดังนี้
			<remark  id="s2b33c19l3" />แล้ว ได้เสด็จเหาะขึ้นสู่อากาศเหมือนพญาหงส์ในอัมพร ฉะนั้น 
			<remark  id="s2b33c19l4" />เราเข้าถึงกำเนิดใดๆ คือ เป็นเทวดาหรือมนุษย์ ในกำเนิดนั้นๆ
			<remark  id="s2b33c19l5" />เราไม่มีความบกพร่องในโภคสมบัติเลย นี้เป็นผลแห่งผ้าผืนหนึ่ง 
			<remark  id="s2b33c19l6" />ผ้าเกิดแก่เราทุกๆ ย่างก้าว ข้างล่างเรายืนอยู่บนผ้า ข้างบนเรามีผ้า
			<remark  id="s2b33c19l7" />เป็นเครื่องบัง ทุกวันนี้จักรวาลพร้อมทั้งป่า ภูเขา เมื่อเราปรารถนา
			<remark  id="s2b33c19l8" />จะถือเอา ก็พึงคลุมได้ด้วยผ้า เพราะผ้าผืนเดียวนั่นแหละ เมื่อยัง 
			<remark  id="s2b33c19l9" />ท่องเที่ยวอยู่ในภพน้อยใหญ่ เราเป็นผู้มีผิวพรรณเหมือนทองคำ
			<remark  id="s2b33c19l10" />ท่องเที่ยวไปในภพน้อยใหญ่ เราได้ถึงความเป็นภิกษุเพราะวิบาก
			<remark  id="s2b33c19l11" />แห่งผ้าผืนเดียว ถึงชาตินี้จะเป็นชาติสุดท้าย แม้ในชาตินี้ผ้าก็ยังให้
			<remark  id="s2b33c19l12" />ผลแก่เราอยู่ ในกัปที่แสนแต่กัปนี้ เราได้ถวายผ้าใดในกาลนั้น 
			<remark  id="s2b33c19l13" />ด้วยการถวายผ้านั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งผ้าผืนเดียว 
			<remark  id="s2b33c19l14" />เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ... พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
			<remark  id="s2b33c19l15" />ทราบว่า ท่านพระเอกทุสสทายกเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล. 
			<remark  id="s2b33c19l16" />จบ เอกทุสสทายกเถราปทาน. 
			<remark  id="s2b33c19l17" />เอกาสนทายกเถราปทานที่ ๓ 
			<remark  id="s2b33c19l18" />ว่าด้วยผลแห่งการแต่งอาสนะบูชา
			<remark  id="s2b33c19l19" />[๑๓] มีภูเขาลูกหนึ่งชื่อกสิกะ อยู่ในที่ไม่ไกลจากภูเขาหิมวันต์ เราสร้าง
			<remark  id="s2b33c19l20" />อาศรมอย่างสวยงาม สร้างบรรณศาลาไว้ที่ภูเขานั้น เรามีนามชื่อว่า
			<remark  id="s2b33c19l21" />นารทะ แต่คนทั้งหลายเรียกเราว่า กัสสปะ ในกาลนั้น เราแสวง
			<remark  id="s2b33c19l22" />หาทางบริสุทธิ์อยู่ที่ภูเขากสิกะ พระชินสัมพุทธเจ้าพระนามว่า 
			<remark  id="s2b33c19l23" />ปทุมุตระ ทรงรู้จบธรรมทั้งปวง ทรงใคร่ต่อวิเวก ได้เสด็จมาทาง 
			<remark  id="s2b33c19l24" />อากาศ เราเห็นพระรัศมีของพระองค์ผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b33c20" >
		<para id="s2b33c20p">
			<remark  id="s2b33c20l1" />กำลังเสด็จมาที่ชายป่า จึงตบแต่งเตียงไม้แล้วปูลาดหนังสัตว์ ครั้น
			<remark  id="s2b33c20l2" />ตบแต่งอาสนะเสร็จแล้ว จึงประนมกรอัญชลีขึ้นเหนือเศียรเกล้า 
			<remark  id="s2b33c20l3" />ประกาศถึงความโสมนัสแล้ว ได้กราบทูลอย่างนี้ว่า ข้าแต่พระองค์
			<remark  id="s2b33c20l4" />ผู้เป็นปราชญ์ นำสัตว์ออกจากโลก ขอพระองค์ผู้เป็นดังศัลยแพทย์
			<remark  id="s2b33c20l5" />รักษาความเดือดร้อน ได้โปรดประทานการรักษาแก่ข้าพระองค์
			<remark  id="s2b33c20l6" />ผู้อันความกำหนัดครอบงำเถิด ข้าแต่พระมุนี ชนเหล่าใดมีความต้อง 
			<remark  id="s2b33c20l7" />การด้วยบุญ มองดูพระองค์ผู้เป็นพระพุทธเจ้า ผู้ประเสริฐสุด 
			<remark  id="s2b33c20l8" />ชนเหล่านั้นย่อมถึงความสำเร็จแห่งประโยชน์อันยั่งยืน พึงเป็นผู้ไม่ 
			<remark  id="s2b33c20l9" />แก่ ข้าพระองค์หามีไทยธรรมเพื่อพระองค์ไม่ เพราะข้าพระองค์ 
			<remark  id="s2b33c20l10" />บริโภคผลไม้ที่หล่นเอง ข้าพระองค์มีแต่อาสนะนี้ ขอเชิญประทับ 
			<remark  id="s2b33c20l11" />นั่งบนเตียงไม้เถิด พระผู้มีพระภาคผู้ไม่มีความสะดุ้งเหมือนราชสีห์ 
			<remark  id="s2b33c20l12" />ได้ประทับนั่งบนเตียงไม้แล้ว ทรงยับยั้งอยู่ครู่หนึ่ง แล้วได้ตรัส
			<remark  id="s2b33c20l13" />อย่างนี้ว่า ท่านจงเบาใจอย่าได้กลัวเลย แก้วมณีที่สว่างไสว 
			<remark  id="s2b33c20l14" />ควรยินดี ท่านได้แล้ว ความปรารถนาที่ท่านได้ตั้งไว้ จักสำเร็จทุก 
			<remark  id="s2b33c20l15" />ประการก็เพราะอาสนะ บุญที่ได้บำเพ็ญไว้ดีแล้ว ในเขตบุญอันยอด 
			<remark  id="s2b33c20l16" />เยี่ยมหาน้อยไม่เลย อันผู้ที่ตั้งจิตไว้ดีแล้ว สามารถจะรื้อตนขึ้นได้ 
			<remark  id="s2b33c20l17" />เพราะอาสนทานนี้ และเพราะการตั้งเจตนาไว้ ท่านจะไม่ไปสู่ 
			<remark  id="s2b33c20l18" />วินิบาตตลอดแสนกัป จักได้เป็นจอมเทพเสวยราชสมบัติในเทว
			<remark  id="s2b33c20l19" />โลก ๕๐ ครั้ง จักได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิราช ๘๐ ครั้ง จักได้เป็น 
			<remark  id="s2b33c20l20" />พระเจ้าประเทศราชอันไพบูลย์ โดยคณนานับมิได้ พระสัมพุทธเจ้า
			<remark  id="s2b33c20l21" />ผู้มีพระนามว่าปทุมุตระ เป็นนักปราชญ์ ครั้นตรัสดังนี้แล้ว ได้ 
			<remark  id="s2b33c20l22" />เสด็จขึ้นสู่นภากาศ ปานดังว่าพญาหงส์ในอัมพร ฉะนั้น ยานช้าง
			<remark  id="s2b33c20l23" />ยานม้า รถ คานหาม เราได้สิ้นทุกอย่าง นี้เป็นผลของอาสนะ
			<remark  id="s2b33c20l24" />อันหนึ่ง ในเมื่อเราเข้าป่าแล้วต้องการที่นั่ง บัลลังก์ดุจว่ารู้ความดำริ 
			<remark  id="s2b33c20l25" />ของเรา ตั้งขึ้นใกล้ๆ ในเมื่อเราอยู่ท่ามกลางน้ำต้องการที่นั่ง บัลลังก์
			<remark  id="s2b33c20l26" />ดังจะรู้ความดำริของเรา ตั้งขึ้นใกล้ๆ เราเข้าถึงกำเนิดใดๆ คือ เป็น
			<remark  id="s2b33c20l27" />เทวดาหรือมนุษย์ ในกำเนิดนั้นๆ บัลลังก์ตั้งแสน ย่อมแวดล้อม
		</para>
	</section>
	<section id="s2b33c21" >
		<para id="s2b33c21p">
			<remark  id="s2b33c21l1" />เราอยู่ทุกเมื่อ เราท่องเที่ยวอยู่ในสองภพ คือ ในเทวดาและมนุษย์
			<remark  id="s2b33c21l2" />และเกิดในสองสกุล คือกษัตริย์และพราหมณ์ เราถวายอาสนะ
			<remark  id="s2b33c21l3" />อันหนึ่งในเขตบุญอันยอดเยี่ยม รู้ทั่วถึงบัลลังก์ คือ ธรรมแล้ว 
			<remark  id="s2b33c21l4" />เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่ ในกัปที่แสน แต่กัปนี้ เราได้ถวายทานใด
			<remark  id="s2b33c21l5" />ในกาลนั้น ด้วยทานนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้ก็เป็นผลของอาสนะ 
			<remark  id="s2b33c21l6" />อันหนึ่ง เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ... พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จ 
			<remark  id="s2b33c21l7" />แล้วดังนี้.
			<remark  id="s2b33c21l8" />ทราบว่า ท่านพระเอกาสนทายกเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ด้วยประการฉะนี้แล. 
			<remark  id="s2b33c21l9" />จบ เอกาสนทายกเถราปทาน.
			<remark  id="s2b33c21l10" />สัตตกทัมพปุปผิยเถราปทานที่ ๔
			<remark  id="s2b33c21l11" />ว่าด้วยผลแห่งการถวายดอกกระทุ่ม ๗ ดอก 
			<remark  id="s2b33c21l12" />[๑๔] มีภูเขาชื่อกทัมพะ อยู่ในที่ไม่ไกลภูเขาหิมวันต์ พระปัจเจกพุทธเจ้า 
			<remark  id="s2b33c21l13" />๗ องค์อาศัยอยู่ที่ข้างภูเขานั้น เราเห็นดอกกระทุ่มจึงประนมมือแล้ว 
			<remark  id="s2b33c21l14" />หยิบเอามา ๗ ดอก ได้เรี่ยรายลงด้วยจิตอันเปี่ยม เพราะกรรมที่ 
			<remark  id="s2b33c21l15" />เราได้ทำไว้ดีแล้วนั้น และเพราะความตั้งเจตนาไว้ เราละร่างมนุษย์ 
			<remark  id="s2b33c21l16" />แล้ว ได้ไปยังดาวดึงสพิภพ ในกัปที่ ๙๔แต่กัปนี้เราได้กระทำ 
			<remark  id="s2b33c21l17" />กรรมใดในกาลนั้น ด้วยกรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผล
			<remark  id="s2b33c21l18" />แห่งพุทธบูชา เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ... พระพุทธศาสนาเราได้
			<remark  id="s2b33c21l19" />ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
			<remark  id="s2b33c21l20" />ทราบว่า ท่านพระสัตตกทัมพปุปผิยเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล. 
			<remark  id="s2b33c21l21" />จบ สัตตกทัมพปุปผิยเถราปทาน.
		</para>
	</section>
	<section id="s2b33c22" >
		<para id="s2b33c22p">
			<remark  id="s2b33c22l1" />โกรัณฑปุปผิยเถราปทานที่ ๕ 
			<remark  id="s2b33c22l2" />ว่าด้วยผลแห่งการถวายดอกหงอนไก่
			<remark  id="s2b33c22l3" />[๑๕] เมื่อก่อน เรากับบิดาและปู่ เป็นคนทำการงานในป่า เลี้ยงชีพ 
			<remark  id="s2b33c22l4" />ด้วยการฆ่าปศุสัตว์ กุศลกรรมของเราไม่มี ใกล้กับที่อยู่ของเรา
			<remark  id="s2b33c22l5" />พระพุทธเจ้าผู้นำชั้นเลิศของโลก พระนามว่าติสสะ ผู้มีพระปัญญา
			<remark  id="s2b33c22l6" />จักษุ ได้ทรงแสดงรอยพระบาทไว้ ๓ รอย เพื่ออนุเคราะห์ ก็เรา 
			<remark  id="s2b33c22l7" />ได้เห็นรอยพระบาทของพระศาสดาพระนามว่าติสสะ ที่พระองค์ 
			<remark  id="s2b33c22l8" />ทรงเหยียบไว้ เป็นผู้ร่าเริงมีจิตยินดียังจิตให้เลื่อมใสในรอยพระบาท
			<remark  id="s2b33c22l9" />เราเห็นต้นหงอนไก่ ที่ขึ้นมาจากแผ่นดิน มีดอกบานแล้ว จึงเด็ด 
			<remark  id="s2b33c22l10" />มาพร้อมทั้งยอด บูชารอยพระบาทอันประเสริฐสุด เพราะกรรมที่
			<remark  id="s2b33c22l11" />เราได้ทำไว้ดีแล้วนั้น และเพราะความตั้งเจตนาไว้ เราละร่างมนุษย์ 
			<remark  id="s2b33c22l12" />แล้ว ไปสู่ดาวดึงสพิภพ เราเข้าถึงกำเนิดใดๆ คือ เป็นเทวดา
			<remark  id="s2b33c22l13" />หรือมนุษย์ ในกำเนิดนั้นๆ เรามีผิวกายเหมือนสีดอกหงอนไก่ มี
			<remark  id="s2b33c22l14" />รัศมีเป็นแดนซ่านออกจากตน ในกัปที่ ๙๒ แต่กัปนี้ เราได้ทำ
			<remark  id="s2b33c22l15" />กรรมใดในกาลนั้น ด้วยกรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผล
			<remark  id="s2b33c22l16" />แห่งการบูชารอยพระพุทธบาท เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ... 
			<remark  id="s2b33c22l17" />พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
			<remark  id="s2b33c22l18" />ทราบว่า ท่านพระโกรัณฑปุปผิยเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
			<remark  id="s2b33c22l19" />จบ โกรัณฑปุปผิยเถราปทาน. 
			<remark  id="s2b33c22l20" />ฆฏมัณฑทายกเถราปทานที่ ๖ 
			<remark  id="s2b33c22l21" />ว่าด้วยผลแห่งการถวายเปรียง
			<remark  id="s2b33c22l22" />[๑๖] พระผู้มีพระภาคผู้มีเหตุอันทรงดำริดีแล้ว เป็นเชษฐบุรุษของโลก
			<remark  id="s2b33c22l23" />ประเสริฐกว่านรชน เสด็จเข้าไปสู่ป่าใหญ่ ถูกอาพาธอันเกิดแต่ลม
		</para>
	</section>
	<section id="s2b33c23" >
		<para id="s2b33c23p">
			<remark  id="s2b33c23l1" />เบียดเบียน เราเห็นแล้ว จึงทำจิตให้เลื่อมใสนำเอาขี้ตะกอนเปรียง
			<remark  id="s2b33c23l2" />เข้าไปถวาย เพราะเราได้กระทำกุศลกรรมและได้บูชาพระพุทธเจ้า 
			<remark  id="s2b33c23l3" />เนืองๆ แม่น้ำคงคาชื่อภาคีรสีนี้ มหาสมุทรทั้ง๔และพื้นปฐพี 
			<remark  id="s2b33c23l4" />ที่น่ากลัวซึ่งจะประมาณมิได้นับไม่ถ้วนนี้ ย่อมสำเร็จเป็นเปรียงขึ้น
			<remark  id="s2b33c23l5" />ได้สำหรับเรา น้ำผึ้ง น้ำตาลกรวด ดังจะรู้ความดำริของเรา เกิดขึ้น
			<remark  id="s2b33c23l6" />ต้นไม้ที่งอกขึ้นแต่แผ่นดินในทิศทั้ง ๔ ดังจะรู้ความดำริของเรา 
			<remark  id="s2b33c23l7" />ย่อมเกิดเป็นต้นกัลปพฤกษ์ขึ้น เราได้เป็นจอมเทวดาเสวยราช 
			<remark  id="s2b33c23l8" />สมบัติในเทวโลก ๕๐ ครั้ง ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๕๑ ครั้ง ได้ 
			<remark  id="s2b33c23l9" />เป็นพระเจ้าประเทศราชอันไพบูลย์ โดยคณนานับไม่ถ้วนในกัปที่ ๙๔
			<remark  id="s2b33c23l10" />แต่กัปนี้ เราได้ให้ทานใดในกาลนั้นด้วยทานนั้น เราไม่รู้จักทุคติ 
			<remark  id="s2b33c23l11" />เลย นี้เป็นผลแห่งขี้ตะกอนเปรียง เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ...
			<remark  id="s2b33c23l12" />พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
			<remark  id="s2b33c23l13" />ทราบว่า ท่านพระฆฏมัณฑทายกเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
			<remark  id="s2b33c23l14" />จบ ฆฏมัณฑทายกเถราปทาน.
			<remark  id="s2b33c23l15" />เอกธัมมสวนิยเถราปทานที่ ๗ 
			<remark  id="s2b33c23l16" />ว่าด้วยผลแห่งการฟังธรรมครั้งเดียว 
			<remark  id="s2b33c23l17" />[๑๗] พระพิชิตมารพระนามว่าปทุมุตระ ทรงรู้จบธรรมทั้งปวงประกาศ 
			<remark  id="s2b33c23l18" />สัจจะ ๔ ทรงยังชนเป็นอันมากให้ข้ามพ้นดีแล้ว สมัยนั้น เราเป็น
			<remark  id="s2b33c23l19" />ชฎิลมีตบะใหญ่ สลัดผ้าคากรองเปลือกไม้ เหาะไปในอัมพร 
			<remark  id="s2b33c23l20" />ในกาลนั้น เราไม่สามารถจะเหาะไปได้เหนือพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐ 
			<remark  id="s2b33c23l21" />สุด เราเหาะไปไม่ได้ เหมือนนกเข้าไปใกล้ภูเขาแล้วไปไม่ได้
			<remark  id="s2b33c23l22" />ฉะนั้น เราบังหวนเป็นไอน้ำลอยอยู่ในอัมพรเช่นนี้ ด้วยคิดว่า
			<remark  id="s2b33c23l23" />เหตุเครื่องทำให้อิริยาบถกำเริบเช่นนี้ มิได้เคยมีแก่เรา เอาละ 
			<remark  id="s2b33c23l24" />เราจักค้นหาเหตุนั้น บางทีเราจักพึงได้ผล เราลงจากอากาศ ก็ได้
		</para>
	</section>
	<section id="s2b33c24" >
		<para id="s2b33c24p">
			<remark  id="s2b33c24l1" />สดับพระสุรเสียงของพระศาสดา เมื่อพระศาสดาตรัสถึงว่าสังขาร 
			<remark  id="s2b33c24l2" />ไม่เที่ยง ด้วยพระสุรเสียงที่น่ายินดี น่าฟัง กลมกล่อม 
			<remark  id="s2b33c24l3" />ขณะนั้นเราได้เรียนเอาอนิจจลักษณะนั่นแหละ ครั้นเรียนอนิจจ
			<remark  id="s2b33c24l4" />ลักษณะได้แล้ว ก็ไปสู่อาศรมของตน เราอยู่ในอาศรมนั้นแหละ 
			<remark  id="s2b33c24l5" />ตราบเท่าสิ้นอายุ ตายไปแล้ว เมื่อกาลที่สุดกำลังเป็นไป เราระลึก
			<remark  id="s2b33c24l6" />ถึงการฟังพระสัทธรรม เพราะกรรมที่เราได้ทำไว้ดีแล้วนั้น และ
			<remark  id="s2b33c24l7" />เพราะความตั้งเจตนาไว้ เราละร่างมนุษย์แล้ว ได้ไปสู่ดาวดึงสพิภพ
			<remark  id="s2b33c24l8" />รื่นรมย์อยู่ในเทวโลก ๓ หมื่นกัป ได้เสวยราชสมบัติในเทวโลก ๕๑
			<remark  id="s2b33c24l9" />ครั้ง ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๓๑ ครั้ง และได้เป็นพระเจ้าประเทศ 
			<remark  id="s2b33c24l10" />ราชอันไพบูลย์โดยคณนานับมิได้ เราเสวยบุญของตน ถึงความสุข
			<remark  id="s2b33c24l11" />ในภพน้อยภพใหญ่ เราท่องเที่ยวไปในภพน้อยภพใหญ่ ก็ยังระลึก
			<remark  id="s2b33c24l12" />ได้ถึงสัญญานั้น บทอันไม่เคลื่อน คือ นิพพาน เราหาได้แทงตลอด 
			<remark  id="s2b33c24l13" />ด้วยธรรมอันหนึ่งไม่ สมณะผู้มีอินทรีย์อันอบรมแล้ว นั่งในเรือน 
			<remark  id="s2b33c24l14" />บิดา เมื่อจะแสดงธรรมกถา ท่านได้ยกอนิจจลักษณะขึ้นมาใน 
			<remark  id="s2b33c24l15" />ธรรมกถานั้น พร้อมกับที่ได้ฟังคาถาว่า สังขารทั้งหลายไม่เที่ยงหนอ
			<remark  id="s2b33c24l16" />มีความเกิดขึ้นและความเสื่อมไปเป็นธรรมดา เกิดขึ้นแล้วย่อมดับไป
			<remark  id="s2b33c24l17" />ความที่สังขารเหล่านั้นสงบระงับเป็นความสุข ดังนี้เราจึงนึกถึง 
			<remark  id="s2b33c24l18" />สัญญาขึ้นได้ทุกอย่าง เรานั่ง ณ อาสนะเดียว บรรลุอรหัตแล้ว 
			<remark  id="s2b33c24l19" />เราได้บรรลุอรหัตโดยเกิดได้ ๗ ปี พระพุทธเจ้าทรงให้เราอุปสมบท
			<remark  id="s2b33c24l20" />แล้ว นี้เป็นผลแห่งการฟังธรรม ในกัปที่แสน แต่กัปนี้ เราได้
			<remark  id="s2b33c24l21" />ฟังธรรมใด ในกาลนั้น ด้วยการฟังธรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย
			<remark  id="s2b33c24l22" />นี้ก็เป็นผลแห่งการฟังธรรม เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ...
			<remark  id="s2b33c24l23" />พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
			<remark  id="s2b33c24l24" />ทราบว่า ท่านพระเอกธัมมสวนิยเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
			<remark  id="s2b33c24l25" />จบ เอกธัมมสวนิยเถราปทาน.
		</para>
	</section>
	<section id="s2b33c25" >
		<para id="s2b33c25p">
			<remark  id="s2b33c25l1" />สุจินติตเถราปทานที่ ๘
			<remark  id="s2b33c25l2" />ว่าด้วยผลแห่งการถวายข้าวใหม่ 
			<remark  id="s2b33c25l3" />[๑๘] ครั้งนั้น เราเป็นชาวนาอยู่ในพระนครหงสวดี เลี้ยงชีพด้วยกสิกรรม
			<remark  id="s2b33c25l4" />เลี้ยงดูเด็กๆ ก็ด้วยกสิกรรมนั้น ครั้งนั้น นาของเราสมบูรณ์ดี
			<remark  id="s2b33c25l5" />ข้าวของเราออกรวงแล้ว เมื่อถึงเวลาข้าวแก่ดีแล้ว เราคิดอย่างนี้
			<remark  id="s2b33c25l6" />ในกาลนั้นว่า เป็นการไม่เหมาะไม่สมควรแก่เราผู้รู้คุณน้อยใหญ่
			<remark  id="s2b33c25l7" />ที่เราไม่ถวายทานในสงฆ์แล้ว พึงบริโภคส่วนอันเลิศด้วยตน
			<remark  id="s2b33c25l8" />พระสัมพุทธเจ้าผู้ไม่มีใครเสมอเหมือนในโลก มีพระลักษณะอัน
			<remark  id="s2b33c25l9" />ประเสริฐ ๓๒ ประการ และพระสงฆ์ผู้มีตนอันอบรมแล้ว เป็น 
			<remark  id="s2b33c25l10" />นาบุญของโลก ไม่มีนาบุญอื่นจะยิ่งไปกว่า เราจักถวายทาน คือ 
			<remark  id="s2b33c25l11" />ข้าวกล้าใหม่ในพระพุทธเจ้าและพระสงฆ์นั้นเสียก่อน ครั้นคิดเช่นนี้
			<remark  id="s2b33c25l12" />แล้ว เราเป็นผู้ร่าเริง มีใจประกอบด้วยปีติ นำเอาข้าวเปลือก
			<remark  id="s2b33c25l13" />มาจากนา เข้าไปเฝ้าพระสัมพุทธเจ้า ครั้นเข้าไปเฝ้าพระสัมพุทธเจ้า 
			<remark  id="s2b33c25l14" />ผู้เป็นเชษฐบุรุษของโลก ประเสริฐกว่านรชน ถวายบังคมพระบาท
			<remark  id="s2b33c25l15" />พระศาสดาแล้ว กราบทูลว่า ข้าแต่พระมุนี ข้าวกล้าสมบูรณ์
			<remark  id="s2b33c25l16" />ทั้งพระองค์ก็กำลังประทับอยู่ ณ ที่นี้ ข้าแต่พระองค์ผู้มีปัญญาจักษุ 
			<remark  id="s2b33c25l17" />ขอพระองค์จงทรงพระกรุณารับเถิด พระศาสดาพระนามว่าปทุมุตระ
			<remark  id="s2b33c25l18" />ผู้รู้แจ้งโลกสมควรรับเครื่องบูชา ทรงทราบความดำริของเราแล้ว 
			<remark  id="s2b33c25l19" />ตรัสพระดำรัสนี้ว่า บุรุษบุคคลผู้ปฏิบัติ ๔ จำพวก ผู้ตั้งอยู่ในผล ๔
			<remark  id="s2b33c25l20" />จำพวก นี้ คือสงฆ์ เป็นผู้ตรง มีปัญญา ศีล และมีจิตมั่นคง
			<remark  id="s2b33c25l21" />บุญย่อมเป็นอันสั่งสมแล้ว ในเมื่อมนุษย์ผู้เพ่งบุญบูชากระทำอยู่
			<remark  id="s2b33c25l22" />ทานที่ให้ในสงฆ์ย่อมมีผลมาก และควรให้ทานในสงฆ์นั้น ข้าวกล้า 
			<remark  id="s2b33c25l23" />ของท่านนี้ก็เช่นเดียวกัน ควรให้ในสงฆ์ ท่านจงอุทิศแด่สงฆ์ 
			<remark  id="s2b33c25l24" />นำเอาภิกษุทั้งหลายไปสู่เรือนของตนแล้วจงถวายสิ่งที่มีอยู่ในเรือน
		</para>
	</section>
	<section id="s2b33c26" >
		<para id="s2b33c26p">
			<remark  id="s2b33c26l1" />ซึ่งท่านได้ตกแต่งแล้วเพื่อภิกษุสงฆ์เถิด เราอุทิศแด่สงฆ์ นำภิกษุ
			<remark  id="s2b33c26l2" />ทั้งหลายไปในเรือน ได้ถวายสิ่งที่เราได้ตกแต่งไว้ในเรือนแด่ภิกษุ 
			<remark  id="s2b33c26l3" />สงฆ์ เพราะกรรมที่เราได้ทำไว้ดีแล้วนั้น และเพราะความตั้งเจตนาไว้
			<remark  id="s2b33c26l4" />เราละร่างมนุษย์แล้ว จึงไปยังดาวดึงสพิภพ วิมานทองงามผุดผ่องสูง
			<remark  id="s2b33c26l5" />๖๐ โยชน์ กว้าง ๓๐ โยชน์ บุญกรรมได้สร้างไว้อย่างงามแล้วเพื่อ
			<remark  id="s2b33c26l6" />เรา ณ สวรรค์ชั้นดาวดึงส์นั้น.
			<remark  id="s2b33c26l7" />จบ ภาณวารที่ ๑๙ 
			<remark  id="s2b33c26l8" />ภพของเรา เกลื่อนกล่นระคนไปด้วยเทพนารี เรากิน ดื่ม ในภพนั้น 
			<remark  id="s2b33c26l9" />อยู่ในสวรรค์ชั้นไตรทศ เราได้เสวยราชสมบัติในเทวโลก ๓,๐๐๐
			<remark  id="s2b33c26l10" />ครั้ง และได้เสวยราชสมบัติในเทวโลกอีก ๕๐๐ ครั้ง ได้เป็น 
			<remark  id="s2b33c26l11" />พระเจ้าจักรพรรดิ ๕๐๐ ครั้ง และได้เป็นพระเจ้าประเทศราช โดย
			<remark  id="s2b33c26l12" />คณนานับมิได้ เราท่องเที่ยวอยู่ในภพน้อยใหญ่ ได้ทรัพย์นับไม่ได้
			<remark  id="s2b33c26l13" />เราไม่มีความบกพร่องในโภคสมบัติเลย นี้เป็นผลแห่งข้าวใหม่
			<remark  id="s2b33c26l14" />ยานช้าง ยานม้า วอ และคานหาม เราได้ทุกสิ่ง นี้เป็นผลแห่ง
			<remark  id="s2b33c26l15" />ข้าวใหม่ ผ้าใหม่ ผลไม้ใหม่ โภชนะมีรสอันเลิศใหม่ เราได้ทุก
			<remark  id="s2b33c26l16" />อย่าง นี้เป็นผลแห่งข้าวใหม่ ผ้าไหม ผ้ากัมพล ผ้าเปลือกไม้ ผ้า 
			<remark  id="s2b33c26l17" />ฝ้าย เราได้ทุกอย่าง นี้เป็นผลแห่งข้าวใหม่ หมู่ทาสี หมู่ทาส 
			<remark  id="s2b33c26l18" />และนารี ที่ประดับประดาอย่างสวยงาม เราได้ทุกจำพวก นี้เป็นผล 
			<remark  id="s2b33c26l19" />แห่งข้าวใหม่ หนาวหรือร้อน ไม่เบียดเบียนเรา เราไม่มีความ
			<remark  id="s2b33c26l20" />เร่าร้อน อนึ่ง ทุกข์ทางใจไม่มีในหทัยของเรา เชิญเคี้ยวสิ่งนี้ เชิญ
			<remark  id="s2b33c26l21" />บริโภคสิ่งนี้ เชิญนอนบนที่นอนนี้ คำเช่นนี้ เราได้ทุกประการ นี้ 
			<remark  id="s2b33c26l22" />เป็นผลแห่งข้าวใหม่ บัดนี้ ชาตินี้เป็นชาติหลังสุด ภพสุดท้าย 
			<remark  id="s2b33c26l23" />กำลังเป็นไป ถึงทุกวันนี้ ไทยธรรมของเรา ก็ทำเราให้ยินดีอยู่ทุกเมื่อ 
			<remark  id="s2b33c26l24" />เราได้ถวายข้าวใหม่ในหมู่สงฆ์ผู้ประเสริฐสุด ย่อมเสวยอานิสงส์ ๘
			<remark  id="s2b33c26l25" />ประการ อันสมควรแก่กรรมของเรา คือเราเป็นผู้มีผิวพรรณผุดผ่อง ๑ 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b33c27" >
		<para id="s2b33c27p">
			<remark  id="s2b33c27l1" />มียศ ๑ มีโภคทรัพย์มากมายใครๆ ลักไม่ได้ ๑ มีภักษามากทุก 
			<remark  id="s2b33c27l2" />เมื่อ ๑ มีบริษัทไม่ร้าวรานกันทุกเมื่อ ๑ สัตว์ที่อาศัยแผ่นดินล้วน 
			<remark  id="s2b33c27l3" />ยำเกรงเรา ๑ เราได้ไทยธรรมก่อน จะในท่ามกลางสงฆ์ หรือเฉพาะ 
			<remark  id="s2b33c27l4" />พระพักตร์ พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุดก็ตาม พวกทายกเลยองค์
			<remark  id="s2b33c27l5" />อื่นๆ เสียหมด ถวายแก่เราเท่านั้น ๑ เราได้เสวยอานิสงส์เหล่านี้
			<remark  id="s2b33c27l6" />เพราะได้ถวายข้าวใหม่ในหมู่สงฆ์ผู้อุดมก่อนนี้ก็เป็นผลแห่งข้าวใหม่ 
			<remark  id="s2b33c27l7" />ในกัปที่แสนแต่กัปนี้ เราได้ถวายทานใด ด้วยทานนั้น เราไม่รู้จัก
			<remark  id="s2b33c27l8" />ทุคติเลย นี้ก็เป็นผลแห่งข้าวใหม่ เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ... 
			<remark  id="s2b33c27l9" />พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
			<remark  id="s2b33c27l10" />ทราบว่า ท่านพระสุจินติตเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
			<remark  id="s2b33c27l11" />จบ สุจินติตเถราปทาน.
			<remark  id="s2b33c27l12" />โสณณกิงกณิยเถราปทานที่ ๙ 
			<remark  id="s2b33c27l13" />ว่าด้วยผลแห่งการถวายกะดึงทอง 
			<remark  id="s2b33c27l14" />[๑๙] เราได้ออกบวชเป็นบรรพชิตด้วยศรัทธา เรานุ่งห่มผ้าเปลือกไม้กรอง 
			<remark  id="s2b33c27l15" />เห็นกรรมคือตบะ ก็สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคเชษฐบุรุษของโลก
			<remark  id="s2b33c27l16" />ประเสริฐกว่านระ พระนามว่าอัตถทัสสีเสด็จอุบัติขึ้นช่วยมหาชน 
			<remark  id="s2b33c27l17" />ให้ข้าม ก็เราสิ้นกำลังเพราะพยาธิอย่างหนัก เรานึกถึงพระพุทธเจ้า 
			<remark  id="s2b33c27l18" />ผู้ประเสริฐสุด ก่อพระสถูปอันอุดมที่หาดทราย ครั้นแล้ว เป็นผู้มี 
			<remark  id="s2b33c27l19" />จิตยินดี มีใจโสมนัส เรี่ยรายดอกกะดึงทองโดยพลัน เราบำเรอ
			<remark  id="s2b33c27l20" />พระสถูปของพระพุทธเจ้า พระนามว่าอัตถทัสสีผู้คงที่ ด้วยใจอัน 
			<remark  id="s2b33c27l21" />เลื่อมใสนั้นปานดังบำเรอพระพุทธเจ้าเฉพาะพระพักตร์ เราไป 
			<remark  id="s2b33c27l22" />สู่เทวโลกแล้ว ได้ความสุขอันไพบูลย์ ในเทวโลกนั้น เรามี
			<remark  id="s2b33c27l23" />ผิวพรรณปานทองคำ นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา เทพนารีของเรามี
			<remark  id="s2b33c27l24" />ประมาณ ๘๐ โกฏิ ประดับประดาสวยงาม บำรุงเราอยู่ทุกเมื่อ นี้
		</para>
	</section>
	<section id="s2b33c28" >
		<para id="s2b33c28p">
			<remark  id="s2b33c28l1" />เป็นผลแห่งพุทธบูชา ดนตรี ๖ หมื่น คือ กลอง ตะโพน สังข์
			<remark  id="s2b33c28l2" />บัณเฑาะว์ มโหระทึก บรรเลงอย่างไพเราะในเทวโลกนั้น ช้าง
			<remark  id="s2b33c28l3" />กุญชรตระกูลมาตังคะแตกมัน ๓ ครั้ง อายุ ๖๐ ปี ๘,๔๐๐ เชือก
			<remark  id="s2b33c28l4" />ประดับสวยงามคลุมด้วยตาข่ายทอง ทำการบำรุงเรา ความเป็นผู้
			<remark  id="s2b33c28l5" />บกพร่องในพลกายและที่อยู่ ไม่มีแก่เรา เราเสวยผลของดอก 
			<remark  id="s2b33c28l6" />กะดึงทองได้เสวยราชสมบัติในเทวโลก ๕๘ ครั้ง ได้เป็นพระเจ้า 
			<remark  id="s2b33c28l7" />จักรพรรดิ ๗๑ ครั้ง และได้เสวยราชสมบัติในมหาปฐพี ๑๐๑ ครั้ง
			<remark  id="s2b33c28l8" />บัดนี้ เราได้บรรลุอมตบทอันลึกซึ้ง ยากที่จะเห็นได้ สังโยชน์หมด
			<remark  id="s2b33c28l9" />สิ้นไปแล้ว บัดนี้ ภพใหม่ไม่มี ในกัปที่ ๑,๘๐๐ แต่กัปนี้ เราได้เอา 
			<remark  id="s2b33c28l10" />ดอกไม้บูชาใด ด้วยการบูชานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผล
			<remark  id="s2b33c28l11" />แห่งพุทธบูชา เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ... พระพุทธศาสนาเราได้
			<remark  id="s2b33c28l12" />ทำเสร็จแล้วดังนี้. 
			<remark  id="s2b33c28l13" />ทราบว่า ท่านพระโสณณกิงกณิยเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล. 
			<remark  id="s2b33c28l14" />จบโสณณกิงกณิยเถราปทาน 
			<remark  id="s2b33c28l15" />โสวัณณโกนตริกเถราปทานที่ ๑๐
			<remark  id="s2b33c28l16" />ว่าด้วยผลแห่งการถวายกระโหลกน้ำเต้า
			<remark  id="s2b33c28l17" />[๒๐] เราได้เห็นพระพุทธเจ้าผู้อบรมใจ ฝึกพระองค์แล้ว มีพระทัยตั้งมั่น 
			<remark  id="s2b33c28l18" />เสด็จดำเนินอยู่ในทางใหญ่ ทรงข้ามโอฆะได้แล้วทรงยินดีในการ 
			<remark  id="s2b33c28l19" />สงบระงบจิต ตรัสรู้ด้วยพระองค์เอง มีปกติเพ่งพินิจ ยินดีใน 
			<remark  id="s2b33c28l20" />ฌาน เป็นมุนี เข้าสมาบัติ สำรวมอินทรีย์ จึงเอากระโหลกน้ำเต้า
			<remark  id="s2b33c28l21" />ตักน้ำเข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด ล้างพระบาทของพระ 
			<remark  id="s2b33c28l22" />พุทธเจ้าแล้วถวายน้ำเต้า และพระสัมพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตระ 
			<remark  id="s2b33c28l23" />ได้ทรงบังคับว่า ท่านจงเอากระโหลกน้ำเต้านี้ ตักน้ำมาวางไว้ที่ 
			<remark  id="s2b33c28l24" />ใกล้ๆ เท้าของเรา เรารับสนองพระพุทธดำรัสว่า สาธุ แล้วเอา
		</para>
	</section>
	<section id="s2b33c29" >
		<para id="s2b33c29p">
			<remark  id="s2b33c29l1" />กระโหลกน้ำเต้ามาวางไว้ใกล้พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด เพราะความ
			<remark  id="s2b33c29l2" />เคารพต่อพระศาสดา พระศาสดาผู้ทรงความเพียรใหญ่ เมื่อจะทรง
			<remark  id="s2b33c29l3" />ยังจิตของเราให้ดับสนิท ได้ทรงอนุโมทนาว่า ด้วยการถวายน้ำเต้านี้ 
			<remark  id="s2b33c29l4" />ขอความดำริของท่านจงสำเร็จ ในกัปที่ ๑๕ แต่กัปนี้ เรารื่นรมย์
			<remark  id="s2b33c29l5" />อยู่ในเทวโลก ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิราช ๓๓ ครั้ง จะเป็น
			<remark  id="s2b33c29l6" />กลางวันหรือกลางคืนก็ตาม เมื่อเราเดินหรือยืนอยู่ คนทั้งหลายถือ
			<remark  id="s2b33c29l7" />ถ้วยทองยืนอยู่ข้างหน้าเราเราได้ถ้วยทองเพราะการถวายน้ำเต้า
			<remark  id="s2b33c29l8" />แด่พระพุทธเจ้า สักการะที่ทำไว้ในท่านผู้คงที่ทั้งหลาย ถึงจะน้อย 
			<remark  id="s2b33c29l9" />ก็ย่อมเป็นของไพบูลย์ในกัปที่แสนแต่กัปนี้ เราได้ถวายน้ำเต้าใน 
			<remark  id="s2b33c29l10" />กาลนั้น ด้วยทานนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งน้ำเต้า
			<remark  id="s2b33c29l11" />เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ... พระพุทธศาสนา เราได้ทำเสร็จแล้ว 
			<remark  id="s2b33c29l12" />ดังนี้.
			<remark  id="s2b33c29l13" />ทราบว่า ท่านพระโสวัณณโกนตริกเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล. 
			<remark  id="s2b33c29l14" />จบ โสวัณณโกนตริกเถราปทาน. 
			<remark  id="s2b33c29l15" />---------------- 
			<remark  id="s2b33c29l16" />รวมอปทานที่มีในวรรคนี้ คือ 
			<remark  id="s2b33c29l17" />๑. สกิงสัมมัชชกเถราปทาน๖. ฆฏมัณฑทายกเถราปทาน
			<remark  id="s2b33c29l18" />๒. เอกทุสสทายกเถราปทาน ๗. เอกธัมมสวนิยเถราปทาน
			<remark  id="s2b33c29l19" />๓. เอกาสนทายกเถราปทาน ๘. สุจินติตเถราปทาน 
			<remark  id="s2b33c29l20" />๔. สัตตกทัมพปุปผิยเถราปทาน ๙. โสณณกิงกณิยเถราปทาน 
			<remark  id="s2b33c29l21" />๕. โกรัณฑปุปผิยเถราปทาน๑๐. โสวัณณโกนตริกเถราปทาน
			<remark  id="s2b33c29l22" />และในวรรคนี้ บัณฑิตคำนวณคาถาได้ ๑๗๒ คาถา. 
			<remark  id="s2b33c29l23" />จบสกิงสัมมัชชกวรรคที่ ๔๓.
			<remark  id="s2b33c29l24" />---------------- 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b33c30" >
		<para id="s2b33c30p">
			<remark  id="s2b33c30l1" />เอกวิหาริวรรคที่ ๔๔
			<remark  id="s2b33c30l2" />เอกวิหาริยเถราปทานที่ ๑
			<remark  id="s2b33c30l3" />ว่าด้วยผลแห่งการอยู่ป่าแต่ผู้เดียว 
			<remark  id="s2b33c30l4" />[๒๑] ในภัททกัปนี้ พระพุทธเจ้าพระนามว่ากัสสปะโดยพระโคตรเป็น
			<remark  id="s2b33c30l5" />เผ่าพรหม มีพระยศใหญ่ ประเสริฐกว่านักปราชญ์ทั้งหลาย เสด็จ 
			<remark  id="s2b33c30l6" />อุบัติขึ้นแล้ว พระองค์ไม่มีธรรมเครื่องให้เนิ่นช้า ไม่มีเครื่อง 
			<remark  id="s2b33c30l7" />ยึดหน่วง มีพระทัยเสมอด้วยอากาศ มากด้วยสุญญตสมาธิ คงที่ 
			<remark  id="s2b33c30l8" />ยินดีในอนิมิตตสมาธิ ประทับอยู่แล้ว พระองค์ผู้มีพระทัยรังเกียจ
			<remark  id="s2b33c30l9" />ไม่มีตัณหาเครื่องฉาบทา ไม่เกี่ยวข้องในกุศล ในคณะ ประกอบด้วย
			<remark  id="s2b33c30l10" />พระกรุณาใหญ่ เป็นนักปราชญ์ ทรงฉลาดในอุบายเครื่องแนะนำ
			<remark  id="s2b33c30l11" />ทรงขวนขวายในกิจของผู้อื่น ทรงแนะนำในหนทางอันยังสัตว์ให้ถึง 
			<remark  id="s2b33c30l12" />นิพพาน ซึ่งเป็นเหตุทำเปือกตมคือคติให้แห้ง ในโลกพร้อมทั้ง 
			<remark  id="s2b33c30l13" />เทวโลก ประทับนั่งแสดงอมตธรรมอันเป็นความแช่มชื่นอย่างยิ่ง 
			<remark  id="s2b33c30l14" />ซึ่งเป็นเครื่องห้ามชราและมรณะ ในท่ามกลางบริษัทใหญ่ ยังสัตว์
			<remark  id="s2b33c30l15" />ให้ข้ามโลก พระวาจาไพเราะเหมือนนกการะเวก เป็นนาถะของโลก 
			<remark  id="s2b33c30l16" />มีพระสุรเสียงก้องประหนึ่งเสียงพรหม ผู้เสด็จมาด้วยประการนั้น
			<remark  id="s2b33c30l17" />ถอนพระองค์ขึ้นจากมหันตทุกข์ ในเมื่อโลกปราศจากผู้แนะนำ ทรง
			<remark  id="s2b33c30l18" />แสดงธรรมที่ปราศจากธุลี นำสัตว์ออกจากโลก เราได้เห็นแล้ว 
			<remark  id="s2b33c30l19" />ได้ฟังธรรมของพระองค์ จึงออกบวชเป็นบรรพชิตครั้นเราบวชแล้ว 
			<remark  id="s2b33c30l20" />ในกาลนั้น คิดถึงคำสอนของพระชินเจ้าถูกความเกี่ยวข้องบีบคั้น 
			<remark  id="s2b33c30l21" />จึงได้อยู่เสียในป่าที่น่ารื่นรมย์แต่ผู้เดียวเท่านั้น การที่เรามีกายหลีก
			<remark  id="s2b33c30l22" />ออกมาได้ เป็นเหตุแห่งการหลีกออกแห่งใจของเราผู้เห็นภัยใน
			<remark  id="s2b33c30l23" />ความเกี่ยวข้อง เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ... พระพุทธศาสนาเราได้
			<remark  id="s2b33c30l24" />ทำเสร็จแล้วดังนี้. 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b33c31" >
		<para id="s2b33c31p">
			<remark  id="s2b33c31l1" />ทราบว่า ท่านพระเอกวิหาริยเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล. 
			<remark  id="s2b33c31l2" />จบ เอกวิหาริยเถราปทาน. 
			<remark  id="s2b33c31l3" />เอกสังขิยเถราปทานที่ ๒
			<remark  id="s2b33c31l4" />ว่าด้วยผลแห่งการเป่าสังข์เป็นพุทธบูชา
			<remark  id="s2b33c31l5" />[๒๒] ได้มีการสมโภชไม้มหาโพธิ์ ของพระผู้มีพระภาคพระนามว่า วิปัสสี
			<remark  id="s2b33c31l6" />มหาชนมาประชุมกันบูชาไม้มหาโพธิ์อันอุดม ไม้มหาโพธิ์ที่ควรบูชา 
			<remark  id="s2b33c31l7" />เช่นนี้ ของพระศาสดาพระองค์ใด พระศาสดาพระองค์นั้นจักเป็น
			<remark  id="s2b33c31l8" />ผู้เว้นจากความเศร้าโศกใหญ่มีปัญญา เป็นพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐ 
			<remark  id="s2b33c31l9" />สุด ครั้งนั้น เราถือเอาสังข์มาบำรุงโพธิพฤกษ์ เราเป่าสังข์ตลอด
			<remark  id="s2b33c31l10" />วันยังค่ำ ไหว้ไม้มหาโพธิ์อันอุดมแล้ว กรรมที่เราได้ทำในเวลาก่อน 
			<remark  id="s2b33c31l11" />จะตายส่งให้เราไปเทวโลก ซากศพของเราตกไปแล้ว เรารื่นรมย์อยู่ 
			<remark  id="s2b33c31l12" />ในเทวโลก ดนตรีหกหมื่นยินดี ร่าเริง บันเทิง บำรุงเราอยู่ทุกเมื่อ
			<remark  id="s2b33c31l13" />นี้เป็นผลของพุทธบูชา ในกัปที่ ๗๑ เราได้เป็นพระราชาพระนาม 
			<remark  id="s2b33c31l14" />ว่า สุทัสสนะ เป็นใหญ่อยู่ในชมพูทวีป มีมหาสมุทรทั้ง ๔ เป็น
			<remark  id="s2b33c31l15" />ขอบเขต ครั้งนั้น ดนตรี ๘๐๐ แวดล้อมเราตลอดเวลา เราย่อม
			<remark  id="s2b33c31l16" />เสวยกรรมของตน นี้เป็นผลของการบำรุง เราเข้าถึงกำเนิดใด คือ
			<remark  id="s2b33c31l17" />เทวดาหรือมนุษย์ แม้เรายังอยู่ในครรภ์ของมารดา กลองก็ประโคม
			<remark  id="s2b33c31l18" />อยู่ตลอดเวลา เพราะอุปัฏฐากพระสัมพุทธเจ้า เราได้เสวยสมบัติ
			<remark  id="s2b33c31l19" />แล้ว เป็นผู้บรรลุบทอันไม่หวั่นไหว เป็นบทอันเกษมไม่มีมลทิน
			<remark  id="s2b33c31l20" />ไม่ตาย ในกัปที่ ๙๑ แต่กัปนี้เราได้ทำกรรมใดในกาลนั้น ด้วยกรรม 
			<remark  id="s2b33c31l21" />นั้นเราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา เราเผากิเลสทั้งหลาย 
			<remark  id="s2b33c31l22" />แล้ว ... พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้. 
			<remark  id="s2b33c31l23" />ทราบว่า ท่านพระเอกสังขิยเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล. 
			<remark  id="s2b33c31l24" />จบ เอกสังขิยเถราปทาน.
		</para>
	</section>
	<section id="s2b33c32" >
		<para id="s2b33c32p">
			<remark  id="s2b33c32l1" />ปาฏิหิรสัญญกเถราปทานที่ ๓
			<remark  id="s2b33c32l2" />ว่าด้วยผลแห่งความเลื่อมใสในปาฏิหาริย์
			<remark  id="s2b33c32l3" />[๒๓] ครั้งนั้น พระพิชิตมารผู้สมควรรับเครื่องบูชาพระนามว่าปทุมุตระ 
			<remark  id="s2b33c32l4" />ได้เสด็จเข้าไปยังพระนคร พร้อมทั้งภิกษุสงฆ์ผู้มีอินทรีย์อันสำรวม
			<remark  id="s2b33c32l5" />แล้ว แสนรูป ขณะนั้น ได้มีเสียงสนั่นก้องไพเราะรับเสด็จพระ 
			<remark  id="s2b33c32l6" />พุทธเจ้าผู้สงบระงับ คงที่ ซึ่งกำลังเสด็จเข้าพระนครโดยทางรถ 
			<remark  id="s2b33c32l7" />ด้วยพุทธานุภาพ พิณที่ไม่ถูกทำเพลง ไม่ถูกเคาะ ก็บรรเลงขึ้นได้เอง
			<remark  id="s2b33c32l8" />ในเมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จเข้าบุรี เรานมัสการพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐ 
			<remark  id="s2b33c32l9" />สุด พระนามว่าปทุมุตระ ผู้เป็นพระมหามุนี และเห็นปาฏิหาริย์แล้ว
			<remark  id="s2b33c32l10" />ได้ยังจิตให้เลื่อมใสในปาฏิหาริย์นั้น โอ พระพุทธเจ้า โอ พระ 
			<remark  id="s2b33c32l11" />พระธรรม โอ สมบัติแห่งพระศาสดาของเรา ดนตรีถึงไร้เจตนาก็ 
			<remark  id="s2b33c32l12" />ยังบรรเลงได้เองเทียว ในกัปที่แสนแต่กัปนี้ เราได้สัญญาใดใน
			<remark  id="s2b33c32l13" />กาลนั้น ด้วยการได้สัญญานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่ง 
			<remark  id="s2b33c32l14" />สัญญาในพระพุทธเจ้า เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ... พระพุทธศาสนา
			<remark  id="s2b33c32l15" />เราได้ทำเสร็จแล้วดังนี้. 
			<remark  id="s2b33c32l16" />ทราบว่า ท่านพระปาฏิหิรสัญญกเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
			<remark  id="s2b33c32l17" />จบ ปาฏิหิรสัญญกเถราปทาน
			<remark  id="s2b33c32l18" />ญาณัตถวิกเถราปทานที่ ๔
			<remark  id="s2b33c32l19" />ว่าด้วยผลแห่งการสดุดีพระพุทธองค์
			<remark  id="s2b33c32l20" />[๒๔] เราได้เห็นพระพุทธเจ้าผู้สูงสุดกว่าสัตว์ ผู้รุ่งเรืองเหมือนต้น
			<remark  id="s2b33c32l21" />กรรณิการ์ โชติช่วงดังดวงประทีป ไพโรจน์ดุจทองคำ เราวาง
			<remark  id="s2b33c32l22" />คณโฑน้ำ ผ้าเปลือกไม้กรอง ธมกรก ทำหนังเสือเฉวียงบ่า แล้วก็
			<remark  id="s2b33c32l23" />สดุดีพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุดว่า ข้าแต่พระมุนี พระองค์ทรงขจัด 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b33c33" >
		<para id="s2b33c33p">
			<remark  id="s2b33c33l1" />ความมืดมิด ซึ่งอากูลไปด้วยข่ายคือ โมหะ ทรงแสดงแสงสว่าง 
			<remark  id="s2b33c33l2" />คือ พระญาณ แล้วเสด็จข้ามไป พระองค์ได้ยกโลกนี้ขึ้นแล้ว สิ่งที่
			<remark  id="s2b33c33l3" />ยอดเยี่ยมซึ่งมีอยู่ทั้งหมด จะเปรียบปานกับพระญาณเป็นประมาณ
			<remark  id="s2b33c33l4" />เครื่องไปจากโลกของพระองค์ไม่มี ด้วยพระญาณนั้น โลกจึงขนาน 
			<remark  id="s2b33c33l5" />นามพระองค์ว่าสัพพัญญู สัพพัญญู ข้าพระองค์ขอถวายบังคม 
			<remark  id="s2b33c33l6" />พระองค์ผู้มีความเพียรใหญ่ ทรงทราบธรรมทั้งปวง ไม่มีอาสวะ
			<remark  id="s2b33c33l7" />ในกัปที่แสนแต่กัปนี้ เราได้สดุดีพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด ด้วย 
			<remark  id="s2b33c33l8" />การสดุดีนั้นเราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการสดุดีพระญาณ 
			<remark  id="s2b33c33l9" />เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ... พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
			<remark  id="s2b33c33l10" />ทราบว่า ท่านพระญาณัตถวิกเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล. 
			<remark  id="s2b33c33l11" />จบ ญาณัตถวิกเถราปทาน.
			<remark  id="s2b33c33l12" />อุจฉุขัณฑิกเถราปทานที่ ๕
			<remark  id="s2b33c33l13" />ว่าด้วยผลแห่งการถวายท่อนอ้อย 
			<remark  id="s2b33c33l14" />[๒๕] เราเป็นคนเฝ้าประตูอยู่ในพระนครพันธุมดี ได้เห็นพระพุทธเจ้าผู้ปราศ 
			<remark  id="s2b33c33l15" />จากธุลี ทรงรู้จบธรรมทั้งปวง เรามีจิตเลื่อมใสโสมนัสได้ถือเอาท่อน
			<remark  id="s2b33c33l16" />อ้อยมาถวาย แด่พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุดพระนามว่าวิปัสสี ผู้
			<remark  id="s2b33c33l17" />แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ ในกัปที่ ๙๑ แต่กัปนี้ เราได้ถวายอ้อยใด
			<remark  id="s2b33c33l18" />ในกาลนั้น ด้วยการถวายอ้อยนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผล 
			<remark  id="s2b33c33l19" />แห่งการถวายท่อนอ้อย เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ... พระพุทธ
			<remark  id="s2b33c33l20" />ศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้วดังนี้.
			<remark  id="s2b33c33l21" />ทราบว่า ท่านพระอุจฉุขัณฑิกเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล. 
			<remark  id="s2b33c33l22" />จบ อุจฉุขัณฑิกเถราปทาน.
		</para>
	</section>
	<section id="s2b33c34" >
		<para id="s2b33c34p">
			<remark  id="s2b33c34l1" />กลัมพทายกเถราปทานที่ ๖ 
			<remark  id="s2b33c34l2" />ว่าด้วยผลแห่งการถวายมันอ้อน 
			<remark  id="s2b33c34l3" />[๒๖] พระสัมพุทธเจ้าพระนามว่าโรมสะ ประทับอยู่ที่ซอกเขา เราเลื่อมใส 
			<remark  id="s2b33c34l4" />ได้ถวายมันอ้อนแด่พระองค์ด้วยมือทั้งสองของตนในกัปที่ ๙๔ แต่ 
			<remark  id="s2b33c34l5" />กัปนี้ เราได้ถวายทานใดในกาลนั้น ด้วยทานนั้น เราไม่รู้จักทุคติ
			<remark  id="s2b33c34l6" />เลย นี้เป็นผลแห่งการถวายมันอ้อน เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ...
			<remark  id="s2b33c34l7" />พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้วดังนี้. 
			<remark  id="s2b33c34l8" />ทราบว่า ท่านพระกลัมพทายกเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล. 
			<remark  id="s2b33c34l9" />จบ กลัมพทายกเถราปทาน.
			<remark  id="s2b33c34l10" />อัมพาฏกทายกเถราปทานที่ ๗
			<remark  id="s2b33c34l11" />ว่าด้วยผลแห่งการถวายมะกอก 
			<remark  id="s2b33c34l12" />[๒๗] เราได้เห็นพระสยัมภูพุทธเจ้าผู้ไม่ทรงพ่ายแพ้อะไร ในป่าใหญ่ จึง
			<remark  id="s2b33c34l13" />ได้เอาผลมะกอกมาถวายแด่พระสยัมภูในกัปที่ ๓๑ แต่กัปนี้ เราได้
			<remark  id="s2b33c34l14" />ถวายผลไม้ใดในกาลนั้น ด้วยการถวายผลไม้นั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย 
			<remark  id="s2b33c34l15" />นี้เป็นผลแห่งการถวายผลไม้ เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ...
			<remark  id="s2b33c34l16" />พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้วดังนี้. 
			<remark  id="s2b33c34l17" />ทราบว่า ท่านพระอัมพาฏกทายกเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล. 
			<remark  id="s2b33c34l18" />จบ อัมพาฏกทายกเถราปทาน. 
			<remark  id="s2b33c34l19" />หรีตกิทายกเถราปทานที่ ๘
			<remark  id="s2b33c34l20" />ว่าด้วยผลแห่งการถวายลูกสมอ
			<remark  id="s2b33c34l21" />[๒๘] เรากำลังนำผลสมอ ผลมะขามป้อม ผลมะม่วง ผลหว้า สมอพิเภก 
			<remark  id="s2b33c34l22" />กระเบา ผลรกฟ้า มะตูมมาด้วยตนเอง เราได้เห็นพระมหามุนีผู้มี
		</para>
	</section>
	<section id="s2b33c35" >
		<para id="s2b33c35p">
			<remark  id="s2b33c35l1" />ปกติเพ่งพินิจ ยินดีในฌาน เป็นนักปราชญ์ ถูกอาพาธเบียดเบียน
			<remark  id="s2b33c35l2" />เสด็จเดินทางไกล ประทับอยู่ที่เงื้อมเขา จึงได้เอาผลสมอถวายแด่ 
			<remark  id="s2b33c35l3" />พระสยัมภู ก็พอเราทำเภสัชเสร็จแล้ว พยาธิหายไปในทันใดนั้น
			<remark  id="s2b33c35l4" />เอง พระพุทธเจ้าผู้มีความกระวนกระวายอันละได้แล้ว ได้ทรงทำ 
			<remark  id="s2b33c35l5" />อนุโมทนาว่า ก็ด้วยการถวายเภสัชอันเป็นเครื่องระงับพยาธินี้
			<remark  id="s2b33c35l6" />ท่านเกิดเป็นเทวดา เป็นมนุษย์ หรือจะเกิดในชาติอื่น จงเป็นผู้ถึง 
			<remark  id="s2b33c35l7" />ความสุขในที่ทุกแห่ง และท่านอย่าถึงความป่วยไข้ ครั้นพระสยัมภู 
			<remark  id="s2b33c35l8" />พุทธเจ้าผู้ไม่ทรงพ่ายแพ้อะไร เป็นนักปราชญ์ ตรัสดังนี้แล้ว ได้
			<remark  id="s2b33c35l9" />เสด็จเหาะขึ้นสู่นภากาศ เหมือนพญาหงส์ในอัมพร ฉะนั้น 
			<remark  id="s2b33c35l10" />เพราะเราได้ถวายสมอแด่พระสยัมภูพุทธเจ้าผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่
			<remark  id="s2b33c35l11" />ความป่วยไข้จึงมิได้เกิดแก่เราเลยจนถึงชาตินี้ นี้เป็นความเกิดครั้ง
			<remark  id="s2b33c35l12" />หลังของเรา ภพสุดท้ายกำลังเป็นไป วิชชา ๓ เราได้บรรลุแล้ว โดย
			<remark  id="s2b33c35l13" />ลำดับพระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ในกัปที่ ๙๔ แต่กัปนี้ เราได้
			<remark  id="s2b33c35l14" />ถวายเภสัชในกาลนั้น ด้วยการถวายเภสัชนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย 
			<remark  id="s2b33c35l15" />นี้เป็นผลแห่งเภสัชทาน เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ... พระพุทธศาสนา 
			<remark  id="s2b33c35l16" />เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
			<remark  id="s2b33c35l17" />ทราบว่า ท่านพระหรีตกิทายกเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
			<remark  id="s2b33c35l18" />จบ หรีตกิทายกเถราปทาน. 
			<remark  id="s2b33c35l19" />อัมพปิณฑิยเถราปทานที่ ๙ 
			<remark  id="s2b33c35l20" />ว่าด้วยผลแห่งการถวายมะม่วง
			<remark  id="s2b33c35l21" />[๒๙] ครั้งนั้น เราเป็นพญาช้างมีงางอนงาม ทรงกำลังพิริยะกล้าว่องไว
			<remark  id="s2b33c35l22" />เที่ยวอยู่ในป่าใหญ่ ได้เห็นพระผู้นำโลก เราได้หยิบเอาชิ้นมะม่วง 
			<remark  id="s2b33c35l23" />มาถวายแด่พระศาสดา พระมหาวีรเจ้า พระนามว่าสิทธัตถะ นายก 
			<remark  id="s2b33c35l24" />ของโลก ทรงรับประเคน เมื่อเราเพ่งดูอยู่ พระพิชิตมารได้ทรง 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b33c36" >
		<para id="s2b33c36p">
			<remark  id="s2b33c36l1" />เสวยในกาลนั้น เรายังจิตให้เลื่อมใสในพระชินเจ้าพระองค์นั้น จึง
			<remark  id="s2b33c36l2" />เข้าถึงสวรรค์ชั้นดุสิต เราจุติจากดุสิตนั้นแล้ว ได้เป็นพระเจ้าจักร
			<remark  id="s2b33c36l3" />พรรดิราช เสวยสมบัติโดยอุบายเช่นนั้นแหละ เรามีตนส่งไปเพื่อ
			<remark  id="s2b33c36l4" />ความเพียรสงบระงับ ไม่มีอุปธิกิเลส กำหนดรู้อาสวะทั้งปวงแล้ว 
			<remark  id="s2b33c36l5" />เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่ ในกัปที่ ๙๔ แต่กัปนี้ เราได้ถวายทานใดใน
			<remark  id="s2b33c36l6" />กาลนั้น ด้วยทานนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวาย
			<remark  id="s2b33c36l7" />ผลไม้ เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ... พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จ
			<remark  id="s2b33c36l8" />แล้ว ดังนี้. 
			<remark  id="s2b33c36l9" />ทราบว่า ท่านพระอัมพปิณฑิยเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
			<remark  id="s2b33c36l10" />จบ อัมพปิณฑิยเถราปทาน. 
			<remark  id="s2b33c36l11" />ชัมพูผลิยเถราปทานที่ ๑๐ 
			<remark  id="s2b33c36l12" />ว่าด้วยผลแห่งการถวายลูกหว้า 
			<remark  id="s2b33c36l13" />[๓๐] เมื่อพระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตระ เชษฐบุรุษของโลก ผู้คงที่ ผู้ 
			<remark  id="s2b33c36l14" />ทรงยศอันสูงสุด กำลังเสด็จเที่ยวบิณฑบาตอยู่ ข้าพระองค์มีใจ
			<remark  id="s2b33c36l15" />เลื่อมใส ได้ถือเอาผลชมพู่อย่างดีมาถวายแด่พระศาสดา ผู้เป็นทัก
			<remark  id="s2b33c36l16" />ขิไณยบุคคล เป็นนักปราชญ์ ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นใหญ่กว่าสัตว์เชษฐ
			<remark  id="s2b33c36l17" />บุรุษของโลกประเสริฐกว่านรชน เพราะกรรมนั้น ข้าพระองค์จึงเป็น
			<remark  id="s2b33c36l18" />ผู้ละความชนะและความแพ้แล้ว ได้ถึงฐานะที่ไม่หวั่นไหวในกัปที่
			<remark  id="s2b33c36l19" />แสนแต่กัปนี้ ข้าพระองค์ได้ถวายทานใดในกาลนั้น ด้วยทานนั้น 
			<remark  id="s2b33c36l20" />ข้าพระองค์ไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายผลไม้อย่างดีเป็น 
			<remark  id="s2b33c36l21" />ทาน ข้าพระองค์เผากิเลสทั้งหลายแล้ว ... พระพุทธศาสนาข้าพระองค์
			<remark  id="s2b33c36l22" />ได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้. 
			<remark  id="s2b33c36l23" />ทราบว่า ท่านพระชัมพูผลิยเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล. 
			<remark  id="s2b33c36l24" />จบ ชัมพูผลิยเถราปทาน. 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b33c37" >
		<para id="s2b33c37p">
			<remark  id="s2b33c37l1" />รวมอปทานที่มีในวรรคนี้ คือ 
			<remark  id="s2b33c37l2" />๑. เอกวิหาริยเถราปทาน ๖. กลัมพทายกเถราปทาน
			<remark  id="s2b33c37l3" />๒. เอกสังขิยเถราปทาน๗. อัมพาฏกทายกเถราปทาน
			<remark  id="s2b33c37l4" />๓. ปาฏิหิรสัญญกเถราปทาน๘. หรีตกิทายกเถราปทาน
			<remark  id="s2b33c37l5" />๔. ญาณัตถวิกเถราปทาน๙. อัมพปิณฑิยเถราปทาน 
			<remark  id="s2b33c37l6" />๕. อุจฉุขัณฑิกเถราปทาน ๑๐. ชัมพูผลิยเถราปทาน
			<remark  id="s2b33c37l7" />บัณฑิตคำนวณคาถาได้ ๘๖ คาถา.
			<remark  id="s2b33c37l8" />จบ เอกวิหาริวรรคที่ ๔๔
			<remark  id="s2b33c37l9" />---------------- 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b33c38" >
		<para id="s2b33c38p">
			<remark  id="s2b33c38l1" />วิเภทกิวรรคที่ ๔๕ 
			<remark  id="s2b33c38l2" />วิเภทกพีชิยเถราปทานที่ ๑
			<remark  id="s2b33c38l3" />ว่าด้วยผลแห่งการถวายเมล็ดพืชสมอพิเภก
			<remark  id="s2b33c38l4" />[๓๑] พระพุทธเจ้าผู้มีความเพียรใหญ่ ทรงรู้จบธรรมทั้งปวง พระนามว่า
			<remark  id="s2b33c38l5" />กกุสันธะ พระองค์เสด็จหลีกออกจากหมู่ไปสู่ภายในป่า เราถือ
			<remark  id="s2b33c38l6" />เมล็ดพืชเครือเถาเที่ยวมา สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคทรงเข้าฌาน 
			<remark  id="s2b33c38l7" />อยู่ ณ ระหว่างภูเขา เราเห็นพระพุทธเจ้าผู้เป็นเทพของทวยเทพแล้ว
			<remark  id="s2b33c38l8" />มีใจเลื่อมใส ได้ถวายเมล็ดพืชแด่พระพุทธเจ้า ผู้เป็นทักขิไณย
			<remark  id="s2b33c38l9" />บุคคล เป็นนักปราชญ์ ในกัปนี้เอง เราได้ถวายพืชใดในกาลนั้น 
			<remark  id="s2b33c38l10" />ด้วยการถวายพืชนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งเมล็ดพืช
			<remark  id="s2b33c38l11" />เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ... พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว
			<remark  id="s2b33c38l12" />ดังนี้.
			<remark  id="s2b33c38l13" />ทราบว่า ท่านพระวิเภทกพีชิยเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล. 
			<remark  id="s2b33c38l14" />จบ วิเภทกพีชิยเถราปทาน.
			<remark  id="s2b33c38l15" />โกลทายกเถราปทานที่ ๒
			<remark  id="s2b33c38l16" />ว่าด้วยผลแห่งการถวายพุทรา 
			<remark  id="s2b33c38l17" />[๓๒] ครั้งนั้น เรานุ่งหนังเสือ ห่มผ้าคากรอง บำเพ็ญวัตรจริยาอย่างหนัก
			<remark  id="s2b33c38l18" />ใกล้อาศรมของเรามีต้นพุทรา ในกาลนั้น พระพุทธเจ้าพระนามว่า 
			<remark  id="s2b33c38l19" />สิขี เป็นเอก ไม่มีผู้เสมอสอง ทรงทำโลกให้โชติช่วงอยู่ตลอดกาล
			<remark  id="s2b33c38l20" />ทั้งปวง เสด็จเข้ามายังอาศรมของเรา เรายังจิตของตนให้เลื่อมใส
			<remark  id="s2b33c38l21" />และถวายบังคมพระพุทธเจ้าผู้มีวัตรอันงามแล้ว ได้เอามือทั้งสอง
			<remark  id="s2b33c38l22" />กอบพุทราถวายแด่พระพุทธเจ้า ในกัปที่ ๓๑ แต่กัปนี้ เราได้ถวาย
		</para>
	</section>
	<section id="s2b33c39" >
		<para id="s2b33c39p">
			<remark  id="s2b33c39l1" />พุทราใด ในกาลนั้น ด้วยทานนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผล 
			<remark  id="s2b33c39l2" />แห่งการถวายพุทรา เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ถอนภพขึ้นได้
			<remark  id="s2b33c39l3" />ทั้งหมดแล้ว ตัดกิเลสเครื่องผูกดังช้างตัดเชือกแล้ว เป็นผู้ไม่มี 
			<remark  id="s2b33c39l4" />อาสวะอยู่ การที่เราได้มายังสำนักของพระพุทธเจ้าของเรานี้ เป็นการ
			<remark  id="s2b33c39l5" />มาดีแล้วหนอ วิชชา ๓ เราได้บรรลุแล้วโดยลำดับ พระพุทธศาสนา 
			<remark  id="s2b33c39l6" />เราได้ทำเสร็จแล้ว คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘
			<remark  id="s2b33c39l7" />และอภิญญา ๖ เราได้ทำให้แจ้งชัดแล้ว พระพุทธศาสนาเราได้ทำ
			<remark  id="s2b33c39l8" />เสร็จแล้ว ดังนี้.
			<remark  id="s2b33c39l9" />ทราบว่า ท่านพระโกลทายกเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล. 
			<remark  id="s2b33c39l10" />จบ โกลทายกเถราปทาน.
			<remark  id="s2b33c39l11" />เวลุวผลิยเถราปทานที่ ๓
			<remark  id="s2b33c39l12" />ว่าด้วยผลแห่งการถวายมะตูม 
			<remark  id="s2b33c39l13" />[๓๓] เราสร้างอาศรมไว้อย่างสวยงาม ใกล้ฝั่งแม่น้ำจันทภาคา อาศรมนั้น 
			<remark  id="s2b33c39l14" />เกลื่อนกล่นไปด้วยต้นมะตูม เป็นที่รวมหมู่ไม้นานาชนิด เราเห็น
			<remark  id="s2b33c39l15" />ผลมะตูมมีกลิ่นหอมแล้ว ระลึกถึงพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด เรา
			<remark  id="s2b33c39l16" />ทั้งยินดีทั้งสลดใจ เอาผลมะตูมใส่หาบจนเต็ม ได้เข้าไปเฝ้าพระ
			<remark  id="s2b33c39l17" />พุทธเจ้าพระนามว่า กกุสันธะ แล้วถวายผลมะตูมสุกแด่พระองค์
			<remark  id="s2b33c39l18" />ผู้เป็นเนื้อนาบุญ เป็นนักปราชญ์ ด้วยใจอันผ่องใส ในกัปนี้เอง
			<remark  id="s2b33c39l19" />เราได้ถวายผลมะตูมใดในกาลนั้น ด้วยการถวายผลมะตูมนั้น เรา
			<remark  id="s2b33c39l20" />ไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายมะตูม เราเผากิเลสทั้งหลาย
			<remark  id="s2b33c39l21" />แล้ว ... พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้. 
			<remark  id="s2b33c39l22" />ทราบว่า ท่านพระเวลุวผลิยเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล. 
			<remark  id="s2b33c39l23" />จบ เวลุวผลิยเถราปทาน.
		</para>
	</section>
	<section id="s2b33c40" >
		<para id="s2b33c40p">
			<remark  id="s2b33c40l1" />ภัลลาตกทายกเถราปทานที่ ๔
			<remark  id="s2b33c40l2" />ว่าด้วยผลแห่งการถวายลูกรกฟ้า 
			<remark  id="s2b33c40l3" />[๓๔] เราตกแต่งเครื่องลาดที่ทำด้วยหญ้าแล้ว ได้ทูลอาราธนาพระสัมพุทธ
			<remark  id="s2b33c40l4" />เจ้าผู้มีพระฉวีวรรณเหมือนทองคำ มีพระลักษณะอันประเสริฐ ๓๒ 
			<remark  id="s2b33c40l5" />ประการ ผู้ประหนึ่งว่าพระยารังที่กำลังดอกบาน เป็นพระพุทธเจ้า
			<remark  id="s2b33c40l6" />ผู้ประเสริฐสุด กำลังเสด็จไปทางท้ายป่าใหญ่ว่า ขอพระพุทธเจ้า 
			<remark  id="s2b33c40l7" />ทรงโปรดอนุเคราะห์ข้าพระองค์เถิด ข้าพระองค์ปรารถนาจะถวาย
			<remark  id="s2b33c40l8" />ภิกษา พระพุทธเจ้าพระนามว่าอัตถทัสสี ผู้อนุเคราะห์ ประกอบ 
			<remark  id="s2b33c40l9" />ด้วยพระกรุณา มีพระยศใหญ่ ได้ทรงทราบความดำริของเรา จึง
			<remark  id="s2b33c40l10" />เสด็จแวะที่อาศรมของเรา ครั้นแล้ว พระองค์ได้ประทับบนเครื่อง 
			<remark  id="s2b33c40l11" />ลาดที่ทำด้วยหญ้า เราได้หยิบเอาผลไม้รกฟ้ามาถวายแด่พระพุทธเจ้า 
			<remark  id="s2b33c40l12" />ผู้ประเสริฐสุด เมื่อเรามองดูอยู่ พระพิชิตมารทรงเสวยในเวลานั้น
			<remark  id="s2b33c40l13" />เรายังจิตให้เลื่อมใสในทานนั้นแล้ว ได้ถวายบังคมพระพิชิตมาร
			<remark  id="s2b33c40l14" />ในกาลนั้น ในกัปที่ ๑,๘๐๐ เราได้ถวายผลไม้ใด ในกาลนั้น ด้วยการ 
			<remark  id="s2b33c40l15" />ถวายผลไม้นั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายผลไม้ 
			<remark  id="s2b33c40l16" />เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ... พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้วดังนี้. 
			<remark  id="s2b33c40l17" />ทราบว่า ท่านพระภัลลาตกทายกเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล. 
			<remark  id="s2b33c40l18" />จบ ภัลลาตกทายกเถราปทาน. 
			<remark  id="s2b33c40l19" />อุมมาปุปผิยเถราปทานที่ ๕ 
			<remark  id="s2b33c40l20" />ว่าด้วยผลแห่งการบูชาด้วยดอกผักตบ
			<remark  id="s2b33c40l21" />[๓๕] ก็ครั้นเมื่อต้นไทรอันเป็นไม้โพธิพฤกษ์ งอกงามสีเขียวขจี เราได้เอา 
			<remark  id="s2b33c40l22" />ดอกผักตบมาบูชาไม้โพธิพฤกษ์ ในกัปนี้เอง เราได้บูชาโพธิพฤกษ์ 
			<remark  id="s2b33c40l23" />ใด ด้วยการบูชานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการบูชา 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b33c41" >
		<para id="s2b33c41p">
			<remark  id="s2b33c41l1" />ไม้โพธิพฤกษ์ เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ... พระพุทธศาสนาเราได้
			<remark  id="s2b33c41l2" />ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
			<remark  id="s2b33c41l3" />ทราบว่า ท่านพระอุมมาปุปผิยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล. 
			<remark  id="s2b33c41l4" />จบ อุมมาปุปผิยเถราปทาน.
			<remark  id="s2b33c41l5" />อัมพาฏกิยเถราปทานที่ ๖
			<remark  id="s2b33c41l6" />ว่าด้วยผลแห่งการบูชาด้วยดอกมะกอก 
			<remark  id="s2b33c41l7" />[๓๖] พระมุนีพระนามว่าเวสสภูผู้อภิชาติ เสด็จเข้าไปสู่ป่ารังซึ่งมีดอกบาน
			<remark  id="s2b33c41l8" />สะพรั่ง ประทับอยู่ที่ซอกเขา เหมือนไกรสรสีหราช ฉะนั้น เรามี 
			<remark  id="s2b33c41l9" />จิตผ่องใสโสมนัส เลื่อมใส ได้เอาดอกมะกอกบูชาพระมหาวีรเจ้า 
			<remark  id="s2b33c41l10" />ผู้เป็นบุญเขตด้วยมือทั้งสองของตน ในกัปที่ ๓๑ แต่กัปนี้ เราได้
			<remark  id="s2b33c41l11" />เอาดอกไม้บูชาใด ด้วยการบูชานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผล 
			<remark  id="s2b33c41l12" />แห่งพุทธบูชา เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ... พระพุทธศาสนาเราได้ทำ
			<remark  id="s2b33c41l13" />เสร็จแล้ว ดังนี้.
			<remark  id="s2b33c41l14" />ทราบว่า ท่านพระอัมพาฏกิยเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล. 
			<remark  id="s2b33c41l15" />จบ อัมพาฏกิยเถราปทาน.
			<remark  id="s2b33c41l16" />สีหาสนิกเถราปทานที่ ๗ 
			<remark  id="s2b33c41l17" />ว่าด้วยผลแห่งการถวายอาสนะทอง
			<remark  id="s2b33c41l18" />[๓๗] เรามีจิตเลื่อมใสมีใจโสมนัส ได้ถวายอาสนะทองแด่พระผู้มีพระภาค
			<remark  id="s2b33c41l19" />พระนามว่าปทุมุตระ ผู้แสวงหาประโยชน์แด่สรรพสัตว์ เราอยู่ใน
			<remark  id="s2b33c41l20" />โลกใดๆ คือ ในเทวโลกหรือมนุษยโลก ในโลกนั้นๆ เราได้
			<remark  id="s2b33c41l21" />วิมานอันไพบูลย์ นี้เป็นผลของอาสนะทอง บัลลังก์อันสำเร็จด้วย 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b33c42" >
		<para id="s2b33c42p">
			<remark  id="s2b33c42l1" />ทองและเงิน สำเร็จด้วยแก้วปทุมราช และสำเร็จด้วยแก้วมณี
			<remark  id="s2b33c42l2" />เกิดแก่เรามากมาย ในกาลทุกเมื่อ เราทำอาสนะไม้โพธิของ
			<remark  id="s2b33c42l3" />พระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตระแล้ว ได้บังเกิดในสกุลสูง โอ
			<remark  id="s2b33c42l4" />พระธรรมเป็นธรรมดี ในกัปที่แสนแต่กัปนี้ เราได้ทำอาสนะทอง
			<remark  id="s2b33c42l5" />ด้วยกรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งอาสนะทอง
			<remark  id="s2b33c42l6" />เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ... พระพุทธศาสนา เราได้ทำเสร็จแล้ว 
			<remark  id="s2b33c42l7" />ดังนี้.
			<remark  id="s2b33c42l8" />ทราบว่า ท่านพระสีหาสนิกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
			<remark  id="s2b33c42l9" />จบ สีหาสนิกเถราปทาน.
			<remark  id="s2b33c42l10" />ปาทปิฐิยเถราปทานที่ ๘ 
			<remark  id="s2b33c42l11" />ว่าด้วยผลแห่งการถวายตั่งรองเท้า 
			<remark  id="s2b33c42l12" />[๓๘] พระมหามุนีสัมพุทธเจ้า ผู้ประกอบด้วยพระกรุณา พระนามว่าสุเมธะ
			<remark  id="s2b33c42l13" />ยังสัตว์ให้ข้ามเป็นอันมากแล้ว พระองค์ผู้ทรงพระยศใหญ่ก็ได้เสด็จ 
			<remark  id="s2b33c42l14" />นิพพาน เรามีจิตเลื่อมใสมีใจโสมนัส ได้ใช้ให้คนทำตั่งสำหรับ
			<remark  id="s2b33c42l15" />รองเท้าไว้ที่ใกล้อาสนะทอง ของพระสัมพุทธเจ้าพระนามว่าสุเมธะ 
			<remark  id="s2b33c42l16" />ผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ เราทำกุศลกรรมอันมีความสุขเป็นผล
			<remark  id="s2b33c42l17" />มีความสุขเป็นกำไรแล้ว เป็นผู้ประกอบด้วยบุญกรรม ได้ไปสู่
			<remark  id="s2b33c42l18" />สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เมื่อเราผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยบุญกรรมอยู่ใน 
			<remark  id="s2b33c42l19" />ดาวดึงส์นั้น ตั่งทองย่อมเกิดแก่เราผู้ยกเท้าก้าวไปอยู่ นรชนเหล่า
			<remark  id="s2b33c42l20" />ใดได้การเข้าไปฟังใกล้ๆ ทำสักการะในพระพุทธเจ้าผู้เสด็จนิพพาน
			<remark  id="s2b33c42l21" />แล้ว ได้สุขอันไพบูลย์ นรชนเหล่านั้นได้ลาภดีแล้ว แม้เราก็ได้
			<remark  id="s2b33c42l22" />สร้างกรรมไว้ดีแล้ว เราทำตั่งสำหรับรองเท้าอันประกอบแล้วในการ
			<remark  id="s2b33c42l23" />ค้าขาย จึงได้ตั่งทอง เราเหยียบไปบนตั่งทองในทิศที่ไปด้วยกิจบาง
			<remark  id="s2b33c42l24" />อย่าง นี้เป็นผลแห่งบุญกรรม ในกัปที่สามหมื่น เราได้ทำกรรมใด 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b33c43" >
		<para id="s2b33c43p">
			<remark  id="s2b33c43l1" />ในกาลนั้น ด้วยกรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งตั่ง
			<remark  id="s2b33c43l2" />สำหรับรองเท้า เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ... พระพุทธศาสนาเรา
			<remark  id="s2b33c43l3" />ได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้. 
			<remark  id="s2b33c43l4" />จบ ปาทปิฐิยเถราปทาน.
			<remark  id="s2b33c43l5" />เวทิยการกเถราปทานที่ ๙
			<remark  id="s2b33c43l6" />ว่าด้วยผลแห่งการถวายไพรที 
			<remark  id="s2b33c43l7" />[๓๙] เราได้สร้างไพรทีอย่างสวยงาม ไว้ที่โพธิพฤกษ์ของพระพุทธเจ้า
			<remark  id="s2b33c43l8" />พระนามว่าปทุมุตระ ซึ่งเป็นไม้สูงสุดกว่าไม้ทั้งหลาย แล้วยังจิต
			<remark  id="s2b33c43l9" />ของตนให้เลื่อมใส เครื่องใช้สอยหลายชนิดเลิศโอฬาร ทั้งที่ทำ
			<remark  id="s2b33c43l10" />เสร็จและยังทำไม่เสร็จ ตกลงมาจากอากาศ นี้เป็นผลแห่งไพรที
			<remark  id="s2b33c43l11" />ในสงครามที่สองฝ่ายประชิดกัน อันน่ากลัว เมื่อเราเข้าไป ก็ไม่
			<remark  id="s2b33c43l12" />พบสิ่งที่น่าขลาดกลัวเลย นี้เป็นผลแห่งไพรที วิมานอันงดงามและ
			<remark  id="s2b33c43l13" />ที่นอนอันล้นค่า เกิดขึ้นดังจะรู้ความดำริของเรา นี้ก็เป็นผลแห่ง 
			<remark  id="s2b33c43l14" />ไพรที ในกัปที่แสนแต่กัปนี้ เราได้ทำไพรทีใด ด้วยกรรมนั้น
			<remark  id="s2b33c43l15" />เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งไพรที เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ...
			<remark  id="s2b33c43l16" />พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
			<remark  id="s2b33c43l17" />ทราบว่า ท่านพระเวทิยการกเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล. 
			<remark  id="s2b33c43l18" />จบ เวทิยการกเถราปทาน.
			<remark  id="s2b33c43l19" />โพธิฆรการกเถราปทานที่ ๑๐
			<remark  id="s2b33c43l20" />ว่าด้วยผลแห่งการสร้างเรือนไม้โพธิ 
			<remark  id="s2b33c43l21" />[๔๐] เรามีจิตเลื่อมใสมีใจโสมนัส ได้ใช้คนทำเรือนไม้โพธิของพระผู้ 
			<remark  id="s2b33c43l22" />มีพระภาคผู้เป็นใหญ่กว่าสัตว์ผู้คงที พระนามว่าสิทธัตถะ เราเข้าถึง 
			<remark  id="s2b33c43l23" />สวรรค์ชั้นดุสิต อยู่ในเรือนแก้ว หนาว ร้อน หรือลม มิได้ถูกต้อง
		</para>
	</section>
	<section id="s2b33c44" >
		<para id="s2b33c44p">
			<remark  id="s2b33c44l1" />ตัวเราเลย ในกัปที่ ๖๕ แต่กัปนี้ เราได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ 
			<remark  id="s2b33c44l2" />วิสสุกรรมเทพบุตรได้เนรมิตนครชื่อกาสิกะ ยาว ๑๐ โยชน์ กว้าง
			<remark  id="s2b33c44l3" />๘ โยชน์ให้เรา ในนครนั้นไม่มีไม้ เครือเถา และดินเลย 
			<remark  id="s2b33c44l4" />วิสสุกรรมเทพบุตรเนรมิตปราสาทชื่อมงคล ยาวโยชน์หนึ่ง กว้าง 
			<remark  id="s2b33c44l5" />ครึ่งโยชน์ ให้เรา เสาปราสาท ๘๔,๐๐๐ ต้น ล้วนเป็นทองคำ 
			<remark  id="s2b33c44l6" />พื้นสำเร็จด้วยแก้วมณี หลังคาเป็นเงิน เรือนสำเร็จด้วยทอง นี้
			<remark  id="s2b33c44l7" />เราได้อยู่ครอบครองมาแล้ว นี้เป็นผลแห่งการให้เรือนเป็นทาน 
			<remark  id="s2b33c44l8" />เราได้เสวยผลทั้งปวงนั้น ในภพทั้งที่เป็นของเทวดาและมนุษย์ 
			<remark  id="s2b33c44l9" />วันนี้เราบรรลุนิพพานอันเป็นบทสงบระงับ ไม่มีบทใดจะยิ่งกว่า
			<remark  id="s2b33c44l10" />ในกัปที่สามหมื่น เราได้ให้ทำเรือนโพธิพฤกษ์ ด้วยกรรมนั้น
			<remark  id="s2b33c44l11" />เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้ก็เป็นผลแห่งการให้เรือนเป็นทาน เราเผา
			<remark  id="s2b33c44l12" />กิเลสทั้งหลายแล้ว ... พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
			<remark  id="s2b33c44l13" />ทราบว่า ท่านพระโพธิฆรการกเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
			<remark  id="s2b33c44l14" />จบ โพธิฆรการกเถราปทาน.
			<remark  id="s2b33c44l15" />------------------
			<remark  id="s2b33c44l16" />รวมอปทานที่มีในวรรคนี้ คือ 
			<remark  id="s2b33c44l17" />๑. วิเภทกิพีชิยเถราปทาน ๖. อัมพาฏกิยเถราปทาน
			<remark  id="s2b33c44l18" />๒. โกลทายกเถราปทาน๗. สีหาสนิกเถราปทาน 
			<remark  id="s2b33c44l19" />๓. เวลุวผลิยเถราปทาน๘. ปาทปิฐิยเถราปทาน 
			<remark  id="s2b33c44l20" />๔. ภัลลาตกทายกเถราปทาน ๙. เวทิยการกเถราปทาน 
			<remark  id="s2b33c44l21" />๕. อุมมาปุปผิยเถราปทาน๑๐. โพธิฆรการกเถราปทาน
			<remark  id="s2b33c44l22" />ในวรรคนี้ บัณฑิตได้ภาษิตคาถาไว้คำนวณได้ ๗๙ คาถา. 
			<remark  id="s2b33c44l23" />จบ วิเภทกิวรรคที่ ๔๕
			<remark  id="s2b33c44l24" />----------------
		</para>
	</section>
	<section id="s2b33c45" >
		<para id="s2b33c45p">
			<remark  id="s2b33c45l1" />ชคติวรรคที่ ๔๖ 
			<remark  id="s2b33c45l2" />ชคติทายกเถราปทานที่ ๑ 
			<remark  id="s2b33c45l3" />ว่าด้วยผลแห่งการพรวนดินโคนต้นโพธิ
			<remark  id="s2b33c45l4" />[๔๑] เรามีจิตเลื่อมใสมีใจโสมนัส ได้ใช้ให้คนพรวนดินที่ไม้โพธิพฤกษ์ 
			<remark  id="s2b33c45l5" />ของพระมหามุนีพระนามว่าธัมมทัสสี อันเป็นต้นไม้สูงสุดกว่าไม้ 
			<remark  id="s2b33c45l6" />ทั้งหลาย เราพลาดจากภูเขาหรือตกจากต้นไม้จุติแล้ว ย่อมได้ที่พึ่ง 
			<remark  id="s2b33c45l7" />นี้เป็นผลของดิน โจรไม่เบียดเบียนเรา กษัตริย์ก็ไม่ดูหมิ่นเรา เรา
			<remark  id="s2b33c45l8" />ก้าวล่วงข้าศึกได้ทุกคน นี้เป็นผลของดิน เราเข้าถึงกำเนิดใดๆ คือ 
			<remark  id="s2b33c45l9" />เทวดาหรือมนุษย์ ในกำเนิดนั้นๆ เราย่อมเป็นผู้อันเขาบูชาทุกแห่ง
			<remark  id="s2b33c45l10" />ไป นี้ก็เป็นผลของดิน ในกัปที่ ๑,๘๐๐ เราได้ใช้ให้คนพรวนดิน
			<remark  id="s2b33c45l11" />ด้วยกรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลของดิน เราเผากิเลส
			<remark  id="s2b33c45l12" />ทั้งหลายแล้ว ... พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้. 
			<remark  id="s2b33c45l13" />ทราบว่า ท่านพระชคติทายกเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
			<remark  id="s2b33c45l14" />จบ ชคติทายกเถราปทาน. 
			<remark  id="s2b33c45l15" />โมรหัตถิยเถราปทานที่ ๒
			<remark  id="s2b33c45l16" />ว่าด้วยผลแห่งการถวายกำหางนกยูง
			<remark  id="s2b33c45l17" />[๔๒] เราถือกำหางนกยูงเข้าไปเฝ้าพระโลกนายก เรามีจิตเลื่อมใสมีใจ
			<remark  id="s2b33c45l18" />โสมนัส ได้ถวายกำหางนกยูง ด้วยกำหางนกยูงนี้ และด้วยการ
			<remark  id="s2b33c45l19" />ตั้งเจตนาไว้ ไฟ ๓ กองของเราจึงดับสนิทแล้ว เราได้สุขอัน 
			<remark  id="s2b33c45l20" />ไพบูลย์ โอ พระพุทธเจ้า โอ พระธรรม โอ สัมปทาแห่งพระ 
			<remark  id="s2b33c45l21" />ศาสดาของเรา เราถวายกำหางนกยูงแล้ว ได้ความสุขอันไพบูลย์ ไฟ
			<remark  id="s2b33c45l22" />๓ กองของเราดับสนิทแล้ว เราถอนภพขึ้นได้ทั้งหมดแล้ว อาสวะ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b33c46" >
		<para id="s2b33c46p">
			<remark  id="s2b33c46l1" />ทั้งปวงหมดสิ้นไปแล้ว บัดนี้ภพใหม่มิได้มี ในกัปที่ ๓๑ แต่กัปนี้ 
			<remark  id="s2b33c46l2" />เราได้ถวายทานใดในกาลนั้นด้วยทานนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้ 
			<remark  id="s2b33c46l3" />เป็นผลแห่งการถวายกำหางนกยูง เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ...
			<remark  id="s2b33c46l4" />พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
			<remark  id="s2b33c46l5" />ทราบว่า ท่านพระโมรหัตถิยเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล. 
			<remark  id="s2b33c46l6" />จบ โมรหัตถิยเถราปทาน.
			<remark  id="s2b33c46l7" />สีหาสนพีชิยเถราปทานที่ ๓ 
			<remark  id="s2b33c46l8" />ว่าด้วยผลแห่งการพัดพุทธอาสน์
			<remark  id="s2b33c46l9" />[๔๓] เราได้ไหว้โพธิพฤกษ์ของพระผู้มีพระภาคพระนามว่าติสสะ ได้ถือเอา 
			<remark  id="s2b33c46l10" />พัดวีชนีพัดอาสนะทองในที่นั้น ในกัปที่ ๙๒ แต่กัปนี้ เราได้ถวาย
			<remark  id="s2b33c46l11" />พัดทอง ด้วยกรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลของการพัด
			<remark  id="s2b33c46l12" />เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ... พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
			<remark  id="s2b33c46l13" />ทราบว่า ท่านพระสีหาสนพีชิยเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล. 
			<remark  id="s2b33c46l14" />จบ สีหาสนพีชิยเถราปทาน.
			<remark  id="s2b33c46l15" />ติณุกกธาริยเถราปทานที่ ๔ 
			<remark  id="s2b33c46l16" />ว่าด้วยผลแห่งการทำคบเพลิงบูชา
			<remark  id="s2b33c46l17" />[๔๔] เราเป็นผู้มีจิตเลื่อมใสมีใจโสมนัส ได้ชูคบเพลิงไว้ ๓ ดวง ที่ไม้ 
			<remark  id="s2b33c46l18" />โพธิพฤกษ์ ของพระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตระ ซึ่งเป็นไม้สูงสุด
			<remark  id="s2b33c46l19" />กว่าไม้ทั้งหลาย ในกัปที่แสนแต่กัปนี้ เราได้บูชาคบเพลิงใด ด้วย
			<remark  id="s2b33c46l20" />การชูคบเพลิงนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลของการให้คบเพลิง
			<remark  id="s2b33c46l21" />เป็นทาน เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ... พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จ
			<remark  id="s2b33c46l22" />แล้ว ดังนี้. 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b33c47" >
		<para id="s2b33c47p">
			<remark  id="s2b33c47l1" />ทราบว่า ท่านพระติณุกกธาริยเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
			<remark  id="s2b33c47l2" />จบ ติณุกกธาริยเถราปทาน.
			<remark  id="s2b33c47l3" />อักกมนทายกเถราปทานที่ ๕
			<remark  id="s2b33c47l4" />ว่าด้วยผลแห่งการเหยียบนวด 
			<remark  id="s2b33c47l5" />[๔๕] เราได้ถวายการเหยียบแด่พระพุทธเจ้าพระนามว่ากกุสันธะ ผู้เป็น 
			<remark  id="s2b33c47l6" />นักปราชญ์ มีบาปอันลอยเสียแล้ว ทรงอยู่จบพรหมจรรย์ ซึ่ง
			<remark  id="s2b33c47l7" />กำลังเสด็จดำเนินไปสู่ที่พักกลางวัน ในกัปนี้เองเราได้ถวายทานใด
			<remark  id="s2b33c47l8" />ในกาลนั้น ด้วยทานนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการ
			<remark  id="s2b33c47l9" />ถวายเหยียบ เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ... พระพุทธศาสนาเราได้ทำ
			<remark  id="s2b33c47l10" />เสร็จแล้ว ดังนี้.
			<remark  id="s2b33c47l11" />ทราบว่า ท่านพระอักกมนทายกเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
			<remark  id="s2b33c47l12" />จบ อักกมนทายกเถราปทาน.
			<remark  id="s2b33c47l13" />วนโกรัณฑิยเถราปทานที่ ๖
			<remark  id="s2b33c47l14" />ว่าด้วยผลแห่งการถวายดอกหางช้าง
			<remark  id="s2b33c47l15" />[๔๖] เราถือเอาดอกหางช้างป่ามาบูชาพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า พระนามว่า 
			<remark  id="s2b33c47l16" />สิทธัตถะ ผู้ประเสริฐสุดกว่าโลก ผู้คงที่ ในกัปที่ ๙๔ แต่กัปนี้
			<remark  id="s2b33c47l17" />เราได้เอาดอกไม้ใดบูชา ด้วยการบูชานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้ 
			<remark  id="s2b33c47l18" />เป็นผลแห่งพุทธบูชาเราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ... พระพุทธศาสนา 
			<remark  id="s2b33c47l19" />เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
			<remark  id="s2b33c47l20" />ทราบว่า ท่านพระวนโกรัณฑิยเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
			<remark  id="s2b33c47l21" />จบ วนโกรัณฑิยเถราปทาน. 
			<remark  id="s2b33c47l22" />จบ ภาณวารที่ ๒๐ 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b33c48" >
		<para id="s2b33c48p">
			<remark  id="s2b33c48l1" />เอกฉันตติยเถราปทานที่ ๗
			<remark  id="s2b33c48l2" />ว่าด้วยผลแห่งการกั้นร่มถวายพระพุทธองค์
			<remark  id="s2b33c48l3" />[๔๗] แผ่นดินร้อนดังเพลิง แผ่นดินดุจมีเถ้ารึงไหล พระผู้มีพระภาคพระ 
			<remark  id="s2b33c48l4" />นามว่าปทุมุตระ เสด็จจงกรมอยู่ที่กลางแจ้ง เรากั้นร่มขาวเดินทาง
			<remark  id="s2b33c48l5" />ไป ได้เห็นพระสัมพุทธเจ้าเข้าที่กลางแจ้งนั้น แล้วเกิดความคิด
			<remark  id="s2b33c48l6" />ขึ้นว่า ภูมิภาคถูกพยับแดดแผ่คลุม แผ่นดินนี้จึงกลายเป็นเหมือน 
			<remark  id="s2b33c48l7" />ถ่านเพลิง ลมพายุใหญ่ที่ทำสรีรกายให้ลอยขึ้นได้ ตั้งขึ้นอยู่ หนาว
			<remark  id="s2b33c48l8" />ร้อน ย่อมทำให้ลำบาก ขอได้โปรดรับร่มนี้ อันเป็นเครื่องป้องกัน 
			<remark  id="s2b33c48l9" />ลมและแดดเถิด ข้าพระองค์จักถูกต้องนิพพาน พระชินเจ้าพระ 
			<remark  id="s2b33c48l10" />นามว่าปทุมุตระผู้ทรงอนุเคราะห์ ประกอบด้วยพระกรุณา มี 
			<remark  id="s2b33c48l11" />พระยศใหญ่ ทรงทราบความดำริของเราแล้ว ทรงรับไว้ในกาลนั้น 
			<remark  id="s2b33c48l12" />เราได้เป็นจอมเทวดาเสวยราชสมบัติในเทวโลก ๓๐ กัป ได้เป็น 
			<remark  id="s2b33c48l13" />พระเจ้าจักรพรรดิราช ๕๐๐ ครั้ง และได้เป็นพระเจ้าประเทศราชอัน
			<remark  id="s2b33c48l14" />ไพบูลย์ โดยคณนานับมิได้ เราได้เสวยกรรมของตนซึ่งตนได้ก่อ
			<remark  id="s2b33c48l15" />สร้างไว้ดีแล้วในปางก่อน นี้เป็นชาติสุดท้ายของเรา ภพที่สุดกำลัง 
			<remark  id="s2b33c48l16" />เป็นไป ถึงทุกวันนี้ชนทั้งหลายก็พากันกั้นเศวตฉัตรให้เราตลอดกาล
			<remark  id="s2b33c48l17" />ทุกเมื่อ ในกัปที่แสนแต่กัปนี้ เราได้ถวายร่มนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย 
			<remark  id="s2b33c48l18" />นี้เป็นผลแห่งการถวายร่ม เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ... พระพุทธ
			<remark  id="s2b33c48l19" />ศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้. 
			<remark  id="s2b33c48l20" />ทราบว่า ท่านพระเอกฉัตติยเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล. 
			<remark  id="s2b33c48l21" />จบ เอกฉัตติยเถราปทาน.
			<remark  id="s2b33c48l22" />ชาติปุปผิยเถราปทานที่ ๘ 
			<remark  id="s2b33c48l23" />ว่าด้วยผลแห่งการถวายดอกมะลิ
			<remark  id="s2b33c48l24" />[๔๘] เมื่อพระผู้มีพระภาคพระนามว่าปทุมุตระ ผู้มีพระยศใหญ่ปรินิพพาน 
			<remark  id="s2b33c48l25" />แล้ว เราได้เอาผอบอันเต็มด้วยดอกไม้ไปบูชาพระสรีระ เรา 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b33c49" >
		<para id="s2b33c49p">
			<remark  id="s2b33c49l1" />ยังจิตให้เลื่อมใสในบุญกรรมนั้นแล้ว ได้ไปสู่สวรรค์ชั้นนิมมานรดี 
			<remark  id="s2b33c49l2" />เราถึงจะไปอยู่ยังเทวโลก ก็ยังประพฤติบุญกรรมอยู่ ฝนดอกไม้ตก 
			<remark  id="s2b33c49l3" />จากฟากฟ้าเพื่อเราตลอดกาลทั้งปวง เราสมภพในมนุษย์ก็เป็นพระ 
			<remark  id="s2b33c49l4" />ราชาผู้มียศใหญ่ ในอัตภาพนั้น ฝนดอกโกสุมตกลงมาเพื่อเราทุกเมื่อ
			<remark  id="s2b33c49l5" />เพราะอำนาจที่เอาดอกไม้บูชาที่พระกายของพระพุทธเจ้าผู้ทรงเห็น
			<remark  id="s2b33c49l6" />เหตุทั้งปวง นี้เป็นความเกิดครั้งสุดท้ายของเรา ภพที่สุดกำลังเป็น
			<remark  id="s2b33c49l7" />ไป ถึงทุกวันนี้ ฝนดอกไม้ก็ตกลงมาเพื่อเราทุกเวลา ในกัปที่แสน
			<remark  id="s2b33c49l8" />แต่กัปนี้ เราเอาดอกไม้ใดบูชา ด้วยการบูชานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย
			<remark  id="s2b33c49l9" />นี้เป็นผลแห่งการบูชาพระสรีระ เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ... พระ 
			<remark  id="s2b33c49l10" />พุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้. 
			<remark  id="s2b33c49l11" />ทราบว่า ท่านพระชาติปุปผิยเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล 
			<remark  id="s2b33c49l12" />จบ ชาติปุปผิยเถราปทาน. 
			<remark  id="s2b33c49l13" />สัตติปัณณิยเถราปทานที่ ๙
			<remark  id="s2b33c49l14" />ว่าด้วยผลแห่งการถวายดอกสัตตบรรณ
			<remark  id="s2b33c49l15" />[๔๙] เมื่อมหาชนช่วยกันนำพระสรีระของพระพุทธเจ้าไป เมื่อกลอง
			<remark  id="s2b33c49l16" />บรรเลงอยู่ เรามีจิตเลื่อมใสมีใจโสมนัส ได้เอาดอกสัตตบรรณ
			<remark  id="s2b33c49l17" />บูชา ในกัปที่แสนแต่กัปนี้ เราได้เอาดอกไม้ใดมาบูชา ด้วยการบูชา
			<remark  id="s2b33c49l18" />นั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการบูชาพระสรีระ เราเผา
			<remark  id="s2b33c49l19" />กิเลสทั้งหลายแล้ว ... พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้วดังนี้. 
			<remark  id="s2b33c49l20" />ทราบว่า ท่านพระสัตติปัณณิยเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล. 
			<remark  id="s2b33c49l21" />จบ สัตติปัณณิยเถราปทาน
		</para>
	</section>
	<section id="s2b33c50" >
		<para id="s2b33c50p">
			<remark  id="s2b33c50l1" />คันธปูชกเถราปทานที่ ๑๐
			<remark  id="s2b33c50l2" />ว่าด้วยผลแห่งการบูชาด้วยของหอม
			<remark  id="s2b33c50l3" />[๕๐] เมื่อมหาชนกำลังช่วยกันทำจิตกาธารอยู่ และเมื่อของหอมนานา
			<remark  id="s2b33c50l4" />ชนิดถูกนำเอามา เรามีจิตเลื่อมใสมีใจโสมนัส ได้เอาของหอม 
			<remark  id="s2b33c50l5" />กำมือหนึ่งบูชา ในกัปที่แสนแต่กัปนี้ เราได้บูชาจิตกาธารใด ด้วย
			<remark  id="s2b33c50l6" />การบูชานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการบูชาจิตกาธาร
			<remark  id="s2b33c50l7" />เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ... พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว
			<remark  id="s2b33c50l8" />ดังนี้.
			<remark  id="s2b33c50l9" />ทราบว่า ท่านพระคันธปูชกเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
			<remark  id="s2b33c50l10" />จบ คันธปูชกเถราปทาน.
			<remark  id="s2b33c50l11" />---------------- 
			<remark  id="s2b33c50l12" />รวมอปทานที่มีในวรรคนี้ คือ 
			<remark  id="s2b33c50l13" />๑. ชคติทายกเถราปทาน ๖. วนโกรัณฑิยเถราปทาน 
			<remark  id="s2b33c50l14" />๒. โมรหัตถิยเถราปทาน ๗. เอกฉัตติเถราปทาน
			<remark  id="s2b33c50l15" />๓. สีหาสนพีชิยเถราปทาน๘. ชาติปุปผิยเถราปทาน 
			<remark  id="s2b33c50l16" />๔. ติณุกกธาริยเถราปทาน๙. สัตติปัณณิยเถราปทาน
			<remark  id="s2b33c50l17" />๕. อักกมนทายกเถราปทาน๑๐. คันธปูชกเถราปทาน 
			<remark  id="s2b33c50l18" />บัณฑิตคำนวณคาถาได้ ๖๕ คาถา.
			<remark  id="s2b33c50l19" />จบ ชคติทายกวรรคที่ ๔๖ 
			<remark  id="s2b33c50l20" />---------------- 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b33c51" >
		<para id="s2b33c51p">
			<remark  id="s2b33c51l1" />สาลปุปผิวรรคที่ ๔๗
			<remark  id="s2b33c51l2" />สาลกุสุมิยเถราปทานที่ ๑ 
			<remark  id="s2b33c51l3" />ว่าด้วยผลแห่งการถวายดอกสาละ
			<remark  id="s2b33c51l4" />[๕๑] เมื่อพระผู้มีพระภาคพระนามว่าปทุมุตระปรินิพพานแล้ว เมื่อมหาชน 
			<remark  id="s2b33c51l5" />ช่วยกันยกพระพุทธสรีระขึ้นบนจิตกาธาร เราได้เอาดอกสาละบูชา 
			<remark  id="s2b33c51l6" />ในกัปที่แสนแต่กัปนี้ เราได้เอาดอกไม้ใดบูชา ด้วยการบูชานั้น เรา 
			<remark  id="s2b33c51l7" />ไม่รู้จักทุคติเลย นี้ก็เป็นผลแห่งการบูชาจิตกาธาร เราเผากิเลส 
			<remark  id="s2b33c51l8" />ทั้งหลายแล้ว ... พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้. 
			<remark  id="s2b33c51l9" />ทราบว่า ท่านพระสาลกุสุมิยเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
			<remark  id="s2b33c51l10" />จบ สาลกุสุมิยเถราปทาน 
			<remark  id="s2b33c51l11" />จิตกปูชกเถราปทานที่ ๒ 
			<remark  id="s2b33c51l12" />ว่าด้วยผลแห่งการบูชาจิตกาธาร 
			<remark  id="s2b33c51l13" />[๕๒] เมื่อเทวดาและมนุษย์พากันถวายพระเพลิงพระผู้มีพระภาคพระนามว่า
			<remark  id="s2b33c51l14" />สิขี ผู้เป็นเผ่าพันธุ์ของโลก เราได้เอาดอกจำปา ๘ ดอกบูชาจิต
			<remark  id="s2b33c51l15" />กาธาร ในกัปที่ ๓๑ แต่กัปนี้ เราได้เอาดอกไม้ใดบูชา ด้วยการ
			<remark  id="s2b33c51l16" />บูชานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา เราเผากิเลส
			<remark  id="s2b33c51l17" />ทั้งหลายแล้ว ... พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้. 
			<remark  id="s2b33c51l18" />ทราบว่า ท่านพระจิตกปูชกเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
			<remark  id="s2b33c51l19" />จบ จิตกปูชกเถราปทาน 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b33c52" >
		<para id="s2b33c52p">
			<remark  id="s2b33c52l1" />จิตกนิพพาปกเถราปทานที่ ๓ 
			<remark  id="s2b33c52l2" />ว่าด้วยผลแห่งการดับจิตกาธาร 
			<remark  id="s2b33c52l3" />[๕๓] เมื่อเทวดาและมนุษย์พากันถวายพระเพลิงพระสรีระ ของผู้แสวงหา
			<remark  id="s2b33c52l4" />คุณใหญ่ พระนามว่าเวสสภู เราเอาน้ำหอมดับจิตกาธาร ใน 
			<remark  id="s2b33c52l5" />กัปที่ ๓๑ แต่กัปนี้ เราเอาน้ำหอมดับจิตกาธารใด ด้วยกรรมนั้น 
			<remark  id="s2b33c52l6" />เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลของน้ำหอม เราเผากิเลสทั้งหลาย
			<remark  id="s2b33c52l7" />แล้ว ... พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้. 
			<remark  id="s2b33c52l8" />ทราบว่า ท่านพระจิตกนิพพาปกเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
			<remark  id="s2b33c52l9" />จบ จิตกนิพพาปกเถราปทาน. 
			<remark  id="s2b33c52l10" />เสตุทายกเถราปทานที่ ๔ 
			<remark  id="s2b33c52l11" />ว่าด้วยผลแห่งการสร้างสะพาน
			<remark  id="s2b33c52l12" />[๕๔] เรามีจิตเลื่อมใส มีใจโสมนัส ได้ใช้คนให้สร้างสะพานในที่เฉพาะ
			<remark  id="s2b33c52l13" />พระพักตร์ของพระผู้มีพระภาคพระนามว่าวิปัสสี ผู้เสด็จจงกรมอยู่ 
			<remark  id="s2b33c52l14" />ในกัปที่ ๙๑ แต่กัปนี้ เราได้ให้สร้างสะพานใดไว้ ด้วยกรรมนั้น
			<remark  id="s2b33c52l15" />เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายสะพาน เราเผากิเลส 
			<remark  id="s2b33c52l16" />ทั้งหลายแล้ว ... พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้. 
			<remark  id="s2b33c52l17" />ทราบว่า ท่านพระเสตุทายกเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล. 
			<remark  id="s2b33c52l18" />จบ เสตุทายกเถราปทาน. 
			<remark  id="s2b33c52l19" />สุมนตาลวัณฏิยเถราปทานที่ ๕
			<remark  id="s2b33c52l20" />ว่าด้วยผลแห่งการถวายพัดใบตาล 
			<remark  id="s2b33c52l21" />[๕๕] เราได้ถวายพัดใบตาลอันคลุมด้วยดอกมะลิ แด่พระผู้มีพระภาค 
			<remark  id="s2b33c52l22" />พระนามว่าสิทธัตถะ เราจึงได้ทรงยศใหญ่ ในกัปที่ ๙๔ แต่กัปนี้ 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b33c53" >
		<para id="s2b33c53p">
			<remark  id="s2b33c53l1" />เราได้ถวายพัดใบตาลใด ด้วยการถวายพัดใบตาลนั้น เราไม่รู้จัก
			<remark  id="s2b33c53l2" />ทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งพัดใบตาล เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ... 
			<remark  id="s2b33c53l3" />พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
			<remark  id="s2b33c53l4" />ทราบว่า ท่านพระสุมนตาลวัณฏิยเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล. 
			<remark  id="s2b33c53l5" />จบ สุมนตาลวัณฏิยเถราปทาน. 
			<remark  id="s2b33c53l6" />อวฏผลิยเถราปทานที่ ๖
			<remark  id="s2b33c53l7" />ว่าด้วยผลแห่งการถวายผลไม้พิเศษ
			<remark  id="s2b33c53l8" />[๕๖] พระผู้มีพระภาคผู้สยัมภูพระนามว่าสตรังสี ผู้ไม่ทรงพ่ายแพ้อะไรๆ
			<remark  id="s2b33c53l9" />ทรงใคร่ต่อความวิเวก ตรัสรู้ด้วยพระองค์เอง เสด็จออกบิณฑบาต
			<remark  id="s2b33c53l10" />เราถือผลไม้อยู่ ได้เห็นเข้า จึงได้เข้าไปเฝ้าพระนราสภ เรามีจิต
			<remark  id="s2b33c53l11" />เลื่อมใสมีใจโสมนัส ได้ถวายผลไม้ ในกัปที่ ๙๔ แต่กัปนี้ เราได้ 
			<remark  id="s2b33c53l12" />ถวายผลไม้ใดในกาลนั้น ด้วยการถวายผลไม้นั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย 
			<remark  id="s2b33c53l13" />นี้เป็นผลแห่งการถวายผลไม้นั้น เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ...
			<remark  id="s2b33c53l14" />พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
			<remark  id="s2b33c53l15" />ทราบว่า ท่านพระอวฏผลิยเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล. 
			<remark  id="s2b33c53l16" />จบ อวฏผลิยเถราปทาน. 
			<remark  id="s2b33c53l17" />ลพุชผลทายกเถราปทานที่ ๗
			<remark  id="s2b33c53l18" />ว่าด้วยผลแห่งการถวายขนุนสำมะลอ
			<remark  id="s2b33c53l19" />[๕๗] ครั้งนั้น เราเป็นคนเฝ้าสวนอยู่ในพระนครพันธุมดี ได้เห็นพระ 
			<remark  id="s2b33c53l20" />พุทธเจ้าผู้ปราศจากกิเลสธุลีเสด็จเหาะไปในอากาศ เราได้หยิบเอา
			<remark  id="s2b33c53l21" />ผลขนุนสำมะลอถวายแด่พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด พระพุทธเจ้า 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b33c54" >
		<para id="s2b33c54p">
			<remark  id="s2b33c54l1" />ผู้มีพระยศใหญ่ ให้เกิดความปลื้มใจแก่เรา นำความสุขมาให้ใน 
			<remark  id="s2b33c54l2" />ปัจจุบันประทับอยู่ในอากาศนั่นเอง ได้ทรงรับประเคน เราถวาย 
			<remark  id="s2b33c54l3" />ผลไม้แด่พระพุทธเจ้าด้วยใจอันเลื่อมใสแล้ว ได้ประสบปีติอัน 
			<remark  id="s2b33c54l4" />ไพบูลย์ เป็นสุขยอดเยี่ยมในครั้งนั้น รัตนะเกิดขึ้นแก่เราผู้เกิดใน 
			<remark  id="s2b33c54l5" />ที่นั้นๆ ในกัปที่ ๙๑ แต่กัปนี้ เราได้ถวายผลไม้ใดในกาลนั้น
			<remark  id="s2b33c54l6" />ด้วยทานนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายผลไม้ 
			<remark  id="s2b33c54l7" />เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ... พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว
			<remark  id="s2b33c54l8" />ดังนี้.
			<remark  id="s2b33c54l9" />ทราบว่า ท่านพระลพุชผลทายกเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
			<remark  id="s2b33c54l10" />จบ ลพุชผลทายกเถราปทาน.
			<remark  id="s2b33c54l11" />มิลักขุผลทายกเถราปทานที่ ๘
			<remark  id="s2b33c54l12" />ว่าด้วยผลแห่งการถวายผลมิลักขุ
			<remark  id="s2b33c54l13" />[๕๘] เราได้เห็นพระพุทธเจ้าพระนามว่าอัตถทัสสี ผู้มีพระยศใหญ่ เป็นผู้ 
			<remark  id="s2b33c54l14" />มีจิตเลื่อมใสมีใจโสมนัส ได้ถวายผลไม้มิลักขุ ในกัปที่ ๑,๘๐๐ เรา 
			<remark  id="s2b33c54l15" />ได้ถวายผลไม้ใดในกาลนั้น ด้วยทานนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็น 
			<remark  id="s2b33c54l16" />ผลแห่งการถวายผลไม้ เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ... พระพุทธศาสนา
			<remark  id="s2b33c54l17" />เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
			<remark  id="s2b33c54l18" />ทราบว่า ท่านพระมิลักขุผลทายกเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล. 
			<remark  id="s2b33c54l19" />จบ มิลักขุผลทายกเถราปทาน. 
			<remark  id="s2b33c54l20" />สยัมปฏิภาณิยเถราปทานที่ ๙
			<remark  id="s2b33c54l21" />ว่าด้วยผลแห่งการสดุดีพระพุทธเจ้าด้วยปฏิภาณ
			<remark  id="s2b33c54l22" />[๕๙] ใครได้เห็นพระนราสภผู้ประเสริฐกว่าเทวดา งามเหมือนดอกรก 
			<remark  id="s2b33c54l23" />ฟ้าขาว กำลังเสด็จดำเนินอยู่ที่ถนนแล้ว จะไม่เลื่อมใสเล่า ใคร
		</para>
	</section>
	<section id="s2b33c55" >
		<para id="s2b33c55p">
			<remark  id="s2b33c55l1" />ได้เห็นพระพุทธเจ้าผู้กำจัดความมืดให้พินาศ ทรงช่วยเหลือนรชน 
			<remark  id="s2b33c55l2" />ให้ข้ามพ้นไปได้เป็นอันมาก ยังโลกให้โชติช่วงด้วยแสงสว่างคือ 
			<remark  id="s2b33c55l3" />พระญาณแล้ว จะไม่เลื่อมใสเล่า ใครได้เห็นพระพุทธเจ้าผู้เป็นนายก
			<remark  id="s2b33c55l4" />ของโลก กำลังเสด็จออกไปพร้อมกับพระขีณาสพผู้มีอำนาจตั้งแสน 
			<remark  id="s2b33c55l5" />ผู้ทรงรื้อขนสัตว์ไปเสียมากมายแล้ว จะไม่เลื่อมใสเล่า ใครได้เห็น 
			<remark  id="s2b33c55l6" />พระพุทธเจ้า ผู้ตีกลองคือพระธรรม ทรงย่ำยีหมู่เดียรถีย์ บันลือ 
			<remark  id="s2b33c55l7" />สีหนาทแล้ว จะไม่เลื่อมใสเล่า ทวยเทพพร้อมด้วยพรหม พากัน 
			<remark  id="s2b33c55l8" />มาจากเทวโลก ตราบเท่าพรหมโลก แล้วทูลถามปัญหาอันลุ่มลึกกะ
			<remark  id="s2b33c55l9" />พระพุทธเจ้าพระองค์ใด พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ใครได้เห็น 
			<remark  id="s2b33c55l10" />เข้าแล้ว จะไม่เลื่อมใสเล่า มนุษย์พร้อมด้วยเทวดาประนมกรอัญชลี 
			<remark  id="s2b33c55l11" />แด่พระพุทธเจ้าพระองค์ใด ย่อมได้เสวยบุญด้วยการประณมกร 
			<remark  id="s2b33c55l12" />อัญชลีนั้น พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ใครได้เห็นเข้าแล้ว จะไม่ 
			<remark  id="s2b33c55l13" />เลื่อมใสเล่า ชนทั้งปวงมาประชุมห้อมล้อมพระผู้มีปัญญาจักษุ พระผู้
			<remark  id="s2b33c55l14" />มีปัญญาจักษุพระองค์ใด ถูกบังคับแล้วไม่ทรงหวั่นไหว พระผู้มีปัญญา
			<remark  id="s2b33c55l15" />จักษุพระองค์นั้น ใครได้เห็นแล้ว จะไม่เลื่อมใสเล่า เมื่อพระนราสภ
			<remark  id="s2b33c55l16" />พระองค์ใดเสด็จเข้าพระนคร กลองเป็นอันมากประโคมกึกก้อง 
			<remark  id="s2b33c55l17" />คชสารที่ตกมันพากันบันลือ พระนราสภพระองค์นั้น ใครได้เห็น
			<remark  id="s2b33c55l18" />เข้าแล้วจะไม่เลื่อมใสเล่า เมื่อพระนราสภพระองค์ใดเสด็จดำเนิน
			<remark  id="s2b33c55l19" />ไปในถนน พระรัศมีย่อมส่องสว่างไสวทุกเมื่อ ที่ซึ่งลุ่มๆ ดอนๆ 
			<remark  id="s2b33c55l20" />ย่อมสม่ำเสมอ พระนราสภพระองค์นั้น ใครได้เห็นเข้าแล้ว จะไม่
			<remark  id="s2b33c55l21" />เลื่อมใสเล่า เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสอยู่ ประชาสัตว์ในจักรวาลได้ยิน
			<remark  id="s2b33c55l22" />ทั่วกัน พระพุทธเจ้าพระองค์ใดยังสัตว์ให้รู้ชัดได้ทั่วกัน พระพุทธเจ้า
			<remark  id="s2b33c55l23" />พระองค์นั้น ใครได้เห็นเข้าแล้ว จะไม่เลื่อมใสเล่า ในกัปที่แสน 
			<remark  id="s2b33c55l24" />แต่กัปนี้ เราได้สดุดีพระพุทธเจ้าใด ด้วยการสดุดีนั้น เราไม่รู้จัก 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b33c56" >
		<para id="s2b33c56p">
			<remark  id="s2b33c56l1" />ทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการสดุดี เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ... พระ 
			<remark  id="s2b33c56l2" />พุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้. 
			<remark  id="s2b33c56l3" />ทราบว่า ท่านพระสยัมปฏิภาณิยเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
			<remark  id="s2b33c56l4" />จบ สยัมปฏิภาณิยเถราปทาน.
			<remark  id="s2b33c56l5" />นิมิตตพยากรณิยเถราปทานที่ ๑๐ 
			<remark  id="s2b33c56l6" />ว่าด้วยผลแห่งการพยากรณ์นิมิต
			<remark  id="s2b33c56l7" />[๖๐] ครั้งนั้น เราได้เข้าไปป่าหิมวันต์บอกมนต์ ศิษย์ ๕,๔๐๐ คน ได้อุปัฎ
			<remark  id="s2b33c56l8" />ฐากเรา ศิษย์เหล่านั้นล้วนเป็นนักศึกษา รู้จบไตรเพทถึงความเต็ม 
			<remark  id="s2b33c56l9" />เปี่ยมในธรรมมีองค์ ๖ พวกเขาถือตัวจัดเพราะวิทยาของตน อยู่ใน 
			<remark  id="s2b33c56l10" />ป่าหิมวันต์ เทพบุตรผู้มียศใหญ่ เป็นผู้มีสติสัมปชัญญะ จุติจาก 
			<remark  id="s2b33c56l11" />ชั้นดุสิตอุบัติในครรภ์แห่งมารดา เมื่อพระสัมพุทธเจ้าเสด็จอุบัติขึ้น 
			<remark  id="s2b33c56l12" />หมื่นโลกธาตุก็หวั่นไหว คนตาบอดก็มองเห็นได้ ในเมื่อพระผู้นำ 
			<remark  id="s2b33c56l13" />เสด็จอุบัติขึ้น พื้นพสุธานี้ทั้งสิ้นสั่นสะเทือน ๖ ประการ มหาชน 
			<remark  id="s2b33c56l14" />ได้สดับเสียงกึกก้องแล้ว พากันแย้มสรวล ชนทั้งปวงประชุมกัน 
			<remark  id="s2b33c56l15" />แล้ว ได้พากันไปยังสำนักของเรา ถามว่าพื้นพสุธานี้สั่นสะเทือน
			<remark  id="s2b33c56l16" />จักมีผลเป็นอย่างไร ครั้งนั้น เราได้พยากรณ์แก่เขาทั้งหลายว่า อย่า 
			<remark  id="s2b33c56l17" />กลัวเลยไม่มีภัยแก่ท่านทั้งหลาย ท่านทุกๆ คนจงเบาใจเถิด ความ 
			<remark  id="s2b33c56l18" />เกิดนี้ประกอบด้วยสุขประโยชน์ พื้นพสุธาอันเหตุ ๘ ประการถูก
			<remark  id="s2b33c56l19" />ต้องแล้ว ย่อมจะสั่นสะเทือน นิมิตย่อมจะปรากฏโดยอาการเช่น
			<remark  id="s2b33c56l20" />เดียวกัน แสงสว่างอันไพบูลย์ใหญ่โตก็เช่นนั้น พระพุทธเจ้า
			<remark  id="s2b33c56l21" />ผู้ประเสริฐสุด ผู้มีจักษุ จักเสด็จอุบัติขึ้นอย่างไม่ต้องสงสัย เรายัง 
			<remark  id="s2b33c56l22" />ประชุมชนให้เข้าใจดีแล้ว ได้บอกเบญจศีล พวกเขาได้สดับ
			<remark  id="s2b33c56l23" />เบญจศีลแล้วคิดว่า การเสด็จอุบัติของพระพุทธเจ้า ยากที่จะหาได้ 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b33c57" >
		<para id="s2b33c57p">
			<remark  id="s2b33c57l1" />เป็นผู้เกิดอุพเพงคาปีติ มีใจโสมนัส ยินดีร่าเริง ในกัปที่ ๙๒ แต่
			<remark  id="s2b33c57l2" />กัปนี้ เราได้พยากรณ์นิมิตใด ด้วยการพยากรณ์นิมิตนั้น เราไม่รู้จัก 
			<remark  id="s2b33c57l3" />ทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการพยากรณ์ เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ... 
			<remark  id="s2b33c57l4" />พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
			<remark  id="s2b33c57l5" />ทราบว่า ท่านพระนิมิตตพยากรณิยเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
			<remark  id="s2b33c57l6" />จบ นิมิตตพยากรณิยเถราปทาน. 
			<remark  id="s2b33c57l7" />---------------- 
			<remark  id="s2b33c57l8" />รวมอปทานที่มีในวรรคนี้ คือ 
			<remark  id="s2b33c57l9" />๑. สาลกุสุมิยเถราปทาน๖. อวฏผลิยเถราปทาน 
			<remark  id="s2b33c57l10" />๒. จิตกปูชกเถราปทาน๗. ลพุชผลทายกเถราปทาน
			<remark  id="s2b33c57l11" />๓. จิตกนิพพาปกเถราปทาน ๘. มิลลักขุผลทายกเถราปทาน
			<remark  id="s2b33c57l12" />๔. เสตุทายกเถราปทาน ๙. สยัมปฏิภาณิยเถราปทาน 
			<remark  id="s2b33c57l13" />๕. สุมนตาลวัณฏิยเถราปทาน๑๐. นิมิตตพยากณิยเถราปทาน 
			<remark  id="s2b33c57l14" />บัณฑิตคำนวณคาถาได้ ๗๒ คาถา.
			<remark  id="s2b33c57l15" />จบ สาลปุปผิวรรคที่ ๔๗.
			<remark  id="s2b33c57l16" />----------------- 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b33c58" >
		<para id="s2b33c58p">
			<remark  id="s2b33c58l1" />นฬมาลิวรรคที่ ๔๘
			<remark  id="s2b33c58l2" />นฬมาลิยเถราปทานที่ ๑
			<remark  id="s2b33c58l3" />ว่าด้วยผลแห่งการถวายพวงดอกอ้อ 
			<remark  id="s2b33c58l4" />[๖๑] เราได้เห็นพระสัมพุทธเจ้ามีพระฉวีวรรณดังทองคำ ผู้สมควรรับเครื่อง
			<remark  id="s2b33c58l5" />บูชา เป็นนายกของโลก กำลังเสด็จไปทางชายป่าใหญ่ เราหยิบ
			<remark  id="s2b33c58l6" />พวงดอกไม้อ้อและออกไปในทันใดนั้น ได้เห็นพระสัมพุทธเจ้าผู้ 
			<remark  id="s2b33c58l7" />ข้ามโอฆะได้แล้ว ไม่มีอาสวะ ณ ที่นั้นเรามีจิตเลื่อมใสมีใจ 
			<remark  id="s2b33c58l8" />โสมนัส ได้เอาพวงดอกไม้อ้อบูชาพระพุทธเจ้าผู้เป็นทักขิไณย
			<remark  id="s2b33c58l9" />บุคคล มีความเพียรใหญ่ ทรงอนุเคราะห์โลกทั้งสิ้น ในกัปที่ ๓๑ 
			<remark  id="s2b33c58l10" />แต่กัปนี้ เราได้ดอกไม้ใดบูชา ด้วยการบูชานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย
			<remark  id="s2b33c58l11" />นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ... พระพุทธ
			<remark  id="s2b33c58l12" />ศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้. 
			<remark  id="s2b33c58l13" />ทราบว่า ท่านพระนฬมาลิยเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล. 
			<remark  id="s2b33c58l14" />จบ นฬมาลิยเถราปทาน
			<remark  id="s2b33c58l15" />มณิปูชกเถราปทานที่ ๒ 
			<remark  id="s2b33c58l16" />ว่าด้วยผลแห่งการบูชาด้วยแก้วมณี
			<remark  id="s2b33c58l17" />[๖๒] พระชินเจ้าพระนามว่าปทุมุตระ ทรงรู้จบธรรมทั้งปวง ใคร่ต่อความ
			<remark  id="s2b33c58l18" />สงบ ตรัสรู้ด้วยพระองค์เอง เสด็จไปในอากาศ สระใหญ่มีอยู่ 
			<remark  id="s2b33c58l19" />ในที่ไม่ไกลป่าหิมวันต์ ภพของเราอันบุญกรรมประกอบดีแล้ว มี 
			<remark  id="s2b33c58l20" />อยู่ในสระนั้น เราออกจากภพได้เห็นพระผู้นำโลก ผู้ทรงรุ่งเรือง
			<remark  id="s2b33c58l21" />เหมือนต้นราชพฤกษ์ โชติช่วงเหมือนดังกับไฟลุกโพลง เราได้ 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b33c59" >
		<para id="s2b33c59p">
			<remark  id="s2b33c59l1" />เห็นดอกไม้ชนิดหนึ่งที่มีในป่าเปลี่ยว คิดว่าจักบูชาพระผู้นำโลก
			<remark  id="s2b33c59l2" />ทำจิตของตนให้เลื่อมใสแล้ว ได้ถวายบังคมพระศาสดา เราหยิบ 
			<remark  id="s2b33c59l3" />แก้วมณีที่ศรีษะของเรา บูชาพระผู้นำด้วยความปรารถนาว่า ด้วย
			<remark  id="s2b33c59l4" />การเอาแก้วมณีบูชานี้ขอจงมีวิบากอันดี พระศาสดาพระนามว่า 
			<remark  id="s2b33c59l5" />ปทุมุตระ ผู้ทรงรู้แจ้งโลก ผู้สมควรรับเครื่องบูชา ประทับอยู่ใน
			<remark  id="s2b33c59l6" />อากาศ ได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า ขอความดำริของท่านจงสำเร็จ
			<remark  id="s2b33c59l7" />เถิด ท่านจงได้สุขอันไพบูลย์ ด้วยการบูชาแก้วมณีนี้ ขอท่านจง 
			<remark  id="s2b33c59l8" />ได้เสวยยศอันใหญ่หลวงเถิด พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด พระนาม
			<remark  id="s2b33c59l9" />ว่าปทุมุตระ ทรงตรัสรู้ด้วยพระองค์เอง ครั้นตรัสแก่เราผู้ตั้งจิต 
			<remark  id="s2b33c59l10" />ปรารถนาไว้ดังนี้แล้ว ได้เสด็จไป เราได้เป็นจอมเทพเสวยราช
			<remark  id="s2b33c59l11" />สมบัติในเทวโลก ๖๐ กัป และได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิหลายร้อย 
			<remark  id="s2b33c59l12" />ครั้ง เมื่อเราเกิดเป็นเทวดา ระลึกถึงบุญกรรมขึ้นมา แก้วมณีอัน 
			<remark  id="s2b33c59l13" />ส่องแสงสว่างให้เรา ย่อมเกิดแก่เรา เรามีนางเทพอัปสร ๘๖,๐๐๐
			<remark  id="s2b33c59l14" />ซึ่งมีผ้าและเครื่องอาภรณ์อันวิจิตร สวมต่างหูแก้วมณี เป็นบริวาร 
			<remark  id="s2b33c59l15" />นางเทพอัปสรเหล่านั้นมีหน้าแฉล้ม มักยิ้มก่อนเจรจา ตะโพกผาย
			<remark  id="s2b33c59l16" />เอวบางอ้อนแอ้น แวดล้อมเราอยู่เป็นนิตย์ นี้เป็นผลแห่งการบูชา
			<remark  id="s2b33c59l17" />ด้วยแก้วมณี ภัณฑะ คือ เครื่องประดับอันสำเร็จด้วยทอง สำเร็จ 
			<remark  id="s2b33c59l18" />ด้วยแก้วมณี และสำเร็จด้วยแก้วทับทิม ย่อมเป็นของอันบุคคล
			<remark  id="s2b33c59l19" />ทำดีแล้วเพื่อเรา ตามที่เราต้องการ เรือนยอดและถ้ำที่น่ารื่นรมย์ 
			<remark  id="s2b33c59l20" />และที่นอนอันสูงค่า ดังจะรู้ความประสงค์ของเรา ย่อมเกิดตาม 
			<remark  id="s2b33c59l21" />ความปรารถนา ก็การที่ชนเหล่าใดได้เข้าไปฟัง ชนเหล่านั้นได้ลาภ
			<remark  id="s2b33c59l22" />ดีแล้ว การได้เข้าไปฟังเป็นบุญเขตของมนุษย์ เป็นโอสถของ
			<remark  id="s2b33c59l23" />สรรพสัตว์ ถึงกรรมที่เราผู้ได้เห็นพระผู้นำ ก็ชื่อว่าเป็นอันทำไว้ดีแล้ว
			<remark  id="s2b33c59l24" />เราเป็นผู้รอดพ้นจากวินิบาต เป็นผู้บรรลุบทอันไม่หวั่นไหว เราเข้า
			<remark  id="s2b33c59l25" />ถึงกำเนิดใดๆ คือ เป็นเทวดาหรือมนุษย์ ในกำเนิดนั้นๆ แสงสว่าง
		</para>
	</section>
	<section id="s2b33c60" >
		<para id="s2b33c60p">
			<remark  id="s2b33c60l1" />ย่อมมีแก่เราทุกเมื่อ ทั้งกลางวันและกลางคืนเพราะการบูชาด้วย 
			<remark  id="s2b33c60l2" />แก้วมณีนั้น เราจึงได้เสวยสมบัติ พบแสงสว่าง คือ ญาณ เป็นผู้ 
			<remark  id="s2b33c60l3" />บรรลุบทอันไม่หวั่นไหว ในกัปที่แสนแต่กัปนี้ เราเอาแก้วมณี 
			<remark  id="s2b33c60l4" />บูชา ด้วยการบูชานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการบูชา 
			<remark  id="s2b33c60l5" />ด้วยแก้วมณี เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ... พระพุทธศาสนาเราได้ 
			<remark  id="s2b33c60l6" />ทำเสร็จแล้วดังนี้. 
			<remark  id="s2b33c60l7" />ทราบว่า ท่านพระมณิปูชกเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล. 
			<remark  id="s2b33c60l8" />จบ มณิปูชกเถราปทาน. 
			<remark  id="s2b33c60l9" />อุกกาสติกเถราปทานที่ ๓
			<remark  id="s2b33c60l10" />ว่าด้วยผลแห่งการจุดคบเพลิงบูชา 
			<remark  id="s2b33c60l11" />[๖๓] ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคพระนามว่าโกสิกะ ประทับอยู่ที่ภูเขาจิตต
			<remark  id="s2b33c60l12" />กูฏ พระองค์เป็นผู้เพ่งพินิจ ยินดีในฌาน เป็นผู้ตื่นแล้ว อภิรมย์ 
			<remark  id="s2b33c60l13" />ในวิเวก เป็นมุนี ข้าพระองค์อันหมู่นารีแวดล้อมเข้าไปในป่าหิมวันต์ 
			<remark  id="s2b33c60l14" />ได้เห็นพระพุทธเจ้าพระนามว่าโกสิกะ ผู้ปานดังพระจันทร์ใน 
			<remark  id="s2b33c60l15" />วันเพ็ญ ครั้งนั้น ข้าพระองค์ถือเอาคบเพลิงร้อยดวงแวดล้อมพระ 
			<remark  id="s2b33c60l16" />พุทธเจ้าอยู่ตลอด ๗ วัน ๗ คืน ได้ไปโดยวันที่ ๘ ข้าพระองค์มีจิต
			<remark  id="s2b33c60l17" />เลื่อมใส ถวายบังคมพระสยัมภูพุทธเจ้าพระนามว่าโกสิกะ ผู้ไม่
			<remark  id="s2b33c60l18" />ทรงพ่ายแพ้อะไรๆ เสด็จออกจากสมาบัติ แล้วได้ถวายภิกษา
			<remark  id="s2b33c60l19" />อย่างหนึ่ง ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมแห่งสัตว์ เชษฐบุรุษของโลก
			<remark  id="s2b33c60l20" />ประเสริฐกว่านรชน เพราะกรรมนั้น ข้าพระองค์จึงเกิดในหมู่เทพ
			<remark  id="s2b33c60l21" />ชั้นดุสิต นี้เป็นผลแห่งภิกษาอย่างหนึ่ง แสงสว่างย่อมมีแก่ 
			<remark  id="s2b33c60l22" />ข้าพระองค์ทุกเมื่อ ทั้งกลางวันและกลางคืน ข้าพระองค์แผ่รัศมีไป
			<remark  id="s2b33c60l23" />ได้โดยรอบร้อยโยชน์ ในกัปที่ ๕๕ ข้าพระองค์ได้เป็นพระเจ้าจักร
		</para>
	</section>
	<section id="s2b33c61" >
		<para id="s2b33c61p">
			<remark  id="s2b33c61l1" />พรรดิผู้เป็นใหญ่ในชมพูทวีป มีมหาสมุทร ๔ เป็นขอบเขต ชำนะ
			<remark  id="s2b33c61l2" />แล้ว ครั้งนั้น พระนครของข้าพระองค์ เป็นเมืองมั่งคั่ง เจริญ 
			<remark  id="s2b33c61l3" />สร้างสรรอย่างสวยงาม ยาว ๓๐ โยชน์ กว้าง ๒๐ โยชน์ พระนคร 
			<remark  id="s2b33c61l4" />ชื่อโศภนอันวิสสุกรรมเทพบุตรนิรมิตให้ นครนั้นสงัดจากเสียง 
			<remark  id="s2b33c61l5" />๑๐ อย่าง ประกอบด้วยกังสดาลเสียงไพเราะ ในพระนครนั้นไม่มี
			<remark  id="s2b33c61l6" />เครือเถา ไม้ และดินเลย สำเร็จด้วยทองคำล้วนๆ ทีเดียว
			<remark  id="s2b33c61l7" />โชติช่วงอยู่ตลอดกาลเนืองนิตย์ พระนครนั้นล้อมด้วยกำแพง
			<remark  id="s2b33c61l8" />๔ ชั้น ๓ ชั้น สำเร็จด้วยแก้วมณี ส่วนตรงกลางวิสสุกรรมเทพบุตร
			<remark  id="s2b33c61l9" />ได้เนรมิตถ่องแถวต้นตาลไว้ สระโบกขรณีตั้งหมื่นปกคลุมไปด้วย
			<remark  id="s2b33c61l10" />ปทุมและอุบล ดารดาษไปด้วยบุณฑริกเป็นต้น หอมกรุ่นไปด้วย
			<remark  id="s2b33c61l11" />กลิ่นนานาชนิด ในกัปที่ ๙๔ แต่กัปนี้ ข้าพระองค์ได้ทรงคบเพลิง
			<remark  id="s2b33c61l12" />ใด ด้วยกรรมนั้น ข้าพระองค์ไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการ 
			<remark  id="s2b33c61l13" />ทรงคบเพลิงไว้ ข้าพระองค์เผากิเลสทั้งหลายแล้ว ... พระพุทธ 
			<remark  id="s2b33c61l14" />ศาสนาข้าพระองค์ได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
			<remark  id="s2b33c61l15" />ทราบว่า ท่านพระอุกกาสติกเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล. 
			<remark  id="s2b33c61l16" />จบ อุกกาสติกเถราปทาน.
			<remark  id="s2b33c61l17" />สุมนวีชนิยเถราปทานที่ ๔ 
			<remark  id="s2b33c61l18" />ว่าด้วยผลแห่งการพัดไม้โพธิ์
			<remark  id="s2b33c61l19" />[๖๔] เราเป็นผู้มีใจโสมนัส จับพัดวีชนีพัดไม้โพธิ์อันอุดม ที่ไม้โพธิ์ของ
			<remark  id="s2b33c61l20" />พระผู้มีพระภาคพระนามว่าวิปัสสี ซึ่งเป็นไม้สูงสุด ในกัปที่ ๙๑ แต่ 
			<remark  id="s2b33c61l21" />กัปนี้ เราได้พัดไม้โพธิ์อันอุดม ด้วยการพัดไม้โพธิ์นั้น เราไม่รู้จัก
			<remark  id="s2b33c61l22" />ทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการพัดไม้โพธิ์ เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ... 
			<remark  id="s2b33c61l23" />พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
		</para>
	</section>
	<section id="s2b33c62" >
		<para id="s2b33c62p">
			<remark  id="s2b33c62l1" />ทราบว่า ท่านพระสุมนวีชนิยเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
			<remark  id="s2b33c62l2" />จบ สุมนวีชนิยเถราปทาน. 
			<remark  id="s2b33c62l3" />กุมมาสทายกเถราปทานที่ ๕
			<remark  id="s2b33c62l4" />ว่าด้วยผลแห่งการถวายขนมกุมมาส 
			<remark  id="s2b33c62l5" />[๖๕] เราเห็นบาตรอันว่างเปล่าของพระผู้มีพระภาคผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่
			<remark  id="s2b33c62l6" />พระนามว่าวิปัสสี ผู้เสด็จเที่ยวแสวงหาบิณฑบาตอยู่ จึงใส่ขนม 
			<remark  id="s2b33c62l7" />กุมมาสจนเต็มบาตร ในกัปที่ ๙๑ แต่กัปนี้ เราได้ถวายภิกษาใด ด้วย
			<remark  id="s2b33c62l8" />การถวายภิกษานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งขนมกุมมาส 
			<remark  id="s2b33c62l9" />เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ... พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
			<remark  id="s2b33c62l10" />ทราบว่า ท่านพระกุมมาสทายกเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
			<remark  id="s2b33c62l11" />จบ กุมมาสทายกเถราปทาน.
			<remark  id="s2b33c62l12" />กุสัฏฐกทายกเถราปทานที่ ๖ 
			<remark  id="s2b33c62l13" />ว่าด้วยผลแห่งการถวายหญ้าคา ๘ กำ
			<remark  id="s2b33c62l14" />[๖๖] เรามีจิตเลื่อมใสมีใจโสมนัส ได้ถวายหญ้าคา ๘ กำ แด่พระผู้มี
			<remark  id="s2b33c62l15" />พระภาคพระนามว่ากัสสปะ ผู้มีบาปอันลอยเสียแล้ว มีพรหมจรรย์ 
			<remark  id="s2b33c62l16" />อันอยู่จบแล้ว ในกัปนี้ นั่นเอง เราได้ถวายหญ้าคา ๘ กำ ด้วยการ 
			<remark  id="s2b33c62l17" />ถวายหญ้าคานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งหญ้าคา ๘ กำ 
			<remark  id="s2b33c62l18" />เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ... พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว
			<remark  id="s2b33c62l19" />ดังนี้.
			<remark  id="s2b33c62l20" />ทราบว่า ท่านพระกุสัฏฐกทายกเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล. 
			<remark  id="s2b33c62l21" />จบ กุสัฏฐกทายกเถราปทาน. 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b33c63" >
		<para id="s2b33c63p">
			<remark  id="s2b33c63l1" />คิริปุนนาคิยเถราปทานที่ ๗
			<remark  id="s2b33c63l2" />ว่าด้วยผลแห่งการถวายดอกบุนนาคบูชา
			<remark  id="s2b33c63l3" />[๖๗] ครั้งนั้น พระสัมพุทธเจ้าพระนามว่าโสภิตะ ประทับอยู่ที่ภูเขาจิตตกูฏ
			<remark  id="s2b33c63l4" />เราได้ถือเอาดอกบุนนาคเข้ามาบูชาพระสยัมภู ในกัปที่ ๙๔ แต่กัปนี้ 
			<remark  id="s2b33c63l5" />เราได้บูชาพระสัมพุทธเจ้า ด้วยการบูชานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย
			<remark  id="s2b33c63l6" />นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา ... เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ... พระพุทธศาสนา 
			<remark  id="s2b33c63l7" />เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
			<remark  id="s2b33c63l8" />ทราบว่า ท่านพระคิริปุนนาคิยเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
			<remark  id="s2b33c63l9" />จบ คิริปุนนาคิยเถราปทาน. 
			<remark  id="s2b33c63l10" />วัลลิการผลทายกเถราปทานที่ ๘
			<remark  id="s2b33c63l11" />ว่าด้วยผลแห่งการถวายแตง
			<remark  id="s2b33c63l12" />[๖๘] ครั้งนั้น พระสัมพุทธเจ้าพระนามว่าสุมนะ ประทับอยู่ในพระนคร
			<remark  id="s2b33c63l13" />ตักกรา เราได้หยิบเอาผลไม้วัลลิการะถวายแด่พระสยัมภู ในกัปที่
			<remark  id="s2b33c63l14" />๓๑ แต่กัปนี้ เราได้ถวายผลไม้ใดในกาลนั้น ด้วยการถวายผลไม้ 
			<remark  id="s2b33c63l15" />นั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายผลไม้ เราเผากิเลส
			<remark  id="s2b33c63l16" />ทั้งหลายแล้ว ... พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้. 
			<remark  id="s2b33c63l17" />ทราบว่า ท่านพระวัลลิการผลทายกเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
			<remark  id="s2b33c63l18" />จบ วัลลิการผลทายกเถราปทาน.
			<remark  id="s2b33c63l19" />ปานธิทายกเถราปทานที่ ๙ 
			<remark  id="s2b33c63l20" />ว่าด้วยผลแห่งการถวายรองเท้า
			<remark  id="s2b33c63l21" />[๖๙] พระผู้มีพระภาคพระนามว่าอโนมทัสสี เชษฐบุรุษของโลกประเสริฐ 
			<remark  id="s2b33c63l22" />กว่านรชน มีพระจักษุ เสด็จออกจากที่ประทับ สำราญกลางวันแล้ว
		</para>
	</section>
	<section id="s2b33c64" >
		<para id="s2b33c64p">
			<remark  id="s2b33c64l1" />เสด็จขึ้นถนน เราสวมรองเท้าที่ทำอย่างดีออกเดินทางไป ณ ที่นั้น 
			<remark  id="s2b33c64l2" />เราได้เห็นพระสัมพุทธเจ้างามน่าดูน่าชม เสด็จดำเนินด้วยพระบาท
			<remark  id="s2b33c64l3" />เปล่า เรายังจิตของตนให้เลื่อมใส ถอดรองเท้าออกวางไว้แทบ 
			<remark  id="s2b33c64l4" />พระบาท แล้วกราบทูลว่า ข้าแต่พระสุคต ผู้เป็นมหาวีรบุรุษ 
			<remark  id="s2b33c64l5" />เป็นใหญ่เป็นผู้นำชั้นพิเศษ ขอเชิญสวมรองเท้าเถิด ข้าพระองค์ 
			<remark  id="s2b33c64l6" />จักได้ผลแต่รองเท้าคู่นี้ ขอความต้องการของข้าพระองค์จงสำเร็จ
			<remark  id="s2b33c64l7" />เถิด พระผู้มีพระภาคพระนามว่าอโนมทัสสี เชษฐบุรุษของโลก
			<remark  id="s2b33c64l8" />ประเสริฐกว่านรชน ทรงสวมรองเท้าแล้ว ได้ตรัสพระดำรัสนี้ว่าผู้ใด
			<remark  id="s2b33c64l9" />เลื่อมใสถวายคู่รองเท้าแก่เรา ด้วยมือทั้งสองของตน เราจักพยากรณ์ 
			<remark  id="s2b33c64l10" />ผู้นั้น ท่านทั้งหลายจงฟังเรากล่าว เทวดาทุกๆ องค์ได้ทราบพระ 
			<remark  id="s2b33c64l11" />พุทธดำรัสแล้ว มาประชุมกัน ต่างก็มีจิตปีติ ดีใจ เกิดความโสมนัส
			<remark  id="s2b33c64l12" />ประนมกรอัญชลี พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า เพราะการถวายรองเท้า 
			<remark  id="s2b33c64l13" />นี้แล ผู้นี้จักเป็นผู้ถึงความสุข จักเสวยราชสมบัติในเทวโลก ๕๕ 
			<remark  id="s2b33c64l14" />ครั้ง จักได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิราช ๑,๐๐๐ ครั้ง และจักได้เป็น
			<remark  id="s2b33c64l15" />พระเจ้าประเทศราชอันไพบูลย์โดยคณนานับมิได้ ในกัปซึ่งนับไม่ถ้วน
			<remark  id="s2b33c64l16" />แต่กัปนี้ สกุลโอกกากะจักสมภพ พระศาสดามีพระนามว่าโคดม 
			<remark  id="s2b33c64l17" />จักเสด็จอุบัติขึ้นในโลก ผู้นี้จักเป็นทายาทในธรรมของพระศาสดา
			<remark  id="s2b33c64l18" />พระองค์นั้น เป็นโอรสอันธรรมเนรมิต จักกำหนดรู้อาสวะทั้งปวง
			<remark  id="s2b33c64l19" />แล้ว จักเป็นผู้ไม่มีอาสวะปรินิพพาน ผู้นี้บังเกิดในเทวโลกหรือใน 
			<remark  id="s2b33c64l20" />มนุษยโลก จักเป็นผู้มีปัญญา จักได้ยานอันเปรียบด้วยยานของ
			<remark  id="s2b33c64l21" />เทวดา ปราสาท วอ ช้าง ที่ประดับประดาแล้ว และรถที่เทียม
			<remark  id="s2b33c64l22" />แล้วด้วยม้าอาชาไนย ย่อมเกิดปรากฏแก่เราทุกเมื่อแม้เมื่อเราออก 
			<remark  id="s2b33c64l23" />บวช ก็ได้ออกบวชด้วยรถ ได้บรรลุอรหัต เมื่อกำลังปลงผม นี้
			<remark  id="s2b33c64l24" />เป็นลาภของเรา เราได้ดีแล้ว คือ การค้าขายเราได้ประกอบถูกทาง 
			<remark  id="s2b33c64l25" />แล้ว เราถวายรองเท้าคู่หนึ่งจึงได้บรรลุบทอันไม่หวั่นไหว ในกัปอัน
		</para>
	</section>
	<section id="s2b33c65" >
		<para id="s2b33c65p">
			<remark  id="s2b33c65l1" />ประมาณมิได้แต่กัปนี้ เราได้ถวายรองเท้าใด ด้วยการถวายรองเท้า
			<remark  id="s2b33c65l2" />นั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งรองเท้า เราเผากิเลสทั้งหลาย 
			<remark  id="s2b33c65l3" />แล้ว ... พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้. 
			<remark  id="s2b33c65l4" />ทราบว่า ท่านพระปานธิทายกเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล. 
			<remark  id="s2b33c65l5" />จบ ปานธิทายกเถราปทาน.
			<remark  id="s2b33c65l6" />ปุฬินจังกมิยเถราปทานที่ ๑๐ 
			<remark  id="s2b33c65l7" />ว่าด้วยผลแห่งการขนทรายใส่ที่จงกรม
			<remark  id="s2b33c65l8" />[๗๐] เมื่อก่อน เราเป็นพรานเนื้อ เราเที่ยวหาเนื้อสมันอยู่ในอรัญราวป่า
			<remark  id="s2b33c65l9" />ได้พบที่จงกรม เรามีจิตเลื่อมใสมีใจโสมนัส กอบเอาทรายใส่พกมา 
			<remark  id="s2b33c65l10" />โรยลงในที่จงกรมของพระสุคตเจ้าผู้มีสิริ ในกัปที่ ๓๑ แต่กัปนี้ 
			<remark  id="s2b33c65l11" />เราได้โรยทราย ด้วยกรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่ง
			<remark  id="s2b33c65l12" />ทราย เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ... พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว 
			<remark  id="s2b33c65l13" />ดังนี้.
			<remark  id="s2b33c65l14" />ทราบว่า ท่านพระปุฬินจังกมิยเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
			<remark  id="s2b33c65l15" />จบ ปุฬินจังกมิยเถราปทาน. 
			<remark  id="s2b33c65l16" />---------------- 
			<remark  id="s2b33c65l17" />รวมอปทานที่มีในวรรคนี้ คือ 
			<remark  id="s2b33c65l18" />๑. นฬมาลิยเถราปทาน๖. กุสัฏฐกทายกเถราปทาน
			<remark  id="s2b33c65l19" />๒. มณิปูชกเถราปทาน ๗. คิริปุนนาคิยเถราปทาน
			<remark  id="s2b33c65l20" />๓. อุกกาสติกเถราปทาน ๘. วัลลิการผลทายกเถราปทาน
			<remark  id="s2b33c65l21" />๔. สุมนวีชนิยเถราปทาน ๙. ปานธิทายกเถราปทาน
			<remark  id="s2b33c65l22" />๕. กุมมาสทายกเถราปทาน ๑๐. ปุฬินจังกมิยเถราปทาน
			<remark  id="s2b33c65l23" />บัณฑิตคำนวณคาถาได้ ๙๕ คาถา.
			<remark  id="s2b33c65l24" />จบ นฬมาลิวรรคที่ ๔๘.
			<remark  id="s2b33c65l25" />----------------
		</para>
	</section>
	<section id="s2b33c66" >
		<para id="s2b33c66p">
			<remark  id="s2b33c66l1" />ปังสุกุลสวรรคที่ ๔๙ 
			<remark  id="s2b33c66l2" />ปังสุกุลสัญญกเถราปทานที่ ๑ 
			<remark  id="s2b33c66l3" />ว่าด้วยผลแห่งการไหว้ผ้าบังสุกุล
			<remark  id="s2b33c66l4" />[๗๑] พระผู้มีพระภาคผู้สยัมภู ผู้นำของโลกพระนามว่าติสสะ ได้เสด็จอุบัติ 
			<remark  id="s2b33c66l5" />ขึ้นแล้ว พระพิชิตมารทรงวางบังสุกุลจีวรไว้แล้ว เสด็จเข้าพระวิหาร
			<remark  id="s2b33c66l6" />เราสะพายธนูที่มีสายและกระบอกน้ำ ถือดาบเข้าป่าใหญ่ ครั้งนั้น
			<remark  id="s2b33c66l7" />เราได้เห็นบังสุกุลจีวรซึ่งแขวนอยู่บนยอดไม้ในป่านั้น จึงวางธนูลง
			<remark  id="s2b33c66l8" />ณ ที่นั้นเอง ประนมกรอัญชลีเหนือเศียรเกล้า เรามีจิตเลื่อมใส มีใจ
			<remark  id="s2b33c66l9" />โสมนัส และมีปีติเป็นอันมาก ระลึกถึงพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด 
			<remark  id="s2b33c66l10" />แล้วได้ไหว้บังสุกุลจีวร ในกัปที่ ๙๑ แต่กัปนี้ เราได้ไหว้บังสุกุลจีวร 
			<remark  id="s2b33c66l11" />ใด ด้วยการไหว้บังสุกุลจีวรนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่ง
			<remark  id="s2b33c66l12" />การไหว้ เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ... พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จ
			<remark  id="s2b33c66l13" />แล้ว ดังนี้. 
			<remark  id="s2b33c66l14" />ทราบว่า ท่านพระปังสุกุลสัญญกเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล. 
			<remark  id="s2b33c66l15" />จบ ปังสุกุลสัญญกเถราปทาน. 
			<remark  id="s2b33c66l16" />พุทธสัญญกเถราปทานที่ ๒
			<remark  id="s2b33c66l17" />ว่าด้วยผลแห่งการเกิดพุทธสัญญา
			<remark  id="s2b33c66l18" />[๗๒] เราเป็นคนเล่าเรียน ทรงจำมนต์ รู้จบไตรเพท ชำนาญในคัมภีร์
			<remark  id="s2b33c66l19" />ทำนายมหาปุริสลักษณะ คัมภีร์อิติหาสะ พร้อมด้วยคัมภีร์นิฆัณฑุ
			<remark  id="s2b33c66l20" />ศาสตร์ และคัมภีร์เกฏุภศาสตร์ ครั้งนั้นพวกศิษย์มาหาเราปานดัง
			<remark  id="s2b33c66l21" />กระแสน้ำ เราไม่เกียจคร้าน บอกมนต์แก่ศิษย์เหล่านั้นทั้งกลางวัน
			<remark  id="s2b33c66l22" />และกลางคืน ในกาลนั้น พระสัมพุทธเจ้าพระนามว่าสิทธัตถะ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b33c67" >
		<para id="s2b33c67p">
			<remark  id="s2b33c67l1" />เสด็จอุบัติขึ้นในโลก พระองค์ทรงกำจัดความมืดมิดให้พินาศแล้ว ยัง 
			<remark  id="s2b33c67l2" />แสงสว่างคือ พระญาณ ให้เป็นไป ครั้งนั้นศิษย์ของเราคนหนึ่งได้
			<remark  id="s2b33c67l3" />บอกแก่ศิษย์ทั้งหลายของเรา พวกเขาได้ฟังความนั้น จึงได้บอกแก่
			<remark  id="s2b33c67l4" />เรา เราคิดว่าพระสัพพัญญพุทธเจ้า ผู้เป็นนายกของโลก เสด็จอุบัติ
			<remark  id="s2b33c67l5" />ขึ้นแล้ว ชนย่อมอนุวัตรตามพระพุทธเจ้าพระองค์นั้น เราไม่มีลาภ
			<remark  id="s2b33c67l6" />พระพุทธเจ้าทั้งหลายเป็นผู้มีการอุบัติเลิศลอย มีจักษุ ทรงยศใหญ่ 
			<remark  id="s2b33c67l7" />ไฉนหนอเราพึงเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด เป็นผู้นำโลก เรา 
			<remark  id="s2b33c67l8" />ถือหนังเสือผ้าเปลือกไม้กรอง และคนโทน้ำของเราแล้วออกจาก 
			<remark  id="s2b33c67l9" />อาศรม เชิญชวนพวกศิษย์ว่า ความเป็นผู้นำของโลกหาได้ยาก 
			<remark  id="s2b33c67l10" />เหมือนกับดอกมะเดื่อ กระต่ายในดวงจันทร์ หรือเหมือนกับน้ำนมกา
			<remark  id="s2b33c67l11" />ฉะนั้น พระพุทธเจ้าเสด็จอุบัติขึ้นในโลกแล้ว แม้ความเป็นมนุษย์ก็ 
			<remark  id="s2b33c67l12" />หาได้ยากและเมื่อความเป็นผู้นำโลก และความเป็นมนุษย์ทั้งสอง
			<remark  id="s2b33c67l13" />อย่างมีอยู่การได้ฟังธรรมก็หาได้ยาก พระพุทธเจ้าเสด็จอุบัติขึ้นในโลก 
			<remark  id="s2b33c67l14" />พวกเราจักได้ดวงตาอันเป็นของพวกเรา มาเถอะท่านทั้งหลาย เราจัก
			<remark  id="s2b33c67l15" />ไปยังสำนักของพระพุทธเจ้าด้วยกันทุกคน ศิษย์ทุกคนแบกคนโทน้ำ
			<remark  id="s2b33c67l16" />นุ่งหนังเสือทั้งเล็บ พวกเขาเต็มไปด้วยภาระคือชฎา พากันออกไป 
			<remark  id="s2b33c67l17" />จากป่าใหญ่ ในครั้งนั้น พวกเขามองดูประมาณชั่วแอก แสวงหา 
			<remark  id="s2b33c67l18" />ประโยชน์อันสูงสุด เดินมาเหมือนลูกช้าง เป็นผู้ไม่สะดุ้ง ประหนึ่ง
			<remark  id="s2b33c67l19" />ไกรสรสีหราช ฉะนั้น เขาทั้งหลายไม่มีความสะดุ้ง หมดความละโมภ 
			<remark  id="s2b33c67l20" />มีปัญญา มีความประพฤติสงบ เมื่อเสาะแสวงหาโมกขธรรม ได้ 
			<remark  id="s2b33c67l21" />พากันเข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด เราเกิดป่วยเจ็บขึ้นใน 
			<remark  id="s2b33c67l22" />ประเทศประมาณหนึ่งโยชน์ครึ่ง เราระลึกถึงพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐ
			<remark  id="s2b33c67l23" />สุดแล้ว ตายที่ประเทศนั้น ในกัปที่ ๙๔ แต่กัปนี้ เราได้สัญญาใดใน 
			<remark  id="s2b33c67l24" />กาลนั้น ด้วยการได้สัญญานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่ง 
			<remark  id="s2b33c67l25" />สัญญาในพระพุทธเจ้า เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ... พระพุทธศาสนา
			<remark  id="s2b33c67l26" />เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
		</para>
	</section>
	<section id="s2b33c68" >
		<para id="s2b33c68p">
			<remark  id="s2b33c68l1" />ทราบว่า ท่านพระพุทธสัญญกเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล. 
			<remark  id="s2b33c68l2" />จบ พุทธสัญญกเถราปทาน.
			<remark  id="s2b33c68l3" />ภิสทายกเถราปทานที่ ๓
			<remark  id="s2b33c68l4" />ว่าด้วยผลแห่งการถวายเหง้าบัวกับน้ำผึ้ง
			<remark  id="s2b33c68l5" />[๗๓] ครั้งนั้น เราลงสู่สระโบกขรณีที่ช้างนานาชนิดเสพแล้ว ถอนเหง้าบัว 
			<remark  id="s2b33c68l6" />ในสระน้ำ เพราะเหตุจะกิน สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพระนามว่า 
			<remark  id="s2b33c68l7" />ปทุมุตระ ผู้ตื่นแล้ว ทรงผ้ากำพลสีแดง สลัดผ้าบังสุกุลเหาะไปใน 
			<remark  id="s2b33c68l8" />อากาศ เวลานั้นเราได้ยินเสียงจึงแหงนขึ้นไปดู ได้เห็นพระผู้นำโลก 
			<remark  id="s2b33c68l9" />เรายืนอยู่ในสระโบกขรณีนั่นแหละ ได้ทูลอ้อนวอนพระผู้นำโลกว่า 
			<remark  id="s2b33c68l10" />น้ำผึ้งกำลังไหลออกจากเกษรบัว น้ำนมและเนยใสกำลังไหลจาก
			<remark  id="s2b33c68l11" />เหง้าบัว ขอพระพุทธเจ้าผู้มีพระปัญญาจักษุ โปรดทรงรับเพื่อ 
			<remark  id="s2b33c68l12" />อนุเคราะห์แก่ข้าพระองค์เถิด ลำดับนั้นพระสัมพุทธเจ้าผู้ศาสดา
			<remark  id="s2b33c68l13" />ทรงประกอบด้วยพระกรุณา มียศใหญ่ มีพระปัญญาจักษุ เสด็จลง 
			<remark  id="s2b33c68l14" />จากอากาศมารับภิกษาของเรา เพื่อความอนุเคราะห์ ครั้นแล้วได้
			<remark  id="s2b33c68l15" />ทรงทำอนุโมทนาแก่เราว่า แน่ะท่านผู้มีบุญใหญ่ ท่านจงเป็นผู้มีความ
			<remark  id="s2b33c68l16" />สุขเถิด คติจงสำเร็จแก่ท่าน ด้วยการให้เหง้าบัวเป็นทานนี้ ท่านจง 
			<remark  id="s2b33c68l17" />ได้สุขอันไพบูลย์เถิด ครั้นพระสัมพุทธชินเจ้าพระนามว่าปทุมุตระ 
			<remark  id="s2b33c68l18" />ตรัสฉะนี้แล้ว ได้ทรงรับภิกษาแล้ว เสด็จไปในอากาศ ลำดับนั้น เรา
			<remark  id="s2b33c68l19" />เก็บเหง้าบัวจากสระนั้น กลับมายังอาศรม วางเหง้าบัวไว้บนต้น
			<remark  id="s2b33c68l20" />ไม้ ระลึกถึงทานของเรา ครั้งนั้น ลมพายุใหญ่ตั้งขึ้นแล้วพัดป่าให้
			<remark  id="s2b33c68l21" />สั่นสะเทือน อากาศดังลั่นในเมื่อฟ้าผ่า ลำดับนั้นอสนีบาต 
			<remark  id="s2b33c68l22" />ได้ตกลงบนศรีษะของเรา ในการนั้น ก็เราเป็นผู้นั่งตายอยู่ ณ ที่นั้น 
			<remark  id="s2b33c68l23" />เราเป็นผู้ประกอบด้วยบุญกรรม เข้าถึงสวรรค์ชั้นดุสิต ซากศพของ
			<remark  id="s2b33c68l24" />เราตกไป ส่วนเรารื่นรมย์อยู่ในเทวโลก นางเทพอัปสร ๘๔,๐๐๐ 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b33c69" >
		<para id="s2b33c69p">
			<remark  id="s2b33c69l1" />นาง ล้วนประดับประดาสวยงาม ต่างก็บำรุงเราทั้งเช้าเย็น นี้เป็น 
			<remark  id="s2b33c69l2" />ผลแห่งการถวายเหง้าบัว ครั้งนั้น เรามาสู่กำเนิดมนุษย์ เป็นผู้ถึง
			<remark  id="s2b33c69l3" />ความสุข ความบกพร่องในโภคทรัพย์ ไม่มีแก่เราเลย นี้ก็เป็นผล
			<remark  id="s2b33c69l4" />แห่งการถวายเหง้าบัว เราอันพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ประเสริฐกว่า 
			<remark  id="s2b33c69l5" />ทวยเทพ ผู้คงที่ พระองค์นั้นทรงอนุเคราะห์แล้ว จึงเป็นผู้สิ้น
			<remark  id="s2b33c69l6" />อาสวะทั้งปวง บัดนี้ภพใหม่ไม่มีอีก ในกัปที่แสนแต่กัปนี้ เราได้
			<remark  id="s2b33c69l7" />ถวายภิกษาใดในกาลนั้น ด้วยการถวายภิกษานั้น เราไม่รู้จักทุคติ
			<remark  id="s2b33c69l8" />เลย นี้เป็นผลแห่งการถวายเหง้าบัว เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ... 
			<remark  id="s2b33c69l9" />พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
			<remark  id="s2b33c69l10" />ทราบว่า ท่านพระภิสทายกเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล. 
			<remark  id="s2b33c69l11" />จบ ภิสทายกเถราปทาน.
			<remark  id="s2b33c69l12" />ญาณถวิกเถราปทานที่ ๔
			<remark  id="s2b33c69l13" />ว่าด้วยผลแห่งการสรรเสริญพุทธญาณ 
			<remark  id="s2b33c69l14" />[๗๔] เราสร้างอาศรมอย่างสวยงามไว้ ณ ทิศทักษิณแห่งภูเขาหิมวันต์ ครั้ง 
			<remark  id="s2b33c69l15" />นั้น เราเสาะหาประโยชน์อันสูงสุด จึงอยู่ในป่าใหญ่ เรายินดีด้วย
			<remark  id="s2b33c69l16" />ลาภและความเสื่อมลาภ คือ ด้วยเหง้ามันและผลไม้ ไม่เบียดเบียน 
			<remark  id="s2b33c69l17" />ใครๆ เที่ยวไป เราอยู่คนเดียว ครั้งนั้น พระสัมพุทธเจ้าพระนามว่า 
			<remark  id="s2b33c69l18" />สุเมธะ เสด็จอุบัติขึ้นแล้วในโลก พระองค์กำลังรื้อขนมหาชน
			<remark  id="s2b33c69l19" />ประกาศสัจจะอยู่ เรามิได้สดับข่าวพระสัมพุทธเจ้า ถึงใครๆ ที่จะ 
			<remark  id="s2b33c69l20" />บอกกล่าวให้เรารู้ก็ไม่มี เมื่อล่วงไปได้ ๘ ปี เราจึงได้สดับข่าวพระ
			<remark  id="s2b33c69l21" />นายกของโลก เรานำเอาไฟและฟืนออกไปเสียแล้ว กวาดอาศรม ถือ 
			<remark  id="s2b33c69l22" />เอาหาบสิ่งของออกจากป่าไป ครั้งนั้น เราพักอยู่ในบ้านและนิคม 
			<remark  id="s2b33c69l23" />แห่งละคืน เข้าไปใกล้พระนครจันทวดีโดยลำดับ สมัยนั้น พระผู้
		</para>
	</section>
	<section id="s2b33c70" >
		<para id="s2b33c70p">
			<remark  id="s2b33c70l1" />มีพระภาคผู้นำของโลกพระนามว่าสุเมธะ กำลังรื้อขนสัตว์เป็นอัน 
			<remark  id="s2b33c70l2" />มาก ทรงแสดงอมตบท เราได้ผ่านหมู่ชนไปถวายบังคมพระชินเจ้า 
			<remark  id="s2b33c70l3" />ผู้เสด็จมาดี ทำหนังสัตว์เฉวียงบ่าข้างหนึ่ง แล้วสรรเสริญพระผู้นำ
			<remark  id="s2b33c70l4" />ของโลกว่า พระองค์เป็นพระศาสดาประหนึ่งยอด เป็นธงชัยและ
			<remark  id="s2b33c70l5" />เป็นเสายัญของหมู่สัตว์ เป็นที่ยึดหน่วง เป็นที่พึ่ง และเป็นที่เกาะ
			<remark  id="s2b33c70l6" />ของหมู่สัตว์ เป็นผู้สูงสุดกว่าสัตว์. 
			<remark  id="s2b33c70l7" />จบ ภาณวารที่ ๒๑ 
			<remark  id="s2b33c70l8" />พระองค์เป็นผู้ฉลาด เป็นนักปราชญ์ในทัสนะ ทรงช่วยประชุมชน
			<remark  id="s2b33c70l9" />ให้ข้ามพ้นไปได้ ข้าแต่พระมุนี ผู้อื่นที่จะช่วยให้สัตว์ข้ามพ้นไปได้ 
			<remark  id="s2b33c70l10" />ยิ่งไปกว่าพระองค์ ไม่มีในโลก สาครแสนลึกสุด ก็พึงอาจที่จะ 
			<remark  id="s2b33c70l11" />ประมาณได้ด้วยปลายหญ้าคา ข้าแต่พระสัพพัญญู ส่วนพระญาณ 
			<remark  id="s2b33c70l12" />ของพระองค์ ใครๆ ไม่อาจจะประมาณได้เลย แผ่นดินก็อาจที่จะวาง
			<remark  id="s2b33c70l13" />ในตาชั่งแล้วกำหนดได้ ข้าแต่พระองค์ผู้มีจักษุ แต่สิ่งที่เสมอกับ 
			<remark  id="s2b33c70l14" />พระปัญญาของพระองค์ไม่มีเลย อากาศก็อาจจะวัดได้ด้วยเชือก 
			<remark  id="s2b33c70l15" />และนิ้วมือ ข้าแต่พระสัพพัญญู ส่วนศีลของพระองค์ ใครๆ ไม่
			<remark  id="s2b33c70l16" />อาจจะประมาณได้เลยน้ำในมหาสมุทร อากาศ และพื้นภูมิภาค
			<remark  id="s2b33c70l17" />๓ อย่างนี้ประมาณเอาได้ ข้าแต่พระองค์ผู้มีจักษุ พระองค์ย่อมเป็น 
			<remark  id="s2b33c70l18" />ผู้อันใครๆ จะประมาณเอาไม่ได้ เรากล่าวสรรเสริญพระสัพพัญญู 
			<remark  id="s2b33c70l19" />ผู้มีพระยศใหญ่ ด้วยคาถา ๖ คาถาแล้ว ประนมกรอัญชลี ยืนนิ่ง 
			<remark  id="s2b33c70l20" />อยู่ในเวลานั้น พระพุทธเจ้าผู้มีพระปัญญาเสมอด้วยแผ่นดิน เป็น
			<remark  id="s2b33c70l21" />เมธีชั้นดี เขาขนานพระนามว่าสุเมธะ ประทับนั่งในท่ามกลาง 
			<remark  id="s2b33c70l22" />พระภิกษุสงฆ์แล้ว ได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า ผู้ใดมีใจเลื่อมใส 
			<remark  id="s2b33c70l23" />ได้กล่าวสรรเสริญญาณของเรา เราจักพยากรณ์ผู้นั้น ท่านทั้งหลาย
		</para>
	</section>
	<section id="s2b33c71" >
		<para id="s2b33c71p">
			<remark  id="s2b33c71l1" />จงฟังเรากล่าว ผู้นี้จักรื่นรมย์อยู่ในเทวโลก ๗๗ กัป จักเป็นจอม
			<remark  id="s2b33c71l2" />เทวดาเสวยราชสมบัติอยู่ในเทวโลก ๑,๐๐๐ ครั้ง จักได้เป็นพระเจ้า
			<remark  id="s2b33c71l3" />จักรพรรดิเกินร้อยครั้ง และจักได้เป็นพระเจ้าประเทศราชอัน
			<remark  id="s2b33c71l4" />ไพบูลย์ โดยคณนานับมิได้ เขาเป็นเทวดาหรือมนุษย์ จักเป็นผู้
			<remark  id="s2b33c71l5" />ตั้งมั่นในบุญกรรม จักเป็นผู้มีความดำริแห่งใจไม่บกพร่อง มี
			<remark  id="s2b33c71l6" />ปัญญากล้า ในสามหมื่นกัป พระศาสดามีพระนามว่าโคตมะ ซึ่ง
			<remark  id="s2b33c71l7" />สมภพในวงศ์พระเจ้าโอกกากราช จักเสด็จอุบัติขึ้นในโลก ผู้นี้จัก 
			<remark  id="s2b33c71l8" />ไม่มีความกังวล ออกบวชเป็นบรรพชิต จักบรรลุอรหัต แต่อายุ 
			<remark  id="s2b33c71l9" />๗ ขวบ ในระหว่างเวลาที่เราระลึกถึงตน และได้บรรลุศาสนธรรม
			<remark  id="s2b33c71l10" />เจตนาที่ไม่น่ารื่นรมย์ใจ เราไม่รู้จักเลย เราท่องเที่ยวไปเสวยสมบัติ 
			<remark  id="s2b33c71l11" />ในภพน้อยภพใหญ่ ความบกพร่องในโภคทรัพย์ไม่มีแก่เราเลย นี้
			<remark  id="s2b33c71l12" />เป็นผลในการสรรเสริญพระญาณ ไฟ ๓ กอง เราดับสนิทแล้ว
			<remark  id="s2b33c71l13" />เราถอนภพทั้งปวงขึ้นหมดแล้ว เราเป็นผู้สิ้นอาสวะทุกอย่างแล้ว 
			<remark  id="s2b33c71l14" />บัดนี้ ภพใหม่ไม่มีอีก ในกัปที่สามหมื่น เราได้สรรเสริญพระญาณ
			<remark  id="s2b33c71l15" />ใด ด้วยการสรรเสริญนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้ก็เป็นผลแห่ง
			<remark  id="s2b33c71l16" />การสรรเสริญพระญาณ เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ... พระพุทธศาสนา 
			<remark  id="s2b33c71l17" />เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
			<remark  id="s2b33c71l18" />ทราบว่า ท่านพระญาณถวิกเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล. 
			<remark  id="s2b33c71l19" />จบ ญาณถวิกเถราปทาน. 
			<remark  id="s2b33c71l20" />จันทนมาลิยเถราปทานที่ ๕
			<remark  id="s2b33c71l21" />ว่าด้วยผลแห่งการถวายแก่นจันทน์และดอกรัง
			<remark  id="s2b33c71l22" />[๗๕] เราละเบญจกามคุณอันน่ารัก น่ารื่นรมย์ใจ และละทรัพย์ประมาณ 
			<remark  id="s2b33c71l23" />๘๐ โกฏิแล้ว บวชเป็นบรรพชิต ครั้นบวชแล้ว ได้เว้นการทำ 
			<remark  id="s2b33c71l24" />ความชั่วด้วยกาย ละความประพฤติชั่วด้วยวาจา อยู่แทบฝั่งแม่น้ำ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b33c72" >
		<para id="s2b33c72p">
			<remark  id="s2b33c72l1" />พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด ได้เสด็จมาหาเราผู้อยู่คนเดียว เราไม่ 
			<remark  id="s2b33c72l2" />รู้จักว่าเป็นพระพุทธเจ้า เราได้ทำปฏิสันถาร ครั้นทำปฏิสันถาร
			<remark  id="s2b33c72l3" />แล้ว จึงได้ทูลถามถึงพระนามและพระโคตรว่า ท่านเป็นเทวดา
			<remark  id="s2b33c72l4" />หรือคนธรรพ์ หรือเป็นท้าวสักกปุรินททะ ท่านเป็นใคร หรือเป็น
			<remark  id="s2b33c72l5" />บุตรของใคร หรือเป็นท้าวมหาพรหม มาในที่นี้ ย่อมสว่างไสว 
			<remark  id="s2b33c72l6" />ไปทั่วทิศ เหมือนพระอาทิตย์อุทัยฉะนั้นข้าแต่ท่านผู้นิรทุกข์ 
			<remark  id="s2b33c72l7" />จักรมีกำพันหนึ่งปรากฏที่เท้าของท่าน ท่านเป็นใคร หรือเป็นบุตร 
			<remark  id="s2b33c72l8" />ของใคร เราจะรู้จักท่านอย่างไร ขอท่านจงบอกชื่อและโคตรบรรเทา 
			<remark  id="s2b33c72l9" />ความสงสัยของเราเถิด. พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่า เราไม่ใช่เทวดา
			<remark  id="s2b33c72l10" />ไม่ใช่คนธรรพ์ ไม่ใช่ท้าวสักกปุรินททะ และความเป็นพรหมก็หา 
			<remark  id="s2b33c72l11" />มีแก่เราไม่ เราสูงสุดกว่าพรหมเหล่านั้น ล่วงวิสัยของพรหมเหล่า 
			<remark  id="s2b33c72l12" />นั้น เราได้ทำลายเครื่องผูกพันคือกามได้แล้ว เผากิเลสเสียหมดสิ้น 
			<remark  id="s2b33c72l13" />บรรลุสัมโพธิญาณอันอุดมแล้ว เราได้สดับพระดำรัสของพระองค์
			<remark  id="s2b33c72l14" />แล้ว จึงได้กราบทูลว่า ข้าแต่พระมหามุนี ถ้าพระองค์เป็นพระ
			<remark  id="s2b33c72l15" />สัพพัญญูพุทธเจ้า ขอเชิญพระองค์ประทับนั่งเถิด ข้าพระองค์จะขอ
			<remark  id="s2b33c72l16" />บูชาพระองค์ ขอพระองค์จงทำที่สุดแห่งทุกข์แก่ข้าพระองค์เถิด
			<remark  id="s2b33c72l17" />เราได้ลาดหนังสัตว์ถวายพระศาสดาแล้ว พระผู้มีพระภาคประทับนั่ง
			<remark  id="s2b33c72l18" />เหนือหนังสัตว์นั้น ดังสีหราชนั่งอยู่ที่ซอกภูเขา ฉะนั้น เรารีบขึ้น
			<remark  id="s2b33c72l19" />ภูเขาเก็บเอาผลมะม่วง ดอกรังอันสวยงามและแก่นจันทน์อันมีค่า
			<remark  id="s2b33c72l20" />มาก เรารีบกอบเอาทั้งหมดเข้าไปเฝ้าพระผู้นำของโลก ถวายผลไม้
			<remark  id="s2b33c72l21" />แด่พระพุทธเจ้า แล้วเอาดอกรังบูชา ก็เรามีจิตเลื่อมใสมีใจโสมนัส
			<remark  id="s2b33c72l22" />มีปีติอันไพบูลย์ ได้เอาแก่นจันทน์ลูบไล้แล้ว ถวายบังคมพระศาสดา
			<remark  id="s2b33c72l23" />พระผู้นำของโลกพระนามว่าสุเมธะ ประทับนั่งบนหนังสัตว์ เมื่อ
			<remark  id="s2b33c72l24" />จะยังเราให้รื่นเริง ได้ทรงพยากรณ์กรรมของเราในครั้งนั้นว่า ด้วย 
			<remark  id="s2b33c72l25" />การถวายผลไม้กับของหอมและดอกไม้ทั้งสองอย่างนี้ ผู้นี้จักรื่นรมย์
		</para>
	</section>
	<section id="s2b33c73" >
		<para id="s2b33c73p">
			<remark  id="s2b33c73l1" />อยู่ในเทวโลก ๒,๕๐๐ กัป เขาจักเป็นผู้มีความดำริทางใจไม่บกพร่อง
			<remark  id="s2b33c73l2" />ยังอำนาจให้เป็นไป ในกัปที่ ๒๖,๐๐๐ จักไปสู่ความเป็นมนุษย์ 
			<remark  id="s2b33c73l3" />จักได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ มีมหาสมุทรทั้ง ๔ เป็น
			<remark  id="s2b33c73l4" />ขอบเขต วิสสุกรรมเทพบุตรเนรมิตพระนครอันมีนามว่าเวกระให้ 
			<remark  id="s2b33c73l5" />พระนครนั้นจักสำเร็จด้วยทองล้วนๆ ประดับประดาด้วยรัตนะนานา 
			<remark  id="s2b33c73l6" />ชนิด เขาจักท่องเที่ยวไปยังกำเนิดทั้งหลายโดยอุบายนี้เทียว เขาจัก
			<remark  id="s2b33c73l7" />เป็นผู้ถึงความสุขในทุกภพ คือ ในความเป็นเทวดาหรือมนุษย์ เมื่อ 
			<remark  id="s2b33c73l8" />ถึงภพสุดท้ายเขาจักเป็นบุตรพราหมณ์ จักออกบวชเป็นบรรพชิต 
			<remark  id="s2b33c73l9" />จักเป็นผู้ไม่มีวิญญัติปัจจัย ไม่มีอาสวะปรินิพพาน พระสัมพุทธเจ้า
			<remark  id="s2b33c73l10" />พระนามว่าสุเมธะ ผู้นำของโลก ครั้นตรัสดังนี้ เมื่อเรากำลังเพ่งมอง 
			<remark  id="s2b33c73l11" />อยู่ ได้เสด็จเหาะไปในอากาศ ด้วยกรรมที่กระทำไว้ดีแล้วนั้นและ
			<remark  id="s2b33c73l12" />ด้วยความตั้งเจตนาไว้ เราละร่างมนุษย์แล้วได้เข้าถึงสวรรค์ชั้นดุสิต
			<remark  id="s2b33c73l13" />จุติจากดุสิตแล้ว ไปเกิดในครรภ์ของมารดา ในครรภ์ที่เราอยู่ ไม่มี 
			<remark  id="s2b33c73l14" />ความบกพร่องด้วยโภคทรัพย์แก่เราเลย เมื่อเรายังอยู่ในครรภ์ของ
			<remark  id="s2b33c73l15" />มารดา ข้าว น้ำ โภชนาหาร เกิดตามความปรารถนาแก่มารดาของ
			<remark  id="s2b33c73l16" />เราตามชอบใจ เราออกบวชเป็นบรรพชิตอายุ ๕ ขวบ เมื่อปลงผม
			<remark  id="s2b33c73l17" />เสร็จเราก็ได้บรรลุอรหัต เราค้นหาบุรพกรรมอยู่ ก็มิได้เห็นโดย
			<remark  id="s2b33c73l18" />อุรประเทศ เราระลึกถึงกรรมของเราในสามหมื่นกัปได้ ข้าแต่ 
			<remark  id="s2b33c73l19" />พระองค์ผู้เป็นบุรุษอาชาไนย ข้าพระองค์ขอนอบน้อมแด่พระองค์ 
			<remark  id="s2b33c73l20" />ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นอุดมบุรุษ ข้าพระองค์ขอนอบน้อมแด่พระองค์
			<remark  id="s2b33c73l21" />ข้าพระองค์อาศัยคำสั่งสอนของพระองค์ จึงได้บรรลุบทอันไม่ 
			<remark  id="s2b33c73l22" />หวั่นไหว ในกัปที่สามหมื่น เราบูชาพระสัมพุทธเจ้า ด้วยการบูชานั้น
			<remark  id="s2b33c73l23" />เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการบูชาพระพุทธเจ้า เราเผากิเลส 
			<remark  id="s2b33c73l24" />ทั้งหลายแล้ว ... พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้. 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b33c74" >
		<para id="s2b33c74p">
			<remark  id="s2b33c74l1" />ทราบว่า ท่านพระจันทนมาลิยเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
			<remark  id="s2b33c74l2" />จบ จันทนมาลิยเถราปทาน. 
			<remark  id="s2b33c74l3" />ธาตุปูชกเถราปทานที่ ๖ 
			<remark  id="s2b33c74l4" />ว่าด้วยผลแห่งการบูชาพระบรมสารีริกธาตุ 
			<remark  id="s2b33c74l5" />[๗๖] เมื่อพระโลกนาถผู้นำของโลกพระนามว่าสิทธัตถะปรินิพพานแล้ว
			<remark  id="s2b33c74l6" />เราได้นำพวกญาติของเรามาทำการบูชาพระธาตุ ในกัปที่ ๙๔ แต่กัปนี้
			<remark  id="s2b33c74l7" />เราได้บูชาพระธาตุใด ด้วยการบูชานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผล 
			<remark  id="s2b33c74l8" />แห่งการบูชาพระธาตุ เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ... พระพุทธศาสนา
			<remark  id="s2b33c74l9" />เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
			<remark  id="s2b33c74l10" />ทราบว่า ท่านพระธาตุปูชกเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
			<remark  id="s2b33c74l11" />จบ ธาตุปูชกเถราปทาน.
			<remark  id="s2b33c74l12" />ปุฬินุปปาทกเถราปทานที่ ๗
			<remark  id="s2b33c74l13" />ว่าด้วยผลแห่งการก่อเจดีย์ทราย
			<remark  id="s2b33c74l14" />[๗๗] เราเป็นดาบสชื่อเทวละ อาศัยอยู่ที่ภูเขาหิมพานต์ ที่จงกรมของเรา
			<remark  id="s2b33c74l15" />เป็นที่อันอมนุษย์ เนรมิตให้ ณ ภูเขานั้น ครั้งนั้นเรามุ่นมวยผม
			<remark  id="s2b33c74l16" />สะพายคนโทน้ำ เมื่อจะแสวงหาประโยชน์อันสูงสุด ได้ออกจากป่า 
			<remark  id="s2b33c74l17" />ใหญ่ไป ครั้งนั้น ศิษย์ ๘,๔๐๐๐ คน อุปัฏฐากเรา เขาทั้งหลาย 
			<remark  id="s2b33c74l18" />ขวนขวายเฉพาะกรรมของตนอยู่ในป่าใหญ่ เราออกจากอาศรมก่อ 
			<remark  id="s2b33c74l19" />พระเจดีย์ทรายแล้วรวบรวมเอาดอกไม้นานาชนิดมาบูชาพระเจดีย์นั้น
			<remark  id="s2b33c74l20" />เรายังจิตให้เลื่อมใสในพระเจดีย์นั้นแล้ว เข้าไปสู่อาศรม พวกศิษย์
			<remark  id="s2b33c74l21" />ได้มาประชุมพร้อมกันทุกคนแล้ว ถามถึงความข้อนี้ว่า ข้าแต่
		</para>
	</section>
	<section id="s2b33c75" >
		<para id="s2b33c75p">
			<remark  id="s2b33c75l1" />ท่านผู้ประเสริฐ สถูปที่ท่านนมัสการก่อด้วยทราย แม้ข้าพเจ้า
			<remark  id="s2b33c75l2" />ทั้งหลายก็อยากจะรู้ ท่านอันข้าพเจ้าทั้งหลายถามแล้วขอจงบอกแก่ 
			<remark  id="s2b33c75l3" />ข้าพเจ้าทั้งหลาย.
			<remark  id="s2b33c75l4" />เราตอบว่า พระพุทธเจ้าทั้งหลายผู้มีพระจักษุ มียศใหญ่ ท่านทั้งหลาย 
			<remark  id="s2b33c75l5" />ได้พบแล้วในบทมนต์ของเรามิใช่หรือ เรานมัสการพระพุทธเจ้าผู้
			<remark  id="s2b33c75l6" />ประเสริฐสุดมียศใหญ่เหล่านั้น.
			<remark  id="s2b33c75l7" />ศิษย์เหล่านั้นได้ถามอีกว่า พระพุทธเจ้าผู้มีความเพียรใหญ่รู้
			<remark  id="s2b33c75l8" />ไญยธรรมทั้งปวง ทรงเป็นผู้นำโลกเหล่านั้น เป็นเช่นไร มีคุณเป็น 
			<remark  id="s2b33c75l9" />อย่างไร มีศีลเป็นอย่างไร พระพุทธเจ้าผู้มีพระยศใหญ่เหล่านั้นเป็น
			<remark  id="s2b33c75l10" />ดังฤา. 
			<remark  id="s2b33c75l11" />เราได้ตอบว่า พระพุทธเจ้าทั้งหลาย มีพระมหาปุริสลักษณะ 
			<remark  id="s2b33c75l12" />๓๒ ประการ มีพระทนต์ครบ ๔๐ ทัศ มีดวงพระเนตรดังตาแห่ง
			<remark  id="s2b33c75l13" />โคและเหมือนผลมะกล่ำ อนึ่ง พระพุทธเจ้าเหล่านั้นเมื่อเสด็จดำเนิน 
			<remark  id="s2b33c75l14" />ไป ก็ย่อมทอดพระเนตรดูเพียงชั่วแอก พระชานุของพระองค์ไม่ 
			<remark  id="s2b33c75l15" />ลั่น ใครๆ ไม่ได้ยินเสียงที่ต่อ อนึ่ง พระสุคตทั้งหลาย เมื่อ 
			<remark  id="s2b33c75l16" />เสด็จดำเนินไป ย่อมไม่รีบร้อนเสด็จดำเนินไป ทรงก้าวพระบาท
			<remark  id="s2b33c75l17" />เบื้องขวาก่อน นี้เป็นธรรมดาของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย และ
			<remark  id="s2b33c75l18" />พระพุทธเจ้าเหล่านั้น เป็นผู้ไม่หวาดกลัว เปรียบเหมือน 
			<remark  id="s2b33c75l19" />ไกรสรมฤคราช ฉะนั้น พระพุทธเจ้าเหล่านั้น ไม่ทรงยกพระองค์
			<remark  id="s2b33c75l20" />และไม่ทรงข่มขี่สัตว์ทั้งหลาย ทรงหลุดพ้นจากการถือตัว และดู
			<remark  id="s2b33c75l21" />หมิ่น ท่านเป็นผู้มีพระองค์เสมอในสัตว์ทั้งปวง พระพุทธเจ้า 
			<remark  id="s2b33c75l22" />ทั้งหลายเป็นผู้ไม่ทรงยกพระองค์ นี้เป็นธรรมดาของพระพุทธเจ้า 
			<remark  id="s2b33c75l23" />ทั้งหลาย และพระพุทธเจ้าทั้งหลายเมื่อเสด็จอุบัติขึ้นพระองค์ 
			<remark  id="s2b33c75l24" />ทรงแสดงแสงสว่าง ทรงประกาศวิการ ๖ทั่วพื้นแผ่นดินนี้ทั้งสิ้น 
			<remark  id="s2b33c75l25" />ทั้งพระองค์ทรงเห็นนรกด้วย ครั้งนั้น ไฟนรกดับ มหาเมฆยังฝนให้
		</para>
	</section>
	<section id="s2b33c76" >
		<para id="s2b33c76p">
			<remark  id="s2b33c76l1" />ตก นี้เป็นธรรมดาของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย พระพุทธเจ้าผู้มหานาค
			<remark  id="s2b33c76l2" />เหล่านั้น เป็นเช่นนี้ พระพุทธเจ้าผู้มียศใหญ่เหล่านั้น ไม่มีใคร 
			<remark  id="s2b33c76l3" />เทียมเท่า พระตถาคตทั้งหลาย เป็นผู้มีพระคุณหาประมาณมิได้ ใครๆ 
			<remark  id="s2b33c76l4" />ไม่เกินพระองค์ไปโดยเกียรติคุณ. 
			<remark  id="s2b33c76l5" />ศิษย์ทุกคนเป็นผู้มีความเคารพ ชื่นชมถ้อยคำของเรา ต่างได้ปฏิบัติ 
			<remark  id="s2b33c76l6" />เช่นนั้น ตามสติกำลัง พวกเขามีความเพลิดเพลินในกรรมของตน 
			<remark  id="s2b33c76l7" />เชื่อฟังถ้อยคำของเรา มีฉันทะอัธยาศัยน้อมไปในความเป็น 
			<remark  id="s2b33c76l8" />พระพุทธเจ้า พากันบูชาพระเจดีย์ทราย ในกาลนั้น เทพบุตรผู้มียศ
			<remark  id="s2b33c76l9" />ใหญ่ จุติจากชั้นดุสิต บังเกิดในพระครรภ์ของพระมารดา หมื่น 
			<remark  id="s2b33c76l10" />โลกธาตุหวั่นไหว เรายืนอยู่ในที่จงกรมไม่ไกลอาศรม ศิษย์ทุกคน 
			<remark  id="s2b33c76l11" />ได้มาประชุมพร้อมกันในสำนักของเรา ถามว่า แผ่นดินบันลือลั่น
			<remark  id="s2b33c76l12" />ดุจโคอุสภะ คำรณดุจมฤคราช ร้องดุจจระเข้ จักมีผลเป็นอย่างไร. 
			<remark  id="s2b33c76l13" />เราตอบว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ใดที่เราประกาศ ณ ที่ใกล้ 
			<remark  id="s2b33c76l14" />พระสถูปคือกองทราย บัดนี้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้มีโชค เป็น
			<remark  id="s2b33c76l15" />ศาสดา พระองค์นั้น เสด็จลงสู่พระครรภ์พระมารดาแล้ว.
			<remark  id="s2b33c76l16" />เราแสดงธรรมกถาแก่พวกศิษย์เหล่านั้นแล้ว กล่าวสดุดีพระมหามุนี
			<remark  id="s2b33c76l17" />ส่งศิษย์ของตนไปแล้ว นั่งขัดสมาธิ ก็เราเป็นผู้สิ้นกำลังหนอ
			<remark  id="s2b33c76l18" />เจ็บหนัก ระลึกถึงพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด ทำกาลกิริยา ณ 
			<remark  id="s2b33c76l19" />ที่นั้นเอง ครั้งนั้น ศิษย์ทุกคนพร้อมกันทำเชิงตะกอนแล้ว ยกซาก 
			<remark  id="s2b33c76l20" />ศพของเราขึ้นเชิงตะกอน พวกเขาล้อมเชิงตะกอน ประนมอัญชลี
			<remark  id="s2b33c76l21" />เหนือเศียร อันลูกศรคือ ความโศกครอบงำ ชวนกันมาคร่ำครวญ
			<remark  id="s2b33c76l22" />เมื่อศิษย์เหล่านั้นพิไรรำพันอยู่ เราได้ไปใกล้เชิงตะกอน สั่งสอน 
			<remark  id="s2b33c76l23" />พวกเขาว่า เราคืออาจารย์ของท่าน แน่ะท่านผู้มีปัญญาดีทั้งหลาย
			<remark  id="s2b33c76l24" />ท่านทั้งหลายอย่าได้เศร้าโศกเลย ท่านทั้งหลายควรเป็นผู้ไม่ 
			<remark  id="s2b33c76l25" />เกียจคร้าน พยายามในประโยชน์ของตน ทั้งกลางคืนและกลางวัน 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b33c77" >
		<para id="s2b33c77p">
			<remark  id="s2b33c77l1" />ท่านทั้งหลายอย่าได้ประมาท ควรทำขณะเวลาให้ถึงเฉพาะ เราพร่ำ
			<remark  id="s2b33c77l2" />สอนศิษย์ของตนแล้วกลับไปยังเทวโลก เราได้อยู่ในเทวโลกถึง 
			<remark  id="s2b33c77l3" />๑๘ กัป ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๕๐๐ ครั้ง และได้เสวยราช 
			<remark  id="s2b33c77l4" />สมบัติในเทวโลกเกินร้อยครั้ง ในกัปที่เหลือ เราได้ท่องเที่ยวไป 
			<remark  id="s2b33c77l5" />อย่างสับสน แต่ก็ไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการก่อเจดีย์ทราย
			<remark  id="s2b33c77l6" />ในเดือนที่ดอกโกมุทบาน ต้นไม้เป็นอันมากต่างก็ออกดอกบานฉันใด 
			<remark  id="s2b33c77l7" />เราก็เป็นผู้อันพระศาสดาผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ให้บานแล้วในสมัย 
			<remark  id="s2b33c77l8" />ฉันนั้นเหมือนกัน ความเพียรของเรานำธุระน้อยใหญ่ไป นำเอา 
			<remark  id="s2b33c77l9" />ธรรมที่เป็นแดนเกษมจากโยคะมา เราตัดกิเลสเครื่องผูก ดังช้างตัด 
			<remark  id="s2b33c77l10" />เชือกแล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่ ในกัปที่แสนแต่กัปนี้ เราได้
			<remark  id="s2b33c77l11" />สรรเสริญพระพุทธเจ้าใด ด้วยการสรรเสริญนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย 
			<remark  id="s2b33c77l12" />นี้เป็นผลแห่งการสรรเสริญ เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ... พระพุทธ
			<remark  id="s2b33c77l13" />ศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้. 
			<remark  id="s2b33c77l14" />ทราบว่า ท่านพระปุฬินุปปาทกเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล. 
			<remark  id="s2b33c77l15" />จบ ปุฬินุปปาทกเถราปทาน.
			<remark  id="s2b33c77l16" />ตรณิยเถราปทานที่ ๘ 
			<remark  id="s2b33c77l17" />ว่าด้วยผลแห่งการทอดตนเป็นสะพาน
			<remark  id="s2b33c77l18" />[๗๘] ก็พระผู้มีพระภาคพระนามว่าอัตถทัสสี ผู้เป็นพระสยัมภูเป็นนายก
			<remark  id="s2b33c77l19" />ของโลก เป็นพระตถาคต ได้เสด็จไปที่ฝั่งแม่น้ำวินดา เราเป็นเต่า 
			<remark  id="s2b33c77l20" />เที่ยวไปในน้ำ ออกไปจากน้ำแล้ว ประสงค์จะเชิญพระพุทธเจ้าเสด็จ
			<remark  id="s2b33c77l21" />ข้ามฟาก จึงเข้าไปเฝ้าพระองค์ ผู้นายกของโลก (กราบทูลว่า)
			<remark  id="s2b33c77l22" />ขอเชิญพระพุทธเจ้า ผู้เป็นพระมหามุนีพระนามว่าอัตถทัสสี เสด็จขึ้น
			<remark  id="s2b33c77l23" />หลังข้าพระองค์เถิด ข้าพระองค์จะให้พระองค์เสด็จข้ามฟาก ขอ 
			<remark  id="s2b33c77l24" />พระองค์โปรดทรงทำที่สุดแห่งทุกข์แก่ข้าพระองค์เถิด พระพุทธเจ้า 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b33c78" >
		<para id="s2b33c78p">
			<remark  id="s2b33c78l1" />ผู้มีพระยศใหญ่พระนามว่าอัตถทัสสี ทรงทราบถึงความดำริของเรา
			<remark  id="s2b33c78l2" />จึงได้เสด็จขึ้นหลังเราแล้วประทับยืนอยู่ ความสุขของเราในเวลาที่นึก
			<remark  id="s2b33c78l3" />ถึงตนได้ และในเวลาถึงความเป็นผู้รู้เดียงสา หาเหมือนกับเมื่อพื้น
			<remark  id="s2b33c78l4" />พระบาทสัมผัสไม่ พระสัมพุทธเจ้าพระนามว่าอัตถทัสสี ผู้มีพระยศ
			<remark  id="s2b33c78l5" />ใหญ่ เสด็จขึ้นประทับยืนที่ฝั่งแม่น้ำแล้ว ได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า 
			<remark  id="s2b33c78l6" />เราข้ามกระแสคงคา ชั่วเวลาประมาณเท่าจิตเป็นไป ก็พระยาเต่าผู้มี
			<remark  id="s2b33c78l7" />บุญนี้ ส่งเราข้ามฟาก ด้วยการส่งพระพุทธเจ้าข้ามฟากนี้ และด้วย 
			<remark  id="s2b33c78l8" />ความเป็นผู้มีจิตเมตตา เขาจักรื่นรมย์อยู่ในเทวโลกตลอด๑,๘๐๐ กัป
			<remark  id="s2b33c78l9" />จากเทวโลกมามนุษยโลกนี้ เป็นผู้อันกุศลมูลตักเตือนแล้ว นั่ง ณ
			<remark  id="s2b33c78l10" />อาสนะอันเดียวจักข้ามพ้นกระแสน้ำ คือ ความสงสัยได้ พืชแม้น้อย
			<remark  id="s2b33c78l11" />แต่เขาเอาหว่านลงในเนื้อนาดี เมื่อฝนยังอุทกธารให้ตกอยู่โดยชอบ 
			<remark  id="s2b33c78l12" />ผลย่อมทำชาวนาให้ยินดี แม้ฉันใด พุทธเขตที่พระสัมมาสัมพุทธ
			<remark  id="s2b33c78l13" />เจ้าทรงแสดงไว้นี้ ก็ฉันนั้นเหมือนกัน เมื่อบุญเพิ่มอุทกธารโดยชอบ
			<remark  id="s2b33c78l14" />ผลจักทำเราให้ยินดี เราเป็นผู้มีตนอันส่งไปแล้วเพื่อความเพียร เป็น 
			<remark  id="s2b33c78l15" />ผู้สงบระงับ ไม่มีอุปธิ กำหนดรู้อาสวะทั้งปวงแล้ว ย่อมเป็นผู้ไม่ 
			<remark  id="s2b33c78l16" />มีอาสวะอยู่ ในกัปที่ ๑,๘๐๐ เราได้ทำกรรมใด ในกาลนั้น ด้วย 
			<remark  id="s2b33c78l17" />กรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการส่งพระพุทธเจ้าข้าม 
			<remark  id="s2b33c78l18" />ฟาก เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ... พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว
			<remark  id="s2b33c78l19" />ดังนี้.
			<remark  id="s2b33c78l20" />ทราบว่า ท่านพระตรณิยเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล. 
			<remark  id="s2b33c78l21" />จบ ตรณิยเถราปทาน.
			<remark  id="s2b33c78l22" />ธัมมรุจิเถราปทานที่ ๙
			<remark  id="s2b33c78l23" />ว่าด้วยผลแห่งความพอใจในธรรม
			<remark  id="s2b33c78l24" />[๗๙] ในเวลาที่พระพุทธเจ้าผู้พิชิตมารพระนามว่าทีปังกร ทรงพยากรณ์ 
			<remark  id="s2b33c78l25" />สุเมธดาบสว่า ในกัปจากกัปนี้ไปนับไม่ถ้วน ดาบสนี้จักเป็นพระ-
		</para>
	</section>
	<section id="s2b33c79" >
		<para id="s2b33c79p">
			<remark  id="s2b33c79l1" />พุทธเจ้า พระมารดาบังเกิดเกล้าของดาบสนี้จักทรงพระนามว่ามายา 
			<remark  id="s2b33c79l2" />พระบิดาจักทรงพระนามว่าสุทโธทนะ ดาบสนี้จักชื่อว่าโคดม ดาบส
			<remark  id="s2b33c79l3" />นี้จักเริ่มตั้งความเพียรทำทุกกรกิริยาแล้ว จักเป็นพระสัมพุทธเจ้า
			<remark  id="s2b33c79l4" />ผู้มียศใหญ่ ตรัสรู้ที่ควงไม้อัสสัตถพฤกษ์ พระอุปติสสะและพระ 
			<remark  id="s2b33c79l5" />โกลิตะจักเป็นพระอัครสาวก ภิกษุอุปัฏฐากชื่อว่าอานนท์ จักบำรุง 
			<remark  id="s2b33c79l6" />ดาบสนี้ ผู้เป็นพระพิชิตมาร นางภิกษุณีชื่อว่าเขมาและอุบลวรรณา 
			<remark  id="s2b33c79l7" />จักเป็นอัครสาวิกา จิตตคฤหบดีและเศรษฐีชาวเมืองอาฬวี จักเป็น 
			<remark  id="s2b33c79l8" />อัครอุบาสิกา ไม้โพธิ์ของนักปราชญ์ผู้นี้เรียกว่าอัสสัตถพฤกษ์
			<remark  id="s2b33c79l9" />มนุษย์และเทวดาได้สดับพระดำรัสของพระพุทธเจ้าผู้แสวงหาคุณอัน 
			<remark  id="s2b33c79l10" />ยิ่งใหญ่ ซึ่งจะหาใครเสมอเหมือนมิได้ ต่างก็เป็นผู้เบิกบาน 
			<remark  id="s2b33c79l11" />ประนมอัญชลีถวายนมัสการ เวลานั้น เราเป็นมานพชื่อเมฆะ เป็น 
			<remark  id="s2b33c79l12" />นักศึกษา ได้สดับคำพยากรณ์อันประเสริฐซึ่งสุเมธดาบส ของ
			<remark  id="s2b33c79l13" />พระมหามุนี เราเป็นผู้คุ้นเคยในสุเมธดาบสผู้เป็นที่อยู่แห่งกรุณา 
			<remark  id="s2b33c79l14" />และได้บวชตามสุเมธดาบส ผู้เป็นวีรบุรุษนั้น ผู้ออกบวชอยู่ เป็นผู้
			<remark  id="s2b33c79l15" />สำรวมในพระปาติโมกข์และอินทรีย์ ๕ เป็นผู้มีอาชีวะหมดจด มี 
			<remark  id="s2b33c79l16" />สติ เป็นนักปราชญ์ กระทำตามคำสอนของพระพิชิตมาร เราเป็น
			<remark  id="s2b33c79l17" />ผู้อยู่เช่นนี้ ถูกบาปมิตรบางคนชักชวนในอนาจาร ถูกกำจัดจากหน 
			<remark  id="s2b33c79l18" />ทางอันชอบ เป็นผู้ตกอยู่ในอำนาจแห่งวิตก จึงได้หลีกไปจากพระ
			<remark  id="s2b33c79l19" />ศาสนา ภายหลังถูกมิตรอันน่าเกลียดนั้น ชักชวนให้ฆ่ามารดา 
			<remark  id="s2b33c79l20" />เรามีใจอันชั่วช้าได้ทำอนันตริยกรรมฆ่ามารดา เราจุติจากอัตภาพนั้น
			<remark  id="s2b33c79l21" />แล้ว เกิดในอเวจีมหานรกอันแสนทารุณ เราไปสู่วินิบาตถึงความ 
			<remark  id="s2b33c79l22" />ลำบากท่องเที่ยวไปนาน ไม่ได้เห็นสุเมธดาบสผู้เป็นนักปราชญ์ผู้
			<remark  id="s2b33c79l23" />ประเสริฐกว่านระอีก ในกัปนี้ เราเกิดเป็นปลาติมิงคละ อยู่ในมหา 
			<remark  id="s2b33c79l24" />สมุทร เราเห็นเรือในสาครเข้าจึงเจ้าไปเพื่อจะกิน พวกพ่อค้าเห็น 
			<remark  id="s2b33c79l25" />เราก็กลัว ระลึกถึงพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด เราได้ยินเสียงกึกก้อง
		</para>
	</section>
	<section id="s2b33c80" >
		<para id="s2b33c80p">
			<remark  id="s2b33c80l1" />ว่าโคตโม ที่พ่อค้าเหล่านั้นเปล่งขึ้น จึงนึกถึงสัญญาเก่าขึ้นมาได้ ต่อ 
			<remark  id="s2b33c80l2" />จากนั้น ได้ทำกาลกิริยา เกิดในสัญชาติพราหมณ์ ในสกุลอันมั่งคั่ง
			<remark  id="s2b33c80l3" />ณ พระนครสาวัตถี เราชื่อว่าธัมมรุจิ เป็นคนเกลียดบาปกรรม 
			<remark  id="s2b33c80l4" />ทุกอย่าง พออายุได้ ๗ ขวบ ก็ได้พบพระพุทธองค์ผู้ส่องโลกให้ 
			<remark  id="s2b33c80l5" />โชติช่วง จึงได้ไปยังพระมหาวิหารเชตวัน แล้วบวชเป็นบรรพชิต 
			<remark  id="s2b33c80l6" />เราเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า ๓ ครั้งต่อคืนหนึ่งกับวันหนึ่ง ครั้งนั้น พระ 
			<remark  id="s2b33c80l7" />องค์ผู้เป็นพระมหามุนี ทอดพระเนตรเห็นเราเข้า จึงได้ตรัสว่า ดูกร 
			<remark  id="s2b33c80l8" />ธัมมรุจิ ท่านจงระลึกถึงเรา ลำดับนั้น เรากราบทูลบุรพกรรมอย่าง 
			<remark  id="s2b33c80l9" />แจ่มแจ้งกะพระพุทธเจ้าว่า 
			<remark  id="s2b33c80l10" />เพราะปัจจัยแห่งความบริสุทธิ์ในปางก่อน ข้าพระองค์จึงมิ
			<remark  id="s2b33c80l11" />ได้พบพระองค์ ผู้ทรงพระลักษณะแห่งบุญตั้งร้อย เสียนาน
			<remark  id="s2b33c80l12" />วันนี้ ข้าพระองค์ได้เห็นแล้วหนอ ข้าพระองค์เห็นพระ
			<remark  id="s2b33c80l13" />สรีระของพระองค์ อันหาสิ่งอะไรเปรียบมิได้ ข้าพระองค์
			<remark  id="s2b33c80l14" />ตามหาพระองค์มานานนักแล้ว ตัณหานี้ข้าพระองค์ทำให้ 
			<remark  id="s2b33c80l15" />เหือดแห้งไปโดยไม่เหลือด้วยอินทรีย์สิ้นกาลนาน ข้าพระ 
			<remark  id="s2b33c80l16" />องค์ชำระนิพพานให้หมดมลทินได้ โดยกาลนาน ข้าแต่
			<remark  id="s2b33c80l17" />พระมหามุนี นัยน์ตาอันสำเร็จด้วยญาณ ถึงความพร้อม
			<remark  id="s2b33c80l18" />เพรียงกับพระองค์ได้ก็สิ้นเวลานานนัก ข้าพระองค์พินาศ
			<remark  id="s2b33c80l19" />ไปเสีย ในระหว่างอีกเป็นเวลานาน วันนี้ ได้สมาคมกับ
			<remark  id="s2b33c80l20" />พระองค์อีก ข้าแต่พระโคดม กรรมที่ข้าพระองค์ทำไว้
			<remark  id="s2b33c80l21" />จะไม่พินาศไปเลย. 
			<remark  id="s2b33c80l22" />เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ... พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้. 
			<remark  id="s2b33c80l23" />ทราบว่า ท่านพระธัมมรุจิเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
			<remark  id="s2b33c80l24" />จบ ธัมมรุจิเถราปทาน.
		</para>
	</section>
	<section id="s2b33c81" >
		<para id="s2b33c81p">
			<remark  id="s2b33c81l1" />สาลมัณฑปียเถราปทานที่ ๑๐ 
			<remark  id="s2b33c81l2" />ว่าด้วยผลแห่งการสร้างมณฑปดอกรังเป็นพุทธบูชา 
			<remark  id="s2b33c81l3" />[๘๐] เราเข้าถึงป่ารัง สร้างอาศรมอย่างสวยงาม มุงบังด้วยดอกรัง ครั้ง
			<remark  id="s2b33c81l4" />นั้น เราอยู่ในป่า ก็แต่พระผู้มีพระภาคผู้สยัมภูเอกอัครบุคคลตรัสรู้
			<remark  id="s2b33c81l5" />ด้วยพระองค์เอง พระนามว่าปิยทัสสี ทรงประสงค์ความสงัด จึง
			<remark  id="s2b33c81l6" />ได้เสด็จเข้าสู่ป่ารัง เราออกจากอาศรมไปป่าเที่ยวแสวงหามูลผลป่า
			<remark  id="s2b33c81l7" />ณ เวลานั้น ณ ที่นั้น เราได้เห็นพระสัมพุทธเจ้าพระนามว่าปิยทัสสี 
			<remark  id="s2b33c81l8" />ผู้มีพระยศใหญ่ประทับนั่งเข้าสมาบัติรุ่งโรจน์อยู่ในป่าใหญ่ เราปัก 
			<remark  id="s2b33c81l9" />เสา ๔ เสา ทำปรำอย่างเรียบร้อย แล้วเอาดอกรังมุงเหนือพระ
			<remark  id="s2b33c81l10" />พุทธเจ้า เราทรงปรำซึ่งมุงด้วยดอกรังไว้ ๗ วัน ยังจิตให้เลื่อมใส 
			<remark  id="s2b33c81l11" />ในกรรมนั้น ได้ถวายบังคมพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด สมัยนั้น
			<remark  id="s2b33c81l12" />พระผู้มีพระภาคผู้อุดมบุรุษ เสด็จออกจากสมาธิประทับนั่งทอดพระ
			<remark  id="s2b33c81l13" />เนตรดูเพียงชั่วแอก สาวกของพระศาสดาพระนามว่าปิยทัสสี ชื่อ 
			<remark  id="s2b33c81l14" />ว่าวรุณ กับพระอรหันตขีณาสพแสนองค์ได้มาเฝ้าพระศาสดาผู้นำ
			<remark  id="s2b33c81l15" />ชั้นพิเศษ ส่วนพระผู้มีพระภาคพิชิตมารพระนามว่าปิยทัสสี เชษฐ 
			<remark  id="s2b33c81l16" />บุรุษของโลก ประเสริฐกว่านรชน ประทับนั่งในท่ามกลางพระภิกษุ
			<remark  id="s2b33c81l17" />สงฆ์แล้ว ได้ทรงกระทำการแย้มพระสรวลให้ปรากฏ พระอนุรุทธ
			<remark  id="s2b33c81l18" />เถระผู้อุปัฏฐาก ของพระศาสดาพระนามว่าปิยทัสสี ห่มจีวรเฉวียง 
			<remark  id="s2b33c81l19" />บ่าข้างหนึ่งแล้ว ได้ทูลถามพระมหามุนีว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาค 
			<remark  id="s2b33c81l20" />อะไรเล่าหนอเป็นเหตุให้พระศาสดาทรงแย้มพระสรวลให้ปรากฏ 
			<remark  id="s2b33c81l21" />เพราะเมื่อมีเหตุ พระศาสดาจึงทรงแย้มพระสรวลให้ปรากฏ 
			<remark  id="s2b33c81l22" />พระศาสดาตรัสว่า มาณพใดธารปรำที่มุงด้วยดอกไม้ให้ตลอด ๗ วัน
			<remark  id="s2b33c81l23" />เรานึกถึงกรรมของมาณพนั้น จึงได้ทำการยิ้มแย้มให้ปรากฏ เราไม่
			<remark  id="s2b33c81l24" />พิจารณาเห็นช่องทางที่ไม่ควรที่บุญจะไม่ให้ผล ช่องทางที่ควรใน
		</para>
	</section>
	<section id="s2b33c82" >
		<para id="s2b33c82p">
			<remark  id="s2b33c82l1" />เทวโลกหรือมนุษยโลกย่อมไม่ระงับไปเลย เขาผู้เพรียบพร้อมด้วย
			<remark  id="s2b33c82l2" />บุญกรรมอยู่ในเทวโลกมีบริษัทเท่าใด บริษัทเท่านั้นจักถูกบังคับด้วย 
			<remark  id="s2b33c82l3" />ดอกรัง เขาเป็นผู้ประกอบด้วยบุญกรรม จักรื่นเริงอยู่ในโลกนั้นด้วย
			<remark  id="s2b33c82l4" />การฟ้อน การขับ การประโคม อันเป็นทิพย์ในกาลนั้นทุกเมื่อ 
			<remark  id="s2b33c82l5" />บริษัทของเขาประมาณเท่าที่มี จักมีกลิ่นหอมฟุ้งและฝนดอกรังจักตก
			<remark  id="s2b33c82l6" />ลงทั่วไปในขณะนั้น มาณพนี้จุติจากเทวโลกแล้ว จักมาสู่ความเป็น
			<remark  id="s2b33c82l7" />มนุษย์ แม้ในมนุษยโลกนี้หลังคาดอกรังก็จักทรงอยู่ตลอดกาลทั้งปวง
			<remark  id="s2b33c82l8" />ณ มนุษยโลกนี้การฟ้อนและการขับ ที่ประกอบด้วยกังสดาล จัก 
			<remark  id="s2b33c82l9" />แวดล้อมมาณพนี้อยู่เป็นนิตย์ นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา และเมื่อ 
			<remark  id="s2b33c82l10" />พระอาทิตย์อุทัย ฝนดอกรังก็จะตกลง ฝนดอกรังที่บุญกรรมปรุงแต่ง
			<remark  id="s2b33c82l11" />แล้ว จักตกลงทุกเวลา ในกัปที่ ๑,๘๐๐ พระศาสดามีพระนามว่า 
			<remark  id="s2b33c82l12" />โคดมซึ่งสมภพในวงศ์พระเจ้าโอกกากราช จักเสด็จอุบัติขึ้นในโลก 
			<remark  id="s2b33c82l13" />มาณพนี้จักเป็นทายาทในธรรมของพระศาสดาพระองค์นั้น เป็นโอรส 
			<remark  id="s2b33c82l14" />อันธรรมเนรมิต จักกำหนดรู้อาสวะทั้งปวงแล้ว จักไม่มีอาสวะ
			<remark  id="s2b33c82l15" />นิพพาน เมื่อเขาตรัสรู้ธรรมอยู่ จักมีหลังคาดอกรัง เมื่อถูกทำ
			<remark  id="s2b33c82l16" />ฌาปนกิจอยู่บนเชิงตะกอน ที่เชิงตะกอนนั้น ก็จักมีหลังคาดอกรังฯ 
			<remark  id="s2b33c82l17" />พระมหามุนีพระนามว่าปิยทัสสี ทรงพยากรณ์วิบากแล้ว ทรงแสดง
			<remark  id="s2b33c82l18" />ธรรมแก่บริษัท ให้อิ่มหนำด้วยฝนคือธรรม เราได้เสวยราชสมบัติ
			<remark  id="s2b33c82l19" />ในเทวโลกในหมู่เทวดา ๓๐ กัป ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๖๗ ครั้ง
			<remark  id="s2b33c82l20" />เราออกจากเทวโลกมาในมนุษยโลกนี้ ได้ความสุขอันไพบูลย์ แม้
			<remark  id="s2b33c82l21" />ในมนุษยโลกนี้ ก็มีหลังคาดอกรัง นี้เป็นผลแห่งปรำ นี้เป็นความ
			<remark  id="s2b33c82l22" />เกิดครั้งหลังของเรา ภพสุดท้ายกำลังเป็นไป แม้ในภพนี้หลังคา
			<remark  id="s2b33c82l23" />ดอกรังก็จักมีตลอดกาลทั้งปวง เรายังพระมหามุนีพระนามว่าโคดม
			<remark  id="s2b33c82l24" />ผู้ประเสริฐกว่าศากยราชให้ทรงยินดีได้ ละความมีชัยและความ
			<remark  id="s2b33c82l25" />ปราชัยเสียแล้ว บรรลุถึงฐานะที่ไม่หวั่นไหว ในกัปที่ ๑,๘๐๐ 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b33c83" >
		<para id="s2b33c83p">
			<remark  id="s2b33c83l1" />เราได้บูชาพระพุทธเจ้าใด ด้วยพุทธบูชานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย
			<remark  id="s2b33c83l2" />นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ... พระพุทธศาสนา 
			<remark  id="s2b33c83l3" />เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
			<remark  id="s2b33c83l4" />ทราบว่า ท่านพระสาลมัณฑปิยเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
			<remark  id="s2b33c83l5" />จบ สาลมัณฑปิยเถราปทาน. 
			<remark  id="s2b33c83l6" />---------------- 
			<remark  id="s2b33c83l7" />รวมอปทานที่มีในวรรคนี้ คือ 
			<remark  id="s2b33c83l8" />๑. ปังสุกูลสัญญกเถราปทาน๖. ธาตุปูชกเถราปทาน 
			<remark  id="s2b33c83l9" />๒. พุทธสัญญกเถราปทาน๗. ปุฬินุปปาทกเถราปทาน
			<remark  id="s2b33c83l10" />๓. ภิสทายกเถราปทาน ๘. ตรณิยเถราปทาน 
			<remark  id="s2b33c83l11" />๔. ญาณถวิกเถราปทาน ๙. ธัมมรุจิเถราปทาน
			<remark  id="s2b33c83l12" />๕. จันทนมาลิยเถราปทาน๑๐. สาลมัณฑปิยเถราปทาน 
			<remark  id="s2b33c83l13" />มีคาถาคำนวณได้ ๒๑๙ คาถา.
			<remark  id="s2b33c83l14" />จบ ปังสุกูลวรรคที่ ๔๙. 
			<remark  id="s2b33c83l15" />---------------- 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b33c84" >
		<para id="s2b33c84p">
			<remark  id="s2b33c84l1" />กิงกณิปุปผวรรคที่ ๕๐ 
			<remark  id="s2b33c84l2" />ตีณิกิงกณิปุปผิยเถราปทานที่ ๑ 
			<remark  id="s2b33c84l3" />ว่าด้วยผลแห่งการถวายดอกกระดึงทอง 
			<remark  id="s2b33c84l4" />[๘๑] เราได้เห็นพระพุทธเจ้าผู้ปราศจากธุลีพระนามว่าวิปัสสี ผู้เป็นนายก
			<remark  id="s2b33c84l5" />ของโลก โชติช่วงเหมือนต้นกรรณิการ์ ประทับนั่งที่ซอกเขา เรา
			<remark  id="s2b33c84l6" />เก็บดอกกระดึงทอง ๓ ดอกมาบูชา ครั้นบูชาพระสัมพุทธเจ้าแล้ว 
			<remark  id="s2b33c84l7" />เดินบ่ายหน้าไปทางทิศทักษิณ ด้วยกรรมที่ทำไว้ดีแล้วนั้น และด้วย
			<remark  id="s2b33c84l8" />ตั้งเจตน์จำนงไว้ เราละร่างมนุษย์แล้ว ได้ไปสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ 
			<remark  id="s2b33c84l9" />ในกัปที่ ๙๑ แต่กัปนี้ เราได้บูชาพระพุทธเจ้าใด ด้วยพุทธบูชานั้น 
			<remark  id="s2b33c84l10" />เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา เราเผากิเลสทั้งหลาย 
			<remark  id="s2b33c84l11" />แล้ว ... พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้. 
			<remark  id="s2b33c84l12" />ทราบว่า ท่านพระตีณิกิงกณิปุปผิยเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
			<remark  id="s2b33c84l13" />จบ ตีณิกิงกณิปุปผิยเถราปทาน.
			<remark  id="s2b33c84l14" />ปังสุกูลปูชกเถราปทานที่๒ 
			<remark  id="s2b33c84l15" />ว่าด้วยผลแห่งการบูชาผ้าบังสุกุล
			<remark  id="s2b33c84l16" />[๘๒] ในที่ไม่ไกลภูเขาหิมวันต์ มีภูเขาลูกหนึ่งชื่ออุทัพพละที่ภูเขานั้น 
			<remark  id="s2b33c84l17" />เราได้เห็นผ้าบังสุกุลจีวรห้อยอยู่บนยอดไม้ ครั้งนั้น เราร่าเริง มีจิต 
			<remark  id="s2b33c84l18" />ยินดี เลือกเก็บเอาดอกกระดึงทอง ๓ ดอกมาบูชาผ้าบังสุกุลจีวร
			<remark  id="s2b33c84l19" />ด้วยกรรมที่ทำไว้ดีแล้ว และด้วยการตั้งเจตน์จำนงไว้ เราละร่าง
			<remark  id="s2b33c84l20" />มนุษย์แล้ว ได้ไปสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ในกัปที่๙๑ แต่กัปนี้ เราได้ 
			<remark  id="s2b33c84l21" />ทำกรรมใดในการนั้น เพราะบูชาธงชัยแห่งพระอรหันต์ เราไม่รู้จัก
			<remark  id="s2b33c84l22" />ทุคติเลย เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว... พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จ
			<remark  id="s2b33c84l23" />แล้ว ดังนี้. 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b33c85" >
		<para id="s2b33c85p">
			<remark  id="s2b33c85l1" />ทราบว่า ท่านพระปังสุกูลปูชกเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
			<remark  id="s2b33c85l2" />จบ ปังสุกูลปูชกเถราปทาน. 
			<remark  id="s2b33c85l3" />โกรัณฑปุปผิยเถราปทานที่๓
			<remark  id="s2b33c85l4" />ว่าด้วยผลแห่งการถวายดอกหงอนไก่
			<remark  id="s2b33c85l5" />[๘๓] เมื่อก่อน เรากับบิดาและปู่ เป็นคนทำงานในป่า เลี้ยงชีพด้วยการ 
			<remark  id="s2b33c85l6" />ฆ่าปศุสัตว์ กุศลกรรมของเราไม่มี พระผู้นำชั้นเยี่ยมของโลก 
			<remark  id="s2b33c85l7" />พระนามว่าติสสะ ผู้มีพระปัญญาจักษุ ทรงแสดงรอยพระบาท 
			<remark  id="s2b33c85l8" />๓ รอยไว้ใกล้ที่อยู่ของเรา ด้วยทรงพระอนุเคราะห์ เราเห็นรอย
			<remark  id="s2b33c85l9" />พระบาทของพระศาสดาพระนามว่าติสสะที่ทรงเหยียบไว้ เป็นผู้ 
			<remark  id="s2b33c85l10" />ร่าเริงมีจิตบันเทิง ยังจิตให้เลื่อมใสในรอยพระบาท เราเห็นต้น
			<remark  id="s2b33c85l11" />หงอนไก่งอกงามอยู่มีดอกบาน จึงเก็บใส่ผะอบมาบูชารอยพระบาท
			<remark  id="s2b33c85l12" />อันประเสริฐสุด ด้วยกรรมที่ทำไว้ดีแล้วนั้น และด้วยการตั้งเจตน์
			<remark  id="s2b33c85l13" />จำนงไว้เราละร่างมนุษย์แล้ว ได้ไปสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เราเข้าถึง
			<remark  id="s2b33c85l14" />กำเนิดใดๆ คือ เป็นเทวดาหรือมนุษย์ในกำเนิดนั้นๆ เรามีผิว
			<remark  id="s2b33c85l15" />พรรณเหมือนดอกหงอนไก่ มีรัศมีซ่านออกจากตัว ในกัปที่ ๙๒
			<remark  id="s2b33c85l16" />แต่กัปนี้ เราได้ทำกรรมใดในกาลนั้น ด้วยกรรมนั้น เราไม่รู้จัก
			<remark  id="s2b33c85l17" />ทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการบูชารอยพระพุทธบาท เราเผากิเลส 
			<remark  id="s2b33c85l18" />ทั้งหลายแล้ว ... พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้. 
			<remark  id="s2b33c85l19" />ทราบว่า ท่านพระโกรัณฑปุปผิยเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
			<remark  id="s2b33c85l20" />จบ โกรัณฑปุปผิยเถราปทาน.
		</para>
	</section>
	<section id="s2b33c86" >
		<para id="s2b33c86p">
			<remark  id="s2b33c86l1" />กิงสุกปุปผิยเถราปทานที่ ๔
			<remark  id="s2b33c86l2" />ว่าด้วยผลแห่งการถวายดอกทองกวาว 
			<remark  id="s2b33c86l3" />[๘๔] เราเห็นต้นทองกวาวมีดอก จึงประนมกรอัญชลี นึกถึงพระพุทธเจ้า
			<remark  id="s2b33c86l4" />ผู้ประเสริฐสุด แล้วบูชาในอากาศ ด้วยกรรมที่ทำไว้ดีแล้วนั้น
			<remark  id="s2b33c86l5" />และด้วยการสร้างเจตน์จำนงไว้ เราละร่างมนุษย์แล้วได้ไปสวรรค์ 
			<remark  id="s2b33c86l6" />ชั้นดาวดึงส์ ในกัปที่ ๓๑ แต่กัปนี้ เราได้ทำกรรมใดในกาลนั้น 
			<remark  id="s2b33c86l7" />ด้วยกรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา เราเผา 
			<remark  id="s2b33c86l8" />กิเลสทั้งหลายแล้ว ... พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
			<remark  id="s2b33c86l9" />ทราบว่า ท่านพระกิงสุกปุปผิยเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
			<remark  id="s2b33c86l10" />จบ กิงสุกปุปผิยเถราปทาน. 
			<remark  id="s2b33c86l11" />อุปัฑฒทุสสทายกเถราปทานที่ ๕ 
			<remark  id="s2b33c86l12" />ว่าด้วยผลแห่งการถวายผ้าครึ่งผืน
			<remark  id="s2b33c86l13" />[๘๕] ครั้งนั้นสาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าปทุมุตระชื่อสุชาตะ
			<remark  id="s2b33c86l14" />แสวงหาผ้าบังสุกุลอยู่ที่กองอยากเยื่อใกล้ทางรถ เราเป็นลูกจ้างของ
			<remark  id="s2b33c86l15" />คนอื่นอยู่ในพระนครหงสวดี ได้ถวายผ้าครึ่งผืนแล้วอภิวาทด้วย
			<remark  id="s2b33c86l16" />เศียรเกล้า ด้วยกรรมที่ทำไว้ดีแล้วนั้น และด้วยการตั้งเจตน์จำนงไว้ 
			<remark  id="s2b33c86l17" />เราละร่างมนุษย์ ได้ไปสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เราเป็นจอมเทวดาเสวย
			<remark  id="s2b33c86l18" />ราชสมบัติในเทวโลก ๓๓ ครั้ง ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๗๗ ครั้ง
			<remark  id="s2b33c86l19" />และได้เป็นพระเจ้าประเทศราชอันไพบูลย์ โดยคณานับมิได้ เพราะ
			<remark  id="s2b33c86l20" />ถวายผ้าครึ่งผืนเป็นทาน เราเป็นผู้ไม่มีภัยแต่ที่ไหน เบิกบานอยู่ทุก
			<remark  id="s2b33c86l21" />วันนี้ เราปรารถนา ก็พึงเอาผ้าเปลือกไม้คลุมแผ่นดินนี้ พร้อมทั้งป่า
			<remark  id="s2b33c86l22" />และภูเขาได้ นี้เป็นผลแห่งผ้าครึ่งผืน ในกัปที่แสนแต่กัปนี้ เราได้ 
			<remark  id="s2b33c86l23" />ให้ทานใดในกาลนั้น ด้วยทานนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผล 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b33c87" >
		<para id="s2b33c87p">
			<remark  id="s2b33c87l1" />แห่งผ้าครึ่งผืน เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ... พระพุทธศาสนาเราได้ 
			<remark  id="s2b33c87l2" />ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
			<remark  id="s2b33c87l3" />ทราบว่า ท่านพระอุปัฑฒทุสสทายกเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
			<remark  id="s2b33c87l4" />จบ อุปัฑฒทุสสทายกเถราปทาน. 
			<remark  id="s2b33c87l5" />ฆตมัณฑทายกเถราปทานที่ ๖
			<remark  id="s2b33c87l6" />ว่าด้วยผลแห่งการถวายกากเปรียง 
			<remark  id="s2b33c87l7" />[๘๖] เราเห็นพระผู้มีพระภาคผู้ทรงดำริดี เชษฐบุรุษของโลกประเสริฐกว่า
			<remark  id="s2b33c87l8" />นรชน เสด็จเข้าป่าใหญ่ประชวรด้วยโรคลม จึงทำจิตให้เลื่อมใส 
			<remark  id="s2b33c87l9" />นำกากเปรียงเข้าไปถวาย เพราะกุศลกรรมอันเราได้ทำและสั่งสมไว้ 
			<remark  id="s2b33c87l10" />แม่น้ำคงคานี้ และมหาสมุทรทั้ง ๔ ย่อมสำเร็จเปรียบเทียบกับเรา
			<remark  id="s2b33c87l11" />และแผ่นดินอันกว้างใหญ่จะนับประมาณมิได้นี้ ดังจะรู้ความดำริของ
			<remark  id="s2b33c87l12" />เรา ย่อมกลายเป็นน้ำผึ้งและน้ำตาลกรวด พฤกษชาติที่งอกงามอยู่ 
			<remark  id="s2b33c87l13" />บนแผ่นดินซึ่งมีอยู่ทั่วทั้งสี่ทิศนี้ ดังจะรู้ความดำริของเรา ย่อมกลาย 
			<remark  id="s2b33c87l14" />เป็นต้นกัลปพฤกษ์ไป เราได้เป็นจอมเทวดาเสวยราชสมบัติใน 
			<remark  id="s2b33c87l15" />เทวโลก ๕๐ ครั้ง ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๕๑ ครั้ง และได้เป็น
			<remark  id="s2b33c87l16" />พระเจ้าประเทศราชอันไพบูลย์ โดยคณนานับมิได้ในกัปที่ ๙๔แต่ 
			<remark  id="s2b33c87l17" />กัปนี้ เราได้ให้ทานใดในกาลนั้น ด้วยทานนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย
			<remark  id="s2b33c87l18" />นี้เป็นผลแห่งกากเปรียง เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ... พระพุทธศาสนา
			<remark  id="s2b33c87l19" />เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
			<remark  id="s2b33c87l20" />ทราบว่า ท่านพระฆตมัณฑทายกเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
			<remark  id="s2b33c87l21" />จบ ฆตมัณฑทายกเถราปทาน.
		</para>
	</section>
	<section id="s2b33c88" >
		<para id="s2b33c88p">
			<remark  id="s2b33c88l1" />อุทกทายกเถราปทานที่ ๗ 
			<remark  id="s2b33c88l2" />ว่าด้วยผลแห่งการถวายน้ำดื่ม 
			<remark  id="s2b33c88l3" />[๘๗] เรามีจิตเลื่อมใสมีใจโสมนัส ในภิกษุสงฆ์ผู้ยอดเยี่ยมของพระพุทธ 
			<remark  id="s2b33c88l4" />เจ้าพระนามว่าปทุมุตระ จึงได้ตักน้ำใส่หม้อน้ำฉันจนเต็ม ในเวลาที่
			<remark  id="s2b33c88l5" />เราจะต้องการน้ำ จะเป็นยอดภูเขา ยอดไม้ในอากาศ หรือพื้นดิน 
			<remark  id="s2b33c88l6" />น้ำย่อมเกิดแก่เราทันที ในกัปที่แสนแต่กัปนี้เราได้ให้ทานใดใน
			<remark  id="s2b33c88l7" />กาลนั้น ด้วยทานนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการให้น้ำ
			<remark  id="s2b33c88l8" />เป็นทาน เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ... พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จ
			<remark  id="s2b33c88l9" />แล้ว ดังนี้. 
			<remark  id="s2b33c88l10" />ทราบว่า ท่านพระอุทกทายกเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
			<remark  id="s2b33c88l11" />จบ อุทกทายกเถราปทาน. 
			<remark  id="s2b33c88l12" />ปุฬินถูปิยเถราปทานที่ ๘ 
			<remark  id="s2b33c88l13" />ว่าด้วยผลแห่งการก่อสถูปเจดีย์ 
			<remark  id="s2b33c88l14" />[๘๘] ในที่ไม่ไกลภูเขาหิมวันต์ มีภูเขาลูกหนึ่งชื่อยมกะ เราได้ทำอาศรม 
			<remark  id="s2b33c88l15" />สร้างบรรณศาลาไว้ที่ภูเขานั้น เราเป็นชฎิลผู้มีตบะใหญ่มีนามชื่อว่า 
			<remark  id="s2b33c88l16" />นารทะ ศิษย์สี่หมื่นคนบำรุงเรา ครั้งนั้น เราเป็นผู้หลีกออก
			<remark  id="s2b33c88l17" />เร้นอยู่ คิดอย่างนี้ว่า มหาชนบูชาเรา เราไม่บูชาอะไรๆ เลย ผู้ที่
			<remark  id="s2b33c88l18" />จะกล่าวสั่งสอนเราก็ไม่มี ใครๆ ที่จะตักเตือนเราก็ไม่มี เราไม่มี 
			<remark  id="s2b33c88l19" />อาจารย์และอุปัชฌาย์ อยู่ในป่า ศิษย์ผู้ภักดีพึงบำรุงใจครูทั้งคู่ได้ 
			<remark  id="s2b33c88l20" />อาจารย์เช่นนั้นของเราไม่มี การอยู่ในป่าจึงไม่มีประโยชน์ สิ่งที่ควร 
			<remark  id="s2b33c88l21" />บูชาเราควรแสวงหาสิ่งที่ควรเคารพก็ควรแสวงหาเหมือนกัน เราจัก 
			<remark  id="s2b33c88l22" />ชื่อว่าเป็นผู้มีที่พึ่งพำนักอยู่ ใครๆ จักไม่ติเราได้ ในที่ไม่ไกลอาศรม
			<remark  id="s2b33c88l23" />ของเรา มีแม่น้ำซึ่งมีชายหาด มีท่าน้ำราบเรียบ น่ารื่นรมย์ใจ 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b33c89" >
		<para id="s2b33c89p">
			<remark  id="s2b33c89l1" />เกลื่อนไปด้วยทรายที่ขาวสะอาด ครั้งนั้น เราได้ไปยังแม่น้ำชื่ออมริกา 
			<remark  id="s2b33c89l2" />ตะล่อมเอาทรายมาก่อเป็นเจดีย์ทรายพระสถูปของพระสัมพุทธเจ้าผู้ทำที่ 
			<remark  id="s2b33c89l3" />สุดภพ เป็นมุนี ที่ได้มีแล้ว เป็นเช่นนี้ เราได้ทำสถูปนั้นให้เป็น
			<remark  id="s2b33c89l4" />นิมิต เราก่อพระสถูปที่หาดทรายแล้วปิดทอง แล้วเอาดอกกระดึง 
			<remark  id="s2b33c89l5" />ทอง ๓๐๐ ดอกมา เราเป็นผู้มีความอิ่มใจประนมกรอัญชลี
			<remark  id="s2b33c89l6" />นมัสการทั้งเวลาเย็นเวลาเช้า ไหว้พระเจดีย์ทราย เหมือนถวายบังคม
			<remark  id="s2b33c89l7" />พระสัมพุทธเจ้าในที่เฉพาะพระพักตร์ ฉะนั้น ในเวลาที่กิเลสและ 
			<remark  id="s2b33c89l8" />ความตรึกเกี่ยวด้วยกามเกิดขึ้น เราย่อมนึกถึง เพ่งดูพระสถูปที่ได้
			<remark  id="s2b33c89l9" />ทำไว้ เราอาศัยพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้นำสัตว์ออกจากที่กันดาร ผู้นำ 
			<remark  id="s2b33c89l10" />ชั้นพิเศษตักเตือนตนว่าท่านควรระวังกิเลสไว้ แน่ะท่านผู้นิรทุกข์ 
			<remark  id="s2b33c89l11" />การยังกิเลสให้เกิดขึ้นไม่สมควรแก่ท่าน ครั้งนั้น เมื่อเราคำนึงถึง 
			<remark  id="s2b33c89l12" />พระสถูปย่อมเกิดความเคารพขึ้นพร้อมกัน เราบรรเทาวิตกที่น่าเกลียด 
			<remark  id="s2b33c89l13" />เสียได้เปรียบเหมือนช้างตัวประเสริฐ ถูกเครื่องแทงหูเบียดเบียน 
			<remark  id="s2b33c89l14" />ฉะนั้น เราประพฤติอยู่เช่นนี้ได้ถูกพระยามัจจุราชย่ำยี เราทำกาลกิริยา
			<remark  id="s2b33c89l15" />ณ ที่นั้นแล้ว ได้ไปยังพรหมโลก เราอยู่ในพรหมโลกนั้นตราบเท่า 
			<remark  id="s2b33c89l16" />หมดอายุ แล้วมาบังเกิดในไตรทิพย์ ได้เป็นจอมเทวดาเสวยราช 
			<remark  id="s2b33c89l17" />สมบัติในเทวโลก ๘๐ ครั้ง ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๓๐๐ ครั้ง
			<remark  id="s2b33c89l18" />และได้เป็นพระเจ้าประเทศราชอันไพบูลย์ โดยคณนานับมิได้ เราได้
			<remark  id="s2b33c89l19" />เสวยผลของดอกกระดึงทองเหล่านั้น ดอกกระดึงทอง ๒๒,๐๐๐ ดอก 
			<remark  id="s2b33c89l20" />แวดล้อมเราทุกภพ เพราะเราเป็นผู้บำเรอพระสถูป ฝุ่นละอองย่อมไม่ 
			<remark  id="s2b33c89l21" />ติดกับตัวที่ตัวเรา เหงื่อไม่ไหล เรามีรัศมีซ่านออกจากตัว โอ 
			<remark  id="s2b33c89l22" />พระสถูป เราได้สร้างไว้ดีแล้ว แม่น้ำอมริกาได้เห็นดีแล้ว เราได้
			<remark  id="s2b33c89l23" />บรรลุบทอันไม่หวั่นไหวก็เพราะได้ก่อพระสถูปทราย อันสัตว์ผู้
			<remark  id="s2b33c89l24" />ปรารถนาจะกระทำกุศลควรเป็นผู้ยึดเอาสิ่งที่เป็นสาระ ไม่ใช่เป็นด้วย 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b33c90" >
		<para id="s2b33c90p">
			<remark  id="s2b33c90l1" />เขตหรือไม่ใช่เขตความปฏิบัตินั่นเองเป็นสาระ บุรุษผู้มีกำลัง มีความ
			<remark  id="s2b33c90l2" />อุตสาหะที่จะข้ามทะเลหลวง พึงถือเอาท่อนไม้เล็ก วิ่งไปสู่ทะเล
			<remark  id="s2b33c90l3" />หลวงด้วยคิดว่า เราอาศัยไม้นี้จักข้ามทะเลหลวงไปได้ นรชนพึงข้าม
			<remark  id="s2b33c90l4" />ทะเลหลวงไปด้วยความเพียรอุตสาหะ แม้ฉันใด เราก็ฉันนั้นเหมือน 
			<remark  id="s2b33c90l5" />กัน อาศัยกรรมเล็กๆ น้อยๆ ที่ได้ทำไว้แล้ว จึงข้ามพ้นสงสาร 
			<remark  id="s2b33c90l6" />ไปได้ เมื่อถึงภพสุดท้าย เราอันกุศลมูลตักเตือนแล้วเกิดในสกุล
			<remark  id="s2b33c90l7" />พราหมณ์มหาศาลอันมั่งคั่ง ในพระนครสาวัตถี มารดาบิดาของเรา 
			<remark  id="s2b33c90l8" />เป็นคนมีศรัทธานับถือพระพุทธเจ้า ท่านทั้งสองนี้เป็นผู้เห็นธรรมฟัง 
			<remark  id="s2b33c90l9" />ธรรม ประพฤติตามคำสอน ท่านทั้งสองถือเอาผ้าลาดสีขาว มีเนื้อ
			<remark  id="s2b33c90l10" />อ่อนมากที่ต้นโพธิ์มาทำพระสถูปทองนมัสการในที่เฉพาะพระพักตร์ 
			<remark  id="s2b33c90l11" />แห่งพระศากยบุตรทุกเย็นเช้าในวันอุโบสถ ท่านทั้งสองนำเอา 
			<remark  id="s2b33c90l12" />พระสถูปทองออก กล่าวสรรเสริญคุณพระพุทธเจ้า ยับยั้งอยู่ตลอด
			<remark  id="s2b33c90l13" />๓ ยาม เราได้เห็นพระสถูปเสมอ จึงระลึกถึงเจดีย์ทรายขึ้นได้ 
			<remark  id="s2b33c90l14" />นั่งบนอาสนะอันเดียวได้บรรลุอรหัตแล้ว.
			<remark  id="s2b33c90l15" />จบ ภาณวารที่ ๒๒.
			<remark  id="s2b33c90l16" />เราแสวงหาพระพุทธเจ้าผู้เป็นปราชญ์นั้นอยู่ได้เห็นพระธรรมเสนาบดี 
			<remark  id="s2b33c90l17" />จึงออกจากเรือนบรรพชาในสำนักของท่าน เราได้บรรลุอรหัตแต่ 
			<remark  id="s2b33c90l18" />อายุ ๗ ขวบ พระพุทธเจ้าผู้มีพระปัญญาจักษุทรงทราบคุณวิเศษของ 
			<remark  id="s2b33c90l19" />เราจึงให้เราอุปสมบท เรามีการกระทำอันบริบูรณ์ดีแล้ว แต่ยังเป็น
			<remark  id="s2b33c90l20" />ทารกอยู่ทีเดียว ทุกวันนี้ กิจที่ควรทำในศาสนาของพระศากยบุตร 
			<remark  id="s2b33c90l21" />เราทำเสร็จแล้ว ข้าแต่พระฤาษีผู้มีความเพียรใหญ่ สาวกของ 
			<remark  id="s2b33c90l22" />พระองค์เป็นผู้ล่วงพ้นเวรภัยทุกอย่าง ล่วงพ้นความเกี่ยวข้องทั้งปวง 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b33c91" >
		<para id="s2b33c91p">
			<remark  id="s2b33c91l1" />นี้เป็นผลแห่งพระสถูปทอง เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ... พระพุทธ
			<remark  id="s2b33c91l2" />ศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้. 
			<remark  id="s2b33c91l3" />ทราบว่า ท่านพระปุฬินถูปิยเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
			<remark  id="s2b33c91l4" />จบ ปุฬินถูปิยเถราปทาน.
			<remark  id="s2b33c91l5" />นฬกุฏิกทายกเถราปทานที่ ๙ 
			<remark  id="s2b33c91l6" />ว่าด้วยผลแห่งการสร้างกุฏิไม้อ้อ
			<remark  id="s2b33c91l7" />[๘๙] ในที่ไม่ไกลภูเขาหิมวันต์ มีภูเขาลูกหนึ่งชื่อหาริกะ ครั้งนั้น 
			<remark  id="s2b33c91l8" />พระสยัมภูพระนามว่านารทะ ประทับอยู่ใกล้ต้นไม้ ทำเรือนไม้อ้อ 
			<remark  id="s2b33c91l9" />แล้วมุงด้วยหญ้า เราได้ชำระที่จงกรมถวายพระสยัมภู ด้วยกรรมที่
			<remark  id="s2b33c91l10" />ได้ทำดีแล้วนั้น และด้วยการตั้งเจตน์จำนงไว้เราละร่างมนุษย์แล้วได้ 
			<remark  id="s2b33c91l11" />ไปสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ณ ดาวดึงส์นั้นวิมานของเราสูง ๖๐ โยชน์ 
			<remark  id="s2b33c91l12" />กว้าง ๓๐ โยชน์ อันบุญกรรมเนรมิตขึ้นอย่างสวยงาม เพราะกุฏีไม้
			<remark  id="s2b33c91l13" />อ้อ เรารื่นรมย์อยู่ในเทวโลก ๑๔ กัป ได้เสวยราชสมบัติในเทวโลก
			<remark  id="s2b33c91l14" />๗๑ ครั้ง ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๓๔ ครั้งและได้เป็นพระเจ้า 
			<remark  id="s2b33c91l15" />ประเทศราชอันไพบูลย์ โดยคณนานับไม่ถ้วน เราขึ้นปราสาท คือ
			<remark  id="s2b33c91l16" />ธรรมแล้ว เข้าเรือนอันว่างเปล่าอยู่ในศาสนาของพระศากยบุตรตาม 
			<remark  id="s2b33c91l17" />ปรารถนาในกัปที่ ๓๑ แต่กัปนี้ เราได้ทำกรรมใดในกาลนั้น ด้วย
			<remark  id="s2b33c91l18" />กรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งกุฎีไม้อ้อ เราเผา 
			<remark  id="s2b33c91l19" />กิเลสทั้งหลายแล้ว ...พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้. 
			<remark  id="s2b33c91l20" />ทราบว่า ท่านพระนฬกุฏิกทายกเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล. 
			<remark  id="s2b33c91l21" />จบ นฬกุฏิกทายกเถราปทาน. 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b33c92" >
		<para id="s2b33c92p">
			<remark  id="s2b33c92l1" />ปิยาลผลทายกเถราปทานที่ ๑๐ 
			<remark  id="s2b33c92l2" />ว่าด้วยผลแห่งการถวายลูกมะหาด 
			<remark  id="s2b33c92l3" />[๙๐] เมื่อก่อนเราเป็นพรานเนื้อ ครั้งนั้น เราเที่ยวอยู่ในป่าใหญ่ได้เห็น
			<remark  id="s2b33c92l4" />พระพุทธเจ้าผู้ปราศจากกิเลสธุลี ทรงรู้จบธรรมทั้งปวง เราเลื่อมใส 
			<remark  id="s2b33c92l5" />ได้เอาผลมะหาดมาถวายพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด เป็นเขตแห่ง 
			<remark  id="s2b33c92l6" />บุญ ผู้แกล้วกล้า ด้วยมือทั้งสองของตนในกัปที่ ๓๑ แต่กัปนี้ เรา
			<remark  id="s2b33c92l7" />ได้ถวายผลไม้ใดในกาลนั้น ด้วยการถวายผลไม้นั้น เราไม่รู้จักทุคติ 
			<remark  id="s2b33c92l8" />เลย นี้เป็นผลแห่งการถวายผลไม้ เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ...
			<remark  id="s2b33c92l9" />พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
			<remark  id="s2b33c92l10" />ทราบว่า ท่านพระปิยาลผลทายกเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล. 
			<remark  id="s2b33c92l11" />จบ ปิยาลผลทายกเถราปทาน. 
			<remark  id="s2b33c92l12" />รวมอปทานที่มีในวรรคนี้ คือ 
			<remark  id="s2b33c92l13" />๑. ตีณิกิงกณิปุปผิยเถราปทาน๖. ฆตมัณฑทายกเถราปทาน
			<remark  id="s2b33c92l14" />๒. ปังสุกูลปูชกเถราปทาน๗. อุทกทายกเถราปทาน
			<remark  id="s2b33c92l15" />๓. โกรัณฑปุปผิยเถราปทาน ๘. ปุฬินถูปิยเถราปทาน 
			<remark  id="s2b33c92l16" />๔. กิงสุกปุปผิยเถราปทาน๙. นฬกุฏิกทายกเถราปทาน 
			<remark  id="s2b33c92l17" />๕. อุปัฑฒทุสสทายกเถราปทาน๑๐. ปิยาลผลทายกเถราปทาน
			<remark  id="s2b33c92l18" />บัณฑิตคำนวณคาถาได้ ๑๐๙ คาถา.
			<remark  id="s2b33c92l19" />จบ กิงกณิปุปผวรรคที่ ๕๐. 
			<remark  id="s2b33c92l20" />----------------
		</para>
	</section>
	<section id="s2b33c93" >
		<para id="s2b33c93p">
			<remark  id="s2b33c93l1" />รวมวรรคมี ๑๐ วรรค คือ
			<remark  id="s2b33c93l2" />๑. เมตเตยยวรรค ๖. ชคติวรรค
			<remark  id="s2b33c93l3" />๒. ภัททาลิวรรค ๗. สาลปุปผวรรค 
			<remark  id="s2b33c93l4" />๓. สกิงสัมมัชชกวรรค ๘. นฬมาลิวรรค 
			<remark  id="s2b33c93l5" />๔. เอกวิหาริวรรค ๙. ปังสุกูลวรรค
			<remark  id="s2b33c93l6" />๕. วิเภทกิวรรค๑๐. กิงกณิปุปผวรรค
			<remark  id="s2b33c93l7" />มีคาถา ๑,๕๘๒ คาถา.
			<remark  id="s2b33c93l8" />จบ เมตเตยยวัคคทสกะที่ ๕๐.
			<remark  id="s2b33c93l9" />----------------
		</para>
	</section>
	<section id="s2b33c94" >
		<para id="s2b33c94p">
			<remark  id="s2b33c94l1" />กณิการวรรคที่ ๕๑
			<remark  id="s2b33c94l2" />ตีณิกณิการปุปผิยเถราปทานที่ ๑ 
			<remark  id="s2b33c94l3" />ว่าด้วยผลแห่งการถวายดอกกรรณิการ์ 
			<remark  id="s2b33c94l4" />[๙๑] พระสัมพุทธเจ้าพระนามว่าสุเมธะ มีพระมหาปุริสลักษณะอัน 
			<remark  id="s2b33c94l5" />ประเสริฐ ๓๒ ประการ พระองค์ทรงประสงค์ความสงัด จึงเสด็จ
			<remark  id="s2b33c94l6" />ไปป่าหิมพานต์ พระมุนีผู้เลิศ ประกอบด้วยพระกรุณา เป็นอุดม 
			<remark  id="s2b33c94l7" />บุรุษเสด็จถึงป่าหิมพานต์แล้ว ประทับนั่งขัดสมาธิ ครั้งนั้น เราเป็น
			<remark  id="s2b33c94l8" />วิทยาธรสัญจรไปในอากาศ เราถือตรีศูลซึ่งกระทำไว้ดีแล้วเหาะไป 
			<remark  id="s2b33c94l9" />พระพุทธเจ้าส่องสว่างอยู่ในป่า เหมือนกับไฟบนยอดภูเขา เหมือน 
			<remark  id="s2b33c94l10" />พระจันทร์ในวันเพ็ญและเหมือนต้นพระยารังที่มีดอกบาน เราออก 
			<remark  id="s2b33c94l11" />จากป่าเหาะไปตามพระรัศมีพระพุทธเจ้า เห็นคล้ายกับสีของไฟที่
			<remark  id="s2b33c94l12" />ไหม้ไม้อ้อ ยังจิตให้เลื่อมใส เราเลือกเก็บดอกไม้อยู่ ได้เห็นดอก 
			<remark  id="s2b33c94l13" />กรรณิการ์ที่มีกลิ่นหอมจึงเก็บเอามา ๓ ดอก บูชาพระพุทธเจ้าผู้
			<remark  id="s2b33c94l14" />ประเสริฐสุด ด้วยอานุภาพแห่งพระพุทธเจ้า ครั้งนั้น ดอกไม้ของ 
			<remark  id="s2b33c94l15" />เราทั้ง ๓ ดอกเอาขั้วขึ้นเอากลีบลงทำเป็นเงา (บัง) แด่พระศาสดา 
			<remark  id="s2b33c94l16" />ด้วยกรรมที่ได้ทำไว้ดีแล้วนั้น และด้วยการตั้งเจตน์จำนง เราละร่าง
			<remark  id="s2b33c94l17" />มนุษย์แล้ว ได้ไปสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ วิมานของเราสูง ๖๐ โยชน์ 
			<remark  id="s2b33c94l18" />กว้าง ๓๐ โยชน์ อันบุญกรรมทำให้อย่างสวยงามในดาวดึงส์นั้น
			<remark  id="s2b33c94l19" />ปรากฏชื่อว่า กรรณิการ์ แล่งธนูตั้งพัน ลูกคลีหนัง ๗ ลูก คนถือธง 
			<remark  id="s2b33c94l20" />สำเร็จด้วยสีเขียวใบไม้ หิ้งแขวนตั้งแสนปรากฏในปราสาทของเรา
			<remark  id="s2b33c94l21" />บัลลังก์ สำเร็จด้วยทองก็มี สำเร็จด้วยแก้วมณีก็มี สำเร็จด้วยแก้ว
			<remark  id="s2b33c94l22" />ทับทิมก็มี สำเร็จด้วยแก้วผลึกก็มี ตามแต่จะต้องการปรารถนา 
			<remark  id="s2b33c94l23" />ที่นอนมีค่ามากยัดด้วยนุ่น มีผ้าลาดลายรูปสัตว์ต่างๆ มีราชสีห์เป็นต้น
		</para>
	</section>
	<section id="s2b33c95" >
		<para id="s2b33c95p">
			<remark  id="s2b33c95l1" />ผ้าลาดมีชายเดียว มีหมอนพร้อม ปรากฏว่ามีอยู่ในปราสาทของเรา
			<remark  id="s2b33c95l2" />ในเวลาที่เราปรารถนาจะออกจากภพเที่ยวจาริกไปในเทวโลก ย่อม
			<remark  id="s2b33c95l3" />เป็นผู้อันหมู่เทวดาแวดล้อมไป เราสถิตอยู่ภายใต้ดอกไม้ เบื้องบน
			<remark  id="s2b33c95l4" />เรามีดอกไม้เป็นเครื่องกำบัง สถานที่โดยรอบร้อยโยชน์ ถูกคลุม 
			<remark  id="s2b33c95l5" />ด้วยดอกกรรณิการ์ดนตรี ๖ หมื่นบำรุงทั้งเช้าและเย็น ไม่เกียจคร้าน
			<remark  id="s2b33c95l6" />แวดล้อมเราเป็นนิตย์ ตลอดคืนตลอดวัน เรารื่นรมย์ด้วยการฟ้อน
			<remark  id="s2b33c95l7" />การขับและด้วยกังสดาล เครื่องประโคม เป็นผู้มักมากด้วยกาม
			<remark  id="s2b33c95l8" />บันเทิงอยู่ด้วยความยินดีในการเล่น ครั้งนั้น เราบริโภคและดื่มใน 
			<remark  id="s2b33c95l9" />วิมานนั้นบันเทิงอยู่ในไตรทศ เราพร้อมด้วยหมู่นางเทพอัปสร
			<remark  id="s2b33c95l10" />บันเทิงอยู่ในวิมานอันสูงสุด เราได้เสวยราชสมบัติในเทวโลก ๕๐๐
			<remark  id="s2b33c95l11" />ครั้งได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๓๐๐ ครั้ง และได้เป็นพระเจ้าประเทศ 
			<remark  id="s2b33c95l12" />ราชอันไพบูลย์ โดยคณนานับมิได้ เมื่อเรายังท่องเที่ยวอยู่ในภพ
			<remark  id="s2b33c95l13" />น้อยภพใหญ่ ย่อมได้โภคทรัพย์มากมาย ความบกพร่องในโภคทรัพย์ 
			<remark  id="s2b33c95l14" />ไม่มีแก่เราเลย นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา เราท่องเที่ยวอยู่ในสองภพ
			<remark  id="s2b33c95l15" />คือ ในความเป็นเทวดาและในความเป็นมนุษย์ คติอื่นไม่รู้จัก นี้
			<remark  id="s2b33c95l16" />เป็นผลแห่งพุทธบูชา เราเกิดในสองสกุล คือ ในสกุลกษัตริย์ 
			<remark  id="s2b33c95l17" />หรือสกุลพรหมณ์ย่อมไม่เกิดในสกุลอันต่ำทรามนี้เป็นผลแห่ง 
			<remark  id="s2b33c95l18" />พุทธบูชา ยานช้าง ยานม้า และวอคานหามนี้ เราได้ทุกสิ่งทุก
			<remark  id="s2b33c95l19" />อย่างทีเดียว นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา หมู่ทาส หมู่ทาสี และ
			<remark  id="s2b33c95l20" />นารีที่ประดับประดาแล้ว เราได้ทุกอย่างทีเดียว นี้เป็นผลแห่ง 
			<remark  id="s2b33c95l21" />พุทธบูชา ผ้าแพร ผ้าขนสัตว์ ผ้าเปลือกไม้ ผ้าฝ้าย เราได้ทุก
			<remark  id="s2b33c95l22" />ชนิด นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา ผ้าใหม่ ผลไม้ใหม่ โภชนะมีรส 
			<remark  id="s2b33c95l23" />อันเลิสใหม่ๆ เราได้ทุกชนิด นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา คำว่าเชิญ 
			<remark  id="s2b33c95l24" />เคี้ยวสิ่งนี้ เชิญบริโภคสิ่งนี้ เชิญนอนบนที่นอนนี้ เราได้
			<remark  id="s2b33c95l25" />ทั้งนั้น นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา เราเป็นผู้อันเขาบูชาในที่ทุกสถาน
		</para>
	</section>
	<section id="s2b33c96" >
		<para id="s2b33c96p">
			<remark  id="s2b33c96l1" />เรามียศใหญ่ยิ่ง มีศักดิ์ใหญ่ มีบริษัทไม่แตกแยกทุกเมื่อ เราเป็น 
			<remark  id="s2b33c96l2" />ผู้อุดมกว่าหมู่ญาติ นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา เราไม่รู้จักหนาว 
			<remark  id="s2b33c96l3" />ไม่รู้จักร้อน ไม่มีความกระวนกระวาย อนึ่ง ทุกข์ทางจิตย่อมไม่มี
			<remark  id="s2b33c96l4" />ในหทัยของเราเลย เราเป็นผู้มีผิวพรรณดังทองคำ เที่ยวไปในภพ 
			<remark  id="s2b33c96l5" />น้อยภพใหญ่ ความเป็นผู้มีวรรณะผิดแผกไป เราไม่รู้จักเลย นี้เป็น
			<remark  id="s2b33c96l6" />ผลแห่งพุทธบูชา เราอันกุศลมูลตักเตือนแล้ว จึงจุติจากเทวโลก
			<remark  id="s2b33c96l7" />มาเกิดในสกุลพราหมณ์มหาศาลอันมั่งคั่ง ในพระนครสาวัตถี 
			<remark  id="s2b33c96l8" />ละกามคุณ ๕ ออกบวชเป็นบรรพชิต เรามีอายุได้ ๗ ขวบแต่กำเนิด 
			<remark  id="s2b33c96l9" />ได้บรรลุอรหัต พระพุทธเจ้าผู้มีพระปัญญาจักษุ ทรงทราบถึงคุณ
			<remark  id="s2b33c96l10" />ของเรา จึงรับสั่งให้เราอุปสมบท เรายังหนุ่มก็ควรบูชา นี้เป็นผล
			<remark  id="s2b33c96l11" />แห่งพุทธบูชา ทิพยจักษุของเราบริสุทธิ์ เราฉลาดในสมาธิ ถึงความ 
			<remark  id="s2b33c96l12" />บริบูรณ์แห่งอภิญญา นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา เราบรรลุปฏิสัมภิทา
			<remark  id="s2b33c96l13" />ฉลาดแหลมในอิทธิบาท ถึงความบริบูรณ์ในพระสัทธรรม นี้เป็น 
			<remark  id="s2b33c96l14" />ผลแห่งพุทธบูชา ในกัปที่สามหมื่น เราได้บูชาพระพุทธเจ้าใด
			<remark  id="s2b33c96l15" />ด้วยการบูชานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา เรา 
			<remark  id="s2b33c96l16" />เผากิเลสทั้งหลายแล้ว ... พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้. 
			<remark  id="s2b33c96l17" />ทราบว่า ท่านพระตีณิกณิการปุปผิยเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
			<remark  id="s2b33c96l18" />จบ ตีณิกณิการปุปผิยเถราปทาน. 
			<remark  id="s2b33c96l19" />เอกปัตตทายกเถราปทานที่ ๒
			<remark  id="s2b33c96l20" />ว่าด้วยผลแห่งการถวายบาตร
			<remark  id="s2b33c96l21" />[๙๒] ข้าพระองค์เป็นช่างหม้ออยู่ในพระนครหงสวดี ได้เห็นพระพุทธเจ้า
			<remark  id="s2b33c96l22" />ผู้ปราศจากกิเลสธุลี มีโอฆะอันข้ามได้แล้ว ไม่มีอาสวะ ข้าพระองค์ 
			<remark  id="s2b33c96l23" />ได้ถวายบาตรดินที่ทำดีแล้ว แด่พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด ครั้น 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b33c97" >
		<para id="s2b33c97p">
			<remark  id="s2b33c97l1" />ถวายบาตรแด่พระผู้มีพระภาคผู้ตรงผู้คงที่แล้ว เมื่อข้าพระองค์เกิด
			<remark  id="s2b33c97l2" />ในภพ ย่อมได้ภาชนะทองและจานที่ทำด้วยเงิน ทำด้วยทอง และ
			<remark  id="s2b33c97l3" />ทำด้วยแก้วมณี ข้าพระองค์บริโภคในถาด นี้เป็นผลแห่งบุญกรรม 
			<remark  id="s2b33c97l4" />ข้าพระองค์เป็นผู้เลิศกว่าชนทั้งหลายโดยยศ พืชแม้ถึงน้อยแต่หว่าน 
			<remark  id="s2b33c97l5" />ลงในนาดีเมื่อฝนยังท่อธารให้ตกลงทั่วโดยชอบ ผลย่อมยังชาวนาให้
			<remark  id="s2b33c97l6" />ยินดีได้ ฉันใด การถวายบาตรนี้ก็เช่นนั้น ข้าพระองค์ได้หว่านลง 
			<remark  id="s2b33c97l7" />ในพุทธเขต เมื่อท่อธารคือปีติตกลงอยู่ ผลจักทำข้าพระองค์ให้ยินดี 
			<remark  id="s2b33c97l8" />เขต คือ หมู่และคณะมีประมาณเท่าใดที่จะให้ความสุขแก่สรรพสัตว์
			<remark  id="s2b33c97l9" />เสมอด้วยพุทธเขตไม่มีเลย ข้าพระองค์ผู้เป็นบุรุษอาชาไนย ข้า
			<remark  id="s2b33c97l10" />พระองค์ขอนอบน้อมแด่พระองค์ ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นอุดมบุรุษ ข้า 
			<remark  id="s2b33c97l11" />พระองค์นอบน้อมแด่พระองค์ ข้าพระองค์บรรลุบทอันไม่หวั่นไหว 
			<remark  id="s2b33c97l12" />ก็เพราะได้ถวายบาตรใบหนึ่ง ในกัปที่ ๙๑ แต่กัปนี้ ข้าพระองค์ 
			<remark  id="s2b33c97l13" />ได้ถวายบาตรใดในกาลนั้น ด้วยการถวายบาตรนั้น ข้าพระองค์ไม่ 
			<remark  id="s2b33c97l14" />รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายบาตร ข้าพระองค์เผากิเลส 
			<remark  id="s2b33c97l15" />ทั้งหลายแล้ว ... พระพุทธศาสนาข้าพระองค์ได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
			<remark  id="s2b33c97l16" />ทราบว่า ท่านพระเอกปัตตทายกเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล. 
			<remark  id="s2b33c97l17" />จบ เอกปัตตทายกเถราปทาน. 
			<remark  id="s2b33c97l18" />กาสุมาริกผลทายกเถราปทานที่ ๓ 
			<remark  id="s2b33c97l19" />ว่าด้วยผลแห่งการถวายลูกมะรื่น
			<remark  id="s2b33c97l20" />[๙๓] เราได้พบพระพุทธเจ้าผู้ปราศจากกิเลสธุลี เชษฐบุรุษของโลก 
			<remark  id="s2b33c97l21" />ประเสริฐกว่านรชน โชติช่วงเหมือนต้นกรรณิการ์ ประทับนั่งอยู่ที่ซอก 
			<remark  id="s2b33c97l22" />ภูเขา เรามีจิตเลื่อมใสมีใจโสมนัส ประนมกรอัญชลีเหนือเศียรเกล้า
		</para>
	</section>
	<section id="s2b33c98" >
		<para id="s2b33c98p">
			<remark  id="s2b33c98l1" />แล้วเอาผลไม้มะรื่นถวายแด่พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด ในกัปที่ ๓๑ 
			<remark  id="s2b33c98l2" />แต่กัปนี้ เราได้ถวายผลไม้ใดในกาลนั้น ด้วยการถวายผลไม้นั้น
			<remark  id="s2b33c98l3" />เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายผลไม้ เราเผากิเลส 
			<remark  id="s2b33c98l4" />ทั้งหลายแล้ว ... พุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
			<remark  id="s2b33c98l5" />ทราบว่า ท่านพระกาสุมาริกผลทายกเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล. 
			<remark  id="s2b33c98l6" />จบ กาสุมาริกผลทายกเถราปทาน.
			<remark  id="s2b33c98l7" />อวฏผลิยเถราปทานที่ ๔
			<remark  id="s2b33c98l8" />ว่าด้วยผลแห่งการถวายผลไม้พิเศษ
			<remark  id="s2b33c98l9" />[๙๔] พระผู้มีพระภาคผู้สยัมภู ผู้มีพระรัศมีนับด้วยพัน ไม่ทรงพ่ายแพ้
			<remark  id="s2b33c98l10" />อะไรๆ ทรงออกจากวิเวกแล้ว เสด็จออกโคจรบิณฑบาต เราถือผลไม้ 
			<remark  id="s2b33c98l11" />อยู่ได้เห็นเข้า จึงได้เข้าไปเฝ้าพระนราสภเรามีจิตเลื่อมใสมีใจ 
			<remark  id="s2b33c98l12" />โสมนัส ได้ถวายผลไม้ในกัปที่ ๙๔ แต่กัปนี้ เราได้ถวายผลไม้ใด 
			<remark  id="s2b33c98l13" />ในกาลนั้น ด้วยการถวายผลไม้นั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผล
			<remark  id="s2b33c98l14" />แห่งการถวายผลไม้ เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ... พระพุทธศาสนา
			<remark  id="s2b33c98l15" />เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
			<remark  id="s2b33c98l16" />ทราบว่า ท่านพระอวฏผลิยเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล. 
			<remark  id="s2b33c98l17" />จบ อวฏผลิยเถราปทาน. 
			<remark  id="s2b33c98l18" />จารผลิยเถราปทานที่ ๕
			<remark  id="s2b33c98l19" />ว่าด้วยผลแห่งการถวายมะม่วงกะล่อน 
			<remark  id="s2b33c98l20" />[๙๕] เราได้ถวายผลมะม่วงกะล่อนทอง แด่พระสัมพุทธเจ้าผู้มีพระฉวีวรรณ 
			<remark  id="s2b33c98l21" />เหมือนทองคำ ผู้สมควรรับเครื่องบูชา กำลังเสด็จดำเนินอยู่ในถนน 
			<remark  id="s2b33c98l22" />ในกัปที่ ๙๑ แต่กัปนี้ เราได้ถวายผลไม้ใดในกาลนั้น ด้วยการ 
			<remark  id="s2b33c98l23" />ถวายผลไม้นั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายผลไม้ 
			<remark  id="s2b33c98l24" />เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ... พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
		</para>
	</section>
	<section id="s2b33c99" >
		<para id="s2b33c99p">
			<remark  id="s2b33c99l1" />ทราบว่า ท่านพระจารผลิยเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล. 
			<remark  id="s2b33c99l2" />จบ จารผลิยเถราปทาน. 
			<remark  id="s2b33c99l3" />มาตุลุงคผลทายกเถราปทานที่ ๖
			<remark  id="s2b33c99l4" />ว่าด้วยผลแห่งการถวายมะงั่ว
			<remark  id="s2b33c99l5" />[๙๖] เราได้เห็นสมเด็จพระโลกนายก ผู้โชติช่วงเหมือนต้นกรรณิการ์ 
			<remark  id="s2b33c99l6" />รุ่งเรืองดังพระจันทร์ในวันเพ็ญ และเหมือนต้นไม้ประจำทวีปที่ 
			<remark  id="s2b33c99l7" />โพลงอยู่ เราเลื่อมใส ได้เอาผลหมากงั่วถวายแด่พระศาสดาผู้เป็น
			<remark  id="s2b33c99l8" />ทักขิเณยยบุคคล เป็นวีรบุรุษ ด้วยมือทั้งสองของตน ในกัปที่ ๓๑
			<remark  id="s2b33c99l9" />แต่กัปนี้ เราได้ถวายผลไม้ใดในกาลนั้น ด้วยการถวายผลไม้นั้น
			<remark  id="s2b33c99l10" />เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายผลไม้ เราเผากิเลส 
			<remark  id="s2b33c99l11" />ทั้งหลายแล้ว ... พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้. 
			<remark  id="s2b33c99l12" />ทราบว่า ท่านพระมาตุลุงคผลทายกเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
			<remark  id="s2b33c99l13" />จบ มาตุลุงคผลทายกเถราปทาน. 
			<remark  id="s2b33c99l14" />อัชเชลผลทายกเถราปทานที่ ๗ 
			<remark  id="s2b33c99l15" />ว่าด้วยผลแห่งการถวายลูกรกฟ้า 
			<remark  id="s2b33c99l16" />[๙๗] ครั้งนั้น พระสัมพุทธเจ้าพระนามว่าอชินะ (สิทธัตถะ) ผู้สมบูรณ์ 
			<remark  id="s2b33c99l17" />ด้วยจรณะ และเป็นมุนีผู้ฉลาดในสมาธิ ประทับอยู่ในป่าหิมพานต์ 
			<remark  id="s2b33c99l18" />เราเอามือประคองผลไม้รกฟ้าซึ่งมีขนาดเท่าหม้อ ถือร่มใบไม้แล้ว
			<remark  id="s2b33c99l19" />ถวายแด่พระศาสดา ในกัปที่ ๙๔ แต่กัปนี้ เราได้ถวายผลไม้ใดใน
			<remark  id="s2b33c99l20" />กาลนั้น ด้วยการถวายผลไม้นั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่ง
			<remark  id="s2b33c99l21" />การถวายผลไม้ เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ... พระพุทธศาสนาเราได้
			<remark  id="s2b33c99l22" />ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
		</para>
	</section>
	<section id="s2b33c100" >
		<para id="s2b33c100p">
			<remark  id="s2b33c100l1" />ทราบว่า ท่านพระอัชเชลผลทายกเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
			<remark  id="s2b33c100l2" />จบ อัชเชลผลทายกเถราปทาน 
			<remark  id="s2b33c100l3" />อโมรผลิยเถราปทานที่ ๘ 
			<remark  id="s2b33c100l4" />ว่าด้วยผลแห่งการถวายผลไม้พิเศษ
			<remark  id="s2b33c100l5" />[๙๘] เราได้ถวายผลอโมระแด่พระสัมพุทธเจ้า ผู้มีพระฉวีวรรณปานดัง 
			<remark  id="s2b33c100l6" />ทองคำ ผู้สมควรรับเครื่องบูชา กำลังเสด็จดำเนินอยู่ในถนน ใน
			<remark  id="s2b33c100l7" />กัปที่ ๙๑ แต่กัปนี้ เราได้ถวายผลไม้ใดในกาลนั้น ด้วยการถวาย 
			<remark  id="s2b33c100l8" />ผลไม้นั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายผลไม้ 
			<remark  id="s2b33c100l9" />เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ... พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
			<remark  id="s2b33c100l10" />ทราบว่า ท่านพระอโมรผลิยเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
			<remark  id="s2b33c100l11" />จบ อโมรผลิยเถราปทาน. 
			<remark  id="s2b33c100l12" />ตาลผลิยเถราปทานที่ ๙
			<remark  id="s2b33c100l13" />ว่าด้วยผลแห่งการถวายผลตาล 
			<remark  id="s2b33c100l14" />[๙๙] พระผู้มีพระภาคผู้สยัมภูพระนามว่าสตรังสี (สิทธัตถะ) ผู้ไม่ทรง 
			<remark  id="s2b33c100l15" />พ่ายแพ้อะไรๆ เสด็จออกจากที่สงัดแล้วออกโคจรบิณฑบาต เราถือ 
			<remark  id="s2b33c100l16" />ผลไม้อยู่ได้เห็นเข้าจึงได้เข้าไปเฝ้าสมเด็จพระนราสภ เรามีจิต
			<remark  id="s2b33c100l17" />เลื่อมใสมีใจโสมนัส ได้ถวายผลตาล ในกัปที่ ๙๔ แต่กัปนี้
			<remark  id="s2b33c100l18" />เราได้ถวายผลไม้ใดในกาลนั้น ด้วยการถวายผลไม้นั้น เราไม่รู้จัก 
			<remark  id="s2b33c100l19" />ทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายผลไม้ เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ... 
			<remark  id="s2b33c100l20" />พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
			<remark  id="s2b33c100l21" />ทราบว่า ท่านพระตาลผลิยเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล. 
			<remark  id="s2b33c100l22" />จบ ตาลผลิยเถราปทาน. 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b33c101" >
		<para id="s2b33c101p">
			<remark  id="s2b33c101l1" />นาลิเกรผลทายกเถราปทานที่ ๑๐
			<remark  id="s2b33c101l2" />ว่าด้วยผลแห่งการถวายมะพร้าว
			<remark  id="s2b33c101l3" />[๑๐๐] ครั้งนั้น เราเป็นชาวสวนอยู่ในพระนครพันธุมดี ได้พบพระพุทธเจ้า
			<remark  id="s2b33c101l4" />ผู้ปราศจากกิเลสธุลี กำลังเหาะอยู่ในอากาศ เราได้เอาผลมะพร้าว 
			<remark  id="s2b33c101l5" />ถวายแด่พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด พระพุทธเจ้าผู้มีพระยศใหญ่ ทำ 
			<remark  id="s2b33c101l6" />ปีติให้เกิดแก่เรา ทรงนำความสุขมาให้ในปัจจุบัน ประทับยืนอยู่ใน 
			<remark  id="s2b33c101l7" />อากาศได้ทรงรับแล้ว เรามีจิตผ่องใส ครั้นถวายผลมะพร้าวแด่ 
			<remark  id="s2b33c101l8" />พระพุทธเจ้าแล้ว ได้ประสบปีติอันไพบูลย์และอุดมสุข รัตนะย่อม
			<remark  id="s2b33c101l9" />บังเกิดแก่เราผู้เกิดในภพนั้นๆ ในกัปที่ ๙๑ แต่กัปนี้ เราได้ถวาย
			<remark  id="s2b33c101l10" />ผลไม้ใดในกาลนั้น ด้วยการถวายผลไม้นั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย
			<remark  id="s2b33c101l11" />นี้เป็นผลแห่งการถวายผลไม้ ทิพยจักษุของเราสะอาดหมดจด 
			<remark  id="s2b33c101l12" />เราเป็นผู้ฉลาดในสมาธิ ถึงความบริบูรณ์ในอภิญญา นี้เป็นผลแห่ง 
			<remark  id="s2b33c101l13" />การถวายผลไม้ เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ... พระพุทธศาสนาเราได้ทำ 
			<remark  id="s2b33c101l14" />เสร็จแล้ว ดังนี้. 
			<remark  id="s2b33c101l15" />ทราบว่า ท่านพระนาลิเกรผลทายกเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล. 
			<remark  id="s2b33c101l16" />จบ นาลิเกรผลทายกเถราปทาน.
			<remark  id="s2b33c101l17" />---------------- 
			<remark  id="s2b33c101l18" />รวมอปทานที่มีในวรรคนี้ คือ 
			<remark  id="s2b33c101l19" />๑. ตีณิกิงกณิการปุปผิยเถราปทาน ๖. มาตุลุงคผลทายกเถราปทาน
			<remark  id="s2b33c101l20" />๒. เอกปัตตทายกเถราปทาน๗. อัชเชลผลทายกเถราปทาน 
			<remark  id="s2b33c101l21" />๓. กาสุมาริกผลทายกเถราปทาน ๘. อโมรผลิยเถราปทาน
			<remark  id="s2b33c101l22" />๔. อวฏผลิยเถราปทาน๙. ตาลผลิยเถราปทาน
			<remark  id="s2b33c101l23" />๕. จารผลิยเถราปทาน ๑๐. นาลิเกรผลทายกเถราปทาน
			<remark  id="s2b33c101l24" />ในวรรคนี้ มีคาถาคำนวณได้ ๑๐๐ คาถาถ้วน
			<remark  id="s2b33c101l25" />จบ กณิการวรรคที่ ๕๑
			<remark  id="s2b33c101l26" />---------------- 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b33c102" >
		<para id="s2b33c102p">
			<remark  id="s2b33c102l1" />ผลทายกวรรคที่ ๕๒
			<remark  id="s2b33c102l2" />กุรัญชิยผลทายกเถราปทานที่ ๑ 
			<remark  id="s2b33c102l3" />ว่าด้วยผลแห่งการถวายลูกอัญชันขาว
			<remark  id="s2b33c102l4" />[๑๐๑] เมื่อก่อน เราเป็นพรานเนื้อ เที่ยวอยู่ในป่า ได้พบพระพุทธเจ้า 
			<remark  id="s2b33c102l5" />ผู้ปราศจากกิเลสธุลี ทรงรู้จบธรรมทั้งปวง เราเลื่อมใสได้เอาผล 
			<remark  id="s2b33c102l6" />อัญชันขาวถวายแด่พระพุทธเจ้า ผู้ประเสริฐสุด เป็นเนื้อนาบุญ 
			<remark  id="s2b33c102l7" />เป็นนักปราชญ์ ด้วยมือทั้งสองของตน ในกัปที่ ๓๑ แต่กัปนี้ 
			<remark  id="s2b33c102l8" />เราได้ถวายผลไม้ใดในกาลนั้นด้วยการถวายผลไม้นั้น เราไม่รู้จัก 
			<remark  id="s2b33c102l9" />ทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายผลไม้ เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ...
			<remark  id="s2b33c102l10" />พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้. 
			<remark  id="s2b33c102l11" />ทราบว่า ท่านพระกุรัญชิยผลทายกเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
			<remark  id="s2b33c102l12" />จบ กุรัญชิยผลทายกเถราปทาน. 
			<remark  id="s2b33c102l13" />กปิฏฐผลทายกเถราปทานที่ ๒
			<remark  id="s2b33c102l14" />ว่าด้วยผลแห่งการถวายมะขวิด
			<remark  id="s2b33c102l15" />[๑๐๒] เราได้ถวายผลมะขวิด แด่พระสัมพุทธเจ้าผู้มีพระฉวีวรรณปานดัง 
			<remark  id="s2b33c102l16" />ทองคำ ผู้สมควรรับเครื่องบูชา กำลังเสด็จดำเนินอยู่ในถนน ใน 
			<remark  id="s2b33c102l17" />กัปที่ ๙๑ แต่กัปนี้ เราได้ถวายผลไม้ใดในกาลนั้น ด้วยการถวาย
			<remark  id="s2b33c102l18" />ผลไม้นั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายผลไม้ เราเผา 
			<remark  id="s2b33c102l19" />กิเลสทั้งหลายแล้ว ... พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้. 
			<remark  id="s2b33c102l20" />ทราบว่า ท่านพระกปิฏฐผลทายกเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล. 
			<remark  id="s2b33c102l21" />จบ กปิฏฐผลทายกเถราปทาน. 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b33c103" >
		<para id="s2b33c103p">
			<remark  id="s2b33c103l1" />โกสุมพผลิยเถราปทานที่ ๓
			<remark  id="s2b33c103l2" />ว่าด้วยผลแห่งการถวายลูกสะคร้อ
			<remark  id="s2b33c103l3" />[๑๐๓] ในกาลนั้น เราได้ถวายผลสะคร้อ แด่พระนราสภผู้ประเสริฐกว่า 
			<remark  id="s2b33c103l4" />ทวยเทพ งามเหมือนต้นรกฟ้าขาว กำลังเสด็จดำเนินอยู่ในถนน 
			<remark  id="s2b33c103l5" />ในกัปที่ ๓๑ แต่กัปนี้ เราได้ถวายผลไม้ใดในกาลนั้น เราไม่รู้จัก 
			<remark  id="s2b33c103l6" />ทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายผลไม้ เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ...
			<remark  id="s2b33c103l7" />พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้. 
			<remark  id="s2b33c103l8" />ทราบว่า ท่านพระโกสุมพผลิยเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
			<remark  id="s2b33c103l9" />จบ โกสุมพผลิยเถราปทาน. 
			<remark  id="s2b33c103l10" />เกตกปุปผิยเถราปทานที่ ๔
			<remark  id="s2b33c103l11" />ว่าด้วยผลแห่งการถวายดอกเกด 
			<remark  id="s2b33c103l12" />[๑๐๔] พระพุทธเจ้าผู้อุดมบุรุษประทับนั่งอยู่ที่ฝั่งแม่น้ำวินตานที เราได้พบ 
			<remark  id="s2b33c103l13" />พระพุทธเจ้าผู้ปราศจากกิเลสธุลี เป็นเอกอัครบุคคลมีพระทัยตั้งมั่นดี 
			<remark  id="s2b33c103l14" />ครั้งนั้น เรามีจิตเลื่อมใสมีใจโสมนัส บูชาพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐ 
			<remark  id="s2b33c103l15" />สุด ด้วยดอกเกด ซึ่งมีกลิ่นหอมเหมือนน้ำผึ้ง ในกัปที่ ๙๒ แต่
			<remark  id="s2b33c103l16" />กัปนี้เราได้เอาดอกไม้บูชาใด ด้วยการบูชานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้
			<remark  id="s2b33c103l17" />เป็นผลแห่งพุทธบูชา เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ... พระพุทธศาสนา 
			<remark  id="s2b33c103l18" />เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้. 
			<remark  id="s2b33c103l19" />ทราบว่า ท่านพระเกตกปุปผิยเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
			<remark  id="s2b33c103l20" />จบ เกตกปุปผิยเถราปทาน. 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b33c104" >
		<para id="s2b33c104p">
			<remark  id="s2b33c104l1" />นาคปุปผิยเถราปทานที่ ๔
			<remark  id="s2b33c104l2" />ว่าด้วยผลแห่งการถวายดอกกากะทิง
			<remark  id="s2b33c104l3" />[๑๐๕] เราได้เอาดอกกากะทิงบูชาพระสัมพุทธเจ้า ผู้มีพระฉวีวรรณเปล่ง
			<remark  id="s2b33c104l4" />ปลั่งดังทองคำ ผู้สมควรรับเครื่องบูชา กำลังเสด็จดำเนินอยู่ใน 
			<remark  id="s2b33c104l5" />ถนนในกัปที่ ๙๑ แต่กัปนี้ เราได้เอาดอกไม้บูชาใด ด้วยการบูชา
			<remark  id="s2b33c104l6" />นั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา เราเผากิเลส 
			<remark  id="s2b33c104l7" />ทั้งหลายแล้ว ... พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
			<remark  id="s2b33c104l8" />ทราบว่า ท่านพระนาคปุปผิยเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล. 
			<remark  id="s2b33c104l9" />จบ นาคปุปผิยเถราปทาน.
			<remark  id="s2b33c104l10" />อัชชุนปุปผิยเถราปทานที่ ๖
			<remark  id="s2b33c104l11" />ว่าด้วยผลแห่งการถวายดอกรกฟ้าขาว
			<remark  id="s2b33c104l12" />[๑๐๖] ครั้งนั้น เราเป็นกินนรอยู่ที่ใกล้ฝั่งแม่น้ำจันทภาคา ได้เห็นพระสยัมภู
			<remark  id="s2b33c104l13" />พุทธเจ้าผู้ปราศจากกิเลสธุลี มีความเลื่อมใสมีใจโสมนัส เกิดความ 
			<remark  id="s2b33c104l14" />ปราโมทย์ ประนมอัญชลีแล้วถือเอาดอกรกฟ้าขาวมาบูชาพระสยัมภู
			<remark  id="s2b33c104l15" />ด้วยกรรมที่เราทำไว้ดีแล้วนั้น และด้วยการตั้งเจตน์จำนงไว้ เราละ
			<remark  id="s2b33c104l16" />ร่างกินนรแล้ว ได้ไปสวรรค์ชั้นดาวดึงส์เราได้เป็นจอมเทพเสวย 
			<remark  id="s2b33c104l17" />ราชสมบัติในเทวโลก ๓๖ ครั้ง ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิเสวยราช 
			<remark  id="s2b33c104l18" />สมบัติอันใหญ่ ๑๐ ครั้ง ได้เป็นพระเจ้าประเทศราชอันไพบูลย์โดย 
			<remark  id="s2b33c104l19" />คณนานับมิได้ พืชอันหว่านในเนื้อนาอันดี คือ พระสยัมภู ได้
			<remark  id="s2b33c104l20" />สำเร็จผลเป็นอันดีแก่เราแล้ว กุศลของเรามีอยู่ เราบวชเป็น 
			<remark  id="s2b33c104l21" />บรรพชิต ทุกวันนี้ เราควรแก่การบูชาในศาสนาของพระศากยบุตร 
			<remark  id="s2b33c104l22" />เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ... พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว 
			<remark  id="s2b33c104l23" />ดังนี้. 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b33c105" >
		<para id="s2b33c105p">
			<remark  id="s2b33c105l1" />ทราบว่า ท่านพระอัชชุนปุปผิยเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
			<remark  id="s2b33c105l2" />จบ อัชชุนปุปผิยเถราปทาน. 
			<remark  id="s2b33c105l3" />กุฏชปุปผิยเถราปทานที่ ๗ 
			<remark  id="s2b33c105l4" />ว่าด้วยผลแห่งการถวายดอกอัญชันเขียว 
			<remark  id="s2b33c105l5" />[๑๐๗] ในที่ไม่ไกลภูเขาหิมวันต์ มีภูเขาลูกหนึ่งชื่ออัจจละ พระพุทธเจ้า
			<remark  id="s2b33c105l6" />พระนามว่าสุทัสสนะ ประทับอยู่ที่ซอกเขา เราถือดอกไม้ที่เกิดในป่า
			<remark  id="s2b33c105l7" />หิมพานต์ เหาะขึ้นอากาศ ณ ที่นั้น เราได้เห็นพระพุทธเจ้าผู้ข้ามพ้น
			<remark  id="s2b33c105l8" />โอฆะ ไม่มีอาสวะ ครั้งนั้นเราถือเอาดอกอัญชันเขียวจบเหนือ 
			<remark  id="s2b33c105l9" />เศียรเกล้าแล้ว บูชาแด่พระสยัมภูพุทธเจ้า ผู้แสวงหาประโยชน์ใหญ่ 
			<remark  id="s2b33c105l10" />ในกัปที่ ๓๑ แต่กัปนี้ เราได้เอาดอกไม้ใดบูชา ด้วยการบูชานั้น 
			<remark  id="s2b33c105l11" />เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา เราเผากิเลส
			<remark  id="s2b33c105l12" />ทั้งหลายแล้ว ... พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
			<remark  id="s2b33c105l13" />ทราบว่า ท่านพระกุฏชปุปผิยเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
			<remark  id="s2b33c105l14" />จบ กุฏชปุปผิยเถราปทาน. 
			<remark  id="s2b33c105l15" />โฆสสัญญกเถราปทานที่ ๘ 
			<remark  id="s2b33c105l16" />ว่าด้วยผลแห่งความเลื่อมใสในเสียงแสดงธรรม
			<remark  id="s2b33c105l17" />[๑๐๘] เมื่อก่อน เราเป็นพรานเนื้อ เที่ยวอยู่ในไพรวัน อันสงัดเงียบ
			<remark  id="s2b33c105l18" />ได้พบพระพุทธเจ้าผู้ปราศจากกิเลสธุลี อันหมู่เทวดาห้อมล้อม
			<remark  id="s2b33c105l19" />กำลังทรงประกาศสัจจะ ๔ ทรงแสดงอมตบท เราได้สดับธรรมอัน
			<remark  id="s2b33c105l20" />ไพเราะของพระพุทธเจ้าผู้เผ่าพันธุ์ของโลกพระนามว่าสิขี เรายังจิตให้ 
			<remark  id="s2b33c105l21" />เลื่อมใสในพระสุรเสียง เรายังจิตให้เลื่อมใสในพระองค์ท่านผู้ไม่มี 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b33c106" >
		<para id="s2b33c106p">
			<remark  id="s2b33c106l1" />บุคคลเปรียบเสมอเหมือนแล้ว ข้ามพ้นภพที่ข้ามได้ยาก ในกัป
			<remark  id="s2b33c106l2" />ที่ ๓๑ แต่กัปนี้ เราได้สัญญาใดในกาลนั้น ด้วยการได้สัญญานั้น 
			<remark  id="s2b33c106l3" />เราไม่รู้จักทุคติเลยในเสียง นี้เป็นผลแห่งสัญญา เราเผากิเลส
			<remark  id="s2b33c106l4" />ทั้งหลายแล้ว ... พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
			<remark  id="s2b33c106l5" />ทราบว่า ท่านพระโฆสสัญญกเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
			<remark  id="s2b33c106l6" />จบ โฆสสัญญกเถราปทาน. 
			<remark  id="s2b33c106l7" />สัพพลทายกเถราปทานที่ ๙ 
			<remark  id="s2b33c106l8" />ว่าด้วยผลแห่งการถวายผลไม้ต่างๆ
			<remark  id="s2b33c106l9" />[๑๐๙] ครั้งนั้น เราเป็นพราหมณ์มีนามชื่อว่าวรุณ เป็นผู้เรียนจบมนต์ 
			<remark  id="s2b33c106l10" />ทิ้งบุตร ๑๐ คนเข้าไปกลางป่า สร้างอาศรมอย่างสวยงาม สร้าง 
			<remark  id="s2b33c106l11" />บรรณศาลาจัดไว้เป็นห้องๆ น่ารื่นรมย์ใจ อาศัยอยู่ในป่าใหญ่
			<remark  id="s2b33c106l12" />พระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตระ ทรงรู้แจ้งโลก ผู้สมควรรับ
			<remark  id="s2b33c106l13" />เครื่องบูชา ทรงพระประสงค์จะช่วยเหลือเรา พระองค์จึงได้เสด็จมา
			<remark  id="s2b33c106l14" />ยังอาศรมของเรา พระรัศมีได้แผ่กว้างใหญ่ตลอดไพรสณฑ์ ครั้งนั้น 
			<remark  id="s2b33c106l15" />ป่าใหญ่โพลงไปด้วยพุทธานุภาพ เราเห็นปาฏิหาริย์ของพระพุทธเจ้า 
			<remark  id="s2b33c106l16" />ผู้ประเสริฐสุด ผู้คงที่ ได้เก็บเอาใบไม้มาเย็บเป็นกระทง แล้ว 
			<remark  id="s2b33c106l17" />เอาผลไม้ใส่จนเต็มหาบ เข้าไปเฝ้าพระสัมพุทธเจ้าแล้วได้ถวาย
			<remark  id="s2b33c106l18" />พร้อมทั้งหาบ เพื่อทรงอนุเคราะห์เรา พระพุทธเจ้าได้ตรัสแก่เราว่า
			<remark  id="s2b33c106l19" />ท่านจงถือเอาหาบเดินตามหลังเรามา เมื่อสงฆ์บริโภคแล้ว บุญจักมี
			<remark  id="s2b33c106l20" />แก่ท่าน เราได้หาบเอาผลไม้ไปถวายแก่พระภิกษุสงฆ์ เรายังจิตให้ 
			<remark  id="s2b33c106l21" />เลื่อมใสในพระภิกษุสงฆ์แล้ว ได้เข้าถึงสวรรค์ชั้นดุสิต เป็นผู้ประ
			<remark  id="s2b33c106l22" />กอบด้วยการฟ้อน การขับ การประโคมอันเป็นทิพย์ เสวยยศใน
			<remark  id="s2b33c106l23" />สวรรค์ชั้นดุสิตนั้น โดยบุญกรรม เราเข้าถึงกำเนิดใดๆ คือ
			<remark  id="s2b33c106l24" />เป็นเทวดาหรือมนุษย์ ในกำเนิดนั้นๆ เราไม่มีความบกพร่อง 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b33c107" >
		<para id="s2b33c107p">
			<remark  id="s2b33c107l1" />ในเรื่องโภคทรัพย์เลย นี้เป็นผลแห่งการถวายผลไม้ เพราะได้ถวาย 
			<remark  id="s2b33c107l2" />ผลไม้แด่พระพุทธเจ้า เราจึงได้เป็นใหญ่ตลอดทวีปทั้ง ๔ พร้อมด้วย 
			<remark  id="s2b33c107l3" />สมุทร พร้อมทั้งภูเขา ถึงฝูงนกมีเท่าใดที่บินอยู่ในอากาศ นก 
			<remark  id="s2b33c107l4" />เหล่านั้นก็ตกอยู่ในอำนาจของเรา นี้เป็นผลแห่งการถวายผลไม้ ยักษ์
			<remark  id="s2b33c107l5" />ภูต รากษส กุมภัณฑ์และครุฑ เท่าที่มีอยู่ในไพรสณฑ์ ต่างก็ 
			<remark  id="s2b33c107l6" />บำรุงบำเรอเอา ถึงพวกเต่า หมาไน ผึ้งและเหลือบยุง ก็ตกอยู่
			<remark  id="s2b33c107l7" />ในอำนาจของเรา นี้เป็นผลแห่งการถวายผลไม้ แม้เหล่าสกุลปักษี 
			<remark  id="s2b33c107l8" />มีกำลังมากชื่อสุบรรณก็นับถือเรา นี้ก็เป็นผลแห่งการถวายผลไม้ 
			<remark  id="s2b33c107l9" />ถึงพวกนาคที่มีอายุยืน มีฤทธิ์ มียศใหญ่ ก็ตกอยู่ในอำนาจเรา 
			<remark  id="s2b33c107l10" />นี้เป็นผลแห่งการถวายผลไม้ ราชสีห์ เสือโคร่ง เสือเหลือง หมี
			<remark  id="s2b33c107l11" />หมาป่า หมาจิ้งจอก ก็ตกอยู่ในอำนาจของเรา นี้เป็นผลแห่งการ
			<remark  id="s2b33c107l12" />ถวายผลไม้ ผู้ที่อยู่ในดาวประกายพฤกษ์และหญ้า กับผู้ที่อยู่ในอากาศ
			<remark  id="s2b33c107l13" />ล้วนนับถือเราทั้งหมด นี้เป็นผลแห่งการถวายผลไม้ ธรรมที่เห็นได้ 
			<remark  id="s2b33c107l14" />ยาก ละเอียด ลึกซึ้ง ซึ่งพระศาสดาทรงประกาศไว้ดีแล้ว
			<remark  id="s2b33c107l15" />เราถูกต้องแล้วอยู่ นี้เป็นผลแห่งการถวายผลไม้ เราถูกต้องวิโมกข์ ๘
			<remark  id="s2b33c107l16" />เป็นผู้ไม่มีอาสวะ เป็นผู้มีความเพียรเผากิเลส และมีปัญญารักษา
			<remark  id="s2b33c107l17" />ตนอยู่ นี้เป็นผลแห่งการถวายผลไม้ เราเป็นผู้หนึ่งในจำนวนโอรส 
			<remark  id="s2b33c107l18" />ของพระพุทธเจ้าที่ดำรงอยู่ในผล สิ้นโทสะ มียศใหญ่ นี้เป็นผล 
			<remark  id="s2b33c107l19" />แห่งการถวายผลไม้ เราถึงความบริบูรณ์ในอภิญญา อันกุศลมูล
			<remark  id="s2b33c107l20" />ตักเตือน กำหนดรู้อาสวะทั้งปวง เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่ เราเป็นผู้
			<remark  id="s2b33c107l21" />หนึ่งในจำนวนพระโอรสของพระพุทธเจ้าที่ได้วิชชา ๓ บรรลุฤทธิ์ 
			<remark  id="s2b33c107l22" />มียศใหญ่ สมบูรณ์ด้วยทิพโสต ในกัปที่แสนแต่กัปนี้ เราได้
			<remark  id="s2b33c107l23" />ถวายผลไม้ใดกาลนั้น ด้วยการถวายผลไม้นั้น เราไม่รู้จัก
			<remark  id="s2b33c107l24" />ทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายผลไม้ เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ...
			<remark  id="s2b33c107l25" />พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้. 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b33c108" >
		<para id="s2b33c108p">
			<remark  id="s2b33c108l1" />ทราบว่า ท่านพระสัพพผลทายกเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
			<remark  id="s2b33c108l2" />จบ สัพพผลทายกเถราปทาน.
			<remark  id="s2b33c108l3" />ปทุมธาริยเถราปทานที่ ๑๐
			<remark  id="s2b33c108l4" />ว่าด้วยผลแห่งการถวายดอกบัว
			<remark  id="s2b33c108l5" />[๑๑๐] ในที่ไม่ไกลภูเขาหิมวันต์ มีภูเขาลูกหนึ่งชื่อโรมสะ ครั้งนั้น 
			<remark  id="s2b33c108l6" />พระพุทธเจ้าพระนามว่าอภิสัมภวะ ประทับอยู่กลางแจ้ง เราออกจาก
			<remark  id="s2b33c108l7" />ที่อยู่ไป ถือเอาดอกปทุมบูชา เราถือดอกปทุมบูชาอยู่หนึ่งวัน 
			<remark  id="s2b33c108l8" />แล้วจึงได้กลับที่อยู่ ในกัปที่ ๓๑ แต่กัปนี้ เราได้บูชาพระพุทธเจ้าใด 
			<remark  id="s2b33c108l9" />ด้วยการบูชานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา
			<remark  id="s2b33c108l10" />เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ... พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้. 
			<remark  id="s2b33c108l11" />ทราบว่า ท่านพระปทุมธาริยเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล. 
			<remark  id="s2b33c108l12" />จบ ปทุมธาริยเถราปทาน.
			<remark  id="s2b33c108l13" />---------------- 
			<remark  id="s2b33c108l14" />รวมอปทานที่มีในวรรคนี้ คือ 
			<remark  id="s2b33c108l15" />๑. กุรัญชิยผลทายกเถราปทาน๖. อัชชุนปุปผิยเถราปทาน
			<remark  id="s2b33c108l16" />๒. กปิฏฐผลทายกเถราปทาน ๗. กุฏชปุปผิยเถราปทาน
			<remark  id="s2b33c108l17" />๓. โกสุมพผลิยเถราปทาน ๘. โฆสสัญญกเถราปทาน 
			<remark  id="s2b33c108l18" />๔. เกตกปุปผิยเถราปทาน ๙. สัพพผลทายกเถราปทาน 
			<remark  id="s2b33c108l19" />๕. นาคปุปผิยเถราปทาน๑๐. ปทุมธาริยเถราปทาน 
			<remark  id="s2b33c108l20" />และในวรรคนี้ มีคาถาคำนวณได้ ๘๓ คาถา. 
			<remark  id="s2b33c108l21" />จบ ผลทายกวรรคที่ ๕๒. 
			<remark  id="s2b33c108l22" />----------------
		</para>
	</section>
	<section id="s2b33c109" >
		<para id="s2b33c109p">
			<remark  id="s2b33c109l1" />ติณทายกวรรคที่ ๕๓
			<remark  id="s2b33c109l2" />ติณมุฏฐิทายกเถราปทานที่ ๑
			<remark  id="s2b33c109l3" />ว่าด้วยผลแห่งการถวายหญ้าคา ๑ กำ
			<remark  id="s2b33c109l4" />[๑๑๑] ในที่ไม่ไกลภูเขาหิมวันต์ มีภูเขาลูกหนึ่งชื่อลัมพกะ ที่ภูเขาลัมพกะ 
			<remark  id="s2b33c109l5" />นั้น พระสัมพุทธเจ้าพระนามว่าติสสะ เสด็จจงกรมอยู่กลางแจ้ง
			<remark  id="s2b33c109l6" />เมื่อก่อน เราเป็นพรานเนื้ออยู่ในอรัญราวป่า ได้พบพระพุทธเจ้า 
			<remark  id="s2b33c109l7" />ผู้ประเสริฐสุดกว่าทวยเทพ จึงได้ถวายหญ้ากำหนึ่งแด่พระพุทธเจ้า
			<remark  id="s2b33c109l8" />เพื่อเป็นที่ประทับนั่ง ครั้นแล้วยังจิตให้เลื่อมใส ถวายบังคม 
			<remark  id="s2b33c109l9" />พระสัมพุทธเจ้าแล้ว บ่ายหน้ากลับทางทิศอุดร เราเดินไปไม่นาน 
			<remark  id="s2b33c109l10" />ก็ถูกราชสีห์ฆ่า เราเป็นผู้ถูกราชสีห์ฆ่าตายในที่นั้นนั่นเอง เราได้ทำ 
			<remark  id="s2b33c109l11" />อาสนกรรม ณ ที่ใกล้พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด ไม่มีอาสวะ เรา
			<remark  id="s2b33c109l12" />ได้ไปยังเทวโลกเหมือนลูกศรที่พ้นจากแล่ง ฉะนั้น ปราสาทใน
			<remark  id="s2b33c109l13" />เทวโลกนั้น ซึ่งบุญกรรมเนรมิตให้ เป็นของงดงาม มีแล่งธนูตั้งพัน 
			<remark  id="s2b33c109l14" />มีลูกหนังเป็นจำนวนร้อย มีธงประจำปราสาทสีเขียว รัศมีของ
			<remark  id="s2b33c109l15" />ปราสาทนั้นแผ่ซ่านไป เหมือนพระอาทิตย์อุทัย เราเป็นผู้เพียบพร้อม
			<remark  id="s2b33c109l16" />ด้วยเหล่านางเทพกัญญา เพียบพร้อมด้วยกามคุณารมณ์ บันเทิงเริง
			<remark  id="s2b33c109l17" />รมย์อยู่ เราอันกุศลมูลตักเตือนแล้ว จุติจากเทวโลกมาเป็นมนุษย์
			<remark  id="s2b33c109l18" />เป็นผู้บรรลุธรรมเป็นที่สิ้นอาสวะ ในกัปที่ ๙๒ แต่กัปนี้ เราได้ 
			<remark  id="s2b33c109l19" />ถวายหญ้าสำหรับรองนั่ง ด้วยการถวายหญ้านั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย
			<remark  id="s2b33c109l20" />นี้เป็นผลแห่งการถวายหญ้ากำหนึ่ง เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ... 
			<remark  id="s2b33c109l21" />พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้. 
			<remark  id="s2b33c109l22" />ทราบว่า ท่านพระติณมุฏฐิทายกเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
			<remark  id="s2b33c109l23" />จบ ติณมุฏฐิทายกเถราปทาน.
		</para>
	</section>
	<section id="s2b33c110" >
		<para id="s2b33c110p">
			<remark  id="s2b33c110l1" />เวจจกทายกเถราปทานที่ ๒ 
			<remark  id="s2b33c110l2" />ว่าด้วยผลแห่งการถวายวัจจกุฎี
			<remark  id="s2b33c110l3" />[๑๑๒] เราเลื่อมใส ได้ถวายวัจจกุฎีหลังหนึ่ง แด่พระผู้มีพระภาคเชษฐบุรุษ 
			<remark  id="s2b33c110l4" />ของโลก ผู้คงที่ พระนามว่าวิปัสสี ด้วยมือของตน เราได้ยานช้าง 
			<remark  id="s2b33c110l5" />ยานม้าและยานทิพย์ เราได้บรรลุธรรมเป็นที่สิ้นอาสวะ ก็เพราะ 
			<remark  id="s2b33c110l6" />การถวายวัจจกุฎีนั้น ในกัปที่ ๙๑ แต่กัปนี้ เราได้ถวายวัจจกุฎีใด ด้วย 
			<remark  id="s2b33c110l7" />การถวายวัจจกุฎีนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวาย 
			<remark  id="s2b33c110l8" />วัจจกุฎี เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ... พระพุทธศาสนาเราได้ทำ 
			<remark  id="s2b33c110l9" />เสร็จแล้ว ดังนี้. 
			<remark  id="s2b33c110l10" />ทราบว่า ท่านพระเวจจกทายกเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล. 
			<remark  id="s2b33c110l11" />จบ เวจจกทายกเถราปทาน. 
			<remark  id="s2b33c110l12" />สรณคมนิยเถราปทานที่ ๓ 
			<remark  id="s2b33c110l13" />ว่าด้วยผลแห่งการเข้าถึงพระรัตนตรัย 
			<remark  id="s2b33c110l14" />[๑๑๓] ครั้งนั้น ภิกษุกับเราผู้อาศัยเลี้ยงชีพ ขึ้นเรือไปด้วยกัน เมื่อเรือกำลัง 
			<remark  id="s2b33c110l15" />จะอัปปาง ภิกษุได้ให้สรณะแก่เรา ในกัปที่ ๓๑ แต่กัปนี้ ภิกษุนั้นได้ 
			<remark  id="s2b33c110l16" />ให้สรณะใดแก่เรา เพราะสรณะนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็น
			<remark  id="s2b33c110l17" />ผลแห่งสรณคมน์ เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ... พระพุทธศาสนาเราได้
			<remark  id="s2b33c110l18" />ทำเสร็จแล้ว ดังนี้. 
			<remark  id="s2b33c110l19" />ทราบว่า ท่านพระสรณคมนิยเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
			<remark  id="s2b33c110l20" />จบ สรณคมนิยเถราปทาน. 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b33c111" >
		<para id="s2b33c111p">
			<remark  id="s2b33c111l1" />อัพภัญชนทายกเถราปทานที่ ๔ 
			<remark  id="s2b33c111l2" />ว่าด้วยผลแห่งการถวายยาหยอดตา
			<remark  id="s2b33c111l3" />[๑๑๔] เราอยู่ใกล้พระราชอุทยาน ในพระนครพันธุมดี ครั้งนั้น เรานุ่ง
			<remark  id="s2b33c111l4" />หนังเสือเหลือง ถือคณโฑน้ำ เราได้พบพระสยัมภูพุทธเจ้า ผู้ปราศ 
			<remark  id="s2b33c111l5" />จากกิเลสธุลี ผู้ไม่ทรงพ่ายแพ้อะไรๆ มีความเพียรเผากิเลส มี 
			<remark  id="s2b33c111l6" />พระหฤทัยแน่วแน่ มีปกติเพ่งพินิจ ยินดีในฌาน เป็นนักบวช 
			<remark  id="s2b33c111l7" />ผู้สำเร็จความประสงค์ทั้งปวง ข้ามพ้นโอฆะแล้ว ไม่มีอาสวะ
			<remark  id="s2b33c111l8" />ครั้นเราพบแล้วก็เลื่อมใสโสมนัส ได้ถวายยาหยอดตา ในกัปที่ ๙๑
			<remark  id="s2b33c111l9" />แต่กัปนี้ เราได้ถวายทานใดในกาลนั้น ด้วยทานนั้น เราไม่รู้จัก 
			<remark  id="s2b33c111l10" />ทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งยาหยอดตา เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ...
			<remark  id="s2b33c111l11" />พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้. 
			<remark  id="s2b33c111l12" />ทราบว่า ท่านพระอัพภัญชนทายกเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
			<remark  id="s2b33c111l13" />จบ อัพภัญชนทายกเถราปทาน.
			<remark  id="s2b33c111l14" />สุปฏทายกเถราปทานที่ ๕ 
			<remark  id="s2b33c111l15" />ว่าด้วยผลแห่งการถวายผ้าเนื้อดี 
			<remark  id="s2b33c111l16" />[๑๑๕] พระวิปัสสีสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้นำโลก เสด็จออกจากที่ประทับสำราญ
			<remark  id="s2b33c111l17" />ในกลางวัน เราได้ถวายผ้าอย่างดีมีเนื้อเบาแล้ว บันเทิงอยู่ในสวรรค์
			<remark  id="s2b33c111l18" />ตลอดกัปที่ ๙๑ แต่กัปนี้ เราได้ถวายผ้าใด ด้วยการถวายผ้านั้น เราไม่ 
			<remark  id="s2b33c111l19" />รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งผ้าอย่างดี เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ...
			<remark  id="s2b33c111l20" />พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้. 
			<remark  id="s2b33c111l21" />ทราบว่า ท่านพระสุปฏทายกเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
			<remark  id="s2b33c111l22" />จบ สุปฏทายกเถราปทาน. 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b33c112" >
		<para id="s2b33c112p">
			<remark  id="s2b33c112l1" />ทัณฑทายกเถราปทานที่ ๖ 
			<remark  id="s2b33c112l2" />ว่าด้วยผลแห่งการถวายไม้เท้า 
			<remark  id="s2b33c112l3" />[๑๑๖] ครั้งนั้น เราเข้าไปยังป่าใหญ่ ตัดเอาไม้ไผ่มาทำเป็นไม้เท้าถวาย 
			<remark  id="s2b33c112l4" />แด่พระสงฆ์ เรากราบไหว้ท่านผู้มีวัตรอันงาม ด้วยจิตเลื่อมใสนั้น 
			<remark  id="s2b33c112l5" />ถวายไม้เท้าแล้วเดินบ่ายหน้าไปทางทิศอุดร ในกัปที่ ๙๔ แต่กัปนี้ 
			<remark  id="s2b33c112l6" />เราได้ถวายไม้เท้าใดในกาลนั้น ด้วยการถวายไม้เท้านั้น เราไม่รู้จัก
			<remark  id="s2b33c112l7" />ทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายไม้เท้า เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ...
			<remark  id="s2b33c112l8" />พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้. 
			<remark  id="s2b33c112l9" />ทราบว่า ท่านพระทัณฑทายกเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
			<remark  id="s2b33c112l10" />จบ ทัณฑทายกเถราปทาน. 
			<remark  id="s2b33c112l11" />คิริเนลปูชกเถราปทานที่ ๗ 
			<remark  id="s2b33c112l12" />ว่าด้วยผลแห่งการบูชาด้วยดอกอัญชันเขียว
			<remark  id="s2b33c112l13" />[๑๑๗] เมื่อก่อน เราเป็นพรานเนื้อเที่ยวอยู่ในป่า ได้พบพระพุทธเจ้าผู้ 
			<remark  id="s2b33c112l14" />ปราศจากกิเลสธุลี ทรงรู้จบธรรมทั้งปวง เรามีจิตเลื่อมใสโสมนัส 
			<remark  id="s2b33c112l15" />ในพระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ผู้ประกอบด้วยพระมหากรุณา ทรงยินดี
			<remark  id="s2b33c112l16" />ในประโยชน์เกื้อกูลของสรรพสัตว์ จึงได้บูชาด้วยดอกอัญชันเขียว 
			<remark  id="s2b33c112l17" />ในกัปที่ ๓๑ แต่กัปนี้ เราได้บูชาพระพุทธเจ้าด้วยดอกไม้ใด 
			<remark  id="s2b33c112l18" />ด้วยการบูชานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา
			<remark  id="s2b33c112l19" />เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ... พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้. 
			<remark  id="s2b33c112l20" />ทราบว่า ท่านพระคิริเนลปูชกเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล. 
			<remark  id="s2b33c112l21" />จบ คิริเนลปูชกเถราปทาน.
		</para>
	</section>
	<section id="s2b33c113" >
		<para id="s2b33c113p">
			<remark  id="s2b33c113l1" />โพธิสัมมัชชกเถราปทานที่ ๘
			<remark  id="s2b33c113l2" />ว่าด้วยผลแห่งการกวาดลานโพธิ์ 
			<remark  id="s2b33c113l3" />[๑๑๘] ในกาลก่อน เราเก็บใบโพธิ์ที่ถูกทิ้งไว้ ณ ลานพระเจดีย์เอาไปทิ้ง 
			<remark  id="s2b33c113l4" />เสีย เราจึงได้คุณ ๒๐ ประการ ด้วยเดชแห่งกรรมนั้น เมื่อเรายัง 
			<remark  id="s2b33c113l5" />ท่องเที่ยวอยู่ในภพน้อยภพใหญ่ ย่อมท่องเที่ยวไปแต่ในสองภพ 
			<remark  id="s2b33c113l6" />คือ ในเทวดาและมนุษย์ จุติจากเทวโลกแล้วมาสู่มนุษยโลก ก็
			<remark  id="s2b33c113l7" />เกิดแต่ในสองสกุล คือ สกุลกษัตริย์และสกุลพราหมณ์ เรามี 
			<remark  id="s2b33c113l8" />อวัยวะน้อยใหญ่สมบูรณ์ สูงใหญ่ รูปสวย สะอาดสะอ้าน
			<remark  id="s2b33c113l9" />เต็มเปี่ยม ไม่บกพร่อง เราเกิดในภพใดภพหนึ่ง คือ ในเทวโลกหรือ 
			<remark  id="s2b33c113l10" />มนุษยโลก ในภพนั้น เรามีผิวพรรณเหมือนทองคำ เปรียบดัง 
			<remark  id="s2b33c113l11" />ทองคำที่นายช่างหลอมแล้ว ผิวของเราอ่อนนุ่ม สนิท สุขุม
			<remark  id="s2b33c113l12" />ละเอียดอ่อนอยู่ตลอดเวลา เพราะใบโพธิ์อันเราทิ้งดีแล้ว ในคติ
			<remark  id="s2b33c113l13" />ไหนๆ ก็ตามที ฝุ่นละอองย่อมไม่ติดในสรีระของเราผู้ที่อยู่ในที่
			<remark  id="s2b33c113l14" />ประชุม นี้เป็นวิบากแห่งการทิ้งใบโพธิ์เพราะความร้อนลม แดด
			<remark  id="s2b33c113l15" />หรือเพราะความร้อนของไฟก็ตาม ที่ตัวของเราไม่มีเหงื่อไหล นี้
			<remark  id="s2b33c113l16" />เป็นวิบากแห่งการทิ้งใบโพธิ์ ในกายของเรา ไม่มีโรคเรื้อน ฝี 
			<remark  id="s2b33c113l17" />กราก ตกกระ หูดและหิด เปื่อยเลย นี้เป็นวิบากแห่งการทิ้ง
			<remark  id="s2b33c113l18" />ใบโพธิ์ คุณแห่งการทิ้งใบโพธิ์อีกข้อหนึ่ง คือ บุคคลเกิดใน
			<remark  id="s2b33c113l19" />ภพน้อยภพใหญ่ ย่อมไม่มีโรคในกาย นี้เป็นวิบากแห่งการทิ้งใบโพธิ์ 
			<remark  id="s2b33c113l20" />คุณอีกข้อหนึ่ง คือ เขาเกิดในภพน้อยใหญ่ ย่อมไม่มีความบีบคั้น 
			<remark  id="s2b33c113l21" />ที่เกิดขึ้นทางใจเลย นี้เป็นวิบากแห่งการทิ้งใบโพธิ์ คุณอีกข้อหนึ่ง 
			<remark  id="s2b33c113l22" />คือ เขาเกิดในภพน้อยภพใหญ่ ย่อมไม่มีใครเป็นข้าศึกเลย นี้เป็น 
			<remark  id="s2b33c113l23" />วิบากแห่งการทิ้งใบโพธิ์ คุณอีกข้อหนึ่ง คือเขาเกิดในภพน้อย 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b33c114" >
		<para id="s2b33c114p">
			<remark  id="s2b33c114l1" />ภพใหญ่ ย่อมมีโภคทรัพย์ไม่บกพร่องเลย นี้เป็นวิบากแห่งการทิ้ง 
			<remark  id="s2b33c114l2" />ใบโพธิ์ คุณอีกข้อหนึ่ง คือ เขาเกิดในภพน้อยภพใหญ่ ย่อม 
			<remark  id="s2b33c114l3" />ไม่มีภัยแต่ไฟ พระราชา โจรและน้ำ คุณอีกข้อหนึ่ง คือ เขา
			<remark  id="s2b33c114l4" />เกิดในภพน้อยภพใหญ่ทาสหญิงชายและคนเดินตาม ย่อมประพฤติ
			<remark  id="s2b33c114l5" />ตามจิตของเขา เขาเกิดในมนุษยโลกในปริมาณอายุเท่าใด อายุ 
			<remark  id="s2b33c114l6" />ของเขาย่อมไม่ลดไปจากปริมาณอายุนั้น ย่อมดำรงอยู่ตราบเท่าสิ้น 
			<remark  id="s2b33c114l7" />อายุคนใน คนนอก ตลอดถึงชาวนิคม ชาวรัฐ ล้วนแต่เป็น
			<remark  id="s2b33c114l8" />ผู้ช่วยเหลือ ใคร่ความเจริญปรารถนาความสุขแก่เขาทั้งนั้น ใน 
			<remark  id="s2b33c114l9" />ทุกๆ ภพ เราเป็นคนมีโภคทรัพย์ มียศ มีศิริ มีญาติ พวกพ้อง 
			<remark  id="s2b33c114l10" />ไม่มีเวร หมดความสะดุ้ง ในกาลทั้งปวง เมื่อเรายังท่องเที่ยวอยู่ 
			<remark  id="s2b33c114l11" />ในภพ เทวดา มนุษย์ อสูร คนธรรพ์ ยักษ์และรากษส ล้วน 
			<remark  id="s2b33c114l12" />แต่ป้องกันรักษาเราทุกเมื่อ เราเสวยยศสองอย่างทั้งในเทวโลกและ 
			<remark  id="s2b33c114l13" />มนุษยโลก ในอวสานเราได้บรรลุศิวโมกข์มหานฤพานอันยอดเยี่ยม 
			<remark  id="s2b33c114l14" />บุรุษใดประสพบุญเพราะเจาะจงพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หรือโพธิ 
			<remark  id="s2b33c114l15" />พฤกษ์ของพระศาสดาพระองค์นั้น สำหรับบุรุษเช่นนั้น สิ่งอะไร
			<remark  id="s2b33c114l16" />เล่าที่เขาจะหาได้ยาก เขาย่อมเป็นผู้ยิ่งใหญ่กว่าคนอื่นๆ ในเพราะ
			<remark  id="s2b33c114l17" />มรรคผล นิกายเป็นที่มาและคุณ คือ ฌานและ อภิญญา ไม่มี 
			<remark  id="s2b33c114l18" />อาสวะ ปรินิพพาน เมื่อก่อน เรามีใจยินดีเก็บใบโพธิ์เอาไปทิ้ง
			<remark  id="s2b33c114l19" />จึงเป็นผู้พร้อมเพรียงด้วยองค์ ๒๐ ประการนี้ ทุกทิพาราตรีกาล
			<remark  id="s2b33c114l20" />เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ... พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว 
			<remark  id="s2b33c114l21" />ดังนี้. 
			<remark  id="s2b33c114l22" />ทราบว่า ท่านพระโพธิสัมมัชชกเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
			<remark  id="s2b33c114l23" />จบ โพธิสัมมัชชกเถราปทาน.
		</para>
	</section>
	<section id="s2b33c115" >
		<para id="s2b33c115p">
			<remark  id="s2b33c115l1" />อามัณฑผลทายกเถราปทานที่ ๙ 
			<remark  id="s2b33c115l2" />ว่าด้วยผลแห่งการถวายแฟง
			<remark  id="s2b33c115l3" />[๑๑๙] พระพิชิตมารพระนามว่าปทุมุตระ ผู้ทรงรู้จบธรรมทั้งปวงเป็นนายก 
			<remark  id="s2b33c115l4" />ของโลก ออกจากสมาธิแล้วเสด็จจงกรมอยู่ ครั้งนั้น เราเอา 
			<remark  id="s2b33c115l5" />ผลไม้ใส่หาบหาบมา ได้พบพระพุทธเจ้ามหามุนี ผู้ปราศจากกิเลส
			<remark  id="s2b33c115l6" />ธุลี กำลังเสด็จจงกรมอยู่ เรามีจิตเลื่อมใสโสมนัส ประนมกรอัญชลี 
			<remark  id="s2b33c115l7" />เหนือเศียรเกล้า ถวายบังคมพระสัมพุทธเจ้าแล้วถวายผลแฟง ใน 
			<remark  id="s2b33c115l8" />กัปที่แสนแต่กัปนี้ เราได้ถวายผลไม้ใดในกาลนั้น ด้วยการถวาย 
			<remark  id="s2b33c115l9" />ผลไม้นั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งผลแฟง เราเผากิเลส 
			<remark  id="s2b33c115l10" />ทั้งหลายแล้ว ... พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
			<remark  id="s2b33c115l11" />ทราบว่า ท่านพระอามัณฑผลทายกเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
			<remark  id="s2b33c115l12" />จบ อามัณฑผลทายกเถราปทาน. 
			<remark  id="s2b33c115l13" />สุคันธเถราปทานที่ ๑๐ 
			<remark  id="s2b33c115l14" />ว่าด้วยผลแห่งการสดุดีพระรัตนตรัย
			<remark  id="s2b33c115l15" />[๑๒๐] พระพุทธเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์แห่งพราหมณ์ ทรงพระยศใหญ่ มี 
			<remark  id="s2b33c115l16" />พระนามชื่อว่ากัสสปะ ประเสริฐกว่านักปราชญ์ทั้งหลายเสด็จอุบัติ
			<remark  id="s2b33c115l17" />ขึ้นแล้วในภัทกัปนี้ พระองค์ทรงสมบูรณ์ด้วยอายุพยัญชนะมีพระ 
			<remark  id="s2b33c115l18" />ลักษณะอันประเสริฐ ๓๒ ประการ อันรัศมีวาหนึ่งแวดล้อม มีข่าย 
			<remark  id="s2b33c115l19" />รัศมีบังเกิดปรากฏ ก่อให้เกิดความยินดีเหมือนพระจันทร์ ส่องแสง
			<remark  id="s2b33c115l20" />สว่างเหมือนพระอาทิตย์ ทรงยังหมู่สัตว์ให้เยือกเย็น เหมือนเมฆฝน 
			<remark  id="s2b33c115l21" />เป็นบ่อเกิดแห่งคุณเหมือนสาคร ปานประหนึ่งว่าแผ่นดินโดยศีล
			<remark  id="s2b33c115l22" />เปรียบดังภูเขาหิมวันต์โดยสมาธิ เหมือนอย่างอากาศโดยปัญญา 
			<remark  id="s2b33c115l23" />เป็นผู้ไม่เกาะเกี่ยวเหมือนลม ไม่พร่องเหมือนวิหาร แกล้วกล้าใน
		</para>
	</section>
	<section id="s2b33c116" >
		<para id="s2b33c116p">
			<remark  id="s2b33c116l1" />บริษัท ทรงประกาศสัจธรรมช่วยมหาชนให้รอดพ้น ครั้งนั้นเรา
			<remark  id="s2b33c116l2" />เป็นเศรษฐีบุตรผู้มียศใหญ่ ในพระนครพาราณสี มีทรัพย์และ 
			<remark  id="s2b33c116l3" />ข้าวเปลือกมากมาย เราเที่ยวเดินเล่นไปจนถึงป่ามฤคทายวัน ได้ 
			<remark  id="s2b33c116l4" />เห็นพระศาสดาผู้เป็นนาถะ กำลังทรงแสดงพระธรรมเทศนาเรื่อง
			<remark  id="s2b33c116l5" />หนทางอมตธรรม เราได้เห็นพระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ผู้เป็นเทพยิ่ง
			<remark  id="s2b33c116l6" />กว่าทวยเทพ มีพระดำรัสเกลี้ยงเกลา น่ารัก มีพระสุรเสียงสม่ำ 
			<remark  id="s2b33c116l7" />เสมอเหมือนนกการะเวก มีพระสำเนียงก้องเหมือนเสียงหงส์และ
			<remark  id="s2b33c116l8" />เสียงกลองใหญ่ ยังมหาชนให้ทราบชัดได้ และได้สดับพระสุรเสียง 
			<remark  id="s2b33c116l9" />อันไพเราะ จึงได้ละโภคทรัพย์มิใช่น้อย ออกบวชเป็นบรรพชิต
			<remark  id="s2b33c116l10" />เราบวชแล้ว เช่นนี้ ไม่นานก็เป็นพหูสูต เป็นพระธรรมกถึก 
			<remark  id="s2b33c116l11" />มีปฏิภาณอันวิจิตร เราเป็นคนองอาจในการพรรณนา ได้พรรณนา 
			<remark  id="s2b33c116l12" />พระคุณของพระศาสดาผู้มีพระฉวีวรรณเหมือนทองคำ ในท่ามกลาง
			<remark  id="s2b33c116l13" />บริษัทย่อยๆ ว่า พระผู้มีพระภาคพระองค์นี้ เป็นพระขีณาสพ
			<remark  id="s2b33c116l14" />เป็นผู้ตื่นแล้วไม่มีทุกข์ ทรงตัดความสงสัยได้แล้ว ทรงถึงความ 
			<remark  id="s2b33c116l15" />สิ้นกรรมทุกอย่าง ทรงพ้นกิเลสแล้วในเพราะธรรมเป็นที่สิ้นไป
			<remark  id="s2b33c116l16" />แห่งอุปธิ พระผู้มีพระภาคพระองค์นี้นั้นเป็นผู้ตื่นแล้ว พระองค์เป็น 
			<remark  id="s2b33c116l17" />ผู้ประเสริฐยิ่ง ทรงประกาศพรหมจรรย์ในโลก พร้อมทั้งเทวโลก 
			<remark  id="s2b33c116l18" />ทรงฝึกพระองค์เองและทรงฝึกผู้อื่น ทรงสงบระงับเองและทรงทำ 
			<remark  id="s2b33c116l19" />ผู้อื่นให้สงบระงับ เป็นผู้ดับกิเลส เป็นนักบวช ทรงยังผู้อื่นให้ดับ 
			<remark  id="s2b33c116l20" />กิเลส เป็นผู้เบาพระทัยและทรงยังมหาชนให้เบาใจ ทรงมีความ
			<remark  id="s2b33c116l21" />เพียร องอาจ กล้าหาญ มีพระปัญญาทรงประกอบด้วยพระกรุณา 
			<remark  id="s2b33c116l22" />ทรงมีความชำนาญ เป็นผู้มีชัยชนะ เป็นพระพิชิตมาร ไม่ทรงคนอง 
			<remark  id="s2b33c116l23" />ทรงหมดความห่วงใย เป็นผู้ไม่หวั่นไหว ไม่สั่นสะเทือนเป็น
			<remark  id="s2b33c116l24" />นักปราชญ์ ไม่ทรงหลงใหล ไม่มีใครเทียมทัน เป็นมุนี มีปกติ 
			<remark  id="s2b33c116l25" />นำธุระไป ทรงอาจหาญแม้ในพวกครู ดังโคอุสุภราชพระยาคชสาร 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b33c117" >
		<para id="s2b33c117p">
			<remark  id="s2b33c117l1" />(และ) ไกรสรสีหราช เป็นผู้ปราศจากราคะ ปราศจากมลทิน 
			<remark  id="s2b33c117l2" />เป็นดังพรหม กล้ากว่านักปราชญ์ หักเสียซึ่งข้าศึกคือกิเลส หมด 
			<remark  id="s2b33c117l3" />เสี้ยนหนาม ปราศจากความเศร้าโศกไม่มีใครเสมอเสมือน เป็นผู้
			<remark  id="s2b33c117l4" />ประเสริฐ สะอาดหมดจด เป็นพราหมณ์ เป็นสมณะ เป็นนาถะ 
			<remark  id="s2b33c117l5" />เป็นหมอ เป็นผู้กำจัดลูกศร เป็นนักรบ เป็นผู้เบิกบาน เป็นผู้
			<remark  id="s2b33c117l6" />หลับและตื่น ไม่หวั่นไหว มีใจเบิกบาน ยิ้มแย้ม ทรงทำการฝึก
			<remark  id="s2b33c117l7" />อินทรีย์ เป็นผู้นำตนไป เป็นผู้ทำ เป็นผู้นำ เป็นผู้ประกาศ เป็น 
			<remark  id="s2b33c117l8" />ผู้ทำสัตว์ให้ร่าเริง เป็นผู้วิด เป็นผู้ตัก เป็นผู้ฟัง เป็นผู้สรรเสริญ 
			<remark  id="s2b33c117l9" />เป็นผู้ไม่กำเริบ ปราศจากลูกศร ไม่มีทุกข์ ไม่ทรงมีความสงสัย
			<remark  id="s2b33c117l10" />เป็นผู้หมดตัณหา ปราศจากธุลี เป็นผู้ขุด เป็นผู้ทำลาย เป็นผู้ 
			<remark  id="s2b33c117l11" />กล่าว เป็นผู้ทำให้ปรากฏ เป็นผู้ยังสัตว์ให้ข้าม ให้ทำประโยชน์
			<remark  id="s2b33c117l12" />เป็นผู้ถึงสัมปทา เป็นผู้ยังสัตว์ให้บรรลุ เป็นผู้ไปด้วยกัน เป็นผู้ฆ่า
			<remark  id="s2b33c117l13" />ทรงยังกิเลสให้เร่าร้อน ให้เหือดแห้ง ดำรงอยู่ในสัจจะ เสมอ
			<remark  id="s2b33c117l14" />ด้วยผู้เสมอ ไม่มีสหาย เป็นที่อยู่แห่งความเอ็นดู มีมนต์อัศจรรย์
			<remark  id="s2b33c117l15" />ไม่ทรงลวงให้พิศวง เป็นผู้ทำ เป็นนักบวชองค์ที่ ๗ ทรงข้ามพ้น
			<remark  id="s2b33c117l16" />ความสงสัยแล้ว ไม่ทรงถือพระองค์ ทรงมีคุณหาประมาณมิได้
			<remark  id="s2b33c117l17" />ไม่มีใครเปรียบปาน ล่วงคลองแห่งถ้อยคำทุกชนิด ล่วงเวไนย 
			<remark  id="s2b33c117l18" />สัตว์ทุกคน ทรงชนะหมู่มาร ความเลื่อมใสในพระพุทธเจ้าผู้ 
			<remark  id="s2b33c117l19" />ประเสริฐมีพระรัศมีกำหนดด้วยร้อยพระองค์นั้น ย่อมนำอมตมหา 
			<remark  id="s2b33c117l20" />นิพพานมาให้ เพราะฉะนั้น ความเชื่อในพระพุทธเจ้า ในพระธรรม
			<remark  id="s2b33c117l21" />และในพระสงฆ์ จึงมีประโยชน์ใหญ่ เราสรรเสริญพระพุทธเจ้าผู้
			<remark  id="s2b33c117l22" />เป็นสรณะอย่างสูงสุดของโลก ๓ ด้วยคุณมีอาทิเห็นปานดังนี้
			<remark  id="s2b33c117l23" />แสดงธรรมกถาในท่ามกลางบริษัท จุติจากอัตภาพนั้นแล้ว ได้ 
			<remark  id="s2b33c117l24" />เสวยมหันตสุขในสวรรค์ชั้นดุสิต จุติจากดุสิตแล้วเกิดในมนุษย์
			<remark  id="s2b33c117l25" />เป็นผู้มีกลิ่นหอม ลมหายใจ กลิ่นปากและกลิ่นตัวของเราก็เช่นนั้น 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b33c118" >
		<para id="s2b33c118p">
			<remark  id="s2b33c118l1" />เหมือนกัน คือ มีกลิ่นหอม และกลิ่นหอมนั้นนั่นแหละฟุ้งไป
			<remark  id="s2b33c118l2" />เนืองนิตย์ เรามีกลิ่นหอมทุกอย่างกลิ่นปากของเราหอมฟุ้งอยู่ทุกเมื่อ 
			<remark  id="s2b33c118l3" />สรีระของเรางดงาม หอมฟุ้งทุกทิพาราตรีกาล ปานดังดอกปทุม 
			<remark  id="s2b33c118l4" />ดอกอุบลและดอกจำปา ฉะนั้น ทั้งหมดนั้นเป็นผลแห่งการกล่าว
			<remark  id="s2b33c118l5" />สรรเสริญคุณพระพุทธเจ้า ผลนั้นน่าอัศจรรย์อย่างยิ่ง ขอท่านทั้งหลาย
			<remark  id="s2b33c118l6" />จงตั้งใจสดับคุณของพระพุทธเจ้านั้น ซึ่งเราได้กล่าวแล้ว ครั้นเรา
			<remark  id="s2b33c118l7" />กล่าวสรรเสริญคุณของพระพุทธเจ้า ซึ่งนำประโยชน์และความสุขมา 
			<remark  id="s2b33c118l8" />ให้แล้ว เป็นผู้มีจิตผ่องแผ้วในธรรมทั้งปวง พระสงฆ์เป็นผู้
			<remark  id="s2b33c118l9" />ประกอบด้วยความเพียร มียศ ถึงความสุข งดงาม รุ่งเรือง 
			<remark  id="s2b33c118l10" />น่ารักน่าชม เป็นผู้กล่าวไม่ดูหมิ่นดูแคลน ไม่มีโทษ และเป็นผู้มี
			<remark  id="s2b33c118l11" />ปัญญาขวนขวายในธรรมที่เป็นสิ้นกิเลส สำหรับผู้ภักดีต่อพระพุทธ 
			<remark  id="s2b33c118l12" />เจ้าได้นิพพานโดยง่าย เราจักกล่าวถึงเหตุของพวกเรา เชิญท่าน 
			<remark  id="s2b33c118l13" />ทั้งหลายฟังเหตุนั้นตามเรื่อง เราถวายบังคมก็เพราะค้นพบพระยศ
			<remark  id="s2b33c118l14" />ของพระผู้มีพระภาคที่มีอยู่ เพราะฉะนั้น แม้เราจะเกิดในภพใดๆ
			<remark  id="s2b33c118l15" />ก็ย่อมเป็นผู้มียศในภพนั้นๆ เราสรรเสริญพระพุทธเจ้า ผู้ทำที่สุด 
			<remark  id="s2b33c118l16" />ทุกข์ และพระธรรมอันสงบระงับ ปัจจัยมิได้ปรุงแต่ง จึงได้เป็นผู้ 
			<remark  id="s2b33c118l17" />ถึงความสุข เพราะฉะนั้น พระพุทธเจ้าจึงชื่อว่าทรงประทานความ 
			<remark  id="s2b33c118l18" />สุขแก่สัตว์ทั้งหลาย เรากล่าวสรรเสริญคุณของพระพุทธเจ้าว่า
			<remark  id="s2b33c118l19" />มีทั้งส่วนพระองค์และที่เป็นประโยชน์แก่คนอื่น จึงเป็นผู้ประกอบ 
			<remark  id="s2b33c118l20" />ด้วยปีติในพระพุทธเจ้า เพราะฉะนั้น เราจึงเป็นผู้มีความงดงาม
			<remark  id="s2b33c118l21" />เมื่อเรากล่าวสรรเสริญพระคุณ ชื่อว่าชมเชยพระผู้นำ ซึ่งทรงชำนะ
			<remark  id="s2b33c118l22" />มาร ล่วงเสียซึ่งเดียรถีย์ ครอบงำเดียรถีย์โกงเสียได้ เพราะฉะนั้น 
			<remark  id="s2b33c118l23" />เราจึงเป็นคนมีความรุ่งเรือง เมื่อเรากล่าวสรรเสริญพระคุณของ
			<remark  id="s2b33c118l24" />พระสัมพุทธเจ้า ชื่อว่าพระองค์ให้เป็นที่รักแม้แห่งหมู่ชน เพราะ 
			<remark  id="s2b33c118l25" />ฉะนั้น เราจึงเป็นผู้น่ารัก น่าชม เหมือนพระจันทร์อันมีในสรทกาล 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b33c119" >
		<para id="s2b33c119p">
			<remark  id="s2b33c119l1" />ฉะนั้น เราชมเชยพระสุคตเจ้าด้วยวาจาทุกอย่าง ตามสติสามารถ 
			<remark  id="s2b33c119l2" />เพราะฉะนั้น เราจึงมีปฏิภาณวิจิตร เหมือนท่านพระวังคีสะ คน
			<remark  id="s2b33c119l3" />พาลพวกใดเป็นผู้ถึงความสงสัย จึงดูหมิ่นพระมหามุนี เราข่มขี่
			<remark  id="s2b33c119l4" />คนพาลพวกนั้นโดยชอบธรรม เพราะฉะนั้น เราจึงไม่ถูกดูหมิ่น
			<remark  id="s2b33c119l5" />เราได้ช่วยทำกิเลสของสัตว์ทั้งหลายให้หมดไป ด้วยการสรรเสริญ 
			<remark  id="s2b33c119l6" />พระคุณพระพุทธเจ้า เพราะอำนาจของกรรมนั้น เราจึงเป็นผู้มีใจ 
			<remark  id="s2b33c119l7" />ไม่มีกิเลส เราผู้แสดงพุทธานุสสติ ได้ทำปัญญาเครื่องตรัสรู้ให้
			<remark  id="s2b33c119l8" />เกิดแก่ผู้ฟัง เพราะฉะนั้น เราจึงเป็นผู้มีปัญญาเห็นแจ้งอรรถอัน 
			<remark  id="s2b33c119l9" />ละเอียด เราจักเป็นผู้สิ้นอาสวะทุกอย่าง จักข้ามพ้นสาครคือ
			<remark  id="s2b33c119l10" />สงสารไปได้ และมีความชำนิชำนาญ ไม่ถือมั่นด้วยอุปาทาน ถึง 
			<remark  id="s2b33c119l11" />ความดับสนิท ในกัปนี้เองเราได้ชมเชยพระชินเจ้าใด ด้วยการ
			<remark  id="s2b33c119l12" />ชมเชยนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา เราเผา 
			<remark  id="s2b33c119l13" />กิเลสทั้งหลายแล้ว ... พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้. 
			<remark  id="s2b33c119l14" />ทราบว่า ท่านพระสุคันธเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
			<remark  id="s2b33c119l15" />จบ สุคันธเถราปทาน. 
			<remark  id="s2b33c119l16" />---------------- 
			<remark  id="s2b33c119l17" />รวมอปทานที่มีในวรรคนี้ คือ 
			<remark  id="s2b33c119l18" />๑. ติณมุฏฐิทายกเถราปทาน๖. ทัณฑทายกเถราปทาน
			<remark  id="s2b33c119l19" />๒. เวจจกทายกเถราปทาน๗. คิริเนลปูชกเถราปทาน
			<remark  id="s2b33c119l20" />๓. สรณคมนิยเถราปทาน ๘. โพธิสัมมัชชกเถราปทาน 
			<remark  id="s2b33c119l21" />๔. อัพภัญชนทายกเถราปทาน ๙. อามัณฑผลทายกเถราปทาน 
			<remark  id="s2b33c119l22" />๕. สุปฏทายกเถราปทาน๑๐. สุคันธเถราปทาน 
			<remark  id="s2b33c119l23" />ในวรรคนี้ บัณฑิตคำนวณคาถาทั้งหมดได้ ๑๒๓ คาถา.
			<remark  id="s2b33c119l24" />จบ ติณทายกวรรคที่ ๕๓. 
			<remark  id="s2b33c119l25" />---------------- 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b33c120" >
		<para id="s2b33c120p">
			<remark  id="s2b33c120l1" />กัจจายวรรคที่ ๕๔
			<remark  id="s2b33c120l2" />มหากัจจายนเถราปทานที่ ๑
			<remark  id="s2b33c120l3" />ว่าด้วยบุพจริยาของพระมหากัจจายนเถระ 
			<remark  id="s2b33c120l4" />[๑๒๑] พระพิชิตมารพระนามว่าปทุมุตระ ผู้ปราศจากตัณหา ทรงชำนะสิ่งที่ 
			<remark  id="s2b33c120l5" />ใครๆ เอาชนะไม่ได้ เป็นพระผู้นำ ได้เสด็จอุบัติขึ้นในกัปที่แสนแต่ 
			<remark  id="s2b33c120l6" />ภัทกัปนี้ พระองค์เป็นผู้แกล้วกล้าสามารถ มีพระอินทรีย์เสมือน 
			<remark  id="s2b33c120l7" />ใบบัว มีพระพักตร์ปราศจากมลทินคล้ายพระจันทร์ มีพระฉวีวรรณ
			<remark  id="s2b33c120l8" />ปานดังทองคำ มีพระรัศมีซ่านออกจากพระองค์เหมือนรัศมีพระ
			<remark  id="s2b33c120l9" />อาทิตย์ นำตาและใจของสัตว์ลง ประดับด้วยพระลักษณะอัน
			<remark  id="s2b33c120l10" />ประเสริฐ ล่วงทางแห่งคำพูดทุกอย่าง อันหมู่มนุษย์และอมรเทพ
			<remark  id="s2b33c120l11" />สักการะ ตรัสรู้ด้วยพระองค์เอง ทรงยังสัตว์ให้ตรัสรู้ ทรง 
			<remark  id="s2b33c120l12" />นำไปได้อย่างรวดเร็ว มีพระสุรเสียงไพเราะ มีพระสันดานหนาไป
			<remark  id="s2b33c120l13" />ด้วยพระกรุณา ทรงแกล้วกล้าในที่ประชุม พระองค์ทรงแสดง 
			<remark  id="s2b33c120l14" />ธรรมอันไพเราะ ซึ่งประกอบด้วยสัจจะ ๔ ทรงฉุดขึ้นซึ่งหมู่สัตว์ที่
			<remark  id="s2b33c120l15" />จมอยู่ในเปือกตมคือโมหะ ครั้งนั้นเราเป็นดาบส สัญจรไปแต่คน
			<remark  id="s2b33c120l16" />เดียว มีป่าหิมพานต์เป็นที่อยู่อาศัย เมื่อไปสู่มนุษยโลก ทางอากาศ 
			<remark  id="s2b33c120l17" />ก็ได้พบพระพิชิตมาร เราได้เข้าไปเฝ้าพระองค์แล้วสดับพระธรรม 
			<remark  id="s2b33c120l18" />เทศนาของพระธีรเจ้า ผู้ทรงพรรณนาคุณอันใหญ่ของพระสาวกอยู่ว่า
			<remark  id="s2b33c120l19" />เราไม่เห็นสาวกองค์อื่นใดในธรรมวินัยนี้ ที่จะเสมอเหมือนกับ 
			<remark  id="s2b33c120l20" />กัจจายนภิกษุนี้ ผู้ซึ่งประกาศธรรมที่เราแสดงแล้วแต่โดยย่อได้โดย
			<remark  id="s2b33c120l21" />พิสดาร ทำบริษัทและเราให้ยินดี เพราะฉะนั้น กัจจายนภิกษุนี้ 
			<remark  id="s2b33c120l22" />จึงเลิศกว่าภิกษุผู้เลิศในการกล่าวได้โดยพิสดาร ซึ่งอรรถแห่งภาษิต 
			<remark  id="s2b33c120l23" />ที่เรากล่าวไว้แต่โดยย่อนั้น ภิกษุทั้งหลาย ท่านทั้งหลายจงจำไว้ 
			<remark  id="s2b33c120l24" />อย่างนี้เถิด ครั้งนั้น เราได้ฟังพระดำรัสอันรื่นรมย์ใจแล้ว เกิด
		</para>
	</section>
	<section id="s2b33c121" >
		<para id="s2b33c121p">
			<remark  id="s2b33c121l1" />ความอัศจรรย์ จึงไปป่าหิมพานต์นำเอากลุ่มดอกไม้มาบูชาพระผู้ 
			<remark  id="s2b33c121l2" />เป็นที่พึ่งของโลก แล้วปรารถนาฐานันดรนั้น ครั้งนั้น พระผู้เป็น 
			<remark  id="s2b33c121l3" />ที่อยู่แห่งสรณะ ทรงทราบอัธยาศัยของเราแล้ว ได้ทรงพยากรณ์ว่า
			<remark  id="s2b33c121l4" />จงดูฤาษีผู้ประเสริฐนี้ ซึ่งเป็นผู้มีผิวพรรณเหมือนทองคำที่ไล่มลทิน 
			<remark  id="s2b33c121l5" />ออกแล้ว มีโลมชาติชูชันและใจโสมนัส ยืนประนมอัญชลีนิ่งไม่ 
			<remark  id="s2b33c121l6" />ไหวติง ร่าเริง มีนัยน์ตาเต็มดี มีอัธยาศัยน้อมไปในคุณของพระ
			<remark  id="s2b33c121l7" />พุทธเจ้า มีธรรมเป็นธง มีหทัยร่าเริง เหมือนกับถูกรดด้วย
			<remark  id="s2b33c121l8" />น้ำอมฤต เขาได้สดับคุณของกัจจายนภิกษุเข้า จึงได้ปรารถนา
			<remark  id="s2b33c121l9" />ฐานันดรนั้น ในอนาคตกาล ฤาษีผู้นี้จะได้เป็นธรรมทายาทของพระ 
			<remark  id="s2b33c121l10" />โคดมมหามุนี เป็นโอรสอันธรรมเนรมิต จักเป็นพระสาวกของ 
			<remark  id="s2b33c121l11" />พระศาสดา มีนามชื่อว่ากัจจายนะ เขาจักเป็นพหุสูต มีญาณใหญ่
			<remark  id="s2b33c121l12" />รู้อธิบายแจ้งชัด เป็นนักปราชญ์ จักถึงฐานันดรนั้น ดังที่เราได้ 
			<remark  id="s2b33c121l13" />พยากรณ์ไว้แล้ว ในกัปที่แสนแต่กัปนี้ เราได้ทำกรรมใดในกาลนั้น 
			<remark  id="s2b33c121l14" />ด้วยกรรมนั้นเราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา เราท่อง
			<remark  id="s2b33c121l15" />เที่ยวอยู่แต่ในสองภพ คือ ในเทวดาและมนุษย์ คติอื่นเราไม่รู้
			<remark  id="s2b33c121l16" />นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา เราเกิดสองสกุล คือ สกุลกษัตริย์และ
			<remark  id="s2b33c121l17" />สกุลพราหมณ์ เราไม่เกิดในสกุลที่ต่ำทราม นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา
			<remark  id="s2b33c121l18" />และในภพสุดท้าย เราเกิดเป็นบุตรของติปิติวัจฉพราหมณ์ผู้เป็น 
			<remark  id="s2b33c121l19" />ปุโรหิตของพระเจ้าจัณฑปัชโชต ในพระนครอุชเชนีอันรื่นรมย์
			<remark  id="s2b33c121l20" />เราเป็นคนฉลาดเรียนจบไตรเพท ส่วนมารดาของเราชื่อจันทนปทุมา
			<remark  id="s2b33c121l21" />เราชื่อกัจจานะ เป็นผู้มีผิวกายงาม เราอันพระเจ้าแผ่นดินทรงส่งไป
			<remark  id="s2b33c121l22" />เพื่อพิจารณาพระพุทธเจ้า ได้พบพระผู้นำซึ่งเป็นประตูของโมกขบุรี 
			<remark  id="s2b33c121l23" />เป็นที่สั่งสมคุณ และได้สดับพระพุทธภาษิตอันปราศจากมลทิน
			<remark  id="s2b33c121l24" />เป็นเครื่องชำระล้างเปือกตมคือคติ จึงได้บรรลุอมตธรรมอันสงบ 
			<remark  id="s2b33c121l25" />ระงับ พร้อมกับบุรุษ ๗ คนที่เหลือ เราเป็นผู้อธิบายในพระมติ 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b33c122" >
		<para id="s2b33c122p">
			<remark  id="s2b33c122l1" />อันใหญ่ของพระสุคตเจ้าได้แจ้งชัด และพระศาสดาทรงตั้งไว้ใน 
			<remark  id="s2b33c122l2" />ตำแหน่งเอตทัคคะ เราเป็นผู้มีความปรารถนาสำเร็จด้วยดีแล้ว เรา 
			<remark  id="s2b33c122l3" />เผากิเลสทั้งหลายแล้ว ... พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
			<remark  id="s2b33c122l4" />ทราบว่า ท่านพระมหากัจจายนเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
			<remark  id="s2b33c122l5" />จบ มหากัจจายนเถราปทาน.
			<remark  id="s2b33c122l6" />วักกลิเถราปทานที่ ๒
			<remark  id="s2b33c122l7" />ว่าด้วยบุพจริยาของพระวักกลิเถระ 
			<remark  id="s2b33c122l8" />[๑๒๒] สมเด็จพระผู้นำมีพระนามไม่ทราม มีพระคุณนับไม่ได้พระนามว่า
			<remark  id="s2b33c122l9" />ปทุมุตระ เสด็จอุบัติขึ้นแล้วในกัปที่แสนแต่ภัทรกัปนี้ พระนามว่า
			<remark  id="s2b33c122l10" />ปทุมุตระ ก็เพราะมีพระพักตร์เหมือนดอกปทุม มีพระฉวีวรรณ 
			<remark  id="s2b33c122l11" />งาม ไม่มีมลทิน เหมือนดอกปทุม ไม่เปื้อนด้วยโลก เหมือน
			<remark  id="s2b33c122l12" />ดอกปทุมไม่เปื้อนด้วยน้ำ ฉะนั้น เป็นนักปราชญ์ มีพระอินทรีย์
			<remark  id="s2b33c122l13" />ดังใบปทุมและน่ารักเหมือนดอกปทุม ทั้งมีพระโอฐ มีกลิ่น
			<remark  id="s2b33c122l14" />อุดม เหมือนกลิ่นในกลีบของดอกปทุม เพราะฉะนั้น พระองค์
			<remark  id="s2b33c122l15" />จึงทรงพระนามว่า ปทุมุตระ พระองค์เป็นผู้เจริญกว่าโลก 
			<remark  id="s2b33c122l16" />ไม่ทรงถือพระองค์ เปรียบเสมือนเป็นนัยน์ตาให้คนตาบอด มีพระ
			<remark  id="s2b33c122l17" />อิริยาบถสงบ เป็นที่ฝังพระคุณ เป็นที่รองรับกรุณาและมติถึงใน
			<remark  id="s2b33c122l18" />ครั้งไหนๆ พระมหาวีรเจ้าพระองค์นั้น ก็เป็นผู้อันพรหมอสูรและ
			<remark  id="s2b33c122l19" />เทวดาบูชา สูงสุดกว่าชนในท่ามกลางหมู่ชนที่เกลื่อนกล่นไปทั้ง
			<remark  id="s2b33c122l20" />เทวดาและมนุษย์ เมื่อจะยังบริษัททั้งปวงให้ยินดีด้วยพระสำเนียง
			<remark  id="s2b33c122l21" />อันเสนาะ และด้วยพระธรรมเทศนาอันเพราะพริ้ง จึงได้ชมสาวก
			<remark  id="s2b33c122l22" />ของพระองค์ว่า ภิกษุอื่นที่พ้นกิเลสด้วยศรัทธา มีมติดี ขวนขวาย
			<remark  id="s2b33c122l23" />ในการดูเรา เช่นกับวักกลิภิกษุนี้ ไม่มีเลย ครั้งนั้น เราเป็นบุตร 
			<remark  id="s2b33c122l24" />ของพราณ์ในพระนครหงสวดี ได้สดับพระพุทธภาษิตนั้น จึง
			<remark  id="s2b33c122l25" />ชอบฐานันดรนั้น ครั้งนั้น เราได้นิมนต์พระตถาคตผู้ปราศจาก 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b33c123" >
		<para id="s2b33c123p">
			<remark  id="s2b33c123l1" />มลทินพระองค์นั้น พร้อมด้วยพระสาวก ให้เสวยตลอด ๗ วัน 
			<remark  id="s2b33c123l2" />แล้วให้ครองผ้า เราหมอบศีรษะลงแล้วจมลงในสาครคืออนันตคุณ
			<remark  id="s2b33c123l3" />ของพระศาสดาพระองค์นั้น เต็มเปี่ยมไปด้วยปีติ ได้กราบทูล
			<remark  id="s2b33c123l4" />ดังนี้ว่า ข้าแต่พระมหามุนี ขอให้พระองค์ได้เป็นเช่นกับภิกษุผู้ 
			<remark  id="s2b33c123l5" />สัทธาธิมุติ ที่พระองค์ตรัสชมเชยว่า เลิศกว่าภิกษุผู้มีศรัทธาใน 
			<remark  id="s2b33c123l6" />พระศาสนานี้เถิด เมื่อเรากราบทูลดังนี้แล้ว พระมหามุนีผู้มี 
			<remark  id="s2b33c123l7" />ความเพียรใหญ่ มีพระทรรศนะมิได้มีเครื่องกีดกัน ได้ตรัสพระ
			<remark  id="s2b33c123l8" />ดำรัสนี้ในท่ามกลางบริษัทว่า จงดูมาณพผู้นี้ ผู้นุ่งผ้าเนื้อเกลี้ยง 
			<remark  id="s2b33c123l9" />สีเหลือง มีอวัยวะอันบุญสร้างสมให้คล้ายทองคำ ดูดดื่มตา 
			<remark  id="s2b33c123l10" />และใจของหมู่ชนในอนาคตกาล มาณพผู้นี้จักได้เป็นพระสาวก
			<remark  id="s2b33c123l11" />ของพระโคดมผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลาย
			<remark  id="s2b33c123l12" />ฝ่ายสัทธาธิมุติ เขาเป็นเทวดาหรือมนุษย์ก็ตามจักเป็นผู้เว้นจาก
			<remark  id="s2b33c123l13" />ความเดือดร้อนทั้งปวง รวบรวมโภคทรัพย์ทุกอย่าง มีความสุข
			<remark  id="s2b33c123l14" />ท่องเที่ยวไป ในกัปที่แสนแต่กัปนี้ พระศาสดามีนามชื่อว่าโคดม
			<remark  id="s2b33c123l15" />ทรงสมภพในวงศ์พระเจ้าโอกกากราช จักเสด็จอุบัติขึ้นในโลก 
			<remark  id="s2b33c123l16" />มาณพผู้นี้จักเป็นธรรมทายาทของพระศาสดาพระองค์นั้น จักเป็น
			<remark  id="s2b33c123l17" />โอรสอันธรรมเนรมิต จักเป็นสาวกของพระศาสดามีนามชื่อว่า
			<remark  id="s2b33c123l18" />วักกลิ เพราะผลกรรมที่เหลือนั้น และเพราะตั้งเจตน์จำนงไว้ เรา 
			<remark  id="s2b33c123l19" />ละร่างมนุษย์แล้ว ได้ไปสวรรค
