<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<!DOCTYPE book PUBLIC "-//OASIS//DTD DocBook XML V5.0//EN" "http://www.oasis-open.org/docbook/xml/4.5/docbookx.dtd">
<chapter id="s2b32">
	<title>ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑</title>
	<section id="s2b32c1" >
		<para id="s2b32c1p">
			<remark  id="s2b32c1l1" />                         พระสุตตันตปิฎก  
			<remark  id="s2b32c1l2" />                           	เล่ม ๒๔  
			<remark  id="s2b32c1l3" />                    ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑              
			<remark  id="s2b32c1l4" />       ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น  
			<remark  id="s2b32c1l5" />                         พุทธวรรคที่ ๑  
			<remark  id="s2b32c1l6" />                         พุทธาปทานที่ ๑                 
			<remark  id="s2b32c1l7" />              ว่าด้วยเหตุให้สำเร็จเป็นพระสัพพัญญูพุทธเจ้า  
			<remark  id="s2b32c1l8" />      [๑] พระอานนท์เวเทหมุนี มีอินทรีย์สำรวมแล้วได้ทูลถามพระตถาคตผู้ประทับ             
			<remark  id="s2b32c1l9" />          อยู่ ณ พระวิหารเชตวันว่า ได้ทราบว่า พระสัพพัญญูพุทธเจ้ามีจริงหรือ            
			<remark  id="s2b32c1l10" />          เพราะเหตุไรจึงได้เป็นพระสัพพัญญูพุทธเจ้าผู้เป็นนักปราชญ์? ในกาลนั้น          
			<remark  id="s2b32c1l11" />          พระผู้มีพระภาคผู้แสวงหาคุณอันใหญ่ เป็นพระสัพพัญญูผู้ประเสริฐ                 
			<remark  id="s2b32c1l12" />          ได้ตรัสกะท่านพระอานนท์ ด้วยพระสุรเสียงอันไพเราะว่า ชนเหล่าใด                 
			<remark  id="s2b32c1l13" />          สร้างสมกุศลสมภารในพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ ยังไม่ได้โมกขธรรมใน  
			<remark  id="s2b32c1l14" />          ศาสนาของพระชินเจ้า ชนเหล่านั้นเป็นนักปราชญ์โดยมุข คือ การ  
			<remark  id="s2b32c1l15" />          ตรัสรู้นั้นแล แม้มีอัธยาศัย มีกำลังมาก มีปัญญาแก่กล้า ย่อมได้บรรลุ           
			<remark  id="s2b32c1l16" />          ความเป็นพระสัพพัญญูด้วยเหตุแห่งปัญญา แม้เราเป็นธรรมราชาผู้สมบูรณ์            
			<remark  id="s2b32c1l17" />          ด้วยบารมี ๓๐ ทัศ ปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้า ในพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ               
			<remark  id="s2b32c1l18" />          นับไม่ถ้วน นมัสการพระพุทธเจ้าผู้เป็นนายกของโลกพร้อมด้วยสงฆ์ด้วย              
			<remark  id="s2b32c1l19" />          นิ้วทั้ง ๑๐ แล้วกราบไหว้สัมโพธิญาณของพระพุทธเจ้า ผู้ประเสริฐสุด    
		</para>
	</section>
	<section id="s2b32c2" >
		<para id="s2b32c2p">
			<remark  id="s2b32c2l1" />          ทั้งหลายด้วยเศียรเกล้า รัตนะทั้งที่มีในอากาศและอยู่ที่พื้นดิน ในพุทธ        
			<remark  id="s2b32c2l2" />          เขต มีประมาณเท่าใด เราจักนำรัตนะทั้งหมดนั้นมาด้วยใจ ณ พื้นที่เป็น            
			<remark  id="s2b32c2l3" />          รูปิยะนั้น เราได้นิรมิตปราสาทหลายชั้น อันสำเร็จด้วยรัตนะ สูง                 
			<remark  id="s2b32c2l4" />          ตระหง่านจรดฟ้า มีเสาอันวิจิตร ได้สัดส่วน จัดไว้ดี ควรค่ามาก มี               
			<remark  id="s2b32c2l5" />          คันทวยทำด้วยทองคำ ประดับด้วยนกกระเรียนและฉัตร พื้นชั้นแรกเป็น                
			<remark  id="s2b32c2l6" />          แก้วไพฑูรย์ งามปราศจากมลทิน ไม่มีฝ้า เกลื่อนกลาดด้วยดอกบัวหลวง               
			<remark  id="s2b32c2l7" />          มีพื้นทองคำอย่างดี พื้นบางชั้นมีสีดังแก้วประพาฬ เป็นกิ่งน่ารื่นเริง บาง      
			<remark  id="s2b32c2l8" />          ชั้นแดงงาม บางชั้นเปล่งรัศมี ดังสีแมลงค่อมทอง บางชั้นสว่างทั่วทิศ            
			<remark  id="s2b32c2l9" />          ในปราสาทนั้น มีศาลาสี่หน้ามุข มีประตูหน้าต่างจัดไว้เรียบร้อย มีชุกชี         
			<remark  id="s2b32c2l10" />          และหลุมตาข่ายสี่แห่ง มีพวงมาลัยหอมน่ารื่นรมย์ใจห้อยอยู่ ยอด  
			<remark  id="s2b32c2l11" />          ปราสาทนั้นประดับด้วยแก้ว ๗ ประการ มีสีเขียว เหลือง แดง ขาว  
			<remark  id="s2b32c2l12" />          ดำล้วน ประกอบด้วยยอดเรือนชั้นเยี่ยม มีสระประทุมชูดอกบานสะพรั่ง               
			<remark  id="s2b32c2l13" />          งามด้วยฝูงเนื้อและนก บางชั้นดาดาษด้วยดาวนักษัตร ประดับด้วยรูป                
			<remark  id="s2b32c2l14" />          ดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ ปกคลุมด้วยพวงดอกไม้ทอง ดาดาษด้วยตาข่าย                
			<remark  id="s2b32c2l15" />          ทองน่ารื่นรมย์ ห้อยย้อยด้วยกระดิ่งทอง เปล่งเสียงด้วยกำลังลม ปรา             
			<remark  id="s2b32c2l16" />          สาทนั้นวิจิตรด้วยธงสีต่างๆ คือ ธงสีชมพู สีแดง สีเหลือง สีเขียว               
			<remark  id="s2b32c2l17" />          และสีทอง ปักไว้เป็นระเบียบ แผ่นกระดานต่างๆ มากหลายร้อย ทำ  
			<remark  id="s2b32c2l18" />          ด้วยเงิน ทำด้วยแก้วมณี ทับทิม ทำด้วยแก้วมรกต วิจิตรด้วยที่นอน                
			<remark  id="s2b32c2l19" />          ต่างๆ ลาดด้วยผ้าเมืองกาสีละเอียดอ่อน เราปูลาดเครื่องลาดต่างๆ                 
			<remark  id="s2b32c2l20" />          ด้วยผ้ากัมพล ผ้าทุกุลพัสตร์ ผ้าเมืองจีน ผ้าเมืองแขก และผ้าห่มเหลือง          
			<remark  id="s2b32c2l21" />          ทุกแห่ง ด้วยใจ ที่พื้นนั้นๆ ประดับด้วยยอดแก้ว คนหลายร้อยยืน  
			<remark  id="s2b32c2l22" />          ถือประทีปแก้วมณีอันส่งแสงเรืองอยู่ เสาระเนียด เสาซุ้มประตู ทำด้วย            
			<remark  id="s2b32c2l23" />          ทองชมพูนุท ไม้แก่นและเงินบ้าง มีที่ต่อหลายแห่ง จัดไว้เรียบดี วิจิตร          
			<remark  id="s2b32c2l24" />          ด้วยบานประตูและกลอน ย่อมยังปราสาทให้งาม สองข้างปราสาทนั้น  
			<remark  id="s2b32c2l25" />          มีกระถางน้ำเต็มเปี่ยมหลายกระถาง ปลูกบัวหลวงและอุบลไว้เต็ม เรา                
			<remark  id="s2b32c2l26" />          นิรมิตพระพุทธเจ้าในอดีต ผู้เป็นนายกของโลกทุกพระองค์ พร้อมด้วย                
			<remark  id="s2b32c2l27" />          พระสงฆ์สาวก ด้วยวรรณและรูปตามปกติ พระพุทธเจ้าทุกพระองค์  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b32c3" >
		<para id="s2b32c3p">
			<remark  id="s2b32c3l1" />          พร้อมด้วยพระสาวกเข้าไปทางประตูนั้น หมู่พระอริยเจ้านั่งบนตั่งอันทำ            
			<remark  id="s2b32c3l2" />          ด้วยทองคำล้วนๆ พระพุทธเจ้าผู้ยอดเยี่ยมในโลก มีอยู่ ณ บัดนี้ก็ดี              
			<remark  id="s2b32c3l3" />          เป็นอดีตก็ดี ปัจจุบันก็ดี ทุกพระองค์ได้ขึ้นปราสาทของเรา พระสยัมภู            
			<remark  id="s2b32c3l4" />          ปัจเจกพุทธเจ้าหลายร้อย ผู้ไม่พ่ายแพ้ ทั้งในอดีตและปัจจุบันได้ขึ้น            
			<remark  id="s2b32c3l5" />          ปราสาทของเราทั้งหมด ต้นกัลปพฤกษ์ทั้งเป็นของทิพย์และของมนุษย์                 
			<remark  id="s2b32c3l6" />          มีมาก เรานำเอาผ้าทุกอย่างจากต้นกัลปพฤกษ์นั้น มาทำไตรจีวรถวายให้              
			<remark  id="s2b32c3l7" />          ท่านเหล่านั้นครอง ของเคี้ยว ของฉัน ของลิ้ม น้ำและข้าวมีสมบูรณ์               
			<remark  id="s2b32c3l8" />          เราใส่อาหารเต็มบาตรงามทำด้วยมณีแล้วถวายพระอริยเจ้าทั้งผองครองผ้า             
			<remark  id="s2b32c3l9" />          ทิพย์ ครองจีวรเนื้อเกลี้ยงอิ่มหนำสำราญด้วยน้ำตาลกรวด น้ำมัน น้ำผึ้ง          
			<remark  id="s2b32c3l10" />          น้ำอ้อยรสหวานฉ่ำและด้วยข้าวปายาส หมู่อริยเจ้าเหล่านี้เข้าห้องแก้ว            
			<remark  id="s2b32c3l11" />          สำเร็จสีหไสยาบนที่นอนอันควรค่ามาก ดังไกรสรีนอนในถ้ำที่อยู่ รู้สึกตัว         
			<remark  id="s2b32c3l12" />          ลุกขึ้นนั่งคู้บัลลังก์บนที่นอน เป็นผู้เพียบพร้อมด้วยความยินดีในฌานอัน        
			<remark  id="s2b32c3l13" />          เป็นโคจรของพุทธเจ้าทุกพระองค์ บางพวกแสดงธรรม บางพวกเข้าฌาน  
			<remark  id="s2b32c3l14" />          ด้วยฤทธิ์ บางพวกเข้าอัปปนาฌาน และบางพวกอบรมอภิญญาวสี บาง  
			<remark  id="s2b32c3l15" />          พวกแผลงฤทธิ์ คนเดียวเป็นได้หลายร้อยหลายพัน แม้พระพุทธเจ้าก็ถาม               
			<remark  id="s2b32c3l16" />          ปัญหาอันเป็นอารมณ์ คือ วิสัยของพระสัพพัญญูกะพระพุทธเจ้า ท่าน                 
			<remark  id="s2b32c3l17" />          เหล่านั้น ย่อมตรัสรู้เหตุอันละเอียดลึกซึ้งด้วยพระปัญญา พระสาวกทูล            
			<remark  id="s2b32c3l18" />          ถามพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าตรัสถามพระสาวก ท่านเหล่านั้นถามกัน                 
			<remark  id="s2b32c3l19" />          และกัน และพยากรณ์กันและกัน พระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า  
			<remark  id="s2b32c3l20" />          และพระสาวกต่างเป็นศิษย์ ท่านเหล่านั้นรื่นรมย์อยู่ด้วยความยินดีอย่างนี้       
			<remark  id="s2b32c3l21" />          อภิรมย์อยู่ในปราสาทของเรา ฉัตรและฉัตรซ้อน มีรัศมีดังไม้ไผ่แก้วตั้งไว้        
			<remark  id="s2b32c3l22" />          ทุกๆ องค์ทรงไว้ซึ่งฉัตรอันห้อยย้อยด้วยตาข่ายทอง ขจิตด้วยตาข่ายเงิน           
			<remark  id="s2b32c3l23" />          วงรอบด้วยตาข่ายมุกดา บนเศียรมีเพดานผ้า แวววาวด้วยดาวทอง งดงาม                
			<remark  id="s2b32c3l24" />          ดาดาษด้วยพวงมาลัยทุกๆ องค์ ทรงไว้รอบๆ ฉัตรดาดาษด้วยพวงมาลัย  
			<remark  id="s2b32c3l25" />          งามด้วยพวงดอกไม้หอม เกลื่อนด้วยพวงผ้า ประดับด้วยพวงแก้ว  
			<remark  id="s2b32c3l26" />          เกลื่อนกลาดด้วยดอกไม้ งดงามยิ่งนัก รมด้วยของหอมน่าพอใจ ทำด้วย                
			<remark  id="s2b32c3l27" />          ของหอมยาวห้านิ้ว มุงด้วยเครื่องมุงทอง ในสี่ทิศแห่งปราสาท มีสระ    
		</para>
	</section>
	<section id="s2b32c4" >
		<para id="s2b32c4p">
			<remark  id="s2b32c4l1" />          อันดาดาษด้วยปทุมและอุบล หอมตระหลบด้วยเกสรดอกปทุม ปรากฏ  
			<remark  id="s2b32c4l2" />          ดังสีทองคำ โดยรอบปราสาท มีต้นไม้ทุกชนิด ดอกบานสะพรั่ง และ  
			<remark  id="s2b32c4l3" />          ดอกไม้หล่นลงเอง เรี่ยรายอยู่ยังปราสาท ใกล้ๆ ปราสาทนั้นมีฝูงนกยูง             
			<remark  id="s2b32c4l4" />          รำแพนหาง ฝูงหงส์ทิพย์ส่งเสียง ฝูงนกการวิกขับขาน หมู่นกร้องอยู่               
			<remark  id="s2b32c4l5" />          โดยรอบปราสาท เสียงกลองเภรีทุกอย่างจงเป็นไป เสียงพิณทุกชนิดจง                 
			<remark  id="s2b32c4l6" />          ดีด เสียงสังคีตทุกอย่างจงขับขาน โดยรอบปราสาท ขอบัลลังก์ทองใหญ่               
			<remark  id="s2b32c4l7" />          สมบูรณ์ด้วยรัศมี ไม่มีช่องประดับด้วยแก้ว จงตั้งอยู่ ในกำหนดพุทธเขต           
			<remark  id="s2b32c4l8" />          และในหมื่นจักรวาล ขอต้นไม้ประจำทวีปจงรุ่งเรือง เป็นไม้สว่างไสว               
			<remark  id="s2b32c4l9" />          เช่นเดียวกัน สืบต่อกันไปตั้งหมื่นต้น หญิงเต้นรำ หญิงขับร้อง จงเต้นรำ         
			<remark  id="s2b32c4l10" />          ขับร้อง หมู่นางอัปสรผู้มีอวัยวะต่างๆ กัน จงปรากฏ (ฟ้อน) อยู่โดย              
			<remark  id="s2b32c4l11" />          รอบปราสาท เราให้ชักธงทุกชนิดมีห้าสีงามวิจิตรขึ้นอยู่บนยอดไม้ ยอด             
			<remark  id="s2b32c4l12" />          ภูเขา และบนยอดสิเนรุ หมู่ชน ฝูงนาค คนธรรพ์ และเทวดาทุกท่าน  
			<remark  id="s2b32c4l13" />          นั้น จงมาประนมหัตถ์นมัสการเรา แวดล้อมปราสาทอยู่ กุศลกรรมอย่าง                
			<remark  id="s2b32c4l14" />          ใดอย่างหนึ่ง เป็นกิริยาที่เราพึงทำด้วยกาย วาจา และใจ กุศลกรรมนั้นเรา         
			<remark  id="s2b32c4l15" />          ทำแล้วไปในไตรทศ สัตว์เหล่าใดมีสัญญา และสัตว์เหล่าใดไม่มีสัญญา                
			<remark  id="s2b32c4l16" />          มีอยู่ ขอสัตว์ทั้งหมดนั้นจงเป็นผู้มีส่วนแห่งผลบุญ ที่เราทำแล้ว สัตว์         
			<remark  id="s2b32c4l17" />          เหล่าใดทราบบุญที่เราทำแล้ว เราให้ผลบุญแก่สัตว์เหล่านั้น บรรดาสัตว์           
			<remark  id="s2b32c4l18" />          เหล่านั้น สัตว์เหล่าใดไม่รู้ ขอทวยเทพจงไปบอกแก่สัตว์เหล่านั้น ปวง            
			<remark  id="s2b32c4l19" />          สัตว์ในโลกผู้อาศัยอาหารเป็นอยู่ทุกจำพวก ขอจงได้อาหารอันพึงใจ ด้วย            
			<remark  id="s2b32c4l20" />          ใจของเรา เรามีใจเลื่อมใสในทานที่เราให้แล้วด้วยใจอันผ่องใส เราบูชา            
			<remark  id="s2b32c4l21" />          พระสัมพุทธเจ้าทุกพระองค์แล้ว บูชาแก่พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย                
			<remark  id="s2b32c4l22" />          เพราะกุศลกรรมที่เราทำดีแล้วนั้น และเพราะความปรารถนาแห่งใจ เราละ              
			<remark  id="s2b32c4l23" />          กายมนุษย์แล้ว ได้ไปยังดาวดึงส์พิภพ เราย่อมรู้ทั่วความเป็นเทวดาและ            
			<remark  id="s2b32c4l24" />          มนุษย์ในสองภพ ย่อมไม่รู้จักคติอื่น นี้เป็นผลแห่งความปรารถนาด้วยใจ            
			<remark  id="s2b32c4l25" />          เราเป็นใหญ่กว่าเทวดา เป็นใหญ่กว่ามนุษย์ เป็นผู้สมบูรณ์ด้วยรูปลักษณะ          
			<remark  id="s2b32c4l26" />          ไม่มีใครเสมอเราด้วยปัญญา โภชนะต่างๆ อย่างประเสริฐ และรัตนะ  
			<remark  id="s2b32c4l27" />          มากมาย ผ้าต่างชนิด ย่อมจากฟ้ามาหาเราพลัน เราชี้มือไปในที่ใด คือ     
		</para>
	</section>
	<section id="s2b32c5" >
		<para id="s2b32c5p">
			<remark  id="s2b32c5l1" />          ที่แผ่นดิน ภูเขา บนอากาศ ในน้ำและในป่า อาหารทิพย์ย่อมมาหาเรา                 
			<remark  id="s2b32c5l2" />          เอง เราชี้มือไปในที่ใด คือ ที่แผ่นดิน ภูเขา บนอากาศ ในน้ำและ                 
			<remark  id="s2b32c5l3" />          ในป่า รัตนะทุกอย่างย่อมมาหาเรา เราชี้มือไปในที่ใด คือ ที่แผ่นดิน             
			<remark  id="s2b32c5l4" />          ภูเขา บนอากาศ ในน้ำและในป่า ของหอมทุกชนิดย่อมมาหาเราเอง  
			<remark  id="s2b32c5l5" />          เราชี้มือไปในที่ใด คือที่แผ่นดิน ภูเขา บนอากาศ ในน้ำและในป่า                 
			<remark  id="s2b32c5l6" />          ยวดยานทุกอย่างย่อมมาหาเรา เราชี้มือไปในที่ใด คือ ที่แผ่นดิน ภูเขา            
			<remark  id="s2b32c5l7" />          บนอากาศ ในน้ำและในป่า ดอกไม้ทุกชนิดย่อมมาหาเรา เราชี้มือไปใน                 
			<remark  id="s2b32c5l8" />          ที่ใด คือ ที่แผ่นดิน ภูเขา บนอากาศ ในน้ำและในป่า เครื่องประดับ               
			<remark  id="s2b32c5l9" />          ย่อมมาหาเรา เราชี้มือไปในที่ใด คือ ที่แผ่นดิน ภูเขา บนอากาศ  
			<remark  id="s2b32c5l10" />          ในน้ำและในป่า ปวงนางกัญญาย่อมมาหาเรา เราชี้มือไปในที่ใด คือ ที่              
			<remark  id="s2b32c5l11" />          แผ่นดิน ภูเขา บนอากาศ ในน้ำและในป่า น้ำผึ้งและน้ำตาลกรวด  
			<remark  id="s2b32c5l12" />          ย่อมมาหาเรา เราชี้มือไปในที่ใด คือ ที่แผ่นดิน ภูเขา บนอากาศ ใน               
			<remark  id="s2b32c5l13" />          น้ำและในป่า ของเคี้ยวทุกอย่างย่อมมาหาเรา เราได้ให้ทานอันประเสริฐ             
			<remark  id="s2b32c5l14" />          นั้นในคนไม่มีทรัพย์ คนเดินทางไกล ยาจก และคนเดินทางเปลี่ยว  
			<remark  id="s2b32c5l15" />          เพื่อต้องการบรรลุสัมโพธิญาณอันประเสริฐ เรายังภูเขาหินให้บันลืออยู่           
			<remark  id="s2b32c5l16" />          ยังเขาอันแน่นหนาให้กระหึ่มอยู่ ยังมนุษยโลก พร้อมทั้งเทวโลกให้ร่าเริง         
			<remark  id="s2b32c5l17" />          อยู่ จะเป็นพระพุทธเจ้าในโลก ทิศ ๑๐ มีอยู่ในโลก ที่สุดไม่มีแก่บุคคล           
			<remark  id="s2b32c5l18" />          ผู้ไปอยู่ ก็ในทิศาภาคนั้น พุทธเขตนับไม่ได้ รัศมีของเราปรากฏเปล่ง             
			<remark  id="s2b32c5l19" />          ออกเป็นคู่ๆ ข่าย (หมู่,คู่) รัศมีมีอยู่ในระหว่างนี้ เราเป็นผู้มีแสง          
			<remark  id="s2b32c5l20" />          สว่างมาก ปวงชนในโลกธาตุประมาณเท่านี้จงเห็นเรา จงมีใจยินดีทั้ง                
			<remark  id="s2b32c5l21" />          หมดเทียว จงประพฤติตามเราทั้งหมด เราตีกลองอมฤต มีเสียงบันลือ  
			<remark  id="s2b32c5l22" />          ไพเราะสละสลวย ปวงชนในระหว่างนี้ จงได้ยินเสียงอันไพเราะของเรา                 
			<remark  id="s2b32c5l23" />          เมื่อฝนคือธรรมเทศนาตกลง ปวงชนจงเป็นผู้ไม่มีอาสวะ บรรดาชน  
			<remark  id="s2b32c5l24" />          เหล่านั้น สัตว์ผู้เกิดสุดท้ายภายหลัง จงเป็นพระโสดาบัน เราให้ทานที่           
			<remark  id="s2b32c5l25" />          ควรให้แล้ว บำเพ็ญศีลโดยไม่เหลือ ถึงที่สุดเนกขัมมบารมีแล้ว พึงได้             
			<remark  id="s2b32c5l26" />          บรรลุสัมโพธิญาณอันอุดม เราเรียนถามบัณฑิตแล้ว ทำความเพียรอย่าง                
			<remark  id="s2b32c5l27" />          สูงสุด ถึงที่สุดขันติบารมีแล้ว พึงได้บรรลุสัมโพธิญาณอันอุดม เรา        
		</para>
	</section>
	<section id="s2b32c6" >
		<para id="s2b32c6p">
			<remark  id="s2b32c6l1" />          กระทำอธิฐานจิตมั่นคงแล้ว บำเพ็ญสัจจบารมีถึงที่สุด เมตตาบารมีแล้ว             
			<remark  id="s2b32c6l2" />          พึงได้บรรลุสัมโพธิญาณอันอุดม เราเป็นผู้มีใจเสมอในอารมณ์ทั้งปวง               
			<remark  id="s2b32c6l3" />          คือ ในลาภ ความเสื่อมลาภ สุข ทุกข์ สรรเสริญ และนินทา พึง  
			<remark  id="s2b32c6l4" />          ได้บรรลุสัมโพธิญาณอันอุดม ท่านทั้งหลายเห็นความเกียจคร้านโดยเป็น              
			<remark  id="s2b32c6l5" />          ภัย และเห็นความเพียรโดยความเกษมแล้ว จงปรารภความเพียร นี้เป็น                 
			<remark  id="s2b32c6l6" />          อนุศาสนีของพระพุทธเจ้า ท่านทั้งหลายเห็นความวิวาทโดยเป็นภัย และ               
			<remark  id="s2b32c6l7" />          เห็นความไม่วิวาทโดยเกษมแล้ว จงสมัครสมานกัน กล่าววาจาอ่อนหวาน                 
			<remark  id="s2b32c6l8" />          แก่กัน นี้เป็นอนุศาสนีของพระพุทธเจ้า ท่านทั้งหลายเห็นความประมาท              
			<remark  id="s2b32c6l9" />          โดยเป็นภัย และเห็นความประมาทโดยเกษมแล้ว จงอบรมอัฏฐังคิกมรรค  
			<remark  id="s2b32c6l10" />          นี้เป็นอนุศาสนีของพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้า และพระอรหันต์ทั้งหลาย              
			<remark  id="s2b32c6l11" />          มาประชุมกันอยู่มาก ทุกประการ ท่านทั้งหลายจงกราบไหว้นมัสการพระ               
			<remark  id="s2b32c6l12" />          สัมพุทธเจ้า และพระอรหันต์ทั้งหลาย ด้วยประการฉะนี้ พระพุทธเจ้า                
			<remark  id="s2b32c6l13" />          (และ) ธรรมของพระพุทธเจ้า ใครๆ ไม่อาจคิดได้ เมื่อบุคคลเลื่อมใสใน              
			<remark  id="s2b32c6l14" />          พระพุทธเจ้าและพระธรรม อันใครๆ ไม่อาจคิดได้ ย่อมมีผลอันใครๆ  
			<remark  id="s2b32c6l15" />          คิดไม่ได้.     
			<remark  id="s2b32c6l16" />      ทราบว่า เมื่อพระผู้มีพระภาคจะทรงให้ท่านพระอานนท์รู้พระพุทธจิตของพระองค์ จึง      
			<remark  id="s2b32c6l17" />ได้ตรัสธรรมบรรทายชื่อพุทธาปนิยะ ด้วยประการฉะนี้.        
			<remark  id="s2b32c6l18" />                      พุทธาปทานจบบริบูรณ์.              
			<remark  id="s2b32c6l19" />                           ------------   
		</para>
	</section>
	<section id="s2b32c7" >
		<para id="s2b32c7p">
			<remark  id="s2b32c7l1" />                      ปัจเจกพุทธาปทานที่ ๒              
			<remark  id="s2b32c7l2" />              ว่าด้วยการให้สำเร็จเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า  
			<remark  id="s2b32c7l3" />      [๒] ลำดับนี้ ขอฟังปัจเจกพุทธาปทาน พระอานนท์เวเทหมุนี ผู้มีอินทรีย์อัน            
			<remark  id="s2b32c7l4" />          สำรวมแล้ว ได้ทูลถามพระตถาคต ผู้ประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวันว่า                
			<remark  id="s2b32c7l5" />          ทราบด้วยเกล้าฯ ว่า พระปัจเจกพุทธเจ้ามีจริงหรือ เพราะเหตุไรท่าน               
			<remark  id="s2b32c7l6" />          เหล่านั้นจึงได้เป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า ผู้เป็นนักปราชญ์? ในกาลครั้งนั้น        
			<remark  id="s2b32c7l7" />          พระผู้มีพระภาคสัพพัญญูผู้ประเสริฐ แสวงหาคุณใหญ่ ตรัสตอบท่าน  
			<remark  id="s2b32c7l8" />          พระอานนท์ผู้เจริญ ด้วยพระสุรเสียงไพเราะว่า พระปัจเจกพุทธเจ้า                 
			<remark  id="s2b32c7l9" />          สร้างบุญในพระพุทธเจ้าทั้งปวง ยังไม่ได้โมกขธรรมในศาสนาของพระชิน               
			<remark  id="s2b32c7l10" />          เจ้า ด้วยมุข คือ ความสังเวชนั้นแล ท่านเหล่านั้นเป็นนักปราชญ์                 
			<remark  id="s2b32c7l11" />          มีปัญญาแก่กล้า ถึงจะเว้นพระพุทธเจ้าก็ย่อมบรรลุปัจเจกโพธิญาณได้               
			<remark  id="s2b32c7l12" />          แม้ด้วยอารมณ์นิดหน่อย ในโลกทั้งปวง เว้นเราแล้ว ไม่มีใครเสมอ  
			<remark  id="s2b32c7l13" />          พระปัจเจกพุทธเจ้าเลย เราจักบอกคุณเพียงสังเขปนี้ ของท่านเหล่านั้น             
			<remark  id="s2b32c7l14" />          ท่านทั้งหลาย จงฟังคุณของพระมหามุนีให้ดี ท่านทั้งปวงปรารถนานิพพาน             
			<remark  id="s2b32c7l15" />          อันเป็นโอสถวิเศษ จงมีจิตผ่องใส ฟังถ้อยคำดี อันอ่อนหวานไพเราะ                 
			<remark  id="s2b32c7l16" />          ของพระปัจเจกพุทธเจ้าผู้แสวงหาคุณใหญ่ ตรัสรู้เอง คำพยากรณ์โดยสืบๆ             
			<remark  id="s2b32c7l17" />          กันมาเหล่าใด ของพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายผู้มาประชุมกัน โทษ เหตุ             
			<remark  id="s2b32c7l18" />          ปราศจากราคะ และพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย บรรลุโพธิญาณด้วย  
			<remark  id="s2b32c7l19" />          ประการใด พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย มีสัญญาในวัตถุอันมีราคะว่า                
			<remark  id="s2b32c7l20" />          ปราศจากราคะ มีจิตปราศจากกำหนัดในโลกอันกำหนัด ละธรรมเครื่อง  
			<remark  id="s2b32c7l21" />          เนิ่นช้า การแพ้และความดิ้นรน แล้ว จึงบรรลุปัจเจกโพธิญาณ ณ สถานที่            
			<remark  id="s2b32c7l22" />          เกิดนั้นเอง ท่านวางอาญาในสรรพสัตว์ ไม่เบียดเบียนแม้ผู้หนึ่งในสัตว์           
			<remark  id="s2b32c7l23" />          เหล่านั้น มีจิตประกอบด้วยเมตตา หวังประโยชน์เกื้อกูล เที่ยวไปผู้เดียว         
			<remark  id="s2b32c7l24" />          เปรียบเหมือนนอแรด ฉะนั้น ท่านวางอาญาในปวงสัตว์ ไม่เบียดเบียน                 
			<remark  id="s2b32c7l25" />          แม้ผู้หนึ่งในสัตว์เหล่านั้น ไม่ปรารถนาบุตร ที่ไหนจะปรารถนาสหาย               
			<remark  id="s2b32c7l26" />          เที่ยวไปผู้เดียว เช่นกับนอแรด ฉะนั้น ความเสน่หาย่อมมีแก่บุคคล       
		</para>
	</section>
	<section id="s2b32c8" >
		<para id="s2b32c8p">
			<remark  id="s2b32c8l1" />          ผู้เกิดความเกี่ยวข้อง ทุกข์ที่อาศัยความเสน่หานี้มีมากมาย ท่านเล็งเห็น        
			<remark  id="s2b32c8l2" />          โทษอันเกิดแต่ความเสน่หา จึงเที่ยวไปผู้เดียว เช่นกับนอแรด ฉะนั้น              
			<remark  id="s2b32c8l3" />          ผู้มีจิตพัวพัน ช่วยอนุเคราะห์มิตรสหาย ย่อมทำตนให้เสื่อมประโยชน์              
			<remark  id="s2b32c8l4" />          ท่านมองเห็นภัยนี้ ในความสนิทสนม จึงเที่ยวไปแต่ผู้เดียว เช่นกับนอแรด          
			<remark  id="s2b32c8l5" />          ฉะนั้น ความเสน่หาในบุตรและภรรยา เปรียบเหมือนไม้ไผ่กอใหญ่เกี่ยว               
			<remark  id="s2b32c8l6" />          กันอยู่ ท่านไม่ข้องในบุตรและภริยา ดังหน่อไม้ไผ่ เที่ยวไปผู้เดียว             
			<remark  id="s2b32c8l7" />          เช่นกับนอแรด ฉะนั้น ท่านเป็นวิญญูชนหวังความเสรี จึงเที่ยวไป  
			<remark  id="s2b32c8l8" />          ผู้เดียว เช่นกับนอแรด ฉะนั้น เหมือนเนื้อที่ไม่ถูกผูกมัด เที่ยวหาเหยื่อ       
			<remark  id="s2b32c8l9" />          ในป่าตามความปรารถนา ฉะนั้น ต้องมีการปรึกษากันในท่ามกลางสหาย  
			<remark  id="s2b32c8l10" />          ทั้งในที่อยู่ ที่บำรุง ที่ไป ที่เที่ยว ท่านเล็งเห็นความไม่โลภ ความเสรี       
			<remark  id="s2b32c8l11" />          จึงเที่ยวไปผู้เดียว เช่นกับนอแรด ฉะนั้น การเล่น (เป็น) ความยินดี             
			<remark  id="s2b32c8l12" />          มีอยู่ในท่ามกลางสหาย ส่วนความรักในบุตรเป็นกิเลสใหญ่ ท่านเกลียด               
			<remark  id="s2b32c8l13" />          ความวิปโยคเพราะของที่รัก จึงเที่ยวไปผู้เดียว เช่นกับนอแรด ฉะนั้น             
			<remark  id="s2b32c8l14" />          ท่านเป็นผู้แผ่เมตตาไปในสี่ทิศ และไม่โกรธเคือง ยินดีด้วยปัจจัยตามมี           
			<remark  id="s2b32c8l15" />          ตามได้ เป็นผู้อดทนต่อมวลอันตรายได้ ไม่หวาดเสียว เที่ยวไปผู้เดียว             
			<remark  id="s2b32c8l16" />          เช่นกับนอแรด ฉะนั้น แม้บรรพชิตบางพวก และพวกคฤหัสถ์ผู้ครองเรือน               
			<remark  id="s2b32c8l17" />          สงเคราะห์ได้ยาก ท่านเป็นผู้มีความขวนขวายน้อยในบุตรคนอื่น จึงเที่ยว           
			<remark  id="s2b32c8l18" />          ไปผู้เดียว เช่นกับนอแรด ฉะนั้น ท่านปลงเครื่องปรากฏ (ละเพศ)  
			<remark  id="s2b32c8l19" />          คฤหัสถ์ กล้าหาญ ตัดกามอันเป็นเครื่องผูกของคฤหัสถ์ เปรียบเหมือน               
			<remark  id="s2b32c8l20" />          ไม้ทองหลางมีใบขาดหมด เที่ยวไปผู้เดียว เช่นกับนอแรด ฉะนั้น ถ้า                
			<remark  id="s2b32c8l21" />          จะพึงได้สหายผู้มีปัญญารักษาตน ประพฤติเช่นเดียวกัน อยู่ด้วยกรรมดี             
			<remark  id="s2b32c8l22" />          เป็นนักปราชญ์ พึงครอบงำอันตรายทั้งสิ้นเสียแล้ว พึงดีใจ มีสติเที่ยว           
			<remark  id="s2b32c8l23" />          ไปกับสหายนั้น ถ้าจะไม่ได้สหายผู้มีปัญญารักษาตน ประพฤติเช่นเดียวกัน           
			<remark  id="s2b32c8l24" />          อยู่ด้วยกรรมดี เป็นนักปราชญ์ พึงเที่ยวไปผู้เดียว เหมือนพระราชาทรง            
			<remark  id="s2b32c8l25" />          ละแว่นแคว้นที่ทรงชนะแล้ว เที่ยวไปผู้เดียว ดังช้างมาตังคะ ละโขลง              
			<remark  id="s2b32c8l26" />          อยู่ในป่า ความจริง เราย่อมสรรเสริญสหายสมบัติ พึงส้องเสพสหายที่               
			<remark  id="s2b32c8l27" />          ประเสริฐกว่า หรือที่เสมอกัน (เท่านั้น) เมื่อไม่ได้สหายเหล่านี้ ก็พึง  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b32c9" >
		<para id="s2b32c9p">
			<remark  id="s2b32c9l1" />          คบหากับกรรมอันไม่มีโทษ เที่ยวไปผู้เดียว เช่นกับนอแรด ฉะนั้น ท่าน             
			<remark  id="s2b32c9l2" />          เห็นกำไลมือทองคำอันผุดผ่องที่นายช่างทองทำสำเร็จสวยงาม กระทบกัน               
			<remark  id="s2b32c9l3" />          อยู่ที่แขนทั้งสอง จึงเที่ยวไปผู้เดียว เช่นกับนอแรด ฉะนั้น การเปล่ง           
			<remark  id="s2b32c9l4" />          วาจา หรือวาจาเครื่องข้องของเรานั้น พึงมีกับเพื่อนอย่างนี้ ท่านเล็งเห็น       
			<remark  id="s2b32c9l5" />          ภัยนี้ต่อไป จึงเที่ยวไปผู้เดียว เช่นกับนอแรด ฉะนั้น ก็กามทั้งหลายอัน         
			<remark  id="s2b32c9l6" />          วิจิตร หวาน อร่อย เป็นที่รื่นรมย์ใจ ย่อมย่ำยีจิตด้วยสภาพต่างๆ                
			<remark  id="s2b32c9l7" />          ท่านเห็นโทษในกามคุณทั้งหลาย จึงเที่ยวไปผู้เดียว เช่นกับนอแรด ฉะนั้น          
			<remark  id="s2b32c9l8" />          ความจัญไร หัวฝี อุบาทว์ โรค กิเลสดุจลูกศร และภัยนี้ ท่านเห็น                 
			<remark  id="s2b32c9l9" />          ภัยนี้ในกามคุณทั้งหลาย จึงเที่ยวไปผู้เดียว เช่นกับนอแรด ฉะนั้น ท่าน          
			<remark  id="s2b32c9l10" />          ครอบงำอันตรายแม้ทั้งหมดนี้ คือ หนาว ร้อน ความหิว ความกระหาย  
			<remark  id="s2b32c9l11" />          ลม แดด เหลือบ ยุง และสัตว์เลื้อยคลาน แล้วเที่ยวไปผู้เดียว เช่น               
			<remark  id="s2b32c9l12" />          กับนอแรด ฉะนั้น ท่านเที่ยวไปผู้เดียว เช่นนอแรด เปรียบเหมือน  
			<remark  id="s2b32c9l13" />          ช้างละโขลงไว้แล้ว มีขันธ์เกิดพร้อมแล้ว มีสีกายดังดอกปทุมใหญ่โต               
			<remark  id="s2b32c9l14" />          อยู่ในป่านานเท่าที่ต้องการ ฉะนั้น ท่านใคร่ครวญถ้อยคำของพระพุทธเจ้า           
			<remark  id="s2b32c9l15" />          ผู้เป็นเผ่าพันธุ์พระอาทิตย์ว่า บุคคลพึงถูกต้องวิมุติอันเกิดเองนี้ มิใช่      
			<remark  id="s2b32c9l16" />          ฐานะของผู้ทำความคลุกคลีด้วยหมู่ จึงเที่ยวไปผู้เดียว เช่นกับนอแรด             
			<remark  id="s2b32c9l17" />          ฉะนั้น ท่านเป็นไปล่วงทิฏฐิอันเป็นข้าศึก ถึงความแน่นอน มีมรรคอัน              
			<remark  id="s2b32c9l18" />          ได้แล้ว เป็นผู้มีญาณเกิดขึ้นแล้ว อันบุคคลอื่นไม่ต้องแนะนำ เที่ยวไป           
			<remark  id="s2b32c9l19" />          ผู้เดียว เช่นกับนอแรด ฉะนั้น ท่านไม่มีความโลภ ไม่โกง ไม่กระหาย               
			<remark  id="s2b32c9l20" />          ไม่ลบหลู่คุณท่าน มีโมโหดุจน้ำฝาดอันกำกัดแล้ว เป็นผู้ไม่มีตัณหาในโลก          
			<remark  id="s2b32c9l21" />          ทั้งปวง เที่ยวไปผู้เดียว เช่นกับนอแรด ฉะนั้น กุลบุตรพึงเว้นสหาย              
			<remark  id="s2b32c9l22" />          ผู้ลามก ผู้มักชี้อนัตถะ ตั้งมั่นอยู่ในฐานะผิดธรรมดา ไม่พึงเสพสหาย            
			<remark  id="s2b32c9l23" />          ผู้ขวนขวาย ผู้ประมาทด้วยตน พึงเที่ยวไปผู้เดียว เช่นกับนอแรด ฉะนั้น           
			<remark  id="s2b32c9l24" />          กุลบุตรพึงคบมิตรผู้เป็นพหูสูต ทรงธรรม มีคุณยิ่ง มีปฏิภาณ ท่านรู้             
			<remark  id="s2b32c9l25" />          ประโยชน์ทั้งหลาย บรรเทาความสงสัยแล้ว เที่ยวไปผู้เดียว เช่นกับ       
		</para>
	</section>
	<section id="s2b32c10" >
		<para id="s2b32c10p">
			<remark  id="s2b32c10l1" />          นอแรด ฉะนั้น ท่านไม่พอใจในการเล่น ความยินดี และกามสุขในโลก  
			<remark  id="s2b32c10l2" />          ไม่เพ็งเล็งอยู่ คลายยินดีจากฐานะที่ตกแต่ง มีปกติกล่าวคำสัตย์ เที่ยวไป        
			<remark  id="s2b32c10l3" />          ผู้เดียว เช่นกับนอแรด ฉะนั้น ท่านละบุตร ภริยา บิดา มารดา ทรัพย์              
			<remark  id="s2b32c10l4" />          ข้าวเปลือก เผ่าพันธ์ และกามทั้งหลายตามที่ตั้งลง เที่ยวไปผู้เดียว เช่น        
			<remark  id="s2b32c10l5" />          กับนอแรด ฉะนั้น ในความเกี่ยวข้องนี้มีความสุขนิดหน่อย มีความ  
			<remark  id="s2b32c10l6" />          พอใจน้อย มีทุกข์มากยิ่ง บุรุษผู้มีความรู้ทราบว่า ความเกี่ยวข้องนี้ ดุจลูก    
			<remark  id="s2b32c10l7" />          ธนู พึงเที่ยวไปผู้เดียว เช่นกับนอแรด ฉะนั้น กุลบุตรพึงทำลายสังโยชน์          
			<remark  id="s2b32c10l8" />          ทั้งหลาย เปรียบเหมือนปลาทำลายข่าย แล้วไม่กลับมา ดังไฟไหม้เชื้อ               
			<remark  id="s2b32c10l9" />          ลามไปแล้วไม่กลับมา พึงเที่ยวไปผู้เดียว เช่นกับนอแรด ฉะนั้น พึง               
			<remark  id="s2b32c10l10" />          ทอดจักษุลง ไม่คะนองเท้า มีอินทรีย์อันคุ้มครองแล้ว รักษามนัส อัน              
			<remark  id="s2b32c10l11" />          ราคะไม่ชุ่มแล้ว อันไฟกิเลสไม่เผาลน พึงเที่ยวไปผู้เดียว เช่นกับนอแรด          
			<remark  id="s2b32c10l12" />          ฉะนั้น พึงละเครื่องเพศคฤหัสถ์แล้ว ถึงความตัดถอน เหมือนไม้ทอง                 
			<remark  id="s2b32c10l13" />          กวาวที่มีใบขาดแล้ว นุ่งห่มผ้ากาสายะ ออกบวชแล้ว เที่ยวไปผู้เดียว              
			<remark  id="s2b32c10l14" />          เช่นกับนอแรด ฉะนั้น ไม่พึงทำความกำหนัดในรส ไม่โลเล ไม่ต้อง  
			<remark  id="s2b32c10l15" />          เลี้ยงผู้อื่น เที่ยวบิณฑบาตตามลำดับตรอก มีจิตไม่ข้องเกี่ยวในสกุล             
			<remark  id="s2b32c10l16" />          เที่ยวไปผู้เดียว เช่นกับนอแรด ฉะนั้น พึงละนิวรณ์เครื่องกั้นจิต ๕             
			<remark  id="s2b32c10l17" />          ประการ พึงบรรเทาอุปกิเลสเสียทั้งสิ้น ไม่อาศัยตัณหาและทิฏฐิ ตัดโทษ            
			<remark  id="s2b32c10l18" />          อันเกิดแต่สิเนหาแล้ว เที่ยวไปผู้เดียว เช่นกับนอแรด ฉะนั้น พึงทำสุข           
			<remark  id="s2b32c10l19" />          ทุกข์ โทมนัสและโสมนัสก่อนๆ ไว้เบื้องหลัง ได้อุเบกษา สมถะ  
			<remark  id="s2b32c10l20" />          ความหมดจดแล้ว เที่ยวไปผู้เดียว เช่นกับนอแรด ฉะนั้น พึงปรารภ  
			<remark  id="s2b32c10l21" />          ความเพียรเพื่อบรรลุนิพพาน มีจิตไม่หดหู่ ไม่ประพฤติเกียจคร้าน มี              
			<remark  id="s2b32c10l22" />          ความเพียรมั่น (ก้าวออก) เข้าถึงด้วยกำลัง เรี่ยวแรง เที่ยวไปผู้เดียว          
			<remark  id="s2b32c10l23" />          เช่นกับนอแรด ฉะนั้น ไม่พึงละการหลีกเร้นและฌาน มีปกติประพฤติ  
			<remark  id="s2b32c10l24" />          ธรรมสมควรแก่ธรรมเป็นนิตย์ พิจารณาเห็นโทษในภพทั้งหลาย เที่ยว  
			<remark  id="s2b32c10l25" />          ไปผู้เดียว เช่นกับนอแรด ฉะนั้น พึงปรารถนาความสิ้นตัณหา ไม่  
			<remark  id="s2b32c10l26" />          ประมาท เป็นผู้ฉลาดเฉียบแหลม มีการสดับ มีสติ มีธรรมอันพิจารณา                 
			<remark  id="s2b32c10l27" />          แล้ว เป็นผู้เที่ยง มีความเพียร เที่ยวไปผู้เดียว เช่นกับนอแรด ฉะนั้น        
		</para>
	</section>
	<section id="s2b32c11" >
		<para id="s2b32c11p">
			<remark  id="s2b32c11l1" />          ไม่พึงสะดุ้งในเพราะเสียง ดังสีหะ ไม่ขัดข้อง อยู่ในตัณหาและทิฏฐิ              
			<remark  id="s2b32c11l2" />          เหมือนลมไม่ติดตาข่าย ไม่ติดอยู่ในโลก ดุจดอกปทุม ไม่ติดน้ำ พึง                
			<remark  id="s2b32c11l3" />          เที่ยวไปผู้เดียว เช่นกับนอแรด ฉะนั้น พึงเสพเสนาสนะอันสงัด  
			<remark  id="s2b32c11l4" />          เหมือนราชสีห์มีเขี้ยวเป็นกำลัง เป็นราชาของเนื้อ มีปกติประพฤติข่มขี่          
			<remark  id="s2b32c11l5" />          ครอบงำ พึงเที่ยวไปผู้เดียว เช่นกับนอแรด ฉะนั้น พึงเจริญเมตตา                 
			<remark  id="s2b32c11l6" />          วิมุติ กรุณาวิมุติ มุทิตาวิมุติ และอุเบกขาวิมุติทุกเวลา ไม่พิโรธด้วย         
			<remark  id="s2b32c11l7" />          สัตว์โลกทั้งปวง เที่ยวไปผู้เดียว เช่นกับนอแรด ฉะนั้น พึงละราคะ               
			<remark  id="s2b32c11l8" />          โทสะและโมหะ พึงทำลายสังโยชน์ทั้งหลายเสีย ไม่สะดุ้งในเวลาสิ้น                 
			<remark  id="s2b32c11l9" />          ชีวิต พึงเที่ยวไปแต่ผู้เดียว เช่นกับนอแรด ฉะนั้น ชนทั้งหลายมีเหตุ            
			<remark  id="s2b32c11l10" />          เป็นประโยชน์ จึงคบหาสมาคมกัน มิตรทั้งหลายไม่มีเหตุ หาได้ยากใน                
			<remark  id="s2b32c11l11" />          วันนี้ มนุษย์ทั้งหลายมีปัญญามองประโยชน์ตน ไม่สะอาด พึงเที่ยวไป               
			<remark  id="s2b32c11l12" />          ผู้เดียว เช่นกับนอแรด ฉะนั้น พึงมีศีลบริสุทธิ์ มีปัญญาหมดจดดี                
			<remark  id="s2b32c11l13" />          มีจิตตั้งมั่น ประกอบความเพียร เจริญวิปัสสนา มีปกติเห็นธรรม  
			<remark  id="s2b32c11l14" />          วิเศษ พึงรู้แจ้งธรรมอันสัมปยุตด้วยองค์มรรคและโพชฌงค์ (พึงรู้แจ้ง             
			<remark  id="s2b32c11l15" />          องค์มรรคและโพชฌงค์) นักปราชญ์เหล่าใดเจริญสุญญตวิโมกข์ อนิมิตต               
			<remark  id="s2b32c11l16" />          วิโมกข์ และอัปปณิหิตวิโมกข์ ไม่บรรลุความเป็นพระสาวกในศาสนา  
			<remark  id="s2b32c11l17" />          พระชินเจ้า นักปราชญ์เหล่านั้นย่อมเป็นพระสยัมภูปัจเจกพุทธเจ้า มีธรรม          
			<remark  id="s2b32c11l18" />          ใหญ่ มีธรรมกายมาก มีจิตเป็นอิสระ ข้ามห้วงทุกข์ ทั้งมวลได้ มีจิต              
			<remark  id="s2b32c11l19" />          โสมนัส มีปกติเห็นประโยชน์อย่างยิ่ง  เปรียบดังราชสีห์ เช่นกับนอแรด            
			<remark  id="s2b32c11l20" />          พระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านี้ มีอินทรีย์ระงับ มีใจสงบ มีจิตมั่นคง มีปกติ         
			<remark  id="s2b32c11l21" />          ประพฤติด้วยความกรุณาในสัตว์เหล่าอื่น เกื้อกูลแก่สัตว์ รุ่งเรืองในโลกนี้      
			<remark  id="s2b32c11l22" />          และโลกหน้า เช่นกับประทีป ปฏิบัติเป็นประโยชน์แก่สัตว์ พระปัจเจก               
			<remark  id="s2b32c11l23" />          พุทธเจ้าเหล่านี้ ละกิเลสเครื่องกั้นทั้งปวงหมดแล้ว เป็นจอมแห่งชน              
			<remark  id="s2b32c11l24" />          เป็นประทีปส่องโลกให้สว่าง เช่นกับรัศมีแห่งทองชมพูนุท เป็นทักขิไณย           
			<remark  id="s2b32c11l25" />          บุคคลชั้นดีของโลก โดยไม่ต้องสงสัย บริบูรณ์อยู่เนืองนิตย์ คำสุภาษิต           
			<remark  id="s2b32c11l26" />          ของพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย ย่อมเป็นไปในโลกทั้งเทวโลก ชน  
			<remark  id="s2b32c11l27" />          เหล่าใดผู้เป็นพาลได้ฟังแล้ว ไม่ทำเหมือนดังนั้น ชนเหล่านั้นต้องเที่ยว         
		</para>
	</section>
	<section id="s2b32c12" >
		<para id="s2b32c12p">
			<remark  id="s2b32c12l1" />          ไปในสังขารทุกข์บ่อยๆ คำสุภาษิตของพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย เป็น              
			<remark  id="s2b32c12l2" />          คำไพเราะ ดังน้ำผึ้งรวงอันหลั่งออกอยู่ ชนเหล่าใดได้ฟังแล้ว ประกอบ             
			<remark  id="s2b32c12l3" />          การปฏิบัติตามนั้น ชนเหล่านั้น ย่อมเป็นผู้มีปัญญา เห็นสัจจะ คาถาอัน           
			<remark  id="s2b32c12l4" />          โอฬารอันพระปัจเจกพุทธชินเจ้าออกบวชกล่าวแล้ว คาถาเหล่านั้น  
			<remark  id="s2b32c12l5" />          พระตถาคตผู้สีหวงศ์ศากยราชผู้สูงสุดกว่านรชน ทรงประกาศแล้ว เพื่อให้            
			<remark  id="s2b32c12l6" />          รู้แจ้งธรรม คาถาเหล่านี้ พระปัจเจกเจ้าเหล่านั้นรจนาไว้อย่างวิเศษ เพื่อ       
			<remark  id="s2b32c12l7" />          ความอนุเคราะห์โลก อันพระสยัมภูผู้สีหะทรงประกาศแล้ว เพื่อยังความ              
			<remark  id="s2b32c12l8" />          สังเวช การไม่คลุกคลีและปัญญาให้เจริญ ฉะนี้แล.  
			<remark  id="s2b32c12l9" />                      จบ ปัจเจกพุทธาปทาน                
			<remark  id="s2b32c12l10" />                        จบ อปาทานที่ ๒  
			<remark  id="s2b32c12l11" />                      ---------------  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b32c13" >
		<para id="s2b32c13p">
			<remark  id="s2b32c13l1" />                     สาริปุตตเถราปทานที่ ๓ (๑)          
			<remark  id="s2b32c13l2" />                  ว่าด้วยบุพจริยาของพระสารีบุตร         
			<remark  id="s2b32c13l3" />                     ลำดับนี้เชิญฟังเถราปทาน            
			<remark  id="s2b32c13l4" />      [๓] ในที่ไม่ไกลแต่หิมวันตประเทศ มีภูเขาชื่อลัมพกะเราสร้างอาศรมไว้อย่างดี         
			<remark  id="s2b32c13l5" />          สร้างบรรณศาลาไว้ใกล้ภูเขานั้น อาศรมของเราไม่ไกลจากฝั่งแม่น้ำอันไม่ลึก        
			<remark  id="s2b32c13l6" />          มีท่าน้ำราบเรียบเป็นที่รื่นรมย์ใจ เกลื่อนกล่นด้วยหาดทรายขาวสะอาด ที่         
			<remark  id="s2b32c13l7" />          ใกล้อาศรมของเรานั้น มีแม่น้ำไม่มีก้อนกรวด ตลิ่งไม่ชัน น้ำจืดสนิท             
			<remark  id="s2b32c13l8" />          ไม่มีกลิ่นเหม็น ไหลไป ทำให้อาศรมของเรางาม ฝูงจระเข้ มังกร ปลา                
			<remark  id="s2b32c13l9" />          ฉลามและเต่า ว่ายน้ำเล่นอยู่ในแม่น้ำไหลไป ณ ที่ใกล้อาศรมของเรา                
			<remark  id="s2b32c13l10" />          ย่อมทำอาศรมของเราให้งาม ฝูงปลาสลาด ปลากระบอก ปลาสวาย ปลา  
			<remark  id="s2b32c13l11" />          เค้า ปลาตะเพียน ปลานกกระจอก ว่ายโลดกระโดดอยู่ ย่อมทำอาศรม  
			<remark  id="s2b32c13l12" />          ของเราให้งาม ที่สองฝั่งแม่น้ำ มีหมู่ไม้ดอก หมู่ไม้ผล ห้อยย้อมอยู่            
			<remark  id="s2b32c13l13" />          ทั้งสองฝั่ง ย่อมทำอาศรมของเราให้งาม ไม้มะม่วง ไม้รัง หมากเม่า                
			<remark  id="s2b32c13l14" />          แคฝอย ไม้ยางทราย ส่งกลิ่นหอมอบอวลอยู่เป็นนิจ บานอยู่ใกล้อาศรม                
			<remark  id="s2b32c13l15" />          ของเรา ไม้จำปา ไม้อ้อยช้าง ไม้กระทุ่ม กถินพิมาน บุนนาค และ  
			<remark  id="s2b32c13l16" />          ลำเจียกมีกลิ่นหอมฟุ้งไปเป็นนิจ บานสะพรั่งอยู่ใกล้อาศรมของเรา ไม้             
			<remark  id="s2b32c13l17" />          ลำดวน ต้นอโศก ดอกกุหลาบ บานสะพรั่ง อยู่ใกล้อาศรมของเรา  
			<remark  id="s2b32c13l18" />          ไม้บรู และมะกล่ำหลวง ดอกบานสะพรั่งอยู่ใกล้อาศรมของเรา การะเกด                
			<remark  id="s2b32c13l19" />          พยอมขาว พิกุล และมะลิซ้อน มีดอกหอมอบอวล ทำอาศรมของเรา  
			<remark  id="s2b32c13l20" />          ให้งาม ไม้เจตภังคี ไม้กรรณิการ์ ไม้ประดู่ และไม้อัญชัน มีมาก                 
			<remark  id="s2b32c13l21" />          มีดอกหอมฟุ้งทำให้อาศรมของเรางาม มะนาว มะงั่ว และแคฝอย ดอก  
			<remark  id="s2b32c13l22" />          บานสะพรั่งหอมตลบอบอวล ทำอาศรมของเราให้งาม ไม้ราชพฤกษ์อัญชัน  
			<remark  id="s2b32c13l23" />          เขียว ไม้กระทุ่มและพิกุลมีมาก ดอกหอมฟุ้งไป ทำอาศรมของเราให้งาม               
			<remark  id="s2b32c13l24" />          ถั่วดำ ถั่วเหลือง กล้วยและมะกรูด งอกงามด้วยน้ำหอม ออกผลสะพรั่ง               
			<remark  id="s2b32c13l25" />          ดอกปทุมอย่างอื่นบานเบ่ง ดอกบัวชนิดอื่นก็เกิดขึ้น บัวหลวงชนิดหนึ่ง            
			<remark  id="s2b32c13l26" />          ดอกร่วงพรู บานอยู่ในบึงกาลนั้น กอปทุมมีดอกตูม เหง้าบัวเลื้อยไป   
		</para>
	</section>
	<section id="s2b32c14" >
		<para id="s2b32c14p">
			<remark  id="s2b32c14l1" />          เสมอ กระจับเกลื่อนด้วยใบ งามอยู่ในบึงในกาลนั้น ไม้ตาเสือ จงกลณี              
			<remark  id="s2b32c14l2" />          ไม้อุตตรา และชบา กลิ่นหอมตลบไป ดอกบานอยู่ในบึงในกาลนั้น  
			<remark  id="s2b32c14l3" />          ฝูงปลาสลาด ปลากระบอก ปลาสวาย ปลาเค้า ปลาตะเพียน ปลาสังกุลา  
			<remark  id="s2b32c14l4" />          และปลารำพัน มีอยู่ในบึงในกาลนั้น ฝูงจระเข้ ปลาฉลาด ปลาฉนาก  
			<remark  id="s2b32c14l5" />          ผีเสื้อน้ำ และงูเหลือมใหญ่ที่สุด อยู่ในบึงนั้นในกาลนั้น ฝูงนกคับแค           
			<remark  id="s2b32c14l6" />          นกเป็ดน้ำ นกจากพราก (ห่าน) นกกาน้ำ นกคุเหว่า และสาลิกา  
			<remark  id="s2b32c14l7" />          อาศัยเลี้ยงชีวิตอยู่ใกล้สระนั้น ฝูงนกกวัก ไก่ป่า ฝูงนกกะลิงป่า นก            
			<remark  id="s2b32c14l8" />          ต้อยตีวิด นกแขกเต้า ย่อมอาศัยเลี้ยงชีวิต อยู่ใกล้สระนั้น ฝูงหงส์             
			<remark  id="s2b32c14l9" />          นกกระเรียน นกยูง นกแขกเต้า ไก่งวง นกค้อนหอย และนกออก  
			<remark  id="s2b32c14l10" />          ย่อมอาศัยเลี้ยงชีวิต อยู่ใกล้สระนั้น ฝูงนกแสก โปฏฐสีสา นกเขา                 
			<remark  id="s2b32c14l11" />          เหนี่ยว มีมาก และฝูงนกกาน้ำ ย่อมอาศัยเลี้ยงชีวิตอยู่ใกล้สระนั้น ฝูง          
			<remark  id="s2b32c14l12" />          เนื้อฟาน กวาง หมู หมาป่า หมาจิ้งจอกมีอยู่มาก ละมั่ง และเนื้อทราย             
			<remark  id="s2b32c14l13" />          ย่อมอาศัยเลี้ยงชีวิตอยู่ใกล้สระนั้น ราชสีห์ เสือโคร่ง เสือเหลือง หมี         
			<remark  id="s2b32c14l14" />          หมาในกับเสือดาว โขลงช้าง แยกเป็นสามพวก อาศัยเลี้ยงชีวิตอยู่ใกล้              
			<remark  id="s2b32c14l15" />          สระนั้น เหล่ากินร วานรและแม้คนทำการงานในป่า หมาไล่เนื้อ และ  
			<remark  id="s2b32c14l16" />          นายพราน ก็อาศัยเลี้ยงชีวิตอยู่ใกล้สระนั้น ต้นมะพลับ มะหาด มะซาง              
			<remark  id="s2b32c14l17" />          หมากเม่า เผล็ดผลทุกฤดูกาล อยู่ ณ ที่ใกล้อาศรมของเรา ต้นคำ ต้นสน              
			<remark  id="s2b32c14l18" />          กระทุ่ม สะพรั่งด้วยผล รสหวาน เผล็ดผลทุกฤดู อยู่ ณ ที่ใกล้อาศรม               
			<remark  id="s2b32c14l19" />          ของเรา ต้นสมอ มะขามป้อม ต้นหว้า สมอพิเภก กระเบา ไม้รกฟ้า  
			<remark  id="s2b32c14l20" />          และมะตูม เผล็ดผลเป็นนิตย์ เชือกเขา มันอ้อน ต้นนมแมว มันนก  
			<remark  id="s2b32c14l21" />          กะเบง และคัดมอน มีอยู่มากมายใกล้อาศรมของเรา ณ ที่ใกล้อาศรม  
			<remark  id="s2b32c14l22" />          ของเรานั้น มีสระที่ขุดไว้อย่างดี มีน้ำในเย็นจืดสนิท มีท่าน้ำราบเรียบ         
			<remark  id="s2b32c14l23" />          เป็นที่รื่นรมย์ใจ ดาดาษด้วยบัวหลวง อุบลและบัวขาว เกลื่อนกลาดด้วย             
			<remark  id="s2b32c14l24" />          บัวขม บัวเผื่อน กลิ่นหอมตลบไป ในกาลนั้น เราเป็นดาบส ชื่อสุรุจิ               
			<remark  id="s2b32c14l25" />          เป็นผู้มีศีล สมบูรณ์ด้วยวัตร มีปกติเพ่งฌาน ยินดีในฌานทุกเมื่อ บรรลุ          
			<remark  id="s2b32c14l26" />          ถึงอภิญญา ๕ และพละ ๕ อยู่ในอาศรมที่สร้างเรียบร้อย น่ารื่นรมย์ ใน             
			<remark  id="s2b32c14l27" />          ป่าอันบริบูรณ์ด้วยไม้ใบ ไม้ดอก และไม้ผลทุกสิ่งอย่างนี้ ศิษย์ ๒๔,๐๐๐     
		</para>
	</section>
	<section id="s2b32c15" >
		<para id="s2b32c15p">
			<remark  id="s2b32c15l1" />          นี้แล เป็นพราหมณ์ทั้งหมด ผู้มีชาติ มียศ บำรุงเรา มวลศิษย์ของเรานี้           
			<remark  id="s2b32c15l2" />          เป็นผู้เข้าใจตัวบท เข้าใจไวยากรณ์ ในตำราทำนายลักษณะ และในคัมภีร์             
			<remark  id="s2b32c15l3" />          อิติหาสะ พร้อมทั้งคัมภีร์นิฆัณฑุและคัมภีร์เกฏภะ รู้จบไตรเพท บรรดา            
			<remark  id="s2b32c15l4" />          ศิษย์ของเราเป็นผู้ฉลาดในลางดีร้าย ในนิมิตดีร้าย และในลักษณะ  
			<remark  id="s2b32c15l5" />          ทั้งหลาย ศึกษาดี ในพื้นแผ่นดินและในอากาศ ศิษย์เหล่านี้มีความ                 
			<remark  id="s2b32c15l6" />          ปรารถนาน้อย มีปัญญา กินหนเดียว ไม่โลภ สันโดษด้วยลาภและ  
			<remark  id="s2b32c15l7" />          ความเสื่อมลาภ บำรุงเราทุกเมื่อ เป็นผู้เพ่งฌาน ยินดีในฌาน เป็น                
			<remark  id="s2b32c15l8" />          นักปราชญ์ มีจิตสงบ ตั้งมั่น ปรารถนาความไม่มีกังวล บำรุงเราอยู่               
			<remark  id="s2b32c15l9" />          ทุกเมื่อ เป็นผู้ถึงที่สุดอภิญญา ยินดีในอารมณ์อันเป็นโคจรของบิดา              
			<remark  id="s2b32c15l10" />          เที่ยวไปในอากาศ เป็นนักปราชญ์ บำรุงเราอยู่ทุกเมื่อ ศิษย์ของเราเหล่านั้น      
			<remark  id="s2b32c15l11" />          สำรวมในทวารทั้ง ๖ ไม่หวั่นไหว รักษาอินทรีย์ไม่คลุกคลีด้วยหมู่คณะ             
			<remark  id="s2b32c15l12" />          เป็นนักปราชญ์ หาผู้อื่นเสมอได้ยาก ศิษย์ของเราเหล่านั้นยับยั้งอยู่ด้วย        
			<remark  id="s2b32c15l13" />          การนั่งคู้บัลลังก์ การยืนและการเดินตลอดราตรี หาผู้อื่นเสมอได้ยาก             
			<remark  id="s2b32c15l14" />          มวลศิษย์ของเราไม่กำหนัด ในธรรมเป็นที่ตั้งความกำหนัด ไม่ขัดเคืองใน            
			<remark  id="s2b32c15l15" />          ธรรมเป็นที่ตั้งความขัดเคือง ไม่หลงในธรรมเป็นที่ตั้งความหลง หาผู้อื่น         
			<remark  id="s2b32c15l16" />          เสมอได้ยาก ศิษย์เหล่านั้นแผลงฤทธิ์ได้ต่างๆ ประพฤติอยู่เป็นนิตยกาล            
			<remark  id="s2b32c15l17" />          บันดาลให้แผ่นดินไหวก็ได้ ยากที่ใครๆ จะแข่งได้ ศิษย์เหล่านั้นเข้า             
			<remark  id="s2b32c15l18" />          ปฐมฌานเป็นต้น พวกหนึ่งไปยังอมรโคยานทวีป พวกหนึ่งไปยังปุพพวิเทห               
			<remark  id="s2b32c15l19" />          ทวีป พวกหนึ่งไปยังอุตตรกุรุทวีป ไปนำเอาผลหว้ามา ศิษย์ของเรา หา               
			<remark  id="s2b32c15l20" />          ผู้อื่นเสมอได้ยาก ศิษย์เหล่านั้นส่งหาบไปข้างหน้า ตนไปข้างหลัง ท้องฟ้า        
			<remark  id="s2b32c15l21" />          เป็นฐานะอันดาบส ๒๔,๐๐๐ ปกปิดแล้ว ศิษย์บางพวกปิ้งให้สุกด้วยไฟกิน              
			<remark  id="s2b32c15l22" />          บางพวกกินดิบๆ นั่นเอง บางพวกเอาฟันแทะเปลือกออกแล้วกิน บาง  
			<remark  id="s2b32c15l23" />          พวกซ้อมด้วยครกแล้วกิน บางพวกตำด้วยครกหินกิน บางพวกกินผลไม้ที่                
			<remark  id="s2b32c15l24" />          หล่นเอง บางพวกชอบสะอาด ลงอาบน้ำทั้งเวลาเย็นและเช้า บางพวก  
			<remark  id="s2b32c15l25" />          เอาน้ำรดอาบ ศิษย์ของเราหาผู้อื่นเสมอได้ยาก ศิษย์ของเราปล่อยเล็บมือ           
			<remark  id="s2b32c15l26" />          เล็บเท้าและขนรักแร้งอกยาว ขี้ฟันเลอะเทอะ มีธุลีบนศีรษะ หอมด้วย               
			<remark  id="s2b32c15l27" />          กลิ่นศีล หาผู้อื่นเสมอได้ยาก ดาบสทั้งหลายมีตบะแรงกล้า ประชุมกัน    
		</para>
	</section>
	<section id="s2b32c16" >
		<para id="s2b32c16p">
			<remark  id="s2b32c16l1" />          ในเวลาเช้าแล้ว ไปประกาศลาภน้อยลาภมากในอากาศในกาลนั้น เมื่อ  
			<remark  id="s2b32c16l2" />          ดาบสนี้หลีกไป เสียงอันดังย่อมเป็นไป เทวดาทั้งหลายย่อมยินดีด้วยเสียง          
			<remark  id="s2b32c16l3" />          หนังสัตว์ ฤษีเหล่านั้นกล้าแข็งด้วยกำลังของตน เหาะไปในอากาศ ไปสู่             
			<remark  id="s2b32c16l4" />          ทิศน้อยทิศใหญ่ตามปรารถนา ปวงฤาษีนี้แล ทำแผ่นดินให้หวั่นไหว  
			<remark  id="s2b32c16l5" />          เที่ยวไปในอากาศ มีเดชแผ่ไป ยากที่จะข่มขี่ได้ ดังสาครยากที่ใครๆ จะ            
			<remark  id="s2b32c16l6" />          ให้ขุ่นได้ ฤาษีศิษย์ของเราบางพวกประกอบการยืนและเดิน บางพวกไม่                
			<remark  id="s2b32c16l7" />          นอน บางพวกกินผลไม้ที่หล่นเอง หาผู้อื่นเสมอได้ยาก ท่านเหล่านี้ มี             
			<remark  id="s2b32c16l8" />          ปกติอยู่ด้วยเมตตาแสวงหาประโยชน์ เกื้อกูลแก่สรรพสัตว์ ไม่ยกย่องตน             
			<remark  id="s2b32c16l9" />          ทั้งหมด ไม่ติเตียนใครๆ ทั้งนั้น เป็นผู้สะดุ้ง ดังพระยาราชสีห์ มี             
			<remark  id="s2b32c16l10" />          กำลังเหมือนพระยาคชสาร ยากที่จะข่มได้ ดุจเสือโคร่ง ย่อมมาในสำนัก              
			<remark  id="s2b32c16l11" />          ของเรา พวกวิชาธร เทวดา นาค คนธรรพ์ ผีเสื้อน้ำ กุมภัณฑ์ อสูร  
			<remark  id="s2b32c16l12" />          และครุฑ ย่อมอาศัยเลี้ยงชีวิตอยู่ใกล้สระนั้น ศิษย์ของเราเหล่านั้น  ทรง        
			<remark  id="s2b32c16l13" />          ชฎา เลี้ยงชีวิตด้วยผลไม้และเหง้ามัน นุ่งห่มหนังสัตว์ เที่ยวไปในอากาศ         
			<remark  id="s2b32c16l14" />          ได้ทุกตน อยู่ใกล้สระนั้น ในกาลนั้น ศิษย์เหล่านี้เป็นผู้สมควร มีความ          
			<remark  id="s2b32c16l15" />          เคารพกันและกัน เสียงไอจามของศิษย์ทั้ง ๒๔,๐๐๐ ย่อมไม่มี ท่านเหล่านี้          
			<remark  id="s2b32c16l16" />          ซ้อนเท้าบนเท้า เงียบเสียง สังวรดี เข้ามาไหว้ เราด้วยเศียรเกล้า               
			<remark  id="s2b32c16l17" />          ทั้งหมดนั้น เราผู้เพ่งฌาน ยินดีในฌาน ห้อมล้อมด้วยศิษย์เหล่านั้น              
			<remark  id="s2b32c16l18" />          ผู้สงบระงับ มีตบะ อยู่ในอาศรมนั้น อาศรมของเรามีกลิ่นหอมด้วยกลิ่น             
			<remark  id="s2b32c16l19" />          ศีลของเหล่าฤาษีและด้วยกลิ่นสองอย่าง คือ กลิ่นดอกไม้และกลิ่นผลไม้             
			<remark  id="s2b32c16l20" />          เราไม่รู้สึกตลอดคืนตลอดวัน ความไม่ยินดีไม่มีแก่เรา เราสั่งสอนบรรดา           
			<remark  id="s2b32c16l21" />          ศิษย์ของตน ย่อมได้ความร่าเริงอย่างยิ่ง เมื่อดอกไม้ทั้งหลายบาน และ            
			<remark  id="s2b32c16l22" />          เมื่อผลไม้ทั้งหลายสุก กลิ่นหอมตลบอบอวล ทำอาศรมของเราให้งาม  
			<remark  id="s2b32c16l23" />          เราออกจากสมาธิแล้ว มีความเพียร มีปัญญาถือเอาภาระคือหาบ เข้าป่า               
			<remark  id="s2b32c16l24" />          ในกาลนั้น เราศึกษาชำนาญในลางดีลางร้าย ฝันดีฝันร้าย และตำราทำนาย              
			<remark  id="s2b32c16l25" />          ลักษณะ ทรงลักษณมนต์อันกำลังเป็นไป พระผู้มีพระภาคพระนามว่า  
			<remark  id="s2b32c16l26" />          อโนมทัสสี เป็นผู้ประเสริฐในโลก เป็นนระผู้องอาจ ทรงใคร่วิเวก เป็น             
			<remark  id="s2b32c16l27" />          สัมพุทธเจ้า เข้าไปยังป่าหิมวันต์ พระองค์ผู้เลิศ เป็นมุนีประกอบด้วย     
		</para>
	</section>
	<section id="s2b32c17" >
		<para id="s2b32c17p">
			<remark  id="s2b32c17l1" />          กรุณา เป็นอุดมบุรุษ เสด็จเข้าป่าหิมวันต์แล้ว ทรงนั่งคู้บัลลังก์ เราได้       
			<remark  id="s2b32c17l2" />          เห็นพระสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น มีรัศมีสว่างจ้า น่ารื่นรมย์ใจ ดังดอกบัว        
			<remark  id="s2b32c17l3" />          เขียว ทรงรุ่งเรืองควรบูชา ดังกองไฟ เราได้เห็นพระนายกของโลก  
			<remark  id="s2b32c17l4" />          ทรงรุ่งโรจน์ดุจดวงไฟ เหมือนสายฟ้าในอากาศ เช่นกับพระยารังมีดอก               
			<remark  id="s2b32c17l5" />          บานสะพรั่ง เพราะอาศัยการได้เห็นพระผู้มีพระภาคผู้ประเสริฐ เป็นมหาวีระ         
			<remark  id="s2b32c17l6" />          ทรงทำที่สุดทุกข์ เป็นมุนีนี้ ย่อมพ้นจากทุกข์ทั้งปวงได้ ครั้นเราได้เห็น       
			<remark  id="s2b32c17l7" />          พระผู้มีพระภาคผู้เป็นเทวดาล่วงเทวดาแล้ว ได้ตรวจดูลักษณะว่าเป็น               
			<remark  id="s2b32c17l8" />          พระพุทธเจ้าหรือมิใช่ ผิฉะนั้นเราจะดูพระผู้มีพระภาคผู้มีจักษุ เราได้เห็น      
			<remark  id="s2b32c17l9" />          จักรมีกำพันหนึ่งที่พื้นฝ่าพระบาท ครั้นได้เห็นพระลักษณะของพระองค์แล้ว         
			<remark  id="s2b32c17l10" />          จึงถึงความตกลงในพระตถาคตในกาลนั้น เราจับไม้กวาดกวาดที่นั้นแล้ว               
			<remark  id="s2b32c17l11" />          ได้นำเอาดอกไม้ ๘ ดอกมาบูชาพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด ครั้นบูชาพระ            
			<remark  id="s2b32c17l12" />          พุทธเจ้าผู้ข้ามโอฆะไม่มีอาสวะนั้นแล้ว ทำหนังสัตว์เฉวียงบ่าข้างหนึ่ง          
			<remark  id="s2b32c17l13" />          นมัสการพระนายกของโลก พระสัมพุทธเจ้าผู้ไม่มีอาสวะ ทรงอยู่ด้วย                 
			<remark  id="s2b32c17l14" />          พระญาณใด เราจักประกาศพระญาณนั้น ท่านทั้งหลายจงฟังคำเรากล่าว  
			<remark  id="s2b32c17l15" />          พระสยัมภูผู้มีความเจริญมากที่สุด ทรงถอนสัตว์โลกนี้แล้ว สัตว์เหล่านั้น        
			<remark  id="s2b32c17l16" />          อาศัยการได้เห็นพระองค์ ย่อมข้ามกระแสน้ำคือความสงสัยได้ พระองค์               
			<remark  id="s2b32c17l17" />          เป็นพระศาสดา เป็นยอด เป็นธงไชย เป็นหลัก เป็นร่มเงา เป็นที่พึ่ง               
			<remark  id="s2b32c17l18" />          เป็นประทีปส่องทาง เป็นพระพุทธเจ้าของสัตว์ทั้งหลาย น้ำในสมุทรอาจ              
			<remark  id="s2b32c17l19" />          ประมาณได้ด้วยมาตราดวง แต่ใครๆ ไม่อาจประมาณพระสัพพัญญุตญาณ  
			<remark  id="s2b32c17l20" />          ของพระองค์ได้เลย เอาดินมาชั่งดูแล้วอาจประมาณแผ่นดินได้ แต่ใครๆ               
			<remark  id="s2b32c17l21" />          ไม่อาจประมาณพระสัพพัญญุตญาณของพระองค์ได้เลย อาจวัดอากาศได้  
			<remark  id="s2b32c17l22" />          ด้วยเชือก หรือด้วยนิ้วมือ แต่ใครๆ ไม่อาจประมาณพระสัพพัญญุตญาณ                
			<remark  id="s2b32c17l23" />          ของพระองค์ได้เลย พึงประมาณลำน้ำในมหาสมุทรและแผ่นดินทั้งหมดได้                
			<remark  id="s2b32c17l24" />          แต่จะถือเอาพระพุทธญาณมาประมาณนั้นไม่ควร ข้าแต่พระองค์ผู้มีพระจักษุ           
			<remark  id="s2b32c17l25" />          จิตของสัตวโลกพร้อมทั้งเทวโลก ย่อมเป็นไป สัตว์เหล่านี้เข้าไปภายใน             
			<remark  id="s2b32c17l26" />          ข่าย คือ พระญาณของพระองค์ พระองค์ทรงบรรลุโพธิญาณอันอุดม  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b32c18" >
		<para id="s2b32c18p">
			<remark  id="s2b32c18l1" />          สิ้นเชิงด้วยพระญาณใด พระสัพพัญญูก็ทรงย่ำยีอัญเดียรถีย์ด้วยพระญาณ             
			<remark  id="s2b32c18l2" />          นั้น ท่านสุรุจิ ดาบสกล่าวชมเชยด้วยคาถาเหล่านี้แล้ว ปูลาดหนังเสือ             
			<remark  id="s2b32c18l3" />          บนแผ่นดินแล้วนั่งอยู่ ท่านกล่าวไว้ในบัดนี้ว่า ขุนเขาสูงสุดหยั่งลงใน          
			<remark  id="s2b32c18l4" />          ห้วงมหรรณพ ๘๔๐๐๐ โยชน์ ขุนเขาสิเนรุทั้งด้านยาวและด้านกว้าง สูงสุด            
			<remark  id="s2b32c18l5" />          เพียงนั้น ทำให้ละเอียดได้ด้วยประเภทการนับว่าแสนโกฏิ เมื่อตั้งเครื่อง         
			<remark  id="s2b32c18l6" />          หมายไว้ พึงถึงความสิ้นไป แต่ใครๆ ไม่อาจประมาณพระสัพพัญญุตญาณ                 
			<remark  id="s2b32c18l7" />          ของพระองค์ได้เลย ผู้ใดพึงเอาข่ายตาเล็กๆ ล้อมน้ำไว้ สัตว์น้ำบางเหล่า          
			<remark  id="s2b32c18l8" />          พึงเข้าไปภายในข่ายของผู้นั้น ข้าแต่พระมหาวีระ เดียรถีย์ผู้มีกิเลสหนา         
			<remark  id="s2b32c18l9" />          บางพวกก็ฉันนั้น แล่นไปถือเอาทิฏฐิผิด หลงอยู่ด้วยการลูบคลำ เดียรถีย์          
			<remark  id="s2b32c18l10" />          เหล่านี้เข้าไปภายในข่าย ด้วยพระญาณอันบริสุทธิ์อันแสดงว่าไม่มีอะไร            
			<remark  id="s2b32c18l11" />          ห้ามได้ของพระองค์ ไม่ล่วงพระญาณของพระองค์ไปได้ ก็สมัยนั้น พระผู้             
			<remark  id="s2b32c18l12" />          มีพระภาค พระนามว่าอโนมทัสสี ผู้มียศใหญ่ ทรงชำนะกิเลส เสด็จออก                
			<remark  id="s2b32c18l13" />          จากสมาธิแล้วทรงตรวจดูทิศ พระอัครสาวกนามว่า นิสภะ ของพระมุนี  
			<remark  id="s2b32c18l14" />          พระนามว่าอโนมทัสสี ทราบพระดำริของพระพุทธเจ้าแล้ว อันพระขีณาสพ                
			<remark  id="s2b32c18l15" />          หนึ่งแสน ผู้มีจิตสงบระงับ มั่นคง บริสุทธิ์สะอาด ได้อภิญญา ๖ คงที่            
			<remark  id="s2b32c18l16" />          แวดล้อมแล้ว เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคผู้นายกของโลก ท่านเหล่านั้นอยู่          
			<remark  id="s2b32c18l17" />          บนอากาศ ได้ทำประทักษิณพระผู้มีพระภาคแล้วลงมาประนมอัญชลี นมัส                
			<remark  id="s2b32c18l18" />          การอยู่ในสำนักพระพุทธเจ้า พระผู้มีพระภาค พระนามอโนมทัสสี เชฏฐ               
			<remark  id="s2b32c18l19" />          บุรุษของโลก เป็นนระอาจหาญ ทรงชำนะกิเลส ประทับนั่งท่ามกลางภิกษุ               
			<remark  id="s2b32c18l20" />          สงฆ์ ทรงยิ้มแย้ม ภิกษุนามว่าวรุณ อุปัฏฐากของพระศาสดาพระนามว่า                
			<remark  id="s2b32c18l21" />          อโนมทัสสี ห่มผ้าเฉวียงบ่าข้างหนึ่งแล้ว ทูลถามพระผู้มีพระภาคผู้นายก           
			<remark  id="s2b32c18l22" />          ของโลกว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาค อะไรเป็นเหตุให้พระศาสดาทรงยิ้มแย้ม            
			<remark  id="s2b32c18l23" />          หนอ อันพระพุทธเจ้าย่อมไม่ทรงยิ้มแย้ม เพราะไม่มีเหตุ พระผู้มีพระภาค           
			<remark  id="s2b32c18l24" />          ทรงพระนามว่าอโนมทัสสีเชษฐบุรุษของโลก เป็นนระองอาจ ประทับนั่ง                 
			<remark  id="s2b32c18l25" />          ในท่ามกลางภิกษุแล้ว ได้ตรัสพระคาถานี้ว่า ผู้ใดบูชาเราด้วยดอกไม้ และ          
			<remark  id="s2b32c18l26" />          เชยชมญาณของเรา เราจักประกาศผู้นั้น ท่านทั้งหลายจงฟังเรากล่าว                 
			<remark  id="s2b32c18l27" />          เทวดาทั้งปวง พร้อมทั้งมนุษย์ ทราบพระดำรัสของพระพุทธเจ้าแล้ว  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b32c19" >
		<para id="s2b32c19p">
			<remark  id="s2b32c19l1" />          ประสงค์จะฟังพระสัทธรรม จึงพากันมาเฝ้าพระสัมพุทธเจ้า หมู่ทวยเทพ               
			<remark  id="s2b32c19l2" />          ผู้มีฤทธิ์มากในหมื่นโลกธาตุ ประสงค์จะฟังพระสัทธรรม จึงพากันมาเฝ้า            
			<remark  id="s2b32c19l3" />          พระสัมพุทธเจ้า จตุรงคเสนา คือ พลช้าง พลม้า พลรถ พลเดินเท้า  
			<remark  id="s2b32c19l4" />          จักแวดล้อมผู้นี้เป็นนิจ นี้เป็นผลแห่งการบูชาพระพุทธเจ้า ดนตรีหกหมื่น         
			<remark  id="s2b32c19l5" />          กลองที่ประดับสวยงาม จักบำรุงผู้นี้เป็นนิจ นี้เป็นผลแห่งการบูชาพระ           
			<remark  id="s2b32c19l6" />          พุทธเจ้า หญิงล้วนแต่สาวๆ หกหมื่น ประดับประดาสวยงาม มีผ้าและ  
			<remark  id="s2b32c19l7" />          เครื่องอาภรณ์อันวิจิตร สวมแก้วมณี และกุณฑล มีหน้าแฉล้ม ยิ้มแย้ม              
			<remark  id="s2b32c19l8" />          ตะโพกผายไหล่ผึ่ง เอวเล็กเอวกลม จักห้อมล้อมผู้นี้เป็นนิจ นี้เป็นผล            
			<remark  id="s2b32c19l9" />          แห่งการบูชาพระพุทธเจ้า ผู้นี้จักรื่นรมย์อยู่ในเทวโลกตลอดแสนกัลป์ จัก         
			<remark  id="s2b32c19l10" />          ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิราชในแผ่นดินพันครั้ง จักเป็นจอมเทวดาเสวย              
			<remark  id="s2b32c19l11" />          ราชสมบัติในเทวโลกพันครั้ง จักเป็นพระเจ้าประเทศราชอันไพบูลย์นับ               
			<remark  id="s2b32c19l12" />          ไม่ถ้วน ครั้นถึงภพที่สุด ถึงความเป็นมนุษย์ จักคลอดจากครรภ์แห่งนาง            
			<remark  id="s2b32c19l13" />          พราหมณีชื่อสารี นระนี้จักปรากฏตามชื่อและโคตรของมารดา โดยชื่อว่า              
			<remark  id="s2b32c19l14" />          สารีบุตร จักมีปัญญาคมกล้า จักเป็นผู้ไม่มีกังวล ละทิ้งทรัพย์ประมาณ            
			<remark  id="s2b32c19l15" />          ๘๐ โกฏิแล้วออกบวช จักเที่ยวแสวงหาสันติบททั่วแผ่นดินนี้ สกุล  
			<remark  id="s2b32c19l16" />          โอกกากะสมภพ ในกัลป์อันประมาณมิได้ แต่กัลป์นี้ พระศาสดาทรง  
			<remark  id="s2b32c19l17" />          พระนามว่าโคดมโดยพระโคตร จักมีในโลก ผู้นี้จักเป็นโอรสทายาทใน  
			<remark  id="s2b32c19l18" />          ธรรมของพระศาสดาพระองค์นั้น อันธรรมนิรมิตแล้ว จักได้เป็นพระอัคร               
			<remark  id="s2b32c19l19" />          สาวกมีนามว่าสารีบุตร แม่น้ำคงคาชื่อภาคีรสีนี้ ไหลมาแต่ประเทศหิมวันต์         
			<remark  id="s2b32c19l20" />          ย่อมไหลไปถึงมหาสมุทรยังห้วงน้ำใหญ่ให้เต็ม ฉันใด พระสารีบุตรนี้ก็             
			<remark  id="s2b32c19l21" />          ฉันนั้น เป็นผู้อาจหาญ แกล้วกล้าในประเภทสาม ถึงที่สุดแห่งปัญญา                
			<remark  id="s2b32c19l22" />          บารมี จักยังสัตว์ทั้งหลายให้อิ่มหนำสำราญ ตั้งแต่ภูเขาหิมวันต์จนถึงมหา        
			<remark  id="s2b32c19l23" />          สมุทรสาคร ในระหว่างนี้ โดยจะนับทรายนั้นนับไม่ถ้วน การนับทราย                 
			<remark  id="s2b32c19l24" />          แม้นั้น ก็อาจนับได้โดยไม่เหลือ ฉันใด ที่สุดแห่งปัญญาของพระสารี              
			<remark  id="s2b32c19l25" />          บุตรจักไม่มี ฉันนั้นเหมือนกัน เมื่อตั้งคะแนนไว้ ทรายในแม่น้ำคงคาพึง          
			<remark  id="s2b32c19l26" />          สิ้นไป ฉันใด แต่ที่สุดแห่งปัญญาของพระสารีบุตรจักไม่เป็นฉันนั้นเลย            
			<remark  id="s2b32c19l27" />          คลื่นในมหาสมุทรโดยจะนับก็นับไม่ถ้วน ฉันใด ที่สุดแห่งปัญญาของ        
		</para>
	</section>
	<section id="s2b32c20" >
		<para id="s2b32c20p">
			<remark  id="s2b32c20l1" />          พระสารีบุตรจักไม่มี ฉันนั้นเหมือนกัน พระสารีบุตร ยังพระสัมพุทธเจ้า           
			<remark  id="s2b32c20l2" />          ผู้ศากยโคดมสูงสุดให้โปรดปรานแล้ว จักได้เป็นพระอัครสาวกถึงที่สุด              
			<remark  id="s2b32c20l3" />          แห่งปัญญา จักยังธรรมจักรที่พระผู้มีพระภาคศากยบุตรให้เป็นไปแล้ว ให้           
			<remark  id="s2b32c20l4" />          เป็นไปตามโดยชอบ จักยังเมล็ดฝน คือ ธรรมให้ตกลง พระโคดมผู้  
			<remark  id="s2b32c20l5" />          ศากยสูงสุดทรงทราบข้อนั้นทั้งมวลแล้ว จักประทับนั่งในท่ามกลางภิกษุ             
			<remark  id="s2b32c20l6" />          สงฆ์ ทรงตั้งไว้ในตำแหน่งอัครสาวก โอ กุศลกรรมเราได้ทำแล้ว เราได้              
			<remark  id="s2b32c20l7" />          ทำการบูชาพระศาสดาพระนามว่าอโนมทัสสีด้วยดอกไม้แล้ว ได้ถึงที่สุด               
			<remark  id="s2b32c20l8" />          ในที่ทุกแห่ง กรรมที่เราทำแล้วประมาณไม่ได้ พระผู้มีพระภาคทรงแสดง              
			<remark  id="s2b32c20l9" />          ผลแก่เรา ณ ที่นี้ เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว เปรียบเหมือนกำลังลูกศรอัน          
			<remark  id="s2b32c20l10" />          พ้นแล้วด้วยดี เรานี้แสวงหาบทอันปัจจัยไม่ปรุงแต่ง ดับสนิท ไม่หวั่นไหว         
			<remark  id="s2b32c20l11" />          ค้นหาลัทธิทั้งปวงอยู่ ท่องเที่ยวไปแล้วในภพ คนเป็นไข้พึงแสวงหาโอสถ            
			<remark  id="s2b32c20l12" />          ต้องสั่งสมทรัพย์ไว้ทุกอย่างเพื่อพ้นจากความป่วยไข้ ฉันใด เราก็ฉันนั้น         
			<remark  id="s2b32c20l13" />          แสวงหาบทอันปัจจัยไม่ปรุงแต่ง ดับสนิท ไม่หวั่นไหว ได้บวชเป็นฤาษี              
			<remark  id="s2b32c20l14" />          ห้าร้อยครั้งไม่คั่นเลย เราทรงชฎาเลี้ยงชีวิตด้วยหาบคอน นุ่งห่มหนังเสือ        
			<remark  id="s2b32c20l15" />          ถึงที่สุดอภิญญาแล้ว ได้ไปสู่พรหมโลก ความบริสุทธิ์ในลัทธิภายนอก               
			<remark  id="s2b32c20l16" />          ไม่มี เว้นศาสนาของพระชินเจ้า สัตว์ผู้มีปัญญาทั้งปวง ย่อมบริสุทธิ์            
			<remark  id="s2b32c20l17" />          ได้ในศาสนาของพระชินเจ้า ฉะนั้น เราจึงไม่นำเรานี้ผู้ใคร่ประโยชน์ไปใน          
			<remark  id="s2b32c20l18" />          ลัทธิภายนอก เราแสวงหาบท อันปัจจัยไม่ปรุงอยู่ เที่ยวไปสู่ลัทธิอันผิด          
			<remark  id="s2b32c20l19" />          บุรุษผู้ต้องการแก่นไม้ พึงตัดต้นกล้วยแล้วผ่าออก ก็ไม่พึงได้แก่นไม้ใน         
			<remark  id="s2b32c20l20" />          ต้นกล้วยนั้น เพราะมันว่างจากแก่น ฉันใด คนในโลก ผู้เป็นเดียรถีย์              
			<remark  id="s2b32c20l21" />          เป็นอันมาก มีทิฏฐิต่างกัน ก็ฉันนั้น คนเหล่านั้นเป็นผู้ว่างเปล่าจาก           
			<remark  id="s2b32c20l22" />          อสังขตบท เหมือนต้นกล้วยว่างเปล่าจากแก่น ฉะนั้น ครั้นเมื่อภพถึงที่            
			<remark  id="s2b32c20l23" />          สุดแล้ว เราได้เป็นเผ่าพันธุ์แห่งพราหมณ์ เราละทิ้งโภคสมบัติเป็นอันมาก         
			<remark  id="s2b32c20l24" />          แล้วออกบวชเป็นบรรพชิต.  
			<remark  id="s2b32c20l25" />                       จบ ปฐมภาณวาร ฯ  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b32c21" >
		<para id="s2b32c21p">
			<remark  id="s2b32c21l1" />          ข้าพระองค์อยู่ในสำนักพราหมณ์นามว่าสัญชัย ซึ่งเป็นผู้เล่าเรียน ทรง            
			<remark  id="s2b32c21l2" />          จำมนต์ รู้จบไตรเทพ ข้าแต่พระมหาวีระ พราหมณ์ชื่ออัสสชิสาวกของ                 
			<remark  id="s2b32c21l3" />          พระองค์ หาผู้เสมอได้ยาก มีเดชรุ่งเรือง เที่ยวบิณฑบาตอยู่ในกาลนั้น            
			<remark  id="s2b32c21l4" />          ข้าพระองค์ได้เห็นท่านผู้มีปัญญา เป็นมุนี มีจิตตั้งมั่นในความเป็นมุนี         
			<remark  id="s2b32c21l5" />          มีจิตสงบระงับ เป็นมหานาคแย้มบานดังดอกประทุม ครั้นข้าพระองค์เห็น              
			<remark  id="s2b32c21l6" />          ท่านผู้มีอินทรีย์ฝึกดีแล้ว มีใจบริสุทธิ์ องอาจประเสริฐ มีความเพียร           
			<remark  id="s2b32c21l7" />          จึงเกิดความคิดว่า ท่านผู้นี้จักเป็นพระอรหันต์ ท่านผู้นี้มีอิริยาบถน่า        
			<remark  id="s2b32c21l8" />          เลื่อมใส มีรูปงาม สำรวมดี จักเป็นผู้ฝึกแล้วในอุบายเครื่องฝึกอันสูงสุด        
			<remark  id="s2b32c21l9" />          จักเป็นผู้เห็นอมตบท ผิฉะนั้น เราเราพึงถามท่านผู้มีใจยินดีถึงประโยชน์         
			<remark  id="s2b32c21l10" />          อันสูงสุด หากเราถามแล้ว ท่านจักตอบ เราจักสอบถามท่านอีก  
			<remark  id="s2b32c21l11" />          ข้าพระองค์ได้ตามไปข้างหลังของท่านซึ่งกำลังเที่ยวบิณฑบาต รอคอย                
			<remark  id="s2b32c21l12" />          โอกาสอยู่ เพื่อจะสอบถามอมตบท ข้าพระองค์เข้าไปหาท่านซึ่งพักอยู่ใน             
			<remark  id="s2b32c21l13" />          ระหว่างถนน แล้วได้ถามว่า ข้าแต่ท่านผู้เนียรทุกข์ มีความเพียร ท่าน            
			<remark  id="s2b32c21l14" />          มีโคตรอย่างไร ท่านเป็นศิษย์ของใคร ท่านอันข้าพระองค์ถามแล้ว ไม่               
			<remark  id="s2b32c21l15" />          ครั่นคร้ามดังพระยาไกรสร พยากรณ์ว่า พระพุทธเจ้าเสด็จอุบัติแล้วใน              
			<remark  id="s2b32c21l16" />          โลก ฉันเป็นศิษย์ของพระองค์จ๊ะ ท่านผู้มีความเพียรใหญ่ผู้เกิดตามมียศ           
			<remark  id="s2b32c21l17" />          มาก ศาสนธรรมแห่งพระพุทธเจ้าของท่านเช่นไร ขอได้โปรดบอกแก่  
			<remark  id="s2b32c21l18" />          ข้าพเจ้าเถิดท่าน ข้าพระองค์ถามแล้ว ท่านกล่าวบทอันลึกซึ้งละเอียด              
			<remark  id="s2b32c21l19" />          ทุกอย่าง เป็นเครื่องฆ่าลูกศร คือ ตัณหา เป็นเครื่องบรรเทาความทุกข์            
			<remark  id="s2b32c21l20" />          ทั้งมวล ว่าธรรมเหล่าใด มีเหตุเป็นแดนเกิด พระตถาคตเจ้าตรัสเหตุแห่ง            
			<remark  id="s2b32c21l21" />          ธรรมเหล่านั้น และความดับแห่งธรรมเหล่านั้น พระมหาสมณะเจ้ามีปกติ               
			<remark  id="s2b32c21l22" />          ตรัสอย่างนี้จ๊ะ เมื่อท่านอัสสชิแก้ปัญหาแล้ว ข้าพระองค์นั้นได้บรรลุผล         
			<remark  id="s2b32c21l23" />          ที่หนึ่ง เป็นผู้ปราศจากธุลี ปราศจากมลทิน เพราะได้ฟังคำสอนของ                 
			<remark  id="s2b32c21l24" />          พระพุทธเจ้า ข้าพระองค์ได้ฟังคำของท่านมุนีได้เห็นธรรมอันสูงสุด จึง            
			<remark  id="s2b32c21l25" />          หยั่งลงสู่พระสัทธรรม ได้กล่าวคาถานี้ว่า ธรรมนี้แล เหมือนบทอันมี              
			<remark  id="s2b32c21l26" />          สภาพเห็นประจักษ์ ไม่มีความโศก ข้าพระองค์ไม่ได้เห็นล่วงเลยไปแล้ว              
			<remark  id="s2b32c21l27" />          หลายหมื่นกัลป์ ข้าพระองค์แสวงหาธรรมอยู่ ได้เที่ยวไปในลัทธิผิด          
		</para>
	</section>
	<section id="s2b32c22" >
		<para id="s2b32c22p">
			<remark  id="s2b32c22l1" />          ประโยชน์นั้นข้าพระองค์บรรลุแล้ว ไม่ใช่กาลที่เราจะประมาท ข้าพระองค์           
			<remark  id="s2b32c22l2" />          อันท่านพระอัสสชิให้ยินดีแล้ว บรรลุบทอันไม่หวั่นไหวแสวงหาสหายอยู่             
			<remark  id="s2b32c22l3" />          จึงได้ไปยังอาศรม สหายเห็นข้าพระองค์แต่ไกลทีเดียว อันข้าพระองค์ให้            
			<remark  id="s2b32c22l4" />          ศึกษาดีแล้ว ถึงพร้อมด้วยอิริยาบถ ได้กล่าวคำนี้ว่า ท่านเป็นผู้มีหน้าและ       
			<remark  id="s2b32c22l5" />          ตาอันผ่องใส ย่อมจะเห็นความเป็นมุนีแน่ ท่านได้บรรลุอมตบทอันดับ                
			<remark  id="s2b32c22l6" />          สนิทไม่เคลื่อนแลหรือ ท่านมีรูปงามราวกะว่ามีความไม่หวั่นไหวอันได้ทำ           
			<remark  id="s2b32c22l7" />          แล้ว มาแล้ว ฝึกแล้วในอุบายอันฝึกแล้ว เป็นผู้สงบระงับแล้วหรือ                 
			<remark  id="s2b32c22l8" />          พราหมณ์ เราได้บรรลุอมตบท อันเป็นเครื่องบรรเทาลูกศร คือ ความโศก               
			<remark  id="s2b32c22l9" />          แล้ว แม้ท่านก็จงบรรลุอมตบทนั้น เราไปสำนักพระพุทธเจ้ากันเถิด  
			<remark  id="s2b32c22l10" />          สหายผู้อันข้าพระองค์ให้ศึกษาดีแล้ว รับคำแล้ว ได้จูงมือพากันเข้ามา            
			<remark  id="s2b32c22l11" />          ยังสำนักของพระองค์ ข้าแต่พระองค์ผู้ศากโยรส แม้ข้าพระองค์ทั้งสอง              
			<remark  id="s2b32c22l12" />          จักบวชในสำนักของพระองค์ จักขออาศัยคำสอนของพระองค์ เป็นผู้ไม่มี               
			<remark  id="s2b32c22l13" />          อาสวะอยู่ ท่านโกลิตะเป็นผู้ประเสริฐด้วยฤทธิ์ ข้าพระองค์ถึงที่สุดแห่ง         
			<remark  id="s2b32c22l14" />           ปัญญา เราทั้งสองจะร่วมกันทำพระศาสนาให้งาม เรามีความดำริยังไม่ถึง             
			<remark  id="s2b32c22l15" />          ที่สุด จึงเที่ยวไปในลัทธิผิด เพราะได้อาศัยทัสสนะของท่าน ความดำริ             
			<remark  id="s2b32c22l16" />          ของเราจึงเต็ม ต้นไม้ตั้งอยู่บนแผ่นดิน มีดอกบานตามฤดูกาล ส่งกลิ่น             
			<remark  id="s2b32c22l17" />          หอมตลบอบอวล ยังสัตว์ทั้งปวงให้ยินดี ฉันใด ข้าแต่พระมหาวีรศากโยรส             
			<remark  id="s2b32c22l18" />          ผู้มียศใหญ่ ข้าพระองค์ก็ฉันนั้น ดำรงอยู่ในศาสนธรรมของพระองค์แล้ว             
			<remark  id="s2b32c22l19" />          ย่อมเบ่งบานในสมัย ข้าพระองค์แสวงหาดอกไม้ คือ วิมุติ เป็นที่พ้น               
			<remark  id="s2b32c22l20" />          ภพสงสาร ย่อมยังสัตว์ทั้งปวงให้ยินดี ด้วยการให้ได้ดอกไม้ คือ วิมุติ           
			<remark  id="s2b32c22l21" />          ข้าแต่พระองค์ผู้มีจักษุ เว้นพระมหามุนีแล้วตลอดพุทธเขต ไม่มีใครเสมอ           
			<remark  id="s2b32c22l22" />          ด้วยปัญญาแห่งข้าพระพุทธเจ้าผู้เป็นบุตรของพระองค์ ศิษย์และบริษัทของ           
			<remark  id="s2b32c22l23" />          พระองค์ พระองค์แนะนำดีแล้ว ให้ศึกษาดีแล้ว ฝึกแล้วในอุบายเครื่อง              
			<remark  id="s2b32c22l24" />          ฝึกจิตอันสูงสุด ย่อมแวดล้อมพระองค์อยู่ทุกเมื่อ ท่านเหล่านั้นเพ่งญาณ          
			<remark  id="s2b32c22l25" />          ยินดีในญาณ เป็นนักปราชญ์ มีจิตสงบ ตั้งมั่นเป็นมุนี ถึงพร้อมด้วย              
			<remark  id="s2b32c22l26" />          ความเป็นมุนี ย่อมแวดล้อมพระองค์อยู่ทุกเมื่อ ท่านเหล่านั้นมีความ              
			<remark  id="s2b32c22l27" />          ปรารถนาน้อย มีปัญญาเป็นนักปราชญ์ มีอาหารน้อย ไม่โลเล ยินดีทั้ง          
		</para>
	</section>
	<section id="s2b32c23" >
		<para id="s2b32c23p">
			<remark  id="s2b32c23l1" />          ลาภและความเสื่อมลาภ ย่อมแวดล้อมพระองค์อยู่ทุกเมื่อ ท่านเหล่านั้น             
			<remark  id="s2b32c23l2" />          ถืออยู่ป่าเป็นวัตร ยินดีธุดงค์ เพ่งฌาน มีจีวรเศร้าหมอง ยินดียิ่งใน           
			<remark  id="s2b32c23l3" />          วิเวก เป็นนักปราชญ์ ย่อมแวดล้อมพระองค์อยู่ทุกเมื่อ ท่านเหล่านั้น             
			<remark  id="s2b32c23l4" />          เป็นผู้ปฏิบัติตั้งอยู่ในผล เป็นพระเสขะ พรั่งพร้อมด้วยผล หวังผล               
			<remark  id="s2b32c23l5" />          ประโยชน์อันอุดม ย่อมแวดล้อมพระองค์อยู่ทุกเมื่อ ทั้งท่านที่เป็นโสดาบัน        
			<remark  id="s2b32c23l6" />          ทั้งที่เป็นพระสกทาคามี อนาคามี และอรหันต์ ปราศจากมลทิน ย่อม  
			<remark  id="s2b32c23l7" />          แวดล้อมพระองค์อยู่ทุกเมื่อ สาวกของพระองค์เป็นอันมาก ฉลาดในสติ               
			<remark  id="s2b32c23l8" />          ปัฏฐาน ยินดีในโพชฌงคภาวนา ทุกท่าน ย่อมแวดล้อมพระองค์ทุกเมื่อ                 
			<remark  id="s2b32c23l9" />          ท่านเหล่านั้นเป็นผู้ฉลาดในอิทธิบาท ยินดีในสมาธิภาวนา หมั่นประกอบ             
			<remark  id="s2b32c23l10" />          ในสัมมัปปธาน ย่อมแวดล้อมพระองค์อยู่ทุกเมื่อ ท่านเหล่านั้นมีวิชชา ๓           
			<remark  id="s2b32c23l11" />          มีอภิญญา ๖ ถึงที่สุดแห่งฤทธิ์ ถึงที่สุดแห่งปัญญา ย่อมแวดล้อมพระองค์          
			<remark  id="s2b32c23l12" />          อยู่ทุกเมื่อ ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า บรรดาศิษย์ของพระองค์เช่นนี้แลหนอ            
			<remark  id="s2b32c23l13" />          ศึกษาดีแล้ว หาผู้เสมอได้ยาก มีเดชรุ่งเรืองแวดล้อมพระองค์อยู่ทุกเมื่อ         
			<remark  id="s2b32c23l14" />          พระองค์อันศิษย์เหล่านั้นผู้สำรวมแล้ว มีตบะแวดล้อมแล้วไม่ครั่นคร้าม           
			<remark  id="s2b32c23l15" />          ดังราชสีห์ ย่อมงดงามดุจพระจันทร์ ต้นไม้ตั้งอยู่บนแผ่นดินแล้วย่อม             
			<remark  id="s2b32c23l16" />          งาม ถึงความไพบูลย์ และย่อมเผล็ดผล ฉันใด ข้าแต่พระองค์ผู้ศาก                 
			<remark  id="s2b32c23l17" />          บุตร ผู้มียศใหญ่ พระองค์เป็นเช่นกับแผ่นดิน ศิษย์ทั้งหลายก็ฉันนั้น            
			<remark  id="s2b32c23l18" />          ตั้งอยู่ในศาสนาของพระองค์แล้ว ย่อมได้อมฤตผล แม่น้ำสินธู แม่น้ำ               
			<remark  id="s2b32c23l19" />          สรัสสดี แม่น้ำจันทภาคา แม่น้ำคงคา แม่น้ำยมุนา แม่น้ำสรภู และ                 
			<remark  id="s2b32c23l20" />          แม่น้ำมหี เมื่อแม่น้ำเหล่านั้นไหลมา สาครย่อมรับไว้หมด แม่น้ำเหล่านี้         
			<remark  id="s2b32c23l21" />          ย่อมละชื่อเดิม ย่อมปรากฏเป็นสาครนั้นเอง ฉันใด วรรณ ๔ เหล่านี้ก็              
			<remark  id="s2b32c23l22" />          ฉันนั้น บวชแล้วในสำนักของพระองค์ ย่อมละชื่อเดิมทั้งมวล ปรากฏว่า              
			<remark  id="s2b32c23l23" />          เป็นบุตรของพระพุทธเจ้า เปรียบเหมือนดวงจันทร์อันปราศจากมลทิน  
			<remark  id="s2b32c23l24" />          โคจรอยู่ในอากาศ ย่อมรุ่งโรจน์ล่วงมวลหมู่ดาวในโลกด้วยรัศมี ฉันใด              
			<remark  id="s2b32c23l25" />          ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า พระองค์ก็ฉันนั้น อันศิษย์ทั้งหลายแวดล้อมแล้ว             
			<remark  id="s2b32c23l26" />          ย่อมรุ่งเรือง ก้าวล่วงเทวดาและมนุษย์ตลอดพุทธเขตทุกเมื่อ คลื่นตั้งขึ้น        
			<remark  id="s2b32c23l27" />          ในน้ำอันลึก ย่อมไม่ล่วงเลยฝั่งไปได้ คลื่นเหล่านั้นกระทบทั่วฝั่ง ย่อม      
		</para>
	</section>
	<section id="s2b32c24" >
		<para id="s2b32c24p">
			<remark  id="s2b32c24l1" />          เป็นระลอกเล็กน้อย เรี่ยรายหายไป ฉันใด ชนในโลกเป็นอันมากผู้เป็น               
			<remark  id="s2b32c24l2" />          เดียรถีย์ก็ฉันนั้น มีทิฏฐิต่างๆ กัน ต้องการจะข้ามธรรมของพระองค์              
			<remark  id="s2b32c24l3" />          แต่ก็ไม่ล่วงเลยพระองค์ผู้เป็นมุนีไปได้ ข้าแต่พระองค์มีพระจักษุ ก็ถ้าชน       
			<remark  id="s2b32c24l4" />          เหล่านั้นมาถึงพระองค์ด้วยความประสงค์จะคัดค้าน เข้ามายังสำนักของ              
			<remark  id="s2b32c24l5" />          พระองค์แล้ว ย่อมกลายเป็นจุรณไป เปรียบเหมือนดอกโกมุท บัวขม  
			<remark  id="s2b32c24l6" />          และบัวเผื่อนเป็นอันมาก เกิดในน้ำ ย่อมเอิบอาบ (ฉาบ) อยู่ด้วยน้ำ               
			<remark  id="s2b32c24l7" />          และเปือกตม ฉันใด สัตว์เป็นอันมากก็ฉันนั้น เกิดแล้วในโลก ย่อม                 
			<remark  id="s2b32c24l8" />          งอกงาม ไม่อิ่มด้วยราคะและโทสะ เหมือนดอกกุมุทในเปือกตม ฉะนั้น                 
			<remark  id="s2b32c24l9" />          ดอกบัวหลวงเกิดในน้ำ ย่อมไพโรจน์ในท่ามกลางน้ำ มันมีเกษรบริสุทธิ์              
			<remark  id="s2b32c24l10" />          ไม่ติดอยู่ด้วยน้ำ ฉันใด ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า พระองค์ก็ฉันนั้น เป็น            
			<remark  id="s2b32c24l11" />          มหามุนีเกิดแล้วในโลก ไม่ติดอยู่ด้วยโลภ ดังดอกปทุมไม่ติดด้วยน้ำ               
			<remark  id="s2b32c24l12" />          ฉะนั้น เปรียบเหมือนดอกไม้อันเกิดในน้ำเป็นอันมาก ย่อมบานในเดือน               
			<remark  id="s2b32c24l13" />          กัตติกมาส ไม่พ้นเดือนนั้นไป สมัยนั้นเป็นสมัยดอกไม้น้ำบาน ฉันใด               
			<remark  id="s2b32c24l14" />          ข้าแต่พระองค์ผู้ศากยบุตร พระองค์ก็ฉันนั้น เป็นผู้บานแล้วด้วยวิมุติ           
			<remark  id="s2b32c24l15" />          ของพระองค์ สัตว์ทั้งหลายไม่ล่วงเลยศาสนาของพระองค์ ดังดอกบัวเกิด              
			<remark  id="s2b32c24l16" />          ในน้ำย่อมบานไม่พ้นเดือนกัตติกมาส ฉะนั้น เปรียบเหมือนพระยาไม้รัง              
			<remark  id="s2b32c24l17" />          ดอกบานสะพรั่ง กลิ่นหอมตลบไป อันไม้รังอื่นแวดล้อมแล้วย่อมงามยิ่ง              
			<remark  id="s2b32c24l18" />          ฉันใด ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า พระองค์ก็ฉันนั้น บานแล้วด้วยพระพุทธ               
			<remark  id="s2b32c24l19" />          ญาณ อันภิกษุสงฆ์แวดล้อมแล้ว ย่อมงามเหมือนพระยาไม้รัง ฉะนั้น  
			<remark  id="s2b32c24l20" />          เปรียบเหมือนภูเขาหินหิมวา เป็นโอสถของปวงสัตว์ เป็นที่อยู่ของพวก              
			<remark  id="s2b32c24l21" />          นาค อสูร และเทวดาทั้งหลาย ฉันใด ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า พระองค์  
			<remark  id="s2b32c24l22" />          ก็ฉันนั้น เป็นโอสถของมวลสัตว์ ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า บุคคลผู้บรรลุ              
			<remark  id="s2b32c24l23" />          เตวิชชา บรรลุอภิญญา ๖ ถึงที่สุดแห่งฤทธิ์ ผู้ที่พระองค์ทรงพระกรุณา            
			<remark  id="s2b32c24l24" />          พร่ำสอนแล้ว ย่อมยินดีด้วยความยินดีในธรรม ย่อมอยู่ในศาสนาของ  
			<remark  id="s2b32c24l25" />          พระองค์ เปรียบเหมือนราชสีห์ผู้พระยาเนื้อ ออกจากถ้ำที่อยู่แล้วเหลียว          
			<remark  id="s2b32c24l26" />          ดูทิศทั้ง ๔ แล้วบันลือสีหนาท ๓ ครั้ง เมื่อราชสีห์คำราม เนื้อทั้งปวง          
			<remark  id="s2b32c24l27" />          ย่อมสะดุ้ง แท้จริง ราชสีห์ผู้มีชาตินี้ ย่อมยังสัตว์เลี้ยงให้สะดุ้งทุกเมื่อ   
		</para>
	</section>
	<section id="s2b32c25" >
		<para id="s2b32c25p">
			<remark  id="s2b32c25l1" />          ฉันใด ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า เมื่อพระองค์ทรงบันลืออยู่ พสุธานี้ย่อม             
			<remark  id="s2b32c25l2" />          หวั่นไหว สัตว์ผู้ควรจะตรัสรู้ย่อมตื่น หมู่มารย่อมสะดุ้งฉันนั้น ข้าแต่        
			<remark  id="s2b32c25l3" />          พระมหามุนี เมื่อพระองค์ทรงบันลืออยู่ ปวงเดียรถีย์ย่อมสะดุ้ง ดังฝูงกา         
			<remark  id="s2b32c25l4" />          เหยี่ยวและเนื้อ วิ่งกระเจิงเพราะราชสีห์ ฉะนั้น ผู้เป็นเจ้าคณะทั้งปวง         
			<remark  id="s2b32c25l5" />          ชนทั้งหลายเรียกว่าเป็นพระศาสดาในโลก ท่านเหล่านั้น ย่อมแสดง  
			<remark  id="s2b32c25l6" />          ธรรมอันสืบๆ กันมาแก่บริษัท ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า ส่วนพระองค์ไม่                
			<remark  id="s2b32c25l7" />          ทรงแสดงธรรมแก่มวลสัตว์อย่างนั้น ตรัสรู้สัจจะทั้งหลายและพระโพธิปัก           
			<remark  id="s2b32c25l8" />          ขิยธรรมด้วยพระองค์เองแล้ว ทรงทราบอัธยาศัย กิเลส อินทรีย์ พละ                 
			<remark  id="s2b32c25l9" />          และมิใช่พละ ทรงทราบภัพบุคคลและอภัพบุคคลแล้ว จึงทรงบันลือ  
			<remark  id="s2b32c25l10" />          เหมือนมหาเมฆ บริษัทพึงนั่งอยู่เต็มตลอดที่สุดจักรวาล มีทิฏฐิต่างๆ กัน         
			<remark  id="s2b32c25l11" />          คิดต่างๆ กัน เพื่อจะทรงตัดความสงสัยของบริษัทเหล่านั้น พระองค์ผู้             
			<remark  id="s2b32c25l12" />          เป็นมุนี ทรงทราบจิตของบริษัททั้งปวง ทรงฉลาดในข้ออุปมาตรัสแก้                 
			<remark  id="s2b32c25l13" />          ปัญหาข้อเดียวเท่านั้น ก็ทรงตัดความสงสัยของสัตว์ทั้งหลายได้ แผ่นดิน           
			<remark  id="s2b32c25l14" />          พึงเต็มด้วยต้นไม้ หญ้า (และมนุษย์) ทั้งหลาย มนุษย์ทั้งหมดนั้น                
			<remark  id="s2b32c25l15" />          ประนมมืออัญชลีสรรเสริญพระองค์ผู้นายกโลก หรือว่าเขาเหล่านั้น  
			<remark  id="s2b32c25l16" />          สรรเสริญอยู่ตลอดกัลป์ พึงสรรเสริญด้วยคุณต่างๆ ก็ไม่สรรเสริญคุณให้            
			<remark  id="s2b32c25l17" />          สิ้นสุดประมาณได้ พระตถาคตเจ้ามีพระคุณหาประมาณมิได้ ด้วยว่า  
			<remark  id="s2b32c25l18" />          พระมหาชินเจ้า อันใครๆ สรรเสริญและด้วยกำลังของตนเหมือนอย่างนั้น               
			<remark  id="s2b32c25l19" />          ชนทั้งหลายสรรเสริญจนที่สุดกัลป์ ก็พึงสรรเสริญอย่างนี้ๆ ถ้าแหละว่า            
			<remark  id="s2b32c25l20" />          ใครๆ เป็นเทวดาหรือมนุษย์ผู้ศึกษาดีแล้ว พึงสรรเสริญให้สุดประมาณ               
			<remark  id="s2b32c25l21" />          ผู้นั้นก็พึงได้ความลำบากเท่านั้น ข้าแต่พระองค์ผู้ศากยบุตร มียศมาก            
			<remark  id="s2b32c25l22" />          ข้าพระองค์ตั้งอยู่ในศาสนาของพระองค์ ถึงที่สุดแห่งปัญญาแล้ว เป็นผู้หา         
			<remark  id="s2b32c25l23" />          อาสวะมิได้อยู่ ข้าพระองค์จะย่ำยีพวกเดียรถีย์ ยังศาสนาของพระชินเจ้า           
			<remark  id="s2b32c25l24" />          ให้เป็นไป วันนี้เป็นวันธรรมเสนาบดี ในศาสนาของพระผู้มีพระภาค  
			<remark  id="s2b32c25l25" />          ศากยบุตร กรรมที่ข้าพระองค์ทำแล้วหาประมาณมิได้ แสดงผลแก่ข้า  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b32c26" >
		<para id="s2b32c26p">
			<remark  id="s2b32c26l1" />          พระองค์ ณ ที่นี้ ข้าพระองค์เผากิเลสได้แล้ว ดังกำลังลูกศรพ้นดีแล้ว            
			<remark  id="s2b32c26l2" />          มนุษย์คนใดคนหนึ่งเทิน (ทูน) ของหนักไว้บนศีรษะเสมอ ต้องลำบาก  
			<remark  id="s2b32c26l3" />           ด้วยภาระฉันใด อันภาระเราต้องแบกอยู่ ฉันนั้น เราถูกไฟ ๓ กองเผาอยู่            
			<remark  id="s2b32c26l4" />          เป็นทุกข์ด้วยการแบกภาระในภพ ท่องเที่ยวไปในภพทั้งหลาย เหมือน  
			<remark  id="s2b32c26l5" />          ถอนขุนเขาสิเนรุ ฉะนั้น ก็ (บัดนี้) เราปลงภาระลงแล้ว กำจัดภพทั้ง              
			<remark  id="s2b32c26l6" />          หลายได้แล้ว กิจที่ควรทำทุกอย่างในศาสนาของพระผู้มีพระภาคศากยบุตร              
			<remark  id="s2b32c26l7" />          เราทำเสร็จแล้ว ในกำหนดพุทธเขต เว้นพระผู้มีพระภาคศากยบุตร เรา                 
			<remark  id="s2b32c26l8" />          เป็นผู้เลิศด้วยปัญญา ไม่มีใครเหมือนเรา (ด้วยปัญญา) เราเป็นผู้ฉลาด            
			<remark  id="s2b32c26l9" />          ในสมาธิ ถึงที่สุดแห่งฤทธิ์ วันนี้เราปรารถนาจะนิรมิตคนสักพันคนก็ได้           
			<remark  id="s2b32c26l10" />          พระมหามุนีทรงเป็นผู้ชำนาญในอนุปุพพวิหารธรรม ตรัสคำสั่งสอนแก่เรา              
			<remark  id="s2b32c26l11" />          นิโรธเป็นที่นอนของเรา เรามีทิพยจักษุอันหมดจด เราเป็นผู้ฉลาดในสมาธิ           
			<remark  id="s2b32c26l12" />          หมั่นประกอบในสัมมัปปธาน ยินดีในการเจริญโพชฌงค์ อันกิจทุกอย่างที่             
			<remark  id="s2b32c26l13" />          พระสาวกพึงทำ เราทำเสร็จแล้วแล เว้นพระโลกนาถแล้ว ไม่มีใคร  
			<remark  id="s2b32c26l14" />          เสมอด้วยเรา เป็นผู้ฉลาดในสมาบัติ ได้ฌานและวิโมกข์เร็วพลัน ยินดี              
			<remark  id="s2b32c26l15" />          ในการเจริญโพชฌงค์ ถึงที่สุดแห่งสาวกคุณ เราทั้งหลายมีความเคารพ                
			<remark  id="s2b32c26l16" />          ในอุดมบุรุษ ด้วยการถูกต้องสาวกคุณ ด้วยปัญญาเครื่องตรัสรู้ จิตของ             
			<remark  id="s2b32c26l17" />          เราสงเคราะห์เพื่อนพรหมจรรย์ด้วยศรัทธาทุกเมื่อ เรามีมานะและความ               
			<remark  id="s2b32c26l18" />          เขลา (กระด้าง) วางเสียแล้ว ดุจงูถูกถอนเขี้ยวแล้ว ดังโคอุสภราชถูก             
			<remark  id="s2b32c26l19" />          ตัดเขาเสียแล้ว เข้าไปหาหมู่คณะด้วยคารวะหนัก ถ้าปัญญาของเราพึงมี              
			<remark  id="s2b32c26l20" />          รูป ก็พึงเสมอด้วยพระเจ้าแผ่นดินทั้งหลาย นี้เป็นผลแห่งการชมเชยพระ             
			<remark  id="s2b32c26l21" />          ญาณของพระผู้มีพระภาคพระนามว่าอโนมทัสสี เราย่อมยังธรรมจักรอัน                 
			<remark  id="s2b32c26l22" />          พระผู้มีพระภาคศากยบุตรผู้คงที่ ให้เป็นไปแล้ว ให้เป็นไปตามโดยชอบ              
			<remark  id="s2b32c26l23" />          นี้เป็นผลแห่งการชมเชยพระญาณ บุคคลผู้มีความปรารถนาลามก ผู้เกียจ               
			<remark  id="s2b32c26l24" />          คร้าน ผู้ละความเพียร ผู้มีสุตะน้อย และผู้ไม่มีอาจาระ อย่าได้สมาคม            
			<remark  id="s2b32c26l25" />          กับเราในที่ไหนๆ สักครั้งเลย ส่วนบุคคลผู้มีสุตะมาก ผู้มีเมธา ผู้ตั้ง          
			<remark  id="s2b32c26l26" />          มั่นอยู่ด้วยดีในศีลทั้งหลาย และผู้ประกอบด้วยสมถะทางใจ ขอจงตั้งอยู่           
			<remark  id="s2b32c26l27" />          บนกระหม่อมของเรา เหตุนั้น เราจึงขอกล่าวกะท่านทั้งหลาย ขอความ   
		</para>
	</section>
	<section id="s2b32c27" >
		<para id="s2b32c27p">
			<remark  id="s2b32c27l1" />          เจริญจงมีแก่ท่านทั้งหลาย ผู้มาประชุมกันในสมาคมนี้ ท่านทั้งหลายจงมี           
			<remark  id="s2b32c27l2" />          ความปรารถนาน้อย สันโดษ ให้ทานทุกเมื่อ เราเป็นผู้ปราศจากธุลี  
			<remark  id="s2b32c27l3" />          ปราศจากมลทิน เพราะเห็นท่านอัสสชิก่อน ท่านพระสาวกนามว่าอัสสชิ                 
			<remark  id="s2b32c27l4" />          นั้น เป็นอาจารย์ของเรา เป็นนักปราชญ์ เราเป็นสาวกของท่าน วันนี้               
			<remark  id="s2b32c27l5" />          เป็นวันธรรมเสนาบดี ถึงที่สุดในที่ทุกแห่ง เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่ ท่าน          
			<remark  id="s2b32c27l6" />          พระสาวกนามว่าอัสสชิ เป็นอาจารย์ของเรา ย่อมอยู่ในทิศใด เราย่อม                
			<remark  id="s2b32c27l7" />          ทำท่านไว้เหนือศีรษะในทิศนั้น (นอนผันศีรษะไปทางทิศนั้น) พระโคดม               
			<remark  id="s2b32c27l8" />          ศากยบุตรพุทธเจ้า ทรงระลึกถึงกรรมของเราแล้วประทับนั่งใน (ท่าม                 
			<remark  id="s2b32c27l9" />          กลาง) ภิกษุสงฆ์ ทรงตั้งเราไว้ในตำแหน่งอันเลิศ คุณวิเศษเหล่านี้ คือ           
			<remark  id="s2b32c27l10" />          ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งแล้ว พระพุทธ                 
			<remark  id="s2b32c27l11" />          ศาสนาเราก็ทำเสร็จแล้ว ฉะนี้แล.                
			<remark  id="s2b32c27l12" />     ทราบว่า ท่านพระสารีบุตรเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.                
			<remark  id="s2b32c27l13" />                     จบ สารีปุตตเถราปทาน                
			<remark  id="s2b32c27l14" />                         ----------  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b32c28" >
		<para id="s2b32c28p">
			<remark  id="s2b32c28l1" />                 มหาโมคคัลลานเถราปทานที่ ๔ (๒)          
			<remark  id="s2b32c28l2" />                ว่าด้วยบุพจริยาของพระมหาโมคคัลลาน์      
			<remark  id="s2b32c28l3" />      [๔] พระผู้มีพระภาคพระนามว่าอโนมทัสสี เป็นผู้ประเสริฐสุดในโลก เป็น                
			<remark  id="s2b32c28l4" />          นระผู้องอาจ อันเทวดาและภิกษุสงฆ์แวดล้อมประทับอยู่ ณ ประเทศ  
			<remark  id="s2b32c28l5" />          หิมวันต์ เวลานั้น เราเป็นนาคราช มีนามชื่อว่าวรุณแปลงรูปอันน่าใคร่            
			<remark  id="s2b32c28l6" />          ได้ต่างๆ อาศัยอยู่ในทะเลใหญ่ เราละหมู่นาคซึ่งเป็นบริวารทั้งสิ้น มา           
			<remark  id="s2b32c28l7" />          ตั้งวงดนตรีในกาลนั้น หมู่นางนาคแวดล้อมพระสัมพุทธเจ้าประโคมอยู่               
			<remark  id="s2b32c28l8" />          เมื่อดนตรีของมนุษย์และนาคประโคมอยู่ ดนตรีของเทวดาก็ประโคม  
			<remark  id="s2b32c28l9" />          พระพุทธเจ้าทรงสดับเสียงดนตรีทั้งสองฝ่ายแล้ว ทรงตื่นบรรทม เรา                 
			<remark  id="s2b32c28l10" />          นิมนต์พระสัมพุทธเจ้า ทูลเชิญให้เสด็จเข้าไปยังภพของเรา เราปูลาด               
			<remark  id="s2b32c28l11" />          อาสนะแล้วกราบทูลเวลาเสวยพระกระยาหาร พระผู้มีพระภาคผู้นายกของ                 
			<remark  id="s2b32c28l12" />          โลก อันพระขีณาสพพันหนึ่งแวดล้อมแล้ว ทรงยังทิศทุกทิศให้สว่างไสว               
			<remark  id="s2b32c28l13" />          เสด็จมายังภพของเรา เวลานั้น เรายังพระมหาวีรเจ้าผู้ประเสริฐกว่าเทวดา          
			<remark  id="s2b32c28l14" />          เป็นนระผู้องอาจ ซึ่งเสด็จเข้ามา (พร้อม) กับภิกษุสงฆ์ให้อิ่มหนำด้วย           
			<remark  id="s2b32c28l15" />          ข้าวและน้ำ พระมหาวีรเจ้าผู้เป็นสยัมภูอัครบุคคลทรงอนุโมทนาแล้ว                
			<remark  id="s2b32c28l16" />          ประทับนั่งในท่ามกลางภิกษุสงฆ์ ได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า ผู้ใดได้บูชา         
			<remark  id="s2b32c28l17" />          สงฆ์และได้บูชาพระพุทธเจ้าผู้นายกของโลก ด้วยจิตอันเลื่อมใส ผู้นั้น            
			<remark  id="s2b32c28l18" />          จักไปสู่เทวโลก จักเสวยเทวรัชสมบัติสิ้น ๓๓ ครั้ง จักเสวยราชสมบัติ             
			<remark  id="s2b32c28l19" />          ในแผ่นดิน ครอบครองพสุธา ๑๐๘ ครั้ง และจะเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ  
			<remark  id="s2b32c28l20" />          ๕๕ ครั้ง โภคสมบัติอันนับไม่ถ้วน จักบังเกิดแก่ผู้นั้นในขณะนั้น ใน             
			<remark  id="s2b32c28l21" />          กัลป์นับไม่ถ้วน แต่กัลป์นี้ พระศาสดาพระนามว่าโคดมโดยพระโคตร ซึ่ง             
			<remark  id="s2b32c28l22" />          สมภพในวงศ์พระเจ้าโอกกากราช จักเสด็จอุบัติขึ้นในโลก ผู้นั้นเคลื่อนจาก         
			<remark  id="s2b32c28l23" />          นรกแล้ว จักถึงความเป็นมนุษย์ จักเป็นบุตรพราหมณ์ มีนามว่าโกลิตะ               
			<remark  id="s2b32c28l24" />          ภายหลังอันกุศลมูลตักเตือนแล้วเขาจักออกบวช จักได้เป็นพระสาวกองค์              
			<remark  id="s2b32c28l25" />          ที่สองของพระผู้มีพระภาคพระนามว่าโคดม จักปรารภความเพียรมอบกาย                 
			<remark  id="s2b32c28l26" />          ถวายชีวิต ถึงที่สุดแห่งฤทธิ์ กำหนดรู้อาสวะทั้งปวงแล้ว เป็นผู้ไม่มี        
		</para>
	</section>
	<section id="s2b32c29" >
		<para id="s2b32c29p">
			<remark  id="s2b32c29l1" />          อาสวะจักปรินิพพาน จักอาศัยมิตรผู้ลามกตกอยู่ในอำนาจกามราคะ มี                 
			<remark  id="s2b32c29l2" />          ใจอันโทษประทุษร้ายแล้ว ฆ่ามารดาและแม้บิดาได้ เราไม่ได้เข้าถึงนรก             
			<remark  id="s2b32c29l3" />          หรือความเป็นมนุษย์ อันพรั่งพร้อมด้วยกรรมลามก ยังต้องศีรษะแตกตาย              
			<remark  id="s2b32c29l4" />          นี้เป็นกรรมครั้งหลังสุดของเรา ภพที่สุดย่อมเป็นไป กรรมเช่นนี้จักมีแก่เรา      
			<remark  id="s2b32c29l5" />          ในเวลาใกล้จะตายแม้ในที่นี้ เราหมั่นประกอบในวิเวก ยินดีในสมาธิ                
			<remark  id="s2b32c29l6" />          ภาวนา กำหนดรู้อาสวะทั้งปวง เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่ แม้แผ่นดินอันลึก            
			<remark  id="s2b32c29l7" />          ซึ้ง หนาอันอะไรขจัดได้ยาก เราผู้ถึงที่สุดแห่งฤทธิ์พึงให้ไหวได้ด้วยนิ้ว       
			<remark  id="s2b32c29l8" />          แม่มือซ้าย เราไม่เห็นอัสมีมานะ มานะของเราไม่มี (เราไม่มีมานะ)                
			<remark  id="s2b32c29l9" />          เรากระทำความยำเกรงอย่างหนักแม้ที่สุดในสามเณร ในกัลป์อันประมาณ                
			<remark  id="s2b32c29l10" />          มิได้แต่กัลป์นี้ เราสั่งสมกรรมใดไว้ เราบรรลุถึงภูมิแห่งกรรมนั้น เป็นผู้      
			<remark  id="s2b32c29l11" />          บรรลุถึงธรรมเครื่องสิ้นอาสวะแล้ว คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔           
			<remark  id="s2b32c29l12" />          วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งแล้ว พระพุทธศาสนา เราทำ  
			<remark  id="s2b32c29l13" />          เสร็จแล้ว ฉะนี้แล.  
			<remark  id="s2b32c29l14" />     ทราบว่า ท่านพระมหาโมคคัลลานเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ด้วยประการฉะนี้แล.             
			<remark  id="s2b32c29l15" />                   จบมหาโมคคัลลานเถราปทาน               
			<remark  id="s2b32c29l16" />                         ----------  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b32c30" >
		<para id="s2b32c30p">
			<remark  id="s2b32c30l1" />                   มหากัสสปเถราปทานที่ ๕ (๓)            
			<remark  id="s2b32c30l2" />                  ว่าด้วยผลแห่งการสร้างพุทธเจดีย์       
			<remark  id="s2b32c30l3" />      [๕] ในกาลเมื่อพระผู้มีพระภาคพระนามว่าปทุมุตตระเชฏฐบุรุษของโลก ผู้คงที่           
			<remark  id="s2b32c30l4" />          ผู้เป็นนาถะของโลก นิพพานแล้ว ชนทั้งหลายทำการบูชาพระศาสดา หมู่ชน              
			<remark  id="s2b32c30l5" />          มีจิตร่าเริง เบิกบาน บันเทิง เมื่อเขาเหล่านั้นเกิดความสังเวช ปีติย่อมเกิด    
			<remark  id="s2b32c30l6" />          แก่เรา เราประชุมญาติและมิตรแล้ว ได้กล่าวคำนี้ว่า พระมหาวีรเจ้า               
			<remark  id="s2b32c30l7" />          ปรินิพพานแล้ว เชิญเรามาทำการบูชากันเถิด พวกเขารับคำว่าสาธุแล้ว               
			<remark  id="s2b32c30l8" />          ทำความร่าเริงให้เกิดแก่เราอย่างยิ่งว่า พวกเราจักทำทานก่อสร้างบุญ ใน          
			<remark  id="s2b32c30l9" />          พระพุทธเจ้าผู้เป็นนาถะของโลก เราได้สร้างเจดีย์อันมีค่าทำอย่างเรียบร้อย       
			<remark  id="s2b32c30l10" />          สูงร้อยศอก สร้างปราสาทร้อยห้าสิบศอก สูงจรดท้องฟ้า ครั้นสร้างเจดีย์           
			<remark  id="s2b32c30l11" />          อันมีค่างดงามด้วยระเบียบอันดีไว้ที่นั้นแล้ว ได้ยังจิตของตนให้เลื่อมใส        
			<remark  id="s2b32c30l12" />          บูชาเจดีย์อันอุดม ปราสาทย่อมรุ่งเรือง ดังกองไฟโพลงอยู่ในอากาศ เช่น           
			<remark  id="s2b32c30l13" />          พระยารังกำลังดอกบาน ย่อมสว่างจ้าทั่วสี่ทิศเหมือนสายฟ้าในอากาศ เรา            
			<remark  id="s2b32c30l14" />          ยังจิตให้เลื่อมใสในห้องพระบรมธาตุนั้น ก่อสร้างกุศลเป็นอันมาก ระลึก           
			<remark  id="s2b32c30l15" />          ถึงกรรมเก่าแล้ว ได้เข้าถึงไตรทศ เราอยู่บนยานทิพย์อันเทียมด้วยม้าสินธพ        
			<remark  id="s2b32c30l16" />          พันตัว วิมานของเราสูงตระหง่าน สูงสุดเจ็ดชั้น กูฏาคาร (ปราสาท)                
			<remark  id="s2b32c30l17" />          พันหนึ่ง สำเร็จด้วยทองคำล้วน ย่อมรุ่งเรือง ยังทิศทั้งปวงให้สว่างไสว          
			<remark  id="s2b32c30l18" />          ด้วยเดชของตน ในกาลนั้น ศาลาหน้ามุขแม้เหล่าอื่นอันสำเร็จด้วยแก้วมณี           
			<remark  id="s2b32c30l19" />          มีอยู่ แม้ศาลาหน้ามุขเหล่านั้นก็โชติช่วงด้วยรัศมีทั่วสี่ทิศโดยรอบกูฏาคาร     
			<remark  id="s2b32c30l20" />          อันบังเกิดขึ้นด้วยบุญกรรม อันบุญกรรมนิรมิตไว้เรียบร้อย สำเร็จด้วย            
			<remark  id="s2b32c30l21" />          แก้วมณีโชติช่วงทั่วทิศน้อยทิศใหญ่โดยรอบ โอภาสแห่งกูฏาคารอันโชติช่วง          
			<remark  id="s2b32c30l22" />          อยู่เหล่านั้น เป็นสิ่งไพบูลย์ เราย่อมครอบงำเทวดาทั้งปวงได้ นี้เป็นผล         
			<remark  id="s2b32c30l23" />          แห่งบุญกรรม เราได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิครอบครองแผ่นดิน มีสมุทร               
			<remark  id="s2b32c30l24" />          สาครสี่เป็นขอบเขต ในหกหมื่นกัลป์ ในภัทรกัลป์นี้ เราได้เป็นเหมือน             
			<remark  id="s2b32c30l25" />          อย่างนั้น ๓๓ ครั้ง เป็นพระเจ้าจักรพรรดิผู้มีกำลังมาก ยินดีในกรรมของตน        
			<remark  id="s2b32c30l26" />          สมบูรณ์ด้วยรัตนะ ๗ ประการ เป็นใหญ่ในทวีปทั้ง ๔ ในครั้งนั้น ปราสาท    
		</para>
	</section>
	<section id="s2b32c31" >
		<para id="s2b32c31p">
			<remark  id="s2b32c31l1" />          ของเราสว่างไสวดังสายฟ้า ด้านยาว ๒๔ โยชน์ ด้านกว้าง ๑๒ โยชน์  
			<remark  id="s2b32c31l2" />          พระนครชื่อรัมมกะ มีกำแพงและค่ายมั่นคงด้านยาว ๕๐๐ โยชน์ ด้านกว้าง             
			<remark  id="s2b32c31l3" />          ๒๕๐ โยชน์ คับคั่งด้วยหมู่ชน เหมือนเทพนครของชาวไตรทศ เข็ม ๒๕ เล่ม             
			<remark  id="s2b32c31l4" />          เขาใส่ไว้ในกล่องเข็ม ย่อมกระทบกันและกัน เบียดเสียดกันเป็นนิจ ฉันใด           
			<remark  id="s2b32c31l5" />          แม้นครของเราก็ฉันนั้น เกลื่อนด้วยช้างม้าและรถ คับคั่งด้วยหมู่มนุษย์          
			<remark  id="s2b32c31l6" />          น่ารื่นรมย์ เป็นนครอุดม เรากินและดื่มอยู่ในนครนั้น แล้วไปเกิดเป็น            
			<remark  id="s2b32c31l7" />          เทวดาอีกในภพที่สุด กุศลสมบัติได้มีแล้วแก่เรา เราสมภพในสกุลพราหมณ์            
			<remark  id="s2b32c31l8" />          สั่งสมรัตนะมาก ละเงินประมาณ ๘๐ โกฏิ เสียแล้วออกบวช คุณวิเศษ  
			<remark  id="s2b32c31l9" />          เหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งแล้ว             
			<remark  id="s2b32c31l10" />          พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ฉะนี้แล.        
			<remark  id="s2b32c31l11" />     ทราบว่า ท่านพระมหากัสสปเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ด้วยประการฉะนี้แล.                 
			<remark  id="s2b32c31l12" />                     จบมหากัสสปเถราปทาน.                
			<remark  id="s2b32c31l13" />                         ----------  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b32c32" >
		<para id="s2b32c32p">
			<remark  id="s2b32c32l1" />                    อนุรุทธเถราปทานที่ ๖ (๔)            
			<remark  id="s2b32c32l2" />                   ว่าด้วยผลแห่งการถวายประทีป           
			<remark  id="s2b32c32l3" />      [๖] เราได้เห็นพระผู้มีพระภาคพระนามว่าสุเมธเชฏฐบุรุษของโลก เป็นนระผู้             
			<remark  id="s2b32c32l4" />          องอาจ ผู้นายกของโลก เสด็จหลีกออกเร้นอยู่ จึงได้เข้าไปเฝ้าพระสุเมธ            
			<remark  id="s2b32c32l5" />          สัมพุทธเจ้า ผู้นายกของโลก แล้วได้ประคองอัญชลีทูลอ้อนวอนพระพุทธ              
			<remark  id="s2b32c32l6" />          เจ้าผู้ประเสริฐสุดว่า ข้าแต่พระมหาวีรเจ้าผู้เชฏฐบุรุษของโลก เป็นนระ          
			<remark  id="s2b32c32l7" />          ผู้องอาจ ขอจงทรงอนุเคราะห์เถิด ข้าพระองค์ขอถวายประทีปแก่  
			<remark  id="s2b32c32l8" />          พระองค์ผู้เข้าฌานอยู่ที่ควงไม้ พระสยัมภูผู้ประเสริฐธีรเจ้านั้น ทรงรับคำ      
			<remark  id="s2b32c32l9" />          แล้ว เราจึงห้อยไว้ที่ต้นไม้ประกอบยนต์ในกาลนั้น ได้ถวายไส้ตะเกียง             
			<remark  id="s2b32c32l10" />          น้ำมันพันหนึ่ง แก่พระพุทธเจ้าผู้เผ่าพันธุ์ของโลก ประทีปโพลงอยู่ตลอด          
			<remark  id="s2b32c32l11" />          ๗ วันแล้วดับไปเอง ด้วยจิตอันเลื่อมใสนั้น และด้วยการตั้งเจตนาไว้ เรา          
			<remark  id="s2b32c32l12" />          ละกายมนุษย์แล้ว ได้เข้าถึงวิมาน เมื่อเราเข้าถึงความเป็นเทวดา วิมาน           
			<remark  id="s2b32c32l13" />          อันบุญกุศลนิรมิตไว้เรียบร้อย ย่อมรุ่งโรจน์โดยรอบ นี้เป็นผลแห่งการถวาย        
			<remark  id="s2b32c32l14" />          ประทีป เราได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๒๘ ครั้ง เวลานั้น เรามองเห็นได้            
			<remark  id="s2b32c32l15" />          ตลอดโยชน์หนึ่งโดยรอบ ทั้งกลางวันกลางคืน เราย่อมไพโรจน์ทั่วโยชน์              
			<remark  id="s2b32c32l16" />          หนึ่งโดยรอบ ในกาลนั้นย่อมครอบงำเทวดาทั้งปวงได้ นี้เป็นผลแห่งการ              
			<remark  id="s2b32c32l17" />          ถวายประทีป เราได้เห็นจอมเทวดาเสวยราชสมบัติในเทวโลก ๓๐ กัลป  
			<remark  id="s2b32c32l18" />          ใครๆ ย่อมดูหมิ่นเราได้ นี้เป็นผลแห่งการถวายประทีป เราได้บรรลุทิพย           
			<remark  id="s2b32c32l19" />          จักษุ ย่อมมองเห็นได้ด้วยญาณตลอดพันโลก ในศาสนาของพระพุทธเจ้า  
			<remark  id="s2b32c32l20" />          นี้เป็นผลแห่งการถวายประทีป พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระนามว่าสุเมธ                
			<remark  id="s2b32c32l21" />          เสด็จอุบัติในสามหมื่นกัลปแต่กัลปนี้ เรามีจิตผ่องใส ได้ถวายประทีปแก่          
			<remark  id="s2b32c32l22" />          พระองค์ คุณวิเศษคือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำ                 
			<remark  id="s2b32c32l23" />          ให้แจ้งแล้ว พระพุทธศาสนาเราทำเสร็จแล้ว ฉะนี้แล.  
			<remark  id="s2b32c32l24" />     ทราบว่า ท่านพระอนุรุทธเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.                 
			<remark  id="s2b32c32l25" />                      จบอนุรุทธเถราปทาน                 
			<remark  id="s2b32c32l26" />                         ----------  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b32c33" >
		<para id="s2b32c33p">
			<remark  id="s2b32c33l1" />                 ปุณณมันตานีปุตตเถราปทานที่ ๗ (๕)       
			<remark  id="s2b32c33l2" />                   ว่าด้วยผลแห่งการแสดงธรรม             
			<remark  id="s2b32c33l3" />      [๗] เราเป็นพราหมณ์ผู้เล่าเรียน ทรงจำมนต์ รู้จบไตรเพท พวกศิษย์ห้อมล้อม            
			<remark  id="s2b32c33l4" />          แล้ว ได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคผู้อุดมบุคคล พระมหามุนี พระนามว่า            
			<remark  id="s2b32c33l5" />          ปทุมุตระ ทรงรู้แจ้งโลก ทรงรับเครื่องบูชาแล้ว ทรงประกาศกรรมของเรา             
			<remark  id="s2b32c33l6" />          โดยย่อ เราได้ฟังธรรมนั้นแล้ว ได้บังคมพระศาสดาประคองอัญชลี มุ่งหน้า           
			<remark  id="s2b32c33l7" />          เฉพาะทิศทักษิณกลับไป ครั้นได้ฟังโดยย่อแล้ว แสดงได้โดยพิสดาร  
			<remark  id="s2b32c33l8" />          ศิษย์ทุกท่านดีใจ ฟังคำเราผู้กล่าวอยู่ บรรเทาทิฏฐิของตนแล้ว ยังจิตให้         
			<remark  id="s2b32c33l9" />          เลื่อมใสในพระพุทธเจ้า เปรียบเหมือนเราแม้ฟังโดยย่อ ก็แสดงได้โดย               
			<remark  id="s2b32c33l10" />          พิสดาร ฉะนั้น เราเป็นผู้ฉลาดในนัยแห่งพระอภิธรรม เป็นผู้ฉลาดในความ            
			<remark  id="s2b32c33l11" />          หมดจดแห่งกถาวัตถุ ยังปวงชนให้รู้แจ้งแล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่ ใน            
			<remark  id="s2b32c33l12" />          กัลปที่ ๕๐๐ แต่ภัทรกัลปนี้ มีพระเจ้าจักรพรรดิ ๔ พระองค์ผู้ปรากฏด้วยดี        
			<remark  id="s2b32c33l13" />          ทรงสมบูรณ์ด้วยรัตนะ ๗ ประการ เป็นใหญ่ใน ๔ ทวีป คุณวิเศษเหล่านี้              
			<remark  id="s2b32c33l14" />          คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งแล้ว พระพุทธ             
			<remark  id="s2b32c33l15" />          ศาสนาทำเสร็จแล้ว ฉะนี้แล.  
			<remark  id="s2b32c33l16" />     ทราบว่า ท่านพระปุณณมันตานีปุตตเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.         
			<remark  id="s2b32c33l17" />                   จบปุณณมันตานีปุตตเถราปทาน            
			<remark  id="s2b32c33l18" />                         ----------  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b32c34" >
		<para id="s2b32c34p">
			<remark  id="s2b32c34l1" />                    อุปาลีเถราปทานที่ ๘ (๖)             
			<remark  id="s2b32c34l2" />                  ว่าด้วยผลแห่งการสร้างสังฆาราม         
			<remark  id="s2b32c34l3" />      [๘] ในพระนครหงสวดี มีพราหมณ์ชื่อว่าสุชาต สั่งสมทรัพย์ไว้ประมาณ ๘๐ โกฏิ           
			<remark  id="s2b32c34l4" />          มีทรัพย์และข้าวเปลือกมากมาย เป็นผู้เล่าเรียน ทรงจำมนต์ ผู้จบไตรเพท           
			<remark  id="s2b32c34l5" />          ถึงที่สุดในตำราทำนายลักษณะคัมภีร์อิติหาสะ และในคัมภีร์พราหมณ์ ใน             
			<remark  id="s2b32c34l6" />          กาลนั้น ปริพาชกผู้มุ่นผมรวมกัน สาวกของพระพุทธเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์           
			<remark  id="s2b32c34l7" />          พระอาทิตย์ และดาบสผู้สืบข่าว เที่ยวไปในพื้นแผ่นดิน แม้พวกเขาก็               
			<remark  id="s2b32c34l8" />          ห้อมล้อมข้าพระองค์ ด้วยคิดว่า เป็นพราหมณ์มีชื่อเสียง ชนเป็นอันมาก            
			<remark  id="s2b32c34l9" />          บูชาข้าพระองค์ แต่ข้าพระองค์ไม่บูชาใครๆ เพราะข้าพระองค์ไม่เห็นใคร            
			<remark  id="s2b32c34l10" />          ที่ควรบูชา เวลานั้น ข้าพระองค์มีมานะจัด คำว่าพุทโธ ยังไม่มี ตลอดเวลา         
			<remark  id="s2b32c34l11" />          ที่พระชินเจ้ายังไม่อุบัติโดยกาลล่วงวันและคืนไป พระพุทธเจ้าพระนามว่า          
			<remark  id="s2b32c34l12" />          ปทุมุตระผู้เป็นนายกทรงบันเทาความมืดทั้งปวงแล้ว เสด็จอุบัติขึ้นในโลก          
			<remark  id="s2b32c34l13" />          ในศาสนาของพระองค์ มีหมู่ชนแพร่หลายมากมาย แน่นหนา เวลานั้น  
			<remark  id="s2b32c34l14" />          พระพุทธเจ้าเสด็จเข้าไปสู่พระนครหงสวดี พระพุทธเจ้าผู้มีจักษุ ทรงแสดง          
			<remark  id="s2b32c34l15" />          ธรรมเพื่อประโยชน์แก่พระพุทธธิดา ในกาลนั้น บริษัทโดยรอบประมาณ                 
			<remark  id="s2b32c34l16" />          โยชน์หนึ่ง ในกาลนั้น ดาบสชื่อสุนันทะอันหมู่มนุษย์สมมติแล้ว (ว่าเลิศ)         
			<remark  id="s2b32c34l17" />          ได้เอาดอกไม้ทำร่มบังแดดให้ทั่วพุทธบริษัท พระพุทธเจ้าทรงประกาศสัจจะ ๔         
			<remark  id="s2b32c34l18" />          ภายใต้มณฑปดอกไม้อันประเสริฐ ธรรมาภิสมัยได้มีแก่สัตว์ประมาณแสน                
			<remark  id="s2b32c34l19" />          โกฏิ พระพุทธเจ้าทรงยังเมล็ดฝน คือ ธรรมให้ตกตลอด ๗ คืน ๗ วัน  
			<remark  id="s2b32c34l20" />          เมื่อถึงวันที่ ๘ พระชินเจ้าทรงพยากรณ์สุนันทะดาบสว่า ท่านผู้นี้เมื่อท่อง      
			<remark  id="s2b32c34l21" />          เที่ยวอยู่ในเทวโลกหรือในมนุษย์ จักเป็นคนประเสริฐกว่าเขาทั้งหมด               
			<remark  id="s2b32c34l22" />          ท่องเที่ยวไปในภพ ในแสนกัลป พระศาสดามีพระนามว่าโคดม มีสมภพ  
			<remark  id="s2b32c34l23" />          ในวงศ์พระเจ้าโอกกากราช จักเสด็จอุบัติในโลก ผู้นี้เป็นบุตรของนาง              
			<remark  id="s2b32c34l24" />          มันตานีชื่อปุณณะ จักเป็นสาวกของพระศาสดาพระองค์นั้น จักเป็นโอรส               
			<remark  id="s2b32c34l25" />          ผู้รับมรดกในธรรมทั้งหลาย อันธรรมนิรมิตแล้ว เวลานั้น พระสัมพุทธเจ้า           
			<remark  id="s2b32c34l26" />          ทรงยังชนทั้งปวงให้ร่าเริง ทรงแสดงพระกำลังของพระองค์ พยากรณ์สุนันท-
		</para>
	</section>
	<section id="s2b32c35" >
		<para id="s2b32c35p">
			<remark  id="s2b32c35l1" />          ดาบสด้วยประการอย่างนี้ ชนทั้งหลายประนมอัญชลีนมัสการสุนันทดาบส                
			<remark  id="s2b32c35l2" />          ในการนั้น ครั้นสุนันทดาบสทำสักการะในพระพุทธเจ้าแล้ว จึงชำระคติ               
			<remark  id="s2b32c35l3" />          ของตน เพราะข้าพระองค์ได้ฟังดำรัสของพระมุนี จึงได้มีความดำริ ณ ที่            
			<remark  id="s2b32c35l4" />          นั้นว่า เราจักก่อสร้างบุญสมภาร ขณะที่กำลังเห็นพระโคดมอยู่ ครั้นข้า           
			<remark  id="s2b32c35l5" />          พระองค์คิดอย่างนี้แล้ว จึงคิดถึงบุญกิริยาว่า เราจะพึงก่อสร้างอย่างไร จะ      
			<remark  id="s2b32c35l6" />          ประพฤติกรรมอะไร ในบุญเขตอันยอดเยี่ยม ก็ภิกษุนี้ชำนาญบาลีทั้งปวง              
			<remark  id="s2b32c35l7" />          ในศาสนา พระศาสดาทรงตั้งไว้เป็นเลิศฝ่ายวินัย เราพึงปรารถนาฐานะ                
			<remark  id="s2b32c35l8" />          นั้นเถิด โภคสมบัติของข้าพระองค์ประมาณมิได้ เปรียบดังสาครอันอะไร              
			<remark  id="s2b32c35l9" />          ให้กระเพื่อมไม่ได้ ข้าพระองค์ได้สร้างอารามถวายแก่พระพุทธเจ้า ด้วย            
			<remark  id="s2b32c35l10" />          โภคสมบัตินั้น ได้ซื้ออารามนามว่าโสภณ ณ เบื้องหน้าพระนคร ด้วยทรัพย์           
			<remark  id="s2b32c35l11" />          แสนหนึ่ง ถวายให้เป็นสังฆาราม ข้าพระองค์ได้สร้างเรือนยอด ปราสาท               
			<remark  id="s2b32c35l12" />          มณฑป เรือนโล้น และถ้ำอย่างสวยงาม ไว้ในที่จงกรม ใกล้สังฆาราม  
			<remark  id="s2b32c35l13" />          ได้สร้างเรือนไฟ โรงไฟ หม้อน้ำ และห้องอาบน้ำแล้ว ได้ถวายแก่  
			<remark  id="s2b32c35l14" />          ภิกษุสงฆ์ ได้ถวายเก้าอี้นอน ตั่ง ภาชนะเครื่องใช้สอย คนเฝ้าอาราม              
			<remark  id="s2b32c35l15" />          และเภสัชนั้นทุกๆ อย่าง ได้ตั้งอารักขาไว้แล้ว ให้สร้างกำแพงอย่างมั่นคง        
			<remark  id="s2b32c35l16" />          ด้วยหวังว่า ใครๆ อย่าเบียดเบียนสังฆารามของท่านผู้มีจิตระงับ ผู้คงที่เลย      
			<remark  id="s2b32c35l17" />          ได้ให้สร้างกุฏีที่อยู่ ๑๐๐ หลังไว้ในสังฆาราม ครั้นให้สร้างสำเร็จไพบูลย์      
			<remark  id="s2b32c35l18" />          แล้ว น้อมถวายกะพระสัมพุทธเจ้าว่า ข้าแต่พระมุนี ข้าพระองค์สร้างอาราม          
			<remark  id="s2b32c35l19" />          สำเร็จแล้ว ขอพระองค์โปรดทรงรับเถิด ข้าแต่พระธีรเจ้า ข้าพระองค์               
			<remark  id="s2b32c35l20" />          มอบถวายพระองค์ ขอได้โปรดทรงรับเถิดพระเจ้าข้า พระพุทธเจ้าพระนาม               
			<remark  id="s2b32c35l21" />          ว่าปทุมุตระผู้ทรงรู้แจ้งโลก เป็นนายกของโลก ทรงควรรับเครื่องบูชา ทรง          
			<remark  id="s2b32c35l22" />          ทราบความดำริของข้าพระองค์แล้ว ได้ทรงรับสังฆาราม ข้าพระองค์ทราบว่า            
			<remark  id="s2b32c35l23" />          พระสัพพัญญูผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ ทรงรับแล้ว ให้ตระเตรียมโภชนะ              
			<remark  id="s2b32c35l24" />          เสร็จแล้ว จึงกราบทูลเวลาเสวย เมื่อข้าพระองค์กราบทูลเวลาเสวยแล้ว              
			<remark  id="s2b32c35l25" />          พระปทุมุตระผู้นายกของโลก เสด็จมาสู่อารามของข้าพระองค์ พร้อมด้วย              
			<remark  id="s2b32c35l26" />          พระขีณาสพพันหนึ่ง ข้าพระองค์ทราบเวลาว่าพระองค์ประทับนั่งแล้ว ได้             
			<remark  id="s2b32c35l27" />          เลี้ยงดูให้อิ่มหนำด้วยข้าวน้ำ ครั้นได้ทราบเวลาเสวยเสร็จแล้ว ได้กราบทูล   
		</para>
	</section>
	<section id="s2b32c36" >
		<para id="s2b32c36p">
			<remark  id="s2b32c36l1" />          ดังนี้ว่า ข้าพระองค์ซื้ออารามชื่อ โสภณ ด้วยทรัพย์แสนหนึ่ง ได้สร้างจน         
			<remark  id="s2b32c36l2" />          เสร็จด้วยทรัพย์เท่านั้นเหมือนกัน ขอได้โปรดทรงรับเถิดพระมุนี ด้วยการ          
			<remark  id="s2b32c36l3" />          ถวายอารามนี้ และด้วยการตั้งเจตนาไว้ เมื่อข้าพระองค์เกิดอยู่ในภพ ย่อม         
			<remark  id="s2b32c36l4" />          ได้สิ่งที่ปรารถนา พระสัมพุทธเจ้าทรงรับสังฆารามที่ข้าพระองค์สร้างเสร็จ        
			<remark  id="s2b32c36l5" />          แล้ว ประทับนั่งในท่ามกลางภิกษุสงฆ์ ได้ตรัสพระดำรัสนี้ว่า ผู้ใดได้ถวาย        
			<remark  id="s2b32c36l6" />          สังฆารามที่สร้างสำเร็จแล้วแด่พระพุทธเจ้า เราจะพยากรณ์ผู้นั้น ท่าน            
			<remark  id="s2b32c36l7" />          ทั้งหลายจงฟังเรากล่าว จตุรงคเสนา คือ พลช้าง พลม้า พลรถ พลราบ                 
			<remark  id="s2b32c36l8" />          จะแวดล้อมผู้นี้อยู่เป็นนิจ นี้เป็นผลแห่งการถวายสังฆาราม ดนตรีหกหมื่น         
			<remark  id="s2b32c36l9" />          และเภรีอันประดับประดาสวยงาม จะแวดล้อมผู้นี้อยู่เป็นนิจ นี้เป็นผล             
			<remark  id="s2b32c36l10" />          แห่งการถวายสังฆาราม นางนารีแปดหมื่นหกพัน อันตกแต่งงดงาม มีผ้า                
			<remark  id="s2b32c36l11" />          และอาภรณ์อันวิจิตร สวมสอดแก้วมณีและกุณฑล มีหน้าแฉล้ม ยิ้มแย้ม                
			<remark  id="s2b32c36l12" />          ตะโพกผึ่งผาย เอวเล็กเอวบาง จะแวดล้อมผู้นี้อยู่เป็นนิจ นี้เป็นผลแห่ง          
			<remark  id="s2b32c36l13" />          การถวายสังฆาราม ผู้นี้จักรื่นรมย์อยู่ในเทวโลก ตลอดสามหมื่นกัลป               
			<remark  id="s2b32c36l14" />          จักเป็นจอมเทวดาเสวยราชสมบัติในเทวโลกพันครั้ง จักได้ของทุกอย่างที่            
			<remark  id="s2b32c36l15" />          ท้าวเทวราชจะพึงได้ จักเป็นผู้มีโภคสมบัติไม่รู้จักพร่อง เสวยเทวราชสมบัติ      
			<remark  id="s2b32c36l16" />          อยู่ จักเป็นพระเจ้าจักรพรรดิอยู่ในแว่นแคว้นพันครั้ง จักเป็นพระราชาอัน        
			<remark  id="s2b32c36l17" />          ไพบูลย์ในแผ่นดินโดยจะคณานับไม่ถ้วน ในแสนกัลป พระศาสดาพระนาม  
			<remark  id="s2b32c36l18" />          ว่า โคดมโดยพระโคตร ซึ่งสมภพในวงศ์พระเจ้าโอกกากราช จักเสด็จ  
			<remark  id="s2b32c36l19" />          อุบัติในโลก ผู้นี้จักเป็นสาวกของพระศาสดาพระองค์นั้น เป็นโอรสผู้รับ           
			<remark  id="s2b32c36l20" />          มรดกในธรรม อันธรรมนิรมิต มีนามชื่อว่า อุบาลี จักถึงที่สุดในพระวินัย          
			<remark  id="s2b32c36l21" />          ฉลาดในฐานะและมิใช่ฐานะ ดำรงพระศาสนาของพระชินเจ้า ไม่มีอาสวะอยู่              
			<remark  id="s2b32c36l22" />          พระโคดมศากยบุตรผู้ประเสริฐ ได้ทรงทราบข้อนี้ทั้งสิ้นแล้วประทับนั่งใน          
			<remark  id="s2b32c36l23" />          ท่ามกลางภิกษุสงฆ์ จักทรงตั้งไว้ในเอตทัคคะสถาน ข้าพระองค์อาศัยบุญกุศล         
			<remark  id="s2b32c36l24" />          อันประมาณมิได้ ย่อมปรารถนา (ว่าพึงเป็นภิกษุผู้เลิศกว่าบรรดาภิกษุผู้ทรง       
			<remark  id="s2b32c36l25" />          พระวินัย) ในศาสนาของพระองค์ ประโยชน์ คือ ความสิ้นสังโยชน์  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b32c37" >
		<para id="s2b32c37p">
			<remark  id="s2b32c37l1" />          ทั้งปวงนั้น ข้าพระองค์บรรลุแล้วเปรียบเหมือนคนอันพระราชอาญาคุกคาม             
			<remark  id="s2b32c37l2" />          ถูกเสียบด้วยหลาว ไม่ได้ความสุขที่หลาวปรารถนาจะพ้นไปอย่างเดียว ฉันใด          
			<remark  id="s2b32c37l3" />          ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า ข้าพระองค์ก็ฉันนั้น อันอาญา คือ ภพคุกคามแล้ว             
			<remark  id="s2b32c37l4" />          ถูกเสียบด้วยหลาว คือ กรรม ถูกเวทนา คือ ความกระหายบีบคั้น ไม่ได้              
			<remark  id="s2b32c37l5" />          ความสุขในภพ ถูกไฟ ๓ กองแผดเผาอยู่ ย่อมแสวงหาอุบายเครื่องพ้น  
			<remark  id="s2b32c37l6" />          ดังคนแสวงหาอุบายเมื่อฆ่ายาพิษ พึงแสวงหายา เมื่อแสวงหาอยู่ พึงพบ              
			<remark  id="s2b32c37l7" />          ยาเครื่องฆ่ายาพิษ ดื่มยานั้นแล้วพึงมีสุข เพราะพ้นจากพิษฉันใด ข้าแต่          
			<remark  id="s2b32c37l8" />          พระมหาวีรเจ้า ข้าพระองค์ก็เหมือนคนอันยาพิษบีบคั้น ฉันนั้น ถูกอวิชชา          
			<remark  id="s2b32c37l9" />          บีบคั้นแล้ว ก็พึงแสวงหายา คือ สัทธรรม เมื่อแสวงหายา คือธรรมอยู่              
			<remark  id="s2b32c37l10" />          ได้พบศาสนาของพระองค์ผู้ศากยบุตร อันเป็นของจริงอย่างเลิศสุดยอด                
			<remark  id="s2b32c37l11" />          โอสถ เป็นเครื่องบรรเทาลูกศรทั้งปวง ข้าพระองค์ดื่มยา คือ ธรรมแล้ว             
			<remark  id="s2b32c37l12" />          ถอนยาพิษ คือ สังสารทุกข์ได้หมดแล้ว ข้าพระองค์ได้พบนิพพานอัน  
			<remark  id="s2b32c37l13" />          ไม่แก่ไม่ตาย เป็นธรรมชาติเย็นสนิท เปรียบเหมือนคนถูกผีคุกคาม ได้รับ           
			<remark  id="s2b32c37l14" />          ทุกข์เพราะผีสิง พึงแสวงหาหมอผีเพื่อจะพ้นจากผี เมื่อแสวงหาไป ก็พึง            
			<remark  id="s2b32c37l15" />          พบหมอฉลาดในวิชาไล่ผี หมอนั้นพึงขับผีให้แก่คนนั้น และพึงให้พินาศ              
			<remark  id="s2b32c37l16" />          (ขับไล่ไป) พร้อมทั้งราก ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า ข้าพระองค์ก็ฉันนั้น ได้          
			<remark  id="s2b32c37l17" />          รับทุกข์เพราะความมืดเข้าจับ จึงต้องแสวงหาแสงสว่าง คือ ญาณเพื่อจะ             
			<remark  id="s2b32c37l18" />          พ้นจากความมืด ที่นั้นจึงได้พบพระศากยมุนี ผู้ชำระความมืด คือ กิเลส            
			<remark  id="s2b32c37l19" />          ให้หมดจด (สว่าง) ได้ พระองค์ทรงบรรเทาความมืดให้ข้าพระองค์แล้ว                
			<remark  id="s2b32c37l20" />          ดังหมอผีขับไล่ผีไปได้ ฉะนั้น ข้าพระองค์ตัดกระแสสงสารได้แล้ว ห้าม             
			<remark  id="s2b32c37l21" />          กระแสตัณหาได้แล้ว ถอนภพได้สิ้นเชิงเหมือนหมอผีขับไล่ผีพร้อมทั้งถอน            
			<remark  id="s2b32c37l22" />          ราก ฉะนั้น เปรียบเหมือนพระยาครุฑ โฉบลงเพื่อจับนาคอันเป็นเหยื่อ               
			<remark  id="s2b32c37l23" />          ของตน ย่อมยังน้ำในสระใหญ่ให้กระเพื่อมตลอดร้อยโยชน์โดยรอบ ครั้น               
			<remark  id="s2b32c37l24" />          มันจับนาคได้แล้ว ห้อยหัวนาคไว้เบื้องต่ำทำให้ลำบาก ครุฑนั้นพาเอานาค           
			<remark  id="s2b32c37l25" />          ไปได้ตามความปรารถนา ฉันใด ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า ข้าพระองค์แสวง           
		</para>
	</section>
	<section id="s2b32c38" >
		<para id="s2b32c38p">
			<remark  id="s2b32c38l1" />          หาอสังขตธรรม เหมือนครุฑมีกำลังบินแสวงหานาค ฉะนั้น ข้าพระองค์                 
			<remark  id="s2b32c38l2" />          ได้คายโทษทั้งหลายแล้ว ข้าพระองค์เห็นธรรมอันประเสริฐ เป็นสันติบท              
			<remark  id="s2b32c38l3" />          ไม่มีธรรมอื่นยิ่งกว่า ข้าพระองค์ถือเอาธรรมนี้อยู่ เหมือนครุฑจับนาคบินไป      
			<remark  id="s2b32c38l4" />          ฉะนั้น เถาวัลย์ชื่ออาสาวดี เกิดในสวนจิตลดา โดยล่วงไปพันปี จึงเผล็ด           
			<remark  id="s2b32c38l5" />          ผลๆ หนึ่ง เทวดาทั้งหลายได้ใช้สอยผลอาสวดีนั้น ซึ่งมีผลคราวหนึ่ง               
			<remark  id="s2b32c38l6" />          นานเพียงนั้น เถาวัลย์อาสวดีนั้นมีผลอุดม เป็นที่รักของเทวดาทั้งหลาย           
			<remark  id="s2b32c38l7" />          อย่างนี้ ข้าพระองค์อาศัยแสนปี จึงได้เที่ยวมาใกล้พระองค์ผู้เป็นมุนี ได้       
			<remark  id="s2b32c38l8" />          นมัสการทั้งเวลาเย็นเวลาเช้า เหมือนเทวดาเชยชมผลอาสวดี ฉะนั้น การ              
			<remark  id="s2b32c38l9" />          ได้มาใกล้ไม่เป็นหมัน และการนมัสการไม่เป็นโมฆะ แม้ข้าพระองค์จะมา              
			<remark  id="s2b32c38l10" />          แต่ที่ไกล ขณะก็ไม่ล่วงเลยข้าพระองค์ไป ข้าพระองค์ค้นคว้าหาปฏิสนธิ             
			<remark  id="s2b32c38l11" />          ในภพก็ไม่พบ ฉะนั้น ข้าพระองค์จึงไม่มีอุปธิ พ้นวิเศษแล้ว สงบระงับ             
			<remark  id="s2b32c38l12" />          เที่ยวไป เปรียบเหมือนดอกปทุม ย่อมบานเพราะรัศมีพระอาทิตย์ถูกต้อง              
			<remark  id="s2b32c38l13" />          ฉันใด ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า ข้าพระองค์ก็ฉันนั้น บานแล้วเพราะรัศมี              
			<remark  id="s2b32c38l14" />          พระพุทธเจ้า เปรียบเหมือนนกยางตัวผู้ ย่อมไม่มีในกำเนิดนกยางทุกเมื่อ           
			<remark  id="s2b32c38l15" />          เมื่อเมฆร้องกระหึ่ม นกยางมันย่อมมีครรภ์ทุกเมื่อ พวกมันย่อมทรงครรภ์           
			<remark  id="s2b32c38l16" />          อยู่แม้นาน ตลอดเวลาที่สายฝนยังไม่ตก พวกมันย่อมพ้นจากการทรงครรภ์              
			<remark  id="s2b32c38l17" />          เมื่อเวลาที่สายฝนตก ฉันใด ข้าพระองค์ก็ฉันนั้น เมื่อพระพุทธเจ้าทรง            
			<remark  id="s2b32c38l18" />          พระนามว่าปทุมุตระ ทรงประกาศกึกก้องด้วยเมฆ คือ ธรรม ได้ถือเอา                 
			<remark  id="s2b32c38l19" />          ครรภ์ คือ ธรรม ด้วยเสียงแห่งเมฆ คือ ธรรม ข้าพระองค์อาศัยแสนกัลป              
			<remark  id="s2b32c38l20" />          ทรงครรภ์ คือ บุญอยู่ ยังไม่พ้นจากภาระ คือ สงสาร ตลอดเวลาที่สายฝน             
			<remark  id="s2b32c38l21" />          คือ ธรรมยังไม่ตก ข้าแต่พระศากยมุนี เมื่อเวลาที่พระองค์ทรงประกาศ              
			<remark  id="s2b32c38l22" />          กึกก้องด้วยสายฝน คือ ธรรม ในพระนครกบิลพัศดุ์ อันน่ารื่นรมย์ ข้า             
			<remark  id="s2b32c38l23" />          พระองค์จึงได้พ้นจากภาระ คือ สงสาร ข้าพระองค์สะสาง (ชำระ) ธรรม                
			<remark  id="s2b32c38l24" />          คือสุญญตวิโมกข์ อนิมิตตวิโมกข์ อัปปณิหิตวิโมกข์ และผล ๔ ทั้งหมด              
			<remark  id="s2b32c38l25" />          แม้นั้น (สะอาด) ได้แล้ว.  
			<remark  id="s2b32c38l26" />                        จบทุติยภาณวาร.  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b32c39" >
		<para id="s2b32c39p">
			<remark  id="s2b32c39l1" />          ข้าพระองค์ปรารถนาศาสนาของพระองค์ ตั้งต้นแต่กัลปอันประมาณมิได้                
			<remark  id="s2b32c39l2" />          ประโยชน์นั้น ข้าพระองค์ถึงแล้ว สันติบทอันยอดเยี่ยมข้าพระองค์บรรลุ            
			<remark  id="s2b32c39l3" />          แล้ว ข้าพระองค์เป็นผู้เลิศ เหมือนภิกษุผู้ชำนาญพระบาลีถึงที่สุดใน             
			<remark  id="s2b32c39l4" />          พระนัย ฉะนั้น ไม่มีใครเสมอด้วยข้าพระองค์ ข้าพระองค์ย่อมทรง  
			<remark  id="s2b32c39l5" />          พระศาสนาไว้ ข้าพระองค์ไม่มีความสงสัยในวินัยขันธกะ คัมภีร์บริวาร              
			<remark  id="s2b32c39l6" />          ในอักขระหรือพยัญชนะ ในวินัยปิฎกนี้เลย ข้าพระองค์เป็นผู้ฉลาดในการข่ม          
			<remark  id="s2b32c39l7" />          ในการแก้ไขในฐานะและมิใช่ฐานะในการชักเข้าหมู่และในการให้ออกจาก                
			<remark  id="s2b32c39l8" />          อาบัติ ถึงที่สุดในวินัยกรรมทั้งปวง ข้าพระองค์ตั้งบทไว้ในวินัยขันธกะ          
			<remark  id="s2b32c39l9" />          และในอุภโตวิภังค์แล้ว พึงชักเข้าหมู่ (ประชุม) จากกิจ ข้าพระองค์              
			<remark  id="s2b32c39l10" />          เป็นผู้ฉลาดในนิรุติ และเฉียบแหลมในประโยชน์ และมิใช่ประโยชน์  
			<remark  id="s2b32c39l11" />          ข้าพระองค์จะไม่รู้นั้นไม่มี ข้าพระองค์เป็นผู้มีจิตมีอารมณ์เดียวในพุทธ        
			<remark  id="s2b32c39l12" />          ศาสนา วันนี้ ข้าพระองค์บรรเทาความเคลือบแคลงได้ทั้งสิ้น ตัดความ               
			<remark  id="s2b32c39l13" />          สงสัยได้ทั้งหมด ในคราวตัดสินวินัย ในศาสนาของพระผู้มีพระภาค  
			<remark  id="s2b32c39l14" />          ศากยบุตร ข้าพระองค์เป็นผู้ฉลาดในฐานะทั้งปวง คือ บัญญัติ อนุบัญญัติ           
			<remark  id="s2b32c39l15" />          อักขระ พยัญชนะ นิทาน และปริโยสาน เปรียบเหมือนพระราชาผู้ทรง  
			<remark  id="s2b32c39l16" />          พระกำลัง ทรงกำจัดเสนาของพระราชาอื่นแล้ว ทำให้เดือดร้อนชนะ  
			<remark  id="s2b32c39l17" />          สงครามแล้ว สร้างนครไว้ ณ ที่นั้นรับสั่งให้สร้างกำแพง คู เสาระเนียด           
			<remark  id="s2b32c39l18" />          ซุ้มประตู และป้อมต่างๆ ไว้ในนครเป็นอันมาก พึงรับสั่งให้สร้างถนน              
			<remark  id="s2b32c39l19" />          วงเวียน ร้านตลาดอันจัดไว้เรียบร้อย และสภาไว้ในนครนั้น เพื่อวินิจฉัย          
			<remark  id="s2b32c39l20" />          คดีและมิใช่คดี เพื่อจะป้องกันพวกศัตรู เพื่อจะรู้จักโทษและมิใช่โทษ            
			<remark  id="s2b32c39l21" />          และเพื่อจะรักษาพลกาย พระองค์จึงโปรดตั้งเสนาบดีไว้ เพื่อประสงค์จะ             
			<remark  id="s2b32c39l22" />          ทรงรักษาสิ่งของ พระองค์จึงโปรดตั้งขุนคลังไว้ในหน้าที่รักษาสิ่งของ โดย        
			<remark  id="s2b32c39l23" />          ทรงหวังว่า สิ่งของของเราอย่าฉิบหายเสียเลย เขาเป็นผู้สามัคคีกับพระราชา        
			<remark  id="s2b32c39l24" />          ปรารถนาความเจริญแก่ผู้ใด ย่อมให้อธิกรณ์แก่ผู้นั้น เพื่อปฏิบัติต่อมิตร        
			<remark  id="s2b32c39l25" />          (โดยไม่มีวิวาท) พระองค์โปรดตั้งคนผู้ฉลาดในลางดีลางร้ายในนิมิต และ            
			<remark  id="s2b32c39l26" />          ตำราทำนายลักษณะ ผู้เล่าเรียนทรงจำมนต์ ไว้ในตำแหน่งปุโรหิต  
			<remark  id="s2b32c39l27" />          พระราชานั้นทรงสมบูรณ์ด้วยองค์เหล่านี้ มหาชนย่อมเรียกว่า กษัตริย์      
		</para>
	</section>
	<section id="s2b32c40" >
		<para id="s2b32c40p">
			<remark  id="s2b32c40l1" />          เสนาบดีเป็นต้นเหล่านี้ย่อมรักษาพระราชาทุกเมื่อ ดังนกจักพรากรักษานก           
			<remark  id="s2b32c40l2" />          ผู้เป็นญาติของตนที่ได้ทุกข์ ฉันใด ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า พระองค์ก็ฉันนั้น       
			<remark  id="s2b32c40l3" />          มหาชนย่อมกล่าวว่า พระธรรมราชาของโลกพร้อมทั้งเทวโลก เช่นพระราชา               
			<remark  id="s2b32c40l4" />          ทรงกำจัดศัตรูได้แล้ว มหาชนเรียกว่า กษัตริย์ ฉะนั้น พระองค์ทรง                
			<remark  id="s2b32c40l5" />          ปราบพวกเดียรถีย์ ทรงกำจัดมารพร้อมทั้งเสนาและความมืดมนอนธการ  
			<remark  id="s2b32c40l6" />          แล้ว ได้ทรงสร้างนครธรรมไว้ ข้าแต่พระธีรเจ้า ในนครธรรมนั้น มีศีล              
			<remark  id="s2b32c40l7" />          เป็นกำแพง พระญาณของพระองค์เป็นซุ้มประตู ศรัทธาของพระองค์เป็น                 
			<remark  id="s2b32c40l8" />          เสาระเนียด และสังวรของพระองค์เป็นนายประตู ข้าแต่พระมุนี สติ  
			<remark  id="s2b32c40l9" />          ปัฏฐานของพระองค์เป็นป้อม ปัญญาของพระองค์เป็นทางสี่แพร่ง อิทธิบาท             
			<remark  id="s2b32c40l10" />          เป็นทางสามแพร่ง ธรรมวิถีพระองค์ทรงสร้างไว้สวยงาม พระวินัย พระ               
			<remark  id="s2b32c40l11" />          สูตร พระอภิธรรม และพระพุทธพจน์อันมีองค์ ๙ ทั้งสิ้นนี้ เป็นธรรม               
			<remark  id="s2b32c40l12" />          สภาในนครธรรมของพระองค์ วิหารธรรม คือ สุญญตวิโมกข์ อนิมิตต  
			<remark  id="s2b32c40l13" />          วิโมกข์ อัปปณิหิตวิโมกข์ อเนญชสมาบัติ และนิโรธนี้เป็นธรรมกุฎีใน              
			<remark  id="s2b32c40l14" />          นครธรรมของพระองค์ ธรรมเสนาบดีของพระองค์ มีนามชื่อว่าพระสารี                 
			<remark  id="s2b32c40l15" />          บุตร ทรงตั้งไว้ว่า เป็นผู้เลิศด้วยปัญญาและว่าฉลาดในปฏิภาณ ข้าแต่             
			<remark  id="s2b32c40l16" />          พระมุนี ปุโรหิตของพระองค์มีนามชื่อว่าพระโกลิตะ ผู้ฉลาดในจุติและ              
			<remark  id="s2b32c40l17" />          อุปบัติ ถึงที่สุดแห่งฤทธิ์, ข้าแต่พระมุนี พระมหากัสสปเถระผู้ดำรง             
			<remark  id="s2b32c40l18" />          วงศ์โบราณ มีเดชรุ่งเรือง หาผู้เสมอได้ยาก เลิศในธุดงคคุณ เป็นผู้พิพากษา       
			<remark  id="s2b32c40l19" />          ของพระองค์ ข้าแต่พระมุนี พระเถระขุนคลังธรรมของพระองค์ มีนามชื่อ              
			<remark  id="s2b32c40l20" />          ว่าพระอานนท์ เป็นพหูสูต ทรงธรรม และชำนาญในพระบาลีทั้งหมดใน  
			<remark  id="s2b32c40l21" />          ศาสนา พระผู้มีพระภาคผู้แสวงหาคุณอันมากแก่ข้าพระองค์ ทรงตั้ง  
			<remark  id="s2b32c40l22" />          พระเถระทั้งหมดนี้แล้ว ทรงประทานการวินิจฉัยในพระวินัย อันภิกษุผู้รู้          
			<remark  id="s2b32c40l23" />          แจ้งแสดงแล้ว แก่ข้าพระองค์ ภิกษุสาวกของพระพุทธเจ้าบางรูป ถาม                 
			<remark  id="s2b32c40l24" />          ปัญหาในวินัย ในปัญหานั้นข้าพระองค์ไม่ต้องคิด ย่อมแก้เนื้อความนั้นได้         
			<remark  id="s2b32c40l25" />          ทันที ตลอดในพระพุทธเขต เว้นพระมหามุนีเสีย ไม่มีใครเสมอกับข้า                 
			<remark  id="s2b32c40l26" />          พระองค์ในวินัย ที่ไหนจะมียิ่งกว่า พระโคดมประทับนั่งในท่ามกลางสงฆ์            
			<remark  id="s2b32c40l27" />          แล้ว ทรงประกาศอย่างนี้ว่า ไม่มีใครจะเสมอกับพระอุบาลี ในวินัยและ      
		</para>
	</section>
	<section id="s2b32c41" >
		<para id="s2b32c41p">
			<remark  id="s2b32c41l1" />          ในขันธกะ เรากล่าวสัตถุศาสน์มีองค์ ๙ ตลอดถึงที่พระพุทธเจ้าตรัสแล้ว            
			<remark  id="s2b32c41l2" />          ทั้งหมด ไว้ในวินัยแก่บุคคลผู้เห็นมูลพระวินัย พระโคดมศากยบุตรผู้              
			<remark  id="s2b32c41l3" />          ประเสริฐ ทรงระลึกถึงกรรมของเรา ประทับนั่งในท่ามกลางสงฆ์ ทรงตั้ง              
			<remark  id="s2b32c41l4" />          เราไว้ในเอตทัคคะสถาน เราได้ปรารถนาตำแหน่งนี้ไว้ ตั้งต้นแต่แสนกัลป            
			<remark  id="s2b32c41l5" />          ประโยชน์นั้นเราได้ถึงแล้ว เราถึงที่สุดในพระวินัย เมื่อก่อนเราเป็นช่าง        
			<remark  id="s2b32c41l6" />          กัลบกผู้ยังความยินดีให้เกิดแก่เจ้าศากยะทั้งหลาย เราละชาตินั้นแล้ว เกิด       
			<remark  id="s2b32c41l7" />          เป็นบุตรของพระมเหสีในกัลปที่สองแต่ภัทรกัปนี้ พระมหากษัตริย์เจ้า             
			<remark  id="s2b32c41l8" />          แผ่นดินพระนามว่าอัญชสะ มีพระเดชานุภาพสูงสุด มีบริวารประมาณมิได้              
			<remark  id="s2b32c41l9" />          มีทรัพย์มากมาย เราเป็นกษัตริย์พระนามว่าจันทนะ เป็นโอรสของพระราชา             
			<remark  id="s2b32c41l10" />          พระองค์นั้น เป็นคนกระด้างเพราะความเมาด้วยชาติ และเพราะความเมา                
			<remark  id="s2b32c41l11" />          ด้วยยศและโภคะ ช้างแสนหนึ่ง อันประดับด้วยเครื่องอลังการทุกอย่าง               
			<remark  id="s2b32c41l12" />          เป็นช้างตกมันโดยฐานะสาม เกิดในตระกูลมาตังคะ ห้อมล้อมเราอยู่ทุก               
			<remark  id="s2b32c41l13" />          เมื่อ เราห้อมล้อมด้วยพลของตน ประสงค์จะประพาสอุทยาน จึงขึ้นช้าง               
			<remark  id="s2b32c41l14" />          ชื่อศิริแล้ว ออกจากนครในกาลนั้น พระปัจเจกพุทธเจ้านามว่าเทวละ                 
			<remark  id="s2b32c41l15" />          สมบูรณ์ด้วยจรณะ คุ้มครองทวาร และสำรวมเป็นอันดี เดินมาข้างหน้า                
			<remark  id="s2b32c41l16" />          เรา เวลานั้นเราได้ไสช้างศิรินาคไปให้จับพระปัจเจกพุทธเจ้า ลำดับนั้น           
			<remark  id="s2b32c41l17" />          ช้างทำเหมือนเกิดความโกรธ แต่ไม่ยกเท้าขึ้น เราเห็นช้างร้องไห้ ได้ทำ           
			<remark  id="s2b32c41l18" />          ความโกรธในพระปัจเจกพุทธเจ้า เราเบียดเบียนพระปัจเจกพุทธเจ้าแล้ว               
			<remark  id="s2b32c41l19" />          ได้ไปสู่อุทยาน ณ ที่นั้นเรา ไม่ได้ความสุขเสียเลย เหมือนไฟโพลงอยู่บน          
			<remark  id="s2b32c41l20" />          ศีรษะ และย่อมเดือดร้อนด้วยความเร้าร้อนดังปลาติดเบ็ด แผ่นดินมีสมุทร           
			<remark  id="s2b32c41l21" />          สาครเป็นที่สุด ปรากฏเหมือนไฟติดทั่วแก่เรา เราเข้าไปเฝ้าพระชนกแล้ว            
			<remark  id="s2b32c41l22" />          ได้กราบทูลดังนี้ว่า หม่อมฉันได้ไสช้างอันซับมัน ดังอสรพิษโกรธ ดัง             
			<remark  id="s2b32c41l23" />          กองไฟไหม้ลามมา ผู้ฝึกแล้ว ไปให้จับพระปัจเจกพุทธเจ้า หม่อมฉัน     
		</para>
	</section>
	<section id="s2b32c42" >
		<para id="s2b32c42p">
			<remark  id="s2b32c42l1" />          รุกรานพระปัจเจกพุทธเจ้าผู้เป็นพระชินเจ้า มีเดชรุ่งเรืองพึงกลัว (พระ          
			<remark  id="s2b32c42l2" />          ชนกตรัสว่า) พวกเราชาวบุรีทั้งหมดจักพินาศ เราจะขอขมาพระมุนีนั้น               
			<remark  id="s2b32c42l3" />          ถ้าเราจะไม่ขมาท่านผู้มีตนอันฝึกแล้ว มีจิตตั้งมั่น ภายในวันที่ ๗ แว่น        
			<remark  id="s2b32c42l4" />          แคว้นของเราจักพินาศ สุเมขลราชา โกสิยราชา สิคควราชา และสัตตก                 
			<remark  id="s2b32c42l5" />          ราชา ได้รุกรานฤาษีทั้งหลาย ท่านเหล่านั้นพร้อมทั้งเสนาตกยาก (ถึง              
			<remark  id="s2b32c42l6" />          ความพินาศ) ฤาษีทั้งหลายผู้สำรวมแล้ว ประพฤติพรหมจรรย์ โกรธเคือง               
			<remark  id="s2b32c42l7" />          เมื่อใด เมื่อนั้น ท่านย่อมยังมนุษย์โลกพร้อมทั้งเทวโลก สาครและภูเขา           
			<remark  id="s2b32c42l8" />          ให้พินาศ เราจึงสั่งให้ประชุมบุรุษทั้งหลายในประเทศ ประมาณสามพัน               
			<remark  id="s2b32c42l9" />          โยชน์ เพื่อต้องการจะแสดงโทษ จึงได้เข้าไปหาพระปัจเจกพุทธเจ้า เรา              
			<remark  id="s2b32c42l10" />          ทั้งหมดมีผ้าเปียก มีศีรษะเปียก ประนมอัญชลี พากันหมอบลงแทบเท้า                
			<remark  id="s2b32c42l11" />          ของพระปัจเจกพุทธเจ้า แล้วได้เรียนท่านดังนี้ว่า ข้าแต่พระมหาวีระ ขอ           
			<remark  id="s2b32c42l12" />          เจ้าประคุณได้โปรดอดโทษเถิด มหาชนอ้อนวอนเจ้าประคุณ ขอเจ้า  
			<remark  id="s2b32c42l13" />          ประคุณได้โปรดบรรเทาความเร่าร้อน และขออย่าให้แว่นแคว้นพินาศ  
			<remark  id="s2b32c42l14" />          เสียเลย มนุษย์พร้อมทั้งเทวดา อสูร และผีเสื้อทั้งหมด พึงต่อยศีรษะ             
			<remark  id="s2b32c42l15" />          ของกระผมด้วยฆ้อนเหล็กทุกเมื่อ (พระปัจเจกพุทธเจ้ากล่าวว่า) ไฟไม่ตั้ง          
			<remark  id="s2b32c42l16" />          อยู่ในน้ำ พืชไม่งอกบนหินล้วน กิมิชาติไม่ดำรงอยู่ในยาพิษฉันใด ความ            
			<remark  id="s2b32c42l17" />          โกรธย่อมไม่เกิดในพระพุทธะฉันนั้น อนึ่ง พื้นดินไม่หวั่นไหว สมุทร              
			<remark  id="s2b32c42l18" />          สาครประมาณไม่ได้ และอากาศไม่มีที่สุด ฉันใด พระพุทธะใครๆ ให้  
			<remark  id="s2b32c42l19" />          กำเริบไม่ได้ ฉันนั้น พระมหาวีรเจ้าทั้งหลายมีตนฝึกแล้ว อดทน และ               
			<remark  id="s2b32c42l20" />          มีตบะ เจ้าประคุณทั้งหลายผู้อดทน ประกอบด้วยความอดทน จะไม่มีการ                
			<remark  id="s2b32c42l21" />          ไป พระปัจเจกพุทธเจ้ากล่าวดังนี้แล้ว ได้บรรเทาความเร่าร้อนให้หมดไป            
			<remark  id="s2b32c42l22" />          เวลานั้น เราได้เหาะขึ้นสู่อากาศข้างหน้าของมหาชน กล่าวว่า ข้าแต่              
			<remark  id="s2b32c42l23" />          พระวีรเจ้า เพราะกรรมนั้น ข้าพระองค์ได้เข้าถึงความเลวทราม ล่วงชาติ            
			<remark  id="s2b32c42l24" />          นั้นแล้ว จึงได้เข้าสู่บุรีอันไม่มีภัย ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า แม้ในกาลนั้น       
			<remark  id="s2b32c42l25" />          พระองค์ก็ได้บรรเทาความเร่าร้อนอันตั้งอยู่ด้วยดี ให้แก่ข้าพระองค์ผู้เดือด     
		</para>
	</section>
	<section id="s2b32c43" >
		<para id="s2b32c43p">
			<remark  id="s2b32c43l1" />          ร้อนอยู่ และข้าพระองค์ก็ได้ขมาพระสยัมภูแล้ว ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า              
			<remark  id="s2b32c43l2" />          แม้วันนี้ พระองค์ได้ดับไฟ ๓ กองให้ข้าพระองค์ผู้ถูกไฟ ๓ กองเผาอยู่            
			<remark  id="s2b32c43l3" />          และข้าพระองค์ได้ถึงความเย็นแล้ว ท่านเหล่าใดมีการเงี่ยโสตลงฟัง ขอ             
			<remark  id="s2b32c43l4" />          ท่านเหล่านั้นจงฟังเรากล่าว เราจักบอกเนื้อความแก่ท่านตามบทที่เราเห็น          
			<remark  id="s2b32c43l5" />          แล้ว เราดูหมิ่นพระสยัมภู (พระปัจเจกพุทธเจ้า) ผู้มีจิตสงบระงับ                
			<remark  id="s2b32c43l6" />          มีใจมั่นคงนั้นแล้ว เพราะกรรมนั้น วันนี้ จึงได้เกิดในกำเนิดต่ำทราม            
			<remark  id="s2b32c43l7" />          ขณะอย่าพลาด (ล่วงเลย) ท่านทั้งหลายไปเสีย เพราะผู้ที่ล่วงขณะย่อม              
			<remark  id="s2b32c43l8" />          เศร้าโศก ท่านทั้งหลายพึงพยายามในประโยชน์ของตน ท่านทั้งหลายจง                 
			<remark  id="s2b32c43l9" />          จงเก็บขณะไว้ ยาสำรอกของบุคคลบางพวก เป็นยาถ่ายของบุคคลบางพวก,                 
			<remark  id="s2b32c43l10" />          ยาพิษแข็งกล้าร้ายของคนบางพวก เป็นยาถ่ายของคนบางพวก, ยาพิษ  
			<remark  id="s2b32c43l11" />          กล้าร้ายแรงของคนบางพวก เป็นยารักษาโรคของคนบางพวก, (พระผู้มี  
			<remark  id="s2b32c43l12" />          พระภาคทรงทราบแล้วโดยลำดับ) ได้ตรัสบอกอาการเปลื้องสงสารแก่ผู้                 
			<remark  id="s2b32c43l13" />          ปฏิบัติการถอนออกจากสงสารแก่ผู้ตั้งอยู่ในผล ตรัสบอกโอสถแก่ผู้ได้ผล            
			<remark  id="s2b32c43l14" />          ตรัสบอกบุญเขตแก่ผู้แสวงหา ตรัสบอกยาพิษอันกล้าแข็งแก่บุคคลผู้เป็น             
			<remark  id="s2b32c43l15" />          ปฏิปักข์ต่อพระศาสนา อบายสี่ย่อมเผานระนั้น เหมือนอสรพิษมีพิษร้าย              
			<remark  id="s2b32c43l16" />          ฉะนั้น ยาพิษอันกล้าแข็งที่บุคคลดื่มแล้วย่อมยังชีวิตให้พินาศครั้งเดียว        
			<remark  id="s2b32c43l17" />          คนผิดในพระศาสนาแล้ว ย่อมถูกไฟเผาในโกฏิกัป พระพุทธะนั้นย่อม  
			<remark  id="s2b32c43l18" />          ข้ามโลกพร้อมทั้งเทวโลกได้เพราะขันติ อวิหิงสา และเพราะมีจิตเมตตา              
			<remark  id="s2b32c43l19" />          ฉะนั้น พระพุทธเจ้าเหล่านั้น ใครๆ ให้พิโรธไม่ได้ เพราะพระพุทธเจ้า             
			<remark  id="s2b32c43l20" />          ทั้งหลายเช่นกับแผ่นดินไม่ข้องอยู่ในลาภและความเสื่อมลาภ ในความ                
			<remark  id="s2b32c43l21" />          สรรเสริญและดูหมิ่น ฉะนั้น พระพุทธเจ้าเหล่านั้น ใครๆ ให้พิโรธไม่ได้           
			<remark  id="s2b32c43l22" />          พระมุนีมีจิตเสมอในสรรพสัตว์ คือ ในพระเทวทัต นายขมังธนู  
			<remark  id="s2b32c43l23" />          องคุลิมาลโจร พระราหุล และในช้างธนบาล พระพุทธเจ้าเหล่านี้ย่อม                 
			<remark  id="s2b32c43l24" />          ไม่มีความโกรธ ไม่มีความกำหนัด พระพุทธเจ้ามีจิตเสมอในชนทั้งปวง                
			<remark  id="s2b32c43l25" />          คือในผู้ฆ่าและโอรส ใครๆ เห็นผ้ากาสาวะอันเขาทิ้งไว้ที่หนทางเปื้อน             
		</para>
	</section>
	<section id="s2b32c44" >
		<para id="s2b32c44p">
			<remark  id="s2b32c44l1" />          ของไม่สะอาด อันเป็นธงชัยของฤาษี พึงยกกรอัญชลีเหนือเศียรเกล้า                 
			<remark  id="s2b32c44l2" />          ไหว้พระพุทธเจ้าในอดีตก็ดี ปัจจุบันก็ดี อนาคตก็ดี ย่อมบริสุทธิ์ด้วย           
			<remark  id="s2b32c44l3" />          ธงชัยนั้น เพราะฉะนั้น พระพุทธเจ้าเหล่านี้ควรนมัสการ เราย่อมทรง               
			<remark  id="s2b32c44l4" />          พระวินัยอันงามเช่นกับพระศาสดาไว้ด้วยหทัย เราจักนมัสการพระวินัยใน             
			<remark  id="s2b32c44l5" />          กาลทุกเมื่อ พระวินัยเป็นที่อาศัยของเรา พระวินัยเป็นที่ยืนเดินของเรา          
			<remark  id="s2b32c44l6" />          เราจะสำเร็จการอยู่ในพระวินัย พระวินัยเป็นโคจรของเรา ข้าแต่พระมหา             
			<remark  id="s2b32c44l7" />          วีรเจ้า เพราะฉะนั้น พระอุบาลีผู้ถึงที่สุดในพระวินัย และฉลาดในสมถะ            
			<remark  id="s2b32c44l8" />          ถวายบังคมพระบาทของพระศาสดา ข้าพระองค์นั้น จะไปจากบ้านนี้สู่  
			<remark  id="s2b32c44l9" />          บ้านโน้น จากบุรีนี้สู่บุรีโน้น เที่ยวนมัสการพระสัมพุทธเจ้าและพระ             
			<remark  id="s2b32c44l10" />          ธรรมอันพระผู้มีพระภาคทรงแสดงดีแล้ว ข้าพระองค์เผากิเลสทั้งหลายแล้ว            
			<remark  id="s2b32c44l11" />          ถอนภพขึ้นได้ทั้งหมดแล้ว อาสวะทั้งปวงสิ้นไปแล้ว บัดนี้ ภพใหม่ไม่มี            
			<remark  id="s2b32c44l12" />          ข้าพระองค์ได้มาในสำนักของพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุดดีแล้วหนอ วิชชา            
			<remark  id="s2b32c44l13" />          ๓ ข้าพระองค์บรรลุแล้ว คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘            
			<remark  id="s2b32c44l14" />          และอภิญญา ๖ ข้าพระองค์ได้ทำให้แจ้งแล้ว พระพุทธศาสนาข้าพระองค์                
			<remark  id="s2b32c44l15" />          ได้ทำเสร็จแล้ว ฉะนี้แล.  
			<remark  id="s2b32c44l16" />     ทราบว่า ท่านพระอุบาลีเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.  
			<remark  id="s2b32c44l17" />                      จบ อุปาลีเถราปทาน                 
			<remark  id="s2b32c44l18" />                         ----------  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b32c45" >
		<para id="s2b32c45p">
			<remark  id="s2b32c45l1" />                 อัญญาโกณฑัญญเถราปทานที่ ๙ (๗)          
			<remark  id="s2b32c45l2" />             ว่าด้วยผลแห่งการถวายปฐมภัตแก่พระพุทธเจ้า   
			<remark  id="s2b32c45l3" />      [๙] เราได้เห็นพระสัมพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตระ เชษฐบุรุษของโลก เป็น               
			<remark  id="s2b32c45l4" />          นายกอย่างวิเศษ บรรลุพุทธภูมิแล้ว เป็นครั้งแรก เทวดาประมาณ  
			<remark  id="s2b32c45l5" />          เท่าไร มาประชุมกันที่ควงไม้โพธิทั้งหมด แวดล้อมพระสัมพุทธเจ้า                 
			<remark  id="s2b32c45l6" />          ประนมกรอัญชลีไหว้อยู่ เทวดาทั้งปวงมีใจยินดี เที่ยวประกาศไปใน                 
			<remark  id="s2b32c45l7" />          อากาศว่า พระพุทธเจ้านี้ทรงบรรเทาความมืดมนอนธกาลแล้ว ทรงบรรลุ                 
			<remark  id="s2b32c45l8" />          แล้ว เสียงบันลือลั่นของเทวดาผู้ประกอบด้วยความร่าเริงเหล่านั้นได้เป็น         
			<remark  id="s2b32c45l9" />          ไปว่า เราจักเผากิเลสทั้งหลาย ในศาสนาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เรารู้            
			<remark  id="s2b32c45l10" />          (ได้ฟัง) เสียงอันเทวดาทั้งหลายเปล่งแล้วด้วยวาจา ร่าเริงแล้ว มีจิตยินดี       
			<remark  id="s2b32c45l11" />          ได้ถวายภิกษาก่อน พระศาสดาผู้สูงสุดในโลก ทรงทราบความดำริของเรา                
			<remark  id="s2b32c45l12" />          แล้วประทับนั่ง ณ ท่ามกลางหมู่เทวดา ได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า เรา             
			<remark  id="s2b32c45l13" />          ออกบวชได้ ๗ วันแล้ว จึงได้บรรลุพระโพธิญาณ ภัตอันเป็นปฐมของเรา                
			<remark  id="s2b32c45l14" />          นี้เป็นเครื่องยังชีวิตให้เป็นไปของผู้ประพฤติพรหมจรรย์ เทพบุตรได้จาก          
			<remark  id="s2b32c45l15" />          ดุสิตมา ณ ที่นี้ ได้ถวายภิกษาแก่เรา เราจักพยากรณ์เทพบุตรนั้น ท่าน            
			<remark  id="s2b32c45l16" />          ทั้งหลายจงฟังเรากล่าว ผู้นั้นจักเสวยเทวราชสมบัติอยู่ประมาณ ๓ หมื่น           
			<remark  id="s2b32c45l17" />          กัลป์ จักครอบครองไตรทิพย์ ครอบงำเทวดาทั้งหมด เคลื่อนจากเทวโลก                
			<remark  id="s2b32c45l18" />          แล้ว จักถึงความเป็นมนุษย์ จักเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ เสวยราชสมบัติใน            
			<remark  id="s2b32c45l19" />          มนุษย์โลกนับพันครั้ง ในแสนกัลป พระศาสดาพระนามว่าโคดม โดย  
			<remark  id="s2b32c45l20" />          พระโคตร ซึ่งสมภพในวงศ์พระเจ้าโอกกากราช จักเสด็จอุบัติในโลก  
			<remark  id="s2b32c45l21" />          ผู้นั้นเคลื่อนจากไตรทศแล้ว จักถึงความเป็นมนุษย์ จักออกบวชเป็น                
			<remark  id="s2b32c45l22" />          บรรพชิตอยู่ ๖ ปี แต่นั้นในปีที่ ๗ พระพุทธเจ้าจักตรัสจตุราริยสัจ ภิกษุ        
			<remark  id="s2b32c45l23" />          มีนามชื่อว่าโกณฑัญญะ จักทำให้แจ้งเป็นปฐม เมื่อเราออกบวช ได้บวช   
		</para>
	</section>
	<section id="s2b32c46" >
		<para id="s2b32c46p">
			<remark  id="s2b32c46l1" />          ตามพระโพธิสัตว์ ความเพียรเราทำดีแล้ว เราบวชเป็นบรรพชิตเพื่อต้อง              
			<remark  id="s2b32c46l2" />          การจะเผากิเลส พระสัพพัญญูพุทธเจ้าเสด็จมา ตีกลองอมฤตในโลก  
			<remark  id="s2b32c46l3" />          พร้อมทั้งเทวโลกในป่าใหญ่กับเราด้วยนี้ บัดนี้ เราบรรลุอมตบทอันสงบ             
			<remark  id="s2b32c46l4" />          ระงับ อันยอดเยี่ยมนั้นแล้ว เรากำหนดรู้อาสวะทั้งปวงแล้ว ไม่มีอาสวะ            
			<remark  id="s2b32c46l5" />          อยู่ คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖                 
			<remark  id="s2b32c46l6" />          เราทำให้แจ้งแล้ว พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ฉะนี้แล.  
			<remark  id="s2b32c46l7" />     ทราบว่า ท่านพระอัญญาโกณฑัญญเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.            
			<remark  id="s2b32c46l8" />                   จบ อัญญาโกณฑัญญเถราปทาน              
			<remark  id="s2b32c46l9" />                         ----------  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b32c47" >
		<para id="s2b32c47p">
			<remark  id="s2b32c47l1" />                ปิณโฑภารทวาชเถราปทานที่ ๑๐ (๘)          
			<remark  id="s2b32c47l2" />                  ว่าด้วยผลแห่งการถวายดอกปทุม           
			<remark  id="s2b32c47l3" />     [๑๐] พระสยัมภูชินเจ้าพระนามว่าปทุมุตระ เป็นบุคคลผู้เลิศประทับอยู่บนยอด            
			<remark  id="s2b32c47l4" />          ภูเขาจิตกูฏข้างหน้าภูเขาหิมวันต์ เราเป็นพระยาเนื้อผู้ไม่มีความกลัว           
			<remark  id="s2b32c47l5" />          สามารถจะไปได้ในทิศทั้ง ๔ อยู่ ณ ที่นั้น สัตว์เป็นอันมากได้ฟังเสียง           
			<remark  id="s2b32c47l6" />          ของเราแล้วย่อมครั้นคร้าม เราคาบดอกปทุมที่บาน เข้าไปหาพระนราสภ                
			<remark  id="s2b32c47l7" />          ได้บูชาพระพุทธเจ้าซึ่งเสด็จออกจากสมาธิ เวลานั้น เรานมัสการพระพุทธ           
			<remark  id="s2b32c47l8" />          เจ้าผู้ประเสริฐสูงสุดกว่านระในสี่ทิศ ยังจิตของตนให้เลื่อมใสแล้ว              
			<remark  id="s2b32c47l9" />          ได้บันลือสีหนาท พระปทุมุตรพุทธเจ้าผู้ทรงรู้แจ้งโลก ทรงรับเครื่องบูชา         
			<remark  id="s2b32c47l10" />          ของเรา แล้วประทับนั่งบนอาสนะของพระองค์ได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้                 
			<remark  id="s2b32c47l11" />          ทวยเทพทั้งปวงได้ทราบพระดำรัสของพระพุทธเจ้าแล้ว มาประชุมกันกล่าว              
			<remark  id="s2b32c47l12" />          กันว่า พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐจักเสด็จมาแล้ว เราทั้งหลายจักฟังธรรมนั้น        
			<remark  id="s2b32c47l13" />          พระมหามุนีทรงเห็นกาลยาวผู้เป็นนายกของโลก ทรงประกาศเสียงของเรา                
			<remark  id="s2b32c47l14" />          ข้างหน้าของทวยเทพและมนุษย์ผู้ประกอบด้วยความร่าเริงเหล่านั้นว่า ผู้ใด         
			<remark  id="s2b32c47l15" />          ได้ถวายปทุมนี้ และได้บันลือสีหนาท เราจักพยากรณ์ผู้นั้น ท่านทั้งหลาย          
			<remark  id="s2b32c47l16" />          จงฟังเรากล่าว ในกัลปที่ ๘ แต่ภัทรกัลปนี้ ผู้นั้นจักเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ      
			<remark  id="s2b32c47l17" />          สมบูรณ์ด้วยรัตนะ ๗ ประการ เป็นใหญ่ในทวีปทั้ง ๔ จักเสวยความ  
			<remark  id="s2b32c47l18" />          เป็นใหญ่ในแผ่นดิน ๖๔ ชาติ จักเป็นพระเจ้าจักรพรรดิทรงกำลัง มี                 
			<remark  id="s2b32c47l19" />          พระนามชื่อว่าปทุม ในแสนกัลป พระศาสดาพระนามว่าโคดมโดย  
			<remark  id="s2b32c47l20" />          พระโคตร ซึ่งสมภพในวงศ์พระเจ้าโอกกากราช จักเสด็จอุบัติในโลก  
			<remark  id="s2b32c47l21" />          เมื่อพระศาสดาพระองค์นั้นทรงประกาศพระศาสนาแล้ว พระยาสีหะนี้จัก                
			<remark  id="s2b32c47l22" />          เป็นบุตรของพราหมณ์ จักออกจากสกุลพราหมณ์แล้วบวชในพระศาสนา  
			<remark  id="s2b32c47l23" />          ของพระศาสดาพระองค์นั้น เขามีตนส่งไปแล้วเพื่อความเพียร สงบระงับ          
		</para>
	</section>
	<section id="s2b32c48" >
		<para id="s2b32c48p">
			<remark  id="s2b32c48l1" />          ไม่มีอุปธิ กำหนดรู้อาสวะทั้งปวงแล้ว จักไม่มีอาสวะนิพพาน ณ เสนา              
			<remark  id="s2b32c48l2" />          สนะอันสงัด ปราศจากชนเกลื่อนกล่นด้วยเนื้อร้าย คุณวิเศษเหล่านี้ คือ            
			<remark  id="s2b32c48l3" />          ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งแล้ว พระ  
			<remark  id="s2b32c48l4" />          พุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ฉะนี้แล.           
			<remark  id="s2b32c48l5" />     ทราบว่า ท่านพระปิณโฑภารทวาชเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.            
			<remark  id="s2b32c48l6" />                   จบ ปิณโฑภารทวาชเถราปทาน              
			<remark  id="s2b32c48l7" />                         ----------  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b32c49" >
		<para id="s2b32c49p">
			<remark  id="s2b32c49l1" />                 ขทิรวนิยเรวตเถราปทานที่ ๑๑ (๙)         
			<remark  id="s2b32c49l2" />                 ว่าด้วยผลแห่งการจัดเรือนำข้ามฟาก       
			<remark  id="s2b32c49l3" />     [๑๑] แม่น้ำคงคาชื่อภาคีรสี เกิดแต่ประเทศหิมวันต์ เราเป็นนายเรืออยู่ที่ท่าอัน      
			<remark  id="s2b32c49l4" />          ขรุขระ ข้ามส่งคนจากฝั่งนี้ไปฝั่งโน้น พระสัมพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตระ         
			<remark  id="s2b32c49l5" />          ผู้นายกของโลก สูงสุดกว่าสรรพสัตว์ กับพระขีณาสพหนึ่งแสน จัก  
			<remark  id="s2b32c49l6" />          ข้ามกระแสแม่น้ำคงคา เรานำเรือมารวมไว้เป็นอันมากแล้วนำประทุนเรือ              
			<remark  id="s2b32c49l7" />          ที่นายช่างตกแต่งเป็นอันดีไว้ต้อนรับพระนราสภ ก็สัมพุทธเจ้าเสด็จมา             
			<remark  id="s2b32c49l8" />          แล้วเสด็จขึ้นเรือ พระศาสดาประทับยืน ณ ท่ามกลางน้ำ (เมื่อเรือถึง              
			<remark  id="s2b32c49l9" />          กลางน้ำพระศาสดาประทับยืน) ได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า ผู้ใดข้ามส่ง             
			<remark  id="s2b32c49l10" />          พระสัมพุทธเจ้าและพระสงฆ์ผู้ไม่มีอาสวะ ผู้นั้นจักรื่นรมย์อยู่ในเทวโลก         
			<remark  id="s2b32c49l11" />          ด้วยจิตอันเลื่อมใสนั้น วิมานอันบุญกรรมทำไว้อย่างสวยงามมีสัณฐานดัง            
			<remark  id="s2b32c49l12" />          เรือ จักเกิดแก่ท่าน หลังคาดอกไม้จักกั้นอยู่บนอากาศทุกเมื่อ ในกัลปที่         
			<remark  id="s2b32c49l13" />          ๕๔ ผู้นี้จักได้เป็นกษัตริย์พระนามว่าตารณะ จักเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ            
			<remark  id="s2b32c49l14" />          ทรงครอบครองแผ่นดิน มีสมุทรสาครเป็นที่ลุด ในกัลปที่ ๕๗ จักได้เป็น             
			<remark  id="s2b32c49l15" />          กษัตริย์พระนามว่าจัมพกะ ทรงพระกำลังมาก จักรุ่งเรือง ดังพระอาทิตย์            
			<remark  id="s2b32c49l16" />          อุทัย ฉะนั้น ในแสนกัลป พระศาสดาพระนามว่าโคดมโดยพระโคตร ซึ่ง  
			<remark  id="s2b32c49l17" />          สมภพในวงศ์พระเจ้าโอกกากราชจักเสด็จอุบัติในโลก ผู้นี้เคลื่อนจาก               
			<remark  id="s2b32c49l18" />          ไตรทศแล้ว จักถึงความเป็นมนุษย์ จักเป็นบุตรแห่งพราหมณ์ มีนาม  
			<remark  id="s2b32c49l19" />          ชื่อว่าเรวตะ อันกุศลมูลตักเตือนแล้ว จักออกจากเรือนบวชในศาสนา                 
			<remark  id="s2b32c49l20" />          ของพระผู้มีพระภาคพระนามว่าโคดม ภายหลังเขาบวชแล้ว จักประกอบ  
			<remark  id="s2b32c49l21" />          ความเพียร เจริญวิปัสสนากำหนดรู้อาสวะทั้งปวงแล้ว จักไม่มีอาสวะ                
			<remark  id="s2b32c49l22" />          นิพพาน เรามีความเพียรอันนำไปซึ่งธุระ อันนำมาซึ่งธรรมเป็นแดนเกษม 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b32c50" >
		<para id="s2b32c50p">
			<remark  id="s2b32c50l1" />          จากโยคะ เราทรงกายอันมีในที่สุด ในศาสนาแห่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้า                
			<remark  id="s2b32c50l2" />          คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เรา  
			<remark  id="s2b32c50l3" />          ทำให้แจ้งชัดแล้ว พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ฉะนี้แล.  
			<remark  id="s2b32c50l4" />     ทราบว่า ท่านพระขทิรวนิยเรวตเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.            
			<remark  id="s2b32c50l5" />                   จบ ขทิรวนิยเรวตเถราปทาน.             
			<remark  id="s2b32c50l6" />                         ----------  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b32c51" >
		<para id="s2b32c51p">
			<remark  id="s2b32c51l1" />                   อานันทเถราปทานที่ ๑๒ (๑๐)            
			<remark  id="s2b32c51l2" />              ว่าด้วยผลแห่งการกางฉัตรถวายพระพุทธเจ้า    
			<remark  id="s2b32c51l3" />     [๑๒] พระมหามุนีพระนามว่าปทุมุตระ  เสด็จออกจากประตูพระอารามแล้ว  ทรง               
			<remark  id="s2b32c51l4" />          ยังเมล็ดฝนอมฤตให้ตกอยู่  ยังมหาชนให้เย็นสบาย  พระขีณาสพผู้เป็น               
			<remark  id="s2b32c51l5" />          นักปราชญ์เหล่านั้นประมาณตั้งแสน  ได้อภิญญา ๖ มีฤทธิ์มาก  แวดล้อม             
			<remark  id="s2b32c51l6" />          พระสัมพุทธเจ้า  ดุจพระฉายาตามพระองค์  ฉะนั้น  เวลานั้น  เราอยู่บน            
			<remark  id="s2b32c51l7" />          คอช้าง  ทรงไว้ซึ่งฉัตรขาวอันประเสริฐสุด  ปีติย่อมเกิดแก่เราเพราะได้          
			<remark  id="s2b32c51l8" />          เห็นพระสัมพุทธเจ้าผู้มีรูปงาม  เราลงจากคอช้างแล้วเข้าไปเฝ้าพระนราสภ          
			<remark  id="s2b32c51l9" />          ได้กั้นฉัตรแก้วของเราถวายแด่พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด  พระมหาฤาษี            
			<remark  id="s2b32c51l10" />          พระนามว่าปทุมุตระ  ทรงทราบความดำริของเราแล้ว  ทรงหยุดกถานั้นไว้              
			<remark  id="s2b32c51l11" />          แล้วตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า  ผู้ใดได้กั้นฉัตรอันประดับด้วยเครื่องอลังการ      
			<remark  id="s2b32c51l12" />          ทอง เราจักพยากรณ์ผู้นั้น ท่านทั้งหลายจงฟังเรากล่าว สัตว์ผู้นี้ไปจาก          
			<remark  id="s2b32c51l13" />          มนุษยโลกแล้ว  จักครอบครองดุสิต  จักเสวยราชสมบัติ  มีนางอัปสร                 
			<remark  id="s2b32c51l14" />          ทั้งหลายแวดล้อม  จักเสวยเทวราชสมบัติ ๓๔ ครั้ง  จักเป็นอธิบดีแห่งชน           
			<remark  id="s2b32c51l15" />          ครอบครองแผ่นดิน ๘๐๐ ครั้ง  จักเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๕๘ ครั้ง  จัก             
			<remark  id="s2b32c51l16" />          เสวยราชสมบัติในประเทศราชอันไพบูลย์ในแผ่นดิน  ในแสนกัลป  พระ                 
			<remark  id="s2b32c51l17" />          ศาสดาพระนามว่าโคดมโดยพระโคตร  ซึ่งสมภพในวงศ์พระเจ้าโอกกากราช                 
			<remark  id="s2b32c51l18" />          จักเสด็จอุบัติในโลก  ผู้นี้จักเป็นโอรสแห่งพระญาติของพระพุทธเจ้าผู้เป็น       
			<remark  id="s2b32c51l19" />          ธงชัย  แห่งสกุลศากยะ  จักเป็นพุทธอุปัฏฐาก  มีนามชื่อว่าอานนท์                
			<remark  id="s2b32c51l20" />          จักมีความเพียร  ประกอบด้วยปัญญา  ฉลาดในพาหุสัจจะ  มีความ  
			<remark  id="s2b32c51l21" />          ประพฤติอ่อนน้อม  ไม่กระด้าง  ชำนาญในบาลีทั้งปวง  พระอานนท์นั้นมี             
			<remark  id="s2b32c51l22" />          ตนส่งไปแล้วเพื่อความเพียร  สงบระงับ  ไม่มีอุปธิ  จักกำหนดรู้อาสวะ            
			<remark  id="s2b32c51l23" />          ทั้งปวงแล้ว  จักไม่มีอาสวะนิพพาน  มีช้างกุญชรอยู่ในป่า  อายุ ๖๐ ปี           
			<remark  id="s2b32c51l24" />          ตกมันสามครั้ง  เกิดในตระกูลช้างมาตังคะ  มีงางอนงาม  ควรเป็นราช -             
			<remark  id="s2b32c51l25" />          พาหนะฉันใด  แม้บัณฑิตทั้งหลายก็ฉันนั้น  ประมาณได้หลายแสน  มี 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b32c52" >
		<para id="s2b32c52p">
			<remark  id="s2b32c52l1" />          ฤทธิ์มาก  ทั้งหมดนั้น  ของพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐ  เป็นผู้ไม่มีกิเลส          
			<remark  id="s2b32c52l2" />          เราจักมนัสการทั้งในยามต้น  ในยามกลาง  และในยามสุด  เรามีจิต  
			<remark  id="s2b32c52l3" />          ผ่องใส  ปลื้มใจ  บำรุงพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด  เรามีความเพียร              
			<remark  id="s2b32c52l4" />          ประกอบด้วยปัญญา  มีสติสัมปชัญญะ  บรรลุโสดาปัตติผล  ฉลาดใน  
			<remark  id="s2b32c52l5" />          เสขภูมิ  ในแสนกัลปแต่ละกัลปนี้  เราก่อสร้างกรรมใด  เราบรรลุถึง               
			<remark  id="s2b32c52l6" />          ภูมิแห่งกรรมนั้นแล้ว  ศรัทธาตั้งมั่นมีผลมาก  การมาในสำนักพระพุทธเจ้า         
			<remark  id="s2b32c52l7" />          ผู้ประเสริฐสุดของเรา  เป็นการมาดีหนอ  วิชชา ๓ เราบรรลุแล้ว  พระ             
			<remark  id="s2b32c52l8" />          พุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว คุณวิเศษเหล่านี้คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘        
			<remark  id="s2b32c52l9" />          และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว  พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว               
			<remark  id="s2b32c52l10" />          ฉะนี้แล.       
			<remark  id="s2b32c52l11" />     ทราบว่า ท่านพระอานันทเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้  ด้วยประการฉะนี้แล.                 
			<remark  id="s2b32c52l12" />                     จบ  อานันทเถราปทาน.                
			<remark  id="s2b32c52l13" />                         ----------  
			<remark  id="s2b32c52l14" />                   รวมอปทานที่มีในวรรคนี้  คือ          
			<remark  id="s2b32c52l15" />            ๑. พุทธาปทาน                  ๒. ปัจเจกพุทธาปทาน  
			<remark  id="s2b32c52l16" />            ๓. สารีปุตตเถราปทาน            ๔. มหาโมคคัลลานเถราปทาน  
			<remark  id="s2b32c52l17" />            ๕. มหากัสสปเถราปทาน           ๖. อนุรุทธเถราปทาน  
			<remark  id="s2b32c52l18" />            ๗. ปุณณมันตานีปุตตเถราปทาน       ๘. อุปาลีเถราปทาน  
			<remark  id="s2b32c52l19" />            ๙. อัญญาโกณฑัญญเถราปทาน       ๑๐. ปิณโฑภารทวาชเถราปทาน  
			<remark  id="s2b32c52l20" />           ๑๑. ขทิรวนิยเรวตเถราปทาน       ๑๒. อานันทเถราปทาน  
			<remark  id="s2b32c52l21" />     ท่านรวบรวมคาถาทั้งหมดได้ ๖๕๐ คาถา.                 
			<remark  id="s2b32c52l22" />                     จบ อปทานพุทธวรรคที่ ๑              
			<remark  id="s2b32c52l23" />                         ----------  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b32c53" >
		<para id="s2b32c53p">
			<remark  id="s2b32c53l1" />                        สีหาสนิวรรคที่ ๒                
			<remark  id="s2b32c53l2" />                 สีหาสนทายกเถราปทานที่ ๑ (๑๑)           
			<remark  id="s2b32c53l3" />               ว่าด้วยผลแห่งการถวายราชอาสน์ทองคำ        
			<remark  id="s2b32c53l4" />     [๑๓] เมื่อพระโลกนาถพระนามว่าสิทธัตถะ ผู้สูงสุดกว่าสัตว์นิพพานแล้ว  เมื่อ          
			<remark  id="s2b32c53l5" />          พระศาสดา (แผ่) กว้างขวาง เมื่อพระศาสนามีท่านผู้รู้ (พระขีณาสพ)               
			<remark  id="s2b32c53l6" />          มาก เรามีจิตผ่องใส ใจผ่องแผ้ว ได้ทำราชอาสน์ทองคำ ครั้นทำ  
			<remark  id="s2b32c53l7" />          ราชอาสน์ทองคำแล้ว ได้ทำตั่งสำหรับรองเท้า ได้สร้างเรือนสำหรับเก็บ             
			<remark  id="s2b32c53l8" />          ราชอาสน์ทองคำนั้นในฤดูฝนด้วยจิตอันเลื่อมใสนั้น เราได้บังเกิดในภพ             
			<remark  id="s2b32c53l9" />          ดุสิตวิมานโดยยาว ๒๔ โยชน์ โดยกว้าง ๑๔ โยชน์ อันบุญกรรมสร้าง  
			<remark  id="s2b32c53l10" />          อย่างงดงามมีอยู่ในภพสุดิตนั้นเพื่อเรา นางเทพกัญญา ๗ หมื่นแวดล้อม             
			<remark  id="s2b32c53l11" />          เราอยู่ทุกเมื่อ และบัลลังก์ทองที่สร้างอย่างวิจิตร มีอยู่ในวิมานของเรา        
			<remark  id="s2b32c53l12" />          ยานช้าง ยานม้า ยานทิพย์ ตั้งไว้คอยรับเรา ปราสาทและวอย่อมบังเกิด              
			<remark  id="s2b32c53l13" />          ตามความปรารถนา บัลลังก์แก้ว และบัลลังก์ไม้แก่นอย่างอื่นเป็นอันมาก            
			<remark  id="s2b32c53l14" />          ย่อมเกิดแก่เราทุกอย่าง  นี้เป็นผลแห่ง (การถวาย) ราชอาสน์ทองคำ                
			<remark  id="s2b32c53l15" />          เราสวมรองเท้าทำด้วยทองคำ ทำด้วยเงิน ทำด้วยแก้วผลึก ทำด้วยแก้ว                
			<remark  id="s2b32c53l16" />          ไพฑูรย์ นี้เป็นผลแห่งการถวายตั่งรองเท้า ในกัลปที่ ๙๔ แต่กัลปนี้              
			<remark  id="s2b32c53l17" />          เราได้ทำกรรมใดในกาลนั้น ด้วยผลกรรมนั้น เราไม่รู้ทุคติเลย นี้เป็นผล           
			<remark  id="s2b32c53l18" />          แห่งบุญกรรม ในกัลปที่ ๗๓ แต่กัลปนี้ มีคน ๓ คน ชื่ออินท์ ในกัลปที่            
			<remark  id="s2b32c53l19" />          ๗๒ แต่กัลปนี้ มีคน ๓ คน ชื่อสุมนะ ในกัลปที่ ๗๐ มีคน ๓ คน  
			<remark  id="s2b32c53l20" />          ชื่อวรุณ สมบูรณ์ ด้วยแก้ว ๗ ประการ เป็นใหญ่ในทวีปทั้ง ๔ คุณ  
			<remark  id="s2b32c53l21" />          วิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้                
			<remark  id="s2b32c53l22" />          แจ้งชัดแล้ว พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ฉะนี้แล.  
			<remark  id="s2b32c53l23" />     ทราบว่า ท่านพระสีหาสนทายกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.              
			<remark  id="s2b32c53l24" />                    จบ สีหาสนทายกเถราปทาน               
			<remark  id="s2b32c53l25" />                         ----------  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b32c54" >
		<para id="s2b32c54p">
			<remark  id="s2b32c54l1" />                  เอกถัมภิกเถราปทานที่ ๒ (๑๒)           
			<remark  id="s2b32c54l2" />                 ว่าด้วยผลแห่งการถวายเสาต้นเดียว        
			<remark  id="s2b32c54l3" />     [๑๔] ได้มีการประชุมมหาอุบาสกของพระผู้มีพระภาคพระนามว่าสิทธัตถะ และ                
			<remark  id="s2b32c54l4" />          อุบาสกเหล่านั้นถึงพระพุทธเจ้าเป็นสรณะเชื่อพระตถาคต อุบาสกทั้งหมด             
			<remark  id="s2b32c54l5" />          มาประชุมปรึกษากันจะสร้างศาลาถวายแด่พระศาสดา ยังไม่ได้เสาอีกต้น               
			<remark  id="s2b32c54l6" />          หนึ่ง จึงพากันเที่ยวหาอยู่ในป่าใหญ่ เราพบอุบาสกเหล่านั้นในป่าแล้ว            
			<remark  id="s2b32c54l7" />          จึงเข้าไปหาคณะอุบาสกในเวลานั้น เราประนมอัญชลีสอบถามคณะอุบาสก                 
			<remark  id="s2b32c54l8" />          อุบาสกผู้มีศีลเหล่านั้นอันเราถามแล้วตอบให้ทราบว่า เราต้องการจะสร้าง          
			<remark  id="s2b32c54l9" />          ศาลา ยังหาเสาไม่ได้อีกต้นหนึ่ง ขอท่านจงให้เสากะเราต้นหนึ่งเถิด               
			<remark  id="s2b32c54l10" />          ฉันจักถวายแด่พระศาสดา ฉันจักนำเสามาให้ท่านทั้งหลายไม่ต้องขวนขวาย             
			<remark  id="s2b32c54l11" />          หา อุบาสกเหล่านั้นเลื่อมใสมีใจยินดีให้เสาแก่เรา แล้วกลับจากป่านั้นมา         
			<remark  id="s2b32c54l12" />          สู่เรือนของตนๆ เมื่อคณะอุบาสกไปแล้วไม่นาน เราได้ถวายเสาในกาล                 
			<remark  id="s2b32c54l13" />          นั้น เรายินดี มีจิตร่าเริง ยกเสาขึ้นก่อนเขา ด้วยจิตอันเลื่อมใสนั้น           
			<remark  id="s2b32c54l14" />          เราได้เกิดในวิมาน ภพของเราตั้งอยู่โดดเดี่ยว ๗ ชั้น สูงตระหง่าน เมื่อ         
			<remark  id="s2b32c54l15" />          กลองดังกระหึ่มอยู่ เราบำเรออยู่ทุกเมื่อ ใน ๕๕ กัลป เราได้เป็นพระราชา         
			<remark  id="s2b32c54l16" />          พระนามว่ายโสธร แม้ในกาลนั้น ภพของเราก็สูงสุด ๗ ชั้น ประกอบ  
			<remark  id="s2b32c54l17" />          ด้วยเรือนยอดอันประเสริฐ มีเสาต้นหนึ่งเป็นที่รื่นรมย์แห่งใน ใน ๒๑             
			<remark  id="s2b32c54l18" />          กัลป เราเป็นกษัตริย์พระนามว่าอุเทน แม้ในกาลนั้น ภพของเราก็มี ๗               
			<remark  id="s2b32c54l19" />          ชั้น ประดับอย่างสวยงาม เราเข้าถึงกำเนิดใดๆ คือ ความเป็นเทวดา                 
			<remark  id="s2b32c54l20" />          หรือความเป็นมนุษย์ เราย่อมเสวยผลนั้นๆ ทั้งหมด นี้เป็นผลแห่ง  
			<remark  id="s2b32c54l21" />          (การถวาย) เสาต้นเดียว ในกัลปที่ ๙๔ แก่กัลปนี้ ในกาลนั้นเราได้ให้เสา          
			<remark  id="s2b32c54l22" />          ใด ด้วยบุญกรรมนั้น เราไม่รู้สึกทุคติเลย นี้เป็นผลแห่ง (การถวาย) เสา          
			<remark  id="s2b32c54l23" />          ต้นเดียว คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖             
			<remark  id="s2b32c54l24" />          เราทำให้แจ้งชัดแล้ว พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้วฉะนี้แล.  
			<remark  id="s2b32c54l25" />     ทราบว่า ท่านพระเอกถัมภิกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.               
			<remark  id="s2b32c54l26" />                    จบ เอกถัมภิกเถราปทาน.               
			<remark  id="s2b32c54l27" />                         ---------- 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b32c55" >
		<para id="s2b32c55p">
			<remark  id="s2b32c55l1" />                    นันทเถราปทานที่ ๓ (๑๓)              
			<remark  id="s2b32c55l2" />                    ว่าด้วยผลแห่งการถวายผ้า             
			<remark  id="s2b32c55l3" />     [๑๕] เราได้ถวายผ้าทอด้วยเปลือกไม้ แด่พระผู้มีพระภาคพระนามว่า ปทุมุตระ             
			<remark  id="s2b32c55l4" />          เชษฐบุรุษของโลกผู้มั่นคง ตรัสรู้เอง แสวงหาคุณอันใหญ่หลวง พระพุทธ            
			<remark  id="s2b32c55l5" />          เจ้าผู้เป็นนายกพระนามว่า ปทุมุตระ ทรงพยากรณ์เรานั้นว่า ด้วยการถวาย           
			<remark  id="s2b32c55l6" />          ผ้านี้ ท่านจักเป็นผู้มีผิวพรรณดังทองคำ ได้เสวยสมบัติทั้งสองแล้ว              
			<remark  id="s2b32c55l7" />          อันกุศลมูลตักเตือน จักได้เป็นพระอนุชาของพระผู้มีพระภาคพระนามว่า              
			<remark  id="s2b32c55l8" />          โคดม ท่านอันราคะย้อมแล้ว มีปกติสุข ประกอบด้วยความกำหนัดใน  
			<remark  id="s2b32c55l9" />          กาม เป็นผู้อันพระพุทธเจ้าตักเตือนแล้ว แต่นั้นจักบวช ครั้นบวชใน               
			<remark  id="s2b32c55l10" />          พระศาสนาของพระโคดมนั้นแล้ว อันกุศลมูลตักเตือน จักกำหนดรู้  
			<remark  id="s2b32c55l11" />          อาสวะทั้งปวง ไม่มีอาสวะนิพพาน ในแสนกัลป มีคน ๔ คน ชื่อเจละ  
			<remark  id="s2b32c55l12" />          ใน ๖ หมื่นกัลป มีคน ๔ คน ชื่ออุปเจละ ใน ๕ หมื่นกัลป มีคน ๔ คนชื่อ            
			<remark  id="s2b32c55l13" />          เจละเหมือนกัน สมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ เป็นใหญ่ในทวีปทั้ง ๔  
			<remark  id="s2b32c55l14" />          คุณวิเศษเหล่านี้คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้              
			<remark  id="s2b32c55l15" />          แจ้งชัดแล้ว พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ฉะนี้แล.  
			<remark  id="s2b32c55l16" />     ทราบว่า ท่านพระนันทเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.  
			<remark  id="s2b32c55l17" />                       จบ นันทเถราปทาน  
			<remark  id="s2b32c55l18" />                         ----------  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b32c56" >
		<para id="s2b32c56p">
			<remark  id="s2b32c56l1" />                  จุลลปันถกเถราปทานที่ ๔ (๑๔)           
			<remark  id="s2b32c56l2" />                  ว่าด้วยพระจุลลปันถกปัญญาเขลา          
			<remark  id="s2b32c56l3" />     [๑๖] เวลานั้น พระชินเจ้าพระนามว่าปทุมุตระ ทรงรับเครื่องบูชาแล้ว พระองค์           
			<remark  id="s2b32c56l4" />          เสด็จหลีกออกจากหมู่ ประทับอยู่ ณ ภูเขาหิมวันต์ แม้เวลานั้นเราก็อยู่          
			<remark  id="s2b32c56l5" />          ในอาศรมใกล้ภูเขาหิมวันต์ เราได้เข้าไปเฝ้าพระมหาวีรเจ้าผู้เป็นนายกของ         
			<remark  id="s2b32c56l6" />          โลก ซึ่งเสด็จมาไม่นาน เราถือเอาฉัตรอันประดับด้วยดอกไม้ เข้าไปเฝ้า            
			<remark  id="s2b32c56l7" />          พระนราสภ เราได้ทำอันตรายแก่พระผู้มีพระภาคซึ่งกำลังเสด็จเข้าสมาธิ             
			<remark  id="s2b32c56l8" />          เราประคองฉัตรดอกไม้ด้วยมือทั้งสองถวายแด่พระผู้มีพระภาค พระผู้มี              
			<remark  id="s2b32c56l9" />          พระภาคมหามุนีพระนามว่าปทุมุตระทรงรับแล้ว เทวดาทั้งปวงมีใจชื่นบาน             
			<remark  id="s2b32c56l10" />          เข้ามาสู่ภูเขาหิมวันต์ ยังสาธุการให้เป็นไปว่า พระผู้มีพระภาคผู้มีจักษุ       
			<remark  id="s2b32c56l11" />          ทรงอนุโมทนา ครั้นเทวดาเหล่านี้กล่าวเช่นนี้แล้วได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระ      
			<remark  id="s2b32c56l12" />          ภาคผู้สูงสุดว่านระ เมื่อเรากั้นฉัตรดอกบัวอันอุดมอยู่ในอากาศ (พระผู้มี        
			<remark  id="s2b32c56l13" />          พระภาคตรัสว่า) ดาบสได้ประคองฉัตรใบบัว ๗ ใบให้แก่เรา เราจัก  
			<remark  id="s2b32c56l14" />          พยากรณ์ดาบสนั้น ท่านทั้งหลายจงฟังเรากล่าว ดาบสนี้จักเสวยเทวรัช               
			<remark  id="s2b32c56l15" />          สมบัติอยู่ตลอด ๒๕ กัลป์ และจักเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๓๔ ครั้ง จะท่อง           
			<remark  id="s2b32c56l16" />          เที่ยวสู่กำเนิดใดๆ คือ ความเป็นเทวดาหรือมนุษย์ ในกำเนิดนั้นๆ                 
			<remark  id="s2b32c56l17" />          จักทรงไว้ซึ่งดอกปทุมอันตั้งอยู่ในอากาศ ในแสนกัลป พระศาสดาพระ                 
			<remark  id="s2b32c56l18" />          นามว่าโคดม โดยพระโคตร ซึ่งมีสมภพในวงศ์พระเจ้าโอกกากราช จัก  
			<remark  id="s2b32c56l19" />          เสด็จอุบัติในโลก เมื่อพระศาสดาทรงประกาศพระศาสนา ดาบสผู้จักได้                
			<remark  id="s2b32c56l20" />          ความเป็นมนุษย์ เราจักเป็นผู้อุดมในกายอันบังเกิดแล้วด้วยใจ จักมีพี่           
			<remark  id="s2b32c56l21" />          น้องชายสองคนมีชื่อว่าปันถก แม้ทั้งสองคนเสวยประโยชน์อันสูงสุดแล้ว             
			<remark  id="s2b32c56l22" />          จักยังพระศาสนาให้รุ่งเรือง เรานั้นมีอายุ ๑๘ ปี ออกบวชเป็นบรรพชิต             
			<remark  id="s2b32c56l23" />          เรายังไม่ได้คุณวิเศษในศาสนาของพระศากยบุตร เรามีปัญญาเขลา เพราะ               
			<remark  id="s2b32c56l24" />          เราอบรมอยู่ในบุรี พระพี่ชายจึงขับไล่เราว่า จงไปสู่เรือนเดี๋ยวนี้ เราถูก      
			<remark  id="s2b32c56l25" />          พระพี่ชายขับไล่แล้วน้อยใจ ได้ยืนอยู่ที่ซุ้มประตูสังฆาราม ไม่หวังใน   
		</para>
	</section>
	<section id="s2b32c57" >
		<para id="s2b32c57p">
			<remark  id="s2b32c57l1" />          ความเป็นสมณะ ลำดับนั้น พระศาสดาเสด็จมา ณ ที่นั้น ทรงลูบศีรษะ                 
			<remark  id="s2b32c57l2" />          เรา ทรงจับเราที่แขน พาเข้าไปในสังฆาราม พระศาสดาได้ทรงอนุเคราะห์              
			<remark  id="s2b32c57l3" />          ประทานผ้าเช็ดพระบาทให้แก่เราว่า จงอธิษฐานผ้าอันสะอาดอย่างนี้วางไว้           
			<remark  id="s2b32c57l4" />          ณ ส่วนข้างหนึ่ง เราจับผ้านั้นด้วยมือทั้งสองแล้วจึงระลึกถึงดอกบัวได้          
			<remark  id="s2b32c57l5" />          จิตของเราปล่อยไปในดอกบัวนั้น เราจึงได้บรรลุอรหัต เราถึงที่สุดใน              
			<remark  id="s2b32c57l6" />          ฌานทั้งปวง ในกายอันบังเกิดแล้วแต่ใจ กำหนดรู้อาสวะทั้งปวงแล้ว                 
			<remark  id="s2b32c57l7" />          ไม่มีอาสวะอยู่ คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมปภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ              
			<remark  id="s2b32c57l8" />          อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว  
			<remark  id="s2b32c57l9" />          ฉะนี้แล.       
			<remark  id="s2b32c57l10" />     ทราบว่า ท่านพระจุลลปันถกได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.  
			<remark  id="s2b32c57l11" />                     จบ จุลลปันถกเถราปทาน               
			<remark  id="s2b32c57l12" />                         ----------  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b32c58" >
		<para id="s2b32c58p">
			<remark  id="s2b32c58l1" />                  ปิลินทวัจฉเถราปทานที่ ๕ (๑๕)          
			<remark  id="s2b32c58l2" />                  ว่าด้วยผลแห่งการไล้ทาของหอม           
			<remark  id="s2b32c58l3" />     [๑๗] เมื่อพระโลกนาถพระนามว่าสุเมธ เป็นบุคคลผู้เลิศ นิพพานแล้ว เรามี               
			<remark  id="s2b32c58l4" />          จิตเลื่อมใส มีใจโสมนัส ได้ทำการบูชาพระสถูปในสมาคมนั้น มีพระ  
			<remark  id="s2b32c58l5" />          ขีณาสพผู้ได้อภิญญา ๖ มีฤทธิมากเท่าใด เรานิมนต์พระขีณาสพเหล่านั้น             
			<remark  id="s2b32c58l6" />          มาประชุมกันในสมาคมนั้นแล้ว ได้ทำสังฆภัตถวาย เวลานั้น มีภิกษุ                 
			<remark  id="s2b32c58l7" />          อุปัฏฐากของพระผู้มีพระภาคพระนามว่าสุเมธ ท่านมีนามชื่อว่าสุเมธ ได้            
			<remark  id="s2b32c58l8" />          อนุโมทนาในเวลานั้น ด้วยจิตอันเลื่อมใสนั้น เราได้เข้าถึงวิมาน นาง             
			<remark  id="s2b32c58l9" />          อัปสรแปดหมื่นหกพันได้มีแก่เรา นางอัปสรเหล่านั้น ย่อมอนุวัตตาม                
			<remark  id="s2b32c58l10" />          ความประสงค์ทุกอย่างของเราเสมอ เราย่อมครอบงำเทวดาเหล่าอื่น นี้                
			<remark  id="s2b32c58l11" />          เป็นผลแห่งบุญกรรมในกัลปที่ ๒๕ เราเป็นกษัตริย์ พระนามว่าวรุณ ใน               
			<remark  id="s2b32c58l12" />          กาลนั้นเราได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิเสวยโภชนะอันขาวผ่อง ชนเหล่านั้น             
			<remark  id="s2b32c58l13" />          ไม่ต้องหว่านพืช และไม่ต้องนำไถไปไถ มนุษย์ทั้งหลายย่อมบริโภคข้าว              
			<remark  id="s2b32c58l14" />          สาลีอันเกิดเองสุกเองในที่ไม่ได้ไถ เราเสวยราชสมบัติในภพนั้นแล้ว ได้           
			<remark  id="s2b32c58l15" />          ถึงความเป็นเทวดาอีก ถึงเวลานั้น โภคสมบัติเช่นนี้ก็บังเกิดแก่เรา              
			<remark  id="s2b32c58l16" />          สัตว์ทั้งปวงซึ่งเป็นมิตร หรือมิใช่มิตร ย่อมไม่เบียดเบียนเรา เราเป็น          
			<remark  id="s2b32c58l17" />          ที่รักของสัตว์ทุกจำพวก นี้เป็นผลแห่งกรรม ในกัลปที่ ๓ หมื่น เราได้ให้         
			<remark  id="s2b32c58l18" />          ทานใดในกาลนั้น ด้วยการให้ทานนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผล              
			<remark  id="s2b32c58l19" />          แห่งการไล้ทาด้วยของหอม ในภัทกัปนี้ เราผู้เดียวได้เป็นอธิบดีของคน             
			<remark  id="s2b32c58l20" />          ได้เป็นราชฤาษีผู้มีอานุภาพมาก ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิมีพลมาก เรา             
			<remark  id="s2b32c58l21" />          นั้นตั้งอยู่ในศีล ๕ ได้ยังหมู่ชนเป็นอันมากให้ถึงสุคติ ได้เป็นที่รักของ       
			<remark  id="s2b32c58l22" />          เทวดาทั้งหลาย คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๕ วิโมกข์ ๘ และ                
			<remark  id="s2b32c58l23" />          อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว  
			<remark  id="s2b32c58l24" />          ฉะนี้แล.       
			<remark  id="s2b32c58l25" />     ทราบว่า ท่านพระปิลินทวัจฉเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.              
			<remark  id="s2b32c58l26" />                    จบ ปิลินทวัจฉเถราปทาน.              
			<remark  id="s2b32c58l27" />                         ----------  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b32c59" >
		<para id="s2b32c59p">
			<remark  id="s2b32c59l1" />                    ราหุลเถราปทานที่ ๖ (๑๖)             
			<remark  id="s2b32c59l2" />                 ว่าด้วยผลแห่งการถวายเครื่องลาด         
			<remark  id="s2b32c59l3" />     [๑๘] เราได้ถวายเครื่องลาดในประสาท ๗ ชั้น แด่พระผู้มีพระภาคพระนามว่า               
			<remark  id="s2b32c59l4" />          ปทุมุตระ เชษฐบุรุษของโลก ผู้คงที่ พระมหามุนีผู้เป็นจอมแห่งชนเป็น             
			<remark  id="s2b32c59l5" />          นระผู้ประเสริฐ อันพระขีณาสพพันหนึ่งแวดล้อมแล้ว เสด็จเข้าพระ  
			<remark  id="s2b32c59l6" />          คันธกุฎี พระศาสดาผู้ประเสริฐกว่าเทวดา เป็นนระผู้องอาจ ทรงยัง                 
			<remark  id="s2b32c59l7" />          พระคันธกุฎีให้รุ่งเรือง ประทับยืนในท่ามกลางภิกษุสงฆ์ ได้ตรัสพระคาถา          
			<remark  id="s2b32c59l8" />          เหล่านี้ว่า ที่นอนนี้ผู้ใดให้โชติช่วงแล้ว ดังกระจกเงาอันขัดดีแล้ว เราจัก     
			<remark  id="s2b32c59l9" />          พยากรณ์ผู้นั้น ท่านทั้งหลายจงฟังเรากล่าว ประสาททองอันงดงาม หรือ              
			<remark  id="s2b32c59l10" />          ประสาทแก้วไพฑูรย์เป็นที่รักแห่งใจจักบังเกิดแก่ผู้นั้น ผู้นั้นจักเป็นจอม      
			<remark  id="s2b32c59l11" />          เทวดา เสวยเทวรัชสมบัติอยู่ ๖๔ ครั้ง ในกัลปที่ ๒๑ จักได้เป็นกษัตริย์          
			<remark  id="s2b32c59l12" />          พระนามว่าวิมล จักเป็นพระเจ้าจักรพรรดิทรงครอบครองแผ่นดินมีสมุทร              
			<remark  id="s2b32c59l13" />          สาคร ๔ เป็นขอบเขต พระนครชื่อเรณุวดีสร้างด้วยแผ่นอิฐ โดยยาว  
			<remark  id="s2b32c59l14" />          ๓๐๐ โยชน์ สี่เหลี่ยมจตุรัส ประสาทชื่อสุทัสนะ อันวิสสุกรรมเทพบุตร             
			<remark  id="s2b32c59l15" />          นิรมิตให้ ประกอบด้วยเรือนยอดอันประเสริฐ ประดับด้วยแก้ว ๗  
			<remark  id="s2b32c59l16" />          ประการ วิทยาธรมีเสียงสิบอย่างต่างๆ กัน มาเกลื่อนกล่นอยู่ เหมือน              
			<remark  id="s2b32c59l17" />          จักเป็นนครชื่อสุทัสนะของเหล่าเทวดา รัศมีแห่งนครนั้น เปล่งปลั่งดัง            
			<remark  id="s2b32c59l18" />          เมื่อพระอาทิตย์อุทัย นครนั้นจักรุ่งเรืองจ้าโดยรอบ ๘ โยชน์อยู่เป็นนิจ         
			<remark  id="s2b32c59l19" />          ในแสนกัลป พระศาสดาทรงพระนามว่าโคดมโดยพระโคตร ซึ่งมีสมภพ  
			<remark  id="s2b32c59l20" />          ในวงศ์พระเจ้าโอกกากราช จักเสด็จอุบัติในโลก ผู้นั้นอันกุศลมูลตัก             
			<remark  id="s2b32c59l21" />          เตือนแล้ว จักเคลื่อนจากภพดุสิต จักได้เป็นพระราชโอรสของพระผู้มี               
			<remark  id="s2b32c59l22" />          พระภาคพระนามว่าโคดม ถ้าจะพึงอยู่ครองเรือนผู้นั้นพึงได้เป็นพระเจ้า            
			<remark  id="s2b32c59l23" />          จักรพรรดิ แต่ข้อที่เขาจะคงที่ถึงความยินดีในเรือนนั้น ไม่เป็นฐานะที่จะ        
			<remark  id="s2b32c59l24" />          มีได้ เขาจักออกบวชเป็นบรรพชิต เป็นผู้มีวัตรอันงาม จักได้เป็นพระ   
		</para>
	</section>
	<section id="s2b32c60" >
		<para id="s2b32c60p">
			<remark  id="s2b32c60l1" />          อรหันต์มีนามชื่อว่าราหุล พระมหามุนีทรงพยากรณ์เราว่า มีปัญญา  
			<remark  id="s2b32c60l2" />          สมบูรณ์ด้วยศีล เหมือนนกต้อยติวิดรักษาไข่ ดังจามรีรักษาขนหาง เรา              
			<remark  id="s2b32c60l3" />          รู้ทั่วถึงธรรมของพระองค์แล้ว ยินดีอยู่ในศาสนา เรากำหนดรู้อาสวะ               
			<remark  id="s2b32c60l4" />          ทั้งปวงแล้ว ไม่มีอาสวะอยู่ คุณวิเศษเหล่านี้คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘        
			<remark  id="s2b32c60l5" />          และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว                
			<remark  id="s2b32c60l6" />          ฉะนี้แล.       
			<remark  id="s2b32c60l7" />     ทราบว่า ท่านพระราหุลเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยการฉะนี้แล.  
			<remark  id="s2b32c60l8" />                      จบ ราหุลเถราปทาน.                 
			<remark  id="s2b32c60l9" />                         ----------  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b32c61" >
		<para id="s2b32c61p">
			<remark  id="s2b32c61l1" />               อุปเสนวังคันตปุตตเถราปทานที่ ๗ (๑๗)      
			<remark  id="s2b32c61l2" />                 ว่าด้วยผลแห่งการถวายดอกกัณณิการ์       
			<remark  id="s2b32c61l3" />     [๑๙] เราได้เข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาค พระนามว่าปทุมุตระเชษฐบุรุษของโลก เป็น           
			<remark  id="s2b32c61l4" />          นระผู้ประเสริฐ สูงสุดกว่านระ ประทับนั่งอยู่ที่เงื้อมเขา เวลานั้นเราได้       
			<remark  id="s2b32c61l5" />          เห็นดอกกัณณิการ์กำลังบานจึงเด็ดขั้วมันแล้ว เอามาประดับที่ฉัตร โปรย           
			<remark  id="s2b32c61l6" />          (กั้น) ถวายแด่พระพุทธเจ้า และเราได้ถวายบิณฑบาตมีข้าวชั้นพิเศษ                
			<remark  id="s2b32c61l7" />          ที่จัดว่าเป็นโภชนะอย่างดี ได้นิมนต์พระ ๘ รูป เป็น ๙ รูป ทั้งพระ              
			<remark  id="s2b32c61l8" />          พุทธเจ้าให้ฉันที่บริเวณนั้น พระสยัมภูมหาวีรเจ้าผู้เป็นบุคคลผู้เลิศ ทรง       
			<remark  id="s2b32c61l9" />          อนุโมทนาว่า ด้วยการถวายฉัตรนี้ (และ) ด้วยจิตอันเลื่อมใสในการ                 
			<remark  id="s2b32c61l10" />          ถวายข้าวชั้นพิเศษนั้น ท่านจักได้เสวยสมบัติ จักเป็นจอมเทวดาเสวย               
			<remark  id="s2b32c61l11" />          เทวรัชสมบัติ ๓๐ ครั้ง และจักได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๒๑ ครั้ง จักได้          
			<remark  id="s2b32c61l12" />          เป็นพระเจ้าประเทศราชอันไพบูลย์ โดยคณานับไม่ถ้วนในแสนกัลปแต่  
			<remark  id="s2b32c61l13" />          กัลปนี้ วงศ์พระเจ้าโอกกากราชจักสมภพ ดาบสผู้มีปัญญากว้างขวางเสมอ              
			<remark  id="s2b32c61l14" />          ด้วยแผ่นดิน มีปัญญาดี มหาชนเรียกว่าสุเมธ จักเป็นพระพุทธเจ้าพระ               
			<remark  id="s2b32c61l15" />          นามว่าโคดมโดยพระโคตร เมื่อพระศาสนากำลังรุ่งเรือง ผู้นี้จักถึงความเป็น        
			<remark  id="s2b32c61l16" />          มนุษย์จักได้เป็นสาวกของพระศาสดา มีนามว่าอุปเสนะ เมื่อกาลเป็นไป               
			<remark  id="s2b32c61l17" />          ถึงที่สุด เราถอนภพได้ทั้งหมด เราชนะมารพร้อมทั้งพาหนะแล้ว ทรง                 
			<remark  id="s2b32c61l18" />          กายอันเป็นที่สุดไว้ คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ          
			<remark  id="s2b32c61l19" />          อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว  
			<remark  id="s2b32c61l20" />          ฉะนี้แล.       
			<remark  id="s2b32c61l21" />     ทราบว่า ท่านพระอุปเสนวังคันตปุตตเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.       
			<remark  id="s2b32c61l22" />                 จบ อุปเสนวังคันตปุตตเถราปทาน.          
			<remark  id="s2b32c61l23" />                       จบ ภาณวารที่ ๓.  
			<remark  id="s2b32c61l24" />                         ----------  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b32c62" >
		<para id="s2b32c62p">
			<remark  id="s2b32c62l1" />                   รัฐปาลเถราปทานที่ ๘ (๑๘)             
			<remark  id="s2b32c62l2" />                    ว่าด้วยผลแห่งการถวายช้าง            
			<remark  id="s2b32c62l3" />     [๒๐] เราได้ถวายช้างตัวประเสริฐ มีงางอนงามควรเป็นราชพาหนะพร้อมทั้งลูก              
			<remark  id="s2b32c62l4" />          ช้างอันงามมีเครื่องหัตถาลังการ กั้นฉัตรขาวแด่พระผู้มีพระภาคพระนามว่า         
			<remark  id="s2b32c62l5" />          ปทุมุตระ เชษฐบุรุษของโลกผู้คงที่ เราซื้อสถานที่นั้นทั้งหมดแล้ว ได้ให้        
			<remark  id="s2b32c62l6" />          สร้างอารามถวายแก่สงฆ์ ได้ให้สร้างปราสาทไว้ภายในวิหารนั้น ๕๔,๐๐๐              
			<remark  id="s2b32c62l7" />          หลัง ได้ทำทานดังห้วงน้ำใหญ่แล้ว มอบถวายแด่พระพุทธเจ้า พระ  
			<remark  id="s2b32c62l8" />          สยัมภูมหาวีรเจ้าผู้เป็นอัครบุคคล ทรงอนุโมทนา ทรงยังชนทั้งหมดให้              
			<remark  id="s2b32c62l9" />          ร่าเริง ทรงแสดงอมตบท พระพุทธเจ้าผู้เป็นนายกพระนามว่าปทุมุตระ                 
			<remark  id="s2b32c62l10" />          ทรงทำผลบุญที่เราทำแล้วนั้นให้แจ้งชัดแล้ว ประทับนั่ง ณ ท่ามกลางภิกษุ          
			<remark  id="s2b32c62l11" />          สงฆ์ได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า ผู้นี้ได้ให้สร้างปราสาท ๕๔,๐๐๐ หลัง            
			<remark  id="s2b32c62l12" />          เราจักแสดงวิบากของผู้นี้ ท่านทั้งหลายจงฟังเรากล่าว กูฏาคารหมื่นแปดพัน        
			<remark  id="s2b32c62l13" />          จักมีแก่ผู้นี้ และกูฏาคารเหล่านั้นสำเร็จด้วยทองล้วน เกิดในวิมานอัน           
			<remark  id="s2b32c62l14" />          อุดม ผู้นี้จักเป็นจอมเทวดาเสวยเทวรัชสมบัติ ๕๐ ครั้ง และจักเป็นพระเจ้า        
			<remark  id="s2b32c62l15" />          จักรพรรดิ ๕๘ ครั้ง ในกัลปที่แสน พระศาสดาพระนามว่าโคดมโดยพระ  
			<remark  id="s2b32c62l16" />          โคตรซึ่งมีสมภพในวงศ์พระเจ้าโอกกากราช จักเสด็จอุบัติในโลก ผู้นี้อัน           
			<remark  id="s2b32c62l17" />          กุศลมูลตักเตือนแล้ว จักเคลื่อนจากเทวโลก ไปบังเกิดในสกุลที่เจริญมี            
			<remark  id="s2b32c62l18" />          โภคสมบัติมาก ภายหลัง เขาอันกุศลมูลตักเตือนแล้ว จักบวช จักได้                 
			<remark  id="s2b32c62l19" />          เป็นสาวกของพระศาสดา มีนามว่ารัฐปาละ เขามีตนส่งไปแล้ว เพื่อ  
			<remark  id="s2b32c62l20" />          ความเพียรสงบระงับ ไม่มีอุปธิ จักกำหนดรู้อาสวะทั้งปวงแล้ว ไม่มี               
			<remark  id="s2b32c62l21" />          อาสวะนิพพาน เราลุกขึ้นแล้ว ละโภคสมบัติออกบวช ความรักในโภค  
			<remark  id="s2b32c62l22" />          สมบัติเหมือนก้อนเขฬะไม่มีแก่เรา เรามีความเพียรอันนำธุระไป อันนำ 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b32c63" >
		<para id="s2b32c63p">
			<remark  id="s2b32c63l1" />          มาซึ่งธรรมเป็นเดนเกษมจากโยคะ เราทรงไว้ซึ่งกายอันมีในที่สุดในศาสนา            
			<remark  id="s2b32c63l2" />          พระสัมมาสัมพุทธเจ้า คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘              
			<remark  id="s2b32c63l3" />          และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว                
			<remark  id="s2b32c63l4" />          ฉะนี้แล.       
			<remark  id="s2b32c63l5" />     ทราบว่า ท่านพระรัฐปาลเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.  
			<remark  id="s2b32c63l6" />                     จบ รัฐปาลเถราปทาน.                 
			<remark  id="s2b32c63l7" />                         ----------  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b32c64" >
		<para id="s2b32c64p">
			<remark  id="s2b32c64l1" />                   โสปากเถราปทาน ที่ ๙ (๑๙)             
			<remark  id="s2b32c64l2" />                ว่าด้วยผลแห่งการถวายอาสนะดอกไม้         
			<remark  id="s2b32c64l3" />     [๒๑] พระผู้มีพระภาคพระนามว่าสิทธัตถะ เสด็จมายังสำนักของเราซึ่งกำลังชำระ           
			<remark  id="s2b32c64l4" />          เงื้อมเขาอยู่ที่ภูเขาสูงอันประเสริฐ เราเห็นพระพุทธเจ้าเสด็จเข้ามา ได้        
			<remark  id="s2b32c64l5" />          ตกแต่งเครื่องลาดแล้ว ได้ปูลาดอาสนะดอกไม้ถวายแด่พระโลกเชษฐ์ผู้คง              
			<remark  id="s2b32c64l6" />          ที่ พระผู้มีพระภาคพระนามว่าสิทธัตถะนายกของโลกประทับนั่งบนอาสนะ               
			<remark  id="s2b32c64l7" />          ดอกไม้แล้ว ทรงทราบคติของเรา ได้ตรัสความเป็นอนิจจํว่า สังขาร  
			<remark  id="s2b32c64l8" />          ทั้งหลายไม่เที่ยงหนอ มีความเกิดขึ้นและเสื่อมไปเป็นธรรมดา เกิดขึ้น            
			<remark  id="s2b32c64l9" />          แล้วย่อมดับไป ความที่สังขารเหล่านั้นสงบระงับเป็นสุข พระสัพพัญญู              
			<remark  id="s2b32c64l10" />          เชษฐบุรุษของโลก เป็นพระผู้ประเสริฐ ทรงเป็นนักปราชญ์ ตรัสดังนี้               
			<remark  id="s2b32c64l11" />          แล้ว เสด็จเหาะขึ้นในอากาส ดังพระยาหงส์ในอัมพร เราละทิฏฐิของ  
			<remark  id="s2b32c64l12" />          ตนแล้วเจริญอนิจจสัญญา ครั้นเราเจริญอนิจจสัญญาได้วันเดียวก็ทำกาละ             
			<remark  id="s2b32c64l13" />          ณ ที่นั้นเอง เราเสวยสมบัติทั้งสอง อันกุศลมูลตักเตือนแล้วเกิดในภพ             
			<remark  id="s2b32c64l14" />          ที่สุด เข้าถึงกำเนิดพ่อครัว เราออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต เรามี               
			<remark  id="s2b32c64l15" />          กาลฝน ๗ โดยกำเนิด ได้บรรลุอรหัต เราปรารภความเพียร มีใจแน่วแน่                
			<remark  id="s2b32c64l16" />          ตั้งมั่นอยู่ในศีลด้วยดี ยังพระมหานาคให้ทรงยินดีแล้ว ได้อุปสมบทในกัลป         
			<remark  id="s2b32c64l17" />          ที่ ๙๔ แต่กัลปนี้ เราได้ทำกรรมใดในกาลนั้น ด้วยผลแห่งกรรมนั้น เรา             
			<remark  id="s2b32c64l18" />          ไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายอาสนะดอกไม้ในกัลปที่ ๙๔ แต่            
			<remark  id="s2b32c64l19" />          กัลปนี้ เราได้เจริญสัญญาใดในกาลนั้น เราเจริญสัญญานั้นอยู่ ได้บรรลุ          
			<remark  id="s2b32c64l20" />          อาสวขัยแล้ว คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา            
			<remark  id="s2b32c64l21" />          ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ฉะนี้แล.                 
			<remark  id="s2b32c64l22" />     ทราบว่า ท่านพระโสปากเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.  
			<remark  id="s2b32c64l23" />                     จบ โสปากเถราปทาน.  
			<remark  id="s2b32c64l24" />                        --------------  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b32c65" >
		<para id="s2b32c65p">
			<remark  id="s2b32c65l1" />                   สุมังคลเถราปทานที่ ๑๐ (๒๐)           
			<remark  id="s2b32c65l2" />                   ว่าด้วยผลแห่งการถวายอาหาร            
			<remark  id="s2b32c65l3" />     [๒๒] เราประสงค์จะบูชาเครื่องเส้นสรวง จึงให้ตกแต่งโภชนาหารยืนอยู่ที่โรง           
			<remark  id="s2b32c65l4" />          ใหญ่ คอยต้อนรับพราหมณ์ทั้งหลาย ครั้งนั้นเราได้เห็นพระผู้มีพระภาค             
			<remark  id="s2b32c65l5" />          สัมพุทธเจ้า พระนามว่าปิยทัสสีทรงมียศมาก ทรงนำโลกทั้งปวงให้วิเศษ              
			<remark  id="s2b32c65l6" />          เป็นสยัมภูอัครบุคคลผู้โชติช่วง อันพระสาวกทั้งหลายแวดล้อม รุ่งเรือง           
			<remark  id="s2b32c65l7" />          ดังพระอาทิตย์ เสด็จดำเนินไปในถนน จึงประนมอัญชลียังจิตของตนให้                
			<remark  id="s2b32c65l8" />          เลื่อมใส นิมนต์ด้วยใจเท่านั้นว่า ขอเชิญพระมหามุนีเสด็จมา พระ                 
			<remark  id="s2b32c65l9" />          ศาสดาผู้ยอดเยี่ยมในโลก ทรงทราบความดำริของเราเสด็จมาสู่ประตู (เรือน)          
			<remark  id="s2b32c65l10" />          เรากับพระขีณาสพหนึ่งพัน (เราทูลว่า) ขอนอบน้อมแด่พระองค์ผู้บุรุษ              
			<remark  id="s2b32c65l11" />          อาชาไนย ขอนอบน้อมแด่พระองค์ผู้อุดมบุรุษ ขอเชิญเสด็จขึ้นปราสาท                
			<remark  id="s2b32c65l12" />          ประทับนั่งบนอาสนะอันอุดมเถิด พระเจ้าข้า พระผู้มีพระภาคทรงฝึกพระ              
			<remark  id="s2b32c65l13" />          องค์แล้ว มีบริวารอันฝึกแล้วทรงข้ามพ้นแล้ว ประเสริฐกว่าบรรดาผู้ข้าม           
			<remark  id="s2b32c65l14" />          เสด็จขึ้นปราสาทแล้ว ประทับนั่งบนอาสนะอันประเสริฐ อามิสใดที่เรา               
			<remark  id="s2b32c65l15" />          รวบรวมไว้อันมีอยู่ในเรือนตน เรามีจิตเลื่อมใส ได้ถวายอามิสนั้น แด่            
			<remark  id="s2b32c65l16" />          พระพุทธเจ้าด้วยมือทั้งสองของตนโดยเคารพ เรามีจิตเลื่อมใส มีใจ                 
			<remark  id="s2b32c65l17" />          ผ่องแผ้ว เกิดโสมนัส ประนมอัญชลีนมัสการพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด              
			<remark  id="s2b32c65l18" />          ว่า โอ พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐ ในระหว่างพระอริยบุคคล ๘ นั่งฉันอยู่            
			<remark  id="s2b32c65l19" />          มีพระขีณาสพเป็นอันมาก อานุภาพนี้ของท่านทั้งหลาย เรานับถือพระผู้มี            
			<remark  id="s2b32c65l20" />          พระภาคนั้นเป็นสรณะ พระผู้มีพระภาคพระนามว่าปิยทัสสี เชษฐบุรุษ                 
			<remark  id="s2b32c65l21" />          ของโลกประเสริฐกว่านระ ประทับนั่งในท่ามกลางภิกษุสงฆ์แล้วได้ตรัส               
			<remark  id="s2b32c65l22" />          พระคาถาเหล่านี้ว่า ผู้ใดได้นิมนต์สงฆ์ผู้ซื่อตรง มีจิตมั่นคง และพระ           
			<remark  id="s2b32c65l23" />          ตถาคตสัมพุทธเจ้าให้ฉัน เราจักพยากรณ์ผู้นั้น ท่านทั้งหลายจงฟังเรา             
			<remark  id="s2b32c65l24" />          กล่าว ผู้นั้นจักได้เสวยเทวราชสมบัติ ๒๗ ครั้ง จักปรารภในกรรมของตน      
		</para>
	</section>
	<section id="s2b32c66" >
		<para id="s2b32c66p">
			<remark  id="s2b32c66l1" />          รื่นรมย์อยู่ในเทวโลก จักได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๘๐ ครั้ง จักได้เป็น          
			<remark  id="s2b32c66l2" />          พระราชาในแผ่นดินครอบครองพสุธา ๕๐๐ ครั้ง เราเข้าป่าไพรวันอันสัตว์             
			<remark  id="s2b32c66l3" />          ร้าย (เสือโคร่ง) อาศัยอยู่ เริ่มตั้งความเพียรแล้ว เผากิเลสได้ ในกัลป         
			<remark  id="s2b32c66l4" />          ที่ ๑๘๐๐ เราได้ให้ทานใดในเวลานั้น ด้วยผลแห่งทานนั้น เราไม่รู้ทุคติ           
			<remark  id="s2b32c66l5" />          เลย นี้เป็นผลแห่งการถวายอาหาร คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔              
			<remark  id="s2b32c66l6" />          วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว พระพุทธศาสนาเราได้                 
			<remark  id="s2b32c66l7" />          ทำเสร็จแล้ว ฉะนี้แล.  
			<remark  id="s2b32c66l8" />     ทราบว่า ท่านพระสุมังคลเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.                 
			<remark  id="s2b32c66l9" />                      จบ สุมังคลเถราปทาน                
			<remark  id="s2b32c66l10" />                         ----------  
			<remark  id="s2b32c66l11" />                    รวมอปทานที่มีในวรรคนี้ คือ          
			<remark  id="s2b32c66l12" />          ๑. สีหาสนทายกเถราปทาน         ๒. เอกถัมภิกเถราปทาน  
			<remark  id="s2b32c66l13" />          ๓. นันทเถราปทาน               ๔. จุลลปันถกเถราปทาน  
			<remark  id="s2b32c66l14" />          ๕. ปิลินทวัจฉเถราปทาน           ๖. ราหุลเถราปทาน  
			<remark  id="s2b32c66l15" />          ๗. อุปเสนวังคันตปุตตเถราปทาน     ๘. รัฏฐปาลเถราปทาน  
			<remark  id="s2b32c66l16" />          ๙. โสปากเถราปทาน            ๑๐. สุมังคลเถราปทาน  
			<remark  id="s2b32c66l17" />     ในวรรคนี้ท่านประกาศคาถาไว้ ๑๓๗ คาถา.               
			<remark  id="s2b32c66l18" />                     จบ สีหาสนิยวรรคที่ ๒.              
			<remark  id="s2b32c66l19" />                         ----------  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b32c67" >
		<para id="s2b32c67p">
			<remark  id="s2b32c67l1" />                         สุภูติวรรคที่ ๓                
			<remark  id="s2b32c67l2" />                    สุภูติเถราปทานที่ ๑ (๒๑)            
			<remark  id="s2b32c67l3" />                 ว่าด้วยผลแห่งการเจริญพุทธานุสสติ       
			<remark  id="s2b32c67l4" />     [๒๓] ในที่ไม่ไกลภูเขาหิมวันต์ มีภูเขาชื่อนิสภะ เราได้สร้างอาศรมไว้ที่ภูเขา        
			<remark  id="s2b32c67l5" />          นิสภะนั้นอย่างสวยงาม สร้างบรรณศาลาไว้ ในกาลนั้น เราเป็นชฎิลมีนาม             
			<remark  id="s2b32c67l6" />          ชื่อว่าโกลิยะ มีเดชรุ่งเรือง ผู้เดียว ไม่มีเพื่อน อยู่ที่ภูเขานิสภะ เวลานั้น  
			<remark  id="s2b32c67l7" />          เราไม่บริโภคผลไม้ เหง้ามันและใบไม้ ในกาลนั้น เราอาศัยใบไม้เป็นต้น            
			<remark  id="s2b32c67l8" />          ที่เกิดเองและหล่นเองเลี้ยงชีวิต เราย่อมไม่ยังอาชีพให้กำเริบ แม้จะสละ         
			<remark  id="s2b32c67l9" />          ชีวิต ย่อมยังจิตของตนให้ยินดี เว้นอเนสนา จิตสัมปยุตด้วยราคะเกิดขึ้น          
			<remark  id="s2b32c67l10" />          แก่เรา เมื่อใด เมื่อนั้น เราบอกตนเองว่า เราผู้เดียวทรมานจิตนั้น ท่าน         
			<remark  id="s2b32c67l11" />          กำหนัดในอารมณ์เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด ขัดเคืองในอารมณ์เป็นที่ตั้ง          
			<remark  id="s2b32c67l12" />          แห่งความขัดเคือง และหลงใหลในอารมณ์เป็นที่ตั้งแห่งความหลงใหล จง               
			<remark  id="s2b32c67l13" />          ออกไปเสียจากป่า ที่อยู่นี้เป็นของท่านผู้บริสุทธิ์ ไม่มีมลทิน มีตบะ           
			<remark  id="s2b32c67l14" />          ท่านอย่าประทุษร้ายผู้บริสุทธิ์เลย จงออกไปเสียจากป่าเถิด ท่านจักเป็น          
			<remark  id="s2b32c67l15" />          เจ้าเรือนได้สิ่งที่ควรได้เมื่อใด ท่านอย่ายินดีแม้ทั้งสองอย่างนั้นเลย จงออก   
			<remark  id="s2b32c67l16" />          ไปจากป่าเถิด เปรียบเหมือนฟืนเผาศพ ไม่ใช้ทำกิจอะไรที่ไหนๆ ไม้นั้น             
			<remark  id="s2b32c67l17" />          เขาไม่ได้สมมติว่า เป็นไม้ในบ้านหรือในป่า ฉันใด ท่านก็เปรียบเหมือน            
			<remark  id="s2b32c67l18" />          ฟืนเผาศพ ฉันนั้น ไม่ใช่คฤหัสถ์ สมณะก็ไม่ใช่ วันนี้ ท่านพ้นจาก                
			<remark  id="s2b32c67l19" />          เพศทั้งสอง จงออกจากป่าไปเสียเถิด ข้อนี้พึงมีแก่ท่านหรือหนอ ใครจะรู้          
			<remark  id="s2b32c67l20" />          ข้อนี้ของท่าน ใครจะนำธุระของเราไปโดยเร็ว เพราะท่านมากด้วยความ                
			<remark  id="s2b32c67l21" />          เกียจคร้าน วิญญูชนจักเกลียดท่าน เหมือนชาวเมืองเกลียดของไม่สะอาด              
			<remark  id="s2b32c67l22" />          ฉะนั้น ฤาษีทั้งหลาย จักคร่า ท่านมาโจทท้วง ทุกเมื่อ วิญญูชนจักประกาศ          
			<remark  id="s2b32c67l23" />          ท่านว่ามีศาสนาอันก้าวล่วงแล้ว ก็เมื่อไม่ได้สังวาส ท่านจักเป็นอยู่อย่างไร     
			<remark  id="s2b32c67l24" />          ช้างมีกำลัง เข้าไปหาช้างกุญชรตกมัน ๓ ครั้ง เกิดในสกุลช้างมาตังคะ             
			<remark  id="s2b32c67l25" />          มีอายุ ๖๐ ถอยกำลังแล้ว นำ (ขับ) ออกจากโขลง มันถูกขับจากโขลง  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b32c68" >
		<para id="s2b32c68p">
			<remark  id="s2b32c68l1" />          แล้ว ย่อมไม่ได้ความสุขสำราญ มันเป็นสัตว์มีทุกข์เศร้าใจ ซบเซา หวั่น           
			<remark  id="s2b32c68l2" />          ไหวอยู่ ฉันใด ชฎิลทั้งหลายจักนำ (ขับ) แม้ท่านผู้มีปัญญาทรามออก               
			<remark  id="s2b32c68l3" />          ท่านถูกชฎิลเหล่านั้นขับไล่แล้ว จักไม่ได้ความสุขสำราญ ฉันนั้น ท่าน            
			<remark  id="s2b32c68l4" />          เพรียบพร้อมแล้วด้วยลูกศร คือ ความโศก ทั้งกลางวันและกลางคืน จัก               
			<remark  id="s2b32c68l5" />          ถูกความเร่าร้อนแผดเผา เหมือนช้างถูกขับจากโขลง ฉะนั้น หม้อน้ำทอง              
			<remark  id="s2b32c68l6" />          ย่อมไม่ไปในที่ไหนๆ ฉันใด ท่านมีศีลอันเสื่อมแล้ว ก็ฉันนั้น จักไม่ไป           
			<remark  id="s2b32c68l7" />          ในที่ไหนๆ แม้ท่านอยู่ครองเรือน ก็จักเป็นอยู่อย่างไร ทรัพย์อันเป็น            
			<remark  id="s2b32c68l8" />          ของมารดา และแม้ของบิดาที่ฝังไว้ของท่านไม่มี ท่านจักต้องทำการงาน              
			<remark  id="s2b32c68l9" />          ของตน จะต้องอาบเหงื่อต่างน้ำ จักเป็นอยู่ในเรือนอย่างนี้ กรรมที่ดีนั้น        
			<remark  id="s2b32c68l10" />          ท่านไม่ชอบ เราห้ามใจอันหมักหมมด้วยสังกิเลสอย่างนี้ ในที่นั้น เราได้          
			<remark  id="s2b32c68l11" />          ธรรมกถาต่างๆ ห้ามจิตจากบาปธรรม เมื่อเรามีปกติอยู่ด้วยความไม่                 
			<remark  id="s2b32c68l12" />          ประมาทอย่างนี้ เวลา ๓ หมื่นปีล่วงเราไป (ผู้อยู่) ในป่าใหญ่ พระสัมพุทธเจ้า    
			<remark  id="s2b32c68l13" />          พระนามว่าปทุมุตระ ทรงเห็นเราผู้ไม่ประมาท ผู้แสวงหาประโยชน์อันอุดม            
			<remark  id="s2b32c68l14" />          จึงเสด็จมายังสำนักของเรา พระพุทธเจ้ามีพระรัศมีดังสีทองชมพูนุท                
			<remark  id="s2b32c68l15" />          ประมาณมิได้ ไม่มีใครเปรียบ ไม่มีใครเสมอด้วยพระรูป เสด็จจงกรม                 
			<remark  id="s2b32c68l16" />          อยู่ในอากาศในเวลานั้น พระพุทธเจ้าไม่มีใครเสมอด้วยพระญาณ เสด็จ                
			<remark  id="s2b32c68l17" />          จงกรมอยู่ในอากาศในกาลนั้น ดังพระยารังมีดอกบานสะพรั่ง เหมือนสายฟ้า            
			<remark  id="s2b32c68l18" />          ในระหว่างกลีบเมฆ พระองค์เสด็จจงกรมอยู่ในอากาศในเวลานั้น ดังราชสีห์           
			<remark  id="s2b32c68l19" />          ผู้ไม่กลัว ดุจพญาช้างร่าเริง เหมือนพญาเสือโคร่งผู้ไม่ครั่นคร้าน พระ          
			<remark  id="s2b32c68l20" />          พุทธเจ้ามีพระรัศมีดังแท่งทองสิงคี เปรียบด้วยถ่านเพลิงไม้ตะเคียน มีพระ        
			<remark  id="s2b32c68l21" />          รัศมีโชติช่วงดังดวงแก้วมณีเสด็จจงกรมอยู่ในอากาศในกาลนั้น พระพุทธ            
			<remark  id="s2b32c68l22" />          เจ้ามีพระรัศมีเปรียบดังเขา (แก้วใส) ไกรลาสอันบริสุทธิ์ เสด็จจงกรม            
			<remark  id="s2b32c68l23" />          อยู่ในอากาศในเวลานั้น ดังพระจันทร์ในวันเพ็ญ ดุจพระอาทิตย์เวลาเที่ยง          
			<remark  id="s2b32c68l24" />          เวลานั้น เราได้เห็นพระองค์เสด็จจงกรมอยู่ในอากาศ จึงคิดอย่างนี้ว่า            
			<remark  id="s2b32c68l25" />          สัตว์ผู้นั้นเป็นเทวดาหรือว่าเป็นมนุษย์ นระเช่นนี้ เราไม่เคยได้ฟังหรือเห็น    
			<remark  id="s2b32c68l26" />          ในแผ่นดิน บทมนต์จะมีอยู่บ้างกระมัง ผู้นี้จักเป็นพระศาสดา ครั้นเราคิด         
			<remark  id="s2b32c68l27" />          อย่างนี้แล้ว ได้ยังจิตของตนให้เลื่อมใส เรารวบรวมดอกไม้และของหอม  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b32c69" >
		<para id="s2b32c69p">
			<remark  id="s2b32c69l1" />          ต่างๆ ไว้ในเวลานั้น ได้ปูลาดอาสนะดอกไม้อันวิจิตรดีเป็นที่รื่นรมย์ใจ          
			<remark  id="s2b32c69l2" />          แล้วได้กล่าวคำนี้กะพระพุทธเจ้าผู้เลิศกว่านระผู้เป็นสารถีว่า ข้าแต่พระวีร    
			<remark  id="s2b32c69l3" />          เจ้า อาสนะอันสมควรแก่พระองค์นี้ ข้าพระองค์จัดไว้ถวายแล้ว ขอได้โปรด           
			<remark  id="s2b32c69l4" />          ทรงยังจิตของข้าพระองค์ให้ร่าเริง ประทับนั่งบนอาสนะดอกโกสุมเถิด               
			<remark  id="s2b32c69l5" />          พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าไม่ทรงตกพระทัย ดังพญาไกรสร ประทับนั่งบน                
			<remark  id="s2b32c69l6" />          อาสนะดอกโกสุมอันประเสริฐนั้น ๗ คืน ๗ วัน เราก็ได้นมัสการพระองค์              
			<remark  id="s2b32c69l7" />          ๗ คืน ๗ วัน พระศาสดาผู้ยอดเยี่ยมในโลก เสด็จออกจากสมาธิแล้ว  
			<remark  id="s2b32c69l8" />          เมื่อทรงพยากรณ์กรรมของเรา ได้ตรัสพระดำรัสดังนี้ว่า ท่านจงเจริญ               
			<remark  id="s2b32c69l9" />          พุทธานุสสติอันยอดเยี่ยมกว่าภาวนาทั้งหลาย ท่านเจริญพุทธานุสสตินี้แล้ว         
			<remark  id="s2b32c69l10" />          จักยังใจให้เต็มเปี่ยมได้ จักรื่นรมย์อยู่ในเทวโลกตลอด ๓ หมื่นกัลป จัก         
			<remark  id="s2b32c69l11" />          ได้เป็นจอมเทวดาเสวยเทวรัชสมบัติอยู่ ๘๐ ครั้ง จักได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ      
			<remark  id="s2b32c69l12" />          อยู่ในแว่นแคว้น ๑๐๐๐ ครั้ง จักได้เป็นพระเจ้าประเทศราชอันไพบูลย์โดย           
			<remark  id="s2b32c69l13" />          คณานับมิได้ จักได้เสวยสมบัตินั้นทั้งหมด นี้เป็นผลแห่ง (การเจริญ)             
			<remark  id="s2b32c69l14" />          พุทธานุสสติ เมื่อท่องเที่ยวอยู่ในภพน้อยภพใหญ่ จักได้โภคสมบัติเป็น            
			<remark  id="s2b32c69l15" />          อันมาก จะไม่มีความบกพร่องด้วยโภคะ นี้เป็นผลแห่ง (การเจริญ)  
			<remark  id="s2b32c69l16" />          พุทธานุสสติ ในแสนกัลป พระศาสดาทรงพระนามว่าโคดมโดยพระโคตร  
			<remark  id="s2b32c69l17" />          ซึ่งมีสมภพในวงศ์พระเจ้าโอกกากราช จักเสด็จอุบัติในโลก ท่านจักทิ้ง             
			<remark  id="s2b32c69l18" />          ทรัพย์ ๘๐ โกฏิ ทาสและกรรมกรเป็นอันมาก จักบวชในพระศาสนาของ  
			<remark  id="s2b32c69l19" />          พระผู้มีพระภาคพระนามว่าโคดม จักยังพระสัมพุทธเจ้าโคดมศากยบุตรผู้              
			<remark  id="s2b32c69l20" />          ประเสริฐให้ทรงยินดี จักได้เป็นสาวกของพระศาสดา มีนามชื่อว่าสุภูติ             
			<remark  id="s2b32c69l21" />          พระศาสดาพระนามว่าโคดม ประทับนั่ง ณ ท่ามกลางภิกษุสงฆ์แล้ว จักทรง              
			<remark  id="s2b32c69l22" />          ตั้งท่านว่าเป็นผู้เลิศใน ๒ ตำแหน่ง คือ ในคณะพระทักขิไณยบุคคล ๑               
			<remark  id="s2b32c69l23" />          ในการอยู่โดยไม่มีข้าศึก ๑ พระสัมพุทธเจ้าผู้รุ่งเรือง ทรงเป็นนายกสูงสุด       
			<remark  id="s2b32c69l24" />          เป็นนักปราชญ์ ครั้นตรัสอย่างนี้แล้ว เสด็จเหาะขึ้นสู่อากาศ ดังพญาหงส์         
			<remark  id="s2b32c69l25" />          ในอัมพร เราอันพระโลกนาถทรงพร่ำสอนแล้ว นมัสการพระตถาคต มีจิต  
			<remark  id="s2b32c69l26" />          เบิกบาน เจริญพระพุทธานุสสติอันอุดมทุกเมื่อ ด้วยกุศลกรรมที่เราทำดี            
			<remark  id="s2b32c69l27" />          แล้วนั้น และด้วยการตั้งเจตนาไว้ เราละกายมนุษย์แล้ว ได้ไปสู่ภพ       
		</para>
	</section>
	<section id="s2b32c70" >
		<para id="s2b32c70p">
			<remark  id="s2b32c70l1" />          ดาวดึงส์ ได้เป็นจอมเทวดาเสวยทิพยสมบัติ ๘๐ ครั้ง และได้เป็นพระ                
			<remark  id="s2b32c70l2" />          เจ้าจักรพรรดิ ๑๐๐๐ ครั้ง ได้เป็นพระเจ้าประเทศราชอันไพบูลย์ โดยคณานับ         
			<remark  id="s2b32c70l3" />          มิได้ ได้เสวยสมบัติเป็นอันดี นี้เป็นผลแห่ง (การเจริญ) พุทธานุสสติ            
			<remark  id="s2b32c70l4" />          เมื่อท่องเที่ยวอยู่ในภพน้อยภพใหญ่ เราย่อมได้โภคสมบัติเป็นอันมาก เรา          
			<remark  id="s2b32c70l5" />          ไม่มีความบกพร่องโภคะเลย นี้เป็นผลแห่ง (การเจริญ) พุทธานุสสติ                 
			<remark  id="s2b32c70l6" />          ในแสนกัลปแต่กัลปนี้ เราได้ทำกรรมอันใดไว้ในกาลนั้น ด้วยผลแห่ง                 
			<remark  id="s2b32c70l7" />          กรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่ง (การเจริญ) พุทธานุสสติ           
			<remark  id="s2b32c70l8" />          คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้             
			<remark  id="s2b32c70l9" />          แจ้งชัดแล้ว พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ฉะนี้แล.  
			<remark  id="s2b32c70l10" />     ทราบว่า ท่านพระสูภูติเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.  
			<remark  id="s2b32c70l11" />                      จบ สุภูติเถราปทาน.                
			<remark  id="s2b32c70l12" />                         ----------  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b32c71" >
		<para id="s2b32c71p">
			<remark  id="s2b32c71l1" />                   อุปวาณเถราปทานที่ ๒ (๒๒)             
			<remark  id="s2b32c71l2" />                    ว่าด้วยผลแห่งการถวายธง              
			<remark  id="s2b32c71l3" />     [๒๔] พระสัมพุทธชินเจ้าพระนามว่าปทุมุตระ ทรงรู้จบธรรมทั้งปวง ทรงรุ่งเรือง          
			<remark  id="s2b32c71l4" />          ดังกองไฟ เสด็จปรินิพพานแล้ว มหาชนมาประชุมกันบูชาพระตถาคต  
			<remark  id="s2b32c71l5" />          กระทำจิตกาธารอย่างสวยงามแล้วปลงพระสรีระ มหาชนทั้งหมดพร้อมทั้ง                
			<remark  id="s2b32c71l6" />          เทวดาและมนุษย์ ทำสรีรกิจเสร็จแล้ว รวบรวมพระธาตุไว้ ณ ที่นั้น ได้             
			<remark  id="s2b32c71l7" />          สร้างพระพุทธสถูปไว้ชั้นที่ ๑ แห่งพระพุทธสถูปนั้นสำเร็จด้วยทอง ชั้นที่ ๒      
			<remark  id="s2b32c71l8" />          สำเร็จด้วยแก้วมณี ชั้นที่ ๓ สำเร็จด้วยเงิน ชั้นที่ ๔ สำเร็จด้วยแก้วผลึก      
			<remark  id="s2b32c71l9" />          ชั้นที่ ๕ ในพระพุทธสถูปนั้น สำเร็จด้วยแก้วทับทิม ชั้นที่ ๖ สำเร็จด้วย        
			<remark  id="s2b32c71l10" />          แก้วลาย (เพชรตาแมว) ชั้นบนสำเร็จด้วยรัตนล้วน ทางเดินสำเร็จด้วย               
			<remark  id="s2b32c71l11" />          แก้วมณี ไพรทีสำเร็จด้วยรัตนะ พระสถูปสำเร็จด้วยทองล้วนๆ สูงสุด                
			<remark  id="s2b32c71l12" />          หนึ่งโยชน์ เวลานั้น เทวดาทั้งหลายมาร่วมประชุมปรึกษากัน ณ ที่นั้นว่า          
			<remark  id="s2b32c71l13" />          แม้พวกเราก็จักสร้างพระสถูปถวายแด่พระโลกนาถผู้คงที่ พระธาตุจะได้ไม่           
			<remark  id="s2b32c71l14" />          เรี่ยราย พระสรีระจะรวมกันเป็นอันเดียว เราทั้งหลายจักทำกุญแจใส่ใน             
			<remark  id="s2b32c71l15" />          พระพุทธสถูปนี้ เทวดาทั้งหลายจึงยังโยชน์อื่นให้เจริญด้วยรัตนะ ๗ ประการ        
			<remark  id="s2b32c71l16" />          (เทวดาทั้งหลายจึงนิรมิตพระสถูปให้สูงเพิ่มขึ้นอีกโยชน์หนึ่ง ด้วยรัตนะ         
			<remark  id="s2b32c71l17" />          ๗ ประการ) พระสถูปจึงสูง ๒ โยชน์ สว่างไหวขจัดความมืดได้ นาค  
			<remark  id="s2b32c71l18" />          ทั้งหลายมาประชุมร่วมปรึกษากัน ณ ที่นั้นในเวลานั้นว่า มนุษย์และเทวดา          
			<remark  id="s2b32c71l19" />          ได้สร้างพระพุทธสถูปแล้ว เราทั้งหลายอย่าได้ประมาทเลย ดังมนุษย์กับ             
			<remark  id="s2b32c71l20" />          เทวดาไม่ประมาท แม้พวกเราก็จักสร้างพระสถูปถวายแด่พระโลกนาถผู้คงที่            
			<remark  id="s2b32c71l21" />          นาคเหล่านั้น จึงร่วมกันรวบรวมแก้วอินทนิล แก้วมหานิล และแก้วมณี               
			<remark  id="s2b32c71l22" />          มีรัศมีโชติช่วงปกปิดพระพุทธสถูป พระพุทธเจดีย์ประมาณเท่านั้น สำเร็จ           
			<remark  id="s2b32c71l23" />          ด้วยแก้วมณีล้วน สูงสุด ๓ โยชน์ ส่งแสงสว่างไสวในเวลานั้น ฝูงครุฑ              
			<remark  id="s2b32c71l24" />          มาประชุมร่วมปรึกษากันในเวลานั้นว่า มนุษย์เทวดาและนาคได้สร้างพระ             
			<remark  id="s2b32c71l25" />          พุทธสถูปแล้ว เราทั้งหลายอย่าประมาทเลย ดังมนุษย์เป็นต้นกับเทวดา    
		</para>
	</section>
	<section id="s2b32c72" >
		<para id="s2b32c72p">
			<remark  id="s2b32c72l1" />          ไม่ประมาท แม้พวกเราก็จักสร้างสถูปถวายแด่พระโลกนาถผู้คงที่ ฝูงครุฑ            
			<remark  id="s2b32c72l2" />          จึงได้สร้างสถูปอันสำเร็จด้วยแก้วมณีล้วน และกุญแจก็เช่นนั้น ได้สร้าง          
			<remark  id="s2b32c72l3" />          พระพุทธเจดีย์ต่อขึ้นไปให้สูงอีกโยชน์หนึ่ง พระพุทธสถูปสูงสุด ๔ โยชน์          
			<remark  id="s2b32c72l4" />          รุ่งเรืองอยู่ ยังทิศทั้งปวงให้สว่างไสว ดังพระอาทิตย์อุทัยฉะนั้น และพวก       
			<remark  id="s2b32c72l5" />          กุมภัณฑ์ก็มาประชุมร่วมปรึกษากันในเวลานั้นว่า พวกมนุษย์และพวกเทวดา            
			<remark  id="s2b32c72l6" />          ฝูงนาคและฝูงครุฑ ได้สร้างสถูปอันอุดม ถวายเฉพาะแด่พระพุทธเจ้าผู้              
			<remark  id="s2b32c72l7" />          ประเสริฐ พวกเราอย่าได้ประมาทเลย ดังมนุษย์เป็นต้นกับเทวดาไม่  
			<remark  id="s2b32c72l8" />          ประมาท แม้พวกเราก็จักสร้างสถูปถวาย แต่พระโลกนาถผู้คงที่ พวก  
			<remark  id="s2b32c72l9" />          เราจักปกปิดพระพุทธเจดีย์ต่อขึ้นไปด้วยรัตนะ พวกกุมภัณฑ์ได้สร้าง               
			<remark  id="s2b32c72l10" />          พระพุทธเจดีย์ต่อขึ้นไปในที่สุดอีกโยชน์หนึ่ง เวลานั้นพระสถูปสูงสุด            
			<remark  id="s2b32c72l11" />          ๕ โยชน์ สว่างไสวอยู่ พวกยักษ์มาประชุมร่วมปรึกษากัน ณ ที่นั้นใน               
			<remark  id="s2b32c72l12" />          เวลานั้นว่า เวลานั้น มนุษย์ เทวดา นาค กุมภัณฑ์ (และ) ครุฑ  
			<remark  id="s2b32c72l13" />          ได้พากันสร้างสถูปอันอุดมถวายเฉพาะแด่พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด พวก            
			<remark  id="s2b32c72l14" />          เราอย่าได้ประมาทเลย ดังมนุษย์เป็นต้น พร้อมกับเทวดาไม่ประมาท  
			<remark  id="s2b32c72l15" />          แม้พวกเราก็จักสร้างสถูปถวายแด่พระโลกนาถผู้คงที่ พวกเราจักปกปิด               
			<remark  id="s2b32c72l16" />          พระพุทธเจดีย์ต่อขึ้นไปด้วยแก้วผลึก พวกยักษ์จึงสร้างพระพุทธเจดีย์             
			<remark  id="s2b32c72l17" />          ต่อขึ้นไป ในที่สุดอีกโยชน์หนึ่ง เวลานั้น พระสถูปจึงสูงสุด ๖ โยชน์            
			<remark  id="s2b32c72l18" />          สว่างไสวอยู่ พวกคนธรรพ์พากันมาประชุมร่วมปรึกษากันในเวลานั้นว่า               
			<remark  id="s2b32c72l19" />          สัตว์ทั้งปวง คือ มนุษย์ เทวดา นาค ครุฑ กุมภัณฑ์และยักษ์  
			<remark  id="s2b32c72l20" />          พากันสร้างพระสถูปแล้ว บรรดาสัตว์เหล่านี้ พวกเรายังไม่ได้สร้าง                
			<remark  id="s2b32c72l21" />          แม้พวกเราก็จักสร้างสถูปถวายต่อพระโลกนาถผู้คงที่ พวกคนธรรพ์  
			<remark  id="s2b32c72l22" />          จึงพากันสร้างไพรที ๗ ชั้น ได้สร้างตลอดทางเดิน เวลานั้น พวก  
			<remark  id="s2b32c72l23" />          คนธรรพ์ได้สร้างสถูปสำเร็จด้วยทองคำล้วน ในกาลนั้น พระสถูปจึง  
			<remark  id="s2b32c72l24" />          สูงสุด ๗ โยชน์ สว่างไสวอยู่ กลางคืนกลางวันไม่ปรากฏ แสง  
			<remark  id="s2b32c72l25" />          สว่างมีอยู่เสมอไป พระจันทร์พระอาทิตย์พร้อมทั้งดาวครอบงำรัศมีพระ             
			<remark  id="s2b32c72l26" />          สถูปนั้นไม่ได้ ก็แสงสว่างโพลงไปไกลร้อยโยชน์โดยรอบ (พระสถูป)  
			<remark  id="s2b32c72l27" />          ในเวลานั้น มนุษย์เหล่าใดจะบูชาพระสถูป พวกเขาไม่ต้องขึ้นพระสถูป    
		</para>
	</section>
	<section id="s2b32c73" >
		<para id="s2b32c73p">
			<remark  id="s2b32c73l1" />          พวกเขายกขึ้นไว้ในอากาศ ยักษ์ตนหนึ่งพวกเทวดาตั้งไว้ ชื่อว่าอภิสมมต            
			<remark  id="s2b32c73l2" />          มันยกธงหรือพวงดอกไม้ขึ้นไปในเบื้องสูง มนุษย์เหล่านั้นมองไม่เห็นยักษ์         
			<remark  id="s2b32c73l3" />          เห็นแต่พวงดอกไม้ขึ้นไป ครั้นเห็นเช่นนี้แล้วกลับไป มนุษย์ทั้งหมด              
			<remark  id="s2b32c73l4" />          ย่อมไปสู่สุคติ มนุษย์เหล่าใดชอบใจในปาพจน์ และเหล่าใดเลื่อมใส                 
			<remark  id="s2b32c73l5" />          ในพระศาสนา ต้องการจะเห็นปาฏิหาริย์ ย่อมบูชาพระสถูป เวลานั้น  
			<remark  id="s2b32c73l6" />          เราเป็นคนยากไร้อยู่ในเมืองหงสวดี เราได้เห็นหมู่ชนเบิกบาน จึงคิด              
			<remark  id="s2b32c73l7" />          อย่างนี้ในเวลานั้นว่า เรือนพระธาตุเช่นนี้ ของพระผู้มีพระภาคพระองค์ใด         
			<remark  id="s2b32c73l8" />          พระผู้มีพระภาคพระองค์นี้โอฬาร ก็หมู่ชนเหล่านี้มีใจยินดีไม่รู้จักอิ่มใน       
			<remark  id="s2b32c73l9" />          สักการะที่ทำอยู่ แม้เราก็จักทำสักการะแด่พระโลกนาถผู้คงที่บ้าง เราจักเป็น     
			<remark  id="s2b32c73l10" />          ทายาทในธรรมของพระองค์ในอนาคต เราจึงเอาเชือกผูกผ้าห่มของเราอัน                
			<remark  id="s2b32c73l11" />          ซักขาวสะอาดแล้ว คล้องไว้ที่ยอดไม้ไผ่ ยกเป็นธงขึ้นไว้ในอากาศ ยักษ์            
			<remark  id="s2b32c73l12" />          อภิสมมตจับธงของเรานำขึ้นไปในอัมพร เราเห็นธงอันลมสะบัด ได้เกิด                
			<remark  id="s2b32c73l13" />          ความยินดีอย่างยิ่ง เรายังจิตให้เลื่อมใสในพระสถูปนั้นแล้ว เข้าไปหา            
			<remark  id="s2b32c73l14" />          ภิกษุรูปหนึ่ง กราบไหว้ภิกษุนั้นแล้ว ได้สอบถามถึงผลในการถวายธง                
			<remark  id="s2b32c73l15" />          ท่านยังความเพลิดเพลินและปีติให้เกิดแก่เรา กล่าวแก่เราว่า ท่านจักได้          
			<remark  id="s2b32c73l16" />          เสวยวิบากของธงนั้นในกาลทั้งปวง จตุรงคเสนา คือ พลช้าง พลม้า  
			<remark  id="s2b32c73l17" />          พลรถ และพลเดินเท้า จักแวดล้อมท่านอยู่เป็นนิตย์ นี้เป็นผลแห่งการ              
			<remark  id="s2b32c73l18" />          ถวายธง ดนตรีละ ๖ หมื่น และกลองเภรีอันประดับสวยงามจะประโคม  
			<remark  id="s2b32c73l19" />          แวดล้อมท่านเป็นนิตย์ นี้เป็นผลแห่งการถวายธง หญิงสาวแปดหมื่น  
			<remark  id="s2b32c73l20" />          หกพัน อันประดับงดงาม มีผ้าและอาภรณ์วิจิตร สวมใส่แก้วมณี และ                 
			<remark  id="s2b32c73l21" />          กุณฑล หน้าแฉล้ม แย้มยิ้ม มีตะโพกผึ่งผาย เอวเล็ก เอวบาง จักแวดล้อม            
			<remark  id="s2b32c73l22" />          (บำเรอ) ท่านเป็นนิตย์ นี้เป็นผลแห่งการถวายธง ท่านจักรื่นรมย์อยู่ใน           
			<remark  id="s2b32c73l23" />          เทวโลกตลอด ๓ หมื่นกัลป จักได้เป็นจอมเทวดาเสวยเทวรัชสมบัติอยู่                
			<remark  id="s2b32c73l24" />          ๘๐ ครั้ง จักได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๑๐๐๐ ครั้ง จักได้เป็นพระเจ้า             
			<remark  id="s2b32c73l25" />          ประเทศราชอันไพบูลย์โดยคณานับมิได้ ในแสนกัลป พระศาสดาทรง  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b32c74" >
		<para id="s2b32c74p">
			<remark  id="s2b32c74l1" />          พระนามว่าโคดม ซึ่งมีสมภพในวงศ์พระเจ้าโอกกากราช จักเสด็จอุบัติ                
			<remark  id="s2b32c74l2" />          ในโลก ท่านอันกุศลมูลตักเตือน เคลื่อนจากเทวโลกแล้ว ประกอบ  
			<remark  id="s2b32c74l3" />          ด้วยบุญกรรม จักเกิดเป็นบุตรพราหมณ์ ท่านจักละทรัพย์ ๘๐ โกฏิ  
			<remark  id="s2b32c74l4" />          ทาสและกรรมกร เป็นอันมากออกบวชในพระศาสนาของพระผู้มีพระภาค  
			<remark  id="s2b32c74l5" />          พระนามว่าโคดม ท่านจักยังพระสัมพุทธเจ้า พระนามว่าโคดมศากยบุตร                 
			<remark  id="s2b32c74l6" />          ผู้ประเสริฐให้โปรดปราณแล้ว จักได้เป็นพระสาวกของพระศาสดา มีชื่อ               
			<remark  id="s2b32c74l7" />          ว่าอุปวาณะ กรรมที่เราทำแล้วในแสนกัลป ให้ผลแก่เราในที่นี้แล้ว                 
			<remark  id="s2b32c74l8" />          เราเผากิเลสของเราแล้ว ดุจกำลังลูกศรพ้นแล่งไปแล้ว เมื่อเราเป็น                
			<remark  id="s2b32c74l9" />          พระเจ้าจักรพรรดิ เป็นใหญ่ในทวีปทั้ง ๔ เธอทั้งหลายจักยกขึ้นโดยรอบ             
			<remark  id="s2b32c74l10" />          ๓ โยชน์ทุกเมื่อ ในแสนกัลปแต่กัลปนี้ เราได้ทำกรรมใดไว้ในเวลานั้น              
			<remark  id="s2b32c74l11" />          ด้วยผลแห่งกรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายธง คุณ           
			<remark  id="s2b32c74l12" />          วิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และแม้อภิญญา ๖ เราทำ                
			<remark  id="s2b32c74l13" />          ให้แจ้งชัดแล้ว พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ฉะนี้แล  
			<remark  id="s2b32c74l14" />     ทราบว่า ท่านพระอุปวาณเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการ ฉะนี้แล.                 
			<remark  id="s2b32c74l15" />                     จบ อุปวาณเถราปทาน.                 
			<remark  id="s2b32c74l16" />                         ----------  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b32c75" >
		<para id="s2b32c75p">
			<remark  id="s2b32c75l1" />                 ตีณิสรณาคมนียเถราปทานที่ ๓ (๒๓)        
			<remark  id="s2b32c75l2" />                   ว่าด้วยผลแห่งการรับสรณะ ๓            
			<remark  id="s2b32c75l3" />     [๒๕] เราเป็นคนบำรุงมารดาบิดา อยู่ในนครจันทวดีเวลานั้น เราเลี้ยงดูมารดา            
			<remark  id="s2b32c75l4" />          บิดาของเราผู้ตาบอด เรานั่งอยู่ในที่ลับ คิดอย่างนี้ในเวลานั้นว่า เรา          
			<remark  id="s2b32c75l5" />          เลี้ยงดูมารดาบิดาอยู่ จึงไม่ได้บวช โลกทั้งหลายอันความมืดมนอนธการ             
			<remark  id="s2b32c75l6" />          ปิดแล้ว ย่อมถูกไฟ ๓ กองเผา เมื่อเราเกิดแล้วในภพเช่นนี้ ไม่มีใครจะ            
			<remark  id="s2b32c75l7" />          เป็นผู้แนะนำ พระพุทธเจ้าเสด็จอุบัติแล้วในโลก บัดนี้ พระพุทธศาสนา             
			<remark  id="s2b32c75l8" />          กำลังรุ่งเรือง สัตว์ผู้ใคร่บุญอาจรื้อถอนตนขึ้นได้ เราจะรับสรณะ ๓ แล้ว        
			<remark  id="s2b32c75l9" />          จะรักษาให้บริบูรณ์ ด้วยกุศลกรรมที่ได้ทำแล้วนั้น เราจะพ้นทุคติได้             
			<remark  id="s2b32c75l10" />          เราได้เข้าไปหาท่านพระสมณะชื่อนิสภะ อัครสาวกของพระพุทธเจ้าแล้ว                
			<remark  id="s2b32c75l11" />          รับสรณคมน์ ในครั้งนั้นเรามีอายุได้แสนปี ได้รักษาสรณคมน์ให้บริบูรณ์           
			<remark  id="s2b32c75l12" />          ตลอดเวลาเท่านั้น เมื่อกาลที่สุดล่วงไป เราได้ระลึกถึงสรณคมน์ ด้วย             
			<remark  id="s2b32c75l13" />          กุศลกรรมที่ได้ทำแล้วนั้น เราได้ไปสู่ภพดาวดึงส์ เมื่อเรายังอยู่ในเทวโลก       
			<remark  id="s2b32c75l14" />          ประกอบแต่บุญกรรม เราอุบัติ ณ ประเทศใดๆ เราย่อมได้เหตุ ๘  
			<remark  id="s2b32c75l15" />          ประการ คือ ในประเทศนั้นๆ เราเป็นผู้อันเขาบูชาทุกทิศ ๑ เป็นผู้มี              
			<remark  id="s2b32c75l16" />          ปัญญาคมกล้า ๑ เทวดาทั้งปวงย่อมประพฤติตามเรา ๑ เราย่อมได้โภค                 
			<remark  id="s2b32c75l17" />          สมบัติไม่ขาดสาย ๑ เป็นผู้มีผิวพรรณดังทอง ๑ เป็นผู้มีปฏิภาณในที่              
			<remark  id="s2b32c75l18" />          ทั้งปวง ๑ เป็นผู้ไม่หวั่นไหวต่อมิตร ๑ ยศของเราสูงสุด ๑ เราได้เป็น            
			<remark  id="s2b32c75l19" />          จอมเทวดาเสวยเทวรัชสมบัติอยู่ ๘๐ ครั้ง อันนางอัปสรแวดล้อมเสวยสุข              
			<remark  id="s2b32c75l20" />          อันเป็นทิพย์ เราได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๗๕ ครั้ง ได้เป็นพระเจ้า              
			<remark  id="s2b32c75l21" />          ประเทศราชอันไพบูลย์โดยคณนานับมิได้ เมื่อถึงภพที่สุด เราประกอบ                
			<remark  id="s2b32c75l22" />          ด้วยบุญกรรม เกิดในสกุลพราหมณ์มหาศาลมั่งคั่งที่สุดในนครสาวัตถี                
			<remark  id="s2b32c75l23" />          เวลาเย็น (วันหนึ่ง) เราต้องการจะเล่น แวดล้อมด้วยพวกเด็ก ออก  
			<remark  id="s2b32c75l24" />          จากนครแล้ว เข้าไปสู่สังฆาราม ณ ที่นั้น เราได้เห็นพระสมณะผู้พ้นวิเศษ          
			<remark  id="s2b32c75l25" />          แล้ว ไม่มีอุปธิ ท่านแสดงธรรมแก่เรา และได้ให้สรณะแก่เรา เรา  
			<remark  id="s2b32c75l26" />          นั้นฟังสรณะแล้ว ระลึกถึงสรณะของเราได้ นั่งอยู่บนอาสนะอันหนึ่ง        
		</para>
	</section>
	<section id="s2b32c76" >
		<para id="s2b32c76p">
			<remark  id="s2b32c76l1" />          ได้บรรลุอรหัต เราได้บรรลุอรหัตนับแต่เกิดได้เจ็ดปี พระพุทธเจ้ามีพระ          
			<remark  id="s2b32c76l2" />          จักษุ ทรงรู้คุณของเราแล้ว ทรงประทานอุปสมบทในกัลปอันประมาณ  
			<remark  id="s2b32c76l3" />          มิได้แต่กัลปนี้ เราได้ถึงสรณะ กรรมที่เราทำดีแล้วเพียงนั้น ได้ให้ผลแก่        
			<remark  id="s2b32c76l4" />          เรา ณ ที่นี้ สรณะเรารักษาดีแล้ว ความปรารถนาแห่งใจเรานั้นตั้งไว้ดี            
			<remark  id="s2b32c76l5" />          แล้ว เราได้เสวยยศทุกอย่างแล้ว ได้บรรลุบทอันไม่หวั่นไหว ท่านเหล่า             
			<remark  id="s2b32c76l6" />          ใดมีความต้องการฟัง ท่านเหล่านั้นจงฟังเรากล่าว เราจักบอกความแห่ง              
			<remark  id="s2b32c76l7" />          บทที่เราเห็นเองแก่ท่านทั้งหลาย พระพุทธเจ้าเสด็จอุบัติแล้ว ในโลก              
			<remark  id="s2b32c76l8" />          ศาสนาของพระชินเจ้าเป็นไปอยู่ พระองค์ทรงตีกลองอมฤต อันเป็น  
			<remark  id="s2b32c76l9" />          เครื่องบรรเทาลูกศร คือความโศกได้ ท่านทั้งหลายพึงทำสักการะอันยิ่งใน           
			<remark  id="s2b32c76l10" />          บุญเขตอันยอดเยี่ยม ตามกำลังของตน ท่านทั้งหลายจักพบนิพพาน  
			<remark  id="s2b32c76l11" />          ท่านทั้งหลายจงรับไตรสรณคมน์ จงรักษาศีล ๕ ยังจิตให้เลื่อมใสใน                 
			<remark  id="s2b32c76l12" />          พระพุทธเจ้าแล้ว จักทำที่สุดทุกข์ได้ ท่านทั้งหลายจงยกเราเป็นตัวอย่าง          
			<remark  id="s2b32c76l13" />          รักษาศีลแล้ว แม้ทุกท่านก็จัก ได้บรรลุอรหัตโดยไม่นานเลยเราเป็นผู้             
			<remark  id="s2b32c76l14" />          มีวิชชา ๓ บรรลุอิทธิวิธี ฉลาดในเจโตปริยญาณ ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า               
			<remark  id="s2b32c76l15" />          ข้าพระองค์เป็นสาวกของพระองค์ ขอถวายบังคม จรณะของพระศาสดา  
			<remark  id="s2b32c76l16" />          ในกัลปอันประมาณมิได้แต่กัลปนี้ เราได้นับถือพระพุทธเจ้าเป็นสรณะ เรา           
			<remark  id="s2b32c76l17" />          ไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลในการถึงสรณคมน์ คุณวิเศษเหล่านี้ คือ              
			<remark  id="s2b32c76l18" />          ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว พระ  
			<remark  id="s2b32c76l19" />          พุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ฉะนี้แล.           
			<remark  id="s2b32c76l20" />     ทราบว่า ท่านพระตีสรณาคมนิยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.             
			<remark  id="s2b32c76l21" />                   จบ ตีณิสรณาคมนิยเถราปทาน.            
			<remark  id="s2b32c76l22" />                         ----------  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b32c77" >
		<para id="s2b32c77p">
			<remark  id="s2b32c77l1" />               เบญจสีลสมาทานนิยเถราปทานที่ ๔ (๒๔)       
			<remark  id="s2b32c77l2" />                  ว่าด้วยผลแห่งการรักษาเบญจศีล          
			<remark  id="s2b32c77l3" />     [๒๖] เวลานั้น เราเป็นคนทำการรับจ้างอยู่ในนครจันทวดี เรามัวประกอบ  
			<remark  id="s2b32c77l4" />          ในการนำมาซึ่งการงานของผู้อื่น จึงไม่ได้บวช โลกทั้งหลายถูกความมืด             
			<remark  id="s2b32c77l5" />          ใหญ่หลวงปิดบังแล้ว ย่อมถูกไฟ ๓ กองเผา เราควรจะประกอบด้วย  
			<remark  id="s2b32c77l6" />          อุบายอะไรหนอ ไทยธรรมของเราไม่มี และเราเป็นคนยากไร้ทำการรับ  
			<remark  id="s2b32c77l7" />          จ้างอยู่ ผิฉะนั้น เราพึงรักษาเบญจศีลให้บริบูรณ์เถิด เราจึงเข้าไปหา           
			<remark  id="s2b32c77l8" />          พระภิกษุชื่อนิสภะ ผู้เป็นสาวกของพระมุนีพระนามว่าอโนมทัสสี แล้ว               
			<remark  id="s2b32c77l9" />          ได้รับสิกขาบท ๕ เวลานั้นเรามีอายุแสนปี เรารักษาเบญจศีลให้บริบูรณ์            
			<remark  id="s2b32c77l10" />          ตลอดเวลาเท่านั้น เมื่อเวลาใกล้ตายมาถึงเข้า ทวยเทพย่อมยังเราให้ชื่นชม         
			<remark  id="s2b32c77l11" />          (เชื้อเชิญเรา) ว่า ท่านผู้นิรทุกข์ รถอันเทียมด้วยม้าพันหนึ่งนี้ปรากฏ         
			<remark  id="s2b32c77l12" />          แล้วเพื่อท่าน เมื่อจิตดวงหลังเป็นไป เราได้ระลึกถึงศีลของเรา ด้วย             
			<remark  id="s2b32c77l13" />          กุศลกรรมที่ได้ทำแล้วนั้น เราได้ไปสู่ภพดาวดึงส์ ได้เป็นจอมเทวดาเสวย           
			<remark  id="s2b32c77l14" />          ราชสมบัติในเทวโลก ๓๐ ครั้ง แวดล้อมด้วยนางอัปสรทั้งหลาย เสวย  
			<remark  id="s2b32c77l15" />          สุขอันเป็นทิพย์อยู่ และได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๗๕ ครั้ง ได้เป็นพระเจ้า       
			<remark  id="s2b32c77l16" />          ประเทศราชอันไพบูลย์โดยคณานับมิได้ เราอันกุศลมูลตักเตือนแล้ว  
			<remark  id="s2b32c77l17" />          เคลื่อนจากเทวโลก มาเกิดในสกุลพราหมณ์มหาศาลอันมั่งคั่งในนคร  
			<remark  id="s2b32c77l18" />          ไพสาลี เมื่อศาสนาของพระชินเจ้ายังรุ่งเรืองอยู่ มารดาและบิดาของเราได้         
			<remark  id="s2b32c77l19" />          รับสิกขาบท ๕ ในเวลาใกล้พรรษา เราฟังศีลอยู่พร้อมกับมารดาและบิดา               
			<remark  id="s2b32c77l20" />          จึงระลึกถึงศีลของเราได้ เรานั่งอยู่บนอาสนะอันเดียว ได้บรรลุอรหัตแล้ว         
			<remark  id="s2b32c77l21" />          เราได้บรรลุอรหัตนับแต่เกิดได้ ๕ ปี พระพุทธเจ้าผู้มีจักษุทรงทราบคุณของ        
			<remark  id="s2b32c77l22" />          เราแล้ว ได้ประทานอุปสมบทให้เรา เรารักษาสิกขาบท ๕ ให้บริบูรณ์                 
			<remark  id="s2b32c77l23" />          แล้ว ไม่ได้ไปสู่วินิบาตเลย ตลอดกัลปหาประมาณมิได้แต่กัลปนี้ เรานั้น           
			<remark  id="s2b32c77l24" />          ได้เสวยยศเพราะกำลังแห่งศีลเหล่านั้น เมื่อจะประกาศผลของศีลที่เราได้           
			<remark  id="s2b32c77l25" />          เสวยแล้ว โดยจะนำมาประกาศตลอดโกฏิกัลป ก็พึงประกาศได้เพียงเอกเทศ               
			<remark  id="s2b32c77l26" />          เรารักษาเบญจศีลแล้ว ย่อมได้เหตุ ๓ ประการ คือ เราเป็นผู้มีอายุยืน  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b32c78" >
		<para id="s2b32c78p">
			<remark  id="s2b32c78l1" />          นาน ๑ มีโภคสมบัติมาก ๑ มีปัญญาคมกล้า ๑ เมื่อเราประกาศผลของ  
			<remark  id="s2b32c78l2" />          ศีลทั้งปวงกะหมู่มนุษย์อันมีประมาณยิ่ง เราท่องเที่ยวอยู่ในภพน้อยใหญ่          
			<remark  id="s2b32c78l3" />          ย่อมได้ฐานะเหล่านี้ พระสาวกของพระชินเจ้าทั้งหลาย ประพฤติอยู่ในศีลหา          
			<remark  id="s2b32c78l4" />          ประมาณมิได้ ถ้าจะพึงยินดีอยู่ในภพ จะพึงมีผลเช่นไร เบญจศีลอันเรา              
			<remark  id="s2b32c78l5" />          ผู้เป็นคนรับจ้าง มีความเพียรประพฤติดีแล้ว เราพ้นจากเครื่องผูกทั้งปวงได้      
			<remark  id="s2b32c78l6" />          ในวันนี้ ด้วยศีลนั้น ในกัลปอันประมาณมิได้ แต่กัลปนี้ เรารักษาเบญจศีล         
			<remark  id="s2b32c78l7" />          แล้ว ไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่ง (การรักษา) เบญจศีล คุณวิเศษ             
			<remark  id="s2b32c78l8" />          เหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และแม้อภิญญา ๖ เราพึงทำให้               
			<remark  id="s2b32c78l9" />          แจ้งชัดแล้ว พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ฉะนี้แล.  
			<remark  id="s2b32c78l10" />     ทราบว่า ท่านพระเบญจศีลสมาทานิยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.         
			<remark  id="s2b32c78l11" />                 จบ เบญจสีลสมาทานิยเถราปทาน.            
			<remark  id="s2b32c78l12" />                         ----------  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b32c79" >
		<para id="s2b32c79p">
			<remark  id="s2b32c79l1" />                 อันนสังสาวกเถราปทานที่ ๕ (๒๕)          
			<remark  id="s2b32c79l2" />                   ว่าด้วยผลแห่งการถวายภิกษา            
			<remark  id="s2b32c79l3" />     [๒๗] เราได้ปีติอย่างยิ่ง เพราะได้เห็นสัมพุทธเจ้า ผู้มีพระฉวีวรรณดังทองคำ          
			<remark  id="s2b32c79l4" />          พระนามว่าสิทธัตถะ เสด็จดำเนินอยู่ในระหว่างตลาด เช่นกับเสาค่ายทอง             
			<remark  id="s2b32c79l5" />          มีพระลักษณะประเสริฐ ๓๒ ประการ ดังดวงประทีปส่องโลกให้โชติช่วง                 
			<remark  id="s2b32c79l6" />          หาประมาณมิได้ ไม่มีใครเปรียบ ฝึกพระองค์แล้ว ทรงความรุ่งเรือง                 
			<remark  id="s2b32c79l7" />          เราถวายอภิวาทสัมพุทธเจ้าแล้ว นิมนต์พระองค์ผู้มหามุนีให้เสวย พระมุนี          
			<remark  id="s2b32c79l8" />          ผู้ประกอบด้วยกรุณาในโลก ทรงอนุโมทนาแก่เราในกาลนั้น เรายังจิตให้              
			<remark  id="s2b32c79l9" />          เลื่อมใสในพระพุทธเจ้า ผู้ทรงพระมหากรุณาพระองค์นั้น ทรงทำความชื่น             
			<remark  id="s2b32c79l10" />          ชมอย่างยิ่งแล้ว บันเทิงอยู่ในสวรรค์ตลอดกัลปหนึ่ง ในกัลปที่ ๙๔ แต่กัลป        
			<remark  id="s2b32c79l11" />          นี้ เราได้ถวายทานใดในเวลานั้น ด้วยผลแห่งทานนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย         
			<remark  id="s2b32c79l12" />          นี้เป็นผลแห่งการถวายภิกษา คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘        
			<remark  id="s2b32c79l13" />          และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว                
			<remark  id="s2b32c79l14" />          ฉะนี้แล.       
			<remark  id="s2b32c79l15" />     ทราบว่า ท่านพระอันนสังสาวกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ด้วยประการฉะนี้แล.              
			<remark  id="s2b32c79l16" />                   จบ อันนสังสาวกเถราปทาน.              
			<remark  id="s2b32c79l17" />                         ----------  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b32c80" >
		<para id="s2b32c80p">
			<remark  id="s2b32c80l1" />                   ธูปทายกเถราปทานที่ ๖ (๒๖)            
			<remark  id="s2b32c80l2" />                    ว่าด้วยผลแห่งการถวายธูป             
			<remark  id="s2b32c80l3" />     [๒๘] เรามีจิตเลื่อมใส ได้ถวายธูปไว้ในพระคันธกุฎีของพระผู้มีพระภาคพระนาม           
			<remark  id="s2b32c80l4" />          ว่าสิทธัตถะ เชษฐบุรุษของโลก ผู้คงที่เราเข้าถึงกำเนิดใดๆ คือความ              
			<remark  id="s2b32c80l5" />          เป็นเทวดาหรือมนุษย์ ในกำเนิดนั้นๆ เราย่อมเป็นที่รักของชนแม้  
			<remark  id="s2b32c80l6" />          ทั้งหมด นี้เป็นผลแห่งการถวายธูป ในกัลปที่ ๙๔ แต่กัลปนี้ เราได้               
			<remark  id="s2b32c80l7" />          ถวายธูปใดในเวลานั้น ด้วยผลแห่งการถวายธูปนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย            
			<remark  id="s2b32c80l8" />          นี้เป็นผลแห่งการถวายธูป คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘          
			<remark  id="s2b32c80l9" />          และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว                
			<remark  id="s2b32c80l10" />          ฉะนี้แล.       
			<remark  id="s2b32c80l11" />     ทราบว่า ท่านพระธูปทายกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.                 
			<remark  id="s2b32c80l12" />                     จบ ธูปทายกเถราปทาน                 
			<remark  id="s2b32c80l13" />                         ----------  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b32c81" >
		<para id="s2b32c81p">
			<remark  id="s2b32c81l1" />                   ปุฬินปูชกเถราปทานที่ ๗ (๒๗)          
			<remark  id="s2b32c81l2" />                   ว่าด้วยผลแห่งการเกลี่ยทราย           
			<remark  id="s2b32c81l3" />     [๒๙] เราขนเอาทรายเก่าที่โพธิมณฑลอันอุดม แห่งพระผู้มีพระภาคพระนามว่า               
			<remark  id="s2b32c81l4" />          ว่าวิปัสสีออกทิ้ง แล้วเกลี่ยทรายอันสะอาดไว้ในกัลปที่ ๙๑ แต่กัลปนี้           
			<remark  id="s2b32c81l5" />          เราได้ถวายทรายใด ด้วยผลการถวายทรายนั้นเราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็น           
			<remark  id="s2b32c81l6" />          ผลแห่งการถวายทราย ในกัลปที่ ๕๓ แต่กัลปนี้ เราได้เป็นพระราชา  
			<remark  id="s2b32c81l7" />          ครอบครองคน ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิมีกำลังมาก มีพระนามว่ามหาปุฬินะ            
			<remark  id="s2b32c81l8" />          คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เรา  
			<remark  id="s2b32c81l9" />          ทำให้แจ้งชัดแล้ว พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ฉะนี้แล.  
			<remark  id="s2b32c81l10" />     ทราบว่า ท่านพระปุฬินปูชกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.               
			<remark  id="s2b32c81l11" />                     จบ ปุฬินปูชกเถราปทาน.              
			<remark  id="s2b32c81l12" />                         ----------  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b32c82" >
		<para id="s2b32c82p">
			<remark  id="s2b32c82l1" />                    อุตติยเถราปทานที่ ๘ (๒๘)            
			<remark  id="s2b32c82l2" />                   ว่าด้วยผลแห่งการส่งข้ามฟาก           
			<remark  id="s2b32c82l3" />     [๓๐] เวลานั้น เราเป็นจระเข้อยู่ใกล้ฝั่งแม่น้ำจันทภาคา เราขวนขวายหาเหยื่อของ       
			<remark  id="s2b32c82l4" />          ตน ได้ไปยังท่าน้ำ สมัยนั้น พระสยัมภูผู้อัครบุคคลพระนามว่าสิทธัตถะ            
			<remark  id="s2b32c82l5" />          พระองค์ประสงค์จะเสด็จข้ามแม่น้ำ จึงเสด็จเข้ามาสู่ท่าน้ำ ก็เมื่อ              
			<remark  id="s2b32c82l6" />          พระสัมพุทธเจ้าเสด็จมาถึง แม้เราก็มาถึงที่ท่าน้ำนั้น เราได้เข้าไปใกล้         
			<remark  id="s2b32c82l7" />          พระสัมพุทธเจ้าแล้ว ได้กราบทูลดังนี้ว่า เชิญเสด็จขึ้น (หลังข้าพระองค์)        
			<remark  id="s2b32c82l8" />          เถิดพระมหาวีรเจ้า ข้าพระองค์จักข้ามส่งพระองค์ ขอพระองค์ทรงอนุ               
			<remark  id="s2b32c82l9" />          เคราะห์วิสัยของบิดาข้าพระองค์เถิด พระมหามุนี พระมหามุนีทรงสดับ               
			<remark  id="s2b32c82l10" />          คำทูลเชิญของเราแล้วเสด็จขึ้น (หลัง) เราร่าเริง มีจิตยินดี ได้ข้าม            
			<remark  id="s2b32c82l11" />          ส่งพระผู้มีพระภาค ผู้นายกของโลก ที่ฝั่งแม่น้ำโน้น พระผู้มีพระภาค             
			<remark  id="s2b32c82l12" />          สิทธัตถะนายกของโลก ทรงยังเราให้พอใจ ณ ที่นั้นว่า ท่านจักได้บรรลุ             
			<remark  id="s2b32c82l13" />          อมตธรรม เราเคลื่อนจากกายนั้นแล้ว ได้ไปสู่เทวโลก แวดล้อมด้วย  
			<remark  id="s2b32c82l14" />          นางอัปสร เสวยสุขอันเป็นทิพย์อยู่ เราได้เป็นจอมเทวดา เสวยเทวรัช               
			<remark  id="s2b32c82l15" />          สมบัติอยู่ ๗ ครั้ง ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิผู้เป็นใหญ่ในแผ่นดิน ๓ ครั้ง       
			<remark  id="s2b32c82l16" />          เราขวนขวายในวิเวก มีปัญญาและสำรวมแล้วด้วยดี ทรงกายอันเป็น  
			<remark  id="s2b32c82l17" />          ที่สุดอยู่ในศาสนาพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในกัลปที่ ๙๔ แต่กัลปนี้ เรา             
			<remark  id="s2b32c82l18" />          ได้ข้ามส่งพระนราสภ ด้วยกรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่ง           
			<remark  id="s2b32c82l19" />          การข้ามส่งพระนราสภ คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘               
			<remark  id="s2b32c82l20" />          และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จ  
			<remark  id="s2b32c82l21" />          แล้ว ฉะนี้แล.  
			<remark  id="s2b32c82l22" />     ทราบว่า ท่านพระอุตติยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.  
			<remark  id="s2b32c82l23" />                      จบ อุตติยเถราปทาน.                
			<remark  id="s2b32c82l24" />                         ----------  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b32c83" >
		<para id="s2b32c83p">
			<remark  id="s2b32c83l1" />                  เอกัญชลิกเถราปทานที่ ๙ (๒๙)           
			<remark  id="s2b32c83l2" />                   ว่าด้วยผลแห่งการประนมอัญชลี          
			<remark  id="s2b32c83l3" />     [๓๑] เราได้เห็นพระสัมพุทธเจ้า ผู้มีพระฉวีวรรณเปล่งปลั่งดังทองพระนามว่า            
			<remark  id="s2b32c83l4" />          วิปัสสี เลิศกว่าผู้นำหมู่ เป็นนระผู้แกล้วกล้า ทรงแนะนำดี ทรงทรมานผู้         
			<remark  id="s2b32c83l5" />          ที่ยังมิได้ทรมาน ผู้คงที่ ทรงมีวาทะมาก มีมติมาก เสด็จดำเนินไป                
			<remark  id="s2b32c83l6" />          ระหว่างตลาด จึงมีจิตเลื่อมใส มีใจโสมนัส ได้ประนมอัญชลีไหว้ ใน                
			<remark  id="s2b32c83l7" />          กัลปที่ ๙๑ แต่กัลปนี้ เราได้ประนมอัญชลีไหว้อันใด ในเวลานั้น ด้วย             
			<remark  id="s2b32c83l8" />          กรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการประนมอัญชลีไหว้ คุณ            
			<remark  id="s2b32c83l9" />          วิเศษเหล่านี้ คือปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้ง             
			<remark  id="s2b32c83l10" />          ชัดแล้ว พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.  
			<remark  id="s2b32c83l11" />     ทราบว่า ท่านพระเอกัญชลิกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.               
			<remark  id="s2b32c83l12" />                    จบ เอกัญชลิกเถราปทาน.               
			<remark  id="s2b32c83l13" />                         ----------  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b32c84" >
		<para id="s2b32c84p">
			<remark  id="s2b32c84l1" />                  โขมทายกเถราปทานที่ ๑๐ (๓๐)            
			<remark  id="s2b32c84l2" />                  ว่าด้วยผลแห่งการถวายผ้าโขมะ           
			<remark  id="s2b32c84l3" />     [๓๒] เวลานั้น เราเป็นพ่อค้าอยู่ในนครพันธุมดี ด้วยการค้าขายนั้น เราได้เลี้ยง       
			<remark  id="s2b32c84l4" />          ดูภริยา และก่อสร้างกุศลสมบัติ เราต้องการกุศล ได้ถวายผ้าโขมะผืน               
			<remark  id="s2b32c84l5" />          หนึ่งแด่พระศาสดาพระนามว่าวิปัสสี ผู้ทรงแสวงหาคุณใหญ่หลวง เสด็จ               
			<remark  id="s2b32c84l6" />          ดำเนินอยู่ในถนน ในกัลปที่ ๙๑ แต่กัลปนี้ เวลานั้น เราได้ถวายผ้าโขมะ           
			<remark  id="s2b32c84l7" />          ใด ด้วยกรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลการถวายผ้าโขมะในกัลป           
			<remark  id="s2b32c84l8" />          ที่ ๒๗ แต่กัลปนี้ เราเป็นพระเจ้าจักรพรรดิพระนามว่า สินธวสันทนะ               
			<remark  id="s2b32c84l9" />          สมบูรณ์ด้วยรัตนะ ๗ ประการ เป็นใหญ่ในทวีปทั้ง ๔ คุณวิเศษเหล่านี้              
			<remark  id="s2b32c84l10" />          คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว  
			<remark  id="s2b32c84l11" />          พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.         
			<remark  id="s2b32c84l12" />     ทราบว่า ท่านพระโขมทายกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.                 
			<remark  id="s2b32c84l13" />                    จบ โขมทายกเถราปทาน.                 
			<remark  id="s2b32c84l14" />                         ----------  
			<remark  id="s2b32c84l15" />                    รวมอปทานที่มีในวรรคนี้ คือ          
			<remark  id="s2b32c84l16" />        ๑. สุภูติเถราปทาน               ๒. อุปวาณเถราปทาน  
			<remark  id="s2b32c84l17" />        ๓. ตีณิสรณาคมนิยเถราปทาน        ๔. เบญจสีลสมาทานนิยเถราปทาน  
			<remark  id="s2b32c84l18" />        ๕. อันนสังสาวกเถราปทาน         ๖. ธูปทายกเถราปทาน  
			<remark  id="s2b32c84l19" />        ๗. ปุฬินปูชกเถราปทาน            ๘. อุตติยเถราปทาน  
			<remark  id="s2b32c84l20" />        ๙. เอกัญชลิกเถราปทาน          ๑๐. โขมทายกเถราปทาน  
			<remark  id="s2b32c84l21" />     คาถารวมทั้งหมดที่ท่านกล่าวไว้มี ๑๘๕ คาถา.          
			<remark  id="s2b32c84l22" />                       จบ สุภูติวรรคที่ ๓.              
			<remark  id="s2b32c84l23" />                       จบ ภาณวารที่ ๔.  
			<remark  id="s2b32c84l24" />                         ----------  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b32c85" >
		<para id="s2b32c85p">
			<remark  id="s2b32c85l1" />                       กุณฑธานวรรคที่ ๔                 
			<remark  id="s2b32c85l2" />                   กุณฑธานเถราปทาน ๑ (๓๑)               
			<remark  id="s2b32c85l3" />                  ว่าด้วยผลแห่งการถวายผลกล้วย           
			<remark  id="s2b32c85l4" />      [๓๓] เรามีจิตเลื่อมใสโสมนัส ได้บำรุงพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด ตรัสรู้เอง          
			<remark  id="s2b32c85l5" />          เป็นอัครบุคคล ซึ่งทรงหลีกเร้นอยู่ตลอด ๗ วัน เรารู้เวลาที่พระองค์เสด็จ        
			<remark  id="s2b32c85l6" />          ออกจากที่หลีกเร้น ได้ถือผลกล้วยใหญ่เข้าไปถวายพระมหามุนีพระนามว่า             
			<remark  id="s2b32c85l7" />          ปทุมุตระ พระผู้มีพระภาคสัพพัญญผู้นำของโลก เป็นมหามุนี ทรงยัง                 
			<remark  id="s2b32c85l8" />          จิตของเราให้เลื่อมใส ทรงรับไว้แล้วเสวย พระสัมพุทธเจ้า ผู้ทรงนำ               
			<remark  id="s2b32c85l9" />          หมู่ชั้นยอดเยี่ยมเสวยแล้ว ประทับนั่งบนอาสนะของพระองค์ ได้ตรัส                
			<remark  id="s2b32c85l10" />          พระคาถาเหล่านี้ว่า ยักษ์เหล่าใดประชุมกันอยู่ที่ภูเขานี้ และคณะภูตในป่า       
			<remark  id="s2b32c85l11" />          ทั้งหมดนั้น จงฟังคำเรา ผู้ใดบำรุงพระพุทธเจ้าผู้เที่ยง ดังไกรสรราชสีห์        
			<remark  id="s2b32c85l12" />          เราจักพยากรณ์ผู้นั้น ท่านทั้งหลายจงฟังเรากล่าว ผู้นั้นจักได้เป็นท้าว         
			<remark  id="s2b32c85l13" />          เทวราช ๑๑ ครั้ง จักได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๓๔ ครั้ง ในกัลปที่แสน             
			<remark  id="s2b32c85l14" />          พระศาสดาทรงพระนามว่าโคดมโดยพระโคตร ซึ่งมีสมภพในวงศ์พระเจ้า  
			<remark  id="s2b32c85l15" />          โอกกากราช จักเสด็จอุบัติในโลก ผู้นั้นได้ด่าสมณะทั้งหลายผู้มีศีล หา           
			<remark  id="s2b32c85l16" />          อาสวะมิได้ จักได้ชื่อ (อันเหมาะสม) ด้วยวิบากแห่งกรรมอันลามก  
			<remark  id="s2b32c85l17" />          เขาจักได้เป็นโอรสทายาทในธรรมของพระศาสดาพระองค์นั้น อันธรรม  
			<remark  id="s2b32c85l18" />          นิรมิตแล้ว จักเป็นสาวกมีชื่อว่ากุณฑธานะ เราประกอบเนืองๆ ซึ่ง                 
			<remark  id="s2b32c85l19" />          ความสงัด เพ่งฌาน ยินดีในฌาน ยังพระศาสดาให้ทรงโปรดปราน ไม่  
			<remark  id="s2b32c85l20" />          มีอาสวะอยู่ พระชินเจ้าอันพระสาวกทั้งหลายแวดล้อม ห้อมล้อมด้วย                 
			<remark  id="s2b32c85l21" />          ภิกษุสงฆ์ ประทับนั่ง ณ ท่ามกลางสงฆ์แล้ว ทรงให้เรารับการแจกสลาก               
			<remark  id="s2b32c85l22" />          เราห่มผ้าเฉวียงบ่าข้างหนึ่ง ถวายบังคมพระศาสดาผู้นำของโลก เมื่อภิกษุ          
			<remark  id="s2b32c85l23" />          ทั้งหลายว่ากล่าวอยู่ ได้รับสลากที่หนึ่งไว้ข้างหน้าของผู้ประเสริฐ ด้วย       
		</para>
	</section>
	<section id="s2b32c86" >
		<para id="s2b32c86p">
			<remark  id="s2b32c86l1" />      กรรมนั้น พระผู้มีพระภาคทรงยังหมื่นโลกธาตุให้หวั่นไหว ประทับนั่ง  
			<remark  id="s2b32c86l2" />          ณ ท่ามกลางภิกษุสงฆ์ ทรงตั้งเราไว้ในอัครฐาน เรามีความเพียรอันนำซึ่ง           
			<remark  id="s2b32c86l3" />          ธุระ นำความเกษมจากโยคะมาให้ เราทรงกายเป็นที่สุดไว้ในศาสนาของ                 
			<remark  id="s2b32c86l4" />          พระสัมมาสัมพุทธเจ้า คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘              
			<remark  id="s2b32c86l5" />          และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว                
			<remark  id="s2b32c86l6" />          ดังนี้.        
			<remark  id="s2b32c86l7" />     ทราบว่า ท่านพระกุณฑธานเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.                 
			<remark  id="s2b32c86l8" />                     จบ กุณฑธานเถราปทาน.                
			<remark  id="s2b32c86l9" />                         ----------  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b32c87" >
		<para id="s2b32c87p">
			<remark  id="s2b32c87l1" />                    สาคตเถราปทานที่ ๒ (๓๒)              
			<remark  id="s2b32c87l2" />               ว่าด้วยผลแห่งการสรรเสริญพระพุทธเจ้า      
			<remark  id="s2b32c87l3" />     [๓๔] ในกาลนั้น เราเป็นพราหมณ์มีนามชื่อว่า โสภิตะ อันบริวารพร้อมด้วย               
			<remark  id="s2b32c87l4" />          ศิษย์แวดล้อมแล้ว ได้ไปยังอาราม สมัยนั้นพระผู้มีพระภาคผู้อุดมบุรุษ            
			<remark  id="s2b32c87l5" />          แวดล้อมด้วยภิกษุสงฆ์ เสด็จออกจากประตูพระอารามแล้วประทับยืนอยู่               
			<remark  id="s2b32c87l6" />          เราได้เห็นพระสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ผู้ฝึกพระองค์แล้ว แวดล้อมด้วย            
			<remark  id="s2b32c87l7" />          ภิกษุสงฆ์ผู้ฝึกตนแล้ว จึงยังจิตของตนให้เลื่อมใสแล้วเชยชมพระองค์ผู้นำ         
			<remark  id="s2b32c87l8" />          ของโลกว่า ต้นไม้ทุกชนิดนั้น งอกงามบนแผ่นดิน ฉันใด สัตว์ผู้มี                 
			<remark  id="s2b32c87l9" />          ความรู้ก็ฉันนั้น ย่อมงอกงามในศาสนาของพระชินเจ้า พระองค์สัพพัญญู              
			<remark  id="s2b32c87l10" />          ผู้ทรงนำหมู่แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ ทรงถอนคนเป็นอันมากออกจากทาง                 
			<remark  id="s2b32c87l11" />          ผิดแล้ว ตรัสบอกทางที่ถูก พระองค์ฝึกพระองค์แล้วแวดล้อมด้วยผู้ฝึก              
			<remark  id="s2b32c87l12" />          ตนแล้ว ทรงเพ่งฌาน แวดล้อมด้วยผู้เพ่งฌาน ทรงมีความเพียร แวด  
			<remark  id="s2b32c87l13" />          ล้อมด้วยผู้ส่งตนไปแล้ว ผู้สงบระงับและผู้คงที่ ประดับด้วยบริษัท ย่อม          
			<remark  id="s2b32c87l14" />          งามด้วยพระญาณอันเกิดแต่บุญ รัศมีของพระองค์รุ่งเรือง ดังพระอาทิตย์            
			<remark  id="s2b32c87l15" />          อุทัยฉะนั้น พระศาสดาพระนามว่า ปทุมุตระ ผู้ทรงแสวงหาคุณใหญ่  
			<remark  id="s2b32c87l16" />          ทอดพระเนตรเห็นเราผู้มีจิตเลื่อมใส ประทับยืนท่ามกลางภิกษุสงฆ์ ได้             
			<remark  id="s2b32c87l17" />          ตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า พราหมณ์ใดยังความร่าเริงให้เกิดแล้ว สรรเสริญ           
			<remark  id="s2b32c87l18" />          เรา พราหมณ์นั้นจักรื่นรมย์อยู่ในเทวโลกตลอดแสนกัลป อันกุศลมูล                 
			<remark  id="s2b32c87l19" />          ตักเตือนแล้ว จักเคลื่อนจากสวรรค์ชั้นดุสิต แล้วจักบวชในศาสนาของ               
			<remark  id="s2b32c87l20" />          พระผู้มีพระภาคพระนามว่าโคดม ครั้นบวชในศาสนาแล้วจักได้ความยินดี               
			<remark  id="s2b32c87l21" />          และความร่าเริง จักเป็นสาวกของพระศาสดามีนามชื่อว่าสาคตะ เราบวช                
			<remark  id="s2b32c87l22" />          แล้วเว้นกรรมอันลามกด้วยกาย ละวจีทุจริต ยังอาชีพให้บริสุทธิ์ เรา              
			<remark  id="s2b32c87l23" />          เป็นอยู่อย่างนี้ เป็นผู้ฉลาดในเตโชธาตุ กำหนดรู้อาสวะทั้งปวงแล้ว    
		</para>
	</section>
	<section id="s2b32c88" >
		<para id="s2b32c88p">
			<remark  id="s2b32c88l1" />          เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่ คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘            
			<remark  id="s2b32c88l2" />          และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว                
			<remark  id="s2b32c88l3" />          ดังนี้.        
			<remark  id="s2b32c88l4" />     ทราบว่า ท่านพระสาคตเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.  
			<remark  id="s2b32c88l5" />                      จบสาคตเถราปทาน.  
			<remark  id="s2b32c88l6" />                         ----------  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b32c89" >
		<para id="s2b32c89p">
			<remark  id="s2b32c89l1" />                 มหากัจจายนเถราปทานที่ ๓ (๓๓)           
			<remark  id="s2b32c89l2" />                 ว่าด้วยผลแห่งการทาทองพระเจดีย์         
			<remark  id="s2b32c89l3" />     [๓๕] เราได้ให้ทำแผ่นศิลาไว้แล้ว ได้เอาทองฉาบทาพระเจดีย์ชื่อปทุม ของพระ            
			<remark  id="s2b32c89l4" />          ผู้มีพระภาคผู้เป็นที่พึ่งของโลกพระนามว่าปทุมุตระ และได้กั้นฉัตรอัน           
			<remark  id="s2b32c89l5" />          สำเร็จด้วยแก้ว แล้วเอาพัดวาลวิชนีพัดถวายพระพุทธเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์         
			<remark  id="s2b32c89l6" />          ของโลก ผู้คงที่ ภูมเทวดามีประมาณเท่าไร มาประชุมกันทั้งหมดในเวลา              
			<remark  id="s2b32c89l7" />          นั้น ด้วยความหวังว่า พระศาสดาจักตรัสผลแห่งอาสนะและฉัตรแก้ว  
			<remark  id="s2b32c89l8" />          พวกเราจักฟังพระศาสดาตรัสทั้งหมดนั้น พึงยังความร่าเริงให้เกิดอย่างยิ่ง        
			<remark  id="s2b32c89l9" />          ในศาสนาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระสยัมภูผู้อัครบุคคลประทับนั่งบน              
			<remark  id="s2b32c89l10" />          อาสนะทองแล้ว แวดล้อมด้วยภิกษุสงฆ์ ได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า ผู้ใด            
			<remark  id="s2b32c89l11" />          ได้ถวายอาสนะอันสำเร็จด้วยทองและแก้วนี้ เราจักพยากรณ์ผู้นั้น ท่าน             
			<remark  id="s2b32c89l12" />          ทั้งหลายจงฟังเรากล่าว ผู้นั้นจักเป็นจอมเทวดาเสวยเทวรัชสมบัติอยู่ ๓๐          
			<remark  id="s2b32c89l13" />          กัลป จักมีรัศมีแผ่ไปโดยรอบตลอดร้อยโยชน์ มาสู่มนุษยโลกแล้ว จัก                
			<remark  id="s2b32c89l14" />          ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิมีพระนามว่าปภัสสระ จักเป็นผู้มีเดชอันรุ่งเรือง        
			<remark  id="s2b32c89l15" />          จักได้เป็นกษัตริย์ มีรัตนะ ๘ ประการ โชติช่วงอยู่โดยรอบ ทั้งกลางคืน           
			<remark  id="s2b32c89l16" />          กลางวัน ดังพระอาทิตย์อุทัยฉะนั้น ในกัลปที่แสน พระศาสดามีพระนาม               
			<remark  id="s2b32c89l17" />          ชื่อว่าโคดมซึ่งมีสมภพในวงศ์พระเจ้าโอกกากราช จักเสด็จอุบัติในโลก              
			<remark  id="s2b32c89l18" />          ผู้นั้นอันกุศลมูลตักเตือนแล้ว จักเคลื่อนจากภพดุสิต จักเป็นบุตร               
			<remark  id="s2b32c89l19" />          พราหมณ์ มีนามชื่อว่ากัจจานะ ภายหลัง เขาบวชแล้วจักตรัสรู้ ไม่มี               
			<remark  id="s2b32c89l20" />          อาสวะอยู่ พระโคดมผู้ส่องโลกให้โชติช่วงจักทรงตั้งไว้ในตำแหน่งอันเลิศ          
			<remark  id="s2b32c89l21" />          ผู้นั้น จักกล่าวปัญหาที่ถูกถามแล้วโดยย่อให้พิสดาร และเมื่อกล่าวปัญหา         
			<remark  id="s2b32c89l22" />          นั้น จักยังอัธยาศัยให้เต็ม พราหมณ์ผู้เป็นอภิชาตบุตรในสกุลอันมั่งคั่ง       
		</para>
	</section>
	<section id="s2b32c90" >
		<para id="s2b32c90p">
			<remark  id="s2b32c90l1" />          เรียนจบมนต์ ละทรัพย์และข้าวเปลือกแล้ว บวชเป็นบรรพชิต เมื่อถูก                
			<remark  id="s2b32c90l2" />          ถามปัญหาแม้โดยย่อ เราก็กล่าวแก้ได้โดยพิสดาร เราย่อมยังอัธยาศัย               
			<remark  id="s2b32c90l3" />          ของชนเหล่านั้นให้เต็ม ย่อมยังพระผู้มีพระภาคผู้สูงกว่าสัตว์ให้โปรดปราน        
			<remark  id="s2b32c90l4" />          พระมหาวีรเจ้าผู้ตรัสรู้เอง เป็นอัครบุคคล ทรงโปรดปรานเรา ประทับนั่ง           
			<remark  id="s2b32c90l5" />          ณ ท่ามกลางสงฆ์แล้ว ทรงตั้งเราไว้ในเอตทัคคสถาน คุณวิเศษเหล่านี้               
			<remark  id="s2b32c90l6" />          คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว  
			<remark  id="s2b32c90l7" />          พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.         
			<remark  id="s2b32c90l8" />     ทราบว่า ท่านพระมหากัจจายนเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.              
			<remark  id="s2b32c90l9" />                   จบ มหากัจจายนเถราปทาน.               
			<remark  id="s2b32c90l10" />                         ----------  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b32c91" >
		<para id="s2b32c91p">
			<remark  id="s2b32c91l1" />                   กาฬุทายีเถราปทานที่ ๔ (๓๔)           
			<remark  id="s2b32c91l2" />                 ว่าด้วยผลแห่งการถวายข้าวชั้นพิเศษ      
			<remark  id="s2b32c91l3" />     [๓๖] เมื่อพระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตระ เชษฐบุรุษของโลก ผู้คงที่เสด็จ              
			<remark  id="s2b32c91l4" />          ดำเนินทางไกล เที่ยวจาริกไป ในเวลานั้น เราได้ถือเอาดอกปทุม ดอก                
			<remark  id="s2b32c91l5" />          อุบล และดอกมะลิซ้อนอันบานสะพรั่ง และถือข้าว (สุก) ชั้นพิเศษมา                
			<remark  id="s2b32c91l6" />          ถวายแด่พระศาสดา พระมหาวีรชินเจ้า ทองเสวยข้าวชั้นพิเศษอันเป็น                 
			<remark  id="s2b32c91l7" />          โภชนะดี และทรงรับดอกไม้นั้นแล้ว ทรงยังเราให้รื่นเริงว่า ผู้ใดได้             
			<remark  id="s2b32c91l8" />          ถวายดอกปทุมอันอุดม เป็นที่ปรารถนา เป็นที่ใคร่ในโลกนี้แก่เรา ผู้นั้น          
			<remark  id="s2b32c91l9" />          ทำกรรมที่ทำได้ยากนัก ผู้ใดได้บูชาดอกไม้ และได้ถวายข้าวชั้นพิเศษ              
			<remark  id="s2b32c91l10" />          แก่เรา เราจักพยากรณ์ผู้นั้น ท่านทั้งหลายจงฟังเรากล่าว ผู้นั้นจักได้เสวย      
			<remark  id="s2b32c91l11" />          เทวรัชสมบัติ ๑๘ ครั้ง ดอกอุบล ดอกปทุม และดอกมะลิซ้อน จะมีใน  
			<remark  id="s2b32c91l12" />          เบื้องบนผู้นั้นด้วยผลแห่งบุญนั้น ผู้นั้นจักสร้างหลังคาอันประกอบด้วย          
			<remark  id="s2b32c91l13" />          ของหอมอันเป็นทิพย์ไว้ในอากาศ จักทรงไว้ในเวลานั้น จักได้เป็นพระเจ้า           
			<remark  id="s2b32c91l14" />          จักรพรรดิ ๒๕ ครั้ง จักได้เป็นพระราชาในแผ่นดินครอบครองพสุธา ๕๐๐               
			<remark  id="s2b32c91l15" />          ครั้ง ในกัลปที่แสน พระศาสดามีพระนามชื่อว่าโคดม ซึ่งมีสมภพใน  
			<remark  id="s2b32c91l16" />          วงศ์พระเจ้าโอกกากราช จักเสด็จอุบัติในโลก ผู้นั้นปรารถนาในกรรมของ             
			<remark  id="s2b32c91l17" />          ตน อันกุศลมูลตักเตือนแล้ว จักได้เป็นบุตรผู้มีชื่อเสียง ทำความเพลิด           
			<remark  id="s2b32c91l18" />          เพลินให้เกิดแก่เจ้าศากยะทั้งหลายแต่ภายหลัง ผู้นั้นอันกุศลมูลตักเตือน         
			<remark  id="s2b32c91l19" />          แล้วจักบวช จักกำหนดรู้อาสวะทั้งปวงแล้วไม่มีอาสวะนิพพาน พระ  
			<remark  id="s2b32c91l20" />          โคดมผู้เผ่าพันธุ์ของโลก จักทรงตั้งผู้นั้นซึ่งบรรลุปฏิสัมภิทา ได้ทำกิจที่     
			<remark  id="s2b32c91l21" />          ควรทำเสร็จแล้ว ไม่มีอาสวะ ในเอตทัคคสถาน ผู้นั้นมีตนส่งไปแล้ว                 
			<remark  id="s2b32c91l22" />          เพื่อความเพียร สงบระงับ ไม่มีอุปธิ จักเป็นสาวกของพระศาสดา  
			<remark  id="s2b32c91l23" />          มีนามชื่อว่าอุทายี เรากำจัดราคะ โทสะ โมหะ มานะ และมักขะ  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b32c92" >
		<para id="s2b32c92p">
			<remark  id="s2b32c92l1" />          ได้แล้ว กำหนดรู้อาสวะทั้งปวงแล้ว ไม่มีอาสวะอยู่ เรายังพระสัม                 
			<remark  id="s2b32c92l2" />          พุทธเจ้าให้ทรงโปรดปราน มีความเพียร มีปัญญา และพระสัมพุทธเจ้า                 
			<remark  id="s2b32c92l3" />          ทรงเลื่อมใส ทรงตั้งเราไว้ในเอตทัคคสถาน คุณวิเศษเหล่านี้ คือ  
			<remark  id="s2b32c92l4" />          ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว พระ  
			<remark  id="s2b32c92l5" />          พุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.            
			<remark  id="s2b32c92l6" />     ทราบว่า ท่านพระกาฬุทายีเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.                
			<remark  id="s2b32c92l7" />                     จบ กาฬุทายีเถราปทาน.               
			<remark  id="s2b32c92l8" />                         ----------  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b32c93" >
		<para id="s2b32c93p">
			<remark  id="s2b32c93l1" />                   โมฆราชเถราปทานที่ ๕ (๓๕)             
			<remark  id="s2b32c93l2" />               ว่าด้วยผลแห่งการถวายบังคมพระพุทธเจ้า     
			<remark  id="s2b32c93l3" />     [๓๗] ก็พระผู้มีพระภาคผู้สยัมภู พระนามว่าอัตถทัสสี ไม่ทรงแพ้อะไรๆ แวด              
			<remark  id="s2b32c93l4" />          ล้อมด้วยภิกษุสงฆ์ เสด็จดำเนินไปในถนน เราแวดล้อมด้วยพวกศิษย์  
			<remark  id="s2b32c93l5" />          ทั้งหลายออกจากเรือนไป ครั้นแล้วได้พบพระผู้มีพระภาคผู้เป็นนายกของ             
			<remark  id="s2b32c93l6" />          โลกที่ถนนนั้น เราได้ประนมอัญชลีบนเศียรเกล้าถวายบังคมพระสัมพุทธ              
			<remark  id="s2b32c93l7" />          เจ้า ยังจิตของตนให้เลื่อมใสแล้ว เชยชมพระองค์ผู้นายกของโลก สัตว์              
			<remark  id="s2b32c93l8" />          มีรูปก็ดี มีสัญญาก็ดี ไม่มีสัญญาก็ดี ประมาณเท่าใด สัตว์เหล่านั้นย่อม         
			<remark  id="s2b32c93l9" />          เข้าไปภายในพระญาณของพระองค์ ทั้งหมดเปรียบเหมือนสัตว์ในน้ำเหล่า               
			<remark  id="s2b32c93l10" />          ใดเหล่าหนึ่ง สัตว์เหล่านั้นย่อมติดอยู่ภายในข่ายของคนที่เอาข่ายตาเล็กๆ        
			<remark  id="s2b32c93l11" />          เหวี่ยงลงในน้ำฉะนั้น อนึ่งสัตว์เหล่าใดคือ สัตว์มีรูป และไม่มีรูป มีเจตนา     
			<remark  id="s2b32c93l12" />          (ความตั้งใจ) สัตว์เหล่านั้นย่อมเข้าไปภายในพระญาณของพระองค์ทั้งหมด            
			<remark  id="s2b32c93l13" />          พระองค์ทรงถอนโลกอันอากูลด้วยความมืดนี้ขึ้นได้แล้ว สัตว์เหล่านั้นได้ฟัง       
			<remark  id="s2b32c93l14" />          ธรรมของพระองค์แล้ว ย่อมข้ามกระแสความสงสัยได้ โลกอันอวิชชา  
			<remark  id="s2b32c93l15" />          ห่อหุ้มแล้ว อันความมืดท่วมทับ โลกกำจัดความมืดได้ ส่งแสงโชติช่วงอยู่          
			<remark  id="s2b32c93l16" />          เพราะพระญาณของพระองค์ พระองค์ผู้มีจักษุเป็นผู้ทรงบรรเทาความมืดมน             
			<remark  id="s2b32c93l17" />          ของสัตว์ทั้งปวง ชนเป็นอันมากฟังธรรมของพระองค์แล้ว จักนิพพาน  
			<remark  id="s2b32c93l18" />          ดังนี้แล้ว เราเอาน้ำผึ้งรวงอันไม่มีตัวผึ้งใส่เต็มหม้อแล้ว ประคองด้วยมือ      
			<remark  id="s2b32c93l19" />          ทั้งสอง น้อมถวายแด่พระผู้มีพระภาค พระมหาวีรเจ้าผู้แสวงหาคุณอัน               
			<remark  id="s2b32c93l20" />          ใหญ่หลวง ทรงรับด้วยพระหัตถ์อันงาม ก็พระสัพพัญญูเสวยน้ำผึ้งนั้น               
			<remark  id="s2b32c93l21" />          แล้ว เสด็จเหาะขึ้นสู่นภากาศ พระศาสดาพระนามว่าอัตถทัสสีนราสภ  
			<remark  id="s2b32c93l22" />          ประทับอยู่ในอากาศ ทรงยังจิตของเราให้เลื่อมใส ได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้          
			<remark  id="s2b32c93l23" />          ว่า ผู้ใดชมเชยญาณนี้ และชมเชยพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุดด้วยจิตอัน             
			<remark  id="s2b32c93l24" />          เลื่อมใสนั้น ผู้นั้นจะไม่ไปสู่ทุคติและผู้นั้นจักเสวยเทวรัชสมบัติ ๔๖ ครั้ง    
			<remark  id="s2b32c93l25" />          จักได้เป็นพระเจ้าประเทศราชครอบครองแผ่นดิน ๘๐๐ ครั้ง จักได้เป็น          
		</para>
	</section>
	<section id="s2b32c94" >
		<para id="s2b32c94p">
			<remark  id="s2b32c94l1" />          พระเจ้าจักรพรรดิ ๕๐๐ ครั้ง จักได้เป็นพระเจ้าประเทศราชเสวยสมบัติ              
			<remark  id="s2b32c94l2" />          อยู่ในแผ่นดินนับไม่ถ้วน จักเป็นผู้เล่าเรียน ทรงจำมนต์ รู้จบไตรเพท            
			<remark  id="s2b32c94l3" />          จักบวชในศาสนาของพระผู้มีพระภาคพระนามว่าโคดม จักพิจารณาอรรถ  
			<remark  id="s2b32c94l4" />          อันลึกซึ้งอันละเอียดได้ด้วยญาณ จักเป็นสาวกของพระศาสดา มีนามชื่อ              
			<remark  id="s2b32c94l5" />          ว่าโมฆราช จักถึงพร้อมด้วยวิชชา ๓ ทำกิจที่ควรทำเสร็จแล้ว ไม่มี                
			<remark  id="s2b32c94l6" />          อาสวะ พระโคดมผู้ทรงเป็นยอดของผู้นำหมู่ จักทรงตั้งผู้นั้นไว้ในเอต            
			<remark  id="s2b32c94l7" />          ทัคคสถาน เราละกิเลสเครื่องประกอบของมนุษย์ ตัดเครื่องผูกพันในภพ               
			<remark  id="s2b32c94l8" />          กำหนดรู้อาสวะทั้งปวงแล้ว ไม่มีอาสวะอยู่ คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิ            
			<remark  id="s2b32c94l9" />          สัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว พระพุทธ  
			<remark  id="s2b32c94l10" />          ศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.                
			<remark  id="s2b32c94l11" />     ทราบว่า ท่านพระโมฆราชเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.  
			<remark  id="s2b32c94l12" />                     จบ โมฆราชเถราปทาน.                 
			<remark  id="s2b32c94l13" />                         ----------  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b32c95" >
		<para id="s2b32c95p">
			<remark  id="s2b32c95l1" />                   อธิมุตตกเถราปทานที่ ๖ (๓๖)           
			<remark  id="s2b32c95l2" />                    ว่าด้วยผลแห่งการถวายอ้อย            
			<remark  id="s2b32c95l3" />     [๓๘] เมื่อพระโลกนาถพระนามว่าอัตถทัสสี ผู้เป็นอุดมบุคคลเสด็จนิพพานแล้ว             
			<remark  id="s2b32c95l4" />          เรามีจิตเลื่อมใส นิมนต์ภิกษุสงฆ์ เราทำมณฑปด้วยอ้อยแล้ว นิมนต์                
			<remark  id="s2b32c95l5" />          สังฆรัตนะ ผู้ซื่อตรง มีจิตตั้งมั่นเป็นสงฆ์ผู้อุดม ให้ฉันอ้อย เราเข้าถึง      
			<remark  id="s2b32c95l6" />          กำเนิดใดๆ คือความเป็นเทวดาหรือมนุษย์ ในกำเนิดนั้นๆ เราย่อม  
			<remark  id="s2b32c95l7" />          ครอบงำสัตว์ทั้งปวง นี้เป็นผลแห่งบุญกรรม ในกัลปที่ ๑,๘๐๐ เราได้               
			<remark  id="s2b32c95l8" />          ให้ทานใดในเวลานั้น ด้วยผลแห่งทานนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผล          
			<remark  id="s2b32c95l9" />          แห่งการถวายอ้อย คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ              
			<remark  id="s2b32c95l10" />          อภิญญา ๖ เราได้ทำให้แจ้งชัดแล้ว พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว                
			<remark  id="s2b32c95l11" />          ดังนี้.        
			<remark  id="s2b32c95l12" />     ทราบว่า ท่านอธิมุตตกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.  
			<remark  id="s2b32c95l13" />                     จบ อธิมุตตกเถราปทาน.               
			<remark  id="s2b32c95l14" />                         ----------  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b32c96" >
		<para id="s2b32c96p">
			<remark  id="s2b32c96l1" />                  ลสุณทายกเถราปทานที่ ๗ (๓๗)            
			<remark  id="s2b32c96l2" />                  ว่าด้วยผลแห่งการถวายกระเทียม          
			<remark  id="s2b32c96l3" />     [๓๙] ในกาลนั้น เราเป็นดาบสอยู่ที่ไม่ไกลภูเขาหิมวันต์ เราอาศัยกระเทียม             
			<remark  id="s2b32c96l4" />          เลี้ยงชีวิต กระเทียมเป็นอาหารของเรา เราใส่กระเทียมเต็มหาบแล้ว ได้            
			<remark  id="s2b32c96l5" />          ไปสู่อารามสงฆ์ เราร่าเริง มีจิตโสมนัส ได้ถวายกระเทียมแก่สงฆ์                 
			<remark  id="s2b32c96l6" />          ครั้นถวายกระเทียมแก่สงฆ์ผู้ให้เกิดความยินดีเหลือเกินในศาสนาพระวิปัส         
			<remark  id="s2b32c96l7" />          สีผู้เลิศกว่านรชนแล้ว ได้บันเทิงในสวรรค์ตลอดกัลป ในกัลปที่ ๙๑ แต่            
			<remark  id="s2b32c96l8" />          กัลปนี้ เราได้ให้กระเทียมใด ด้วยกรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้            
			<remark  id="s2b32c96l9" />          เป็นผลแห่งการถวายกระเทียม คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔  
			<remark  id="s2b32c96l10" />          วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว พระพุทธศาสนาเราได้                 
			<remark  id="s2b32c96l11" />          ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.  
			<remark  id="s2b32c96l12" />     ทราบว่า ท่านพระลสุณทายกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.                
			<remark  id="s2b32c96l13" />                    จบ ลสุณทายกเถราปทาน.                
			<remark  id="s2b32c96l14" />                         ----------  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b32c97" >
		<para id="s2b32c97p">
			<remark  id="s2b32c97l1" />                 อายาตทายกเถราปทานที่ ๘ (๓๘)            
			<remark  id="s2b32c97l2" />                 ว่าด้วยผลแห่งการสร้างศาลาโรงฉัน        
			<remark  id="s2b32c97l3" />     [๔๐] เมื่อพระโลกนาถพระนามว่าสิขี ผู้ประเสริฐกว่าพวกคนผู้กล่าว (ยกย่อง             
			<remark  id="s2b32c97l4" />          ตน) นิพพานแล้ว เราร่าเริง มีจิตโสมนัส ได้ไหว้พระสถูปอันอุดม  
			<remark  id="s2b32c97l5" />          ในกาลนั้น เราร่าเริง มีจิตโสมนัส ให้คนไปบอกกับนายช่าง ให้ทรัพย์              
			<remark  id="s2b32c97l6" />          แล้ว จ้างให้ทำศาลา (ลี) โรงฉัน เราอยู่ในเทวโลกตลอด ๘ กัลป  
			<remark  id="s2b32c97l7" />          โดยไม่สับสนกันเลย ในกัลปที่เหลือ เราท่องเที่ยวไปสับสนกัน ยาพิษ               
			<remark  id="s2b32c97l8" />          ย่อมไม่กล้ำกลายในกายเรา และศาตราไม่กระทบกายเรา เราไม่พึงตายใน                
			<remark  id="s2b32c97l9" />          น้ำ นี้เป็นผลแห่งการสร้างศาลาโรงฉัน เราปรารถนาฝนเมื่อใด มหาเมฆ               
			<remark  id="s2b32c97l10" />          ย่อมยังฝนให้ตกเมื่อนั้น แม้เทวดาทั้งหลายก็ตกอยู่ในอำนาจเรา นี้เป็น           
			<remark  id="s2b32c97l11" />          ผลแห่งบุญกรรม เราได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิสมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ             
			<remark  id="s2b32c97l12" />          ๓๐ ครั้ง ใครๆ ย่อมไม่ดูหมิ่นเรา นี้เป็นผลแห่งบุญกรรม ในกัลปที่ ๓๐            
			<remark  id="s2b32c97l13" />          แต่กัลปนี้ เราได้ให้สร้างศาลาโรงฉันใด ด้วยกรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติ         
			<remark  id="s2b32c97l14" />          เลย นี้เป็นผลแห่งการสร้างศาลาโรงฉัน คุณวิเศษเหล่านี้ คือปฏิสัมภิทา ๔         
			<remark  id="s2b32c97l15" />          วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว พระพุทธศาสนาเราได้                 
			<remark  id="s2b32c97l16" />          ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.  
			<remark  id="s2b32c97l17" />     ทราบว่า ท่านพระอายาตทายกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.               
			<remark  id="s2b32c97l18" />                   จบ อายาตทายกเถราปทาน.                
			<remark  id="s2b32c97l19" />                         ----------  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b32c98" >
		<para id="s2b32c98p">
			<remark  id="s2b32c98l1" />                  ธรรมจักกิกเถราปทานที่ ๙ (๓๙)          
			<remark  id="s2b32c98l2" />                  ว่าด้วยผลแห่งการตั้งธรรมจักรบูชา      
			<remark  id="s2b32c98l3" />     [๔๑] เราได้ตั้งธรรมจักรนี้ ทำอย่างสวยงาม อันวิญญูชนชมเชย (บูชา) ไว้               
			<remark  id="s2b32c98l4" />          ข้างหน้าอาสนะอันประเสริฐ แห่งพระผู้มีพระภาคพระนามว่าสิทธัตถะ                 
			<remark  id="s2b32c98l5" />          เราย่อมรุ่งเรืองกว่าวรรณะทั้งสี่ มีคนใช้ พลทหารและพาหนะ คนเป็น               
			<remark  id="s2b32c98l6" />          อันมากย่อมติดตามห้อมล้อมเราเป็นนิตย์ เราแวดล้อมด้วยดนตรีหกหมื่น              
			<remark  id="s2b32c98l7" />          ทุกเมื่อ เราย่อมงามด้วยบริวาร นี้เป็นผลแห่งบุญกรรม ในกัลปที่ ๙๔              
			<remark  id="s2b32c98l8" />          แต่กัลปนี้ เราได้ตั้งธรรมจักรใดบูชา ด้วยกรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย        
			<remark  id="s2b32c98l9" />          นี้เป็นผลแห่งการตั้งธรรมจักรบูชา พระเจ้าจักรพรรดิหลายพระองค์ มีพล            
			<remark  id="s2b32c98l10" />          มาก มีพระนามว่า สหัสสราชา ผู้เป็นใหญ่กว่าชน ได้มีปรากฏตลอด  
			<remark  id="s2b32c98l11" />          ๑๑ กัลป แต่กัลปนี้ คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘               
			<remark  id="s2b32c98l12" />          และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว                
			<remark  id="s2b32c98l13" />          ดังนี้.        
			<remark  id="s2b32c98l14" />     ทราบว่า ท่านพระธรรมจักกิกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.              
			<remark  id="s2b32c98l15" />                    จบ ธรรมจักกิกเถราปทาน.              
			<remark  id="s2b32c98l16" />                         ----------  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b32c99" >
		<para id="s2b32c99p">
			<remark  id="s2b32c99l1" />                  กัปปรุกขิยเถราปทานที่ ๑๐ (๔๐)         
			<remark  id="s2b32c99l2" />                 ว่าด้วยผลแห่งการตั้งต้นกัลปพฤกษ์บูชา    
			<remark  id="s2b32c99l3" />     [๔๒] เราได้คล้องผ้าอันวิจิตรหลายผืนไว้ตรงหน้าพระสถูปอันประเสริฐ ของ               
			<remark  id="s2b32c99l4" />          พระผู้มีพระภาคพระนามว่าสิทธัตถะ แล้วตั้งต้นกัลปพฤกษ์ไว้ เราเข้า              
			<remark  id="s2b32c99l5" />          ถึงกำเนิดใดๆ คือ ความเป็นเทวดาหรือมนุษย์ในกำเนิดนั้นๆ ต้น  
			<remark  id="s2b32c99l6" />          กัลปพฤกษ์อันงาม ย่อมประดิษฐานอยู่ใกล้ประตูเรา เวลานั้น เราเอง                
			<remark  id="s2b32c99l7" />          บริษัทเพื่อนและคนคุ้นเคย ได้ถือเอาผ้าจากต้นกัลปพฤกษ์นั้นมานุ่งห่ม            
			<remark  id="s2b32c99l8" />          ในกัลปที่ ๙๔ แต่กัลปนี้ เราได้ตั้งต้นกัลปพฤกษ์ใดไว้ ด้วยกรรมนั้น             
			<remark  id="s2b32c99l9" />          เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการตั้งต้นกัลปพฤกษ์ และในกัลปที่ ๗         
			<remark  id="s2b32c99l10" />          แต่กัลปนี้ ได้มีพระเจ้าจักรพรรดิ ๓ องค์ ทรงพระนามว่าสุเจละ ทรง               
			<remark  id="s2b32c99l11" />          สมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ มีพลมาก คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัม                
			<remark  id="s2b32c99l12" />          ภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว พระพุทธ  
			<remark  id="s2b32c99l13" />          ศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.                
			<remark  id="s2b32c99l14" />     ทราบว่า ท่านพระกัปปรุกขิยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.              
			<remark  id="s2b32c99l15" />                    จบ กัปปรุกขิยเถราปทาน.              
			<remark  id="s2b32c99l16" />                         ----------  
			<remark  id="s2b32c99l17" />                    รวมอปทานที่มีในวรรคนี้ คือ          
			<remark  id="s2b32c99l18" />        ๑. กุณฑธานเถราปทาน              ๒. สาคตเถราปทาน  
			<remark  id="s2b32c99l19" />        ๓. มหากัจจายนเถราปทาน           ๔. กาฬุทายีเถราปทาน  
			<remark  id="s2b32c99l20" />        ๕. โมฆราชเถราปทาน              ๖. อธิมุตตกเถราปทาน  
			<remark  id="s2b32c99l21" />        ๗. ลสุณทายกเถราปทาน             ๘. อายาตทายกเถราปทาน  
			<remark  id="s2b32c99l22" />        ๙. ธรรมจักกิกเถราปทาน           ๑๐. กัปปรุกขิยเถราปทาน  
			<remark  id="s2b32c99l23" />     และมีคาถา ๑๑๒ คาถา.  
			<remark  id="s2b32c99l24" />                      จบ กุณฑธานวรรคที่ ๔               
			<remark  id="s2b32c99l25" />                         ----------  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b32c100" >
		<para id="s2b32c100p">
			<remark  id="s2b32c100l1" />                        อุปาลีวรรคที่ ๕                 
			<remark  id="s2b32c100l2" />                    อุปาลีเถราปทานที่ ๑ (๔๑)            
			<remark  id="s2b32c100l3" />                 ว่าด้วยพระอุบาลีปรารภกรรมของตน         
			<remark  id="s2b32c100l4" />     [๔๓] พระผู้มีพระภาคผู้เป็นนายกของโลก แวดล้อมด้วยพระขีณาสพหนึ่งพัน                 
			<remark  id="s2b32c100l5" />          พระองค์ทรงประกอบความสงัด เสด็จไปเพื่ออยู่ในที่ลับ เรานุ่งห่มหนัง             
			<remark  id="s2b32c100l6" />          สัตว์ ถือไม้เท้าสามง่ามเที่ยวไป ได้พบพระผู้มีพระภาคผู้นำของโลก               
			<remark  id="s2b32c100l7" />          แวดล้อมด้วยภิกษุสงฆ์ จึงทำหนังสัตว์เฉวียงบ่าข้างหนึ่ง ประนมอัญชลี            
			<remark  id="s2b32c100l8" />          เหนือเศียรเกล้า ถวายบังคมพระสัมพุทธเจ้า แล้วชมเชยพระองค์ผู้นำ                
			<remark  id="s2b32c100l9" />          ของโลกว่า สัตว์ทั้งหลายที่เกิดในไข่ เกิดในเถ้าไคล เกิดผุดขึ้น เกิด           
			<remark  id="s2b32c100l10" />          ในครรภ์ และนกมีกาเป็นต้นทั้งหมด ย่อมเที่ยวไปในอากาศทุกเมื่อ  
			<remark  id="s2b32c100l11" />          ฉันใด สัตว์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง มีสัญญาก็ตาม ไม่มีสัญญาก็ตาม สัตว์              
			<remark  id="s2b32c100l12" />          เหล่านั้น ก็ฉันนั้น ย่อมเข้าไปภายในพระญาณของพระองค์ทั้งหมด อนึ่ง             
			<remark  id="s2b32c100l13" />          กลิ่นหอมอันมีอยู่ที่ภูเขา ณ ภูเขาหิมวันต์อันเป็นภูเขาสูงสุด กลิ่นหอม         
			<remark  id="s2b32c100l14" />          ทั้งหมดนั้น ย่อมไม่ถึงแม้ส่วนเสี้ยวในศีลของพระองค์ โลกนี้พร้อมทั้ง           
			<remark  id="s2b32c100l15" />          เทวโลก แล่นไปเข้าความมืดมนใหญ่ โลกกำจัดความมืดได้ส่งแสงโชติ  
			<remark  id="s2b32c100l16" />          ช่วงอยู่ เพราะพระญาณของพระองค์ เปรียบเหมือนพระอาทิตย์อัสดงคต                 
			<remark  id="s2b32c100l17" />          แล้ว โลกก็ถึงความมืด ฉันใด เมื่อพระพุทธเจ้ายังไม่เสด็จอุบัติ สัตว์โลก        
			<remark  id="s2b32c100l18" />          ถึงความมืด ฉันนั้น (อนึ่ง) เปรียบเหมือนเมื่อพระอาทิตย์อุทัย ย่อม             
			<remark  id="s2b32c100l19" />          ขจัดความมืดได้ทุกเมื่อ ฉันใด พระองค์ผู้เป็นพระพุทธเจ้าอันประเสริฐ            
			<remark  id="s2b32c100l20" />          สุด ก็ขจัดความมืดได้ทุกเมื่อ ฉันนั้น พระองค์ทรงส่งพระองค์ไปเพื่อ             
			<remark  id="s2b32c100l21" />          ความเพียร ได้เป็นพระพุทธเจ้าในโลก พร้อมทั้งเทวโลก ทรงยังหมู่ชน               
			<remark  id="s2b32c100l22" />          เป็นอันมากให้ยินดีด้วยการปรารภกรรมของพระองค์ พระมหามุนีพระนาม                
			<remark  id="s2b32c100l23" />          ว่าปทุมุตระผู้เป็นนักปราชญ์ ทรงสดับคำนั้นแล้ว ทรงอนุโมทนา แล้ว               
			<remark  id="s2b32c100l24" />          เสด็จเหาะขึ้นในอากาศ ดังพระยาหงส์ในอัมพร พระสัมพุทธเจ้าผู้แสวง      
		</para>
	</section>
	<section id="s2b32c101" >
		<para id="s2b32c101p">
			<remark  id="s2b32c101l1" />          หาคุณอันใหญ่หลวง พระนามว่าปทุมุตระ เป็นศาสดาของเทวดาและ  
			<remark  id="s2b32c101l2" />          มนุษย์ทั้งหลาย ทรงเหาะขึ้นไปประทับอยู่ในอากาศ ได้ตรัสพระคาถา                 
			<remark  id="s2b32c101l3" />          เหล่านี้ว่า ผู้ใดเชยชมญาณอันประกอบด้วยข้ออุปมาทั้งหลายนี้ เราจัก             
			<remark  id="s2b32c101l4" />          พยากรณ์ผู้นั้น ท่านทั้งหลายจงฟังเรากล่าว เขาจักได้เป็นท้าวเทวราช             
			<remark  id="s2b32c101l5" />          ๑๘ ครั้ง จักได้เป็นพระราชาในแผ่นดินครอบครองพสุธา ๓๐๐ ครั้ง จัก               
			<remark  id="s2b32c101l6" />          ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๒๕ ครั้ง จักได้เป็นพระเจ้าประเทศราชอันไพบูลย์        
			<remark  id="s2b32c101l7" />          โดยจะคณานับมิได้ ในกัลปที่แสน พระศาสดามีพระนามชื่อว่าโคดม  
			<remark  id="s2b32c101l8" />          ซึ่งมีสมภพในวงศ์พระเจ้าโอกกากราช จักเสด็จอุบัติในโลก เขาอันกุศล              
			<remark  id="s2b32c101l9" />          มูลตักเตือนแล้ว จักเคลื่อนจากภพดุสิต จักเป็นผู้ต่ำโดยชาติ (มีชาติต่ำ)        
			<remark  id="s2b32c101l10" />          มีชื่อว่าอุบาลีและภายหลังเขาบวชแล้ว หน่ายกรรมอันลามก กำหนดรู้                
			<remark  id="s2b32c101l11" />          อาสวะทั้งปวงแล้ว จักไม่มีอาสวะนิพพาน พระโคดมพุทธเจ้าผู้ศากยบุตร              
			<remark  id="s2b32c101l12" />          มียศใหญ่ จักทรงโปรดตั้งเขาไว้ในเอตทัคคสถานทางบรรลุ (ผู้ยิ่งด้วย)             
			<remark  id="s2b32c101l13" />          วินัย เราบวชด้วยศรัทธา ทำกิจที่ควรทำเสร็จแล้ว ไม่มีอาสวะกำหนด                
			<remark  id="s2b32c101l14" />          รู้อาสวะทั้งปวง ไม่มีอาสวะอยู่ และพระผู้มีพระภาคทรงอนุเคราะห์เราว่า          
			<remark  id="s2b32c101l15" />          เราแกล้วกล้าในวินัย เราปรารภในกรรมของตน ไม่มีอาสวะอยู่ เราสำรวม              
			<remark  id="s2b32c101l16" />          ในพระปาติโมกข์และในอินทรีย์ ๕ ทรงพระวินัยอันเป็นบ่อเกิดรัตนะไว้              
			<remark  id="s2b32c101l17" />          ได้หมดทั้งสิ้น พระศาสดาผู้ไม่มีใครเทียบถึงในโลก ทรงรู้คุณของเราแล้ว          
			<remark  id="s2b32c101l18" />          ประทับนั่งในท่ามกลางสงฆ์ ทรงตั้งเราไว้ในเอตทัคคสถาน คุณวิเศษ                 
			<remark  id="s2b32c101l19" />          เหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้ง                 
			<remark  id="s2b32c101l20" />          ชัดแล้ว พระพุทธศาสนาเราทำเสร็จแล้ว ดังนี้.    
			<remark  id="s2b32c101l21" />     ทราบว่า ท่านพระอุบาลีเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.  
			<remark  id="s2b32c101l22" />                      จบ อุปาลีเถราปทาน.                
			<remark  id="s2b32c101l23" />                       --------------  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b32c102" >
		<para id="s2b32c102p">
			<remark  id="s2b32c102l1" />                   โสณโกฏิยเวสสเถราปทานที่ ๒ (๔๒)       
			<remark  id="s2b32c102l2" />                    ว่าด้วยผลแห่งการทำที่จงกรม          
			<remark  id="s2b32c102l3" />     [๔๔] เราได้ให้ทำที่จงกรม ซึ่งทำการฉาบทาด้วยปูนขาว ถวายแด่พระมุนีพระ              
			<remark  id="s2b32c102l4" />          นามว่าอโนมทัสสีเชษฐบุรุษของโลก ผู้คงที่ เราได้เอาดอกไม้ต่างๆ สี              
			<remark  id="s2b32c102l5" />          ลาดที่จงกรม ทำเพดานบนอากาศ แล้วทูลเชิญพระพุทธเจ้าผู้สูงสุดให้ทรง             
			<remark  id="s2b32c102l6" />          ใช้สอย เวลานั้น เราประนมอัญชลีถวายบังคมพระองค์ผู้มีวัตรอัน  
			<remark  id="s2b32c102l7" />          งาม แล้วมอบถวายศาลาลีแด่พระผู้มีพระภาค พระผู้มีพระภาคผู้เป็น                 
			<remark  id="s2b32c102l8" />          ศาสดายอดเยี่ยมในโลก มีพระจักษุ ทรงรู้ความดำริของเรา จึงอนุเคราะห์            
			<remark  id="s2b32c102l9" />          รับไว้ พระสัมพุทธเจ้าผู้เป็นทักขิไณยบุคคลในโลก พร้อมทั้งเทวโลก               
			<remark  id="s2b32c102l10" />          ครั้นทรงรับแล้ว ประทับนั่ง ณ ท่ามกลางภิกษุสงฆ์แล้ว ตรัสพระคาถา               
			<remark  id="s2b32c102l11" />          เหล่านี้ว่า ผู้ใดมีจิตโสมนัส ได้ถวายศาลาลีแก่เรา เราจักพยากรณ์ผู้นั้น        
			<remark  id="s2b32c102l12" />          ท่านทั้งหลายจงฟังเรากล่าว รถอันเทียมด้วยม้าพันหนึ่ง จักปรากฏแก่ผู้นี้        
			<remark  id="s2b32c102l13" />          พร้อมเพรียงด้วยบุญกรรม ในเวลาใกล้ตาย ผู้นี้จักไปสู่เทวโลกด้วยยาน             
			<remark  id="s2b32c102l14" />          นั้น เทวดาทั้งหลายจักพลอยบันเทิง ในเมื่อผู้นี้ไปถึงภพอันดี วิมานอัน          
			<remark  id="s2b32c102l15" />          ควรค่ามาก เป็นวิมานประเสริฐฉาบทาด้วยดินแก้ว ประกอบด้วยปราสาท                 
			<remark  id="s2b32c102l16" />          อันประเสริฐ จักครอบงำวิมานอื่น ผู้นี้จักรื่นรมย์อยู่ในเทวโลกตลอด ๓           
			<remark  id="s2b32c102l17" />          หมื่นกัลป จักได้เป็นท้าวเทวราชตลอด ๒๕ กัลป และจักได้เป็นพระ  
			<remark  id="s2b32c102l18" />          เจ้าจักรพรรดิตลอด ๗๗ กัลป พระเจ้าจักรพรรดินั้นแม้ทั้งหมดมีพระนาม             
			<remark  id="s2b32c102l19" />          เดียวกันว่ายโสธร ผู้นี้ได้เสวยสมบัติทั้งสองแล้ว ก่อสร้างสั่งสมบุญ            
			<remark  id="s2b32c102l20" />          จักได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิใน ๒๘ กัลป (อีก) แม้ในภพนั้น จักมี                 
			<remark  id="s2b32c102l21" />          วิมานอันประเสริฐ ที่วิสสุกรรมเทพบุตรนิรมิตให้ผู้นี้จักครองบุรีซึ่งมีเสียง    
			<remark  id="s2b32c102l22" />          ๑๐ อย่างต่างๆ กัน ในกัลปจะนับประมาณมิได้ แต่กัลปนี้ ผู้นี้จักได้             
			<remark  id="s2b32c102l23" />          เป็นพระราชารักษาแผ่นดิน มีฤทธิ์มาก มีพระนามชื่อว่าโอกกากะ อยู่ใน             
			<remark  id="s2b32c102l24" />          แว่นแคว้น นางกษัตริย์ผู้มีวัยอันประเสริฐ มีชาติสูงกว่าหญิง ๖ หมื่น           
			<remark  id="s2b32c102l25" />          ทั้งหมด จักประสูติพระราชบุตรและพระราชบุตรี ๙ พระองค์ ครั้น  
			<remark  id="s2b32c102l26" />          ประสูติพระราชบุตรและพระราชบุตรี ๙ พระองค์แล้ว จักสิ้นพระชนม์     
		</para>
	</section>
	<section id="s2b32c103" >
		<para id="s2b32c103p">
			<remark  id="s2b32c103l1" />          พระเจ้าโอกกากราชจักทรงอภิเษกนางกัญญาผู้เป็นที่รัก กำลังรุ่นเป็นมเหสี         
			<remark  id="s2b32c103l2" />          พระนางจักยังพระเจ้าโอกกากราชให้โปรดปรานแล้วได้พร ครั้นพระนาง                 
			<remark  id="s2b32c103l3" />          ได้พรแล้ว จักให้ขับไล่พระราชบุตรและพระราชบุตรี พระราชบุตรและ                 
			<remark  id="s2b32c103l4" />          พระราชบุตรีทั้งหมดนั้นถูกขับไล่แล้ว จักไปยังภูเขา เพราะกลัวความแตก           
			<remark  id="s2b32c103l5" />          ชาติ พระราชบุตรทั้งหมดจักสมสู่กับพระกนิษฐภคินี ส่วนพระเชษฐภคินี              
			<remark  id="s2b32c103l6" />          พระองค์หนึ่งจักเป็นโรคพยาธิ กษัตริย์ทั้งหลายจักตั้ง (ใจ) ลงมั่นว่า           
			<remark  id="s2b32c103l7" />          ชาติของเราอย่าแตกแยกเลย กษัตริย์จึงนำมาสมสู่กับพระเชษฐภคินีนั้น              
			<remark  id="s2b32c103l8" />          ความเกิดแห่งสกุลโอกกากะจักแตกแยก โอรสของกษัตริย์เหล่านั้นจักมี               
			<remark  id="s2b32c103l9" />          พระนามว่าโลกิยะ โดยชาติจักได้เสวยโภคสมบัติ อันเป็นของมนุษย์มิใช่             
			<remark  id="s2b32c103l10" />          น้อยในภพนั้น ผู้นี้เคลื่อนจากกายนั้นแล้วจักไปสู่เทวโลก แม้ในเทวโลก           
			<remark  id="s2b32c103l11" />          นั้น จักได้วิมานอันประเสริฐ เป็นที่รื่นรมย์ใจ ผู้นี้อันกุศลมูลตักเตือน       
			<remark  id="s2b32c103l12" />          แล้ว จักเคลื่อนจากเทวโลกมาสู่ความเป็นมนุษย์ จักมีชื่อว่าโสณะ จัก             
			<remark  id="s2b32c103l13" />          ปรารภความเพียร มีใจแน่วแน่ ตั้งความเพียรในศาสนาของพระศาสดา  
			<remark  id="s2b32c103l14" />          กำหนดรู้อาสวะทั้งปวงแล้ว จักไม่มีอาสวะนิพพาน พระผู้มีพระภาค  
			<remark  id="s2b32c103l15" />          พระนามว่า โคดมศากยบุตร ผู้ประเสริฐ ผู้รู้วิเศษ เป็นมหาวีระ ทรง               
			<remark  id="s2b32c103l16" />          เห็นคุณอนันต์จักตั้งไว้ในตำแหน่งเลิศ          
			<remark  id="s2b32c103l17" />             เมื่อฝนตกในที่ประมาณ ๔ นิ้ว หญ้าประมาณ ๔ นิ้ว ลมซัด เว้น  
			<remark  id="s2b32c103l18" />             พระผู้มีพระภาคผู้คงที่ ซึ่งทรงประกอบความเพียร ความถึงที่สุด               
			<remark  id="s2b32c103l19" />             ไม่มียิ่งขึ้นไปกว่านั้น  
			<remark  id="s2b32c103l20" />          เรามีตนฝึกแล้วในการฝึกอันอุดม เราตั้งจิตไว้ดีแล้ว เราปลงภาระทั้งปวง          
			<remark  id="s2b32c103l21" />          ลงแล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะดับแล้ว พระอังคีรสมหานาค มีพระชาติสูง                
			<remark  id="s2b32c103l22" />          ดังพระยาไกรสร ประทับนั่งในท่ามกลางภิกษุสงฆ์ ทรงตั้งเราไว้ในเอต              
			<remark  id="s2b32c103l23" />          ทัคคสถาน คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ  
			<remark  id="s2b32c103l24" />          อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว  
			<remark  id="s2b32c103l25" />          ดังนี้.        
			<remark  id="s2b32c103l26" />     ทราบว่า ท่านพระโสณโกฏิยเวสสเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ด้วยประการฉะนี้แล.             
			<remark  id="s2b32c103l27" />                  จบ โสณโกฏิยเวสสเถราปทาน               
			<remark  id="s2b32c103l28" />                      --------------- 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b32c104" >
		<para id="s2b32c104p">
			<remark  id="s2b32c104l1" />              ภัททิยกาฬิโคธายปุตตเถราปทานที่ ๓ (๔๓)     
			<remark  id="s2b32c104l2" />                 ว่าด้วยผลแห่งการถวายอาสนะทอง           
			<remark  id="s2b32c104l3" />     [๔๕] หมู่ชนทั้งปวงเข้าไปเฝ้าพระสัมพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตระ ทรงมีจิตเมตตา         
			<remark  id="s2b32c104l4" />          เป็นมหามุนีอัครนายกของโลกทั้งปวง ชนทั้งปวงย่อมถวายอามิส คือ  
			<remark  id="s2b32c104l5" />          สัตตุก้อน สัตตุผง น้ำและข้าวแก่พระศาสดา และในสงฆ์ผู้เป็นนาบุญ                
			<remark  id="s2b32c104l6" />          ไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า แม้เราก็จักนิมนต์พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุดและสงฆ์     
			<remark  id="s2b32c104l7" />          ผู้ยอดเยี่ยมแล้ว จักถวายทาน แก่พระผู้มีพระภาคผู้ประเสริฐกว่าเทวดา            
			<remark  id="s2b32c104l8" />          ผู้คงที่ คนเหล่านี้เราส่งไปให้นิมนต์พระตถาคต และภิกษุสงฆ์ทั้งสิ้น            
			<remark  id="s2b32c104l9" />          ผู้เป็นนาบุญ ไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า บัลลังก์ทอง ๑ แสน ลาดด้วย                
			<remark  id="s2b32c104l10" />          เครื่องลาดวิเศษมีขนยาว ด้วยเครื่องลาดยัดนุ่น เครื่องลาดมีรูปดอกไม้           
			<remark  id="s2b32c104l11" />          ผ้าเปลือกไม้และผ้าฝ้าย เราได้ให้จัดตั้งอาสนะอันควรค่ามาก สมควรแด่            
			<remark  id="s2b32c104l12" />          พระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตระผู้ทรงรู้แจ้งโลก ประเสริฐ            
			<remark  id="s2b32c104l13" />          กว่าเทวดา ผู้องอาจกว่านระ แวดล้อมด้วยภิกษุสงฆ์ เสด็จเข้ามาสู่ประตู           
			<remark  id="s2b32c104l14" />          บ้านเรา เรามีจิตเลื่อมใส มีใจโสมนัส ต้อนรับพระสัมพุทธเจ้าผู้เป็นนาถะ         
			<remark  id="s2b32c104l15" />          ของโลก ทรงมียศ แล้วนำเสด็จมาสู่เรือนของตน เรามีจิตเลื่อมใส  
			<remark  id="s2b32c104l16" />          มีใจโสมนัส อังคาสภิกษุ ๖ แสน และพระพุทธเจ้าผู้นายกของโลก  
			<remark  id="s2b32c104l17" />          ให้อิ่มหนำด้วยข้าวชั้นพิเศษ พระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตระ ผู้ทรงรู้แจ้ง       
			<remark  id="s2b32c104l18" />          โลก ทรงรับเครื่องบูชาแล้ว ประทับนั่งในท่ามกลางภิกษุสงฆ์ ได้ตรัส              
			<remark  id="s2b32c104l19" />          พระคาถาเหล่านี้ว่า ผู้ใดถวายอาสนะทองอันลาดด้วยเครื่องลาดวิเศษมีขน            
			<remark  id="s2b32c104l20" />          ยาวนี้ เราจักพยากรณ์ผู้นั้น ท่านทั้งหลายจงฟังเรากล่าว ผู้นั้นจักได้เป็น      
			<remark  id="s2b32c104l21" />          ท้าวเทวราช อันนางอัปสรแวดล้อม เสวยสมบัติอยู่ ๗๔ ครั้ง จักได้เป็น             
			<remark  id="s2b32c104l22" />          พระเจ้าประเทศราช ครอบครองพสุธา ๑๐๐๐ ครั้ง จักได้เป็นพระเจ้า  
			<remark  id="s2b32c104l23" />          จักรพรรดิ ๕๑ ครั้ง จักเป็นผู้มีสกุลสูงในกำเนิดและภพทั้งปวง ภายหลัง           
			<remark  id="s2b32c104l24" />          ผู้นั้นอันกุศลมูลตักเตือนแล้วจักบวช จักได้เป็นพระสาวกของพระศาสดา  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b32c105" >
		<para id="s2b32c105p">
			<remark  id="s2b32c105l1" />          มีนามชื่อว่า ภัททิยะ เราเป็นผู้ขวนขวายภายในวิเวก มีปกติอยู่ใน                
			<remark  id="s2b32c105l2" />          เสนาสนะอันสงัด ผลทั้งปวงเราบรรลุแล้ว วันนี้ เราเป็นผู้ไม่มีความ              
			<remark  id="s2b32c105l3" />          เศร้าหมองจิต พระสัพพัญญูผู้นายกของโลก ทรงทราบคุณทั้งปวงของเรา                
			<remark  id="s2b32c105l4" />          แล้ว ประทับนั่งในท่ามกลางภิกษุสงฆ์ ทรงตั้งเราไว้ในเอตทัคคสถาน                
			<remark  id="s2b32c105l5" />          คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำ                
			<remark  id="s2b32c105l6" />          ให้แจ้งชัดแล้ว พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.  
			<remark  id="s2b32c105l7" />     ทราบว่า ท่านพระภัททิยกาฬิโคธายปุตตเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการ             
			<remark  id="s2b32c105l8" />ฉะนี้แล.                 
			<remark  id="s2b32c105l9" />                จบ ภัททิยกาฬิโคธายปุตตเถราปทาน          
			<remark  id="s2b32c105l10" />                    -------------------   
		</para>
	</section>
	<section id="s2b32c106" >
		<para id="s2b32c106p">
			<remark  id="s2b32c106l1" />                 สันนิฏฐาปกเถราปทานที่ ๔ (๔๔)           
			<remark  id="s2b32c106l2" />                   ว่าด้วยผลแห่งการถวายผลแฟง            
			<remark  id="s2b32c106l3" />     [๔๖] เราทำกระท่อมไว้ในป่า อยู่ในระหว่างภูเขา ยินดีด้วยลาภและความเสื่อม            
			<remark  id="s2b32c106l4" />          ลาภ ด้วยยศและความเสื่อมยศ พระผู้มีพระภาคพระนามว่าปทุมุตระผู้รู้              
			<remark  id="s2b32c106l5" />          แจ้งโลก ผู้ควรรับเครื่องบูชา เสด็จมาในสำนักเราพร้อมด้วยภิกษุ ๑ แสน           
			<remark  id="s2b32c106l6" />          เมื่อพระมหานาคทรงพระนามว่าปทุมุตระ ผู้อุดมเสด็จเข้ามา เราได้ปูลาด            
			<remark  id="s2b32c106l7" />          เครื่องลาดหญ้าถวายแด่พระศาสดา เรามีจิตเลื่อมใส มีใจโสมนัส ได้                
			<remark  id="s2b32c106l8" />          ถวายผลแฟงและน้ำฉันแด่พระผู้มีพระภาคผู้ซื่อตรง ด้วยใจอันผ่องใส                
			<remark  id="s2b32c106l9" />          ในแสนกัลปแต่กัลปนี้ เราได้ถวายทานใด ด้วยทานนั้น เราไม่รู้จักทุคติ            
			<remark  id="s2b32c106l10" />          เลย นี้เป็นผลแห่งการถวายผลแฟง ในกัลปที่ ๔๑ ได้มีพระเจ้าจักรพรรดิ             
			<remark  id="s2b32c106l11" />          พระองค์หนึ่ง พระนามว่าอรินทมะ ทรงสมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ มี                 
			<remark  id="s2b32c106l12" />          พลมาก คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖                
			<remark  id="s2b32c106l13" />          เราทำให้แจ้งชัดแล้ว พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.  
			<remark  id="s2b32c106l14" />     ทราบว่า ท่านพระสันนิฏฐาปกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.              
			<remark  id="s2b32c106l15" />                    จบ สันนิฏฐาปกเถราปทาน.              
			<remark  id="s2b32c106l16" />                      ----------------  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b32c107" >
		<para id="s2b32c107p">
			<remark  id="s2b32c107l1" />                   ปัญจหัตถยเถราปทานที่ ๕ (๔๕)          
			<remark  id="s2b32c107l2" />               ว่าด้วยผลแห่งการบูชาด้วยดอกบัว ๕ กำ      
			<remark  id="s2b32c107l3" />     [๔๗] พระสัมพุทธเจ้าพระนามว่าสุเมธ ผู้มีพระจักษุทอดลง  ตรัสพอประมาณ มีสติ          
			<remark  id="s2b32c107l4" />          ทรงสำรวมอินทรีย์ เสด็จมาในแถวตลาด ดอกอุบลห้ากำมีอยู่ในบ่อน้ำ                 
			<remark  id="s2b32c107l5" />          ขุ่นของเรา เราเลื่อมใสได้เอาดอกอุบลนั้นบูชาพระพุทธเจ้า ด้วยมือทั้ง           
			<remark  id="s2b32c107l6" />          สองของตน และดอกไม้เหล่านั้นเรายกขึ้นเป็นหลังคาแห่งพระศาสดานั้น               
			<remark  id="s2b32c107l7" />          เราทรงดอกไม้ถวายพระมหานาค ดังศิษย์กั้นร่มถวายอาจารย์ ฉะนั้น ใน               
			<remark  id="s2b32c107l8" />          กัลปที่ ๓ หมื่น เราได้ยกดอกไม้ใด ด้วยกรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย           
			<remark  id="s2b32c107l9" />          นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา ใน ๒  พันกัลปแต่กัลปนี้ ได้มีพระเจ้าจักรพรรดิผู้       
			<remark  id="s2b32c107l10" />          เป็นกษัตริย์ ๕ พระองค์ ทรงพลมาก มีพระนามชื่อว่าหัตถิยะ คุณวิเศษ              
			<remark  id="s2b32c107l11" />          เหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัด              
			<remark  id="s2b32c107l12" />          แล้ว พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.    
			<remark  id="s2b32c107l13" />     ทราบว่า ท่านพระปัญจหัตถิยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.              
			<remark  id="s2b32c107l14" />                    จบ ปัญจหัตถิยเถราปทาน.              
			<remark  id="s2b32c107l15" />                     -----------------  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b32c108" >
		<para id="s2b32c108p">
			<remark  id="s2b32c108l1" />                  ปทุมฉทนิยเถราปทานที่ ๖ (๔๖)           
			<remark  id="s2b32c108l2" />                 ว่าด้วยผลแห่งการกั้นร่มเป็นพุทธบูชา    
			<remark  id="s2b32c108l3" />     [๔๘] เมื่อพระโลกนาถพระนามว่าวิปัสสี ผู้อัครบุคคลเสด็จนิพพานแล้ว  เราถือ           
			<remark  id="s2b32c108l4" />          ดอกปทุมอันบานดียกขึ้นขึ้นบูชาที่จิตกาธาร ในเมื่อมหาชนยกพระศพขึ้น             
			<remark  id="s2b32c108l5" />          จิตกาธาร จิตกาธารสูงขึ้นไปจรดนภากาศ เราได้ทำร่มไว้ในอากาศ กั้นไว้            
			<remark  id="s2b32c108l6" />          จิตกาธาร ในกัลปที่ ๙๑ แต่กัลปนี้ เราได้ยกดอกไม้ใดบูชา ด้วยกรรม               
			<remark  id="s2b32c108l7" />          นั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา ในกัลปที่  ๔๗ แต่            
			<remark  id="s2b32c108l8" />          กัลปนี้ ได้มีพระเจ้าจักรพรรดินามว่าปทุมิสระ เป็นใหญ่ มีพลมาก                 
			<remark  id="s2b32c108l9" />          ครอบครองแผ่นดินมีสมุทรสาคร ๔ เป็นที่สุด คุณวิเศษเหล่านี้ คือ                 
			<remark  id="s2b32c108l10" />          ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖  เราทำให้แจ้งชัดแล้ว พระ                 
			<remark  id="s2b32c108l11" />          พุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.            
			<remark  id="s2b32c108l12" />     ทราบว่า ท่านพระปทุมฉทนิยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.               
			<remark  id="s2b32c108l13" />                    จบ ปทุมฉทนิยเถราปทาน                
			<remark  id="s2b32c108l14" />                     ----------------- 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b32c109" >
		<para id="s2b32c109p">
			<remark  id="s2b32c109l1" />                  สยนทายกเถราปทานที่ ๗ (๔๗)             
			<remark  id="s2b32c109l2" />                   ว่าด้วยผลแห่งการถวายที่นอน           
			<remark  id="s2b32c109l3" />     [๔๙] เราได้ถวายที่นอนอย่างดีเลิศ ลาดด้วยกัณฑะ คือผ้า แด่พระผู้มีพระภาค            
			<remark  id="s2b32c109l4" />          พระนามว่าสิทธัตถะ ผู้มีจิตเมตตา ผู้คงที่ พระผู้มีพระภาคชินเจ้า ทรง           
			<remark  id="s2b32c109l5" />          รับที่นอนอันเป็นกัปปิยะแล้ว เสด็จลุกจากที่นอนนั้น เหาะขึ้นสู่อากาศ           
			<remark  id="s2b32c109l6" />          ในกัลปที่ ๙๔ แต่กัลปนี้ เราได้ถวายที่นอนใด ด้วยกรรมนั้น เราไม่รู้จัก         
			<remark  id="s2b32c109l7" />          ทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายที่นอน ในกัลปที่ ๕๑ แต่กัลปนี้ ได้มี            
			<remark  id="s2b32c109l8" />          พระเจ้าจักรพรรดิ มีพระนามว่าวรุณเทพ ทรงสมบูรณ์ด้วยรัตนะ ๗ ประการ             
			<remark  id="s2b32c109l9" />          มีกำลังพลมาก คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ                 
			<remark  id="s2b32c109l10" />          อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้วดังนี้.            
			<remark  id="s2b32c109l11" />     ทราบว่า ท่านพระสยนทายกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้  ด้วยประการฉะนี้แล.                
			<remark  id="s2b32c109l12" />                    จบ สยนทายกเถราปทาน.                 
			<remark  id="s2b32c109l13" />                     -----------------  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b32c110" >
		<para id="s2b32c110p">
			<remark  id="s2b32c110l1" />                  จังกมทายกเถราปทานที่ ๘ (๔๘)           
			<remark  id="s2b32c110l2" />                   ว่าด้วยผลแห่งการถวายที่จงกรม         
			<remark  id="s2b32c110l3" />     [๕๐] เราได้ให้ทำสถานที่จงกรมก่อด้วยอิฐ ถวายแด่พระมุนีพระนามว่าอัตถทัสสี           
			<remark  id="s2b32c110l4" />          ผู้เป็นเชษฐบุรุษของโลก ผู้คงที่ สถานที่จงกรมสร้างสำเร็จดีแล้ว โดยสูง         
			<remark  id="s2b32c110l5" />          ๕ ศอก โดยยาว ๑๐๐ ศอก ควรเป็นที่เจริญภาวนา น่ารื่นรมย์ใจ  
			<remark  id="s2b32c110l6" />          พระผู้มีพระภาคพระนามว่าอัตถทัสสีผู้เป็นนระอุดมทรงรับแล้ว  ทรง                
			<remark  id="s2b32c110l7" />          กำทรายด้วย (ฝ่า) พระหัตถ์แล้ว ได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า ด้วยการ              
			<remark  id="s2b32c110l8" />          ถวายทรายนี้ และด้วยการถวายที่จงกรมอันทำเสร็จดีแล้ว ผู้นั้นจั
