<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<!DOCTYPE book PUBLIC "-//OASIS//DTD DocBook XML V5.0//EN" "http://www.oasis-open.org/docbook/xml/4.5/docbookx.dtd">
<chapter id="s2b31">
	<title>ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค</title>
	<section id="s2b31c1" >
		<para id="s2b31c1p">
			<remark  id="s2b31c1l1" />							พระสุตตันตปิฎก
			<remark  id="s2b31c1l2" />							  เล่ม ๒๓
			<remark  id="s2b31c1l3" />						   ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค
			<remark  id="s2b31c1l4" />	ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
			<remark  id="s2b31c1l5" />								มาติกา
			<remark  id="s2b31c1l6" />	ปัญญาในการทรงจำธรรมที่ได้ฟังมาแล้ว เป็นสุตมยญาณ [ญาณอันสำเร็จมาแต่การฟัง] ๑ 
			<remark  id="s2b31c1l7" />ปัญญาในการฟังธรรมแล้ว สังวรไว้ เป็นสีลมยญาณ [ญาณอันสำเร็จมาแต่ศีล] ๑ ปัญญาใน
			<remark  id="s2b31c1l8" />การสำรวมแล้วตั้งไว้ดี เป็นภาวนามยญาณ[ญาณอันสำเร็จมาแต่การเจริญสมาธิ] ๑ ปัญญาในการ
			<remark  id="s2b31c1l9" />กำหนดปัจจัย เป็นธรรมฐิติญาณ [ญาณในเหตุธรรม] ๑ ปัญญาในการย่อธรรมทั้งหลาย ทั้งส่วน
			<remark  id="s2b31c1l10" />อดีตส่วนอนาคตและส่วนปัจจุบันแล้วกำหนดไว้ เป็นสัมมสนญาณ [ญาณในการพิจารณา] ๑ 
			<remark  id="s2b31c1l11" />ปัญญาในการพิจารณาเห็นความแปรปรวนแห่งธรรมส่วนปัจจุบันเป็นอุทยัพพยานุปัสนาญาณ [ญาณ
			<remark  id="s2b31c1l12" />ในการพิจารณาเห็นความเกิดขึ้นและความเสื่อม]๑ ปัญญาในการพิจารณาอารมณ์แล้วพิจารณาเห็น
			<remark  id="s2b31c1l13" />ความแตกไป เป็นวิปัสนาญาณ[ญาณในความเห็นแจ้ง] ๑ ปัญญาในการปรากฏโดยความเป็นภัย 
			<remark  id="s2b31c1l14" />เป็นอาทีนวญาณ[ญาณในการเห็นโทษ] ๑ ปัญญาในความปรารถนาจะพ้นไปทั้งพิจารณาและวางเฉย
			<remark  id="s2b31c1l15" />อยู่ เป็นสังขารุเบกขาญาณ ๑ ปัญญาในการออกและหลีกไปจากสังขารนิมิตภายนอก เป็นโคตร
			<remark  id="s2b31c1l16" />ภูญาณ ๑ ปัญญาในการออกและหลีกไปจากกิเลส ขันธ์และสังขารนิมิตภายนอกทั้งสอง เป็นมรรค
			<remark  id="s2b31c1l17" />ญาณ ๑ ปัญญาในการระงับประโยคเป็นผลญาณ ๑ ปัญญาในการพิจารณาเห็นอุปกิเลสนั้นๆ อัน
			<remark  id="s2b31c1l18" />อริยมรรคนั้นๆตัดเสียแล้ว เป็นวิมุติญาณ ๑ ปัญญาในการพิจารณาเห็นธรรมที่เข้ามาประชุมใน
			<remark  id="s2b31c1l19" />ขณะนั้น เป็นปัจจเวกขณญาณ ๑ ปัญญาในการกำหนดธรรมภายใน เป็นวัตถุนานัตตญาณ [ญาณ
			<remark  id="s2b31c1l20" />ในความต่างแห่งวัตถุ] ๑ ปัญญาในการกำหนดธรรมภายนอก เป็นโคจรนานัตตญาณ [ญาณใน
		</para>
	</section>
	<section id="s2b31c2" >
		<para id="s2b31c2p">
			<remark  id="s2b31c2l1" />ความต่างแห่งโคจร] ๑ ปัญญาในการกำหนดจริยา เป็นจริยานานัตตญาณ [ญาณในความต่างแห่ง
			<remark  id="s2b31c2l2" />จริยา] ๑ ปัญญาในการกำหนดธรรม ๔ เป็นภูมินานัตตญาณ [ญาณในความต่างแห่งภูมิ] ๑ ปัญญา
			<remark  id="s2b31c2l3" />ในการกำหนดธรรม ๙ เป็นธรรมนานัตตญาณ [ญาณในความต่างแห่งธรรม]๑ ปัญญาที่รู้ยิ่ง เป็น
			<remark  id="s2b31c2l4" />ญาตัฏฐญาณ [ญาณในความว่ารู้] ๑ ปัญญาเครื่องกำหนดรู้เป็นตีรณัฏฐญาณ [ญาณในความว่า
			<remark  id="s2b31c2l5" />พิจารณา] ๑ ปัญญาในการละ เป็นปริจจาคัฏฐญาณ [ญาณในความว่าสละ] ๑ ปัญญาเครื่องเจริญ 
			<remark  id="s2b31c2l6" />เป็นเอกรสัฏฐญาณ[ญาณในความว่ามีกิจเป็นอันเดียว] ๑ ปัญญาเครื่องทำให้แจ้ง เป็นผัสสนัฏฐญาณ
			<remark  id="s2b31c2l7" />[ญาณในความว่าถูกต้อง] ๑ ปัญญาในความต่างแห่งอรรถ เป็นอัตถปฏิสัมภิทาญาณ ๑ ปัญญาใน
			<remark  id="s2b31c2l8" />ความต่างแห่งธรรม เป็นธรรมปฏิสัมภิทาญาณ ๑ ปัญญาในความต่างแห่งนิรุติ เป็นนิรุตติปฏิสัม
			<remark  id="s2b31c2l9" />ภิทาญาณ ๑ ปัญญาในความต่างแห่งปฏิภาณ เป็นปฏิภาณปฏิสัมภิทาญาณ ๑ ปัญญาในความต่างแห่ง
			<remark  id="s2b31c2l10" />วิหารธรรม เป็นวิหารัฏฐญาณ [ญาณในความว่าธรรมเครื่องอยู่] ๑ ปัญญาในความต่างแห่งสมาบัติ
			<remark  id="s2b31c2l11" />เป็นสมาปัตตัฏฐญาณ [ญาณในความว่าสมาบัติ] ๑ ปัญญาในความต่างแห่งวิหารสมาบัติ เป็นวิหาร
			<remark  id="s2b31c2l12" />สมาปัตตัฏฐญาณ [ญาณในความว่าวิหารสมาบัติ] ๑ ปัญญาในการตัดอาสวะขาด เพราะความ
			<remark  id="s2b31c2l13" />บริสุทธิ์แห่งสมาธิอันเป็นเหตุไม่ให้ฟุ้งซ่าน เป็นอานันตริกสมาธิญาณ [ญาณในสมาธิอันมีในลำดับ] ๑ 
			<remark  id="s2b31c2l14" />ทัสนาธิปไตย ทัสนะมีความเป็นอธิบดี วิหาราธิคม คุณเครื่องบรรลุ คือวิหารธรรมอันสงบ 
			<remark  id="s2b31c2l15" />และปัญญาในความที่จิตเป็นธรรมชาติน้อมไปในผลสมาบัติอันประณีต เป็นอรณวิหารญาณ[ญาณ
			<remark  id="s2b31c2l16" />ในวิหารธรรมอันไม่มีกิเลสเป็นข้าศึก] ๑ ปัญญาในความเป็นผู้มีความชำนาญด้วยความเป็นผู้ประกอบ
			<remark  id="s2b31c2l17" />ด้วยพละ ๒ ด้วยความระงับสังขาร ๓ ด้วยญาณจริยา ๑๖และด้วยสมาธิจริยา ๙ เป็นนิโรธสมาปัตติ
			<remark  id="s2b31c2l18" />ญาณ [ญาณในนิโรธสมาบัติ] ๑ ปัญญาในความสิ้นไปแห่งความเป็นไปแห่งกิเลสและขันธ์ของบุคคล
			<remark  id="s2b31c2l19" />ผู้รู้สึกตัว เป็นปรินิพพานญาณ ๑ ปัญญาในความไม่ปรากฏแห่งธรรมทั้งปวง ในการตัดขาดโดยชอบ
			<remark  id="s2b31c2l20" />และในนิโรธ เป็นสมสีสัฏฐญาณ [ญาณในความว่าธรรมอันสงบและธรรมอันเป็นประธาน] ๑ 
			<remark  id="s2b31c2l21" />ปัญญาในความสิ้นไปแห่งกิเลสอันหนา สภาพต่างๆ และเดชเป็นสัลเลขัฏฐญาณ [ญาณในความ
			<remark  id="s2b31c2l22" />ว่าธรรมเครื่องขัดเกลา] ๑ ปัญญาในความประคองไว้ซึ่งจิตอันไม่หดหู่และจิตที่ส่งไป เป็นวิริยารัมภ
			<remark  id="s2b31c2l23" />ญาณ ๑ ปัญญาในการประกาศธรรมต่างๆ เป็นอรรถสันทัสนญาณ [ญาณในการเห็นชัดซึ่งอรรถ
			<remark  id="s2b31c2l24" />ธรรม] ๑ปัญญาในการสงเคราะห์ธรรมทั้งปวงเป็นหมวดเดียวกันในการแทงตลอดธรรมต่างกันและ
			<remark  id="s2b31c2l25" />ธรรมเป็นอันเดียวกัน เป็นทัสนวิสุทธิญาณ ๑ ปัญญาในความที่ธรรมปรากฏโดยความเป็นของไม่เที่ยง
			<remark  id="s2b31c2l26" />เป็นต้น เป็นขันติญาณ ๑ ปัญญาในความถูกต้องธรรมเป็นปริโยคาหนญาณ [ญาณในความย่างเข้า
			<remark  id="s2b31c2l27" />ไป] ๑ ปัญญาในการรวมธรรมเป็นปเทสวิหารญาณ [ญาณในวิหารธรรมส่วนหนึ่ง] ๑ ปัญญาใน
		</para>
	</section>
	<section id="s2b31c3" >
		<para id="s2b31c3p">
			<remark  id="s2b31c3l1" />ความมีกุศลธรรมเป็นอธิบดีเป็นสัญญาวิวัฏฏญาณ [ญาณในความหลีกไปด้วยปัญญาที่รู้ดี] ๑ ปัญญา
			<remark  id="s2b31c3l2" />ในธรรมเป็นเหตุละความเป็นต่างๆ เป็นเจโตวิวัฏฏญาณ [ญาณในการหลีกออกจากนิวรณ์ด้วยใจ] 
			<remark  id="s2b31c3l3" />๑ ปัญญาในการอธิษฐาน เป็นจิตตวิวัฏฏญาณ [ญาณในความหลีกไปแห่งจิต] ๑ ปัญญาในธรรม
			<remark  id="s2b31c3l4" />อันว่างเปล่า เป็นญาณวิวัฏฏญาณ [ญาณในความหลีกไปด้วยญาณ] ๑ ปัญญาในความสลัดออก 
			<remark  id="s2b31c3l5" />เป็นวิโมกขวิวัฏฏญาณ[ญาณในความหลีกไปแห่งจิตด้วยวิโมกข์] ๑ ปัญญาในความว่าธรรมจริง
			<remark  id="s2b31c3l6" />เป็นสัจจวิวัฏฏญาณ [ญาณในความหลีกไปด้วยสัจจะ] ๑ ปัญญาในความสำเร็จด้วยการกำหนดกาย
			<remark  id="s2b31c3l7" /> [รูปกายของตน] และจิต [จิตมีญาณเป็นบาท]เข้าด้วยกัน และด้วยสามารถแห่งความตั้งไว้ซึ่ง
			<remark  id="s2b31c3l8" />สุขสัญญา [สัญญาประกอบด้วยอุเบกขาในจตุตถฌานเป็นสุขละเอียด] และลหุสัญญา [สัญญาเบา
			<remark  id="s2b31c3l9" />เพราะพ้นจากนิวรณ์และปฏิปักขธรรม] เป็นอิทธิวิธญาณ [ญาณในการแสดงฤทธิ์ได้ต่างๆ]๑ ปัญญา
			<remark  id="s2b31c3l10" />ในการกำหนดเสียงเป็นนิมิตหลายอย่างหรืออย่างเดียวด้วยสามารถการแผ่วิตกไป เป็นโสตธาตุ
			<remark  id="s2b31c3l11" />วิสุทธิญาณ [ญาณอันหมดจดแห่งโสตธาตุ] ๑ ปัญญาในการกำหนดจริยาคือ วิญญาณหลายอย่าง
			<remark  id="s2b31c3l12" />หรืออย่างเดียว ด้วยความแผ่ไปแห่งจิต๓ ประเภท และด้วยสามารถแห่งความผ่องใสแห่งอินทรีย์
			<remark  id="s2b31c3l13" />ทั้งหลาย เป็นเจโตปริยญาณ [ญาณในความกำหนดรู้จิตผู้อื่นด้วยจิตของตน] ๑ ปัญญาในการ
			<remark  id="s2b31c3l14" />กำหนดธรรมทั้งหลายอันเป็นไปตามปัจจัย ด้วยสามารถความแผ่ไปแห่งกรรมหลายอย่างหรืออย่าง
			<remark  id="s2b31c3l15" />เดียว เป็นบุพเพนิวาสานุสสติญาณ [ญาณเป็นเครื่องระลึกถึงชาติก่อนๆ ได้] ๑ ปัญญาในความ
			<remark  id="s2b31c3l16" />เห็นรูปเป็นนิมิตหลายอย่างหรืออย่างเดียว ด้วยสามารถแสงสว่าง เป็นทิพจักขุญาณ ๑ ปัญญาใน
			<remark  id="s2b31c3l17" />ความเป็นผู้มีความชำนาญในอินทรีย์ ๓ ประการ โดยอาการ ๖๔ เป็นอาสวักขยญาณ[ญาณในความ
			<remark  id="s2b31c3l18" />สิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย] ๑ ปัญญาในความกำหนดรู้ เป็นทุกขญาณ ๑ ปัญญาใน 
			<remark  id="s2b31c3l19" />อรรถว่าเป็นสิ่งควรละละ เป็นสมุทยญาณ ๑ ปัญญาในความทำให้แจ้ง เป็นนิโรธญาณ ๑ 
			<remark  id="s2b31c3l20" />ปัญญาในความเจริญ เป็นมรรคญาณ ๑ ทุกขญาณ [ญาณในทุกข์] ๑ ทุกขสมุทยญาณ
			<remark  id="s2b31c3l21" /> [ญาณในเหตุให้เกิดทุกข์] ๑ ทุกขนิโรธญาณ[ญาณในความดับทุกข์] ๑ ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา
			<remark  id="s2b31c3l22" />ญาณ [ญาณในข้อปฏิบัติเครื่องให้ถึงความดับทุกข์] ๑ อรรถปฏิสัมภิทาญาณ ๑ ธรรมปฏิสัมภิทา
			<remark  id="s2b31c3l23" />ญาณ๑ นิรุตติปฏิสัมภิทาญาณ ๑ ปฏิภาณปฏิสัมภิทาญาณ ๑ อินทริยปโรปริยัติญาณ[ญาณใน
			<remark  id="s2b31c3l24" />ความยิ่งและหย่อนแห่งอินทรีย์ของสัตว์ทั้งหลาย] ๑ อาสยานุสยญาณ[ญาณในฉันทะเป็นที่มานอน
			<remark  id="s2b31c3l25" />และกิเลสอันนอนเนื่องของสัตว์ทั้งหลาย] ๑ ยมกปาฏิหิรญาณ [ญาณในยมกปาฏิหาริย์] ๑ มหา
			<remark  id="s2b31c3l26" />กรุณาสมาปัตติญาณ ๑สัพพัญญุตญาณ ๑ อนาวรณญาณ ๑
		</para>
	</section>
	<section id="s2b31c4" >
		<para id="s2b31c4p">
			<remark  id="s2b31c4l1" />	ญาณเหล่านี้รวมเป็น ๗๓ ญาณ ในญาณทั้ง ๗๓ นี้ ญาณ ๖๗[ข้างต้น] ทั่วไปแก่
			<remark  id="s2b31c4l2" />พระสาวก ญาณ ๖ [ในที่สุด] ไม่ทั่วไปด้วยพระสาวกเป็นญาณเฉพาะพระตถาคตเท่านั้น ฉะนี้แล ฯ
			<remark  id="s2b31c4l3" />			 จบมาติกา
			<remark  id="s2b31c4l4" />			______
		</para>
	</section>
	<section id="s2b31c5" >
		<para id="s2b31c5p">
			<remark  id="s2b31c5l1" />			มหาวรรค ญาณกถา
			<remark  id="s2b31c5l2" />	[๑] ปัญญาในการทรงจำธรรมที่ได้ฟังมาแล้ว เป็นสุตมยญาณอย่างไร
			<remark  id="s2b31c5l3" />	ปัญญาอันเป็นเครื่องทรงจำธรรมที่ได้ฟังมาแล้ว คือ เครื่องรู้ชัดธรรมที่ได้สดับมาแล้ว
			<remark  id="s2b31c5l4" />นั้นว่า ธรรมเหล่านี้ควรรู้ยิ่ง ธรรมเหล่านี้ควรกำหนดรู้ ธรรมเหล่านี้ควรละ ธรรมเหล่านี้ควรให้
			<remark  id="s2b31c5l5" />เจริญ ธรรมเหล่านี้ควรทำให้แจ้ง ธรรมเหล่านี้เป็นไปในส่วนแห่งความเสื่อม ธรรมเหล่านี้เป็นไป
			<remark  id="s2b31c5l6" />ในส่วนแห่งความตั้งอยู่ ธรรมเหล่านี้เป็นไปในส่วนแห่งความวิเศษ ธรรมเหล่านี้เป็นไปในส่วน
			<remark  id="s2b31c5l7" />แห่งการชำแรกกิเลสสังขารทั้งปวงไม่เที่ยง สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์ ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา นี้ทุกข
			<remark  id="s2b31c5l8" />อริยสัจนี้ทุกขสมุทัยอริยสัจ นี้ทุกขนิโรธอริยสัจ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจเป็นสุตมยญาณ
			<remark  id="s2b31c5l9" /> [แต่ละอย่าง] ฯ
			<remark  id="s2b31c5l10" />	[๒] ปัญญาอันเป็นเครื่องทรงจำธรรมที่ได้ฟังมาแล้ว คือ เป็นเครื่องรู้ชัดซึ่งธรรมที่ได้
			<remark  id="s2b31c5l11" />สดับมาแล้วนั้นว่า ธรรมเหล่านี้ควรรู้ยิ่ง เป็นสุตมยญาณอย่างไรธรรมอย่างหนึ่งควรรู้ยิ่ง คือ
			<remark  id="s2b31c5l12" /> สัตว์ทั้งปวงดำรงอยู่ได้ด้วยอาหาร ธรรม ๒ ควรรู้ยิ่งคือ ธาตุ ๒ ธรรม ๓ ควรรู้ยิ่ง คือ ธาตุ ๓
			<remark  id="s2b31c5l13" /> ธรรม ๔ ควรรู้ยิ่ง คือ อริยสัจ ๔ธรรม ๕ ควรรู้ยิ่ง คือ วิมุตตายตนะ ๕ ธรรม ๖ ควรรู้ยิ่ง 
			<remark  id="s2b31c5l14" />คืออนุตตริยะ ๖ธรรม ๗ ควรรู้ยิ่ง คือ นิททสวัตถุ [เหตุที่พระขีณาสพนิพพานแล้วไม่ปฏิสนธิ
			<remark  id="s2b31c5l15" />อีกต่อไป] ๗ ธรรม ๘ ควรรู้ยิ่ง คือ อภิภายตนะ [อารมณ์แห่งญาณอันฌายีบุคคลครอบงำไว้] ๘ 
			<remark  id="s2b31c5l16" />ธรรม ๙ ควรรู้ยิ่ง คือ อนุปุพพวิหาร ๙ ธรรม ๑๐ควรรู้ยิ่ง คือนิชชรวัตถุ [เหตุกำจัดมิจฉาทิฐิ
			<remark  id="s2b31c5l17" />เป็นต้น] ๑๐ ฯ
			<remark  id="s2b31c5l18" />	[๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมชาติทั้งปวงควรรู้ยิ่ง ดูกรภิกษุทั้งหลายก็ธรรมชาติทั้งปวง
			<remark  id="s2b31c5l19" />ควรรู้ยิ่ง คืออะไร คือ ตา รูป จักขุวิญญาณ จักขุสัมผัสสุขเวทนา ทุกขเวทนา หรือแม้
			<remark  id="s2b31c5l20" />อทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะจักษุสัมผัสเป็นปัจจัย [แต่ละอย่างๆ] ควรรู้ยิ่ง หู เสียง ฯลฯ 
			<remark  id="s2b31c5l21" />จมูก กลิ่น ฯลฯ ลิ้นรส ฯลฯ กาย โผฏฐัพพะ ฯลฯ ใจ ธรรมารมณ์ มโนวิญญาณ มโน
			<remark  id="s2b31c5l22" />สัมผัสสุขเวทนา ทุกขเวทนา หรือแม้อทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้น เพราะมโนสัมผัสเป็นปัจจัย 
			<remark  id="s2b31c5l23" />ควรรู้ยิ่งทุกอย่าง ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b31c6" >
		<para id="s2b31c6p">
			<remark  id="s2b31c6l1" />	[๔] รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ จักขุ โสตะ ฆานะ ชิวหา กาย ใจ
			<remark  id="s2b31c6l2" /> รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ จักขุวิญญาณโสตวิญญาณ ฆานวิญญาณ ชิวหา
			<remark  id="s2b31c6l3" />วิญญาณ กายวิญญาณ มโนวิญญาณจักขุสัมผัส โสตสัมผัส ฆานสัมผัส ชิวหาสัมผัส กาย
			<remark  id="s2b31c6l4" />สัมผัส มโนสัมผัสจักขุสัมผัสสชาเวทนา โสตสัมผัสสชาเวทนา ฆานสัมผัสสชาเวทนา ชิวหา
			<remark  id="s2b31c6l5" />สัมผัสสชาเวทนา การสัมผัสสชาเวทนา มโนสัมผัสสชาเวทนา รูปสัญญาสัททสัญญา คันธสัญญา 
			<remark  id="s2b31c6l6" />รสสัญญา โผฏฐัพพสัญญา ธรรมสัญญา รูปสัญเจตนา สัททสัญเจตนา คันธสัญเจตนา รสสัญ
			<remark  id="s2b31c6l7" />เจตนา โผฏฐัพพสัญเจตนาธรรมสัญเจตนา รูปตัณหา สัททตัณหา คันธตัณหา รสตัณหา 
			<remark  id="s2b31c6l8" />โผฏฐัพพตัณหาธรรมตัณหา รูปวิตก  สัททวิตก คันธวิตก รสวิตก โผฏฐัพพวิตก ธรรมวิตก
			<remark  id="s2b31c6l9" />รูปวิจาร สัททวิจาร คันธวิจาร รสวิจาร โผฏฐัพพวิจาร ธรรมวิจาร ควรรู้ยิ่งทุกอย่าง ฯ
			<remark  id="s2b31c6l10" />	[๕] ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ   เตโชธาตุ   วาโยธาตุ   อากาสธาตุ   วิญญาณธาตุ  ปฐวีกสิณ
			<remark  id="s2b31c6l11" /> อาโปกสิณ เตโชกสิณ วาโยกสิณ นีลกสิณ ปีตกสิณ โลหิตกสิณโอทาตกสิณ อากาสกสิณ 
			<remark  id="s2b31c6l12" />วิญญาณกสิณ ควรรู้ยิ่งทุกอย่าง ฯ
			<remark  id="s2b31c6l13" />	[๖] ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น   กระดูก   เยื่อในกระดูก  ม้าม หัวใจ 
			<remark  id="s2b31c6l14" />ตับ พังผืด ไต ปอด ไส้ใหญ่ ไส้น้อย อาหารใหม่ อาหารเก่าดี เสลด หนอง เลือด
			<remark  id="s2b31c6l15" /> เหงื่อ มันข้น น้ำตา เปลวมัน น้ำลาย น้ำมูกไขข้อ มูตร สมองศีรษะ ควรรู้ยิ่งทุกอย่าง ฯ
			<remark  id="s2b31c6l16" />	[๗] จักขวายตนะ   รูปายตนะ   โสตายตนะ   สัททายตนะ  ฆานายตนะ คันธายตนะ 
			<remark  id="s2b31c6l17" />ชิวหายตนะ รสายตนะ กายายตนะ โผฏฐัพพายตนะ มนายตนะธรรมายตนะ จักขุธาตุ รูปธาตุ
			<remark  id="s2b31c6l18" /> จักขุวิญญาณธาตุ โสตธาตุ สัททธาตุ โสตวิญญาณธาตุ ฆานธาตุ คันธธาตุ ฆานวิญญาณธาตุ 
			<remark  id="s2b31c6l19" />ชิวหาธาตุ รสธาตุ ชิวหาวิญญาณธาตุ กายธาตุ โผฏฐัพพธาตุ กายวิญญาณธาตุ มโนธาตุ ธรรม
			<remark  id="s2b31c6l20" />ธาตุ มโนวิญญาณธาตุ จักขุนทรีย์ โสตินทรีย์ ฆานินทรีย์ ชิวหินทรีย์ กายินทรีย์  มนินทรีย์ 
			<remark  id="s2b31c6l21" />ชีวิตินทรีย์ อิตถินทรีย์ ปุริสินทรีย์ สุขินทรีย์ ทุกขินทรีย์ โสมนัสสินทรีย์ โทมนัสสินทรีย์ 
			<remark  id="s2b31c6l22" />อุเบกขินทรีย์ สัทธินทรีย์ วิริยินทรีย์ สตินทรีย์สมาธินทรีย์ ปัญญินทรีย์ อนัญญตัญญัส
			<remark  id="s2b31c6l23" />สามีตินทรีย์ [อินทรีย์ของผู้ปฏิบัติด้วยมนสิการว่า เราจักรู้ธรรมที่ยังไม่รู้ อินทรีย์นี้เป็นชื่อของ
			<remark  id="s2b31c6l24" />โสดาปัตติมรรคญาณ]อัญญินทรีย์ [อินทรีย์ของผู้รู้จตุสัจจธรรมด้วยมรรคนั้น อินทรีย์นี้เป็นชื่อของ
			<remark  id="s2b31c6l25" />ญาณในฐานะ ๖ มีโสดาปัตติมรรคเป็นต้น] อัญญาตาวินทรีย์ [อินทรีย์ของพระขีณาสพผู้รู้จบแล้ว 
			<remark  id="s2b31c6l26" />อินทรีย์นี้เป็นชื่อของอรหัตผลญาณ] ควรรู้ยิ่งทุกอย่าง ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b31c7" >
		<para id="s2b31c7p">
			<remark  id="s2b31c7l1" />	[๘] กามธาตุ รูปธาตุ อรูปธาตุกามภพ รูปภพ อรูปภพ สัญญาภพ  อสัญญาภพ 
			<remark  id="s2b31c7l2" />เนวสัญญานาสัญญาภพ เอกโวการภพ จตุดวการภพ ปัญจโวการภพปฐมฌาน ทุติยฌาน 
			<remark  id="s2b31c7l3" />ตติยฌาน จตุตถฌาน ควรรู้ยิ่งทุกอย่าง ฯ
			<remark  id="s2b31c7l4" />	[๙] เมตตาเจโตวิมุติ กรุณาเจโตวิมุติ มุทิตาเจโตวิมุติ อุเบกขาเจโตวิมุติ  อากา
			<remark  id="s2b31c7l5" />สนัญจายตนสมาบัติ วิญญาณัญจายตนสมาบัติ อากิญจัญญายตนสมาบัติเนวสัญญานาสัญญายตน
			<remark  id="s2b31c7l6" />สมาบัติ อวิชชา สังขาร วิญญาณ นามรูป สฬายตนะ ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปาทาน ภพ 
			<remark  id="s2b31c7l7" />ชาติ ชรา มรณะ ควรรู้ยิ่งทุกอย่าง ฯ
			<remark  id="s2b31c7l8" />	[๑๐] ทุกข์ ทุกขสมุทัย ทุกขนิโรธ   ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา   เวทนา  สัญญา สังขาร
			<remark  id="s2b31c7l9" /> วิญญาณ จักขุ ฯลฯ ชรามรณะ ชรามรณสมุทัย ชรามรณนิโรธชรามรณนิโรธคามินีปฏิปทา 
			<remark  id="s2b31c7l10" />ควรรู้ยิ่งทุกอย่าง ฯ
			<remark  id="s2b31c7l11" />	[๑๑] สภาพที่ควรกำหนดรู้แห่งทุกข์ สภาพที่ควรละแห่งทุกขสมุทัย  สภาพที่ควรทำ
			<remark  id="s2b31c7l12" />ให้แจ้งแห่งทุกขนิโรธ สภาพที่ควรเจริญแห่งทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาสภาพที่ควรกำหนดรู้แห่งรูป 
			<remark  id="s2b31c7l13" />สภาพที่ควรละแห่งรูปสมุทัย สภาพที่ควรทำให้แจ้งแห่งรูปนิโรธ สภาพที่ควรเจริญแห่งรูปนิโรธคามินี
			<remark  id="s2b31c7l14" />ปฏิปทา สภาพที่ควรกำหนดรู้แห่งเวทนา ฯลฯ สัญญา ฯลฯ สังขาร ฯลฯ วิญญาณ ฯลฯ แห่ง
			<remark  id="s2b31c7l15" />จักษุฯลฯ สภาพที่ควรกำหนดรู้แห่งชรามรณะ สภาพที่ควรละแห่งชรามรณสมุทัยสภาพที่ควร
			<remark  id="s2b31c7l16" />ทำให้แจ้งแห่งชรามรณนิโรธ สภาพที่ควรเจริญแห่งชรามรณนิโรธคามินีปฏิปทา ควรรู้ยิ่งทุกอย่าง ฯ
			<remark  id="s2b31c7l17" />	[๑๒] สภาพที่แทงตลอดด้วยการกำหนดรู้ทุกข์ สภาพที่แทงตลอดด้วยการละทุกข
			<remark  id="s2b31c7l18" />สมุทัย สภาพที่แทงตลอดด้วยการทำให้แจ้งทุกขนิโรธ สภาพที่แทงตลอดด้วยการเจริญทุกขนิโรธ
			<remark  id="s2b31c7l19" />คามินีปฏิปทา สภาพที่แทงตลอดด้วยการกำหนดรู้รูป สภาพที่แทงตลอดด้วยการละรูปสมุทัย สภาพ
			<remark  id="s2b31c7l20" />ที่แทงตลอดด้วยการทำให้แจ้งรูปนิโรธ สภาพที่แทงตลอดด้วยการเจริญรูปนิโรธคามินีปฏิปทา สภาพ
			<remark  id="s2b31c7l21" />ที่แทงตลอดด้วยการเจริญเวทนา ฯลฯ สัญญา ฯลฯ สังขาร ฯลฯ วิญญาณฯลฯ จักขุ ฯลฯ สภาพ
			<remark  id="s2b31c7l22" />ที่แทงตลอดด้วยการกำหนดรู้ชรามรณะ สภาพที่แทงตลอดด้วยการละชรามรณสมุทัย สภาพที่แทง
			<remark  id="s2b31c7l23" />ตลอดด้วยการทำให้แจ้งชรามรณนิโรธ สภาพที่แทงตลอดด้วยการเจริญชรามรณนิโรธคามินีปฏิปทา 
			<remark  id="s2b31c7l24" />ควรรู้ยิ่งทุกอย่าง ฯ
			<remark  id="s2b31c7l25" />	[๑๓] ทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ ความดับทุกข์ ความดับเหตุให้เกิดทุกข์  ความดับ
			<remark  id="s2b31c7l26" />ฉันทราคะในทุกข์ ความยินดีในทุกข์ โทษแห่งทุกข์ อุบายเครื่องสลัดออกแห่งทุกข์ รูป เหตุให้
			<remark  id="s2b31c7l27" />เกิดรูป ความดับเหตุให้เกิดรูป ความยินดีในรูปโทษแห่งรูป อุบายเครื่องสลัดออกแห่งรูป แห่ง
		</para>
	</section>
	<section id="s2b31c8" >
		<para id="s2b31c8p">
			<remark  id="s2b31c8l1" />เวทนา ฯลฯ แห่งสัญญา ฯลฯแห่งสังขาร ฯลฯ แห่งวิญญาณ ฯลฯ แห่งจักขุ ฯลฯ ชรา
			<remark  id="s2b31c8l2" />และมรณะเหตุให้เกิดชราและมรณะ ความดับชราและมรณะ ความดับเหตุให้เกิดชราและมรณะ 
			<remark  id="s2b31c8l3" />ความดับฉันทราคะในชราและมรณะ คุณแห่งชราและมรณะโทษแห่งชราและมรณะ อุบายเครื่องสลัด
			<remark  id="s2b31c8l4" />ออกแห่งชราและมรณะ ควรรู้ยิ่งทุกอย่าง ฯ
			<remark  id="s2b31c8l5" />	[๑๔] ทุกข์ ทุกขสมุทัย ทุกขนิโรธ ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา ความยินดีในทุกข์
			<remark  id="s2b31c8l6" /> โทษแห่งทุกข์ อุบายเครื่องสลัดออกแห่งทุกข์ รูป เหตุให้เกิดรูปความดับรูป ปฏิปทาอันให้ถึง
			<remark  id="s2b31c8l7" />ความดับรูป ความยินดีในรูป โทษแห่งรูป อุบายเครื่องสลัดออกแห่งรูป เวทนา ฯลฯ สัญญา 
			<remark  id="s2b31c8l8" />ฯลฯ สังขาร ฯลฯ วิญญาณ ฯลฯจักษุ ฯลฯ ชราและมรณะ เหตุให้เกิดชราและมรณะ ความ
			<remark  id="s2b31c8l9" />ดับชราและมรณะปฏิปทาอันให้ถึงความดับชราและมรณะ ความยินดีในชราและมรณะ โทษแห่ง
			<remark  id="s2b31c8l10" />ชราและมรณะ อุบายเครื่องสลัดออกแห่งชราและมรณะ ควรรู้ยิ่งทุกอย่าง ฯ
			<remark  id="s2b31c8l11" />	[๑๕] การพิจารณาเห็นความไม่เที่ยง การพิจารณาเห็นทุกข์ การพิจารณาเห็นอนัตตา
			<remark  id="s2b31c8l12" /> การพิจารณาเห็นด้วยความเบื่อหน่าย การพิจารณาเห็นด้วยความคลายกำหนัด การพิจารณาเห็นด้วย
			<remark  id="s2b31c8l13" />ความดับ การพิจารณาเห็นด้วยความสละคืน การพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงในรูป การพิจารณาเห็น
			<remark  id="s2b31c8l14" />ความทุกข์ในรูป การพิจารณาเห็นอนัตตาในรูป การพิจารณาเห็นด้วยความเบื่อหน่ายในรูป การ
			<remark  id="s2b31c8l15" />พิจารณาเห็นด้วยความคลายกำหนัดในรูป การพิจารณาเห็นด้วยความดับในรูป การพิจารณาเห็นด้วย
			<remark  id="s2b31c8l16" />ความสละคืนในรูป การพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงในเวทนา ฯลฯในสัญญา ฯลฯ ในสังขาร
			<remark  id="s2b31c8l17" /> ฯลฯ ในวิญญาณ ฯลฯ ในจักษุ ฯลฯ การพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงในชราและมรณะ การ
			<remark  id="s2b31c8l18" />พิจารณาเห็นทุกข์ในชราและมรณะการพิจารณาเห็นอนัตตาในชราและมรณะ การพิจารณาเห็นด้วย
			<remark  id="s2b31c8l19" />ความเบื่อหน่ายในชราและมรณะ การพิจารณาเห็นด้วยความคลายกำหนัดในชราและมรณะ การ
			<remark  id="s2b31c8l20" />พิจารณาเห็นความดับในชราและมรณะ การพิจารณาเห็นด้วยความสละคืนในชราและมรณะ ควรรู้
			<remark  id="s2b31c8l21" />ยิ่งทุกอย่าง ฯ
			<remark  id="s2b31c8l22" />	[๑๖] ความเกิดขึ้น ความเป็นไป เครื่องหมาย ความประมวลมา  [กรรมอันปรุงแต่ง
			<remark  id="s2b31c8l23" />ปฏิสนธิ] ปฏิสนธิ คติ ความบังเกิด อุบัติ ชาติ ชรา พยาธิมรณะ โสกะ ปริเทวะ อุปายาส ความ
			<remark  id="s2b31c8l24" />ไม่เกิดขึ้น ความไม่เป็นไป ความไม่มีเครื่องหมาย ความไม่มีประมวล ความไม่สืบต่อ ความไม่ไป
			<remark  id="s2b31c8l25" />ความไม่บังเกิดความไม่อุบัติ ความไม่เกิด ความไม่แก่ ความไม่ป่วยไข้ ความไม่ตาย ความไม่
			<remark  id="s2b31c8l26" />เศร้าโศก ความไม่รำพัน ความไม่คับแค้นใจ ควรรู้ยิ่งทุกอย่าง ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b31c9" >
		<para id="s2b31c9p">
			<remark  id="s2b31c9l1" />	[๑๗] ความเกิดขึ้น ความไม่เกิดขึ้น ความเป็นไป ความไม่เป็นไป  เครื่องหมาย 
			<remark  id="s2b31c9l2" />ความไม่มีเครื่องหมาย ความประมวลมา ความไม่ประมวลมาความสืบต่อ ความไม่สืบต่อ ความ
			<remark  id="s2b31c9l3" />ไป ความไม่ไป ความบังเกิด ความไม่บังเกิดความอุบัติ ความไม่อุบัติ ความเกิด ความไม่เกิด 
			<remark  id="s2b31c9l4" />ความแก่ ความไม่แก่ ความป่วยไข้ ความไม่ป่วยไข้ ความตาย ความไม่ตาย ความเศร้าโศก 
			<remark  id="s2b31c9l5" />ความไม่เศร้าโศก ความรำพัน ความไม่รำพัน ความคับแค้นใจ ความไม่คับแค้นใจควรรู้ยิ่งทุกอย่าง ฯ
			<remark  id="s2b31c9l6" />	[๑๘] ควรรู้ยิ่งว่า ความเกิดขึ้นเป็นทุกข์ ความเป็นไปเป็นทุกข์เครื่องหมายเป็นทุกข์ 
			<remark  id="s2b31c9l7" />ความประมวลมาเป็นทุกข์ ปฏิสนธิเป็นทุกข์ คติเป็นทุกข์ความบังเกิดเป็นทุกข์ อุบัติเป็นทุกข์ 
			<remark  id="s2b31c9l8" />ชาติเป็นทุกข์ พยาธิเป็นทุกข์ มรณะเป็นทุกข์ โสกะเป็นทุกข์ ปริเทวะเป็นทุกข์ อุปายาสเป็นทุกข์ ฯ
			<remark  id="s2b31c9l9" />	[๑๙] ควรรู้ยิ่งว่า ความไม่เกิดขึ้นเป็นสุข ความไม่เป็นไปเป็นสุขความไม่มีเครื่องหมาย
			<remark  id="s2b31c9l10" />เป็นสุข ความไม่ประมวลมาเป็นสุข ความไม่สืบต่อเป็นสุขความไม่ไปเป็นสุข ความไม่บังเกิด
			<remark  id="s2b31c9l11" />เป็นสุข ความไม่อุบัติเป็นสุข ความไม่เกิดเป็นสุข ความไม่แก่เป็นสุข ความไม่ป่วยไข้เป็นสุข 
			<remark  id="s2b31c9l12" />ความไม่ตายเป็นสุขความไม่เศร้าโศกเป็นสุข ความไม่รำพันเป็นสุข ความไม่คับแค้นใจเป็นสุข ฯ
			<remark  id="s2b31c9l13" />	[๒๐] ควรรู้ยิ่งว่า ความเกิดขึ้นเป็นทุกข์ ความไม่เกิดขึ้นเป็นสุข ความเป็นไปเป็น
			<remark  id="s2b31c9l14" />ทุกข์ ความไม่เป็นไปเป็นสุข เครื่องหมายเป็นทุกข์ ความไม่มีเครื่องหมายเป็นสุข ความประมวล
			<remark  id="s2b31c9l15" />มาเป็นทุกข์ ความไม่ประมวลมาเป็นสุข ความสืบต่อเป็นทุกข์ ความไม่สืบต่อเป็นสุข ความไปเป็น
			<remark  id="s2b31c9l16" />ทุกข์ ความไม่ไปเป็นสุข ความบังเกิดเป็นทุกข์ ความไม่บังเกิดเป็นสุข ความอุบัติเป็นทุกข์ ความ
			<remark  id="s2b31c9l17" />ไม่อุบัติเป็นสุข ความเกิดเป็นทุกข์ ความไม่เกิดเป็นสุข ความแก่เป็นทุกข์ ความไม่แก่เป็นสุข
			<remark  id="s2b31c9l18" /> ความป่วยไข้เป็นทุกข์ ความไม่ป่วยไข้เป็นสุข ความตายเป็นทุกข์ความไม่ตายเป็นสุข ความ
			<remark  id="s2b31c9l19" />เศร้าโศกเป็นทุกข์ ความไม่เศร้าโศกเป็นสุข ความรำพันเป็นทุกข์ ความไม่รำพันเป็นสุข ความ
			<remark  id="s2b31c9l20" />คับแค้นใจเป็นทุกข์ ความไม่คับแค้นใจเป็นสุข ฯ
			<remark  id="s2b31c9l21" />	[๒๑] ควรรู้ยิ่งว่า ความเกิดขึ้นเป็นภัย ความเป็นไปเป็นภัย เครื่องหมายเป็นภัย 
			<remark  id="s2b31c9l22" />ความประมวลมาเป็นภัย ความสืบต่อเป็นภัย ความไปเป็นภัยความบังเกิดเป็นภัย ความอุบัติเป็น
			<remark  id="s2b31c9l23" />ภัย ความเกิดเป็นภัย ความแก่เป็นภัยความป่วยไข้เป็นภัย ความตายเป็นภัย ความเศร้าโศก
			<remark  id="s2b31c9l24" />เป็นภัย ความรำพันเป็นภัยความคับแค้นใจเป็นภัย ฯ
			<remark  id="s2b31c9l25" />	[๒๒] ควรรู้ยิ่งว่า ความไม่เกิดขึ้นปลอดภัย ความไม่เป็นไปปลอดภัย  ความไม่มี
			<remark  id="s2b31c9l26" />เครื่องหมายปลอดภัย ความไม่ประมวลมาปลอดภัย ความไม่สืบต่อปลอดภัย ความไม่ไปปลอดภัย 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b31c10" >
		<para id="s2b31c10p">
			<remark  id="s2b31c10l1" />ความไม่บังเกิดปลอดภัย ความไม่อุบัติปลอดภัยความไม่เกิดปลอดภัย ความไม่แก่ปลอดภัย 
			<remark  id="s2b31c10l2" />ความไม่ป่วยไข้ปลอดภัย ความไม่ตายปลอดภัย ความไม่เศร้าโศกปลอดภัย ความไม่รำพันปลอดภัย 
			<remark  id="s2b31c10l3" />ความไม่คับแค้นใจปลอดภัย ฯ
			<remark  id="s2b31c10l4" />	[๒๓] ควรรู้ยิ่งว่า ความเกิดขึ้นเป็นภัย ความไม่เกิดขึ้นปลอดภัย ความเป็นไปเป็นภัย
			<remark  id="s2b31c10l5" /> ความไม่เป็นไปปลอดภัย เครื่องหมายเป็นภัย ความไม่มีเครื่องหมายปลอดภัย ความประมวลมา
			<remark  id="s2b31c10l6" />เป็นภัย ความไม่ประมวลมาปลอดภัยความสืบต่อเป็นภัย ความไม่สืบต่อปลอดภัย ความไปเป็นภัย 
			<remark  id="s2b31c10l7" />ความไม่ไปปลอดภัย ความบังเกิดเป็นภัย ความไม่บังเกิดปลอดภัย ความอุบัติเป็นภัย ความไม่
			<remark  id="s2b31c10l8" />อุบัติปลอดภัย ความเกิดเป็นภัย ความไม่เกิดปลอดภัย ความป่วยไข้เป็นภัยความไม่ป่วยไข้
			<remark  id="s2b31c10l9" />ปลอดภัย ความตายเป็นภัย ความไม่ตายปลอดภัย ความเศร้าโศกเป็นภัย ความไม่เศร้าโศกปลอดภัย 
			<remark  id="s2b31c10l10" />ความรำพันเป็นภัย ความไม่รำพันปลอดภัย ความคับแค้นใจเป็นภัย ความไม่คับแค้นใจปลอดภัย ฯ
			<remark  id="s2b31c10l11" />	[๒๔] ควรรู้ยิ่งว่า ความเกิดขึ้นมีอามิส (เครื่องล่อ) ความเป็นไปมีอามิส ความมี
			<remark  id="s2b31c10l12" />เครื่องหมายมีอามิส ความประมวลมามีอามิส  ความสืบต่อมีอามิส   ความไปมีอามิส ความบังเกิด
			<remark  id="s2b31c10l13" />มีอามิส ความอุบัติมีอามิส ความเกิดมีอามิส ความป่วยไข้มีอามิส ความตายมีอามิส ความเศร้า
			<remark  id="s2b31c10l14" />โศกมีอามิส ความรำพันมีอามิส ความคับแค้นใจมีอามิส ฯ
			<remark  id="s2b31c10l15" />	[๒๕] ควรรู้ยิ่งว่า ความไม่เกิดขึ้นไม่มีอามิส (หมดเครื่องล่อ) ความไม่เป็นไปไม่มี
			<remark  id="s2b31c10l16" />อามิส ความไม่มีเครื่องหมายไม่มีอามิส ความไม่ประมวลมาไม่มีอามิสความไม่สืบต่อไม่มีอามิส
			<remark  id="s2b31c10l17" />ความไม่ไปไม่มีอามิส ความไม่บังเกิดไม่มีอามิสความไม่อุบัติไม่มีอามิส ความไม่เกิดไม่มีอามิส
			<remark  id="s2b31c10l18" /> ความไม่แก่ไม่มีอามิส ความไม่ป่วยไข้ไม่มีอามิส ความไม่ตายไม่มีอามิส ความไม่เศร้าโศกไม่มีอามิส
			<remark  id="s2b31c10l19" /> ความไม่รำพันไม่มีอามิส ความไม่คับแค้นใจไม่มีอามิส ฯ
			<remark  id="s2b31c10l20" />	[๒๖] ควรรู้ยิ่งว่า ความเกิดขึ้นมีอามิส ความไม่เกิดขึ้นไม่มีอามิส  ความเป็นไปมีอามิส 
			<remark  id="s2b31c10l21" />ความไม่เป็นไปไม่มีอามิส เครื่องหมายมีอามิส ความไม่มีเครื่องหมายไม่มีอามิส ความประมวลมา
			<remark  id="s2b31c10l22" />มีอามิส ความไม่ประมวลมาไม่มีอามิสความสืบต่อมีอามิส ความไม่สืบต่อไม่มีอามิส ความไป
			<remark  id="s2b31c10l23" />มีอามิส ความไม่ไปไม่มีอามิส ความบังเกิดมีอามิส ความไม่บังเกิดไม่มีอามิส ความอุบัติมีอามิส 
			<remark  id="s2b31c10l24" />ความไม่อุบัติไม่มีอามิส ความเกิดมีอามิส ความไม่เกิดไม่มีอามิส ความแก่มีอามิส  ความไม่แก่
			<remark  id="s2b31c10l25" />ไม่มีอามิส ความป่วยไข้มีอามิส ความไม่ป่วยไข้ไม่มีอามิส ความตายมีอามิส ความไม่ตายไม่มี
			<remark  id="s2b31c10l26" />อามิส ความเศร้าโศกมีอามิส ความไม่เศร้าโศกไม่มีอามิส ความรำพันมีอามิส ความไม่รำพันไม่มี
			<remark  id="s2b31c10l27" />อามิส ความคับแค้นใจมีอามิสความไม่คับแค้นใจไม่มีอามิส ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b31c11" >
		<para id="s2b31c11p">
			<remark  id="s2b31c11l1" />	[๒๗] ควรรู้ยิ่งว่า ความเกิดขึ้นเป็นสังขาร ความเป็นไปเป็นสังขาร  เครื่องหมายเป็น
			<remark  id="s2b31c11l2" />สังขาร ความประมวลมาเป็นสังขาร ความสืบต่อเป็นสังขาร ความไปเป็นสังขาร ความบังเกิด
			<remark  id="s2b31c11l3" />เป็นสังขาร ความอุบัติเป็นสังขาร ความเกิดเป็นสังขาร ความแก่เป็นสังขาร ความป่วยไข้เป็น
			<remark  id="s2b31c11l4" />สังขาร ความตายเป็นสังขารความเศร้าโศกเป็นสังขาร ความรำพันเป็นสังขาร ความคับแค้นใจ
			<remark  id="s2b31c11l5" />เป็นสังขาร ฯ
			<remark  id="s2b31c11l6" />	[๒๘] ควรรู้ยิ่งว่า ความไม่เกิดขึ้นเป็นนิพพาน ความไม่เป็นไปเป็นนิพพาน ความ
			<remark  id="s2b31c11l7" />ไม่มีเครื่องหมายเป็นนิพพาน ความไม่ประมวลมาเป็นนิพพานความไม่สืบต่อเป็นนิพพาน ความ
			<remark  id="s2b31c11l8" />ไม่ไปเป็นนิพพาน ความไม่บังเกิดเป็นนิพพานความไม่อุบัติเป็นนิพพาน ความไม่เกิดเป็นนิพพาน 
			<remark  id="s2b31c11l9" />ความไม่แก่เป็นนิพพานความไม่ป่วยไข้เป็นนิพพาน ความไม่ตายเป็นนิพพาน ความไม่เศร้าโศก
			<remark  id="s2b31c11l10" />เป็นนิพพาน ความไม่รำพันเป็นนิพพาน ความไม่คับแค้นใจเป็นนิพพาน ฯ
			<remark  id="s2b31c11l11" />	[๒๙] ควรรู้ยิ่งว่า ความเกิดขึ้นเป็นสังขาร ความไม่เกิดขึ้นเป็นนิพพาน  ความเป็น
			<remark  id="s2b31c11l12" />ไปเป็นสังขาร ความไม่เป็นไปเป็นนิพพาน เครื่องหมายเป็นสังขารความไม่มีเครื่องหมายเป็น
			<remark  id="s2b31c11l13" />นิพพาน ความประมวลมาเป็นสังขาร ความไม่ประมวลมาเป็นนิพพาน  ความสืบต่อเป็นสังขาร
			<remark  id="s2b31c11l14" /> ความไม่สืบต่อเป็นนิพพาน ความไปเป็นสังขาร ความไม่ไปเป็นนิพพาน ความบังเกิดเป็นสังขาร 
			<remark  id="s2b31c11l15" />ความไม่บังเกิดเป็นนิพพาน ความอุบัติเป็นสังขาร ความไม่อุบัติเป็นนิพพาน ความเกิดเป็นสังขาร
			<remark  id="s2b31c11l16" />ความไม่เกิดเป็นนิพพาน ความแก่เป็นสังขาร ความไม่แก่เป็นนิพพาน ความป่วยไข้เป็นสังขาร 
			<remark  id="s2b31c11l17" />ความไม่ป่วยไข้เป็นนิพพาน ความตายเป็นสังขาร ความไม่ตายเป็นนิพพาน ความเศร้าโศกเป็น
			<remark  id="s2b31c11l18" />สังขาร ความไม่เศร้าโศกเป็นนิพพานความรำพันเป็นสังขาร ความไม่รำพันเป็นนิพพาน ความ
			<remark  id="s2b31c11l19" />คับแค้นใจเป็นสังขารความไม่คับแค้นใจเป็นนิพพาน ฯ
			<remark  id="s2b31c11l20" />			จบปฐมภาณวาร ฯ
			<remark  id="s2b31c11l21" />	[๓๐] สภาพแห่งธรรมที่ควรกำหนดถือเอา สภาพแห่งธรรมที่เป็นบริวาร สภาพแห่ง
			<remark  id="s2b31c11l22" />ธรรมที่เต็มรอบ สภาพแห่งสมาธิที่มีอารมณ์อย่างเดียว สภาพแห่งสมาธิไม่มีความฟุ้งซ่าน สภาพ
			<remark  id="s2b31c11l23" />แห่งธรรมที่ประคองไว้ สภาพแห่งธรรมที่ไม่กระจายไปสภาพแห่งจิตไม่ขุ่นมัว สภาพแห่งจิตไม่
			<remark  id="s2b31c11l24" />หวั่นไหว สภาพแห่งจิตตั้งอยู่ด้วยสามารถแห่งความปรากฏแห่งจิตมีอารมณ์อย่างเดียว สภาพแห่ง
			<remark  id="s2b31c11l25" />ธรรมเป็นอารมณ์ สภาพแห่งธรรมเป็นโคจร สภาพแห่งธรรมที่ละ สภาพแห่งธรรมที่สละ สภาพ
			<remark  id="s2b31c11l26" />แห่งธรรมที่ออก สภาพแห่งธรรมที่หลีกไป สภาพแห่งธรรมที่ละเอียด สภาพแห่งธรรมที่ประณีต
		</para>
	</section>
	<section id="s2b31c12" >
		<para id="s2b31c12p">
			<remark  id="s2b31c12l1" /> สภาพแห่งธรรมที่หลุดพ้น สภาพแห่งธรรมที่ไม่มีอาสวะ สภาพแห่งธรรมเครื่องข้าม สภาพแห่ง
			<remark  id="s2b31c12l2" />ธรรมที่ไม่มีเครื่องหมาย สภาพแห่งธรรมที่ไม่มีที่ตั้ง สภาพแห่งธรรมที่ว่างเปล่า สภาพแห่งธรรมที่มี
			<remark  id="s2b31c12l3" />กิจเสมอกัน สภาพแห่งธรรมที่ไม่ล่วงเลยกัน สภาพแห่งธรรมที่เป็นคู่ สภาพแห่งธรรมที่นำออก 
			<remark  id="s2b31c12l4" />สภาพแห่งธรรมที่เป็นเหตุ สภาพแห่งธรรมที่เห็น สภาพแห่งธรรมที่เป็นอธิบดี ควรรู้ยิ่งทุกอย่าง ฯ
			<remark  id="s2b31c12l5" />	[๓๑] สภาพที่ไม่ฟุ้งซ่านแห่งสมถะ สภาพที่พิจารณาเห็นแห่งวิปัสนา สภาพที่มีกิจ
			<remark  id="s2b31c12l6" />เสมอกันแห่งสมถะและวิปัสนา สภาพมิได้ล่วงกันแห่งธรรมที่เป็นคู่สภาพที่สมาทานแห่งสิกขาบท 
			<remark  id="s2b31c12l7" />สภาพที่โคจรแห่งอารมณ์ สภาพที่ประคองจิตที่ย่อท้อ สภาพที่ปราบจิตที่ฟุ้งซ่าน สภาพที่คุมจิตอัน
			<remark  id="s2b31c12l8" />บริสุทธิ์จากความย่อท้อและฟุ้งซ่านทั้ง ๒ ประการ สภาพที่จิตบรรลุคุณวิเศษ สภาพที่แทงตลอด
			<remark  id="s2b31c12l9" />อริยมรรคอันประเสริฐ สภาพที่ตรัสรู้สัจจะ สภาพที่ให้จิตตั้งอยู่เฉพาะในนิโรธ ควรรู้ยิ่งทุกอย่าง ฯ
			<remark  id="s2b31c12l10" />	[๓๒] สภาพที่น้อมไปแห่งสัทธินทรีย์ สภาพที่ประคองไว้แห่งวิริยินทรีย์ สภาพที่ตั้ง
			<remark  id="s2b31c12l11" />มั่นแห่งสตินทรีย์ สภาพที่ไม่ฟุ้งซ่านแห่งสมาธินทรีย์ สภาพที่เห็นแห่งปัญญินทรีย์ ควรรู้ยิ่ง
			<remark  id="s2b31c12l12" />ทุกอย่าง ฯ
			<remark  id="s2b31c12l13" />	[๓๓] สภาพที่ศรัทธาพละมิได้หวั่นไหวเพราะจิตตุปบาทอันเป็นข้าศึกแก่ศรัทธา สภาพ
			<remark  id="s2b31c12l14" />ที่วิริยพละมิได้หวั่นไหวเพราะความเกียจคร้าน สภาพที่สติพละมิได้หวั่นไหวเพราะความประมาท 
			<remark  id="s2b31c12l15" />สภาพที่สมาธิพละมิได้หวั่นไหวเพราะอุธัจจะ สภาพที่ปัญญาพละมิได้หวั่นไหวเพราะอวิชชา ควรรู้
			<remark  id="s2b31c12l16" />ยิ่งทุกอย่าง ฯ
			<remark  id="s2b31c12l17" />	[๓๔] สภาพที่ตั้งมั่นแห่งสติสัมโพชฌงค์ สภาพที่เลือกเฟ้นแห่งธรรมวิจัยสัมโพชฌงค์ 
			<remark  id="s2b31c12l18" />สภาพที่ประคองไว้แห่งวิริยสัมโพชฌงค์ สภาพที่แผ่ไปแห่งปีติสัมโพชฌงค์ สภาพที่สงบแห่ง
			<remark  id="s2b31c12l19" />ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ สภาพที่ไม่ฟุ้งซ่านแห่งสมาธิสัมโพชฌงค์ สภาพที่พิจารณาหาทางแห่งอุเบกขา
			<remark  id="s2b31c12l20" />สัมโพชฌงค์ ควรรู้ยิ่งทุกอย่าง ฯ
			<remark  id="s2b31c12l21" />	[๓๕] สภาพที่เห็นแห่งสัมมาทิฐิ สภาพที่ตรึกแห่งสัมมาสังกัปปะ สภาพที่กำหนด
			<remark  id="s2b31c12l22" />แห่งสัมมาวาจา สภาพที่ประชุมแห่งสัมมากัมมันตะ สภาพที่ผ่องแผ้วแห่งสัมมาอาชีวะ สภาพที่
			<remark  id="s2b31c12l23" />ประคองไว้แห่งสัมมาวายามะ สภาพที่ตั้งมั่นแห่งสัมมาสติ สภาพที่ไม่ฟุ้งซ่านแห่งสัมมาสมาธิ ควรรู้
			<remark  id="s2b31c12l24" />ยิ่งทุกอย่าง ฯ
			<remark  id="s2b31c12l25" />	[๓๖] สภาพที่เป็นใหญ่แห่งอินทรีย์ สภาพที่ไม่หวั่นไหวแห่งพละ  สภาพที่นำออก
			<remark  id="s2b31c12l26" />แห่งโพชฌงค์ สภาพที่เป็นเหตุแห่งมรรค สภาพที่ตั้งมั่นแห่งสติปัฏฐาน สภาพที่เริ่มตั้งแห่ง
		</para>
	</section>
	<section id="s2b31c13" >
		<para id="s2b31c13p">
			<remark  id="s2b31c13l1" />สัมมัปปธาน สภาพที่สำเร็จแห่งอิทธิบาท สภาพที่เที่ยงแท้แห่งสัจจะ สภาพที่ระงับแห่งประโยชน์ 
			<remark  id="s2b31c13l2" />สภาพที่ทำให้แจ้งแห่งผลสภาพที่ตรึกแห่งวิตก สภาพที่ตรวจตราแห่งวิจาร สภาพที่แผ่ไปแห่งปีติ 
			<remark  id="s2b31c13l3" />สภาพที่ไหลมาแห่งสุข สภาพที่มีอารมณ์เดียวแห่งจิต สภาพที่คำนึง สภาพที่รู้แจ้ง สภาพที่รู้ชัด 
			<remark  id="s2b31c13l4" />สภาพที่จำได้ สภาพที่สมาธิเป็นธรรมเอกผุดขึ้น ควรรู้ยิ่งทุกอย่าง ฯ
			<remark  id="s2b31c13l5" />	[๓๗] สภาพที่รู้แห่งปัญญาที่รู้ยิ่ง สภาพที่กำหนดรู้แห่งปริญญา สภาพแห่งปฏิปักขธรรม
			<remark  id="s2b31c13l6" />ที่สละแห่งปหานะ สภาพแห่งภาวนามีกิจเป็นอย่างเดียว สภาพที่ถูกต้องแห่งสัจฉิกิริยา สภาพที่
			<remark  id="s2b31c13l7" />เป็นกองแห่งทุกข์ สภาพที่ทรงไว้แห่งธาตุ สภาพที่ต่อแห่งอายตนะ สภาพที่ปัจจัยปรุงแต่งแห่ง
			<remark  id="s2b31c13l8" />สังขตธรรม สภาพที่ปัจจัยไม่ปรุงแต่งแห่งอสังขตธรรม ควรรู้ยิ่งทุกอย่าง ฯ
			<remark  id="s2b31c13l9" />	[๓๘] สภาพที่คิด สภาพแห่งจิตไม่มีระหว่าง สภาพที่ออกแห่งจิต  สภาพที่หลีกไป
			<remark  id="s2b31c13l10" />แห่งจิต สภาพแห่งจิตเป็นเหตุ สภาพแห่งจิตเป็นปัจจัย สภาพที่เป็นที่ตั้งแห่งจิต สภาพที่เป็น
			<remark  id="s2b31c13l11" />ภูมิแห่งจิต สภาพที่เป็นอารมณ์แห่งจิต สภาพที่เป็นโคจรแห่งจิต สภาพที่เที่ยวไปแห่งจิต สภาพ
			<remark  id="s2b31c13l12" />ที่ไปแห่งจิต สภาพที่นำไปยิ่งแห่งจิต สภาพที่นำออกแห่งจิต สภาพที่สลัดออกแห่งจิต ควรรู้ยิ่ง
			<remark  id="s2b31c13l13" />ทุกอย่าง ฯ
			<remark  id="s2b31c13l14" />	[๓๙] สภาพที่นึกในความที่จิตมีอารมณ์อย่างเดียว สภาพที่รู้แจ้ง ...สภาพที่รู้ชัด ... 
			<remark  id="s2b31c13l15" />สภาพที่จำได้ ... สภาพที่จิตมั่นคง ... สภาพที่เนื่อง ... สภาพที่แล่นไป ... สภาพที่ผ่องใส ... สภาพที่
			<remark  id="s2b31c13l16" />ตั้งมั่น ... สภาพที่หลุดพ้น ... สภาพที่เห็นว่านี่ละเอียด ... สภาพที่ทำให้เป็นเช่นดังยาน ... สภาพที่ทำ
			<remark  id="s2b31c13l17" />ให้เป็นที่ตั้ง ... สภาพที่ตั้งขึ้นเนืองๆ ... สภาพที่อบรม ... สภาพที่ปรารภชอบด้วยดี ... สภาพที่กำหนด
			<remark  id="s2b31c13l18" />ถือไว้ ... สภาพที่เป็นบริวาร ... สภาพที่เต็มรอบ ... สภาพที่ประชุม ... สภาพที่อธิษฐาน ... สภาพที่เสพ... 
			<remark  id="s2b31c13l19" />สภาพที่เจริญ ... สภาพที่ทำให้มาก ... สภาพที่รวมดี ... สภาพที่หลุดพ้นด้วยดี ... สภาพที่ตรัสรู้ ... 
			<remark  id="s2b31c13l20" />สภาพที่ตรัสรู้ตาม ... สภาพที่ตรัสรู้เฉพาะ ... สภาพที่ตรัสรู้พร้อม สภาพที่ตื่น ... สภาพที่ตื่นตาม ... 
			<remark  id="s2b31c13l21" />สภาพที่ตื่นเฉพาะ ... สภาพที่ตื่นพร้อม ... สภาพที่เป็นไปในฝักฝ่ายความตรัสรู้ ... สภาพที่เป็นไปใน
			<remark  id="s2b31c13l22" />ฝักฝ่ายความตรัสรู้ตาม ... สภาพที่เป็นไปในฝักฝ่ายความตรัสรู้เฉพาะ... สภาพที่เป็นไปในฝักฝ่ายความ
			<remark  id="s2b31c13l23" />ตรัสรู้พร้อม ... สภาพที่สว่าง ... สภาพที่สว่างขึ้น ... สภาพที่สว่างเนืองๆ ... สภาพที่สว่างเฉพาะ ... 
			<remark  id="s2b31c13l24" />สภาพที่สว่างพร้อมในความที่จิตมีอารมณ์อย่างเดียว ควรรู้ยิ่งทุกอย่าง ฯ
			<remark  id="s2b31c13l25" />	[๔๐] สภาพที่อริยมรรคให้สว่าง สภาพที่อริยมรรคให้รุ่งเรือง สภาพที่อริยมรรคให้
			<remark  id="s2b31c13l26" />กิเลสทั้งหลายเร่าร้อน สภาพที่อริยมรรคไม่มีมลทิน สภาพที่อริยมรรคปราศจากมลทิน สภาพที่
			<remark  id="s2b31c13l27" />อริยมรรคหมดมลทิน สภาพที่อริยมรรคสงบ สภาพที่อริยมรรคให้กิเลสระงับ สภาพแห่งวิเวก 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b31c14" >
		<para id="s2b31c14p">
			<remark  id="s2b31c14l1" />สภาพแห่งความประพฤติในวิเวกสภาพที่คลายกำหนัด สภาพแห่งความประพฤติในความคลาย
			<remark  id="s2b31c14l2" />กำหนัด สภาพที่ดับสภาพแห่งความประพฤติความดับ สภาพที่ปล่อย สภาพแห่งความประพฤติ
			<remark  id="s2b31c14l3" />ในความปล่อย สภาพที่พ้น สภาพแห่งความประพฤติในความพ้น ควรรู้ยิ่งทุกอย่าง ฯ
			<remark  id="s2b31c14l4" />	[๔๑] สภาพแห่งฉันทะ สภาพที่เป็นมูลแห่งฉันทะ สภาพที่เป็นบาท แห่งฉันทะ 
			<remark  id="s2b31c14l5" />สภาพที่เป็นประธานแห่งฉันทะ สภาพที่สำเร็จแห่งฉันทะ สภาพที่น้อมไปแห่งฉันทะ สภาพที่
			<remark  id="s2b31c14l6" />ประคองไว้แห่งฉันทะ สภาพที่ตั้งมั่นแห่งฉันทะสภาพที่ไม่ฟุ้งซ่านแห่งฉันทะ สภาพที่เห็นแห่ง
			<remark  id="s2b31c14l7" />ฉันทะ ควรรู้ยิ่งทุกอย่าง ฯ
			<remark  id="s2b31c14l8" />	[๔๒] สภาพแห่งวิริยะ สภาพที่เป็นมูลแห่งวิริยะ สภาพที่เป็นบาทแห่งวิริยะ สภาพที่
			<remark  id="s2b31c14l9" />เป็นประธานแห่งวิริยะ สภาพที่สำเร็จแห่งวิริยะ สภาพที่น้อมไปแห่งวิริยะ สภาพที่ประคองไว้
			<remark  id="s2b31c14l10" />แห่งวิริยะ สภาพที่ตั้งมั่นแห่งวิริยะ สภาพที่ไม่ฟุ้งซ่านแห่งวิริยะ สภาพที่เห็นแห่งวิริยะ ควรรู้
			<remark  id="s2b31c14l11" />ยิ่งทุกอย่าง ฯ
			<remark  id="s2b31c14l12" />	[๔๓] สภาพแห่งจิต สภาพที่เป็นมูลแห่งจิต สภาพที่เป็นบาทแห่งจิต  สภาพที่เป็น
			<remark  id="s2b31c14l13" />ประธานแห่งจิต สภาพที่สำเร็จแห่งจิต สภาพที่น้อมไปแห่งจิตสภาพที่ประคองไว้แห่งจิต สภาพที่
			<remark  id="s2b31c14l14" />ตั้งมั่นแห่งจิต สภาพที่ไม่ฟุ้งซ่านแห่งจิตสภาพที่เห็นแห่งจิต ควรรู้ยิ่งทุกอย่าง ฯ
			<remark  id="s2b31c14l15" />	[๔๔] สภาพแห่งวิมังสา สภาพที่เป็นมูลแห่งวิมังสา สภาพที่เป็นบาทแห่งวิมังสา 
			<remark  id="s2b31c14l16" />สภาพที่เป็นประธานแห่งวิมังสา สภาพที่สำเร็จแห่งวิมังสา สภาพที่น้อมไปแห่งวิมังสา สภาพที่
			<remark  id="s2b31c14l17" />ประคองไว้แห่งวิมังสา สภาพที่ตั้งมั่นแห่งวิมังสา สภาพที่ไม่ฟุ้งซ่านแห่งวิมังสา สภาพที่เห็น
			<remark  id="s2b31c14l18" />แห่งวิมังสา ควรรู้ยิ่งทุกอย่าง ฯ
			<remark  id="s2b31c14l19" />	[๔๕] สภาพแห่งทุกข์ สภาพที่ทุกข์บีบคั้น สภาพที่ทุกข์อันปัจจัยปรุงแต่ง สภาพที่
			<remark  id="s2b31c14l20" />ทุกข์ให้เดือดร้อน สภาพที่ทุกข์แปรปรวน สภาพแห่งสมุทัย สภาพที่สมุทัยประมวลมา สภาพที่
			<remark  id="s2b31c14l21" />สมุทัยเป็นเหตุ สภาพที่สมุทัยเกี่ยวข้อง สภาพที่สมุทัยพัวพัน สภาพแห่งนิโรธ สภาพที่นิโรธ
			<remark  id="s2b31c14l22" />สลัดออกสภาพที่นิโรธเป็นวิเวก สภาพที่นิโรธเป็นอสังขตะ สภาพที่นิโรธเป็นอมตะ สภาพ
			<remark  id="s2b31c14l23" />แห่งมรรค สภาพที่มรรคนำออก สภาพที่มรรคเป็นเหตุ สภาพที่มรรคเห็น สภาพที่มรรคเป็นอธิบดี 
			<remark  id="s2b31c14l24" />ควรรู้ยิ่งทุกอย่าง ฯ
			<remark  id="s2b31c14l25" />	[๔๖] สภาพที่ถ่องแท้ สภาพที่เป็นอนัตตา สภาพที่เป็นสัจจะสภาพที่ควรแทงตลอด 
			<remark  id="s2b31c14l26" />สภาพที่ควรรู้ยิ่ง สภาพที่ควรกำหนดรู้ สภาพที่ทรงรู้ สภาพที่เป็นธาตุ สภาพที่อาจได้ สภาพที่รู้
			<remark  id="s2b31c14l27" />ควรทำให้แจ้ง สภาพที่ควรถูกต้อง สภาพที่ควรตรัสรู้ ควรรู้ยิ่งทุกอย่าง ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b31c15" >
		<para id="s2b31c15p">
			<remark  id="s2b31c15l1" />	[๔๗] เนกขัมมะ อัพยาบาท อาโลกสัญญา ความไม่ฟุ้งซ่าน ความกำหนดธรรม 
			<remark  id="s2b31c15l2" />ญาณ ความปราโมทย์ ปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌานอากาสานัญจายตนสมาบัติ 
			<remark  id="s2b31c15l3" />วิญญาณัญจายตนสมาบัติ อากิญจัญญายตนสมาบัติเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ ควรรู้ยิ่ง
			<remark  id="s2b31c15l4" />ทุกอย่าง ฯ
			<remark  id="s2b31c15l5" />	[๔๘] การพิจารณาเห็นความไม่เที่ยง การพิจารณาเห็นความทุกข์ การพิจารณาเห็น
			<remark  id="s2b31c15l6" />อนัตตา การพิจารณาเห็นด้วยความเบื่อหน่าย การพิจารณาเห็นด้วยความคลายกำหนัด การพิจารณา
			<remark  id="s2b31c15l7" />เห็นด้วยความดับ การพิจารณาเห็นด้วยความสละคืน การพิจารณาเห็นความสิ้นไป การพิจารณา
			<remark  id="s2b31c15l8" />เห็นความเสื่อมไป การพิจารณาเห็นความแปรปรวน การพิจารณาเห็นความไม่มีเครื่องหมาย การ
			<remark  id="s2b31c15l9" />พิจารณาเห็นธรรมไม่มีที่ตั้ง การพิจารณาเห็นความว่างเปล่า การพิจารณาเห็นธรรมด้วยปัญญาอันยิ่ง
			<remark  id="s2b31c15l10" />ความรู้ความเห็นตามความเป็นจริง การพิจารณาเห็นโทษ การพิจารณาหาทาง การพิจารณาเห็น
			<remark  id="s2b31c15l11" />อุบายที่จะหลีกไป ควรรู้ยิ่งทุกอย่าง ฯ
			<remark  id="s2b31c15l12" />	[๔๙] โสดาปัตติมรรค โสดาปัตติผลสมาบัติ สกทาคามิมรรค  สกทาคามิผลสมาบัติ 
			<remark  id="s2b31c15l13" />อนาคามิมรรค อนาคามิผลสมาบัติ อรหัตมรรค อรหัตผลสมาบัติ ควรรู้ยิ่งทุกอย่าง ฯ
			<remark  id="s2b31c15l14" />	[๕๐] สัทธินทรีย์ด้วยความว่าน้อมไป วิริยินทรีย์ด้วยความว่าประคองไว้  สตินทรีย์
			<remark  id="s2b31c15l15" />ด้วยความว่าตั้งมั่น สมาธินทรีย์ด้วยความว่าไม่ฟุ้งซ่าน ปัญญินทรีย์ด้วยความว่าเห็น ศรัทธาพละ
			<remark  id="s2b31c15l16" />ด้วยความว่าไม่หวั่นไหวเพราะความไม่มีศรัทธา วิริยพละด้วยความว่าไม่หวั่นไหวเพราะความเกียจ
			<remark  id="s2b31c15l17" />คร้าน สติพละด้วยความว่าไม่หวั่นไหวเพราะความประมาท สมาธิพละด้วยความว่าไม่หวั่นไหว
			<remark  id="s2b31c15l18" />เพราะความฟุ้งซ่าน ปัญญาพละด้วยความว่าไม่หวั่นไหวเพราะอวิชชา ควรรู้ยิ่งทุกอย่าง ฯ
			<remark  id="s2b31c15l19" />	[๕๑] สติสัมโพชฌงค์ด้วยอรรถว่าตั้งมั่น ธรรมวิจยสัมโพชฌงค์ด้วยอรรถเลือกเฟ้น 
			<remark  id="s2b31c15l20" />วิริยสัมโพชฌงค์ด้วยอรรถว่าประคองไว้ ปีติสัมโพชฌงค์ด้วยอรรถว่าแผ่ไป ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์
			<remark  id="s2b31c15l21" />ด้วยอรรถว่าสงบ สมาธิสัมโพชฌงค์ด้วยอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน อุเบกขาสัมโพชฌงค์ด้วยอรรถว่า
			<remark  id="s2b31c15l22" />พิจารณาหาทาง ควรรู้ยิ่งทุกอย่าง ฯ
			<remark  id="s2b31c15l23" />	[๕๒] สัมมาทิฐิด้วยความว่าเห็น สัมมาสังกัปปะด้วยความว่าตรึก  สัมมาวาจาด้วย
			<remark  id="s2b31c15l24" />ความว่ากำหนดเอา สัมมากัมมันตะด้วยความว่าให้กุศลธรรมเกิดสัมมาอาชีวะด้วยความว่าขาวผ่อง 
			<remark  id="s2b31c15l25" />สัมมาวายามะด้วยความว่าประคองไว้ สัมมาสติด้วยความว่าตั้งมั่น สัมมาสมาธิด้วยความว่าไม่
			<remark  id="s2b31c15l26" />ฟุ้งซ่าน ควรรู้ยิ่งทุกอย่าง ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b31c16" >
		<para id="s2b31c16p">
			<remark  id="s2b31c16l1" />	[๕๓] อินทรีย์ด้วยความว่าเป็นใหญ่ พละด้วยความว่าไม่หวั่นไหว โพชฌงค์ด้วยความว่า
			<remark  id="s2b31c16l2" />นำออก มรรคด้วยความว่าเป็นเหตุ สติปัฏฐานด้วยความว่าตั้งมั่นสัมมัปปธานด้วยความว่าตั้งไว้
			<remark  id="s2b31c16l3" />อิทธิบาทด้วยความว่าสำเร็จ สัจจะด้วยความว่าเที่ยงแท้ สมถะด้วยความว่าไม่ฟุ้งซ่าน วิปัสนาด้วย
			<remark  id="s2b31c16l4" />ความว่าพิจารณา สมถะและวิปัสนาด้วยความว่ามีกิจเสมอกัน ธรรมชาติที่เป็นคู่ด้วยความว่าไม่
			<remark  id="s2b31c16l5" />ล่วงเกินกันควรรู้ยิ่งทุกอย่าง ฯ
			<remark  id="s2b31c16l6" />	[๕๔] สีลวิสุทธิด้วยความว่าสำรวม จิตตวิสุทธิด้วยความว่าไม่ฟุ้งซ่าน ทิฏฐิวิสุทธิ
			<remark  id="s2b31c16l7" />ด้วยความว่าเห็น วิโมกข์ด้วยความว่าหลุดพ้น วิชชาด้วยความว่าแทงตลอด วิมุติด้วยความว่าสละ
			<remark  id="s2b31c16l8" /> ญาณในความสิ้นไปด้วยความว่าตัดขาด ญาณในความไม่เกิดขึ้นด้วยความว่าระงับ ฉันทะด้วยความ
			<remark  id="s2b31c16l9" />ว่าเป็นมูลฐาน มนสิการด้วยความว่าเป็นสมุฏฐาน ผัสสะด้วยความว่าประมวลมา เวทนาด้วยความว่า
			<remark  id="s2b31c16l10" />ประชุมสมาธิด้วยความว่าเป็นประธาน สติด้วยความว่าเป็นใหญ่ ปัญญาด้วยความว่าประเสริฐ
			<remark  id="s2b31c16l11" />กว่ากุศลธรรมนั้นๆ วิมุติด้วยความว่าเป็นแก่นสาร นิพพานอันหยั่งลงในอมตะด้วยความว่าเป็น
			<remark  id="s2b31c16l12" />ที่สุด ควรรู้ยิ่งทุกอย่าง
			<remark  id="s2b31c16l13" />	[๕๕] ธรรมใดๆ ที่รู้ยิ่งแล้ว ธรรมนั้นๆ เป็นคุณที่รู้แล้ว ชื่อว่าญาณ  เพราะอรรถ
			<remark  id="s2b31c16l14" />ว่ารู้ธรรมนั้น ชื่อว่าปัญญา เพราะอรรถว่ารู้ทั่ว เพราะฉะนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาเครื่องทรงจำ
			<remark  id="s2b31c16l15" />ธรรมที่ได้สดับมา คือ เครื่องรู้ชัดธรรมที่ได้สดับมาแล้วนั้นว่า ธรรมเหล่านี้ควรรู้ยิ่ง เป็นสุตมยญาณ ฯ
			<remark  id="s2b31c16l16" />			จบทุติยภาณวาร ฯ
			<remark  id="s2b31c16l17" />	[๕๖] ปัญญาเครื่องทรงจำธรรมที่ได้สดับมา คือ เครื่องรู้ชัดธรรมที่ได้สดับมาแล้วนั้นว่า 
			<remark  id="s2b31c16l18" />ธรรมเหล่านี้ควรกำหนดรู้ เป็นสุตมยญาณอย่างไร ฯ
			<remark  id="s2b31c16l19" />	ธรรมอย่างหนึ่งควรกำหนดรู้ คือ ผัสสะอันมีอาสวะ เป็นที่ตั้งแห่งอุปาทาน ธรรม ๒ 
			<remark  id="s2b31c16l20" />ควรกำหนดรู้ คือ นาม ๑ รูป ๑ ธรรม ๓ ควรกำหนดรู้คือ เวทนา ๓ ธรรม ๔ ควรกำหนดรู้ คือ 
			<remark  id="s2b31c16l21" />อาหาร ๔ ธรรม ๕ ควรกำหนดรู้ คืออุปาทานขันธ์ ๕ ธรรม ๖ ควรกำหนดรู้ คือ อายตนะภายใน ๖ 
			<remark  id="s2b31c16l22" />ธรรม ๗ ควรกำหนดรู้ คือ วิญญาณฐิติ ๗ ธรรม ๘ ควรกำหนดรู้ คือ โลกธรรม ๘ ธรรม ๙ ควร
			<remark  id="s2b31c16l23" />กำหนดรู้ คือ สัตตาวาส ๙ ธรรม ๑๐ ควรกำหนดรู้ คือ อายตนะ ๑๐ ฯ
			<remark  id="s2b31c16l24" />	[๕๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สิ่งทั้งปวงควรกำหนดรู้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สิ่งทั้งปวงที่
			<remark  id="s2b31c16l25" />ควรกำหนดรู้คืออะไร คือ ตา รูป จักขุวิญญาณ จักขุสัมผัส สุขเวทนาทุกขเวทนา หรือแม้
			<remark  id="s2b31c16l26" />อทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะจักขุสัมผัสเป็นปัจจัยควรกำหนดรู้ทุกอย่าง ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b31c17" >
		<para id="s2b31c17p">
			<remark  id="s2b31c17l1" />	หู เสียง ฯลฯ จมูก กลิ่น ฯลฯ ลิ้น รส ฯลฯ กาย โผฏฐัพพะฯลฯ ใจ ธรรมารมณ์ 
			<remark  id="s2b31c17l2" />มโนวิญญาณ มโนสัมผัส สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรือแม้อทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะ
			<remark  id="s2b31c17l3" />มโนสัมผัสเป็นปัจจัย ควรกำหนดรู้ทุกอย่าง ฯ
			<remark  id="s2b31c17l4" />	[๕๘] รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ จักขุ ฯลฯ ชราและมรณะ ฯลฯ นิพพาน
			<remark  id="s2b31c17l5" />ที่หยั่งลงในอมตะด้วยความว่าเป็นที่สุด ควรกำหนดรู้ทุกอย่างบุคคลผู้พยายามเพื่อจะได้ธรรมใดๆ 
			<remark  id="s2b31c17l6" />เป็นอันได้ธรรมนั้นๆ แล้ว ธรรมเหล่านั้นเป็นธรรมอันบุคคลนั้นกำหนดรู้แล้วและพิจารณาแล้ว
			<remark  id="s2b31c17l7" />อย่างนี้ ฯ
			<remark  id="s2b31c17l8" />	[๕๙] บุคคลผู้พยายามเพื่อต้องการจะได้เนกขัมมะ เป็นอันได้เนกขัมมะแล้ว ธรรมนั้น 
			<remark  id="s2b31c17l9" />เป็นธรรมอันบุคคลนั้นกำหนดรู้แล้วและพิจารณาแล้วอย่างนี้ ฯ
			<remark  id="s2b31c17l10" />	บุคคลผู้พยายามเพื่อต้องการจะได้ความไม่พยาบาท เป็นอันได้ความไม่พยาบาทแล้ว ...
			<remark  id="s2b31c17l11" />บุคคลผู้พยายามเพื่อต้องการจะได้อาโลกสัญญา เป็นอันได้อาโลกสัญญาแล้ว ... บุคคลผู้พยายามเพื่อ
			<remark  id="s2b31c17l12" />ต้องการจะได้ความไม่ฟุ้งซ่าน เป็นอันได้ความไม่ฟุ้งซ่านแล้ว ... บุคคลผู้พยายามเพื่อต้องการจะได้
			<remark  id="s2b31c17l13" />การกำหนดธรรม เป็นอันได้การกำหนดธรรมแล้ว ... บุคคลผู้พยายามเพื่อต้องการจะได้ญาณ เป็นอัน
			<remark  id="s2b31c17l14" />ได้ญาณแล้ว ... บุคคลผู้พยายามเพื่อต้องการจะได้ความปราโมทย์ เป็นอันได้ความปราโมทย์แล้ว 
			<remark  id="s2b31c17l15" />ธรรมนั้น เป็นธรรมอันบุคคลนั้นกำหนดรู้แล้วและพิจารณาแล้วอย่างนี้ ฯ
			<remark  id="s2b31c17l16" />	[๖๐] บุคคลผู้พยายามเพื่อต้องการจะได้ปฐมฌาน เป็นอันได้ปฐมฌานแล้ว ธรรมนั้น 
			<remark  id="s2b31c17l17" />เป็นธรรมอันบุคคลนั้นกำหนดรู้แล้ว และพิจารณาแล้วอย่างนี้บุคคลผู้พยายามเพื่อต้องการจะได้
			<remark  id="s2b31c17l18" />ทุติยฌาน ฯลฯ ตติยฌาน ฯลฯ จตุตถฌานเป็นอันได้จตุตถฌานแล้ว ... บุคคลผู้พยายามเพื่อต้องการ
			<remark  id="s2b31c17l19" />จะได้อากาสานัญจายตนสมาบัติ ... วิญญาณัญจายตนสมาบัติ ... อากิญจัญญายตนสมาบัติ ... เนวสัญญา
			<remark  id="s2b31c17l20" />นาสัญญายตนสมาบัติ เป็นอันได้เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติแล้ว ธรรมนั้นเป็นธรรมอันบุคคล
			<remark  id="s2b31c17l21" />นั้นกำหนดรู้แล้ว และพิจารณาแล้วอย่างนี้ ฯ
			<remark  id="s2b31c17l22" />	[๖๑] บุคคลผู้พยายามเพื่อต้องการจะได้อนิจจานุปัสนา เป็นอันได้อนิจจานุปัสนา
			<remark  id="s2b31c17l23" />แล้ว ธรรมนั้น เป็นธรรมอันบุคคลนั้นกำหนดรู้แล้วและพิจารณาแล้วอย่างนี้ บุคคลผู้พยายามเพื่อ
			<remark  id="s2b31c17l24" />ต้องการจะได้ทุกขานุปัสนา ... อนัตตานุปัสนา... นิพพิทานุปัสนา ... วิราคานุปัสนา ... นิโรธานุ
			<remark  id="s2b31c17l25" />ปัสนา ... ปฏินิสสัคคานุปัสนา... ขยานุปัสนา ... วยานุปัสนา ... วิปริณามานุปัสนา ... อนิมิตตา
			<remark  id="s2b31c17l26" />นุปัสนา ...อัปปณิหิตานุปัสนา ... สุญญตานุปัสนา ... เป็นอันได้สุญญตานุปัสนาแล้ว ธรรมนั้น 
			<remark  id="s2b31c17l27" />เป็นธรรมอันบุคคลนั้นกำหนดรู้แล้วและพิจารณาแล้วอย่างนี้ ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b31c18" >
		<para id="s2b31c18p">
			<remark  id="s2b31c18l1" />	[๖๒] บุคคลผู้พยายามเพื่อต้องการจะได้อธิปัญญาธรรมวิปัสนา การพิจารณาเห็น
			<remark  id="s2b31c18l2" />ธรรมด้วยปัญญาอันยิ่ง เป็นอันได้อธิปัญญาธรรมวิปัสนาแล้ว ธรรมนั้น เป็นธรรมอันบุคคลนั้น
			<remark  id="s2b31c18l3" />กำหนดรู้แล้วและพิจารณาแล้วอย่างนี้ บุคคลผู้พยายามเพื่อต้องการจะได้ยถาภูตญาณทัสนะ ... อาที
			<remark  id="s2b31c18l4" />นวานุปัสนา ... ปฏิสังขานุปัสนา ...วิวัฏฏนานุปัสนา ... เป็นอันได้วิวัฏฎนานุปัสนาแล้ว ธรรมนั้น 
			<remark  id="s2b31c18l5" />เป็นธรรมอันบุคคลนั้นกำหนดรู้แล้วและพิจารณาแล้วอย่างนี้ ฯ
			<remark  id="s2b31c18l6" />	[๖๓] บุคคลผู้พยายามเพื่อต้องการจะได้โสดาปัตติมรรค เป็นอันได้โสดาปัตติมรรค
			<remark  id="s2b31c18l7" />แล้ว ธรรมนั้น เป็นธรรมอันบุคคลนั้นกำหนดรู้แล้วและพิจารณาแล้วอย่างนี้ บุคคลผู้พยายามเพื่อ
			<remark  id="s2b31c18l8" />ต้องการจะได้สกทาคามิมรรค ... อนาคามิมรรค... อรหัตมรรค เป็นอันได้อรหัตมรรคแล้ว ธรรมนั้น 
			<remark  id="s2b31c18l9" />เป็นธรรมอันบุคคลนั้นกำหนดรู้แล้วและพิจารณาแล้วอย่างนี้ บุคคลผู้พยายามเพื่อต้องการจะได้ธรรม
			<remark  id="s2b31c18l10" />ใดๆเป็นอันได้ธรรมนั้นๆ แล้ว ธรรมเหล่านั้น เป็นธรรมอันบุคคลนั้นกำหนดรู้แล้วและพิจารณา
			<remark  id="s2b31c18l11" />แล้วอย่างนี้ ชื่อว่าญาณ เพราะอรรถว่ารู้ธรรมนั้น ชื่อว่าปัญญาเพราะอรรถว่ารู้ชัด เพราะเหตุนั้น 
			<remark  id="s2b31c18l12" />ท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาเครื่องทรงจำธรรมที่ได้สดับมาแล้ว คือ เครื่องรู้ชัดธรรมที่ได้สดับมาแล้วนั้นว่า 
			<remark  id="s2b31c18l13" />ธรรมเหล่านี้ควรกำหนดรู้ ชื่อว่าสุตมยญาณ ฯ
			<remark  id="s2b31c18l14" />	[๖๔] ปัญญาเครื่องทรงจำธรรมที่ได้สดับมาแล้ว คือ เครื่องรู้ชัดธรรมที่ได้สดับมาแล้ว
			<remark  id="s2b31c18l15" />นั้นว่า ธรรมเหล่านี้ควรละ ชื่อว่าสุตมยญาณอย่างไร ฯ
			<remark  id="s2b31c18l16" />	ธรรมอย่างหนึ่งควรละ คือ อัสมิมานะ ธรรม ๒ ควรละ คือ อวิชชา ๑ ตัณหา ๑ 
			<remark  id="s2b31c18l17" />ธรรม ๓ ควรละ คือ ตัณหา ๓ ธรรม ๔ ควรละ คือ โอฆะ ๔ ธรรม ๕ควรละ คือ นิวรณ์ ๕ 
			<remark  id="s2b31c18l18" />ธรรม ๖ ควรละ คือ หมวดตัณหา ๖ ธรรม ๗ ควรละคือ อนุสัย ๗ ธรรม ๘ ควรละ คือ 
			<remark  id="s2b31c18l19" />มิจฉัตตะ ความเป็นผิด ๘ ธรรม ๙ ควรละคือ ธรรมมีตัณหาเป็นมูลเหตุ ๙ ธรรม ๑๐ ควรละ
			<remark  id="s2b31c18l20" /> คือมิจฉัตตะ ๑๐ ฯ
			<remark  id="s2b31c18l21" />	[๖๕] ปหานะ ๒ คือ สมุจเฉทปหานะ ๑ ปฏิปัสสัทธิปหานะ ๑ สมุจเฉทปหานะ
			<remark  id="s2b31c18l22" /> อันเป็นโลกุตรมรรค และปฏิปัสสัทธิปหานะอันเป็นโลกุตรผลในขณะแห่งผล ย่อมมีแก่บุคคลผู้
			<remark  id="s2b31c18l23" />เจริญมรรค เครื่องให้ถึงความสิ้นไป ฯ
			<remark  id="s2b31c18l24" />	ปหานะ ๓ คือ เนกขัมมะ เป็นอุบายเครื่องสลัดออกแห่งกาม ๑ อรูปญาณ เป็นอุบาย
			<remark  id="s2b31c18l25" />เครื่องสลัดออกแห่งรูป ๑ นิโรธ  เป็นอุบายเครื่องสลัดออกแห่งสังขตธรรมที่เกิดขึ้นแล้วอย่างใดอย่าง
			<remark  id="s2b31c18l26" />หนึ่ง ซึ่งอาศัยกันและกันเกิดขึ้น ๑ บุคคลผู้ได้เนกขัมมะเป็นอันละและสละกามได้แล้ว บุคคลผู้
			<remark  id="s2b31c18l27" />ได้อรูปญาณเป็นอันละและสละรูปได้แล้ว บุคคลผู้ได้นิโรธเป็นอันละและสละสังขารได้แล้ว ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b31c19" >
		<para id="s2b31c19p">
			<remark  id="s2b31c19l1" />	ปหานะ ๔ คือ บุคคลผู้แทงตลอดทุกขสัจ อันเป็นการแทงตลอดด้วยการกำหนดรู้ 
			<remark  id="s2b31c19l2" />ย่อมละกิเลสที่ควรละได้ ๑ บุคคลผู้แทงตลอดสมุทัยสัจ อันเป็นการแทงตลอดด้วยการละ ย่อมละ
			<remark  id="s2b31c19l3" />กิเลสที่ควรละได้ ๑ บุคคลผู้แทงตลอดนิโรธสัจอันเป็นการแทงตลอดด้วยการทำให้แจ้ง ย่อมละกิเลส
			<remark  id="s2b31c19l4" />ที่ควรละได้ ๑ บุคคลผู้แทงตลอดมรรคสัจ อันเป็นการแทงตลอดด้วยการเจริญ ย่อมละกิเลส
			<remark  id="s2b31c19l5" />ที่ควรละได้ ๑ ฯ
			<remark  id="s2b31c19l6" />	ปหานะ ๕ คือ วิกขัมภนปหานะ ๑ ตทังคปหานะ ๑ สมุจเฉทปหานะ ๑ ปฏิปัสสัทธิ
			<remark  id="s2b31c19l7" />ปหานะ ๑ นิสสรณปหานะ ๑ การละนิวรณ์ด้วยการข่มไว้ ย่อมมีแก่บุคคลผู้เจริญปฐมฌาน การละ
			<remark  id="s2b31c19l8" />ทิฐิด้วยองค์นั้นๆ ย่อมมีแก่บุคคลผู้เจริญสมาธิอันเป็นไปในส่วนแห่งการชำแรกกิเลส สมุจเฉท
			<remark  id="s2b31c19l9" />ปหานะ อันเป็นโลกุตรมรรค และปฏิปัสสัทธิปหานะอันเป็นโลกุตรผล ในขณะแห่งผล ย่อม
			<remark  id="s2b31c19l10" />มีแก่บุคคลผู้เจริญมรรคเครื่องให้ถึงความสิ้นไป และนิสสรณปหานะเป็นนิโรธ คือ นิพพาน ฯ
			<remark  id="s2b31c19l11" />	[๖๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สิ่งทั้งปวงควรละ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สิ่งทั้งปวงควรละคือ
			<remark  id="s2b31c19l12" />อะไร คือ จักษุ รูป จักษุวิญญาณ จักษุสัมผัส สุขเวทนาทุกขเวทนา หรือแม้อทุกขมสุขเวทนา 
			<remark  id="s2b31c19l13" />ที่เกิดขึ้นเพราะจักษุสัมผัสเป็นปัจจัยควรละทุกอย่าง
			<remark  id="s2b31c19l14" />	หู เสียง ฯลฯ จมูก กลิ่น ฯลฯ ลิ้น รส ฯลฯ กาย โผฏฐัพพะฯลฯ ใจ 
			<remark  id="s2b31c19l15" />ธรรมารมณ์ ฯลฯ มโนวิญญาณ ฯลฯ มโนสัมผัส ฯลฯ สุขเวทนาทุกขเวทนา หรือแม้อทุกขม
			<remark  id="s2b31c19l16" />สุขเวทนาที่เกิดขึ้นเพราะมโนสัมผัสเป็น ปัจจัยควรละทุกอย่าง ฯ
			<remark  id="s2b31c19l17" />	เมื่อพิจารณาเห็นรูปโดยความเป็นของไม่เที่ยงเป็นต้น ย่อมละกิเลสที่ควรละได้ เมื่อ
			<remark  id="s2b31c19l18" />พิจารณาเห็นเวทนา ... สัญญา ... สังขาร ... วิญญาณ ... จักษุ ...ชราและมรณะ โดยความเป็น
			<remark  id="s2b31c19l19" />ของไม่เที่ยงเป็นต้น ย่อมละกิเลสที่ควรละได้ เมื่อพิจารณาเห็นนิพพานอันหยั่งลงสู่อมตะ [ด้วย
			<remark  id="s2b31c19l20" />ความเป็นอนัตตา] ด้วยความว่าเป็นที่สุด ย่อมละกิเลสที่ควรละได้ ธรรมใดๆ เป็นธรรมที่ละได้
			<remark  id="s2b31c19l21" />แล้วธรรมนั้นๆ เป็นอันสละได้แล้ว ชื่อว่าญาณ เพราะอรรถว่ารู้ธรรมนั้น ชื่อว่าปัญญา เพราะ
			<remark  id="s2b31c19l22" />อรรถว่ารู้ชัด เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาเครื่องทรงจำธรรมที่ได้สดับมาแล้ว คือเครื่องรู้ชัด
			<remark  id="s2b31c19l23" />ธรรมที่ได้สดับมาแล้วนั้นว่า ธรรมเหล่านี้ควรละ ชื่อว่าสุตมยญาณ ฯ
			<remark  id="s2b31c19l24" />			จบตติยภาณวาร ฯ
			<remark  id="s2b31c19l25" />	[๖๗] ปัญญาเครื่องทรงจำธรรมที่ได้สดับมาแล้ว คือ เครื่องรู้ชัดธรรมที่ได้สดับมาแล้ว
			<remark  id="s2b31c19l26" />นั้นว่า ธรรมเหล่านี้ควรเจริญ ชื่อว่าสุตมยญาณอย่างไร
		</para>
	</section>
	<section id="s2b31c20" >
		<para id="s2b31c20p">
			<remark  id="s2b31c20l1" />	ธรรมอย่างหนึ่งควรเจริญ คือ กายคตาสติอันสหรคตด้วยความสำราญ ธรรม ๒ ควร
			<remark  id="s2b31c20l2" />เจริญ คือ สมถะ ๑ วิปัสนา ๑ ธรรม ๓ ควรเจริญ คือ สมาธิ ๓ธรรม ๔ ควรเจริญ คือ 
			<remark  id="s2b31c20l3" />สติปัฏฐาน ๔ ธรรม ๕ ควรเจริญ คือ สัมมาสมาธิมีองค์ ๕ ธรรม ๖ ควรเจริญ คือ อนุสสติ ๖ 
			<remark  id="s2b31c20l4" />ธรรม ๗ ควรเจริญ คือ โพชฌงค์ ๗ธรรม ๘ ควรเจริญ คือ อริยมรรคมีองค์ ๘ ธรรม ๙ ควร
			<remark  id="s2b31c20l5" />เจริญ คือ องค์อันเป็นประธานแห่งความบริสุทธิ์ [ปาริสุทธิ] ๙ ธรรม ๑๐ ควรเจริญ คือ กสิณ ๑๐ ฯ
			<remark  id="s2b31c20l6" />	[๖๘] ภาวนา ๒ คือโลกิยภาวนา ๑ โลกุตรภาวนา ๑ ภาวนา ๓ คือ การเจริญธรรม
			<remark  id="s2b31c20l7" />อันเป็นรูปาวจรกุศล ๑ การเจริญธรรมอันเป็นอรูปาวจรกุศล ๑ การเจริญกุศลธรรมอันไม่นับเนื่อง
			<remark  id="s2b31c20l8" />ในโลก [โลกุตรกุศล] ๑ การเจริญธรรมอันเป็นรูปาวจรกุศล เป็นส่วนเลวก็มี เป็นส่วนปาน
			<remark  id="s2b31c20l9" />กลางก็มี เป็นส่วนประณีตก็มี การเจริญธรรมอันเป็นอรูปาวจรกุศล เป็นส่วนเลวก็มี เป็นส่วน
			<remark  id="s2b31c20l10" />ปานกลางก็มี เป็นส่วนประณีตก็มี การเจริญกุศลธรรมอันไม่นับเนื่องในโลก เป็นส่วนประณีต
			<remark  id="s2b31c20l11" />อย่างเดียว ภาวนา ๔ คือ เมื่อแทงตลอดทุกขสัจ อันเป็นการแทงตลอดด้วยปริญญา  ชื่อว่า
			<remark  id="s2b31c20l12" />เจริญอยู่ ๑ เมื่อแทงตลอดสมุทัยสัจอันเป็นการแทงตลอดด้วยปหานะ ชื่อว่าเจริญอยู่ ๑ เมื่อแทง
			<remark  id="s2b31c20l13" />ตลอดนิโรธสัจอันเป็นการแทงตลอดด้วยสัจฉิกิริยา ชื่อว่าเจริญอยู่ ๑ เมื่อแทงตลอดมรรคสัจอัน
			<remark  id="s2b31c20l14" />เป็นการแทงตลอดด้วยภาวนา ชื่อว่าเจริญอยู่ ๑ ภาวนา ๔ นี้ ฯ
			<remark  id="s2b31c20l15" />	[๖๙] ภาวนา ๔ อีกประการหนึ่ง คือ เอสนาภาวนา ๑ ปฏิลาภภาวนา ๑ เอกรสา
			<remark  id="s2b31c20l16" />ภาวนา ๑ อาเสวนาภาวนา ๑ ฯ
			<remark  id="s2b31c20l17" />	เอสนาภาวนาเป็นไฉน เมื่อพระโยคาวจรทั้งปวงเข้าสมาธิอยู่ ธรรมทั้งหลายที่เกิดใน
			<remark  id="s2b31c20l18" />ธรรมอันเป็นส่วนเบื้องต้นนั้น มีกิจเป็นอย่างเดียวกัน เพราะฉะนั้น ภาวนานี้ จึงชื่อว่าเอสนาภาวนา ฯ
			<remark  id="s2b31c20l19" />	ปฏิลาภภาวนาเป็นไฉน เมื่อพระโยคาวจรทั้งปวงเข้าสมาธิแล้ว ธรรม ทั้งหลายที่เกิดใน
			<remark  id="s2b31c20l20" />สมาธินั้น ไม่เป็นไปล่วงกันและกัน เพราะฉะนั้น ภาวนานี้จึงชื่อว่าปฏิลาภภาวนา ฯ
			<remark  id="s2b31c20l21" />	[๗๐] เอกรสาภาวนาเป็นไฉน เมื่อพระโยคาวจรเจริญสัทธินทรีย์  ด้วยอรรถว่าน้อมใจ
			<remark  id="s2b31c20l22" />เชื่อ อินทรีย์อีก ๔ อย่าง มีกิจเป็นอย่างเดียวกันด้วยสามารถแห่งสัทธินทรีย์ เพราะฉะนั้น ชื่อว่า
			<remark  id="s2b31c20l23" />ภาวนา ด้วยอรรถว่าอินทรีย์ทั้งหลายมีกิจเป็นอย่างเดียวกัน เมื่อพระโยคาวจรเจริญวิริยินทรีย์ด้วย
			<remark  id="s2b31c20l24" />อรรถว่าประคองไว้ ... เมื่อเจริญสตินทรีย์ด้วยอรรถว่าตั้งมั่น ... เมื่อเจริญสมาธินทรีย์ด้วยอรรถว่าไม่
			<remark  id="s2b31c20l25" />ฟุ้งซ่าน... เมื่อเจริญปัญญินทรีย์ด้วยอรรถว่าเห็น อินทรีย์อีก ๔ อย่าง มีกิจอย่างเดียวกันด้วย
			<remark  id="s2b31c20l26" />สามารถปัญญินทรีย์ เพราะฉะนั้นชื่อว่าภาวนา ด้วยอรรถว่าอินทรีย์ทั้งหลายมีกิจเป็นอย่างเดียวกัน ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b31c21" >
		<para id="s2b31c21p">
			<remark  id="s2b31c21l1" />	เมื่อพระโยคาวจรเจริญสัทธาพละ ด้วยอรรถว่าไม่หวั่นไหว เพราะอสัทธิยะ พละอีก 
			<remark  id="s2b31c21l2" />๔ อย่าง มีกิจเป็นอย่างเดียวกันด้วยสามารถสัทธาพละเพราะฉะนั้น ชื่อว่าภาวนา เพราะอรรถว่า
			<remark  id="s2b31c21l3" />พละทั้งหลายมีกิจเป็นอย่างเดียวกันเมื่อพระโยคาวจรเจริญวิริยพละ ด้วยอรรถว่าไม่หวั่นไหวเพราะ
			<remark  id="s2b31c21l4" />โกสัชชะ ... เมื่อพระโยคาวจรเจริญสติพละ ด้วยอรรถว่าไม่หวั่นไหวเพราะปมาทะ ... เมื่อพระ
			<remark  id="s2b31c21l5" />โยคาวจรเจริญสมาธิพละ ด้วยอรรถว่าไม่หวั่นไหวเพราะอุทธัจจะ ... เมื่อพระโยคาวจรเจริญปัญญา
			<remark  id="s2b31c21l6" />พละ ด้วยอรรถว่าไม่หวั่นไหวเพราะอวิชชา พละอีก ๔ อย่าง มีกิจเป็นอย่างเดียวกันด้วยสามารถ
			<remark  id="s2b31c21l7" />ปัญญาพละ เพราะฉะนั้นชื่อว่าภาวนา ด้วยอรรถว่าพละทั้งหลายมีกิจเป็นอย่างเดียวกัน ฯ
			<remark  id="s2b31c21l8" />	เมื่อพระโยคาวจรเจริญสติสัมโพชฌงค์ ด้วยอรรถว่าตั้งมั่น โพชฌงค์อีก ๖ อย่าง มีกิจ
			<remark  id="s2b31c21l9" />เป็นอย่างเดียวกันด้วยสามารถสติสัมโพชฌงค์ เพราะฉะนั้นชื่อว่าภาวนา ด้วยอรรถว่าโพชฌงค์ทั้ง
			<remark  id="s2b31c21l10" />หลายมีกิจเป็นอย่างเดียวกัน เมื่อพระโยคาวจรเจริญธรรมวิจยสัมโพชฌงค์ด้วยอรรถว่าเลือกเฟ้น ... 
			<remark  id="s2b31c21l11" />เมื่อเจริญวิริยสัมโพชฌงค์ด้วยอรรถว่าประคองไว้ ... เมื่อเจริญปีติสัมโพชฌงค์ด้วยอรรถว่า ซาบซ่าน
			<remark  id="s2b31c21l12" />ไป ...เมื่อเจริญปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ด้วยอรรถว่าสงบ ... เมื่อเจริญสมาธิสัมโพชฌงค์ด้วยอรรถว่า
			<remark  id="s2b31c21l13" />ไม่ฟุ้งซ่าน ... เมื่อเจริญอุเบกขาสัมโพชฌงค์ด้วยอรรถว่าพิจารณาหาทางโพชฌงค์อีก ๖ อย่าง มีกิจ
			<remark  id="s2b31c21l14" />เป็นอย่างเดียวกันด้วยสามารถอุเบกขาสัมโพชฌงค์เพราะฉะนั้น ชื่อว่าภาวนา ด้วยอรรถว่าโพชฌงค์
			<remark  id="s2b31c21l15" />ทั้งหลายมีกิจเป็นอย่างเดียวกัน ฯ
			<remark  id="s2b31c21l16" />	เมื่อพระโยคาวจรเจริญสัมมาทิฐิด้วยอรรถว่าเห็นชอบ องค์มรรคอีก ๗ อย่าง  มีกิจเป็น
			<remark  id="s2b31c21l17" />อย่างเดียวกันด้วยสามารถสัมมาทิฐิ เพราะฉะนั้น ชื่อว่าภาวนา ด้วยอรรถว่าองค์มรรคทั้งหลายมี
			<remark  id="s2b31c21l18" />กิจเป็นอย่างเดียวกัน เมื่อพระโยคาวจรเจริญสัมมาสังกัปปะด้วยอรรถว่าตรึก ... เมื่อเจริญสัมมาวาจา
			<remark  id="s2b31c21l19" />ด้วยอรรถว่ากำหนดเอา ... เมื่อเจริญสัมมากัมมันตะด้วยอรรถว่าเป็นสมุฏฐาน ... เมื่อเจริญสัมมาอาชีวะ
			<remark  id="s2b31c21l20" />ด้วยอรรถว่าผ่องแผ้ว ...เมื่อเจริญสัมมาวายามะด้วยอรรถว่าประคองไว้ ... เมื่อเจริญสัมมาสติ
			<remark  id="s2b31c21l21" />ด้วยอรรถว่าตั้งมั่น ... เมื่อเจริญสัมมาสมาธิด้วยอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน องค์มรรคอีก ๗ อย่าง มีกิจเป็น
			<remark  id="s2b31c21l22" />อย่างเดียวกันด้วยสามารถสัมมาสมาธิ เพราะฉะนั้น ชื่อว่าภาวนาด้วยอรรถว่าองค์มรรถทั้งหลายมีกิจ
			<remark  id="s2b31c21l23" />เป็นอย่างเดียวกัน ภาวนานี้ ชื่อว่าเอกรสาภาวนา ฯ
			<remark  id="s2b31c21l24" />	[๗๑] อาเสวนาภาวนาเป็นไฉน ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมเสพเป็นอันมากซึ่งสมาธิ
			<remark  id="s2b31c21l25" />ที่ถึงความสำราญ ตลอดเวลาเช้าก็ดี ตลอดเวลาเที่ยงก็ดีตลอดเวลาเย็นก็ดี ตลอดเวลาก่อนภัต
			<remark  id="s2b31c21l26" />ก็ดี ตลอดเวลาหลังภัตก็ดี ตลอดยามต้นก็ดีตลอดยามหลังก็ดี ตลอดคืนก็ดี ตลอดวัน
			<remark  id="s2b31c21l27" />ก็ดี ตลอดคืนและวันก็ดี ตลอดกาฬปักษ์ก็ดี ตลอดชุณหปักษ์ก็ดี ตลอดฤดูฝนก็ดี ตลอดฤดูหนาว
		</para>
	</section>
	<section id="s2b31c22" >
		<para id="s2b31c22p">
			<remark  id="s2b31c22l1" />ก็ดี ตลอดฤดูร้อนก็ดีตลอดส่วนวัยต้นก็ดี ตลอดส่วนวัยกลางก็ดี ตลอดส่วนวัยหลังก็ดี ภาวนานี้
			<remark  id="s2b31c22l2" />ชื่อว่าอาเสวนาภาวนา ภาวนา ๔ ประการนี้ ฯ
			<remark  id="s2b31c22l3" />	[๗๒] ภาวนา ๔ อีกประการหนึ่ง คือ ภาวนา ด้วยอรรถว่าไม่ล่วงกันและกันแห่งธรรม
			<remark  id="s2b31c22l4" />ทั้งหลายที่เกิดในภาวนานั้น ๑ ภาวนาด้วยอรรถว่าอินทรีย์ทั้งหลายมีกิจเป็นอย่างเดียวกัน ๑ ภาวนา
			<remark  id="s2b31c22l5" />ด้วยอรรถว่านำไปซึ่งความเพียรอันสมควรแก่ธรรมนั้นๆ ๑ ภาวนาด้วยอรรถว่าเสพเป็นอันมาก ๑ ฯ
			<remark  id="s2b31c22l6" />	[๗๓] ภาวนา ด้วยอรรถว่าไม่ล่วงกันและกันแห่งธรรมทั้งหลายที่เกิดในภาวนานั้น 
			<remark  id="s2b31c22l7" />อย่างไร ฯ
			<remark  id="s2b31c22l8" />	เมื่อพระโยคาวจรละกามฉันทะ ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถเนกขัมมะ  ย่อมไม่ล่วงกัน
			<remark  id="s2b31c22l9" />และกัน เพราะฉะนั้น ชื่อว่าภาวนา ด้วยอรรถว่าไม่ล่วงกันและกันแห่งธรรมทั้งหลายที่เกิดใน
			<remark  id="s2b31c22l10" />ภาวนานั้น เมื่อพระโยคาวจรละพยาบาท ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถความไม่พยาบาท ย่อมไม่
			<remark  id="s2b31c22l11" />ล่วงกันและกัน ... เมื่อละถีนมิทธะธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถอาโลกสัญญา ย่อมไม่ล่วงกันและ
			<remark  id="s2b31c22l12" />กัน ... เมื่อละอุทธัจจะ ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถความไม่ฟุ้งซ่าน ย่อมไม่ล่วงกันและกัน ... เมื่อ
			<remark  id="s2b31c22l13" />ละวิจิกิจฉา ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถการกำหนดธรรมย่อมไม่ล่วงกันและกัน ... เมื่อละอวิชชา 
			<remark  id="s2b31c22l14" />ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถแห่งญาณย่อมไม่ล่วงกันและกัน ... เมื่อละอรติ ธรรมทั้งหลายที่เกิด
			<remark  id="s2b31c22l15" />ด้วยสามารถ ความปราโมทย์ ย่อมไม่ล่วงกันและกัน ... เมื่อละนิวรณ์ทั้งหลาย ธรรมทั้งหลายที่เกิด
			<remark  id="s2b31c22l16" />ด้วยสามารถปฐมฌาน ย่อมไม่ล่วงกันและกัน ... เมื่อละวิตกและวิจาร ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วย
			<remark  id="s2b31c22l17" />สามารถทุติยฌาน ย่อมไม่ล่วงกันและกัน ... เมื่อละปีติ ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถตติยฌาน
			<remark  id="s2b31c22l18" /> ย่อมไม่ล่วงกันและกัน ... เมื่อละสุขและทุกข์ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถจตุตถฌาน ย่อมไม่
			<remark  id="s2b31c22l19" />ล่วงกันและกัน ... เมื่อละรูปสัญญา ปฏิฆสัญญา นานัตตสัญญา ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถ
			<remark  id="s2b31c22l20" />อากาสานัญจายตนสมาบัติ ย่อมไม่ล่วงกันและกัน ... เมื่อละอากาสานัญจายตนสัญญาธรรมทั้งหลาย
			<remark  id="s2b31c22l21" />ที่เกิดด้วยสามารถวิญญาณัญจายตนสมาบัติย่อมไม่ล่วงกันและกัน ...เมื่อละวิญญาณัญจายตนสัญญา 
			<remark  id="s2b31c22l22" />ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถอากิญจัญญายตนสมาบัติ ย่อมไม่ล่วงกันและกัน ... เมื่อละอากิญ
			<remark  id="s2b31c22l23" />จัญญายตนสัญญา ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ ย่อมไม่ล่วงกัน
			<remark  id="s2b31c22l24" />และกัน ...เมื่อละนิจจสัญญา ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถอนิจจานุปัสนา ย่อมไม่ล่วงกันและ
			<remark  id="s2b31c22l25" />กัน ... เมื่อละสุขสัญญา ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถทุกขานุปัสนาย่อมไม่ล่วงกันและกัน ... 
			<remark  id="s2b31c22l26" />เมื่อละอัตตสัญญา ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถอนัตตานุปัสนา ย่อมไม่ล่วงกันและกัน ... 
			<remark  id="s2b31c22l27" />เมื่อละความเพลิดเพลิน ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถนิพพิทานุปัสนา ย่อมไม่ล่วงกันและ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b31c23" >
		<para id="s2b31c23p">
			<remark  id="s2b31c23l1" />กัน ... เมื่อละราคะ ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถวิราคานุปัสนา ย่อมไม่ล่วงกันและกัน ... เมื่อละ
			<remark  id="s2b31c23l2" />ฆนสัญญา ธรรมทั้งหลายเกิดด้วยสามารถขยานุปัสนา ย่อมไม่ล่วงกันและกัน ...เมื่อละสมุทัย 
			<remark  id="s2b31c23l3" />ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถนิโรธานุปัสนา ย่อมไม่ล่วงกันและกัน ... เมื่อละความถือมั่น ธรรม
			<remark  id="s2b31c23l4" />ทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถปฏินิสสัคคานุปัสนาย่อมไม่ล่วงกันและกัน ... เมื่อละอายูหนะ (การทำ
			<remark  id="s2b31c23l5" />ความเพียรเพื่อประโยชน์แก่สังขาร) ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถวยานุปัสนา ย่อมไม่ล่วงกัน
			<remark  id="s2b31c23l6" />และกัน ...เมื่อละธุวสัญญา (ความสำคัญว่ายั่งยืน) ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถวิปริณามานุ
			<remark  id="s2b31c23l7" />ปัสนา ย่อมไม่ล่วงกันและกัน ... เมื่อละนิมิตร ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถอนิมิตตานุปัสนา
			<remark  id="s2b31c23l8" /> ย่อมไม่ล่วงกันและกัน ... เมื่อละปณิธิ ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถอัปปณิหิตานุปัสนา ย่อมไม่
			<remark  id="s2b31c23l9" />ล่วงกันและกัน ... เมื่อละอภินิเวส(ความยึดมั่นว่ามีตัวตน) ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถสุญญตา
			<remark  id="s2b31c23l10" />นุปัสนา ย่อมไม่ล่วงกันและกัน ... เมื่อละสาราทานาภินิเวส (ความยึดมั่นด้วยการถือว่าเป็นแก่น
			<remark  id="s2b31c23l11" />สาร) ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถอธิปัญญาธรรมวิปัสนา (ความเห็นแจ้งซึ่งธรรมด้วยปัญญา
			<remark  id="s2b31c23l12" />อันยิ่ง) ย่อมไม่ล่วงกันและกัน ... เมื่อละสัมโมหาภินิเวส(ความยึดมั่นด้วยความหลงใหล) ธรรม
			<remark  id="s2b31c23l13" />ทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถยถาภูตญาณทัสนะ ย่อมไม่ล่วงกันและกัน ... เมื่อละอาลยาภินิเวส (ความ
			<remark  id="s2b31c23l14" />ยึดมั่นด้วยความอาลัย) ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถอาทีนวานุปัสนา ย่อมไม่ล่วงกันและกัน ...
			<remark  id="s2b31c23l15" /> เมื่อละอัปปฏิสังขา (ความไม่พิจารณา) ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถปฏิสังขานุปัสนา ย่อมไม่
			<remark  id="s2b31c23l16" />ล่วงกันและกัน ... เมื่อละสัญโญคาภินิเวส(ความยึดมั่นด้วยกิเลสเครื่องประกอบสัตว์) ธรรมทั้งหลาย
			<remark  id="s2b31c23l17" />ที่เกิดด้วยสามารถด้วยวิวัฏฏานุปัสนา (ความตามเห็นกามเป็นเครื่องควรหลีกไป) ย่อมไม่ล่วงกันและ
			<remark  id="s2b31c23l18" />กัน ... เมื่อละกิเลสที่ตั้งอยู่รวมกันกับทิฐิ ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถโสดาปัตติมรรค 
			<remark  id="s2b31c23l19" />ย่อมไม่ล่วงกันและกัน ... เมื่อละกิเลสอย่างหยาบ ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถสกทาคามิมรรค
			<remark  id="s2b31c23l20" /> ย่อมไม่ล่วงกันและกัน ... เมื่อละกิเลสอย่างละเอียด ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยความสามารอนาคามิ
			<remark  id="s2b31c23l21" />มรรค ย่อมไม่ล่วงกันและกัน ... เมื่อละกิเลสทั้งปวง ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยความสามารถอรหัตมรรค
			<remark  id="s2b31c23l22" />ย่อมไม่ล่วงกันและกัน เพราะฉะนั้น ชื่อว่าภาวนา ด้วยอรรถว่าธรรมทั้งหลายที่เกิดในภาวนานั้น
			<remark  id="s2b31c23l23" />ไม่ล่วงกันและกัน ชื่อว่าภาวนา ด้วยอรรถว่าธรรมทั้งหลายที่เกิดในภาวนานั้นไม่ล่วงกันและกัน
			<remark  id="s2b31c23l24" /> อย่างนี้ ฯ
			<remark  id="s2b31c23l25" />	[๗๔] ชื่อว่าภาวนา ด้วยอรรถว่าอินทรีย์ทั้งหลายมีกิจเป็นอย่างเดียวกันอย่างไร
			<remark  id="s2b31c23l26" />	เมื่อพระโยคาวจรละกามฉันทะ อินทรีย์ ๕ มีกิจเป็นอย่างเดียวกันด้วยสามารถ
			<remark  id="s2b31c23l27" />เนกขัมมะ เพราะฉะนั้น ชื่อว่าภาวนา ด้วยอรรถว่าอินทรีย์ทั้งหลายมีกิจเป็นอย่างเดียวกัน เมื่อละ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b31c24" >
		<para id="s2b31c24p">
			<remark  id="s2b31c24l1" />พยาบาท อินทรีย์ ๕ มีกิจเป็นอย่างเดียวกันด้วยสามารถความไม่พยาบาท ฯลฯ เมื่อละกิเลสทั้ง
			<remark  id="s2b31c24l2" />หมด อินทรีย์ ๕ มีกิจเป็นอย่างเดียวกันด้วยสามารถอรหัตมรรค เพราะฉะนั้น ชื่อว่าภาวนา ด้วย
			<remark  id="s2b31c24l3" />อรรถว่าอินทรีย์ทั้งหลายมีกิจเป็นอย่างเดียวกัน ชื่อว่าภาวนา ด้วยอรรถว่าอินทรีย์ทั้งหลายมีกิจเป็น
			<remark  id="s2b31c24l4" />อย่างเดียวกัน อย่างนี้ ฯ
			<remark  id="s2b31c24l5" />	[๗๕] ชื่อว่าภาวนา ด้วยอรรถว่านำไปซึ่งความเพียรอันสมควรแก่ธรรมนั้นๆ อย่างไร ฯ
			<remark  id="s2b31c24l6" />	พระโยคาวจรเมื่อละกามฉันทะ ย่อมนำไปซึ่งความเพียรด้วยสามารถเนกขัมมะ เพราะ
			<remark  id="s2b31c24l7" />ฉะนั้น ชื่อว่าภาวนา ด้วยอรรถว่านำไปซึ่งความเพียรอันสมควรแก่ธรรมนั้นๆ เมื่อละพยาบาท ย่อม
			<remark  id="s2b31c24l8" />นำไปซึ่งความเพียรด้วยสามารถความไม่พยาบาท ฯลฯ เมื่อละกิเลสทั้งปวง ย่อมนำไปซึ่งความ
			<remark  id="s2b31c24l9" />เพียรด้วยสามารถอรหัตมรรค เพราะฉะนั้น ชื่อว่าภาวนา ด้วยอรรถว่านำไปซึ่งความเพียรอันสมควร
			<remark  id="s2b31c24l10" />แก่ธรรมนั้นๆ ชื่อว่าภาวนา ด้วยอรรถว่านำไปซึ่งความเพียรอันสมควรแก่ธรรมนั้นๆ อย่างนี้ ฯ
			<remark  id="s2b31c24l11" />	[๗๖] ชื่อว่าภาวนา ด้วยอรรถว่าเสพเป็นอันมาก อย่างไร ฯ
			<remark  id="s2b31c24l12" />	เมื่อพระโยคาวจรละกามฉันทะ ย่อมเสพเป็นอันมากซึ่งเนกขัมมะเพราะฉะนั้น ชื่อว่า
			<remark  id="s2b31c24l13" />ภาวนา ด้วยอรรถว่าเสพเป็นอันมาก เมื่อละพยาบาทย่อมเสพเป็นอันมากซึ่งความไม่พยาบาท ฯลฯ
			<remark  id="s2b31c24l14" /> เมื่อละกิเลสทั้งปวง ย่อมเสพเป็นอันมากซึ่งอรหัตมรรค เพราะฉะนั้น ชื่อว่าภาวนา ด้วย
			<remark  id="s2b31c24l15" />อรรถว่าเสพเป็นอันมากชื่อว่าภาวนา ด้วยอรรถว่าเสพเป็นอันมากอย่างนี้ ภาวนา ๔ ประการนี้ ฯ
			<remark  id="s2b31c24l16" />	พระโยคาวจรพิจารณาเห็นรูป ชื่อว่าเจริญภาวนา พิจารณาเห็นเวทนา ...พิจารณาเห็น
			<remark  id="s2b31c24l17" />สัญญา ... พิจารณาเห็นสังขาร ... พิจารณาเห็นวิญญาณ ... พิจารณาเห็นจักษุ ฯลฯ พิจารณาเห็นชรา
			<remark  id="s2b31c24l18" />และมรณะ ... พิจารณาเห็นนิพพานอันหยั่งลงในอมตะด้วยอรรถว่าเป็นที่สุด ชื่อว่าเจริญภาวนา
			<remark  id="s2b31c24l19" /> ธรรมใดๆ เป็นธรรมอันเจริญแล้วธรรมนั้นๆ ย่อมมีกิจเป็นอย่างเดียวกัน ชื่อว่าญาณ ด้วยอรรถ
			<remark  id="s2b31c24l20" />ว่ารู้ธรรมนั้นๆชื่อว่าปัญญา ด้วยอรรถว่ารู้ชัด เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาเครื่องทรงจำ
			<remark  id="s2b31c24l21" />ธรรมที่ได้สดับมาแล้ว คือ เครื่องรู้ชัดซึ่งธรรมที่ได้สดับมาแล้วว่า ธรรมเหล่านี้ควรเจริญ ชื่อว่า
			<remark  id="s2b31c24l22" />สุตมยญาณ ฯ
			<remark  id="s2b31c24l23" />			จบจตุตถภาณวาร
			<remark  id="s2b31c24l24" />	[๗๗] ปัญญาเครื่องทรงจำธรรมที่ได้สดับมาแล้ว คือ เครื่องรู้ชัดซึ่งธรรมที่ได้สดับมา
			<remark  id="s2b31c24l25" />แล้วนั้นว่า ธรรมเหล่านี้ควรทำให้แจ้ง ชื่อว่าสุตมยญาณอย่างไร ฯ
			<remark  id="s2b31c24l26" />	ธรรมอย่างหนึ่งควรทำให้แจ้ง คือ เจโตวิมุติอันไม่กำเริบ ธรรม ๒ ควรทำให้แจ้ง 
			<remark  id="s2b31c24l27" />คือ วิชชา ๑ วิมุตติ ๑ ธรรม ๓ ควรทำให้แจ้ง คือ วิชชา ๓ธรรม ๔ ควรทำให้แจ้ง คือ 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b31c25" >
		<para id="s2b31c25p">
			<remark  id="s2b31c25l1" />สามัญญผล ๔ ธรรม ๕ ควรทำให้แจ้ง คือธรรมขันธ์ ๕ ธรรม ๖ ควรทำให้แจ้ง คือ อภิญญา ๖ 
			<remark  id="s2b31c25l2" />ธรรม ๗ ควรทำให้แจ้งคือ กำลังของพระขีณาสพ ๗ ธรรม ๘ ควรทำให้แจ้ง คือ วิโมกข์ ๘ 
			<remark  id="s2b31c25l3" />ธรรม๙ ควรทำให้แจ้ง คือ อนุปุพพนิโรธ ๙ ธรรม ๑๐ ควรทำให้แจ้ง คืออเสกขธรรม ๑๐ ฯ
			<remark  id="s2b31c25l4" />	[๗๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สิ่งทั้งปวงควรทำให้แจ้ง ดูกรภิกษุทั้งหลาย  ก็สิ่งทั้งปวง
			<remark  id="s2b31c25l5" />ควรทำให้แจ้ง คือ อะไร คือ จักษุ รูป จักษุวิญญาณ จักษุสัมผัสสุขเวทนา ทุกขเวทนา 
			<remark  id="s2b31c25l6" />หรือแม้อทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะจักษุสัมผัสเป็นปัจจัย ควรทำให้แจ้งทุกอย่าง หู เสียง ฯลฯ 
			<remark  id="s2b31c25l7" />จมูก กลิ่น ฯลฯ ลิ้น รส ฯลฯกาย โผฏฐัพพะ ฯลฯ ใจ ธรรมารมณ์ มโนวิญญาณ 
			<remark  id="s2b31c25l8" />มโนสัมผัส สุขเวทนาทุกขเวทนา หรือแม้อทุกขมสุขเวทนาที่เกิดขึ้นเพราะมโนสัมผัสเป็นปัจจัย 
			<remark  id="s2b31c25l9" />ควรทำให้แจ้งทุกอย่าง ฯ
			<remark  id="s2b31c25l10" />	พระโยคาวจรเมื่อพิจารณาเห็นรูป ย่อมทำให้แจ้งโดยทำให้เป็นอารมณ์ เมื่อพิจารณาเห็น
			<remark  id="s2b31c25l11" />เวทนา ... เมื่อพิจารณาเห็นสัญญา ... เมื่อพิจารณาเห็นสังขาร ...เมื่อพิจารณาเห็นวิญญาณ ... เมื่อพิจารณา
			<remark  id="s2b31c25l12" />เห็นจักษุ ... เมื่อพิจารณาเห็นชราและมรณะ  ... เมื่อพิจารณาเห็นนิพพานอันหยั่งลงในอมตะด้วยอรรถ
			<remark  id="s2b31c25l13" />ว่าเป็นที่สุด ย่อมทำให้แจ้งโดยทำให้เป็นอารมณ์ ธรรมใดๆ เป็นธรรมอันทำให้แจ้งแล้ว ธรรมนั้นๆ 
			<remark  id="s2b31c25l14" />ย่อมเป็นธรรมอันถูกต้องแล้ว ฯ
			<remark  id="s2b31c25l15" />	ชื่อว่าญาณ เพราะอรรถว่ารู้ธรรมนั้นๆ ชื่อว่าปัญญา เพราะอรรถรู้ว่าชัด  เพราะเหตุนั้น 
			<remark  id="s2b31c25l16" />ท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาเครื่องทรงจำธรรมที่ได้สดับมาแล้ว คือเครื่องรู้ชัดธรรมที่ได้สดับมาแล้ว
			<remark  id="s2b31c25l17" />นั้นว่า ธรรมเหล่านี้ควรทำให้แจ้ง ชื่อว่าสุตมยญาณ ฯ
			<remark  id="s2b31c25l18" />	ปัญญาเครื่องทรงจำธรรมที่ได้สดับมาแล้ว คือ เครื่องรู้ชัดธรรมที่ได้สดับมาแล้วนั้นว่า 
			<remark  id="s2b31c25l19" />ธรรมเหล่านี้เป็นไปในส่วนแห่งความเสื่อม ธรรมเหล่านี้เป็นไปในส่วนแห่งความตั้งอยู่ ธรรมเหล่า
			<remark  id="s2b31c25l20" />นี้เป็นไปในส่วนแห่งความวิเศษ ธรรมเหล่านี้เป็นไปในส่วนชำแรกกิเลส ชื่อว่าสุตมยญาณ ฯ
			<remark  id="s2b31c25l21" />	สัญญาและมนสิการอันประกอบด้วยกาม ของพระโยคาวจร ผู้ได้ปฐมฌานเป็นไปอยู่ นี้
			<remark  id="s2b31c25l22" />เป็นธรรมเป็นไปในส่วนแห่งความเสื่อม ความพอใจอันเป็นธรรมสมควรแก่ปฐมฌานนั้นยังตั้งอยู่
			<remark  id="s2b31c25l23" /> นี้เป็นธรรมเป็นไปในส่วนแห่งความตั้งอยู่ สัญญาและมนสิการอันไม่ประกอบด้วยวิตกเป็นไปอยู่ 
			<remark  id="s2b31c25l24" />นี้เป็นธรรมเป็นไปในส่วนแห่งความวิเศษ สัญญาและมนสิการอันสหรคตด้วยความเบื่อหน่าย
			<remark  id="s2b31c25l25" /> ประกอบด้วยวิราคะเป็นไปอยู่ นี้เป็นธรรมเป็นไปในส่วนแห่งความชำแรกกิเลส สัญญาและมนสิการ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b31c26" >
		<para id="s2b31c26p">
			<remark  id="s2b31c26l1" />อันประกอบด้วยวิตก ของพระโยคาวจร ผู้ได้ทุติยฌาน เป็นไปอยู่ นี้เป็นธรรมเป็นไปในส่วน
			<remark  id="s2b31c26l2" />แห่งความเสื่อม ความพอใจอันเป็นธรรมสมควรแก่ทุติยฌานนั้นยังตั้งอยู่ นี้เป็นธรรมไปในส่วนแห่ง
			<remark  id="s2b31c26l3" />ความตั้งอยู่ สัญญาและมนสิการอันประกอบด้วยอุเบกขาและสุข เป็นไปอยู่นี้เป็นธรรมเป็นไปในส่วน
			<remark  id="s2b31c26l4" />แห่งความวิเศษ สัญญาและมนสิการอันสหรคตด้วยความเบื่อหน่าย ประกอบด้วยวิราคะเป็นไปอยู่ 
			<remark  id="s2b31c26l5" />นี้เป็นธรรมเป็นไปในส่วนแห่งความชำแรกกิเลส สัญญาและมนสิการอันประกอบด้วยปีติและสุข 
			<remark  id="s2b31c26l6" />ของพระโยคาวจร ผู้ได้ตติยฌาน เป็นไปอยู่นี้เป็นธรรมเป็นไปในส่วนแห่งความเสื่อม ความพอใจ
			<remark  id="s2b31c26l7" />อันเป็นธรรมสมควรแก่ตติยฌานนั้นยังตั้งอยู่ นี้เป็นธรรมเป็นไปในส่วนแห่งความตั้งอยู่ สัญญา
			<remark  id="s2b31c26l8" />และมนสิการอันประกอบด้วยอทุกขมสุขเวทนาเป็นไปอยู่ นี้เป็นธรรมเป็นไปในส่วนแห่งความวิเศษ
			<remark  id="s2b31c26l9" /> สัญญาและมนสิการอันสหรคตด้วยความเบื่อหน่าย ประกอบด้วยวิราคะ เป็นไปอยู่ นี้เป็นธรรม
			<remark  id="s2b31c26l10" />เป็นไปในส่วนแห่งความชำแรกกิเลส สัญญาและมนสิการอันประกอบด้วยอุเบกขาและสุข ของ
			<remark  id="s2b31c26l11" />พระโยคาวจรผู้ได้จตุตถฌานเป็นไปอยู่ นี้เป็นธรรมเป็นไปในส่วนแห่งความเสื่อม ความพอใจ
			<remark  id="s2b31c26l12" />อันเป็นธรรมสมควรแก่จตุตถฌานนั้นยังตั้งอยู่ นี้เป็นธรรมเป็นไปในส่วนแห่งความตั้งอยู่ สัญญา
			<remark  id="s2b31c26l13" />และมนสิการอันประกอบด้วยอากาสานัญจายตนฌานเป็นไปอยู่ นี้เป็นธรรมเป็นไปในส่วนแห่งความ
			<remark  id="s2b31c26l14" />วิเศษ สัญญาและมนสิการอันสหรคตด้วยความเบื่อหน่ายประกอบด้วยวิราคะ เป็นไปอยู่ นี้เป็น
			<remark  id="s2b31c26l15" />ธรรมเป็นไปในส่วนแห่งความชำแรกกิเลสสัญญาและมนสิการอันประกอบด้วยรูป ของพระโยคาวจร
			<remark  id="s2b31c26l16" />ผู้ได้อากาสานัญจายตนฌาน เป็นไปอยู่ นี้เป็นธรรมเป็นไปในส่วนแห่งความเสื่อม ความพอใจ
			<remark  id="s2b31c26l17" />อันเป็นธรรมสมควรแก่อากาสานัญจายตนฌานนั้นยังตั้งอยู่ นี้เป็นธรรมเป็นไปในส่วนแห่งความ
			<remark  id="s2b31c26l18" />ตั้งอยู่ สัญญาและมนสิการอันประกอบด้วยวิญญาณัญจายตนฌานเป็นไปอยู่ นี้เป็นธรรมเป็นไปใน
			<remark  id="s2b31c26l19" />ส่วนแห่งความวิเศษ สัญญาและมนสิการอันสหรคตด้วยความเบื่อหน่าย ประกอบด้วยวิราคะ 
			<remark  id="s2b31c26l20" />เป็นไปอยู่ นี้เป็นธรรมเป็นไปในส่วนแห่งความชำแรกกิเลส สัญญาและมนสิการอันประกอบด้วย
			<remark  id="s2b31c26l21" />อากาสานัญจายตนฌาน ของพระโยคาวจรผู้ได้วิญญาณัญจายตนฌาน เป็นไปอยู่นี้เป็นธรรมเป็นไป
			<remark  id="s2b31c26l22" />ในส่วนแห่งความเสื่อม ความพอใจอันเป็นธรรมสมควรแก่วิญญาณัญจายตนฌานนั้นยังตั้งอยู่ นี้
			<remark  id="s2b31c26l23" />เป็นธรรมเป็นไปในส่วนแห่งความตั้งอยู่สัญญาและมนสิการอันประกอบด้วยอากิญจัญญายตนฌาน 
			<remark  id="s2b31c26l24" />เป็นไปอยู่ นี้เป็นธรรมเป็นไปในส่วนแห่งความวิเศษ สัญญาและมนสิการอันสหรคตด้วยความ
			<remark  id="s2b31c26l25" />เบื่อหน่ายประกอบด้วยวิราคะ เป็นไปอยู่ นี้เป็นธรรมเป็นไปในส่วนแห่งความชำแรกกิเลส
			<remark  id="s2b31c26l26" />สัญญาและมนสิการอันประกอบด้วยวิญญาณัญจายตนฌาน ของพระโยคาวจรผู้ได้อากิญจัญญายตน
			<remark  id="s2b31c26l27" />ฌาน เป็นไปอยู่ นี้เป็นธรรมเป็นไปในส่วนแห่งความเสื่อมความพอใจอันเป็นธรรมสมควรแก่
		</para>
	</section>
	<section id="s2b31c27" >
		<para id="s2b31c27p">
			<remark  id="s2b31c27l1" />อากิญจัญญายตนฌานนั้นยังตั้งอยู่ นี้เป็นธรรมเป็นไปในส่วนแห่งความตั้งอยู่ สัญญาและมนสิการ
			<remark  id="s2b31c27l2" />อันประกอบด้วยเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน เป็นไปอยู่ นี้เป็นธรรมเป็นไปในส่วนแห่งความ
			<remark  id="s2b31c27l3" />วิเศษ สัญญาและมนสิการอันสหรคตด้วยความเบื่อหน่าย ประกอบด้วยวิราคะ เป็นไปอยู่ นี้เป็น
			<remark  id="s2b31c27l4" />ธรรมเป็นไปในส่วนแห่งความชำแรกกิเลส ชื่อว่าญาณ ด้วยอรรถว่ารู้ธรรมนั้นชื่อว่าปัญญา ด้วย
			<remark  id="s2b31c27l5" />อรรถว่ารู้ชัด เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาเครื่องทรงจำธรรมที่ได้สดับมาแล้ว คือ เครื่องรู้ชัด
			<remark  id="s2b31c27l6" />ธรรมที่ได้สดับมาแล้วนั้นว่า ธรรมเหล่านี้เป็นไปในส่วนแห่งความเสื่อม ธรรมเหล่านี้เป็นไปใน
			<remark  id="s2b31c27l7" />ส่วนแห่งความตั้งอยู่ ธรรมเหล่านี้เป็นไปในส่วนแห่งความวิเศษ ธรรมเหล่านี้เป็นไปในส่วนแห่ง
			<remark  id="s2b31c27l8" />ความชำแรกกิเลส ชื่อว่าสุตมยญาณ ฯ
			<remark  id="s2b31c27l9" />	[๗๙] ปัญญาเครื่องทรงจำธรรมที่ได้สดับมาแล้ว คือ เครื่องรู้ชัดธรรมที่ได้สดับมาแล้ว
			<remark  id="s2b31c27l10" />นั้นว่า สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์ ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา ชื่อว่าสุตมยญาณ
			<remark  id="s2b31c27l11" />อย่างไร ฯ
			<remark  id="s2b31c27l12" />	ปัญญาเครื่องทรงจำธรรมที่ได้สดับมาแล้ว คือ เครื่องรู้ชัดธรรมที่ได้สดับมาแล้วนั้นว่า
			<remark  id="s2b31c27l13" /> รูปไม่เที่ยงเพราะความว่าสิ้นไป เป็นทุกข์เพราะความว่าน่ากลัว เป็นอนัตตาเพราะความว่าหาแก่นสาร
			<remark  id="s2b31c27l14" />มิได้ ชื่อว่าสุตมยญาณ ปัญญาเครื่องทรงจำธรรมที่ได้สดับมาแล้ว คือ เครื่องรู้ชัดธรรมที่ได้สดับ
			<remark  id="s2b31c27l15" />มาแล้วนั้นว่าเวทนาสัญญา สังขาร วิญญาณ จักษุ ฯลฯ ชราและมรณะ ไม่เที่ยง เพราะ
			<remark  id="s2b31c27l16" />ความว่าสิ้นไป เป็นทุกข์เพราะความว่าน่ากลัว เป็นอนัตตาเพราะความว่าหาแก่นสารมิได้ ชื่อว่า
			<remark  id="s2b31c27l17" />สุตมยญาณ ชื่อว่าญาณด้วยอรรถว่ารู้ธรรมนั้น ชื่อว่าปัญญาด้วยอรรถว่ารู้ชัด เพราะเหตุนั้นท่านจึง
			<remark  id="s2b31c27l18" />กล่าวว่า ปัญญาเครื่องทรงจำธรรมที่ได้สดับมาแล้ว คือ เครื่องรู้ชัดธรรมที่ได้สดับมาแล้วนั้นว่า 
			<remark  id="s2b31c27l19" />สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์ ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา ชื่อว่าสุตมยญาณ ฯ
			<remark  id="s2b31c27l20" />	[๘๐] ปัญญาเครื่องทรงจำธรรมที่ได้สดับมาแล้ว คือ เครื่องรู้ชัดธรรมที่ได้สดับมาแล้ว
			<remark  id="s2b31c27l21" />ว่า นี้ทุกขอริยสัจ นี้ทุกขสมุทัยอริยสัจ นี้ทุกขนิโรธอริยสัจนี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ
			<remark  id="s2b31c27l22" /> ชื่อว่าสุตมยญาณอย่างไร ฯ
			<remark  id="s2b31c27l23" />	ในอริยสัจ ๔ ประการนั้น ทุกขอริยสัจเป็นไฉน ชาติเป็นทุกข์ ชรา เป็นทุกข์ มรณะ
			<remark  id="s2b31c27l24" />เป็นทุกข์ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทสนัส และอุปายาสเป็นทุกข์ ความประจวบกับสังขารหรือ
			<remark  id="s2b31c27l25" />สัตว์อันไม่เป็นที่รัก เป็นทุกข์ ความพลัดพรากจากสังขารหรือสัตว์อันเป็นที่รัก ก็เป็นทุกข์ ความ
			<remark  id="s2b31c27l26" />ไม่ได้สมปรารถนาก็เป็นทุกข์ โดยย่อ อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์ ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b31c28" >
		<para id="s2b31c28p">
			<remark  id="s2b31c28l1" />	ชาติในทุกขอริยสัจนั้นเป็นไฉน ความเกิด ความเกิดพร้อม ความก้าวลง ความบังเกิด 
			<remark  id="s2b31c28l2" />ความบังเกิดเฉพาะ ความปรากฏแห่งขันธ์ทั้งหลาย ความกลับได้อายตนะ ในหมู่สัตว์นั้นๆ  นี้
			<remark  id="s2b31c28l3" />ท่านกล่าวว่า ชาติ ฯ
			<remark  id="s2b31c28l4" />	ชราในทุกขอริยสัจนั้นเป็นไฉน ความแก่ ความชำรุด ความเป็นผู้มีฟันหัก ความเป็น
			<remark  id="s2b31c28l5" />ผู้มีผมหงอก ความเป็นผู้มีหนังเหี่ยว ความเสื่อมอายุ ความแก่แห่งอินทรีย์ทั้งหลาย ในหมู่สัตว์
			<remark  id="s2b31c28l6" />นั้นๆ แห่งสัตว์นั้นๆ นี้ท่านกล่าวว่า ชรา ฯ
			<remark  id="s2b31c28l7" />	มรณะในทุกขอริยสัจนั้นเป็นไฉน ความจุติ ความเคลื่อน ความแตก  ความหายไป 
			<remark  id="s2b31c28l8" />ความถึงตาย ความตาย ความทำกาละ ความแตกแห่งขันธ์ความทอดทิ้งซากศพ ความขาดแห่ง
			<remark  id="s2b31c28l9" />ชีวิตินทรีย์ จากหมู่สัตว์นั้นๆ แห่งสัตว์นั้นๆนี้ท่านกล่าวว่า มรณะ ฯ
			<remark  id="s2b31c28l10" />	[๘๑] โสกะในทุกขอริสัจนั้นเป็นไฉน ความโศก กิริยาที่โศก ความเป็นผู้โศก
			<remark  id="s2b31c28l11" /> ความโศก ณ ภายใน ความตรมตรอม ณ ภายใน ความตรอมจิตความเสียใจ ลูกศร คือ ความโศก 
			<remark  id="s2b31c28l12" />แห่งบุคคลผู้ถูกความฉิบหายแห่งญาติกระทบเข้าก็ดี ผู้ถูกความฉิบหายแห่งสมบัติกระทบเข้าก็ดี 
			<remark  id="s2b31c28l13" />ผู้ถูกความฉิบหาย คือ โรคกระทบเข้าก็ดี ผู้ถูกความฉิบหายแห่งศีลกระทบเข้าก็ดี ผู้ถูกความฉิบหาย
			<remark  id="s2b31c28l14" />แห่งทิฐิกระทบเข้าก็ดี ผู้ประจวบกับความฉิบหายอื่นๆ ก็ดี ผู้ถูกเหตุแห่งทุกข์อื่นๆ กระทบ
			<remark  id="s2b31c28l15" />เข้าก็ดี นี้ท่านกล่าวว่า โสกะ ฯ
			<remark  id="s2b31c28l16" />	ปริเทวะในทุกขอริยสัจนั้นเป็นไฉน ความครวญ ความคร่ำครวญ ความร่ำไร ความ
			<remark  id="s2b31c28l17" />เป็นผู้ร่ำไร ความเป็นผู้รำพัน ความบ่นด้วยวาจา ความเพ้อด้วยวาจาความพูดพร่ำเพรื่อ กิริยาที่
			<remark  id="s2b31c28l18" />พูดพร่ำ ความเป็นผู้พูดพร่ำเพรื่อ แห่งบุคคลผู้ถูกความฉิบหายแห่งญาติกระทบเข้าก็ดี ... ผู้ถูกเหตุ
			<remark  id="s2b31c28l19" />แห่งทุกข์อื่นๆ กระทบเข้าก็ดี นี้ท่านกล่าวว่า ปริเทวะ ฯ
			<remark  id="s2b31c28l20" />	ทุกข์ในทุกขอริยสัจนั้นเป็นไฉน ความไม่สำราญ ความลำบากอันมีทางกาย ความไม่
			<remark  id="s2b31c28l21" />สำราญ ความลำบากที่สัตว์เสวยแล้วซึ่งเกิดแต่กายสัมผัสกิริยาอันไม่สำราญ ทุกขเวทนาซึ่งเกิด
			<remark  id="s2b31c28l22" />แต่กายสัมผัส นี้ท่านกล่าวว่า ทุกข์ ฯ
			<remark  id="s2b31c28l23" />	โทมนัสในทุกขอริยสัจนั้นเป็นไฉน ความไม่สำราญ ความลำบากอันมีทางใจ ความ
			<remark  id="s2b31c28l24" />ไม่สำราญ ความลำบากที่สัตว์เสวยแล้วเกิดแต่สัมผัสทางใจ กิริยาอันไม่สำราญ ทุกขเวทนาซึ่ง
			<remark  id="s2b31c28l25" />เกิดแต่สัมผัสทางใจ นี้ท่านกล่าวว่า โทมนัส ฯ
			<remark  id="s2b31c28l26" />	อุปายาสในทุกขอริยสัจนั้นเป็นไฉน ความแค้น ความเคือง ความเป็นผู้แค้น ความ
			<remark  id="s2b31c28l27" />เป็นผู้เคือง แห่งบุคคลผู้ถูกความฉิบหายแห่งญาติกระทบเข้าก็ดี ... ผู้ถูกเหตุแห่งทุกข์อื่นๆ กระทบ
			<remark  id="s2b31c28l28" />เข้าก็ดี นี้ท่านกล่าวว่า อุปายาส ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b31c29" >
		<para id="s2b31c29p">
			<remark  id="s2b31c29l1" />	[๘๒] ความประจวบกับสังขารหรือสัตว์อันไม่เป็นที่รัก เป็นทุกข์ในทุกขอริยสัจนั้น
			<remark  id="s2b31c29l2" />เป็นไฉน สังขารเหล่าใด คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะอันไม่น่าปรารถนา ไม่น่าใคร่ 
			<remark  id="s2b31c29l3" />ไม่น่าพอใจในโลกนี้ ย่อมมีแก่บุคคลนั้น หรือสัตว์เหล่าใดเป็นผู้ไม่หวังประโยชน์ ไม่หวังความ
			<remark  id="s2b31c29l4" />เกื้อกูล ไม่หวังความสบายไม่หวังความปลอดโปร่งจากโยคกิเลสแก่บุคคลนั้น การไปร่วมกัน
			<remark  id="s2b31c29l5" /> การมาร่วมกันการอยู่ร่วมกัน การทำกิจร่วมกัน กับสังขารหรือสัตว์เหล่านั้น นี้ท่านกล่าวว่า
			<remark  id="s2b31c29l6" />ความประจวบกับสังขารหรือสัตว์อันไม่เป็นที่รัก เป็นทุกข์ ฯ
			<remark  id="s2b31c29l7" />	ความพลัดพรากจากสังขารหรือสัตว์อันเป็นที่รัก เป็นทุกข์ในทุกขอริยสัจนั้นเป็นไฉน 
			<remark  id="s2b31c29l8" />สังขารเหล่าใด คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ อันน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ ใน
			<remark  id="s2b31c29l9" />โลกนี้ ย่อมมีแก่บุคคลนั้น หรือสัตว์เหล่าใดคือ มารดา บิดา พี่ชาย น้องชาย พี่หญิง น้องหญิง 
			<remark  id="s2b31c29l10" />มิตร พวกพ้อง ญาติหรือสาโลหิตเป็นผู้หวังประโยชน์ หวังความเกื้อกูล หวังความสบาย 
			<remark  id="s2b31c29l11" />หวังความปลอดโปร่งจากโยคกิเลสแก่บุคคลนั้น การไม่ได้ไปร่วมกัน การไม่ได้มาร่วมกัน การ
			<remark  id="s2b31c29l12" />ไม่ได้อยู่ร่วมกัน การไม่ได้ทำกิจร่วมกัน กับสังขารหรือสัตว์เหล่านั้น นี้ท่านกล่าวว่า ความพลัด
			<remark  id="s2b31c29l13" />พรากจากสังขารหรือสัตว์อันเป็นที่รัก เป็นทุกข์ ฯ
			<remark  id="s2b31c29l14" />	ความไม่ได้สมปรารถนาเป็นทุกข์ในทุกขอริยสัจเป็นไฉน สัตว์ทั้งหลายผู้มีความเกิดเป็น
			<remark  id="s2b31c29l15" />ธรรมดา มีความปรารถนาเกิดขึ้นอย่างนี้ว่า ขอเราทั้งหลายอย่ามีชาติเป็นธรรมดา และชาติอย่ามา
			<remark  id="s2b31c29l16" />ถึงแก่เราทั้งหลายเลย ข้อนี้อันสัตว์ทั้งหลายไม่พึงได้ตามความปรารถนา แม้ความปรารถนาสิ่งใด
			<remark  id="s2b31c29l17" />ไม่ได้สิ่งนั้น นี้ก็เป็นทุกข์สัตว์ทั้งหลายมีชราเป็นธรรมดา ฯลฯ สัตว์ทั้งหลายมีพยาธิเป็นธรรมดา ฯลฯ
			<remark  id="s2b31c29l18" />สัตว์ทั้งหลายมีมรณะเป็นธรรมดา ฯลฯ สัตว์ทั้งหลายมีโสกะปริเทวะ ทุกข์โทสนัสและอุปายาสเป็น
			<remark  id="s2b31c29l19" />ธรรมดา มีความปรารถนาเกิดขึ้นอย่างนี้ว่า ขอเราทั้งหลายอย่าพึงมีความโศก ความร่ำไร ความ
			<remark  id="s2b31c29l20" />ทุกข์กาย ความทุกข์ใจและความคับแค้นใจเป็นธรรมดาเลยและขอความโศก ความร่ำไร ความทุกข์
			<remark  id="s2b31c29l21" />กาย ความทุกข์ใจและความคับแค้นใจ ไม่พึงมาถึงแก่เราทั้งหลายเลย ข้อนี้อันสัตว์ทั้งหลาย
			<remark  id="s2b31c29l22" />ไม่พึงได้ตามความปรารถนา ความไม่ได้สมปรารถนาแม้นี้ก็เป็นทุกข์ ฯ
			<remark  id="s2b31c29l23" />	โดยย่ออุปาทาขันท์ ๕ เป็นทุกข์ ในทุกขอริยสัจนั้น เป็นไฉน อุปาทานขันธ์ คือ รูป 
			<remark  id="s2b31c29l24" />อุปาทานขันธ์ คือ เวทนา อุปาทานขันธ์ คือ สัญญาอุปาทานขันธ์ คือ สังขาร อุปาทานขันธ์ คือ 
			<remark  id="s2b31c29l25" />วิญญาณ อุปาทานขันธ์เหล่านี้ท่านกล่าวว่า โดยย่ออุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์ นี้ท่านกล่าวว่า ทุกขอริยสัจ 
			<remark  id="s2b31c29l26" />	[๘๓] ในจตุราริยสัจนั้น ทุกขสมุทัยอริยสัจเป็นไฉน ตัณหานี้ใดอันให้เกิดในภพใหม่
			<remark  id="s2b31c29l27" /> สหรคตด้วยนันทิราคะ อันเพลิดเพลินในอารมณ์นั้นๆคือ กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา ก็
		</para>
	</section>
	<section id="s2b31c30" >
		<para id="s2b31c30p">
			<remark  id="s2b31c30l1" />ตัณหานี้นั้นแล เมื่อเกิดย่อมเกิดที่ไหน  เมื่อตั้งอยู่ย่อมตั้งอยู่ที่ไหน สิ่งใดเป็นที่รักที่ยินดีในโลก 
			<remark  id="s2b31c30l2" />ตัณหานั้นเมื่อเกิดย่อมเกิดในสิ่งนั้น เมื่อตั้งอยู่ก็ตั้งอยู่ในสิ่งนั้น ก็สิ่งอะไรเล่าเป็นที่รักที่ยินดีในโลก 
			<remark  id="s2b31c30l3" />จักษุเป็นที่รักที่ยินดีในโลก ตัณหานั้นเมื่อเกิดย่อมเกิดที่จักษุนั้นเมื่อตั้งอยู่ก็ตั้งอยู่ที่จักษุนั้น หู ... 
			<remark  id="s2b31c30l4" />จมูก ... ลิ้น ... กาย ... ใจ เป็นที่รักที่ยินดีในโลกตัณหานั้นเมื่อเกิดย่อมเกิดที่ใจนั้น เมื่อตั้งอยู่ย่อมตั้งอยู่
			<remark  id="s2b31c30l5" />ที่ใจนั้น รูปทั้งหลายเป็นที่รักที่ยินดีในโลก ตัณหานั้นเมื่อเกิดย่อมเกิดที่รูปนั้น เมื่อตั้งอยู่ก็
			<remark  id="s2b31c30l6" />ตั้งอยู่ที่รูปนั้น เสียง ฯลฯ ธรรมารมณ์ ... จักษุวิญญาณ ฯลฯ จักษุสัมผัส ฯลฯมโนสัมผัส เวทนาที่
			<remark  id="s2b31c30l7" />เกิดแต่จักษุสัมผัส ฯลฯ เวทนาที่เกิดแต่มโนสัมผัสรูปสัญญา ฯลฯ ธรรมสัญญา รูปสัญเจตนา ฯลฯ 
			<remark  id="s2b31c30l8" />ธรรมสัญเจตนา รูปตัณหา ฯลฯธรรมตัณหา รูปวิตก ฯลฯ ธรรมวิตก รูปวิจาร ฯลฯ ธรรมวิจาร 
			<remark  id="s2b31c30l9" />เป็นที่รักเป็นที่ยินดีในโลก ตัณหานั้นเมื่อเกิดย่อมเกิดที่ธรรมวิจารนั้น เมื่อตั้งอยู่ก็ตั้งอยู่ที่ธรรมวิจาร
			<remark  id="s2b31c30l10" />นั้น นี้ท่านกล่าวว่า ทุกขสมุทัยอริยสัจ ฯ
			<remark  id="s2b31c30l11" />	[๘๔] ในจตุราริยสัจนั้น ทุกขนิโรธอริยสัจเป็นไฉน ความที่ตัณหานั้นนั่นแลดับด้วย
			<remark  id="s2b31c30l12" />ความสำรอกโดยไม่เหลือ ความสละ ความสละคืน ความหลุดพ้นความไม่อาลัย ก็ตัณหานี้นั้นแล
			<remark  id="s2b31c30l13" /> เมื่อละย่อมละได้ที่ไหน เมื่อดับย่อมดับได้ที่ไหนสิ่งใดเป็นที่รักที่ยินดีในโลก ตัณหานี้เมื่อละก็
			<remark  id="s2b31c30l14" />ละได้ในสิ่งนั้น เมื่อดับก็ดับได้ในสิ่งนั้น จักษุเป็นที่รักที่ยินดีในโลก ตัณหานี้เมื่อละย่อมละได้ที่
			<remark  id="s2b31c30l15" />จักษุนั้นเมื่อดับย่อมดับได้ที่จักษุนั้น หู ฯลฯ ธรรมวิจารเป็นที่รักที่ยินดีในโลก ตัณหานี้เมื่อละ
			<remark  id="s2b31c30l16" />ย่อมละได้ที่ธรรมวิจารนั้น เมื่อดับก็ดับได้ที่ธรรมวิจารนั้น นี้ท่านกล่าวว่าทุกขนิโรธอริยสัจ ฯ
			<remark  id="s2b31c30l17" />	[๘๕] ในจตุราริยสัจนั้น ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจเป็นไฉนอริยมรรคมีองค์ ๘ 
			<remark  id="s2b31c30l18" />นี้แล คือ สัมมาทิฐิ ... สัมมาสมาธิ ฯ
			<remark  id="s2b31c30l19" />	ในอริยมรรคมีองค์ ๘ นั้น สัมมาทิฐิเป็นไฉน ความรู้ในทุกข์ ความรู้ในทุกขสมุทัย 
			<remark  id="s2b31c30l20" />ความรู้ในทุกขนิโรธ ความรู้ในทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา นี้ท่านกล่าวว่า สัมมาทิฐิ ฯ
			<remark  id="s2b31c30l21" />	ในอริยมรรคมีองค์ ๘ นั้น สัมมาสังกัปปะเป็นไฉน ความดำริในความออกจากกาม 
			<remark  id="s2b31c30l22" />ความดำริในความไม่พยาบาท ความดำริในความไม่เบียดเบียนนี้ท่านกล่าวว่า สัมมาสังกัปปะ ฯ
			<remark  id="s2b31c30l23" />	ในอริยมรรคมีองค์ ๘ นั้น สัมมาวาจาเป็นไฉน เจตนาเป็นเครื่องงดเว้นจากการพูดเท็จ 
			<remark  id="s2b31c30l24" />เจตนาเป็นเครื่องงดเว้นจากการพูดส่อเสียด เจตนาเป็นเครื่องงดเว้นจากการพูดคำหยาบ เจตนา
			<remark  id="s2b31c30l25" />เป็นเครื่องงดเว้นจากการพูดเพ้อเจ้อนี้ท่านกล่าวว่า สัมมาวาจา ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b31c31" >
		<para id="s2b31c31p">
			<remark  id="s2b31c31l1" />	ในอริยมรรคมีองค์ ๘ นั้น สัมมากัมมันตะเป็นไฉน เจตนาเป็นเครื่องงดเว้นจากการ
			<remark  id="s2b31c31l2" />ฆ่าสัตว์ เจตนาเป็นเครื่องงดเว้นจากการลักทรัพย์ เจตนาเป็นเครื่องงดเว้นจากการประพฤติผิด
			<remark  id="s2b31c31l3" />ในกาม นี้ท่านกล่าวว่า สัมมากัมมันตะ ฯ
			<remark  id="s2b31c31l4" />	ในอริยมรรคมีองค์ ๘ นั้น สัมมาอาชีวะเป็นไฉน อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ ย่อมละ
			<remark  id="s2b31c31l5" />อาชีพที่ผิด สำเร็จความเป็นอยู่ด้วยอาชีพที่ชอบ นี้ท่านกล่าวว่าสัมมาอาชีวะ ฯ
			<remark  id="s2b31c31l6" />	ในอริยมรรคมีองค์ ๘ นั้น สัมมาวายามะเป็นไฉน ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมยังฉันทะ
			<remark  id="s2b31c31l7" />ให้เกิดขึ้น ย่อมพยายาม ปรารภความเพียร ประคองจิตตั้งจิตไว้เพื่อยังอกุศลธรรมอันลามกที่ยังไม่เกิด
			<remark  id="s2b31c31l8" />มิให้เกิดขึ้น ฯลฯ เพื่อละอกุศลธรรมอันลามกที่เกิดขึ้นแล้ว ฯลฯ เพื่อยังกุศลธรรมที่ยังไม่เกิดให้
			<remark  id="s2b31c31l9" />เกิดขึ้น ย่อมยังฉันทะให้เกิดขึ้น ย่อมพยายาม ปรารภความเพียร ประคองจิตตั้งจิตไว้ เพื่อความ
			<remark  id="s2b31c31l10" />ตั้งมั่นเพื่อความไม่ฟั่นเฟือน เพื่อความเจริญโดยยิ่ง เพื่อความไพบูลย์ เพื่อความเจริญเพื่อความ
			<remark  id="s2b31c31l11" />บริบูรณ์ แห่งกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว นี้ท่านกล่าวว่า สัมมาวายามะ ฯ
			<remark  id="s2b31c31l12" />	ในอริยมรรคมีองค์ ๘ นั้น สัมมาสติเป็นไฉน ภิกษุในธรรมวินัยนี้ พิจารณาเห็นกาย
			<remark  id="s2b31c31l13" />ในกายอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสีย พิจารณา
			<remark  id="s2b31c31l14" />เห็นเวทนาในเวทนาทั้งหลายอยู่ ... พิจารณาเห็นจิตในจิตอยู่ ... พิจารณาเห็นธรรมในธรรมทั้งหลายอยู่ 
			<remark  id="s2b31c31l15" />มีความเพียรมีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสีย นี้ท่านกล่าวว่าสัมมาสติ ฯ
			<remark  id="s2b31c31l16" />	ในอริยมรรคมีองค์ ๘ นั้น สัมมาสมาธิเป็นไฉน ภิกษุในธรรมวินัยนี้  สงัดจากกาม 
			<remark  id="s2b31c31l17" />สงัดจากอกุศลธรรม เข้าปฐมฌาน มีวิตกวิจาร มีปีติและสุขเกิดแต่วิเวกอยู่ เข้าทุติยฌานอันเป็น
			<remark  id="s2b31c31l18" />ความผ่องใสแห่งจิตในภายใน เป็นธรรมเอกผุดขึ้น ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร เพราะวิตกวิจารสงบไป
			<remark  id="s2b31c31l19" /> มีปีติและสุขเกิดแก่สมาธิอยู่ ภิกษุเป็นผู้มีอุเบกขา มีสติสัมปชัญญะ เสวยสุขด้วยนามกายเพราะ
			<remark  id="s2b31c31l20" />ปีติสิ้นไป เข้าตติยฌานที่พระอริยเจ้าทั้งหลายสรรเสริญว่าผู้ได้ฌานนี้เป็นผู้มีอุเบกขา มีสติอยู่เป็นสุข 
			<remark  id="s2b31c31l21" />เข้าจตุตถฌานอันไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข เพราะละสุขละทุกข์และดับโสมนัสโทมนัสก่อนๆ ได้ มี
			<remark  id="s2b31c31l22" />อุเบกขาเป็นเหตุให้สติบริสุทธิ์อยู่นี้ท่านกล่าวว่า สัมมาสมาธิ นี้ท่านกล่าวว่า ทุกขนิโรธคามินี
			<remark  id="s2b31c31l23" />ปฏิปทาอริยสัจ ชื่อว่าญาณ ด้วยอรรถว่ารู้ธรรมนั้น ชื่อว่าปัญญา ด้วยอรรถว่ารู้ชัด เพราะเหตุนั้น
			<remark  id="s2b31c31l24" />ท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาเครื่องทรงจำธรรมที่ได้สดับมาแล้ว คือ เครื่องรู้ชัดธรรมที่ได้สดับมาแล้ว
			<remark  id="s2b31c31l25" />นั้นว่า นี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา ชื่อว่าสุตมยญาณ ปัญญาใน
			<remark  id="s2b31c31l26" />การทรงจำธรรมที่ได้สดับมาแล้ว ชื่อว่าสุตมยญาณอย่างนี้ ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b31c32" >
		<para id="s2b31c32p">
			<remark  id="s2b31c32l1" />	[๘๖] ปัญญาในการฟังธรรมแล้วสำรวมไว้ ชื่อว่าสีลมยญาณอย่างไร ฯ
			<remark  id="s2b31c32l2" />	ศีล ๕ ประเภท คือ ปริยันตปาริสุทธิศีล ศีลคือความบริสุทธิ์มีส่วนสุด ๑ อปริยันต
			<remark  id="s2b31c32l3" />ปาริสุทธิศีล ศีลคือความบริสุทธิ์ไม่มีส่วนสุด ๑ ปริปุณณปาริสุทธิศีล  ศีลคือความบริสุทธิ์เต็มรอบ ๑ 
			<remark  id="s2b31c32l4" />อปรามัฏฐปาริสุทธิศีล ศีลคือความบริสุทธิ์อันทิฐิไม่จับต้อง ๑ ปฏิปัสสัทธิปาริสุทธิศีล ศีลคือความ
			<remark  id="s2b31c32l5" />บริสุทธิ์โดยระงับ ๑
			<remark  id="s2b31c32l6" />	ในศีล ๕ ประเภทนี้ ปริยันตปาริสุทธิศีลเป็นไฉน ปริยันตปาริสุทธินี้ ของอนุปสัมบัน
			<remark  id="s2b31c32l7" />ผู้มีสิกขาบทมีที่สุด ฯ
			<remark  id="s2b31c32l8" />	อปริยันตปาริสุทธิศีลเป็นไฉน อปริยันตปาริสุทธิศีลนี้ ของอุปสัมบัน ผู้มีสิกขาบทไม่มี
			<remark  id="s2b31c32l9" />ที่สุด ฯ
			<remark  id="s2b31c32l10" />	ปริปุณณปาริสุทธิศีลเป็นไฉน ปริปุณณปาริสุทธิศีลนี้ ของกัลยาณปุถุชนผู้ประกอบใน
			<remark  id="s2b31c32l11" />กุศลธรรม ผู้กระทำให้บริบูรณ์ในธรรมอันเป็นที่สุดของพระอเสขะ ผู้ไม่อาลัยในร่างกายและชีวิต 
			<remark  id="s2b31c32l12" />ผู้สละชีวิตแล้ว ฯ
			<remark  id="s2b31c32l13" />	อปรามัฏฐปาริสุทธิศีลเป็นไฉน อปรามัฏฐปาริสุทธิศีลนี้ ของพระเสขะ๗ จำพวก ฯ
			<remark  id="s2b31c32l14" />	ปฏิปัสสัทธิปริสุทธิศีลเป็นไฉน ปฏิปัสสัทธิปาริสุทธิศีลนี้ของพระขีณาสพสาวกพระ
			<remark  id="s2b31c32l15" />ตถาคตเจ้า ของพระปัจเจกพุทธเจ้า และของพระตถาคตอหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ฯ
			<remark  id="s2b31c32l16" />	[๘๗] ศีลมีที่สุดก็มี ศีลไม่มีที่สุดก็มี ในศีล ๒ อย่างนั้นศีลมีที่สุดนั้นเป็นไฉน ศีล
			<remark  id="s2b31c32l17" />มีที่สุดเพราะลาภก็ดี ศีลมีที่สุดเพราะยศก็มี ศีลมีที่สุดเพราะญาติก็มี ศีลมีที่สุดเพราะอวัยวะก็มี 
			<remark  id="s2b31c32l18" />ศีลมีที่สุดเพราะชีวิตก็มี ฯ
			<remark  id="s2b31c32l19" />	ศีลมีที่สุดเพราะลาภนั้นเป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้ย่อมล่วงสิกขาบท  ตามที่ตน
			<remark  id="s2b31c32l20" />สมาทานไว้เพราะเหตุแห่งลาภ เพราะปัจจัยแห่งลาภ เพราะการณ์แห่งลาภ ศีลนี้เป็นลาภปริยันตศีล ฯ
			<remark  id="s2b31c32l21" />	ศีลมีที่สุดเพราะยศนั้นเป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้ ... เพราะเหตุแห่งยศ ... ศีลนี้เป็น
			<remark  id="s2b31c32l22" />ยสปริยันตศีล ฯ
			<remark  id="s2b31c32l23" />	ศีลมีที่สุดเพราะญาตินั้นเป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้ ... เพราะเหตุแห่งญาติ ... ศีลนี้
			<remark  id="s2b31c32l24" />เป็นญาติปริยันตศีล ฯ
			<remark  id="s2b31c32l25" />	ศีลมีที่สุดเพราะอวัยวะนั้นเป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้ ... เพราะเหตุแห่งอวัยวะ ... 
			<remark  id="s2b31c32l26" />ศีลนี้เป็นอังคปริยันตศีล ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b31c33" >
		<para id="s2b31c33p">
			<remark  id="s2b31c33l1" />	ศีลมีที่สุดเพราะชีวิตนั้นเป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมล่วงสิกขาบทตามที่ตน
			<remark  id="s2b31c33l2" />สมาทานไว้เพราะเหตุแห่งชีวิต เพราะปัจจัยแห่งชีวิต เพราะการณ์แห่งชีวิต ศีลนี้เป็นชีวิตปริยันตศีล 
			<remark  id="s2b31c33l3" />ศีลเห็นปานนี้เป็นศีลขาด เป็นศีลทะลุ ด่าง พร้อย ไม่เป็นไทย วิญญูชนไม่สรรเสริญ อัน
			<remark  id="s2b31c33l4" />ตัณหาและทิฐิจับต้องแล้ว ไม่เป็นไปเพื่อสมาธิ เป็นที่ตั้งแห่งความเดือดร้อน ไม่เป็นที่ตั้งแห่ง
			<remark  id="s2b31c33l5" />ความปราโมทย์ ไม่เป็นที่ตั้งแห่งปีติ ไม่เป็นที่ตั้งแห่งความระงับ ไม่เป็นที่ตั้งแห่งความสุข ไม่เป็น
			<remark  id="s2b31c33l6" />ที่ตั้งแห่งสมาธิ ไม่เป็นที่ตั้งแห่งยถาภูตญาณทัสนะ ไม่เป็นไปเพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อความคลาย
			<remark  id="s2b31c33l7" />กำหนัด เพื่อความดับ เพื่อความสงบระงับ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพาน โดย
			<remark  id="s2b31c33l8" />ส่วนเดียว ศีลนี้เป็นปริยันตศีล ฯ
			<remark  id="s2b31c33l9" />	[๘๘] ศีลไม่มีที่สุดนั้นเป็นไฉน ศีลไม่มีที่สุดเพราะลาภก็มี ศีลไม่มีที่สุดเพราะยศก็มี 
			<remark  id="s2b31c33l10" />ศีลไม่มีที่สุดเพราะญาติก็มี ศีลไม่มีที่สุดเพราะอวัยวะก็มีศีลไม่มีที่สุดเพราะชีวิตก็มี ฯ
			<remark  id="s2b31c33l11" />	ศีลไม่มีที่สุดเพราะลาภเป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้ แม้ความคิดก็ไม่ให้เกิดขึ้น
			<remark  id="s2b31c33l12" />เพื่อจะล่วงสิกขาบทตามที่ตนสมาทานไว้ เพราะเหตุแห่งลาภเพราะปัจจัยแห่งลาภ เพราะการณ์
			<remark  id="s2b31c33l13" />แห่งลาภ อย่างไรเขาจักล่วงสิกขาบทเล่าศีลนี้เป็นศีลไม่มีที่สุดเพราะลาภ ฯ
			<remark  id="s2b31c33l14" />	ศีลไม่มีที่สุดเพราะยศนั้นเป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้ ... เพราะเหตุแห่งยศ ... ศีลนี้
			<remark  id="s2b31c33l15" />เป็นศีลไม่มีที่สุดเพราะยศ ฯ
			<remark  id="s2b31c33l16" />	ศีลไม่มีที่สุดเพราะญาตินั้นเป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้ ... เพราะเหตุแห่งญาติ ... ศีลนี้
			<remark  id="s2b31c33l17" />เป็นศีลไม่มีที่สุดเพราะญาติ ฯ
			<remark  id="s2b31c33l18" />	ศีลไม่มีที่สุดเพราะอวัยวะนั้นเป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้ ...เพราะเหตุแห่งอวัยวะ ... 
			<remark  id="s2b31c33l19" />ศีลนี้เป็นศีลไม่มีที่สุดเพราะอวัยวะ ฯ
			<remark  id="s2b31c33l20" />	ศีลไม่มีที่สุดเพราะชีวิตนั้นเป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้ แม้ความคิดก็ไม่ให้เกิดขึ้น
			<remark  id="s2b31c33l21" />เพื่อล่วงสิกขาบท ตามที่ตนสมาทานไว้ เพราะเหตุแห่งชีวิต  เพราะปัจจัยแห่งชีวิต เพราะการณ์
			<remark  id="s2b31c33l22" />แห่งชีวิต อย่างไรเขาจักล่วงสิกขาบทเล่าศีลนี้เป็นศีลไม่มีที่สุดเพราะชีวิต ศีลเห็นปานนี้เป็นศีล
			<remark  id="s2b31c33l23" />ไม่ขาด ไม่ทะลุ ไม่ด่างไม่พร้อย เป็นไทย วิญญูชนสรรเสริญ อันตัณหาและทิฐิไม่จับต้อง 
			<remark  id="s2b31c33l24" />เป็นไปเพื่อสมาธิ ไม่เป็นที่ตั้งแห่งความเดือดร้อน เป็นที่ตั้งแห่งความปราโมทย์ เป็นที่ตั้งแห่งปีติ 
			<remark  id="s2b31c33l25" />เป็นที่ตั้งแห่งความระงับ เป็นที่ตั้งแห่งความสุข เป็นที่ตั้งแห่งสมาธิ เป็นที่ตั้งแห่งยถาภูตญาณทัสนะ 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b31c34" >
		<para id="s2b31c34p">
			<remark  id="s2b31c34l1" />ย่อมเป็นไปเพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อความคลายกำหนัด เพื่อความดับ เพื่อความสงบระงับ เพื่อ
			<remark  id="s2b31c34l2" />ความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพาน โดยส่วนเดียว ศีลนี้เป็นอปริยันตศีล ฯ
			<remark  id="s2b31c34l3" />	[๘๙] อะไรเป็นศีล ศีลมีเท่าไร ศีลมีอะไรเป็นสมุฏฐาน ศีลเป็นที่ประชุมแห่งธรรม
			<remark  id="s2b31c34l4" />อะไร ฯ
			<remark  id="s2b31c34l5" />	อะไรเป็นศีล คือ เจตนาเป็นศีล เจตสิกเป็นศีล ความสำรวมเป็นศีล ความไม่ล่วง
			<remark  id="s2b31c34l6" />เป็นศีล ฯ
			<remark  id="s2b31c34l7" />	ศีลมีเท่าไร คือ ศีล ๓ คือ กุศลศีล อกุศลศีล อัพยากตศีล ฯ
			<remark  id="s2b31c34l8" />	ศีลมีอะไรเป็นสมุฏฐาน คือ กุศลศีลมีกุศลจิตเป็นสมุฏฐาน อกุศลศีล  มีอกุศลจิตเป็น
			<remark  id="s2b31c34l9" />สมุฏฐาน อัพยากตศีลมีอัพยากตจิตเป็นสมุฏฐาน ฯ
			<remark  id="s2b31c34l10" />	ศีลเป็นที่ประชุมแห่งธรรมอะไร คือ ศีลเป็นที่ประชุมแห่งสังวร เป็นที่ประชุมแห่งการ
			<remark  id="s2b31c34l11" />ไม่ก้าวล่วง เป็นที่ประชุมแห่งเจตนา อันเกิดในความเป็นอย่างนั้น ชื่อว่าศีล เพราะอรรถว่าสำรวม
			<remark  id="s2b31c34l12" /> และไม่ก้าวล่วงปาณาติบาต อทินนาทานกาเมสุมิจฉาจาร มุสาวาท ปิสุณาวาจา ผรุสวาจา สัมผัป
			<remark  id="s2b31c34l13" />ปลาปะ อภิชฌาพยาบาท มิจฉาทิฐิ ชื่อว่าศีล เพราะอรรถว่าสำรวม และไม่ก้าวล่วงกามฉันทะ
			<remark  id="s2b31c34l14" />ด้วยเนกขัมมะ ... ความพยาบาทด้วยความไม่พยาบาท ... ถีนมิทธิด้วยอาโลกสัญญา ... อุทธัจจะด้วย.
			<remark  id="s2b31c34l15" />ความไม่ฟุ้งซ่าน ... วิจิกิจฉาด้วยการกำหนดธรรม ...อวิชชาด้วยญาณ ... อรติด้วยความปราโมทย์ ... 
			<remark  id="s2b31c34l16" />นิวรณ์ด้วยปฐมฌาน ... วิตกวิจารด้วยทุติยฌาน ... ปีติด้วยตติยฌาน ... สุขและทุกข์ด้วยจตุตถฌาน ... รูป
			<remark  id="s2b31c34l17" />สัญญา ปฏิฆสัญญา นานัตตสัญญา ด้วยอากาสานัญจายตนสมาบัติ ...อากาสานัญจายตนสัญญา
			<remark  id="s2b31c34l18" />ด้วยวิญญาณัญจายตนสมาบัติ ... วิญญาณัญจายตนสัญญาด้วยอากิญจัญญายตนสมาบัติ ... อากิญจัญ
			<remark  id="s2b31c34l19" />ญายตนสัญญาด้วยเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ ... นิจจสัญญาด้วยอนิจจานุปัสนา ... สุขสัญญา
			<remark  id="s2b31c34l20" />ด้วยทุกขานุปัสนา ... อัตตสัญญาด้วยอนัตตานุปัสนา ... นันทิด้วยนิพพิทานุปัสนา ...ราคะด้วย
			<remark  id="s2b31c34l21" />วิราคานุปัสนา ... สมุทัยด้วยนิโรธานุปัสนา ... อาทานะด้วยปฏินิสสัคคานุปัสนา ... ฆนสัญญา
			<remark  id="s2b31c34l22" />ด้วยขยานุปัสสนา  อายุหนะด้วยวยานุปัสนา ... ธุวสัญญาด้วย วิปริณามานุปัสนา  นิมิตด้วยอนิ
			<remark  id="s2b31c34l23" />มิตตานุปัสนา ... ปณิธิด้วยอัปปณิหิตานุปัสนา ... อภินิเวสด้วยสุญญตานุปัสนา ... สาราทา
			<remark  id="s2b31c34l24" />นาภินิเวสด้วยอธิปัญญาธรรมวิปัสนา ... สัมโมหาภินิเวสด้วยยถาภูตญาณทัสนะ ... อาลยาภินิเวส
			<remark  id="s2b31c34l25" />ด้วยอาทีนวานุปัสนา ... อัปปฏิสังขาด้วยปฏิสังขานุปัสนา ... สังโยคาภินิเวสด้วยวิวัฏฏนานุปัสนา ... 
			<remark  id="s2b31c34l26" />กิเลสที่ตั้งอยู่ร่วมกันกับทิฐิด้วยโสดาปัตติมรรค ... กิเลสหยาบๆ ด้วยสกทาคามิมรรค  กิเลสละเอียด
			<remark  id="s2b31c34l27" />ด้วยอนาคามิมรรค ชื่อว่าศีลเพราะอรรถว่าสำรวม และไม่ก้าวล่วงกิเลสทั้งปวงด้วยอรหัตมรรค ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b31c35" >
		<para id="s2b31c35p">
			<remark  id="s2b31c35l1" />	[๙๐] ศีล ๕ คือ การละปาณาติบาตเป็นศีล เวรมณี การงดเว้นเป็นศีล  เจตนาเป็น
			<remark  id="s2b31c35l2" />ศีล สังวรเป็นศีล การไม่ล่วงเป็นศีล ศีลเห็นปานนี้ ย่อมเป็นไปเพื่อความไม่เดือดร้อนแห่งจิต 
			<remark  id="s2b31c35l3" />เพื่อความปราโมทย์ เพื่อปีติ เพื่อปัสสัทธิ  เพื่อโสมนัส เพื่อการเสพโดยเอื้อเฟื้อ เพื่อความเจริญ 
			<remark  id="s2b31c35l4" />เพื่อทำให้มาก เพื่อเป็นเครื่องประดับ เพื่อเป็นบริขาร เพื่อเป็นบริวาร เพื่อความบริบูรณ์ ย่อม
			<remark  id="s2b31c35l5" />เป็นไปเพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อความคลายกำหนัด เพื่อความดับ เพื่อความสงบระงับ เพื่อความรู้
			<remark  id="s2b31c35l6" />ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพาน โดยส่วนเดียว ฯ
			<remark  id="s2b31c35l7" />	บรรดาศีลเห็นปานนี้ สังวรปาริสุทธิ ความบริสุทธิ์ด้วยความสำรวมเป็นอธิศีล จิตตั้ง
			<remark  id="s2b31c35l8" />อยู่ในความบริสุทธิ์ด้วยความสำรวม ย่อมไม่ถึงความฟุ้งซ่าน  อวิกเขปปาริสุทธิ ความบริสุทธิ์คือ
			<remark  id="s2b31c35l9" />ความที่จิตไม่ฟุ้งซ่าน เป็นอธิจิต พระโยคาวจรย่อมเห็นสังวรปาริสุทธิโดยชอบ ย่อมเห็นอวิกเขป
			<remark  id="s2b31c35l10" />ปาริสุทธิโดยชอบ ทัสนปาริสุทธิความบริสุทธิ์แห่งทัสนะ เป็นอธิปัญญา
			<remark  id="s2b31c35l11" />	ในความสำรวม ความไม่ฟุ้งซ่านและทัสนะนั้น ความสำรวม เป็นอธิศีลสิกขา ความ
			<remark  id="s2b31c35l12" />ไม่ฟุ้งซ่าน เป็นอธิจิตสิกขา ความเห็นแจ้ง เป็นอธิปัญญาสิกขา พระโยคาวจรเมื่อนึกถึงสิกขา ๓ 
			<remark  id="s2b31c35l13" />นี้ ชื่อว่าย่อมศึกษา เมื่อรู้ เมื่อเห็น  เมื่อพิจารณา เมื่ออธิฐานจิต เมื่อน้อมใจไปด้วยศรัทธา 
			<remark  id="s2b31c35l14" />เมื่อประคองความเพียรไว้ เมื่อตั้งสติมั่น เมื่อตั้งจิตไว้ เมื่อรู้ชัดด้วยปัญญา เมื่อรู้ยิ่งธรรมที่ควรรู้ยิ่ง
			<remark  id="s2b31c35l15" />เมื่อกำหนดรู้ธรรมที่ควรกำหนดรู้ เมื่อละธรรมที่ควรละ เมื่อเจริญธรรมที่ควรเจริญ เมื่อทำให้แจ้ง
			<remark  id="s2b31c35l16" />ซึ่งธรรมที่ควรทำให้แจ้ง ชื่อว่าย่อมศึกษาทุกอย่าง ฯ
			<remark  id="s2b31c35l17" />	[๙๑] ศีล ๕ คือ การละปาณาติบาต อทินนาทาน กาเมสุมิจฉาจาร  มุสาวาท ปิสุณา
			<remark  id="s2b31c35l18" />วาจา ผรุสวาจา สัมผัปปลาปะ อภิชฌา พยาบาท มิจฉาทิฐิ   การละกามฉันทะด้วยเนกขัมมะ 
			<remark  id="s2b31c35l19" />การละความพยาบาทด้วยความไม่พยาบาท การละถีนมิทธะด้วยอาโลกสัญญา การละอุทธัจจะด้วย
			<remark  id="s2b31c35l20" />ความไม่ฟุ้งซ่าน การละวิจิกิจฉาด้วยการกำหนดธรรม การละอวิชชาด้วยญาณ การละอรติด้วยความ
			<remark  id="s2b31c35l21" />ปราโมทย์ การละนิวรณ์ด้วยปฐมฌาน การละวิตกวิจารด้วยทุติยฌาน การละปีติด้วยตติยฌาน การ
			<remark  id="s2b31c35l22" />ละสุขและทุกข์ด้วยจตุตถฌาน การละรูปสัญญาปฏิฆสัญญา นานัตตสัญญา ด้วยอากาสานัญจายตน
			<remark  id="s2b31c35l23" />สมาบัติ การละอากาสานัญจายตนสัญญาด้วยวิญญาณัญจายตนสมาบัติ การละวิญญาณัญจายตนสัญญา
			<remark  id="s2b31c35l24" />ด้วยอากิญจัญญายตนสมาบัติ การละอากิญญายตนสัญญาด้วยเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ 
			<remark  id="s2b31c35l25" />การละนิจจสัญญาด้วยอนิจจานุปัสนา การละสุขสัญญาด้วยทุกขานุปัสนา การละอัตตสัญญาด้วย
			<remark  id="s2b31c35l26" />อนัตตานุปัสนา การละนันทิด้วยนิพพิทานุปัสนา การละราคะด้วยวิราคานุปัสนา การละสมุทัย
		</para>
	</section>
	<section id="s2b31c36" >
		<para id="s2b31c36p">
			<remark  id="s2b31c36l1" />ด้วยนิโรธานุปัสนา การละอาทานะด้วยปฏินิสสัคคานุปัสนา การละฆนสัญญาด้วยขยานุปัสนา
			<remark  id="s2b31c36l2" /> การละอายุหนะด้วยวยานุปัสนา การละธุวสัญญาด้วยวิปริณามานุปัสนาการละนิมิตด้วยอนิมิต
			<remark  id="s2b31c36l3" />ตานุปัสนา การละปณิธิด้วยอัปปณิหิตานุปัสนา การละอภินิเวสด้วยสุญญตานุปัสนา การละ
			<remark  id="s2b31c36l4" />สาราทานาภินิเวสด้วยอธิปัญญาธรรมวิปัสนาการละสัมโมหาภินิเวสด้วยยถาภูตญาณทัสนะ การ
			<remark  id="s2b31c36l5" />ละอาลยาภินิเวสด้วยอาทีนวานุปัสนา การละอัปปฏิสังขาด้วยปฏิสังขานุปัสนา การละสังโยคา
			<remark  id="s2b31c36l6" />ภินิเวสด้วยวิวัฏฏนานุปัสนา การละกิเลสที่ตั้งอยู่ร่วมกันกับทิฐิด้วยโสดาปัตติมรรค การละกิเลส
			<remark  id="s2b31c36l7" />ที่หยาบๆ ด้วยสกทาคามิมรรค การละกิเลสที่ละเอียดด้วยอนาคามิมรรคการละกิเลสทั้งปวงด้วย
			<remark  id="s2b31c36l8" />อหัตมรรค การละนั้นๆ เป็นศีล เวรมณีเป็นศีล ...เมื่อทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ควรทำให้แจ้ง ชื่อว่า
			<remark  id="s2b31c36l9" />ย่อมศึกษา ฯ
			<remark  id="s2b31c36l10" />	ชื่อว่าญาณ เพราะอรรถว่ารู้ธรรมนั้นๆ ชื่อว่าปัญญา เพราะอรรถว่ารู้ชัด เพราะเหตุนั้น
			<remark  id="s2b31c36l11" />ท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในการฟังธรรมแล้วสำรวมไว้เป็นสีลมยญาณ ฯ
			<remark  id="s2b31c36l12" />	[๙๒] ปัญญาในการสำรวมแล้วตั้งไว้ด้วยดี เป็นสมาธิภาวนามยญาณอย่างไร สมาธิ
			<remark  id="s2b31c36l13" />อย่างหนึ่ง คือ เอกัคคตาจิต สมาธิ ๒ คือ โลกิยสมาธิ ๑โลกุตรสมาธิ ๑ สมาธิ ๓ คือ 
			<remark  id="s2b31c36l14" />สมาธิมีวิตกและวิจาร ๑ สมาธิไม่มีวิตกมีแต่วิจาร ๑ สมาธิไม่มีวิตกไม่มีวิจาร ๑ สมาธิ ๔ คือ 
			<remark  id="s2b31c36l15" />สมาธิมีส่วนเสื่อม ๑สมาธิเป็นส่วนตั้งอยู่ ๑ สมาธิเป็นส่วนวิเศษ ๑ สมาธิเป็นส่วนชำแรกกิเลส ๑
			<remark  id="s2b31c36l16" />สมาธิ ๕ คือ สมาธิมีปีติแผ่ไป ๑ สมาธิมีสุขแผ่ไป ๑ สมาธิมีจิตแผ่ไป ๑  สมาธิมีแสงสว่างแผ่ไป ๑ 
			<remark  id="s2b31c36l17" />สมาธิมีการพิจารณาเป็นนิมิต ๑ สมาธิ ๖ คือสมาธิคือเอกัคคตาจิตมิได้ฟุ้งซ่านด้วยสามารถพุทธา
			<remark  id="s2b31c36l18" />นุสสติ ๑ ธรรมานุสสติ ๑สังฆานุสสติ ๑ สีลานุสสติ ๑ จาคานุสสติ ๑ เทวตานุสสติ ๑ 
			<remark  id="s2b31c36l19" />สมาธิ ๗ คือความเป็นผู้ฉลาดในสมาธิ ๑ ความเป็นผู้ฉลาดในการเข้าสมาธิ ๑ ความเป็นผู้ฉลาด
			<remark  id="s2b31c36l20" />ในการตั้งสมาธิ ๑ ความเป็นผู้ฉลาดในการออกจากสมาธิ ๑ ความเป็นผู้ฉลาดในความงามแห่ง
			<remark  id="s2b31c36l21" />สมาธิ ๑ ความเป็นผู้ฉลาดในโคจรแห่งสมาธิ ๑ ความเป็นผู้ฉลาดในการน้อมไปแห่งสมาธิ ๑ 
			<remark  id="s2b31c36l22" />สมาธิ ๘ คือ สมาธิ คือเอกัคคตาจิตมิได้ฟุ้งซ่านด้วยสามารถปฐวีกสิณ ๑ อาโปกสิณ ๑ 
			<remark  id="s2b31c36l23" />เตโชกสิณ ๑ วาโยกสิณ ๑นีลกสิณ ๑ ปีตกสิณ ๑ โลหิตกสิณ ๑ โอทาตกสิณ ๑ สมาธิ ๙ 
			<remark  id="s2b31c36l24" />คือรูปาวจรสมาธิส่วนเลว ๑ ส่วนปานกลาง ๑ ส่วนประณีต ๑ อรูปาวจรส่วนเลว ๑ ส่วนปาน
			<remark  id="s2b31c36l25" />กลาง ๑ ส่วนประณีต ๑ สุญญตสมาธิ ๑ อนิมิตตสมาธิ ๑อัปปณิหิตสมาธิ ๑ สมาธิ ๑๐ คือ 
			<remark  id="s2b31c36l26" />สมาธิคือเอกัคคตาจิตมิได้ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถอัทธุมาตกสัญญา ๑ วินีลกสัญญา ๑ วิปุพพกสัญญา ๑ 
			<remark  id="s2b31c36l27" />วิฉิททกสัญญา ๑ วิกขายิตกสัญญา ๑ วิกขิตตกสัญญา ๑ หตวิกขายิตกสัญญา ๑ โลหิตก
			<remark  id="s2b31c36l28" />สัญญา ๑ ปุฬุวกสัญญา ๑ อัฏฐิกสัญญา ๑  สมาธิเหล่านี้รวมเป็น๕๐ ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b31c37" >
		<para id="s2b31c37p">
			<remark  id="s2b31c37l1" />	[๙๓] อีกอย่างหนึ่ง สภาพในความเป็นสมาธิแห่งสมาธิ ๒๕ ประการ คือ สมาธิเพราะ
			<remark  id="s2b31c37l2" />อรรถว่าอันสัทธินทรีย์เป็นต้นกำหนดถือเอา ๑ เพราะอรรถว่าอินทรีย์เป็นบริวารแห่งกันและกัน ๑ 
			<remark  id="s2b31c37l3" />เพราะอรรถว่าสัทธินทรีย์เป็นต้นบริบูรณ์ ๑ เพราะอรรถว่ามีอารมณ์เป็นอันเดียว ๑ เพราะอรรถว่า
			<remark  id="s2b31c37l4" />ไม่ฟุ้งซ่าน ๑ เพราะอรรถว่าไม่แส่ไป ๑ เพราะอรรถว่าไม่ขุ่นมัว ๑ เพราะอรรถว่าไม่หวั่นไหว ๑
			<remark  id="s2b31c37l5" />เพราะอรรถว่าหลุดพ้นจากกิเลส ๑ เพราะความที่จิตตั้งอยู่ด้วยสามารถความตั้งมั่นในความเป็นจิตมี
			<remark  id="s2b31c37l6" />อารมณ์เดียว ๑ เพราะอรรถว่าแสวงหาความสงบ ๑ เพราะอรรถว่าไม่แสวงหาธรรมอันเป็นข้าศึก
			<remark  id="s2b31c37l7" />แก่ความสงบ ๑ เพราะแสวงหาความสงบแล้ว ๑ เพราะไม่แสวงหาธรรมอันเป็นข้าศึกแก่ความสงบ
			<remark  id="s2b31c37l8" />แล้ว ๑ เพราะอรรถว่ายึดมั่นความสงบ ๑ เพราะอรรถว่าไม่ยึดมั่นธรรมอันเป็นข้าศึกแก่ความสงบ ๑ 
			<remark  id="s2b31c37l9" />เพราะยึดมั่นความสงบแล้ว ๑ เพราะไม่ยึดมั่นธรรมอันเป็นข้าศึกแก่ความสงบแล้ว ๑ เพราะอรรถ
			<remark  id="s2b31c37l10" />ว่าปฏิบัติสงบ ๑ เพราะอรรถว่าไม่ปฏิบัติไม่สงบ ๑ เพราะปฏิบัติสงบแล้ว ๑ เพราะไม่ปฏิบัติไม่
			<remark  id="s2b31c37l11" />สงบแล้ว ๑ เพราะอรรถว่าเพ่งความสงบ ๑ เพราะอรรถว่าเผาธรรมอันเป็นข้าศึกแก่ความสงบ ๑
			<remark  id="s2b31c37l12" />เพราะเพ่งความสงบแล้ว ๑ เพราะเผาธรรมอันเป็นข้าศึกแก่ความสงบแล้ว ๑ เพราะอรรถว่าเป็น
			<remark  id="s2b31c37l13" />ธรรมสงบ เป็นสภาพเกื้อกูลและนำสุขมาให้ ๑ สภาพในความเป็นสมาธิแห่งสมาธิเหล่านี้รวม
			<remark  id="s2b31c37l14" />เป็น ๒๕ ฯ
			<remark  id="s2b31c37l15" />	ชื่อว่าญาณ เพราะอรรถว่ารู้ธรรมนั้น ชื่อว่าปัญญา เพราะอรรถว่ารู้ชัด เพราะเหตุนั้น
			<remark  id="s2b31c37l16" />ท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในการสำรวมแล้วตั้งไว้ดี เป็นสมาธิภาวนามยญาณ ฯ
			<remark  id="s2b31c37l17" />	[๙๔] ปัญญาในการกำหนดปัจจัย เป็นธรรมฐิติญาณอย่างไร ปัญญาในการกำหนด
			<remark  id="s2b31c37l18" />ปัจจัยว่า อวิชชาเป็นเหตุเกิด เป็นเหตุให้เป็นไป เป็นเหตุเครื่องหมาย เป็นเหตุประมวลมา
			<remark  id="s2b31c37l19" /> เป็นเหตุประกอบไว้ เป็นเหตุพัวพัน  เป็นเหตุให้เกิด เป็นเหตุเดิม และเป็นเหตุอาศัยไปแห่ง
			<remark  id="s2b31c37l20" />สังขาร ด้วยอาการ ๙ ประการ อวิชชาจึงเป็นปัจจัย สังขารเกิดขึ้นแต่ปัจจัย แม้ธรรมทั้งสองนี้
			<remark  id="s2b31c37l21" />ต่างก็เกิดขึ้นแต่ปัจจัย ดังนี้ เป็นธรรมฐิติญาณ ฯ
			<remark  id="s2b31c37l22" />	ปัญญาในการกำหนดปัจจัยว่า ในอดีตกาลก็ดี ในอนาคตกาลก็ดี  อวิชชาเป็นเหตุเกิด ... 
			<remark  id="s2b31c37l23" />และเป็นเหตุอาศัยเป็นไปแห่งสังขารด้วยอาการ ๙ ประการนี้ อวิชชาจึงเป็นปัจจัย สังขารเกิดขึ้น
			<remark  id="s2b31c37l24" />แต่ปัจจัย แม้ธรรมทั้งสองนี้ต่างก็เกิดขึ้นแต่ปัจจัย ดังนี้ เป็นธรรมฐิติญาณ ฯ
			<remark  id="s2b31c37l25" />	ปัญญาในการกำหนดปัจจัยว่า สังขารเป็นเหตุเกิด ... และเป็นเหตุอาศัยเป็นไปแห่ง
			<remark  id="s2b31c37l26" />วิญญาณ ฯลฯ วิญญาณเป็นเหตุเกิด ... และเป็นเหตุอาศัยเป็นไปแห่งนามรูป ... นามรูปเป็นเหตุเกิด ... 
			<remark  id="s2b31c37l27" />และเป็นเหตุอาศัยเป็นไปแห่งสฬายตนะ... สฬายตนะเป็นเหตุเกิด ... และเป็นเหตุอาศัยเป็นไปแห่ง
		</para>
	</section>
	<section id="s2b31c38" >
		<para id="s2b31c38p">
			<remark  id="s2b31c38l1" />ผัสสะ ... ผัสสะเป็นเหตุเกิด ... และเป็นเหตุอาศัยเป็นไปแห่งเวทนา ... เวทนาเป็นเหตุเกิด... และ
			<remark  id="s2b31c38l2" />เป็นเหตุอาศัยเป็นไปแห่งตัณหา ... ตัณหาเป็นเหตุเกิด ... และเป็นเหตุอาศัยเป็นไปแห่งอุปาทาน ... 
			<remark  id="s2b31c38l3" />อุปาทานเป็นเหตุเกิด ... และเป็นเหตุอาศัยเป็นไปแห่งภพ ...  ภพเป็นเหตุเกิด ... และเหตุอาศัย
			<remark  id="s2b31c38l4" />เป็นไปแห่งชาติ ... ชาติเป็นเหตุเกิด ... และเป็นเหตุอาศัยเป็นไปแห่งชราและมรณะ ...ปัญญาในการ
			<remark  id="s2b31c38l5" />กำหนดปัจจัยว่า ในอดีตกาลก็ดี ในอนาคตกาลก็ดี ชาติเป็นเหตุเกิด เป็นเหตุให้เป็นไป เป็น
			<remark  id="s2b31c38l6" />เครื่องหมาย เป็นเหตุประมวลมา เป็นเหตุประกอบไว้ เป็นเหตุพัวพัน เป็นเหตุให้เกิด เป็นเหตุ
			<remark  id="s2b31c38l7" />เดิม และเป็นเหตุอาศัยเป็นไปแห่งชราและมรณะ ด้วยอาการ ๙ ประการนี้ ชาติจึงเป็นปัจจัย ชรา
			<remark  id="s2b31c38l8" />และมรณะเกิดแต่ปัจจัย แม้ธรรมทั้งสองนี้ต่างก็เกิดขึ้นแต่ปัจจัย ดังนี้ เป็นธรรมฐิติญาณ ฯ
			<remark  id="s2b31c38l9" />	[๙๕] ปัญญาในการกำหนดปัจจัยว่า อวิชชาเป็นเหตุ สังขารอาศัยเหตุเกิดขึ้น แม้
			<remark  id="s2b31c38l10" />ธรรมทั้งสองนี้ต่างก็เกิดขึ้นแต่เหตุดังนี้ เป็นธรรมฐิติญาณ ฯ
			<remark  id="s2b31c38l11" />	ปัญญาในการกำหนดปัจจัยว่า ในอดีตกาลก็ดี ในอนาคตกาลก็ดี  อวิชชาเป็นเหตุ 
			<remark  id="s2b31c38l12" />สังขารอาศัยเหตุเกิดขึ้น แม้ธรรมทั้งสองนี้ต่างก็เกิดขึ้นแต่เหตุดังนี้ เป็นธรรมฐิติญาณ ฯ
			<remark  id="s2b31c38l13" />	ปัญญาในการกำหนดปัจจัยว่า สังขารเป็นเหตุ วิญญาณเกิดขึ้นแต่เหตุ... วิญญาณเป็น
			<remark  id="s2b31c38l14" />เหตุ นามรูปเกิดขึ้นแต่เหตุ ... นามรูปเป็นเหตุ สฬายตนะเกิดขึ้นแต่เหตุ ... สฬายตนะเป็นเหตุ 
			<remark  id="s2b31c38l15" />ผัสสะเกิดขึ้นแต่เหตุ ... ผัสสะเป็นเหตุ เวทนาเกิดขึ้นแต่เหตุ ... เวทนาเป็นเหตุ ตัณหาเกิดขึ้น
			<remark  id="s2b31c38l16" />แต่เหตุ ... ตัณหาเป็นเหตุ อุปาทานเกิดขึ้นแต่เหตุ ... อุปาทานเป็นเหตุ ภพเกิดขึ้นแต่เหตุ ...ภพ
			<remark  id="s2b31c38l17" />เป็นเหตุ ชาติเกิดขึ้นแต่เหตุ ... ชาติเป็นเหตุ ชราและมรณะเกิดขึ้นแต่เหตุ  แม้ธรรมทั้งสองนี้
			<remark  id="s2b31c38l18" />ต่างก็เกิดขึ้นแต่เหตุ ดังนี้ เป็นธรรมฐิติญาณ ฯ
			<remark  id="s2b31c38l19" />	ปัญญาในการกำหนดปัจจัยว่า ในอดีตกาลก็ดี ในอนาคตกาลก็ดี ชาติเป็นเหตุ ชราและ
			<remark  id="s2b31c38l20" />มรณะเกิดขึ้นแต่เหตุ แม้ธรรมทั้งสองนี้ต่างก็เกิดขึ้นแต่เหตุ ดังนี้เป็นธรรมฐิติญาณ ฯ
			<remark  id="s2b31c38l21" />	[๙๖] ปัญญาในการกำหนดปัจจัยว่า อวิชชาอาศัยปัจจัยเป็นไป สังขารอาศัยอวิชชา
			<remark  id="s2b31c38l22" />เกิดขึ้น แม้ธรรมทั้งสองนี้ต่างก็อาศัยปัจจัยเกิดขึ้น ดังนี้ เป็นธรรมฐิติญาณ ฯ
			<remark  id="s2b31c38l23" />	ปัญญาในการกำหนดปัจจัยว่า ในอดีตกาลก็ดี ในอนาคตกาลก็ดี  อวิชชาอาศัยปัจจัย
			<remark  id="s2b31c38l24" />เป็นไป สังขารอาศัยอวิชชาเกิดขึ้น แม้ธรรมทั้งสองนี้ต่างก็อาศัยปัจจัยเกิดขึ้น ดังนี้ เป็นธรรม
			<remark  id="s2b31c38l25" />ฐิติญาณ ฯ
			<remark  id="s2b31c38l26" />	ปัญญาในการกำหนดปัจจัยว่า สังขารอาศัยปัจจัยเป็นไป วิญญาณอาศัยสังขารเกิดขึ้น 
			<remark  id="s2b31c38l27" />วิญญาณอาศัยปัจจัยเป็นไป นามรูปอาศัยวิญญาณเกิดขึ้น นามรูปอาศัยปัจจัยเป็นไป สฬายตนะ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b31c39" >
		<para id="s2b31c39p">
			<remark  id="s2b31c39l1" />อาศัยนามรูปเกิดขึ้น สฬายตนะอาศัยปัจจัยเป็นไป  ผัสสะอาศัยสฬายตนะเกิดขึ้น ผัสสะอาศัย
			<remark  id="s2b31c39l2" />ปัจจัยเป็นไป เวทนาอาศัยผัสสะเกิดขึ้น เวทนาอาศัยปัจจัยเป็นไป ตัณหาอาศัยเวทนาเกิดขึ้น 
			<remark  id="s2b31c39l3" />ตัณหาอาศัยปัจจัยเป็นไปอุปทานอาศัยตัณหาเกิดขึ้น อุปทานอาศัยปัจจัยเป็นไป ภพอาศัยอุปทาน
			<remark  id="s2b31c39l4" />เกิดขึ้นภพอาศัยปัจจัยเป็นไป ชาติอาศัยภพเกิดขึ้น ชาติอาศัยปัจจัยเป็นไป ชราและมรณะอาศัย
			<remark  id="s2b31c39l5" />ชาติเกิดขึ้น แม้ธรรมทั้งสองนี้ต่างก็อาศัยปัจจัยเกิดขึ้น ดังนี้ เป็นธรรมฐิติญาณ ฯ
			<remark  id="s2b31c39l6" />	ปัญญาในการกำหนดปัจจัยว่า ในอดีตกาลก็ดี ในอนาคตกาลก็ดี ชาติอาศัยปัจจัยเป็นไป 
			<remark  id="s2b31c39l7" />ชราและมรณะอาศัยชาติเกิดขึ้น แม้ธรรมทั้งสองนี้ต่างก็อาศัยปัจจัยเกิดขึ้น ดังนี้ เป็นธรรมฐิติญาณ ฯ
			<remark  id="s2b31c39l8" />	[๙๗] ปัญญาในการกำหนดปัจจัยว่า อวิชชาเป็นปัจจัย สังขารเกิดขึ้นเพราะปัจจัย 
			<remark  id="s2b31c39l9" />แม้ธรรมทั้งสองนี้ต่างก็เกิดขึ้นเพราะปัจจัย ดังนี้ เป็นธรรมฐิติญาณ ฯ
			<remark  id="s2b31c39l10" />	ปัญญาในการกำหนดปัจจัยว่า ในอดีตกาลก็ดี ในอนาคตกาลก็ดี  อวิชชาเป็นปัจจัย 
			<remark  id="s2b31c39l11" />สังขารเกิดขึ้นเพราะปัจจัย แม้ธรรมทั้งสองนี้ต่างก็เกิดขึ้นเพราะปัจจัย ดังนี้ เป็นธรรมฐิติญาณ ฯ
			<remark  id="s2b31c39l12" />	ปัญญาในการกำหนดปัจจัยว่า สังขารเป็นปัจจัย วิญญาณเกิดขึ้นเพราะปัจจัย วิญญาณ
			<remark  id="s2b31c39l13" />เป็นปัจจัย นามรูปเกิดขึ้นเพราะปัจจัย นามรูปเป็นปัจจัย  สฬายตนะเกิดขึ้นเพราะปัจจัย สฬายตนะ
			<remark  id="s2b31c39l14" />เป็นปัจจัย ผัสสะเกิดขึ้นเพราะปัจจัยผัสสะเป็นปัจจัย เวทนาเกิดขึ้นเพราะปัจจัย เวทนาเป็นปัจจัย 
			<remark  id="s2b31c39l15" />ตัณหาเกิดขึ้นเพราะปัจจัย ตัณหาเป็นปัจจัย อุปาทานเกิดขึ้นเพราะปัจจัย อุปาทานเป็นปัจจัย 
			<remark  id="s2b31c39l16" />ภพเกิดขึ้นเพราะปัจจัย ภพเป็นปัจจัย ชาติเกิดขึ้นเพราะปัจจัย ชาติเป็นปัจจัย  ชราและมรณะ
			<remark  id="s2b31c39l17" />เกิดขึ้นเพราะปัจจัย แม้ธรรมทั้งสองนี้ต่างก็เกิดขึ้นเพราะปัจจัยดังนี้ เป็นธรรมฐิติญาณ ฯ
			<remark  id="s2b31c39l18" />	ปัญญาในการกำหนดปัจจัยว่า ในอดีตกาลก็ดี ในอนาคตกาลก็ดี ชาติเป็นปัจจัย ชรา
			<remark  id="s2b31c39l19" />และมรณะเกิดขึ้นเพราะปัจจัย แม้ธรรมทั้งสองนี้ต่างก็เกิดขึ้นเพราะปัจจัย ดังนี้ เป็นธรรมฐิติญาณ ฯ
			<remark  id="s2b31c39l20" />	[๙๘] ในกรรมภพก่อน ความหลงเป็นอวิชชา กรรมที่ประมวลมาเป็นสังขาร ความ
			<remark  id="s2b31c39l21" />พอใจเป็นตัณหา ความเข้าถึงเป็นอุปาทาน ความคิดอ่านเป็นภพธรรม ๕ ประการในกรรมภพก่อน 
			<remark  id="s2b31c39l22" />เหล่านี้ เป็นปัจจัยแห่งปฏิสนธิในอุปปัตติภพนี้ปฏิสนธิเป็นวิญญาณ ความก้าวลงเป็นนามรูป 
			<remark  id="s2b31c39l23" />ประสาท (ภาวะที่ผ่องใสใจ) เป็นอายตนะ ส่วนที่ถูกต้องเป็นผัสสะ ความเสวยอารมณ์เป็น
			<remark  id="s2b31c39l24" />เวทนาในอุปปัตติภพนี้ธรรม ๕ ประการในอุปปัตติภพนี้เหล่านี้ เป็นปัจจัยแห่งกรรมที่ทำไว้ในปุเรภพ
			<remark  id="s2b31c39l25" />ความหลงเป็นอวิชชา กรรมที่ประมวลมาเป็นสังขาร ความพอใจเป็นตัณหา  ความเข้าถึงเป็น
			<remark  id="s2b31c39l26" />อุปาทาน ความคิดอ่านเป็นภพ (ย่อมมี) เพราะอายตนะทั้งหลายในภพนี้สุดรอบ ธรรม ๕ ประการ
			<remark  id="s2b31c39l27" />ในกรรมภพนี้เหล่านี้ เป็นปัจจัยแห่งปฏิสนธิในอนาคต ปฏิสนธิในอนาคตเป็นวิญญาณ ความ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b31c40" >
		<para id="s2b31c40p">
			<remark  id="s2b31c40l1" />ก้าวลงเป็นนามรูป ประสาทเป็นอายตนะ ส่วนที่ถูกต้องเป็นผัสสะ ความเสวยอารมณ์เป็นเวทนา 
			<remark  id="s2b31c40l2" />ธรรม ๕ ประการในอุปปัตติภพในอนาคตเหล่านี้ เป็นปัจจัยแห่งกรรมที่ทำไว้ในภพนี้ พระโยคาวจร 
			<remark  id="s2b31c40l3" />ย่อมรู้ ย่อมเห็น ย่อมทราบชัด ย่อมแทงตลอด ซึ่งปฏิจจสมุปบาท  มีสังเขป ๔ กาล ๓ ปฏิสนธิ ๓ 
			<remark  id="s2b31c40l4" />เหล่านี้ โดยอาการ ๒๐ ด้วยประการดังนี้
			<remark  id="s2b31c40l5" />	ชื่อว่าญาณ เพราะอรรถว่ารู้ธรรมนั้น ชื่อว่าปัญญา เพราะอรรถว่ารู้ชัด  เพราะเหตุนั้น
			<remark  id="s2b31c40l6" />ท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในการกำหนดปัจจัย เป็นธรรมฐิติญาณ ฯ
			<remark  id="s2b31c40l7" />	[๙๙] ปัญญาในการย่อธรรมทั้งหลายทั้งอดีต อนาคตและปัจจุบันแล้วกำหนดไว้ เป็น
			<remark  id="s2b31c40l8" />สัมมสนญาณอย่างไร ฯ
			<remark  id="s2b31c40l9" />	พระโยคาวจรย่อมกำหนดรูปอย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งที่เป็นอดีต อนาคตและปัจจุบัน เป็น
			<remark  id="s2b31c40l10" />ภายในก็ตาม ภายนอกก็ตาม หยาบก็ตาม ละเอียดก็ตาม เลวก็ตาม  ประณีตก็ตาม มีในที่ไกล
			<remark  id="s2b31c40l11" />ก็ตาม ในที่ใกล้ก็ตาม โดยความเป็นของไม่เที่ยง การกำหนดนี้เป็นสัมมสนญาณอย่างหนึ่ง 
			<remark  id="s2b31c40l12" />กำหนดโดยความเป็นทุกข์ การกำหนดนี้เป็นสัมมสนญาณอย่างหนึ่ง กำหนดโดยความเป็นอนัตตา 
			<remark  id="s2b31c40l13" />การกำหนดนี้เป็นสัมมสนญาณอย่างหนึ่งพระโยคาวจรย่อมกำหนดเวทนา... สัญญา... สังขาร... วิญญาณ
			<remark  id="s2b31c40l14" />อย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งที่เป็นอดีต อนาคตและปัจจุบัน เป็นภายในก็ตาม เป็นภายนอกก็ตาม 
			<remark  id="s2b31c40l15" />หยาบก็ตาม ละเอียดก็ตาม เลวก็ตาม ประณีตก็ตามมีในที่ไกลก็ตาม ในที่ใกล้ก็ตาม โดย
			<remark  id="s2b31c40l16" />ความเป็นของไม่เที่ยง การกำหนดนี้เป็นสัมมสนญาณอย่างหนึ่ง กำหนดโดยความเป็นทุกข์ การ
			<remark  id="s2b31c40l17" />กำหนดนี้เป็นสัมมสนญาณอย่างหนึ่ง กำหนดโดยความเป็นอนัตตา การกำหนดนี้เป็นสัมมสนญาณ
			<remark  id="s2b31c40l18" />อย่างหนึ่ง พระโยคาวจรย่อมกำหนดจักษุ ฯลฯ ชราและมรณะ ทั้งที่เป็นอดีต  อนาคตและปัจจุบัน 
			<remark  id="s2b31c40l19" />โดยความเป็นของไม่เที่ยง การกำหนดนี้เป็นสัมมสนญาณอย่างหนึ่ง กำหนดโดยความเป็นทุกข์ การ
			<remark  id="s2b31c40l20" />กำหนดนี้เป็นสัมมสนญาณอย่างหนึ่ง  กำหนดโดยความเป็นอนัตตา การกำหนดนี้เป็นสัมมสนญาณ
			<remark  id="s2b31c40l21" />อย่างหนึ่ง ฯ
			<remark  id="s2b31c40l22" />	[๑๐๐] ปัญญาในการย่อแล้วกำหนดว่า รูปทั้งที่เป็นอดีต อนาคตและปัจจุบัน ไม่เที่ยง
			<remark  id="s2b31c40l23" />เพราะอรรถว่าสิ้นไป เป็นทุกข์เพราะอรรถว่าน่ากลัว เป็นอนัตตาเพราะอรรถว่าหาแก่นสารมิได้ เป็น
			<remark  id="s2b31c40l24" />สัมมสนญาณ ปัญญาในการย่อมแล้วกำหนดว่าเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ จักษุ ฯลฯ ชรา
			<remark  id="s2b31c40l25" />และมรณะ ทั้งที่เป็นอดีตอนาคตและปัจจุบัน ไม่เที่ยงเพราะอรรถว่าสิ้นไป เป็นทุกข์เพราะอรรถว่า
			<remark  id="s2b31c40l26" />น่ากลัวเป็นอนัตตาเพราะอรรถว่าหาแก่นสารมิได้ เป็นสัมมสนญาณ ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b31c41" >
		<para id="s2b31c41p">
			<remark  id="s2b31c41l1" />	[๑๐๑] ปัญญาในการย่อแล้วกำหนดว่า รูปทั้งที่เป็นอดีต อนาคตและปัจจุบัน ไม่เที่ยง 
			<remark  id="s2b31c41l2" />อันปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยกันเกิดขึ้น มีความสิ้นไป เสื่อมไปคลายไป ดับไปเป็นธรรม ๓ เป็น
			<remark  id="s2b31c41l3" />สัมมสนญาณ ปัญญาในการย่อแล้วกำหนดว่า   เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ จักษุ ฯลฯ ชรา
			<remark  id="s2b31c41l4" />และมรณะ ทั้งที่เป็นอดีต  อนาคตและปัจจุบัน ไม่เที่ยง อันปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยกันเกิดขึ้น 
			<remark  id="s2b31c41l5" />มีความสิ้นไปเสื่อมไป คลายไป ดับไปเป็นธรรมดา เป็นสัมมสนญาณ ฯ
			<remark  id="s2b31c41l6" />	[๑๐๒] ปัญญาในการย่อแล้วกำหนดว่า เพราะชาติเป็นปัจจัย จึงมีชราและมรณะ เมื่อ
			<remark  id="s2b31c41l7" />ชาติไม่มี ชราและมรณะก็ไม่มี เป็นสัมมสนญาณ ปัญญาในการย่อแล้วกำหนดว่า ในอดีตกาลก็ดี 
			<remark  id="s2b31c41l8" />ในอนาคตกาลก็ดี เพราะชาติเป็นปัจจัยจึงมีชราและมรณะ เมื่อชาติไม่มี ชราและมรณะก็ไม่มี 
			<remark  id="s2b31c41l9" />เป็นสัมมสนญาณ ปัญญาในการย่อแล้วกำหนดว่า เพราะภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ เมื่อภพไม่มี ชาติ
			<remark  id="s2b31c41l10" />ก็ไม่มีฯลฯ เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ เมื่ออุปาทานไม่มี ภพก็ไม่มี เพราะตัณหาเป็น
			<remark  id="s2b31c41l11" />ปัจจัย จึงมีอุปาทาน เมื่อตัณหาไม่มี อุปาทานก็ไม่มี เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา เมื่อเวทนา
			<remark  id="s2b31c41l12" />ไม่มี ตัณหาก็ไม่มี เพราะผัสสะเป็นปัจจัยจึงมีเวทนา เมื่อผัสสะไม่มี เวทนาก็ไม่มี เพราะสฬายตนะ
			<remark  id="s2b31c41l13" />เป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ เมื่อสฬายตนะไม่มี ผัสสะก็ไม่มี เพราะนามรูปเป็นปัจจัย จึงมีสฬายตนะ 
			<remark  id="s2b31c41l14" />เมื่อนามรูปไม่มี สฬายตนะก็ไม่มี เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนามรูป เมื่อวิญญาณไม่มี นาม
			<remark  id="s2b31c41l15" />รูปก็ไม่มี เพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณเมื่อสังขารไม่มี วิญญาณก็ไม่มี เพราะอวิชชาเป็น
			<remark  id="s2b31c41l16" />ปัจจัย จึงมีสังขาร เมื่ออวิชชาไม่มี สังขารก็ไม่มี เป็นสัมมสนญาณ ปัญญาในการย่อแล้วกำหนดว่า 
			<remark  id="s2b31c41l17" />ในอดีตกาลก็ดี ในอนาคตกาลก็ดี เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร เมื่ออวิชชาไม่มี สังขาร
			<remark  id="s2b31c41l18" />ก็ไม่มี เป็นสัมมสนญาณ ฯ
			<remark  id="s2b31c41l19" />	ชื่อว่าญาณ เพราะอรรถว่ารู้ธรรมนั้น ชื่อว่าปัญญา เพราะอรรถว่ารู้ชัด  เพราะเหตุนั้น
			<remark  id="s2b31c41l20" />ท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในการย่อธรรมทั้งหลายทั้งที่เป็นอดีต อนาคตและปัจจุบันแล้วกำหนด เป็น
			<remark  id="s2b31c41l21" />สัมมสนญาณ ฯ
			<remark  id="s2b31c41l22" />	[๑๐๓] ปัญญาในการพิจารณาเห็นความแปรปรวนแห่งธรรมทั้งหลายที่เป็นปัจจุบัน 
			<remark  id="s2b31c41l23" />เป็นอุทยัพพยานุปัสนาญาณอย่างไร ฯ
			<remark  id="s2b31c41l24" />	รูปที่เกิดแล้วเป็นปัจจุบัน ชาติแห่งรูปที่เกิดแล้วนั้นมีความเกิดเป็นลักษณะ ความเสื่อม
			<remark  id="s2b31c41l25" />มีความแปรปรวนเป็นลักษณะ ปัญญาที่พิจารณาเห็นดังนี้เป็นอุทยัพพยานุปัสนาญาณ เวทนาเกิด
			<remark  id="s2b31c41l26" />แล้ว สัญญาเกิดแล้ว สังขารเกิดแล้ววิญญาณเกิดแล้ว จักษุเกิดแล้ว ฯลฯ ภพเกิดแล้วเป็นปัจจุบัน 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b31c42" >
		<para id="s2b31c42p">
			<remark  id="s2b31c42l1" />ชาติแห่งภพที่เกิดแล้วนั้นมีความเกิดเป็นลักษณะ ความเสื่อมมีความแปรปรวนเป็นลักษณะปัญญา
			<remark  id="s2b31c42l2" />ที่พิจารณาเห็นดังนี้ เป็นอุทยัพพยานุปัสนาญาณ ฯ
			<remark  id="s2b31c42l3" />	[๑๐๔] พระโยคาวจรเมื่อพิจารณาเห็นความเกิดขึ้นแห่งเบญจขันธ์ ย่อมพิจารณาเห็น
			<remark  id="s2b31c42l4" />ลักษณะเท่าไร เมื่อพิจารณาเห็นความเสื่อมไปแห่งเบญจขันธ์ ย่อมพิจารณาเห็นลักษณะเท่าไร เมื่อ
			<remark  id="s2b31c42l5" />พิจารณาเห็นความเกิดขึ้นและความเสื่อมไปแห่งเบญจขันธ์ ย่อมพิจารณาเห็นลักษณะเท่าไร ฯ
			<remark  id="s2b31c42l6" />	พระโยคาวจร เมื่อพิจารณาเห็นความเกิดขึ้นแห่งเบญจขันธ์ ย่อมพิจารณาเห็นลักษณะ ๒๕ 
			<remark  id="s2b31c42l7" />ประการ เมื่อพิจารณาเห็นความเสื่อมไปแห่งเบญจขันธ์ย่อมพิจารณาเห็นลักษณะ ๒๕ ประการ 
			<remark  id="s2b31c42l8" />เมื่อพิจารณาเห็นความเกิดขึ้นและความเสื่อมไปแห่งเบญจขันธ์ ย่อมพิจารณาเห็นลักษณะ ๕๐ ประการ
			<remark  id="s2b31c42l9" />	[๑๐๕] พระโยคาวจร เมื่อพิจารณาเห็นความเกิดขึ้นแห่งรูปขันธ์ ย่อมพิจารณาเห็น
			<remark  id="s2b31c42l10" />ลักษณะเท่าไร เมื่อพิจารณาเห็นความเสื่อมไปแห่งรูปขันธ์ ย่อมพิจารณาเห็นลักษณะเท่าไร เมื่อ
			<remark  id="s2b31c42l11" />พิจารณาเห็นความเกิดขึ้นและความเสื่อมไปแห่งรูปขันธ์ ย่อมพิจารณาเห็นลักษณะเท่าไร พระ
			<remark  id="s2b31c42l12" />โยคาวจรเมื่อพิจารณาเห็นความเกิดขึ้นแห่งเวทนาขันธ์ แห่งสัญญาขันธ์ แห่งสังขารขันธ์ แห่ง
			<remark  id="s2b31c42l13" />วิญญาณขันธ์ ย่อมพิจารณาเห็นลักษณะเท่าไร เมื่อพิจารณาเห็นความเสื่อมไปแห่งวิญญาณขันธ์ 
			<remark  id="s2b31c42l14" />ย่อมพิจารณาเห็นลักษณะเท่าไร เมื่อพิจารณาเห็นความเกิดขึ้นและความเสื่อมไปแห่งวิญญาณขันธ์ 
			<remark  id="s2b31c42l15" />ย่อมพิจารณาเห็นลักษณะเท่าไร
			<remark  id="s2b31c42l16" />	พระโยคาวจรเมื่อพิจารณาเห็นความเกิดขึ้นแห่งรูปขันธ์ ย่อมพิจารณาเห็นลักษณะ ๕ 
			<remark  id="s2b31c42l17" />ประการ เมื่อพิจารณาเห็นความเสื่อมไปแห่งรูปขันธ์ ย่อมพิจารณาเห็นลักษณะ ๕ ประการ เมื่อ
			<remark  id="s2b31c42l18" />พิจารณาเห็นความเกิดขึ้นและความเสื่อมไปแห่งรูปขันธ์ ย่อมพิจารณาเห็นลักษณะ ๑๐ ประการ 
			<remark  id="s2b31c42l19" />เมื่อพิจารณาเห็นความเกิดขึ้นแห่งเวทนาขันธ์ แห่งสัญญาขันธ์ แห่งสังขารขันธ์ แห่งวิญญาณขันธ์ 
			<remark  id="s2b31c42l20" />ย่อมพิจารณาเห็นลักษณะ ๕ ประการ เมื่อพิจารณาเห็นความเสื่อมไปแห่งวิญญาณขันธ์ ย่อมพิจารณา
			<remark  id="s2b31c42l21" />เห็นลักษณะ ๕ ประการ เมื่อพิจารณาเห็นความเกิดขึ้นและความเสื่อมไปแห่งวิญญาณขันธ์ ย่อม
			<remark  id="s2b31c42l22" />พิจารณาเห็นลักษณะ ๑๐ ประการ ฯ
			<remark  id="s2b31c42l23" />	[๑๐๖] พระโยคาวจร เมื่อพิจารณาเห็นความเกิดขึ้นแห่งรูปขันธ์ ย่อมพิจารณาเห็น
			<remark  id="s2b31c42l24" />ลักษณะ ๕ ประการ เป็นไฉน ฯ
			<remark  id="s2b31c42l25" />	พระโยคาวจรย่อมพิจารณาเห็นความเกิดขึ้นแห่งรูปขันธ์ โดยความเกิดขึ้นแห่งปัจจัยว่า 
			<remark  id="s2b31c42l26" />เพราะอวิชชาเกิดรูปจึงเกิด เพราะตัณหาเกิดรูปจึงเกิด เพราะกรรมเกิดรูปจึงเกิด เพราะอาหารเกิด
		</para>
	</section>
	<section id="s2b31c43" >
		<para id="s2b31c43p">
			<remark  id="s2b31c43l1" />รูปจึงเกิด แม้เมื่อพิจารณาเห็นลักษณะแห่งความเกิด ก็ย่อมพิจารณาเห็นความเกิดขึ้นแห่งรูปขันธ์
			<remark  id="s2b31c43l2" /> พระโยคาวจรเมื่อพิจารณาเห็นความเกิดขึ้นแห่งรูปขันธ์ ย่อมพิจารณาเห็นลักษณะ ๕ ประการนี้ ฯ
			<remark  id="s2b31c43l3" />	[๑๐๗] พระโยคาวจร เมื่อพิจารณาเห็นความเสื่อมไปแห่งรูปขันธ์  ย่อมพิจารณาเห็น
			<remark  id="s2b31c43l4" />ลักษณะ ๕ ประการเป็นไฉน ฯ
			<remark  id="s2b31c43l5" />	พระโยคาวจรย่อมพิจารณาเห็นความเสื่อมไปแห่งรูปขันธ์โดยความดับแห่งปัจจัยดับว่า 
			<remark  id="s2b31c43l6" />เพราะอวิชชาดับรูปจึงดับ เพราะตัณหาดับรูปจึงดับ เพราะกรรมดับรูปจึงดับ เพราะอาหารดับรูปจึงดับ 
			<remark  id="s2b31c43l7" />แม้เมื่อพิจารณาเห็นลักษณะแห่งความแปรปรวน ก็ย่อมพิจารณาเห็นความเสื่อมไปแห่งรูปขันธ์ เมื่อ
			<remark  id="s2b31c43l8" />พิจารณาเห็นความเสื่อมไปแห่งรูปขันธ์ ย่อมพิจารณาเห็นลักษณะ ๕ ประการนี้ เมื่อพิจารณาเห็น
			<remark  id="s2b31c43l9" />ความเกิดขึ้นและความเสื่อมไปแห่งรูปขันธ์ ย่อมพิจารณาเห็นลักษณะ ๑๐ ประการนี้ ฯ
			<remark  id="s2b31c43l10" />	[๑๐๘] พระโยคาวจรเมื่อพิจารณาเห็นความเกิดขึ้นแห่งเวทนาขันธ์ ย่อมพิจารณาเห็น
			<remark  id="s2b31c43l11" />ลักษณะ ๕ ประการเป็นไฉน ฯ
			<remark  id="s2b31c43l12" />	พระโยคาวจรย่อมพิจารณาเห็นความเกิดขึ้นแห่งเวทนาขันธ์ โดยความเกิดขึ้นแห่งปัจจัย
			<remark  id="s2b31c43l13" />ว่า เพราะอวิชชาเกิดเวทนาจึงเกิด เพราะตัณหาเกิดเวทนาจึงเกิด เพราะกรรมเกิดเวทนาจึงเกิด 
			<remark  id="s2b31c43l14" />เพราะผัสสะเกิดเวทนาจึงเกิด แม้เมื่อพิจารณาเห็นลักษณะแห่งการเกิด ก็ย่อมพิจารณาเห็นความ
			<remark  id="s2b31c43l15" />เกิดขึ้นแห่งเวทนาพระโยคาวจรเมื่อพิจารณาเห็นความเกิดขึ้นแห่งเวทนาขันธ์ ย่อมพิจารณาเห็น
			<remark  id="s2b31c43l16" />ลักษณะ ๕ ประการนี้ ฯ
			<remark  id="s2b31c43l17" />	[๑๐๙] พระโยคาวจรเมื่อพิจารณาเห็นความเสื่อมไปแห่งเวทนาขันธ์ย่อมพิจารณาเห็น
			<remark  id="s2b31c43l18" />ลักษณะ ๕ ประการเป็นไฉน ฯ
			<remark  id="s2b31c43l19" />	พระโยคาวจรย่อมพิจารณาเห็นความเสื่อมไปแห่งเวทนาขันธ์ โดยความดับแห่งปัจจัยว่า 
			<remark  id="s2b31c43l20" />เพราะอวิชชาดับเวทนาจึงดับ เพราะตัณหาดับเวทนาจึงดับเพราะกรรมดับเวทนาจึงดับ เพราะ
			<remark  id="s2b31c43l21" />ผัสสะดับเวทนาจึงดับ แม้เมื่อพิจารณาเห็นลักษณะแห่งความแปรปรวน ก็ย่อมพิจารณาเห็นความ
			<remark  id="s2b31c43l22" />เสื่อมไปแห่งเวทนาขันธ์พระโยคาวจรเมื่อพิจารณาเห็นความเสื่อมไปแห่งเวทนาขันธ์ ย่อมพิจารณาเห็น
			<remark  id="s2b31c43l23" />ลักษณะ ๕ ประการนี้ เมื่อพิจารณาเห็นความเกิดขึ้นและความเสื่อมไปแห่งเวทนาขันธ์ ย่อมพิจารณา
			<remark  id="s2b31c43l24" />เห็นลักษณะ ๑๐ ประการนี้ ฯ
			<remark  id="s2b31c43l25" />	[๑๑๐] พระโยคาวจรเมื่อพิจารณาเห็นความเกิดแห่งสัญญาขันธ์ แห่งสังขารขันธ์ แห่ง
			<remark  id="s2b31c43l26" />วิญญาณขันธ์ ย่อมพิจารณาเห็นลักษณะ ๕ ประการเป็นไฉน ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b31c44" >
		<para id="s2b31c44p">
			<remark  id="s2b31c44l1" />	พระโยคาวจรย่อมพิจารณาเห็นความเกิดแห่งวิญญาณขันธ์ โดยความเกิดขึ้นแห่งปัจจัย
			<remark  id="s2b31c44l2" />ว่า เพราะอวิชชาเกิดวิญญาณจึงเกิด เพราะตัณหาเกิดวิญญาณจึงเกิด เพราะกรรมเกิดวิญญาณจึงเกิด 
			<remark  id="s2b31c44l3" />เพราะนามรูปเกิดวิญญาณจึงเกิด แม้เมื่อพิจารณาเห็นลักษณะแห่งความเกิด ก็ย่อมพิจารณาเห็น
			<remark  id="s2b31c44l4" />ความเกิดขึ้นแห่งวิญญาณขันธ์ พระโยคาวจรเมื่อพิจารณาเห็นความเกิดขึ้นแห่งวิญญาณขันธ์ ย่อม
			<remark  id="s2b31c44l5" />พิจารณาเห็นลักษณะ ๕ ประการนี้ ฯ
			<remark  id="s2b31c44l6" />	[๑๑๑] พระโยคาวจร เมื่อพิจารณาเห็นความเสื่อมไปแห่งสัญญาขันธ์  แห่งสังขารขันธ์ 
			<remark  id="s2b31c44l7" />แห่งวิญญาณขันธ์ ย่อมพิจารณาเห็นลักษณะ ๕ ประการเป็นไฉน ฯ
			<remark  id="s2b31c44l8" />	พระโยคาวจร ย่อมพิจารณาเห็นความเสื่อมไปแห่งวิญญาณขันธ์ โดยความดับแห่ง
			<remark  id="s2b31c44l9" />ปัจจัยว่า เพราะอวิชชาดับวิญญาณจึงดับ เพราะตัณหาดับวิญญาณจึงดับ เพราะกรรมดับวิญญาณจึง
			<remark  id="s2b31c44l10" />ดับ เพราะนามรูปดับวิญญาณจึงดับ แม้เมื่อพิจารณาเห็นลักษณะแห่งความแปรปรวน ก็ย่อมพิจารณา
			<remark  id="s2b31c44l11" />เห็นความเสื่อมไปแห่งวิญญาณขันธ์ พระโยคาวจรเมื่อพิจารณาเห็นความเสื่อมไปแห่งวิญญาณขันธ์
			<remark  id="s2b31c44l12" />ย่อมพิจารณาเห็นลักษณะ ๕ ประการนี้ เมื่อพิจารณาเห็นความเกิดขึ้นและความเสื่อมไปแห่งวิญญาณ
			<remark  id="s2b31c44l13" />ขันธ์ ย่อมพิจารณาเห็นลักษณะ ๑๐ ประการนี้ เมื่อพิจารณาเห็นความเกิดขึ้นแห่งเบญจขันธ์ ย่อม
			<remark  id="s2b31c44l14" />พิจารณาเห็นลักษณะ ๒๕ ประการนี้ เมื่อพิจารณาเห็นความเสื่อมไปแห่งเบญจขันธ์ ย่อมพิจารณา
			<remark  id="s2b31c44l15" />เห็นลักษณะ๒๕ ประการนี้ เมื่อพิจารณาเห็นความเกิดขึ้นและความเสื่อมไปแห่งเบญจขันธ์
			<remark  id="s2b31c44l16" />ย่อมพิจารณาเห็นลักษณะ ๕๐ ประการนี้ ชื่อว่าญาณ เพราะอรรถว่ารู้ธรรมนั้น ชื่อว่าปัญญา 
			<remark  id="s2b31c44l17" />เพราะอรรถว่ารู้ชัด เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่าปัญญาในการพิจารณาเห็นความแปรปรวน
			<remark  id="s2b31c44l18" />แห่งธรรมทั้งหลายที่เป็นปัจจุบัน เป็นอุทยัพพยานุปัสนาญาณ ฯ
			<remark  id="s2b31c44l19" />	รูปขันธ์เกิดเพราะอาหารเกิด ขันธ์ที่เหลือ คือ เวทนา สัญญา  สังขาร เกิดเพราะ
			<remark  id="s2b31c44l20" />ผัสสะเกิด วิญญาณขันธ์เกิดเพราะนามรูปเกิด ฯ
			<remark  id="s2b31c44l21" />	[๑๑๒] ปัญญาในการพิจารณาอารมณ์แล้วพิจารณาเห็นความแตกไป เป็น วิปัสสนาญาณ
			<remark  id="s2b31c44l22" />อย่างไร ฯ
			<remark  id="s2b31c44l23" />	จิตมีรูปเป็นอารมณ์ เกิดขึ้นแล้วย่อมแตกไป พระโยคาวจรพิจารณาอารมณ์นั้นแล้ว 
			<remark  id="s2b31c44l24" />ย่อมพิจารณาเห็นความแตกไปแห่งจิตนั้น ย่อมพิจารณาเห็นอย่างไร ชื่อว่าพิจารณาเห็น ย่อม
			<remark  id="s2b31c44l25" />พิจารณาเห็นโดยความเป็นของไม่เที่ยง ไม่พิจารณาเห็นโดยความเป็นของเที่ยง ย่อมพิจารณาเห็น
			<remark  id="s2b31c44l26" />โดยความเป็นทุกข์ ไม่พิจารณาเห็นโดยความเป็นสุข ย่อมพิจารณาเห็นโดยความเป็นอนัตตา ไม่
			<remark  id="s2b31c44l27" />พิจารณาเห็นโดยความเป็นอัตตา ย่อมเบื่อหน่าย ไม่เพลิดเพลิน ย่อมคลายกำหนัดไม่กำหนัด 
			<remark  id="s2b31c44l28" />ย่อมให้ดับ ไม่ให้เกิด ย่อมสละคืน ไม่ถือมั่น เมื่อพิจารณาเห็นโดยความเป็นของไม่เที่ยง ย่อม
		</para>
	</section>
	<section id="s2b31c45" >
		<para id="s2b31c45p">
			<remark  id="s2b31c45l1" />ละนิจจสัญญาได้ เมื่อพิจารณาเห็นโดยความเป็นทุกข์ ย่อมละสุขสัญญาได้ เมื่อพิจารณาโดยความ
			<remark  id="s2b31c45l2" />เป็นอนัตตา ย่อมละอัตตสัญญาได้ เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมละความเพลิดเพลินได้ เมื่อคลายกำหนัด
			<remark  id="s2b31c45l3" /> ย่อมละราคะได้ เมื่อให้ดับย่อมละสมุทัยได้ เมื่อสละคืน ย่อมละความถือมั่นได้ ฯ
			<remark  id="s2b31c45l4" />	[๑๑๓] จิตมีเวทนาเป็นอารมณ์ ฯลฯ จิตมีสัญญาเป็นอารมณ์ ฯลฯ จิตมีสังขารเป็น
			<remark  id="s2b31c45l5" />อารมณ์ ฯลฯ จิตมีวิญญาณเป็นอารมณ์ ฯลฯ จิตมีจักษุเป็นอารมณ์ ฯลฯ จิตมีชราและมรณะเป็น
			<remark  id="s2b31c45l6" />อารมณ์ เกิดขึ้นแล้วย่อมแตกไป พระโยคาวจรพิจารณาอารมณ์นั้นแล้ว พิจารณาเห็นความแตกไป
			<remark  id="s2b31c45l7" />แห่งจิตนั้น ย่อมพิจารณาเห็นอย่างไร ชื่อว่าพิจารณาเห็น ย่อมพิจารณาเห็นโดยความเป็นของไม่
			<remark  id="s2b31c45l8" />เที่ยง เมื่อสละคืน ย่อมละความถือมั่นได้ ฯ
			<remark  id="s2b31c45l9" />	[๑๑๔] การก้าวไปสู่อัญญวัตถุแต่ปุริมวัตถุ การหลีกไปด้วยปัญญาอัน
			<remark  id="s2b31c45l10" />		รู้ชอบ การคำนึงถึงอันเป็นกำลัง ธรรม ๒ ประการ คือ
			<remark  id="s2b31c45l11" />		การพิจารณาหาทางและความเห็นแจ้ง บัณฑิตกำหนดเอาด้วย
			<remark  id="s2b31c45l12" />		สภาพเดียวกัน โดยความเป็นไปตามอารมณ์ ความน้อมจิต
			<remark  id="s2b31c45l13" />		ไปในความดับ ชื่อว่าวิปัสสนาอันมีความเสื่อมไปเป็นลักษณะ
			<remark  id="s2b31c45l14" />		การที่พระโยคาวจรพิจารณาอารมณ์แล้ว พิจารณาเห็นความ
			<remark  id="s2b31c45l15" />		แตกไปแห่งจิตและความปรากฏโดยความเป็นของสูญ ชื่อว่า
			<remark  id="s2b31c45l16" />		อธิปัญญาวิปัสสนา (ความเห็นแจ้งด้วยอธิปัญญา) พระ
			<remark  id="s2b31c45l17" />		โยคาวจรผู้ฉลาดในอนุปัสนา ๓ ในวิปัสสนา ๔ ย่อมไม่
			<remark  id="s2b31c45l18" />		หวั่นไหวเพราะทิฐิต่างๆ เพราะความเป็นผู้ฉลาดความ
			<remark  id="s2b31c45l19" />		ปรากฏ ๓ ประการ ฯ
			<remark  id="s2b31c45l20" />	ชื่อว่าญาณ เพราะอรรถว่ารู้ธรรมนั้น ชื่อว่าปัญญา เพราะอรรถว่ารู้ชัด เพราะเหตุนั้น
			<remark  id="s2b31c45l21" />ท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในการพิจารณาอารมณ์ แล้วพิจารณาเห็นความแตกไป เป็นวิปัสสนาญาณ ฯ
			<remark  id="s2b31c45l22" />	[๑๑๕] ปัญญาในความปรากฏเป็นของน่ากลัว เป็นอาทีนวญาณอย่างไร ฯ
			<remark  id="s2b31c45l23" />	ปัญญาในความปรากฏโดยความเป็นภัยว่า ความเกิดขึ้นเป็นภัย ความเป็นไปเป็นภัย 
			<remark  id="s2b31c45l24" />สังขารนิมิตเป็นภัย ฯลฯ กรรมประมวลมาเป็นภัย ปฏิสนธิเป็นภัย คติเป็นภัย ความบังเกิดเป็นภัย
			<remark  id="s2b31c45l25" /> ความอุบัติเป็นภัย ชาติเป็นภัย ชราเป็นภัย พยาธิเป็นภัย มรณะเป็นภัย ความโศกเป็นภัย ความ
			<remark  id="s2b31c45l26" />รำพันเป็นภัยความคับแค้นใจเป็นภัย เป็นอาทีนวญาณแต่ละอย่าง ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b31c46" >
		<para id="s2b31c46p">
			<remark  id="s2b31c46l1" />	ญาณในสันติบทว่า ความไม่เกิดขึ้นปลอดภัย ความไม่เป็นไปปลอดภัยฯลฯ ความไม่คับ
			<remark  id="s2b31c46l2" />แค้นใจปลอดภัย ญาณในสันติบทว่า ความเกิดขึ้นเป็นภัยความไม่เกิดขึ้นปลอดภัย ความเป็นไป
			<remark  id="s2b31c46l3" />เป็นภัย ความไม่เป็นไปปลอดภัย ฯลฯความคับแค้นใจเป็นภัย ความไม่คับแค้นใจปลอดภัย ปัญญา
			<remark  id="s2b31c46l4" />ในความปรากฏโดยความเป็นภัยว่า ความเกิดขึ้นเป็นทุกข์ ฯลฯ ความคับแค้นใจเป็นทุกข์ เป็น
			<remark  id="s2b31c46l5" />อาทีนวญาณแต่ละอย่างๆ ญาณในสันติบทว่า ความไม่เกิดขึ้นเป็นสุข ความไม่เป็นไปเป็นสุข ฯลฯ 
			<remark  id="s2b31c46l6" />ความไม่คับแค้นใจเป็นสุข ฯ
			<remark  id="s2b31c46l7" />	[๑๑๖] ญาณในสันติบทว่า ความเกิดขึ้นเป็นทุกข์ ความไม่เกิดขึ้นเป็นสุข ความ
			<remark  id="s2b31c46l8" />เป็นไปเป็นทุกข์ ความไม่เป็นไปเป็นสุข ฯลฯ ความคับแค้นใจเป็นทุกข์ ความไม่คับแค้นใจเป็น
			<remark  id="s2b31c46l9" />สุข ฯ
			<remark  id="s2b31c46l10" />	[๑๑๗] ปัญญาในความปรากฏโดยความเป็นภัยว่า ความเกิดขึ้นมีอามิส ความเป็นไป
			<remark  id="s2b31c46l11" />มีอามิส ฯลฯ ความคับแค้นใจมีอามิส เป็นอาทีนวญาณแต่ละอย่างๆญาณในสันติบทว่าความ
			<remark  id="s2b31c46l12" />ไม่เกิดขึ้นไม่มีอามิส ความไม่เป็นไปไม่มีอามิส ฯลฯความไม่คับแค้นใจไม่มีอามิส ความเกิดขึ้น
			<remark  id="s2b31c46l13" />มีอามิส ความไม่เกิดขึ้นไม่มีอามิสความเป็นไปมีอามิส ความไม่เป็นไปไม่มีอามิส ฯลฯ ความ
			<remark  id="s2b31c46l14" />คับแค้นใจมีอามิสความไม่คับแค้นใจไม่มีอามิส ฯ
			<remark  id="s2b31c46l15" />	[๑๑๘] ปัญญาในความปรากฏโดยความเป็นภัยว่า ความเกิดขึ้นเป็นสังขาร ฯลฯ ความ
			<remark  id="s2b31c46l16" />คับแค้นใจเป็นสังขาร เป็นอาทีนวญาณแต่ละอย่างๆ ญาณในสันติบทว่า ความไม่เกิดขึ้นเป็น
			<remark  id="s2b31c46l17" />นิพพาน ความไม่เป็นไปเป็นนิพพาน ฯลฯความไม่คับแค้นใจเป็นนิพพาน ญาณในสันติบทว่า 
			<remark  id="s2b31c46l18" />ความเกิดขึ้นเป็นสังขาร ความไม่เกิดขึ้นเป็นนิพพาน ความเป็นไปเป็นสังขาร ความไม่เป็นไปเป็น
			<remark  id="s2b31c46l19" />นิพพาน ฯลฯความคับแค้นใจเป็นสังขาร ความไม่คับแค้นใจเป็นนิพพาน ฯ
			<remark  id="s2b31c46l20" />	[๑๑๙] ข้อที่พระโยคาวจรพิจารณาเห็นความเกิดขึ้น ความเป็นไป
			<remark  id="s2b31c46l21" />		สังขารนิมิต กรรมเครื่องประมวลมาและปฏิสนธิว่า เป็นทุกข์
			<remark  id="s2b31c46l22" />		นี้เป็นอาทีนวญาณ ข้อที่พระโยคาวจรพิจารณาเห็นความไม่
			<remark  id="s2b31c46l23" />		เกิดขึ้น ความไม่เป็นไป ความไม่มีนิมิต ความไม่มี
			<remark  id="s2b31c46l24" />		กรรมเครื่องประมวลมาและความไม่ปฏิสนธิว่า เป็นสุขนี้เป็น
			<remark  id="s2b31c46l25" />		ญาณในสันติบท อาทีนวญาณนี้ย่อมเกิดในฐานะ ๕ ญาณ
			<remark  id="s2b31c46l26" />		ในสันติบทย่อมเกิดในฐานะ ๕ พระโยคาวจรย่อมรู้ชัดญาณ๑๐ 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b31c47" >
		<para id="s2b31c47p">
			<remark  id="s2b31c47l1" />ย่อมไม่หวั่นไหวเพราะทิฐิต่างๆ เพราะเป็นผู้ฉลาดใน
			<remark  id="s2b31c47l2" />		 ญาณทั้ง ๒ ฉะนี้แล ฯ
			<remark  id="s2b31c47l3" />	ชื่อว่าญาณ เพราะอรรถว่ารู้ธรรมนั้น ชื่อว่าปัญญา เพราะอรรถว่ารู้ชัด เพราะเหตุนั้น
			<remark  id="s2b31c47l4" />ท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในความปรากฏโดยความเป็นภัย เป็นอาทีนวญาณ ฯ
			<remark  id="s2b31c47l5" />	[๑๒๐] ปัญญาเครื่องความเป็นผู้ใคร่จะพ้นไปเสีย ทั้งพิจารณาหาทางและวางเฉยอยู่ 
			<remark  id="s2b31c47l6" />เป็นสังขารุเปกขาญาณอย่างไร ฯ
			<remark  id="s2b31c47l7" />	ปัญญาเครื่องความเป็นผู้ใคร่จะพ้นไปเสียจากความเกิดขึ้น ทั้งพิจารณาหาทางและวางเฉย
			<remark  id="s2b31c47l8" />อยู่ ปัญญาเครื่องความเป็นผู้ใคร่จะพ้นไปเสียจากความเป็นไปทั้งพิจารณาหาทางและวางเฉยอยู่ 
			<remark  id="s2b31c47l9" />ปัญญาเครื่องความเป็นผู้ใคร่จะพ้นไปเสียจากสังขารนิมิต ฯลฯ จากกรรมเครื่องประมวลมา จาก
			<remark  id="s2b31c47l10" />ปฏิสนธิ จากคติ จากความบังเกิด จากความอุบัติ จากชาติ จากชรา จากพยาธิ จากมรณะ
			<remark  id="s2b31c47l11" /> จากความโศกจากความรำพัน ปัญญาเครื่องความเป็นผู้ใคร่จะพ้นไปเสียจากความคับแค้นใจทั้ง
			<remark  id="s2b31c47l12" />พิจารณาหาทางและวางเฉยอยู่ เป็นสังขารุเปกขาญาณแต่ละอย่างๆ ฯ
			<remark  id="s2b31c47l13" />	[๑๒๑] ปัญญาเครื่องความเป็นผู้ใคร่จะพ้นไปเสีย ทั้งพิจารณาหาทางแลวางเฉยอยู่ว่า 
			<remark  id="s2b31c47l14" />ความเกิดขึ้นเป็นทุกข์ ความเป็นไปทุกข์ สังขารนิมิตเป็นทุกข์ฯลฯ ความคับแค้นใจเป็นทุกข์ 
			<remark  id="s2b31c47l15" />เป็นสังขารุเปกขาญาณแต่ละอย่างๆ ปัญญาเครื่องความเป็นผู้ใคร่จะพ้นไปเสีย ทั้งพิจารณาหาทาง
			<remark  id="s2b31c47l16" />และวางเฉยอยู่ว่า ความเกิดขึ้นเป็นภัย ความเป็นไปเป็นภัย ฯลฯ ความคับแค้นใจเป็นภัย เป็น
			<remark  id="s2b31c47l17" />สังขารุเปกขาญาณแต่ละอย่างๆ ฯ
			<remark  id="s2b31c47l18" />	[๑๒๒] ปัญญาเครื่องความเป็นผู้ใคร่จะพ้นไปเสีย ทั้งพิจารณาหาทางและวางเฉยอยู่ว่า 
			<remark  id="s2b31c47l19" />ความเกิดขึ้นมีอามิส ความเป็นไปมีอามิส ฯลฯ ความคับแค้นใจมีอามิส ความเกิดขึ้นเป็นสังขาร
			<remark  id="s2b31c47l20" /> ความเป็นไปเป็นสังขาร ฯลฯ ความคับแค้นใจเป็นสังขาร เป็นสังขารุเปกขาญาณแต่ละอย่างๆ ฯ
			<remark  id="s2b31c47l21" />	[๑๒๓] ความเกิดขึ้นเป็นสังขาร ญาณวางเฉยสังขารเหล่านั้น เพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่า
			<remark  id="s2b31c47l22" />สังขารุเปกขาญาณ แม้ธรรม ๒ ประการนี้ คือ สังขารและอุเบกขาก็เป็นสังขาร ญาณวางเฉยสังขาร
			<remark  id="s2b31c47l23" />เหล่านั้น เพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่าสังขารุเปกขาญาณความเป็นไปเป็นสังขาร ฯลฯ นิมิตเป็นสังขาร
			<remark  id="s2b31c47l24" /> กรรมเครื่องประมวลมาเป็นสังขาร ปฏิสนธิเป็นสังขาร คติเป็นสังขาร ความบังเกิดเป็นสังขาร 
			<remark  id="s2b31c47l25" />ความอุบัติเป็นสังขาร ชาติเป็นสังขาร ชราเป็นสังขาร พยาธิเป็นสังขาร มรณะเป็นสังขาร ความ
			<remark  id="s2b31c47l26" />โศกเป็นสังขาร ความรำพันเป็นสังขาร ความคับแค้นใจเป็นสังขารญาณวางเฉยสังขารเหล่านั้น
		</para>
	</section>
	<section id="s2b31c48" >
		<para id="s2b31c48p">
			<remark  id="s2b31c48l1" /> เพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่าสังขารุเปกขาญาณ แม้ธรรม ๒ ประการ คือ สังขารและอุเบกขา ก็เป็น
			<remark  id="s2b31c48l2" />สังขาร ญาณวางเฉยสังขารเหล่านั้นเพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่าสังขารุเปกขาญาณ ฯ
			<remark  id="s2b31c48l3" />	[๑๒๔] การน้อมจิตไปในสังขารุเปกขา ย่อมมีได้ด้วยอาการเท่าไร ฯ
			<remark  id="s2b31c48l4" />	การน้อมจิตไปในสังขารุเปกขา ย่อมมีได้ด้วยอาการ ๘ ฯ
			<remark  id="s2b31c48l5" />	การน้อมจิตไปในสังขารุเปกขาของปุถุชน ย่อมมีได้ด้วยอาการเท่าไร การน้อมจิตไปใน
			<remark  id="s2b31c48l6" />สังขารุเปกขาของพระเสขะ ย่อมมีได้ด้วยอาการเท่าไร การน้อมจิตไปในสังขารุเปกขาของท่านผู้
			<remark  id="s2b31c48l7" />ปราศจากราคะ ย่อมมีได้ด้วยอาการเท่าไร ฯ
			<remark  id="s2b31c48l8" />	การน้อมจิตไปในสังขารุเปกขาของปุถุชน ย่อมมีได้ด้วยอาการ ๒ การน้อมจิตไปใน
			<remark  id="s2b31c48l9" />สังขารุเปกขาของพระเสขะ ย่อมมีได้ด้วยอาการ ๓ การน้อมจิตไปในสังขารุเปกขาของท่านผู้ปราศ
			<remark  id="s2b31c48l10" />จากราคะ ย่อมมีได้ด้วยอาการ ๓ ฯ
			<remark  id="s2b31c48l11" />	[๑๒๕] การน้อมจิตไปในสังขารุเปกขาของปุถุชน ย่อมมีได้ด้วยอาการ ๒ เป็นไฉน ฯ
			<remark  id="s2b31c48l12" />	ปุถุชนย่อมยินดีสังขารุเปกขา ๑ ย่อมเห็นแจ้งสังขารุเปกขา ๑ การน้อมจิตไปใน
			<remark  id="s2b31c48l13" />สังขารุเปกขาของปุถุชน ย่อมมีได้ด้วยอาการ ๒ นี้ ฯ
			<remark  id="s2b31c48l14" />	การน้อมจิตไปในสังขารุเปกขาของพระเสขะ ย่อมมีได้ด้วยอาการ ๓เป็นไฉน ฯ
			<remark  id="s2b31c48l15" />	พระเสขะย่อมยินดีสังขารุเปกขา ๑ ย่อมเห็นแจ้งสังขารุเปกขา ๑ พิจารณาแล้วเข้าผล
			<remark  id="s2b31c48l16" />สมาบัติ ๑ การน้อมจิตไปในสังขารุเปกขาของพระเสขะ ย่อมมีได้ด้วยอาการ ๓ นี้ ฯ
			<remark  id="s2b31c48l17" />	การน้อมจิตไปในสังขารุเปกขาของท่านผู้ปราศจากราคะ ย่อมมีได้ด้วยอาการ ๓ เป็นไฉน ฯ
			<remark  id="s2b31c48l18" />	ท่านผู้ปราศจากราคะย่อมเห็นแจ้งสังขารุเปกขา ๑ พิจารณาแล้วเข้าผลสมาบัติ ๑ วางเฉย
			<remark  id="s2b31c48l19" />สังขารุเปกขานั้นแล้ว ย่อมอยู่ด้วยสุญญตวิหารสมาบัติอนิมิตตวิหารสมาบัติ หรืออัปปณิหิตวิหาร
			<remark  id="s2b31c48l20" />สมาบัติ ๑ การน้อมจิตไปในสังขารุเปกขาของท่านผู้ปราศจากราคะย่อมมีได้ด้วยอาการ ๓ นี้ ฯ
			<remark  id="s2b31c48l21" />	[๑๒๖] การน้อมจิตไปในสังขารุเปกขาของปุถุชนและของพระเสขะ เป็นอย่างเดียวกัน
			<remark  id="s2b31c48l22" />อย่างไร ฯ
			<remark  id="s2b31c48l23" />	ปุถุชนยินดีสังขารุเปกขา มีจิตเศร้าหมอง มีอันตรายแห่งภาวนา  มีอันตรายแห่งปฏิเวธ
			<remark  id="s2b31c48l24" /> มีปัจจัยแห่งปฏิสนธิต่อไป แม้พระเสขะยินดีสังขารุเปกขาก็มีจิตเศร้าหมอง มีอันตรายแห่งภาวนา
			<remark  id="s2b31c48l25" />มีอันตรายแห่งปฏิเวธในมรรคชั้นสูง มีปัจจัยแห่งปฏิสนธิต่อไป การน้อมจิตไปในสังขารุเปกขาของ
			<remark  id="s2b31c48l26" />ปุถุชนและของพระเสขะ เป็นอย่างเดียวกันโดยสภาพแห่งความยินดีอย่างนี้ ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b31c49" >
		<para id="s2b31c49p">
			<remark  id="s2b31c49l1" />	[๑๒๗] การน้อมจิตไปในสังขารุเปกขาของปุถุชน ของพระเสขะและของท่านผู้ปราศ
			<remark  id="s2b31c49l2" />จากราคะ เป็นอย่างเดียวกันอย่างไร ฯ
			<remark  id="s2b31c49l3" />	ปุถุชนย่อมพิจารณาเห็นสังขารุเปกขาโดยความเป็นของไม่เที่ยงเป็นทุกข์ และเป็น
			<remark  id="s2b31c49l4" />อนัตตา แม้พระเสขะก็พิจารณาเห็นสังขารุเปกขาโดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และเป็น
			<remark  id="s2b31c49l5" />อนัตตา แม้ท่านผู้ปราศจากราคะ ก็พิจารณาเห็นสังขารุเปกขาโดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ 
			<remark  id="s2b31c49l6" />และเป็นอนัตตา การน้อมจิตไปในสังขารุเปกขาของปุถุชน ของพระเสขะและของท่านผู้ปราศจาก
			<remark  id="s2b31c49l7" />ราคะ เป็นอย่างเดียวกันโดยสภาพแห่งการพิจารณาอย่างนี้ ฯ
			<remark  id="s2b31c49l8" />	[๑๒๘] การน้อมจิตไปในสังขารุเปกขาของปุถุชน ของพระเสขะและของท่านผู้ปราศ
			<remark  id="s2b31c49l9" />จากราคะ มีความต่างกันอย่างไร ฯ
			<remark  id="s2b31c49l10" />	สังขารุเปกขาของปุถุชนเป็นกุศล แม้ของพระเสขะก็เป็นกุศล แต่ของท่านผู้ปราศจาก
			<remark  id="s2b31c49l11" />ราคะเป็นอัพยากฤต การน้อมจิตไปในสังขารุเปกขาของปุถุชน ของพระเสขะและของท่านผู้
			<remark  id="s2b31c49l12" />ปราศจากราคะ มีความต่างกันโดยสภาพเป็นกุศลและอัพยากฤตอย่างนี้ ฯ
			<remark  id="s2b31c49l13" />	[๑๒๙] การน้อมจิตไปในสังขารุเปกขาของปุถุชน ของพระเสขะและของท่านผู้ปราศจาก
			<remark  id="s2b31c49l14" />ราคะ มีความต่างกันอย่างไร ฯ
			<remark  id="s2b31c49l15" />	สังขารุเปกขาของปุถุชน ปรากฏดีในกาลนิดหน่อย (ในเวลาเจริญวิปัสสนา) ไม่
			<remark  id="s2b31c49l16" />ปรากฏดีในกาลนิดหน่อย แม้สังขารุเปกขาของพระเสขะ ก็ปรากฏดีในการนิดหน่อย สังขารุเปกขา
			<remark  id="s2b31c49l17" />ของท่านผู้ปราศจากราคะ ปรากฏดีโดยส่วนเดียวการน้อมจิตไปในสังขารุเปกขาของปุถุชน ของ
			<remark  id="s2b31c49l18" />พระเสขะและของท่านผู้ปราศจากราคะ มีความต่างกันโดยสภาพที่ปรากฏและโดยภาพที่ไม่
			<remark  id="s2b31c49l19" />ปรากฏอย่างนี้ ฯ
			<remark  id="s2b31c49l20" />	[๑๓๐] การน้อมจิตไปในสังขารุเปกขาของปุถุชน ของพระเสขะและของท่านผู้ปราศ
			<remark  id="s2b31c49l21" />จากราคะ มีความต่างกันอย่างไร ฯ
			<remark  id="s2b31c49l22" />	ปุถุชนย่อมพิจารณา เพราะเป็นผู้ยังไม่เสร็จกิจจากสังขารุเปกขา แม้พระเสขะก็พิจารณา
			<remark  id="s2b31c49l23" />เพราะเป็นผู้ยังไม่เสร็จกิจจากสังขารุเปกขา ส่วนท่านผู้ปราศจากราคะย่อมพิจารณาเพราะเป็นผู้เสร็จ
			<remark  id="s2b31c49l24" />กิจจากสังขารุเปกขา การน้อมจิตไปในสังขารุเปกขาของปุถุชนของพระเสขะและของท่านผู้ปราศ
			<remark  id="s2b31c49l25" />จากราคะ มีความต่างกันโดยสภาพที่ยังไม่เสร็จกิจและโดยสภาพที่เสร็จกิจแล้วอย่างนี้ ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b31c50" >
		<para id="s2b31c50p">
			<remark  id="s2b31c50l1" />	[๑๓๑] การน้อมจิตไปในสังขารุเปกขาของปุถุชน ของพระเสขะและของท่านผู้ปราศ
			<remark  id="s2b31c50l2" />จากราคะ มีความต่างกันอย่างไร ฯ
			<remark  id="s2b31c50l3" />	ปุถุชนย่อมพิจารณาสังขารุเปกขาเพื่อจะละสังโยชน์ ๓ เพื่อต้องการได้โสดาปัตติมรรค 
			<remark  id="s2b31c50l4" />พระเสขะย่อมพิจารณาสังขารุเปกขาเพื่อต้องการได้มรรคชั้นสูงขึ้นไป เพราะเป็นผู้ละสังโยชน์ ๓
			<remark  id="s2b31c50l5" /> ได้แล้ว ท่านผู้ปราศจากราคะย่อมพิจารณาสังขารุเปกขา เพื่อต้องการอยู่เป็นสุขในปัจจุบัน เพราะ
			<remark  id="s2b31c50l6" />เป็นผู้ละกิเลสทั้งปวงได้แล้ว การน้อมจิตไปในสังขารุเปกขาของปุถุชน ของพระเสขะและของท่าน
			<remark  id="s2b31c50l7" />ผู้ปราศจากราคะ มีความต่างกันโดยสภาพที่ละกิเลสได้แล้วและโดยสภาพที่ยังละกิเลสไม่ได้อย่างนี้ ฯ
			<remark  id="s2b31c50l8" />	[๑๓๒] การน้อมจิตไปในสังขารุเปกขา ของพระเสขะและของท่านผู้ปราศจากราคะ 
			<remark  id="s2b31c50l9" />มีความต่างกันอย่างไร ฯ
			<remark  id="s2b31c50l10" />	พระเสขะยังยินดีสังขารุเปกขาบ้าง ย่อมเห็นแจ้งสังขารุเปกขาบ้างพิจารณาแล้วเข้าผล
			<remark  id="s2b31c50l11" />สมาบัติบ้าง ท่านผู้ปราศจากราคะย่อมเห็นแจ้งสังขารุเปกขาบ้างพิจารณาแล้วเข้าผลสมาบัติบ้าง วาง
			<remark  id="s2b31c50l12" />เฉยสังขารุเปกขานั้นแล้ว ย่อมอยู่ด้วยสุญญตวิหารสมาบัติ อนิมิตตวิหารสมาบัติ หรืออัปปณิหิต
			<remark  id="s2b31c50l13" />วิหารสมาบัติ การน้อมจิตไปในสังขารุเปกขาของพระเสขะและของท่านผู้ปราศจากราคะ มีความ
			<remark  id="s2b31c50l14" />ต่างกันโดยสภาพแห่งวิหารสมาบัติอย่างนี้ ฯ
			<remark  id="s2b31c50l15" />	[๑๓๓] สังขารุเปกขาเท่าไร ย่อมเกิดขึ้นด้วยอำนาจสมถะ สังขารุเปกขาเท่าไร ย่อม
			<remark  id="s2b31c50l16" />เกิดขึ้นด้วยอำนาจวิปัสสนา ฯ
			<remark  id="s2b31c50l17" />	สังขารุเปกขา ๘ ย่อมเกิดขึ้นด้วยอำนาจสมถะ สังขารุเปกขา ๑๐ ย่อมเกิดขึ้นด้วยอำนาจ
			<remark  id="s2b31c50l18" />วิปัสสนา ฯ
			<remark  id="s2b31c50l19" />	สังขารุเปกขา ๘ เป็นไฉน ย่อมเกิดขึ้นด้วยอำนาจสมถะ ปัญญาที่พิจารณาหาทางแล้ว
			<remark  id="s2b31c50l20" />วางเฉยนิวรณ์ เพื่อต้องการได้ปฐมฌาน เป็นสังขารุเปกขาญาณ ๑ปัญญาที่พิจารณาหาทางแล้ว
			<remark  id="s2b31c50l21" />วางเฉยวิตกวิจาร เพื่อต้องการได้ทุติยฌาน เป็นสังขารุเปกขาญาณ ๑ ปัญญาที่พิจารณาหาทางแล้ว
			<remark  id="s2b31c50l22" />วางเฉยปีติ เพื่อต้องการได้ตติยฌาน เป็นสังขารุเปกขาญาณ ๑ ปัญญาที่พิจารณาหาทางแล้ววางเฉย
			<remark  id="s2b31c50l23" />สุขและทุกข์เพื่อต้องการได้จตุตถฌาน เป็นสังขารุเปกขาญาณ ๑ ปัญญาที่พิจารณาหาทางแล้ววางเฉย
			<remark  id="s2b31c50l24" />รูปสัญญา ปฏิฆสัญญา (และ) นานัตตสัญญา เพื่อต้องการได้อากาสานัญจายตนสมาบัติ เป็น
			<remark  id="s2b31c50l25" />สังขารุเปกขาญาณ ๑ ปัญญาที่พิจารณาหาทางแล้ววางเฉยอากาสานัญจายตนสัญญา เพื่อต้องการได้
			<remark  id="s2b31c50l26" />วิญญาณัญจายตนสมาบัติ เป็นสังขารุเปกขาญาณ ๑ ปัญญาที่พิจารณาหาทางแล้ววางเฉยวิญญาณัญ
			<remark  id="s2b31c50l27" />จายตนสัญญาเพื่อต้องการได้อากิญจัญญายตนสมาบัติ เป็นสังขารุเปกขาญาณ ๑ ปัญญาที่พิจารณา
		</para>
	</section>
	<section id="s2b31c51" >
		<para id="s2b31c51p">
			<remark  id="s2b31c51l1" />หาทางแล้ววางเฉยอากิญจัญญายตนสัญญา เพื่อต้องการได้เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ เป็น
			<remark  id="s2b31c51l2" />สังขารุเปกขาญาณ ๑ สังขารุเปกขา ๘ เหล่านี้ ย่อมเกิดขึ้นด้วยอำนาจสมถะ ฯ
			<remark  id="s2b31c51l3" />	[๑๓๔] สังขารุเปกขา ๑๐ เป็นไฉน ย่อมเกิดขึ้นด้วยอำนาจวิปัสสนา ฯ
			<remark  id="s2b31c51l4" />	ปัญญาที่พิจารณาหาทางแล้ววางเฉยความเกิดขึ้น ความเป็นไป นิมิต  กรรมเครื่อง
			<remark  id="s2b31c51l5" />ประมวลมา ปฏิสนธิ คติ ความบังเกิด อุบัติ ชาติ ชรา พยาธิมรณะ ความโศก ความรำพัน 
			<remark  id="s2b31c51l6" />ความคับแค้นใจ เพื่อต้องการได้โสดาปัตติมรรคเป็นสังขารุเปกขาญาณ ๑ ... เพื่อต้องการได้โสดา
			<remark  id="s2b31c51l7" />ปัตติผลสมาบัติ เป็นสังขารุเปกขาญาณ ๑ ... เพื่อต้องการได้สกทาคามิมรรค เป็นสังขารุเปกขาญาณ ๑
			<remark  id="s2b31c51l8" />... เพื่อต้องการได้สกทาคามิผลสมาบัติ เป็นสังขารุเปกขาญาณ ๑ ... เพื่อต้องการได้อนาคามิมรรค 
			<remark  id="s2b31c51l9" />เป็นสังขารุเปกขาญาณ ๑ ... เพื่อต้องการได้อนาคามิผลสมาบัติ เป็นสังขารุเปกขาญาณ ๑ ... เพื่อ
			<remark  id="s2b31c51l10" />ต้องการได้อรหัตมัค เป็นสังขารุเปกขาญาณ ๑ ... เพื่อต้องการได้อรหัตผลสมาบัติ เป็นสังขารุ
			<remark  id="s2b31c51l11" />เปกขาญาณ ๑... เพื่อต้องการสุญญตวิหารสมาบัติ สังขารุเปกขาญาณ ๑ ปัญญาที่พิจารณาหา
			<remark  id="s2b31c51l12" />ทางแล้ววางเฉยความเกิดขึ้น ความเป็นไป นิมิต กรรมเครื่องประมวลมาปฏิสนธิ คติ ความ
			<remark  id="s2b31c51l13" />บังเกิด อุบัติ ชาติ ชรา พยาธิ มรณะ ความโศกความรำพัน ความคับแค้นใจ เพื่อต้องการ
			<remark  id="s2b31c51l14" />ได้อนิมิตตวิหารสมาบัติ เป็นสังขารุเปกขาญาณ ๑ สังขารุเปกขาญาณ ๑๐ เหล่านี้ ย่อมเกิดขึ้นด้วย
			<remark  id="s2b31c51l15" />อำนาจวิปัสสนา ฯ
			<remark  id="s2b31c51l16" />	[๑๓๕] สังขารุเปกขาเป็นกุศลเท่าไร เป็นอกุศลเท่าไร เป็นอัพยากฤตเท่าไร สังขา]
			<remark  id="s2b31c51l17" />รุเปกขาเป็นกุศล ๑๕ เป็นอัพยากฤต ๓ เป็นอกุศลไม่มี ฯ
			<remark  id="s2b31c51l18" />	  ปัญญาที่พิจารณาหาทางแล้ววางเฉย เป็นโคจรภูมิของสมาธิ
			<remark  id="s2b31c51l19" />	  จิต ๘ เป็นโคจรภูมิของปุถุชน ๒ เป็นโคจรภูมิของพระ
			<remark  id="s2b31c51l20" />	  เสขะ ๓ เป็นเครื่องให้จิตของท่านผู้ปราศจากราคะหลีกไป ๓
			<remark  id="s2b31c51l21" />	  เป็นปัจจัยแห่งสมาธิ ๘ เป็นโคจรแห่งภูมิแห่งญาณ ๑๐
			<remark  id="s2b31c51l22" />	  สังขารุเปกขา ๘ เป็นปัจจัยแห่งวิโมกข์ ๓ อาการ ๑๘ นี้
			<remark  id="s2b31c51l23" />	  พระโยคาวจรอบรมแล้วด้วยปัญญา พระโยคาวจรผู้ฉลาดใน
			<remark  id="s2b31c51l24" />	  สังขารุเปกขา ย่อมไม่หวั่นไหวเพราะทิฐิต่างๆ ฉะนี้แล ฯ
			<remark  id="s2b31c51l25" />	ชื่อว่าญาณ เพราะอรรถว่ารู้ธรรมนั้น ชื่อว่าปัญญา เพราะอรรถว่ารู้ชัด  เพราะเหตุนั้น
			<remark  id="s2b31c51l26" />ท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาเครื่องความเป็นผู้ใคร่จะพ้นไปทั้งพิจารณาหาทางและวางเฉย เป็นสังขารุ
			<remark  id="s2b31c51l27" />เปกขาญาณ ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b31c52" >
		<para id="s2b31c52p">
			<remark  id="s2b31c52l1" />	[๑๓๖] ปัญญาในการออกและหลีกไปจากสังขารนิมิตภายนอกเป็นโคตรภูญาณอย่างไร 
			<remark  id="s2b31c52l2" />ชื่อว่าโคตรภู เพราะอรรถว่าครอบงำความเกิดขึ้น ครอบงำความเป็นไป ครอบงำนิมิต ครอบงำ
			<remark  id="s2b31c52l3" />กรรมเครื่องประมวลมา ครอบงำปฏิสนธิครอบงำคติ ครอบงำความบังเกิด ครอบงำอุบัติ ครอบงำ
			<remark  id="s2b31c52l4" />ชาติ ครอบงำชราครอบงำพยาธิ ครอบงำมรณะ ครอบงำความเศร้าโศก ครอบงำความรำพัน
			<remark  id="s2b31c52l5" />ครอบงำความคับแค้นใจ ครอบงำสังขารนิมิตภายนอก ชื่อว่าโคตรภู เพราะอรรถว่า แล่นไปสู่
			<remark  id="s2b31c52l6" />นิพพานอันไม่มีความเกิดขึ้น ฯลฯ แล่นไปสู่นิพพานอันเป็นที่ดับ ชื่อว่าโคตรภู เพราะอรรถว่า 
			<remark  id="s2b31c52l7" />ครอบงำความเกิดขึ้นแล้ว แล่นไปสู่นิพพานอันไม่มีความเกิดขึ้น ครอบงำความเป็นไปแล้ว แล่น
			<remark  id="s2b31c52l8" />ไปสู่นิพพานอันไม่มีความเป็นไป ฯลฯ ครอบงำสังขารนิมิตภายนอกแล้ว แล่นไปสู่นิพพานอันเป็น
			<remark  id="s2b31c52l9" />ที่ดับ ฯ
			<remark  id="s2b31c52l10" />	[๑๓๗] ชื่อว่าโคตรภู เพราะอรรถว่า ออกจากความเกิดขึ้นออกจากความเป็นไป ... 
			<remark  id="s2b31c52l11" />ออกจากสังขารนิมิตภายนอก ชื่อว่าโคตรภู เพราะอรรถว่าแล่นไปสู่นิพพานอันไม่มีความเกิดขึ้น
			<remark  id="s2b31c52l12" /> แล่นไปสู่นิพพานอันไม่มีความเป็นไป ฯลฯแล่นไปสู่นิพพานอันเป็นที่ดับ ชื่อว่าโคตรภู เพราะ
			<remark  id="s2b31c52l13" />อรรถว่า ออกจากความเกิดขึ้นแล้ว แล่นไปสู่นิพพานอันไม่มีความเกิดขึ้น ออกจากความเป็นไปแล้ว
			<remark  id="s2b31c52l14" />แล่นไปสู่นิพพานอันไม่มีความเป็นไป ออกจากสังขารนิมิตภายนอกแล้ว แล่นไปสู่นิพพานอันเป็น
			<remark  id="s2b31c52l15" />ที่ดับ ชื่อว่าโคตรภู เพราะอรรถว่า หลีกออกจากความเกิดขึ้นหลีกออกจากความเป็นไป ฯลฯ 
			<remark  id="s2b31c52l16" />หลีกออกจากสังขารนิมิตภายนอก ชื่อว่าโคตรภูเพราะอรรถว่า แล่นไปสู่นิพพานอันไม่มีความเกิด
			<remark  id="s2b31c52l17" />ขึ้น แล่นไปสู่นิพพานอันไม่มีความเป็นไป ฯลฯ แล่นไปสู่นิพพานอันเป็นที่ดับ ชื่อว่าโคตรภู 
			<remark  id="s2b31c52l18" />เพราะอรรถว่าหลีกออกจากความเกิดขึ้นแล้ว แล่นไปสู่นิพพานอันไม่มีความเกิดขึ้น ออกจาก
			<remark  id="s2b31c52l19" />ความเป็นไปแล้ว แล่นไปสู่นิพพานอันไม่มีความเป็นไป ฯลฯ หลีกออกจากสังขารนิมิตภายนอก
			<remark  id="s2b31c52l20" />แล้ว แล่นไปสู่นิพพานอันเป็นที่ดับ ฯ
			<remark  id="s2b31c52l21" />	[๑๓๘] โคตรภูธรรมเท่าไร ย่อมเกิดขึ้นด้วยอำนาจแห่งสมถะ โคตรภูธรรมเท่าไร 
			<remark  id="s2b31c52l22" />ย่อมเกิดขึ้นด้วยอำนาจแห่งวิปัสสนา โคตรภูธรรม ๘ ย่อมเกิดขึ้นด้วยอำนาจแห่งสมถะ โคตร
			<remark  id="s2b31c52l23" />ภูธรรม ๑๐ ย่อมเกิดขึ้นด้วยอำนาจแห่งวิปัสสนา ฯ
			<remark  id="s2b31c52l24" />	[๑๓๙] โคตรภูธรรม ๘ เป็นไฉน ย่อมเกิดขึ้นด้วยอำนาจแห่งสมถะ ฯ
			<remark  id="s2b31c52l25" />	ชื่อว่าโคตรภู เพราะอรรถว่า ครอบงำนิวรณ์เพื่อได้ปฐมฌาน ๑ ครอบงำวิตกและวิจาร
			<remark  id="s2b31c52l26" />เพื่อได้ทุติยฌาน ๑ ครอบงำปีติเพื่อได้ตติยฌาน ๑ ครอบงำสุขและทุกข์เพื่อได้จตุตถฌาน ๑ ครอบงำ 
			<remark  id="s2b31c52l27" />รูปสัญญา ปฏิฆสัญญา นานัตตสัญญาเพื่อได้อากาสานัญจายตนสมาบัติ ๑ ครอบงำอากาสานัญ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b31c53" >
		<para id="s2b31c53p">
			<remark  id="s2b31c53l1" />จายตนสัญญาเพื่อได้วิญญาณัญจายตนสมาบัติ ๑ ครอบงำวิญญาณัญจายตนสัญญาเพื่อได้อากิญ
			<remark  id="s2b31c53l2" />จัญญายตนสมาบัติ ๑ ครอบงำอากิญจัญญายตนสัญญาเพื่อได้เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ ๑
			<remark  id="s2b31c53l3" /> โคตรภูธรรม ๘ นี้ ย่อมเกิดขึ้นด้วยอำนาจแห่งสมถะ ฯ
			<remark  id="s2b31c53l4" />	[๑๔๐] โคตรภูธรรม ๑๐ เป็นไฉน ย่อมเกิดขึ้นด้วยอำนาจแห่งวิปัสสนา ฯ
			<remark  id="s2b31c53l5" />	ชื่อว่าโคตรภู เพราะอรรถว่า ครอบงำความเกิดขึ้น ความเป็นไป นิมิตกรรมเครื่อง
			<remark  id="s2b31c53l6" />ประมวลมา ปฏิสนธิ คติ ความบังเกิด อุบัติ ชาติ ชรา พยาธิมรณะ ความเศร้าโศก ความ
			<remark  id="s2b31c53l7" />ร่ำไร ความคับแค้นใจ สังขารนิมิตภายนอกเพื่อได้โสดาปัตติมรรค ๑ ครอบงำความเกิดขึ้น 
			<remark  id="s2b31c53l8" />ความเป็นไป นิมิต กรรมเครื่องประมวลมา ปฏิสนธิ เพื่อโสดาปัตติผลสมาบัติ ๑ ฯลฯ เพื่อได้
			<remark  id="s2b31c53l9" />สกทาคามิมรรค ๑ เพื่อสกทาคามิผลสมาบัติ ๑ เพื่อได้อนาคามิมรรค ๑ เพื่ออนาคามิผลสมาบัติ ๑ 
			<remark  id="s2b31c53l10" />ครอบงำความเกิดขึ้น ความเป็นไป นิมิต กรรมเครื่องประมวลมาปฏิสนธิ คติ ความบังเกิด
			<remark  id="s2b31c53l11" /> อุบัติ ชาติ ชรา พยาธิ มรณะ ความเศร้าโศกความร่ำไร ความคับแค้นใจ สังขารนิมิตภายนอก 
			<remark  id="s2b31c53l12" />เพื่อได้อรหัตมรรค ๑ ครอบงำความเกิดขึ้น ความเป็นไป นิมิต กรรมเครื่องประมวลมา ปฏิสนธิ
			<remark  id="s2b31c53l13" /> เพื่ออรหัตผลสมาบัติ ๑ เพื่อสุญญตวิหารสมาบัติ ๑ และเพื่อสมาบัติ ๑ โคตรภูธรรม ๑๐ นี้ย่อม
			<remark  id="s2b31c53l14" />เกิดขึ้นด้วยอำนาจแห่งวิปัสสนา ฯ
			<remark  id="s2b31c53l15" />	[๑๔๑] โคตรภูธรรมเป็นกุศลเท่าไร เป็นอกุศลเท่าไร เป็นอัพยากฤตเท่าไร โคตร
			<remark  id="s2b31c53l16" />ภูธรรมเป็นกุศล ๑๕ เป็นอัพยากฤต ๓ เป็นอกุศลไม่มี ฯ
			<remark  id="s2b31c53l17" />	  [๑๔๒] โคตรภูญาณ ๘ คือ โคตรภูญาณที่มีอามิส ๑ ไม่มี
			<remark  id="s2b31c53l18" />	  อามิส ๑ มีที่ตั้ง ๑ ไม่มีที่ตั้ง ๑ เป็นสุญญตะ ๑ เป็น
			<remark  id="s2b31c53l19" />	  วุฏฐิตะ ๑ เป็นอวุฏฐิตะ ๑ เป็นปัจจัยแห่งสมาธิ โคตรภู
			<remark  id="s2b31c53l20" />	  ญาณ ๑๐ เป็นโคจรแห่งวิปัสสนาญาณ โคตรภูธรรม ๑๘
			<remark  id="s2b31c53l21" />	  เป็นปัจจัยแห่งวิโมกข์ ๓ โคตรภูธรรมมีอาการ ๑๘ นี้
			<remark  id="s2b31c53l22" />	  พระโยคาวจรอบรมแล้วด้วยปัญญา พระโยคาวจรเป็นผู้ฉลาด
			<remark  id="s2b31c53l23" />	  ในโคตรภูญาณ อันเป็นเครื่องหลีกไปและในโคตรภูญาณ
			<remark  id="s2b31c53l24" />	  อันเป็นเครื่องออกไป ย่อมไม่หวั่นไหวเพราะทิฐิต่างๆ
			<remark  id="s2b31c53l25" />	  ฉะนี้แล ฯ
			<remark  id="s2b31c53l26" />	ชื่อว่าญาณ เพราะอรรถว่ารู้ธรรมนั้น ชื่อว่าปัญญา เพราะอรรถว่ารู้ชัด เพราะเหตุนั้น
			<remark  id="s2b31c53l27" />ท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในการออกไป และหลีกไปจากสังขารนิมิตภายนอก เป็นโคตรภูญาณ ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b31c54" >
		<para id="s2b31c54p">
			<remark  id="s2b31c54l1" />	[๑๔๓] ปัญญาในการออกไปและหลีกไปจากกิเลส ขันธ์และสังขารนิมิตภายนอกทั้ง
			<remark  id="s2b31c54l2" />สอง เป็นมรรคญาณอย่างไร ฯ
			<remark  id="s2b31c54l3" />	ในขณะแห่งโสดาปัตติมรรค ญาณชื่อว่าสัมมาทิฐิเพราะอรรถว่าเห็นย่อมออกจากมิจฉา
			<remark  id="s2b31c54l4" />ทิฐิ จากเหล่ากิเลสที่เป็นไปตามมิจฉาทิฐินั้น จากขันธ์ทั้งหลาย(คืออรูปขันธ์ ๔ อันเป็นไปตาม
			<remark  id="s2b31c54l5" />มิจฉาทิฐินั้น เบญจขันธ์พร้อมด้วยรูปอันมีทิฐินั้นเป็นสมุฏฐานและวิบากขันธ์อันจะพึงเกิดขึ้นใน
			<remark  id="s2b31c54l6" />อนาคต) และจากสรรพนิมิตภายนอกเพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในการออกไปและ
			<remark  id="s2b31c54l7" />หลีกไปจากกิเลสขันธ์ และสังขารนิมิตภายนอกทั้งสอง เป็นมรรคญาณ ญาณชื่อว่าสัมมาสังกัปปะ
			<remark  id="s2b31c54l8" />เพราะอรรถว่าดำริออก ย่อมออกจากมิจฉาสังกัปปะ ... เป็นมรรคญาณ ญาณชื่อว่าสัมมาวาจา เพราะ
			<remark  id="s2b31c54l9" />อรรถว่ากำหนดเอา ย่อมออกจากมิจฉาวาจา ... เป็นมรรคญาณญาณชื่อว่าสัมมากัมมันตะ เพราะ
			<remark  id="s2b31c54l10" />อรรถว่าเป็นสมุฏฐาน ย่อมออกจากมิจฉากัมมันตะ ... เป็นมรรคญาณ ญาณชื่อว่าสัมมาอาชีวะ เพราะ
			<remark  id="s2b31c54l11" />อรรถว่าขาวผ่องย่อมออกจากมิจฉาอาชีวะ  ... เป็นมรรคญาณ ญาณชื่อว่าสัมมาวายามะ เพราะอรรถว่า
			<remark  id="s2b31c54l12" />ประคองไว้ ย่อมออกจากมิจฉาวายามะ ... เป็นมรรคญาณ ญาณชื่อว่าสัมมาสติเพราะอรรถว่าตั้งมั่น 
			<remark  id="s2b31c54l13" />ย่อมออกจากมิจฉาสติ ... เป็นมรรคญาณ ญาณชื่อว่าสัมมาสมาธิ เพราะอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน ย่อมออก
			<remark  id="s2b31c54l14" />จากมิจฉาสมาธิ จากเหล่ากิเลสที่เป็นไปตามมิจฉาสมาธินั้น จากขันธ์ทั้งหลายและจากสรรพนิมิต
			<remark  id="s2b31c54l15" />ภายนอก เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในการออกไปและหลีกไปจากกิเลส ขันธ์และสังขาร
			<remark  id="s2b31c54l16" />นิมิตภายนอกทั้งสอง เป็นมรรคญาณ ฯ
			<remark  id="s2b31c54l17" />	[๑๔๔] ในขณะแห่งสกทาคามิมรรค ญาณชื่อว่าสัมมาทิฐิ เพราะอรรถว่าเห็น ฯลฯ 
			<remark  id="s2b31c54l18" />ชื่อว่าสัมมาสมาธิ เพราะอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน ย่อมออกจากกามราคสังโยชน์ ปฏิฆสังโยชน์ กามราคา
			<remark  id="s2b31c54l19" />นุสัย ปฏิฆานุสัย ส่วนหยาบๆ จากเหล่ากิเลสที่เป็นไปตามมิจฉาสมาธินั้น จากขันธ์ทั้งหลายและ
			<remark  id="s2b31c54l20" />จากสรรพนิมิตภายนอก เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในการออกไปและหลีกไปจากกิเลส
			<remark  id="s2b31c54l21" /> ขันธ์และสังขารนิมิตภายนอกทั้งสอง เป็นมรรคญาณ ฯ
			<remark  id="s2b31c54l22" />	[๑๔๕] ในขณะแห่งอนาคามิมรรค ญาณชื่อว่าสัมมาทิฐิ เพราะอรรถว่าเห็น ฯลฯ
			<remark  id="s2b31c54l23" /> ชื่อว่าสัมมาสมาธิ เพราะอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน ย่อมออกจากกามราคสังโยชน์ ปฎิฆสังโยชน์ กาม
			<remark  id="s2b31c54l24" />ราคานุสัย ปฏิฆานุสัย ส่วนละเอียดๆ ย่อมออกจากเหล่ากิเลสที่เป็นไปตามมิจฉาสมาธินั้น จาก
			<remark  id="s2b31c54l25" />ขันธ์ทั้งหลายและจากสรรพนิมิตภายนอก เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในการออกไปและ
			<remark  id="s2b31c54l26" />หลีกไปจากกิเลส ขันธ์และสังขารนิมิตภายนอกทั้งสอง เป็นมรรคญาณ ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b31c55" >
		<para id="s2b31c55p">
			<remark  id="s2b31c55l1" />	[๑๔๖] ในขณะแห่งอรหัตมรรค ญาณชื่อว่าสัมมาทิฐิ เพราะอรรถว่าเห็น ฯลฯ ชื่อ
			<remark  id="s2b31c55l2" />ว่าสัมมาสมาธิ เพราะอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน ย่อมออกจากรูปราคะ อรูปราคะมานะ อุทธัจจะ อวิชชา 
			<remark  id="s2b31c55l3" />มานานุสัย ภวราคานุสัย อวิชชานุสัย ย่อมออกจากเหล่ากิเลสที่เป็นไปตามมิจฉาสมาธินั้น จาก
			<remark  id="s2b31c55l4" />ขันธ์ทั้งหลายและจากสรรพนิมิตภายนอก เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในการออกไปและ
			<remark  id="s2b31c55l5" />หลีกไปจากกิเลสขันธ์และสังขารนิมิตภายนอกทั้งสอง เป็นมรรคญาณ ฯ
			<remark  id="s2b31c55l6" />	[๑๔๗] อริยมรรคสมังคีบุคคล ย่อมเผาสังกิเลสที่ยังไม่เกิด ด้วย
			<remark  id="s2b31c55l7" />	  โลกุตตรฌานที่เกิดแล้ว เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าว
			<remark  id="s2b31c55l8" />	  โลกุตตรฌานว่าเป็นฌาน บุคคลนั้นย่อมไม่หวั่นไหวเพราะทิฐิ
			<remark  id="s2b31c55l9" />	  ต่างๆ เพราะความเป็นผู้ฉลาดในฌานและวิโมกข์ ถ้าพระ
			<remark  id="s2b31c55l10" />	  โยคาวจรตั้งใจมั่นดีแล้วย่อมเห็นแจ้งฉันใด ถ้าเมื่อเห็นแจ้งก็
			<remark  id="s2b31c55l11" />	  พึงตั้งใจไว้ให้มั่นคงดีฉันนั้น สมถะและวิปัสสนาได้มีแล้วใน
			<remark  id="s2b31c55l12" />	  ขณะนั้น ย่อมเป็นคู่ที่มีส่วนเสมอกันเป็นไปอยู่ ความเห็นว่า
			<remark  id="s2b31c55l13" />	  สังขารทั้งหลายเป็นทุกข์ นิโรธเป็นสุข ชื่อว่าปัญญาที่ออก
			<remark  id="s2b31c55l14" />	  จากธรรมทั้งสอง ย่อมถูกต้องอมตบท พระโยคาวจรผู้ฉลาด
			<remark  id="s2b31c55l15" />	  ในความเป็นต่างกัน และความเป็นอันเดียวกันแห่งวิโมกข์
			<remark  id="s2b31c55l16" />	  เหล่านั้น ย่อมรู้วิโมกขจริยา ย่อมไม่หวั่นไหวเพราะทิฐิต่างๆ
			<remark  id="s2b31c55l17" />	  เพราะความเป็นผู้ฉลาดในญาณทั้งสอง ฉะนี้แล ฯ
			<remark  id="s2b31c55l18" />	ชื่อว่าญาณ เพราะอรรถว่ารู้ธรรมนั้นๆ ชื่อว่าปัญญา เพราะอรรถว่ารู้ชัด เพราะเหตุนั้น
			<remark  id="s2b31c55l19" />ท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในการออกไปและหลีกไปจากกิเลส ขันธ์และสังขารนิมิตภายนอกทั้งสอง
			<remark  id="s2b31c55l20" />เป็นมรรคญาณ ฯ
			<remark  id="s2b31c55l21" />	[๑๔๘] ปัญญาในการระงับประโยค เป็นผลญาณอย่างไร ฯ
			<remark  id="s2b31c55l22" />	ในขณะแห่งโสดาปัตติมรรค ญาณชื่อสัมมาทิฐิ เพราะอรรถว่าเห็น ย่อมออกจาก
			<remark  id="s2b31c55l23" />มิจฉาทิฐิ ย่อมออกจากเหล่ากิเลสอันเป็นไปตามมิจฉาทิฐินั้น จากขันธ์ทั้งหลายและจากสรรพ
			<remark  id="s2b31c55l24" />นิมิตภายนอก สัมมาทิฐิย่อมเกิดขึ้น เพราะเป็นคุณชาติระงับประโยคที่ออกนั้น การระงับประโยคนั้น
			<remark  id="s2b31c55l25" />เป็นผลของมรรค ญาณชื่อว่าสัมมาสังกัปปะเพราะอรรถว่าดำริออก ย่อมออกจากมิจฉาสังกัปปะ ... 
			<remark  id="s2b31c55l26" />ชื่อว่าสัมมาวาจา เพราะอรรถว่ากำหนดเอา ย่อมออกจากมิจฉาวาจา ... ชื่อว่าสัมมากัมมันตะ เพราะ
			<remark  id="s2b31c55l27" />อรรถว่าเป็นสมุฏฐาน ย่อมออกจากมิจฉากัมมันตะ ... ชื่อว่าสัมมาอาชีวะ เพราะอรรถว่าขาวผ่อง ย่อม
		</para>
	</section>
	<section id="s2b31c56" >
		<para id="s2b31c56p">
			<remark  id="s2b31c56l1" />ออกจากมิจฉาอาชีวะ ... ชื่อว่าสัมมาวายามะ เพราะอรรถว่าประคองไว้ ย่อมออกจากมิจฉาวายามะ ...
			<remark  id="s2b31c56l2" />ชื่อว่าสัมมาสติ เพราะอรรถว่าตั้งมั่น ย่อมออกจากมิจฉาสติ ... ชื่อว่าสัมมาสมาธิเพราะอรรถว่าไม่
			<remark  id="s2b31c56l3" />ฟุ้งซ่าน ย่อมออกจากมิจฉาสมาธิ ออกจากเหล่ากิเลสที่เป็นไปตามมิจฉาสมาธินั้น จากขันธ์ทั้งหลาย 
			<remark  id="s2b31c56l4" />และจากสรรพนิมิตภายนอก สัมมาสมาธิย่อมเกิดขึ้น เพราะเป็นคุณชาติระงับประโยคที่ออกนั้น 
			<remark  id="s2b31c56l5" />การระงับประโยคนั้นเป็นผลของมรรค ฯ
			<remark  id="s2b31c56l6" />	[๑๔๙] ในขณะแห่งสกทาคามิมรรค ญาณชื่อว่าสัมมาทิฐิเพราะอรรถว่าเห็น ฯลฯ ชื่อ
			<remark  id="s2b31c56l7" />ว่าสัมมาสมาธิ เพราะอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน ย่อมออกจากกามราคสังโยชน์ ปฏิฆสังโยชน์ กามราคานุสัย 
			<remark  id="s2b31c56l8" />ปฏิฆานุสัย ส่วนหยาบๆ ย่อมออกจากเหล่ากิเลสที่เป็นไปตามมิจฉาสมาธินั้น จากขันธ์ทั้งหลาย
			<remark  id="s2b31c56l9" />และจากสรรพนิมิตภายนอก สัมมาสมาธิย่อมเกิดขึ้น เพราะเป็นคุณชาติระงับประโยคที่ออกนั้น
			<remark  id="s2b31c56l10" />การระงับประโยคนั้นเป็นผลของมรรค ฯ
			<remark  id="s2b31c56l11" />	[๑๕๐] ในขณะแห่งอนาคามิมรรค ญาณชื่อว่าสัมมาทิฐิ เพราะอรรถว่าเห็น ฯลฯ 
			<remark  id="s2b31c56l12" />ชื่อว่าสัมมาสมาธิ เพราะอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน ย่อมออกจากกามราคสังโยชน์ ปฏิฆสังโยชน์ กาม
			<remark  id="s2b31c56l13" />ราคานุสัย ปฏิฆานุสัย ส่วนละเอียดๆ ย่อมออกจากเหล่ากิเลสที่เป็นไปตามมิจฉาสมาธินั้น จาก
			<remark  id="s2b31c56l14" />ขันธ์ทั้งหลายและจากสรรพนิมิตภายนอก สัมมาสมาธิย่อมเกิดขึ้น เพราะเป็นคุณชาติระงับประโยค
			<remark  id="s2b31c56l15" />ที่ออกนั้นการระงับประโยคที่ออกนั้นเป็นผลของมรรค ฯ
			<remark  id="s2b31c56l16" />	[๑๕๑] ในขณะแห่งอรหัตมรรค ญาณชื่อว่าสัมมาทิฐิเพราะอรรถว่าเห็นฯลฯ ชื่อว่า
			<remark  id="s2b31c56l17" />สัมมาสมาธิ เพราะอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน ย่อมออกจากรูปราคะ อรูปราคะมานะ อุทธัจจะ ถีนมิทธะ 
			<remark  id="s2b31c56l18" />อวิชชา ภวราคานุสัย มานานุสัย อวิชชานุสัยย่อมออกจากเหล่ากิเลสที่เป็นไปตามมิจฉาทิฐินั้น 
			<remark  id="s2b31c56l19" />จากขันธ์ทั้งหลายและจากสรรพนิมิตภายนอก สัมมาสมาธิย่อมเกิดขึ้น เพราะเป็นคุณชาติระงับ
			<remark  id="s2b31c56l20" />ประโยคที่ออกไปนั้น การระงับประโยคที่ออกนั้นเป็นผลของมรรค ฯ
			<remark  id="s2b31c56l21" />	ชื่อว่าญาณ เพราะอรรถว่ารู้ธรรมนั้น ชื่อว่าปัญญา เพราะอรรถรู้ว่าชัด  เพราะเหตุนั้น
			<remark  id="s2b31c56l22" />ท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในการระงับประโยคที่ออกนั้น เป็นผลญาณ ฯ
			<remark  id="s2b31c56l23" />	[๑๕๒] ปัญญาในการพิจารณาเห็นอุปกิเลสนั้นๆ อันอริยมรรคนั้นๆ ตัดเสียแล้ว
			<remark  id="s2b31c56l24" /> เป็นวิมุติญาณอย่างไร ฯ
			<remark  id="s2b31c56l25" />	อุปกิเลสแห่งจิตของตน คือ สักกายทิฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส  ทิฐานุสัย 
			<remark  id="s2b31c56l26" />วิจิกิจฉานุสัย เป็นกิเลสอันโสดาปัตติมรรคตัดขาดดีแล้ว จิตที่หลุดพ้นจากอุปกิเลส ๕ ประการนี้ 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b31c57" >
		<para id="s2b31c57p">
			<remark  id="s2b31c57l1" />พร้อมด้วยปริยุฏฐานกิเลส เป็นอันพ้นแล้วด้วยดีชื่อว่าญาณ เพราะอรรถว่ารู้วิมุตตินั้น ชื่อว่า
			<remark  id="s2b31c57l2" />ปัญญา เพราะอรรถว่ารู้ชัด เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในการพิจารณาเห็นอุปกิเลสนั้นๆ 
			<remark  id="s2b31c57l3" />อันอริยมรรคนั้นๆ ตัดเสียแล้ว เป็นวิมุติญาณ ฯ
			<remark  id="s2b31c57l4" />	[๑๕๓] อุปกิเลสแห่งจิตของตน คือ กามราคสังโยชน์ ปฏิฆสังโยชน์  กามราคานุสัย 
			<remark  id="s2b31c57l5" />ปฏิฆานุสัย ส่วนหยาบๆ เป็นกิเลสอันสกทาคามิมรรคตัดขาดดีแล้ว จิตที่หลุดพ้นจากอุปกิเลส
			<remark  id="s2b31c57l6" /> ๔ ประการนี้ พร้อมด้วยปริยุฏฐานกิเลส เป็นอันพ้นแล้วด้วยดี ชื่อว่าญาณ เพราะอรรถว่ารู้วิมุตตินั้น 
			<remark  id="s2b31c57l7" />ชื่อว่าปัญญา เพราะอรรถว่ารู้ชัด เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในการพิจารณาเห็นอุปกิเลสนั้นๆ
			<remark  id="s2b31c57l8" />อันอริยมรรคนั้นๆ ตัดเสียแล้ว เป็นวิมุติญาณ ฯ
			<remark  id="s2b31c57l9" />	[๑๕๔] อุปกิเลสแห่งจิตของตน คือ กามราคสังโยชน์ ปฏิฆสังโยชน์  กามราคานุสัย 
			<remark  id="s2b31c57l10" />ปฏิฆานุสัย ส่วนละเอียดๆ เป็นกิเลสอันอนาคามิมรรคตัดขาดดีแล้ว จิตที่หลุดพ้นจากอุปกิเลส 
			<remark  id="s2b31c57l11" />๔ ประการนี้ พร้อมด้วยปริยุฏฐานกิเลสเป็นอันพ้นแล้วด้วยดี ชื่อว่าญาณ เพราะอรรถว่ารู้วิมุตตินั้น
			<remark  id="s2b31c57l12" /> ชื่อว่าปัญญา เพราะอรรถว่ารู้ชัด เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในการพิจารณาเห็นอุปกิเลส
			<remark  id="s2b31c57l13" />นั้นๆ อันอริยมรรคนั้นๆ ตัดเสียแล้ว เป็นวิมุติญาณ ฯ
			<remark  id="s2b31c57l14" />	[๑๕๕] อุปกิเลสแห่งจิตของตน คือ รูปราคะ อรูปราคะ มานะ  อุทธัจจะ อวิชชา 
			<remark  id="s2b31c57l15" />มานานุสัย ภวราคานุสัย อวิชชานุสัยเป็นกิเลสอันอรหัตมรรคตัดขาดดีแล้ว จิตที่หลุดพ้นจาก
			<remark  id="s2b31c57l16" />อุปกิเลส ๘ ประการนี้ พร้อมด้วยปริยุฏฐานกิเลสเป็นอันพ้นแล้วด้วยดี ชื่อว่าญาณ เพราะอรรถว่า
			<remark  id="s2b31c57l17" />รู้วิมุตตินั้น ชื่อว่าปัญญา เพราะอรรถว่าผู้ชัด เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในการพิจารณา
			<remark  id="s2b31c57l18" />เห็นอุปกิเลสนั้นๆอันอริยมรรคนั้นๆ ตัดเสียแล้ว เป็นวิมุติญาณ ฯ
			<remark  id="s2b31c57l19" />	[๑๕๖] ปัญญาในการพิจารณาเห็นธรรมที่เข้ามาประชุมในขณะนั้นเป็นปัจจเวกขณญาณ
			<remark  id="s2b31c57l20" />อย่างไร ฯ
			<remark  id="s2b31c57l21" />	ในขณะแห่งโสดาปัตติมรรค ญาณชื่อว่าสัมมาทิฐิ เพราะอรรถว่าเห็น ชื่อว่าสัมมาสัง
			<remark  id="s2b31c57l22" />กัปปะ เพราะอรรถว่าดำริออก ชื่อว่าสัมมาวาจา เพราะอรรถว่ากำหนดเอา ชื่อว่าสัมมากัมมันตะ
			<remark  id="s2b31c57l23" /> เพราะอรรถว่าเป็นสมุฏฐาน ชื่อว่าสัมมาอาชีวะเพราะอรรถว่าขาวผ่อง ชื่อว่าสัมมาวายามะ เพราะ
			<remark  id="s2b31c57l24" />อรรถว่าประคองไว้ ชื่อว่าสัมมาสติ เพราะอรรถว่าตั้งมั่น ชื่อว่าสัมมาสมาธิ เพราะอรรถว่าไม่
			<remark  id="s2b31c57l25" />ฟุ้งซ่านชื่อว่าสติสัมโพชฌงค์ เพราะอรรถว่าตั้งมั่น ชื่อว่าธรรมวิจยสัมโพชฌงค์ เพราะอรรถว่า
			<remark  id="s2b31c57l26" />เลือกเฟ้น ชื่อว่าวิริยสัมโพชฌงค์ เพราะอรรถว่าประคองไว้ ชื่อว่าปีติสัมโพชฌงค์ เพราะอรรถว่า
		</para>
	</section>
	<section id="s2b31c58" >
		<para id="s2b31c58p">
			<remark  id="s2b31c58l1" />แผ่ซ่านไป ชื่อว่าปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ เพราะอรรถว่าสงบระงับ ชื่อว่าสมาธิสัมโพชฌงค์ เพราะ
			<remark  id="s2b31c58l2" />อรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน ชื่อว่าอุเบกขาสัมโพชฌงค์ เพราะอรรถว่าพิจารณาหาทาง ชื่อว่าสัทธาพละ 
			<remark  id="s2b31c58l3" />เพราะอรรถว่าไม่หวั่นเพราะความไม่มีศรัทธา ชื่อว่าวิริยพละ เพราะอรรถว่าไม่หวั่นไหวเพราะความ
			<remark  id="s2b31c58l4" />เกียจคร้าน ชื่อว่าสติพละ เพราะอรรถว่าไม่หวั่นไหวเพราะความประมาท ชื่อว่าสมาธิพละ เพราะ
			<remark  id="s2b31c58l5" />อรรถว่าไม่หวั่นไหวเพราะความฟุ้งซ่าน ชื่อว่าปัญญาพละเพราะอรรถว่าไม่หวั่นไหวเพราะอวิชชา
			<remark  id="s2b31c58l6" /> ชื่อว่าสัทธินทรีย์ เพราะอรรถว่าน้อมใจเชื่อชื่อว่าวิริยินทรีย์ เพราะอรรถว่าประคองไว้ ชื่อว่า
			<remark  id="s2b31c58l7" />สตินทรีย์ เพราะอรรถว่าตั้งมั่นชื่อว่าสมาธินทรีย์ เพราะอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน ชื่อว่าปัญญินทรีย์ 
			<remark  id="s2b31c58l8" />เพราะอรรถว่าเห็นชื่อว่าอินทรีย์ เพราะอรรถว่าเป็นใหญ่ ชื่อว่าพละ เพราะอรรถว่าไม่หวั่นไหว
			<remark  id="s2b31c58l9" />ชื่อว่าสัมโพชฌงค์ เพราะอรรถว่านำออก ชื่อว่ามรรค เพราะอรรถว่าเป็นเหตุ ชื่อว่าสติปัฏฐาน 
			<remark  id="s2b31c58l10" />เพราะอรรถว่าตั้งมั่น ชื่อว่าสัมมัปปธาน เพราะอรรถว่าตั้งไว้ชื่อว่าอิทธิบาท เพราะอรรถว่าสำเร็จ
			<remark  id="s2b31c58l11" /> ชื่อว่าสัจจะ เพราะอรรถว่าจริงแท้ ชื่อว่าสมถะ เพราะอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน ชื่อว่าวิปัสสนา เพราะ
			<remark  id="s2b31c58l12" />อรรถว่าพิจารณาเห็นชื่อว่าสมถวิปัสสนา เพราะอรรถว่ามีกิจอย่างเดียวกัน ชื่อว่าเป็นคู่ เพราะอรรถ
			<remark  id="s2b31c58l13" />ว่าไม่ล่วงเกินกัน ชื่อว่าสีลวิสุทธิ เพราะอรรถว่าสำรวม ชื่อว่าจิตตวิสุทธิ เพราะอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน 
			<remark  id="s2b31c58l14" />ชื่อว่าทิฐิวิสุทธิ เพราะอรรถว่าเห็น ชื่อว่าวิโมกข์เพราะอรรถว่าหลุดพ้น ชื่อว่าวิชชา เพราะอรรถว่า
			<remark  id="s2b31c58l15" />แทงตลอด ชื่อว่าวิมุติ เพราะอรรถว่าปล่อยชื่อว่าขยญาณ เพราะอรรถว่าตัดขาด ชื่อว่าฉันทะ 
			<remark  id="s2b31c58l16" />เพราะอรรถว่าเป็นมูล ชื่อว่ามนสิการ เพราะอรรถว่าเป็นสมุฏฐาน ชื่อว่าผัสสะ เพราะอรรถว่า
			<remark  id="s2b31c58l17" />เป็นที่รวมชื่อว่าเวทนา เพราะอรรถว่าเป็นที่ประชุม ชื่อว่าสมาธิ เพราะอรรถว่าเป็นประธาน
			<remark  id="s2b31c58l18" />ชื่อว่าสติ เพราะอรรถว่าเป็นใหญ่ ชื่อว่าปัญญา เพราะอรรถว่ายิ่งกว่าธรรมนั้นๆ ชื่อว่าวิมุติ เพราะ
			<remark  id="s2b31c58l19" />อรรถว่าเป็นแก่นสาร ชื่อว่านิพพานอันหยั่งลงในอมตะ เพราะอรรถว่าเป็นที่สุด (ธรรมเหล่านี้) 
			<remark  id="s2b31c58l20" />เข้ามาประชุมกันในขณะนั้น พระโยคาวจรออกจากสมาบัติแล้ว ย่อมพิจารณาเห็นว่าธรรมเหล่านี้
			<remark  id="s2b31c58l21" />เข้ามาประชุมกันในขณะนั้น ฯ
			<remark  id="s2b31c58l22" />	[๑๕๗] ในขณะแห่งโสดาปัตติผล ญาณชื่อว่าสัมมาทิฐิ เพราะอรรถว่าเห็น ชื่อว่า
			<remark  id="s2b31c58l23" />สัมมาสังกัปปะ เพราะอรรถว่าดำริออก ฯลฯ ชื่อว่าอนุปปาทญาณ(ญาณในความไม่เกิดขึ้น) เพราะ
			<remark  id="s2b31c58l24" />อรรถว่าระงับ ชื่อว่าฉันทะ เพราะอรรถว่าเป็นมูลชื่อว่ามนสิการ เพราะอรรถว่าเป็นสมุฏฐาน ... 
			<remark  id="s2b31c58l25" />ชื่อว่าวิมุติ เพราะอรรถว่าเป็นแก่นสาร ชื่อว่านิพพานอันหยั่งลงในอมตะ เพราะอรรถว่าเป็นที่สุด
			<remark  id="s2b31c58l26" /> (ธรรมเหล่านี้)เข้ามาประชุมกันในขณะนั้น พระโยคาวจรออกจากสมาบัติแล้ว ย่อมพิจารณาเห็นว่า
			<remark  id="s2b31c58l27" /> ธรรมเหล่านี้เข้ามาประชุมกันในขณะนั้น ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b31c59" >
		<para id="s2b31c59p">
			<remark  id="s2b31c59l1" />	[๑๕๘] ในขณะแห่งสกทาคามิมรรค ฯลฯ ในขณะแห่งสกทาคามิผล ฯลฯ ในขณะ
			<remark  id="s2b31c59l2" />แห่งอนาคามิมรรค ฯลฯ ในขณะแห่งอนาคามิผล ฯลฯ ในขณะ แห่งอรหัตมรรค ญาณชื่อว่าสัมมา
			<remark  id="s2b31c59l3" />ทิฐิเพราะอรรถว่าเห็น ฯลฯ ชื่อว่าขยญาณเพราะอรรถว่าตัดขาด ชื่อว่าฉันทะ เพราะอรรถว่า
			<remark  id="s2b31c59l4" />เป็นมูล ฯลฯ ชื่อว่านิพพานอันหยั่งลงในอมตะ เพราะอรรถว่าเป็นที่สุด (ธรรมเหล่านี้) เข้ามา
			<remark  id="s2b31c59l5" />ประชุมกันในขณะนั้น พระโยคาวจรออกจากสมาบัติแล้ว ย่อมพิจารณาเห็นว่า ธรรมเหล่านี้ เข้ามา
			<remark  id="s2b31c59l6" />ประชุมกันในขณะนั้น ฯ
			<remark  id="s2b31c59l7" />	[๑๕๙] ในขณะแห่งอรหัตผล ญาณชื่อว่าสัมมาทิฐิ เพราะอรรถว่าเห็น ฯลฯ ชื่อว่า
			<remark  id="s2b31c59l8" />อนุปปาทญาณ เพราะอรรถว่าระงับ ชื่อว่าฉันทะ เพราะอรรถว่าเป็นมูล ฯลฯ ชื่อว่านิพพานอัน
			<remark  id="s2b31c59l9" />หยั่งลงในอมตะ เพราะอรรถว่าเป็นที่สุด (ธรรมเหล่านี้) เข้ามาประชุมกันในขณะนั้น พระโยคาวจร
			<remark  id="s2b31c59l10" />ออกจากสมาบัติแล้ว ย่อมพิจารณาเห็นว่า ธรรมเหล่านี้เข้ามาประชุมกันในขณะนั้น ฯ
			<remark  id="s2b31c59l11" />	ชื่อว่าญาณ เพราะอรรถว่ารู้ธรรมนั้น ชื่อว่าปัญญา เพราะอรรถว่ารู้ชัด เพราะเหตุนั้น
			<remark  id="s2b31c59l12" />ท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในการพิจารณาเห็นธรรมที่มาประชุมกันในขณะนั้น เป็นปัจจเวกขณญาณ ฯ
			<remark  id="s2b31c59l13" />	[๑๖๐] ปัญญาในการกำหนดธรรมเป็นภายใน เป็นวัตถุนานัตตญาณอย่างไร ฯ
			<remark  id="s2b31c59l14" />	พระโยคาวจรย่อมกำหนดธรรมทั้งหลายเป็นภายในอย่างไร ย่อมกำหนด  ตา หู จมูก 
			<remark  id="s2b31c59l15" />ลิ้น กาย ใจ เป็นภายใน ฯ
			<remark  id="s2b31c59l16" />	[๑๖๑] พระโยคาวจรย่อมกำหนดจักษุเป็นภายในอย่างไร ฯ
			<remark  id="s2b31c59l17" />	ย่อมกำหนดว่า จักษุเกิดเพราะอวิชชา เกิดเพราะตัณหา เกิดเพราะกรรม  เกิดเพราะ
			<remark  id="s2b31c59l18" />อาหาร อาศัยมหาภูตรูป ๔ เกิดแล้วเข้ามาประชุมแล้ว ว่าจักษุไม่มี(จักษุเดี๋ยวนี้ไม่เป็นเหมือนเมื่อก่อน)
			<remark  id="s2b31c59l19" /> มีแล้วจักไม่มี (บัดนี้เป็นอย่างนี้ ต่อไปจักไม่เป็นเหมือนบัดนี้) ย่อมกำหนดจักษุโดยความเป็น
			<remark  id="s2b31c59l20" />ของมีที่สุด กำหนดว่าจักษุไม่ยั่งยืน ไม่เที่ยง มีความแปรปรวนไปเป็นธรรมดา จักษุไม่เที่ยง อัน
			<remark  id="s2b31c59l21" />ปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยปัจจัยเกิดขึ้น มีความสิ้นไปเป็นธรรมดา เสื่อมไปเป็นธรรมดา คลายไปเป็น
			<remark  id="s2b31c59l22" />ธรรมดา ดับไปเป็นธรรมดา กำหนดจักษุโดยความเป็นของไม่เที่ยงไม่กำหนดโดยความเป็นของ
			<remark  id="s2b31c59l23" />เที่ยง กำหนดโดยความเป็นทุกข์ ไม่กำหนดโดยความเป็นสุข กำหนดโดยความเป็นอนัตตา ไม่
			<remark  id="s2b31c59l24" />กำหนดโดยความเป็นอัตตา ย่อมเบื่อหน่าย ไม่ยินดี ย่อมคลายกำหนัด ไม่กำหนัด ย่อมให้
			<remark  id="s2b31c59l25" />ราคะดับไป ไม่ให้เกิดขึ้น ย่อมสละคืน ไม่ยึดถือ เมื่อกำหนดโดยความเป็นของไม่เที่ยง ย่อมละ
			<remark  id="s2b31c59l26" />ความสำคัญว่าเป็นของเที่ยงได้ เมื่อกำหนดโดยความเป็นทุกข์ ย่อมละความสำคัญว่าเป็นสุขได้ 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b31c60" >
		<para id="s2b31c60p">
			<remark  id="s2b31c60l1" />เมื่อกำหนดโดยความเป็นอนัตตา ย่อมละความสำคัญว่าเป็นตัวตนได้ เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมละความ
			<remark  id="s2b31c60l2" />ยินดีได้ เมื่อคลายกำหนัด ย่อมละราคะได้ เมื่อให้ราคะดับ ย่อมละเหตุให้เกิดได้ เมื่อสละคืน 
			<remark  id="s2b31c60l3" />ย่อมละความยึดถือได้พระโยคาวจรย่อมกำหนดจักษุเป็นภายในอย่างนี้ ฯ
			<remark  id="s2b31c60l4" />	[๑๖๒] พระโยคาวจรย่อมกำหนดหูเป็นภายในอย่างไร ย่อมกำหนดว่า หูเกิดเพราะ
			<remark  id="s2b31c60l5" />อวิชชา ฯลฯ พระโยคาวจรย่อมกำหนดหูเป็นภายในอย่างนี้ ฯ
			<remark  id="s2b31c60l6" />	พระโยคาวจรย่อมกำหนดจมูกเป็นภายในอย่างไร ย่อมกำหนดว่า จมูกเกิดเพราะอวิชชา 
			<remark  id="s2b31c60l7" />ฯลฯ พระโยคาวจรย่อมกำหนดจมูกเป็นภายในอย่างนี้ ฯ
			<remark  id="s2b31c60l8" />	พระโยคาวจรย่อมกำหนดลิ้นเป็นภายในอย่างไร ย่อมกำหนดว่า ลิ้นเกิดเพราะอวิชชา 
			<remark  id="s2b31c60l9" />ฯลฯ พระโยคาวจรย่อมกำหนดลิ้นเป็นภายในอย่างนี้ ฯ
			<remark  id="s2b31c60l10" />	พระโยคาวจรย่อมกำหนดกายเป็นภายในอย่างไร ย่อมกำหนดว่า กายเกิดเพราะอวิชชา 
			<remark  id="s2b31c60l11" />ฯลฯ พระโยคาวจรย่อมกำหนดกายเป็นภายในอย่างนี้ ฯ
			<remark  id="s2b31c60l12" />	พระโยคาวจรย่อมกำหนดใจเป็นภายในอย่างไร ย่อมกำหนดว่า ใจเกิดเพราะอวิชชา 
			<remark  id="s2b31c60l13" />เกิดเพราะตัณหา เกิดเพราะกรรม เกิดเพราะอาหาร อาศัยมหาภูตรูป ๔ เกิดแล้ว เข้ามาประชุมกัน
			<remark  id="s2b31c60l14" />แล้ว ใจไม่มี (ใจเดี๋ยวนี้ไม่เป็นเหมือนเมื่อก่อน) มีแล้วจักไม่มี (บัดนี้เป็นอย่างนี้ ต่อไปจักไม่
			<remark  id="s2b31c60l15" />เป็นเหมือนบัดนี้) ย่อมกำหนดใจโดยความเป็นของมีที่สุด กำหนดว่า ใจไม่ยั่งยืน ไม่เที่ยง มี
			<remark  id="s2b31c60l16" />ความแปรปรวนไปเป็นธรรมดา ใจไม่เที่ยง อันปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยปัจจัยเกิดขึ้นมีความสิ้นไปเป็น
			<remark  id="s2b31c60l17" />ธรรมดา เสื่อมไปเป็นธรรมดาคลายไปเป็นธรรมดา ดับไปเป็นธรรมดา กำหนดใจโดยความเป็น
			<remark  id="s2b31c60l18" />ของไม่เที่ยง ไม่กำหนดโดยความเป็นของเที่ยงกำหนดโดยความเป็นทุกข์ ไม่กำหนดโดยความ
			<remark  id="s2b31c60l19" />เป็นสุข กำหนดโดยความเป็นอนัตตา ไม่กำหนดโดยความเป็นอัตตา ย่อมเบื่อหน่าย ไม่ยินดี 
			<remark  id="s2b31c60l20" />ย่อมคลายกำหนัดไม่กำหนัด ย่อมยังราคะให้ดับ ไม่ให้เกิด ย่อมสละคืน ไม่ยึดถือ เมื่อกำหนด
			<remark  id="s2b31c60l21" />โดยความเป็นของไม่เที่ยง ย่อมละความสำคัญว่าเป็นของเที่ยงได้ เมื่อกำหนดโดยความเป็นทุกข์ 
			<remark  id="s2b31c60l22" />ย่อมละความสำคัญว่าเป็นสุขได้ เมื่อกำหนดโดยความเป็นอนัตตา ย่อมละความสำคัญว่าเป็นตัวตน
			<remark  id="s2b31c60l23" />ได้ เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมละความยินดีได้เมื่อคลายกำหนัด ย่อมละราคะได้ เมื่อยังราคะให้ดับ 
			<remark  id="s2b31c60l24" />ย่อมละเหตุให้เกิดได้เมื่อสละคืน ย่อมละความยึดถือได้ พระโยคาวจรย่อมกำหนดใจเป็นภายใน
			<remark  id="s2b31c60l25" />อย่างนี้ ย่อมกำหนดธรรมเป็นภายในอย่างนี้
			<remark  id="s2b31c60l26" />	ชื่อว่าญาณ เพราะอรรถว่ารู้ธรรมนั้น ชื่อว่าปัญญา เพราะอรรถว่ารู้ชัด เพราะเหตุนั้น 
			<remark  id="s2b31c60l27" />ท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในการกำหนดธรรมเป็นภายใน เป็นวัตถุนานัตตญาณ ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b31c61" >
		<para id="s2b31c61p">
			<remark  id="s2b31c61l1" />	[๑๖๓] ปัญญาในการกำหนดธรรมเป็นภายนอก เป็นโคจรนานัตตญาณอย่างไร พระ
			<remark  id="s2b31c61l2" />โยคาวจรย่อมกำหนดธรรมทั้งหลายเป็นภายนอกอย่างไร ฯ
			<remark  id="s2b31c61l3" />	พระโยคาวจรย่อมกำหนดรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะธรรมารมณ์เป็นภายนอก ฯ
			<remark  id="s2b31c61l4" />	พระโยคาวจรย่อมกำหนดรูปเป็นภายนอกอย่างไร ย่อมกำหนดว่า รูปเกิดเพราะอวิชชา 
			<remark  id="s2b31c61l5" />เกิดเพราะตัณหา เกิดเพราะกรรม เกิดเพราะอาหาร อาศัยมหาภูตรูป ๔ เกิดแล้ว เข้ามาประชุม
			<remark  id="s2b31c61l6" />แล้วรูปไม่มี (รูปเดี๋ยวนี้ไม่เป็นเหมือนเมื่อก่อน)มีแล้วจักไม่มี (บัดนี้เป็นอย่างนี้ ต่อไปจักไม่เป็น
			<remark  id="s2b31c61l7" />เหมือนบัดนี้) ย่อมกำหนดรูปโดยความเป็นของมีที่สุด กำหนดว่า รูปไม่ยั่งยืน ไม่เที่ยง มีความ
			<remark  id="s2b31c61l8" />แปรปรวนไปเป็นธรรมดา รูปไม่เที่ยง อันปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยปัจจัยเกิดขึ้น มีความสิ้นไปเป็นธรรมดา 
			<remark  id="s2b31c61l9" />เสื่อมไปเป็นธรรมดา คลายไปเป็นธรรมดา ดับไปเป็นธรรมดา ย่อมกำหนดรูปโดยความเป็นของ
			<remark  id="s2b31c61l10" />ไม่เที่ยง ไม่กำหนดโดยความเป็นของเที่ยง กำหนดโดยความเป็นทุกข์ ไม่กำหนดโดยความเป็นสุข 
			<remark  id="s2b31c61l11" />กำหนดโดยความเป็นอนัตตา ไม่กำหนดโดยความเป็นอัตตา ย่อมเบื่อหน่าย ไม่ยินดี ย่อมคลาย
			<remark  id="s2b31c61l12" />กำหนัด ไม่กำหนัด ย่อมยังราคะให้ดับ ไม่ให้เกิด ย่อมสละคืน ไม่ยึดถือ เมื่อกำหนดโดยความ
			<remark  id="s2b31c61l13" />เป็นของไม่เที่ยง ย่อมละความสำคัญว่าเป็นของเที่ยงได้ เมื่อกำหนดโดยความเป็นอนัตตา ย่อมละ
			<remark  id="s2b31c61l14" />ความสำคัญว่าเป็นตัวตนได้ เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมละความยินดีได้ เมื่อคลายกำหนัด ย่อมละราคะได้
			<remark  id="s2b31c61l15" />เมื่อยังราคะให้ดับ ย่อมละเหตุให้เกิดได้ เมื่อสละคืน ย่อมละความยึดถือได้ พระโยคาวจรย่อม
			<remark  id="s2b31c61l16" />กำหนดรูปเป็นภายนอกอย่างนี้ ฯ
			<remark  id="s2b31c61l17" />	[๑๖๔] พระโยคาวจรย่อมกำหนดเสียงเป็นภายนอกอย่างไร ย่อมกำหนดว่า เสียงเกิด
			<remark  id="s2b31c61l18" />เพราะอวิชชา ฯลฯ พระโยคาวจรย่อมกำหนดเสียงเป็นภายนอกอย่างนี้ ฯ
			<remark  id="s2b31c61l19" />	พระโยคาวจรย่อมกำหนดรสเป็นภายนอกอย่างไร ย่อมกำหนดว่า รสเกิดเพราะอวิชชา 
			<remark  id="s2b31c61l20" />ฯลฯ พระโยคาวจรย่อมกำหนดรสเป็นภายนอกอย่างนี้ ฯ
			<remark  id="s2b31c61l21" />	พระโยคาวจรย่อมกำหนดโผฏฐัพพะเป็นภายนอกอย่างไร ย่อมกำหนดว่าโผฏฐัพพะ
			<remark  id="s2b31c61l22" />เกิดเพราะอวิชชา ฯลฯ พระโยคาวจรย่อมกำหนดโผฏฐัพพะเป็นภายนอกอย่างนี้ ฯ
			<remark  id="s2b31c61l23" />	พระโยคาวจรย่อมกำหนดธรรมารมณ์เป็นภายนอกอย่างไร ย่อมกำหนดว่า  ธรรมารมณ์
			<remark  id="s2b31c61l24" />เกิดเพราะอวิชชา เกิดเพราะตัณหา เกิดเพราะกรรม เกิดเพราะอาหารเกิดแล้ว เข้าประชุมพร้อม
			<remark  id="s2b31c61l25" />แล้วธรรมารมณ์ไม่มี (ธรรมารมณ์เดี๋ยวนี้ไม่เป็นเหมือนเมื่อก่อน) มีแล้วจักไม่มี (บัดนี้เป็นอย่างนี้ 
			<remark  id="s2b31c61l26" />ต่อไปจักไม่เป็นเหมือนบัดนี้) ย่อมกำหนดธรรมารมณ์โดยความเป็นของมีที่สุด กำหนดว่า ธรรมา
		</para>
	</section>
	<section id="s2b31c62" >
		<para id="s2b31c62p">
			<remark  id="s2b31c62l1" />รมณ์ไม่ยั่งยืน ไม่เที่ยง มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ธรรมารมณ์ไม่เที่ยง อันปัจจัยปรุงแต่ง
			<remark  id="s2b31c62l2" />อาศัยปัจจัยเกิดขึ้น มีความสิ้นไปเป็นธรรมดา เสื่อมไปเป็นธรรมดา คลายไปเป็นธรรมดา ดับไป
			<remark  id="s2b31c62l3" />เป็นธรรมดา ย่อมกำหนดธรรมารมณ์โดยความเป็นของไม่เที่ยงไม่กำหนดโดยความเป็นของเที่ยง 
			<remark  id="s2b31c62l4" />กำหนดโดยความเป็นทุกข์ ไม่กำหนดโดยความเป็นสุข กำหนดโดยความเป็นอนัตตา ไม่กำหนด
			<remark  id="s2b31c62l5" />โดยความเป็นอัตตาย่อมเบื่อหน่าย ไม่ยินดี ย่อมคลายกำหนัด ไม่กำหนัด ย่อมยังราคะให้ดับ 
			<remark  id="s2b31c62l6" />ไม่ให้เกิด ย่อมสละคืนไม่ยึดถือ เมื่อกำหนดโดยความเป็นของไม่เที่ยง ย่อมละความสำคัญว่าเป็น
			<remark  id="s2b31c62l7" />ของเที่ยงได้ เมื่อกำหนดโดยความเป็นทุกข์ ย่อมละความสำคัญว่าเป็นสุขได้ เมื่อกำหนดโดยความ
			<remark  id="s2b31c62l8" />เป็นอนัตตา ย่อมละความสำคัญว่าเป็นตัวตนได้ เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมละความยินดีได้ เมื่อคลาย
			<remark  id="s2b31c62l9" />กำหนัด ย่อมละราคะได้เมื่อยังราคะให้ดับ ย่อมละเหตุให้เกิดได้ เมื่อสละคืน ย่อมละความ
			<remark  id="s2b31c62l10" />ยึดถือได้พระโยคาวจรย่อมกำหนดธรรมารมณ์เป็นภายนอกอย่างนี้ ฯ
			<remark  id="s2b31c62l11" />	ชื่อว่าญาณ เพราะอรรถว่ารู้ธรรมนั้น ชื่อว่าปัญญา เพราะอรรถว่ารู้ชัด  เพราะเหตุนั้น
			<remark  id="s2b31c62l12" />ท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในการกำหนดธรรมเป็นภายนอก เป็นโคจรนานัตตญาณ ฯ
			<remark  id="s2b31c62l13" />	[๑๖๕] ปัญญาในการกำหนดจริยา เป็นจริยานานัตตญาณอย่างไร จริยาในบทว่า 
			<remark  id="s2b31c62l14" />จริยา มี ๓ คือ วิญญาณจริยา อัญญาณจริยา ญาณจริยา ฯ
			<remark  id="s2b31c62l15" />	วิญญาณจริยาเป็นไฉน กิริยาคือความนึกเพื่อต้องการดูรูปทั้งหลายเป็นอพยากฤต เป็น
			<remark  id="s2b31c62l16" />วิญญาณจริยา จักขุวิญญาณอันเป็นแต่เพียงเห็นรูป เป็นวิญญาณจริยา เพราะได้เห็นรูปแล้ว มโนธาตุ
			<remark  id="s2b31c62l17" />อันเป็นวิบากที่ขึ้นสู่อารมณ์ เป็นวิญญาณจริยาเพราะขึ้นสู่รูปแล้ว มโนวิญญาณธาตุอันเป็นวิบาก 
			<remark  id="s2b31c62l18" />เป็นวิญญาณจริยา กิริยาคือความนึกเพื่อต้องการฟังเสียงเป็นอัพยากฤต เป็นวิญญาณจริยา โสต
			<remark  id="s2b31c62l19" />วิญญาณอันเป็นแต่เพียงฟังเสียง เป็นวิญญาณจริยา เพราะได้ฟังเสียงแล้ว มโนธาตุอันเป็นวิบาก
			<remark  id="s2b31c62l20" />ที่ขึ้นสู่อารมณ์ เป็นวิญญาณจริยา เพราะขึ้นสู่เสียงแล้ว มโนวิญญาณธาตุอันเป็นวิบาก เป็น
			<remark  id="s2b31c62l21" />วิญญาณจริยา กิริยาคือความนึกเพื่อต้องการดมกลิ่นเป็นอัพยากฤต เป็นวิญญาณจริยา ฆานวิญญาณ
			<remark  id="s2b31c62l22" />อันเป็นแต่เพียงดมกลิ่น เป็นวิญญาณจริยา เพราะได้ดมกลิ่นแล้ว มโนธาตุอันเป็นวิบากที่ขึ้นสู่
			<remark  id="s2b31c62l23" />อารมณ์ เป็นวิญญาณจริยา เพราะขึ้นสู่กลิ่นแล้ว มโนวิญญาณธาตุอันเป็นวิบาก เป็นวิญญาณ
			<remark  id="s2b31c62l24" />จริยา กิริยาคือความนึกเพื่อต้องการลิ้มรสเป็นอัพยากฤต เป็นวิญญาณจริยาชิวหาวิญญาณอันเป็น
			<remark  id="s2b31c62l25" />แต่เพียงลิ้มรส เป็นวิญญาณจริยา เพราะได้ลิ้มรสแล้วมโนธาตุอันเป็นวิบากที่ขึ้นสู่อารมณ์ เป็น
			<remark  id="s2b31c62l26" />วิญญาณจริยา เพราะขึ้นสู่รสแล้วมโนวิญญาณธาตุอันเป็นวิบาก เป็นวิญญาณจริยา กิริยาคือความ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b31c63" >
		<para id="s2b31c63p">
			<remark  id="s2b31c63l1" />นึกเพื่อต้องการถูกต้อง โผฏฐัพพะเป็นอัพยากฤต เป็นวิญญาณจริยา กายวิญญาณอันเป็นแต่เพียง
			<remark  id="s2b31c63l2" />ถูกต้องโผฏฐัพพะ เป็นวิญญาณจริยา เพราะได้ถูกต้องโผฏฐัพพะแล้วมโนธาตุอันเป็นวิบากที่ขึ้น
			<remark  id="s2b31c63l3" />สู่อารมณ์ เป็นวิญญาณจริยา เพราะขึ้นสู่โผฏฐัพพะแล้วมโนวิญญาณธาตุอันเป็นวิบาก เป็นวิญญาณ
			<remark  id="s2b31c63l4" />จริยา กิริยาคือความนึกเพื่อต้องการรู้แจ้งธรรมารมณ์เป็นอัพยากฤต เป็นวิญญาณจริยา มโนวิญญาณ
			<remark  id="s2b31c63l5" />อันเป็นแต่เพียงรู้แจ้งธรรมารมณ์ เป็นวิญญาณจริยา เพราะรู้แจ้งธรรมารมณ์แล้ว มโนธาตุอันเป็น
			<remark  id="s2b31c63l6" />วิบากที่ขึ้นสู่อารมณ์ เป็นวิญญาณจริยา เพราะขึ้นสู่ธรรมารมณ์แล้ว มโนวิญญาณธาตุอันเป็นวิบาก 
			<remark  id="s2b31c63l7" />เป็นวิญญาณจริยา ฯ
			<remark  id="s2b31c63l8" />	[๑๖๖] คำว่า วิญญาณจริยา ความว่า ชื่อว่าวิญญาณจริยา เพราะอรรถว่ากระไร ฯ
			<remark  id="s2b31c63l9" />	ชื่อว่าวิญญาณจริยา เพราะอรรถว่า ประพฤติไม่มีราคะประพฤติไม่มีโทสะ ประพฤติ
			<remark  id="s2b31c63l10" />ไม่มีโมหะ ประพฤติไม่มีมานะ ประพฤติไม่มีทิฐิ ประพฤติไม่มีอุทธัจจะ ประพฤติไม่มีวิจิกิจฉา 
			<remark  id="s2b31c63l11" />ประพฤติไม่มีอนุสัย ประพฤติไม่ประกอบด้วยราคะ ประพฤติไม่ประกอบด้วยโทสะ ประพฤติไม่
			<remark  id="s2b31c63l12" />ประกอบด้วยโมหะประพฤติไม่ประกอบด้วยมานะ ประพฤติไม่ประกอบด้วยทิฐิ ประพฤติไม่
			<remark  id="s2b31c63l13" />ประกอบด้วยอุทธัจจะ ประพฤติไม่ประกอบด้วยวิจิกิจฉา ประพฤติไม่ประกอบด้วยอนุสัยประพฤติ
			<remark  id="s2b31c63l14" />ไม่ประกอบด้วยกุศลกรรม ประพฤติไม่ประกอบด้วยอกุศลกรรม ประพฤติไม่ประกอบด้วยกรรมมี
			<remark  id="s2b31c63l15" />โทษ ประพฤติไม่ประกอบด้วยกรรมไม่มีโทษ ประพฤติไม่ประกอบด้วยกรรมดำ ประพฤติไม่
			<remark  id="s2b31c63l16" />ประกอบด้วยกรรมขาว ประพฤติไม่ประกอบด้วยกรรมที่มีสุขเป็นกำไร ประพฤติไม่ประกอบด้วย
			<remark  id="s2b31c63l17" />กรรมที่มีทุกข์เป็นกำไร ประพฤติไม่ประกอบด้วยกรรมที่มีสุขเป็นวิบาก ประพฤติไม่ประกอบด้วย
			<remark  id="s2b31c63l18" />กรรมที่มีทุกข์เป็นวิบาก ประพฤติในอารมณ์ที่รู้แจ้งแล้ว วิญญาณมีความประพฤติเห็นปานนี้ เหตุ
			<remark  id="s2b31c63l19" />นั้นจึงชื่อว่า วิญญาณจริยา จิตนี้บริสุทธิ์โดยปกติ เพราะอรรถว่าไม่มีกิเลส เหตุนั้นจึงชื่อว่า 
			<remark  id="s2b31c63l20" />วิญญาณจริยานี้ชื่อว่าวิญญาณจริยา ฯ
			<remark  id="s2b31c63l21" />	[๑๖๗] อัญญาณจริยาเป็นไฉน กิริยาคือความนึกเพื่อความแล่นไปแห่งราคะในรูป
			<remark  id="s2b31c63l22" />อันเป็นที่รัก อันเป็นอัพยากฤต เป็นวิญญาณจริยา ความแล่นไปแห่งราคะ เป็นอัญญาณจริยา
			<remark  id="s2b31c63l23" /> กิริยาคือความนึกเพื่อความแล่นไปแห่งโทสะ ในรูปอันไม่เป็นที่รัก อันเป็นอัพยากฤต เป็นวิญญาณ
			<remark  id="s2b31c63l24" />จริยา ความแล่นไปแห่งโทสะ เป็นอัญญาณจริยา กิริยาคือความนึกเพื่อความแล่นไปแห่งโมหะ 
			<remark  id="s2b31c63l25" />ในวัตถุที่มิได้เพ่งเล็งด้วยราคะและโทสะทั้งสองนั้น อันเป็นอัพยากฤต เป็นวิญญาณจริยา ความ
			<remark  id="s2b31c63l26" />แล่นไปแห่งโมหะ เป็นอัญญาณจริยา กิริยาคือความนึกเพื่อความแล่นไปแห่งมานะที่ผูกพันธ์ อัน
			<remark  id="s2b31c63l27" />เป็นอัพยากฤต เป็นวิญญาณจริยา ความแล่นไปแห่งมานะเป็นอัญญาณจริยา กิริยาคือความนึก
		</para>
	</section>
	<section id="s2b31c64" >
		<para id="s2b31c64p">
			<remark  id="s2b31c64l1" />เพื่อความแล่นไปแห่งทิฐิที่ยึดถือ อันเป็นอัพยากฤต เป็นวิญญาณจริยา ความแล่นไปแห่งทิฐิ 
			<remark  id="s2b31c64l2" />เป็นอัญญาณจริยา กิริยาคือความนึกเพื่อความแล่นไปแห่งอุทธัจจะที่ถึงความฟุ้งซ่าน อันเป็นอัพยา
			<remark  id="s2b31c64l3" />กฤตเป็นวิญญาณจริยา ความแล่นไปแห่งอุทธัจจะ เป็นอัญญาณจริยา กิริยาคือความนึกเพื่อความ
			<remark  id="s2b31c64l4" />แล่นไปแห่งวิจิกิจฉาที่ไม่ถึงความตกลงอันเป็นอัพยากฤต เป็นวิญญาณจริยา ความแล่นไปแห่งวิจิ
			<remark  id="s2b31c64l5" />กิจฉา เป็นอัญญาณจริยา กิริยาคือความนึกเพื่อความแล่นไปแห่งอนุสัยที่ถึงความเป็นธรรมมีเรี่ยวแรง 
			<remark  id="s2b31c64l6" />อันเป็นอัพยากฤตเป็นวิญญาณจริยา ความแล่นไปแห่งอนุสัย เป็นอัญญาณจริยา กิริยาคือความนึก
			<remark  id="s2b31c64l7" />เพื่อความแล่นไปแห่งราคะในเสียง ฯลฯ ในกลิ่นในรสในโผฏฐัพพะในธรรมารมณ์เป็นที่รัก อัน
			<remark  id="s2b31c64l8" />เป็นอัพยากฤต เป็นวิญญาณจริยา ความแล่นไปแห่งราคะ เป็นอัญญาณจริยา กิริยาคือความนึก
			<remark  id="s2b31c64l9" />เพื่อความแล่นไปแห่งโทสะในธรรมารมณ์ไม่เป็นที่รัก อันเป็นอัพยากฤต เป็นวิญญาณจริยา ความ
			<remark  id="s2b31c64l10" />แล่นไปแห่งโทสะ เป็นอัญญาณจริยา กิริยาคือความนึกเพื่อความแล่นไปแห่งโมหะ ในวัตถุที่มิได้
			<remark  id="s2b31c64l11" />เพ่งเล็งด้วยราคะและโทสะทั้งสองนั้น อันเป็นอัพยากฤต เป็นวิญญาณจริยา ความแล่นไปแห่ง
			<remark  id="s2b31c64l12" />โมหะ เป็นอัญญาณจริยา กิริยาคือความนึกเพื่อความแล่นไปแห่งทิฐิที่ยึดถือ อันเป็นอัพยากฤต 
			<remark  id="s2b31c64l13" />เป็นวิญญาณจริยา ความแล่นไปแห่งทิฐิ เป็นอัญญาณจริยา กิริยาคือความนึกเพื่อความแล่นไป
			<remark  id="s2b31c64l14" />แห่งอุทธัจจะที่ถึงความฟุ้งซ่านอันเป็นอัพยากฤต เป็นวิญญาณจริยา ความแล่นไปแห่งอุทธัจจะ
			<remark  id="s2b31c64l15" /> เป็นอัญญาณจริยา กิริยาคือความนึกเพื่อความแล่นไปแห่งวิจิกิจฉาที่ไม่ถึงความตกลงอันเป็นอัพยา
			<remark  id="s2b31c64l16" />กฤต เป็นวิญญาณจริยา ความแล่นไปแห่งวิจิกิจฉา เป็นอัญญาณจริยา  กิริยาคือความนึกเพื่อความ
			<remark  id="s2b31c64l17" />แล่นไปแห่งอนุสัยที่ถึงความเป็นธรรมมีเรี่ยวแรง อันเป็นอัพยากฤต เป็นวิญญาณจริยา ความแล่น
			<remark  id="s2b31c64l18" />ไปแห่งอนุสัย เป็นอัญญาณจริยา ฯ
			<remark  id="s2b31c64l19" />	[๑๖๘] คำว่า อัญญาณจริยา ความว่า ชื่อว่าอัญญาณจริยา เพราะอรรถว่ากระไร ฯ
			<remark  id="s2b31c64l20" />	ชื่อว่าอัญญาณจริยา เพราะอรรถว่า ประพฤติมีราคะ ประพฤติมีโทสะ  ประพฤติมีโมหะ 
			<remark  id="s2b31c64l21" />ประพฤติมีมานะ ประพฤติมีทิฐิ ประพฤติมีอุทธัจจะ ประพฤติมีวิจิกิจฉา ประพฤติมีอนุสัย 
			<remark  id="s2b31c64l22" />ประพฤติประกอบด้วยราคะ ประพฤติประกอบด้วยโทสะ ประพฤติประกอบด้วยโมหะ ประพฤติ
			<remark  id="s2b31c64l23" />ประกอบด้วยมานะ ประพฤติประกอบด้วยทิฐิ ประพฤติประกอบด้วยอุทธัจจะ ประพฤติประกอบ
			<remark  id="s2b31c64l24" />ด้วยวิจิกิจฉาประพฤติประกอบด้วยอนุสัย ประพฤติไม่ประกอบด้วยกุศลกรรม ประพฤติประกอบ
			<remark  id="s2b31c64l25" />ด้วยอกุศลธรรม ประพฤติประกอบด้วยกรรมมีโทษ ประพฤติไม่ประกอบด้วยกรรมไม่มีโทษ ประพฤติ
			<remark  id="s2b31c64l26" />ประกอบด้วยกรรมดำ ประพฤติไม่ประกอบด้วยกรรมขาว ประพฤติไม่ประกอบด้วยกรรมมีสุขเป็น
		</para>
	</section>
	<section id="s2b31c65" >
		<para id="s2b31c65p">
			<remark  id="s2b31c65l1" />กำไร ประพฤติประกอบด้วยกรรมมีทุกข์เป็นกำไร ประพฤติไม่ประกอบด้วยกรรมมีสุขเป็นวิบาก 
			<remark  id="s2b31c65l2" />ประพฤติประกอบด้วยกรรมมีทุกข์เป็นวิบาก ประพฤติในอารมณ์ที่ไม่รู้ ความไม่รู้มีจริยาเห็นปานนี้ 
			<remark  id="s2b31c65l3" />เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า อัญญาณจริยา นี้ชื่อว่าอัญญาณจริยา ฯ
			<remark  id="s2b31c65l4" />	[๑๖๙] ญาณจริยาเป็นไฉน กิริยาคือความนึกเพื่อต้องการพิจารณาเห็นความไม่เที่ยง 
			<remark  id="s2b31c65l5" />อันเป็นอัพยากฤต เป็นวิญญาณจริยา การพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงเป็นญาณจริยา กิริยาคือความ
			<remark  id="s2b31c65l6" />นึก เพื่อต้องการพิจารณาเห็นความทุกข์ อันเป็นอัพยากฤต เป็นวิญญาณจริยา การพิจารณาเห็น
			<remark  id="s2b31c65l7" />ทุกข์ เป็นญาณจริยา กิริยาคือความนึก เพื่อต้องการพิจารณาเห็นอนัตตา อันเป็นอัพยากฤต 
			<remark  id="s2b31c65l8" />เป็นวิญญาณจริยาการพิจารณาเห็นอนัตตา เป็นญาณจริยา กิริยาคือความนึก เพื่อต้องการพิจารณา
			<remark  id="s2b31c65l9" />เห็นความเบื่อหน่าย ฯลฯ เพื่อต้องการพิจารณาเห็นความคลายกำหนัด เพื่อต้องการพิจารณาเห็น
			<remark  id="s2b31c65l10" />ความดับ เพื่อต้องการพิจารณาเห็นความสละคืน เพื่อต้องการพิจารณาเห็นความสิ้นไป ฯลฯ 
			<remark  id="s2b31c65l11" />เพื่อต้องการพิจารณาเห็นความเสื่อมไป ฯลฯ เพื่อต้องการพิจารณาเห็นความแปรปรวนฯลฯเพื่อต้อง
			<remark  id="s2b31c65l12" />การพิจารณาเห็นความไม่มีนิมิต เพื่อต้องการพิจารณาเห็นความไม่มีที่ตั้ง เพื่อต้องการพิจารณา
			<remark  id="s2b31c65l13" />เห็นความสูญ เพื่อต้องการพิจารณาเห็นธรรมด้วยปัญญาอันยิ่ง เพื่อต้องการพิจารณารู้เห็น
			<remark  id="s2b31c65l14" />ตามความเป็นจริงเพื่อต้องการพิจารณาเห็นโทษ เพื่อต้องการพิจารณาหาทาง อันเป็น
			<remark  id="s2b31c65l15" />อัพยากฤตเป็นวิญญาณจริยา การพิจารณาหาทาง เป็นญาณจริยา การพิจารณาเห็นความคลายออก 
			<remark  id="s2b31c65l16" />(นิพพาน) เป็นญาณจริยา โสดาปัตติมรรค โสดาปัตติผลสมาบัติสกทาคามิมรรค สกทาคามิผล
			<remark  id="s2b31c65l17" />สมาบัติ อนาคามิมรรค อนาคามิผลสมาบัติอรหัตมรรค อรหัตผลสมาบัติ เป็นญาณจริยา ฯ
			<remark  id="s2b31c65l18" />	[๑๗๐] คำว่า ญาณจริยา ความว่า ชื่อว่าญาณจริยา เพราะอรรถว่ากระไร ฯ
			<remark  id="s2b31c65l19" />	ชื่อว่าญาณจริยา เพราะอรรถว่าประพฤติไม่มีราคะ ประพฤติไม่โทสะฯลฯ ประพฤติ
			<remark  id="s2b31c65l20" />ไม่มีอนุสัย ประพฤติไม่ประกอบด้วยราคะ ประพฤติไม่ประกอบด้วยโทสะ ประพฤติไม่ประกอบ
			<remark  id="s2b31c65l21" />ด้วยโมหะ ประพฤติไม่ประกอบด้วยมานะ ฯลฯไม่ประกอบด้วยทิฐิ ไม่ประกอบด้วยอุทธัจจะ 
			<remark  id="s2b31c65l22" />ไม่ประกอบด้วยวิจิกิจฉา ไม่ประกอบด้วยอนุสัย ประกอบด้วยกุศลธรรม ไม่ประกอบด้วยอกุศลกรรม
			<remark  id="s2b31c65l23" />ไม่ประกอบด้วยกรรมมีโทษ ประกอบด้วยกรรมไม่มีโทษ ไม่ประกอบด้วยกรรมดำ ประกอบด้วย
			<remark  id="s2b31c65l24" />กรรมขาว ประกอบด้วยกรรมมีสุขเป็นกำไร ไม่ประกอบด้วยกรรมมีทุกข์เป็นกำไร ประพฤติประ
			<remark  id="s2b31c65l25" />กอบด้วยกรรมมีสุขเป็นวิบาก ประพฤติไม่ประกอบด้วยกรรมมีทุกข์เป็นวิบาก ประพฤติในญาณ 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b31c66" >
		<para id="s2b31c66p">
			<remark  id="s2b31c66l1" />ญาณมีจริยาเห็นปานนี้เพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่า ญาณจริยา นี้ชื่อว่าญาณจริยา วิญญาณจริยา
			<remark  id="s2b31c66l2" /> อัญญาณจริยา ญาณจริยา ชื่อว่าญาณ เพราะอรรถว่ารู้ธรรมนั้น ชื่อว่าปัญญา เพราะอรรถว่ารู้ชัด 
			<remark  id="s2b31c66l3" />เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในการกำหนดจริยา เป็นจริยานานัตตญาณ ฯ
			<remark  id="s2b31c66l4" />	[๑๗๑] ปัญญาในการกำหนดธรรม ๔ เป็นภูมินานัตตญาณอย่างไรภูมิ ๔ คือ 
			<remark  id="s2b31c66l5" />กามาวจรภูมิ รูปาวจรภูมิ อรูปาวจรภูมิ โลกุตรภูมิ ฯ
			<remark  id="s2b31c66l6" />	[๑๗๒] กามาวจรภูมิเป็นไฉน ขันธ์ ธาตุ อายตนะ รูป เวทนา  สัญญา สังขาร 
			<remark  id="s2b31c66l7" />วิญญาณ อันท่องเที่ยว คือ นับเนื่องในโอกาสนี้ ข้างล่างตลอดไปจนถึงอเวจีนรกเป็นที่สุด ข้าง
			<remark  id="s2b31c66l8" />บนขึ้นไปจนถึงเทวดาชาวปรนิมมิตวสวดีเป็นที่สุดนี้เป็นกามาวจรภูมิ ฯ
			<remark  id="s2b31c66l9" />	[๑๗๓] รูปาวจรภูมิเป็นไฉน ธรรม คือ จิตและเจตสิกของบุคคล ผู้เข้าสมาบัติ ของ
			<remark  id="s2b31c66l10" />บุคคลผู้เกิดในพรหมโลก หรือของท่านผู้มีธรรมเป็นเครื่องอยู่เป็นสุขในปัจจุบัน อันท่องเที่ยว 
			<remark  id="s2b31c66l11" />คือ นับเนื่องโอกาสนี้ ข้างล่างตั้งแต่พรหมโลกขึ้นไปจนถึงเทวดาชั้นอกนิฏฐ์ข้างบนเป็นที่สุด นี้ชื่อ
			<remark  id="s2b31c66l12" />ว่ารูปาวจรภูมิ ฯ
			<remark  id="s2b31c66l13" />	[๑๗๔] อรูปาวจรภูมิเป็นไฉน ธรรม คือ จิตและเจตสิกของบุคคลผู้เข้าสมาบัติ ของ
			<remark  id="s2b31c66l14" />บุคคลผู้เกิดในพรหมโลก หรือของท่านผู้มีธรรมเป็นเครื่องอยู่เป็นสุขในปัจจุบัน อันนับเนื่องใน
			<remark  id="s2b31c66l15" />โอกาสนี้ ข้างล่างตั้งแต่เทวดาผู้เข้าถึงชั้นอากาสานัญจายตนภพ ตลอดขึ้นไปจนถึงเทวดาผู้เข้าถึงชั้น
			<remark  id="s2b31c66l16" />เนวสัญญานาสัญญายตนภพข้างบนเป็นที่สุด นี้ชื่อว่าอรูปาวจรภูมิ ฯ
			<remark  id="s2b31c66l17" />	[๑๗๕] โลกุตรภูมิเป็นไฉน มรรค ผล และนิพพานธาตุอันปัจจัยไม่ปรุงแต่ง อัน
			<remark  id="s2b31c66l18" />เป็นโลกุตระ นี้ชื่อว่าโลกุตรภูมิ ภูมิ ๔ เหล่านี้ ฯ
			<remark  id="s2b31c66l19" />	[๑๗๖] ภูมิ ๔ อีกประการหนึ่ง คือ สติปัฏฐาน ๔ สัมมัปปธาน ๔ อิทธิบาท ๔
			<remark  id="s2b31c66l20" /> ฌาน ๔ อัปปมัญญา ๔ อรูปาวจรสมาบัติ ๔ ปฏิสัมภิทา ๔ปฏิปทา ๔ อารมณ์ ๔ อริยวงศ์ ๔ 
			<remark  id="s2b31c66l21" />สังคหวัตถุ ๔ จักร ๔ ธรรมบท ๔ ภูมิ ๔เหล่านี้ชื่อว่าญาณ เพราะอรรถว่ารู้ธรรมนั้น ชื่อว่าปัญญา
			<remark  id="s2b31c66l22" /> เพราะอรรถว่ารู้ชัด เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในการกำหนดธรรม ๔ เป็นภูมินานัตตญาณ ฯ
			<remark  id="s2b31c66l23" />	[๑๗๗] ปัญญาในการกำหนดธรรม ๙ เป็นธรรมนานัตตญาณอย่างไร พระโยคาวจร
			<remark  id="s2b31c66l24" />ย่อมกำหนดธรรมทั้งหลายอย่างไร ย่อมกำหนดกามาวจรธรรมเป็นฝ่ายกุศล เป็นฝ่ายอกุศล  เป็น
			<remark  id="s2b31c66l25" />ฝ่ายอัพยากฤต ย่อมกำหนดรูปาวจรธรรมเป็นฝ่าย กุศล เป็นฝ่ายอัพยากฤต ย่อมกำหนดอรูปาวจร
			<remark  id="s2b31c66l26" />ธรรมเป็นฝ่ายกุศล เป็นฝ่ายอัพยากฤต ย่อมกำหนดโลกุตรธรรมเป็นฝ่ายกุศล เป็นฝ่ายอัพยากฤต ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b31c67" >
		<para id="s2b31c67p">
			<remark  id="s2b31c67l1" />	[๑๗๘] พระโยคาวจรย่อมกำหนดกามาวจรธรรมเป็นฝ่ายกุศล เป็นฝ่ายอกุศล เป็นฝ่าย
			<remark  id="s2b31c67l2" />อัพยากฤต อย่างไร ย่อมกำหนดกุศลกรรมบถ ๑๐ เป็นฝ่ายกุศลย่อมกำหนดอกุศลธรรมบถ ๑๐ 
			<remark  id="s2b31c67l3" />เป็นฝ่ายอกุศล ย่อมกำหนดรูป วิบากและกิริยาเป็นฝ่ายอัพยากฤต พระโยคาวจรย่อมกำหนด
			<remark  id="s2b31c67l4" />กามาวจรธรรมเป็นฝ่ายกุศล เป็นฝ่ายอกุศล เป็นฝ่ายอัพยากฤต อย่างนี้ ฯ
			<remark  id="s2b31c67l5" />	[๑๗๙] พระโยคาวจรย่อมกำหนดรูปาวจรธรรมเป็นฝ่ายกุศล เป็นฝ่ายอัพยากฤต อย่างไร
			<remark  id="s2b31c67l6" /> ย่อมกำหนดฌาน ๔ ของบุคคลผู้ยังอยู่ในโลกนี้ เป็นฝ่ายกุศล ย่อมกำหนดฌาน ๔ ของบุคคลผู้
			<remark  id="s2b31c67l7" />เกิดในพรหมโลก เป็นฝ่ายอัพยากฤตพระโยคาวจรย่อมกำหนดรูปาวจรธรรมเป็นฝ่ายกุศล เป็นฝ่าย
			<remark  id="s2b31c67l8" />อัพยากฤต อย่างนี้ ฯ
			<remark  id="s2b31c67l9" />	[๑๘๐] พระโยคาวจรย่อมกำหนดอรูปาวจรธรรม เป็นฝ่ายกุศล เป็นฝ่ายอัพยากฤต อย่าง
			<remark  id="s2b31c67l10" />ไร ย่อมกำหนดอรูปาวจรสมาบัติ ๔ ของบุคคลผู้ยังอยู่ในโลกนี้ เป็นฝ่ายกุศล ย่อมกำหนด
			<remark  id="s2b31c67l11" />อรูปาวจรสมาบัติ ๔ ของบุคคลผู้เกิดในพรหมโลก เป็นฝ่ายอัพยากฤต พระโยคาวจรย่อมกำหนด
			<remark  id="s2b31c67l12" />อรูปาวจรธรรมเป็นฝ่ายกุศล เป็นฝ่ายอัพยากฤต อย่างนี้ ฯ
			<remark  id="s2b31c67l13" />	[๑๘๑] พระโยคาวจรย่อมกำหนดโลกุตรธรรม เป็นฝ่ายกุศล เป็นฝ่ายอัพยากฤต อย่าง
			<remark  id="s2b31c67l14" />ไร ย่อมกำหนดอริยมรรค ๕ เป็นฝ่ายกุศล ย่อมกำหนดสามัญญผล ๔ และนิพพาน เป็น
			<remark  id="s2b31c67l15" />ฝ่ายอัพยากฤต พระโยคาวจรย่อมกำหนดโลกุตรธรรมเป็นฝ่ายกุศล เป็นฝ่ายอัพยากฤต อย่างนี้ ฯ
			<remark  id="s2b31c67l16" />	[๑๘๒] ธรรมมีความปราโมทย์เป็นเบื้องต้น ๙ ประการ เมื่อพระโยคาวจรมนสิการ
			<remark  id="s2b31c67l17" />โดยความไม่เที่ยง ย่อมเกิดปราโมทย์ เมื่อถึงความปราโมทย์ ย่อมเกิดปีติ เมื่อใจมีปีติ กายย่อม
			<remark  id="s2b31c67l18" />สงบ ผู้มีกายสงบย่อมได้เสวยสุข ผู้มีความสุขจิตย่อมตั้งมั่น เมื่อจิตตั้งมั่น ย่อมรู้ย่อมเห็นตาม
			<remark  id="s2b31c67l19" />ความเป็นจริง เมื่อรู้เห็นตามความเป็นจริงย่อมเบื่อหน่าย เมื่อเบื่อหน่ายย่อมคลายความกำหนัด 
			<remark  id="s2b31c67l20" />เพราะคลายความกำหนัด จิตย่อมหลุดพ้น เมื่อพระโยคาวจรมนสิการโดยความเป็นทุกข์ ย่อมเกิด
			<remark  id="s2b31c67l21" />ปราโมทย์ ฯลฯ เมื่อมนสิการโดยความเป็นอนัตตา ย่อมเกิดปราโมทย์ เมื่อมนสิการรูปโดยความ
			<remark  id="s2b31c67l22" />ไม่เที่ยง ย่อมเกิดปราโมทย์ เมื่อมนสิการรูปโดยความเป็นทุกข์ ฯลฯ เมื่อมนสิการรูปโดยความ
			<remark  id="s2b31c67l23" />เป็นอนัตตา ฯลฯ เมื่อมนสิการเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ จักษุ ฯลฯ ชราและมรณะ
			<remark  id="s2b31c67l24" /> โดยความไม่เที่ยง ย่อมเกิดปราโมทย์ เมื่อมนสิการชราและมรณะโดยความเป็นทุกข์ ย่อมเกิด
			<remark  id="s2b31c67l25" />ปราโมทย์ เมื่อมนสิการชราและมรณะโดยความเป็นอนัตตา ย่อมเกิดปราโมทย์ เมื่อถึงความปราโมทย์
			<remark  id="s2b31c67l26" /> ย่อมเกิดปีติ เมื่อใจเกิดปีติ กายย่อมสงบผู้มีกายสงบย่อมได้เสวยสุข ผู้มีความสุข จิตย่อมตั้งมั่น 
			<remark  id="s2b31c67l27" />เมื่อจิตตั้งมั่น ย่อมรู้ย่อมเห็นตามความเป็นจริง   เมื่อรู้เห็นตามความเป็นจริง  ย่อมเบื่อหน่าย 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b31c68" >
		<para id="s2b31c68p">
			<remark  id="s2b31c68l1" />เมื่อเบื่อหน่ายย่อมคลายความกำหนัด เพราะคลายความกำหนัด จิตย่อมหลุดพ้นธรรมมีความปราโมทย์
			<remark  id="s2b31c68l2" />เป็นเบื้องต้น ๙ ประการนี้ ฯ
			<remark  id="s2b31c68l3" />	[๑๘๓] ธรรมมีโยนิโสมนนิการเป็นเบื้องต้น ๙ ประการ เมื่อพระโยคาวจรมนสิการ
			<remark  id="s2b31c68l4" />โดยอุบายอันแยบคายโดยความไม่เที่ยง ย่อมเกิดปราโมทย์เมื่อถึงความปราโมทย์ ย่อมเกิดปิติ 
			<remark  id="s2b31c68l5" />เมื่อใจมีปิติ กายย่อมสงบ ผู้มีกายสงบย่อมได้เสวยความสุข ผู้มีความสุข จิตย่อมตั้งมั่น ย่อม
			<remark  id="s2b31c68l6" />รู้ชัดตามความเป็นจริงด้วยจิตอันตั้งมั่นว่า นี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินี
			<remark  id="s2b31c68l7" />ปฏิปทาเมื่อพระโยคาวจรมนสิการโดยอุบายอันแยบคายโดยความเป็นทุกข์ ย่อมเกิดปราโมทย์ ... 
			<remark  id="s2b31c68l8" />เมื่อมนสิการโดยอุบายอันแยบคายโดยความเป็นอนัตตา ย่อมเกิดปราโมทย์ ฯลฯ เมื่อมนสิการรูป
			<remark  id="s2b31c68l9" />โดยอุบายอันแยบคาย โดยความเป็นของไม่เที่ยงย่อมเกิดปราโมทย์ เมื่อมนสิการรูปโดยอุบาย
			<remark  id="s2b31c68l10" />อันแยบคาย โดยความเป็นทุกข์ย่อมเกิดปราโมทย์ เมื่อมนสิการรูปโดยอุบายอันแยบคาย โดย
			<remark  id="s2b31c68l11" />ความเป็นอนัตตาย่อมเกิดปราโมทย์ ฯลฯ เมื่อมนสิการเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ จักษุ ฯลฯ
			<remark  id="s2b31c68l12" /> ชราและมรณะ โดยอุบายอันแยบคาย โดยความเป็นของไม่เที่ยงย่อมเกิดปราโมทย์ เมื่อมนสิการ
			<remark  id="s2b31c68l13" />ชราและมรณะโดยอุบายอันแยบคาย โดยความเป็นทุกข์ ย่อมเกิดปราโมทย์ เมื่อมนสิการชราและ
			<remark  id="s2b31c68l14" />มรณะโดยอุบายอันแยบคายโดยความเป็นอนัตตา ย่อมเกิดปราโมทย์ เมื่อถึงความ
			<remark  id="s2b31c68l15" />ปราโมทย์ ย่อมเกิดปีติเมื่อใจมีปีติ กายย่อมสงบ ผู้มีกายสงบย่อมได้เสวยสุข ผู้มีความสุข 
			<remark  id="s2b31c68l16" />จิตย่อมตั้งมั่น ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงด้วยจิตอันตั้งมั่นว่า นี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ
			<remark  id="s2b31c68l17" /> นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา ธรรมอันมีโยนิโสมนสิการเป็นเบื้องต้น ๙ ประการนี้ ฯ
			<remark  id="s2b31c68l18" />	[๑๘๔] ความต่าง ๙ ประการ ความต่างแห่งผัสสะอาศัยความต่างแห่งธาตุเกิดขึ้น ความ
			<remark  id="s2b31c68l19" />ต่างแห่งเวทนาอาศัยความต่างแห่งผัสสะเกิดขึ้น ความต่างแห่งสัญญาอาศัยความต่างแห่งเวทนาเกิด
			<remark  id="s2b31c68l20" />ขึ้น ความต่างแห่งความดำริอาศัยความต่างแห่งสัญญาเกิดขึ้น ความต่างแห่งฉันทะอาศัยความต่าง
			<remark  id="s2b31c68l21" />แห่งความดำริเกิดขึ้น ความต่างแห่งความเร่าร้อน อาศัยความต่างแห่งฉันทะเกิดขึ้น ความต่าง
			<remark  id="s2b31c68l22" />แห่งการแสวงหาอาศัยความต่างแห่งความเร่าร้อนเกิดขึ้น ความต่างแห่งการได้ (รูปเป็นต้น) อาศัย
			<remark  id="s2b31c68l23" />ความต่างแห่งการแสวงหาเกิดขึ้น ความต่าง ๙ ประการนี้ ชื่อว่าญาณ เพราะอรรถว่ารู้ธรรมนั้น
			<remark  id="s2b31c68l24" /> ชื่อว่าปัญญา เพราะอรรถว่ารู้ชัด เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่าปัญญาในการกำหนดธรรม ๙ ประการ 
			<remark  id="s2b31c68l25" />เป็นธรรมนานัตตญาณ ฯ
			<remark  id="s2b31c68l26" />	[๑๘๕] ปัญญาอันรู้ยิ่งเป็นญาตัฏฐญาณอย่างไร ปัญญาเครื่องกำหนดรู้เป็นติรณัฏฐญาณ 
			<remark  id="s2b31c68l27" />ปัญญาเครื่องละเป็นปริจจาคัฏฐญาณ ปัญญาเครื่องเจริญเป็นเอกรสัฏฐญาณ ปัญญาเครื่องกระทำให้
			<remark  id="s2b31c68l28" />แจ้ง เป็นผัสสนัฏฐญาณ ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b31c69" >
		<para id="s2b31c69p">
			<remark  id="s2b31c69l1" />	พระโยคาวจรรู้ยิ่งธรรมใดๆ แล้ว เป็นอันรู้ธรรมนั้นๆ แล้ว กำหนดรู้ธรรมใดๆ แล้ว 
			<remark  id="s2b31c69l2" />เป็นอันพิจารณาธรรมนั้นๆ แล้ว ละธรรมใดๆ ได้แล้วเป็นอันสละธรรมนั้นๆ  แล้ว เจริญธรรม
			<remark  id="s2b31c69l3" />ใดๆ แล้ว ธรรมนั้นๆ ย่อมมีกิจเป็นอันเดียวกัน กระทำให้แจ้งธรรมใดแล้ว เป็นอันถูกต้องธรรม
			<remark  id="s2b31c69l4" />นั้นๆ แล้ว ฯ
			<remark  id="s2b31c69l5" />	ชื่อว่าญาณ เพราะอรรถว่ารู้ธรรมนั้น ชื่อว่าปัญญา เพราะอรรถว่ารู้ชัดเพราะเหตุนั้น
			<remark  id="s2b31c69l6" />ท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาอันรู้ยิ่งเป็นญาตัฏฐญาณ ปัญญาเครื่องกำหนดรู้เป็นติรณัฏฐญาณ ปัญญา
			<remark  id="s2b31c69l7" />เครื่องละเป็นปริจจาคัฏฐญาณ ปัญญเครื่องเจริญเป็นเอกรสัฏฐญาณ ปัญญาเครื่องกระทำให้แจ้ง
			<remark  id="s2b31c69l8" />เป็นผัสสนัฏฐญาณ ฯ
			<remark  id="s2b31c69l9" />	[๑๘๖] ปัญญาในความต่างแห่งอรรถ เป็นอรรถปฏิสัมภิทาญาณ ปัญญาในความต่าง
			<remark  id="s2b31c69l10" />แห่งธรรม เป็นธรรมปฏิสัมภิทาญาณ ปัญญาในความต่างแห่งนิรุติเป็นนิรุติปฏิสัมภิทาญาณ ปัญญา
			<remark  id="s2b31c69l11" />ในความต่างแห่งปฏิภาณ เป็นปฏิภาณปฏิสัมภิทาญาณอย่างไร ฯ
			<remark  id="s2b31c69l12" />	สัทธินทรีย์เป็นธรรม วิริยินทรีย์เป็นธรรม สตินทรีย์เป็นธรรม สมาธินทรีย์เป็นธรรม
			<remark  id="s2b31c69l13" /> ปัญญินทรีย์เป็นธรรม สัทธินทรีย์เป็นธรรมอย่างหนึ่งสมาธินทรีย์เป็นธรรมอย่างหนึ่ง สตินทรีย์
			<remark  id="s2b31c69l14" />เป็นธรรมอย่างหนึ่ง สมาธินทรีย์เป็นธรรมอย่างหนึ่ง ปัญญาญินทรีย์เป็นธรรมอย่างหนึ่ง พระโยคาวจร
			<remark  id="s2b31c69l15" />รู้ธรรมต่างๆเหล่านี้ด้วยญาณใด เป็นอันรู้เฉพาะธรรมต่างๆ เหล่านี้ด้วยญาณนั้นนั่นแล เพราะ
			<remark  id="s2b31c69l16" />เหตุดังนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในความต่างแห่งธรรม เป็นธรรมปฏิสัมภิทาญาณ ฯ
			<remark  id="s2b31c69l17" />	[๑๘๗] สภาพว่าน้อมใจเชื่อเป็นอรรถ สภาพว่าประคองไว้เป็นอรรถ  สภาพว่าเข้าไป
			<remark  id="s2b31c69l18" />ตั้งไว้เป็นอรรถ สภาพว่าไม่ฟุ้งซ่านเป็นอรรถ สภาพว่าเห็นเป็นอรรถสภาพว่าน้อมใจเชื่อเป็นอรรถ
			<remark  id="s2b31c69l19" />อย่างหนึ่ง สภาพว่าประคองไว้เป็นอรรถอย่างหนึ่งสภาพว่าเข้าไปตั้งไว้เป็นอรรถอย่างหนึ่ง สภาพ
			<remark  id="s2b31c69l20" />ว่าฟุ้งซ่านเป็นอรรถอย่างหนึ่งสภาพว่าเห็นเป็นอรรถอย่างหนึ่ง พระโยคาวจรรู้อรรถต่างๆ 
			<remark  id="s2b31c69l21" />เหล่านี้ด้วยญาณใดเป็นอันรู้เฉพาะอรรถต่างๆ เหล่านี้ด้วยญาณนั้นนั่นแล เพราะเหตุดังนั้น ท่าน
			<remark  id="s2b31c69l22" />จึงกล่าวว่า ปัญญาในความต่างแห่งอรรถเป็นอรรถปฏิสัมภิทาญาณ ฯ
			<remark  id="s2b31c69l23" />	[๑๘๘] การระบุพยัญชนะและนิรุติ เพื่อแสดงธรรม ๕ ประการ การระบุพยัญชนะ
			<remark  id="s2b31c69l24" />และนิรุติเพื่อแสดงอรรถ ๕ ประการ ธรรมนิรุติเป็นอย่างหนึ่งอรรถนิรุติเป็นอย่างหนึ่ง พระ
			<remark  id="s2b31c69l25" />โยคาวจรรู้นิรุติต่างๆ เหล่านี้ด้วยญาณ เป็นอันรู้เฉพาะนิรุติต่างๆ เหล่านี้ด้วยญาณนั้นนั่นแล
			<remark  id="s2b31c69l26" /> เพราะเหตุดังนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในความต่างแห่งนิรุติ เป็นนิรุติปฏิสัมภิทาญาณ ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b31c70" >
		<para id="s2b31c70p">
			<remark  id="s2b31c70l1" />	[๑๘๙] ญาณในธรรม ๕ ในอรรถ ๕ ญาณในนิรุติ ๑๐ ญาณในธรรมเป็นอย่างหนึ่ง 
			<remark  id="s2b31c70l2" />ญาณในอรรถเป็นอย่างหนึ่ง ญาณในนิรุติเป็นอย่างหนึ่งพระโยคาวจรรู้ญาณต่างๆ เหล่านี้ด้วย
			<remark  id="s2b31c70l3" />ญาณใดเป็นอันรู้เฉพาะญาณต่างๆ เหล่านี้ด้วยญาณนั้นนั่นแล เพราะเหตุดังนั้นท่านจึงกล่าวว่า
			<remark  id="s2b31c70l4" /> ปัญญาในความต่างแห่งปฏิภาณ เป็นปฏิภาณปฏิสัมภิทาญาณ ฯ
			<remark  id="s2b31c70l5" />	[๑๙๐] สัทธาพละเป็นธรรม วิริยพละเป็นธรรม สติพละเป็นธรรม สมาธิพละเป็นธรรม
			<remark  id="s2b31c70l6" /> ปัญญาพละเป็นธรรม สัทธาพละเป็นธรรมอย่างหนึ่ง วิริยพละเป็นธรรมอย่างหนึ่ง สติพละเป็น
			<remark  id="s2b31c70l7" />ธรรมอย่างหนึ่ง สมาธิพละเป็นธรรมอย่างหนึ่งปัญญาพละเป็นธรรมอย่างหนึ่ง พระโยคาวจร
			<remark  id="s2b31c70l8" />รู้ธรรมต่างๆ เหล่านี้ด้วยญาณใดเป็นอันรู้ธรรมต่างๆ เหล่านี้ด้วยญาณนั้นนั่นแล เพราะเหตุดังนั้น
			<remark  id="s2b31c70l9" /> ท่านจึงกล่าวว่าปัญญาในความต่างแห่งธรรม เป็นธรรมปฏิสัมภิทาญาณ ฯ
			<remark  id="s2b31c70l10" />	[๑๙๑] สภาพอันไม่หวั่นไหวเพราะความเป็นผู้ไม่มีศรัทธาเป็นอรรถ  สภาพอันไม่หวั่น
			<remark  id="s2b31c70l11" />ไหวเพราะความเกียจคร้านเป็นอรรถ สภาพอันไม่หวั่นไหวเพราะความประมาทเป็นอรรถ สภาพ
			<remark  id="s2b31c70l12" />อันไม่หวั่นไหวเพราะความฟุ้งซ่านเป็นอรรถ สภาพอันไม่หวั่นไหวเพราะอวิชชาเป็นอรรถ สภาพ
			<remark  id="s2b31c70l13" />อันไม่หวั่นไหวเพราะความเป็นผู้ไม่มีศรัทธาเป็นอรรถอย่างหนึ่ง สภาพอันไม่หวั่นไหวเพราะความ
			<remark  id="s2b31c70l14" />เกียจคร้านเป็นอรรถอย่างหนึ่ง สภาพอันไม่หวั่นไหวเพราะความประมาทเป็นอรรถอย่างหนึ่ง สภาพ
			<remark  id="s2b31c70l15" />อันไม่หวั่นไหวเพราะความฟุ้งซ่านเป็นอรรถอย่างหนึ่ง สภาพอันไม่หวั่นไหวเพราะอวิชชาเป็นอรรถ
			<remark  id="s2b31c70l16" />อย่างหนึ่ง พระโยคาวจรรู้อรรถต่างๆ เหล่านี้ด้วยญาณใดเป็นอันรู้เฉพาะอรรถต่างๆ เหล่านี้ด้วย
			<remark  id="s2b31c70l17" />ญาณนั้นนั่นแล เพราะเหตุดังนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในความต่างแห่งอรรถ เป็นอรรถปฏิ
			<remark  id="s2b31c70l18" />สัมภิทาญาณ ฯ
			<remark  id="s2b31c70l19" />	[๑๙๒] การระบุพยัญชนะและนิรุติ เพื่อแสดงธรรม ๕ ประการ การระบุพยัญชนะ
			<remark  id="s2b31c70l20" />และนิรุติเพื่อแสดงอรรถ ๕ ประการ ธรรมนิรุติเป็นอย่างหนึ่งอรรถนิรุติเป็นอย่างหนึ่ง พระโยคาวจร
			<remark  id="s2b31c70l21" />รู้นิรุติต่างๆ เหล่านี้ด้วยญาณใด เป็นอันรู้เฉพาะนิรุติต่างๆ เหล่านี้ด้วยญาณนั้นนั่นแล เพราะเหตุ
			<remark  id="s2b31c70l22" />ดังนั้นท่านจึงกล่าวว่าปัญญาในความต่างแห่งนิรุติ เป็นนิรุติปฏิสัมภิทาญาณ ฯ
			<remark  id="s2b31c70l23" />	[๑๙๓] ญาณในธรรม ๕ ประการ ญาณในอรรถ ๕ ประการ ญาณในนิรุติ ๑๐ ประการ
			<remark  id="s2b31c70l24" /> ญาณในธรรมเป็นอย่างหนึ่ง ญาณในอรรถเป็นอย่างหนึ่ง ญาณในนิรุติเป็นอย่างหนึ่ง พระโยคาวจร
			<remark  id="s2b31c70l25" />รู้ญาณต่างๆเหล่านี้ด้วยญาณใด เป็นอันรู้เฉพาะญาณต่างๆ เหล่านี้ด้วยด้วยญาณนั้นนั่นแล เพราะเหตุ
			<remark  id="s2b31c70l26" />ดังนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในความต่างแห่งปฏิภาณ เป็นปฏิภาณปฏิสัมภิทาญาณ ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b31c71" >
		<para id="s2b31c71p">
			<remark  id="s2b31c71l1" />	[๑๙๔] สติสัมโพชฌงค์ ธรรมวิจยสัมโพชฌงค์ วิริยสัมโพชฌงค์ ปีติสัมโพชฌงค์ 
			<remark  id="s2b31c71l2" />ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ สมาธิสัมโพชฌงค์ อุเบกขาสัมโพชฌงค์เป็นธรรมแต่ละอย่างๆ สติ
			<remark  id="s2b31c71l3" />สัมโพชฌงค์ ... อุเบกขาสัมโพชฌงค์ เป็นธรรมอย่างหนึ่งๆ พระโยคาวจรรู้ธรรมต่างๆ เหล่านี้ด้วย
			<remark  id="s2b31c71l4" />ญาณใด เป็นอันรู้เฉพาะธรรมต่างๆ เหล่านี้ด้วยญาณนั้นนั่นแล เพราะเหตุดังนั้นท่านจึงกล่าวว่า
			<remark  id="s2b31c71l5" /> ปัญญาในความต่างแห่งธรรม เป็นธรรมปฏิสัมทาญาณ ฯ
			<remark  id="s2b31c71l6" />	[๑๙๕] สภาพที่ตั้งมั่น สภาพที่เลือกเฟ้น สภาพที่ประคองไว้ สภาพที่แผ่ซ่านไป 
			<remark  id="s2b31c71l7" />สภาพที่สงบ สภาพที่ไม่ฟุ้งซ่าน สภาพที่พิจารณาหาทาง สภาพที่เข้าไปตั้งอยู่ เป็นอรรถ [แต่
			<remark  id="s2b31c71l8" />ละอย่าง] สภาพที่ตั้งมั่น ... สภาพที่พิจารณาหาทางเป็นอรรถอย่างหนึ่งๆ พระโยคาวจรรู้อรรถต่างๆ 
			<remark  id="s2b31c71l9" />เหล่านี้ด้วยญาณใด เป็นอันรู้เฉพาะอรรถต่างๆ เหล่านี้ด้วยญาณนั้นนั่นแล เพราะเหตุดังนั้น
			<remark  id="s2b31c71l10" />ท่านจึงกล่าวว่าปัญญาในความต่างแห่งอรรถ เป็นอรรถปฏิสัมภิทาญาณ ฯ
			<remark  id="s2b31c71l11" />	[๑๙๖] การระบุพยัญชนะและนิรุติเพื่อแสดงธรรม ๗ ประการ การระบุพยัญชนะและ
			<remark  id="s2b31c71l12" />นิรุติเพื่อแสดงอรรถ ๗ ประการ ธรรมนิรุติเป็นอย่างหนึ่งอรรถนิรุติเป็นอย่างหนึ่ง พระโยคาวจร
			<remark  id="s2b31c71l13" />รู้นิรุติต่างๆ เหล่านี้ด้วยญาณใด เป็นอันรู้เฉพาะนิรุติต่างๆ เหล่านี้ด้วยญาณนั้นนั่นแล เพราะเหตุ
			<remark  id="s2b31c71l14" />ดังนั้นท่านจึงกล่าวว่าปัญญาในความต่างแห่งนิรุติ เป็นนิรุติปฏิสัมภิทาญาณ ฯ
			<remark  id="s2b31c71l15" />	[๑๙๗] ญาณในธรรม ๗ ประการ ญาณในอรรถ ๗ ประการ ญาณในนิรุติ ๑๔ ประการ 
			<remark  id="s2b31c71l16" />ญาณในธรรมเป็นอย่างหนึ่ง ญาณในอรรถเป็นอย่างหนึ่งญาณในนิรุติเป็นอย่างหนึ่ง พระโยคาวจร
			<remark  id="s2b31c71l17" />รู้ญาณต่างๆ เหล่านี้ด้วยญาณใด เป็นอันรู้เฉพาะญาณต่างๆ เหล่านี้ด้วยญาณนั้นนั่นแล เพราะเหตุ
			<remark  id="s2b31c71l18" />ดังนั้นท่านจึงกล่าวว่าปัญญาในความต่างแห่งปฏิภาณ เป็นปฏิภาณปฏิสัมภิทาญาณ ฯ
			<remark  id="s2b31c71l19" />	[๑๙๘] สัมมาทิฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ 
			<remark  id="s2b31c71l20" />สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ เป็นธรรมแต่ละอย่างๆสัมมาทิฐิ ... สัมมาสมาธิ เป็น
			<remark  id="s2b31c71l21" />ธรรมอย่างหนึ่งๆ พระโยคาวจรรู้ธรรมต่างๆเหล่านี้ด้วยญาณใด เป็นอันรู้เฉพาะธรรมต่างๆ 
			<remark  id="s2b31c71l22" />เหล่านี้ด้วยญาณนั้นนั่นแลเพราะเหตุดังนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในความต่างแห่งธรรม เป็นธรรม
			<remark  id="s2b31c71l23" />ปฏิสัมภิทาญาณ ฯ
			<remark  id="s2b31c71l24" />	[๑๙๙] สภาพที่เห็น สภาพที่ดำริ สภาพที่กำหนดเอา สภาพที่เป็นสมุฏฐาน สภาพ
			<remark  id="s2b31c71l25" />ที่ขาวผ่อง สภาพที่ประคองไว้ สภาพที่ตั้งมั่น สภาพที่ไม่ฟุ้งซ่านเป็นอรรถแต่ละอย่างๆ สภาพ
			<remark  id="s2b31c71l26" />ที่เห็น ... สภาพที่ไม่ฟุ้งซ่าน เป็นอรรถอย่างหนึ่งๆพระโยคาวจรรู้อรรถต่างๆ เหล่านี้ด้วยญาณใด 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b31c72" >
		<para id="s2b31c72p">
			<remark  id="s2b31c72l1" />เป็นอันรู้เฉพาะอรรถต่างๆ เหล่านี้ด้วยญาณนั้นนั่นแล เพราะเหตุดังนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปัญญา
			<remark  id="s2b31c72l2" />ในความต่างแห่งอรรถเป็นอรรถปฏิสัมภิทาญาณ ฯ
			<remark  id="s2b31c72l3" />	[๒๐๐] การระบุพยัญชนะและนิรุติเพื่อแสดงธรรม ๘ ประการ การระบุพยัญชนะและ
			<remark  id="s2b31c72l4" />นิรุติเพื่อแสดงอรรถ ๘ ประการ ธรรมนิรุติเป็นอย่างหนึ่ง อรรถนิรุติเป็นอย่างหนึ่ง พระโยคาวจรรู้
			<remark  id="s2b31c72l5" />นิรุติต่างๆ เหล่านี้ด้วยญาณใด เป็นอันรู้เฉพาะนิรุติต่างๆ เหล่านี้ด้วยญาณนั้นนั่นแล เพราะเหตุ
			<remark  id="s2b31c72l6" />ดังนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในความต่างแห่งนิรุติ เป็นนิรุติปฏิสัมภิทาญาณ ฯ
			<remark  id="s2b31c72l7" />	[๒๐๑] ญาณในธรรม ๘ ประการ ญาณในอรรถ ๘ ประการ ญาณในนิรุติ ๑๖ ประการ 
			<remark  id="s2b31c72l8" />ญาณในธรรมเป็นอย่างหนึ่ง ญาณในอรรถเป็นอย่างหนึ่งญาณในนิรุติเป็นอย่างหนึ่ง พระโยคาวจร
			<remark  id="s2b31c72l9" />รู้ญาณต่างๆ เหล่านี้ด้วยญาณใด เป็นอันรู้เฉพาะญาณต่างๆ เหล่านี้ด้วยญาณนั้นนั่นแล เพราะเหตุ
			<remark  id="s2b31c72l10" />ดังนั้นท่านจึงกล่าวว่าปัญญาในความต่างแห่งปฏิภาณ เป็นปฏิภาณปฏิสัมภิทาญาณ ฯ
			<remark  id="s2b31c72l11" />	ชื่อว่าญาณ เพราะอรรถว่ารู้ธรรมนั้น ชื่อว่าปัญญา เพราะอรรถว่ารู้ชัดเพราะเหตุนั้น
			<remark  id="s2b31c72l12" />ท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในความต่างแห่งอรรถ เป็นอรรถปฏิสัมภิทาญาณ ปัญญาในความต่าง
			<remark  id="s2b31c72l13" />แห่งธรรม เป็นธรรมปฏิสัมภิทาญาณ ปัญญาในความต่างแห่งนิรุติ เป็นนิรุติปฏิสัมภิทาญาณ ปัญญา
			<remark  id="s2b31c72l14" />ในความต่างปฏิญาณ เป็นปฏิภาณปฏิสัมภิทาญาณ ฯ
			<remark  id="s2b31c72l15" />	[๒๐๒] ปัญญาในความต่างวิหารธรรม เป็นวิหารัฏฐญาณ ปัญญาในความต่างแห่ง
			<remark  id="s2b31c72l16" />สมาบัติ เป็นสมาปัตตัฏฐญาณ ปัญญาในความต่างแห่งวิหารสมาบัติ เป็นวิหารสมาปัตตัฏฐญาณ
			<remark  id="s2b31c72l17" />อย่างไร ฯ
			<remark  id="s2b31c72l18" />	พระโยคาวจรพิจารณาเห็นสังขารนิมิตโดยความเป็นภัย มีจิตน้อมไปในนิพพานอันไม่มี
			<remark  id="s2b31c72l19" />สังขารนิมิต ถูกต้องแล้วซึ่งสังขารนิมิตด้วยญาณ ย่อมพิจารณาเห็นความเสื่อมไป วิหารธรรมนั้น
			<remark  id="s2b31c72l20" />ชื่อว่า อนิมิตตวิหาร พิจารณาเห็นตัณหาอันเป็นที่ตั้งโดยความเป็นภัย มีจิตน้อมไปในนิพพานอันไม่มี
			<remark  id="s2b31c72l21" />ตัณหาเป็นที่ตั้งถูกต้องแล้วซึ่งตัณหาด้วยญาณ ย่อมพิจารณาเห็นความเสื่อมไป วิหารธรรม นั้น
			<remark  id="s2b31c72l22" />ชื่อว่า อัปปณิหิตวิหาร พิจารณาเห็นความถือมั่นว่าตนโดยความเป็นภัย มีจิตน้อมไปในนิพพานอัน
			<remark  id="s2b31c72l23" />ว่างจากตน ถูกต้องแล้วซึ่งความถือมั่นว่าตนด้วยญาณย่อมพิจารณาเห็นความเสื่อมไป วิหารธรรม
			<remark  id="s2b31c72l24" />นั้นชื่อว่า สุญญตวิหาร ฯ
			<remark  id="s2b31c72l25" />	[๒๐๓] พระโยคาวจรพิจารณาเห็นสังขารนิมิตโดยความเป็นภัย มีจิตน้อมไปในนิพพาน
			<remark  id="s2b31c72l26" />อันไม่มีสังขารนิมิต เพิกเฉยความเป็นไปแล้ว คำนึงถึงนิพพานอันเป็นที่ดับ ไม่มีสังขารนิมิตแล้ว
		</para>
	</section>
	<section id="s2b31c73" >
		<para id="s2b31c73p">
			<remark  id="s2b31c73l1" />ย่อมเข้าสมาบัติ นี้ชื่อว่า อนิมิตตสมาบัติ พิจารณาเห็นตัณหาอันเป็นที่ตั้งโดยความเป็นภัย มีจิต
			<remark  id="s2b31c73l2" />น้อมไปในนิพพานอันไม่มีตัณหาเป็นที่ตั้ง เพิกเฉยความเป็นไปแล้ว คำนึงถึงนิพพานอันเป็นที่ดับ 
			<remark  id="s2b31c73l3" />ไม่มีตัณหาเป็นที่ตั้ง แล้วย่อมเข้าสมาบัติ นี้ชื่อว่า อัปปณิหิตสมาบัติ พิจารณาเห็นความถือมั่นว่า
			<remark  id="s2b31c73l4" />ตนโดยความเป็นภัย มีจิตน้อมไปในนิพพานอันว่างจากตนเพิกเฉยความเป็นไปแล้วคำนึงถึง
			<remark  id="s2b31c73l5" />นิพพานอันเป็นที่ดับ ว่างจากตน แล้วย่อมเข้าสมาบัติ นี้ชื่อว่า สุญญตสมาบัติ ฯ
			<remark  id="s2b31c73l6" />	[๒๐๔] พระโยคาวจรพิจารณาเห็นสังขารนิมิต โดยความเป็นภัย มีจิตน้อมไปใน
			<remark  id="s2b31c73l7" />นิพพานอันไม่มีสังขารนิมิต ถูกต้องแล้วๆ ย่อมเห็นความเสื่อมไป เพิกเฉยความเป็นไปแล้ว
			<remark  id="s2b31c73l8" /> คำนึงถึงนิพพานอันเป็นที่ดับ ไม่มีสังขารนิมิตแล้วย่อมเข้าสมาบัติ นี้ชื่อว่า อนิมิตตวิหารสมาบัติ 
			<remark  id="s2b31c73l9" />พิจารณาเห็นตัณหาอันเป็นที่ตั้งโดยความเป็นภัย มีจิตน้อมไปในนิพพานอันไม่มีตัณหาเป็นที่ตั้ง ถูก
			<remark  id="s2b31c73l10" />ต้องแล้วๆ ย่อมเห็นความเสื่อมไป เพิกเฉยความเป็นไปแล้ว คำนึงถึงนิพพานอันเป็นที่ดับ ไม่มี
			<remark  id="s2b31c73l11" />ตัณหาเป็นที่ตั้ง แล้วย่อมเข้าสมาบัติ นี้ชื่อว่า อัปปณิหิตวิหารสมาบัติ พิจารณาเห็นความถือมั่น
			<remark  id="s2b31c73l12" />ว่าตนโดยความเป็นภัย มีจิตน้อมไปในนิพพานอันว่างจากตน ถูกต้องแล้วๆ ย่อมเห็นความเสื่อมไป
			<remark  id="s2b31c73l13" />เพิกเฉยความเป็นไปแล้ว คำนึงถึงนิพพานอันเป็นที่ดับ ว่างจากตน แล้วย่อมเข้าสมาบัติ นี้ชื่อว่า
			<remark  id="s2b31c73l14" /> สุญญตวิหารสมาบัติ ฯ
			<remark  id="s2b31c73l15" />	[๒๐๕] พระโยคาวจรพิจารณาเห็นรูปนิมิตโดยความเป็นภัย มีจิตน้อมไปในนิพพาน
			<remark  id="s2b31c73l16" />อันไม่มีรูปนิมิต ถูกต้องแล้วๆ ย่อมเห็นความเสื่อมไปวิหารธรรมนี้ชื่อว่า อนิมิตตวิหาร พิจารณา
			<remark  id="s2b31c73l17" />เห็นตัณหาอันเป็นที่ตั้งแห่งรูปโดยความเป็นภัย มีจิตน้อมไปในนิพพานอันไม่มีที่ตั้ง ถูกต้องแล้วๆ 
			<remark  id="s2b31c73l18" />ย่อมเห็นความเสื่อมไป วิหารธรรม นี้ชื่อว่า อัปปณิหิตวิหาร พิจารณาเห็นความถือมั่นว่ารูปโดย
			<remark  id="s2b31c73l19" />ความเป็นภัย มีจิตน้อมไปในนิพพานอันว่างเปล่า ถูกต้องแล้วๆย่อมเห็นความเสื่อมไป วิหาร
			<remark  id="s2b31c73l20" />ธรรมนี้ชื่อว่า สุญญตวิหาร ฯ
			<remark  id="s2b31c73l21" />	[๒๐๖] พระโยคาวจรพิจารณาเห็นรูปนิมิตโดยความเป็นภัย มีจิตน้อมไปในนิพพานอัน
			<remark  id="s2b31c73l22" />ไม่มีนิมิต เพิกเฉยความเป็นไปแล้ว คำนึงถึงนิพพานอันเป็นที่ดับ ไม่มีนิมิต แล้วย่อมเข้าสมาบัติ 
			<remark  id="s2b31c73l23" />นี้ชื่อว่า อนิมิตตสมาบัติ พิจารณาเห็นตัณหาอันเป็นที่ตั้งแห่งรูปโดยความเป็นภัย มีจิตน้อมไปใน
			<remark  id="s2b31c73l24" />นิพพานอันไม่มีที่ตั้ง เพิกเฉยความเป็นไปแล้ว คำนึงถึงนิพพานอันเป็นที่ดับ ไม่มีที่ตั้ง แล้ว  ย่อม
			<remark  id="s2b31c73l25" />เข้าสมาบัติ นี้ชื่อว่า อัปปณิหิตสมาบัติ พิจารณาเห็นความถือมั่นว่ารูปโดยความเป็นภัย มีจิตน้อม
		</para>
	</section>
	<section id="s2b31c74" >
		<para id="s2b31c74p">
			<remark  id="s2b31c74l1" />ไปในนิพพานอันว่างเปล่า เพิกเฉยความเป็นไปแล้ว คำนึงถึงนิพพานอันเป็นที่ดับ ว่างเปล่าแล้ว
			<remark  id="s2b31c74l2" />ย่อมเข้าสมาบัติ นี้ชื่อว่าสุญญตสมาบัติ ฯ
			<remark  id="s2b31c74l3" />	[๒๐๗] พระโยคาวจรพิจารณาเห็นรูปนิมิตโดยความเป็นภัย มีจิตน้อมไปในนิพพาน
			<remark  id="s2b31c74l4" />อันไม่มีนิมิต ถูกต้องแล้วๆ ย่อมเห็นความเสื่อมไป เพิกเฉยความเป็นไปแล้ว คำนึงถึงนิพพาน
			<remark  id="s2b31c74l5" />อันเป็นที่ดับ ไม่มีนิมิต แล้วย่อมเข้าสมาบัติ นี้ชื่อว่า อนิมิตตวิหารสมาบัติ พิจารณาเห็นตัณหา
			<remark  id="s2b31c74l6" />อันเป็นที่ตั้งแห่งรูปโดยความเป็นภัย มีจิตน้อมไปในนิพพานอันไม่มีที่ตั้ง ถูกต้องแล้วๆ ย่อมเห็น
			<remark  id="s2b31c74l7" />ความเสื่อมไป เพิกเฉยความเป็นไปแล้ว คำนึงถึงนิพพานอันเป็นที่ดับไม่มีที่ตั้ง แล้วย่อมเข้า
			<remark  id="s2b31c74l8" />สมาบัติ นี้ชื่อว่า อัปปณิหิตวิหารสมาบัติ พิจารณาเห็นความถือมั่นว่ารูปโดยความเป็นภัย มีจิต
			<remark  id="s2b31c74l9" />น้อมไปในนิพพานอันว่างเปล่า ถูกต้องแล้วๆ ย่อมเห็นความเสื่อมไป เพิกเฉยความเป็นไปแล้ว 
			<remark  id="s2b31c74l10" />คำนึงถึงนิพพานอันเป็นที่ดับว่างเปล่าแล้วย่อมเข้าสมาบัติ นี้ชื่อว่า สุญญตวิหารสมาบัติ ฯ
			<remark  id="s2b31c74l11" />	[๒๐๘] พระโยคาวจรพิจารณาเห็นเวทนานิมิต ฯลฯ สัญญานิมิตสังขารนิมิต วิญญาณ
			<remark  id="s2b31c74l12" />นิมิต จักษุ ฯลฯ
			<remark  id="s2b31c74l13" />	พระโยคาวจรพิจารณาเห็นชราและมรณะนิมิตโดยความเป็นภัย มีจิตน้อมไปในนิพพาน
			<remark  id="s2b31c74l14" />อันไม่มีนิมิต ถูกต้องแล้วๆ ย่อมเห็นความเสื่อมไป วิหารธรรมนี้ชื่อว่า อนิมิตตวิหาร พิจารณา
			<remark  id="s2b31c74l15" />เห็นตัณหาอันเป็นที่ตั้งแห่งชราและมรณะโดยความเป็นภัย มีจิตน้อมไปในนิพพานอันไม่มีที่ตั้ง ถูก
			<remark  id="s2b31c74l16" />ต้องแล้วๆ ย่อมเห็นความเสื่อมไป วิหารธรรมนี้ชื่อว่า อัปปณิหิตวิหาร พิจารณาเห็นความถือมั่น
			<remark  id="s2b31c74l17" />ชราและมรณะโดยความเป็นภัย มีจิตน้อมไปในนิพพานอันว่างเปล่า ถูกต้องแล้วๆ ย่อมเห็นความ
			<remark  id="s2b31c74l18" />เสื่อมไป วิหารธรรมนี้ชื่อว่า สุญญตวิหาร ฯ
			<remark  id="s2b31c74l19" />	[๒๐๙] พระโยคาวจรพิจารณาเห็นชราและมรณนิมิตโดยความเป็นภัย มีจิตน้อมไปใน
			<remark  id="s2b31c74l20" />นิพพานอันไม่มีนิมิต เพิกเฉยความเป็นไปแล้ว คำนึงถึงนิพพานอันเป็นที่ดับ ไม่มีนิมิต แล้วย่อม
			<remark  id="s2b31c74l21" />เข้าสมาบัติ นี้ชื่อว่า อนิมิตตสมาบัติพิจารณาเห็นตัณหาอันเป็นที่ตั้งแห่งชราและมรณะโดยความ
			<remark  id="s2b31c74l22" />เป็นภัย มีจิตน้อมไปในนิพพานอันไม่มีที่ตั้ง เพิกเฉยความเป็นไปแล้ว คำนึงถึงนิพพานอันเป็นที่
			<remark  id="s2b31c74l23" />ดับ ไม่มีที่ตั้ง แล้วย่อมเข้าสมาบัติ นี้ชื่อว่า อัปปณิหิตสมาบัติ พิจารณาความถือมั่นและมรณะ
			<remark  id="s2b31c74l24" />โดยความเป็นภัย มีจิตน้อมไปในนิพพานอันว่างเปล่าเพิกเฉยความเป็นไปแล้ว คำนึงถึงนิพพาน
			<remark  id="s2b31c74l25" />อันเป็นที่ดับ ว่างเปล่า แล้วย่อมเข้าสมาบัติ นี้ชื่อว่า สุญญตสมาบัติ ฯ
			<remark  id="s2b31c74l26" />	[๒๑๐] พระโยคาวจรพิจารณาเห็นชราและมรณนิมิตโดยความเป็นภัย มีจิตน้อมไป
			<remark  id="s2b31c74l27" />ในนิพพานอันไม่มีนิมิต ถูกต้องแล้วๆ ย่อมเห็นความเสื่อมไปเพิกเฉยความเป็นไปแล้ว คำนึง
		</para>
	</section>
	<section id="s2b31c75" >
		<para id="s2b31c75p">
			<remark  id="s2b31c75l1" />ถึงนิพพานอันเป็นที่ดับ ไม่มีนิมิต แล้วย่อมเข้าสมาบัติ นี้ชื่อว่า อนิมิตตวิหารสมาบัติ พิจารณา
			<remark  id="s2b31c75l2" />เห็นตัณหาอันเป็นที่ตั้งแห่งชราและมรณะโดยความเป็นภัย มีจิตน้อมไปในนิพพานอันไม่มีที่ตั้ง
			<remark  id="s2b31c75l3" /> ถูกต้องแล้วๆย่อมเห็นความเสื่อมไป เพิกเฉยความเป็นไปแล้ว คำนึงถึงนิพพานอันเป็นที่ดับ 
			<remark  id="s2b31c75l4" />ไม่มีที่ตั้ง แล้วย่อมเข้าสมาบัติ นี้ชื่อว่า อัปปณิหิตวิหารสมบัติ พิจารณาเห็นความยึดมั่นชราและ
			<remark  id="s2b31c75l5" />มรณะโดยความเป็นภัย มีจิตน้อมไปในนิพพานอันว่างเปล่า ถูกต้องแล้วๆ ย่อมเห็นความเสื่อมไป
			<remark  id="s2b31c75l6" /> เพิกเฉยความเป็นไปแล้ว คำนึงถึงนิพพานอันเป็นที่ดับ ว่างเปล่า แล้วย่อมเข้าสมาบัติ นี้ชื่อว่า 
			<remark  id="s2b31c75l7" />สุญญตวิหารสมาบัติ อนิมิตตวิหารเป็นอย่างหนึ่ง อัปปณิหิตวิหารเป็นอย่างหนึ่ง สุญญตวิหารเป็น
			<remark  id="s2b31c75l8" />อย่างหนึ่ง อนิมิตตสมาบัติเป็นอย่างหนึ่ง อัปปณิหิตสมาบัติเป็นอย่างหนึ่ง สุญญตสมาบัติเป็น
			<remark  id="s2b31c75l9" />อย่างหนึ่งอนิมิตตวิหารสมาบัติเป็นอย่างหนึ่ง อัปปณิหิตวิหารสมาบัติเป็นอย่างหนึ่ง สุญญตวิหาร
			<remark  id="s2b31c75l10" />สมาบัติเป็นอย่างหนึ่ง ฯ
			<remark  id="s2b31c75l11" />	ชื่อว่าญาณ เพราะอรรถว่ารู้ธรรมนั้น ชื่อว่าปัญญา เพราะอรรถว่ารู้ชัด เพราะเหตุนั้น
			<remark  id="s2b31c75l12" />ท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในความต่างแห่งวิหารธรรม เป็นวิหารรัฏฐญาณ ปัญญาในความแตกต่างแห่ง
			<remark  id="s2b31c75l13" />สมาบัติเป็นสมาปัตตัฏฐญาณ ปัญญาในความต่างแห่งวิหารสมาบัติ เป็นวิหารสมาปัตตัฏฐญาณ ฯ
			<remark  id="s2b31c75l14" />	[๒๑๑] ปัญญาในการตัดอาสวะขาด เพราะความบริสุทธิ์แห่งสมาธิอันเป็นเหตุไม่ฟุ้งซ่าน 
			<remark  id="s2b31c75l15" />เป็นอานันตริกสมาธิญาณอย่างไร ฯ
			<remark  id="s2b31c75l16" />	เอกัคคตาจิตอันไม่ฟุ้งซ่านด้วยสามารถแห่งเนกขัมมะ เป็นสมาธิ ญาณเกิดขึ้นด้วย
			<remark  id="s2b31c75l17" />สามารถแห่งสมาธินั้น อาสวะทั้งหลายย่อมสิ้นไปด้วยญาณนั้น สมถะมีก่อน ญาณมีภายหลัง 
			<remark  id="s2b31c75l18" />ด้วยประการดังนี้ ความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลายย่อมมีได้ด้วยญาณนั้น เพราะเหตุนั้นท่านจึง
			<remark  id="s2b31c75l19" />กล่าวว่า ปัญญาในการตัดอาสวะขาดเพราะความบริสุทธิ์แห่งสมาธิอันเป็นเหตุไม่ฟุ้งซ่าน เป็น
			<remark  id="s2b31c75l20" />อานันตริกสมาธิญาณ ฯ
			<remark  id="s2b31c75l21" />	[๒๑๒] คำว่า อาสวา ความว่า อาสวะเหล่านั้นเป็นไฉน อาสวะเหล่านั้น คือ กามาสวะ 
			<remark  id="s2b31c75l22" />ภวาสวะ ทิฏฐาสวะ อวิชชาสวะ ฯ
			<remark  id="s2b31c75l23" />	อาสวะเหล่านี้ย่อมสิ้นไป ณ ที่ไหน ทิฏฐาสวะทั้งสิ้น กามาสวะ ภวาสวะ อวิชชาสวะ
			<remark  id="s2b31c75l24" /> (แต่ละอย่าง) อันเป็นเหตุให้สัตว์ไปสู่อบาย ย่อมสิ้น ไปด้วยโสดาปัตติมรรค อาสวะเหล่านี้ย่อม
			<remark  id="s2b31c75l25" />สิ้นไปในขณะแห่งโสดาปัตติมรรคนี้กามาสวะส่วนหยาบ ภวาสวะ อวิชชาสวะ อันตั้งอยู่ร่วม
			<remark  id="s2b31c75l26" />กันกับกามาสวะนั้นย่อมสิ้นไปด้วยสกทาคามิมรรค อาสวะเหล่านี้ย่อมสิ้นไปในขณะแห่งสกทาคามิ
			<remark  id="s2b31c75l27" />มรรคนี้ กามาสวะทั้งสิ้น ภวาสวะ อวิชชาสวะ อันตั้งอยู่ร่วมกันกับกามาสวะนั้น ย่อมสิ้นไป
		</para>
	</section>
	<section id="s2b31c76" >
		<para id="s2b31c76p">
			<remark  id="s2b31c76l1" />ด้วยอนาคามิมรรค อาสวะเหล่านี้ย่อมสิ้นไปในขณะแห่งอนาคามิมรรคนี้ ภวาสวะ อวิชชาสวะทั้งสิ้น
			<remark  id="s2b31c76l2" />ย่อมสิ้นไปด้วยอรหัตตมรรคอาสวะเหล่านี้ย่อมสิ้นไปในขณะแห่งอรหัตตมรรคนี้ ฯ
			<remark  id="s2b31c76l3" />	[๒๑๓] เอกัคคตาจิตอันไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถแห่งความไม่พยาบาทฯลฯ ด้วย
			<remark  id="s2b31c76l4" />สามารถแห่งอาโลกสัญญา ด้วยสามารถแห่งความไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถแห่งการกำหนดธรรม
			<remark  id="s2b31c76l5" /> ด้วยสามารถแห่งญาณ ด้วยสามารถแห่งความปราโมทย์ ด้วยสามารถแห่งปฐมฌาน ด้วยสามารถ
			<remark  id="s2b31c76l6" />แห่งทุติยฌาน ด้วยสามารถแห่งตติยฌาน ด้วยสามารถแห่งจตุตถฌาน ด้วยสามารถแห่งอากาสา
			<remark  id="s2b31c76l7" />นัญจายตนสมาบัติ ด้วยสามารถแห่งวิญญาณัญจายตนสมาบัติ ด้วยสามารถแห่งอากิญจัญญายตน
			<remark  id="s2b31c76l8" />สมาบัติ ด้วยสามารถแห่งเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติด้วยสามารถแห่งปฐวีกสิณ ด้วยสามารถ
			<remark  id="s2b31c76l9" />แห่งอาโปกสิณ ด้วยสามารถแห่งเตโชกสิณ ด้วยสามารถแห่งวาโยกสิณ ด้วยสามารถแห่งนีลกสิณ 
			<remark  id="s2b31c76l10" />ด้วยสามารถแห่งปีตกสิณ ด้วยสามารถแห่งโลหิตกสิณ ด้วยสามารถแห่งโอทาตกสิณ ด้วยสามารถ
			<remark  id="s2b31c76l11" />แห่งอากาสกสิณ ด้วยสามารถแห่งวิญญาณกสิณ ด้วยสามารถแห่งพุทธานุสสติด้วยสามารถแห่ง
			<remark  id="s2b31c76l12" />ธรรมานุสสติ ด้วยสามารถแห่งสังฆานุสสติ ด้วยสามารถแห่งสีลานุสสติ ด้วยสามารถแห่งจาคา
			<remark  id="s2b31c76l13" />นุสสติ ด้วยสามารถแห่งเทวตานุสสติด้วยสามารถแห่งอานาปานสติ ด้วยสามารถแห่งมรณสติ 
			<remark  id="s2b31c76l14" />ด้วยสามารถแห่งกายคตาสติ ด้วยสามารถแห่งอุปสมานุสสติ ด้วยสามารถแห่งอุทธุมาตกสัญญา
			<remark  id="s2b31c76l15" />ด้วยสามารถแห่งวินีลกสัญญา ด้วยสามารถแห่งวิปุพพกสัญญา ด้วยสามารถแห่งวิฉิททกสัญญา 
			<remark  id="s2b31c76l16" />ด้วยสามารถแห่งวิกขายิตกสัญญา ด้วยสามารถแห่งวิกขิตตกสัญญา ด้วยสามารถแห่งหตวิกขิตตก
			<remark  id="s2b31c76l17" />สัญญา ด้วยสามารถแห่งโลหิตกสัญญา ด้วยสามารถแห่งปุฬุวกสัญญา ด้วยสามารถแห่งอัฏฐิกสัญญา
			<remark  id="s2b31c76l18" />ด้วยสามารถแห่งการหายใจออกยาว ด้วยสามารถแห่งการหายใจเข้ายาว ด้วยสามารถแห่งการ
			<remark  id="s2b31c76l19" />หายใจออกสั้น ด้วยสามารถแห่งการหายใจเข้าสั้น ด้วยสามารถแห่งความเป็นผู้รู้แจ้งกองลม
			<remark  id="s2b31c76l20" />ทั้งปวงหายใจออก ด้วยสามารถแห่งความเป็นผู้รู้แจ้งกองลมทั้งปวงหายใจเข้า ด้วยสามารถ
			<remark  id="s2b31c76l21" />แห่งความระงับกายสังขารหายใจออก ด้วยสามารถแห่งความระงับกายสังขารหายใจเข้า ด้วย
			<remark  id="s2b31c76l22" />สามารถแห่งความรู้แจ้งปีติหายใจออก ด้วยสามารถแห่งความรู้แจ้งปีติหายใจเข้า ด้วยสามารถ
			<remark  id="s2b31c76l23" />แห่งความรู้แจ้งสุขหายใจออก ด้วยสามารถแห่งความรู้แจ้งสุขหายใจเข้า ด้วยสามารถแห่งความ
			<remark  id="s2b31c76l24" />รู้แจ้งจิตตสังขารหายใจออก ด้วยสามารถแห่งความรู้แจ้งจิตตสังขารหายใจเข้า ด้วยสามารถแห่ง
			<remark  id="s2b31c76l25" />ความระงับจิตตสังขารหายใจออก ด้วยสามารถแห่งความระงับจิตตสังขารหายใจเข้า ด้วยสามารถ
			<remark  id="s2b31c76l26" />แห่งความรู้แจ้งจิตหายใจออก ด้วยสามารถแห่งความรู้แจ้งจิตหายใจเข้า ด้วยสามารถแห่งความทำ
			<remark  id="s2b31c76l27" />จิตให้บันเทิงหายใจออก ด้วยสามารถแห่งความทำจิตให้บันเทิงหายใจเข้า ด้วยสามารถแห่งความ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b31c77" >
		<para id="s2b31c77p">
			<remark  id="s2b31c77l1" />ตั้งจิตไว้หายใจออก ด้วยสามารถแห่งความตั้งจิตไว้หายใจเข้า ด้วยสามารถแห่งความเปลื้องจิตหายใจ
			<remark  id="s2b31c77l2" />ออก ด้วยสามารถแห่งความเปลื้องจิตหายใจเข้า ด้วยสามารถแห่งการพิจารณาเห็นความไม่เที่ยง
			<remark  id="s2b31c77l3" />หายใจออก ด้วยสามารถแห่งการพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงหายใจเข้า ด้วยสามารถแห่งการพิจารณา
			<remark  id="s2b31c77l4" />เห็นความคลายกำหนัดหายใจออก ด้วยสามารถแห่งการพิจารณาเห็นความคลายกำหนัดหายใจเข้า 
			<remark  id="s2b31c77l5" />ด้วยสามารถแห่งการพิจารณาเห็นความดับหายใจออก ด้วยสามารถแห่งการพิจารณาเห็นความดับ
			<remark  id="s2b31c77l6" />หายใจเข้า ด้วยสามารถแห่งการพิจารณาเห็นความสละคืนหายใจออก ด้วยสามารถแห่งการพิจารณา
			<remark  id="s2b31c77l7" />เห็นความสละคืนหายใจเข้า เป็นสมาธิแต่ละอย่างๆ ญาณย่อมเกิดขึ้นด้วยสามารถแห่งสมาธินั้น 
			<remark  id="s2b31c77l8" />อาสวะทั้งหลายย่อมสิ้นไปด้วยญาณนั้น สมถะมีก่อน ญาณมีภายหลัง ด้วยประการดังนี้ ความสิ้น
			<remark  id="s2b31c77l9" />ไปแห่งอาสวะทั้งหลายย่อมมีได้ด้วยญาณนั้นเพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในการตัด
			<remark  id="s2b31c77l10" />อาสวะขาดเพราะความบริสุทธิ์แห่งสมาธิอันเป็นเหตุไม่ฟุ้งซ่าน เป็นอานันตริกสมาธิญาณ ฯ
			<remark  id="s2b31c77l11" />	[๒๑๔] คำว่า อาสวา ความว่า อาสวะเหล่านั้นเป็นไฉน อาสวะ  เหล่านั้น คือ 
			<remark  id="s2b31c77l12" />กามาสวะ ภวาสวะ ทิฏฐาสวะ อวิชชาสวะ ฯ
			<remark  id="s2b31c77l13" />	อาสวะเหล่านี้ย่อมสิ้นไป ณ ที่ไหน ทิฏฐาสวะทั้งสิ้น กามาสวะภวาสวะ อวิชชา
			<remark  id="s2b31c77l14" />สวะ อันเป็นเหตุให้สัตว์ไปสู่อบาย ย่อมสิ้นไปด้วยโสดาปัตติมรรค อาสวะเหล่านี้ย่อมสิ้นไปใน
			<remark  id="s2b31c77l15" />ขณะแห่งโสดาปัตติมรรคนี้ ฯ
			<remark  id="s2b31c77l16" />	กามาสวะส่วนหยาบ ภวาสวะ อวิชชาสวะ อันตั้งอยู่ร่วมกันกับกามาสวะนั้น ย่อม
			<remark  id="s2b31c77l17" />สิ้นไปด้วยสกทาคามิมรรค อาสวะเหล่านี้ย่อมสิ้นไปในขณะแห่งสกทาคามิมรรคนี้ ฯ
			<remark  id="s2b31c77l18" />	กามาสวะทั้งสิ้น ภวาสวะ อวิชชาสวะ อันตั้งอยู่ร่วมกันกับกามาสวะนั้น ย่อม
			<remark  id="s2b31c77l19" />สิ้นไปด้วยอนาคามิมรรค อาสวะเหล่านี้ย่อมสิ้นไปในขณะแห่งอนาคามิมรรคนี้ ฯ
			<remark  id="s2b31c77l20" />	ภวาสวะ อวิชชาสวะ ย่อมสิ้นไปไม่มีส่วนเหลือด้วยอรหัตมรรค  อาสวะเหล่านี้ ย่อม
			<remark  id="s2b31c77l21" />สิ้นไปในขณะแห่งอรหัตมรรคนี้ ฯ
			<remark  id="s2b31c77l22" />	ชื่อว่าญาณ เพราะอรรถว่ารู้ธรรมนั้น ชื่อว่าปัญญา เพราะอรรถว่ารู้ชัด เพราะเหตุนั้น
			<remark  id="s2b31c77l23" />ท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในการตัดอาสวะขาด เพราะความบริสุทธิ์แห่งสมาธิอันเป็นเหตุไม่ฟุ้งซ่าน 
			<remark  id="s2b31c77l24" />เป็นอานันตริกสมาธิญาณ ฯ
			<remark  id="s2b31c77l25" />	[๒๑๕] ทัสนาธิปไตย วิหาราธิคมอันสงบ และปัญญาในความที่จิตเป็นธรรมชาติน้อม
			<remark  id="s2b31c77l26" />ไปในผลสมาบัติอันประณีต เป็นอรณวิหารญาณอย่างไร ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b31c78" >
		<para id="s2b31c78p">
			<remark  id="s2b31c78l1" />	คำว่า ทสสนาธิปเตยฺยํ ความว่า อนิจจานุปัสนา ทุกขานุปัสนา อนัตตานุปัสนา
			<remark  id="s2b31c78l2" /> การพิจารณาเห็นความไม่เที่ยง การพิจารณาเห็นความทุกข์ การพิจารณาเห็นความเป็นอนัตตา ในรูป 
			<remark  id="s2b31c78l3" />ในเวทนา ในสัญญา ในสังขาร ในวิญญาณ ในจักษุ ฯลฯ ในชราและมรณะ เป็นทัสนาธิปไตย
			<remark  id="s2b31c78l4" />แต่ละอย่างๆ ฯ
			<remark  id="s2b31c78l5" />	[๒๑๖] คำว่า สนฺโต จ วิหาราธิคโม ความว่า สุญญตวิหาร  อนิมิตตวิหาร
			<remark  id="s2b31c78l6" /> อัปปณิหิตวิหาร เป็นวิหาราธิคมอันสงบแต่ละอย่างๆ ฯ
			<remark  id="s2b31c78l7" />	คำว่า ปณีตาธิมุตฺตตา ความที่จิตเป็นธรรมชาติน้อมไปในธรรมอันว่างเปล่า ความที่
			<remark  id="s2b31c78l8" />จิตเป็นธรรมชาติน้อมไปในธรรมอันไม่มีนิมิตร ความที่จิตเป็นธรรมชาติน้อมไปในธรรมอันไม่มีที่ตั้ง 
			<remark  id="s2b31c78l9" />เป็นความที่จิตเป็นธรรมชาติน้อมไปในผลสมาบัติอันประณีตแต่ละอย่างๆ ฯ
			<remark  id="s2b31c78l10" />	คำว่า อรณวิหาโร ความว่า ปฐมฌาน  ทุติยฌาน  ตติยฌาน  จตุตถฌาน  อากาสานัญจา
			<remark  id="s2b31c78l11" />ยตนสมาบัติ ฯลฯ เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ เป็นอรณวิหารแต่ละอย่างๆ ฯ
			<remark  id="s2b31c78l12" />	คำว่า อรณวิหาโร ความว่า ชื่อว่าอรณวิหาร เพราะอรรถว่ากระไร ชื่อว่าอรณวิหาร 
			<remark  id="s2b31c78l13" />เพราะอรรถว่า นำเสียซึ่งนิวรณ์ด้วยปฐมฌาน นำเสียซึ่งวิตกวิจารด้วยทุติยฌาน นำเสียซึ่งปีติด้วย
			<remark  id="s2b31c78l14" />ตติยฌาน นำเสียซึ่งสุขและทุกข์ด้วยจตุตถฌาน นำเสียซึ่งรูปสัญญา ปฏิฆสัญญา นานัตตสัญญา 
			<remark  id="s2b31c78l15" />ด้วยอากาสานัญจายตนสมาบัติ นำเสียซึ่งอากาสานัญจายตนสัญญา ด้วยวิญญาณัญจายตนสมาบัติ
			<remark  id="s2b31c78l16" />นำเสียซึ่งวิญญาณัญจายตนสัญญา ด้วยอากิญจัญญายตนสมาบัติ นำเสียซึ่งอากิญจัญญายตนสัญญา 
			<remark  id="s2b31c78l17" />ด้วยเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ นี้ชื่อว่าอรณวิหาร ฯ
			<remark  id="s2b31c78l18" />	ชื่อว่าญาณ เพราะอรรถว่ารู้ธรรมนั้น ชื่อว่าปัญญา เพราะอรรถว่ารู้ชัด เพราะเหตุนั้น
			<remark  id="s2b31c78l19" />ท่านจึงกล่าวว่า ทัสนาธิปไตย วิหาราธิคมอันสงบ และปัญญาในความที่จิตเป็นธรรมชาติน้อมไป
			<remark  id="s2b31c78l20" />ในผลสมาบัติอันประณีต เป็นอรณวิหารญาณ ฯ
			<remark  id="s2b31c78l21" />	[๒๑๗] ปัญญาในความเป็นผู้มีความชำนาญ ด้วยความเป็นผู้ประกอบด้วยพละ ๒ ด้วย
			<remark  id="s2b31c78l22" />ความระงับสังขาร ๓ ด้วยญาณจริยา ๑๖ และด้วยสมาธิจริยา๙ เป็นนิโรธสมาปัตติญาณอย่างไร ฯ
			<remark  id="s2b31c78l23" />	คำว่า ด้วยพละ ๒ ความว่า พละ ๒ คือสมถพละ ๑ วิปัสนาพละ ๑ ฯ
			<remark  id="s2b31c78l24" />	[๒๑๘] สมถพละเป็นไฉน ความที่จิตมีอารมณ์เป็นอันเดียวไม่ฟุ้งซ่าน  ด้วยสามารถ
			<remark  id="s2b31c78l25" />แห่งเนกขัมมะ ด้วยสามารถแห่งความไม่พยาบาท ด้วยสามารถแห่งอาโลกสัญญา ด้วยสามารถ
			<remark  id="s2b31c78l26" />แห่งความไม่ฟุ้งซ่าน ฯลฯ ด้วยสามารถแห่งการพิจารณาเห็นความสละคืนหายใจออก ด้วยสามารถ
			<remark  id="s2b31c78l27" />แห่งการพิจารณาเห็นความสละคืนหายใจเข้า เป็นสมถพละแต่ละอย่างๆ ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b31c79" >
		<para id="s2b31c79p">
			<remark  id="s2b31c79l1" />	[๒๑๙] คำว่า สมถพลํ ความว่า ชื่อว่าสมถพละ เพราะอรรถว่ากระไร ฯ
			<remark  id="s2b31c79l2" />	ชื่อว่าสมถพละ เพราะอรรถว่า ไม่หวั่นไหวเพราะนิวรณ์ ด้วยปฐมฌานไม่หวั่นไหว
			<remark  id="s2b31c79l3" />เพราะวิตกวิจาร ด้วยทุติยฌาน ไม่หวั่นไหวเพราะปีติ ด้วยตติยฌานไม่หวั่นไหวเพราะสุขและ
			<remark  id="s2b31c79l4" />ทุกข์ ด้วยจตุตถฌาน ไม่หวั่นไหว เพราะรูปสัญญาปฏิฆสัญญา นานัตตสัญญา ด้วยอากาสานัญจา
			<remark  id="s2b31c79l5" />ยตนสมาบัติ ไม่หวั่นไหวเพราะอากาสานัญจายตนสัญญา ด้วยวิญญาณัญจายตนสมาบัติ ไม่
			<remark  id="s2b31c79l6" />หวั่นไหวเพราะอากิญจัญญายตนสัญญา ด้วยเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ ไม่หวั่นไหวไม่
			<remark  id="s2b31c79l7" />กวัดแกว่งไม่คลอนแคลน เพราะอุทธัจจะ เพราะกิเลสอันสหรคตด้วยอุทธัจจะและเพราะขันธ์
			<remark  id="s2b31c79l8" /> นี้ชื่อว่าสมถพละ ฯ
			<remark  id="s2b31c79l9" />	[๒๒๐] วิปัสนาพละเป็นไฉน อนิจจานุปัสนา ทุกขานุปัสนา  อนัตตานุปัสนา 
			<remark  id="s2b31c79l10" />นิพพิทานุปัสนา วิราคานุปัสนา นิโรธานุปัสนา ปฏินิสสัคคานุปัสนา การพิจารณาเห็นความ
			<remark  id="s2b31c79l11" />ไม่เที่ยงในรูป ฯลฯ การพิจารณาเห็นความสละคืนในรูป ฯลฯ ในเวทนา ในสัญญา ในสังขาร
			<remark  id="s2b31c79l12" />ในวิญญาณ การพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงในจักษุ ฯลฯ ในชราและมรณะ ฯลฯ การพิจารณาเห็น
			<remark  id="s2b31c79l13" />ความสละคืนในชราและมรณะ เป็นวิปัสนาพละแต่ละอย่างๆ ฯ
			<remark  id="s2b31c79l14" />	[๒๒๑] คำว่า วิปสฺสนาพลํ ความว่า ชื่อว่าวิปัสนาพละ เพราะอรรถว่ากระไร ฯ
			<remark  id="s2b31c79l15" />	ชื่อว่าวิปัสนาพละ เพราะอรรถว่า ไม่หวั่นไหวเพราะนิจจสัญญาด้วยอนิจจานุปัสนา 
			<remark  id="s2b31c79l16" />ไม่หวั่นไหวเพราะสุขสัญญา ด้วยทุกขานุปัสนา ไม่หวั่นไหวเพราะอัตตสัญญา ด้วยอนัตตา
			<remark  id="s2b31c79l17" />นุปัสนา ไม่หวั่นไหวเพราะความเพลิดเพลิน ด้วยนิพพิทานุปัสนา ไม่หวั่นไหวเพราะความกำหนัด 
			<remark  id="s2b31c79l18" />ด้วยวิราคานุปัสนา ไม่หวั่นไหวเพราะสมุทัย ด้วยนิโรธานุปัสนา ไม่หวั่นไหวเพราะความถือมั่น
			<remark  id="s2b31c79l19" /> ด้วยปฏินิสสัคคานุปัสนา ไม่หวั่นไหว ไม่กวัดแกว่ง ไม่คลอนแคลน เพราะอวิชชา เพราะกิเลส
			<remark  id="s2b31c79l20" />อันสหรคตด้วยอวิชชา และเพราะขันธ์ นี้ชื่อว่าวิปัสนาพละ ฯ
			<remark  id="s2b31c79l21" />	[๒๒๒] คำว่า ด้วยการระงับสังขาร ๓ ความว่า ด้วยการระงับสังขาร๓ เป็นไฉน
			<remark  id="s2b31c79l22" /> วิตกวิจารเป็นวจีสังขารของท่านผู้เข้าทุติยฌานระงับไป ลมอัสสาสปัสสาสะเป็นกายสังขารของท่าน
			<remark  id="s2b31c79l23" />ผู้เข้าจตุตถฌาน ระงับไป สัญญาและเวทนาเป็นจิตตสังขารของท่านผู้เข้าสัญญาเวทยิตนิโรธ ระงับไป 
			<remark  id="s2b31c79l24" />ด้วยการระงับสังขาร๓ เหล่านี้ ฯ
			<remark  id="s2b31c79l25" />	[๒๒๓] คำว่า ด้วยญาณจริยา ๑๖ ความว่า ด้วยญาณจริยา ๑๖เป็นไฉน อนิจจา
			<remark  id="s2b31c79l26" />นุปัสนา ทุกขานุปัสนา อนัตตานุปัสนา นิพพิทานุปัสนาวิราคานุปัสนา นิโรธานุปัสนา 
			<remark  id="s2b31c79l27" />ปฏินิสสัคคานุปัสนา วิวัฏฏนานุปัสนา โสดาปัตติมรรค โสดาปัตติผลสมาบัติ สกทาคามิมรรค 
			<remark  id="s2b31c79l28" />สกทาคามิผลสมาบัติอนาคามิมรรค อนาคามิผลสมาบัติ อรหัตมรรค อรหัตผลสมาบัติ เป็นญาณ
			<remark  id="s2b31c79l29" />จริยาแต่ละอย่าง ๆ ด้วยญาณจริยา ๑๖ นี้ ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b31c80" >
		<para id="s2b31c80p">
			<remark  id="s2b31c80l1" />	[๒๒๔] คำว่า ด้วยสมาธิจริยา ๙ ความว่า ด้วยสมาธิจริยา ๙ เป็นไฉน ปฐมฌาน 
			<remark  id="s2b31c80l2" />ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน อากาสานัญจายตนสมาบัติวิญญาณัญจายตนสมาบัติ อากิญ
			<remark  id="s2b31c80l3" />จัญญายตนสมาบัติ เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติเป็นสมาธิจริยาแต่ละอย่างๆ วิตกวิจาร ปีติ 
			<remark  id="s2b31c80l4" />สุข และเอกัคคตาจิต เพื่อประโยชน์แก่การได้ปฐมฌาน ฯลฯ วิตก วิจาร ปีติ สุข และเอกัคคตา
			<remark  id="s2b31c80l5" />จิต เพื่อประโยชน์แก่การได้เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ ด้วยสมาธิจริยา ๙ นี้ ฯ
			<remark  id="s2b31c80l6" />	[๒๒๕] คำว่า วสี ความว่า วสี ๕ ประการ คือ อาวัชชนาวสี ๑ สมาปัชชนาวสี ๑ 
			<remark  id="s2b31c80l7" />อธิษฐานวสี ๑ วุฏฐานวสี ๑ ปัจจเวกขณวสี ๑ ฯ
			<remark  id="s2b31c80l8" />	สมาปัตติลาภีบุคคลคำนึงถึงปฐมฌานได้ ณ สถานที่และขณะตามที่ปรารถนา ไม่มี
			<remark  id="s2b31c80l9" />ความเนิ่นช้าในการคำนึงถึง เพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่าอาวัชชนาวสีสมาปัตติลาภีบุคคลเข้าปฐมฌานได้
			<remark  id="s2b31c80l10" /> ณ สถานที่ และขณะตามที่ปรารถนา ไม่มีความเนิ่นช้าในการเข้า เพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่า
			<remark  id="s2b31c80l11" />สมาปัชชนาวสี สมาปัตติลาภีบุคคลอธิษฐานปฐมฌานได้ ณ สถานที่และขณะตามที่ปรารถนา ไม่มี
			<remark  id="s2b31c80l12" />ความเนิ่นช้าในการอธิษฐาน เพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่าอธิษฐานวสี สมาปัตติลาภีบุคคลออกปฐมฌาณ
			<remark  id="s2b31c80l13" />ได้  ณ สถานที่และขณะตามที่ปรารถนา ไม่มีความเนิ่นช้าในการออก เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าวุฏฐาน
			<remark  id="s2b31c80l14" />วสี สมาปัตติลาภีบุคคลพิจารณาปฐมฌานได้ ณ สถานที่และขณะตามที่ปรารถนา ไม่มีความเนิ่นช้า
			<remark  id="s2b31c80l15" />ในการพิจารณา เพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่าปัจจเวกขณวสี สมาปัตติลาภีบุคคลคำนึงถึงทุติยฌาน ฯลฯ 
			<remark  id="s2b31c80l16" />เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติได้ ณ สถานที่และขณะตามที่ปรารถนา ไม่มีความเนิ่นช้าใน
			<remark  id="s2b31c80l17" />การคำนึงถึงเพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่าอาวัชชนาวสี สมาปัตติลาภีบุคคลเข้า ฯลฯ อธิษฐาน ออกพิจารณา
			<remark  id="s2b31c80l18" />เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติได้ ณ สถานที่และขณะตามที่ปรารถนาไม่มีความเนิ่นช้าในการ
			<remark  id="s2b31c80l19" />พิจารณา เพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่าปัจจเวกขณวสี วสี ๕ประการนี้ ฯ
			<remark  id="s2b31c80l20" />	ชื่อว่าญาณ เพราะอรรถว่ารู้ธรรมนั้น ชื่อว่าปัญญา เพราะอรรถว่ารู้ชัด เพราะเหตุนั้น
			<remark  id="s2b31c80l21" />ท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในความเป็นผู้มีความชำนาญ ด้วยความเป็นผู้ประกอบด้วยพละ ๒ ด้วยความ
			<remark  id="s2b31c80l22" />ระงับสังขาร ๓ ด้วยญานจริยา ๑๖ และด้วยสมาธิจริยา ๙ เป็นนิโรธสมาปัตติญาณ ฯ
			<remark  id="s2b31c80l23" />	[๒๒๖] ปัญญาในความสิ้นไปแห่งความเป็นไปแห่งกิเลส และขันธ์ ของบุคคลผู้รู้
			<remark  id="s2b31c80l24" />สึกตัว เป็นปรินิพพานญาณอย่างไร ฯ
			<remark  id="s2b31c80l25" />	สัมปชานบุคคลในศาสนานี้  ย่อมยังความเป็นไปแห่งกามฉันทะให้สิ้นไป ด้วยเนกขัมมะ
			<remark  id="s2b31c80l26" />แห่งพยาบาทให้สิ้นไปด้วยความไม่พยาบาท ฯลฯ แห่งถีนมิทธะให้สิ้นไป ด้วยอาโลกสัญญา ฯลฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b31c81" >
		<para id="s2b31c81p">
			<remark  id="s2b31c81l1" />แห่งอุทธัจจะให้สิ้นไป ด้วยความไม่ฟุ้งซ่าน ฯลฯ แห่งวิจิกิจฉาให้สิ้นไป ด้วยการกำหนดธรรม ฯลฯ 
			<remark  id="s2b31c81l2" />แห่งอวิชชาให้สิ้นไป ด้วยญาณ แห่งความไม่ยินดี ด้วยความปราโมทย์ ยังความเป็นไปแห่ง
			<remark  id="s2b31c81l3" />นิวรณ์ให้สิ้นไป ด้วยปฐมฌาน ฯลฯ ยังความเป็นไปแห่งกิเลสทั้งปวงให้สิ้นไป ด้วยอรหัตมรรค ฯ
			<remark  id="s2b31c81l4" />	อีกประการหนึ่ง ความเป็นไปแห่งจักษุนี้แล ของสัมปชานบุคคลผู้นิพพานด้วย
			<remark  id="s2b31c81l5" />อนุปาทิเสสนิพพานธาตุ ย่อมสิ้นไป และความเป็นไปแห่งจักษุอื่นย่อมไม่เกิดขึ้น ความเป็นไป
			<remark  id="s2b31c81l6" />แห่งหู ฯลฯ ความเป็นไปแห่งจมูก ความเป็นไปแห่งลิ้นความเป็นไปแห่งกาย ความเป็นไปแห่ง
			<remark  id="s2b31c81l7" />ใจนี้แล ของสัมปชานบุคคลผู้นิพพานด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ ย่อมสิ้นไป และความเป็นไปแห่ง
			<remark  id="s2b31c81l8" />ใจอื่นย่อมไม่เกิดขึ้นปัญญาในความสิ้นไปแห่งความเป็นไปแห่งกิเลสและขันธ์ ของสัมปชาน
			<remark  id="s2b31c81l9" />บุคคลนี้เป็นปรินิพพานญาณ ฯ
			<remark  id="s2b31c81l10" />	ชื่อว่าญาณ เพราะอรรถว่ารู้ธรรมนั้น ชื่อว่าปัญญา เพรา
