<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<!DOCTYPE book PUBLIC "-//OASIS//DTD DocBook XML V5.0//EN" "http://www.oasis-open.org/docbook/xml/4.5/docbookx.dtd">
<chapter id="s2b30">
	<title>ขุททกนิกาย จูฬนิทเทส</title>
	<section id="s2b30c1" >
		<para id="s2b30c1p">
			<remark  id="s2b30c1l1" />                         พระสุตตันตปิฎก         
			<remark  id="s2b30c1l2" />                           	เล่ม ๒๒             
			<remark  id="s2b30c1l3" />                      ขุททกนิกาย จูฬนิทเทส     
			<remark  id="s2b30c1l4" />       ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น     
			<remark  id="s2b30c1l5" />                         ปารายนวรรค            
			<remark  id="s2b30c1l6" />                          วัตถุคาถา            
			<remark  id="s2b30c1l7" />                เรื่องพราหมณ์พาวรีส่งศิษย์ทูลถามปัญหา  
			<remark  id="s2b30c1l8" />     [๑] พราหมณ์พาวรี เป็นผู้เรียนจบมนต์ ปรารถนาความเป็นผู้ไม่         
			<remark  id="s2b30c1l9" />         มีกังวล ออกจากพระนครโกศลอันน่ารื่นรมย์ ไปสู่ทักขิณา-  
			<remark  id="s2b30c1l10" />         ปถชนบท  
			<remark  id="s2b30c1l11" />     [๒] พราหมณ์นั้นอยู่ที่ฝั่งแม่น้ำโคธาวารี อันเป็นพรมแดนแว่น        
			<remark  id="s2b30c1l12" />         แคว้นอัสสกะและแว่นแคว้นมุฬกะต่อกัน เลี้ยงชีวิตอยู่ด้วย        
			<remark  id="s2b30c1l13" />         การเที่ยวภิกขาและผลไม้.  
			<remark  id="s2b30c1l14" />     [๓] เมื่อพราหมณ์นั้นเข้าไปอาศัย (อยู่) บ้านได้เป็นหมู่ใหญ่ด้วย    
			<remark  id="s2b30c1l15" />         ความเจริญอันเกิดแต่บ้านนั้น พราหมณ์นั้นได้บูชามหายัญ          
			<remark  id="s2b30c1l16" />     [๔] พราหมณ์นั้นบูชามหายัญแล้วก็กลับเข้าไปสู่อาศรม เมื่อ           
			<remark  id="s2b30c1l17" />         พราหมณ์นั้นกลับเข้าไปแล้ว พราหมณ์อื่นก็มา.  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b30c2" >
		<para id="s2b30c2p">
			<remark  id="s2b30c2l1" />     [๕] พราหมณ์อื่นมีเท้าพิการ เดินงกงัน ฟันเขลอะ มีธุลีบนศีรษะ       
			<remark  id="s2b30c2l2" />         เข้าไปหาพาวรีพราหมณ์แล้ว ขอทรัพย์ห้าร้อย.  
			<remark  id="s2b30c2l3" />     [๖] พาวรีพราหมณ์เห็นพราหมณ์นั้นเข้าแล้ว ก็เชิญให้นั่ง แล้ว        
			<remark  id="s2b30c2l4" />         ก็ถามถึงความสุขสำราญและความไม่มีโรค และได้กล่าว  
			<remark  id="s2b30c2l5" />         คำนี้ว่า      
			<remark  id="s2b30c2l6" />     [๗] ทรัพย์ของเรามีอันจะพึงให้ เราสละหมดแล้ว. ดูกรพราหมณ์          
			<remark  id="s2b30c2l7" />         ท่านเชื่อเราเถิด ทรัพย์ห้าร้อยของเราไม่มี.  
			<remark  id="s2b30c2l8" />     [๘] ถ้าเมื่อเราขอ ท่านจักไม่ให้. ในวันที่เจ็ด ศีรษะของท่านจง      
			<remark  id="s2b30c2l9" />         แตกเจ็ดเสี่ยง.  
			<remark  id="s2b30c2l10" />     [๙] พราหมณ์นั้นเป็นคนโกหก ปรุงแต่งแสดงเหตุให้กลัว.  
			<remark  id="s2b30c2l11" />         พราหมณ์พาวรีได้ฟังคำของพราหมณ์นั้นแล้ว ก็เป็นทุกข์.           
			<remark  id="s2b30c2l12" />    [๑๐] มีลูกศรคือความโศกเสียบแทงแล้ว ไม่บริโภคอาหาร ก็ซูบ            
			<remark  id="s2b30c2l13" />         ผอม. ใช่แต่เท่านั้น ใจของพาวรีพราหมณ์ผู้มีจิตเป็นอย่างนั้น    
			<remark  id="s2b30c2l14" />         ย่อมไม่ยินดีในการบูชา.  
			<remark  id="s2b30c2l15" />    [๑๑] เทวดา (ที่สิงอยู่ใกล้อาศรมของพราหมณ์พาวรี) ผู้ปรารถนา         
			<remark  id="s2b30c2l16" />         ประโยชน์ เห็นพาวรีพราหมณ์หวาดกลัวเป็นทุกข์อยู่ จึงเข้า        
			<remark  id="s2b30c2l17" />         ไปหาพราหมณ์พาวรีแล้วได้กล่าวว่า.      
			<remark  id="s2b30c2l18" />    [๑๒] พราหมณ์ผู้มีความต้องการทรัพย์นั้น เป็นคนโกหก ย่อม             
			<remark  id="s2b30c2l19" />         ไม่รู้จักศีรษะ. ความรู้จักศีรษะหรือธรรมอันให้ศีรษะตกไป        
			<remark  id="s2b30c2l20" />         ย่อมไม่มีแก่พราหมณ์นั้น.              
			<remark  id="s2b30c2l21" />    [๑๓] พาวรีพราหมณ์ดำริว่า เทวดานี้อาจรู้ได้ในบัดนี้. (กล่าวว่า)     
			<remark  id="s2b30c2l22" />         ข้าพเจ้าถามแล้ว ขอท่านจงบอกศีรษะและธรรมอันให้ศีรษะ            
			<remark  id="s2b30c2l23" />         ตกไปแก่ข้าพเจ้าเถิด. ข้าพเจ้าจะขอฟังคำของท่าน.  
			<remark  id="s2b30c2l24" />    [๑๔] แม้ข้าพเจ้าก็ไม่รู้จักศีรษะและธรรมอันให้ศีรษะตกไป. ข้าพเจ้า   
			<remark  id="s2b30c2l25" />         ไม่มีความรู้ในเรื่องนี้. ความเห็นซึ่งศีรษะและธรรมอันให้       
			<remark  id="s2b30c2l26" />         ศีรษะตกไป ย่อมมีแก่พระชินะทั้งหลายเท่านั้น.  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b30c3" >
		<para id="s2b30c3p">
			<remark  id="s2b30c3l1" />    [๑๕] พา. ก็ในบัดนี้ ใครในปฐพีมณฑลนี้ย่อมรู้จักศีรษะและธรรม         
			<remark  id="s2b30c3l2" />         อันให้ศีรษะตกไป. ดูกรเทวดา ขอท่านจงบอกท่านผู้นั้นแก่          
			<remark  id="s2b30c3l3" />         ข้าพเจ้าเถิด.  
			<remark  id="s2b30c3l4" />    [๑๖] เท. พระสักยบุตร เป็นวงศ์ของพระโอกกากราชเสด็จออก  
			<remark  id="s2b30c3l5" />         จากเมืองกบิลพัสดุ์บุรี เป็นพระพุทธเจ้าผู้นำสัตว์โลก เป็น      
			<remark  id="s2b30c3l6" />         ผู้ทำ (แสดง) ธรรมอันสว่าง.            
			<remark  id="s2b30c3l7" />    [๑๗] ดูกรพราหมณ์ พระสักยบุตรนั่นแหละ เป็นพระสัมพุทธเจ้า            
			<remark  id="s2b30c3l8" />         ทรงถึงฝั่งแห่งธรรมทั้งปวง บรรลุกำลังแห่งอภิญญาทั้งปวง มี      
			<remark  id="s2b30c3l9" />         จักษุในธรรมทั้งปวง ทรงถึงธรรมเป็นที่สิ้นไปแห่งธรรม            
			<remark  id="s2b30c3l10" />         ทั้งปวง ทรงน้อมพระทัยไปในธรรมเป็นที่สิ้นอุปธิ.  
			<remark  id="s2b30c3l11" />    [๑๘] พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น เป็นพระพุทธเจ้าในโลก มี             
			<remark  id="s2b30c3l12" />         พระจักษุ ย่อมทรงแสดงธรรม. ท่านจงไปทูลถามพระองค์เถิด.          
			<remark  id="s2b30c3l13" />         พระองค์จักทรงพยากรณ์ปัญหานั้นแก่ท่าน.  
			<remark  id="s2b30c3l14" />    [๑๙] พราหมณ์พาวรีได้ฟังคำว่า พระสัมพุทธเจ้า แล้วมีความ             
			<remark  id="s2b30c3l15" />         เบิกบานใจ มีความโศกเบาบาง และได้ปีติอันไพบูลย์.  
			<remark  id="s2b30c3l16" />    [๒๐] พราหมณ์พาวรีนั้น มีใจยินดี มีความเบิกบาน โสมนัส  
			<remark  id="s2b30c3l17" />         ถามถึง (พระผู้มีพระภาค) กะเทวดานั้น. (และประกาศว่า)           
			<remark  id="s2b30c3l18" />         พระสัมพุทธเจ้าผู้เป็นที่พึ่งของสัตว์โลก ประทับอยู่ ณ ที่ใด    
			<remark  id="s2b30c3l19" />         คือ บ้านนิคมหรือชนบทที่เขาทำแล้ว เราทั้งหลายพึงไป             
			<remark  id="s2b30c3l20" />         นมัสการพระสัมพุทธเจ้าผู้สูงสุดกว่าสัตว์ ณ ที่นั้น.            
			<remark  id="s2b30c3l21" />    [๒๑] เท. พระสักยบุตรนั้น เป็นพระชินะ มีพระปัญญาสามารถ              
			<remark  id="s2b30c3l22" />         มีพระปัญญากว้างขวางเช่นแผ่นดินอันประเสริฐ เป็น  
			<remark  id="s2b30c3l23" />         นักปราชญ์ ไม่มีอาสวะ ทรงรู้แจ้งศีรษะและธรรมอันให้             
			<remark  id="s2b30c3l24" />         ศีรษะตกไป ทรงองอาจกว่านรชน ประทับอยู่ ณ พระราช  
			<remark  id="s2b30c3l25" />         มณเฑียรแห่งพระเจ้าโกศลในพระนครสาวัตถี.  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b30c4" >
		<para id="s2b30c4p">
			<remark  id="s2b30c4l1" />    [๒๒] ลำดับนั้น พราหมณ์พาวรีได้เรียกพราหมณ์ทั้งหลายผู้เป็นศิษย์     
			<remark  id="s2b30c4l2" />         ผู้ถึงฝั่งแห่งมนต์มา (บอกว่า). ดูกรมาณพทั้งหลาย มานี่เถิด.    
			<remark  id="s2b30c4l3" />         เราจักบอก.ขอท่านทั้งหลายจงฟังคำของเรา.  
			<remark  id="s2b30c4l4" />    [๒๓] ความปรากฎเนืองๆ แห่งพระผู้มีพระภาคพระองค์ใดนั้น  
			<remark  id="s2b30c4l5" />         ยากที่จะหาได้ในโลก วันนี้ พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น           
			<remark  id="s2b30c4l6" />         เสด็จอุบัติขึ้นแล้วในโลก มีพระนามปรากฎว่า พระ  
			<remark  id="s2b30c4l7" />         สัมพุทธเจ้า. ท่านทั้งหลายจงรีบไปเมืองสาวัตถี ดู  
			<remark  id="s2b30c4l8" />         พระสัมพุทธเจ้าผู้สูงสุดกว่าสรรพสัตว์.  
			<remark  id="s2b30c4l9" />    [๒๔] ข้าแต่ท่านพราหมณ์ ก็ข้าพเจ้าทั้งหลายเห็นแล้วจะรู้จักว่า       
			<remark  id="s2b30c4l10" />         เป็นพระพุทธเจ้าได้อย่างไร? ข้าพเจ้าทั้งหลาย จะรู้จัก          
			<remark  id="s2b30c4l11" />         พระสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้นด้วยอุบายอย่างไร? ขอท่านจง           
			<remark  id="s2b30c4l12" />         บอกอุบายนั้นแก่ข้าพเจ้าทั้งหลายผู้ไม่รู้เถิด.  
			<remark  id="s2b30c4l13" />    [๒๕] พา. ก็มหาบุรุษลักษณะ ๓๒ ประการ มาแล้วในมนต์ทั้งหลาย           
			<remark  id="s2b30c4l14" />         ท่านกล่าวไว้แจ่มแจ้งบริบูรณ์แล้วโดยลำดับ.  
			<remark  id="s2b30c4l15" />    [๒๖] ท่านผู้ใดมีมหาบุรุษลักษณะเหล่านั้นในกายตัว ท่านผู้นั้นมีคติ   
			<remark  id="s2b30c4l16" />         เป็นสองอย่างเท่านั้น มิได้มีคติเป็นที่สาม.  
			<remark  id="s2b30c4l17" />    [๒๗] คือ ถ้าอยู่ครองเรือน พึงครอบครองแผ่นดินนี้. ย่อมปกครอง        
			<remark  id="s2b30c4l18" />         โดยธรรม โดยไม่ต้องใช้อาชญา ไม่ต้องใช้ศาตรา.  
			<remark  id="s2b30c4l19" />    [๒๘] และถ้าท่านผู้นั้นออกบวชเป็นบรรพชิต จะได้เป็นพระ              
			<remark  id="s2b30c4l20" />         อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า มีกิเลสดังหลังคาอันเปิดแล้ว            
			<remark  id="s2b30c4l21" />         ไม่มีผู้อื่นยิ่งกว่า.  
			<remark  id="s2b30c4l22" />    [๒๙] พราหมณ์พาวรี (บอกแล้ว) ซึ่งชาติ โคตร ลักษณะ  
			<remark  id="s2b30c4l23" />         และมนต์อย่างอื่นอีก กะพวกศิษย์ (ได้สั่งว่า). ท่าน             
			<remark  id="s2b30c4l24" />         ทั้งหลายจงถามถึงศีรษะ และธรรมอันให้ศีรษะตกไปด้วยใจ            
			<remark  id="s2b30c4l25" />         เท่านั้น.  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b30c5" >
		<para id="s2b30c5p">
			<remark  id="s2b30c5l1" />    [๓๐] ถ้าท่านผู้นั้นจักเป็นพระพุทธเจ้าผู้เห็นธรรมไม่มีเครื่องกั้น. เมื่อ  
			<remark  id="s2b30c5l2" />         ท่านทั้งหลายถามปัญหาด้วยใจแล้ว ก็จักแก้ด้วยวาจา.              
			<remark  id="s2b30c5l3" />    [๓๑] พราหมณ์ ๑๖ คน ผู้เป็นศิษย์ คือ อชิตพราหมณ์ ติสสเมตเตยย       
			<remark  id="s2b30c5l4" />         พราหมณ์ ปุณณกพราหมณ์ เมตตคูพราหมณ์.   
			<remark  id="s2b30c5l5" />    [๓๒] โธตกพราหมณ์ อุปสีวพราหมณ์ นันทพราหมณ์ เหมก  
			<remark  id="s2b30c5l6" />         พราหมณ์ โตเทยยพราหมณ์ กัปปพราหมณ์ ชตุกัณณี  
			<remark  id="s2b30c5l7" />         พราหมณ์ผู้เป็นบัณฑิต.  
			<remark  id="s2b30c5l8" />    [๓๓] ภัทราวุธพราหมณ์ อุทยพราหมณ์ โปสาลพราหมณ์ โมฆ  
			<remark  id="s2b30c5l9" />         ราชพราหมณ์ผู้เป็นนักปราชญ์ ปิงคิยพราหมณ์ผู้แสวงหาคุณใหญ่      
			<remark  id="s2b30c5l10" />         ได้ฟังวาจาของพราหมณ์พาวรีแล้ว.        
			<remark  id="s2b30c5l11" />    [๓๔] ทั้งหมดนั้น เฉพาะคนหนึ่งๆ เป็นเจ้าหมู่เจ้าคณะ ปรากฎ           
			<remark  id="s2b30c5l12" />         แก่โลกทั้งปวง เป็นผู้เจริญฌาน ยินดีในฌาน เป็นธีรชน            
			<remark  id="s2b30c5l13" />         ผู้มีจิตอบรมด้วยวาสนาในกาลก่อน.       
			<remark  id="s2b30c5l14" />    [๓๕] พราหมณ์ผู้เป็นศิษย์ทุกคน ทรงชฎาและหนังสือ อภิวาท              
			<remark  id="s2b30c5l15" />         พราหมณ์พาวรีและกระทำประทักษิณแล้ว มุ่งหน้าเดินไปทาง           
			<remark  id="s2b30c5l16" />         ทิศอุดร.      
			<remark  id="s2b30c5l17" />    [๓๖] สู่สถานเป็นที่ตั้งแห่งแว่นแคว้นมฬุกะ เมืองมาหิสสติในกาล       
			<remark  id="s2b30c5l18" />         นั้น เมืองอุชเชนี เมืองโคนัทธะ เมืองเวทิสะ เมืองวน           
			<remark  id="s2b30c5l19" />         สวหยะ.        
			<remark  id="s2b30c5l20" />    [๓๗] เมืองโกสัมพี เมืองสาเกต เมืองสาวัตถี เป็นเมืองอุดม            
			<remark  id="s2b30c5l21" />         เมืองเสตัพยะ เมืองกบิลพัสดุ์ เมืองกุสินารา.  
			<remark  id="s2b30c5l22" />    [๓๘] เมืองปาวา โภคนคร เมืองเวสาลี เมืองมคธและปาสาณเจดีย์           
			<remark  id="s2b30c5l23" />         อันเป็นรมณียสถาน น่ารื่นรมย์ใจ.       
			<remark  id="s2b30c5l24" />    [๓๙] พราหมณ์เหล่านั้นรีบขึ้นสู่ภูเขา (ปาสาณเจดีย์) เหมือนคน        
			<remark  id="s2b30c5l25" />         กระหายน้ำรีบหาน้ำเย็น เหมือนพ่อค้ารีบหาลาภใหญ่ และเหมือน      
			<remark  id="s2b30c5l26" />         คนถูกความร้อนแผดเผาและรีบหาร่ม ฉะนั้น.  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b30c6" >
		<para id="s2b30c6p">
			<remark  id="s2b30c6l1" />    [๔๐] ก็ในสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคอันภิกษุสงฆ์ห้อมล้อมแล้วทรง        
			<remark  id="s2b30c6l2" />         แสดงธรรมแก่พระภิกษุทั้งหลายอยู่ ประหนึ่งว่าราชสีห์บันลือ      
			<remark  id="s2b30c6l3" />         สีหนาทอยู่ในป่า.  
			<remark  id="s2b30c6l4" />    [๔๑] อชิตพราหมณ์ ได้เห็นพระสัมพุทธเจ้าผู้เพียงดังว่าดวงอาทิตย์     
			<remark  id="s2b30c6l5" />         มีรัศมีฉายออกไป และเหมือนดวงจันทร์เต็มดวงในวันเพ็ญ.           
			<remark  id="s2b30c6l6" />    [๔๒] ลำดับนั้น อชิตพราหมณ์ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนหนึ่ง รื่นเริงใจ     
			<remark  id="s2b30c6l7" />         เพราะได้เห็นอนุพยัญชนะบริบูรณ์ ในพระกายของพระผู้มี           
			<remark  id="s2b30c6l8" />         พระภาค ได้ทูลถามปัญหาด้วยใจ.          
			<remark  id="s2b30c6l9" />    [๔๓] อ. ท่านเจาะจงใคร? จงบอกชาติ บอกโคตรพร้อมด้วย  
			<remark  id="s2b30c6l10" />         ลักษณะ. บอกความสำเร็จในมนต์ทั้งหลาย. พราหมณ์สอน  
			<remark  id="s2b30c6l11" />         มาณพ เท่าไร?  
			<remark  id="s2b30c6l12" />    [๔๔] พ. พราหมณ์นั้นมีอายุ ๑๒๐ ปี ชื่อพาวรีโดยโคตร. ลักษณะ          
			<remark  id="s2b30c6l13" />         ๓ อย่างมีในตัวของพราหมณ์นั้น. พราหมณ์นั้นเป็นผู้ถึงฝั่งแห่ง   
			<remark  id="s2b30c6l14" />         ไตรเพท.       
			<remark  id="s2b30c6l15" />    [๔๕] พาวรีพราหมณ์ ถึงความสำเร็จในธรรมของตน สอนมาณพ  
			<remark  id="s2b30c6l16" />         ๕๐๐ ในมหาบุรุษลักษณะ และคัมภีร์อิติหาสะ พร้อมทั้งคัมภีร์      
			<remark  id="s2b30c6l17" />         นิฆัณฑุศาสตร์ และคัมภีร์เกฏุภศาสตร์.  
			<remark  id="s2b30c6l18" />    [๔๖] ข้าแต่พระองค์ผู้สูงสุดกว่านรชน ผู้ตัดเสียซึ่งตัณหา ขอพระองค์  
			<remark  id="s2b30c6l19" />         ทรงประกาศความกว้างแห่งลักษณะทั้งหลาย ของพราหมณ์              
			<remark  id="s2b30c6l20" />         พาวรี. ความสงสัยอย่าได้มีแก่ข้าพระองค์ทั้งหลายเลย.            
			<remark  id="s2b30c6l21" />    [๔๗] พราหมณ์นั้นย่อมปกปิดหน้าได้ด้วยลิ้น. มีอุณาโลมอยู่ใน          
			<remark  id="s2b30c6l22" />         ระหว่างคิ้ว. และมีอวัยวะที่ซ่อนอยู่ในผ้าอยู่ในฝัก. ดูกร       
			<remark  id="s2b30c6l23" />         มาณพ ท่านจงรู้อย่างนี้.  
			<remark  id="s2b30c6l24" />    [๔๘] ชนทั้งปวงไม่ได้ฟังใครๆ ซึ่งเป็นผู้ถาม ได้ฟังปัญหาทั้งหลาย     
			<remark  id="s2b30c6l25" />         ที่พระผู้มีพระภาคทรงแก้แล้วเกิดความโสมนัส ประนมอัญชลี         
			<remark  id="s2b30c6l26" />         ย่อมคิดไปต่างๆ (ว่า)  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b30c7" >
		<para id="s2b30c7p">
			<remark  id="s2b30c7l1" />    [๔๙] ใครหนอเป็นเทวดา เป็นพระพรหม หรือเป็นพระอินทร์ผู้              
			<remark  id="s2b30c7l2" />         สุชัมบดี เมื่อเขาถามปัญหาด้วยใจ จะแก้ปัญหานั้นกะใครได้?       
			<remark  id="s2b30c7l3" />    [๕๐] อ. พาวรีพราหมณ์ย่อมถามถึงศีรษะ และธรรมอันทำให้ศีรษะ           
			<remark  id="s2b30c7l4" />         ตกไป. ข้าแต่พระผู้มีพระภาคผู้ทรงแสวงหา ขอพระองค์ทรง           
			<remark  id="s2b30c7l5" />         โปรดพยากรณ์ข้อนั้น. กำจัดเสียซึ่งความสงสัยของข้าพระองค์       
			<remark  id="s2b30c7l6" />         ทั้งหลายเถิด.  
			<remark  id="s2b30c7l7" />    [๕๑] พ. ท่านจงรู้เถิดว่า อวิชชาเป็นศีรษะ วิชชาประกอบกับ            
			<remark  id="s2b30c7l8" />         ศรัทธา สติ สมาธิ ฉันทะ และวิริยะ เป็นธรรมเครื่องยัง           
			<remark  id="s2b30c7l9" />         ศีรษะให้ตกไป.  
			<remark  id="s2b30c7l10" />    [๕๒] ลำดับนั้น อชิตมาณพผู้อันความโสมนัสเป็นอันมากอุดหนุนแล้ว       
			<remark  id="s2b30c7l11" />         กระทำซึ่งหนังเสือเฉวียงบ่าข้างหนึ่ง แล้วซบเศียรลงแทบพระ      
			<remark  id="s2b30c7l12" />         ยุคลบาท (ทูลว่า)  
			<remark  id="s2b30c7l13" />    [๕๓] ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ ผู้มีพระจักษุ พราหมณ์พาวรีพร้อมด้วย  
			<remark  id="s2b30c7l14" />         พวกศิษย์ มีจิตเบิกบานโสมนัส ขอถวายบังคมพระยุคลบาท             
			<remark  id="s2b30c7l15" />         ของพระองค์.   
			<remark  id="s2b30c7l16" />    [๕๔] พ. พราหมณ์พาวรีพร้อมด้วยพวกศิษย์จงเป็นผู้มีสุข. ดูกรมาณพ      
			<remark  id="s2b30c7l17" />         และแม้ท่านก็ขอให้มีความสุข มีชีวิตอยู่ยืนนานเถิด.             
			<remark  id="s2b30c7l18" />    [๕๕] เราให้โอกาสแก่พาวรีพราหมณ์ แก่ท่าน และแก่พราหมณ์              
			<remark  id="s2b30c7l19" />         ทั้งหมด ตลอดข้อสงสัยทั้งปวง. ท่านทั้งหลายย่อมปรารถนา          
			<remark  id="s2b30c7l20" />         ปัญหาอย่างใดอย่างหนึ่งไว้ในใจ ก็จงถามเถิด.  
			<remark  id="s2b30c7l21" />    [๕๖] เมื่อพระสัมพุทธเจ้าทรงประทานโอกาสแล้ว อชิตพราหมณ์             
			<remark  id="s2b30c7l22" />         นั่งประนมมือ แล้วทูลถามปฐมปัญหากะพระตถาคต ใน  
			<remark  id="s2b30c7l23" />         บริษัทนั้น.   
			<remark  id="s2b30c7l24" />                         จบวัตถุคาถา.     
		</para>
	</section>
	<section id="s2b30c8" >
		<para id="s2b30c8p">
			<remark  id="s2b30c8l1" />                     อชิตมาณวกปัญหานิทเทส      
			<remark  id="s2b30c8l2" />                    ว่าด้วยปัญหาของท่านอชิตะ   
			<remark  id="s2b30c8l3" />     [๕๗] (ท่านอชิตะทูลถามปัญหาว่า)            
			<remark  id="s2b30c8l4" />         โลกอันอะไรสิหุ้มห่อไว้? โลกไม่ปรากฎเพราะเหตุอะไรสิ?           
			<remark  id="s2b30c8l5" />         อะไรเล่าเป็นเครื่องฉาบทาโลกนั้น? ขอพระองค์จงตรัสบอก.          
			<remark  id="s2b30c8l6" />         อะไรเล่าเป็นภัยใหญ่ของโลกนั้น.        
			<remark  id="s2b30c8l7" />     [๕๘] คำว่า โลกอันอะไรสิหุ้มห่อไว้ ความว่า โลกนรก โลกเดียรัจฉาน โลก  
			<remark  id="s2b30c8l8" />เปรตติวิสัย โลกมนุษย์ โลกเทวดา ขันธโลก ธาตุโลก อายตนโลก โลกนี้ โลกอื่น พรหมโลก  
			<remark  id="s2b30c8l9" />กับทั้งเทวโลก นี้เรียกว่าโลก โลกนี้อันอะไรปกปิด ปิดบัง ปกคลุม หุ้มห่อ ครอบไว้  
			<remark  id="s2b30c8l10" />เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า โลกอันอะไรสิหุ้มห่อไว้?  
			<remark  id="s2b30c8l11" />     [๕๙] บทว่า อิติ ในอุเทศว่า "อิจฺจายสฺมา อชิโต" เป็นบทสนธิ เป็นบทเกี่ยวเนื่อง              
			<remark  id="s2b30c8l12" />เป็นบทยังบทให้บริบูรณ์ เป็นความประชุมแห่งอักขระ เป็นความสละสลวยแห่งพยัญชนะ บทว่า  
			<remark  id="s2b30c8l13" />อิตินี้ เป็นไปตามลำดับบท. บทว่า อายสฺมา เป็นเครื่องกล่าวด้วยความรัก เป็นเครื่องกล่าวโดย        
			<remark  id="s2b30c8l14" />เคารพ บทว่า อายสฺมานี้ เป็นเครื่องกล่าวถึงเป็นไปกับด้วยความเคารพและความยำเกรง. บทว่า           
			<remark  id="s2b30c8l15" />อชิโต เป็นชื่อ เป็นเครื่องนับ เป็นเครื่องหมายรู้ เป็นบัญญัติ เป็นเครื่องร้องเรียก เป็นนาม      
			<remark  id="s2b30c8l16" />เป็นการตั้งชื่อ เป็นเครื่องทรงชื่อ เป็นภาษาที่ร้องเรียกกัน เป็นเครื่องแสดงให้ปรากฏ เป็น        
			<remark  id="s2b30c8l17" />เครื่องกล่าวเฉพาะของพราหมณ์นั้น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า "อิจฺจายสฺมา อชิโต".  
			<remark  id="s2b30c8l18" />     [๖๐] คำว่า โลกไม่ปรากฎเพราะเหตุอะไรสิ ความว่าโลกไม่ปรากฎ ไม่สว่าง ไม่รุ่งเรือง            
			<remark  id="s2b30c8l19" />ไม่ไพโรจน์ ไม่แจ่ม ไม่กระจ่าง เพราะเหตุอะไร เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า โลกไม่ปรากฎ  
			<remark  id="s2b30c8l20" />เพราะเหตุอะไรสิ?       
			<remark  id="s2b30c8l21" />     [๖๑] คำว่า อะไรเล่าเป็นเครื่องฉาบทาโลกนั้น ขอพระองค์จงตรัสบอกความว่า อะไร  
			<remark  id="s2b30c8l22" />เป็นเครื่องฉาบทา เป็นเครื่องข้อง เป็นเครื่องผูก เป็นเครื่องเข้าไปเศร้าหมอง ของโลกนั้น คือ      
			<remark  id="s2b30c8l23" />โลกอันอะไรฉาบทา ติดให้เปื้อน ให้มัวหมองเปื้อน ระคนไว้ ข้องไว้ คล้องไว้ พัวพันไว้?              
			<remark  id="s2b30c8l24" />ขอพระองค์จงตรัสบอก เล่า แสดง บัญญัติ แต่งตั้ง เปิดเผย จำแนก ทำให้ตื้น ประกาศ  
			<remark  id="s2b30c8l25" />เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า อะไรเล่าเป็นเครื่องฉาบทาโลกนั้น? ขอพระองค์จงตรัสบอก.  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b30c9" >
		<para id="s2b30c9p">
			<remark  id="s2b30c9l1" />     [๖๒] คำว่า อะไรเล่าเป็นภัยใหญ่ของโลกนั้น ความว่า อะไรเป็นภัยใหญ่ เป็นเครื่อง              
			<remark  id="s2b30c9l2" />บีบคั้น เป็นเครื่องเสียดสี เป็นอันตราย เป็นเครื่องขัดข้องของโลกนั้น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า     
			<remark  id="s2b30c9l3" />อะไรเล่าเป็นภัยใหญ่ของโลกนั้น.  
			<remark  id="s2b30c9l4" />     เพราะเหตุนั้น พราหมณ์นั้นจึงกล่าวว่า (อชิตมาณพทูลถามปัญหาว่า)     
			<remark  id="s2b30c9l5" />          โลกอันอะไรสิห่อหุ้มไว้? โลกไม่ปรากฎเพราะเหตุอะไรสิ?          
			<remark  id="s2b30c9l6" />          อะไรเล่าเป็นเครื่องฉาบทาโลกนั้น? ขอพระองค์จงตรัสบอก.         
			<remark  id="s2b30c9l7" />          อะไรเล่าเป็นภัยใหญ่ของโลกนั้น?       
			<remark  id="s2b30c9l8" />     [๖๓] (พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ดูกรอชิตะ)  
			<remark  id="s2b30c9l9" />          โลกอันอวิชชาหุ้มห่อไว้ โลกไม่ปรากฎเพราะความตระหนี่           
			<remark  id="s2b30c9l10" />          เรากล่าวตัณหาว่าเป็นเครื่องฉาบทาโลก. ทุกข์เป็นภัยใหญ่ของ     
			<remark  id="s2b30c9l11" />          โลกนั้น.     
			<remark  id="s2b30c9l12" />     [๖๔] ความไม่รู้ในทุกข์ ความไม่รู้ในทุกขสมุทัย ความไม่รู้ในทุกขนิโรธ ความไม่รู้            
			<remark  id="s2b30c9l13" />ในทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา ความไม่รู้ในส่วนสุดเบื้องต้น ความไม่รู้ในส่วนสุดเบื้องปลาย ความ        
			<remark  id="s2b30c9l14" />ไม่รู้ทั้งในส่วนสุดเบื้องต้นและส่วนสุดเบื้องปลาย ความไม่รู้ในธรรมทั้งหลาย อันอาศัยกันและ       
			<remark  id="s2b30c9l15" />กันเกิดขึ้น คือ ความเป็นปัจจัยแห่งธรรมนี้ ชื่อว่า "อวิชชา" ความไม่รู้ ความไม่เห็น ความ         
			<remark  id="s2b30c9l16" />ไม่ถึงพร้อมเฉพาะ ความไม่ตามตรัสรู้ ความไม่ตรัสรู้พร้อม ความไม่แทงตลอด ความไม่ถือ  
			<remark  id="s2b30c9l17" />พร้อม ความไม่ถือรอบ ความไม่เห็นเสมอ ความไม่พิจารณา ความไม่ทำให้ประจักษ์ ความ  
			<remark  id="s2b30c9l18" />รู้ได้ยาก ความเป็นคนเขลา ความไม่รู้ทั่วพร้อม ความหลงใหล ความมัวเมา อวิชชาเป็นโอฆะ              
			<remark  id="s2b30c9l19" />อวิชชาเป็นโยคะ อวิชชาเป็นอนุสัย อวิชชาเป็นเครื่องกลุ้มรุม อวิชชาเป็นข่าย โมหะ อกุศล            
			<remark  id="s2b30c9l20" />มูล ชื่อว่า "อวิชชา" ในอุเทศว่า อวิชชายนิวุโต โลโก นี้เรียกว่า อวิชชา. โลกนรก  
			<remark  id="s2b30c9l21" />โลกเดียรัจฉาน โลกเปตติวิสัย โลกมนุษย์ โลกเทวดา ขันธโลก ธาตุโลก อายตนโลก  
			<remark  id="s2b30c9l22" />โลกนี้ โลกหน้า พรหมโลก กับทั้งเทวโลก นี้เรียกว่าโลก. โลกอันอวิชชานี้ ปิดบัง ปกคลุม             
			<remark  id="s2b30c9l23" />หุ้มห่อ ครอบไว้ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า โลกอันอวิชชาหุ้มห่อไว้.         
			<remark  id="s2b30c9l24" />     [๖๕] พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกพราหมณ์นั้นโดยชื่อว่า "อชิต". บทว่า ภควา นี้  
			<remark  id="s2b30c9l25" />เป็นเครื่องกล่าวด้วยความเคารพ. อีกอย่างหนึ่ง พระผู้มีพระภาคทรงทำลายราคะ เพราะเหตุนั้น          
		</para>
	</section>
	<section id="s2b30c10" >
		<para id="s2b30c10p">
			<remark  id="s2b30c10l1" />จึงชื่อว่า ภควา. ทรงทำลายโทสะ เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า ภควา. ทรงทำลายโมหะ เพราะ  
			<remark  id="s2b30c10l2" />เหตุนั้น จึงชื่อว่า ภควา. ทรงทำลายมานะ เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า ภควา. ทรงทำลายทิฏฐิ            
			<remark  id="s2b30c10l3" />เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า ภควา. ทรงทำลายเสี้ยนหนาม เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า ภควา. ทรง           
			<remark  id="s2b30c10l4" />จำแนก ทรงแจกวิเศษ ทรงจำแนกเฉพาะซึ่งธรรมรตนะ เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า ภควา. ทรง  
			<remark  id="s2b30c10l5" />ทำซึ่งที่สุดแห่งภพทั้งหลาย เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า ภควา. มีกายอันอบรมแล้ว เพราะเหตุนั้น       
			<remark  id="s2b30c10l6" />จึงชื่อว่า ภควา. มีศีลอันอบรมแล้ว เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า ภควา. มีจิตอันเจริญแล้ว มี          
			<remark  id="s2b30c10l7" />ปัญญาอันเจริญแล้ว เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า ภควา. อนึ่ง พระผู้มีพระภาค ทรงเสพเสนาสนะ            
			<remark  id="s2b30c10l8" />อันสงัด คือ ป่า และป่าเปลี่ยว เงียบเสียง ไม่มีเสียงกึกก้อง ปราศจากลม แต่หมู่ชน ควรทำ           
			<remark  id="s2b30c10l9" />กรรมลับของมนุษย์ สมควรแก่การหลีกออกเร้น เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า ภควา. อนึ่ง พระ  
			<remark  id="s2b30c10l10" />ผู้มีพระภาคทรงมีส่วนแห่งจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปัจจัยเภสัชบริขาร เพราะเหตุ  
			<remark  id="s2b30c10l11" />นั้น จึงชื่อว่า ภควา. อนึ่ง พระผู้มีพระภาคทรงมีส่วนแห่งอรรถรส ธรรมรส วิมุตติรส แห่ง            
			<remark  id="s2b30c10l12" />อธิศีล อธิจิต อธิปัญญา เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า ภควา. อนึ่ง พระผู้มีพระภาคทรงมีส่วน            
			<remark  id="s2b30c10l13" />แห่งฌาน อัปปมัญญา ๔ อรูปสมาบัติ ๔ เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า ภควา. อนึ่ง พระผู้มีพระ            
			<remark  id="s2b30c10l14" />ภาคทรงมีส่วนแห่งวิโมกข์ ๘ อภิภายตนะ ๘ อนุปุพพวิหารสมาบัติ ๙ เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า          
			<remark  id="s2b30c10l15" />ภควา. อนึ่ง พระผู้มีพระภาคทรงมีส่วนแห่งสัญญาภาวนา ๒๐ กสิณสมาบัติ ๑๐ สมาธิอันสัมปยุต            
			<remark  id="s2b30c10l16" />อานาปาณัสสติ อสุภฌานสมาบัติ เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า ภควา. อนึ่ง พระผู้มีพระภาคทรง             
			<remark  id="s2b30c10l17" />มีส่วนแห่งสติปัฏฐาน ๔ สัมมัปปธาน ๔ อิทธิบาท ๔ อินทรีย์ ๕ พละ ๕ โพชฌงค์ ๗  
			<remark  id="s2b30c10l18" />อริยมมรรคมีองค์ ๘ เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า ภควา. อนึ่ง พระผู้มีพระภาคทรงมีส่วนแห่งกำลัง        
			<remark  id="s2b30c10l19" />ของพระตถาคต ๑๐ เวสารัชชญาณ ๔ ปฏิสัมภิทา ๔ อภิญญา ๖ พุทธธรรม ๖ เพราะเหตุนั้น  
			<remark  id="s2b30c10l20" />จึงชื่อว่า ภควา. พระนามว่า ภควานี้ พระมารดามิได้ทรงตั้ง พระบิดามิได้ทรงตั้ง พระภคินีมิได้      
			<remark  id="s2b30c10l21" />ทรงตั้ง พระภาดามิได้ทรงตั้ง มิตรและอำมาตย์มิได้ตั้ง พระญาติสาโลหิตมิได้ทรงตั้ง สมณพราหมณ์      
			<remark  id="s2b30c10l22" />แลเทวดาก็มิได้ตั้ง. พระนามว่า ภควา นี้ เป็นวิโมกขันติกนาม คือ พระนามที่เกิดขึ้นในที่สุด        
			<remark  id="s2b30c10l23" />แห่งความหลุดพ้น. พระนามว่า ภควา นี้ เป็นสัจฉิกาบัญญัติ พระนามของพระผู้มีพระภาค  
			<remark  id="s2b30c10l24" />ทั้งหลายผู้ตรัสรู้แล้ว พร้อมด้วยการบรรลุพระสัพพัญญุตญาณ ณ ควงไม้มหาโพธิ์ เพราะฉะนั้น           
			<remark  id="s2b30c10l25" />จึงชื่อว่า "อชิตาติ ภควา".  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b30c11" >
		<para id="s2b30c11p">
			<remark  id="s2b30c11l1" />     [๖๖] คำว่า โลกไม่ปรากฎเพราะความตระหนี่ มีความว่า ความตระหนี่ ๕ ประการ  
			<remark  id="s2b30c11l2" />คือ อาวาสมัจฉริยะ ตระหนี่ที่อยู่ ๑ กุลมัจฉริยะ ตระหนี่สกุล ๑ ลาภมัจฉริยะ ตระหนี่ลาภ ๑          
			<remark  id="s2b30c11l3" />วรรณมัจฉริยะ ตระหนี่วรรณะ ๑ ธรรมมัจฉริยะ ตระหนี่ธรรม ๑ ท่านเรียกว่า เววิจฉะ ความ  
			<remark  id="s2b30c11l4" />ตระหนี่ กิริยาที่ตระหนี่ ความเป็นผู้ตระหนี่ ความปรารถนาต่างๆ ความเหนียวแน่น ความ  
			<remark  id="s2b30c11l5" />เป็นผู้มีจิตหดหู่โดยความเป็นจิตเผ็ดร้อน ความที่แห่งจิตอันใครเชื่อไม่ได้เห็นปานนี้ เรียกว่า     
			<remark  id="s2b30c11l6" />ความตระหนี่. อีกอย่างหนึ่ง แม้ความตระหนี่ขันธ์ ท่านก็เรียกว่ามัจฉริยะ แม้ความตระหนี่ธาตุ       
			<remark  id="s2b30c11l7" />ท่านก็เรียกว่ามัจฉริยะ ๑. แม้ความตระหนี่อายตนะ ท่านก็เรียกว่ามัจฉริยะ ความถือเอา ท่าน          
			<remark  id="s2b30c11l8" />ก็เรียกว่า มัจฉริยะ ความประมาท สมควรกล่าว การปล่อยจิต ความเพิ่มการปล่อยจิต ในกาย  
			<remark  id="s2b30c11l9" />ทุจริตก็ดี ในวจีทุจริตก็ดี ในมโนทุจริตก็ดี ในเบญจกามคุณก็ดี หรือความเป็นผู้ทำโดยความ           
			<remark  id="s2b30c11l10" />ไม่เอื้อเฟื้อ ความเป็นผู้ทำไม่ติดต่อ ความเป็นผู้หยุดๆ ความเป็นผู้มีความประพฤติย่อหย่อน         
			<remark  id="s2b30c11l11" />ความเป็นผู้ปลงฉันทะ ความเป็นผู้ทอดธุระ ความเป็นผู้ไม่ส้องเสพ ความไม่เจริญ ความ  
			<remark  id="s2b30c11l12" />ไม่ทำให้มาก ความไม่ตั้งใจ ความไม่ประกอบเนืองๆ ในการบำเพ็ญกุศลธรรมทั้งหลาย เป็น  
			<remark  id="s2b30c11l13" />ความประมาท ความมัวเมา กิริยาที่มัวเมา ความเป็นผู้มัวเมา เห็นปานนี้ เรียกว่า ประมาท.            
			<remark  id="s2b30c11l14" />     คำว่า โลกไม่ปรากฎเพราะความตระหนี่ เพราะความประมาท ความว่าโลกไม่ปรากฎ  
			<remark  id="s2b30c11l15" />ไม่สว่าง ไม่รุ่งเรือง ไม่ไพโรจน์ ไม่แจ่ม ไม่กระจ่าง เพราะความตระหนี่นี้ เพราะความ              
			<remark  id="s2b30c11l16" />ประมาทนี้ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า โลกไม่ปรากฎ เพราะความตระหนี่ เพราะความประมาท.  
			<remark  id="s2b30c11l17" />     [๖๗] คำว่า เรากล่าวว่าตัณหาเป็นเครื่องฉาบทาโลก ความว่า ตัณหา เรียกว่า ชัปปา  
			<remark  id="s2b30c11l18" />ความกำหนัด ความกำหนัดนัก ความยินดี ความพลอยยินดี ความเพลิดเพลิน ความกำหนัด  
			<remark  id="s2b30c11l19" />ด้วยความเพลิดเพลิน ความกำหนัดนักแห่งจิต ความปรารถนา ความหลง ความติดใจ ความ  
			<remark  id="s2b30c11l20" />อยาก ความพัวพัน ความข้อง ความจม ความหวั่นไหว ความลวง ธรรมชาติอันให้สัตว์  
			<remark  id="s2b30c11l21" />เกิด ธรรมชาติอันให้สัตว์เกิดกับทุกข์ ธรรมชาติอันเย็บไว้ ธรรมชาติเพียงดังข่าย ธรรมชาติ          
			<remark  id="s2b30c11l22" />อันไหลไป ธรรมชาติอันซ่านไปในอารมณ์ต่างๆ ความเป็นผู้หลับ ความกว้างขวาง ธรรมชาติ  
			<remark  id="s2b30c11l23" />อันให้อายุเสื่อม ความเป็นเพื่อน ความตั้งใจไว้ ธรรมชาติอันเป็นเหตุนำไปสู่ภพ ธรรมชาติ            
			<remark  id="s2b30c11l24" />เพียงดังว่าป่า ธรรมชาติเพียงดังว่าหมู่ไม้ในป่า ความสนิทสนม ความมีเยื่อใย ความเพ่ง ความ         
			<remark  id="s2b30c11l25" />พัวพัน ความหวัง กิริยาที่หวัง ความเป็นผู้หวัง ความหวังในรูป ความหวังในเสียง ความหวัง           
			<remark  id="s2b30c11l26" />ในกลิ่น ความหวังในรส ความหวังในโผฏฐัพพะ ความหวังในลาภ ความหวังในทรัพย์ ความ - 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b30c12" >
		<para id="s2b30c12p">
			<remark  id="s2b30c12l1" />หวังในบุตร ความหวังในชีวิต ความกระซิบ ความกระซิบทั่ว ความกระซิบยิ่ง กิริยาที่กระซิบ           
			<remark  id="s2b30c12l2" />ความเป็นผู้กระซิบ ความโลภ กิริยาที่โลภ ความเป็นผู้โลภ ความที่ตัณหาหวั่นไหว ความเป็น            
			<remark  id="s2b30c12l3" />ผู้ต้องการให้สำเร็จ ความกำหนัดผิดธรรมดา ความโลภไม่สม่ำเสมอ ความใคร่ กิริยาที่ใคร่              
			<remark  id="s2b30c12l4" />ความปรารถนา ความทะเยอทะยาน ความประสงค์ กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา รูปตัณหา  
			<remark  id="s2b30c12l5" />อรูปตัณหา นิโรธตัณหา รูปตัณหา สัททตัณหา คันธตัณหา รสตัณหา โผฏฐัพพตัณหา  
			<remark  id="s2b30c12l6" />ธรรมตัณหา โอฆะ โยคะ คันถะ อุปาทาน ธรรมชาติเป็นเครื่องกั้น ธรรมชาติเป็นเครื่องบัง  
			<remark  id="s2b30c12l7" />ธรรมชาติเป็นเครื่องปิด ธรรมชาติเป็นเครื่องผูก อุปกิเลส อนุสัย กิเลสเครื่องกลุ้มรุม             
			<remark  id="s2b30c12l8" />ธรรมชาติเพียงดังว่าเถาวัลย์ ความตระหนี่ มูลแห่งทุกข์ เหตุแห่งทุกข์ แดนเกิดแห่งทุกข์            
			<remark  id="s2b30c12l9" />บ่วงมาร เบ็ดมาร วิสัยมาร โคจรแห่งมาร เครื่องผูกแห่งมาร ตัณหาเพียงดังว่าแม่น้ำ ตัณหา            
			<remark  id="s2b30c12l10" />เพียงดังว่าข่าย ตัณหาเพียงดังว่าสายโซ่ ตัณหาเพียงดังว่าทะเล อภิชฌา โลภะ อกุศลมูล  
			<remark  id="s2b30c12l11" />นี้เรียกว่า ชัปปา (ตัณหา) ตัณหานี้เป็นเครื่องทา เป็นเครื่องข้อง เป็นเครื่องผูก เป็นอุปกิเลส    
			<remark  id="s2b30c12l12" />ของโลก โลกอันตัณหานี้ไล้ทา ฉาบทา ให้หมอง ให้มัวหมอง ให้เปื้อน ระคนไว้ ข้องไว้  
			<remark  id="s2b30c12l13" />คล้องไว้ พันไว้ เราย่อมกล่าว บอก แสดง บัญญัติ แต่งตั้ง เปิดเผย จำแนก ทำให้ตื้น  
			<remark  id="s2b30c12l14" />ประกาศ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เรากล่าวว่าตัณหาเป็นเครื่องฉาบทาโลก.     
			<remark  id="s2b30c12l15" />     [๖๘] ชื่อว่า ทุกข์ ในอุเทศว่า ทุกข์เป็นภัยใหญ่ของโลกนั้น คือ ชาติทุกข์ ชราทุกข์           
			<remark  id="s2b30c12l16" />พยาธิทุกข์ มรณทุกข์ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาส ทุกข์ในนรก ทุกข์ใน  
			<remark  id="s2b30c12l17" />กำเนิดดิรัจฉาน ทุกข์ในเปตติวิสัย ทุกข์ในมนุษย์ ทุกข์มีการก้าวลงสู่ครรภ์เป็นมูล ทุกข์มีการ      
			<remark  id="s2b30c12l18" />ตั้งอยู่ในครรภ์เป็นมูล ทุกข์มีความออกจากครรภ์เป็นมูล ทุกข์เนื่องแต่สัตว์ผู้เกิด ทุกข์เนื่องแต่  
			<remark  id="s2b30c12l19" />ผู้อื่นแห่งสัตว์ผู้เกิด ทุกข์เกิดแต่ความเพียรของตน ทุกข์เกิดแต่ความเพียงของผู้อื่น ทุกข์ในทุกข์  
			<remark  id="s2b30c12l20" />สงสารทุกข์ วิปริณามทุกข์ โรคตา โรคหู โรคจมูก โรคลิ้น โรคกาย โรคในศีรษะ โรคในหู  
			<remark  id="s2b30c12l21" />โรคในปาก โรคฟัน โรคไอ โรคมองคร่อ โรคริดสีดวงจมูก โรคร้อนใน โรคชรา โรคในท้อง  
			<remark  id="s2b30c12l22" />โรคสลบ โรคลงแดง โรคจุกเสียด โรคลงท้อง โรคเรื้อน ฝี กลาก โรคหืด โรคลมบ้าหมู  
			<remark  id="s2b30c12l23" />หิดด้าน หิดเปื่อย คุดทะราด ลำลาบ คุดทะราดใหญ่ โรครากเลือด โรคดี โรคเบาหวาน  
			<remark  id="s2b30c12l24" />โรคริดสีดวงทวาร โรคต่อม บานทะโรค อาพาธมีดีเป็นสมุฏฐาน อาพาธมีเสมหะเป็นสมุฏฐาน  
			<remark  id="s2b30c12l25" />อาพาธมีลมเป็นสมุฏฐาน อาพาธมีดีเป็นต้นประชุมกัน อาพาธเกิดเพราะฤดูแปรไป อาพาธเกิด  
			<remark  id="s2b30c12l26" />เพราะเปลี่ยนอิริยาบถไม่สม่ำเสมอกัน อาพาธเกิดเพราะความเพียร อาพาธเกิดเพราะผลกรรม  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b30c13" >
		<para id="s2b30c13p">
			<remark  id="s2b30c13l1" />ความหนาว ความร้อน ความหิว ความกระหาย ปวดอุจจาระ ปวดปัสสาวะ ทุกข์แต่เหลือบ  
			<remark  id="s2b30c13l2" />ยุง ลม แดด และสัมผัสแห่งสัตว์เลื้อยคลาน ความตายของมารดาก็เป็นทุกข์ ความตายของ  
			<remark  id="s2b30c13l3" />บิดาก็เป็นทุกข์ ความตายของพี่น้องชายก็เป็นทุกข์ ความตายของพี่น้องหญิงก็เป็นทุกข์ ความ          
			<remark  id="s2b30c13l4" />ตายของบุตรก็เป็นทุกข์ ความตายของธิดาก็เป็นทุกข์ ความฉิบหายแห่งญาติก็เป็นทุกข์ ความ             
			<remark  id="s2b30c13l5" />ฉิบหายแห่งโภคทรัพย์ก็เป็นทุกข์ ความฉิบหายเพราะโรคก็เป็นทุกข์ ความฉิบหายแห่งศีลก็เป็น           
			<remark  id="s2b30c13l6" />ทุกข์ ความฉิบหายแห่งทิฏฐิก็เป็นทุกข์ รูปาทิธรรมเหล่าใด มีความเกิดขึ้นในเบื้องต้นก็ปรากฏ        
			<remark  id="s2b30c13l7" />รูปาทิธรรมเหล่านั้นก็มีความดับไปในเบื้องปลายปรากฏ วิบากอาศัยกรรม กรรมอาศัยวิบาก รูป            
			<remark  id="s2b30c13l8" />อาศัยนาม นามก็อาศัยรูป นามรูปไปตามชาติ ชราก็ติดตาม พยาธิก็ครอบงำ มรณะก็ห้ำหั่น  
			<remark  id="s2b30c13l9" />ตั้งอยู่ในทุกข์ ไม่มีอะไรต้านทาน ไม่มีอะไรเป็นที่เร้น ไม่มีอะไรเป็นสรณะ ไม่มีอะไรเป็นที่พึ่ง   
			<remark  id="s2b30c13l10" />นี้เรียกว่าทุกข์. ทุกข์เป็นภัยใหญ่ เป็นเครื่องบีบคั้น เป็นเครื่องเสียดสี เป็นอันตราย เป็น      
			<remark  id="s2b30c13l11" />เครื่องขัดข้อง ของโลกนั้น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ทุกข์เป็นภัยใหญ่ของโลกนั้น.  
			<remark  id="s2b30c13l12" />     เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า    
			<remark  id="s2b30c13l13" />          โลกอันอวิชชาหุ้มห่อไว้. โลกไม่ปรากฏเพราะความตระหนี่.         
			<remark  id="s2b30c13l14" />          เรากล่าวว่าตัณหาเป็นเครื่องฉาบทาโลก. ทุกข์เป็นภัยใหญ่        
			<remark  id="s2b30c13l15" />          ของโลกนั้น.  
			<remark  id="s2b30c13l16" />     [๖๙] (ท่านอชิตะทูลถามว่า)  
			<remark  id="s2b30c13l17" />          กระแสทั้งหลายย่อมไหลไปในอายตนะทั้งปวง. อะไรเป็น              
			<remark  id="s2b30c13l18" />          เครื่องกั้นกระแสทั้งหลาย? ขอพระองค์จงทรงตรัสบอกธรรม          
			<remark  id="s2b30c13l19" />          เป็นเครื่องกั้นกระแสทั้งหลาย. กระแสทั้งหลายอันอะไรย่อม       
			<remark  id="s2b30c13l20" />          ปิดกั้นได้?  
			<remark  id="s2b30c13l21" />     [๗๐] กระแส คือ ตัณหา กระแส คือ ทิฏฐิ กระแส คือ กิเลส กระแส คือ    
			<remark  id="s2b30c13l22" />ทุจริต กระแส คือ อวิชชา ชื่อว่ากระแสในอุเทศว่า "สวนฺติ สพฺพธิ โสตา" บทว่า  
			<remark  id="s2b30c13l23" />สพฺพธิ คือ ในอายตนะทั้งปวง. บทว่า สวนฺติ ความว่า ย่อมไหลไป ย่อมไหลหลั่ง ย่อม  
			<remark  id="s2b30c13l24" />เลื่อนไป ย่อมเป็นไป คือ ย่อมไหลไป ย่อมหลั่งไป ย่อมเลื่อนไป ย่อมเป็นไปในรูปทางจักษุ             
			<remark  id="s2b30c13l25" />ในเสียงทางหู ในกลิ่นทางจมูก ในรสทางลิ้น ในโผฏฐัพพะทางกาย ย่อมไหลไป ย่อมหลั่งไป  
			<remark  id="s2b30c13l26" />ย่อมเลื่อนไป ย่อมเป็นไปในธรรมารมณ์ทางใจ รูปตัณหา ย่อมไหลไป ย่อมหลั่งไป ย่อมเลื่อน  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b30c14" >
		<para id="s2b30c14p">
			<remark  id="s2b30c14l1" />ไป ย่อมเป็นไปทางจักษุ สัททตัณหาย่อมไหลไป ... ทางหู คันธตัณหาย่อมไหลไป ... ทางจมูก              
			<remark  id="s2b30c14l2" />รสตัณหาย่อมไหลไป ... ทางลิ้น โผฏฐัพพตัณหาย่อมไหลไป ... ทางกาย ธรรมตัณหาย่อมไหล  
			<remark  id="s2b30c14l3" />ไป ย่อมหลั่งไป ย่อมเลื่อนไป ย่อมเป็นไปทางใจ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า กระแสทั้งหลาย  
			<remark  id="s2b30c14l4" />ย่อมไหลไปในอายตนะทั้งปวง.  
			<remark  id="s2b30c14l5" />     [๗๑] คำว่า อิติ ในอุเทศว่า อิจฺจายสฺมา อชิโต เป็นบทสนธิ เป็นบทเกี่ยวเนื่อง  
			<remark  id="s2b30c14l6" />เป็นบทยังบทให้บริบูรณ์ เป็นความประชุมแห่งอักขระ เป็นความสละสลวยแห่งพยัญชนะ.  
			<remark  id="s2b30c14l7" />คำว่า อิติ นี้ เป็นไปตามลำดับบท. บทว่า อายสฺมา เป็นเครื่องกล่าวถึงความเป็นไปกับด้วย            
			<remark  id="s2b30c14l8" />ความเคารพและความยำเกรง. บทว่า อชิโต เป็นชื่อ เป็นเครื่องนับ เป็นเครื่องหมายรู้ เป็น            
			<remark  id="s2b30c14l9" />บัญญัติ เป็นเครื่องร้องเรียก เป็นนาม เป็นการตั้งชื่อ เป็นเครื่องทรงชื่อ เป็นภาษาที่ร้องเรียก   
			<remark  id="s2b30c14l10" />กัน เป็นเครื่องแสดงให้ปรากฎ เป็นเครื่องกล่าวเฉพาะของพราหมณ์นั้น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า         
			<remark  id="s2b30c14l11" />"อิจฺจายสฺมา อชิโต".   
			<remark  id="s2b30c14l12" />     [๗๒] คำว่า อะไรเป็นเครื่องกั้นกระแสทั้งหลาย ความว่าอะไรเป็นเครื่องกั้น คือ เป็น           
			<remark  id="s2b30c14l13" />เครื่องห้าม เป็นเครื่องป้องกัน เป็นเครื่องรักษา เป็นเครื่องคุ้มครองกระแสทั้งหลาย เพราะฉะนั้น   
			<remark  id="s2b30c14l14" />จึงชื่อว่า อะไรเป็นเครื่องกั้นกระแสทั้งหลาย?   
			<remark  id="s2b30c14l15" />     [๗๓] คำว่า ขอพระองค์จงตรัสบอกธรรมเป็นเครื่องกั้นกระแสทั้งหลาย ความว่า  
			<remark  id="s2b30c14l16" />ขอพระองค์จงตรัส คือ จงทรงบอก แสดง บัญญัติ แต่งตั้ง เปิดเผย จำแนก ทำให้ตื้น  
			<remark  id="s2b30c14l17" />ประกาศ ซึ่งธรรมเป็นเครื่องกั้น คือ ซึ่งธรรมเป็นเครื่องห้าม เป็นเครื่องป้องกัน เป็นเครื่อง      
			<remark  id="s2b30c14l18" />รักษา เป็นเครื่องคุ้มครองกระแสทั้งหลาย เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า ขอพระองค์จงตรัสบอกซึ่ง         
			<remark  id="s2b30c14l19" />ธรรมเป็นเครื่องกั้นกระแสทั้งหลาย.              
			<remark  id="s2b30c14l20" />     [๗๔] คำว่า กระแสทั้งหลายอันอะไรย่อมปิดกั้นได้ ความว่า กระแสทั้งหลายอันอะไร  
			<remark  id="s2b30c14l21" />ย่อมปิดบังได้ คือ ย่อมตัดขาด ย่อมไม่ไหล ย่อมไม่หลั่ง ย่อมไม่เลื่อน ย่อมไม่เป็นไป  
			<remark  id="s2b30c14l22" />เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า กระแสทั้งหลายอันอะไรย่อมปิดได้?  
			<remark  id="s2b30c14l23" />     เพราะเหตุนั้น พราหมณ์นั้นจึงกล่าวว่า (อชิตมาณพทูลถามว่า)          
			<remark  id="s2b30c14l24" />          กระแสทั้งหลายย่อมไหลไปในอายตนะทั้งปวง. อะไรเป็น              
			<remark  id="s2b30c14l25" />          เครื่องกั้นกระแสทั้งหลาย? ขอพระองค์จงตรัสบอกธรรม      
		</para>
	</section>
	<section id="s2b30c15" >
		<para id="s2b30c15p">
			<remark  id="s2b30c15l1" />          เป็นเครื่องกั้นกระแสทั้งหลาย. กระแสทั้งหลายอันอะไรย่อม       
			<remark  id="s2b30c15l2" />          ปิดกั้นได้?  
			<remark  id="s2b30c15l3" />     [๗๕] (พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ดูกรอชิตะ) กระแสเหล่าใด            
			<remark  id="s2b30c15l4" />          ในโลก สติเป็นเครื่องกั้นกระแสเหล่านั้น. เรากล่าวธรรม         
			<remark  id="s2b30c15l5" />          เป็นเครื่องกั้นกระแสทั้งหลาย. กระแสเหล่านี้อันปัญญา          
			<remark  id="s2b30c15l6" />          ย่อมปิดกั้นได้.  
			<remark  id="s2b30c15l7" />     [๗๖] คำว่า กระแสเหล่าใดในโลก ความว่า กระแสเหล่านี้ใด เราบอกแล้ว เล่าแล้ว  
			<remark  id="s2b30c15l8" />แสดงแล้ว บัญญัติแล้ว แต่งตั้งแล้ว เปิดเผยแล้ว จำแนกแล้ว ทำให้ตื้นแล้ว ประกาศแล้ว  
			<remark  id="s2b30c15l9" />คือ กระแสตัณหา กระแสทิฏฐิ กระแสกิเลส กระแสทุจริต กระแสอวิชชา. บทว่า ในโลก  
			<remark  id="s2b30c15l10" />คือ ในอบายโลก มนุษยโลก เทวโลก ขันธโลก ธาตุโลก อายตนโลก เพราะฉะนั้น จึง  
			<remark  id="s2b30c15l11" />ชื่อว่า กระแสเหล่าใดในโลก. พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกพราหมณ์นั้นโดยชื่อว่า อชิตะ.  
			<remark  id="s2b30c15l12" />     [๗๗] ความระลึก คือ ความตามระลึก ความระลึกเฉพาะ สติ ความระลึก ความ  
			<remark  id="s2b30c15l13" />ทรง ความไม่เลื่อนลอย ความไม่หลงลืม สติ สตินทรีย์ สติสัมโพชฌงค์ เอกายนมรรค  
			<remark  id="s2b30c15l14" />(มรรคเป็นที่ไปแห่งบุคคลผู้เดียว) ชื่อว่า สติ ในอุเทศว่า "สติ เตสํ นิวารณํ" นี้เรียกว่า         
			<remark  id="s2b30c15l15" />สติ. บทว่าเป็นเครื่องกั้น ความว่า เป็นเครื่องกั้น คือ เป็นเครื่องห้าม เป็นเครื่องป้องกัน       
			<remark  id="s2b30c15l16" />เป็นเครื่องรักษา เป็นเครื่องคุ้มครอง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า สติเป็นเครื่องกั้นกระแสเหล่านั้น.  
			<remark  id="s2b30c15l17" />     [๗๘] คำว่า เราย่อมกล่าวธรรมเป็นเครื่องกั้นกระแสทั้งหลาย ความว่า ย่อมบอก  
			<remark  id="s2b30c15l18" />ย่อมแสดง ย่อมบัญญัติ ย่อมแต่งตั้ง ย่อมเปิดเผย ย่อมจำแนก ย่อมทำให้ตื้น  
			<remark  id="s2b30c15l19" />ย่อมประกาศ ซึ่งธรรมเป็นเครื่องกั้น คือ เป็นเครื่องห้าม เป็นเครื่องป้องกัน เป็นเครื่องรักษา     
			<remark  id="s2b30c15l20" />เป็นเครื่องคุ้มครองกระแสทั้งหลาย เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เราย่อมกล่าวธรรมเป็นเครื่องกั้น        
			<remark  id="s2b30c15l21" />กระแสทั้งหลาย.         
			<remark  id="s2b30c15l22" />     [๗๙] ความรู้ทั่ว กิริยาที่รู้ทั่ว ฯลฯ ความไม่หลง ความเลือกเฟ้นธรรม สัมมาทิฏฐิ             
			<remark  id="s2b30c15l23" />ชื่อว่า ปัญญา ในอุเทศว่า ปฺาเยเต ปิถิยฺยเร. ข้อว่า กระแสเหล่านี้ อันปัญญาย่อมปิด             
			<remark  id="s2b30c15l24" />กั้นได้ ความว่า กระแสเหล่านี้ อันปัญญาย่อมปิดกั้นได้ คือ ย่อมตัดขาด ไม่ไหลไป ไม่  
			<remark  id="s2b30c15l25" />หลั่งไป ไม่เลื่อนไป ไม่เป็นไป. กระแสเหล่านี้ อันปัญญาของบุคคลผู้รู้เห็นว่า สังขารทั้งปวง       
			<remark  id="s2b30c15l26" />ไม่เที่ยง ย่อมปิดกั้นได้ ... ไม่เป็นไป. กระแสเหล่านี้ อันปัญญาของบุคคลผู้รู้เห็นว่า สังขาร   
		</para>
	</section>
	<section id="s2b30c16" >
		<para id="s2b30c16p">
			<remark  id="s2b30c16l1" />ทั้งปวงเป็นทุกข์ ย่อมปิดกั้นได้ ... ไม่เป็นไป. กระแสเหล่านี้ อันปัญญาของบุคคลผู้รู้เห็นว่า     
			<remark  id="s2b30c16l2" />ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา ย่อมปิดกั้นได้ ... ไม่เป็นไป. กระแสเหล่านี้ อันปัญญาบุคคลผู้รู้เห็น      
			<remark  id="s2b30c16l3" />ว่า เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร ย่อมปิดกั้นได้ ... ไม่เป็นไป. กระแสเหล่านี้ อันปัญญา     
			<remark  id="s2b30c16l4" />ของบุคคลผู้รู้เห็นว่า เพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ ย่อมปิดกั้นได้ ... ไม่เป็นไป กระแส     
			<remark  id="s2b30c16l5" />เหล่านี้ อันปัญญาของบุคคลผู้รู้เห็นว่า เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนามรูป ย่อมปิดกั้นได้...     
			<remark  id="s2b30c16l6" />ไม่เป็นไป. กระแสเหล่านี้ อันปัญญาของบุคคลผู้รู้เห็นว่า เพราะนามรูปเป็นปัจจัย จึงมี             
			<remark  id="s2b30c16l7" />สฬายตนะ ย่อมปิดกั้นได้ ... ไม่เป็นไป. กระแสเหล่านี้ อันปัญญาของบุคคลผู้รู้เห็นว่า เพราะ        
			<remark  id="s2b30c16l8" />สฬายตนะเป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ ย่อมปิดกั้นได้ ... ไม่เป็นไป. กระแสเหล่านี้ อันปัญญาของ           
			<remark  id="s2b30c16l9" />บุคคลผู้รู้เห็นว่า เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา ย่อมปิดกั้นได้ ... ไม่เป็นไป. กระแส         
			<remark  id="s2b30c16l10" />เหล่านี้ อันปัญญาของบุคคลผู้รู้เห็นว่า เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา ย่อมปิดกั้นได้ ...      
			<remark  id="s2b30c16l11" />ไม่เป็นไป. กระแสเหล่านี้ อันปัญญาของบุคคลผู้รู้เห็นว่า เพราะตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน       
			<remark  id="s2b30c16l12" />ย่อมปิดกั้นได้ ... ไม่เป็นไป. กระแสเหล่านี้ อันปัญญาของบุคคลผู้รู้เห็นว่า เพราะอุปาทานเป็น     
			<remark  id="s2b30c16l13" />ปัจจัยจึงมีภพ ย่อมปิดกั้นได้ ไม่เป็นไป กระแสเหล่านี้ อันปัญญาของบุคคลผู้รู้เห็นว่า เพราะภพ     
			<remark  id="s2b30c16l14" />เป็นปัจจัย จึงมีชาติ ย่อมปิดกั้นได้ ... ไม่เป็นไป. กระแสเหล่านี้ อันปัญญาของบุคคลผู้รู้เห็นว่า  
			<remark  id="s2b30c16l15" />เพราะชาติเป็นปัจจัย จึงมีชราและมรณะ ย่อมปิดกั้นได้ ... ไม่เป็นไป. กระแสเหล่านี้ อันปัญญา       
			<remark  id="s2b30c16l16" />ของบุคคลผู้รู้เห็นว่า เพราะอวิชชาดับ สังขารจึงดับ เพราะสังขารดับ วิญญาณจึงดับ เพราะ            
			<remark  id="s2b30c16l17" />วิญญาณดับ นามรูปจึงดับ เพราะนามรูปดับ สฬายตนะจึงดับ เพราะสฬายตนะดับ ผัสสะ  
			<remark  id="s2b30c16l18" />จึงดับ เพราะผัสสะดับ เวทนาจึงดับ เพราะเวทนาดับ ตัณหาจึงดับ เพราะตัณหาดับ  
			<remark  id="s2b30c16l19" />อุปาทานจึงดับ เพราะอุปาทานดับ ภพจึงดับ เพราะภพดับ ชาติจึงดับ เพราะชาติดับ ชรา  
			<remark  id="s2b30c16l20" />และมรณะจึงดับ  ย่อมปิดกั้นได้ คือ ย่อมปกปิด ย่อมไม่ไหลไป ไม่หลั่งไป ไม่เลื่อนไป  
			<remark  id="s2b30c16l21" />ไม่เป็นไป. กระแสเหล่านี้ อันปัญญาของบุคคลผู้รู้เห็นว่า นี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ     
			<remark  id="s2b30c16l22" />นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา ย่อมปิดกั้นได้ ... ไม่เป็นไป. กระแสเหล่านี้ อันปัญญาของบุคคล          
			<remark  id="s2b30c16l23" />ผู้รู้เห็นว่า เหล่านี้อาสวะ นี้เหตุให้เกิดอาสวะ นี้ความดับอาสวะ นี้ปฏิปทาเครื่องให้ถึงความ     
			<remark  id="s2b30c16l24" />ดับอาสวะ ย่อมปิดกั้นได้ ... ไม่เป็นไป. กระแสเหล่านี้ อันปัญญาของบุคคลผู้รู้เห็นว่า ธรรม        
			<remark  id="s2b30c16l25" />เหล่านี้ควรรู้ยิ่ง ธรรมเหล่านี้ควรกำหนดรู้ ธรรมเหล่านี้ควรละ ธรรมเหล่านี้ควรเจริญ ธรรม         
			<remark  id="s2b30c16l26" />เหล่านี้ควรทำให้แจ้ง ย่อมปิดกั้นได้ ... ไม่เป็นไป. กระแสเหล่านี้ อันปัญญาของบุคคลผู้รู้เห็น    
			<remark  id="s2b30c16l27" />ความเกิด ความดับ คุณ โทษ และอุบายเป็นเครื่องออกไปแห่งผัสสายตนะ ๖ ย่อมปิดกั้นได้ ...        
		</para>
	</section>
	<section id="s2b30c17" >
		<para id="s2b30c17p">
			<remark  id="s2b30c17l1" />ไม่เป็นไป. กระแสเหล่านี้ อันปัญญาของบุคคลผู้รู้เห็นความเกิด ความดับ คุณ โทษ และ  
			<remark  id="s2b30c17l2" />อุบายเป็นเครื่องออกไปแห่งอุปาทานขันธ์ ๕ ย่อมปิดกั้นได้ ... ไม่เป็นไป กระแสเหล่านี้ อัน         
			<remark  id="s2b30c17l3" />ปัญญาของบุคคลผู้รู้เห็นความเกิด ความดับ คุณโทษ และอุบายเป็นเครื่องออกไปแห่งมหารูป ๔            
			<remark  id="s2b30c17l4" />ย่อมปิดกั้นได้ ... ไม่เป็นไป. กระแสเหล่านี้ อันปัญญาของบุคคลผู้รู้เห็นว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่งมี    
			<remark  id="s2b30c17l5" />ความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งมวลล้วนมีความดับไปเป็นธรรมดา ย่อมปิดกั้นได้ คือ ย่อม        
			<remark  id="s2b30c17l6" />ปกปิด ย่อมไม่ไหลไป ไม่หลั่งไป ไม่เลื่อนไป ไม่เป็นไป เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า กระแส  
			<remark  id="s2b30c17l7" />เหล่านี้ อันปัญญาย่อมปิดกันได้ เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า  
			<remark  id="s2b30c17l8" />          กระแสเหล่าใดในโลก สติเป็นเครื่องกั้นกระแสเหล่านั้น           
			<remark  id="s2b30c17l9" />          เรากล่าวธรรมเป็นเครื่องกั้นกระแสทั้งหลาย กระแสเหล่านี้       
			<remark  id="s2b30c17l10" />          อันปัญญาย่อมปิดกั้นได้.              
			<remark  id="s2b30c17l11" />     [๘๐] (ท่านอชิตะทูลถามว่า)  
			<remark  id="s2b30c17l12" />          ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ ปัญญา สติ และนามรูป ย่อมดับ         
			<remark  id="s2b30c17l13" />          ไป ณ ที่ไหน? ข้าพระองค์ทูลถามแล้ว ขอพระองค์จงตรัส            
			<remark  id="s2b30c17l14" />          บอกความข้อนั้นแก่ข้าพระองค์เถิด.     
			<remark  id="s2b30c17l15" />     [๘๑] ความรู้ชัด กิริยาที่รู้ชัด ความเลือกเฟ้น ความเลือกเฟ้นทั่ว ความกำหนดพร้อม            
			<remark  id="s2b30c17l16" />ความเข้าไปกำหนด ความเข้าไปกำหนดเฉพาะ ความเป็นบัณฑิต ความเป็นผู้ฉลาด ความเป็น  
			<remark  id="s2b30c17l17" />ผู้ละเอียดอ่อน ปัญญาเป็นเครื่องจำแนก ความคิด ความพิจารณา ปัญญาดังแผ่นดิน ความปรีชา             
			<remark  id="s2b30c17l18" />ปัญญาอันน้อมไป ความเห็นแจ้ง ความรู้ทั่วพร้อม ปัญญาอันเจาะแทงเหมือนประตัก ปัญญินทรีย์           
			<remark  id="s2b30c17l19" />ปัญญาเป็นกำลัง ปัญญาเพียงดังศาตรา ปัญญาเพียงดังปราสาท ปัญญาเพียงดังแสงสว่าง ปัญญา              
			<remark  id="s2b30c17l20" />เพียงดังรัศมี ปัญญาเพียงดังประทีป ปัญญาเพียงดังรัตนะ ความไม่หลง ความเลือกเฟ้นธรรม              
			<remark  id="s2b30c17l21" />สัมมาทิฏฐิ ชื่อว่าปัญญา ในอุเทศว่า "ปฺา เจว สติ จาปิ" ความระลึก ความตามระลึก ฯลฯ             
			<remark  id="s2b30c17l22" />สัมมาสติ ชื่อว่า สติ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า อชิตมาณพทูลถามว่า ปัญญา สติ.  
			<remark  id="s2b30c17l23" />     [๘๒] คำว่า ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ ... นามรูป ความว่า อรูปขันธ์ ๔ ชื่อว่า นาม            
			<remark  id="s2b30c17l24" />มหาภูตรูป ๔ และรูปอาศัยมหาภูตรูป ๔ ชื่อว่า รูป บทว่า มาริส เป็นเครื่องกล่าวด้วยความรัก      
		</para>
	</section>
	<section id="s2b30c18" >
		<para id="s2b30c18p">
			<remark  id="s2b30c18l1" />เป็นเครื่องกล่าวโดยเคารพ บทว่า มาริสนี้ เป็นเครื่องกล่าวเป็นไปกับด้วยความเคารพและความ          
			<remark  id="s2b30c18l2" />ยำเกรง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ ... นามรูป.     
			<remark  id="s2b30c18l3" />     [๘๓] คำว่า เอตมฺเม ในอุเทสว่า "เอตมฺเม ปุฏโ ปพฺรูหิ" ความว่า ข้าพระองค์  
			<remark  id="s2b30c18l4" />ขอทูลถาม ทูลวิงวอน เชื้อเชิญ ให้ประสาทข้อความใด บทว่า ปุฏโ ความว่า ข้าพระองค์  
			<remark  id="s2b30c18l5" />ทูลถามแล้ว คือ ทูลวิงวอน ทูลขอเชิญ ให้ประสาท บทว่า ปพฺรูหิ ความว่า ขอจงตรัส  
			<remark  id="s2b30c18l6" />จงบอก จงแสดง บัญญัติ แต่งตั้ง เปิดเผย จำแนก ทำให้ตื้น ประกาศ เพราะฉะนั้น  
			<remark  id="s2b30c18l7" />จึงชื่อว่า ข้าพระองค์ทูลถามแล้ว ขอพระองค์จงตรัสบอกความข้อนั้นแก่ข้าพระองค์.  
			<remark  id="s2b30c18l8" />     [๘๔] คำว่า กตฺเถตํ อุปรุชฺฌติ ความว่า นั่นย่อมดับ คือ ย่อมสงบ ย่อมถึงความ  
			<remark  id="s2b30c18l9" />ตั้งอยู่ไม่ได้ ย่อมระงับ ณ ที่ไหน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า นั่นย่อมดับ ณ ที่ไหน.  
			<remark  id="s2b30c18l10" />     เพราะเหตุนั้น พราหมณ์นั้นจึงกล่าวว่า      
			<remark  id="s2b30c18l11" />          ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ ปัญญา สติ และนามรูป ย่อม            
			<remark  id="s2b30c18l12" />          ดับไป ณ ที่ไหน? ข้าพระองค์ทูลถามแล้ว ขอพระองค์จงตรัส         
			<remark  id="s2b30c18l13" />          บอกความข้อนั้นแก่ข้าพระองค์เถิด.     
			<remark  id="s2b30c18l14" />     [๘๕] (พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า)           
			<remark  id="s2b30c18l15" />          ดูกรอชิตะ ท่านได้ถามปัญหาข้อใดแล้ว เราจะแก้ปัญหา             
			<remark  id="s2b30c18l16" />          ข้อนั้นแก่ท่าน. นามและรูปดับไปไม่มีส่วนเหลือ ณ ที่ใด         
			<remark  id="s2b30c18l17" />          นามรูปนั้นก็ดับ ณ ที่นั้น เพราะความดับแห่งวิญญาณ.            
			<remark  id="s2b30c18l18" />     [๘๖] บทว่า ยเมตํ ในอุเทศว่า "ยเมตํ ปฺหํ อปุจฺฉิ" คือ ปัญญา สติและนามรูป  
			<remark  id="s2b30c18l19" />บทว่า อปุจฺฉิ คือ มาถาม มาวิงวอน เชื้อเชิญ ให้ประสาทแล้ว เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ท่าน           
			<remark  id="s2b30c18l20" />ได้ถามปัญหาใดแล้ว.     
			<remark  id="s2b30c18l21" />     [๘๗] พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกพราหมณ์นั้นโดยชื่อว่า "อชิตะ" ในอุเทศว่า "อชิต ตํ             
			<remark  id="s2b30c18l22" />วทามิ เต" บทว่า ตํ คือ ปัญญา สติ และนามรูป บทว่า วทามิ ความว่า เราจะกล่าว  
			<remark  id="s2b30c18l23" />จะบอก จะแสดง จะบัญญัติ แต่งตั้ง เปิดเผย จำแนก ทำให้ตื้น ประกาศปัญหานั้น เพราะ  
			<remark  id="s2b30c18l24" />ฉะนั้น จึงชื่อว่า ดูกรอชิตะ เราจะกล่าวปัญหานั้นแก่ท่าน.  
			<remark  id="s2b30c18l25" />     [๘๘] อรูปขันธ์ ๔ ชื่อว่า นาม ในอุเทศว่า "ยตฺถ นามฺจ รูปฺจ อเสสํ อุปรุชฺฌติ"             
			<remark  id="s2b30c18l26" />มหาภูตรูป ๔ รูปอันอาศัยมหาภูตรูป ๔ ชื่อว่ารูป. คำว่า อเสสํ ความว่า ไม่เหลือ คือทั้งหมด     
		</para>
	</section>
	<section id="s2b30c19" >
		<para id="s2b30c19p">
			<remark  id="s2b30c19l1" />โดยกำหนัดทั้งหมด ทั้งหมดโดยประการทั้งหมด ไม่เหลือ ไม่มีส่วนเหลือ. คำว่า อเสสํ นี้              
			<remark  id="s2b30c19l2" />เป็นเครื่องกล่าวรวมหมด. คำว่า อุปรุชฺฌติ ความว่า ย่อมดับ คือสงบ ถึงความตั้งอยู่ไม่ได้          
			<remark  id="s2b30c19l3" />ย่อมระงับไป เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า นามรูปย่อมดับไม่เหลือ ณ ที่ใด.      
			<remark  id="s2b30c19l4" />     [๘๙] คำว่า นามรูปนั้นดับ ณ ที่นั้น เพราะความดับแห่งวิญญาณ ความว่า ธรรม  
			<remark  id="s2b30c19l5" />เหล่าใด คือ นามและรูป พึงเกิดขึ้นในสงสารมีส่วนเบื้องต้น และที่สุดอันรู้ไม่ได้ เว้นภพ ๗         
			<remark  id="s2b30c19l6" />ธรรมเหล่านั้นย่อมดับ คือ ย่อมสงบ ถึงความตั้งอยู่ไม่ได้ ระงับไป ณ ที่นั้น เพราะความดับ          
			<remark  id="s2b30c19l7" />แห่งวิญญาณอันสัมปยุตด้วยอภิสังขารธรรม ด้วยโสดาปัตติมรรคญาณ. ธรรมเหล่าใด คือ นาม  
			<remark  id="s2b30c19l8" />และรูป พึงเกิดขึ้นในภพ ๕ เว้นภพ ๒ ธรรมเหล่านั้น ย่อมดับ คือ ย่อมสงบ ถึงความตั้งอยู่            
			<remark  id="s2b30c19l9" />ไม่ได้ ระงับไป ณ ที่นั้น เพราะความดับแห่งวิญญาณอันสัมปยุตด้วยอภิสังขารธรรม ด้วย  
			<remark  id="s2b30c19l10" />สกทาคามิมรรคญาณ. ธรรมเหล่าใด คือ นามและรูป พึงเกิดขึ้นในกามธาตุ รูปธาตุ หรืออรูปธาตุ           
			<remark  id="s2b30c19l11" />เว้นภพ ธรรมเหล่านั้นย่อมดับ คือ ย่อมสงบ ถึงความตั้งอยู่ไม่ได้ ระงับไป ณ ที่นั้น เพราะ          
			<remark  id="s2b30c19l12" />ความดับแห่งวิญญาณอันสัมปยุตด้วยอภิสังขารธรรม ด้วยอนาคามิมรรคญาณ. ธรรมเหล่าใด คือ  
			<remark  id="s2b30c19l13" />นามและรูป พึงเกิดขึ้น ธรรมเหล่านั้นย่อมดับ คือ ย่อมสงบ ถึงความตั้งอยู่ไม่ได้ ระงับไป ณ         
			<remark  id="s2b30c19l14" />ที่นั้น เพราะความดับแห่งวิญญาณอันสัมปยุตด้วยอภิสังขารธรรม ด้วยอรหัตมรรคญาณ. เมื่อ              
			<remark  id="s2b30c19l15" />พระอรหันต์ปรินิพานด้วยปรินิพพานธาตุอันเป็นอนุปาทิเสส ธรรมเหล่านี้ คือ ปัญญา สติ และ            
			<remark  id="s2b30c19l16" />นามรูป ย่อมดับ คือ ย่อมสงบ ย่อมถึงความตั้งอยู่ไม่ได้ ย่อมระงับไป ณ ที่นั้น เพราะความ           
			<remark  id="s2b30c19l17" />ดับแห่งวิญญาณดวงก่อน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า นามรูปนั้นย่อมดับ ณ ที่นั้น เพราะความดับ           
			<remark  id="s2b30c19l18" />แห่งวิญญาณ.            
			<remark  id="s2b30c19l19" />     เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า    
			<remark  id="s2b30c19l20" />          ดูกรอชิตะ ท่านได้ถามปัญหาข้อใดแล้ว เราจะแก้ปัญหา             
			<remark  id="s2b30c19l21" />          ข้อนั้นแก่ท่าน นามและรูปดับไม่มีส่วนเหลือ ณ ที่ใด            
			<remark  id="s2b30c19l22" />          นามรูปนั้นก็ดับ ณ ที่นั้น เพราะความดับแห่งวิญญาณ.            
			<remark  id="s2b30c19l23" />     [๙๐] (ท่านอชิตะทูลถามว่า)  
			<remark  id="s2b30c19l24" />          พระอรหันตขีณาสพเหล่าใดผู้มีสังขาตธรรม และพระเสข             
			<remark  id="s2b30c19l25" />          บุคคลในทิฏฐิเป็นต้นนี้มีมาก ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์         
			<remark  id="s2b30c19l26" />          ข้าพระองค์ทูลถามแล้ว ขอพระองค์ผู้มีปัญญา ได้โปรด        
		</para>
	</section>
	<section id="s2b30c20" >
		<para id="s2b30c20p">
			<remark  id="s2b30c20l1" />          ตรัสบอกความดำเนินของพระขีณาสพและเสขบุคคลเหล่านั้น            
			<remark  id="s2b30c20l2" />          แก่ข้าพระองค์เถิด.  
			<remark  id="s2b30c20l3" />     [๙๑] คำว่า "เย จ สงฺขาตธมฺมา เส" ความว่า พระอรหันตขีณาสพ ท่านกล่าวว่ามี  
			<remark  id="s2b30c20l4" />สังขาตธรรม. เพราะเหตุไร? พระอรหันตขีณาสพท่านจึงกล่าวว่า มีสังขาตธรรม เพราะเหตุว่า              
			<remark  id="s2b30c20l5" />พระอรหันตขีณาสพเหล่านั้น มีธรรมอันนับแล้ว คือ มีธรรมอันรู้แล้ว มีธรรมอันพินิจแล้ว มี           
			<remark  id="s2b30c20l6" />ธรรมอันพิจารณาแล้ว มีธรรมอันเป็นแจ้งแล้ว มีธรรมอันแจ่มแจ้งแล้ว คือ มีธรรมอันนับแล้วว่า         
			<remark  id="s2b30c20l7" />สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง ... สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์ ... ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา ... เพราะอวิชชาเป็น  
			<remark  id="s2b30c20l8" />ปัจจัย จึงมีสังขาร ฯลฯ สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งมวลล้วนมีความดับ    
			<remark  id="s2b30c20l9" />ไปเป็นธรรมดา. อนึ่ง ขันธ์ ธาตุ อายตนะ คติ อุปบัติ ปฏิสนธิ ภพ สงสาร วัฏฏะ  
			<remark  id="s2b30c20l10" />อันพระอรหันตขีณาสพเหล่านั้นนับพร้อมแล้ว. อนึ่ง พระอรหันตขีณาสพเหล่านั้น ตั้งอยู่แล้ว           
			<remark  id="s2b30c20l11" />ในที่สุดแห่งขันธ์ ในที่สุดแห่งธาตุ ในที่สุดแห่งอายตนะ ในที่สุดแห่งคติ ในที่สุดแห่งอุปบัติ      
			<remark  id="s2b30c20l12" />ในที่สุดแห่งปฏิสนธิ ในที่สุดแห่งภพ ในที่สุดแห่งสงสาร ในที่สุดแห่งวัฏฏะ ตั้งอยู่ในภพ            
			<remark  id="s2b30c20l13" />อันมีในที่สุดตั้งอยู่ในอัตภาพอันมีในที่สุด เป็นพระอรหันต์ผู้ทรงไว้ซึ่งกายอันมีในที่สุด.        
			<remark  id="s2b30c20l14" />          ภพและอัตภาพ คือ ความเกิด ความตายและสงสารนี้  
			<remark  id="s2b30c20l15" />          ของพระอรหันตขีณาสพเหล่านั้นมีเป็นครั้งสุดท้าย ท่านไม่มี      
			<remark  id="s2b30c20l16" />          การเกิดในภพใหม่อีก.  
			<remark  id="s2b30c20l17" />เหตุนั้น พระอรหันตขีณาสพ ท่านจึงกล่าวว่า มีสังขาตธรรม เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พระ              
			<remark  id="s2b30c20l18" />อรหันตขีณาสพเหล่าใด ผู้มีสังขาตธรรม.          
			<remark  id="s2b30c20l19" />     [๙๒] คำว่า "เสกฺขา" ในอุเทศว่า "เย จ เสกฺขา ปุถูอิธ" ความว่า เพราะเหตุไร  
			<remark  id="s2b30c20l20" />จึงเรียกว่าพระเสขะ? เพราะยังต้องศึกษาต่อไป. ศึกษาอะไร? ศึกษาอธิศีลสิกขาบ้าง อธิจิต            
			<remark  id="s2b30c20l21" />สิกขาบ้าง อธิปัญญาสิกขาบ้าง.  
			<remark  id="s2b30c20l22" />     ก็อธิศีลสิกขาเป็นไฉน? ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีศีลสำรวมในปาติโมกขสังวร  
			<remark  id="s2b30c20l23" />ถึงพร้อมด้วยอาจาระและโคจร มีปกติเห็นภัยในโทษแม้มีประมาณน้อย สมาทานศึกษาอยู่ใน  
			<remark  id="s2b30c20l24" />สิกขาบททั้งหลาย ศีลขันธ์แม้เล็ก ศีลขันธ์แม้ใหญ่ ศีลเป็นที่พึ่ง เป็นเครื่องกั้น เป็นความ        
			<remark  id="s2b30c20l25" />สำรวม เป็นความระวัง เป็นประมุข เป็นประทานแห่งความถึงพร้อมแห่งกุศลธรรมทั้งหลาย  
			<remark  id="s2b30c20l26" />นี้ชื่อว่า อธิศีลสิกขา.  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b30c21" >
		<para id="s2b30c21p">
			<remark  id="s2b30c21l1" />     ก็อธิจิตตสิกขาเป็นไฉน? ภิกษุในธรรมวินัยนี้ สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม  
			<remark  id="s2b30c21l2" />บรรลุปฐมฌาน มีวิตกวิจาร มีปีติและสุขเกิดแต่วิเวกอยู่ บรรลุทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน            
			<remark  id="s2b30c21l3" />นี้ชื่อว่า อธิจิตตสิกขา.  
			<remark  id="s2b30c21l4" />     ก็อธิปัญญาสิกขาเป็นไฉน? ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีปัญญา ประกอบด้วยปัญญา  
			<remark  id="s2b30c21l5" />เครื่องพิจารณา เห็นความเกิดและความดับ เป็นอริยะ เป็นเครื่องชำแรกกิเลส ให้ถึงความ  
			<remark  id="s2b30c21l6" />สิ้นทุกข์โดยชอบ. ภิกษุย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ         
			<remark  id="s2b30c21l7" />นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา เหล่านี้อาสวะ นี้เหตุให้เกิดอาสวะ นี้ความดับอาสวะ นี้ปฏิปทา           
			<remark  id="s2b30c21l8" />เครื่องให้ถึงความดับอาสวะ นี้ชื่อว่าอธิปัญญาสิกขา.  
			<remark  id="s2b30c21l9" />     พระเสขะทั้งหลาย คำนึงถึงไตรสิกขานี้ศึกษาอยู่ รู้ศึกษาอยู่ อธิษฐานจิตศึกษาอยู่             
			<remark  id="s2b30c21l10" />น้อมใจไปด้วยศรัทธาศึกษาอยู่ ประคองความเพียรศึกษาอยู่ ตั้งสติไว้ศึกษาอยู่ ตั้งจิตศึกษาอยู่      
			<remark  id="s2b30c21l11" />รู้ทั่วด้วยปัญญาศึกษาอยู่ รู้ยิ่งซึ่งธรรมที่ควรรู้ยิ่งศึกษาอยู่ กำหนดรู้ธรรมที่ควรกำหนดรู้ศึกษาอยู่  
			<remark  id="s2b30c21l12" />ละธรรมที่ควรละศึกษาอยู่ เจริญธรรมที่ควรเจริญศึกษาอยู่ ทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ควรทำให้แจ้งศึกษา    
			<remark  id="s2b30c21l13" />อยู่ ประพฤติเอื้อเฟื้อ ประพฤติเต็มใจ สมาทานประพฤติไป เพราะเหตุนั้น จึงเรียกว่าพระเสขะ.         
			<remark  id="s2b30c21l14" />     บทว่า ปุถู ความว่า มีมาก คือ พระเสขะเหล่านี้ ได้แก่พระโสดาบัน ท่านผู้ปฏิบัติ              
			<remark  id="s2b30c21l15" />เพื่อโสดาปัตติผล พระสกทาคามี ท่านผู้ปฏิบัติเพื่อสกทาคามิผล พระอนาคามี ท่านผู้ปฏิบัติเพื่อ      
			<remark  id="s2b30c21l16" />อนาคามิผล พระอรหันต์ และท่านผู้ปฏิบัติเพื่ออรหัตผล. บทว่า อิธ ความว่า ในทิฏฐิ  
			<remark  id="s2b30c21l17" />คือ ในความควรนี้ ในความชอบใจนี้ ในความถือนี้ ในวินัยนี้ ในธรรมนี้ ในธรรมวินัยนี้  
			<remark  id="s2b30c21l18" />ในปาพจน์นี้ ในพรหมจรรย์นี้ ในสัตถุศาสน์นี้ ในอัตภาพนี้ ในมนุษยโลกนี้ เพราะฉะนั้น  
			<remark  id="s2b30c21l19" />จึงชื่อว่าและพระเสขะทั้งหลายในทิฏฐินี้มีมาก.   
			<remark  id="s2b30c21l20" />     [๙๓] คำว่า ปุฏฺโ ปพฺรูหิ มาริส" ในอุเทศว่า "เตสํ เม นิปโกริยํ ปุฏฺโ  
			<remark  id="s2b30c21l21" />ปพฺรูหิ มาริส" ความว่า แม้พระองค์ มีปัญญา เป็นบัณฑิต มีความรู้ มีความตรัสรู้ มีฌาน             
			<remark  id="s2b30c21l22" />มีปัญญาแจ่มแจ้ง มีปัญญาทำลายกิเลส อันข้าพระองค์ทูลถามแล้ว คือ ไต่ถาม ทูลวิงวอน  
			<remark  id="s2b30c21l23" />ทูลอาราธนา ทูลเชื้อเชิญให้ประสาทแล้ว ขอจงตรัส คือ จงบอก แสดง บัญญัติ แต่งตั้ง  
			<remark  id="s2b30c21l24" />เปิดเผย จำแนก ทำให้ตื้น ประกาศซึ่งความดำเนิน คือ ความประพฤติ ความเป็นไป  
			<remark  id="s2b30c21l25" />ความประพฤติโดยเอื้อเฟื้อ ธรรมอันเป็นโคจร ธรรมเป็นเครื่องอยู่ ข้อปฏิบัติของพระอรหันต -         
		</para>
	</section>
	<section id="s2b30c22" >
		<para id="s2b30c22p">
			<remark  id="s2b30c22l1" />ขีณาสพผู้มีสังขาตธรรม และพระเสขะเหล่านั้น. บทว่า มาริส นี้เป็นเครื่องกล่าวด้วยความรัก         
			<remark  id="s2b30c22l2" />เป็นเครื่องกล่าวโดยเคารพ เป็นเครื่องกล่าวเป็นไปกับด้วยความเคารพและความยำเกรง เพราะ             
			<remark  id="s2b30c22l3" />ฉะนั้น จึงชื่อว่า ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ ข้าพระองค์ทูลถามแล้ว ขอพระองค์ผู้มีปัญญาจงตรัส      
			<remark  id="s2b30c22l4" />บอกถึงความดำเนินของพระอรหันตขีณาสพ และพระเสขะเหล่านั้นแก่ข้าพระองค์เถิด.  
			<remark  id="s2b30c22l5" />     เพราะเหตุนั้น พราหมณ์นั้นจึงกล่าวว่า      
			<remark  id="s2b30c22l6" />          พระอรหันตขีณาสพเหล่าใดผู้มีสังขาตธรรม และพระเสข             
			<remark  id="s2b30c22l7" />          บุคคลในทิฏฐินี้มีมาก ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ ข้าพระองค์     
			<remark  id="s2b30c22l8" />          ทูลถามแล้ว ขอพระองค์ผู้มีปัญญา จงตรัสบอกความดำเนิน           
			<remark  id="s2b30c22l9" />          ของพระอรหันตขีณาสพ และพระเสขบุคคลเหล่านั้น  
			<remark  id="s2b30c22l10" />          แก่ข้าพระองค์เถิด.  
			<remark  id="s2b30c22l11" />     [๙๔] (พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า)           
			<remark  id="s2b30c22l12" />          ดูกรอชิตะ ภิกษุไม่พึงติดใจในกามทั้งหลาย มีใจไม่ขุ่นมัว       
			<remark  id="s2b30c22l13" />          ฉลาดในธรรมทั้งปวง พึงมีสติเว้นรอบ.   
			<remark  id="s2b30c22l14" />     [๙๕] โดยอุทานว่า กามา ในอุเทศว่า "กาเมสุ นาภิคิชฺเฌยฺย ดังนี้ กามมี ๒ อย่าง  
			<remark  id="s2b30c22l15" />คือ วัตถุกาม ๑ กิเลสกาม ๑.  
			<remark  id="s2b30c22l16" />     วัตถุกามเป็นไฉน? รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ อันน่าพอใจ เครื่องลาด  
			<remark  id="s2b30c22l17" />เครื่องนุ่งห่ม ทาสี ทาส แพะ แกะ สุกร ช้าง โค ม้า ลา นา ที่ดิน เงิน ทอง บ้าน  
			<remark  id="s2b30c22l18" />นิคม ราชธานี แว่นแคว้น ชนบท ฉางข้าว เรือนคลัง วัตถุอันชวนให้กำหนัดอย่างใดอย่างหนึ่ง            
			<remark  id="s2b30c22l19" />ชื่อว่า วัตถุกาม อีกอย่างหนึ่ง กามส่วนอดีต กามส่วนอนาคต กามส่วนปัจจุบัน กามภายใน  
			<remark  id="s2b30c22l20" />กามภายนอก กามทั้งภายในภายนอก กามเลว กามปานกลาง กามประณีต กามมีในอบาย   
			<remark  id="s2b30c22l21" />กามมีในมนุษย์ กามอันเป็นทิพย์ กามที่ปรากฎ กามที่นิรมิตเอง กามที่ผู้อื่นนิรมิต กามที่หวงแหน     
			<remark  id="s2b30c22l22" />กามที่ไม่หวงแหน กามที่ถือว่าของเรา กามที่ไม่ถือว่าของเรา กามาวจรธรรมแม้ทั้งปวง รูปาวจร        
			<remark  id="s2b30c22l23" />ธรรมแม้ทั้งปวง อรูปาวจรธรรมแม้ทั้งปวง ธรรมอันเป็นวัตถุแห่งตัณหา ธรรมอันเป็นอารมณ์             
			<remark  id="s2b30c22l24" />แห่งตัณหา ชื่อว่ากาม เพราะอรรถว่า เป็นที่ตั้งแห่งความใคร่ เพราะอรรถว่า เป็นที่ตั้งแห่ง         
			<remark  id="s2b30c22l25" />ความกำหนัด เพราะอรรถว่า เป็นที่ตั้งแห่งความมัวเมา เหล่านี้เรียกว่า วัตถุกาม.  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b30c23" >
		<para id="s2b30c23p">
			<remark  id="s2b30c23l1" />     กิเลสกามเป็นไฉน? ฉันทะ ราคะ ฉันทราคะ สังกัปปะ ราคะ สังกัปปราคะ เป็นกาม  
			<remark  id="s2b30c23l2" />ความพอใจในกาม ความกำหนัดในกาม ความเพลิดเพลินในกาม ตัณหาในกาม เสน่หาในกาม  
			<remark  id="s2b30c23l3" />ความกระหายในกาม ความเร่าร้อนในกาม ความติดใจในกาม ความหลงในกาม ความพัวพัน  
			<remark  id="s2b30c23l4" />ในกาม ในกามทั้งหลาย กามโอฆะ กามโยคะ กามุปาทาน กามฉันทนิวรณ์.           
			<remark  id="s2b30c23l5" />     ดูกรกาม เราได้เห็นรากเง่าของเจ้าแล้ว.     
			<remark  id="s2b30c23l6" />     ดูกรกาม เจ้าเกิดเพราะความดำริถึง. เราจักไม่ดำริถึงเจ้าละ.         
			<remark  id="s2b30c23l7" />     ดูกรกาม เจ้าจักไม่มีด้วยอาการอย่างนี้.    
			<remark  id="s2b30c23l8" />     เหล่านี้เรียกว่า กิเลสกาม. ตัณหา ราคะ สาราคะ ฯลฯ อภิชฌา โลภะ อกุศลมูล  
			<remark  id="s2b30c23l9" />เรียกว่า ความติดใจ.    
			<remark  id="s2b30c23l10" />     คำว่า ไม่ติดใจในกามทั้งหลาย ความว่า ไม่ติดใจ คือ ไม่พัวพัน เป็นผู้ไม่ติดใจ  
			<remark  id="s2b30c23l11" />ไม่ถึงความติดใจ ไม่หลงใหล ไม่พัวพัน ปราศจากความติดใจ สละความติดใจ คายความติดใจ  
			<remark  id="s2b30c23l12" />ปล่อยความติดใจ ละความติดใจ สลัดความติดใจ ปราศจากความกำหนัด สละความกำหนัด  
			<remark  id="s2b30c23l13" />คลายความกำหนัด ปล่อยความกำหนัด ละความกำหนัด สลัดความกำหนัด ในกิเลสกามทั้งหลาย  
			<remark  id="s2b30c23l14" />ในวัตถุกามทั้งหลาย เป็นผู้ไม่หิว ดับสนิท เย็นแล้ว เป็นผู้เสวยสุข มีตนอันประเสริฐอยู่           
			<remark  id="s2b30c23l15" />เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ไม่ติดใจในกามทั้งหลาย.  
			<remark  id="s2b30c23l16" />     [๙๖] จิต มนะ มานัส หทัย ธรรมชาติขาวผ่อง อายตนะคือใจ อินทรีย์คือใจ  
			<remark  id="s2b30c23l17" />วิญญาณ วิญญาณขันธ์ มโนวิญญาณธาตุ ชื่อว่า ใจ ในอุเทศว่า "มนสานาวิโล สิยา".  
			<remark  id="s2b30c23l18" />จิต เป็นธรรมชาติขุ่นมัว ยุ่งไป เป็นไป สืบต่อ หวั่นไหว หนุนไป ไม่สงบ เพราะกายทุจริต             
			<remark  id="s2b30c23l19" />วจีทุจริต มโนทุจริต ราคะ โทสะ โมหะ โกธะ อุปนาหะ มักขะ ปลาสะ อิสสา มัจฉริยะ  
			<remark  id="s2b30c23l20" />มายา สาเฐยยะ ถัมภะ สารัมภะ มานะ อติมานะ มทะ ปมาทะ จิต เป็นธรรมชาติขุ่นมัว  
			<remark  id="s2b30c23l21" />ยุ่งไป เป็นไป สืบต่อไป หวั่นไหว หนุนไป ไม่สงบ เพราะกิเลสทั้งปวง ทุจริตทั้งปวง  
			<remark  id="s2b30c23l22" />ความกระวนกระวายทั้งปวง ความเร่าร้อนทั้งปวง ความเดือดร้อนทั้งปวง อกุสลาภิสังขารทั้งปวง.         
			<remark  id="s2b30c23l23" />     คำว่า พึงเป็นผู้มีใจไม่ขุ่นมัว ความว่า พึงเป็นผู้ไม่ขุ่นมัว คือ ไม่ยุ่งไป ไม่เป็นไป       
			<remark  id="s2b30c23l24" />ไม่สืบต่อไป ไม่หวั่นไหว ไม่หนุนไป สงบแล้วด้วยจิต คือ พึงละ สละ บรรเทา กระทำให้มี  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b30c24" >
		<para id="s2b30c24p">
			<remark  id="s2b30c24l1" />ในที่สุด ให้ถึงความไม่มีซึ่งกิเลสทั้งหลายอันทำความขุ่นมัว พึงเป็นผู้งด เว้น เว้นขาด ออกไป      
			<remark  id="s2b30c24l2" />สลัด สงบ ระงับ หลุดพ้น ไม่เกี่ยวข้องกับกิเลสทั้งหลายอันทำความขุ่นมัว พึงเป็นผู้มีใจปราศจาก     
			<remark  id="s2b30c24l3" />เขตแดนอยู่ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พึงเป็นผู้มีใจไม่ขุ่นมัวอยู่.        
			<remark  id="s2b30c24l4" />     [๙๗] คำว่า กุสโล สพฺพธมฺมานํ ความว่า เป็นผู้ฉลาดในธรรมทั้งปวงว่า สังขาร  
			<remark  id="s2b30c24l5" />ทั้งปวงไม่เที่ยง ... สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์ ... ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา ... เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย  
			<remark  id="s2b30c24l6" />จึงมีสังขาร ฯลฯ สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งมวลล้วนมีความดับไปเป็น     
			<remark  id="s2b30c24l7" />ธรรมดา พึงเป็นผู้ฉลาดในธรรมทั้งปวงแม้ด้วยอาการอย่างนี้.  
			<remark  id="s2b30c24l8" />     อีกอย่างหนึ่ง พึงเป็นผู้ฉลาดในธรรมทั้งปวงโดยเป็นสภาพที่ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นโรค        
			<remark  id="s2b30c24l9" />เป็นดังฝี เป็นดังลูกศร เป็นความลำบาก เป็นอาพาธ เป็นอย่างอื่น เป็นสภาพชำรุด เป็นเสนียด          
			<remark  id="s2b30c24l10" />เป็นอุบาทว์ เป็นสภาพไม่สำราญ เป็นภัย เป็นอุปสรรค หวั่นไหว ผุพัง ไม่ยั่งยืน ไม่มีอะไร           
			<remark  id="s2b30c24l11" />ต้านทาน ไม่มีที่เร้น ไม่มีสรณะ ไม่เป็นที่พึ่ง ว่าง เปล่า สูญ เป็นอนัตตา มีโทษ มีความ           
			<remark  id="s2b30c24l12" />แปรปรวนไปเป็นธรรมดา ไม่เป็นแก่นสาร เป็นมูลแห่งทุกข์ เป็นผู้ฆ่า เป็นสภาพปราศจาก  
			<remark  id="s2b30c24l13" />ความเจริญ มีอาสวะ ปัจจัยปรุงแต่ง เป็นเหยื่อแห่งมาร มีชาติเป็นธรรมดา มีชราเป็นธรรมดา            
			<remark  id="s2b30c24l14" />มีพยาธิเป็นธรรมดา มีมรณะเป็นธรรมดา มีโสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาส  
			<remark  id="s2b30c24l15" />เป็นธรรมดา มีความเศร้าหมองเป็นธรรมดา โดยความเกิด โดยความดับ ไม่มีคุณ มีโทษ  
			<remark  id="s2b30c24l16" />ไม่มีอุบายเป็นเครื่องออกไป พึงเป็นผู้ฉลาดในธรรมทั้งปวงแม้ด้วยอาการอย่างนี้.  
			<remark  id="s2b30c24l17" />     อีกอย่างหนึ่ง พึงเป็นผู้ฉลาดในขันธ์ ... ธาตุ ... อายตนะ ... ปฏิจจสมุปบาท ...              
			<remark  id="s2b30c24l18" />สติปัฏฐาน ... สัมมัปปธาน ... อิทธิบาท ... อินทรีย์ ... พละ ... โพชฌงค์ ... มรรค ...            
			<remark  id="s2b30c24l19" />ผล ... นิพพาน พึงเป็นผู้ฉลาดในธรรมทั้งปวงแม้ด้วยอาการอย่างนี้.         
			<remark  id="s2b30c24l20" />     อีกอย่างหนึ่ง อายตนะ ๑๒ คือ จักษุรูป หู เสียง จมูก กลิ่น ลิ้น รส กาย  
			<remark  id="s2b30c24l21" />โผฏฐัพพะ ใจ ธรรมารมณ์ เรียกว่า ธรรมทั้งปวง. ก็ภิกษุเป็นผู้ละความกำหนัดในอายตนะ  
			<remark  id="s2b30c24l22" />ภายในภายนอก คือ ตัดรากขาดแล้ว ทำไม่ให้มีที่ตั้งเหมือนตาลยอดด้วน ถึงความไม่มีใน  
			<remark  id="s2b30c24l23" />ภายหลัง มีความไม่เกิดต่อไปเป็นธรรมดา ด้วยเหตุใด ภิกษุพึงเป็นผู้ฉลาดในธรรมทั้งปวง  
			<remark  id="s2b30c24l24" />แม้ด้วยเหตุประมาณเท่านี้ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ฉลาดในธรรมทั้งปวง.    
		</para>
	</section>
	<section id="s2b30c25" >
		<para id="s2b30c25p">
			<remark  id="s2b30c25l1" />     [๙๘] บทว่า สโต ในอุเทศว่า "สโต ภิกขุ ปริพฺพเช" ความว่า ภิกษุมีสติด้วย  
			<remark  id="s2b30c25l2" />เหตุ ๔ ประการ คือ มีสติเจริญกายานุปัสสนาสติปัฏฐานในกาย ๑ มีสติเจริญเวทนานุปัสสนา              
			<remark  id="s2b30c25l3" />สติปัฏฐานในเวทนาทั้งหลาย ๑ มีสติเจริญจิตตานุปัสสนาสติปัฏฐานในจิต ๑ มีสติเจริญธัมมา           
			<remark  id="s2b30c25l4" />นุปัสสนาสติปัฏฐานในธรรมทั้งหลาย ๑.            
			<remark  id="s2b30c25l5" />     ภิกษุมีสติด้วยเหตุ ๔ ประการแม้อื่นอีก คือ มีสติเพราะเว้นความเป็นผู้ไม่มีสติ ๑             
			<remark  id="s2b30c25l6" />เพราะนำธรรมเป็นที่ตั้งแห่งความทำสติ ๑ เพราะละธรรมเป็นข้าศึกแก่สติ ๑ เพราะไม่หลงลืมธรรม         
			<remark  id="s2b30c25l7" />อันเป็นนิมิตแห่งสติ ๑.  
			<remark  id="s2b30c25l8" />     ภิกษุมีสติด้วยเหตุ ๔ ประการแม้อื่นอีก คือ มีสติเพราะความเป็นผู้ประกอบด้วยสติ ๑            
			<remark  id="s2b30c25l9" />เพราะความชำนาญด้วยสติ ๑ เพราะความเป็นผู้คล่องแคล่วด้วยสติ ๑ เพราะไม่กลับลงจากสติ ๑.            
			<remark  id="s2b30c25l10" />     ภิกษุมีสติด้วยเหตุ ๔ ประการแม้อื่นอีก คือ มีสติเพราะความเป็นผู้มีสติเสมอ ๑ เพราะ          
			<remark  id="s2b30c25l11" />ความเป็นผู้สงบ ๑ เพราะความเป็นผู้ระงับ ๑ เพราะความเป็นผู้ประกอบด้วยธรรมของผู้สงบ ๑.            
			<remark  id="s2b30c25l12" />     มีสติเพราะพุทธานุสสติ เพราะธัมมานุสสติ เพราะสังฆานุสสติ เพราะสีลานุสสติ  
			<remark  id="s2b30c25l13" />เพราะจาคานุสสติ เพราะเทวดานุสสติ เพราะอานาปานัสสติ เพราะมรณานุสสติ เพราะกาย  
			<remark  id="s2b30c25l14" />คตาสติ เพราะอุปสมานุสสติ สติ ฯลฯ สัมมาสติ สติสัมโพชฌงค์ เอกายนมรรค นี้เรียกว่า  
			<remark  id="s2b30c25l15" />สติ. ภิกษุเป็นผู้เข้าไป เข้าไปพร้อม เข้ามา เข้ามาพร้อม เข้าถึง เข้าถึงพร้อม ประกอบด้วย         
			<remark  id="s2b30c25l16" />สตินี้ ภิกษุนั้นเรียกว่ามีสติ.  
			<remark  id="s2b30c25l17" />     คำว่า "ภิกขุ" คือ ชื่อว่าภิกขุ เพราะเป็นผู้ทำลายธรรม ๗ ประการ คือ เป็นผู้ทำลาย            
			<remark  id="s2b30c25l18" />สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส ราคะ โทสะ โมหะ มานะ ภิกษุนั้นเป็นผู้ทำลาย  
			<remark  id="s2b30c25l19" />อกุศลธรรมอันลามก อันทำให้เศร้าหมอง ให้เกิดในภพใหม่ มีความกระวนกระวาย มีวิบาก  
			<remark  id="s2b30c25l20" />เป็นทุกข์ เป็นที่ตั้งแห่งชาติ ชรา และมรณะต่อไป.  
			<remark  id="s2b30c25l21" />     (พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า ดูกรสภิยะ)      
			<remark  id="s2b30c25l22" />          ภิกษุนั้นบรรลุถึงปรินิพพานแล้ว เพราะธรรมเป็นหนทางที่ตนทำ     
			<remark  id="s2b30c25l23" />          (ดำเนิน) แล้ว ข้ามพ้นความสงสัยได้แล้ว ละแล้วซึ่งความเสื่อม   
			<remark  id="s2b30c25l24" />          และความเจริญ อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว มีภพใหม่สิ้นแล้ว.    
		</para>
	</section>
	<section id="s2b30c26" >
		<para id="s2b30c26p">
			<remark  id="s2b30c26l1" />     คำว่า ภิกษุพึงมีสติเว้นรอบ ความว่า ภิกษุพึงมีสติเว้นรอบ คือ พึงมีสติเดิน พึงมี            
			<remark  id="s2b30c26l2" />สติยืน พึงมีสตินั่ง พึงมีสตินอน พึงมีสติก้าวไปข้างหน้า พึงมีสติถอยกลับ พึงมีสติแลดู            
			<remark  id="s2b30c26l3" />พึงมีสติเหลียวดู พึงมีสติคู้เข้า พึงมีสติเหยียดออก พึงมีสติทรงผ้าสังฆาฏิ บาตร และจีวร          
			<remark  id="s2b30c26l4" />พึงมีสติเที่ยวไป พึงมีสติอยู่ คือ เป็นไป เปลี่ยนแปลง รักษา บำรุง เยียวยา ให้เยียวยา            
			<remark  id="s2b30c26l5" />เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าภิกษุพึงมีสติเว้นรอบ.    
			<remark  id="s2b30c26l6" />     เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า    
			<remark  id="s2b30c26l7" />          ภิกษุไม่พึงติดใจในกามทั้งหลาย มีใจไม่ขุ่นมัว ฉลาดในธรรมทั้งปวง  
			<remark  id="s2b30c26l8" />          พึงมีสติเว้นรอบ.  
			<remark  id="s2b30c26l9" />     [๙๙] พร้อมด้วยเวลาจบพระคาถา ธรรมจักษุ (โสดาปัตติมรรค) ปราศจากธุลี  
			<remark  id="s2b30c26l10" />ปราศจากมลทิน เกิดขึ้นแล้วแก่เทวดาและมนุษย์หลายพัน ผู้มีฉันทะร่วมกัน มีประโยคร่วมกัน            
			<remark  id="s2b30c26l11" />มีความประสงค์ร่วมกัน มีความอบรมวาสนาร่วมกัน กับอชิตพราหมณ์นั้นว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่งมี            
			<remark  id="s2b30c26l12" />ความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งมวลล้วนมีความดับไปเป็นธรรมดา. และจิตของอชิตพราหมณ์          
			<remark  id="s2b30c26l13" />นั้น พ้นแล้วจากอาสวะทั้งหลาย เพราะไม่ถือมั่น. หนังเสือ ชฎา ผ้าคากรอง ไม้เท้า ลักจั่น           
			<remark  id="s2b30c26l14" />น้ำ ผม และหนวดของอชิตพราหมณ์หายไปแล้ว พร้อมด้วยการบรรลุอรหัต. อชิตพราหมณ์  
			<remark  id="s2b30c26l15" />นั้น เป็นภิกษุครองผ้ากาสายะเป็นบริขาร ทรงสังฆาฏิ บาตรและจีวร เพราะการปฏิบัติตาม  
			<remark  id="s2b30c26l16" />ประโยชน์ นั่งประนมอัญชลีนมัสการพระผู้มีพระภาค ประกาศว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระผู้มี        
			<remark  id="s2b30c26l17" />พระภาคเป็นศาสดาของข้าพระองค์ ข้าพระองค์เป็นสาวก ดังนี้.  
			<remark  id="s2b30c26l18" />                  จบ อชิตมาณวกปัญหานิสเทสที่ ๑.  
			<remark  id="s2b30c26l19" />                         ----------    
		</para>
	</section>
	<section id="s2b30c27" >
		<para id="s2b30c27p">
			<remark  id="s2b30c27l1" />                  ติสสเมตเตยยมาณวกปัญหานิทเทส  
			<remark  id="s2b30c27l2" />                 ว่าด้วยปัญหาของท่านติสสเมตเตยยะ  
			<remark  id="s2b30c27l3" />     [๑๐๐] (ท่านติสสเมตเตยยะทูลถามว่า)         
			<remark  id="s2b30c27l4" />           ใครสันโดษแล้วในโลกนี้? ความหวั่นไหวของใครย่อมไม่มี?         
			<remark  id="s2b30c27l5" />           ใครรู้ส่วนสุดทั้งสองแล้ว ย่อมไม่ติดในท่ามกลางด้วยปัญญา?     
			<remark  id="s2b30c27l6" />           พระองค์ตรัสเรียกใครว่า เป็นมหาบุรุษ? ใครล่วงแล้วซึ่งตัณหา   
			<remark  id="s2b30c27l7" />           อันเป็นเครื่องเย็บไว้ในโลกนี้?      
			<remark  id="s2b30c27l8" />     [๑๐๑] คำว่า ใครสันโดษแล้วในโลกนี้ ความว่า ใครพอใจ คือ ชอบใจ มีความ  
			<remark  id="s2b30c27l9" />ดำริบริบูรณ์ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ใครสันโดษแล้วในโลกนี้? บทว่า อิติ ในอุเทศว่า "อิจฺจา      
			<remark  id="s2b30c27l10" />ยสฺมา ติสฺสเมตฺเตยโย" ดังนี้ เป็นบทสนธิ คือ เป็นบทเกี่ยวเนื่อง เป็นบทยังเนื้อความให้          
			<remark  id="s2b30c27l11" />บริบูรณ์ เป็นความประชุมแห่งอักขระ เป็นความสละสลวยแห่งพยัญชนะ บทว่า อิติ นี้ เป็น  
			<remark  id="s2b30c27l12" />ไปตามลำดับบท. คำว่า อายสฺมา เป็นเครื่องกล่าวด้วยความรัก เป็นเครื่องกล่าวโดยเคารพ  
			<remark  id="s2b30c27l13" />คำว่า อายสฺมา นี้ เป็นเครื่องกล่าวถึงเป็นไปกับด้วยความเคารพและความยำเกรง. คำว่า  
			<remark  id="s2b30c27l14" />ติสสเมตฺเตยฺโย เป็นชื่อ เป็นเครื่องนับ เป็นเครื่องหมายรู้ เป็นบัญญัติ เป็นเครื่องเรียกร้อง     
			<remark  id="s2b30c27l15" />เป็นนาม เป็นการตั้งชื่อ เป็นเครื่องทรงชื่อ เป็นภาษาที่เรียกร้องกัน เป็นเครื่องแสดงให้ปรากฎ     
			<remark  id="s2b30c27l16" />เป็นเครื่องกล่าวเฉพาะ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า "อิจฺจายสฺมา ติสฺสเมตฺเตยฺโย".  
			<remark  id="s2b30c27l17" />     [๑๐๒] คำว่า ความหวั่นไหวของใครย่อมไม่มี ความว่า ความหวั่นไหวเพราะตัณหา  
			<remark  id="s2b30c27l18" />ความหวั่นไหวเพราะทิฏฐิ ความหวั่นไหวเพราะมานะ ความหวั่นไหวเพราะกิเลส ความหวั่นไหว  
			<remark  id="s2b30c27l19" />เพราะกรรม ความหวั่นไหวเหล่านี้ของใครย่อมไม่มี คือ ไม่ปรากฎ ไม่ประจักษ์ คือ ความ  
			<remark  id="s2b30c27l20" />หวั่นไหว อันใครละได้แล้ว ตัดขาดแล้ว สงบแล้ว ระงับแล้ว มีความไม่ควรเกิดขึ้น เผา  
			<remark  id="s2b30c27l21" />เสียแล้วด้วยไฟ คือญาณ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ความหวั่นไหวของใครย่อมไม่มี?  
			<remark  id="s2b30c27l22" />     [๑๐๓] คำว่า ใครรู้ส่วนสุดทั้งสองแล้ว ความว่า ใครรู้จัก คือ ทราบ เทียบเคียง  
			<remark  id="s2b30c27l23" />พิจารณา เจริญ ทำให้แจ่มแจ้ง ซึ่งส่วนสุดทั้งสอง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ใครรู้จักส่วนสุด         
			<remark  id="s2b30c27l24" />ทั้งสองแล้ว?       
		</para>
	</section>
	<section id="s2b30c28" >
		<para id="s2b30c28p">
			<remark  id="s2b30c28l1" />     [๑๐๔] คำว่า ไม่ติดในท่ามกลางด้วยปัญญา ความว่า ไม่ติด คือ ไม่เข้าไปติด ออกไป  
			<remark  id="s2b30c28l2" />สลัดออกไป หลุดพ้น ไม่เกี่ยวข้อง มีใจปราศจากเขตแดนอยู่ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ไม่ติด            
			<remark  id="s2b30c28l3" />ในท่ามกลางด้วยปัญญา.   
			<remark  id="s2b30c28l4" />     [๑๐๕] คำว่า พระองค์ตรัสเรียกใครว่าเป็นมหาบุรุษ ความว่า พระองค์ตรัสเรียกใคร  
			<remark  id="s2b30c28l5" />คือ ตรัสใคร ทรงสำคัญใคร ทรงชมเชยใคร ทรงเห็นใคร ทรงบัญญัติใครว่าเป็นมหาบุรุษ คือ  
			<remark  id="s2b30c28l6" />เป็นอัคคบุรุษ บุรุษสูงสุด บุรุษวิเศษ บุรุษประธาน อุดมบุรุษ บุรุษประเสริฐ เพราะฉะนั้น           
			<remark  id="s2b30c28l7" />จึงชื่อว่า พระองค์ตรัสเรียกใครว่าเป็นมหาบุรุษ?  
			<remark  id="s2b30c28l8" />     [๑๐๖] คำว่า ใครล่วงแล้วซึ่งตัณหาอันเป็นเครื่องเย็บไว้ในโลกนี้ ความว่า ใครล่วง             
			<remark  id="s2b30c28l9" />แล้ว คือ เข้าไปล่วงแล้ว ก้าวล่วงแล้ว พ้นแล้ว เป็นไปล่วงแล้ว ซึ่งตัณหาอันเป็นเครื่อง            
			<remark  id="s2b30c28l10" />เย็บไว้ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ใครล่วงแล้วซึ่งตัณหาอันเป็นเครื่องเย็บไว้ในโลกนี้.              
			<remark  id="s2b30c28l11" />     เพราะเหตุนั้น พราหมณ์นั้นจึงกล่าวว่า      
			<remark  id="s2b30c28l12" />          ใครสันโดษแล้วในโลกนี้? ความหวั่นไหวของใครย่อมไม่มี?          
			<remark  id="s2b30c28l13" />          ใครรู้ส่วนสุดทั้งสองแล้ว ย่อมไม่ติดในท่ามกลางด้วยปัญญา?      
			<remark  id="s2b30c28l14" />          พระองค์ย่อมตรัสเรียกใครว่าเป็นมหาบุรุษ? ใครล่วงแล้วซึ่ง      
			<remark  id="s2b30c28l15" />          ตัณหาอันเป็นเครื่องเย็บไว้ในโลกนี้?  
			<remark  id="s2b30c28l16" />     [๑๐๗] (พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ดูกรเมตเตยยะ) ภิกษุมีพรหมจรรย์ในเพราะกาม  
			<remark  id="s2b30c28l17" />ทั้งหลาย ปราศจากตัณหา มีสติทุกเมื่อ ทราบแล้ว ดับแล้ว ไม่มีความหวั่นไหว ภิกษุนั้นรู้            
			<remark  id="s2b30c28l18" />ยิ่งซึ่งส่วนสุดทั้งสอง และท่ามกลางด้วยปัญญาแล้ว ไม่ติดอยู่ เราเรียกภิกษุนั้นว่า เป็น           
			<remark  id="s2b30c28l19" />มหาบุรุษ. ภิกษุนั้น ล่วงเสียแล้วซึ่งตัณหา อันเป็นเครื่องเย็บไว้ในโลกนี้.  
			<remark  id="s2b30c28l20" />     [๑๐๘] โดยอุทานว่า กามา ในอุเทศว่า "กาเมสุพฺรหฺมจริยวา" ดังนี้ กามมี ๒ อย่าง  
			<remark  id="s2b30c28l21" />คือ วัตถุกาม ๑ กิเลสกาม ๑ ฯลฯ เหล่านี้เรียกว่าวัตถุกาม เหล่านี้เรียกว่ากิเลสกาม, คำว่า         
			<remark  id="s2b30c28l22" />มีพรหมจรรย์ ความว่า ความงด ความเว้น ความเว้นขาด ความขับไล่เวร กิริยาที่ไม่กระทำ  
			<remark  id="s2b30c28l23" />ความไม่ทำ ความไม่ต้อง ความไม่ล่วงแดน ซึ่งความถึงพร้อมด้วยอสัทธรรมเรียกว่า พรหมจรรย์.           
			<remark  id="s2b30c28l24" />     อีกอย่างหนึ่ง โดยตรงท่านเรียก อริยมรรคมีองค์ ๘ คือสัมมาทิฏฐิ ฯลฯ สัมมาสมาธิ  
			<remark  id="s2b30c28l25" />ว่าพรหมจรรย์. ภิกษุใดเข้าไป เข้าไปพร้อม เข้ามา เข้ามาพร้อม เข้าถึง เข้าถึงพร้อม ประกอบ         
			<remark  id="s2b30c28l26" />ด้วยอริยมรรคมีองค์ ๘ นี้ ภิกษุนั้น ท่านเรียกว่า มีพรหมจรรย์ เขาเรียกบุคคลว่า มีทรัพย์     
		</para>
	</section>
	<section id="s2b30c29" >
		<para id="s2b30c29p">
			<remark  id="s2b30c29l1" />เพราะทรัพย์ เรียกกันว่า มีโภคะ เพราะโภคะ เรียกกันว่ามียศ เพราะยศ เรียกกันว่า มีศิลป            
			<remark  id="s2b30c29l2" />เพราะศิลป เรียกกันว่ามีศีล เพราะศีล เรียกกันว่า มีความเพียร เพราะความเพียร เรียกกันว่า         
			<remark  id="s2b30c29l3" />มีปัญญา เพราะปัญญา เรียกกันว่ามีวิชชา เพราะวิชชา ฉันใด ภิกษุใดเข้าไป เข้าไปพร้อม  
			<remark  id="s2b30c29l4" />เข้ามา เข้ามาพร้อม เข้าถึง เข้าถึงพร้อม ประกอบด้วยอริยมรรคมีองค์ ๘ นี้ ภิกษุนั้นท่านก็         
			<remark  id="s2b30c29l5" />เรียกว่า มีพรหมจรรย์ ฉันนั้นเหมือนกัน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า มีพรหมจรรย์ในเพราะกาม             
			<remark  id="s2b30c29l6" />ทั้งหลาย.              
			<remark  id="s2b30c29l7" />     พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกพราหมณ์นั้นโดยโคตรว่า ดูกรเมตเตยยะ. คำว่า ภควา เป็น  
			<remark  id="s2b30c29l8" />เครื่องกล่าวโดยเคารพ ฯลฯ คำว่า ภควา นี้ เป็นสัจฉิกาบัญญัติ เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า         
			<remark  id="s2b30c29l9" />พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ดูกรเมตเตยยะ.         
			<remark  id="s2b30c29l10" />     [๑๐๙] รูปตัณหา ... ธรรมตัณหา ชื่อว่า ตัณหา ในอุเทศว่า "ปราศจากตัณหา มีสติ  
			<remark  id="s2b30c29l11" />ทุกเมื่อ". ภิกษุใดละตัณหานี้ขาดแล้ว คือ ตัดขาดแล้ว สงบแล้ว ระงับแล้ว มีความไม่ควร              
			<remark  id="s2b30c29l12" />เกิดขึ้น เผาเสียแล้วด้วยไฟคือญาณ ภิกษุนั้นท่านเรียกว่า ปราศจากตัณหา คือ สละตัณหาแล้ว           
			<remark  id="s2b30c29l13" />คายตัณหาแล้ว ปล่อยตัณหาแล้ว ละตัณหาแล้ว  สละคืนตัณหาแล้ว มีราคะไปปราศจากแล้ว  
			<remark  id="s2b30c29l14" />สละราคะแล้ว คายราคะแล้ว ปล่อยราคะแล้ว ละราคะแล้ว สละคืนราคะแล้ว เป็นผู้ไม่มี  
			<remark  id="s2b30c29l15" />ความหิว เป็นผู้ดับแล้ว เย็นแล้ว เสวยสุข มีตนเป็นเพียงดังพรหมอยู่.      
			<remark  id="s2b30c29l16" />     คำว่า สทา ความว่า ทุกเมื่อ คือ ทุกสมัย ตลอดกาลทั้งปวง กาลเป็นนิตย์ กาล  
			<remark  id="s2b30c29l17" />ยั่งยืน ติดต่อ เนืองๆ เนื่องกัน ต่อลำดับไม่สับสนกัน ไม่ว่าง ประกอบด้วยความพร้อมเพรียง          
			<remark  id="s2b30c29l18" />ถูกต้องกัน กาลเป็นปุเรภัต กาลเป็นปัจฉาภัต ตลอดยามต้น ตลอดยามกลาง ตลอดยามหลัง  
			<remark  id="s2b30c29l19" />ในข้างแรม ในข้างขึ้น ในฤดูฝน ในฤดูหนาว ในฤดูร้อน ในตอนวัยต้น ในตอนวัยกลาง  
			<remark  id="s2b30c29l20" />ในตอนวัยหลัง.          
			<remark  id="s2b30c29l21" />     คำว่า มีสติ ความว่า มีสติด้วยเหตุ ๔ ประการ คือ ชื่อว่า มีสติ เพราะเป็นผู้เจริญ            
			<remark  id="s2b30c29l22" />สติปัฏฐาน คือการพิจารณาเห็นกายในกาย ๑ ... การพิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาทั้งหลาย ๑ ...             
			<remark  id="s2b30c29l23" />พิจารณาเห็นจิตในจิต ๑ ... พิจารณาเห็นธรรมในธรรมทั้งหลาย ๑ ฯลฯ ภิกษุนั้นท่านเรียกว่า            
			<remark  id="s2b30c29l24" />ผู้มีสติ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ปราศจากตัณหา มีสติทุกเมื่อ.            
			<remark  id="s2b30c29l25" />     [๑๑๐] คำว่า ญาณ ปัญญา กิริยาที่รู้ ความเลือกเฟ้น ฯลฯ ความไม่หลง ความ  
			<remark  id="s2b30c29l26" />เลือกเฟ้นธรรม ปัญญาอันเห็นชอบ ชื่อว่า สังขา ในอุทเทศว่า สงฺขาย นิพฺพุโต ภิกขุ.  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b30c30" >
		<para id="s2b30c30p">
			<remark  id="s2b30c30l1" />     คำว่า ทราบแล้ว ความว่า ทราบ คือ รู้ เทียบเคียง พิจารณา เจริญ ทำให้แจ่มแจ้ง  
			<remark  id="s2b30c30l2" />แล้ว คือ ทราบ ... ทำให้แจ่มแจ้งแล้วว่า สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง ... สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์ ...   
			<remark  id="s2b30c30l3" />ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา ... เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร ฯลฯ สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความ          
			<remark  id="s2b30c30l4" />เกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งมวลล้วนมีความดับไปเป็นธรรมดา.           
			<remark  id="s2b30c30l5" />     อีกอย่างหนึ่ง ทราบ ... ทำให้แจ่มแจ้งแล้วโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง ... เป็นทุกข์ ...        
			<remark  id="s2b30c30l6" />เป็นโรค ... เป็นดังหัวผี ... เป็นลูกศร ฯลฯ โดยไม่มีอุบายเครื่องออกไป.  
			<remark  id="s2b30c30l7" />     คำว่า ดับแล้ว ความว่า ชื่อว่าดับแล้ว เพราะเป็นผู้ดับราคะ โทสะ โมหะ ... มทะ  
			<remark  id="s2b30c30l8" />ปมาทะ กิเลสทั้งปวง ทุจริตทั้งปวง ความกระวนกระวายทั้งปวง ความเร่าร้อนทั้งปวง ความ  
			<remark  id="s2b30c30l9" />เดือดร้อนทั้งปวง อกุสลาภิสังขารทั้งปวง.        
			<remark  id="s2b30c30l10" />     คำว่า ภิกฺขุ ความว่า ชื่อว่าภิกษุ เพราะเป็นผู้ทำลายธรรม ๗ ประการ ฯลฯ ภิกษุนั้น ...        
			<remark  id="s2b30c30l11" />อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว มีภพใหม่สิ้นแล้ว เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ภิกษุ ... ทราบแล้ว ดับแล้ว.        
			<remark  id="s2b30c30l12" />     [๑๑๑] คำว่า ตสฺส ในอุเทศว่า "ตสฺส โน สนฺติ อิฺชิตา" ความว่า พระอรหันต  
			<remark  id="s2b30c30l13" />ขีณาสพไม่มีความหวั่นไหว คือ ความหวั่นไหวเพราะตัณหา ความหวั่นไหวเพราะทิฏฐิ ความ  
			<remark  id="s2b30c30l14" />หวั่นไหวเพราะมานะ ความหวั่นไหวเพราะกิเลส ความหวั่นไหวเพราะกรรม. ความหวั่นไหว  
			<remark  id="s2b30c30l15" />เหล่านี้ย่อมไม่มี ได้แก่ ไม่ปรากฎ ไม่ประจักษ์ แก่ภิกษุนั้น คือความหวั่นไหวเหล่านี้ภิกษุนั้น    
			<remark  id="s2b30c30l16" />ละได้แล้ว ตัดขาดแล้ว สงบแล้ว ไม่อาจเกิดขึ้นอีก เผาเสียแล้วด้วยไฟคือญาณ เพราะฉะนั้น             
			<remark  id="s2b30c30l17" />จึงชื่อว่า ภิกษุนั้นไม่มีความหวั่นไหวทั้งหลาย.  
			<remark  id="s2b30c30l18" />     [๑๑๒] คำว่า ที่สุด ในอุเทศว่า "โส อุภนฺตมภิฺาย มชฺเฌ มนฺตา น ลิมฺปติ"  
			<remark  id="s2b30c30l19" />ดังนี้ ความว่า ผัสสะเป็นส่วนสุดข้างหนึ่ง เหตุให้เกิดผัสสะเป็นส่วนสุดที่สอง ความดับผัสสะ        
			<remark  id="s2b30c30l20" />เป็นท่ามกลาง อดีตเป็นส่วนสุดข้างหนึ่ง อนาคตเป็นส่วนสุดที่สอง ปัจจุบัน เป็นท่ามกลาง             
			<remark  id="s2b30c30l21" />สุขเวทนาเป็นส่วนสุดข้างหนึ่ง ทุกขเวทนาเป็นส่วนสุดที่สอง อทุกขมสุขเวทนาเป็นท่ามกลาง             
			<remark  id="s2b30c30l22" />นามเป็นส่วนสุดข้างหนึ่ง รูปเป็นส่วนสุดที่สอง วิญญาณเป็นท่ามกลาง อายตนะภายใน ๖ เป็น             
			<remark  id="s2b30c30l23" />ส่วนสุดข้างหนึ่ง อายตนะภายนอก ๖ เป็นส่วนสุดที่สอง วิญญาณเป็นท่ามกลาง สักกายะเป็น  
			<remark  id="s2b30c30l24" />ส่วนสุดข้างหนึ่ง เหตุให้เกิดสักกายะเป็นส่วนสุดที่สอง  ความดับสักกายะเป็นท่ามกลาง.              
			<remark  id="s2b30c30l25" />     ปัญญา ความรู้ทั่ว กิริยาที่รู้ ฯลฯ ความไม่หลง ความเลือกเฟ้นธรรม ปัญญาอันเห็น              
			<remark  id="s2b30c30l26" />ชอบ เรียกว่า มันตา.    
			<remark  id="s2b30c30l27" />     ความติด ๒ อย่าง คือ ความติดเพราะตัณหา ๑ ความติดเพราะทิฏฐิ ๑ ชื่อว่า เลปา.  
			<remark  id="s2b30c30l28" />ความติดเพราะตัณหาเป็นไฉน? การทำเขต การทำแดน การทำส่วน การทำความกำหนด 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b30c31" >
		<para id="s2b30c31p">
			<remark  id="s2b30c31l1" />ความหวงแหน ความยึดถือ โดยส่วนแห่งตัณหาว่า นี้ของเรา นั่นของเรา เท่านี้ของเรา  
			<remark  id="s2b30c31l2" />ประมาณเท่านี้ของเรา รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ เครื่องลาด เครื่องนุ่งห่ม ทาสี ทาส             
			<remark  id="s2b30c31l3" />แพะ แกะ ไก่ สุกร ช้าง โค ม้า ลา ไร่นา ที่ดิน เงิน ทอง บ้านนิคม ราชธานี  
			<remark  id="s2b30c31l4" />แว่นแคว้น ชนบท ฉางข้าว คลังของเรา บุคคลย่อมยึดถือเอามหาปฐพีแม้ทั้งสิ้นว่าเป็นของ  
			<remark  id="s2b30c31l5" />เราด้วยสามารถแห่งตัณหา และตัณหาวิปริต ๑๐๘ นี้ เป็นความติดเพราะตัณหา. ความติดเพราะ              
			<remark  id="s2b30c31l6" />ทิฏฐิเป็นไฉน? สักกายทิฏฐิมีวัตถุ ๒๐ มิจฉาทิฏฐิมีวัตถุ ๑๐ อันตคาหิกทิฏฐิมีวัตถุ ๑๐ ทิฏฐิ        
			<remark  id="s2b30c31l7" />ความเห็น รกชัฏคือทิฏฐิ  ทางกันดารคือทิฏฐิ เสี้ยนหนามคือทิฏฐิ ความดิ้นรนคือทิฏฐิ ความ           
			<remark  id="s2b30c31l8" />ประกอบไว้คือทิฏฐิ ความถือ ความถือเฉพาะ ความถือมั่น ความลูบคลำ ทางชั่ว ทางผิด  
			<remark  id="s2b30c31l9" />ความเป็นผิด ลัทธิแห่งเดียรถีย์ ความถือด้วยความแสวงหาผิด ความถืออันวิปริต ความถือ  
			<remark  id="s2b30c31l10" />อันวิปลาส ความถือผิด ความถือในวัตถุอันไม่จริงว่าวัตถุจริง ทิฏฐิ ๖๒ เท่าใด นี้เป็นความติด       
			<remark  id="s2b30c31l11" />เพราะทิฏฐิ.            
			<remark  id="s2b30c31l12" />     คำว่า ภิกษุนั้นรู้ยิ่งซึ่งส่วนสุดทั้งสองและท่ามกลาง ด้วยปัญญาแล้วไม่ติดอยู่ ความว่า       
			<remark  id="s2b30c31l13" />ภิกษุนั้นรู้ยิ่ง ทราบ เทียบเคียง พิจารณา เจริญ ทำให้แจ่มแจ้ง ซึ่งส่วนสุดทั้งสองและ             
			<remark  id="s2b30c31l14" />ท่ามกลางด้วยปัญญาแล้ว ไม่ติดอยู่ คือ ไม่เข้าไปติด ไม่ทา ไม่เปื้อน ออกไป สละไป  
			<remark  id="s2b30c31l15" />หลุดพ้น ไม่เกี่ยวข้องแล้ว มีจิตปราศจากเขตแดนอยู่ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ภิกษุนั้นรู้ยิ่งซึ่ง   
			<remark  id="s2b30c31l16" />ส่วนสุดทั้งสอง และท่ามกลางด้วยปัญญาแล้ว ไม่ติดอยู่.  
			<remark  id="s2b30c31l17" />     [๑๑๓] คำว่า ตํ พฺรูมิ มหาปุริโส ความว่า เราย่อมเรียก กล่าว สำคัญ บอก  
			<remark  id="s2b30c31l18" />เห็น บัญญัติ ภิกษุนั้นว่า เป็นมหาบุรุษ คือ เป็นอัคคบุรุษ บุรุษสูงสุด บุรุษวิเศษ บุรุษเป็น      
			<remark  id="s2b30c31l19" />ประธาน อุดมบุรุษ บุรุษประเสริฐ. ท่านพระสารีบุตรทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์           
			<remark  id="s2b30c31l20" />ผู้เจริญ พระองค์ตรัสว่า มหาบุรุษ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ด้วยเหตุเท่าไรหนอแล บุคคลจึง           
			<remark  id="s2b30c31l21" />เป็นมหาบุรุษ? พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ดูกรสารีบุตร เรากล่าวว่า เป็นมหาบุรุษ เพราะ             
			<remark  id="s2b30c31l22" />เป็นผู้มีจิตหลุดพ้น เราไม่กล่าวว่า เป็นมหาบุรุษเพราะเป็นผู้น้อมจิตเชื่อ. ดูกรสารีบุตร ก็ภิกษุ  
			<remark  id="s2b30c31l23" />เป็นผู้มีจิตหลุดพ้นแล้วอย่างไร? ดูกรสารีบุตร ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้พิจารณาเห็นกายใน       
			<remark  id="s2b30c31l24" />กายเป็นภายใน มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกอยู่ เมื่อภิกษุ            
			<remark  id="s2b30c31l25" />นั้นพิจารณาเห็นกายในกายอยู่ จิตย่อมคลายกำหนัด ย่อมหลุดพ้นจากอาสวะทั้งหลาย เพราะไม่             
			<remark  id="s2b30c31l26" />ถือมั่น ภิกษุเป็นผู้พิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาทั้งหลาย ... ในจิต ... เป็นผู้พิจารณาเห็นธรรม       
			<remark  id="s2b30c31l27" />ในธรรมทั้งหลาย มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกอยู่ เมื่อ  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b30c32" >
		<para id="s2b30c32p">
			<remark  id="s2b30c32l1" />ภิกษุนั้นพิจารณาเห็นธรรมในธรรมทั้งหลายอยู่ จิตย่อมคลายกำหนัด ย่อมหลุดพ้นจากอาสวะ  
			<remark  id="s2b30c32l2" />ทั้งหลายเพราะไม่ถือมั่น. ดูกรสารีบุตร ภิกษุเป็นผู้มีจิตหลุดพ้นแล้วอย่างนี้แล ดูกรสารีบุตร      
			<remark  id="s2b30c32l3" />เรากล่าวว่า เป็นมหาบุรุษ เพราะเป็นผู้มีจิตหลุดพ้นแล้ว เราไม่กล่าวว่า เป็นมหาบุรุษ เพราะ        
			<remark  id="s2b30c32l4" />เป็นผู้น้อมจิตเชื่อ เพราะฉะนั้น จึงตรัสว่า "เราย่อมเรียกภิกษุนั้นว่า มหาบุรุษ".  
			<remark  id="s2b30c32l5" />     [๑๑๔] คำว่า ภิกษุนั้นล่วงแล้วซึ่งตัณหาอันเป็นเครื่องเย็บไว้ในโลกนี้ ความว่า ตัณหา         
			<remark  id="s2b30c32l6" />ราคะ สาราคะ ฯลฯ อภิชฌา โลภะ อกุศลมูล ตรัสว่า ตัณหาอันเป็นเครื่องเย็บไว้. ตัณหา  
			<remark  id="s2b30c32l7" />อันเป็นเครื่องเย็บไว้นั้น อันภิกษุใดละแล้ว ตัดขาดแล้ว สงบแล้ว ระงับแล้ว ไม่อาจเกิดขึ้น         
			<remark  id="s2b30c32l8" />อีก เผาเสียแล้วด้วยไฟคือญาณ ภิกษุนั้นล่วงแล้ว คือ เข้าไปล่วงแล้ว ล่วงไปแล้ว ล่วงเลย            
			<remark  id="s2b30c32l9" />ไปแล้ว ซึ่งตัณหาอันเป็นเครื่องเย็บไว้ เพราะฉะนั้น ภิกษุนั้นจึงชื่อว่าล่วงแล้วซึ่งตัณหาอันเป็น  
			<remark  id="s2b30c32l10" />เครื่องเย็บไว้ในโลกนี้;  
			<remark  id="s2b30c32l11" />     เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า    
			<remark  id="s2b30c32l12" />             ภิกษุมีพรหมจรรย์ในเพราะกามทั้งหลาย ปราศจากตัณหา มี        
			<remark  id="s2b30c32l13" />             สติทุกเมื่อ ทราบแล้ว ดับแล้ว ไม่มีความหวั่นไหว. ภิกษุนั้น  
			<remark  id="s2b30c32l14" />             รู้ส่วนสุดทั้งสองและท่ามกลางด้วยปัญญาแล้ว ย่อมไม่ติด      
			<remark  id="s2b30c32l15" />             อยู่. เราเรียกภิกษุนั้นว่าเป็นมหาบุรุษ. ภิกษุนั้นล่วงเสียแล้ว  
			<remark  id="s2b30c32l16" />             ซึ่งตัณหาอันเป็นเครื่องเย็บไว้ในโลกนี้.  
			<remark  id="s2b30c32l17" />     [๑๑๕] พร้อมด้วยเวลาจบพระคาถา ธรรมจักษุ (โสดาปัตติมรรค) ปราศจากธุลี  
			<remark  id="s2b30c32l18" />ปราศจากมลทิน เกิดขึ้นแล้วแก่เทวดาและมนุษย์หลายพัน ผู้มีฉันทะร่วมกัน มีประโยคร่วมกัน            
			<remark  id="s2b30c32l19" />มีความประสงค์ร่วมกัน มีความอบรมวาสนาร่วมกันกับติสสเมตเตยยพราหมณ์นั้นว่า สิ่งใดสิ่ง             
			<remark  id="s2b30c32l20" />หนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งมวลล้วนมีความดับไปเป็นธรรมดา. และจิตของ              
			<remark  id="s2b30c32l21" />ติสสเมตเตยยพราหมณ์นั้นพ้นแล้วจากอาสวะทั้งหลายเพราะไม่ถือมั่น. หนังเสือ ชฎา ผ้าคากรอง           
			<remark  id="s2b30c32l22" />ไม้เท้า ลักจั่นน้ำ ผมและหนวดของติสสเมตเตยยพราหมณ์หายไปแล้ว พร้อมด้วยการบรรลุ  
			<remark  id="s2b30c32l23" />อรหัต. ติสสเมตเตยยพราหมณ์นั้นเป็นภิกษุครองผ้ากาสายะเป็นบริขาร ทรงสังฆาฏิ บาตรและ  
			<remark  id="s2b30c32l24" />จีวร เพราะการปฏิบัติตามประโยชน์ นั่งประนมอัญชลีนมัสการพระผู้มีพระภาคประกาศว่า ข้าแต่           
			<remark  id="s2b30c32l25" />พระองค์ผู้เจริญ พระผู้มีพระภาคเป็นศาสดาของข้าพระองค์. ข้าพระองค์เป็นสาวก ดังนี้.  
			<remark  id="s2b30c32l26" />               จบติสสเมตเตยยมาณวกปัญหานิทเทสที่ ๒  
			<remark  id="s2b30c32l27" />                         ----------  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b30c33" >
		<para id="s2b30c33p">
			<remark  id="s2b30c33l1" />                     ปุณณกมาณวกปัญหานิทเทส     
			<remark  id="s2b30c33l2" />                    ว่าด้วยปัญหาของท่านปุณณกะ  
			<remark  id="s2b30c33l3" />     [๑๑๖] (ท่านปุณณกะทูลถามดังนี้ว่า)         
			<remark  id="s2b30c33l4" />           ข้าพระองค์มีความประสงค์ด้วยปัญหา จึงมาเฝ้าพระองค์ผู้        
			<remark  id="s2b30c33l5" />           ไม่มีตัณหาเครื่องหวั่นไหว ผู้เห็นมูล. ฤาษี มนุษย์ กษัตริย์  
			<remark  id="s2b30c33l6" />           และพราหมณ์เป็นอันมากในโลกนี้อาศัยอะไร จึงพากัน              
			<remark  id="s2b30c33l7" />           แสวงหายัญให้แก่เทวดาทั้งหลาย? ข้าแต่พระผู้มีพระภาค          
			<remark  id="s2b30c33l8" />           ข้าพระองค์ขอทูลถามปัญหานั้น ขอพระองค์จงตรัสบอกปัญหา         
			<remark  id="s2b30c33l9" />           นั้นแก่ข้าพระองค์เถิด.              
			<remark  id="s2b30c33l10" />     [๑๑๗] คำว่า ผู้ไม่มีตัณหาเครื่องหวั่นไหว ผู้เห็นมูล ความว่า ตัณหา ราคะ  
			<remark  id="s2b30c33l11" />สาราคะ ฯลฯ อภิชฌา โลภะ อกุศลมูล เรียกว่า ความหวั่นไหว. ตัณหาอันเป็นความหวั่นไหว  
			<remark  id="s2b30c33l12" />นั้น พระผู้มีพระภาคผู้ตรัสรู้แล้ว ทรงละขาดแล้ว ตัดรากขาดแล้ว ทำไม่ให้มีที่ตั้งดุจตาลยอดด้วน    
			<remark  id="s2b30c33l13" />ถึงความไม่มี มีความไม่เกิดขึ้นต่อไปเป็นธรรมดา เพราะเหตุนั้น พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่าไม่มี         
			<remark  id="s2b30c33l14" />ความหวั่นไหว. พระผู้มีพระภาคชื่อว่าอเนชะ เพราะพระองค์ทรงละตัณหาเครื่องหวั่นไหวขาดแล้ว          
			<remark  id="s2b30c33l15" />ย่อมไม่ทรงหวั่นไหวเพราะลาภ แม้เพราะความเสื่อมลาภ แม้เพราะยศ แม้เพราะความเสื่อมยศ  
			<remark  id="s2b30c33l16" />แม้เพราะสรรเสริญ แม้เพราะนินทา แม้เพราะสุข แม้เพราะทุกข์ ... ไม่หวั่น ไม่ไหว  
			<remark  id="s2b30c33l17" />ไม่คลอนแคลน เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า อเนชะ.    
			<remark  id="s2b30c33l18" />     คำว่า มูลทสฺสาวี ความว่า พระผู้มีพระภาคทรงเห็นมูล คือ ทรงเห็นเหตุ ทรงเห็น  
			<remark  id="s2b30c33l19" />นิทาน ทรงเห็นสมภพ ทรงเห็นสมุฏฐาน ทรงเห็นอาหาร ทรงเห็นอารมณ์ ทรงเห็นปัจจัย  
			<remark  id="s2b30c33l20" />ทรงเห็นสมุทัย. อกุศลมูล ๓ คือ โลภะอกุศลมูล ๑ โทสะอกุศลมูล ๑ โมหะอกุศลมูล ๑.  
			<remark  id="s2b30c33l21" />สมจริงตามพระพุทธพจน์ที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เหตุแห่งความเกิดขึ้น         
			<remark  id="s2b30c33l22" />แห่งกรรม ๓ ประการนี้ คือ โลภะ ๑ โทสะ ๑ โมหะ ๑. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เทวดา มนุษย์  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b30c34" >
		<para id="s2b30c34p">
			<remark  id="s2b30c34l1" />หรือสุคติอย่างใดอย่างหนึ่งแม้อื่น ย่อมไม่ปรากฎเพราะกรรมเกิดแต่โลภะ เพราะกรรมเกิดแต่            
			<remark  id="s2b30c34l2" />โทสะ เพราะกรรมเกิดแต่โมหะ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย โดยที่แท้ นรก กำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน  
			<remark  id="s2b30c34l3" />ปิตติวิสัย หรือทุคติ อย่างใดอย่างหนึ่งแม้อื่น ย่อมปรากฎ เพราะกรรมเกิดแต่โลภะ เพราะ             
			<remark  id="s2b30c34l4" />กรรมเกิดแต่โทสะ เพราะกรรมเกิดแต่โมหะ. อกุศลมูล ๓ ประการนี้ เพื่อความเกิดแห่งอัตภาพ             
			<remark  id="s2b30c34l5" />ในนรก ในกำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน ในปิตติวิสัย. พระผู้มีพระภาคย่อมทรงรู้ทรงเห็นดังนี้. พระผู้มี     
			<remark  id="s2b30c34l6" />พระภาคทรงเห็นมูล ฯลฯ ทรงเห็นสมุทัย แม้ด้วยประการอย่างนี้.             
			<remark  id="s2b30c34l7" />     กุศลมูล ๓ ประการ คือ อโลภะกุศลมูล ๑ อโทสะกุศลมูล ๑ อโมหะกุศลมูล ๑.  
			<remark  id="s2b30c34l8" />สมจริงตามพระพุทธพจน์ที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า กุศลมูล ๓ ประการนี้ ฯลฯ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย     
			<remark  id="s2b30c34l9" />นรก กำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน ปิตติวิสัย หรือทุคติอย่างใดอย่างหนึ่งแม้อื่น ย่อมไม่ปรากฎเพราะ         
			<remark  id="s2b30c34l10" />กรรมเกิดแต่อโลภะ เพราะกรรมเกิดแต่อโทสะ เพราะกรรมเกิดแต่อโมหะ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย  
			<remark  id="s2b30c34l11" />โดยที่แท้ เทวดา มนุษย์ หรือสุคติอย่างใดอย่างหนึ่งแม้อื่น ย่อมปรากฎเพราะกรรมเกิดแต่อโลภะ        
			<remark  id="s2b30c34l12" />เพราะกรรมเกิดแต่อโทสะ เพราะกรรมเกิดแต่อโมหะ. กุศลมูล ๓ ประการนี้ เพื่อความเกิด  
			<remark  id="s2b30c34l13" />แห่งอัตภาพในเทวดา และในมนุษย์. พระผู้มีพระภาคย่อมทรงรู้ทรงเห็นดังนี้. พระผู้มีพระภาค           
			<remark  id="s2b30c34l14" />ย่อมทรงเห็นมูล ฯลฯ ทรงเห็นสมุทัย แม้ด้วยประการอย่างนี้.  
			<remark  id="s2b30c34l15" />     และสมจริงตามพระพุทธพจน์ที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมอย่างใด          
			<remark  id="s2b30c34l16" />อย่างหนึ่งที่เป็นอกุศล เป็นส่วนอกุศล เป็นฝ่ายอกุศล ธรรมทั้งหมดนั้นมีอวิชชาเป็นมูล              
			<remark  id="s2b30c34l17" />มีอวิชชาเป็นที่รวม มีอวิชชาอันอรหัตมรรคกำจัดได้ ย่อมถึงความเพิกถอนทั้งหมด. พระผู้มี           
			<remark  id="s2b30c34l18" />พระภาคย่อมทรงรู้ทรงเห็นดังนี้ พระผู้มีพระภาคทรงเห็นมูล ฯลฯ ทรงเห็นสมุทัย แม้ด้วยประการ        
			<remark  id="s2b30c34l19" />อย่างนี้.              
			<remark  id="s2b30c34l20" />     และสมจริงตามพระพุทธพจน์ที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมอย่างใด          
			<remark  id="s2b30c34l21" />อย่างหนึ่งที่เป็นกุศล เป็นส่วนกุศล เป็นฝ่ายกุศล ธรรมทั้งหมดนั้น มีความไม่ประมาทเป็นมูล         
			<remark  id="s2b30c34l22" />มีความไม่ประมาทเป็นที่รวม ความไม่ประมาท บัณฑิตกล่าวว่าเป็นยอดแห่งธรรมเหล่านั้น.  
			<remark  id="s2b30c34l23" />พระผู้มีพระภาคย่อมทรงรู้ทรงเห็นดังนี้. พระผู้มีพระภาคทรงเห็นมูล ฯลฯ ทรงเห็นสมุทัย แม้          
			<remark  id="s2b30c34l24" />ด้วยประการอย่างนี้.   
		</para>
	</section>
	<section id="s2b30c35" >
		<para id="s2b30c35p">
			<remark  id="s2b30c35l1" />     อีกอย่างหนึ่ง พระผู้มีพระภาคย่อมทรงรู้ทรงเห็นว่า อวิชชาเป็นมูลแห่งสังขาร สังขาร           
			<remark  id="s2b30c35l2" />เป็นมูลแห่งวิญญาณ วิญญาณเป็นมูลแห่งนามรูป นามรูปเป็นมูลแห่งสฬายตนะ สฬายตนะ  
			<remark  id="s2b30c35l3" />เป็นมูลแห่งผัสสะ ผัสสะเป็นมูลแห่งเวทนา เวทนาเป็นมูลแห่งตัณหา ตัณหาเป็นมูลแห่งอุปาทาน          
			<remark  id="s2b30c35l4" />อุปาทานเป็นมูลแห่งภพ ภพเป็นมูลแห่งชาติ ชาติเป็นมูลแห่งชราและมรณะ. พระผู้มีพระภาค  
			<remark  id="s2b30c35l5" />ย่อมทรงรู้ทรงเห็นดังนี้. พระผู้มีพระภาคทรงเห็นมูล ฯลฯ ทรงเห็นสมุทัย แม้ด้วยประการ              
			<remark  id="s2b30c35l6" />อย่างนี้.              
			<remark  id="s2b30c35l7" />     และสมจริงตามพระพุทธพจน์ ที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม  
			<remark  id="s2b30c35l8" />อย่างใดอย่างหนึ่งที่เป็นอกุศล เป็นส่วนอกุศล เป็นฝ่ายอกุศล ธรรมทั้งหมดนั้นมีอวิชชาเป็นมูล       
			<remark  id="s2b30c35l9" />มีอวิชชาเป็นที่รวม มีอวิชชาอันอรหัตมรรคกำจัดได้ ย่อมถึงความเพิกถอนทั้งหมด. พระผู้มี           
			<remark  id="s2b30c35l10" />พระภาคทรงเห็นมูล ทรงเห็นเหตุ ทรงเห็นนิทาน ทรงเห็นสมภพ ทรงเห็นสมุฏฐาน ทรงเห็น  
			<remark  id="s2b30c35l11" />อาหาร ทรงเห็นอารมณ์ ทรงเห็นปัจจัย ทรงเห็นสมุทัย แม้ด้วยประการอย่างนี้ เพราะฉะนั้น              
			<remark  id="s2b30c35l12" />จึงชื่อว่า ไม่ทรงหวั่นไหว ทรงเห็นมูล.          
			<remark  id="s2b30c35l13" />     คำว่า อิติ ในอุเทศว่า อิจจฺายสฺมา ปุณฺณโก เป็นบทสนธิ. คำว่า อายสฺมา  
			<remark  id="s2b30c35l14" />เป็นเครื่องกล่าวด้วยความรัก. คำว่า ปุณฺณโก เป็นชื่อของพราหมณ์นั้น.     
			<remark  id="s2b30c35l15" />     [๑๑๘] คำว่า ข้าพระองค์มีความต้องการด้วยปัญหาจึงมาเฝ้า ความว่า ข้าพระองค์มี  
			<remark  id="s2b30c35l16" />ความต้องการด้วยปัญหาจึงมาเฝ้า คือ ข้าพระองค์ประสงค์จะทูลถามปัญหาจึงมาเฝ้า ประสงค์              
			<remark  id="s2b30c35l17" />จะฟังปัญหาจึงมาเฝ้า เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ข้าพระองค์มีความต้องการด้วยปัญหาจึงมาเฝ้า           
			<remark  id="s2b30c35l18" />แม้ด้วยประการอย่างนี้.  
			<remark  id="s2b30c35l19" />     อีกอย่างหนึ่ง ความว่า ข้าพระองค์ทั้งหลายประสงค์จะทูลถามปัญหา คือ ประสงค์จะ  
			<remark  id="s2b30c35l20" />ฟังปัญหาจึงมาเฝ้า คือ เข้ามาเฝ้า เข้าใกล้ นั่งใกล้ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ข้าพระองค์มีความ     
			<remark  id="s2b30c35l21" />ต้องการด้วยปัญหาจึงมาเฝ้า แม้ด้วยประการอย่างนี้. อีกอย่างหนึ่ง ความว่า พระองค์ทรงมี            
			<remark  id="s2b30c35l22" />ประสงค์ด้วยปัญหาจึงเสด็จมา คือ แม้พระองค์ก็ทรงอาจ ทรงสามารถ ทรงเป็นผู้ควรจะตรัส  
			<remark  id="s2b30c35l23" />จะวิสัชนา จะทรงแสดง จะชี้แจง ซึ่งปัญหาที่ข้าพระองค์ทูลถาม เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า  
			<remark  id="s2b30c35l24" />ข้าพระองค์มีความต้องการด้วยปัญหาจึงมาเฝ้า แม้ด้วยประการฉะนี้.   
		</para>
	</section>
	<section id="s2b30c36" >
		<para id="s2b30c36p">
			<remark  id="s2b30c36l1" />     [๑๑๙] คำว่า กึนิสฺสิตา ในอุเทศว่า กึนิสฺสิตา อิสโย มนุชา ความว่า อาศัย  
			<remark  id="s2b30c36l2" />คือ หวัง เยื่อใย เข้าไปใกล้ พัวพัน น้อมใจถึงซึ่งอะไร. บุคคลพวกใดพวกหนึ่งมีชื่อว่าฤาษี          
			<remark  id="s2b30c36l3" />คือ ผู้ที่บวชเป็นฤาษี เป็นอาชีวก เป็นนิครนถ์ เป็นชฎิล เป็นดาบส ชื่อว่า อิสโย.  
			<remark  id="s2b30c36l4" />พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกมนุษย์ว่า มนุชา เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ฤาษี มนุษย์อาศัยอะไร?            
			<remark  id="s2b30c36l5" />     [๑๒๐] ผู้ที่เกิดเป็นชาติกษัตริย์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง ชื่อว่ากษัตริย์ ในอุเทศว่า "ขตฺติยา     
			<remark  id="s2b30c36l6" />พฺราหฺมณา เทวตานํ"     
			<remark  id="s2b30c36l7" />     ผู้ที่ยกย่องสรรเสริญกันว่า มีวาทะเจริญ เหล่าใดเหล่าหนึ่ง ชื่อว่าพราหมณ์. คำว่า            
			<remark  id="s2b30c36l8" />เทวตานํ ความว่า อาชีวกเป็นเทวดาของพวกอาชีวกสาวก นิครนถ์เป็นเทวดาของพวกนิครนถ์  
			<remark  id="s2b30c36l9" />สาวก ชฎิลเป็นเทวดาของพวกชฎิลสาวก ปริพาชกเป็นเทวดาของพวกปริพาชกสาวก ดาบส  
			<remark  id="s2b30c36l10" />เป็นเทวดาของพวกดาบสสาวก ช้างเป็นเทวดาของพวกประพฤติหัตถีพรต ม้าเป็นเทวดาของ  
			<remark  id="s2b30c36l11" />พวกประพฤติอัสสพรต โคเป็นเทวดาของพวกประพฤติโคพรต สุนัขเป็นเทวดาของพวกประพฤติ  
			<remark  id="s2b30c36l12" />กุกกุรพรต กาเป็นเทวดาของพวกประพฤติกากพรต ท้าววาสุเทพเป็นเทวดาของพวกประพฤติ  
			<remark  id="s2b30c36l13" />วาสุเทวพรต พลเทพเป็นเทวดาของพวกประพฤติพลเทพพรต ท้าวปุณณภัทร์เป็นเทวดาของ  
			<remark  id="s2b30c36l14" />พวกประพฤติปุณณภัททพรต ท้าวมณิภัทร์เป็นเทวดาของพวกประพฤติมณิภัททพรต ไฟเป็นเทวดา  
			<remark  id="s2b30c36l15" />ของพวกประพฤติอัคคิพรต นาคเป็นเทวดาของพวกประพฤตินาคพรต ครุฑเป็นเทวดาของพวก  
			<remark  id="s2b30c36l16" />ประพฤติสุบรรณพรต ยักษ์เป็นเทวดาของพวกประพฤติยักขพรต อสูรเป็นเทวดาของพวก  
			<remark  id="s2b30c36l17" />ประพฤติอสูรพรต คนธรรพ์เป็นเทวดาของพวกประพฤติคันธัพพพรต ท้าวมหาราชเป็นเทวดา  
			<remark  id="s2b30c36l18" />ของพวกประพฤติมหาราชพรต จันทเทวบุตรเป็นเทวดาของพวกประพฤติจันทรพรต สุริยเทพบุตร  
			<remark  id="s2b30c36l19" />เป็นเทวดาของพวกประพฤติสุริยพรต อินทเทพบุตรเป็นเทวดาของพวกประพฤติอินทรพรต  
			<remark  id="s2b30c36l20" />พรหมเป็นเทวดาของพวกประพฤติพรหมพรต พวกเทพเป็นเทวดาของพวกประพฤติเทพพรต   
			<remark  id="s2b30c36l21" />ทิศทั้งหลายเป็นเทวดาของพวกประพฤติทิศาพรต พระทัทขิไณยบุคคลผู้สมควรแก่ไทยธรรมของ  
			<remark  id="s2b30c36l22" />ชนเหล่าใด ก็เป็นเทวดาของชนเหล่านั้น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า กษัตริย์ ... พราหมณ์ ... เทวดา      
			<remark  id="s2b30c36l23" />ทั้งหลาย.              
			<remark  id="s2b30c36l24" />     [๑๒๑] ไทยธรรม คือ จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ คิลานปัจจยเภสัชบริขาร ข้าว  
			<remark  id="s2b30c36l25" />น้ำ ผ้า ยาน ดอกไม้ ของหอม เครื่องลูบไล้ ที่นอน ที่พัก เครื่องประทีป ท่านเรียกว่า  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b30c37" >
		<para id="s2b30c37p">
			<remark  id="s2b30c37l1" />ยัญ ในอุเทศว่า "ยฺมกปฺปึสุ ปุถูธ โลเก". คำว่า แสวงหาแล้วซึ่งยัญ ความว่า แม้ชน  
			<remark  id="s2b30c37l2" />เหล่าใดย่อมแสวงหา เสาะหา สืบหายัญ คือ จีวร ... เครื่องประทีป แม้ชนเหล่านั้นก็ชื่อว่า           
			<remark  id="s2b30c37l3" />แสวงหายัญ. แม้ชนเหล่าใดย่อมจัดแจงยัญ คือ จีวร ... เครื่องประทีป แม้ชนเหล่านั้นก็ชื่อว่า        
			<remark  id="s2b30c37l4" />แสวงหายัญ. แม้ชนเหล่าใดย่อมให้ ย่อมบูชา ย่อมบริจาคยัญ คือ จีวร ... เครื่องประทีป แม้           
			<remark  id="s2b30c37l5" />ชนเหล่านั้นก็ชื่อว่า แสวงหายัญ.  
			<remark  id="s2b30c37l6" />     คำว่า เป็นอันมาก คือ ยัญเหล่านั้นก็มาก ผู้บูชายัญนั้นก็มาก หรือพระทักขิไณยบุคคล           
			<remark  id="s2b30c37l7" />นั้นก็มาก. ยัญเหล่านั้นมากอย่างไร? ยัญเหล่านั้นมาก คือ จีวร ... เครื่องประทีป ยัญเหล่านั้น     
			<remark  id="s2b30c37l8" />มากอย่างนี้. ผู้บูชายัญนั้นมากอย่างไร? ผู้บูชายัญนั้นมาก คือ กษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ ศูทร       
			<remark  id="s2b30c37l9" />คฤหัสถ์ บรรพชิต เทวดาและมนุษย์ ผู้บูชายัญนั้นมากอย่างนี้. หรือพระทักขิไณยบุคคลนั้น             
			<remark  id="s2b30c37l10" />มากอย่างไร? พระทักขิไณยบุคคลนั้นมาก คือ สมณะ พราหมณ์ ยาจก วณิพก สาวกหรือ  
			<remark  id="s2b30c37l11" />พระทักขิไณยบุคคลนั้นมากอย่างนี้. คำว่า ในโลกนี้ คือในมนุษยโลก เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า           
			<remark  id="s2b30c37l12" />มากในโลกนี้ ... แสวงหาแล้วซึ่งยัญ.             
			<remark  id="s2b30c37l13" />     [๑๒๒] การถามมี ๓ อย่าง คือ อทิฏฐโชตนาปุจฉา ๑ ทิฏฐสังสันทนาปุจฉา ๑  
			<remark  id="s2b30c37l14" />วิมติเฉทนาปุจฉา ๑ ชื่อว่าปุจฉา ในอุเทศว่า "ปุจฺฉามิ ตํ ภควา พฺรูหิ เม ตํ".  
			<remark  id="s2b30c37l15" />     อทิฏฐโชตนาปุจฉาเป็นไฉน? ลักษณะที่ยังไม่รู้ ไม่เห็น ไม่เทียบเคียง ไม่พิจารณา  
			<remark  id="s2b30c37l16" />ไม่แจ่มแจ้ง ไม่ปรากฏ โดยปกติ บุคคลย่อมถามปัญหาเพื่อรู้ เพื่อเห็น เพื่อเทียบเคียง เพื่อ         
			<remark  id="s2b30c37l17" />พิจารณา เพื่อต้องการให้แจ่มแจ้ง เพื่อต้องให้ปรากฎ ซึ่งลักษณะนั้น ชื่อว่า อทิฏฐโชตนาปุจฉา.      
			<remark  id="s2b30c37l18" />     ทิฏฐสังสันทนาปุจฉาเป็นไฉน? ลักษณะที่รู้ เห็น เทียบเคียง พิจารณาแจ่มแจ้ง  
			<remark  id="s2b30c37l19" />ปรากฏ โดยปกติ บุคคลย่อมถามปัญหา เพื่อต้องการสนทนากับบัณฑิตอื่นๆ ชื่อว่า ทิฏฐสัง  
			<remark  id="s2b30c37l20" />สันทนาปุจฉา.          
			<remark  id="s2b30c37l21" />     วิมติเฉทนาปุจฉาเป็นไฉน? บุคคลแล่นไปสู่ความสงสัย ความเคลือบแคลง มีใจเป็น  
			<remark  id="s2b30c37l22" />สองว่า เรื่องนี้เป็นอย่างนี้หรือหนอแล หรือไม่เป็นอย่างนี้ เรื่องนี้เป็นไฉนหนอ หรือเป็น         
			<remark  id="s2b30c37l23" />อย่างไร ดังนี้ โดยปกติ บุคคลย่อมถามปัญหา เพื่อต้องการตัดความเคลือบแคลงเสีย นี้ชื่อว่า          
			<remark  id="s2b30c37l24" />วิมติเฉทนาปุจฉา. ปุจฉา ๓ ประการนี้.            
			<remark  id="s2b30c37l25" />     ปุจฉาอีก ๓ ประการ คือ มนุสสปุจฉา ๑ อมนุสสปุจฉา ๑ นิมมิตปุจฉา ๑.   
		</para>
	</section>
	<section id="s2b30c38" >
		<para id="s2b30c38p">
			<remark  id="s2b30c38l1" />     มนุสสปุจฉาเป็นไฉน? มนุษย์ทั้งหลายเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคผู้ตรัสรู้แล้ว ย่อมทูล           
			<remark  id="s2b30c38l2" />ถามปัญหา ภิกษุทั้งหลาย ... ภิกษุณีทั้งหลาย ... อุบาสกทั้งหลาย ... อุบาสิกาทั้งหลาย ... พระราชา  
			<remark  id="s2b30c38l3" />ทั้งหลาย ... กษัตริย์ทั้งหลาย ... พราหมณ์ทั้งหลาย ... แพศย์ทั้งหลาย ... ศูทรทั้งหลาย ... คฤหัสถ์  
			<remark  id="s2b30c38l4" />ทั้งหลาย ... บรรพชิตทั้งหลาย เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคผู้ตรัสรู้แล้ว ย่อมทูลถามปัญหา นี้ชื่อว่า  
			<remark  id="s2b30c38l5" />มนุสสปัญหา.            
			<remark  id="s2b30c38l6" />     อมนุสสปุจฉาเป็นไฉน? อมนุษย์ทั้งหลายเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคแล้ว ย่อมทูลถาม  
			<remark  id="s2b30c38l7" />ปัญหา นาคทั้งหลาย ... ครุฑทั้งหลาย ... ยักษ์ทั้งหลาย ... อสูรทั้งหลาย ... คนธรรพ์ทั้งหลาย ...  
			<remark  id="s2b30c38l8" />ท้าวมหาราชทั้งหลาย ... พระอินทร์ทั้งหลาย ... พระพรหมทั้งหลาย ... เทวดาทั้งหลาย เข้าไปเฝ้า      
			<remark  id="s2b30c38l9" />พระผู้มีพระภาคแล้ว ย่อมทูลถามปัญหา นี้ชื่อว่า อมนุสสปุจฉา.             
			<remark  id="s2b30c38l10" />     นิมมิตปุจฉาเป็นไฉน? พระผู้มีพระภาคทรงนิรมิตพระรูปใด อันสำเร็จด้วยพระทัย มี  
			<remark  id="s2b30c38l11" />อวัยวะครบทุกส่วน มีอินทรีย์ไม่บกพร่อง พระพุทธนิรมิตนั้นเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคผู้ตรัสรู้      
			<remark  id="s2b30c38l12" />แล้ว ย่อมตรัสถามปัญหา พระผู้มีพระภาคทรงวิสัชนา นี้ชื่อว่า นิมมิตปุจฉา. ปุจฉา ๓ ประการนี้.      
			<remark  id="s2b30c38l13" />     ปุจฉาอีก ๓ ประการ คือ การถามประโยชน์ตน ๑ การถามประโยชน์ผู้อื่น ๑ การถาม  
			<remark  id="s2b30c38l14" />ประโยชน์ทั้งสอง ๑.     
			<remark  id="s2b30c38l15" />     ปุจฉาอีก ๓ ประการ คือ การถามถึงทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์ ๑ การถามถึงสัมปรายิกัตถ             
			<remark  id="s2b30c38l16" />ประโยชน์ ๑ การถามถึงปรมัตถประโยชน์ ๑.         
			<remark  id="s2b30c38l17" />     ปุจฉาอีก ๓ ประการ คือ การถามถึงเนื้อความอันไม่มีโทษ ๑ การถามถึงเนื้อความอัน  
			<remark  id="s2b30c38l18" />ไม่มีกิเลส ๑ การถามถึงเนื้อความอันผ่องแผ้ว ๑.  
			<remark  id="s2b30c38l19" />     ปุจฉาอีก ๓ ประการ คือ การถามถึงเรื่องอดีต ๑ การถามถึงเรื่องอนาคต ๑ การถามถึง              
			<remark  id="s2b30c38l20" />เรื่องปัจจุบัน ๑.      
			<remark  id="s2b30c38l21" />     ปุจฉาอีก ๓ ประการ คือ การถามเรื่องภายใน ๑ การถามเรื่องภายนอก ๑ การถาม  
			<remark  id="s2b30c38l22" />เรื่องทั้งภายในภายนอก ๑.  
			<remark  id="s2b30c38l23" />     ปุจฉาอีก ๓ ประการ คือ การถามเรื่องกุศล ๑ การถามเรื่องอกุศล ๑ การถามเรื่อง  
			<remark  id="s2b30c38l24" />อัพยากฤต ๑.            
			<remark  id="s2b30c38l25" />     ปุจฉาอีก ๓ ประการ คือ การถามเรื่องขันธ์ ๑ การถามเรื่องธาตุ ๑ การถามเรื่อง  
			<remark  id="s2b30c38l26" />อายตนะ ๑.        
		</para>
	</section>
	<section id="s2b30c39" >
		<para id="s2b30c39p">
			<remark  id="s2b30c39l1" />     ปุจฉาอีก ๓ ประการ คือ การถามเรื่องสติปัฏฐาน ๑ การถามเรื่องสัมมัปปธาน ๑ การ  
			<remark  id="s2b30c39l2" />ถามเรื่องอิทธิบาท ๑.   
			<remark  id="s2b30c39l3" />     ปุจฉาอีก ๓ ประการ คือ การถามเรื่องอินทรีย์ ๑ การถามเรื่องพละ ๑ การถามเรื่อง  
			<remark  id="s2b30c39l4" />โพชฌงค์ ๑.             
			<remark  id="s2b30c39l5" />     ปุจฉาอีก ๓ ประการ คือ การถามเรื่องมรรค ๑ การถามเรื่องผล ๑ การถามเรื่อง  
			<remark  id="s2b30c39l6" />นิพพาน ๑.              
			<remark  id="s2b30c39l7" />     คำว่า ข้าพระองค์ขอทูลถามปัญหานั้น ความว่า ข้าพระองค์ทูลถาม คือ ทูลขอ ทูล  
			<remark  id="s2b30c39l8" />เชื้อเชิญ ทูลให้ประสาท ซึ่งปัญหานั้นว่า ขอพระองค์จงตรัสบอกปัญหาแก่ข้าพระองค์ เพราะ             
			<remark  id="s2b30c39l9" />ฉะนั้น จึงชื่อว่า ข้าพระองค์ขอทูลถามปัญหานั้น.  
			<remark  id="s2b30c39l10" />     คำว่า ภควา นี้ เป็นคำกล่าวโดยเคารพ ฯลฯ. คำว่า ภควา นี้ เป็นสัจฉิกาบัญญัติ คำว่า           
			<remark  id="s2b30c39l11" />ขอพระองค์จงตรัสบอกปัญหานั้นแก่ข้าพระองค์ ความว่า ขอพระองค์จงตรัส ... ขอพระองค์จง  
			<remark  id="s2b30c39l12" />ประกาศ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาค ข้าพระองค์ขอทูลถามปัญหานั้น ขอ              
			<remark  id="s2b30c39l13" />พระองค์จงตรัสบอกปัญหานั้นแก่ข้าพระองค์.        
			<remark  id="s2b30c39l14" />     เพราะเหตุนั้น พราหมณ์นั้นจึงกราบทูลว่า    
			<remark  id="s2b30c39l15" />           ข้าพระองค์มีความประสงค์ด้วยปัญหา จึงมาเฝ้าพระองค์ผู้ไม่     
			<remark  id="s2b30c39l16" />           หวั่นไหว ผู้เห็นมูล. ฤาษี มนุษย์ กษัตริย์ พราหมณ์เป็น       
			<remark  id="s2b30c39l17" />           อันมากในโลกนี้ อาศัยอะไร จึงพากันแสวงหายัญให้แก่            
			<remark  id="s2b30c39l18" />           เทวดาทั้งหลาย ข้าแต่พระผู้มีพระภาค ข้าพระองค์ขอทูลถาม       
			<remark  id="s2b30c39l19" />           ปัญหานั้น. ขอพระองค์จงตรัสบอกปัญหานั้นแก่ข้าพระองค์         
			<remark  id="s2b30c39l20" />           เถิด.       
			<remark  id="s2b30c39l21" />     [๑๒๓] (พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรปุณณกะ)  
			<remark  id="s2b30c39l22" />           ฤาษี มนุษย์ กษัตริย์ พราหมณ์ พวกใดพวกหนึ่งนี้ เป็น          
			<remark  id="s2b30c39l23" />           อันมากในโลกนี้ พากันแสวงหายัญแก่เทวดาทั้งหลาย. ดูกร         
			<remark  id="s2b30c39l24" />           ปุณณกะ ฤาษี มนุษย์ กษัตริย์ พราหมณ์ เป็นอันมาก              
			<remark  id="s2b30c39l25" />           ในโลกนี้ เหล่านั้น หวังความเป็นอย่างนี้ อาศัยชรา จึง        
			<remark  id="s2b30c39l26" />           พากันแสวงหายัญแก่เทวดาทั้งหลาย.   
		</para>
	</section>
	<section id="s2b30c40" >
		<para id="s2b30c40p">
			<remark  id="s2b30c40l1" />     [๑๒๔] คำว่า เยเกจิเม ในอุเทศว่า "เยเกจิเม อิสโย มนุชา" ดังนี้ ความว่า ทั้งหมด             
			<remark  id="s2b30c40l2" />โดยกำหนดทั้งหมด ทั้งหมดโดยประการทั้งหมด ไม่เหลือ ไม่มีส่วนเหลือ คำว่า เยเกจิเม  
			<remark  id="s2b30c40l3" />นี้เป็นเครื่องกล่าวรวมหมด. บุคคลพวกใดพวกหนึ่ง มีชื่อว่า ฤาษี คือ พวกที่บวชเป็นฤาษี             
			<remark  id="s2b30c40l4" />อาชีวก นิครนถ์ ชฎิล ดาบส ชื่อว่า ฤาษี. พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกมนุษย์ว่า มนุชา เพราะฉะนั้น      
			<remark  id="s2b30c40l5" />จึงชื่อว่า ฤาษี มนุษย์ ... เหล่าใดเหล่าหนึ่งนี้. พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกพราหมณ์นั้นโดยชื่อว่า  
			<remark  id="s2b30c40l6" />ปุณณกะ. พระนามว่า ภควา นี้ เป็นเครื่องกล่าวโดยเคารพ ฯลฯ พระนามว่า ภควา นี้ เป็น  
			<remark  id="s2b30c40l7" />สัจฉิกาบัญญัติ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรปุณณกะ.  
			<remark  id="s2b30c40l8" />     [๑๒๕] ผู้ที่เกิดเป็นชาติกษัตริย์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง ชื่อว่ากษัตริย์ ในอุเทศว่า "ขตฺติยา     
			<remark  id="s2b30c40l9" />พฺราหมณา เทวตานํ".     
			<remark  id="s2b30c40l10" />     ผู้ที่ยกย่องสรรเสริญกันว่ามีวาทะเจริญเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ชื่อว่าพราหมณ์ คำว่า เทวตานํ       
			<remark  id="s2b30c40l11" />ความว่า อาชีวกเป็นเทวดาของพวกอาชีวบสาวก ฯลฯ ทิศทั้งหลายเป็นเทวดาของพวกประพฤติ  
			<remark  id="s2b30c40l12" />ทิศาพรต พระทักขิไณยบุคคลผู้สมควรแก่ไทยธรรมของชนเหล่าใด ก็เป็นเทวดาของชนเหล่านั้น  
			<remark  id="s2b30c40l13" />เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า กษัตริย์ พราหมณ์ ... แก่เทวดาทั้งหลาย.          
			<remark  id="s2b30c40l14" />     [๑๒๖] ไทยธรรม คือ จีวร ... เครื่องประทีป ท่านเรียกว่ายัญ ในอุเทศว่า ยฺมกปฺปึสุ          
			<remark  id="s2b30c40l15" />ปุถูธ โลเก. คำว่า แสวงหาแล้วซึ่งยัญ ความว่า แม้ชนเหล่าใดย่อมแสวงหา เสาะหา สืบหา  
			<remark  id="s2b30c40l16" />ยัญ คือ จีวร ... เครื่องประทีป แม้ชนเหล่านั้นก็ชื่อว่าแสวงหายัญ. คำว่า เป็นอันมาก คือ          
			<remark  id="s2b30c40l17" />ยัญเหล่านั้นก็มาก ผู้บูชายัญนั้นก็มาก หรือพระทักขิไณยบุคคลนั้นก็มาก. ยัญเหล่านั้นมาก           
			<remark  id="s2b30c40l18" />อย่างไร? ฯลฯ หรือพระทักขิไณยบุคคลมากอย่างนี้. คำว่า ในโลกนี้ คือ ในมนุษยโลก เพราะ              
			<remark  id="s2b30c40l19" />ฉะนั้น จึงชื่อว่า มากในโลกนี้ ... แสวงหาแล้วซึ่งยัญ.  
			<remark  id="s2b30c40l20" />     [๑๒๗] คำว่า อาสึสมานา ในอุเทศว่า อาสึสมานา ปุณฺณก อิตฺถตํ ความว่า หวัง  
			<remark  id="s2b30c40l21" />คือ หวังได้รูป หวังได้เสียง หวังได้กลิ่น หวังได้รส หวังได้โผฏฐัพพะ หวังได้บุตร หวังได้         
			<remark  id="s2b30c40l22" />ภรรยา หวังได้ทรัพย์ หวังได้ยศ หวังได้ความเป็นใหญ่ หวังได้อัตภาพในสกุลกษัตริย์มหาศาล            
			<remark  id="s2b30c40l23" />หวังได้อัตภาพในสกุลพราหมณ์มหาศาล หวังได้อัตภาพในสกุลคฤหบดีมหาศาล หวังได้อัตภาพ  
			<remark  id="s2b30c40l24" />ในเทวดาชาวจาตุมหาราชิก หวังได้อัตภาพในเทวดาชาวดาวดึงส์ หวังได้อัตภาพในเทวดาชาวยามา             
			<remark  id="s2b30c40l25" />หวังได้อัตภาพในเทวดาชาวดุสิต หวังได้อัตภาพในเทวดาชาวนิมมานรดี หวังได้อัตภาพใน  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b30c41" >
		<para id="s2b30c41p">
			<remark  id="s2b30c41l1" />     [๑๒๘] คำว่า ชรํ สิตา ในอุเทศว่า ชรํ สิตา ยฺมกปฺปึสุ ความว่า อาศัยชรา  
			<remark  id="s2b30c41l2" />อาศัยพยาธิ อาศัยมรณะ อาศัยโสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาส บุคคลพวกนั้นแสวง  
			<remark  id="s2b30c41l3" />หายัญในเทวดา เพราะอาศัยชาติ หรือว่าอาศัยชาติจึงแสวงหายัญในเทวดา แสวงหายัญในเทวดา  
			<remark  id="s2b30c41l4" />เพราะอาศัยชรา หรือว่าอาศัยชราจึงแสวงหายัญในเทวดา แสวงหายัญในเทวดา เพราะอาศัย  
			<remark  id="s2b30c41l5" />พยาธิ หรือว่าอาศัยพยาธิจึงแสวงหายัญในเทวดา แสวงหายัญในเทวดา เพราะอาศัยมรณะ  
			<remark  id="s2b30c41l6" />หรือว่าอาศัยมรณะจึงแสวงหายัญในเทวดา แสวงหายัญในเทวดา เพราะอาศัยโสกะ ปริเทวะ  
			<remark  id="s2b30c41l7" />ทุกข์ โทมนัส และอุปายาส หรือว่าอาศัยโสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาส จึง  
			<remark  id="s2b30c41l8" />แสวงหายัญในเทวดา แสวงหายัญในเทวดา เพราะอาศัยคติ หรือว่าอาศัยคติจึงแสวงหายัญใน  
			<remark  id="s2b30c41l9" />เทวดา แสวงหายัญในเทวดา เพราะอาศัยอุปบัติ หรือว่าอาศัยอุปบัติจึงแสวงหายัญในเทวดา  
			<remark  id="s2b30c41l10" />แสวงหายัญในเทวดา เพราะอาศัยปฏิสนธิ หรือว่าอาศัยปฏิสนธิจึงแสวงหายัญในเทวดา  
			<remark  id="s2b30c41l11" />แสวงหายัญในเทวดา เพราะอาศัยภพ หรือว่าอาศัยภพจึงแสวงหายัญในเทวดา แสวงหายัญ  
			<remark  id="s2b30c41l12" />ในเทวดา เพราะอาศัยสงสาร หรือว่าอาศัยสงสารจึงแสวงหายัญในเทวดา แสวงหายัญในเทวดา  
			<remark  id="s2b30c41l13" />เพราะอาศัยวัฏฏะ หรือว่าอาศัยวัฏฏะจึงแสวงหายัญในเทวดา ปรารถนา พัวพัน เข้าถึง ติดใจ              
			<remark  id="s2b30c41l14" />น้อมใจไปแล้ว เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า อาศัยชรา จึงแสวงหายัญ.             
			<remark  id="s2b30c41l15" />     เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า    
			<remark  id="s2b30c41l16" />           "ฤาษี มนุษย์ กษัตริย์ พราหมณ์ พวกใดพวกหนึ่งนี้ เป็น         
			<remark  id="s2b30c41l17" />           อันมากในโลกนี้ แสวงหายัญ แก่เทวดาทั้งหลาย. ดูกรปุณณกะ       
			<remark  id="s2b30c41l18" />           ฤาษี มนุษย์ กษัตริย์ พราหมณ์เป็นอันมากในโลกนี้เหล่านั้น     
			<remark  id="s2b30c41l19" />           หวังความเป็นอย่างนี้ อาศัยชราจึงแสวงหายัญแก่เทวดาทั้งหลาย.  
			<remark  id="s2b30c41l20" />     [๑๒๙] (ท่านปุณณกะทูลถามว่า)  
			<remark  id="s2b30c41l21" />           มนุษย์ กษัตริย์ พราหมณ์ พวกใดพวกหนึ่งนี้ มีเป็นอันมาก       
			<remark  id="s2b30c41l22" />           ในโลกนี้ แสวงหาแล้วซึ่งยัญ แก่เทวดาทั้งหลาย. ข้าแต่         
			<remark  id="s2b30c41l23" />           พระผู้มีพระภาคผู้นิรทุกข์ ผู้บูชายัญเหล่านั้นไม่ประมาทแล้ว  
			<remark  id="s2b30c41l24" />           ในทางยัญ ได้ข้ามพ้นแล้วซึ่งชาติชราบ้างหรือ? ข้าแต่พระผู้มี  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b30c42" >
		<para id="s2b30c42p">
			<remark  id="s2b30c42l1" />           พระภาค ข้าพระองค์ขอทูลถามปัญหานั้น ขอพระองค์จงตรัสบอก       
			<remark  id="s2b30c42l2" />           ปัญหานั้น แก่ข้าพระองค์เถิด.        
			<remark  id="s2b30c42l3" />     [๑๓๐] คำว่า เยเกจิเม ในอุเทศว่า เยเกจิเม อิสโย มนุชา ดังนี้ ฯลฯ คำว่า  
			<remark  id="s2b30c42l4" />กจฺจิสุ เต ภควา ยฺปเถ อปฺปมตฺตา ความว่า การถามเพื่อตัดความสงสัย การถามเพื่อ  
			<remark  id="s2b30c42l5" />ตัดความเคลือบแคลง การถามเพื่อตัดความมีใจเป็นสอง การถามโดยไม่ใช่ส่วนเดียว เรื่องนี้             
			<remark  id="s2b30c42l6" />เป็นอย่างนี้หรือหนอแล หรือไม่เป็นอย่างนี้ เรื่องนี้เป็นไฉน หรือเป็นอย่างไร เพราะฉะนั้น         
			<remark  id="s2b30c42l7" />จึงชื่อว่า บ้างหรือ. คำว่า เต ความว่า ผู้บูชายัญ. คำว่า ภควา เป็นเครื่องกล่าวโดยเคารพ ฯลฯ      
			<remark  id="s2b30c42l8" />คำว่า ภควานี้ เป็นสัจฉิกาบัญญัติ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาค บุคคล             
			<remark  id="s2b30c42l9" />พวกนั้น ... บ้างหรือ.  
			<remark  id="s2b30c42l10" />     คำว่า ไม่ประมาทแล้วในทางยัญ ความว่า ยัญนั้นแหละท่านกล่าวว่าทางยัญ อริยมรรค  
			<remark  id="s2b30c42l11" />ทางอริยะ มรรคเทวดา ทางเทวดา มรรคพรหม ทางพรหม ฉันใด ยัญนั่นแหละ ท่านกล่าว  
			<remark  id="s2b30c42l12" />ว่าทางยัญ ฉันนั้นเหมือนกัน. คำว่า ไม่ประมาทแล้ว ความว่า ไม่ประมาทแล้ว คือ ทำโดย  
			<remark  id="s2b30c42l13" />ความเคารพ ทำติดต่อ ทำไม่หยุด มีความประพฤติไม่ย่อหย่อน ไม่ทอดฉันทะ ไม่ทอดธุระ  
			<remark  id="s2b30c42l14" />ในทางยัญ คือ ประพฤติอยู่ในทางยัญนั้น มากอยู่ในทางยัญนั้น หนักอยู่ในทางยัญนั้น น้อม             
			<remark  id="s2b30c42l15" />ไปในทางยัญนั้น โอนไปในทางยัญนั้น เงื้อมไปในทางยัญนั้น น้อมใจไปในทางยัญนั้น มีทาง  
			<remark  id="s2b30c42l16" />ยัญนั้นเป็นใหญ่ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ไม่ประมาทแล้วในทางยัญ. แม้ชนเหล่าใดแสวงหา  
			<remark  id="s2b30c42l17" />สืบหา เสาะหายัญ คือ จีวร ... เครื่องประทีป เป็นผู้กระทำโดยเคารพ ฯลฯ มีทางยัญนั้นเป็น           
			<remark  id="s2b30c42l18" />ใหญ่ แม้ชนเหล่านั้นเป็นผู้ไม่ประมาทแล้วในทางยัญ. แม้ชนเหล่าใดจัดแจงยัญ คือ จีวร ...            
			<remark  id="s2b30c42l19" />แม้ชนเหล่านั้น เป็นผู้ไม่ประมาทแล้วในทางยัญ. แม้ชนเหล่าใดย่อมให้ ย่อมบูชา ย่อมบริจาค           
			<remark  id="s2b30c42l20" />ยัญ คือ จีวร ... แม้ชนเหล่านั้นเป็นผู้ไม่ประมาทแล้วในทางยัญ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ข้าแต่      
			<remark  id="s2b30c42l21" />พระผู้มีพระภาค ผู้บูชายัญเหล่านั้น ไม่ประมาทในทางยัญ ... บ้างหรือ.     
			<remark  id="s2b30c42l22" />     [๑๓๑] คำว่า "อตารุํ ชาติฺจ มาริส" ความว่า ผู้บูชายัญเหล่านั้นได้ข้าม  
			<remark  id="s2b30c42l23" />พ้นแล้ว คือ ข้ามขึ้นแล้ว ข้ามทั่วแล้ว ก้าวล่วงแล้ว ล่วงไปแล้วซึ่งชาติ ชรา และมรณะ.             
			<remark  id="s2b30c42l24" />คำว่า มาริส เป็นเครื่องกล่าวด้วยความรัก เป็นเครื่องกล่าวโดยเคารพ คำว่า มาริส นี้ เป็น          
			<remark  id="s2b30c42l25" />เครื่องกล่าวเป็นไปกับด้วยความเคารพและความยำเกรง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ข้าแต่พระผู้มี         
			<remark  id="s2b30c42l26" />พระภาคผู้นิรทุกข์ ผู้บูชายัญเหล่านั้น ได้ข้ามพ้นแล้วซึ่งชาติและชรา.   
		</para>
	</section>
	<section id="s2b30c43" >
		<para id="s2b30c43p">
			<remark  id="s2b30c43l1" />     [๑๓๒] คำว่า ปุจฺฉามิ ตํ ในอุเทศว่า "ปุจฺฉามิ ตํ ภควา พฺรูหิ เม ตํ" ดังนี้  
			<remark  id="s2b30c43l2" />ความว่า ข้าพระองค์ขอทูลถาม คือ ขอทูลวิงวอน ขอเชิญ ขอให้ทรงประสาท ขอจงตรัสบอก  
			<remark  id="s2b30c43l3" />ปัญหานั้น แก่ข้าพระองค์ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ข้าพระองค์ขอทูลถามปัญหานั้น คำว่า ภควา นั้น     
			<remark  id="s2b30c43l4" />เป็นเครื่องกล่าวโดยเคารพ ฯลฯ คำว่า ภควา นี้ เป็นสัจฉิกาบัญญัติ คำว่า พฺรูหิ เม ตํ              
			<remark  id="s2b30c43l5" />ความว่า ขอพระองค์จงตรัส คือ ขอจงบอก ขอจงแสดง ขอจงบัญญัติ ขอจงแต่งตั้ง ขอจง  
			<remark  id="s2b30c43l6" />เปิดเผย ขอจงจำแนก ขอจงทำให้ตื้น ขอจงทรงประกาศ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ข้าแต่  
			<remark  id="s2b30c43l7" />พระผู้มีพระภาค ข้าพระองค์ขอทูลถามปัญหานั้น. ขอพระองค์จงตรัสบอกปัญหานั้นแก่ข้าพระองค์.          
			<remark  id="s2b30c43l8" />     เพราะเหตุนั้น พราหมณ์นั้นจึงกล่าวว่า      
			<remark  id="s2b30c43l9" />           มนุษย์ กษัตริย์ พราหมณ์ พวกใดพวกหนึ่ง มีเป็นอันมาก          
			<remark  id="s2b30c43l10" />           ในโลกนี้ แสวงหาแล้วซึ่งยัญแก่เทวดาทั้งหลาย. ข้าแต่ พระผู้  
			<remark  id="s2b30c43l11" />           มีพระภาคผู้นิรทุกข์ ผู้บูชายัญเหล่านั้นไม่ประมาทแล้วในทางยัญ  
			<remark  id="s2b30c43l12" />           ได้ข้ามพ้นแล้วซึ่งชาติและชราบ้างหรือ, ข้าแต่พระผู้มีพระภาค  
			<remark  id="s2b30c43l13" />           ข้าพระองค์ขอทูลถามปัญหานั้น. ขอพระองค์จงตรัสบอกปัญหานั้น    
			<remark  id="s2b30c43l14" />           แก่ข้าพระองค์.  
			<remark  id="s2b30c43l15" />     [๑๓๓] (พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ดูกรปุณณกะ)  
			<remark  id="s2b30c43l16" />           ชนทั้งหลายย่อมหวัง ย่อมชม (ย่อมชอบ) ย่อมบูชา อาศัย          
			<remark  id="s2b30c43l17" />           ลาภแล้ว ย่อมชอบกามทั้งหลาย. เราย่อมกล่าวว่า ชนเหล่านั้น     
			<remark  id="s2b30c43l18" />           ประกอบการบูชายัญ กำหนัดแล้วด้วยความกำหนัดในภพ ไม่           
			<remark  id="s2b30c43l19" />           ข้ามพ้นชาติและชราไปได้.             
			<remark  id="s2b30c43l20" />     [๑๓๔] คำว่า อาสึสนฺติ ในอุเทศว่า อาสึสนฺติ โถมยนฺติ อภิชปฺปนฺติ ชุหนฺติ  
			<remark  id="s2b30c43l21" />ดังนี้ ความว่า หวังได้รูป หวังได้เสียง หวังได้กลิ่น หวังได้รส หวังได้โผฏฐัพพะ หวังได้          
			<remark  id="s2b30c43l22" />บุตร หวังได้ภรรยา หวังได้ทรัพย์ หวังได้ยศ หวังได้ความเป็นใหญ่ หวังได้อัตภาพในสกุล              
			<remark  id="s2b30c43l23" />กษัตริย์มหาศาล หวังได้อัตภาพในสกุลพราหมณ์มหาศาล หวังได้อัตภาพในสกุลคฤหบดีมหาศาล  
			<remark  id="s2b30c43l24" />หวังได้อัตภาพในเทวดาชาวจาตุมหาราชิก ฯลฯ หวัง ยินดี ปรารถนา รักใคร่การได้อัตภาพ  
			<remark  id="s2b30c43l25" />ในเทวดาที่นับเนื่องในหมู่พรหม เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ย่อมหวัง.         
			<remark  id="s2b30c43l26" />     คำว่า ย่อมชม ความว่า ย่อมชมยัญบ้าง ย่อมชมผลบ้าง ย่อมชมทักขิไณยบุคคลบ้าง.  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b30c44" >
		<para id="s2b30c44p">
			<remark  id="s2b30c44l1" />     ย่อมชมยัญอย่างไร? ย่อมชม คือ ยกย่อง พรรณนา สรรเสริญว่า เราให้ของรัก  
			<remark  id="s2b30c44l2" />เราให้ของเจริญใจ เราให้ของประณีต เราให้ของที่ควร เราเลือกให้ เราให้ของไม่มีโทษ เรา             
			<remark  id="s2b30c44l3" />ให้เนืองๆ เมื่อกำลังให้ จิตก็เลื่อมใส ย่อมชมยัญ อย่างนี้.              
			<remark  id="s2b30c44l4" />     ย่อมชมผลอย่างไร ย่อมชม ยกย่อง พรรณนา สรรเสริญว่า เพราะยัญนี้เป็นเหตุ  
			<remark  id="s2b30c44l5" />จักได้รูป ... จักได้โผฏฐัพพะ จักได้อัตภาพในสกุลกษัตริย์มหาศาล ฯลฯ จักได้อัตภาพในเทวดา          
			<remark  id="s2b30c44l6" />ที่นับเนื่องในหมู่พรหม ย่อมชมผลอย่างนี้. ย่อมชมทักขิไณยบุคคลอย่างไร? ย่อมชม ยกย่อง             
			<remark  id="s2b30c44l7" />พรรณนา สรรเสริญว่า พระทักขิไณยบุคคลเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยชาติ ถึงพร้อมด้วยโคตร เป็นผู้            
			<remark  id="s2b30c44l8" />ชำนาญมนต์ ทรงมนต์ เรียนจบไตรเพท พร้อมด้วยคัมภีร์นิฆัณฑุศาสตร์และเกตุภศาสตร์ เป็น  
			<remark  id="s2b30c44l9" />ประเภทอักขระ มีคัมภีร์อิติหาสเป็นที่ห้า เป็นผู้เข้าใจตัวบท เข้าใจไวยากรณ์ ชำนาญในคัมภีร์       
			<remark  id="s2b30c44l10" />โลกายตนะและตำราทำนายมหาบุรุษลักษณะ เป็นผู้ปราศจากราคะบ้าง ปฏิบัติเพื่อกำจัดราคะบ้าง            
			<remark  id="s2b30c44l11" />เป็นผู้ปราศจากโทสะบ้าง ปฏิบัติเพื่อกำจัดโทสะบ้าง เป็นผู้ปราศจากโมหะบ้าง ปฏิบัติเพื่อกำจัด      
			<remark  id="s2b30c44l12" />โมหะบ้าง  ถึงพร้อมด้วยศรัทธา ศีล สมาธิ ปัญญา วิมุติ วิมุตติญาณทัสสนะ ย่อมชม  
			<remark  id="s2b30c44l13" />ทักขิไณยบุคคลอย่างนี้ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ย่อมหวัง ย่อมชม.          
			<remark  id="s2b30c44l14" />     คำว่า อภิชปฺปนฺติ ความว่า ย่อมชอบการได้รูป ... ชอบการได้โผฏฐัพพะ ชอบการได้  
			<remark  id="s2b30c44l15" />อัตภาพในสกุลกษัตริย์มหาศาล ฯลฯ  ชอบการได้อัตภาพในเทวดาผู้นับเนื่องในหมู่พรหม เพราะ             
			<remark  id="s2b30c44l16" />ฉะนั้น จึงชื่อว่า ย่อมหวัง ย่อมชม ย่อมชอบ.     
			<remark  id="s2b30c44l17" />     คำว่า ชุหนฺติ ความว่า ย่อมบูชา คือ ย่อมให้ ย่อมสละ ย่อมบริจาค ซึ่งจีวร ...  
			<remark  id="s2b30c44l18" />เครื่องประทีป เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ย่อมหวัง ย่อมชม ย่อมชอบ ย่อมบูชา.  
			<remark  id="s2b30c44l19" />     คำว่า ปุณฺณกาติ ภควา ความว่า พระผู้มีพระภาค ย่อมตรัสเรียกพราหมณ์นั้นโดย  
			<remark  id="s2b30c44l20" />ชื่อว่า ปุณณกะ.        
			<remark  id="s2b30c44l21" />     คำว่า ภควา นี้ เป็นเครื่องกล่าวโดยเคารพ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พระผู้มีพระภาค             
			<remark  id="s2b30c44l22" />ตรัสตอบว่า ดูกรปุณณกะ.  
			<remark  id="s2b30c44l23" />     [๑๓๕] คำว่า อาศัยลาภแล้วย่อมชอบกามทั้งหลาย ความว่า อาศัยการได้รูปแล้วย่อม  
			<remark  id="s2b30c44l24" />ชอบกามทั้งหลาย ฯลฯ อาศัยการได้อัตภาพในเทวดาผู้นับเนื่องในหมู่พรหมแล้ว ย่อมชอบ คือ              
			<remark  id="s2b30c44l25" />ยินดี ปรารถนากามทั้งหลาย เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า อาศัยลาภแล้วย่อมชอบกามทั้งหลาย.  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b30c45" >
		<para id="s2b30c45p">
			<remark  id="s2b30c45l1" />     [๑๓๖] คำว่า เต ในอุเทศว่า "เต ยาชโยคา ภวราครตฺตา นาตรึสุ ชาติชรนฺติ  
			<remark  id="s2b30c45l2" />พฺรูมิ" ดังนี้ ความว่า ผู้บูชายัญ.             
			<remark  id="s2b30c45l3" />     คำว่า ยาชโยคา ความว่า ผู้ประกอบ คือ ประกอบทั่ว ประกอบทั่วด้วยดี ในการ  
			<remark  id="s2b30c45l4" />บูชาทั้งหลาย คือ  ประพฤติในการบูชา มากอยู่ในการบูชา หนักอยู่ในการบูชา เอนไปในการ  
			<remark  id="s2b30c45l5" />บูชา โอนไปในการบูชา เงื้อมไปในการบูชา น้อมใจไปในการบูชา มีการบูชาเป็นใหญ่ เพราะ  
			<remark  id="s2b30c45l6" />ฉะนั้น จึงชื่อว่า ชนทั้งหลายผู้ประกอบในการบูชายัญเหล่านั้น.            
			<remark  id="s2b30c45l7" />     คำว่า ภวราครตฺตา ความว่า ตัณหาท่านเรียกว่า ภวราคะ (อนึ่ง) ความพอใจในภพ  
			<remark  id="s2b30c45l8" />ความกำหนัดในภพ ความเพลิดเพลินในภพ ตัณหาในภพ ความเยื่อใยในภพ ความกระหาย  
			<remark  id="s2b30c45l9" />ในภพ ความเร่าร้อนในภพ ความลุ่มหลงในภพ ความหมกมุ่นในภพ ในภพทั้งหลาย เรียกว่า  
			<remark  id="s2b30c45l10" />ภวราคะ ผู้บูชายัญเหล่านั้นกำหนัดแล้ว คือ ติดใจ หลงใหล หมกมุ่น  ข้อง เกี่ยวข้อง  
			<remark  id="s2b30c45l11" />พัวพันแล้วในภพทั้งหลายด้วยความกำหนัดในภพ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ผู้บูชายัญเหล่านั้น            
			<remark  id="s2b30c45l12" />ประกอบในการบูชา ยินดีแล้วด้วยภวราคะ.           
			<remark  id="s2b30c45l13" />     คำว่า นาตรึสุ ชาติชรนฺติ พฺรูมิ ความว่า เราย่อมกล่าว คือ ย่อมบอก ย่อมแสดง  
			<remark  id="s2b30c45l14" />ย่อมบัญญัติ ย่อมแต่งตั้ง ย่อมเปิดเผย ย่อมจำแนก ย่อมทำให้ตื้น ย่อมประกาศว่า ผู้บูชายัญ          
			<remark  id="s2b30c45l15" />เหล่านั้น ประกอบในการบูชา กำหนัดแล้วด้วยภวราคะ ไม่ข้าม คือ ไม่ข้ามขึ้น ไม่ข้ามพ้น              
			<remark  id="s2b30c45l16" />ไม่ก้าวล่วง ไม่เป็นไปล่วงซึ่งชาติ ชรา และมรณะ คือ เป็นผู้ไม่ออก ไม่สลัดออก ไม่ล่วง             
			<remark  id="s2b30c45l17" />ไม่พ้น ไม่เป็นไปล่วงจากชาติ ชรา และมรณะ ย่อมวนเวียนอยู่ภายในชาติ ชรา และมรณะ  
			<remark  id="s2b30c45l18" />ย่อมวนเวียนอยู่ภายในทางสงสาร เป็นผู้เป็นไปตามชาติ อันชราแล่นตาม พยาธิก็ครอบงำ  
			<remark  id="s2b30c45l19" />มรณะห้ำหั่น ไม่มีที่ต้านทาน ไม่มีที่ซ่อนเร้น ไม่มีอะไรเป็นสรณะ ไม่มีอะไรเป็นที่พึ่ง เพราะ      
			<remark  id="s2b30c45l20" />ฉะนั้น จึงชื่อว่า เราย่อมกล่าวว่า ผู้บูชายัญเหล่านั้น ประกอบในการบูชา ยินดีด้วยภวราคะ          
			<remark  id="s2b30c45l21" />ไม่ข้ามพ้นซึ่งชาติ ชรา และมรณะไปได้.           
			<remark  id="s2b30c45l22" />     เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า    
			<remark  id="s2b30c45l23" />           ดูกรปุณณกะ ชนทั้งหลายย่อมหวัง ย่อมชม (ย่อมชอบ)              
			<remark  id="s2b30c45l24" />           ย่อมบูชา อาศัยลาภแล้ว  ย่อมชอบกามทั้งหลาย. เราย่อม          
			<remark  id="s2b30c45l25" />           กล่าวว่า ชนเหล่านั้นประกอบการบูชายัญ กำหนัดแล้ว             
			<remark  id="s2b30c45l26" />           ด้วยความกำหนัดในภพ ไม่ข้ามพ้นชาติและชราไปได้.  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b30c46" >
		<para id="s2b30c46p">
			<remark  id="s2b30c46l1" />     [๑๓๗] (ท่านปุณณกะทูลถามว่า)  
			<remark  id="s2b30c46l2" />           ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ ถ้าชนเหล่านั้น ประกอบด้วยการบูชา   
			<remark  id="s2b30c46l3" />           ด้วยยัญทั้งหลาย ไม่ข้ามพ้นชาติและชราไปได้. ข้าแต่พระองค์    
			<remark  id="s2b30c46l4" />           ผู้นิรทุกข์ เมื่อเป็นดังนี้ บัดนี้ ใครเล่าในเทวโลกและมนุษยโลก  
			<remark  id="s2b30c46l5" />           ได้ข้ามพ้นชาติและชรา. ข้าแต่พระผู้มีพระภาค ข้าพระองค์       
			<remark  id="s2b30c46l6" />           ขอทูลถามปัญหานั้น ขอพระองค์จงตรัสบอกปัญหานั้นแก่            
			<remark  id="s2b30c46l7" />           ข้าพระองค์.  
			<remark  id="s2b30c46l8" />     [๑๓๘] คำว่า เต เจ นาตรึสุ ยาชโยคา ความว่า ผู้บูชายัญเหล่านั้นประกอบใน  
			<remark  id="s2b30c46l9" />การบูชา กำหนัดแล้วด้วยความกำหนัดในภพ ไม่ข้าม คือ ไม่ข้ามขึ้น ไม่ข้ามพ้น ไม่ก้าวล่วง            
			<remark  id="s2b30c46l10" />ไม่เป็นไปล่วง ซึ่งชาติ ชรา และมรณะ คือ เป็นผู้ไม่ออก ไม่สลัดออก ไม่ล่วง ไม่พ้น  
			<remark  id="s2b30c46l11" />ไม่เป็นไปล่วง จากชาติ ชรา และมรณะ ย่อมวนเวียนอยู่ภายในชาติชราและมรณะ ย่อม  
			<remark  id="s2b30c46l12" />วนเวียนอยู่ภายในทางสงสาร เป็นผู้เป็นไปตามชาติ อันชราแล่นตาม พยาธิครอบยำ มรณะ  
			<remark  id="s2b30c46l13" />ห้ำหั่น ไม่มีที่ต้านทาน ไม่มีที่ซ่อนเร้น ไม่มีอะไรเป็นสรณะ ไม่มีอะไรเป็นที่พึ่ง เพราะฉะนั้น    
			<remark  id="s2b30c46l14" />จึงชื่อว่า ถ้าชนเหล่านั้นประกอบในการบูชา ไม่ข้ามพ้น.  
			<remark  id="s2b30c46l15" />     คำว่า อิติ ในอุเทศว่า อิจจายสฺมา ปุณฺณโก เป็นบทสนธิ ฯลฯ ท่านปุณณกะ.  
			<remark  id="s2b30c46l16" />     [๑๓๙] คำว่า ยฺเหิ ชาติฺจ ชรฺจ มาริส ความว่า ด้วยยัญเป็นอันมาก คือ  
			<remark  id="s2b30c46l17" />ด้วยยัญต่างๆ ชนิด ด้วยยัญมากมาย.  
			<remark  id="s2b30c46l18" />     คำว่า มาริส เป็นเครื่องกล่าวด้วยความรัก เป็นเครื่องกล่าวโดยเคารพ.  
			<remark  id="s2b30c46l19" />     คำว่า มาริส นี้ เป็นเครื่องกล่าวเป็นไปกับด้วยความเคารพและความยำเกรง เพราะ  
			<remark  id="s2b30c46l20" />ฉะนั้น จึงชื่อว่า ยฺเหิ ชาติฺจ ชรฺจ มาริส.  
			<remark  id="s2b30c46l21" />     [๑๔๐] คำว่า อถ โก จรหิ เทวมนุสฺสโลเก อตาริ ชาติฺจ ชรฺจ มาริส ความว่า  
			<remark  id="s2b30c46l22" />เมื่อเป็นดังนั้น ใครเล่าในโลก พร้อมทั้งเทวโลก พรหมโลก ในหมู่สัตว์ พร้อมทั้งสมณพราหมณ์          
			<remark  id="s2b30c46l23" />เทวดาและมนุษย์ ข้ามแล้ว คือ ข้ามขึ้น ข้ามพ้น ก้าวล่วง เป็นไปล่วง ซึ่งชาติ ชรา  
			<remark  id="s2b30c46l24" />และมรณะ?  
			<remark  id="s2b30c46l25" />     คำว่า มาริส เป็นเครื่องกล่าวด้วยความรัก เป็นเครื่องกล่าวโดยเคารพ คำว่า มาริส              
			<remark  id="s2b30c46l26" />นี้ เป็นเครื่องกล่าวเป็นไปกับด้วยความเคารพยำเกรง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ข้าแต่พระองค์          
		</para>
	</section>
	<section id="s2b30c47" >
		<para id="s2b30c47p">
			<remark  id="s2b30c47l1" />ผู้นิรทุกข์ เมื่อเป็นดังนั้น ในบัดนี้ ใครเล่า ในเทวโลกและมนุษยโลก ได้ข้ามพ้นชาติและ            
			<remark  id="s2b30c47l2" />ชราไปได้?              
			<remark  id="s2b30c47l3" />     [๑๔๑] คำว่า ปุจฺฉามิ ตํ ภควา พฺรูหิ เม ตํ ความว่า ข้าพระองค์ขอทูลถามปัญหานี้              
			<remark  id="s2b30c47l4" />นั้น คือ ขอวิงวอน ขอเชื้อเชิญ ขอให้ทรงประสาทปัญหานั้น. ขอพระองค์จงตรัสบอกปัญหา  
			<remark  id="s2b30c47l5" />นั้นแก่ข้าพระองค์. เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ข้าพระองค์ขอทูลถามปัญหานั้น.  
			<remark  id="s2b30c47l6" />     คำว่า ภควา นี้ เป็นเครื่องกล่าวเป็นไปกับด้วยความเคารพ ฯลฯ คำว่า ภควา นี้ เป็น             
			<remark  id="s2b30c47l7" />สัจฉิกาบัญญัติ. คำว่า ขอพระองค์จงตรัสบอกปัญหานั้น แก่ข้าพระองค์ ความว่า ขอพระองค์              
			<remark  id="s2b30c47l8" />จงตรัสบอก ... ขอจงประกาศ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาค ข้าพระองค์  
			<remark  id="s2b30c47l9" />ขอทูลถามปัญหานั้น. ขอพระองค์จงตรัสบอกปัญหานั้นแก่ข้าพระองค์.           
			<remark  id="s2b30c47l10" />     เพราะเหตุนั้น พราหมณ์นั้นจึงกล่าวว่า      
			<remark  id="s2b30c47l11" />           ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ ถ้าชนเหล่านั้น ประกอบในการ         
			<remark  id="s2b30c47l12" />           บูชาด้วยยัญทั้งหลาย ไม่ข้ามพ้นชาติและชราไปได้. ข้าแต่       
			<remark  id="s2b30c47l13" />           พระองค์ผู้นิรทุกข์ เมื่อเป็นดังนี้ ใครเล่าในเทวโลกและ       
			<remark  id="s2b30c47l14" />           มนุษยโลก ได้ข้ามพ้นชาติและชรา? ข้าแต่พระผู้มีพระภาค         
			<remark  id="s2b30c47l15" />           ข้าพระองค์ขอทูลถามปัญหานั้น. ขอพระองค์จงตรัสบอก             
			<remark  id="s2b30c47l16" />           ปัญหานั้นแก่ข้าพระองค์.             
			<remark  id="s2b30c47l17" />     [๑๔๒] (พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ดูกรปุณณกะ)  
			<remark  id="s2b30c47l18" />           เราย่อมกล่าวว่า ความหวั่นไหวในโลกไหนๆ มิได้มีแก่            
			<remark  id="s2b30c47l19" />           พระอรหันตขีณาสพใด เพราะทราบฝั่งนี้และฝั่งโน้นในโลก          
			<remark  id="s2b30c47l20" />           พระอรหันตขีณาสพนั้น เป็นผู้สงบ ขจัดทุจริต  เพียงดัง         
			<remark  id="s2b30c47l21" />           ว่าควัน ไม่มีทุกข์ ไม่มีความหวัง ได้ข้ามแล้ว ซึ่งชาติ       
			<remark  id="s2b30c47l22" />           และชรา.     
			<remark  id="s2b30c47l23" />     [๑๔๓] ญาณ ปัญญา ความรู้ทั่ว ฯลฯ ความไม่หลง ความเลือกเฟ้นธรรม สัมมาทิฏฐิ  
			<remark  id="s2b30c47l24" />ตรัสว่า สังขา ในอุเทศว่า "สงฺขาย โลกสฺมึ ปโรปรานิ".  
			<remark  id="s2b30c47l25" />      คำว่า ปโรปรานิ ความว่า มนุษยโลกตรัสว่าฝั่งนี้. เทวโลกตรัสว่าฝั่งโน้น. กามธาตุ            
			<remark  id="s2b30c47l26" />ตรัสว่าฝั่งนี้. รูปธาตุและอรูปธาตุตรัสว่าฝั่งโน้น. กามธาตุ รูปธาตุ ตรัสว่าฝั่งนี้. อรูปธาตุตรัสว่า  
			<remark  id="s2b30c47l27" />ฝั่งโน้น.     
		</para>
	</section>
	<section id="s2b30c48" >
		<para id="s2b30c48p">
			<remark  id="s2b30c48l1" />     คำว่า สงขาย โลกสฺมึ ปโรปรานิ ความว่า เพราะทราบ คือ รู้เทียบเคียง พิจารณา  
			<remark  id="s2b30c48l2" />ให้แจ่มแจ้ง ทำให้ปรากฏ ซึ่งฝั่งนี้และฝั่งโน้น โดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นโรค        
			<remark  id="s2b30c48l3" />เป็นดังหัวฝี เป็นดังลูกศร ฯลฯ โดยไม่มีอุบายเครื่องสลัดออกได้ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าเพราะ       
			<remark  id="s2b30c48l4" />ทราบฝั่งโน้นและฝั่งนี้ในโลก.  
			<remark  id="s2b30c48l5" />     คำว่า ปุณฺณกาติ ภควา ความว่า พระผู้มีพระภาคย่อมตรัสเรียกพราหมณ์นั้นโดยชื่อว่า             
			<remark  id="s2b30c48l6" />ปุณณกะ.  
			<remark  id="s2b30c48l7" />     คำว่า ภควา นี้ เป็นเครื่องกล่าวโดยเคารพ ฯลฯ คำว่า ภควา นี้ เป็นสัจฉิกาบัญญัติ             
			<remark  id="s2b30c48l8" />เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรปุณณกะ.          
			<remark  id="s2b30c48l9" />     [๑๔๔] คำว่า ยสฺส ในอุเทศว่า ยสฺสิฺชิตํ นตฺถิ กุหิฺจิ โลเก" ดังนี้ ได้แก่  
			<remark  id="s2b30c48l10" />พระอรหันตขีณาสพ. คำว่า อิฺชิตํ คือความหวั่นไหวเพราะตัณหา ความหวั่นไหวเพราะทิฏฐิ  
			<remark  id="s2b30c48l11" />ความหวั่นไหวเพราะกิเลส ความหวั่นไหวเพราะมานะ ความหวั่นไหวเพราะกรรม ความหวั่นไหว  
			<remark  id="s2b30c48l12" />เหล่านั้นไม่มี คือ ไม่ปรากฏ ไม่ประจักษ์ แก่พระอรหันตขีณาสพใด คือ ความหวั่นไหว  
			<remark  id="s2b30c48l13" />เหล่านี้ พระอรหันตขีณาสพใด ละได้แล้ว ตัดขาดแล้ว สงบแล้ว ระงับแล้ว ทำไม่ให้อาจ  
			<remark  id="s2b30c48l14" />เกิดขึ้น เผาเสียแล้วด้วยไฟคือญาณ.              
			<remark  id="s2b30c48l15" />     คำว่า กุหิฺจิ ความว่า ไหนๆ คือ แห่งไหน แห่งไร ภายใน หรือภายนอก หรือ  
			<remark  id="s2b30c48l16" />ทั้งภายในภายนอก.       
			<remark  id="s2b30c48l17" />     คำว่า โลเก คือในอบายโลก ฯลฯ ในอายตนโลก เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ความ  
			<remark  id="s2b30c48l18" />หวั่นไหวในโลกไหนๆ มิได้มีแก่พระอรหันตขีณาสพใด.  
			<remark  id="s2b30c48l19" />     [๑๔๕] คำว่า สนฺโต ในอุเทศว่า "สนฺโต วิธูโม อนีโฆ นิราโส อตาริ โส  
			<remark  id="s2b30c48l20" />ชาติชรนฺติ พฺรูมิ" ดังนี้ ความว่า ชื่อว่า สันตะ เพราะเป็นผู้มีราคะสงบ มีโทสะสงบ มี             
			<remark  id="s2b30c48l21" />โมหะสงบ ชื่อว่าสงบแล้ว คือ เข้าไปสงบแล้ว ระงับแล้ว ดับแล้ว ระงับเฉพาะแล้ว เพราะ  
			<remark  id="s2b30c48l22" />เป็นผู้สงบแล้ว ถึงความสงบแล้ว เข้าไปสงบแล้ว เผาแล้ว ดับแล้ว ปราศจากแล้ว ระงับ  
			<remark  id="s2b30c48l23" />เฉพาะแล้วซึ่งความโกรธ ความผูกโกรธ ความลบหลู่ ความตีเสมอ ความริษยา ความตระหนี่  
			<remark  id="s2b30c48l24" />ความลวง ความโอ้อวด ความกระด้าง ความแข่งดี ความเมา ความประมาท กิเลสทั้งปวง  
			<remark  id="s2b30c48l25" />ทุจริตทั้งปวง ความกระวนกระวายทั้งปวง ความเร่าร้อนทั้งปวง ความเดือดร้อนทั้งปวง อกุสลา          
			<remark  id="s2b30c48l26" />ภิสังขารทั้งปวง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าสงบ.    
		</para>
	</section>
	<section id="s2b30c49" >
		<para id="s2b30c49p">
			<remark  id="s2b30c49l1" />     คำว่า วิธูโม ความว่า กายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต อันพระอรหันตขีณาสพขจัด  
			<remark  id="s2b30c49l2" />แล้ว กำจัดแล้ว ให้เหือดแห้งแล้ว ทำให้สิ้นสุดแล้ว ราคะ โทสะ โมหะ ความโกรธ ...  
			<remark  id="s2b30c49l3" />ความประมาท กิเลสทั้งปวง ... อกุสลาภิสังขารทั้งปวง อันพระอรหันตขีณาสพขจัดแล้ว กำจัด             
			<remark  id="s2b30c49l4" />แล้ว ให้เหือดแห้งแล้ว ทำให้สิ้นสุดแล้ว.        
			<remark  id="s2b30c49l5" />     อนึ่ง ความโกรธท่านกล่าวว่า เป็นดังควัน    
			<remark  id="s2b30c49l6" />         ดูกรพราหมณ์ ท่านมีมานะเปรียบเหมือนดังเครื่องหาบ มี            
			<remark  id="s2b30c49l7" />         ความโกรธเปรียบเหมือนควัน มีการพูดเท็จเปรียบเหมือนเถ้า         
			<remark  id="s2b30c49l8" />         มีลิ้นเปรียบเหมือนทัพพี หฤทัยของสัตว์ทั้งหลายเปรียบ           
			<remark  id="s2b30c49l9" />         เหมือนสถานที่บูชายัญของท่าน ตนที่ฝึกดีแล้ว เป็นกำเนิด         
			<remark  id="s2b30c49l10" />         ของบุรุษ.     
			<remark  id="s2b30c49l11" />     อนึ่ง ความโกรธย่อมเกิดด้วยอาการ ๑๐ อย่าง คือ ความโกรธเกิดด้วยผูกใจว่า คนโน้น              
			<remark  id="s2b30c49l12" />ได้ประพฤติสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แก่เราแล้ว ๑  คนโน้นประพฤติอยู่ซึ่งสิ่งไม่เป็นประโยชน์         
			<remark  id="s2b30c49l13" />แก่เรา ๑ คนโน้นจักประพฤติสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แก่เรา ๑ คนโน้นได้ประพฤติแล้วซึ่งสิ่งที่ไม่     
			<remark  id="s2b30c49l14" />เป็นประโยชน์แก่บุคคลผู้เป็นที่รักที่ชอบใจของเรา ๑ คนโน้นประพฤติอยู่ซึ่งสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์  
			<remark  id="s2b30c49l15" />แก่บุคคลผู้เป็นที่รักที่ชอบใจของเรา ๑ คนโน้นจักประพฤติสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แก่บุคคลผู้เป็น    
			<remark  id="s2b30c49l16" />ที่รักที่ชอบใจของเรา ๑ คนโน้นได้ประพฤติแล้วซึ่งประโยชน์แก่บุคคลผู้ไม่เป็นที่รักที่ชอบใจ        
			<remark  id="s2b30c49l17" />ของเรา ๑ คนโน้นประพฤติอยู่ซึ่งประโยชน์แก่บุคคลผู้ไม่เป็นที่รักที่ชอบใจของเรา ๑ คนโน้นจะ        
			<remark  id="s2b30c49l18" />ประพฤติซึ่งสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่บุคคลผู้ไม่เป็นที่รักที่ชอบใจของเรา ๑. อีกอย่างหนึ่ง ความ     
			<remark  id="s2b30c49l19" />โกรธย่อมเกิดในฐานะอันไม่ควร ความปองร้าย ความมุ่งร้าย ความขัดเคือง ความโกรธตอบ  
			<remark  id="s2b30c49l20" />ความเคือง ความเคืองทั่ว ความเคืองเสมอ ความชัง ความชังทั่ว ความชังเสมอ ความ  
			<remark  id="s2b30c49l21" />พยาบาทแห่งจิต ความประทุษร้ายในใจ ความโกรธ กิริยาที่โกรธ ความเป็นผู้โกรธ ความชัง  
			<remark  id="s2b30c49l22" />กิริยาที่ชัง ความเป็นผู้ชัง ความพยาบาท กิริยาที่พยาบาท ความเป็นผู้พยาบาท ความพิโรธ             
			<remark  id="s2b30c49l23" />ความพิโรธตอบ ความเป็นผู้ดุร้าย ความเพาะวาจาชั่ว ความไม่พอใจของจิต นี้เรียกว่า  
			<remark  id="s2b30c49l24" />ความโกรธ.           
		</para>
	</section>
	<section id="s2b30c50" >
		<para id="s2b30c50p">
			<remark  id="s2b30c50l1" />     อนึ่ง พึงทราบความโกรธมาก โกรธน้อย ความโกรธเป็นแต่เพียงทำจิตให้ขุ่นมัวใน  
			<remark  id="s2b30c50l2" />บางครั้งก็มี แต่ยังไม่ถึงให้มีหน้าเง้าหน้างอ. ความโกรธเป็นแต่เพียงทำให้หน้าเง้าหน้างอ ใน       
			<remark  id="s2b30c50l3" />บางครั้งก็มี แต่ไม่ถึงให้คางสั่น. ความโกรธเป็นแต่เพียงทำให้คางสั่นในบางครั้งก็มี แต่ยังไม่     
			<remark  id="s2b30c50l4" />ถึงเปล่งผรุสวาจา. ความโกรธเป็นแต่เพียงทำให้เปล่งผรุสวาจาในบางครั้งก็มี แต่ยังไม่ถึงให้         
			<remark  id="s2b30c50l5" />เหลียวดูทิศทางต่างๆ. ความโกรธเป็นแต่เพียงทำให้เหลียวดูทิศต่างๆ ในบางครั้งก็มี แต่ยังไม่        
			<remark  id="s2b30c50l6" />ถึงการจับท่อนไม้และศาตรา. ความโกรธเป็นแต่เพียงทำให้จับท่อนไม้และศาตราในบางครั้งก็มี            
			<remark  id="s2b30c50l7" />แต่ยังไม่ถึงเงื้อท่อนไม้และศาตรา. ความโกรธเป็นแต่เพียงทำให้เงื้อท่อนไม้และศาตราในบางครั้ง      
			<remark  id="s2b30c50l8" />ก็มี แต่ยังไม่ถึงตีฟัน. ความโกรธเป็นแต่เพียงทำให้ตีฟันในบางครั้งก็มี แต่ยังไม่ถึงฉีกขาดเป็น    
			<remark  id="s2b30c50l9" />บาดแผล. ความโกรธเป็นแต่เพียงทำให้ถึงฉีกขาดเป็นบาดแผลในบางครั้งก็มี แต่ยังไม่ให้หัก             
			<remark  id="s2b30c50l10" />ให้แหลก. ความโกรธเป็นแต่เพียงทำให้หักให้แหลกในบางครั้งก็มี แต่ยังไม่ให้อวัยวะน้อยใหญ่          
			<remark  id="s2b30c50l11" />เคลื่อนที่. ความโกรธเป็นแต่เพียงทำให้อวัยวะน้อยใหญ่เคลื่อนที่ในบางครั้งก็มี แต่ยังไม่ให้ชีวิต  
			<remark  id="s2b30c50l12" />ดับ. ความโกรธเป็นแต่เพียงทำให้ชีวิตดับในบางครั้งก็มี แต่ยังไม่ถึงความสละบริจาคอวัยวะ           
			<remark  id="s2b30c50l13" />ทั้งหมด. เมื่อใด ความโกรธให้ฆ่าบุคคลอื่นแล้วให้ฆ่าตน เมื่อนั้น ความโกรธถึงความเป็น             
			<remark  id="s2b30c50l14" />ความโกรธแรงยิ่ง ถึงความเป็นความโกรธมากยิ่ง โดยอาการอย่างนี้ ความโกรธนั้น อันพระ  
			<remark  id="s2b30c50l15" />อรหันตขีณาสพใด ละได้แล้ว ตัดขาดแล้ว สงบระงับแล้ว ทำไม่ให้อาจเกิดขึ้นอีก เผาเสีย  
			<remark  id="s2b30c50l16" />แล้วด้วยไฟคือญาณ พระอรหันตขีณาสพนั้น เรียกว่าผู้กำจัดกิเลสเพียงดังควัน. พระอรหันต             
			<remark  id="s2b30c50l17" />ขีณาสพชื่อว่า วิธูมะ เพราะเป็นผู้ละความโกรธ เพราะเป็นผู้กำหนดรู้วัตถุแห่งความโกรธ เพราะ       
			<remark  id="s2b30c50l18" />เป็นผู้ตัดขาดซึ่งเหตุแห่งความโกรธ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า วิธูมะ.       
			<remark  id="s2b30c50l19" />     คำว่า อนีโฆ ความว่า ราคะเป็นทุกข์ โทสะเป็นทุกข์ โมหะเป็นทุกข์ ความโกรธ  
			<remark  id="s2b30c50l20" />เป็นทุกข์ ความผูกโกรธเป็นทุกข์ ฯลฯ อกุสลาภิสังขารทั้งปวงเป็นทุกข์. ทุกข์เหล่านั้น อัน          
			<remark  id="s2b30c50l21" />พระอรหันตขีณาสพใดละได้แล้ว ... เผาเสียแล้วด้วยไฟคือญาณ พระอรหันตขีณาสพนั้น เรียกว่า            
			<remark  id="s2b30c50l22" />ผู้ไม่มีทุกข์.         
			<remark  id="s2b30c50l23" />     คำว่า ไม่มีความหวัง ความว่า ตัณหาเรียกว่าความหวัง ราคะ สาราคะ ฯลฯ อภิชฌา  
			<remark  id="s2b30c50l24" />โลภะ อกุศลมูล เรียกว่าความหวัง. ตัณหาอันเป็นความหวังนั้น อันพระอรหันตขีณาสพใดละ  
			<remark  id="s2b30c50l25" />ได้แล้ว เผาเสียได้แล้วด้วยไฟคือญาณ พระอรหันตขีณาสพนั้น เรียกว่า ผู้ไม่มีความหวัง.   
		</para>
	</section>
	<section id="s2b30c51" >
		<para id="s2b30c51p">
			<remark  id="s2b30c51l1" />     ความเกิด ความเกิดพร้อม ความก้าวลง ความบังเกิด ความเกิดเฉพาะ ความปรากฏ  
			<remark  id="s2b30c51l2" />แห่งขันธ์ทั้งหลาย ความได้เฉพาะซึ่งอายตนะทั้งหลาย ในหมู่สัตว์นั้นๆ แห่งสัตว์เหล่านั้นๆ          
			<remark  id="s2b30c51l3" />ชื่อว่า ชาติ.          
			<remark  id="s2b30c51l4" />     ความแก่ ความเสื่อม ความเป็นผู้มีฟันหัก ความเป็นผู้มีผมหงอก ความเป็นผู้มีหนังย่น           
			<remark  id="s2b30c51l5" />ความเสื่อมอายุ ความแก่แห่งอินทรีย์ทั้งหลาย ในหมู่สัตว์นั้นๆ แห่งสัตว์เหล่านั้นๆ ชื่อว่า ชรา.   
			<remark  id="s2b30c51l6" />     คำว่า สนฺโต วิธูโม อนีโฆ นิราโส อตาริ โส ชาติ ชรนฺติ พฺรูมิ ความว่า เราย่อม  
			<remark  id="s2b30c51l7" />กล่าว ... ย่อมประกาศว่า พระอรหันตขีณาสพใด เป็นผู้สงบ กำจัดกิเลสเพียงดังว่าควัน ไม่มี           
			<remark  id="s2b30c51l8" />ทุกข์ และไม่มีความหวัง พระอรหันตขีณาสพนั้นข้ามได้แล้ว ข้ามขึ้นแล้ว ข้ามทั่วแล้ว ล่วงแล้ว       
			<remark  id="s2b30c51l9" />เป็นไปล่วงแล้วซึ่งชาติ ชรา และมรณะ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เราย่อมกล่าวว่า พระอรหันต           
			<remark  id="s2b30c51l10" />ขีณาสพนั้น เป็นผู้สงบ กำจัดกิเลสเพียงดังว่าควัน ไม่มีทุกข์ ไม่มีความหวัง ข้ามได้แล้วซึ่ง      
			<remark  id="s2b30c51l11" />ชาติและชรา.            
			<remark  id="s2b30c51l12" />     เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า    
			<remark  id="s2b30c51l13" />           เราย่อมกล่าวว่า ความหวั่นไหวในโลกไหนๆ มิได้มีแก่            
			<remark  id="s2b30c51l14" />           พระอรหันตขีณาสพใด เพราะทราบฝั่งนี้และฝั่งโน้นในโลก          
			<remark  id="s2b30c51l15" />           พระอรหันตขีณาสพนั้น เป็นผู้สงบ กำจัดกิเลสเพียงดังว่า        
			<remark  id="s2b30c51l16" />           ควัน ไม่มีทุกข์ ไม่มีความหวัง ได้ข้ามแล้วซึ่งชาติ           
			<remark  id="s2b30c51l17" />           และชรา.     
			<remark  id="s2b30c51l18" />     พร้อมด้วยเวลาจบคาถา ฯลฯ ท่านพระปุณณกะนั้น เป็นภิกษุครองผ้ากาสายะเป็นบริขาร  
			<remark  id="s2b30c51l19" />ทรงสังฆาฏิ บาตร และจีวร นั่งประนมอัญชลีนมัสการพระผู้มีพระภาค ประกาศว่า ข้าแต่  
			<remark  id="s2b30c51l20" />พระองค์ผู้เจริญ พระผู้มีพระภาคเป็นศาสดาของข้าพระองค์. ข้าพระองค์เป็นสาวก ฉะนี้แล.             
			<remark  id="s2b30c51l21" />                 จบ ปุณณกมาณวกปัญหานิทเทส ที่ ๓.  
			<remark  id="s2b30c51l22" />                       -----------        
		</para>
	</section>
	<section id="s2b30c52" >
		<para id="s2b30c52p">
			<remark  id="s2b30c52l1" />                    เมตตคูมาณวกปัญหานิทเทส     
			<remark  id="s2b30c52l2" />                    ว่าด้วยปัญหาของท่านเมตตคู  
			<remark  id="s2b30c52l3" />     [๑๔๖] (ท่านเมตตคูทูลถามว่า)  
			<remark  id="s2b30c52l4" />           ข้าแต่พระผู้มีพระภาค ข้าพระองค์ขอทูลถามปัญหานั้น. ขอ        
			<remark  id="s2b30c52l5" />           พระองค์จงตรัสบอกปัญหานั้น แก่ข้าพระองค์. ข้าพระองค์         
			<remark  id="s2b30c52l6" />           ย่อมสำคัญซึ่งพระองค์ว่าเป็นผู้จบเวท มีพระองค์อันให้เจริญ    
			<remark  id="s2b30c52l7" />           แล้ว. ทุกข์มีชนิดเป็นอันมาก เหล่าใดเหล่าหนึ่งนี้ในโลก       
			<remark  id="s2b30c52l8" />           เกิดมาแต่ที่ไหนหนอ?  
			<remark  id="s2b30c52l9" />     [๑๔๗] การถามมี ๓ อย่าง คือ อทิฏโชตนาปุจฉา ๑ ทิฏฐสังสันทนาปุจฉา ๑  
			<remark  id="s2b30c52l10" />วิมติเฉทนาปุจฉา ๑ ฯลฯ (เหมือนในข้อ ๑๒๒) เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาค            
			<remark  id="s2b30c52l11" />ข้าพระองค์ขอทูลถามปัญหานั้น. ขอพระองค์จงตรัสบอกปัญหานั้นแก่ข้าพระองค์. คำว่า อิติ              
			<remark  id="s2b30c52l12" />ในอุเทศว่า อิจฺจายสฺมา เมตฺตคู เป็นคำเชื่อมบท ฯลฯ ชื่อว่า อิจฺจายสฺมา เมตฺตคู.  
			<remark  id="s2b30c52l13" />     [๑๔๘] คำว่า มฺามิ ตํ เวทคุํ ภาวิตตฺตํ ความว่า ข้าพระองค์ย่อมสำคัญซึ่งพระองค์            
			<remark  id="s2b30c52l14" />ว่า ผู้จบเวท ย่อมสำคัญซึ่งพระองค์ว่า มีพระองค์อันอบรมแล้ว คือ ข้าพระองค์ย่อมสำคัญ              
			<remark  id="s2b30c52l15" />ย่อมรู้ ย่อมรู้ทั่ว ย่อมรู้แจ้ง ย่อมรู้แจ้งเฉพาะ ย่อมแทงตลอดอย่างนี้ว่า พระองค์เป็นผู้จบเวท    
			<remark  id="s2b30c52l16" />มีพระองค์อันให้เจริญแล้ว.  
			<remark  id="s2b30c52l17" />     ก็พระผู้มีพระภาคทรงจบเวทอย่างไร? ญาณ ปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ   
			<remark  id="s2b30c52l18" />ธรรมวิจยสัมโพชฌงค์ วิมังสา วิปัสสนา สัมมาทิฏฐิ เรียกว่าเวท.            
			<remark  id="s2b30c52l19" />     พระผู้มีพระภาคทรงถึงที่สุด ทรงบรรลุถึงที่สุด ทรงไปสู่ที่สุด ทรงบรรลุซึ่งที่สุด ทรง        
			<remark  id="s2b30c52l20" />ถึงส่วนสุดรอบ ถึงส่วนสุดแล้ว ทรงถึงความจบ ทรงบรรลุความจบแล้ว แห่งชาติ ชรา และ  
			<remark  id="s2b30c52l21" />มรณะ ทรงถึงที่ต้านทาน ทรงบรรลุถึงที่ต้านทาน ทรงถึงที่เร้น ทรงบรรลุถึงที่เร้น ทรงถึงที่พึ่ง     
			<remark  id="s2b30c52l22" />ทรงบรรลุถึงที่พึ่ง ทรงถึงความไม่มีภัย ทรงบรรลุถึงความไม่มีภัย ทรงถึงความไม่เคลื่อน ทรง         
			<remark  id="s2b30c52l23" />บรรลุถึงความไม่เคลื่อน ทรงถึงความไม่ตาย ทรงบรรลุความไม่ตาย ทรงถึงนิพพาน ทรงบรรลุ  
			<remark  id="s2b30c52l24" />นิพพาน ด้วยเวทเหล่านั้น.  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b30c53" >
		<para id="s2b30c53p">
			<remark  id="s2b30c53l1" />     อีกอย่างหนึ่ง พระผู้มีพระภาคทรงถึงที่สุดแห่งเวททั้งหลาย เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าเวทคู.      
			<remark  id="s2b30c53l2" />     อีกอย่างหนึ่ง พระผู้มีพระภาคทรงถึงที่สุดด้วยเวททั้งหลาย เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าเวทคู.      
			<remark  id="s2b30c53l3" />     อีกอย่างหนึ่ง  พระผู้มีพระภาคได้ชื่อว่าเวทคู เพราะพระองค์ทรงทราบแล้วซึ่งธรรม ๗            
			<remark  id="s2b30c53l4" />ประการ คือ ทรงทราบสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส ราคะ โทสะ โมหะ มานะ  
			<remark  id="s2b30c53l5" />และพระองค์ทรงทราบอกุศลธรรมอันลามก อันทำให้เศร้าหมอง ให้เกิดในภพใหม่ มีความ  
			<remark  id="s2b30c53l6" />กระวนกระวาย มีวิบากเป็นทุกข์ เป็นที่ตั้งแห่งชาติ ชรา และมรณะต่อไป.     
			<remark  id="s2b30c53l7" />     (พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรสภิยะ)         
			<remark  id="s2b30c53l8" />           บุคคลเลือกเวทเหล่าใดทั้งสิ้น เวทเหล่านั้น ของสมณพราหมณ์     
			<remark  id="s2b30c53l9" />           ก็มีอยู่ บุคคลนั้นปราศจากราคะในเวทนาทั้งปวง ล่วงเวททั้งปวง  
			<remark  id="s2b30c53l10" />           แล้ว ชื่อว่าเวทคู.  
			<remark  id="s2b30c53l11" />     พระผู้มีพระภาค มีพระองค์อันให้เจริญแล้วอย่างไร?  
			<remark  id="s2b30c53l12" />     พระผู้มีพระภาคมีพระกาย มีศีล มีจิต มีปัญญา มีสติปัฏฐาน มีสัมมัปปธาน มี  
			<remark  id="s2b30c53l13" />อิทธิบาท มีอินทรีย์ มีพละ มีโพชฌงค์ มีมรรค อันให้เจริญแล้ว ทรงละกิเลสแล้ว ทรง  
			<remark  id="s2b30c53l14" />แทงตลอดอกุปปธรรมแล้ว มีนิโรธอันทรงทำให้แจ่มแจ้งแล้ว พระองค์ทรงกำหนดรู้ทุกข์ ทรง  
			<remark  id="s2b30c53l15" />ละสมุทัย ทรงเจริญมรรค ทรงทำให้แจ้งนิโรธแล้ว ทรงรู้ยิ่งซึ่งธรรมที่ควรรู้ยิ่ง ทรงกำหนด           
			<remark  id="s2b30c53l16" />รู้ธรรมที่ควรกำหนดรู้ ทรงละธรรมที่ควรละ ทรงเจริญธรรมที่ควรเจริญ ทรงทำให้แจ้งซึ่งธรรม           
			<remark  id="s2b30c53l17" />ที่ควรทำให้แจ้ง. พระองค์มีธรรมไม่น้อย มีธรรมมาก มีธรรมลึก มีธรรมประมาณไม่ได้ มีธรรม            
			<remark  id="s2b30c53l18" />ยากที่จะหยั่งลงได้ มีธรรมรัตนะมาก เปรียบเหมือนทะเลหลวง ทรงประกอบด้วยฉฬังคุเบกขา  
			<remark  id="s2b30c53l19" />พระองค์ทรงเห็นรูปด้วยพระจักษุแล้ว ไม่ดีพระทัย ไม่เสียพระทัย ทรงวางเฉย มีสติ  
			<remark  id="s2b30c53l20" />สัมปชัญญะอยู่ ทรงได้ยินเสียงด้วยพระโสตแล้ว ทรงดมกลิ่นด้วยพระฆานะแล้ว ทรงลิ้มรส  
			<remark  id="s2b30c53l21" />ด้วยพระชิวหาแล้ว ทรงถูกต้องโผฏฐัพพะด้วยพระกายแล้ว ทรงทราบธรรมารมณ์ด้วยพระมนัส  
			<remark  id="s2b30c53l22" />แล้ว ไม่ดีพระทัย ไม่เสียพระทัย ทรงวางเฉย มีสติสัมปชัญญะอยู่. ทรงเห็นรูปอันน่าพอใจ              
			<remark  id="s2b30c53l23" />ด้วยพระจักษุแล้ว ไม่ทรงติดใจ ไม่ทรงรักใคร่ ไม่ทรงยังราคะให้เกิด. พระองค์มีพระกายคงที่          
			<remark  id="s2b30c53l24" />มีพระทัยคงที่ ดำรงอยู่ด้วยดีในกายใน พ้นกิเลสดีแล้ว. ทรงเห็นรูปนั้นอันไม่เป็นที่ชอบใจด้วย       
			<remark  id="s2b30c53l25" />พระจักษุแล้ว ไม่ทรงเก้อเขิน มีพระทัยมิได้ขัดเคือง มีพระทัยไม่หดหู่ มีพระทัยไม่พยาบาท           
			<remark  id="s2b30c53l26" />พระองค์มีพระกายคงที่ มีพระทัยคงที่ ดำรงอยู่ด้วยดีในภายใน พ้นกิเลสดีแล้ว. ทรงได้ยิน    
		</para>
	</section>
	<section id="s2b30c54" >
		<para id="s2b30c54p">
			<remark  id="s2b30c54l1" />เสียงอันน่าพอใจด้วยพระโสตแล้ว ทรงดมกลิ่นอันน่าพอใจด้วยพระฆานะแล้ว ทรงลิ้มรสอันน่า              
			<remark  id="s2b30c54l2" />พอใจด้วยพระชิวหาแล้ว ทรงถูกต้องโผฏฐัพพะอันน่าพอใจด้วยพระกายแล้ว  ทรงทราบธรรมา  
			<remark  id="s2b30c54l3" />รมณ์อันน่าพอใจด้วยพระมนัสแล้ว ไม่ทรงติดใจ ไม่ทรงรักใคร่ ไม่ทรงยังราคะให้เกิด. พระองค์         
			<remark  id="s2b30c54l4" />มีพระกายคงที่ มีพระทัยคงที่ ดำรงอยู่ด้วยดีในภายใน พ้นกิเลสดีแล้ว. ทรงรู้แจ้งธรรมารมณ์          
			<remark  id="s2b30c54l5" />อันไม่เป็นที่พอใจด้วยพระมนัสแล้ว ไม่ทรงเก้อเขิน มีพระทัยมิได้ขัดเคืองมี พระทัยไม่หดหู่         
			<remark  id="s2b30c54l6" />มีพระทัยไม่พยาบาท. พระองค์มีพระกายคงที่ มีพระทัยคงที่ ดำรงอยู่ด้วยดีในภายใน พ้นวิเศษ           
			<remark  id="s2b30c54l7" />ดีแล้ว. ทรงเห็นรูปด้วยพระจักษุแล้ว มีพระกายคงที่ในรูป ทั้งที่ชอบใจและไม่ชอบใจ มีพระทัย         
			<remark  id="s2b30c54l8" />คงที่ ดำรงอยู่ด้วยดีในภายใน พ้นวิเศษดีแล้ว. ทรงได้ยินเสียงด้วยพระโสตแล้ว ทรงดมกลิ่น            
			<remark  id="s2b30c54l9" />ด้วยพระฆานะแล้ว ทรงลิ้มรสด้วยพระชิวหาแล้ว ทรงถูกต้องโผฏฐัพพะด้วยพระกายแล้ว  
			<remark  id="s2b30c54l10" />ทรงทราบธรรมารมณ์ด้วยพระมนัสแล้ว มีพระกายคงที่ในธรรมทั้งหลาย ทั้งที่ชอบใจและไม่ชอบ              
			<remark  id="s2b30c54l11" />ใจ มีพระทัยคงที่ ดำรงอยู่ด้วยดีในภายใน พ้นวิเศษดีแล้ว. ทรงเห็นรูปด้วยพระจักษุแล้ว ไม่          
			<remark  id="s2b30c54l12" />ทรงรักในรูปอันเป็นที่ตั้งแห่งความรัก ไม่ทรงชังในรูปอันเป็นที่ตั้งแห่งความชัง ไม่ทรงหลงในรูป    
			<remark  id="s2b30c54l13" />อันเป็นที่ตั้งแห่งความหลง ไม่ทรงโกรธในรูปอันเป็นที่ตั้งแห่งความโกรธ ไม่ทรงมัวเมาในรูปอัน       
			<remark  id="s2b30c54l14" />เป็นที่ตั้งแห่งความมัวเมา ไม่ทรงเศร้าหมองในรูปอันเป็นที่ตั้งแห่งความเศร้าหมอง. ทรงได้ยิน       
			<remark  id="s2b30c54l15" />เสียงด้วยพระโสตแล้ว ทรงดมกลิ่นด้วยพระฆานะแล้ว ทรงลิ้มรสด้วยพระชิวหาแล้ว ทรงถูก  
			<remark  id="s2b30c54l16" />ต้องโผฏฐัพพะด้วยพระกายแล้ว ทรงทราบธรรมารมณ์ด้วยพระมนัสแล้ว ไม่ทรงรักในธรรมอัน  
			<remark  id="s2b30c54l17" />เป็นที่ตั้งแห่งความรัก ไม่ทรงขัดเคืองในธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งความขัดเคือง ไม่ทรงหลงในธรรม      
			<remark  id="s2b30c54l18" />อันเป็นที่ตั้งแห่งความหลง ไม่ทรงโกรธในธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งความโกรธ ไม่ทรงมัวเมา              
			<remark  id="s2b30c54l19" />ในธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งความมัวเมา ไม่ทรงเศร้าหมองในธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งความเศร้าหมอง        
			<remark  id="s2b30c54l20" />พระผู้มีพระภาคเป็นแต่เพียงทรงเห็นรูปที่ทรงเห็น เป็นแต่เพียงทรงได้ยินในเสียงที่ทรงได้ยิน        
			<remark  id="s2b30c54l21" />เป็นแต่เพียงทรงทราบในอารมณ์ที่ทรงทราบ เป็นแต่เพียงทรงรู้ในธรรมารมณ์ที่ทรงรู้แจ้ง ไม่ทรง        
			<remark  id="s2b30c54l22" />ติดในรูปที่ทรงเห็น ในเสียงที่ทรงได้ยิน ในอารมณ์ที่ทรงทราบ ในธรรมารมณ์ที่รู้แจ้ง ไม่ทรง         
			<remark  id="s2b30c54l23" />เข้าถึง ไม่ทรงอาศัย ไม่ทรงเกี่ยวข้อง ทรงพ้นวิเศษแล้ว. ไม่ทรงเกี่ยวข้องในรูปที่ทรงเห็น มี       
			<remark  id="s2b30c54l24" />พระทัยอันไม่ให้มีเขตแดนอยู่ ไม่ทรงเข้าถึง ... ไม่ทรงเกี่ยวข้อง ในเสียงที่ทรงได้ยิน ในอารมณ์    
			<remark  id="s2b30c54l25" />ที่ทรงทราบ ในธรรมารมณ์ที่ทรงรู้แจ้ง มีพระทัยอันไม่มีเขตแดนอยู่ พระผู้มีพระภาคทรงมี             
			<remark  id="s2b30c54l26" />พระจักษุ ทรงเห็นรูปด้วยพระจักษุ แต่ไม่ทรงมีฉันทราคะ มีพระทัยพ้นวิเศษดีแล้ว, พระผู้มี         
		</para>
	</section>
	<section id="s2b30c55" >
		<para id="s2b30c55p">
			<remark  id="s2b30c55l1" />พระภาคทรงมีพระโสต ทรงสดับเสียงด้วยพระโสต แต่ไม่ทรงมีฉันทราคะ มีพระทัยพ้นวิเศษ  
			<remark  id="s2b30c55l2" />ดีแล้ว. พระผู้มีพระภาคทรงมีพระฆานะ ทรงสูดกลิ่นด้วยพระฆานะ แต่ไม่ทรงมีฉันทราคะ มี  
			<remark  id="s2b30c55l3" />พระทัยพ้นวิเศษดีแล้ว พระผู้มีพระภาคทรงมีพระชิวหา ทรงลิ้มรสด้วยพระชิวหา แต่ไม่ทรงมี             
			<remark  id="s2b30c55l4" />ฉันทราคะ มีพระทัยพ้นวิเศษดีแล้ว. พระผู้มีพระภาคทรงมีพระกาย ทรงถูกต้องโผฏฐัพพะด้วย              
			<remark  id="s2b30c55l5" />พระกาย แต่ไม่ทรงมีฉันทราคะ มีพระทัยพ้นวิเศษดีแล้ว. พระผู้มีพระภาคทรงมีพระมนัส ทรงรู้           
			<remark  id="s2b30c55l6" />แจ้งธรรมด้วยพระมนัส แต่ไม่ทรงมีฉันทราคะ มีพระทัยพ้นวิเศษดีแล้ว. พระผู้มีพระภาคทรงข่ม           
			<remark  id="s2b30c55l7" />ทรงคุ้มครอง ทรงรักษา ทรงสำรวมพระจักษุอันชอบใจในรูป ยินดีในรูป พอใจในรูป และ  
			<remark  id="s2b30c55l8" />ทรงแสดงธรรมเพื่อสำรวมจักษุนั้น, ทรงข่ม ทรงคุ้มครอง ทรงรักษา ทรงสำรวมพระโสตอัน  
			<remark  id="s2b30c55l9" />ชอบใจในเสียง ยินดีในเสียง ทรงข่ม ทรงคุ้มครอง ทรงรักษา ทรงสำรวมพระฆานะอัน  
			<remark  id="s2b30c55l10" />ชอบใจในกลิ่น ยินดีในกลิ่น ทรงข่ม ทรงคุ้มครอง ทรงรักษา ทรงสำรวมพระชิวหาอันชอบใจ  
			<remark  id="s2b30c55l11" />ในรส ยินดีในรส ทรงข่ม ทรงคุ้มครอง ทรงรักษา ทรงสำรวมพระกายอันชอบใจในโผฏฐัพพะ  
			<remark  id="s2b30c55l12" />ยินดีในโผฏฐัพพะ ทรงข่ม ทรงคุ้มครอง ทรงรักษา ทรงสำรวมพระมนัสอันชอบใจในธรรมา  
			<remark  id="s2b30c55l13" />รมณ์ ยินดีในธรรมารมณ์ พอใจในธรรมารมณ์ และทรงแสดงธรรมเพื่อสำรวมใจนั้น.  
			<remark  id="s2b30c55l14" />           ชนทั้งหลาย ย่อมนำยานที่ตนฝึกแล้วไปสู่ที่ประชุม. พระราชา     
			<remark  id="s2b30c55l15" />           ย่อมทรงประทับยานที่สารถีฝึกแล้ว. บุคคลที่ฝึกแล้วเป็นผู้ประเสริฐ  
			<remark  id="s2b30c55l16" />           ในหมู่มนุษย์, บุคคลใดย่อมอดทนคำที่ล่วงเกินได้ บุคคลนั้นเป็น  
			<remark  id="s2b30c55l17" />           ผู้ประเสริฐ. ม้าอัสดร ม้าอาชาไนย ม้าสินธพ ช้างใหญ่คือกุญชร  
			<remark  id="s2b30c55l18" />           ที่เขาฝึกแล้ว จึงประเสริฐ. บุคคลฝึกตนแล้วประเสริฐกว่ายานมีม้า  
			<remark  id="s2b30c55l19" />           อัสดร ที่สารถีฝึกแล้วเป็นต้นนั้น. ใครๆ พึงไปสู่ทิศที่ไม่เคยไป  
			<remark  id="s2b30c55l20" />           ด้วยยานเหล่านี้ เหมือนบุคคลที่มีตนฝึก (ด้วยความฝึกอินทรีย์)  
			<remark  id="s2b30c55l21" />           ฝึกดี (ด้วยอริยมรรคภาวนา) ฝึกแล้ว ย่อมไปสู่ทิศที่ไม่เคยไป   
			<remark  id="s2b30c55l22" />           ฉะนั้น หาได้ไม่. พระขีณาสพทั้งหลายย่อมไม่หวั่นไหว ในเพราะ   
			<remark  id="s2b30c55l23" />           มานะทั้งหลาย ย่อมเป็นผู้หลุดพ้นจากกรรมกิเลส อันเป็นเหตุให้  
			<remark  id="s2b30c55l24" />           เกิดบ่อยๆ บรรลุถึงภูมิที่ฝึกแล้ว (อรหัตผล). พระขีณาสพ       
			<remark  id="s2b30c55l25" />           เหล่านั้น เป็นผู้มีความชนะในโลก อินทรีย์ทั้งหลาย. พระขีณาสพใด  
			<remark  id="s2b30c55l26" />           ให้เจริญแล้ว อายตนะภายใน อายตนะภายนอก พระขีณาสพนั้น         
		</para>
	</section>
	<section id="s2b30c56" >
		<para id="s2b30c56p">
			<remark  id="s2b30c56l1" />           ทำให้หมดเสพติดแล้ว พระขีณาสพนั้น ล่วงแล้วซึ่งโลกนี้และ      
			<remark  id="s2b30c56l2" />           โลกอื่น ในโลกทั้งปวง มีธรรมอันให้เจริญแล้ว ฝึกดีแล้ว ย่อม   
			<remark  id="s2b30c56l3" />           หวังมรณกาล.  
			<remark  id="s2b30c56l4" />     คำว่า เอวํ ภควา ภาวิตตฺโต ความว่า ข้าพระองค์ย่อมสำคัญซึ่งพระองค์ว่า จบเวท  
			<remark  id="s2b30c56l5" />มีพระองค์อันให้เจริญแล้ว.  
			<remark  id="s2b30c56l6" />     [๑๔๙] คำว่า กุโตนุ ในอุเทศว่า "กุโตนุ ทุกฺขา สมุปาคตา เม" ความว่า เป็น  
			<remark  id="s2b30c56l7" />การถามด้วยความสงสัย เป็นการถามด้วยความเคลือบแคลง เป็นการถามสองแง่ ไม่เป็นการถาม  
			<remark  id="s2b30c56l8" />โดยส่วนเดียวว่า เรื่องนี้เป็นอย่างนี้หรือหนอแล หรือไม่เป็นอย่างนี้? เรื่องนี้เป็นไฉนหนอ        
			<remark  id="s2b30c56l9" />หรือเป็นอย่างไร? เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า แต่อะไรหนอ.  
			<remark  id="s2b30c56l10" />     ชื่อว่าทุกข์ คือ ชาติทุกข์ ชราทุกข์ พยาธิทุกข์ มรณทุกข์ ทุกข์คือ ความโศก ความ             
			<remark  id="s2b30c56l11" />ร่ำไร ความทุกข์ ความทุกข์ใจ และความคับแค้นใจ ทุกข์ในนรก ทุกข์ในดิรัจฉานกำเนิดทุกข์             
			<remark  id="s2b30c56l12" />ในปิตติวิสัย ทุกข์ในมนุษย์ ทุกข์มีการก้าวลงสู่ครรภ์เป็นมูล ทุกข์มีการตั้งอยู่ในครรภ์ เป็นมูล   
			<remark  id="s2b30c56l13" />ทุกข์มีความออกจากครรภ์เป็นมูล ทุกข์เนื่องแต่สัตว์ผู้เกิด ทุกข์เนื่องแต่ผู้อื่นแห่งสัตว์ผู้เกิด ทุกข์  
			<remark  id="s2b30c56l14" />เกิดแต่ความเพียรของตน ทุกข์เกิดแต่ความเพียรของผู้อื่น ทุกข์ในทุกข์ สังสารทุกข์ วิปริณาม       
			<remark  id="s2b30c56l15" />ทุกข์ โรคตา โรคหู โรคจมูก โรคลิ้น โรคกาย โรคในศีรษะ โรคที่หู โรคในปาก โรคฟัน  
			<remark  id="s2b30c56l16" />โรคไอ โรคมองคร่อ โรคริดสีดวงจมูก โรคร้อนใน โรคชรา โรคในท้อง โรคสลบ โรคลงแดง  
			<remark  id="s2b30c56l17" />โรคจุกเสียด โรคลงท้อง โรคเรื้อน โรคฝี กลาก โรคหืด โรคลมบ้าหมู หิดด้าน หิดเปื่อย  
			<remark  id="s2b30c56l18" />คุดทะราด รำราบ คุดทะราดใหญ่ โรครากเลือด โรคดี โรคเบาหวาน โรคริดสีดวงทวาร  
			<remark  id="s2b30c56l19" />โรคต่อม บานทะโรค อาพาธมีดีเป็นสมุฏฐาน อาพาธมีเสมหะเป็นสมุฏฐาน อาพาธมีลมเป็น  
			<remark  id="s2b30c56l20" />สมุฏฐาน อาพาธมีดีเป็นต้นประชุมกัน อาพาธเกิดเพราะฤดูแปรไป อาพาธเกิดเพราะเปลี่ยน  
			<remark  id="s2b30c56l21" />อิริยาบถไม่สม่ำเสมอกัน อาพาธเกิดเพราะความเพียร อาพาธเกิดเพราะผลกรรม ความหนาว ความ              
			<remark  id="s2b30c56l22" />ร้อนความหิว ความกระหาย ปวดอุจจาระ ปวดปัสสาวะ ทุกข์แต่เหลือบยุง ลม แดด และ  
			<remark  id="s2b30c56l23" />สัมผัสแห่งสัตว์เสือกคลาน ความตายของมารดาก็เป็นทุกข์ ความตายของบิดาก็เป็นทุกข์  
			<remark  id="s2b30c56l24" />ความตายของพี่ชายน้องชายก็เป็นทุกข์ ความตายของพี่หญิงน้องหญิงก็เป็นทุกข์ ความตายของ             
			<remark  id="s2b30c56l25" />บุตรก็เป็นทุกข์ ความตายของธิดาก็เป็นทุกข์ ความฉิบหายแห่งญาติก็เป็นทุกข์ ความฉิบหาย             
			<remark  id="s2b30c56l26" />แห่งโภคทรัพย์ก็เป็นทุกข์ ความฉิบหายแห่งศีลก็เป็นทุกข์ ความฉิบหายแห่งทิฏฐิก็เป็นทุกข์    
		</para>
	</section>
	<section id="s2b30c57" >
		<para id="s2b30c57p">
			<remark  id="s2b30c57l1" />รูปาทิธรรมเหล่าใดมีความเกิดในเบื้องต้นปรากฏรูปาทิธรรมเหล่านั้น ก็มีความดับไปในเบื้องปลาย       
			<remark  id="s2b30c57l2" />ปรากฎ. วิบากอาศัยกรรม กรรมอาศัยวิบาก รูปอาศัยนาม นามก็อาศัยรูป นามรูปไปตามชาติ  
			<remark  id="s2b30c57l3" />ชราก็ติดตาม พยาธิก็ครอบงำ มรณะก็ห้ำหั่น ตั้งอยู่ในทุกข์ ไม่มีอะไรต้านทาน ไม่มีอะไรเป็น         
			<remark  id="s2b30c57l4" />ที่เร้น ไม่มีอะไรเป็นสรณะ ไม่มีอะไรเป็นที่พึ่ง เหล่านี้เรียกว่าทุกข์.  
			<remark  id="s2b30c57l5" />     ท่านพระเมตตคูย่อมทูลถาม ทูลวิงวอน ทูลเชื้อเชิญ ทูลให้ทรงประสาทซึ่งมูล เหตุ  
			<remark  id="s2b30c57l6" />นิทาน เหตุเกิด แดนเกิด สมุฏฐาน อาหาร อารมณ์ ปัจจัย สมุทัย แห่งทุกข์เหล่านี้  
			<remark  id="s2b30c57l7" />ทุกข์เหล่านี้เข้ามาถึงพร้อม เกิด ประจักษ์ บังเกิด บังเกิดเฉพาะ ปรากฎแล้วแต่อะไร มีอะไร         
			<remark  id="s2b30c57l8" />เป็นนิทาน มีอะไรเป็นสมุทัย มีอะไรเป็นแดนเกิด เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ทุกข์เหล่านี้ เกิด         
			<remark  id="s2b30c57l9" />มาแต่ที่ไหนหนอ?        
			<remark  id="s2b30c57l10" />     [๑๕๐] คำว่า เยเกจิ ในอุเทศว่า "เยเกจิ โลกสฺมึ อเนกรูปา" ความว่า ทั้งปวง  
			<remark  id="s2b30c57l11" />โดยกำหนดทั้งปวง ทั้งปวงโดยประการทั้งปวง ไม่เหลือ มีส่วนไม่เหลือ บทว่า เยเกจิ นี้  
			<remark  id="s2b30c57l12" />เป็นเครื่องกล่าวรวมหมด.  
			<remark  id="s2b30c57l13" />     คำว่า โลกสฺมึ ความว่า ในอบายโลก  ในมนุษยโลก ในเทวโลก ในขันธโลก ใน  
			<remark  id="s2b30c57l14" />ธาตุโลก ในอายตนโลก.    
			<remark  id="s2b30c57l15" />     คำว่า อเนกรูปา ความว่า ทุกข์ทั้งหลายมีอย่างเป็นอเนก คือ มีประการต่างๆ เพราะ  
			<remark  id="s2b30c57l16" />ฉะนั้น จึงชื่อว่า ทุกข์ทั้งหลายมีชนิดเป็นอเนกอย่างใดอย่างหนึ่งในโลก.   
			<remark  id="s2b30c57l17" />     เพราะเหตุนั้น พราหมณ์นั้นจึงกราบทูลว่า    
			<remark  id="s2b30c57l18" />           ข้าแต่พระผู้มีพระภาค ข้าพระองค์ขอทูลถามปัญหานั้น. ขอ        
			<remark  id="s2b30c57l19" />           พระองค์จงตรัสบอกปัญหานั้นแก่ข้าพระองค์. ข้าพระองค์          
			<remark  id="s2b30c57l20" />           ย่อมสำคัญซึ่งพระองค์ว่าเป็นผู้จบเวท มีพระองค์อันให้เจริญ    
			<remark  id="s2b30c57l21" />           แล้ว. ทุกข์ทั้งหลายมีชนิดเป็นอันมาก เหล่าใดเหล่าหนึ่ง       
			<remark  id="s2b30c57l22" />           ในโลก เกิดมาแต่ที่ไหนหนอ?           
			<remark  id="s2b30c57l23" />     [๑๕๑] (พระผู้มีพระภาคตอบว่า ดูกรเมตตคู)   
			<remark  id="s2b30c57l24" />            ท่านถามถึงเหตุแห่งทุกข์กะเราแล้ว. เรารู้อยู่อย่างไร ก็จะ   
		</para>
	</section>
	<section id="s2b30c58" >
		<para id="s2b30c58p">
			<remark  id="s2b30c58l1" />           บอกเหตุนั้นแก่ท่าน. ทุกข์ทั้งหลายมีชนิดเป็นอันมาก อย่าง     
			<remark  id="s2b30c58l2" />           ใดอย่างหนึ่งในโลก มีอุปธิเป็นเหตุ ย่อมเกิดขึ้น.             
			<remark  id="s2b30c58l3" />     [๑๕๒] คำว่า ทุกฺขสฺส ในอุเทศว่า "ทุกฺขสฺส เว มํ ปภวํ อปุจฺฉิ" ความว่า  
			<remark  id="s2b30c58l4" />แห่งชาติทุกข์  ชราทุกข์ พยาธิทุกข์ มรณทุกข์ ทุกข์คือความโศก ความร่ำไร ความทุกข์กาย             
			<remark  id="s2b30c58l5" />ความทุกข์ใจ ความคับแค้นใจ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าแห่งทุกข์.             
			<remark  id="s2b30c58l6" />     คำว่า เว มํ ปภวํ อปุจฺฉสิ ความว่า ท่านถาม วิงวอน เชื้อเชิญ ให้ประสาทซึ่งมูล  
			<remark  id="s2b30c58l7" />เหตุ นิทาน เหตุเกิด แดนเกิด สมุฏฐาน อาหาร อารมณ์ ปัจจัย สมุทัย แห่งทุกข์กะเรา  
			<remark  id="s2b30c58l8" />เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ท่านถามถึงเหตุแห่งทุกข์กะเราแล้ว.  
			<remark  id="s2b30c58l9" />     พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกพราหมณ์นั้นโดยชื่อว่า เมตตคู. คำว่า ภควา นี้ เป็นเครื่อง           
			<remark  id="s2b30c58l10" />กล่าวโดยเคารพ  ฯลฯ คำว่า ภควา เป็นสัจฉิกาบัญญัติ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พระผู้มีพระภาค         
			<remark  id="s2b30c58l11" />ตรัสตอบว่า ดูกรเมตตคู.  
			<remark  id="s2b30c58l12" />     [๑๕๓] คำว่า ตนฺเต ปวกฺขามิ ในอุเทศว่า "ตนฺเต ปวกฺขามิ ยถา ปชานํ" ดังนี้  
			<remark  id="s2b30c58l13" />ความว่า เราจักกล่าว ... จักประกาศ ซึ่งมูล ... สมุทัยแห่งทุกข์นั้นแก่ท่าน เพราะฉะนั้น จึง       
			<remark  id="s2b30c58l14" />ชื่อว่า เราจักกล่าวซึ่งมูลแห่งทุกข์นั้นแก่ท่าน.  
			<remark  id="s2b30c58l15" />     คำว่า ยถา ปชานํ ความว่า เรารู้อยู่ รู้ทั่ว รู้แจ้ง รู้แจ้งเฉพาะ แทงตลอดอย่างไร            
			<remark  id="s2b30c58l16" />จะบอกธรรมที่ประจักษ์แก่ตนที่เรารู้เฉพาะด้วยตนเอง โดยจะไม่บอกว่า กล่าวกันมาดังนี้ๆ ไม่          
			<remark  id="s2b30c58l17" />บอกตามที่ได้ยินกันมา ไม่บอกตามลำดับสืบๆ กันมา ไม่บอกโดยการอ้างตำรา ไม่บอกตามที่  
			<remark  id="s2b30c58l18" />นึกเดาเอาเอง ไม่บอกตามที่คาดคะเนเอาเอง ไม่บอกด้วยความตรึกตามอาการ ไม่บอกด้วย  
			<remark  id="s2b30c58l19" />ความชอบใจว่าต้องกับลัทธิของตน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เรารู้อย่างไร.    
			<remark  id="s2b30c58l20" />     [๑๕๔] คำว่า อุปธิ ในอุเทศว่า "อุปธินิทานา ปภวนฺติ ทุกฺขา" ดังนี้  ได้แก่อุปธิ             
			<remark  id="s2b30c58l21" />๑๐ ประการ คือ ตัณหูปธิ ทิฏฐูปธิ กิเลสูปธิ กัมมูปธิ ทุจจริตูปธิ อาหารูปธิ ปฏิฆูปธิ              
			<remark  id="s2b30c58l22" />อุปธิคืออุปาทินนธาตุ ๔ อุปธิคืออายตนะภายใน ๖ อุปธิคือหมวดวิญญาณ ๖ ทุกข์แม้ทั้งหมดก็            
			<remark  id="s2b30c58l23" />เป็นอุปธิ เพราะอรรถว่า ยากที่จะทนได้ เหล่านี้เรียกว่าอุปธิ ๑๐.         
			<remark  id="s2b30c58l24" />     คำว่า ทุกฺขา คือชาติทุกข์ ชราทุกข์ พยาธิทุกข์ มรณทุกข์ ฯลฯ ไม่มีอะไรเป็นสรณะ              
			<remark  id="s2b30c58l25" />ไม่มีอะไรเป็นที่พึ่ง เหล่านี้เรียกว่าทุกข์. ทุกขืเหล่านี้มีอุปธิเป็นนิทาน  มีอุปธิเป็นเหตุ มีอุปธิ  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b30c59" >
		<para id="s2b30c59p">
			<remark  id="s2b30c59l1" />เป็นปัจจัย มีอุปธิเป็นการณ์ ย่อมมี ย่อมเป็น เกิดขึ้น เกิดพร้อม บังเกิด ปรากฎ  
			<remark  id="s2b30c59l2" />เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ทุกข์ทั้งหลาย มีอุปธิเป็นเหตุย่อมเกิดขึ้น.      
			<remark  id="s2b30c59l3" />     [๑๕๕] คำว่า เยเกจิ ในอุเทศว่า "เยเกจิ โลกสฺมึ อเนกรูปา" ดังนี้ ความว่า  
			<remark  id="s2b30c59l4" />ทั้งปวงโดยกำหนดทั้งปวง ทั้งปวงโดยประการทั้งปวง ไม่เหลือ มีส่วนไม่เหลือ คำว่า เยเกจิ            
			<remark  id="s2b30c59l5" />นี้เป็นเครื่องกล่าวรวมหมด.  คำว่า  โลกสฺมึ ความว่าในอบายโลก ในมนุษยโลก ในเทวโลก  
			<remark  id="s2b30c59l6" />ในขันธโลก ในธาตุโลก ในอายตนโลก. คำว่า อเนกรูปา ความว่า ทุกข์ทั้งหลายมีอย่างเป็น  
			<remark  id="s2b30c59l7" />อเนก มีประการต่างๆ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ทุกข์ทั้งหลายมีชนิดเป็นอันมาก อย่างใดอย่างหนึ่ง      
			<remark  id="s2b30c59l8" />ในโลก.  
			<remark  id="s2b30c59l9" />     เพราะเหตุนั้น  พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า   
			<remark  id="s2b30c59l10" />           ท่านได้ถามเหตุแห่งทุกข์กะเราแล้ว. เรารู้อยู่อย่างไร ก็จะ    
			<remark  id="s2b30c59l11" />           บอกเหตุนั้นแก่ท่าน. ทุกข์ทั้งหลาย มีชนิดเป็นอันมาก          
			<remark  id="s2b30c59l12" />           อย่างใดอย่างหนึ่งในโลก มีอุปธิเป็นเหตุ ย่อมเกิดขึ้น.        
			<remark  id="s2b30c59l13" />     [๑๕๖] ผู้ใดแล มิใช่ผู้รู้ ย่อมทำอุปธิ ผู้นั้นเป็นคนเขลา  ย่อมเข้า  
			<remark  id="s2b30c59l14" />           ถึงทุกข์บ่อยๆ. เพราะเหตุนั้น บุคคลผู้รู้อยู่ ไม่พึงทำอุปธิ  
			<remark  id="s2b30c59l15" />           เป็นผู้พิจารณาเหตุเกิดแห่งทุกข์.    
			<remark  id="s2b30c59l16" />     [๑๕๗] คำว่า โย ในอุเทศว่า "โย เว อวิทฺวา อุปธึ กโรติ" ดังนี้ ความว่า  
			<remark  id="s2b30c59l17" />กษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ ศูทร คฤหัสถ์ บรรพชิต เทวดา หรือ มนุษย์ผู้ใด คือ เช่นใด  
			<remark  id="s2b30c59l18" />ควรอย่างไร ชนิดใด ประการใด ถึงฐานะใด ประกอบด้วยธรรมใด.  
			<remark  id="s2b30c59l19" />     คำว่า อวิทฺวา ความว่า ไม่รู้ คือ ไปแล้วในอวิชชา ไม่มีญาณ ไม่มีปัญญาแจ่มแจ้ง  
			<remark  id="s2b30c59l20" />มีปัญญาทราม.           
			<remark  id="s2b30c59l21" />     คำว่า อุปธึ กโรติ ความว่า กระทำซึ่งตัณหูปธิ ... อุปธิ คือ หมวดวิญญาณ ๖ คือ  
			<remark  id="s2b30c59l22" />ให้เกิด ให้เกิดพร้อม ให้บังเกิด เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า  มิใช่ผู้รู้กระทำอุปธิ.  
			<remark  id="s2b30c59l23" />     [๑๕๘] คำว่า ปุนปฺปุนํ ทุกฺขมุเปติ ในอุเทศว่า "ปุนปฺปุนํ ทุกฺขมุเปติ  มนฺโท"  
			<remark  id="s2b30c59l24" />ดังนี้ ความว่า ย่อมถึง คือ เข้าถึง เข้าไปถึง ย่อมจับ ย่อมลูบคลำ ย่อมยึดมั่น ซึ่งชาติทุกข์      
			<remark  id="s2b30c59l25" />ชราทุกข์ พยาธิทุกข์ มรณทุกข์ ทุกข์คือ ความโศก ความร่ำไร ความทุกข์กาย ความทุกข์ใจ  
			<remark  id="s2b30c59l26" />ความคับแค้นใจบ่อยๆ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เข้าถึงทุกข์บ่อยๆ.    
		</para>
	</section>
	<section id="s2b30c60" >
		<para id="s2b30c60p">
			<remark  id="s2b30c60l1" />     คำว่า มนฺโท ความว่า เป็นคนเขลา คือ เป็นคนหลงมิใช่ผู้รู้ ไปแล้ว ในอวิชชา  
			<remark  id="s2b30c60l2" />ไม่มีญาณ ไม่มีปัญญาแจ่มแจ้ง มีปัญญาทราม เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เป็นคนเขลา เข้าถึง              
			<remark  id="s2b30c60l3" />ทุกข์บ่อยๆ.            
			<remark  id="s2b30c60l4" />     [๑๕๙] คำว่า ตสฺมา ในอุเทศว่า "ตสฺมา ปชานํ อุปธึ น กยิรา" ดังนี้ ความว่า  
			<remark  id="s2b30c60l5" />เพราะเหตุนั้น คือ เพราะการณ์ เหตุ ปัจจัย นิทานนั้น บุคคลเมื่อเห็นโทษนี้ในอุปธิทั้งหลาย         
			<remark  id="s2b30c60l6" />เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เพราะเหตุนั้น.          
			<remark  id="s2b30c60l7" />     คำว่า ปชานํ คือ รู้ รู้ทั่ว รู้แจ้ง รู้แจ้งเฉพาะ แทงตลอด คือ รู้ ... แทงตลอดว่า           
			<remark  id="s2b30c60l8" />สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง ... สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์ ... ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา ฯลฯ สิ่งใดสิ่งหนึ่ง  
			<remark  id="s2b30c60l9" />มีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งปวงล้วนมีความดับไปเป็นธรรมดา.     
			<remark  id="s2b30c60l10" />     คำว่า อุปธึ น กยิรา ความว่า ไม่พึงกระทำ ... ไม่พึงกระทำตัณหูปธิ ... อุปธิ คือ             
			<remark  id="s2b30c60l11" />อายตนะภายใน ๖ คือ ไม่พึงให้เกิด ให้เกิดพร้อม ให้บังเกิด เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เพราะ           
			<remark  id="s2b30c60l12" />เหตุนั้น รู้อยู่ ไม่พึงทำอุปธิ.  
			<remark  id="s2b30c60l13" />     [๑๖๐] คำว่า ทุกฺขสฺส ความว่า เป็นผู้พิจารณาเห็นแดนเกิด คือ เป็นผู้พิจารณา  
			<remark  id="s2b30c60l14" />เห็นมูล เหตุ นิทาน สมภพ แดนเกิด สมุฏฐาน อาหาร อารมณ์ ปัจจัย สมุทัย แห่ง  
			<remark  id="s2b30c60l15" />ชาติทุกข์ ชราทุกข์ พยาธิทุกข์ มรณทุกข์ ทุกข์ คือ ความโศก ความร่ำไร ทุกข์กาย  
			<remark  id="s2b30c60l16" />ทุกข์ใจ ความคับแค้นใจ. ปัญญา คือ ความรู้ชัด กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ ความไม่หลง ความ  
			<remark  id="s2b30c60l17" />เลือกเฟ้นธรรม สัมมาทิฏฐิ เรียกว่า อนุปัสสนา. บุคคลเป็นผู้เข้าไป คือ เข้าไปพร้อม เข้ามา         
			<remark  id="s2b30c60l18" />เข้ามาพร้อม เข้าถึง เข้าถึงพร้อม ประกอบแล้วด้วยปัญญาอันพิจารณาเห็นนี้ บุคคลนั้นเรียกว่า        
			<remark  id="s2b30c60l19" />ผู้พิจารณาเห็น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ผู้พิจารณาเห็นแดนเกิดแห่งทุกข์.  
			<remark  id="s2b30c60l20" />     เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า    
			<remark  id="s2b30c60l21" />           ผู้ใดแล มิใช่ผู้รู้ ย่อมทำอุปธิ ผู้นั้นเป็นคนเขลา ย่อมเข้าถึง  
			<remark  id="s2b30c60l22" />           ทุกข์บ่อยๆ. เพราะเหตุนั้น บุคคลผู้รู้อยู่ ไม่พึงทำอุปธิ     
			<remark  id="s2b30c60l23" />           เป็นผู้พิจารณาเห็นแดนเกิดแห่งทุกข์.  
			<remark  id="s2b30c60l24" />     [๑๖๑] ข้าพระองค์ได้ทูลถามแล้วซึ่งปัญหาใด พระองค์ได้ตรัสบอก        
			<remark  id="s2b30c60l25" />           ปัญหานั้นแล้วแก่ข้าพระองค์. ข้าพระองค์ทั้งหลาย จะขอ         
			<remark  id="s2b30c60l26" />           ทูลถามปัญหาข้ออื่น. ขอพระองค์โปรดตรัสบอกปัญหานั้น.          
		</para>
	</section>
	<section id="s2b30c61" >
		<para id="s2b30c61p">
			<remark  id="s2b30c61l1" />           ธีรชนทั้งหลายย่อมข้ามซึ่งโอฆะ ชาติ ชรา โสกะและ              
			<remark  id="s2b30c61l2" />           ปริเทวะได้อย่างไรหนอ? พระองค์เป็นพระมุนี ขอทรงโปรด          
			<remark  id="s2b30c61l3" />           แก้ปัญหานั้นแก่ข้าพระองค์ทั้งหลายด้วยดี. แท้จริง ธรรมนั้น   
			<remark  id="s2b30c61l4" />           อันพระองค์ทรงทราบแล้ว.              
			<remark  id="s2b30c61l5" />     [๑๖๒] คำว่า ยนฺตํ อปุจฺฉิมฺห อกิตฺติยี โน ความว่า ข้าพระองค์ทั้งหลายได้ทูลถาม             
			<remark  id="s2b30c61l6" />คือ ทูลวิงวอน ทูลเชื้อเชิญ ทูลให้ทรงประสาทแล้วซึ่งปัญหาใด.             
			<remark  id="s2b30c61l7" />     คำว่า อกิตฺติยี โน ความว่า พระองค์ได้ตรัส คือ บอก ... ทรงทำให้ง่าย ทรงประกาศ              
			<remark  id="s2b30c61l8" />แล้ว ซึ่งปัญหานั้นแล้วแก่ข้าพระองค์ทั้งหลาย. เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ข้าพระองค์ทั้งหลายได้      
			<remark  id="s2b30c61l9" />ทูลถามปัญหาใดแล้ว พระองค์ได้ตรัสแก้ปัญหานั้นแล้วแก่ข้าพระองค์ทั้งหลาย.  
			<remark  id="s2b30c61l10" />     [๑๖๓] คำว่า กถํ นุ ในอุเทศว่า "อฺํ ตํ ปุจฉาม ตทิงฺฆ พฺรูหิ กถํ นุ  
			<remark  id="s2b30c61l11" />ธีรา วิตรนฺติ โอฆํ ชาติชฺชรํ โสกปริเทวฺจ" ดังนี้ ความว่า เป็นการด้วยความสงสัย  
			<remark  id="s2b30c61l12" />เป็นการถามด้วยความเคลือบแคลง เป็นการถามสองแง่ ไม่เป็นการถามโดยส่วนเดียวว่า เรื่องนี้           
			<remark  id="s2b30c61l13" />เป็นอย่างนี้หรือหนอแล หรือไม่เป็นอย่างนี้? เรื่องนี้เป็นไฉนหนอแล หรือเป็นอย่างไร?              
			<remark  id="s2b30c61l14" />เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า อย่างไรหนอ?             
			<remark  id="s2b30c61l15" />     คำว่า ธีรา คือ นักปราชญ์ บัณฑิต ผู้มีปัญญา ผู้มีความรู้ มีญาณ มีปัญญาแจ่มแจ้ง             
			<remark  id="s2b30c61l16" />มีปัญญาทำลายกิเลส.     
			<remark  id="s2b30c61l17" />     คำว่า โอฆํ คือ กาโมฆะ ภโวฆะ ทิฏฺโฐฆะ อวิชโชฆะ ความเกิด ความเกิดพร้อม  
			<remark  id="s2b30c61l18" />ความก้าวลง ความบังเกิด ความบังเกิดเฉพาะ ความปรากฏแห่งขันธ์ทั้งหลาย ความได้เฉพาะ  
			<remark  id="s2b30c61l19" />ซึ่งอายตนะทั้งหลาย ในหมู่สัตว์นั้นๆ แห่งสัตว์เหล่านั้นๆ ชื่อว่าชาติ.   
			<remark  id="s2b30c61l20" />     ความแก่ ความเสื่อม ความเป็นผู้มีฟันหัก ความเป็นผู้มีผมหงอก ความเป็นผู้มีหนังย่น           
			<remark  id="s2b30c61l21" />ความเสื่อมอายุ ความแก่แห่งอินทรีย์ทั้งหลาย ในหมู่สัตว์นั้นๆ แห่งสัตว์เหล่านั้นๆ ชื่อว่าชรา.    
			<remark  id="s2b30c61l22" />     ความโศก กิริยาที่โศก ความเป็นผู้โศก ความโศก ณ ภายใน ความกรมเกรียม ณ  
			<remark  id="s2b30c61l23" />ภายใน ความร้อน ณ ภายใน ความเร่าร้อน ณ ภายใน ความเกรียมกรอมแห่งจิต โทมนัส  
			<remark  id="s2b30c61l24" />ลูกศรคือความโศก ของคนที่ถูกความฉิบหายแห่งญาติกระทบเข้า หรือของคนที่ถูกความฉิบหาย  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b30c62" >
		<para id="s2b30c62p">
			<remark  id="s2b30c62l1" />แห่งโภคะกระทบเข้า ของคนที่ถูกความฉิบหายเพราะโรคกระทบเข้า หรือของคนที่ถูกความฉิบหาย             
			<remark  id="s2b30c62l2" />แห่งศีลกระทบเข้า ของคนที่ถูกความฉิบหายแห่งทิฏฐิกระทบเข้า ของคนที่ประจวบกับความ  
			<remark  id="s2b30c62l3" />ฉิบหายอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือของคนที่ถูกเหตุแห่งทุกข์อย่างใดอย่างหนึ่งกระทบเข้า ชื่อว่า         
			<remark  id="s2b30c62l4" />ความโศก.  
			<remark  id="s2b30c62l5" />     ความร้องไห้ ความรำพัน กิริยาที่ร้องไห้ กิริยาที่รำพัน ความเป็นผู้ร้องไห้ ความเป็น         
			<remark  id="s2b30c62l6" />ผู้รำพัน ความพูดถึง ความพูดเพ้อ ความพูดบ่อยๆ ความร่ำไร กิริยาที่ร่ำไร ความเป็นผู้ร่ำไร         
			<remark  id="s2b30c62l7" />ของคนที่ถูกความฉิบหายแห่งญาติกระทบเข้า ... หรือของคนที่ถูกเหตุแห่งทุกข์อย่างใดอย่างหนึ่ง       
			<remark  id="s2b30c62l8" />กระทบเข้า ชื่อว่า ปริเทวะ.  
			<remark  id="s2b30c62l9" />     คำว่า ธีรชนทั้งหลายย่อมข้ามโอฆะ ชาติ ชรา โสกะและปริเทวะได้ อย่างไรหนอ  
			<remark  id="s2b30c62l10" />ความว่า ธีรชนทั้งหลาย ย่อมข้าม คือ ข้ามขึ้น ข้ามพ้น ก้าวล่วง เป็นไปล่วงซึ่งโอฆะ ชาติ           
			<remark  id="s2b30c62l11" />ชรา โสกะและปริเทวะได้อย่างไร เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ธีรชนทั้งหลาย ย่อมข้ามโอฆะ ชาติ            
			<remark  id="s2b30c62l12" />ชรา โสกะและปริเทวะได้อย่างไรหนอ?  
			<remark  id="s2b30c62l13" />     [๑๖๔] คำว่า ตํ ในอุเทศว่า "ตมฺเม มุนี สาธุ วิยากโรหิ" ดังนี้ ความว่า  
			<remark  id="s2b30c62l14" />ข้าพระองค์ย่อมทูลถาม ทูลวิงวอน ทูลเชื้อเชิญ ทูลให้ทรงประสาท. ญาณ ปัญญา  
			<remark  id="s2b30c62l15" />ความรู้ทั่ว ฯลฯ ความไม่หลง ความเลือกเฟ้นธรรม สัมมาทิฏฐิ ท่านกล่าวว่า โมนะ ในคำว่า              
			<remark  id="s2b30c62l16" />มุนี. พระผู้มีพระภาคทรงประกอบด้วยญาณนั้น จึงเป็นพระมุนี คือ ถึงความเป็นพระมุนี.  
			<remark  id="s2b30c62l17" />โมเนยยะ (ความเป็นมุนี) ๓ ประการ คือ กายโมเนยยะ วจีโมเนยยะ มโนโมเนยยะ.  
			<remark  id="s2b30c62l18" />     กายโมเนยยะ เป็นไฉน? การละกายทุจริต ๓ อย่าง เป็นกายโมเนยยะ กายสุจริต ๓ อย่าง  
			<remark  id="s2b30c62l19" />เป็นกายโมเนยยะ ญาณมีกายเป็นอารมณ์ เป็นกายโมเนยยะ ความกำหนดรู้กาย เป็นกายโมเนยยะ  
			<remark  id="s2b30c62l20" />มรรคอันสหรคตด้วยความกำหนดรู้ เป็นกายโมเนยยะ ความละฉันทราคะในกาย เป็นกาย  
			<remark  id="s2b30c62l21" />โมเนยยะ ความดับกายสังขาร ความเข้าจตุตถฌาน เป็นกายโมเนยยะ นี้ชื่อว่า กายโมเนยยะ.  
			<remark  id="s2b30c62l22" />     วจีโมเนยยะ เป็นไฉน? การละวจีทุจริต ๔ อย่าง เป็นวจีโมเนยยะ วจีสุจริต ๔ อย่าง  
			<remark  id="s2b30c62l23" />เป็นวจีโมเนยยะ ญาณมีวาจาเป็นอารมณ์ เป็นวจีโมเนยยะ การกำหนดรู้วาจา เป็นวจีโมเนยยะ  
			<remark  id="s2b30c62l24" />มรรคอันสหรคตด้วยการกำหนดรู้ เป็นวจีโมเนยยะ การละฉันทราคะในวาจา เป็นวจีโมเนยยะ  
			<remark  id="s2b30c62l25" />ความดับวจีสังขาร ความเข้าทุติยฌาน เป็นวจีโมเนยยะ นี้ชื่อว่า วจีโมเนยยะ.  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b30c63" >
		<para id="s2b30c63p">
			<remark  id="s2b30c63l1" />     มโนโมเนยยะ เป็นไฉน? การละมโนทุจริต ๓ อย่าง เป็นมโนโมเนยยะ มโนสุจริต ๓  
			<remark  id="s2b30c63l2" />อย่าง เป็นมโนโมเนยยะ ญาณมีจิตเป็นอารมณ์ เป็นมโนโมเนยยะ การกำหนดรู้จิต เป็น  
			<remark  id="s2b30c63l3" />มโนโมเนยยะ มรรคอันสหรคตด้วยความกำหนดรู้ เป็นมโนโมเนยยะ การละฉันทราคะในจิต  
			<remark  id="s2b30c63l4" />ความดับจิตสังขาร ความเข้าสัญญาเวทยิตนิโรธ นี้ชื่อว่า มโนโมเนยยะ.       
			<remark  id="s2b30c63l5" />           บัณฑิตทั้งหลายกล่าวถึงมุนี ผู้เป็นมุนีโดยกาย เป็นมุนีโดย    
			<remark  id="s2b30c63l6" />           วาจา เป็นมุนีโดยใจ ผู้ไม่มีอาสวะถึงพร้อมด้วยความเป็น        
			<remark  id="s2b30c63l7" />           มุนีว่า เป็นผู้ละอกุศลธรรมทั้งปวง. บัณฑิตทั้งหลายกล่าวถึง   
			<remark  id="s2b30c63l8" />           มุนี ผู้เป็นมุนีโดยกาย เป็นมุนีโดยวาจา เป็นมุนีโดยใจ        
			<remark  id="s2b30c63l9" />           ผู้ไม่มีอาสวะ ถึงพร้อมด้วยความเป็นมุนีว่า เป็นผู้มีบาปอัน   
			<remark  id="s2b30c63l10" />           ลอยแล้ว.    
			<remark  id="s2b30c63l11" />     มุนีผู้ประกอบด้วยธรรมอันทำให้เป็นมุนีเหล่านี้ เป็นมุนี ๖ จำพวก คือ เป็นอาคารมุนี ๑        
			<remark  id="s2b30c63l12" />อนาคารมุนี ๑ เสกขมุนี ๑ อเสกขมุนี ๑ ปัจเจกมุนี ๑ มุนิมุนี ๑. อาคารมุนี เป็นไฉน?  
			<remark  id="s2b30c63l13" />คฤหัสถ์ผู้ครองเรือน มีบทอันเห็นแล้ว มีศาสนาอันรู้แจ้ง นี้ชื่อว่า อาคารมุนี. อนาคารมุนี         
			<remark  id="s2b30c63l14" />เป็นไฉน? บรรพชิตผู้มีบทอันเห็นแล้ว มีศาสนาอันรู้แจ้งแล้ว นี้ชื่อว่า อนาคารมุนี. พระเสกข       
			<remark  id="s2b30c63l15" />บุคคล ๗ จำพวก ชื่อเสกขมุนี. พระอรหันต์ชื่ออเสกขมุนี. พระปัจเจกสัมพุทธเจ้า ชื่อปัจเจกมุนี.     
			<remark  id="s2b30c63l16" />พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ชื่อมุนิมุนี.   
			<remark  id="s2b30c63l17" />           บุคคลย่อมไม่เป็นมุนีด้วยความเป็นผู้นิ่ง เป็นผู้หลง มิใช่ผู้รู้  
			<remark  id="s2b30c63l18" />           ก็ไม่เป็นมุนี. ส่วนบุคคลใดเป็นบัณฑิต ถือธรรมอันประเสริฐ     
			<remark  id="s2b30c63l19" />           เหมือนบุคคลประคองตราชั่ง ย่อมละเว้นบาปทั้งหลาย              
			<remark  id="s2b30c63l20" />           บุคคลนั้นเป็นมุนี โดยเหตุนั้น บุคคลนั้นเป็นมุนี. บุคคล      
			<remark  id="s2b30c63l21" />           ใด รู้จักโลกทั้ง ๒ บุคคลนั้นท่านเรียกว่าเป็นมุนี โดยเหตุนั้น.  
			<remark  id="s2b30c63l22" />           บุคคลใด รู้ธรรมของอสัตบุรุษและธรรมของสัตบุรุษในโลก          
			<remark  id="s2b30c63l23" />           ทั้งปวง ทั้งในภายในทั้งในภายนอก อันเทวดาและมนุษย์           
			<remark  id="s2b30c63l24" />           ทั้งหลายบูชาแล้ว บุคคลนั้นล่วงแล้วซึ่งราคาทิธรรมเป็น        
			<remark  id="s2b30c63l25" />           เครื่องข้อง และตัณหาดังว่าข่าย ชื่อว่าเป็นมุนี.  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b30c64" >
		<para id="s2b30c64p">
			<remark  id="s2b30c64l1" />     คำว่า สาธุ วิยากโรหิ ความว่า ขอพระองค์ทรงตรัสบอก คือ ทรงแสดง ... ทรง  
			<remark  id="s2b30c64l2" />ประกาศด้วยดี เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พระองค์เป็นพระมุนี ขอทรงโปรดแก้ปัญหานั้นของ  
			<remark  id="s2b30c64l3" />ข้าพระองค์ด้วยดี.      
			<remark  id="s2b30c64l4" />     [๑๖๕] คำว่า ตถา หิ เต วิทิโต เอส ธมฺโม ความว่า จริงอย่างนั้น ธรรมนั้น  
			<remark  id="s2b30c64l5" />อันพระองค์ทรงทราบแล้ว คือ ทรงรู้แล้ว ทรงเทียบเคียงแล้ว ทรงพิจารณาแล้ว ทรงให้เจริญแล้ว          
			<remark  id="s2b30c64l6" />ทรงแจ่มแจ้งแล้ว เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า จริงอย่างนั้น ธรรมนี้อันพระองค์ทรงทราบแล้ว.             
			<remark  id="s2b30c64l7" />     เพราะเหตุนั้น พราหมณ์นั้นจึงกล่าวว่า      
			<remark  id="s2b30c64l8" />           ข้าพระองค์ได้ทูลถามแล้วซึ่งปัญหาใด พระองค์ได้ตรัสบอก        
			<remark  id="s2b30c64l9" />           ปัญหานั้นแล้วแก่ข้าพระองค์. ข้าพระองค์ทั้งหลายจงขอทูล       
			<remark  id="s2b30c64l10" />           ถามปัญหาข้ออื่น. ขอพระองค์โปรดตรัสบอกปัญหานั้น.             
			<remark  id="s2b30c64l11" />           ธีรชนทั้งหลายย่อมข้ามซึ่งโอฆะ ชาติ ชรา โสกะ และ             
			<remark  id="s2b30c64l12" />           ปริเทวะได้อย่างไรหนอ? พระองค์เป็นพระมุนี ขอทรงโปรด          
			<remark  id="s2b30c64l13" />           แก้ปัญหานั้นแก่ข้าพระองค์ทั้งหลายด้วยดี. แท้จริง ธรรมนั้น   
			<remark  id="s2b30c64l14" />           อันพระองค์ทรงทราบแล้ว.              
			<remark  id="s2b30c64l15" />     [๑๖๖] (พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรเมตตคู)  
			<remark  id="s2b30c64l16" />           เราจักบอกธรรมในธรรมที่เราเห็นแล้ว อันประจักษ์แก่ตน          
			<remark  id="s2b30c64l17" />           ที่บุคคลทราบแล้ว เป็นผู้มีสติเที่ยวไป พึงข้ามตัณหาอัน       
			<remark  id="s2b30c64l18" />           เกาะเกี่ยวในอารมณ์ต่างๆ ในโลกแก่ท่าน.  
			<remark  id="s2b30c64l19" />     [๑๖๗] คำว่า เราจักบอกธรรม ... แก่ท่าน ความว่า เราจักบอก ... ประกาศซึ่งพรหมจรรย์           
			<remark  id="s2b30c64l20" />อันงามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด พร้อมทั้งอรรถ พร้อมทั้งพยัญชนะ บริสุทธิ์           
			<remark  id="s2b30c64l21" />บริบูรณ์สิ้นเชิง และสติปัฏฐาน ๔ สัมมัปปธาน ๔ อิทธิบาท ๔ อินทรีย์ ๕ พละ ๕  
			<remark  id="s2b30c64l22" />โพชฌงค์ ๗ อริยมรรคมีองค์ ๘ นิพพาน และปฏิปทาอันให้ถึงนิพพาน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า              
			<remark  id="s2b30c64l23" />เราจักบอกธรรมแก่ท่าน. พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกพราหมณ์นั้นโดยชื่อว่า เมตตคู.  
			<remark  id="s2b30c64l24" />     [๑๖๘] คำว่า ทิฏเ ธมฺเม ในอุเทศว่า "ทิฏเ ธมฺเม อนีติหํ" ดังนี้ ความว่า  
			<remark  id="s2b30c64l25" />ในธรรมที่เราเห็น รู้ เทียบเคียง พิจารณา ให้เจริญแล้ว ปรากฎแล้ว คือ ในธรรมอันเราเห็นแล้ว ...    
		</para>
	</section>
	<section id="s2b30c65" >
		<para id="s2b30c65p">
			<remark  id="s2b30c65l1" />ปรากฎแล้วว่า สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง ฯลฯ สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้น       
			<remark  id="s2b30c65l2" />ทั้งมวลล้วนมีความดับไปเป็นธรรมดา แม้ด้วยเหตุอย่างนี้ ดังนี้ จึงชื่อว่า เราจักบอกธรรมในธรรม     
			<remark  id="s2b30c65l3" />ที่เราเห็นแล้ว.        
			<remark  id="s2b30c65l4" />     อีกอย่างหนึ่ง ความว่า เราจักบอกทุกข์ในทุกข์ที่เราเห็นแล้ว จักบอกสมุทัยในสมุทัยที่         
			<remark  id="s2b30c65l5" />เราเห็นแล้ว จักบอกมรรคในมรรคที่เราเห็นแล้ว จักบอกนิโรธในนิโรธที่เราเห็นแล้ว แม้ด้วย            
			<remark  id="s2b30c65l6" />เหตุอย่างนี้ ดังนี้ จึงชื่อว่า จักบอกธรรมในธรรมที่เราเห็นแล้ว.         
			<remark  id="s2b30c65l7" />     อีกอย่างหนึ่ง ความว่า เราจักบอกธรรมที่จะพึงเห็นเอง ไม่ประกอบด้วยกาล ควรเรียก              
			<remark  id="s2b30c65l8" />ให้มาดู ควรน้อมเข้ามาในตน อันวิญญูชนพึงรู้เฉพาะตน ในธรรมที่เราเห็นแล้ว แม้ด้วยเหตุ             
			<remark  id="s2b30c65l9" />อย่างนี้ ดังนี้ จึงชื่อว่า เราจักบอกธรรมในธรรมที่เราเห็นแล้ว เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ในธรรม     
			<remark  id="s2b30c65l10" />ที่เราเห็นแล้ว.        
			<remark  id="s2b30c65l11" />     คำว่า อนีติหํ ความว่า เราจักบอกซึ่งธรรมอันประจักษ์แก่ตน ที่เรารู้เฉพาะด้วยตนเอง           
			<remark  id="s2b30c65l12" />โดยไม่บอกว่ากล่าวกันมาอย่างนี้ ไม่บอกตามที่ได้ยินกันมา ไม่บอกตามลำดับสืบๆ กันมา ไม่            
			<remark  id="s2b30c65l13" />บอกโดยการอ้างตำรา ไม่บอกตามที่นึกเดาเอาเอง ไม่บอกตามที่คาดคะเนเอาเอง ไม่บอกโดย  
			<remark  id="s2b30c65l14" />ความตรึกตามอาการ ไม่บอกโดยความชอบใจว่าต้องกับลัทธิของตน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ใน              
			<remark  id="s2b30c65l15" />ธรรมที่เราเห็นแล้วอันประจักษ์แก่ตน.            
			<remark  id="s2b30c65l16" />     [๑๖๙] คำว่า ยํ วิทิตฺวา สโต จรํ ความว่า กระทำให้รู้แจ้ง คือ เทียบเคียง พิจารณา            
			<remark  id="s2b30c65l17" />ให้เจริญ ทำให้แจ่มแจ้ง คือ ทำให้รู้ ... ทำให้แจ่มแจ้งว่า สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง ฯลฯ สิ่งใด     
			<remark  id="s2b30c65l18" />สิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งมวลล้วนมีความดับไปเป็นธรรมดา.  
			<remark  id="s2b30c65l19" />     คำว่า สโต ความว่า มีสติด้วยเหตุ ๔ ประการ คือ มีสติเจริญสติปัฏฐานเป็นเครื่อง  
			<remark  id="s2b30c65l20" />พิจารณาเห็นกายในกาย ฯลฯ บุคคลนั้นเรียกว่า มีสติ.  
			<remark  id="s2b30c65l21" />     คำว่า จรํ คือ เที่ยวไป เที่ยวไปทั่ว ผลัดเปลี่ยนอิริยาบถเป็นไป รักษาบำรุง เยียวยา          
			<remark  id="s2b30c65l22" />เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า รู้ธรรมใดแล้ว เป็นผู้มีสติเที่ยวไป.             
			<remark  id="s2b30c65l23" />     [๑๗๐] ตัณหา ราคะ สาราคะ ฯลฯ อภิชฌา โลภะ อกุศลมูล ท่านกล่าวว่า วิสัตติกา.  
			<remark  id="s2b30c65l24" />ตัณหาอันเกาะเกี่ยวในอารมณ์ต่างๆ ในอุเทศว่า "ตเร โลเก วิสตฺติกํ"     
		</para>
	</section>
	<section id="s2b30c66" >
		<para id="s2b30c66p">
			<remark  id="s2b30c66l1" />     ชื่อว่า วิสัตติกา ในคำว่า วิสตฺติกา เพราะอรรถว่ากระไร? เพราะอรรถว่า แผ่ไป  
			<remark  id="s2b30c66l2" />เพราะอรรถว่า กว้างขวาง เพราะอรรถว่า ซ่านไป เพราะอรรถว่า ครอบงำ เพราะอรรถว่า นำไปผิด            
			<remark  id="s2b30c66l3" />เพราะอรรถว่า ให้กล่าวผิด เพราะอรรถว่า มีรากเป็นพิษ เพราะอรรถว่า มีผลเป็นพิษ เพราะ              
			<remark  id="s2b30c66l4" />อรรถว่า มีการบริโภคเป็นพิษ.  
			<remark  id="s2b30c66l5" />     อนึ่ง ตัณหานั้นกว้างขวาง ซ่านไป แผ่ซ่านไปใน รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ  
			<remark  id="s2b30c66l6" />สกุล คณะ อาวาส ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ คิลานปัจจัย   
			<remark  id="s2b30c66l7" />เภสัชบริขาร กามธาตุ รูปธาตุ อรูปธาตุ กามภพ รูปภพ อรูปภพ สัญญาภพ อสัญญาภพ  
			<remark  id="s2b30c66l8" />เนวสัญญานาสัญญาภพ เอกโวการภพ จตุโวการภพ ปัญจโวการภพ อดีตกาล อนาคตกาล   
			<remark  id="s2b30c66l9" />ปัจจุบันกาล ธรรม คือ รูปที่เห็น เสียงที่ได้ยิน อารมณ์ที่ได้ทราบ และธรรมที่รู้แจ้ง เพราะ        
			<remark  id="s2b30c66l10" />เหตุนั้น จึงชื่อว่า วิสัตติกา.  
			<remark  id="s2b30c66l11" />     คำว่า โลก คือในอบายโลก มนุษยโลก เทวโลก ขันธโลก ธาตุโลก อายตนโลก.  
			<remark  id="s2b30c66l12" />     คำว่า ตเร โลเก วิสตฺติกํ ความว่า บุคคลนั้นเป็นผู้มีสติ พึงข้าม คือ ข้ามขึ้น  
			<remark  id="s2b30c66l13" />ข้ามพ้น ก้าวล่วง เป็นไปล่วง ซึ่งตัณหาอันเกาะเกี่ยวในอารมณ์ต่างๆ ในโลก เพราะฉะนั้น              
			<remark  id="s2b30c66l14" />จึงชื่อว่า พึงข้ามตัณหาอันเกาะเกี่ยวในอารมณ์ต่างๆ ในโลก.  
			<remark  id="s2b30c66l15" />     เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า    
			<remark  id="s2b30c66l16" />           เราจักบอกธรรมในธรรมที่เราเห็นแล้ว อันประจักษ์แก่ตน          
			<remark  id="s2b30c66l17" />           ที่บุคคลทราบแล้ว เป็นผู้มีสติเที่ยวไป พึงข้ามตัณหาอัน       
			<remark  id="s2b30c66l18" />           เกาะเกี่ยวในอารมณ์ต่างๆ ในโลก แก่ท่าน.  
			<remark  id="s2b30c66l19" />     [๑๗๑] ข้าแต่พระองค์ผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ ข้าพระองค์ชอบใจ        
			<remark  id="s2b30c66l20" />           พระดำรัสของพระองค์นั้น และธรรมอันสูงสุดที่บุคคลทราบ         
			<remark  id="s2b30c66l21" />           แล้ว เป็นผู้มีสติเที่ยวไป พึงข้ามตัณหาอันเกาะเกี่ยวใน       
			<remark  id="s2b30c66l22" />           อารมณ์ต่างๆ ในโลกได้.  
			<remark  id="s2b30c66l23" />     [๑๗๒] คำว่า ตํ ในอุเทศว่า "ตฺจาหํ อภินนฺทามิ" ความว่า ซึ่งพระดำรัส คือ  
			<remark  id="s2b30c66l24" />ทางแห่งถ้อยคำ เทศนา อนุสนธิ ของพระองค์.      
		</para>
	</section>
	<section id="s2b30c67" >
		<para id="s2b30c67p">
			<remark  id="s2b30c67l1" />     คำว่า อภินนฺทามิ คือ ข้าพระองค์ย่อมยินดี ชอบใจ เบิกบาน อนุโมทนา ปรารถนา  
			<remark  id="s2b30c67l2" />พอใจ ขอ ประสงค์ รักใคร่ ติดใจ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ข้าพระองค์ย่อมชอบใจพระดำรัส  
			<remark  id="s2b30c67l3" />ของพระองค์นั้น.        
			<remark  id="s2b30c67l4" />     [๑๗๓] คำว่า มเหสี ในอุเทศว่า มเหสี ธมฺมมุตฺตมํ ดังนี้ ความว่า ชื่อว่า มเหสี  
			<remark  id="s2b30c67l5" />เพราะอรรถว่ากระไร? ชื่อว่า มเหสี เพราะอรรถว่า พระผู้มีพระภาคทรงแสวงหา เสาะหา  
			<remark  id="s2b30c67l6" />ค้นหาซึ่งศีลขันธ์ใหญ่ ซึ่งสมาธิขันธ์ใหญ่ ซึ่งปัญญาขันธ์ใหญ่ ซึ่งวิมุตติขันธ์ใหญ่ ซึ่งวิมุตติญาณ  
			<remark  id="s2b30c67l7" />ทัสสนขันธ์ใหญ่ ชื่อว่า มเหสี เพราะอรรถว่า พระผู้มีพระภาคทรงแสวงหา เสาะหา ค้นหา  
			<remark  id="s2b30c67l8" />แล้วซึ่งความทำลายกองมืดใหญ่ ซึ่งความทำลายวิปลาสใหญ่ ซึ่งความถอนลูกศรคือตัณหาใหญ่  
			<remark  id="s2b30c67l9" />ซึ่งความตัดความสืบต่อทิฏฐิใหญ่ ซึ่งความให้มานะเป็นเช่นธงใหญ่ตกไป ซึ่งความระงับ  
			<remark  id="s2b30c67l10" />อภิสังขารใหญ่ ซึ่งความสละโอฆะใหญ่ ซึ่งความปลงภาระใหญ่ ซึ่งความตัดสังสารวัฏใหญ่ ซึ่งการ         
			<remark  id="s2b30c67l11" />ให้ความเร่าร้อนใหญ่ดับไป ซึ่งความสงบระงับความเดือดร้อนใหญ่ ซึ่งความยกขึ้นซึ่งธรรมเป็น          
			<remark  id="s2b30c67l12" />ดังว่าธงใหญ่ ซึ่งสติปัฏฐานใหญ่ ซึ่งสัมมัปปธานใหญ่ ซึ่งอิทธิบาทใหญ่ ซึ่งอินทรีย์ใหญ่ ซึ่ง       
			<remark  id="s2b30c67l13" />พละใหญ่ ซึ่งโพชฌงค์ใหญ่ ซึ่งอริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘ ใหญ่ ซึ่งอมตนิพพานเป็น  
			<remark  id="s2b30c67l14" />ปรมัตถ์ใหญ่.           
			<remark  id="s2b30c67l15" />     อีกอย่างหนึ่ง พระผู้มีพระภาคชื่อว่า มเหสี เพราะอรรถว่า อันสัตว์ทั้งหลายผู้มีศักดิ์        
			<remark  id="s2b30c67l16" />ใหญ่แสวงหา เสาะหา สืบหาว่า พระพุทธเจ้าประทับ ณ ที่ไหน พระผู้มีพระภาคประทับ ณ  
			<remark  id="s2b30c67l17" />ที่ไหน พระผู้มีพระภาคผู้เป็นเทวดาล่วงเทวดาประทับ ณ ที่ไหน พระนราศภประทับ ณ ที่ไหน.             
			<remark  id="s2b30c67l18" />     อมตนิพพาน ความสงบสังขารทั้งปวง ความสละคืนอุปธิทั้งปวง ความสิ้นตัณหา  
			<remark  id="s2b30c67l19" />ความสำรอกตัณหา ความดับตัณหา ความออกจากตัณหาเป็นเครื่องร้อยรัด ท่านกล่าวว่า เป็น  
			<remark  id="s2b30c67l20" />ธรรมอุดม ในคำว่า ธมฺมมุตฺตมํ.  
			<remark  id="s2b30c67l21" />     คำว่า อุตฺตมํ คือ ธรรมอันเลิศ ประเสริฐ วิเศษ เป็นประธาน สูงสุด อย่างยิ่ง  
			<remark  id="s2b30c67l22" />เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ ... ซึ่งธรรมอุดม.       
			<remark  id="s2b30c67l23" />     [๑๗๔] คำว่า ยํ วิทิตฺวา สโต จรํ ความว่า ทำให้ทราบ คือ เทียบเคียง พิจารณา  
			<remark  id="s2b30c67l24" />ให้เจริญ ทำให้แจ่มแจ้งแล้ว คือ ทำให้ทราบ ... ทำให้แจ่มแจ้งแล้วว่า สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง ฯลฯ   
			<remark  id="s2b30c67l25" />สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งมวลล้วนมีความดับไปเป็นธรรมดา.  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b30c68" >
		<para id="s2b30c68p">
			<remark  id="s2b30c68l1" />     คำว่า สโต ความว่า มีสติด้วยเหตุ ๔ ประการ คือ มีสติเจริญสติปัฏฐานเป็นเครื่อง  
			<remark  id="s2b30c68l2" />พิจารณาเห็นกายในกาย ฯลฯ บุคคลนั้นท่านกล่าวว่า เป็นผู้มีสติ.            
			<remark  id="s2b30c68l3" />     คำว่า จรํ คือ เที่ยวไป เที่ยวไปทั่ว ... เยียวยา เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า รู้แจ้งแล้ว        
			<remark  id="s2b30c68l4" />เป็นผู้มีสติเที่ยวไป.  
			<remark  id="s2b30c68l5" />     [๑๗๕] ตัณหา ราคะ สาราคะ ฯลฯ อภิชฌา โลภะ อกุศลมูล ท่านกล่าวว่า วิสัตติกา  
			<remark  id="s2b30c68l6" />ตัณหาอันเกาะเกี่ยวในอารมณ์ต่างๆ ในอุเทศว่า "ตเร โลเก วิสตฺติกํ"        
			<remark  id="s2b30c68l7" />     วิสัตติกา ในบทว่า วิสตฺติกา เพราะอรรถว่ากระไร? ฯลฯ ซ่านไป แผ่ซ่านไปในรูป  
			<remark  id="s2b30c68l8" />เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ฯลฯ ธรรม คือ รูปที่เห็น เสียงที่ได้ยิน อารมณ์ที่ได้ทราบ และ            
			<remark  id="s2b30c68l9" />ธรรมที่รู้แจ้ง เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า วิสัตติกา.  
			<remark  id="s2b30c68l10" />     คำว่า โลเก คือ ในอบายโลก ฯลฯ อายตนโลก.    
			<remark  id="s2b30c68l11" />     คำว่า ตเร โลเก วิสตฺติกํ ความว่า บุคคลนั้นเป็นผู้มีสติ พึงข้าม คือ ข้ามขึ้น ข้ามพ้น       
			<remark  id="s2b30c68l12" />ก้าวล่วง เป็นไปล่วงซึ่งตัณหา อันเกาะเกี่ยวในอารมณ์ต่างๆ ในโลก เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า           
			<remark  id="s2b30c68l13" />พึงข้ามตัณหาอันเกาะเกี่ยวในอารมณ์ต่างๆ ในโลก.  
			<remark  id="s2b30c68l14" />     เพราะเหตุนั้น พราหมณ์นั้นจึงกล่าวว่า      
			<remark  id="s2b30c68l15" />           ข้าแต่พระองค์ผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ ข้าพระองค์ชอบใจ        
			<remark  id="s2b30c68l16" />           พระดำรัสของพระองค์นั้น และธรรมอันสูงสุดที่บุคคล             
			<remark  id="s2b30c68l17" />           ทราบแล้ว เป็นผู้มีสติเที่ยวไป พึงข้ามตัณหาอันเกาะเกี่ยว     
			<remark  id="s2b30c68l18" />           ในอารมณ์ต่างๆ ในโลกได้.             
			<remark  id="s2b30c68l19" />     [๑๗๖] (พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ดูกรเมตตคู) ท่านย่อมรู้ธรรม       
			<remark  id="s2b30c68l20" />           อย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นธรรมชั้นสูง ชั้นต่ำ และชั้นกลาง   
			<remark  id="s2b30c68l21" />           ส่วนกว้าง ท่านจงบรรเทาความยินดี ความพัวพัน และ              
			<remark  id="s2b30c68l22" />           วิญญาณในธรรมเหล่านั้นเสีย ไม่พึงตั้งอยู่ในภพ.  
			<remark  id="s2b30c68l23" />     [๑๗๗] คำว่า ท่านย่อมรู้ธรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง ความว่า ท่านย่อมรู้ คือ รู้ทั่ว รู้แจ้ง      
			<remark  id="s2b30c68l24" />รู้แจ้งเฉพาะ แทงตลอดซึ่งธรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ท่านย่อมรู้ธรรม           
			<remark  id="s2b30c68l25" />อย่างใดอย่างหนึ่ง. พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกพราหมณ์นั้น โดยชื่อว่า เมตตคู. คำว่า ภควา นี้        
			<remark  id="s2b30c68l26" />เป็นเครื่องกล่าวโดยเคารพ ฯลฯ คำว่า ภควา นี้ เป็นสัจฉิกาบัญญัติ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า          
			<remark  id="s2b30c68l27" />ดูกรเมตตคู.           
		</para>
	</section>
	<section id="s2b30c69" >
		<para id="s2b30c69p">
			<remark  id="s2b30c69l1" />     [๑๗๘] พระผู้มีพระภาคตรัสอนาคตว่า ชั้นสูง ในอุเทศว่า "อุทธํ อโธ ติริยฺจาปิ  
			<remark  id="s2b30c69l2" />มชฺเฌ" ดังนี้. ตรัสอดีตว่า ชั้นต่ำ. ตรัสปัจจุบันว่า ชั้นกลาง ส่วนกว้าง. ตรัสเทวโลกว่า          
			<remark  id="s2b30c69l3" />ชั้นสูง. ตรัสนิรยโลกว่า ชั้นต่ำ. ตรัสมนุษยโลกว่า ชั้นกลาง ส่วนกว้าง. ตรัสกุศลธรรมว่า           
			<remark  id="s2b30c69l4" />ชั้นสูง. ตรัสอกุศลธรรมว่า ชั้นต่ำ. ตรัสอพยากตธรรมว่า ชั้นกลาง ส่วนกว้าง. ตรัสอรูปธาตุว่า       
			<remark  id="s2b30c69l5" />ชั้นสูง ตรัสกามธาตุว่า ชั้นต่ำ. ตรัสรูปธาตุว่า ชั้นกลาง ส่วนกว้าง. ตรัสสุขเวทนาว่า ชั้นสูง.    
			<remark  id="s2b30c69l6" />ตรัสทุกขเวทนาว่า ชั้นต่ำ. ตรัสอทุกขมสุขเวทนาว่า ชั้นกลาง ส่วนกว้าง. ตรัสส่วนเบื้องบน           
			<remark  id="s2b30c69l7" />ตลอดถึงพื้นเท้าว่า ชั้นสูง. ตรัสส่วนเบื้องต่ำตลอดถึงปลายผมว่า ชั้นต่ำ. ตรัสส่วนกลางว่า         
			<remark  id="s2b30c69l8" />ชั้นกลาง ส่วนกว้าง. เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ชั้นสูง ชั้นต่ำ และชั้นกลาง ส่วนกว้าง.              
			<remark  id="s2b30c69l9" />     [๑๗๙] คำว่า เอเตสุ ในอุเทศว่า "เอเตสุ นนฺทิฺจ นิเวสนฺจ ปนุชฺช วิฺาณํ  
			<remark  id="s2b30c69l10" />ภเว น ติฏฺเ" ดังนี้ ความว่า ในธรรมทั้งหลายที่เราบอกแล้ว ... ประกาศแล้ว ตัณหา ราคะ             
			<remark  id="s2b30c69l11" />สาราคะ ฯลฯ อภิชฌา โลภะ อกุศลมูล ตรัสว่าความยินดี.  
			<remark  id="s2b30c69l12" />     ความพัวพันในบทว่า นิเวสนํ มี ๒ อย่าง คือ ความพัวพันด้วยตัณหา ๑ ความพัวพัน  
			<remark  id="s2b30c69l13" />ด้วยทิฏฐิ ๑. ความพัวพันด้วยตัณหาเป็นไฉน? ความถือว่าของเราอันทำให้เป็นแดน ... ด้วยส่วน          
			<remark  id="s2b30c69l14" />ตัณหาเท่าใด ฯลฯ นี้ชื่อว่า ความพัวพันด้วยตัณหา. ความพัวพันด้วยทิฏฐิเป็นไฉน? สักกายทิฏฐิ        
			<remark  id="s2b30c69l15" />มีวัตถุ ๒๐ ฯลฯ นี้ชื่อว่า ความพัวพันด้วยทิฏฐิ.  
			<remark  id="s2b30c69l16" />     คำว่า ปนุชฺช วิฺาณํ ความว่า วิญญาณอันสหรคตด้วยปุญญาภิสังขาร วิญญาณอัน  
			<remark  id="s2b30c69l17" />สหรคตด้วยอปุญญาภิสังขาร วิญญาณอันสหรคตด้วยอเนญชาภิสังขาร. ท่านจงบรรเทา คือ  
			<remark  id="s2b30c69l18" />จงสลัด จงถอน จงถอนทิ้ง จงละ จงทำให้ไกล จงทำให้สิ้นสุด ให้ถึงความไม่มีซึ่งความยินดี             
			<remark  id="s2b30c69l19" />ความพัวพัน และวิญญาณอันสหรคตด้วยอภิสังขารในธรรมเหล่านี้ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ท่าน            
			<remark  id="s2b30c69l20" />จงบรรเทาความยินดี ความพัวพัน และวิญญาณในธรรมเหล่านี้.  
			<remark  id="s2b30c69l21" />     ภพมี ๒ คือ กรรมภพ ๑ ภพใหม่อันมีในปฏิสนธิ ๑ ชื่อว่าภพในอุเทศว่า "ภเวน น  
			<remark  id="s2b30c69l22" />ติฏเ". กรรมภพเป็นไฉน? ปุญญาภิสังขาร อปุญญาภิสังขาร อเนญชาภิสังขาร นี้เป็นกรรมภพ.              
			<remark  id="s2b30c69l23" />ภพใหม่อันมีในปฏิสนธิเป็นไฉน? รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ อันมีในปฏิสนธิ  
			<remark  id="s2b30c69l24" />นี้เป็นภพใหม่อันมีในปฏิสนธิ.  
			<remark  id="s2b30c69l25" />     คำว่า ภเว น ติฏฺเ ความว่า เมื่อละขาด บรรเทา ทำให้สิ้นสุด ให้ถึงความไม่มี  
			<remark  id="s2b30c69l26" />ซึ่งความยินดี ความพัวพัน วิญญาณอันสหรคตด้วยอภิสังขาร กรรมภพ และภพใหม่อันมีใน  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b30c70" >
		<para id="s2b30c70p">
			<remark  id="s2b30c70l1" />ปฏิสนธิ ไม่พึงตั้งอยู่ในกรรมภพ ไม่พึงดำรงอยู่ ไม่พึงประดิษฐานอยู่ในภพใหม่อันมีในปฏิสนธิ        
			<remark  id="s2b30c70l2" />เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ท่านจงบรรเทา ... วิญญาณไม่พึงตั้งอยู่ในภพ. เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาค  
			<remark  id="s2b30c70l3" />จึงตรัสว่า             
			<remark  id="s2b30c70l4" />           ท่านย่อมรู้ธรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นธรรมชั้นสูง ชั้นต่ำ  
			<remark  id="s2b30c70l5" />           และชั้นกลางส่วนกว้าง. ท่านจงบรรเทาความยินดี ความพัวพัน      
			<remark  id="s2b30c70l6" />           และวิญญาณในธรรมเหล่านั้นเสีย ไม่พึงตั้งอยู่ในภพ.            
			<remark  id="s2b30c70l7" />     [๑๘๐] ภิกษุผู้มีปกติอยู่อย่างนี้ มีสติ ไม่ประมาท มีความรู้แจ้ง    
			<remark  id="s2b30c70l8" />           ละความยึดถือว่าเป็นของเราแล้ว เที่ยวไป พึงละชาติ ชรา        
			<remark  id="s2b30c70l9" />           ความโศกและความรำพันอันเป็นทุกข์ในอัตภาพนี้เสียทีเดียว.      
			<remark  id="s2b30c70l10" />     [๑๘๑] คำว่า เอวํวิหารี ในอุเทศว่า "เอวํวิหารี สโต อปฺปมตฺโต" ดังนี้ ความว่า  
			<remark  id="s2b30c70l11" />ละ บรรเทา ทำให้สิ้นสุด ให้ถึงความไม่มี ซึ่งความยินดี ความพัวพัน วิญญาณอันสหรคต  
			<remark  id="s2b30c70l12" />ด้วยอภิสังขาร กรรมภพ และภพใหม่อันมีในปฏิสนธิ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ผู้มีปกติอยู่อย่างนี้.     
			<remark  id="s2b30c70l13" />     คำว่า สโต ความว่า มีสติด้วยเหตุ ๔ ประการ คือ มีสติเจริญสติปัฏฐานเครื่อง  
			<remark  id="s2b30c70l14" />พิจารณาเห็นกายในกาย ฯลฯ ภิกษุนั้น พระผู้มีพระภาคตรัสว่าเป็นผู้มีสติ.  
			<remark  id="s2b30c70l15" />     คำว่า อปฺปมตฺโต ความว่า ภิกษุเป็นผู้ทำด้วยความเต็มใจ คือ ทำเนืองๆ ทำไม่หยุด  
			<remark  id="s2b30c70l16" />มีความประพฤติไม่ย่อหย่อน ไม่ปลงฉันทะ ไม่ทอดธุระ ไม่ประมาทในกุศลธรรม คือ ความพอใจ  
			<remark  id="s2b30c70l17" />ความพยายาม ความหมั่น ความเป็นผู้มีความหมั่น ความไม่ถอยหลัง สติ สัมปชัญญะ  
			<remark  id="s2b30c70l18" />ความเพียรให้กิเลสร้อนทั่ว ความเพียรชอบ ความตั้งใจ ความประกอบเนืองๆ ใด ในกุศลธรรม  
			<remark  id="s2b30c70l19" />นั้นว่า เมื่อไร เราพึงบำเพ็ญศีลขันธ์ที่ยังไม่บริบูรณ์ให้บริบูรณ์ หรือพึงอนุเคราะห์ศีลขันธ์ที่  
			<remark  id="s2b30c70l20" />บริบูรณ์ด้วยปัญญาในกุศลธรรมนั้น ... เมื่อไร เราพึงบำเพ็ญสมาธิขันธ์ที่ยังไม่บริบูรณ์ให้บริบูรณ์  
			<remark  id="s2b30c70l21" />หรือพึงอนุเคราะห์สมาธิขันธ์ที่บริบูรณ์ด้วยปัญญาในกุศลธรรมนั้น ... เมื่อไร เราพึงบำเพ็ญปัญญา   
			<remark  id="s2b30c70l22" />ขันธ์ที่ยังไม่บริบูรณ์ให้บริบูรณ์ หรือพึงอนุเคราะห์ปัญญาขันธ์ที่บริบูรณ์ด้วยปัญญาในกุศลธรรม   
			<remark  id="s2b30c70l23" />นั้น ... เมื่อไร เราพึงบำเพ็ญวิมุตติขันธ์ที่ยังไม่บริบูรณ์ให้บริบูรณ์ หรือพึงอนุเคราะห์วิมุตติขันธ์  
			<remark  id="s2b30c70l24" />ที่บริบูรณ์ด้วยปัญญาในกุศลธรรมนั้น ... เมื่อไร เราพึงบำเพ็ญวิมุตติญาณทัสสนขันธ์ที่ยังไม่บริบูรณ์  
			<remark  id="s2b30c70l25" />ให้บริบูรณ์ หรือพึงอนุเคราะห์วิมุตติญาณทัสสนขันธ์ที่บริบูรณ์ด้วยปัญญาในกุศลธรรมนั้น. ความ      
			<remark  id="s2b30c70l26" />พอใจเป็นต้นนั้น ชื่อว่าความไม่ประมาทในกุศลธรรม ความพอใจ ความพยายาม ... ความตั้งใจ   
		</para>
	</section>
	<section id="s2b30c71" >
		<para id="s2b30c71p">
			<remark  id="s2b30c71l1" />ความประกอบเนืองๆ ใดในกุศลธรรมนั้นว่า เมื่อไรเราพึงกำหนดรู้ทุกข์ที่ยังไม่กำหนดรู้ เราพึง        
			<remark  id="s2b30c71l2" />ละกิเลสทั้งหลายที่ยังไม่ได้ละ เราพึงเจริญมรรคที่ยังไม่เจริญ หรือเราพึงทำให้แจ้งซึ่งนิโรธที่ยัง  
			<remark  id="s2b30c71l3" />ไม่ทำให้แจ้ง ความพอใจเป็นต้นนั้น ชื่อว่าความไม่ประมาทในกุศลธรรม เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า         
			<remark  id="s2b30c71l4" />ผู้มีปกติอยู่อย่างนี้ เป็นผู้มีสติไม่ประมาท.   
			<remark  id="s2b30c71l5" />     [๑๘๒] ภิกษุเป็นกัลยาณปุถุชนก็ดี ภิกษุเป็นพระเสขะก็ดี ชื่อว่า ภิกษุ ในอุเทศว่า             
			<remark  id="s2b30c71l6" />"ภิกฺขุ จรํ หิตฺวา มมายิตานิ" ดังนี้.          
			<remark  id="s2b30c71l7" />     คำว่า จรํ ความว่า เที่ยวไป คือ เที่ยวไปทั่ว ... เยียวยา.          
			<remark  id="s2b30c71l8" />     ความยึดถือว่าของเรามี ๒ อย่าง คือ ความยึดถือว่าของเรา ด้วยอำนาจตัณหา ๑ ความ  
			<remark  id="s2b30c71l9" />ยึดถือว่าของเราด้วยอำนาจทิฏฐิ ๑ ฯลฯ นี้ชื่อว่า ความยึดถือว่าของเราด้วยอำนาจตัณหา ฯลฯ นี้ชื่อว่า  
			<remark  id="s2b30c71l10" />ความยึดถือว่าของเราด้วยอำนาจทิฏฐิ ชื่อว่าความยึดถือว่าของเรา. ละความยึดถือว่าของเราด้วย        
			<remark  id="s2b30c71l11" />อำนาจตัณหา สละคืนความยึดถือว่าของเราด้วยอำนาจทิฏฐิ ละ สละ บรรเทา ทำให้สิ้นสุด  
			<remark  id="s2b30c71l12" />ให้ถึงความไม่มีซึ่งความยึดถือว่าของเราทั้งหลาย เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ภิกษุ ... ละแล้วซึ่งความ  
			<remark  id="s2b30c71l13" />ยึดถือว่าของเราทั้งหลายเที่ยวไป.  
			<remark  id="s2b30c71l14" />     [๑๘๓] ความเกิด ความเกิดพร้อม ... ความได้เฉพาะซึ่งอายตนะทั้งหลายในหมู่สัตว์  
			<remark  id="s2b30c71l15" />นั้นๆ แห่งสัตว์เหล่านั้นๆ ชื่อว่าชาติ ในอุเทศว่า "ชาติชฺชรํ โสกปริทฺเทวฺจ อิเมว วิทฺวา        
			<remark  id="s2b30c71l16" />ปชฺชเหยฺย ทุกขํ" ดังนี้. ความแก่ ความเสื่อม ... ความแก่รอบแห่งอินทรีย์ทั้งหลาย ชื่อว่าชรา.     
			<remark  id="s2b30c71l17" />ความโศก กิริยาที่โศก ... หรือของคนที่ถูกเหตุแห่งทุกข์อย่างใดอย่างหนึ่งกระทบเข้า ชื่อว่า        
			<remark  id="s2b30c71l18" />ความโศก. ความร้องไห้ ความรำพัน ... หรือของคนที่ถูกเหตุแห่งทุกข์อย่างใดอย่างหนึ่งกระทบเข้า      
			<remark  id="s2b30c71l19" />ชื่อว่า ปริเทวะ.       
			<remark  id="s2b30c71l20" />     คำว่า อิธ ความว่า ในทิฏฐินี้ ฯลฯ ในมนุษยโลกนี้.  
			<remark  id="s2b30c71l21" />     คำว่า วิทฺวา ความว่า ผู้รู้แจ้ง คือถือความรู้แจ้ง มีญาณ มีความแจ่มแจ้ง เป็น  
			<remark  id="s2b30c71l22" />นักปราชญ์. ชาติทุกข์ ฯลฯ ทุกข์คือโสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาส ชื่อว่าทุกข์.            
			<remark  id="s2b30c71l23" />     คำว่า ชาติชฺชรํ โสกปริทฺเทวฺจ อิเธว วิทฺวา ปชฺชเหยย ทุกฺขํ ความว่า ผู้รู้แจ้ง            
			<remark  id="s2b30c71l24" />คือ ถึงความรู้แจ้ง มีญาณ มีความแจ่มแจ้ง เป็นปราชญ์ พึงละ คือ พึงบรรเทา ทำให้สิ้นสุด            
			<remark  id="s2b30c71l25" />ให้ถึงความไม่มีซึ่งชาติ ชรา ความโศก  และความร่ำไรในอัตภาพนี้เทียว เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า       
		</para>
	</section>
	<section id="s2b30c72" >
		<para id="s2b30c72p">
			<remark  id="s2b30c72l1" />ผู้รู้แจ้งพึงละชาติ ชรา ความโศก และความร่ำไรอันเป็นทุกข์ในอัตภาพนี้เทียว. เพราะฉะนั้น          
			<remark  id="s2b30c72l2" />พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า  
			<remark  id="s2b30c72l3" />           ภิกษุผู้มีปกติอยู่อย่างนี้ มีสติ ไม่ประมาท มีความรู้แจ้ง    
			<remark  id="s2b30c72l4" />           ละความยึดถือว่าเป็นของเรา แล้วเที่ยวไป พึงละชาติ ชรา        
			<remark  id="s2b30c72l5" />           ความโศกและความรำพันอันเป็นทุกข์ในอัตภาพนี้เสียทีเดียว.      
			<remark  id="s2b30c72l6" />     [๑๘๔] ข้าแต่พระโคดม ข้าพระองค์ชอบใจพระดำรัส ของพระองค์            
			<remark  id="s2b30c72l7" />           ผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ ที่ตรัสไว้ดีแล้ว เป็นธรรมไม่มีอุปธิ.  
			<remark  id="s2b30c72l8" />           พระผู้มีพระภาคทรงละทุกข์ได้แล้วเป็นแน่.จริงอย่างนั้น ธรรม   
			<remark  id="s2b30c72l9" />           นั้นอันพระองค์ทรงทราบแล้ว.          
			<remark  id="s2b30c72l10" />     [๑๘๕] คำว่า เอตํ ในอุเทศว่า "เอตาภินนฺทามิ วโจ มเหสิโน" ดังนี้ ความว่า  
			<remark  id="s2b30c72l11" />ถ้อยคำ ทางถ้อยคำ เทศนา อนุสนธิของพระองค์.      
			<remark  id="s2b30c72l12" />     คำว่า อภินนฺทามิ ความว่า ย่อมยินดี คือ ชอบใจ เบิกบาน อนุโมทนา ปรารถนา  
			<remark  id="s2b30c72l13" />พอใจ ขอประสงค์ รักใคร่ ติดใจ.  
			<remark  id="s2b30c72l14" />     คำว่า มเหสิโน ความว่า พระผู้มีพระภาคทรงแสวงหา เสาะหา ค้นหาศีลขันธ์ใหญ่ ฯลฯ  
			<remark  id="s2b30c72l15" />พระนราศภประทับที่ไหน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ข้าพระองค์ชอบใจพระดำรัสของพระองค์  
			<remark  id="s2b30c72l16" />ผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่.  
			<remark  id="s2b30c72l17" />     [๑๘๖] คำว่า สุกิตฺติตํ ในอุเทศว่า "สุกิตฺติตํ โคตม นูปธีกํ" ดังนี้ ความว่า  
			<remark  id="s2b30c72l18" />อันพระองค์ตรัสแล้ว คือ ตรัสบอก ... ทรงประกาศแล้ว เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ตรัสดีแล้ว.            
			<remark  id="s2b30c72l19" />     กิเลสทั้งหลายก็ดี ขันธ์ก็ดี อภิสังขารก็ดี ท่านกล่าวว่า อุปธิ ในอุเทศว่า "โคตม             
			<remark  id="s2b30c72l20" />นูปธีกํ" เป็นธรรมที่ละอุปธิ คือ เป็นที่สงบอุปธิ ที่สละคืนอุปธิ ที่ระงับอุปธิ อมตนิพพาน         
			<remark  id="s2b30c72l21" />เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ข้าแต่พระโคตม ... ตรัสดีแล้ว เป็นธรรมไม่มีอุปธิ.  
			<remark  id="s2b30c72l22" />     [๑๘๗] คำว่า อทฺธา ในอุเทศว่า "อทฺธา หิ ภควา ปหาสิ ทุกขํ" ดังนี้ เป็น  
			<remark  id="s2b30c72l23" />เครื่องกล่าวโดยส่วนเดียว เป็นเครื่องกล่าวโดยไม่มีความสงสัย เป็นเครื่องกล่าวโดยไม่มีความ        
			<remark  id="s2b30c72l24" />เคลือบแคลง เป็นเครื่องกล่าวโดยไม่เป็นสองแง่ เป็นเครื่องกล่าวแน่นอน เป็นเครื่องกล่าวไม่ผิด      
			<remark  id="s2b30c72l25" />คำว่า อทฺธา นี้ เป็นเครื่องกล่าวแน่แท้. คำว่า ภควา นี้ เป็นเครื่องกล่าวโดยเคารพ ฯลฯ คำว่า      
			<remark  id="s2b30c72l26" />ภวคา นี้ เป็นสัจฉิกาบัญญัติ.  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b30c73" >
		<para id="s2b30c73p">
			<remark  id="s2b30c73l1" />      คำว่า ปหาสิ ทุกขํ ความว่า พระองค์ทรงละ คือ ทรงละขาด ทรงบรรเทา ทรงทำ  
			<remark  id="s2b30c73l2" />ให้สิ้นสุด ให้ถึงความไม่มี ซึ่งชาติทุกข์ พยาธิทุกข์ มรณทุกข์ ทุกข์คือความโศก ความรำพัน         
			<remark  id="s2b30c73l3" />ความทุกข์กาย ความทุกข์ใจ และความคับแค้นใจ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พระผู้มีพระภาคทรง             
			<remark  id="s2b30c73l4" />ละทุกข์ได้แล้วเป็นแน่.  
			<remark  id="s2b30c73l5" />     [๑๘๘] คำว่า จริงอย่างนั้น ธรรมนั้นอันพระองค์ทรงทราบแล้ว ความว่า จริงอย่างนั้น             
			<remark  id="s2b30c73l6" />ธรรมนั้นอันพระองค์ทรงทราบ คือ ทรงรู้ ทรงเทียบเคียง ทรงพิจารณา ทรงให้แจ่มแจ้ง  
			<remark  id="s2b30c73l7" />ปรากฎแล้ว เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า จริงอย่างนั้น ธรรมนั้นอันพระองค์ทรงทราบแล้ว. เพราะ            
			<remark  id="s2b30c73l8" />ฉะนั้น พราหมณ์นั้นจึงกล่าวว่า  
			<remark  id="s2b30c73l9" />           ข้าแต่พระโคตม ข้าพระองค์ชอบใจพระดำรัสของพระองค์             
			<remark  id="s2b30c73l10" />           ผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ ที่ตรัสไว้ดีแล้ว เป็นธรรมไม่มี      
			<remark  id="s2b30c73l11" />           อุปธิ. พระผู้มีพระภาคทรงละทุกข์ได้แล้วเป็นแน่. จริง         
			<remark  id="s2b30c73l12" />           อย่างนั้น ธรรมนั้นอันพระองค์ทรงทราบแล้ว.  
			<remark  id="s2b30c73l13" />     [๑๘๙] พระองค์เป็นพระมุนีตรัสสอนชนเหล่าใดบ่อยๆ ก็ชนแม้             
			<remark  id="s2b30c73l14" />           เหล่านั้นพึงละทุกข์ได้เป็นแน่. ข้าพระองค์มาพบแล้วซึ่ง       
			<remark  id="s2b30c73l15" />           พระผู้มีพระภาคผู้ประเสริฐ จักขอนมัสการพระองค์. ขอ           
			<remark  id="s2b30c73l16" />           พระผู้มีพระภาคพึงตรัสสอนข้าพระองค์บ่อยๆ บ้าง.  
			<remark  id="s2b30c73l17" />     [๑๙๐] คำว่า เต จาปิ ในอุเทศว่า "เต จาปิ นูน ปชเหยฺยุํ ทุกฺขํ" ดังนี้ คือ  
			<remark  id="s2b30c73l18" />กษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ ศูทร์ คฤหัสถ์ บรรพชิต เทวดา มนุษย์ พึงละได้.    
			<remark  id="s2b30c73l19" />     คำว่า ทุกฺขํ ความว่า พึงลง คือ พึงบรรเทา ทำให้สิ้นสุด ให้ถึงความไม่มีซึ่ง  
			<remark  id="s2b30c73l20" />ชาติทุกข์ ... ความคับแค้นใจ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ก็แม้ชนเหล่านั้นพึงละทุกข์ได้เป็นแน่.       
			<remark  id="s2b30c73l21" />     [๑๙๑] คำว่า เย ในอุเทศว่า "เย ตฺวํ มุนี อฏฺิตํ โอวเทยฺย" ดังนี้ คือ กษัตริย์             
			<remark  id="s2b30c73l22" />พราหมณ์ แพศย์ ศูทร์ คฤหัสถ์ บรรพชิต เทวดา มนุษย์ เมตตคูพราหมณ์ย่อมกล่าวกับ  
			<remark  id="s2b30c73l23" />พระผุ้มีพระภาคว่า ตฺวํ.  
			<remark  id="s2b30c73l24" />     ญาณ เรียกว่า โมนะ ในคำว่า มุนี ฯลฯ บุคคลนั้นล่วงแล้วซึ่งราคาทิธรรมเป็น  
			<remark  id="s2b30c73l25" />เครื่องข้อง และตัณหาเป็นดังว่าข่าย ย่อมเป็นมุนี.  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b30c74" >
		<para id="s2b30c74p">
			<remark  id="s2b30c74l1" />     คำว่า อฏฺิตํ โอวเทยฺย ความว่า ตรัสสอนโดยเอื้อเฟื้อ คือ ตรัสสอนเนืองๆ  
			<remark  id="s2b30c74l2" />ตรัสสอน พร่ำสอนบ่อยๆ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พระองค์เป็นพระมุนี ตรัสสอนชนเหล่าใด  
			<remark  id="s2b30c74l3" />บ่อยๆ.  
			<remark  id="s2b30c74l4" />     [๑๙๒] เมตตคูพราหมณ์กล่าวกับพระผู้มีพระภาคว่า ตํ ในอุเทศว่า ตนฺตํ นมสฺสามิ  
			<remark  id="s2b30c74l5" />สเมจฺจ นาคํ.           
			<remark  id="s2b30c74l6" />     คำว่า นมสฺสามิ ความว่า ข้าพระองค์ขอนมัสการ คือ ขอ สักการะ เคารพ นับถือ  
			<remark  id="s2b30c74l7" />บูชาด้วยกาย ด้วยจิต ด้วยข้อปฏิบัติอันเป็นไปตามประโยชน์ หรือด้วยการปฏิบัติธรรมสมควร             
			<remark  id="s2b30c74l8" />แก่ธรรม.  
			<remark  id="s2b30c74l9" />     คำว่า สเมจฺจ ความว่า ข้าพระองค์มาพบ คือ มาประสบ มาหา มาเฝ้าแล้ว ขอ  
			<remark  id="s2b30c74l10" />นมัสการพระองค์เฉพาะพระพักตร์.  
			<remark  id="s2b30c74l11" />     คำว่า นาคํ ความว่า ผู้ไม่มีความชั่ว, พระผู้มีพระภาคไม่ทรงทำความชั่ว เพราะฉะนั้น           
			<remark  id="s2b30c74l12" />จึงทรงพระนามว่า นาค. ไม่เสด็จไปสู่ความชั่ว เพราะฉะนั้น จึงทรงพระนามว่า นาค. ไม่เสด็จ           
			<remark  id="s2b30c74l13" />มาสู่ความชั่ว เพราะฉะนั้น จึงทรงพระนามว่า นาค.  
			<remark  id="s2b30c74l14" />     พระผู้มีพระภาคไม่ทรงทำความชั่วอย่างไร เพราะฉะนั้น จึงทรงพระนามว่า นาค. อกุศล             
			<remark  id="s2b30c74l15" />ธรรมทั้งปวงอันทำให้เศร้าหมอง ให้เกิดในภพใหม่ มีความกระวนกระวาย มีทุกข์เป็นวิบาก  
			<remark  id="s2b30c74l16" />เป็นที่ตั้งแห่งชาติ ชราและมรณะต่อไป ท่านกล่าวว่าความชั่ว.              
			<remark  id="s2b30c74l17" />     บุคคลไม่ทำความชั่วน้อยหนึ่งในโลก สลัดแล้วซึ่งกิเลสเครื่องประกอบสัตว์ไว้ทั้งปวง            
			<remark  id="s2b30c74l18" />ซึ่งเครื่องผูกทั้งหลาย เป็นผู้หลุดพ้นแล้ว ไม่เกี่ยวข้องในที่ทั้งปวง. บุคคลนั้นท่านกล่าวว่าเป็น  
			<remark  id="s2b30c74l19" />นาค ผู้คงที่ มีจิตอย่างนั้น.  
			<remark  id="s2b30c74l20" />     พระผู้มีพระภาคไม่ทรงทำความชั่วอย่างนี้ เพราะฉะนั้น จึงทรงพระนามว่า นาค.  
			<remark  id="s2b30c74l21" />     พระผู้มีพระภาคไม่เสด็จไปอย่างไร เพราะฉะนั้น จึงทรงพระนามว่า นาค? พระผู้มี  
			<remark  id="s2b30c74l22" />พระภาคไม่เสด็จไปสู่ฉันทาคติ ไม่เสด็จไปสู่โทสาคติ ไม่เสด็จไปสู่โมหาคติ ไม่เสด็จไปสู่           
			<remark  id="s2b30c74l23" />ภยาคติ. พระองค์ไม่เสด็จไปด้วยอำนาจราคะ ไม่เสด็จไปด้วยอำนาจโทสะ ไม่เสด็จไปด้วยอำนาจ             
			<remark  id="s2b30c74l24" />โมหะ ไม่เสด็จไปด้วยอำนาจทิฏฐิ ไม่เสด็จไปด้วยอำนาจมานะ ไม่เสด็จไปด้วยอำนาจอุทธัจจะ              
			<remark  id="s2b30c74l25" />ไม่เสด็จไปด้วยอำนาจวิจิกิจฉา ไม่เสด็จไปด้วยอำนาจอนุสัย ไม่ดำเนิน ไม่เสด็จออก ไม่ถูก    
		</para>
	</section>
	<section id="s2b30c75" >
		<para id="s2b30c75p">
			<remark  id="s2b30c75l1" />พัดไป ไม่ถูกนำไป ไม่ถูกเคลื่อนไปด้วยธรรมอันเป็นพวก พระผู้มีพระภาคไม่เสด็จไปอย่างนี้            
			<remark  id="s2b30c75l2" />เพราะฉะนั้น จึงทรงพระนามว่า นาค.  
			<remark  id="s2b30c75l3" />     พระผู้มีพระภาคไม่เสด็จมาอย่างไร เพราะฉะนั้น จึงทรงพระนามว่า นาค? พระผู้มี  
			<remark  id="s2b30c75l4" />พระภาคไม่มาอีก ไม่ย้อนมา ไม่กลับมาสู่กิเลสทั้งหลาย ที่พระองค์ทรงละได้แล้วด้วยโสดาปัตติ       
			<remark  id="s2b30c75l5" />มรรค ... ด้วยสกทาคามิมรรค ... ด้วยอนาคามิมรรค ... ด้วยอรหัตมรรค. พระผู้มีพระภาค  
			<remark  id="s2b30c75l6" />ไม่เสด็จมาอย่างนี้ เพราะฉะนั้น จึงทรงพระนามว่า นาค เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ข้าพระองค์           
			<remark  id="s2b30c75l7" />มาพบพระผู้มีพระภาคผู้เป็นนาค จึงขอนมัสการพระองค์.  
			<remark  id="s2b30c75l8" />     [๑๙๓] คำว่า อปฺเปว มํ ภควา อฏฺิตํ โอวเทยฺย ความว่า ขอพระผู้มีพระภาค  
			<remark  id="s2b30c75l9" />พึงตรัสสอนข้าพระองค์บ่อยๆ คือ โปรดตรัสสอนโดยเอื้อเฟื้อ ตรัสสอนเนืองๆ ตรัสสอน  
			<remark  id="s2b30c75l10" />พร่ำสอนบ่อยๆ บ้าง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ขอพระผู้มีพระภาคพึงตรัสสอนข้าพระองค์บ่อยๆ             
			<remark  id="s2b30c75l11" />บ้าง. เพราะเหตุนั้น พราหมณ์นั้นจึงกล่าวว่า     
			<remark  id="s2b30c75l12" />           พระองค์เป็นพระมุนี ตรัสสอนชนเหล่าใดบ่อยๆ ก็ชน  
			<remark  id="s2b30c75l13" />           แม้เหล่านั้นพึงละทุกข์ได้เป็นแน่. ข้าพระองค์มาพบแล้ว        
			<remark  id="s2b30c75l14" />           ซึ่งพระผู้มีพระภาคผู้ประเสริฐ จักขอนมัสการพระองค์.          
			<remark  id="s2b30c75l15" />           ขอพระผู้มีพระภาคพึงตรัสสอนข้าพระองค์บ่อยๆ บ้าง.             
			<remark  id="s2b30c75l16" />     [๑๙๔] บุคคลพึงรู้จักผู้ใดว่าเป็นพราหมณ์ ผู้ถึงเวท ไม่มีกิเลสเครื่อง  
			<remark  id="s2b30c75l17" />           กังวล ไม่ข้องเกี่ยวในกามภพ ผู้นั้นข้ามได้แล้วซึ่งโอฆะนี้    
			<remark  id="s2b30c75l18" />           โดยแท้ และเป็นผู้ข้ามถึงฝั่ง ไม่มีเสาเขื่อน ไม่มีความ       
			<remark  id="s2b30c75l19" />           สงสัย.      
			<remark  id="s2b30c75l20" />     [๑๙๕] คำว่า พฺราหฺมณํ ในอุเทศว่า ยํ พฺราหฺมณํ เวทคุํ อภิชา ความว่า ชื่อว่า              
			<remark  id="s2b30c75l21" />เป็นพราหมณ์เพราะเป็นผู้ลอยเสียแล้วซึ่งธรรม ๗ ประการ. เป็นผู้ลอยสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา           
			<remark  id="s2b30c75l22" />สีลัพพตปรามาส ราคะ โทสะ โมหะ มานะ. เป็นผู้ลอยอกุศลบาปธรรมอันทำให้เศร้าหมอง  
			<remark  id="s2b30c75l23" />ให้เกิดในภพใหม่ มีความกระวนกระวาย มีทุกข์เป็นวิบาก เป็นที่ตั้งแห่งชาติ ชราและมรณะ              
			<remark  id="s2b30c75l24" />ต่อไป.  
			<remark  id="s2b30c75l25" />             (พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ดูกรสภิยะ) พระผู้มีพระภาค       
			<remark  id="s2b30c75l26" />             ลอยเสียแล้วซึ่งธรรมอันลามกทั้งปวง ปราศจากมลทิน มีจิต      
		</para>
	</section>
	<section id="s2b30c76" >
		<para id="s2b30c76p">
			<remark  id="s2b30c76l1" />             ตั้งมั่นดี มีจิตคงที่ ล่วงแล้วซึ่งสงสาร เป็นผู้บริบูรณ์.  
			<remark  id="s2b30c76l2" />             พระผู้มีพระภาคนั้นอันตัณหาและทิฏฐิไม่อาศัย เป็นผู้คงที่   
			<remark  id="s2b30c76l3" />             บัณฑิตกล่าวว่าเป็นผู้ประเสริฐ.    
			<remark  id="s2b30c76l4" />     ญาณในมรรค ๔ ตรัสว่าเวท ในคำว่า เวทคุํ ฯลฯ พราหมณ์นั้นเป็นเวทคู เพราะล่วง  
			<remark  id="s2b30c76l5" />เสียซึ่งเวททั้งปวง.    
			<remark  id="s2b30c76l6" />     คำว่า อภิชฺา ความว่า พึงรู้จัก คือ พึงรู้ทั่ว รู้แจ้ง รู้แจ้งเฉพาะ แทงตลอด              
			<remark  id="s2b30c76l7" />เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พึงรู้จักผู้ใดว่าเป็นพราหมณ์ผู้ถึงเวท.          
			<remark  id="s2b30c76l8" />     [๑๙๖] คำว่า อกิฺจนํ ในอุเทศว่า อกิฺจนํ กามภเว อสตฺตํ ดังนี้ ความว่า  
			<remark  id="s2b30c76l9" />เครื่องกังวล คือ ราคะ เครื่องกังวล คือ โทสะ โมหะ มานะ ทิฏฐิ กิเลส ทุจริต.  
			<remark  id="s2b30c76l10" />เครื่องกังวลเหล่านี้อันผู้ใดละขาดแล้ว ตัดขาดแล้ว สงบแล้ว ระงับแล้ว ทำไม่ให้อาจเกิดขึ้น         
			<remark  id="s2b30c76l11" />เผาเสียแล้วด้วยไฟคือญาณ ผู้นั้นพระผู้มีพระภาคตรัสว่า ไม่มีกิเลสเครื่องกังวล.  
			<remark  id="s2b30c76l12" />     โดยอุทานว่า กาม กามมี ๒ อย่าง คือ วัตถุกาม ๑ กิเลสกาม ๑. ฯลฯ เหล่านี้ตรัสว่า              
			<remark  id="s2b30c76l13" />วัตถุกาม. ฯลฯ เหล่านี้ตรัสว่า กิเลสกาม.        
			<remark  id="s2b30c76l14" />     ชื่อว่าภพ คือ ภพ ๒ อย่าง. คือ กรรมภพ ๑ ภพใหม่อันมีในปฏิสนธิ ๑. ฯลฯ นี้  
			<remark  id="s2b30c76l15" />ชื่อว่าภพใหม่อันมีในปฏิสนธิ.  
			<remark  id="s2b30c76l16" />     คำว่า อกิฺจนํ กามภเว อสตฺตํ ความว่า ไม่มีกิเลสเครื่องกังวล ไม่ข้องเกี่ยว คือ             
			<remark  id="s2b30c76l17" />ไม่ข้องแวะ ไม่เกาะเกี่ยว ไม่พัวพัน ในกามภพ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ผู้ไม่มีกิเลสเครื่องกังวล    
			<remark  id="s2b30c76l18" />ไม่ข้องเกี่ยวในกามภพ.  
			<remark  id="s2b30c76l19" />     [๑๙๗] คำว่า อทฺธา ในอุเทศว่า อทฺธา หิ โส โอฆมิมํ อตาริ ดังนี้ เป็นเครื่อง  
			<remark  id="s2b30c76l20" />กล่าวโดยส่วนเดียว ฯลฯ คำว่า อทฺธา นี้เป็นเครื่องกล่าวแน่แท้. คำว่า โอฆํ คือ กามโอฆะ            
			<remark  id="s2b30c76l21" />ภวโอฆะ ทิฏฐิโอฆะ อวิชชาโอฆะ. คำว่า อตาริ ความว่า ข้ามแล้ว คือ ข้ามขึ้นแล้ว ข้าม  
			<remark  id="s2b30c76l22" />พ้นแล้ว ก้าวล่วงแล้ว เป็นไปล่วงแล้ว เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ผู้นั้นได้ข้ามแล้วซึ่งโอฆะนี้       
			<remark  id="s2b30c76l23" />โดยแท้.  
			<remark  id="s2b30c76l24" />     [๑๙๘] คำว่า ติณฺโณ ในอุเทศว่า "ติณฺโณ จ ปารํ อขิโล อกงฺโข" ดังนี้ ความว่า  
			<remark  id="s2b30c76l25" />ผู้นั้นข้ามได้แล้ว คือ ข้ามขึ้น ข้ามพ้น ล่วงพ้นแล้ว เป็นไปล่วงแล้ว ซึ่งกามโอฆะ ภวโอฆะ          
			<remark  id="s2b30c76l26" />ทิฏฐิโอฆะ อวิชชาโอฆะ มีความอยู่จบแล้ว มีจรณะอันประพฤติแล้ว มีทางไกลอันถึงแล้ว  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b30c77" >
		<para id="s2b30c77p">
			<remark  id="s2b30c77l1" />มีทิศอันถึงแล้ว มีที่สุดอันถึงแล้ว มีพรหมจรรย์อันรักษาแล้ว ถึงแล้วซึ่งทิฏฐิอันอุดม มีมรรค      
			<remark  id="s2b30c77l2" />อันเจริญแล้ว มีกิเลสอันละแล้ว มีอกุปปธรรมอันแทงตลอดแล้ว มีนิโรธอันทำให้แจ้งแล้ว.  
			<remark  id="s2b30c77l3" />ผู้นั้นกำหนดรู้ทุกข์แล้ว ละสมุทัยแล้ว เจริญมรรคแล้ว ทำนิโรธให้แจ่มแจ้งแล้ว รู้ยิ่งซึ่งธรรม     
			<remark  id="s2b30c77l4" />ที่ควรรู้ยิ่งแล้ว กำหนดรู้ซึ่งธรรมที่ควรกำหนดรู้แล้ว ละซึ่งธรรมที่ควรละแล้ว เจริญซึ่งธรรมที่   
			<remark  id="s2b30c77l5" />ที่ควรเจริญแล้ว ทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ควรทำให้แจ้งแล้ว. ผู้นั้นมีอวิชชาเพียงดังกลอนอันถอด        
			<remark  id="s2b30c77l6" />ออกแล้ว มีชาติสงสารเพียงดังคูอันกลบแล้ว มีตัณหาเพียงดังเสาระเนียดอันถอนขึ้นแล้ว ไม่มี          
			<remark  id="s2b30c77l7" />ลิ่มสลัก เป็นผู้ไกลจากกิเลสดังข้าศึก มีอัสมิมานะดังว่าธงล้มไปแล้ว มีภาระปลงเสียแล้ว เป็น       
			<remark  id="s2b30c77l8" />ผู้ไม่เกี่ยวข้อง ละนิวรณ์มีองค์ ๕ เสียแล้ว ประกอบด้วยอุเบกขามีองค์ ๖ มีสติเป็นเครื่องรักษา     
			<remark  id="s2b30c77l9" />อย่างเอก มีธรรมเป็นที่พึ่งพิง ๔ มีทิฏฐิสัจจะเฉพาะอย่างหนึ่งๆ บรรเทาเสียแล้ว มีความ             
			<remark  id="s2b30c77l10" />แสวงหาอันประเสริฐบริบูรณ์โดยชอบ มีความดำริไม่ขุ่นมัว มีกายสังขารระงับแล้ว มีจิตพ้น             
			<remark  id="s2b30c77l11" />วิเศษดีแล้ว มีปัญญาพ้นวิเศษดีแล้ว เป็นผู้บริบูรณ์ อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว เป็นบุรุษอุดม            
			<remark  id="s2b30c77l12" />เป็นบุรุษประเสริฐ เป็นผู้ถึงอรหันตผลอันประเสริฐ.  
			<remark  id="s2b30c77l13" />     ผู้นั้นย่อมไม่ก่อ ไม่ทำลาย ทำลายเสร็จแล้วดำรงอยู่ ไม่ต้องละ ไม่ต้องยึดถือ ละเสร็จ         
			<remark  id="s2b30c77l14" />แล้วดำรงอยู่ ย่อมไม่เย็บ ไม่ยก ตัดเสร็จแล้วดำรงอยู่ ไม่ต้องกำจัด ไม่ต้องก่อ ก่อเสร็จ           
			<remark  id="s2b30c77l15" />แล้วดำรงอยู่ ชื่อว่าดำรงอยู่แล้ว เพราะเป็นผู้ประกอบด้วยศีลขันธ์ สมาธิขันธ์ ปัญญาขันธ์          
			<remark  id="s2b30c77l16" />วิมุตติขันธ์ วิมุตติญาณทัสสนขันธ์ อันเป็นของพระอเสขะ ยังอริยสัจทั้งปวงให้ถึงเฉพาะแล้ว          
			<remark  id="s2b30c77l17" />ดำรงอยู่ ล่วงเสียอย่างนี้แล้วดำรงอยู่ ดับไฟกิเลสแล้วดำรงอยู่ ดำรงอยู่ในความเป็นผู้ไม่วนเวียน   
			<remark  id="s2b30c77l18" />ยึดถือความชนะเสร็จแล้วดำรงอยู่ ดำรงอยู่ในความส้องเสพวิมุติ ดำรงอยู่ในเมตตา กรุณา  
			<remark  id="s2b30c77l19" />มุทิตา อุเบกขาอันบริสุทธิ์ ดำรงอยู่ในความบริสุทธิ์ส่วนเดียว ดำรงอยู่ในความเป็นผู้ไม่มี         
			<remark  id="s2b30c77l20" />กัมมัญญะ (ตัณหา ทิฏฐิ มานะ) ดำรงอยู่เพราะความเป็นผู้พ้นวิเศษแล้ว ดำรงอยู่เพราะความ             
			<remark  id="s2b30c77l21" />เป็นผู้มีจิตสงบ ดำรงอยู่ในที่สุดแห่งขันธ์ ดำรงอยู่ในที่สุดแห่งธาตุ ดำรงอยู่ในที่สุดแห่งอายตนะ  
			<remark  id="s2b30c77l22" />ดำรงอยู่ในที่สุดแห่งคติ ดำรงอยู่ในที่สุดแห่งอุปบัติ ดำรงอยู่ในที่สุดแห่งปฏิสนธิ ดำรงอยู่ใน     
			<remark  id="s2b30c77l23" />ที่สุดแห่งภพ ดำรงอยู่ในที่สุดแห่งสังขาร ดำรงอยู่ในที่สุดแห่งวัฏฏะ ดำรงอยู่ในภพอันมีในที่สุด    
			<remark  id="s2b30c77l24" />ดำรงอยู่ในอัตภาพอันมีในที่สุด เป็นพระอรหันต์ทรงไว้ซึ่งร่างกายอันมีในที่สุด.  
			<remark  id="s2b30c77l25" />     พระขีณาสพนั้น มีภพนี้เป็นครั้งหลัง มีอัตภาพนี้และมีสงสาร          
			<remark  id="s2b30c77l26" />     คือ ชาติ ชราและมรณะเป็นครั้งสุดท้าย ไม่มีภพใหม่.  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b30c78" >
		<para id="s2b30c78p">
			<remark  id="s2b30c78l1" />     เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า เป็นผู้ข้ามแล้ว.    
			<remark  id="s2b30c78l2" />     อมตนิพพาน ความสงบสังขารทั้งปวง ความสละคืนอุปธิทั้งปวง ความสิ้นตัณหา  
			<remark  id="s2b30c78l3" />ความสำรอกตัณหา ความดับตัณหา ความออกจากตัณหาเป็นเครื่องร้อยรัด ตรัสว่าฝั่ง ในบทว่า              
			<remark  id="s2b30c78l4" />ปารํ ดังนี้. ผู้นั้นถึงแล้วซึ่งฝั่ง คือ บรรลุถึงฝั่ง ไปสู่ส่วนสุด ถึงส่วนสุด ไปสู่ที่สุด ถึงที่สุด  
			<remark  id="s2b30c78l5" />ไปสู่ส่วนสุดรอบ ถึงส่วนสุดรอบ ไปสู่ที่จบ ถึงที่จบ ไปสู่ที่ต้านทาน ถึงที่ต้านทาน ไปสู่          
			<remark  id="s2b30c78l6" />ที่เร้น ถึงที่เร้น ไปสู่ที่พึ่ง ถึงที่พึ่ง ไปสู่ที่ไม่มีภัย ถึงที่ไม่มีภัย ไปสู่ที่ไม่เคลื่อน ถึงที่ไม่เคลื่อน         
			<remark  id="s2b30c78l7" />ไปสู่อมตะ ถึงอมตะ ไปสู่นิพพาน ถึงนิพพาน. ผู้นั้นมีพรหมจรรย์อันเป็นเครื่องอยู่ อยู่จบแล้ว       
			<remark  id="s2b30c78l8" />มีจรณะประพฤติแล้ว ฯลฯ ไม่มีสงสาร คือ ชาติ ชราและมรณะ ไม่มีภพใหม่ เพราะฉะนั้น  
			<remark  id="s2b30c78l9" />จึงชื่อว่า เป็นผู้ข้ามแล้ว ถึงฝั่ง.            
			<remark  id="s2b30c78l10" />     คำว่า ไม่มีเสาเขื่อน คือ ราคะเป็นเสาเขื่อน โทสะเป็นเสาเขื่อน โมหะเป็นเสาเขื่อน            
			<remark  id="s2b30c78l11" />ความโกรธเป็นเสาเขื่อน ความผูกโกรธเป็นเสาเขื่อน ฯลฯ อกุสลาภิสังขารทั้งปวงเป็นเสาเขื่อน.         
			<remark  id="s2b30c78l12" />ผู้ใดละเสาเขื่อนเหล่านี้แล้ว ตัดขาด สงบ ระงับแล้ว ทำไม่ให้อาจเกิดขึ้น เผาเสียแล้วด้วยไฟ        
			<remark  id="s2b30c78l13" />คือญาณ ผู้นั้นตรัสว่า เป็นผู้ไม่มีเสาเขื่อน.   
			<remark  id="s2b30c78l14" />     คำว่าผู้ไม่มีความสงสัย คือ ความสงสัยในทุกข์ ความสงสัยในทุกขสมุทัย ความ  
			<remark  id="s2b30c78l15" />สงสัยในทุกขนิโรธ ความสงสัยในทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา ความสงสัยในเงื่อนเบื้องต้น ความ              
			<remark  id="s2b30c78l16" />สงสัยในเงื่อนเบื้องปลาย ความสงสัยในปฏิจจสมุปันนธรรม คือ ความเป็นปัจจัยแห่งสงขารา              
			<remark  id="s2b30c78l17" />ทิธรรมนี้ ความสงสัย กิริยาที่สงสัย ความเป็นผู้สงสัย ความเคลือบแคลง ความไม่ตกลง  
			<remark  id="s2b30c78l18" />ความเป็นสองแง่ ความเป็นสองทาง ความลังเล ความไม่ถือเอาโดยส่วนเดียว ความระแวง  
			<remark  id="s2b30c78l19" />ความระแวงรอบ ความตัดสินไม่ลง ความมีจิตครั่นคร้าม ความมีใจสนเท่ห์ เห็นปานนี้. ผู้ใด             
			<remark  id="s2b30c78l20" />ละความสงสัยเหล่านี้ ... เผาเสียแล้วด้วยไฟ คือ ญาณ ผู้นั้นตรัสว่า เป็นผู้ไม่มีความสงสัย         
			<remark  id="s2b30c78l21" />เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เป็นผู้ข้ามแล้ว ถึงฝั่ง ไม่มีเสาเขื่อน ไม่มีความสงสัย. เพราะเหตุนั้น    
			<remark  id="s2b30c78l22" />พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า  
			<remark  id="s2b30c78l23" />           บุคคลพึงรู้จักผู้ใดว่า เป็นพราหมณ์ ผู้ถึงเวท ไม่มีกิเลสเครื่อง  
			<remark  id="s2b30c78l24" />           กังวล ไม่ข้องเกี่ยวในกามภพ ผู้นั้นได้ข้ามแล้วซึ่งโอฆะนี้    
			<remark  id="s2b30c78l25" />           โดยแท้ และเป็นผู้ข้ามถึงฝั่ง ไม่มีเสาเขื่อน ไม่มีความ       
			<remark  id="s2b30c78l26" />           สงสัย.   
		</para>
	</section>
	<section id="s2b30c79" >
		<para id="s2b30c79p">
			<remark  id="s2b30c79l1" />     [๑๙๙] นรชนใดในศาสนานี้ มีความรู้ เป็นเวทคู สลัดแล้วซึ่ง           
			<remark  id="s2b30c79l2" />           บาปธรรมเป็นเครื่องข้องนี้ ในภพน้อยและภพใหญ่ นรชน            
			<remark  id="s2b30c79l3" />           นั้นเป็นผู้ปราศจากตัณหา ไม่มีทุกข์ ไม่มีความหวัง. เรา       
			<remark  id="s2b30c79l4" />           กล่าวว่า นรชนนั้นได้ข้ามแล้วซึ่งชาติและชรา.  
			<remark  id="s2b30c79l5" />     [๒๐๐] คำว่า วิทฺวา ในอุเทศว่า "วิทฺวา จ โย เวทคู นโร อิธ" ดังนี้ ความว่า  
			<remark  id="s2b30c79l6" />ไปแล้วในวิชชา มีญาณ มีปัญญาแจ่มแจ้ง มีปัญญาทำลายกิเลส.  
			<remark  id="s2b30c79l7" />     คำว่า โย ความว่า ฯลฯ มนุษย์ใด คือ เช่นใด.  
			<remark  id="s2b30c79l8" />     ญาณในมรรค ๔ ตรัสว่าเวท ในบทว่า เวทคู นรชน นั้น ชื่อว่าเป็นเวทคู เพราะล่วง  
			<remark  id="s2b30c79l9" />เสียซึ่งเวททั้งปวง.    
			<remark  id="s2b30c79l10" />     คำว่า นโร ได้แก่ สัตว์ นระ มาณพ ผู้อันเขาเลี้ยง บุคคล ผู้เป็นอยู่ ผู้ถึงชาติ              
			<remark  id="s2b30c79l11" />สัตว์เกิด ผู้ถึงความเป็นใหญ่ ชนผู้เกิดแต่พระมนู.  
			<remark  id="s2b30c79l12" />     คำว่า อิธ คือ ในทิฏฐินี้ ฯลฯ ในมนุษยโลกนี้ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า นรชนใดใน  
			<remark  id="s2b30c79l13" />ศาสนานี้ มีความรู้ เป็นเวทคู.  
			<remark  id="s2b30c79l14" />     [๒๐๑] คำว่า ภวาภเว ในอุเทศว่า "ภวาภเว สงฺคมิมํ วิสชฺช" ดังนี้ ความว่า  
			<remark  id="s2b30c79l15" />ในภพน้อยและภพใหญ่ คือ ในกรรมภพ (กรรมวัฏ) ในปุนัพภพ (วิปากวัฏ) ในกามภพ  
			<remark  id="s2b30c79l16" />(กามธาตุ) ในกรรมภพ ในกามภพ ในปุนัพภพ ในรูปภพ ในกรรมภพ ในรูปภพ ในปุนัพภพ  
			<remark  id="s2b30c79l17" />ในอรูปภพ ในกรรมภพ ในวิปากวัฏอันให้เกิดใหม่ในอรูปภพ ในภพบ่อยๆ ในคติบ่อยๆ  
			<remark  id="s2b30c79l18" />ในอุปบัติบ่อยๆ ในปฏิสนธิบ่อยๆ ในความเกิดแห่งอัตภาพบ่อยๆ. บาปธรรมเป็นเครื่องข้อง  
			<remark  id="s2b30c79l19" />ในบทว่า สงฺคํ มี ๗ อย่าง คือ ราคะ โทสะ โมหะ มานะ ทิฏฐิ กิเลส ทุจริต เป็น  
			<remark  id="s2b30c79l20" />เครื่องข้อง.           
			<remark  id="s2b30c79l21" />     คำว่า สละแล้ว คือ สลัดแล้ว ซึ่งบาปธรรมเป็นเครื่องข้องทั้งหลาย. อีกอย่างหนึ่ง              
			<remark  id="s2b30c79l22" />ความว่า เปลื้องปล่อยบาปธรรมทั้งหลายเป็นเครื่องข้อง คือ เป็นเครื่องผูก เครื่องพัน เครื่อง       
			<remark  id="s2b30c79l23" />คล้อง เครื่องเกี่ยวข้อง เครื่องผูกพัน เครื่องพัวพัน. เปรียบเหมือนชนทั้งหลายย่อมทำความ          
			<remark  id="s2b30c79l24" />ปลดปล่อยยาน คานหาม รถ เกวียน หรือล้อเลื่อน ย่อมให้เสียไป ฉันใด นรชนนั้น  
			<remark  id="s2b30c79l25" />สละ สลัดบาปธรรมเป็นเครื่องข้องเหล่านั้น หรือปลดเปลื้องบาปธรรมทั้งหลายเป็นเครื่องข้อง           
		</para>
	</section>
	<section id="s2b30c80" >
		<para id="s2b30c80p">
			<remark  id="s2b30c80l1" />เป็นเครื่องผูกไว้ เป็นเครื่องพัน เป็นเครื่องคล้องไว้ เป็นเครื่องเกี่ยวข้อง เป็นเครื่องพัวพัน   
			<remark  id="s2b30c80l2" />เป็นเครื่องผูกพัน ฉันนั้นเหมือนกัน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า สลัดแล้วซึ่งบาปธรรมเป็นเครื่องข้องนี้  
			<remark  id="s2b30c80l3" />ในภพน้อยและภพใหญ่.     
			<remark  id="s2b30c80l4" />     [๒๐๒] รูปตัณหา สัททตัณหา คันธตัณหา รสตัณหา โผฏฐัพพตัณหา ธรรมตัณหา  
			<remark  id="s2b30c80l5" />ชื่อว่า ตัณหา ในอุเทศว่า "โส วีตตณฺโห อนิโฆ นิราโส อตฺตาริ โสชาติชรนฺติ พฺรูมิ"  
			<remark  id="s2b30c80l6" />ดังนี้ นรชนใดละตัณหานี้แล้ว ... เผาเสียแล้วด้วยไฟคือญาณ นรชนนั้นตรัสว่า เป็นผู้ปราศจาก         
			<remark  id="s2b30c80l7" />ตัณหา คือ เป็นผู้สละตัณหา คายตัณหา ปล่อยตัณหา ละตัณหา สละคืนตัณหา ปราศจาก  
			<remark  id="s2b30c80l8" />ราคะ สละราคะ คายราคะ ปล่อยราคะ ละราคะ สละคืนราคะ ไม่มีความหิว เป็นผู้ดับ  
			<remark  id="s2b30c80l9" />เยือกเย็นแล้ว เสวยสุขอยู่ด้วยตนอันประเสริฐ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า นรชนนั้นเป็นผู้ปราศจาก       
			<remark  id="s2b30c80l10" />ตัณหา.  
			<remark  id="s2b30c80l11" />     คำว่า อนิโฆ ความว่า ราคะ โทสะ โมหะ ความโกรธ ความผูกโกรธ ฯลฯ       
			<remark  id="s2b30c80l12" />อกุสลาภิสังขารทั้งปวง เป็นทุกข์. นรชนใดละทุกข์เล่านี้แล้ว ... เผาเสียแล้วด้วยไฟ คือ ญาณ        
			<remark  id="s2b30c80l13" />นรชนนั้นตรัสว่า ไม่มีทุกข์.  
			<remark  id="s2b30c80l14" />     คำว่า ไม่มีความหวัง ความว่า ตัณหา ราคะ สาราคะ ฯลฯ อภิชฌา โลภะ อกุศลมูล  
			<remark  id="s2b30c80l15" />ตรัสว่าความหวัง. นรชนใดละความหวัง คือ ตัณหานี้แล้ว ... เผาเสียแล้วด้วยไฟ คือ ญาณ  
			<remark  id="s2b30c80l16" />นรชนนั้นตรัสว่า ไม่มีความหวัง.  
			<remark  id="s2b30c80l17" />     ความเกิด ความเกิดพร้อม ... ความได้เฉพาะซึ่งอายตนะทั้งหลาย ในหมู่สัตว์นั้นๆ  
			<remark  id="s2b30c80l18" />แห่งสัตว์นั้นๆ ชื่อว่าชาติ. ความแก่ ความเสื่อม ... ความแก่แห่งอินทรีย์ทั้งหลายในหมู่สัตว์      
			<remark  id="s2b30c80l19" />นั้นๆ แห่งสัตว์นั้นๆ ชื่อว่า ชรา. ความตาย ความจุติ ... ความทอดทิ้งซากศพ ความขาด  
			<remark  id="s2b30c80l20" />แห่งชีวิตินทรีย์ทั้งหลาย จากหมู่สัตว์นั้นๆ แห่งสัตว์นั้นๆ ชื่อว่ามรณะ. คำว่า นรชนนั้น          
			<remark  id="s2b30c80l21" />เป็นผู้ปราศจากตัณหา ไม่มีความทุกข์ ไม่มีความหวัง เรากล่าวว่า นรชนนั้นได้ข้ามแล้ว ซึ่ง          
			<remark  id="s2b30c80l22" />ชาติชรา ความว่า นรชนนั้นใดเป็นผู้ปราศจากตัณหา ไม่มีทุกข์ ไม่มีความหวัง เรากล่าว  
			<remark  id="s2b30c80l23" />บอก ... ประกาศว่า นรชนนั้นได้ข้ามแล้ว คือ ข้ามพ้น ก้าวล่วง เป็นไปล่วง ซึ่งชาติ ชรา             
			<remark  id="s2b30c80l24" />และมรณะ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า นรชนนั้นเป็นผู้ปราศจากตัณหา ไม่มีทุกข์ ไม่มีความหวัง            
			<remark  id="s2b30c80l25" />เรากล่าวว่า นรชนนั้นได้ข้ามแล้วซึ่งชาติและชรา. เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า          
		</para>
	</section>
	<section id="s2b30c81" >
		<para id="s2b30c81p">
			<remark  id="s2b30c81l1" />           นรชนใดในศาสนานี้ มีความรู้ เป็นเวทคู สลัดแล้วซึ่งบาป        
			<remark  id="s2b30c81l2" />           ธรรมเป็นเครื่องข้องนี้ ในภพน้อยและภพใหญ่ นรชนนั้น           
			<remark  id="s2b30c81l3" />           เป็นผู้ปราศจากตัณหา ไม่มีทุกข์ ไม่มีความหวัง เรากล่าว       
			<remark  id="s2b30c81l4" />           ว่านรชนนั้นได้ข้ามแล้วซึ่งชาติและชรา.  
			<remark  id="s2b30c81l5" />     พร้อมด้วยเวลาจบพระคาถา เมตตคูพราหมณ์ ฯลฯ นั่งประนมอัญชลีนมัสการพระผู้มี  
			<remark  id="s2b30c81l6" />พระภาคประกาศว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระผู้มีพระภาคเป็นศาสดาของข้าพระองค์. ข้าพระองค์        
			<remark  id="s2b30c81l7" />เป็นสาวก ดังนี้แล.     
			<remark  id="s2b30c81l8" />                 จบ เมตตคูมาณวกปัญหานิทเทส ที่ ๔.  
			<remark  id="s2b30c81l9" />                          --------         
		</para>
	</section>
	<section id="s2b30c82" >
		<para id="s2b30c82p">
			<remark  id="s2b30c82l1" />                     โธตกมาณวกปัญหานิทเทส      
			<remark  id="s2b30c82l2" />                    ว่าด้วยปัญหาของท่านโธตกะ   
			<remark  id="s2b30c82l3" />     [๒๐๓] (ท่านโธตกะทูลถามว่า)  
			<remark  id="s2b30c82l4" />           ข้าแต่พระผู้มีพระภาค ข้าพระองค์ขอทูลถามปัญหานั้น. ขอ        
			<remark  id="s2b30c82l5" />           พระองค์โปรดตรัสบอกปัญหานั้นแก่ข้าพระองค์. ข้าแต่พระ        
			<remark  id="s2b30c82l6" />           องค์ผู้แสวงหาธรรมอันใหญ่ ข้าพระองค์ย่อมหวังพระวาจา          
			<remark  id="s2b30c82l7" />           ของพระองค์. บุคคลได้ฟังพระดำรัสของพระองค์แล้ว พึง           
			<remark  id="s2b30c82l8" />           ศึกษานิพพานเพื่อตน.  
			<remark  id="s2b30c82l9" />     [๒๐๔] คำถามในคำว่า ปุจฺฉามิ ในอุเทศว่า "ปุจฺฉามิ ตํ ภควา พฺรูหิ เม ตํ" ดังนี้             
			<remark  id="s2b30c82l10" />มี ๓ อย่าง คือ อทิฏโชตนาปุจฺฉา ๑ ทิฏฐสังสันทนาปุจฉา ๑ วิมติเฉทนาปุจฉา ๑. ฯลฯ  
			<remark  id="s2b30c82l11" />ปุจฉา ๓ อย่างนี้ ฯลฯ ถามถึงนิพพาน.             
			<remark  id="s2b30c82l12" />     คำว่า ปุจฺฉามิ ตํ ความว่า ข้าพระองค์ขอทูลถาม คือ ทูลวิงวอน ทูลเชื้อเชิญ ทูลให้            
			<remark  id="s2b30c82l13" />ประสาทปัญหานั้น ขอพระองค์จงตรัสบอกปัญหานั้นแก่ข้าพระองค์ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า  
			<remark  id="s2b30c82l14" />ข้าพระองค์ขอทูลถามปัญหานั้น.  
			<remark  id="s2b30c82l15" />     คำว่า ภควา นี้ เป็นเครื่องกล่าวโดยเคารพ ฯลฯ คำว่า ภควา นี้ เป็นสัจฉิกาบัญญัติ.            
			<remark  id="s2b30c82l16" />     คำว่า พฺรูหิ เม ตํ ความว่า ขอพระองค์โปรดตรัสบอก คือ โปรดบอก ... ขอทรงโปรด  
			<remark  id="s2b30c82l17" />ประกาศ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาค ข้าพระองค์ขอทูลถามปัญหานั้น ขอ              
			<remark  id="s2b30c82l18" />พระองค์โปรดตรัสบอกปัญหานั้นแก่ข้าพระองค์.      
			<remark  id="s2b30c82l19" />     คำว่า อิจฺจ ในอุเทศว่า "อิจฺจายสฺมา โธตโก" ดังนี้ เป็นบทสนธิ. คำว่า อายสฺมา  
			<remark  id="s2b30c82l20" />เป็นเครื่องกล่าวด้วยความรัก. คำว่า โธตโก เป็นชื่อ ฯลฯ เป็นคำร้องเรียกของพราหมณ์นั้น            
			<remark  id="s2b30c82l21" />เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ท่านพระโธตกะทูลถามว่า.  
			<remark  id="s2b30c82l22" />     [๒๐๕] คำว่า ข้าแต่พระองค์ผู้แสวงหาธรรมใหญ่ ข้าพระองค์ย่อมหวังพระวาจาของ  
			<remark  id="s2b30c82l23" />พระองค์ มีความว่า ข้าพระองค์ย่อมหวัง คือ ย่อมจำนง ปรารถนา ยินดี ประสงค์ รักใคร่  
			<remark  id="s2b30c82l24" />ชอบใจ ซึ่งพระดำรัส คือ คำเป็นทาง เทศนา อนุสนธิ ของพระองค์.        
		</para>
	</section>
	<section id="s2b30c83" >
		<para id="s2b30c83p">
			<remark  id="s2b30c83l1" />     คำว่า มเหสี ความว่า ชื่อว่ามเหสีเพราะอรรถว่ากระไร? ชื่อว่ามเหสีเพราะอรรถว่า  
			<remark  id="s2b30c83l2" />พระผู้มีพระภาคทรงแสวงหา เสาะหา ค้นหา ซึ่งศีลขันธ์ใหญ่ ฯลฯ พระนราสภประทับที่ไหน  
			<remark  id="s2b30c83l3" />เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า มเหสี เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า ข้าแต่พระองค์ผู้แสวงหาธรรมใหญ่           
			<remark  id="s2b30c83l4" />ข้าพระองค์ย่อมหวังเฉพาะซึ่งพระวาจาของพระองค์.  
			<remark  id="s2b30c83l5" />     [๒๐๖] คำว่า บุคคลได้ฟังพระดำรัสของพระองค์แล้ว ความว่า บุคคลได้ฟัง คือ ได้ยิน              
			<remark  id="s2b30c83l6" />ศึกษา เข้าไปทรงจำ เข้าไปกำหนดแล้ว ซึ่งพระดำรัส คือ คำเป็นทาง เทศนา อนุสนธิของ  
			<remark  id="s2b30c83l7" />พระองค์ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า บุคคลได้ฟังพระดำรัสของพระองค์แล้ว.      
			<remark  id="s2b30c83l8" />     [๒๐๗] สิกขา ในคำว่า สิกฺเข ในอุเทศว่า "สิกฺเข นิพฺพานมตฺตโน" ดังนี้ มี ๓  
			<remark  id="s2b30c83l9" />อย่าง คือ อธิสีลสิกขา ๑ อธิจิตตสิกขา ๑ อธิปัญญาสิกขา ๑ ฯลฯ นี้ชื่ออธิปัญญาสิกขา.  
			<remark  id="s2b30c83l10" />     คำว่า นิพฺพานมตฺตโน ความว่า พึงศึกษาแม้อธิศีล แม้อธิจิต แม้อธิปัญญา เพื่อดับ              
			<remark  id="s2b30c83l11" />ราคะ โทสะ โมหะ โกธะ อุปนาหะ เพื่อสงบ เพื่อเข้าไปสงบ เพื่อสงบวิเศษ เพื่อดับ  
			<remark  id="s2b30c83l12" />เพื่อสละคืน เพื่อระงับ ฯลฯ อกุสลาสังขารทั้งปวง เพื่อนึกถึงสิกขา ๓ อย่างนี้ก็พึงศึกษา           
			<remark  id="s2b30c83l13" />เมื่อรู้ก็พึงศึกษา เมื่อเห็นก็พึงศึกษา เมื่อพิจารณาก็พึงศึกษา เมื่ออธิษฐานจิตก็พึงศึกษา เมื่อ  
			<remark  id="s2b30c83l14" />น้อมใจไปด้วยศรัทธาก็พึงศึกษา เมื่อประคองความเพียรก็พึงศึกษา เมื่อเข้าไปตั้งสติก็พึงศึกษา       
			<remark  id="s2b30c83l15" />เมื่อตั้งจิตก็พึงศึกษา เมื่อรู้ด้วยปัญญาก็พึงศึกษา เมื่อรู้ยิ่งด้วยปัญญาอันรู้ยิ่งก็พึงศึกษา เมื่อ  
			<remark  id="s2b30c83l16" />กำหนดรู้ด้วยปัญญาเครื่องกำหนดรู้ก็พึงศึกษา เมื่อละธรรมที่ควรละก็พึงศึกษา เมื่อเจริญธรรมที่     
			<remark  id="s2b30c83l17" />ควรเจริญก็พึงศึกษา เมื่อทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ควรทำให้แจ้งก็พึงศึกษา สมาทานประพฤติ  
			<remark  id="s2b30c83l18" />สมาทานปฏิบัติไป เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พึงศึกษานิพพานเพื่อตน. เพราะเหตุนั้น พราหมณ์            
			<remark  id="s2b30c83l19" />นั้นจึงกล่าวว่า        
			<remark  id="s2b30c83l20" />           ข้าแต่พระผู้มีพระภาค ข้าพระองค์ขอทูลถามปัญหานั้น. ขอ        
			<remark  id="s2b30c83l21" />           พระองค์จงตรัสบอกปัญหานั้นแก่ข้าพระองค์. ข้าแต่พระองค์       
			<remark  id="s2b30c83l22" />           ผู้แสวงหาธรรมอันใหญ่ ข้าพระองค์ย่อมหวังพระวาจาของ           
			<remark  id="s2b30c83l23" />           พระองค์. บุคคลได้ฟังพระดำรัสของพระองค์แล้ว พึงศึกษา         
			<remark  id="s2b30c83l24" />           นิพพานเพื่อตน.  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b30c84" >
		<para id="s2b30c84p">
			<remark  id="s2b30c84l1" />     [๒๐๘] (พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ดูกรโธตกะ)  
			<remark  id="s2b30c84l2" />           ถ้าเช่นนั้น ท่านจงเป็นผู้มีปัญญา มีสติ ทำความเพียรใน        
			<remark  id="s2b30c84l3" />           ทิฏฐินี้นี่แหละ. บุคคลได้ฟังคำแต่ปากเรานี้แล้ว พึงศึกษา     
			<remark  id="s2b30c84l4" />           นิพพานเพื่อตน.  
			<remark  id="s2b30c84l5" />     [๒๐๙] คำว่า ถ้าเช่นนั้น ท่านจง ... ทำความเพียร ความว่า ท่านจงทำความเพียร  
			<remark  id="s2b30c84l6" />ทำความหมั่น ทำความเป็นผู้มีความหมั่น ทำความพยายาม ทำความทรงจำ ทำความเป็นผู้กล้า  
			<remark  id="s2b30c84l7" />ยังฉันทะให้เกิด ให้เกิดพร้อม ให้เข้าไปตั้งไว้ ให้บังเกิด ให้บังเกิดเฉพาะ เพราะฉะนั้น จึง       
			<remark  id="s2b30c84l8" />ชื่อว่า ถ้าเช่นนั้น ท่านจง ... ทำความเพียร.    
			<remark  id="s2b30c84l9" />     พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกพราหมณ์นั้นโดยชื่อว่า โธตกะ ในอุเทศว่า โธตกาติ ภควา.  
			<remark  id="s2b30c84l10" />     คำว่า ภควา นี้ เป็นเครื่องกล่าวโดยเคารพ ฯลฯ คำว่า ภควา นี้ เป็นสัจฉิกาบัญญัติ             
			<remark  id="s2b30c84l11" />เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ดูกรโธตกะ.             
			<remark  id="s2b30c84l12" />     [๒๑๐] คำว่า อิธ ในอุเทศว่า "อิเธว นิปฺปโก สโต" ดังนี้ คือ ทิฏฐินี้ ในความ  
			<remark  id="s2b30c84l13" />ควรนี้ ในความชอบใจนี้ ในความถือนี้ ในธรรมนี้ ในวินัยนี้ ในธรรมวินัยนี้ ในปาพจน์นี้             
			<remark  id="s2b30c84l14" />ในพรหมจรรย์นี้ ในสัตถุศาสน์นี้ ในอัตภาพนี้ ในมนุษยโลกนี้.              
			<remark  id="s2b30c84l15" />     คำว่า นิปโก ความว่า เป็นผู้มีปัญญา คือ เป็นบัณฑิต มีความรู้ มีความตรัสรู้ มีญาณ           
			<remark  id="s2b30c84l16" />มีปัญญาแจ่มแจ้ง มีปัญญาทำลายกิเลส.             
			<remark  id="s2b30c84l17" />     คำว่า สโต ความว่า มีสติด้วยเหตุ ๔ ประการ คือ มีสติเจริญสติปัฏฐานเครื่องพิจารณา            
			<remark  id="s2b30c84l18" />เห็นกายในกาย ฯลฯ ผู้นั้นตรัสว่ามีสติ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เป็นผู้มีปัญญา มีสติ ... ใน        
			<remark  id="s2b30c84l19" />ทิฏฐินี้นี่แหละ.       
			<remark  id="s2b30c84l20" />     [๒๑๑] คำว่า ได้ฟังคำแต่ปากเรานี้แล้ว ความว่า ได้ยิน คือ ได้ฟัง ศึกษา เข้าไป  
			<remark  id="s2b30c84l21" />ทรงจำ เข้าไปกำหนดแล้วซึ่งถ้อยคำ คำเป็นทาง เทศนา อนุสนธิของเรา แต่ปากเรานี้ เพราะ  
			<remark  id="s2b30c84l22" />ฉะนั้น จึงชื่อว่า บุคคลได้ฟังคำแต่ปากเรานี้แล้ว.  
			<remark  id="s2b30c84l23" />     [๒๑๒] สิกขา ในคำว่า สิกฺเข ในอุเทศว่า "สิกฺเข นิพฺพานมตฺตโน" ดังนี้ มี ๓  
			<remark  id="s2b30c84l24" />คือ อธิสีลสิกขา อธิจิตตสิกขา อธิปัญญาสิกขา ฯลฯ นี้ ชื่อว่า อธิปัญญาสิกขา.  
			<remark  id="s2b30c84l25" />     คำว่า นิพฺพานมตฺตโน ความว่า พึงศึกษาแม้อธิศีล แม้อธิจิต แม้อธิปัญญา ... สมาทาน            
			<remark  id="s2b30c84l26" />ปฏิบัติ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พึงศึกษานิพพานเพื่อตน. เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า   
		</para>
	</section>
	<section id="s2b30c85" >
		<para id="s2b30c85p">
			<remark  id="s2b30c85l1" />           ถ้าเช่นนั้น ท่านจงเป็นผู้มีปัญญา มีสติ ทำความเพียรในทิฏฐินี้  
			<remark  id="s2b30c85l2" />           นี่แหละ. บุคคลได้ฟังคำแต่ปากเรานี้แล้ว พึงศึกษานิพพาน       
			<remark  id="s2b30c85l3" />           เพื่อตน.    
			<remark  id="s2b30c85l4" />     [๒๑๓] ข้าพระองค์ย่อมเห็นพระองค์ผู้เป็นเทพผู้ไม่มีเครื่องกังวล เป็น  
			<remark  id="s2b30c85l5" />           พราหมณ์ เที่ยวอยู่ในมนุษยโลก. ข้าแต่พระองค์ผู้มีพระสมันต   
			<remark  id="s2b30c85l6" />           จักษุ ข้าพระองค์ขอนมัสการพระองค์นั้น. ข้าแต่พระสักกะ        
			<remark  id="s2b30c85l7" />           ขอพระองค์จงปลดเปลื้องข้าพระองค์ จากความสงสัยทั้งหลาย.       
			<remark  id="s2b30c85l8" />     [๒๑๔] เทพ ในอุเทศว่า "ปสฺสามหํ เทวมนุสฺสโลเก" ดังนี้ มี ๓         
			<remark  id="s2b30c85l9" />คือ สมมติเทพ ๑ อุปบัติเทพ ๑ วิสุทธิเทพ ๑. สมมติเทพเป็นไฉน? พระราชา พระราช  
			<remark  id="s2b30c85l10" />กุมารและพระเทวี เรียกว่า สมมติเทพ.            
			<remark  id="s2b30c85l11" />     อุปบัติเทพเป็นไฉน? เทวดาชาวจาตุมหาราชิกา เทวดาชาวดาวดึงส์ เทวดาชาวยามา  
			<remark  id="s2b30c85l12" />เทวดาชาวดุสิต เทวดาชาวนิมมานรดี เทวดาชาวปรนิมมิตวสวัตดี เทวดาที่นับเนื่องในหมู่พรหม            
			<remark  id="s2b30c85l13" />และเทวดาในชั้นที่สูงกว่า เรียกว่าอุปบัติเทพ.   
			<remark  id="s2b30c85l14" />     วิสุทธิเทพเป็นไฉน? พระอรหันตขีณาสพสาวกของพระตถาคต และพระปัจเจก   
			<remark  id="s2b30c85l15" />สัมพุทธเจ้า เรียกว่า วิสุทธิเทพ.              
			<remark  id="s2b30c85l16" />     พระผู้มีพระภาคเป็นเทพ เป็นเทพยิ่งกว่าสมมติเทพ กว่าอุปบัติเทพ และกว่าวิสุทธิเทพ            
			<remark  id="s2b30c85l17" />ทั้งหลาย เป็นเทพยิ่งกว่าเทพ เป็นสีหะยิ่งกว่าสีหะ เป็นนาคยิ่งกว่านาค เป็นเจ้าคณะยิ่งกว่า        
			<remark  id="s2b30c85l18" />เจ้าคณะ เป็นมุนียิ่งกว่ามุนี เป็นพระราชายิ่งกว่าพระราชา.  
			<remark  id="s2b30c85l19" />     คำว่า ปสฺสามหํ เทว มนุสฺสโลเก ความว่า ข้าพระองค์ย่อมเห็นพระองค์ผู้เป็นเทพ  
			<remark  id="s2b30c85l20" />คือ ย่อมเห็นพระองค์ผู้เป็นอติเทพ ย่อมเห็น ย่อมดู ย่อมแลดู ย่อมเพ่งดู ย่อมเข้าพิจารณา           
			<remark  id="s2b30c85l21" />ซึ่งพระองค์ผู้เป็นเทพยิ่งกว่าเทพ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ข้าพระองค์ย่อมเห็นพระองค์ผู้เป็นเทพ ...  
			<remark  id="s2b30c85l22" />ในมนุษยโลก.            
			<remark  id="s2b30c85l23" />     [๒๑๕] คำว่า อกิฺจนํ ในอุเทศว่า "อกิฺจนํ พฺราหฺมณํ อริยมานํ" ดังนี้ ความว่า              
			<remark  id="s2b30c85l24" />ราคะ โทสะ โมหะ มานะ ทิฏฐิ กิเลส ทุจริต เป็นเครื่องกังวล เครื่องกังวลเหล่านั้น  
			<remark  id="s2b30c85l25" />อันพระผู้มีพระภาคผู้ตรัสรู้แล้ว ทรงละได้แล้ว ตัดรากขาดแล้ว ทำไม่ให้มีที่ตั้งดังตาลยอดด้วน      
		</para>
	</section>
	<section id="s2b30c86" >
		<para id="s2b30c86p">
			<remark  id="s2b30c86l1" />ให้ถึงความไม่มี ไม่ให้เกิดขึ้นอีกต่อไปเป็นธรรมดา เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคผู้ตรัสรู้แล้ว    
			<remark  id="s2b30c86l2" /> จึงชื่อว่าไม่มีเครื่องกังวล.  
			<remark  id="s2b30c86l3" />     คำว่า พฺราหฺมณํ ความว่า พระผู้มีพระภาคชื่อว่าเป็นพราหมณ์ เพราะทรงลอยธรรม  
			<remark  id="s2b30c86l4" />๗ ประการแล้ว คือ ทรงลอยสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส ราคะ โทสะ โมหะ  
			<remark  id="s2b30c86l5" />มานะ และทรงลอยธรรมทั้งหลายที่เป็นอกุศลอันลามก อันทำให้เศร้าหมอง ให้เกิดในภพใหม่  
			<remark  id="s2b30c86l6" />มีความกระวนกระวาย มีทุกข์เป็นวิบาก เป็นที่ตั้งแห่งชาติ ชราและมรณะต่อไป.  
			<remark  id="s2b30c86l7" />     (พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรสภิยะ)         
			<remark  id="s2b30c86l8" />           พระผู้มีพระภาคลอยเสียแล้วซึ่งธรรมอันลามกทั้งปวง ปราศจาก     
			<remark  id="s2b30c86l9" />           มลทิน มีจิตตั้งมั่นดี มีจิตคงที่ ล่วงแล้วซึ่งสงสาร เป็นผู้บริบูรณ์.  
			<remark  id="s2b30c86l10" />           พระผู้มีพระภาคนั้น ตัณหาและทิฏฐิไม่อาศัยแล้ว เป็นผู้คงที่   
			<remark  id="s2b30c86l11" />           บัณฑิตกล่าวว่า เป็นผู้ประเสริฐ.     
			<remark  id="s2b30c86l12" />     คำว่า อริยมานํ ความว่า เที่ยวไป เที่ยวไปทั่ว ผลัดเปลี่ยนอิริยาบถ รักษา เป็นไป             
			<remark  id="s2b30c86l13" />เยียวยา เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ผู้ไม่มีเครื่องกังวล เป็นพราหมณ์เที่ยวไป.  
			<remark  id="s2b30c86l14" />     [๒๑๖] โธตกพราหมณ์กล่าวกะพระผู้มีพระภาคว่า ตํ ในอุเทศว่า "ตนฺตํ นมสฺสามิ  
			<remark  id="s2b30c86l15" />สมนฺตจกฺขุ" ดังนี้.    
			<remark  id="s2b30c86l16" />     คำว่า นมสฺสามิ ความว่า ข้าพระองค์ขอนมัสการด้วยกาย ด้วยวาจา ด้วยจิต ขอ  
			<remark  id="s2b30c86l17" />นมัสการด้วยข้อปฏิบัติอันเป็นไปตามประโยชน์ หรือขอนมัสการ สักการะ เคารพ นับถือ  
			<remark  id="s2b30c86l18" />บูชา ด้วยการปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม.           
			<remark  id="s2b30c86l19" />     พระสัพพัญญุตญาณ เรียกว่าสมันตจักษุ ในบทว่า สมนฺตจกฺขุ. พระผู้มีพระภาคทรง  
			<remark  id="s2b30c86l20" />เข้าไป เข้าไปพร้อม เข้ามา เข้ามาพร้อม เข้าถึง เข้าถึงพร้อม ประกอบด้วยพระสัพพัญญุต             
			<remark  id="s2b30c86l21" />ญาณนั้น.              
			<remark  id="s2b30c86l22" />           พระตถาคตพระองค์นั้น ไม่ทรงเห็นอะไรๆ น้อยหนึ่งในโลกนี้       
			<remark  id="s2b30c86l23" />           อนึ่ง ไม่ทรงรู้อะไรๆ ที่ไม่ทรงรู้แล้ว ไม่มีเลย. พระตถาคต    
			<remark  id="s2b30c86l24" />           ทรงรู้ยิ่งซึ่งธรรมทั้งปวง ธรรมชาติใดที่ควรแนะนำมีอยู่ พระ  
			<remark  id="s2b30c86l25" />           ตถาคตทรงรู้ยิ่งซึ่งธรรมชาตินั้นแล้ว เพราะฉะนั้น พระตถาคต    
			<remark  id="s2b30c86l26" />           จึงชื่อว่า มีพระสมันตจักษุ.        
		</para>
	</section>
	<section id="s2b30c87" >
		<para id="s2b30c87p">
			<remark  id="s2b30c87l1" />     เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ข้าแต่พระองค์ผู้มีพระสมันตจักษุ ข้าพระองค์ ขอนมัสการพระองค์.       
			<remark  id="s2b30c87l2" />     [๒๑๗] คำว่า สักกะ ในอุเทศว่า "ปมุญฺจ มํ สกุก กกํกถาหิ" ดังนี้ ความว่า  
			<remark  id="s2b30c87l3" />พระผู้มีพระภาคทรงผนวชจากศากยสกุล แม้เพราะเหตุนี้ จึงชื่อว่าสักกะ. อีกอย่างหนึ่ง พระผู้มี       
			<remark  id="s2b30c87l4" />พระภาคเป็นผู้มั่งคั่ง มีทรัพย์มาก นับว่ามีทรัพย์ แม้เพราะเหตุนี้ พระองค์จึงชื่อว่าสักกะ.       
			<remark  id="s2b30c87l5" />พระองค์มีทรัพย์เหล่านี้ คือ ทรัพย์คือศรัทธา ทรัพย์คือศีล ทรัพย์คือหิริ ทรัพย์คือโอตตัปปะ       
			<remark  id="s2b30c87l6" />ทรัพย์คือสุตะ ทรัพย์คือจาคะ ทรัพย์คือปัญญา ทรัพย์คือสติปัฏฐาน ทรัพย์คือสัมมัปปธาน              
			<remark  id="s2b30c87l7" />ทรัพย์คืออิทธิบาท ทรัพย์คืออินทรีย์ ทรัพย์คือพละ ทรัพย์คือโพชฌงค์ ทรัพย์คือมรรค  
			<remark  id="s2b30c87l8" />ทรัพย์คือผล ทรัพย์คือนิพพาน. พระผู้มีพระภาคมั่งคั่ง มีทรัพย์มาก นับว่ามีทรัพย์ ด้วย            
			<remark  id="s2b30c87l9" />รัตนทรัพย์ทั้งหลายอย่างนี้ แม้เพราะฉะนั้น พระองค์จึงชื่อว่าสักกะ. อีกอย่างหนึ่ง พระผู้มี      
			<remark  id="s2b30c87l10" />พระภาคเป็นผู้อาจ ผู้องอาจ อาจหาญ มีความสามารถ ผู้กล้า ผู้แกล้วกล้า ผู้ก้าวหน้า  
			<remark  id="s2b30c87l11" />ผู้ไม่ขลาด ผู้ไม่หวาดเสียว ผู้ไม่สะดุ้ง ผู้ไม่หนี ละความกลัวความขลาดเสียแล้ว ปราศจาก           
			<remark  id="s2b30c87l12" />ความเป็นผู้มีขนลุกขนพอง แม้เพราะเหตุนี้ จึงชื่อว่า สักกะ.              
			<remark  id="s2b30c87l13" />     วิจิกิจฉา คือ ความสงสัยในทุกข์ ความสงสัยในทุกขสมุทัย ความสงสัยในทุกข  
			<remark  id="s2b30c87l14" />นิโรธ ความสงสัยในทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา ความสงสัยในเงื่อนเบื้องต้น ความสงสัยในเงื่อน           
			<remark  id="s2b30c87l15" />เบื้องปลาย ความสงสัยทั้งในเงื่อนเบื้องต้นและเงื่อนเบื้องปลาย ความสงสัยในธรรมที่อาศัยกัน        
			<remark  id="s2b30c87l16" />เกิดขึ้น คือ ความที่สังขาราทิธรรมนี้เป็นปัจจัยแห่งกันและกัน ความสงสัย กิริยาที่สงสัย           
			<remark  id="s2b30c87l17" />ความเป็นผู้สงสัย ความเคลือบแคลง ความไม่ตกลง ความเป็นสองแง่ ความเป็นสองทาง  
			<remark  id="s2b30c87l18" />ความลังเล ความไม่ถือเอาโดยส่วนเดียว ความระแวง ความระแวงโดยรอบ ความตัดสินใจ  
			<remark  id="s2b30c87l19" />ไม่ลง ความที่จิตครั่นคร้าม ใจสนเท่ห์ เรียกว่า กถํกถา.  
			<remark  id="s2b30c87l20" />     คำว่า ข้าแต่พระสักกะ ขอพระองค์จงปลดเปลื้องข้าพระองค์ จากความสงสัยทั้งหลาย  
			<remark  id="s2b30c87l21" />ความว่า ขอพระองค์จงปลดเปลื้อง จงปล่อย จงถอนขึ้น จงฉุดชัก จงให้ข้าพระองค์ออกไป  
			<remark  id="s2b30c87l22" />จากลูกศร คือความสงสัย เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ข้าแต่พระสักกะ ขอพระองค์จงปลดเปลื้อง              
			<remark  id="s2b30c87l23" />ข้าพระองค์จากความสงสัยทั้งหลาย. เพราะเหตุนั้น พราหมณ์จึงทูลว่า         
			<remark  id="s2b30c87l24" />           ข้าพระองค์ย่อมเห็นพระองค์ผู้เป็นเทพเจ้า ผู้ไม่มีเครื่องกังวล  
			<remark  id="s2b30c87l25" />           เป็นพราหมณ์เที่ยวอยู่ในมนุษยโลก. ข้าแต่พระองค์ผู้มีสมันตจักษุ  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b30c88" >
		<para id="s2b30c88p">
			<remark  id="s2b30c88l1" />           ข้าพระองค์ขอนมัสการพระองค์นั้น. ข้าแต่พระสักกะ ขอ           
			<remark  id="s2b30c88l2" />           พระองค์จงปลดเปลื้องข้าพระองค์ จากความสงสัยทั้งหลาย.         
			<remark  id="s2b30c88l3" />     [๒๑๘] ดูกรโธตกะ เราไม่อาจปลดเปลื้องใครๆ ที่มีความสงสัยในโลกได้    
			<remark  id="s2b30c88l4" />           ก็แต่ท่านเมื่อมารู้ธรรมอันประเสริฐ พึงข้ามโอฆะนี้ได้ด้วยความรู้  
			<remark  id="s2b30c88l5" />           อย่างนี้    
			<remark  id="s2b30c88l6" />     [๒๑๙] คำว่า เราไม่อาจปลดเปลื้อง ความว่า เราไม่อาจ ปลด เปลื้อง แก้ ปล่อย  
			<remark  id="s2b30c88l7" />ถอนขึ้น ฉุดชักท่านให้ออกจากลูกศร คือความสงสัยได้ แม้ด้วยเหตุอย่างนี้ดังนี้ จึงชื่อว่า เรา      
			<remark  id="s2b30c88l8" />ไม่อาจปลดเปลื้อง.      
			<remark  id="s2b30c88l9" />     อีกอย่างหนึ่ง เราไม่อาจ ไม่สามารถ ไม่อุตสาหะ ไม่พยายาม ไม่กระทำความหมั่น  
			<remark  id="s2b30c88l10" />ไม่กระทำความเป็นผู้มีความหมั่น ไม่กระทำเรี่ยวแรง ไม่ทำความทรงจำ ไม่ทำความเพียร ไม่ยัง          
			<remark  id="s2b30c88l11" />ฉันทะให้เกิด ให้เกิดพร้อม ให้บังเกิด ให้บังเกิดเฉพาะ เพื่อจะแสดงธรรมกะบุคคลผู้ไม่มี            
			<remark  id="s2b30c88l12" />ศรัทธา ไม่มีฉันทะ ผู้เกียจคร้าน มีความเพียรเลว ไม่ปฏิบัติตาม แม้ด้วยเหตุอย่างนี้ ดังนี้        
			<remark  id="s2b30c88l13" />จึงชื่อว่า เราไม่อาจปลดเปลื้อง.  
			<remark  id="s2b30c88l14" />     อีกอย่างหนึ่ง ถ้าบุคคลเหล่านั้นพึงปลดเปลื้องได้ ก็ไม่ต้องมีใครๆ อื่นช่วยปลดเปลื้อง.       
			<remark  id="s2b30c88l15" />บุคคลทั้งหลายเป็นผู้ปฏิบัติปฏิปทาอันชอบ ปฏิปทาสมควร ปฏิปทาอันเป็นไปตามประโยชน์  
			<remark  id="s2b30c88l16" />ปฏิบัติธรรมอันสมควรแก่ธรรม ด้วยเรี่ยวแรง กำลัง ความเพียร ความบากบั่น ของตน ด้วย  
			<remark  id="s2b30c88l17" />เรี่ยวแรงของบุรุษ ด้วยกำลังของบุรุษ ด้วยความเพียรของบุรุษ ด้วยความบากบั่นของบุรุษ อัน          
			<remark  id="s2b30c88l18" />เป็นส่วนของตนเอง พึงปลดเปลื้องได้ แม้ด้วยเหตุอย่างนี้ ดังนี้ จึงชื่อว่า เราไม่อาจปลดเปลื้อง.   
			<remark  id="s2b30c88l19" />     สมจริงตามพระดำรัสที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า ดูกรจุนทะ บุคคลนั้นหนอเป็นผู้  
			<remark  id="s2b30c88l20" />ติดหล่มอยู่ด้วยตน จักถอนขึ้นซึ่งบุคคลอื่นผู้ติดหล่มได้ ข้อนี้ ไม่ใช่ฐานะที่จะมีได้. ดูกรจุนทะ  
			<remark  id="s2b30c88l21" />บุคคลนั้นหนอ ไม่ได้ฝึก ไม่ได้ถูกแนะนำ ไม่ดับรอบแล้วด้วยตนเอง จักฝึกจักแนะนำให้  
			<remark  id="s2b30c88l22" />บุคคลอื่นให้ดับรอบได้ ข้อนี้ ไม่ใช่ฐานะที่จะมีได้. แม้ด้วยเหตุอย่างนี้ ดังนี้ จึงชื่อว่า เราไม่  
			<remark  id="s2b30c88l23" />อาจปลดเปลื้องได้.      
			<remark  id="s2b30c88l24" />     สมจริงตามพระดำรัสที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า  
			<remark  id="s2b30c88l25" />           กรรมชั่วอันบุคคลทำด้วยตนเองแล้ว จักเศร้าหมองด้วยตนเอง.      
			<remark  id="s2b30c88l26" />           กรรมชั่วอันบุคคลไม่ทำด้วยตนเองแล้ว ย่อมบริสุทธิ์ด้วยตนเอง. 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b30c89" >
		<para id="s2b30c89p">
			<remark  id="s2b30c89l1" />           ความบริสุทธิ์ ความไม่สุทธิ์ เฉพาะตน. ผู้อื่นจะช่วย          
			<remark  id="s2b30c89l2" />           ชำระผู้อื่นให้บริสุทธิ์หาได้ไม่.    
			<remark  id="s2b30c89l3" />     แม้ด้วยเหตุอย่างนี้ จึงชื่อว่า เราไม่อาจปลดเปลื้อง.  
			<remark  id="s2b30c89l4" />     สมจริงตามพระดำรัสที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า ดูกรพราหมณ์ นิพพานก็ตั้งอยู่อย่างนั้น        
			<remark  id="s2b30c89l5" />แหละ. หนทางนิพพานก็ตั้งอยู่. เราผู้แนะนำก็ตั้งอยู่. ก็เมื่อเป็นอย่างนี้ สาวกทั้งหลายของเรา     
			<remark  id="s2b30c89l6" />เราก็ตักเตือนอย่างนี้ พร่ำสอนอย่างนี้. บางพวกบรรลุนิพพานอันมีความสำเร็จส่วนเดียว. บาง          
			<remark  id="s2b30c89l7" />พวกก็ไม่บรรลุ. ดูกรพราหมณ์ ในเรื่องนี้ เราจะทำอย่างไรได้. ดูกรพราหมณ์ ตถาคตเป็นแต่             
			<remark  id="s2b30c89l8" />ผู้บอกทาง. ใครถามทางแล้วก็บอกให้. บุคคลทั้งหลายปฏิบัติอยู่ด้วยตน พึงพ้นได้เอง. แม้             
			<remark  id="s2b30c89l9" />ด้วยเหตุอย่างนี้จึงชื่อว่า เราไม่อาจปลดเปลื้อง.  
			<remark  id="s2b30c89l10" />     [๒๒๐] คำว่า ดูกรโธตกะ ... ใครๆ ผู้มีความสงสัยในโลก ความว่า ซึ่งบุคคลผู้มี  
			<remark  id="s2b30c89l11" />ความสงสัย มีความเคลือบแคลง มีความระแวง มีความเห็นเป็นสองทาง มีวิจิกิจฉา.  
			<remark  id="s2b30c89l12" />     คำว่า กฺจิ ความว่า ใครๆ คือ กษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ สูทร คฤหัสถ์  
			<remark  id="s2b30c89l13" />บรรพชิต เทวดา หรือมนุษย์.  
			<remark  id="s2b30c89l14" />     คำว่า โลเก ความว่า ในอบายโลก ฯลฯ ในอายตนโลก เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า  
			<remark  id="s2b30c89l15" />ดูกรโธตกะ ... ใครๆ ผู้มีความสงสัยในโลก.        
			<remark  id="s2b30c89l16" />     [๒๒๑] คำว่า ก็แต่ ... เมื่อมารู้ธรรมอันประเสริฐ ความว่า อมตนิพพาน ความระงับ  
			<remark  id="s2b30c89l17" />สังขารทั้งปวง ความสละคืนอุปธิทั้งปวง ความสิ้นตัณหา ความสำรอกกิเลส ความดับ ความ  
			<remark  id="s2b30c89l18" />ออกจากตัณหาเป็นเครื่องร้อยรัด ตรัสว่าเป็นธรรมอันประเสริฐ.              
			<remark  id="s2b30c89l19" />     คำว่า เสฏฺํ ความว่า อันเลิศ คือ ประเสริฐ วิเศษ เป็นประธานอุดม.   
			<remark  id="s2b30c89l20" />     คำว่า อาชานมาโน ความว่า รู้ทั่ว คือ รู้แจ้ง รู้แจ้งเฉพาะ แทงตลอด เพราะฉะนั้น              
			<remark  id="s2b30c89l21" />จึงชื่อว่า ก็แต่ ... รู้ทั่วธรรมอันประเสริฐ.   
			<remark  id="s2b30c89l22" />     [๒๒๒] คำว่า ท่านพึงข้ามโอฆะนี้ด้วยความมารู้อย่างนี้ ความว่า ท่านพึงข้าม คือ พึง           
			<remark  id="s2b30c89l23" />ก้าวล่วง พึงเป็นไปล่วง ซึ่งโอฆะคือกาม โอฆะคือภพ โอฆะคือทิฏฐิ โอฆะคืออวิชชา  
			<remark  id="s2b30c89l24" />ด้วยความมารู้อย่างนี้. เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า ท่านพึงข้ามโอฆะนี้ด้วยความมารู้อย่างนี้. เพราะเหตุ  
			<remark  id="s2b30c89l25" />นั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า.  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b30c90" >
		<para id="s2b30c90p">
			<remark  id="s2b30c90l1" />           ดูกรโธตกะ เราไม่อาจปลดเปลื้องใครๆ ที่มีความสงสัย            
			<remark  id="s2b30c90l2" />           ในโลกได้. ก็แต่ท่านเมื่อมารู้ธรรมอันประเสริฐ พึงข้าม        
			<remark  id="s2b30c90l3" />           โอฆะนี้ได้ด้วยความมารู้อย่างนี้.    
			<remark  id="s2b30c90l4" />     [๒๒๓] ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐ ขอพระองค์โปรดทรงพระกรุณา           
			<remark  id="s2b30c90l5" />           ตรัสสอนธรรมอันสงัดที่ข้าพระองค์พึงรู้ได้. ข้าพระองค์ไม่     
			<remark  id="s2b30c90l6" />           ขัดข้องเหมือนอากาศ เป็นผู้สงบอยู่ในที่นี้นี่แหละ ไม่อาศัย   
			<remark  id="s2b30c90l7" />           แล้วพึงเที่ยวไป.  
			<remark  id="s2b30c90l8" />     [๒๒๔] คำว่า อนุสาส พฺรหฺเม ในอุเทศว่า "อนุสาสุ พฺรหฺเม กรุณายมาโน"  
			<remark  id="s2b30c90l9" />ความว่า ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐ ขอพระองค์โปรดตรัสสอน คือ อนุเคราะห์ เอ็นดู เพราะ              
			<remark  id="s2b30c90l10" />ฉะนั้นจึงชื่อว่า ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐ ขอพระองค์โปรดตรัสสอน.        
			<remark  id="s2b30c90l11" />     คำว่า กรุณายมาโน ความว่า โปรดกรุณา ปราณี รักษา อนุเคราะห์ เอ็นดู เพราะ  
			<remark  id="s2b30c90l12" />ฉะนั้นจึงชื่อว่า ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐ ขอพระองค์โปรดทรงพระกรุณาตรัสสอน.  
			<remark  id="s2b30c90l13" />     [๒๒๕] อมตนิพพาน ... ความออกจากตัณหาเป็นเครื่องร้อยรัด ตรัสว่า เป็นธรรม  
			<remark  id="s2b30c90l14" />อันสงัด ในอุเทศว่า "วิเวกธมฺมํ ยมหํ วิชฺํ".  
			<remark  id="s2b30c90l15" />     คำว่า ยมหํ วิชฺํ ความว่า ที่ข้าพระองค์พึงรู้ คือ พึงรู้แจ้ง พึงรู้แจ้งเฉพาะ พึง         
			<remark  id="s2b30c90l16" />แทงตลอด เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า ธรรมอันสงัดที่ข้าพระองค์พึงรู้แจ้ง.      
			<remark  id="s2b30c90l17" />     [๒๒๖] คำว่า ข้าพระองค์ไม่ขัดข้องเหมือนอากาศ ความว่า ข้าพระองค์ไม่ขัดข้อง  
			<remark  id="s2b30c90l18" />คือ ไม่ติด ไม่พัวพัน เหมือนอากาศอันไม่ขัดข้อง คือ ไม่ติด ไม่พัวพัน ด้วยเหตุอย่างนี้            
			<remark  id="s2b30c90l19" />จึงชื่อว่า ข้าพระองค์ไม่ขัดข้อง เหมือนอากาศ. ข้าพระองค์ไม่รัก ไม่ชัง ไม่หลง ไม่มัวหมอง         
			<remark  id="s2b30c90l20" />เหมือนอากาศที่ใครๆ ย้อมด้วยน้ำครั่ง น้ำขมิ้น น้ำสีเขียว น้ำสีฝาด ไม่ได้ ฉะนั้น แม้ด้วย         
			<remark  id="s2b30c90l21" />เหตุอย่างนี้ จึงชื่อว่า ข้าพระองค์ไม่ขัดข้อง เหมือนอากาศ. ข้าพระองค์ไม่โกรธ ไม่ขัดเคือง        
			<remark  id="s2b30c90l22" />ไม่หดหู่ ไม่กระทบกระทั่ง เหมือนอากาศ ไม่โกรธ ไม่ขัดเคือง ไม่หดหู่ ไม่กระทบกระทั่ง              
			<remark  id="s2b30c90l23" />แม้ด้วยเหตุอย่างนี้ดังนี้ จึงชื่อว่า ข้าพระองค์ไม่ขัดข้อง เหมือนอากาศ.  
			<remark  id="s2b30c90l24" />     [๒๒๗] คำว่า อิเธว สนฺโต ในอุเทศว่า อิเธว สนฺโต อสิโต จเรยฺยํ ความว่า  
			<remark  id="s2b30c90l25" />เป็นผู้สงบอยู่ในที่นี้นี่แหละ คือ เป็นผู้นั่งอยู่ในที่นี้นี่แหละ ผู้เป็นนั่งอยู่แล้ว ณ อาสนะนี้นี่  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b30c91" >
		<para id="s2b30c91p">
			<remark  id="s2b30c91l1" />แหละ เป็นผู้นั่งอยู่แล้วในบริษัทนี้นี่แหละ แม้เพราะเหตุอย่างนี้ดังนี้ จึงชื่อว่า เป็นผู้สงบอยู่  
			<remark  id="s2b30c91l2" />ในที่นี้นี่แหละ.       
			<remark  id="s2b30c91l3" />     อีกอย่างหนึ่ง ข้าพระองค์สงบ เข้าไปสงบ เข้าไปสงบวิเศษ ดับระงับแล้ว  ในที่นี้  
			<remark  id="s2b30c91l4" />นี่แหละ แม้ด้วยเหตุอย่างนี้ดังนี้ จึงชื่อว่า เป็นผู้สงบอยู่ในที่นี้นี่แหละ.  
			<remark  id="s2b30c91l5" />     "คำว่า อสิโต ความว่า นิสัยมี ๒ อย่าง คือ ตัณหานิสัย ๑ ทิฏฐินิสัย ๑ ฯลฯ  
			<remark  id="s2b30c91l6" />นี้ชื่อว่าตัณหานิสัย. ฯลฯ นี้ชื่อว่าทิฏฐินิสัย. ข้าพระองค์ละตัณหานิสัย สละคืนทิฏฐินิสัย        
			<remark  id="s2b30c91l7" />ไม่อาศัย จักษุ โสตะ ฆานะ ชิวหา กาย ใจ ไม่อาศัยรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ  
			<remark  id="s2b30c91l8" />ธรรมารมณ์ ไม่อาศัย สกุล คณะ อาวาส ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข ไม่อาศัยจีวร บิณฑบาต  
			<remark  id="s2b30c91l9" />เสนาสนะ คิลานเภสัชบริขาร ไม่อาศัยกามธาตุ รูปธาตุ อรูปธาตุ ไม่อาศัยกามภพ รูปภพ  
			<remark  id="s2b30c91l10" />อรูปภพ ไม่อาศัยสัญญาภพ อสัญญาภพ เนวสัญญานาสัญญาภพ ไม่อาศัยเอกโวการภพ   
			<remark  id="s2b30c91l11" />จตุโวการภพ ปัญจโวการภพ ไม่อาศัยอดีต อนาคต ปัจจุบัน ไม่อาศัย ไม่แอบ ไม่เข้าถึง  
			<remark  id="s2b30c91l12" />ไม่พัวพัน ไม่น้อมใจ ออก สละ พ้นขาดแล้วซึ่งรูปที่ได้เห็น เสียงที่ได้ฟัง อารมณ์ที่ได้ทราบ        
			<remark  id="s2b30c91l13" />และธรรมที่พึงรู้แจ้ง มีจิตอันทำให้ปราศจากเขตแดนอยู่ เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่าไม่อาศัย.             
			<remark  id="s2b30c91l14" />     คำว่า จเรยฺยํ ความว่า พึงเที่ยวไป เที่ยวไปทั่ว ผลัดเปลี่ยนอิริยาบถ ประพฤติไป              
			<remark  id="s2b30c91l15" />เป็นไป เยียวยา  เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ข้าพระองค์เป็นผู้สงบอยู่ ในที่นี้นี่แหละ ไม่อ
