<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<!DOCTYPE book PUBLIC "-//OASIS//DTD DocBook XML V5.0//EN" "http://www.oasis-open.org/docbook/xml/4.5/docbookx.dtd">
<chapter id="s2b28">
	<title>ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๒</title>
	<section id="s2b28c1" >
		<para id="s2b28c1p">
			<remark  id="s2b28c1l1" />                         พระสุตตันตปิฎก  
			<remark  id="s2b28c1l2" />                           	เล่ม ๒๐  
			<remark  id="s2b28c1l3" />                    ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๒  
			<remark  id="s2b28c1l4" />       ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น  
			<remark  id="s2b28c1l5" />                       ปัญญาสนิบาตชาดก  
			<remark  id="s2b28c1l6" />                        ๑. นฬินิกาชาดก  
			<remark  id="s2b28c1l7" />                   ราชธิดาทำลายตบะของดาบส  
			<remark  id="s2b28c1l8" />[๑] ชนบทเร่าร้อนอยู่ แม้รัฐก็จะพินาศ ดูกรลูกนฬินิกา มานี่เถิด เจ้าจงไป  
			<remark  id="s2b28c1l9" />     นำพราหมณ์ผู้นั้นมาให้เรา.  
			<remark  id="s2b28c1l10" />[๒] ข้าแต่พระราชบิดา หม่อมฉันทนความลำบากไม่ได้ ทั้งไม่รู้จักหนทาง  
			<remark  id="s2b28c1l11" />     จะไปยังป่าที่ช้างอยู่ อาศัยได้อย่างไรเล่า เพคะ.  
			<remark  id="s2b28c1l12" />[๓] ดูกรลูกนฬินิกา เจ้าจงไปอยู่ชนบทที่เจริญด้วยช้าง ด้วยรถ ด้วยยาน  
			<remark  id="s2b28c1l13" />     ที่ต่อด้วยไม้ เจ้าจงไปด้วยอาการอย่างนี้เถิด ลูกเจ้าจงพากองช้าง กอง  
			<remark  id="s2b28c1l14" />     ม้า  กองรถ  กองพลราบไปแล้วจักนำพราหมณ์ผู้นั้นมาสู่อำนาจได้ด้วย  
			<remark  id="s2b28c1l15" />     ผิวพรรณ และรูปสมบัติของเจ้า.  
			<remark  id="s2b28c1l16" />[๔] อาศรมของอิสิสิงคดาบสนั้น ปรากฏด้วยธง คือ ต้นกล้วยแวดล้อมด้วย  
			<remark  id="s2b28c1l17" />     ต้นสมอ เป็นที่น่ารื่นรมย์ นั่นคือแสงไฟ นั่นคือควัน เห็นปรากฏอยู่  
			<remark  id="s2b28c1l18" />     อิสิสิงคดาบสผู้มีฤทธิ์มากเห็นจะไม่ทำให้ไฟเสื่อม.  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b28c2" >
		<para id="s2b28c2p">
			<remark  id="s2b28c2l1" />[๕] อิสิสิงคดาบสเห็นพระราชธิดา ผู้สวมใส่กุณฑลแก้วมณีเสด็จมาอยู่ กลัว  
			<remark  id="s2b28c2l2" />     แล้ว เข้าไปสู่อาศรมที่มุงด้วยใบไม้ ส่วนพระราชธิดาแสดงอวัยวะอัน  
			<remark  id="s2b28c2l3" />     ซ่อนเร้น และอวัยวะที่ปรากฏเล่นลูกข่างอยู่ที่ประตูอาศรมของดาบสนั้น  
			<remark  id="s2b28c2l4" />     ฝ่ายดาบสผู้อยู่ในบรรณศาลา เห็นพระนางกำลังเล่นลูกข่างอยู่ จึงออก  
			<remark  id="s2b28c2l5" />     จากอาศรมแล้วได้กล่าวคำนี้ว่า  
			<remark  id="s2b28c2l6" />[๖] ดูกรท่านผู้เจริญ ต้นไม้ของท่านที่มีผลเป็นไปอย่างนี้ มีชื่อว่าอะไร แม้  
			<remark  id="s2b28c2l7" />     ท่านขว้างไปไกลก็กลับมา มิได้ละท่านไป.  
			<remark  id="s2b28c2l8" />[๗] ข้าแต่ท่านพราหมณ์ ต้นไม้ที่มีผลเป็นไปอย่างนี้นั้น มีอยู่มากที่เขา  
			<remark  id="s2b28c2l9" />     คันธมาทน์  ณ ที่ใกล้อาศรมของข้าพเจ้า ผลไม้นั้นแม้ข้าพเจ้าขว้างไป  
			<remark  id="s2b28c2l10" />     ไกลก็กลับมา ไม่ละข้าพเจ้าไปเลย.  
			<remark  id="s2b28c2l11" />[๘] เชิญท่านผู้เจริญจงเข้ามาสู่อาศรมนี้ จงบริโภค จงรับน้ำมันและภักษา  
			<remark  id="s2b28c2l12" />    เราจักให้ นี้อาสนะ เชิญท่านนั่งบนอาสนะนี้ เชิญบริโภคเหง้ามันและ  
			<remark  id="s2b28c2l13" />    ผลไม้แต่ที่นี้เถิด.  
			<remark  id="s2b28c2l14" />[๙] ที่ระหว่างขาอ่อนทั้งสองของท่านนี้เป็นอะไร มีสัณฐานเรียบร้อย ปรากฏ  
			<remark  id="s2b28c2l15" />     ดุจสีดำ  เราถามท่านแล้ว  ขอท่านจงบอกเนื้อความนั้นแก่ข้าพเจ้า  
			<remark  id="s2b28c2l16" />     อวัยวะสูงของท่านเข้าไปอยู่ในฝักหรือหนอ.  
			<remark  id="s2b28c2l17" />[๑๐] ข้าพเจ้านี้เที่ยวแสวงหามูลผลาหารในป่า ได้พบหมีมีรูปร่างน่ากลัวยิ่งนัก  
			<remark  id="s2b28c2l18" />     มันวิ่งไล่ข้าพเจ้ามาโดยเร็ว มาทันเข้าแล้ว ทำให้ข้าพเจ้าล้มลงแล้ว มัน  
			<remark  id="s2b28c2l19" />     กัดอวัยวะสูงของข้าพเจ้า แผลนั้นก็เหวอะหวะ และเกิดคันขึ้น ข้าพเจ้า  
			<remark  id="s2b28c2l20" />     ไม่ได้ความสบายตลอดกาลทั้งปวง  ท่านคงสามารถกำจัดความคันนี้ได้  
			<remark  id="s2b28c2l21" />     ข้าพเจ้าวิงวอนแล้ว ขอท่านได้โปรดกระทำประโยชน์ให้แก่ข้าพเจ้าผู้เป็น  
			<remark  id="s2b28c2l22" />     พราหมณ์เถิด.  
			<remark  id="s2b28c2l23" />[๑๑] แผลของท่านลึก มีสีแดง ไม่เน่าเปื่อย มีกลิ่นเหม็น และเป็นแผล  
			<remark  id="s2b28c2l24" />     ใหญ่ เราจะประกอบกระสายยาหน่อยหนึ่งให้ท่าน  ตามที่ท่านจะพึงมี  
			<remark  id="s2b28c2l25" />     ความสุขอย่างยิ่ง.  
			<remark  id="s2b28c2l26" />[๑๒] ดูกรท่านผู้ประพฤติพรหมจรรย์  การประกอบมนต์ก็ดี การประกอบ  
			<remark  id="s2b28c2l27" />     กระสายยาก็ดี โอสถก็ดี ย่อมแก้ไม่ได้ ขอท่านจงเอาองคชาตอันอ่อน  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b28c3" >
		<para id="s2b28c3p">
			<remark  id="s2b28c3l1" />     นุ่มของท่านเสียดสีกำจัดความคัน ตามที่ข้าพเจ้าจะพึงมีความสุขอย่างยิ่ง  
			<remark  id="s2b28c3l2" />     เถิด.  
			<remark  id="s2b28c3l3" />[๑๓] อาศรมของท่านอยู่ทางทิศไหนแต่ที่นี้หนอ  ท่านย่อมรื่นรมย์อยู่ในป่าแล  
			<remark  id="s2b28c3l4" />     หรือ มูลผลาหารของท่านมีเพียงพอแลหรือ สัตว์ร้ายไม่เบียดเบียนท่าน  
			<remark  id="s2b28c3l5" />     แลหรือ.  
			<remark  id="s2b28c3l6" />[๑๔] แม่น้ำชื่อเขมาย่อมปรากฏแต่ป่าหิมพานต์  ในทิศเหนือตรงไปแต่ที่นี้  
			<remark  id="s2b28c3l7" />     อาศรมอันน่ารื่นรมย์ของข้าพเจ้าอยู่ที่ฝั่งแม่น้ำนั้น  ท่านควรไปดูอาศรม  
			<remark  id="s2b28c3l8" />     ของข้าพเจ้าบ้าง ต้นมะม่วง ต้นรัง ต้นหมากเม่า ต้นหว้า ต้นราชพฤกษ์  
			<remark  id="s2b28c3l9" />     ต้นแคฝอย มีดอกบานสะพรั่ง ท่านควรไปดูอาศรมของข้าพเจ้า ซึ่งมี  
			<remark  id="s2b28c3l10" />     กินนรขับร้องอยู่โดยรอบ ต้นตาลมูลมัน ผลไม้ที่อาศรมของเรานั้น มีผล  
			<remark  id="s2b28c3l11" />     ประกอบด้วยสีและกลิ่น  ท่านควรไปดูอาศรมของข้าพเจ้า อันประกอบ  
			<remark  id="s2b28c3l12" />     ด้วยภูมิภาคสวยงามนั้นบ้าง ผลไม้ เหง้าไม้ ที่อาศรมของข้าพเจ้ามีมาก  
			<remark  id="s2b28c3l13" />     ประกอบด้วยสี  กลิ่น  และรส  พวกพรานย่อมมาสู่ประเทศนั้น อย่า  
			<remark  id="s2b28c3l14" />     ได้มาลักมูลผลาหารไปจากอาศรมของข้าพเจ้านั้นเลย.  
			<remark  id="s2b28c3l15" />[๑๕] บิดาของเราแสวงหามูลผลาหาร จะกลับมาในเย็นวันนี้ เราทั้งสองจะไป  
			<remark  id="s2b28c3l16" />     สู่อาศรมนั้น ต่อเมื่อบิดากลับมาจากการแสวงหามูลผลาหาร.  
			<remark  id="s2b28c3l17" />[๑๖] พราหมณ์ ฤาษี และราชฤาษี ผู้มีรูปสวยเหล่าอื่นเป็นอันมาก ย่อมอยู่  
			<remark  id="s2b28c3l18" />     ใกล้ทางโดยลำดับ ท่านพึงถามถึงอาศรมของข้าพเจ้ากะท่านพวกนั้นเถิด  
			<remark  id="s2b28c3l19" />     ท่านพวกนั้นจะพาท่านไปในสำนักของข้าพเจ้า.  
			<remark  id="s2b28c3l20" />[๑๗] ฟืนเจ้าก็ไม่หัก  น้ำเจ้าก็ไม่ตัก  แม้ไฟเจ้าก็ไม่ติด เจ้าอ่อนใจ ซบเซา  
			<remark  id="s2b28c3l21" />     อยู่ทำไมหนอ  ดูกรเจ้าผู้ประพฤติพรหมจรรย์  เมื่อก่อนฟืนเจ้าก็หัก  
			<remark  id="s2b28c3l22" />     ไฟเจ้าก็ติด แม้ไฟสำหรับผิงเจ้าก็จัดไว้ ตั่งเจ้าก็ตั้ง น้ำเจ้าก็ตักไว้ให้เรา  
			<remark  id="s2b28c3l23" />     วันอื่นๆ เจ้าเป็นผู้ประเสริฐดีอยู่ วันนี้เจ้าไม่หักฟืน ไม่ตักน้ำ ไม่ติดไฟ  
			<remark  id="s2b28c3l24" />     ไม่จัดเครื่องบริโภคไว้ ไม่ทักทายเรา ของอะไรของเจ้าหายไปหรือ หรือ  
			<remark  id="s2b28c3l25" />     ว่าเจ้ามีทุกข์ในใจอะไร.  
			<remark  id="s2b28c3l26" />[๑๘] ชฎิลผู้ประพฤติพรหมจรรย์มาในอาศรมนี้ มีรูปร่างน่าดู น่าชม เอวเล็ก  
			<remark  id="s2b28c3l27" />     เอวบาง ไม่สูงนัก ไม่ต่ำนัก รัศมีสวยงาม มีศรีษะปกคลุมด้วยผมอัน  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b28c4" >
		<para id="s2b28c4p">
			<remark  id="s2b28c4l1" />     ดำเป็นเงางาม ไม่มีหนวด บวชไม่นาน มีเครื่องประดับเป็นรูปเชิงบาตร  
			<remark  id="s2b28c4l2" />     อยู่ที่คอ มีปุ่มสองปุ่มงามเปล่งปลั่งดังก้อนทองคำ เกิดดีแล้วที่อก หน้า  
			<remark  id="s2b28c4l3" />     ของชฎิลนั้นน่าดูยิ่งนัก มีกันเจียกจอนห้อยอยู่ที่หูทั้งสองข้าง กันเจียก  
			<remark  id="s2b28c4l4" />     เหล่านั้นย่อมแวววาว เมื่อชฎิลนั้นเดินไปมาสายพันชฎาก็งามแพรวพราว  
			<remark  id="s2b28c4l5" />     เครื่องประดับเหล่าอื่นอีกสี่อย่างของชฎิลนั้น มีสีเขียว เหลือง แดง  
			<remark  id="s2b28c4l6" />     และขาว  เมื่อชฎิลนั้นเดินไปมา เครื่องประดับเหล่านั้นย่อมดังกริ่งกร่าง  
			<remark  id="s2b28c4l7" />     เหมือนฝูงนกติริฏิร้องในเวลาฝนตก  ฉะนั้น ชฎิลนั้นไม่ได้คาดเครื่อง  
			<remark  id="s2b28c4l8" />     รัดเอวที่ทำด้วยหญ้าปล้อง ไม่ได้นุ่งผ้าที่ทำด้วยเปลือกไม้ เหมือนของ  
			<remark  id="s2b28c4l9" />     พวกเรา ผ้าเหล่านั้นพันอยู่ที่ระหว่างแข้งงามโชติช่วง ปลิวสะบัดดังสาย  
			<remark  id="s2b28c4l10" />     ฟ้าแลบอยู่ในอากาศ ข้าแต่ท่านพ่อ ชฎิลนั้นมีผลไม้ไม่สุก  ไม่มีขั้วติด  
			<remark  id="s2b28c4l11" />     อยู่ที่สะเอวภายใต้นาภี  ไม่กระทบกัน  กระดกเล่นอยู่เป็นนิตย์ อนึ่ง  
			<remark  id="s2b28c4l12" />     ชฎิลนั้นมีชฎาน่าดูยิ่งนัก มีปลายงอนมากกว่าร้อย มีกลิ่นหอม มีศีรษะ  
			<remark  id="s2b28c4l13" />     อันแบ่งด้วยดีเป็นสองส่วน โอ ขอให้ชฎาของเราจงเป็นเช่นนั้นเถิดหนอ  
			<remark  id="s2b28c4l14" />     และในคราวใด ชฎิลนั้นขยายชฎาอันประกอบด้วยสี และกลิ่นในคราว  
			<remark  id="s2b28c4l15" />     นั้น อาศรมก็หอมฟุ้งไปเหมือนดอกอุบลเขียวที่ถูกลมรำเพยพัด ฉะนั้น  
			<remark  id="s2b28c4l16" />     ผิวพรรณของชฎิลนั้นน่าดูยิ่งนัก ไม่เป็นเช่นกับผิวพรรณที่กายของข้าพเจ้า  
			<remark  id="s2b28c4l17" />     ผิวกายของชฎิลนั้นถูกลมรำเพยพัดแล้ว ย่อมหอมฟุ้งไป ดุจป่าไม้ อัน  
			<remark  id="s2b28c4l18" />     มีดอกบานในฤดูร้อน  ฉะนั้น  ชฎิลนั้นตีผลไม้อันวิจิตรงามน่าดูลงบน  
			<remark  id="s2b28c4l19" />     พื้นดิน และผลไม้ที่ขว้างไปแล้วย่อมกลับมาสู่มือของเขาอีก ข้าแต่ท่านพ่อ  
			<remark  id="s2b28c4l20" />     ผลไม้นั้นชื่อผลอะไรหนอ อนึ่ง  ฟันของชฎิลนั้นน่าดูยิ่งนัก ขาวสะอาด  
			<remark  id="s2b28c4l21" />     เรียบเสมอกันดังสังข์อันขัดดีแล้ว เมื่อชฎิลเปิดปากอยู่ย่อมยังใจให้ผ่อง  
			<remark  id="s2b28c4l22" />     ใส  ชฎิลนั้นไม่ได้เคี้ยวผักด้วยฟันเหล่านั้นเป็นแน่  คำพูดของเขาไม่  
			<remark  id="s2b28c4l23" />     หยาบคาย ไม่เคลื่อนคลาด ไพเราะ อ่อนหวาน ตรง ไม่ฟุ้งซ่าน ไม่คลอน  
			<remark  id="s2b28c4l24" />     แคลน เสียงของเขาเป็นเครื่องฟูใจจับใจดังเสียงนกการเวก นำใจของ  
			<remark  id="s2b28c4l25" />     ข้าพเจ้าให้กำหนัดยิ่งนัก  เสียงของเขาหยดย้อย เป็นถ้อยคำไม่สะบัด  
			<remark  id="s2b28c4l26" />     สะบิ้ง ไม่ประกอบด้วยเสียงพึมพำ ข้าพเจ้าปรารถนาจะได้เห็นเขาอีก  
			<remark  id="s2b28c4l27" />     เพราะชฎิลนั้นเป็นมิตรของข้าพเจ้ามาก่อน  แผลที่ต่อสนิทดีเกลี้ยงเกลา
		</para>
	</section>
	<section id="s2b28c5" >
		<para id="s2b28c5p">
			<remark  id="s2b28c5l1" />     ในที่ทั้งปวง ใหญ่ เกิดดีแล้ว คล้ายกับกลีบบัว ชฎิลนั้นให้ข้าพเจ้าคร่อม  
			<remark  id="s2b28c5l2" />     ตรงแผลนั้น  แหวกขาเอาแข้งบีบไว้รัศมีซ่านออกจากกายของชฎิลนั้น  
			<remark  id="s2b28c5l3" />     ย่อมเปล่งปลั่งสว่างไสวรุ่งเรือง  ดังสายฟ้าอันแลบแปลบปลาบอยู่ใน  
			<remark  id="s2b28c5l4" />     อากาศ  ฉะนั้น อนึ่ง แขนทั้งสองของชฎิลนั้นอ่อนนุ่ม มีขนเหมือน  
			<remark  id="s2b28c5l5" />     ขนดอกอัญชัน แม้มือทั้งสองของชฎิลนั้นก็ประกอบด้วยนิ้วมืออันเรียว  
			<remark  id="s2b28c5l6" />     วิจิตรงดงาม ชฎิลนั้นมีอวัยวะไม่ระคาย มีขนไม่ยาว เล็บยาว ปลาย  
			<remark  id="s2b28c5l7" />     เป็นสีแดง ชฎิลนั้นมีรูปงาม กอดรัดข้าพเจ้าด้วยแขนทั้งสองอันอ่อนนุ่ม  
			<remark  id="s2b28c5l8" />     บำเรอให้รื่นรมย์  ข้าแต่ท่านพ่อ  มือทั้งสองของชฎิลนั้นอ่อนนุ่มคล้าย  
			<remark  id="s2b28c5l9" />     สำลี งามเปล่งปลั่งพื้นฝ่ามือเกลี้ยงเกลาเหมือนแว่นทอง ชฎิลนั้นกอด  
			<remark  id="s2b28c5l10" />     รัดข้าพเจ้าด้วยมือทั้งสองนั้นแล้ว  ไปจากที่นี้ ย่อมทำให้ข้าพเจ้าเร่าร้อน  
			<remark  id="s2b28c5l11" />     ด้วยสัมผัสนั้น  ชฎิลนั้นมิได้นำหาบมา มิได้หักฟืนเอง มิได้ฟันต้นไม้  
			<remark  id="s2b28c5l12" />     ด้วยขวาน แม้มือทั้งสองของชฎิลนั้นก็ไม่มีความกระด้าง หมีได้กัดชฎิล  
			<remark  id="s2b28c5l13" />     นั้นเป็นแผล เธอจึงกล่าวกะข้าพเจ้าว่า ขอท่านช่วยทำให้ข้าพเจ้ามี  
			<remark  id="s2b28c5l14" />     ความสุขเถิด ข้าพเจ้าจึงช่วยทำให้เธอมีความสุข และความสุขก็เกิดมี  
			<remark  id="s2b28c5l15" />     แก่ข้าพเจ้าด้วย ข้าแต่ท่านผู้เป็นพรหม เธอได้บอกข้าพเจ้าว่า ข้าพเจ้า  
			<remark  id="s2b28c5l16" />     มีความสุขแล้ว ก็ที่อันปูลาดด้วยใบเถาย่างทรายของท่านนี้กระจุยกระจาย  
			<remark  id="s2b28c5l17" />     แล้ว เพราะข้าพเจ้าและชฎิลนั้น เราทั้งสองเหน็ดเหนื่อยแล้ว ก็รื่นรมย์  
			<remark  id="s2b28c5l18" />     กันในน้ำ แล้วเข้าสู่กุฏีอันมุงบังด้วยใบไม้บ่อยๆ ข้าแต่ท่านพ่อ วันนี้  
			<remark  id="s2b28c5l19" />     มนต์ทั้งหลายย่อมไม่แจ่มแจ้งแก่ข้าพเจ้าเลย การบูชาไฟข้าพเจ้าไม่ชอบ  
			<remark  id="s2b28c5l20" />     ใจเลย แม้การบูชายัญ ในที่นั้นข้าพเจ้าก็ไม่ชอบใจ ตราบใดที่ข้าพเจ้า  
			<remark  id="s2b28c5l21" />     ยังมิได้พบเห็นชฎิล  ผู้ประพฤติพรหมจรรย์ ข้าพเจ้าจะไม่บริโภคมูล  
			<remark  id="s2b28c5l22" />     ผลาหารของท่านพ่อเลย ข้าแต่ท่านพ่อ แม้ท่านพ่อย่อมรู้เป็นแน่แท้ว่า  
			<remark  id="s2b28c5l23" />     ชฎิลผู้ประพฤติพรหมจรรย์อยู่ทิศใด ขอท่านพ่อจงพาข้าพเจ้าไปให้ถึงทิศ  
			<remark  id="s2b28c5l24" />     นั้นโดยเร็วเถิด ข้าพเจ้าอย่าได้ตายเสียในอาศรมของท่านเลย ข้าแต่  
			<remark  id="s2b28c5l25" />     ท่านพ่อ ข้าพเจ้าได้ฟังถึงป่าไม้อันวิจิตรมีดอกบาน กึกก้องไปด้วยเสียง  
			<remark  id="s2b28c5l26" />     นกร้อง มีฝูงนกอาศัยอยู่ ขอท่านพ่อช่วยพาข้าพเจ้าไปให้ถึงป่าไม้นั้นโดย  
			<remark  id="s2b28c5l27" />     เร็วเถิด ข้าพเจ้าจะต้องละชีวิตเสียก่อนในอาศรมของท่านพ่อเป็นแน่. 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b28c6" >
		<para id="s2b28c6p">
			<remark  id="s2b28c6l1" />[๑๙] เราไม่ควรให้เจ้าผู้ยังเป็นเด็กเช่นนี้ ถึงความกระสันในป่าเป็นโชติรส ที่  
			<remark  id="s2b28c6l2" />     หมู่คนธรรพ์และเทพอัปสรส้องเสพเป็นที่อยู่อาศัยแห่งฤาษีทั้งหลาย ใน  
			<remark  id="s2b28c6l3" />     กาลก่อน พวกมิตรย่อมมีบ้างไม่มีบ้าง ชนทั้งหลายย่อมทำความรักใน  
			<remark  id="s2b28c6l4" />     พวกญาติและพวกมิตร กุมารใดย่อมไม่รู้ว่า เราเป็นผู้มาแต่ไหน กุมาร  
			<remark  id="s2b28c6l5" />     นี้เป็นผู้ลามก อยู่ในกลางวันเพราะเหตุอะไร มิตรสหายย่อมสนิทกัน  
			<remark  id="s2b28c6l6" />     บ่อยๆ เพราะความอยู่ร่วมกัน มิตรนั้นนั่นแหละย่อมเสื่อมไป เพราะ  
			<remark  id="s2b28c6l7" />     ความไม่อยู่ร่วมของบุรุษที่ไม่สมาคม ถ้าเจ้าได้เห็นพรหมจารีได้พูดกับ  
			<remark  id="s2b28c6l8" />     พรหมจารี เจ้าจักละคุณคือตปธรรมนี้เร็วไว ดุจข้าวกล้าที่สมบูรณ์แล้ว  
			<remark  id="s2b28c6l9" />     เสียไปเพราะน้ำมาก ฉะนั้น หากเจ้าได้เห็นพรหมจารีอีก ได้พูดกับ  
			<remark  id="s2b28c6l10" />     พรหมจารีอีก เจ้าจักละสมณเดชนี้เร็วไว ดุจข้าวกล้าที่สมบูรณ์แล้ว  
			<remark  id="s2b28c6l11" />     เสียไปเพราะน้ำมาก ฉะนั้น  ดูกรลูกรัก พวกยักษ์นั้นย่อมเที่ยวไปใน  
			<remark  id="s2b28c6l12" />     มนุษยโลกโดยรูปแปลก ๆ  นรชนผู้มีปัญญาไม่พึงคบพวกยักษ์นั้น  
			<remark  id="s2b28c6l13" />     พรหมจารีย่อมฉิบหายไป เพราะความเกาะเกี่ยวกัน.  
			<remark  id="s2b28c6l14" />                      จบ  นฬินิกาชาดกที่ ๑  
			<remark  id="s2b28c6l15" />                       ๒. อุมมาทันตีชาดก  
			<remark  id="s2b28c6l16" />               เสนาบดีถวายนางอุมมาทันตีแด่พระราชา  
			<remark  id="s2b28c6l17" />[๒๐] ดูกรนายสุนันทสารถี นี่เรือนของใครหนอล้อมด้วยกำแพงสีเหลือง ใคร  
			<remark  id="s2b28c6l18" />     หนอปรากฏอยู่ในที่ไกล เหมือนเปลวไฟอันลุกโพลงอยู่บนเวหาส และ  
			<remark  id="s2b28c6l19" />     เหมือนเปลวไฟบนยอดภูเขา ฉะนั้น ดูกรนายสุนันทสารถี หญิงคนนี้  
			<remark  id="s2b28c6l20" />     เป็นธิดาของใครหนอ เป็นลูกสะใภ้หรือเป็นภรรยาของใคร ไม่มีผู้หวง  
			<remark  id="s2b28c6l21" />     แหนหรือผัวของนางมีหรือไม่ เราถามแล้วขอท่านจงบอกแก่เราโดยเร็ว.  
			<remark  id="s2b28c6l22" />[๒๑] ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมประชานิกร ก็ข้าพระองค์ย่อมรู้จักหญิงนั้นพร้อม  
			<remark  id="s2b28c6l23" />     ทั้งมารดา บิดา และสามีของนาง ข้าแต่พระจอมภูมิบาล บุรุษนั้นเป็น  
			<remark  id="s2b28c6l24" />     ผู้ไม่ประมาทในประโยชน์ของพระองค์ทั้งกลางคืนกลางวัน สามีของนาง  
			<remark  id="s2b28c6l25" />     เป็นผู้มีอิทธิพลกว้างขวางและมั่งคั่ง ทั้งเป็นอำมาตย์คนหนึ่งของพระองค์  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b28c7" >
		<para id="s2b28c7p">
			<remark  id="s2b28c7l1" />     ข้าแต่พระราชา หญิงนั้นเป็นภรรยาของอภิปารกเสนาบดี มีชื่อว่าอุมมา  
			<remark  id="s2b28c7l2" />     ทันตี พระเจ้าข้า.  
			<remark  id="s2b28c7l3" />[๒๒] ดูกรท่านผู้เจริญๆ ชื่อที่มารดาและบิดาตั้งให้หญิงนี้ เป็นชื่อเหมาะสมดี  
			<remark  id="s2b28c7l4" />     จริงอย่างนั้นเมื่อนางมองดูเรา ย่อมทำให้เราหลงใหลคล้ายคนบ้า.  
			<remark  id="s2b28c7l5" />[๒๓] ในคืนเดือนเพ็ญ นางผู้มีนัยน์ตาชะม้ายคล้ายเนื้อทราย ร่างกายมีสีเหมือน  
			<remark  id="s2b28c7l6" />     ดอกปุณฑริกนั่งอยู่ใกล้หน้าต่าง ในคืนนั้น เราได้เห็นนางนุ่งห่มผ้าสีแดง  
			<remark  id="s2b28c7l7" />     เหมือนเท้านกพิราบ สำคัญว่าพระจันทร์ขึ้นสองดวง คราวใด นางมี  
			<remark  id="s2b28c7l8" />     หน้ากว้าง ขาวสะอาด ประเล้าประโลมอยู่ด้วยอาการอันงดงาม ชะม้อย  
			<remark  id="s2b28c7l9" />     ชะม้ายชำเลืองดูเรา ดังจะปล้นเอาดวงใจของเราไปเสียเลย เหมือนนาง  
			<remark  id="s2b28c7l10" />     กินนรเกิดบนภูเขาในป่า ฉะนั้น ก็คราวนั้นนางผู้พริ้งเพรา มีตัวเป็นสีทอง  
			<remark  id="s2b28c7l11" />     สวมกุณฑลแก้วมณี  ผ้านุ่งผ้าห่มท่อนเดียวชำเลืองดูเราประดุจนางเนื้อ  
			<remark  id="s2b28c7l12" />     ทรายมองดูนายพราน ฉะนั้น เมื่อไรหนอ นางผู้มีเล็บแดง มีขนงาม มี  
			<remark  id="s2b28c7l13" />     แขนนุ่มนิ่มลูบไล้ด้วยแก่นจันทน์ มีนิ้วมือกลมเกลี้ยง มีกระบวนชดช้อย  
			<remark  id="s2b28c7l14" />     งามตั้งแต่ศีรษะจักได้ยั่วยวนเรา เมื่อไรหนอ ธิดาของท่านเศรษฐีติรีวัจฉะ  
			<remark  id="s2b28c7l15" />     ผู้มีทับทรวงอันกระทำด้วยข่ายทอง  เอวกลมจักกอดรัดเราด้วยแขนทั้ง  
			<remark  id="s2b28c7l16" />     สองอันนุ่มนิ่ม ประดุจเถาย่านทรายรวบรัดต้นไม้ที่เกิดในป่าใหญ่ ฉะนั้น  
			<remark  id="s2b28c7l17" />     เมื่อไรหนอ นางผู้มีผิวงามแดงดังน้ำครั่ง มีถันเป็นปริมณฑลดังฟองน้ำ  
			<remark  id="s2b28c7l18" />     มีอวัยวะฉาบด้วยผิวหนังเปล่งปลั่งดังดอกปุณฑริก จัดจรดปากด้วยปาก  
			<remark  id="s2b28c7l19" />     กะเรา เหมือนดังนักเลงสุราจรดจอกสุราให้แก่นักเลงสุรา ฉะนั้น ใน  
			<remark  id="s2b28c7l20" />     กาลใด เราได้เห็นนางผู้มีร่างกายทุกส่วนอันน่ารื่นรมย์ใจยืนอยู่ ในกาล  
			<remark  id="s2b28c7l21" />     นั้น  เราไม่รู้สึกอะไรๆ แก่จิตของตนเลย เราได้เห็นนางอุมมาทันตีผู้  
			<remark  id="s2b28c7l22" />     สวมสอดกุณฑลมณีแล้ว นอนไม่หลับทั้งกลางวันและกลางคืน เหมือน  
			<remark  id="s2b28c7l23" />     แพ้ข้าศึกมาตั้งพันครั้ง ถ้าท้าวสักกะพึงประทานพรให้แก่เรา ขอให้เรา  
			<remark  id="s2b28c7l24" />     พึงได้พรนั้นเถิด อภิปารกเสนาบดีพึงรื่นรมย์อยู่กับนางอุมมาทันตีคืน  
			<remark  id="s2b28c7l25" />     หนึ่งหรือสองคืน ต่อจากนั้นพระเจ้าสีวิราชพึงได้รื่นรมย์บ้าง.  
			<remark  id="s2b28c7l26" />[๒๔] ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นภูตบดี เมื่อข้าพระองค์นมัสการเทวดาทั้งหลายอยู่  
			<remark  id="s2b28c7l27" />     เทวดามาบอกเนื้อความนี้แก่ข้าพระองค์ว่า พระทัยของพระราชาใฝ่ฝันใน  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b28c8" >
		<para id="s2b28c8p">
			<remark  id="s2b28c8l1" />     นางอุมมาทันตี ข้าพระองค์ขอถวายนางแด่พระองค์ ขอพระองค์จงให้  
			<remark  id="s2b28c8l2" />     นางบำเรอเถิด ฯ  
			<remark  id="s2b28c8l3" />[๒๕] ก็เราพึงพรากเสียจากบุญและไม่เป็นเทวดา อนึ่ง คนพึงรู้ความชั่วของ  
			<remark  id="s2b28c8l4" />     เรานี้ และเมื่อท่านให้นางอุมมาทันตีภรรยาที่รักแล้วไม่เห็นนาง ความ  
			<remark  id="s2b28c8l5" />     แค้นใจอย่างร้ายแรงจะพึงมีแก่ท่าน.  
			<remark  id="s2b28c8l6" />[๒๖] ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมประชานิกร ประชาชนแม้ทั้งสิ้นนอกจากข้าพระ  
			<remark  id="s2b28c8l7" />     บาทและพระองค์  ไม่พึงรู้กรรมที่ทำกัน  ข้าพระบาทยอมถวายนาง  
			<remark  id="s2b28c8l8" />     อุมมาทันตีแก่พระองค์  พระองค์จงทรงอภิรมย์อยู่กับนางเต็มพระหฤทัย  
			<remark  id="s2b28c8l9" />     ปรารถนาแล้ว จงทรงสลัดเสีย.  
			<remark  id="s2b28c8l10" />[๒๗] มนุษย์ใดผู้กระทำกรรมอันลามก มนุษย์นั้นย่อมสำคัญว่าคนอื่นไม่รู้การ  
			<remark  id="s2b28c8l11" />     กระทำนี้  เพราะว่านรชนเหล่าใดประกอบแล้วบนพื้นปฐพี นรชน  
			<remark  id="s2b28c8l12" />     เหล่านั้นย่อมเห็นการกระทำนี้ คนอื่นใครเล่าในแผ่นดินนี้ทั้งโลกพึงเชื่อ  
			<remark  id="s2b28c8l13" />     ท่านหรือว่า  นางอุมมาทันตีไม่เป็นที่รักแห่งเรา เมื่อท่านให้นางอุมมา  
			<remark  id="s2b28c8l14" />     ทันตีภรรยายอดรักแล้ว ไม่เห็นนางภายหลัง ความคับแค้นใจอย่างร้าย  
			<remark  id="s2b28c8l15" />     แรงจะพึงมีแก่ท่าน.  
			<remark  id="s2b28c8l16" />[๒๘] ข้าแต่พระจอมประชาชน นางอุมมาทันตีนั้นเป็นที่รักของข้าพระบาทโดย  
			<remark  id="s2b28c8l17" />     แท้ ข้าแต่พระภูมิบาล นางไม่เป็นที่รักของข้าพระบาทก็หาไม่ ขอความ  
			<remark  id="s2b28c8l18" />     เจริญจงมีแด่พระองค์ เชิญพระองค์เสด็จไปหานางอุมมาทันตีเถิด เหมือน  
			<remark  id="s2b28c8l19" />     ดังราชสีห์เข้าสู่ถ้ำสิลา ฉะนั้น.  
			<remark  id="s2b28c8l20" />[๒๙] นักปราชญ์ทั้งหลายถูกความทุกข์ของตนบีบคั้นแล้ว ย่อมไม่ละกรรมที่มี  
			<remark  id="s2b28c8l21" />     ผลเป็นสุข แม้จะเป็นผู้หลงมัวเมาด้วยความสุข ก็ย่อมไม่ประพฤติบาป  
			<remark  id="s2b28c8l22" />     กรรม.  
			<remark  id="s2b28c8l23" />[๓๐] ก็พระองค์เป็นทั้งพระมารดาพระบิดา เป็นผู้เลี้ยงดู เป็นเจ้านาย เป็น  
			<remark  id="s2b28c8l24" />     ผู้พอกเลี้ยง และเป็นเทวดาของข้าพระองค์ ข้าพระองค์พร้อมด้วยบุตร  
			<remark  id="s2b28c8l25" />     และภรรยาเป็นทาสของพระองค์ ขอพระองค์ทรงบริโภคกามตามความ  
			<remark  id="s2b28c8l26" />     สุขเถิด.  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b28c9" >
		<para id="s2b28c9p">
			<remark  id="s2b28c9l1" />[๓๑] ผู้ใดย่อมทำบาปด้วยความสำคัญว่า เราเป็นผู้ยิ่งใหญ่ และครั้นกระทำ  
			<remark  id="s2b28c9l2" />     แล้วก็ไม่สะดุ้งกลัวต่อชนเหล่าอื่น ผู้นั้นย่อมไม่เป็นอยู่ตลอดอายุยืนยาว  
			<remark  id="s2b28c9l3" />     เพราะกรรมนั้น แม้เทวดาก็มองดูผู้นั้นด้วยนัยน์ตาอันเหยียดหยาม.  
			<remark  id="s2b28c9l4" />[๓๒] ชนเหล่าใดตั้งอยู่ในธรรม ย่อมรับทานที่เป็นของผู้อื่นอันเจ้าของมอบให้  
			<remark  id="s2b28c9l5" />     แล้ว ชนเหล่านั้นเป็นผู้รับด้วย เป็นผู้ให้ในทานนั้นด้อย ได้ชื่อว่าทำ  
			<remark  id="s2b28c9l6" />     กรรมอันมีผลเป็นสุขในเพราะทานนั้นแท้จริง.  
			<remark  id="s2b28c9l7" />[๓๓] คนอื่นใครเล่าในแผ่นดินทั้งโลก จะพึงเชื่อท่านหรือว่า  นางอุมมาทันตี  
			<remark  id="s2b28c9l8" />     ไม่เป็นที่รักของเรา  เมื่อท่านให้นางอุมมาทันตีภรรยายอดรักแล้ว ไม่  
			<remark  id="s2b28c9l9" />     เห็นนางภายหลัง ความคับแค้นใจอย่างร้ายแรงจะพึงมีแก่ท่าน.  
			<remark  id="s2b28c9l10" />[๓๔] ข้าแต่พระจอมประชาชน  นางอุมมาทันตีนั้นเป็นที่รักของข้าพระบาท  
			<remark  id="s2b28c9l11" />     โดยแท้ ข้าแต่พระภูมิบาล  นางไม่เป็นที่รักของข้าพระบาทก็หาไม่  
			<remark  id="s2b28c9l12" />     ข้าพระบาทยอมถวายนางอุมมาทันตีแก่พระองค์  พระองค์จงทรงอภิรมย์  
			<remark  id="s2b28c9l13" />     อยู่กับนางเต็มพระหฤทัยปรารถนาแล้ว จงทรงสลัดเสีย.  
			<remark  id="s2b28c9l14" />[๓๕] ผู้ใดก่อทุกข์ให้แก่ผู้อื่นด้วยทุกข์ของตน หรือก่อความสุขของตนด้วย  
			<remark  id="s2b28c9l15" />     ความสุขของผู้อื่น ผู้ใดรู้อย่างนี้ว่า  ความสุขและความทุกข์ของเรานี้ก็  
			<remark  id="s2b28c9l16" />     เหมือนของผู้อื่น  ผู้นั้นชื่อว่ารู้ธรรม ฯ  
			<remark  id="s2b28c9l17" />[๓๖] คนอื่นใครเล่าในแผ่นดินทั้งโลก จะพึงเชื่อท่านหรือว่านางอุมมาทันตี  
			<remark  id="s2b28c9l18" />     ไม่เป็นที่รักของเรา เมื่อท่านให้นางอุมมาทันตีภรรยายอดรักแล้ว ไม่เห็น  
			<remark  id="s2b28c9l19" />     นางภายหลัง  ความคับแค้นใจอย่างร้ายแรงจะพึงมีแก่ท่าน  
			<remark  id="s2b28c9l20" />[๓๗] ข้าแต่พระองค์ผู้จอมประชาชน พระองค์ย่อมทรงทราบว่า นางอุมมาทันตี  
			<remark  id="s2b28c9l21" />     นี้เป็นที่รักของข้าพระบาท ข้าแต่พระจอมภูมิบาล นางนั้นไม่เป็นที่รัก  
			<remark  id="s2b28c9l22" />     ของข้าพระบาทก็หาไม่ ข้าพระบาทขอถวายสิ่งอันเป็นที่รักแก่พระองค์  
			<remark  id="s2b28c9l23" />     ด้วยสิ่งอันเป็นที่รัก  ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐ ผู้ให้สิ่งอันเป็นที่รัก  
			<remark  id="s2b28c9l24" />     ย่อมได้สิ่งอันเป็นที่รัก.  
			<remark  id="s2b28c9l25" />[๓๘] เรานั้นจักฆ่าตนอันมีกามเป็นเหตุโดยแท้ เราไม่อาจฆ่าธรรมด้วยอธรรม  
			<remark  id="s2b28c9l26" />     ได้เลย.  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b28c10" >
		<para id="s2b28c10p">
			<remark  id="s2b28c10l1" />[๓๙] ข้าแต่พระจอมประชาชน ผู้แกล้วกล้ากว่านรชน ผู้ประเสริฐ ถ้าพระองค์  
			<remark  id="s2b28c10l2" />     ไม่ต้องพระประสงค์นางอุมมาทันตี ผู้เป็นของข้าพระบาทไซร้ ข้าพระบาท  
			<remark  id="s2b28c10l3" />     จะสละนางในท่ามกลางชนทั้งปวง  พระองค์พึงรับสั่งให้นำนางผู้พ้นจาก  
			<remark  id="s2b28c10l4" />     ข้าพระบาทแล้วมาจากที่นั้นเถิด พระเจ้าข้า.  
			<remark  id="s2b28c10l5" />[๔๐] ดูกรอภิปารกเสนาบดีผู้กระทำประโยชน์  ถ้าท่านจะสละนางอุมมาทันตี  
			<remark  id="s2b28c10l6" />     ผู้หาประโยชน์มิได้ เพื่อสิ่งอันไม่เป็นประโยชน์แก่ท่าน ความค่อนว่า  
			<remark  id="s2b28c10l7" />     อย่างใหญ่หลวงจะพึงมีแก่ท่าน อนึ่ง แม้การใส่ร้ายในพระนครก็จะพึง  
			<remark  id="s2b28c10l8" />     มีแก่ท่าน.  
			<remark  id="s2b28c10l9" />[๔๑] ข้าแต่พระจอมภูมิบาล ข้าพระบาทจักอดกลั้นความค่อนว่าคำนินทา คำ  
			<remark  id="s2b28c10l10" />     สรรเสริญ และคำติเตียนทั้งหมด ความค่อนว่าเป็นต้นนั้นจงตกอยู่แก่ข้า  
			<remark  id="s2b28c10l11" />     พระบาท ข้าแต่พระจอมแห่งชนชาวสีพี ขอพระองค์ทรงบริโภคกามตาม  
			<remark  id="s2b28c10l12" />     ความสำราญเถิด ผู้ใดไม่ถือเอาความนินทา ความสรรเสริญ ความ  
			<remark  id="s2b28c10l13" />     ติเตียน และแม้การบูชา สิริและปัญญาย่อมปราศไปจากผู้นั้น เหมือน  
			<remark  id="s2b28c10l14" />     ดังน้ำฝนปราศไปจากดอน ฉะนั้น ข้าพระบาทจักยอมรับความทุกข์ความ  
			<remark  id="s2b28c10l15" />     สุข สิ่งที่ล่วงธรรมดาและความคับแค้นใจทั้งหมดเพราะเหตุแห่งการสละ  
			<remark  id="s2b28c10l16" />     นี้ด้วยอก เหมือนดังแผ่นดินรองรับสิ่งของทั้งของคนมั่นคงและคนสะดุ้ง  
			<remark  id="s2b28c10l17" />     ฉะนั้น.  
			<remark  id="s2b28c10l18" />[๔๒] เราไม่ปรารถนาสิ่งที่ล่วงธรรมดา ความคับแค้นใจและความทุกข์ของชน  
			<remark  id="s2b28c10l19" />     เหล่าอื่น เราแม้ผู้เดียวจักเป็นผู้ตั้งอยู่ในธรรม ไม่ยังประโยชน์หน่อย  
			<remark  id="s2b28c10l20" />     หนึ่งให้เสื่อม ข้ามภาระนี้ไป.  
			<remark  id="s2b28c10l21" />[๔๓] ข้าแต่จอมประชาชน บุญกรรมย่อมให้เข้าถึงสวรรค์ พระองค์อย่าได้ทรง  
			<remark  id="s2b28c10l22" />     ทำอันตรายแก่ข้าพระบาทเสียเลย ข้าพระบาทมีใจเลื่อมใสขอถวายนาง  
			<remark  id="s2b28c10l23" />     อุมมาทันตีแด่พระองค์  ดังพระราชาทรงประทานทรัพย์สำหรับบูชายัญ  
			<remark  id="s2b28c10l24" />     แก่พราหมณ์ทั้งหลาย ฉะนั้น.  
			<remark  id="s2b28c10l25" />[๔๔] ท่านเป็นผู้เกื้อกูลแก่เราในการกระทำประโยชน์แน่แท้  นางอุมมาทันตี  
			<remark  id="s2b28c10l26" />     และท่านเป็นสหายของเรา เทวดาและพรหมทั้งหมดเห็นความชั่วอันเป็น  
			<remark  id="s2b28c10l27" />     ไปในภายหน้า พึงติเตียนได้  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b28c11" >
		<para id="s2b28c11p">
			<remark  id="s2b28c11l1" />[๔๕] ข้าแต่พระเจ้าสีวิราช ชาวนิคมและชาวชนบททั้งหมด ไม่พึงคัดค้าน  
			<remark  id="s2b28c11l2" />     กรรมอันเป็นธรรมนั้นเลย ข้าพระบาทขอถวายนางอุมมาทันตีแก่พระองค์  
			<remark  id="s2b28c11l3" />     พระองค์จงทรงอภิรมย์อยู่กับนางเต็มพระหฤทัยปรารถนาแล้ว  จงทรง  
			<remark  id="s2b28c11l4" />     สลัดเสีย.  
			<remark  id="s2b28c11l5" />[๔๖] ท่านเป็นผู้เกื้อกูลแก่เราในการทำประโยชน์แน่แท้ นางอุมมาทันตีและ  
			<remark  id="s2b28c11l6" />     ท่านเป็นสหายของเรา ธรรมของสัตบุรุษที่ประกาศดีแล้ว ยากที่จะละ  
			<remark  id="s2b28c11l7" />     ได้ เหมือนเขตแดนของสมุทรฉะนั้น.  
			<remark  id="s2b28c11l8" />[๔๗] ข้าแต่พระราชา พระองค์เป็นผู้ควรของคำนับของข้าพระองค์ เป็นผู้หวัง  
			<remark  id="s2b28c11l9" />     ประโยชน์เกื้อกูล เป็นผู้ทรงไว้ เป็นผู้ประทานความสุข และทรงรักษา  
			<remark  id="s2b28c11l10" />     ความปรารถนาไว้ ยัญที่บูชาในพระองค์ย่อมมีผลมาก ขอพระองค์ทรง  
			<remark  id="s2b28c11l11" />     รับนางอุมมาทันตีตามความปรารถนาของข้าพระองค์เถิด.  
			<remark  id="s2b28c11l12" />[๔๘] ดูกรอภิปรารกเสนาบดีผู้เป็นบุตรแห่งท่านผู้กระทำประโยชน์ ท่านได้  
			<remark  id="s2b28c11l13" />     ประพฤติแล้วซึ่งธรรมทั้งปวงแก่เราโดยแท้ นอกจากท่าน มนุษย์อื่นใคร  
			<remark  id="s2b28c11l14" />     เล่าหนอจักเป็นผู้กระทำความสวัสดีในเวลาอรุณขึ้น ในชีวโลกนี้.  
			<remark  id="s2b28c11l15" />[๔๙] พระองค์เป็นผู้ประเสริฐ เป็นผู้เยี่ยม พระองค์ทรงดำเนินโดยธรรม ทรง  
			<remark  id="s2b28c11l16" />     รู้แจ้งธรรม มีพระปัญญาดี  ขอพระองค์ผู้อันธรรมคุ้มครองแล้วจงทรง  
			<remark  id="s2b28c11l17" />     พระชนม์ยั่งยืนนาน ข้าแต่พระองค์ผู้รักษาธรรม ขอพระองค์โปรดแสดง  
			<remark  id="s2b28c11l18" />     ธรรมแก่ข้าพระองค์เถิด.  
			<remark  id="s2b28c11l19" />[๕๐] ดูกรอภิปารกเสนาบดี เชิญท่านฟังคำของเราเถิด เราจักแสดงธรรมที่  
			<remark  id="s2b28c11l20" />     สัตบุรุษส้องเสพแก่ท่าน พระราชาชอบใจธรรมจึงจะดีงาม นรชนผู้มี  
			<remark  id="s2b28c11l21" />     ความรู้รอบจึงจะดีงาม ความไม่ประทุษร้ายต่อมิตรเป็นความดี การไม่  
			<remark  id="s2b28c11l22" />     กระทำบาปเป็นสุข มนุษย์ทั้งหลายพึงอยู่เป็นสุข ในแว่นแคว้นของพระ  
			<remark  id="s2b28c11l23" />     ราชาผู้ไม่ทรงกริ้วโกรธ ทรงตั้งอยู่ในธรรม เหมือนเรือนของตนอันมีร่ม  
			<remark  id="s2b28c11l24" />     เงาเย็นฉะนั้น เราย่อมไม่ชอบใจกรรมที่ทำด้วยความไม่พิจารณาอันเป็น  
			<remark  id="s2b28c11l25" />     กรรมไม่ดีนั้นเลย แม้พระราชาเหล่าใดทรงทราบแล้วไม่ทรงทำเอง เรา  
			<remark  id="s2b28c11l26" />     ชอบใจกรรมของพระราชาเหล่านั้น ขอท่านจงฟังอุปมาของเราต่อไปนี้ ถ้า  
			<remark  id="s2b28c11l27" />     เมื่อฝูงโคว่ายข้ามฟากไปอยู่ โคผู้นำฝูงว่ายไปคด โคทั้งหมดนั้นก็ว่ายไป  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b28c12" >
		<para id="s2b28c12p">
			<remark  id="s2b28c12l1" />     คด ในเมื่อโคนำฝูงว่ายคด ฉันใด ในหมู่มนุษย์ก็ฉันนั้น ผู้ใดได้รับยกย่อง  
			<remark  id="s2b28c12l2" />     ว่าเป็นผู้ประเสริฐ ถ้าผู้นั้นประพฤติอธรรมจะป่วยกล่าวไปไยถึงประชาชน  
			<remark  id="s2b28c12l3" />     นอกนี้  รัฐทั้งหมดย่อมอยู่เป็นทุกข์ ถ้าพระราชาไม่ทรงตั้งอยู่ในธรรม  
			<remark  id="s2b28c12l4" />     เมื่อฝูงโคว่ายข้ามไปอยู่ ถ้าโคผู้นำฝูงว่ายไปตรง โคทั้งหมดนั้นก็ว่ายไป  
			<remark  id="s2b28c12l5" />     ตรง ในเมื่อโคนำฝูงว่ายไปตรง ฉันใด ในหมู่มนุษย์ก็ฉันนั้น ผู้ใดได้รับ  
			<remark  id="s2b28c12l6" />     ยกย่องว่าเป็นผู้ประเสริฐ  ถ้าผู้นั้นประพฤติธรรม จะป่วยกล่าวไปไยถึง  
			<remark  id="s2b28c12l7" />     ประชาชนนอกนี้ รัฐทั้งหมดย่อมอยู่เป็นสุข ถ้าพระราชาทรงตั้งอยู่ใน  
			<remark  id="s2b28c12l8" />     ธรรม  ดูกรอภิปารกเสนาบดี  เราไม่พึงปรารถนาเพื่อความเป็นเทวดา  
			<remark  id="s2b28c12l9" />     และเพื่อครอบครองแผ่นดินทั้งหมดนี้ โดยอธรรม รัตนะอย่างใดอย่าง  
			<remark  id="s2b28c12l10" />     หนึ่งคือ โค ทาส เงิน ผ้า และจันทน์เทศ  มีอยู่ในมนุษย์นี้ เราจะไม่  
			<remark  id="s2b28c12l11" />     ประพฤติผิดธรรมเพราะความปรารถนารัตนะเหล่านั้น บุคคลไม่พึงประ  
			<remark  id="s2b28c12l12" />     พฤติผิดธรรมเพราะเหตุแห่งสมบัตินั้น เป็นต้นว่า ม้า หญิง แก้วมณี  
			<remark  id="s2b28c12l13" />     หรือแม้พระจันทร์และพระอาทิตย์ที่รักษาอยู่ เราเป็นผู้องอาจ เกิดใน  
			<remark  id="s2b28c12l14" />     ท่ามกลางแห่งชาวสีพีทั้งหลาย ฉะนั้น เราจะไม่ประพฤติผิดธรรมเพราะ  
			<remark  id="s2b28c12l15" />     เหตุแห่งสมบัตินั้น เราจะเป็นผู้นำ จะเป็นผู้เกื้อกูล เป็นผู้เฟื่องฟูปกครอง  
			<remark  id="s2b28c12l16" />     แว่นแคว้น จักเป็นผู้เคารพธรรม  ของชาวสีพี จะเป็นผู้คิดค้นซึ่ง  
			<remark  id="s2b28c12l17" />     ธรรม เพราะฉะนั้น เราจะไม่เป็นไปในอำนาจแห่งจิตของตน  
			<remark  id="s2b28c12l18" />[๕๑] ข้าแต่พระมหาราชเจ้า  พระองค์ทรงประพฤติธรรมอันไม่มีความฉิบหาย  
			<remark  id="s2b28c12l19" />     เป็นแดนเกษมอยู่เป็นนิจแน่แท้ พระองค์จักดำรงราชสมบัติอยู่ยั่งยืน  
			<remark  id="s2b28c12l20" />     นาน เพราะพระปัญญาของพระองค์เป็นเช่นนั้น พระองค์ไม่ทรงประมาท  
			<remark  id="s2b28c12l21" />     ธรรมใด ข้าพระองค์ขออนุโมทนาธรรมนั้นของพระองค์ กษัตริย์ผู้เป็น  
			<remark  id="s2b28c12l22" />     อิสระทรงประมาทธรรมแล้ว ย่อมเคลื่อนจากรัฐ ข้าแต่พระมหากษัตริย์  
			<remark  id="s2b28c12l23" />     ขัตติยราช  ขอพระองค์จงทรงประพฤติธรรมในพระชนนีและพระชนก  
			<remark  id="s2b28c12l24" />     ครั้นทรงประพฤติธรรมในโลกนี้แล้วจักเสด็จสู่สวรรค์ พระองค์จงทรง  
			<remark  id="s2b28c12l25" />     ประพฤติธรรมในพระราชบุตรและพระมเหสี ครั้นทรงประพฤติธรรม  
			<remark  id="s2b28c12l26" />     ในโลกนี้แล้วจักเสด็จสู่สวรรค์ ขอพระองค์จงทรงประพฤติธรรมในมิตร  
			<remark  id="s2b28c12l27" />     และอำมาตย์ ... ในราชพาหนะและทะแกล้วทหาร ... ในบ้านและนิคม ...  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b28c13" >
		<para id="s2b28c13p">
			<remark  id="s2b28c13l1" />     ในแว่นแคว้นและชนบท ... ในสมณะและพราหมณ์ ... ในเนื้อและนก  
			<remark  id="s2b28c13l2" />     ทั้งหลาย ... ครั้นพระองค์ทรงประพฤติธรรมในโลกนี้แล้วจักเสด็จสู่สวรรค์  
			<remark  id="s2b28c13l3" />     ข้าแต่พระมหาราชเจ้า  ขอพระองค์จงประพฤติธรรมเถิด เพราะว่าธรรม  
			<remark  id="s2b28c13l4" />     ที่ประพฤติแล้วย่อมนำสุขมาให้ ครั้นพระองค์ทรงประพฤติธรรมในโลก  
			<remark  id="s2b28c13l5" />     นี้แล้ว จักเสด็จสู่สวรรค์ ข้าแต่พระมหาราชเจ้า ขอพระองค์จงทรง  
			<remark  id="s2b28c13l6" />     ประพฤติธรรมเถิด ด้วยว่าพระอินทร์ เทวดา พร้อมทั้งพรหม เป็นผู้  
			<remark  id="s2b28c13l7" />     ถึงทิพยสถานเพราะธรรมที่ประพฤติแล้ว ข้าแต่พระราชา พระองค์อย่า  
			<remark  id="s2b28c13l8" />     ทรงประมาทธรรมเลย.  
			<remark  id="s2b28c13l9" />                      จบ อุมมาทันตีชาดกที่ ๒  
			<remark  id="s2b28c13l10" />                       ๓. มหาโพธิชาดก  
			<remark  id="s2b28c13l11" />                      ว่าด้วยปฏิปทาของผู้นำ  
			<remark  id="s2b28c13l12" />[๕๒] ข้าแต่ท่านพราหมณ์  เพราะเหตุไรหนอ ท่านจึงรีบร้อนถือเอาไม้เท้า  
			<remark  id="s2b28c13l13" />     หนังเสือ ร่ม รองเท้า ไม้ขอ บาตร และผ้าพาด ท่านปรารถนาจะไป  
			<remark  id="s2b28c13l14" />     ยังทิศไหนหนอ.  
			<remark  id="s2b28c13l15" />[๕๓] ตลอด ๑๒ ปีที่อาตมภาพอยู่ในสำนักของมหาบพิตรนี้  อาตมภาพมิได้รู้  
			<remark  id="s2b28c13l16" />     สึกถึงเสียงที่สุนัขเหลืองมันคำรามด้วยหูเลย  ดูกรพระองค์ผู้เป็นใหญ่  
			<remark  id="s2b28c13l17" />     เพราะมหาบพิตรพร้อมด้วยพระมเหสีปราศจากความเชื่อถือในเขา มาทรง  
			<remark  id="s2b28c13l18" />     เชื่อฟังอาตมภาพ มันจึงแยกเขี้ยวขาวเห่าอยู่ คล้ายกับว่าไม่เคยรู้จัก  
			<remark  id="s2b28c13l19" />     กัน ฉะนั้น.  
			<remark  id="s2b28c13l20" />[๕๔] ข้าแต่ท่านพราหมณ์ โทษที่ข้าพเจ้าทำแล้วนั้น จริงตามที่ท่านกล่าว ข้าพเจ้า  
			<remark  id="s2b28c13l21" />     นี้ย่อมเลื่อมใสยิ่งนัก ขอท่านจงอยู่เถิด อย่าเพิ่งไปเสียเลย ท่านพราหมณ์.  
			<remark  id="s2b28c13l22" />[๕๕] เมื่อก่อนข้าวสุขขาวล้วน ภายหลังก็มีสิ่งอื่นเจือปน บัดนี้ แดงล้วน  
			<remark  id="s2b28c13l23" />     เวลานี้เป็นเวลาสมควรที่อาตมภาพจะหลีกไป  อนึ่ง เมื่อก่อนอาสนะมี  
			<remark  id="s2b28c13l24" />     ในภายใน  ต่อมามีในท่ามกลาง ต่อมามีข้างนอก ต่อมาก็จะถูกขับไล่  
			<remark  id="s2b28c13l25" />     ออกจากพระราชนิเวศน์ อาตมภาพจะขอไปเสียเองละ บุคคลไม่ควร  
			<remark  id="s2b28c13l26" />     คบหาคนที่ปราศจากศรัทธา เหมือนบ่อที่ไม่มีน้ำ ฉะนั้น ถ้าแม้บุคคล  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b28c14" >
		<para id="s2b28c14p">
			<remark  id="s2b28c14l1" />     จะพึงขุดบ่อน้ำนั้น บ่อนั้นก็จะมีน้ำที่มีกลิ่นโคลนตม บุคคลควรคบคน  
			<remark  id="s2b28c14l2" />     ที่เลื่อมใสเท่านั้น ควรเว้นคนที่ไม่เลื่อมใส ควรเข้าไปนั่งใกล้คนที่  
			<remark  id="s2b28c14l3" />     เลื่อมใส เหมือนคนผู้ต้องการน้ำเข้าไปหาห้วงน้ำ ฉะนั้น ควรคบคนผู้  
			<remark  id="s2b28c14l4" />     คบด้วย  ไม่ควรคบคนผู้ไม่คบด้วย  ผู้ใดไม่คบคนผู้คบด้วย ผู้นั้นชื่อ  
			<remark  id="s2b28c14l5" />     ว่ามีธรรมของอสัตบุรุษ ผู้ใดไม่คบคนผู้คบด้วย ไม่ซ่องเสพคนผู้ซ่อง  
			<remark  id="s2b28c14l6" />     เสพด้วย ผู้นั้นแล เป็นมนุษย์ชั่วช้าที่สุด  เหมือนลิง ฉะนั้น มิตร  
			<remark  id="s2b28c14l7" />     ทั้งหลายย่อมแหนงหน่ายกันด้วยเหตุ ๓ ประการนี้ คือ ด้วยการคลุกคลี  
			<remark  id="s2b28c14l8" />     กันเกินไป ๑ ด้วยการไม่ไปมาหากัน ๑ ด้วยการขอในเวลาไม่สมควร ๑  
			<remark  id="s2b28c14l9" />     เพราะฉะนั้น บุคคลจึงไม่ควรไปมาหากันให้พร่ำเพรื่อนัก ไม่ควรเหิน  
			<remark  id="s2b28c14l10" />     ห่างไปให้เนิ่นนาน และควรขอสิ่งที่ควรขอตามเหตุกาลที่สมควร ด้วย  
			<remark  id="s2b28c14l11" />     อาการอย่างนี้ มิตรทั้งหลายจึงจะไม่แหนงหน่ายกัน คนที่รักกันย่อม  
			<remark  id="s2b28c14l12" />     ไม่เป็นที่รักกันได้เพราะการอยู่ร่วมกันนานเกินควร  อาตมภาพมิได้เป็น  
			<remark  id="s2b28c14l13" />     ที่รักของมหาบพิตรมาก่อน  เพราะฉะนั้น อาตมภาพจึงขอลาพระองค์  
			<remark  id="s2b28c14l14" />     ไปก่อนละ.  
			<remark  id="s2b28c14l15" />[๕๖] ถ้าพระคุณเจ้าไม่รับอัญชลี ของสัตว์ผู้เป็นบริวารมาอ้อนวอนอยู่อย่างนี้  
			<remark  id="s2b28c14l16" />     ไม่กระทำตามคำขอร้องของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าวิงวอนพระคุณเจ้า  ขอ  
			<remark  id="s2b28c14l17" />     พระคุณเจ้าโปรดกลับมาเยี่ยมอีก.  
			<remark  id="s2b28c14l18" />[๕๗] ดูกรมหาบพิตรผู้ผดุงรัฐ ถ้าเมื่อเราทั้งหลายอยู่อย่างนี้ อันตรายจักไม่มี  
			<remark  id="s2b28c14l19" />     แม้ไฉนเราทั้งหลายพึงเห็นการล่วงไปแห่งวันและคืนของมหาบพิตรและ  
			<remark  id="s2b28c14l20" />     ของอาตมภาพ.  
			<remark  id="s2b28c14l21" />[๕๘] ถ้าถ้อยคำของท่านเป็นไปตามคติที่ดีและตามสุภาพ สัตว์กระทำกรรมที่ไม่  
			<remark  id="s2b28c14l22" />     ควรทำบ้าง ที่ควรทำบ้าง เพราะความไม่ใคร่ในกรรมที่สัตว์กระทำ สัตว์  
			<remark  id="s2b28c14l23" />     อะไรในโลกนี้จะเปื้อนด้วยบาปเล่า  ถ้าเนื้อความแห่งภาษิตของท่านนั้น  
			<remark  id="s2b28c14l24" />     เป็นอรรถเป็นธรรมและเป็นถ้อยคำงาม ไม่ชั่วช้า ถ้าถ้อยคำของท่านเป็น  
			<remark  id="s2b28c14l25" />     ความจริง ลิงก็เป็นอันเราฆ่าดีแล้ว ถ้าท่านรู้ความผิดแห่งวาทะของตน  
			<remark  id="s2b28c14l26" />     ก็จะไม่พึงติเตียนเราเลย เพราะว่าวาทะของท่านเป็นเช่นนั้น.  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b28c15" >
		<para id="s2b28c15p">
			<remark  id="s2b28c15l1" />[๕๙] ถ้าว่าพระเป็นเจ้าสร้างชีวิต สร้างฤทธิ์ สร้างความพินาศ  สร้างกรรมดี  
			<remark  id="s2b28c15l2" />     และกรรมชั่ว ให้แก่โลกทั้งหมดไซร้ บุรุษผู้กระทำตามคำสั่งของพระ  
			<remark  id="s2b28c15l3" />     เป็นเจ้าก็ย่อมทำบาปได้ พระเป็นเจ้าย่อมเปื้อนด้วยบาปนั้นเอง  ถ้า  
			<remark  id="s2b28c15l4" />     เนื้อความแห่งภาษิตของท่านเป็นอรรถเป็นธรรม ... เพราะว่าวาทะท่านเป็น  
			<remark  id="s2b28c15l5" />     เช่นนั้น.  
			<remark  id="s2b28c15l6" />[๖๐] ถ้าสัตว์ย่อมเข้าถึงสุขและทุกข์ เพราะเหตุแห่งกรรมที่กระทำไว้แล้วใน  
			<remark  id="s2b28c15l7" />     ปางก่อน กรรมเก่าที่กระทำไว้แล้ว เขาย่อมเปลื้องหนี้นั้นได้ ทางพ้นจาก  
			<remark  id="s2b28c15l8" />     หนี้เก่ามีอยู่ ใครเล่าในโลกนี้จะเปื้อนด้วยบาป ถ้าเนื้อความแห่งภาษิต  
			<remark  id="s2b28c15l9" />     ของท่าน เป็นอรรถเป็นธรรม ... เพราะว่าวาทะของท่านเป็นเช่นนั้น.  
			<remark  id="s2b28c15l10" />[๖๑] รูปของสัตว์ทั้งหลาย ย่อมเป็นอยู่ได้เพราะอาศัยธาตุ ๔ เท่านั้น ก็รูปเกิด  
			<remark  id="s2b28c15l11" />     จากสิ่งใด ย่อมเข้าถึงในสิ่งนั้นอย่างเดิม ชีพย่อมเป็นอยู่ในโลกนี้เท่านั้น  
			<remark  id="s2b28c15l12" />     ละไปแล้วย่อมพินาศในโลกหน้า  โลกนี้ขาดสูญ  เมื่อโลกขาดสูญอยู่  
			<remark  id="s2b28c15l13" />     อย่างนี้  ชนเหล่าใดทั้งที่เป็นพาลทั้งที่เป็นบัณฑิต  ชนเหล่านั้นย่อม  
			<remark  id="s2b28c15l14" />     ขาดสูญทั้งหมด  ใครเล่าในโลกนี้จะเปื้อนด้วยบาป ถ้าเนื้อความแห่ง  
			<remark  id="s2b28c15l15" />     ภาษิตของท่านเป็นอรรถเป็นธรรม ... เพราะว่าวาทะของท่านเป็นเช่นนั้น.  
			<remark  id="s2b28c15l16" />[๖๒] อาจารย์ทั้งหลายผู้มีวาทะว่า การฆ่ามารดาบิดา เป็นกิจที่ควรทำ ได้  
			<remark  id="s2b28c15l17" />     กล่าวไว้แล้วในโลก พวกคนพาลผู้สำคัญตนว่าเป็นบัณฑิต พึงฆ่ามารดา  
			<remark  id="s2b28c15l18" />     บิดา พึงฆ่าพี่ ฆ่าน้อง ฆ่าบุตร และภรรยา ถ้าประโยชน์เช่นนั้นพึงมี.  
			<remark  id="s2b28c15l19" />[๖๓] บุคคลพึงนั่งหรือนอนที่ร่มไม้ใด ไม่ควรหักกิ่งไม้นั้น เพราะว่าผู้ประทุษ  
			<remark  id="s2b28c15l20" />     ร้ายมิตรเป็นคนเลวทราม ถ้าเมื่อมีความต้องการเกิดขึ้นก็ควรถอนไปแม้  
			<remark  id="s2b28c15l21" />     ทั้งราก แม้ประโยชน์ที่จะมีต่อเรามาก วานรเป็นอันเราฆ่าดีแล้ว ถ้า  
			<remark  id="s2b28c15l22" />     เนื้อความแห่งภาษิตของท่านเป็นอรรถเป็นธรรม ... เพราะวาทะของท่าน  
			<remark  id="s2b28c15l23" />     เป็นเช่นนั้น.  
			<remark  id="s2b28c15l24" />[๖๔] บุรุษผู้มีวาทะว่าหาเหตุมิได้ ๑ ผู้มีวาทะว่าพระเจ้าสร้างโลก ๑ ผู้มีวาทะ  
			<remark  id="s2b28c15l25" />     ว่าสุขและทุกข์เกิดเพราะกรรมที่ทำมาก่อน ๑  ผู้มีวาทะว่าขาดสูญ ๑  
			<remark  id="s2b28c15l26" />     คนที่มีวาทะว่าฆ่าบิดามารดาเป็นกิจที่ควรทำ ๑ ทั้ง ๕ คนนี้ เป็นอสัต  
			<remark  id="s2b28c15l27" />     บุรุษ เป็นคนพาล แต่มีความสำคัญว่าตนเป็นบัณฑิตในโลก คนเช่นนั้น  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b28c16" >
		<para id="s2b28c16p">
			<remark  id="s2b28c16l1" />     พึงกระทำบาปเองก็ได้  พึงชักชวนผู้อื่นให้กระทำก็ได้ ความคลุกคลีด้วย  
			<remark  id="s2b28c16l2" />     อสัตบุรุษมีทุกข์เป็นที่สุด มีผลเผ็ดร้อนเป็นกำไร.  
			<remark  id="s2b28c16l3" />[๖๕] ในปางก่อน นกยางตัวหนึ่งมีรูปเหมือนแกะ พวกแกะไม่รังเกียจ เข้า  
			<remark  id="s2b28c16l4" />     ไปยังฝูงแกะ  ฆ่าแกะทั้งตัวเมียตัวผู้ ครั้นฆ่าแล้ว ก็บินหนีไปด้วยอาการ  
			<remark  id="s2b28c16l5" />     อย่างใด  สมณพราหมณ์บางพวกก็มีอาการเหมือนอย่างนั้น กระทำการ  
			<remark  id="s2b28c16l6" />     ปิดบังตัว เที่ยวหลอกลวงมนุษย์  บางพวกประพฤติไม่กินอาหาร บาง  
			<remark  id="s2b28c16l7" />     พวกนอนบนแผ่นดิน บางพวกทำกริยาขัดถูธุลีในตัว บางพวกตั้งความ  
			<remark  id="s2b28c16l8" />     เพียรเดินกระโหย่ง บางพวกงดกินอาหารชั่วคราว บางพวกไม่ดื่มน้ำ  
			<remark  id="s2b28c16l9" />     เป็นผู้มีอาจาระเลวทราม เที่ยวพูดอวดว่าเป็นพระอรหันต์ คนเหล่านี้  
			<remark  id="s2b28c16l10" />     เป็นอสัตบุรุษ เป็นคนพาลแต่มีความสำคัญว่าตนเป็นบัณฑิต คนเช่นนั้น  
			<remark  id="s2b28c16l11" />     พึงกระทำบาปเองก็ได้ พึงชักชวนผู้อื่นให้กระทำก็ได้ ความคลุกคลีด้วย  
			<remark  id="s2b28c16l12" />     อสัตบุรุษมีทุกข์เป็นที่สุด มีผลเผ็ดร้อนเป็นกำไร พวกคนที่กล่าวว่าความ  
			<remark  id="s2b28c16l13" />     เพียรไม่มี และพวกที่กล่าวหาเหตุติเตียนการกระทำของผู้อื่นบ้าง กล่าว  
			<remark  id="s2b28c16l14" />     สรรเสริญการกระทำของตนบ้าง และพูดเปล่าๆ บ้าง คนเหล่านี้เป็น  
			<remark  id="s2b28c16l15" />     อสัตบุรุษ เป็นคนพาล แต่มีความสำคัญตนว่า เป็นบัณฑิต คนเช่นนั้น  
			<remark  id="s2b28c16l16" />     พึงกระทำบาปเองก็ได้ พึงชักชวนให้ผู้อื่นกระทำก็ได้ ความคลุกคลีด้วย  
			<remark  id="s2b28c16l17" />     อสัตบุรุษมีทุกข์เป็นที่สุด มีผลเผ็ดร้อนอันเป็นกำไร ก็ถ้าความเพียรไม่  
			<remark  id="s2b28c16l18" />     พึงมี กรรมดีกรรมชั่วไม่มีไซร้ พระราชาก็จะไม่ทรงชุบเลี้ยงพวกช่างไม้  
			<remark  id="s2b28c16l19" />     แม้นายช่างก็ไม่พึงกระทำยนต์ทั้งหลาย แต่เพราะความเพียรมีอยู่ กรรม  
			<remark  id="s2b28c16l20" />     ดีกรรมชั่วมีอยู่ ฉะนั้น นายช่างพึงกระทำยนต์ทั้งหลาย พระราชาก็ทรง  
			<remark  id="s2b28c16l21" />     ชุบเลี้ยงนายช่าง ถ้าฝนไม่ตก น้ำค้างไม่ตกตลอดร้อยปี  โลกนี้ก็พึงขาด  
			<remark  id="s2b28c16l22" />     สูญ  หมู่สัตว์ก็พึงพินาศ  แต่เพราะฝนก็ตกและน้ำค้างก็ยังโปรยอยู่  
			<remark  id="s2b28c16l23" />     ฉะนั้น ข้าวกล้าจึงสุกและเลี้ยงชาวเมืองให้ดำรงอยู่ได้นาน ถ้าเมื่อฝูงโค  
			<remark  id="s2b28c16l24" />     ข้ามฟากไปอยู่ โคผู้นำฝูงไปคด เมื่อมีโคผู้นำฝูงไปคด โคทั้งหมดนี้ก็ย่อม  
			<remark  id="s2b28c16l25" />     ไปคด ฉันใด ในหมู่มนุษย์ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ผู้ใดได้รับยกย่องว่าเป็น  
			<remark  id="s2b28c16l26" />     ผู้ประเสริฐสุด ถ้าผู้นั้นประพฤติไม่เป็นธรรม จะป่วยกล่าวไปไยถึงประ  
			<remark  id="s2b28c16l27" />     ชาชนนอกนี้ ชาวเมืองทั้งปวงย่อมอยู่เป็นทุกข์ ถ้าพระราชาไม่ทรงดำรง  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b28c17" >
		<para id="s2b28c17p">
			<remark  id="s2b28c17l1" />     อยู่ในธรรม ถ้าเมื่อฝูงโคข้ามฟากไปอยู่ โคผู้นำฝูงไปตรง เมื่อมีโคผู้นำฝูง  
			<remark  id="s2b28c17l2" />     ไปตรง  โคทั้งหมดนั้นก็ไปตรง ฉันใด ในหมู่มนุษย์ก็ฉันนั้นเหมือนกัน  
			<remark  id="s2b28c17l3" />     ผู้ใดได้รับสมมติว่าเป็นผู้ประเสริฐสุด ถ้าแม้ผู้นั้นประพฤติเป็นธรรม ไม่  
			<remark  id="s2b28c17l4" />     จำต้องกล่าวถึงประชาชนนอกนี้ ชาวเมืองทั้งปวงย่อมอยู่เป็นสุข ถ้าพระ  
			<remark  id="s2b28c17l5" />     ราชาทรงดำรงอยู่ในธรรม เมื่อต้นไม้ใหญ่มีผล ผู้ใดเก็บผลดิบมา ผู้นั้น  
			<remark  id="s2b28c17l6" />     ย่อมไม่รู้รสแห่งผลไม้นั้น ทั้งพืชพันธุ์ แห่งต้นไม้นั้นก็ย่อมพินาศ  รัฐ  
			<remark  id="s2b28c17l7" />     เปรียบด้วยต้นไม้ใหญ่  พระราชาใดทรงปกครองโดยไม่เป็นธรรม พระ  
			<remark  id="s2b28c17l8" />     ราชานั้นย่อมไม่รู้จักรสแห่งรัฐนั้น  และรัฐของพระราชานั้นก็ย่อม  
			<remark  id="s2b28c17l9" />     พินาศ เมื่อต้นไม้ใหญ่มีผล ผู้ใดเก็บเอาผลสุกๆ มา ผู้นั้นย่อมรู้รส  
			<remark  id="s2b28c17l10" />     แห่งผลไม้นั้น และพืชพันธุ์แห่งต้นไม้นั้นก็ไม่พินาศ  รัฐเปรียบด้วย  
			<remark  id="s2b28c17l11" />     ต้นไม้ใหญ่  พระราชาใดปกครองโดยธรรม พระราชานั้นย่อมทรงทราบ  
			<remark  id="s2b28c17l12" />     รสแห่งรัฐนั้น  และรัฐของพระราชานั้นก็ไม่พินาศ อนึ่ง ขัตติยราช  
			<remark  id="s2b28c17l13" />     พระองค์ใด  ทรงปกครองชนบทโดยไม่เป็นธรรม ขัตติยราชพระองค์นั้น  
			<remark  id="s2b28c17l14" />     ย่อมคลาดจากโอชะทั้งปวง อนึ่ง พระราชาพระองค์ใด ทรงเบียดเบียน  
			<remark  id="s2b28c17l15" />     ชาวนิคมผู้ประกอบการซื้อขาย  กระทำการถวายโอชะและพลีกรรม  
			<remark  id="s2b28c17l16" />     พระราชาพระองค์นั้นย่อมคลาดจากส่วนพระราชทรัพย์ พระราชาพระองค์  
			<remark  id="s2b28c17l17" />     ใด ทรงเบียดเบียนนายพรานผู้รู้เขตแห่งการประหารอย่างดี  และเบียด  
			<remark  id="s2b28c17l18" />     เบียนทหารผู้กระทำความชอบในสงคราม  เบียดเบียนอำมาตย์ผู้รุ่งเรือง  
			<remark  id="s2b28c17l19" />     พระราชาพระองค์นั้นย่อมคลาดจากพลนิกาย อนึ่ง กษัตริย์ผู้ไม่ประพฤติ  
			<remark  id="s2b28c17l20" />     ธรรม เบียดเบียนบรรพชิตผู้แสวงหาคุณ ผู้สำรวมประพฤติพรหมจรรย์  
			<remark  id="s2b28c17l21" />     กษัตริย์พระองค์นั้นย่อมคลาดจากสวรรค์ อนึ่ง พระราชาผู้ไม่ดำรงอยู่  
			<remark  id="s2b28c17l22" />     ในธรรม  ฆ่าพระชายาผู้ไม่ประทุษร้าย ย่อมได้ประสบเหตุแห่งทุกข์  
			<remark  id="s2b28c17l23" />     อย่างหนัก และย่อมผิดพลาดด้วยพระราชบุตรทั้งหลาย พระราชาพึง  
			<remark  id="s2b28c17l24" />     ประพฤติธรรมในชาวชนบท ชาวนิคม พลนิกาย ไม่พึงเบียดเบียน  
			<remark  id="s2b28c17l25" />     บรรพชิต พึงประพฤติสม่ำเสมอในพระโอรสและพระชายา พระราชาผู้  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b28c18" >
		<para id="s2b28c18p">
			<remark  id="s2b28c18l1" />     เป็นภูมิบดีเช่นนั้น เป็นผู้ปกครองบ้านเมือง ไม่ทรงพิโรธ ย่อมทรงทำ  
			<remark  id="s2b28c18l2" />     ให้ผู้อยู่ใกล้เคียงหวั่นไหว เหมือนพระอินทร์ผู้เป็นเจ้าแห่งอสูร ฉะนั้น.  
			<remark  id="s2b28c18l3" />                      จบ มหาโพธิชาดกที่ ๓  
			<remark  id="s2b28c18l4" />                       --------------  
			<remark  id="s2b28c18l5" />              รวมชาดกในปัญญาสนิบาตนั้นมี ๓ ชาดก คือ  
			<remark  id="s2b28c18l6" />     ๑. นฬินิกาชาดก  ๒. อุมมาทันตีชาดก  ๓. มหาโพธิชาดก สุภกถาพระชินเจ้าตรัสแล้ว  
			<remark  id="s2b28c18l7" />เป็น ๓ ชาดก.  
			<remark  id="s2b28c18l8" />                     จบ ปัญญาสนิบาตชาดก.  
			<remark  id="s2b28c18l9" />                        ------------  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b28c19" >
		<para id="s2b28c19p">
			<remark  id="s2b28c19l1" />                        สัฏฐินิบาตชาดก  
			<remark  id="s2b28c19l2" />                        ๑. โสณกชาดก  
			<remark  id="s2b28c19l3" />         เรื่องพระราชาจะพระราชทานรางวัลแก่ผู้พบโสณกกุมาร  
			<remark  id="s2b28c19l4" />[๖๖] เราจะให้ทรัพย์ร้อยหนึ่งแก่ใครๆ ผู้ได้ยินข่าวแล้วมาบอกแก่เราใครพบ  
			<remark  id="s2b28c19l5" />     โสณกะผู้สหายเคยเล่นมาด้วยกันแล้วบอกแก่เรา เราจะให้ทรัพย์พันหนึ่ง  
			<remark  id="s2b28c19l6" />     แก่ผู้ที่พบโสณกะนั้น ลำดับนั้น มาณพน้อยมีผมห้าแหยมได้กราบทูลพระ  
			<remark  id="s2b28c19l7" />     ราชาว่า  พระองค์จงทรงประทานทรัพย์ร้อยหนึ่ง แก่ข้าพระองค์ผู้ได้ยิน  
			<remark  id="s2b28c19l8" />     ข่าวแล้วมากราบทูล  ข้าพระองค์พบโสณกะพระสหายเคยเล่นมาด้วยกัน  
			<remark  id="s2b28c19l9" />     แล้ว  จึงกราบทูลแด่พระองค์ ขอพระองค์จงทรงประทานทรัพย์พันหนึ่ง  
			<remark  id="s2b28c19l10" />     แก่ข้าพระองค์ผู้พบโสณกะ.  
			<remark  id="s2b28c19l11" />[๖๗] โสณกกุมารนั้นอยู่ในชนบท แว่นแคว้นหรือนิคมไหนท่านได้พบโสณก  
			<remark  id="s2b28c19l12" />     กุมาร ณ ที่ไหน เราถามแล้ว ขอท่านจงบอกเนื้อความนั้นแก่เรา.  
			<remark  id="s2b28c19l13" />[๖๘] ขอเดชะ ต้นรังใหญ่หลายต้นมีลำต้นตรง มีสีเขียวเหมือนเมฆเป็นที่ชอบ  
			<remark  id="s2b28c19l14" />     ใจน่ารื่นรมย์ อันอาศัยกันและกัน ตั้งอยู่ในภาคพื้นพระราชอุทยานใน  
			<remark  id="s2b28c19l15" />     แว่นแคว้นของพระองค์นั่นเอง พระโสณกะเมื่อสัตว์โลกมีความยึดมั่น  
			<remark  id="s2b28c19l16" />     เป็นผู้ไม่ยึดมั่น เมื่อสัตว์โลกถูกไฟเผา เป็นผู้ดับแล้ว เพ่งฌานอยู่ที่โคน  
			<remark  id="s2b28c19l17" />     แห่งต้นรังเหล่านั้น.  
			<remark  id="s2b28c19l18" />[๖๙] ลำดับนั้นแล พระราชารับสั่งให้ทำทางให้ราบเรียบแล้ว เสด็จไปยังที่อยู่  
			<remark  id="s2b28c19l19" />     ของพระโสณกะพร้อมด้วยจาตุรงคเสนา  เมื่อเสด็จประพาสไปในไพร  
			<remark  id="s2b28c19l20" />     วันก็เสด็จถึงภูมิภาคแห่งอุทยาน ได้ทอดพระเนตรเห็นพระโสณกะ ผู้  
			<remark  id="s2b28c19l21" />     นั่งอยู่เมื่อสัตว์โลกถูกไฟเผาเป็นผู้ดับแล้ว.  
			<remark  id="s2b28c19l22" />[๗๐] ภิกษุนี้เป็นคนกำพร้าหนอ ศีรษะโล้น ครองผ้าสังฆาฏิ ไม่มีมารดา  
			<remark  id="s2b28c19l23" />     ไม่มีบิดา นั่งเข้าฌานอยู่ที่โคนต้นไม้ ฯ  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b28c20" >
		<para id="s2b28c20p">
			<remark  id="s2b28c20l1" />[๗๑] พระโสณกะได้ฟังพระดำรัสนี้แล้ว จึงได้ทูลว่า ดูกรมหาบพิตรบุคคลผู้ถูก  
			<remark  id="s2b28c20l2" />     ต้องธรรมด้วยนามกาย  ไม่ชื่อว่าเป็นคนกำพร้าผู้ใดในโลกนี้นำเสียซึ่ง  
			<remark  id="s2b28c20l3" />     ธรรม อนุวัตตามอธรรม ผู้นั้นชื่อว่าเป็นคนกำพร้า เป็นคนลามก มีบาป  
			<remark  id="s2b28c20l4" />     กรรมเป็นที่ไปในเบื้องหน้า ขอถวายพระพร ฯ  
			<remark  id="s2b28c20l5" />[๗๒] มหาชนรู้จักนามของข้าพเจ้าว่า อรินทมะ และรู้จักข้าพเจ้าว่าพระเจ้ากาสี  
			<remark  id="s2b28c20l6" />     ดูกรท่านโสณกะ การอยู่เป็นสุข ย่อมมีแก่ท่านผู้อยู่ในที่นี้แลหรือ ฯ  
			<remark  id="s2b28c20l7" />[๗๓] ความเจริญย่อมมีแก่ภิกษุผู้ไม่มีทรัพย์ ไม่มีเรือนทุกเมื่อ (คือ) ทรัพย์และ  
			<remark  id="s2b28c20l8" />     ข้าวเปลือก ย่อมไม่เข้าไปในฉาง ในหม้อและในกระเช้าของภิกษุเหล่า  
			<remark  id="s2b28c20l9" />     นั้น  ภิกษุทั้งหลายเป็นผู้แสวงหาอาหารอันสำเร็จแล้ว มีวัตรอันงาม  
			<remark  id="s2b28c20l10" />     เยียวยาอัตภาพให้เป็นไปด้วยบิณฑบาตนั้น ข้อที่ ๒ ความเจริญย่อมมีแก่  
			<remark  id="s2b28c20l11" />     ภิกษุผู้ไม่มีทรัพย์ ไม่มีเรือน (คือ) ภิกษุพึงบริโภคบิณฑบาต ที่ไม่มีโทษ  
			<remark  id="s2b28c20l12" />     และกิเลสอะไรๆ ย่อมไม่ประทุษร้าย ข้อที่ ๓ ความเจริญย่อมมีแก่ภิกษุ  
			<remark  id="s2b28c20l13" />     ผู้ไม่มีทรัพย์ ไม่มีเรือน (คือ) ภิกษุบริโภคบิณฑบาตอันดับแล้ว  และ  
			<remark  id="s2b28c20l14" />     กิเลสอะไรย่อมไม่ประทุษร้าย ข้อที่ ๔ ความเจริญย่อมมีแก่ภิกษุผู้ไม่มี  
			<remark  id="s2b28c20l15" />     ทรัพย์ไม่มีเรือน  ผู้หลุดพ้นแล้ว เที่ยวไปในแว่นแคว้น ไม่มีความข้อง  
			<remark  id="s2b28c20l16" />     ข้อที่ ๕  ความเจริญย่อมมีแก่ภิกษุผู้ไม่มีทรัพย์ไม่มีเรือน (คือ) เมื่อไฟ  
			<remark  id="s2b28c20l17" />     ไหม้พระนครอยู่ อะไรๆ หน่อยหนึ่งของภิกษุนั้นย่อมไม่ไหม้ ข้อที่ ๖  
			<remark  id="s2b28c20l18" />     ความเจริญย่อมมีแก่ภิกษุผู้ไม่มีทรัพย์ ไม่มีเรือน (คือ) เมื่อโจรปล้น  
			<remark  id="s2b28c20l19" />     แว่นแคว้นอะไรๆ หน่อยหนึ่งของภิกษุนั้นก็ไม่หาย ข้อที่ ๗  ความ  
			<remark  id="s2b28c20l20" />     เจริญย่อมมีแก่ภิกษุผู้ไม่มีทรัพย์ ไม่มีเรือน (คือ) ภิกษุผู้มีวัตรงามถือ  
			<remark  id="s2b28c20l21" />     บาตรและจีวร ไปสู่หนทางที่พวกโจรรักษาหรือไปสู่หนทางที่มีอันตราย  
			<remark  id="s2b28c20l22" />     อื่นๆ ย่อมไปได้โดยสวัสดี ข้อที่ ๘  ความเจริญย่อมมีแก่ภิกษุผู้ไม่  
			<remark  id="s2b28c20l23" />     มีทรัพย์ ไม่มีเรือน (คือ) ภิกษุจะหลีกไปยังทิศใดๆ ก็ไม่มีห่วงใยไป  
			<remark  id="s2b28c20l24" />     ยังทิศนั้นๆ.  
			<remark  id="s2b28c20l25" />[๗๔] ข้าแต่ภิกษุ  ท่านสรรเสริญความเจริญเป็นอันมากของภิกษุเหล่านั้น  
			<remark  id="s2b28c20l26" />     ส่วนข้าพเจ้ายังกำหนัดในกามทั้งหลาย จะกระทำอย่างไร กามทั้งหลาย  
			<remark  id="s2b28c20l27" />     ทั้งที่เป็นของมนุษย์ ทั้งที่เป็นของทิพย์เป็นที่รักของข้าพเจ้า เมื่อเป็น  
			<remark  id="s2b28c20l28" />     เช่นนั้น ข้าพเจ้าจะได้โลกทั้งสองด้วยเหตุไรหนอ. 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b28c21" >
		<para id="s2b28c21p">
			<remark  id="s2b28c21l1" />[๗๕] นรชนผู้กำหนัดในกาม  ยินดีในกาม  หมกมุ่นอยู่ในกาม กระทำบาป  
			<remark  id="s2b28c21l2" />     กรรมแล้วย่อมเข้าถึงทุคติ  ส่วนนรชนเหล่าใด ละกามทั้งหลายออกไป  
			<remark  id="s2b28c21l3" />     แล้ว เป็นผู้ไม่มีภัยแต่ไหนๆ บรรลุความที่จิตมีอารมณ์เป็นหนึ่งเกิดขึ้น  
			<remark  id="s2b28c21l4" />     นรชนเหล่านั้นย่อมไม่ไปสู่ทุคติดูกรพระเจ้าอรินทมะ อาตมภาพจักแสดง  
			<remark  id="s2b28c21l5" />     อุปมาถวายมหาบพิตรขอมหาบพิตรจงทรงสดับข้ออุปมานั้น บัณฑิตบาง  
			<remark  id="s2b28c21l6" />     พวกในโลกนี้ย่อมรู้เนื้อความได้ด้วยข้ออุปมา กาตัวหนึ่งเป็นสัตว์มีปัญญา  
			<remark  id="s2b28c21l7" />     น้อยไม่มีความคิด  เห็นซากศพช้างลอยอยู่ในห้วงน้ำใหญ่ในแม่น้ำคงคา  
			<remark  id="s2b28c21l8" />     จึงคิดว่า ยานนี้เราได้แล้วหนอ และซากศพช้างนี้จักเป็นอาหารมิใช่น้อย  
			<remark  id="s2b28c21l9" />     ใจของกาตัวนั้นยินดีแล้วในซากศพช้างนั้น  ตลอดคืนและวัน เมื่อกาจิก  
			<remark  id="s2b28c21l10" />     กินเนื้อช้างดื่มน้ำมีรสเหมาะส่วน เห็นต้นไม้อันใหญ่ในป่า ก็ไม่บินไป  
			<remark  id="s2b28c21l11" />     แม่น้ำคงคามีปรกติไหลลงสู่มหาสมุทร พัดเอากาตัวนั้นผู้ประมาทยินดี  
			<remark  id="s2b28c21l12" />     ในซากศพช้างไปสู่มหาสมุทร ซึ่งเป็นที่ไปไม่ได้แห่งนกทั้งหลาย กานั้น  
			<remark  id="s2b28c21l13" />     มีอาหารหมดแล้ว ตกลงในน้ำ ไปข้างหลัง ข้างหน้า ข้างเหนือ ข้างใต้  
			<remark  id="s2b28c21l14" />     ไม่ได้  ไปไม่ถึงเกาะ สิ้นกำลังจมลงในท่ามกลางสมุทร อันเป็นที่ไป  
			<remark  id="s2b28c21l15" />     ไม่ได้แห่งนกทั้งหลาย ฝูงปลา จรเข้ มังกร และปลาร้าย ที่เกิดใน  
			<remark  id="s2b28c21l16" />     มหาสมุทร ก็ข่มเหง  ฮุบกินกานั้นผู้มีปีกฉิบหายดิ้นรนอยู่ ดูกรมหา  
			<remark  id="s2b28c21l17" />     บพิตร ฉันนั้นเหมือนกันแล พระองค์ก็ดี ชนเหล่าอื่นผู้ยังบริโภคกาม  
			<remark  id="s2b28c21l18" />     ก็ดี ถ้ายังกำหนัดในกามอยู่  ไม่ละทิ้งกามเสีย นักปราชญ์ทั้งหลายรู้ว่า  
			<remark  id="s2b28c21l19" />     ชนเหล่านั้นมีปัญญาเสมอกับกา  ดูกรมหาบพิตร อุปมานี้แสดงอรรถ  
			<remark  id="s2b28c21l20" />     อย่างชัดแจ้ง อาตมภาพแสดงถวายมหาบพิตรแล้ว จักทรงทำหรือไม่  
			<remark  id="s2b28c21l21" />     ก็จะปรากฏด้วยเหตุนั้น.  
			<remark  id="s2b28c21l22" />[๗๖] บุคคลผู้อนุเคราะห์พึงกล่าวคำหนึ่งหรือสองคำไม่พึงกล่าวยิ่งไปกว่านั้น  
			<remark  id="s2b28c21l23" />     เปรียบเหมือนทาสในสำนักแห่งนาย.  
			<remark  id="s2b28c21l24" />[๗๗] พระโสณกปัจเจกพุทธเจ้า ผู้มีปัญญานับไม่ได้ ครั้นทูลดังนี้แล้วพร่ำสอน  
			<remark  id="s2b28c21l25" />     บรมกษัตริย์ในอากาศแล้วหลีกไป.  
			<remark  id="s2b28c21l26" />[๗๘] บุคคลผู้อภิเศกท่านผู้สมควรให้เป็นกษัตริย์ เป็นรัชทายาทและบุคคลผู้  
			<remark  id="s2b28c21l27" />     ถึงความฉลาด เหล่านี้อยู่ที่ไหน เราจักมอบราชสมบัติ เราไม่ต้องการ  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b28c22" >
		<para id="s2b28c22p">
			<remark  id="s2b28c22l1" />     ด้วยราชสมบัติ เราจักบวชในวันนี้แหละ ใครเล่าจะพึงรู้ความตายในวัน  
			<remark  id="s2b28c22l2" />     พรุ่งนี้ เราจะไม่โง่เขลาตกอยู่ในอำนาจแห่งกามทั้งหลายเหมือนกา  
			<remark  id="s2b28c22l3" />[๗๙] พระโอรสหนุ่มของพระองค์  ทรงพระนามว่าทีฆาวุ จะทรงบำรุงรัฐให้  
			<remark  id="s2b28c22l4" />     เจริญได้มีอยู่  ขอพระองค์ทรงอภิเศกพระโอรสนั้นในพระราชสมบัติ  
			<remark  id="s2b28c22l5" />     พระราชโอรสจักเป็นพระราชาของข้าพระบาททั้งหลาย.  
			<remark  id="s2b28c22l6" />[๘๐] ท่านทั้งหลาย  จงรีบเชิญทีฆาวุกมารผู้บำรุงรัฐให้เจริญมาเถิดเราจักอภิเศก  
			<remark  id="s2b28c22l7" />     ในราชสมบัติ  เธอจักเป็นพระราชาของท่านทั้งหลาย.  
			<remark  id="s2b28c22l8" />[๘๑] ลำดับนั้น พวกอำมาตย์ได้ไปเชิญทีฆาวุราชกุมารผู้บำรุงรัฐให้เจริญมาเฝ้า  
			<remark  id="s2b28c22l9" />     พระราชาทอดพระเนตรเห็นเอกอัครโอรสผู้น่าปลื้มพระทัยนั้น จึงตรัสว่า  
			<remark  id="s2b28c22l10" />     ลูกรักเอ๋ย คามเขตหกหมื่นบริบูรณ์โดยประการทั้งปวง  ลูกจงบำรุงเขา  
			<remark  id="s2b28c22l11" />     พ่อขอมอบราชสมบัติให้ลูก  พ่อจักบวชในวันนี้แหละ ใครเล่าจะพึงรู้  
			<remark  id="s2b28c22l12" />     ความตายในวันพรุ่งนี้ พ่อจะไม่ยอมเป็นคนโง่เขลาตกอยู่ในอำนาจแห่ง  
			<remark  id="s2b28c22l13" />     กามทั้งหลายเหมือนกา  ช้างหกหมื่นเชือก ประดับด้วยเครื่องอลังการ  
			<remark  id="s2b28c22l14" />     ปวงทั้ง มีสายรัดล้วนทองคำ เป็นช้างใหญ่มีร่างกายปกปิด ด้วยเครื่อง  
			<remark  id="s2b28c22l15" />     คลุมล้วนทองคำ อันนายควาญช้างผู้ถือโตมรและขอขึ้นกำกับ  ลูกรักเอ๋ย  
			<remark  id="s2b28c22l16" />     ลูกจงบำรุงช้างเหล่านั้น พ่อขอมอบราชสมบัติให้ลูก พ่อจักบวชในวันนี้  
			<remark  id="s2b28c22l17" />     แหละ ใครเล่าจะพึงรู้ความตายในวันพรุ่งนี้ พ่อจะไม่ยอมเป็นคนโง่เขลา  
			<remark  id="s2b28c22l18" />     ตกอยู่ในอำนาจแห่งกามทั้งหลายเหมือนกา ม้าหกหมื่นตัว ประดับด้วย  
			<remark  id="s2b28c22l19" />     เครื่องอลังการทั้งปวง เป็นม้าสินธพอาชาไนยโดยกำเนิด เป็นพาหนะ  
			<remark  id="s2b28c22l20" />     เร็วอันนายสารถีผู้ถือแส้และธนูขึ้นกำกับ ลูกรักเอ๋ย ลูกจงบำรุงม้าเหล่า  
			<remark  id="s2b28c22l21" />     นั้น พ่อขอมอบราชสมบัติให้ลูก พ่อจักบวชในวันนี้แหละ ใครเล่าจะ  
			<remark  id="s2b28c22l22" />     พึงรู้ความตายในวันพรุ่งนี้ พ่อจะไม่ยอมเป็นคนโง่เขลาตกอยู่ในอำนาจ  
			<remark  id="s2b28c22l23" />     แห่งกามทั้งหลายเหมือนกา รถหกหมื่นคัน หุ้มเกราะไว้ดีแล้ว มีธงอัน  
			<remark  id="s2b28c22l24" />     ยกขึ้นแล้ว หุ้มด้วยหนังเสือเหลืองก็มี หุ้มด้วยหนังเสือโคร่งก็มี ประดับ  
			<remark  id="s2b28c22l25" />     ด้วยเครื่องอลังการทั้งปวง อันนายสารถีถือแล่งธนูสวมเกราะขึ้นประจำ  
			<remark  id="s2b28c22l26" />     ลูกรักเอ๋ย ลูกจงบำรุงรถเหล่านั้น  พ่อขอมอบราชสมบัติให้ลูก พ่อจัก  
			<remark  id="s2b28c22l27" />     บวชในวันนี้แหละ ใครเล่าจะพึงรู้ความตายในวันพรุ่งนี้ พ่อจะไม่เป็น 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b28c23" >
		<para id="s2b28c23p">
			<remark  id="s2b28c23l1" />     คนโง่เขลาตกอยู่ในอำนาจแห่งกามทั้งหลายเหมือนกา โคนมหกหมื่นตัว  
			<remark  id="s2b28c23l2" />     มีสีแดง  ประกอบด้วยโคจ่าฝูงตัวประเสริฐ  ลูกรักเอ๋ย ลูกจงบำรุงโค  
			<remark  id="s2b28c23l3" />     เหล่านั้น พ่อขอมอบราชสมบัติให้ลูก พ่อจักบวชในวันนี้แหละ ใคร  
			<remark  id="s2b28c23l4" />     เล่าจะพึงรู้ความตายในวันพรุ่งนี้ พ่อจะไม่ยอมเป็นคนโง่เขลาตกอยู่ใน  
			<remark  id="s2b28c23l5" />     อำนาจแห่งกามทั้งหลายเหมือนกา  สตรีหมื่นหกพันประดับด้วยเครื่อง  
			<remark  id="s2b28c23l6" />     อลังการทั้งปวง มีผ้าและอาภรณ์อันวิจิตร สวมกุณฑลแก้วมณี ลูกรัก  
			<remark  id="s2b28c23l7" />     เอ๋ย ลูกจงบำรุงสตรีเหล่านั้น  พ่อขอมอบราชสมบัติให้ลูก พ่อจักบวช  
			<remark  id="s2b28c23l8" />     ในวันนี้แหละ ใครเล่าจะพึงรู้ความตายในวันพรุ่งนี้ พ่อจักไม่ยอมเป็น  
			<remark  id="s2b28c23l9" />     คนโง่เขลาตกอยู่ในอำนาจแห่งกามทั้งหลายเหมือนกา.  
			<remark  id="s2b28c23l10" />[๘๒] ข้าแต่พระบิดา หม่อมฉันได้สดับว่า เมื่อหม่อมฉันเป็นเด็กๆ พระชนนี  
			<remark  id="s2b28c23l11" />     ทิวงคต หม่อมฉันไม่อาจจะเป็นอยู่ห่างพระบิดาได้ ลูกช้างย่อมติดตาม  
			<remark  id="s2b28c23l12" />     หลังช้างป่า  ผู้เที่ยวอยู่ในที่มีภูเขาเดินลำบาก เสมอบ้างไม่เสมอบ้าง  
			<remark  id="s2b28c23l13" />     ฉันใด หม่อมฉันจะอุ้มบุตรธิดาติดตามไปข้างหลัง จักเป็นผู้อันพระ  
			<remark  id="s2b28c23l14" />     บิดาเลี้ยงง่าย  จักไม่เป็นผู้อันพระบิดาเลี้ยงยาก ฉันนั้น.  
			<remark  id="s2b28c23l15" />[๘๓] อันตรายทำเรือที่แล่นอยู่ในมหาสมุทร ของพวกพ่อค้าผู้แสวงหาทรัพย์  
			<remark  id="s2b28c23l16" />     ให้จมลงในมหาสมุทรนั้น พวกพ่อค้าพึงถึงความพินาศ ฉันใด ลูกรัก  
			<remark  id="s2b28c23l17" />     เอ๋ย เจ้านี้เป็นผู้กระทำอันตรายให้แก่พ่อฉันนั้นเหมือนกัน.  
			<remark  id="s2b28c23l18" />[๘๔] ท่านทั้งหลาย จงพาราชกุมารนี้ไปให้ถึงปราสาทอันยังความยินดีให้เจริญ  
			<remark  id="s2b28c23l19" />     เถิด พวกนางกัญญาผู้มีมือประดับด้วยทองคำจักยังกุมารให้รื่นรมย์ใน  
			<remark  id="s2b28c23l20" />     ปราสาทนั้น เหมือนนางเทพอัปสรยังท้าวสักกะให้รื่นรมย์  ฉะนั้น  
			<remark  id="s2b28c23l21" />     และกุมารนี้จักรื่นรมย์ด้วยนางกัญญาเหล่านั้น.  
			<remark  id="s2b28c23l22" />[๘๕] ลำดับนั้น อำมาตย์ทั้งหลายจึงเชิญพระราชกุมารไปยังปราสาทอันยังความ  
			<remark  id="s2b28c23l23" />     ยินดีให้เจริญ พวกนางกัญญาเห็นทีฆาวุกุมารผู้ยังรัฐให้เจริญนั้นแล้ว  
			<remark  id="s2b28c23l24" />     จึงพากันทูลว่า  พระองค์เป็นเทวดาหรือคนธรรพ์ หรือว่าเป็นท้าว  
			<remark  id="s2b28c23l25" />     สักกปุรินททะ พระองค์เป็นใคร หรือเป็นโอรสของใคร หม่อมฉัน  
			<remark  id="s2b28c23l26" />     ทั้งหลายจะรู้จักพระองค์ได้อย่างไร.  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b28c24" >
		<para id="s2b28c24p">
			<remark  id="s2b28c24l1" />[๘๖] เราไม่ใช่เทวดา ไม่ใช่คนธรรพ์ ไม่ใช่ท้าวสักกะปุรินททะเราเป็นโอรส  
			<remark  id="s2b28c24l2" />     ของพระเจ้ากาสี ชื่อทีฆาวุผู้ยังรัฐให้เจริญ เธอทั้งหลายจงบำเรอเรา ขอ  
			<remark  id="s2b28c24l3" />     ความเจริญจงมีแก่เธอทั้งหลายเราจะเป็นสามีของเธอทั้งหลาย.  
			<remark  id="s2b28c24l4" />[๘๗] พวกนางกัญญาในปราสาทนั้น ได้ทูลถามพระเจ้าทีฆาวุผู้บำรุงรัฐนั้นว่า  
			<remark  id="s2b28c24l5" />     พระราชาเสด็จไปถึงไหนแล้ว พระราชาเสด็จจากที่นี้ไปไหนแล้ว.  
			<remark  id="s2b28c24l6" />[๘๘] พระราชาทรงก้าวล่วงเสียซึ่งเปือกตม ประดิษฐานอยู่บนบกเสด็จดำเนิน  
			<remark  id="s2b28c24l7" />     ไปสู่ทางใหญ่อันไม่มีหนาม ไม่มีรกชัฏ ส่วนเราเป็นผู้ดำเนินไปสู่ทางอัน  
			<remark  id="s2b28c24l8" />     ให้ถึงทุคติ มีหนาม รกชัฏ เป็นเครื่องไปสู่ทุคติ.  
			<remark  id="s2b28c24l9" />[๘๙] ข้าแต่พระราชา พระองค์เสด็จมาดีแล้วเหมือนราชสีห์มาสู่ถ้ำ ฉะนั้น  
			<remark  id="s2b28c24l10" />     ข้าแต่พระมหาราชเจ้า ขอพระองค์จงทรงอนุศาสน์พวกหม่อมฉัน ขอ  
			<remark  id="s2b28c24l11" />     พระองค์ทรงเป็นอิสราธิบดีของพวกหม่อมฉันทั้งปวงเถิด.  
			<remark  id="s2b28c24l12" />                       จบโสณกชาดกที่ ๑  
			<remark  id="s2b28c24l13" />                        ๒. สังกิจจชาดก  
			<remark  id="s2b28c24l14" />          สังกิจจฤาษีแสดงธรรมและอธรรมแก่พระเจ้าพรหมทัตต์  
			<remark  id="s2b28c24l15" />[๙๐] ลำดับนั้น คนเฝ้าสวนเห็นพระเจ้าพรหมทัตต์ จอมทัพ ประทับนั่งอยู่  
			<remark  id="s2b28c24l16" />     ได้กราบทูลแด่ท้าวเธอว่า สังกิจจฤาษีที่พระองค์ทรงพระกรุณา ซึ่งยกย่อง  
			<remark  id="s2b28c24l17" />     กันว่าได้ดีแล้วในหมู่ฤาษีทั้งหลายมาถึงแล้ว เชิญพระองค์รีบเสด็จออก  
			<remark  id="s2b28c24l18" />     ไปพบท่านผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่โดยเร็วเถิด ก็ลำดับนั้น พระราชาผู้  
			<remark  id="s2b28c24l19" />     จอมทัพอันมิตรและอำมาตย์ล้อมแล้ว  เสด็จขึ้นรถอันเทียมด้วยม้า  
			<remark  id="s2b28c24l20" />     อาชาไนยรีบเสด็จไป พระราชาผู้ทรงบำรุงแคว้นของชาวกาสีให้เจริญ  
			<remark  id="s2b28c24l21" />     ทรงเปลื้องราชกกุธภัณฑ์ ๕ อย่าง คือ พัดวาลวิชนีอุณหิส พระขรรค์  
			<remark  id="s2b28c24l22" />     เศวตฉัตรและฉลองพระบาทวางไว้แล้ว เสด็จลงจากรถ ทรงดำเนินเข้า  
			<remark  id="s2b28c24l23" />     ไปหาสังกิจจฤาษี ผู้นั่งอยู่ในพระราชอุทยานอันมีนามว่านายปัสสะ ครั้น  
			<remark  id="s2b28c24l24" />     เสด็จเข้าไปหาแล้วก็ทรงบันเทิงอยู่กับฤาษี ครั้นทรงสนทนาปราศรัยพอ  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b28c25" >
		<para id="s2b28c25p">
			<remark  id="s2b28c25l1" />     ให้ระลึกถึงกันแล้ว ประทับนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นประทับนั่ง  
			<remark  id="s2b28c25l2" />     แล้ว ลำดับนั้นได้ทรงสำคัญกาลอยู่ แต่นั้นทรงปฏิบัติ เพื่อจะตรัสถาม  
			<remark  id="s2b28c25l3" />     กรรมอันเป็นบาป จึงตรัสว่า ข้าพเจ้าขอถามท่านสังกิจจฤาษีผู้ได้รับ  
			<remark  id="s2b28c25l4" />     ยกย่องว่า ได้ดีแล้วในหมู่ฤาษีทั้งหลาย อันหมู่ฤาษีทั้งหลายห้อมล้อม  
			<remark  id="s2b28c25l5" />     นั่งอยู่ ในทายปัสสะอุทยานว่า นรชนผู้ประพฤติล่วงธรรม (เหมือน)  
			<remark  id="s2b28c25l6" />     ข้าพเจ้าประพฤติล่วงธรรมแล้วไปสู่คติอะไรในปรโลก ข้าพเจ้าถามแล้ว  
			<remark  id="s2b28c25l7" />     ได้โปรดบอกเนื้อความนั้นแก่ข้าพเจ้า.  
			<remark  id="s2b28c25l8" />[๙๑] สังกิจจฤาษี  ได้กล่าวตอบพระราชาผู้บำรุงแคว้นของชาวกาสีให้เจริญ  
			<remark  id="s2b28c25l9" />     ประทับนั่งอยู่ในทายปัสสะอุทยานว่า ขอถวายพระพร ขอมหาบพิตร  
			<remark  id="s2b28c25l10" />     ทรงฟังอาตมภาพ  ถ้าเมื่อบุคคลเว้นทางผิด ทำตามคำของบุคคลผู้บอก  
			<remark  id="s2b28c25l11" />     ทางถูก โจรผู้เป็นเสี้ยนหนามก็ไม่พึงพบหน้าของบุคคลนั้น เมื่อบุคคล  
			<remark  id="s2b28c25l12" />     ปฏิบัติอธรรม  แต่ถ้ากระทำตามคำของบุคคลผู้พร่ำสอนธรรม บุคคลนั้น  
			<remark  id="s2b28c25l13" />     ไม่พึงไปสู่ทุคติ.  
			<remark  id="s2b28c25l14" />[๙๒] ขอถวายพระพร ธรรมเป็นทางถูก ส่วนอธรรมเป็นทางผิด อธรรม  
			<remark  id="s2b28c25l15" />     ย่อมนำไปสู่นรก ธรรมย่อมให้ถึงสุคติ นรชนผู้ประพฤติอธรรม มีความ  
			<remark  id="s2b28c25l16" />     เป็นอยู่ไม่สม่ำเสมอ  ละโลกนี้แล้วย่อมไปสู่คติใด อาตมภาพจะกล่าว  
			<remark  id="s2b28c25l17" />     คติ คือ นรกเหล่านั้น ขอพระองค์ทรงสดับอาตมภาพเถิด นรก ๘  
			<remark  id="s2b28c25l18" />     ขุมนี้ คือ สัญชีวนรก ๑  กาฬสุตตนรก ๑  สังฆาตนรก ๑  โรรุว  
			<remark  id="s2b28c25l19" />     นรก ๑  มหาโรรุวนรก ๑  ต่อมาถึงมหาอเวจีนรก ๑  ตาปนนรก ๑  
			<remark  id="s2b28c25l20" />     ปตาปนนรก ๑  อันบัณฑิตทั้งหลายกล่าวไว้แล้ว ก้าวล่วงได้ยาก  
			<remark  id="s2b28c25l21" />     เกลื่อนกล่นไปด้วยเหล่าสัตว์ ผู้มีกรรมหยาบช้าเฉพาะขุมหนึ่งๆ มี  
			<remark  id="s2b28c25l22" />     อุสสทนรก ๑๖ ขุมเป็นที่ทำบุคคลผู้กระด้างให้เร่าร้อน น่ากลัว มีเปลว  
			<remark  id="s2b28c25l23" />     เพลิงรุ่งโรจน์ มีภัยใหญ่ขนลุกขนพอง น่าสพึงกลัว มีภัยรอบข้าง เป็น  
			<remark  id="s2b28c25l24" />     ทุกข์ มี ๔ มุม ๔ ประตู จัดแบ่งไว้เป็นส่วนๆ มีกำแพงเหล็กกั้น  
			<remark  id="s2b28c25l25" />     โดยรอบมีฝาเหล็กครอบ ภาคพื้นของนรกเหล่านั้นล้วนแต่เหล็กแดงลุก 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b28c26" >
		<para id="s2b28c26p">
			<remark  id="s2b28c26l1" />     โพลง ประกอบด้วยเปลวไฟ แผ่ไปตลอด ๑๐๐ โยชน์โดยรอบ ตั้งอยู่  
			<remark  id="s2b28c26l2" />     ทุกเมื่อ สัตว์ทั้งหลายมีเท้าในเบื้องบน มีศีรษะในเบื้องต่ำ ตกลงไปใน  
			<remark  id="s2b28c26l3" />     นรกนั้น สัตว์เหล่าใดกล่าวล่วงเกินฤาษีทั้งหลายผู้สำรวมแล้ว ผู้มีตบะ  
			<remark  id="s2b28c26l4" />     สัตว์เหล่านั้นผู้มีความเจริญอันขจัดแล้ว ย่อมหมกไหม้อยู่ในนรก  
			<remark  id="s2b28c26l5" />     เหมือนปลาที่ถูกเฉือนให้เป็นส่วนๆ ฉะนั้น สัตว์ทั้งหลายผู้มีปรกติ  
			<remark  id="s2b28c26l6" />     กระทำกรรมอันหยาบช้า มีตัวถูกไฟไหม้ทั้งข้างในข้างนอกเป็นนิจ  
			<remark  id="s2b28c26l7" />     แสวงหาประตูออกจากนรก ก็ไม่พบประตูที่จะออกตลอดปีนับไม่ถ้วน  
			<remark  id="s2b28c26l8" />     สัตว์เหล่านั้นวิ่งไปทางประตูด้านหน้า จากประตูด้านหน้า วิ่งกลับมา  
			<remark  id="s2b28c26l9" />     ข้างหลัง วิ่งไปทางประตูด้านซ้าย จากประตูด้านซ้ายวิ่งกลับมาทาง  
			<remark  id="s2b28c26l10" />     ประตูด้านขวา วิ่งไปถึงประตูใดๆ ประตูนั้นๆ ก็ปิดเสีย  
			<remark  id="s2b28c26l11" />     สัตว์ทั้งหลายผู้ไปสู่นรก ย่อมประคองแขนคร่ำครวญเสวยทุกข์  
			<remark  id="s2b28c26l12" />     มิใช่น้อย นับได้แสนปีเป็นอันมาก เพราะเหตุนั้น บุคคลไม่ควร  
			<remark  id="s2b28c26l13" />     รุกรานท่านที่เป็นคนดี ผู้สำรวม มีตบะธรรม ซึ่งเป็นดังอสรพิษมีเดช  
			<remark  id="s2b28c26l14" />     กำเริบร้ายล่วงได้ยาก ฉะนั้นพระเจ้าอัชชุนะ ผู้เป็นใหญ่ในแคว้นเกตกะ  
			<remark  id="s2b28c26l15" />     มีพระกายกำยำ เป็นนายขมังธนู มีพระหัตถ์ตั้งพัน มีมูลอันขาดแล้ว  
			<remark  id="s2b28c26l16" />     เพราะประทุษร้ายพระฤาษีโคตมโคตร พระเจ้าทัณฑกีได้เอาธุลีโปรยรด  
			<remark  id="s2b28c26l17" />     กีสวัจฉะฤาษี ผู้หาธุลีมิได้ พระราชานั้นถึงแล้วซึ่งความพินาศ ดุจต้น  
			<remark  id="s2b28c26l18" />     ตาลขาดแล้วจากรากฉะนั้น พระเจ้าเมชฌะคิดประทุษร้ายในมาตังคะฤาษี  
			<remark  id="s2b28c26l19" />     ผู้เรืองยศรัฐมณฑลของพระเจ้าเมชฌะ พร้อมด้วยบริษัทก็สูญสิ้นไปใน  
			<remark  id="s2b28c26l20" />     ครั้งนั้น ชาวเมืองอันธกวินทัย ประทุษร้ายกัณหทีปายนฤาษีช่วยกันเอา  
			<remark  id="s2b28c26l21" />     ไม้พลองรุมตีจนตาย ก็ไปเกิดในยมสาธนนรก ส่วนพระเจ้าเจติยราชนี้  
			<remark  id="s2b28c26l22" />     ได้ประทุษร้ายกปิลดาบส แต่ก่อนเคยเหาะเหินเดินอากาศได้ ภายหลัง  
			<remark  id="s2b28c26l23" />     เสื่อมฤทธิ์ ถูกแผ่นดินสูบถึงมรณกาล เพราะเหตุนั้นแล บัณฑิตทั้งหลาย  
			<remark  id="s2b28c26l24" />     จึงไม่สรรเสริญการลุอำนาจแห่งฉันทาคติเป็นต้น บุคคลไม่ควรเป็นผู้มี  
			<remark  id="s2b28c26l25" />     จิตประทุษร้าย พึงกล่าววาจาอันประกอบด้วยสัจจะ ถ้าว่านรชนผู้ใดมีใจ  
			<remark  id="s2b28c26l26" />     ประทุษร้าย เพ่งเล็งท่านผู้รู้ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ นรชนผู้นั้นก็  
			<remark  id="s2b28c26l27" />     ไปสู่นรกเบื้องต่ำ ชนเหล่าใดพยายามกล่าววาจาหยาบคาย บริภาษบุคคล  
			<remark  id="s2b28c26l28" />     ผู้เจริญทั้งหลาย ชนเหล่านั้นไม่ใช่เหล่ากอไม่ใช่ทายาท เป็นเหมือนต้น  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b28c27" >
		<para id="s2b28c27p">
			<remark  id="s2b28c27l1" />     ตาลมีรากอันขาดแล้ว อนึ่ง ผู้ใดฆ่าบรรพชิตผู้ทำกิจเสร็จแล้ว ผู้แสวงหา  
			<remark  id="s2b28c27l2" />     คุณอันยิ่งใหญ่ ผู้นั้นจะต้องหมกไหม้อยู่ในกาฬสุตตนรกตลอดกาลนาน  
			<remark  id="s2b28c27l3" />     อนึ่ง พระราชาพระองค์ใดตั้งอยู่ในอธรรม กำจัดชาวแว่นแคว้น ทำชาว  
			<remark  id="s2b28c27l4" />     ชนบทให้เดือดร้อน สิ้นพระชนม์ไปแล้ว จะต้องหมกไหม้อยู่ในตาปนนรก  
			<remark  id="s2b28c27l5" />     ในโลกหน้า และพระราชาพระองค์นั้นจะต้องหมกไหม้อยู่ตลอดแสนปี  
			<remark  id="s2b28c27l6" />     ทิพย์ อันกองเพลิงห้อมล้อมเสวยทุกขเวทนา เปลวไฟมีรัศมีซ่านออกจาก  
			<remark  id="s2b28c27l7" />     กายของสัตว์นั้น สรรพางค์กายพร้อมทั้งปลายขนและเล็บ ของสัตว์ผู้มีไฟ  
			<remark  id="s2b28c27l8" />     เป็นภักษา มีเปลวไฟเป็นอันเดียวกัน สัตว์นรกมีตัวถูกไฟไหม้ทั้งข้างใน  
			<remark  id="s2b28c27l9" />     ข้างนอกอยู่เป็นนิตย์ เป็นผู้อันทุกข์เบียดเบียนร้องไห้คร่ำครวญอยู่  
			<remark  id="s2b28c27l10" />     เหมือนช้างถูกนายหัตถาจารย์แทงด้วยขอ ฉะนั้น ผู้ใดเป็นคนต่ำช้า ฆ่า  
			<remark  id="s2b28c27l11" />     บิดาเพราะความโลภหรือเพราะความโกรธ ผู้นั้นต้องหมกไหม้อยู่ในกาฬ  
			<remark  id="s2b28c27l12" />     สุตตนรกสิ้นกาลนาน บุคคลผู้ฆ่าบิดาเช่นนั้น ต้องหมกไหม้อยู่ในโลหกุม  
			<remark  id="s2b28c27l13" />     ภีนรก นายนิริยบาลทั้งหลายเอาหอกแทงสัตว์นรกนั้น ผู้ถูกไฟไหม้อยู่จน  
			<remark  id="s2b28c27l14" />     จนไม่มีหนัง ทำให้ตาบอดให้กินมูตรกินคูถ กดสัตว์นรกเช่นนั้นให้จม  
			<remark  id="s2b28c27l15" />     ลงในน้ำแสบ นายนิริยบาลทั้งหลาย ให้สัตว์นรกกินก้อนคูถที่ร้อนจัด  
			<remark  id="s2b28c27l16" />     และก้อนเหล็กแดงอันลุกโพลงให้ถือผานทั้งยาวทั้งร้อนสิ้นกาลนาน งัด  
			<remark  id="s2b28c27l17" />     ปากให้อ้าแล้วเอาเชือกผูกไว้ ยัดก้อนเหล็กแดงเข้าไปในปาก ฝูงสุนัข  
			<remark  id="s2b28c27l18" />     แดง ฝูงสุนัขด่าง ฝูงแร้ง ฝูงกา และฝูงนกตระกรุม ล้วนมีปากเป็น  
			<remark  id="s2b28c27l19" />     เหล็ก มากลุ้มรุมจิกกัดลิ้นให้ขาดแล้วกินลิ้นอันมีเลือดไหล เหมือนกิน  
			<remark  id="s2b28c27l20" />     ของอันเป็นเดนเต็มไปด้วยเลือดฉะนั้น นายนิริยบาลเที่ยวเดินทุบตีสัตว์  
			<remark  id="s2b28c27l21" />     นรกผู้ฆ่าบิดานั้น ซึ่งมีร่างกายอันแตกไปทั่ว เหมือนผลตาลที่ถูกไฟไหม้  
			<remark  id="s2b28c27l22" />     จริงอยู่ ความยินดีของนายนิริยบาลเหล่านั้น เป็นการเล่นสนุก แต่สัตว์  
			<remark  id="s2b28c27l23" />     นรกต้องได้รับทุกข์ คนผู้ฆ่าบิดาเหล่าใดเหล่าหนึ่งในโลกนี้ ต้องอยู่ใน  
			<remark  id="s2b28c27l24" />     นรกเช่นนั้น ก็บุตรฆ่ามารดา จากโลกนี้แล้วต้องไปสู่ที่อยู่แห่งพระยายม  
			<remark  id="s2b28c27l25" />     ย่อมเข้าถึงความทุกข์อย่างยิ่งด้วยผลแห่งกรรมของตน พวกนายนิริยบาล  
			<remark  id="s2b28c27l26" />     ที่ร้ายกาจย่อมบีบคั้นสัตว์ผู้ฆ่ามารดา ด้วยผาลเหล็กแดงบ่อยๆ ให้สัตว์  
			<remark  id="s2b28c27l27" />     นรกดื่มกินโลหิตที่เกิดแต่ตน อันไหลออกจากกายของตน ร้อนดังหนึ่ง  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b28c28" >
		<para id="s2b28c28p">
			<remark  id="s2b28c28l1" />     ทองแดงที่ละลายคว้างบนแผ่นดิน  สัตว์นรกนั้นลงไปสู่ห้วงน้ำเช่นกับ  
			<remark  id="s2b28c28l2" />     หนองและเลือด น่าเกลียดดังซากศพเน่ามีกลิ่นเหม็นดุจก้อนคูถ หมู่  
			<remark  id="s2b28c28l3" />     หนอนในห้วงน้ำนั้น  มีกายใหญ่มีปากเป็นเหล็กแหลม ทำลายผิวหนัง  
			<remark  id="s2b28c28l4" />     ชอนไชไปในเนื้อและเลือด กัดกินสัตว์นรกนั้น ก็สัตว์นั้นถึงนรกนั้น  
			<remark  id="s2b28c28l5" />     แล้วจมลงไปประมาณชั่วร้อยบุรุษ ศพเน่าเหม็นฟุ้งไปตลอดร้อยโยชน์  
			<remark  id="s2b28c28l6" />     โดยรอบ  จริงอยู่ แม้จักษุของตนผู้มีจักษุย่อมคร่ำคร่าเพราะกลิ่นนั้น  
			<remark  id="s2b28c28l7" />     ดูกรพระเจ้าพรหมทัตต์  บุคคลผู้ฆ่ามารดาย่อมได้รับทุกข์เห็นปานนี้  
			<remark  id="s2b28c28l8" />     พวกหญิงรีดลูกย่อมก้าวล่วงลำธารนรกอันขรุขระ  ที่ก้าวล่วงได้แสน  
			<remark  id="s2b28c28l9" />     ยากดุจคมมีดโกน  แล้วตกไปสู่แม่น้ำเวตรณีที่ไปได้ยาก  ต้นงิ้ว  
			<remark  id="s2b28c28l10" />     ทั้งหลายล้วนแต่เป็นเหล็กมีหนาม ๑๖ คุลี มีกิ่งห้อยย้อยปกคลุมแม่น้ำ  
			<remark  id="s2b28c28l11" />     เวตรณีที่ไปได้ยากทั้งสองฟาก  สัตว์นรกเหล่านั้นมีตัวสูงโยชน์หนึ่ง  
			<remark  id="s2b28c28l12" />     ถูกไฟที่เกิดเองแผดเผา  มีเปลวรุ่งเรืองยืนอยู่ดุจกองไฟตั้งอยู่ที่ไกล  
			<remark  id="s2b28c28l13" />     ฉะนั้น  หญิงผู้ประพฤตินอกใจสามีก็ดี ชายที่คบหาภรรยาผู้อื่นก็ดี  
			<remark  id="s2b28c28l14" />     ต้องตกอยู่ในนรกอันเร่าร้อนมีหนามคม  สัตว์นรกเหล่านั้น  ถูกนาย  
			<remark  id="s2b28c28l15" />     นิริยบาลทิ่มแทงด้วยอาวุธ  กลับเอาศีรษะลงตกลงมานอนอยู่  ถูก  
			<remark  id="s2b28c28l16" />     ทิ่มแทงด้วยหลาวเป็นอันมากตื่นอยู่ตลอดกาลทุกเมื่อ  ครั้นพอรุ่งสว่าง  
			<remark  id="s2b28c28l17" />     นายนิริยบาลให้สัตว์นรกนั้นเข้าไปสู่โลหกุมภีอันใหญ่เปรียบดังภูเขามีน้ำ  
			<remark  id="s2b28c28l18" />     เสมอด้วยไฟอันร้อน  บุคคลผู้ทุศีล  ถูกโมหะครอบงำ ย่อมเสวย  
			<remark  id="s2b28c28l19" />     กรรมของตน  ที่ตนกระทำไว้ชั่วปางก่อน  ตลอดวันตลอดคืนด้วย  
			<remark  id="s2b28c28l20" />     ประการฉะนี้  อนึ่ง ภริยาใดที่เขาช่วยมาด้วยทรัพย์ย่อมดูหมิ่นสามี แม่  
			<remark  id="s2b28c28l21" />     ผัวพ่อผัว หรือพี่น้องผัว นายนิริยบาลเอาเบ็ดมีสายเกี่ยวปลายลิ้นของ  
			<remark  id="s2b28c28l22" />     หญิงนั้นคร่ามา สัตว์นรกนั้นเห็นลิ้นของตนยาวประมาณ ๑ วา เต็มไป  
			<remark  id="s2b28c28l23" />     ด้วยหมู่หนอนไม่อาจอ้อนวอนนายนิริยบาล ตายไปหมกไหม้ในตาปน  
			<remark  id="s2b28c28l24" />     นรก พวกคนฆ่าแกะ ฆ่าสุกร ฆ่าปลา ดักเนื้อ พวกโจร คนฆ่าโค  
			<remark  id="s2b28c28l25" />     พวกพราน พวกคนผู้กระทำคุณในเหตุมิใช่คุณ (คนส่อเสียด) ถูกนาย  
			<remark  id="s2b28c28l26" />     นิริยบาลเบียดเบียนด้วยหอกเหล็ก ฆ้อนเหล็ก ดาบและลูกศร มีหัวลง  
			<remark  id="s2b28c28l27" />     ตกลงสู่แม่น้ำแสบคนทำคดีโกง ถูกนายนิริยบาลทุบตีด้วยฆ้อนเหล็ก  
			<remark  id="s2b28c28l28" />     ทั้งเวลาเย็นเวลาเช้าแต่นั้นย่อมกินอาเจียนของสัตว์นรกเหล่าอื่นผู้ได้รับ  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b28c29" >
		<para id="s2b28c29p">
			<remark  id="s2b28c29l1" />     ความทุกข์ทุกเมื่อ ฝูงกาบ้าน ฝูงสุนัข ฝูงแร้ง ฝูงนกป่าล้วนมีปากเหล็ก  
			<remark  id="s2b28c29l2" />     รุมกัดกินสัตว์นรก  ผู้กระทำกรรมหยาบช้าดิ้นรนอยู่  ชนเหล่าใดเป็น  
			<remark  id="s2b28c29l3" />     อสัตบุรุษ อันธุลีปกปิด ให้เนื้อชนกันตายก็ดี ให้นกตีกันตายก็ดี  
			<remark  id="s2b28c29l4" />     ชนเหล่านั้นต้องไปตกอุสสทนรก.  
			<remark  id="s2b28c29l5" />[๙๓] สัตบุรุษทั้งหลายย่อมไปสู่เบื้องบน เพราะกรรมที่ตนประพฤติดีแล้วใน  
			<remark  id="s2b28c29l6" />     โลกนี้ ขอเชิญพระองค์ทอดพระเนตรผลของกรรมที่บุคคลประพฤติดีแล้ว  
			<remark  id="s2b28c29l7" />     เทพเจ้าทั้งหลายพร้อมทั้งพระอินทร์พระพรหมมีอยู่ ดูกรมหาบพิตรผู้เป็น  
			<remark  id="s2b28c29l8" />     อธิบดีแห่งรัฐ เพราะเหตุนั้น อาตมภาพขอทูลมหาบพิตร ขอมหาบพิตร  
			<remark  id="s2b28c29l9" />     จงทรงประพฤติธรรม ดูกรพระราชา เชิญพระองค์ทรงประพฤติธรรม  
			<remark  id="s2b28c29l10" />     เหมือนอย่างธรรมที่บุคคลประพฤติดีแล้ว  ไม่เดือดร้อนในภายหลัง  
			<remark  id="s2b28c29l11" />     ฉะนั้น.  
			<remark  id="s2b28c29l12" />                      จบ สังกิจจชาดกที่ ๒  
			<remark  id="s2b28c29l13" />                        ------------  
			<remark  id="s2b28c29l14" />                     รวมชาดกในสัฏฐินิบาตนั้น  
			<remark  id="s2b28c29l15" />     เชิญท่านทั้งหลายฟังภาษิตของข้าพเจ้าในสัฏฐินิบาต (ในนิบาตนี้) มี ๒  
			<remark  id="s2b28c29l16" />     ชาดก คือโสณกชาดก ๑ สังกิจจชาดก ๑ ฯ  
			<remark  id="s2b28c29l17" />                      จบ สัฏฐินิบาตชาดก.  
			<remark  id="s2b28c29l18" />                        ------------  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b28c30" >
		<para id="s2b28c30p">
			<remark  id="s2b28c30l1" />                        สัตตตินิบาตชาดก  
			<remark  id="s2b28c30l2" />                         ๑. กุสชาดก  
			<remark  id="s2b28c30l3" />             พระเจ้ากุสราชลุ่มหลงรูปโฉมของนางประภาวดี  
			<remark  id="s2b28c30l4" />[๙๔] รัฏฐะของพระองค์นี้ มีทรัพย์ มียาน มีราชกกุธภัณฑ์สมบูรณ์ด้วยสิ่งที่  
			<remark  id="s2b28c30l5" />     น่าปรารถนาทั้งปวง ข้าแต่พระมารดา ขอพระองค์จงทรงปกครองราช  
			<remark  id="s2b28c30l6" />     สมบัติของพระองค์นี้ หม่อมฉันจะขอทูลลาไปยังเมืองสาคละ ซึ่งเป็น  
			<remark  id="s2b28c30l7" />     ที่สถิตแห่งพระนางประภาวดีที่รัก.  
			<remark  id="s2b28c30l8" />[๙๕] พระองค์ทรงนำหาบใหญ่มาด้วยพระทัยอันไม่ซื่อตรง จักต้องทรงเสวย  
			<remark  id="s2b28c30l9" />     ทุกข์ใหญ่ทั้งกลางวันและกลางคืน  ขอเชิญพระองค์เสด็จกลับไปยัง  
			<remark  id="s2b28c30l10" />     กุสาวดีนครเสียโดยเร็วเถิด  หม่อมฉันไม่ปรารถนาให้พระองค์ซึ่งมี  
			<remark  id="s2b28c30l11" />     ผิวพรรณชั่วอยู่ในที่นี้.  
			<remark  id="s2b28c30l12" />[๙๖] ดูกรนางประภาวดี พี่ติดใจในผิวพรรณของเธอ จึงจะจากที่นี้ไปยังเมือง  
			<remark  id="s2b28c30l13" />     กุสาวดีไม่ได้ พี่ยินดีในการเห็นเธอ ได้ละทิ้งบ้านเมืองมารื่นรมย์อยู่ใน  
			<remark  id="s2b28c30l14" />     พระราชนิเวศน์อันน่ารื่นรมย์ของพระเจ้ามัททราช ดูกรน้องประภาวดี  
			<remark  id="s2b28c30l15" />     พี่ติดใจในผิวพรรณของเธอจนลุ่มหลง เที่ยวไปยังพื้นแผ่นดิน พี่ไม่รู้ทิศ  
			<remark  id="s2b28c30l16" />     ว่าตนมาแล้วจากที่ไหน  พี่หลงใหลในตัวเธอผู้มีดวงเนตรอันแจ่มใส  
			<remark  id="s2b28c30l17" />     เหมือนดวงตามฤค ผู้ทรงผ้ากรองทอง ดูกรพระน้องผู้มีตะโพกอันผึ่งผาย  
			<remark  id="s2b28c30l18" />     พี่ปรารถนาแต่ตัวเธอ พี่ไม่ต้องการด้วยราชสมบัติ.  
			<remark  id="s2b28c30l19" />[๙๗] ดูกรพระเจ้ากุสราช ผู้ใดปรารถนาคนที่เขาไม่ปรารถนาตนผู้นั้นย่อมมี  
			<remark  id="s2b28c30l20" />     แต่ความไม่เจริญ  หม่อมฉันไม่รักพระองค์พระองค์ก็จะให้หม่อมฉันรัก  
			<remark  id="s2b28c30l21" />     เมื่อเขาไม่รัก พระองค์ก็ยังปรารถนาให้เขารัก.  
			<remark  id="s2b28c30l22" />[๙๘] นรชนใดได้คนที่เขาไม่รักตัว หรือที่รักตัวมาเป็นที่รัก เราสรรเสริญการ  
			<remark  id="s2b28c30l23" />     ได้ในสิ่งนี้ ความไม่ได้ในสิ่งนั้นเป็นความชั่วช้า.  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b28c31" >
		<para id="s2b28c31p">
			<remark  id="s2b28c31l1" />[๙๙] พระองค์ปรารถนา ซึ่งหม่อมฉันผู้ไม่ปรารถนา เปรียบเหมือนพระองค์  
			<remark  id="s2b28c31l2" />     เอาไม้กรรณิการ์มาแคะเอาเพชรในหิน   หรือเหมือนเอาข่ายมาดักลม  
			<remark  id="s2b28c31l3" />     ฉะนั้น.  
			<remark  id="s2b28c31l4" />[๑๐๐] หินคงฝังอยู่ในหฤทัยมีลักษณะอ่อนละมุนละไม ของเธอเป็นแน่ เพราะ  
			<remark  id="s2b28c31l5" />      ตั้งแต่หม่อมฉันมาจากชนบทภายนอก ยังไม่ได้ความชมชื่นจากเธอเลย  
			<remark  id="s2b28c31l6" />      พระราชบุตรียังทำหน้านิ่วคิ้วขมวดมองดูหม่อมฉันอยู่ตราบใด หม่อมฉัน  
			<remark  id="s2b28c31l7" />      ก็คงต้องเป็นพนักงานเครื่องต้นภายในบุรีของพระเจ้ามัททราชอยู่ตราบนั้น  
			<remark  id="s2b28c31l8" />      ต่อเมื่อใดพระราชบุตรียิ้มแย้มแจ่มใสมองดูหม่อมฉัน หม่อมฉันก็จะ  
			<remark  id="s2b28c31l9" />      เลิกเป็นพนักงานเครื่องต้น กลับเป็นพระเจ้ากุสราชเมื่อนั้น.  
			<remark  id="s2b28c31l10" />[๑๐๑] ก็ถ้าถ้อยคำของโหรทั้งหลายจักเป็นจริงไซร้ พระองค์คงไม่ใช่พระสวามี  
			<remark  id="s2b28c31l11" />      ของหม่อมฉันแน่แท้ เขาเหล่านั้นคงจะบั่นเราออกเป็นเจ็ดท่อนแน่.  
			<remark  id="s2b28c31l12" />[๑๐๒] ก็ถ้าถ้อยคำของโหรเหล่าอื่นหรือของหม่อมฉันจักเป็นจริงไซร้ พระสวามี  
			<remark  id="s2b28c31l13" />      ของเธอ นอกจากพระเจ้ากุสราชผู้มีพระเสียงดังราชสีห์ จะเป็นคนอื่น  
			<remark  id="s2b28c31l14" />      ไม่มีเลย.  
			<remark  id="s2b28c31l15" />[๑๐๓] แน่ะนางขุชชา เรากลับไปถึงกรุงกุสาวดีแล้ว จักให้นายช่างทำเครื่อง  
			<remark  id="s2b28c31l16" />      ประดับคอทองคำให้แก่เจ้า ถ้าเจ้าทำให้พระนางประภาวดีผู้มีขาอ่อนงาม  
			<remark  id="s2b28c31l17" />      ดังงวงช้างแลดูเราได้ ... ถ้าเจ้าทำนางประภาวดีผู้มีขาอ่อนงามดังงวงช้าง  
			<remark  id="s2b28c31l18" />      ให้เจรจาแก่เราได้ ... ถ้าเจ้าทำพระนางประภาวดีผู้มีขาอ่อนงามดังงวงช้าง  
			<remark  id="s2b28c31l19" />      ให้ยิ้มแย้มแก่เราได้ ... ถ้าเจ้าทำพระนางประภาวดีผู้มีขาอ่อนงามดังงวง  
			<remark  id="s2b28c31l20" />      ช้างให้หัวเราะร่าเริงแก่เราได้  เรากลับไปถึงกรุงกุสาวดีแล้ว จักให้  
			<remark  id="s2b28c31l21" />      นายช่างทำเครื่องประดับคอทองคำให้แก่เจ้า  ถ้าเจ้าทำพระนางประภาวดี  
			<remark  id="s2b28c31l22" />      ผู้มีขาอ่อนงามดังงวงช้าง มาลูบคลำจับตัวเรา ด้วยมือของเธอได้.  
			<remark  id="s2b28c31l23" />[๑๐๔] พระราชบุตรีนี้  คงไม่ได้ประสบแม้ความสำราญในสำนักแห่งพระเจ้า  
			<remark  id="s2b28c31l24" />      กุสราชเสียเลยเป็นแน่ พระนางจึงไม่ทรงกระทำแม้เพียงการปฏิสันถาร  
			<remark  id="s2b28c31l25" />      ในบุรุษผู้เป็นพนักงานเครื่องต้น เป็นคนรับใช้ ไม่ต้องการด้วยค่าจ้าง.  
			<remark  id="s2b28c31l26" />[๑๐๕] นางขุชชานี้  เห็นจะไม่ต้องถูกตัดลิ้นด้วยมีดอันคมเป็นแน่  จึงมาพูด  
			<remark  id="s2b28c31l27" />      คำหยาบช้าอย่างนี้.  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b28c32" >
		<para id="s2b28c32p">
			<remark  id="s2b28c32l1" />[๑๐๖] ข้าแต่พระนางประภาวดี  พระนางอย่าทรงเทียบพระเจ้ากุสราชนั้นด้วย  
			<remark  id="s2b28c32l2" />      พระรูปอันเลอโฉมของพระนางซิ  ข้าแต่พระนางผู้มีความรุ่งเรือง  
			<remark  id="s2b28c32l3" />      พระนางจงกระทำไว้ในพระทัยว่า  พระเจ้ากุสราชนั้นทรงมีพระอิศริยยศ  
			<remark  id="s2b28c32l4" />      ใหญ่   แล้วจงกระทำความรักในพระเจ้ากุสราช  ผู้มีความงามอันนี้  
			<remark  id="s2b28c32l5" />      ข้าแต่พระนางประภาวดีพระนางอย่าทรงเทียบพระเจ้ากุสราชนั้นด้วยพระ  
			<remark  id="s2b28c32l6" />      รูปอันเลอโฉมของพระนางซิ  ข้าแต่พระนางผู้มีความรุ่งเรือง พระนาง  
			<remark  id="s2b28c32l7" />      จงกระทำไว้ในพระทัยว่า  พระเจ้ากุสราชนั้นทรงมีพระราชทรัพย์เป็น  
			<remark  id="s2b28c32l8" />      อันมาก ... มีทะแกล้วทหาร ... มีพระราชอาณาจักรกว้างใหญ่ ... เป็น  
			<remark  id="s2b28c32l9" />      พระมหาราชา ... มีพระสุรเสียงเหมือนเสียงราชสีห์ ... มีพระสุรเสียง  
			<remark  id="s2b28c32l10" />      ไพเราะ ... มีพระสุรเสียงหยดย้อย ... มีพระสุรเสียงกลมกล่อม ... มี  
			<remark  id="s2b28c32l11" />      พระสุรเสียงอ่อนหวาน ... ทรงชำนาญศิลป์ตั้งร้อยอย่าง ... เป็นกษัตริย์  
			<remark  id="s2b28c32l12" />      ... พระแม่เจ้าประภาวดี พระนางอย่าเทียบพระเจ้ากุสราชนั้นด้วยพระรูป  
			<remark  id="s2b28c32l13" />      อันเลอโฉมของนางซิ  พระนางจงกระทำไว้ในพระทัยว่า  พระราชา  
			<remark  id="s2b28c32l14" />      พระองค์นั้น  มีพระนามเหมือนกับหญ้าคาที่ท้าวสักกะทรงประทาน แล้ว  
			<remark  id="s2b28c32l15" />      จงกระทำความรักในพระเจ้ากุสราชผู้มีความงามอันนี้.  
			<remark  id="s2b28c32l16" />[๑๐๗] ช้างเหล่านี้ทั้งหมดเป็นผู้แข็งกระด้าง ตั้งอยู่เหมือนจอมปลวกจะพากันพัง  
			<remark  id="s2b28c32l17" />      กำแพงเข้ามาเสียก่อน ขอพระองค์จงส่งข่าวแก่พระราชาเหล่านั้นว่า เชิญ  
			<remark  id="s2b28c32l18" />      เสด็จมานำเอานางประภาวดีนี้ไปเถิด.  
			<remark  id="s2b28c32l19" />[๑๐๘] เราจะบั่นนางประภาวดีนี้ออกเป็นเจ็ดท่อน  แล้วจักให้แก่กษัตริย์ผู้เสด็จ  
			<remark  id="s2b28c32l20" />      มา ณ ที่นี้เพื่อจะฆ่าเรา.  
			<remark  id="s2b28c32l21" />[๑๐๙] พระราชบุตรีผู้มีผิวผ่องดังทองคำ ทรงผ้าโกไสยพัสตร์ มีพระเนตรนอง  
			<remark  id="s2b28c32l22" />      ด้วยน้ำตา อันหมู่ทาสีแวดล้อม เสด็จไปยังห้องพระมารดา.  
			<remark  id="s2b28c32l23" />[๑๑๐] ข้าแต่พระมารดา หน้าของลูกอันผัดแล้วด้วยแป้ง ส่องแล้วที่กระจกเงา  
			<remark  id="s2b28c32l24" />      งดงาม มีดวงเนตรคมคาย ผุดผ่องเป็นนวลใย จักถูกกษัตริย์ทั้งหลายโยน  
			<remark  id="s2b28c32l25" />      ทิ้งเสียในป่าเป็นแน่ แล้วฝูงแร้งก็จะพากันเอาเท้ายื้อแย่งผมของลูกอันดำ  
			<remark  id="s2b28c32l26" />      มีปลายงอนละเอียดอ่อน   ลูบไล้ด้วยน้ำมันหอมแก่นจันทน์ ในท่ามกลาง  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b28c33" >
		<para id="s2b28c33p">
			<remark  id="s2b28c33l1" />      ป่าช้าอันเปรอะเปื้อน เป็นแน่ แขนอ่อนนุ่มทั้งสองของลูกอันมีเล็บแดง  
			<remark  id="s2b28c33l2" />      มีขนละเอียด ลูบไล้ด้วยจุรณ์จันทน์ก็จะถูกกษัตริย์ทั้งหลายตัดทิ้งเสียใน  
			<remark  id="s2b28c33l3" />      ป่า และฝูงกาก็จะโฉบคาบเอาไปตามความปรารถนาเป็นแน่ สุนัขจิ้งจอก  
			<remark  id="s2b28c33l4" />      มาเห็นถันทั้งสองของลูกเช่นกับผลตาลอันห้อยอยู่  ซึ่งลูบไล้ด้วย  
			<remark  id="s2b28c33l5" />      กระแจะจันทน์แคว้นกาสี  ก็จะยืนคร่อมที่ถันทั้งสองของลูกเป็นแน่  
			<remark  id="s2b28c33l6" />      เหมือนลูกอ่อนที่เกิดแต่ตนของมารดา ตะโพกอันกลมผึ่งผายของลูก ผูก  
			<remark  id="s2b28c33l7" />      รัดด้วยสร้อยสอิ้งทอง ก็จะถูกกษัตริย์ทั้งหลายตัดเป็นชิ้นๆ แล้วโยนทิ้ง  
			<remark  id="s2b28c33l8" />      ไปในป่า ฝูงสุนัขจิ้งจอกก็จะพากันมาฉุดคร่าไปกิน ฝูงสุนัขป่า ฝูงกา  
			<remark  id="s2b28c33l9" />      ฝูงสุนัขจิ้งจอกและสัตว์ที่มีเขี้ยวเหล่าอื่นซึ่งมีอยู่  ได้กินนางประภาวดี  
			<remark  id="s2b28c33l10" />      แล้ว คงไม่รู้จักแก่กันเป็นแน่  ข้าแต่พระมารดา ถ้ากษัตริย์ทั้งหลายผู้มา  
			<remark  id="s2b28c33l11" />      แต่ที่ไกลได้นำเอาเนื้อของลูกไปหมดแล้ว พระมารดาได้ทรงโปรดขอเอา  
			<remark  id="s2b28c33l12" />      กระดูกมาเผาเสียในระหว่างทางใหญ่ ขอพระมารดาได้สร้างสวนดอกไม้  
			<remark  id="s2b28c33l13" />      แล้ว  จงปลูกต้นกรรณิการ์ในสวนเหล่านั้น ข้าแต่พระมารดา ในกาลใด  
			<remark  id="s2b28c33l14" />      ดอกกรรณิการ์เหล่านั้นบานแล้วในเวลาหิมะตกในฤดูเหมันต์ ในกาลนั้น  
			<remark  id="s2b28c33l15" />      ขอพระมารดาพึงรำลึกถึงลูกว่า ประภาวดีมีผิวพรรณอย่างนี้.  
			<remark  id="s2b28c33l16" />[๑๑๑] พระมารดาของพระนางประภาวดีเป็นขัตติยานี  มีพระฉวีวรรณดังเทพ  
			<remark  id="s2b28c33l17" />      อัปสรได้ประทับยืนอยู่แล้ว  ทอดพระเนตรเห็นดาบและธนูวางอยู่ตรง  
			<remark  id="s2b28c33l18" />      พระพักตร์พระเจ้ามัททราช ภายในบุรี.  
			<remark  id="s2b28c33l19" />[๑๑๒] จึงทรงพิลาปรำพันว่า  พระองค์จะทรงฆ่าธิดาของหม่อมฉันบั่นให้เป็น  
			<remark  id="s2b28c33l20" />      ท่อนๆ ด้วยดาบนี้  แล้วจะประทานแก่กษัตริย์ทั้งหลาย แน่หรือเพค๊ะ.  
			<remark  id="s2b28c33l21" />[๑๑๓] ลูกน้อยเอ๋ย พระบิดาไม่ทรงกระทำตามคำของแม่ผู้ใคร่ประโยชน์ เจ้านั้น  
			<remark  id="s2b28c33l22" />      เปรอะเปื้อนโลหิตไปสู่สำนักพระยายมในวันนี้  ถ้าบุรุษผู้ใดไม่ทำตามคำ  
			<remark  id="s2b28c33l23" />      ของบิดามารดาผู้เกื้อกูลมองเห็นประโยชน์  บุรุษนั้นย่อมได้รับโทษอย่าง  
			<remark  id="s2b28c33l24" />      นี้  และจะต้องเข้าถึงโทษที่ลามกกว่า ในวันนี้ถ้าลูกจะทรงไว้ซึ่งกุมาร  
			<remark  id="s2b28c33l25" />      ทรงโฉมงดงามดังสีทอง เป็นกษัตริย์เกิดกับพระเจ้ากุสราช สวมสร้อย  
			<remark  id="s2b28c33l26" />      สังวาลย์แก้วมณีแกมทอง อันหมู่พระญาติบูชาแล้วไซร้ ลูกก็จะไม่ต้อง  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b28c34" >
		<para id="s2b28c34p">
			<remark  id="s2b28c34l1" />      ไปยังสำนักพระยายม ลูกหญิงเอ่ย เสียงกลองชัยเภรีดังอยู่อึงมี่ และ  
			<remark  id="s2b28c34l2" />      เสียงช้างร้องก้องอยู่ในตระกูลแห่งกษัตริย์ทั้งหลายใด ลูกเห็นอะไรเล่า  
			<remark  id="s2b28c34l3" />      หนอที่มีความสุขยิ่งกว่าตระกูลนั้น จึงได้มาเสีย เสียงม้าศึกคะนองร้อง  
			<remark  id="s2b28c34l4" />      คำรณอยู่ที่ประตู เสียงกุมารร้องรำทำเพลงอยู่ในตระกูลกษัตริย์ทั้งหลาย  
			<remark  id="s2b28c34l5" />      ลูกเห็นอะไรเล่าหนอที่มีความสุขยิ่งไปกว่าตระกูลนั้น จึงได้มาเสีย ใน  
			<remark  id="s2b28c34l6" />      ตระกูลแห่งกษัตริย์ทั้งหลาย มีนกยูง นกกระเรียน  และนกดุเหว่า  
			<remark  id="s2b28c34l7" />      ส่งเสียงร้องก้องเสนาะเพราะจับใจ  ลูกเห็นอะไรเล่าหนอที่จะมีความ  
			<remark  id="s2b28c34l8" />      สุขยิ่งไปกว่าตระกูลนั้น จึงได้มาเสีย.  
			<remark  id="s2b28c34l9" />[๑๑๔] พระเจ้ากุสราชพระองค์ใด ผู้มีพระปรีชาอย่างยอดเยี่ยม ผู้ย่ำยีกษัตริย์  
			<remark  id="s2b28c34l10" />      ทั้งเจ็ดพระนคร ทรงปราบปรามแคว้นอื่นให้พ่ายแพ้ พึงทรงปลดเปลื้อง  
			<remark  id="s2b28c34l11" />      เราทั้งหลายให้พ้นจากทุกข์ได้ พระเจ้ากุสราชพระองค์นั้นประทับอยู่ที่  
			<remark  id="s2b28c34l12" />      ไหนหนอ.  
			<remark  id="s2b28c34l13" />[๑๑๕] พระเจ้ากุสราชพระองค์ใด ผู้มีพระปรีชาอย่างยอดเยี่ยม ผู้ย่ำยีกษัตริย์  
			<remark  id="s2b28c34l14" />      ทั้งเจ็ดพระนคร  ทรงปราบปรามแคว้นอื่นให้พ่ายแพ้ จักทรงกำจัด  
			<remark  id="s2b28c34l15" />      กษัตริย์เหล่านั้นทั้งหมดได้ พระเจ้ากุสราชพระองค์นั้น ประทับอยู่ที่นี่  
			<remark  id="s2b28c34l16" />      แหละ เพค๊ะ.  
			<remark  id="s2b28c34l17" />[๑๑๖] เจ้าเป็นบ้าไปแล้วหรือจึงได้พูดอย่างนี้ หรือว่าเจ้าเป็นอันธพาลจึงได้พูด  
			<remark  id="s2b28c34l18" />      อย่างนี้ ถ้าพระเจ้ากุสราชพึงเสด็จมาจริง ทำไมพวกเราจะไม่รู้จักพระ  
			<remark  id="s2b28c34l19" />      องค์เล่า.  
			<remark  id="s2b28c34l20" />[๑๑๗] พระเจ้ากุสราชนั้นทรงปลอมพระองค์เป็นบุรุษพนักงานเครื่องต้น  ทรง  
			<remark  id="s2b28c34l21" />      พระภูษาหยักรั้งมั่นคง  กำลังก้มพระองค์ล้างหม้ออยู่ในระหว่างพระ  
			<remark  id="s2b28c34l22" />      ตำหนักของพระกุมารีทั้งหลายเพค๊ะ.  
			<remark  id="s2b28c34l23" />[๑๑๘] เจ้าเป็นหญิงชั่วช้าจัณฑาลหรือ  หรือว่าเจ้าเป็นหญิงประทุษร้ายตระกูล  
			<remark  id="s2b28c34l24" />      เจ้าเกิดแล้วในตระกูลพระเจ้ามัททราช  เหตุใดจึงกระทำพระสวามีให้  
			<remark  id="s2b28c34l25" />      เป็นทาส.  
			<remark  id="s2b28c34l26" />[๑๑๙] หม่อมฉันไม่ได้เป็นหญิงชั่วช้าจัณฑาล ไม่ใช่เป็นหญิงประทุษร้ายตระกูล  
			<remark  id="s2b28c34l27" />      นั่นพระเจ้ากุสราชโอรสของพระเจ้าโอกกากราช ขอความเจริญจงมีแด่  
			<remark  id="s2b28c34l28" />      พระมารดา แต่พระมารดาทรงเข้าพระทัยว่าเป็นทาส.  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b28c35" >
		<para id="s2b28c35p">
			<remark  id="s2b28c35l1" />[๑๒๐] ขอความเจริญจงมีแด่พระมารดา พระราชาพระองค์ใด ทรงเชื้อเชิญ  
			<remark  id="s2b28c35l2" />      พราหมณ์สองหมื่นคนให้บริโภคภัตตาหารในกาลทุกเมื่อ พระราชาพระ  
			<remark  id="s2b28c35l3" />      องค์นั้น  คือ  พระเจ้ากุสราชโอรสแห่งพระเจ้าโอกกากราช แต่พระ  
			<remark  id="s2b28c35l4" />      มารดาเข้าพระทัยว่าเป็นทาส เจ้าพนักงานเตรียมช้างไว้สองหมื่นเชือก ...  
			<remark  id="s2b28c35l5" />      เตรียมม้าสองหมื่นตัว ... ขอความเจริญจงมีแด่พระมารดา เจ้าพนักงาน  
			<remark  id="s2b28c35l6" />      รีดนมโคสองหมื่นตัวในกาลทุกเมื่อเพื่อพระราชาพระองค์ใด พระราชา  
			<remark  id="s2b28c35l7" />      พระองค์นั้น คือ พระเจ้ากุสราชโอรสของพระเจ้าโอกกากราช แต่พระ  
			<remark  id="s2b28c35l8" />      มารดาเข้าพระทัยว่าเป็นทาส.  
			<remark  id="s2b28c35l9" />[๑๒๑] ดูกรเจ้าผู้เป็นพาล เจ้ากระทำกรรมอันชั่วร้ายเหลือเกิน ที่เจ้าไม่บอกพ่อ  
			<remark  id="s2b28c35l10" />      ว่า  พระเจ้ากุสราชผู้เป็นกษัตริย์มีทะแกล้วทหารมาก ผู้เป็นพระยาช้าง  
			<remark  id="s2b28c35l11" />      มาด้วยเพศแห่งกบ.  
			<remark  id="s2b28c35l12" />[๑๒๒] ข้าแต่พระมหาราชผู้จอมทัพ ขอพระองค์ได้ทรงพระกรุณาโปรดงดโทษ  
			<remark  id="s2b28c35l13" />      แก่หม่อมฉัน ที่ไม่ทราบว่าพระองค์เสด็จมาในที่นี้ด้วยเพศที่ไม่มีใครรู้จัก  
			<remark  id="s2b28c35l14" />      ด้วยเถิด.  
			<remark  id="s2b28c35l15" />[๑๒๓] คนเช่นหม่อมฉันมิได้ปกปิดเลย หม่อมฉันนั้นเป็นพนักงานเครื่องต้น  
			<remark  id="s2b28c35l16" />      พระองค์เท่านั้นทรงเลื่อมใสแก่หม่อมฉัน ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐ  
			<remark  id="s2b28c35l17" />      แต่พระองค์ไม่มีกรรมชั่วช้า ที่หม่อมฉันจะต้องอดโทษ.  
			<remark  id="s2b28c35l18" />[๑๒๔] ดูกรเจ้าคนพาล  เจ้าจงไปขอขมาโทษพระเจ้ากุสราชผู้มีกำลังมากเสีย  
			<remark  id="s2b28c35l19" />      พระเจ้ากุสราชที่เจ้าขอขมาแล้ว จักประทานชีวิตให้เจ้า.  
			<remark  id="s2b28c35l20" />[๑๒๕] พระนางประภาวดีผู้มีผิวพรรณดังเทพธิดา ทรงรับดำรัสของพระบิดาแล้ว  
			<remark  id="s2b28c35l21" />      ได้ซบพระเศียรลงกอดพระบาทพระเจ้ากุสราชผู้มีพระกำลังมาก.  
			<remark  id="s2b28c35l22" />[๑๒๖] ราตรีเหล่านี้ที่ล่วงไป เว้นจากพระองค์นั้นเพียงใด หม่อมฉันขอถวาย  
			<remark  id="s2b28c35l23" />      บังคมพระยุคลบาท ของพระองค์ด้วยเศียรเกล้า เพียงนั้น ขอพระองค์  
			<remark  id="s2b28c35l24" />      โปรดอย่าทรงพิโรธหม่อมฉันเลย   หม่อมฉันขอตั้งสัตย์ปฏิญาณแก่  
			<remark  id="s2b28c35l25" />      พระองค์ โปรดทรงสดับหม่อมฉันเถิด เพค๊ะ หม่อมฉันจะไม่พึงทำความ  
			<remark  id="s2b28c35l26" />      ชิงชังแก่พระองค์อีกต่อไปละ ถ้าพระองค์จะไม่ทรงโปรดกระทำตามคำ  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b28c36" >
		<para id="s2b28c36p">
			<remark  id="s2b28c36l1" />      ของหม่อมฉันผู้ทูลวิงวอนอยู่อย่างนี้  พระบิดาคงเข่นฆ่าหม่อมฉันแล้ว  
			<remark  id="s2b28c36l2" />      ทรงประทานแก่กษัตริย์ทั้งหลาย ณ กาลบัดนี้เป็นแน่.  
			<remark  id="s2b28c36l3" />[๑๒๗] เมื่อพระน้องอ้อนวอนอยู่อย่างนี้ ไฉนพี่จักไม่ทำตามคำของพระน้องเล่า  
			<remark  id="s2b28c36l4" />      พี่ไม่โกรธพระน้องเลยนะคนงาม  อย่ากลัวเลยประภาวดี พี่ขอตั้งสัตย์  
			<remark  id="s2b28c36l5" />      ปฏิญาณต่อพระน้อง โปรดขอจงทรงฟังพี่เถิดนะพระราชบุตรี พี่จะไม่  
			<remark  id="s2b28c36l6" />      พึงกระทำความเกลียดชังแก่พระน้องนางอีกต่อไปละ ดูกรน้องประภาวดี  
			<remark  id="s2b28c36l7" />      ผู้มีตะโพกอันผึ่งผาย พี่สามารถจะทำลายตระกูลกษัตริย์มัททราชมากมาย  
			<remark  id="s2b28c36l8" />      แล้วนำพระน้องนางไปได้ แต่เพราะความรักพระน้องนาง พี่จึงสู้ยอมทน  
			<remark  id="s2b28c36l9" />      ทุกข์มากมายได้.  
			<remark  id="s2b28c36l10" />[๑๒๘] เจ้าพนักงานทั้งหลาย จงตระเตรียมรถและม้า อันวิจิตรด้วยเครื่องอลังการ  
			<remark  id="s2b28c36l11" />      ต่างๆ ทั้งมั่นคงแข็งแรง  ท่านทั้งหลายจงเห็นความพยายามของเรา  
			<remark  id="s2b28c36l12" />      ผู้กำจัดศัตรูทั้งหลายให้พ่ายแพ้ไปในบัดนี้ ก็นารีทั้งหลายภายในพระราช  
			<remark  id="s2b28c36l13" />      วังของพระเจ้ามัททราชนั้น พากันมองดูพระโพธิสัตว์ผู้เสด็จเยื้องกราย  
			<remark  id="s2b28c36l14" />      ดุจราชสีห์ ทรงปรบพระหัตถ์เสวยพระกระยาหารถึงสองเท่าพระองค์นั้น.  
			<remark  id="s2b28c36l15" />[๑๒๙] ก็พระเจ้ากุสราช ครั้นเสด็จขึ้นประทับบนคอช้างสาร  โปรดให้นาง  
			<remark  id="s2b28c36l16" />      ประภาวดีประทับเบื้องหลังแล้ว  เสด็จเข้าสู่สงคราม  ทรงบันลือพระ  
			<remark  id="s2b28c36l17" />      สุรสีหนาท กษัตริย์เจ็ดพระนครทรงสดับพระสุรสีหนาทของพระเจ้า  
			<remark  id="s2b28c36l18" />      กุสราช ผู้บันลืออยู่ ผู้อันความกลัวแต่เสียงของพระเจ้ากุสราชคุกคามแล้ว  
			<remark  id="s2b28c36l19" />      พากันแตกหนีไปเหมือนดังฝูงมฤคได้ยินเสียงแห่งราชสีห์ก็พากันหนีไป  
			<remark  id="s2b28c36l20" />      ฉะนั้น พวกพลช้าง พลม้า พลรถ พลเดินเท้า ผู้อันความกลัวแต่เสียง  
			<remark  id="s2b28c36l21" />      พระเจ้ากุสราชคุกคามแล้ว ก็พากันแตกตื่นเหยียบย่ำกันและกัน ท้าว  
			<remark  id="s2b28c36l22" />      สักกะจอมเทพ ได้ทอดพระเนตรเห็นพระโพธิสัตว์ทรงมีชัยในท่ามกลาง  
			<remark  id="s2b28c36l23" />      สงครามนั้น มีพระทัยชื่นชมยินดี ทรงพระราชทานแก้วมณีอันรุ่งโรจน์  
			<remark  id="s2b28c36l24" />      ดวงหนึ่งแก่พระเจ้ากุสราช พระเจ้ากุสราชทรงชนะสงคราม ได้แก้ว  
			<remark  id="s2b28c36l25" />      มณีอันรุ่งโรจน์ แล้วเสด็จประทับบนคอช้างสารเสด็จเข้าสู่พระนคร รับ  
			<remark  id="s2b28c36l26" />      สั่งให้จับกษัตริย์เจ็ดพระนครทั้งเป็น ให้มัดนำเข้าถวายพระสัสสุระ ทูล  
			<remark  id="s2b28c36l27" />      ว่าขอเดชะ กษัตริย์เหล่านี้เป็นศัตรูของพระองค์ ศัตรูทั้งหมดซึ่งคิดจะ  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b28c37" >
		<para id="s2b28c37p">
			<remark  id="s2b28c37l1" />      กำจัดพระองค์เสียนี้  ตกอยู่ในอำนาจของพระองค์แล้ว เชิญทรงกระทำ  
			<remark  id="s2b28c37l2" />      ตามพระประสงค์เถิด  พระองค์ทรงกระทำกษัตริย์เหล่านั้นให้เป็นทาส  
			<remark  id="s2b28c37l3" />      แล้ว จะทรงปล่อยหรือจะทรงประหารเสียตามแต่พระทัยเถิด.  
			<remark  id="s2b28c37l4" />[๑๓๐] กษัตริย์เหล่านี้เป็นศัตรูของพระองค์ มิได้เป็นศัตรูของหม่อมฉัน ข้าแต่  
			<remark  id="s2b28c37l5" />      พระมหาราช พระองค์ (เป็นอิสระ) กว่าหม่อมฉัน จะทรงปล่อยหรือ  
			<remark  id="s2b28c37l6" />      จะทรงประหารศัตรูเหล่านั้นก็ตามเถิด.  
			<remark  id="s2b28c37l7" />[๑๓๑] พระราชธิดาของพระองค์ ล้วนทรงงดงามดังเทพกัญญามีอยู่ถึง ๗ พระ  
			<remark  id="s2b28c37l8" />      องค์  ขอพระองค์ทรงโปรดพระราชทานแก่กษัตริย์ทั้ง ๗ นั้นองค์ละองค์  
			<remark  id="s2b28c37l9" />      ขอกษัตริย์เหล่านั้นจงเป็นพระชามาตาของพระองค์เถิด.  
			<remark  id="s2b28c37l10" />[๑๓๒] ข้าแต่พระมหาราช พระองค์เป็นใหญ่กว่าหม่อมฉันทั้งหลาย และกว่า  
			<remark  id="s2b28c37l11" />      พวกลูกของหม่อมฉันทั้งหมด  เชิญพระองค์นั่นแหละทรงพระราชทาน  
			<remark  id="s2b28c37l12" />      พวกลูกของหม่อมฉันแก่กษัตริย์เหล่านั้น ตามพระราชประสงค์เถิด.  
			<remark  id="s2b28c37l13" />[๑๓๓] ในกาลนั้น พระเจ้ากุสราชผู้มีพระสุรเสียงดังเสียงราชสีห์ ได้ทรงยก  
			<remark  id="s2b28c37l14" />      พระราชธิดาของพระเจ้ามัททราช ประทานให้แก่กษัตริย์ ๗ พระองค์นั้น  
			<remark  id="s2b28c37l15" />      องค์ละองค์ กษัตริย์ทั้ง ๗ พระองค์ทรงอิ่มพระทัยด้วยลาภนั้น ทรงขอบ  
			<remark  id="s2b28c37l16" />      พระคุณพระเจ้ากุสราชผู้มีพระสุรเสียงดังเสียงราชสีห์  แล้วพากันเสด็จ  
			<remark  id="s2b28c37l17" />      กลับไปยังนครของตนๆ ในขณะนั้นทีเดียว  ฝ่ายพระเจ้ากุสราชผู้มีพระ  
			<remark  id="s2b28c37l18" />      กำลังมาก ทรงพาพระนางประภาวดีและดวงแก้วมณีอันงามรุ่งโรจน์เสด็จ  
			<remark  id="s2b28c37l19" />      กลับยังกรุงกุสาวดี เมื่อพระเจ้ากุสราชและพระนางประภาวดีทั้ง ๒ พระ  
			<remark  id="s2b28c37l20" />      องค์นั้น ประทับอยู่ในพระราชรถคันเดียวกันเสด็จเข้ากรุงกุสาวดี มีพระ  
			<remark  id="s2b28c37l21" />      ฉวีวรรณและพระรูปพระโฉมทัดเทียมกัน มิได้ทรงงดงามยิ่งหย่อนกว่า  
			<remark  id="s2b28c37l22" />      กันเลย  พระมารดาของพระมหาสัตว์และพระชยัมบดีราชกุมารทั้ง ๒  
			<remark  id="s2b28c37l23" />      พระองค์ได้เสด็จไปต้อนรับถึงนอกพระนคร  แล้วเสด็จกลับพระนคร  
			<remark  id="s2b28c37l24" />      พร้อมด้วยพระราชโอรส ในกาลนั้น พระเจ้ากุสราชและพระนางประภา  
			<remark  id="s2b28c37l25" />      วดี ก็ทรงสมัครสมานกัน ได้ทรงปกครองราชอาณาจักรกุสาวดีให้รุ่ง  
			<remark  id="s2b28c37l26" />      เรืองตลอดมา.  
			<remark  id="s2b28c37l27" />                        จบ กุสชาดกที่ ๑  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b28c38" >
		<para id="s2b28c38p">
			<remark  id="s2b28c38l1" />                       ๒. โสณนันทชาดก  
			<remark  id="s2b28c38l2" />                เรื่องพระราชาไปขอขมาโทษโสณดาบส  
			<remark  id="s2b28c38l3" />[๑๓๔] พระผู้เป็นเจ้าเป็นเทวดา เป็นคนธรรพ์ เป็นท้าวสักกปุรินททะ หรือว่า  
			<remark  id="s2b28c38l4" />      เป็นมนุษย์ผู้มีฤทธิ์ ข้าพเจ้าทั้งหลายจะรู้จักพระผู้เป็นเจ้าได้อย่างไร.  
			<remark  id="s2b28c38l5" />[๑๓๕] อาตมภาพไม่ใช่เป็นเทวดา ไม่ใช่เป็นคนธรรพ์ ไม่ใช่ท้าวสักกปุรินททะ  
			<remark  id="s2b28c38l6" />      อาตมภาพเป็นมนุษย์ผู้มีฤทธิ์ ดูกรภารถะ มหาบพิตรจงทราบอย่างนี้.  
			<remark  id="s2b28c38l7" />[๑๓๖] ความช่วยเหลืออันมิใช่น้อยนี้ เป็นกิจที่พระผู้เป็นเจ้ากระทำแล้ว คือ  
			<remark  id="s2b28c38l8" />      เมื่อฝนตก พระผู้เป็นเจ้าก็ได้ทำไม่ให้มีฝน แต่นั้น เมื่อลมจัดและแดด  
			<remark  id="s2b28c38l9" />      ร้อน  พระผู้เป็นเจ้าก็ได้ทำให้มีเงาบังร่มเย็น  แต่นั้น พระผู้เป็นเจ้าได้  
			<remark  id="s2b28c38l10" />      ทำการป้องกันลูกศรในท่ามกลางแห่งศัตรู แต่นั้น พระผู้เป็นเจ้าได้ทำ  
			<remark  id="s2b28c38l11" />      บ้านเมืองอันรุ่งเรืองและชาวเมืองเหล่านั้นให้ตกอยู่ในอำนาจ ของข้าพเจ้า  
			<remark  id="s2b28c38l12" />      แต่นั้น   พระผู้เป็นเจ้าได้ทำกษัตริย์ ๑๐๑ พระองค์ให้เป็นผู้ติดตามของ  
			<remark  id="s2b28c38l13" />      ข้าพเจ้า  ข้าพเจ้าขอขอบคุณ  พระผู้เป็นเจ้ายิ่งนัก  พระผู้เป็นเจ้าจะ  
			<remark  id="s2b28c38l14" />      ปรารถนาสิ่งที่จะให้จิตชื่นชม คือ ยานอันเทียมด้วยช้าง รถอันเทียม  
			<remark  id="s2b28c38l15" />      ด้วยม้า และสาวน้อยทั้งหลายที่ประดับประดาแล้ว หรือรมณียสถานอัน  
			<remark  id="s2b28c38l16" />      เป็นที่อยู่อาศัยอันใด ขอพระผู้เป็นเจ้าจงเลือกเอาสิ่งนั้นตามประสงค์เถิด  
			<remark  id="s2b28c38l17" />      ข้าพเจ้าขอถวายแก่พระผู้เป็นเจ้า หรือว่าพระผู้เป็นเจ้าจะปรารถนาแคว้น  
			<remark  id="s2b28c38l18" />      อังคะหรือแคว้นมคธ ข้าพเจ้าก็ขอถวายแก่พระผู้เป็นเจ้า หรือว่าพระผู้  
			<remark  id="s2b28c38l19" />      เป็นเจ้าปรารถนาแคว้นอัสสกะหรือแคว้นอวันตี  ข้าพเจ้าก็มีใจยินดีขอ  
			<remark  id="s2b28c38l20" />      ถวายแคว้นเหล่านั้นให้แก่พระผู้เป็นเจ้า  หรือแม้พระผู้เป็นเจ้าปรารถนา  
			<remark  id="s2b28c38l21" />      ราชสมบัติกึ่งหนึ่งไซร้ ข้าพเจ้าก็ขอถวายแก่พระผู้เป็นเจ้า ถ้าพระคุณเจ้า  
			<remark  id="s2b28c38l22" />      มีความต้องการด้วยราชสมบัติทั้งหมด ข้าพเจ้าก็ขอถวาย พระคุณเจ้า  
			<remark  id="s2b28c38l23" />      ปรารถนาสิ่งใด ขอพระคุณเจ้าบอกมาเถิด.  
			<remark  id="s2b28c38l24" />[๑๓๗] อาตมภาพไม่มีความต้องการด้วยราชสมบัติ บ้านเมือง ทรัพย์หรือแม้  
			<remark  id="s2b28c38l25" />      ชนบท อาตมภาพไม่มีความต้องการเลย.  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b28c39" >
		<para id="s2b28c39p">
			<remark  id="s2b28c39l1" />[๑๓๘] ในแว่นแคว้นอาณาเขตของมหาบพิตร มีอาศรมอยู่ในป่า มารดาและบิดา  
			<remark  id="s2b28c39l2" />      ทั้งสองท่านของอาตมภาพอยู่ในอาศรมนั้น  อาตมภาพอยู่ในอาศรมนั้น  
			<remark  id="s2b28c39l3" />      อาตมภาพไม่ได้เพื่อทำบุญ  ในท่านทั้งสอง  ผู้เป็นบูรพาจารย์นั้น  
			<remark  id="s2b28c39l4" />      อาตมภาพขอเชิญมหาบพิตรผู้ประเสริฐยิ่ง  ไปขอขมาโทษโสณดาบส  
			<remark  id="s2b28c39l5" />      เพื่อสังวรต่อไป.  
			<remark  id="s2b28c39l6" />[๑๓๙] ข้าแต่ท่านพราหมณ์ ข้าพเจ้าจะขอทำตามคำที่พระคุณเจ้ากล่าวกะข้าพเจ้า  
			<remark  id="s2b28c39l7" />      ทุกประการ  ก็แต่ว่า บุคคลผู้จะอ้อนวอนขอโทษมีประมาณเท่าใด ขอ  
			<remark  id="s2b28c39l8" />      พระคุณเจ้าจงบอกบุคคลมีประมาณเท่านั้น.  
			<remark  id="s2b28c39l9" />[๑๔๐] ชาวชนบทมีประมาณหนึ่งร้อยเศษ พราหมณ์มหาศาลก็เท่ากัน กษัตริย์ผู้  
			<remark  id="s2b28c39l10" />      เป็นอภิชาตผู้เรืองยศเหล่านี้ทั้งหมด  ทั้งมหาบพิตรซึ่งทรงพระนามว่า  
			<remark  id="s2b28c39l11" />      พระเจ้ามโนชะ บุคคลผู้จะอ้อนวอนขอโทษประมาณเท่านี้ก็พอแล้ว ขอ  
			<remark  id="s2b28c39l12" />      ถวายพระพร.  
			<remark  id="s2b28c39l13" />[๑๔๑] เจ้าพนักงานทั้งหลายจงเตรียมช้าง จงเตรียมม้า  นายสารถีท่านจง  
			<remark  id="s2b28c39l14" />      เตรียมรถ ท่านทั้งหลายจงถือเอาเครื่องผูก จงยกธงชัยขึ้นที่คันธงทั้ง  
			<remark  id="s2b28c39l15" />      หลาย เราจะไปยังอาศรมอันเป็นที่อยู่ของโกสิยดาบส.  
			<remark  id="s2b28c39l16" />[๑๔๒] ก็ลำดับนั้น พระราชาพร้อมด้วยจาตุรงคเสนา ได้เสด็จไปยังอาศรมอัน  
			<remark  id="s2b28c39l17" />      น่ารื่นรมย์ ซึ่งเป็นที่อยู่ของโกสิยดาบส.  
			<remark  id="s2b28c39l18" />[๑๔๓] ไม้คานอันทำด้วยไม้กระทุ่มของใคร ผู้ไปเพื่อหาบน้ำ ลอยมายังเวหาส  
			<remark  id="s2b28c39l19" />      มิได้ถูกบ่า ห่างประมาณ ๔ องคุลี.  
			<remark  id="s2b28c39l20" />[๑๔๔] ดูกรมหาบพิตร อาตมภาพชื่อว่าโสณะ เป็นดาบสมีวัตรอันสมาทานแล้ว  
			<remark  id="s2b28c39l21" />      มิได้เกียจคร้านเลี้ยงดูมารดาบิดาอยู่ทุกคืนทุกวัน ดูกรมหาบพิตรผู้เป็น  
			<remark  id="s2b28c39l22" />      เจ้าแห่งทิศ อาตมภาพระลึกถึงอุปการคุณที่ท่านทั้งสองได้กระทำแล้ว ใน  
			<remark  id="s2b28c39l23" />      กาลก่อน จึงนำผลไม้ป่าและเผือกมันมาเลี้ยงดูมารดาบิดา.  
			<remark  id="s2b28c39l24" />[๑๔๕] ข้าพเจ้าทั้งหลาย ปรารถนาจะไปยังอาศรมซึ่งเป็นที่อยู่ของโกสิยดาบส  
			<remark  id="s2b28c39l25" />      ข้าแต่ท่านโสณะ ขอท่านได้โปรดบอกทางจะไปยังอาศรมนั้นแก่ข้าพเจ้า  
			<remark  id="s2b28c39l26" />      ทั้งหลายเถิด.  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b28c40" >
		<para id="s2b28c40p">
			<remark  id="s2b28c40l1" />[๑๔๖] ดูกรมหาบพิตร ทางนี้เป็นทางสำหรับเดินคนเดียว  ขอเชิญมหาบพิตร  
			<remark  id="s2b28c40l2" />      เสด็จไปยังป่าอันสะพรั่งไปด้วยต้นทองหลาง มีสีเขียวชะอุ่มดังสีเมฆ  
			<remark  id="s2b28c40l3" />      โกสิยดาบสอยู่ในป่านั้น.  
			<remark  id="s2b28c40l4" />[๑๔๗] โสณมหาฤาษีครั้นกล่าวคำนี้แล้ว ได้พร่ำสอนกษัตริย์ทั้งหลาย ณ กลาง  
			<remark  id="s2b28c40l5" />      หาว  แล้วรีบหลีกไปยังสระอโนดาต แล้วกลับมาปัดกวาดอาศรมแต่ง  
			<remark  id="s2b28c40l6" />      ตั้งอาสนะแล้ว เข้าไปสู่บรรณศาลาแจ้งให้ดาบสผู้เป็นบิดาทราบว่า ข้า  
			<remark  id="s2b28c40l7" />      แต่ท่านมหาฤาษี พระราชาทั้งหลายผู้อภิชาตเรืองยศเหล่านี้เสด็จมาหา ขอ  
			<remark  id="s2b28c40l8" />      เชิญบิดาออกไปนั่งนอกอาศรมเถิด มหาฤาษีได้ฟังคำของโสณบัณฑิตนั้น  
			<remark  id="s2b28c40l9" />      แล้วรีบออกจากอาศรมมานั่งที่ประตูของตน.  
			<remark  id="s2b28c40l10" />[๑๔๘] โกสิยดาบสได้เห็นพระเจ้ามโนชะนั้น ซึ่งมีหมู่กษัตริย์ห้อมล้อมเป็น  
			<remark  id="s2b28c40l11" />      กองทัพ ประหนึ่งรุ่งเรืองด้วยเดช เสด็จมาอยู่ จึงกล่าวคาถานี้ความว่า  
			<remark  id="s2b28c40l12" />      กลอง ตะโพน สังข์ บัณเฑาะว์ และมโหระทึก ยังพระราชาผู้เป็นจอมทัพ  
			<remark  id="s2b28c40l13" />      ให้ร่าเริงอยู่ดำเนินไปแล้วข้างหน้าของใคร  หน้าผากของใครสวมแล้ว  
			<remark  id="s2b28c40l14" />      ด้วยแผ่นทองอันหนามีสีดุจสายฟ้า  ใครกำลังหนุ่มแน่นผูกสอดด้วยกำ  
			<remark  id="s2b28c40l15" />      ลูกศร รุ่งเรืองด้วยสิริ เดินมาอยู่ อนึ่งหน้าของใครงามผุดผ่อง ดุจ  
			<remark  id="s2b28c40l16" />      ทองคำอันละลายคว้างที่ปากเบ้ามีสีดังถ่านเพลิง ใครหนอรุ่งเรืองด้วยสิริ  
			<remark  id="s2b28c40l17" />      กำลังเดินมาอยู่ ฉัตรพร้อมด้วยคันหน้ารื่นรมย์ใจ สำหรับกั้นแสงอาทิตย์  
			<remark  id="s2b28c40l18" />      อันบุคคลกางแล้วเพื่อใคร ใครหนอรุ่งเรืองด้วยสิริกำลังเดินมาอยู่ ชน  
			<remark  id="s2b28c40l19" />      ทั้งหลายถือพัดวาลวีชนีเครื่องสูง เดินเคียงองค์ของใคร ผู้มีบุญอัน  
			<remark  id="s2b28c40l20" />      ประเสริฐมาอยู่โดยคอช้างเศวตรฉัตรม้าอาชาไนย และทหารสวมเกราะ  
			<remark  id="s2b28c40l21" />      เรียงรายอยู่โดยรอบของใคร ใครหนอรุ่งเรืองด้วยสิริกำลังเดินมาอยู่  
			<remark  id="s2b28c40l22" />      กษัตริย์ ๑๐๑ พระนครผู้เรืองยศ  เป็นอนุยนต์เดินแวดล้อมตามอยู่  
			<remark  id="s2b28c40l23" />      โดยรอบของใคร ใครหนอ รุ่งเรืองด้วยสิริกำลังเดินมาอยู่ จาตุรงคเสนา  
			<remark  id="s2b28c40l24" />      คือ พลช้าง พลม้า พลรถ และพลเดินเท้าเดินแวดล้อมตามอยู่  
			<remark  id="s2b28c40l25" />      โดยรอบใคร ใครหนอ รุ่งเรืองด้วยสิริกำลังเดินมาอยู่ เสนาหมู่ใหญ่นี้  
			<remark  id="s2b28c40l26" />      นับไม่ถ้วน  ไม่มีที่สุดดุจคลื่นในมหาสมุทร กำลังห้อมล้อมตามหลัง  
			<remark  id="s2b28c40l27" />      ใครมา.  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b28c41" >
		<para id="s2b28c41p">
			<remark  id="s2b28c41l1" />[๑๔๙] กษัตริย์ที่กำลังเสด็จมานั้น  คือ  พระเจ้ามโนราชาธิราชเป็นเพียงดัง  
			<remark  id="s2b28c41l2" />      พระอินทร์ผู้เป็นใหญ่กว่าเทวดาชั้นดาวดึงส์  เข้าถึงความเป็นบริษัทของ  
			<remark  id="s2b28c41l3" />      นันทดาบส กำลังมาสู่อาศรมอันเป็นที่ประพฤติพรหมจรรย์ เสนาหมู่ใหญ่  
			<remark  id="s2b28c41l4" />      นี้นับไม่ถ้วน ไม่มีที่สุด  ดุจคลื่นในมหาสมุทร กำลังตามหลังพระเจ้า  
			<remark  id="s2b28c41l5" />      มโนชะนั้นมา.  
			<remark  id="s2b28c41l6" />[๑๕๐] พระราชาทุกพระองค์  ทรงลูบไล้ด้วยจันทน์หอม ทรงผ้ากาสิกพัสตร์  
			<remark  id="s2b28c41l7" />      อย่างดี ทุกพระองค์ทรงประคองอัญชลีเข้าไปยังสำนักของฤาษีทั้งหลาย.  
			<remark  id="s2b28c41l8" />[๑๕๑] พระคุณเจ้าผู้เจริญไม่มีโรคาพาธหรือ  พระคุณเจ้าสุขสำราญดีอยู่หรือ  
			<remark  id="s2b28c41l9" />      พระคุณเจ้ายังอัตภาพให้เป็นไปสะดวกด้วยการแสวงหามูลผลาหารแล  
			<remark  id="s2b28c41l10" />      หรือ เหง้ามันและผลไม้มีมากแลหรือ เหลือบ ยุงและสัตว์เลื้อยคลาน  
			<remark  id="s2b28c41l11" />      มีน้อยแลหรือ ในป่าอันเกลื่อนกล่นไปด้วยพาฬมฤค ไม่มีมาเบียดเบียน  
			<remark  id="s2b28c41l12" />      บ้างหรือ.  
			<remark  id="s2b28c41l13" />[๑๕๒] ดูกรมหาบพิตร อาตมภาพทั้งหลายไม่มีโรคาพาธ มีความสุขสำราญดี  
			<remark  id="s2b28c41l14" />      เยียวยาอัตภาพได้สะดวกด้วยการแสวงหามูลผลาหาร ทั้งมูลมันผลไม้ก็  
			<remark  id="s2b28c41l15" />      มีมาก เหลือบ ยุงและสัตว์เลื้อยคลานมีน้อย  ในป่าอันเกลื่อนกล่นไป  
			<remark  id="s2b28c41l16" />      ด้วยพาฬมฤคไม่มีมาเบียดเบียนอาตมภาพ เมื่ออาตมภาพได้อยู่ในอาศรม  
			<remark  id="s2b28c41l17" />      นี้หลายปีมาแล้ว อาตมภาพไม่รู้สึกอาพาธอันไม่เป็นที่รื่นรมย์แห่งใจเกิด  
			<remark  id="s2b28c41l18" />      ขึ้นเลย ดูกรมหาบพิตร พระองค์เสด็จมาดีแล้ว และพระองค์ไม่ได้  
			<remark  id="s2b28c41l19" />      เสด็จมาร้าย พระองค์ผู้เป็นอิสระเสด็จมาถึงแล้ว ขอจงตรัสบอกสิ่งที่  
			<remark  id="s2b28c41l20" />      ทรงชอบพระหฤทัยซึ่งมีอยู่ ณ ที่นี้เถิด  ขอเชิญมหาบพิตรเสวยผล  
			<remark  id="s2b28c41l21" />      มะพลับ  ผลมะหาด  ผลมะทรางและผลหมากเม่า อันเป็นผลไม้มีรส  
			<remark  id="s2b28c41l22" />      หวานน้อยๆ เชิญเลือกเสวยแต่ผลที่ดีๆ เถิด  น้ำนี้เย็นนำมาแต่  
			<remark  id="s2b28c41l23" />      ซอกเขา ขอเชิญมหาบพิตรดื่มเถิด ถ้าพระองค์ทรงปรารถนา.  
			<remark  id="s2b28c41l24" />[๑๕๓] สิ่งใดที่พระคุณเจ้าให้ ข้าพเจ้าขอรับสิ่งนั้น พระคุณเจ้ากระทำให้ถึงแก่  
			<remark  id="s2b28c41l25" />      ข้าพเจ้าทั้งปวง ขอพระคุณเจ้าจงเงี่ยโสตสดับคำของนันทดาบสที่ท่านจะ  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b28c42" >
		<para id="s2b28c42p">
			<remark  id="s2b28c42l1" />      กล่าวนั้นเถิด ข้าพเจ้าทั้งหลายเป็นบริษัทของนันทดาบส มาแล้วสู่สำนัก  
			<remark  id="s2b28c42l2" />      ของพระคุณเจ้า ขอพระคุณเจ้าโปรดสดับคำของข้าพเจ้า ของนันทดาบส  
			<remark  id="s2b28c42l3" />      และของบริษัทเถิด.  
			<remark  id="s2b28c42l4" />[๑๕๔] ชาวชนบทร้อยเศษ พราหมณ์มหาศาลประมาณเท่านั้น กษัตริย์อภิชาติผู้  
			<remark  id="s2b28c42l5" />      เรืองยศทั้งหมดนี้ และพระเจ้ามโนชะผู้เจริญจงเข้าใจคำของข้าพเจ้า ยักษ์  
			<remark  id="s2b28c42l6" />      ทั้งหลายภูตและเทวดาทั้งหลายในป่า  เหล่าใด ซึ่งมาประชุมกันอยู่ใน  
			<remark  id="s2b28c42l7" />      อาศรมนี้ ขอจงฟังคำของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าขอกระทำความนอบน้อมแก่  
			<remark  id="s2b28c42l8" />      เทวดาทั้งหลายแล้วจักกล่าวกะฤาษีผู้มีวัตรอันงาม ข้าพเจ้านั้น ชาวโลก  
			<remark  id="s2b28c42l9" />      สมมติแล้วว่าเป็นชาวโกสิยโคตรร่วมกับท่าน จึงนับว่าเป็นแขนขวาของ  
			<remark  id="s2b28c42l10" />      ท่าน ข้าแต่ท่านโกสิยะผู้มีความเพียร เมื่อข้าพเจ้าเป็นผู้ประสงค์จะเลี้ยง  
			<remark  id="s2b28c42l11" />      ดูมารดาบิดาของข้าพเจ้า ฐานะนี้ชื่อว่าเป็นบุญ ขอท่านอย่าได้ห้ามข้าพเจ้า  
			<remark  id="s2b28c42l12" />      เสียเลย จริงอยู่ การบำรุงมารดาบิดานี้ สัตบุรุษทั้งหลายสรรเสริญแล้ว  
			<remark  id="s2b28c42l13" />      ขอท่านจงอนุญาตการบำรุงมารดาบิดานี้แก่ข้าพเจ้า ท่านได้กระทำกุศลมา  
			<remark  id="s2b28c42l14" />      แล้วสิ้นกาลนาน  ด้วยการลุกขึ้นทำกิจวัตรและการบีบนวด  บัดนี้  
			<remark  id="s2b28c42l15" />      ข้าพเจ้าปรารถนาจะทำบุญในมารดาและบิดา ขอท่านจงให้โลกสวรรค์แก่  
			<remark  id="s2b28c42l16" />      ข้าพเจ้าเถิด ข้าแต่พระฤาษี มนุษย์ทั้งหลายซึ่งมีอยู่ในบริษัทนี้ ทราบ  
			<remark  id="s2b28c42l17" />      บทแห่งธรรมในธรรมว่าเป็นทางแห่งโลกสวรรค์  เหมือนดังท่านทราบ  
			<remark  id="s2b28c42l18" />      ฉะนั้น  การบำรุงมารดาบิดาด้วยการอุปัฏฐากและการบีบนวดชื่อว่านำ  
			<remark  id="s2b28c42l19" />      ความสุขมาให้  ท่านห้ามข้าพเจ้าจากบุญนั้น ชื่อว่าเป็นอันห้ามทางอัน  
			<remark  id="s2b28c42l20" />      ประเสริฐ.  
			<remark  id="s2b28c42l21" />[๑๕๕] ขอมหาบพิตรผู้เจริญทั้งหลาย ผู้เป็นบริษัทของน้องนันทะ จงสดับถ้อย  
			<remark  id="s2b28c42l22" />      คำของอาตมภาพ ผู้ใดยังวงศ์ตระกูลแต่เก่าก่อนให้เสื่อม ไม่ประพฤติ  
			<remark  id="s2b28c42l23" />      ธรรมในบุคคลผู้เจริญทั้งหลาย ผู้นั้นย่อมเข้าถึงนรก ดูกรท่านผู้เป็นใหญ่  
			<remark  id="s2b28c42l24" />      ในทิศ  ส่วนชนเหล่าใดเป็นผู้ฉลาดในธรรมอันเป็นของเก่า และถึง  
			<remark  id="s2b28c42l25" />      พร้อมด้วยจารีต ชนเหล่านั้นย่อมไม่ไปสู่ทุคติ มารดา บิดา พี่ชาย น้อง  
			<remark  id="s2b28c42l26" />      ชาย พี่สาว น้องสาว ญาติและเผ่าพันธุ์ ชนเหล่านั้นทั้งหมดย่อมเป็น  
			<remark  id="s2b28c42l27" />      ภาระของพี่ชายใหญ่ ขอพระองค์ทรงทราบอย่างนี้เถิด มหาบพิตร ดูกร 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b28c43" >
		<para id="s2b28c43p">
			<remark  id="s2b28c43l1" />      มหาบพิตรผู้เป็นจอมทัพ ก็อาตมภาพเป็นพี่ชายใหญ่ จึงต้องรับภาระอัน  
			<remark  id="s2b28c43l2" />      หนัก ทั้งสามารถจะปฏิบัติท่านเหล่านั้นได้เหมือนนายเรือรับภาระอันหนัก  
			<remark  id="s2b28c43l3" />      สามารถจะนำเรือไปได้โดยสวัสดี ฉะนั้น เหตุนั้น อาตมภาพจึงไม่ละ  
			<remark  id="s2b28c43l4" />      ลืมธรรม.  
			<remark  id="s2b28c43l5" />[๑๕๖] ข้าพเจ้าทั้งหลายได้ไปแล้วในความมืด  วันนี้ข้าพเจ้าทั้งหลายเกิดความรู้  
			<remark  id="s2b28c43l6" />      ขึ้นแล้ว  ท่านโกสิยฤาษีได้แสดงธรรมแก่ข้าพเจ้าทั้งหลายเหมือนส่อง  
			<remark  id="s2b28c43l7" />      แสงอันรุ่งเรืองจากไฟ ฉะนั้น พระอาทิตย์เป็นเทพเจ้าแห่งแสง มีรัศมี  
			<remark  id="s2b28c43l8" />      เจิดจ้า  เมื่ออุทัยย่อมแสดงรูปดีและรูปชั่วให้ปรากฏแก่สัตว์ทั้งหลาย  
			<remark  id="s2b28c43l9" />      ฉันใด ท่านโกสิยฤาษีก็แสดงธรรมแก่ข้าพเจ้าทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือน  
			<remark  id="s2b28c43l10" />      กัน.  
			<remark  id="s2b28c43l11" />[๑๕๗] ถ้าพี่จะไม่รับอัญชลีของข้าพเจ้าผู้วิงวอนอยู่อย่างนี้ ข้าพเจ้าก็จักดำเนินไป  
			<remark  id="s2b28c43l12" />      ตามถ้อยคำของพี่ จักบำรุงบำเรอพี่ผู้อยู่ด้วยความไม่เกียจคร้าน.  
			<remark  id="s2b28c43l13" />[๑๕๘] ดูกรนันทะ  เธอรู้แจ้งสัทธรรมที่สัตบุรุษทั้งหลายแสดงแล้วเป็นแน่ เธอ  
			<remark  id="s2b28c43l14" />      เป็นคนงาม มีมารยาทอันงดงาม พี่ชอบใจเป็นยิ่งนัก  พี่จะกล่าวกะ  
			<remark  id="s2b28c43l15" />      มารดาบิดาว่า ขอท่านทั้งสองจงฟังคำของข้าพเจ้า ภาระนี้หาใช่เป็นภาระ  
			<remark  id="s2b28c43l16" />      เพียงชั่วครั้งชั่วคราวของข้าพเจ้าไม่ การบำรุงที่ข้าพเจ้าบำรุงแล้วนี้ ย่อม  
			<remark  id="s2b28c43l17" />      นำความสุขมาให้แก่มารดาบิดาได้  แต่นันทะย่อมกระทำการขอร้อง  
			<remark  id="s2b28c43l18" />      อ้อนวอนเพื่อบำรุงท่านทั้งสองบ้าง  บรรดาท่านทั้งสองผู้สงบระงับ ผู้  
			<remark  id="s2b28c43l19" />      ประพฤติพรหมจรรย์ หากว่าท่านใดปรารถนา ข้าพเจ้าจะบอกกะท่านนั้น  
			<remark  id="s2b28c43l20" />      ขอให้ท่านทั้งสองผู้หนึ่งจงเลือกนันทะตามความปรารถนาเถิด นันทะจะ  
			<remark  id="s2b28c43l21" />      บำรุงใครในท่านทั้งสอง.  
			<remark  id="s2b28c43l22" />[๑๕๙] ดูกรพ่อโสณะ เราทั้งสองอาศัยเจ้าอยู่ ถ้าเจ้าอนุญาต แม่ก็จะพึงได้  
			<remark  id="s2b28c43l23" />      จุมพิตลูกนันทะผู้ประพฤติพรหมจรรย์ที่ศีรษะ.  
			<remark  id="s2b28c43l24" />[๑๖๐] ใบอ่อนของต้นอัสสัตถพฤกษ์ เมื่อลมรำเพยพัดต้องแล้วย่อมหวั่นไหว  
			<remark  id="s2b28c43l25" />      ไปมา  ฉันใด หัวใจของแม่ก็หวั่นไหว เพราะนานๆ จึงได้เห็นลูก  
			<remark  id="s2b28c43l26" />      นันทะ ฉันนั้น เมื่อใด  เมื่อแม่หลับแล้วฝันเห็นลูกนันทะมา แม่ก็ดี  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b28c44" >
		<para id="s2b28c44p">
			<remark  id="s2b28c44l1" />      ใจอย่างล้นเหลือว่าลูกนันทะของแม่นี้มาแล้ว แต่เมื่อใด ครั้นแม่ตื่น  
			<remark  id="s2b28c44l2" />      ขึ้นแล้ว ไม่ได้เห็นลูกนันทะของแม่มา ความเศร้าโศกและความเสียใจ  
			<remark  id="s2b28c44l3" />      มิใช่น้อย ก็ทับถมยิ่งนัก วันนี้ แม่ได้เห็นลูกนันทะผู้จากไปนานกลับ  
			<remark  id="s2b28c44l4" />      มาแล้ว ขอลูกนันทะจงเป็นที่รักของบิดาเจ้าและของแม่เอง  ขอลูกนันทะ  
			<remark  id="s2b28c44l5" />      จงเข้าไปสู่เรือนของเราเถิด ดูกรพ่อโสณะลูกนันทะเป็นที่แสนรักของ  
			<remark  id="s2b28c44l6" />      บิดา  ลูกนันทะยังไม่ได้เข้าไปสู่เรือนใด ขอให้ลูกนันทะจงได้เรือนนั้น  
			<remark  id="s2b28c44l7" />      ขอลูกนันทะจงบำรุงแม่เถิด.  
			<remark  id="s2b28c44l8" />[๑๖๑] ดูกรฤาษี มารดาเป็นผู้อนุเคราะห์ เป็นที่พึ่งและเป็นผู้ให้ขีรรสแก่เราก่อน  
			<remark  id="s2b28c44l9" />      เป็นทางแห่งโลกสวรรค์ มารดาปรารถนาเจ้า มารดาเป็นผู้ให้ขีรรสก่อน  
			<remark  id="s2b28c44l10" />      เป็นผู้เลี้ยงดูเรามา เป็นผู้ชักชวนเราในบุญกุศล เป็นทางแห่งโลกสวรรค์  
			<remark  id="s2b28c44l11" />      มารดาปรารถนาเจ้า.  
			<remark  id="s2b28c44l12" />[๑๖๒] มารดาหวังผลคือบุตร จึงนอบน้อมแก่เทวดา และไต่ถามถึงฤกษ์ ฤดู  
			<remark  id="s2b28c44l13" />      และปีทั้งหลาย เมื่อมารดานั้นมีระดู ความก้าวลงแห่งสัตว์ผู้เกิดในครรภ์  
			<remark  id="s2b28c44l14" />      ก็ย่อมมี เพราะสัตว์เกิดในครรภ์นั้นมารดาจึงแพ้ท้อง  เพราะเหตุนั้น  
			<remark  id="s2b28c44l15" />      บัณฑิตจึงเรียกมารดานั้นว่าเป็นผู้มีใจดี   มารดาบริหารครรภ์อยู่หนึ่งปี  
			<remark  id="s2b28c44l16" />      หรือหย่อนกว่าปีแล้วจึงคลอด เหตุนั้น บัณฑิตจึงเรียกมารดานั้นว่า  
			<remark  id="s2b28c44l17" />      ชนยนตีและชเนตตี ผู้ยังบุตรให้เกิด มารดาย่อมปลอบบุตรผู้ร้องไห้อยู่  
			<remark  id="s2b28c44l18" />      ให้รื่นเริง ด้วยการให้ดื่มน้ำนมบ้าง ด้วยการขับกล่อมบ้าง ด้วยการอุ้ม  
			<remark  id="s2b28c44l19" />      แนบไว้กับอกบ้าง เหตุนั้น บัณฑิตจึงเรียกมารดานั้นว่า ปลอบบุตร  
			<remark  id="s2b28c44l20" />      ให้รื่นเริง ต่อแต่นั้น มารดาเห็นบุตรผู้ยังเป็นเด็กอ่อน ไม่รู้จักเดียงสา  
			<remark  id="s2b28c44l21" />      เล่นอยู่ท่ามกลางสายลมและแสงแดดอันกล้าก็เข้ารับขวัญ เพราะเหตุนั้น  
			<remark  id="s2b28c44l22" />      บัณฑิตจึงเรียกมารดานั้นว่า  โปเสนตี ผู้เลี้ยงดูบุตร มารดาย่อม  
			<remark  id="s2b28c44l23" />      คุ้มครองทรัพย์แม้ทั้งสองฝ่าย คือ ทรัพย์ของมารดาและทรัพย์ของบิดา  
			<remark  id="s2b28c44l24" />      เพื่อบุตรนั้น  ด้วยตั้งใจว่า ทรัพย์ทั้งสองฝ่ายพึงเป็นของบุตรแห่งเรา  
			<remark  id="s2b28c44l25" />      มารดายังบุตรให้ศึกษาดังนี้ว่า  อย่างนี้ซิลูกอย่างโน้นซิลูก ย่อมลำบาก  
			<remark  id="s2b28c44l26" />      เมื่อบุตรกำลังรุ่นหนุ่มคนอง มารดาย่อมคอยมองดูบุตรผู้หลงเพลิดเพลิน 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b28c45" >
		<para id="s2b28c45p">
			<remark  id="s2b28c45l1" />      ในภรรยาผู้อื่น  จนพลบค่ำก็ยังไม่กลับมา ย่อมเดือดร้อนด้วยประการ  
			<remark  id="s2b28c45l2" />      ฉะนี้  บุตรผู้อันมารดาเลี้ยงดูมาแล้ว ด้วยความลำบากอย่างนี้ ไม่บำรุง  
			<remark  id="s2b28c45l3" />      มารดา บุตรนั้นชื่อว่าประพฤติผิดในมารดา ย่อมเข้าถึงนรก บุตรผู้  
			<remark  id="s2b28c45l4" />      อันบิดาเลี้ยงมาด้วยความลำบากอย่างนี้  ไม่บำรุงบิดา  บุตรนั้นชื่อว่า  
			<remark  id="s2b28c45l5" />      ประพฤติผิดในบิดา ย่อมเข้าถึงนรก เราได้สดับมาว่า เพราะไม่บำรุง  
			<remark  id="s2b28c45l6" />      มารดา แม้ทรัพย์ที่เกิดแก่บุตรทั้งหลายผู้ปรารถนาทรัพย์ย่อมฉิบหาย  
			<remark  id="s2b28c45l7" />      หรือบุตรนั้นย่อมเข้าถึงความยากแค้น เราได้สดับมาว่า เพราะไม่บำรุง  
			<remark  id="s2b28c45l8" />      บิดา แม้ทรัพย์ที่เกิดแก่บุตรทั้งหลายผู้ปรารถนาทรัพย์ย่อมฉิบหาย หรือ  
			<remark  id="s2b28c45l9" />      บุตรนั้นย่อมเข้าถึงความยากแค้น ความรื่นเริง ความบันเทิง และความ  
			<remark  id="s2b28c45l10" />      หัวเราะเล่นหัวกันทุกเมื่อ  บัณฑิตผู้รู้แจ้งพึงได้เพราะการบำรุงมารดา  
			<remark  id="s2b28c45l11" />      ความรื่นเริงความบันเทิง และความหัวเราะเล่นหัวกันทุกเมื่อ  บัณฑิตผู้  
			<remark  id="s2b28c45l12" />      รู้แจ้งพึงได้เพราะการบำรุงบิดา  สังคหวัตถุ ๕  ประการนี้คือทาน  
			<remark  id="s2b28c45l13" />      การให้ ๑ ปิยวาจา  เจรจาคำน่ารัก ๑  อัตถจริยา การประพฤติ  
			<remark  id="s2b28c45l14" />      ประโยชน์ ๑  สมานัตตตา ความเป็นผู้มีตนเสมอในธรรมทั้งหลาย  
			<remark  id="s2b28c45l15" />      ตามสมควร  ในที่นั้นๆ ๑ ย่อมมีในโลกนี้  เหมือนเพลารถย่อมมี  
			<remark  id="s2b28c45l16" />      แก่รถที่กำลังแล่นไป ฉะนั้น ถ้าว่าสังคหวัตถุเหล่านี้ไม่พึงมีไซร้ มารดา  
			<remark  id="s2b28c45l17" />      ก็จะไม่พึงได้รับความนับถือหรือการบูชา เพราะเหตุแห่งบุตร หรือ  
			<remark  id="s2b28c45l18" />      บิดาก็จะไม่พึงได้ความนับถือหรือการบูชา  เพราะเหตุแห่งบุตร ก็เพราะ  
			<remark  id="s2b28c45l19" />      บัณฑิตทั้งหลายย่อมพิจารณาเห็นสังคหวัตถุนี้ ฉะนั้น บัณฑิตเหล่านั้น  
			<remark  id="s2b28c45l20" />      ย่อมถึงความเป็นผู้ประเสริฐ และเป็นผู้อันเทวดาและมนุษย์พึงสรรเสริญ  
			<remark  id="s2b28c45l21" />      มารดาและบิดาบัณฑิตเรียกว่าเป็นพรหมของบุตร เป็นบุรพาจารย์ของ  
			<remark  id="s2b28c45l22" />      บุตร  เป็นผู้ควรรับของคำนับของบุตร และว่าเป็นผู้อนุเคราะห์บุตร  
			<remark  id="s2b28c45l23" />      เพราะเหตุนั้นแล  บุตรผู้เป็นบัณฑิต พึงนอบน้อมและสักการะมารดา  
			<remark  id="s2b28c45l24" />      บิดาทั้ง ๒ นั้นด้วย ข้าว น้ำ ผ้านุ่ง ผ้าห่ม ที่นอน การขัดสี การ  
			<remark  id="s2b28c45l25" />      ให้อาบน้ำ และการล้างเท้า บัณฑิตทั้งหลายย่อมสรรเสริญบุตรนั้น  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b28c46" >
		<para id="s2b28c46p">
			<remark  id="s2b28c46l1" />      ด้วยการบำรุงในมารดาบิดาในโลกนี้ ครั้นบุตรนั้นละโลกนี้ไปแล้ว ย่อม  
			<remark  id="s2b28c46l2" />      บันเทิงในสวรรค์.  
			<remark  id="s2b28c46l3" />                      จบ โสณนันทชาดกที่ ๒  
			<remark  id="s2b28c46l4" />                       --------------  
			<remark  id="s2b28c46l5" />      รวมชาดกในสัตตตินิบาตนั้น มี ๒ ชาดก คือ กุสชาดก ๑  
			<remark  id="s2b28c46l6" />      โสณนันทชาดก ๑ ชาดกทั้งสองนี้ปรากฏอยู่ในสัตตตินิบาต.  
			<remark  id="s2b28c46l7" />                      จบ สัตตตินิบาตชาดก.  
			<remark  id="s2b28c46l8" />                       --------------  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b28c47" >
		<para id="s2b28c47p">
			<remark  id="s2b28c47l1" />                        อสีตินิบาตชาดก  
			<remark  id="s2b28c47l2" />                       ๑. จุลลหังสชาดก  
			<remark  id="s2b28c47l3" />                      พระยาหงส์ทรงติดบ่วง  
			<remark  id="s2b28c47l4" />[๑๖๓] ดูกรสุมุขะ ฝูงหงส์พากันบินหนีไปไม่เหลียวหลัง แม้ท่านก็จงไปเสีย  
			<remark  id="s2b28c47l5" />      เถิด อย่าหวังอยู่ในที่นี้เลย ความเป็นสหายในเราผู้ติดบ่วงย่อมไม่มี.  
			<remark  id="s2b28c47l6" />[๑๖๔] ข้าพระองค์จะพึงไปหรือไม่พึงไป ความไม่ตาย ก็ไม่พึงมีเพราะการไป  
			<remark  id="s2b28c47l7" />      หรือการไม่ไปนั้น เมื่อพระองค์มีความสุขจึงอยู่ใกล้  เมื่อพระองค์ได้รับ  
			<remark  id="s2b28c47l8" />      ทุกข์ จะพึงละไปอย่างไรได้ ความตายพร้อมกับพระองค์ หรือว่าความ  
			<remark  id="s2b28c47l9" />      เป็นอยู่เว้นจากพระองค์ ความตายนั้นแลประเสริฐกว่า เว้นจากพระองค์  
			<remark  id="s2b28c47l10" />      แล้วพึงเป็นอยู่ประเสริฐอะไร ข้าแต่พระมหาราชผู้เป็นจอมหงส์ ข้า  
			<remark  id="s2b28c47l11" />      พระองค์พึงละทิ้งพระองค์ผู้ทรงถึงทุกข์อย่างนี้  ข้อนี้ไม่เป็นธรรมเลย  
			<remark  id="s2b28c47l12" />      คติของพระองค์ ข้าพระองค์ย่อมชอบใจ.  
			<remark  id="s2b28c47l13" />[๑๖๕] คติ ของเราผู้ติดบ่วงจะเป็นอื่นไปอย่างไรเล่า นอกจากเข้าโรงครัวใหญ่  
			<remark  id="s2b28c47l14" />      คตินั้นย่อมชอบใจแก่ท่านผู้มีความคิดผู้พ้นแล้วอย่างไร  ดูกรหงส์สุมุขะ  
			<remark  id="s2b28c47l15" />      ท่านจะพึงเห็นประโยชน์อะไรในการสิ้นชีวิตของเราและของท่านทั้งสอง  
			<remark  id="s2b28c47l16" />      หรือของพวกญาติที่เหลือ  ดูกรท่านผู้มีปีกทั้งสองดังสีทอง เมื่อท่าน  
			<remark  id="s2b28c47l17" />      ยอมสละชีวิตในเพราะคุณอันไม่ประจักษ์  ดังคนตาบอดกระทำแล้วใน  
			<remark  id="s2b28c47l18" />      ที่มืดจะพึงยังประโยชน์อะไรให้รุ่งเรืองได้.  
			<remark  id="s2b28c47l19" />[๑๖๖] ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐกว่าฝูงหงส์ทั้งหลาย ทำไมหนอ พระองค์จึงไม่  
			<remark  id="s2b28c47l20" />      ทรงรู้อรรถในธรรม ธรรมอันบุคคลเคารพแล้วย่อมแสดงประโยชน์แก่  
			<remark  id="s2b28c47l21" />      สัตว์ทั้งหลาย  ข้าพระองค์นั้นเพ่งเล็งอยู่ซึ่งธรรมและประโยชน์อันตั้ง  
			<remark  id="s2b28c47l22" />      ขึ้นจากธรรม ทั้งเห็นพร้อมอยู่ซึ่งความภักดีในพระองค์ จึงมิได้เสียดาย  
			<remark  id="s2b28c47l23" />      ชีวิต ความที่มิตรเมื่อระลึกถึงธรรมไม่พึงทอดทิ้งมิตรในยามทุกข์ แม้  
			<remark  id="s2b28c47l24" />      เพราะเหตุแห่งชีวิต นี้เป็นธรรมของสัตบุรุษทั้งหลายโดยแท้.  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b28c48" >
		<para id="s2b28c48p">
			<remark  id="s2b28c48l1" />[๑๖๗] ธรรมนี้นั้นท่านประพฤติแล้ว และความภักดีในเราก็ปรากฏแล้ว ท่านจง  
			<remark  id="s2b28c48l2" />      ทำตามความปรารถนาของเรานี้เถิด ท่านผู้เป็นอันเราอนุมัติแล้ว จงไป  
			<remark  id="s2b28c48l3" />      เสียเถิด  ดูกรท่านผู้ถึงพร้อมด้วยปัญญา ก็แลเมื่อกาลล่วงไปอย่างนี้ คือ  
			<remark  id="s2b28c48l4" />      เมื่อเราติดบ่วงอยู่ในที่นี้ ท่านพึงกลับไป ปกครองหมู่ญาติทั้งหลายของ  
			<remark  id="s2b28c48l5" />      เราให้จงดีเถิด.  
			<remark  id="s2b28c48l6" />[๑๖๘] เมื่อสุวรรณหงส์ผู้ประเสริฐ ผู้ประพฤติธรรมอันประเสริฐกำลังโต้ตอบ  
			<remark  id="s2b28c48l7" />      กันอยู่ด้วยประการฉะนี้  นายพรานได้ปรากฏแล้วเหมือนดังมัจจุราช  
			<remark  id="s2b28c48l8" />      ปรากฏแก่บุคคลผู้ป่วยหนัก  ฉะนั้น สุวรรณหงส์ทั้งสองผู้เกื้อกูลกันมาสิ้น  
			<remark  id="s2b28c48l9" />      กาลนานนั้น เห็นศัตรูเดินมาแล้ว ก็นิ่งเฉยมิได้เคลื่อนจากที่ ฝ่ายว่านาย  
			<remark  id="s2b28c48l10" />      พรานผู้เป็นศัตรูของพวกนก เห็นพระยาหงส์ธตรฐผู้เป็นจอมหงส์กำลัง  
			<remark  id="s2b28c48l11" />      เดินส่ายไปมาแต่ที่นั้นๆ จึงรีบเดินเข้าไป ก็นายพรานนั้นครั้นรีบเดิน  
			<remark  id="s2b28c48l12" />      เข้าไปแล้ว เกิดความสงสัยขึ้นว่า หงส์ทั้งสองนั้นติดบ่วงหรือไม่ จึง  
			<remark  id="s2b28c48l13" />      ค่อยลดความเร็วลง ค่อยๆ เดินเข้าไปให้ใกล้สุวรรณหงส์ทั้งสอง  
			<remark  id="s2b28c48l14" />      ได้เห็นตัวหนึ่งติดบ่วงอีกตัวหนึ่งไม่ติดบ่วง แต่มายืนอยู่ใกล้ตัวติดบ่วง  
			<remark  id="s2b28c48l15" />      จึงเพ่งดูตัวที่ติดบ่วงผู้เป็นโทษ ลำดับนั้น   นายพรานนั้นเป็นผู้มีความ  
			<remark  id="s2b28c48l16" />      สงสัยจึงได้กล่าวถามสุมุขหงส์ผู้มีผิวพรรณเหลือง มีร่างกายใหญ่ ผู้เป็น  
			<remark  id="s2b28c48l17" />      ใหญ่ในหมู่หงส์ ซึ่งยืนอยู่ว่า เพราะเหตุไรหนอพระยาหงส์ตัวที่ติดบ่วง  
			<remark  id="s2b28c48l18" />      ใหญ่  ย่อมไม่กระทำซึ่งทิศ  เมื่อเป็นเช่นนั้นเพราะเหตุไรท่านผู้ไม่ติด  
			<remark  id="s2b28c48l19" />      บ่วง เป็นผู้มีกำลัง จึงไม่บินหนีไป พระยาหงส์ตัวนี้เป็นอะไรกับท่าน  
			<remark  id="s2b28c48l20" />      หรือท่านพ้นแล้วทำไมจึงยังเฝ้าหงส์ผู้ติดบ่วงอยู่  หงส์ทั้งหลายพากัน  
			<remark  id="s2b28c48l21" />      ละทิ้งหนีไปหมด เพราะเหตุไร ท่านจึงยังอยู่ผู้เดียว.  
			<remark  id="s2b28c48l22" />[๑๖๙] ดูกรนายพรานนก พระยาหงส์นั้นเป็นราชาของเรา ทั้งเป็นเพื่อนเสมอ  
			<remark  id="s2b28c48l23" />      ด้วยชีวิตของเราด้วย เราจึงไม่ละท่านไป จนกว่าจะถึงที่สุดแห่งกาละ.  
			<remark  id="s2b28c48l24" />[๑๗๐] ก็ไฉนพระยาหงส์นี้จึงไม่เห็นบ่วงที่ดักไว้ ความจริงการรู้อันตรายของตน  
			<remark  id="s2b28c48l25" />      เป็นเหตุของบุคคลผู้ใหญ่ทั้งหลาย เพราะเหตุนั้น บุคคลผู้ใหญ่เหล่านั้น  
			<remark  id="s2b28c48l26" />      ควรรู้อันตราย.  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b28c49" >
		<para id="s2b28c49p">
			<remark  id="s2b28c49l1" />[๑๗๑] เมื่อใดมีความเสื่อม เมื่อนั้น สัตว์แม้เข้าใกล้ข่ายหรือบ่วงก็ไม่รู้สึก  
			<remark  id="s2b28c49l2" />      ในเมื่อถึงคราวจะสิ้นชีวิต.  
			<remark  id="s2b28c49l3" />[๑๗๒] ดูกรท่านผู้มีปัญญามาก  ก็แลบ่วงทั้งหลายที่เขาดักไว้มีมากอย่าง สัตว์  
			<remark  id="s2b28c49l4" />      ทั้งหลายย่อมเข้ามาติดบ่วงที่เขาดักอำพรางไว้ในเมื่อถึงคราวจะสิ้นชีวิต  
			<remark  id="s2b28c49l5" />      อย่างนี้.  
			<remark  id="s2b28c49l6" />[๑๗๓] เออก็การอยู่ร่วมกันกับท่านนี้ พึงมีสุขเป็นกำไรหนอ  และขอท่าน  
			<remark  id="s2b28c49l7" />      อนุญาตแก่ข้าพเจ้าทั้งสองเถิด และขอท่านพึงให้ชีวิตแก่ข้าพเจ้าทั้งสอง  
			<remark  id="s2b28c49l8" />      ด้วยเถิด.  
			<remark  id="s2b28c49l9" />[๑๗๔] เรามิได้ผูกท่านไว้ และไม่ปรารถนาจะว่าท่าน เชิญท่านรีบไปจากที่นี้ตาม  
			<remark  id="s2b28c49l10" />      ปรารถนา แล้วจงอยู่เป็นสุขตลอดกาลนานเถิด.  
			<remark  id="s2b28c49l11" />[๑๗๕] ข้าพเจ้าไม่ปรารถนาจะมีชีวิตอยู่ โดยเว้นจากชีวิตของพระยาหงส์นี้ ถ้า  
			<remark  id="s2b28c49l12" />      ท่านยินดีเพียงตัวเดียว ขอให้ท่านปล่อยพระยาหงส์นี้ และจงกินข้าพเจ้า  
			<remark  id="s2b28c49l13" />      ข้าพเจ้าทั้งสองเป็นผู้เสมอกัน ด้วยรูปทรงสัณฐานและวัย ท่านไม่เสื่อม  
			<remark  id="s2b28c49l14" />      แล้วจากลาภ ขอท่านจงเปลี่ยนข้าพเจ้ากับพระยาหงส์นี้เถิด  เชิญท่าน  
			<remark  id="s2b28c49l15" />      พิจารณาดูในข้าพเจ้าทั้งสอง  เมื่อท่านมีความปรารถนาเฉพาะตัวเดียว  
			<remark  id="s2b28c49l16" />      จงเอาบ่วงผูกข้าพเจ้าไว้ก่อน จงปล่อยพระยาหงส์ในภายหลัง  ถ้าท่าน  
			<remark  id="s2b28c49l17" />      ทำตามที่ข้าพเจ้าขอร้อง  ลาภของท่านก็คงมีประมาณเท่านั้นเหมือนกัน  
			<remark  id="s2b28c49l18" />      ทั้งท่านจะได้เป็นมิตรกับฝูงหงส์ธตรฐจนตลอดชีวิต  
			<remark  id="s2b28c49l19" />[๑๗๖] มิตร อำมาตย์ ทาส ทาสี บุตร ภรรยา และพวกพ้องหมู่ใหญ่ทั้งหลาย  
			<remark  id="s2b28c49l20" />      จงดูว่า พระยาหงส์ธตรฐพ้นจากที่นี้ไปได้เพราะท่าน บรรดามิตรทั้งหลาย  
			<remark  id="s2b28c49l21" />      เป็นอันมาก มิตรเช่นท่านนั้นหามีในโลกนี้ เหมือนท่านผู้เป็นเพื่อนร่วม  
			<remark  id="s2b28c49l22" />      ชีวิต ของพระยาหงส์ธตรฐไม่ เรายอมปล่อยสหายของท่าน พระยา  
			<remark  id="s2b28c49l23" />      หงส์จงบินตามท่านไปเถิด  ท่านทั้งสองจงรีบไปจากที่นี้ตามความ  
			<remark  id="s2b28c49l24" />      ปรารถนา จงรุ่งเรืองอยู่ในท่ามกลางหมู่ญาติ.  
			<remark  id="s2b28c49l25" />[๑๗๗] สุมุขหงส์ผู้มีความเคารพนาย มีความปลื้มใจ เพราะพระยาหงส์ผู้เป็น  
			<remark  id="s2b28c49l26" />      นายหลุดพ้นจากบ่วง เมื่อจะกล่าววาจาอันรื่นหูได้กล่าวว่า ดูกรนายพราน  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b28c50" >
		<para id="s2b28c50p">
			<remark  id="s2b28c50l1" />      ขอให้ท่านพร้อมด้วยหมู่ญาติทั้งปวงจงเบิกบานใจ  เหมือนข้าพเจ้าเบิก  
			<remark  id="s2b28c50l2" />      บานใจในวันนี้เพราะได้เห็นพระยาหงส์พ้นจากบ่วงฉะนั้น.  
			<remark  id="s2b28c50l3" />[๑๗๘] เชิญท่านมานี่  เราจักบอกท่านถึงวิธีที่ท่านจักได้ทรัพย์เป็นลาภของท่าน  
			<remark  id="s2b28c50l4" />      พระยาหงส์ธตรฐนี้ย่อมไม่มุ่งร้ายอะไรๆ ท่านจงรีบไปภายในบุรี  จง  
			<remark  id="s2b28c50l5" />      แสดงข้าพเจ้าทั้งสองผู้ไม่ติดบ่วงเป็นอยู่ตามปกติ  จับอยู่ที่กระเช้า  
			<remark  id="s2b28c50l6" />      ทั้งสองข้าง แก่พระราชาว่า ข้าแต่พระมหาราช หงส์ธตรฐทั้งสองนี้เป็น  
			<remark  id="s2b28c50l7" />      อธิบดีแห่งหงส์ทั้งหลาย  เพราะว่าหงส์ตัวนี้เป็นราชาของหงส์ทั้งหลาย  
			<remark  id="s2b28c50l8" />      ส่วนหงส์ตัวนี้เป็นอัครมหาเสนาบดี  พระราชาจอมประชาชนทอด  
			<remark  id="s2b28c50l9" />      พระเนตรเห็นพระยาหงส์นี้แล้ว ก็จะทรงปราบปลื้มพระหฤทัย จักพระ  
			<remark  id="s2b28c50l10" />      ราชทานทรัพย์เป็นอันมากแก่ท่านโดยไม่ต้องสงสัย.  
			<remark  id="s2b28c50l11" />[๑๗๙] นายพรานได้สดับคำของหงส์สุมุขะดังนั้นแล้ว จัดแจงการงานเสร็จแล้ว  
			<remark  id="s2b28c50l12" />      รีบเข้าไปภายในบุรี แสดงหงส์ทั้งสองผู้มิได้ติดบ่วง เป็นอยู่ตามปกติ  
			<remark  id="s2b28c50l13" />      จับอยู่ที่กระเช้าทั้งสองข้างแก่พระราชาว่า ข้าแต่มหาราช หงส์ธตรฐทั้ง  
			<remark  id="s2b28c50l14" />      สองนี้ เป็นอธิบดีแห่งหงส์ทั้งหลาย เพราะว่าหงส์ตัวนี้เป็นราชาของ  
			<remark  id="s2b28c50l15" />      หงส์ทั้งหลาย ส่วนหงส์ตัวนี้เป็นอัครมหาเสนาบดี.  
			<remark  id="s2b28c50l16" />[๑๘๐] ก็หงส์ทั้งสองนี้มาอยู่ในเงื้อมมือของท่านได้อย่างไร ท่านเป็นพราน นำ  
			<remark  id="s2b28c50l17" />      หงส์ผู้เป็นใหญ่ กว่าหงส์ผู้ใหญ่ทั้งหลายมาในที่นี้ได้อย่างไร.  
			<remark  id="s2b28c50l18" />[๑๘๑] ข้าแต่พระจอมประชานิกร  ข้าพระองค์ดักบ่วงเหล่านี้ไว้ที่เปือกตม ซึ่ง  
			<remark  id="s2b28c50l19" />      เป็นที่ๆ ข้าพระองค์เข้าใจว่า จะกระทำความสิ้นชีวิตแก่นกทั้งหลายได้  
			<remark  id="s2b28c50l20" />      พระยาหงส์ได้มาติดบ่วงเช่นนั้น ส่วนหงส์ตัวนี้มิได้ติดบ่วงของ  
			<remark  id="s2b28c50l21" />      ข้าพระองค์   แต่เข้ามาจับอยู่ใกล้ๆ พระยาหงส์นั้น ได้กล่าวกะ  
			<remark  id="s2b28c50l22" />      ข้าพระองค์  หงส์นี้ประกอบแล้วด้วยธรรม ได้กระทำกรรมอันแสนยาก  
			<remark  id="s2b28c50l23" />      ที่บุคคลผู้มิใช่พระอริยะจะพึงทำได้  ประกาศภาวะอันสูงสุดของตน  
			<remark  id="s2b28c50l24" />      พยายามในประโยชน์ของนาย  หงส์นี้ควรจะมีชีวิตอยู่ ยอมสละชีวิต  
			<remark  id="s2b28c50l25" />      ของตน มายืนสรรเสริญคุณของนาย ร้องขอชีวิตของนาย ข้าพระองค์  
			<remark  id="s2b28c50l26" />      ได้สดับคำของหงส์นี้แล้ว เกิดความเลื่อมใส จึงปล่อยพระยาหงส์นั้น  
			<remark  id="s2b28c50l27" />      จากบ่วง และอนุญาตให้กลับได้ตามสบาย สุมุขหงส์ผู้มีความเคารพนาย  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b28c51" >
		<para id="s2b28c51p">
			<remark  id="s2b28c51l1" />      มีความปลื้มใจ เพราะพระยาหงส์ผู้เป็นนายหลุดพ้นจากบ่วง เมื่อจะกล่าว  
			<remark  id="s2b28c51l2" />      วาจาอันรื่นหู ได้กล่าวว่า ดูกรนายพราน ขอให้ท่านพร้อมด้วยหมู่ญาติ  
			<remark  id="s2b28c51l3" />      ทั้งปวงจงเบิกบานใจ เหมือนข้าพเจ้าเบิกบานใจในวันนี้ เพราะได้เห็น  
			<remark  id="s2b28c51l4" />      พระยาหงส์พ้นจากบ่วง ฉะนั้น เชิญท่านมานี่ เราจักบอกท่าน ถึงวิธี  
			<remark  id="s2b28c51l5" />      ที่ท่านจักได้ทรัพย์อันเป็นลาภของท่าน  พระยาหงส์ธตรฐนี้ย่อมไม่มุ่งร้าย  
			<remark  id="s2b28c51l6" />      อะไรๆ ท่านจงรีบเข้าไปภายในบุรี จงแสดงข้าพเจ้าทั้งสองผู้ไม่ติดบ่วง  
			<remark  id="s2b28c51l7" />      เป็นอยู่ตามปกติ  จับอยู่ที่กระเช้าทั้งสองข้างแก่พระราชาว่า ข้าแต่  
			<remark  id="s2b28c51l8" />      มหาราช หงส์ธตรฐทั้งสองนี้เป็นอธิบดีแห่งหงส์ทั้งหลาย เพราะว่าหงส์  
			<remark  id="s2b28c51l9" />      ตัวนี้เป็นราชาของหงส์ทั้งหลาย  ส่วนหงส์ตัวนี้เป็นอัครมหาเสนาบดี  
			<remark  id="s2b28c51l10" />      พระราชาผู้เป็นจอมประชาชน  ทอดพระเนตรเห็นพระยาหงส์นี้แล้ว  
			<remark  id="s2b28c51l11" />      จะทรงปราโมทย์ปลาบปลื้มพระหฤทัย  จักพระราชทานทรัพย์เป็นอันมาก  
			<remark  id="s2b28c51l12" />      แก่ท่านโดยไม่ต้องสงสัย  ข้าพระองค์จึงนำหงส์ทั้งสองนี้มา  ตามคำ  
			<remark  id="s2b28c51l13" />      ของหงส์ตัวนี้อย่างนี้  และหงส์ทั้งสองนี้  ข้าพระองค์อนุญาตให้ไปยัง  
			<remark  id="s2b28c51l14" />      เขาจิตรกูฏนั้นแล้ว หงส์ตัวนี้ เป็นผู้ประกอบด้วยธรรมอย่างยิ่ง   ตกอยู่  
			<remark  id="s2b28c51l15" />      ในเงื้อมมือของศัตรูอย่างนี้ ได้ทำให้นายพรานเช่นข้าพระองค์เกิดความ  
			<remark  id="s2b28c51l16" />      เป็นผู้มีใจอ่อนโยน ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ ข้าพระองค์ ไม่เห็น  
			<remark  id="s2b28c51l17" />      เครื่องบรรณาการอย่างอื่นนอกจากนี้ที่จะนำมาถวายแด่พระองค์  ข้าแต่  
			<remark  id="s2b28c51l18" />      พระองค์ผู้เป็นจอมมนุษย์  ขอพระองค์ทรงทอดพระเนตรดูเครื่องบรร  
			<remark  id="s2b28c51l19" />      ณาการนั้น ณ บ้านพรานนกทั้งปวง.  
			<remark  id="s2b28c51l20" />[๑๘๒] พระยาหงส์เห็นพระราชาประทับนั่งบนตั่งทองอันงดงาม  เมื่อจะกล่าว  
			<remark  id="s2b28c51l21" />      วาจาอันรื่นหู จึงได้ทูลว่า พระองค์ไม่มีโรคาพาธหรือ ทรงสุขสำราญ  
			<remark  id="s2b28c51l22" />      ดีอยู่หรือ พระองค์ทรงปกครอง รัฐมณฑลอันสมบูรณ์นี้โดยธรรมหรือ.  
			<remark  id="s2b28c51l23" />[๑๘๓] ดูกรพระยาหงส์ เราไม่มีโรคาพาธ เราสุขสำราญดี อนึ่ง เราปกครอง  
			<remark  id="s2b28c51l24" />      รัฐมณฑลอันสมบูรณ์นี้โดยธรรม.  
			<remark  id="s2b28c51l25" />[๑๘๔] โทษอะไรๆ ย่อมไม่มีในหมู่อำมาตย์ของพระองค์แลหรือ  อำมาตย์  
			<remark  id="s2b28c51l26" />      เหล่านั้น ย่อมไม่ห่วงใยชีวิต เพราะประโยชน์ของพระองค์แลหรือ.  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b28c52" >
		<para id="s2b28c52p">
			<remark  id="s2b28c52l1" />[๑๘๕] โทษอะไรๆ ย่อมไม่มีในหมู่อำมาตย์ของเรา และอำมาตย์เหล่านั้น ย่อม  
			<remark  id="s2b28c52l2" />      ไม่ห่วงใยชีวิต เพราะประโยชน์ของเรา.  
			<remark  id="s2b28c52l3" />[๑๘๖] พระอัครมเหสีของพระองค์ เป็นผู้มีพระชาติเสมอกัน ทรงเชื่อฟัง มี  
			<remark  id="s2b28c52l4" />      ปกติตรัสวาจาอันน่ารัก  ทรงประกอบด้วยพระโอรส  พระรูปโฉม  
			<remark  id="s2b28c52l5" />      และอิศริยยศ  ทรงคล้อยตามพระราชอัธยาศัยของพระองค์แลหรือ.  
			<remark  id="s2b28c52l6" />[๑๘๗] พระอัครมเหสีของเรา เป็นผู้มีพระชาติเสมอกัน ทรงเชื่อฟัง มีปกติตรัส  
			<remark  id="s2b28c52l7" />      วาจาอันน่ารัก  ทรงประกอบด้วยพระโอรสพระรูปโฉมและอิศริยยศ  
			<remark  id="s2b28c52l8" />      ทรงคล้อยตามอัธยาศัยของเรา.  
			<remark  id="s2b28c52l9" />[๑๘๘] ท่านตกอยู่ในเงื้อมมือของมหาศัตรู  ได้รับทุกข์ใหญ่หลวงในเบื้องต้น  
			<remark  id="s2b28c52l10" />      พึงได้รับทุกข์นั้นบ้างแลหรือ  นายพรานวิ่งเข้าไปโบยตีท่านด้วยท่อนไม้  
			<remark  id="s2b28c52l11" />      แลหรือ  เพราะว่าปกติของคนหยาบช้าเหล่านี้ ย่อมมีเป็นประจำอย่าง  
			<remark  id="s2b28c52l12" />      นั้น.  
			<remark  id="s2b28c52l13" />[๑๘๙] ข้าแต่พระมหาราช ในยามมีทุกข์อย่างนี้ ย่อมมีความปลอดโปร่งใจ จริง  
			<remark  id="s2b28c52l14" />      อยู่ นายพรานนี้ มิได้ทำอะไรๆ ในข้าพระองค์ทั้งสองเหมือนศัตรู นาย  
			<remark  id="s2b28c52l15" />      พรานค่อยๆ เดินเข้าไปและได้ปราศัยขึ้นก่อน  ในกาลนั้น สุมุขหงส์  
			<remark  id="s2b28c52l16" />      บัณฑิตผู้นี้ได้กล่าวตอบ  นายพรานได้ฟังคำของสุมุขหงส์นั้นแล้วก็เกิด  
			<remark  id="s2b28c52l17" />      ความเลื่อมใส ปล่อยข้าพระองค์จากบ่วงนั้น และอนุญาตให้ข้าพระองค์  
			<remark  id="s2b28c52l18" />      กลับได้ตามสบาย สุมุขหงส์ปรารถนาทรัพย์เพื่อนายพรานนี้ จึงคิดชวน  
			<remark  id="s2b28c52l19" />      กันมาในสำนักของพระองค์เพื่อประโยชน์แก่นายพรานนี้.  
			<remark  id="s2b28c52l20" />[๑๙๐] ก็การที่ท่านทั้งสองมาในที่นี้ เป็นการมาดีแล้ว และเราก็มีความปราโมทย์  
			<remark  id="s2b28c52l21" />      เพราะได้เห็นท่านทั้งสอง แม้นายพรานนี้ก็จะได้ทรัพย์อันมากมายตามที่  
			<remark  id="s2b28c52l22" />      เขาปรารถนา.  
			<remark  id="s2b28c52l23" />[๑๙๑] พระราชาผู้เป็นจอมมนุษย์ ทรงยังนายพรานให้เอิบอิ่มด้วยโภคสมบัติทั้ง  
			<remark  id="s2b28c52l24" />      หลาย พระยาหงส์ได้กล่าววาจาอันรื่นหูอนุโมทนา.  
			<remark  id="s2b28c52l25" />[๑๙๒] ได้ยินว่า อำนาจของเราผู้ทรงธรรม ย่อมเป็นไปในที่เท่าใด ที่เท่านั้นมี  
			<remark  id="s2b28c52l26" />      ประมาณน้อย ความเป็นใหญ่ในที่ทั้งปวงจงมีแก่ท่าน ขอท่านจงปกครอง  
			<remark  id="s2b28c52l27" />      ตามปรารถนาเถิด ทานวัตถุก็ดี เครื่องอุปโภคก็ดี และสิ่งอื่นใดที่เข้าไป 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b28c53" >
		<para id="s2b28c53p">
			<remark  id="s2b28c53l1" />      สำเร็จประโยชน์เราขอยกสิ่งนั้นๆ ซึ่งล้วนเป็นของปลื้มใจให้แก่ท่าน  
			<remark  id="s2b28c53l2" />      และขอสละความเป็นใหญ่ให้แก่ท่าน.  
			<remark  id="s2b28c53l3" />[๑๙๓] ก็ถ้าว่า  สุมุขหงส์บัณฑิตนี้สมบูรณ์ด้วยปัญญา  พึงเจรจาแก่เราตาม  
			<remark  id="s2b28c53l4" />      ปรารถนา ข้อนั้นพึงเป็นที่รักอย่างยิ่งของเรา.  
			<remark  id="s2b28c53l5" />[๑๙๔] ข้าแต่มหาราช  ได้ยินว่า ข้าพระองค์หาอาจจะพูดสอดขึ้นในระหว่าง  
			<remark  id="s2b28c53l6" />      เหมือนพระยานาคเลื้อยเข้าไปภายในศิลาฉะนั้นไม่ข้อนั้นไม่เป็นวินัยของ  
			<remark  id="s2b28c53l7" />      ข้าพระองค์ พระยาหงส์ประเสริฐกว่าข้าพระองค์ และพระองค์ก็สูงสุด  
			<remark  id="s2b28c53l8" />      กว่าสัตว์ทั้งหลาย เป็นพระเจ้าแผ่นดินจอมมนุษย์ ทั้งสองพระองค์ควร  
			<remark  id="s2b28c53l9" />      แก่การบูชาด้วยเหตุมากมาย ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมมนุษย์  เมื่อ  
			<remark  id="s2b28c53l10" />      พระองค์ทั้งสองกำลังตรัสกันอยู่ เมื่อการวินิจฉัยกำลังเป็นไปอยู่ ข้าพระ  
			<remark  id="s2b28c53l11" />      องค์ผู้เป็นสาวก ไม่พึงพูดสอดขึ้นในระหว่าง.  
			<remark  id="s2b28c53l12" />[๑๙๕] ได้ยินว่า นายพรานกล่าวโดยความจริงว่า สุมุขหงส์เป็นบัณฑิต เพราะ  
			<remark  id="s2b28c53l13" />      ว่านัยเช่นนี้ไม่พึงมีแก่บุคคลผู้ไม่ได้รับอบรมเลย  ความมีปกติอันเลิศ  
			<remark  id="s2b28c53l14" />      และสัตว์อันอุดมอย่างนี้ มีเพียงเท่าที่เราเห็นแล้ว  เราไม่ได้เห็นผู้อื่น  
			<remark  id="s2b28c53l15" />      เป็นเช่นนี้  เราจึงยินดีด้วยปกติและวาจาอันไพเราะของท่านทั้งสอง  
			<remark  id="s2b28c53l16" />      ก็การที่เราพึงเห็นท่านทั้งสองได้นานๆ เช่นนี้ เป็นความพอใจของเรา  
			<remark  id="s2b28c53l17" />      โดยแท้.  
			<remark  id="s2b28c53l18" />[๑๙๖] กิจใดที่บุคคลพึงกระทำในมิตร กิจนั้นพระองค์ทรงกระทำแล้ว ใน  
			<remark  id="s2b28c53l19" />      ข้าพระองค์ทั้งสอง ข้าพระองค์ทั้งสอง ย่อมเป็นผู้อันพระองค์คงปล่อย  
			<remark  id="s2b28c53l20" />      ด้วยความภักดีในข้าพระองค์ทั้งสองโดยไม่ต้องสงสัย  ก็ความทุกข์คง  
			<remark  id="s2b28c53l21" />      เกิดขึ้นในหมู่หงส์เป็นอันมากโน้น  เพราะมิได้เห็นข้าพระองค์ทั้งสอง  
			<remark  id="s2b28c53l22" />      ในระหว่างญาติหมู่ใหญ่เป็นแน่  ข้าแต่พระองค์ผู้ปราบปรามศัตรู  ข้า  
			<remark  id="s2b28c53l23" />      พระองค์ทั้งสอง อันพระองค์ทรงอนุญาต กระทำปทักษิณพระองค์แล้ว  
			<remark  id="s2b28c53l24" />      พึงไปพบญาติทั้งหลาย  เพื่อกำจัดความเศร้าโศกของหงส์เหล่านั้น  
			<remark  id="s2b28c53l25" />      ข้าพระองค์ย่อมจะได้ปีติอันไพบูลย์  เพราะได้มาเฝ้าพระองค์ผู้ทรงพระ  
			<remark  id="s2b28c53l26" />      เจริญโดยแท้ การสงเคราะห์ญาตินี้เป็นประโยชน์อันใหญ่หลวงแท้.  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b28c54" >
		<para id="s2b28c54p">
			<remark  id="s2b28c54l1" />[๑๙๗] พระยาหงส์ธตรฐ ครั้นกราบทูลพระเจ้าสาคลราชผู้เป็นจอมประชาชนเช่น  
			<remark  id="s2b28c54l2" />      นี้แล้ว ได้เข้าไปหาหมู่ญาติ เพราะอาศัยเชาวน์อันสูงสุด หงส์เหล่านั้น  
			<remark  id="s2b28c54l3" />      เห็นหงส์ทั้งสองผู้ยิ่งใหญ่มิได้ป่วยเจ็บกลับมา ต่างก็ส่งเสียงว่า เกเก  
			<remark  id="s2b28c54l4" />      เกิดเสียงอื้ออึงไปทั่ว หงส์ผู้เคารพนายได้ที่พึ่งเหล่านั้น ต่างก็โสมนัส  
			<remark  id="s2b28c54l5" />      ยินดี เพราะนายรอดพ้นภัย พากันห้อมล้อมนายโดยรอบ.  
			<remark  id="s2b28c54l6" />[๑๙๘] ประโยชน์ทั้งปวง ของชนทั้งหลายผู้ถึงพร้อมด้วยกัลยาณมิตร ย่อม  
			<remark  id="s2b28c54l7" />      สำเร็จผลเป็นสุขเปรียบเหมือนหงส์ธตรฐทั้งสอง ได้กลับมาอยู่ใกล้หมู่  
			<remark  id="s2b28c54l8" />      ญาติ ฉะนั้น.  
			<remark  id="s2b28c54l9" />                      จบ จุลลหังสชาดกที่ ๑  
			<remark  id="s2b28c54l10" />                       ๒. มหาหังสชาดก  
			<remark  id="s2b28c54l11" />               หงส์ชื่อสุมุขะ ไม่ละทิ้งพระยาหงส์ผู้ติดบ่วง  
			<remark  id="s2b28c54l12" />[๑๙๙] หงส์เหล่านั้นถูกภัยคุกคามแล้ว ย่อมบินหนีไป ดูกรสุมุขะ ผู้มีขน  
			<remark  id="s2b28c54l13" />      เหลือง  มีผิวพรรณดังทอง ท่านจงบินหนีไปตามความปรารถนาเถิด  
			<remark  id="s2b28c54l14" />      หมู่ญาติละทิ้งเราซึ่งตกอยู่ในอำนาจบ่วงตัวเดียว  บินหนีไปไม่เหลียว  
			<remark  id="s2b28c54l15" />      หลังเลย ท่านจะอยู่ผู้เดียวทำไม ดูกรสุมุขะผู้ประเสริฐกว่าหงส์ทั้งหลาย  
			<remark  id="s2b28c54l16" />      ท่านจงกลับไปเสียเถิด ความเป็นสหายในเราผู้ติดบ่วงย่อมไม่มี ท่าน  
			<remark  id="s2b28c54l17" />      อย่าคลายความเพียรเพื่อความไม่มีทุกข์ จงหนีไปเสียตามความปรารถนา  
			<remark  id="s2b28c54l18" />      เถิด.  
			<remark  id="s2b28c54l19" />[๒๐๐] ข้าแต่พระยาหงส์ธตรฐ ก็ข้าพระองค์แม้มีความทุกข์เป็นเบื้องหน้า ก็จะ  
			<remark  id="s2b28c54l20" />      ไม่ละทิ้งพระองค์เลย  ความเป็นอยู่หรือความตายของข้าพระองค์จักมี  
			<remark  id="s2b28c54l21" />      พร้อมกับพระองค์ ข้าแต่พระยาหงส์ธตรฐ ก็ข้าพระองค์  แม้มีความ  
			<remark  id="s2b28c54l22" />      ทุกข์เป็นเบื้องหน้าก็จะไม่ละทิ้งพระองค์เลย พระองค์ไม่ควรจะชักชวน  
			<remark  id="s2b28c54l23" />      ข้าพระองค์ให้ประกอบในกรรมอันประกอบด้วยความเป็นคนไม่ประเสริฐ  
			<remark  id="s2b28c54l24" />      เลย ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐสุดกว่าหงส์ทั้งหลาย ข้าพระองค์เป็น  
			<remark  id="s2b28c54l25" />      สหายสหชาติของพระองค์ เป็นผู้ดำรงอยู่ในจิตของพระองค์ ใครๆ ก็รู้ 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b28c55" >
		<para id="s2b28c55p">
			<remark  id="s2b28c55l1" />      ว่าข้าพระองค์เป็นเสนาบดีของพระองค์ ข้าพระองค์ไปจากที่นี่แล้ว จะ  
			<remark  id="s2b28c55l2" />      กล่าวอวดอ้างในท่ามกลางหมู่ญาติได้อย่างไร  ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐ  
			<remark  id="s2b28c55l3" />      กว่าหงส์ทั้งหลาย ข้าพระองค์ละทิ้งพระองค์ไปจากที่นี่แล้ว จะกล่าวกะ  
			<remark  id="s2b28c55l4" />      ฝูงหงส์เหล่านั้นได้อย่างไร ข้าพระองค์จักยอมสละชีวิตไว้ในที่นี้ ไม่  
			<remark  id="s2b28c55l5" />      สามารถจะทำกิจของคนผู้ไม่ประเสริฐได้.  
			<remark  id="s2b28c55l6" />[๒๐๑] ดูกรสุมุขะ ท่านไม่อาจจะละทิ้งเราผู้เป็นทั้งนายทั้งสหายชื่อว่าตั้งอยู่ใน  
			<remark  id="s2b28c55l7" />      ทางอันประเสริฐ  นี้แลเป็นธรรมเนียมของโบราณกบัณฑิตทั้งหลาย  
			<remark  id="s2b28c55l8" />      จริงอยู่ เมื่อเรายังเห็นท่าน ความกลัวย่อมไม่เกิดขึ้นเลย ท่านจักให้เรา  
			<remark  id="s2b28c55l9" />      ผู้เป็นอยู่อย่างนี้รอดชีวิตได้.  
			<remark  id="s2b28c55l10" />[๒๐๒] เมื่อสุวรรณหงส์ทั้งสองผู้ประเสริฐ ผู้ประพฤติธรรมอันประเสริฐ กำลัง  
			<remark  id="s2b28c55l11" />      โต้ตอบกันด้วยประการฉะนี้  นายพรานถือท่อนไม้กระชับแน่นรีบเดิน  
			<remark  id="s2b28c55l12" />      เข้ามา  สุมุขหงส์เห็นนายพรานนั้นกำลังเดินมา จึงได้ร้องเสียงดังยืนอยู่  
			<remark  id="s2b28c55l13" />      ข้างหน้าพระยาหงส์ปลอบพระยาหงส์ผู้หวาดกลัวให้เบาใจด้วยคำว่าข้าแต่  
			<remark  id="s2b28c55l14" />      พระองค์ผู้ประเสริฐกว่าหงส์ทั้งหลาย อย่าทรงกลัวเลย ด้วยว่า บุคคลทั้ง  
			<remark  id="s2b28c55l15" />      หลายเช่นกับพระองค์ย่อมไม่กลัว ข้าพระองค์จะประกอบความเพียรอัน  
			<remark  id="s2b28c55l16" />      สมควร ประกอบด้วยธรรม  พระองค์จะพ้นจากบ่วงด้วยความเพียรอัน  
			<remark  id="s2b28c55l17" />      ผ่องแผ้วนั้นได้โดยพลัน.  
			<remark  id="s2b28c55l18" />[๒๐๓] นายพรานได้ฟังคำสุภาษิตของสุมุขหงส์นั้น  แล้วขนลุกชูชันนอบน้อม  
			<remark  id="s2b28c55l19" />      อัญชลีแก่สุมุขหงส์แล้วถามว่า เราไม่เคยได้ฟังหรือไม่เคยได้เห็นนกพูด  
			<remark  id="s2b28c55l20" />      ภาษามนุษย์ได้  ท่านแม้จะเป็นนกก็พูดภาษาอันประเสริฐ เปล่งวาจา  
			<remark  id="s2b28c55l21" />      ภาษามนุษย์ได้  พระยาหงส์ตัวนี้เป็นอะไรกับท่านหรือ ท่านพ้นแล้วทำไม  
			<remark  id="s2b28c55l22" />      จึงเฝ้าหงส์ผู้ติดบ่วงอยู่ หงส์ทั้งหลายพากันละทิ้งไปหมด เพราะเหตุใด  
			<remark  id="s2b28c55l23" />      ท่านจึงยังอยู่ผู้เดียว.  
			<remark  id="s2b28c55l24" />[๒๐๔] ดูกรนายพรานผู้เป็นศัตรูของนก พระยาหงส์นั้นเป็นราชาของข้าพเจ้า ทรง  
			<remark  id="s2b28c55l25" />      ตั้งข้าพเจ้าให้เป็นเสนาบดี  ข้าพเจ้าไม่สามารถจะละทิ้งพระองค์ผู้เป็น  
			<remark  id="s2b28c55l26" />      อธิบดีของหงส์ ในคราวมีอันตรายได้ พระยาหงส์นี้เป็นนายของหมู่หงส์  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b28c56" >
		<para id="s2b28c56p">
			<remark  id="s2b28c56l1" />      เป็นอันมากและของข้าพเจ้า อย่าให้พระองค์ผู้เดียวพึงถึงความพินาศ  
			<remark  id="s2b28c56l2" />      เสียเลย  ดูกรนายพรานผู้สหาย เพราะเหตุที่พระยาหงส์นี้เป็นนายของ  
			<remark  id="s2b28c56l3" />      ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจึงยินดีรื่นรมย์อยู่.  
			<remark  id="s2b28c56l4" />[๒๐๕] ดูกรหงส์  ท่านย่อมนอบน้อมก้อนอาหาร  ชื่อว่ามีประพฤติธรรมอัน  
			<remark  id="s2b28c56l5" />      ประเสริฐ ข้าพเจ้าจะปล่อยนายของท่าน ท่านทั้งสองจงไปตามสบายเถิด.  
			<remark  id="s2b28c56l6" />[๒๐๖] ดูกรสหาย  ถ้าท่านดักหงส์และนกทั้งหลายด้วยประโยชน์ของตน  
			<remark  id="s2b28c56l7" />      ข้าพเจ้าจะขอรับทักษิณาอภัยของท่านนี้ ดูกรนายพราน ถ้าท่านไม่ได้ดัก  
			<remark  id="s2b28c56l8" />      หงส์และนกทั้งหลายด้วยประโยชน์ของตนท่านไม่มีอิสระ ถ้าท่านปล่อย  
			<remark  id="s2b28c56l9" />      เราทั้งสองเสีย ท่านก็ชื่อว่ากระทำความเป็นขโมย.  
			<remark  id="s2b28c56l10" />[๒๐๗] ท่านเป็นคนรับใช้ของพระราชาพระองค์ใด จงนำข้าพเจ้าไปให้ถึงพระ  
			<remark  id="s2b28c56l11" />      ราชาพระองค์นั้น ตามปรารถนาเถิด พระเจ้าสัญญมนะจักทรงกระทำตาม  
			<remark  id="s2b28c56l12" />      พระประสงค์ในพระราชนิเวศน์นั้น.  
			<remark  id="s2b28c56l13" />[๒๐๘] นายพรานอันสุมุขหงส์กล่าวด้วยประการอย่างนี้แล้ว จึงเอามือทั้งสอง  
			<remark  id="s2b28c56l14" />      ประคองพระยาหงส์ทองผู้มีสีดังทองคำ ค่อยๆ วางลงในกรง นายพราน  
			<remark  id="s2b28c56l15" />      พาพระยาหงส์ทั้งสองผู้มีผิวพรรณอันผุดผ่อง คือสุมุขหงส์และพระยาหงส์  
			<remark  id="s2b28c56l16" />      ธตรฐซึ่งอยู่ในกรงหลีกไป.  
			<remark  id="s2b28c56l17" />[๒๐๙] พระยาหงส์ธตรฐอันนายพรานนำไปอยู่ได้กล่าวกะสุมุขหงส์ว่าดูกรสุมุขะ  
			<remark  id="s2b28c56l18" />      เรากลัวนัก  ด้วยนางหงส์ผู้มีผิวพรรณดังทองคำมีขาได้ลักษณะ  นาง  
			<remark  id="s2b28c56l19" />      รู้ว่าเราถูกฆ่า  ก็จักฆ่าตนเสียโดยแท้ ดูกรสุมุขะ ก็ราชธิดาของพระยา  
			<remark  id="s2b28c56l20" />      ปากหงส์  นามว่าสุเหมามีผิวงามดังทองคำจักร่ำไห้อยู่ เหมือนนางนก  
			<remark  id="s2b28c56l21" />      กะเรียนผู้กำพร้าร่ำไห้อยู่ที่ริมฝั่งสมุทรฉะนั้นเป็นแน่.  
			<remark  id="s2b28c56l22" />[๒๑๐] การที่พระองค์เป็นใหญ่กว่าโลกคือ หงส์ ใครๆ ไม่สามารถจะประมาณ  
			<remark  id="s2b28c56l23" />      คุณได้ เป็นครูของหมู่คณะใหญ่ พึงตามเศร้าโศกถึงหญิงคนเดียวอย่าง  
			<remark  id="s2b28c56l24" />      นี้ เหมือนไม่ใช่ของผู้มีปัญญา ลมย่อมพัดพานทั้งกลิ่นหอมและกลิ่น  
			<remark  id="s2b28c56l25" />      เหม็น  เด็กอ่อนย่อมเก็บผลไม้ทั้งดิบทั้งสุก คนตาบอดผู้โลภในรสย่อม  
			<remark  id="s2b28c56l26" />      ถือเอาอาหาร ฉันใด ธรรมดาหญิงก็ฉันนั้น พระองค์ไม่รู้จักตัดสินในเหตุ  
			<remark  id="s2b28c56l27" />      ทั้งหลายปรากฏแก่ข้าพระองค์เหมือนคนเขลา พระองค์จะถึงมรณกาล 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b28c57" >
		<para id="s2b28c57p">
			<remark  id="s2b28c57l1" />      แล้ว ยังไม่ทรงทราบกิจที่ควรและไม่ควร พระองค์เห็นจะเป็นกึ่งคนบ้า  
			<remark  id="s2b28c57l2" />      บ่นเพ้อไปต่างๆ ทรงสำคัญหญิงว่าเป็นผู้ประเสริฐ แท้จริงหญิงเหล่านี้  
			<remark  id="s2b28c57l3" />      เป็นของทั่วไปแก่คนเป็นอันมาก  เหมือนโรงสุราเป็นสถานที่ทั่วไปแก่  
			<remark  id="s2b28c57l4" />      พวกนักเลงสุรา ฉะนั้น อนึ่ง หญิงเหล่านี้มีมารยาเหมือนพยับแดด  
			<remark  id="s2b28c57l5" />      เป็นเหตุแห่งความเศร้าโศก เป็นเหตุเกิดโรคและอันตราย อนึ่ง หญิง  
			<remark  id="s2b28c57l6" />      เหล่านี้เป็นคนหยาบคาย  เป็นเครื่องผูกมัด เป็นบ่วง เป็นถ้ำที่อยู่ของ  
			<remark  id="s2b28c57l7" />      มัจจุราช  บุรุษใดพึงหลงระเริงใจในหญิงเหล่านั้น บุรุษนั้นชื่อว่าเป็น  
			<remark  id="s2b28c57l8" />      คนเลวทรามในหมู่นระ.  
			<remark  id="s2b28c57l9" />[๒๑๑] วัตถุใด อันท่านผู้เจริญทั้งหลายรู้จักดีแล้ว ใครควรจะติเตียนวัตถุนั้นเล่า  
			<remark  id="s2b28c57l10" />      ขึ้นชื่อว่าหญิงทั้งหลายมีบุญมาก เกิดแล้วในโลก ความคะนองอันบุคคล  
			<remark  id="s2b28c57l11" />      ตั้งไว้แล้วในหญิงเหล่านั้น ความยินดีอันบุคคลตั้งเฉพาะไว้แล้วในหญิง  
			<remark  id="s2b28c57l12" />      เหล่านั้น  พืชทั้งหลาย (มีพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า พระ  
			<remark  id="s2b28c57l13" />      อริยสาวกและพระเจ้าจักรพรรดิ์เป็นต้น)  ย่อมงอกขึ้นในหญิงเหล่านั้น  
			<remark  id="s2b28c57l14" />      สัตว์เหล่านั้นพึงเจริญ บุรุษไรมาเกี่ยวข้องชีวิตหญิงด้วยชีวิตของตนแล้ว  
			<remark  id="s2b28c57l15" />      พึงเบื่อหน่ายในหญิงเหล่านั้น ดูกรสุมุขะ ท่านนั่นแหละ ไม่ต้องคนอื่น  
			<remark  id="s2b28c57l16" />      ละก็ประกอบในประโยชน์ของหญิงทั้งหลาย เมื่อภัยเกิดขึ้นแก่ท่านใน  
			<remark  id="s2b28c57l17" />      วันนี้ความคิดจึงเกิดขึ้นเพราะความกลัว จริงอยู่ บุคคลทั้งปวงผู้ถึงความ  
			<remark  id="s2b28c57l18" />      สงสัยในชีวิต มีความหวาดกลัว ย่อมอดกลั้นความกลัวไว้ได้ เพราะว่า  
			<remark  id="s2b28c57l19" />      บัณฑิตทั้งหลายเป็นผู้ดำรงอยู่ในฐานะอันใหญ่ ย่อมประกอบในประโยชน์  
			<remark  id="s2b28c57l20" />      อันมากที่จะประกอบได้  พระราชาทั้งหลาย  ย่อมทรงปรารถนาความ  
			<remark  id="s2b28c57l21" />      กล้าหาญของมนตรีทั้งหลาย  เพื่อทรงประสงค์ที่จะได้ความกล้าหาญนั้น  
			<remark  id="s2b28c57l22" />      ป้องกันอันตรายและสามารถป้องกันพระองค์เองด้วย วันนี้ ท่านจงกระทำ  
			<remark  id="s2b28c57l23" />      ด้วยประการที่พวกพนักงานเครื่องต้นของพระราชา  อย่าเชือดเฉือนเรา  
			<remark  id="s2b28c57l24" />      ทั้งสองในโรงครัวใหญ่เถิด จริงอย่างนั้น สีแห่งขนปีกทั้งหลายจะฆ่า  
			<remark  id="s2b28c57l25" />      ท่านเสียเหมือนขุยไม้ไผ่  ฉะนั้น ท่านแม้นายพรานจะปล่อยแล้ว  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b28c58" >
		<para id="s2b28c58p">
			<remark  id="s2b28c58l1" />      ไม่ปรารถนาจะบินหนีไป  ยังเข้ามาใกล้บ่วงเองอีกเล่า วันนี้ ท่านถึงความ  
			<remark  id="s2b28c58l2" />      สงสัยในชีวิตแล้ว จงถือเอาสิ่งที่เป็นประโยชน์ อย่ายื่นปากออกไปเลย.  
			<remark  id="s2b28c58l3" />[๒๑๒] ท่านนั้นจงประกอบความเพียร ที่สมควรอันประกอบด้วยธรรม จง  
			<remark  id="s2b28c58l4" />      ประพฤติการแสวงหาทางที่จะช่วยให้เรารอดชีวิต  ด้วยความเพียรอัน  
			<remark  id="s2b28c58l5" />      ผ่องแผ้วของท่านเถิด.  
			<remark  id="s2b28c58l6" />[๒๑๓] ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐกว่านกทั้งหลาย  อย่าทรงกลัวเลยผู้ที่สมบูรณ์  
			<remark  id="s2b28c58l7" />      ด้วยญาณวิริยะเช่นพระองค์ย่อมไม่กลัวเลย ข้าพระองค์จักประกอบความ  
			<remark  id="s2b28c58l8" />      เพียรที่สมควร อันประกอบด้วยธรรม  พระองค์จะหลุดพ้นจากบ่วง  
			<remark  id="s2b28c58l9" />      ด้วยความเพียรอันผ่องแผ้วของข้าพระองค์  โดยเร็วพลัน.  
			<remark  id="s2b28c58l10" />[๒๑๔] นายพรานนั้น เข้าไปยังประตูพระราชวังพร้อมด้วยหาบหงส์แล้ว จึงสั่ง  
			<remark  id="s2b28c58l11" />      นายประตูว่า ท่านจงไปกราบทูลถึงเราแด่พระราชาว่า พระยาหงส์ธตรฐ  
			<remark  id="s2b28c58l12" />      นี้มาแล้ว.  
			<remark  id="s2b28c58l13" />[๒๑๕] ได้ยินว่า  พระเจ้าสัญญมนะทอดพระเนตรเห็นหงส์ทองทั้งสอง ตัวผู้  
			<remark  id="s2b28c58l14" />      รุ่งเรืองด้วยบุญ  หมายรู้ด้วยลักษณะ แล้วตรัสรับสั่งกะพวกอำมาตย์ว่า  
			<remark  id="s2b28c58l15" />      ท่านทั้งหลายจงให้ผ้า ข้าว น้ำ และเครื่องบริโภค แก่นายพราน เงิน  
			<remark  id="s2b28c58l16" />      เป็นสิ่งกระทำความปรารถนาแก่เขา เขาปรารถนาประมาณเท่าใด ท่าน  
			<remark  id="s2b28c58l17" />      ทั้งหลายจงให้แก่เขาประมาณเท่านั้น.  
			<remark  id="s2b28c58l18" />[๒๑๖] พระเจ้ากาสีทอดพระเนตรเห็นนายพรานผู้มีความผ่องใส แล้วจึงตรัสว่า  
			<remark  id="s2b28c58l19" />      ดูกรเขมกะผู้สหาย ก็สระโบกขรณีนี้เต็มไปด้วยฝูงหงส์ ตั้งอยู่ (น้ำ  
			<remark  id="s2b28c58l20" />      เต็มเปี่ยม) อย่างไรท่านจึงถือบ่วงเดินเข้าไปใกล้พระยาหงส์ผู้อยู่ในท่าม  
			<remark  id="s2b28c58l21" />      กลางฝูงหงส์ ที่น่าชอบใจเกลื่อนกล่นไปด้วยฝูงหงส์ผู้เป็นญาติ ซึ่งมิใช่  
			<remark  id="s2b28c58l22" />      หงส์ชั้นกลางได้และจับเอามาได้อย่างไร.  
			<remark  id="s2b28c58l23" />[๒๑๗] วันนี้ เป็นราตรีที่ ๗ ของข้าพระองค์ ข้าพระองค์เป็นผู้ไม่ประมาท แอบ  
			<remark  id="s2b28c58l24" />      อยู่ในตุ่ม คอยติดตามรอยเท้าของพระยาหงส์นี้  ซึ่งกำลังเข้าไปยังที่ถือ  
			<remark  id="s2b28c58l25" />      เอาเหยื่อ ลำดับนั้น ข้าพระองค์ได้เห็นรอยเท้าของพระยาหงส์นั้น ผู้  
			<remark  id="s2b28c58l26" />      กำลังเที่ยวแสวงหาเหยื่อ  จึงดักบ่วงลงในที่นั้น ข้าพระองค์จับ  
			<remark  id="s2b28c58l27" />      พระยาหงส์นั้นมาได้ด้วยอุบายอย่างนี้ พระเจ้าข้า.  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b28c59" >
		<para id="s2b28c59p">
			<remark  id="s2b28c59l1" />[๒๑๘] ดูกรนายพราน หงส์นี้มีอยู่สองตัว ไฉนท่านจึงกล่าวว่ามีตัวเดียว จิต  
			<remark  id="s2b28c59l2" />      ของท่านวิปริตไปแล้วหรือ หรือว่าท่านคิดจะหาประโยชน์อะไร.  
			<remark  id="s2b28c59l3" />[๒๑๙] หงส์ตัวที่มีพื้นแดง มีสีงดงามดุจทองคำกำลังหลอม รอบๆ คอจรด  
			<remark  id="s2b28c59l4" />      ทรวงอกนั้น เข้ามาติดบ่วงของข้าพระองค์  แต่หงส์ตัวที่ผุดผ่องนี้มิได้  
			<remark  id="s2b28c59l5" />      ติดบ่วง  เมื่อจะกล่าวถ้อยคำเป็นภาษามนุษย์  ได้ยืนกล่าวถ้อยคำ  
			<remark  id="s2b28c59l6" />      อันประเสริฐกะพระยาหงส์ผู้ติดบ่วง ผู้กระสับกระส่ายอยู่  
			<remark  id="s2b28c59l7" />[๒๒๐] ดูกรสุมุขหงส์ เหตุไรหนอท่านจึงยืนขบคางอยู่ในบัดนี้ หรือว่าท่านมาถึง  
			<remark  id="s2b28c59l8" />      บริษัทของเราแล้วกลัวภัย จึงไม่พูด.  
			<remark  id="s2b28c59l9" />[๒๒๑] ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นใหญ่แห่งชนชาวกาสี ข้าพระองค์เข้ามาสู่บริษัทของ  
			<remark  id="s2b28c59l10" />      พระองค์แล้ว จะกลัวภัยก็หาไม่ ข้าพระองค์จักไม่พูดเพราะกลัวภัยก็หา  
			<remark  id="s2b28c59l11" />      ไม่ แต่เมื่อประโยชน์เช่นนั้นเกิดขึ้นแล้ว ข้าพระองค์จึงจักพูด.  
			<remark  id="s2b28c59l12" />[๒๒๒] เราไม่เห็นบริษัทผู้ยิ่งใหญ่ พลรถ พลเดินเท้า เกราะ โล่ห์และนาย  
			<remark  id="s2b28c59l13" />      ขมังธนูผู้สวมเกราะของท่านเลย ดูกรสุมุขหงส์ ท่านอาศัยสิ่งใดหรือว่า  
			<remark  id="s2b28c59l14" />      เข้าไปในสถานที่ใดแล้วไม่กลัวสิ่งที่จะพึงกลัว เราไม่เห็นสิ่งนั้น  หรือ  
			<remark  id="s2b28c59l15" />      สถานที่นั้นแม้เป็นเงิน  ทองหรือนครที่สร้างไว้อย่างดีซึ่งมีคูรายรอบ  
			<remark  id="s2b28c59l16" />      ยากที่จะไปได้ มีหอรบและเชิงเทินอันมั่นคงเลย.  
			<remark  id="s2b28c59l17" />[๒๒๓] ข้าพระองค์ไม่ต้องการด้วยบริษัทผู้ยิ่งใหญ่หรือนครหรือทรัพย์ เพราะข้า  
			<remark  id="s2b28c59l18" />      พระองค์ไปสู่ทางโดยสถานที่มิใช่ทาง ข้าพระองค์เป็นผู้เที่ยวไปในอากาศ  
			<remark  id="s2b28c59l19" />      ก็พระองค์ทรงสดับข่าวว่า ข้าพระองค์เป็นบัณฑิต และเป็นผู้ละเอียดคิด  
			<remark  id="s2b28c59l20" />      ข้ออรรถ ถ้าพระองค์ทรงดำรงมั่นอยู่ในความสัตย์ไซร้ ข้าพระองค์จะพึง  
			<remark  id="s2b28c59l21" />      กล่าววาจาอันมีอรรถ ด้วยว่า คำที่ข้าพระองค์กล่าวแม้จะเป็นสุภาษิต ก็  
			<remark  id="s2b28c59l22" />      จักทำอะไรแก่พระองค์ผู้หาความสัตย์มิได้ ผู้ไม่ประเสริฐ มักตรัสคำเท็จ  
			<remark  id="s2b28c59l23" />      ผู้หยาบช้า.  
			<remark  id="s2b28c59l24" />[๒๒๔] พระองค์ได้รับสั่งให้ขุดสระชื่อว่าเขมะนี้ ตามถ้อยคำของพวกพราหมณ์  
			<remark  id="s2b28c59l25" />      และพระองค์รับสั่งให้ประกาศอภัยทั่วสิบทิศ  หงส์เหล่านั้นจึงได้พากัน  
			<remark  id="s2b28c59l26" />      บินลงสู่สระโบกขรณี อันมีน้ำใสสะอาด ในสระโบกขรณีนั้นมีอาหาร  
			<remark  id="s2b28c59l27" />      อย่างเพียงพอ และไม่มีการเบียดเบียนนกทั้งหลายเลย พวกข้าพระองค์  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b28c60" >
		<para id="s2b28c60p">
			<remark  id="s2b28c60l1" />      ได้ยินคำประกาศนี้แล้ว จึงพากันบินมาในสระของพระองค์ พวก  
			<remark  id="s2b28c60l2" />      ข้าพระองค์นั้นๆ ก็ถูกบ่วงรัดไว้  นี่เป็นคำตรัสเท็จของพระองค์ บุคคล  
			<remark  id="s2b28c60l3" />      กระทำมุสาวาท และความโลภคือความอยากได้อันลามกเป็นเบื้องหน้า  
			<remark  id="s2b28c60l4" />      แล้ว  ก้าวล่วงปฏิสนธิในเทวโลกและมนุษย์โลกทั้งสอง  ย่อมเข้าถึง  
			<remark  id="s2b28c60l5" />      นรกอันไม่น่าเพลิดเพลิน.  
			<remark  id="s2b28c60l6" />[๒๒๕] ดูกรสุมุขหงส์ เรามิได้ทำผิด ทั้งมิได้จับท่านมาด้วยความโลภ ก็เราได้  
			<remark  id="s2b28c60l7" />      สดับมาว่า ท่านทั้งหลายเป็นบัณฑิต  เป็นผู้ละเอียด และคิดข้ออรรถ  
			<remark  id="s2b28c60l8" />      ทำไฉนท่านทั้งหลาย  จึงจะมากล่าววาจาอันอาศัยอรรถในที่นี้  ดูกร  
			<remark  id="s2b28c60l9" />      สุมุขหงส์ผู้สหาย  นายพรานผู้นี้เราส่งไป จึงไปจับเอาท่านมาด้วยความ  
			<remark  id="s2b28c60l10" />      ประสงค์นั้น.  
			<remark  id="s2b28c60l11" />[๒๒๖] ข้าแต่พระจอมแห่งชนชาวกาสี เมื่อชีวิตน้อมเข้าไปใกล้ความตายแล้ว  
			<remark  id="s2b28c60l12" />      ข้าพระองค์ทั้งหลายถึงมรณกาลแล้ว  จะไม่พึงกล่าววาจาอันมีเหตุเลย  
			<remark  id="s2b28c60l13" />      ผู้ใดฆ่าเนื้อด้วยเนื้อต่อ  ฆ่านกด้วยนกต่อ หรือดักผู้เลื่องลือด้วยเสียงที่  
			<remark  id="s2b28c60l14" />      เลื่องลือ จะมีอะไรเป็นความเลวทรามยิ่งกว่าความเลวทรามของผู้นั้น ก็  
			<remark  id="s2b28c60l15" />      ผู้ใดพึงกล่าววาจาอันประเสริฐแต่ประพฤติธรรมไม่ประเสริฐ  ผู้นั้นย่อม  
			<remark  id="s2b28c60l16" />      พลาดจากโลกทั้งสองคือ โลกนี้และโลกหน้า บุคคลได้รับยศแล้วไม่พึง  
			<remark  id="s2b28c60l17" />      มัวเมา  ถึงความทุกข์อันเป็นเหตุสงสัยในชีวิตแล้วไม่พึงเดือดร้อน พึง  
			<remark  id="s2b28c60l18" />      พยายามในกิจทั้งหลายร่ำไป  และพึงปิดช่องทั้งหลาย ชนเหล่าใดเป็น  
			<remark  id="s2b28c60l19" />      ผู้เจริญ  ถึงเวลาใกล้ตายไม่ล่วงเลยประโยชน์อย่างยิ่งประพฤติธรรมใน  
			<remark  id="s2b28c60l20" />      โลกนี้  ชนเหล่านั้นย่อมไปสู่ไตรทิพย์ด้วยประการอย่างนี้ ข้าแต่พระจอม  
			<remark  id="s2b28c60l21" />      แห่งชนชาวกาสี พระองค์ทรงสดับคำนี้แล้วขอจงทรงรักษาธรรมใน  
			<remark  id="s2b28c60l22" />      พระองค์  และได้ทรงโปรดปล่อยพระยาหงส์ธตรฐ ผู้ประเสริฐสุดกว่า  
			<remark  id="s2b28c60l23" />      หงส์ทั้งหลายเถิด พระเจ้าข้า.  
			<remark  id="s2b28c60l24" />[๒๒๗] ชาวพนักงานทั้งหลาย จงนำน้ำ น้ำมันทาเท้าและอาสนะอันมีค่ามากมา  
			<remark  id="s2b28c60l25" />      เถิด เราจะปล่อยพระยาหงส์ธตรฐ ผู้เรืองยศออกจากกรง และสุมุขหงส์  
			<remark  id="s2b28c60l26" />      เสนาบดีผู้มีปัญญา เป็นผู้ละเอียดคิดอรรถที่ยากได้ง่าย ผู้ใดเมื่อพระราชา  
			<remark  id="s2b28c60l27" />      มีสุขก็สุขด้วย เมื่อพระราชามีทุกข์ก็ทุกข์ด้วย ผู้เช่นนี้แลย่อมสมควร  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b28c61" >
		<para id="s2b28c61p">
			<remark  id="s2b28c61l1" />      เพื่อจะบริโภคก้อนข้าวของนายได้ เหมือนสุมุขหงส์เป็นราชสหายทั่วไป  
			<remark  id="s2b28c61l2" />      แก่สัตว์มีชีวิต ฉะนั้น.  
			<remark  id="s2b28c61l3" />[๒๒๘] พระยาหงส์ธตรฐเข้าไปเกาะตั่ง อันล้วนแล้วไปด้วยทองคำมี ๘ เท้า น่า  
			<remark  id="s2b28c61l4" />      รื่นรมม์ใจ  เกลี้ยงเกลา  ลาดด้วยผ้าแคว้นกาสี สุมุขหงส์เข้าไปเกาะ  
			<remark  id="s2b28c61l5" />      เก้าอี้อันล้วนแล้วไปด้วยทองคำ หุ้มด้วยหนังเสือโคร่ง ในลำดับแห่ง  
			<remark  id="s2b28c61l6" />      พระยาหงส์ธตรฐ ชนชาวกาสีเป็นอันมาก ต่างถือเอาโภชนะอันเลิศที่เขา  
			<remark  id="s2b28c61l7" />      ส่งไปถวายพระราชา นำเข้าไปให้แก่พระยาหงส์ทั้งสองนั้น ด้วยภาชนะ  
			<remark  id="s2b28c61l8" />      ทองคำ.  
			<remark  id="s2b28c61l9" />[๒๒๙] พระยาหงส์ธตรฐผู้ฉลาด เห็นโภชนะอันเลิศที่เขานำมาให้ อันพระเจ้ากาสี  
			<remark  id="s2b28c61l10" />      ประทานส่งไป   จึงได้ถามธรรมเนียมเครื่องปฏิสันถารในกาลเป็นลำดับ  
			<remark  id="s2b28c61l11" />      นั้นว่า  พระองค์ไม่มีโรคาพาธแลหรือ ทรงสำราญดีอยู่หรือ ทรง  
			<remark  id="s2b28c61l12" />      ปกครองรัฐมณฑลอันสมบูรณ์นี้โดยธรรมหรือ.  
			<remark  id="s2b28c61l13" />[๒๓๐] ดูกรพระยาหงส์ เราไม่มีโรคาพาธ อนึ่ง เรามีความสำราญดี และเราก็  
			<remark  id="s2b28c61l14" />      ปกครองรัฐมณฑลอันสมบูรณ์นี้โดยธรรม.  
			<remark  id="s2b28c61l15" />[๒๓๑] โทษอะไรๆ ไม่มีในหมู่อำมาตย์ของพระองค์แลหรือ และอำมาตย์เหล่า  
			<remark  id="s2b28c61l16" />      นั้น  ไม่อาลัยชีวิตในประโยชน์ของพระองค์แลหรือ.  
			<remark  id="s2b28c61l17" />[๒๓๒] โทษอะไรๆ ไม่มีในหมู่อำมาตย์ของเรา และอำมาตย์เหล่านั้นไม่อาลัย  
			<remark  id="s2b28c61l18" />      ชีวิตในประโยชน์ของเรา.  
			<remark  id="s2b28c61l19" />[๒๓๓] พระมเหสีซึ่งมีพระชาติเสมอกัน ทรงเชื่อฟังมีพระเสาวนีย์อันน่ารัก ทรง  
			<remark  id="s2b28c61l20" />      ประกอบด้วยพระโอรส พระรูป พระโฉมและพระยศ เป็นไปตามพระ  
			<remark  id="s2b28c61l21" />      ราชอัธยาศัยของพระองค์แลหรือ.  
			<remark  id="s2b28c61l22" />[๒๓๔] พระมเหสีซึ่งมีพระชาติเสมอกัน ทรงเชื่อฟังมีพระเสาวนีย์อันน่ารัก ทรง  
			<remark  id="s2b28c61l23" />      ประกอบด้วยพระโอรส พระรูป พระโฉมและพระยศเป็นไปตาม  
			<remark  id="s2b28c61l24" />      อัธยาศัยของเรา.  
			<remark  id="s2b28c61l25" />[๒๓๕] พระองค์มิได้ทรงเบียดเบียนชาวแว่นแคว้น ทรงปกครองให้ปราศจาก  
			<remark  id="s2b28c61l26" />      อันตรายแต่ที่ไหนๆ  โดยความเกรี้ยวกราดโดยธรรม  โดยความ  
			<remark  id="s2b28c61l27" />      สม่ำเสมอแลหรือ.  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b28c62" >
		<para id="s2b28c62p">
			<remark  id="s2b28c62l1" />[๒๓๖] เรามิได้เบียดเบียนชาวแว่นแคว้น ปกครองให้ปราศจากอันตรายแต่ที่  
			<remark  id="s2b28c62l2" />      ไหนๆ โดยความไม่เกรี้ยวกราด โดยธรรม โดยความสม่ำเสมอ.  
			<remark  id="s2b28c62l3" />[๒๓๗] พระองค์ทรงยำเกรงสัตบุรุษ ทรงเว้นอสัตบุรุษแลหรือ พระองค์ไม่ทรง  
			<remark  id="s2b28c62l4" />      ละทิ้งธรรม ไม่ทรงประพฤติคล้อยตามอธรรมแลหรือ.  
			<remark  id="s2b28c62l5" />[๒๓๘] เรายำเกรงสัตบุรุษ เว้นอสัตบุรุษ ประพฤติคล้อยตามธรรมละทิ้งอธรรม.  
			<remark  id="s2b28c62l6" />[๒๓๙] ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นกษัตริย์ พระองค์ทรงพิจารณาเห็นชัดซึ่งพระชนมายุ  
			<remark  id="s2b28c62l7" />      อันเป็นอนาคตยั่งยืนยาวอยู่หรือ พระองค์ทรงมัวเมาในอารมณ์เป็นที่ตั้ง  
			<remark  id="s2b28c62l8" />      แห่งความมัวเมา ไม่สะดุ้งกลัวปรโลกหรือ.  
			<remark  id="s2b28c62l9" />[๒๔๐] ดูกรพระยาหงส์  เราพิจารณาเห็นชัดซึ่งอายุอันเป็นอนาคตยังยืนยาวอยู่  
			<remark  id="s2b28c62l10" />      เราตั้งอยู่แล้วในธรรม ๑๐ ประการ จึงไม่สะดุ้งกลัวปรโลก เราเห็นกุศล  
			<remark  id="s2b28c62l11" />      ธรรมที่ดำรงอยู่ในตนเหล่านี้ คือทาน ศีล การบริจาค ความซื่อตรง  
			<remark  id="s2b28c62l12" />      ความอ่อนโยน ความเพียร ความไม่โกรธ ความไม่เบียดเบียน ความ  
			<remark  id="s2b28c62l13" />      อดทนและความไม่พิโรธ แต่นั้นปีติและโสมนัสไม่ใช่น้อย ย่อมเกิด  
			<remark  id="s2b28c62l14" />      แก่เรา ก็สุมุขหงส์นี้ไม่ทันคิดถึงคุณสมบัติของเรา ไม่ทราบความประทุษ  
			<remark  id="s2b28c62l15" />      ร้ายแห่งจิต จึงเปล่งวาจาอันหยาบคาย ย่อมกล่าวถึงโทษที่ไม่มีอยู่ในเรา  
			<remark  id="s2b28c62l16" />      คำของสุมุขหงส์นี้ ย่อมไม่เป็นเหมือนคำของคนมีปัญญา.  
			<remark  id="s2b28c62l17" />[๒๔๑] ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นใหญ่กว่ามนุษย์ ความพลั้งพลาดนั้นมีแก่ข้าพระองค์  
			<remark  id="s2b28c62l18" />      โดยความรีบร้อน ก็เมื่อพระยาหงส์ธตรฐติดบ่วง ข้าพระองค์มีความทุกข์  
			<remark  id="s2b28c62l19" />      มากมาย ขอพระองค์ได้ทรงโปรดเป็นที่พึ่งของข้าพระองค์ เหมือนบิดา  
			<remark  id="s2b28c62l20" />      เป็นที่พึ่งของบุตร และดุจแผ่นดินเป็นที่พึ่งของหมู่สัตว์ฉะนั้นเถิด ข้า  
			<remark  id="s2b28c62l21" />      แต่พระองค์ผู้เป็นราชกุญชร ขอพระองค์ได้ทรงโปรดงดโทษแก่ข้าพระองค์  
			<remark  id="s2b28c62l22" />      ผู้ถูกความผิดครอบงำเถิด.  
			<remark  id="s2b28c62l23" />[๒๔๒] เราย่อมอนุโมทนาแก่ท่านด้วยอาการอย่างนี้  เพราะท่านไม่ปกปิดความ  
			<remark  id="s2b28c62l24" />      ในใจ ดูกรหงส์ ท่านเป็นผู้ซื่อตรง จงทำลายความข้องใจเสียเถิด.  
			<remark  id="s2b28c62l25" />[๒๔๓] ทรัพย์เครื่องปลื้มใจอย่างใดอย่างหนึ่ง มีอยู่ในนิเวศน์ของเรา ผู้เป็น  
			<remark  id="s2b28c62l26" />      พระเจ้ากาสี คือ เงิน ทอง แก้วมุกดา  แก้วไพฑูรย์อันมากมาย  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b28c63" >
		<para id="s2b28c63p">
			<remark  id="s2b28c63l1" />      แก้วมณี สังข์ ไข่มุก ผ้า จันทน์แดง และเหล็กอีกมาก เราขอให้  
			<remark  id="s2b28c63l2" />      ทรัพย์เครื่องปลื้มใจทั้งหมดนี้แก่ท่าน และขอละความเป็นใหญ่ให้แก่ท่าน.  
			<remark  id="s2b28c63l3" />[๒๔๔] ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมทัพ  ข้าพระองค์ทั้งสองผู้อันพระองค์ทรงยำเกรง  
			<remark  id="s2b28c63l4" />      และทรงสักการะโดยแท้ ขอพระองค์ทรงเป็น พระอาจารย์ ของข้าพระองค์  
			<remark  id="s2b28c63l5" />      ทั้งสอง ผู้ประพฤติอยู่ในธรรมทั้งหลายเถิด ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นอาจารย์  
			<remark  id="s2b28c63l6" />      ผู้ปราบปรามข้าศึก  ข้าพระองค์ทั้งสองอันพระองค์ทรงยอมอนุญาตแล้ว  
			<remark  id="s2b28c63l7" />      จักกระทำประทักษิณพระองค์แล้ว จักกลับไปหาหมู่ญาติ.  
			<remark  id="s2b28c63l8" />[๒๔๕] พระเจ้ากาสีทรงดำริ และทรงปรึกษาข้อความตามที่ได้กล่าวมาตลอดราตรี  
			<remark  id="s2b28c63l9" />      ทั้งปวง  แล้วทรงอนุญาตพระยาหงส์ทั้งสองผู้ประเสริฐสุดกว่าหงส์ทั้ง  
			<remark  id="s2b28c63l10" />      หลาย.  
			<remark  id="s2b28c63l11" />[๒๔๖] เมื่อพระอาทิตย์อัสดงคต เมื่อราตรีสว่างจ้า พระยาหงส์ทั้งสองก็พากันบิน  
			<remark  id="s2b28c63l12" />      ไปจากพระราชนิเวศน์ของพระเจ้ากาสี.  
			<remark  id="s2b28c63l13" />[๒๔๗] หงส์เหล่านั้น เห็นพระยาหงส์ทั้งสองผู้ยิ่งใหญ่ไม่มีโรคกลับมาถึง จึง  
			<remark  id="s2b28c63l14" />      พากันส่งเสียงว่า เกเก ได้เกิดเสียงอื้ออึงขึ้น หงส์ผู้มีความเคารพนาย  
			<remark  id="s2b28c63l15" />      เหล่านั้นได้ปัจจัยมีปีติโสมนัส  เพราะนายหลุดพ้นกลับมา  พากัน  
			<remark  id="s2b28c63l16" />      กระโดดโลดเต้นเข้าไปห้อมล้อมโดยรอบ.  
			<remark  id="s2b28c63l17" />[๒๔๘] ประโยชน์ทั้งปวง ของบุคคลผู้สมบูรณ์ด้วยกัลยาณมิตรย่อมให้สำเร็จ  
			<remark  id="s2b28c63l18" />      ความสุขความเจริญเหมือนพระยาหงส์ธตรฐและสุมุขหงส์ สมบูรณ์ด้วย  
			<remark  id="s2b28c63l19" />      กัลยาณมิตร  เกิดประโยชน์  ให้สำเร็จความเจริญกลับมายังหมู่ญาติ  
			<remark  id="s2b28c63l20" />      ฉะนั้น.  
			<remark  id="s2b28c63l21" />                      จบ มหาหังสชาดกที่ ๒  
			<remark  id="s2b28c63l22" />                       ๓. สุธาโภชนชาดก  
			<remark  id="s2b28c63l23" />                     ว่าด้วยของกินอันเป็นทิพย์  
			<remark  id="s2b28c63l24" />[๒๔๙] ข้าพเจ้าไม่ซื้อ ไม่ขาย อนึ่ง แม้ความสั่งสมของข้าพเจ้าก็ไม่มีในที่นี้  
			<remark  id="s2b28c63l25" />      ภัตนี้มีนิดหน่อยทั้งหาได้แสนยาก ข้าวสุกแล่งหนึ่งนี้หาพอแก่เราสอง  
			<remark  id="s2b28c63l26" />      คนไม่.  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b28c64" >
		<para id="s2b28c64p">
			<remark  id="s2b28c64l1" />[๒๕๐] บุคคลควรแบ่งของน้อยให้ตามน้อย  ควรแบ่งของส่วนกลางให้ตามส่วน  
			<remark  id="s2b28c64l2" />      กลาง ควรแบ่งของมากให้ตามมาก การไม่ให้ย่อมไม่ควร ดูกรโกสิย  
			<remark  id="s2b28c64l3" />      เศรษฐี เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าขอกล่าวกะท่าน ท่านจงขึ้นสู่ทางของ  
			<remark  id="s2b28c64l4" />      พระอริยเจ้า จงให้ทานและจงบริโภค เพราะว่าผู้บริโภคคนเดียวย่อม  
			<remark  id="s2b28c64l5" />      ไม่ได้ความสุข.  
			<remark  id="s2b28c64l6" />[๒๕๑] ผู้ใด เมื่อแขกนั่งแล้ว บริโภคโภชนะผู้เดียว พลีกรรมของผู้นั้นย่อมไร้ผล  
			<remark  id="s2b28c64l7" />      ทั้งความเพียรแสวงหาทรัพย์ของผู้นั้นก็ไร้ประโยชน์  ดูกรโกสิยเศรษฐี  
			<remark  id="s2b28c64l8" />      เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าขอกล่าวกะท่าน ท่านจงขึ้นสู่ทางแห่งพระอริยเจ้า  
			<remark  id="s2b28c64l9" />      จงให้ทานและจงบริโภค เพราะว่าผู้บริโภคคนเดียวย่อมไม่ได้ความสุข.  
			<remark  id="s2b28c64l10" />[๒๕๒] ผู้ใด เมื่อแขกนั่งแล้ว ไม่บริโภคโภชนะแต่ผู้เดียว พลีกรรมของผู้นั้น  
			<remark  id="s2b28c64l11" />      ย่อมมีผลจริง  ทั้งความเพียรแสวงหาทรัพย์ของผู้นั้นก็มีประโยชน์จริง  
			<remark  id="s2b28c64l12" />      ดูกรโกสิยเศรษฐี  เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าขอกล่าวกะท่าน ท่านจงขึ้นสู่  
			<remark  id="s2b28c64l13" />      ทางของพระอริยเจ้า จงให้ทานและจงบริโภค เพราะว่าผู้บริโภคคนเดียว  
			<remark  id="s2b28c64l14" />      ย่อมไม่ได้ความสุข.  
			<remark  id="s2b28c64l15" />[๒๕๓] บุรุษเข้าไปสู่สระแล้ว บูชาที่แม่น้ำชื่อพหุกาก็ดี  ที่สระชื่อคยาก็ดี ที่ท่า  
			<remark  id="s2b28c64l16" />      น้ำชื่อโทณะก็ดี ที่ท่าน้ำชื่อติมพรุก็ดี  ที่ห้วงน้ำใหญ่มีกระแสเชี่ยวก็ดี  
			<remark  id="s2b28c64l17" />      การบูชาและความเพียรของเขาในที่นั้นๆ ย่อมมีผล ผู้ใด เมื่อแขกนั่งแล้ว  
			<remark  id="s2b28c64l18" />      ไม่บริโภคโภชนะแต่ผู้เดียว จะกล่าวว่าไร้ผลนั้นไม่ได้ ดูกรโกสิยเศรษฐี  
			<remark  id="s2b28c64l19" />      เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าขอกล่าวกะท่าน  ท่านจงขึ้นสู่ทางของพระอริยเจ้า  
			<remark  id="s2b28c64l20" />      จงให้ทานและจงบริโภค เพราะว่าผู้บริโภคคนเดียวย่อมไม่ได้ความสุข.  
			<remark  id="s2b28c64l21" />[๒๕๔] ผู้ใด เมื่อแขกนั่งแล้ว บริโภคโภชนะแต่ผู้เดียว ผู้นั้นเปรียบเหมือนกลืน  
			<remark  id="s2b28c64l22" />      เบ็ดอันมีสายยาว พร้อมทั้งเหยื่อ  ดูกรโกสิยเศรษฐี เพราะเหตุนั้น  
			<remark  id="s2b28c64l23" />      ข้าพเจ้าขอกล่าวกะท่าน ท่านจงขึ้นสู่ทางของพระอริยเจ้า จงให้ทาน  
			<remark  id="s2b28c64l24" />      และจงบริโภค เพราะว่าผู้บริโภคคนเดียวย่อมไม่ได้ความสุข.  
			<remark  id="s2b28c64l25" />[๒๕๕] พราหมณ์เหล่านี้มีผิวพรรณงามจริงหนอ เพราะเหตุไร สุนัขของท่านนี้จึง  
			<remark  id="s2b28c64l26" />      เปล่งรัศมีสีต่างๆ ได้ ข้าแต่พราหมณ์  ท่านทั้งหลาย ใครเล่าหนอ  
			<remark  id="s2b28c64l27" />      จะบอกแก่ข้าพเจ้าได้.  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b28c65" >
		<para id="s2b28c65p">
			<remark  id="s2b28c65l1" />[๒๕๖] ท่านทั้งสองนี้ คือ จันทเทพบุตรและสุริยเทพบุตร ส่วนผู้นี้ คือ  
			<remark  id="s2b28c65l2" />      มาตลีเทพสารถี ส่วนเราเป็นท้าวสักกะจอมเทพชาวไตรทศ และสุนัข  
			<remark  id="s2b28c65l3" />      ตัวนี้เรียกว่า ปัญจสิขเทพบุตร.  
			<remark  id="s2b28c65l4" />[๒๕๗] ฉิ่ง ตะโพน และเปิงมาง ย่อมปลุกเทพบุตรผู้หลับแล้ว ให้ตื่นและ  
			<remark  id="s2b28c65l5" />      ตื่นแล้วย่อมเพลิดเพลินใจ.  
			<remark  id="s2b28c65l6" />[๒๕๘] ชนเหล่าใดเหล่าหนึ่ง มีความตระหนี่เหนียวแน่น  มักบริภาษสมณ  
			<remark  id="s2b28c65l7" />      พราหมณ์ทั้งหลาย ชนเหล่านั้น ทอดทิ้งร่างกายไว้ในโลกนี้แล้ว เมื่อตาย  
			<remark  id="s2b28c65l8" />      แล้วย่อมไปสู่นรก  ชนเหล่าใดเหล่าหนึ่ง หวังสุคติตั้งอยู่ในธรรม คือ  
			<remark  id="s2b28c65l9" />      ความสำรวมและการแจกทาน  ชนเหล่านั้นทอดทิ้งร่างกายไว้ในโลกนี้  
			<remark  id="s2b28c65l10" />      แล้ว เมื่อตายไป ย่อมไปสู่สุคติ.  
			<remark  id="s2b28c65l11" />[๒๕๙] ท่านนั้นชื่อโกสิยเศรษฐี มีความตระหนี่ มีธรรมอันลามกในชาติก่อน  
			<remark  id="s2b28c65l12" />      เป็นญาติของพวกเรา พวกเรามาแล้วในที่นี้ เพื่อประโยชน์แก่ท่าน  
			<remark  id="s2b28c65l13" />      เท่านั้น ด้วยคิดว่า โกสิยะนี้ อย่าได้มีธรรมอันลามกไปนรกเลย.  
			<remark  id="s2b28c65l14" />[๒๖๐] ก็ท่านเหล่านั้น เป็นผู้ใคร่ประโยชน์แก่ข้าพเจ้าโดยแท้ เพราะมาพร่ำ  
			<remark  id="s2b28c65l15" />      สอนข้าพเจ้าอยู่เนืองๆ ข้าพเจ้านั้นจักทำตามคำที่ท่านทั้งหลายผู้แสวงหา  
			<remark  id="s2b28c65l16" />      ประโยชน์กล่าวแล้วทุกประการ  ข้าพเจ้านั้นจักของดเว้นจากความเป็น  
			<remark  id="s2b28c65l17" />      คนตระหนี่เสียในวันนี้แหละ อนึ่ง ข้าพเจ้าจะไม่พึงทำบาปกรรมอะไรๆ  
			<remark  id="s2b28c65l18" />      ขึ้นชื่อว่าการไม่ให้อะไรๆ จะไม่มีแก่ข้าพเจ้า  และข้าพเจ้ายังไม่ได้ให้  
			<remark  id="s2b28c65l19" />      แล้วจะไม่ขอดื่มน้ำ ข้าแต่ท้าววาสวะ ก็เมื่อข้าพเจ้าให้อยู่อย่างนี้ตลอด  
			<remark  id="s2b28c65l20" />      กาลทั้งปวง แม้โภคสมบัติของข้าพเจ้าจักสิ้นไป แต่นั้น ข้าพเจ้าจักละ  
			<remark  id="s2b28c65l21" />      กามทั้งหลายตามส่วนที่มีอยู่แล้วจักบวช.  
			<remark  id="s2b28c65l22" />[๒๖๑] เทพธิดาเหล่านั้น อันท้าวสักกะผู้ประเสริฐกว่าเทวดารักษาแล้ว ย่อม  
			<remark  id="s2b28c65l23" />      บันเทิงอยู่ ณ ภูเขาคันธมาทน์อันเป็นภูเขาประเสริฐสุด ครั้งนั้น นารท  
			<remark  id="s2b28c65l24" />      ดาบสผู้ประเสริฐกว่าฤาษี ผู้ไปได้ในโลกทั้งปวง ได้มาถือเอากิ่งไม้อัน  
			<remark  id="s2b28c65l25" />      ประเสริฐ มีดอกบานดีแล้ว ดอกไม้นั้นสะอาด มีกลิ่นหอม เทพยดา  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b28c66" >
		<para id="s2b28c66p">
			<remark  id="s2b28c66l1" />      ชาวไตรทศ กระทำสักการะ เป็นดอกไม้สูงสุด อันท้าวสักกะผู้ประเสริฐ  
			<remark  id="s2b28c66l2" />      กว่าอมรเทพเสพแล้ว แต่พวกมนุษย์และพวกอสูรไม่ได้ เว้นไว้แต่พวก  
			<remark  id="s2b28c66l3" />      เทวดา เป็นดอกไม้มีประโยชน์ สมควรแก่เทวดาเหล่านั้น  ลำดับนั้น  
			<remark  id="s2b28c66l4" />      นางเทพนารี ๔ องค์ คือ นางอาสา นางศรัทธา นางสิริ และนางหิริ  
			<remark  id="s2b28c66l5" />      ผู้มีผิวพรรณเปรียบด้วยทองคำ เป็นใหญ่กว่านางเทพนารีผู้รื่นเริง  ต่าง  
			<remark  id="s2b28c66l6" />      ลุกขึ้นกล่าวกะนารทมุนี ผู้เป็นพราหมณ์ผู้ประเสริฐว่า ข้าแต่ท่านมหามุนี  
			<remark  id="s2b28c66l7" />      ผู้ประเสริฐ  ถ้าดอกปาริฉัตตะนี้ พระคุณเจ้าไม่เจาะจงแล้ว ก็ขอจงให้  
			<remark  id="s2b28c66l8" />      แก่พวกดิฉันเถิด คติทั้งปวงจงสำเร็จแก่พระคุณเจ้า ขอพระคุณเจ้าจง  
			<remark  id="s2b28c66l9" />      ให้แก่พวกดิฉันเถิด เหมือนท้าววาสวะ ฉะนั้นเถิด  นารทดาบสเห็น  
			<remark  id="s2b28c66l10" />      นางธิดาทั้ง ๔ มาขอดอกไม้ จึงกล่าวว่า  ท่านพูดด้วยคำชวนทะเลาะ  
			<remark  id="s2b28c66l11" />      เราไม่มีความต้องการด้วยดอกไม้เหล่านี้สักน้อยหนึ่ง บรรดาเจ้าทั้ง ๔ ผู้  
			<remark  id="s2b28c66l12" />      ใดประเสริฐกว่า ผู้นั้นจงประดับดอกไม้นั้นเถิด.  
			<remark  id="s2b28c66l13" />[๒๖๒] ข้าแต่ท่านนารทะผู้อุดม พระคุณเจ้านั่นแลจงพิจารณาดูพวกดิฉัน พระ  
			<remark  id="s2b28c66l14" />      คุณเจ้าปรารถนาให้แก่นางใด ก็จงให้แก่นางนั้น  ก็บรรดาพวกดิฉัน  
			<remark  id="s2b28c66l15" />      พระคุณเจ้าจักให้แก่นางใด  นางนั้นแหละ จักเป็นผู้อันดิฉันทั้งหลาย  
			<remark  id="s2b28c66l16" />      ยกย่องว่าประเสริฐสุด.  
			<remark  id="s2b28c66l17" />[๒๖๓] ดูกรนางผู้มีตัวงาม คำนี้ไม่สมควร ใครเป็นพราหมณ์ ใครกล่าวการ  
			<remark  id="s2b28c66l18" />      ทะเลาะ เพราะฉะนั้น ท่านทั้งหลายจงไปทูลถามท้าวสักกะผู้เป็นจอมแห่ง  
			<remark  id="s2b28c66l19" />      ภูตเถิด ถ้าท่านทั้งหลายไม่ทราบในที่นี้ว่า ตนสูงสุดหรือว่าธรรมสูงสุด.  
			<remark  id="s2b28c66l20" />[๒๖๔] นางเทพธิดาเหล่านั้น อันนารทดาบสกล่าวแล้ว เป็นผู้โกรธแค้นอย่างยิ่ง  
			<remark  id="s2b28c66l21" />      เป็นผู้มัวเมาในผิวพรรณ  พากันไปสู่สำนักของท้าวสหัสสนัยน์ แล้ว  
			<remark  id="s2b28c66l22" />      ทูลถามท้าวสักกะผู้เป็นจอมแห่งภูตว่า ใครหนอเป็นผู้ประเสริฐ.  
			<remark  id="s2b28c66l23" />[๒๖๕] ท้าวปุรินททะผู้ประเสริฐกว่าเทวดา ผู้อันเทวดากระทำอัญชลี ทรงเห็น  
			<remark  id="s2b28c66l24" />      นางเทพธิดาทั้ง ๔ นั้น  ผู้มีใจริษยา จึงตรัสว่า  ดูกรเจ้าผู้งามเลิศ  
			<remark  id="s2b28c66l25" />      เจ้าทั้งปวงเป็นเช่นเดียวกัน จงยกไว้ก่อน ใครเล่าหนอได้กล่าวการ  
			<remark  id="s2b28c66l26" />      ทะเลาะขึ้น.  
			<remark  id="s2b28c66l27" />[๒๖๖] ท่านนารทมหามุนีใด ผู้เที่ยวไปในโลกทั้งปวง ผู้ตั้งอยู่ในธรรม มีความ  
			<remark  id="s2b28c66l28" />      บากบั่นอย่างแท้จริง ท่านได้กล่าวกะพวกหม่อมฉัน ณ ภูเขาคันธมาทน์  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b28c67" >
		<para id="s2b28c67p">
			<remark  id="s2b28c67l1" />      อันเป็นภูเขาประเสริฐว่า ท่านทั้งหลายจงไปทูลถามท้าวสักกะผู้เป็นจอม  
			<remark  id="s2b28c67l2" />      แห่งภูตเถิด ถ้าท่านทั้งหลายไม่ทราบในที่นี้ว่า ตนประเสริฐหรือธรรม  
			<remark  id="s2b28c67l3" />      ประเสริฐ.  
			<remark  id="s2b28c67l4" />[๒๖๗] ดูกรเจ้าผู้มีตัวงาม ท่านมหามุนีนามว่าโกสิยะ  อยู่ในป่าใหญ่โน้น  
			<remark  id="s2b28c67l5" />      ท่านไม่ให้ก่อนแล้วย่อมไม่บริโภคภัต ท่านพิจารณาเสียก่อนแล้วจึงให้  
			<remark  id="s2b28c67l6" />      ทาน ถ้าท่านจักให้แก่นางใด นางนั้นแลเป็นผู้ประเสริฐ.  
			<remark  id="s2b28c67l7" />[๒๖๘] ก็ท่านโกสิยดาบสนั้นอยู่ในทิศทักษิณริมฝั่งแม่น้ำคงคา  ข้างหิมวันต  
			<remark  id="s2b28c67l8" />      บรรพตโน้น  ท่านหาน้ำและโภชนะได้โดยยาก ดูกรเทพสารถี ท่าน  
			<remark  id="s2b28c67l9" />      จงนำสุธาโภชน์ไปถวายท่าน.  
			<remark  id="s2b28c67l10" />[๒๖๙] มาตลีเทพสารถีนั้น  อันท้าวสักกะผู้ประเสริฐกว่าเทวดารับสั่งใช้แล้ว  
			<remark  id="s2b28c67l11" />      ได้ขึ้นรถเทียมด้วยม้าพันตัว เข้าไปยังอาศรมโดยเร็วพลัน เป็นผู้มีกาย  
			<remark  id="s2b28c67l12" />      ไม่ปรากฏ ได้ถวายสุธาโภชน์แก่มุนี.  
			<remark  id="s2b28c67l13" />[๒๗๐] ก็เมื่อเราบำเรอไฟที่เราบูชาแล้ว  ยืนอยู่ใกล้พระอาทิตย์อันมีแสงสว่าง  
			<remark  id="s2b28c67l14" />      บรรเทาความมืดในโลกเสียได้ อันสูงสุด ท้าววาสวะผู้ครอบงำภูตทั้งปวง  
			<remark  id="s2b28c67l15" />      หรือว่าใครหนอมาวางภัตอันขาวสะอาดลงในฝ่ามือของเรา ภัตนี้ขาว  
			<remark  id="s2b28c67l16" />      เปรียบดังสังข์ไม่มีสิ่งอื่นเปรียบปาน น่าดู สะอาด มีกลิ่นหอมน่ารัก  
			<remark  id="s2b28c67l17" />      ยังไม่เคยมีเลย เรายังไม่เคยเห็นด้วยตาตนเองเลย เทวดาองค์ไหน เอา  
			<remark  id="s2b28c67l18" />      สุธาโภชน์มาวางบนฝ่ามือของเรา.  
			<remark  id="s2b28c67l19" />[๒๗๑] ข้าแต่มหามุนีผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ ข้าพเจ้าอันท้าวสักกะผู้เป็นจอม  
			<remark  id="s2b28c67l20" />      เทพทรงใช้แล้ว จึงได้รีบนำเอาสุธาโภชน์มาถวายพระคุณเจ้า จงรู้จัก  
			<remark  id="s2b28c67l21" />      ข้าพเจ้าว่ามาตลีเทพสารถี นิมนต์พระคุณเจ้าบริโภคภัตอันอุดม  อย่าห้าม  
			<remark  id="s2b28c67l22" />      เสียเลย  ก็สุธาโภชน์ที่บริโภคแล้วนั้น  ย่อมขจัดบาปธรรมได้ ๑๒  
			<remark  id="s2b28c67l23" />      ประการ คือ ความหิว ๑ ความกระหาย ๑ ความไม่ยินดี  (กระสัน) ๑  
			<remark  id="s2b28c67l24" />      ความกระวนกระวาย ๑  ความเหน็จเหนื่อย ๑  ความโกรธ ๑  
			<remark  id="s2b28c67l25" />      ความเข้าไปผูกโกรธ ๑  ความวิวาท ๑  ความส่อเสียด ๑  ความ  
			<remark  id="s2b28c67l26" />      หนาว ๑ ความร้อน ๑  ความเกียจคร้าน ๑  สุธาโภชน์นี้มีรสสูงสุด.  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b28c68" >
		<para id="s2b28c68p">
			<remark  id="s2b28c68l1" />[๒๗๒] ดูกรมาตลี การที่ยังไม่ให้ก่อนแล้วบริโภค ไม่สมควรแก่เรา วัตรของ  
			<remark  id="s2b28c68l2" />      เราดังนี้เป็นวัตรอันอุดม  อนึ่ง การบริโภคคนเดียวพระอริยเจ้าไม่บูชา  
			<remark  id="s2b28c68l3" />      และบุคคลผู้มิได้แบ่งให้ ย่อมไม่ได้ประสบความสุข.  
			<remark  id="s2b28c68l4" />[๒๗๓] ชนเหล่าใดเหล่าหนึ่ง เป็นผู้ฆ่าหญิง คบหาภรรยาของชายอื่น ประทุษร้าย  
			<remark  id="s2b28c68l5" />      ต่อมิตร และด่าสมณพราหมณ์ผู้มีวัตรดีงาม ชนเหล่านั้นทั้งปวงทีเดียว  
			<remark  id="s2b28c68l6" />      มีความตระหนี่เป็นที่ ๕ เป็นคนเลวทราม เพราะเหตุนั้น อาตมาไม่ได้ให้  
			<remark  id="s2b28c68l7" />      ก่อนแล้วไม่ดื่มแม้กระทั่งน้ำ  อาตมาจักให้ทานที่ท่านผู้รู้สรรเสริญแล้ว  
			<remark  id="s2b28c68l8" />      แก่หญิงหรือชาย เพราะว่า ท่านเหล่านั้นเป็นผู้มีศรัทธา รู้ความประสงค์  
			<remark  id="s2b28c68l9" />      ของผู้ขอ ปราศจากความตระหนี่ บัณฑิตยกย่องว่า เป็นผู้สะอาด และ  
			<remark  id="s2b28c68l10" />      มีความสุขในโลกนี้.  
			<remark  id="s2b28c68l11" />[๒๗๔] ลำดับนั้น นางเทพกัญญา ๔ องค์ คือ นางอาสา นางศรัทธา นางสิริ  
			<remark  id="s2b28c68l12" />      และนางหิริ ผู้มีผิวพรรณเปรียบดังทองคำ  ซึ่งท้าวสักกะผู้ประเสริฐกว่า  
			<remark  id="s2b28c68l13" />      เทวดาทรงอนุมัติส่งไปแล้ว ได้ไปยังอาศรมอันเป็นที่อยู่ของโกสิยดาบส  
			<remark  id="s2b28c68l14" />      โกสิยดาบสได้เห็นนางเทพกัญญาทั้งปวงนั้น  ผู้บันเทิงอย่างยิ่ง มี  
			<remark  id="s2b28c68l15" />      ผิวพรรณงามดังเปลวเพลิง  จึงได้กล่าวกะนางเทพกัญญาทั้ง ๔ ในทิศ  
			<remark  id="s2b28c68l16" />      ทั้ง ๔ ต่อหน้ามาตลีเทพสารถีว่า ดูกรเทวดาในบุรพทิศ ท่านผู้ประดับ  
			<remark  id="s2b28c68l17" />      ประดาแล้ว งดงามดังดวงดาวประกายพฤกษ์ อันประเสริฐกว่าดาวทั้งหลาย  
			<remark  id="s2b28c68l18" />      ท่านมีชื่อว่าอย่างไร จงบอกไป ดูกรเทวดาผู้มีร่างกายคล้ายกับรูปทองคำ  
			<remark  id="s2b28c68l19" />      อาตมาขอถามท่าน ท่านจงบอกแก่อาตมา ท่านเป็นเทวดาอะไร.  
			<remark  id="s2b28c68l20" />[๒๗๕] ดิฉันชื่อว่า สิริเทวี ได้รับการบูชาในหมู่มนุษย์ เป็นผู้ไม่เสพสัตว์ลามก  
			<remark  id="s2b28c68l21" />      ทุกเมื่อ มาสู่สำนักของพระคุณเจ้า เพราะความทะเลาะกันด้วยสุธาโภชน์  
			<remark  id="s2b28c68l22" />      ข้าแต่พระคุณเจ้าผู้มีปัญญาอันประเสริฐ ขอพระคุณเจ้าจงแบ่งสุธาโภชน์  
			<remark  id="s2b28c68l23" />      นั้นให้ดิฉันบ้าง  ข้าแต่ท่านมหามุนีผู้สูงสุดกว่าผู้บูชาทั้งหลาย  ดิฉัน  
			<remark  id="s2b28c68l24" />      ปรารถนาความสุขแก่นรชนใด  นรชนนั้นย่อมบันเทิงด้วยกามคุณารมณ์  
			<remark  id="s2b28c68l25" />      ทั้งปวง ขอพระคุณเจ้าจงรู้จักดิฉันว่า สิริ ข้าแต่พระคุณเจ้าผู้มีปัญญา  
			<remark  id="s2b28c68l26" />      อันประเสริฐ ขอได้โปรดแบ่งสุธาโภชน์นั้นให้ดิฉันบ้าง.  
			<remark  id="s2b28c68l27" />[๒๗๖] นรชนทั้งหลายผู้ประกอบด้วยศิลปะ วิทยา จรณะ ความรู้ และการงาน  
			<remark  id="s2b28c68l28" />      ของตน มีความเพียร เป็นผู้ที่ท่านละทิ้งเสียแล้ว ย่อมไม่ได้ประโยชน์  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b28c69" >
		<para id="s2b28c69p">
			<remark  id="s2b28c69l1" />      อะไร ความขาดแคลนที่ท่านทำแล้วนั้นไม่ดีเลย อาตมาเห็นนรชนผู้เป็น  
			<remark  id="s2b28c69l2" />      คนเกียจคร้าน บริโภคมาก  ทั้งมีตระกูลต่ำ มีรูปแปลก  ดูกรนางสิริ  
			<remark  id="s2b28c69l3" />      บุคคลผู้มีโภคทรัพย์ มีความสุข ย่อมใช้สอยนรชนที่ท่านตามรักษาไว้  
			<remark  id="s2b28c69l4" />      แม้จะสมบูรณ์ด้วยชาติ ให้เป็นเหมือนทาส เพราะฉะนั้น อาตมารู้จัก  
			<remark  id="s2b28c69l5" />      ท่าน (ว่าเป็น) ผู้ไม่มีสัจจะ ไม่รู้สิ่งที่ควรและไม่ควร  แล้วคบคนผู้  
			<remark  id="s2b28c69l6" />      สมบูรณ์ด้วยศิลปะเป็นต้น เป็นผู้หลง นำผู้รู้ให้ตกไปตาม นางเทพ  
			<remark  id="s2b28c69l7" />      กัญญาเช่นท่าน ย่อมไม่สมควรอาสนะและน้ำ ที่ไหนสุธาโภชน์จะ  
			<remark  id="s2b28c69l8" />      สมควรเล่า  เชิญไปเสียเถิด อาตมาไม่ชอบใจท่าน.  
			<remark  id="s2b28c69l9" />[๒๗๗] ใครเป็นผู้มีฟันขาว สวมกุณฑล มีร่างกายอันวิจิตร ทรงเครื่องประดับ  
			<remark  id="s2b28c69l10" />      อันเกลี้ยงเกลา ทำด้วยทองคำ นุ่งห่มผ้ามีสีดังสายน้ำหยด ทัดช่อ  
			<remark  id="s2b28c69l11" />      ดอกไม้สีแดงดังเปลวไฟไหม้หญ้าคา ย่อมงดงาม ท่านเป็นเหมือนนาง  
			<remark  id="s2b28c69l12" />      เนื้อทรายที่นายพรานยิงผิดแล้ว มองดูอยู่เหมือนดังเขลา ฉะนั้น ดูกร  
			<remark  id="s2b28c69l13" />      ท่านผู้มีดวงตาอ่อนหวาน ในที่นี้ใครเป็นสหายของท่าน ท่านอยู่ในป่า  
			<remark  id="s2b28c69l14" />      แต่ผู้เดียว ไม่กลัวหรือ.  
			<remark  id="s2b28c69l15" />[๒๗๘] ข้าแต่ท่านโกสิยดาบส ในที่นี้ ดิฉันไม่มีสหาย ดิฉันเป็นเทวดาชื่อว่า  
			<remark  id="s2b28c69l16" />      อาสา เกิดในดาวดึงส์พิภพ มายังสำนักของพระคุณเจ้า เพราะหวังจะ  
			<remark  id="s2b28c69l17" />      ขอสุธาโภชน์  ข้าแต่พระคุณเจ้าผู้มีปัญญาอันประเสริฐ ขอได้โปรดแบ่ง  
			<remark  id="s2b28c69l18" />      สุธาโภชน์นั้นให้ดิฉันบ้าง.  
			<remark  id="s2b28c69l19" />[๒๗๙] พ่อค้าทั้งหลายผู้แสวงหาทรัพย์ ย่อมขึ้นเรือแล่นไปในทะเลด้วยความหวัง  
			<remark  id="s2b28c69l20" />      พ่อค้าเหล่านั้น ย่อมจมลงในทะเลนั้น ในกาลบางครั้ง เขาสิ้นทรัพย์  
			<remark  id="s2b28c69l21" />      ทั้งทรัพย์อันเป็นต้นทุนก็สูญหายแล้วกลับมา ชาวนาทั้งหลายย่อมไถนา  
			<remark  id="s2b28c69l22" />      ด้วยความหวัง  หว่านพืชก็กระทำโดยแยบคาย เขาไม่ได้ประสบผล  
			<remark  id="s2b28c69l23" />      อะไรๆ จากข้าวกล้านั้น  เพราะเพลี้ยลงบ้าง เพราะฝนแล้งบ้าง อนึ่ง  
			<remark  id="s2b28c69l24" />      นรชนทั้งหลายผู้แสวงหาความสุข มุ่งหวังเป็นเบื้องหน้า ย่อมกระทำ  
			<remark  id="s2b28c69l25" />      การงานของตนเพื่อนาย นรชนเหล่านั้นอันศัตรูเบียดเบียนแล้ว ไม่ได้  
			<remark  id="s2b28c69l26" />      ประโยชน์อะไรๆ ย่อมพากันหนีไปสู่ทิศทั้งหลายก็เพื่อประโยชน์แก่นาย  
			<remark  id="s2b28c69l27" />      สัตว์ทั้งหลายผู้แสวงหาความสุข เป็นผู้ใคร่จะไปสวรรค์ ละทิ้งธัญชาติ  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b28c70" >
		<para id="s2b28c70p">
			<remark  id="s2b28c70l1" />      ทรัพย์และหมู่ญาติแล้ว  บำเพ็ญตบะอันเศร้าหมองอยู่ตลอดกาลนาน  
			<remark  id="s2b28c70l2" />      เดินทางผิด ย่อมไปสู่ทุคติเพราะความหวัง เพราะฉะนั้น ความหวัง  
			<remark  id="s2b28c70l3" />      เหล่านี้เขาสมมติว่า ทำให้เคลื่อนคลาดจากความจริง ดูกรนางอาสา ท่าน  
			<remark  id="s2b28c70l4" />      จงนำความหวังสุธาโภชน์ในตนออกเสียเถิด นางเทพกัญญาเช่นท่าน  
			<remark  id="s2b28c70l5" />      ย่อมไม่สมควรอาสนะและน้ำ ที่ไหนสุธาโภชน์จะสมควรเล่า เชิญไป  
			<remark  id="s2b28c70l6" />      เสียเถิด อาตมาไม่ชอบใจท่าน.  
			<remark  id="s2b28c70l7" />[๒๘๐] ท่านรุ่งเรืองด้วยยศ  มียศ เขาเรียกโดยชื่ออันน่าเกลียด เป็นเจ้าทิศ  
			<remark  id="s2b28c70l8" />      ดูกรนางผู้มีร่างกายคล้ายทองคำ อาตมาขอถามท่าน ขอท่านจงบอก  
			<remark  id="s2b28c70l9" />      อาตมา ท่านเป็นเทวดาอะไร.  
			<remark  id="s2b28c70l10" />[๒๘๑] ดิฉันชื่อว่า ศรัทธาเทวี ได้รับการบูชาในหมู่มนุษย์ เป็นผู้ไม่คบสัตว์ลามก  
			<remark  id="s2b28c70l11" />      ทุกเมื่อ  มายังสำนักของพระคุณเจ้า เพราะวิวาทกันด้วยสุธาโภชน์  
			<remark  id="s2b28c70l12" />      ข้าแต่พระคุณเจ้าผู้มีปัญญาอันประเสริฐ ขอพระคุณเจ้า โปรดแบ่งสุธา  
			<remark  id="s2b28c70l13" />      โภชน์นั้นให้ดิฉันบ้าง.  
			<remark  id="s2b28c70l14" />[๒๘๒] ก็ในกาลบางคราว มนุษย์ทั้งหลายถือเอาทาน การให้บ้าง ทมะ การฝึกฝน  
			<remark  id="s2b28c70l15" />      บ้าง จาคะ การบริจาคบ้าง สัญญมะ ความสำรวมบ้าง แล้วกระทำด้วย  
			<remark  id="s2b28c70l16" />      ศรัทธา แต่มนุษย์พวกหนึ่งกระทำโจรกรรมบ้าง พูดเท็จบ้าง ล่อลวง  
			<remark  id="s2b28c70l17" />      บ้าง ส่อเสียดบ้าง ท่านอย่าประกอบต่อไป บุรุษผู้มีความเพ่งเล็งใน  
			<remark  id="s2b28c70l18" />      ภรรยาทั้งหลาย ผู้สม่ำเสมอกัน ผู้ประกอบด้วยศีล ผู้มีวัตรในการปฏิบัติ  
			<remark  id="s2b28c70l19" />      สามีดี ย่อมนำความพอใจในกุลสตรีออกเสีย กลับไปทำความเชื่อตาม  
			<remark  id="s2b28c70l20" />      คำของนางกุมภทาสี ดูกรนางศรัทธา ท่านนั่นแล เป็นผู้ให้ชายอื่นคบหา  
			<remark  id="s2b28c70l21" />      ภรรยาของผู้อื่น ท่านย่อมทำบาป ละทิ้งกุศล นางเทพกัญญาเช่นท่าน  
			<remark  id="s2b28c70l22" />      ย่อมไม่สมควรอาสนะและน้ำ ที่ไหนสุธาโภชน์จะสมควรแก่ท่านเล่า  
			<remark  id="s2b28c70l23" />      เชิญท่านไปเสียเถิด อาตมาไม่ชอบใจท่าน.  
			<remark  id="s2b28c70l24" />[๒๘๓] เมื่ออรุณขึ้นไปในที่สุดแห่งราตรี  นางเทพธิดาใด เป็นผู้ทรงไว้ซึ่งรูปอัน  
			<remark  id="s2b28c70l25" />      อุดมปรากฏอยู่ ดูกรเทวดา ท่านเปรียบเหมือนนางเทพธิดานั้น จะพูด  
			<remark  id="s2b28c70l26" />      กะอาตมาหรือ ขอท่านจงบอกกะอาตมา ท่านเป็นนางอัปสรอะไร ท่าน  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b28c71" >
		<para id="s2b28c71p">
			<remark  id="s2b28c71l1" />      มีชื่อว่าอะไร ยืนอยู่ดังเถาวัลย์ดำในฤดูร้อน  และดังเปลวไฟอันห้อม  
			<remark  id="s2b28c71l2" />      ล้อมด้วยใบไม้สีแดงถูกลมพัดดูงาม ฉะนั้น ท่านดูเหมือนจะพูด แต่มิได้  
			<remark  id="s2b28c71l3" />      เปล่งถ้อยคำออกมา แลดูอยู่ดังนางเนื้อเขลา ฉะนั้น.  
			<remark  id="s2b28c71l4" />[๒๘๔] ดิฉันชื่อว่าหิริเทวี ได้รับการบูชาในหมู่มนุษย์ ไม่เสพสัตว์ลามกทุกเมื่อ มา  
			<remark  id="s2b28c71l5" />      ยังสำนักของพระคุณเจ้า เพราะวิวาทกันด้วยสุธาโภชน์ ดิฉันนั้นไม่  
			<remark  id="s2b28c71l6" />      อาจจะขอสุธาโภชน์กับพระคุณเจ้า เพราะการขอของหญิง ดูเหมือนจะ  
			<remark  id="s2b28c71l7" />      เป็นกิริยาที่น่าละอาย.  
			<remark  id="s2b28c71l8" />[๒๘๕] ดูกรท่านผู้มีร่างกายอันงดงาม  ท่านจักได้ตามอุบายที่ชอบ นี้เป็นธรรม  
			<remark  id="s2b28c71l9" />      ทีเดียว ท่านจะได้สุธาโภชน์เพราะการขอก็หาไม่ เพราะฉะนั้น อาตมา  
			<remark  id="s2b28c71l10" />      พึงเชื้อเชิญท่านผู้มิได้ขอสุธาโภชน์ใดๆ  อาตมาจะให้สุธาโภชน์แม้  
			<remark  id="s2b28c71l11" />      นั้นๆ แก่ท่าน ดูกรท่านผู้มีร่างกายอันงดงามคล้ายทองคำ วันนี้ อาตมา  
			<remark  id="s2b28c71l12" />      ขอเชิญท่านไปในอาศรมของอาตมา อาตมาจะบูชาท่านด้วยรสทุกอย่าง  
			<remark  id="s2b28c71l13" />      ครั้นบูชาแล้วจึงจักให้บริโภคสุธาโภชน์.  
			<remark  id="s2b28c71l14" />[๒๘๖] นางหิริเทพธิดานั้น ผู้ไม่คบสัตว์ลามกในกาลทุกเมื่อ อันโกสิยดาบสผู้  
			<remark  id="s2b28c71l15" />      มีความรุ่งเรืองอนุมัติแล้ว ได้เข้าไปสู่อาศรมอันน่ารื่นรมย์ สมบูรณ์ด้วย  
			<remark  id="s2b28c71l16" />      น้ำและผลไม้  อันท่านผู้ประเสริฐบูชาแล้ว   ณ ที่ใกล้อาศรมนั้น มี  
			<remark  id="s2b28c71l17" />      รุกขชาติเป็นอันมาก กำลังผลิดอกออกผล คือ มะม่วง มะหาด ขนุน  
			<remark  id="s2b28c71l18" />      ทองกวาว มะรุม อีกทั้งต้นโลท บัวบก การเกต จันทน์กระพ้อ หมาก  
			<remark  id="s2b28c71l19" />      หอมควาย กำลังออกดอกสะพรั่ง ในที่ใกล้อาศรมนั้นมากไปด้วยต้นไม้  
			<remark  id="s2b28c71l20" />      ใหญ่ๆ คือ ต้นสาละ ต้นกุ่ม ต้นหว้า ต้นโพธิ์ ต้นไทร ต้นมะทราง  
			<remark  id="s2b28c71l21" />      ไม้ยางทราย ราชพฤกษ์ แคฝอย ต้นจิก ต้นลำเจียก มีกิ่งก้านห้อยย้อย  
			<remark  id="s2b28c71l22" />      ลงมา กำลังส่งกลิ่นหอมน่ายวนใจ ถั่วแระ อ้อแรม ถั่วป่า ต้นมะพลับ  
			<remark  id="s2b28c71l23" />      ข้าวฟ่าง ลูกเดือย  ถั่วเหลืองเมล็ดเล็ก กล้วยไม่มีเมล็ด ข้าวสาลี  
			<remark  id="s2b28c71l24" />      ข้าวเปลือก ราชดัด ข้าวสารที่เกิดเองมีอยู่เป็นอันมากที่อาศรมนั้น มี  
			<remark  id="s2b28c71l25" />      สระโบกขรณีที่เกิดเอง งดงามไม่ขุ่น มีท่าราบเรียบ น้ำใสจืดสนิท ไม่  
			<remark  id="s2b28c71l26" />      มีกลิ่นเหม็น อนึ่ง ในสระโบกขรณีนั้น มีปลาต่างๆ ชนิด คือ  
			<remark  id="s2b28c71l27" />      ปลาดุก ปลากระทุงเหว ปลากราย กุ้ง ปลาตะเพียน  ปลาฉลาด  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b28c72" >
		<para id="s2b28c72p">
			<remark  id="s2b28c72l1" />      ปลากา ว่ายอยู่คลาคล่ำในสระโปกขรณีอันมีขอบคัน เป็นปลาที่ปล่อย  
			<remark  id="s2b28c72l2" />      มีเหยื่อมากชนิด มีนกต่างๆ ชนิด คือ หงส์ นกกระเรียน นกยูง  
			<remark  id="s2b28c72l3" />      นกจากพราก นกออก นกดุเหว่าลาย นกเงือก นกโพระดก มีอยู่  
			<remark  id="s2b28c72l4" />      มากมาย มีขนปีกอันวิจิตร พากันจับอยู่อย่างสบาย ปลอดภัย มีอาหาร  
			<remark  id="s2b28c72l5" />      มาก มีสัตว์และหมู่เนื้อนานาชนิดมากมาย คือ ราชสีห์ เสือโคร่ง  
			<remark  id="s2b28c72l6" />      ช้าง หมี เสือปลา เสือดาว แรด โคลาน กระบือ ระมั่ง กวาง  
			<remark  id="s2b28c72l7" />      เนื้อทราย หมูป่า ระมาด หมูบ้าน กวางทอง แมว กระต่าย วัวกระทิง  
			<remark  id="s2b28c72l8" />      มีอยู่มาก พื้นดินหินเขา ดาดาษงามวิจิตรด้วยดอกไม้ ทั้งฝูงนกก็ส่ง  
			<remark  id="s2b28c72l9" />      เสียงร้องกึกก้อง เป็นที่อยู่อาศัยของหมู่ปักษี.  
			<remark  id="s2b28c72l10" />[๒๘๗] นางหิริเทพธิดานั้น ผู้มีผิวพรรณงดงาม ทัดดอกไม้เขียวเดินเข้าไปยัง  
			<remark  id="s2b28c72l11" />      อาศรม ดังสายฟ้าแลบในก้อนเมฆใหญ่  โกสิยดาบสได้จัดตั่งอันมีพนัก  
			<remark  id="s2b28c72l12" />      ที่ถักไว้เรียบร้อย  สำเร็จด้วยหญ้าคา สะอาด มีกลิ่นหอม ลาดด้วยหนัง  
			<remark  id="s2b28c72l13" />      ชะมด เพื่อนางหิริเทพธิดานั้น แล้วได้กล่าวว่า ดูกรนางงาม เชิญนั่ง  
			<remark  id="s2b28c72l14" />      ที่อาสนะนี้ตามสบายเถิด ในกาลนั้น เมื่อนางหิริเทพธิดานั่งบนตั่งแล้ว  
			<remark  id="s2b28c72l15" />      โกสิยมหามุนีผู้ทรงชฎาอันรุ่งเรือง ได้รีบนำสุธาโภชน์มาพร้อมกับน้ำ  
			<remark  id="s2b28c72l16" />      ด้วยใบบัวใหม่ๆ  ด้วยตนเอง เพื่อจะให้พอความประสงค์ นางหิริเทพ  
			<remark  id="s2b28c72l17" />      ธิดามีความปลื้มใจ รับสุธาโภชน์ด้วยมือทั้งสอง แล้วได้กล่าวกะโกสิย  
			<remark  id="s2b28c72l18" />      ดาบสผู้ทรงชฎาว่า ข้าแต่ท่านผู้ประเสริฐ เอาละ ดิฉันเป็นผู้อันพระคุณ  
			<remark  id="s2b28c72l19" />      เจ้าบูชาแล้ว ได้ชัยชนะแล้ว จะพึงไปสู่ไตรทิพย์ในบัดนี้ นางหิริเทพธิดา  
			<remark  id="s2b28c72l20" />      นั้น  เป็นผู้มัวเมาแล้ว ด้วยความเมาในผิวพรรณ อันโกสิยดาบสกล่าว  
			<remark  id="s2b28c72l21" />      อนุญาตแล้ว  ได้กลับไปในสำนักของท้าวสหัสสนัยน์  แล้วกราบทูลว่า  
			<remark  id="s2b28c72l22" />      ข้าแต่ท้าววาสวะ นี่สุธาโภชน์ ขอพระองค์จงพระราชทานชัยชนะแก่  
			<remark  id="s2b28c72l23" />      หม่อมฉัน  แม้ท้าวสักกะก็ได้ทรงบูชานางหิริเทพธิดาในกาลนั้น เทวดา  
			<remark  id="s2b28c72l24" />      พร้อมด้วยพระอินทร์ ได้พากันบูชานางสุกัญญาผู้อุดม นางหิริเทพธิดา  
			<remark  id="s2b28c72l25" />      นั้นเข้าไปนั่งบนตั่งใหม่ ในกาลใด ในกาลนั้น เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย  
			<remark  id="s2b28c72l26" />      ประคองอัญชลีบูชาแล้ว.  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b28c73" >
		<para id="s2b28c73p">
			<remark  id="s2b28c73l1" />[๒๘๘] ท้าวสหัสนัยน์ผู้เป็นจอมแห่งชาวไตรทศ ได้ตรัสกะมาตลีเทพสารถีนั้น  
			<remark  id="s2b28c73l2" />      ต่อไปว่า ท่านจงไปถามท่านโกสิยดาบสตามคำของเราว่า ข้าแต่ท่าน  
			<remark  id="s2b28c73l3" />      โกสิยะ เว้นนางอาสาเทพธิดา นางศรัทธาเทพธิดา และนางสิริเทพธิดา  
			<remark  id="s2b28c73l4" />      นางหิริเทพธิดาผู้เดียวได้สุธาโภชน์ เพราะเหตุอะไร.  
			<remark  id="s2b28c73l5" />[๒๘๙] มาตลีเทพสารถี ขึ้นรถอันเลื่อนลอยไปตามสบาย รุ่งเรืองเช่นกับเครื่อง  
			<remark  id="s2b28c73l6" />      ใช้สอย มีงอนอันแล้วไปด้วยทองชมพูนุท มีสีแดงคล้ายทองคำ ประดับ  
			<remark  id="s2b28c73l7" />      ประดาแล้ว ประกอบไปด้วยเครื่องลาดทองคำงามวิจิตร  ในรถนี้มีรูป  
			<remark  id="s2b28c73l8" />      ภาพมากมาย คือ รูปพระจันทร์ รูปช้าง รูปโค รูปม้า รูปกินนร รูป  
			<remark  id="s2b28c73l9" />      เสือโคร่ง รูปเสือเหลือง รูปเนื้อทราย ล้วนแล้วไปด้วยทองคำ และ  
			<remark  id="s2b28c73l10" />      มีรูปนกทั้งหลาย อันล้วนแล้วด้วยรัตนะต่าง ๆ ดุจกระโดดโลดเต้นอยู่  
			<remark  id="s2b28c73l11" />      รูปเนื้อในรถนั้นจัดไว้เป็นหมู่ๆ ล้วนแล้วด้วยแก้วไพฑูรย์ เทพบุตรทั้ง  
			<remark  id="s2b28c73l12" />      หลายเทียมม้าอัศวราชมีสีเหลืองดังทองคำ ประมาณหมื่นตัว คล้ายดัง  
			<remark  id="s2b28c73l13" />      ช้างหนุ่มมีกำลังประดับประดาแล้ว มีเครื่องทับทรวงด้วยข่ายทองคำ มีภู่  
			<remark  id="s2b28c73l14" />      ห้อยหู ไปโดยเสียงปกติไม่ขัดข้อง  มาตลีเทพสารถีขึ้นสู่ยานอัน  
			<remark  id="s2b28c73l15" />      ประเสริฐนั้นแล้ว บันลือแล้วตลอดสิบทิศนี้ ยังท้องฟ้า ภูเขา และต้นไม้  
			<remark  id="s2b28c73l16" />      ใหญ่อันเป็นเจ้าไพร พร้อมทั้งสาคร ตลอดทั้งเมทนีดล ให้หวั่นไหว  
			<remark  id="s2b28c73l17" />      มาตลีเทพสารถีนั้น รีบเข้าไปในอาศรมอย่างนี้แล้ว  กระทำผ้าทิพ  
			<remark  id="s2b28c73l18" />      ประพารเฉวียงบ่าข้างหนึ่งแล้ว  กล่าวกะท่านโกสิยดาบส ผู้เป็นพหูสูต  
			<remark  id="s2b28c73l19" />      ผู้เจริญ มีวัตรอันแนะนำดีแล้ว ผู้เป็นพราหมณ์ ผู้ประเสริฐว่า ข้าแต่  
			<remark  id="s2b28c73l20" />      ท่านโกสิยดาบส เชิญท่านฟังพระดำรัสของพระอินทร์ ข้าพเจ้าเป็นทูต  
			<remark  id="s2b28c73l21" />      ท้าวปุรินททะตรัสถามท่านว่า ข้าแต่ท่านโกสิยดาบส  เว้นนางอาสา  
			<remark  id="s2b28c73l22" />      เทพธิดา นางศรัทธาเทพธิดา และนางสิริเทพธิดา นางหิริเทพธิดาผู้เดียว  
			<remark  id="s2b28c73l23" />      ได้สุธาโภชน์ เพราะเหตุอะไร.  
			<remark  id="s2b28c73l24" />[๒๙๐] ดูกรมาตลีเทพสารถี นางสิริเทพธิดาตอบอาตมาว่า  "แน่" ส่วนนาง  
			<remark  id="s2b28c73l25" />      ศรัทธาเทพธิดาตอบอาตมาว่า "ไม่เที่ยง" นางอาสา  อาตมาเข้าใจว่า  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b28c74" >
		<para id="s2b28c74p">
			<remark  id="s2b28c74l1" />      เป็นผู้กล่าวเคลื่อนคลาดจากความจริง ส่วนนางหิริเทพธิดาตั้งอยู่ในคุณ  
			<remark  id="s2b28c74l2" />      อันประเสริฐ.  
			<remark  id="s2b28c74l3" />[๒๙๑] นางกุมารีก็ดี หญิงที่สกุลรักษาแล้วก็ดี หญิงหม้ายก็ดี หญิงมีสามีก็ดี  
			<remark  id="s2b28c74l4" />      รู้ฉันทราคะ ที่เกิดแรงกล้าในบุรุษทั้งหลายแล้ว ห้ามกันจิตของตนได้  
			<remark  id="s2b28c74l5" />      ด้วยหิริ เปรียบเหมือนบรรดาพวกนักรบผู้แพ้ในสนามรบ  ที่ต่อสู้กันด้วย  
			<remark  id="s2b28c74l6" />      ลูกศรและหอกแล้วล้มลงและกำลังหนีไป นักรบเหล่าใดยอมสละชีวิต  
			<remark  id="s2b28c74l7" />      กลับมาได้ด้วยหิริ นักรบเหล่านั้นเป็นคนละอายใจ ย่อมมารับนายอีก  
			<remark  id="s2b28c74l8" />      ฉะนั้น นางหิริเทพธิดานี้ เป็นผู้ห้ามนรชนเสียจากบาป เปรียบเหมือน  
			<remark  id="s2b28c74l9" />      ทำนบเป็นที่กั้นกระแสน้ำเชี่ยวไว้ได้ ฉะนั้น ดูกรเทพสารถี เพราะ  
			<remark  id="s2b28c74l10" />      เหตุนั้น ท่านจงกราบทูลแด่พระอินทร์ว่า นางหิริเทพธิดานั้น อันท่าน  
			<remark  id="s2b28c74l11" />      ผู้ประเสริฐบูชาแล้วในโลกทั้งปวง.  
			<remark  id="s2b28c74l12" />[๒๙๒] ข้าแต่ท่านโกสิยดาบสผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ ท้าวมหาพรหม ท้าว  
			<remark  id="s2b28c74l13" />      มหินทร์ หรือท้าวปชาบดี ใครเล่าเข้าใจความเห็นนี้ของพระคุณเจ้า  
			<remark  id="s2b28c74l14" />      นางหิริเทพธิดานี้เป็นธิดาของท้าวมหินทร์  ได้รับยกย่องว่า เป็นผู้  
			<remark  id="s2b28c74l15" />      ประเสริฐสุดแม้ในเทวดาทั้งหลาย.  
			<remark  id="s2b28c74l16" />[๒๙๓] ขอเชิญพระคุณเจ้ามาขึ้นรถอันเป็นของข้าพเจ้านี้ ไปสู่ไตรทิพย์ ในกาล  
			<remark  id="s2b28c74l17" />      บัดนี้เถิด  ข้าแต่ท่านผู้มีโคตรเสมอด้วยพระอินทร์ ทั้งพระอินทร์ก็ทรง  
			<remark  id="s2b28c74l18" />      หวังพระคุณเจ้าอยู่  ขอพระคุณเจ้าจงถึงความเป็นสหายกับพระอินทร์  
			<remark  id="s2b28c74l19" />      ในวันนี้เถิด.  
			<remark  id="s2b28c74l20" />[๒๙๔] สัตว์ทั้งหลายผู้ไม่กระทำบาปกรรม  ย่อมหมดจดได้ด้วยอาการอย่างนี้  
			<remark  id="s2b28c74l21" />      อนึ่ง ผลของกรรมที่บุคคลประพฤติดีแล้วย่อมไม่เสื่อมสูญสัตว์เหล่าใด  
			<remark  id="s2b28c74l22" />      เหล่าหนึ่งได้เห็นสุธาโภชน์แล้ว สัตว์เหล่านั้นทั้งหมดทีเดียว ถึงความ  
			<remark  id="s2b28c74l23" />      เป็นสหายกับพระอินทร์.  
			<remark  id="s2b28c74l24" />[๒๙๕] นางหิริเทพธิดาเป็นนางอุบลวรรณา โกสิยดาบสเป็นภิกษุเจ้าของทาน  
			<remark  id="s2b28c74l25" />      ปัญจสิขเทพบุตรเป็นพระอนุรุทธ  มาตลีเทพสารถีเป็นพระอานนท์  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b28c75" >
		<para id="s2b28c75p">
			<remark  id="s2b28c75l1" />      สุริยเทพบุตรเป็นพระกัสสป จันทเทพบุตรเป็นพระโมคคัลลานะ นารท  
			<remark  id="s2b28c75l2" />      ดาบสเป็นพระสารีบุตร  ท้าววาสวะเป็นพระตถาคตสัมมาสัมพุทธเจ้า  
			<remark  id="s2b28c75l3" />      ฉะนี้แล.  
			<remark  id="s2b28c75l4" />                     จบ สุธาโภชนชาดกที่ ๓.  
			<remark  id="s2b28c75l5" />                        ๔. กุณาลชาดก  
			<remark  id="s2b28c75l6" />                      ว่าด้วยนางนกดุเหว่า  
			<remark  id="s2b28c75l7" />     [๒๙๖] เล่ากันมาอย่างนี้ ได้ยินมาอย่างนี้ ดูกรท่านผู้เจริญทั้งหลาย ได้ยินว่า ที่ภูเขา  
			<remark  id="s2b28c75l8" />หิมพานต์ อันทรงไว้ซึ่งแผ่นดินซึ่งมีโอสถทุกชนิด ดาดาษไปด้วยดอกไม้และของหอมมากมาย  
			<remark  id="s2b28c75l9" />หลายพันธุ์  เป็นที่สัญจรไปมาแห่งช้าง โค กระบือ กวางทอง จามรี เนื้อฟาน แรด ระมาด  
			<remark  id="s2b28c75l10" />ราชสีห์ เสือโคร่ง เสือเหลือง หมี หมาไน เสือดาว นาค ชะมด เสือปลา กระต่าย และ  
			<remark  id="s2b28c75l11" />วัวกระทิง เป็นที่อยู่อาศัยแห่งหมู่ช้างใหญ่ ช้างตระกูลอันประเสริฐ เกลื่อนกล่นอยู่ทั่วปริมณฑล  
			<remark  id="s2b28c75l12" />อันราบเรียบ มีค่าง ลิง อีเห็น ละมั่ง เนื้อสมัน เนื้อฟาน ม้า และลา กินนร ยักษ์ และรากษส  
			<remark  id="s2b28c75l13" />อยู่อาศัย ดาดาษไปด้วยหมู่ไม้นับไม่ถ้วน ทรงไว้ซึ่งดอกตูมและก้าน มีดอกบานตลอดปลาย มี  
			<remark  id="s2b28c75l14" />นกเขา นกโพระโดก นกหัสดีลิงค์  นกยูง นกพิราบ นกพริก นกกระจาบ นกยาง นกแขก  
			<remark  id="s2b28c75l15" />เต้า และนกการะเวก ส่งเสียงร้องกึกก้องไพเราะ เป็นประเทศที่ประดับไปด้วยแร่ธาตุหลายร้อย  
			<remark  id="s2b28c75l16" />ชนิดเป็นต้นว่า อัญชัน มโนศิลา หรดาล มหาหิงค์ ทอง เงินและทองคำ เป็นไพรสัณฑ์อัน  
			<remark  id="s2b28c75l17" />น่ารื่นรมย์เห็นปานนี้ มีนกดุเหว่าชื่อกุณาละ มีตัว ปีกและขนงดงามยิ่งนัก อาศัยอยู่ และนก  
			<remark  id="s2b28c75l18" />ดุเหว่าชื่อกุณาละนั้น มีนางนกดุเหว่าเป็นนางบำเรอประมาณ ๓๕๐๐ ตัว  นางนกดุเหว่าสองตัวเอา  
			<remark  id="s2b28c75l19" />ปากคาบท่อนไม้ให้นกดุเหว่าชื่อกุณาละนั้น จับตรงกลางแล้วพากันบินไป ด้วยความประสงค์ว่า  
			<remark  id="s2b28c75l20" />นกดุเหว่ากุณาละนั้น อย่าได้มีความเหน็ดเหนื่อยในหนทางไกลเลย นางนกดุเหว่า ๕๐๐ ตัว บิน  
			<remark  id="s2b28c75l21" />ไปเบื้องต่ำด้วยความประสงค์ว่า  ถ้านกกุณาละนี้จะตกจากคอน พวกเราจะเอาปีกรับไว้ นางนก  
			<remark  id="s2b28c75l22" />ดุเหว่าอีก ๕๐๐ ตัว บินไปข้างบนด้วยความประสงค์ว่า แดดอย่าได้ส่งถูกนกกุณาละเลย นาง  
			<remark  id="s2b28c75l23" />นกดุเหว่าบินไปโดยข้างทั้งสองข้างละ ๕๐๐ ตัว ด้วยความประสงค์ว่า ความหนาว ความร้อน  
			<remark  id="s2b28c75l24" />หญ้า ละออง ลม หรือน้ำค้าง อย่าได้ถูกนกกุณาละนี้เลย นางนกดุเหว่าอีก ๕๐๐ ตัว บินไป  
			<remark  id="s2b28c75l25" />ข้างหน้าด้วยความประสงค์ว่า คนเลี้ยงโค คนเลี้ยงปศุสัตว์ คนเกี่ยวหญ้า คนหาฟืน หรือคนทำ  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b28c76" >
		<para id="s2b28c76p">
			<remark  id="s2b28c76l1" />การงานในป่า อย่าได้ขว้างปานกกุณาละนั้นด้วยท่อนไม้ กระเบื้อง ก้อนหิน ก้อนดิน กระบอง  
			<remark  id="s2b28c76l2" />ศาตรา หรือก้อนกรวดเลย นกกุณาละนี้อย่าได้กระทบด้วยกอไม้ เครือเถา ต้นไม้ กิ่งไม้ เสา  
			<remark  id="s2b28c76l3" />หิน หรือพวกนกที่มีกำลังกว่าเลย  นางนกดุเหว่าอีก ๕๐๐ ตัวบินไปข้างหลังเจรจาด้วยถ้อยคำอัน  
			<remark  id="s2b28c76l4" />เกลี้ยงเกลา อ่อนหวาน ไพเราะจับใจ ด้วยความประสงค์ว่า นกกุณาละนี้ อย่าได้เงียบเหงาอยู่  
			<remark  id="s2b28c76l5" />บนคอนนี้เลย นางนกดุเหว่าอีก ๕๐๐ ตัว บินไปยังทิศานุทิศ นำผลไม้นานาชนิดจากต้นไม้  
			<remark  id="s2b28c76l6" />ต่างๆ มาให้ด้วยความประสงค์ว่า นกกุณาละนี้อย่าได้ลำบากเพราะความหิวเลย ได้ยินว่า นาง  
			<remark  id="s2b28c76l7" />นกดุเหว่าเหล่านั้นพานกกุณาละนั้นจากป่านี้ไปสู่ป่าโน้น จากสวนนี้ไปสู่สวนโน้น จากท่าน้ำนี้  
			<remark  id="s2b28c76l8" />ไปสู่ท่าน้ำโน้น  จากยอดเขานี้ไปสู่ยอดเขาโน้น  จากสวนมะม่วงนี้ไปสู่สวนมะม่วงโน้น จาก  
			<remark  id="s2b28c76l9" />สวนชมภู่นี้ไปสู่สวนชมภู่โน้น จากสวนขนุนสัมมะลอนี้ไปสู่สวนขนุนสัมมะลอโน้น จาก  
			<remark  id="s2b28c76l10" />สวนมะพร้าวนี้ไปสู่สวนมะพร้าวโน้น โดยรวดเร็ว เพื่อต้องการให้ร่าเริง ยินดี นกกุณาละอัน  
			<remark  id="s2b28c76l11" />นางนกดุเหว่าเหล่านั้นบำเรออยู่ทุกๆ วันอย่างนี้ ยังรุกรานอย่างนี้ว่า อีถ่อยฉิบหาย อีถ่อย  
			<remark  id="s2b28c76l12" />ละลาย อีนางโจร อีนางนักเลง อีเผลอเรอ อีใจง่าย อีไม่รู้จักคุณคน อีไปตามใจเหมือนลม.  
			<remark  id="s2b28c76l13" />     [๒๙๗] ดูกรท่านผู้เจริญ ได้ยินว่า ณ ด้านทิศบูรพาแห่งขุนเขาหิมพานต์มีแม่น้ำอันไหล  
			<remark  id="s2b28c76l14" />มาแต่ซอกเขาอันละเอียดสุขุม มีสีเขียว ณ ภูเขาหิมพานต์อันเป็นประเทศที่น่ารื่นเริงบันเทิงใจ  
			<remark  id="s2b28c76l15" />ด้วยกลิ่นหอม อันเกิดเดี๋ยวนั้น จากดอกอุบล ดอกปทุม ดอกโกมุท ดอกบัวขม ดอกบัวผัน  
			<remark  id="s2b28c76l16" />ดอกจงกลณี และดอกบัวเผื่อน เป็นป่าทึบมากไปด้วยไม้ต่างๆ ชนิด คือ ไม้โกฏดำ ไม้จิก ไม้เกต  
			<remark  id="s2b28c76l17" />ไม้ยางทราย ไม้อ้อยช้าง ต้นบุนนาค ต้นพิกุล ต้นหมากหอม ต้นประยงค์ ต้นขมิ้น ต้นสาละ  
			<remark  id="s2b28c76l18" />ต้นสน ต้นจำปา ต้นอโศก ต้นกากะทิง ต้นหงอนไก่ ต้นราชดัด ต้นโลทนง และต้นจันทน์  
			<remark  id="s2b28c76l19" />เป็นราวป่าที่สล้างไปด้วยต้นกฤษณาดำ ต้นปทุม ต้นประยงค์ ต้นเทพทาโร และต้นกล้วย ทรงไว้  
			<remark  id="s2b28c76l20" />ซึ่งต้นรกฟ้า ต้นมวกเหล็ก ต้นปรู ต้นทราก ต้นกัณณิการ์ ต้นชะบา ต้นว่านหางช้าง ต้นทองหลาง  
			<remark  id="s2b28c76l21" />ต้นทองกวาว ต้นคัดเค้า ต้นมะลิป่า ต้นแก้ว ต้นซึกและต้นขานางอันงามยิ่งนัก และมีไม้ดอก  
			<remark  id="s2b28c76l22" />สำหรับร้อยเป็นพวงมาลัยดาดาษไปด้วยดอกมะลิ ว่านเปราะหอม ต้นคนธา ต้นกำยาน ต้นแฝก  
			<remark  id="s2b28c76l23" />หอม ต้นกระเบา และไม้กอ เป็นประเทศอันประดับไปด้วยลดาวัลย์ดาดาษยิ่งนัก มีหมู่หงส์ นก  
			<remark  id="s2b28c76l24" />นางนวล นกกาน้ำ และนกเป็ดน้ำ ส่งเสียงร้องกึกก้อง เป็นที่สถิตอยู่แห่งหมู่ฤาษีสิทธิ์วิทยาธร  
			<remark  id="s2b28c76l25" />สมณะ และดาบส เป็นประเทศที่ท่องเที่ยวไปแห่งหมู่มนุษย์ เทพยดา ยักษ์ รากษส ทานพ  
			<remark  id="s2b28c76l26" />คนธรรพ์ กินนร และพญานาค เป็นไพรสณฑ์ที่น่ารื่นรมย์เห็นปานนี้ มีนกดุเหว่าขาวชื่อ ปุณณมุขะ  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b28c77" >
		<para id="s2b28c77p">
			<remark  id="s2b28c77l1" />มีถ้อยคำอันไพเราะยิ่งนัก มีนัยน์ตาแดงดังนัยน์ตาคนเมาสอดส่ายไปมา อาศัยอยู่ ได้ยินว่า พระยา  
			<remark  id="s2b28c77l2" />นกปุณณมุขะนี้  มีนางนกดุเหว่าบำเรอ ๓๕๐ ตัว เล่ากันมาว่า นางนกดุเหว่า ๒ ตัว เอาปากคาบ  
			<remark  id="s2b28c77l3" />ท่อนไม้ให้พระยานกปุณณมุขะนั้นจับตรงกลางพาบินไป ด้วยความประสงค์ว่า พระยานกปุณณ  
			<remark  id="s2b28c77l4" />มุขะนั้นอย่าได้มีความเหน็ดเหนื่อยในหนทางไกลเลย  นางนกดุเหว่า ๕๐ ตัว บินไปเบื้องต่ำด้วย  
			<remark  id="s2b28c77l5" />ความประสงค์ว่า  ถ้าพระยานกปุณณมุขะนี้จักพลาดจากคอน พวกเราจักเอาปีกทั้งสองรับไว้ นาง  
			<remark  id="s2b28c77l6" />นกดุเหว่าอีก ๕๐ ตัว บินขึ้นไปข้างบนด้วยความประสงค์ว่า แสงแดดอย่าได้แผดเผานกดุเหว่าขาว  
			<remark  id="s2b28c77l7" />ชื่อปุณณมุขะนั้นเลย นางนกดุเหว่าบินไปโดยข้างทั้งสองข้างละ ๕๐ ตัว ด้วยความประสงค์ว่า  
			<remark  id="s2b28c77l8" />ความหนาว ความร้อน หญ้า ธุลี หรือน้ำค้าง อย่าได้ตกต้องนกดุเหว่าขาวชื่อปุณณะมุขะนั้นเลย  
			<remark  id="s2b28c77l9" />นางนกดุเหว่าอีก ๕๐ ตัว บินขึ้นไปข้างหน้าด้วยความประสงค์ว่า คนเลี้ยงโค คนเลี้ยงปศุสัตว์  
			<remark  id="s2b28c77l10" />คนเกี่ยวหญ้า คนหาฟืน หรือคนทำงานในป่า อย่าได้ขว้างปานกดุเหว่าขาวชื่อปุณณมุขะนั้นด้วย  
			<remark  id="s2b28c77l11" />ท่อนไม้ กระเบื้อง ก้อนหิน ก้อนดิน ไม้ฆ้อน ศาตรา หรือก้อนกรวดเลย และนกดุเหว่า  
			<remark  id="s2b28c77l12" />ขาวชื่อปุณณมุขะนี้  อย่าได้กระทบกับกอไม้ เถาวัลย์ ต้นไม้ กิ่งไม้ เสา หิน หรือกับนก  
			<remark  id="s2b28c77l13" />ที่มีกำลังมากกว่าเลย  นางนกดุเหว่าอีก ๕๐ ตัว บินไปข้างหลังเจรจาด้วยวาจาอันเกลี้ยงเกลา  
			<remark  id="s2b28c77l14" />อ่อนหวาน ไพเราะจับใจ ด้วยความประสงค์ว่า นกดุเหว่าขาวชื่อปุณณะมุขะนี้อย่าเงียบเหงา  
			<remark  id="s2b28c77l15" />บนคอนเลย นางนกดุเหว่าอีก ๕๐ ตัว บินไปยังทิศานุทิศ นำเอาผลไม้นานาชนิดจากต้นไม้  
			<remark  id="s2b28c77l16" />ต่างๆ มาให้ด้วยความประสงค์ว่า นกดุเหว่าชื่อปุณณมุขะนี้ อย่าได้ลำบากเพราะความหิวเลย  
			<remark  id="s2b28c77l17" />ได้ยินว่า นางนกดุเหว่าเหล่านั้น พานกดุเหว่าขาวชื่อปุณณมุขะนั้น  จากป่านี้ไปสู่ป่าโน้น จาก  
			<remark  id="s2b28c77l18" />สวนนี้ไปสู่สวนโน้น จากท่าน้ำนี้ไปสู่ท่าน้ำโน้น  จากยอดเขานี้ไปสู่ยอดเขาโน้น  จากสวน  
			<remark  id="s2b28c77l19" />มะม่วงนี้ไปสู่สวนมะม่วงโน้น จากสวนชมภู่นี้ไปสู่สวนชมภู่โน้น จากสวนขนุนสัมมะลอนี้  
			<remark  id="s2b28c77l20" />ไปสู่สวนขนุนสัมมะลอโน้น จากสวนมะพร้าวนี้ไปสู่สวนมะพร้าวโน้น โดยรวดเร็ว เพื่อต้อง  
			<remark  id="s2b28c77l21" />การให้ร่าเริง ได้ยินว่า  นกดุเหว่าขาวชื่อปุณณมุขะ อันนางนกดุเหว่าเหล่านั้นบำเรออยู่ทุกวัน ๆ  
			<remark  id="s2b28c77l22" />ย่อมสรรเสริญอย่างนี้ว่า  ดีละๆ น้องหญิงทั้งหลาย การที่เธอทั้งหลายบำรุงบำเรอสามีอย่างนี้  
			<remark  id="s2b28c77l23" />สมควรแก่เธอทั้งหลายผู้เป็นกุลธิดา.  
			<remark  id="s2b28c77l24" />     [๒๙๘] ได้ยินว่า ในกาลต่อมา นกดุเหว่าขาวชื่อปุณณมุขะได้เข้าไปหาพระยานกกุณาละ  
			<remark  id="s2b28c77l25" />ถึงที่อยู่ พวกนางนกดุเหว่าบริจาริกาของพระยานกกุณาละ ได้เห็นพระยานกปุณณมุขะนั้นกำลัง  
			<remark  id="s2b28c77l26" />บินมาแต่ไกล จึงพากันเข้าไปหา แล้วพูดกะพระยานกปุณณมุขะนั้นว่า ดูกรสหายปุณณมุขะ พระ  
			<remark  id="s2b28c77l27" />ยานกกุณาละนี้ เป็นนกหยาบช้า มีวาจาหยาบคายเหลือเกิน แม้ไฉน พวกเราจะพึงได้วาจาอันน่ารัก  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b28c78" >
		<para id="s2b28c78p">
			<remark  id="s2b28c78l1" />เพราะอาศัยท่านบ้าง พระยานกปุณณมุขะจึงตอบว่า บางทีจะได้กระมังน้องหญิงทั้งหลาย แล้ว  
			<remark  id="s2b28c78l2" />เข้าไปหาพระยานกกุมาละกล่าวสัมโมทนียกถากับพระยานกกุณาละแล้ว สถิตอยู่ ณ ที่ควรส่วน  
			<remark  id="s2b28c78l3" />ข้างหนึ่ง ครั้นแล้วพระยานกปุณณมุขะได้กล่าวกะพระยานกกุณาละว่า ดูกรสหายกุณาละ เพราะ  
			<remark  id="s2b28c78l4" />เหตุไร ท่านจึงปฏิบัติผิดต่อนางนกทั้งหลายผู้มีชาติเสมอกัน เป็นลูกของผู้มีสกุล ซึ่งปฏิบัติดีต่อท่าน  
			<remark  id="s2b28c78l5" />เล่า ดูกรสหายกุณาละ นางนกทั้งหลายถึงเขาจะไม่พูดไม่ถูกใจ เราก็ควรจะพูดให้ถูกใจ จะป่วย  
			<remark  id="s2b28c78l6" />กล่าวไปไยถึงนางนกที่พูดถูกใจเล่า เมื่อพระยานกปุณณมุขะกล่าวอย่างนี้แล้ว พระยานกกุณาละ  
			<remark  id="s2b28c78l7" />ได้รุกรานพระยานกปุณณมุขะอย่างนี้ว่า แนะสหายลามกชั่วถ่อย เจ้าฉิบหาย เจ้าละลาย  
			<remark  id="s2b28c78l8" />ใครจะเป็นผู้ฉลาดด้วยการชนะเมียยิ่งไปกว่าเจ้า ก็แหละพระยานกปุณณมุขะถูกรุกรานอย่างนี้แล้ว  
			<remark  id="s2b28c78l9" />ก็กลับไปเสียจากที่นั้น.  
			<remark  id="s2b28c78l10" />     [๒๙๙] ได้ยินว่า สมัยต่อมา โดยกาลล่วงไปไม่นานนัก อาพาธอันแรงกล้าเกิดขึ้นแก่  
			<remark  id="s2b28c78l11" />พระยานกปุณณมุขะ คือ ลงเป็นโลหิต เกิดเวทนากล้าแข็ง จวนจะตาย ครั้งนั้น พวกนางนก  
			<remark  id="s2b28c78l12" />ดุเหว่า ผู้เป็นบริจาริกาของพระยานกปุณณมุขะ เกิดความปริวิตกว่า พระยานกปุณณมุขะนี้ อาพาธ  
			<remark  id="s2b28c78l13" />หนักนักแล ไฉนจะพึงหายจากอาพาธนี้หนอ นางนกดุเหว่าเหล่านั้น ละทิ้งพระยานกปุณณ  
			<remark  id="s2b28c78l14" />มุขะไว้แต่ผู้เดียว ไม่มีเพื่อนสอง พากันเข้าไปหาพระยานกกุณาละ พระยานกกุณาละได้เห็นนาง  
			<remark  id="s2b28c78l15" />นกดุเหว่าเหล่านั้นพากันมาแต่ไกล ครั้นแล้วได้กล่าวกะนางนกดุเหว่าเหล่านั้นว่า พวกอีถ่อย ผัวของ  
			<remark  id="s2b28c78l16" />เจ้าไปไหนเสียเล่า นางนกดุเหว่าเหล่านั้นจึงตอบว่า  ท่านสหายกุณาละ พระยานกปุณณมุขะ  
			<remark  id="s2b28c78l17" />อาพาธหนักนักแล ไฉนจะพึงหายจากอาพาธหนักนั้น เมื่อนางนกดุเหว่าเหล่านั้นกล่าวอย่างนี้  
			<remark  id="s2b28c78l18" />แล้ว พระยานกกุณาละได้รุกรานนางนกดุเหว่าเหล่านั้นอย่างนี้ว่า อีถ่อยฉิบหาย อีถ่อยละลาย  
			<remark  id="s2b28c78l19" />อีนางโจร อีนางนักเลง อีเผลอเลอ อีใจง่าย อีไม่รู้จักคุณคน อีไปตามใจเหมือนลม ครั้น  
			<remark  id="s2b28c78l20" />กล่าวรุกรานแล้ว ได้เข้าไปหาพระยานกปุณณมุขะ แล้วร้องเรียกว่า เฮ้ยสหายปุณณมุขะ  
			<remark  id="s2b28c78l21" />พระยานกปุณณมุขะขานรับว่า  หาสหายกุณาละ ได้ยินว่า พระยานกกุณาละเข้าไปประคบ  
			<remark  id="s2b28c78l22" />ประหงมพระยานกปุณณมุขะด้วยปีกและจะงอยปาก พอให้ลุกขึ้นได้แล้วให้ดื่มยาต่างๆ อาพาธ  
			<remark  id="s2b28c78l23" />ของพระยานกปุณณมุขะก็สงบระงับ.  
			<remark  id="s2b28c78l24" />     [๓๐๐] ได้ยินว่า พระยานกกุณาละได้กล่าวกะพระยานกปุณณมุขะผู้หายจากไข้ยังไม่  
			<remark  id="s2b28c78l25" />นานนักว่า ดูกรสหายปุณณมุขะ เราเห็นมาแล้ว นางกัณหาสองพ่อ นางมีผัว ๕ คน ยังมีจิต  
			<remark  id="s2b28c78l26" />ปฏิพัทธ์ในบุรุษคนที่ ๖ ซึ่งเป็นคนเปลี้ย เหมือนตัวกระพันธ์.  
			<remark  id="s2b28c78l27" />     และในเรื่องนี้มีคำเป็นคาถาอีกส่วนหนึ่งว่า  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b28c79" >
		<para id="s2b28c79p">
			<remark  id="s2b28c79l1" />        ครั้งนั้น นางคนหนึ่งล่วงละเมิดสามี ๕ คน คือ พระเจ้าอัชชุนะ พระเจ้า  
			<remark  id="s2b28c79l2" />        นกุละ พระเจ้าภีมเสน พระเจ้ายุธิษฐิล และพระเจ้าสหเทพ แล้วได้  
			<remark  id="s2b28c79l3" />        กระทำลามกกับบุรุษเปลี้ยแคระ.  
			<remark  id="s2b28c79l4" />     ดูกรสหายปุณณมุขะ เราเห็นมาแล้ว นางสมณีชื่อปัญจตปาวี อยู่ในท่ามกลางป่าช้า  
			<remark  id="s2b28c79l5" />อดอาหาร ๔ วันจึงบริโภคครั้งหนึ่ง  ได้กระทำกรรมอันลามกกับนักเลงสุรา ดูกรสหายปุณณมุขะ  
			<remark  id="s2b28c79l6" />เราเห็นมาแล้ว นางเทวีนามว่า กากวดี อยู่ในท่ามกลางสมุทร เป็นภรรยาของพระยาครุฑชื่อว่า  
			<remark  id="s2b28c79l7" />ท้าวเวนไตรย ได้กระทำกรรมอันลามกกับกุเวรผู้เจนจบในการฟ้อน ดูกรสหายปุณณมุขะ เรา  
			<remark  id="s2b28c79l8" />เห็นมาแล้ว นางขนงามนามว่า กุรุงคเทวี  รักใคร่ได้เสียกับเอฬกกุมาร ได้กระทำกรรมอัน  
			<remark  id="s2b28c79l9" />ลามกกับฉฬังคกุมารเสนาบดี และธนันเตวาสีผู้เป็นคนใช้ของฉฬังคกุมาร เป็นความจริง เราได้  
			<remark  id="s2b28c79l10" />รู้มาอย่างนี้แล  พระมารดาของพระเจ้าพรหมทัตต์ ทรงทอดทิ้งพระเจ้าโกศลราช ได้ทรงกระทำ  
			<remark  id="s2b28c79l11" />กรรมอันลามกกับพราหมณ์ชื่อปัญจาลจัณฑะ  
			<remark  id="s2b28c79l12" />        หญิง ๕ คนนี้ก็ดี หญิงอื่นก็ดี ได้กระทำมาแล้วซึ่งกรรมอันลามก  
			<remark  id="s2b28c79l13" />        เพราะเหตุนั้น เราจึงไม่วิสาสะ ไม่สรรเสริญหญิงทั้งหลาย มหาปฐพี  
			<remark  id="s2b28c79l14" />        อันทรงไว้ซึ่งสรรพสัตว์ ย้อมแล้วเสมอกัน เป็นที่รับรองสิ่งดีและสิ่งชั่ว  
			<remark  id="s2b28c79l15" />        ทนทานได้หมด ไม่ดิ้นรน ไม่หวั่นไหว ฉันใด หญิงทั้งหลายก็เหมือนกัน  
			<remark  id="s2b28c79l16" />        นรชนจึงไม่ควรวิสาสะกับหญิงเหล่านี้ ราชสีห์ซึ่งเป็นสัตว์ดุร้าย  กิน  
			<remark  id="s2b28c79l17" />        เนื้อและเลือดเป็นอาหารมีอาวุธ ๕ อย่าง เป็นสัตว์หยาบช้า ยินดีในการ  
			<remark  id="s2b28c79l18" />        เบียดเบียนสัตว์อื่น ข่มขี่สัตว์ทั้งหลายกิน ฉันใด หญิงทั้งหลายก็ฉันนั้น  
			<remark  id="s2b28c79l19" />        นรชนจึงไม่ควรวิสาสะกับหญิงเหล่านั้น.  
			<remark  id="s2b28c79l20" />     ดูกรปุณณมุขะ ได้ยินว่า หญิงทั้งหลายไม่ใช่แพศยา ไม่ใช่นางงาม ไม่ใช่หญิงสัญจร  
			<remark  id="s2b28c79l21" />ชื่อทั้ง ๓ นี้ ไม่ใช่ชื่อโดยกำเนิด ชื่อโดยกำเนิดว่าแพศยา ว่านางงาม ว่าหญิงสัญจร ก็คือเป็น  
			<remark  id="s2b28c79l22" />ผู้ฆ่าหญิงทั้งหลายมุ่นมวยผมเหมือนพวกโจร ประทุษร้ายเป็นพิษเหมือนสุราเจือยาพิษ พูดโอ้อวด  
			<remark  id="s2b28c79l23" />เหมือนคนขายของ  ตลบตะแลงพลิกแพลงเหมือนเขาเนื้อ สองลิ้นเหมือนงู ปกปิดเหมือน  
			<remark  id="s2b28c79l24" />หลุมคูถที่ปิดด้วยกระดาน ให้เต็มได้ยากเหมือนไฟ ให้ยินดีได้ยากเหมือนรากษส นำไปโดย  
			<remark  id="s2b28c79l25" />ส่วนเดียวเหมือนพระยายม กินทุกอย่างเหมือนไฟ พัดพาไปทุกอย่างเหมือนแม่น้ำ ประพฤติตาม  
			<remark  id="s2b28c79l26" />ปรารถนาเหมือนลม ไม่ทำอะไรให้วิเศษเหมือนเขาเมรุมาศ ผลิตผลเป็นนิตย์เหมือนต้นไม้มีพิษ.  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b28c80" >
		<para id="s2b28c80p">
			<remark  id="s2b28c80l1" />     และในเรื่องนี้มีคำกล่าวเป็นคาถาไว้อีกส่วนหนึ่งว่า  
			<remark  id="s2b28c80l2" />        หญิงทั้งหลายมุ่นมวยผมเหมือนโจร ประทุษร้ายเหมือนสุราเจือยาพิษ  
			<remark  id="s2b28c80l3" />        พูดโอ้อวดเหมือนคนขายของ  ตลบตะแลงพลิกแพลงเหมือนเขาเนื้อ  
			<remark  id="s2b28c80l4" />        สองลิ้นเหมือนงู ปกปิดเหมือนหลุมคูถที่ปิดด้วยกระดาน ให้เต็มได้ยาก  
			<remark  id="s2b28c80l5" />        เหมือนไฟ ให้ยินดีได้ยากเหมือนรากษส นำไปส่วนเดียวเหมือน  
			<remark  id="s2b28c80l6" />        พระยายม กินทุกอย่างเหมือนไฟ พัดพาไปทุกอย่างเหมือนแม่น้ำ  
			<remark  id="s2b28c80l7" />        ประพฤติตามปรารถนาเหมือนลม ไม่ทำอะไรให้วิเศษเหมือนเขาเมรุมาศ  
			<remark  id="s2b28c80l8" />        ผลิตผลเป็นนิตย์เหมือนต้นไม้มีพิษ  หญิงทั้งหลายเป็นผู้กำสัตว์ไว้ในมือ  
			<remark  id="s2b28c80l9" />        จนนับไม่ถ้วน ทำโภคสมบัติในเรือนให้พินาศ.  
			<remark  id="s2b28c80l10" />     [๓๐๑] ดูกรปุณณมุขะ ทรัพย์ ๔ อย่างนี้ คือ โคผู้ โคนม ยาน ภรรยา ไม่ควร  
			<remark  id="s2b28c80l11" />ให้อยู่ในสกุลอื่น บัณฑิตไม่พึงรักษาทรัพย์ ๔ อย่างนี้ให้อยู่พลาดจากเรือน.  
			<remark  id="s2b28c80l12" />        คนฉลาดย่อมไม่ฝากทรัพย์ ๔ อย่างนี้ คือ โคผู้ ๑ โคนม ๑ ยาน  
			<remark  id="s2b28c80l13" />        พาหนะ ๑ ภรรยา ๑ ไว้ในตระกูลญาติ เพราะว่า คนที่ไม่มียานพาหนะ  
			<remark  id="s2b28c80l14" />        ย่อมใช้รถที่ฝากไว้  ย่อมฆ่าโคผู้เสีย เพราะใช้ลากเข็นเกินกำลัง ย่อม  
			<remark  id="s2b28c80l15" />        ฆ่าลูกโคเพราะรีดนม ภรรยาย่อมประทุษร้ายในตระกูลญาติ.  
			<remark  id="s2b28c80l16" />     [๓๐๒] ดูกรสหายปุณณมุขะ สิ่งของ ๖ อย่างนี้ เมื่อกิจธุระเกิดขึ้น ใช้ประโยชน์อะไร  
			<remark  id="s2b28c80l17" />ไม่ได้  
			<remark  id="s2b28c80l18" />        คือ ธนูไม่มีสาย ๑  ภรรยาอยู่ในตระกูลญาติ ๑ เรือที่ฝั่งโน้น ๑ ยาน  
			<remark  id="s2b28c80l19" />        พาหนะที่เพลาหัก ๑  มิตรอยู่ไกล ๑ สหายลามก ๑  สิ่งของทั้ง ๖  
			<remark  id="s2b28c80l20" />        นี้ เมื่อกิจธุระเกิดขึ้น ใช้ประโยชน์ไม่ได้.  
			<remark  id="s2b28c80l21" />     [๓๐๓] ดูกรสหายปุณณมุขะ หญิงย่อมดูหมิ่นสามีเพราะเหตุการ ๘ ประการ คือ  
			<remark  id="s2b28c80l22" />เพราะสามีเป็นคนจน ๑  เพราะสามีเจ็บกระเสาะกระแสะ ๑  เพราะสามีเป็นคนแก่ ๑  
			<remark  id="s2b28c80l23" />เพราะสามีเป็นนักเลงสุรา ๑  เพราะสามีเป็นคนโง่ ๑  เพราะสามีเป็นคนมัวเมา ๑ เพราะคล้อย  
			<remark  id="s2b28c80l24" />ตามในกิจทุกอย่าง ๑ เพราะไม่ก่อให้ทรัพย์ทุกอย่างเกิดขึ้น ๑ ดูกรสหายปุณณมุขะ ได้ยินว่า  
			<remark  id="s2b28c80l25" />หญิงย่อมดูหมิ่นสามีด้วยเหตุ ๘ ประการนี้.  
			<remark  id="s2b28c80l26" />     และในเรื่องนี้มีถ้อยคำเป็นคาถาอีกส่วนหนึ่งว่า  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b28c81" >
		<para id="s2b28c81p">
			<remark  id="s2b28c81l1" />        หญิงย่อมดูหมิ่นสามีด้วยเหตุ ๘ ประการ คือ ความจน ๑  เจ็บ  
			<remark  id="s2b28c81l2" />        กระเสาะกระแสะ ๑ เป็นคนแก่ ๑ เป็นนักเลงสุรา ๑ เป็นคนโง่ ๑  
			<remark  id="s2b28c81l3" />        เป็นคนมัวเมา ๑ คล้อยตามในกิจทุกอย่าง ๑ ไม่ก่อสิ่งปรารถนาทุกอย่าง  
			<remark  id="s2b28c81l4" />        ให้เกิดขึ้น ๑.  
			<remark  id="s2b28c81l5" />     [๓๐๔] ดูกรสหายปุณณมุขะ หญิงย่อมนำความประทุษร้ายมาให้สามีด้วยเหตุ ๙ ประการ  
			<remark  id="s2b28c81l6" />คือ หญิงเป็นคนมักไปป่า ๑ มักไปสวน ๑ มักไปท่าน้ำ ๑ มักไปหาตระกูลญาติ ๑ มักไปหา  
			<remark  id="s2b28c81l7" />ตระกูลอื่น ๑  มักชอบใช้กระจกและชอบประดับประดา ๑ มักดื่มน้ำเมา ๑  มักเยี่ยมมอง  
			<remark  id="s2b28c81l8" />หน้าต่าง ๑ มักยืนแอบประตู ๑  ดูกรสหายปุณณมุขะ  ได้ยินว่า  หญิงย่อมนำความประทุษร้ายมา  
			<remark  id="s2b28c81l9" />ให้สามีเพราะเหตุ ๙ ประการนี้แล.  
			<remark  id="s2b28c81l10" />     และในเรื่องนี้มีถ้อยคำกล่าวเป็นคาถาไว้อีกส่วนหนึ่งว่า  
			<remark  id="s2b28c81l11" />         หญิงย่อมนำความประทุษร้ายมาให้สามีด้วยเหตุ ๙ ประการนี้ คือ มัก  
			<remark  id="s2b28c81l12" />         ไปป่า ๑ มักไปสวน ๑ มักไปท่าน้ำ ๑ มักไปหาตระกูลญาติ ๑  
			<remark  id="s2b28c81l13" />         มักไปหาตระกูลอื่น ๑  มักชอบใช้กระจกและชอบประดับประดา ๑  
			<remark  id="s2b28c81l14" />         มักดื่มน้ำเมา ๑  มักเยี่ยมมองหน้าต่าง ๑ มักยืนแอบประตู ๑  
			<remark  id="s2b28c81l15" />     [๓๐๕] ดูกรสหายปุณณมุขะ หญิงย่อมยั่วยวนชายด้วยเหตุ ๔๐ ประการคือ ดัดกายหนึ่ง  
			<remark  id="s2b28c81l16" />ก้มตัว กรีดกราย ทำอาย แกะเล็บ เอาเท้าเหยียบกัน  เอาไม้ขีดแผ่นดิน  ทำกระโดดเอง  
			<remark  id="s2b28c81l17" />ให้เด็กกระโดด   เล่นเอง   ให้เด็กเล่น  จุมพิตเด็ก  ให้เด็กจุมพิต  กินเอง  ให้เด็กกิน  
			<remark  id="s2b28c81l18" />ให้ของแก่เด็ก  ขอของจากเด็ก ทำตามที่เด็กกระทำ พูดเสียงสูง พูดเสียงต่ำ พูดเปิดเผย  
			<remark  id="s2b28c81l19" />พูดกระซิบ ทำซิกซี้ด้วยการฟ้อน  การขับ การประโคม ร้องไห้ กรีดกราย ด้วยการแต่งกาย  
			<remark  id="s2b28c81l20" />ทำปึ่ง ยักเอว  ส่ายผ้าที่ปิดของลับ  เลิกขา  ปิดขา ให้เห็นนม  ให้เห็นรักแร้ ให้เห็น  
			<remark  id="s2b28c81l21" />ท้องน้อย  หลิ่วตา เลิกคิ้ว เม้มปาก  แลบลิ้น ขยายผ้า กลับนุ่งผ้า สยายผม มุ่นผม  
			<remark  id="s2b28c81l22" />ดูกรสหายปุณณมุขะ ได้ยินว่า หญิงย่อมยั่วยวนชายด้วยเหตุ ๔๐ ประการนี้แล.  
			<remark  id="s2b28c81l23" />     [๓๐๖] ดูกรสหายปุณณมุขะ พึงทราบเถิดว่า หญิงเป็นคนประทุษร้ายสามีด้วยเหตุ ๒๕  
			<remark  id="s2b28c81l24" />ประการ คือ ย่อมพรรณนาการไปแรมคืนของสามี ย่อมไม่ระลึกถึงสามีที่ไปแรมคืน ย่อมไม่  
			<remark  id="s2b28c81l25" />ยินดีกะสามีที่มาแล้ว ย่อมกล่าวโทษสามี ไม่กล่าวคุณแห่งสามี ย่อมประพฤติสิ่งที่ไม่เป็น  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b28c82" >
		<para id="s2b28c82p">
			<remark  id="s2b28c82l1" />ประโยชน์แก่สามี ย่อมไม่ประพฤติสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่สามี ย่อมกระทำกิจที่ไม่สมควรแก่สามี  
			<remark  id="s2b28c82l2" />ย่อมไม่กระทำกิจที่สมควรแก่สามี ย่อมคลุมหัวนอน นอนเบือนหน้าไปทางอื่น ย่อมนอนพลิก  
			<remark  id="s2b28c82l3" />กลับไปมา  ย่อมทำวุ่นวายนอนถอนหายใจยาว ย่อมทำระทมทุกข์ ย่อมไปอุจจาระ ปัสสาวะบ่อยๆ  
			<remark  id="s2b28c82l4" />ย่อมประพฤติตรงกันข้าม ได้ยินเสียงชายอื่นย่อมเงี่ยหูฟัง ย่อมล้างผลาญทรัพย์สมบัติ ย่อมทอด  
			<remark  id="s2b28c82l5" />สนิทชิดชอบกับชายผู้คุ้นเคย  ย่อมออกนอกบ้านเสมอ ประพฤติผิดจากความดี ย่อมประพฤติ  
			<remark  id="s2b28c82l6" />นอกใจไม่เคารพในสามี มีใจประทุษร้าย ย่อมยืนอยู่ที่ประตูเนืองๆ ย่อมทำให้เห็นรักแร้ นม ย่อม  
			<remark  id="s2b28c82l7" />ไปเพ่งดูทิศต่างๆ ดูกรสหายปุณณมุขะ พึงทราบเถิดว่า หญิงเป็นคนประทุษร้ายสามีด้วยเหตุ  
			<remark  id="s2b28c82l8" />๒๕ ประการนี้แล.  
			<remark  id="s2b28c82l9" />     และในเรื่องนี้มีคำกล่าวเป็นคาถาอีกส่วนหนึ่งว่า  
			<remark  id="s2b28c82l10" />         หญิงย่อมพรรณนาการไปแรมทางไกลของสามี ย่อมไม่เศร้าโศกถึงการไป  
			<remark  id="s2b28c82l11" />         ของสามี ครั้นเห็นสามีกลับมาก็ไม่แสดงความยินดี  ย่อมไม่กล่าวคุณ  
			<remark  id="s2b28c82l12" />         แห่งสามีในกาลไหนๆ อาการเหล่านี้เป็นลักษณะของหญิงผู้ประทุษร้าย  
			<remark  id="s2b28c82l13" />         หญิงผู้ไม่สำรวม ย่อมประพฤติสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แก่สามี ย่อมทำ  
			<remark  id="s2b28c82l14" />         ประโยชน์ของสามีให้เสื่อม ย่อมกระทำกิจที่ไม่สมควรแก่สามี ย่อมคลุม  
			<remark  id="s2b28c82l15" />         หัวนอน นอนเบือนหน้าไปทางอื่น อาการเหล่านี้เป็นลักษณะของหญิง  
			<remark  id="s2b28c82l16" />         ผู้ประทุษร้าย  หญิงย่อมนอนพลิกกลับไปมา  ย่อมทำวุ่นวาย  นอนถอน  
			<remark  id="s2b28c82l17" />         หายใจยาว ย่อมทำระทมทุกข์ ย่อมไปอุจจาระปัสสาวะบ่อยๆ   อาการ  
			<remark  id="s2b28c82l18" />         เหล่านี้เป็นลักษณะของหญิงผู้ประทุษร้าย  หญิงย่อมประพฤติตรงกันข้าม  
			<remark  id="s2b28c82l19" />         ไม่กระทำกิจที่สมควรแก่สามี  ย่อมเงี่ยหูฟังเมื่อชายอื่นพูด  ล้างผลาญ  
			<remark  id="s2b28c82l20" />         โภคสมบัติ  กระทำความสนิทสนมชมชอบกับชายอื่น  อาการเหล่านี้  
			<remark  id="s2b28c82l21" />         เป็นลักษณะของหญิงผู้ประทุษร้าย หญิงย่อมทำทรัพย์สมบัติที่สามีได้มา  
			<remark  id="s2b28c82l22" />         โดยความลำบาก  หามาได้โดยฝืดเคือง เก็บสะสมไว้ได้ด้วยความยาก  
			<remark  id="s2b28c82l23" />         แค้นให้พินาศ อนึ่ง ย่อมกระทำความสนิทสนมชมชอบกับชายที่คุ้นเคย  
			<remark  id="s2b28c82l24" />         กัน อาการเหล่านี้เป็นลักษณะของหญิงผู้ประทุษร้าย หญิงออกนอกบ้าน  
			<remark  id="s2b28c82l25" />         เสมอ ประพฤติผิดจากความดี มีใจคิดประทุษร้ายในสามีอยู่เป็นนิตย์  
			<remark  id="s2b28c82l26" />         เป็นผู้ประพฤตินอกใจ ปราศจากความเคารพ อาการเหล่านี้เป็นลักษณะ  
			<remark  id="s2b28c82l27" />         ของหญิงผู้ประทุษร้าย หญิงย่อมยืนอยู่ที่ใกล้ประตูเนืองๆ แสดงนมบ้าง  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b28c83" >
		<para id="s2b28c83p">
			<remark  id="s2b28c83l1" />         รักแร้บ้างให้เห็น มีจิตวอกแวกเพ่งดูทิศต่างๆ อาการเหล่านี้เป็นลักษณะ  
			<remark  id="s2b28c83l2" />         ของหญิงผู้ประทุษร้าย แม่น้ำทั้งปวงมีทางคดเคี้ยว และป่าทั้งปวงรกเรี้ยว  
			<remark  id="s2b28c83l3" />         ด้วยต้นไม้ ฉันใด หญิงทั้งปวงเมื่อได้ช่อง (ที่ลับ) พึงกระทำกรรมอัน  
			<remark  id="s2b28c83l4" />         ลามกฉันนั้น ถ้าว่าพึงได้โอกาส ที่ลับ หรือพึงได้ช่องเช่นนั้น หญิง  
			<remark  id="s2b28c83l5" />         ทั้งปวงพึงกระทำกรรมอันลามกเป็นแน่ ไม่ได้ชายที่สมบูรณ์อื่น ก็ย่อม  
			<remark  id="s2b28c83l6" />         ทำกับคนเปลี้ย ในพวกนารีที่หลายใจ เป็นผู้กระทำความยั่วยวนแก่ชาย  
			<remark  id="s2b28c83l7" />         ทั้งหลาย ไม่มีใครข่มขี่ได้ ถ้านารีเหล่าใดแม้จะทำให้พอใจโดยประการ  
			<remark  id="s2b28c83l8" />         ทั้งปวง ก็ไม่ควรวางใจในนารีเหล่านั้น เพราะว่า นารีเหล่านั้นเสมอด้วย  
			<remark  id="s2b28c83l9" />         ท่าน้ำ.  
			<remark  id="s2b28c83l10" />     [๓๐๗] บัณฑิตได้เห็นเรื่องอย่างไร  ของพระเจ้ากินนรและพระนางกินนรีเทวี  
			<remark  id="s2b28c83l11" />      แล้วพึงรู้เถิดว่า  หญิงทั้งปวงย่อมไม่ยินดีในเรือนของตน  พระนาง  
			<remark  id="s2b28c83l12" />      กินนรีเทวีทรงเห็นบุรุษอื่น แม้จะเป็นคนง่อยเปลี้ย ยังละทิ้งพระราช  
			<remark  id="s2b28c83l13" />      สวามีเช่นพระเจ้ากินนร ไปทำกรรมอันลามกกับบุรุษเปลี้ยนั้นได้.  
			<remark  id="s2b28c83l14" />     [๓๐๘] พระเจ้าพกะและพระเจ้าพาวรีย์ ทรงหมกมุ่นอยู่ในกามเกินส่วน พระ  
			<remark  id="s2b28c83l15" />      มเหษียังประพฤติอนาจารกับคนรับใช้ใกล้ชิด ซ้ำตกอยู่ในอำนาจ พึงมีหรือที่  
			<remark  id="s2b28c83l16" />      หญิงจะไม่ประพฤติล่วงชายอื่น นอกจากคนนั้น.  
			<remark  id="s2b28c83l17" />     [๓๐๙] พระนางปิงคิยานีพระนางมเหษีที่รักของพระเจ้าพรหมทัตผู้เป็นใหญ่ในโลก  
			<remark  id="s2b28c83l18" />      ทั้งปวง ได้ประพฤติอนาจารกับคนเลี้ยงม้าผู้ใกล้ชิดและเป็นไปในอำนาจ  
			<remark  id="s2b28c83l19" />      พระนางปิงคิยานีผู้ใคร่กามนั้น ไม่ได้ประสบความใคร่ทั้งสองราย.  
			<remark  id="s2b28c83l20" />     [๓๑๐] บุรุษผู้ไม่ถูกผีสิง  ไม่ควรเชื่อหญิงทั้งหลายผู้หยาบช้า ใจเบา อกตัญญู  
			<remark  id="s2b28c83l21" />      ประทุษร้ายมิตร  หญิงเหล่านั้นไม่รู้จักสิ่งที่กระทำแล้ว สิ่งที่ควรกระทำ  
			<remark  id="s2b28c83l22" />      ไม่รู้จักมารดาบิดาหรือพี่น้อง ไม่มีละอาย ล่วงเสียซึ่งธรรม ย่อมเป็น  
			<remark  id="s2b28c83l23" />      ไปตามอำนาจจิตของตนเมื่อมีอันตราย และเมื่อกิจเกิดขึ้น ย่อมละทิ้ง  
			<remark  id="s2b28c83l24" />      สามีแม้จะอยู่ด้วยกันมานาน เป็นที่รัก เป็นที่พอใจ เป็นที่อนุเคราะห์  
			<remark  id="s2b28c83l25" />      แม้เสมอกับชีวิต เพราะเหตุนั้น เราจึงไม่วิสาสะกับหญิงทั้งหลาย จริง  
			<remark  id="s2b28c83l26" />      อยู่ จิตของหญิงเหมือนจิตของวานร ลุ่มๆ ดอนๆ เหมือนเงาไม้  
			<remark  id="s2b28c83l27" />      หัวใจของหญิงไหวไปไหวมา เหมือนล้อรถที่กำลังหมุน เมื่อใด หญิง  
			<remark  id="s2b28c83l28" />      ทั้งหลายผู้มุ่งหวัง เห็นทรัพย์ของบุรุษที่ควรจะถือเอาได้ เมื่อนั้น ก็ใช้  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b28c84" >
		<para id="s2b28c84p">
			<remark  id="s2b28c84l1" />      วาจาอ่อนหวานชักนำบุรุษไปได้ เหมือนชาวกัมโพชลวงม้าด้วยสาหร่าย  
			<remark  id="s2b28c84l2" />      ฉะนั้น เมื่อใด หญิงทั้งหลายผู้มุ่งหวัง ไม่เห็นทรัพย์ของบุรุษที่ควรถือ  
			<remark  id="s2b28c84l3" />      เอาได้ เมื่อนั้น ย่อมละทิ้งบุรุษนั้นไป เหมือนคนข้ามฟากถึงฝั่งโน้นแล้ว  
			<remark  id="s2b28c84l4" />      ละทิ้งแพไป ฉะนั้น หญิงทั้งหลายเปรียบด้วยเครื่องผูกรัด กินทุกอย่าง  
			<remark  id="s2b28c84l5" />      เหมือนเปลวไฟ มีมายากล้าแข็ง เหมือนแม่น้ำมีกระแสเชี่ยว ย่อมคบ  
			<remark  id="s2b28c84l6" />      บุรุษได้ ทั้งที่น่ารัก ทั้งที่ไม่น่ารัก เหมือนเรือจอดไม่เลือกฝั่งนี้ฝั่งโน้น  
			<remark  id="s2b28c84l7" />      ฉะนั้น  หญิงทั้งหลายไม่ใช่ของบุรุษคนเดียวหรือสองคน ย่อมรับรองทั่ว  
			<remark  id="s2b28c84l8" />      ไปเหมือนร้านตลาด ผู้ใดสำคัญมั่นหมายหญิงเหล่านั้นว่าของเรา  ก็  
			<remark  id="s2b28c84l9" />      เท่ากับดักลมด้วยตาข่าย แม่น้ำ หนทาง ร้านเหล้า สภาและบ่อน้ำ  
			<remark  id="s2b28c84l10" />      ฉันใด  หญิงในโลกก็ฉันนั้น เขตแดนของหญิงเหล่านั้นไม่มี หญิงทั้ง  
			<remark  id="s2b28c84l11" />      หลายเสมอด้วยไฟกินเปรียง เปรียบด้วยงูเห่า ย่อมเลือกคบแต่บุรุษที่  
			<remark  id="s2b28c84l12" />      มีทรัพย์  เหมือนโคเลือกกินหญ้าที่ดีๆ ในภายนอก ฉะนั้น ไฟกิน  
			<remark  id="s2b28c84l13" />      เปรียง ๑ ช้างสาร ๑ งูเห่า ๑ พระราชาผู้ได้รับมูรธาภิเษกแล้ว ๑ หญิง  
			<remark  id="s2b28c84l14" />      ทั้งปวง ๑ สิ่งทั้ง ๕ นี้ นรชนพึงคบด้วยความระวังเป็นนิตย์ เพราะ  
			<remark  id="s2b28c84l15" />      สิ่งทั้ง ๕ นี้ มีความแน่นอนที่รู้ได้ยากแท้ หญิงที่งามเกินไป ๑  หญิง  
			<remark  id="s2b28c84l16" />      ที่คนหมู่มากไม่รักใคร่ ๑  หญิงที่เหมือนมือขวา ๑  หญิงที่เป็นภรรยาคน  
			<remark  id="s2b28c84l17" />      อื่น ๑ หญิงที่คบหาด้วยเพราะเหตุแห่งทรัพย์ ๑ หญิง ๕ จำพวกนี้ ไม่  
			<remark  id="s2b28c84l18" />      ควรคบ.  
			<remark  id="s2b28c84l19" />      [๓๑๑] ได้ยินว่า ในครั้งนั้น พญาแร้งชื่ออานนท์ รู้แจ้งซึ่งคาถาทั้งเบื้องต้น ท่ามกลาง  
			<remark  id="s2b28c84l20" />และที่สุด ของพญานกกุณาละแล้ว ได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ในเวลานั้นว่า  
			<remark  id="s2b28c84l21" />      ถ้าบุรุษจะพึงให้แผ่นดินอันเต็มด้วยทรัพย์นี้ แก่หญิงที่ตนนับถือไซร้  
			<remark  id="s2b28c84l22" />      หญิงนั้นได้โอกาสก็จะพึงดูหมิ่นบุรุษนั้น  เราจึงไม่ยอมตกอยู่ในอำนาจ  
			<remark  id="s2b28c84l23" />      ของพวกหญิงเผลอเรอ เมื่อมีอันตรายและเมื่อกิจธุระเกิดขึ้น  หญิงย่อม  
			<remark  id="s2b28c84l24" />      ละทิ้งผัวหนุ่มผู้หมั่นขยัน มีความประพฤติไม่เหลาะแหละ  เป็นที่รัก  
			<remark  id="s2b28c84l25" />      เป็นที่พอใจ เพราะฉะนั้น เราจึงไม่วิสาสะกับหญิงทั้งหลาย บุรุษไม่  
			<remark  id="s2b28c84l26" />      ควรวางใจว่า หญิงคนนี้ปรารถนาเรา ไม่ควรวางใจว่า หญิงคนนี้ร้องไห้  
			<remark  id="s2b28c84l27" />      กระซิกกระซี้เรา เพราะว่า หญิงทั้งหลายย่อมคบได้ทั้งบุรุษที่น่ารัก ทั้ง  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b28c85" >
		<para id="s2b28c85p">
			<remark  id="s2b28c85l1" />      บุรุษที่ไม่น่ารัก เหมือนเรือจอดได้ทั้งฝั่งโน้นฝั่งนี้ ฉะนั้น ไม่ควรวิสาสะ  
			<remark  id="s2b28c85l2" />      กะใบไม้ลาดที่เก่า ไม่ควรวิสาสะกะมิตรเก่าที่เป็นโจร ไม่ควรวิสาสะกะ  
			<remark  id="s2b28c85l3" />      พระราชาว่า เป็นเพื่อนของเรา ไม่ควรวิสาสะกะหญิงแม้จะมีลูก ๑๐ คน  
			<remark  id="s2b28c85l4" />      แล้ว ไม่ควรวิสาสะในหญิงที่กระทำความยินดีให้ เป็นผู้ล่วงศีล ไม่  
			<remark  id="s2b28c85l5" />      สำรวม ถึงแม้ภรรยาจะพึงเป็นผู้มีความรักแน่นแฟ้น  ก็ไม่ควรวางใจ  
			<remark  id="s2b28c85l6" />      เพราะว่าหญิงทั้งหลายเสมอกับท่าน้ำ หญิงทั้งหลายพึงฆ่าชายก็ได้ พึงตัด  
			<remark  id="s2b28c85l7" />      เองก็ได้ พึงใช้ให้ผู้อื่นตัดก็ได้ พึงตัดคอแล้วดื่มเลือดกินก็ได้ อย่าพึง  
			<remark  id="s2b28c85l8" />      กระทำความสิเนหาในหญิงผู้มีความรักใคร่อันเลวทราม ผู้ไม่สำรวม ผู้  
			<remark  id="s2b28c85l9" />      เปรียบเทียบด้วยท่าน้ำ คำเท็จของหญิงเหมือนคำจริง คำจริงของหญิง  
			<remark  id="s2b28c85l10" />      เหมือนคำเท็จ หญิงทั้งหลายย่อมเลือกคบแต่ชายที่มีทรัพย์ ดังโคเลือก  
			<remark  id="s2b28c85l11" />      กินหญ้าที่ดีๆ ในภายนอก  หญิงทั้งหลายย่อมประเล้าประโลมชายด้วย  
			<remark  id="s2b28c85l12" />      การเดิน  การจ้องดู ยิ้มแย้ม นุ่งผ้าหลุดๆ ลุ่ยๆ และพูดเพราะ หญิง  
			<remark  id="s2b28c85l13" />      ทั้งหลายเป็นโจร  หัวใจแข็ง ดุร้าย เป็นน้ำตาลกรวด ย่อมไม่รู้อะไรๆ  
			<remark  id="s2b28c85l14" />      ว่าเป็นเครื่องล่อลวงในมนุษย์ธรรมดาหญิงในโลกเป็นคนลามก ไม่มีเขต  
			<remark  id="s2b28c85l15" />      แดน  กำหนัดนักทุกเมื่อ และคะนอง กินไม่ควร เหมือนเปลวไฟ  
			<remark  id="s2b28c85l16" />      ไหม้เชื้อทุกอย่าง  บุรุษชื่อว่าเป็นที่รักของหญิงไม่มี ไม่เป็นที่รักก็ไม่มี  
			<remark  id="s2b28c85l17" />      เพราะหญิงทั้งหลาย ย่อมคบบุรุษได้ทั้งที่รักทั้งที่ไม่รัก เหมือนเรือจอด  
			<remark  id="s2b28c85l18" />      ได้ทั้งฝั่งนี้และฝั่งโน้น  บุรุษชื่อว่าเป็นที่รักของหญิงไม่มี ไม่เป็นที่รัก  
			<remark  id="s2b28c85l19" />      ก็ไม่มี  หญิง ย่อมผูกพันชายเพราะต้องการทรัพย์เหมือนเถาวัลย์พันไม้  
			<remark  id="s2b28c85l20" />      หญิงทั้งหลาย ย่อมติดตามชายที่มีทรัพย์ ถึงจะเป็นคนเลี้ยงช้าง  
			<remark  id="s2b28c85l21" />      เลี้ยงม้า เลี้ยงโค คนจัณฑาล สัปเหร่อ คนเทหยากเยื่อ ก็ช่าง  
			<remark  id="s2b28c85l22" />      หญิงทั้งหลาย ย่อมละทิ้งชายผู้มีตระกูล แต่ไม่มีอะไร เหมือนซากศพ  
			<remark  id="s2b28c85l23" />      แต่ติดตามชายเช่นนั้นได้เพราะเหตุแห่งทรัพย์.  
			<remark  id="s2b28c85l24" />     [๓๑๒] ได้ยินว่า ในครั้งนั้น พราหมณ์ผู้ประเสริฐชื่อนารทะ รู้ชัดซึ่งคาถาทั้งเบื้องต้น  
			<remark  id="s2b28c85l25" />ท่ามกลางและที่สุดของพญาแร้งอานนท์แล้ว ได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ในเวลานั้นว่า  
			<remark  id="s2b28c85l26" />      ดูกรพญานก ท่านทั้งหลายจงฟังข้าพเจ้ากล่าว มหาสมุทร ๑ พราหมณ์ ๑  
			<remark  id="s2b28c85l27" />      พระราชา ๑ หญิง ๑ สี่อย่างนี้ ย่อมไม่ เต็มแม่น้ำสายใด สายหนึ่งอาศัย  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b28c86" >
		<para id="s2b28c86p">
			<remark  id="s2b28c86l1" />      แผ่นดิน ไหลไปสู่มหาสมุทร แม่น้ำเหล่านั้นก็ยังมหาสมุทรให้เต็มไม่ได้  
			<remark  id="s2b28c86l2" />      เพราะฉะนั้นมหาสมุทรชื่อว่าไม่เต็ม เพราะยังพร่อง ส่วนพราหมณ์เรียน  
			<remark  id="s2b28c86l3" />      เวทอันมีการบอกเป็นที่ห้าได้แล้ว  ยังปรารถนาการเรียนยิ่งขึ้นไปอีก  
			<remark  id="s2b28c86l4" />      เพราะฉะนั้น  พราหมณ์จึงชื่อว่าไม่เต็ม เพราะยังพร่อง  พระราชาทรง  
			<remark  id="s2b28c86l5" />      ชนะแผ่นดินทั้งหมด  อันบริบูรณ์ด้วยรัตนะนับไม่ถ้วน พร้อมทั้ง  
			<remark  id="s2b28c86l6" />      มหาสมุทรและภูเขา ครอบครองอยู่ ก็ยังปรารถนามหาสมุทรฝั่งโน้นอีก  
			<remark  id="s2b28c86l7" />      เพราะฉะนั้น พระราชาจึงชื่อว่าไม่เต็ม เพราะยังพร่อง หญิงคนหนึ่งๆ  
			<remark  id="s2b28c86l8" />      มีสามีคนละ ๘ คน  สามีล้วนเป็นคนแกล้วกล้า มีกำลังสามารถนำมาซึ่ง  
			<remark  id="s2b28c86l9" />      กามรสทุกอย่าง หญิงยังกระทำความพอใจในชายคนที่ ๙ อีก เพราะฉะนั้น  
			<remark  id="s2b28c86l10" />      หญิงจึงชื่อว่าไม่เต็ม  เพราะยังพร่อง หญิงทุกคนกินทุกอย่างเหมือน  
			<remark  id="s2b28c86l11" />      เปลวไฟ พาไปได้ทุกอย่างเหมือนแม่น้ำ เหมือนกิ่งไม้มีหนาม ย่อมละ  
			<remark  id="s2b28c86l12" />      ชายไปเพราะเหตุแห่งทรัพย์ ชายใดพึงวางความรักทั้งหมดในหญิง ชาย  
			<remark  id="s2b28c86l13" />      นั้นเหมือนดักลมด้วยตาข่าย เหมือนตักน้ำใส่มหาสมุทรด้วยมือข้างเดียว  
			<remark  id="s2b28c86l14" />      จะพึงได้ยินแต่เสียงมือของตน ภาวะของหญิงที่เป็นโจร รู้มาก หาความ  
			<remark  id="s2b28c86l15" />      จริงได้ยาก เป็นอาการที่ใครๆ รู้ได้ยาก เหมือนรอยทางปลาในน้ำฉะนั้น  
			<remark  id="s2b28c86l16" />      หญิงไม่มีความพอ อ่อนโยน พูดเพราะ ให้เต็มได้ยาก เสมอแม่น้ำ ทำ  
			<remark  id="s2b28c86l17" />      ให้ล่มจม บุคคลรู้ดังนี้แล้ว พึงเว้นเสียให้ห่างไกล หญิงเป็นเหมือน  
			<remark  id="s2b28c86l18" />      น้ำวน มีมายามาก ทำพรหมจรรย์ให้กำเริบ ทำให้ล่มจม บุคคลรู้ดังนี้  
			<remark  id="s2b28c86l19" />      แล้ว พึงเว้นเสียให้ห่างไกล เมื่อหญิงคบบุรุษใด  เพราะความพอใจ  
			<remark  id="s2b28c86l20" />      หรือเพราะเหตุแห่งทรัพย์ ย่อมเผาบุรุษนั้นโดยพลัน  เหมือนไฟป่าเผา  
			<remark  id="s2b28c86l21" />      สถานที่เกิดของตน ฉะนั้น.  
			<remark  id="s2b28c86l22" />      [๓๑๓] ได้ยินว่า ในครั้งนั้น พญานกกุณาละรู้แจ้งแล้ว ซึ่งเบื้องต้นท่ามกลาง  
			<remark  id="s2b28c86l23" />และที่สุดแห่งคาถา ของนารทพราหมณ์ผู้ประเสริฐ  จึงได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ในเวลานั้นว่า  
			<remark  id="s2b28c86l24" />      บัณฑิตพึงเจรจากับบุรุษผู้ถือดาบอย่างคมกล้า  พึงเจรจากับปีศาจผู้ดุร้าย  
			<remark  id="s2b28c86l25" />      แม้จะพึงเข้าไปนั่งใกล้งูพิษร้าย แต่ไม่ควรเจรจากับหญิงตัวต่อตัว เพราะ  
			<remark  id="s2b28c86l26" />      ว่าหญิงเป็นผู้ย่ำยีจิตของโลก ถืออาวุธ คือ การฟ้อนรำ ขับร้องและการ  
			<remark  id="s2b28c86l27" />      เจรจา ย่อมเบียดเบียนบุรุษผู้ไม่ตั้งสติไว้ เหมือนหมู่รากษสที่เกาะเบียด  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b28c87" >
		<para id="s2b28c87p">
			<remark  id="s2b28c87l1" />      เบียนพวกพ่อค้าฉะนั้น หญิงไม่มีวินัย  ไม่มีสังวร ยินดีในน้ำเมาและ  
			<remark  id="s2b28c87l2" />      เนื้อสัตว์  ไม่สำรวม  ผลาญทรัพย์ที่บุรุษหามาได้โดยยากให้ฉิบหาย  
			<remark  id="s2b28c87l3" />      เหมือนปลาติมิงคละกลืนกินมังกรในทะเล ฉะนั้น หญิงมีกามคุณ ๕ อัน  
			<remark  id="s2b28c87l4" />      น่ายินดี เป็นทำเลหากิน เป็นคนหยิ่ง จิตไม่เที่ยงตรง ไม่สำรวม ย่อม  
			<remark  id="s2b28c87l5" />      เข้าไปหาชายผู้ประมาทเหมือนแม่น้ำทั้งหลาย  อันไหลไปสู่มหาสมุทร  
			<remark  id="s2b28c87l6" />      ฉะนั้น  หญิงได้ชื่อว่าฆ่าชายด้วยราคะ และโทสะ เข้าไปหาชายคนใด  
			<remark  id="s2b28c87l7" />      เพราะความพอใจ เพราะความกำหนัด หรือเพราะต้องการทรัพย์ ย่อม  
			<remark  id="s2b28c87l8" />      เผาชายเช่นนั้นเสีย เช่นดังเปลวไฟ  หญิงรู้ว่าชายมั่งคั่ง มีทรัพย์มาก  
			<remark  id="s2b28c87l9" />      ย่อมเข้าไปหาชาย ยอมให้ทั้งทรัพย์และตนเอง ย่อมเกาะชายที่มีจิตถูก  
			<remark  id="s2b28c87l10" />      ราคะย้อม เหมือนเถาย่านทรายเกาะไม้สาละในป่า ฉะนั้น หญิงประดับ  
			<remark  id="s2b28c87l11" />      ร่างกายหน้าตาให้สวย เข้าไปหาชายด้วยความพอใจมีประการต่างๆ ทำ  
			<remark  id="s2b28c87l12" />      ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ ใช้มารยาตั้งร้อย เหมือนดังคนเล่นกลและอสุรินทรราหู  
			<remark  id="s2b28c87l13" />      หญิงประดับประดาด้วยทอง แก้วมณีและมุกดา ถึงจะมีคนสักการะและ  
			<remark  id="s2b28c87l14" />      รักษาไว้ในตระกูลสามี  ก็ยังประพฤตินอกใจสามี ดังหญิงที่อยู่ใน  
			<remark  id="s2b28c87l15" />      ทรวงอก ประพฤตินอกใจทานพ ฉะนั้น จริงอยู่ นรชนผู้มีปัญญาเครื่อง  
			<remark  id="s2b28c87l16" />      พิจารณา แม้จะมีเดช มีมหาชนสักการะบูชา ถ้าตกอยู่ในอำนาจของ  
			<remark  id="s2b28c87l17" />      หญิงแล้ว  ย่อมไม่รุ่งเรือง เหมือนพระจันทร์ ถูกราหูจับฉะนั้น โจรผู้มี  
			<remark  id="s2b28c87l18" />      จิตโกรธ  คิดประทุษร้าย พึงกระทำแก่โจรอื่นซึ่งเป็นข้าศึกที่มาประจัญ  
			<remark  id="s2b28c87l19" />      หน้า ส่วนผู้ตกอยู่ในอำนาจหญิง ไม่มีอุเบกขา ย่อมเข้าถึงความ  
			<remark  id="s2b28c87l20" />      พินาศยิ่งกว่านั้นอีก หญิงถึงจะถูกชายฉุดกระชากลากผมและหยิกข่วน  
			<remark  id="s2b28c87l21" />      ด้วยเล็บ  คุกคามทุบตีด้วยเท้า ด้วยมือและท่อนไม้ ก็กลับวิ่งเข้าหา  
			<remark  id="s2b28c87l22" />      เหมือนหมู่แมลงวันที่ซากศพ ฉะนั้น บุรุษผู้มีจักษุ คือปัญญา ปรารถนา  
			<remark  id="s2b28c87l23" />      ความสุขแก่ตน  พึงเว้นหญิงเสียเหมือนกับบ่วงและข่ายที่ดักไว้ในสกุล  
			<remark  id="s2b28c87l24" />      ในถนนสายหนึ่ง ในราชธานี หรือในนิคม ผู้ใดสละเสียแล้วซึ่งตบะคุณ  
			<remark  id="s2b28c87l25" />      อันเป็นกุศล ประพฤติจริตอันมิใช่ของพระอริยะ ผู้นั้นต้องกลับจาก  
			<remark  id="s2b28c87l26" />      เทวโลกไปคลุกเคล้าอยู่กับนรก เหมือนพ่อค้าซื้อหม้อแตก ฉะนั้น บุรุษ  
			<remark  id="s2b28c87l27" />      ผู้ตกอยู่ในอำนาจของหญิง  ย่อมถูกติเตียนทั้งในโลกนี้และโลกหน้า  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b28c88" >
		<para id="s2b28c88p">
			<remark  id="s2b28c88l1" />      กรรมของตนกระทบแล้ว เป็นคนโง่เขลา ย่อมไปพลั้งๆ พลาดๆ โดย  
			<remark  id="s2b28c88l2" />      ไม่แน่นอน เหมือนรถที่เทียมด้วยลาโกง ย่อมไปผิดทาง ฉะนั้น ผู้ตกอยู่  
			<remark  id="s2b28c88l3" />      ในอำนาจของหญิง ย่อมเข้าถึงนรกเป็นที่เผาสัตว์ให้รุ่มร้อน และนรกอัน  
			<remark  id="s2b28c88l4" />      มีป่าไม้งิ้ว  มีหนามแหลมดังหอกเหล็ก แล้วมาในกำเนิดสัตว์  
			<remark  id="s2b28c88l5" />      ดิรัจฉาน  ย่อมไม่พ้นจากวิสัยเปรตและอสุรกาย หญิงย่อมทำลายความ  
			<remark  id="s2b28c88l6" />      เล่นหัว ความยินดี ความเพลิดเพลินอันเป็นทิพย์ และจักรพรรดิสมบัติ  
			<remark  id="s2b28c88l7" />      ในมนุษย์ของชายผู้ประมาทให้พินาศ และยังทำชายนั้นให้ถึงทุคติอีกด้วย  
			<remark  id="s2b28c88l8" />      ชายเหล่าใดไม่ต้องการหญิง  ประพฤติพรหมจรรย์ ชายเหล่านั้นพึงได้  
			<remark  id="s2b28c88l9" />      การเล่นหัว ความยินดีอันเป็นทิพย์ จักรพรรดิสมบัติในมนุษย์ และนาง  
			<remark  id="s2b28c88l10" />      เทพอัปสรอันอยู่ในวิมานทอง โดยไม่ยากเลย ชายเหล่าใดไม่ต้องการ  
			<remark  id="s2b28c88l11" />      หญิง  ประพฤติพรหมจรรย์  ชายเหล่านั้นพึงได้คติที่ก้าวล่วงเสียซึ่ง  
			<remark  id="s2b28c88l12" />      กามธาตุ รูปธาตุ สมภพ และคติที่เข้าถึงวิสัยความปราศจากราคะ  
			<remark  id="s2b28c88l13" />      โดยไม่ยากเลย ชายเหล่าใดไม่ต้องการหญิง ประพฤติพรหมจรรย์ ชาย  
			<remark  id="s2b28c88l14" />      เหล่านั้นเป็นผู้ดับแล้ว สะอาด พึงได้นิพพานอันเกษม อันก้าวล่วงเสีย  
			<remark  id="s2b28c88l15" />      ซึ่งทุกข์ทั้งปวง ล่วงส่วน ไม่หวั่นไหว ไม่มีอะไรปรุงแต่ง โดยไม่ยาก  
			<remark  id="s2b28c88l16" />      เลย.  
			<remark  id="s2b28c88l17" />     [๓๑๔] พญานกกุณาละในครั้งนั้นเป็นเรา พญานกดุเหว่าขาวเป็นพระอุทายี พญา  
			<remark  id="s2b28c88l18" />      แร้งเป็นพระอานนท์ นารทฤาษีเป็นพระสารีบุตร บริษัททั้งหลายเป็น  
			<remark  id="s2b28c88l19" />      พุทธบริษัท เธอทั้งหลายจงทรงจำกุณาลชาดกไว้อย่างนี้แล.  
			<remark  id="s2b28c88l20" />                       จบ กุณาลชาดกที่ ๔  
			<remark  id="s2b28c88l21" />                      ๕. มหาสุตโสมชาดก  
			<remark  id="s2b28c88l22" />           พระเจ้าสุตโสมเว้นบาปเพราะฟังธรรมของกาฬหัตถี  
			<remark  id="s2b28c88l23" /> [๓๑๕] ดูกรพ่อครัว เพราะเหตุไรจึงทำกรรมอันร้ายกาจเช่นนี้ ท่านเป็นคนหลง  
			<remark  id="s2b28c88l24" />      ฆ่าหญิงและชายทั้งหลาย เพราะเหตุแห่งเนื้อ หรือเพราะเหตุแห่งทรัพย์.  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b28c89" >
		<para id="s2b28c89p">
			<remark  id="s2b28c89l1" /> [๓๑๖] ข้าแต่ท่านผู้เจริญ มิใช่เพราะเหตุแห่งตน ทรัพย์ ลูกเมียสหายและ  
			<remark  id="s2b28c89l2" />      ญาติ แต่พระจอมภูมิบาลผู้เป็นนายข้าพเจ้าพระองค์เสวยมังสะเช่นนี้.  
			<remark  id="s2b28c89l3" /> [๓๑๗] ถ้าท่านขวนขวายในกิจของเจ้านาย ทำกรรมอันร้ายกาจเช่นนี้เวลาเช้าท่าน  
			<remark  id="s2b28c89l4" />      เข้าไปถึงภายในพระราชวังแล้ว พึงแถลงเหตุนั้นแก่เราเฉพาะพระพักตร  
			<remark  id="s2b28c89l5" />      พระราชา.  
			<remark  id="s2b28c89l6" /> [๓๑๘] ข้าแต่ท่านกาฬหัตถี ข้าพเจ้าจักกระทำตามที่ท่านสั่ง  เวลาเช้าข้าพเจ้าเข้า  
			<remark  id="s2b28c89l7" />      ไปถึงภายในพระราชวังแล้ว จะแถลงเหตุนั้นแก่ท่านเฉพาะพระพักตร  
			<remark  id="s2b28c89l8" />      พระราชา.  
			<remark  id="s2b28c89l9" /> [๓๑๙] ครั้นราตรีสว่างแล้ว พระอาทิตย์อุทัย กาฬหัตถีเสนาบดีได้พาคนทำเครื่อง  
			<remark  id="s2b28c89l10" />      ต้นเข้าเฝ้าพระราชาแล้ว ได้ทูลถามว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า ได้ทราบด้วย  
			<remark  id="s2b28c89l11" />      เกล้าว่า พระองค์ทรงใช้พนักงานวิเสทให้ฆ่าหญิงและชาย พระองค์เสวย  
			<remark  id="s2b28c89l12" />      เนื้อมนุษย์เป็นความจริงหรือพระเจ้าข้า.  
			<remark  id="s2b28c89l13" /> [๓๒๐] จริงอย่างนั้นแหละ ท่านกาฬหัตถี เราใช้พนักงานวิเสท เมื่อเขาทำกิจเพื่อ  
			<remark  id="s2b28c89l14" />      เรา ท่านบริภาษเขาทำไม.  
			<remark  id="s2b28c89l15" /> [๓๒๑] ปลาอานนท์ผู้ติดอยู่ในรสของปลาทุกชนิด  กินปลาจนหมดเมื่อบริษัท  
			<remark  id="s2b28c89l16" />      หมดไป กินตัวเองตาย พระองค์เป็นผู้ประมาทแล้วยินดีหนักในรส ถ้า  
			<remark  id="s2b28c89l17" />      ยังเป็นพาลไม่ทรงรู้สึกต่อไป จำจะต้องละทิ้งพระโอรส พระมเหษี และ  
			<remark  id="s2b28c89l18" />      พระประยูรญาติ กับเสวยพระองค์เอง เหมือนปลาอานนท์ฉะนั้น เพราะ  
			<remark  id="s2b28c89l19" />      ได้ทรงสดับเรื่องนี้ ขอความพอพระทัยของพระองค์จงคลายไป ข้าแต่พระ  
			<remark  id="s2b28c89l20" />      ราชาผู้เป็นใหญ่กว่ามนุษย์ อย่าได้โปรดเสวยเนื้อมนุษย์เลย อย่าได้ทรง  
			<remark  id="s2b28c89l21" />      ทำแว่นแคว้นนี้ให้ว่างเปล่าเหมือนปลาฉะนั้นเลย.  
			<remark  id="s2b28c89l22" /> [๓๒๒] กุฎุมภีนามว่าสุชาติ  โอรสผู้เกิดแต่ตนของเขาไม่ได้ชิ้นชมพู่ เขา  
			<remark  id="s2b28c89l23" />      ตายเพราะชิ้นชมพู่สิ้นไปฉันใด ดูกรท่านกาฬหัตถี เราก็ฉันนั้น ได้  
			<remark  id="s2b28c89l24" />      บริโภคอาหารอันมีรสสูงสุดแล้ว ไม่ได้เนื้อมนุษย์ เห็นจักต้องละชีวิต  
			<remark  id="s2b28c89l25" />      ไปเป็นแน่. 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b28c90" >
		<para id="s2b28c90p">
			<remark  id="s2b28c90l1" /> [๓๒๓] ดูกรมาณพ  เจ้าเป็นผู้มีรูปงาม  เกิดในตระกูลพราหมณ์โสตถิยะ เจ้า  
			<remark  id="s2b28c90l2" />      ไม่ควรกินสิ่งที่ไม่ควรกินนะพ่อ.  
			<remark  id="s2b28c90l3" /> [๓๒๔] บรรดารสทั้งหลาย ปาณะนี้ก็เป็นรสอย่างหนึ่ง เพราะเหตุไร คุณพ่อ  
			<remark  id="s2b28c90l4" />      จึงห้ามผม ผมจักไปในสถานที่ที่ผมจักได้รสเช่นนี้ ผมจักออกไป จัก  
			<remark  id="s2b28c90l5" />      ไม่อยู่ในสำนักของคุณพ่อ เพราะผมเป็นผู้ที่คุณพ่อไม่ยินดีจะเห็นหน้า.  
			<remark  id="s2b28c90l6" /> [๓๒๕] ดูกรมาณพ ข้าจักได้บุตรที่เป็นทายาทแม้เหล่าอื่นเป็นแน่ แน่ะเจ้าคน  
			<remark  id="s2b28c90l7" />      ต่ำทรามเจ้าจงพินาศ  เจ้าจงไปเสียในสถานที่ที่ข้าจะไม่พึงได้ยิน.  
			<remark  id="s2b28c90l8" /> [๓๒๖] ข้าแต่พระราชาผู้เป็นจอมประชาชน พระองค์ก็เหมือนกัน ขอเชิญสดับ  
			<remark  id="s2b28c90l9" />      ถ้อยคำของข้าพระองค์ เขาจักเนรเทศพระองค์เสียจากแว่นแคว้นเหมือน  
			<remark  id="s2b28c90l10" />      อย่างมาณพนักดื่มสุราฉะนั้น.  
			<remark  id="s2b28c90l11" /> [๓๒๗] สาวกของพวกฤาษีผู้มีตนอันอบรมแล้ว นามว่าสุชาติ เขาปรารถนานาง  
			<remark  id="s2b28c90l12" />      อัปสรจนไม่กินไม่ดื่มกามของมนุษย์ในสำนักกามอันเป็นทิพย์  เท่ากับ  
			<remark  id="s2b28c90l13" />      เอาปลายหญ้าคาจุ่มน้ำมาเทียบกับน้ำในมหาสมุทร ดูกรท่านกาฬหัตถี  
			<remark  id="s2b28c90l14" />      เราได้บริโภคของกินที่มีรสอย่างสูงสุดแล้ว ไม่ได้เนื้อมนุษย์  เห็นจัก  
			<remark  id="s2b28c90l15" />      ต้องละทิ้งชีวิตไปฉะนั้น.  
			<remark  id="s2b28c90l16" /> [๓๒๘] เปรียบเหมือนพวกหงส์ธตรฐสัญจรไปทางอากาศ  ถึงความตายทั้งหมด  
			<remark  id="s2b28c90l17" />      เพราะบริโภคอาหารที่ไม่ควร ฉันใด ข้าแต่พระราชาผู้เป็นจอมประชาชน  
			<remark  id="s2b28c90l18" />      พระองค์ก็ฉันนั้นแลโปรดทรงสดับถ้อยคำของข้าพระองค์ พระองค์เสวย  
			<remark  id="s2b28c90l19" />      มังสะที่ไม่ควร เหตุนั้นเขาจักเนรเทศพระองค์.  
			<remark  id="s2b28c90l20" /> [๓๒๙] ท่านอันเราห้ามว่าจงหยุด  ก็เดินไม่เหลียวหลัง  ดูกรท่านผู้ประพฤติ  
			<remark  id="s2b28c90l21" />      พรหมจรรย์  ท่านไม่ได้หยุด แต่กล่าวว่าหยุด ดูกรสมณะ  นี้ควรแก่ท่าน  
			<remark  id="s2b28c90l22" />      หรือ ท่านสำคัญดาบของเราว่าเป็นขนปีกนกตะกรุมหรือ.  
			<remark  id="s2b28c90l23" /> [๓๓๐] ดูกรพระราชา อาตมาเป็นผู้หยุดแล้วในธรรมของตน ไม่ได้เปลี่ยนนาม  
			<remark  id="s2b28c90l24" />      และโคตร ส่วนโจรบัณฑิตกล่าวว่าไม่หยุดในโลกเคลื่อนจากโลกนี้แล้ว  
			<remark  id="s2b28c90l25" />      ต้องเกิดในอบายหรือนรก  ดูกรพระราชาถ้ามหาบพิตรทรงเชื่ออาตมา  
			<remark  id="s2b28c90l26" />      มหาบพิตรจงจับพระเจ้าสุตโสมผู้เป็นกษัตริย์ มหาบพิตรทรงบูชายัญด้วย  
			<remark  id="s2b28c90l27" />      พระเจ้าสุตโสมนั้นจักเสด็จไปสวรรค์ ด้วยประการอย่างนี้. 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b28c91" >
		<para id="s2b28c91p">
			<remark  id="s2b28c91l1" /> [๓๓๑] ชาติภูมิของท่านอยู่ถึงในแคว้นไหน  ท่านมาถึงในพระนครนี้ด้วย  
			<remark  id="s2b28c91l2" />      ประโยชน์อะไร  ดูกรท่านพราหมณ์  ขอท่านจงบอกประโยชน์นั้นแก่  
			<remark  id="s2b28c91l3" />      ข้าพเจ้า ท่านปรารถนาอะไร ข้าพเจ้าจะให้ตามที่ท่านปรารถนาในวันนี้.  
			<remark  id="s2b28c91l4" /> [๓๓๒] ข้าแต่พระจอมธรณี คาถา ๔ คาถา มีอรรถอันลึกประเสริฐนัก เปรียบ  
			<remark  id="s2b28c91l5" />      ด้วยสาคร หม่อมฉันมาในพระนครนี้เพื่อประโยชน์แก่พระองค์  ขอ  
			<remark  id="s2b28c91l6" />      พระองค์โปรดทรงสดับคาถาอันประกอบด้วยประโยชน์อย่างเยี่ยมเถิด.  
			<remark  id="s2b28c91l7" /> [๓๓๓] ชนเหล่าใดมีความรู้ มีปัญญา เป็นพหูสูต คิดเหตุการณ์ได้มาก ชนเหล่า  
			<remark  id="s2b28c91l8" />      นั้นย่อมไม่ร้องไห้ การที่บัณฑิตทั้งหลายเป็นผู้บรรเทาความเศร้าโศกผู้อื่น  
			<remark  id="s2b28c91l9" />      ได้นี่แหละ เป็นที่พึ่งอย่างยอดเยี่ยมของนรชน ดูกรท่านสุตโสมพระองค์  
			<remark  id="s2b28c91l10" />      ทรงเศร้าโศกถึงอะไร พระองค์เอง พระประยูรญาติ  พระโอรส พระ  
			<remark  id="s2b28c91l11" />      มเหษี ข้าวเปลือก ทรัพย์ หรือเงินทอง ดูกรท่านโกรัพยะผู้ประเสริฐ  
			<remark  id="s2b28c91l12" />      สุด หม่อมฉันขอฟังพระดำรัสของพระองค์.  
			<remark  id="s2b28c91l13" /> [๓๓๔] หม่อมฉันมิได้เศร้าโศกถึงตน  โอรส มเหษี  ทรัพย์และแว่นแคว้น  
			<remark  id="s2b28c91l14" />      แต่ธรรมของสัตบุรุษที่ประพฤติมาแต่เก่าก่อน หม่อมฉันผัดเพี้ยนไว้ต่อ  
			<remark  id="s2b28c91l15" />      พราหมณ์ หม่อมฉันเศร้าโศกถึงการผัดเพี้ยนนั้น หม่อมฉันดำรงอยู่ใน  
			<remark  id="s2b28c91l16" />      ความเป็นใหญ่ในแว่นแคว้นของตน ได้ทำการผัดเพี้ยนไว้กับพราหมณ์  
			<remark  id="s2b28c91l17" />      (ถ้าพระองค์ทรงปล่อยหม่อมฉันไป  หม่อมฉันได้ฟังธรรมนั้นแล้ว) จัก  
			<remark  id="s2b28c91l18" />      เป็นผู้รักษาความสัตย์กลับมา.  
			<remark  id="s2b28c91l19" /> [๓๓๕] คนมีความสุขหลุดพ้นจากปากของมฤตยูแล้ว จะพึงกลับมาสู่เงื้อมมือ  
			<remark  id="s2b28c91l20" />      ของศัตรูอีก ข้อนี้หม่อมฉันยังไม่เชื่อ ดูกรท่านโกรัพยะผู้ประเสริฐสุด  
			<remark  id="s2b28c91l21" />      พระองค์จะไม่เสด็จเข้าใกล้หม่อมฉันละซิ  พระองค์ทรงพ้นจากเงื้อมมือ  
			<remark  id="s2b28c91l22" />      ของโปริสาท เสด็จไปถึงพระราชมณเฑียรของพระองค์แล้ว  จะมัวทรง  
			<remark  id="s2b28c91l23" />      เพลิดเพลินกามคุณารมณ์  ทรงได้พระชนมชีพอันเป็นที่รักแสนหวาน  
			<remark  id="s2b28c91l24" />      ที่ไหนจักเสด็จกลับมายังสำนักของหม่อมฉันเล่า.  
			<remark  id="s2b28c91l25" /> [๓๓๖] ผู้มีศีลบริสุทธิ์พึงปรารถนาความตาย  ผู้มีธรรมลามกที่นักปราชญ์ติเตียน  
			<remark  id="s2b28c91l26" />      ไม่พึงปรารถนาชีวิต นรชนใดพึงกล่าวเท็จ เพราะเหตุเพื่อประโยชน์แก่  
			<remark  id="s2b28c91l27" />      ตนใด เหตุเพื่อประโยชน์แก่ตนนั้น ย่อมไม่รักษานรชนนั้นจากทุคติได้  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b28c92" >
		<para id="s2b28c92p">
			<remark  id="s2b28c92l1" />      เลย ถ้าแม้ลมจะพึงพัดเอาภูเขามาได้ ดวงจันทร์และดวงอาทิตย์จะพึง  
			<remark  id="s2b28c92l2" />      ตกลงมา ณ แผ่นดินได้  และแม่น้ำทุกสายจะพึงไหลทวนกระแสได้  
			<remark  id="s2b28c92l3" />      ถึงอย่างนั้น  หม่อมฉันก็ไม่พึงพูดเท็จเลยพระราชา.  
			<remark  id="s2b28c92l4" /> [๓๓๗] ฟ้าพึงแตกได้ ทะเลพึงแห้งได้ แผ่นดินอันทรงไว้ซึ่งภูติพึงพลิกได้ เมรุ  
			<remark  id="s2b28c92l5" />      บรรพตจะพึงเพิกถอนได้พร้อมทั้งราก  ถึงอย่างนั้น  หม่อมฉันก็จะไม่  
			<remark  id="s2b28c92l6" />      กล่าวเท็จเลย.  
			<remark  id="s2b28c92l7" /> [๓๓๘] ดูกรพระสหาย  หม่อมฉันจะจับดาบและหอกจะทำแม้การสาบานแก่  
			<remark  id="s2b28c92l8" />      พระองค์ก็ได้ หม่อมฉันอันพระองค์ทรงปล่อยแล้วเป็นผู้ใช้หนี้หมดแล้ว  
			<remark  id="s2b28c92l9" />      จักเป็นผู้รักษาความสัตย์กลับมา.  
			<remark  id="s2b28c92l10" /> [๓๓๙] การผัดเพี้ยนอันใด อันพระองค์ทรงดำรงอยู่ในความเป็นใหญ่ในแว่น  
			<remark  id="s2b28c92l11" />      แคว้นของพระองค์ ทรงทำไว้กับพราหมณ์ การผัดเพี้ยนนั้นต่อพราหมณ์  
			<remark  id="s2b28c92l12" />      ผู้ประเสริฐ พระองค์จงทรงรักษาความสัตย์เสด็จกลับมา.  
			<remark  id="s2b28c92l13" /> [๓๔๐] การผัดเพี้ยนอันใด อันหม่อมฉันผู้ดำรงอยู่ในความเป็นใหญ่ในแว่น  
			<remark  id="s2b28c92l14" />      แคว้นของตน ได้ทำไว้กับพราหมณ์ การผัดเพี้ยนนั้นต่อพราหมณ์ผู้  
			<remark  id="s2b28c92l15" />      ประเสริฐ หม่อมฉันจักรักษาความสัตย์กลับมา  
			<remark  id="s2b28c92l16" /> [๓๔๑] ก็พระเจ้าสุตโสมนั้น ทรงพ้นจากเงื้อมมือของเจ้าโปริสาทแล้ว ได้เสด็จ  
			<remark  id="s2b28c92l17" />      ไปตรัสกะพราหมณ์นั้นว่า ดูกรท่านพราหมณ์ข้าพเจ้าขอฟังสตารหาคาถา  
			<remark  id="s2b28c92l18" />      ซึ่งได้ฟังแล้ว  จะพึงเป็นไปเพื่อประโยชน์แก่ข้าพเจ้า.  
			<remark  id="s2b28c92l19" /> [๓๔๒] ข้าแต่ท่านสุตโสม การสมาคมกับสัตบุรุษคราวเดียวเท่านั้น การสมาคมนั้น  
			<remark  id="s2b28c92l20" />      ย่อมรักษาผู้นั้นไว้ การสมาคมกับอสัตบุรุษแม้มากครั้งก็รักษาไม่ได้ พึง  
			<remark  id="s2b28c92l21" />      อยู่ร่วมกับสัตบุรุษ  พึงกระทำความสนิทสนมกับสัตบุรุษ เพราะรู้  
			<remark  id="s2b28c92l22" />      ทั่วถึงสัทธรรมของสัตบุรุษ ย่อมมีแต่ความเจริญ ไม่มีความเสื่อม ราชรถ  
			<remark  id="s2b28c92l23" />      อันวิจิตรตระการตายังคร่ำคร่าได้  และแม้สรีระก็เข้าถึงชราโดยแท้ ส่วน  
			<remark  id="s2b28c92l24" />      ธรรมของสัตบุรุษ ย่อมไม่เข้าถึงความคร่ำคร่า สัตบุรุษกับสัตบุรุษเท่านั้น  
			<remark  id="s2b28c92l25" />      รู้กันได้ ฟ้าและแผ่นดินไกลกัน ฝั่งข้างโน้นของมหาสมุทรเขากล่าวกัน  
			<remark  id="s2b28c92l26" />      ว่าไกล ข้าแต่พระราชา ธรรมของสัตบุรุษและธรรมของอสัตบุรุษ นัก  
			<remark  id="s2b28c92l27" />      ปราชญ์ทั้งหลายกล่าวว่าไกลยิ่งกว่านั้น.  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b28c93" >
		<para id="s2b28c93p">
			<remark  id="s2b28c93l1" /> [๓๔๓] คาถาเหล่านี้ชื่อสาหัสสิยา ควรพัน มิใช่ชื่อสตารหา ควรร้อย ดูกร  
			<remark  id="s2b28c93l2" />      พราหมณ์ เชิญท่านรีบมารับเอาทรัพย์สี่พันเถิด.  
			<remark  id="s2b28c93l3" /> [๓๔๔] คาถาควรแปดสิบและควรเก้าสิบ แม้ควรร้อยก็มี ดูกรพ่อสุตโสม พ่อ  
			<remark  id="s2b28c93l4" />      จงรู้ด้วยตนเอง คาถาชื่อสาหัสสิยา ควรพันมีที่ไหน.  
			<remark  id="s2b28c93l5" /> [๓๔๕] หม่อมฉันปรารถนาความเจริญทางศึกษาของตน สัตบุรุษทั้งหลายผู้สงบ  
			<remark  id="s2b28c93l6" />      พึงคบหาหม่อมฉัน ข้าแต่ทูลกระหม่อม หม่อมฉันไม่อิ่มด้วยสุภาษิต  
			<remark  id="s2b28c93l7" />      เหมือนดังมหาสมุทรไม่อิ่มด้วยแม่น้ำฉะนั้น  ข้าแต่พระราชาผู้ประเสริฐ  
			<remark  id="s2b28c93l8" />      สุด ไฟไหม้หญ้าและไม้ย่อมไม่อิ่ม และสาครก็ไม่อิ่มด้วยแม่น้ำทั้งหลาย  
			<remark  id="s2b28c93l9" />      ฉันใด แม้บัณฑิตเหล่านั้นก็ฉันนั้น ได้ฟังคำสุภาษิตแล้ว ย่อมไม่อิ่ม  
			<remark  id="s2b28c93l10" />      ด้วยสุภาษิต ข้าแต่พระทูลกระหม่อมจอมประชาชน เมื่อใดหม่อมฉัน  
			<remark  id="s2b28c93l11" />      ฟังคาถาที่มีประโยชน์ต่อทาสของตน เมื่อนั้น หม่อมฉันย่อมตั้งใจฟัง  
			<remark  id="s2b28c93l12" />      คาถานั้นโดยเคารพ ข้าแต่พระทูลกระหม่อม หม่อมฉันไม่มีความอิ่ม  
			<remark  id="s2b28c93l13" />      ในธรรมเลย.  
			<remark  id="s2b28c93l14" /> [๓๔๖] รัฐมณฑลของทูลกระหม่อมนี้  บริบูรณ์ด้วยสิ่งที่น่าปรารถนาทุกอย่าง  
			<remark  id="s2b28c93l15" />      พร้อมทั้งทรัพย์ ยวดยาน และพระธำมรงค์  ทูลกระหม่อม ทรงบริภาษ  
			<remark  id="s2b28c93l16" />      หม่อมฉัน เพราะเหตุแห่งกามทำไม หม่อมฉันขอทูลลาไปในสำนัก  
			<remark  id="s2b28c93l17" />      โปริสาท ณ บัดนี้.  
			<remark  id="s2b28c93l18" /> [๓๔๗] กองทัพช้าง กองทัพม้า กองทัพรถ และกองราบ ล้วนแต่เชี่ยวชาญ  
			<remark  id="s2b28c93l19" />      การธนูพอที่จะรักษาตัวได้ เราจะยกทัพไปจับศัตรูฆ่าเสีย.  
			<remark  id="s2b28c93l20" /> [๓๔๘] โปริสาทได้ทำกิจที่ทำได้แสนยาก จับหม่อมฉันได้ทั้งเป็นแล้วปล่อยมา  
			<remark  id="s2b28c93l21" />      หม่อมฉันระลึกถึงบุรพกิจเช่นนั้นอยู่  ข้าแต่พระทูลกระหม่อมจอม  
			<remark  id="s2b28c93l22" />      ประชาชน  หม่อมฉันจะประทุษร้ายต่อโปริสาทนั้นได้อย่างไร.  
			<remark  id="s2b28c93l23" /> [๓๔๙] พระเจ้าสุตโสมถวายบังคมพระราชบิดา และพระราชมารดา ทรงอนุศาสน์  
			<remark  id="s2b28c93l24" />      พร่ำสอนชาวนิคมและพลนิกรแล้ว เป็นผู้ตรัสคำสัตย์ ทรงรักษาความสัตย์  
			<remark  id="s2b28c93l25" />      ได้เสด็จไปในสำนักของโปริสาท  
			<remark  id="s2b28c93l26" /> [๓๕๐] หม่อมฉันผู้ดำรงอยู่ในความเป็นใหญ่ในแว่นแคว้นของตนได้ทำการผัด  
			<remark  id="s2b28c93l27" />      เพี้ยนไว้กับพราหมณ์ การผัดเพี้ยนนั้นต่อพราหมณ์ผู้ประเสริฐ หม่อมฉัน 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b28c94" >
		<para id="s2b28c94p">
			<remark  id="s2b28c94l1" />      เป็นผู้รักษาความสัตย์กลับมาแล้ว ดูกรท่านโปริสาท  เชิญท่านบูชายัญ  
			<remark  id="s2b28c94l2" />      กินเราเถิด.  
			<remark  id="s2b28c94l3" /> [๓๕๑] การกินของหม่อมฉันย่อมไม่หายไปในภายหลัง จิตกาธารนี้ก็ยังมีควันอยู่  
			<remark  id="s2b28c94l4" />      เนื้อที่สุกบนถ่านอันไม่มีควัน ชื่อว่าสุกดีแล้ว หม่อมฉันจะขอฟัง  
			<remark  id="s2b28c94l5" />      สตารหาคาถาเสียก่อน.  
			<remark  id="s2b28c94l6" /> [๓๕๒] ดูกรท่านโปริสาท พระองค์เป็นผู้ทรงประพฤติไม่ชอบธรรม ต้องพลัดพราก  
			<remark  id="s2b28c94l7" />      จากรัฐมณฑลเพราะเหตุแห่งท้อง  ส่วนคาถานี้ย่อมกล่าวสรรเสริญธรรม  
			<remark  id="s2b28c94l8" />      ธรรมและอธรรมจะลงรอยกันได้ที่ไหน คนผู้ประพฤติไม่ชอบธรรม  
			<remark  id="s2b28c94l9" />      หยาบช้า มีฝ่ามือชุ่มด้วยเลือดเป็นนิตย์ ย่อมไม่มีสัจจะ ธรรมจักมีแต่  
			<remark  id="s2b28c94l10" />      ที่ไหน พระองค์จักทรงทำประโยชน์อะไรด้วยการสดับเล่า.  
			<remark  id="s2b28c94l11" /> [๓๕๓] ผู้ใดเที่ยวล่าเนื้อเพราะเหตุแห่งมังสะ หรือผู้ใดฆ่าคนเพราะเหตุแห่งตน  
			<remark  id="s2b28c94l12" />      แม้คนทั้งสองนั้นย่อมเสมอกันในโลกเบื้องหน้า  เพราะเหตุไรหนอ  
			<remark  id="s2b28c94l13" />      พระองค์จึงประณามเฉพาะหม่อมฉันว่า ประพฤติไม่ชอบธรรม.  
			<remark  id="s2b28c94l14" /> [๓๕๔] เนื้อสัตว์ ๑๐ ชนิด อันกษัตริย์ผู้รู้ขัตติยธรรมไม่ควรเสวย ดูกรพระราชา  
			<remark  id="s2b28c94l15" />      พระองค์เสวยเนื้อมนุษย์ซึ่งเป็นเนื้อที่ไม่ควรเสวย เพราะฉะนั้น พระองค์  
			<remark  id="s2b28c94l16" />      จึงชื่อว่าประพฤติไม่ชอบธรรม.  
			<remark  id="s2b28c94l17" /> [๓๕๕] พระองค์พ้นจากเงื้อมมือของโปริสาท เสด็จไปถึงพระราชมณเฑียรของ  
			<remark  id="s2b28c94l18" />      พระองค์แล้ว ทรงเพลิดเพลินในกามคุณารมณ์ยังเสด็จกลับมาสู่เงื้อมมือ  
			<remark  id="s2b28c94l19" />      ของหม่อมฉันผู้เป็นศัตรูอีก พระองค์เป็นผู้ไม่ฉลาดในขัตติยธรรมเลยนะ  
			<remark  id="s2b28c94l20" />      พระราชา.  
			<remark  id="s2b28c94l21" /> [๓๕๖] ชนเหล่าใดเป็นผู้ฉลาดในขัตติยธรรม ชนเหล่านั้นต้องตกนรกโดยมาก  
			<remark  id="s2b28c94l22" />      เพราะฉะนั้น  หม่อมฉันจึงละขัตติยธรรมเป็นผู้รักษาความสัตย์กลับมา  
			<remark  id="s2b28c94l23" />      ดูกรท่านโปริสาท เชิญพระองค์บูชายัญเสวยหม่อมฉันเถิด.  
			<remark  id="s2b28c94l24" /> [๓๕๗] ปราสาทราชมณเฑียร แผ่นดิน โค ม้า หญิงที่น่ารักใคร่ ผ้าแคว้นกาสี  
			<remark  id="s2b28c94l25" />      และแก่นจันทน์  พระองค์ทรงได้ทุกสิ่งทุกอย่างในพระนครนั้น เพราะ  
			<remark  id="s2b28c94l26" />      พระองค์เป็นพระเจ้าแผ่นดิน ทรงเห็นอานิสงส์อะไรด้วยความสัตย์.  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b28c95" >
		<para id="s2b28c95p">
			<remark  id="s2b28c95l1" /> [๓๕๘] รสเหล่าใดมีอยู่ในแผ่นดิน สัจจะเป็นรสที่ยังประโยชน์ให้สำเร็จกว่ารส  
			<remark  id="s2b28c95l2" />      เหล่านั้น เพราะว่าสมณพราหมณ์ผู้ตั้งอยู่ในสัจจะย่อมข้ามพ้นฝั่งแห่งชาติ  
			<remark  id="s2b28c95l3" />      และมรณะได้.  
			<remark  id="s2b28c95l4" /> [๓๕๙] พระองค์พ้นจากเงื้อมมือของโปริสาท เสด็จไปถึงพระราชมณเฑียรของ  
			<remark  id="s2b28c95l5" />      พระองค์แล้ว ทรงเพลิดเพลินในกามคุณารมณ์ ยังเสด็จกลับมาสู่เงื้อมมือ  
			<remark  id="s2b28c95l6" />      ของหม่อมฉันผู้เป็นศัตรูอีก ข้าแต่พระจอมประชาชน พระองค์ไม่ทรงกลัว  
			<remark  id="s2b28c95l7" />      ความตายแน่ละหรือ พระองค์ผู้ตรัสคำสัตย์ไม่มีพระทัยท้อแท้ละหรือ.  
			<remark  id="s2b28c95l8" /> [๓๖๐] หม่อมฉันได้ทำกัลยาณธรรมหลายอย่าง ได้บูชายัญอันไพบูลย์ที่บัณฑิต  
			<remark  id="s2b28c95l9" />      สรรเสริญ ได้ชำระทางปรโลกบริสุทธิ์แล้ว ผู้ที่ตั้งอยู่ในธรรม ใครเล่า  
			<remark  id="s2b28c95l10" />      จะกลัวตาย หม่อมฉันได้ทำกัลยาณธรรมหลายอย่าง ได้บูชายัญอันไพบูลย์  
			<remark  id="s2b28c95l11" />      ที่บัณฑิตสรรเสริญ หม่อมฉันไม่เดือดร้อนที่จักไปยังปรโลก ดูกรท่าน  
			<remark  id="s2b28c95l12" />      โปริสาท เชิญพระองค์บูชายัญเสวยหม่อมฉันเถิด หม่อมฉันได้บำรุง  
			<remark  id="s2b28c95l13" />      พระชนกและพระชนนีแล้ว ได้ปกครองราชสมบัติโดยธรรมได้ชำระทาง  
			<remark  id="s2b28c95l14" />      ปรโลกบริสุทธิ์แล้ว ผู้ที่ตั้งอยู่ในธรรม ใครเล่าจะกลัวตาย หม่อมฉันได้  
			<remark  id="s2b28c95l15" />      บำรุงพระชนกและพระชนนีแล้ว ได้ปกครองราชสมบัติโดยธรรม จึงไม่  
			<remark  id="s2b28c95l16" />      เดือดร้อนที่จักไปยังปรโลก ดูกรท่านโปริสาท เชิญพระองค์บูชายัญ  
			<remark  id="s2b28c95l17" />      เสวยหม่อมฉันเถิด หม่อมฉันได้กระทำอุปการกิจในพระประยูรญาติและ  
			<remark  id="s2b28c95l18" />      มิตร  แล้วได้ปกครองราชสมบัติโดยธรรม ได้ชำระทางปรโลกบริสุทธิ์  
			<remark  id="s2b28c95l19" />      แล้ว ผู้ที่ตั้งอยู่ในธรรม ใครเล่าจะกลัวตาย หม่อมฉันกระทำอุปการกิจ  
			<remark  id="s2b28c95l20" />      ในพระประยูรญาติและมิตรแล้ว ได้ปกครองราชสมบัติโดยธรรม จึงไม่  
			<remark  id="s2b28c95l21" />      เดือดร้อนที่จักไปยังปรโลก ดูกรท่านโปริสาท เชิญพระองค์บูชายัญ  
			<remark  id="s2b28c95l22" />      เสวยหม่อมฉันเถิด หม่อมฉันได้ให้ทานโดยอาการเป็นมาก แก่ชนเป็น  
			<remark  id="s2b28c95l23" />      อันมาก ได้อุปถัมภ์สมณพราหมณ์ให้อิ่มหนำสำราญ ได้ชำระทางปรโลก  
			<remark  id="s2b28c95l24" />      ให้บริสุทธิ์ ผู้ที่ตั้งอยู่ในธรรม ใครเล่าจะกลัวตาย หม่อมฉันได้ให้  
			<remark  id="s2b28c95l25" />      ทานโดยอาการเป็นอันมาก แก่ชนเป็นอันมาก ได้อุปถัมภ์สมณพราหมณ์  
			<remark  id="s2b28c95l26" />      ให้อิ่มหนำสำราญจึงไม่เดือดร้อนที่จักไปยังปรโลก ดูกรโปริสาท เชิญ  
			<remark  id="s2b28c95l27" />      พระองค์บูชายัญเสวยหม่อมฉันเถิด.  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b28c96" >
		<para id="s2b28c96p">
			<remark  id="s2b28c96l1" /> [๓๖๑] บุรุษรู้อยู่
