<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<!DOCTYPE book PUBLIC "-//OASIS//DTD DocBook XML V5.0//EN" "http://www.oasis-open.org/docbook/xml/4.5/docbookx.dtd">
<chapter id="s2b27">
	<title>ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑</title>
	<section id="s2b27c1" >
		<para id="s2b27c1p">
			<remark  id="s2b27c1l1" />		       พระสุตตันตปิฎก 
			<remark  id="s2b27c1l2" />		          เล่ม ๑๙     
			<remark  id="s2b27c1l3" />		   ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑
			<remark  id="s2b27c1l4" />        ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น     
			<remark  id="s2b27c1l5" />		       เอกกนิบาตชาดก  
			<remark  id="s2b27c1l6" />		       ๑. อปัณณกวรรค  
			<remark  id="s2b27c1l7" />		       ๑. อปัณณกชาดก  
			<remark  id="s2b27c1l8" />		 ว่าด้วยการรู้ฐานะและมิใช่ฐานะ        
			<remark  id="s2b27c1l9" />  	[๑] คนพวกหนึ่งกล่าวฐานะอันหนึ่งว่า ไม่ผิด นักเดาทั้งหลายกล่าวฐานะอัน
			<remark  id="s2b27c1l10" />          นั้นว่า เป็นที่สอง คนมีปัญญารู้ฐานะและมิใช่ฐานะนั้นแล้ว ควรถือ
			<remark  id="s2b27c1l11" />          เอาฐานะที่ไม่ผิดไว้.          
			<remark  id="s2b27c1l12" />		     จบ อปัณณกชาดกที่ ๑.
			<remark  id="s2b27c1l13" />		       ๒. วัณณุปถชาดก 
			<remark  id="s2b27c1l14" />		     ว่าด้วยผู้ไม่เกียจคร้าน          
			<remark  id="s2b27c1l15" />  	[๒] ชนทั้งหลายผู้ไม่เกียจคร้าน ขุดภาคพื้นที่ทางทราย ได้พบน้ำในทางนั้น             
			<remark  id="s2b27c1l16" />          ณ ที่ราบ ฉันใด มุนีผู้ประกอบด้วยความเพียรและกำลัง เป็นผู้ไม่  
			<remark  id="s2b27c1l17" />          เกียจคร้าน พึงได้ความสงบใจ ฉันนั้น.           
			<remark  id="s2b27c1l18" />		     จบ วัณณุปถชาดกที่ ๒.  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b27c2" >
		<para id="s2b27c2p">
			<remark  id="s2b27c2l1" />		     ๓. เสรีววาณิชชาดก
			<remark  id="s2b27c2l2" />		      ว่าด้วยเสรีววาณิช 
			<remark  id="s2b27c2l3" />  	[๓] ถ้าท่านพลาดโสดาปัตติมรรค คือ ความแน่นอนแห่งสัทธรรมในศาสนานี้  
			<remark  id="s2b27c2l4" />          ท่านจะต้องเดือดร้อนใจในภายหลังสิ้นกาลนาน ดุจพาณิชชื่อเสรีวะผู้นี้             
			<remark  id="s2b27c2l5" />          ฉะนั้น.       
			<remark  id="s2b27c2l6" />		   จบ เสรีววาณิชชาดกที่ ๓.            
			<remark  id="s2b27c2l7" />		     ๔. จุลลกเศรษฐีชาดก 
			<remark  id="s2b27c2l8" />		    ว่าด้วยคนฉลาดตั้งตนได้            
			<remark  id="s2b27c2l9" />  	[๔] คนมีปัญญาเฉลียวฉลาด ย่อมตั้งตนไว้ด้วยต้นทุนแม้น้อย ดุจคนก่อไฟ 
			<remark  id="s2b27c2l10" />          น้อยๆ ให้เป็นกองใหญ่ ฉะนั้น.  
			<remark  id="s2b27c2l11" />		   จบ จุลลกเศรษฐีชาดกที่ ๔.           
			<remark  id="s2b27c2l12" />		      ๕. ตัณฑุลนาฬิชาดก 
			<remark  id="s2b27c2l13" />		     ว่าด้วยราคาข้าวสาร 
			<remark  id="s2b27c2l14" />  	[๕] ข้าวสารทะนานหนึ่งมีราคาเท่าไร พระนครพาราณสีทั้งภายในภายนอก    
			<remark  id="s2b27c2l15" />          มีราคาเท่าไร ข้าวสารทะนานเดียวมีค่าเท่าม้า ๕๐๐ เทียวหรือ?     
			<remark  id="s2b27c2l16" />		    จบ ตัณฑุลนาฬิชาดกที่ ๕.           
			<remark  id="s2b27c2l17" />		      ๖. เทวธรรมชาดก  
			<remark  id="s2b27c2l18" />		    ว่าด้วยธรรมของเทวดา 
			<remark  id="s2b27c2l19" />  	[๖] สัปบุรุษผู้สงบระงับ ประกอบด้วยหิริและโอตตัปปะ ตั้งมั่นอยู่ในธรรม
			<remark  id="s2b27c2l20" />          อันขาว ท่านเรียกว่าผู้มีธรรมของเทวดาในโลก.    
			<remark  id="s2b27c2l21" />		    จบ เทวธรรมชาดกที่ ๖.
		</para>
	</section>
	<section id="s2b27c3" >
		<para id="s2b27c3p">
			<remark  id="s2b27c3l1" />		      ๗. กัฏฐหาริชาดก 
			<remark  id="s2b27c3l2" />  	[๗] ข้าแต่พระราชาผู้เป็นใหญ่ ข้าพระบาทเป็นโอรสของพระองค์ ข้าแต่   
			<remark  id="s2b27c3l3" />          พระองค์ผู้เป็นจอมแห่งหมู่ชน ขอพระองค์ได้ทรงโปรดชุบเลี้ยงข้าพระ
			<remark  id="s2b27c3l4" />          บาทไว้ แม้คนเหล่าอื่นพระองค์ยังทรงชุบเลี้ยงได้ ไฉนจะไม่ทรงชุบ 
			<remark  id="s2b27c3l5" />          เลี้ยงโอรสของพระองค์เองเล่า?  
			<remark  id="s2b27c3l6" />		    จบ กัฏฐหาริชาดกที่ ๗.      	    
			<remark  id="s2b27c3l7" />		       ๘. คามนิชาดก   
			<remark  id="s2b27c3l8" />		    ว่าด้วยไม่ใจเร็วด่วนได้           
			<remark  id="s2b27c3l9" />  	[๘] เออก็ความหวังในผล ย่อมสำเร็จแก่ผู้ไม่ใจเร็วด่วนได้ เรามีพรหมจรรย์             
			<remark  id="s2b27c3l10" />          แก่กล้าแล้ว ท่านจงเข้าใจอย่างนี้เถิด พ่อคามนี.
			<remark  id="s2b27c3l11" />		     จบ คามนิชาดกที่ ๘. 
			<remark  id="s2b27c3l12" />		       ๙. มฆเทวชาดก   
			<remark  id="s2b27c3l13" />		        ว่าด้วยเทวทูต 
			<remark  id="s2b27c3l14" />  	[๙] ผมที่หงอกบนศีรษะของเรานี้ เกิดขึ้นนำเอาวัยไปเสีย เทวทูตปรากฏแล้ว
			<remark  id="s2b27c3l15" />          บัดนี้ เป็นสมัยบรรพชาของเรา.  
			<remark  id="s2b27c3l16" />		     จบ มฆเทวชาดกที่ ๙. 
			<remark  id="s2b27c3l17" />		      ๑๐. สุขวิหาริชาดก 
			<remark  id="s2b27c3l18" />		     ว่าด้วยการอยู่เป็นสุข            
			<remark  id="s2b27c3l19" /> 	[๑๐] ชนเหล่าอื่นไม่ต้องรักษาผู้ใดด้วย ผู้ใดก็ไม่ต้องรักษาชนเหล่าอื่นด้วย           
			<remark  id="s2b27c3l20" />          ดูกรมหาบพิตร มหาบพิตรผู้นั้นแล ไม่เยื่อใยในกามทั้งหลาย ย่อมอยู่ 
			<remark  id="s2b27c3l21" />          เป็นสุข.      
			<remark  id="s2b27c3l22" />		    จบ สุขวิหาริชาดกที่ ๑๐.           
			<remark  id="s2b27c3l23" />		     จบ อปัณณกวรรคที่ ๑.
			<remark  id="s2b27c3l24" />		     _______________  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b27c4" >
		<para id="s2b27c4p">
			<remark  id="s2b27c4l1" />		   รวมชาดกที่มีในวรรคนี้ คือ          
			<remark  id="s2b27c4l2" />          ๑. อปัณณกชาดก     ๒. วัณณุปถชาดก
			<remark  id="s2b27c4l3" />          ๓. เสรีววาณิชชาดก  ๔. จุลลกเศรษฐีชาดก         
			<remark  id="s2b27c4l4" />          ๕. ตัณฑุลนาฬิชาดก   ๖. เทวธรรมชาดก            
			<remark  id="s2b27c4l5" />          ๗. กัฏฐหาริชาดก    ๘. คามนิชาดก 
			<remark  id="s2b27c4l6" />          ๙. มฆเทวชาดก    ๑๐. สุขวิหาริชาดก.            
			<remark  id="s2b27c4l7" />		     _________________ 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b27c5" >
		<para id="s2b27c5p">
			<remark  id="s2b27c5l1" />		        ๒. สีลวรรค    
			<remark  id="s2b27c5l2" />		       ๑. ลักขณชาดก   
			<remark  id="s2b27c5l3" />		        ว่าด้วยผู้มีศีล 
			<remark  id="s2b27c5l4" />  	[๑๑] ความเจริญย่อมมีแก่ชนทั้งหลายผู้มีศีล ประพฤติในปฏิสันถาร ท่านจง 
			<remark  id="s2b27c5l5" />           ดูลูกเนื้อชื่อลักขณะ ผู้อันหมู่แห่งญาติแวดล้อมกลับมาอยู่ อนึ่ง ท่าน          
			<remark  id="s2b27c5l6" />           จงดูลูกเนื้อชื่อกาฬะนี้ ผู้เสื่อมจากพวกญาติกลับมาแต่ผู้เดียว.
			<remark  id="s2b27c5l7" />		     จบ ลักขณชาดกที่ ๑. 
			<remark  id="s2b27c5l8" />		      ๒. นิโครธมิคชาดก
			<remark  id="s2b27c5l9" />		      ว่าด้วยการเลือกคบ 
			<remark  id="s2b27c5l10" />  	[๑๒] ท่านหรือคนอื่นก็ตาม พึงคบหาแต่พระยาเนื้อชื่อว่านิโครธเท่านั้น ไม่            
			<remark  id="s2b27c5l11" />           ควรเข้าไปอาศัยอยู่กับพระยาเนื้อชื่อว่าสาขะ ความตายในสำนักพระยา 
			<remark  id="s2b27c5l12" />           เนื้อนิโครธประเสริฐกว่า  การมีชีวิตอยู่ในสำนักพระยาเนื้อสาขะจะ 
			<remark  id="s2b27c5l13" />           ประเสริฐอะไร.
			<remark  id="s2b27c5l14" />		    จบ นิโครธมิคชาดกที่ ๒.            
			<remark  id="s2b27c5l15" />		       ๓. กัณฑินชาดก  
			<remark  id="s2b27c5l16" />		   ว่าด้วยผู้ตกอยู่ในอำนาจหญิง        
			<remark  id="s2b27c5l17" />  	[๑๓] เราติเตียนบุรุษผู้มีลูกศรเป็นอาวุธ ยิงปล่อยไปเต็มกำลัง เราติเตียน            
			<remark  id="s2b27c5l18" />           ชนบทที่มีหญิงเป็นผู้นำ อนึ่ง สัตว์เหล่าใด ตกอยู่ในอำนาจของหญิง 
			<remark  id="s2b27c5l19" />           ทั้งหลาย สัตว์เหล่านั้นบัณฑิตติเตียนแล้ว.    
			<remark  id="s2b27c5l20" />		     จบ กัณฑินชาดกที่ ๓.
		</para>
	</section>
	<section id="s2b27c6" >
		<para id="s2b27c6p">
			<remark  id="s2b27c6l1" />		       ๔. วาตมิคชาดก  
			<remark  id="s2b27c6l2" />		     ว่าด้วยอำนาจของรส
			<remark  id="s2b27c6l3" />  	[๑๔] ได้ยินว่า สิ่งอื่นที่จะเลวยิ่งไปกว่ารสทั้งหลายไม่มี รสเป็น   
			<remark  id="s2b27c6l4" />           สภาพเลวแม้กว่าถิ่นฐาน   แม้กว่าความสนิทสนม นายสญชัย          
			<remark  id="s2b27c6l5" />           อุยยาบาล นำเนื้อสมันซึ่งอาศัยอยู่ในป่าชัฏมาสู่อำนาจของตนได้ด้วยรส            
			<remark  id="s2b27c6l6" />           ทั้งหลาย.    
			<remark  id="s2b27c6l7" />		     จบ วาตมิคชาดกที่ ๔.
			<remark  id="s2b27c6l8" />		       ๕. ขราทิยชาดก  
			<remark  id="s2b27c6l9" />		    ว่าด้วยผู้ล่วงเลยโอวาท            
			<remark  id="s2b27c6l10" />  	[๑๕] ดูกรนางเนื้อขราทิยา ฉันไม่สามารถจะสั่งสอนเนื้อตัวนั้น ผู้มี ๘ กีบ            
			<remark  id="s2b27c6l11" />           มีเขาคดแต่โคนจนถึงปลายเขา ล่วงเลยโอวาทเสียตั้ง ๗ วัน.        
			<remark  id="s2b27c6l12" />		    จบ ขราทิยาชาดกที่ ๕.
			<remark  id="s2b27c6l13" />		     ๖. ติปัลลัตถมิคชาดก
			<remark  id="s2b27c6l14" />		    ว่าด้วยเล่ห์กลลวงพราน             
			<remark  id="s2b27c6l15" />  	[๑๖] ฉันยังเนื้อหลานชายผู้มี ๘ กีบ นอนโดยอาการ ๓ ท่า มีเล่ห์กลมารยา 
			<remark  id="s2b27c6l16" />           หลายอย่าง ดื่มกินน้ำในเวลาเที่ยงคืน ให้เล่าเรียนมายาของเนื้อดีแล้ว           
			<remark  id="s2b27c6l17" />           ดูกรน้องหญิง เนื้อหลานชายกลั้นลมหายใจไว้ได้ โดยช่องนาสิก     
			<remark  id="s2b27c6l18" />           ข้างหนึ่งแนบติดอยู่กับพื้น จะทำเล่ห์กลลวงนายพรานด้วยอุบาย ๖  
			<remark  id="s2b27c6l19" />           ประการ.      
			<remark  id="s2b27c6l20" />		   จบ ติปัลลัตถมิคชาดกที่ ๖.     
		</para>
	</section>
	<section id="s2b27c7" >
		<para id="s2b27c7p">
			<remark  id="s2b27c7l1" />		       ๗. มาลุตชาดก   
			<remark  id="s2b27c7l2" />		   ว่าด้วยความหนาวเกิดแก่ลม           
			<remark  id="s2b27c7l3" />  	[๑๗] ข้างขึ้นหรือข้างแรมก็ตาม สมัยใดลมย่อมพัดมา สมัยนั้นย่อมมีความ
			<remark  id="s2b27c7l4" />           หนาว เพราะความหนาวเกิดแต่ลม ในปัญหาข้อนี้ ท่านทั้งสองชื่อว่า 
			<remark  id="s2b27c7l5" />           ไม่แพ้กัน.   
			<remark  id="s2b27c7l6" />		     จบ มาลุตชาดกที่ ๗. 
			<remark  id="s2b27c7l7" />		      ๘. มตกภัตตชาดก  
			<remark  id="s2b27c7l8" />		    ว่าด้วยสัตว์ไม่ควรฆ่าสัตว์        
			<remark  id="s2b27c7l9" />  	[๑๘] ถ้าสัตว์ทั้งหลายพึงรู้อย่างนี้ว่า ชาติสมภพนี้เป็นทุกข์ สัตว์ไม่ควรฆ่า        
			<remark  id="s2b27c7l10" />           สัตว์ เพราะว่าผู้มีปกติฆ่าสัตว์ย่อมเศร้าโศก. 
			<remark  id="s2b27c7l11" />		     จบมตกภัตตชาดกที่ ๘.
			<remark  id="s2b27c7l12" />		     ๙. อายาจิตภัตตชาดก 
			<remark  id="s2b27c7l13" />		     ว่าด้วยการเปลื้องตน
			<remark  id="s2b27c7l14" />  	[๑๙] ถ้าท่านปรารถนาจะเปลื้องตนให้พ้น ท่านละโลกนี้ไปแล้วก็จะพ้นได้ 
			<remark  id="s2b27c7l15" />           ก็ท่านเปลื้องตนอยู่อย่างนี้ กลับจะติดหนักเข้า เพราะนักปราชญ์หาได้            
			<remark  id="s2b27c7l16" />           เปลื้องตนด้วยอาการอย่างนี้ไม่ การเปลื้องตนอย่างนี้ เป็นเครื่องติดของ         
			<remark  id="s2b27c7l17" />           คนพาล.       
			<remark  id="s2b27c7l18" />		   จบ อายาจิตภัตตชาดกที่ ๙.           
			<remark  id="s2b27c7l19" />		      ๑๐. นฬปานชาดก   
			<remark  id="s2b27c7l20" />		      ว่าด้วยการพิจารณา 
			<remark  id="s2b27c7l21" />  	[๒๐] พระยากระบี่ไม่เห็นรอยเท้าขึ้น เห็นแต่รอยเท้าลง จึงกล่าวว่า เราจัก            
			<remark  id="s2b27c7l22" />           ดื่มน้ำด้วยไม้อ้อ ท่านก็จักฆ่าเราไม่ได้.     
			<remark  id="s2b27c7l23" />		    จบ นฬปานชาดกที่ ๑๐. 
			<remark  id="s2b27c7l24" />		      จบ สีลวรรคที่ ๒.
			<remark  id="s2b27c7l25" />      		    _________________ 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b27c8" >
		<para id="s2b27c8p">
			<remark  id="s2b27c8l1" />		   รวมชาดกที่มีในวรรคนี้ คือ          
			<remark  id="s2b27c8l2" />           ๑. ลักขณชาดก            ๒. นิโครธมิคชาดก     
			<remark  id="s2b27c8l3" />           ๓. กัณฑินชาดก            ๔. วาตมิคชาดก       
			<remark  id="s2b27c8l4" />           ๕. ขราทิยชาดก           ๖. ติปัลลัตถมิคชาดก  
			<remark  id="s2b27c8l5" />           ๗. มาลุตชาดก            ๘. มตกภัตตชาดก       
			<remark  id="s2b27c8l6" />           ๙. อายาจิตภัตตชาดก      ๑๐. นฬปานชาดก.       
			<remark  id="s2b27c8l7" />		     _________________ 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b27c9" >
		<para id="s2b27c9p">
			<remark  id="s2b27c9l1" />		       ๓. กุรุงควรรค  
			<remark  id="s2b27c9l2" />		      ๑. กุรุงคมิคชาดก
			<remark  id="s2b27c9l3" />		      ว่าด้วยกวางกุรุงคะ
			<remark  id="s2b27c9l4" />  	[๒๑] ดูกรไม้มะรื่น การที่ท่านปล่อยผลให้ตกกลิ้งมานั้น เราผู้เป็นกวางรู้แล้ว        
			<remark  id="s2b27c9l5" />           เราจะไปสู่ไม้มะรื่นต้นอื่น เพราะเราไม่ชอบใจผลของท่าน.        
			<remark  id="s2b27c9l6" />		    จบ กุรุงคมิคชาดกที่ ๑.            
			<remark  id="s2b27c9l7" />		       ๒. กุกกุรชาดก  
			<remark  id="s2b27c9l8" />		      ว่าด้วยสุนัขที่ถูกฆ่า           
			<remark  id="s2b27c9l9" />  	[๒๒] สุนัขเหล่าใดอันบุคคลเลี้ยงไว้ในราชสกุล เกิดในราชสกุล สมบูรณ์ด้วย             
			<remark  id="s2b27c9l10" />           สีสรรและกำลัง สุนัขเหล่านี้นั้นไม่ถูกฆ่า พวกเรากลับถูกฆ่า เมื่อเป็น          
			<remark  id="s2b27c9l11" />           เช่นนี้ นี้ชื่อว่าการฆ่าโดยไม่แปลกกันก็หาไม่ กลับชื่อว่าฆ่าแต่สุนัข          
			<remark  id="s2b27c9l12" />           ทั้งหลายที่ทุรพล.            
			<remark  id="s2b27c9l13" />		     จบ กุกกุรชาดกที่ ๒.
			<remark  id="s2b27c9l14" />		     ๓. โภชาชานียชาดก 
			<remark  id="s2b27c9l15" />		    ว่าด้วยม้าสินธพอาชาไนย            
			<remark  id="s2b27c9l16" />  	[๒๓] ดูกรนายสารถี ม้าสินธพอาชาไนยถูกลูกศรแทงแล้ว แม้นอนตะแคง      
			<remark  id="s2b27c9l17" />           อยู่ข้างเดียวก็ยังประเสริฐกว่าม้ากระจอก ท่านจงประกอบฉันออกรบอีก
			<remark  id="s2b27c9l18" />           เถิด.        
			<remark  id="s2b27c9l19" />		   จบ โภชาชานียชาดกที่ ๓.
		</para>
	</section>
	<section id="s2b27c10" >
		<para id="s2b27c10p">
			<remark  id="s2b27c10l1" />		       ๔. อาชัญญชาดก  
			<remark  id="s2b27c10l2" />		 ว่าด้วยม้าอาชาไนยกับม้ากระจอก        
			<remark  id="s2b27c10l3" />  	[๒๔] ไม่ว่าเมื่อใด ในขณะใด ณ ที่ไหนๆ ณ สถานที่ใดๆ ม้าอาชาไนยใช้   
			<remark  id="s2b27c10l4" />           กำลังรบ ม้ากระจอกย่อมถอยหนี. 
			<remark  id="s2b27c10l5" />		     จบ อาชัญญชาดกที่ ๔.
			<remark  id="s2b27c10l6" />		        ๕. ติตถชาดก   
			<remark  id="s2b27c10l7" />		  ว่าด้วยการเบื่อเพราะซ้ำซาก          
			<remark  id="s2b27c10l8" />  	[๒๕] ดูกรนายสารถี ท่านจงยังม้าให้อาบและดื่มน้ำที่ท่าโน้นบ้าง ท่านี้ 
			<remark  id="s2b27c10l9" />           บ้าง แม้ข้าวปายาสที่บริโภคบ่อยครั้ง คนก็ยังเบื่อได้.         
			<remark  id="s2b27c10l10" />		     จบ ติตเถชาดกที่ ๕. 
			<remark  id="s2b27c10l11" />		      ๖. มหิฬามุขชาดก 
			<remark  id="s2b27c10l12" />		     ว่าด้วยการเสี้ยมสอน
			<remark  id="s2b27c10l13" />  	[๒๖] พระยาช้างชื่อมหิฬามุข ได้เที่ยวทุบตีคน เพราะได้พึงฟังคำของพวก
			<remark  id="s2b27c10l14" />           โจรมาก่อน พระยาช้างผู้เชือกอุดมตั้งอยู่ในคุณทั้งปวง ก็เพราะได้ฟังคำ          
			<remark  id="s2b27c10l15" />           ของท่านผู้สำรวมดีแล้ว.       
			<remark  id="s2b27c10l16" />		    จบ มหิฬามุขชาดกที่ ๖.             
			<remark  id="s2b27c10l17" />		       ๗. อภิณหชาดก   
			<remark  id="s2b27c10l18" />		    ว่าด้วยการเห็นกันบ่อยๆ            
			<remark  id="s2b27c10l19" />  	[๒๗] พระยาช้างไม่สามารถจะรับเอาคำข้าว ไม่สามารถจะรับเอาก้อนข้าว ไม่ 
			<remark  id="s2b27c10l20" />           สามารถจะรับเอาหญ้าทั้งหลาย ไม่สามารถจะขัดสีกาย ข้าพระบาทมา   
			<remark  id="s2b27c10l21" />           สำคัญว่า พระยาช้างตัวเชือกประเสริฐ ได้ทำความรักใคร่ในสุนัข   
			<remark  id="s2b27c10l22" />           เพราะได้เห็นกันเนืองๆ.       
			<remark  id="s2b27c10l23" />		     จบ อภิณหชาดกที่ ๗. 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b27c11" >
		<para id="s2b27c11p">
			<remark  id="s2b27c11l1" />		      ๘. นันทิวิสาลชาดก 
			<remark  id="s2b27c11l2" />		       ว่าด้วยการพูดดี
			<remark  id="s2b27c11l3" />  	[๒๘] บุคคลพึงกล่าวแต่คำที่ไพเราะเท่านั้น ไม่พึงกล่าวคำที่ไม่ไพเราะในกาล           
			<remark  id="s2b27c11l4" />           ไหนๆ เมื่อพราหมณ์กล่าวคำไพเราะ โคนันทิวิสาลได้ลากเอาภาระอัน  
			<remark  id="s2b27c11l5" />           หนักไปได้ ทำพราหมณ์ผู้นั้นให้ได้ทรัพย์ด้วย ตนเองก็เป็นผู้ปลื้มใจ             
			<remark  id="s2b27c11l6" />           เพราะการช่วยเหลือนั้นด้วย.   
			<remark  id="s2b27c11l7" />		    จบ นันทิวิสาลชาดกที่ ๘.           
			<remark  id="s2b27c11l8" />		        ๙. กัณหชาดก   
			<remark  id="s2b27c11l9" />		    ว่าด้วยผู้เอาการเอางาน            
			<remark  id="s2b27c11l10" />  	[๒๙] ในที่ใดๆ มีธุระหนัก ในที่ใดมีร่องน้ำลึก ชนทั้งหลายก็เทียมโคดำใน
			<remark  id="s2b27c11l11" />           กาลนั้นทีเดียว โคดำนั้นก็นำเอาธุระนั้นไปได้โดยแท้.           
			<remark  id="s2b27c11l12" />		      จบ กัณหชาดกที่ ๙. 
			<remark  id="s2b27c11l13" />		       ๑๐. มุณิกชาดก  
			<remark  id="s2b27c11l14" />		   ว่าด้วยลักษณะของผู้มีอายุยืน       
			<remark  id="s2b27c11l15" />  	[๓๐] ท่านอย่าริษยาหมู่มุณิกะเลย มันกินอาหารอันเป็นเหตุให้เดือดร้อน ท่าน           
			<remark  id="s2b27c11l16" />           จงเป็นผู้มีความขวนขวายน้อย กินแต่แกลบเถิด นี่เป็นลักษณะแห่ง  
			<remark  id="s2b27c11l17" />           ความเป็นผู้มีอายุยืน.        
			<remark  id="s2b27c11l18" />		     จบ มุณิกชาดกที่ ๑๐.
			<remark  id="s2b27c11l19" />		     จบ กุรุงควรรคที่ ๓.
			<remark  id="s2b27c11l20" />		     _________________ 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b27c12" >
		<para id="s2b27c12p">
			<remark  id="s2b27c12l1" />		   รวมชาดกที่มีในวรรคนี้ คือ          
			<remark  id="s2b27c12l2" />           ๑. กุรุงคมิคชาดก             ๒. กุกกุรชาดก   
			<remark  id="s2b27c12l3" />           ๓. โภชาชานียชาดก           ๔. อาชัญญชาดก     
			<remark  id="s2b27c12l4" />           ๕. ติตถชาดก๖. มหิฬามุขชาดก   
			<remark  id="s2b27c12l5" />           ๗. อภิณหชาดก ๘. นันทิวิสาลชาดก 
			<remark  id="s2b27c12l6" />           ๙. กัณหชาดก ๑๐. มุณิกชาดก.     
			<remark  id="s2b27c12l7" />		     _________________ 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b27c13" >
		<para id="s2b27c13p">
			<remark  id="s2b27c13l1" />		       ๔. กุลาวกวรรค  
			<remark  id="s2b27c13l2" />		       ๑. กุลาวกชาดก  
			<remark  id="s2b27c13l3" />		      ว่าด้วยการเสียสละ 
			<remark  id="s2b27c13l4" />  	[๓๑] ดูกรมาตลีเทพบุตร ที่ต้นงิ้วมีลูกนกครุฑจับอยู่ ท่านจงหันหน้ารถกลับ            
			<remark  id="s2b27c13l5" />           เรายอมสละชีวิตให้พวกอสูร  ลูกนกครุฑเหล่านี้อย่าได้แหลกราน    
			<remark  id="s2b27c13l6" />           เสียเลย.     
			<remark  id="s2b27c13l7" />		     จบ กุลาวกชาดกที่ ๑.
			<remark  id="s2b27c13l8" />		        ๒. นัจจชาดก   
			<remark  id="s2b27c13l9" />		     เหตุที่ยังไม่ให้ลูกสาว           
			<remark  id="s2b27c13l10" />  	[๓๒] เสียงของท่านก็เพราะ หลังของท่านก็งาม คอของท่านก็เปรียบดังสีแก้ว
			<remark  id="s2b27c13l11" />           ไพฑูรย์ และหางของท่านก็ยาวตั้งวา เราจะไม่ให้ลูกสาวของเราแก่ท่าน
			<remark  id="s2b27c13l12" />           ด้วยการรำแพนหาง.             
			<remark  id="s2b27c13l13" />		      จบ นัจจชาดกที่ ๒. 
			<remark  id="s2b27c13l14" />		     ๓. สัมโมทมานชาดก 
			<remark  id="s2b27c13l15" />		  ว่าด้วยพินาศเพราะทะเลาะกัน          
			<remark  id="s2b27c13l16" />  	[๓๓] นกทั้งหลายพร้อมเพรียงกันพากันเอาข่ายไป เมื่อใด พวกมันทะเลาะกัน 
			<remark  id="s2b27c13l17" />           เมื่อนั้น พวกมันจักตกอยู่ในอำนาจของเรา.      
			<remark  id="s2b27c13l18" />		   จบ สัมโมทมานชาดกที่ ๓.             
			<remark  id="s2b27c13l19" />		        ๔. มัจฉชาดก   
			<remark  id="s2b27c13l20" />		      ว่าด้วยความหึงหวง 
			<remark  id="s2b27c13l21" />  	[๓๔] ความเย็น ความร้อน และการติดอยู่ในแห  ไม่ได้เบียดเบียนเราให้ได้ 
			<remark  id="s2b27c13l22" />           รับทุกข์เลย แต่ข้อที่นางปลาสำคัญว่า เราไปหลงนางปลาตัวอื่นนั่นแหละ            
			<remark  id="s2b27c13l23" />           เบียดเบียนเราให้ได้รับทุกข์. 
			<remark  id="s2b27c13l24" />		     จบ มัจฉาชาดกที่ ๔. 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b27c14" >
		<para id="s2b27c14p">
			<remark  id="s2b27c14l1" />		       ๕. วัฏฏกชาดก   
			<remark  id="s2b27c14l2" />		       ว่าด้วยความจริง
			<remark  id="s2b27c14l3" />  	[๓๕] ปีกของเรามีอยู่ แต่ก็บินไม่ได้ เท้าทั้งสองของเราก็มีอยู่ แต่ก็เดินไม่ได้     
			<remark  id="s2b27c14l4" />           มารดาและบิดาของเราออกไปหาอาหาร ดูกรไฟ ท่านจงถอยกลับไปเสีย.   
			<remark  id="s2b27c14l5" />		     จบ วัฏฏกชาดกที่ ๕. 
			<remark  id="s2b27c14l6" />		        ๖. สกุณชาดก   
			<remark  id="s2b27c14l7" />		      ว่าด้วยที่พึ่งให้โทษ            
			<remark  id="s2b27c14l8" />  	[๓๖] นกทั้งหลายอาศัยต้นไม้ใด ต้นไม้นั้นย่อมทิ้งเอาไฟลงมา นกทั้งหลายจง             
			<remark  id="s2b27c14l9" />           พากันหนีไปอยู่เสียที่อื่นเถิด ภัยเกิดจากที่พึ่งของพวกเราแล้ว.
			<remark  id="s2b27c14l10" />		      จบ สกุณชาดกที่ ๖. 
			<remark  id="s2b27c14l11" />		       ๗. ติตติรชาดก  
			<remark  id="s2b27c14l12" />		    ว่าด้วยผู้มีความอ่อนน้อม          
			<remark  id="s2b27c14l13" />  	[๓๗] นรชนเหล่าใด ฉลาดในธรรม ย่อมนอบน้อมคนผู้เจริญ นรชนเหล่านั้น   
			<remark  id="s2b27c14l14" />           เป็นผู้ได้รับความสรรเสริญในปัจจุบันนี้ และมีสุคติเป็นที่ไปในเบื้องหน้า.      
			<remark  id="s2b27c14l15" />		     จบ ติตติรชาดกที่ ๗.
			<remark  id="s2b27c14l16" />		        ๘. พกชาดก     
			<remark  id="s2b27c14l17" />		     ว่าด้วยผู้ฉลาดแกมโกง             
			<remark  id="s2b27c14l18" />  	[๓๘] บุคคลผู้ใช้ปัญญาหลอกลวงคนอื่น ย่อมไม่ได้ความสุขเป็นนิตย์ เพราะผู้           
			<remark  id="s2b27c14l19" />           ใช้ปัญญาหลอกลวงคนอื่น ย่อมประสบผลแห่งบาปกรรมที่ตนทำไว้       
			<remark  id="s2b27c14l20" />           เหมือนนกยางถูกปูหนีบคอฉะนั้น.
			<remark  id="s2b27c14l21" />		      จบ พกชาดกที่ ๘. 
			<remark  id="s2b27c14l22" />		        ๙. นันทชาดก   
			<remark  id="s2b27c14l23" />		    ว่าด้วยการกล่าวคำหยาบ             
			<remark  id="s2b27c14l24" />  	[๓๙] ทาสชื่อนันทกะเป็นบุตรของนางทาสี ยืนกล่าวคำหยาบคายในที่ใด เรารู้
			<remark  id="s2b27c14l25" />           ว่ากองแห่งรัตนะทั้งหลาย และดอกไม้ทองมีอยู่ในที่นั้น.         
			<remark  id="s2b27c14l26" />		      จบ นันทชาดกที่ ๙. 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b27c15" >
		<para id="s2b27c15p">
			<remark  id="s2b27c15l1" />		     ๑๐. ขทิรังคารชาดก
			<remark  id="s2b27c15l2" />		      ว่าด้วยผู้มีจิตมั่นคง           
			<remark  id="s2b27c15l3" />  	[๔๐] เราจะตกนรกมีเท้าขึ้นเบื้องบน มีศีรษะลงเบื้องล่างก็ตาม เราจักไม่ทำ            
			<remark  id="s2b27c15l4" />           กรรมอันไม่ประเสริฐ ขอเชิญท่านจงรับก้อนข้าวเถิด.
			<remark  id="s2b27c15l5" />		   จบ ขทิรังคารชาดกที่ ๑๐.            
			<remark  id="s2b27c15l6" />		     จบ กุลาวกวรรคที่ ๔.
			<remark  id="s2b27c15l7" />		   รวมชาดกที่มีในวรรคนี้  คือ         
			<remark  id="s2b27c15l8" />           ๑. กุลาวกชาดก            ๒. นัจจชาดก         
			<remark  id="s2b27c15l9" />           ๓. สัมโมทมานชาดก         ๔. มัจฉชาดก         
			<remark  id="s2b27c15l10" />           ๕. วัฏฏกชาดก             ๖. สกุณชาดก         
			<remark  id="s2b27c15l11" />           ๗. ติตติรชาดก             ๘. พกชาดก          
			<remark  id="s2b27c15l12" />           ๙. นันทชาดก             ๑๐. ขทิรังคารชาดก.   
			<remark  id="s2b27c15l13" />		     _________________ 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b27c16" >
		<para id="s2b27c16p">
			<remark  id="s2b27c16l1" />		      ๕. อัตถกามวรรค  
			<remark  id="s2b27c16l2" />		       ๑. โลสกชาดก    
			<remark  id="s2b27c16l3" />		  ว่าด้วยคนที่ต้องเศร้าโศก            
			<remark  id="s2b27c16l4" />  	[๔๑] ผู้ใดบุคคลกล่าวสอนอยู่ ไม่ทำตามคำสอนของผู้ปรารถนาประโยชน์    
			<remark  id="s2b27c16l5" />           ผู้อนุเคราะห์ด้วยประโยชน์เกื้อกูล ผู้นั้นย่อมเศร้าโศก เหมือนนาย
			<remark  id="s2b27c16l6" />           มิตกะจับเท้าแพะเศร้าโศกอยู่ ฉะนั้น.          
			<remark  id="s2b27c16l7" />		     จบ โลสกชาดกที่ ๑.
			<remark  id="s2b27c16l8" />		       ๒. กโปตกชาดก   
			<remark  id="s2b27c16l9" />		     ว่าด้วยคนที่ต้องฉิบหาย           
			<remark  id="s2b27c16l10" />  	[๔๒] ผู้ใดบุคคลกล่าวสอนอยู่ ไม่ทำตามคำสอนของผู้ปรารถนาประโยชน์ ผู้
			<remark  id="s2b27c16l11" />           อนุเคราะห์ด้วยประโยชน์เกื้อกูล ผู้นั้นย่อมถึงความฉิบหาย เศร้าโศกอยู่         
			<remark  id="s2b27c16l12" />           เหมือนกาไม่เชื่อฟังคำของนกพิราบ ตกอยู่ในเงื้อมมือของข้าศึก ฉะนั้น.           
			<remark  id="s2b27c16l13" />		     จบ กโปตกชาดกที่ ๒. 
			<remark  id="s2b27c16l14" />		       ๓. เวฬุกชาดก   
			<remark  id="s2b27c16l15" />		      ว่าด้วยคนที่นอนตาย
			<remark  id="s2b27c16l16" />  	[๔๓] ผู้ใดบุคคลกล่าวสอนอยู่ ไม่ทำตามคำสอนของผู้ปรารถนาประโยชน์    
			<remark  id="s2b27c16l17" />           ผู้อนุเคราะห์ด้วยประโยชน์เกื้อกูล ผู้นั้นย่อมนอนตายอยู่ เหมือนดาบส           
			<remark  id="s2b27c16l18" />           ผู้เป็นบิดาของลูกงูชื่อเวฬุกะ ฉะนั้น.        
			<remark  id="s2b27c16l19" />		     จบ เวฬุกชาดกที่ ๓. 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b27c17" >
		<para id="s2b27c17p">
			<remark  id="s2b27c17l1" />		        ๔. มกสชาดก    
			<remark  id="s2b27c17l2" />		   มีศัตรูผู้มีปัญญาดีกว่ามีมิตรโง่   
			<remark  id="s2b27c17l3" />  	[๔๔] ศัตรูผู้ประกอบด้วยปัญญายังดีกว่า มิตรผู้ไม่มีปัญญาจะดีอะไร เหมือน            
			<remark  id="s2b27c17l4" />           บุตรของช่างไม้ผู้โง่เขลา คิดว่าจะตียุง ได้ตีศีรษะของบิดาแตกสองเสี่ยง         
			<remark  id="s2b27c17l5" />           ฉะนั้น.      
			<remark  id="s2b27c17l6" />		      จบ มกสชาดกที่ ๔.
			<remark  id="s2b27c17l7" />		       ๕. โรหิณีชาดก  
			<remark  id="s2b27c17l8" />		ผู้อนุเคราะห์ที่โง่เขลาไม่ดี          
			<remark  id="s2b27c17l9" />  	[๔๕] ศัตรูผู้เป็นนักปราชญ์ยังดีกว่า คนโง่เขลาถึงเป็นผู้อนุเคราะห์จะดีอะไร         
			<remark  id="s2b27c17l10" />           ท่านจงดูนางโรหิณีผู้โง่เขลา ฆ่ามารดาแล้วเศร้าโศกอยู่.        
			<remark  id="s2b27c17l11" />		     จบ โรหิณีชาดกที่ ๕.
			<remark  id="s2b27c17l12" />		     ๖. อารามทูสกชาดก 
			<remark  id="s2b27c17l13" />ฉลาดในสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ไม่มีความสุข
			<remark  id="s2b27c17l14" />  	[๔๖] ผู้ฉลาดในสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ ถึงจะทำความเจริญ ก็ไม่สามารถจะนำ             
			<remark  id="s2b27c17l15" />           ความสุขมาให้ ผู้มีปัญญาทรามย่อมทำประโยชน์ให้เสีย เหมือนกับลิง
			<remark  id="s2b27c17l16" />           ผู้รักษาสวน ฉะนั้น.          
			<remark  id="s2b27c17l17" />		   จบ อารามทูสกชาดกที่ ๖.             
			<remark  id="s2b27c17l18" />		      ๗. วารุณิทูสกชาดก 
			<remark  id="s2b27c17l19" />		 ผู้มีปัญญาทรามทำให้เสียประโยชน์      
			<remark  id="s2b27c17l20" />  	[๔๗] ผู้ฉลาดในสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ ถึงจะทำความเจริญ ก็ไม่สามารถจะนำ             
			<remark  id="s2b27c17l21" />           ความสุขมาให้ ผู้มีปัญญาทรามย่อมทำประโยชน์ให้เสีย เหมือนกับ   
			<remark  id="s2b27c17l22" />           โกณทัญญบุรุษทำสุราให้เสีย ฉะนั้น.            
			<remark  id="s2b27c17l23" />		    จบ วารุณิทูสกชาดกที่ ๗.         
		</para>
	</section>
	<section id="s2b27c18" >
		<para id="s2b27c18p">
			<remark  id="s2b27c18l1" />		       ๘. เวทัพพชาดก  
			<remark  id="s2b27c18l2" />             ผู้ปรารถนาประโยชน์โดยไม่แยบคายย่อมเดือดร้อน
			<remark  id="s2b27c18l3" />  	[๔๘] ผู้ใดปรารถนาประโยชน์ โดยอุบายอันไม่แยบคาย ผู้นั้นย่อมเดือดร้อน 
			<remark  id="s2b27c18l4" />           เหมือนพวกโจรชาวเจติรัฐฆ่าเวทัพพพราหมณ์  แล้วพากันถึงความพินาศ
			<remark  id="s2b27c18l5" />           หมดสิ้น ฉะนั้น.
			<remark  id="s2b27c18l6" />		     จบ เวทัพพชาดกที่ ๘.
			<remark  id="s2b27c18l7" />		       ๙. นักขัตตชาดก 
			<remark  id="s2b27c18l8" />		    ว่าด้วยประโยชน์คือฤกษ์            
			<remark  id="s2b27c18l9" />  	[๔๙] ประโยชน์ได้ล่วงเลยคนโง่เขลาผู้มัวคอยฤกษ์อยู่ ประโยชน์เป็นฤกษ์ของ             
			<remark  id="s2b27c18l10" />           ประโยชน์ ดวงดาวจักทำอะไรได้. 
			<remark  id="s2b27c18l11" />		     จบ นักขัตตชาดกที่ ๙.             
			<remark  id="s2b27c18l12" />		      ๑๐. ทุมเมธชาดก  
			<remark  id="s2b27c18l13" />		 คนโง่ถูกบูชายัญเพราะคนอธรรม          
			<remark  id="s2b27c18l14" />  	[๕๐] เราได้บนไว้ต่อเทวดา ด้วยคนโง่เขลาหนึ่งพันคน บัดนี้ เราจักต้องบูชา            
			<remark  id="s2b27c18l15" />           ยัญ เพราะคนอธรรมมีมาก.       
			<remark  id="s2b27c18l16" />		    จบ ทุมเมธชาดกที่ ๑๐.
			<remark  id="s2b27c18l17" />		    จบ อัตถกามวรรคที่ ๕.
			<remark  id="s2b27c18l18" />		      จบ ปฐมปัณณาสก์. 
			<remark  id="s2b27c18l19" />		   รวมชาดกที่มีในวรรคนี้ คือ          
			<remark  id="s2b27c18l20" />           ๑. โลสกชาดก๒. กโปตกชาดก      
			<remark  id="s2b27c18l21" />           ๓. เวฬุกชาดก๔. มกสชาดก       
			<remark  id="s2b27c18l22" />           ๕. โรหิณีชาดก๖. อารามทูสกชาดก
			<remark  id="s2b27c18l23" />           ๗. วารุณิทูสกชาดก             ๘. เวทัพพชาดก  
			<remark  id="s2b27c18l24" />           ๙. นักขัตตชาดก๑๐. ทุมเมธชาดก.  
			<remark  id="s2b27c18l25" />		     _________________ 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b27c19" >
		<para id="s2b27c19p">
			<remark  id="s2b27c19l1" />		       ๖. อาสิงสวรรค  
			<remark  id="s2b27c19l2" />		      ๑. มหาสีลวชาดก  
			<remark  id="s2b27c19l3" />		ความสำเร็จเกิดจากความพยายาม           
			<remark  id="s2b27c19l4" />  	[๕๑] บุรุษผู้เป็นบัณฑิตควรมุ่งหมายไปกว่าจะสำเร็จผล ไม่ควรจะท้อถอย 
			<remark  id="s2b27c19l5" />           ดูเราเป็นตัวอย่าง  เราปรารถนาอย่างใดได้อย่างนั้น.            
			<remark  id="s2b27c19l6" />		    จบ มหาสีลวชาดกที่ ๑.
			<remark  id="s2b27c19l7" />		       ๒. จูฬชนกชาดก  
			<remark  id="s2b27c19l8" />		    เป็นคนควรพยายามร่ำไป
			<remark  id="s2b27c19l9" />  	[๕๒] บุรุษผู้เป็นบัณฑิตพึงพยายามไปกว่าประโยชน์จะสำเร็จ   ไม่ควรท้อถอย  
			<remark  id="s2b27c19l10" />           ดูเราขึ้นจากน้ำสู่บกได้เป็นตัวอย่างเถิด.     
			<remark  id="s2b27c19l11" />		     จบ จูฬชนกชาดกที่ ๒.
			<remark  id="s2b27c19l12" />		      ๓. ปุณณปาติชาดก 
			<remark  id="s2b27c19l13" />		    การกล่าวถ้อยคำไม่จริง             
			<remark  id="s2b27c19l14" />  	[๕๓] ไหสุราทั้งหลาย ยังเต็มอยู่อย่างเดิม ถ้อยคำที่ท่านกล่าวนี้ไม่เป็นจริง  
			<remark  id="s2b27c19l15" />           เราจึงรู้ได้ด้วยเหตุนี้ว่า สุรานี้เป็นสุราไม่ดีแน่.          
			<remark  id="s2b27c19l16" />		    จบ ปุณณปาติชาดกที่ ๓.             
			<remark  id="s2b27c19l17" />		        ๔. ผลชาดก     
			<remark  id="s2b27c19l18" />		        การรู้จักผลไม้
			<remark  id="s2b27c19l19" />  	[๕๔] ต้นไม้นี้ขึ้นก็ไม่ยาก ทั้งอยู่ไม่ไกลบ้าน เราจึงรู้ได้ด้วยเหตุนี้ว่า ต้นไม้นี้
			<remark  id="s2b27c19l20" />           ไม่ใช่ต้นไม้มีผลอร่อย.       
			<remark  id="s2b27c19l21" />		      จบ ผลชาดกที่ ๔. 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b27c20" >
		<para id="s2b27c20p">
			<remark  id="s2b27c20l1" />		      ๕. ปัญจาวุธชาดก 
			<remark  id="s2b27c20l2" />		  ว่าด้วยการบรรลุธรรมอันเกษม          
			<remark  id="s2b27c20l3" />  	[๕๕] นรชนใดมีจิตไม่ท้อถอย มีใจไม่หดหู่ เจริญกุศลธรรมเพื่อบรรลุธรรม
			<remark  id="s2b27c20l4" />           อันเป็นแดนเกษมจากโยคะ นรชนนั้นพึงบรรลุธรรมเป็นที่สิ้นสังโยชน์
			<remark  id="s2b27c20l5" />           ทั้งปวงโดยลำดับ.             
			<remark  id="s2b27c20l6" />		    จบ ปัญจาวุธชาดกที่ ๕.             
			<remark  id="s2b27c20l7" />		      ๖. กัญจนขันธชาดก
			<remark  id="s2b27c20l8" />		  ว่าด้วยการบรรลุธรรมอันเกษม          
			<remark  id="s2b27c20l9" />  	[๕๖] นรชนใดมีจิตร่าเริง มีใจเบิกบาน เจริญกุศลธรรมเพื่อบรรลุธรรมอัน
			<remark  id="s2b27c20l10" />           เป็นแดนเกษมจากโยคะ นรชนนั้นพึงบรรลุธรรม เป็นที่สิ้นสังโยชน์  
			<remark  id="s2b27c20l11" />           ทั้งปวงได้โดยลำดับ.          
			<remark  id="s2b27c20l12" />		    จบ กัญจนขันธชาดกที่ ๖.            
			<remark  id="s2b27c20l13" />		      ๗. วานรินทชาดก  
			<remark  id="s2b27c20l14" />		     ธรรมของผู้ล่วงพ้นศัตรู           
			<remark  id="s2b27c20l15" />  	[๕๗] ดูกรพระยาวานร ผู้ใดมีธรรม ๔ ประการนี้ คือ สัจจะ ธรรมคือวิจารณ 
			<remark  id="s2b27c20l16" />           ปัญญา ธิติคือความเพียร จาคะ เหมือนท่าน ผู้นั้นย่อมล่วงพ้นศัตรูได้.           
			<remark  id="s2b27c20l17" />		    จบ วานรินทชาดกที่ ๗.
			<remark  id="s2b27c20l18" />		      ๘. ตโยธรรมชาดก  
			<remark  id="s2b27c20l19" />		ธรรมของผู้ล่วงพ้นศัตรู
			<remark  id="s2b27c20l20" />  	[๕๘] ดูกรพระยาวานร ผู้ใดมีธรรม ๓ ประการนี้ คือ ความขยัน ความแกล้ว 
			<remark  id="s2b27c20l21" />           กล้า ปัญญาเหมือนท่าน ผู้นั้นย่อมล่วงพ้นศัตรูได้.             
			<remark  id="s2b27c20l22" />		    จบ ตโยธรรมชาดกที่ ๘.
		</para>
	</section>
	<section id="s2b27c21" >
		<para id="s2b27c21p">
			<remark  id="s2b27c21l1" />		      ๙. เภริวาทชาดก  
			<remark  id="s2b27c21l2" />		   ว่าด้วยการทำเกินประมาณ             
			<remark  id="s2b27c21l3" />  	[๕๙] ท่านจะตีก็พึงตีเถิด แต่อย่าตีให้เกินประมาณ เพราะการตีเกินประมาณ
			<remark  id="s2b27c21l4" />           เป็นการชั่วช้าของเรา ทรัพย์ที่เราได้มาตั้งร้อยเพราะตีกลอง ได้ฉิบหาย          
			<remark  id="s2b27c21l5" />           ไป เพราะท่านตีกลองเกินประมาณ.
			<remark  id="s2b27c21l6" />		    จบ เภริวาทชาดกที่ ๙.
			<remark  id="s2b27c21l7" />		      ๑๐. สังขธมนชาดก 
			<remark  id="s2b27c21l8" />		   ว่าด้วยการทำเกินประมาณ             
			<remark  id="s2b27c21l9" />  	[๖๐] ท่านจะเป่าก็จงเป่าเถิด แต่อย่าเป่าให้เกินประมาณ เพราะการเป่าเกิน             
			<remark  id="s2b27c21l10" />           ประมาณเป็นการชั่วช้าของเรา โภคะที่เราได้มาเพราะการเป่าสังข์ได้ 
			<remark  id="s2b27c21l11" />           ฉิบหายไป เพราะท่านเป่าสังข์เกินประมาณ.       
			<remark  id="s2b27c21l12" />		   จบ สังขธมนชาดกที่  ๑๐.             
			<remark  id="s2b27c21l13" />		     จบ อาสิงสวรรคที่ ๖.
			<remark  id="s2b27c21l14" />		   รวมชาดกที่มีในวรรคนี้ คือ          
			<remark  id="s2b27c21l15" />           ๑. มหาสีลวชาดก             ๒. จุฬชนกชาดก     
			<remark  id="s2b27c21l16" />           ๓. ปุณณปาติชาดก             ๔. ผลชาดก        
			<remark  id="s2b27c21l17" />           ๕. ปัญจาวุธชาดก             ๖. กัญจนขันธชาดก 
			<remark  id="s2b27c21l18" />           ๗. วารินทชาดก๘. ตโยธรรมชาดก    
			<remark  id="s2b27c21l19" />           ๙. เภริวาทชาดก            ๑๐. สังขธมนชาดก.   
			<remark  id="s2b27c21l20" />		     _________________ 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b27c22" >
		<para id="s2b27c22p">
			<remark  id="s2b27c22l1" />		        ๗. อิตถีวรรค  
			<remark  id="s2b27c22l2" />		     ๑. อาสาตมันตชาดก 
			<remark  id="s2b27c22l3" />		     ว่าด้วยหญิงเลวทราม 
			<remark  id="s2b27c22l4" />  	[๖๑] ขึ้นชื่อว่าหญิงในโลกนี้เลวทราม เพราะหญิงเหล่านั้นไม่มีเขตแดน มีแต่  
			<remark  id="s2b27c22l5" />           ความกำหนัดยินดี คึกคะนองไม่มีเลือก เหมือนกับไฟที่ไหม้ไม่เลือก
			<remark  id="s2b27c22l6" />           ฉะนั้น เราจักละทิ้งหญิงเหล่านั้นไปบวช พอกพูนวิเวก.           
			<remark  id="s2b27c22l7" />		   จบ อาสาตมันตชาดกที่ ๑.             
			<remark  id="s2b27c22l8" />		       ๒. อัณฑภูตชาดก 
			<remark  id="s2b27c22l9" />		    ว่าด้วยการวางใจภรรยา
			<remark  id="s2b27c22l10" />  	[๖๒] พราหมณ์ถูกภรรยาผูกหน้าให้ดีดพิณ ก็รู้ไม่ทันภรรยา ที่ท่านนำมาเลี้ยง 
			<remark  id="s2b27c22l11" />           ไว้แต่ยังไม่คลอด ใครจะวางใจในภรรยาเหล่านั้นได้.
			<remark  id="s2b27c22l12" />		     จบ อัณฑภูตชาดกที่ ๒.    
			<remark  id="s2b27c22l13" />		        ๓. ตักกชาดก   
			<remark  id="s2b27c22l14" />		      ว่าด้วยธรรมดาหญิง 
			<remark  id="s2b27c22l15" />  	[๖๓] ธรรมดาว่าหญิงเป็นคนมักโกรธ ไม่รู้จักคุณ ชอบส่อเสียด ชอบยุยงให้ 
			<remark  id="s2b27c22l16" />           แตกกัน ดูกรภิกษุ ท่านจงประพฤติพรหมจรรย์เถิด ท่านจะไม่เสื่อม  
			<remark  id="s2b27c22l17" />           จากสุข.      
			<remark  id="s2b27c22l18" />		      จบ ตักกชาดกที่ ๓. 
			<remark  id="s2b27c22l19" />		      ๔. ทุราชานชาดก  
			<remark  id="s2b27c22l20" />		      ภาวะของหญิงรู้ยาก 
			<remark  id="s2b27c22l21" />  	[๖๔] ท่านอย่าดีใจว่าหญิงปรารถนาเรา อย่าเศร้าโศก ว่าหญิงนี้ไม่ปรารถนา
			<remark  id="s2b27c22l22" />           เรา ภาวะของหญิงทั้งหลายเป็นของรู้ได้ยาก เหมือนทางไปของปลาใน  
			<remark  id="s2b27c22l23" />           น้ำ ฉะนั้น.  
			<remark  id="s2b27c22l24" />		    จบ ทุราชานชาดกที่ ๔.
		</para>
	</section>
	<section id="s2b27c23" >
		<para id="s2b27c23p">
			<remark  id="s2b27c23l1" />		       ๕. อนภิรติชาดก 
			<remark  id="s2b27c23l2" />		 เปรียบหญิงเหมือนของ ๕ อย่าง          
			<remark  id="s2b27c23l3" />  	[๖๕] แม่น้ำ หนทาง โรงสุรา สภา และบ่อน้ำ ฉันใด ขึ้นชื่อว่าหญิง     
			<remark  id="s2b27c23l4" />           ในโลก ก็ฉันนั้น บัณฑิตทั้งหลายย่อมไม่โกรธหญิงเหล่านั้น.      
			<remark  id="s2b27c23l5" />		     จบ อนภิรติชาดกที่ ๕.             
			<remark  id="s2b27c23l6" />		      ๖. มุทุลักขณชาดก
			<remark  id="s2b27c23l7" />		  ว่าด้วยความต้องการไม่มีสิ้นสุด      
			<remark  id="s2b27c23l8" />  	[๖๖] ครั้งยังไม่ได้นางมุทุลักขณาเทวี เกิดความปรารถนาเพียงอย่างเดียว แต่           
			<remark  id="s2b27c23l9" />           เมื่อได้นางลักขณาเทวีผู้มีดวงตางามแล้ว ได้เกิดความปรารถนาสิ่งต่างๆ           
			<remark  id="s2b27c23l10" />           ขึ้นอีก.     
			<remark  id="s2b27c23l11" />		    จบ มุทุลักขณชาดกที่ ๖.            
			<remark  id="s2b27c23l12" />		       ๗. อุจฉังคชาดก 
			<remark  id="s2b27c23l13" />		     หญิงหาลูกหาผัวได้ง่าย            
			<remark  id="s2b27c23l14" />  	[๖๗] ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐ บุตรของหม่อมฉันหาได้ง่ายเหมือนกับเมี่ยง             
			<remark  id="s2b27c23l15" />           ในพก เมื่อหม่อมฉันเดินไปตามทาง สามีก็หาได้ง่าย หม่อมฉันไม่เห็น 
			<remark  id="s2b27c23l16" />           ประเทศที่จะนำพี่ชายผู้ร่วมอุทรมาได้.         
			<remark  id="s2b27c23l17" />		     จบ อุจฉังคชาดกที่ ๗.             
			<remark  id="s2b27c23l18" />		       ๘. สาเกตชาดก   
			<remark  id="s2b27c23l19" />		    ว่าด้วยวางใจคนที่ชอบใจ            
			<remark  id="s2b27c23l20" />  	[๖๘] ใจฝังอยู่ในผู้ใด แม้จิตก็เลื่อมใสในผู้ใด เป็นคนที่ไม่เคยเห็นกันเลย           
			<remark  id="s2b27c23l21" />           ก็วางใจในผู้นั้นได้โดยแท้.   
			<remark  id="s2b27c23l22" />		     จบ สาเกตชาดกที่ ๘. 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b27c24" >
		<para id="s2b27c24p">
			<remark  id="s2b27c24l1" />		       ๙. วิสวันตชาดก 
			<remark  id="s2b27c24l2" />		 ตายเสียดีกว่าดูดพิษที่คายออกแล้ว     
			<remark  id="s2b27c24l3" />  	[๖๙] เราจักดูดพิษที่คายออกแล้ว เพราะเหตุแห่งชีวิตอันใด พิษที่คายออก 
			<remark  id="s2b27c24l4" />           แล้วนั้นน่าติเตียน เราตายเสียประเสริฐกว่าความเป็นอยู่.       
			<remark  id="s2b27c24l5" />		     จบ วิสวันตชาดกที่ ๙.             
			<remark  id="s2b27c24l6" />		      ๑๐. กุททาลชาดก  
			<remark  id="s2b27c24l7" />		      ว่าด้วยความชนะที่ดี             
			<remark  id="s2b27c24l8" />  	[๗๐] ความชนะใดกลับแพ้ได้ ความชนะนั้นเป็นความชนะไม่ดี ความชนะใด    
			<remark  id="s2b27c24l9" />           ไม่กลับแพ้ ความชนะนั้นแลเป็นความชนะที่ดี.    
			<remark  id="s2b27c24l10" />		    จบ กุททาลชาดกที่ ๑๐.
			<remark  id="s2b27c24l11" />		      จบ อิตถีวรรคที่ ๗.
			<remark  id="s2b27c24l12" />		   รวมชาดกที่มีในวรรคนี้ คือ          
			<remark  id="s2b27c24l13" />           ๑. อาสาตมันตชาดก      ๒. อัณฑภูตชาดก         
			<remark  id="s2b27c24l14" />           ๓. ตักกชาดก           ๔. ทุราชานชาดก         
			<remark  id="s2b27c24l15" />           ๕. อนภิรติชาดก         ๖. มุทุลักขณชาดก      
			<remark  id="s2b27c24l16" />           ๗. อุจฉังคชาดก         ๘. สาเกตชาดก          
			<remark  id="s2b27c24l17" />           ๙. วิสวันตชาดก        ๑๐. กุททาลชาดก.        
			<remark  id="s2b27c24l18" />		     _________________ 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b27c25" >
		<para id="s2b27c25p">
			<remark  id="s2b27c25l1" />		        ๘. วรุณวรรค   
			<remark  id="s2b27c25l2" />		        ๑. วรุณชาดก   
			<remark  id="s2b27c25l3" />		   ว่าด้วยการทำไม่ถูกขั้นตอน          
			<remark  id="s2b27c25l4" />  	[๗๑] ผู้ใดปรารถนาจะทำกิจที่ควรทำก่อน ในภายหลัง ผู้นั้นย่อมเดือดร้อน 
			<remark  id="s2b27c25l5" />           ในภายหลัง เหมือนมาณพหักไม้กุ่ม ฉะนั้น.       
			<remark  id="s2b27c25l6" />		      จบ วรุณชาดกที่ ๑. 
			<remark  id="s2b27c25l7" />		      ๒. สีลวนาคชาดก  
			<remark  id="s2b27c25l8" />		   คนอกตัญญูมองคนในแง่ร้าย            
			<remark  id="s2b27c25l9" />  	[๗๒] ถ้าใครๆ จะพึงให้สมบัติในแผ่นดินทั้งหมดแก่คนอกตัญญู ผู้มีปกติมอง
			<remark  id="s2b27c25l10" />           หาโทษอยู่เป็นนิตย์ ก็ให้เขาพอใจไม่ได้.       
			<remark  id="s2b27c25l11" />		    จบ สีลวนาคชาดกที่ ๒.
			<remark  id="s2b27c25l12" />		      ๓. สัจจังกิรชาดก
			<remark  id="s2b27c25l13" />		    ไม้ลอยน้ำดีกว่าคนอกตัญญู          
			<remark  id="s2b27c25l14" />  	[๗๓] ได้ยินว่า นรชนบางพวกในโลกนี้ ได้กล่าวความจริงไว้อย่างนี้ว่า การ
			<remark  id="s2b27c25l15" />           เก็บไม้ที่ลอยน้ำขึ้นมายังดีกว่า ช่วยคนอกตัญญูบางคนขึ้นจากน้ำ ฯ 
			<remark  id="s2b27c25l16" />		    จบ สัจจังกิรชาดกที่ ๓.            
			<remark  id="s2b27c25l17" />		      ๔. รุกขธรรมชาดก 
			<remark  id="s2b27c25l18" />		    ต้นไม้โดดเดี่ยวย่อมแพ้ลม          
			<remark  id="s2b27c25l19" />  	[๗๔] มีญาติมากเป็นความดี อนึ่ง ต้นไม้ที่เกิดขึ้นในป่าหลายต้นเป็นการดี             
			<remark  id="s2b27c25l20" />           ต้นไม้ที่ขึ้นอยู่โดดเดี่ยว ถึงจะเป็นต้นไม้งอกงามใหญ่โตสักเท่าใด ลมก็         
			<remark  id="s2b27c25l21" />           ย่อมพัดให้ล้มลงได้.          
			<remark  id="s2b27c25l22" />		    จบ รุกขธรรมชาดกที่ ๔.         
		</para>
	</section>
	<section id="s2b27c26" >
		<para id="s2b27c26p">
			<remark  id="s2b27c26l1" />		        ๕. มัจฉชาดก   
			<remark  id="s2b27c26l2" />		       ว่าด้วยปลาขอฝน 
			<remark  id="s2b27c26l3" />  	[๗๕] ข้าแต่ฝน ขอท่านจงตกลงมาเถิด ขอจงทำลายขุมทรัพย์ของกาเสีย      
			<remark  id="s2b27c26l4" />           จงทำกาให้เศร้าโศก จงช่วยเปลื้องเราและพวกญาติๆ ให้พ้นจากความ  
			<remark  id="s2b27c26l5" />           เศร้าโศกด้วยเถิด.            
			<remark  id="s2b27c26l6" />		      จบ มัจฉชาดกที่ ๕. 
			<remark  id="s2b27c26l7" />		       ๖. อสังกิยชาดก 
			<remark  id="s2b27c26l8" />		   เมตตากรุณาทำให้ปลอดภัย             
			<remark  id="s2b27c26l9" />  	[๗๖] เราไม่มีความระแวงในบ้าน ไม่มีภัยในป่า เราได้ขึ้นเดินทางตรงด้วย 
			<remark  id="s2b27c26l10" />           เมตตา และกรุณาแล้ว.          
			<remark  id="s2b27c26l11" />		     จบ อสังกิยชาดกที่ ๖.             
			<remark  id="s2b27c26l12" />		      ๗. มหาสุบินชาดก 
			<remark  id="s2b27c26l13" />		       ว่าด้วยมหาสุบิน
			<remark  id="s2b27c26l14" />  	[๗๗] หม่อมฉันได้ฝันเห็นโคอุสุภราช ๑ ต้นไม้ ๑ แม่โค ๑ โคสามัญ ๑ ม้า ๑
			<remark  id="s2b27c26l15" />           ถาดทองคำ ๑ สุนัขจิ้งจอก ๑ หม้อน้ำ ๑ สระโบกขรณี ๑ ข้าวสารที่หุง 
			<remark  id="s2b27c26l16" />           ไม่สุก ๑ แก่นจันทน์ ๑ น้ำเต้าจมน้ำ ๑ หินลอยน้ำ ๑ นางเขียดกลืนกิน             
			<remark  id="s2b27c26l17" />           งูเห่า ๑ หงส์ทองแวดล้อมกา ๑ เสือกลัวแพะ ๑ ดังนี้ ปริยายอันผิดจะ
			<remark  id="s2b27c26l18" />           เป็นไปในยุคนี้ ยังไม่สำเร็จ. 
			<remark  id="s2b27c26l19" />		    จบ มหาสุบินชาดกที่ ๗.             
			<remark  id="s2b27c26l20" />		       ๘. อิลลีสชาดก  
			<remark  id="s2b27c26l21" />		   ว่าด้วยคนมีรูปร่างเหมือนกัน        
			<remark  id="s2b27c26l22" />  	[๗๘] คนทั้ง ๒ คน เป็นคนกระจอก, คนค่อม ตาเหล่ เกิดต่อมที่ศีรษะ     
			<remark  id="s2b27c26l23" />           ข้าพระบาทไม่รู้ว่าคนไหนเป็นอิลลีสเศรษฐี?     
			<remark  id="s2b27c26l24" />		     จบ อิลลีสชาดกที่ ๘.
		</para>
	</section>
	<section id="s2b27c27" >
		<para id="s2b27c27p">
			<remark  id="s2b27c27l1" />		       ๙. ขรัสสรชาดก  
			<remark  id="s2b27c27l2" />		    ว่าด้วยบุตรที่มารดาละทิ้ง         
			<remark  id="s2b27c27l3" />  	[๗๙] เมื่อใดพวกโจรปล้น และฆ่าวัวกิน เผาบ้าน และจับคนไปเป็นเชลย    
			<remark  id="s2b27c27l4" />           เมื่อนั้น บุตรที่มารดาละทิ้งแล้ว จึงมาตีกลองเสียงดัง.        
			<remark  id="s2b27c27l5" />		     จบ ขรัสสรชาดกที่ ๙.
			<remark  id="s2b27c27l6" />		      ๑๐. ภีมเสนชาดก  
			<remark  id="s2b27c27l7" />		 ว่าด้วยคำแรกกับคำหลังไม่สมกัน        
			<remark  id="s2b27c27l8" />  	[๘๐] เมื่อก่อนนี้ ท่านพูดอวดเรา แต่ภายหลังเหตุไรท่านจึงถ่ายอุจจาระออกเล่า         
			<remark  id="s2b27c27l9" />           ดูกรภีมเสน คำทั้ง ๒ ย่อมไม่สมกัน คือ คำที่พูดถึงการรบและบัดนี้ 
			<remark  id="s2b27c27l10" />           ท่านเดือดร้อนใจอยู่.         
			<remark  id="s2b27c27l11" />		    จบ ภีมเสนชาดกที่ ๑๐.
			<remark  id="s2b27c27l12" />		      จบ วรุณวรรคที่ ๘. 
			<remark  id="s2b27c27l13" />		     _________________ 
			<remark  id="s2b27c27l14" />		    รวมชาดกที่มีวรรคนี้ คือ           
			<remark  id="s2b27c27l15" />           ๑. วรุณชาดก๒. สีลวนาคชาดก      
			<remark  id="s2b27c27l16" />           ๓. สัจจังกิรชาดก           ๔. รุกขธรรมชาดก   
			<remark  id="s2b27c27l17" />           ๕. มัจฉชาดก๖. อสังกิยชาดก      
			<remark  id="s2b27c27l18" />           ๗. มหาสุบินชาดก           ๘. อิลลีสชาดก      
			<remark  id="s2b27c27l19" />           ๙. ขรัสสรชาดก           ๑๐. ภีมเสนชาดก.      
			<remark  id="s2b27c27l20" />		     _________________
		</para>
	</section>
	<section id="s2b27c28" >
		<para id="s2b27c28p">
			<remark  id="s2b27c28l1" />		      ๙. อปายิมหวรรค  
			<remark  id="s2b27c28l2" />		      ๑. สุราปานชาดก  
			<remark  id="s2b27c28l3" />		      โทษของการดื่มสุรา 
			<remark  id="s2b27c28l4" />  	[๘๑] พวกผมได้ดื่มสุราแล้ว พากันฟ้อนรำขับร้อง และร้องไห้ พวกผมดื่มสุรา             
			<remark  id="s2b27c28l5" />           อันกระทำให้เสียสติแล้ว ท่านอาจารย์ไม่ได้เห็น กลายเป็นเหมือนวานร
			<remark  id="s2b27c28l6" />           ไป.          
			<remark  id="s2b27c28l7" />		    จบ สุราปานชาดกที่ ๑.
			<remark  id="s2b27c28l8" />		      ๒. มิตตวินทชาดก 
			<remark  id="s2b27c28l9" />		      ว่าด้วยจักรบดศีรษะ
			<remark  id="s2b27c28l10" />  	[๘๒] ท่านเลยปราสาทแก้วผลึก ปราสาทเงิน และปราสาทแก้วมณีมาแล้ว      
			<remark  id="s2b27c28l11" />           ท่านนั้นเป็นผู้ถูกจักรกรดบนศีรษะแล้ว บาปยังไม่สิ้นตราบใด ท่านยังมี           
			<remark  id="s2b27c28l12" />           ชีวิตอยู่ ก็จักไม่พ้นจากจักรกรดตราบนั้น.     
			<remark  id="s2b27c28l13" />		    จบ มิตตวินทชาดกที่ ๒.             
			<remark  id="s2b27c28l14" />		      ๓. กาฬกัณณิชาดก 
			<remark  id="s2b27c28l15" />		         ว่าด้วยมิตร  
			<remark  id="s2b27c28l16" />  	[๘๓] บุคคลชื่อว่า เป็นมิตรด้วยการเดินร่วมกัน ๗ ก้าว ชื่อว่าเป็นสหายด้วย           
			<remark  id="s2b27c28l17" />           การเดินร่วมกัน ๑๒ ก้าว และชื่อว่าเป็นญาติด้วยการอยู่ร่วมกันเดือนหนึ่ง        
			<remark  id="s2b27c28l18" />           หรือกึ่งเดือน ส่วนผู้ชื่อว่ามีตนเสมอกันก็ด้วยการอยู่รวมกันยิ่งกว่านั้น       
			<remark  id="s2b27c28l19" />           เราจะละทิ้งมิตร ชื่อว่ากาฬกัณณี ผู้ชอบกันมานาน เพราะความสุข  
			<remark  id="s2b27c28l20" />           ส่วนตัวได้อย่างไร?           
			<remark  id="s2b27c28l21" />		    จบ กาฬกัณณิชาดกที่ ๓.       
		</para>
	</section>
	<section id="s2b27c29" >
		<para id="s2b27c29p">
			<remark  id="s2b27c29l1" />		     ๔. อัตถัสสทวารชาดก 
			<remark  id="s2b27c29l2" />		   ว่าด้วยคุณธรรม ๖ ประการ            
			<remark  id="s2b27c29l3" />  	[๘๔] บุคคลควรปรารถนาลาภอย่างเยี่ยม คือ ความไม่มีโรค ๑ ศีล ๑ ความรู้ 
			<remark  id="s2b27c29l4" />           ของท่านผู้รู้ทั้งหลาย ๑ การสดับฟัง ๑ ความประพฤติตามธรรม ๑ ความ 
			<remark  id="s2b27c29l5" />           ไม่ท้อถอย ๑ คุณธรรม ๖ ประการนี้ เป็นประตู เป็นประธานแห่งประ 
			<remark  id="s2b27c29l6" />           โยชน์.       
			<remark  id="s2b27c29l7" />		   จบ อัตถัสสทวารชาดกที่ ๔.           
			<remark  id="s2b27c29l8" />		       ๕. กิมปักกชาดก 
			<remark  id="s2b27c29l9" />		      ว่าด้วยโทษของกาม
			<remark  id="s2b27c29l10" />  	[๘๕] ผู้ใดไม่รู้โทษในอนาคต มัวเสพกามอยู่ กามเหล่านั้นจะต้องล้างผลาญ 
			<remark  id="s2b27c29l11" />           ผู้นั้นในเวลาให้ผล เหมือนผลแห่งต้นกิมปักกพฤกษ์ ทำให้คนผู้ที่บริโภค           
			<remark  id="s2b27c29l12" />           ตายฉะนั้น.   
			<remark  id="s2b27c29l13" />		     จบ กิมปักกชาดกที่ ๕.             
			<remark  id="s2b27c29l14" />		      ๖. สีลวีมังสนชาดก 
			<remark  id="s2b27c29l15" />		        ว่าด้วยผู้มีศีล 
			<remark  id="s2b27c29l16" />  	[๘๖] ได้ยินว่าศีลเป็นคุณชาติงามเป็นเยี่ยมในโลก เชิดดูงูใหญ่มีพิษร้ายแรง           
			<remark  id="s2b27c29l17" />           เป็นสัตว์มีศีล เหตุนั้น จึงไม่เบียดเบียนใคร. 
			<remark  id="s2b27c29l18" />		    จบ สีลวีมังสนชาดกที่ ๖.           
			<remark  id="s2b27c29l19" />		       ๗. มังคลชาดก   
			<remark  id="s2b27c29l20" />		     ว่าด้วยถือมงคลตื่นข่าว           
			<remark  id="s2b27c29l21" />  	[๘๗] ผู้ใดไม่ถือมงคลตื่นข่าว ไม่ถืออุกกาบาต ไม่ถือความฝัน ไม่ถือลักษณะดี          
			<remark  id="s2b27c29l22" />           หรือชั่ว ผู้นั้นชื่อว่าล่วงพ้นโทษแห่งการถือมงคลตื่นข่าว ครอบงำกิเลส          
			<remark  id="s2b27c29l23" />           เครื่องประกอบสัตว์ไว้ในภพที่เป็นคูกั้น ย่อมไม่กลับมาเกิดอีก. 
			<remark  id="s2b27c29l24" />		     จบ มังคลชาดกที่ ๗. 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b27c30" >
		<para id="s2b27c30p">
			<remark  id="s2b27c30l1" />		       ๘. สรัมภชาดก   
			<remark  id="s2b27c30l2" />		     ว่าด้วยการพูดดี-พูดชั่ว          
			<remark  id="s2b27c30l3" />  	[๘๘] บุคคลพึงเปล่งวาจางามเท่านั้น ไม่พึงเปล่งวาจาชั่วเลย การเปล่งวาจางาม          
			<remark  id="s2b27c30l4" />           ยังประโยชน์ให้สำเร็จ ผู้เปล่งวาจาชั่วย่อมเดือดร้อน.          
			<remark  id="s2b27c30l5" />		     จบ สารัมภชาดกที่ ๘.
			<remark  id="s2b27c30l6" />		        ๙. กุหกชาดก   
			<remark  id="s2b27c30l7" />		      พูดดีได้เงินได้ทอง
			<remark  id="s2b27c30l8" />  	[๘๙] ได้ยินว่า วาจาของท่านผู้พูดคำอ่อนหวานเป็นวาจาไพเราะ ท่านข้องอยู่             
			<remark  id="s2b27c30l9" />           เพราะหญ้าเพียงเส้นเดียว แต่นำเอาทอง ๑๐๐ ลิ่มไปไม่ขัดข้อง.    
			<remark  id="s2b27c30l10" />		      จบ กุหกชาดกที่ ๙. 
			<remark  id="s2b27c30l11" />		      ๑๐. อกตัญญูชาดก 
			<remark  id="s2b27c30l12" />		       ว่าด้วยคนอกตัญญู 
			<remark  id="s2b27c30l13" />  	[๙๐] ผู้ใดอันคนอื่นทำความดี ทำประโยชน์ให้ในกาลก่อน แต่ไม่รู้สึกคุณ เมื่อมี        
			<remark  id="s2b27c30l14" />           กิจเกิดขึ้นในภายหลัง ย่อมไม่ได้ผู้ช่วยเหลือ. 
			<remark  id="s2b27c30l15" />		    จบ อกตัญญูชาดกที่ ๑๐.             
			<remark  id="s2b27c30l16" />		    จบ อปายิมหวรรคที่ ๙.
			<remark  id="s2b27c30l17" />		    _________________  
			<remark  id="s2b27c30l18" />		   รวมชาดกที่มีในวรรคนี้ คือ          
			<remark  id="s2b27c30l19" />           ๑. สุราปานชาดก        ๒. มิตตวินทชาดก        
			<remark  id="s2b27c30l20" />           ๓. กาฬกัณณิชาดก        ๔. อัตถัสสทวารชาดก    
			<remark  id="s2b27c30l21" />           ๕. กิมปักกชาดก         ๖. สีลวีมังสนชาดก     
			<remark  id="s2b27c30l22" />           ๗. มังคลชาดก          ๘. สารัมภชาดก          
			<remark  id="s2b27c30l23" />           ๙. กุหกชาดก          ๑๐. อกตัญญูชาดก.        
			<remark  id="s2b27c30l24" />		    _________________  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b27c31" >
		<para id="s2b27c31p">
			<remark  id="s2b27c31l1" />		       ๑๐. ลิตตวรรค   
			<remark  id="s2b27c31l2" />		        ๑. ลิตตชาดก   
			<remark  id="s2b27c31l3" />		    ว่าด้วยลูกสกาอาบยาพิษ             
			<remark  id="s2b27c31l4" />  	[๙๑] บุรุษกลืนกินลูกสกา อันย้อมด้วยยาพิษอย่างแรงกล้า ย่อมไม่รู้สึก ดูกร           
			<remark  id="s2b27c31l5" />           เจ้าคนร้าย เจ้านักเลงชั่วช้า จงกลืนกินเถิด จงกลืนกินเถิด เมื่อท่าน           
			<remark  id="s2b27c31l6" />           กลืนกินลูกสกาแล้ว ภายหลังยาพิษนี้จักแรงจัดขึ้น.
			<remark  id="s2b27c31l7" />		      จบ ลิตตชาดกที่ ๑. 
			<remark  id="s2b27c31l8" />		      ๒. มหาสารชาดก   
			<remark  id="s2b27c31l9" />		 ต้องการคนที่เหมาะกับเหตุการณ์        
			<remark  id="s2b27c31l10" />  	[๙๒] เมื่อสงครามเกิดขึ้น ย่อมต้องการคนกล้าหาญ เมื่อเกิดข่าวตื่นเต้นขึ้น           
			<remark  id="s2b27c31l11" />           ย่อมต้องการคนหนักแน่น เมื่อข้าวและน้ำมีบริบูรณ์ ย่อมต้องการคนที่รัก          
			<remark  id="s2b27c31l12" />           เมื่อข้อความลึกซึ้งเกิดขึ้น ย่อมต้องการบัณฑิต. 
			<remark  id="s2b27c31l13" />		    จบ มหาสารชาดกที่ ๒. 
			<remark  id="s2b27c31l14" />		     ๓. วิสสาสโภชนชาดก
			<remark  id="s2b27c31l15" />		     ว่าด้วยการไว้วางใจ 
			<remark  id="s2b27c31l16" />  	[๙๓] บุคคลไม่ควรไว้วางใจในผู้ที่ยังไม่คุ้นเคยกัน แม้ผู้ที่คุ้นเคยกันแล้วก็ไม่     
			<remark  id="s2b27c31l17" />           ควรไว้วางใจ ภัยย่อมมาจากผู้ที่คุ้นเคยกัน เหมือนภัยของราชสีห์ เกิดจาก         
			<remark  id="s2b27c31l18" />           แม่เนื้อฉะนั้น.
			<remark  id="s2b27c31l19" />		   จบ วิสสาสโภชนชาดกที่ ๓. 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b27c32" >
		<para id="s2b27c32p">
			<remark  id="s2b27c32l1" />		      ๔. โลมหังสชาดก  
			<remark  id="s2b27c32l2" />		ว่าด้วยการแสวงหาอย่างประเสริฐ         
			<remark  id="s2b27c32l3" />  	[๙๔] เราเป็นคนเร่าร้อน มีตัวอันเปียกชุ่ม อยู่แต่ผู้เดียวในป่าที่น่ากลัว เป็น      
			<remark  id="s2b27c32l4" />           คนเปลือยกาย ถึงแม้ความหนาวเบียดเบียนก็ไม่ผิงไฟ มุนีขวนขวาย   
			<remark  id="s2b27c32l5" />           ด้วยการแสวงหาอย่างประเสริฐ.  
			<remark  id="s2b27c32l6" />		    จบ โลมหังสชาดกที่ ๔.
			<remark  id="s2b27c32l7" />		     ๕. มหาสุทัสสนชาดก
			<remark  id="s2b27c32l8" />		        ว่าด้วยสังขาร 
			<remark  id="s2b27c32l9" />  	[๙๕] สังขารทั้งหลายไม่เที่ยงหนอ มีความเกิดขึ้น และเสื่อมไปเป็นธรรมดา
			<remark  id="s2b27c32l10" />           เกิดขึ้นแล้วย่อมดับไป ความที่สังขารเหล่านั้นสงบระงับเป็นสุข. 
			<remark  id="s2b27c32l11" />		   จบ มหาสุทัสสนชาดกที่ ๕.            
			<remark  id="s2b27c32l12" />		      ๖. เตลปัตตชาดก  
			<remark  id="s2b27c32l13" />		      ว่าด้วยการรักษาจิต
			<remark  id="s2b27c32l14" />  	[๙๖] บุคคลพึงประคองภาชนะอันเต็มเปี่ยมด้วยน้ำมัน ฉันใด บัณฑิตผู้ปรารถนา            
			<remark  id="s2b27c32l15" />           จะไปสู่ทิศที่ยังไม่เคยไป ก็พึงตามรักษาจิตของตนไว้ด้วยสติ ฉันนั้น.            
			<remark  id="s2b27c32l16" />		    จบ เตลปัตตชาดกที่ ๖.
			<remark  id="s2b27c32l17" />		     ๗. นามสิทธิชาดก  
			<remark  id="s2b27c32l18" />		   ว่าด้วยชื่อไม่เป็นของสำคัญ         
			<remark  id="s2b27c32l19" />  	[๙๗] มาณพตนหนึ่งชื่อว่าปาปกะ ได้เห็นคนชื่อว่านายเป็นตายลง เห็นนางทาสี             
			<remark  id="s2b27c32l20" />           ชื่อว่านางรวยทรัพย์จน เห็นคนชื่อว่านางทางหลงทาง แล้วก็กลับมา.
			<remark  id="s2b27c32l21" />		    จบ นามสิทธิชาดกที่ ๗.    
		</para>
	</section>
	<section id="s2b27c33" >
		<para id="s2b27c33p">
			<remark  id="s2b27c33l1" />		      ๘. กูฏวาณิชชาดก 
			<remark  id="s2b27c33l2" />		     ว่าด้วยคนผู้เป็นบัณฑิต           
			<remark  id="s2b27c33l3" />  	[๙๘] ธรรมดาคนที่เป็นบัณฑิตเป็นคนดี คนที่เป็นบัณฑิตเกินไปเป็นคนไม่ดี 
			<remark  id="s2b27c33l4" />           เราถูกไฟลวกเพราะบุตรที่เป็นบัณฑิตเกินไป.     
			<remark  id="s2b27c33l5" />		    จบ กูฏวาณิชชาดกที่ ๘.             
			<remark  id="s2b27c33l6" />		      ๙. ปโรสหัสสชาดก 
			<remark  id="s2b27c33l7" />		      ว่าด้วยคนผู้มีปัญญา             
			<remark  id="s2b27c33l8" />  	[๙๙] คนโง่เขลาประชุมกัน แม้ตั้งพันคนขึ้นไป พวกเขาไม่มีปัญญาพึงคร่ำ 
			<remark  id="s2b27c33l9" />           ครวญอยู่ตลอดร้อยปี ผู้ใดรู้แจ้งเนื้อความแห่งภาษิต ผู้นั้นเป็นบุรุษมี         
			<remark  id="s2b27c33l10" />           ปัญญา คนเดียวเท่านั้น ประเสริฐ.
			<remark  id="s2b27c33l11" />		     จบ ปโรสหัสสชาดก. 
			<remark  id="s2b27c33l12" />		      ๑๐. อสาตรูปชาดก 
			<remark  id="s2b27c33l13" />		    สิ่งที่ครอบงำคนประมาท             
			<remark  id="s2b27c33l14" />  	[๑๐๐] สิ่งที่ไม่เป็นที่พอใจ สิ่งที่ไม่เป็นที่รัก สิ่งที่เป็นทุกข์ ย่อมครอบงำ      
			<remark  id="s2b27c33l15" />            ผู้ประมาทด้วยสิ่งเป็นที่พอใจ สิ่งเป็นที่รัก และสิ่งที่เป็นสุข.
			<remark  id="s2b27c33l16" />		      จบ อสาตรูปชาดก. 
			<remark  id="s2b27c33l17" />		     จบ ลิตตวรรคที่ ๑๐. 
			<remark  id="s2b27c33l18" />		      จบ มัชฌิมปัณณาสก์.
			<remark  id="s2b27c33l19" />		     _________________ 
			<remark  id="s2b27c33l20" />		   รวมชาดกที่มีในวรรคนี้ คือ          
			<remark  id="s2b27c33l21" />           ๑. ลิตตชาดก            ๒. มหาสารชาดก         
			<remark  id="s2b27c33l22" />           ๓. วิสสาสโภชนชาดก      ๔. โลมหังสชาดก        
			<remark  id="s2b27c33l23" />           ๕. มหาสุทัสสนชาดก       ๖. เตลปัตตชาดก       
			<remark  id="s2b27c33l24" />           ๗. นามสิทธิชาดก         ๘. กูฏวาณิชชาดก      
			<remark  id="s2b27c33l25" />           ๙. ปโรสหัสสชาดก       ๑๐. อสาถูปชาดก.        
			<remark  id="s2b27c33l26" />		     _________________ 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b27c34" >
		<para id="s2b27c34p">
			<remark  id="s2b27c34l1" />		      ๑๑. ปโรสตวรรค   
			<remark  id="s2b27c34l2" />		       ๑. ปโรสตชาดก   
			<remark  id="s2b27c34l3" />คนมีปัญญาคนเดียวดีกว่าคนโง่เขลาตั้งร้อย 
			<remark  id="s2b27c34l4" />  	[๑๐๑] คนโง่เขลามาประชุมกัน แม้ตั้งร้อยคนขึ้นไป พวกเขาไม่มีปัญญา พึงเพ่ง           
			<remark  id="s2b27c34l5" />            ดูอยู่ตั้งร้อยปี ผู้ใดรู้แจ้งเนื้อความแห่งภาษิต ผู้นั้นเป็นบุรุษมีปัญญา     
			<remark  id="s2b27c34l6" />            คนเดียวเท่านั้น ประเสริฐกว่า. 
			<remark  id="s2b27c34l7" />		     จบ ปโรสตชาดกที่ ๑. 
			<remark  id="s2b27c34l8" />		       ๒. ปัณณิกชาดก  
			<remark  id="s2b27c34l9" />		      ว่าด้วยที่พึงให้โทษ             
			<remark  id="s2b27c34l10" />  	[๑๐๒] ผู้ใดเมื่อดิฉันได้รับทุกข์พึงเป็นที่พึ่งได้ ผู้นั้นคือบิดาของดิฉันกลับมาทำ  
			<remark  id="s2b27c34l11" />            ความประทุษร้ายแก่ดิฉันในป่า ดิฉันจะคร่ำครวญถึงใครในกลางป่า ผู้ใด            
			<remark  id="s2b27c34l12" />            ควรจะเป็นที่พึ่งของดิฉัน ผู้นั้นกลับมาทำกรรมอย่างสาหัส.     
			<remark  id="s2b27c34l13" />		     จบ ปัณณิกชาดกที่ ๒.
			<remark  id="s2b27c34l14" />		        ๓. เวริชาดก   
			<remark  id="s2b27c34l15" />		     การอยู่ร่วมกับมีเวรกัน           
			<remark  id="s2b27c34l16" />  	[๑๐๓] คนมีเวรกันอยู่ในที่ใด บัณฑิตไม่ควรอยู่ในที่นั้น เพราะเมื่ออยู่ในพวก         
			<remark  id="s2b27c34l17" />            คนมีเวรกันคืนเดียว หรือสองคืน ก็อยู่เป็นทุกข์.
			<remark  id="s2b27c34l18" />		      จบ เวริชาดกที่ ๓. 
			<remark  id="s2b27c34l19" />		      ๔. มิตตวินทชาดก 
			<remark  id="s2b27c34l20" />		  โทษผู้ลุอำนาจความปรารถนา            
			<remark  id="s2b27c34l21" />  	[๑๐๔] ผู้มีความปรารถนาจัด มี ๔ ก็ต้องการ ๘ มี ๘ ก็ต้องนั้น ๑๖ มี ๑๖ ก็ต้อง        
			<remark  id="s2b27c34l22" />            การ ๓๒ บัดนี้ มาได้รับกงจักรกรด  กงจักรกรดพัดอยู่เหนือศีรษะ 
			<remark  id="s2b27c34l23" />            ของคนผู้ลุอำนาจความปรารถนา. 
			<remark  id="s2b27c34l24" />		    จบ มิตตวินทชาดกที่ ๔.     
		</para>
	</section>
	<section id="s2b27c35" >
		<para id="s2b27c35p">
			<remark  id="s2b27c35l1" />		      ๕. ทุพพลกัฏฐชาดก
			<remark  id="s2b27c35l2" />		     ว่าด้วยช้างกลัวไม้แห้ง           
			<remark  id="s2b27c35l3" />  	[๑๐๕] ลมย่อมพัดไม้แห้งที่ทุรพลในป่านี้ แม้มีจำนวนมากมายให้หักลง ดูกร
			<remark  id="s2b27c35l4" />            ช้างตัวประเสริฐ ถ้าท่านมากลัวต่อไม้แห้งนั้น ท่านจักซูบผอมเป็นแน่.           
			<remark  id="s2b27c35l5" />		    จบ ทุพพลกัฏฐชาดกที่ ๕.            
			<remark  id="s2b27c35l6" />		       ๖. อุทัญจนีชาดก
			<remark  id="s2b27c35l7" />		       ว่าด้วยหญิงโจร 
			<remark  id="s2b27c35l8" />  	[๑๐๖] หญิงโจรผู้นำของไปด้วยหม้อน้ำ เบียดเบียนฉัน ผู้เคยมีชีวิตอยู่เป็นสุข         
			<remark  id="s2b27c35l9" />            จะขอน้ำมัน หรือเกลือ ก็ด้วยการกล่าวคำอ่อนหวานฐานเป็นภรรยา.  
			<remark  id="s2b27c35l10" />		     จบ อุทัญจนีชาดกที่ ๖.            
			<remark  id="s2b27c35l11" />		      ๗. สาลิตตกชาดก  
			<remark  id="s2b27c35l12" />		       ว่าด้วยคนมีศิลปะ 
			<remark  id="s2b27c35l13" />  	[๑๐๗] ขึ้นชื่อว่าศิลปะแม้อย่างใดอย่างหนึ่ง ย่อมยังประโยชน์ให้สำเร็จโดยแท้         
			<remark  id="s2b27c35l14" />            ขอเชิญพระองค์ ทรงทอดพระเนตร บุรุษเปลี้ยได้บ้านส่วยทั้ง ๔ ทิศ
			<remark  id="s2b27c35l15" />            ก็เพราะการดีดมูลแพะ.        
			<remark  id="s2b27c35l16" />		    จบ สาลิตตกชาดกที่ ๗.
			<remark  id="s2b27c35l17" />		       ๘. พาหิยชาดก   
			<remark  id="s2b27c35l18" />		     เป็นคนควรศึกษาศิลปะ
			<remark  id="s2b27c35l19" />  	[๑๐๘] บุคคลควรศึกษาศิลปะทั้งหลาย ชนทั้งหลายที่พอใจในศิลปะนั้นก็มีอยู่             
			<remark  id="s2b27c35l20" />            แม้แต่หญิงที่เกิดในจังหวัดชั้นนอก ก็ยังทำให้พระราชาทรงโปรดปรานได้           
			<remark  id="s2b27c35l21" />            ด้วยความกระมิดกระเมี้ยนของเธอ.
			<remark  id="s2b27c35l22" />		     จบ พาหิยชาดกที่ ๘. 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b27c36" >
		<para id="s2b27c36p">
			<remark  id="s2b27c36l1" />		      ๙. กุณฑกปูวชาดก 
			<remark  id="s2b27c36l2" />		   ว่าด้วยมีอย่างไรกินอย่างนั้น       
			<remark  id="s2b27c36l3" />  	[๑๐๙] บุรุษกินอย่างไร เทวดาของบุรุษนั้นก็กินอย่างนั้น ท่านจงนำเอาขนมรำ            
			<remark  id="s2b27c36l4" />            นั้นมา อย่าให้ส่วนของเราเสียไปเลย.          
			<remark  id="s2b27c36l5" />		    จบ กุณฑกปูวชาดกที่ ๙.             
			<remark  id="s2b27c36l6" />		    ๑๐. สัพพสังหารกปัญหา
			<remark  id="s2b27c36l7" />		ว่าด้วยการพูดของหญิง ๒ ประเภท         
			<remark  id="s2b27c36l8" />  	[๑๑๐] กลิ่นเครื่องอบทั้งปวงไม่มี มีแต่กลิ่นดอกประยงล้วนฟุ้งไป หญิงนักเลง          
			<remark  id="s2b27c36l9" />            คนนี้ ย่อมกล่าวคำเหลาะแหละ หญิงผู้ใหญ่กล่าวคำจริง.          
			<remark  id="s2b27c36l10" />		   จบ สัพสังหารกปัญหาที่ ๑๐.          
			<remark  id="s2b27c36l11" />		    จบ ปโรสตวรรคที่ ๑๑. 
			<remark  id="s2b27c36l12" />		    _________________  
			<remark  id="s2b27c36l13" />		   รวมชาดกที่มีในวรรคนี้ คือ          
			<remark  id="s2b27c36l14" />            ๑. ปโรสตชาดก           ๒. ปัณณิกชาดก        
			<remark  id="s2b27c36l15" />            ๓. เวริชาดก             ๔. มิตตวินทชาดก     
			<remark  id="s2b27c36l16" />            ๕. ทุพพลกัฏฐชาดก         ๖. อุทัญจนีชาดก    
			<remark  id="s2b27c36l17" />            ๗. สาลิตตกชาดก          ๘. พาหิยชาดก        
			<remark  id="s2b27c36l18" />            ๙. กุณฑกปูวชาดก         ๑๐. สัพพสังหารกปัญหา. 
			<remark  id="s2b27c36l19" />		     _________________ 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b27c37" >
		<para id="s2b27c37p">
			<remark  id="s2b27c37l1" />		       ๑๒. หังสิวรรค  
			<remark  id="s2b27c37l2" />		       ๑. คัทรภปัญหา  
			<remark  id="s2b27c37l3" />		     ว่าด้วยลากับม้าอัสดร             
			<remark  id="s2b27c37l4" />  	[๑๑๑] ข้าแต่พระราชาผู้ประเสริฐ ถ้าพระองค์ทรงสำคัญอย่างนี้ว่าบิดาประเสริฐ          
			<remark  id="s2b27c37l5" />            กว่าบุตรไซร้ มิฉะนั้น ลาตัวนี้ก็ประเสริฐกว่าม้าอัสดรของพระองค์
			<remark  id="s2b27c37l6" />            เพราะว่าลาเป็นพ่อม้าอัสดร.  
			<remark  id="s2b27c37l7" />		     จบ คัทรภปัญหาที่ ๑.
			<remark  id="s2b27c37l8" />		      ๒. อมราเทวีปัญหา
			<remark  id="s2b27c37l9" />		     บอกใบ้หนทางไปบ้าน
			<remark  id="s2b27c37l10" />  	[๑๑๒] ร้านขายข้าวสัตตู ร้านขายน้ำส้มพะอูม และต้นทองหลางใบมนซึ่งมีดอก
			<remark  id="s2b27c37l11" />            บานแล้ว มีอยู่ ณ ที่ใด ท่านจงไป ณ ที่นั้นเถิด ฉันให้ของด้วยมือใด            
			<remark  id="s2b27c37l12" />            ฉันย่อมกล่าวด้วยมือนั้น ฉันไม่ได้ของด้วยมือใด ฉันไม่กล่าวด้วยมือนั้น        
			<remark  id="s2b27c37l13" />            นี่เป็นหนทางของบ้านชื่อว่ายวมัชฌกคาม ท่านจงรู้ทางที่ฉันกล่าวปกปิด           
			<remark  id="s2b27c37l14" />            นี้เองเถิด. 
			<remark  id="s2b27c37l15" />		    จบ อมราเทวีปัญหา ที่ ๒.           
			<remark  id="s2b27c37l16" />		        ๓. สิคลชาดก   
			<remark  id="s2b27c37l17" />		    ว่าด้วยพราหมณ์เชื่อสุนัข          
			<remark  id="s2b27c37l18" />  	[๑๑๓] ดูกรพราหมณ์ ท่านเชื่อสุนัขผู้ดื่มสุราหรือ เพียง ๑๐๐ เบี้ยก็ไม่มี อย่าว่า    
			<remark  id="s2b27c37l19" />            ถึง ๒๐๐ กหาปณะเลย?          
			<remark  id="s2b27c37l20" />		     จบ สิคาลชาดกที่ ๖. 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b27c38" >
		<para id="s2b27c38p">
			<remark  id="s2b27c38l1" />		       ๔. มิตจินติชาดก
			<remark  id="s2b27c38l2" />		  ว่าด้วยปลาช่วยปลาให้พ้นข่าย         
			<remark  id="s2b27c38l3" />  	[๑๑๔] ปลา ๒ ตัวคือ ปลาพหูจินตี และปลาอัปปจินตี ติดอยู่ในข่าย ปลาชื่อ
			<remark  id="s2b27c38l4" />            มิตจินตีได้ช่วยให้พ้นจากข่าย ปลาทั้ง ๒ ตัวจึงได้มาพร้อมกันกับปลา            
			<remark  id="s2b27c38l5" />            จินตี ในแม่น้ำนั้น.         
			<remark  id="s2b27c38l6" />		     จบ มิตจินติชาดกที่ ๔.            
			<remark  id="s2b27c38l7" />		      ๕. อนุสาสิกชาดก 
			<remark  id="s2b27c38l8" />		      ว่าด้วยดีแต่สอนผู้อื่น          
			<remark  id="s2b27c38l9" />  	[๑๑๕] นางนกสาลิกาตัวใด สั่งสอนนกตัวอื่นอยู่เนืองๆ ตัวเองมีปกติเที่ยวไป            
			<remark  id="s2b27c38l10" />            ด้วยละโมบ นางนกสาลิกาตัวนั้นถูกล้อบดแล้วมีปีกหักนอนอยู่.    
			<remark  id="s2b27c38l11" />		    จบ อนุสาสิกชาดกที่ ๕.             
			<remark  id="s2b27c38l12" />		       ๖. ทุพพจชาดก   
			<remark  id="s2b27c38l13" />		   ได้รับโทษเพราะทำเกินไป             
			<remark  id="s2b27c38l14" />  	[๑๑๖] ท่านอาจารย์ ท่านได้ทำเกินไป การกระทำของท่านนั้นไม่ชอบใจแม้แก่ 
			<remark  id="s2b27c38l15" />            ข้าพเจ้า ท่านโดดพ้นหอกเล่มที่ ๔ แล้ว ถูกหอกเล่มที่ ๕ เสียบเข้าแล้ว.         
			<remark  id="s2b27c38l16" />		     จบ ทุพพจชาดกที่ ๖. 
			<remark  id="s2b27c38l17" />		       ๗. ติตติรชาดก  
			<remark  id="s2b27c38l18" />		     ว่าด้วยตายเพราะปาก 
			<remark  id="s2b27c38l19" />  	[๑๑๗] วาจาที่ดังเกินไป ความเป็นผู้มีกำลังแรงเกินไป บุคคลกล่าวล่วงเวลา             
			<remark  id="s2b27c38l20" />            ย่อมฆ่าบุคคลผู้มีปัญญาทรามเสีย ดุจวาจาที่ฆ่านกกระทาผู้ขันดังเกินไป          
			<remark  id="s2b27c38l21" />            ฉะนั้น.     
			<remark  id="s2b27c38l22" />		     จบ ติตติรชาดกที่ ๗.
		</para>
	</section>
	<section id="s2b27c39" >
		<para id="s2b27c39p">
			<remark  id="s2b27c39l1" />		       ๘. วัฏฏกชาดก   
			<remark  id="s2b27c39l2" />		     ว่าด้วยการใช้ความคิด             
			<remark  id="s2b27c39l3" />  	[๑๑๘] บุรุษเมื่อไม่คิดก็ย่อมไม่ได้ผลพิเศษ ท่านจงดูผลแห่งอุบายที่เราคิดเถิด        
			<remark  id="s2b27c39l4" />            เราพ้นแล้วจากการฆ่าและจองจำ ก็ด้วยอุบายนั้น.
			<remark  id="s2b27c39l5" />		     จบ วัฏฏกชาดกที่ ๘. 
			<remark  id="s2b27c39l6" />		      ๙. อกาลราวิชาดก 
			<remark  id="s2b27c39l7" />		    ว่าด้วยไก่ขันไม่ถูกเวลา           
			<remark  id="s2b27c39l8" />  	[๑๑๙] ไก่ตัวนี้ไม่ได้เติบโตอยู่กับพ่อแม่ ไม่ได้อยู่ในสำนักอาจารย์ ย่อมไม่รู้จัก   
			<remark  id="s2b27c39l9" />            กาลที่ควรขัน และไม่ควรขัน.  
			<remark  id="s2b27c39l10" />		    จบ อกาลราวิชาดกที่ ๙.             
			<remark  id="s2b27c39l11" />		     ๑๐. พันธนโมกขชาดก
			<remark  id="s2b27c39l12" />		ว่าด้วยการหลุดพ้นจากเครื่องผูกมัด     
			<remark  id="s2b27c39l13" />  	[๑๒๐] คนพาลทั้งหลายผู้ไม่ถูกผูกมัด กล่าวขึ้นในที่ใด ก็ย่อมถูกผูกมัดในที่นั้น      
			<remark  id="s2b27c39l14" />            ส่วนบัณฑิต แม้ถูกผูกมัดแล้ว กล่าวขึ้นในที่ใด ก็หลุดพ้นได้ในที่นั้น.         
			<remark  id="s2b27c39l15" />		   จบ พันธนโมกขชาดกที่ ๑๐.            
			<remark  id="s2b27c39l16" />		     จบ หังสิวรรคที่ ๑๒.
			<remark  id="s2b27c39l17" />		    _________________  
			<remark  id="s2b27c39l18" />		   รวมชาดกที่มีในวรรคนี้ คือ          
			<remark  id="s2b27c39l19" />            ๑. คัทรภปัญหา            ๒. อมราเทวีปัญหา   
			<remark  id="s2b27c39l20" />            ๓. สิคาลชาดก            ๔. มิตจินติชาดก     
			<remark  id="s2b27c39l21" />            ๕. อนุสาสิกชาดก          ๖. ทุพพจชาดก       
			<remark  id="s2b27c39l22" />            ๗. ติตติรชาดก            ๘. วัฏฏกชาดก       
			<remark  id="s2b27c39l23" />            ๙. อกาลราวิชาดก        ๑๐. พันธนโมกขชาดก.   
			<remark  id="s2b27c39l24" />		     _________________ 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b27c40" >
		<para id="s2b27c40p">
			<remark  id="s2b27c40l1" />		      ๑๓. กุสนาฬิวรรค 
			<remark  id="s2b27c40l2" />		       ๑. กุสนาฬิชาดก 
			<remark  id="s2b27c40l3" />		 ว่าด้วยประโยชน์ของการผูกมิตร         
			<remark  id="s2b27c40l4" />  	[๑๒๑] บุคคลผู้เสมอกัน ประเสริฐกว่ากัน หรือเลวกว่ากัน พึงกระทำมิตร 
			<remark  id="s2b27c40l5" />            ธรรมเถิด เพราะมิตรเหล่านั้น เมื่อความเสื่อมเกิดขึ้น ก็พึงทำประโยชน์         
			<remark  id="s2b27c40l6" />            อันอุดมให้ได้ ดุจเราผู้เป็นรุกขเทวดาและกุสนาฬิเทวดา คบหาเป็น
			<remark  id="s2b27c40l7" />            มิตรกัน ฉะนั้น.             
			<remark  id="s2b27c40l8" />		     จบ กุสนาฬิชาดกที่ ๑.             
			<remark  id="s2b27c40l9" />		       ๒. ทุมเมธชาดก  
			<remark  id="s2b27c40l10" />		   คนโง่ได้ยศไม่เป็นประโยชน์          
			<remark  id="s2b27c40l11" />  	[๑๒๒] ผู้มีปัญญาทรามได้ยศแล้ว ย่อมประพฤติสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แก่ตน
			<remark  id="s2b27c40l12" />            ย่อมปฏิบัติเพื่อความเบียดเบียนตนและคนอื่น ฯ 
			<remark  id="s2b27c40l13" />		     จบ ทุมเมธชาดกที่ ๒.
			<remark  id="s2b27c40l14" />		       ๓. นังคลีสชาดก 
			<remark  id="s2b27c40l15" />		  คนพาลกล่าวคำที่ไม่ควรกล่าว          
			<remark  id="s2b27c40l16" />  	[๑๒๓] คนพาล ย่อมกล่าวคำที่ไม่ควรกล่าวทุกอย่างได้ในทุกแห่ง คนพาลนี้
			<remark  id="s2b27c40l17" />            ไม่รู้จักเนยข้น และงอนไถ ย่อมสำคัญเนยข้นและนมสดว่าเหมือน    
			<remark  id="s2b27c40l18" />            งอนไถ.      
			<remark  id="s2b27c40l19" />		     จบ นังคลีสชาดกที่ ๓.   
		</para>
	</section>
	<section id="s2b27c41" >
		<para id="s2b27c41p">
			<remark  id="s2b27c41l1" />		        ๔. อัมพชาดก   
			<remark  id="s2b27c41l2" />		    บัณฑิตควรพยายามร่ำไป
			<remark  id="s2b27c41l3" />  	[๑๒๔] บุรุษผู้เป็นบัณฑิตควรพยายามร่ำไป ไม่ควรเบื่อหน่าย จงดูผลแห่ง
			<remark  id="s2b27c41l4" />            ความพยายาม ผลมะม่วงทั้งหลายที่หล่นให้บริโภคอยู่ก็ด้วยความพยายาม             
			<remark  id="s2b27c41l5" />            ทั้งนั้น ไม่ใช่ของที่ได้บินมาเลย.           
			<remark  id="s2b27c41l6" />		      จบ อัมพชาดกที่ ๔. 
			<remark  id="s2b27c41l7" />		       ๕. กฏาหกชาดก   
			<remark  id="s2b27c41l8" />		        ว่าด้วยคนขี้โอ่ 
			<remark  id="s2b27c41l9" />  	[๑๒๕] ผู้ใดไปสู่ชนบทอื่น ผู้นั้นพึงกล่าวอวดแม้มากมาย ดูกรกฏหกะ    
			<remark  id="s2b27c41l10" />            เจ้าของเงินจะติดตามมาประทุษร้ายเอา เชิญท่านบริโภคอาหารเสีย  
			<remark  id="s2b27c41l11" />            เถิด.       
			<remark  id="s2b27c41l12" />		     จบ กฏาหกชาดกที่ ๕. 
			<remark  id="s2b27c41l13" />		      ๖. อสิลักขณชาดก 
			<remark  id="s2b27c41l14" /> ว่าด้วยเหตุอย่างเดียวคนได้ผลต่างกัน    
			<remark  id="s2b27c41l15" />  	[๑๒๖] เหตุอย่างเดียวกันนั่นและ เป็นผลดีแก่คนคนหนึ่ง แต่เป็นผลร้ายแก่
			<remark  id="s2b27c41l16" />            อีกคนหนึ่งได้ เพราะฉะนั้น เหตุอย่างเดียวกัน มิใช่ว่าจะเป็นผลดีไป            
			<remark  id="s2b27c41l17" />            ทั้งหมด และมิใช่ว่าจะเป็นผลร้ายไปทั้งหมด.   
			<remark  id="s2b27c41l18" />		    จบ อสิลักขณชาดกที่ ๖.             
			<remark  id="s2b27c41l19" />		       ๗. กลัณฑุกชาดก 
			<remark  id="s2b27c41l20" />		   ว่าด้วยสกุลของนายกลัณฑุกะ          
			<remark  id="s2b27c41l21" />  	[๑๒๗] สกุลของท่านไม่ใช่สกุลสูง เราผู้เที่ยวอยู่ในป่าก็ยังรู้ได้ นายของท่าน        
			<remark  id="s2b27c41l22" />            ทราบแน่แล้วพึงจับท่านไป ดูกรนายกลัณฑุกะ ท่านจงดื่มน้ำนมเสียเถิด.            
			<remark  id="s2b27c41l23" />		     จบ กลัณฑุกชาดกที่ ๗.         
		</para>
	</section>
	<section id="s2b27c42" >
		<para id="s2b27c42p">
			<remark  id="s2b27c42l1" />		        ๘. มูสิกชาดก  
			<remark  id="s2b27c42l2" />		    ว่าด้วยผู้เอาธรรมบังหน้า          
			<remark  id="s2b27c42l3" />  	[๑๒๘] ผู้ใดและทำธรรมให้เป็นธง แต่ซ่อนความประพฤติไม่ดีไว้ล่อผู้อื่นให้             
			<remark  id="s2b27c42l4" />            ตายใจ ความประพฤติของผู้นั้นชื่อว่า เป็นความประพฤติของแมว.   
			<remark  id="s2b27c42l5" />		      จบ มูสิกชาดกที่ ๘.
			<remark  id="s2b27c42l6" />		       ๙. อัคคิกชาดก  
			<remark  id="s2b27c42l7" />		      ว่าด้วยท่านอัคคิกะ
			<remark  id="s2b27c42l8" />  	[๑๒๙] แหยมนี้ไม่มีอยู่เพราะเหตุแห่งบุญ มีอยู่เพราะเหตุจะกินผู้อื่น ฝูงหนู         
			<remark  id="s2b27c42l9" />            ย่อมไม่ถึงวิธีนับชื่ออังคุฏฐิ พอทีเถอะท่านอัคคิกะ.          
			<remark  id="s2b27c42l10" />		     จบ อัคคิกชาดกที่ ๙.
			<remark  id="s2b27c42l11" />		       ๑๐. โกสิยชาดก  
			<remark  id="s2b27c42l12" />		 ว่าด้วยถ้อยคำกับการกินไม่สมกัน       
			<remark  id="s2b27c42l13" />  	[๑๓๐] ดูกรท่านผู้โกสิยะ ท่านจงกินยาให้สมกับที่ท่านอ้างว่าป่วย หรือจงทำ            
			<remark  id="s2b27c42l14" />            การงานให้สมกับอาหารที่ท่านบริโภค เพราะถ้อยคำกับการกินของท่าน
			<remark  id="s2b27c42l15" />            ทั้ง ๒ ประการ ไม่สมกัน.     
			<remark  id="s2b27c42l16" />		     จบ โกสิยชาดกที่ ๑๐.
			<remark  id="s2b27c42l17" />		    จบ กุสนาฬิวรรคที่ ๑๓.             
			<remark  id="s2b27c42l18" />		    __________________ 
			<remark  id="s2b27c42l19" />		   รวมชาดกที่มีในวรรคนี้ คือ          
			<remark  id="s2b27c42l20" />            ๑. กุสนาฬิชาดก        ๒. ทุมเมธชาดก         
			<remark  id="s2b27c42l21" />            ๓. นังคลีสชาดก        ๔. อัมพชาดก           
			<remark  id="s2b27c42l22" />            ๕. กฏาหกชาดก        ๖. อสิลักขณชาดก         
			<remark  id="s2b27c42l23" />            ๗. กลัณฑุกชาดก        ๘. มูสิกชาดก          
			<remark  id="s2b27c42l24" />            ๙. อัคคิกชาดก        ๑๐. โกสิยชาดก.     
		</para>
	</section>
	<section id="s2b27c43" >
		<para id="s2b27c43p">
			<remark  id="s2b27c43l1" />		     ๑๔. อสัมปทานวรรค 
			<remark  id="s2b27c43l2" />		      ๑. อสัมปทานชาดก 
			<remark  id="s2b27c43l3" />		การไม่รับของทำให้เกิดการแตกร้าว       
			<remark  id="s2b27c43l4" />  	[๑๓๑] ความไมตรีของผู้ใดผู้หนึ่งซึ่งเป็นคนพาล ย่อมเป็นโทษแตกร้าวจากกัน             
			<remark  id="s2b27c43l5" />            เพราะไม่รับของไว้ เพราะฉะนั้น เราจึงรับเอาข้าวลีบกึ่ง  มานะไว้            
			<remark  id="s2b27c43l6" />            ด้วยมาคิดว่า ความไมตรีของเราอย่าได้แตกร้าวเสียเลย ขอให้ไมตรีของ             
			<remark  id="s2b27c43l7" />            เรานี้ ดำรงยั่งยืนต่อไปเถิด.
			<remark  id="s2b27c43l8" />		    จบ อสัมปทานชาดกที่ ๑.             
			<remark  id="s2b27c43l9" />		      ๒. ปัญจภีรุกชาดก
			<remark  id="s2b27c43l10" />		      ว่าด้วยความสวัสดี 
			<remark  id="s2b27c43l11" />  	[๑๓๒] เราไม่ตกอยู่ในอำนาจของพวกผีเสื้อน้ำ เพราะความเพียรมั่นคง ดำรง 
			<remark  id="s2b27c43l12" />            อยู่ในคำแนะนำของผู้ฉลาด และเป็นผู้ขลาดต่อภัย ความสวัสดีจากภัย 
			<remark  id="s2b27c43l13" />            ใหญ่นั้น เกิดขึ้นแล้วแก่เรา.
			<remark  id="s2b27c43l14" />		    จบ ปัญจภีรุกชาดกที่ ๒.            
			<remark  id="s2b27c43l15" />		       ๓. ฆตาสนชาดก   
			<remark  id="s2b27c43l16" />		     ว่าด้วยภัยเกิดจากที่พึ่ง         
			<remark  id="s2b27c43l17" />  	[๑๓๓] ความเกษมมีอยู่บนหลังน้ำใด บนหลังน้ำนั้น มีข้าศึกมารบกวน ไฟลุก 
			<remark  id="s2b27c43l18" />            โพลงอยู่ ณ ท่ามกลางน้ำ วันนี้ การอยู่ของพวกเราที่ต้นไม้อันเกิดที่           
			<remark  id="s2b27c43l19" />            แผ่นดินนี้ไม่มี ท่านทั้งหลายจงพากันหลีกไปเสียยังทิศทั้งหลายเถิด วันนี้      
			<remark  id="s2b27c43l20" />            ภัยเกิดขึ้นจากที่พึ่งของพวกเรา.             
			<remark  id="s2b27c43l21" />		     จบ ฆตาสนชาดกที่ ๓. 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b27c44" >
		<para id="s2b27c44p">
			<remark  id="s2b27c44l1" />		      ๔. ฌานโสธนชาดก  
			<remark  id="s2b27c44l2" />		    ว่าด้วยสุขเกิดจากสมาบัติ          
			<remark  id="s2b27c44l3" />  	[๑๓๔] สัตว์เหล่าใดเป็นผู้มีสัญญา แม้สัตว์เหล่านั้นก็ชื่อว่าเป็นทุคตะ
			<remark  id="s2b27c44l4" />            สัตว์เหล่าใดเป็นผู้ไม่มีสัญญา ถึงสัตว์เหล่านั้นก็ชื่อว่า เป็นทุคตะ ท่าน     
			<remark  id="s2b27c44l5" />            จงละเว้นความเป็นสัญญีสัตว์และอสัญญีสัตว์ทั้ง ๒ นี้เสีย สุขอันเกิด           
			<remark  id="s2b27c44l6" />            จากสมาบัตินั้น เป็นของไม่มีกิเลสเครื่องยั่วยวน.             
			<remark  id="s2b27c44l7" />		    จบ ฌานโสธนชาดกที่ ๔.
			<remark  id="s2b27c44l8" />		       ๕. จันทาภชาดก  
			<remark  id="s2b27c44l9" />		  ว่าด้วยผู้เข้าถึงอาภัสสรพรหม        
			<remark  id="s2b27c44l10" />  	[๑๓๕] ในโลกนี้ ผู้ใดหยั่งลงสู่แสงจันทร์และแสงอาทิตย์ด้วยปัญญา ผู้นั้นย่อม         
			<remark  id="s2b27c44l11" />            เข้าถึงอาภัสสรพรหมโลก ด้วยฌานอันไม่มีวิตก   
			<remark  id="s2b27c44l12" />		    จบ  จันทาภชาดกที่ ๕.
			<remark  id="s2b27c44l13" />		     ๖. สุวรรณหังสชาดก
			<remark  id="s2b27c44l14" />		       โลภมากลาภหาย   
			<remark  id="s2b27c44l15" />  	[๑๓๖] บุคคลได้สิ่งใด ควรยินดีด้วยสิ่งนั้น เพราะความโลภเกินประมาณ  
			<remark  id="s2b27c44l16" />            เป็นความลามก นางพราหมณีจับพระยาหงส์ได้แล้ว ก็เสื่อมจาก      
			<remark  id="s2b27c44l17" />            ทองคำ.      
			<remark  id="s2b27c44l18" />		   จบ สุวรรณหังสชาดกที่ ๖.            
			<remark  id="s2b27c44l19" />		        ๗. พัพชาดก    
			<remark  id="s2b27c44l20" />		     ว่าด้วยวิธีให้แมวตาย             
			<remark  id="s2b27c44l21" />  	[๑๓๗] แมวตัวที่ ๑ ได้หนูหรือเนื้อในที่ใด แมวตัวที่ ๒ ที่ ๓ และ ที่ ๔ ก็           
			<remark  id="s2b27c44l22" />            เกิดขึ้นในที่นั้น แมวเหล่านั้นได้พากันเอาอกฟาดปล่องแก้วผลึกนี้ แล้ว         
			<remark  id="s2b27c44l23" />            ถึงความสิ้นชีวิตทั้งหมด.    
			<remark  id="s2b27c44l24" />		      จบ พัพพุชาดกที่ ๗.
		</para>
	</section>
	<section id="s2b27c45" >
		<para id="s2b27c45p">
			<remark  id="s2b27c45l1" />		        ๘. โคธชาดก    
			<remark  id="s2b27c45l2" />		    ว่าด้วยฤาษีหลอกกินเหี้ย           
			<remark  id="s2b27c45l3" />  	[๑๓๘] ดูกรท่านผู้มีปัญญาทราม ประโยชน์อะไรแก่ท่านด้วยชฎาทั้งหลาย   
			<remark  id="s2b27c45l4" />            ประโยชน์อะไรแก่ท่านด้วยหนังเสือ ภายในของท่านขรุขระ ท่านย่อม 
			<remark  id="s2b27c45l5" />            ขัดสีแต่ภายนอก.             
			<remark  id="s2b27c45l6" />		      จบ โคธชาดกที่ ๘.
			<remark  id="s2b27c45l7" />		      ๙. อุภโตภัฏฐชาดก
			<remark  id="s2b27c45l8" />		  ว่าด้วยผู้เสียหายหมดทุกอย่าง        
			<remark  id="s2b27c45l9" />  	[๑๓๙] ตาของท่านก็แตก ผ้าของท่านก็หาย ภรรยาของท่านก็ทะเลาะกับหญิง  
			<remark  id="s2b27c45l10" />            เพื่อนบ้าน ท่านมีการงานเสีย ๒ ทาง คือ ทั้งทางน้ำและทางบก.   
			<remark  id="s2b27c45l11" />		    จบ อุภโตภัฏฐชาดกที่ ๙.            
			<remark  id="s2b27c45l12" />		       ๑๐. กากชาดก    
			<remark  id="s2b27c45l13" />		     ว่าด้วยกาไม่มีมันเหลว            
			<remark  id="s2b27c45l14" />  	[๑๔๐] ขึ้นชื่อว่ากาทั้งหลาย มีใจหวาดเสียวอยู่เป็นนิตย์ เป็นผู้เบียดเบียนสัตว์     
			<remark  id="s2b27c45l15" />            ทั้งปวง เพราะฉะนั้น กาทั้งหลายผู้เป็นญาติของเราจึงไม่มีมันเหลว.             
			<remark  id="s2b27c45l16" />		     จบ กากชาดกที่ ๑๐.
			<remark  id="s2b27c45l17" />		   จบ อสัมปทานวรรคที่ ๑๔.             
			<remark  id="s2b27c45l18" />		    _________________  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b27c46" >
		<para id="s2b27c46p">
			<remark  id="s2b27c46l1" />		   รวมชาดกที่มีในวรรคนี้ คือ          
			<remark  id="s2b27c46l2" />            ๑. อสัมปทานชาดก        ๒. ปัญจภีรุกชาดก     
			<remark  id="s2b27c46l3" />            ๓. ฆตาสนชาดก          ๔. ฌานโสธนชาดก        
			<remark  id="s2b27c46l4" />            ๕. จันทาภชาดก          ๖. สุวรรณหังสชาดก    
			<remark  id="s2b27c46l5" />            ๗. พัพพุชาดก            ๘. โคธชาดก          
			<remark  id="s2b27c46l6" />            ๙. อุภโตภัฏฐชาดก       ๑๐. กากชาดก.         
			<remark  id="s2b27c46l7" />		     _________________ 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b27c47" >
		<para id="s2b27c47p">
			<remark  id="s2b27c47l1" />		      ๑๕. กกัณฏกวรรค  
			<remark  id="s2b27c47l2" />		        ๑. โคธชาดก    
			<remark  id="s2b27c47l3" />		     คบคนชั่วไม่มีความสุข             
			<remark  id="s2b27c47l4" />  	[๑๔๑] ผู้คบคนชั่ว ย่อมไม่ได้ความสุขโดยส่วนเดียว เขาย่อมทำตนให้ถึง 
			<remark  id="s2b27c47l5" />            ความพินาศ เหมือนตระกูลเหี้ย ไม่ได้ความสุขจากกิ้งก่า ฉะนั้น. 
			<remark  id="s2b27c47l6" />		      จบ โคธชาดกที่ ๑.
			<remark  id="s2b27c47l7" />		       ๒. สิคาลชาดก   
			<remark  id="s2b27c47l8" />		    ว่าด้วยทำอุบายนอนตาย
			<remark  id="s2b27c47l9" />  	[๑๔๒] เหตุที่ท่านทำเป็นเหมือนนอนตายนี้ รู้ได้ยากอยู่ เพราะว่า เมื่อเราคาบ         
			<remark  id="s2b27c47l10" />            ปลายไม้ฆ้อนฉุดไป ไม้ฆ้อนก็ไม่หลุดจากมือของท่าน.             
			<remark  id="s2b27c47l11" />		     จบ สิคาลชาดกที่ ๒. 
			<remark  id="s2b27c47l12" />		       ๓. วิโรจนชาดก  
			<remark  id="s2b27c47l13" />		     ว่าด้วยผู้ถูกเยาะเย้ย            
			<remark  id="s2b27c47l14" />  	[๑๔๓] มันสมองของท่านไหลออกแล้ว กระหม่อมของท่านก็ถูกทำลายแล้ว      
			<remark  id="s2b27c47l15" />            ซี่โครงของท่านหักพังไปสิ้นแล้ว วันนี้ ท่านย่อมรุ่งเรืองแท้. 
			<remark  id="s2b27c47l16" />		     จบ วิโรจนชาดกที่ ๓.
			<remark  id="s2b27c47l17" />		       ๔. นังคุฏฐชาดก 
			<remark  id="s2b27c47l18" />		    ว่าด้วยบูชาไฟด้วยหางวัว           
			<remark  id="s2b27c47l19" />  	[๑๔๔] ดูกรไฟผู้ชาติชั่ว หางวัวสำหรับที่ข้าพเจ้าจะบูชาท่านนี้มีมาก วันนี้ เนื้อวัว 
			<remark  id="s2b27c47l20" />            ไม่มีจะบูชาท่านผู้ไม่สมควรแก่เนื้อวัว ท่านจงรับแต่หางวัวเถิด. 
			<remark  id="s2b27c47l21" />		     จบ นังคุฏฐชาดกที่ ๔.          
		</para>
	</section>
	<section id="s2b27c48" >
		<para id="s2b27c48p">
			<remark  id="s2b27c48l1" />		        ๕. ราธชาดก    
			<remark  id="s2b27c48l2" />		ว่าด้วยพูดเพ้อเจ้อเพราะความเขลา       
			<remark  id="s2b27c48l3" />  	[๑๔๕] ดูกรราธะ ท่านไม่รู้จักคนทั้งหลายที่ยังไม่มาในเวลาปฐมยาม ท่านพูด             
			<remark  id="s2b27c48l4" />            เพ้อเจ้อไปตามความโง่เขลา นางพราหมณีผู้โกสิยโคตรเป็นหญิงไม่ดี
			<remark  id="s2b27c48l5" />            หมดความรักใคร่ในบิดาของท่าน.
			<remark  id="s2b27c48l6" />		      จบ ราธชาดกที่ ๕.
			<remark  id="s2b27c48l7" />		        ๖. กากชาดก    
			<remark  id="s2b27c48l8" />		    ว่าด้วยกาวิดน้ำด้วยปาก            
			<remark  id="s2b27c48l9" />  	[๑๔๖] เออก็คางของเราเมื่อยล้าแล้ว และปากของเราก็ซูบซีด เราพากันเลิก 
			<remark  id="s2b27c48l10" />            เถอะ อย่าวิดเลย เพราะมหาสมุทรก็ยังเต็มอยู่ตามเดิม.          
			<remark  id="s2b27c48l11" />		      จบ กากชาดกที่ ๖.
			<remark  id="s2b27c48l12" />		      ๗. บุปผรัตตชาดก 
			<remark  id="s2b27c48l13" />เป็นทุกข์เพราะภรรยาไม่ได้ผ้าย้อมดอกคำ   
			<remark  id="s2b27c48l14" />   	[๑๔๗] ความทุกข์เพราะถูกเสียบหลาวนี้ก็ดี ความทุกข์ที่ถูกกาจิกเราก็ดี ก็ไม่        
			<remark  id="s2b27c48l15" />             เป็นความทุกข์ของเรา ความทุกข์ที่ว่าภรรยาของเราจะไม่ได้นุ่งห่มผ้าย้อม       
			<remark  id="s2b27c48l16" />             ดอกคำเที่ยวเล่นมหรสพในเดือน ๑๒ นี้ เป็นทุกข์ของเรา.        
			<remark  id="s2b27c48l17" />		    จบ บุปผรัตตชาดกที่ ๗.             
			<remark  id="s2b27c48l18" />		       ๘. สิคาลชาดก   
			<remark  id="s2b27c48l19" />		  ว่าด้วยสุนัขเข้าอยู่ในท้องช้าง      
			<remark  id="s2b27c48l20" />  	[๑๔๘] เราจะไม่เข้าไปสู่ท้องช้างบ่อยๆ อีกต่อไปแล้ว เพราะในเวลาที่เข้าไป            
			<remark  id="s2b27c48l21" />            อยู่ในท้องช้าง เราถูกภัยคุกคามแล้ว.         
			<remark  id="s2b27c48l22" />		     จบ สิคาลชาดกที่ ๘. 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b27c49" >
		<para id="s2b27c49p">
			<remark  id="s2b27c49l1" />		      ๙. เอกปัณณชาดก  
			<remark  id="s2b27c49l2" />		     ว่าด้วยต้นไม้ใบเดียว             
			<remark  id="s2b27c49l3" />  	[๑๔๙] ต้นไม้นี้มีเพียงใบเดียว จากพื้นสูงไม่เกิน ๔ นิ้ว ยังมีรสเช่นกับยาพิษ        
			<remark  id="s2b27c49l4" />            ต้นไม้นี้เติบโตขึ้นจักขมสักเพียงไหน?        
			<remark  id="s2b27c49l5" />		    จบ เอกปัณณชาดกที่ ๙.
			<remark  id="s2b27c49l6" />		       ๑๐. สัญชีวชาดก 
			<remark  id="s2b27c49l7" />		   ว่าด้วยโทษที่ยกย่องอสัตบุรุษ       
			<remark  id="s2b27c49l8" />  	  	[๑๕๐] ผู้ใดยกย่องอสัตบุรุษ และคบหาอสัตบุรุษ อสัตบุรุษย่อมทำผู้นั้นแหละ            
			<remark  id="s2b27c49l9" />            ให้เป็นอาหาร เหมือนเสือโคร่งที่ตายแล้ว สัญชีวมาณพร่ายมนต์ให้กลับ            
			<remark  id="s2b27c49l10" />            ฟื้นขึ้นมา ทำสัญชีวมาณพให้เป็นเหยื่อ ฉะนั้น.
			<remark  id="s2b27c49l11" />		     จบ สัญชีวชาดกที่ ๑๐.             
			<remark  id="s2b27c49l12" />		    จบ กกัณฏกวรรคที่ ๑๕.
			<remark  id="s2b27c49l13" />		     _________________ 
			<remark  id="s2b27c49l14" />		   รวมชาดกที่มีในวรรคนี้ คือ          
			<remark  id="s2b27c49l15" />            ๑. โคธชาดก          ๒. สิคาลชาดก            
			<remark  id="s2b27c49l16" />            ๓. วิโรจนชาดก        ๔. นังคุฏฐชาดก         
			<remark  id="s2b27c49l17" />            ๕. ราธชาดก          ๖. กากชาดก
			<remark  id="s2b27c49l18" />            ๗. บุปผรัตตชาดก       ๘. สิคาลชาดก          
			<remark  id="s2b27c49l19" />            ๙. เอกปัณณชาดก      ๑๐. สัญชีวชาดก.         
			<remark  id="s2b27c49l20" />		     _________________ 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b27c50" >
		<para id="s2b27c50p">
			<remark  id="s2b27c50l1" />		 รวมวรรคที่มีในเอกกนิบาตนี้ คือ       
			<remark  id="s2b27c50l2" />            ๑. อปัณณกวรรค          ๒. สีลวรรค           
			<remark  id="s2b27c50l3" />            ๓. กุรุงควรรค           ๔. กุลาวกวรรค       
			<remark  id="s2b27c50l4" />            ๕. อัตถกามวรรค         ๖. อาสิงสวรรค        
			<remark  id="s2b27c50l5" />            ๗. อิตถีวรรค            ๘. วรุณวรรค         
			<remark  id="s2b27c50l6" />            ๙. อปายิมหวรรค        ๑๐. ลิตตวรรค          
			<remark  id="s2b27c50l7" />           ๑๑. ปโรสตวรรค         ๑๒. หังสิวรรค          
			<remark  id="s2b27c50l8" />           ๑๓. กุสนาฬิวรรค         ๑๔. อสัมปทานวรรค     
			<remark  id="s2b27c50l9" />           ๑๕. กกัณฏกวรรค.
			<remark  id="s2b27c50l10" />		     จบ เอกกนิบาตชาดก 
			<remark  id="s2b27c50l11" />		     _________________ 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b27c51" >
		<para id="s2b27c51p">
			<remark  id="s2b27c51l1" />		        ทุกนิบาตชาดก  
			<remark  id="s2b27c51l2" />		        ๑. ทัฬหวรรค   
			<remark  id="s2b27c51l3" />		      ๑. ราโชวาทชาดก  
			<remark  id="s2b27c51l4" />		        ว่าด้วยวิธีชนะ
			<remark  id="s2b27c51l5" />  	[๑๕๑] พระเจ้าพัลลิกราชทรงแข็งต่อผู้ที่แข็ง ทรงชำนะคนอ่อนด้วยความอ่อน
			<remark  id="s2b27c51l6" />            ทรงชำนะคนดีด้วยความดี ทรงชำนะคนไม่ดีด้วยความไม่ดี พระราชา   
			<remark  id="s2b27c51l7" />            พระองค์นี้ เป็นเช่นนี้ ดูกรนายสารถี ท่านจงหลีกทางถวายพระราชาของ             
			<remark  id="s2b27c51l8" />            เราเถิด.    
			<remark  id="s2b27c51l9" />  	[๑๕๒] พระเจ้าพาราณสีทรงชำนะคนโกรธด้วยความไม่โกรธ ทรงชำนะคน        
			<remark  id="s2b27c51l10" />            ไม่ดีด้วยความดี ทรงชำนะคนตระหนี่ด้วยการให้ ทรงชำนะคนพูดเหลาะ
			<remark  id="s2b27c51l11" />            แหละด้วยคำสัตย์ พระราชาพระองค์นี้ เป็นเช่นนี้ ดูกรนายสารถี  
			<remark  id="s2b27c51l12" />            ท่านจงหลีกทางถวายพระราชาของเราเถิด.         
			<remark  id="s2b27c51l13" />		    จบ ราโชวาทชาดกที่ ๑.
			<remark  id="s2b27c51l14" />		       ๒. สิคาลชาดก   
			<remark  id="s2b27c51l15" />		  ว่าด้วยการทำโดยไม่พิจารณา           
			<remark  id="s2b27c51l16" />  	[๑๕๓] การงานเหล่านั้น ย่อมเผาบุคคลผู้มีการงานอันไม่ได้พิจารณาแล้ว รีบร้อน         
			<remark  id="s2b27c51l17" />            จะทำให้สำเร็จ เหมือนกับของร้อนที่บุคคลไม่พิจารณาก่อนแล้ว ใส่เข้า            
			<remark  id="s2b27c51l18" />            ไปในปาก ฉะนั้น.             
			<remark  id="s2b27c51l19" />  	[๑๕๔] อนึ่ง ราชสีห์ได้แผดสีหนาทที่ภูเขาเงิน สุนัขจิ้งจอกอยู่ในภูเขาเงิน           
			<remark  id="s2b27c51l20" />            ได้ฟังราชสีห์แผดเสียงก็กลัวตาย หวาดกลัว หัวใจแตกตาย.        
			<remark  id="s2b27c51l21" />		     จบ สิคาลชาดกที่ ๒. 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b27c52" >
		<para id="s2b27c52p">
			<remark  id="s2b27c52l1" />		        ๓. สูกรชาดก   
			<remark  id="s2b27c52l2" />		      ว่าด้วยหมูท้าราชสีห์            
			<remark  id="s2b27c52l3" />  	[๑๕๕] ดูกรสหาย เราก็มี ๔ เท้า แม้ท่านก็มี ๔ เท้า จงกลับมาสู้กันก่อนเถิด           
			<remark  id="s2b27c52l4" />            สหาย ท่านกลัวหรือ จึงหนีไป? 
			<remark  id="s2b27c52l5" />  	[๑๕๖] ดูกรหมู ท่านเป็นสัตว์สกปรก มีขนเหม็นเน่า มีกลิ่นเหม็นฟุ้งไป 
			<remark  id="s2b27c52l6" />            ดูกรสหาย ถ้าท่านประสงค์จะสู้รบกับเรา เราก็จะให้ชัยชนะแก่ท่าน. 
			<remark  id="s2b27c52l7" />		      จบ สูกรชาดกที่ ๓. 
			<remark  id="s2b27c52l8" />		        ๔. อุรคชาดก   
			<remark  id="s2b27c52l9" />		     ว่าด้วยงูผู้มีคุณธรรมสูง         
			<remark  id="s2b27c52l10" />  	[๑๕๗] ในที่นี้ พระยานาคประเสริฐกว่างูทั้งหลาย พระยานาคต้องการจะพ้น
			<remark  id="s2b27c52l11" />            ไปจากสำนักของข้าพเจ้าแปลงเพศเป็นดุจท่อนแก้วมณี เข้าไปอยู่ภายใน
			<remark  id="s2b27c52l12" />            ผ้าเปลือกไม้นี้ ข้าพเจ้าเคารพยำเกรงเพศของพระคุณเจ้า ซึ่งเป็นเพศ             
			<remark  id="s2b27c52l13" />            ประเสริฐนัก แม้จะหิวก็ไม่อาจจะจับนาค ซึ่งเข้าไปอยู่ภายในผ้าเปลือก           
			<remark  id="s2b27c52l14" />            ไม้นั้นออกมากินได้.         
			<remark  id="s2b27c52l15" />  	[๑๕๘] ท่านนั้น เคารพยำเกรงผู้มีเพศประเสริฐ แม้จะหิวก็ไม่อาจจะจับนาคซึ่ง           
			<remark  id="s2b27c52l16" />            เข้าไปอยู่ภายในผ้าเปลือกไม้นั้นออกมากินได้ ขอท่านนั้น จงเป็นผู้อัน          
			<remark  id="s2b27c52l17" />            พรหมคุ้มครอง ดำรงชีพอยู่สิ้นกาลนานเถิด อนึ่ง ขอภักษาหารอัน  
			<remark  id="s2b27c52l18" />            เป็นทิพย์จงปรากฏแก่ท่านเถิด.
			<remark  id="s2b27c52l19" />		      จบ อุรคชาดกที่ ๓. 
			<remark  id="s2b27c52l20" />		        ๕. ภัคคชาดก   
			<remark  id="s2b27c52l21" />		         ว่าด้วยอายุ  
			<remark  id="s2b27c52l22" />  	[๑๕๙] ข้าแต่ท่านบิดา ขอท่านจงเป็นอยู่ ๑๒๐ ปี ขอปีศาจจงอย่ากินฉันเลย 
			<remark  id="s2b27c52l23" />            ท่านจงเป็นอยู่ ๑๒๐ ปี เถิด. 
			<remark  id="s2b27c52l24" />  	[๑๖๐] แม้ท่านก็จงเป็นอยู่ ๑๒๐ ปี พวกปีศาจจงกินยาพิษ ท่านจงเป็นอยู่
			<remark  id="s2b27c52l25" />            ๑๒๐ ปี.     
			<remark  id="s2b27c52l26" />		      จบ ภัคคชาดกที่ ๕. 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b27c53" >
		<para id="s2b27c53p">
			<remark  id="s2b27c53l1" />		      ๖. อลีนจิตตชาดก 
			<remark  id="s2b27c53l2" />		      ว่าด้วยกัลยาณมิตร 
			<remark  id="s2b27c53l3" />  	[๑๖๑] เสนาหมู่ใหญ่อาศัยเจ้าอลีนจิต มีใจรื่นเริง ได้จับเป็นพระเจ้าโกศล             
			<remark  id="s2b27c53l4" />            ผู้ไม่ทรงอิ่มพระทัยด้วยราชสมบัติของพระองค์ ฉันใด.           
			<remark  id="s2b27c53l5" />  	[๑๖๒] ภิกษุผู้สมบูรณ์ด้วยกัลยาณมิตรเป็นที่พึ่งอาศัย ปรารภความเพียร เจริญ          
			<remark  id="s2b27c53l6" />            กุศลธรรม เพื่อบรรลุนิพพานอันเกษมจากโยคะ พึงบรรลุธรรมเป็นที่สิ้น             
			<remark  id="s2b27c53l7" />            ไปแห่งสังโยชน์ทั้งปวงโดยลำดับ ก็ฉันนั้น.    
			<remark  id="s2b27c53l8" />		    จบ อลีนจิตตชาดกที่ ๖.             
			<remark  id="s2b27c53l9" />		        ๗. คุณชาดก    
			<remark  id="s2b27c53l10" />		       ว่าด้วยมิตรธรรม
			<remark  id="s2b27c53l11" />  	[๑๖๓] ผู้เป็นใหญ่ย่อมขับไล่ผู้น้อยได้ตามความต้องการของตน นี่เป็นธรรมดา            
			<remark  id="s2b27c53l12" />            ของผู้มีกำลัง นางมฤคีผู้มีฟันคมแหลมของท่าน ได้คุกคามบุตรและภรรยา            
			<remark  id="s2b27c53l13" />            ของเรา ขอท่านจงทราบเถิด ภัยเกิดแต่ที่พึ่งแล้ว.
			<remark  id="s2b27c53l14" />  	[๑๖๔] ถ้าผู้ใด เป็นมิตรแม้จะมีกำลังน้อย แต่ตั้งอยู่ในมิตรธรรม ผู้นั้นชื่อว่า      
			<remark  id="s2b27c53l15" />            เป็นญาติ เป็นเผ่าพันธุ์ เป็นมิตร และเป็นสหายของเรา แน่ะนางมฤคี
			<remark  id="s2b27c53l16" />            ท่านอย่าดูหมิ่นสหายของเราอีกนะ เพราะว่า สุนัขจิ้งจอกตัวนี้ให้ชีวิต          
			<remark  id="s2b27c53l17" />            เราไว้.     
			<remark  id="s2b27c53l18" />		      จบ คุณชาดกที่ ๗.
			<remark  id="s2b27c53l19" />		        ๘. สุหนุชาดก  
			<remark  id="s2b27c53l20" />		 ว่าด้วยการเปรียบเทียบม้า ๒ ม้า       
			<remark  id="s2b27c53l21" />  	[๑๖๕] การที่ม้าโกงสุหนุกระทำความรักกับม้าโสณะนี้ ย่อมมีด้วยปกติที่ไม่             
			<remark  id="s2b27c53l22" />            เสมอกันก็หามิได้ ม้าโสณะ เป็นเช่นใด แม้ม้าสุหนุก็เป็นเช่นนั้น 
			<remark  id="s2b27c53l23" />            ม้าโสณะมีความประพฤติเช่นใด ม้าสุหนุก็มีความประพฤติเช่นนั้น. 
			<remark  id="s2b27c53l24" />  	[๑๖๖] ม้าทั้งสองนั้น ย่อมเสมอกันด้วยการวิ่งไปด้วยความคะนอง และ    
		</para>
	</section>
	<section id="s2b27c54" >
		<para id="s2b27c54p">
			<remark  id="s2b27c54l1" />            ด้วยกัดเชือกที่ล่ามอยู่เป็นนิจ ความชั่วย่อมสมกับความชั่ว ความไม่ดี          
			<remark  id="s2b27c54l2" />            ย่อมสมกับความไม่ดี.         
			<remark  id="s2b27c54l3" />		      จบ สุหนุชาดกที่ ๘.
			<remark  id="s2b27c54l4" />		        ๙. โมรชาดก    
			<remark  id="s2b27c54l5" />		   ว่าด้วยนกยูงเจริญพระปริตต์         
			<remark  id="s2b27c54l6" />  	[๑๖๗] พระอาทิตย์นี้ เป็นดวงตาของโลก เป็นเจ้าแห่งแสงสว่างอย่างเอก  
			<remark  id="s2b27c54l7" />            กำลังอุทัยขึ้นมาทอแสงอร่ามสว่างไปทั่วปฐพี เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าขอ          
			<remark  id="s2b27c54l8" />            นอบน้อมพระอาทิตย์นั้น ซึ่งทอแสงอร่ามสว่างไปทั่วปฐพี ข้าพเจ้าอัน             
			<remark  id="s2b27c54l9" />            ท่านช่วยคุ้มกันแล้วในวันนี้ พึงอยู่เป็นสุขตลอดวัน พราหมณ์เหล่าใด            
			<remark  id="s2b27c54l10" />            ผู้ถึงฝั่งแห่งเวทในธรรมทั้งปวง ขอพรามหณ์เหล่านั้น  จงรับความนอบ             
			<remark  id="s2b27c54l11" />            น้อมของข้าพเจ้า และขอจงคุ้มครองข้าพเจ้าด้วย ข้าพเจ้าขอนอบน้อม 
			<remark  id="s2b27c54l12" />            แด่พระพุทธเจ้าทั้งหลาย ข้าพเจ้าขอนอบน้อมแด่พระโพธิญาณ ข้าพเจ้า
			<remark  id="s2b27c54l13" />            ขอนอบน้อมแด่ท่านผู้หลุดพ้นแล้ว ข้าพเจ้าขอนอบน้อมแด่วิมุตติธรรม
			<remark  id="s2b27c54l14" />            ของท่านผู้หลุดพ้นแล้ว นกยูงนั้น เจริญพระปริตต์นี้แล้วจึงเที่ยวไปแสวง        
			<remark  id="s2b27c54l15" />            หาอาหาร.    
			<remark  id="s2b27c54l16" />  	[๑๖๘] พระอาทิตย์นี้ เป็นดวงตาของโลก เป็นเจ้าแห่งแสงสว่างอย่างเอก  
			<remark  id="s2b27c54l17" />            ส่องแสงสว่างไปทั่วปฐพีแล้วอัสดงคตไป เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าขอ
			<remark  id="s2b27c54l18" />            นอบน้อมพระอาทิตย์นั้น ซึ่งส่องสว่างไปทั่วปฐพี ข้าพเจ้าอันท่านช่วย           
			<remark  id="s2b27c54l19" />            คุ้มครองแล้วในวันนี้ พึงอยู่เป็นสุขตลอดคืน พราหมณ์เหล่าใด ผู้ถึง            
			<remark  id="s2b27c54l20" />            ฝั่งแห่งเวทในธรรมทั้งปวง ขอพราหมณ์เหล่านั้น จงรับความนอบน้อม
			<remark  id="s2b27c54l21" />            ของข้าพเจ้า และขอจงคุ้มครองข้าพเจ้าด้วย ข้าพเจ้าขอนอบน้อมแด่
			<remark  id="s2b27c54l22" />            พระพุทธเจ้าทั้งหลาย ข้าพเจ้าขอนอบน้อมแด่พระโพธิญาณ ข้าพเจ้าขอ 
			<remark  id="s2b27c54l23" />            นอบน้อมแด่ท่านผู้หลุดพ้นแล้ว ข้าพเจ้าขอนอบน้อมแด่วิมุตติธรรมของ             
			<remark  id="s2b27c54l24" />            ท่านผู้หลุดพ้นแล้ว นกยูงนั้นเจริญพระปริตต์นี้แล้วจึงสำเร็จการอยู่.          
			<remark  id="s2b27c54l25" />		      จบ โมรชาดกที่ ๙.
		</para>
	</section>
	<section id="s2b27c55" >
		<para id="s2b27c55p">
			<remark  id="s2b27c55l1" />		       ๑๐. วินีลกชาดก 
			<remark  id="s2b27c55l2" />		    ว่าด้วยการเลือกทำเลผิด            
			<remark  id="s2b27c55l3" />  	[๑๖๙] หงส์ ๒ ตัว พาเราผู้ชื่อว่าวินีลกะไป ฉันใด ม้าอาชาไนยก็พาพระเจ้า             
			<remark  id="s2b27c55l4" />            วิเทหราชผู้ครองเมืองมิถิลาให้เสด็จไป ฉันนั้นเหมือนกัน.      
			<remark  id="s2b27c55l5" />  	[๑๗๐] แน่ะเจ้าวินีลกะ เจ้ามาคบ มาเสพ ภูเขาอันมิใช่ภูมิภาคทำเลของเจ้า
			<remark  id="s2b27c55l6" />            เจ้าจงไปเสพอาศัยสถานที่ใกล้บ้านเถิด นั่นเป็นที่อยู่อาศัยของเจ้าและ          
			<remark  id="s2b27c55l7" />            มารดาของเจ้า. 
			<remark  id="s2b27c55l8" />		     จบ วินีลกชาดกที่ ๑๐.             
			<remark  id="s2b27c55l9" />		      จบ ทัฬหวรรคที่ ๑. 
			<remark  id="s2b27c55l10" />		     _________________ 
			<remark  id="s2b27c55l11" />		     รวมชาดกที่มีในวรรคนี้            
			<remark  id="s2b27c55l12" />            ๑. ราโชวาทชาดก ๒. สิคาลชาดก 
			<remark  id="s2b27c55l13" />            ๓. สูกรชาดก     ๔. อุรคชาดก 
			<remark  id="s2b27c55l14" />            ๕. ภัคคชาดก     ๖. อลีนจิตตชาดก             
			<remark  id="s2b27c55l15" />            ๗. คุณชาดก      ๘. สุหนุชาดก
			<remark  id="s2b27c55l16" />            ๙. โมรชาดก    ๑๐. วินีลกชาดก. 
			<remark  id="s2b27c55l17" />		     _________________ 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b27c56" >
		<para id="s2b27c56p">
			<remark  id="s2b27c56l1" />		        ๒. สันถวรรค   
			<remark  id="s2b27c56l2" />		    ๑. อินทสมานโคตตชาดก 
			<remark  id="s2b27c56l3" />		   ว่าด้วยการสมาคมกับสัตบุรุษ         
			<remark  id="s2b27c56l4" />  	[๑๗๑] บุคคลไม่พึงทำความสนิทสนมกับบุรุษชั่วช้า ท่านผู้เป็นอริยะ รู้ประโยชน์        
			<remark  id="s2b27c56l5" />            อยู่ ไม่พึงทำความสนิทสนมกับอนารยชน เพราะอนารยชนนั้น แม้อยู่ 
			<remark  id="s2b27c56l6" />            ร่วมกันเป็นเวลานาน ก็ย่อมทำบาปกรรม ดุจช้างผู้ทำลายล้างดาบสชื่อ
			<remark  id="s2b27c56l7" />            อินทสมานโคตร ฉะนั้น.        
			<remark  id="s2b27c56l8" />  	[๑๗๒] บุคคลพึงรู้บุคคลใดว่า ผู้นี้เช่นเดียวกับเรา โดยศีล ปัญญา และสุตะ            
			<remark  id="s2b27c56l9" />            พึงทำไมตรีกับบุคคลนั้นนั่นแล เพราะการสมาคมกับสัตบุรุษนำมาซึ่ง 
			<remark  id="s2b27c56l10" />            ความสุขแท้. 
			<remark  id="s2b27c56l11" />		 จบ อินทสมานโคตตชาดกที่ ๑.            
			<remark  id="s2b27c56l12" />		       ๒. สันถวชาดก   
			<remark  id="s2b27c56l13" />		     ว่าด้วยความสนิทสนม 
			<remark  id="s2b27c56l14" />  	[๑๗๓] สิ่งอื่นที่จะชั่วช้ายิ่งขึ้นไปกว่าความสนิทสนมเป็นไม่มี ความสนิทสนม          
			<remark  id="s2b27c56l15" />            กับบุรุษเลวทราม เป็นความชั่วช้า เพราะไฟนี้เราให้อิ่มหนำแล้วด้วย             
			<remark  id="s2b27c56l16" />            สัปปิและข้าวปายาส ยังไหม้บรรณศาลาที่เราทำได้ยากให้พินาศ.    
			<remark  id="s2b27c56l17" />  	[๑๗๔] สิ่งอื่นที่จะประเสริฐยิ่งไปกว่าความสนิทสนมเป็นไม่มี ความสนิทสนม             
			<remark  id="s2b27c56l18" />            กับสัตบุรุษ เป็นความประเสริฐ สามามฤคีเลียปากราชสีห์ เสือโคร่ง 
			<remark  id="s2b27c56l19" />            และเสือเหลืองได้ ก็เพราะความรักใคร่สนิทสนมกัน.
			<remark  id="s2b27c56l20" />		     จบ สันถวชาดกที่ ๒. 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b27c57" >
		<para id="s2b27c57p">
			<remark  id="s2b27c57l1" />		        ๓. สุสีมชาดก  
			<remark  id="s2b27c57l2" />		     ว่าด้วยพระเจ้าสุสีมะ             
			<remark  id="s2b27c57l3" />  	[๑๗๕] ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงพระนามว่าสุสีมะ ช้างประมาณ ๑๐๐ เชือกเศษนี้ 
			<remark  id="s2b27c57l4" />            ประดับด้วยข่ายทอง เป็นของพระองค์ พระองค์ทรงระลึกถึงการกระทำ 
			<remark  id="s2b27c57l5" />            แห่งพระบิดา และพระอัยยกาของพระองค์อยู่เนืองๆ ตรัสว่า เราจะให้ 
			<remark  id="s2b27c57l6" />            ช้างเหล่านั้นแก่พราหมณ์เหล่าอื่น ดังนี้ เป็นความจริงหรือ พระเจ้าข้า?        
			<remark  id="s2b27c57l7" />  	[๑๗๖] ดูกรพ่อมาณพ ช้างประมาณ ๑๐๐ เชือกเศษนี้ประดับด้วยข่ายทอง ซึ่ง
			<remark  id="s2b27c57l8" />            เป็นของเรา เราระลึกถึงการกระทำแห่งพระบิดา และพระอัยยกาอยู่  
			<remark  id="s2b27c57l9" />            เนืองๆ พูดว่า เราจะให้ช้างเหล่านั้นแก่พราหมณ์เหล่าอื่น ดังนี้ เป็น          
			<remark  id="s2b27c57l10" />            ความจริง.   
			<remark  id="s2b27c57l11" />		      จบ สุสีมชาดกที่ ๓.
			<remark  id="s2b27c57l12" />		        ๔. คิชฌชาดก   
			<remark  id="s2b27c57l13" />		      ว่าด้วยสายตาแร้ง
			<remark  id="s2b27c57l14" />  	[๑๗๗] เออก็ (เขากล่าวกันว่า) แร้งย่อมเห็นซากศพทั้งหลายได้ถึงร้อยโยชน์             
			<remark  id="s2b27c57l15" />            เหตุไร ท่านมาถึงข่ายและบ่วงจึงไม่รู้เล่า?   
			<remark  id="s2b27c57l16" />  	[๑๗๘] ความเสื่อมจะมีในเวลาใด สัตว์ใกล้จะสิ้นชีวิตในเวลาใด ในเวลานั้น
			<remark  id="s2b27c57l17" />            ถึงจะมาใกล้ข่าย และบ่วงก็รู้ไม่ได้ ฯ        
			<remark  id="s2b27c57l18" />		      จบ คิชฌชาดกที่ ๔. 
			<remark  id="s2b27c57l19" />		        ๕. นกุลชาดก   
			<remark  id="s2b27c57l20" />		     ว่าด้วยอย่าวางใจมิตร             
			<remark  id="s2b27c57l21" />  	[๑๗๙] ดูกรพังพอน ท่านได้ทำมิตรภาพกับงูผู้เป็นศัตรูแล้ว ไฉนจึงยังนอน 
			<remark  id="s2b27c57l22" />            แยกเขี้ยวอยู่อีกเล่า ภัยที่ไหนจะมาถึงแก่ท่านอีก?      
		</para>
	</section>
	<section id="s2b27c58" >
		<para id="s2b27c58p">
			<remark  id="s2b27c58l1" />  	[๑๘๐] บุคคลพึงระแวงในศัตรูไว้ แม้ในมิตรก็ไม่ควรวางใจ ภัยเกิดขึ้นแล้ว
			<remark  id="s2b27c58l2" />            จากมิตร ย่อมตัดมูลรากทั้งหลายเสีย.          
			<remark  id="s2b27c58l3" />		      จบ นกุลชาดกที่ ๕. 
			<remark  id="s2b27c58l4" />		      ๖. อุปสาฬหกชาดก 
			<remark  id="s2b27c58l5" />		ว่าด้วยคุณธรรมที่ไม่ตายไปจากโลก       
			<remark  id="s2b27c58l6" />  	[๑๘๑] พราหมณ์ชื่อว่าอุปสาฬหกทั้งหลาย ถูกญาติทั้งหลายเผาเสียในประเทศนี้            
			<remark  id="s2b27c58l7" />            ประมาณหมื่นสี่พันชาติแล้ว สถานที่อันใครๆ ไม่เคยตายแล้ว ย่อม 
			<remark  id="s2b27c58l8" />            ไม่มีในโลก. 
			<remark  id="s2b27c58l9" />  	[๑๘๒] สัจจะ ๑ ธรรม ๑ อหิงสา ๑ สัญญมะ ๑ ทมะ ๑ มีอยู่ในบุคคลใด      
			<remark  id="s2b27c58l10" />            พระอริยะทั้งหลายย่อมคบหาบุคคลนั้น คุณชาตินี้แลชื่อว่า ไม่ตายในโลก.          
			<remark  id="s2b27c58l11" />		    จบ อุปสาฬหกชาดกที่ ๖.             
			<remark  id="s2b27c58l12" />		       ๗. สมิทธิชาดก  
			<remark  id="s2b27c58l13" />		    ว่าด้วยการไม่รู้เวลาตาย           
			<remark  id="s2b27c58l14" />  	[๑๘๓] ดูกรภิกษุ ท่านยังไม่ทันได้บริโภคกามเลย มาเที่ยวภิกษาเสีย ท่าน 
			<remark  id="s2b27c58l15" />            จะบริโภคกามเสียก่อนแล้วจึงเที่ยวภิกษาไม่ดีหรือ ดูกรภิกษุ ท่านจง             
			<remark  id="s2b27c58l16" />            บริโภคกามเสียก่อนแล้วจึงเที่ยวภิกษาเถิด เวลาบริโภคกามอย่าล่วงเลย            
			<remark  id="s2b27c58l17" />            ท่านไปเสียเลย.
			<remark  id="s2b27c58l18" />  	[๑๘๔] เรารู้เวลาตายไม่ได้โดยแท้ เวลาตายยังปกปิดอยู่ หาปรากฏไม่ เพราะ
			<remark  id="s2b27c58l19" />            เหตุนั้น เราจึงไม่บริโภคกามแล้วเที่ยวภิกษา เวลากระทำสมณธรรมอย่า             
			<remark  id="s2b27c58l20" />            ล่วงเลยเราไปเสีย.           
			<remark  id="s2b27c58l21" />		     จบ สมิทธิชาดกที่ ๗.
		</para>
	</section>
	<section id="s2b27c59" >
		<para id="s2b27c59p">
			<remark  id="s2b27c59l1" />		       ๘. สกุณัคฆิชาดก
			<remark  id="s2b27c59l2" />		     ว่าด้วยเหยี่ยวนกเขา
			<remark  id="s2b27c59l3" />  	[๑๘๕] เหยี่ยวนกเขาบินโผลงด้วยกำลัง หมายใจว่า จะเฉี่ยวเอานกมูลไถ ซึ่ง
			<remark  id="s2b27c59l4" />            จับอยู่ที่ชายดงเพื่อหาเหยื่อ โดยฉับพลัน เพราะเหตุนั้น จึงถึงความตาย.        
			<remark  id="s2b27c59l5" />  	[๑๘๖] เรานั้น เป็นผู้สมบูรณ์ด้วยอุบาย ยินดีแล้วในโคจรอันเนื่องมาแต่บิดา           
			<remark  id="s2b27c59l6" />            เห็นอยู่ซึ่งประโยชน์ของตน จึงหลีกพ้นไปจากศัตรู ย่อมเบิกบานใจ. 
			<remark  id="s2b27c59l7" />		     จบ สกุณัคฆิชาดกที่ ๘.            
			<remark  id="s2b27c59l8" />		        ๙. อรกชาดก    
			<remark  id="s2b27c59l9" />		     ว่าด้วยการแผ่เมตตา 
			<remark  id="s2b27c59l10" />  	[๑๘๗] ผู้ใดแล ย่อมอนุเคราะห์สัตว์โลกทั้งปวง ด้วยจิตเมตตาหาประมาณ  
			<remark  id="s2b27c59l11" />            มิได้ ทั้งเบื้องบน เบื้องต่ำ และเบื้องขวาง โดยประการทั้งปวง.
			<remark  id="s2b27c59l12" />  	[๑๘๘] จิตเกื้อกูลหาประมาณมิได้ เป็นจิตบริบูรณ์อัน ผู้นั้นอบรมดีแล้ว 
			<remark  id="s2b27c59l13" />            กรรมใด ที่เขาทำแล้วพอประมาณ กรรมนั้น จักไม่เหลืออยู่ในจิตนั้น.
			<remark  id="s2b27c59l14" />		      จบ อรกชาดกที่ ๙.
			<remark  id="s2b27c59l15" />		      ๑๐. กกัณฏกชาดก  
			<remark  id="s2b27c59l16" />		     ว่าด้วยกิ้งก่าได้ทรัพย์          
			<remark  id="s2b27c59l17" />  	[๑๘๙] กิ้งก่าบนปลายเสาระเนียดนี้ ย่อมไม่อ่อนน้อมเหมือนเมื่อวันก่อน ดูกร           
			<remark  id="s2b27c59l18" />            มโหสถ ท่านจงรู้ว่า กิ้งก่ากระด้างเพราะเหตุไร? 
			<remark  id="s2b27c59l19" />  	[๑๙๐] กิ้งก่ามันได้ทรัพย์กึ่งมาสกซึ่งมันไม่เคยได้ จึงได้ดูหมิ่นพระเจ้าวิเทหราช    
			<remark  id="s2b27c59l20" />            ผู้ครองเมืองมิถิลา.         
			<remark  id="s2b27c59l21" />		    จบ กกัณฏกชาดกที่ ๑๐.
			<remark  id="s2b27c59l22" />		      จบ สันถวรรคที่ ๒. 
			<remark  id="s2b27c59l23" />		     _________________ 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b27c60" >
		<para id="s2b27c60p">
			<remark  id="s2b27c60l1" />		   รวมชาดกที่มีในวรรคนี้ คือ          
			<remark  id="s2b27c60l2" />            ๑. อินทสมานโคตตชาดก   ๒. สันถวชาดก          
			<remark  id="s2b27c60l3" />            ๓. สุสีมชาดก           ๔. คิชฌชาดก          
			<remark  id="s2b27c60l4" />            ๕. นกุลชาดก           ๖. อุปสาฬหกชาดก       
			<remark  id="s2b27c60l5" />            ๗. สมิทธิชาดก          ๘. สกุณัคฆิชาดก      
			<remark  id="s2b27c60l6" />            ๙. อรกชาดก          ๑๐. กกัณฏกชาดก          
			<remark  id="s2b27c60l7" />		      _______________ 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b27c61" >
		<para id="s2b27c61p">
			<remark  id="s2b27c61l1" />		     ๓. กัลยาณธรรมวรรค
			<remark  id="s2b27c61l2" />		     ๑. กัลยาณธรรมชาดก
			<remark  id="s2b27c61l3" />		       ผู้มีกัลยาณธรรม
			<remark  id="s2b27c61l4" />  	[๑๙๑] ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมแห่งชน กาลใด บุคคลได้ธรรมสมยาในโลกว่า
			<remark  id="s2b27c61l5" />            ผู้มีกัลยาณธรรม กาลนั้น นรชนผู้มีปัญญา ไม่พึงทำตนให้เสื่อมจาก 
			<remark  id="s2b27c61l6" />            สมยานั้นเสีย สัตบุรุษทั้งหลายย่อมถือไว้ซึ่งธุระด้วยหิริและโอตตัปปะ.         
			<remark  id="s2b27c61l7" />  	[๑๙๒] ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมแห่งชน สมยาว่า ผู้มีกัลยาณธรรมในโลกนี้ 
			<remark  id="s2b27c61l8" />            มาถึงข้าพระพุทธเจ้าแล้วในวันนี้ ข้าพระพุทธเจ้าพิจารณาเห็นสมยาอัน            
			<remark  id="s2b27c61l9" />            นั้น จึงได้บวชเสียในคราวนี้ ความพอใจในการบริโภคกามในโลกนี้  
			<remark  id="s2b27c61l10" />            มิได้มีแก่ข้าพระพุทธเจ้าเลย.
			<remark  id="s2b27c61l11" />		   จบ กัลยาณธรรมชาดกที่ ๑.            
			<remark  id="s2b27c61l12" />		       ๒. ทัททรชาดก   
			<remark  id="s2b27c61l13" />		     ราชสีห์กับสุนัขจิ้งจอก           
			<remark  id="s2b27c61l14" />  	[๑๙๓] ข้าแต่คุณพ่อผู้ครอบงำมฤคชาติทั้งหลาย ใครหนอมีเสียงใหญ่โตจริง
			<remark  id="s2b27c61l15" />            ย่อมทำทัททรบรรพตให้บรรลือสนั่นยิ่งนัก ราชสีห์ทั้งหลาย ย่อมไม่อาจ            
			<remark  id="s2b27c61l16" />            บันลือโต้ตอบมันได้ นั่นเรียกว่า สัตว์อะไร?  
			<remark  id="s2b27c61l17" />  	[๑๙๔] ลูกเอ๋ย นั่นคือสุนัขจิ้งจอก เป็นสัตว์เลวทรามต่ำช้ากว่ามฤคชาติทั้งหลาย       
			<remark  id="s2b27c61l18" />            มันหอนอยู่ ราชสีห์ทั้งหลายรังเกียจชาติของมัน จึงได้พากันนิ่งเฉยเสีย.        
			<remark  id="s2b27c61l19" />		     จบ ทัททรชาดกที่ ๒. 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b27c62" >
		<para id="s2b27c62p">
			<remark  id="s2b27c62l1" />		       ๓. มักกฏชาดก   
			<remark  id="s2b27c62l2" />		         ว่าด้วยลิง   
			<remark  id="s2b27c62l3" />  	[๑๙๕] คุณพ่อครับ มาณพนั่นมายืนพิงต้นตาลอยู่ อนึ่ง เรือนของเรานี้ก็มีอยู่          
			<remark  id="s2b27c62l4" />            ถ้ากระไร เราจะให้เรือนแก่มาณพนั้น.          
			<remark  id="s2b27c62l5" />  	[๑๙๖] ลูกเอ๋ย เจ้าอย่าเรียกมันมาเลย มันเข้ามาแล้ว จะพึงประทุษร้ายเรือน            
			<remark  id="s2b27c62l6" />            ของเรา หน้าของพราหมณ์ผู้มีศีลบริสุทธิ์ หาเป็นเช่นนี้ไม่.    
			<remark  id="s2b27c62l7" />		     จบ มักกฏชาดกที่ ๓. 
			<remark  id="s2b27c62l8" />		     ๔. ทุพภิยมักกฏชาดก 
			<remark  id="s2b27c62l9" />		      ว่าด้วยการคบคนชั่ว
			<remark  id="s2b27c62l10" />  	[๑๙๗] เราได้ให้น้ำเป็นอันมากแก่เจ้า ผู้ถูกความร้อนแผดเผา หิวกระหายอยู่            
			<remark  id="s2b27c62l11" />            บัดนี้ เจ้าได้ดื่มน้ำแล้ว ยังหลอกล้อเปล่งเสียงว่า กิกิ อยู่ได้ การคบหา      
			<remark  id="s2b27c62l12" />            กับคนชั่ว ไม่ประเสริฐเลย.   
			<remark  id="s2b27c62l13" />  	[๑๙๘] ท่านได้ยิน หรือได้เห็นมาบ้างหรือว่า ลิงตัวไหนชื่อว่า เป็นสัตว์มีศีล         
			<remark  id="s2b27c62l14" />            เราจะถ่ายอุจจาระรดศีรษะท่านเดี๋ยวนี้แล้วจึงจะไป นี่เป็นธรรมดาของ            
			<remark  id="s2b27c62l15" />            พวกเรา.     
			<remark  id="s2b27c62l16" />		   จบ ทุพภิยมักกฏชาดกที่ ๔.           
			<remark  id="s2b27c62l17" />		    ๕. อาทิจจุปัฏฐานชาดก
			<remark  id="s2b27c62l18" />		    ว่าด้วยลิงไหว้พระอาทิตย์          
			<remark  id="s2b27c62l19" />  	[๑๙๙] ได้ยินว่า ในบรรดาสัตว์ทั้งปวง สัตว์ผู้ตั้งมั่นอยู่ในศีลมีอยู่ ท่านจง        
			<remark  id="s2b27c62l20" />            ดูลิงผู้ลามก ยืนไหว้พระอาทิตย์อยู่เถิด.  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b27c63" >
		<para id="s2b27c63p">
			<remark  id="s2b27c63l1" />  	[๒๐๐] ท่านทั้งหลาย ไม่รู้จักปกติของมัน เพราะเหตุไม่รู้จึงได้พากันสรรเสริญ         
			<remark  id="s2b27c63l2" />            ลิงตัวนี้มันเผาโรงไฟเสีย และทุบต่อยคณโฑน้ำเสียสองใบ.        
			<remark  id="s2b27c63l3" />		  จบ อาทิจจุปัฏฐานชาดกที่ ๕.          
			<remark  id="s2b27c63l4" />		      ๖. กฬายมุฏฐิชาดก
			<remark  id="s2b27c63l5" />		       ว่าด้วยโลภมาก  
			<remark  id="s2b27c63l6" />  	[๒๐๑] ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมแห่งชน ลิงผู้เที่ยวหาอาหารตามกิ่งไม้นี้ โง่          
			<remark  id="s2b27c63l7" />            เขลายิ่งนัก ปัญญาของมันก็ไม่มี มันสาดถั่วทั้งกำเสียหมดสิ้น แล้ว             
			<remark  id="s2b27c63l8" />            เที่ยวค้นหาถั่วเมล็ดเดียวที่ตกลงยังพื้นดิน. 
			<remark  id="s2b27c63l9" />  	[๒๐๒] ข้าแต่พระราชา พวกเราก็ดี ชนเหล่าอื่นที่โลภจัดก็ดี จะต้องละทิ้ง
			<remark  id="s2b27c63l10" />            ของมากเพราะของน้อย เปรียบเหมือนวานรเสื่อมจากถั่วทั้งหมด เพราะ 
			<remark  id="s2b27c63l11" />            ถั่วเมล็ดเดียว ฉะนั้น.      
			<remark  id="s2b27c63l12" />		       ๗. ตินทุกชาดก  
			<remark  id="s2b27c63l13" />		        ว่าด้วยอุบาย  
			<remark  id="s2b27c63l14" />  	[๒๐๓] มนุษย์ทั้งหลายมีมือถือแล่งธนู ถือดาบอันคมแล้ว พากันมาแวดล้อม
			<remark  id="s2b27c63l15" />            พวกเราไว้โดยรอบ ด้วยอุบายอย่างไร พวกเราจึงจะรอดพ้นไปได้.    
			<remark  id="s2b27c63l16" />  	[๒๐๔] ประโยชน์อย่างใดอย่างหนึ่ง จะพึงเกิดมีแก่มนุษย์ทั้งหลายผู้มีกิจมาก           
			<remark  id="s2b27c63l17" />            เป็นแน่ ยังมีเวลาพอที่จะเก็บเอาผลไม้มากินได้ ท่านทั้งหลาย จง
			<remark  id="s2b27c63l18" />            พากันกินผลมะพลับเถิด.       
			<remark  id="s2b27c63l19" />		     จบ ตินทุกชาดกที่ ๗.
			<remark  id="s2b27c63l20" />		       ๘. กัจฉปชาดก   
			<remark  id="s2b27c63l21" />		         ว่าด้วยเต่า  
			<remark  id="s2b27c63l22" />  	[๒๐๕] เราเกิดที่นี่ เติบโตที่นี่ เพราะเหตุนี้ เราจึงได้อาศัยอยู่ที่เปือกตม        
			<remark  id="s2b27c63l23" />            เปือกตมกลับทับถมเราให้ทุรพล ดูกรท่านภัคควะ เพราะเหตุนั้น    
			<remark  id="s2b27c63l24" />            ข้าพเจ้าจะขอกล่าวกะท่าน ขอท่านจงฟังคำของข้าพเจ้าเถิด.   
		</para>
	</section>
	<section id="s2b27c64" >
		<para id="s2b27c64p">
			<remark  id="s2b27c64l1" />  	[๒๐๖] บุคคลได้รับความสุขในที่ใด จะเป็นในบ้าน หรือในป่าก็ตาม ที่นั้นเป็น           
			<remark  id="s2b27c64l2" />            ที่เกิด เป็นที่เติบโตของบุรุษผู้รู้จักเหตุผล บุคคลพึงเป็นอยู่ได้ในที่ใด     
			<remark  id="s2b27c64l3" />            ก็พึงไปที่นั้น ไม่พึงให้ที่อยู่ฆ่าตนเสีย.   
			<remark  id="s2b27c64l4" />		     จบ กัจฉปชาดกที่ ๘. 
			<remark  id="s2b27c64l5" />		      ๙. สตธรรมชาดก   
			<remark  id="s2b27c64l6" />		     ว่าด้วยสตธรรมมาณพ
			<remark  id="s2b27c64l7" />  	[๒๐๗] อาหารที่เราบริโภค น้อยด้วย เป็นเดนด้วย อนึ่ง เขาให้แก่เราโดย
			<remark  id="s2b27c64l8" />            ยากเย็นเต็มที เราเป็นชาติพราหมณ์บริสุทธิ์ เพราะเหตุนั้น อาหารที่            
			<remark  id="s2b27c64l9" />            เราบริโภคเข้าไปแล้วจึงกลับออกมาอีก.         
			<remark  id="s2b27c64l10" />  	[๒๐๘] ภิกษุใด ละทิ้งธรรมเสีย หาเลี้ยงชีพโดยไม่ชอบธรรม ภิกษุนั้น ก็ย่อม            
			<remark  id="s2b27c64l11" />            ไม่เพลินด้วยลาภ แม้ที่ได้มาแล้ว เปรียบเหมือนสตธรรมมาณพ ฉะนั้น.
			<remark  id="s2b27c64l12" />		    จบ สตธรรมชาดกที่ ๙. 
			<remark  id="s2b27c64l13" />		       ๑๐. ทุทททชาดก  
			<remark  id="s2b27c64l14" />		    ว่าด้วยคติของคนดีคนชั่ว           
			<remark  id="s2b27c64l15" />  	[๒๐๙] เมื่อสัตบุรุษทั้งหลาย ให้สิ่งของที่ให้ยาก ทำกรรมที่ทำได้ยาก อสัตบุรุษ       
			<remark  id="s2b27c64l16" />            ทั้งหลาย ย่อมทำตามไม่ได้ ธรรมของสัตบุรุษรู้ได้ยาก.          
			<remark  id="s2b27c64l17" />  	[๒๑๐] เพราะเหตุนั้น คติจากโลกนี้ของสัตบุรุษและอสัตบุรุษจึงต่างกัน 
			<remark  id="s2b27c64l18" />            อสัตบุรุษย่อมไปสู่นรก สัตบุรุษย่อมมีสวรรค์เป็นที่ไป ณ เบื้องหน้า.           
			<remark  id="s2b27c64l19" />		     จบ ทุทททชาดกที่ ๑๐.
			<remark  id="s2b27c64l20" />		   จบ กัลยาณธรรมวรรคที่ ๓.            
			<remark  id="s2b27c64l21" />		     _________________ 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b27c65" >
		<para id="s2b27c65p">
			<remark  id="s2b27c65l1" />		   รวมชาดกที่มีในวรรคนี้ คือ          
			<remark  id="s2b27c65l2" />            ๑. กัลยาณธรรมชาดก   ๒. ทัททรชาดก            
			<remark  id="s2b27c65l3" />            ๓. มักกฏชาดก        ๔. ทุพภิยมักกฏชาดก      
			<remark  id="s2b27c65l4" />            ๕. อาทิจจุปัฏฐานชาดก  ๖. กฬายมุฏฐิชาดก      
			<remark  id="s2b27c65l5" />            ๗. ตินทุกชาดก        ๘. กัจฉปชาดก           
			<remark  id="s2b27c65l6" />            ๙. สตธรรมชาดก     ๑๐. ทุทททชาดก.            
			<remark  id="s2b27c65l7" />		     _________________ 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b27c66" >
		<para id="s2b27c66p">
			<remark  id="s2b27c66l1" />		       ๔. อสทิสวรรค   
			<remark  id="s2b27c66l2" />		       ๑. อสทิสชาดก   
			<remark  id="s2b27c66l3" />		      ว่าด้วยอสทิสกุมาร 
			<remark  id="s2b27c66l4" />  	[๒๑๑] เจ้าชายพระนามว่าอสทิสกุมาร เป็นนักธนู มีกำลังมาก ยิงธนูให้ไป
			<remark  id="s2b27c66l5" />            ตกในที่ไกลๆ ได้ ยิงไม่ค่อยพลาด สามารถทำลายของกองใหญ่ๆ ได้.  
			<remark  id="s2b27c66l6" />  	[๒๑๒] พระองค์ทรงทำการรบให้ข้าศึกทั้งปวงหนีไป แต่มิได้เบียดเบียนใครๆ 
			<remark  id="s2b27c66l7" />            เลย ทรงทำพระกนิฏฐภาดาให้มีความสวัสดีแล้ว ก็เข้าถึงความสำรวม.
			<remark  id="s2b27c66l8" />		     จบ อสทิสชาดกที่ ๑. 
			<remark  id="s2b27c66l9" />		     ๒. สังคามาวจรชาดก
			<remark  id="s2b27c66l10" />		    ว่าด้วยช้างเข้าสงคราม    
			<remark  id="s2b27c66l11" />  	[๒๑๓] ดูกรกุญชร ท่านปรากฏว่า เป็นผู้เคยเข้าสู่สงคราม มีความแกล้วกล้า
			<remark  id="s2b27c66l12" />            มีกำลังมาก เข้ามาใกล้เขื่อนประตูแล้ว เหตุไรจึงถอยกลับเสียเล่า?
			<remark  id="s2b27c66l13" />  	[๒๑๔] ดูกรกุญชร ท่านจงหักล้างลิ่มกลอน ถอนเสาระเนียด และทำลาย      
			<remark  id="s2b27c66l14" />            เขื่อนทั้งหลายแล้ว เข้าประตูให้ได้โดยเร็วเถิด.
			<remark  id="s2b27c66l15" />		   จบ สังคามาวจรชาดกที่ ๒.  
			<remark  id="s2b27c66l16" />		      ๓. วาโลทกชาดก   
			<remark  id="s2b27c66l17" />		        ว่าด้วยน้ำหาง 
			<remark  id="s2b27c66l18" />  	[๒๑๕] (พระราชาตรัสถามว่า) ความเมาย่อมเกิดแก่ลาทั้งหลาย  เพราะดื่มกิน  
			<remark  id="s2b27c66l19" />            น้ำหาง มีรสน้อย เป็นน้ำเลว แต่ความเมาย่อมไม่เกิดแก่ม้าสินธพ 
			<remark  id="s2b27c66l20" />            เพราะดื่มกินน้ำมีรสอร่อย ประณีต. 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b27c67" >
		<para id="s2b27c67p">
			<remark  id="s2b27c67l1" />  	[๒๑๖] (พระโพธิสัตว์กราบทูลว่า) ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมแห่งชน สัตว์ผู้มี  
			<remark  id="s2b27c67l2" />            ชาติอันเลวทราม ดื่มกินน้ำมีรสน้อย อันรสนั้นถูกต้องแล้ว ย่อมเมา
			<remark  id="s2b27c67l3" />            ส่วนสัตว์ผู้มีปกติทำธุระให้สำเร็จได้ เกิดในตระกูลสูง ดื่มกินรสอันเลิศ       
			<remark  id="s2b27c67l4" />            แล้ว ก็ไม่เมา.
			<remark  id="s2b27c67l5" />		    จบ วาโลทกชาดกที่ ๓. 
			<remark  id="s2b27c67l6" />		       ๔. คิริทัตตชาดก
			<remark  id="s2b27c67l7" />		     ว่าด้วยการเอาอย่าง 
			<remark  id="s2b27c67l8" />  	[๒๑๗] (พระโพธิสัตว์กราบทูลพระราชาว่า) ม้าชื่อปัณฑวะของพระเจ้าสามะ 
			<remark  id="s2b27c67l9" />            ถูกนายควาญม้าชื่อคิริทัตต์ประทุษร้าย จึงละปกติเดิมของตน ศึกษา 
			<remark  id="s2b27c67l10" />            เอาอย่างนายควาญม้านั่นเอง.  
			<remark  id="s2b27c67l11" />  	[๒๑๘] ถ้าบุรุษผู้บริบูรณ์ด้วยอาการอันงดงาม สมควรแก่ม้านั้น ตบแต่งร่าง   
			<remark  id="s2b27c67l12" />            กายงดงาม จับจูงม้านั้นที่บังเหียนพาเวียนไปรอบๆ สนามม้าไซร้ ไม่ช้า 
			<remark  id="s2b27c67l13" />            เท่าไร ม้านี้ก็จะละความเป็นกระจอกเสีย ศึกษาเอาอย่างบุรุษนั้นเทียว. 
			<remark  id="s2b27c67l14" />		     จบ คิริทัตตชาดกที่ ๔.            
			<remark  id="s2b27c67l15" />		       ๕. อนภิรติชาดก 
			<remark  id="s2b27c67l16" />		    ว่าด้วยจิตขุ่นมัว-ไม่ขุ่นมัว      
			<remark  id="s2b27c67l17" />  	[๒๑๙] เมื่อน้ำขุ่นมัว ไม่ใส บุคคลย่อมไม่แลเห็นหอยกาบ หอยโข่ง กรวด 
			<remark  id="s2b27c67l18" />            ทราย และฝูงปลา ฉันใด เมื่อจิตขุ่นมัว บุคคลก็ย่อมไม่เห็นประโยชน์   
			<remark  id="s2b27c67l19" />            ตน และประโยชน์ผู้อื่น ฉันนั้น.
			<remark  id="s2b27c67l20" />  	[๒๒๐] เมื่อน้ำไม่ขุ่นมัว ใสบริสุทธิ์ บุคคลย่อมแลเห็นหอยกาบ หอยโข่ง
			<remark  id="s2b27c67l21" />            กรวด ทราย และฝูงปลา ฉันใด เมื่อจิตไม่ขุ่นมัว บุคคลก็ย่อมเห็น
			<remark  id="s2b27c67l22" />            ประโยชน์ตน และประโยชน์ผู้อื่น ฉันนั้น.  
			<remark  id="s2b27c67l23" />		     จบ อนภิรติชาดกที่ ๕. 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b27c68" >
		<para id="s2b27c68p">
			<remark  id="s2b27c68l1" />		      ๖. ทธิวาหนชาดก  
			<remark  id="s2b27c68l2" />		    ว่าด้วยพระเจ้าทธิวาหนะ   
			<remark  id="s2b27c68l3" />  	[๒๒๑] (พระเจ้าทธิวาหนะตรัสถามว่า) แต่ก่อนมา มะม่วงต้นนี้บริบูรณ์ด้วยสี   
			<remark  id="s2b27c68l4" />            กลิ่น และรส ได้รับการบำรุงอยู่เช่นเดิม เหตุไรจึงมีผลขื่นขมไปเล่า?    
			<remark  id="s2b27c68l5" />  	[๒๒๒] (พระโพธิสัตว์ทูลว่า) ข้าแต่พระเจ้าทธิวาหนะ มะม่วงของพระองค์ 
			<remark  id="s2b27c68l6" />            มีต้นสะเดาแวดล้อมอยู่ รากต่อรากเกี่ยวพันกัน กิ่งต่อกิ่งเกี่ยวประสาน   
			<remark  id="s2b27c68l7" />            กัน เหตุที่อยู่ร่วมกันกับต้นสะเดาที่มีรสขม มะม่วงจึงมีผลขมไปด้วย.   
			<remark  id="s2b27c68l8" />		    จบ ทธิวาหนชาดกที่ ๖.
			<remark  id="s2b27c68l9" />		       ๗. จตุมัฏฐชาดก 
			<remark  id="s2b27c68l10" />		     ผู้เลวทราม ๔ อย่าง 
			<remark  id="s2b27c68l11" />  	[๒๒๓] ท่านทั้งสองพากันขึ้นไปบนค่าคบไม้อันสูง อยู่ในที่ลับแล้วปรึกษากัน 
			<remark  id="s2b27c68l12" />            เชิญท่านลงมาปรึกษากันในที่ต่ำเถิด พระยาเนื้อจักได้ฟังบ้าง.  
			<remark  id="s2b27c68l13" />  	[๒๒๔] สุบรรณกับสุบรรณเขาปรึกษากัน เทวดากับเทวดาเขาพูดกันในเรื่องนี้ 
			<remark  id="s2b27c68l14" />            จะมีประโยชน์อะไรแก่สุนัขจิ้งจอกเลวทราม ๔ อย่าง (สรีระ ๑ ชาติ ๑
			<remark  id="s2b27c68l15" />            เสียง ๑ คุณ ๑) เล่า แน่ะสุนัขจิ้งจอกตัวชาติชั่ว เจ้าจงเข้าไปสู่ปล่องเถิด.  
			<remark  id="s2b27c68l16" />		     จบ จตุมัฏฐชาดกที่ ๗.             
			<remark  id="s2b27c68l17" />		      ๘. สีหโกตถุกชาดก
			<remark  id="s2b27c68l18" />		ตัวเหมือนราชสีห์แต่เสียงไม่เหมือน     
			<remark  id="s2b27c68l19" />  	[๒๒๕] ราชสีห์ตัวนั้น นิ้วก็นิ้วราชสีห์ เล็บก็เล็บราชสีห์ ยืนก็ยืนด้วยเท้าราชสีห์  
			<remark  id="s2b27c68l20" />            มีอยู่ตัวเดียวในหมู่ราชสีห์ ย่อมบรรลือด้วยเสียงอีกอย่างหนึ่ง. 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b27c69" >
		<para id="s2b27c69p">
			<remark  id="s2b27c69l1" />  	[๒๒๖] ดูกรเจ้าเป็นบุตรแห่งราชสีห์ เจ้าอย่าบรรลือเสียงอีกเลย จงมีเสียง   
			<remark  id="s2b27c69l2" />            เบาๆ อยู่ในป่า เขาทั้งหลายพึงรู้จักเจ้าด้วยเสียงนั่นแหละ เพราะเสียง         
			<remark  id="s2b27c69l3" />            ของเจ้า ไม่เหมือนกับเสียงราชสีห์ผู้เป็นบิดา.
			<remark  id="s2b27c69l4" />		    จบ สีหโกตถุกชาดกที่ ๘.            
			<remark  id="s2b27c69l5" />		       ๙. สีหจัมมชาดก 
			<remark  id="s2b27c69l6" />		      ลาปลอมเป็นราชสีห์ 
			<remark  id="s2b27c69l7" />  	[๒๒๗] นี่ไม่ใช่เสียงบรรลือของราชสีห์ ไม่ใช่เสียงบรรลือของเสือโคร่ง ไม่ 
			<remark  id="s2b27c69l8" />            ใช่เสียงบรรลือของเสือเหลือง ลาผู้ลามกคลุมตัวด้วยหนังราชสีห์บรร
			<remark  id="s2b27c69l9" />            ลือเสียง.   
			<remark  id="s2b27c69l10" />  	[๒๒๘] ลาเอาหนังราชสีห์คลุมตัว เที่ยวกินข้าวกล้านานมาแล้ว ร้องให้เขารู้            
			<remark  id="s2b27c69l11" />            ว่า เป็นตัวลา ได้ประทุษร้ายตนเองแล้ว.       
			<remark  id="s2b27c69l12" />		     จบ สีหจัมมชาดกที่ ๙.             
			<remark  id="s2b27c69l13" />		     ๑๐. สีลานิสังสชาดก 
			<remark  id="s2b27c69l14" />		      ว่าด้วยอานิสงส์ศีล
			<remark  id="s2b27c69l15" />  	[๒๒๙] จงดูผลของศรัทธา ศีล และจาคะ นี้เถิด พระยานาคนิรมิตเพศเป็น   
			<remark  id="s2b27c69l16" />            เรือ พาอุบาสกผู้มีศรัทธาไป. 
			<remark  id="s2b27c69l17" />  	[๒๓๐] บุคคลพึงสมาคมกับสัตบุรุษทั้งหลายเถิด พึงทำความสนิทสนมกับ    
			<remark  id="s2b27c69l18" />            สัตบุรุษทั้งหลายเถิด ด้วยว่าช่างกัลบกถึงความสวัสดีได้ ก็เพราะการ            
			<remark  id="s2b27c69l19" />            อยู่ร่วมกับสัตบุรุษทั้งหลาย.
			<remark  id="s2b27c69l20" />		   จบ สีลานิสังสชาดกที่ ๑๐.           
			<remark  id="s2b27c69l21" />		     จบ อสทิสวรรคที่ ๔. 
			<remark  id="s2b27c69l22" />		     _________________ 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b27c70" >
		<para id="s2b27c70p">
			<remark  id="s2b27c70l1" />		   รวมชาดกที่มีในวรรคนี้ คือ          
			<remark  id="s2b27c70l2" />            ๑. อสทิสชาดก         ๒. สังคามาวจรชาดก      
			<remark  id="s2b27c70l3" />            ๓. วาโลทกชาดก       ๔. คิริทัตตชาดก         
			<remark  id="s2b27c70l4" />            ๕. อนภิรติชาดก        ๖. ทธิวาหนชาดก        
			<remark  id="s2b27c70l5" />            ๗. จตุมัฏฐชาดก        ๘. สีหโกตถุกชาดก      
			<remark  id="s2b27c70l6" />            ๙. สีหจัมมชาดก       ๑๐. สีลานิสังสชาดก.    
			<remark  id="s2b27c70l7" />		     _________________ 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b27c71" >
		<para id="s2b27c71p">
			<remark  id="s2b27c71l1" />		        ๕. รุหกวรรค   
			<remark  id="s2b27c71l2" />		        ๑. รุหกชาดก   
			<remark  id="s2b27c71l3" />  	[๒๓๑] ดูกรพ่อรุหกะ สายธนูถึงขาดแล้วก็ยังต่อกันได้อีก ท่านจงคืนดีกันเสีย           
			<remark  id="s2b27c71l4" />            กับภรรยาเก่าเถิด อย่าลุอำนาจแก่ความโกรธเลย. 
			<remark  id="s2b27c71l5" />  	[๒๓๒] เมื่อป่านยังมีอยู่ ช่างทำก็ยังมีอยู่ ข้าพระบาทจักกระทำสายอื่นใหม่ พอ        
			<remark  id="s2b27c71l6" />            กันทีสำหรับสายเก่า.         
			<remark  id="s2b27c71l7" />		      จบ รุหกชาดกที่ ๑. 
			<remark  id="s2b27c71l8" />		     ๒. สิริกาฬกัณณิชาดก
			<remark  id="s2b27c71l9" />		     ว่าด้วยสิริกับกาฬกรรณี           
			<remark  id="s2b27c71l10" />  	[๒๓๓] หญิงที่มีรูปงาม ทั้งมีศีลาจารวัตร บุรุษไม่พึงปรารถนาหญิงนั้น ท่านเชื่อ      
			<remark  id="s2b27c71l11" />            ไหม มโหสถ?  
			<remark  id="s2b27c71l12" />  	[๒๓๔] ข้าแต่มหาราชะ ข้าพระบาทเชื่อ บุรุษคงเป็นคนต่ำต้อย สิริกับกาฬกรรณี           
			<remark  id="s2b27c71l13" />            ย่อมไม่สมกันเลยไม่ว่าในกาลไหนๆ.             
			<remark  id="s2b27c71l14" />		   จบ สิริกาฬกัณณิชาดกที่ ๒.          
			<remark  id="s2b27c71l15" />		      ๓. จุลลปทุมชาดก 
			<remark  id="s2b27c71l16" />		 ว่าด้วยการลงโทษหญิงชายทำชู้กัน       
			<remark  id="s2b27c71l17" />  	[๒๓๕] หญิงคนนี้แหละ คือหญิงคนนั้น ถึงเราก็คือบุรุษคนนั้น ไม่ใช่คนอื่น             
			<remark  id="s2b27c71l18" />            บุรุษคนนี้แหละที่หญิงคนนี้อ้างว่า เป็นผัวของเรามาตั้งแต่เป็นเด็ก ก็คือ      
			<remark  id="s2b27c71l19" />            บุรุษที่ถูกตัดมือ หาใช่คนอื่นไม่ ขึ้นชื่อว่า หญิงทั้งหลายควรฆ่าเสียให้      
			<remark  id="s2b27c71l20" />            หมดเลย ความสัตย์ไม่มีในหญิงทั้งหลาย.       
		</para>
	</section>
	<section id="s2b27c72" >
		<para id="s2b27c72p">
			<remark  id="s2b27c72l1" />  	[๒๓๖] ท่านทั้งหลายจงฆ่าบุรุษผู้ชั่วช้าลามกราวกับซากผี มักทำชู้กับภรรยาผู้อื่น     
			<remark  id="s2b27c72l2" />            คนนี้ เสียด้วยสาก จงตัดหู ตัดจมูก ของหญิงผู้ทำร้ายผัวชั่วช้าลามกคนนี้       
			<remark  id="s2b27c72l3" />            เสียทั้งเป็นๆ เถิด.         
			<remark  id="s2b27c72l4" />		    จบ จุลลปทุมชาดกที่ ๓.             
			<remark  id="s2b27c72l5" />		       ๔. มณิโจรชาดก  
			<remark  id="s2b27c72l6" />		   ว่าด้วยพระเจ้าอธรรมิกราช           
			<remark  id="s2b27c72l7" />  	[๒๓๗] เทวดาทั้งหลาย (ผู้ดูแลรักษาชนผู้มีศีลและคอยกีดกันคนชั่ว) ย่อมไม่มี          
			<remark  id="s2b27c72l8" />            อยู่ในโลกเป็นแน่ หรือเมื่อกิจเห็นปานนี้เกิดขึ้น ย่อมพากันไปค้างแรม          
			<remark  id="s2b27c72l9" />            เสียเป็นแน่ อนึ่ง สมณพราหมณ์ทั้งหลายอันเขาสมมติว่า เป็นผู้รักษา             
			<remark  id="s2b27c72l10" />            โลก ไม่มีอยู่ในโลกนี้เป็นแน่ เมื่อชนทุศีลทั้งหลายกระทำกรรมอันสาหัส          
			<remark  id="s2b27c72l11" />            บุคคลผู้ห้ามปรามไม่มีอยู่เป็นแน่?           
			<remark  id="s2b27c72l12" />  	[๒๓๘] ในรัชสมัยของพระเจ้าอธรรมิกราช ฝนย่อมตกในเวลาอันไม่ควรจะตก   
			<remark  id="s2b27c72l13" />            ในเวลาที่ควรจะตกก็ไม่ตก พระราชาผู้ไม่ตั้งอยู่ในธรรม ย่อมจุติจาก             
			<remark  id="s2b27c72l14" />            ฐานะคือสวรรค์ พระราชาผู้ไม่ตั้งอยู่ในธรรมนั้น ใช่ว่าจะได้รับความ            
			<remark  id="s2b27c72l15" />            ยากเข็ญด้วยเหตุมีประมาณเท่านั้นก็ไม่.       
			<remark  id="s2b27c72l16" />		     จบ มณิโจรชาดกที่ ๔.
			<remark  id="s2b27c72l17" />		     ๕. ปัพพตูปัตถรชาดก 
			<remark  id="s2b27c72l18" />		    ว่าด้วยสระที่เชิงเขาลาด           
			<remark  id="s2b27c72l19" />  	[๒๓๙] สระโบกขรณีอันเกษม เกิดอยู่ที่เชิงเขาลาด น่ารื่นรมย์ สุนัขจิ้งจอกรู้ว่า      
			<remark  id="s2b27c72l20" />            สระนั้นอันราชสีห์รักษาอยู่ กล้าลงไปดื่มน้ำได้.
			<remark  id="s2b27c72l21" />  	[๒๔๐] ข้าแต่มหาราชะ ถ้าสัตว์ทั้งหลายที่มีเท้า ย่อมพากันดื่มน้ำในแม่น้ำใหญ่        
			<remark  id="s2b27c72l22" />            ไซร้ แม่น้ำจะกลายเป็นไม่ใช่แม่น้ำเพราะเหตุนั้นก็หาไม่ ถ้าบุคคลทั้ง          
			<remark  id="s2b27c72l23" />            สองนั้น เป็นที่รักของพระองค์ไซร้ พระองค์ก็ทรงงดโทษเสีย.     
			<remark  id="s2b27c72l24" />		   จบ ปัพพตูปัตถรชาดกที่ ๕.   
		</para>
	</section>
	<section id="s2b27c73" >
		<para id="s2b27c73p">
			<remark  id="s2b27c73l1" />		      ๖. วลาหกัสสชาดก 
			<remark  id="s2b27c73l2" />		      ว่าด้วยความสวัสดี 
			<remark  id="s2b27c73l3" />  	[๒๔๑] นรชนเหล่าใด ไม่ทำตามโอวาทอันพระพุทธเจ้าทรงแสดงแล้ว นรชน     
			<remark  id="s2b27c73l4" />            เหล่านั้นจักต้องถึงความพินาศ เปรียบเหมือนพ่อค้าทั้งหลายถูกนางผีเสื้อ        
			<remark  id="s2b27c73l5" />            หลอกลวงให้อยู่ในอำนาจ ฉะนั้น. 
			<remark  id="s2b27c73l6" />  	[๒๔๒] นรชนเหล่าใด ทำตามโอวาทอันพระพุทธเจ้าทรงแสดงแล้ว นรชน        
			<remark  id="s2b27c73l7" />            เหล่านั้น จักถึงฝั่งสวัสดี ดุจพ่อค้าทั้งหลายทำตามถ้อยคำอันม้าวลาหก          
			<remark  id="s2b27c73l8" />            กล่าวแล้ว ฉะนั้น.           
			<remark  id="s2b27c73l9" />		    จบ วลาหกัสสชาดกที่ ๖.             
			<remark  id="s2b27c73l10" />		      ๗. มิตตามิตตชาดก
			<remark  id="s2b27c73l11" />		 อาการของผู้เป็นมิตรและมิใช่มิตร      
			<remark  id="s2b27c73l12" />  	[๒๔๓] ศัตรูเห็นเข้าแล้วไม่ยิ้มแย้ม ไม่แสดงความยินดีตอบ สบตากันแล้ว
			<remark  id="s2b27c73l13" />            เบือนหน้าหนี ไม่แลดู ประพฤติตรงกันข้ามเสมอ. 
			<remark  id="s2b27c73l14" />  	[๒๔๔] อาการเหล่านี้ มีปรากฏอยู่ในศัตรู เป็นเครื่องให้บัณฑิตเห็น และได้ฟัง         
			<remark  id="s2b27c73l15" />            แล้ว พึงรู้ได้ว่า เป็นศัตรู.
			<remark  id="s2b27c73l16" />		    จบ มิตตามิตตชาดกที่ ๗.            
			<remark  id="s2b27c73l17" />		        ๘. ราธชาดก    
			<remark  id="s2b27c73l18" />		ว่าด้วยเรื่องจริงเก่าไม่ดีไม่ควรพูด   
			<remark  id="s2b27c73l19" />  	[๒๔๕] ลูกรัก พ่อกลับมาจากที่ค้างแรม กลับมาเดี๋ยวนี้เอง ไม่นานเท่าไรนัก            
			<remark  id="s2b27c73l20" />            แม่ของเจ้าไม่ไปคบหาบุรุษอื่นดอกหรือ?   
		</para>
	</section>
	<section id="s2b27c74" >
		<para id="s2b27c74p">
			<remark  id="s2b27c74l1" />  	[๒๔๖] ธรรมดาบัณฑิต ไม่พูดวาจาที่ประกอบด้วยความจริง แต่ไม่ดี ขืนพูดไปจะ            
			<remark  id="s2b27c74l2" />            ต้องนอนอยู่ ดุจนกแขกเต้าชื่อว่าโปฏฐปาทะถูกเผานอนจมอยู่ในเตาไฟ 
			<remark  id="s2b27c74l3" />            ฉะนั้น.     
			<remark  id="s2b27c74l4" />		      จบ ราธชาดกที่ ๘.
			<remark  id="s2b27c74l5" />		       ๙. คหปติชาดก   
			<remark  id="s2b27c74l6" /> ว่าด้วยการทวงในเวลายังไม่ถึงกำหนด      
			<remark  id="s2b27c74l7" />  	[๒๔๗] กรรมทั้งสองไม่ควรแก่เรา เราไม่ชอบใจ ก็หญิงคนนี้ลงไปในฉางข้าว
			<remark  id="s2b27c74l8" />            แล้วพูดว่า เรายังใช้หนี้ให้ไม่ได้.          
			<remark  id="s2b27c74l9" />  	[๒๔๘] ดูกรนายบ้าน เพราะเหตุนั้น เราจึงพูดกะท่าน ท่านมาทวงค่าเนื้อวัวแก่           
			<remark  id="s2b27c74l10" />            ซูบผอม ซึ่งเราได้ทำสัญญาผลัดไว้ถึงสองเดือน ในคราวเมื่อชีวิตของ
			<remark  id="s2b27c74l11" />            เราน้อย ลำบากยากเข็ญ ในกาลยังไม่ทันถึงกำหนดสัญญา กรรมทั้งสอง
			<remark  id="s2b27c74l12" />            นั้น ไม่ถูกใจเราเสียเลย.    
			<remark  id="s2b27c74l13" />		     จบ คหปติชาดกที่ ๙. 
			<remark  id="s2b27c74l14" />		      ๑๐. สาธุสีลชาดก 
			<remark  id="s2b27c74l15" />		     ว่าด้วยเลือกเอาผู้มีศีล          
			<remark  id="s2b27c74l16" />  	[๒๔๙] เราขอถามท่านพราหมณ์ว่า ๑. คนมีรูปงาม ๒. คนอายุมาก ๓. คน     
			<remark  id="s2b27c74l17" />            มีชาติสูง ๔. คนมีศีลดี ๔ คนนั้น ท่านจะเลือกเอาคนไหน?        
			<remark  id="s2b27c74l18" />  	[๒๕๐] ประโยชน์ในร่างกายก็มีอยู่ ข้าพเจ้าขอทำความนอบน้อมแก่ท่านผู้เจริญวัย         
			<remark  id="s2b27c74l19" />            ประโยชน์ในบุรุษผู้มีชีวิตดีก็มีอยู่ ศีลแล พวกเราชอบใจ.      
			<remark  id="s2b27c74l20" />		    จบ สาธุสีลชาดกที่ ๑๐.             
			<remark  id="s2b27c74l21" />		      จบ รุหกวรรคที่ ๕. 
			<remark  id="s2b27c74l22" />		     _________________ 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b27c75" >
		<para id="s2b27c75p">
			<remark  id="s2b27c75l1" />		   รวมชาดกที่มีในวรรคนี้ คือ          
			<remark  id="s2b27c75l2" />            ๑. รุหกชาดก           ๒. สิริกาฬกัณณิชาดก   
			<remark  id="s2b27c75l3" />            ๓. จุลลปทุมชาดก        ๔. มณิโจรชาดก        
			<remark  id="s2b27c75l4" />            ๕. ปัพพตูปัตถรชาดก      ๖. วลาหกัสสชาดก     
			<remark  id="s2b27c75l5" />            ๗. มิตตามิตตชาดก       ๘. ราธชาดก           
			<remark  id="s2b27c75l6" />            ๙. คหปติชาดก         ๑๐. สาธุสีลชาดก.       
			<remark  id="s2b27c75l7" />		     _________________ 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b27c76" >
		<para id="s2b27c76p">
			<remark  id="s2b27c76l1" />		      ๖. นตังทัฬหวรรค 
			<remark  id="s2b27c76l2" />		     ๑. พันธนาคารชาดก 
			<remark  id="s2b27c76l3" />		       ว่าด้วยเครื่องผูก
			<remark  id="s2b27c76l4" />  	[๒๕๑] เครื่องผูกอันใด ที่ทำด้วยเหล็กก็ดี ทำด้วยไม้ก็ดี ทำด้วยหญ้าปล้องก็ดี        
			<remark  id="s2b27c76l5" />            นักปราชญ์ไม่กล่าวเครื่องผูกนั้นว่า เป็นเครื่องผูกอันมั่นคง ความกำหนัด       
			<remark  id="s2b27c76l6" />            ยินดีในแก้วมณีและกุณฑลก็ดี ความห่วงใยในบุตรและภรรยาก็ดี.    
			<remark  id="s2b27c76l7" />  	[๒๕๒] นักปราชญ์กล่าวเครื่องผูกนั้นว่า เป็นเครื่องผูกอันมั่นคง ทำให้สัตว์ตกต่ำ     
			<remark  id="s2b27c76l8" />            หย่อน แก้ได้ยาก แม้เครื่องผูกนั้น นักปราชญ์ก็ตัดได้ ไม่มีความห่วงใย         
			<remark  id="s2b27c76l9" />            ละกามสุข หลีกออกไปได้.      
			<remark  id="s2b27c76l10" />		   จบ พันธนาคารชาดกที่ ๑.             
			<remark  id="s2b27c76l11" />		       ๒. เกฬิสีลชาดก 
			<remark  id="s2b27c76l12" />		  ว่าด้วยปัญญาสำคัญกว่าร่างกาย        
			<remark  id="s2b27c76l13" />  	[๒๕๓] หงส์ก็ดี นกกระเรียนก็ดี นกยูงก็ดี ช้างก็ดี ฟานก็ดี ย่อมกลัวราชสีห์          
			<remark  id="s2b27c76l14" />            ทั้งนั้น จะถือเอาร่างกายเป็นประมาณไม่ได้ ฉันใด.             
			<remark  id="s2b27c76l15" />  	[๒๕๔] ในหมู่มนุษย์ ก็ฉันนั้น ถ้าแม้เด็กมีปัญญา ก็เป็นผู้ใหญ่ได้ คนโง่ถึง          
			<remark  id="s2b27c76l16" />            ร่างกายจะใหญ่โต ก็เป็นผู้ใหญ่ไม่ได้.        
			<remark  id="s2b27c76l17" />		     จบ เกฬิสีลชาดกที่ ๒.             
			<remark  id="s2b27c76l18" />		      ๓. ขันธปริตตชาดก
			<remark  id="s2b27c76l19" /> ว่าด้วยพระปริตต์ป้องกันสัตว์ร้ายต่างๆ  
			<remark  id="s2b27c76l20" />  	[๒๕๕] ขอไมตรีจิตของเราจงมีกับตระกูลพระยางูชื่อว่า วิรูปักขะ ขอไมตรีจิต            
			<remark  id="s2b27c76l21" />            ของเราจงมีกับตระกูลพระยางูชื่อว่า เอราปถะ ขอไมตรีจิตของเราจงมี
		</para>
	</section>
	<section id="s2b27c77" >
		<para id="s2b27c77p">
			<remark  id="s2b27c77l1" />            กับตระกูลพระยางูชื่อว่า ฉัพยาปุตตะ (และ) ขอไมตรีจิตของเราจงมีกับ            
			<remark  id="s2b27c77l2" />            ตระกูลพระยางูชื่อว่า กัณหาโคตมกะ ขอไมตรีจิตของเราจงมีกับสัตว์ 
			<remark  id="s2b27c77l3" />            ที่ไม่มีเท้า สัตว์ที่มี ๒ เท้า สัตว์ที่มี ๔ เท้า สัตว์ที่มีเท้ามากขอสัตว์ที่
			<remark  id="s2b27c77l4" />            ไม่มีเท้า สัตว์ที่มี ๒ เท้า สัตว์ที่มี ๔ เท้า สัตว์ที่มีเท้ามากอย่าได้      
			<remark  id="s2b27c77l5" />            เบียดเบียนเราเลย ขอสัตว์ผู้ข้องอยู่ สัตว์ที่มีลมปราณ สัตว์ผู้เกิดแล้ว       
			<remark  id="s2b27c77l6" />            หมดทั้งสิ้นด้วยกัน จงประสบพบแต่ความเจริญทั่วกัน ความทุกข์   
			<remark  id="s2b27c77l7" />            อันชั่วช้า อย่าได้มาถึงสัตว์ผู้ใดผู้หนึ่งเลย. 
			<remark  id="s2b27c77l8" />  	[๒๕๖] พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ มีพระคุณหาประมาณมิได้ บรรดาสัตว์    
			<remark  id="s2b27c77l9" />            เลื้อยคลาน คือ งู แมลงป่อง ตะขาบ แมลงมุม ตุ๊กแก และหนู      
			<remark  id="s2b27c77l10" />            เป็นสัตว์ประมาณได้ เราได้ทำการรักษาตัวแล้ว ป้องกันตัวแล้ว ขอ
			<remark  id="s2b27c77l11" />            สัตว์ทั้งหลายจงพากันหลีกไป ข้าพเจ้านั่นขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระ             
			<remark  id="s2b27c77l12" />            ภาค ขอนอบน้อมพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ๗ พระองค์. 
			<remark  id="s2b27c77l13" />		    จบ ขันธปริตตชาดกที่ ๓.            
			<remark  id="s2b27c77l14" />		        ๔. วีรกชาดก   
			<remark  id="s2b27c77l15" />		  ว่าด้วยโทษการเอาอย่างผู้อื่น        
			<remark  id="s2b27c77l16" />  	[๒๕๗] ข้าแต่ท่านวีรกะ ท่านเห็นนกที่ร้องเสียงเพราะ มีสีเสมอด้วยสร้อยคอ             
			<remark  id="s2b27c77l17" />            แห่งนกยูง ตัวเป็นผัวของฉันชื่อว่า สวิฏฐกะบ้างไหม?           
			<remark  id="s2b27c77l18" />  	[๒๕๘] นกสวิฏฐกะ เมื่อทำตามภรรยาของปักษีตัวผู้เที่ยวไปได้ทั้งทางน้ำ และ            
			<remark  id="s2b27c77l19" />            ทางบก บริโภคปลาสดเป็นนิจนั้น ถูกสาหร่ายพันคอตายเสียแล้ว.    
			<remark  id="s2b27c77l20" />		      จบ วีรกชาดกที่ ๔. 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b27c78" >
		<para id="s2b27c78p">
			<remark  id="s2b27c78l1" />		      ๕. คังเคยยชาดก  
			<remark  id="s2b27c78l2" />		      ว่าด้วยผู้ชอบโอ้อวด             
			<remark  id="s2b27c78l3" />  	[๒๕๙] ปลาชื่อคังเคยยะก็งาม และปลาชื่อยมุนาก็งาม แต่สัตว์ ๔ เท้า มีปริ            
			<remark  id="s2b27c78l4" />            มณฑลเพียงดังต้นไทร มีคอยาวหน่อยหนึ่ง ตัวนี้ ย่อมรุ่งเรืองยิ่งกว่า           
			<remark  id="s2b27c78l5" />            ใครทั้งหมด. 
			<remark  id="s2b27c78l6" />  	[๒๖๐] ท่านไม่บอกเหตุที่เราถาม เราถามอย่างหนึ่ง ท่านบอกเสียอย่างหนึ่ง คน           
			<remark  id="s2b27c78l7" />            สรรเสริญตนเองนี้ ไม่ชอบใจเราเลย.            
			<remark  id="s2b27c78l8" />		    จบ คังเคยยชาดกที่ ๕.
			<remark  id="s2b27c78l9" />		      ๖.  กุรุงคมิคชาดก 
			<remark  id="s2b27c78l10" />		     ว่าด้วยการร่วมมือกัน             
			<remark  id="s2b27c78l11" />  	[๒๖๑] ดูกรเต่า เราขอเตือน ท่านจงกัดบ่วงอันมีเกลียวแข็งด้วยฟัน เราจัก
			<remark  id="s2b27c78l12" />            ทำอุบายไม่ให้นายพรานมาถึงเร็วได้.           
			<remark  id="s2b27c78l13" />  	[๒๖๒] เต่าก็ลงน้ำไป กวางก็เข้าป่าไป นกสตปัตตะไปถึงต้นไม้แล้ว ก็พาลูกๆ             
			<remark  id="s2b27c78l14" />            ไปอยู่ในที่ห่างไกล.         
			<remark  id="s2b27c78l15" />		    จบ กุรุงคมิคชาดกที่ ๖.            
			<remark  id="s2b27c78l16" />		       ๗. อัสสกชาดก   
			<remark  id="s2b27c78l17" />		ไม่รู้ของจริงเพราะมีสิ่งใหม่ๆ ปิดไว้  
			<remark  id="s2b27c78l18" />  	[๒๖๓] ประเทศนี้ เราผู้มีความจงรัก ได้เที่ยวเล่นอยู่กับพระเจ้าอัสสกะ ผู้เป็น       
			<remark  id="s2b27c78l19" />            พระสวามีที่รัก.             
			<remark  id="s2b27c78l20" />  	[๒๖๔] ความสุขและความทุกข์เก่า ถูกความสุขและความทุกข์ใหม่ปกปิดไว้  
			<remark  id="s2b27c78l21" />            เพราะฉะนั้น หนอนจึงเป็นที่รักของเรายิ่งกว่าพระเจ้าอัสสกะอีก.
			<remark  id="s2b27c78l22" />		      จบ อัสสกชาดกที่ ๗.
		</para>
	</section>
	<section id="s2b27c79" >
		<para id="s2b27c79p">
			<remark  id="s2b27c79l1" />		      ๘. สุงสุมารชาดก 
			<remark  id="s2b27c79l2" />		   ว่าด้วยผู้มีปัญญาไม่สมกับตัว       
			<remark  id="s2b27c79l3" />  	[๒๖๕] เราไม่ต้องการด้วยผลมะม่วง ผลหว้า และผลขนุนทั้งหลายที่ท่านเห็น 
			<remark  id="s2b27c79l4" />            ฝั่งสมุทร มะเดื่อของเราต้นนี้ดีกว่า.        
			<remark  id="s2b27c79l5" />  	[๒๖๖] ร่างกายของท่านใหญ่โตก็จริง แต่ปัญญาหาสมควรแก่ร่างกายนั้นไม่ ดูกร            
			<remark  id="s2b27c79l6" />            จระเข้ ท่านถูกเราลวงเสียแล้ว บัดนี้ ท่านจงไปตามสบายเถิด.    
			<remark  id="s2b27c79l7" />		    จบ สุงสุมารชาดกที่ ๘.             
			<remark  id="s2b27c79l8" />		       ๙. กักกรชาดก   
			<remark  id="s2b27c79l9" />		   ว่าด้วยผู้ฉลาดเอาตัวรอดได้         
			<remark  id="s2b27c79l10" />  	[๒๖๗] ต้นหูกวางและสมอพิเภกทั้งหลายในป่า เราเคยเห็นแล้ว ต้นไม้เหล่านั้น            
			<remark  id="s2b27c79l11" />            ย่อมเดินไปเหมือนกับท่านไม่ได้.
			<remark  id="s2b27c79l12" />  	[๒๖๘] ไก่ตัวเก่าที่แหกกรงหนีมานี้ เป็นไก่ฉลาดในบ่วงขนสัตว์ ย่อมหลีกไป             
			<remark  id="s2b27c79l13" />            และยังขันเย้ยเสียด้วย.      
			<remark  id="s2b27c79l14" />		     จบ กักกรชาดกที่ ๙. 
			<remark  id="s2b27c79l15" />		      ๑๐. กันทคลกชาดก 
			<remark  id="s2b27c79l16" />		  นกหัวขวานตายเพราะไม้แก่น            
			<remark  id="s2b27c79l17" />  	[๒๖๙] ดูกรผู้เจริญ ต้นไม้ที่มีใบละเอียดมีหนามนี้เป็นต้นไม้อะไร เราเจาะเพียง       
			<remark  id="s2b27c79l18" />            ครั้งเดียว ทำให้สมองศีรษะแตกได้?            
			<remark  id="s2b27c79l19" />  	[๒๗๐] นกหัวขวานตัวนี้ เมื่อเจาะหมู่ไม้อยู่ในป่า ได้เคยเที่ยวเจาะแต่ไม้แห้ง        
			<remark  id="s2b27c79l20" />            ที่ไม่มีแก่น ภายหลังมาพบเอาต้นกฐินซึ่งมีกำเนิดเป็นไม้แก่นอันเป็นที่         
			<remark  id="s2b27c79l21" />            ทำลายสมองศีรษะ.             
			<remark  id="s2b27c79l22" />		    จบ กันทคลกชาดกที่ ๑๐.             
			<remark  id="s2b27c79l23" />		    จบ นตังทัฬหวรรคที่ ๖.             
			<remark  id="s2b27c79l24" />		    _________________  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b27c80" >
		<para id="s2b27c80p">
			<remark  id="s2b27c80l1" />		   รวมชาดกที่มีในวรรคนี้ คือ          
			<remark  id="s2b27c80l2" />            ๑. พันธนาคารชาดก๒. เกฬิสีลชาดก
			<remark  id="s2b27c80l3" />            ๓. ขันธปริตตชาดก ๔. วีรกชาดก  
			<remark  id="s2b27c80l4" />            ๕. คังเคยยชาดก๖. กุรุงคมิคชาดก
			<remark  id="s2b27c80l5" />            ๗. อัสสกชาดก  ๘. สุงสุมารชาดก 
			<remark  id="s2b27c80l6" />            ๙. กักกรชาดก ๑๐. กันทคลกชาดก. 
			<remark  id="s2b27c80l7" />		     _________________ 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b27c81" >
		<para id="s2b27c81p">
			<remark  id="s2b27c81l1" />		     ๗. พีรณัตถัมภกวรรค 
			<remark  id="s2b27c81l2" />		      ๑. โสมทัตตชาดก  
			<remark  id="s2b27c81l3" />		     ว่าด้วยอาการของผู้ขอ             
			<remark  id="s2b27c81l4" />  	[๒๗๑] ท่านเป็นผู้ไม่ประมาทเป็นนิจ ได้ทำความเพียรอยู่ในป่าช้าชื่อพีรณัต           
			<remark  id="s2b27c81l5" />            ถัมภกะถึงหนึ่งปี ครั้นเข้าประชุมบริษัท กลับกล่าวให้ผิดพลาดไป
			<remark  id="s2b27c81l6" />            ความเพียร ย่อมป้องกันผู้ปราศจากปัญญาไม่ได้. 
			<remark  id="s2b27c81l7" />  	[๒๗๒] ดูกรพ่อโสมทัตต์ บุคคลผู้ขอ ย่อมประสบอาการ ๒ อย่าง คือได้ทรัพย์ ๑            
			<remark  id="s2b27c81l8" />            ไม่ได้ทรัพย์ ๑ เพราะว่าการขอมีอาการอย่างนี้เป็นธรรมดา.      
			<remark  id="s2b27c81l9" />		    จบ โสมทัตตชาดกที่ ๑.
			<remark  id="s2b27c81l10" />		     ๒. อุจฉิฏฐภัตตชาดก 
			<remark  id="s2b27c81l11" />		     นางพราหมณีหาชายชู้ 
			<remark  id="s2b27c81l12" />  	[๒๗๓] อาการข้าวข้างบนเป็นอย่างหนึ่ง อาการข้าวข้างล่างเป็นอย่างหนึ่ง ดูกร          
			<remark  id="s2b27c81l13" />            นางพราหมณี ฉันขอถามท่านหน่อยเถิด เหตุไรข้าวข้างล่างจึงเย็น  
			<remark  id="s2b27c81l14" />            ข้างบนจึงร้อนนิดหน่อย?      
			<remark  id="s2b27c81l15" />  	[๒๗๔] ดูกรท่านผู้เจริญ ฉันเป็นคนฟ้อนรำ เที่ยวขอมาจนถึงที่นี่ ก็ชายชู้ของนาง       
			<remark  id="s2b27c81l16" />            พราหมณีนี้ ซุ่มอยู่แล้วที่ซุ้มต้นไม้ ท่านเสาะหาผู้ใด ผู้นั้นคือผู้ชายชู้    
			<remark  id="s2b27c81l17" />            ผู้นี้เอง.  
			<remark  id="s2b27c81l18" />		   จบ อุจฉิฏฐภัตตชาดกที่ ๒.           
			<remark  id="s2b27c81l19" />		       ๓. ภรุราชชาดก  
			<remark  id="s2b27c81l20" />		    ประทุษร้ายผู้มีศีลย่อมวิบัติ      
			<remark  id="s2b27c81l21" />  	[๒๗๕] เราได้ฟังมาว่า พระราชาในภรุรัฐ ได้ทรงประทุษร้ายต่อฤาษีทั้งหลายแล้ว          
			<remark  id="s2b27c81l22" />            ทรงประสบความวิบัติพร้อมทั้งแว่นแคว้น.  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b27c82" >
		<para id="s2b27c82p">
			<remark  id="s2b27c82l1" />  	[๒๗๖] เพราะฉะนั้นแล บัณฑิตทั้งหลาย จึงไม่สรรเสริญการลุอำนาจแก่ฉันทาคติ            
			<remark  id="s2b27c82l2" />            บุคคลไม่ควรมีจิตคิดร้าย ควรกล่าวแต่คำที่อิงความจริง.        
			<remark  id="s2b27c82l3" />		     จบ ภรุราชชาดกที่ ๓.
			<remark  id="s2b27c82l4" />		       ๔. ปุณณนทีชาดก 
			<remark  id="s2b27c82l5" />		     ว่าด้วยการไม่ระลึกถึง            
			<remark  id="s2b27c82l6" />  	[๒๗๗] ชนทั้งหลายพึงพูดถึงแม่น้ำที่เต็มแล้วว่า กาดื่มกินได้ก็ดี พูดถึงข้าวกล้า     
			<remark  id="s2b27c82l7" />            ที่เกิดแล้วว่า กาซ่อนอยู่ได้ก็ดี พูดถึงบุคคลที่รักกันไปสู่ที่ไกลว่า จะกลับ  
			<remark  id="s2b27c82l8" />            มาถึงเพราะกาบอกข่าวก็ดี กานั้น เรานำมาให้ท่านแล้ว ขอเชิญบริโภค
			<remark  id="s2b27c82l9" />            เนื้อกานั้นเถิด ท่านพราหมณ์.
			<remark  id="s2b27c82l10" />  	[๒๗๘] คราวใด พระราชาทรงระลึกถึงเรา เพื่อจะส่งเนื้อกาให้เรา คราวนั้น 
			<remark  id="s2b27c82l11" />            เนื้อหงส์ก็ดี เนื้อนกกะเรียนก็ดี เนื้อนกยูงก็ดี เป็นของที่เรานำไปถวาย       
			<remark  id="s2b27c82l12" />            แล้ว การไม่ระลึกถึงเสียเลย เป็นความเลวทราม. 
			<remark  id="s2b27c82l13" />		     จบ ปุณณนทีชาดกที่ ๔.             
			<remark  id="s2b27c82l14" />		       ๕. กัจฉปชาดก   
			<remark  id="s2b27c82l15" />		     ว่าด้วยตายเพราะปาก 
			<remark  id="s2b27c82l16" />  	[๒๗๙] เต่าพออ้าปากจะพูด ได้ฆ่าตนเองแล้วหนอ เมื่อตนคาบท่อนไม้ไว้ดีแล้ว             
			<remark  id="s2b27c82l17" />            ก็ฆ่าตนเสียด้วยวาจาของตนเอง.
			<remark  id="s2b27c82l18" />  	[๒๘๐] ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐสุดในหมู่นรชน บุรุษผู้เป็นบัณฑิตเห็นเหตุ            
			<remark  id="s2b27c82l19" />            อันนี้แล้ว ควรเปล่งแต่วาจาที่ดี ไม่ควรเปล่งวาจานั้นให้ล่วงเวลาไป            
			<remark  id="s2b27c82l20" />            ขอพระองค์ทรงทอดพระเนตรเต่าตัวถึงความพินาศเพราะพูดมาก.       
			<remark  id="s2b27c82l21" />		     จบ กัจฉปชาดกที่ ๕. 
			<remark  id="s2b27c82l22" />		        ๖. มัจฉชาดก   
			<remark  id="s2b27c82l23" />		   ไฟราคะร้อนกว่าไฟอย่างอื่น          
			<remark  id="s2b27c82l24" />  	[๒๘๑] ไฟนี้ก็ไม่เผาเราให้เร่าร้อน แม้หลาวที่นายพรานแหเสี้ยมเป็นอย่างดีแล้ว        
			<remark  id="s2b27c82l25" />            ก็ไม่ยังความทุกข์ให้เกิดขึ้นแก่เรา แต่การที่นางปลาเข้าใจว่า เราไปหา         
			<remark  id="s2b27c82l26" />            นางปลาตัวอื่นด้วยความยินดี อันนี้แหละจะเผาเราให้เร่าร้อน.   
		</para>
	</section>
	<section id="s2b27c83" >
		<para id="s2b27c83p">
			<remark  id="s2b27c83l1" />  	[๒๘๒] ไฟคือราคะนั้นแล ย่อมเผาเราให้เร่าร้อน อนึ่ง จิตของเราเองย่อมเผาเรา          
			<remark  id="s2b27c83l2" />            ให้เร่าร้อน ข้าแต่ท่านพรานแหทั้งหลาย ขอได้ปล่อยเราเถิด สัตว์ผู้ตก           
			<remark  id="s2b27c83l3" />            ยากอยู่ในกาม ท่านไม่ควรฆ่าโดยแท้.           
			<remark  id="s2b27c83l4" />		      จบ มัจฉชาดกที่ ๖. 
			<remark  id="s2b27c83l5" />		       ๗. เสคคุชาดก   
			<remark  id="s2b27c83l6" />		   การได้รับทุกข์จากผู้เป็นที่พึ่ง    
			<remark  id="s2b27c83l7" />  	[๒๘๓] สัตว์โลกทั้งปวง เป็นผู้พอใจในการเสพกาม ดูกรนางเสคคุ เจ้าเป็นผู้             
			<remark  id="s2b27c83l8" />            ไม่ฉลาดในธรรมของชาวบ้าน ความที่เจ้าเป็นนางกุมารีถูกบิดาจับมือ 
			<remark  id="s2b27c83l9" />            ในป่าชัฏร้องไห้อยู่ในวันนี้ เป็นธรรมดา.     
			<remark  id="s2b27c83l10" />  	[๒๘๔] เมื่อฉันได้รับทุกข์แล้ว ผู้ใดพึงเป็นที่พึ่งได้ ผู้นั้นคือบิดาของฉัน กลับ    
			<remark  id="s2b27c83l11" />            มากระทำมิดีมิร้ายฉันในป่า ฉันจะคร่ำครวญหาใครในกลางป่าอีกเล่า
			<remark  id="s2b27c83l12" />            ผู้ใดเป็นที่พึ่งได้ ผู้นั้นกลับมาทำฉันถึงสาหัส.             
			<remark  id="s2b27c83l13" />		     จบ เสคคุชาดกที่ ๗. 
			<remark  id="s2b27c83l14" />		      ๘. กูฏวาณิชชาดก 
			<remark  id="s2b27c83l15" />		     หนามยอกเอาหนามบ่ง
			<remark  id="s2b27c83l16" />  	[๒๘๕] ท่านได้คิดอุบายตอบอุบายดีแล้ว ได้คิดโกงตอบผู้โกงดีแล้ว ถ้าหนู 
			<remark  id="s2b27c83l17" />            ทั้งหลายพึงกินผาลได้ เหตุไฉน เหยี่ยวทั้งหลายจะเฉี่ยวเด็กไปไม่ได้เล่า?       
			<remark  id="s2b27c83l18" />  	[๒๘๖] บุคคลที่โกงตอบคนโกง ย่อมมีอยู่แน่นอน บุคคลที่ล่อลวงก็ย่อมมีอยู่             
			<remark  id="s2b27c83l19" />            เหมือนกัน ดูกรท่านผู้มีบุตรหาย ท่านจักไม่ให้ผาลแก่เขา บุรุษผู้มีผาล         
			<remark  id="s2b27c83l20" />            หาย ก็จะไม่นำบุตรมาให้แก่ท่าน.
			<remark  id="s2b27c83l21" />		    จบ กูฏวาณิชชาดกที่ ๘.             
			<remark  id="s2b27c83l22" />		       ๙. ครหิตชาดก   
			<remark  id="s2b27c83l23" />		   คนโง่เขลาย่อมเห็นแก่เงิน           
			<remark  id="s2b27c83l24" />  	[๒๘๗] มนุษย์ทั้งหลายผู้มีปัญญาเขลา ไม่เห็นอริยธรรม พูดกันแต่ว่า เงินของเรา        
			<remark  id="s2b27c83l25" />            ทองของเรา  ดังนี้ ทั้งกลางคืนและกลางวัน.   
		</para>
	</section>
	<section id="s2b27c84" >
		<para id="s2b27c84p">
			<remark  id="s2b27c84l1" />  	[๒๘๘] ในเรือนหลังหนึ่ง มีเจ้าของเรือนอยู่ ๒ คน ใน ๒ คนนั้น คนหนึ่งไม่มี           
			<remark  id="s2b27c84l2" />            หนวด แต่มีนมห้อยยาน เกล้าผมมวย และเจาะหู เขาซื้อมาด้วย      
			<remark  id="s2b27c84l3" />            ทรัพย์มาก เจ้าของเรือนผู้นั้น ย่อมกล่าวเสียดแทงคนในเรือนนั้น
			<remark  id="s2b27c84l4" />            ตั้งแต่แรกมาอยู่.           
			<remark  id="s2b27c84l5" />		     จบ ครหิตชาดกที่ ๙. 
			<remark  id="s2b27c84l6" />		      ๑๐. ธัมมัทธชชาดก
			<remark  id="s2b27c84l7" />		   ว่าด้วยผู้ถึงธรรมของสัตบุรุษ       
			<remark  id="s2b27c84l8" />   [๒๘๙] ท่านอยู่เป็นสุขแล้ว ได้ออกจากแว่นแคว้นมาสู่ป่าอันสงัดเงียบ ท่านนั้น            
			<remark  id="s2b27c84l9" />            นั่งซบเซาอยู่ที่โคนต้นไม้แต่ผู้เดียว เหมือนคนกำพร้า.        
			<remark  id="s2b27c84l10" />  	[๒๙๐] เราอยู่เป็นสุขแล้ว ได้ออกจากแว่นแคว้นมาสู่ป่าสงัดเงียบ และระลึกถึง          
			<remark  id="s2b27c84l11" />            ธรรมของสัตบุรุษอยู่ นั่งซบเซาอยู่ที่โคนต้นไม้แต่ผู้เดียว เหมือนคน           
			<remark  id="s2b27c84l12" />            กำพร้า.     
			<remark  id="s2b27c84l13" />		    จบ ธัมมัทธชชาดกที่ ๑๐.            
			<remark  id="s2b27c84l14" />		   จบ พีรณัตถัมภกวรรคที่ ๗.           
			<remark  id="s2b27c84l15" />		    _________________  
			<remark  id="s2b27c84l16" />		   รวมชาดกที่มีในวรรคนี้ คือ          
			<remark  id="s2b27c84l17" />            ๑. โสมทัตตชาดก            ๒. อุจฉิฏฐภัตตชาดก
			<remark  id="s2b27c84l18" />            ๓. ภรุราชชาดก             ๔. ปุณณนทีชาดก    
			<remark  id="s2b27c84l19" />            ๕. กัจฉปชาดก๖. มัจฉชาดก       
			<remark  id="s2b27c84l20" />            ๗. เสคคุชาดก๘. กูฏวาณิชชาดก   
			<remark  id="s2b27c84l21" />            ๙. ครหิตชาดก             ๑๐. ธัมมัทธชชาดก.  
			<remark  id="s2b27c84l22" />		     _________________ 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b27c85" >
		<para id="s2b27c85p">
			<remark  id="s2b27c85l1" />		       ๘. กาสาววรรค   
			<remark  id="s2b27c85l2" />		       ๑. กาสาวชาดก   
			<remark  id="s2b27c85l3" />		  ว่าด้วยผู้ควรนุ่งห่มผ้ากาสาวะ       
			<remark  id="s2b27c85l4" />  	[๒๙๑] ผู้ใด ยังมีกิเลสดุจน้ำฝาด ปราศจากทมะและสัจจะ จักนุ่งห่มผ้าย้อม
			<remark  id="s2b27c85l5" />            น้ำฝาด ผู้นั้น ย่อมไม่สมควรจะนุ่งห่มผ้าย้อมน้ำฝาดเลย.       
			<remark  id="s2b27c85l6" />  	[๒๙๒] ส่วนผู้ใด คายกิเลสดุจน้ำฝาดแล้ว ตั้งมั่นอยู่ในศีลทั้งหลาย ประกอบด้วย        
			<remark  id="s2b27c85l7" />            ทมะและสัจจะ ผู้นั้นแล ย่อมสมควรจะนุ่งห่มผ้าย้อมน้ำฝาดได้.   
			<remark  id="s2b27c85l8" />		     จบ กาสาวชาดกที่ ๑. 
			<remark  id="s2b27c85l9" />		     ๒. จุลลนันทิยชาดก
			<remark  id="s2b27c85l10" />		     ผลของกรรมดีกรรมชั่ว
			<remark  id="s2b27c85l11" />  	[๒๙๓] ปาราสริยพราหมณ์ได้กล่าวคำใดไว้ว่า ท่านอย่าได้กระทำกรรมชั่ว อันจะทำ          
			<remark  id="s2b27c85l12" />            ตัวท่านให้เดือดร้อนในภายหลังนะ คำนี้นั้น เป็นถ้อยคำของท่านอาจารย์.          
			<remark  id="s2b27c85l13" />  	[๒๙๔] บุรุษทำกรรมเหล่าใดไว้ เขาย่อมเห็นกรรมเหล่านั้นในตน ผู้ทำกรรมดี
			<remark  id="s2b27c85l14" />            ย่อมได้รับผลดี ผู้ทำกรรมชั่ว ย่อมได้รับผลชั่ว บุคคลหว่านพืชเช่นใด           
			<remark  id="s2b27c85l15" />            ย่อมได้รับผลเช่นนั้น.       
			<remark  id="s2b27c85l16" />		    จบ จุลลนันทิยชาดกที่ ๒.           
			<remark  id="s2b27c85l17" />		       ๓. ปุฏภัตตชาดก 
			<remark  id="s2b27c85l18" />		        ว่าด้วยการคบ  
			<remark  id="s2b27c85l19" />  	[๒๙๕] บุคคลควรนอบน้อมต่อผู้ที่นอบน้อมตน ควรคบกับผู้ที่คบตน ควรทำกิจ 
			<remark  id="s2b27c85l20" />            ตอบแทนแก่ผู้ที่ช่วยทำกิจของตน ไม่ควรทำประโยชน์แก่ผู้ปรารถนาความ             
			<remark  id="s2b27c85l21" />            ฉิบหายให้ และไม่ควรคบกับผู้ที่ไม่คบตน.      
			<remark  id="s2b27c85l22" />  	[๒๙๖] บุคคลควรละทิ้งผู้ที่ละทิ้งตน ไม่ควรทำความอาลัยรักใคร่ในบุคคลเช่นนั้น        
			<remark  id="s2b27c85l23" />            ไม่ควรสมาคมกับผู้ที่เขาไม่ใฝ่ใจกับตน นกรู้ว่า ต้นไม้หมดผลแล้วก็ละทิ้ง       
			<remark  id="s2b27c85l24" />            ไปหาต้นไม้อื่น เพราะโลกเป็นของกว้างใหญ่.    
			<remark  id="s2b27c85l25" />		     จบ ปุฏภัตตชาดกที่ ๓.      
		</para>
	</section>
	<section id="s2b27c86" >
		<para id="s2b27c86p">
			<remark  id="s2b27c86l1" />		       ๔. กุมภีลชาดก  
			<remark  id="s2b27c86l2" />		    คุณธรรมเครื่องให้เจริญ            
			<remark  id="s2b27c86l3" />  	[๒๙๗] ผู้ใด มีคุณธรรม อันเป็นเครื่องให้เจริญอย่างยิ่ง ๔ ประการนี้ คือ สัจจะ ๑     
			<remark  id="s2b27c86l4" />            ธรรม ๑ ธิติ ๑ จาคะ ๑ ผู้นั้น ย่อมล่วงพ้นศัตรูได้.           
			<remark  id="s2b27c86l5" />  	[๒๙๘] ส่วนผู้ใด ไม่มีคุณธรรม อันเป็นเครื่องให้เจริญอย่างยิ่ง ๔ ประการนี้          
			<remark  id="s2b27c86l6" />            คือ สัจจะ ๑ ธรรม ๑ ธิติ ๑ จาคะ ๑ ผู้นั้นย่อมล่วงพ้นศัตรูไม่ได้.             
			<remark  id="s2b27c86l7" />		     จบ กุมภีลชาดกที่ ๔.
			<remark  id="s2b27c86l8" />		     ๕. ขันติวรรณนชาดก
			<remark  id="s2b27c86l9" />		 ต้องอดใจในคนที่หาคุณธรรมยาก          
			<remark  id="s2b27c86l10" />  	[๒๙๙] ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ ข้าพระบาทมีบุรุษผู้ขวนขวายในกิจทุกอย่าง            
			<remark  id="s2b27c86l11" />            อยู่คนหนึ่ง แต่เขามีความผิดอยู่ข้อหนึ่ง พระองค์จะทรงโปรดดำริในความ          
			<remark  id="s2b27c86l12" />            ผิดของเขานั้นเป็นประการใด พระเจ้าข้า.       
			<remark  id="s2b27c86l13" />  	[๓๐๐] บุรุษเช่นนี้ของเราก็มีอยู่ในที่นี้ แต่บุรุษผู้ประกอบด้วยองค์คุณหาได้ยาก     
			<remark  id="s2b27c86l14" />            เราจึงสู้อดใจเสีย.          
			<remark  id="s2b27c86l15" />		   จบ ขันติวรรณนชาดกที่ ๕.            
			<remark  id="s2b27c86l16" />		       ๖. โกสิยชาดก   
			<remark  id="s2b27c86l17" />		    ว่าด้วยผู้รู้กาลควรไม่ควร         
			<remark  id="s2b27c86l18" />  	[๓๐๑] การออกไปในเวลาอันสมควร เป็นความดี การออกไปในเวลาอันไม่      
			<remark  id="s2b27c86l19" />            สมควร ไม่ดี เพราะว่า คนผู้ออกไปโดยเวลาไม่สมควร ย่อมไม่ยัง   
			<remark  id="s2b27c86l20" />            ประโยชน์อะไรให้เกิดได้ คนที่เป็นศัตรูเป็นอันมาก ย่อมทำอันตรายคน             
			<remark  id="s2b27c86l21" />            ผู้ออกไปแต่ผู้เดียวในเวลาอันไม่สมควรได้ เหมือนฝูงการุมจิกนกเค้า             
			<remark  id="s2b27c86l22" />            ฉะนั้น.     
			<remark  id="s2b27c86l23" />  	[๓๐๒] นักปราชญ์รู้จักวิธีการต่างๆ เข้าใจช่องทางของคนเหล่าอื่น ทำพวกศัตรู          
			<remark  id="s2b27c86l24" />            ทั้งมวลให้อยู่ในอำนาจได้แล้ว พึงอยู่เป็นสุขเหมือนนกเค้าผู้ฉลาด ฉะนั้น.      
			<remark  id="s2b27c86l25" />		     จบ โกสิยชาดกที่ ๖. 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b27c87" >
		<para id="s2b27c87p">
			<remark  id="s2b27c87l1" />		      ๗. คูถปาณกชาดก  
			<remark  id="s2b27c87l2" />		        หนอนท้าช้างสู้
			<remark  id="s2b27c87l3" />  	[๓๐๓] ท่านก็เป็นผู้กล้าหาญ มาพบกับเราผู้กล้าหาญ อาจประหารได้ไม่ย่นย่อ             
			<remark  id="s2b27c87l4" />            มาซิช้าง ท่านจงกลับมาก่อน ท่านกลัวหรือจึงได้หนีไป ขอให้พวกคน
			<remark  id="s2b27c87l5" />            ชาวอังคะและมคธะได้เห็นความกล้าหาญของเรา และของท่านเถิด.     
			<remark  id="s2b27c87l6" />  	[๓๐๔] เราจักไม่ต้องฆ่าเจ้าด้วยเท้า งา หรือด้วยงวงเลย เราจักฆ่าเจ้าด้วยคูถ         
			<remark  id="s2b27c87l7" />            หนอนตัวเน่า ควรฆ่าด้วยของเน่าเช่นกัน.       
			<remark  id="s2b27c87l8" />		    จบ คูถปาณกชาดกที่ ๗.
			<remark  id="s2b27c87l9" />		       ๘. กามนีตชาดก  
			<remark  id="s2b27c87l10" />		  ผู้ถูกโรครักครอบงำรักษายาก          
			<remark  id="s2b27c87l11" />  	[๓๐๕] เราปรารถนาระหว่างเมืองทั้ง ๓ คือ เมืองปัญจาละ ๑ เมืองกุรุยะ ๑ เมือง         
			<remark  id="s2b27c87l12" />            เกกกะ ๑ ดูกรท่านพราหมณ์ เราปรารถนาราชสมบัติทั้ง ๓ เมืองนั้นมาก
			<remark  id="s2b27c87l13" />            กว่าสมบัติที่เราได้แล้วนี้ ดูกรพราหมณ์ ขอให้ท่านช่วยรักษาเราผู้ถูก          
			<remark  id="s2b27c87l14" />            ความใคร่ครอบงำด้วยเถิด.     
			<remark  id="s2b27c87l15" />  	[๓๐๖] อันที่จริง เมื่อบุคคลถูกงูเห่ากัด หมอบางคนก็รักษาได้ อนึ่ง บุคคลถูกผี       
			<remark  id="s2b27c87l16" />            เข้าสิง  หมอผู้ฉลาดก็ไล่ออกได้ แต่บุคคลถูกความใคร่ครอบงำแล้ว
			<remark  id="s2b27c87l17" />            ใครๆ ก็รักษาไม่หาย เพราะว่า เมื่อบุคคลล่วงเลยธรรมขาวเสียแล้ว
			<remark  id="s2b27c87l18" />            จะรักษาได้อย่างไร?          
			<remark  id="s2b27c87l19" />		     จบ กามนีตชาดกที่ ๘.
			<remark  id="s2b27c87l20" />		       ๙. ปลายิชาดก   
			<remark  id="s2b27c87l21" />		 ว่าด้วยขับไล่ศัตรูแบบสายฟ้าแลบ       
			<remark  id="s2b27c87l22" />  	[๓๐๗] เมืองตักกสิลาถูกเขาล้อมไว้ทุกด้านแล้ว ด้วยกองพลช้างตัวประเสริฐ
			<remark  id="s2b27c87l23" />            ซึ่งร้องคำรณอยู่ด้านหนึ่ง ด้วยกองพลม้าตัวประเสริฐ ซึ่งคลุมมาลาเครื่อง       
			<remark  id="s2b27c87l24" />            ครบอยู่ด้านหนึ่ง ด้วยกองพลรถ ดุจคลื่นในมหาสมุทรอันยังฝนคือ  
			<remark  id="s2b27c87l25" />            ลูกศรให้ตกลงด้านหนึ่ง ด้วยกองพลเดินเท้า ถือธนูมั่นมีฝีมือยิงแม่นอยู่        
			<remark  id="s2b27c87l26" />            ด้านหนึ่ง.  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b27c88" >
		<para id="s2b27c88p">
			<remark  id="s2b27c88l1" />  	[๓๐๘] ท่านทั้งหลายจงรีบรุกเข้าไป และจงรีบบุกเข้าไป จงไสช้างให้หนุนเนื่อง          
			<remark  id="s2b27c88l2" />            กันเข้าไปเลย จงโห่ร้องให้สนั่นหวั่นไหวในวันนี้ ดุจสายฟ้าอันซ่าน             
			<remark  id="s2b27c88l3" />            ออกจากกลีบเมฆคำรณอยู่ ฉะนั้น. 
			<remark  id="s2b27c88l4" />		     จบ ปลายิชาดกที่ ๙. 
			<remark  id="s2b27c88l5" />		     ๑๐. ทุติยปลายิชาดก 
			<remark  id="s2b27c88l6" /> คนถูกความเร่าร้อนเผาจนไม่อาจสู้ข้าศึกได้ 
			<remark  id="s2b27c88l7" />  	[๓๐๙] ธงสำหรับรถของเรามีมากมาย พลพาหนะของเราก็นับไม่ถ้วนแสนยาก    
			<remark  id="s2b27c88l8" />            ที่ศัตรูจะหาญหักเข้าสู้รบได้ ดุจสาครยากที่ฝูงกาจะบินข้ามให้ถึงฝั่งได้       
			<remark  id="s2b27c88l9" />            ฉะนั้น อนึ่ง กองพลของเรานี้ยากที่กองพลอื่นจะหาญเข้าตีหักได้ดุจภูเขา         
			<remark  id="s2b27c88l10" />            อันลมไม่อาจให้ไหวได้ ฉะนั้น วันนี้ เราประกอบด้วยกองพลเท่านี้ อันกอง         
			<remark  id="s2b27c88l11" />            พลเช่นนั้นยากที่ศัตรูจะหาญหักเข้ารุกรานได้. 
			<remark  id="s2b27c88l12" />  	[๓๑๐] ท่านอย่าพูดเพ้อถึงความที่ตนเป็นคนโง่เขลาไปเลย คนเช่นท่านจะเรียกว่า          
			<remark  id="s2b27c88l13" />            ผู้สามารถไม่ได้ ท่านถูกความเร่าร้อน คือ ราคะ โทสะ โมหะ และมานะ
			<remark  id="s2b27c88l14" />            เผารนอยู่เสมอ ไม่อาจจะกำจัดเราได้เลย จะต้องหนีเราไป กองพล   
			<remark  id="s2b27c88l15" />            ของเราจักย่ำยีท่านหมดทั้งกองพล ดุจช้างเมามันขยี้ไม้อ้อด้วยเท้า ฉะนั้น.      
			<remark  id="s2b27c88l16" />		   จบ ทุติยปลายิชาดกที่ ๑๐.           
			<remark  id="s2b27c88l17" />		     จบ กาสาววรรคที่ ๘. 
			<remark  id="s2b27c88l18" />		     _________________ 
			<remark  id="s2b27c88l19" />		   รวมชาดกที่มีในวรรคนี้ คือ          
			<remark  id="s2b27c88l20" />            ๑. กาสาวชาดก            ๒. จุลลนันทิยชาดก   
			<remark  id="s2b27c88l21" />            ๓. ปุฏภัตตชาดก            ๔. กุมภีลชาดก     
			<remark  id="s2b27c88l22" />            ๕. ขันติวรรณนชาดก         ๖. โกสิยชาดก      
			<remark  id="s2b27c88l23" />            ๗. คูถปาณกชาดก           ๘. กามนีตชาดก      
			<remark  id="s2b27c88l24" />            ๙. ปลายิชาดก            ๑๐. ทุติยปลายิชาดก. 
			<remark  id="s2b27c88l25" />		     _________________ 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b27c89" >
		<para id="s2b27c89p">
			<remark  id="s2b27c89l1" />		       ๙. อุปาหนวรรค  
			<remark  id="s2b27c89l2" />		       ๑. อุปาหนชาดก  
			<remark  id="s2b27c89l3" />		 อนารยชนย่อมใช้ศิลปะในทางผิด          
			<remark  id="s2b27c89l4" />  	[๓๑๑] รองเท้าที่คนซื้อมา เพื่อประโยชน์จะให้สบายเท้า กลับนำเอาความทุกข์            
			<remark  id="s2b27c89l5" />            มาให้ รองเท้านั้น ถูกแดดเผาบ้าง ถูกพื้นเท้าครูดสีบ้าง ก็กลับกัดเท้า         
			<remark  id="s2b27c89l6" />            ของผู้นั้นนั่นแหละ ฉันใด.   
			<remark  id="s2b27c89l7" />  	[๓๑๒] ผู้ใด เกิดในตระกูลต่ำ ไม่ใช่อารยชน เรียนวิชาและศิลปะมาจากสำนัก
			<remark  id="s2b27c89l8" />            อาจารย์ได้แล้ว ผู้นั้น ย่อมฆ่าตนเองด้วยศิลปะที่เรียนมาในสำนักของ            
			<remark  id="s2b27c89l9" />            อาจารย์นั้น ฉันนั้น บุคคลนั้น บัณฑิตเรียกว่า ไม่ใช่อารยชน เปรียบ            
			<remark  id="s2b27c89l10" />            ด้วยรองเท้าที่ทำไม่ดี ฉะนั้น. 
			<remark  id="s2b27c89l11" />		     จบ อุปาหนชาดกที่ ๑.
			<remark  id="s2b27c89l12" />		       ๒. วีณาถูณชาดก 
			<remark  id="s2b27c89l13" />		          รักคนผิด    
			<remark  id="s2b27c89l14" />  	[๓๑๓] เรื่องนี้เจ้าคิดคนเดียว บุรุษเตี้ย ค่อม ผู้โง่เขลานี้ จะนำทางไปไม่ได้แน่    
			<remark  id="s2b27c89l15" />            ดูกรเจ้าผู้เจริญ เจ้าไม่สมควรจะไปกับบุรุษเตี้ยค่อมผู้นี้เลย.
			<remark  id="s2b27c89l16" />  	[๓๑๔] ดิฉันเข้าใจว่า บุรุษค่อมเป็นผู้องอาจ จึงได้รักใคร่บุรุษค่อมผู้นี้นอนตัวงอ   
			<remark  id="s2b27c89l17" />            อยู่ ดุจคันพิณที่มีสายขาดแล้ว ฉะนั้น.       
			<remark  id="s2b27c89l18" />		     จบ วีณาถูณชาดกที่ ๒.             
			<remark  id="s2b27c89l19" />		       ๓. วิกัณณกชาดก 
			<remark  id="s2b27c89l20" />		  คนเห็นแก่อามิสย่อมเดือดร้อน         
			<remark  id="s2b27c89l21" />  	[๓๑๕] เจ้าปรารถนาในที่ใด ก็จงไปในที่นั้นเถิด เจ้าเป็นผู้ถูกชะนักของเราแทง         
			<remark  id="s2b27c89l22" />            แล้ว เจ้าเป็นผู้โลภด้วยอาหารแท้ เมื่อติดตามปลาทั้งหลายมาก็ถูกอาหาร          
			<remark  id="s2b27c89l23" />            มีเสียงกลองกำจัดเสียแล้ว.   
		</para>
	</section>
	<section id="s2b27c90" >
		<para id="s2b27c90p">
			<remark  id="s2b27c90l1" />  	[๓๑๖] บุคคลเห็นแก่โลกามิสแม้อย่างนี้ ชอบประพฤติตามอำนาจของจิต ย่อม
			<remark  id="s2b27c90l2" />            เดือดร้อน เขาย่อมเดือดร้อนอยู่ในท่ามกลางหมู่ญาติและสหาย ดุจจระเข้           
			<remark  id="s2b27c90l3" />            ตัวติดตามปลาไปถูกแทง ฉะนั้น.
			<remark  id="s2b27c90l4" />		     จบ วิกัณณกชาดกที่ ๓.             
			<remark  id="s2b27c90l5" />		       ๔. อสิตาภุชาดก 
			<remark  id="s2b27c90l6" />		       โลภมากลาภหาย   
			<remark  id="s2b27c90l7" />  	[๓๑๗] พระองค์นั่นแหละ ได้กระทำเหตุอันนี้ ในบัดนี้ หม่อมฉันปราศจาก 
			<remark  id="s2b27c90l8" />            ความรักในพระองค์แล้ว ความรักนั้น ประสานกันอีกไม่ได้ ดุจงาช้างอัน            
			<remark  id="s2b27c90l9" />            ตัดขาดแล้วด้วยเลื่อย ฉะนั้น.
			<remark  id="s2b27c90l10" />  	[๓๑๘] บุคคลผู้ปรารถนาเกินส่วน ย่อมเสื่อมจากประโยชน์ เพราะความโลภ  
			<remark  id="s2b27c90l11" />            เกินประมาณ และเพราะความมัวเมาอันเกิดจากความโลภเกินประมาณ    
			<remark  id="s2b27c90l12" />            เหมือนเราเสื่อมจากนางอสิตาภู ฉะนั้น.        
			<remark  id="s2b27c90l13" />		     จบ อสิตาภุชาดกที่ ๔.             
			<remark  id="s2b27c90l14" />		       ๕. วัจฉนขชาดก  
			<remark  id="s2b27c90l15" />		    ว่าด้วยดาบสผู้มีเล็บงาม           
			<remark  id="s2b27c90l16" />  	[๓๑๙] ข้าแต่ท่านดาบสผู้มีเล็บงาม เรือนทั้งหลายที่มีเงิน และโภชนาหารบริบูรณ์       
			<remark  id="s2b27c90l17" />            เป็นเรือนมีความสุข ท่านบริโภค และดื่มในเรือนใด ไม่ต้องขวนขวาย 
			<remark  id="s2b27c90l18" />            ก็ได้นอน การอยู่ครองเรือนนั้น เป็นสุขอย่างยิ่ง.             
			<remark  id="s2b27c90l19" />  	[๓๒๐] บุคคลผู้เป็นฆราวาส ไม่มีมานะ ทำการงานก็ดี ไม่กล่าวคำมุสาก็ดี ...            
			<remark  id="s2b27c90l20" />            ไม่ใช้อำนาจลงโทษผู้อื่น การครองเรือนก็ตั้งอยู่ไม่ได้ เมื่อเป็นเช่นนี้       
			<remark  id="s2b27c90l21" />            ใครเล่าจะครอบครองเรือนไม่ให้บกพร่อง ให้เกิดความยินดีได้แสนยาก 
			<remark  id="s2b27c90l22" />            เล่า?       
			<remark  id="s2b27c90l23" />		     จบ วัจฉนขชาดกที่ ๕.
			<remark  id="s2b27c90l24" />		        ๖. พกชาดก     
			<remark  id="s2b27c90l25" />		         นกเจ้าเล่ห์  
			<remark  id="s2b27c90l26" />  	[๓๒๑] นกมีปีกตัวนี้ ดีจริง ยืนนิ่งดังดอกโกมุท หุบปีกทั้ง ๒ ไว้ ง่วงเหงา           
			<remark  id="s2b27c90l27" />            ซบเซาอยู่.  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b27c91" >
		<para id="s2b27c91p">
			<remark  id="s2b27c91l1" />  	[๓๒๒] ท่านทั้งหลาย ไม่รู้จักกิริยาของมัน  พวกท่านไม่รู้จึงได้พากันสรรเสริญ        
			<remark  id="s2b27c91l2" />            นกตัวนี้ไม่ได้คุ้มครองรักษาพวกเราดอก เพราะเหตุนั้น นกตัวนี้จึงไม่           
			<remark  id="s2b27c91l3" />            เคลื่อนไหวเลย.
			<remark  id="s2b27c91l4" />		      จบ พกชาดกที่ ๖. 
			<remark  id="s2b27c91l5" />		       ๗. สาเกตชาดก   
			<remark  id="s2b27c91l6" />		      เหตุให้เกิดความรัก
			<remark  id="s2b27c91l7" />  	[๓๒๓] ข้าแต่พระผู้มีพระภาค เหตุไรหนอ เมื่อบุคคลบางคนในโลกนี้ พอเห็นกัน            
			<remark  id="s2b27c91l8" />            เข้าก็เฉยๆ หัวใจก็เฉย บางคนพอเห็นกันเข้า จิตก็เลื่อมใส.     
			<remark  id="s2b27c91l9" />  	[๓๒๔] ความรักนั้น ย่อมเกิดขึ้นด้วยเหตุ  ๒  ประการ คือ ด้วยการอยู่ร่วมกัน          
			<remark  id="s2b27c91l10" />            ในกาลก่อน ๑ ด้วยความเกื้อกูลต่อกันในปัจจุบัน ๑ เหมือนดอกอุบล
			<remark  id="s2b27c91l11" />            และชลชาติ เมื่อเกิดในน้ำ ย่อมเกิดเพราะอาศัยเหตุ  ๒ ประการ คือ 
			<remark  id="s2b27c91l12" />            น้ำและเปือกตม ฉะนั้น.       
			<remark  id="s2b27c91l13" />		     จบ สาเกตชาดกที่ ๗. 
			<remark  id="s2b27c91l14" />		       ๘. เอกปทชาดก   
			<remark  id="s2b27c91l15" />ความเพียรทำให้เกิดประโยชน์หลายอย่าง     
			<remark  id="s2b27c91l16" />  	[๓๒๕] คุณพ่อครับ เหตุอย่างเดียวทำให้ได้ประโยชน์หลายอย่างมีอยู่หรือไม่             
			<remark  id="s2b27c91l17" />            ผมจะพึงทำประโยชน์ให้สำเร็จด้วยเหตุใด ขอคุณพ่อจงบอกเหตุนั้น ซึ่ง             
			<remark  id="s2b27c91l18" />            รวบรวมประโยชน์ได้หลายอย่างแก่ผมเถิด.        
			<remark  id="s2b27c91l19" />  	[๓๒๖] ลูกเอ๋ย เหตุอย่างหนึ่ง คือ ความขยันหมั่นเพียร ทำให้ได้ประโยชน์
			<remark  id="s2b27c91l20" />            หลายอย่าง ก็ความขยันหมั่นเพียรนั้น ประกอบด้วยศีล ประกอบด้วย 
			<remark  id="s2b27c91l21" />            ขันติ อาจจะทำมิตรทั้งหลายให้ถึงความสุข หรืออาจทำศัตรูทั้งหลายให้            
			<remark  id="s2b27c91l22" />            ถึงความทุกข์ได้.            
			<remark  id="s2b27c91l23" />		     จบ เอกปทชาดกที่ ๘. 
			<remark  id="s2b27c91l24" />		      ๙. หริตมาตชาดก  
			<remark  id="s2b27c91l25" />		      ว่าด้วยผู้มีอิสรภาพ             
			<remark  id="s2b27c91l26" />  	[๓๒๗] ดูกรท่านผู้เป็นบุตรกบเขียด ปลาทั้งหลายรุมกัดฉันผู้มีพิษแล่นเร็ว เข้าไป      
			<remark  id="s2b27c91l27" />            ยังหน้าลอบ เรื่องนี้ท่านชอบใจหรือ?   
		</para>
	</section>
	<section id="s2b27c92" >
		<para id="s2b27c92p">
			<remark  id="s2b27c92l1" />  	[๓๒๘] บุรุษผู้มีอิสรภาพอยู่เพียงใด ก็ย่ำยีผู้อื่นได้อยู่เพียงนั้น คนอื่นมาย่ำยีตน 
			<remark  id="s2b27c92l2" />            คราวใด คราวนั้น ผู้ที่ถูกย่ำยีก็ย่ำยีตอบบ้าง. 
			<remark  id="s2b27c92l3" />		    จบ หริตมาตชาดกที่ ๙.
			<remark  id="s2b27c92l4" />		     ๑๐. มหาปิงคลชาดก 
			<remark  id="s2b27c92l5" />		 ว่าด้วยพระเจ้าปิงคละผู้ร้ายกาจ       
			<remark  id="s2b27c92l6" />  	[๓๒๙] ชนทั้งปวงถูกพระเจ้าปิงคละเบียดเบียนแล้ว เมื่อพระเจ้าปิงคละนั้น
			<remark  id="s2b27c92l7" />            สวรรคตแล้ว ชนทั้งหลายก็ได้ความยินดี ดูกรนายประตู พระเจ้าปิงคละ
			<remark  id="s2b27c92l8" />            ผู้ไม่มีพระเนตรดำ เป็นที่รักของท่านหรือ เพราะเหตุไร จึงได้ร้องไห้หนอ?       
			<remark  id="s2b27c92l9" />  	[๓๓๐] พระเจ้าปิงคละผู้ไม่มีพระเนตรดำ จะเป็นที่รักของข้าพเจ้าก็หามิได้ แต่         
			<remark  id="s2b27c92l10" />            ข้าพเจ้ากลัวว่า พระเจ้าปิงคละนั้นจะกลับเสด็จมาอีก พระเจ้าปิงคละเสด็จ        
			<remark  id="s2b27c92l11" />            ไปจากมนุษย์โลกนี้แล้ว ก็จะเบียดเบียนพระยามัจจุราช พระยามัจจุราช             
			<remark  id="s2b27c92l12" />            นั้นถูกพระเจ้าปิงคละเบียดเบียนแล้ว ก็จะพึงนำมาส่งมนุษย์โลกนี้อีก.           
			<remark  id="s2b27c92l13" />  	[๓๓๑] พระเจ้าปิงคละนั้น พวกเราช่วยกันเผาแล้วด้วยฟืนพันเล่มเกวียน  
			<remark  id="s2b27c92l14" />            รดด้วยน้ำหลายร้อยหม้อ พื้นที่ดินนั้นเราป้องกันไว้อย่างดีแล้ว ท่าน           
			<remark  id="s2b27c92l15" />            อย่ากลัวเลย พระเจ้าปิงคละจักไม่เสด็จกลับมาอีก.
			<remark  id="s2b27c92l16" />		   จบ มหาปิงคลชาดกที่ ๑๐.             
			<remark  id="s2b27c92l17" />		     จบ อุปาหนวรรคที่ ๙.
			<remark  id="s2b27c92l18" />		     _________________ 
			<remark  id="s2b27c92l19" />		   รวมชาดกที่มีในวรรคนี้ คือ          
			<remark  id="s2b27c92l20" />            ๑. อุปาหนชาดก         ๒. วีณาถูณชาดก        
			<remark  id="s2b27c92l21" />            ๓. วิกัณณกชาดก         ๔. อสิตาภุชาดก       
			<remark  id="s2b27c92l22" />            ๕. วัจฉนขชาดก         ๖. พกชาดก             
			<remark  id="s2b27c92l23" />            ๗. สาเกตชาดก         ๘. เอกปทชาดก           
			<remark  id="s2b27c92l24" />            ๙. หริตมาตชาดก       ๑๐. มหาปิงคลชาดก.      
			<remark  id="s2b27c92l25" />		     _________________ 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b27c93" >
		<para id="s2b27c93p">
			<remark  id="s2b27c93l1" />		       ๑๐. สิคาลวรรค  
			<remark  id="s2b27c93l2" />		      ๑. สัพพทาฐิชาดก 
			<remark  id="s2b27c93l3" />		    ผู้มีบริวารมากเป็นใหญ่ได้         
			<remark  id="s2b27c93l4" />  	[๓๓๒] สุนัขจิ้งจอกกระด้างด้วยมานะ มีความต้องการด้วยบริวาร ได้บรรลุถึง             
			<remark  id="s2b27c93l5" />            สมบัติใหญ่ ได้เป็นราชาแห่งสัตว์มีเขี้ยวงาทั้งปวง ฉันใด.     
			<remark  id="s2b27c93l6" />  	[๓๓๓] ในหมู่มนุษย์ ผู้ใดมีบริวารมาก ผู้นั้นชื่อว่า เป็นใหญ่ในบริวารเหล่านั้น      
			<remark  id="s2b27c93l7" />            ดุจสุนัขจิ้งจอกได้เป็นใหญ่กว่าสัตว์มีเขี้ยวงา ฉะนั้น.       
			<remark  id="s2b27c93l8" />		    จบ สัพพทาฐิชาดกที่ ๑.             
			<remark  id="s2b27c93l9" />		        ๒. สุนขชาดก   
			<remark  id="s2b27c93l10" />		    ผู้ฉลาดย่อมช่วยตัวเองได้          
			<remark  id="s2b27c93l11" />  	[๓๓๔] สุนัขตัวใด ไม่กัดเชือกหนังให้ขาด สุนัขตัวนั้น โง่เขลามาก สุนัขควร           
			<remark  id="s2b27c93l12" />            จะเปลื้องตนเสียจากเครื่องผูก กินเชือกหนังเสียให้อิ่ม แล้วจึงค่อย            
			<remark  id="s2b27c93l13" />            กลับไปยังที่อยู่ของตน.      
			<remark  id="s2b27c93l14" />  	[๓๓๕] คำที่ท่านกล่าวนี้ฝังอยู่ในหัวใจของข้าพเจ้า อนึ่ง ข้าพเจ้ายังได้จำไว้ใน      
			<remark  id="s2b27c93l15" />            ใจแล้ว ข้าพเจ้าจะรอเวลาจนกว่าคนจะหลับ.      
			<remark  id="s2b27c93l16" />		      จบ สุนขชาดกที่ ๒. 
			<remark  id="s2b27c93l17" />		       ๓. คุตติลชาดก  
			<remark  id="s2b27c93l18" />		       ลูกศิษย์คิดล้างครู             
			<remark  id="s2b27c93l19" />  	[๓๓๖] ข้าพระองค์ได้สอนให้ศิษย์ชื่อมุสิละเรียนวิชาดีดพิณ ๗ สาย มีเสียง             
			<remark  id="s2b27c93l20" />            ไพเราะจับใจคนฟัง เขากลับมาขันดีดพิณสู้ข้าพระองค์ ณ ท่ามกลาง 
			<remark  id="s2b27c93l21" />            สนาม ข้าแต่ท้าวโกสีย์ ขอพระองค์จงเป็นที่พึ่งของข้าพระองค์เถิด.
		</para>
	</section>
	<section id="s2b27c94" >
		<para id="s2b27c94p">
			<remark  id="s2b27c94l1" />  	[๓๓๗] ดูกรสหาย ฉันจะเป็นที่พึ่งของท่าน ฉันเป็นผู้บูชาอาจารย์ ศิษย์จักไม่          
			<remark  id="s2b27c94l2" />            ชนะท่าน ท่านจักชนะศิษย์.    
			<remark  id="s2b27c94l3" />		     จบ คุตติลชาดกที่ ๓.
			<remark  id="s2b27c94l4" />		       ๔. วิคติจฉชาดก 
			<remark  id="s2b27c94l5" />		   ความปรารถนาไม่มีที่สิ้นสุด         
			<remark  id="s2b27c94l6" />  	[๓๓๘] บุคคลเห็นสิ่งใด ไม่ปรารถนาสิ่งนั้น อนึ่ง บุคคลไม่เห็นสิ่งใด ย่อม            
			<remark  id="s2b27c94l7" />            ปรารถนาสิ่งนั้น เราเข้าใจว่า บุคคลนั้น จักท่องเที่ยวไปอีกนาน อยาก           
			<remark  id="s2b27c94l8" />            ได้สิ่งใด ก็จักไม่ได้สิ่งนั้นเลย.           
			<remark  id="s2b27c94l9" />  	[๓๓๙] บุคคลได้สิ่งใด ไม่ยินดีด้วยสิ่งนั้น ปรารถนาสมบัติอันใด ก็ติเตียน            
			<remark  id="s2b27c94l10" />            สมบัติที่ได้มานั้น เพราะขึ้นชื่อว่า ความปรารถนามีอารมณ์ไม่สิ้นสุด           
			<remark  id="s2b27c94l11" />            เราขอกระทำความนอบน้อมแด่ท่านผู้ปราศจากความปรารถนา.          
			<remark  id="s2b27c94l12" />		     จบ วิคติจฉชาดกที่ ๔.             
			<remark  id="s2b27c94l13" />		      ๕. มูลปริยายชาดก
			<remark  id="s2b27c94l14" />		 กาลเวลากินสัตว์พร้อมทั้งตัวเอง       
			<remark  id="s2b27c94l15" />  	[๓๔๐] กาลย่อมกินสัตว์ทั้งปวงกับทั้งตัวเองด้วย ก็ผู้ใดกินกาล ผู้นั้นเผา            
			<remark  id="s2b27c94l16" />            ตัณหาที่เผาสัตว์ได้แล้ว.    
			<remark  id="s2b27c94l17" />  	[๓๔๑] ศีรษะของนรชนปรากฏว่ามีมาก มีผมดำยาวปกคลุมถึงคอ บรรดาคน      
			<remark  id="s2b27c94l18" />            ทั้งหลายนี้ จะหาคนผู้มีปัญญาสักคนก็ไม่ได้.  
			<remark  id="s2b27c94l19" />		    จบ มูลปริยายชาดกที่ ๕.            
			<remark  id="s2b27c94l20" />		      ๖. พาโลวาทชาดก  
			<remark  id="s2b27c94l21" />		    ว่าด้วยคนมีปัญญาบริโภค            
			<remark  id="s2b27c94l22" />  	[๓๔๒] บุคคลผู้ไม่สำรวม ประหารสัตว์ เบียดเบียน และฆ่าสัตว์ ให้ทานแก่ 
			<remark  id="s2b27c94l23" />            สมณะใด สมณะนั้น บริโภคภัตเช่นนี้ ย่อมเข้าไปติดบาปด้วย.      
		</para>
	</section>
	<section id="s2b27c95" >
		<para id="s2b27c95p">
			<remark  id="s2b27c95l1" />  	[๓๔๓] ถ้าสมณะเป็นผู้มีปัญญา แม้จะบริโภคทานที่บุคคลผู้ไม่สำรวม  ฆ่าบุตร            
			<remark  id="s2b27c95l2" />            และภรรยาถวาย ก็ไม่เข้าไปติดบาปเลย.          
			<remark  id="s2b27c95l3" />		    จบ พาโลวาทชาดกที่ ๖.
			<remark  id="s2b27c95l4" />		      ๗. ปาทัญชลิชาดก 
			<remark  id="s2b27c95l5" />		    ว่าด้วยปาทัญชลีราชกุมาร           
			<remark  id="s2b27c95l6" />  	[๓๔๔] ปาทัญชลีราชกุมาร ย่อมรุ่งเรืองกว่าเราทั้งหมดด้วยพระปรีชาแน่นอน
			<remark  id="s2b27c95l7" />            เมื่อเป็นเช่นนั้น ทำไมจึงทรงเม้มพระโอฐอยู่เล่า จะทรงเห็นเหตุอย่าง           
			<remark  id="s2b27c95l8" />            อื่นยิ่งกว่านี้เป็นแน่.     
			<remark  id="s2b27c95l9" />  	[๓๔๕] ปาทัญชลีราชกุมารพระองค์นี้ จะทรงทราบสิ่งที่เป็นธรรมหรือไม่เป็น
			<remark  id="s2b27c95l10" />            ธรรม สิ่งที่เป็นประโยชน์และไม่เป็นประโยชน์ ก็หาไม่  ปาทัญชลี 
			<remark  id="s2b27c95l11" />            ราชกุมารพระองค์นี้ นอกจากจะเม้มพระโอฐแล้ว ย่อมไม่ทรงทราบ    
			<remark  id="s2b27c95l12" />            เหตุการณ์สักนิดหนึ่งเลย.    
			<remark  id="s2b27c95l13" />		    จบ ปาทัญชลิชาดกที่ ๗.             
			<remark  id="s2b27c95l14" />		      ๘. กิงสุโกปมชาดก
			<remark  id="s2b27c95l15" /> คนไม่รู้ธรรมด้วยญาณย่อมสงสัยในธรรม     
			<remark  id="s2b27c95l16" />  	[๓๔๖] ท่านทุกคนเห็นต้นทองกวาวแล้ว ยังจะสงสัยในต้นทองกวาวนั้น เพราะ
			<remark  id="s2b27c95l17" />            เหตุไรหนอ ท่านทั้งหลายหาได้ถามนายสารถีให้ถี่ถ้วนในที่ทั้งปวงไม่.            
			<remark  id="s2b27c95l18" />  	[๓๔๗] บุคคลเหล่าใด ยังไม่รู้ธรรมทั้งหลาย ด้วยญาณทั้งปวง บุคคลเหล่านั้นแล          
			<remark  id="s2b27c95l19" />            ย่อมสงสัยในธรรมทั้งหลาย เหมือนพระราชาบุตร ๔ พระองค์ ทรง     
			<remark  id="s2b27c95l20" />            สงสัยในต้นทองกวาวฉะนั้น.    
			<remark  id="s2b27c95l21" />		    จบ กิงสุโกปมชาดกที่ ๘.            
			<remark  id="s2b27c95l22" />		       ๙. สาลกชาดก    
			<remark  id="s2b27c95l23" />		      ว่าด้วยสาลกวานร 
			<remark  id="s2b27c95l24" />  	[๓๔๘] ดูกรพ่อสาลกวานร พ่อเป็นลูกคนเดียวของเรา อนึ่ง พ่อจักได้เป็นใหญ่             
			<remark  id="s2b27c95l25" />            แห่งโภคสมบัติในตระกูลของเรา ลงมาจากต้นไม้เถิด มาเถิดพ่อ เรา 
			<remark  id="s2b27c95l26" />            จะพากันกลับไปบ้านของเรา.    
		</para>
	</section>
	<section id="s2b27c96" >
		<para id="s2b27c96p">
			<remark  id="s2b27c96l1" />  	[๓๔๙] ท่านสำคัญเราว่า เป็นสัตว์ใจดี จึงได้ตีเราด้วยเรียวไม้ไผ่ เราพอใจอยู่ใน      
			<remark  id="s2b27c96l2" />            ป่ามะม่วงที่มีผลสุก ท่านจงกลับไปบ้านตามสบายเถิด.            
			<remark  id="s2b27c96l3" />		     จบ  สาลกชาดกที่ ๙. 
			<remark  id="s2b27c96l4" />		        ๑๐. กปิชาดก   
			<remark  id="s2b27c96l5" />		     เข้าใจว่าลิงเป็นฤาษี             
			<remark  id="s2b27c96l6" />  	[๓๕๐] ฤาษีผู้ยินดีแล้วในความสงบและความสำรวม ท่านถูกภัย คือ ความ   
			<remark  id="s2b27c96l7" />            หนาวเบียดเบียน จึงมายืนอยู่ เชิญฤาษีผู้นี้จงเข้ามายังบรรณศาลานี้เถิด        
			<remark  id="s2b27c96l8" />            จะได้บรรเทาความหนาว และความกระวนกระวายให้หมดสิ้นไป.         
			<remark  id="s2b27c96l9" />  	[๓๕๑] นี้ไม่ใช่ฤาษีผู้ยินดีในความสงบและความสำรวม เป็นลิงเที่ยวโคจรอยู่            
			<remark  id="s2b27c96l10" />            ตามกิ่งมะเดื่อ มันเป็นสัตว์ประทุษร้าย ฉุนเฉียว และมีสันดานลามก
			<remark  id="s2b27c96l11" />            ถ้าเข้ามาอยู่ยังบรรณศาลาหลังนี้ ก็จะพึงประทุษร้ายบรรณศาลา.  
			<remark  id="s2b27c96l12" />		      จบ กปิชาดกที่ ๑๐. 
			<remark  id="s2b27c96l13" />		     จบ สิคาลวรรคที่ ๑๐.
			<remark  id="s2b27c96l14" />		     _________________ 
			<remark  id="s2b27c96l15" />		   รวมชาดกที่มีในวรรคนี้ คือ          
			<remark  id="s2b27c96l16" />            ๑. สัพพทาฐิชาดก          ๒. สุนขชาดก        
			<remark  id="s2b27c96l17" />            ๓. คุตติลชาดก            ๔. วิคติจฉชาดก     
			<remark  id="s2b27c96l18" />            ๕. มูลปริยายชาดก         ๖. พาโลวาทชาดก     
			<remark  id="s2b27c96l19" />            ๗. ปาทัญชลิชาดก          ๘. กิงสุโกปมชาดก   
			<remark  id="s2b27c96l20" />            ๙. สาลกชาดก           ๑๐. กปิชาดก.          
			<remark  id="s2b27c96l21" />		     _________________ 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b27c97" >
		<para id="s2b27c97p">
			<remark  id="s2b27c97l1" />		  รวมวรรคที่มีในทุกนิบาตนี้ คือ       
			<remark  id="s2b27c97l2" />            ๑. ทัฬหวรรค          ๒. สันถวรรค            
			<remark  id="s2b27c97l3" />            ๓. กัลยาณธรรมวรรค    ๔. อสทิสวรรค           
			<remark  id="s2b27c97l4" />            ๕. รุหกวรรค          ๖. นตังทัฬหวรรค        
			<remark  id="s2b27c97l5" />            ๗. พีรณัตถัมภกวรรค     ๘. กาสาววรรค         
			<remark  id="s2b27c97l6" />            ๙. อุปาหนวรรค       ๑๐. สิคาลวรรค.          
			<remark  id="s2b27c97l7" />		      จบ ทุกนิบาตชาดก.
			<remark  id="s2b27c97l8" />		     _________________ 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b27c98" >
		<para id="s2b27c98p">
			<remark  id="s2b27c98l1" />		        ติกนิบาตชาดก  
			<remark  id="s2b27c98l2" />		       ๑. สังกัปปวรรค 
			<remark  id="s2b27c98l3" />		     ๑. สังกัปปวรรคชาดก 
			<remark  id="s2b27c98l4" />		     ว่าด้วยลูกศรคือกิเลส             
			<remark  id="s2b27c98l5" />  	[๓๕๒] อาตมภาพอันลูกศรที่อาบด้วยราคะดำริ อาศัยกามวิตก อันนายช่างศร 
			<remark  id="s2b27c98l6" />            ไม่ได้ตกแต่งขัดเกลาและเหลาเสี้ยม แทงเข้าแล้ว. 
			<remark  id="s2b27c98l7" />  	[๓๕๓] อาตมภาพมิได้ถูกลูกศรที่เขายกคันขึ้นยิงมา หรือที่ติดพู่หางนกยูงเสียบ         
			<remark  id="s2b27c98l8" />            แทงเลย แต่อาตมภาพถูกลูกศร คือ กิเลสเครื่องเผาอวัยวะทั้งปวงให้ 
			<remark  id="s2b27c98l9" />            เร่าร้อน เสียบแทงที่หทัย.   
			<remark  id="s2b27c98l10" />  	[๓๕๔] แต่อาตมภาพไม่เห็นรอยแผล ไม่เห็นโลหิตไหลออกจากรอยแผลนั้น     
			<remark  id="s2b27c98l11" />            จิตที่ไม่มีอุบายอันแยบคาย ถูกลูกศรตรึงไว้แล้วอย่างมั่นคง อาตมภาพ            
			<remark  id="s2b27c98l12" />            นำความทุกข์มาให้แก่ตนเอง.   
			<remark  id="s2b27c98l13" />		   จบ สังกัปปราคชาดกที่ ๑.            
			<remark  id="s2b27c98l14" />		       ๒. ติลมุฏฐิชาดก
			<remark  id="s2b27c98l15" />		   การเฆี่ยนตีเป็นการสั่งสอน          
			<remark  id="s2b27c98l16" />  	[๓๕๕] การที่ท่านให้จับแขนเราไว้แล้วเฆี่ยนตีด้วยซีกไม้ไผ่ เพราะเหตุเมล็ดงา         
			<remark  id="s2b27c98l17" />            กำมือหนึ่งนั้น ยังฝังอยู่ในใจของเราจนทุกวันนี้.             
			<remark  id="s2b27c98l18" />  	[๓๕๖] ดูกรพราหมณ์ ชะรอยท่านจะไม่ยินดีในชีวิตของตนแล้วสินะ จึงได้มา
			<remark  id="s2b27c98l19" />            จับแขนแล้วเฆี่ยนตีเราถึง ๓ ครั้ง วันนี้ ท่านจะได้เสวยผลของกรรมนั้น.         
			<remark  id="s2b27c98l20" />  	[๓๕๗] อารยชนใด ย่อมข่มขี่คนที่ไม่ใช่อารยชน ผู้ทำกรรมชั่ว ด้วยอาชญา กรรม           
			<remark  id="s2b27c98l21" />            ของอารยชนนั้น เป็นการสั่งสอน หาใช่เป็นเวรไม่ บัณฑิตทั้งหลาย รู้ชัด          
			<remark  id="s2b27c98l22" />            ข้อนั้นอย่างนี้แล.          
			<remark  id="s2b27c98l23" />		    จบ ติลมุฏฐิชาดกที่  ๒.  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b27c99" >
		<para id="s2b27c99p">
			<remark  id="s2b27c99l1" />		       ๓. มณิกัณฐชาดก 
			<remark  id="s2b27c99l2" />		    ว่าด้วยขอสิ่งที่ไม่ควรขอ          
			<remark  id="s2b27c99l3" />  	[๓๕๘] ข้าวและน้ำอันไพบูลย์ยิ่ง ย่อมเกิดขึ้นแก่ข้าพเจ้า เพราะเหตุแก้วมณี           
			<remark  id="s2b27c99l4" />            ดวงนี้ ข้าพเจ้าจักให้แก้วมณีดวงนั้นแก่ท่านไม่ได้ ท่านก็ยิ่งขอหนักขึ้น       
			<remark  id="s2b27c99l5" />            ใช่แต่เท่านั้น ข้าพเจ้าจักไม่มาสู่อาศรมของท่านอีกด้วย.      
			<remark  id="s2b27c99l6" />  	[๓๕๙] ท่านขอแก้วมณีอันเกิดจากหินดวงนี้ ย่อมทำให้ข้าพเจ้าหวาดเสียว 
			<remark  id="s2b27c99l7" />            เหมือนกับชายหนุ่มมีมือถือดาบอันลับแล้วที่แผ่นหิน มาทำให้ข้าพเจ้า            
			<remark  id="s2b27c99l8" />            หวาดเสียว ฉะนั้น ข้าพเจ้าจักให้แก้วมณีดวงนั้นแก่ท่านไม่ได้ ท่านก็ยิ่ง       
			<remark  id="s2b27c99l9" />            ขอหนักขึ้น ใช่แต่เท่านั้น ข้าพเจ้าจักไม่มาสู่อาศรมของท่านอีกด้วย.           
			<remark  id="s2b27c99l10" />  	[๓๖๐] บุคคลรู้ว่า สิ่งของอันใด เป็นที่รักของเขา ก็ไม่ควรขอสิ่งของอันนั้น          
			<remark  id="s2b27c99l11" />            บุคคลย่อมเป็นที่เกลียดชังเพราะขอจัด พระยานาคถูกพราหมณ์ขอ    
			<remark  id="s2b27c99l12" />            แก้วมณี ตั้งแต่นั้นก็มิได้มาให้พราหมณ์นั้นเห็นอีกเลย.       
			<remark  id="s2b27c99l13" />		     จบ มณิกัณฐชาดกที่ ๓.             
			<remark  id="s2b27c99l14" />		    ๔. กุณฑกกุจฉิสินธวชาดก            
			<remark  id="s2b27c99l15" />		   รู้ว่าเขาดีก็ต้องเลี้ยงให้สมดี     
			<remark  id="s2b27c99l16" />  	[๓๖๑] ท่านเคยบริโภคหญ้าที่เป็นเดน เคยบริโภครำและข้าวตังมาแล้วจนเติบโต             
			<remark  id="s2b27c99l17" />            นี่เคยเป็นอาหารของท่านมาแล้ว  เพราะเหตุไร บัดนี้ ท่านจึงไม่บริโภค           
			<remark  id="s2b27c99l18" />            เล่า?       
			<remark  id="s2b27c99l19" />  	[๓๖๒] ข้าแต่ท่านพราหมณ์ ในที่ใด ชนทั้งหลายไม่รู้จักสัตว์ โดยชาติ หรือโดย          
			<remark  id="s2b27c99l20" />            วินัย  ในที่นั้น รำ และข้าวตังมีเป็นอันมาก. 
			<remark  id="s2b27c99l21" />  	[๓๖๓] ก็ท่านรู้จักข้าพเจ้าดีแล้วว่า ม้าตัวนี้ เป็นม้าอุดมเช่นไร ข้าพเจ้ารู้สึกตน  
			<remark  id="s2b27c99l22" />            อยู่ เพราะอาศัยท่านผู้รู้ จึงไม่บริโภครำของท่าน.            
			<remark  id="s2b27c99l23" />		  จบ กุณฑกกุจฉิสินธวชาดกที่ ๔.    
		</para>
	</section>
	<section id="s2b27c100" >
		<para id="s2b27c100p">
			<remark  id="s2b27c100l1" />		        ๕. สุกชาดก    
			<remark  id="s2b27c100l2" />		    โทษของการไม่รู้ประมาณ             
			<remark  id="s2b27c100l3" />  	[๓๖๔] ลูกนกแขกเต้าตัวนั้น รู้ประมาณในการบริโภคอยู่เพียงใด ก็ได้สืบอายุ            
			<remark  id="s2b27c100l4" />            และได้เลี้ยงมารดาบิดาอยู่เพียงนั้น.         
			<remark  id="s2b27c100l5" />  	[๓๖๕] อนึ่ง ในกาลใด ลูกนกแขกเต้านั้น กลืนกินโภชนะมากเกินไป ในกาล  
			<remark  id="s2b27c100l6" />            นั้น ก็ได้ชื่อว่า ไม่รู้จักประมาณในการบริโภค จึงได้จมลงในมหาสมุทร           
			<remark  id="s2b27c100l7" />            นั้นเทียว.  
			<remark  id="s2b27c100l8" />  	[๓๖๖] เพราะฉะนั้น ความเป็นผู้รู้จักประมาณ คือ ความไม่หลงติดอยู่ใน 
			<remark  id="s2b27c100l9" />            โภชนะ เป็นความดี ด้วยว่า บุคคลใด ไม่รู้จักประมาณ ย่อมจมลงใน 
			<remark  id="s2b27c100l10" />            อบายทั้ง ๔ บุคคลผู้รู้จักประมาณแล  ย่อมไม่จมลงในอบาย ๔.     
			<remark  id="s2b27c100l11" />		      จบ สุกชาดกที่ ๕.
			<remark  id="s2b27c100l12" />		      ๖. ชรูทปานชาดก  
			<remark  id="s2b27c100l13" /> ขุดบ่อได้ทรัพย์กลับพินาศเพราะขุดเกิน   
			<remark  id="s2b27c100l14" />  	[๓๖๗] พ่อค้าทั้งหลาย มีความต้องการด้วยน้ำ พากันขุดบ่อน้ำเก่า ได้แร่เหล็ก          
			<remark  id="s2b27c100l15" />            แร่ทองแดง ดีบุก ตะกั่ว แก้วมณี เงิน ทอง แก้วมุกดา  และแก้ว 
			<remark  id="s2b27c100l16" />            ไพฑูรย์ เป็นอันมาก.         
			<remark  id="s2b27c100l17" />  	[๓๖๘] แต่พวกพ่อค้าเหล่านั้น ก็ไม่ได้ยินดีด้วยทรัพย์นั้น ได้พากันขุดให้ลึก         
			<remark  id="s2b27c100l18" />            ยิ่งขึ้นๆ ในบ่อน้ำนั้น มีพระยานาคมีพิษร้ายแรง มีเดช ได้ฆ่าพวกพ่อค้า         
			<remark  id="s2b27c100l19" />            เหล่านั้นเสียด้วยเดชแห่งพิษ.
			<remark  id="s2b27c100l20" />  	[๓๖๙] เพราะฉะนั้น บุคคลพึงขุดบ่อน้ำเถิด แต่ไม่ควรขุดให้ลึกเกินไป เพราะ            
			<remark  id="s2b27c100l21" />            ว่า บ่อที่ขุดลึกเกินไปเป็นของลามก ทรัพย์ที่พวกพ่อค้าได้แล้วด้วยการ          
			<remark  id="s2b27c100l22" />            ขุด และชีวิตก็พินาศไป เพราะการที่ขุดลึกเกินไป.
			<remark  id="s2b27c100l23" />		    จบ ชรูทปานชาดกที่ ๖.
		</para>
	</section>
	<section id="s2b27c101" >
		<para id="s2b27c101p">
			<remark  id="s2b27c101l1" />		      ๗. คามณิจันทชาดก
			<remark  id="s2b27c101l2" />		     ลิงเป็นสัตว์ไม่รู้จักเหตุ        
			<remark  id="s2b27c101l3" />  	[๓๗๐] สัตว์ตัวนี้ ไม่ฉลาดที่จะทำเรือน มีปกติหลุกหลิก หนังที่หน้าย่น พึง           
			<remark  id="s2b27c101l4" />            ประทุษร้ายของที่เขาทำไว้แล้ว ตระกูลสัตว์นี้ มีอย่างนั้นเป็นธรรมดา.          
			<remark  id="s2b27c101l5" />  	[๓๗๑] ขนอย่างนี้ ไม่ใช่ขนของสัตว์ที่มีความคิดฉลาด ลิงตัวนี้จะทำให้ผู้อื่น         
			<remark  id="s2b27c101l6" />            ยินดีไม่ได้ พระราชบิดาของเราทรงพระนามว่า ชนสันธนะ ได้ตรัส   
			<remark  id="s2b27c101l7" />            สอนไว้ว่า ธรรมดาลิงย่อมไม่รู้จักเหตุอันใดอันหนึ่ง.          
			<remark  id="s2b27c101l8" />  	[๓๗๒] สัตว์เช่นนั้น จะพึงเลี้ยงดูมารดาบิดา หรือพี่ชายพี่สาวของตนไม่ได้เลย         
			<remark  id="s2b27c101l9" />            คำสอนนี้ พระราชบิดาของเราได้ทรงสั่งสอนไว้อย่างนี้.          
			<remark  id="s2b27c101l10" />		    จบ คามณิจันทชาดกที่ ๗.            
			<remark  id="s2b27c101l11" />		     ๘. มันธาตุราชชาดก
			<remark  id="s2b27c101l12" />		   กามมีความสุขน้อยมีทุกข์มาก         
			<remark  id="s2b27c101l13" />  	[๓๗๓] พระจันทร์ พระอาทิตย์ (ย่อมเวียนรอบเขาสิเนรุราช) ส่องรัศมีสว่างไสว           
			<remark  id="s2b27c101l14" />            ไปทั่วทิศโดยกำหนดที่เท่าใด สัตว์ทั้งหลายที่อาศัยแผ่นดินอยู่ในที่มี          
			<remark  id="s2b27c101l15" />            กำหนดเท่านั้น ล้วนเป็นทาสของพระเจ้ามันธาตุราชทั้งสิ้น.      
			<remark  id="s2b27c101l16" />  	[๓๗๔] ความอิ่มในกามทั้งหลาย ย่อมไม่มีด้วยฝนคือกหาปณะ กามทั้งหลายมี
			<remark  id="s2b27c101l17" />            ความยินดีน้อย มีทุกข์มาก บัณฑิตรู้ชัดอย่างนี้.
			<remark  id="s2b27c101l18" />  	[๓๗๕] พระสาวกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ย่อมไม่ปรารถนาความยินดีในกาม  
			<remark  id="s2b27c101l19" />            ทั้งหลายที่เป็นทิพย์ เป็นผู้ยินดีแต่ความสิ้นไปแห่งตัณหาโดยแท้.
			<remark  id="s2b27c101l20" />		   จบ มันธาตุราชชาดกที่ ๘.            
			<remark  id="s2b27c101l21" />		      ๙. ติรีติวัจฉชาดก 
			<remark  id="s2b27c101l22" />		      ควรบูชาผู้มีพระคุณ
			<remark  id="s2b27c101l23" />  	[๓๗๖] กรรมอะไรๆ ที่สำเร็จด้วยวิชาของดาบสนี้มิได้มีเลย อนึ่ง ดาบสนั้น
			<remark  id="s2b27c101l24" />            ไม่ใช่พระญาติพระวงศ์ ไม่ใช่พระสหายของพระองค์ เมื่อเป็นเช่นนั้น
			<remark  id="s2b27c101l25" />            เพราะเหตุไร ติรีติวัจฉดาบสผู้มีมือถือไม้เท้า จึงบริโภคก้อนข้าวอันเลิศ? 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b27c102" >
		<para id="s2b27c102p">
			<remark  id="s2b27c102l1" />  	[๓๗๗] เมื่อเรารบพ่ายแพ้โจร ตกอยู่ในฐานะอันตราย ติรีติวัจฉดาบสผู้นี้ 
			<remark  id="s2b27c102l2" />            ได้กระทำความอนุเคราะห์แก่เราผู้เดียว ในป่าที่ไม่มีน้ำ น่าหวาดเสียว          
			<remark  id="s2b27c102l3" />            เมื่อเราได้รับความลำบากก็ได้พาดพะองให้ เพราะเหตุนั้น เราแม้ถูก
			<remark  id="s2b27c102l4" />            ความทุกข์เบียดเบียนแล้วก็ขึ้นจากบ่อได้.     
			<remark  id="s2b27c102l5" />  	[๓๗๘] เรามาถึงเมืองนี้ได้โดยความยาก เพราะอานุภาพของติรีติวัจฉดาบสผู้นี้           
			<remark  id="s2b27c102l6" />            เราถึงจะเป็นอยู่ในมนุษยโลก ก็เหมือนกับไปปรโลกอันเป็นวิสัยของ
			<remark  id="s2b27c102l7" />            มัจจุราช ลูกรัก ติรีติวัจฉดาบส เป็นผู้ควรแก่ปัจจัยลาภ ท่านทั้งหลาย          
			<remark  id="s2b27c102l8" />            จงพากันถวายของควรบริโภค และของควรบูชาแก่ท่านติรีติวัจฉดาบส  
			<remark  id="s2b27c102l9" />            เถิด.       
			<remark  id="s2b27c102l10" />		    จบ ติรีติวัจฉชาดกที่ ๙.           
			<remark  id="s2b27c102l11" />		        ๑๐. ทูตชาดก   
			<remark  id="s2b27c102l12" />		     ทุกชีวิตเป็นทูตของท้อง           
			<remark  id="s2b27c102l13" />  	[๓๗๙] สัตว์เหล่านี้ เป็นไปในอำนาจของตัณหา ย่อมไปสู่ประเทศอันไกล หวัง
			<remark  id="s2b27c102l14" />            จะขอสิ่งของตามแต่จะได้ เพื่อประโยชน์แก่ท้องใด ข้าพระองค์เป็น
			<remark  id="s2b27c102l15" />            ทูตของท้องนั้น ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมทัพ ขอพระองค์อย่าได้ทรง 
			<remark  id="s2b27c102l16" />            พิโรธแก่ข้าพระองค์เลย.      
			<remark  id="s2b27c102l17" />  	[๓๘๐] อนึ่ง มาณพทั้งหลาย ย่อมตกอยู่ในอำนาจของท้องใด ทั้งกลางวัน   
			<remark  id="s2b27c102l18" />            และกลางคืน ข้าพระองค์ก็เป็นทูตของท้องนั้น ข้าแต่พระองค์ผู้เป็น
			<remark  id="s2b27c102l19" />            จอมทัพ ขอพระองค์อย่าได้ทรงพิโรธแก่ข้าพระองค์เลย.            
			<remark  id="s2b27c102l20" />  	[๓๘๑] ดูกรพราหมณ์ เราจะให้โคสีแดงแก่ท่านสักพันตัวพร้อมทั้งโคจ่าฝูงแก่ท่าน         
			<remark  id="s2b27c102l21" />            แม้เราและสัตว์ทั้งมวลก็ชื่อว่า เป็นทูตของท้องทั้งสิ้น เพราะฉะนั้น           
			<remark  id="s2b27c102l22" />            เราก็เป็นทูต ไฉนจะไม่ให้สิ่งของแก่ท่านผู้เป็นทูตเล่า.       
			<remark  id="s2b27c102l23" />		      จบ ทูตชาดกที่ ๑๐. 
			<remark  id="s2b27c102l24" />		     จบ สังกัปปวรรคที่ ๑.             
			<remark  id="s2b27c102l25" />		     _________________ 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b27c103" >
		<para id="s2b27c103p">
			<remark  id="s2b27c103l1" />		   รวมชาดกที่มีในวรรคนี้ คือ          
			<remark  id="s2b27c103l2" />            ๑. สังกัปปราคชาดก ๒. ติลมุฏฐิชาดก           
			<remark  id="s2b27c103l3" />            ๓. มณิกัณฐชาดก    ๔. กุณฑกกุจฉสินธวชาดก     
			<remark  id="s2b27c103l4" />            ๕. สุกชาดก       ๖. ชรูทปานชาดก             
			<remark  id="s2b27c103l5" />            ๗. คามณิจันทชาดก  ๘. มันธาตุราชชาดก         
			<remark  id="s2b27c103l6" />            ๙. ติรีติวัจฉชาดก  ๑๐. ทูตชาดก.             
			<remark  id="s2b27c103l7" />		    _________________ 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b27c104" >
		<para id="s2b27c104p">
			<remark  id="s2b27c104l1" />		        ๒. ปทุมวรรค   
			<remark  id="s2b27c104l2" />		        ๑. ปทุมชาดก   
			<remark  id="s2b27c104l3" />		   ไม่ควรพูดให้เกินความจริง           
			<remark  id="s2b27c104l4" />  	[๓๘๒] ผมและหนวดที่โกนแล้ว ตัดแล้ว ย่อมงอกขึ้นใหม่ได้ ฉันใด จมูกของ
			<remark  id="s2b27c104l5" />            ท่านจงงอกขึ้นใหม่ ฉันนั้น ข้าพเจ้าขอดอกปทุม ขอท่านจงให้แก่  
			<remark  id="s2b27c104l6" />            ข้าพเจ้าเถิด. 
			<remark  id="s2b27c104l7" />  	[๓๘๓] พืชที่เก็บไว้ในสารทสมัย เอาหว่านลงในนา ย่อมงอกขึ้น ฉันใด จมูก 
			<remark  id="s2b27c104l8" />            ของท่านจงงอกขึ้นใหม่ ฉันนั้น ข้าพเจ้าขอดอกปทุม ขอท่านจงให้แก่ 
			<remark  id="s2b27c104l9" />            ข้าพเจ้าเถิด. 
			<remark  id="s2b27c104l10" />  	[๓๘๔] แม้คนทั้งสองนั้นคิดว่า ท่านจักให้ดอกปทุมแก่ตน จึงได้พูดพล่ามไป
			<remark  id="s2b27c104l11" />            คนทั้งสองนั้นจะพึงกล่าว หรือไม่กล่าวก็ตาม จมูกย่อมงอกขึ้นไม่ได้             
			<remark  id="s2b27c104l12" />            ดูกรสหาย ข้าพเจ้าขอดอกปทุม ขอท่านจงให้แก่ข้าพเจ้าเถิด.      
			<remark  id="s2b27c104l13" />		      จบ ปทุมชาดกที่ ๑. 
			<remark  id="s2b27c104l14" />		       ๒. มุทุปาณิชาดก
			<remark  id="s2b27c104l15" />             ความปรารถนาสมประสงค์ในกาลมีของ ๔ อย่าง     
			<remark  id="s2b27c104l16" />  	[๓๘๕] ถ้าคนใช้ของท่านพึงมีฝ่ามืออ่อน ๑ ช้างของท่านฝึกดีแล้ว ๑ เวลามืด ๑           
			<remark  id="s2b27c104l17" />            ฝนตก ๑ จะพึงมี ในกาลใด ความปรารถนาของท่านก็จะสมประสงค์      
			<remark  id="s2b27c104l18" />            ในกาลนั้นเป็นแน่.           
			<remark  id="s2b27c104l19" />  	[๓๘๖] หญิงทั้งหลาย บุรุษไม่สามารถจะปกปักรักษาไว้ได้ด้วยถ้อยคำอันอ่อน
			<remark  id="s2b27c104l20" />            หวาน ยากที่จะให้เต็มได้ เสมอด้วยแม่น้ำ ฉะนั้น ย่อมจะจมลงใน  
			<remark  id="s2b27c104l21" />            นรก บัณฑิตรู้ชัดอย่างนี้แล้ว พึงหลีกเว้นเสียให้ห่างไกล.     
		</para>
	</section>
	<section id="s2b27c105" >
		<para id="s2b27c105p">
			<remark  id="s2b27c105l1" />  	[๓๘๗] หญิงเหล่านั้น ย่อมเข้าไปคบหาบุรุษใด เพราะความรักใคร่ พอใจ หรือ
			<remark  id="s2b27c105l2" />            เพราะทรัพย์ เขาย่อมเผาบุรุษนั้นเสียฉับพลัน เปรียบเหมือนไฟไหม้ที่            
			<remark  id="s2b27c105l3" />            ของตนเอง ฉะนั้น.            
			<remark  id="s2b27c105l4" />		     จบ มุทุปาณิชาดกที่ ๒.            
			<remark  id="s2b27c105l5" />		     ๓. จุลลปโลภนชาดก 
			<remark  id="s2b27c105l6" />		   ว่าด้วยหญิงทำบุรุษให้งงงวย         
			<remark  id="s2b27c105l7" />  	[๓๘๘] เมื่อน้ำไม่หวั่นไหว ดาบสนี้มาได้ด้วยฤทธิ์เอง ครั้นถึงความระคนกับ            
			<remark  id="s2b27c105l8" />            ด้วยหญิง ก็จมลงในห้วงมหรรณพ.
			<remark  id="s2b27c105l9" />  	[๓๘๙] ธรรมดาว่า หญิงเหล่านี้ เป็นผู้ยังบุรุษให้งงงวย มีมายามาก และยัง             
			<remark  id="s2b27c105l10" />            พรหมจรรย์ให้กำเริบ ย่อมจะจมลงในอบาย บัณฑิตรู้ชัดอย่างนี้แล้ว
			<remark  id="s2b27c105l11" />            พึงหลีกเว้นเสียให้ห่างไกล.  
			<remark  id="s2b27c105l12" />  	[๓๙๐] หญิงเหล่านั้น ย่อมเข้าไปคบหาบุรุษใด เพราะความรักใคร่ พอใจ หรือ
			<remark  id="s2b27c105l13" />            เพราะทรัพย์ เขาย่อมเผาบุรุษนั้นเสียฉับพลัน เปรียบเหมือนไฟไหม้ที่            
			<remark  id="s2b27c105l14" />            ของตนเองฉะนั้น.             
			<remark  id="s2b27c105l15" />		   จบ จุลลปโลภนชาดกที่ ๓.             
			<remark  id="s2b27c105l16" />		      ๔. มหาปนาทชาดก  
			<remark  id="s2b27c105l17" /> ว่าด้วยปราสาทของพระเจ้ามหาปนาท         
			<remark  id="s2b27c105l18" />  	[๓๙๑] พระเจ้ามหาปนาทนั้น มีปราสาทล้วนแล้วไปด้วยทอง กว้าง ๑๖ ชั่วธนูตก             
			<remark  id="s2b27c105l19" />            สูง ๑ พันชั่วธนู.           
			<remark  id="s2b27c105l20" />  	[๓๙๒] และปราสาทนั้นมีพื้น ๗ ชั้น ประกอบไปด้วยธง แล้วไปด้วยแก้วมี  
			<remark  id="s2b27c105l21" />            สีเขียว มีนางฟ้อน ๖ พัน แบ่งออกเป็น ๗ พวก ฟ้อนรำอยู่ใน      
			<remark  id="s2b27c105l22" />            ปราสาทนั้น. 
			<remark  id="s2b27c105l23" />  	[๓๙๓] ดูกรภัททชิ ท่านกล่าวถึงปราสาทนั้นมีแล้วในกาลนั้น ในครั้งนั้น เรา            
			<remark  id="s2b27c105l24" />            เป็นท้าวสักกะผู้รับใช้การงานของท่าน.        
			<remark  id="s2b27c105l25" />		    จบ มหาปนาทชาดกที่ ๔.
		</para>
	</section>
	<section id="s2b27c106" >
		<para id="s2b27c106p">
			<remark  id="s2b27c106l1" />		       ๕. ขุรัปปชาดก  
			<remark  id="s2b27c106l2" />		     ถึงคราวกล้าควรกล้า 
			<remark  id="s2b27c106l3" />  	[๓๙๔] เมื่อท่านเห็นพวกโจรยิงลูกธนูอันแหลม ถือดาบอันคมกล้า ซึ่งขัดแล้ว             
			<remark  id="s2b27c106l4" />            ด้วยน้ำมัน เมื่อมรณภัยปรากฏเฉพาะหน้าแล้ว เหตุไฉนหนอ ท่านจึง 
			<remark  id="s2b27c106l5" />            ไม่มีความครั่นคร้าม.        
			<remark  id="s2b27c106l6" />  	[๓๙๕] เมื่อเราเห็นพวกโจรยิงลูกธนูอันแหลม ถือดาบอันคมกล้า ซึ่งขัดแล้ว
			<remark  id="s2b27c106l7" />            ด้วยน้ำมัน เมื่อมรณภัยปรากฏเฉพาะหน้าแล้ว เรากลับได้ความยินดี
			<remark  id="s2b27c106l8" />            และโสมนัสมากยิ่ง.           
			<remark  id="s2b27c106l9" />  	[๓๙๖] เรานั้นเกิดความยินดีและโสมนัสแล้ว ก็ครอบงำศัตรูทั้งหลายเสียได้
			<remark  id="s2b27c106l10" />            เพราะว่า ชีวิตของเราๆ ได้สละมาแต่ก่อนแล้ว เราไม่ได้ทำความอาลัย
			<remark  id="s2b27c106l11" />            ในชีวิต บุคคลผู้กล้าหาญพึงกระทำกิจของคนกล้า ในกาลบางคราว.   
			<remark  id="s2b27c106l12" />		     จบ ขุรัปปชาดกที่ ๕.
			<remark  id="s2b27c106l13" />		     ๖. วาตัคคสินธวชาดก 
			<remark  id="s2b27c106l14" />		 ว่าด้วยมิตรสันถวะเกิดแต่แรกพบ        
			<remark  id="s2b27c106l15" />  	[๓๙๗] ด้วยเหตุใด คุณแม่จึงมีโรคผอมเหลือง ไม่ชอบใจอาหาร ม้านั้นก็มา
			<remark  id="s2b27c106l16" />            คบหาสมาคมแล้ว เหตุไร คุณแม่จึงให้ม้าตัวนั้นหนีไปเสียในบัดนี้เล่า?           
			<remark  id="s2b27c106l17" />  	[๓๙๘] ลูกเอ๋ย ขึ้นชื่อว่า มิตรสันถวะจะเกิดขึ้นแต่แรกพบปะเทียวแหละ ยศ
			<remark  id="s2b27c106l18" />            ของสตรีทั้งหลาย ย่อมเสื่อมไป เพราะฉะนั้น แม่จึงแสร้งทำให้พระยาม้า           
			<remark  id="s2b27c106l19" />            นั้นหนีไปเสีย.
			<remark  id="s2b27c106l20" />  	[๓๙๙] สตรีคนใด ไม่ปรารถนาบุรุษผู้เกิดในตระกูลมียศศักดิ์ ที่มีคนชักพามา            
			<remark  id="s2b27c106l21" />            แล้ว สตรีคนนั้น จะต้องเศร้าโศกอยู่สิ้นกาลนาน เหมือนนางลาเศร้า
			<remark  id="s2b27c106l22" />            โศกถึงพระยาม้าวาตัคคสินธพ ฉะนั้น.           
			<remark  id="s2b27c106l23" />		   จบ วาตัคคสินธวชาดกที่ ๖.    
		</para>
	</section>
	<section id="s2b27c107" >
		<para id="s2b27c107p">
			<remark  id="s2b27c107l1" />		    ๗. สุวรรณกักกฏกชาดก 
			<remark  id="s2b27c107l2" />		        ว่าด้วยปูทอง  
			<remark  id="s2b27c107l3" />  	[๔๐๐] ปูทอง มีนัยน์ตาอันยาว มีหนังเป็นกระดูก เป็นสัตว์อยู่ในน้ำ ไม่มีขน           
			<remark  id="s2b27c107l4" />            ฉันถูกปูทองนั้นหนีบไว้แล้ว จึงร้องขอความช่วยเหลือ เจ้าอย่าทิ้งฉัน           
			<remark  id="s2b27c107l5" />            ผู้คู่ชีวิตเสียเลย.         
			<remark  id="s2b27c107l6" />  	[๔๐๑] ข้าแต่ท่านผู้เป็นลูกเจ้า ดิฉันจักไม่ละทิ้งท่านผู้เป็นช้างทรงกำลังถึง ๖๐ ปี  
			<remark  id="s2b27c107l7" />            เลย ท่านย่อมเป็นที่รักใคร่อย่างยิ่งของดิฉัน ยิ่งกว่าแผ่นดินซึ่งมีสมุทร      
			<remark  id="s2b27c107l8" />            สาครสี่เป็นขอบเขต.          
			<remark  id="s2b27c107l9" />  	[๔๐๒] ปูเหล่าใด อยู่ในมหาสมุทรก็ดี ในแม่น้ำคงคาก็ดี ในแม่น้ำยมุนาก็ดี             
			<remark  id="s2b27c107l10" />            ท่านเกิดอยู่ในน้ำ ย่อมประเสริฐกว่าปูเหล่านั้น ขอท่านจงปล่อยสามี             
			<remark  id="s2b27c107l11" />            ของดิฉันผู้ร้องไห้อยู่เถิด. 
			<remark  id="s2b27c107l12" />		  จบ สุวรรณกักกฏกชาดกที่ ๗.           
			<remark  id="s2b27c107l13" />		     ๘. อารามทูสกชาดก 
			<remark  id="s2b27c107l14" />		ว่าด้วยเหตุที่นายอุยยานบาลจะถูกติ     
			<remark  id="s2b27c107l15" />  	[๔๐๓] ลิงตัวใด สมมุติกันว่า เป็นใหญ่กว่าฝูงลิงเหล่านี้ ปัญญาของลิงตัวนั้น         
			<remark  id="s2b27c107l16" />            มีอยู่เพียงอย่างนี้เท่านั้น ฝูงลิงที่เป็นบริวารนอกนี้ จะมีปัญญาอะไร.        
			<remark  id="s2b27c107l17" />  	[๔๐๔] ข้าแต่ท่านผู้ประเสริฐ ท่านยังไม่รู้อะไร ไฉนมาด่วนติเตียนเราต่างๆ            
			<remark  id="s2b27c107l18" />            อย่างนี้เล่า เรายังไม่เห็นรากไม้แล้ว จะพึงรู้ต้นไม้ว่า รากหยั่งลงไปลึกได้   
			<remark  id="s2b27c107l19" />            อย่างไรเล่า?
			<remark  id="s2b27c107l20" />  	[๔๐๕] เราไม่ติเตียนท่านทั้งหลาย พวกท่านเป็นลิงไพร อาศัยอยู่ในป่า แต่ว่า           
			<remark  id="s2b27c107l21" />            นายอุยยานบาลทั้งหลาย ผู้ปลูกต้นไม้ เพื่อประโยชน์แก่พระราชา  
			<remark  id="s2b27c107l22" />            พระองค์ใด พระราชาพระองค์นั้น คือ พระเจ้าวิสสเสนะ จะพึงถูก   
			<remark  id="s2b27c107l23" />            ติเตียนได้. 
			<remark  id="s2b27c107l24" />		   จบ อารามทูสกชาดกที่ ๘.     
		</para>
	</section>
	<section id="s2b27c108" >
		<para id="s2b27c108p">
			<remark  id="s2b27c108l1" />		       ๙. สุชาตาชาดก  
			<remark  id="s2b27c108l2" />		 ว่าด้วยถ้อยคำไพเราะทำให้คนรัก        
			<remark  id="s2b27c108l3" />  	[๔๐๖] สัตว์เหล่านี้ สมบูรณ์ด้วยสีสรรวรรณะ มีสำเนียงอ่อนหวาน น่ารัก น่าชม          
			<remark  id="s2b27c108l4" />            (แต่) เป็นสัตว์มีวาจากระด้าง ย่อมไม่เป็นที่รักของใคร ทั้งในโลกนี้           
			<remark  id="s2b27c108l5" />            และโลกหน้าเลย.
			<remark  id="s2b27c108l6" />  	[๔๐๗] ท่านก็ได้เห็นมิใช่หรือว่า นกดุเหว่าดำลายพร้อยพรายตัวนี้ เป็นที่รักของ       
			<remark  id="s2b27c108l7" />            สัตว์ทั้งหลายเป็นอันมาก เพราะวาจาอ่อนหวาน?  
			<remark  id="s2b27c108l8" />  	[๔๐๘] เพราะฉะนั้น ผู้ที่ต้องการจะให้ตนเป็นที่รักของประชาชน พึงกล่าวแต่            
			<remark  id="s2b27c108l9" />            ถ้อยคำสละสลวย พูดพอประมาณ ไม่ฟุ้งซ่าน ถ้อยคำของผู้แสดง      
			<remark  id="s2b27c108l10" />            อรรถ และธรรม เป็นถ้อยคำไพเราะ.
			<remark  id="s2b27c108l11" />		     จบ สุชาตาชาดกที่ ๙.
			<remark  id="s2b27c108l12" />		       ๑๐. อุลูกชาดก  
			<remark  id="s2b27c108l13" />		ว่าด้วยหน้าตาไม่ดีไม่ควรให้เป็นใหญ่   
			<remark  id="s2b27c108l14" />  	[๔๐๙] ได้ยินว่า พวกญาติทั้งมวล ตั้งนกเค้าให้เป็นใหญ่ ถ้าพวกญาติอนุญาต             
			<remark  id="s2b27c108l15" />            ฉันจะขอพูดสักคำหนึ่ง.       
			<remark  id="s2b27c108l16" />  	[๔๑๐] ดูกรสหาย เราทั้งหมดอนุญาตให้ท่านพูด แต่จงพูดแต่ถ้อยคำที่เป็น
			<remark  id="s2b27c108l17" />            อรรถ และธรรมอย่างเดียว เพราะว่า นกที่หนุ่มๆ มีปัญญา และทรง  
			<remark  id="s2b27c108l18" />            ไว้ซึ่งญาณอันรุ่งเรือง มีอยู่.
			<remark  id="s2b27c108l19" />  	[๔๑๑] ขอความเจริญจงมีแก่ท่านทั้งหลาย การแต่งตั้งนกเค้าให้เป็นใหญ่ ข้าพเจ้า        
			<remark  id="s2b27c108l20" />            ไม่ชอบใจ ท่านจงมองดูหน้าของนกเค้าผู้ไม่โกรธเถิด นกเค้าโกรธแล้ว
			<remark  id="s2b27c108l21" />            จักทำหน้าตาเป็นอย่างไร?     
			<remark  id="s2b27c108l22" />		     จบ อุลูกชาดกที่ ๑๐.
			<remark  id="s2b27c108l23" />		      จบ ปทุมวรรคที่ ๒. 
			<remark  id="s2b27c108l24" />		     _________________ 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b27c109" >
		<para id="s2b27c109p">
			<remark  id="s2b27c109l1" />		   รวมชาดกที่มีในวรรคนี้ คือ          
			<remark  id="s2b27c109l2" />            ๑. ปทุมชาดก           ๒. มุทุปาณิชาดก       
			<remark  id="s2b27c109l3" />            ๓. จุลลปโลภนชาดก      ๔. มหาปนาทชาดก        
			<remark  id="s2b27c109l4" />            ๕. ขุรัปปชาดก          ๖. วาตัคคสินธวชาดก   
			<remark  id="s2b27c109l5" />            ๗. สุวรรณกักกฏกชาดก    ๘. อารามทูสกชาดก     
			<remark  id="s2b27c109l6" />            ๙. สุชาตาชาดก        ๑๐. อุลูกชาดก.         
			<remark  id="s2b27c109l7" />		     _________________ 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b27c110" >
		<para id="s2b27c110p">
			<remark  id="s2b27c110l1" />		     ๓. อุทปานทูสกวรรค
			<remark  id="s2b27c110l2" />		     ๑. อุทปานทูสกชาดก
			<remark  id="s2b27c110l3" />           ว่าด้วยการขี้เยี่ยวลงบ่อน้ำเป็นธรรมดาของหมาจิ้งจอก           
			<remark  id="s2b27c110l4" />  	[๔๑๒] ดูกรสหาย ทำไม ท่านจึงถ่ายมูตรและคูถรดบ่อน้ำที่ทำได้โดยยาก ของ 
			<remark  id="s2b27c110l5" />            ฤาษีผู้อยู่ป่า แสวงหาตบะอยู่ตลอดกาลนาน?     
			<remark  id="s2b27c110l6" />  	[๔๑๓] เราพวกสุนัขจิ้งจอก ดื่มกินน้ำ ณ ที่ใดแล้ว ย่อมถ่ายอุจจาระปัสสาวะลง          
			<remark  id="s2b27c110l7" />            ในที่นั้น เป็นธรรมดาของสุนัขจิ้งจอกทั้งหลาย เป็นธรรมดาของบิดา 
			<remark  id="s2b27c110l8" />            มารดา และปู่ ย่า ตา ยาย ท่านไม่ควรจะถือโกรธธรรมดาอันนั้นของ 
			<remark  id="s2b27c110l9" />            พวกเราเลย.  
			<remark  id="s2b27c110l10" />  	[๔๑๔] อาการเช่นนี้ เป็นธรรมดาของพวกท่าน อนึ่ง อาการเช่นไร ไม่เป็น 
			<remark  id="s2b27c110l11" />            ธรรมดาของพวกท่าน ขอพวกเราอย่าได้เห็นธรรมดา หรือมิใช่ธรรมดา  
			<remark  id="s2b27c110l12" />            ของพวกท่าน ในกาลไหนๆ อีกเลย.
			<remark  id="s2b27c110l13" />		   จบ อุทปานทูสกชาดกที่ ๑.            
			<remark  id="s2b27c110l14" />		       ๒. พยัคฆชาดก   
			<remark  id="s2b27c110l15" />		     ว่าด้วยเรื่องของมิตร             
			<remark  id="s2b27c110l16" />  	[๔๑๕] ความเกษมจากโยคะ ย่อมเสื่อมไปเพราะการคบหากับมิตรคนใด บัณฑิต  
			<remark  id="s2b27c110l17" />            พึงรักษาลาภ ยศ และชีวิตของตน ที่มิตรนั้นครอบงำไว้เสียก่อน ดุจ 
			<remark  id="s2b27c110l18" />            บุคคลผู้รักษาตาของตนไว้ ฉะนั้น.             
			<remark  id="s2b27c110l19" />  	[๔๑๖] ความเกษมจากโยคะ ย่อมเจริญเพราะการคบหากับมิตรคนใด บุรุษ      
			<remark  id="s2b27c110l20" />            ผู้ฉลาดในกิจทั้งมวล พึงกระทำกิจทุกอย่างของกัลยาณมิตรให้เหมือน 
			<remark  id="s2b27c110l21" />            ของตน.     
		</para>
	</section>
	<section id="s2b27c111" >
		<para id="s2b27c111p">
			<remark  id="s2b27c111l1" />  	[๔๑๗] ดูกรราชสีห์และเสือโคร่ง จงมาเถิด เชิญท่านทั้งสองจงกลับเข้าไปยัง             
			<remark  id="s2b27c111l2" />            ป่าใหญ่ พวกมนุษย์อย่ามาตัดป่าของเราให้ปราศจากราชสีห์และเสือโคร่ง            
			<remark  id="s2b27c111l3" />            เสียเลย ราชสีห์และเสือโคร่ง อย่าได้เป็นผู้ไร้ป่า.           
			<remark  id="s2b27c111l4" />		     จบ พยัคฆชาดกที่ ๒. 
			<remark  id="s2b27c111l5" />		       ๓. กัจฉปชาดก   
			<remark  id="s2b27c111l6" />		       ว่าด้วยลิงสัปดน
			<remark  id="s2b27c111l7" />  	[๔๑๘] ใครหนอเดินมา เหมือนบุคคลผู้รวยอาหาร เหมือนพราหมณ์ผู้ได้ลาภ  
			<remark  id="s2b27c111l8" />            มาเต็มมือ ฉะนั้น ท่านไปรวยภิกษาหารมาแต่ที่ไหนหนอ ท่านเข้าไปหา 
			<remark  id="s2b27c111l9" />            ผู้มีศรัทธาคนไรมา?          
			<remark  id="s2b27c111l10" />  	[๔๑๙] ดูกรท่านผู้เจริญ ข้าพเจ้าเป็นลิง ทรามปัญญา จับต้องสิ่งที่บุคคลไม่ควร        
			<remark  id="s2b27c111l11" />            จับต้อง ขอพระคุณเจ้าโปรดเปลื้องข้าพเจ้าให้พ้นทุกข์ด้วยเถิด ขอความ           
			<remark  id="s2b27c111l12" />            เจริญจงมีแก่พระคุณเจ้า ข้าพเจ้าพ้นจากความฉิบหายนี้แล้วจะไปอยู่ที่           
			<remark  id="s2b27c111l13" />            ภูเขา.      
			<remark  id="s2b27c111l14" />  	[๔๒๐] เต่าทั้งหลาย เป็นสัตว์สืบเนื่องมาจากกัสสปโคตร ลิงทั้งหลายเป็นสัตว์          
			<remark  id="s2b27c111l15" />            สืบเนื่องมาจากโกณฑัญญโคตร ดูกรเต่าผู้เทือกแถวกัสสปโคตร ท่าน 
			<remark  id="s2b27c111l16" />            จงปล่อยลิงผู้เทือกแถวโกณฑัญญโคตรเสียเถิด ท่านคงเคยทำเมถุนธรรม 
			<remark  id="s2b27c111l17" />            กันแล้ว.    
			<remark  id="s2b27c111l18" />		     จบ กัจฉปชาดกที่ ๓. 
			<remark  id="s2b27c111l19" />		        ๔. โลลชาดก    
			<remark  id="s2b27c111l20" />		   ว่าด้วยโทษของความโลเล
			<remark  id="s2b27c111l21" />  	[๔๒๑] นกยางตัวนี้ อย่างไรจึงมีหงอน เป็นโจร (เข้ามาอยู่ที่รังกา) ดูกรนกยาง         
			<remark  id="s2b27c111l22" />            ผู้มีเมฆเป็นบิดา ท่านจงมาเสียข้างนี้เถิด กาผู้เป็นสหายของเรา เป็นผู้        
			<remark  id="s2b27c111l23" />            ดุร้าย.     
		</para>
	</section>
	<section id="s2b27c112" >
		<para id="s2b27c112p">
			<remark  id="s2b27c112l1" />  	[๔๒๒] เราไม่ใช่นกยางมีหงอน เราเป็นกาโลเล ไม่ได้ทำตามคำของท่าน กลับ
			<remark  id="s2b27c112l2" />            มาแล้ว จงมองดูเราผู้รุ่นนี้เถิด.            
			<remark  id="s2b27c112l3" />  	[๔๒๓] ดูกรสหาย ท่านจะได้รับทุกข์อีก เพราะว่า ปกติของท่านเป็นเช่นนั้น
			<remark  id="s2b27c112l4" />            เครื่องบริโภคของมนุษย์ไม่ควรที่นกจะพึงบริโภค. 
			<remark  id="s2b27c112l5" />		      จบ โลลชาดกที่ ๔.
			<remark  id="s2b27c112l6" />		        ๕. รุจิรชาดก  
			<remark  id="s2b27c112l7" />  	[๔๒๔] นกยางตัวนี้ อย่างไรจึงขาว น่ารัก มาอยู่ในรังกาได้ และนี่เป็นรังของกา        
			<remark  id="s2b27c112l8" />            ผู้ดุร้ายสหายของเรา.        
			<remark  id="s2b27c112l9" />  	[๔๒๕] ดูกรนกพิราบผู้สหาย ท่านก็รู้จักเรา ผู้มีข้าวฟ่างเป็นอาหารมิใช่หรือ เรา      
			<remark  id="s2b27c112l10" />            มิได้กระทำตามคำของท่าน กลับมาแล้ว จงมองดูเราผู้รุ่นนี้เถิด. 
			<remark  id="s2b27c112l11" />  	[๔๒๖] ดูกรกาผู้สหาย ท่านจะได้รับทุกข์อีก เพราะว่า ปกติของท่านเป็นเช่นนั้น         
			<remark  id="s2b27c112l12" />            เครื่องบริโภคของมนุษย์ไม่ควรที่นกจะพึงบริโภค. 
			<remark  id="s2b27c112l13" />		      จบ รุจิรชาดกที่ ๕.
			<remark  id="s2b27c112l14" />		      ๖. กุรุธรรมชาดก 
			<remark  id="s2b27c112l15" />		 ว่าด้วยให้ช้างแก่ท้าวกาลิงคราช       
			<remark  id="s2b27c112l16" />  	[๔๒๗] ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นใหญ่กว่าประชาชน ข้าพระบาททั้งหลาย ได้ทราบ 
			<remark  id="s2b27c112l17" />            ศรัทธา และศีลของพระองค์แล้ว จึงมาขอรับพระราชทานเอาทองคำ     
			<remark  id="s2b27c112l18" />            แลกกับช้างมีสีดังดอกอัญชัน นำไปในแคว้นกาลิงคราช.            
			<remark  id="s2b27c112l19" />  	[๔๒๘] สัตว์ที่พึงเลี้ยงด้วยข้าวก็ดี ที่ไม่ได้เลี้ยงก็ดี ผู้ใด ในโลกนี้ ตั้งใจมาหาเรา
			<remark  id="s2b27c112l20" />            สัตว์เหล่านั้นทั้งหมด เราก็มิได้ห้ามเลย นี้เป็นถ้อยคำของท่านบูรพาจารย์.     
			<remark  id="s2b27c112l21" />  	[๔๒๙] ดูกรพราหมณ์ทั้งหลาย เราจะให้ช้างนี้อันควรเป็นราชพาหนะ เป็นราช 
			<remark  id="s2b27c112l22" />            บริโภค ประกอบไปด้วยยศ ประดับไปด้วยเครื่องประดับ ปกคลุมไป    
			<remark  id="s2b27c112l23" />            ด้วยข่ายทอง มีนายหัตถาจารย์ พร้อมแก่ท่านทั้งหลาย ขอพวกท่านจงไป
			<remark  id="s2b27c112l24" />            ตามปรารถนาเถิด.             
			<remark  id="s2b27c112l25" />		    จบ กุรุธรรมชาดกที่ ๖.       
		</para>
	</section>
	<section id="s2b27c113" >
		<para id="s2b27c113p">
			<remark  id="s2b27c113l1" />		        ๗. โรมชาดก    
			<remark  id="s2b27c113l2" />		     ว่าด้วยอาชีวกเจ้าเล่ห์           
			<remark  id="s2b27c113l3" />  	[๔๓๐] ดูกรปักษีผู้มีขนปีก เมื่อเรามาอยู่ในถ้ำแห่งภูเขานี้กว่า ๕๐ ปี นกพิราบ       
			<remark  id="s2b27c113l4" />            ทั้งหลายก็มิได้รังเกียจ เป็นผู้มีจิตเยือกเย็นเป็นอย่างยิ่ง ย่อมพากันมาสู่   
			<remark  id="s2b27c113l5" />            บ่วงมือของเรา ในกาลก่อน.    
			<remark  id="s2b27c113l6" />  	[๔๓๑] ดูกรท่านผู้มีอวัยวะคด บัดนี้ นกพิราบเหล่านั้น คงจะเห็นเหตุอะไร
			<remark  id="s2b27c113l7" />            กระมัง จึงใคร่จะพากันไปเสพอาศัยซอกภูเขาอื่น นกเหล่านี้ ครั้งก่อน            
			<remark  id="s2b27c113l8" />            ย่อมสำคัญเราอย่างไร บัดนี้ ย่อมไม่สำคัญเราอย่างนั้นหรือ หรือนก
			<remark  id="s2b27c113l9" />            เหล่านี้ พลัดพรากไปนานแล้ว จำเราไม่ได้ หรือว่าเป็นนกใหม่จึงไม่เข้า          
			<remark  id="s2b27c113l10" />            ใกล้เรา?    
			<remark  id="s2b27c113l11" />  	[๔๓๒] พวกเราเป็นผู้ไม่หลงใหล รู้อยู่ว่า ท่านก็คือท่านนั่นแหละ พวกเราเหล่า         
			<remark  id="s2b27c113l12" />            นั้นก็ไม่ใช่นกอื่น ก็แต่ว่า จิตของท่านเป็นจิตประทุษร้ายในชนนี้ ดูกร         
			<remark  id="s2b27c113l13" />            อาชีวก เพราะเหตุนั้น พวกเราจึงหวาดกลัวท่าน. 
			<remark  id="s2b27c113l14" />		      จบ โรมชาดกที่ ๗.
			<remark  id="s2b27c113l15" />		        ๘. มหิสชาดก   
			<remark  id="s2b27c113l16" />		      ว่าด้วยลิงกับควาย 
			<remark  id="s2b27c113l17" />  	[๔๓๓] ท่านอาศัยเหตุอะไรจึงอดกลั้นทุกข์นี้ ต่อลิงผู้มีจิตกลับกลอก มักประทุษ       
			<remark  id="s2b27c113l18" />            ร้ายมิตร ดุจเป็นเจ้าของผู้ให้ความใคร่ทั้งปวง. 
			<remark  id="s2b27c113l19" />  	[๔๓๔] ท่านจงขวิดมันเสีย (ด้วยเขา) จงเหยียบเสีย (ด้วยเท้า) ถ้าไม่ห้าม
			<remark  id="s2b27c113l20" />            ปรามมันเสีย สัตว์ทั้งหลายที่โง่เขลา ก็จะพึงเบียดเบียนร่ำไป. 
			<remark  id="s2b27c113l21" />  	[๔๓๕] เมื่อลิงตัวนี้ ดูหมิ่นควายตัวอื่น ดุจดูหมิ่นข้าพเจ้า จักกระทำอนาจาร         
			<remark  id="s2b27c113l22" />            อย่างนี้แก่ควายตัวอื่น ควายเหล่านั้น ก็จะฆ่ามันเสียในที่นั้น ความพ้น        
			<remark  id="s2b27c113l23" />            อันนั้นจักมีแก่ข้าพเจ้า.    
			<remark  id="s2b27c113l24" />		      จบ มหิสชาดกที่ ๘. 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b27c114" >
		<para id="s2b27c114p">
			<remark  id="s2b27c114l1" />		       ๙. สตปัตตชาดก  
			<remark  id="s2b27c114l2" />		     ว่าด้วยความสำคัญผิด
			<remark  id="s2b27c114l3" />  	[๔๓๖] มาณพสำคัญนางสุนัขจิ้งจอกในหนทาง ซึ่งเที่ยวอยู่ในป่า ผู้ปรารถนา
			<remark  id="s2b27c114l4" />            ประโยชน์ และบอกให้รู้ด้วยอาการอย่างนั้นว่า เป็นผู้ปรารถนาความ 
			<remark  id="s2b27c114l5" />            ฉิบหาย มาสำคัญนกกระไนผู้ปรารถนาความฉิบหายว่า เป็นผู้ปรารถนา 
			<remark  id="s2b27c114l6" />            ประโยชน์ ฉันใด.             
			<remark  id="s2b27c114l7" />  	[๔๓๗] บุคคลบางคนในโลกนี้ย่อมเป็นเช่นนั้น เมื่อชนทั้งหลายผู้ปรารถนาประ            
			<remark  id="s2b27c114l8" />            โยชน์จึงกล่าวสอน ย่อมกลับถือเอาโดยไม่เคารพ ฉันนั้น.         
			<remark  id="s2b27c114l9" />  	[๔๓๘] อนึ่ง ชนเหล่าใด สรรเสริญบุคคลนั้นก็ดี ยกย่องบุคคลนั้นเพราะกลัว
			<remark  id="s2b27c114l10" />            ก็ดี ก็สำคัญชนเหล่านั้นว่า เป็นมิตร เหมือนมาณพสำคัญผิดนกกระไน 
			<remark  id="s2b27c114l11" />            ว่า เป็นมิตร ฉะนั้น.        
			<remark  id="s2b27c114l12" />		     จบ สตปัตตชาดกที่ ๙.
			<remark  id="s2b27c114l13" />		      ๑๐. ปูฏทูสกชาดก 
			<remark  id="s2b27c114l14" />		      ว่าด้วยผู้ชอบทำลาย
			<remark  id="s2b27c114l15" />  	[๔๓๙] พระยาเนื้อจะฉลาดในการทำห่อใบไม้เป็นแน่ เพราะฉะนั้น จึงได้รื้อห่อ            
			<remark  id="s2b27c114l16" />            ใบไม้เสีย คงจะทำห่อใบไม้อย่างอื่นให้ดีกว่าเก่าเป็นมั่นคง.   
			<remark  id="s2b27c114l17" />  	[๔๔๐] บิดา หรือมารดาของเรา ไม่ใช่เป็นคนฉลาดในการทำห่อใบไม้เลย เรา 
			<remark  id="s2b27c114l18" />            ได้แต่รื้อสิ่งของที่ทำไว้แล้วๆ เท่านั้น ตระกูลของเรานี้ เป็นธรรมดา          
			<remark  id="s2b27c114l19" />            อย่างนี้.   
			<remark  id="s2b27c114l20" />  	[๔๔๑] ธรรมดาของท่านทั้งหลายเป็นถึงเช่นนี้ ก็สภาพที่มิใช่ธรรมดาจะเป็น
			<remark  id="s2b27c114l21" />            เช่นไร ขอพวกเราอย่าได้เห็นธรรมดา หรือมิใช่ธรรมดาของท่านทั้งหลาย             
			<remark  id="s2b27c114l22" />            ในกาลไหนๆ เลย.
			<remark  id="s2b27c114l23" />		    จบ ปูฏทูสกชาดกที่ ๑๐.             
			<remark  id="s2b27c114l24" />		     จบ อุทปานวรรคที่ ๓.
			<remark  id="s2b27c114l25" />		     _________________ 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b27c115" >
		<para id="s2b27c115p">
			<remark  id="s2b27c115l1" />		   รวมชาดกที่มีในวรรคนี้ คือ          
			<remark  id="s2b27c115l2" />            ๑. อุทปานทูสกชาดก    ๒. พยัคฆชาดก           
			<remark  id="s2b27c115l3" />            ๓. กัจฉปชาดก        ๔. โลลชาดก
			<remark  id="s2b27c115l4" />            ๕. รุจิรชาดก         ๖. กุรุธรรมชาดก        
			<remark  id="s2b27c115l5" />            ๗. โรมชาดก         ๘. มหิสชาดก
			<remark  id="s2b27c115l6" />            ๙. สตปัตตชาดก      ๑๐. ปูฏทูสกชาดก.         
			<remark  id="s2b27c115l7" />		    _________________  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b27c116" >
		<para id="s2b27c116p">
			<remark  id="s2b27c116l1" />		      ๔. อัพภันตรวรรค 
			<remark  id="s2b27c116l2" />		      ๑. อัพภันตรชาดก 
			<remark  id="s2b27c116l3" />		       ว่าด้วยผลไม้ทิพย์
			<remark  id="s2b27c116l4" />  	[๔๔๒] ผลของต้นไม้ชื่ออัพภันตระ เป็นผลไม้ทิพย์ นางนารีที่แพ้ท้อง บริโภค            
			<remark  id="s2b27c116l5" />            แล้ว จะประสูติพระราชโอรสเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ. 
			<remark  id="s2b27c116l6" />  	[๔๔๓] ดูกรนางผู้เจริญ แม้ท่านก็เป็นพระมเหสีผู้เลอโฉม และเป็นที่รักของ             
			<remark  id="s2b27c116l7" />            พระราชสวามี พระราชาจักทรงนำเอาผลไม้ชื่ออัพภันตระนี้มาให้แก่ท่าน.            
			<remark  id="s2b27c116l8" />  	[๔๔๔] บุคคลผู้กล้าหาญ ยอมเสียสละตน กระทำความพากเพียรในประโยชน์    
			<remark  id="s2b27c116l9" />            ของท่านที่ได้เลี้ยงตนมา ย่อมถึงฐานะอันใด ข้าพเจ้าเป็นผู้จะได้ฐานะ           
			<remark  id="s2b27c116l10" />            อันนั้น.    
			<remark  id="s2b27c116l11" />		    จบ อัพภันตรชาดกที่ ๑.             
			<remark  id="s2b27c116l12" />		       ๒. เสยยชาดก    
			<remark  id="s2b27c116l13" />  	[๔๔๕] ผู้ใด คบหากับบุคคลผู้ประเสริฐ ผู้นั้นชื่อว่า เป็นผู้มีส่วนอันประเสริฐ       
			<remark  id="s2b27c116l14" />            ด้วย เราสมานไมตรีกับพระยาโจรคนเดียวก็ปลดเปลื้องท่านทั้งหลาย 
			<remark  id="s2b27c116l15" />            ผู้ต้องโทษได้ทั้งร้อยคน.    
			<remark  id="s2b27c116l16" />  	[๔๔๖] เพราะฉะนั้น บุคคลคนเดียวสมานไมตรีกับโลกทั้งมวลสิ้นชีพแล้ว ก็
			<remark  id="s2b27c116l17" />            พึงเข้าถึงสวรรค์ ท่านชาวกาสิกรัฐทั้งหลาย จงฟังคำของเรานี้เถิด.
			<remark  id="s2b27c116l18" />  	[๔๔๗] พระเจ้ากังสมหาราช ครอบครองราชสมบัติเมืองพาราณสี ได้ตรัสพระ  
			<remark  id="s2b27c116l19" />            ราชดำรัสนี้แล้ว ก็ทรงสละทั้งธนู และลูกศรเสีย ทรงสมาทาน สำรวม
			<remark  id="s2b27c116l20" />            ศีล.        
			<remark  id="s2b27c116l21" />		     จบ เสยยชาดกที่ ๒.
		</para>
	</section>
	<section id="s2b27c117" >
		<para id="s2b27c117p">
			<remark  id="s2b27c117l1" />		      ๓. วัฑฒกีสูกรชาดก 
			<remark  id="s2b27c117l2" />		 ว่าด้วยหมูสู้เสือได้ด้วยสามัคคีกัน   
			<remark  id="s2b27c117l3" />  	[๔๔๘] ดูกรเสือโคร่ง วันก่อนๆ ท่านเคยย่ำยีหมูทั้งหลายในประเทศนี้ แล้ว
			<remark  id="s2b27c117l4" />            นำเอาหมูตัวอ้วนๆ มา บัดนี้ ท่านเดินซบเซามาแต่ผู้เดียว ดูกรเสือโคร่ง         
			<remark  id="s2b27c117l5" />            ก็วันนี้ กำลังกายของท่านไม่มีหรือ?          
			<remark  id="s2b27c117l6" />  	[๔๔๙] ได้ยินว่า วันก่อนๆ หมูเหล่านี้ เห็นข้าพเจ้าเข้าแล้วก็กลัวต่างก็บ่ายหน้า     
			<remark  id="s2b27c117l7" />            หนีไปหาที่ซ่อนเร้นคนละทิศละทาง บัดนี้ หมูเหล่านั้น มาประชุมรวมกัน           
			<remark  id="s2b27c117l8" />            เป็นหมวดเป็นหมู่ อยู่ในที่ชัยภูมิดี ยากที่ข้าพเจ้าจะย่ำยีได้. 
			<remark  id="s2b27c117l9" />  	[๔๕๐] ข้าพเจ้าขอนอบน้อมแก่หมู่หมูที่มาประชุมกัน ข้าพเจ้าได้เห็นมิตรภาพอัน         
			<remark  id="s2b27c117l10" />            น่าอัศจรรย์ ควรสรรเสริญแล้ว จึงขอกล่าวสรรเสริญไว้ หมูทั้งหลายผู้มี          
			<remark  id="s2b27c117l11" />            เขี้ยวเป็นกำลัง ได้ชนะเสือโคร่งด้วยสามัคคีอันใด ก็พากันพ้นมรณภัย            
			<remark  id="s2b27c117l12" />            ด้วยความสามัคคีอันนั้น.     
			<remark  id="s2b27c117l13" />		    จบ วัฑฒกีสูกรชาดกที่ ๓.           
			<remark  id="s2b27c117l14" />		        ๔. สิริชาดก   
			<remark  id="s2b27c117l15" />		    ว่าด้วยโภคะเกิดแก่ผู้มีบุญ        
			<remark  id="s2b27c117l16" />  	[๔๕๑] ผู้ไม่มีบุญ จะเป็นผู้มีศิลปะหรือไม่ก็ตาม ย่อมขวนขวายรวบรวมทรัพย์ไว้         
			<remark  id="s2b27c117l17" />            เป็นอันมาก ผู้มีบุญย่อมใช้สอยทรัพย์เหล่านั้น. 
			<remark  id="s2b27c117l18" />  	[๔๕๒] โภคะเป็นอันมาก ย่อมล่วงเลยสัตว์เหล่าอื่นไปเสีย เกิดขึ้นในที่ทั้งปวง         
			<remark  id="s2b27c117l19" />            เทียว สำหรับผู้มีบุญอันกระทำไว้ ใช่แต่เท่านั้น รัตนะทั้งหลายก็บังเกิด       
			<remark  id="s2b27c117l20" />            ขึ้นแม้ในที่มิใช่บ่อเกิด.   
			<remark  id="s2b27c117l21" />  	[๔๕๓] ไก่ แก้วมณี ไม้เท้า และหญิงชื่อว่า บุญญลักขณาเทวี ย่อมเกิดขึ้น
			<remark  id="s2b27c117l22" />            แก่อนาถบิณฑิกเศรษฐีผู้ไม่มีบาป มีบุญอันกระทำไว้แล้ว.        
			<remark  id="s2b27c117l23" />		      จบ สิริชาดกที่ ๔. 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b27c118" >
		<para id="s2b27c118p">
			<remark  id="s2b27c118l1" />		       ๕. มณิสูกรชาดก 
			<remark  id="s2b27c118l2" />		  ว่าด้วยของดีใครทำลายไม่ได้          
			<remark  id="s2b27c118l3" />  	[๔๕๔] พวกข้าพเจ้าประมาณ ๓๐ ตัว อาศัยอยู่ในถ้ำแก้วมณี ๗ ปี ได้ปรึกษา 
			<remark  id="s2b27c118l4" />            กันว่า จะช่วยกันกำจัดแสงแก้วมณีให้เศร้าหมอง.
			<remark  id="s2b27c118l5" />  	[๔๕๕] พวกข้าพเจ้าช่วยกันเสียดสีแก้วมณี แก้วมณีกลับมีสีสุกใสขึ้นกว่าเก่า           
			<remark  id="s2b27c118l6" />            บัดนี้ พวกข้าพเจ้าขอถามท่านถึงเหตุนั้น ท่านย่อมสำคัญกิจในเรื่องนี้          
			<remark  id="s2b27c118l7" />            อย่างไร?    
			<remark  id="s2b27c118l8" />  	[๔๕๖] ดูกรหมูทั้งหลาย แก้วไพฑูรย์นี้ เป็นของแข็ง งามผ่องใส ใครๆ ไม่ 
			<remark  id="s2b27c118l9" />            สามารถจะกำจัดแก้วไพฑูรย์นั้นให้เศร้าหมองได้เลย ท่านทั้งหลายจงพา             
			<remark  id="s2b27c118l10" />            กันหลีกหนีไปอยู่ที่อื่นเสียเถิด.            
			<remark  id="s2b27c118l11" />		     จบ มณิสูกรชาดกที่ ๕.             
			<remark  id="s2b27c118l12" />		       ๖. สาลุกชาดก   
			<remark  id="s2b27c118l13" />		    ว่าด้วยอุบายไม่ให้ถูกฆ่า          
			<remark  id="s2b27c118l14" />  	[๔๕๗] ท่านอย่าปรารถนาอาหารอย่างหมูชื่อสาลุกะเลย เพราะว่า หมูชื่อว่าสาลุกะ         
			<remark  id="s2b27c118l15" />            นี้ บริโภคอาหารเป็นเครื่องเดือดร้อน ท่านจงเป็นผู้มีความขวนขวาย
			<remark  id="s2b27c118l16" />            น้อย เคี้ยวกินแต่ข้าวลีบนี้เถิด นี้เป็นลักษณะแห่งความอายุยืน. 
			<remark  id="s2b27c118l17" />  	[๔๕๘] ในไม่ช้า ราชบุรุษผู้มีบริวารมากนั้น ก็จะเป็นแขกมาประชุมกัน ณ
			<remark  id="s2b27c118l18" />            สถานที่นี้ ในกาลนั้น ท่านก็จะได้เห็นหมูสาลุกะตัวนี้ อันเจ้าของให้ทุบ        
			<remark  id="s2b27c118l19" />            ด้วยไม้ฆ้อนนอนตายอยู่.      
			<remark  id="s2b27c118l20" />  	[๔๕๙] วัวชราทั้งสองตัว พอเห็นหมูสาลุกะผู้กล้าหาญ อันเจ้าของให้ทุบด้วยไม้          
			<remark  id="s2b27c118l21" />            ฆ้อนนอนตายอยู่ ก็คิดร่วมกันว่า ข้าวลีบเท่านั้น เป็นอาหารอย่างสูงสุด         
			<remark  id="s2b27c118l22" />            ของเรา.     
			<remark  id="s2b27c118l23" />		      จบ สาลุกชาดกที่ ๖.
		</para>
	</section>
	<section id="s2b27c119" >
		<para id="s2b27c119p">
			<remark  id="s2b27c119l1" />		      ๗. ลาภครหิกชาดก 
			<remark  id="s2b27c119l2" />		    ว่าด้วยวิธีการหลอกลวง             
			<remark  id="s2b27c119l3" />  	[๔๖๐] ไม่ใช่คนบ้า ทำเป็นเหมือนคนบ้า ไม่ใช่คนส่อเสียด ก็ทำเป็นเหมือนคน             
			<remark  id="s2b27c119l4" />            ส่อเสียด ไม่ใช่นักฟ้อนรำ ก็ทำเป็นเหมือนนักฟ้อนรำ ไม่ใช่คนตื่นข่าว           
			<remark  id="s2b27c119l5" />            ก็ทำเป็นเหมือนคนตื่นข่าว ย่อมจะได้ลาภในคนผู้หลงใหลทั้งหลาย นี้
			<remark  id="s2b27c119l6" />            เป็นคำสั่งสอนแก่ท่าน.       
			<remark  id="s2b27c119l7" />  	[๔๖๑] ข้าแต่ท่านพราหมณ์ น่าติเตียนความประพฤติอัตตวินิบาตกรรม การประ
			<remark  id="s2b27c119l8" />            พฤติธรรม การได้ยศ และได้ทรัพย์.             
			<remark  id="s2b27c119l9" />  	[๔๖๒] อนึ่ง ถ้าบุคคลจะถือเอาบาตรออกไปบวชเสีย ความเป็นอยู่นี้แล    
			<remark  id="s2b27c119l10" />            ประเสริฐกว่าการแสวงหาโดยอธรรม.
			<remark  id="s2b27c119l11" />		    จบ ลาภครหิกชาดกที่ ๗.             
			<remark  id="s2b27c119l12" />		      ๘. มัจฉทานชาดก  
			<remark  id="s2b27c119l13" />		    ว่าด้วยบุญที่ให้ทานแก่ปลา         
			<remark  id="s2b27c119l14" />  	[๔๖๓] ปลาทั้งหลาย มีราคาถึงหนึ่งพันกหาปณะกับ ๗ มาสก ย่อมจะไม่มีผู้ใดผู้           
			<remark  id="s2b27c119l15" />            หนึ่งเชื่อถือเลย และในที่นี้ เราก็มี ๗ มาสกเท่านั้น แต่เราก็ซื้อปลาตัว      
			<remark  id="s2b27c119l16" />            นั้นได้.    
			<remark  id="s2b27c119l17" />  	[๔๖๔] ท่านได้ให้โภชนะแก่ปลาทั้งหลาย แล้วอุทิศส่วนบุญให้แก่เรา เรา 
			<remark  id="s2b27c119l18" />            ระลึกถึงส่วนบุญอันนั้น และความนอบน้อมที่ท่านได้กระทำแล้ว จึง
			<remark  id="s2b27c119l19" />            รักษาทรัพย์ของท่านนี้ไว้.   
			<remark  id="s2b27c119l20" />  	[๔๖๕] บุคคลผู้มีจิตคิดประทุษร้าย ย่อมไม่มีความเจริญเลย ใช่แต่เท่านั้น             
			<remark  id="s2b27c119l21" />            เทวดาทั้งหลายก็ไม่บูชาผู้นั้น ผู้ใด ทำกรรมอันชั่วช้า ยักยอกเอาทรัพย์        
			<remark  id="s2b27c119l22" />            มรดกของบิดา ไม่ต้องการจะให้พี่ชาย เทวดาทั้งหลาย ย่อมไม่บูชาผู้นั้น.         
			<remark  id="s2b27c119l23" />		    จบ มัจฉทานชาดกที่ ๘.
		</para>
	</section>
	<section id="s2b27c120" >
		<para id="s2b27c120p">
			<remark  id="s2b27c120l1" />		      ๙. นานาฉันทชาดก 
			<remark  id="s2b27c120l2" />		     ว่าด้วยต่างคนต่างใจ
			<remark  id="s2b27c120l3" />  	[๔๖๖] ข้าแต่มหาราช ข้าพระบาททั้งหลายอยู่ร่วมในเรือนหลังเดียวกัน แต่มี             
			<remark  id="s2b27c120l4" />            ฉันทะต่างกัน ข้าพระบาทอยากได้บ้านส่วย นางพราหมณีอยากได้โคนม 
			<remark  id="s2b27c120l5" />            สักร้อยหนึ่ง. 
			<remark  id="s2b27c120l6" />  	[๔๖๗] ลูกชายอยากได้รถเทียมด้วยม้าอาชาไนย ลูกสะใภ้อยากได้กุณฑลแก้ว 
			<remark  id="s2b27c120l7" />            ฝ่ายนางปุณณทาสีผู้ชั่วช้าก็จำนงจะใคร่ได้ครก สาก และกระด้ง.  
			<remark  id="s2b27c120l8" />  	[๔๖๘] ท่านทั้งหลาย จงให้บ้านส่วยแก่พราหมณ์ จงให้โคนมร้อยหนึ่งแก่นาง 
			<remark  id="s2b27c120l9" />            พราหมณี จงให้รถเทียมด้วยม้าอาชาไนยแก่ลูกชาย จงให้กุณฑลแก้ว  
			<remark  id="s2b27c120l10" />            แก่ลูกสะใภ้ และจงให้ครกตำข้าว สาก และกระด้งแก่นางปุณณทาสี   
			<remark  id="s2b27c120l11" />            ผู้ชั่วช้า. 
			<remark  id="s2b27c120l12" />		   จบ นานาฉันทชาดกที่  ๙.             
			<remark  id="s2b27c120l13" />		      ๑๐. สีลวีมังสชาดก 
			<remark  id="s2b27c120l14" />		     ว่าด้วยอานิสงส์ของศีล            
			<remark  id="s2b27c120l15" />  	[๔๖๙] ได้ทราบมาว่า ศีลเป็นความงาม ศีลเป็นเยี่ยมในโลก ท่านจงดูซิ งู
			<remark  id="s2b27c120l16" />            ใหญ่มีพิษอันร้ายแรง ย่อมไม่เบียดเบียนผู้อื่นด้วยรู้สึกตัวว่า เป็นผู้มีศีล.  
			<remark  id="s2b27c120l17" />  	[๔๗๐] เราจักสมาทานศีลที่บัณฑิตรับรองแล้วว่า เป็นความปลอดภัยในโลก  
			<remark  id="s2b27c120l18" />            เป็นคุณชาติเครื่องให้บัณฑิตเรียกบุคคลผู้ประพฤติตามข้อปฏิบัติของพระ         
			<remark  id="s2b27c120l19" />            อริยะว่า เป็นผู้มีศีล.      
			<remark  id="s2b27c120l20" />  	[๔๗๑] อนึ่ง บุคคลผู้มีศีล ย่อมเป็นที่รักของญาติทั้งหลาย และรุ่งเรืองในหมู่        
			<remark  id="s2b27c120l21" />            มิตร เมื่อตายไปแล้ว ย่อมเข้าถึงสุคติ.       
			<remark  id="s2b27c120l22" />		    จบ สีลวีมังสชาดกที่ ๑๐.           
			<remark  id="s2b27c120l23" />		     จบ อัพภันตรวรรคที่ ๔.            
			<remark  id="s2b27c120l24" />		     _________________ 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b27c121" >
		<para id="s2b27c121p">
			<remark  id="s2b27c121l1" />		   รวมชาดกที่มีในวรรคนี้ คือ          
			<remark  id="s2b27c121l2" />            ๑. อัพภันตรชาดก      ๒. เสยยชาดก            
			<remark  id="s2b27c121l3" />            ๓. วัฑฒกีสูกรชาดก     ๔. สิริชาดก           
			<remark  id="s2b27c121l4" />            ๕. มณิสูกรชาดก       ๖. สาลุกชาดก           
			<remark  id="s2b27c121l5" />            ๗. ลาภครหิกชาดก     ๘. มัจฉทานชาดก          
			<remark  id="s2b27c121l6" />            ๙. นานาฉันทชาดก    ๑๐. สีลวีมังสชาดก.       
			<remark  id="s2b27c121l7" />		     _________________ 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b27c122" >
		<para id="s2b27c122p">
			<remark  id="s2b27c122l1" />		        ๕. กุมภวรรค   
			<remark  id="s2b27c122l2" />		     ๑. ภัทรฆฏเภทกชาดก
			<remark  id="s2b27c122l3" />		  คนโง่เขลาเดือดร้อนภายหลัง           
			<remark  id="s2b27c122l4" />  	[๔๗๒] นักเลงได้หม้อสารพัดนึกอันเป็นยอดทรัพย์ใบหนึ่ง ยังรักษาหม้อนั้นไว้           
			<remark  id="s2b27c122l5" />            ได้ตราบใด เขาก็จะได้รับความสุขอยู่ตราบนั้น. 
			<remark  id="s2b27c122l6" />  	[๔๗๓] เมื่อใด เขาประมาท และเย่อหยิ่ง ได้ทำลายหม้อให้แตก เพราะความ 
			<remark  id="s2b27c122l7" />            ประมาท เมื่อนั้น ก็เป็นคนเปลือย และนุ่งผ้าเก่า เป็นคนโง่เขลา ย่อม           
			<remark  id="s2b27c122l8" />            เดือดร้อนในภายหลัง.         
			<remark  id="s2b27c122l9" />  	[๔๗๔] คนผู้ประมาทโง่เขลา ได้ทรัพย์มาแล้วย่อมใช้สอย จะต้องเดือดร้อนใน
			<remark  id="s2b27c122l10" />            ภายหลัง เหมือนนักเลงทุบหม้อยอดทรัพย์เสีย ฉะนั้น.            
			<remark  id="s2b27c122l11" />		   จบ ภัทรฆฏเภทกชาดกที่ ๑.            
			<remark  id="s2b27c122l12" />		       ๒. สุปัตตชาดก  
			<remark  id="s2b27c122l13" />		     ว่าด้วยนางกาแพ้ท้อง
			<remark  id="s2b27c122l14" />  	[๔๗๕] ข้าแต่มหาราช พระยากาชื่อสุปัตตะ เป็นกาอยู่ในเมืองพาราณสี อันกา             
			<remark  id="s2b27c122l15" />            แปดหมื่นแวดล้อมแล้ว.        
			<remark  id="s2b27c122l16" />  	[๔๗๖] นางกาสุปัสสาภรรยาของพระยากานั้นแพ้ท้อง ปรารถนาจะกินพระ      
			<remark  id="s2b27c122l17" />            กระยาหารมีค่ามาก ที่คนหุงต้มแล้วในห้องเครื่อง.
			<remark  id="s2b27c122l18" />  	[๔๗๗] ข้าพระบาทเป็นทูตของพระยากาทั้งสองนั้น ถูกนายใช้ให้มาจึงได้เป็นผู้มา         
			<remark  id="s2b27c122l19" />            ในที่นี้ ข้าพระบาทจะกระทำความจงรักต่อเจ้านาย จึงได้จิกจมูกของคน             
			<remark  id="s2b27c122l20" />            เชิญเครื่องให้เป็นแผล.      
			<remark  id="s2b27c122l21" />		     จบ สุปัตตชาดกที่ ๒.
		</para>
	</section>
	<section id="s2b27c123" >
		<para id="s2b27c123p">
			<remark  id="s2b27c123l1" />		     ๓. กายนิพพินทชาดก
			<remark  id="s2b27c123l2" />		  ว่าด้วยความเบื่อหน่ายร่างกาย        
			<remark  id="s2b27c123l3" />  	[๔๗๘] เมื่อเราถูกโรคอย่างหนึ่งถูกต้อง ได้เสวยทุกขเวทนาอย่างสาหัส อัน
			<remark  id="s2b27c123l4" />            ทุกข์เวทนาเบียดเบียนอยู่ ร่างกายนี้ก็ซูบผอมลงอย่างรวดเร็ว ดุจดอกไม้         
			<remark  id="s2b27c123l5" />            ที่ทิ้งตากแดดไว้ที่ทราย ฉะนั้น.             
			<remark  id="s2b27c123l6" />  	[๔๗๙] รูปร่างอันไม่น่าพอใจถึงการนับว่า น่าพอใจ ที่ไม่สะอาดสมมติว่า เป็น           
			<remark  id="s2b27c123l7" />            ของสะอาด เต็มด้วยซากศพต่างๆ ปรากฏแก่คนพาลผู้ไม่พิจารณาเห็นว่า 
			<remark  id="s2b27c123l8" />            เป็นของน่าพอใจ.             
			<remark  id="s2b27c123l9" />  	[๔๘๐] น่าติเตียนกายอันเปื่อยเน่า กระสับกระส่าย น่าเกลียด ไม่สะอาด มี
			<remark  id="s2b27c123l10" />            ความป่วยไข้เป็นธรรมดา เป็นที่ๆ หมู่สัตว์ผู้ประมาทหมกมุ่นอยู่ ย่อม           
			<remark  id="s2b27c123l11" />            ยังหนทางเพื่อความเข้าถึงสุคติให้เสื่อมไป.   
			<remark  id="s2b27c123l12" />		   จบ กายนิพพินทชาดกที่ ๓.            
			<remark  id="s2b27c123l13" />		      ๔. ชัมพุขาทกชาดก
			<remark  id="s2b27c123l14" />		  ว่าด้วยการสรรเสริญกันและกัน         
			<remark  id="s2b27c123l15" />  	[๔๘๑] ใครนี่ มีเสียงอันไพเราะเพราะพริ้ง อุดมกว่าสัตว์ผู้ที่มีเสียงเพราะทั้งหลาย   
			<remark  id="s2b27c123l16" />            จับอยู่ที่กิ่งชมพู่ ส่งเสียงร้องไพเราะดุจลูกนกยูง ฉะนั้น.   
			<remark  id="s2b27c123l17" />  	[๔๘๒] กุลบุตรย่อมรู้จักสรรเสริญกุลบุตร ดูกรสหายผู้มีผิวพรรณคล้ายกับลูก           
			<remark  id="s2b27c123l18" />            เสือโคร่ง เชิญท่านบริโภคเถิด เรายอมให้แก่ท่าน.
			<remark  id="s2b27c123l19" />  	[๔๘๓] ดูกรบุคคลผู้สรรเสริญกันและกัน เราได้เห็นคนพูดมุสา คือ กาผู้เคี้ยว           
			<remark  id="s2b27c123l20" />            กินของที่คนอื่นคายแล้ว และสุนัขจิ้งจอกผู้กินซากศพ มาประชุมกัน 
			<remark  id="s2b27c123l21" />            นานมาแล้ว.  
			<remark  id="s2b27c123l22" />		    จบ ชัมพุขาทกชาดกที่ ๔.   
		</para>
	</section>
	<section id="s2b27c124" >
		<para id="s2b27c124p">
			<remark  id="s2b27c124l1" />		        ๕. อันตชาดก   
			<remark  id="s2b27c124l2" />		    ว่าด้วยที่สุด ๓ ประเภท            
			<remark  id="s2b27c124l3" />  	[๔๘๔] ข้าแต่พระยาเนื้อ ร่างกายของท่านเหมือนของโคอุสุภราช ความองอาจ
			<remark  id="s2b27c124l4" />            ของท่านเหมือนของสีหราช ข้าพเจ้าขอนอบน้อมแด่ท่าน ทำอย่างไร   
			<remark  id="s2b27c124l5" />            ข้าพเจ้าจึงจักได้อาหารสักหน่อย?             
			<remark  id="s2b27c124l6" />  	[๔๘๕] กุลบุตรย่อมรู้จักสรรเสริญกุลบุตร ดูกรกาผู้มีสร้อยคองามดุจนกยูง
			<remark  id="s2b27c124l7" />            เชิญท่านลงจากต้นละหุ่งมากินเนื้อให้สบายเถิด.
			<remark  id="s2b27c124l8" />  	[๔๘๖] บรรดามฤคชาติทั้งหลาย สุนัขจิ้งจอกเป็นเลวที่สุด บรรดาปักษีทั้งหลาย           
			<remark  id="s2b27c124l9" />            กาเป็นเลวที่สุด บรรดารุกขชาติทั้งหลาย ต้นละหุ่งเป็นเลวที่สุด ที่สุด ๓       
			<remark  id="s2b27c124l10" />            ประเภทมารวมกันเอง.          
			<remark  id="s2b27c124l11" />		      จบ อันตชาดกที่ ๕. 
			<remark  id="s2b27c124l12" />		       ๖. สมุททชาดก   
			<remark  id="s2b27c124l13" />		      ว่าด้วยสมุทรสาคร
			<remark  id="s2b27c124l14" />  	[๔๘๗] ใครนี้หนอ มาเที่ยววนเวียนอยู่ในน้ำทะเลอันเค็ม ย่อมห้ามปลา และ 
			<remark  id="s2b27c124l15" />            มังกรทั้งหลาย และย่อมเดือดร้อนในกระแสน้ำที่มีคลื่น?         
			<remark  id="s2b27c124l16" />  	[๔๘๘] ข้าพเจ้าเป็นนกชื่อว่า อนันตปายี ปรากฏไปทั่วทิศว่า เป็นผู้ไม่อิ่ม เรา        
			<remark  id="s2b27c124l17" />            ปรารถนาจะดื่มน้ำ ในมหาสมุทรสาครใหญ่กว่าแม่น้ำทั้งหลาย.      
			<remark  id="s2b27c124l18" />  	[๔๘๙] สมุทรสาครนี้พร่องก็ดี เต็มเปี่ยมอยู่ก็ดี ใครๆ จะดื่มน้ำในสมุทรสาคร          
			<remark  id="s2b27c124l19" />            นั้น ก็หาพร่องไปไม่ ได้ยินมาว่า สาครอันใครๆ ไม่อาจจะดื่มกิน 
			<remark  id="s2b27c124l20" />            ให้หมดสิ้นไปได้.            
			<remark  id="s2b27c124l21" />		     จบ สมุททชาดกที่ ๖. 
			<remark  id="s2b27c124l22" />		      ๗. กามวิลาปชาดก 
			<remark  id="s2b27c124l23" />		     ว่าด้วยผู้พิลาปถึงกาม            
			<remark  id="s2b27c124l24" />  	[๔๙๐] ดูกรนกผู้ปีกเป็นยาน บินทะยานไปในเวหา บินไปในอากาศอันสูง     
			<remark  id="s2b27c124l25" />            ท่านช่วยบอกกะภรรยาของข้าพเจ้าผู้มีลำขาเสมอด้วยต้นกล้วยว่าข้าพเจ้าถูก    
		</para>
	</section>
	<section id="s2b27c125" >
		<para id="s2b27c125p">
			<remark  id="s2b27c125l1" />            เสียบอยู่บนหลาว ภรรยาของข้าพเจ้านั้น เมื่อไม่รู้ข่าวคราวอันนี้ ก็จัก       
			<remark  id="s2b27c125l2" />            ทำการมาของข้าพเจ้าให้ล่าช้าไป.
			<remark  id="s2b27c125l3" />  	[๔๙๑] ภรรยาของข้าพเจ้านั้น ยังไม่รู้เหตุที่ข้าพเจ้าถูกเสียบหลาวและหอก นาง         
			<remark  id="s2b27c125l4" />            เป็นคนดุร้าย ก็จะโกรธข้าพเจ้า ความโกรธแห่งภรรยาของข้าพเจ้านั้น
			<remark  id="s2b27c125l5" />            จะทำให้ข้าพเจ้าเดือดร้อนไปด้วย อนึ่ง หลาวนี้ อย่าทำให้ข้าพเจ้าเดือด        
			<remark  id="s2b27c125l6" />            ร้อนเลย.    
			<remark  id="s2b27c125l7" />  	[๔๙๒] หอกและเกราะนี้ ข้าพเจ้าเก็บไว้ที่หัวนอน อนึ่ง แหวนประดับนิ้วก้อย            
			<remark  id="s2b27c125l8" />            ที่ทำด้วยทองคำเนื้อสุก และผ้าแคว้นกาสีเนื้ออ่อน ข้าพเจ้าก็เก็บไว้ที่        
			<remark  id="s2b27c125l9" />            หัวนอน ขอภรรยาที่รักของข้าพเจ้า ผู้มีความต้องการทรัพย์ จงยินดี
			<remark  id="s2b27c125l10" />            ด้วยทรัพย์นี้เถิด.          
			<remark  id="s2b27c125l11" />		    จบ กามวิลาปชาดกที่ ๗.             
			<remark  id="s2b27c125l12" />		       ๘. อุทุมพรชาดก 
			<remark  id="s2b27c125l13" />		    ผู้อ่อนน้อมชื่อว่าเป็นผู้อิ่ม     
			<remark  id="s2b27c125l14" />  	[๔๙๓] ต้นมะเดื่อ ต้นไทร และต้นมะขวิดนี้ มีผลสุกแล้ว เชิญท่านออกมา 
			<remark  id="s2b27c125l15" />            กินเสียเถิด จะยอมตายเพราะความหิวโหยทำไม?    
			<remark  id="s2b27c125l16" />  	[๔๙๔] ผู้ใด ประพฤติอ่อนน้อมต่อผู้ใหญ่ ผู้นั้นชื่อว่า เป็นผู้อิ่มแล้ว ไม่หวงแหน    
			<remark  id="s2b27c125l17" />            เหมือนข้าพเจ้าเคี้ยวกินผลไม้สุกจนอิ่มแล้ว ในวันนี้ ไม่หวงแหนผลไม้           
			<remark  id="s2b27c125l18" />            ที่สุกแล้ว ฉะนั้น.          
			<remark  id="s2b27c125l19" />  	[๔๙๕] ลิงเกิดในป่า พึงหลอกลวงลิงที่เกิดในป่า เพราะเหตุอันใด แม้ลิงหนุ่มเช่น       
			<remark  id="s2b27c125l20" />            ท่านก็ไม่พึงเชื่อเหตุอันนั้น ลิงผู้ใหญ่ที่แก่เฒ่าชราเช่นข้าพเจ้า ไม่พึง     
			<remark  id="s2b27c125l21" />            เชื่อถือเลย.
			<remark  id="s2b27c125l22" />		     จบ อุทุมพรชาดกที่ ๘.             
			<remark  id="s2b27c125l23" />		     ๙. โกมาริยปุตตชาดก 
			<remark  id="s2b27c125l24" />		    ว่าด้วยผู้ไกลจากภูมิฌาน           
			<remark  id="s2b27c125l25" />  	[๔๙๖] เจ้าลิง เมื่อก่อน เจ้าเคยโลดเต้นเล่นในสำนัก เราผู้คะนองเล่นเป็นปกติ         
			<remark  id="s2b27c125l26" />            เจ้าจะกระทำอาการโลดเต้นอย่างไรมาก่อน บัดนี้ เราไม่ชื่นชมยินดีอาการ          
			<remark  id="s2b27c125l27" />            นั้นของเจ้าแล้ว.      
		</para>
	</section>
	<section id="s2b27c126" >
		<para id="s2b27c126p">
			<remark  id="s2b27c126l1" />  	[๔๙๗] ความหมดจดด้วยฌานอย่างสูง เราได้ฟังมาจากอาจารย์ชื่อโกมาริยบุตร 
			<remark  id="s2b27c126l2" />            ผู้เป็นพหูสูต บัดนี้ ท่านอย่าเข้าใจเราว่าเหมือนแต่ก่อน ดูกรท่านผู้มีอายุ    
			<remark  id="s2b27c126l3" />            เราประกอบไปด้วยฌานอยู่ทั้งนั้น.             
			<remark  id="s2b27c126l4" />  	[๔๙๘] เจ้าลิงเอ๋ย ถ้าแม้บุคคลจะพึงหว่านพืชลงที่แผ่นหิน ถึงฝนจะตกลงมา
			<remark  id="s2b27c126l5" />            พืชนั้นก็งอกงามขึ้นไม่ได้แน่ ความหมดจดด้วยฌานอย่างสูงนั้น ถึงเจ้า           
			<remark  id="s2b27c126l6" />            จะได้ฟังมาแล้ว เจ้าก็ยังเป็นผู้ไกลจากภูมิฌานมากนัก.         
			<remark  id="s2b27c126l7" />		   จบ โกมาริยปุตตชาดกที่ ๙.           
			<remark  id="s2b27c126l8" />		        ๑๐. พกชาดก    
			<remark  id="s2b27c126l9" />		     ว่าด้วยการทำลายตบะ 
			<remark  id="s2b27c126l10" />  	[๔๙๙] หมาป่าตัวมีเนื้อและเลือดเป็นอาหาร เป็นอยู่ได้ เพราะฆ่าสัตว์อื่น             
			<remark  id="s2b27c126l11" />            สมาทานวัตรแล้ว รักษาอุโบสถอยู่.             
			<remark  id="s2b27c126l12" />  	[๕๐๐] ท้าวสักกะทรงทราบวัตรของหมาป่านั้นแล้ว จึงจำแลงเป็นแพะมา หมาป่า
			<remark  id="s2b27c126l13" />            นั้นปราศจากตบะ ต้องการดื่มกินเลือดจึงวิ่งไปจะกินแพะ ได้ทำลายตบะ             
			<remark  id="s2b27c126l14" />            ธรรมเสียแล้ว. 
			<remark  id="s2b27c126l15" />  	[๕๐๑] บุคคลบางคนในโลกนี้ ก็ฉันนั้นเหมือนกัน เป็นผู้มีวัตรอันเลวทราม 
			<remark  id="s2b27c126l16" />            ในการสมาทานวัตร ย่อมทำตนให้เบา ดุจหมาป่าทำลายตบะของตน       
			<remark  id="s2b27c126l17" />            เพราะเหตุต้องการแพะ ฉะนั้น. 
			<remark  id="s2b27c126l18" />		      จบ พกชาดกที่ ๑๐.
			<remark  id="s2b27c126l19" />		      จบ กุมภวรรคที่ ๕. 
			<remark  id="s2b27c126l20" />		     _________________ 
			<remark  id="s2b27c126l21" />		   รวมชาดกที่มีในวรรคนี้ คือ          
			<remark  id="s2b27c126l22" />            ๑. ภัทรฆฏเภทกชาดก ๒. สุปัตตชาดก             
			<remark  id="s2b27c126l23" />            ๓. กายนิพพินทชาดก  ๔. ชัมพุขาทกชาดก  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b27c127" >
		<para id="s2b27c127p">
			<remark  id="s2b27c127l1" />            ๕. อันตชาดก       ๖. สมุททชาดก
			<remark  id="s2b27c127l2" />            ๗. กามวิลาปชาดก   ๘. อุทุมพรชาดก            
			<remark  id="s2b27c127l3" />            ๙. โกมาริยปุตตชาดก๑๐. พกชาดก. 
			<remark  id="s2b27c127l4" />		    _________________  
			<remark  id="s2b27c127l5" />		  รวมวรรคที่มีในติกนิบาตนี้ คือ       
			<remark  id="s2b27c127l6" />            ๑. สังกัปปวรรค     ๒. ปทุมวรรค
			<remark  id="s2b27c127l7" />            ๓. อุทปานทูสกวรรค  ๔. อัพภันตรวรรค          
			<remark  id="s2b27c127l8" />            ๕. กุมภวรรค.
			<remark  id="s2b27c127l9" />		      จบ ติกนิบาตชาดก.
			<remark  id="s2b27c127l10" />		     _________________ 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b27c128" >
		<para id="s2b27c128p">
			<remark  id="s2b27c128l1" />		       จตุกกนิบาตชาดก 
			<remark  id="s2b27c128l2" />		       ๑. กาลิงควรรค  
			<remark  id="s2b27c128l3" />		     ๑. จุลลกาลิงคชาดก
			<remark  id="s2b27c128l4" /> เทวดากีดกันความพยายามของคนไม่ได้       
			<remark  id="s2b27c128l5" />  	[๕๐๒] ท่านทั้งหลาย จงเปิดประตูถวายให้พระราชาเหล่านี้เสด็จเข้าไปสู่
			<remark  id="s2b27c128l6" />            ภายในพระนคร ข้าพเจ้าชื่อว่านนทิเสน เป็นอำมาตย์ดุจราชสีห์ของ 
			<remark  id="s2b27c128l7" />            พระเจ้าอรุณ ได้รับการศึกษามาเป็นอย่างดี จัดรักษาไว้เรียบร้อยแล้ว.           
			<remark  id="s2b27c128l8" />  	[๕๐๓] แน่ะดาบสโกง ท่านได้พูดไว้อย่างนี้ว่า ชัยชนะ จักมีแก่พวกพระเจ้า             
			<remark  id="s2b27c128l9" />            กาลิงคราช ผู้อดทนต่อภัยที่แสนยากจะอดทนได้ ความปราชัย จักมี  
			<remark  id="s2b27c128l10" />            แก่พวกอัสสกราช ชนทั้งหลายผู้ซื่อตรง ย่อมไม่พูดเท็จ.         
			<remark  id="s2b27c128l11" />  	[๕๐๔] ข้าแต่ท้าวสักกะ เทวดาทั้งหลายยังประพฤติล่วงมุสาวาทอีกหรือ   
			<remark  id="s2b27c128l12" />            พระองค์พึงตรัสแต่ถ้อยคำที่จริง ที่แท้อย่างยิ่งมิใช่หรือ ข้าแต่ท้าวมัฆวาน    
			<remark  id="s2b27c128l13" />            เทวราช ผู้เป็นใหญ่กว่าปวงชน พระองค์ทรงอาศัยเหตุอะไรหรือ จึงได้
			<remark  id="s2b27c128l14" />            ตรัสมุสา?   
			<remark  id="s2b27c128l15" />  	[๕๐๕] ดูกรพราหมณ์ เมื่อชนทั้งหลายพูดกันอยู่ ท่านก็เคยได้ยินแล้วมิใช่หรือ          
			<remark  id="s2b27c128l16" />            ว่า เทวดาทั้งหลาย ย่อมเกียดกันความพยายามของบุรุษไม่ได้ ความ 
			<remark  id="s2b27c128l17" />            ข่มใจ ความตั้งใจแน่วแน่ ความไม่แตกสามัคคีกัน ความไม่แก่งแย่งกัน             
			<remark  id="s2b27c128l18" />            การก้าวไปในกาลอันควร ความเพียรอย่างเด็ดเดี่ยว และความบากบั่น
			<remark  id="s2b27c128l19" />            ของบุรุษ เพราะเหตุนั้นแหละ ชัยชนะ จึงมีแก่พวกพระเจ้าอัสสกะ. 
			<remark  id="s2b27c128l20" />		    จบ จุลลกาลิงคชาดกที่ ๑.  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b27c129" >
		<para id="s2b27c129p">
			<remark  id="s2b27c129l1" />		    ๒. มหาอัสสาโรหชาดก
			<remark  id="s2b27c129l2" />		ว่าด้วยการทำความดีไว้ในปางก่อน        
			<remark  id="s2b27c129l3" />  	[๕๐๖] ผู้ใด ให้ทานในคนที่ไม่ควรให้ ไม่ให้ในคนที่ควรให้ ผู้นั้น ถึงจะได้           
			<remark  id="s2b27c129l4" />            รับความทุกข์ในคราวมีอันตราย ก็ไม่ได้สหาย.   
			<remark  id="s2b27c129l5" />  	[๕๐๗] ผู้ใด ไม่ให้ทานในคนที่ไม่ควรให้ ให้ในคนที่ควรให้ ผู้นั้น ถึงจะได้           
			<remark  id="s2b27c129l6" />            รับความทุกข์ในคราวมีอันตราย ย่อมได้สหาย.    
			<remark  id="s2b27c129l7" />  	[๕๐๘] การแสดงคุณวิเศษแห่งความเกี่ยวพัน และความสนิทสนมกันฉันท์มิตร 
			<remark  id="s2b27c129l8" />            ในชนทั้งหลายผู้ไม่มีอารยธรรม เป็นคนมักอวด ย่อมไร้ผล การแสดง 
			<remark  id="s2b27c129l9" />            คุณวิเศษแห่งความเกี่ยวพัน และความสนิทสนมกันฉันท์มิตร ที่กระทำ 
			<remark  id="s2b27c129l10" />            ในอารยชนทั้งหลายผู้ซื่อตรง คงที่ แม้เล็กน้อย ก็ย่อมมีผลมาก. 
			<remark  id="s2b27c129l11" />  	[๕๐๙] ผู้ใด ได้ทำความดีงามไว้แต่กาลก่อนแล้ว ผู้นั้นชื่อว่า ได้ทำกิจที่ทำได้แสน    
			<remark  id="s2b27c129l12" />            ยากในโลก ภายหลัง เขาจะทำก็ตาม ชื่อว่า เป็นบุคคลผู้ควรบูชายิ่งนัก.           
			<remark  id="s2b27c129l13" />		  จบ มหาอัสสาโรหชาดกที่ ๒.            
			<remark  id="s2b27c129l14" />		      ๓. เอกราชชาดก   
			<remark  id="s2b27c129l15" />		    คุณธรรมคือขันติและตบะ             
			<remark  id="s2b27c129l16" />  	[๕๑๐] ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นเอกราช พระองค์เสวยกามคุณอันบริบูรณ์อย่างยิ่ง            
			<remark  id="s2b27c129l17" />            อยู่ในกาลก่อน มาบัดนี้ พระองค์ถูกโยนลงในบ่ออันขรุขระ เหตุไร 
			<remark  id="s2b27c129l18" />            จึงมิได้ละพระฉวีวรรณ และพระกำลังกายที่มีอยู่แต่เก่าก่อนเสียเลย?             
			<remark  id="s2b27c129l19" />  	[๕๑๑] ข้าแต่พระเจ้าทุพภิเสน ขันติ และตบะ เป็นคุณธรรมที่หม่อมฉัน   
			<remark  id="s2b27c129l20" />            ปรารถนามาแต่เดิมแล้ว บัดนี้ หม่อมฉันได้สิ่งปรารถนานั้นแล้ว เหตุไร           
			<remark  id="s2b27c129l21" />            จะพึงละฉวีวรรณ และกำลังกายที่มีอยู่แต่เก่าก่อนเสียเล่า.     
			<remark  id="s2b27c129l22" />  	[๕๑๒] ได้ทราบมาว่า กิจที่ควรทำทุกอย่างสำเร็จมาแต่ก่อนแล้ว เพราะข่มขี่             
			<remark  id="s2b27c129l23" />            ครอบงำบุคคลผู้เปรื่องยศ มีปัญญา หม่อมฉันได้ยศอันยิ่งใหญ่แล้ว
			<remark  id="s2b27c129l24" />            เหตุไร จักละฉวีวรรณ และกำลังกายที่มีอยู่แต่เก่าก่อนเล่า.    
		</para>
	</section>
	<section id="s2b27c130" >
		<para id="s2b27c130p">
			<remark  id="s2b27c130l1" />  	[๕๑๓] ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมแห่งปวงชน สัตบุรุษทั้งหลาย บรรเทาความสุข             
			<remark  id="s2b27c130l2" />            ด้วยความทุกข์ หรือบรรเทาความทุกข์ด้วยความสุข เป็นผู้มีจิตเยือกเย็น          
			<remark  id="s2b27c130l3" />            ยิ่งนัก ในความสุข และความทุกข์ทั้งสองอย่าง ย่อมเป็นผู้มีจิตเป็นกลาง         
			<remark  id="s2b27c130l4" />            ทั้งในความสุข และความทุกข์ ดังตราชู ฉะนั้น. 
			<remark  id="s2b27c130l5" />		    จบ เอกราชชาดกที่ ๓. 
			<remark  id="s2b27c130l6" />		       ๔. ทัททรชาดก   
			<remark  id="s2b27c130l7" />		  ไม่ควรถือตัวในที่ที่เขาไม่รู้จัก    
			<remark  id="s2b27c130l8" />  	[๕๑๔] ข้าแต่พี่ทัททระ ถ้อยคำด่าว่าอันหยาบคายในมนุษยโลกเหล่านี้ ย่อมทำ             
			<remark  id="s2b27c130l9" />            ให้ฉันเดือดร้อน พวกเด็กๆ ชาวบ้านผู้ไม่มีพิษฤทธิ์เดช ยังมาด่าว่าเรา          
			<remark  id="s2b27c130l10" />            ผู้เป็นอสรพิษร้ายได้ว่า เป็นสัตว์กินกบกินเขียด และว่า เป็นสัตว์น้ำ.         
			<remark  id="s2b27c130l11" />  	[๕๑๕] บุคคลผู้ถูกขับไล่จากแว่นแคว้นของตน ไปอยู่ยังถิ่นอื่นแล้ว ควรสร้าง          
			<remark  id="s2b27c130l12" />            ฉางใหญ่ไว้ สำหรับเก็บคำหยาบคายทั้งหลาย.     
			<remark  id="s2b27c130l13" />  	[๕๑๖] บุคคลอยู่ในสำนักคนผู้ไม่รู้จักชาติ และโคตรของตน ไม่พึงทำการถือตัว           
			<remark  id="s2b27c130l14" />            ในที่ที่ไม่มีใครรู้จักตน โดยชาติ หรือโดยวินัย.
			<remark  id="s2b27c130l15" />  	[๕๑๗] บุคคลผู้มีปัญญา แม้เปรียบเสมอด้วยไฟ เมื่อไปอยู่ต่างถิ่นไกล พึงอดทน          
			<remark  id="s2b27c130l16" />            แม้จะเป็นคำขู่ ตะคอกของทาสก็ตาม.            
			<remark  id="s2b27c130l17" />		     จบ ทัททรชาดกที่ ๔. 
			<remark  id="s2b27c130l18" />		      ๕. สีลวีมังสชาดก
			<remark  id="s2b27c130l19" />		      ความลับไม่มีในโลก 
			<remark  id="s2b27c130l20" />  	[๕๑๘] ขึ้นชื่อว่าที่ลับ ย่อมไม่มีในโลก แก่คนผู้กระทำบาปกรรม ต้นไม้ที่เกิด         
			<remark  id="s2b27c130l21" />            ในป่าก็ยังมีคนเห็น คนพาลย่อมสำคัญบาปกรรมนั้นว่า เป็นที่ลับ. 
			<remark  id="s2b27c130l22" />  	[๕๑๙] ข้าพเจ้าย่อมไม่เห็นที่ลับ หรือแม้ที่ว่างเปล่าก็ไม่มี ในที่ใด ข้าพเจ้าไม่เห็น
			<remark  id="s2b27c130l23" />            ที่ว่างเปล่า ที่นั้นก็ไม่ว่างเปล่าจากข้าพเจ้า.
			<remark  id="s2b27c130l24" />  	[๕๒๐] มาณพผู้ใหญ่ ๖ คนนั้น คือ ทุชัจจะ ๑ สุชัจจะ ๑ นันทะ ๑ สุขวัจฉนะ ๑            
			<remark  id="s2b27c130l25" />            วัชฌะ ๑ อัทธุวสีละ ๑ มีความต้องการธิดาของอาจารย์ พากันละธรรมเสีย. 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b27c131" >
		<para id="s2b27c131p">
			<remark  id="s2b27c131l1" />  	[๕๒๑] ส่วนพราหมณ์มาณพ เป็นผู้ถึงฝั่งแห่งธรรมทั้งปวง มีปัญญา มีความเพียร           
			<remark  id="s2b27c131l2" />            เครื่องก้าวหน้าในสัจธรรม ตามรักษาธรรมไว้ จะพึงละสตรีลาภเสีย 
			<remark  id="s2b27c131l3" />            อย่างไรได้. 
			<remark  id="s2b27c131l4" />		    จบ สีลวีมังสชาดกที่ ๕.            
			<remark  id="s2b27c131l5" />		       ๖. สุชาตาชาดก  
			<remark  id="s2b27c131l6" />		    ได้รับโทษเพราะประมาท
			<remark  id="s2b27c131l7" />  	[๕๒๒] ข้าแต่พระราชสวามีผู้ประเสริฐ ไข่ที่เก็บไว้ในจานทองนี้ เป็นไข่อะไร           
			<remark  id="s2b27c131l8" />            ลูกกลมเกลี้ยง มีสีแดง หม่อมฉันทูลถามพระองค์ถึงสิ่งนั้น โปรดตรัส             
			<remark  id="s2b27c131l9" />            บอกด้วย.    
			<remark  id="s2b27c131l10" />  	[๕๒๓] ดูกรพระเทวี เมื่อก่อนนี้ เธอเป็นหญิงหัวโล้น นุ่งผ้าท่อนเก่าๆ มือถือ         
			<remark  id="s2b27c131l11" />            ห่อพก เลือกเก็บผลไม้อันใดอยู่ สิ่งที่ฉันรับประทานอยู่ ณ บัดนี้ เป็น         
			<remark  id="s2b27c131l12" />            ผลไม้อันนั้น เป็นสมบัติประจำตระกูลของเธอ.   
			<remark  id="s2b27c131l13" />  	[๕๒๔] หญิงทราม เมื่ออยู่ในราชสกุลนี้ ย่อมร้อนรน ไม่รื่นรมย์ โภคสมบัติ             
			<remark  id="s2b27c131l14" />            ทั้งหลาย ก็ย่อมละเขาไปเสียสิ้น ท่านทั้งหลาย จงช่วยกันนำหญิงทรามคน           
			<remark  id="s2b27c131l15" />            นั้นคืนไปไว้ที่ที่ เขาจักเก็บผลไม้ประจำตระกูลขายเลี้ยงชีวิตได้ตามเดิม.      
			<remark  id="s2b27c131l16" />  	[๕๒๕] ข้าแต่พระมหาราช โทษเพราะความประมาทเหล่านี้ ย่อมมีได้แก่นารีผู้
			<remark  id="s2b27c131l17" />            ได้รับยศ ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ ขอพระองค์ได้ทรงโปรดอดโทษแด่ 
			<remark  id="s2b27c131l18" />            พระนางสุชาดาเทวีเถิด ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐ ขอพระองค์อย่าได้
			<remark  id="s2b27c131l19" />            ทรงพระพิโรธแด่พระเทวีเลย.   
			<remark  id="s2b27c131l20" />		     จบ สุชาตาชาดกที่ ๖.
			<remark  id="s2b27c131l21" />		       ๗. ปลาสชาดก    
			<remark  id="s2b27c131l22" />		  ว่าด้วยขุมทรัพย์ที่ฝังไว้ที่โคนไม้  
			<remark  id="s2b27c131l23" />  	[๕๒๖] ดูกรพราหมณ์ ท่านก็รู้ว่า ต้นทองกวาวนี้ ไม่มีจิต ไม่ได้ยินเสียงอะไร          
			<remark  id="s2b27c131l24" />            และไม่รู้สึกอะไรเลย เพราะเหตุไร ท่านจึงเพียรพยายาม มิได้มีความ
			<remark  id="s2b27c131l25" />            ประมาท ถามถึงสุขไสยาอยู่เสมอมา.   
		</para>
	</section>
	<section id="s2b27c132" >
		<para id="s2b27c132p">
			<remark  id="s2b27c132l1" />  	[๕๒๗] ต้นทองกวาวต้นใหญ่ ปรากฏไปในที่ไกล ตั้งอยู่ในภูมิประเทศราบเรียบ
			<remark  id="s2b27c132l2" />            เป็นที่อยู่อาศัยของทวยเทพ เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าจึงนอบน้อมต้นทอง            
			<remark  id="s2b27c132l3" />            กวาวนี้ และเทพเจ้าผู้สิงอยู่ที่ต้นไม้นี้ด้วย เพราะเหตุแห่งทรัพย์.           
			<remark  id="s2b27c132l4" />  	[๕๒๘] ดูกรพราหมณ์ ข้าพเจ้ามาเพ่งถึงความกตัญญูที่มีอยู่ในตน จักทำทดแทน             
			<remark  id="s2b27c132l5" />            คุณท่านตามสติกำลัง ความดิ้นรนของท่านผู้มาถึงสำนักของสัตบุรุษ
			<remark  id="s2b27c132l6" />            ทั้งหลาย ไฉนจักเปล่าจากประโยชน์เล่า.        
			<remark  id="s2b27c132l7" />  	[๕๒๙] ไม้เลียบต้นใด ตั้งล้อมรอบอยู่เบื้องหน้าต้นมะพลับ มหาชนเคยบูชายัญ            
			<remark  id="s2b27c132l8" />            กันมาแต่ก่อน เป็นต้นไม้ใหญ่ ขุมทรัพย์เขาฝังไว้ที่โคนต้นไม้เลียบนั้นแล       
			<remark  id="s2b27c132l9" />            ไม่มีเจ้าของ ท่านจงไปขุดเอาทรัพย์นั้นเถิด.  
			<remark  id="s2b27c132l10" />		     จบ ปลาสชาดกที่ ๗.
			<remark  id="s2b27c132l11" />		       ๘. ชวสกุณชาดก  
			<remark  id="s2b27c132l12" />		     ผู้ไม่มีกตัญญูไม่ควรคบ           
			<remark  id="s2b27c132l13" />  	[๕๓๐] ข้าแต่พระยาเนื้อ ขอนอบน้อมแด่ท่าน ข้าพเจ้าได้ทำกิจอย่างหนึ่งแก่             
			<remark  id="s2b27c132l14" />            ท่าน ตามกำลังของข้าพเจ้าที่มีอยู่ ข้าพเจ้าจะได้อะไรตอบแทนบ้าง?
			<remark  id="s2b27c132l15" />  	[๕๓๑] การที่ท่านเข้าไปอยู่ในระหว่างฟันของเรา ผู้มีเลือดเป็นภักษาหาร ผู้ทำ        
			<remark  id="s2b27c132l16" />            กรรมอันหยาบช้าอยู่เป็นนิตย์ ท่านยังเป็นอยู่ได้ นั่นก็เป็นคุณมากอยู่แล้ว.    
			<remark  id="s2b27c132l17" />  	[๕๓๒] น่าติเตียนคนที่ไม่รู้คุณที่เขาทำแล้ว ผู้ไม่ทำคุณให้ใคร และผู้ที่ไม่ทำ       
			<remark  id="s2b27c132l18" />            ตอบแทนคุณที่เขาทำก่อน ความกตัญญูไม่มีในคนใด การคบคนนั้น     
			<remark  id="s2b27c132l19" />            ย่อมไร้ประโยชน์.            
			<remark  id="s2b27c132l20" />  	[๕๓๓] บุคคลไม่ได้มิตรธรรมด้วยอุปการคุณที่ตนประพฤติต่อหน้าในผู้ใด ผู้นั้น          
			<remark  id="s2b27c132l21" />            บัณฑิตไม่ต้องริษยา ไม่ต้องด่าว่า พึงค่อยๆ หลีกออกห่างจากผู้นั้นไป           
			<remark  id="s2b27c132l22" />            เสีย.       
			<remark  id="s2b27c132l23" />		     จบ ชวสกุณชาดกที่ ๘.
		</para>
	</section>
	<section id="s2b27c133" >
		<para id="s2b27c133p">
			<remark  id="s2b27c133l1" />		        ๙. ฉวชาดก     
			<remark  id="s2b27c133l2" />		    ว่าด้วยการนั่งที่ไม่สมควร         
			<remark  id="s2b27c133l3" />  	[๕๓๔] กิจทั้งหมดที่เราทั้งสองกระทำแล้ว เป็นกิจลามก คนทั้ง ๒ ไม่เห็นธรรม           
			<remark  id="s2b27c133l4" />            คนทั้ง ๒ เคลื่อนแล้วจากปกติเดิม คือ อาจารย์นั่งบนอาสนะต่ำบอก
			<remark  id="s2b27c133l5" />            มนต์ และศิษย์นั่งบนอาสนะสูงเรียนมนต์.       
			<remark  id="s2b27c133l6" />  	[๕๓๕] เราบริโภคข้าวสุกแห่งข้าวสาลีขาวสะอาด ปรุงด้วยเนื้อ (ของพระราชา
			<remark  id="s2b27c133l7" />            พระองค์นี้) เพราะเหตุนั้น เราจึงไม่สร้องเสพธรรมนั้น ที่พวกฤาษี
			<remark  id="s2b27c133l8" />            สร้องเสพมาแล้ว.             
			<remark  id="s2b27c133l9" />  	[๕๓๖] ท่านจงหลีกไปเสียเถิด ขึ้นชื่อว่าโลกกว้างใหญ่ แม้คนอื่นๆ ก็หุงต้มกิน         
			<remark  id="s2b27c133l10" />            เพราะเหตุนั้น อธรรมที่ท่านประพฤติมาแล้ว อย่าทำลายท่านเสียเลย
			<remark  id="s2b27c133l11" />            ดุจก้อนหินต่อยหม้อให้แตก ฉะนั้น.            
			<remark  id="s2b27c133l12" />  	[๕๓๗] ดูกรพราหมณ์ เราติเตียนการได้ยศ การได้ทรัพย์ และความประพฤติ  
			<remark  id="s2b27c133l13" />            เลี้ยงชีวิต ด้วยการทำตนให้ตกต่ำ หรือด้วยการประพฤติไม่เป็นธรรม.
			<remark  id="s2b27c133l14" />		      จบ ฉวชาดกที่ ๙. 
			<remark  id="s2b27c133l15" />		       ๑๐. สัยหชาดก   
			<remark  id="s2b27c133l16" />		  ว่าด้วยการแสวงหาที่ประเสริฐ         
			<remark  id="s2b27c133l17" />  	[๕๓๘] บัณฑิตไม่พึงปรารถนาพื้นแผ่นดิน มีสัณฐานดุจกุณฑลท่ามกลางสาคร 
			<remark  id="s2b27c133l18" />            มีมหาสมุทรล้อมอยู่โดยรอบ พร้อมด้วยการนินทา ดูกรสัยหอำมาตย์  
			<remark  id="s2b27c133l19" />            ท่านจงรู้อย่างนี้เถิด.      
			<remark  id="s2b27c133l20" />  	[๕๓๙] ดูกรพราหมณ์ เราติเตียนการได้ยศ การได้ทรัพย์ และความประพฤติ  
			<remark  id="s2b27c133l21" />            เลี้ยงชีวิต ด้วยการทำตนให้ตกต่ำ หรือด้วยการประพฤติไม่เป็นธรรม.
			<remark  id="s2b27c133l22" />  	[๕๔๐] ถึงแม้เราบวชเป็นบรรพชิต ถือภาชนะเที่ยวภิกขาจาร ความประพฤติ  
			<remark  id="s2b27c133l23" />            เลี้ยงชีวิตนั้นแหละประเสริฐกว่า การแสวงหาโดยไม่เป็นธรรมจะ   
			<remark  id="s2b27c133l24" />            ประเสริฐอะไร. 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b27c134" >
		<para id="s2b27c134p">
			<remark  id="s2b27c134l1" />  	[๕๔๑] ถึงแม้เราออกบวช ถือภาชนะเที่ยวภิกขาจาร ไม่เบียดเบียนผู้อื่นในโลก            
			<remark  id="s2b27c134l2" />            นั้น ประเสริฐกว่าราชสมบัติเสียอีก.          
			<remark  id="s2b27c134l3" />		     จบ สัยหชาดกที่ ๑๐. 
			<remark  id="s2b27c134l4" />		     จบ กาลิงควรรคที่ ๑.
			<remark  id="s2b27c134l5" />		     _________________ 
			<remark  id="s2b27c134l6" />		   รวมชาดกที่มีในวรรคนี้ คือ          
			<remark  id="s2b27c134l7" />            ๑. จุลลกาลิงคชาดก  ๒. มหาอัสสาโรหชาดก       
			<remark  id="s2b27c134l8" />            ๓. เอกราชชาดก    ๔. ทัททรชาดก 
			<remark  id="s2b27c134l9" />            ๕. สีลวีมังสชาดก    ๖. สุชาตาชาดก           
			<remark  id="s2b27c134l10" />            ๗. ปลาสชาดก      ๘. ชวสกุณชาดก
			<remark  id="s2b27c134l11" />            ๙. ฉวชาดก       ๑๐. สัยหชาดก. 
			<remark  id="s2b27c134l12" />		     _________________ 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b27c135" >
		<para id="s2b27c135p">
			<remark  id="s2b27c135l1" />		       ๒. ปุจิมันทวรรค
			<remark  id="s2b27c135l2" />		       ๑. ปุจิมันทชาดก
			<remark  id="s2b27c135l3" />		       ว่าด้วยผู้รอบคอบ 
			<remark  id="s2b27c135l4" />  	[๕๔๒] แน่ะโจร ลุกขึ้นเถิด จะมัวนอนอยู่ทำไม ท่านต้องการอะไร ด้วยการ
			<remark  id="s2b27c135l5" />            นอน ราชบุรุษอย่าจับท่านผู้ทำโจรกรรมอันหยาบช้าทารุณในบ้านเลย.
			<remark  id="s2b27c135l6" />  	[๕๔๓] ราชบุรุษทั้งหลายจ้องจับโจรผู้ทำโจรกรรมอันหยาบช้าทารุณในบ้าน ใน
			<remark  id="s2b27c135l7" />            เรื่องนั้น ธุระอะไรของปุจิมันทเทวดาผู้เกิดอยู่ในป่าเล่า?    
			<remark  id="s2b27c135l8" />  	[๕๔๔] ดูกรอัสสัตถเทวดา ท่านไม่รู้เหตุที่จะอยู่ร่วมกันไม่ได้ระหว่างเรากับโจร       
			<remark  id="s2b27c135l9" />            ราชบุรุษทั้งหลาย จับโจรผู้ทำโจรกรรมอันหยาบช้าทารุณในบ้านได้แล้ว             
			<remark  id="s2b27c135l10" />            จะเสียบโจรไว้บนหลาวไม้สะเดา ใจของเรารังเกียจในเรื่องนั้น.   
			<remark  id="s2b27c135l11" />  	[๕๔๕] บัณฑิตพึงรังเกียจสิ่งที่ควรรังเกียจ พึงป้องกันภัยที่ยังไม่มาถึงตัว พิจารณา  
			<remark  id="s2b27c135l12" />            ดูโลกทั้ง ๒ เพราะภัยในอนาคต.
			<remark  id="s2b27c135l13" />		     จบ ปุจิมันทชาดกที่ ๑.            
			<remark  id="s2b27c135l14" />		     ๒. กัสสปมันทิยชาดก 
			<remark  id="s2b27c135l15" />		 ว่าด้วยรู้ตัวว่าผิดแล้วสารภาพผิด     
			<remark  id="s2b27c135l16" />  	[๕๔๖] ข้าแต่ท่านกัสสปะ เด็กหนุ่มจะด่าแช่ง หรือจะตีก็ตาม ด้วยความเป็น
			<remark  id="s2b27c135l17" />            เด็กหนุ่ม บัณฑิตผู้มีปัญญา ย่อมอดทนความผิดที่พวกเด็กทำแล้วทั้งหมด           
			<remark  id="s2b27c135l18" />            นั้นได้.    
			<remark  id="s2b27c135l19" />  	[๕๔๗] ถ้าแม้สัตบุรุษทั้งหลาย วิวาทกัน ก็กลับเชื่อมกันได้สนิทโดยเร็ว ส่วน          
			<remark  id="s2b27c135l20" />            คนพาลทั้งหลาย ย่อมแตกกันเหมือนภาชนะดิน เขาย่อมไม่ได้ความสงบ 
			<remark  id="s2b27c135l21" />            เวรกันได้เลย. 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b27c136" >
		<para id="s2b27c136p">
			<remark  id="s2b27c136l1" />  	[๕๔๘] ผู้ใด รู้โทษที่ตนล่วงแล้ว ๑ ผู้ใด รู้แสดงโทษ ๑ คนทั้งสองนั้น ย่อม           
			<remark  id="s2b27c136l2" />            พร้อมเพรียงกันยิ่งขึ้น ความสนิทสนมของเขา ย่อมไม่เสื่อมคลาย. 
			<remark  id="s2b27c136l3" />  	[๕๔๙] ผู้ใด เมื่อคนเหล่าอื่นล่วงเกินกัน ตนเองสามารถจะเชื่อมให้สนิทสนม             
			<remark  id="s2b27c136l4" />            ได้ ผู้นั้นแลชื่อว่า เป็นผู้ประเสริฐยิ่ง ผู้นำภาระไป ผู้ทรงธุระไว้.         
			<remark  id="s2b27c136l5" />		   จบ กัสสปมันทิยชาดกที่ ๒.           
			<remark  id="s2b27c136l6" />		      ๓. ขันติวาทิชาดก
			<remark  id="s2b27c136l7" />		     โทษที่ทำร้ายพระสมณะ
			<remark  id="s2b27c136l8" />  	[๕๕๐] ข้าแต่ท่านผู้มีความเพียรมาก ผู้ใด ให้ตัดมือ ตัดเท้า หู และจมูกของท่าน       
			<remark  id="s2b27c136l9" />            ท่านจงโกรธผู้นั้นเถิด อย่าได้ทำรัฐนี้ให้พินาศเสียเลย.       
			<remark  id="s2b27c136l10" />  	[๕๕๑] พระราชาพระองค์ใด รับสั่งให้ตัดมือ เท้า หู และจมูกของอาตมภาพ ขอ
			<remark  id="s2b27c136l11" />            พระราชาพระองค์นั้น จงทรงพระชนม์ยืนนาน บัณฑิตทั้งหลาย เช่นกับ
			<remark  id="s2b27c136l12" />            อาตมภาพ ย่อมไม่โกรธเคืองเลย.
			<remark  id="s2b27c136l13" />  	[๕๕๒] สมณะผู้สมบูรณ์ด้วยขันติ ได้มีมาในอดีตกาลแล้ว พระเจ้ากาสีรับคำ 
			<remark  id="s2b27c136l14" />            สั่งให้ตัดมือ เท้า หู และจมูกของสมณะผู้ตั้งอยู่ในขันติ.     
			<remark  id="s2b27c136l15" />  	[๕๕๓] พระเจ้ากาสีหมกไหม้อยู่ในนรก ได้เสวยวิบากอันเผ็ดร้อนของกรรมที่ 
			<remark  id="s2b27c136l16" />            หยาบช้านั้น.
			<remark  id="s2b27c136l17" />		    จบ ขันติวาทิชาดกที่ ๓.            
			<remark  id="s2b27c136l18" />		      ๔. โลหกุมภิชาดก 
			<remark  id="s2b27c136l19" />		   ว่าด้วยสัตว์นรกในโลหกุมภี          
			<remark  id="s2b27c136l20" />  	[๕๕๔] เมื่อโภคะทั้งหลายมีอยู่ เราทั้งหลายไม่ได้ให้ทาน ไม่ได้ทำที่พึ่งให้แก่       
			<remark  id="s2b27c136l21" />            ตน เราจึงมีชีวิตเป็นอยู่ได้แสนยาก.          
			<remark  id="s2b27c136l22" />  	[๕๕๕] เมื่อเราทั้งหลายหมกไหม้อยู่ในนรก   ตลอดหกหมื่นปีบริบูรณ์ โดย
			<remark  id="s2b27c136l23" />            ประการทั้งปวง เมื่อไรที่สุดจักปรากฏ?    
		</para>
	</section>
	<section id="s2b27c137" >
		<para id="s2b27c137p">
			<remark  id="s2b27c137l1" />  	[๕๕๖] ดูกรชาวเราเอ๋ย ที่สุดไม่มี ที่สุดจักมีแต่ที่ไหน ที่สุดจักไม่ปรากฏ ดูกร      
			<remark  id="s2b27c137l2" />            ท่านผู้นิรทุกข์ เพราะในกาลนั้น ทั้งเรา และท่านได้กระทำบาปกรรม 
			<remark  id="s2b27c137l3" />            ไว้แล้ว.    
			<remark  id="s2b27c137l4" />  	[๕๕๗] เราไปจากที่นี้ ได้กำเนิดมนุษย์ พอรู้จักภาษาแล้ว จักเป็นคนสมบูรณ์ไป          
			<remark  id="s2b27c137l5" />            ด้วยศีล จักทำกุศลให้มากทีเดียว.             
			<remark  id="s2b27c137l6" />		    จบ โลหกุมภิชาดกที่ ๔.             
			<remark  id="s2b27c137l7" />		        ๕. มังสชาดก   
			<remark  id="s2b27c137l8" />		      วาทศิลป์ของคนขอ 
			<remark  id="s2b27c137l9" />  	[๕๕๘] วาจาของท่านหยาบคายจริงหนอ ท่านเป็นผู้ขอเนื้อ วาจาของท่านเช่นกับ             
			<remark  id="s2b27c137l10" />            พังผืด ดูกรสหาย เราจะให้พังผืดแก่ท่าน.      
			<remark  id="s2b27c137l11" />  	[๕๕๙] คำว่า พี่ชาย น้องชาย หรือพี่สาว น้องสาวนี้ เป็นอวัยวะของมนุษย์
			<remark  id="s2b27c137l12" />            ทั้งหลาย อันเขากล่าวกันอยู่ในโลก วาจาของท่านเช่นกับอวัยวะ ดูกร
			<remark  id="s2b27c137l13" />            สหาย เราจะให้เนื้ออวัยวะแก่ท่าน.            
			<remark  id="s2b27c137l14" />  	[๕๖๐] บุตรเรียกบิดาว่า พ่อ ย่อมทำให้หัวใจของพ่อหวั่นไหว วาจาของท่าน 
			<remark  id="s2b27c137l15" />            เช่นกับหัวใจ เราจะให้เนื้อหัวใจแก่ท่าน.     
			<remark  id="s2b27c137l16" />  	[๕๖๑] ในบ้านของผู้ใด ไม่มีเพื่อน บ้านของผู้นั้น ก็เป็นเหมือนกับป่า วาจาของ        
			<remark  id="s2b27c137l17" />            ท่านเช่นกับสมบัติทั้งมวล ดูกรสหาย เราจะให้เนื้อทั้งหมดแก่ท่าน.
			<remark  id="s2b27c137l18" />		      จบ มังสชาดกที่ ๕. 
			<remark  id="s2b27c137l19" />		      ๖. สสปัณฑิตชาดก 
			<remark  id="s2b27c137l20" />		      ผู้สละชีวิตเป็นทาน
			<remark  id="s2b27c137l21" />  	[๕๖๒] ดูกรพราหมณ์ ข้าพเจ้ามีปลาตะเพียนแดงอยู่ ๗ ตัว ซึ่งนายพรานตก 
			<remark  id="s2b27c137l22" />            เบ็ดขึ้นมาจากน้ำ เอาไว้บนบก ข้าพเจ้ามีอาหารอย่างนี้ ท่านจงบริโภค            
			<remark  id="s2b27c137l23" />            อาหารนี้ แล้วเจริญสมณธรรมอยู่ในป่าเถิด.     
		</para>
	</section>
	<section id="s2b27c138" >
		<para id="s2b27c138p">
			<remark  id="s2b27c138l1" />  	[๕๖๓] อาหารของคนรักษานาคนโน้น ข้าพเจ้านำเอามาไว้ในกลางคืน คือ เนื้อ 
			<remark  id="s2b27c138l2" />            ย่าง ๒ ไม้ เหี้ย ๑ ตัว และนมส้ม ๑ หม้อ ดูกรพราหมณ์ ข้าพเจ้า 
			<remark  id="s2b27c138l3" />            มีอาหารอย่างนี้ ท่านจงบริโภคอาหารนี้ แล้วเจริญสมณธรรมอยู่ในป่าเถิด.         
			<remark  id="s2b27c138l4" />  	[๕๖๔] ผลมะม่วงสุก น้ำเย็น ร่มเงาอันเย็น เป็นที่รื่นรมย์ใจ ดูกรพราหมณ์             
			<remark  id="s2b27c138l5" />            ข้าพเจ้ามีอาหารอย่างนี้ ท่านจงบริโภคอาหารนี้ แล้วเจริญสมณธรรม 
			<remark  id="s2b27c138l6" />            อยู่ในป่าเถิด.
			<remark  id="s2b27c138l7" />  	[๕๖๕] กระต่ายไม่มีงา ไม่มีถั่ว ไม่มีข้าวสาร ท่านจงบริโภคเราตัวสุกไปด้วย           
			<remark  id="s2b27c138l8" />            ไฟนี้ แล้วเจริญสมณธรรมอยู่ในป่าเถิด.        
			<remark  id="s2b27c138l9" />		    จบ สสปัณฑิตชาดกที่ ๖.             
			<remark  id="s2b27c138l10" />		      ๗. มตโรทนชาดก   
			<remark  id="s2b27c138l11" />		    ว่าด้วยร้องไห้ถึงคนตาย            
			<remark  id="s2b27c138l12" />  	[๕๖๖] ท่านทั้งหลาย ย่อมร้องไห้ถึงแต่คนที่ตายแล้วๆ ทำไมจึงไม่ร้องไห้ถึงคนที่       
			<remark  id="s2b27c138l13" />            จักตายบ้างเล่า สัตว์ทุกจำพวกผู้ดำรงสรีระไว้ ย่อมละทิ้งชีวิตไปโดยลำดับ.      
			<remark  id="s2b27c138l14" />  	[๕๖๗] เทวดา มนุษย์ สัตว์จตุบาท หมู่ปักษีชาติ และพวกงู ไม่มีอิสระใน
			<remark  id="s2b27c138l15" />            สรีระร่างกายนี้ ถึงจะอภิรมย์อยู่ (ในร่างกาย) นั้น ก็ต้องละทิ้งชีวิตไป       
			<remark  id="s2b27c138l16" />            ทั้งนั้น.   
			<remark  id="s2b27c138l17" />  	[๕๖๘] สุขและทุกข์ที่เพ่งเล็งกันอยู่ในหมู่มนุษย์ เป็นของแปรผัน ไม่มั่นคง           
			<remark  id="s2b27c138l18" />            อยู่อย่างนี้ การคร่ำครวญ การร่ำไห้ ไม่เป็นประโยชน์เลย เพราะเหตุไร           
			<remark  id="s2b27c138l19" />            กองโศกจึงท่วมทับท่านได้?    
			<remark  id="s2b27c138l20" />  	[๕๖๙] พวกนักเลง และพวกคอเหล้า ผู้ไม่ทำความเจริญ เป็นพาล ห้าวหาญ   
			<remark  id="s2b27c138l21" />            ไม่มีความขยันหมั่นเพียร ไม่ฉลาดในธรรม ย่อมสำคัญบัณฑิตว่า    
			<remark  id="s2b27c138l22" />            เป็นพาลไป.  
			<remark  id="s2b27c138l23" />		    จบ มตโรทนชาดกที่ ๗. 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b27c139" >
		<para id="s2b27c139p">
			<remark  id="s2b27c139l1" />		       ๘. กณเวรชาดก   
			<remark  id="s2b27c139l2" />		      ว่าด้วยหญิงหลายผัว
			<remark  id="s2b27c139l3" />  	[๕๗๐] ท่านกอดรัดนางสามาด้วยแขน ที่กอชบามีสีแดงในวสันตฤดู เธอได้สั่ง 
			<remark  id="s2b27c139l4" />            ความไม่มีโรคมาถึงท่าน.      
			<remark  id="s2b27c139l5" />  	[๕๗๑] ดูกรท่านผู้เจริญ ได้ยินว่า ลมพึงพัดภูเขาไป ใครๆ คงไม่เชื่อถือ ถ้า           
			<remark  id="s2b27c139l6" />            ลมจะพึงพัดเอาภูเขาไปได้ แม้แผ่นดินทั้งหมดก็พัดเอาไปได้ เพราะ
			<remark  id="s2b27c139l7" />            เหตุไร นางสามาตายแล้วจึงสั่งความไม่มีโรคมาถึงเราได้?        
			<remark  id="s2b27c139l8" />  	[๕๗๒] นางสามานั้นยังไม่ตาย และไม่ปรารถนาชายอื่น ได้ยินว่า นางจะมีผัว
			<remark  id="s2b27c139l9" />            เดียว ยังหวังเฉพาะท่านอยู่เท่านั้น.         
			<remark  id="s2b27c139l10" />  	[๕๗๓] นางสามาได้เปลี่ยนเราผู้ไม่เคยสนิทสนม กับสามีที่เคยสนิทสนมมานาน
			<remark  id="s2b27c139l11" />            เปลี่ยนเราผู้ยังไม่ทันได้ร่วมรัก กับสามีผู้เคยร่วมรักมาแล้ว นางสามาพึง      
			<remark  id="s2b27c139l12" />            เปลี่ยนผู้อื่นกับเราอีก เราจักหนีจากที่นี้ไปเสียให้ไกล.     
			<remark  id="s2b27c139l13" />		     จบ กณเวรชาดกที่ ๘. 
			<remark  id="s2b27c139l14" />		       ๙. ติตติรชาดก  
			<remark  id="s2b27c139l15" />		  ว่าด้วยบาปเกิดจากความจงใจ           
			<remark  id="s2b27c139l16" />  	[๕๗๔] ข้าพเจ้าเป็นอยู่อย่างนี้สบายหนอ และได้บริโภคอาหารตามชอบใจ แต่ว่า            
			<remark  id="s2b27c139l17" />            ข้าพเจ้าตั้งอยู่ในระหว่างอันตรายแท้ ข้าแต่พระคุณเจ้าผู้เจริญ คติของ         
			<remark  id="s2b27c139l18" />            ข้าพเจ้าเป็นอย่างไรหนอ?     
			<remark  id="s2b27c139l19" />  	[๕๗๕] ดูกรปักษี ถ้าใจของท่านไม่น้อมไปเพื่อกรรมอันเป็นบาป บาปย่อมไม่ 
			<remark  id="s2b27c139l20" />            แปดเปื้อนท่านผู้บริสุทธิ์ ไม่ขวนขวายกระทำบาปกรรม.           
			<remark  id="s2b27c139l21" />  	[๕๗๖] นกกระทาเป็นอันมากพากันมาด้วยคิดว่า ญาติของเราจับอยู่ นายพรานนก
			<remark  id="s2b27c139l22" />            ย่อมได้รับกรรม เพราะอาศัยข้าพเจ้า ใจของข้าพเจ้ารังเกียจอยู่ใน 
			<remark  id="s2b27c139l23" />            เรื่องนั้น. 
			<remark  id="s2b27c139l24" />  	[๕๗๗] ถ้าใจของท่านไม่คิดประทุษร้าย กรรมที่นายพรานอาศัยท่านกระทำแล้วก็             
			<remark  id="s2b27c139l25" />            ไม่ติดท่าน บาปย่อมไม่แปดเปื้อนท่านผู้บริสุทธิ์ มีความขวนขวายน้อย.           
			<remark  id="s2b27c139l26" />		     จบ ติตติรชาดกที่ ๙.
		</para>
	</section>
	<section id="s2b27c140" >
		<para id="s2b27c140p">
			<remark  id="s2b27c140l1" />		       ๑๐. สุจจชชาดก  
			<remark  id="s2b27c140l2" />		       ว่าด้วยภรรยาที่ดี
			<remark  id="s2b27c140l3" />  	[๕๗๘] พระราชา เมื่อไม่ทรงพระราชทานภูเขาด้วยพระวาจา นับว่า ไม่พระราช
			<remark  id="s2b27c140l4" />            ทานสิ่งที่ควรให้ง่ายหนอ เมื่อพระองค์ไม่พระราชทานอะไรเลย ก็ชื่อว่า           
			<remark  id="s2b27c140l5" />            ไม่ทรงพระราชทานภูเขาด้วยพระวาจา.            
			<remark  id="s2b27c140l6" />  	[๕๗๙] คนฉลาดทำสิ่งใด ก็พูดถึงสิ่งนั้น ไม่ทำสิ่งใด ก็ไม่พูดถึงสิ่งนั้น บัณฑิต      
			<remark  id="s2b27c140l7" />            ทั้งหลาย ย่อมรู้จักคนที่ไม่ทำดีแต่พูด.      
			<remark  id="s2b27c140l8" />  	[๕๘๐] ข้าแต่พระลูกเจ้า ขอนอบน้อมแด่ฝ่าพระบาท พระองค์ทรงประสบความ  
			<remark  id="s2b27c140l9" />            พินาศ แต่พระทัยของพระองค์ยังทรงยินดีอยู่ในสัจจะ พระองค์ชื่อว่า
			<remark  id="s2b27c140l10" />            ดำรงมั่นอยู่ในสัจจธรรม.     
			<remark  id="s2b27c140l11" />  	[๕๘๑] หญิงใด เมื่อสามีขัดสนก็ขัดสนด้วย เมื่อสามีมั่งคั่งก็พลอยเป็นผู้มั่งคั่ง     
			<remark  id="s2b27c140l12" />            มีชื่อเสียงด้วย หญิงนั้นแหละ นับว่า เป็นยอดภรรยาของเขา เมื่อมีเงิน          
			<remark  id="s2b27c140l13" />            ก็ย่อมมีหญิงเป็นธรรมดา.     
			<remark  id="s2b27c140l14" />		     จบ สุจจชชาดกที่ ๑๐.
			<remark  id="s2b27c140l15" />		     จบ ปุจิมันทวรรคที่ ๒.            
			<remark  id="s2b27c140l16" />		     _________________ 
			<remark  id="s2b27c140l17" />		   รวมชาดกที่มีในวรรคนี้ คือ          
			<remark  id="s2b27c140l18" />            ๑. ปุจิมันทชาดก            ๒. กัสสปมันทิยชาดก 
			<remark  id="s2b27c140l19" />            ๓. ขันติวาทิชาดก           ๔. โลหกุมภิชาดก  
			<remark  id="s2b27c140l20" />            ๕. มังสชาดก๖. สสปัณฑิตชาดก    
			<remark  id="s2b27c140l21" />            ๗. มตโรทนชาดก           ๘. กณเวรชาดก        
			<remark  id="s2b27c140l22" />            ๙. ติตติรชาดก            ๑๐. สุจจชชาดก.     
			<remark  id="s2b27c140l23" />		     _________________ 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b27c141" >
		<para id="s2b27c141p">
			<remark  id="s2b27c141l1" />		       ๓. กุฏิทูสกวรรค
			<remark  id="s2b27c141l2" />		       ๑. กุฏิทูสกชาดก
			<remark  id="s2b27c141l3" />		      ว่าด้วยลิงกับนกขมิ้น            
			<remark  id="s2b27c141l4" />  	[๕๘๒] ดูกรวานร ศีรษะ มือ และเท้าของท่านเหมือนของมนุษย์ เออก็ เพราะ
			<remark  id="s2b27c141l5" />            เหตุไรหนอ ท่านจึงไม่มีเรือนอยู่?            
			<remark  id="s2b27c141l6" />  	[๕๘๓] ดูกรนกขมิ้น ศีรษะ มือ และเท้าของเราเหมือนของมนุษย์ก็จริง แต่
			<remark  id="s2b27c141l7" />            ปัญญาที่บัณฑิตกล่าวว่า ประเสริฐสุดในหมู่มนุษย์ ของเราไม่มี. 
			<remark  id="s2b27c141l8" />  	[๕๘๔] ผู้มีจิตไม่มั่นคง มีจิตกลับกลอก มักประทุษร้ายมิตร มีปกติไม่ยั่งยืน          
			<remark  id="s2b27c141l9" />            เป็นนิจ ย่อมไม่มีความสุข.   
			<remark  id="s2b27c141l10" />  	[๕๘๕] ท่านจงกระทำอานุภาพ เปลี่ยนปกติเดิมเสียเถิด ดูกรวานร ท่านจง  
			<remark  id="s2b27c141l11" />            กระทำกระท่อมไว้เป็นเครื่องป้องกันความหนาว และลมเถิด.        
			<remark  id="s2b27c141l12" />		     จบ กุฏิทูสกชาดกที่ ๑.            
			<remark  id="s2b27c141l13" />		      ๒. ทุททุภายชาดก 
			<remark  id="s2b27c141l14" />		    ว่าด้วยพวกกระต่ายตื่นตูม          
			<remark  id="s2b27c141l15" />  	[๕๘๖] ขอความเจริญจงมีแก่ท่าน ข้าพเจ้าอยู่ในประเทศใด ประเทศนั้น    
			<remark  id="s2b27c141l16" />            ทำเสียงว่า ทุททุภะ แม้ข้าพเจ้าเองก็ไม่รู้เสียงลั่นนั้นตรงไหนกัน อะไร        
			<remark  id="s2b27c141l17" />            ทำให้เกิดเสียงว่า ทุททุภะ ข้าพเจ้าก็ไม่รู้อีก.
			<remark  id="s2b27c141l18" />  	[๕๘๗] กระต่ายได้ยินผลมะตูมสุกหล่นมีเสียงว่า ทุททุภะ ก็วิ่งหนีไป หมู่เนื้อ         
			<remark  id="s2b27c141l19" />            ได้ฟังถ้อยคำของกระต่ายแล้ว พากันตกใจวิ่งหนีไปด้วย.          
			<remark  id="s2b27c141l20" />  	[๕๘๘] ชนเหล่าใด มักเชื่อตามเสียงคนอื่น ยังไม่ทันได้ถึงร่องรอยแห่งวิญญาณ           
			<remark  id="s2b27c141l21" />            เลย ชนเหล่านั้นนับว่า เป็นพาล มีความประมาทเป็นอย่างยิ่ง ดีแต่เชื่อ          
			<remark  id="s2b27c141l22" />            ผู้อื่น.    
		</para>
	</section>
	<section id="s2b27c142" >
		<para id="s2b27c142p">
			<remark  id="s2b27c142l1" />  	[๕๘๙] ส่วนชนเหล่าใด สมบูรณ์ด้วยศีล ด้วยปัญญา ยินดีในความสงบ ชน    
			<remark  id="s2b27c142l2" />            เหล่านั้นนับว่า เป็นบัณฑิต งดเว้นความชั่วห่างไกล ย่อมไม่เชื่อ 
			<remark  id="s2b27c142l3" />            คนอื่นเลย.  
			<remark  id="s2b27c142l4" />		    จบ ทุททุภายชาดกที่ ๒.             
			<remark  id="s2b27c142l5" />		      ๓. พรหมทัตตชาดก 
			<remark  id="s2b27c142l6" />		     ว่าด้วยผู้ขอกับผู้ถูกขอ          
			<remark  id="s2b27c142l7" />  	[๕๙๐] ดูกรมหาบพิตร ผู้ขอย่อมได้ ๒ อย่าง คือ ได้ทรัพย์ หรือไม่ได้ทรัพย์            
			<remark  id="s2b27c142l8" />            แท้จริง การขอมีอย่างนี้เป็นธรรมดา.          
			<remark  id="s2b27c142l9" />  	[๕๙๑] ดูกรมหาบพิตร ผู้เป็นใหญ่ในปัญจาลรัฐ บัณฑิตกล่าวถึงการขอว่า เป็น             
			<remark  id="s2b27c142l10" />            การร้องไห้ ผู้ใด ปฏิเสธคำขอ บัณฑิตกล่าวคำปฏิเสธของผู้นั้นว่า เป็น           
			<remark  id="s2b27c142l11" />            การร้องไห้ตอบ.
			<remark  id="s2b27c142l12" />  	[๕๙๒] ชาวปัญจาลรัฐ ผู้มาประชุมกันแล้ว อย่าได้เห็นอาตมภาพผู้กำลังร้องไห้อยู่       
			<remark  id="s2b27c142l13" />            หรืออย่าได้เห็นพระองค์ผู้ทรงกรรแสงตอบอยู่ เพราะเหตุนั้น อาตมภาพ             
			<remark  id="s2b27c142l14" />            จึงปรารถนาขอเฝ้าในที่ลับ.   
			<remark  id="s2b27c142l15" />  	[๕๙๓] ข้าแต่ท่านพราหมณ์ ข้าพเจ้าขอถวายวัวแดงหนึ่งพันพร้อมด้วยวัวจ่าฝูง            
			<remark  id="s2b27c142l16" />            แก่ท่าน อันอารยชนได้ฟังคาถาอันประกอบด้วยเหตุผลของท่านแล้ว   
			<remark  id="s2b27c142l17" />            ทำไมจะไม่พึงให้แก่ท่านผู้เป็นอารยชนเล่า.    
			<remark  id="s2b27c142l18" />		    จบ พรหมทัตตชาดกที่ ๓.             
			<remark  id="s2b27c142l19" />		      ๔. จัมมสาฏกชาดก 
			<remark  id="s2b27c142l20" />		     อย่าไว้ใจสัตว์หน้าขน             
			<remark  id="s2b27c142l21" />  	[๕๙๔] แพะตัวนี้เป็นสัตว์ที่มีท่าทางงดงามดี เป็นที่เจริญใจ และมีศีล น่ารักใคร่     
			<remark  id="s2b27c142l22" />            ย่อมเคารพนบนอบพราหมณ์ ผู้สมบูรณ์ด้วยชาติและมนต์ทั้งหลาย นับ 
			<remark  id="s2b27c142l23" />            ได้ว่า เป็นแพะประเสริฐ มียศศักดิ์.          
		</para>
	</section>
	<section id="s2b27c143" >
		<para id="s2b27c143p">
			<remark  id="s2b27c143l1" />  	[๕๙๕] ดูกรพราหมณ์ ท่านอย่าได้ไว้วางใจแก่สัตว์ ๔ เท้า เพียงได้เห็นมันครู่          
			<remark  id="s2b27c143l2" />            เดียว มันต้องการจะชนให้ถนัด จึงย่อตัวลงจักชนให้ถนัดถนี่.    
			<remark  id="s2b27c143l3" />  	[๕๙๖] กระดูกขาของพราหมณ์ก็หัก บริขารที่หาบอยู่ก็พลัดตก สิ่งของก็แตก 
			<remark  id="s2b27c143l4" />            ทำลายหมด พราหมณ์ประคองแขนทั้งสองคร่ำครวญอยู่ว่า โธ่เอ๋ย แพะ 
			<remark  id="s2b27c143l5" />            มาฆ่าพรหมจารีได้.           
			<remark  id="s2b27c143l6" />  	[๕๙๗] ผู้ใด สรรเสริฐบูชาคนที่ไม่ควรบูชา ผู้นั้น จะต้องถูกเขาห้ำหั่นนอนอยู่        
			<remark  id="s2b27c143l7" />            เหมือนกับเราผู้มีปัญญาทรามถูกแพะชนเอาในวันนี้.
			<remark  id="s2b27c143l8" />		    จบ จัมมสาฏกชาดกที่ ๔.             
			<remark  id="s2b27c143l9" />		        ๕. โคธชาดก    
			<remark  id="s2b27c143l10" />		    ว่าด้วยเหี้ยกับฤาษีปลอม           
			<remark  id="s2b27c143l11" />  	[๕๙๘] เราสำคัญว่าท่านเป็นสมณะ จึงได้เข้ามาหาท่านผู้ไม่สำรวม ท่านได้ขว้าง          
			<remark  id="s2b27c143l12" />            เราด้วยท่อนไม้ เหมือนไม่ใช่สมณะ.            
			<remark  id="s2b27c143l13" />  	[๕๙๙] แน่ะท่านผู้โง่เขลา ประโยชน์อะไรด้วยชฎาแก่ท่าน ประโยชน์อะไรด้วย
			<remark  id="s2b27c143l14" />            หนังเสือแก่ท่าน ภายในของท่านรุงรัง เกลี้ยงเกลาแต่ภายนอก.    
			<remark  id="s2b27c143l15" />  	[๖๐๐] แน่ะเหี้ย ท่านจงกลับมาบริโภคข้าวสุกแห่งข้าวสาลีก่อนเถิด น้ำมัน
			<remark  id="s2b27c143l16" />            เกลือ และดีปลีของเราก็มีมาก.
			<remark  id="s2b27c143l17" />  	[๖๐๑] เราจะเข้าไปสู่จอมปลวก อันลึก ชั่วร้อยบุรุษ ยิ่งขึ้นดีกว่า น้ำมัน และ        
			<remark  id="s2b27c143l18" />            เกลือของท่านจะเป็นประโยชน์อะไร ดีปลีก็หาเป็นประโยชน์เกื้อกูลแก่             
			<remark  id="s2b27c143l19" />            เราไม่.     
			<remark  id="s2b27c143l20" />		      จบ โคธชาดกที่ ๕.
			<remark  id="s2b27c143l21" />		       ๖. กักการุชาดก 
			<remark  id="s2b27c143l22" />		  ว่าด้วยผู้ควรประดับดอกฟักทิพย์      
			<remark  id="s2b27c143l23" />  	[๖๐๒] ผู้ใด ไม่ลักสิ่งของด้วยกาย ไม่พูดเท็จด้วยวาจา ได้รับยศแล้วไม่พึง            
			<remark  id="s2b27c143l24" />            มัวเมา ผู้นั้นแล ย่อมควรจะประดับดอกฟักทิพย์.
		</para>
	</section>
	<section id="s2b27c144" >
		<para id="s2b27c144p">
			<remark  id="s2b27c144l1" />  	[๖๐๓] ผู้ใด แสวงหาทรัพย์มาได้โดยชอบธรรม ไม่ล่อลวงเอาทรัพย์เขามา ได้ 
			<remark  id="s2b27c144l2" />            โภคทรัพย์แล้วก็ไม่มัวเมา ผู้นั้นแล ย่อมควรจะประดับดอกฟักทิพย์.
			<remark  id="s2b27c144l3" />  	[๖๐๔] ผู้ใด มีจิตไม่จืดจางเร็ว และมีศรัทธาไม่คลายง่ายๆ ไม่บริโภคของดีๆ            
			<remark  id="s2b27c144l4" />            แต่ผู้เดียว ผู้นั้นแล ย่อมควรจะประดับดอกฟักทิพย์.           
			<remark  id="s2b27c144l5" />  	[๖๐๕] ผู้ใด ไม่บริภาษสัตบุรุษ ทั้งต่อหน้า หรือลับหลัง พูดอย่างใด ทำอย่าง          
			<remark  id="s2b27c144l6" />            นั้น ผู้นั้นแล ย่อมควรจะประดับดอกฟักทิพย์.  
			<remark  id="s2b27c144l7" />		     จบ กักการุชาดกที่ ๖.             
			<remark  id="s2b27c144l8" />		       ๗. กากาติชาดก  
			<remark  id="s2b27c144l9" />		       ว่าด้วยนางกากี 
			<remark  id="s2b27c144l10" />  	[๖๐๖] หญิงคนรักของเราอยู่ ณ ที่แห่งใด กลิ่นของนางยังหอมฟุ้งมาจากที่แห่ง           
			<remark  id="s2b27c144l11" />            นั้นถึงที่นี่ ใจของเรายินดีในนางคนใด นางคนนั้น ชื่อกากาติ อยู่ไกล           
			<remark  id="s2b27c144l12" />            จากที่นี้ไป.
			<remark  id="s2b27c144l13" />  	[๖๐๗] ท่านข้ามทะเลไปได้อย่างไร ท่านข้ามแม่น้ำชื่อเกปุกะไปได้อย่างไร ท่าน          
			<remark  id="s2b27c144l14" />            ข้ามสมุทรทั้ง ๗ ไปได้อย่างไร ท่านขึ้นต้นงิ้วได้อย่างไร?     
			<remark  id="s2b27c144l15" />  	[๖๐๘] เราข้ามทะเลไปกับท่าน ข้ามแม่น้ำชื่อเกปุกะไปกับท่าน ข้ามสมุทรทั้ง ๗          
			<remark  id="s2b27c144l16" />            ไปกับท่าน ขึ้นต้นงิ้วไปกับท่าน.             
			<remark  id="s2b27c144l17" />  	[๖๐๙] น่าติเตียนตัวเราผู้มีกายใหญ่โต น่าติเตียนตัวเราผู้มีความสำนึกตัว เพราะ      
			<remark  id="s2b27c144l18" />            ว่า เราต้องนำมาบ้าง นำไปบ้าง ซึ่งชู้ของเมียตนเอง.           
			<remark  id="s2b27c144l19" />		     จบ กากาติชาดกที่ ๗.
			<remark  id="s2b27c144l20" />		      ๘. อนนุโสจิยชาดก
			<remark  id="s2b27c144l21" />		  ทุกคนจะต้องตายควรเมตตากัน           
			<remark  id="s2b27c144l22" />  	[๖๑๐] นางสัมมิลลหาสินีผู้เจริญ ได้ไปอยู่ในระหว่างพวกสัตว์ที่ตายไปแล้ว             
			<remark  id="s2b27c144l23" />            เป็นจำนวนมาก เมื่อนางไปอยู่กับสัตว์เหล่านั้น จักชื่อว่า ได้เป็นอะไร         
			<remark  id="s2b27c144l24" />            กับเรา เพราะฉะนั้น เราจึงมิได้เศร้าโศกถึงนางสัมมิลลหาสินีที่รักนี้.      
		</para>
	</section>
	<section id="s2b27c145" >
		<para id="s2b27c145p">
			<remark  id="s2b27c145l1" />  	[๖๑๑] ถ้าบุคคลจะพึงเศร้าโศก ถึงความตายอันจะไม่เกิดมีแก่สัตว์ ผู้เศร้าโศก          
			<remark  id="s2b27c145l2" />            นั้น ก็ควรจะเศร้าโศกถึงตนซึ่งจะต้องตกไปสู่อำนาจของมัจจุราชทุกเมื่อ.         
			<remark  id="s2b27c145l3" />  	[๖๑๒] สัตว์ที่ยืน นั่ง นอน หรือเดินอยู่ อายุสังขารหาได้เป็นไปตามด้วยไม่           
			<remark  id="s2b27c145l4" />            วัยย่อมเสื่อมไปทุกขณะที่หลับตาและลืมตา.     
			<remark  id="s2b27c145l5" />  	[๖๑๓] เพราะวัยเสื่อมไปอย่างนั้นหนอ อัตภาพย่อมบกพร่อง หนทางที่คนเดิน 
			<remark  id="s2b27c145l6" />            เมื่อต้องมีความพลัดพรากจากกันโดยไม่ต้องสงสัย หมู่สัตว์ที่ยังเหลือ           
			<remark  id="s2b27c145l7" />            อยู่ ควรมีเมตตาเอ็นดูกัน ส่วนที่ตายไปแล้ว ไม่ควรจะต้องเศร้าโศกถึง.          
			<remark  id="s2b27c145l8" />		    จบ อนนุโสจิยชาดกที่ ๘.            
			<remark  id="s2b27c145l9" />		      ๙. กาฬพาหุชาดก  
			<remark  id="s2b27c145l10" />		      ว่าด้วยลิงหลอกเจ้า
			<remark  id="s2b27c145l11" />  	[๖๑๔] ในกาลก่อน เราได้ข้าวและน้ำอันใด จากสำนักพระราชา มาบัดนี้ ข้าว 
			<remark  id="s2b27c145l12" />            และน้ำนั้น มาขึ้นอยู่กับสาขมฤคหมด ดูกรพี่ราธะ บัดนี้ เราเป็นผู้อัน          
			<remark  id="s2b27c145l13" />            พระเจ้าธนญชัยไม่สักการะแล้ว พากันกลับไปป่าตามเดิมเถิด.      
			<remark  id="s2b27c145l14" />  	[๖๑๕] ดูกรน้องโปฏฐปาทะ ธรรมในหมู่มนุษย์เหล่านี้ คือ ลาภ ความเสื่อม 
			<remark  id="s2b27c145l15" />            ลาภ ยศ ความเสื่อมยศ นินทา สรรเสริญ สุขและทุกข์ เป็น         
			<remark  id="s2b27c145l16" />            ของไม่เที่ยง เจ้าอย่าเศร้าโศกเสียใจไปเลย จะเศร้าโศกเสียใจไปทำไม?            
			<remark  id="s2b27c145l17" />  	[๖๑๖] ดูกรพี่ราธะ คุณพี่เป็นบัณฑิตแท้ ย่อมรู้ถึงผลประโยชน์ทั้งหลายที่ยังไม่       
			<remark  id="s2b27c145l18" />            มาถึง ทำอย่างไรหนอ เราจะได้เห็นสาขมฤคผู้ลามก ถูกเขาขับไล่ออก
			<remark  id="s2b27c145l19" />            จากราชสกุล. 
			<remark  id="s2b27c145l20" />  	[๖๑๗] ลิงกาฬพาหุ กระดิกหู และกลอกหน้ากลอกตา ทำให้พระราชกุมารทรง   
			<remark  id="s2b27c145l21" />            หวาดเสียวพระทัยอยู่เสมอๆ มันจะทำตัวของมันเองให้จำต้องห่างไกล
			<remark  id="s2b27c145l22" />            จากข้าวและน้ำ.
			<remark  id="s2b27c145l23" />		    จบ กาฬพาหุชาดกที่ ๙.
		</para>
	</section>
	<section id="s2b27c146" >
		<para id="s2b27c146p">
			<remark  id="s2b27c146l1" />		      ๑๐. สีลวีมังสชาดก 
			<remark  id="s2b27c146l2" />		  ว่าด้วยธรรมที่นำความสุขมาให้        
			<remark  id="s2b27c146l3" />  	[๖๑๘] ได้ยินว่า ศีลแล เป็นความงาม ศีลเป็นเยี่ยมในโลก ขอพระองค์จง  
			<remark  id="s2b27c146l4" />            ทอดพระเนตรงูใหญ่ มีพิษร้าย ย่อมไม่เบียดเบียนผู้อื่น ด้วยมารู้สึกตัวว่า      
			<remark  id="s2b27c146l5" />            เป็นผู้มีศีล. 
			<remark  id="s2b27c146l6" />  	[๖๑๙] นกตะกรุมทั้งหลายในโลก พากันล้อมจิกชิ้นเนื้อที่เหยี่ยวคาบอยู่ในปาก           
			<remark  id="s2b27c146l7" />            ชั่วเวลาที่มันคาบชิ้นเนื้อนิดหน่อยอยู่เท่านั้น หาได้เบียดเบียนคนที่ไม่มี    
			<remark  id="s2b27c146l8" />            ความกังวลไม่. 
			<remark  id="s2b27c146l9" />  	[๖๒๐] ผู้ไม่มีความหวัง ย่อมหลับเป็นสุข ความหวัง ย่อมเผล็ดผลเป็นสุขได้             
			<remark  id="s2b27c146l10" />            นางปิงคลาทาสี ได้ทำความหวังจนหมดหวังแล้ว จึงหลับเป็นสุขได้. 
			<remark  id="s2b27c146l11" />  	[๖๒๑] ทั้งในโลกนี้ และโลกหน้า ธรรมอันจะนำความสุขมาให้ยิ่งไปกว่าสมาธิ
			<remark  id="s2b27c146l12" />            ย่อมไม่มี ผู้มีจิตตั้งมั่น ย่อมไม่เบียดเบียนทั้งคนอื่น และตนเอง.            
			<remark  id="s2b27c146l13" />		    จบ สีลวีมังสชาดกที่ ๑๐.           
			<remark  id="s2b27c146l14" />		     จบ กุฏิทูสกวรรคที่ ๓.            
			<remark  id="s2b27c146l15" />		     _________________ 
			<remark  id="s2b27c146l16" />		   รวมชาดกที่มีในวรรคนี้ คือ          
			<remark  id="s2b27c146l17" />            ๑. กุฏิทูสกชาดก๒. ทุททุภายชาดก
			<remark  id="s2b27c146l18" />            ๓. พรหมทัตตชาดก๔. จัมมสาฏกชาดก
			<remark  id="s2b27c146l19" />            ๕. โคธชาดก  ๖. กักการุชาดก  
			<remark  id="s2b27c146l20" />            ๗. กากาติชาดก๘. อนนุโสจิยชาดก 
			<remark  id="s2b27c146l21" />            ๙. กาฬพาหุชาดก๑๐. สีลวีมังสชาดก.
			<remark  id="s2b27c146l22" />		     _________________ 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b27c147" >
		<para id="s2b27c147p">
			<remark  id="s2b27c147l1" />		       ๔. โกกิลวรรค   
			<remark  id="s2b27c147l2" />		      ๑. โกกาลิกชาดก  
			<remark  id="s2b27c147l3" />		    ว่าด้วยพูดในกาลที่ควรพูด          
			<remark  id="s2b27c147l4" />  	[๖๒๒] เมื่อยังไม่ถึงเวลาที่จะพูด ผู้ใด พูดเกินกาลไป ผู้นั้น ย่อมถูกทำร้าย         
			<remark  id="s2b27c147l5" />            ดุจลูกนกดุเหว่า ฉะนั้น.     
			<remark  id="s2b27c147l6" />  	[๖๒๓] มีดที่ลับคมดีแล้ว ดุจยาพิษอันร้ายแรง หาทำให้ตกไปทันทีทันใด เหมือน           
			<remark  id="s2b27c147l7" />            วาจาทุพภาษิตไม่.            
			<remark  id="s2b27c147l8" />  	[๖๒๔] เพราะฉะนั้น บัณฑิตควรรักษาวาจาไว้ ทั้งในกาลควรพูด และไม่ควร 
			<remark  id="s2b27c147l9" />            ไม่ควรพูดให้ล่วงเวลา แม้ในบุคคลผู้เสมอกับตน.
			<remark  id="s2b27c147l10" />  	[๖๒๕] ผู้ใด มีความคิดเห็นเป็นเบื้องหน้า มีปัญญาเครื่องพิจารณาเห็นประจักษ์         
			<remark  id="s2b27c147l11" />            พูดพอเหมาะในกาลที่ควรพูด ผู้นั้น ย่อมจับศัตรูได้ทั้งหมด ดุจครุฑจับ          
			<remark  id="s2b27c147l12" />            นาคได้ ฉะนั้น.
			<remark  id="s2b27c147l13" />		    จบ โกกาลิกชาดกที่ ๑.
			<remark  id="s2b27c147l14" />		       ๒. รถลัฏฐิชาดก 
			<remark  id="s2b27c147l15" />		   ว่าด้วยใคร่ครวญก่อนแล้วทำ          
			<remark  id="s2b27c147l16" />  	[๖๒๖] ข้าแต่พระราชา บุคคลทำร้ายตนเอง กลับกล่าวหาว่า คนอื่นทำร้าย ดังนี้           
			<remark  id="s2b27c147l17" />            ก็มีโกงเขาแล้ว กลับกล่าวหาว่า เขาโกง ดังนี้ก็มี ไม่ควรเชื่อคำของ            
			<remark  id="s2b27c147l18" />            โจทก์ฝ่ายเดียว.             
			<remark  id="s2b27c147l19" />  	[๖๒๗] เพราะฉะนั้น บุคคลผู้เป็นเชื้อชาติบัณฑิต ควรฟังคำแม้ของฝ่ายจำเลย             
			<remark  id="s2b27c147l20" />            เมื่อฟังคำของโจทก์และจำเลยทั้งสองฝ่ายแล้ว พึงปฏิบัติตามธรรม.
			<remark  id="s2b27c147l21" />  	[๖๒๘] คฤหัสถ์ผู้บริโภคกามคุณ เกียจคร้าน ไม่ดี บรรพชิตผู้ไม่สำรวม ไม่งาม           
			<remark  id="s2b27c147l22" />            พระเจ้าแผ่นดินไม่ทรงใคร่ครวญก่อนแล้วทำไป ไม่งาม บัณฑิตมีความ
			<remark  id="s2b27c147l23" />            โกรธเป็นเจ้าเรือน ก็ไม่งาม. 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b27c148" >
		<para id="s2b27c148p">
			<remark  id="s2b27c148l1" />  	[๖๒๙] ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นเจ้าแห่งทิศ พระมหากษัตริย์ทรงใคร่ครวญเสียก่อน           
			<remark  id="s2b27c148l2" />            แล้วจึงปฏิบัติ ไม่ทรงใคร่ครวญเสียก่อน ไม่ควรปฏิบัติ อิสริยยศ
			<remark  id="s2b27c148l3" />            บริวารยศ และเกียรติคุณของพระเจ้าแผ่นดินผู้ทรงใคร่ครวญแล้วจึงทรง             
			<remark  id="s2b27c148l4" />            ปฏิบัติ ย่อมมีแต่เจริญขึ้น. 
			<remark  id="s2b27c148l5" />		     จบ รถลัฏฐิชาดกที่ ๒.             
			<remark  id="s2b27c148l6" />		        ๓. โคธชาดก    
			<remark  id="s2b27c148l7" />		  เขารักก็รักมั่ง เขาชังก็ชังตอบ      
			<remark  id="s2b27c148l8" />  	[๖๓๐] หม่อมฉันทราบว่า พระองค์ผู้ทรงดำรงรัฐจะไม่ทรงอาลัยใยดีต่อหม่อมฉัน            
			<remark  id="s2b27c148l9" />            ตั้งแต่ครั้งเมื่อพระองค์ทรงพระภูษาเปลือกไม้ เหน็บพระแสงขรรค์ ทรง            
			<remark  id="s2b27c148l10" />            ผูกสอดเครื่องครบ ประทับอยู่กลางป่า เหี้ยย่างได้หนีไปจากกิ่งไม้
			<remark  id="s2b27c148l11" />            อัสสัตถะแล้ว. 
			<remark  id="s2b27c148l12" />  	[๖๓๑] พึงอ่อนน้อมต่อผู้ที่อ่อนน้อม พึงคบผู้ที่เขาพอใจจะคบด้วย พึงทำกิจแก่ผู้ที่   
			<remark  id="s2b27c148l13" />            ช่วยทำกิจ ไม่พึงทำความเจริญให้แก่ผู้ที่ใคร่ความเสื่อม อนึ่ง ไม่พึงคบ        
			<remark  id="s2b27c148l14" />            หาสมาคมกับผู้ที่เขาไม่พอใจจะคบหาสมาคมด้วย.  
			<remark  id="s2b27c148l15" />  	[๖๓๒] พึงละทิ้งผู้ที่เขาละทิ้ง ไม่พึงทำความสิเนหาในผู้เลิกลากัน ไม่พึงสมาคม       
			<remark  id="s2b27c148l16" />            กับผู้มีจิตคิดออกห่าง นกรู้ว่า ต้นไม้มีผลหมดแล้ว ย่อมบินไปสู่ต้นอื่นที่     
			<remark  id="s2b27c148l17" />            เต็มไปด้วยผล ฉันใด คนก็ฉันนั้น รู้ว่า เขาหมดความอาลัยแล้ว ก็ควร             
			<remark  id="s2b27c148l18" />            จะเลือกหาคนอื่นที่เขาผู้สมัครรักใคร่ เพราะว่า โลกใหญ่พอ.    
			<remark  id="s2b27c148l19" />  	[๖๓๓] ฉันเป็นกษัตริย์มุ่งความกตัญญู จะทำตอบแทนแก่เธอตามสติกำลัง อนึ่ง             
			<remark  id="s2b27c148l20" />            ฉันจะมอบอำนาจให้แก่เธอทั้งหมด เธอต้องการสิ่งใด ฉันจะให้สิ่งนั้น             
			<remark  id="s2b27c148l21" />            แก่เธอ.     
			<remark  id="s2b27c148l22" />		      จบ โคธชาดกที่ ๓.
		</para>
	</section>
	<section id="s2b27c149" >
		<para id="s2b27c149p">
			<remark  id="s2b27c149l1" />		      ๔. ราโชวาทชาดก  
			<remark  id="s2b27c149l2" />		    ว่าด้วยคุณสมบัติของผู้นำ          
			<remark  id="s2b27c149l3" />  	[๖๓๔] ถ้าเมื่อโคทั้งหลาย ว่ายข้ามแม่น้ำไป โคหัวหน้าฝูงว่ายคด เมื่อโคผู้นำ        
			<remark  id="s2b27c149l4" />            ฝูงว่ายคดอย่างนี้ โคทั้งหมดก็ย่อมว่ายคดไปตามกัน.            
			<remark  id="s2b27c149l5" />  	[๖๓๕] ในมนุษย์ทั้งหลายก็เหมือนกัน ผู้ใด ได้รับสมมติแต่งตั้งให้เป็นใหญ่            
			<remark  id="s2b27c149l6" />            ถ้าผู้นั้น ประพฤติไม่เป็นธรรม ประชาชนนอกนี้ก็ประพฤติไม่เป็นธรรม             
			<remark  id="s2b27c149l7" />            โดยแท้ ถ้าพระราชาผู้เป็นใหญ่ไม่ตั้งอยู่ในธรรม รัฐก็ย่อมอยู่ไม่เป็นสุข       
			<remark  id="s2b27c149l8" />            ทั่วกัน.    
			<remark  id="s2b27c149l9" />  	[๖๓๖] ถ้าเมื่อโคทั้งหลาย ว่ายข้ามแม่น้ำไป โคหัวหน้าฝูงว่ายข้ามตรง เมื่อมีโค       
			<remark  id="s2b27c149l10" />            ผู้นำฝูงว่ายข้ามตรงอย่างนั้น โคทั้งหมดก็ย่อมว่ายข้ามตรงไปตามกัน.            
			<remark  id="s2b27c149l11" />  	[๖๓๗] ในหมู่มนุษย์ทั้งหลายก็เหมือนกัน ผู้ใด ได้รับสมมติแต่งตั้งให้เป็นใหญ่        
			<remark  id="s2b27c149l12" />            ถ้าผู้นั้น ประพฤติเป็นธรรม ประชาชนนอกนี้ก็ย่อมประพฤติเป็นธรรมไป             
			<remark  id="s2b27c149l13" />            ตามโดยแท้ ถ้าพระราชา ผู้เป็นใหญ่ตั้งอยู่ในธรรม รัฐก็ย่อมอยู่เป็นสุขทั่วกัน. 
			<remark  id="s2b27c149l14" />		    จบ ราโชวาทชาดกที่ ๔.
			<remark  id="s2b27c149l15" />		       ๕. ชัมพุกชาดก  
			<remark  id="s2b27c149l16" />		   ว่าด้วยโทษที่ไม่รู้ประมาณตน        
			<remark  id="s2b27c149l17" />  	[๖๓๘] ดูกรสุนัขจิ้งจอก ช้างนั้น ตัวใหญ่ ร่างกายสูง งาก็ยาว ตัวท่านไม่ได้เกิด      
			<remark  id="s2b27c149l18" />            ในตระกูลสัตว์ที่จะจับมันได้.
			<remark  id="s2b27c149l19" />  	[๖๓๙] ผู้ใด มิใช่ราชสีห์ ยกตนเพราะสำคัญว่า เป็นราชสีห์ ผู้นั้น ย่อมเป็น           
			<remark  id="s2b27c149l20" />            เหมือนสุนัขจิ้งจอกถูกช้างเหยียบ นอนหายใจแขม่วๆ อยู่บนแผ่นดิน. 
			<remark  id="s2b27c149l21" />  	[๖๔๐] ผู้ใด ไม่รู้จักกำลังกาย กำลังความคิด และชาติของผู้มียศ เป็นชนชั้นสูง        
			<remark  id="s2b27c149l22" />            มีข้อลำล่ำสันกำลังมาก ผู้นั้น ย่อมเป็นเหมือนสุนัขจิ้งจอกถูกช้างเหยียบ       
			<remark  id="s2b27c149l23" />            นอนตายอยู่นี้.
		</para>
	</section>
	<section id="s2b27c150" >
		<para id="s2b27c150p">
			<remark  id="s2b27c150l1" />  	[๖๔๑] ส่วนผู้ใด ใคร่ครวญก่อนแล้วจึงทำการงาน รู้จักกำลังกาย และกำลัง 
			<remark  id="s2b27c150l2" />            ความคิดของตน กำหนดด้วยคำพูดอันประกอบด้วยปัญญา เป็นวาจา      
			<remark  id="s2b27c150l3" />            สุภาษิต ผู้นั้น ย่อมมีชัยอย่างไพบูลย์.      
			<remark  id="s2b27c150l4" />		     จบ ชัมพุกชาดกที่ ๕.
			<remark  id="s2b27c150l5" />		      ๖. พรหาฉัตตชาดก 
			<remark  id="s2b27c150l6" />		    เอาของน้อยแลกของมาก 
			<remark  id="s2b27c150l7" />  	[๖๔๒] พระองค์ตรัสเพ้ออยู่ว่า หญ้าๆ ใครหนอ นำเอาหญ้ามาถวายพระองค์  
			<remark  id="s2b27c150l8" />            พระองค์มีกิจด้วยหญ้าหรือหนอ พระองค์จึงตรัสถึงแต่หญ้าเท่านั้น? 
			<remark  id="s2b27c150l9" />  	[๖๔๓] ฉัตตฤาษีผู้มีร่างกายสูงใหญ่ เป็นพรหมจารี เป็นพหูสูต มาอยู่ ณ ที่นี้         
			<remark  id="s2b27c150l10" />            เขาลักเอาทรัพย์ของเราจนหมดสิ้นแล้ว ยังใส่หญ้าไว้ในตุ่มแล้วหนีไป.            
			<remark  id="s2b27c150l11" />  	[๖๔๔] การถือเอาทรัพย์ของตนไปหมด และการไม่ถือเอาหญ้า เป็นกิจที่ผู้ 
			<remark  id="s2b27c150l12" />            ปรารถนาของน้อยแลกเอาของมาก พึงกระทำอย่างนั้น ฉัตตฤาษีใส่หญ้า
			<remark  id="s2b27c150l13" />            ไว้ในตุ่มหนีไปแล้ว การปริเวทนาเพราะเรื่องนั้น จะมีประโยชน์อะไร.             
			<remark  id="s2b27c150l14" />  	[๖๔๕] ผู้มีศีลทั้งหลาย ย่อมไม่ทำอย่างนั้น คนพาล ย่อมกระทำอนาจารอย่างนี้           
			<remark  id="s2b27c150l15" />            ความเป็นบัณฑิตจักทำคนทุศีล มีศีลไม่ยั่งยืน ให้เป็นคนอย่างไร?
			<remark  id="s2b27c150l16" />		    จบ พรหาฉัตตชาดกที่ ๖.             
			<remark  id="s2b27c150l17" />		        ๗. ปีฐชาดก    
			<remark  id="s2b27c150l18" />		      ว่าด้วยธรรมในสกุล 
			<remark  id="s2b27c150l19" />  	[๖๔๖] เราทั้งหลายไม่ได้ให้ตั่ง น้ำดื่ม และโภชนาหารแก่ท่าน ขอท่านผู้เป็น           
			<remark  id="s2b27c150l20" />            พรหมจารี จงอดโทษให้แก่ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าเห็นโทษนี้.          
			<remark  id="s2b27c150l21" />  	[๖๔๗] อาตมภาพไม่ได้ข้องเกี่ยว และไม่ได้นึกโกรธเคืองเลย แม้ความไม่ชอบใจ            
			<remark  id="s2b27c150l22" />            อะไรๆ ของอาตมภาพก็ไม่มีเลย แท้ที่จริง อาตมภาพยังมีความวิตกอยู่ใน            
			<remark  id="s2b27c150l23" />            ใจว่า ธรรมของสกุลนี้ จักเป็นเช่นนี้แน่.     
		</para>
	</section>
	<section id="s2b27c151" >
		<para id="s2b27c151p">
			<remark  id="s2b27c151l1" />  	[๖๔๘] ที่นั่ง น้ำล้างเท้า น้ำมันทาเท้า ข้าพเจ้าให้อยู่เป็นนิจทุกอย่าง นี้เป็นธรรม 
			<remark  id="s2b27c151l2" />            ในสกุล เนื่องมาจาก ปู่ ย่า ตา ยาย ของข้าพเจ้าทุกเมื่อ.      
			<remark  id="s2b27c151l3" />  	[๖๔๙] ข้าพเจ้าบำรุงสมณพราหมณ์โดยเคารพดุจญาติที่สูงสุด นี้เป็นธรรมในสกุล           
			<remark  id="s2b27c151l4" />            เนื่องมาจากปู่ ย่า ตา ยาย ของข้าพเจ้าทุกเมื่อ.
			<remark  id="s2b27c151l5" />		      จบ ปีฐชาดกที่ ๗.
			<remark  id="s2b27c151l6" />		        ๘. ถุสชาดก    
			<remark  id="s2b27c151l7" />		ว่าด้วยรู้จักแกลบหรือข้าวสารในที่มืด  
			<remark  id="s2b27c151l8" />  	[๖๕๐] แกลบปรากฏโดยความเป็นแกลบแก่หนูทั้งหลาย และข้าวสารก็ปรากฏ    
			<remark  id="s2b27c151l9" />            โดยความเป็นข้าวสารแก่พวกมัน แม้ในที่มืด พวกมันเว้นแกลบเสีย  
			<remark  id="s2b27c151l10" />            เลือกกินแต่ข้าวสาร.         
			<remark  id="s2b27c151l11" />  	[๖๕๑] การปรึกษาในป่าก็ดี การพูดกระซิบกันในบ้านก็ดี และการคิดหาโอกาส 
			<remark  id="s2b27c151l12" />            ด่าเราในบัดนี้ก็ดี เรารู้หมดแล้ว.           
			<remark  id="s2b27c151l13" />  	[๖๕๒] ได้ยินว่า ลิงตัวที่เป็นพ่อมันเอาฟันกัดภาวะบุรุษของลูกผู้เกิดตามสภาพ         
			<remark  id="s2b27c151l14" />            เสียแต่ยังเยาว์ทีเดียว.     
			<remark  id="s2b27c151l15" />  	[๖๕๓] การที่เจ้าดิ้นรนอยู่เหมือนแพะตาบอดในไร่ผักกาดก็ดี นอนอยู่ภายใต้             
			<remark  id="s2b27c151l16" />            ที่นอนก็ดี เรารู้หมดสิ้นแล้ว. 
			<remark  id="s2b27c151l17" />		      จบ ถุสชาดกที่ ๘.
			<remark  id="s2b27c151l18" />		       ๙. พาเวรุชาดก  
			<remark  id="s2b27c151l19" /> ว่าด้วยพวกเดียรถีย์เสื่อมลาภสักการะ    
			<remark  id="s2b27c151l20" />  	[๖๕๔] เพราะยังไม่เห็นนกยูงซึ่งมีหงอน มีเสียงไพเราะ ชนทั้งหลายจึงพากัน             
			<remark  id="s2b27c151l21" />            บูชากาในที่นั้น ด้วยเนื้อ และผลไม้.         
			<remark  id="s2b27c151l22" />  	[๖๕๕] แต่เมื่อใด นกยูงตัวสมบูรณ์ไปด้วยเสียงมายังพาเวฬุรัฐ เมื่อนั้น ลาภ           
			<remark  id="s2b27c151l23" />            และสักการะของกาก็เสื่อมไป.  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b27c152" >
		<para id="s2b27c152p">
			<remark  id="s2b27c152l1" />  	[๖๕๖] พระพุทธเจ้าผู้เป็นพระธรรมราชา ส่องแสงสว่าง ยังไม่เสด็จอุบัติขึ้น            
			<remark  id="s2b27c152l2" />            เพียงใด ชนทั้งหลายก็พากันบูชาสมณพราหมณ์เหล่าอื่นอยู่เป็นอันมาก
			<remark  id="s2b27c152l3" />            เพียงนั้น.  
			<remark  id="s2b27c152l4" />  	[๖๕๗] แต่เมื่อใด พระพุทธเจ้าผู้มีพระสุรเสียงอันไพเราะ ได้ทรงแสดงธรรม
			<remark  id="s2b27c152l5" />            แล้ว เมื่อนั้น ลาภและสักการะของพวกเดียรถีย์ก็เสื่อมไป.      
			<remark  id="s2b27c152l6" />		     จบ พาเวรุชาดกที่ ๙.
			<remark  id="s2b27c152l7" />		       ๑๐. วิสัยหชาดก 
			<remark  id="s2b27c152l8" />		 ความยากจนไม่เป็นเหตุให้ทำชั่ว        
			<remark  id="s2b27c152l9" />  	[๖๕๘] ดูกรพ่อวิสัยหะ แต่ก่อนท่านได้ให้ทาน ก็เมื่อท่านให้อยู่อย่างนั้น ความ        
			<remark  id="s2b27c152l10" />            เสื่อมได้มีแก่ท่านแล้ว ต่อแต่นี้ไป ถ้าท่านจักไม่ให้ทาน เมื่อท่านไม่ให้      
			<remark  id="s2b27c152l11" />            ทาน โภคะทั้งหลายก็คงกลับมีอยู่ตามเดิม.      
			<remark  id="s2b27c152l12" />  	[๖๕๙] ข้าแต่ท้าวสหัสสเนตร พระอริยะทั้งหลายท่านกล่าวถึงบาปกรรมว่า อันอารย          
			<remark  id="s2b27c152l13" />            ชนถึงจะเป็นคนยากจนเข็ญใจก็ไม่ควรทำ ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมทวยเทพ            
			<remark  id="s2b27c152l14" />            ข้าพระบาทจะพึงเลิกศรัทธาเพราะเหตุการบริโภคทรัพย์อันใด ทรัพย์อัน            
			<remark  id="s2b27c152l15" />            นั้น อย่าได้มีเลย.          
			<remark  id="s2b27c152l16" />  	[๖๖๐] รถคันหนึ่งแล่นไปทางใด รถคันอื่นก็แล่นไปทางนั้น ข้าแต่ท้าววาสวะ
			<remark  id="s2b27c152l17" />            วัตรที่ข้าพระบาทบำเพ็ญมาแล้วแต่ครั้งก่อน ขอจงเป็นไปเหมือนอย่างนั้น          
			<remark  id="s2b27c152l18" />            เถิด.       
			<remark  id="s2b27c152l19" />  	[๖๖๑] ถ้ายังมียังเป็นอยู่ ข้าพระบาทก็จะให้ เมื่อไม่มีไม่เป็น จะให้ได้อย่างไร      
			<remark  id="s2b27c152l20" />            แม้ถึงจะเป็นอย่างนี้แล้วก็ตาม ก็จะต้องให้ เพราะข้าพระบาทจะลืมทาน            
			<remark  id="s2b27c152l21" />            เสียไม่ได้. 
			<remark  id="s2b27c152l22" />		     จบ วิสัยหชาดกที่ ๑๐.             
			<remark  id="s2b27c152l23" />		     จบ โกกิลวรรคที่ ๔. 
			<remark  id="s2b27c152l24" />		     _________________ 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b27c153" >
		<para id="s2b27c153p">
			<remark  id="s2b27c153l1" />		   รวมชาดกที่มีในวรรคนี้ คือ          
			<remark  id="s2b27c153l2" />            ๑. โกกาลิกชาดก           ๒. รถลัฏฐิชาดก     
			<remark  id="s2b27c153l3" />            ๓. โคธชาดก๔. ราโชวาทชาดก      
			<remark  id="s2b27c153l4" />            ๕. ชัมพุกชาดก             ๖. พรหาฉัตตชาดก   
			<remark  id="s2b27c153l5" />            ๗. ปีฐชาดก ๘. ถุสชาดก         
			<remark  id="s2b27c153l6" />            ๙. พาเวรุชาดก           ๑๐. วิสัยหชาดก.     
			<remark  id="s2b27c153l7" />		     _________________ 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b27c154" >
		<para id="s2b27c154p">
			<remark  id="s2b27c154l1" />		      ๕. จุลลกุณาลวรรค
			<remark  id="s2b27c154l2" />		       ๑. กุณฑลิกชาดก 
			<remark  id="s2b27c154l3" />		     เปรียบนารีด้วยท่าน้ำ             
			<remark  id="s2b27c154l4" />  	[๖๖๒] บรรดานารีทั้งหลาย เป็นคนหลายใจ ไม่มีใครสามารถจะข่มได้ ทำความ
			<remark  id="s2b27c154l5" />            ยั่วยวนให้แก่ชายทั้งหลาย ถ้าหากว่า นารีทั้งหลายแม้จะทำให้เกิดความ           
			<remark  id="s2b27c154l6" />            ปีติได้โดยประการทั้งปวง ก็ไม่ควรไว้วางใจ เพราะว่า นารีทั้งหลายเปรียบ        
			<remark  id="s2b27c154l7" />            ด้วยท่าน้ำ. 
			<remark  id="s2b27c154l8" />  	[๖๖๓] บัณฑิตได้พบเห็นเหตุคลายกำหนัด ของกินนรและนางกินนรีทั้งหลาย  
			<remark  id="s2b27c154l9" />            แล้ว ก็พึงรู้เสียเถิดว่า หญิงทุกคน ย่อมไม่ยินดีในเรือนของตน ภรรยา           
			<remark  id="s2b27c154l10" />            ได้ทอดทิ้งสามีผู้เช่นนั้นได้ เพราะไปพบเห็นบุรุษอื่นแม้เป็นง่อยเปลี้ย.       
			<remark  id="s2b27c154l11" />  	[๖๖๔] พระมเหสีของพระเจ้าพกะ และพระเจ้าพาวริกะ ผู้หมกมุ่นอยู่ในกาม 
			<remark  id="s2b27c154l12" />            เกินส่วน ยังประพฤติล่วงกับชาวประมงคนใช้ผู้ใกล้ชิดและอยู่ในอำนาจ             
			<remark  id="s2b27c154l13" />            หญิงจะไม่ประพฤติล่วงบุรุษอื่นนอกจากคนนั้นอีก มีอยู่หรือ?    
			<remark  id="s2b27c154l14" />  	[๖๖๕] นางปิงคิยานี พระอัครมเหสีที่รักของพระเจ้าพรหมทัตต์ผู้เป็นอิสระแห่ง          
			<remark  id="s2b27c154l15" />            มวลโลก ได้ประพฤติล่วงกับคนเลี้ยงม้าผู้เป็นคนใกล้ชิดและอยู่ในอำนาจ           
			<remark  id="s2b27c154l16" />            นางผู้ใคร่กามนั้น ไม่ได้ประสบผลแม้ทั้งสองอย่าง.             
			<remark  id="s2b27c154l17" />		     จบ กุณฑลิกชาดกที่ ๑.             
			<remark  id="s2b27c154l18" />		       ๒. วานรชาดก    
			<remark  id="s2b27c154l19" />		 ผู้รู้เท่าถึงเหตุการณ์เอาตัวรอดได้   
			<remark  id="s2b27c154l20" />  	[๖๖๖] ดูกรจระเข้ เราสามารถยกตนขึ้นจากน้ำสู่บกได้แล้ว บัดนี้ เราจะไม่ตกอยู่        
			<remark  id="s2b27c154l21" />            ในอำนาจของท่านอีกต่อไป.     
			<remark  id="s2b27c154l22" />  	[๖๖๗] เราไม่ต้องการด้วยผลมะม่วง ผลหว้า และผลขนุนทั้งหลาย เราจะต้อง
			<remark  id="s2b27c154l23" />            ข้ามฝั่งแม่น้ำไปบริโภคผลมะเดื่อของเราดีกว่า.
		</para>
	</section>
	<se
