<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<!DOCTYPE book PUBLIC "-//OASIS//DTD DocBook XML V5.0//EN" "http://www.oasis-open.org/docbook/xml/4.5/docbookx.dtd">
<chapter id="s2b26">
	<title>ขุททกนิกาย วิมาน-เปตวัตถุ เถระ-เถรีคาถา</title>
	<section id="s2b26c1" >
		<para id="s2b26c1p">
			<remark  id="s2b26c1l1" />		           พระสุตตันตปิฎก  
			<remark  id="s2b26c1l2" />		              	เล่ม ๑๘  
			<remark  id="s2b26c1l3" />		ขุททกนิกาย วิมาน-เปตวัตถุ เถระ-เถรีคาถา  
			<remark  id="s2b26c1l4" />	ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น  
			<remark  id="s2b26c1l5" />		            ปิฐวรรคที่ ๑  
			<remark  id="s2b26c1l6" />		           ๑. ปิฐวิมานที่ ๑  
			<remark  id="s2b26c1l7" />		  ว่าด้วยทำบุญอะไรจึงเป็นเทพธิดาสวยงาม  
			<remark  id="s2b26c1l8" />	[๑]   พระโมคคัลลานะถามว่า  
			<remark  id="s2b26c1l9" />		ตั่งทองคำของท่านอันใหญ่โต ลอยไปในที่ต่างๆ ได้เร็วดังใจตามปรารถนา  
			<remark  id="s2b26c1l10" />		ท่านมีกายอันประดับแล้ว  ทรงมาลัยนุ่งห่มผ้าสวยงาม  มีรัศมีเปล่งปลั่ง  
			<remark  id="s2b26c1l11" />		ดังสายฟ้าอันแลบออกจากกลีบเมฆ    ท่านมีวรรณะเช่นนี้เพราะบุญอะไร  
			<remark  id="s2b26c1l12" />		อิฐผลย่อมสำเร็จแก่ท่านในวิมานนี้ เพราะบุญอะไร อนึ่ง  โภคะอันเป็น  
			<remark  id="s2b26c1l13" />		ที่รักแห่งใจทุกสิ่งทุกอย่าง ย่อมเกิดขึ้นแก่ท่านเพราะบุญอะไร  ดูกรนาง  
			<remark  id="s2b26c1l14" />		เทพธิดาผู้มีอานุภาพมาก อาตมาขอถามท่าน ครั้งเมื่อท่านเกิดเป็นมนุษย์  
			<remark  id="s2b26c1l15" />		ได้ทำบุญอะไรไว้ ท่านมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้  และรัศมีกายของท่าน  
			<remark  id="s2b26c1l16" />		สว่างไสวไปทั่วทุกทิศเพราะบุญอะไร.  
			<remark  id="s2b26c1l17" />		นางเทพธิดานั้น อันพระโมคคัลลานเถระถามแล้ว มีใจยินดีได้พยากรณ์  
			<remark  id="s2b26c1l18" />		ปัญหาแห่งผลกรรมที่ถูกถามนั้นว่า  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b26c2" >
		<para id="s2b26c2p">
			<remark  id="s2b26c2l1" />		เมื่อดิฉันเกิดเป็นมนุษย์ในมนุษยโลก ได้ถวายอาสนะแก่หมู่ภิกษุผู้มาใหม่  
			<remark  id="s2b26c2l2" />		ได้อภิวาท ได้ทำอัญชลี  และให้ทานตามสติกำลัง ดิฉันมีวรรณะเช่นนี้  
			<remark  id="s2b26c2l3" />		เพราะบุญนั้น อิฐผลย่อมสำเร็จแก่ดิฉันในที่นี้เพราะบุญนั้น อนึ่ง โภคะ  
			<remark  id="s2b26c2l4" />		อันเป็นที่รักแห่งใจทุกสิ่งทุกอย่างย่อมเกิดแก่ดิฉันก็เพราะบุญนั้น ข้าแต่  
			<remark  id="s2b26c2l5" />		ภิกษุผู้มีอานุภาพมาก ดิฉันขอบอกแก่ท่าน  เมื่อครั้งดิฉันเกิดเป็นมนุษย์  
			<remark  id="s2b26c2l6" />		ได้ทำบุญใดไว้ ดิฉันนั้นมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้  และมีรัศมีกายสว่าง  
			<remark  id="s2b26c2l7" />		ไสวไปทั่วทิศเพราะบุญนั้น.  
			<remark  id="s2b26c2l8" />		           จบ ปิฐวิมานที่ ๑  
			<remark  id="s2b26c2l9" />		           ๒ ปิฐวิมานที่ ๒  
			<remark  id="s2b26c2l10" />	[๒]   พระโมคคัลลานะถามว่า  
			<remark  id="s2b26c2l11" />		ตั่งอันล้วนแล้วด้วยแก้วไพฑูรย์ของท่าน อันใหญ่โต ลอยไปในที่ต่างๆ  
			<remark  id="s2b26c2l12" />		ได้เร็วดังใจตามปรารถนา  ท่านมีกายอันประดับแล้ว   ทัดทรงมาลัย  
			<remark  id="s2b26c2l13" />		นุ่งห่มผ้าอันสวยงาม  มีรัศมีเปล่งปลั่งดังสายฟ้าอันแลบออกจากกลีบเมฆ  
			<remark  id="s2b26c2l14" />		ท่านมีวรรณะเช่นนี้เพราะบุญอะไร อนึ่ง โภคะอันเป็นที่รักแห่งใจทุกสิ่ง  
			<remark  id="s2b26c2l15" />		ทุกอย่าง ย่อมเกิดขึ้นแก่ท่านเพราะบุญอะไร  ดูกรนางเทพธิดาผู้มีอานุ  
			<remark  id="s2b26c2l16" />		ภาพมาก  อาตมาขอถามท่าน  ครั้งเมื่อท่านเกิดเป็นมนุษย์ได้ทำบุญอะไร  
			<remark  id="s2b26c2l17" />		ไว้ ท่านมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้ และรัศมีกายของท่านสว่างไสวไปทั่ว  
			<remark  id="s2b26c2l18" />		ทุกทิศ เพราะบุญอะไรฯ นางเทพธิดานั้น อันพระโมคคัลลานะถามแล้ว  
			<remark  id="s2b26c2l19" />		มีใจยินดีได้พยากรณ์ปัญหาแห่งผลกรรมที่ถูกถามว่า  
			<remark  id="s2b26c2l20" />		เมื่อดิฉันเกิดเป็นมนุษย์ในมนุษยโลก   ได้ถวายอาสนะแก่หมู่ภิกษุผู้มา  
			<remark  id="s2b26c2l21" />		ใหม่ ได้อภิวาทกระทำอัญชลี และถวายทานตามสติกำลัง ดิฉันมีวรรณะ  
			<remark  id="s2b26c2l22" />		เช่นนี้เพราะบุญนั้น  อิฐผลย่อมสำเร็จแก่ดิฉันในที่นี้เพราะบุญนั้น  และ  
			<remark  id="s2b26c2l23" />		โภคะอันเป็นที่รักแห่งใจทุกสิ่งทุกอย่าง   ย่อมเกิดแก่ดิฉันเพราะบุญนั้น  
			<remark  id="s2b26c2l24" />		ข้าแต่ภิกษุผู้มีอานุภาพมาก  ดิฉันขอบอกแก่ท่าน  เมื่อครั้งดิฉันเกิดเป็น  
			<remark  id="s2b26c2l25" />		มนุษย์ได้ทำบุญใดไว้  ดิฉันมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้และมีรัศมีกายสว่าง  
			<remark  id="s2b26c2l26" />		ไสวไปทั่วทุกทิศเพราะบุญนั้น.  
			<remark  id="s2b26c2l27" />		           จบ ปิฐวิมานที่ ๒  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b26c3" >
		<para id="s2b26c3p">
			<remark  id="s2b26c3l1" />		           ๓. ปิฐวิมานที่ ๓  
			<remark  id="s2b26c3l2" />		  ว่าด้วยผลบุญที่ทำให้ไปเกิดในปิฐวิมานที่ ๓  
			<remark  id="s2b26c3l3" />	[๓]   พระโมคคัลลานะถามว่า  
			<remark  id="s2b26c3l4" />		ตั่งทองคำของท่านอันใหญ่โต ลอยไปในที่ต่างๆ ได้เร็วดังใจตามปรารถนา  
			<remark  id="s2b26c3l5" />		ท่านมีกายอันประดับแล้ว  ทรงมาลัย  นุ่งห่มผ้าสวยงาม  มีรัศมีเปล่งปลั่ง  
			<remark  id="s2b26c3l6" />		ดังสายฟ้าอันแลบออกจากกลีบเมฆ   ท่านมีวรรณะเช่นนี้เพราะบุญอะไร  
			<remark  id="s2b26c3l7" />		อิฐผลย่อมสำเร็จแก่ท่านในวิมานนี้ เพราะบุญอะไร  อนึ่ง  โภคะอันเป็น  
			<remark  id="s2b26c3l8" />		ที่รักแห่งใจทุกสิ่งทุกอย่าง ย่อมเกิดขึ้นแก่ท่านเพราะบุญอะไร  ดูกรนาง  
			<remark  id="s2b26c3l9" />		เทพธิดาผู้มีอานุภาพมาก อาตมาขอถามท่าน ครั้งเมื่อท่านเกิดเป็นมนุษย์  
			<remark  id="s2b26c3l10" />		ได้ทำบุญอะไรไว้ ท่านมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้ และรัศมีกายของท่าน  
			<remark  id="s2b26c3l11" />		สว่างไสวไปทั่วทุกทิศ เพราะบุญอะไร.  
			<remark  id="s2b26c3l12" />		นางเทพธิดานั้น อันพระโมคคัลลานะถามแล้วมีใจยินดีได้พยากรณ์ปัญหา  
			<remark  id="s2b26c3l13" />		แห่งผลกรรมที่ถูกถามว่า  
			<remark  id="s2b26c3l14" />		ดิฉันมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้ เพราะผลกรรมอันน้อยของดิฉัน เมื่อดิฉัน  
			<remark  id="s2b26c3l15" />		เกิดเป็นมนุษย์ในมนุษยโลกในชาติก่อน ได้เห็นภิกษุผู้ปราศจากกิเลสธุลี  
			<remark  id="s2b26c3l16" />		มีอินทรีย์ผ่องใส ไม่ขุ่นมัว ดิฉันมีจิตเลื่อมใส ได้ถวายตั่งแก่ท่านด้วยมือ  
			<remark  id="s2b26c3l17" />		ทั้งสองของตน ดิฉันมีวรรณะเช่นนี้เพราะบุญนั้น อิฐผลย่อมสำเร็จแก่  
			<remark  id="s2b26c3l18" />		ดิฉันในที่นี้เพราะบุญนั้น และโภคะอันเป็นที่รักแห่งใจทุกสิ่งทุกอย่าง  
			<remark  id="s2b26c3l19" />		ย่อมเกิดขึ้นแก่ดิฉันเพราะบุญนั้น ข้าแต่ภิกษุผู้มีมหานุภาพ ดิฉันขอบอก  
			<remark  id="s2b26c3l20" />		แก่ท่าน เมื่อครั้งดิฉันเกิดเป็นมนุษย์ได้ทำบุญใดไว้ ดิฉันมีอานุภาพ  
			<remark  id="s2b26c3l21" />		รุ่งเรืองอย่างนี้ และมีรัศมีสว่างไสวไปทั่วทิศ เพราะบุญนั้น.  
			<remark  id="s2b26c3l22" />		           จบ ปิฐวิมานที่ ๓  
			<remark  id="s2b26c3l23" />		           ๔. ปิฐวิมานที่ ๔  
			<remark  id="s2b26c3l24" />		  ว่าด้วยผลบุญที่ทำให้ไปเกิดในปิฐวิมานที่ ๔  
			<remark  id="s2b26c3l25" />	[๔]   พระโมคคัลลานะถามว่า  
			<remark  id="s2b26c3l26" />		ตั่งอันล้วนแล้วด้วยแก้วไพฑูรย์ของท่านอันใหญ่โต ลอยไปในที่ต่างๆ  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b26c4" >
		<para id="s2b26c4p">
			<remark  id="s2b26c4l1" />		ได้เร็วดังใจตามปรารถนา ท่านมีกายอันประดับแล้ว ทัดทรงมาลัย นุ่งห่ม  
			<remark  id="s2b26c4l2" />		ผ้าอันสวยงาม มีรัศมีเปล่งปลั่งดังสายฟ้าแลบออกจากกลีบเมฆ ท่านมี  
			<remark  id="s2b26c4l3" />		วรรณะเช่นนี้เพราะบุญอะไร อนึ่ง โภคะอันเป็นที่รักแห่งใจทุกสิ่งทุกอย่าง  
			<remark  id="s2b26c4l4" />		ย่อมเกิดขึ้นแก่ท่านเพราะบุญอะไร ดูกรนางเทพธิดาผู้มีอานุภาพมาก  
			<remark  id="s2b26c4l5" />		อาตมาขอถามท่าน ครั้งเมื่อท่านเกิดเป็นมนุษย์ได้ทำบุญอะไรไว้ ท่านมี  
			<remark  id="s2b26c4l6" />		อานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้ และรัศมีกายของท่านสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ  
			<remark  id="s2b26c4l7" />		เพราะบุญอะไร.  
			<remark  id="s2b26c4l8" />		นางเทพธิดานั้น อันพระมหาโมคคัลลานะถามแล้ว มีใจยินดีได้พยากรณ์  
			<remark  id="s2b26c4l9" />		ปัญหาแห่งผลกรรมที่ถูกถามว่า  
			<remark  id="s2b26c4l10" />		ดิฉันมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้ เพราะผลกรรมอันน้อยของดิฉัน เมื่อดิฉัน  
			<remark  id="s2b26c4l11" />		เกิดเป็นมนุษย์ในหมู่มนุษย์ทั้งหลายในมนุษยโลกในชาติก่อน ได้เห็น  
			<remark  id="s2b26c4l12" />		ภิกษุผู้ปราศจากกิเลสธุลี มีอินทรีย์ผ่องใส ไม่ขุ่นมัว ดิฉันมีจิตเลื่อมใส  
			<remark  id="s2b26c4l13" />		ได้ถวายตั่งแก่ท่านด้วยมือทั้งสองของตน ดิฉันมีวรรณะเช่นนี้เพราะบุญ  
			<remark  id="s2b26c4l14" />		นั้น อิฐผลย่อมสำเร็จแก่ดิฉันในที่นี้เพราะบุญนั้น และโภคะอันเป็นที่รัก  
			<remark  id="s2b26c4l15" />		แห่งใจทุกสิ่งทุกอย่าง ย่อมเกิดแก่ดิฉันเพราะบุญนั้น ข้าแต่ภิกษุผู้มี  
			<remark  id="s2b26c4l16" />		อานุภาพมาก ดิฉันขอบอกท่าน เมื่อครั้งดิฉันเกิดเป็นมนุษย์ได้ทำบุญใดไว้  
			<remark  id="s2b26c4l17" />		มีอานุภาพมากรุ่งเรืองอย่างนี้ และมีรัศมีกายสว่างไสวไปทั่วทิศเพราะ  
			<remark  id="s2b26c4l18" />		บุญนั้น.  
			<remark  id="s2b26c4l19" />		           จบ ปิฐวิมานที่ ๔  
			<remark  id="s2b26c4l20" />		           ๕. กุญชรวิมาน  
			<remark  id="s2b26c4l21" />		  ว่าด้วยผลบุญที่ทำให้ไปเกิดในกุญชรวิมาน  
			<remark  id="s2b26c4l22" />	[๕]   พระโมคคัลลานะถามว่า  
			<remark  id="s2b26c4l23" />		กุญชรเป็นยานอันประเสริฐของท่าน ประดับประดาด้วยแก้วหลายชนิด  
			<remark  id="s2b26c4l24" />		เป็นสัตว์น่ารัก มีกำลังว่องไวมาก เที่ยวไปในอากาศได้ มีสีเหมือนกับ  
			<remark  id="s2b26c4l25" />		หม้อใหม่ มีนัยน์ตากลมคล้ายใบบัว มีตัวประดับด้วยพวงดอกปทุมและ  
			<remark  id="s2b26c4l26" />		พวงอุบลทิพย์งามรุ่งเรือง มีกายอันโปรยปรายไปด้วยเกสรปทุม ประดับ  
			<remark  id="s2b26c4l27" />		ด้วยปทุมทอง ตามทางที่ช้างเดินไปและหยุดยืนอยู่ มีดอกบัวทองใหญ่ๆ  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b26c5" >
		<para id="s2b26c5p">
			<remark  id="s2b26c5l1" />		คอยรับเท้าช้างทุกฝีเท้า และประดับด้วยดอกปทุมและดอกอุบลทอง  
			<remark  id="s2b26c5l2" />		เวลาเดินก็ค่อยๆ เดินไป ขณะเมื่อเดินไปมีเสียงกระดิ่งไพเราะ น่าเพลิด  
			<remark  id="s2b26c5l3" />		เพลินใจ คล้ายกับดนตรีเครื่อง ๕ ฉะนั้น บนคอช้างนั้นมีผ้าอย่างสะอาด  
			<remark  id="s2b26c5l4" />		เป็นเครื่องลาด ท่านรุ่งเรืองกว่าหมู่เทพกัญญาในเชิงรูปร่าง การที่ท่านได้  
			<remark  id="s2b26c5l5" />		ทิพยสมบัตินี้ ด้วยผลแห่งทาน ผลแห่งศีล หรือผลแห่งการกราบไหว้  
			<remark  id="s2b26c5l6" />		(ชนิดไหน) อาตมาถามท่านแล้วขอได้โปรดตอบคำถามนั้นแก่อาตมาด้วย.  
			<remark  id="s2b26c5l7" />		นางเทพธิดานั้น อันพระโมคคัลลานะถามแล้วมีใจยินดี ได้พยากรณ์  
			<remark  id="s2b26c5l8" />		ปัญหาแห่งผลกรรมที่ถูกถามว่า  
			<remark  id="s2b26c5l9" />		ดิฉันได้เห็นพระเถรเจ้าผู้สมบูรณ์ด้วยคุณ ผู้เพ่งฌาน ยินดีในฌาน เป็น  
			<remark  id="s2b26c5l10" />		ผู้สงบ ได้ถวายอาสนะที่ลาดด้วยผ้า โปรยดอกไม้ลงรอบๆ อาสนะ  
			<remark  id="s2b26c5l11" />		ดิฉันมีใจเลื่อมใส ได้ประดับพวงมาลัยปทุมมีใบติดลงครึ่งหนึ่ง และโรย  
			<remark  id="s2b26c5l12" />		เกสรปทุมลงครึ่งหนึ่ง ด้วยมือทั้งสองของตน ผลเช่นนี้เป็นผลแห่งกุศล  
			<remark  id="s2b26c5l13" />		กรรมนั้น เพราะดิฉันได้ทำสักการบูชาแก่ท่านผู้ประหารกิเลสทั้งปวงได้  
			<remark  id="s2b26c5l14" />		ผู้มีกาย วาจา ใจ สงบระงับแล้ว ผู้ประพฤติธรรมอันประเสริฐ อย่าง  
			<remark  id="s2b26c5l15" />		ท่านผู้ประเสริฐด้วยคุณทั้งหลายบูชากันมาแล้ว ดิฉันได้ถวายอาสนะด้วย  
			<remark  id="s2b26c5l16" />		น้ำใจอันผ่องใส เดี๋ยวนี้ดิฉันจึงรื่นเริงบันเทิงใจ เหมือนอย่างที่คนอื่นเขา  
			<remark  id="s2b26c5l17" />		รื่นเริงบันเทิงกัน เพราะเหตุนั้นแหละ ท่านที่มุ่งประโยชน์ตน ประสงค์  
			<remark  id="s2b26c5l18" />		ความสุขอันยิ่งใหญ่คือ เพื่อความเป็นผู้สิ้นอาสวขัยในชาติ อันเป็นอวสาน  
			<remark  id="s2b26c5l19" />		จึงควรถวายอาสนทาน.  
			<remark  id="s2b26c5l20" />		          จบ กุญชรวิมานที่ ๕  
			<remark  id="s2b26c5l21" />		          ๖. นาวาวิมานที่ ๑  
			<remark  id="s2b26c5l22" />		 ว่าด้วยผลบุญที่ทำให้ไปเกิดในนาวาวิมานที่ ๑  
			<remark  id="s2b26c5l23" />	[๖]   พระโมคคัลลานะถามว่า  
			<remark  id="s2b26c5l24" />		ดูกรนางเทพนารี ท่านขึ้นนั่งวิมานเรือ อันบุญกรรมบุด้วยทองคำ เล่น  
			<remark  id="s2b26c5l25" />		ในสระโบกขรณีเก็บดอกปทุมอยู่ ท่านมีปราสาทเป็นเทวาลัยอันบุญกรรม  
			<remark  id="s2b26c5l26" />		จัดแจงเนรมิตให้แล้ว เป็นส่วนๆ โดยรอบทั้งสี่ทิศ รุ่งเรืองเป็นสง่าอยู่  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b26c6" >
		<para id="s2b26c6p">
			<remark  id="s2b26c6l1" />		เพราะบุญอะไร ท่านมีวรรณะเช่นนี้เพราะบุญอะไร อิฐผลสำเร็จแก่ท่าน  
			<remark  id="s2b26c6l2" />		ในวิมานนี้เพราะบุญอะไร อนึ่ง โภคะอันเป็นที่รักแห่งใจทุกสิ่งทุกอย่าง  
			<remark  id="s2b26c6l3" />		ย่อมเกิดขึ้นแก่ท่านเพราะบุญอะไร ดูกรนางเทพธิดาผู้มีอานุภาพมาก  
			<remark  id="s2b26c6l4" />		อาตมาขอถามท่าน ครั้งเมื่อท่านเกิดเป็นมนุษย์ได้ทำบุญอะไรไว้ ท่านมี  
			<remark  id="s2b26c6l5" />		อานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้ และรัศมีกายของท่านสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ  
			<remark  id="s2b26c6l6" />		เพราะบุญอะไร?  
			<remark  id="s2b26c6l7" />		เทพธิดานั้น อันพระมหาโมคคัลลานะถามแล้ว มีใจยินดี ได้พยากรณ์  
			<remark  id="s2b26c6l8" />		ปัญหาแห่งผลกรรมที่ถูกถามว่า  
			<remark  id="s2b26c6l9" />		ในชาติก่อน ครั้งเมื่อดิฉันยังเป็นมนุษย์อยู่ในหมู่มนุษย์ในมนุษยโลก  
			<remark  id="s2b26c6l10" />		ได้เห็นภิกษุทั้งหลายผู้กระหายน้ำ เหน็ดเหนื่อยมา จึงถวายน้ำฉันโดย  
			<remark  id="s2b26c6l11" />		ขมีขมัน อันว่าผู้ใดแล ได้ถวายน้ำฉันโดยขมีขมันแก่ภิกษุทั้งหลายผู้เหน็ด  
			<remark  id="s2b26c6l12" />		เหนื่อยกระหายน้ำมา แม่น้ำหลายสายมีน้ำเยือกเย็นเต็มไปด้วยบัวขาว  
			<remark  id="s2b26c6l13" />		(ริมฝั่ง) มีไม้จันทน์และมะม่วงอย่างเล็กมีรสหวานอยู่ล้นหลาม ย่อมเกิด  
			<remark  id="s2b26c6l14" />		แก่ผู้นั้น ที่อยู่และหมู่ไม้ของผู้นั้น มีน้ำหลายสายล้อมรอบประจำ แม่น้ำ  
			<remark  id="s2b26c6l15" />		ทั้งหลายมีทรายมูล น้ำเย็นสนิท ก็เกิดขึ้นแก่ผู้นั้น หมู่ไม้มะม่วง หมู่ต้น  
			<remark  id="s2b26c6l16" />		รัง หมู่ต้นหมากหอม หมู่ต้นชมพู่ หมู่ต้นราชพฤกษ์ และต้นแคฝอย  
			<remark  id="s2b26c6l17" />		ทั้งหลายมีผลดกดื่น ออกดอกชูสล้างเกิดขึ้นล้อมรอบวิมานของผู้นั้น  
			<remark  id="s2b26c6l18" />		เขาได้วิมานชั้นดีเยี่ยมงามหนักหนาเช่นนั้น ว่าโดยภูมิภาคแล้ว มีลักษณะ  
			<remark  id="s2b26c6l19" />		ควรสรรเสริญ นี้เป็นวิบากแห่งกรรมนั้นทั้งนั้น คนทั้งหลายที่ทำบุญไว้  
			<remark  id="s2b26c6l20" />		แล้วต้องได้ผลเช่นนี้ ดิฉันมีปราสาทเป็นเทวาลัย อันบุญกรรมจัดแจง  
			<remark  id="s2b26c6l21" />		เนรมิตให้ จัดไว้เป็นส่วนๆ โดยรอบทิศทั้งสี่ รุ่งเรือง เป็นสง่าอยู่  
			<remark  id="s2b26c6l22" />		เพราะบุญนั้น ดิฉันมีวรรณะเช่นนี้ เพราะบุญนั้น อิฐผลย่อมสำเร็จ  
			<remark  id="s2b26c6l23" />		แก่ดิฉันในวิมานนี้เพราะบุญนั้น อนึ่ง โภคะอันเป็นที่รักแห่งใจทุกสิ่ง  
			<remark  id="s2b26c6l24" />		ทุกอย่าง เกิดขึ้นแก่ดิฉันเพราะบุญนั้น ข้าแต่ภิกษุผู้มีอานุภาพมาก ดิฉัน  
			<remark  id="s2b26c6l25" />		ขอบอกแก่ท่าน ครั้งเมื่อดิฉันยังเป็นมนุษย์ได้กระทำบุญอันใดไว้ ดิฉัน  
			<remark  id="s2b26c6l26" />		มีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้ และมีรัศมีกายของดิฉันสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ  
			<remark  id="s2b26c6l27" />		เพราะบุญนั้น.  
			<remark  id="s2b26c6l28" />		          จบ นาวาวิมานที่ ๖  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b26c7" >
		<para id="s2b26c7p">
			<remark  id="s2b26c7l1" />		          ๗. นาวาวิมานที่ ๒  
			<remark  id="s2b26c7l2" />		 ว่าด้วยผลบุญที่ทำให้ไปเกิดในนาวาวิมานที่ ๒  
			<remark  id="s2b26c7l3" />	[๗]   พระโมคคัลลานะถามว่า  
			<remark  id="s2b26c7l4" />		ดูกรนางเทพนารี ท่านขึ้นนั่งวิมานเรือ อันบุญกรรมบุด้วยทองคำ เล่น  
			<remark  id="s2b26c7l5" />		ในสระโบกขรณีเก็บดอกปทุมอยู่ ท่านมีปราสาทเป็นเทวาลัยอันบุญกรรม  
			<remark  id="s2b26c7l6" />		จัดแจงเนรมิตให้แล้ว เป็นส่วนๆ โดยรอบทั้งสี่ทิศ รุ่งเรืองเป็นสง่าอยู่  
			<remark  id="s2b26c7l7" />		เพราะบุญอะไร ท่านมีวรรณะเช่นนี้เพราะบุญอะไร อิฐผลสำเร็จแก่ท่าน  
			<remark  id="s2b26c7l8" />		ในวิมานนี้ เพราะบุญอะไร อนึ่ง โภคะอันเป็นที่รักแห่งใจทุกสิ่งทุกอย่าง  
			<remark  id="s2b26c7l9" />		ย่อมเกิดขึ้นแก่ท่านเพราะบุญอะไร ดูกรนางเทพธิดาผู้มีอานุภาพมาก  
			<remark  id="s2b26c7l10" />		อาตมาขอถามท่าน ครั้งเมื่อท่านเกิดเป็นมนุษย์ได้ทำบุญอะไรไว้ ท่านมี  
			<remark  id="s2b26c7l11" />		อานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้ และรัศมีกายของท่านสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ  
			<remark  id="s2b26c7l12" />		เพราะบุญอะไร?  
			<remark  id="s2b26c7l13" />		นางเทพธิดานั้น อันพระมหาโมคคัลลานะถามแล้ว มีใจยินดีได้พยากรณ์  
			<remark  id="s2b26c7l14" />		ปัญหาแห่งผลกรรมที่ถูกถามว่า  
			<remark  id="s2b26c7l15" />		ในชาติก่อน ครั้งเมื่อดิฉันยังเป็นมนุษย์อยู่ในหมู่มนุษย์ในมนุษยโลก  
			<remark  id="s2b26c7l16" />		ได้เห็นภิกษุผู้กระหายน้ำ เหน็ดเหนื่อยมา จึงถวายน้ำฉันโดยขมีขมัน  
			<remark  id="s2b26c7l17" />		ท่านผู้ใดแลได้ถวายน้ำฉันโดยขมีขมันแก่ภิกษุที่เหน็ดเหนื่อย กระหายน้ำ  
			<remark  id="s2b26c7l18" />		มา แม่น้ำหลายสายมีน้ำเยือกเย็น ดาระดาษไปด้วยบัวขาว (ชายฝั่ง)  
			<remark  id="s2b26c7l19" />		มีหมู่ไม้จันทน์และมะม่วงขนาดเล็กมีรสหวานอยู่ล้นหลาม ย่อมเกิดแก่  
			<remark  id="s2b26c7l20" />		ผู้นั้น ที่อยู่และหมู่ไม้ของผู้นั้นมีแม่น้ำหลายสายล้อมรอบประจำ แม่น้ำ  
			<remark  id="s2b26c7l21" />		ทั้งหลายมีทรายมูล น้ำเย็นสนิท ย่อมเกิดแก่ผู้นั้น หมู่ไม้มะม่วง  
			<remark  id="s2b26c7l22" />		หมู่ต้นรัง หมู่ต้นหมากหอม หมู่ต้นชมพู่ หมู่ไม้ราชพฤกษ์ และต้นแค  
			<remark  id="s2b26c7l23" />		ฝอยทั้งหลายมีผลดกดื่น ออกดอกชูสล้างเกิดขึ้นล้อมรอบวิมานของผู้นั้น  
			<remark  id="s2b26c7l24" />		เขาได้วิมานชั้นดีเยี่ยมงามหนักหนาเช่นนั้น ว่าโดยพื้นที่แล้วมีลักษณะ  
			<remark  id="s2b26c7l25" />		ควรสรรเสริญ นี้เป็นวิบากแห่งกรรมนั้นทั้งนั้น คนทั้งหลายที่ทำบุญไว้  
			<remark  id="s2b26c7l26" />		แล้วต้องได้ผลเช่นนี้ ดิฉันมีวรรณะเช่นนี้ เพราะบุญนั้น อิฐผลย่อม  
			<remark  id="s2b26c7l27" />		สำเร็จแก่ดิฉันในวิมานนี้ เพราะบุญนั้น อนึ่ง โภคะอันน่ารักแห่งใจทุกสิ่ง  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b26c8" >
		<para id="s2b26c8p">
			<remark  id="s2b26c8l1" />		ทุกอย่างเกิดขึ้นแก่ดิฉันเพราะบุญนั้น ข้าแต่ภิกษุผู้มีอานุภาพมาก ดิฉัน  
			<remark  id="s2b26c8l2" />		ขอบอกแก่ท่าน ครั้งเมื่อดิฉันยังเป็นมนุษย์อยู่ ได้ทำบุญอันใดไว้ ดิฉัน  
			<remark  id="s2b26c8l3" />		มีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้ และรัศมีกายของดิฉันสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ  
			<remark  id="s2b26c8l4" />		เพราะบุญนั้น.  
			<remark  id="s2b26c8l5" />		          จบ นาวาวิมานที่ ๗  
			<remark  id="s2b26c8l6" />		          ๘. นาวาวิมานที่ ๓  
			<remark  id="s2b26c8l7" />		 ว่าด้วยผลบุญที่ทำให้ไปเกิดในนาวาวิมานที่ ๓  
			<remark  id="s2b26c8l8" />	[๘]   พระผู้มีพระภาคตรัสถามว่า  
			<remark  id="s2b26c8l9" />		ดูกรนางเทพนารี ท่านขึ้นนั่งวิมานเรือ อันบุญกรรมบุด้วยทองคำ เล่น  
			<remark  id="s2b26c8l10" />		ในสระโบกขรณีเก็บดอกประทุมอยู่ ท่านมีปราสาทเป็นเทวาลัยอันบุญ  
			<remark  id="s2b26c8l11" />		กรรมจัดแจงเนรมิตให้แล้ว เป็นส่วนๆ โดยรอบทั้งสี่ทิศ รุ่งเรืองเป็น  
			<remark  id="s2b26c8l12" />		สง่าอยู่ เพราะบุญอะไร ท่านมีวรรณะเช่นนี้เพราะบุญอะไร อิฐผลสำเร็จ  
			<remark  id="s2b26c8l13" />		แก่ท่านในวิมานนี้เพราะบุญอะไร อนึ่ง โภคะอันเป็นที่รักแห่งใจทุกสิ่ง  
			<remark  id="s2b26c8l14" />		ทุกอย่าง ย่อมเกิดขึ้นแก่ท่านเพราะบุญอะไร ดูกรนางเทพธิดาผู้มีอานุภาพ  
			<remark  id="s2b26c8l15" />		มาก อาตมาขอถามท่าน ครั้งเมื่อท่านเกิดเป็นมนุษย์ได้ทำบุญอะไรไว้  
			<remark  id="s2b26c8l16" />		ท่านมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้ และรัศมีกายของท่านสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ  
			<remark  id="s2b26c8l17" />		เพราะบุญอะไร  
			<remark  id="s2b26c8l18" />		นางเทพธิดานั้น อันพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสถามแล้วมีใจยินดี ได้ทูล  
			<remark  id="s2b26c8l19" />		ตอบปัญหาแห่งผลกรรมที่ตรัสซักถามว่าในชาติก่อน ครั้งเมื่อหม่อมฉัน  
			<remark  id="s2b26c8l20" />		ยังเป็นมนุษย์อยู่ในหมู่มนุษย์ ในมนุษยโลก ได้เห็นภิกษุหลายรูปกระหาย  
			<remark  id="s2b26c8l21" />		น้ำเหน็ดเหนื่อยมาจึงถวายน้ำฉันโดยขมีขมัน ผู้ใดแลได้ถวายน้ำฉันโดย  
			<remark  id="s2b26c8l22" />		ขมีขมันแก่ภิกษุทั้งหลายผู้เหน็ดเหนื่อยกระหายน้ำมา แม่น้ำหลายสายมี  
			<remark  id="s2b26c8l23" />		น้ำเยือกเย็น ดาระดาษไปด้วยบัวขาว (ชายฝั่ง) มีหมู่ไม้จันทน์ และ  
			<remark  id="s2b26c8l24" />		มะม่วงขนาดเล็กมีรสหวานอยู่ล้นหลาม ย่อมเกิดขึ้นแก่ผู้นั้น ที่อยู่และ  
			<remark  id="s2b26c8l25" />		หมู่ไม้ของผู้นั้น มีแม่น้ำหลายสายล้อมรอบประจำ น้ำเย็นสนิท แม่น้ำ  
			<remark  id="s2b26c8l26" />		ทั้งหลายที่ทรายมูล ก็เกิดขึ้นแก่ผู้นั้น หมู่ไม้มะม่วง หมู่ต้นรัง หมู่ต้น  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b26c9" >
		<para id="s2b26c9p">
			<remark  id="s2b26c9l1" />		หมากหอม หมู่ต้นชมพู่ หมู่ไม้ราชพฤกษ์ และต้นแคฝอยมากมาย มีผล  
			<remark  id="s2b26c9l2" />		ดกดื่นออกดอกชูสล้าง ก็เกิดขึ้นล้อมรอบวิมานของผู้นั้น เขาได้วิมานดี  
			<remark  id="s2b26c9l3" />		เยี่ยมงามนักหนาเช่นนั้น ว่ากันโดยพื้นที่แล้วมีลักษณะควรสรรเสริญ  
			<remark  id="s2b26c9l4" />		นี้เป็นวิบากแห่งกรรมนั้น ทั้งนั้น คนทั้งหลายที่ทำบุญไว้แล้วต้องได้ผล  
			<remark  id="s2b26c9l5" />		เช่นนี้ หม่อมฉันมีปราสาทเป็นเทวาลัย อันบุญกรรมจัดเนรมิตมาให้แล้ว  
			<remark  id="s2b26c9l6" />		เป็นส่วนๆ โดยรอบทั้งสี่ทิศ งดงามเป็นสง่าอยู่ เพราะบุญนั้น หม่อม  
			<remark  id="s2b26c9l7" />		ฉันมีวรรณะเช่นนี้เพราะบุญนั้น อิฐผลย่อมสำเร็จแก่หม่อมฉันในวิมานนี้  
			<remark  id="s2b26c9l8" />		เพราะบุญนั้น อนึ่ง โภคะอันเป็นที่รักแห่งใจทุกสิ่งทุกอย่าง เกิดขึ้นแก่  
			<remark  id="s2b26c9l9" />		หม่อมฉันเพราะบุญนั้น หม่อมฉันมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้ และรัศมีกาย  
			<remark  id="s2b26c9l10" />		ของหม่อมฉันสว่างไสวไปทั่วทุกทิศเพราะบุญนั้น นี้เป็นผลแห่งกรรมนั้น  
			<remark  id="s2b26c9l11" />		คือ หม่อมฉันขมีขมันถวายน้ำแก่พระพุทธเจ้า.  
			<remark  id="s2b26c9l12" />		          จบ นาวาวิมานที่ ๘.  
			<remark  id="s2b26c9l13" />		            ๙. ปทีปวิมาน  
			<remark  id="s2b26c9l14" />		   ว่าด้วยผลบุญที่ทำให้ไปเกิดในปทีปวิมาน  
			<remark  id="s2b26c9l15" />	[๙]   พระมหาโมคคัลลานะถามว่า  
			<remark  id="s2b26c9l16" />		ดูกรนางเทพธิดา ท่านมีรูปงาม มีรัศมีรุ่งเรือง ส่องสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ  
			<remark  id="s2b26c9l17" />		เหมือนกับดวงดาวประกายพฤกษ์ ฉะนั้น ท่านมีผิวพรรณเช่นนี้เพราะบุญ  
			<remark  id="s2b26c9l18" />		อะไร อิฐผลย่อมสำเร็จแก่ท่านในวิมานนี้เพราะบุญอะไร อนึ่ง โภคะ  
			<remark  id="s2b26c9l19" />		อันเป็นที่รักแห่งใจทุกสิ่งทุกอย่าง ย่อมเกิดขึ้นแก่ท่านเพราะบุญอะไร  
			<remark  id="s2b26c9l20" />		ดูกรนางเทพธิดา ท่านมีรัศมีสุกใสไพโรจน์ ล่วงเทวดาทั้งหลายเพราะ  
			<remark  id="s2b26c9l21" />		บุญอะไร ท่านมีอวัยวะทุกส่วนสัดส่องสว่างไปทั่วทุกทิศเพราะบุญอะไร  
			<remark  id="s2b26c9l22" />		ดูกรนางเทพธิดาผู้มีอานุภาพอันยิ่งใหญ่ อาตมาขอถามท่าน ครั้งท่านยัง  
			<remark  id="s2b26c9l23" />		เป็นมนุษย์อยู่ได้ทำบุญอะไรไว้ ท่านมีอานุภาพรุ่งเรืองถึงเช่นนี้ และรัศมี  
			<remark  id="s2b26c9l24" />		กายของท่านสว่างไสวไปทั่วทุกทิศเพราะบุญอะไร?  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b26c10" >
		<para id="s2b26c10p">
			<remark  id="s2b26c10l1" />		นางเทพธิดานั้น อันพระโมคคัลลานะซักถามแล้ว มีใจยินดีได้พยากรณ์  
			<remark  id="s2b26c10l2" />		ปัญหาแห่งผลกรรมที่ถูกซักถามว่า  
			<remark  id="s2b26c10l3" />		ในชาติก่อน ครั้งเมื่อดิฉันยังเป็นมนุษย์อยู่ในหมู่มนุษย์ในมนุษยโลก  
			<remark  id="s2b26c10l4" />		เมื่อถึงเดือนมืดมาก ได้เวลาตามประทีป ดิฉันได้ถวายดวงประทีปอันเป็น  
			<remark  id="s2b26c10l5" />		อุปกรณ์กำจัดความมืดให้เป็นทาน อันว่าผู้ใด ถึงเวลาเดือนมืดมาก  
			<remark  id="s2b26c10l6" />		ได้เวลาตามประทีป ได้ถวายประทีปอันเป็นอุปกรณ์กำจัดความมืดให้  
			<remark  id="s2b26c10l7" />		เป็นทาน วิมานอันมีแสงสว่างเป็นผล ประดับด้วยดอกไม้จันทน์ และ  
			<remark  id="s2b26c10l8" />		บัวขาวอย่างมากมาย ย่อมเกิดแก่ผู้นั้น ดิฉันมีผิวพรรณถึงเช่นนี้ เพราะ  
			<remark  id="s2b26c10l9" />		การให้ประทีปเป็นทานนั้น อิฐผลสำเร็จแก่ดิฉันในวิมานนี้ เพราะการ  
			<remark  id="s2b26c10l10" />		ให้ประทีปเป็นทานนั้น อนึ่ง โภคทรัพย์ทั้งหลายอันเป็นที่รักแห่งใจทุกสิ่ง  
			<remark  id="s2b26c10l11" />		ทุกอย่าง เกิดแก่ดิฉันเพราะการให้ประทีปเป็นทานนั้น เพราะการให้  
			<remark  id="s2b26c10l12" />		ประทีปเป็นทานนั้น ดิฉันจึงมีรัศมีสุกใสไพโรจน์ล่วงเทวดาทั้งหลาย  
			<remark  id="s2b26c10l13" />		มีสรีระร่างทุกๆ ส่วนสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ ข้าแต่ภิกษุผู้มีอานุภาพ  
			<remark  id="s2b26c10l14" />		อันใหญ่ยิ่ง ดิฉันขอบอกแก่ท่าน ครั้งดิฉันยังเป็นมนุษย์ได้ให้  
			<remark  id="s2b26c10l15" />		ดวงประทีปใดเป็นทานไว้ ด้วยการให้ประทีปนั้นเป็นทาน ดิฉันจึงมี  
			<remark  id="s2b26c10l16" />		อานุภาพรุ่งโรจน์ถึงเช่นนี้ และรัศมีการของดิฉันจึงสว่างไสวไปทั่ว  
			<remark  id="s2b26c10l17" />		ทุกทิศ.  
			<remark  id="s2b26c10l18" />		          จบ ปทีปวิมานที่ ๙  
			<remark  id="s2b26c10l19" />		          ๑๐. ติลทักขิณวิมาน  
			<remark  id="s2b26c10l20" />		  ว่าด้วยผลบุญที่ทำให้เกิดในติลทักขิณวิมาน  
			<remark  id="s2b26c10l21" />	[๑๐]  พระมหาโมคคัลลานะถามว่า  
			<remark  id="s2b26c10l22" />		ดูกรนางเทพธิดา ท่านมีรูปงาม มีรัศมีรุ่งเรืองส่องสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ  
			<remark  id="s2b26c10l23" />		เหมือนกับดวงดาวประกายพฤกษ์ฉะนั้น ท่านมีผิวพรรณเช่นนี้ เพราะบุญ  
			<remark  id="s2b26c10l24" />		อะไร อิฐผลย่อมสำเร็จแก่ท่านในวิมานนี้เพราะบุญอะไร อนึ่ง โภคะอัน  
			<remark  id="s2b26c10l25" />		เป็นที่รักแห่งใจ ทุกสิ่งทุกอย่างย่อมเกิดขึ้นแก่ท่านเพราะบุญอะไร ดูกร 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b26c11" >
		<para id="s2b26c11p">
			<remark  id="s2b26c11l1" />		นางเทพธิดา ท่านมีรัศมีสุกใสไพโรจน์ล่วงเทวดาทั้งหลาย เพราะบุญ  
			<remark  id="s2b26c11l2" />		อะไร ท่านมีอวัยวะทุกส่วนสัดส่องสว่างไปทั่วทุกทิศเพราะบุญอะไร  
			<remark  id="s2b26c11l3" />		ดูกรนางเทพธิดาผู้มีอานุภาพอันยิ่งใหญ่ อาตมาขอถามท่าน ครั้งท่านยัง  
			<remark  id="s2b26c11l4" />		เป็นอยู่ ได้ทำบุญอะไรไว้ ท่านผู้มีอานุภาพรุ่งเรืองถึงเช่นนี้ และรัศมีกาย  
			<remark  id="s2b26c11l5" />		ของท่านสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ เพราะบุญอะไร?  
			<remark  id="s2b26c11l6" />		นางเทพธิดานั้น อันพระมหาโมคคัลลานะซักถามแล้ว มีใจยินดี  
			<remark  id="s2b26c11l7" />		ได้พยากรณ์ปัญหาแห่งผลกรรมที่ถูกซักถามว่า ในชาติก่อน ครั้งดิฉัน  
			<remark  id="s2b26c11l8" />		ยังเป็นมนุษย์อยู่ในหมู่มนุษย์ในมนุษยโลก ได้เห็นพระพุทธเจ้าผู้ปราศ  
			<remark  id="s2b26c11l9" />		จากกิเลสธุลี มีน้ำพระหฤทัยใสสะอาดยิ่ง ดิฉันมีความเลื่อมใสขึ้น  
			<remark  id="s2b26c11l10" />		อันมิได้ตั้งไว้เดิม ได้ถวายเมล็ดงาเป็นทาน แก่พระพุทธเจ้าผู้พระทัก  
			<remark  id="s2b26c11l11" />		ขิไณยบุคคลด้วยมือตนเอง ด้วยการถวายเมล็ดงาเป็นทานนั้น ดิฉันจึงมี  
			<remark  id="s2b26c11l12" />		ผิวพรรณถึงเช่นนี้ อิฐผลจึงสำเร็จแก่ดิฉันในวิมานนี้ อนึ่ง โภคทรัพย์  
			<remark  id="s2b26c11l13" />		ทั้งหลายอันเป็นที่รักแห่งใจทุกสิ่งทุกอย่าง เกิดแก่ดิฉันเพราะการให้เมล็ด  
			<remark  id="s2b26c11l14" />		งาเป็นทานนั้น ข้าแต่ภิกษุผู้มีอานุภาพอันยิ่งใหญ่ ดิฉันขอบอกแก่ท่าน  
			<remark  id="s2b26c11l15" />		ครั้งดิฉันยังเป็นมนุษย์อยู่ได้ทำบุญ คือ ถวายเมล็ดงาเป็นทานอันใดไว้  
			<remark  id="s2b26c11l16" />		เพราะการถวายเมล็ดงาเป็นทานนั้น ดิฉันจึงมีอานุภาพรุ่งโรจน์ถึงอย่างนี้  
			<remark  id="s2b26c11l17" />		และรัศมีกายของดิฉันก็สว่างไสวไปทั่วทุกทิศ.  
			<remark  id="s2b26c11l18" />		        จบ ติลทักขิณวิมานที่ ๑๐  
			<remark  id="s2b26c11l19" />		        ๑๑. ปติพพตาวิมานที่ ๑  
			<remark  id="s2b26c11l20" />		ว่าด้วยผลบุญที่ทำให้ไปเกิดในปติพพตาวิมานที่ ๑  
			<remark  id="s2b26c11l21" />	[๑๑]  พระมหาโมคคัลลานะถามว่า  
			<remark  id="s2b26c11l22" />		ดูกรนางเทพธิดาผู้มีอานุภาพอันยิ่งใหญ่ ท่านได้วิมานอันมีนกกระเรียน  
			<remark  id="s2b26c11l23" />		นกยูงทอง นกดุเหว่าดำ และนกดุเหว่าขาว ซึ่งมีทิพยานุภาพเที่ยวส่งเสียง  
			<remark  id="s2b26c11l24" />		อย่างไพเราะอยู่รอบด้าน ในวิมานนั้นเต็มไปด้วยดอกไม้หอมชื่นใจ วิจิตร  
			<remark  id="s2b26c11l25" />		ไปด้วยนานาประการ แวดล้อมไปด้วยเทพบุตรและเทพธิดา อนึ่ง หมู่  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b26c12" >
		<para id="s2b26c12p">
			<remark  id="s2b26c12l1" />		นางเทพอัปสรเหล่านี้มีฤทธิ์ นิรมิตรูปร่างขึ้นแปลกๆ กันเป็นอันมาก  
			<remark  id="s2b26c12l2" />		ฟ้อนรำขับร้องอยู่รอบข้าง ให้ท่านมีความร่าเริงอยู่ ดูกรนางเทพธิดาผู้มี  
			<remark  id="s2b26c12l3" />		อานุภาพอันยิ่งใหญ่ ครั้งท่านยังเป็นมนุษย์ได้ทำบุญสิ่งใดไว้ จึงบรรลุ  
			<remark  id="s2b26c12l4" />		ความสำเร็จ ท่านมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้ และรัศมีกายของท่านสว่าง  
			<remark  id="s2b26c12l5" />		ไสวไปทั่วทิศเพราะบุญอะไร?  
			<remark  id="s2b26c12l6" />		นางเทพธิดานั้น อันพระมหาโมคคัลลานะซักถามแล้ว มีใจยินดี ได้  
			<remark  id="s2b26c12l7" />		พยากรณ์ปัญหาแห่งผลกรรมที่ถูกซักถามว่า  
			<remark  id="s2b26c12l8" />		ครั้งดิฉันยังเป็นมนุษย์อยู่ในหมู่มนุษย์ ได้เป็นผู้มีสัจจะมั่นในสามี ไม่  
			<remark  id="s2b26c12l9" />		ประพฤตินอกใจ มีความจงรักต่อสามี เหมือนกับมารดารักบุตร แม้ดิฉัน  
			<remark  id="s2b26c12l10" />		จะโกรธเคืองก็ไม่กล่าวถ้อยคำอันหยาบคาย ละทิ้งการพูดเท็จเสีย ดำรง  
			<remark  id="s2b26c12l11" />		มั่นอยู่ในความสัตย์ ยินดีในการให้ทาน ตามปกติชอบสงเคราะห์ผู้อื่น  
			<remark  id="s2b26c12l12" />		เช่นกับสงเคราะห์ตน มีใจเลื่อมใส ได้ให้ข้าวและน้ำอย่างดีเป็นทาน  
			<remark  id="s2b26c12l13" />		โดยความเคารพ ด้วยความเป็นผู้ถือสัจจะมั่น เหตุนั้น ดิฉันจึงมีผิวพรรณ  
			<remark  id="s2b26c12l14" />		ถึงเช่นนี้ อิฐผลจึงสำเร็จแก่ดิฉันในวิมานนี้ และโภคทรัพย์ทั้งหลายอัน  
			<remark  id="s2b26c12l15" />		เป็นที่รักแห่งใจทุกสิ่งทุกอย่างบังเกิดแก่ดิฉัน ก็เพราะความเป็นผู้ถือ  
			<remark  id="s2b26c12l16" />		สัจจะมั่นในสามีเป็นเหตุนั้น ข้าแต่ภิกษุผู้มีอานุภาพอันยิ่งใหญ่ ดิฉันขอ  
			<remark  id="s2b26c12l17" />		บอกแก่ท่าน ครั้งดิฉันยังเป็นมนุษย์ ได้ทำบุญสิ่งใดไว้ เพราะบุญอันนั้น  
			<remark  id="s2b26c12l18" />		ดิฉันจึงมีอานุภาพรุ่งเรืองถึงเช่นนี้ และรัศมีกายของดิฉันจึงสว่างไสวไป  
			<remark  id="s2b26c12l19" />		ทั่วทุกทิศ.  
			<remark  id="s2b26c12l20" />		        จบ ปติพพตาวิมานที่ ๑๑  
			<remark  id="s2b26c12l21" />		         ๑๒. ปติพพตาวิมานที่ ๒  
			<remark  id="s2b26c12l22" />	[๑๒]  พระมหาโมคคัลลานะถามว่า  
			<remark  id="s2b26c12l23" />		ดูกรนางเทพธิดาผู้มีอานุภาพอันยิ่งใหญ่ ท่านได้ขึ้นวิมานมีเสา อันแล้ว  
			<remark  id="s2b26c12l24" />		ไปด้วยแก้วไพฑูรย์งดงาม มีแสงระยับตา ในวิมานของท่านนั้นวิจิตรไป  
			<remark  id="s2b26c12l25" />		ด้วยนานาประการ อนึ่ง หมู่นางเทพอัปสรเหล่านี้ มีร่างกายกระทัดรัด  
			<remark  id="s2b26c12l26" />		มีฤทธิ์นิรมิตตนได้ ฟ้อนรำขับร้องให้ท่านร่าเริงอยู่รอบข้าง ดูกรนาง  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b26c13" >
		<para id="s2b26c13p">
			<remark  id="s2b26c13l1" />		เทพธิดาผู้มีอานุภาพมาก ครั้งท่านยังเป็นมนุษย์ ได้ทำบุญสิ่งใดไว้  
			<remark  id="s2b26c13l2" />		จึงบรรลุความสำเร็จ ท่านจึงมีอานุภาพรุ่งเรืองถึงอย่างนี้ และรัศมีกาย  
			<remark  id="s2b26c13l3" />		ของท่านจึงสว่างไสวไปทั่วทุกทิศเพราะบุญอะไร?  
			<remark  id="s2b26c13l4" />		นางเทพธิดานั้น อันพระมหาโมคคัลลานะซักถามแล้วมีใจยินดี ได้  
			<remark  id="s2b26c13l5" />		พยากรณ์ปัญหาแห่งผลกรรมที่ถูกซักถามว่า ครั้งดิฉันยังเป็นมนุษย์อยู่ใน  
			<remark  id="s2b26c13l6" />		หมู่มนุษย์ ได้เป็นอุบาสิกาของพระจักขุมาตถาคตเจ้า เป็นผู้งดเว้นจาก  
			<remark  id="s2b26c13l7" />		การฆ่าสัตว์ งดเว้นจากการลักทรัพย์ ยินดีเฉพาะสามีของตน ไม่กล่าว  
			<remark  id="s2b26c13l8" />		คำเท็จและไม่ดื่มน้ำเมา อนึ่ง ดิฉันมีใจเลื่อมใส ได้ให้ข้าวและน้ำอย่างดี  
			<remark  id="s2b26c13l9" />		เลิศเป็นทานโดยเคารพ ด้วยผลแห่งการถือสัจจะมั่นในสามีเป็นอาทินั้น  
			<remark  id="s2b26c13l10" />		ดิฉันจึงมีผิวพรรณถึงเช่นนี้ ด้วยผลแห่งการถือสัจจะมั่นในสามีเป็นเดิม  
			<remark  id="s2b26c13l11" />		นั้น อิฐผลจึงสำเร็จแก่ดิฉันในวิมานนี้ และโภคทรัพย์ทั้งหลายอันเป็น  
			<remark  id="s2b26c13l12" />		ที่รักแห่งใจทุกสิ่งทุกอย่าง จึงเกิดขึ้นแก่ดิฉัน ข้าแต่ภิกษุผู้มีอานุภาพ  
			<remark  id="s2b26c13l13" />		อันยิ่งใหญ่ ดิฉันขอบอกแก่ท่าน ครั้งดิฉันยังเป็นมนุษย์อยู่ได้ทำบุญสิ่งใด  
			<remark  id="s2b26c13l14" />		ไว้ ดิฉันมีอานุภาพรุ่งเรืองถึงอย่างนี้ และรัศมีกายของดิฉันย่อมสว่างไสว  
			<remark  id="s2b26c13l15" />		ไปทั่วทุกทิศ ก็เพราะบุญสิ่งนั้น.  
			<remark  id="s2b26c13l16" />		        จบ ปติพพตาวิมานที่ ๑๒.  
			<remark  id="s2b26c13l17" />		         ๑๓. สุณิสาวิมานที่ ๑  
			<remark  id="s2b26c13l18" />		 ว่าด้วยผลบุญที่ทำให้ไปเกิดในสุณิสาวิมานที่ ๑  
			<remark  id="s2b26c13l19" />	[๑๓]  พระมหาโมคคัลลานะถามว่า  
			<remark  id="s2b26c13l20" />		ดูกรนางเทพธิดา ท่านมีวรรณงาม มีรัศมีสว่างไสวฉายแสงไปทั่วทุกทิศ  
			<remark  id="s2b26c13l21" />		เหมือนกับดาวประกายพฤกษ์ เพราะทำบุญอะไรไว้ ท่านจึงมีผิวพรรณ  
			<remark  id="s2b26c13l22" />		งามถึงอย่างนี้ เพราะทำบุญอะไรไว้ อิฐผลจึงสำเร็จแก่ท่านในวิมานนี้  
			<remark  id="s2b26c13l23" />		และโภคทรัพย์อันเป็นที่รักแห่งใจทุกสิ่งทุกอย่าง จึงเกิดขึ้นแก่ท่าน ดูกร  
			<remark  id="s2b26c13l24" />		นางเทพธิดาผู้มีอานุภาพอันยิ่งใหญ่ อาตมาขอถามท่าน ครั้งท่านยังเป็น  
			<remark  id="s2b26c13l25" />		มนุษย์อยู่ ได้ทำบุญสิ่งใดไว้ ท่านจึงมีอานุภาพอันรุ่งเรืองถึงอย่างนี้ อนึ่ง  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b26c14" >
		<para id="s2b26c14p">
			<remark  id="s2b26c14l1" />		รัศมีกายของท่านสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ เพราะทำบุญอะไรไว้?  
			<remark  id="s2b26c14l2" />		นางเทพธิดานั้น อันพระมหาโมคคัลลานะซักถามแล้วมีใจยินดีได้พยากรณ์  
			<remark  id="s2b26c14l3" />		ปัญหาแห่งผลกรรมที่ถูกถามว่า  
			<remark  id="s2b26c14l4" />		ครั้นดิฉันยังเป็นมนุษย์อยู่ในหมู่มนุษย์ ได้เป็นบุตรสะใภ้อยู่ในตระกูล  
			<remark  id="s2b26c14l5" />		แห่งพ่อผัว ได้เห็นภิกษุผู้ปราศจากกิเลสธุลีมีอินทรีย์ผ่องใส ไม่ขุ่นมัว  
			<remark  id="s2b26c14l6" />		ดิฉันเลื่อมใสได้ถวายขนมแก่ภิกษุรูปนั้นด้วยมือทั้งสองของตน ครั้น  
			<remark  id="s2b26c14l7" />		ถวายส่วนขนมกึ่งส่วนแล้ว ดิฉันจึงมาบันเทิงใจอยู่ในสวนนันทวันที่  
			<remark  id="s2b26c14l8" />		ท่านเห็นอยู่นี้ ด้วยการทำบุญเช่นนั้น ดิฉันจึงมีผิวพรรณเช่นนี้ ด้วยการ  
			<remark  id="s2b26c14l9" />		ทำบุญเช่นนั้น อิฐผลจึงสำเร็จแก่ดิฉันในวิมานนี้ อนึ่ง เพราะบุญนั้น  
			<remark  id="s2b26c14l10" />		โภคทรัพย์อันเป็นที่รักแห่งใจทุกสิ่งทุกอย่าง จึงเกิดแก่ดิฉัน เพราะบุญ  
			<remark  id="s2b26c14l11" />		นั้น ดิฉันจึงมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้ และรัศมีกายของดิฉันจึงสว่างไสว  
			<remark  id="s2b26c14l12" />		ไปทั่วทุกทิศ.  
			<remark  id="s2b26c14l13" />		         จบ สุณิสาวิมานที่ ๑๓.  
			<remark  id="s2b26c14l14" />		         ๑๔. สุณิสาวิมานที่ ๒  
			<remark  id="s2b26c14l15" />		 ว่าด้วยผลบุญที่ทำให้ไปเกิดในสุณิสาวิมานที่ ๒  
			<remark  id="s2b26c14l16" />	[๑๔]  พระมหาโมคคัลลานะถามว่า  
			<remark  id="s2b26c14l17" />		แน่ะนางเทพธิดา ท่านมีวรรณงาม มีรัศมีสว่างไสวฉายแสงไปทั่วทุกทิศ  
			<remark  id="s2b26c14l18" />		เหมือนกับดาวประกายพฤกษ์ เพราะทำบุญอะไรไว้ ท่านจึงมีผิวพรรณ  
			<remark  id="s2b26c14l19" />		งามถึงอย่างนี้ เพราะทำบุญอะไรไว้ อิฐผลจึงสำเร็จแก่ท่านในวิมานนี้  
			<remark  id="s2b26c14l20" />		และโภคทรัพย์อันเป็นที่รักแห่งใจทุกสิ่งทุกอย่างจึงเกิดขึ้นแก่ท่าน ดูกร  
			<remark  id="s2b26c14l21" />		นางเทพธิดาผู้มีอานุภาพอันยิ่งใหญ่ อาตมาขอถามท่าน ครั้งท่านยังเป็น  
			<remark  id="s2b26c14l22" />		มนุษย์อยู่ ได้ทำบุญสิ่งใดไว้ ท่านจึงมีอานุภาพอันรุ่งเรืองถึงอย่างนี้ อนึ่ง  
			<remark  id="s2b26c14l23" />		รัศมีกายของท่านสว่างไสวไปทั่วทุกทิศเพราะทำบุญอะไรไว้?  
			<remark  id="s2b26c14l24" />		นางเทพธิดานั้น อันพระโมคคัลลานเถระถามแล้ว มีใจยินดีได้พยากรณ์  
			<remark  id="s2b26c14l25" />		ปัญหาแห่งผลกรรมที่ถูกซักถามว่า  
			<remark  id="s2b26c14l26" />		ครั้งดิฉันยังเป็นมนุษย์อยู่ในหมู่มนุษย์ ได้เป็นบุตรสะใภ้อยู่ในตระกูล  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b26c15" >
		<para id="s2b26c15p">
			<remark  id="s2b26c15l1" />		แห่งพ่อผัว ได้เห็นภิกษุผู้ปราศจากกิเลสธุลี มีอินทรีย์ผ่องใส ไม่ขุ่นมัว  
			<remark  id="s2b26c15l2" />		ดิฉันเลื่อมใสได้ถวายข้าวบาร์ลี และขนมถั่วเหลืองแก่ภิกษุรูปนั้นด้วยมือ  
			<remark  id="s2b26c15l3" />		ตนเอง ครั้นถวายแล้ว จึงมาบันเทิงใจอยู่ในสวนนันทวัน ด้วยการทำบุญ  
			<remark  id="s2b26c15l4" />		เช่นนั้น อิฐผลจึงสำเร็จแก่ดิฉันในวิมานนี้ อนึ่ง เพราะบุญนั้น โภคทรัพย์  
			<remark  id="s2b26c15l5" />		ทั้งหลายอันเป็นที่รักแห่งใจทุกสิ่งทุกอย่าง จึงเกิดแก่ดิฉัน ดิฉันจึงมี  
			<remark  id="s2b26c15l6" />		อานุภาพรุ่งเรืองถึงอย่างนี้ อนึ่ง รัศมีกายของดิฉันสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ  
			<remark  id="s2b26c15l7" />		ก็เพราะบุญนั้นๆ.  
			<remark  id="s2b26c15l8" />		         จบ สุณิสาวิมานที่ ๑๔  
			<remark  id="s2b26c15l9" />		          ๑๕. อุตตราวิมาน  
			<remark  id="s2b26c15l10" />		  ว่าด้วยผลบุญที่ทำให้ไปเกิดในอุตตราวิมาน  
			<remark  id="s2b26c15l11" />	[๑๕]  พระมหาโมคคัลลานะถามว่า  
			<remark  id="s2b26c15l12" />		แน่ะนางเทพธิดา ท่านมีวรรณะงาม มีรัศมีสว่างไสวฉายแสงไปทั่วทุกทิศ  
			<remark  id="s2b26c15l13" />		เหมือนกับดาวประกายพฤกษ์ เพราะทำบุญอะไรไว้ ท่านจึงมีผิวพรรณงาม  
			<remark  id="s2b26c15l14" />		ถึงอย่างนี้ เพราะทำบุญอะไรไว้ อิฐผลจึงสำเร็จแก่ท่านในวิมานนี้ และ  
			<remark  id="s2b26c15l15" />		โภคทรัพย์อันเป็นที่รักแห่งใจทุกสิ่งทุกอย่าง จึงเกิดขึ้นแก่ท่าน ดูกร  
			<remark  id="s2b26c15l16" />		นางเทพธิดาผู้มีอานุภาพอันยิ่งใหญ่ อาตมาขอถามท่าน ครั้งท่านยังเป็น  
			<remark  id="s2b26c15l17" />		มนุษย์อยู่ได้ทำบุญสิ่งใดไว้ ท่านจึงมีอานุภาพอันรุ่งเรืองถึงอย่างนี้ อนึ่ง  
			<remark  id="s2b26c15l18" />		รัศมีกายของท่านสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ เพราะทำบุญอะไรไว้?  
			<remark  id="s2b26c15l19" />		นางเทพธิดานั้น อันพระโมคคัลลานเถระถามแล้ว มีใจยินดีได้พยากรณ์  
			<remark  id="s2b26c15l20" />		ปัญหาแห่งผลกรรมที่ถูกซักถามว่า  
			<remark  id="s2b26c15l21" />		เมื่อครั้งดิฉันยังปกครองบ้านเรือนอยู่ ดิฉันไม่มีความริษยา ไม่มีความ  
			<remark  id="s2b26c15l22" />		ตระหนี่ ไม่เย่อหยิ่ง ไม่ตีเสมอ ไม่โกรธ ไม่ประพฤตินอกใจสามี  
			<remark  id="s2b26c15l23" />		ไม่ประมาทในวันอุโบสถและวันปกติ เข้าจำอุโบสถอันประกอบด้วยองค์  
			<remark  id="s2b26c15l24" />		๘ ประการ ตลอดวัน ๑๔ ค่ำ วัน ๑๕ ค่ำ และวัน ๘ ค่ำแห่งปักษ์ และ  
			<remark  id="s2b26c15l25" />		ตลอดปาฏิหาริยปักษ์ ระมัดระวังในนิจศีลและอุโบสถศีลอย่างเคร่งครัด  
			<remark  id="s2b26c15l26" />		ตลอดกาลทุกเมื่อ ขณะที่อยู่ในวิมาน ดิฉันมีความสำรวมจำแนกทาน ยินดี  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b26c16" >
		<para id="s2b26c16p">
			<remark  id="s2b26c16l1" />		ในสิกขาบททั้ง ๕ คือ งดเว้นจากปาณาติบาตอย่างเด็ดขาด ๑ งดเว้นจาก  
			<remark  id="s2b26c16l2" />		ความเป็นขโมยอย่างห่างไกล ๑ ไม่ประพฤติล่วงประเวณี ๑ ระมัดระวัง  
			<remark  id="s2b26c16l3" />		ในการพูดเท็จ ๑ สำรวมการดื่มน้ำเมาอย่างเด็ดขาด ๑ ดิฉันเป็นผู้ฉลาดใน  
			<remark  id="s2b26c16l4" />		อริยสัจธรรม เป็นอุบาสิกาของพระโคดมผู้มีพระจักษุเปรื่องยศ ดิฉันนั้น  
			<remark  id="s2b26c16l5" />		ผู้ยิ่งยศโดยยศได้ก็เพราะศีลของตนเอง ดิฉันได้เสวยผลแห่งบุญของตน  
			<remark  id="s2b26c16l6" />		อยู่ จึงสุขกายสุขใจปราศจากโรค เพราะการกระทำและการประพฤติอย่าง  
			<remark  id="s2b26c16l7" />		นั้น ดิฉันจึงมีผิวพรรณถึงเช่นนี้ อิฐผลสำเร็จแก่ดิฉันในวิมานนี้ได้  
			<remark  id="s2b26c16l8" />		ก็เพราะการกระทำและการประพฤติอย่างนั้น โภคทรัพย์อันเป็นที่รัก  
			<remark  id="s2b26c16l9" />		แห่งใจทุกสิ่งทุกอย่าง เกิดแก่ดิฉันก็เพราะการกระทำอย่างนั้น ข้าแต่ภิกษุ  
			<remark  id="s2b26c16l10" />		ผู้มีอานุภาพอันยิ่งใหญ่ ดิฉันขอบอกแก่ท่าน ครั้งดิฉันยังเป็นมนุษย์อยู่  
			<remark  id="s2b26c16l11" />		ได้บำเพ็ญกิจและประพฤติสิ่งใดไว้ เพราะการกระทำและความประพฤติ  
			<remark  id="s2b26c16l12" />		นั้นดิฉันจึงมีอานุภาพอย่างรุ่งโรจน์ถึงเช่นนี้ อนึ่ง รัศมีกายของดิฉันสว่าง  
			<remark  id="s2b26c16l13" />		ไสวไปทั่วทุกทิศ ก็เพราะการกระทำและความประพฤตินั้น.  
			<remark  id="s2b26c16l14" />	ก็และนางเทพธิดาได้กราบเรียนต่อไปว่า ขอท่านได้กรุณานำไปกราบทูลแด่พระผู้มีพระ  
			<remark  id="s2b26c16l15" /> ภาคตามคำของดิฉันด้วยเถิดว่า นางอุตตราอุบาสิกา ขอถวายบังคมพระบาทยุคลของพระผู้มีพระ  
			<remark  id="s2b26c16l16" /> ภาคด้วยเศียรเกล้า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ข้อที่พระผู้มีพระภาคพึงทรงพยากรณ์ดิฉัน ในสามัญผล  
			<remark  id="s2b26c16l17" /> อย่างใดอย่างหนึ่งนั้น ไม่น่าอัศจรรย์เลย แต่ข้อที่พระผู้มีพระภาคทรงพยากรณ์ดิฉันในสกทาคามิผล  
			<remark  id="s2b26c16l18" /> นั้นน่าอัศจรรย์.  
			<remark  id="s2b26c16l19" />		         จบ อุตตราวิมานที่ ๑๕  
			<remark  id="s2b26c16l20" />		           ๑๖. สิริมาวิมาน  
			<remark  id="s2b26c16l21" />		  ว่าด้วยผลบุญที่ทำให้ไปเกิดในสิริมาวิมาน  
			<remark  id="s2b26c16l22" />	[๑๖]  พระวังคีสเถระประสงค์จะให้นางสิริมาเทพธิดา ได้ประกาศบุญกรรมที่นางทำไว้  
			<remark  id="s2b26c16l23" /> ในครั้งก่อน จึงย้อนถามนางด้วยคาถาสองคาถา ความว่า  
			<remark  id="s2b26c16l24" />		ดูกรนางงามประจำชั้นไตรทศ ผู้มีร่างกายสะโอดสะอง ฉันจะขอถามท่าน  
			<remark  id="s2b26c16l25" />		การที่ท่านเข้าถึงความเป็นผู้มีสกลกาย และยานพาหนะอย่างประเสริฐเลิศ  
			<remark  id="s2b26c16l26" />		ยิ่ง คือ ท่านมีรถถึง ๕๐๐ คัน บุญกรรมเนรมิตมาให้โดยเฉพาะ ทั้งเทียม  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b26c17" >
		<para id="s2b26c17p">
			<remark  id="s2b26c17l1" />		แล้วด้วยม้าอาชาไนยหลายตัว ทุกๆ ตัวเครื่องประดับประจำ ล้วน  
			<remark  id="s2b26c17l2" />		เครื่องสูง มันพากันก้มหน้าลง ในขณะที่ท่านจะลงมาจากเทวโลกและ  
			<remark  id="s2b26c17l3" />		เหินไปตามอากาศได้ มีกำลังฉับเฉี่ยว ม้าอาชาไนยทุกม้า อันบุญกรรม  
			<remark  id="s2b26c17l4" />		ดังนายสารถีเร่งแล้วก็พาตัวท่านไปได้ ท่านนั้นขณะที่ยืนอยู่บนรถอัน  
			<remark  id="s2b26c17l5" />		เพริศแพร้วที่บุญกรรมตกแต่งมาให้แล้ว ก็สว่างไสวคล้ายกับไฟกำลังโชติ  
			<remark  id="s2b26c17l6" />		ช่วงอยู่เช่นนี้ เพราะได้ทำบุญสิ่งใดไว้?  
			<remark  id="s2b26c17l7" />		นางเทพธิดาอันพระเถระถามแล้ว เมื่อจะประกาศการกระทำของตนให้ประจักษ์  
			<remark  id="s2b26c17l8" />		จึงตอบเป็นคาถาความว่า  
			<remark  id="s2b26c17l9" />		พระคุณเจ้าพูดถึงหมู่ทวยเทพชั้นปรนิมมิตวสวัสดี ซึ่งเป็นผู้เลิศโดยเชิง  
			<remark  id="s2b26c17l10" />		ภพที่อยู่ และโภคสมบัติหมู่ใดว่า เป็นทวยเทพที่เยี่ยมหาที่เปรียบมิได้  
			<remark  id="s2b26c17l11" />		ทวยเทพเหล่านั้น ก็มีความสุขสบายแต่ในภพและโภคสมบัติที่ทวยเทพ  
			<remark  id="s2b26c17l12" />		พวกอื่นมาเนรมิตให้เท่านั้น เพราะฉะนั้น ทวยเทพที่มีหน้าที่เนรมิต  
			<remark  id="s2b26c17l13" />		ภพและโภคสมบัติให้ คือพวกที่พระคุณเจ้าพูดถึงอยู่นี้ จึงได้นามว่า  
			<remark  id="s2b26c17l14" />		"นิมมานรดี" เป็นนางฟ้าที่มีร่างกายและผิวพรรณงดงามอันก่อให้เกิด  
			<remark  id="s2b26c17l15" />		ความงวยงงเพราะความรัก เดี๋ยวนี้มาถึงมนุษยโลกนี้แล้วเพื่อจะถวาย  
			<remark  id="s2b26c17l16" />		บังคมพระสัมมาสัมพุทธเจ้า  
			<remark  id="s2b26c17l17" />		เมื่อนางเทพธิดาประกาศความที่ตนเป็นนิมมานรดีเทพ ให้ปรากฏเช่นนี้แล้ว พระเถระ  
			<remark  id="s2b26c17l18" /> ใคร่จะถามถึงบุญกรรมที่นางให้ก่อสร้างไว้ในชาติก่อน จึงได้ภาษิตสองคาถาความว่า  
			<remark  id="s2b26c17l19" />		ชาติก่อนแต่จะเป็นนางเทพธิดานี้ ท่านได้สั่งสมสุจริตกรรมอย่างไรไว้  
			<remark  id="s2b26c17l20" />		ท่านมียศบริวารอยู่มากมาย เปี่ยมไปด้วยความสุข สำหรับตัวท่านเล่า  
			<remark  id="s2b26c17l21" />		ก็มีฤทธิ์และอำนาจพ้นจากสิ่งธรรมดาสูงเยี่ยม และมักเหาะไปในอากาศ  
			<remark  id="s2b26c17l22" />		ได้ (เช่นนี้) เพราะบุญกรรมอะไร อนึ่ง รัศมีกายของท่านก็สว่างไสวไป  
			<remark  id="s2b26c17l23" />		ทั่วทุกทิศ และท่านเล่าก็มีมวลเทพเจ้าเกรงกลัวและห้อมล้อมอยู่รอบ  
			<remark  id="s2b26c17l24" />		ท่านจุติมาจากคติไหนจึงมาถึงสุคตินี้ แม่เทพธิดา อนึ่ง ท่านได้ทำตาม  
			<remark  id="s2b26c17l25" />		ด้วยอาการยอมรับเอาโอวาทานุสาสนีในศาสนปาพจน์ของพระศาสดาองค์  
			<remark  id="s2b26c17l26" />		ไหน หากท่านเป็นสาวิกาของพระพุทธเจ้าจริงไซร้ ขอท่านได้โปรดตอบ  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b26c18" >
		<para id="s2b26c18p">
			<remark  id="s2b26c18l1" />		คำถามของฉันนี้แก่ฉันด้วย?  
			<remark  id="s2b26c18l2" />	เมื่อนางเทพธิดา จะตอบเนื้อความตามที่พระเถระถามอย่างนี้ จึงกล่าวตอบด้วยคาถา  
			<remark  id="s2b26c18l3" /> เหล่านี้ความว่า  
			<remark  id="s2b26c18l4" />		ดิฉันเป็นพระสนมของพระเจ้าพิมพิสารผู้ประเสริฐ มีศิริ อยู่ในพระนคร  
			<remark  id="s2b26c18l5" />		ราชคฤห์ ซึ่งตั้งอยู่ในระหว่างภูเขา อันเป็นนครที่แออัดไปด้วยนักปราชญ์  
			<remark  id="s2b26c18l6" />		ดิฉันมีความชำนาญในการฟ้อนรำขับร้องชั้นเยี่ยม ชาวเมืองในกรุง  
			<remark  id="s2b26c18l7" />		ราชคฤห์ เขาพากันเรียกดิฉันว่า "นางสิริมา" พระพุทธเจ้าทรงเป็นผู้  
			<remark  id="s2b26c18l8" />		องอาจในจำพวกผู้แสวงหาคุณอันประเสริฐ ผู้แนะนำสัตว์โลกให้เป็นผู้  
			<remark  id="s2b26c18l9" />		พิเศษ ได้ทรงแสดงความไม่เที่ยงแห่งของจริง คือ เหตุเกิดของทุกข์  
			<remark  id="s2b26c18l10" />		และทางให้ถึงความดับทุกข์ อันเป็นธรรมที่ไม่มีปัจจัยอะไรปรุงแต่ง เป็น  
			<remark  id="s2b26c18l11" />		ทางถาวร ทางตรง เป็นทางสุขเกษมแก่ดิฉัน ครั้นดิฉันฟังธรรมอัน  
			<remark  id="s2b26c18l12" />		เป็นทางไม่ตาย ไม่มีเหตุปัจจัยอะไรปรุงแต่งได้ ซึ่งเป็นคำสอนของพระ  
			<remark  id="s2b26c18l13" />		ตถาคตผู้ประเสริฐแล้ว จึงเป็นผู้สำรวมอย่างเคร่งครัดในศีลทั้งหลาย  
			<remark  id="s2b26c18l14" />		ดำรงมั่นอยู่ในธรรมปฏิบัติ ที่พระพุทธเจ้าผู้เลิศกว่านรชนทรงแสดงไว้  
			<remark  id="s2b26c18l15" />		แล้ว ครั้นดิฉันรู้จักบทอันปราศจากธุลี ซึ่งหาเหตุปัจจัยปรุงแต่งไม่ได้  
			<remark  id="s2b26c18l16" />		ที่พระตถาคตผู้ประเสริฐทรงแสดงไว้นั้น ดิฉันจึงได้บรรลุสมาธิอันเกิด  
			<remark  id="s2b26c18l17" />		จากความสงบจิตใจในอัตภาพนั้นเอง ดิฉันนั้นจึงได้มีความแน่นอนใน  
			<remark  id="s2b26c18l18" />		มรรคผลอันเป็นธรรมชั้นเยี่ยมขึ้น ครั้นดิฉันได้ฟังธรรมอันประเสริฐ  
			<remark  id="s2b26c18l19" />		อันไม่เกิดไม่ตายอย่างวิเศษแล้ว จึงหมดความเคลือบแคลงในพระรัตน  
			<remark  id="s2b26c18l20" />		ตรัย มีความรู้พิเศษในการรู้อริยสัจธรรม หมดความสงสัยในสิ่งทั้งปวง  
			<remark  id="s2b26c18l21" />		จึงควรเป็นที่บูชาของชุมนุมชน ได้รับผลคือความสุขอันมั่นคง เป็นเครื่อง  
			<remark  id="s2b26c18l22" />		ตอบแทนมากมาย โดยทำนองตามที่กราบเรียนมานี้ ดิฉันจึงเป็นนางเทพ  
			<remark  id="s2b26c18l23" />		ธิดาผู้เห็นนิพพาน เป็นสาวิกาของพระตถาคตผู้ประเสริฐ เป็นผู้ได้เห็น  
			<remark  id="s2b26c18l24" />		ธรรมตามความเป็นจริง เป็นผู้ตั้งอยู่ในผลขั้นแรก คือ เป็นพระโสดาบัน  
			<remark  id="s2b26c18l25" />		ก็ทุคติย่อมไม่มีแก่ดิฉันอีก ดิฉันนั้นมาเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ประ  
			<remark  id="s2b26c18l26" />		เสริฐ ก็เพื่อจะถวายบังคม และนมัสการภิกษุทั้งหลายที่น่าเลื่อมใส  
			<remark  id="s2b26c18l27" />		ผู้ยินดีในธรรมอันไม่มีโทษ และเพื่อจะนมัสการสถานที่ๆ พระสมณะ  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b26c19" >
		<para id="s2b26c19p">
			<remark  id="s2b26c19l1" />		ประชุมกัน อันเป็นสถานที่มีธรรมเกษม ดิฉันเป็นผู้มีความเคารพใน  
			<remark  id="s2b26c19l2" />		พระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ทรงพระศิริ เป็นพระธรรมราชา ครั้นได้เห็น  
			<remark  id="s2b26c19l3" />		พระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้เป็นนักปราชญ์แล้ว ก็อิ่มเอิบปลาบปลื้มใจ ดิฉัน  
			<remark  id="s2b26c19l4" />		ขอถวายบังคมพระตถาคต ผู้เป็นสารถีของบุคคลที่ควรฝึกอย่างยอดเยี่ยม  
			<remark  id="s2b26c19l5" />		ทรงตัดตัณหาเสียได้ ทรงยินดีแล้วในกุศลธรรม ผู้ทรงแนะนำประชุมชน  
			<remark  id="s2b26c19l6" />		ให้พ้นจากทุกข์ได้ ผู้ทรงอนุเคราะห์สัตว์โลกในทางที่เป็นประโยชน์  
			<remark  id="s2b26c19l7" />		อย่างยิ่ง.  
			<remark  id="s2b26c19l8" />		         จบ สิริมาวิมานที่ ๑๖.  
			<remark  id="s2b26c19l9" />		         ๑๗. เปสการิยวิมาน  
			<remark  id="s2b26c19l10" />		 ว่าด้วยผลบุญที่ทำให้ไปเกิดในเปสการิยวิมาน  
			<remark  id="s2b26c19l11" />	[๑๗]  นางเปสการีเทพธิดาชมวิมานของตนเองด้วยคาถา กึ่งคาถาความว่า วิมาน  
			<remark  id="s2b26c19l12" />		หลังนี้เป็นวิมานงามรุ่งเรือง มีเสาล้วนแล้วด้วยแก้วไพฑูรย์ ใหญ่โต  
			<remark  id="s2b26c19l13" />		สะอาดสะอ้าน ล้อมรอบด้วยต้นไม้ทองคำ วิมานหลังนี้เกิดเพราะผล  
			<remark  id="s2b26c19l14" />		กรรมของเรา นางเทพอัปสรตั้งแสนเหล่านี้ ซึ่งเกิดประจำในวิมาน  
			<remark  id="s2b26c19l15" />		ก็เพราะกรรมของเรา  
			<remark  id="s2b26c19l16" />	สมเด็จอัมรินทราธิราช มีเทวโองการตรัสถามด้วยคาถาสองคาถากึ่งความว่า  
			<remark  id="s2b26c19l17" />		ท่านเป็นผู้เพรียบพร้อมไปด้วยบริวาร มีรัศมีกายแผ่ซ่านกว่าเทพเจ้าที่เกิด  
			<remark  id="s2b26c19l18" />		ก่อน พระจันทร์มีรัศมีสุกสะกาวยิ่งกว่าหมู่ดาวนักขัตฤกษ์ ฉันใด ท่าน  
			<remark  id="s2b26c19l19" />		ก็รุ่งเรืองสุกใสกว่านางเทพอัปสรทั้งหมด โดยเชิงบริวาร ฉันนั้นเหมือน  
			<remark  id="s2b26c19l20" />		กัน แน่ะนางงามผู้มีพักตร์ควรพิศ ท่านมาจากภพไหน จึงได้มาเกิดที่ภพ  
			<remark  id="s2b26c19l21" />		ของเรานี้ เทพเจ้าชาวไตรทศรวมหมดทั้งพระอินทร์ พระพรหม ดูเหมือน  
			<remark  id="s2b26c19l22" />		จะไม่รู้สึกอิ่มในการดูท่าน?  
			<remark  id="s2b26c19l23" />	นางเทพธิดา อันสมเด็จอัมรินทราธิราชมีเทวโองการตรัสถามอย่างนั้น เมื่อจะประกาศ  
			<remark  id="s2b26c19l24" /> เนื้อความนั้น จึงกล่าวคาถาสองคาถาความว่า  
			<remark  id="s2b26c19l25" />		ขอเดชะ พระองค์ผู้องอาจ พระองค์ตรัสถามหม่อมฉันถึงตระกูลเดิม  
			<remark  id="s2b26c19l26" />		ของหม่อมฉันว่า ท่านจุติมาจากภพไหนจึงได้มาเกิดที่ภพของเรานี้ หม่อม  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b26c20" >
		<para id="s2b26c20p">
			<remark  id="s2b26c20l1" />		ฉันได้จุติมาจากกรุงพาราณสี ซึ่งเป็นบุรีของแคว้นกาสี เมื่อก่อนขณะ  
			<remark  id="s2b26c20l2" />		ที่อยู่ในนครนั้น หม่อมฉันเป็นธิดานายช่างหูก ผู้มีใจเลื่อมใสใน  
			<remark  id="s2b26c20l3" />		พระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ ซึ่งหม่อมฉันได้ถึงแล้วโดย  
			<remark  id="s2b26c20l4" />		ใกล้ชิด ไม่มีความสงสัย มีสิกขาบทอันได้สมาทานแล้ว ไม่ด่างพร้อย  
			<remark  id="s2b26c20l5" />		ได้สำเร็จอริยผล เป็นผู้แน่นอนในทางที่จะตรัสรู้ซึ่งธรรม ของสัมมาสัม  
			<remark  id="s2b26c20l6" />		พุทธเจ้า เป็นผู้มีพระอนามัยดี.  
			<remark  id="s2b26c20l7" />	สมเด็จอัมรินทราธิราช เมื่อจะทรงอนุโมทนาบุญสมบัติ ของนางเทพธิดานั้น  
			<remark  id="s2b26c20l8" /> จึงตรัสคาถาถึ่งความว่า  
			<remark  id="s2b26c20l9" />		เราขอแสดงความยินดีต่อท่านผู้มาในที่นี้ได้โดยสวัสดี ท่านเป็นผู้รุ่งเรือง  
			<remark  id="s2b26c20l10" />		ด้วยยศ มีใจเลื่อมใสในพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์อย่าง  
			<remark  id="s2b26c20l11" />		ใกล้ชิด ไม่มีความสงสัย เป็นผู้ตั้งอยู่ในสิกขาบทอย่างบริบูรณ์ เป็นได้  
			<remark  id="s2b26c20l12" />		สำเร็จอริยผล เป็นคนหมดโรค ควรที่จะได้ตรัสรู้ธรรมของพระสัมมา  
			<remark  id="s2b26c20l13" />		สัมพุทธเจ้าแน่นอน.  
			<remark  id="s2b26c20l14" />		        จบเปสการิยวิมานที่ ๑๗.  
			<remark  id="s2b26c20l15" />		      รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ  
			<remark  id="s2b26c20l16" />	๑. ปิฐวิมานที่ ๑                        ๒. ปิฐวิมานที่ ๒  
			<remark  id="s2b26c20l17" />	๓. ปิฐวิมานที่ ๓                        ๔. ปิฐวิมานที่ ๔  
			<remark  id="s2b26c20l18" />	๕. กุญชรวิมาน                         ๖. นาวาวิมานที่ ๑  
			<remark  id="s2b26c20l19" />	๗. นาวาวิมานที่ ๒                      ๘. นาวาวิมานที่ ๓  
			<remark  id="s2b26c20l20" />	๙. ปทีปวิมาน                         ๑๐. ติลทักขิณาวิมาน  
			<remark  id="s2b26c20l21" />	๑๑. ปติพพตาวิมานที่ ๑                   ๑๒. ปติพพตาวิมานที่ ๒  
			<remark  id="s2b26c20l22" />	๑๓. สุณิสาวิมานที่ ๑                     ๑๔. สุณิสาวิมานที่ ๒  
			<remark  id="s2b26c20l23" />	๑๕. อุตตราวิมาน                       ๑๖. สิริมาวิมาน  
			<remark  id="s2b26c20l24" />	๑๗. เปสการิยวิมาน.  
			<remark  id="s2b26c20l25" />		      จบ วรรคที่ ๑ ในอิตถีวิมาน.  
			<remark  id="s2b26c20l26" />		   ______________________________________  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b26c21" >
		<para id="s2b26c21p">
			<remark  id="s2b26c21l1" />		          จิตตลดาวรรคที่ ๒  
			<remark  id="s2b26c21l2" />		            ๑. ทาสีวิมาน  
			<remark  id="s2b26c21l3" />		    ว่าด้วยบุญที่ทำให้ไปเกิดในทาสีวิมาน  
			<remark  id="s2b26c21l4" />	[๑๘]  ท่านพระมหาโมคคัลลานเถระถามว่า  
			<remark  id="s2b26c21l5" />		ท่านผู้แวดล้อมด้วยหมู่นางเทพนารี เที่ยวชมไปโดยรอบในสวนจิตตลดา  
			<remark  id="s2b26c21l6" />		วันอันน่ารื่นรมย์ ประดุจท้าวสักกเทวาธิราช ยังทิศทั้งปวงให้สว่างไสว  
			<remark  id="s2b26c21l7" />		เหมือนดาวประกายพฤกษ์ ท่านมีวรรณะเช่นนี้ เพราะกรรมอะไร อิฐผล  
			<remark  id="s2b26c21l8" />		ย่อมสำเร็จแก่ท่านในวิมานนี้ เพราะกรรมอะไร ประการหนึ่ง โภคสมบัติ  
			<remark  id="s2b26c21l9" />		ต่างๆ อันเป็นเครื่องปลื้มใจ ย่อมเกิดขึ้นแก่ท่านเพราะกรรมอะไร ดูกร  
			<remark  id="s2b26c21l10" />		นางเทพธิดาผู้มีอานุภาพมาก อาตมาขอถามท่าน ครั้งเมื่อท่านเกิดเป็น  
			<remark  id="s2b26c21l11" />		มนุษย์ได้ทำบุญอะไรไว้ ท่านเป็นผู้มีอานุภาพรุ่งเรืองเช่นนี้ และมี  
			<remark  id="s2b26c21l12" />		รัศมีสว่างไสวไปทั่วทิศ เพราะบุญกรรมอะไร?  
			<remark  id="s2b26c21l13" />		นางเทพธิดานั้น อันพระโมคคัลลานเถระถามแล้ว มีความปลื้มใจ จึง  
			<remark  id="s2b26c21l14" />		ได้พยากรณ์ปัญหาแห่งผลกรรมที่ถูกถามนั้นว่า ครั้งเมื่อดิฉันเกิดเป็น  
			<remark  id="s2b26c21l15" />		มนุษย์อยู่ในหมู่มนุษย์ ได้เป็นทาสีหญิงรับใช้ในตระกูลแห่งชนอื่น  
			<remark  id="s2b26c21l16" />		ดิฉันนั้นเป็นอุบาสิกาของพระสมณโคดม ผู้มีพระจักษุและพระเกียรติยศ  
			<remark  id="s2b26c21l17" />		เมื่อดิฉันรักษาศีล ทำมนสิการในกรรมฐานอยู่ ๑๖ ปี กรรมฐานกล่าวคือ  
			<remark  id="s2b26c21l18" />		โพธิปักขิยธรรม ๓๗ ประการได้สำเร็จแก่ดิฉัน ด้วยอานุภาพแห่งการ  
			<remark  id="s2b26c21l19" />		มนสิการนั้น การออกไปจากกิเลสได้เกิดมีแก่ดิฉัน ในศาสนาของพระ  
			<remark  id="s2b26c21l20" />		สมณโคดมผู้ทรงพระคุณคงที่ เพราะมีมนสิการมั่นอยู่ในจิตว่า แม้ถึง  
			<remark  id="s2b26c21l21" />		ร่างกายนี้จะแตกทำลายไปก็ตามที การที่จะหยุดความเพียรในการเจริญ  
			<remark  id="s2b26c21l22" />		กรรมฐานนี้ เป็นอันไม่มีเป็นอันขาด ขอท่านจงดูผลแห่งความเพียร  
			<remark  id="s2b26c21l23" />		เป็นเหตุก้าวไปสู่คุณเบื้องหน้า กล่าวคือความสวัสดี ความเกษม  
			<remark  id="s2b26c21l24" />		ความปราศจากเสี้ยนหนามคือกิเลส สภาวะที่หาเครื่องยึดเหนี่ยวมิได้  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b26c22" >
		<para id="s2b26c22p">
			<remark  id="s2b26c22l1" />		ความซื่อตรง และองค์อริยมรรค ที่สัตบุรุษทั้งหลาย มีพระพุทธเจ้า  
			<remark  id="s2b26c22l2" />		เป็นต้นประกาศแล้ว อันเป็นอุปนิสัยสืบเนื่องมาจากการรักษาสิกขาบท ๕  
			<remark  id="s2b26c22l3" />		ประการของดิฉันนั้น อันเป็นเหตุให้บรรลุซึ่งผลอันนี้ ดิฉันเป็นที่โปรด  
			<remark  id="s2b26c22l4" />		ปรานและคุ้นเคยกับท้าวสักกเทวราช เทพบุตรอันมีนามว่าอาลัมพะ  
			<remark  id="s2b26c22l5" />		คัคคมะ ภีมะ สาธุวาที ปสังสิยะ โปกขรา และสุผัสสะ และเหล่า  
			<remark  id="s2b26c22l6" />		เทพธิดาน้อยๆ อันมีนามว่า วีณา โมกขา นันทา สุนันทา โสณทินนา  
			<remark  id="s2b26c22l7" />		สุจิมหิตา อาลัมพุสา มิสสเกสี และนางบุณฑริกา ได้ทำการบำเรอ  
			<remark  id="s2b26c22l8" />		ปลุกปลื้มแก่ดิฉัน ด้วยดนตรีทิพย์มีประมาณได้หกหมื่น และนางเทพ  
			<remark  id="s2b26c22l9" />		กัญญาเหล่านี้ คือ นางเอนิปัสสา นางสุปัสสา นางสุภัททา นางมุทุกาวที  
			<remark  id="s2b26c22l10" />		ผู้ประเสริฐกว่า นางเทพอัปสรทั้งหลาย และนางเทพกัญญาเหล่าอื่นผู้บำรุง  
			<remark  id="s2b26c22l11" />		บำเรอ นางเทพอัปสรทั้งหลายเหล่านั้น ได้เข้ามาสู่ที่ใกล้ชิดตามกาล  
			<remark  id="s2b26c22l12" />		อันควร สนองเสนอดิฉันด้วยวาจาที่น่ายินดีว่า เอาเถอะ พวกดิฉันจัก  
			<remark  id="s2b26c22l13" />		ฟ้อนรำ ขับร้อง จักยังท่านให้รื่นรมย์ ดังนี้ ฐานะที่ดิฉันได้รับในบัดนี้  
			<remark  id="s2b26c22l14" />		ย่อมไม่มีแก่ผู้ที่ไม่ได้ทำบุญไว้ ฐานะที่หาความโศกมิได้ น่าเพลิดเพลิน  
			<remark  id="s2b26c22l15" />		น่ารื่นรมย์ เป็นอุทยานใหญ่ของเทวดาชาวไตรทศเช่นนี้ ย่อมเกิดมีสำหรับ  
			<remark  id="s2b26c22l16" />		ผู้มีบุญเท่านั้น ผู้ไม่ได้ทำบุญไว้ ย่อมไม่มีความสุขทั้งในโลกนี้และโลก  
			<remark  id="s2b26c22l17" />		หน้า ส่วนผู้มีบุญอันได้บำเพ็ญแล้ว ย่อมมีความสุขทั้งในโลกนี้และโลก  
			<remark  id="s2b26c22l18" />		หน้า อันบุคคลผู้ปรารถนา เพื่อสถิตร่วมกับเทวดาชาวไตรเทศเหล่านั้น  
			<remark  id="s2b26c22l19" />		ควรจะบำเพ็ญกุศลไว้ให้มาก เพราะว่าผู้มีบุญอันก่อสร้างไว้แล้ว ย่อม  
			<remark  id="s2b26c22l20" />		เพรียบพร้อมด้วยโภคสมบัติ ร่าเริงบันเทิงอยู่ในสวรรค์.  
			<remark  id="s2b26c22l21" />		          จบ ทาสีวิมานที่ ๑.  
			<remark  id="s2b26c22l22" />		           ๒. ลขุมาวิมาน  
			<remark  id="s2b26c22l23" />		  ว่าด้วยผลบุญที่ทำให้ไปเกิดในลขุมาวิมาน  
			<remark  id="s2b26c22l24" />	[๑๙]  พระมหาโมคคัลลานเถระ เมื่อขณะท่องเที่ยวอยู่ ณ เทวสถานได้ถามนางเทพธิดา  
			<remark  id="s2b26c22l25" /> ตนหนึ่งว่า  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b26c23" >
		<para id="s2b26c23p">
			<remark  id="s2b26c23l1" />		ดูกรนางเทพธิดา ท่านเป็นผู้มีรัศมีงามยิ่งนัก ส่องสว่างไสวไปทั่วทิศ  
			<remark  id="s2b26c23l2" />		สถิตอยู่ ประดุจดาวประจำรุ่ง ฉะนั้น ท่านมีวรรณะเช่นนี้ เพราะบุญ  
			<remark  id="s2b26c23l3" />		กรรมอะไร ฯลฯ และมีรัศมีสว่างไสวไปทั่วทิศ เพราะบุญกรรมอะไร?  
			<remark  id="s2b26c23l4" />		นางเทพธิดานั้น อันพระโมคคัลลานเถระถามแล้ว มีความปลื้มใจ ได้  
			<remark  id="s2b26c23l5" />		พยากรณ์ปัญหาแห่งผลกรรมที่ถูกถามนั้นว่า เมื่อดิฉันยังเป็นมนุษย์อยู่  
			<remark  id="s2b26c23l6" />		บ้านของดิฉันตั้งอยู่ใกล้กับประตูบ้านชาวประมง ดิฉันได้ถวายข้าวสุก  
			<remark  id="s2b26c23l7" />		ขนมกุมมาส ผักดอง และน้ำเครื่องดื่ม เจือด้วยรสต่างๆ แก่พระ  
			<remark  id="s2b26c23l8" />		สาวกทั้งหลายผู้แสวงหาคุณอันใหญ่ยิ่ง ซึ่งออกจากประตูบ้านชาวประมง  
			<remark  id="s2b26c23l9" />		กำลังท่องเที่ยวไปในบ้านของดิฉันนั้น ประการหนึ่ง ดิฉันเป็นผู้มีจิต  
			<remark  id="s2b26c23l10" />		เลื่อมใสในพระอริยสาวกผู้มีจิตอันซื่อตรง ได้เข้ารักษาอุโบสถศีลอัน  
			<remark  id="s2b26c23l11" />		ประกอบด้วยองค์ ๘ ประการ ตลอดวัน ๑๔ ค่ำ ๑๕ ค่ำ ๘ ค่ำ และ  
			<remark  id="s2b26c23l12" />		ตลอดปาฏิหาริยปักษ์ เป็นผู้สังวรด้วยดีในองค์ศีลทุกเมื่อ เป็นผู้สำรวม  
			<remark  id="s2b26c23l13" />		และจำแนกทาน จึงได้ครอบครองวิมานนี้ เป็นผู้เว้นจากปาณาติบาต  
			<remark  id="s2b26c23l14" />		เว้นขาดจากการเอาสิ่งของของผู้อื่นด้วยไถยจิต จากการประพฤติล่วง  
			<remark  id="s2b26c23l15" />		ละเมิดในกาม สำรวมจากมุสาวาท และจากการดื่มน้ำเมา เป็นผู้ยินดี  
			<remark  id="s2b26c23l16" />		ในเบญจศีล ฉลาดในอริยสัจ เป็นอุบาสิกาของพระสมณโคดมผู้มี  
			<remark  id="s2b26c23l17" />		พระจักษุ และพระเกียรติยศ ดิฉันมีวรรณะเช่นนี้เพราะบุญกรรมนั้น ฯลฯ  
			<remark  id="s2b26c23l18" />		และมีรัศมีสว่างไสว ไปทั่วทุกทิศ ประการหนึ่ง ขอท่านผู้เจริญพึง  
			<remark  id="s2b26c23l19" />		ถวายบังคมพระยุคลบาทของพระผู้มีพระภาคด้วยเศียรเกล้า แล้วทูลตาม  
			<remark  id="s2b26c23l20" />		คำของดิฉันว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อุบาสิกาชื่อลขุมา ถวายบังคม  
			<remark  id="s2b26c23l21" />		พระบาททั้งคู่ของพระผู้มีพระภาคด้วยเศียรเกล้า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ก็การ  
			<remark  id="s2b26c23l22" />		ที่พระผู้มีพระภาคพึงทรงพยากรณ์ดิฉันในสามัญผล อย่างใดอย่างหนึ่งนั้น  
			<remark  id="s2b26c23l23" />		ไม่น่าอัศจรรย์ แต่การที่พระผู้มีพระภาคทรงพยากรณ์ดิฉัน ในสกทาคามิผล  
			<remark  id="s2b26c23l24" />		นั้น น่าอัศจรรย์แท้จริง.  
			<remark  id="s2b26c23l25" />		          จบ ลขุมาวิมานที่ ๒.  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b26c24" >
		<para id="s2b26c24p">
			<remark  id="s2b26c24l1" />		        ๓. อาจามทายิกาวิมาน  
			<remark  id="s2b26c24l2" />		ว่าด้วยผลบุญที่ทำให้ไปเกิดในอาจามทายิกาวิมาน  
			<remark  id="s2b26c24l3" />	[๒๐]  ท้าวสักกเทวราชเมื่อจะตรัสถามถึงที่เกิดแห่งหญิงนั้น กะพระมหากัสสปเถระ  
			<remark  id="s2b26c24l4" /> จึงตรัสคาถาสองคาถาความว่า  
			<remark  id="s2b26c24l5" />		หญิงขัดสน เป็นคนกำพร้า อาศัยชายคาเรือนของคนอื่นอยู่ มีจิตเลื่อมใส  
			<remark  id="s2b26c24l6" />		ได้ถวายข้าวตังแด่พระคุณเจ้าผู้เที่ยวไปบิณฑบาต ซึ่งมาหยุดยืนนิ่งอยู่  
			<remark  id="s2b26c24l7" />		เฉพาะหน้า ด้วยมือของตนเอง ครั้นละจากอัตภาพมนุษย์แล้ว ได้ไป  
			<remark  id="s2b26c24l8" />		บังเกิดในฉกามาพจรสวรรค์ชั้นไหนหนอ?  
			<remark  id="s2b26c24l9" />	พระมหากัสสปเถระถวายพระพรว่า  
			<remark  id="s2b26c24l10" />		หญิงขัดสน เป็นคนกำพร้า อาศัยชายคาเรือนของคนอื่นอยู่ มีจิต  
			<remark  id="s2b26c24l11" />		เลื่อมใส ได้ถวายข้าวตังแก่อาตมภาพผู้กำลังเที่ยวไปเพื่อบิณฑบาต  
			<remark  id="s2b26c24l12" />		ซึ่งมายืนหยุดนิ่งเฉพาะหน้า ด้วยมือของตนเองนั้น ครั้นละจากอัตภาพ  
			<remark  id="s2b26c24l13" />		มนุษย์ จุติจากมนุษยโลกนี้พ้นไปแล้ว ได้บังเกิดเป็นเทพธิดาผู้มี  
			<remark  id="s2b26c24l14" />		ฤทธิ์มาก อยู่ ณ ชั้นนิมมานรดี ถึงความสุขอันเป็นทิพย์ ร่าเริง  
			<remark  id="s2b26c24l15" />		บันเทิงใจอยู่ในชั้นนิมมานรดีนั้น เหตุสักว่าอาจามทานฯ  
			<remark  id="s2b26c24l16" />	ท้าวสักกเทวราชกล่าวสรรเสริญทานนั้นว่า  
			<remark  id="s2b26c24l17" />		น่าอัศจรรย์จริงหนอ ทานของคนกำพร้าไร้ญาติ เป็นทานที่นำมาแต่  
			<remark  id="s2b26c24l18" />		ผู้อื่นแล้ว ได้นอบน้อมถวายแก่พระมหากัสสป สำเร็จเป็นทักษิณา  
			<remark  id="s2b26c24l19" />		มากถึงเพียงนี้ นางแก้วผู้งามทั่วสรรพางค์ สามีไม่จืดจางในการมอง  
			<remark  id="s2b26c24l20" />		ชม ได้รับอภิเษกเป็นเอกอัครมเหสีของพระเจ้าจักรพรรดิ ก็ยังไม่  
			<remark  id="s2b26c24l21" />		เทียบเท่าเสี้ยวที่ ๑๖ ของอาจามทานนี้ ทองคำแท่งมีปริมาณตั้งร้อยก็ดี  
			<remark  id="s2b26c24l22" />		ม้ามีกำลังเร็วมีปริมาณตั้งร้อยก็ดี ราชรถอันเทียมด้วยม้าอัศดรตั้งร้อย  
			<remark  id="s2b26c24l23" />		ก็ดี นางราชกัญญาอันประดับประดาแล้วด้วยแก้วมุกดา และแก้วมณี  
			<remark  id="s2b26c24l24" />		และต่างหูมีปริมาณตั้งแสนก็ดี ก็ยังไม่เทียบเท่าเสี้ยวที่ ๑๖ ของอาจาม  
			<remark  id="s2b26c24l25" />		ทานนี้ คชสารตัวประเสริฐเกิดแต่ป่าหิมพานต์  เป็นคชสารตระกูลมา  
			<remark  id="s2b26c24l26" />		ตังคะ มีงางามงอนดุจงอนรถ มีสายรัดแล้วด้วยทองคำ มีข่ายทองคำ  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b26c25" >
		<para id="s2b26c25p">
			<remark  id="s2b26c25l1" />		ปกเหนือกระพองศีรษะ มีประมาณตั้งร้อยเชือก ก็ยังไม่เทียบเท่าเสี้ยว  
			<remark  id="s2b26c25l2" />		ที่ ๑๖ ของอาจามทานนี้ ถึงแม้พระเจ้าจักรพรรดิ ได้เสวยราชสมบัติ เป็น  
			<remark  id="s2b26c25l3" />		ใหญ่ในมหาทวีปทั้งสี่ ก็ยังไม่เทียบเท่าเสี้ยวที่ ๑๖ ของอาจามทานนี้.  
			<remark  id="s2b26c25l4" />		       จบ อาจามทายิกาวิมานที่ ๓  
			<remark  id="s2b26c25l5" />		           ๔. จัณฑาลิวิมาน  
			<remark  id="s2b26c25l6" />		  ว่าด้วยผลบุญที่ทำให้ไปเกิดในจัณฑาลิวิมาน  
			<remark  id="s2b26c25l7" />	[๒๑]  พระมหาโมคคัลลานเถระได้กล่าวคาถาสองคาถาความว่าแน่ะยายจัณฑาล  
			<remark  id="s2b26c25l8" />		ท่านจงถวายอภิวาทพระบาทยุคลของพระสมณโคดมผู้อุดม ด้วยพระ  
			<remark  id="s2b26c25l9" />		เกียรติยศ พระองค์ผู้ประเสริฐกว่าผู้วิเศษทั้งหลาย ได้ประทับยืนอยู่เพื่อ  
			<remark  id="s2b26c25l10" />		ทรงอนุเคราะห์ท่านคนเดียวเท่านั้น ท่านจงยังจิตให้เลื่อมใสยิ่ง ใน  
			<remark  id="s2b26c25l11" />		พระพุทธเจ้าผู้ห่างไกลจากกิเลสทั้งมวล เป็นผู้หนักแน่น แล้วจงประคอง  
			<remark  id="s2b26c25l12" />		หัตถ์ถวายอภิวาทโดยเร็วเถิด ชีวิตของท่านยังเหลือน้อยเต็มที.  
			<remark  id="s2b26c25l13" />		เพื่อจะแสดงประวัติของหญิงจัณฑาลนั้นโดยตลอด ท่านพระสังคีติกาจารย์จึงกล่าวคาถา  
			<remark  id="s2b26c25l14" /> สองคาถานี้ว่า  
			<remark  id="s2b26c25l15" />		หญิงจัณฑาลผู้นี้มีตนอันอบรมแล้ว ดำรงไว้ซึ่งสรีระอันเป็นที่สุด อัน  
			<remark  id="s2b26c25l16" />		พระมหาเถระตักเตือนแล้ว จึงถวายบังคมพระบาทยุคลของพระสมณ  
			<remark  id="s2b26c25l17" />		โคดม ผู้อุดมด้วยพระเกียรติยศ แต่โคนมได้ขวิดนางในขณะที่กำลังยืน  
			<remark  id="s2b26c25l18" />		ประคองหัตถ์ นมัสการพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ส่องแสงสว่าง คือ  
			<remark  id="s2b26c25l19" />		พระญาณในโลกอันมืดมัว.  
			<remark  id="s2b26c25l20" />		เพื่อประกาศข้อความเป็นไปของตน นางเทพธิดาจึงกล่าวว่า  
			<remark  id="s2b26c25l21" />		ข้าแต่ท่านวีรบุรุษผู้มีอานุภาพมาก พวกดิฉันถึงแล้วซึ่งความเป็นผู้มีฤทธิ์  
			<remark  id="s2b26c25l22" />		อันประเสริฐ เข้ามาขอถวายนมัสการท่านผู้สิ้นอาสวะปราศจากกิเลสธุลี  
			<remark  id="s2b26c25l23" />		เป็นผู้ไม่หวั่นไหว.  
			<remark  id="s2b26c25l24" />		พระมหาโมคคัลลานเถระจึงกล่าวกะนางนั้นว่า  
			<remark  id="s2b26c25l25" />		ท่านทั้งหลายผู้มีรัศมีอร่ามงามรุ่งโรจน์ มากด้วยเกียรติยศ ประดับประดา  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b26c26" >
		<para id="s2b26c26p">
			<remark  id="s2b26c26l1" />		ด้วยเครื่องอาภรณ์งามวิจิตรพิสดาร แวดล้อมด้วยหมู่นางอัปสรพากันลง  
			<remark  id="s2b26c26l2" />		มาจากวิมาน แนะแม่เทพธิดาผู้มีคุณอันงาม ท่านเป็นใคร มาไหว้  
			<remark  id="s2b26c26l3" /> ฉันอยู่  
			<remark  id="s2b26c26l4" />		นางเทพธิดานั้น อันพระมหาเถระถามอย่างนี้ จึงกล่าวคาถา ๔ คาถา ความว่า  
			<remark  id="s2b26c26l5" />		ข้าแต่ท่านผู้เจริญ เมื่อดิฉันยังเป็นมนุษย์อยู่ในมนุษยโลก เป็นหญิง  
			<remark  id="s2b26c26l6" />		จัณฑาล อันท่านผู้เป็นวีรบุรุษส่งไปเพื่อถวายบังคมพระบาทของพระ  
			<remark  id="s2b26c26l7" />		พุทธเจ้า ดิฉันได้ถวายบังคมพระบาทยุคลของพระสมณโคดมผู้เป็น  
			<remark  id="s2b26c26l8" />		พระอรหันต์ มีพระเกียรติยศอันงาม ครั้นได้ถวายบังคมพระบาทยุคล  
			<remark  id="s2b26c26l9" />		แล้ว เคลื่อนจากกำเนิดหญิงจัณฑาลไปบังเกิดในวิมาน อันเพรียบพร้อม  
			<remark  id="s2b26c26l10" />		ด้วยสมบัติทั้งปวงในเทวราชอุทยานมีนามว่านันทวัน นางเทพอัปสร  
			<remark  id="s2b26c26l11" />		ประมาณพันหนึ่งได้พากันมายืนห้อมล้อมดิฉัน ดิฉันเป็นผู้ประเสริฐเลิศ  
			<remark  id="s2b26c26l12" />		กว่านางเทพอัปสรเหล่านั้นโดยรัศมี เกียรติยศ และอายุ ดิฉันได้กระทำ  
			<remark  id="s2b26c26l13" />		กรรมอันงามมากมาย มีสติสัมปชัญญะ ข้าแต่ท่านผู้เจริญ พวกดิฉันพา  
			<remark  id="s2b26c26l14" />		กันมาครั้งนี้ เพื่อถวายนมัสการท่านผู้เป็นนักปราชญ์ ประกอบด้วยความ  
			<remark  id="s2b26c26l15" />		เอ็นดูในโลก.  
			<remark  id="s2b26c26l16" />		นางเทพธิดานั้น ครั้นกล่าวถ้อยคำนี้แล้ว เป็นผู้ประกอบด้วยความ  
			<remark  id="s2b26c26l17" />		กตัญญูกตเวที ไหว้เท้าทั้งสองของพระมหาโมคคัลลานเถระ องค์อรหันต์  
			<remark  id="s2b26c26l18" />		แล้วก็อันตรธานไป ณ ที่นั้นนั่นเอง.  
			<remark  id="s2b26c26l19" />		         จบ จัณฑาลวิมานที่ ๔.  
			<remark  id="s2b26c26l20" />		          ๕. ภัททิตถิกาวิมาน  
			<remark  id="s2b26c26l21" />		 ว่าด้วยผลบุญที่ทำให้ไปเกิดในภัททิตถิกาวิมาน  
			<remark  id="s2b26c26l22" />	[๒๒]  พระผู้มีพระภาคตรัสถามถึงบุรพกรรมที่นางภัททาเทพธิดานั้นได้กระทำไว้  
			<remark  id="s2b26c26l23" />		ว่าท่านผู้มีกายอันมีรัศมีสีสรรต่างๆ บ้างเขียว บ้างเหลือง บ้างดำ หงสบาท  
			<remark  id="s2b26c26l24" />		และแดง แวดล้อมด้วยกลีบเกสรดอกไม้ มีเกศเกล้าอันแพรวพราวด้วย  
			<remark  id="s2b26c26l25" />		พวงมณฑาทิพย์ ดูกรนางผู้มีปัญญาดี ต้นไม้เหล่านี้ย่อมไม่มีในหมู่เทวดา  
			<remark  id="s2b26c26l26" />		เหล่าอื่น ดูกรนางผู้เลอยศ ท่านได้บังเกิดในหมู่เทวดาชั้นดาวดึงส์ เพราะ  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b26c27" >
		<para id="s2b26c27p">
			<remark  id="s2b26c27l1" />		กรรมอะไร ดูกรนางเทพธิดา ขอท่านจงแถลงข้อที่เราถาม ผลเช่นนี้แห่ง  
			<remark  id="s2b26c27l2" />		กรรมอะไร?  
			<remark  id="s2b26c27l3" />		นางเทพธิดา เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสถามอย่างนี้แล้ว จึงกราบทูลพยากรณ์ด้วยคาถา  
			<remark  id="s2b26c27l4" /> เหล่านี้ว่า  
			<remark  id="s2b26c27l5" />		หม่อมฉันเป็นอุบาสิกาอยู่ในกิมพิลนคร ชนทั้งหลายรู้จักหม่อมฉันชื่อ  
			<remark  id="s2b26c27l6" />		ว่า ภัททิตถิกา หม่อมฉันเป็นผู้สมบูรณ์ด้วยศรัทธา และศีล ยินดีใน  
			<remark  id="s2b26c27l7" />		การจำแนกทานทุกเมื่อ มีจิตอันผ่องใส ได้ถวายผ้านุ่งห่ม ภัตตาหาร  
			<remark  id="s2b26c27l8" />		เสนาสนะ และประทีปพร้อมด้วยเครื่องอุปกรณ์ ในพระอริยเจ้าผู้ปฏิบัติ  
			<remark  id="s2b26c27l9" />		ซื่อตรง หม่อมฉันได้เข้ารักษาอุโบสถอันประกอบด้วยองค์ ๘ ประการใน  
			<remark  id="s2b26c27l10" />		ดิถีที่ ๑๔-๑๕ และดิถีที่ ๘ ของปักษ์ ตลอดปาฏิหาริยปักษ์ เป็น  
			<remark  id="s2b26c27l11" />		ผู้สำรวมแล้วด้วยดีในศีลทุกเมื่อ คือ งดเว้นจากปาณาติบาต เป็นผู้เว้น  
			<remark  id="s2b26c27l12" />		ขาดจากการถือเอาสิ่งของของผู้อื่นด้วยไถยจิต จากการประพฤติผิดในกาม  
			<remark  id="s2b26c27l13" />		สำรวมจากมุสาวาท และจากการดื่มน้ำเมา เป็นผู้ยินดีในสิกขาบททั้ง ๕  
			<remark  id="s2b26c27l14" />		และเป็นผู้ฉลาดในอริยสัจ เป็นอุบาสิกาของพระพุทธเจ้าผู้มีพระสมันต  
			<remark  id="s2b26c27l15" />		จักษุ มีปกติเป็นอยู่ด้วยความไม่ประมาท หม่อมฉันได้บำเพ็ญสุจริต  
			<remark  id="s2b26c27l16" />		ธรรมความชอบสำเร็จแล้ว จุติจากมนุษยโลกนั้นแล้ว เป็นนางเทพธิดา  
			<remark  id="s2b26c27l17" />		ผู้มีรัศมีกายอันรุ่งโรจน์ เที่ยวเชยชมอยู่ในสวนนันทวัน อนึ่ง หม่อมฉัน  
			<remark  id="s2b26c27l18" />		ได้เลี้ยงดูท่านภิกษุผู้เป็นอัครสาวกทั้งสอง ผู้อนุเคราะห์ชาวโลกด้วย  
			<remark  id="s2b26c27l19" />		ประโยชน์เกื้อกูลอย่างยิ่ง ผู้เพรียบพร้อมด้วยตบะธรรม เป็นจอมปราชญ์  
			<remark  id="s2b26c27l20" />		และได้บำเพ็ญสุจริตธรรมความชอบไว้มาก ครั้นจุติจากมนุษยโลกนั้น  
			<remark  id="s2b26c27l21" />		แล้ว ได้บังเกิดเป็นเทพธิดา ผู้มีรัศมีกายอันสว่างไสว เที่ยวเชยชม  
			<remark  id="s2b26c27l22" />		อยู่ในสวนนันทวัน หม่อมฉันได้เข้ารักษาอุโบสถ อันประกอบด้วยองค์  
			<remark  id="s2b26c27l23" />		๘ ประการ มีคุณอันกำหนดมิได้ นำมาซึ่งความสุขเนืองนิตย์ และได้  
			<remark  id="s2b26c27l24" />		สร้างกุศลธรรมความชอบไว้บริบูรณ์แล้ว ครั้นจุติจากมนุษยโลกนั้นแล้ว  
			<remark  id="s2b26c27l25" />		ได้บังเกิดเป็นนางเทพธิดาผู้มีรัศมีกายอันรุ่งเรือง เที่ยวเชยชมอยู่ในเทพ  
			<remark  id="s2b26c27l26" />		อุทยานนันทวัน.  
			<remark  id="s2b26c27l27" />		        จบ ภัททิตถิกาวิมานที่ ๕.  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b26c28" >
		<para id="s2b26c28p">
			<remark  id="s2b26c28l1" />		          ๖. โสณทินนาวิมาน  
			<remark  id="s2b26c28l2" />		 ว่าด้วยผลบุญที่ทำให้ไปเกิดในโสณทินนาวิมาน  
			<remark  id="s2b26c28l3" />	[๒๓]  พระมหาโมคคัลลานเถระ ได้สอบถามนางเทพธิดาตนหนึ่งด้วยคาถา  
			<remark  id="s2b26c28l4" />		ความว่า ดูกรแม่เทพธิดา ท่านมีวรรณะงามยิ่งนัก มีรัศมีส่องสว่างไสวไป  
			<remark  id="s2b26c28l5" />		ทั่วทุกทิศ สถิตอยู่เหมือนดาวประกายพฤกษ์ เพราะทำบุญอะไรไว้ ท่านจึง  
			<remark  id="s2b26c28l6" />		มีผิวพรรณงามเช่นนี้ เพราะทำบุญอะไรไว้ อิฐผลสำเร็จแก่ท่านในวิมานนี้  
			<remark  id="s2b26c28l7" />		และโภคทรัพย์อันเป็นที่รักแห่งใจทุกสิ่งทุกอย่างจึงเกิดขึ้นแก่ท่าน แน่ะ  
			<remark  id="s2b26c28l8" />		แม่เทพธิดาผู้มีอานุภาพมาก อาตมาขอถามท่าน เมื่อท่านยังเป็นมนุษย์  
			<remark  id="s2b26c28l9" />		ได้กระทำบุญสิ่งใดไว้ และเพราะบุญกรรมอะไร ท่านจึงมีอานุภาพรุ่งเรือง  
			<remark  id="s2b26c28l10" />		ถึงเพียงนี้ และมีรัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ?  
			<remark  id="s2b26c28l11" />		นางเทพธิดานั้น อันพระโมคคัลลานเถระถามแล้ว มีความปลาบปลื้มใจ  
			<remark  id="s2b26c28l12" />		ได้พยากรณ์ปัญหาแห่งผลกรรมที่ถูกถามนั้นว่า ดิฉันเป็นอุบาสิกาอยู่ใน  
			<remark  id="s2b26c28l13" />		พระนครนาลันทา ชนชาวนาลันทานครรู้จักดิฉันว่า โสณทินนาเป็น  
			<remark  id="s2b26c28l14" />		ผู้สมบูรณ์ด้วยศรัทธาและศีล ยินดีแล้วในทานบริจาคเสมอ ได้ถวายผ้า  
			<remark  id="s2b26c28l15" />		นุ่งห่ม ภัตตาหาร เสนาสนะ และประทีปพร้อมด้วยเชื้อ ในพระอริยเจ้า  
			<remark  id="s2b26c28l16" />		ผู้มีจิตเที่ยงธรรมเป็นอันมาก ด้วยจิตอันผ่องใส ดิฉันได้เข้ารักษา  
			<remark  id="s2b26c28l17" />		อุโบสถศีลอันประกอบด้วยองค์ ๘ ประการ ทุกวัน ๑๔-๑๕ ค่ำ และ  
			<remark  id="s2b26c28l18" />		วัน ๘ ค่ำ แห่งปักษ์ และตลอดปาฏิหาริยปักษ์ด้วย เป็นผู้สำรวมด้วย  
			<remark  id="s2b26c28l19" />		ดีในองค์ศีลทุกเมื่อ เป็นผู้งดเว้นจากปาณาติบาต เว้นห่างไกลจาก  
			<remark  id="s2b26c28l20" />		อทินนาทาน และการประพฤติผิดในกาม สำรวมจากมุสาวาท และจาก  
			<remark  id="s2b26c28l21" />		การดื่มน้ำเมา ดิฉันเป็นอุบาสิกาของพระสมณโคดมผู้มีพระจักษุ และ  
			<remark  id="s2b26c28l22" />		พระเกียรติยศ เป็นผู้ยินดีในสิกขาบททั้ง ๕ มีปัญญาเฉลียวฉลาดใน  
			<remark  id="s2b26c28l23" />		อริยสัจ ดิฉันจึงมีรัศมีงามเช่นนี้ ฯลฯ และมีรัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ  
			<remark  id="s2b26c28l24" />		เพราะบุญนั้น.  
			<remark  id="s2b26c28l25" />		        จบ โสณทินนาวิมานที่ ๖.  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b26c29" >
		<para id="s2b26c29p">
			<remark  id="s2b26c29l1" />		           ๗. อุโบสถวิมาน  
			<remark  id="s2b26c29l2" />		  ว่าด้วยผลบุญที่ทำให้ไปเกิดในอุโบสถวิมาน  
			<remark  id="s2b26c29l3" />	[๒๔]  ท่านพระมหาโมคคัลลานเถระ ได้ถามถึงบุรพกรรมของนางเทพธิดานั้นว่า  
			<remark  id="s2b26c29l4" />		ดูกรแม่เทพธิดา ท่านมีวรรณะงามยิ่งนัก มีรัศมีส่องสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ  
			<remark  id="s2b26c29l5" />		สถิตอยู่เหมือนดาวประกายพฤกษ์ เพราะบุญกรรมอะไร ท่านจึงมีผิวพรรณ  
			<remark  id="s2b26c29l6" />		งามเช่นนี้ ฯลฯ และมีรัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ เพราะบุญกรรม  
			<remark  id="s2b26c29l7" />		อะไร?  
			<remark  id="s2b26c29l8" />		นางเทพธิดานั้น อันพระโมคคัลลานเถระถามแล้ว มีความปลาบปลื้มใจ  
			<remark  id="s2b26c29l9" />		ได้พยากรณ์ปัญหาแห่งผลกรรมที่ถูกถามนั้นว่า  
			<remark  id="s2b26c29l10" />		ดิฉันเป็นอุบาสิกาอยู่ในเมืองสาเกต ประชาชนเรียกดิฉันว่าแม่อุโบสถ  
			<remark  id="s2b26c29l11" />		เป็นผู้สมบูรณ์ด้วยศรัทธาและศีล ... ได้เป็นอุบาสิกาของพระสมณโคดม  
			<remark  id="s2b26c29l12" />		ผู้มีพระจักษุ สมบูรณ์ด้วยพระเกียรติยศ เพราะบุญกรรมนั้น ดิฉันจึง  
			<remark  id="s2b26c29l13" />		มีวรรณะงามเช่นนี้ ฯลฯ และมีรัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ เพราะ  
			<remark  id="s2b26c29l14" />		บุญนั้น.  
			<remark  id="s2b26c29l15" />		เมื่อจะแสดงโทษของตน นางเทพธิดานั้นจึงได้กล่าวคาถา ๒ คาถาอีกว่า  
			<remark  id="s2b26c29l16" />		ความพอใจได้เกิดมีแก่ดิฉัน เพราะได้ทราบถึงทิพสมบัติต่างๆ ใน  
			<remark  id="s2b26c29l17" />		นันทวันเนืองๆ เพราะเหตุที่ตั้งใจไว้ ดิฉันจึงได้บังเกิดในนันทวัน  
			<remark  id="s2b26c29l18" />		ชั้นดาวดึงสพิภพนั้น ดิฉันมิได้ใส่ใจถึง เพราะวาจาของพระพุทธเจ้า  
			<remark  id="s2b26c29l19" />		เหล่ากอแห่งพระอาทิตย์ ตั้งจิตไว้ในภพอันเลว จึงมีความเดือดร้อนใน  
			<remark  id="s2b26c29l20" />		ภายหลัง.  
			<remark  id="s2b26c29l21" />		เพื่อจะปลุกปลอบใจนางเทพธิดานั้น พระมหาโมคคัลลานเถระจึงกล่าวคาถานั้น ความว่า  
			<remark  id="s2b26c29l22" />		ดูกรแม่เทพธิดา อาตมาถามท่านแล้ว ถ้าทราบอายุของท่าน ผู้อยู่ใน  
			<remark  id="s2b26c29l23" />		อุโบสถวิมาน ในโลกนี้ จงบอกว่าสิ้นกาลนานเท่าไร?  
			<remark  id="s2b26c29l24" />		นางเทพธิดานั้นตอบว่า  
			<remark  id="s2b26c29l25" />		ข้าแต่ท่านจอมปราชญ์ดิฉันดำรงอยู่ในอุโบสถวิมานนี้ สิ้นกาลประมาณ  
			<remark  id="s2b26c29l26" />		หกหมื่นปีทิพย์ จุติจากที่นี้แล้ว จักไปบังเกิดเป็นมนุษย์.  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b26c30" >
		<para id="s2b26c30p">
			<remark  id="s2b26c30l1" />	พระมหาโมคคัลลานเถระ ได้ยังนางเทพธิดานั้นให้อาจหาญร่าเริงด้วย  
			<remark  id="s2b26c30l2" />		คาถานี้ ความว่า  
			<remark  id="s2b26c30l3" />		ท่านอย่าสะทกสะท้านถึงการอยู่ในอุโบสถวิมานนี้เลย ท่านเป็นผู้อัน  
			<remark  id="s2b26c30l4" />		พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงพยากรณ์ไว้แล้ว ท่านจักถึงคุณวิเศษ คือ เป็น  
			<remark  id="s2b26c30l5" />		พระโสดาบัน ทุคติของท่านก็จักพลันเสื่อมไป.  
			<remark  id="s2b26c30l6" />		         จบ อุโบสถวิมานที่ ๗.  
			<remark  id="s2b26c30l7" />		          ๘. สุนิททาวิมาน  
			<remark  id="s2b26c30l8" />		  ว่าด้วยผลบุญที่ทำให้ไปเกิดในสุนิททาวิมาน  
			<remark  id="s2b26c30l9" />	[๒๕]  พระมหาโมคคัลลานเถระ เมื่อจะถามถึงบุรพกรรมของนางเทพธิดานั้น  
			<remark  id="s2b26c30l10" />		จึงกล่าวคาถานี้ความว่า  
			<remark  id="s2b26c30l11" />		ดูกรแม่เทพธิดา ท่านเป็นผู้มีวรรณะงามยิ่งนัก มีรัศมีส่องสว่างไสวไป  
			<remark  id="s2b26c30l12" />		ทั่วทุกทิศ สถิตอยู่เหมือนดาวประกายพฤกษ์ เพราะบุรพกรรมอะไร  
			<remark  id="s2b26c30l13" />		ท่านจึงมีผิวพรรณงามเช่นนี้ ฯลฯ และมีรัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ  
			<remark  id="s2b26c30l14" />		เพราะบุญกรรมอะไร?  
			<remark  id="s2b26c30l15" />		นางเทพธิดานั้น อันพระโมคคัลลานเถระถามแล้ว มีความปลาบปลื้มใจ  
			<remark  id="s2b26c30l16" />		ได้พยากรณ์ปัญหาแห่งผลกรรมที่ถูกถามนั้นว่า ดิฉันเป็นอุบาสิกาอยู่ใน  
			<remark  id="s2b26c30l17" />		พระนครราชคฤห์ ประชาชนเรียกว่า สุนิททา เป็นผู้สมบูรณ์ด้วยศรัทธา  
			<remark  id="s2b26c30l18" />		และศีล ... เป็นอุบาสิกาของพระสมณโคดมผู้มีพระจักษุ สมบูรณ์ด้วย  
			<remark  id="s2b26c30l19" />		พระเกียรติยศ เพราะบุญกรรมนั้น และจึงมีวรรณะงามเช่นนี้ ฯลฯ  
			<remark  id="s2b26c30l20" />		ดิฉันมีรัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ เพราะบุญกรรมนั้น  
			<remark  id="s2b26c30l21" />		         จบ สุนิททาวิมานที่ ๘.  
			<remark  id="s2b26c30l22" />		           ๙. สุทินนาวิมาน  
			<remark  id="s2b26c30l23" />		  ว่าด้วยผลบุญที่ทำให้ไปเกิดในสุทินนาวิมาน  
			<remark  id="s2b26c30l24" />	[๒๖]  พระมหาโมคคัลลานเถระ เมื่อจะถามถึงบุรพกรรมของนางเทพธิดานั้น จึงกล่าว  
			<remark  id="s2b26c30l25" />		คาถานี้ความว่า  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b26c31" >
		<para id="s2b26c31p">
			<remark  id="s2b26c31l1" />		ดูกรแม่เทพธิดา ท่านเป็นผู้มีวรรณะงามยิ่งนัก มีรัศมีส่องสว่างไปทั่ว  
			<remark  id="s2b26c31l2" />		ทุกทิศ สถิตอยู่เหมือนดาวประกายพฤกษ์ เพราะบุญกรรมอะไร?  
			<remark  id="s2b26c31l3" />		ท่านจึงมีผิวพรรณงามเช่นนี้ ฯลฯ และมีรัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ  
			<remark  id="s2b26c31l4" />		เพราะบุญกรรมอะไร?  
			<remark  id="s2b26c31l5" />		นางเทพธิดานั้น อันพระโมคคัลลานเถระถามแล้ว มีความปลาบปลื้มใจ  
			<remark  id="s2b26c31l6" />		ได้พยากรณ์ปัญหาแห่งผลกรรมที่ถูกถามนั้นว่า  
			<remark  id="s2b26c31l7" />		ดิฉันเป็นอุบาสิกาอยู่ในเมืองราชคฤห์ ประชาชนเรียกดิฉันว่า แม่สุทินนา  
			<remark  id="s2b26c31l8" />		เป็นผู้สมบูรณ์ด้วยศรัทธาและศีล ... เป็นอุบาสิกาของพระสมณโคดมผู้มี  
			<remark  id="s2b26c31l9" />		พระจักษุ สมบูรณ์ด้วยพระเกียรติยศ เพราะบุญกรรมนั้น ดิฉันจึงมี  
			<remark  id="s2b26c31l10" />		วรรณะงามเช่นนี้ ฯลฯ และมีรัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ เพราะบุญ  
			<remark  id="s2b26c31l11" />		กรรมนั้น.  
			<remark  id="s2b26c31l12" />		         จบ สุทินนาวิมานที่ ๙.  
			<remark  id="s2b26c31l13" />		       ๑๐. ภิกษาทายิกาวิมานที่ ๑  
			<remark  id="s2b26c31l14" />		ว่าด้วยผลบุญที่ทำให้ไปเกิดในภิกษาทายิกาวิมานที่ ๑  
			<remark  id="s2b26c31l15" />	[๒๗]  พระมหาโมคคัลลานเถระถามนางเทพธิดานั้น ด้วยคาถาเหล่านี้ ความว่า  
			<remark  id="s2b26c31l16" />		ดูกรแม่เทพธิดา ท่านเป็นผู้มีวรรณะงามยิ่งนัก มีรัศมีส่องสว่างไสวไปทั่ว  
			<remark  id="s2b26c31l17" />		ทุกทิศ สถิตอยู่เหมือนดาวประกายพฤกษ์ เพราะบุญกรรมอะไร ท่านจึง  
			<remark  id="s2b26c31l18" />		มีวรรณะงามเช่นนี้ ฯลฯ และมีรัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ เพราะบุญ  
			<remark  id="s2b26c31l19" />		กรรมอะไร?  
			<remark  id="s2b26c31l20" />		นางเทพธิดานั้น อันพระโมคคัลลานเถระถามแล้ว มีความปลาบปลื้มใจ  
			<remark  id="s2b26c31l21" />		ได้พยากรณ์ปัญหาแห่งผลกรรมที่พระเถระถามนั้นว่า  
			<remark  id="s2b26c31l22" />		ในชาติก่อน ดิฉันเกิดเป็นมนุษย์อยู่ในหมู่มนุษย์ในมนุษยโลก ได้พบเห็น  
			<remark  id="s2b26c31l23" />		พระพุทธเจ้าผู้ปราศจากกิเลสธุลี มีอินทรีย์ผ่องใสไม่ขุ่นมัว ดิฉันเกิด  
			<remark  id="s2b26c31l24" />		ความเลื่อมใส ได้ทูลถวายภิกษาแด่พระองค์ท่านด้วยมือของดิฉันเอง  
			<remark  id="s2b26c31l25" />		เพราะบุญกรรมอันนั้น ดิฉันจึงมีวรรณงามเช่นนี้ ฯลฯ และมีรัศมีสว่าง  
			<remark  id="s2b26c31l26" />		ไสวไปทั่วทุกทิศ เพราะบุญกรรมนั้น.  
			<remark  id="s2b26c31l27" />		       จบ ภิกษาทายิกาวิมานที่ ๑๐.  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b26c32" >
		<para id="s2b26c32p">
			<remark  id="s2b26c32l1" />		       ๑๑. ภิกษาทายิกาวิมานที่ ๒  
			<remark  id="s2b26c32l2" />		ว่าด้วยผลบุญที่ทำให้ไปเกิดในภิกษาทายิกาวิมานที่ ๒  
			<remark  id="s2b26c32l3" />	[๒๘]  พระมหาโมคคัลลานเถระถามนางเทพธิดาตนนั้น ด้วยคาถานี้ความว่า.  
			<remark  id="s2b26c32l4" />		ดูกรแม่เทพธิดา ท่านเป็นผู้มีวรรณะงามยิ่งนัก มีรัศมีส่องสว่างไสว  
			<remark  id="s2b26c32l5" />		ไปทั่วทุกทิศ สถิตอยู่เหมือนดาวประกายพฤกษ์ เพราะบุญกรรมอะไร  
			<remark  id="s2b26c32l6" />		ท่านจึงมีวรรณะงามเช่นนี้ ฯลฯ และมีรัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ เพราะ  
			<remark  id="s2b26c32l7" />		บุญกรรมอะไร?  
			<remark  id="s2b26c32l8" />		นางเทพธิดานั้น อันพระโมคคัลลานเถระถามแล้ว มีความปลาบปลื้มใจ  
			<remark  id="s2b26c32l9" />		ได้พยากรณ์ปัญหาแห่งผลกรรมที่พระเถระถามนั้นว่า  
			<remark  id="s2b26c32l10" />		ในชาติก่อน ดิฉันเกิดเป็นมนุษย์ในหมู่ในมนุษย์มนุษยโลก ได้พบเห็น  
			<remark  id="s2b26c32l11" />		พระพุทธเจ้าผู้ปราศจากกิเลสธุลี มีอินทรีย์ผ่องใสไม่ขุ่นมัว ดิฉันเกิดความ  
			<remark  id="s2b26c32l12" />		เลื่อมใส ได้ทูลถวายภิกษาแด่พระองค์ท่านด้วยมือของดิฉันเอง เพราะ  
			<remark  id="s2b26c32l13" />		บุญกรรมอันนั้น ดิฉันจึงมีวรรณะงามเช่นนี้ ฯลฯ และมีรัศมีสว่างไสว  
			<remark  id="s2b26c32l14" />		ไปทั่วทุกทิศ เพราะบุญกรรมนั้น.  
			<remark  id="s2b26c32l15" />		     จบ ทุติยภิกษาทายิกาวิมานที่ ๑๑.  
			<remark  id="s2b26c32l16" />		       ___________________________  
			<remark  id="s2b26c32l17" />		       รวมวิมานที่มีในวรรคนี้ คือ  
			<remark  id="s2b26c32l18" />	๑. ทาสีวิมาน ๒. ลขุมาวิมาน ๓. อาจามทายิกาวิมาน ๔. จัณฑาลิวิมาน ๕. ภัททิต  
			<remark  id="s2b26c32l19" /> ถิกาวิมาน ๖. โสณทินนาวิมาน ๗. อุโปสถวิมาน ๘. สุนิททาวิมาน ๙. สุนินนาวิมาน ๑๐. ภิกษา  
			<remark  id="s2b26c32l20" /> ทายิกาวิมานที่ ๑ ๑๑. ภิกษาทายิกาวิมานที่ ๒.  
			<remark  id="s2b26c32l21" />		       จบ วรรคที่ ๒ ในอิตถีวิมาน.  
			<remark  id="s2b26c32l22" />		          จบ ปฐมภาณวาร.  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b26c33" >
		<para id="s2b26c33p">
			<remark  id="s2b26c33l1" />		          ปาริฉัตตกวรรคที่ ๓  
			<remark  id="s2b26c33l2" />		           ๑. อุฬารวิมาน  
			<remark  id="s2b26c33l3" />		          ว่าด้วยอุฬารวิมาน  
			<remark  id="s2b26c33l4" />	[๒๙]  พระมหาโมคคัลลานเถระ ถามนางเทพธิดาด้วยคาถาความว่า ดูกรนาง  
			<remark  id="s2b26c33l5" />		เทพธิดา ยศและวรรณะของท่านใหญ่ยิ่ง สว่างไสวไปทั่วทุกทิศ เหล่า  
			<remark  id="s2b26c33l6" />		เทพนารีและเหล่าเทพบุตรทั้งหลายประดับประดาดีแล้ว ฟ้อนรำขับร้อง  
			<remark  id="s2b26c33l7" />		ทำให้ท่านร่าเริง ห้อมล้อมเพื่อบำเรอท่านอยู่ วิมานของท่านเหล่านี้  
			<remark  id="s2b26c33l8" />		ล้วนแต่เป็นวิมานทองคำ น่าดูน่าชมมาก ทั้งท่านเล่าก็เป็นใหญ่กว่า  
			<remark  id="s2b26c33l9" />		เทพเจ้า เหล่าที่สมบูรณ์ด้วยความปรารถนาทุกอย่าง มีความเป็นอยู่อัน  
			<remark  id="s2b26c33l10" />		ยิ่งใหญ่ ร่าเริงใจอยู่ในหมู่ทวยเทพ ดูกรนางเทพธิดา ท่านอันอาตมา  
			<remark  id="s2b26c33l11" />		ถามแล้ว ขอจงบอกผลนี้แห่งกรรมอะไร?  
			<remark  id="s2b26c33l12" />		นางเทพธิดาตอบว่า  
			<remark  id="s2b26c33l13" />		ดิฉันเกิดเป็นมนุษย์อยู่ในมนุษยโลก เป็นบุตรสะใภ้ในตระกูลของคน  
			<remark  id="s2b26c33l14" />		ทุศีล ซึ่งเป็นตระกูลที่มีพ่อผัวแม่ผัวไม่มีศรัทธา เป็นคนตระหนี่  
			<remark  id="s2b26c33l15" />		ดิฉันถึงพร้อมด้วยศรัทธาและศีล ได้ถวายขนมเบื้องแก่ท่านซึ่งกำลังเที่ยว  
			<remark  id="s2b26c33l16" />		บิณฑบาตอยู่ แล้วจึงได้บอกแก่แม่ผัวว่า มีพระสมณะมาที่นี่ ดิฉัน  
			<remark  id="s2b26c33l17" />		เลื่อมใส ได้ถวายขนมเบื้องแก่ท่านด้วยมือของตน แม่ผัวด่าดิฉันว่า  
			<remark  id="s2b26c33l18" />		นางสู่รู้ ทำไมเธอจึงไม่ถามฉันเสียก่อนว่า จะถวายทานแก่สมณะดังนี้เล่า  
			<remark  id="s2b26c33l19" />		เพราะการถวายขนมเบื้องนั้น แม่ผัวเกรี้ยวกราดเอา ทุบตีดิฉันด้วยสาก  
			<remark  id="s2b26c33l20" />		ดิฉันไม่อาจมีชีวิตอยู่ได้นานจึงสิ้นชีพลง พ้นจากการทรมานอย่างสาหัส  
			<remark  id="s2b26c33l21" />		จุติจากมนุษย์นั้นแล้วจึงได้มาเกิดบนสวรรค์ เป็นพวกเดียวกันกับเทพเจ้า  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b26c34" >
		<para id="s2b26c34p">
			<remark  id="s2b26c34l1" />		ชั้นดาวดึงส์ เพราะบุญกรรมนั้น ดิฉันจึงมีวรรณะงามเช่นนี้ ฯลฯ และ  
			<remark  id="s2b26c34l2" />		มีรัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ เพราะบุญกรรมนั้น.  
			<remark  id="s2b26c34l3" />		          จบ อุฬารวิมานที่ ๑.  
			<remark  id="s2b26c34l4" />		            ๒. อุจฉุวิมาน  
			<remark  id="s2b26c34l5" />		   ว่าด้วยผลบุญที่ทำให้ไปเกิดในอุจฉุวิมาน  
			<remark  id="s2b26c34l6" />	[๓๐]  พระมหาโมคคัลลานเถระ ถามนางเทพธิดานั้นด้วยคาถาความว่า  
			<remark  id="s2b26c34l7" />		ดูกรนางเทพธิดา ท่านมีศิริ มีผิวพรรณเปล่งปลั่ง มียศและเดช สว่าง  
			<remark  id="s2b26c34l8" />		ไสวไพโรจน์ทั่วแผ่นดินรวมทั้งเทวโลกเหมือนกับพระจันทร์และพระอาทิตย์ เป็นผู้  
			<remark  id="s2b26c34l9" />		ประเสริฐเหมือนท้าวมหาพรหม รุ่งเรืองกว่าเทพเจ้าเหล่าไตรทศพร้อมทั้ง  
			<remark  id="s2b26c34l10" />		อินทร์ อาตมาขอถามท่านผู้ทัดทรงดอกอุบล ยินดีแต่พวงมาลัยประดับ  
			<remark  id="s2b26c34l11" />		เศียร มีผิวพรรณเปล่งปลั่งดั่งทองคำ ประดับประดาอาภรณ์สวยงาม  
			<remark  id="s2b26c34l12" />		นุ่งห่มผ้าอย่างดี ดูกรนางเทพธิดาผู้เลอโฉม ท่านเป็นใครมาไหว้อาตมา  
			<remark  id="s2b26c34l13" />		อยู่ เมื่อก่อน ครั้งเมื่อเกิดเป็นมนุษย์ในชาติก่อน ท่านได้ทำกรรมอะไร  
			<remark  id="s2b26c34l14" />		ไว้ด้วยตน ได้ให้ทานหรือรักษาศีลอย่างไรไว้ ท่านได้เข้าถึงสุคติ มี  
			<remark  id="s2b26c34l15" />		เกียรติยศ เพราะกรรมอะไร ดูกรนางเทพธิดา อาตมาถามแล้วขอจงบอก  
			<remark  id="s2b26c34l16" />		ผลนี้แห่งกรรมอะไร?  
			<remark  id="s2b26c34l17" />		นางเทพธิดานั้น อันพระมหาโมคคัลลานเถระถามแล้ว กล่าวตอบด้วยคาถาความว่า  
			<remark  id="s2b26c34l18" />		ข้าแต่ท่านผู้เจริญ พระเถระรูปหนึ่งเข้ามายังบ้านของดิฉันเพื่อบิณฑบาต  
			<remark  id="s2b26c34l19" />		ในกรุงราชคฤห์นี้ ทันใดนั้น ดิฉันมีจิตเลื่อมใส เพราะปีติสุดที่จะหา  
			<remark  id="s2b26c34l20" />		สิ่งใดมาเทียมได้ จึงได้ถวายท่อนอ้อยแก่ท่าน ภายหลังแม่ผัวได้ถามถึง  
			<remark  id="s2b26c34l21" />		ท่อนอ้อยที่หายไปว่า ท่อนอ้อยหายไปไหน จึงตอบว่า ท่อนอ้อยนั้น  
			<remark  id="s2b26c34l22" />		ดิฉันไม่ได้ทิ้ง ทั้งไม่ได้รับประทาน แต่ดิฉันได้ถวายแก่ภิกษุผู้สงบระงับ  
			<remark  id="s2b26c34l23" />		ทันใดนั้นแม่ผัวได้บริภาษดิฉันว่า เธอหรือฉันเป็นเจ้าของท่อนอ้อยนั้น  
			<remark  id="s2b26c34l24" />		ว่าแล้วก็คว้าเอาตั่งฟาดดิฉันจนถึงตาย เมื่อดิฉันจุติจากมนุษยโลกนั้น  
			<remark  id="s2b26c34l25" />		แล้ว จึงมาเกิดเป็นนางเทพธิดา ดิฉันได้ทำกุศลกรรมนั้นไว้อย่างเดียว  
			<remark  id="s2b26c34l26" />		เพราะกรรมนั้นเป็นเหตุ ดิฉันจึงมาเสวยความสุขด้วยตนเอง เพียบ  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b26c35" >
		<para id="s2b26c35p">
			<remark  id="s2b26c35l1" />		พร้อมด้วยเทพเจ้าผู้รับใช้ ร่าเริงบันเทิงใจอยู่ด้วยเบญจกามคุณ อนึ่ง  
			<remark  id="s2b26c35l2" />		ดิฉันได้ทำกุศลกรรมนั้นเท่านั้น เพราะกรรมนั้นเป็นเหตุ ดิฉันจึงมาเสวย  
			<remark  id="s2b26c35l3" />		ความสุขด้วยตนเอง เป็นผู้ที่ท้าวสักกะจอมเทพคุ้มครองแล้ว และเป็นผู้  
			<remark  id="s2b26c35l4" />		อันเทพเจ้าชาวไตรทศอารักขาด้วย จึงเป็นผู้เพียบพร้อมไปด้วยเบญจ  
			<remark  id="s2b26c35l5" />		กามคุณ ผลบุญเช่นนี้มิใช่น้อย การถวายท่อนอ้อยของดิฉันมีผลอัน  
			<remark  id="s2b26c35l6" />		ยิ่งใหญ่ ดิฉันเพียบพร้อมด้วยเทพเจ้าผู้รับใช้ ร่าเริงบันเทิงใจอยู่ด้วย  
			<remark  id="s2b26c35l7" />		เบญจกามคุณ ผลบุญเช่นนี้มิใช่น้อย การถวายท่อนอ้อยของดิฉันมีผล  
			<remark  id="s2b26c35l8" />		รุ่งเรืองมาก ดิฉันเป็นผู้ที่ท้าวสักกะจอมเทพทรงคุ้มครองแล้ว ทั้งเทพเจ้า  
			<remark  id="s2b26c35l9" />		ชาวไตรทศก็ให้อารักขาด้วย ดังท้าวสหัสสนัยน์ในสวนนันทวันฉะนั้น  
			<remark  id="s2b26c35l10" />		ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ก็ดิฉันเข้ามานมัสการท่านผู้มีความกรุณา มีปัญญา  
			<remark  id="s2b26c35l11" />		รู้แจ้งและถามถึงความไม่มีโรคภัยด้วย เพราะฉะนั้น ดิฉันมีใจเลื่อมใส  
			<remark  id="s2b26c35l12" />		ด้วยปีติสุดที่จะหาสิ่งใดๆ มาเทียบเคียงได้ ได้ถวายท่อนอ้อยแก่  
			<remark  id="s2b26c35l13" />		พระคุณเจ้าในครั้งนั้น.  
			<remark  id="s2b26c35l14" />		          จบ อุจฉุวิมานที่ ๒  
			<remark  id="s2b26c35l15" />		           ๓. ปัลลังกวิมาน  
			<remark  id="s2b26c35l16" />		  ว่าด้วยผลบุญที่ทำให้ไปเกิดในปัลลังกวิมาน  
			<remark  id="s2b26c35l17" />	[๓๑]  พระมหาโมคคัลลานเถระ ถามนางเทพธิดานั้นด้วยคาถาความว่า  
			<remark  id="s2b26c35l18" />		ดูกรนางเทพธิดาผู้มีอานุภาพมาก ท่านอยู่บนที่นอนใหญ่เป็นบัลลังก์  
			<remark  id="s2b26c35l19" />		อันประเสริฐ อันบุญกรรมตกแต่งให้วิจิตรด้วยแก้วมณีและทองคำ โรย  
			<remark  id="s2b26c35l20" />		ดอกไม้ไว้เกลื่อนกล่น อนึ่ง รอบๆ ตัวท่าน เหล่านางเทพอัปสรมีร่าง  
			<remark  id="s2b26c35l21" />		สมทรงแผลฤทธิ์ได้ต่างๆ ฟ้อนรำ ขับร้อง ให้ท่านร่าเริงบันเทิงใจอยู่  
			<remark  id="s2b26c35l22" />		เป็นนิจ ท่านเป็นนางเทพธิดาผู้ศักดิ์สิทธิ์มีฤทธิ์อานุภาพมากครั้ง เมื่อท่าน  
			<remark  id="s2b26c35l23" />		ยังเป็นมนุษย์อยู่ได้ทำบุญอะไรไว้ ท่านเป็นผู้มีอานุภาพอันรุ่งเรืองและ  
			<remark  id="s2b26c35l24" />		มีรัศมีกายสว่างไสวไปทั่ว ทุกทิศอย่างนี้ เพราะบุญกรรมอะไร?  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b26c36" >
		<para id="s2b26c36p">
			<remark  id="s2b26c36l1" />		นางเทพธิดานั้นตอบว่า  
			<remark  id="s2b26c36l2" />		ดิฉันเมื่อเกิดเป็นมนุษย์อยู่ในมนุษยโลก เป็นบุตรสะใภ้ในตระกูลอัน  
			<remark  id="s2b26c36l3" />		มั่งคั่งตระกูลหนึ่ง ดิฉันเป็นผู้ไม่โกรธ เป็นผู้ประพฤติอยู่ใต้บังคับบัญชา  
			<remark  id="s2b26c36l4" />		ของสามี ไม่ประมาทในวันอุโบสถ เมื่อดิฉันยังเป็นสาวอยู่ เป็นผู้ภักดี  
			<remark  id="s2b26c36l5" />		ด้วยการไม่ประพฤตินอกใจสามีหนุ่ม ดิฉันเป็นที่โปรดปรานของสามี  
			<remark  id="s2b26c36l6" />		เป็นอย่างยิ่ง ก็เพราะดิฉันมีน้ำใจผ่องใส ดิฉันได้ประพฤติตนให้เป็นที่  
			<remark  id="s2b26c36l7" />		ชื่นชอบใจของสามีทั้งกลางวันและกลางคืน ชาติก่อนดิฉันเป็นผู้มีศีล  
			<remark  id="s2b26c36l8" />		เป็นผู้บำเพ็ญในสิกขาบททั้งหลายอย่างครบถ้วน คือ เว้นขาดจากการ  
			<remark  id="s2b26c36l9" />		ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ มีการงานทางกายบริสุทธิ์ ประพฤติพรมจรรย์  
			<remark  id="s2b26c36l10" />		อย่างสะอาดไม่กล่าวคำเท็จ และเว้นขาดจากดื่มน้ำเมา ดิฉันมีใจเลื่อมใส  
			<remark  id="s2b26c36l11" />		ประพฤติตามธรรม ปลาบปลื้มใจ เข้ารักษาอุโบสถประกอบด้วยองค์ ๘  
			<remark  id="s2b26c36l12" />		ประการ ในวัน ๑๔ ค่ำ ๑๕ ค่ำ และวัน ๘ ค่ำแห่งปักษ์ และตลอด  
			<remark  id="s2b26c36l13" />		ปาฏิหาริยปักษ์ ครั้นดิฉันสมาทานกุศลธรรมอันประกอบด้วยองค์ ๘  
			<remark  id="s2b26c36l14" />		ประการอย่างประเสริฐ เป็นอริยะ มีความสุขเป็นกำไร เช่นนี้แล้ว  
			<remark  id="s2b26c36l15" />		ชาติก่อนดิฉันได้เป็นสาวิกของพระสุคตเจ้า ได้เป็นผู้อยู่ใต้บังคับบัญชา  
			<remark  id="s2b26c36l16" />		ของสามีเป็นอันดี ครั้นดิฉันทำกุศลกรรมเช่นนี้ ในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ใน  
			<remark  id="s2b26c36l17" />		มนุษยโลก เป็นผู้มีส่วนแห่งภพอันวิเศษ พอสิ้นชีพลงแล้ว ดิฉัน  
			<remark  id="s2b26c36l18" />		จึงถึงความเป็นนางเทพธิดาผู้มีฤทธิ์ ในอภิสัมปรายภพ มาสู่สวรรค์  
			<remark  id="s2b26c36l19" />		ห้อมล้อมด้วยหมู่นางเทพอัปสรในวิมานมีปราสาทอย่างประเสริฐ น่า  
			<remark  id="s2b26c36l20" />		รื่นรมย์ คณะเทพเจ้าและเหล่านางเทพธิดาทั้งหลาย ซึ่งมีรัศมีซ่านออก  
			<remark  id="s2b26c36l21" />		จากกายตน พากันมาชื่นชมยินดีกับดิฉันผู้มีอายุยืน มาสู่เทพวิมาน.  
			<remark  id="s2b26c36l22" />		         จบ ปัลลังกวิมานที่ ๓.  
			<remark  id="s2b26c36l23" />		            ๔. ลตาวิมาน  
			<remark  id="s2b26c36l24" />		   ว่าด้วยผลบุญที่ทำให้ไปเกิดในลตาวิมาน  
			<remark  id="s2b26c36l25" />	[๓๒]  นางเทพนารี ๕ องค์ มีความรุ่งเรือง มีปัญญา งดงามด้วยคุณธรรม  
			<remark  id="s2b26c36l26" />		เป็นธิดาของท้าวเวสสวัณมหาราช คือ นางลดาเทพธิดา ๑ นางสัชชาเทพ  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b26c37" >
		<para id="s2b26c37p">
			<remark  id="s2b26c37l1" />		ธิดา ๑ นางปวราเทพธิดา ๑ นางอัจฉิมุตีเทพธิดา ๑ นางสุดาเทพธิดา ๑  
			<remark  id="s2b26c37l2" />		ต่างเป็นนางบำเรอของท้าวสักกเทวราชผู้ประเสริฐ มีศิริ ได้พากันไปยัง  
			<remark  id="s2b26c37l3" />		แม่น้ำอันไหลมาจากสระอโนดาด มีน้ำเยือกเย็น มีดอกอุบลน่ารื่นรมย์  
			<remark  id="s2b26c37l4" />		ในป่าหิมพานต์ เพื่อสรงสนาน ครั้นสรงสนาน ฟ้อนรำขับร้อง รื่นเริง  
			<remark  id="s2b26c37l5" />		สำราญใจในแม่น้ำแล้ว จึงนางสุดาเทพธิดาได้ถามนางลดาเทพธิดาผู้พี่  
			<remark  id="s2b26c37l6" />		องค์ใหญ่ว่า  
			<remark  id="s2b26c37l7" />		เจ้าพี่จ๋าผู้มีดวงตาเหลืองปนแดง มีร่างประดับด้วยพวงมาลัย อุบล มี  
			<remark  id="s2b26c37l8" />		พวงมาลัยประดับเศียร ผิวพรรณก็งดงามเปล่งปลั่งดังทองคำ มีอวัยวะ  
			<remark  id="s2b26c37l9" />		ทุกส่วนงดงามผ่องใส เหมือนท้องฟ้าที่ปราศจากเมฆหมอก มีอายุยืน  
			<remark  id="s2b26c37l10" />		ดิฉันขอถามเจ้าพี่เพราะทำบุญอะไรไว้ เจ้าพี่จึงได้มียศมาก ทั้งเป็นที่รัก  
			<remark  id="s2b26c37l11" />		และโปรดปรานของพระภัสดา มีรูปงามสะสวยยิ่งนัก ทั้งฉลาดในการ  
			<remark  id="s2b26c37l12" />		ฟ้อนรำขับร้อง และบรรเลงเป็นเยี่ยม จนพวกเทพบุตรและเทพธิดา  
			<remark  id="s2b26c37l13" />		ไต่ถามถึงเสมอๆ ขอโปรดได้บอกแก่หม่อมฉันด้วยเถิด?  
			<remark  id="s2b26c37l14" />		นางเทพธิดาจึงตอบว่า  
			<remark  id="s2b26c37l15" />		ครั้นพี่ยังเป็นมนุษย์อยู่ในมนุษยโลก เป็นบุตรสะใภ้ในตระกูลมั่งคั่ง  
			<remark  id="s2b26c37l16" />		ตระกูลหนึ่ง พี่มิได้เป็นคนมักโกรธ เป็นผู้ประพฤติอยู่ใต้บังคับบัญชา  
			<remark  id="s2b26c37l17" />		ของสามี ไม่ประมาทในวันอุโบสถ เมื่อพี่ยังเป็นสาวอยู่ เป็นผู้ภักดี  
			<remark  id="s2b26c37l18" />		ด้วยการไม่ประพฤตินอกใจสามีหนุ่ม พี่เป็นที่โปรดปรานของสามีเป็น  
			<remark  id="s2b26c37l19" />		อย่างยิ่ง ก็เพราะพี่มีน้ำใจผ่องใส ได้ทำตัวให้เป็นที่โปรดปรานของสามี  
			<remark  id="s2b26c37l20" />		พร้อมทั้งญาติชั้นผู้ใหญ่ และบิดามารดาของสามี ตลอดจนคนใช้ชาย  
			<remark  id="s2b26c37l21" />		หญิง พี่จึงได้มีบริวารยศอันบุญกรรมจัดมาให้ถึงอย่างนี้ เพราะกุศลกรรม  
			<remark  id="s2b26c37l22" />		นั้น พี่จึงได้เป็นผู้พิเศษกว่านางฟ้าพวกอื่น ในที่ ๔ สถาน คือ อายุ  
			<remark  id="s2b26c37l23" />		วรรณะ สุขะ พละ ได้เสวยความยินดีมิใช่น้อย.  
			<remark  id="s2b26c37l24" />		เมื่อนางสุดาเทพธิดาได้ฟังดังนี้แล้ว จึงได้พูดกับพี่สาวทั้งสามว่า  
			<remark  id="s2b26c37l25" />		ข้าแต่เจ้าพี่ทั้งสาม เจ้าพี่ลดาได้แถลงถ้อยคำน่าฟังมากมิใช่หรือจ้ะ  
			<remark  id="s2b26c37l26" />		หม่อมฉันทูลถามถึงเรื่องที่พวกเราชอบสงสัยกันมาก ก็กล่าวแก้ได้อย่าง  
			<remark  id="s2b26c37l27" />		ไม่ผิดพลาด เจ้าพี่ลดาควรเป็นตัวอย่างอันดีเยี่ยมสำหรับเราทั้งสี่และ  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b26c38" >
		<para id="s2b26c38p">
			<remark  id="s2b26c38l1" />		นารีทั้งหลาย มาเราทั้งปวงพึงประพฤติธรรมในสามีทั้งหลาย เราทั้งปวง  
			<remark  id="s2b26c38l2" />		พึงประพฤติในสามี เหมือนอย่างสตรีที่ดีประพฤติยำเกรงสามี ฉะนั้น  
			<remark  id="s2b26c38l3" />		ครั้นเราทั้งหลายปฏิบัติธรรม คือ การอนุเคราะห์ต่อสามีด้วยสภาพทั้ง ๕  
			<remark  id="s2b26c38l4" />		อย่างแล้ว ก็จะได้สมบัติอย่างที่เจ้าพี่ลดาพูดถึงอยู่ประเดี๋ยวนี้ พระยา  
			<remark  id="s2b26c38l5" />		ราชสีห์ผู้สัญจรไปตามราวไพรใกล้เชิงเขา อาศัยอยู่บนบรรพตเขาหลวง  
			<remark  id="s2b26c38l6" />		แล้วก็เที่ยวตะครุบจับสัตว์ ๔ เท้าใหญ่น้อยทุกๆ ชนิดกัดกินเป็นอาหาร  
			<remark  id="s2b26c38l7" />		ได้ ฉันใด สตรีที่มีศรัทธาเป็นอริยสาวิกาในศาสนานี้ ก็ฉันนั้น เมื่อ  
			<remark  id="s2b26c38l8" />		ยังอาศัยภัสดาอยู่ ควรประพฤติยำเกรงสามี ฆ่าความโกรธเสีย กำจัด  
			<remark  id="s2b26c38l9" />		ความตระหนี่เสียได้แล้ว เขาผู้ประพฤติธรรมโดยชอบ จึงรื่นเริงบันเทิงใจ  
			<remark  id="s2b26c38l10" />		อยู่บนสวรรค์.  
			<remark  id="s2b26c38l11" />		          จบ ลตาวิมานที่ ๔.  
			<remark  id="s2b26c38l12" />		           ๕. คุตติลวิมาน  
			<remark  id="s2b26c38l13" />		  ว่าด้วยผลบุญที่ทำให้ไปเกิดในคุตติลวิมาน  
			<remark  id="s2b26c38l14" />	[๓๓] พระมหาสัตว์นามว่าคุตติลบัณฑิต อันสมเด็จอัมรินทราธิราชทรงจำแลงองค์เป็น  
			<remark  id="s2b26c38l15" /> พราหมณ์โกสิยโคตร เสด็จเข้าไปหาทรงซักถามแล้ว ได้ทูลตอบแสดงความเจ็บใจของตนให้  
			<remark  id="s2b26c38l16" /> ท้าวเธอทรงทราบ ด้วยคาถาความว่า  
			<remark  id="s2b26c38l17" />		ข้าแต่ท้าวโกสีย์ ข้าพระองค์ได้สอนวิชาดีดพิณ ๗ สาย อันมีเสียง  
			<remark  id="s2b26c38l18" />		ไพเราะมาก น่ารื่นรมย์ ให้แก่มุสิละผู้เป็นศิษย์ เขาตั้งใจจะดีดพิณ  
			<remark  id="s2b26c38l19" />		ประชันกับข้าพระองค์บนกลางเวที ขอพระองค์ทรงเป็นที่พึ่งของข้าพระ  
			<remark  id="s2b26c38l20" />		องค์ด้วย.  
			<remark  id="s2b26c38l21" />		สมเด็จอัมรินทราธิราช ทรงสดับคำปรับทุกข์นั้นแล้ว เมื่อจะทรงปลอบอาจารย์ จึงตรัส  
			<remark  id="s2b26c38l22" /> ปลุกใจด้วยคาถาความว่า  
			<remark  id="s2b26c38l23" />		จะกลัวไปทำไมนะท่านอาจารย์ ข้าพเจ้าจะเป็นที่พึ่งของท่านอาจารย์  
			<remark  id="s2b26c38l24" />		เพราะข้าพเจ้าเป็นผู้บูชาท่านอาจารย์ ข้าพเจ้าผู้เป็นศิษย์จะไม่ปล่อยให้  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b26c39" >
		<para id="s2b26c39p">
			<remark  id="s2b26c39l1" />		ท่านอาจารย์ปราชัย ท่านอาจารย์ต้องเป็นผู้ชนะนายมุสิละผู้เป็นศิษย์  
			<remark  id="s2b26c39l2" />		แน่นอน.  
			<remark  id="s2b26c39l3" />	เมื่อสมเด็จอัมรินทราธิราชตรัสปลอบใจเช่นนี้ คุตติลบัณฑิตก็โล่งใจ คลายทุกข์  
			<remark  id="s2b26c39l4" /> พอถึงวันนัดก็ไปประลองศิลป์กันบนเวทีหน้าพระโรง ในที่สุดคุตติลบัณฑิตผู้อาจารย์เป็นฝ่ายชนะ  
			<remark  id="s2b26c39l5" /> นายมุสิละผู้เป็นศิษย์เป็นฝ่ายแพ้ถึงแก่ความตายกลางเวที เพราะอาชญาของปวงชน สมเด็จ  
			<remark  id="s2b26c39l6" /> อัมรินทราธิราชทรงกล่าววาจาแสดงความยินดีด้วยคุตติลบัณฑิตแล้ว เสด็จกลับเทวสถาน ครั้น  
			<remark  id="s2b26c39l7" /> กาลต่อมา สมเด็จอัมรินทราธิราชตรัสใช้ให้พระมาตลีเทพสารถี นำเวชยันตราชรถลงมารับ  
			<remark  id="s2b26c39l8" /> คุตติลบัณฑิตไปยังเทวโลกเพื่อให้ดีดพิณถวาย คุตติลบัณฑิตจึงกราบทูลท้าวโกสีย์ในท่ามกลาง  
			<remark  id="s2b26c39l9" /> เทพบริษัท เพื่อไต่ถามถึงบุรพกรรมของเทพธิดาทั้งหลาย ณ ที่นั้น เป็นรางวัลแห่งการดีดพิณ  
			<remark  id="s2b26c39l10" /> เสียก่อน เมื่อได้รับพระอนุญาตแล้ว จึงไต่ถามถึงบุรพกรรมของเทพธิดาเหล่านั้นว่า  
			<remark  id="s2b26c39l11" />		ดูกรแม่เทพธิดา ท่านมีวรรณะงามยิ่งนัก มีรัศมีส่องแสงสว่างไปทั่ว  
			<remark  id="s2b26c39l12" />		ทุกทิศ สถิตอยู่เหมือนดาวประกายพฤกษ์ เพราะบุญกรรมอะไร ท่านจึงมี  
			<remark  id="s2b26c39l13" />		วรรณะงามเช่นนี้ ฯลฯ และมีรัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ เพราะบุญกรรม  
			<remark  id="s2b26c39l14" />		อะไร?  
			<remark  id="s2b26c39l15" />		นางเทพธิดานั้น อันคุตติลบัณฑิตถามเหมือนท่านพระมหาโมคคัลลาน  
			<remark  id="s2b26c39l16" />		เถระถามแล้วมีใจยินดี ได้พยากรณ์ปัญหาแห่งผลกรรมที่ถูกถามนั้นว่า  
			<remark  id="s2b26c39l17" />		ดิฉันเป็นสตรีผู้ประเสริฐในนระและนารีทั้งหลาย ได้ถวายผ้าอย่างดี  
			<remark  id="s2b26c39l18" />		ผืนหนึ่งแก่ภิกษุรูปหนึ่ง ดิฉันได้ถวายผ้าอันน่ารักอย่างนี้ จึงมาได้  
			<remark  id="s2b26c39l19" />		ทิพยวิมานอันน่าปลื้มใจถึงเช่นนี้ เชิญดูวิมานของดิฉันนั้นเถิด ยิ่งกว่า  
			<remark  id="s2b26c39l20" />		นั้น ดิฉันยังเป็นนางฟ้าที่มีรูปร่างและผิวพรรณน่ารัก ทั้งยังเป็นผู้เลิศ  
			<remark  id="s2b26c39l21" />		กว่านางอัปสรตั้งพันนางอีกด้วย เชิญดูผลแห่งบุญ คือ การถวายผ้า  
			<remark  id="s2b26c39l22" />		อย่างดีทั้งหลายนั้นเถิด เพราะบุญกรรมนั้น ดิฉันจึงมีวรรณะงาม  
			<remark  id="s2b26c39l23" />		เช่นนี้ ฯลฯ และมีรัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ เพราะบุญกรรมนั้น.  
			<remark  id="s2b26c39l24" />	๔.  วิมานที่จะกล่าวต่อไปนี้ มีความพิสดารเหมือนวัตถทายิกวิมาน.  
			<remark  id="s2b26c39l25" />	(๑)  พระมหาโมคคัลลานเถระถามว่า  
			<remark  id="s2b26c39l26" />		ดูกรแม่เทพธิดา ท่านมีวรรณะงามยิ่งนัก ฯลฯ และมีรัศมีสว่างไสวไปทั่ว  
			<remark  id="s2b26c39l27" />		ทุกทิศ เพราะบุญกรรมอะไร?  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b26c40" >
		<para id="s2b26c40p">
			<remark  id="s2b26c40l1" />		นางเทพธิดานั้น อันพระโมคคัลลานเถระถามแล้ว มีความปลาบปลื้มใจ  
			<remark  id="s2b26c40l2" />		ได้พยากรณ์ปัญหาแห่งผลกรรมที่ถูกถามนั้นว่า  
			<remark  id="s2b26c40l3" />		ดิฉันเป็นสตรีผู้ประเสริฐในนระและนารีทั้งหลาย ได้ถวายดอกมะลิ  
			<remark  id="s2b26c40l4" />		อย่างดีแก่ภิกษุรูปหนึ่ง ดิฉันได้ถวายดอกมะลิอันน่ารักอย่างนี้ จึงมาได้  
			<remark  id="s2b26c40l5" />		ทิพยวิมานน่าปลื้มใจถึงเช่นนี้ นิมนต์พระคุณเจ้าดูวิมานของดิฉันนั้นเถิด  
			<remark  id="s2b26c40l6" />		ยิ่งกว่านั้น ดิฉันยังเป็นนางฟ้าที่มีรูปร่างและผิวพรรณน่ารัก ทั้งยังเป็น  
			<remark  id="s2b26c40l7" />		ผู้เลิศกว่านางอัปสรตั้งพันอีกด้วย นิมนต์พระคุณเจ้าดูผลแห่งบุญ คือ  
			<remark  id="s2b26c40l8" />		การถวายดอกมะลิอย่างดีทั้งหลายนั้นเถิด เพราะบุญกรรมนั้น ดิฉันจึงมี  
			<remark  id="s2b26c40l9" />		วรรณะงามเช่นนี้ ฯลฯ และมีรัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ เพราะ  
			<remark  id="s2b26c40l10" />		บุญกรรมนั้น.  
			<remark  id="s2b26c40l11" />	(๒)  พระมหาโมคคัลลานเถระถามว่า  
			<remark  id="s2b26c40l12" />		ดูกรแม่เทพธิดา ท่านมีวรรณะงามยิ่งนัก มีรัศมีส่องสว่างไสวไปทั่ว  
			<remark  id="s2b26c40l13" />		ทุกทิศ สถิตอยู่เหมือนดาวประกายพฤกษ์เพราะบุญกรรมอะไร ท่าน  
			<remark  id="s2b26c40l14" />		จึงมีวรรณะงามเช่นนี้ ฯลฯ และมีรัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ เพราะ  
			<remark  id="s2b26c40l15" />		บุญกรรมอะไร?  
			<remark  id="s2b26c40l16" />		นางเทพธิดานั้น อันพระโมคคัลลานเถระถามแล้ว มีความปลาบปลื้มใจ  
			<remark  id="s2b26c40l17" />		ได้พยากรณ์ปัญหาแห่งผลกรรมที่ถูกถามนั้นว่า  
			<remark  id="s2b26c40l18" />		ดิฉันเป็นสตรีผู้ประเสริฐในนระและนารีทั้งหลาย ได้ถวายจุรณของหอม  
			<remark  id="s2b26c40l19" />		อย่างดีแก่ภิกษุรูปหนึ่ง ดิฉันได้ถวายจุรณของหอมอันน่ารักอย่างนี้ จึง  
			<remark  id="s2b26c40l20" />		มาได้ทิพยวิมานอันน่าปลื้มใจเช่นนี้ นิมนต์พระคุณเจ้าดูวิมานของดิฉัน  
			<remark  id="s2b26c40l21" />		นี้เถิด ยิ่งกว่านั้น ดิฉันยังเป็นนางฟ้าที่มีรูปร่างและผิวพรรณน่ารัก ทั้ง  
			<remark  id="s2b26c40l22" />		ยังเป็นผู้เลิศกว่านางอัปสรตั้งพันนางอีกด้วย นิมนต์พระคุณเจ้าดูผลแห่ง  
			<remark  id="s2b26c40l23" />		บุญ คือ การถวายจุรณของหอมอย่างดีทั้งหลายนั้นเถิด เพราะบุญกรรม  
			<remark  id="s2b26c40l24" />		นั้น ดิฉันจึงมีวรรณะงามเช่นนี้ ฯลฯ และมีรัศมีส่องสว่างไปทั่วทุกทิศ  
			<remark  id="s2b26c40l25" />		เพราะบุญกรรมนั้น.  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b26c41" >
		<para id="s2b26c41p">
			<remark  id="s2b26c41l1" />	(๓)  พระมหาโมคคัลลานเถระถามว่า  
			<remark  id="s2b26c41l2" />		ดูกรแม่เทพธิดา ท่านมีวรรณะงามยิ่งนัก มีรัศมีส่องสว่างไสวไปทั่ว  
			<remark  id="s2b26c41l3" />		ทุกทิศ สถิตอยู่เหมือนดาวประกายพฤกษ์ เพราะบุญกรรมอะไร ท่าน  
			<remark  id="s2b26c41l4" />		จึงมีวรรณะงามเช่นนี้ ฯลฯ และมีรัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ เพราะ  
			<remark  id="s2b26c41l5" />		บุญกรรมอะไร?  
			<remark  id="s2b26c41l6" />		นางเทพธิดานั้น อันพระโมคคัลลานเถระถามแล้ว มีความปลาบปลื้มใจ  
			<remark  id="s2b26c41l7" />		ได้พยากรณ์ปัญหาแห่งผลกรรมที่ถูกถามนั้นว่า  
			<remark  id="s2b26c41l8" />		ดิฉันเป็นสตรีผู้ประเสริฐในนระและนารีทั้งหลาย ได้ถวายผลไม้อย่างดี  
			<remark  id="s2b26c41l9" />		แก่ภิกษุรูปหนึ่ง ดิฉันได้ถวายผลไม้อันน่ารักอย่างนี้ จึงมาได้ทิพยวิมาน  
			<remark  id="s2b26c41l10" />		อันน่าปลื้มใจถึงเช่นนี้ นิมนต์พระคุณเจ้าดูวิมานของดิฉันนั้นเถิด ยิ่งกว่า  
			<remark  id="s2b26c41l11" />		นั้น ดิฉันยังเป็นนางฟ้าที่มีรูปร่างและผิวพรรณน่ารัก ทั้งยังเป็นผู้เลิศ  
			<remark  id="s2b26c41l12" />		กว่านางอัปสรตั้งพันนางอีกด้วย นิมนต์พระคุณเจ้าดูผลแห่งบุญ คือ  
			<remark  id="s2b26c41l13" />		การถวายผลไม้อย่างดีทั้งหลายนั้นเถิด เพราะบุญกรรมนั้น ดิฉันจึงมี  
			<remark  id="s2b26c41l14" />		วรรณะงามเช่นนี้ ฯลฯ และมีรัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ เพราะ  
			<remark  id="s2b26c41l15" />		บุญกรรมนั้น.  
			<remark  id="s2b26c41l16" />	(๔)  พระมหาโมคคัลลานเถระถามว่า  
			<remark  id="s2b26c41l17" />		ดูกรแม่เทพธิดา ท่านมีวรรณะงามยิ่งนัก มีรัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ  
			<remark  id="s2b26c41l18" />		สถิตอยู่เหมือนดาวประกายพฤกษ์ เพราะบุญกรรมอะไร ท่านจึงมีวรรณะ  
			<remark  id="s2b26c41l19" />		งามเช่นนี้ ฯลฯ และมีรัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ เพราะบุญกรรมอะไร?  
			<remark  id="s2b26c41l20" />		นางเทพธิดานั้น อันพระโมคคัลลานเถระถามแล้ว มีความปลาบปลื้มใจ  
			<remark  id="s2b26c41l21" />		ได้พยากรณ์ปัญหาแห่งผลกรรมที่ถูกถามนั้นว่า  
			<remark  id="s2b26c41l22" />		ดิฉันเป็นสตรีผู้ประเสริฐในนระและนารีทั้งหลาย ได้ถวายอาหารมีรส  
			<remark  id="s2b26c41l23" />		อย่างดีแก่ภิกษุรูปหนึ่ง ดิฉันได้ถวายอาหารอันน่ารักอย่างนี้ จึงมาได้  
			<remark  id="s2b26c41l24" />		ทิพยวิมานอันน่าปลื้มใจถึงเช่นนี้ นิมนต์พระคุณเจ้าดูวิมานของดิฉันนั้น  
			<remark  id="s2b26c41l25" />		เถิด ยิ่งกว่านั้น ดิฉันยังเป็นนางฟ้าที่มีรูปร่างและผิวพรรณน่ารัก ทั้งยัง 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b26c42" >
		<para id="s2b26c42p">
			<remark  id="s2b26c42l1" />		เป็นผู้เลิศกว่านางอัปสรตั้งพันนางอีกด้วย นิมนต์พระคุณเจ้าดูผลแห่งบุญ  
			<remark  id="s2b26c42l2" />		คือการถวายอาหารมีรสอย่างดีทั้งหลายนั้นเถิด เพราะบุญกรรมนั้น ดิฉัน  
			<remark  id="s2b26c42l3" />		จึงมีวรรณะงามเช่นนี้ ฯลฯ และมีรัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ เพราะ  
			<remark  id="s2b26c42l4" />		บุญกรรมนั้น.  
			<remark  id="s2b26c42l5" />		พระมหาโมคคัลลานเถระถามว่า  
			<remark  id="s2b26c42l6" />		ดูกรแม่เทพธิดา ท่านมีวรรณะงามยิ่งนัก มีรัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ  
			<remark  id="s2b26c42l7" />		สถิตอยู่เหมือนดาวประกายพฤกษ์ เพราะบุญกรรมอะไร ท่านจึงมีวรรณะ  
			<remark  id="s2b26c42l8" />		งามเช่นนี้ ฯลฯ และมีรัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ เพราะบุญกรรมอะไร?  
			<remark  id="s2b26c42l9" />		นางเทพธิดานั้น อันพระโมคคัลลานเถระถามแล้ว มีความปลื้มใจ ได้  
			<remark  id="s2b26c42l10" />		พยากรณ์ปัญหาแห่งผลกรรมที่ถูกถามนั้นว่า  
			<remark  id="s2b26c42l11" />		ดิฉันได้นำของหอม ๕ อย่าง ไปประพรมที่องค์พระสถูปทองคำ สำหรับ  
			<remark  id="s2b26c42l12" />		บรรจุพระบรมธาตุของพระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้า นิมนต์พระคุณเจ้า  
			<remark  id="s2b26c42l13" />		ดูวิมานของดิฉันนี้เถิด ยิ่งกว่านั้น ดิฉันยังเป็นนางฟ้าที่มีรูปร่างและ  
			<remark  id="s2b26c42l14" />		ผิวพรรณน่ารัก ทั้งยังเป็นผู้เลิศกว่านางอัปสรตั้งพันนางอีกด้วย นิมนต์  
			<remark  id="s2b26c42l15" />		พระคุณเจ้าดูผลแห่งบุญคือการถวายของหอม ๕ อย่างนั้นเถิด เพราะบุญ  
			<remark  id="s2b26c42l16" />		กรรมนั้น ดิฉันจึงมีวรรณะงามเช่นนี้ ฯลฯ และมีรัศมีสว่างไสวไปทั่ว  
			<remark  id="s2b26c42l17" />		ทุกทิศ เพราะบุญกรรมนั้น.  
			<remark  id="s2b26c42l18" />	๔.  วิมานที่จะกล่าวต่อไปนี้ มีเนื้อความพิสดารเหมือนกับคันธปัญจังคลิกวิมาน  
			<remark  id="s2b26c42l19" />	(๑)  พระมหาโมคคัลลานเถระถามว่า  
			<remark  id="s2b26c42l20" />		ดูกรแม่เทพธิดา ท่านมีวรรณะงามยิ่งนัก มีรัศมีส่องสว่างไสวไปทั่วทุก  
			<remark  id="s2b26c42l21" />		ทิศ สถิตอยู่เหมือนดาวประกายพฤกษ์ เพราะบุญกรรมอะไร ท่านจึงมี  
			<remark  id="s2b26c42l22" />		วรรณะงามเช่นนี้ ฯลฯ และมีรัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ เพราะบุญ  
			<remark  id="s2b26c42l23" />		กรรมอะไร?  
			<remark  id="s2b26c42l24" />		นางเทพธิดานั้น อันพระโมคคัลลานเถระถามแล้ว มีความปลาบปลื้มใจ  
			<remark  id="s2b26c42l25" />		ได้พยากรณ์ปัญหาแห่งผลกรรมที่ถูกถามนั้นว่า ดิฉัน ภิกษุและภิกษุณี  
			<remark  id="s2b26c42l26" />		ทั้งหลาย พากันเดินทางไกล ได้ฟังธรรมเทศนาของท่านเหล่านั้น ได้  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b26c43" >
		<para id="s2b26c43p">
			<remark  id="s2b26c43l1" />		เข้ารักษาอุโบสถอยู่วันหนึ่ง คืนหนึ่ง นิมนต์พระคุณเจ้าดูวิมานของดิฉัน  
			<remark  id="s2b26c43l2" />		นั้นเถิด ยิ่งกว่านั้น ดิฉันยังเป็นนางฟ้าที่มีรูปร่างและผิวพรรณน่ารัก  
			<remark  id="s2b26c43l3" />		ทั้งยังเป็นผู้เลิศกว่านางอัปสรตั้งพันนางอีกด้วย นิมนต์พระคุณเจ้าดูผล  
			<remark  id="s2b26c43l4" />		แห่งบุญทั้งหลายเถิด เพราะบุญกรรมนั้น ดิฉันจึงมีวรรณะงามเช่นนี้ ฯลฯ  
			<remark  id="s2b26c43l5" />		และมีรัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ เพราะบุญกรรมนั้น.  
			<remark  id="s2b26c43l6" />	(๒)  พระมหาโมคคัลลานเถระถามว่า  
			<remark  id="s2b26c43l7" />		ดูกรแม่เทพธิดา ท่านมีวรรณะงามยิ่งนัก มีรัศมีส่องสว่างไสวไปทั่วทุก  
			<remark  id="s2b26c43l8" />		ทิศ สถิตอยู่เหมือนดาวประกายพฤกษ์ เพราะบุญกรรมอะไร ท่านจึงมี  
			<remark  id="s2b26c43l9" />		วรรณะงามเช่นนี้ ฯลฯ และมีรัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ เพราะบุญ  
			<remark  id="s2b26c43l10" />		กรรมอะไร?  
			<remark  id="s2b26c43l11" />		นางเทพธิดานั้น อันพระโมคคัลลานเถระถามแล้ว มีความปลาบปลื้มใจ  
			<remark  id="s2b26c43l12" />		ได้พยากรณ์ปัญหาแห่งผลกรรมที่ถูกถามว่า ดิฉันยืนอยู่ในน้ำ มีจิต  
			<remark  id="s2b26c43l13" />		เลื่อมใส ได้ถวายน้ำใช้และน้ำฉันแก่ภิกษุรูปหนึ่ง นิมนต์พระคุณเจ้าดู  
			<remark  id="s2b26c43l14" />		วิมานของดิฉันนั้นเถิด ยิ่งกว่านั้น ดิฉันยังเป็นนางฟ้าที่มีรูปร่างและ  
			<remark  id="s2b26c43l15" />		ผิวพรรณน่ารัก ทั้งยังเป็นผู้เลิศกว่านางอัปสรตั้งพันนางอีกด้วย นิมนต์  
			<remark  id="s2b26c43l16" />		พระคุณเจ้าดูผลแห่งบุญทั้งหลายเถิด เพราะบุญกรรมนั้น ดิฉันจึงมี  
			<remark  id="s2b26c43l17" />		วรรณะงามเช่นนี้ ฯลฯ และมีรัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ เพราะบุญ  
			<remark  id="s2b26c43l18" />		กรรมนั้น.  
			<remark  id="s2b26c43l19" />	(๓)  พระมหาโมคคัลลานเถระถามว่า  
			<remark  id="s2b26c43l20" />		ดูกรแม่เทพธิดา ท่านมีวรรณะงามยิ่งนัก มีรัศมีส่องสว่างไสวไปทั่วทุก  
			<remark  id="s2b26c43l21" />		ทิศ สถิตอยู่เหมือนดาวประกายพฤกษ์ เพราะบุญกรรมอะไร ท่านจึงมี  
			<remark  id="s2b26c43l22" />		วรรณะงามเช่นนี้ ฯลฯ และมีรัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ เพราะบุญกรรม  
			<remark  id="s2b26c43l23" />		อะไร?  
			<remark  id="s2b26c43l24" />		นางเทพธิดานั้น อันพระโมคคัลลานเถระถามแล้ว มีความปลาบปลื้มใจ  
			<remark  id="s2b26c43l25" />		ได้พยากรณ์ปัญหาแห่งผลกรรมที่ถูกถามนั้นว่า ดิฉันไม่คิดมุ่งร้าย ตั้งใจ  
			<remark  id="s2b26c43l26" />		ปฏิบัติเป็นอย่างดี ซึ่งแม่ผัวและพ่อผัวผู้ดุร้าย ผู้มักโกรธง่ายและหยาบ  
			<remark  id="s2b26c43l27" />		คาย เป็นผู้ไม่ประมาทในการรักษาศีลของตน นิมนต์พระคุณเจ้าดูวิมาน 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b26c44" >
		<para id="s2b26c44p">
			<remark  id="s2b26c44l1" />		ของดิฉันนั้นเถิด ยิ่งกว่านั้น ดิฉันยังเป็นนางฟ้าที่มีรูปร่างและผิวพรรณ  
			<remark  id="s2b26c44l2" />		น่ารัก ทั้งยังเป็นผู้เลิศกว่านางอัปสรตั้งพันนางอีกด้วย นิมนต์พระคุณเจ้า  
			<remark  id="s2b26c44l3" />		ดูผลแห่งบุญทั้งหลายเถิด เพราะบุญกรรมนั้น ดิฉันจึงมีวรรณะงาม  
			<remark  id="s2b26c44l4" />		เช่นนี้ ฯลฯ และมีรัศมีสว่างไสวทั่วทุกทิศ เพราะบุญกรรมนั้น.  
			<remark  id="s2b26c44l5" />	(๔)  พระมหาโมคคัลลานเถระถามว่า  
			<remark  id="s2b26c44l6" />		ดูกรแม่เทพธิดา ท่านมีวรรณะงามยิ่งนัก มีรัศมีส่องสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ  
			<remark  id="s2b26c44l7" />		สถิตอยู่เหมือนดาวประกายพฤกษ์ เพราะบุญกรรมอะไร ท่านจึงมี  
			<remark  id="s2b26c44l8" />		วรรณะงามเช่นนี้ ฯลฯ และมีรัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ เพราะ  
			<remark  id="s2b26c44l9" />		บุญกรรมอะไร?  
			<remark  id="s2b26c44l10" />		นางเทพธิดานั้น อันพระโมคคัลลานเถระถามแล้ว มีความปลาบปลื้ม  
			<remark  id="s2b26c44l11" />		ใจ ได้พยากรณ์ปัญหาแห่งผลกรรมที่ถูกถามนั้นว่า ดิฉันเป็นหญิง  
			<remark  id="s2b26c44l12" />		รับใช้ รับจ้างทำกิจการงานของคนอื่น ไม่เกียจคร้าน ไม่เป็นคน  
			<remark  id="s2b26c44l13" />		โกรธง่าย ไม่ถือตัว ชอบแบ่งปันสิ่งของ อันเป็นส่วนของตนที่ได้  
			<remark  id="s2b26c44l14" />		มาแก่ปวงชนที่ต้องการ นิมนต์พระคุณเจ้าดูวิมานของดิฉันนั้นเถิด ยิ่ง  
			<remark  id="s2b26c44l15" />		กว่านั้นดิฉันยังเป็นนางฟ้าที่มีรูปร่างและผิวพรรณน่ารัก ทั้งยังเป็นผู้เลิศ  
			<remark  id="s2b26c44l16" />		กว่านางอัปสรตั้งพันนางอีกด้วย นิมนต์พระคุณเจ้าดูผลแห่งบุญทั้ง  
			<remark  id="s2b26c44l17" />		หลายเถิด เพราะบุญกรรมนั้น ดิฉันจึงมีวรรณะงามเช่นนี้ ฯลฯ  
			<remark  id="s2b26c44l18" />		และมีรัศมีส่องสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ เพราะบุญกรรมนั้น.  
			<remark  id="s2b26c44l19" />	พระมหาโมคคัลลานเถระถามว่า  
			<remark  id="s2b26c44l20" />		ดูกรแม่เทพธิดา ท่านมีวรรณะงามยิ่งนัก มีรัศมีส่องสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ  
			<remark  id="s2b26c44l21" />		สถิตอยู่เหมือนดาวประกายพฤกษ์ เพราะบุญกรรมอะไร ท่านจึงมี  
			<remark  id="s2b26c44l22" />		วรรณะงามเช่นนี้ ฯลฯ และมีรัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ เพราะบุญ  
			<remark  id="s2b26c44l23" />		กรรมอะไร?  
			<remark  id="s2b26c44l24" />		นางเทพธิดานั้น อันพระมหาโมคคัลลานเถระถามแล้ว มีความปลาบ  
			<remark  id="s2b26c44l25" />		ปลื้มใจ จึงพยากรณ์ปัญหาแห่งผลกรรมที่ถูกถามนั้นว่า  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b26c45" >
		<para id="s2b26c45p">
			<remark  id="s2b26c45l1" />		ดิฉันได้ถวายข้าวสุกคลุกนมวัวสดแก่ภิกษุรูปหนึ่ง ผู้กำลังเที่ยวบิณฑ  
			<remark  id="s2b26c45l2" />		บาตอยู่ นิมนต์พระคุณเจ้าจงดูวิมานของดิฉันนั้นเถิด ยิ่งกว่านั้น  
			<remark  id="s2b26c45l3" />		ดิฉันเป็นนางฟ้าที่มีรูปร่างและผิวพรรณน่ารัก ทั้งยังเป็นผู้เลิศกว่านางอัปสร  
			<remark  id="s2b26c45l4" />		ตั้งพันนางอีกด้วย เพราะบุญกรรมนั้น ดิฉันจึงมีวรรณะงามเช่นนี้ ฯลฯ  
			<remark  id="s2b26c45l5" />		และมีรัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ เพราะบุญกรรมนั้น.  
			<remark  id="s2b26c45l6" />		ในวิมานเหล่านั้น ๒๕ วิมานที่จะกล่าวต่อไปนี้ มีเนื้อความพิสดารเหมือนกับขีโรทนทา  
			<remark  id="s2b26c45l7" /> ยิกาวิมาน.  
			<remark  id="s2b26c45l8" />		พระมหาโมคคัลลานเถระถามว่า  
			<remark  id="s2b26c45l9" />		ดูกรแม่เทพธิดา ท่านมีวรรณะงามยิ่งนัก ฯลฯ และมีรัศมีสว่างไสว  
			<remark  id="s2b26c45l10" />		ไปทั่วทุกทิศ เพราะบุญกรรมอะไร?  
			<remark  id="s2b26c45l11" />		นางเทพธิดานั้น อันพระมหาโมคคัลลานเถระถามแล้ว มีความปลาบ  
			<remark  id="s2b26c45l12" />		ปลื้มใจ จึงพยากรณ์ปัญหาแห่งผลกรรมที่ถูกถามนั้นว่า ดิฉันได้ถวาย  
			<remark  id="s2b26c45l13" />		(๑) น้ำอ้อยงบ ฯลฯ  
			<remark  id="s2b26c45l14" />		(๒) ผลมะพลับสุก ฯลฯ  
			<remark  id="s2b26c45l15" />		(๓) อ้อยท่อนหนึ่ง ฯลฯ  
			<remark  id="s2b26c45l16" />		(๔) แตงโมผลหนึ่ง ฯลฯ  
			<remark  id="s2b26c45l17" />		(๕) ฟักทองผลหนึ่ง ฯลฯ  
			<remark  id="s2b26c45l18" />		(๖) ยอดผักต้ม ฯลฯ  
			<remark  id="s2b26c45l19" />		(๗) ผลลิ้นจี่ ฯลฯ  
			<remark  id="s2b26c45l20" />		(๘) เชิงกราน ฯลฯ  
			<remark  id="s2b26c45l21" />		(๙) ผักดองกำหนึ่ง ฯลฯ  
			<remark  id="s2b26c45l22" />		(๑๐) ดอกไม้กำหนึ่ง ฯลฯ  
			<remark  id="s2b26c45l23" />		(๑๑) มัน ฯลฯ  
			<remark  id="s2b26c45l24" />		(๑๒) สะเดากำหนึ่ง ฯลฯ  
			<remark  id="s2b26c45l25" />		(๑๓) น้ำผักดอง ฯลฯ  
			<remark  id="s2b26c45l26" />		(๑๔) แป้งคลุกงาคั่ว ฯลฯ  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b26c46" >
		<para id="s2b26c46p">
			<remark  id="s2b26c46l1" />		(๑๕) ประคตเอว ฯลฯ  
			<remark  id="s2b26c46l2" />		(๑๖) ผ้าอังสะ ฯลฯ  
			<remark  id="s2b26c46l3" />		(๑๗) พัด ฯลฯ  
			<remark  id="s2b26c46l4" />		(๑๘) พัดสี่เหลี่ยม ฯลฯ  
			<remark  id="s2b26c46l5" />		(๑๙) พัดใบตาล ฯลฯ  
			<remark  id="s2b26c46l6" />		(๒๐) หางนกยูงกำหนึ่ง ฯลฯ  
			<remark  id="s2b26c46l7" />		(๒๑) ร่ม ฯลฯ  
			<remark  id="s2b26c46l8" />		(๒๒) รองเท้า ฯลฯ  
			<remark  id="s2b26c46l9" />		(๒๓) ขนม ฯลฯ  
			<remark  id="s2b26c46l10" />		(๒๔) ขนมต้ม ฯลฯ  
			<remark  id="s2b26c46l11" />		(๒๕) น้ำตาลกรวด  
			<remark  id="s2b26c46l12" />		แก่ภิกษุรูปหนึ่งผู้กำลังบิณฑบาตอยู่ นิมนต์พระคุณเจ้าดูวิมานของดิฉัน  
			<remark  id="s2b26c46l13" />		นั้นเถิด ยิ่งกว่านั้น ดิฉันยังเป็นนางฟ้าที่มีรูปร่างและผิวพรรณน่ารัก ทั้งยัง  
			<remark  id="s2b26c46l14" />		เป็นผู้เลิศกว่านางอัปสรตั้งพันนางอีกด้วย เพราะบุญกรรมนั้น ดิฉัน  
			<remark  id="s2b26c46l15" />		จึงมีวรรณะงามเช่นนี้ ฯลฯ และมีรัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ เพราะ  
			<remark  id="s2b26c46l16" />		บุญกรรมนั้น.  
			<remark  id="s2b26c46l17" />	เมื่อนางเทพธิดาเหล่านั้น เฉลยผลกรรมที่ได้ทำมาเป็นอันดีอย่างนี้แล้ว คุตติลบัณฑิต  
			<remark  id="s2b26c46l18" /> ร่าเริง บันเทิงใจ เมื่อจะแสดงความชื่นชมยินดีของตน จึงกล่าวว่า  
			<remark  id="s2b26c46l19" />		ข้าพเจ้ามาถึงเมืองสวรรค์วันนี้ เป็นการดีแท้ เป็นฤกษ์งามยามดีที่  
			<remark  id="s2b26c46l20" />		ข้าพเจ้าได้เห็นนางเทพธิดาทั้งหลาย ที่เป็นนางฟ้ามีรูปร่างและผิวพรรณ  
			<remark  id="s2b26c46l21" />		น่ารักใคร่ ทั้งยังได้ฟังธรรมอันแนะนำทางบุญกุศลจากเธอเหล่านั้นด้วย  
			<remark  id="s2b26c46l22" />		แต่นี้ไป ข้าพเจ้าจักกระทำบุญกุศลให้มาก ด้วยการให้ทาน ด้วยการ  
			<remark  id="s2b26c46l23" />		ประพฤติธรรมสม่ำเสมอ ด้วยการรักษาศีลสังวร และด้วยการฝึก  
			<remark  id="s2b26c46l24" />		อินทรีย์ ข้าพเจ้าจักได้ไปสู่สถานที่ๆ ไปแล้วไม่เศร้าโศก.  
			<remark  id="s2b26c46l25" />		         จบ คุตติลวิมานที่ ๕.  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b26c47" >
		<para id="s2b26c47p">
			<remark  id="s2b26c47l1" />		           ๖. ทัททัลลวิมาน  
			<remark  id="s2b26c47l2" />		  ว่าด้วยผลบุญที่ทำให้ไปเกิดในทัททัลลวิมาน  
			<remark  id="s2b26c47l3" />	นางภัททาเทพธิดาผู้พี่สาว ได้ถามนางสุภัททาเทพธิดาผู้น้องสาวว่า  
			<remark  id="s2b26c47l4" />	[๓๔]  ท่านรุ่งเรืองด้วยรัศมี ทั้งเป็นผู้เรืองยศ ย่อมรุ่งเรืองโรจน์ล่วงเทพเจ้าชาว  
			<remark  id="s2b26c47l5" />		ดาวดึงส์ทั้งหมด ด้วยรัศมี ดิฉันไม่เคยเห็นท่านเพิ่งจะมาเห็นในวันนี้  
			<remark  id="s2b26c47l6" />		เป็นครั้งแรก ท่านมาจากเทวโลกชั้นไหน จึงมาเรียกดิฉันโดย  
			<remark  id="s2b26c47l7" />		ชื่อเดิมว่า ภัททา ดังนี้เล่า?  
			<remark  id="s2b26c47l8" />	นางสุภัททาเทพธิดาผู้น้องสาวตอบว่า  
			<remark  id="s2b26c47l9" />		ข้าแต่พี่ภัททา ฉันชื่อว่าสุภัททา ในภพก่อนครั้งเป็นมนุษย์อยู่ ดิฉัน  
			<remark  id="s2b26c47l10" />		ได้เป็นน้องสาวของพี่ ทั้งได้เคยเป็นภริยาร่วมสามีเดียวกับพี่มาด้วย  
			<remark  id="s2b26c47l11" />		ดิฉันตายจากมนุษยโลกนั้นมาแล้ว ได้มาเกิดเป็นเทพธิดาประจำสวรรค์  
			<remark  id="s2b26c47l12" />		ชั้นนิมมานรดี.  
			<remark  id="s2b26c47l13" />	นางภัททเทพธิดาจึงถามต่อไปอีกว่า  
			<remark  id="s2b26c47l14" />		ดูกรแม่สุภัททา ขอเธอได้บอกการอุบัติของเธอในหมู่เทพเจ้า เหล่า  
			<remark  id="s2b26c47l15" />		นิมมานรดี ซึ่งเป็นที่ๆ สัตว์ได้สั่งสมบุญกุศลไว้มาก แล้วจึงได้มา  
			<remark  id="s2b26c47l16" />		บังเกิด เธอได้มาเกิดในที่นี้ เพราะทำบุญกุศลสิ่งใดไว้ และใครเป็นครู  
			<remark  id="s2b26c47l17" />		ผู้แนะนำสั่งสอนเธอ เธอเป็นผู้เรืองยศ และถึงความสุขพิเศษไพบูลย์  
			<remark  id="s2b26c47l18" />		ถึงเช่นนี้ เพราะได้ให้ทานและรักษาศีลเช่นไรไว้ ดูกรแม่เทพธิดา  
			<remark  id="s2b26c47l19" />		ฉันถามเธอแล้ว นี่เป็นผลแห่งกรรมอะไร โปรดตอบฉันด้วย?  
			<remark  id="s2b26c47l20" />	นางสุภัททาเทพธิดาตอบว่า  
			<remark  id="s2b26c47l21" />		เมื่อชาติก่อน ดิฉันมีใจเลื่อมใส ได้ถวายบิณฑบาต ๘ ที่ แก่สงฆ์  
			<remark  id="s2b26c47l22" />		ผู้เป็นทักขิไณยบุคคล ๘ รูป ด้วยมือของตน เพราะบุญกรรมนั้น ดิฉัน  
			<remark  id="s2b26c47l23" />		จึงมีวรรณะงามเช่นนี้ ฯลฯ และมีรัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ เพราะ  
			<remark  id="s2b26c47l24" />		บุญกรรมนั้น. 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b26c48" >
		<para id="s2b26c48p">
			<remark  id="s2b26c48l1" />	นางภัททาเทพธิดาได้ถามต่อไปอีกว่า  
			<remark  id="s2b26c48l2" />		พี่ได้เลี้ยงดูพระภิกษุทั้งหลาย ผู้สำรวมดี ผู้ประพฤติพรหมจรรย์ ให้  
			<remark  id="s2b26c48l3" />		อิ่มหนำสำราญด้วยข้าวและน้ำ ด้วยมือของตนเอง มากกว่าเธอ ครั้น  
			<remark  id="s2b26c48l4" />		ให้ทานมากกว่าเธอแล้ว ก็ยังได้บังเกิดในเหล่าเทพเจ้าต่ำกว่าเธอ ส่วนเธอ  
			<remark  id="s2b26c48l5" />		ได้ถวายทานเพียงเล็กน้อย อย่างไรจึงมาได้ผลอย่างพิเศษไพบูลย์ถึงเช่นนี้  
			<remark  id="s2b26c48l6" />		เล่า แน่ะแม่เทพธิดา ฉันถามเธอแล้ว นี่เป็นผลแห่งกรรมอะไร โปรด  
			<remark  id="s2b26c48l7" />		ตอบฉันด้วย?  
			<remark  id="s2b26c48l8" />	นางสุภัททาเทพธิดาตอบว่า  
			<remark  id="s2b26c48l9" />		เมื่อชาติก่อน ดิฉันได้เห็นพระภิกษุผู้อบรบทางจิตใจเพื่อคุณอันยิ่งใหญ่  
			<remark  id="s2b26c48l10" />		จึงได้นิมนต์ท่านรวม ๘ รูปด้วยกัน มีพระเรวตเถระเป็นประธานด้วย  
			<remark  id="s2b26c48l11" />		ภัตตาหาร ท่านพระเรวตเถระนั้นมุ่งจะให้เกิดประโยชน์ อนุเคราะห์แก่  
			<remark  id="s2b26c48l12" />		ดิฉัน จึงบอกดิฉันว่า จงถวายสงฆ์เถิด ดิฉันได้ทำตามคำของท่าน  
			<remark  id="s2b26c48l13" />		ทักขิณาของดิฉันนั้น จึงเป็นสังฆทาน ดิฉันให้เข้าตั้งไว้ในสงฆ์เป็นทาน  
			<remark  id="s2b26c48l14" />		ที่ไม่อาจปริมาณผลได้ว่า มีอยู่เท่าไร ส่วนทานที่คุณพี่ได้ถวายแก่ภิกษุ  
			<remark  id="s2b26c48l15" />		ด้วยความเลื่อมใสเป็นรายบุคคล จึงมีผลไม่มาก.  
			<remark  id="s2b26c48l16" />	นางภัททาเทพธิดา เมื่อจะรับรองความข้อนั้นจึงกล่าวว่า  
			<remark  id="s2b26c48l17" />		พี่เพิ่งรู้เดี๋ยวนี้เองว่า การถวายสังฆทานนี้ มีผลมาก ถ้าว่าพี่ได้ไป  
			<remark  id="s2b26c48l18" />		บังเกิดเป็นมนุษย์อีก จักเป็นผู้รู้ความประสงค์ของผู้ขอ ปราศจากความ  
			<remark  id="s2b26c48l19" />		ตระหนี่ ถวายสังฆทาน และไม่ประมาทเป็นนิตย์.  
			<remark  id="s2b26c48l20" />		เมื่อสนทนากันแล้ว นางสุภัททาเทพธิดาก็กลับไปสู่ทิพยวิมานของตนบนสวรรค์ชั้น  
			<remark  id="s2b26c48l21" /> นิมมานรดี ท้าวสักกเทวราชได้ทรงสดับการสนทนานั้น เมื่อนางสุภัททาเทพธิดากลับไปแล้ว  
			<remark  id="s2b26c48l22" /> จึงตรัสถามนางเทพธิดาว่า  
			<remark  id="s2b26c48l23" />		ดูกรนางภัททา เทพธิดาผู้นั้นเป็นใคร มาสนทนาอยู่กับเธอ  
			<remark  id="s2b26c48l24" />		ย่อมรุ่งโรจน์กว่าเทพเจ้าเหล่าดาวดึงส์ทั้งหมดด้วยรัศมี?  
			<remark  id="s2b26c48l25" />	นางภัททาเทพธิดา เมื่อจะบรรยายข้อที่สังฆทานของเทพธิดาผู้น้องสาวว่ามีผลมาก  
			<remark  id="s2b26c48l26" /> จึงทูลว่า  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b26c49" >
		<para id="s2b26c49p">
			<remark  id="s2b26c49l1" />		ขอเดชะ ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมเทพ เทพธิดาผู้นั้น เมื่อชาติ  
			<remark  id="s2b26c49l2" />		ก่อนยังเป็นมนุษย์อยู่ในมนุษยโลก เป็นน้องสาวของหม่อมฉัน และ  
			<remark  id="s2b26c49l3" />		ได้เคยร่วมสามีเดียวกันกับหม่อมฉันด้วย เธอสั่งสมบุญกุศลคือถวาย  
			<remark  id="s2b26c49l4" />		สังฆทาน จึงได้ไพโรจน์ถึงอย่างนี้ เพค๊ะ.  
			<remark  id="s2b26c49l5" />	สมเด็จอัมรินทราธิราช เมื่อจะทรงสรรเสริญสังฆทาน จึงตรัสว่า ดูกร  
			<remark  id="s2b26c49l6" />		นางภัททา น้องสาวของเธอไพโรจน์กว่าเธอ ก็เพราะเหตุในปางก่อน  
			<remark  id="s2b26c49l7" />		คือการถวายสังฆทานที่ไม่อาจจะปริมาณผลได้ อันที่จริง ฉันได้ทูลถาม  
			<remark  id="s2b26c49l8" />		พระพุทธเจ้า ครั้งประทับอยู่ ณ ภูเขาคิชฌกูฏ ถึงผลแห่งไทยธรรม  
			<remark  id="s2b26c49l9" />		ที่ได้จัดแจงถวายในเขตที่มีผลมาก ของมนุษย์ทั้งหลายผู้มุ่งบุญให้ทาน  
			<remark  id="s2b26c49l10" />		อยู่ หรือทำบุญปรารภเหตุแห่งการเวียนเกิดเวียนตาย จะถวายใน  
			<remark  id="s2b26c49l11" />		บุคคลประเภทใดจึงจะมีผลมาก พระพุทธเจ้าตรัสตอบข้อความนั้น  
			<remark  id="s2b26c49l12" />		แก่ฉันอย่างแจ่มแจ้งว่า ท่านผู้ปฏิบัติเพื่ออริยมรรค ๔ จำพวก และ  
			<remark  id="s2b26c49l13" />		ท่านผู้ตั้งอยู่ในอริยมรรค ๔ จำพวก พระอริยบุคคล ๘ จำพวกนี้  
			<remark  id="s2b26c49l14" />		ชื่อว่าสงฆ์ เป็นผู้ปฏิบัติตรงดำรงมั่นอยู่ในปัญญาและศีล เมื่อมนุษย์  
			<remark  id="s2b26c49l15" />		ทั้งหลายผู้มุ่งบุญถวายทานในท่านเหล่านี้ หรือทำบุญปรารภการเวียน  
			<remark  id="s2b26c49l16" />		เกิดเวียนตาย ทานที่ถวายในสงฆ์ ย่อมมีผลมาก พระสงฆ์นี้เป็น  
			<remark  id="s2b26c49l17" />		ผู้มีคุณความดีอันยิ่งใหญ่ ยังผลให้เกิดแก่ผู้ถวายทานในท่านอย่างไพบูลย์  
			<remark  id="s2b26c49l18" />		ยากที่ใครจะปริมาณว่าเท่านี้ๆ ได้ เหมือนทะเลยากที่จะคาดคะเน  
			<remark  id="s2b26c49l19" />		ได้ว่ามีน้ำเท่านี้ๆ ได้ ฉะนั้น พระสงฆ์เหล่านี้แล เป็นผู้ประ  
			<remark  id="s2b26c49l20" />		เสริฐสุด เป็นสาวกของพระพุทธเจ้าผู้มีความเพียร เป็นเยี่ยมในหมู่  
			<remark  id="s2b26c49l21" />		นรชนเป็นแหล่งสร้างแสงสว่าง คือ ญาณของชาวโลก ได้แก่ นำ  
			<remark  id="s2b26c49l22" />		เอาแสงสว่าง คือพระสัทธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงประกาศไว้แล้วมาชี้  
			<remark  id="s2b26c49l23" />		แจง ปวงชนที่ใคร่ต่อบุญเหล่าใด ถวายทานมุ่งตรงต่อสงฆ์ ทักขิณา  
			<remark  id="s2b26c49l24" />		ของเขาเหล่านั้นชื่อว่าเป็นทักขิณาที่ถวายดีแล้ว เป็นยัญวิธีที่เซ่นสรวงถูก  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b26c50" >
		<para id="s2b26c50p">
			<remark  id="s2b26c50l1" />		ต้อง จัดเป็นบูชากรรมที่บูชาแล้วชอบ เพราะทักขิณานั้นจัดเป็นสังฆทาน  
			<remark  id="s2b26c50l2" />		มีผลมาก อันพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลายผู้รู้แจ้งโลก ทรงสรรเสริญชน  
			<remark  id="s2b26c50l3" />		เหล่าใดยังท่องเที่ยวอยู่ในโลก มาหวนระลึกถึงบุญเช่นนี้ได้ เกิดปีติ  
			<remark  id="s2b26c50l4" />		โสมนัส ก็จะกำจัดมลทิน คือ ความตระหนี่พร้อมทั้งความรู้เท่าไม่ถึงการณ์  
			<remark  id="s2b26c50l5" />		ความลังเลในใจ และการตีตนเสมอท่าน อันเป็นมูลฐานเสียได้  
			<remark  id="s2b26c50l6" />		ทั้งจะไม่เป็นผู้ถูกผู้รู้ติเตียน แต่นั้นก็จะเข้าถึงสถานที่ๆ เป็นแดน  
			<remark  id="s2b26c50l7" />		สวรรค์.  
			<remark  id="s2b26c50l8" />		         จบ ทัททัลลวิมานที่ ๖.  
			<remark  id="s2b26c50l9" />		           ๗. เสสวดีวิมาน  
			<remark  id="s2b26c50l10" />		  ว่าด้วยผลบุญที่ทำให้ไปเกิดในเสสวดีวิมาน  
			<remark  id="s2b26c50l11" />	เมื่อพระวังคีสเถระจะไต่ถามถึงบุรพกรรมของนางเทพธิดานั้น จึงสรรเสริญวิมานของ  
			<remark  id="s2b26c50l12" /> เธอเสียก่อนเป็นปฐม ด้วยคาถา ๗ คาถา ความว่า  
			<remark  id="s2b26c50l13" />	[๓๕] ดูกรแม่เทพธิดา อาตมาได้เห็นวิมานของท่านนี้ อันมุงและบังด้วย  
			<remark  id="s2b26c50l14" />		ข่ายแก้วผลึก ข่ายเงินและข่ายทองคำ มีพื้นที่เต็มไปด้วยต้นไม้มี  
			<remark  id="s2b26c50l15" />		ผลวิจิตรนานาพรรณเป็นระเบียบเรียบร้อย น่ารื่นรมย์ เป็นวิมาน  
			<remark  id="s2b26c50l16" />		ซึ่งเกิดกับสำหรับบุญ มีซุ้มประตูแล้วด้วยแก้ว ๗ ประการ ที่ลาน  
			<remark  id="s2b26c50l17" />		วิมานเรี่ยรายไปด้วยทรายทองงดงามมาก มีรัศมีส่องสว่างไปทั่วทุกทิศ  
			<remark  id="s2b26c50l18" />		เหมือนพระอาทิตย์มีรัศมีตั้งพัน ซึ่งกำจัดความมืดมนได้เป็นปกติใน  
			<remark  id="s2b26c50l19" />		ยามสรทกาล หรือเหมือนกับแสงเปลวเพลิงซึ่งกำลังลุกอยู่บนยอด  
			<remark  id="s2b26c50l20" />		ภูเขาในเวลากลางคืน หรือคล้ายกับการลืมตาขึ้นขณะที่ฟ้าแลบในโอกาส  
			<remark  id="s2b26c50l21" />		ฉะนั้น วิมานนี้เป็นวิมานลอยอยู่ในอากาศ ก้องกังวาลไปด้วยเสียง  
			<remark  id="s2b26c50l22" />		ดนตรี คือ พิณเครื่องใหญ่ กลอง และกังสดาล ประโคม  
			<remark  id="s2b26c50l23" />		อยู่มิได้ขาดระยะ สุทัสนะเทพนคร อันเป็นเมืองพระอินทร์ ซึ่ง  
			<remark  id="s2b26c50l24" />		มั่งคั่งไปด้วยสมบัติทิพย์ฉันใด วิมานของท่านนี้ก็ฉันนั้น วิมานของ  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b26c51" >
		<para id="s2b26c51p">
			<remark  id="s2b26c51l1" />		ท่านนี้ฟุ้งไปด้วยกลิ่นหอมอย่างยอดเยี่ยมหลายอย่างต่างๆ กัน คือ  
			<remark  id="s2b26c51l2" />		กลิ่นดอกปทุม ดอกโกมุท ดอกอุบล ดอกจงกลณี ดอกคัดเค้า  
			<remark  id="s2b26c51l3" />		ดอกพุดซ้อน ดอกกุหลาบ ดอกอังกาบ ดอกรัง ดอกอโศก  
			<remark  id="s2b26c51l4" />		แย้มกลีบ ส่งกลิ่นหอมระรื่น ทั้งตั้งอยู่ริมฝั่งสระโบกขรณี น่า  
			<remark  id="s2b26c51l5" />		รื่นรมย์ เรียงรายไปด้วยไม้หูกวาง ขนุนสำมะรอ และต้นไม้  
			<remark  id="s2b26c51l6" />		กลิ่นหอม มีทั้งไม้เลื้อยชูดอกออกช่อหอมระรื่น ห้อยย้อยเกาะก่ายลงมา  
			<remark  id="s2b26c51l7" />		จากปลายใบต้นตาล และมะพร้าว คล้ายกับข่ายแก้วมณี และ  
			<remark  id="s2b26c51l8" />		แก้วประพาฬจัดเป็นของทิพย์ มีขึ้นสำหรับท่านผู้เรืองยศ อนึ่ง ต้น  
			<remark  id="s2b26c51l9" />		ไม้และดอกไม้ผลทั้งหลายซึ่งเป็นต้นไม้เกิดอยู่ในน้ำและบนบก ทั้ง  
			<remark  id="s2b26c51l10" />		เป็นรุกขชาติมีอยู่ในเมืองมนุษย์ และไม่มีในเมืองมนุษย์ ตลอด  
			<remark  id="s2b26c51l11" />		จนพรรณไม้ทิพย์ประจำเมืองสวรรค์ ก็ได้มีพร้อมอยู่ใกล้วิมานของท่าน  
			<remark  id="s2b26c51l12" />		ท่านได้สมบัติทิพย์ทั้งนี้ เป็นผลแห่งการประพฤติทางกาย วาจา ใจ  
			<remark  id="s2b26c51l13" />		และการฝึกฝนอินทรีย์อย่างไร เพราะผลกรรมอะไร ท่านจึงมาเกิดในวิมานนี้  
			<remark  id="s2b26c51l14" />		ดูกรนางเทพธิดาผู้มีขนตางอนงาม ขอท่านจงตอบถึงผลกรรม เป็นเหตุได้  
			<remark  id="s2b26c51l15" />		วิมานที่ท่านได้แล้วนี้ เป็นไปตามที่อาตมาถามท่านแล้วตามลำดับด้วย  
			<remark  id="s2b26c51l16" />		เถิด?  
			<remark  id="s2b26c51l17" />	ลำดับนั้น นางเทพธิดาตอบว่า  
			<remark  id="s2b26c51l18" />		ก็วิมานที่ดิฉันได้แล้วนี้ มีฝูงหงส์ นกกระเรียน ไก่ฟ้า นกกด  
			<remark  id="s2b26c51l19" />		และนกเขาไฟ เที่ยวร่อนร้องไปมา ทั้งเต็มไปด้วยหมู่นกนางนวล  
			<remark  id="s2b26c51l20" />		นกกะทุง และพญาหงส์ทอง ซึ่งเป็นนกทิพย์ เที่ยวบินไปมา  
			<remark  id="s2b26c51l21" />		อยู่ตามลำน้ำ และอึงคนึงไปด้วยฝูงนกประเภทอื่นๆ อีก คือ นก  
			<remark  id="s2b26c51l22" />		เป็ดน้ำ นกค้อนหอย นกดุเหว่าลาย นกดุเหว่าขาว มีทั้ง  
			<remark  id="s2b26c51l23" />		ต้นไม้ดอก ไม้ต้น ไม้ผล อันเกิดเองหลายอย่างต่างพรรณ  
			<remark  id="s2b26c51l24" />		คือ ต้นแคฝอย ต้นหว้า ต้นอโศก พระคุณเจ้าขา ดิฉันได้วิมาน  
			<remark  id="s2b26c51l25" />		เหตุนี้ด้วยเหตุผลอันใด ดิฉันจะเล่าเหตุผลอันนั้นถวายพระคุณเจ้า  
			<remark  id="s2b26c51l26" />		นิมนต์ฟังเถิด คือ มีหมู่บ้านหมู่หนึ่งชื่อนาฬกคาม ตั้งอยู่ทางทิศ  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b26c52" >
		<para id="s2b26c52p">
			<remark  id="s2b26c52l1" />		ตะวันออกของพระนครราชคฤห์ ดิฉันเป็นบุตรสะใภ้ประจำตระกูล  
			<remark  id="s2b26c52l2" />		ของบ้านนั้นอันตั้งอยู่ภายในบุรี ชุมนุมในหมู่บ้านนั้นเรียกดิฉันว่า  
			<remark  id="s2b26c52l3" />		เสสวดี ดิฉันมีใจชื่นบาน ได้ก่อสร้างกุศลกรรมไว้ในชาตินั้น คือ  
			<remark  id="s2b26c52l4" />		ได้บูชาพระธาตุพระธรรมเสนาบดี นามว่า อุปติสสะ ซึ่งเป็นที่  
			<remark  id="s2b26c52l5" />		บูชาของทวยเทพและมนุษย์ทั้งหลายผู้มากไปด้วยคุณความดีมีศีลเป็นต้น  
			<remark  id="s2b26c52l6" />		หาประมาณมิได้ ซึ่งนิพพานไปแล้ว ด้วยเครื่องสักการะหลาย  
			<remark  id="s2b26c52l7" />		อย่าง ล้วนแต่รัตนะและดอกคำ ก็แหละครั้นบูชาพระธาตุของพระผู้  
			<remark  id="s2b26c52l8" />		แสวงหาซึ่งคุณอย่างยอดยิ่ง ผู้ถึงอนุปทิเสสนิพพานธาตุแล้ว ซึ่ง  
			<remark  id="s2b26c52l9" />		ในที่สุดยังเหลืออยู่แต่พระธาตุเท่านั้น ครั้นดิฉันละกายมนุษย์นั้นแล้ว  
			<remark  id="s2b26c52l10" />		จึงได้มาเกิดในดาวดึงส์สวรรค์ชั้นไตรทศ อยู่ประจำวิมานในเทวโลก.  
			<remark  id="s2b26c52l11" />		         จบ เสสวดีวิมานที่ ๗.  
			<remark  id="s2b26c52l12" />		           ๘. มัลลิกาวิมาน  
			<remark  id="s2b26c52l13" />		  ว่าด้วยผลบุญที่ทำให้ไปเกิดในมัลกาวิมาน  
			<remark  id="s2b26c52l14" />	พระนารทเถระไต่ถามนางมัลลิกาเทพธิดาว่า  
			<remark  id="s2b26c52l15" />	[๓๖]  ดูกรนางเทพธิดา ผู้มีผ้านุ่งห่มและธงล้วนแต่สีเหลือง ประดับประดา  
			<remark  id="s2b26c52l16" />		ด้วยเครื่องก็ล้วนเหลือง เธอถึงจะไม่ประดับด้วยเครื่องประดับอันงดงาม  
			<remark  id="s2b26c52l17" />		เหลืองอร่ามเช่นนี้ ก็ยังงามโดยธรรมชาติ ดูกรนางเทพธิดา ผู้มีเครื่อง  
			<remark  id="s2b26c52l18" />		ประดับล้วนแต่ทองคำธรรมชาติ แก้วไพฑูรย์ จินดา มีกายาปกคลุม  
			<remark  id="s2b26c52l19" />		ไว้ด้วยร่างแหทองคำเหลืองอร่าม เป็นระเบียบงดงามด้วยสายแก้วสี  
			<remark  id="s2b26c52l20" />		ต่างๆ สายแก้วเหล่านั้น ล้วนแต่สำเร็จด้วยทองคำธรรมชาติ แก้วทับทิม  
			<remark  id="s2b26c52l21" />		แก้วมุกดา แก้วไพฑูรย์ บางสายก็ล้วนแล้วด้วยแก้วลาย คล้ายตาแมว  
			<remark  id="s2b26c52l22" />		บ้างก็สำเร็จด้วยแก้วแดงคล้ายสีเลือด บ้างก็สำเร็จด้วยแก้วอันสดใส  
			<remark  id="s2b26c52l23" />		สีตานกพิลาป เครื่องประดับทั้งหมดที่ตัวของท่านนี้ทุกๆ สาย ยามต้อง  
			<remark  id="s2b26c52l24" />		ลมพัด มีเสียงไพเราะเหมือนเสียงนกยูงพญาหงส์ทองหรือเสียงนก  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b26c53" >
		<para id="s2b26c53p">
			<remark  id="s2b26c53l1" />		การะเวก หรือมิฉะนั้นก็เสียงเบญจางคดุริยดนตรี ที่พวกคนธรรพ์พากัน  
			<remark  id="s2b26c53l2" />		บรรเลงเป็นคู่ๆ อย่างไพเราะน่าฟังก็ปานกัน อนึ่ง รถของท่าน  
			<remark  id="s2b26c53l3" />		งดงามมาก หลากไปด้วยเนาวรัตนนานาพรรณ อันบุญกรรมจัดสรรมา  
			<remark  id="s2b26c53l4" />		ให้จากธาตุนานาชนิด ดูมูลมองพิจิตรจรัสจำรูญยามท่านยืนอยู่เหนือ  
			<remark  id="s2b26c53l5" />		สุพรรณรถขับไปถึงประเทศใด ที่ตรงนั้นก็สว่างไสวไปทั่วถึงกัน ดูกรนาง  
			<remark  id="s2b26c53l6" />		เทพธิดา อาตมาถามท่านแล้ว ท่านจงตอบอาตมาว่า นี้เป็นผลแห่ง  
			<remark  id="s2b26c53l7" />		กรรมอะไร?  
			<remark  id="s2b26c53l8" />	นางมัลลิกาเทพธิดาตอบว่า  
			<remark  id="s2b26c53l9" />		พระคุณเจ้าขา ดิฉันมีร่างกายซึ่งปกปิดไว้ด้วยร่างแหทองคำ วิจิตรไปด้วย  
			<remark  id="s2b26c53l10" />		แก้วแดงอ่อนๆ และแก้วมุกดา นับว่าดิฉันคลุมร่างไว้ด้วยตาข่าย  
			<remark  id="s2b26c53l11" />		ทองคำเช่นนี้ ก็เพราะดิฉันมีจิตผ่องใส ได้บูชาพระโคดมบรมครู  
			<remark  id="s2b26c53l12" />		ผู้ทรงพระคุณหาประมาณมิได้ ซึ่งเสด็จเข้าสู่นิพพานไปแล้ว ครั้นดิฉัน  
			<remark  id="s2b26c53l13" />		ทำกุศลธรรมที่พระพุทธเจ้าทั้งหลายสรรเสริญแล้ว จึงสร่างโศก หมด  
			<remark  id="s2b26c53l14" />		โรคภัย ได้รับแต่ความสุขกาย สุขใจ รื่นเริงบันเทิงใจเป็นนิตย์.  
			<remark  id="s2b26c53l15" />		         จบ มัลลิกาวิมานที่ ๘.  
			<remark  id="s2b26c53l16" />		          ๙. วิสาลักขิวิมาน  
			<remark  id="s2b26c53l17" />		 ว่าด้วยผลบุญที่ทำให้ไปเกิดในวิสาลักขิวิมาน  
			<remark  id="s2b26c53l18" />	สมเด็จอัมรินทราธิราชตรัสถามนางสุนันทาเทพธิดาว่า  
			<remark  id="s2b26c53l19" />	[๓๗]  ดูกรแม่เทพธิดาผู้มีนัยย์ตางาม เธอชื่อไร ได้ทำกรรมอะไรไว้ จึงได้มีหมู่  
			<remark  id="s2b26c53l20" />		นางฟ้าแวดล้อมเป็นบริวารเดินวนเวียนอยู่รอบๆ ในสวนจิตรลดาอันน่า  
			<remark  id="s2b26c53l21" />		รื่นรมย์ ในคราวที่พวกเทวดาชั้นดาวดึงส์ ล้วนแต่ขึ้นม้า ขึ้นรถ  
			<remark  id="s2b26c53l22" />		ตบแต่งร่างกายวิจิตรงดงาม เข้าไปยังสวนนั้นแล้ว จึงมาในที่นี้ แต่เมื่อ  
			<remark  id="s2b26c53l23" />		เธอพอมาถึงในที่นี้ กำลังเที่ยวชมสวน รัศมีก็สว่างไสวไปทั่วจิตรลดาวัน  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b26c54" >
		<para id="s2b26c54p">
			<remark  id="s2b26c54l1" />		โอภาสของสวนมิได้ปรากฏ รัศมีของท่านมาข่มเสีย ดูกรแม่เทพธิดา  
			<remark  id="s2b26c54l2" />		ฉันถามเธอแล้ว ขอเธอจงบอกว่า นี้เป็นผลแห่งกรรมอะไร?  
			<remark  id="s2b26c54l3" />	นางสุนันทาเทพธิดาผู้เป็นอัครชายาทูลตอบว่า  
			<remark  id="s2b26c54l4" />		ขอเดชะ ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมเทพ ผู้ทรงบำเพ็ญทานมาแต่เก่าก่อน รูป  
			<remark  id="s2b26c54l5" />		อันสวยงาม คติ ฤทธิ์ และอานุภาพของหม่อมฉัน ย่อมมีได้ด้วยกรรม  
			<remark  id="s2b26c54l6" />		อันใด ขอพระองค์จงทรงสดับกรรมนั้น หม่อมฉันเป็นอุบาสิกามีนามว่า  
			<remark  id="s2b26c54l7" />		สุนันทาอยู่ในพระนครราชคฤห์อันน่ารื่นรมย์ ถึงพร้อมด้วยศรัทธา และ  
			<remark  id="s2b26c54l8" />		ศีล ยินดีในการจำแนกทานทุกเมื่อ คือหม่อมฉันมีจิตเลื่อมใส ได้  
			<remark  id="s2b26c54l9" />		ถวายผ้านุ่งผ้าห่ม ภัตตาหาร เสนาสนะและเครื่องประทีป ในภิกษุ  
			<remark  id="s2b26c54l10" />		ทั้งหลายผู้เที่ยงตรง ทั้งได้รักษาอุโบสถ อันประกอบด้วยองค์ ๘ ประการ  
			<remark  id="s2b26c54l11" />		ตลอดวัน ๑๔ ค่ำ วัน ๑๕ ค่ำ และวัน ๘ ค่ำแห่งปักษ์ และตลอด  
			<remark  id="s2b26c54l12" />		ปฏิหาริยปักษ์ เป็นผู้สำรวมอยู่ในศีลเป็นนิตย์ หม่อมฉันยินดีแล้วใน  
			<remark  id="s2b26c54l13" />		สิกขาบททั้ง ๕ คือ งดเว้นจากปาณาติบาต จากความเป็นขโมย  
			<remark  id="s2b26c54l14" />		จากการประพฤตินอกใจ ระมัดระวังจากการพูดเท็จ และเว้นไกล  
			<remark  id="s2b26c54l15" />		จากการดื่มน้ำเมา เป็นผู้ฉลาดในอริยสัจจธรรมทั้ง ๔  
			<remark  id="s2b26c54l16" />		เป็นอุบาสิกาของพระสมณโคดมผู้มีพระจักษุ ผู้เรืองยศ บิดาของหม่อม  
			<remark  id="s2b26c54l17" />		ฉันใช้ให้หม่อมฉันนำดอกไม้มาทุกๆ วัน หม่อมฉันได้บูชาที่สถูป  
			<remark  id="s2b26c54l18" />		อันเป็นที่บรรจุพระบรมธาตุของพระผู้มีพระภาคทุกๆ วัน ในวันอุโบสถ  
			<remark  id="s2b26c54l19" />		หม่อมฉันมีใจผ่องใส ได้ถือเอาพวงมาลัย ของหอมและเครื่องลูบไล้  
			<remark  id="s2b26c54l20" />		ไปบูชาพระสถูปของพระผู้มีพระภาคนั้นด้วยมือของตน ข้าแต่พระองค์  
			<remark  id="s2b26c54l21" />		ผู้จอมเทพ รูปอันสวยงาม คติ ฤทธิ์ และอนุภาพเช่นนี้ เกิดมีแก่  
			<remark  id="s2b26c54l22" />		หม่อมฉันเพราะกรรมนั้น มิใช่ว่าผลที่หม่อมฉันได้บูชาพระสถูปด้วย  
			<remark  id="s2b26c54l23" />		พวงมาลัย และที่หม่อมฉันได้รักษาศีล จะให้ผลเท่านั้นก็หามิได้ ยังกลับ  
			<remark  id="s2b26c54l24" />		ให้หม่อมฉันพึงได้สกทาคามี ตามความปรารถนาของหม่อมฉันอีกด้วย.  
			<remark  id="s2b26c54l25" />		         จบ วิสาลักขิวิมานที่ ๙  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b26c55" >
		<para id="s2b26c55p">
			<remark  id="s2b26c55l1" />		         ๑๐. ปาริฉัตตกวิมาน  
			<remark  id="s2b26c55l2" />		 ว่าด้วยผลบุญที่ทำให้ไปเกิดในปาริฉัตตกวิมาน  
			<remark  id="s2b26c55l3" />	พระมหาโมคคัลลานเถระถามนางเทพธิดาตนหนึ่งว่า  
			<remark  id="s2b26c55l4" />	[๓๘]  ดูนางเทพธิดา ท่านมาเก็บเอาดอกปาริกฉัตตกะ มีสีงามหอมหวนยวนใจ  
			<remark  id="s2b26c55l5" />		อันเป็นดอกไม้ทิพย์ มาร้อยกรองเป็นพวงมาลัยประดับกายขับร้องเล่น  
			<remark  id="s2b26c55l6" />		สำเริงอยู่ เมื่อท่านกำลังฟ้อนรำอยู่ เสียงอันเป็นทิพย์น่าฟังวังเวงใจ  
			<remark  id="s2b26c55l7" />		เปล่งจากอวัยวะใหญ่น้อยพร้อมๆ กัน ทั้งกลิ่นทิพย์อันหอมหวนยวนใจ  
			<remark  id="s2b26c55l8" />		ก็ฟุ้งขจรไปจากอวัยวะใหญ่น้อยทุกๆ ส่วน เมื่อท่านไหวกายผายผันกลับ  
			<remark  id="s2b26c55l9" />		ไปมา เสียงเครื่องประดับอันท่านประดับไว้ที่ช้องผมทุกๆ แห่ง เมื่อคราว  
			<remark  id="s2b26c55l10" />		ลมพัดพานมาต้องเข้า ก็เปล่งเสียงไพเราะ คล้ายกับเสียงดนตรีเครื่อง ๕  
			<remark  id="s2b26c55l11" />		อนึ่ง เสียงแห่งมาลัย เครื่องประดับเศียร คือ มงกุฏ ที่ถูกลมพัดต้อง  
			<remark  id="s2b26c55l12" />		เข้าแล้วก็กังวานไพเราะ คล้ายกับเสียงดนตรีเครื่อง ๕ แม้กลิ่นแห้ง  
			<remark  id="s2b26c55l13" />		ดอกไม้ที่ท่านสอดแซมไว้บนเศียรเกล้า ก็มีกลิ่นหอมหวนชวนให้ชื่นใจ  
			<remark  id="s2b26c55l14" />		หอมฟุ้งไปทั่วสารทิศ ดังต้นอุโลกที่มีอยู่บนเขาคันธมาทน์ ฉะนั้น ท่าน  
			<remark  id="s2b26c55l15" />		ย่อมสูดดมกลิ่นอันหอมหวนนั้น ทั้งได้ชมรูปทิพย์ซึ่งมิใช่ของมนุษย์  
			<remark  id="s2b26c55l16" />		ดูกรนางเทพธิดา อาตมาถามท่านแล้ว ขอท่านจงบอก นี้เป็นผลแห่ง  
			<remark  id="s2b26c55l17" />		กรรมอะไร?  
			<remark  id="s2b26c55l18" />	นางเทพธิดานั้นตอบว่า  
			<remark  id="s2b26c55l19" />		พระคุณเจ้าขา แต่ก่อน เมื่อดิฉันยังอยู่ในเมืองมนุษย์ ได้น้อมนำ  
			<remark  id="s2b26c55l20" />		เอาดอกอโศกซึ่งมีเกษรงามเลื่อมประภัสสร มีกลิ่นหอมฟุ้ง ไปบูชา  
			<remark  id="s2b26c55l21" />		พระพุทธเจ้า ครั้นดิฉันทำกุศลกรรมที่พระพุทธเจ้าทรงสรรเสริญแล้ว  
			<remark  id="s2b26c55l22" />		จึงสร่างโศกหมดโรคภัย ได้รับแต่ความสุขกายสุขใจ รื่นเริงบันเทิงอยู่  
			<remark  id="s2b26c55l23" />		เป็นนิตย์.  
			<remark  id="s2b26c55l24" />		        จบ ปาริฉัตตกวิมานที่ ๑๐  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b26c56" >
		<para id="s2b26c56p">
			<remark  id="s2b26c56l1" />		         _____________________  
			<remark  id="s2b26c56l2" />		       รวมวิมานที่มีในวรรคนี้ คือ  
			<remark  id="s2b26c56l3" />	๑. อุฬารวิมาน                  ๒. อังฉุวิมาน  
			<remark  id="s2b26c56l4" />	๓. ปัลลังกวิมาน                 ๔. ลตาวิมาน  
			<remark  id="s2b26c56l5" />	๕. คุตติลวิมาน                  ๖. ทัททัลลวิมาน  
			<remark  id="s2b26c56l6" />	๗. เสสวดีวิมาน                 ๘. มัลลิกาวิมาน  
			<remark  id="s2b26c56l7" />	๙. วิสาลักขิวิมาน               ๑๐. ปาริฉัตตกวิมาน.  
			<remark  id="s2b26c56l8" />		        จบ ปาริฉัตตกวรรคที่ ๓.  
			<remark  id="s2b26c56l9" />		       ___________________________  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b26c57" >
		<para id="s2b26c57p">
			<remark  id="s2b26c57l1" />		          มัญชิฏฐกวรรคที่ ๔  
			<remark  id="s2b26c57l2" />		          ๑. มัญชิฏฐกวิมาน  
			<remark  id="s2b26c57l3" />		 ว่าด้วยผลบุญที่ทำให้ไปเกิดในมัญชิฏฐกวิมาน  
			<remark  id="s2b26c57l4" />	พระมหาโมคคัลลานเถระถามนางเทพธิดาตนหนึ่งว่า  
			<remark  id="s2b26c57l5" />	[๓๙]  ดูกรนางเทพธิดา ท่านยินดีรื่นรมย์อยู่ในวิมานแก้วผลึก มีภาคพื้น  
			<remark  id="s2b26c57l6" />		ดารดาษไปด้วยทรายทอง กึกก้องไปด้วยดนตรีเครื่อง ๕ เมื่อท่านลง  
			<remark  id="s2b26c57l7" />		จากวิมานแก้วผลึกอันบุญกรรมแต่งไว้ เข้าไปสู่ป่าไม้รังอันมีดอกบาน  
			<remark  id="s2b26c57l8" />		สะพรั่งตลอดกาลทั้งปวง ยืนอยู่ที่โคนต้นรังต้นใดๆ ต้นรังนั้นๆ ก็  
			<remark  id="s2b26c57l9" />		น้อมกิ่งอันงาม โปรยปรายดอกลงถูกต้องอวัยวะของท่าน ป่ารังนั้น  
			<remark  id="s2b26c57l10" />		อันลมพัดพานแล้วกิ่งก้านสบัดโบกไปมา เป็นที่อาศัยแห่งฝูงสกุณชาติ  
			<remark  id="s2b26c57l11" />		มีกลิ่นหอมฟุ้งไปทั่วทิศานุทิศ ดุจต้นอุโลก ฉะนั้น ท่านย่อมสูดดม  
			<remark  id="s2b26c57l12" />		กลิ่นอันหอมหวนนั้น ทั้งได้ชมรูปทิพย์อันมิใช่ของมนุษย์ ดูกรนาง  
			<remark  id="s2b26c57l13" />		เทพธิดา อาตมาถามแล้ว ขอท่านจงบอก นี้เป็นผลแห่งกรรมอะไร?  
			<remark  id="s2b26c57l14" />	นางเทพธิดาตอบว่า  
			<remark  id="s2b26c57l15" />		เมื่อชาติก่อน ดิฉันเกิดเป็นมนุษย์อยู่ในมนุษยโลก เป็นทาสีอยู่ใน  
			<remark  id="s2b26c57l16" />		ตระกูลเจ้า ได้เห็นพระพุทธเจ้าประทับนั่งอยู่ มีจิตเลื่อมใส ได้โปรย  
			<remark  id="s2b26c57l17" />		ดอกรังถวายเป็นอาสนะ และได้น้อมนำพวงดอกรังอันร้อยกรองอย่าง  
			<remark  id="s2b26c57l18" />		งดงาม ถวายพระพุทธเจ้าด้วยมือของตน ครั้นดิฉันทำกุศลกรรม อัน  
			<remark  id="s2b26c57l19" />		พระพุทธเจ้าสรรเสริญแล้ว จึงสร่างโศกหมดโรคภัย ได้รับแต่ความสุข  
			<remark  id="s2b26c57l20" />		กายสุขใจ รื่นเริงบันเทิงอยู่เป็นนิตย์.  
			<remark  id="s2b26c57l21" />		        จบ มัญชิฏฐกวิมานที่ ๑. 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b26c58" >
		<para id="s2b26c58p">
			<remark  id="s2b26c58l1" />		           ๒. ปภัสสรวิมาน  
			<remark  id="s2b26c58l2" />		  ว่าด้วยผลบุญที่ทำให้ไปเกิดในปภัสสรวิมาน  
			<remark  id="s2b26c58l3" />	พระมหาโมคคัลลานเถระถามนางเทพธิดาตนหนึ่งว่า  
			<remark  id="s2b26c58l4" />	[๔๐]  ดูกรนางเทพธิดา ผู้มีรัศมีงามผุดผ่องยิ่งนัก นุ่งผ้าสีแดงงาม มีฤทธิ์มาก  
			<remark  id="s2b26c58l5" />		ร่างกายสวยงาม ลูบไล้ด้วยจุณจันทน์ ท่านเป็นใครมาไหว้อาตมาอยู่  
			<remark  id="s2b26c58l6" />		อนึ่ง ท่านนั่งบนบัลลังก์ใด ย่อมไพโรจน์ ดังท้าวสักกเทวราชใน  
			<remark  id="s2b26c58l7" />		นันทวโนทยาน บัลลังก์ของท่านนั้นมีค่ามาก งามวิจิตรด้วยรัตนะต่างๆ  
			<remark  id="s2b26c58l8" />		ดูกรนางเทพธิดาผู้เจริญ เมื่อชาติก่อน ท่านได้ประพฤติสุจริตอะไร จึง  
			<remark  id="s2b26c58l9" />		ได้มาเสวยผลแห่งกรรมเช่นนี้ในเทวโลก อาตมาถามแล้ว ขอท่านจง  
			<remark  id="s2b26c58l10" />		บอก นี้เป็นผลแห่งกรรมอะไร?  
			<remark  id="s2b26c58l11" />	นางเทพธิดาตอบว่า  
			<remark  id="s2b26c58l12" />		ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ดิฉันได้ถวายพวงมาลัยและน้ำอ้อยแก่พระคุณเจ้าผู้  
			<remark  id="s2b26c58l13" />		เที่ยวบิณฑบาตอยู่ ดิฉันจึงได้มาเสวยผลแห่งกรรมนั้นในเทวโลก ข้าแต่  
			<remark  id="s2b26c58l14" />		ท่านผู้เจริญ แต่ดิฉันยังมีความเดือดร้อนกินแหนง เป็นทุกข์ เพราะ  
			<remark  id="s2b26c58l15" />		ดิฉันไม่ได้ฟังธรรมอันพระพุทธเจ้าผู้เป็นธรรมราชาทรงแสดงดีแล้ว ข้าแต่  
			<remark  id="s2b26c58l16" />		ท่านผู้เจริญ เพราะเหตุนั้น ดิฉันจึงมากราบเรียนพระคุณเจ้า ซึ่งเป็น  
			<remark  id="s2b26c58l17" />		ผู้อนุเคราะห์แก่ดิฉัน ชักชวนดิฉันให้ตั้งมั่นในธรรมทั้งหลาย เทวดา  
			<remark  id="s2b26c58l18" />		พวกอื่นที่มีความเชื่อในพระพุทธรัตนะ พระธรรมรัตนะ และพระสังฆ  
			<remark  id="s2b26c58l19" />		รัตนะ ได้ฟังธรรมอันพระพุทธเจ้าผู้เป็นพระธรรมราชาทรงแสดงดีแล้ว  
			<remark  id="s2b26c58l20" />		ย่อมรุ่งเรืองยิ่งกว่าดิฉันด้วยอายุ ยศ ศิริ อำนาจ วรรณะ และมีฤทธิ์  
			<remark  id="s2b26c58l21" />		มากกว่าดิฉัน.  
			<remark  id="s2b26c58l22" />		         จบ ปภัสสรวิมานที่ ๒.  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b26c59" >
		<para id="s2b26c59p">
			<remark  id="s2b26c59l1" />		            ๓. นาควิมาน  
			<remark  id="s2b26c59l2" />		   ว่าด้วยผลบุญที่ทำให้ไปเกิดในนาควิมาน  
			<remark  id="s2b26c59l3" />	พระวังคีสเถระถามนางเทพธิดาตนหนึ่งว่า  
			<remark  id="s2b26c59l4" />	[๔๑]  ท่านประดับประดาแล้ว ขึ้นนั่งบนคชสารอันประเสริฐ ประดับไปด้วย  
			<remark  id="s2b26c59l5" />		แก้วและทอง มีกระพองปกคลุมด้วยข่ายทองอันวิจิตร ผูกสายรัด  
			<remark  id="s2b26c59l6" />		ประคนทองเรียบร้อย เลื่อนลอยไปในอากาศเวหา ที่งาทั้งสองของคชสาร  
			<remark  id="s2b26c59l7" />		มีสระโบกขรณี ๔ เหลี่ยม เต็มเปี่ยมด้วยน้ำใสสะอาด อันบุญกรรม  
			<remark  id="s2b26c59l8" />		เนรมิตให้แล้ว ดารดาษไปด้วยดอกปทุมบานสะพรั่ง ดอกปทุมทุกๆ  
			<remark  id="s2b26c59l9" />		ดอก มีหมู่นางเทพอัปสรพากันมาขับระบำรำฟ้อน ชวนให้เกิดความ  
			<remark  id="s2b26c59l10" />		รื่นเริงบันเทิงใจ ดูกรนางเทพธิดาผู้มีอานุภาพอันยิ่งใหญ่ ท่านถึงความ  
			<remark  id="s2b26c59l11" />		เป็นเทพธิดาผู้มีฤทธิ์อย่างนี้ ครั้งเมื่อท่านเกิดเป็นมนุษย์ ได้ทำบุญอะไร  
			<remark  id="s2b26c59l12" />		ไว้ ท่านมีอานุภาพรุ่งเรือง และมีรัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศอย่างนี้  
			<remark  id="s2b26c59l13" />		เพราะบุญกรรมอะไร?  
			<remark  id="s2b26c59l14" />	นางเทพธิดานั้นตอบว่า  
			<remark  id="s2b26c59l15" />		ดิฉันได้เข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้าที่เมืองพาราณสี ได้ถวายผ้าคู่หนึ่งแด่  
			<remark  id="s2b26c59l16" />		พระพุทธองค์ ถวายบังคมพระยุคลบาท แล้วนั่งอยู่ที่พื้นดิน ได้กระทำ  
			<remark  id="s2b26c59l17" />		อัญชลีด้วยจิตอันเลื่อมใส พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น มีพระฉวีวรรณดุจ  
			<remark  id="s2b26c59l18" />		ทองคำธรรมชาติ ได้ทรงแสดงทุกขสัจและสมุทัยสัจ ว่าเป็นของไม่  
			<remark  id="s2b26c59l19" />		เที่ยง เป็นทุกข์ และทรงแสดงทุกขนิโรธสัจและมัคคสัจว่า อันปัจจัย  
			<remark  id="s2b26c59l20" />		อะไรๆ ปรุงแต่งไม่ได้ ให้ดิฉันฟัง เพราะฉะนั้น ดิฉันจึงได้รู้แจ้งชัด  
			<remark  id="s2b26c59l21" />		ในอริยสัจ ๔ ดิฉันเป็นคนมีอายุน้อย ทำกาละจุติจากชาตินั้นแล้ว ไป  
			<remark  id="s2b26c59l22" />		บังเกิดในชั้นไตรทศ เป็นผู้เรืองยศ เป็นปชาบดีคนหนึ่งของท้าวสักกะ  
			<remark  id="s2b26c59l23" />		นามว่ายสุตตรา ปรากฏไปทั่วทุกทิศ.  
			<remark  id="s2b26c59l24" />		          จบ นาควิมานที่ ๓.  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b26c60" >
		<para id="s2b26c60p">
			<remark  id="s2b26c60l1" />		           ๔. อโลมวิมาน  
			<remark  id="s2b26c60l2" />		  ว่าด้วยผลที่บุญทำให้ไปเกิดในอโลมวิมาน  
			<remark  id="s2b26c60l3" />	พระมหาโมคคัลลานเถระถามนางเทพธิดาตนหนึ่งว่า  
			<remark  id="s2b26c60l4" />	[๔๒]  ดูกรแม่เทพธิดา ท่านมีวรรณะงามยิ่งนัก รัศมีส่องสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ  
			<remark  id="s2b26c60l5" />		สถิตอยู่เหมือนดาวประกายพฤกษ์ เพราะบุญกรรมอะไร ท่านจึงมีวรรณะ  
			<remark  id="s2b26c60l6" />		งามเช่นนี้ ฯลฯ และมีรัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ เพราะบุญกรรมอะไร?  
			<remark  id="s2b26c60l7" />		นางเทพธิดานั้น อันพระมหาโมคคัลลานเถระถามแล้ว มีความปลาบ  
			<remark  id="s2b26c60l8" />		ปลื้มใจ จึงพยากรณ์ปัญหาแห่งผลกรรมที่ถูกถามว่า  
			<remark  id="s2b26c60l9" />		เมื่อชาติก่อน ดิฉันเกิดเป็นมนุษย์อยู่ในเมืองพาราณสี มีจิตเลื่อมใส  
			<remark  id="s2b26c60l10" />		ได้ถวายขนมแห้งแด่พระพุทธเจ้า ผู้เป็นเผ่าพันธุ์แห่งพระอาทิตย์ ด้วย  
			<remark  id="s2b26c60l11" />		มือของตน ขอพระคุณเจ้าจงดูผลแห่งก้อนขนมแห้งอันหารสเค็มมิได้  
			<remark  id="s2b26c60l12" />		ใครได้เห็นความสุขของบุคคลผู้ถวายขนมแห้งอันหารสเค็มมิได้แล้ว ไฉน  
			<remark  id="s2b26c60l13" />		จักไม่กระทำบุญเล่า เพราะผลแห่งการถวายขนมแห้งอันหารสเค็มมิได้นั้น  
			<remark  id="s2b26c60l14" />		ดิฉันจึงมีวรรณะงามเช่นนี้ ฯลฯ และมีรัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ เพราะ  
			<remark  id="s2b26c60l15" />		บุญกรรมนั้น.  
			<remark  id="s2b26c60l16" />		         จบ อโลมวิมานที่ ๔.  
			<remark  id="s2b26c60l17" />		         ๕. กัญชกทายิกาวิมาน  
			<remark  id="s2b26c60l18" />		ว่าด้วยผลบุญที่ทำให้ไปเกิดในกัญชิกทายิกาวิมาน  
			<remark  id="s2b26c60l19" />	พระโมคคัลลานเถระถามนางเทพธิดาตนหนึ่งว่า  
			<remark  id="s2b26c60l20" />	[๔๓]  ดูกรแม่เทพธิดา ท่านมีวรรณะงามยิ่งนัก มีรัศมีส่องสว่างไสวไปทั่วทุก  
			<remark  id="s2b26c60l21" />		ทิศ สถิตอยู่เหมือนดาวประกายพฤกษ์ เพราะบุญกรรมอะไร ท่านจึงมี  
			<remark  id="s2b26c60l22" />		วรรณะงามเช่นนี้ ฯลฯ และมีรัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ เพราะบุญกรรม  
			<remark  id="s2b26c60l23" />		อะไร?  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b26c61" >
		<para id="s2b26c61p">
			<remark  id="s2b26c61l1" />		นางเทพธิดานั้น อันพระมหาโมคคัลลานเถระถามแล้ว มีความปลาบ  
			<remark  id="s2b26c61l2" />		ปลื้มใจ จึงพยากรณ์ปัญหาแห่งผลกรรมที่ถูกถามนั้นว่า  
			<remark  id="s2b26c61l3" />		เมื่อชาติก่อน ฉันเกิดเป็นมนุษย์ มีจิตเลื่อมใส ได้ถวายน้ำข้าวอันปรุง  
			<remark  id="s2b26c61l4" />		ด้วยพริกและใส่น้ำมันอันเจียวแล้ว และปรุงด้วยดีปลี กระเทียม ขิง  
			<remark  id="s2b26c61l5" />		ข่า กระชาย แด่พระพุทธเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์แห่งพระอาทิตย์ ซึ่งประทับ  
			<remark  id="s2b26c61l6" />		อยู่ ณ พระนครอันธกวินทะ ดิฉันจึงได้เสวยทิพยสมบัติเช่นนี้ นางแก้ว  
			<remark  id="s2b26c61l7" />		ผู้งดงามทั่วสรรพางค์ สามีไม่จืดจางในการมองชม ได้รับอภิเษกเป็น  
			<remark  id="s2b26c61l8" />		เอกอัครมเหสีของพระเจ้าจักรพรรดิราช ก็ยังไม่เทียบเท่าเสี้ยวที่ ๑๖  
			<remark  id="s2b26c61l9" />		แห่งการถวายน้ำข้าวนั้น ทองคำแท่งตั้งร้อยแท่ง ม้าอัศดรร้อยม้า รถ  
			<remark  id="s2b26c61l10" />		อันเทียมด้วยม้าอัศดรร้อยคัน นางราชกัญญาอันประดับประดาด้วยแก้ว  
			<remark  id="s2b26c61l11" />		มุกดาแก้วมณี และกุณฑลประมาณตั้งแสน ก็ยังไม่เทียบเท่าเสี้ยวที่ ๑๖  
			<remark  id="s2b26c61l12" />		แห่งการถวายน้ำข้าวนั้น คชสารตัวประเสริฐอันเกิดแต่ป่าหิมพานต์เป็น  
			<remark  id="s2b26c61l13" />		ตระกูลคชสารมาตังคะ มีงาอันงอนงามดุจงอนรถ มีสายรัดแล้วด้วย  
			<remark  id="s2b26c61l14" />		ทองคำ ร้อยเชือก ก็ยังไม่เทียบเท่าเสี้ยวที่ ๑๖ แห่งการถวายน้ำข้าวนั้น  
			<remark  id="s2b26c61l15" />		ถึงแม้พระเจ้าจักรพรรดิผู้ได้เสวยราชสมบัติเป็นใหญ่ในทวีปทั้ง ๔ ก็ยัง  
			<remark  id="s2b26c61l16" />		ไม่เทียบเท่าเสี้ยวที่ ๑๖ แห่งการถวายน้ำข้าวนั้น.  
			<remark  id="s2b26c61l17" />		       จบ กัญชิกทายิกาวิมานที่ ๕.  
			<remark  id="s2b26c61l18" />		           ๖. วิหารวิมาน  
			<remark  id="s2b26c61l19" />		  ว่าด้วยผลบุญที่ทำให้ไปเกิดในวิหารวิมาน  
			<remark  id="s2b26c61l20" />	ท่านพระอนุรุทธเถระได้ถามนางเทพธิดาตนหนึ่งว่า  
			<remark  id="s2b26c61l21" />	[๔๔]  ดูกรนางเทพธิดา ท่านมีวรรณะงามยิ่งนัก มีรัศมีส่องสว่างไสวไปทั่วทุก  
			<remark  id="s2b26c61l22" />		ทิศ สถิตอยู่เหมือนดาวประกายพฤกษ์ เมื่อท่านฟ้อนอยู่ เสียงอันเป็น  
			<remark  id="s2b26c61l23" />		ทิพย์น่าฟัง รื่นรมย์ใจ ย่อมเปล่งออกจากอวัยวะน้อยใหญ่ทุกส่วน ทั้ง  
			<remark  id="s2b26c61l24" />		กลิ่นทิพย์อันหอมหวนยวนใจ ก็ฟุ้งออกจากอวัยวะน้อยใหญ่ทุกส่วน  
			<remark  id="s2b26c61l25" />		เมื่อท่านไหวกายกลับไปมา เสียงของเครื่องประดับช้องผมก็ดังเสียง  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b26c62" >
		<para id="s2b26c62p">
			<remark  id="s2b26c62l1" />		ไพเราะ ดุจเสียงดนตรีเครื่อง ๕ อนึ่ง เสียงมงกุฎที่ถูกลมรำเพยพัดให้  
			<remark  id="s2b26c62l2" />		หวั่นไหว ก็กังวานไพเราะดุจเสียงดนตรีเครื่อง ๕ แม้พวงมาลัยบน  
			<remark  id="s2b26c62l3" />		เศียรเกล้าของท่าน มีกลิ่นหอมชวนให้เบิกบานใจ หอมฟุ้งไปทั่วทุกทิศ  
			<remark  id="s2b26c62l4" />		ดุจต้นอุโลก ฉะนั้น ดูกรนางเทพธิดา อาตมาถามท่านแล้ว ขอท่าน  
			<remark  id="s2b26c62l5" />		จงบอก นี้เป็นผลแห่งกรรมอะไร?  
			<remark  id="s2b26c62l6" />	นางเทพธิดาตอบว่า  
			<remark  id="s2b26c62l7" />		ข้าแต่พระคุณเจ้าผู้เจริญ นางวิสาขามหาอุบาสิกา เป็นสหายของดิฉัน  
			<remark  id="s2b26c62l8" />		อยู่ในเมืองสาวัตถี ได้สร้างมหาวิหารถวายสงฆ์ ดิฉันเห็นมหาวิหารนั้น  
			<remark  id="s2b26c62l9" />		แล้ว มีจิตเลื่อใสอนุโมทนา ก็วิมานอันเป็นที่รักนี้อันดิฉันได้แล้ว  
			<remark  id="s2b26c62l10" />		เพราะการอนุโมทนาด้วยจิตบริสุทธิ์แต่อย่างเดียวเท่านั้น วิมานนี้เป็น  
			<remark  id="s2b26c62l11" />		วิมานอัศจรรย์น่าดูน่าชม โดยรอบสูง ๑๖ โยชน์ เลื่อนลอยไปในอากาศ  
			<remark  id="s2b26c62l12" />		ได้ตามความปรารถนาของดิฉัน ดิฉันมีปราสาทเป็นที่อยู่อาศัย อันบุญ  
			<remark  id="s2b26c62l13" />		กรรมจัดแจงเนรมิตให้เป็นส่วนๆ งามรุ่งโรจน์ตลอดร้อยโยชน์โดยรอบ  
			<remark  id="s2b26c62l14" />		ทิศ อนึ่ง ที่วิมานของดิฉัน มีสระโบกขรณีเป็นที่อาศัยของหมู่มัจฉาชาติ  
			<remark  id="s2b26c62l15" />		มีน้ำใสสะอาด มีท่าอันลาดด้วยทรายทอง ดารดาษไปด้วยปทุมชาตินานา  
			<remark  id="s2b26c62l16" />		ชนิดพร้อมทั้งบัวขาว เกษรแห่งบัวทั้งหลายอันลมรำเพยพัด ย่อมหอม  
			<remark  id="s2b26c62l17" />		ฟุ้งเจริญใจ มีรุกขชาติต่างๆ อันบุญกรรมปลูกไว้ใกล้วิมาน คือ ไม้หว้า  
			<remark  id="s2b26c62l18" />		ขนุน ตาล มะพร้าว วิมานนี้กึกก้องไปด้วยเสียงดนตรีต่างๆ และ  
			<remark  id="s2b26c62l19" />		กึกก้องไปด้วยหมู่นางอัปสร แม้นรชนใดได้เห็นวิมานนี้ด้วยความฝัน  
			<remark  id="s2b26c62l20" />		นรชนนั้นก็พึงปลื้มใจ วิมานอันมีรัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ น่าอัศจรรย์  
			<remark  id="s2b26c62l21" />		น่าดูน่าชมเช่นนี้ เกิดแต่ดิฉันเพราะกุศลกรรมทั้งหลาย ควรทำบุญโดยแท้.  
			<remark  id="s2b26c62l22" />	พระอนุรุทธเถระ เมื่อจะให้นางเทพธิดาบอกที่เกิดของนางวิสาขามหาอุบาสิกา จึงกล่าว  
			<remark  id="s2b26c62l23" /> ถามด้วยคาถาความว่า  
			<remark  id="s2b26c62l24" />		วิมานอันอัศจรรย์น่าดูน่าชมนี้ ท่านได้แล้ว เพราะการอนุโมทนาด้วย  
			<remark  id="s2b26c62l25" />		จิตอันบริสุทธิ์อย่างเดียวเท่านั้น นางนารีอันมีนามว่าวิสาขา ได้ถวาย  
			<remark  id="s2b26c62l26" />		ทานและได้สร้างมหาวิหาร ไปเกิดที่ไหน ขอท่านจงบอกคติของนาง  
			<remark  id="s2b26c62l27" />		วิสาขานั้น แก่อาตมาด้วยเถิด?  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b26c63" >
		<para id="s2b26c63p">
			<remark  id="s2b26c63l1" />	นางเทพธิดานั้นตอบว่า  
			<remark  id="s2b26c63l2" />		ข้าแต่ท่านผู้เจริญ นางวิสาขามหาอุบาสิกา เป็นสหายของดิฉัน ได้สร้าง  
			<remark  id="s2b26c63l3" />		มหาวิหารถวายแด่สงฆ์และได้ถวายทานแด่สงฆ์ เป็นผู้รู้ธรรมแจ่มแจ้ง  
			<remark  id="s2b26c63l4" />		เธอได้บังเกิดในหมู่ทวยเทพชั้นนิมมานรดี เป็นประชาบดีของท้าวสุนิม  
			<remark  id="s2b26c63l5" />		มิตวดี ผู้เป็นใหญ่ในชั้นนิมมานรดีนั้น วิบากแห่งกรรมของนางวิสาขา  
			<remark  id="s2b26c63l6" />		มหาอุบาสิกานั้น อันใครไม่ควรคิด ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ดิฉันได้พยากรณ์  
			<remark  id="s2b26c63l7" />		ที่เกิดของนางวิสาขาที่พระคุณเจ้าถามว่า นางวิสาขานั้นบังเกิด ณ ที่ไหน  
			<remark  id="s2b26c63l8" />		โดยถูกต้องแล้ว ถ้าอย่างนั้น ขอพระคุณเจ้าได้ชักชวนแม้ชนเหล่าอื่นว่า  
			<remark  id="s2b26c63l9" />		ท่านทั้งหลายจงปลื้มใจถวายทานแด่สงฆ์เถิด และจงมีใจเลื่อมใสฟัง  
			<remark  id="s2b26c63l10" />		ธรรม การได้อัตภาพมาเป็นมนุษย์เป็นการได้ด้วยแสนยาก อันพวกท่าน  
			<remark  id="s2b26c63l11" />		ได้แล้ว พระพุทธเจ้ามีพระสุรเสียงดุจเสียงพรหม มีพระฉวีวรรณดุจ  
			<remark  id="s2b26c63l12" />		ทองคำ เป็นอธิบดีแห่งมรรคา ได้ทรงแสดงธรรมใดไว้ว่า เป็นทาง  
			<remark  id="s2b26c63l13" />		สวรรค์ ทางนั้นเป็นทางอันประเสริฐ ท่านทั้งหลายจงปลื้มใจถวายทาน  
			<remark  id="s2b26c63l14" />		แด่สงฆ์ ที่บุคคลถวายทักษิณาแล้วมีผลมาก บุคคลเหล่าใดอันพระ  
			<remark  id="s2b26c63l15" />		พุทธเจ้าเป็นต้นสรรเสริญแล้วว่า คู่แห่งบุรุษ ๔ บุรุษบุคคล ๘ เหล่านี้  
			<remark  id="s2b26c63l16" />		บุคคลเหล่านั้นเป็นพระทักขิไณยบุคคล สาวกแห่งพระสุคต ทานอัน  
			<remark  id="s2b26c63l17" />		บุคคลถวายแล้วในพระทักขิไณยบุคคลเหล่านั้น มีผลมาก ท่านผู้ปฏิบัติ  
			<remark  id="s2b26c63l18" />		เพื่ออริยมรรค ๔ จำพวก และท่านผู้ตั้งอยู่ในอริยผล ๔ จำพวก พระ  
			<remark  id="s2b26c63l19" />		อริยบุคคล ๘ จำพวกนี้ ชื่อว่าสงฆ์ เป็นผู้ปฏิบัติซื่อตรง ดำรงมั่นอยู่  
			<remark  id="s2b26c63l20" />		ในปัญญาและศีล เมื่อมนุษย์ทั้งหลายผู้มุ่งบุญ ถวายทานในท่านเหล่านี้  
			<remark  id="s2b26c63l21" />		หรือทำบุญปรารภการเวียนเกิดเวียนตาย ทานที่ถวายในสงฆ์ย่อมมีผลมาก  
			<remark  id="s2b26c63l22" />		พระสงฆ์นี้ เป็นผู้มีคุณความดีอันยิ่งใหญ่ ยังผลให้เกิดแก่ผู้ถวายทาน  
			<remark  id="s2b26c63l23" />		ในท่านอย่างไพบูลย์ ยากที่จะปริมาณได้ว่าเท่านี้ๆ เหมือนทะเลยาก  
			<remark  id="s2b26c63l24" />		ที่จะคาดคะเนได้ว่ามีน้ำเท่านี้ๆ ฉะนั้น พระสงฆ์เหล่านี้แล เป็นผู้  
			<remark  id="s2b26c63l25" />		ประเสริฐ เป็นสาวกของพระพุทธเจ้าผู้มีความเพียร เป็นเยี่ยมในหมู่  
			<remark  id="s2b26c63l26" />		นรชน เป็นแหล่งสร้างแสงสว่าง คือ ญาณของชาวโลก ได้แก่ นำ  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b26c64" >
		<para id="s2b26c64p">
			<remark  id="s2b26c64l1" />		เอาแสงสว่าง คือ พระสัทธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงประกาศไว้แล้วมา  
			<remark  id="s2b26c64l2" />		ชี้แจง ปวงชนผู้ใคร่ต่อบุญเหล่าใด ถวายทานมุ่งตรงต่อสงฆ์ ทักษิณา  
			<remark  id="s2b26c64l3" />		ของเขาเหล่านั้น ชื่อว่าเป็นทักษิณาที่ถวายดีแล้ว เป็นยัญวิธีที่เซ่นสรวง  
			<remark  id="s2b26c64l4" />		ถูกต้อง จัดเป็นบูชากรรมที่บูชาแล้วชอบ เพราะทักษิณานั้นจัดเป็น  
			<remark  id="s2b26c64l5" />		สังฆทาน มีผลมาก อันพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลายผู้รู้แจ้งโลก ทรง  
			<remark  id="s2b26c64l6" />		สรรเสริญ ชนเหล่าใดยังท่องเที่ยวอยู่ในโลก มาหวนระลึกถึงบุญเช่นนี้  
			<remark  id="s2b26c64l7" />		ได้ เกิดปีติโสมนัส ก็จะกำจัดมลทิน คือ ความตระหนี่ พร้อมทั้ง  
			<remark  id="s2b26c64l8" />		ความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ความลังเลใจ และการตีตนเสมอท่าน อันเป็น  
			<remark  id="s2b26c64l9" />		มูลฐานเสียได้ ทั้งจะไม่เป็นผู้อันผู้รู้ติเตียน แต่นั้นก็จะเข้าถึงสถานที่  
			<remark  id="s2b26c64l10" />		อันเป็นแดนสวรรค์.  
			<remark  id="s2b26c64l11" />		          จบ วิหารวิมานที่ ๖  
			<remark  id="s2b26c64l12" />		           จบ ภาณวารที่ ๒.  
			<remark  id="s2b26c64l13" />		           ๗. จตุริตถีวิมาน  
			<remark  id="s2b26c64l14" />		 ว่าด้วยผลบุญที่ทำให้ไปเกิดในจตุริตถีวิมาน  
			<remark  id="s2b26c64l15" />	พระมหาโมคคัลลานเถระ ได้ถามนางเทพธิดาตนหนึ่งว่า  
			<remark  id="s2b26c64l16" />	[๔๕]  ดูกรนางเทพธิดา ท่านมีวรรณะงามยิ่งนัก ฯลฯ และมีรัศมีสว่างไสว  
			<remark  id="s2b26c64l17" />		ไปทั่วทุกทิศ เพราะบุญกรรมอะไร?  
			<remark  id="s2b26c64l18" />		นางเทพธิดานั้น อันพระมหาโมคคัลลานเถระถามแล้ว มีความปลาบ  
			<remark  id="s2b26c64l19" />		ปลื้มใจ จึงพยากรณ์ปัญหาแห่งผลกรรมที่ถูกถามว่า  
			<remark  id="s2b26c64l20" />		เมื่อชาติก่อน ดิฉันได้ถวายดอกผักตบกำมือหนึ่ง แก่ภิกษุผู้เที่ยวบิณฑบาต  
			<remark  id="s2b26c64l21" />		ในปัญณกตนครอันประเสริฐ น่ารื่นรมย์ อันประดับแล้วด้วยเสาระเนียด  
			<remark  id="s2b26c64l22" />		เพราะบุญกรรมนั้น ดิฉันจึงมีวรรณะงามเช่นนี้ ฯลฯ และมีรัศมีสว่างไสว  
			<remark  id="s2b26c64l23" />		ไปทั่วทุกทิศ เพราะบุญกรรมนั้น.  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b26c65" >
		<para id="s2b26c65p">
			<remark  id="s2b26c65l1" />		ดูกรนางเทพธิดา ท่านมีวรรณะงามยิ่งนัก ฯลฯ และมีรัศมีสว่างไสวไป  
			<remark  id="s2b26c65l2" />		ทั่วทุกทิศ เพราะบุญกรรมอะไร?  
			<remark  id="s2b26c65l3" />		นางเทพธิดานั้น อันพระมหาโมคคัลลานเถระถามแล้วมีความปลาบปลื้ม  
			<remark  id="s2b26c65l4" />		ใจ จึงพยากรณ์ปัญหาแห่งผลกรรมที่ถูกถามว่า  
			<remark  id="s2b26c65l5" />		เมื่อชาติก่อน ดิฉันได้ถวายดอกนิลอุบลกำมือหนึ่ง แก่ภิกษุผู้เที่ยว  
			<remark  id="s2b26c65l6" />		บิณฑบาต ในปัณณกตนครอันประเสริฐ น่ารื่นรมย์อันประดับแล้ว  
			<remark  id="s2b26c65l7" />		ด้วยเสาระเนียด เพราะบุญกรรมนั้น ดิฉันจึงมีวรรณะงามเช่นนี้ ฯลฯ  
			<remark  id="s2b26c65l8" />		และเป็นผู้มีรัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ เพราะบุญกรรมนั้น.  
			<remark  id="s2b26c65l9" />		ดูกรนางเทพธิดา ท่านมีวรรณะงามยิ่งนัก ฯลฯ และมีรัศมีสว่างไสวไป  
			<remark  id="s2b26c65l10" />		ทั่วทุกทิศ เพราะบุญกรรมอะไร?  
			<remark  id="s2b26c65l11" />		นางเทพธิดานั้น อันพระมหาโมคคัลลานเถระถามแล้ว มีความปลาบ  
			<remark  id="s2b26c65l12" />		ปลื้มใจ จึงพยากรณ์ปัญหาแห่งผลกรรมที่ถูกถามว่า  
			<remark  id="s2b26c65l13" />		เมื่อชาติก่อน ดิฉันได้ถวายดอกบัวหลวงกำมือหนึ่ง ซึ่งมีโคนขาว  
			<remark  id="s2b26c65l14" />		กลีบขาว เกิดแล้วที่สระน้ำ แก่ภิกษุผู้เที่ยวบิณฑบาต ในปัณณกตนคร  
			<remark  id="s2b26c65l15" />		อันประเสริฐ น่ารื่นรมย์ ประดับด้วยเสาระเนียด เพราะบุญกรรมนั้น  
			<remark  id="s2b26c65l16" />		ดิฉันจึงมีวรรณะงามเช่นนี้ ฯลฯ และมีรัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ เพราะ  
			<remark  id="s2b26c65l17" />		บุญกรรมนั้น.  
			<remark  id="s2b26c65l18" />		ดูกรนางเทพธิดา ท่านมีวรรณงามยิ่งนัก ฯลฯ และมีรัศมีสว่างไสวไป  
			<remark  id="s2b26c65l19" />		ทั่วทุกทิศ เพราะบุญกรรมอะไร?  
			<remark  id="s2b26c65l20" />		นางเทพธิดานั้น อันพระมหาโมคคัลลานเถระถามแล้ว มีความปลาบ  
			<remark  id="s2b26c65l21" />		ปลื้มใจ จึงพยากรณ์ปัญหาแห่งผลกรรมที่ถูกถามนั้นว่า  
			<remark  id="s2b26c65l22" />		เมื่อชาติก่อน ดิฉันได้ถวายพวงมาลัยอันร้อยด้วยดอกมะลิตูม มีสีขาว  
			<remark  id="s2b26c65l23" />		ดังงาช้าง แก่ภิกษุผู้เที่ยวบิณฑบาต ในปัณณกตนครอันประเสริฐ น่า  
			<remark  id="s2b26c65l24" />		รื่นรมย์ ประดับแล้วด้วยเสาระเนียด เพราะบุญกรรมนั้น ดิฉันจึงมี  
			<remark  id="s2b26c65l25" />		วรรณะงามเช่นนี้ ฯลฯ และมีรัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ เพราะบุญ  
			<remark  id="s2b26c65l26" />		กรรมนั้น.  
			<remark  id="s2b26c65l27" />		         จบ จตุริตถีวิมานที่ ๔.  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b26c66" >
		<para id="s2b26c66p">
			<remark  id="s2b26c66l1" />		            ๘. อัมพวิมาน  
			<remark  id="s2b26c66l2" />		   ว่าด้วยผลบุญที่ทำให้ไปเกิดในอัมพวิมาน  
			<remark  id="s2b26c66l3" />	พระมหาโมคคัลลานเถระถามนางเทพธิดาตนหนึ่งว่า  
			<remark  id="s2b26c66l4" />	[๔๖]  สวนมะม่วงทิพย์ของท่านนี้น่ารื่นรมย์ ในสวนของท่านนั้นมีปราสาทใหญ่  
			<remark  id="s2b26c66l5" />		กว้างขวาง กึกก้องไปด้วยดนตรีต่างๆ และกึกก้องด้วยหมู่นางอัปสร  
			<remark  id="s2b26c66l6" />		อนึ่ง ในปราสาทของท่านนี้มีประทีปทองดวงใหญ่ส่องสว่างรุ่งเรื่องเป็น  
			<remark  id="s2b26c66l7" />		นิตย์ ปราสาทของท่านแวดล้อมด้วยต้นไม้มีผลเป็นผ้าโดยรอบ สวน  
			<remark  id="s2b26c66l8" />		มะม่วงอันน่ารื่นรมย์ใจ และในสวนมะม่วงนั้น มีปราสาทสูงใหญ่กว้าง  
			<remark  id="s2b26c66l9" />		ขวางเกิดขึ้นแก่ท่าน เพราะบุญกรรมอะไร ท่านมีวรรณะงามเช่นนี้ ฯลฯ  
			<remark  id="s2b26c66l10" />		และมีรัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ เพราะบุญกรรมอะไร?  
			<remark  id="s2b26c66l11" />		นางเทพธิดานั้น อันพระมหาโมคคัลลานเถระถามแล้ว มีความปลาบ  
			<remark  id="s2b26c66l12" />		ปลื้มใจ จึงพยากรณ์ปัญหาแห่งผลกรรมที่ถูกถามนั้นว่า  
			<remark  id="s2b26c66l13" />		เมื่อชาติก่อน ดิฉันเกิดเป็นมนุษย์อยู่ในมนุษยโลก มีจิตเลื่อมใส ได้  
			<remark  id="s2b26c66l14" />		ให้สร้างวิหารถวายสงฆ์ แวดล้อมไปด้วยต้นมะม่วง เมื่อให้สร้างวิหาร  
			<remark  id="s2b26c66l15" />		สำเร็จเรียบร้อยแล้ว จึงทำการฉลอง แวดล้อมต้นมะม่วงด้วยผ้า เอา  
			<remark  id="s2b26c66l16" />		ผ้าทำเป็นผลมะม่วงตามประทีปไว้ที่ต้นมะม่วงนั้น อันอุดม และนิมนต์  
			<remark  id="s2b26c66l17" />		พระสงฆ์ผู้เป็นหมู่อุดมสาวกของพระผู้มีพระภาคให้ฉัน แล้วมอบถวาย  
			<remark  id="s2b26c66l18" />		วิหารนั้นแก่สงฆ์ ด้วยมือของตน เพราะบุญกรรมนั้นดิฉันจึงมีสวน  
			<remark  id="s2b26c66l19" />		มะม่วงอันน่ารื่นรมย์ใจ และมีปราสาทสูงใหญ่กว้างขวางอยู่ในสวน  
			<remark  id="s2b26c66l20" />		มะม่วงนั้น กึกก้องไปด้วยดนตรีต่างๆ และกึกก้องไปด้วยหมู่นางอัปสร  
			<remark  id="s2b26c66l21" />		และที่ปราสาทของดิฉันนี้ มีประทีปทองดวงใหญ่ส่องสว่างเรืองเป็นนิตย์  
			<remark  id="s2b26c66l22" />		ปราสาทของดิฉันแวดล้อมไปด้วยต้นมะม่วง มีผลเป็นผ้าโดยรอบ เพราะ  
			<remark  id="s2b26c66l23" />		บุญกรรมนั้น ดิฉันจึงมีวรรณะงามเช่นนี้ ฯลฯ และมีรัศมีสว่างไสวไป  
			<remark  id="s2b26c66l24" />		ทั่วทุกทิศ เพราะบุญกรรมนั้น.  
			<remark  id="s2b26c66l25" />		         จบ อัมพวิมานที่ ๘.  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b26c67" >
		<para id="s2b26c67p">
			<remark  id="s2b26c67l1" />		             ๙. ปีตวิมาน  
			<remark  id="s2b26c67l2" />		   ว่าด้วยผลบุญที่ทำให้ไปเกิดในปีตวิมาน  
			<remark  id="s2b26c67l3" />	สมเด็จอัมรินทราธิราชตรัสถามนางเทพธิดาตนหนึ่งว่า  
			<remark  id="s2b26c67l4" />	[๔๗]  ดูกรนางเทพธิดาผู้เจริญ ผู้นุ่งห่มผ้าล้วนแล้วด้วยสีเหลือง มีธงก็เหลือง  
			<remark  id="s2b26c67l5" />		ตกแต่งด้วยเครื่องอลังการเหลือง มีกายอันลูบไล้ด้วยจุณจันทน์เหลือง  
			<remark  id="s2b26c67l6" />		ทัดทรงดอกบัวหลวง มีปราสาทอันแล้วด้วยทองคำ มีที่นอนและที่นั่งสี  
			<remark  id="s2b26c67l7" />		เหลือง ทั้งภาชนะที่รองรับขาทนียะและโภชนียะสีเหลือง มีฉัตรสีเหลือง  
			<remark  id="s2b26c67l8" />		รถสีเหลือง มีม้าและพัดล้วนแล้วสีเหลือง เมื่อชาติก่อนท่านเป็นมนุษย์  
			<remark  id="s2b26c67l9" />		ได้กระทำบุญอะไรไว้ ฉันถามท่านแล้วขอท่านจงบอก นี้เป็นผล  
			<remark  id="s2b26c67l10" />		แห่งกรรมอะไร  
			<remark  id="s2b26c67l11" />	นางเทพธิดาตอบว่า  
			<remark  id="s2b26c67l12" />		ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หม่อมฉันได้น้อมนำเอาดอกบวบขมซึ่งมีรสขม  
			<remark  id="s2b26c67l13" />		ไม่มีใครชอบ จำนวน ๔ ดอก ไปบูชาพระสถูปตั้งจิตอุทิศต่อพระบรม  
			<remark  id="s2b26c67l14" />		ธาตุของพระบรมศาสดา ด้วยจิตอันเลื่อมใสกำลังส่งใจไปในพระบรมธาตุ  
			<remark  id="s2b26c67l15" />		ของพระศาสดานั้น ไม่ทันได้พิจารณาถึงหนทางที่มาแห่งแม่โค ทันใด  
			<remark  id="s2b26c67l16" />		นั้น แม่โคได้ขวิดหม่อมฉันผู้มีความปรารถนาแห่งใจยังไม่ถึงพระสถูป  
			<remark  id="s2b26c67l17" />		ถ้าหม่อมฉันได้สั่งสมบุญนั้นไซร้ หม่อมฉันพึงได้ทิพยสมบัติยิ่งกว่า  
			<remark  id="s2b26c67l18" />		นี้เป็นแน่ ข้าแต่ท้าวมัฆวานจอมเทพผู้เทพกุญชร เพราะบุญกรรมนั้น  
			<remark  id="s2b26c67l19" />		หม่อมฉันละอัตภาพมนุษย์แล้ว จึงได้มาอภิรมย์อยู่กับพระองค์  
			<remark  id="s2b26c67l20" />		ท้าวมัฆวานผู้เป็นอธิบดีแห่งทศเทพผู้ทรงเทพกุญชร ได้ทรงสดับเนื้อความ  
			<remark  id="s2b26c67l21" />		นี้แล้ว เมื่อจะทรงยังทวยเทพเจ้าชาวดาวดึงส์สวรรค์ให้เลื่อมใส ได้  
			<remark  id="s2b26c67l22" />		ตรัสกะมาตลีเทพบุตรว่า ดูกรมาตลี จงดูผลแห่งกรรมอันวิจิตรน่าอัศจรรย์  
			<remark  id="s2b26c67l23" />		นี้ ทานวัตถุแม้มีประมาณน้อยอันนางเทพธิดานี้ทำแล้ว ย่อมเป็นบุญมีผล  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b26c68" >
		<para id="s2b26c68p">
			<remark  id="s2b26c68l1" />		มาก เมื่อจิตเลื่อมใสในพระตถาคตสัมพุทธเจ้า ในพระปัจเจกพุทธเจ้า  
			<remark  id="s2b26c68l2" />		หรือในสาวกของพระตถาคต ทักษิณา ย่อมไม่เชื่อว่ามีผลน้อยเลย มา  
			<remark  id="s2b26c68l3" />		เถิดมาตลี แม้เราทั้งหลายพึงรีบเร่งบูชาพระบรมสารีริกธาตุของพระตถา  
			<remark  id="s2b26c68l4" />		คตให้ยิ่งๆ ขึ้นเถิด เพราะการสั่งสมบุญย่อมนำสุขมาให้ เมื่อพระตถาคต  
			<remark  id="s2b26c68l5" />		จะยังทรงพระชนม์อยู่ หรือเสด็จปรินิพพานไปแล้วก็ตาม เมื่อจิตสม่ำ  
			<remark  id="s2b26c68l6" />		เสมอผลก็ย่อมสม่ำเสมอ เพราะเหตุที่ตั้งจิตไว้ชอบธรรม สัตว์ทั้งหลาย  
			<remark  id="s2b26c68l7" />		ย่อมไปสู่สุคติ ทายกทั้งหลายได้กระทำสักการะบูชาในพระตถาคตเหล่าใด  
			<remark  id="s2b26c68l8" />		ไว้แล้ว ย่อมไปสู่สวรรค์ พระตถาคตเหล่านั้นย่อมเสด็จอุบัติขึ้น เพื่อ  
			<remark  id="s2b26c68l9" />		ประโยชน์แก่ชนเป็นอันมากหนอ.  
			<remark  id="s2b26c68l10" />		           จบ ปีตวิมานที่ ๙.  
			<remark  id="s2b26c68l11" />		           ๑๐. อุจฉุวิมาน  
			<remark  id="s2b26c68l12" />		   ว่าด้วยผลบุญที่ทำให้ไปเกิดในอุจฉุวิมาน  
			<remark  id="s2b26c68l13" />	พระมหาโมคคัลลานเถระถามนางเทพธิดาตนหนึ่งว่า  
			<remark  id="s2b26c68l14" />	[๔๘]  ท่านมีศิริ วรรณะ ยศ และเดช มีรัศมีส่องสว่างไปทั่วพื้นปฐพี ตลอด  
			<remark  id="s2b26c68l15" />		ถึงเทวโลก งามไพโรจน์ ดังพระจันทร์และพระอาทิตย์และเหมือนท้าว  
			<remark  id="s2b26c68l16" />		มหาพรหม รวมทั้งสมเด็จอัมรินทราธิราช ผู้เป็นใหญ่กว่าทวยเทพชั้น  
			<remark  id="s2b26c68l17" />		ดาวดึงส์ อาตมาขอถามท่าน ดูกรนางเทพธิดาผู้งามทั่วสรรพรางค์ ทัด  
			<remark  id="s2b26c68l18" />		ทรงพวงมาลัยอุบล มีช้องผมอันล้วนแล้วด้วยทอง มีผิวพรรณงดงาม  
			<remark  id="s2b26c68l19" />		เปล่งปลั่งทอง ตกแต่งประดับประดาด้วยภูษาอันเป็นทิพย์ ท่านเป็นใคร  
			<remark  id="s2b26c68l20" />		ไหว้เราอยู่ ดูกรท่านผู้เรืองยศ ท่านได้บริจาคทาน หรือสำรวมในศีล  
			<remark  id="s2b26c68l21" />		อย่างไร จึงได้เข้าถึงสุคติ ดูกรนางเทพธิดา อาตมาถามท่านแล้วขอท่าน  
			<remark  id="s2b26c68l22" />		โปรดบอก นี้เป็นผลแห่งกรรมอะไร?  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b26c69" >
		<para id="s2b26c69p">
			<remark  id="s2b26c69l1" />	นางเทพธิดานั้นตอบว่า  
			<remark  id="s2b26c69l2" />		ข้าแต่ท่านผู้เจริญ (เมื่อดิฉันอยู่ในมนุษยโลก) พระคุณเจ้าเข้าไป  
			<remark  id="s2b26c69l3" />		บิณฑบาตตามบ้านจนถึงเรือนของดิฉัน ขณะนั้นดิฉันมีจิตเลื่อมใส เต็มตื้น  
			<remark  id="s2b26c69l4" />		ด้วยปีติหาประมาณมิได้ ได้ถวายท่อนอ้อยแด่พระคุณเจ้า แต่ภายหลัง  
			<remark  id="s2b26c69l5" />		แม่ผัวมาซักถามดิฉันว่า นางใจร้าย เจ้าเอาอ้อยไปไว้ที่ไหน ดิฉันตอบ  
			<remark  id="s2b26c69l6" />		ว่า ฉันไม่ได้เอาไปทิ้งและไม่ได้รับประทาน ได้ถวายแก่ภิกษุผู้มีความ  
			<remark  id="s2b26c69l7" />		สงบด้วยตนเอง แม่ผัวได้บริภาษดิฉันว่า อ้อยนี้เป็นของข้าและข้าก็เป็น  
			<remark  id="s2b26c69l8" />		เจ้าของ ฉะนี้แล้ว คว้าได้ก้อนดินขว้างดิฉัน (จนตาย) เมื่อดิฉันตาย  
			<remark  id="s2b26c69l9" />		จากมนุษยโลกนั้นแล้ว มาบังเกิดเป็นเทพธิดา เพราะเหตุที่ดิฉันทำกุศล  
			<remark  id="s2b26c69l10" />		กรรมนั้นไว้ ดิฉันจึงได้มาเสวยความสุขด้วยตนเอง ได้ร่วมบำรุงบำเรอ  
			<remark  id="s2b26c69l11" />		อยู่กับเทวดาทั้งหลาย และร่าเริงบันเทิงใจอยู่ด้วยเบญจกามคุณอันเป็น  
			<remark  id="s2b26c69l12" />		ทิพย์ เพราะเหตุที่ดิฉันได้กระทำกุศลกรรมนั้น ดิฉันจึงมาเสวยสุขด้วย  
			<remark  id="s2b26c69l13" />		ตนเอง อันท้าวเทวราชจอมเทพทรงคุ้มครอง อันเทวดาชาวไตรทศรักษา  
			<remark  id="s2b26c69l14" />		เพียบพร้อมด้วยเบญจกามคุณอันเป็นทิพย์ โอ ผลแห่งบุญนี้มิใช่นิด  
			<remark  id="s2b26c69l15" />		หน่อย การถวายอ้อยของดิฉันมีวิบากมากมาย ดิฉันได้ร่วมบำรุงบำเรอ  
			<remark  id="s2b26c69l16" />		อยู่กับเทวดาทั้งหลาย ร่าเริงบันเทิงใจอยู่ด้วยเบญจกามคุณอันเป็นทิพย์  
			<remark  id="s2b26c69l17" />		ผลบุญเช่นนี้มิใช่น้อย การถวายอ้อยของดิฉัน มีผลอันรุ่งโรจน์มาก  
			<remark  id="s2b26c69l18" />		ดิฉันอยู่ในความคุ้มครองรักษาของท้าวเทวราช และชาวไตรทศทั้งหลาย  
			<remark  id="s2b26c69l19" />		ดังหนึ่งท้าวสหัสนัยน์ในสวนนันทวัน ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ดิฉันระลึกถึง  
			<remark  id="s2b26c69l20" />		พระคุณเจ้าผู้มีพระคุณอนุเคราะห์ดิฉัน จึงเข้ามาสู่ที่ใกล้ถวายนมัสการ  
			<remark  id="s2b26c69l21" />		ถามถึงสุขทุกข์ ดิฉันมีจิตเลื่อมใสเต็มตื้นด้วยปีติเป็นล้นพ้น ได้ถวาย  
			<remark  id="s2b26c69l22" />		ท่อนอ้อยแด่พระคุณเจ้าครั้งเป็นมนุษย์.  
			<remark  id="s2b26c69l23" />		          จบ อุจฉุวิมานที่ ๑๐  
			<remark  id="s2b26c69l24" />		           ๑๑. วันทนวิมาน  
			<remark  id="s2b26c69l25" />		  ว่าด้วยผลบุญที่ทำให้ไปเกิดในวันทนวิมาน  
			<remark  id="s2b26c69l26" />	พระมหาโมคคัลลานเถระถามนางเทพธิดาตนหนึ่งว่า  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b26c70" >
		<para id="s2b26c70p">
			<remark  id="s2b26c70l1" />	[๔๙]  ดูกรนางเทพธิดา ท่านมีวรรณะงามยิ่งนัก มีรัศมีสว่างไสว ไปทั่วทุกทิศ  
			<remark  id="s2b26c70l2" />		สถิตอยู่เหมือนดาวประกายพฤกษ์ เพราะบุญกรรมอะไร ท่านจึงมีวรรณะ  
			<remark  id="s2b26c70l3" />		งามเช่นนี้ ฯลฯ และมีรัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ เพราะบุญกรรม  
			<remark  id="s2b26c70l4" />		อะไร?  
			<remark  id="s2b26c70l5" />		นางเทพธิดานั้น อันพระมหาโมคคัลลานเถระถามแล้ว มีความปลาบปลื้ม  
			<remark  id="s2b26c70l6" />		ใจ จึงพยากรณ์ปัญหาแห่งผลกรรมที่ถูกถามนั้นว่า เมื่อชาติก่อน ดิฉัน  
			<remark  id="s2b26c70l7" />		เกิดเป็นมนุษย์อยู่ในมนุษยโลก ได้เห็นพระสมณะทั้งหลายผู้มีศีล จึง  
			<remark  id="s2b26c70l8" />		นมัสการเท้าทั้งคู่แล้วทำใจให้เลื่อมใส มีความร่าเริงบันเทิงใจ ได้ถวาย  
			<remark  id="s2b26c70l9" />		นมัสการโดยเคารพ เพราะบุญกรรมนั้น ดิฉันจึงมีวรรณะงามเช่นนี้ ฯลฯ  
			<remark  id="s2b26c70l10" />		และมีรัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศเพราะบุญกรรมนั้น.  
			<remark  id="s2b26c70l11" />		         จบ วันทนวิมานที่ ๑๑  
			<remark  id="s2b26c70l12" />		         ๑๒. รัชชุมาลาวิมาน  
			<remark  id="s2b26c70l13" />		 ว่าด้วยผลบุญที่ทำให้ไปเกิดในรัชชุมาลาวิมาน  
			<remark  id="s2b26c70l14" />	พระมหาโมคคัลลานเถระถามนางเทพธิดาตนหนึ่งว่า  
			<remark  id="s2b26c70l15" />	[๕๐]  ดูกรนางเทพธิดา ท่านมีวรรณะงามยิ่งนัก กรีดกรายร่ายรำอยู่ในวิมาน  
			<remark  id="s2b26c70l16" />		อันกึกก้องไปด้วยเสียงเพลงขับทิพย์ เมื่อท่านเยื้องย่างฟ้อนรำอยู่ เสียง  
			<remark  id="s2b26c70l17" />		ทิพย์อันไพเราะน่าฟังดังจับใจ ย่อมเปล่งออกจากอวัยวะน้อยใหญ่ทุกส่วน  
			<remark  id="s2b26c70l18" />		ทั้งกลิ่นทิพย์หอมระรื่นน่าชื่นใจ ย่อมฟุ้งขจรออกจากอวัยวะน้อยใหญ่  
			<remark  id="s2b26c70l19" />		ของท่านทุกส่วน เมื่อท่านไหวกายกลับกลอกไปมา เสียงของเครื่อง  
			<remark  id="s2b26c70l20" />		ประดับที่ท่านประดับบนช้องผม ย่อมเปล่งเสียงไพเราะกังวานปานดนตรี  
			<remark  id="s2b26c70l21" />		เครื่อง ๕ และเสียงมงกุฎของท่านที่ถูกลมรำเพยพัด ย่อมเปล่งเสียงดัง  
			<remark  id="s2b26c70l22" />		เสนาะ ดุจดนตรีเครื่อง ๕ แม้พวงดอกไม้บนเศียรเกล้าของท่าน ก็มีกลิ่น  
			<remark  id="s2b26c70l23" />		หอมระรื่นน่าชื่นใจ หอมตระหลบไปทั่วทุกทิศ ประดุจดอกอุโลกฉะนั้น  
			<remark  id="s2b26c70l24" />		ท่านย่อมสูดดมกลิ่นอันหอมระรื่น ทั้งได้เห็นรูปอันเป็นทิพย์ ดูกรนาง  
			<remark  id="s2b26c70l25" />		เทพธิดา อาตมาถามท่านแล้ว ขอท่านจงบอก นี้เป็นผลแห่งกรรมอะไร?  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b26c71" >
		<para id="s2b26c71p">
			<remark  id="s2b26c71l1" />	นางเทพธิดานั้นตอบว่า  
			<remark  id="s2b26c71l2" />		เมื่อชาติก่อน ดิฉันเป็นหญิงรับใช้ของพราหมณ์อยู่ในบ้านคยา เป็นคนมี  
			<remark  id="s2b26c71l3" />		บุญน้อย ต่ำทราม ชนทั้งหลายเรียกดิฉันว่ารัชชุมาลา ดิฉันถูกเจ้านาย  
			<remark  id="s2b26c71l4" />		ลงโทษด้วยการด่าว่าเฆี่ยนตี และขู่เข็ญอย่างหนัก จึงถือเอาหม้อน้ำออก  
			<remark  id="s2b26c71l5" />		จากบ้านเพื่อตักน้ำแล้ววางหม้อน้ำไว้เสียข้างทางบ่ายหน้าสู่ป่าชัฏ ด้วยตั้ง  
			<remark  id="s2b26c71l6" />		ใจว่า เราจักตายเสียในที่นี้แหละ ความเป็นอยู่ของเราหาประโยชน์อะไร  
			<remark  id="s2b26c71l7" />		มิได้เลย ครั้นแล้วผูกเชือกให้เป็นบ่วงรัดคออย่างแน่น แล้วปล่อยห้อย  
			<remark  id="s2b26c71l8" />		ไปตามต้นไม้ คิดว่าจะโดดลงไปให้ตาย เหลียวไปดูรอบทิศ ด้วย  
			<remark  id="s2b26c71l9" />		เกรงว่า จะมีผู้ใดมาแอบดูอยู่บ้าง ได้เห็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้เป็น  
			<remark  id="s2b26c71l10" />		ปราชญ์ ผู้ทรงเกื้อกูลแก่โลกทั้งปวง ผู้ไม่มีภัยแต่ที่ไหนๆ กำลังประทับ  
			<remark  id="s2b26c71l11" />		นั่งเข้าณานอยู่ที่โคนไม้ ดิฉันนั้นเกิดความสังเวช โลมชาติชูชันไม่เคยมี  
			<remark  id="s2b26c71l12" />		มาแต่ก่อน ด้วยคิดว่า ใครหนอจะเป็นมนุษย์หรือเทวดามานั่งอยู่ เพราะ  
			<remark  id="s2b26c71l13" />		ได้เห็นพระพุทธเจ้าผู้สมควรที่จะเกิดความเลื่อมใสโดยแท้จริง ผู้หลีก  
			<remark  id="s2b26c71l14" />		ออกจากป่า คือกิเลสแล้วมาสู่นิพพาน ใจของดิฉันก็เกิดความเลื่อมใส  
			<remark  id="s2b26c71l15" />		เพราะคิดว่าท่านผู้สำรวมอินทรีย์ ยินดีณาน มีใจคงที่เช่นนี้ คงไม่ใช่ผู้อื่น  
			<remark  id="s2b26c71l16" />		จักเป็นพระพุทธเจ้าผู้ทรงเกื้อกูลแก่สัตว์โลกทั้งปวง ทรงหวาดกลัวต่อภัย  
			<remark  id="s2b26c71l17" />		ทรงหลีกเลี่ยงเสียห่างไกล ดังพญาราชสีห์ หลีกเลี่ยงจากภัย เข้าอาศัย  
			<remark  id="s2b26c71l18" />		อยู่ในถ้ำฉะนั้น การได้พบเห็นพระพุทธเจ้าเช่นนี้เป็นการยาก ดังดอก  
			<remark  id="s2b26c71l19" />		มะเดื่อ อันบุคคลเห็นได้ยากฉะนั้น (ขณะที่ดิฉันกำลังคิดอยู่อย่างนี้)  
			<remark  id="s2b26c71l20" />		พระตถาคตเจ้าพระองค์นั้น ได้ตรัสเรียกดิฉันด้วยพระวาจาอันอ่อนหวาน  
			<remark  id="s2b26c71l21" />		ว่า ดูกรนางรัชชุมาลา ดังนี้แล้ว มีพระดำรัสสืบต่อไปว่า ท่านจงถึง  
			<remark  id="s2b26c71l22" />		ตถาคตเป็นที่พึ่งเถิด ดิฉันได้สดับพระวาจาอันปราศจากโทษ ประกอบ  
			<remark  id="s2b26c71l23" />		ด้วยประโยชน์บริสุทธิ์สะอาด เป็นพระวาจาละเอียดอ่อนหวาน ไพเราะ  
			<remark  id="s2b26c71l24" />		น่าฟัง สามารถบรรเทาความโศกเศร้าทั้งปวงเสียได้นั้น จึงเข้าไปเฝ้าตาม  
			<remark  id="s2b26c71l25" />		รับสั่ง พระตถาคตเจ้าผู้ทรงเกื้อกูลแก่สัตว์โลกทุกหมู่เหล่าทรงทราบ  
			<remark  id="s2b26c71l26" />		ว่า ดิฉันมีจิตอ่อนเลื่อมใส มีใจบริสุทธิ์แล้ว จึงตรัสสอนดิฉันต่อไปว่า  
			<remark  id="s2b26c71l27" />		นี้ทุกข์ นี้เป็นแดนเกิดทุกข์ นี้ความดับทุกข์ นี้ทางให้ถึงความดับทุกข์  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b26c72" >
		<para id="s2b26c72p">
			<remark  id="s2b26c72l1" />		เป็นทางหยั่งลงสู่อมตธรรม ดิฉันตั้งอยู่ในพระโอวาทของพระตถาคต  
			<remark  id="s2b26c72l2" />		ผู้ทรงพระมหากรุณา ฉลาดในเทศนาสั่งสอนสัตว์ จึงได้บรรลุถึงทาง  
			<remark  id="s2b26c72l3" />		นิพพานเป็นธรรมอันไม่ตาย สงบระงับ ไม่มีจุติต่อไป ดิฉันเป็นผู้มี  
			<remark  id="s2b26c72l4" />		ความภักดีมั่น ไม่หวั่นไหวในพระรัตนตรัยด้วยความเชื่อมั่นเป็นราก  
			<remark  id="s2b26c72l5" />		ฐาน เพราะเห็นว่า พระผู้มีพระภาคเป็นผู้ตรัสรู้เองโดยชอบ พระธรรม  
			<remark  id="s2b26c72l6" />		อันพระผู้มีพระภาคตรัสดีแล้ว พระสงฆ์สาวกของผู้มีพระภาคเป็นผู้ปฏิบัติ  
			<remark  id="s2b26c72l7" />		ชอบ จึงถวายตัวเป็นสาวิกาผู้เกิดแต่พระอุระของพระพุทธเจ้า ดิฉันรื่น  
			<remark  id="s2b26c72l8" />		เริงบันเทิงอยู่เป็นผู้ไม่มีภัยแต่ที่ไหนๆ ทัดทรงทิพย์มาลา ดื่มน้ำผึ้งทิพย์อัน  
			<remark  id="s2b26c72l9" />		มีรสหวานสนิท มีนางฟ้าหกหมื่นบรรเลงดนตรี กระทำความปลาบปลื้ม  
			<remark  id="s2b26c72l10" />		ให้แก่ดิฉัน นางเทพอัปสร มีชื่อต่างๆ กัน คือ อาฬัมพา คัครา ภีมา  
			<remark  id="s2b26c72l11" />		สาธุวาที สังสยา โบกขรา สุผัสสา วีณา โมกขา นันทา สุนันทา  
			<remark  id="s2b26c72l12" />		โสณทินนา สุจิมหิตา อาลัมพุสา มิสสเกสี ปุณฑริกา เอณิปัสสา  
			<remark  id="s2b26c72l13" />		สุปัสสา สุภัททา มุทุกาวที เหล่านี้และเหล่าอื่น ล้วนประเสริฐกว่า  
			<remark  id="s2b26c72l14" />		นางเทพอัปสรทั้งหลาย ในทางบำเรอ ให้ปลาบปลื้ม นางเทพธิดา  
			<remark  id="s2b26c72l15" />		เหล่านั้น เมื่อถึงเวลา จะเข้ามาใกล้ชิด แล้วกล่าวประเล้าประลมดิฉัน  
			<remark  id="s2b26c72l16" />		ว่า เอาเถอะ พวกดิฉันจะฟ้อนรำ ขับร้อง บำเรอท่านให้รื่นรมย์ทีเดียว  
			<remark  id="s2b26c72l17" />		ก็เทพอุทยานชื่อว่านันทวัน อันหาความโศกเศร้ามิได้ มีแต่ความรื่นเริง  
			<remark  id="s2b26c72l18" />		บันเทิงใจ นับว่าเป็นเทพอุทยานอันใหญ่ยิ่งของเทวดาชาวไตรทศนี้ ไม่  
			<remark  id="s2b26c72l19" />		เป็นที่อยู่ของผู้ไม่ได้ทำบุญไว้ แต่เป็นที่อยู่ของผู้ทำบุญไว้เท่านั้น ความ  
			<remark  id="s2b26c72l20" />		ผาสุกย่อมไม่มีแก่ผู้ไม่ได้ทำบุญไว้ ทั้งในโลกนี้และโลกอื่น แต่ย่อมมี  
			<remark  id="s2b26c72l21" />		แก่ผู้ทำบุญไว้ ทั้งในโลกนี้และโลกอื่น นรชนผู้ปรารถนาจะอยู่กับเทวดา  
			<remark  id="s2b26c72l22" />		เหล่านั้น ควรทำกุศลไว้ให้มาก เพราะผู้ทำบุญไว้แล้ว ย่อมเพรียบพร้อม  
			<remark  id="s2b26c72l23" />		ด้วยโภคสมบัติบันเทิงใจอยู่ในสวรรค์ ทายกทั้งหลายได้กระทำสักการะ  
			<remark  id="s2b26c72l24" />		บูชาในพระตถาคตเจ้าเหล่าใดแล้ว ย่อมบันเทิงใจอยู่ในสวรรค์ พระ  
			<remark  id="s2b26c72l25" />		ตถาคตเจ้าเหล่านั้นเป็นทักขิไณยบุคคล และเป็นบ่อเกิดแห่งเนื้อนาบุญ  
			<remark  id="s2b26c72l26" />		ของมนุษย์ทั้งหลาย ย่อมเสด็จอุบัติขึ้น เพื่อประโยชน์แก่สรรพสัตว์  
			<remark  id="s2b26c72l27" />		เป็นอันมากหนอ.  
			<remark  id="s2b26c72l28" />		        จบ รัชชุมาลาวิมานที่ ๑๒  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b26c73" >
		<para id="s2b26c73p">
			<remark  id="s2b26c73l1" />		         รวมวิมานที่มีในวรรค  
			<remark  id="s2b26c73l2" />		       รวมวิมานที่มีในวรรคนี้ คือ  
			<remark  id="s2b26c73l3" />		๑. มัญชิฏฐกวิมาน                ๒. ปภัสสรวิมาน  
			<remark  id="s2b26c73l4" />		๓. นาควิมาน                   ๔. อโลมวิมาน  
			<remark  id="s2b26c73l5" />		๕. กัญชิกทายิกาวิมาน             ๖. วิหารวิมาน  
			<remark  id="s2b26c73l6" />		๗. จตุริตถีวิมาน                 ๘. อัมพวิมาน  
			<remark  id="s2b26c73l7" />		๙. ปีตวิมาน                   ๑๐. อุจฉุวิมาน  
			<remark  id="s2b26c73l8" />	  ๑๑. วันทนวิมาน                 ๑๒. รัชชุมาลาวิมาน.  
			<remark  id="s2b26c73l9" />		      จบ วรรคที่ ๔ ในอิตถีวิมาน.  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b26c74" >
		<para id="s2b26c74p">
			<remark  id="s2b26c74l1" />		           มหารถวรรคที่ ๕  
			<remark  id="s2b26c74l2" />		          มัณฑุกเทวปุตตวิมาน  
			<remark  id="s2b26c74l3" />		     ว่าด้วยบุญกรรมของมัณฑุกเทพบุตร  
			<remark  id="s2b26c74l4" />	พระผู้มีพระภาคตรัสถามมัณฑุกเทพบุตรว่า  
			<remark  id="s2b26c74l5" />	[๕๑] ใครมีวรรณะงามยิ่งนัก รุ่งเรืองด้วยฤทธิ์และยศ ยังทิศทั้งปวงให้สว่าง  
			<remark  id="s2b26c74l6" />		ไสว ไหว้เท้าทั้งสองของเราอยู่?  
			<remark  id="s2b26c74l7" />	มัณฑุกเทพบุตรกราบทูลว่า  
			<remark  id="s2b26c74l8" />		เมื่อชาติก่อน ข้าพระองค์เป็นกบเที่ยวหาอาหารอยู่ในน้ำ เมื่อข้าพระองค์  
			<remark  id="s2b26c74l9" />		กำลังฟังธรรมของพระองค์อยู่ คนเลี้ยงโคได้ฆ่าข้าพระองค์ ขอพระองค์  
			<remark  id="s2b26c74l10" />		ทรงดูฤทธิ์ ยศ อานุภาพ ผิวพรรณและความรุ่งเรืองของข้าพระองค์  
			<remark  id="s2b26c74l11" />		ผู้มีจิตเลื่อมใสครู่หนึ่งเท่านั้น ข้าแต่พระโคดม ก็ผู้ใดได้ฟังธรรมของ  
			<remark  id="s2b26c74l12" />		พระองค์สิ้นกาลนาน ผู้นั้นพึงได้บรรลุนิพพานอันเป็นฐานะไม่หวั่นไหว  
			<remark  id="s2b26c74l13" />		เป็นสถานที่ที่ไปแล้วไม่เศร้าโศกเป็นแน่.  
			<remark  id="s2b26c74l14" />		       จบมัณฑุกเทวปุตตวิมานที่ ๑.  
			<remark  id="s2b26c74l15" />		             เรวดีวิมาน  
			<remark  id="s2b26c74l16" />		  ว่าด้วยผลบุญที่ทำให้ไปเกิดในเรวดีวิมาน  
			<remark  id="s2b26c74l17" />	พระผู้มีพระภาคตรัสกะท่านพระมหาโมคคัลลานเถระว่า  
			<remark  id="s2b26c74l18" />	[๕๒]  ญาติ มิตร และสหายทั้งหลาย ย่อมพากันชื่นชมยินดีกะบุรุษผู้พลัด  
			<remark  id="s2b26c74l19" />		พรากจากกันไปนาน กลับมาโดยสวัสดีแต่ที่ไกลว่าเป็นผู้มาแล้ว ฉันใด  
			<remark  id="s2b26c74l20" />		บุญทั้งหลายย่อมต้อนรับบุคคลผู้ทำบุญไว้แล้ว จากโลกนี้ไปสู่ปรโลก  
			<remark  id="s2b26c74l21" />		ดุจญาติต้อนรับญาติที่รักผู้กลับมาแล้ว ฉันนั้น.  
			<remark  id="s2b26c74l22" />	ยักษ์ผู้เป็นทูตของพญายม ปรารถนาจะจับนางเรวดีโยนลงไปในอุสสทนรก เพราะฉะนั้น  
			<remark  id="s2b26c74l23" /> จึงได้กล่าวกะนางเรวดีว่า  
			<remark  id="s2b26c74l24" />		แน่ะนางเรวดีผู้แสนจะชั่วช้า ผู้ไม่ให้ทาน ประตูนรกได้เปิดไว้คอยให้  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b26c75" >
		<para id="s2b26c75p">
			<remark  id="s2b26c75l1" />		เจ้าเข้าไป เพราะเจ้าด่าว่าพระอริยเจ้า เพราะฉะนั้นเจ้าจงรีบลุกขึ้นเร็ว  
			<remark  id="s2b26c75l2" />		เถิด พวกเราจักพาเจ้าไปโยนลงในอุสสทนรก อันเป็นที่ทอดถอนใจ  
			<remark  id="s2b26c75l3" />		ของเหล่าสัตว์นรก พรั่งพร้อมอยู่ด้วยทุกข์.  
			<remark  id="s2b26c75l4" />		ยักษ์ ๒ ตนผู้เป็นทูตของพญายม ครั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว มีนัยน์ตาลุก  
			<remark  id="s2b26c75l5" />		แดงใหญ่โตน่าสะพรึงกลัว จับนางเรวดีที่แขนคนละข้าง หลีกไปใน  
			<remark  id="s2b26c75l6" />		สำนักแห่งหมู่เทวดาในดาวดึงส์.  
			<remark  id="s2b26c75l7" />	นางเรวดีอันยักษ์ ๒ ตนนั้นนำไปสู่ภพดาวดึงส์อย่างนี้แล้ว วางไว้ ณ ที่ใกล้วิมานของ  
			<remark  id="s2b26c75l8" /> นันทิยเทพบุตร ได้เห็นวิมานอันมีรัศมีเปล่งปลั่งยิ่งนัก ดุจรัศมีพระอาทิตย์ จึงถามยักษ์ทั้ง ๒  
			<remark  id="s2b26c75l9" /> นั้นว่า  
			<remark  id="s2b26c75l10" />		นี่วิมานของใคร มีรัศมีจุดพระอาทิตย์ งามระยับเลื่อมประภัสสรปกคลุม  
			<remark  id="s2b26c75l11" />		ด้วยข่ายทองงามแพรวพราว เกลื่อนกล่นไปด้วยเทพบุตรและเทพธิดา  
			<remark  id="s2b26c75l12" />		มีรัศมีรุ่งเรืองดังรัศมีพระอาทิตย์ มีหมู่นางเทพนารีผู้มีสกลกายลูบไล้ ไป  
			<remark  id="s2b26c75l13" />		ด้วยจุรณจันทน์แดงอยู่ทั้งภายในและภายนอกวิมานทั้ง ๒ ข้าง ต่างก็พา  
			<remark  id="s2b26c75l14" />		กันเข้าไปขับกล่อมด้วยดุริยางค์ดนตรี วิมานนั้นปรากฏมีรัศมีดุจพระ  
			<remark  id="s2b26c75l15" />		อาทิตย์ ใครมาเกิดในสวรรค์บันเทิงอยู่ในวิมานนี้?  
			<remark  id="s2b26c75l16" />	ยักษ์ ๒ ตนจึงบอกแก่นางเรวดีว่า  
			<remark  id="s2b26c75l17" />		วิมานของนันทิยอุบาสกในเมืองพาราณสี ซึ่งเป็นผู้ไม่ตระหนี่เป็นทานา  
			<remark  id="s2b26c75l18" />		ธิบดี มีใจโอบอ้อมอารี เป็นวิมานเกลื่อนกล่นไปด้วยเทพบุตรเทพธิดา  
			<remark  id="s2b26c75l19" />		มีรัศมีรุ่งเรือง ดุจรัศมีพระอาทิตย์ มีหมู่นางเทพนารีผู้มีสกลกายลูบไล้  
			<remark  id="s2b26c75l20" />		ด้วยจุรณจันทน์แดง อยู่ทั้งภายในและภายนอกทั้งสองข้าง ต่างพากัน  
			<remark  id="s2b26c75l21" />		เข้าไปขับกล่อมดุริยางค์ดนตรี วิมานของนันทิยอุบาสกนั้น ปรากฏมี  
			<remark  id="s2b26c75l22" />		รัศมีดุจพระอาทิตย์ นันทิยอุบาสกนั้นมาเกิดในสวรรค์บันเทิงอยู่ใน  
			<remark  id="s2b26c75l23" />		วิมานนี้.  
			<remark  id="s2b26c75l24" />	ลำดับนั้น นางเรวดีกล่าวว่า  
			<remark  id="s2b26c75l25" />		ฉันเป็นภรรยาของนันทิยอุบาสก เป็นหญิงแม่เรือน เป็นใหญ่ในสกุล  
			<remark  id="s2b26c75l26" />		ทั้งปวง เพราะฉะนั้น บัดนี้ฉันจักรื่นรมย์อยู่ในวิมานของสามี ก็พวก  
			<remark  id="s2b26c75l27" />		ท่านปรารถนาจะนำฉันไปสู่นรก ฉันไม่ปรารถนาจะเห็นนรกนั้น.  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b26c76" >
		<para id="s2b26c76p">
			<remark  id="s2b26c76l1" />	ยักษ์ ๒ ตนนั้นมิยอมอนุญาตให้ จึงพาตัวลงไปใกล้อุสสทนรก แล้วจึงกล่าวว่า  
			<remark  id="s2b26c76l2" />		แน่นางเรวดีแสนจะชั่วช้า นรกนี่แลเป็นของเจ้า เพราะเมื่อเจ้าอยู่ใน  
			<remark  id="s2b26c76l3" />		มนุษยโลก ไม่ได้ทำบุญไว้ ด้วยว่า บุคคลผู้มีความตระหนี่ขึ้งโกรธ มีธรรม  
			<remark  id="s2b26c76l4" />		อันเลวทราม ย่อมไม่ได้ความเป็นสหายแห่งเทวดาผู้เข้าถึงสวรรค์.  
			<remark  id="s2b26c76l5" />	ครั้นยักษ์ทั้งสองกล่าวอย่างนี้แล้ว ก็หายไป ณ ที่นั่นเอง ก็วันนั้น นางเรวดีเห็นนาย  
			<remark  id="s2b26c76l6" /> นิรยบาล ๒ คนพากันมาฉุดคร่าตนเพื่อจะโยนลงในคูถนรก ชื่อว่าสังสวกะ จึงถามนายนิรยบาล  
			<remark  id="s2b26c76l7" /> นั้นว่า  
			<remark  id="s2b26c76l8" />		เหตุไรคูถนรกและมูตนรกจึงปรากฏมีกลิ่นเหม็น ไม่สะอาด ไฉนคูถนี้จึง  
			<remark  id="s2b26c76l9" />		มีกลิ่นเหม็นฟุ้งไปเล่า?  
			<remark  id="s2b26c76l10" />	นายนิรยบาลตอบว่า  
			<remark  id="s2b26c76l11" />		แน่ะนางเรวดี นี่เป็นนรกชื่อสังสวกะ ลึกร้อยชั่วบุรุษ เจ้าจักหมกไหม้  
			<remark  id="s2b26c76l12" />		อยู่ในนรกนั้นสิ้นพันปี.  
			<remark  id="s2b26c76l13" />	นางเรวดีจึงถามว่า  
			<remark  id="s2b26c76l14" />		ฉันทำชั่วอะไรไว้ด้วยกาย วาจา ใจ เพราะกรรมอะไรฉันจึงตกนรก  
			<remark  id="s2b26c76l15" />		สังสวกะอันลึกร้อยชั่วบุรุษเล่า?  
			<remark  id="s2b26c76l16" />	นายนิรยบาลตอบว่า  
			<remark  id="s2b26c76l17" />		เพราะเจ้าด่าว่าสมณพราหมณ์ และวณิพกเหล่าอื่น ด้วยคำมุสาวาท บาป  
			<remark  id="s2b26c76l18" />		นั้นเจ้าทำไว้แล้ว เพราะฉะนั้น เจ้าจึงต้องตกนรกสังสวกะลึกร้อยชั่ว  
			<remark  id="s2b26c76l19" />		บุรุษ แน่ะนางเรวดี เจ้าจักหมกไหม้อยู่ในนรกนั้นสิ้นพันปี ใช่แต่  
			<remark  id="s2b26c76l20" />		เท่านั้น นายนิรยบาลทั้งหลายจะตัดมือ เท้า หู และแม้จมูกของเจ้า  
			<remark  id="s2b26c76l21" />		อนึ่ง ฝูงกา ปากเหล็กย่อมพากันมารุมจิกกินเนื้อของเจ้าให้ดิ้นรนอยู่.  
			<remark  id="s2b26c76l22" />	นางเรวดีจึงวิงวอนว่า  
			<remark  id="s2b26c76l23" />		ขอไหว้เถิดพ่อคุณ ขอจงได้นำฉันกลับไปส่งยังมนุษยโลกเถิด ฉันจักทำ  
			<remark  id="s2b26c76l24" />		บุญให้มากด้วยการให้ทาน การประพฤติธรรมสม่ำเสมอ ความสำรวม  
			<remark  id="s2b26c76l25" />		การฝึกฝนตน ชนทั้งหลายทำสิ่งใดแล้ว ย่อมได้รับความสุขและไม่  
			<remark  id="s2b26c76l26" />		เดือดร้อนในภายหลัง ฉันจักทำแต่สิ่งนั้น.  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b26c77" >
		<para id="s2b26c77p">
			<remark  id="s2b26c77l1" />	นายนิรยบาลกล่าวว่า  
			<remark  id="s2b26c77l2" />		เมื่อก่อนเจ้าประมาทมัวเมา เดี๋ยวนี้จะมาร่ำไรไปทำไมเล่า เจ้าจักต้อง  
			<remark  id="s2b26c77l3" />		เสวยผลแห่งกรรมทั้งหลายอันทำไว้เอง.  
			<remark  id="s2b26c77l4" />	นางเรวดีสั่งว่า  
			<remark  id="s2b26c77l5" />		ถ้าใครจากเทวโลกไปสู่มนุษยโลก พึงช่วยบอกแก่บุตรของฉันอย่างนี้ว่า  
			<remark  id="s2b26c77l6" />		จงให้ผ้านุ่ง ผ้าห่ม ที่นอน ที่นั่ง ข้าวและน้ำเป็นทานในสมณพราหมณ์  
			<remark  id="s2b26c77l7" />		ทั้งหลาย ผู้มีอาญาอันวางแล้ว เพราะว่า บุคคลผู้ตระหนี่ ขึ้งโกรธ  
			<remark  id="s2b26c77l8" />		ด่าว่า มีธรรมอันเลวทราม ย่อมไม่ได้เป็นสหายของหมู่เทวดาผู้เข้าถึง  
			<remark  id="s2b26c77l9" />		สวรรค์.  
			<remark  id="s2b26c77l10" />	นางเรวดีได้กล่าวต่อไปว่า  
			<remark  id="s2b26c77l11" />		ถ้าฉันไปจากนรกนี้แล้ว ได้กำเนิดเป็นมนุษย์ จักเป็นผู้มีใจโอบอ้อม  
			<remark  id="s2b26c77l12" />		อารี สมบูรณ์ด้วยศีล ทำกุศลให้มาก โดยให้ทาน ประพฤติธรรม  
			<remark  id="s2b26c77l13" />		สม่ำเสมอ สำรวมกาย วาจา ใจ ฝึกฝนตน จักสร้างอารามและสพาน  
			<remark  id="s2b26c77l14" />		ในที่ลุ่ม ขุดบ่อ ขุดสระน้ำให้เป็นทาน ด้วยจิตอันเลื่อมใส จักรักษา  
			<remark  id="s2b26c77l15" />		อุโบสถอันประกอบด้วยองค์ ๘ ประการ ในวัน ๑๔ ค่ำ ๑๕ ค่ำ ๘ ค่ำ  
			<remark  id="s2b26c77l16" />		แห่งปักษ์ และในวันปาฏิหาริยปักษ์ จักเป็นผู้สำรวมระวังในศีลทุกเมื่อ  
			<remark  id="s2b26c77l17" />		และจักไม่ประมาทในทาน เพราะผลแห่งกรรมนี้ฉันได้เห็นเองแล้ว.  
			<remark  id="s2b26c77l18" />	พระสังคีติกาจารย์กล่าวไว้ว่า  
			<remark  id="s2b26c77l19" />		นายนิรยบาลทั้งหลายพากันจับนางเรวดี ผู้ดิ้นรนรำพันอยู่อย่างนี้ เอาเท้า  
			<remark  id="s2b26c77l20" />		ขึ้นเบื้องบน เอาหัวลงเบื้องต่ำ โยนลงไปในนรกอันร้ายกาจ.  
			<remark  id="s2b26c77l21" />		เมื่อชาติก่อน เราเป็นคนตระหนี่ ด่าว่าสมณพราหมณ์ หลอกลวงสามี  
			<remark  id="s2b26c77l22" />		ด้วยเรื่องเท็จ จึงได้มาหมกไหม้อยู่ในนรกอันร้ายกาจนี้.  
			<remark  id="s2b26c77l23" />		          จบเรวดีวิมานที่ ๒.  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b26c78" >
		<para id="s2b26c78p">
			<remark  id="s2b26c78l1" />		           ฉัตตมาณวกวิมาน  
			<remark  id="s2b26c78l2" />		ว่าด้วยผลบุญที่ทำให้ไปเกิดในฉัตตมาณวกวิมาน  
			<remark  id="s2b26c78l3" />	พระผู้มีพระภาค เมื่อจะทรงแสดงวิธีเรียนไตรสรณคมน์แก่ฉัตตมาณพ จึงได้ตรัสว่า  
			<remark  id="s2b26c78l4" />	[๕๓]  พระพุทธเจ้าพระองค์ใด เป็นผู้ประเสริฐกว่าเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย  
			<remark  id="s2b26c78l5" />		เป็นโอรสแห่งศากยราช เป็นผู้จำแนกแจกธรรม มีกิจอันทำเสร็จแล้ว  
			<remark  id="s2b26c78l6" />		ผู้ถึงฝั่ง เป็นผู้พรั่งพร้อมด้วยกำลังและความเพียร ท่านจงถึงพระพุทธเจ้า  
			<remark  id="s2b26c78l7" />		พระองค์นั้นผู้เสด็จไปดีแล้ว เพื่อเป็นที่พึ่งของตนเถิด ท่านจงเข้าถึง  
			<remark  id="s2b26c78l8" />		พระธรรม อันเป็นธรรมคลายความกำหนัด เป็นธรรมไม่หวั่นไหว ไม่มี  
			<remark  id="s2b26c78l9" />		ความเศร้าโศก อันปัจจัยอะไรปรุงแต่งไม่ได้ ไม่ปฏิกูล เป็นธรรม  
			<remark  id="s2b26c78l10" />		ไพเราะคล่องแคล่ว เป็นธรรมอันพระผู้มีพระภาคทรงจำแนกดีแล้ว  
			<remark  id="s2b26c78l11" />		เพื่อเป็นที่พึ่งเถิด บัณฑิตทั้งหลายกล่าวทาน อันบุคคลให้แล้วในพระ  
			<remark  id="s2b26c78l12" />		อริยสงฆ์ผู้สะอาด เป็นคู่แห่งบุรุษทั้ง ๔ เป็นบุรุษบุคคล ๘ เพราะเหตุ  
			<remark  id="s2b26c78l13" />		ได้แสดงธรรมว่ามีผลมาก ท่านจงเข้าถึงพระสงฆ์นี้ เพื่อเป็นที่พึ่งเถิด.  
			<remark  id="s2b26c78l14" />	พระผู้มีพระภาค เพื่อจะทรงประกาศบุญกรรมอันฉัตตเทพบุตรนั้นทำแล้ว ให้ปรากฏ  
			<remark  id="s2b26c78l15" /> แก่มหาชน จึงได้ตรัสถามฉัตตเทพบุตรนั้นว่า.  
			<remark  id="s2b26c78l16" />		วิมานของท่านนี้ มีรัศมีรุ่งเรืองมากมายหาที่เปรียบเทียบมิได้ ฉันใด  
			<remark  id="s2b26c78l17" />		ถึงพระอาทิตย์ พระจันทร์ และดาวนักขัตฤกษ์ รุ่งเรืองอยู่ในท้องฟ้า  
			<remark  id="s2b26c78l18" />		ก็ไม่อาจจะเปรียบเทียบได้ ฉันนั้น ท่านเป็นใครหนอ มาเกิดใน  
			<remark  id="s2b26c78l19" />		วิมานนี้ อนึ่ง วิมานของท่านนี้มีรัศมีรุ่งเรืองตัดเสียซึ่งรัศมีแห่งพระจันทร์  
			<remark  id="s2b26c78l20" />		และพระอาทิตย์ มีรัศมีแผ่ไปเกินกว่า ๒๐ โยชน์ และทำแม้กลางคืน  
			<remark  id="s2b26c78l21" />		ให้เป็นดุจกลางวัน วิมานของท่านนี้งามบริสุทธิ์ผุดผ่องไม่หม่นหมอง  
			<remark  id="s2b26c78l22" />		งดงามไปด้วยดอกปทุมแลบัวขาวเป็นอันมาก เกลื่อนกลาดไปด้วยดอก  
			<remark  id="s2b26c78l23" />		โกสุม งามวิจิตรด้วยมาลากรรมหลายอย่างต่างๆ กัน ปกคลุมไปด้วย  
			<remark  id="s2b26c78l24" />		ข่ายทองคำอันบริสุทธิ์ ปราศจากธุลี ดุจพระอาทิตย์แผดแสงสว่างอยู่ใน  
			<remark  id="s2b26c78l25" />		อากาศฉะนั้น อนึ่ง ท่านทรงผ้ากัมพลแดง ลางทีก็ทรงภูษาสีเหลือง  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b26c79" >
		<para id="s2b26c79p">
			<remark  id="s2b26c79l1" />		สดใส มีสกลกาย ลูบไล้ด้วยกลิ่นกฤษณา ดอกประยงค์ และ  
			<remark  id="s2b26c79l2" />		แก่นจันทน์ คันธชาติ มีผิวพรรณเปล่งปลั่งด้วยทองคำ ท่านจะไปเที่ยว  
			<remark  id="s2b26c79l3" />		ในวิมานใด วิมานนี้ก็เต็มไปด้วยเทพบุตรและนางเทพธิดา อันเที่ยวไป  
			<remark  id="s2b26c79l4" />		ในที่นั้น ดุจท้องฟ้าอันดาดาษไปด้วยหมู่ดาว ฉะนั้น เทพบุตรเทพธิดา  
			<remark  id="s2b26c79l5" />		ในวิมานนั้นมากมายมีวรรณะต่างๆ กัน ทรงอาภรณ์ทิพย์อันประดับ  
			<remark  id="s2b26c79l6" />		ด้วยดอกโกสุมและดอกมะลิ สวมใส่เครื่องประดับผุดผ่อง มีกาย  
			<remark  id="s2b26c79l7" />		รุ่งเรืองวิจิตรปกปิดด้วยเครื่องทอง หอมฟุ้งไป นี้เป็นผลแห่งกรรมอะไร  
			<remark  id="s2b26c79l8" />		ท่านมาเกิดในวิมานนี้ เพราะผลแห่งกรรมอะไร ก็วิมานนี้อันท่าน  
			<remark  id="s2b26c79l9" />		ได้แล้วด้วยประการใด ตถาคตถามแล้ว ขอท่านจงบอกเหตุแห่งการ  
			<remark  id="s2b26c79l10" />		ได้วิมานนั้น ด้วยประการนั้นเถิด?  
			<remark  id="s2b26c79l11" />	ฉัตตเทพบุตรกราบทูลว่า  
			<remark  id="s2b26c79l12" />		ข้าแต่พระผู้มีพระภาค พระองค์ได้พบกับมาณพคนหนึ่งชื่อฉัตตมาณพ  
			<remark  id="s2b26c79l13" />		ซึ่งเดินทางมาในทางนี้ พระองค์ทรงเป็นครู ทรงเอ็นดูพร่ำสอนธรรม  
			<remark  id="s2b26c79l14" />		แก่เขา ฉัตตมาณพนั้นคือข้าพระองค์ ได้ฟังธรรมของพระองค์ผู้เป็น  
			<remark  id="s2b26c79l15" />		รัตนะอันประเสริฐ แล้วได้ทูลรับรองว่า จักกระทำตามที่พระองค์  
			<remark  id="s2b26c79l16" />		พร่ำสอน อนึ่ง พระองค์ได้ตรัสบอกแก่ข้าพระองค์ว่า ท่านจงเข้าถึง  
			<remark  id="s2b26c79l17" />		พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐ กับทั้งพระธรรมและพระสงฆ์ว่าเป็นที่พึ่งเถิด  
			<remark  id="s2b26c79l18" />		ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ทีแรกข้าพระองค์ทูลปฏิเสธ ภายหลังได้ทำตาม  
			<remark  id="s2b26c79l19" />		พระดำรัสของพระองค์เหมือนอย่างนั้น อนึ่ง พระองค์ได้ตรัสบอกว่า  
			<remark  id="s2b26c79l20" />		ท่านอย่าได้ประพฤติฆ่าสัตว์มีประการต่างๆ อันเป็นความไม่สะอาด  
			<remark  id="s2b26c79l21" />		เพราะท่านผู้มีปัญญาทั้งหลาย ย่อมไม่สรรเสริญความไม่สำรวมในสัตว์  
			<remark  id="s2b26c79l22" />		ทั้งหลาย ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ทีแรกข้าพระองค์ทูลปฏิเสธ แต่ภายหลัง  
			<remark  id="s2b26c79l23" />		ได้ทำตามพระดำรัสของพระองค์เหมือนอย่างนั้น อนึ่ง พระองค์ตรัส  
			<remark  id="s2b26c79l24" />		บอกว่า ท่านอย่าได้ถือเอาสิ่งของที่คนอื่นรักษาหวงแหน และอย่าได้  
			<remark  id="s2b26c79l25" />		คบชู้กะภรรยาของผู้อื่น เพราะข้อนี้ไม่ประเสริฐ ข้าแต่พระองค์ผู้  
			<remark  id="s2b26c79l26" />		เจริญ ทีแรกข้าพระองค์ทูลปฏิเสธ แต่ภายหลังได้กระทำตามพระดำรัส  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b26c80" >
		<para id="s2b26c80p">
			<remark  id="s2b26c80l1" />		ของพระองค์เหมือนอย่างนั้น อนึ่ง พระองค์ได้ตรัสบอกว่า ท่านอย่า  
			<remark  id="s2b26c80l2" />		ได้พูดให้คลาดเคลื่อนจากความจริง เพราะผู้มีปัญญาทั้งหลายมิได้  
			<remark  id="s2b26c80l3" />		สรรเสริญการพูดเท็จ ทีแรกข้าพระองค์ทูลปฏิเสธ แต่ภายหลังได้  
			<remark  id="s2b26c80l4" />		ทำตามพระราชดำรัสของพระองค์เหมือนอย่างนั้น อนึ่ง พระองค์ได้ตรัส  
			<remark  id="s2b26c80l5" />		บอกว่า สัญญาของบุรุษย่อมฟั่นเฟือนไป เพราะน้ำเมาอันได้ดื่มแล้ว  
			<remark  id="s2b26c80l6" />		ท่านจงงดเว้นน้ำเมาอันเป็นโทษทั้งหมด ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ทีแรก  
			<remark  id="s2b26c80l7" />		ข้าพระองค์ได้ปฏิเสธ แต่ภายหลังได้ทำตามพระราชดำรัสของพระองค์  
			<remark  id="s2b26c80l8" />		เหมือนอย่างนั้น ข้าพระองค์นั้นได้รักษาศีล ๕ ในศาสนาของพระองค์  
			<remark  id="s2b26c80l9" />		และได้ปฏิบัติในธรรมของพระตถาคต ได้เดินทางไปถึงระหว่างเขตบ้าน  
			<remark  id="s2b26c80l10" />		ทั้งสอง ในท่ามกลางหมู่โจร โจรเหล่านั้นได้ฆ่าข้าพระองค์เพราะเหตุ  
			<remark  id="s2b26c80l11" />		แห่งโภคทรัพย์ ข้าพระองค์ระลึกถึงกุศลมีประมาณเท่านี้ สิ่งอื่นอัน  
			<remark  id="s2b26c80l12" />		ยิ่งไปกว่ากุศลตามที่กราบทูลแล้วนั้น มิได้มีแก่ข้าพระองค์ เพราะกรรม  
			<remark  id="s2b26c80l13" />		อันสุจริตนั้น ข้าพระองค์จึงได้เกิดในไตรทิพย์ พรั่งพร้อมด้วยกาม  
			<remark  id="s2b26c80l14" />		คุณตามปรารถนา ขอพระองค์ทรงดูผลแห่งการถึงสรณคมน์ สมาทานศีล  
			<remark  id="s2b26c80l15" />		และการปฏิบัติธรรมอันสมควร สิ้นกาลเพียงครู่หนึ่งเหมือนดังรุ่งเรือง  
			<remark  id="s2b26c80l16" />		อยู่ด้วยฤทธิ์และยศเกินจะประมาณ ชนทั้งหลายซึ่งมีโภคทรัพย์ด้อยกว่า  
			<remark  id="s2b26c80l17" />		สมบัติของข้าพระองค์เป็นอันมาก มาเห็นสมบัติอันมากของข้าพระองค์  
			<remark  id="s2b26c80l18" />		ย่อมอยากได้ ขอพระองค์ทรงดูผลแห่งเทศนาอันเล็กน้อย อัน  
			<remark  id="s2b26c80l19" />		ข้าพระองค์ฟังแล้ว ข้าพระองค์ยังไปสู่สุคติและได้ประสบความสุข  
			<remark  id="s2b26c80l20" />		ชนเหล่าใดได้ฟังธรรมของพระองค์เนืองๆ ชนเหล่านั้นเห็นจะได้บรรลุ  
			<remark  id="s2b26c80l21" />		นิพพานอันเป็นธรรมไม่ตาย เป็นธรรมเกษม เพราะกุศลมีประมาณ  
			<remark  id="s2b26c80l22" />		ไม่น้อย อันชนเหล่านั้นทำแล้ว ขอพระองค์ทรงดูผลอันมากมาย  
			<remark  id="s2b26c80l23" />		ไพบูลย์ อันข้าพระองค์ตั้งอยู่ในธรรมของพระตถาคตทำไว้แล้ว ฉัตตเทพ  
			<remark  id="s2b26c80l24" />		บุตรยังปฐพีให้สว่างไสวดุจพระอาทิตย์ เพราะเป็นผู้มีบุญอันทำไว้แล้ว  
			<remark  id="s2b26c80l25" />		ก็ชนบางพวกได้พบได้เห็นแล้วพากันคิดว่า พวกเราจักทำกุศลอย่างไร  
			<remark  id="s2b26c80l26" />		จะประพฤติอย่างไร จึงจะได้อย่างนี้ (คิดไปๆ เห็นว่าทำได้แสนยาก  
			<remark  id="s2b26c80l27" />		ดุจพลิกแผ่นดินและดุจยกเขาสิเนรุราช) ชนเหล่านั้นจึงคิดว่า พวกเรา  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b26c81" >
		<para id="s2b26c81p">
			<remark  id="s2b26c81l1" />		ได้ความเป็นมนุษย์อีกแล้ว ควรเป็นผู้มีศีล ปฏิบัติ ประพฤติธรรม  
			<remark  id="s2b26c81l2" />		พระองค์เป็นครูของข้าพระองค์ ทรงมีอุปการะและอนุเคราะห์แก่ข้า  
			<remark  id="s2b26c81l3" />		พระองค์เป็นอันมาก เมื่อข้าพระองค์ได้พบพระองค์แล้วในวันนั้น ก็ได้  
			<remark  id="s2b26c81l4" />		ถูกพวกโจรฆ่าตายในเวลาเช้า ข้าพระองค์เป็นฉัตตมาณพได้เข้าถึงสัจจนาม  
			<remark  id="s2b26c81l5" />		ขอพระองค์ทรงอนุเคราะห์แก่ข้าพระองค์ ข้าพระองค์จะขอฟังธรรมอีก  
			<remark  id="s2b26c81l6" />		ชนเหล่าใดในศาสนานี้ ละกามราคะ ภวราคะ อันเป็นอนุสัยและ  
			<remark  id="s2b26c81l7" />		โมหะแล้ว ชนเหล่านั้นย่อมไม่เข้าถึงการนอนในครรภ์ต่อไป เพราะว่า  
			<remark  id="s2b26c81l8" />		เป็นผู้บรรลุนิพพาน มีความเย็นเกิดแล้ว.  
			<remark  id="s2b26c81l9" />		        จบ ฉัตตมาณวกวิมานที่ ๓  
			<remark  id="s2b26c81l10" />		          กักกฏรสทายกวิมาน  
			<remark  id="s2b26c81l11" />		ว่าด้วยผลบุญที่ทำให้ไปเกิดในกักกฏรสทายกวิมาน  
			<remark  id="s2b26c81l12" />	พระมหาโมคคัลลานเถระ ได้ถามเทพบุตรตนหนึ่งว่า  
			<remark  id="s2b26c81l13" />	[๕๔]  วิมานของท่านนี้สูงมาก ทั้งยาวและกว้าง ๑๒ โยชน์ มียอด ๗๐๐ ยอด  
			<remark  id="s2b26c81l14" />		มีเสาล้วนแล้วด้วยแก้วมณีและแก้วไพฑูรย์ ปูลาดด้วยแผ่นทองคำงาม  
			<remark  id="s2b26c81l15" />		วิจิตรอย่างยิ่ง ท่านอยู่ กิน และดื่ม อยู่ในวิมานนี้ อนึ่ง  
			<remark  id="s2b26c81l16" />		ทวยเทพผู้มีเสียงอันไพเราะพากันมาบรรเลงพิณทิพย์ให้ท่านฟัง เบญจ  
			<remark  id="s2b26c81l17" />		กามคุณมีรสอันเป็นทิพย์ ก็มีพร้อมอยู่ในวิมานนี้ อนึ่ง เหล่าเทพ  
			<remark  id="s2b26c81l18" />		นารีผู้ประดับประดาด้วยอาภรณ์ทองคำพากันมาฟ้อนรำอยู่ ท่านมีวรรณะ  
			<remark  id="s2b26c81l19" />		งามเช่นนี้เพราะบุญกรรมอะไร อิฐผลย่อมสำเร็จแก่ท่านในวิมานนี้  
			<remark  id="s2b26c81l20" />		เพราะบุญกรรมอะไร อนึ่ง โภคสมบัติอันเป็นที่ชอบใจทุกสิ่งทุก  
			<remark  id="s2b26c81l21" />		อย่าง ย่อมเกิดขึ้นแก่ท่านเพราะบุญกรรมอะไร ดูกรเทพเจ้าผู้มีอานุ  
			<remark  id="s2b26c81l22" />		ภาพมาก อาตมาขอถามท่าน เมื่อท่านเป็นมนุษย์ ได้ทำบุญอะไร  
			<remark  id="s2b26c81l23" />		ไว้ ท่านมีอานุภาพรุ่งเรืองและมีรัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศอย่างนี้  
			<remark  id="s2b26c81l24" />		เพราะบุญกรรมอะไร?  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b26c82" >
		<para id="s2b26c82p">
			<remark  id="s2b26c82l1" />		เทพบุตรนั้นอันพระมหาโมคคัลลานเถระถามแล้ว มีความปลาบปลื้ม  
			<remark  id="s2b26c82l2" />		ใจ จึงพยากรณ์ปัญหาแห่งผลกรรมที่ถูกถามนั้นว่า ปูมี ๑๐ เท้า  
			<remark  id="s2b26c82l3" />		สำเร็จด้วยทองคำ ห้อมล้อมอยู่ที่ประตูวิมาน งามรุ่งเรือง เป็น  
			<remark  id="s2b26c82l4" />		การเตือนให้เกิดความระลึกว่า สมบัตินี้เราได้เพราะการถวายแกงปู  
			<remark  id="s2b26c82l5" />		ข้าพเจ้ามีวรรณะงามเช่นนี้เพราะบุญกรรมนั้น อิฐผลย่อมสำเร็จแก่ข้าพเจ้า  
			<remark  id="s2b26c82l6" />		ในวิมานนี้เพราะบุญกรรมนั้น อนึ่ง โภคสมบัติอันเป็นที่ชอบใจ  
			<remark  id="s2b26c82l7" />		ทุกสิ่งทุกอย่างย่อมเกิดแก่ข้าพเจ้าเพราะบุญกรรมนั้น ข้าพเจ้ามีอานุภาพ  
			<remark  id="s2b26c82l8" />		รุ่งเรืองและมีรัศมีกายสว่างไสว ไปทั่วทุกทิศอย่างนี้ เพราะบุญกรรม  
			<remark  id="s2b26c82l9" />		นั้น.  
			<remark  id="s2b26c82l10" />		       จบ กักกฏรสทายกวิมานที่ ๔.  
			<remark  id="s2b26c82l11" />	 อีก ๕ วิมานที่เหลือพึงให้พิสดารเหมือนกักกฏรสทายกวิมานนี้.  
			<remark  id="s2b26c82l12" />		           ทวารปาลกวิมาน  
			<remark  id="s2b26c82l13" />		ว่าด้วยผลบุญที่ทำให้ไปเกิดในทวารปาลกวิมาน  
			<remark  id="s2b26c82l14" />	พระมหาโมคคัลลานเถระได้ถามเทพบุตรตนหนึ่งว่า  
			<remark  id="s2b26c82l15" />	[๕๕]  วิมานของท่านสูงมาก ทั้งยาวและกว้าง ๑๒ โยชน์ มียอด ๗๐๐  
			<remark  id="s2b26c82l16" />		ยอด มีเสาล้วนแล้วด้วยแก้วมณี ฯลฯ และมีรัศมีสว่างไสวไป  
			<remark  id="s2b26c82l17" />		ทั่วทุกทิศอย่างนี้ เพราะบุญกรรมอะไร?  
			<remark  id="s2b26c82l18" />		เทพบุตรนั้นอันพระมหาโมคคัลลานเถระถามแล้ว มีความปลาบปลื้มใจ  
			<remark  id="s2b26c82l19" />		จึงพยากรณ์ปัญหาแห่งผลกรรมที่ถูกถามนั้นว่า พันปีทิพย์เป็นอายุของ  
			<remark  id="s2b26c82l20" />		ข้าพเจ้า เพราะข้าพเจ้าได้ทำกุศลด้วยเหตุเพียงพูดอ่อนหวาน ประ  
			<remark  id="s2b26c82l21" />		พฤติด้วยใจ บุคคลผู้ทำบุญด้วยเหตุเพียงพูดอ่อนหวานและยังใจให้  
			<remark  id="s2b26c82l22" />		เลื่อมใสเท่านี้ จักดำรงอยู่ในชั้นดาวดึงส์นี้สิ้นพันปี และพรั่งพร้อมไป  
			<remark  id="s2b26c82l23" />		ด้วยทิพยกามคุณ ข้าพเจ้ามีวรรณะงามเช่นนี้เพราะบุญกรรมนั้น ฯลฯ  
			<remark  id="s2b26c82l24" />		และมีรัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศอย่างนี้ เพราะบุญกรรมนั้น.  
			<remark  id="s2b26c82l25" />		        จบ ทวารปาลกวิมานที่ ๕.  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b26c83" >
		<para id="s2b26c83p">
			<remark  id="s2b26c83l1" />		           กรณียวิมานที่ ๑  
			<remark  id="s2b26c83l2" />		  ว่าด้วยผลบุญที่ทำให้ไปเกิดในกรณียวิมาน  
			<remark  id="s2b26c83l3" />	พระมหาโมคคัลลานเถระได้ถามเทพบุตรตนหนึ่งว่า  
			<remark  id="s2b26c83l4" />	[๕๖]  วิมานของท่านนี้สูงมาก ทั้งยาวและกว้าง ๑๒ โยชน์ มียอด ๗๐๐  
			<remark  id="s2b26c83l5" />		ยอด มีเสาล้วนแล้วด้วยแก้วมณี ฯลฯ และมีรัศมีสว่างไสวไปทั่ว  
			<remark  id="s2b26c83l6" />		ทุกทิศอย่างนี้ เพราะบุญกรรมอะไร?  
			<remark  id="s2b26c83l7" />		เทพบุตรนั้น อันพระมหาโมคคัลลานเถระถามแล้ว มีความปลาบ  
			<remark  id="s2b26c83l8" />		ปลื้มใจ จึงพยากรณ์ปัญหาแห่งผลกรรมที่ถูกถามนั้นว่า บุญทั้งหลาย  
			<remark  id="s2b26c83l9" />		อันบัณฑิตผู้รู้แจ้ง พึงทำในพระพุทธเจ้าทั้งหลายผู้ปฏิบัติชอบ ซึ่งเป็น  
			<remark  id="s2b26c83l10" />		เขตที่บุคคลให้ทานแล้วมีผลมาก พระพุทธเจ้าเสด็จจากป่ามาสู่บ้าน  
			<remark  id="s2b26c83l11" />		เพื่อประโยชน์แก่ข้าพเจ้าโดยแท้ ข้าพเจ้ายังจิตให้เลื่อมใส ในพระ  
			<remark  id="s2b26c83l12" />		พุทธเจ้าพระองค์นั้น จึงได้เกิดในดาวดึงส์ ข้าพเจ้ามีวรรณะงาม  
			<remark  id="s2b26c83l13" />		เช่นนี้เพราะบุญกรรมนั้น ฯลฯ และมีรัศมีสว่างไสวทั่วทุกทิศอย่างนี้  
			<remark  id="s2b26c83l14" />		เพราะบุญกรรมนั้น.  
			<remark  id="s2b26c83l15" />		         จบ กรณียวิมานที่ ๖.  
			<remark  id="s2b26c83l16" />		           กรณียวิมานที่ ๒  
			<remark  id="s2b26c83l17" />		  ว่าด้วยผลบุญที่ทำให้ไปเกิดในกรณียวิมาน  
			<remark  id="s2b26c83l18" />	พระมหาโมคคัลลานเถระได้ถามเทพบุตรตนหนึ่งว่า  
			<remark  id="s2b26c83l19" />	[๕๗] วิมานของท่านนี้สูงมาก ทั้งยาวและกว้าง ๑๒ โยชน์ มียอด ๗๐๐  
			<remark  id="s2b26c83l20" />		ยอด มีเสาล้วนแล้วด้วยแก้วมณี ฯลฯ และมีรัศมีสว่างไสวไปทั่ว  
			<remark  id="s2b26c83l21" />		ทุกทิศอย่างนี้ เพราะบุญกรรมอะไร?  
			<remark  id="s2b26c83l22" />		เทพบุตรนั้น อันพระมหาโมคคัลลานเถระถามแล้ว มีความปลาบ  
			<remark  id="s2b26c83l23" />		ปลื้มใจ จึงพยากรณ์ปัญหาแห่งผลกรรมที่ถูกถามนั้นว่า บุญทั้งหลาย  
			<remark  id="s2b26c83l24" />		อันบัณฑิตรู้แจ้งพึงกระทำในภิกษุผู้ปฏิบัติชอบ ซึ่งเป็นเขตที่บุคคลให้  
			<remark  id="s2b26c83l25" />		ทานแล้วมีผลมาก ภิกษุทั้งหลายจากป่ามาสู่บ้าน เพื่อประโยชน์  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b26c84" >
		<para id="s2b26c84p">
			<remark  id="s2b26c84l1" />		แก่ข้าพเจ้าโดยแท้ ข้าพเจ้ายังจิตให้เลื่อมใสในภิกษุเหล่านั้น จึงได้  
			<remark  id="s2b26c84l2" />		เกิดในดาวดึงส์ ฯลฯ ข้าพเจ้ามีวรรณะงามเช่นนี้ เพราะบุญกรรมนั้น  
			<remark  id="s2b26c84l3" />		ฯลฯ และมีรัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศอย่างนี้ เพราะบุญกรรมนั้น.  
			<remark  id="s2b26c84l4" />		          จบ กรณียวิมานที่ ๗.  
			<remark  id="s2b26c84l5" />		            สูจิวิมานที่ ๑  
			<remark  id="s2b26c84l6" />		  ว่าด้วยผลบุญที่ทำให้ไปเกิดในสูจิวิมานที่ ๑  
			<remark  id="s2b26c84l7" />	พระมหาโมคคัลลานเถระได้ถามเทพบุตรตนหนึ่งว่า  
			<remark  id="s2b26c84l8" />	[๕๘]  วิมานของท่านนี้สูงมาก ทั้งยาวและกว้าง ๑๒ โยชน์ มียอด  
			<remark  id="s2b26c84l9" />		๗๐๐ ยอด มีเสาล้วนแล้วด้วยแก้วมณี ฯลฯ และมีรัศมีสว่าง  
			<remark  id="s2b26c84l10" />		ไสวไปทั่วทุกทิศอย่างนี้ เพราะบุญกรรมอะไร?  
			<remark  id="s2b26c84l11" />		เทพบุตรนั้น อันพระมหาโมคคัลลานเถระถามแล้ว มีความปลาบ  
			<remark  id="s2b26c84l12" />		ปลื้มใจ จึงพยากรณ์ปัญหาแห่งผลกรรมที่ถูกถามนั้นว่า บุคคลให้  
			<remark  id="s2b26c84l13" />		สิ่งใด ผลสิ่งนั้นย่อมไม่มี แต่ย่อมมีผลดีกว่าสิ่งที่ตนให้ ข้าพเจ้า  
			<remark  id="s2b26c84l14" />		ได้ถวายเข็ม ๒ เล่ม การถวายเข็มนั้นแล เป็นเหตุให้ข้าพเจ้าได้  
			<remark  id="s2b26c84l15" />		สมบัติอันประเสริฐ ข้าพเจ้ามีวรรณะงามเช่นนี้ เพราะบุญกรรมนั้น  
			<remark  id="s2b26c84l16" />		ฯลฯ และมีรัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศอย่างนี้ เพราะบุญกรรมนั้น.  
			<remark  id="s2b26c84l17" />		          จบ สูจิวิมานที่ ๘.  
			<remark  id="s2b26c84l18" />		            สูจิวิมานที่ ๒  
			<remark  id="s2b26c84l19" />		  ว่าด้วยผลบุญที่ทำให้ไปเกิดในสูจิวิมานที่ ๒  
			<remark  id="s2b26c84l20" />	พระมหาโมคคัลลานเถระได้ถามเทพบุตรตนหนึ่งว่า  
			<remark  id="s2b26c84l21" />	[๕๙]  วิมานของท่านนี้สูงมาก ทั้งยาวและกว้าง ๑๒ โยชน์ มียอด ๗๐๐ ยอด  
			<remark  id="s2b26c84l22" />		มีเสาล้วนแล้วด้วยแก้วมณี ฯลฯ และมีรัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศอย่างนี้  
			<remark  id="s2b26c84l23" />		เพราะบุญกรรมอะไร?  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b26c85" >
		<para id="s2b26c85p">
			<remark  id="s2b26c85l1" />		เทพบุตรนั้น อันพระมหาโมคคัลลานเถระถามแล้ว มีความปลาบปลื้มใจ  
			<remark  id="s2b26c85l2" />		จึงพยากรณ์ปัญหาแห่งผลกรรมที่ถูกถามนั้นว่า เมื่อชาติก่อน ข้าพเจ้า  
			<remark  id="s2b26c85l3" />		เกิดเป็นมนุษย์อยู่ในมนุษยโลก ได้เห็นภิกษุผู้ปราศจากกิเลสธุลี มี  
			<remark  id="s2b26c85l4" />		อินทรีย์อันผ่องใส ไม่ขุ่นมัว ข้าพเจ้ามีความเลื่อมใสได้ถวายเข็มแก่ภิกษุ  
			<remark  id="s2b26c85l5" />		นั้นด้วยมือทั้งสองของตน ข้าพเจ้ามีวรรณะงามเช่นนี้ เพราะ  
			<remark  id="s2b26c85l6" />		บุญกรรมนั้น ฯลฯ และมีรัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศอย่างนี้ เพราะ  
			<remark  id="s2b26c85l7" />		บุญกรรมนั้น.  
			<remark  id="s2b26c85l8" />		           จบ สูจิวิมานที่ ๙  
			<remark  id="s2b26c85l9" />		            นาควิมานที่ ๑  
			<remark  id="s2b26c85l10" />		 ว่าด้วยผลบุญที่ทำให้ไปเกิดในนาควิมานที่ ๑  
			<remark  id="s2b26c85l11" />	พระมหาโมคคัลลานเถระได้ถามเทพบุตรตนหนึ่งว่า  
			<remark  id="s2b26c85l12" />	[๖๐]  ท่านขึ้นนั่งบนคอเทพกุญชรเผือกผ่อง มีงางอนงาม ทั้งกำลังวังชา  
			<remark  id="s2b26c85l13" />		ว่องไวยิ่ง สมเป็นมิ่งคชสาร ยอดเยี่ยม ผูกสอดไปด้วยสายรัดประคน  
			<remark  id="s2b26c85l14" />		ทองอันเรียบร้อย เลื่อนลอยมาในอากาศเวหา ที่งาทั้งสองของคชสาร มี  
			<remark  id="s2b26c85l15" />		สระโบกขรณี ๔ เหลี่ยม เต็มเปี่ยมด้วยน้ำใสสะอาด อันบุญกรรม  
			<remark  id="s2b26c85l16" />		ธรรมชาติเนรมิตให้ดาดาษไปด้วยปทุมพุ่มสลอน มีดอกอ่อนตูมบาน  
			<remark  id="s2b26c85l17" />		แย้มเกสร ในดอกปทุมทุกดอกมีหมู่นางเทพอัปสร ออกมาบรรเลง  
			<remark  id="s2b26c85l18" />		ดนตรี ฟ้อนรำ นำให้เกิดความรื่นเริงใจ ท่านเกิดเป็นเทพบุตร มี  
			<remark  id="s2b26c85l19" />		ฤทธิ์อานุภาพอันยิ่งใหญ่ เมื่อท่านเกิดเป็นมนุษย์ได้ทำบุญอะไรไว้ ท่านมี  
			<remark  id="s2b26c85l20" />		อานุภาพอันรุ่งเรือง และมีรัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศอย่างนี้ เพราะ  
			<remark  id="s2b26c85l21" />		บุญกรรมอะไร?  
			<remark  id="s2b26c85l22" />		เทพบุตรนั้น อันพระโมคคัลลานเถระถามแล้วมีความปลาบปลื้มใจ  
			<remark  id="s2b26c85l23" />		จึงพยากรณ์ปัญหาแห่งผลกรรมที่ถูกถามนั้นว่า เมื่อชาติก่อน ข้าพเจ้า  
			<remark  id="s2b26c85l24" />		มีจิตเลื่อมใส ได้นำเอาดอกไม้ ๘ กำ ไปบูชาที่พระสถูปของ  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b26c86" >
		<para id="s2b26c86p">
			<remark  id="s2b26c86l1" />		ของพระผู้มีพระภาคพระนามว่ากัสสป ด้วยมือทั้งสองของตน ฯลฯ  
			<remark  id="s2b26c86l2" />		ข้าพเจ้ามีวรรณะงามเช่นนี้ เพราะบุญกรรมนั้น.  
			<remark  id="s2b26c86l3" />		          จบ นาควิมานที่ ๑๐  
			<remark  id="s2b26c86l4" />		            นาควิมานที่ ๒  
			<remark  id="s2b26c86l5" />		 ว่าด้วยผลบุญที่ทำให้ไปเกิดในนาควิมานที่ ๒  
			<remark  id="s2b26c86l6" />	พระวังคีสเถระได้รับอนุญาตจากพระผู้มีพระภาคแล้ว จึงได้ถามเทพบุตรตนหนึ่งว่า  
			<remark  id="s2b26c86l7" />	[๖๑]  ท่านขึ้นนั่งบนคอช้างใหญ่เผือกผ่อง มีกระพองประดับไปด้วยข่ายแก้ว  
			<remark  id="s2b26c86l8" />		เป็นคชสารอันอุดม แวดล้อมไปด้วยหมู่เทพนารียังทิศทั้ง ๔ ให้สว่าง  
			<remark  id="s2b26c86l9" />		ไสว ดังดาวประกายพฤกษ์ เที่ยวไปมาจากสวนโน้นสู่สวนนี้ ท่านมี  
			<remark  id="s2b26c86l10" />		วรรณะงามเช่นนี้ เพราะบุญกรรมอะไร ฯลฯ และมีรัศมีสว่างไสวไปทั่ว  
			<remark  id="s2b26c86l11" />		ทุกทิศอย่างนี้ เพราะบุญกรรมอะไร?  
			<remark  id="s2b26c86l12" />		เทพบุตรนั้น อันพระวังคีสเถระถามแล้ว มีความปลาบปลื้มใจ จึง  
			<remark  id="s2b26c86l13" />		พยากรณ์ปัญหาแห่งผลกรรมที่ถูกถามนั้นว่า  
			<remark  id="s2b26c86l14" />		เมื่อชาติก่อน ข้าพเจ้าเกิดเป็นมนุษย์อยู่ในมนุษยโลก เป็นอุบาสกของ  
			<remark  id="s2b26c86l15" />		พระผู้มีพระภาคผู้มีพระญาณจักษุเป็นผู้งดเว้นจากปาณาติบาต อทินนาทาน  
			<remark  id="s2b26c86l16" />		ยินดีเฉพาะภริยาของตน ไม่พูดเท็จ ไม่ดื่มน้ำเมา มีจิตเลื่อมใส ได้  
			<remark  id="s2b26c86l17" />		ถวายข้าวน้ำให้เป็นทานอันไพบูลย์ ด้วยความเคารพ ข้าพเจ้ามีวรรณะงาม  
			<remark  id="s2b26c86l18" />		เช่นนี้ เพราะบุญกรรมนั้น ฯลฯ และมีรัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ  
			<remark  id="s2b26c86l19" />		อย่างนี้ เพราะบุญกรรมนั้น.  
			<remark  id="s2b26c86l20" />		          จบ นาควิมานที่ ๑๑  
			<remark  id="s2b26c86l21" />		            นาควิมานที่ ๓  
			<remark  id="s2b26c86l22" />		   ว่าด้วยผลบุญที่ทำให้ไปเกิดในนาควิมาน  
			<remark  id="s2b26c86l23" />	บัณฑิตคนหนึ่งได้ถามบุพกรรมของเทพบุตรตนหนึ่งว่า  
			<remark  id="s2b26c86l24" />	[๖๒] ใครหนอมีเสียงกึกกล้องไปด้วยดุริยางค์และกังสดาล มีคชสาร  
			<remark  id="s2b26c86l25" />		เผือกผ่องเป็นทิพยยาน ลอยอยู่ในอากาศ อันบริวารเป็นอันมาก บูชาอยู่  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b26c87" >
		<para id="s2b26c87p">
			<remark  id="s2b26c87l1" />		ท่านเป็นเทวดา เป็นคนธรรพ์ หรือเป็นท้าวสักกะ จอมเทวันผู้ให้ทาน  
			<remark  id="s2b26c87l2" />		ในปางก่อน เราไม่รู้จักท่านจึงขอถาม ไฉนเราจะรู้จักท่านอย่างไร?  
			<remark  id="s2b26c87l3" />	เทพบุตรตอบว่า  
			<remark  id="s2b26c87l4" />		ข้าพเจ้าไม่ใช่เทวดา ไม่ใช่คนธรรพ์ และไม่ใช่ท้าวสักกะ ผู้ให้ทานใน  
			<remark  id="s2b26c87l5" />		ปางก่อน ข้าพเจ้าเป็นผู้หนึ่งในจำนวนเทพเจ้าชาวสุธรรมา.  
			<remark  id="s2b26c87l6" />	บัณฑิตถามว่า  
			<remark  id="s2b26c87l7" />		ดูกรท่านสุธรรมเทวัน เราขอทำอัญชลีแก่ท่านโดยเคารพ  
			<remark  id="s2b26c87l8" />		ขอถามท่านว่า ท่านได้ทำกรรมอะไรไว้ในมนุษยโลก จึงมาเกิดเป็น  
			<remark  id="s2b26c87l9" />		เทพบุตรชาวสุธรรมา?  
			<remark  id="s2b26c87l10" />	เทพบุตรตอบว่า  
			<remark  id="s2b26c87l11" />		ผู้ใดได้ถวายเรือนอันมุงบังด้วยใบอ้อย มุงบังด้วยหญ้า และมุงบังด้วยผ้า  
			<remark  id="s2b26c87l12" />		ผู้นั้นครั้นได้ถวายเรือนทั้งสามอย่างใดอย่างหนึ่งแล้ว ย่อมบังเกิดเป็น  
			<remark  id="s2b26c87l13" />		เทพบุตรชาวสุธรรมา.  
			<remark  id="s2b26c87l14" />		          จบ นาควิมานที่ ๑๒  
			<remark  id="s2b26c87l15" />		             จูฬรถวิมาน  
			<remark  id="s2b26c87l16" />		  ว่าด้วยผลบุญที่ทำให้ไปเกิดในจูฬรถวิมาน  
			<remark  id="s2b26c87l17" />	พระมหากัจจายนเถระถามสุชาตกุมารว่า  
			<remark  id="s2b26c87l18" />	[๖๓] ท่านเป็นกษัตริย์ เป็นราชโอรส หรือเป็นพรานป่าพเนจร สพายธนู  
			<remark  id="s2b26c87l19" />		อันทำด้วยไม้แก่นอันมั่นคง ยืนอยู่?  
			<remark  id="s2b26c87l20" />	สุชาตกุมารตรัสตอบว่า  
			<remark  id="s2b26c87l21" />		ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ข้าพเจ้าเป็นราชโอรสของพระเจ้าอัสสกะ ผู้เป็นใหญ่  
			<remark  id="s2b26c87l22" />		ในแคว้นอัสสกรัฐ เที่ยวไปในป่า ข้าแต่ภิกษุ ข้าพเจ้าจะขอบอกนามของ  
			<remark  id="s2b26c87l23" />		ข้าพเจ้าแก่ท่าน ชนทั้งหลายเรียกข้าพเจ้าว่า สุชาต ข้าพเจ้าเที่ยวลัดเลาะ  
			<remark  id="s2b26c87l24" />		ไปในป่าใหญ่แสวงหาหมู่เนื้อ ไม่ได้เห็นเนื้อ มาเห็นท่าน ข้าพเจ้าจึงได้  
			<remark  id="s2b26c87l25" />		ยืนอยู่.  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b26c88" >
		<para id="s2b26c88p">
			<remark  id="s2b26c88l1" />	พระมหากัจจายนเถระกล่าวว่า  
			<remark  id="s2b26c88l2" />		ดูกรท่านผู้มีบุญใหญ่ ท่านมาดีแล้ว อนึ่ง ถึงท่านมาไกลก็เหมือนมาใกล้  
			<remark  id="s2b26c88l3" />		ขอท่านจงตักน้ำจากภาชนะนี้ล้างเท้าของท่านเสียเถิด น้ำนี้เย็นใสสะอาด  
			<remark  id="s2b26c88l4" />		อาตมภาพตักมาจากซอกเขา ดูกรพระราชบุตร ขอเชิญท่านดื่มน้ำจาก  
			<remark  id="s2b26c88l5" />		ภาชนะนี้แล้ว เชิญนั่งบนพื้นอันปูลาดเถิด.  
			<remark  id="s2b26c88l6" />	สุชาตกุมารตรัสถามว่า  
			<remark  id="s2b26c88l7" />		ข้าแต่ท่านผู้เป็นมหามุนี วาจาของท่านนี้ไพเราะเสนาะโสต ไม่มีโทษ  
			<remark  id="s2b26c88l8" />		มีแต่ประโยชน์ จับใจนัก ให้เกิดปัญญา และท่านรู้ว่ามีประโยชน์แล้ว  
			<remark  id="s2b26c88l9" />		จึงพูด ข้าแต่ท่านฤาษีผู้องอาจ อะไรเป็นความยินดีของท่านผู้อยู่ในป่า  
			<remark  id="s2b26c88l10" />		ข้าพเจ้าถามท่านแล้ว ขอท่านจงบอก ข้าพเจ้าฟังถ้อยคำของท่านแล้วจะ  
			<remark  id="s2b26c88l11" />		ประพฤติอรรถธรรมให้สม่ำเสมอ.  
			<remark  id="s2b26c88l12" />	พระมหากัจจายนเถระตอบว่า  
			<remark  id="s2b26c88l13" />		ดูกรพระราชกุมาร อาตมภาพชอบการไม่เบียดเบียนสัตว์ทั้งปวง ชอบ  
			<remark  id="s2b26c88l14" />		การงดเว้นจากการลักขโมย จากการประพฤติล่วงละเมิดในหญิงที่เขา  
			<remark  id="s2b26c88l15" />		หวงห้าม จากการดื่มน้ำเมา และชอบความประพฤติชอบ ความเป็น  
			<remark  id="s2b26c88l16" />		พหูสูต ความกตัญญู เพราะธรรมเหล่านี้เป็นเหตุเกิดความสรรเสริญ  
			<remark  id="s2b26c88l17" />		วิญญูชนพึงสรรเสริญในปัจจุบันโดยแท้ ความตายของท่านใกล้เข้ามา  
			<remark  id="s2b26c88l18" />		แล้ว ท่านจักตายภายใน ๕ เดือน ดูกรพระราชบุตร ขอท่านจงรู้เถิด  
			<remark  id="s2b26c88l19" />		จงรีบปลดเปลื้องตนเสียเถิด.  
			<remark  id="s2b26c88l20" />	พระราชกุมารตรัสถามว่า  
			<remark  id="s2b26c88l21" />		ข้าพเจ้าพึงไปสู่ชนบทไหน ทำการงานอะไร ทำกิจอะไรของบุรุษ หรือ  
			<remark  id="s2b26c88l22" />		พึงเล่าเรียนวิชาอะไรหนอ จึงจะไม่แก่ไม่ตาย?  
			<remark  id="s2b26c88l23" />	พระมหากัจจายนเถระตอบว่า  
			<remark  id="s2b26c88l24" />		ดูกรพระราชกุมาร สัตว์พึงไปในประเทศใดแล้ว ประกอบการงานและ  
			<remark  id="s2b26c88l25" />		เล่าเรียนวิชา กระทำกิจของบุรุษ จะไม่แก่ไม่ตาย ประเทศเช่นนั้นจะ  
			<remark  id="s2b26c88l26" />		ไม่มีเลย แม้ชนทั้งหลายผู้มีทรัพย์มาก มีโภคสมบัติมาก เป็นกษัตริย์  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b26c89" >
		<para id="s2b26c89p">
			<remark  id="s2b26c89l1" />		ปกครองแว่นแคว้น มีทรัพย์และข้าวเปลือกมากมาย จะไม่แก่ไม่ตาย  
			<remark  id="s2b26c89l2" />		ไม่มีเลย ถึงชนเหล่านั้นจะเป็นลูกอันธกเวณฑะ มีเพลงอาวุธอันได้  
			<remark  id="s2b26c89l3" />		ศึกษาแล้ว แกล้วกล้า องอาจ สามารถจะต่อสู้ศัตรูได้ก็ตาม แต่ชน  
			<remark  id="s2b26c89l4" />		เหล่านั้นก็ถึงความสิ้นอายุ จะดำรงยั่งยืนเหมือนพระจันทร์พระอาทิตย์  
			<remark  id="s2b26c89l5" />		ก็หาไม่ เหล่าชนที่เป็นกษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ สูทร คนจัณฑาล  
			<remark  id="s2b26c89l6" />		คนอยากเหยื่อ และชนชาติอื่นที่จะไม่แก่ไม่ตายก็ไม่มี ชนเหล่าใด  
			<remark  id="s2b26c89l7" />		เล่าเรียนมนต์อันประกอบด้วยองค์ ๖ ที่เป็นพรหมลิขิตและพวกที่เรียน  
			<remark  id="s2b26c89l8" />		วิชาเหล่าอื่น แม้ชนเหล่านั้นที่จะไม่แก่ไม่ตายก็ไม่มี อนึ่ง ฤาษีทั้งหลาย  
			<remark  id="s2b26c89l9" />		ผู้สงบสำรวมตนบำเพ็ญตบะ ก็จำต้องละทิ้งสรีระไปตามกาล ถึงพระ  
			<remark  id="s2b26c89l10" />		อรหันต์ผู้มีอินทรีย์อันอบรมแล้ว เสร็จกิจแล้ว ไม่มีอาสวะ สิ้นบุญ  
			<remark  id="s2b26c89l11" />		และบาปแล้ว ก็ยังต้องทอดทิ้งร่างกายนี้ไป.  
			<remark  id="s2b26c89l12" />	พระราชกุมารตรัสว่า  
			<remark  id="s2b26c89l13" />		ข้าแต่ท่านผู้เป็นมหามุนี คาถาของท่านเป็นสุภาษิตมีประโยชน์ ข้าพเจ้า  
			<remark  id="s2b26c89l14" />		โล่งใจเพราะวาจาอันท่านกล่าวดีแล้ว ขอท่านจงเป็นที่พึ่งของข้าพเจ้าเถิด.  
			<remark  id="s2b26c89l15" />	พระเถระกล่าวว่า  
			<remark  id="s2b26c89l16" />		ท่านอย่าถึงอาตมภาพเป็นที่พึ่งเลย จงถึงพระพุทธเจ้าผู้เป็นศากยบุตร  
			<remark  id="s2b26c89l17" />		เป็นมหาวีรบุรุษ ที่อาตมภาพถึงเป็นที่พึ่ง ว่าเป็นที่พึ่งเถิด.  
			<remark  id="s2b26c89l18" />	พระราชกุมารตรัสถามว่า  
			<remark  id="s2b26c89l19" />		ข้าแต่ท่านผู้นิรทุกข์ พระพุทธเจ้าผู้เป็นพระบรมครูของท่านพระองค์นั้น  
			<remark  id="s2b26c89l20" />		เวลานี้ประทับอยู่ในชนบทไหน แม้ข้าพเจ้าก็จักไปเฝ้าพระพุทธเจ้าพระ  
			<remark  id="s2b26c89l21" />		องค์นั้น ผู้ชนะมาร หาบุคคลเปรียบปรานมิได้?  
			<remark  id="s2b26c89l22" />	พระเถระตอบว่า  
			<remark  id="s2b26c89l23" />		แม้พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ผู้เป็นบรมครู เป็นบุรุษอาชาไนย ทรง  
			<remark  id="s2b26c89l24" />		สมภพในวงศ์แห่งพระเจ้าโอกกากราช อยู่ในชนบทปุรัตถิมทิศ แต่ว่า  
			<remark  id="s2b26c89l25" />		พระองค์เสด็จปรินิพพานแล้ว.  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b26c90" >
		<para id="s2b26c90p">
			<remark  id="s2b26c90l1" />	พระราชกุมารตรัสว่า  
			<remark  id="s2b26c90l2" />		ข้าแต่ท่านผู้นิรทุกข์ ก็ถ้าพระพุทธเจ้าผู้เป็นบรมครูของท่านพึงยังดำรง  
			<remark  id="s2b26c90l3" />		พระชนม์อยู่ไซร้ ถึงจะประทับอยู่ไกลพันโยชน์ ข้าพเจ้าก็จะไปเฝ้าให้  
			<remark  id="s2b26c90l4" />		จงได้ ข้าแต่ท่านผู้นิรทุกข์ ก็เพราะพระพุทธเจ้า ผู้เป็นบรมครูของท่าน  
			<remark  id="s2b26c90l5" />		เสด็จปรินิพพานแล้ว ข้าพเจ้าขอถึงพระพุทธเจ้าซึ่งเสด็จปรินิพพานแล้ว  
			<remark  id="s2b26c90l6" />		เป็นมหาวีรบุรุษ เป็นที่พึ่ง อนึ่ง ข้าพเจ้าขอถึงพระพุทธเจ้ากับทั้งพระ  
			<remark  id="s2b26c90l7" />		ธรรมอันยอดเยี่ยม และพระสงฆ์สาวกของพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐกว่า  
			<remark  id="s2b26c90l8" />		นรชน เป็นที่พึ่ง ข้าพเจ้าของดเว้นจากปาณาติบาต อทินนาทาน จะ  
			<remark  id="s2b26c90l9" />		ขอยินดีด้วยภรรยาของตนไม่พูดเท็จและไม่ดื่มน้ำเมา.  
			<remark  id="s2b26c90l10" />	พระเถระกล่าวว่า  
			<remark  id="s2b26c90l11" />		พระอาทิตย์มีรัศมีตั้งพัน โคจรไปในท้องฟ้าส่องแสงสว่างไปทั่วทิศ  
			<remark  id="s2b26c90l12" />		ฉันใด รถใหญ่ของท่านนี้ก็ฉันนั้น วัดโดยรอบยาวได้ร้อยโยชน์ หุ้ม  
			<remark  id="s2b26c90l13" />		ด้วยแผ่นทองคำรอบด้าน งอนรถนั้นวิจิตรด้วยแก้วมุกดา และแก้วมณี  
			<remark  id="s2b26c90l14" />		ลอยจำหลักเป็นรูปดอกไม้ลดาวัลย์ ตระการไปด้วยแก้วไพฑูรย์ อันบุญ  
			<remark  id="s2b26c90l15" />		กรรมตบแต่งแล้ว งามเพริดแพร้วด้วยทองคำและเงิน และปลายงอน  
			<remark  id="s2b26c90l16" />		รถนี้อันบุญกรรมตบแต่งด้วยแก้วไพฑูรย์ แอกรถวิจิตรไปด้วยแก้วทับทิม  
			<remark  id="s2b26c90l17" />		สายเชือกล้วนแล้วไปด้วยทองคำและเงิน อนึ่ง ม้าเหล่านี้ฝีเท้าว่องไว  
			<remark  id="s2b26c90l18" />		ดังใจ งามรุ่งเรือง ท่านยืนอยู่บนรถทองดูองอาจ ดุจท้าวสักกเทวราช  
			<remark  id="s2b26c90l19" />		ผู้เป็นใหญ่กว่าหมู่ทวยเทพ ผู้ทรงราชรถอันเทียมด้วยม้าอาชาไนยตั้งพัน  
			<remark  id="s2b26c90l20" />		ฉะนั้น อาตมภาพขอถามท่านผู้มียศ ผู้ฉลาด รถอันยิ่งใหญ่นี้ ท่านได้  
			<remark  id="s2b26c90l21" />		มาอย่างไร?  
			<remark  id="s2b26c90l22" />	สุชาตเทพบุตรตอบว่า  
			<remark  id="s2b26c90l23" />		ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ชาติก่อน ข้าพเจ้าเป็นราชบุตรนามว่า สุชาตกุมาร  
			<remark  id="s2b26c90l24" />		พระคุณเจ้าอนุเคราะห์สั่งสอนข้าพเจ้าให้ตั้งอยู่ในความสำรวม และ  
			<remark  id="s2b26c90l25" />		พระคุณเจ้ารู้ว่าข้าพเจ้าจะสิ้นอายุได้ให้พระบรมสารีริกธาตุแก่ข้าพเจ้า โดย  
			<remark  id="s2b26c90l26" />		กล่าวว่า ดูกรสุชาตราชกุมาร ท่านจงบูชาพระบรมสารีริกธาตุนี้เถิด  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b26c91" >
		<para id="s2b26c91p">
			<remark  id="s2b26c91l1" />		พระบรมสารีริกธาตุนี้ จักเป็นประโยชน์แก่ท่าน ข้าพเจ้าได้บูชาพระบรม  
			<remark  id="s2b26c91l2" />		สารีริกธาตุนั้น ด้วยของหอมและพวงมาลัย ขวนขวายในการทำบุญให้  
			<remark  id="s2b26c91l3" />		ทาน ละร่างมนุษย์นั้นแล้ว ได้ไปบังเกิดในสวนนันทวัน เดี๋ยวนี้  
			<remark  id="s2b26c91l4" />		ข้าพเจ้ามีหมู่นางเทพอัปสรฟ้อนรำ ขับร้องห้อมล้อม รื่นเริงอยู่ในสวน  
			<remark  id="s2b26c91l5" />		นันทวันอันประเสริฐ น่ารื่นรมย์ เกลื่อนกล่นไปด้วยหมู่สกุณชาติ  
			<remark  id="s2b26c91l6" />		นานาชนิด.  
			<remark  id="s2b26c91l7" />		         จบ จูฬรถวิมานที่ ๑๓.  
			<remark  id="s2b26c91l8" />		            มหารถวิมาน  
			<remark  id="s2b26c91l9" />		  ว่าด้วยผลบุญที่ทำให้ไปเกิดในมหารถวิมาน  
			<remark  id="s2b26c91l10" />	พระมหาโมคคัลลานเถระได้ถามเทพบุตรตนหนึ่งว่า  
			<remark  id="s2b26c91l11" />	[๖๔]  ท่านขึ้นรถม้าอันงามวิจิตรมิใช่น้อย เทียมด้วยม้าหนึ่งพันมาในที่ใกล้ภูมิ  
			<remark  id="s2b26c91l12" />		สถานอุทยาน ย่อมรุ่งเรือง ดุจท้าววาสวปุรินททะผู้เป็นใหญ่กว่าเทวดา  
			<remark  id="s2b26c91l13" />		แม่แคร่รถทั่งสองของท่านก็ล้วนแล้วด้วยทองคำ ปูเรียบด้วยแผ่นกระ  
			<remark  id="s2b26c91l14" />		ดานทองสนิทดี มีลูกกรงอันจัดไว้ได้ระเบียบเรียบร้อย ดังสำเร็จด้วย  
			<remark  id="s2b26c91l15" />		นายช่างผู้มีความเพียร งามไพโรจน์ดุจพระจันทร์ในวันเพ็ญ รถของท่าน  
			<remark  id="s2b26c91l16" />		นี้ปกคลุมด้วยข่ายทอง วิจิตรด้วยรตนะต่างๆ อย่างมากมาย มีเสียง  
			<remark  id="s2b26c91l17" />		กึกก้องไพเราะ น่าเพลิดเพลิน รุ่งเรืองไปด้วยหมู่เทพบุตรและเทพนารี  
			<remark  id="s2b26c91l18" />		ผู้ถือจามร อนึ่ง ดุมรถเหล่านี้วิจิตรไปด้วยลวดลายอย่างละร้อย ดุจว่า  
			<remark  id="s2b26c91l19" />		เนรมิตแล้วดังใจนึก สว่างไสวดังสายฟ้าแลบ นับได้ด้านละร้อย รถนี้  
			<remark  id="s2b26c91l20" />		ปกคลุมด้วยมาลากรรมอันวิจิตรเป็นอเนก กงใหญ่อันมีรัศมีตั้งพัน เสียง  
			<remark  id="s2b26c91l21" />		แห่งกงเหล่านั้นดังไพเราะดุจดนตรีเครื่อง ๕ อันบุคคลบรรเลงแล้ว ที่  
			<remark  id="s2b26c91l22" />		งอนรถร้อยด้วยแก้วมณีกลมดุจมณฑล พระจันทร์ งามวิจิตร แต่งด้วย  
			<remark  id="s2b26c91l23" />		ลายทองลายแก้วไพฑูรย์งามยิ่งนัก บริสุทธิ์ผุดผ่องทุกเมื่อ ม้าเหล่านี้  
			<remark  id="s2b26c91l24" />		ผูกสอดแล้วด้วยแก้วมณี ทั้งสูงทั้งใหญ่ ว่องไว ดังพรหมพลีมีฤทธิ์  
			<remark  id="s2b26c91l25" />		มาก อ้วนพี มีกำลังเร็วมาก รู้ใจของท่านวิ่งไปได้รวดเร็วดังใจนึก ม้า  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b26c92" >
		<para id="s2b26c92p">
			<remark  id="s2b26c92l1" />		ทั้งหมดนี้อดทนไปด้วยเท้า ๔ รู้ใจของท่าน วิ่งไปได้รวดเร็วดังใจ  
			<remark  id="s2b26c92l2" />		นึก เป็นม้าอ่อนโยน ไม่ลำพอง วิ่งเรียบยังใจผู้ขับขี่ให้เบิกบาน เป็น  
			<remark  id="s2b26c92l3" />		ม้าอันอุดมกว่าม้าทั้งหลาย ผูกสอดเครื่องประดับอันนายช่างทองทำดีแล้ว  
			<remark  id="s2b26c92l4" />		สลัดขนหางอยู่ไปมา บางทีก็วิ่งยกย่างเท้าไป บางทีก็เหาะไป เสียง  
			<remark  id="s2b26c92l5" />		แห่งเครื่องประดับเหล่านั้น ดังไพเราะน่าฟัง ดังดนตรีเครื่อง ๕ อัน  
			<remark  id="s2b26c92l6" />		บุคคลบรรเลงแล้ว เสียงรถเสียงเครื่องประดับทั้งหลาย เสียงบันลือ  
			<remark  id="s2b26c92l7" />		แห่งกลีบม้า เสียงม้าคำรนร้อง และเสียงเทพเจ้าผู้บันเทิง ดังไพเราะ  
			<remark  id="s2b26c92l8" />		น่าฟัง ดังดนตรีแห่งคนธรรพ์ในสวนจิตรลดา มีนางเทพอัปสรทั้งหลาย  
			<remark  id="s2b26c92l9" />		ยืนอยู่บนรถ มีดวงตารุ่งเรืองดังตาลูกเนื้อทราย มีขนตาดก มีหน้ายิ้ม  
			<remark  id="s2b26c92l10" />		แย้มพูดจาอ่อนหวาน มีสรีระปกคลุมด้วยข่ายแก้วไพฑูรย์ มีผิวพรรณ  
			<remark  id="s2b26c92l11" />		อันละเอียดอ่อน ผู้อันคนธรรพ์เทวดาผู้เลิศบูชาแล้ว นุ่งห่มผ้าแดงและ  
			<remark  id="s2b26c92l12" />		ผ้าเหลืองอันน่ากำหนัดรักใคร่ มีตากว้างยาว มีดวงตางาม มีสรีระ  
			<remark  id="s2b26c92l13" />		งดงาม หัวเราะเพราะพริ้งเกิดแล้วในตระกูล นางอัปสรทั้งหลายยืน  
			<remark  id="s2b26c92l14" />		ประนมปรากฏอยู่บนรถ สอดสวมกำไลทองมีร่างส่วนกลางงดงาม มี  
			<remark  id="s2b26c92l15" />		ลำขาและถันอันสมบูรณ์ นิ้วมือกลม หน้างาม น่าดูน่าชม นางอัปสร  
			<remark  id="s2b26c92l16" />		บางพวกยืนประนมมืออยู่บนรถ มีช้องผมอันงาม ล้วนแต่เป็นสาวรุ่นๆ  
			<remark  id="s2b26c92l17" />		มีผมอันสอดแซมด้วยแก้วมาลา ลอนผมเรียบร้อย งดงาม แบ่งออก  
			<remark  id="s2b26c92l18" />		เท่าๆ กัน นางอัปสรเหล่านั้น มีกิริยาเรียบร้อย มีใจยินดีต่อท่าน  
			<remark  id="s2b26c92l19" />		นางอัปสรทั้งหลายยืนประนมมือปรากฏบนรถ บางเหล่าสวมพวงมาลัย  
			<remark  id="s2b26c92l20" />		ปกคลุมไปด้วยดอกประทุมและดอกอุบล ตบแต่งแล้วด้วยมาลามาลัย  
			<remark  id="s2b26c92l21" />		ลูบไล้ด้วยแก่นจันทน์ นางเทพอัปสรเหล่านั้นมีกิริยาเรียบร้อย มีใจ  
			<remark  id="s2b26c92l22" />		ยินดีต่อท่าน นางเทพอัปสรทั้งหลายยืนประนมมือปรากฏอยู่บนรถ บาง  
			<remark  id="s2b26c92l23" />		พวกสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ ด้วยเครื่องประดับทั้งหลายที่ประดับแล้วที่คอ  
			<remark  id="s2b26c92l24" />		ที่มือ ที่เท้า ที่ศีรษะ ดุจพระอาทิตย์ส่องแสงอุทัยในสารทกาล ดอกไม้  
			<remark  id="s2b26c92l25" />		และเครื่องประดับที่แขนทั้งสอง อันกำลังลมพัดพานแล้ว ย่อมเปล่ง  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b26c93" >
		<para id="s2b26c93p">
			<remark  id="s2b26c93l1" />		เสียงกึกก้องไพเราะเจริญใจ เป็นเสียงอันเลิศ อันวิญญูชนทั้งปวงพึงฟัง  
			<remark  id="s2b26c93l2" />		ดูกรท่านผู้เป็นจอมเทพ ก็เสียงอันเกิดแล้วเพราะรถ ช้างและดุริยางค์  
			<remark  id="s2b26c93l3" />		ดนตรีทั้งหลาย อันตั้งอยู่แล้วในภูมิสถานอุทยาน โดยสองข้างเหล่านั้น  
			<remark  id="s2b26c93l4" />		ย่อมยังท่านให้บันเทิงใจ ดุจพิณทิพย์ทั้งหลาย มีรางและคันถือประกอบ  
			<remark  id="s2b26c93l5" />		แล้วเรียบร้อย อันนักดีดพิณบรรเลงอยู่ ย่อมยังชนผู้ฟังให้บันเทิง  
			<remark  id="s2b26c93l6" />		ฉะนั้น เมื่อพิณเป็นอันมากนี้ มีเสียงไพเราะเจริญใจ อันนางอัปสร  
			<remark  id="s2b26c93l7" />		ทั้งหลายบรรเลงอยู่ แม้เสียงนั้นจับใจยิ่งนัก นางเทพกัญญาทั้งหลาย  
			<remark  id="s2b26c93l8" />		ผู้ได้ศึกษาแล้ว พากันฟ้อนรำขับร้องอยู่ในดอกปทุมทั้งหลายเปรียบ  
			<remark  id="s2b26c93l9" />		เหมือนการขับร้อง การฟ้อนรำ และการประโคม ย่อมประสานเสียง  
			<remark  id="s2b26c93l10" />		เป็นเสียงเดียวกัน ฉะนั้น นางเทพอัปสรบางพวกฟ้อนรำอยู่บนรถของ  
			<remark  id="s2b26c93l11" />		ท่านนี้  และนางเทพอัปสรบางพวกย่อมยังทศทิศให้สว่างไสว ในข้าง  
			<remark  id="s2b26c93l12" />		ทั้งสองในประเทศนั้น ด้วยสรีระของตนและด้วยรัศมีแห่งวัตถาภรณ์ ท่าน  
			<remark  id="s2b26c93l13" />		นั้นเป็นผู้อันหมู่ทิพยดนตรีปลุกปลื้ม บันเทิงใจ อันหมู่ทวยเทพทั้งหลาย  
			<remark  id="s2b26c93l14" />		บูชาอยู่ ดุจท้าววชิราวุธ เมื่อพิณทิพย์เป็นอันมากนี้ เสียงไพเราะ  
			<remark  id="s2b26c93l15" />		เจริญใจ อันนางอัปสรทั้งหลายบรรเลงอยู่ แม้เสียงนั้นก็จับใจอย่างยิ่ง  
			<remark  id="s2b26c93l16" />		เมื่อชาติก่อน ท่านได้ทำกรรมอะไรไว้ด้วยตนเอง ชาติก่อน ท่านเป็น  
			<remark  id="s2b26c93l17" />		มนุษย์ได้รักษาอุโบสถ หรือว่าได้ชอบใจการประพฤติธรรม และการ  
			<remark  id="s2b26c93l18" />		สมาทานวัตรอะไร การที่ท่านมีอิทธานุภาพอันไพบูลย์รุ่งโรจน์โชติช่วง  
			<remark  id="s2b26c93l19" />		ครอบงำซึ่งหมู่เทวดาอย่างยิ่ง นี้ไม่ใช่ผลแห่งกรรมอันท่านทำแล้ว หรือ  
			<remark  id="s2b26c93l20" />		แห่งอุโบสถอันท่านประพฤติแล้วในชาติก่อน มีประมาณนิดหน่อยเลย  
			<remark  id="s2b26c93l21" />		นี่เป็นผลแห่งทาน ศีลหรืออัญชลีกรรมของท่าน อาตมาถามแล้วขอท่าน  
			<remark  id="s2b26c93l22" />		จงบอกผลกรรมนั้นแก่อาตมา?  
			<remark  id="s2b26c93l23" />		เทพบุตรนั้น อันพระมหาโมคคัลลานเถระถามแล้ว มีความปลาบปลื้มใจ  
			<remark  id="s2b26c93l24" />		จึงพยากรณ์ปัญหาแห่งผลกรรมที่ถูกถามนั้นว่า เมื่อชาติก่อน ข้าพเจ้า  
			<remark  id="s2b26c93l25" />		ได้เห็นพระพุทธเจ้าผู้มีอินทรีย์อันชนะแล้ว มีความก้าวหน้าไม่ต่ำทราม  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b26c94" >
		<para id="s2b26c94p">
			<remark  id="s2b26c94l1" />		ผู้สูงสุดกว่านระ ทรงพระนามว่ากัสสปเป็นอัครบุคคล ผู้เปิดประตูแห่ง  
			<remark  id="s2b26c94l2" />		อมตธรรม เป็นเทวดายิ่งกว่าเทวดา มีมหาปุริสลักษณะอันเกิดแล้วด้วย  
			<remark  id="s2b26c94l3" />		อำนาจบุญตั้งร้อย ผู้เช่นกับกุญชรข้ามโอฆะได้แล้ว มีพระรูปงามดุจ  
			<remark  id="s2b26c94l4" />		ทองสิงคิวรรณและทองชมพูนุท ครั้นได้เห็นพระพุทธเจ้าพระองค์นั้นแล้ว  
			<remark  id="s2b26c94l5" />		ก็เกิดความเลื่อมใสทันที ข้าพเจ้าได้เห็นพระพุทธเจ้า ผู้เป็นธงชัยแห่ง  
			<remark  id="s2b26c94l6" />		พระธรรมได้ถวายข้าวและน้ำ อันประกอบด้วยรสอร่อย สะอาด ประณีต  
			<remark  id="s2b26c94l7" />		กับทั้งจีวร แก่พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ในที่อยู่ของตนอันเกลื่อน  
			<remark  id="s2b26c94l8" />		กล่นไปด้วยดอกไม้ ข้าพเจ้ามีใจไม่ข้องอยู่ในอะไรๆ ได้อังคาสพระ  
			<remark  id="s2b26c94l9" />		พุทธเจ้าพระองค์นั้น ซึ่งเป็นผู้สูงสุดกว่าหมู่สัตว์ ด้วยข้าว น้ำ จีวร  
			<remark  id="s2b26c94l10" />		ของเคี้ยว ของบริโภค และของควรลิ้ม จึงรื่นรมย์อยู่ในสวรรค์อันเป็น  
			<remark  id="s2b26c94l11" />		เทพบุรีโดยอุบายนี้ ข้าพเจ้าได้ถวายมหาทานที่ควรบูชาอันบริสุทธิ์ ๓  
			<remark  id="s2b26c94l12" />		อย่างนี้เสมอๆ ละร่างมนุษย์แล้ว เป็นผู้เสมอด้วย พระอินทร์ รื่นรมย์  
			<remark  id="s2b26c94l13" />		อยู่ในเทพบุรี.  
			<remark  id="s2b26c94l14" />	โคบาลเทพบุตร ครั้นบอกบุรพกรรมอันตนทำแล้วแก่พระเถระด้วยประการดังนี้แล้ว บัดนี้  
			<remark  id="s2b26c94l15" /> มีความปรารถนาเพื่อยังชนแม้เหล่าอื่นให้ดำรงอยู่ในนิสสยสมบัติ เมื่อจะประกาศความเลื่อมใส  
			<remark  id="s2b26c94l16" /> ของตนในพระตถาคต จึงกล่าวคาถา ๒ คาถาความว่า  
			<remark  id="s2b26c94l17" />		ข้าแต่ท่านผู้เป็นมุนี เมื่อใครๆ หวังซึ่งอายุ วรรณะ สุขะ พละ และ  
			<remark  id="s2b26c94l18" />		รูปอันประณีต อย่างพึงมีใจข้องอยู่ในสิ่งอื่น พึงยังข้าวและน้ำอันตน  
			<remark  id="s2b26c94l19" />		ตบแต่งดีแล้วเป็นอันมาก ให้ตั้งไว้ในพระพุทธเจ้า เพราะใครๆ ใน  
			<remark  id="s2b26c94l20" />		โลกนี้หรือโลกอื่น จะเป็นผู้ประเสริฐหรือเสมอด้วยพระพุทธเจ้า มิได้มี  
			<remark  id="s2b26c94l21" />		พระตถาคตเจ้านั้นถึงแล้วซึ่งความเป็นผู้ควรบูชาอย่างยิ่ง กว่าบุคคลผู้ควร  
			<remark  id="s2b26c94l22" />		บูชาทั้งหลาย ของชนผู้มีความต้องการบุญ แสวงหาผลอันไพบูลย์.  
			<remark  id="s2b26c94l23" />		        จบ มหารถวิมานที่ ๑๔.  
			<remark  id="s2b26c94l24" />		        ________________________  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b26c95" >
		<para id="s2b26c95p">
			<remark  id="s2b26c95l1" />		       รวมวิมานที่มีในวรรคนี้ คือ  
			<remark  id="s2b26c95l2" />		๑. มัณฑุกเทวปุตตวิมาน                ๒. เรวดีวิมาน  
			<remark  id="s2b26c95l3" />		๓. ฉัตตมาณวกวิมาน                  ๔. กักกฏรสทายกวิมาน  
			<remark  id="s2b26c95l4" />		๕. ทวารปาลกวิมาน                  ๖. กรณียวิมานที่ ๑  
			<remark  id="s2b26c95l5" />		๗. กรณียวิมานที่ ๒                    ๘. สูจิวิมานที่ ๑  
			<remark  id="s2b26c95l6" />		๙. สูจิวิมานที่ ๒                     ๑๐. นาควิมานที่ ๑  
			<remark  id="s2b26c95l7" />		๑๑. นาควิมานที่ ๒                    ๑๒. นาควิมานที่ ๓  
			<remark  id="s2b26c95l8" />		๑๓. จูฬรถวิมาน                      ๑๔. มหารถวิมาน.  
			<remark  id="s2b26c95l9" />		         จบ มหารถวรรคที่ ๕.  
			<remark  id="s2b26c95l10" />		          จบ ภาณวารที่ ๓.  
			<remark  id="s2b26c95l11" />		           ______________  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b26c96" >
		<para id="s2b26c96p">
			<remark  id="s2b26c96l1" />		          ปายาสิกวรรคที่ ๖  
			<remark  id="s2b26c96l2" />		         ๑. อาคาริยวิมานที่ ๑  
			<remark  id="s2b26c96l3" />		ว่าด้วยผลบุญที่ทำให้ไปเกิดในอาคาริยวิมานที่ ๑  
			<remark  id="s2b26c96l4" />	พระมหาโมคคัลลานเถระ ได้ถามเทพบุตรตนหนึ่งว่า  
			<remark  id="s2b26c96l5" />	[๖๕]  สวนจิตรลดา เป็นสวนประเสริฐสูงสุดของชาวไตรทศ ย่อมสว่างไสว  
			<remark  id="s2b26c96l6" />		ฉันใด วิมานของท่านนี้ก็มีอุปมาฉันนั้น มีรัศมีรุ่งเรืองลอยอยู่ในอากาศ  
			<remark  id="s2b26c96l7" />		และท่านถึงความเป็นเทพเจ้าผู้มีฤทธิ์มีอานุภาพมาก ครั้งท่านเกิดเป็น  
			<remark  id="s2b26c96l8" />		มนุษย์ได้ทำบุญอะไรไว้ ท่านมีอานุภาพรุ่งเรือง และมีรัศมีสว่างไสวไป  
			<remark  id="s2b26c96l9" />		ทั่วทุกทิศอย่างนี้ เพราะบุญกรรมอะไร?  
			<remark  id="s2b26c96l10" />		เทพบุตรนั้น อันพระมหาโมคคัลลานเถระถามแล้ว มีความปลาบปลื้มใจ  
			<remark  id="s2b26c96l11" />		จึงพยากรณ์ปัญหาแห่งผลกรรมที่ถูกถามนั้นว่า เมื่อเราทั้งสอง คือ  
			<remark  id="s2b26c96l12" />		ข้าพเจ้าและภรรยา อยู่ครองเรือนในมนุษยโลก เป็นดุจอู่ข้าวอู่น้ำ มีจิต  
			<remark  id="s2b26c96l13" />		เลื่อมใส ได้ให้ข้าวและน้ำเป็นทานอันไพบูลย์โดยเคารพ ข้าพเจ้ามี  
			<remark  id="s2b26c96l14" />		วรรณะงามเช่นนี้เพราะบุญนั้น ฯลฯ และมีรัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ  
			<remark  id="s2b26c96l15" />		อย่างนี้ เพราะบุญนั้น.  
			<remark  id="s2b26c96l16" />		         จบ อาคาริยวิมานที่ ๑.  
			<remark  id="s2b26c96l17" />		         ๒. อาคาริยวิมานที่ ๒  
			<remark  id="s2b26c96l18" />		ว่าด้วยผลบุญที่ทำให้ไปเกิดในอาคาริยวิมานที่ ๒  
			<remark  id="s2b26c96l19" />	พระมหาโมคคัลลานเถระ ได้ถามเทพบุตรตนหนึ่งว่า  
			<remark  id="s2b26c96l20" />	[๖๖]  สวนจิตรลดา เป็นสวนประเสริฐสูงสุดของชาวไตรทศ ย่อมสว่างไสว  
			<remark  id="s2b26c96l21" />		ฉันใด วิมานของท่านนี้ก็มีอุปมาฉันนั้น มีรัศมีรุ่งเรือง ลอยอยู่ใน  
			<remark  id="s2b26c96l22" />		อากาศ และท่านถึงความเป็นเทพเจ้าผู้มีฤทธิ์ มีอานุภาพมาก ครั้งท่าน  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b26c97" >
		<para id="s2b26c97p">
			<remark  id="s2b26c97l1" />		เกิดเป็นมนุษย์ได้ทำบุญอะไรไว้ ท่านมีอานุภาพรุ่งเรือง และมีรัศมี  
			<remark  id="s2b26c97l2" />		สว่างไสวไปทั่วทุกทิศอย่างนี้ เพราะบุญกรรมอะไร?  
			<remark  id="s2b26c97l3" />		เทพบุตรนั้น อันพระมหาโมคคัลานเถระถามแล้ว มีความปลาบปลื้มใจ  
			<remark  id="s2b26c97l4" />		จึงพยากรณ์ปัญหาแห่งผลกรรมที่ถูกถามนั้นว่า เมื่อเราทั้งสอง คือ ข้าพเจ้า  
			<remark  id="s2b26c97l5" />		และภรรยา อยู่ครองเรือนในมนุษยโลก เป็นดุจบ่อข้าวบ่อน้ำ มีจิต  
			<remark  id="s2b26c97l6" />		เลื่อมใส ได้ให้ข้าวน้ำเป็นทานอันไพบูลย์โดยเคารพ ข้าพเจ้ามีวรรณะ  
			<remark  id="s2b26c97l7" />		งามเช่นนี้ เพราะบุญนั้น ฯลฯ และมีรัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศอย่างนี้  
			<remark  id="s2b26c97l8" />		เพราะบุญนั้น.  
			<remark  id="s2b26c97l9" />		         จบ อาคาริยวิมานที่ ๒  
			<remark  id="s2b26c97l10" />		          ๓. ผลทายกวิมาน  
			<remark  id="s2b26c97l11" />		 ว่าด้วยผลบุญที่ทำให้ไปเกิดในผลทายกวิมาน  
			<remark  id="s2b26c97l12" />		พระมหาโมคคัลลานเถระ ได้ถามเทพบุตรตนหนึ่งว่า  
			<remark  id="s2b26c97l13" />	[๖๗]  วิมานแก้วมณีของท่านนี้สูง ๑๒ โยชน์ โดยรอบมีปราสาท ๗๐๐ มีเสา  
			<remark  id="s2b26c97l14" />		แล้วไปด้วยแก้วไพฑูรย์ ปูลาดด้วยเครื่องลาดอันงามยิ่ง ท่านอยู่ ดื่ม  
			<remark  id="s2b26c97l15" />		บริโภคสุธาโภชน์ในวิมานนั้น อนึ่ง เทพบุตรผู้มีเสียงไพเราะ พากัน  
			<remark  id="s2b26c97l16" />		มาบรรเลงพิณทิพย์ในปราสาทหลังหนึ่งๆ มีนางเทพอัปสร ๖ หมื่นคน  
			<remark  id="s2b26c97l17" />		ล้วนเคยศึกษามาแล้ว ทั้งรูปก็งามยิ่ง อยู่ในชั้นไตรทศ พากันมาฟ้อนรำ  
			<remark  id="s2b26c97l18" />		ขับร้องให้ท่านบันเทิงใจ ท่านถึงความเป็นเทพเจ้าผู้มีฤทธิ์ มีอานุภาพมาก  
			<remark  id="s2b26c97l19" />		เมื่อท่านเกิดเป็นมนุษย์ได้ทำบุญอะไรไว้ ท่านมีอานุภาพรุ่งเรืองและมี  
			<remark  id="s2b26c97l20" />		รัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศอย่างนี้ เพราะบุญอะไร?  
			<remark  id="s2b26c97l21" />		เทพบุตรนั้น อันพระมหาโมคคัลลานเถระถามแล้ว มีความปลาบปลื้มใจ  
			<remark  id="s2b26c97l22" />		จึงพยากรณ์ปัญหาแห่งผลกรรมที่ถูกถามนั้นว่าผู้ใดมีจิตเลื่อมใส ได้ถวาย  
			<remark  id="s2b26c97l23" />		ผลมะม่วงในภิกษุสงฆ์ผู้ปฏิบัติตรงย่อมได้ผลอันไพบูลย์ ผู้นั้นแลไปสู่  
			<remark  id="s2b26c97l24" />		สวรรค์บันเทิงอยู่ในไตรทิพย์ เสวยผลบุญอันไพบูลย์ ฉันใด ข้าแต่ท่าน  
			<remark  id="s2b26c97l25" />		มหามุนี ข้าพเจ้าได้ถวายผลไม้ ๔ ผล ก็ฉันนั้นเหมือนกัน เพราะเหตุ  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b26c98" >
		<para id="s2b26c98p">
			<remark  id="s2b26c98l1" />		นั้นแล การถวายผลไม้จึงควรแท้ทีเดียว มนุษย์ผู้ต้องการความสุข  
			<remark  id="s2b26c98l2" />		ปรารถนาความสุขอันเป็นทิพย์ หรือปรารถนาความเป็นผู้มีส่วนดีงามใน  
			<remark  id="s2b26c98l3" />		มนุษย์ จงถวายทานเป็นนิตย์ทีเดียว ข้าพเจ้ามีวรรณะงามเช่นนี้เพราะ  
			<remark  id="s2b26c98l4" />		บุญนั้น ฯลฯ และมีรัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ เพราะบุญนั้น.  
			<remark  id="s2b26c98l5" />		         จบ ผลทายกวิมานที่ ๓  
			<remark  id="s2b26c98l6" />		       ๔. อุปัสสยทายกวิมานที่ ๑  
			<remark  id="s2b26c98l7" />		ว่าด้วยผลบุญที่ทำให้ไปเกิดในอุปัสสยทายกวิมานที่ ๑  
			<remark  id="s2b26c98l8" />	พระมหาโมคคัลลานเถระ ถามเทพบุตรตนหนึ่งว่า  
			<remark  id="s2b26c98l9" />	[๖๘]  พระจันทร์ส่องแสงรุ่งเรือง ลอยอยู่ในนภากาศอันปราศจากเมฆหมอก  
			<remark  id="s2b26c98l10" />		ฉันใด วิมานของท่านนี้ก็ฉันนั้น ส่องแสงรุ่งเรืองอยู่ในอากาศ ท่านถึง  
			<remark  id="s2b26c98l11" />		ความเป็นเทพเจ้าผู้มีฤทธิ์ มีอานุภาพมาก เมื่อท่านเป็นมนุษย์ได้ทำบุญ  
			<remark  id="s2b26c98l12" />		อะไรไว้ ท่านมีอานุภาพรุ่งเรือง และมีรัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศอย่างนี้  
			<remark  id="s2b26c98l13" />		เพราะบุญอะไร?  
			<remark  id="s2b26c98l14" />		เทพบุตรนั้น อันพระมหาโมคคัลลานเถระถามแล้ว มีความปลาบปลื้มใจ  
			<remark  id="s2b26c98l15" />		จึงพยากรณ์ปัญหาแห่งผลกรรมที่ถูกถามนั้นว่า เราทั้งสอง คือ ข้าพเจ้า  
			<remark  id="s2b26c98l16" />		และภรรยา เมื่อยังอยู่ในมนุษยโลกได้ถวายที่อยู่แก่พระอรหันต์และมี  
			<remark  id="s2b26c98l17" />		จิตเลื่อมใส ได้ถวายข้าวและน้ำเป็นทานอันไพบูลย์โดยเคารพ ข้าพเจ้า  
			<remark  id="s2b26c98l18" />		มีวรรณะงามเช่นนี้ เพราะบุญนั้น ฯลฯ และมีรัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ  
			<remark  id="s2b26c98l19" />		เพราะบุญนั้น.  
			<remark  id="s2b26c98l20" />		       จบ อุปัสสยทายกวิมานที่ ๑  
			<remark  id="s2b26c98l21" />		       ๕. อุปัสสยทายกวิมานที่ ๒  
			<remark  id="s2b26c98l22" />		ว่าด้วยผลบุญที่ทำให้ไปเกิดในอุปัสสยทายกวิมานที่ ๒  
			<remark  id="s2b26c98l23" />	พระมหาโมคคัลลานเถระ ได้ถามเทพบุตรคนหนึ่งว่า  
			<remark  id="s2b26c98l24" />	[๖๙]  พระอาทิตย์ส่องแสงรุ่งเรืองลอยอยู่ในนภากาศ ปราศจากเมฆหมอก  
			<remark  id="s2b26c98l25" />		ฉันใด เราทั้งสอง คือ ข้าพเจ้าและภรรยา เมื่อยังอยู่ในมนุษยโลก ได้  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b26c99" >
		<para id="s2b26c99p">
			<remark  id="s2b26c99l1" />		ถวายที่อยู่แก่พระอรหันต์ และมีจิตเลื่อมใส ได้ถวายข้าวและน้ำเป็นทาน  
			<remark  id="s2b26c99l2" />		อันไพบูลย์โดยเคารพ ข้าพเจ้ามีวรรณะงามเช่นนี้ เพราะบุญนั้น ฯลฯ  
			<remark  id="s2b26c99l3" />		และมีรัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ เพราะบุญนั้น.  
			<remark  id="s2b26c99l4" />		       จบ อุปัสสยทายกวิมานที่ ๕  
			<remark  id="s2b26c99l5" />		   (ข้อความพิสดารเหมือนกับวิมานก่อน)  
			<remark  id="s2b26c99l6" />		         ๖. ภิกขาทายกวิมาน  
			<remark  id="s2b26c99l7" />		ว่าด้วยผลบุญที่ทำให้ไปเกิดในภิกขาทายกวิมาน  
			<remark  id="s2b26c99l8" />	พระมหาโมคคัลลานเถระ ได้ถามเทพบุตรตนหนึ่งว่า  
			<remark  id="s2b26c99l9" />	[๗๐]  วิมานแก้วมณีของท่านนี้สูง ๑๒ โยชน์ มีปราสาท ๗๐๐ ยอด มีเสาล้วน  
			<remark  id="s2b26c99l10" />		ด้วยแก้วไพฑูรย์ ปูลาดด้วยเครื่องลาดทองคำงามวิจิตรอย่างยิ่ง ท่านถึง  
			<remark  id="s2b26c99l11" />		ความเป็นเทพเจ้าผู้มีฤทธิ์ มีอานุภาพมาก ฯลฯ และมีรัศมีสว่างไสวไป  
			<remark  id="s2b26c99l12" />		ทั่วทุกทิศอย่างนี้ เพราะบุญอะไร?  
			<remark  id="s2b26c99l13" />		เทพบุตรนั้น อันพระมหาโมคคัลลานเถระถามแล้ว มีความปลาบปลื้มใจ  
			<remark  id="s2b26c99l14" />		จึงพยากรณ์ปัญหาแห่งผลกรรมที่ถูกถามนั้นว่า เมื่อชาติก่อนข้าพเจ้าเกิด  
			<remark  id="s2b26c99l15" />		เป็นมนุษย์อยู่ในมนุษยโลก ได้เห็นภิกษุลำบาก อดอยาก ในกาลนั้น  
			<remark  id="s2b26c99l16" />		ข้าพเจ้าได้มอบถวายภิกษาอย่างหนึ่ง พร้อมด้วยภัต ข้าพเจ้ามีวรรณะงาม  
			<remark  id="s2b26c99l17" />		เช่นนี้เพราะบุญนั้น ฯลฯ และรัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ เพราะบุญนั้น.  
			<remark  id="s2b26c99l18" />		        จบ ภิกขาทายกวิมานที่ ๖  
			<remark  id="s2b26c99l19" />		          ๗. ยวปาลกวิมาน  
			<remark  id="s2b26c99l20" />		 ว่าด้วยผลบุญที่ทำให้ไปเกิดในยวปาลกวิมาน  
			<remark  id="s2b26c99l21" />	พระมหาโมคคัลลานเถระ ได้ถามเทพบุตรตนหนึ่งว่า  
			<remark  id="s2b26c99l22" />	[๗๑]  วิมานแก้วมณีของท่านนี้ ฯลฯ และมีรัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศอย่างนี้  
			<remark  id="s2b26c99l23" />		เพราะบุญอะไร?  
			<remark  id="s2b26c99l24" />		เทพบุตรนั้น อันพระมหาโมคคัลลานเถระถามแล้ว มีความปลาบปลื้มใจ  
			<remark  id="s2b26c99l25" />		จึงพยากรณ์ปัญหาแห่งผลกรรมที่ถูกถามนั้นว่าข้าพเจ้าเกิดเป็นมนุษย์อยู่ใน 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b26c100" >
		<para id="s2b26c100p">
			<remark  id="s2b26c100l1" />		หมู่มนุษยโลก เป็นคนเฝ้าข้าวได้เห็นภิกษุผู้ปราศจากกิเลสธุลี มีอินทรีย์  
			<remark  id="s2b26c100l2" />		ผ่องใส ไม่ขุ่นมัว มีความเลื่อมใสได้แบ่งขนมกุมมาสถวายท่านด้วยมือ  
			<remark  id="s2b26c100l3" />		ของตน ครั้นแล้วจึงบันเทิงใจอยู่ในสวนนันทวัน ข้าพเจ้ามีวรรณะงาม  
			<remark  id="s2b26c100l4" />		เช่นนี้ เพราะบุญนั้น ฯลฯ และมีรัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศเพราะบุญนั้น.  
			<remark  id="s2b26c100l5" />		         จบ ยวปาลกวิมานที่ ๗  
			<remark  id="s2b26c100l6" />		          ๘. กุณฑลีวิมานที่ ๑  
			<remark  id="s2b26c100l7" />		  ว่าด้วยผลบุญที่ทำให้ไปเกิดในกุณฑลีวิมาน  
			<remark  id="s2b26c100l8" />	พระมหาโมคคัลลานเถระ ได้ถามเทพบุตรตนหนึ่งว่า  
			<remark  id="s2b26c100l9" />	[๗๒]  ท่านประดับประดาแล้ว ทัดทรงดอกไม้ นุ่งห่มผ้าทิพย์ สอดใส่ต่างหู  
			<remark  id="s2b26c100l10" />		อันงาม มีผมและหนวดอันตัดเรียบร้อย มีมือสวมเครื่องประดับเรืองยศ  
			<remark  id="s2b26c100l11" />		อยู่ในวิมานทิพย์ งามดุจพระจันทร์ในวันเพ็ญ อนึ่ง เทพบุตรผู้มีเสียง  
			<remark  id="s2b26c100l12" />		ไพเราะพากันมาบรรเลงพิณทิพย์ ในปราสาทหลังหนึ่งๆ มีนางเทพอัปสร  
			<remark  id="s2b26c100l13" />		๖ หมื่น คน ล้วนได้ศึกษามาแล้ว มีรูปงามยิ่ง อยู่ในชั้นไตรทศ พากัน  
			<remark  id="s2b26c100l14" />		มาฟ้อนรำขับร้องให้ท่านบันเทิงใจ ท่านถึงความเป็นเทพเจ้าผู้มีฤทธิ์  
			<remark  id="s2b26c100l15" />		มีอานุภาพมาก เมื่อท่านเป็นมนุษย์ได้ทำบุญอะไรไว้ ท่านมีอานุภาพ  
			<remark  id="s2b26c100l16" />		รุ่งเรือง และมีรัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศอย่างนี้ เพราะบุญอะไร?  
			<remark  id="s2b26c100l17" />		เทพบุตรนั้น อันพระมหาโมคคัลลานเถระถามแล้ว มีความปลาบปลื้มใจ  
			<remark  id="s2b26c100l18" />		จึงพยากรณ์ปัญหาแห่งผลกรรมที่ถูกถามนั้นว่า ข้าพเจ้าเป็นมนุษย์อยู่ในหมู่  
			<remark  id="s2b26c100l19" />		มนุษย์ ได้เห็นสมณะทั้งหลายผู้มีศีล ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ  
			<remark  id="s2b26c100l20" />		มียศ เป็นพหูสูต บรรลุความสิ้นตัณหา มีจิตเลื่อมใส ได้ถวายข้าวและ  
			<remark  id="s2b26c100l21" />		น้ำเป็นอันมากเป็นทาน โดยความเคารพ ข้าพเจ้ามีวรรณะงามเช่นนี้  
			<remark  id="s2b26c100l22" />		เพราะบุญนั้น ฯลฯ และมีรัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศอย่างนี้ เพราะบุญนั้น.  
			<remark  id="s2b26c100l23" />		          จบ กุณฑลีวิมานที่ ๘  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b26c101" >
		<para id="s2b26c101p">
			<remark  id="s2b26c101l1" />		          ๙. กุณฑลีวิมานที่ ๒  
			<remark  id="s2b26c101l2" />		  ว่าด้วยผลบุญที่ทำให้ไปเกิดในกุณฑลีวิมาน  
			<remark  id="s2b26c101l3" />	พระมหาโมคคัลลานเถระ ได้ถามเทพบุตรตนหนึ่งว่า  
			<remark  id="s2b26c101l4" />	[๗๓]  ท่านประดับประดาแล้ว ทัดทรงดอกไม้ นุ่งห่มผ้าทิพย์ ฯลฯ ท่านมี  
			<remark  id="s2b26c101l5" />		อานุภาพมาก รุ่งเรือง และมีรัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศอย่างนี้ เพราะ  
			<remark  id="s2b26c101l6" />		บุญอะไร?  
			<remark  id="s2b26c101l7" />		เทพบุตรนั้น อันพระมหาโมคคัลลานเถระถามแล้ว มีความปลาบปลื้มใจ  
			<remark  id="s2b26c101l8" />		จึงพยากรณ์ปัญหาแห่งผลกรรมที่ถูกถามนั้นว่า ข้าพเจ้าเป็นมนุษย์อยู่ใน  
			<remark  id="s2b26c101l9" />		หมู่มนุษย์ ได้เห็นสมณะมีรูปงาม ฯลฯ ข้าพเจ้ามีวรรณะงามเช่นนี้  
			<remark  id="s2b26c101l10" />		เพราะบุญนั้น ฯลฯ และมีรัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศอย่างนี้ เพราะบุญนั้น  
			<remark  id="s2b26c101l11" />		          จบ กุณฑลีวิมานที่ ๙  
			<remark  id="s2b26c101l12" />		           ๑๐. อุตตรวิมาน  
			<remark  id="s2b26c101l13" />		  ว่าด้วยผลบุญที่ทำให้ไปเกิดในอุตตรวิมาน  
			<remark  id="s2b26c101l14" />		พระมหาโมคคัลลานเถระ ได้ถามเทพบุตรตนหนึ่งว่า  
			<remark  id="s2b26c101l15" />	[๗๔]  สุธรรมสภาของท้าวสักกเทวราช เป็นที่นั่งประชุมของหมู่ทวยเทพ ฉันใด  
			<remark  id="s2b26c101l16" />		วิมานของท่านนี้ก็มีอุปมาฉันนั้น ส่องแสงสว่างไสว ลอยอยู่ในอากาศ  
			<remark  id="s2b26c101l17" />		ท่านถึงความเป็นเทพเจ้าผู้มีฤทธิ์ มีอานุภาพมาก เมื่อท่านเกิดเป็นมนุษย์  
			<remark  id="s2b26c101l18" />		ได้ทำบุญอะไรไว้ ท่านมีอานุภาพอันรุ่งเรืองและมีรัศมีสว่างไสวไปทั่ว  
			<remark  id="s2b26c101l19" />		ทุกทิศอย่างนี้ เพราะบุญอะไร?  
			<remark  id="s2b26c101l20" />		เทพบุตรนั้น อันพระมหาโมคคัลลานเถระถามแล้ว มีความปลาบปลื้มใจ  
			<remark  id="s2b26c101l21" />		จึงพยากรณ์ปัญหาแห่งผลกรรมที่ถูกถามนั้นว่า ข้าพเจ้าเป็นมนุษย์อยู่ในหมู่  
			<remark  id="s2b26c101l22" />		มนุษย์ เป็นมาณพรับใช้สอยของพระเจ้าปายาสิ ได้ทรัพย์มาแล้ว ได้  
			<remark  id="s2b26c101l23" />		กระทำการแจกจ่าย อนึ่ง ท่านผู้มีศีลทั้งหลาย เป็นที่รักของข้าพเจ้า  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b26c102" >
		<para id="s2b26c102p">
			<remark  id="s2b26c102l1" />		ข้าพเจ้ามีจิตเลื่อมใส ได้ถวายข้าวและน้ำเป็นทานอันไพบูลย์ โดยความ  
			<remark  id="s2b26c102l2" />		เคารพ ข้าพเจ้ามีวรรณะงามเช่นนี้ เพราะบุญนั้น ฯลฯ และมีรัศมีสว่าง  
			<remark  id="s2b26c102l3" />		ไสวไปทั่วทุกทิศอย่างนี้ เพราะบุญนั้น.  
			<remark  id="s2b26c102l4" />		         จบ อุตตรวิมานที่ ๑๐  
			<remark  id="s2b26c102l5" />		       รวมวิมานที่มีในวรรคนี้ คือ  
			<remark  id="s2b26c102l6" />		๑. อาคาริยวิมานที่ ๑           ๒. อาคาริยวิมานที่ ๒  
			<remark  id="s2b26c102l7" />		๓. ผลทายกวิมาน              ๔. อุปัสสยทายกวิมานที่ ๑  
			<remark  id="s2b26c102l8" />		๕. อุปัสสยทายกวิมานที่ ๒       ๖. ภิกขาทายกวิมาน  
			<remark  id="s2b26c102l9" />		๗. ยวปาลกวิมาน              ๘. กุณฑลีวิมานที่ ๑  
			<remark  id="s2b26c102l10" />		๙. กุณฑลีวิมานที่ ๒            ๑๐. อุตตรวิมาน.  
			<remark  id="s2b26c102l11" />		            จบ วรรคที่ ๖  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b26c103" >
		<para id="s2b26c103p">
			<remark  id="s2b26c103l1" />		           สุนิกขิตวรรคที่ ๗  
			<remark  id="s2b26c103l2" />		          ๑. จิตตลดาวิมาน  
			<remark  id="s2b26c103l3" />		 ว่าด้วยผลบุญที่ทำให้ไปเกิดในจิตตลดาวิมาน  
			<remark  id="s2b26c103l4" />	พระมหาโมคคัลลานเถระ ได้ถามเทพบุตรตนหนึ่งว่า  
			<remark  id="s2b26c103l5" />	[๗๕]  สวนจิตลดา เป็นสวนประเสริฐสูงสุดของชาวไตรทศ ย่อมสว่างไสว  
			<remark  id="s2b26c103l6" />		ฉันใด วิมานของท่านนี้ก็มีอุปมาฉันนั้น ย่อมสว่างไสว ลอยอยู่ในอากาศ  
			<remark  id="s2b26c103l7" />		ท่านถึงความเป็นเทพเจ้าผู้มีฤทธิ์ มีอานุภาพมาก เมื่อครั้งท่านเป็นมนุษย์  
			<remark  id="s2b26c103l8" />		ได้ทำบุญอะไรไว้ ท่านมีอานุภาพอันรุ่งเรือง และมีรัศมีสว่างไสวไปทั่ว  
			<remark  id="s2b26c103l9" />		ทุกทิศอย่างนี้ เพราะบุญอะไร?  
			<remark  id="s2b26c103l10" />		เทพบุตรนั้น อันพระมหาโมคคัลลานเถระถามแล้ว มีความปลาบปลื้มใจ  
			<remark  id="s2b26c103l11" />		จึงพยากรณ์ปัญหาแห่งผลกรรมที่ถูกถามนั้นว่า ข้าพเจ้าเป็นมนุษย์อยู่ในหมู่  
			<remark  id="s2b26c103l12" />		มนุษย์ เป็นคนขัดสน ไม่มีที่พึ่ง เป็นคนกำพร้า เป็นกรรมกร เลี้ยงดู  
			<remark  id="s2b26c103l13" />		มารดาบิดาผู้แก่เฒ่า อนึ่ง ท่านผู้มีศีลเป็นที่รักของข้าพเจ้า ข้าพเจ้ามีจิต  
			<remark  id="s2b26c103l14" />		เลื่อมใสได้ถวายข้าวและน้ำเป็นทานอันไพบูลย์ โดยความเคารพ ข้าพเจ้า  
			<remark  id="s2b26c103l15" />		มีวรรณะงามเช่นนี้ เพราะบุญนั้น ฯลฯ และมีรัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ  
			<remark  id="s2b26c103l16" />		อย่างนี้ เพราะบุญนั้น.  
			<remark  id="s2b26c103l17" />		         จบ จิตตลดาวิมานที่ ๑  
			<remark  id="s2b26c103l18" />		           ๒. นันทนวิมาน  
			<remark  id="s2b26c103l19" />		  ว่าด้วยผลบุญที่ทำให้ไปเกิดในนันทนวิมาน  
			<remark  id="s2b26c103l20" />	พระมหาโมคคัลลานเถระ ได้ถามเทพบุตรตนหนึ่งว่า  
			<remark  id="s2b26c103l21" />	[๗๖]  สวนจิตลดา เป็นสวนประเสริฐสูงสุดของชาวไตรทศ ฯลฯ ท่านมีอานุภาพ  
			<remark  id="s2b26c103l22" />		อันรุ่งเรือง และมีรัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศอย่างนี้ เพราะบุญอะไร?  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b26c104" >
		<para id="s2b26c104p">
			<remark  id="s2b26c104l1" />		เทพบุตรนั้น อันพระมหาโมคคัลลานเถระถามแล้ว มีความปลาบปลื้มใจ  
			<remark  id="s2b26c104l2" />		จึงพยากรณ์ปัญหาแห่งผลกรรมที่ถูกถามนั้นว่า ข้าพเจ้าเป็นมนุษย์อยู่ใน  
			<remark  id="s2b26c104l3" />		หมู่มนุษย์ เป็นคนขัดสน ฯลฯ และมีรัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศอย่างนี้  
			<remark  id="s2b26c104l4" />		เพราะบุญนั้น.  
			<remark  id="s2b26c104l5" />		          จบ นันทนวิมานที่ ๒  
			<remark  id="s2b26c104l6" />		           ๓. มณิถูณวิมาน  
			<remark  id="s2b26c104l7" />		  ว่าด้วยผลบุญที่ทำให้ไปเกิดในมณิถูณวิมาน  
			<remark  id="s2b26c104l8" />	พระมหาโมคคัลลานเถระ ได้ถามเทพบุตรตนหนึ่งว่า  
			<remark  id="s2b26c104l9" />	[๗๗]  วิมานแก้วมณีของท่านนี้สูง ๑๒ โยชน์ โดยรอบมีปราสาท ๗๐๐ มีเสา  
			<remark  id="s2b26c104l10" />		ล้วนแล้วด้วยแก้วไพฑูรย์ ปูลาดด้วยเครื่องลาดทองคำอันงามยิ่ง ท่านอยู่  
			<remark  id="s2b26c104l11" />		ดื่ม และบริโภคสุธาโภชน์ในวิมานนั้น อนึ่ง เทพบุตรผู้มีเสียงไพเราะ  
			<remark  id="s2b26c104l12" />		ก็พากันมาบรรเลงพิณทิพย์ เบญจกามคุณมีรสอันเป็นทิพย์ก็มีอยู่ในวิมาน  
			<remark  id="s2b26c104l13" />		นี้ ทั้งเหล่าเทพนารีผู้ประดับประดาด้วยเครื่องทองคำ พากันมาฟ้อนรำอยู่  
			<remark  id="s2b26c104l14" />		ท่านมีวรรณะงามเช่นนี้ เพราะบุญอะไร ฯลฯ และมีรัศมีสว่างไสวไปทั่ว  
			<remark  id="s2b26c104l15" />		ทุกทิศอย่างนี้ เพราะบุญอะไร?  
			<remark  id="s2b26c104l16" />		เทพบุตรนั้น อันพระมหาโมคคัลลานเถระถามแล้ว มีความปลาบปลื้มใจ  
			<remark  id="s2b26c104l17" />		จึงพยากรณ์ปัญหาแห่งผลกรรมที่ถูกถามนั้นว่า ข้าพเจ้าเป็นมนุษย์อยู่ในหมู่  
			<remark  id="s2b26c104l18" />		มนุษย์ ได้สร้างที่จงกรมไว้ใกล้ทางในป่าใหญ่ และปลูกต้นไม้อันน่า  
			<remark  id="s2b26c104l19" />		รื่นรมย์ อนึ่ง ท่านผู้มีศีลเป็นที่น่ารักของข้าพเจ้า ข้าพเจ้ามีจิตเลื่อมใส  
			<remark  id="s2b26c104l20" />		ได้ถวายข้าวน้ำมากมายเป็นทานโดยความเคารพ ข้าพเจ้ามีวรรณะงามเช่นนี้  
			<remark  id="s2b26c104l21" />		เพราะบุญนั้น ฯลฯ และมีรัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศอย่างนี้ เพราะบุญนั้น.  
			<remark  id="s2b26c104l22" />		          จบ มณิถูณวิมานที่ ๓  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b26c105" >
		<para id="s2b26c105p">
			<remark  id="s2b26c105l1" />		           ๔. สุวรรณวิมาน  
			<remark  id="s2b26c105l2" />		  ว่าด้วยผลบุญที่ทำให้ไปเกิดในสุวรรณวิมาน  
			<remark  id="s2b26c105l3" />	พระมหาโมคคัลลานเถระ ได้ถามเทพบุตรตนหนึ่งว่า  
			<remark  id="s2b26c105l4" />	[๗๘]  วิมานของท่านสว่างไสวทุกส่วน ปกคลุมด้วยข่ายทองคำ ผูกขึงข่ายกระดึง  
			<remark  id="s2b26c105l5" />		ตั้งอยู่บนภูเขาทอง เสาทุกต้นของวิมานนั้นแปดเหลี่ยม อันบุญกรรม  
			<remark  id="s2b26c105l6" />		ทำดีแล้ว สำเร็จด้วยแก้วไพฑูรย์ที่เหลี่ยมหนึ่งๆ มีรตนะ ๗ ประการ  
			<remark  id="s2b26c105l7" />		อันบุญกรรมเนรมิตแล้ว มีพื้นอันน่ารื่นรมย์ใจ วิจิตรด้วยแก้วไพฑูรย์  
			<remark  id="s2b26c105l8" />		ทองคำ แก้วผลึก รูปิยะ มรกต มุกดา ทับทิม และแก้วมณี วิมาน  
			<remark  id="s2b26c105l9" />		นั้นไม่มีธุลีพุ่งขึ้น หมู่กลอนทั้งหลายมีสีเหลือง อันบุญกรรมเนรมิตแล้ว  
			<remark  id="s2b26c105l10" />		ทรงไว้ซึ่งช่อฟ้า บุญกรรมเนรมิตบันได ๔ บันไดในทิศทั้ง ๔ มีห้อง  
			<remark  id="s2b26c105l11" />		สำเร็จด้วยรตนะต่างๆ รุ่งเรืองสว่างไสวดุจพระอาทิตย์ มีอัฒจันท์ ๔  
			<remark  id="s2b26c105l12" />		จำแนกออกเป็นส่วนๆ รุ่งเรืองสว่างไสวไปตลอดทั่วทิศทั้ง ๔ โดยรอบ  
			<remark  id="s2b26c105l13" />		ท่านมีรัศมีรุ่งเรืองล่วงเหล่าเทพบุตรผู้มีรัศมีมาก ในวิมานอันประเสริฐนั้น  
			<remark  id="s2b26c105l14" />		ดุจพระอาทิตย์อุทัย นี้เป็นผลแห่งทาน ศีล หรืออัญชลีกรรมของท่าน  
			<remark  id="s2b26c105l15" />		อาตมาถามแล้ว ขอท่านจงบอกผลกรรมนั้นแก่อาตมา?  
			<remark  id="s2b26c105l16" />		เทพบุตรนั้น อันพระมหาโมคคัลลานเถระถามแล้ว มีความปลาบปลื้มใจ  
			<remark  id="s2b26c105l17" />		จึงพยากรณ์ปัญหาแห่งผลกรรมที่ถูกถามนั้นว่า ข้าพเจ้าเป็นมนุษย์อยู่ใน  
			<remark  id="s2b26c105l18" />		เมืองอันธกวินทะ มีจิตเลื่อมใสได้สร้างวิหารถวายพระศาสดาผู้เป็น  
			<remark  id="s2b26c105l19" />		พระพุทธเจ้าเผ่าพันธุ์พระอาทิตย์ ด้วยมือของตน ข้าพเจ้ามีใจผ่องใส  
			<remark  id="s2b26c105l20" />		ได้บูชาด้วยของหอม ดอกไม้ ปัจจัย และเครื่องลูบไล้ แด่พระศาสดา  
			<remark  id="s2b26c105l21" />		ผู้อยู่ในวิหารนั้น เพราะบุญนั้น ข้าพเจ้าจึงได้ผลนี้มีอำนาจปกครอง  
			<remark  id="s2b26c105l22" />		นันทนอุทยาน อันหมู่นางอัปสรฟ้อนรำขับร้องห้อมล้อม รื่นรมย์อยู่ใน  
			<remark  id="s2b26c105l23" />		สวนนันทวันอันประเสริฐ เป็นที่รื่นรมย์เกลื่อนไปด้วยหมู่นกต่างๆ พรรณ.  
			<remark  id="s2b26c105l24" />		         จบ สุวรรณวิมานที่ ๔  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b26c106" >
		<para id="s2b26c106p">
			<remark  id="s2b26c106l1" />		            ๕. อัมพวิมาน  
			<remark  id="s2b26c106l2" />		   ว่าด้วยผลบุญที่ทำให้ไปเกิดในอัมพวิมาน  
			<remark  id="s2b26c106l3" />	พระมหาโมคคัลลานเถระ ได้ถามเทพบุตรตนหนึ่งว่า  
			<remark  id="s2b26c106l4" />	[๗๙] วิมานแก้วมณีของท่านนี้สูง ๑๒ โยชน์ โดยรอบมีปราสาท ๗๐๐ มีเสา  
			<remark  id="s2b26c106l5" />		ล้วนแล้วด้วยแก้วไพฑูรย์ ปูลาดด้วยเครื่องลาดทองคำอันงามยิ่ง ตัวของ  
			<remark  id="s2b26c106l6" />		ท่านก็อยู่ ดื่ม และบริโภคสุธาโภชน์ในวิมานนั้น อนึ่ง เทพบุตรผู้มี  
			<remark  id="s2b26c106l7" />		เสียงอันไพเราะ พากันมาบรรเลงเพลงพิณทิพย์ให้ฟัง เบญจกามคุณซึ่งมี  
			<remark  id="s2b26c106l8" />		รสอันเป็นทิพย์มีอยู่พรั่งพร้อมในวิมานนี้ ทั้งเหล่าเทพนารีมีร่างอัน  
			<remark  id="s2b26c106l9" />		ประดับด้วยเครื่องทองคำ พากันมาฟ้อนรำอยู่ ท่านมีวรรณะงามเช่นนี้  
			<remark  id="s2b26c106l10" />		เพราะบุญอะไร ฯลฯ และมีรัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศอย่างนี้ เพราะบุญ  
			<remark  id="s2b26c106l11" />		อะไร?  
			<remark  id="s2b26c106l12" />		เทพบุตรนั้น อันพระมหาโมคคัลลานเถระถามแล้ว มีความปลาบปลื้มใจ  
			<remark  id="s2b26c106l13" />		จึงพยากรณ์ปัญหาแห่งผลกรรมที่ถูกถามนั้นว่า ข้าพเจ้าเป็นบุรุษรับจ้างของ  
			<remark  id="s2b26c106l14" />		ชนเหล่าอื่น เมื่อพระอาทิตย์กำลังแผดแสงในเดือนท้ายแห่งฤดูร้อน  
			<remark  id="s2b26c106l15" />		ได้ตักน้ำรดสวนมะม่วงอยู่ ครั้งนั้นภิกษุปรากฏชื่อว่า สารีบุตร ลำบากกาย  
			<remark  id="s2b26c106l16" />		ไม่ลำบากใจได้มาทางสวนมะม่วงนั้น ครั้งนั้น ข้าพเจ้าเป็นคนรดน้ำต้น  
			<remark  id="s2b26c106l17" />		มะม่วง ได้เห็นท่านพระสารีบุตรกำลังเดินมา จึงได้กล่าวว่า ข้าแต่ท่าน  
			<remark  id="s2b26c106l18" />		ผู้เจริญ ขอโอกาสเถิด ขอนิมนต์ท่านสรงน้ำ ข้อนั้นจะพึงนำความสุข  
			<remark  id="s2b26c106l19" />		มาให้แก่ข้าพเจ้า ท่านพระสารีบุตรวางบาตรและจีวรไว้ เหลือแต่จีวร  
			<remark  id="s2b26c106l20" />		ตัวเดียวนั่งที่ร่มโคนต้นไม้ เพื่ออนุเคราะห์แก่ข้าพเจ้า ข้าพเจ้ามีใจ  
			<remark  id="s2b26c106l21" />		เลื่อมใส เอาน้ำอันใสสรงพระเถระผู้มีจีวรตัวเดียว นั่งอยู่ที่ร่ม ณ โคน  
			<remark  id="s2b26c106l22" />		ต้นไม้ ต้นมะม่วง ข้าพเจ้าได้รดน้ำแล้ว และสมณะข้าพเจ้าได้สรงน้ำ  
			<remark  id="s2b26c106l23" />		แล้ว ข้าพเจ้าได้ประสบบุญมีประมาณมิใช่น้อย บุรุษนั้นย่อมซาบซ่าน  
			<remark  id="s2b26c106l24" />		ไปทั่วกายของตนด้วยความปีติด้วยคิดว่า เราได้ทำกรรมมีประมาณเท่านี้  
			<remark  id="s2b26c106l25" />		ในชาตินั้น ละร่างมนุษย์แล้ว ได้มาบังเกิดในสวนนันทวัน ข้าพเจ้าอัน  
			<remark  id="s2b26c106l26" />		นางเทพอัปสรพากันฟ้อนรำขับร้องห้อมล้อม รื่นรมย์อยู่ในสวนนันทวัน  
			<remark  id="s2b26c106l27" />		อันประเสริฐ เป็นสถานอันรื่นรมย์เกลื่อนไปด้วยหมู่นกนานาพรรณ.  
			<remark  id="s2b26c106l28" />		          จบ อัมพวิมานที่ ๕.  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b26c107" >
		<para id="s2b26c107p">
			<remark  id="s2b26c107l1" />		           ๖. โคปาลวิมาน  
			<remark  id="s2b26c107l2" />		  ว่าด้วยผลบุญที่ทำให้ไปเกิดในโคปาลวิมาน  
			<remark  id="s2b26c107l3" />	พระมหาโมคคัลลานเถระ ได้ถามเทพบุตรตนหนึ่งว่า  
			<remark  id="s2b26c107l4" />	[๘๐]  ภิกษุเห็นข้าพเจ้าแล้วได้ถามว่า ท่านมีมือสวมเครื่องประดับเรืองยศ  
			<remark  id="s2b26c107l5" />		รุ่งโรจน์อยู่ในวิมานอันสูง อันตั้งอยู่สิ้นกาลนาน ดุจพระจันทร์ รุ่งโรจน์  
			<remark  id="s2b26c107l6" />		อยู่ในทิพยวิมานฉะนั้น อนึ่ง เทพบุตรผู้มีเสียงอันไพเราะพากันมาบรร  
			<remark  id="s2b26c107l7" />		เลงพิณทิพย์ให้ฟัง ในปราสาทหลังหนึ่งๆ มีนางเทพอัปสร ๖ หมื่นนาง  
			<remark  id="s2b26c107l8" />		ล้วนได้ศึกษาแล้วมีรูปงามยิ่ง เที่ยวไปในไตรทศ พากันมาฟ้อนรำขับร้อง  
			<remark  id="s2b26c107l9" />		ให้ท่านบันเทิงใจ ท่านถึงความเป็นเทพเจ้าผู้มีฤทธิ์ มีอานุภาพมาก เมื่อ  
			<remark  id="s2b26c107l10" />		ท่านเป็นมนุษย์ได้ทำบุญอะไรไว้ ท่านมีอานุภาพรุ่งเรือง และมีรัศมีสว่าง  
			<remark  id="s2b26c107l11" />		ไสวไปทั่วทุกทิศ เพราะบุญอะไร?  
			<remark  id="s2b26c107l12" />		เทพบุตรนั้น อันพระมหาโมคคัลลานเถระถามแล้ว มีความปลาบปลื้มใจ  
			<remark  id="s2b26c107l13" />		จึงพยากรณ์ปัญหาแห่งกรรมที่ถูกถามนั้นว่า ข้าพเจ้าเกิดเป็นมนุษย์อยู่  
			<remark  id="s2b26c107l14" />		ในมนุษย์ ได้รับจ้างรักษาแม่โคนมของชนเหล่าอื่น ภายหลังมีสมณะ  
			<remark  id="s2b26c107l15" />		มายังสำนักของข้าพเจ้า แม่โคทั้งหลาย ได้ไปเพื่อจะกินถั่วราชมาส และ  
			<remark  id="s2b26c107l16" />		ข้าพเจ้าได้ทำกิจสองอย่างในวันนี้ ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ครั้งนั้น ข้าพเจ้า  
			<remark  id="s2b26c107l17" />		ได้คิดอยู่อย่างนั้น ภายหลังกลับได้สัญญาโดยอุบายอันแยบคาย จึงวาง  
			<remark  id="s2b26c107l18" />		ขนมกุมมาสลงในมือของพระเถระ พร้อมกับกล่าวว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ  
			<remark  id="s2b26c107l19" />		ขอจงให้โอกาส ข้าพเจ้าได้รีบเข้าไปสู่ไร่ถั่วราชมาสก่อนกว่าเจ้าของไร่  
			<remark  id="s2b26c107l20" />		ที่หมู่โคหักรานทรัพย์นั้น งูเห่าที่มีพิษมากได้กัดเท้าของข้าพเจ้าผู้รีบไปใน  
			<remark  id="s2b26c107l21" />		ไร่ถั่วราชมาสนั้น ข้าพเจ้าผู้อันทุกข์บีบคั้นแล้ว เป็นผู้อึดอัดใจ ภิกษุฉัน  
			<remark  id="s2b26c107l22" />		ขนมกุมมาสนั้นเองแล้วได้ให้ขนมกุมมาสเพื่ออนุเคราะห์ข้าพเจ้า ข้าพเจ้า  
			<remark  id="s2b26c107l23" />		กระทำกาละ จุติจากอัตภาพนั้น แล้วไปบังเกิดเป็นเทวดา กุศลกรรม  
			<remark  id="s2b26c107l24" />		เพียงเท่านั้น อันข้าพเจ้ากระทำแล้ว ข้าพเจ้าได้เสวยกรรมอันเป็นสุข  
			<remark  id="s2b26c107l25" />		ด้วยตนเอง ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ก็ข้าพเจ้าเป็นผู้อันพระคุณเจ้าอนุเคราะห์  
			<remark  id="s2b26c107l26" />		แล้วอย่างยิ่ง ขออภิวาทพระคุณเจ้าด้วยความเป็นผู้กตัญญู มุนีอื่นในโลก  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b26c108" >
		<para id="s2b26c108p">
			<remark  id="s2b26c108l1" />		พร้อมเทวโลก มารโลก เป็นผู้อนุเคราะห์ยิ่งกว่าพระคุณเจ้ามิได้มี ข้าแต่  
			<remark  id="s2b26c108l2" />		ท่านผู้เจริญ ก็ข้าพเจ้าเป็นผู้อันพระคุณเจ้าอนุเคราะห์แล้วอย่างยิ่ง ขออภิ  
			<remark  id="s2b26c108l3" />		วาทพระคุณเจ้าด้วยความเป็นผู้กตัญญู มุนีอื่นในโลกนี้หรือในโลกหน้า  
			<remark  id="s2b26c108l4" />		เป็นผู้อนุเคราะห์ยิ่งกว่าพระคุณเจ้า มิได้มี ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ก็ข้าพเจ้าเป็น  
			<remark  id="s2b26c108l5" />		ผู้อันพระคุณเจ้าอนุเคราะห์แล้วอย่างยิ่ง ขออภิวาทพระคุณเจ้าด้วยความ  
			<remark  id="s2b26c108l6" />		เป็นผู้กตัญญู.  
			<remark  id="s2b26c108l7" />		         จบ โคปาลวิมานที่ ๖.  
			<remark  id="s2b26c108l8" />		           ๗. กัณฐกวิมาน  
			<remark  id="s2b26c108l9" />		  ว่าด้วยผลบุญที่ทำให้ไปเกิดในกัณฐกวิมาน  
			<remark  id="s2b26c108l10" />	พระมหาโมคคัลลานเถระ ได้ถามเทพบุตรตนหนึ่งว่า  
			<remark  id="s2b26c108l11" />	[๘๑]  พระจันทร์ในวันเพ็ญ อันหมู่ดาวนักษัตรแวดล้อมแล้ว เป็นใหญ่กว่า  
			<remark  id="s2b26c108l12" />		หมู่ดาว มีรูปกระต่าย ย่อมหมุนเวียนไปโดยรอบฉันใด วิมานของท่าน  
			<remark  id="s2b26c108l13" />		นี้ก็มีอุปไมยฉันนั้น ย่อมไพโรจน์ยิ่งด้วยรัศมี อยู่ในเทพบุรี ดุลพระ  
			<remark  id="s2b26c108l14" />		อาทิตย์อุทัยฉะนั้น พื้นวิมานของท่านน่ารื่นรมย์ใจ วิจิตรแล้วด้วยไพฑูรย์  
			<remark  id="s2b26c108l15" />		ทองคำ แก้วผลึก รูปียะ มรกต มุกดา และแก้วทับทิม ลาดด้วยแก้ว  
			<remark  id="s2b26c108l16" />		ไพฑูรย์ ปราสาททั้งหลายของท่านงามน่ารื่นรมย์ ปราสาทของท่าน  
			<remark  id="s2b26c108l17" />		อันบุญกรรมเนรมิตดีแล้ว อนึ่ง สระโบกขรณีของท่าน เป็นสถานน่า  
			<remark  id="s2b26c108l18" />		รื่นรมย์กว้างขวาง อันหมู่ปลาเป็นอันมาก อาศัยแล้ว มีน้ำใสสะอาด  
			<remark  id="s2b26c108l19" />		พื้นลาดด้วยทรายทอง ดารดาษด้วยปทุมชาตินานา เป็นที่รวมอยู่แห่ง  
			<remark  id="s2b26c108l20" />		บัวขาบ ครั้นลมรำเพยพัด กลิ่นหอมฟุ้งชื่นใจ ที่สองข้างแห่งสระโบก  
			<remark  id="s2b26c108l21" />		ขรณีของท่านนั้น มีพุ่มไม้อันบุญกรรมเนรมิตไว้ให้เป็นอย่างดี ประกอบ  
			<remark  id="s2b26c108l22" />		ด้วยหมู่ไม้ดอกและไม้ผล หมู่นางเทพอัปสรปกคลุมด้วยสรรพาภรณ์  
			<remark  id="s2b26c108l23" />		ทัดทรงมาลาต่างๆ พากันมาบำรุง ท่านผู้มีฤทธิ์มาก ผู้นั่งบนบัลลังก์  
			<remark  id="s2b26c108l24" />		เชิงทองคำ อ่อนนุ่ม อันบุญกรรมลาดแล้วด้วยผ้าโกเชาว์ ให้รื่นรมย์ใจ  
			<remark  id="s2b26c108l25" />		ดุจท้าววสวดีเทวราช ท่านสมบูรณ์ด้วยความยินดีในการฟ้อนรำ ขับร้อง  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b26c109" >
		<para id="s2b26c109p">
			<remark  id="s2b26c109l1" />		และการประโคม รื่นเริงด้วยกลอง สังข์ ตะโพน พิณ และบัณเฑาะว์  
			<remark  id="s2b26c109l2" />		รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ อันเป็นทิพย์อันท่านประสงค์แล้ว  
			<remark  id="s2b26c109l3" />		น่ารื่นรมย์ใจ มีอยู่พร้อมในวิมานของท่าน ท่านมีรัศมีรุ่งเรืองยิ่งกว่า  
			<remark  id="s2b26c109l4" />		เทพบุตรผู้มีรัศมีรุ่งเรืองในวิมาน อันประเสริฐนั้น ดุจพระอาทิตย์อุทัย  
			<remark  id="s2b26c109l5" />		นี้เป็นผลแห่งทาน ศีลหรืออัญชลีกรรมของท่าน อาตมาถามแล้ว ขอจง  
			<remark  id="s2b26c109l6" />		บอกผลนั้น แก่อาตมา?  
			<remark  id="s2b26c109l7" />		เทพบุตรนั้น อันพระมหาโมคคัลลานเถระถามแล้ว มีความปลาบปลื้มใจ  
			<remark  id="s2b26c109l8" />		จึงพยากรณ์ปัญญาแห่งผลกรรมที่ถูกถามนั้นว่า ข้าพเจ้าเป็นพญาม้าชื่อ  
			<remark  id="s2b26c109l9" />		กัณฐกะ เป็นสหชาติของพระโอรส ของพระเจ้าสุทโธทนะ ผู้เป็นใหญ่  
			<remark  id="s2b26c109l10" />		กว่าเจ้าศากยะทั้งหลายในกรุงกบิลพัสดุ์ เมื่อพระราชโอรสนั้น เสด็จออก  
			<remark  id="s2b26c109l11" />		มหาภิเนษกรมณ์ในมัชฌิมยามเพื่อความตรัสรู้ เอาฝ่าพระหัตถ์อันอ่อน  
			<remark  id="s2b26c109l12" />		เล็บแดงจางสุกใส ตบอกข้าพเจ้าเบาๆ แล้วตรัสกะข้าพเจ้าว่า จงพา  
			<remark  id="s2b26c109l13" />		ฉันไปเถิดสหาย ฉันได้บรรลุพระโพธิญาณอันอุดมแล้ว จักยังโลกให้  
			<remark  id="s2b26c109l14" />		ข้ามพ้นจากห้วงน้ำใหญ่คือสงสาร เมื่อข้าพเจ้าฟังพระดำรัสนั้นแล้ว ได้  
			<remark  id="s2b26c109l15" />		มีความร่าเริงยินดีเบิกบาน บันเทิงใจเป็นอันมาก ข้าพเจ้าจึงได้รับคำของ  
			<remark  id="s2b26c109l16" />		ท่านโดยความเคารพ ครั้นข้าพเจ้ารู้ว่า พระมหาบุรุษผู้เป็นพระโอรสแห่ง  
			<remark  id="s2b26c109l17" />		ศากยราชผู้เรืองยศ ประทับนั่งบนหลังของข้าพเจ้าแล้ว มีจิตเบิกบาน  
			<remark  id="s2b26c109l18" />		บันเทิงใจ นำพระมหาบุรุษออกไปจากพระนคร ไปจนถึงแว่นแคว้นของ  
			<remark  id="s2b26c109l19" />		กษัตริย์เหล่าอื่น เมื่อพระอาทิตย์ขึ้นแล้ว พระมหาบุรุษมิได้มีความอาลัย  
			<remark  id="s2b26c109l20" />		ละทิ้งข้าพเจ้ากับฉันนะอำมาตย์ไว้ ทรงหลีกไป ข้าพเจ้าได้เลียพระบาท  
			<remark  id="s2b26c109l21" />		ทั้ง ๒ ของพระองค์ ซึ่งมีเล็บอันแดง ด้วยลิ้น ร้องไห้ แลดูพระลูกเจ้า  
			<remark  id="s2b26c109l22" />		ผู้มีความเพียรอันยิ่งใหญ่เสด็จไปอยู่ ข้าพเจ้าป่วยอย่างหนักเพราะมิได้เห็น  
			<remark  id="s2b26c109l23" />		พระมหาบุรุษศากโยรส ผู้มีศิริพระองค์นั้น ข้าพเจ้าได้ตายลงอย่างรวดเร็ว  
			<remark  id="s2b26c109l24" />		ด้วยอานุภาพแห่งปีติและโสมนัสนั้น ข้าพเจ้าจึงได้มาอยู่ยังวิมานนี้ อัน  
			<remark  id="s2b26c109l25" />		ประกอบด้วยกามคุณอันเป็นทิพย์ ดุจท้าวสักกเทวราชผู้เป็นใหญ่ในเทพบุรี  
			<remark  id="s2b26c109l26" />		ฉะนั้น ความยินดีและความร่าเริงได้เกิดมีแก่ข้าพเจ้า เพราะได้ฟังเสียง  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b26c110" >
		<para id="s2b26c110p">
			<remark  id="s2b26c110l1" />		ว่า เพื่อพระโพธิญาณก่อนกว่าสิ่งอื่นๆ ฉักจักบรรลุความสิ้นไปแห่ง  
			<remark  id="s2b26c110l2" />		อาสวะ เพราะกุศลกรรมนั้นนั่นแล ข้าแต่พระคุณเจ้าผู้เจริญ ถ้าพระคุณ  
			<remark  id="s2b26c110l3" />		เจ้าพึงไปในสำนักของพระพุทธเจ้าผู้ศาสดาไซร้ ขอพระคุณเจ้าจงทูลถึง  
			<remark  id="s2b26c110l4" />		การถวายบังคมด้วยเศียรเกล้ากะพระองค์ตามคำของข้าพเจ้า แม้ข้าพเจ้า  
			<remark  id="s2b26c110l5" />		ก็จักไปเฝ้าพระชินเจ้าผู้หาบุคคลอื่นเปรียบมิได้ การได้เห็นพระโลก  
			<remark  id="s2b26c110l6" />		นาถเจ้าเช่นนั้น หาได้ยาก.  
			<remark  id="s2b26c110l7" />	พระสังคีติกาจารย์ได้รจนาคาถาไว้ ๒ คาถา ความว่า  
			<remark  id="s2b26c110l8" />		ก็กัณฐกเทพบุตรนั้น เป็นผู้กตัญญูกตเวที ได้เข้าเฝ้าพระศาสดาฟังพระ  
			<remark  id="s2b26c110l9" />		ดำรัสของพระศาสดาผู้มีพระจักษุแล้ว ได้บรรลุธรรมจักษุกล่าวคือโสดา  
			<remark  id="s2b26c110l10" />		ปัตติผล ได้ชำระทิฏฐิและวิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาสของตนให้บริสุทธิ์  
			<remark  id="s2b26c110l11" />		ถวายบังคมพระบาททั้งสองของพระศาสดา แล้วอันตรธานไปในที่นั้น  
			<remark  id="s2b26c110l12" />		นั่นเอง.  
			<remark  id="s2b26c110l13" />		         จบ กัณฐกวิมานที่ ๗.  
			<remark  id="s2b26c110l14" />		          ๘. อเนกวัณณวิมาน  
			<remark  id="s2b26c110l15" />		 ว่าด้วยผลบุญที่ทำให้ไปเกิดในอเนกวัณณวิมาน  
			<remark  id="s2b26c110l16" />	พระมหาโมคคัลลานเถระ ได้ถามเทพบุตรตนหนึ่งว่า  
			<remark  id="s2b26c110l17" />	[๘๒] ท่านอันหมู่นางเทพอัปสรแวดล้อมแล้ว ขึ้นสู่วิมานอันมีรัศมีต่างๆ เป็น  
			<remark  id="s2b26c110l18" />		ที่ระงับความกระวนกระวาย และความเศร้าโศกมีรูปอันวิจิตรต่างๆ อัน  
			<remark  id="s2b26c110l19" />		บุญกรรมตบแต่งดีแล้ว บันเทิงอยู่ดุจท้าวสุนิมมิตเทวราชผู้เป็นใหญ่กว่า  
			<remark  id="s2b26c110l20" />		เทวดา ไม่มีผู้จะเสมอเหมือนท่าน ไม่มีใครแม้ที่ไหนยิ่งไปกว่าท่านด้วยยศ  
			<remark  id="s2b26c110l21" />		บุญและ
