<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<!DOCTYPE book PUBLIC "-//OASIS//DTD DocBook XML V5.0//EN" "http://www.oasis-open.org/docbook/xml/4.5/docbookx.dtd">
<chapter id="s2b25">
	<title>ขุททกนิกาย ขุททกปาฐ-ธรรมบท-อุทาน-อิตอวุตตก-สุตตนิบาต</title>
	<section id="s2b25c1" >
		<para id="s2b25c1p">
			<remark  id="s2b25c1l1" />			   พระสุตตันตปิฎก
			<remark  id="s2b25c1l2" />			     เล่ม ๑๗
			<remark  id="s2b25c1l3" />	ขุททกนิกาย ขุททกปาฐ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต
			<remark  id="s2b25c1l4" />	ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
			<remark  id="s2b25c1l5" />				สรณคมน์ในขุททกปาฐะ
			<remark  id="s2b25c1l6" />	[๑] ข้าพเจ้าขอถึงพระพุทธเจ้าเป็นสรณะ ข้าพเจ้าขอถึงพระธรรมเป็นสรณะ ข้าพเจ้า
			<remark  id="s2b25c1l7" />ขอถึงพระสงฆ์เป็นสรณะ แม้ครั้งที่ ๒ ข้าพเจ้าขอถึงพระพุทธเจ้าเป็นสรณะ แม้ครั้งที่ ๒ ข้าพเจ้า
			<remark  id="s2b25c1l8" />ขอถึงพระธรรมเป็นสรณะ แม้ครั้งที่ ๒ ข้าพเจ้าขอถึงพระสงฆ์เป็นสรณะ แม้ครั้งที่ ๓ ข้าพเจ้า
			<remark  id="s2b25c1l9" />ขอถึงพระพุทธเจ้าเป็นสรณะ แม้ครั้งที่ ๓ ข้าพเจ้าขอถึงพระธรรมเป็นสรณะ แม้ครั้งที่ ๓ 
			<remark  id="s2b25c1l10" />ข้าพเจ้าขอถึงพระสงฆ์เป็นสรณะ ฯ
			<remark  id="s2b25c1l11" />	 			จบสรณคมน์
			<remark  id="s2b25c1l12" />			     สิกขาบท ๑๐ ในขุททกปาฐะ
			<remark  id="s2b25c1l13" />	[๒] ข้าพเจ้าขอสมาทานสิกขาบท คือ เจตนาเครื่องงดเว้นจากการฆ่าสัตว์ ข้าพเจ้า
			<remark  id="s2b25c1l14" />ขอสมาทานสิกขาบท คือ เจตนาเครื่องงดเว้นจากการลักทรัพย์ข้าพเจ้าขอสมาทานสิกขาบท
			<remark  id="s2b25c1l15" />คือ เจตนาเครื่องงดเว้นจากอพรหมจรรย์ ข้าพเจ้าขอสมาทานสิกขาบท คือ เจตนาเครื่องงดเว้น
			<remark  id="s2b25c1l16" />จากมุสาวาท ข้าพเจ้าขอสมาทานสิกขาบท คือ เจตนาเครื่องงดเว้นจากการดื่มน้ำเมา คือ สุรา
			<remark  id="s2b25c1l17" />และเมรัยอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท ข้าพเจ้าขอสมาทานสิกขาบท คือ เจตนาเครื่องงดเว้น
			<remark  id="s2b25c1l18" />จากการบริโภคอาหารในเวลาวิกาล ข้าพเจ้าขอสมาทานสิกขาบท คือ เจตนาเครื่องงดเว้นจาก
		</para>
	</section>
	<section id="s2b25c2" >
		<para id="s2b25c2p">
			<remark  id="s2b25c2l1" />การฟ้อน การขับ การประโคม และการดูการเล่นอันเป็นข้าศึกข้าพเจ้าขอสมาทานสิกขาบท 
			<remark  id="s2b25c2l2" />คือ เจตนาเครื่องงดเว้นจากการลูบไล้ทัดทรงประดับดอกไม้และของหอม อันเป็นลักษณะแห่งการ
			<remark  id="s2b25c2l3" />แต่งตัว ข้าพเจ้าขอสมาทานสิกขาบทคือ เจตนาเครื่องงดเว้นจากการนั่งการนอนบนที่นั่งที่นอน
			<remark  id="s2b25c2l4" />ใหญ่ ข้าพเจ้าขอสมาทานสิกขาบท คือ เจตนาเครื่องงดเว้นจากการรับทองและเงิน ฯ
			<remark  id="s2b25c2l5" />	จบสิกขาบท ๑๐
			<remark  id="s2b25c2l6" />	อาการ ๓๒ ในขุททกปาฐะ
			<remark  id="s2b25c2l7" />	[๓] ในกายนี้มี ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูกเยื่อในกระดูก 
			<remark  id="s2b25c2l8" />ม้าม หัวใจ ตับ พังผืด ไต ปอด ไส้ใหญ่ ไส้น้อย อาหารใหม่ อาหารเก่า ดี เศลษม์ 
			<remark  id="s2b25c2l9" />หนอง เลือด เหงื่อ มันข้น น้ำตา เปลวมันน้ำลาย น้ำมูก ไขข้อ มูตร เยื่อมันสมอง
			<remark  id="s2b25c2l10" />ในสมอง ฯ
			<remark  id="s2b25c2l11" />	จบอาการ ๓๒
			<remark  id="s2b25c2l12" />	สามเณรปัญหาในขุททกปาฐะ
			<remark  id="s2b25c2l13" />	[๔] อะไรชื่อว่า ๑ คือ สัตว์ทั้งปวงตั้งอยู่ได้เพราะอาหาร อะไรชื่อว่า๒ คือ นาม
			<remark  id="s2b25c2l14" />และรูป อะไรชื่อว่า ๓ คือ เวทนา ๓ อะไรชื่อว่า ๔ คือ อริยสัจ ๔ อะไรชื่อว่า ๕ คือ 
			<remark  id="s2b25c2l15" />อุปาทานขันธ์ ๕ อะไรชื่อว่า ๖ คือ อายตนะภายใน ๖ อะไรชื่อว่า ๗ คือ โพชฌงค์ ๗ 
			<remark  id="s2b25c2l16" />อะไรชื่อว่า ๘ คือ อริยมรรคมีองค์ ๘อะไรชื่อว่า ๙ คือ สัตตาวาส ๙ อะไรชื่อว่า ๑๐ คือ 
			<remark  id="s2b25c2l17" />ผู้ประกอบด้วยองค์๑๐ ท่านกล่าวว่า เป็นพระอรหันต์ ฯ
			<remark  id="s2b25c2l18" />	จบสามเณรปัญหา
			<remark  id="s2b25c2l19" />	มงคลสูตรในขุททกปาฐะ
			<remark  id="s2b25c2l20" />	[๕] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้
			<remark  id="s2b25c2l21" />	สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิก
			<remark  id="s2b25c2l22" />เศรษฐี ใกล้พระนครสาวัตถี ครั้งนั้นแล ครั้นปฐมยามล่วงไปเทวดาตนหนึ่งมีรัศมีงามยิ่งนัก 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b25c3" >
		<para id="s2b25c3p">
			<remark  id="s2b25c3l1" />ยังพระวิหารเชตวันทั้งสิ้นให้สว่างไสว เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคมแล้ว
			<remark  id="s2b25c3l2" />ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้ว ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคด้วยคาถาว่า
			<remark  id="s2b25c3l3" />	[๖] เทวดาและมนุษย์เป็นอันมาก ผู้หวังความสวัสดี ได้พากันคิดมงคลทั้งหลาย 
			<remark  id="s2b25c3l4" />	ขอพระองค์จงตรัสอุดมมงคล
			<remark  id="s2b25c3l5" />พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถาตอบว่า
			<remark  id="s2b25c3l6" />	การไม่คบคนพาล ๑ การคบบัณฑิต ๑ การบูชาบุคคลที่ควรบูชา ๑ นี้เป็น
			<remark  id="s2b25c3l7" />	อุดมมงคล การอยู่ในประเทศอันสมควร ๑ความเป็นผู้มีบุญอันกระทำแล้ว
			<remark  id="s2b25c3l8" />	ในกาลก่อน ๑ การตั้งตนไว้ชอบ ๑ นี้เป็นอุดมมงคล พาหุสัจจะ ๑ ศิลป ๑
			<remark  id="s2b25c3l9" />	วินัยที่ศึกษาดีแล้ว ๑ วาจาสุภาสิต ๑ นี้เป็นอุดมมงคล การบำรุงมารดา
			<remark  id="s2b25c3l10" />	บิดา ๑ การสงเคราะห์บุตรภรรยา ๑ การงานอันไม่อากูล ๑ นี้เป็นอุดมมงคล
			<remark  id="s2b25c3l11" />	ทาน ๑ การประพฤติธรรม ๑การสงเคราะห์ญาติ ๑ กรรมอันไม่มีโทษ ๑
			<remark  id="s2b25c3l12" />	นี้เป็นอุดมมงคลการงดการเว้นจากบาป ๑ ความสำรวมจากการดื่มน้ำเมา ๑
			<remark  id="s2b25c3l13" />	ความไม่ประมาทในธรรมทั้งหลาย ๑ นี้เป็นอุดมมงคลความเคารพ ๑
			<remark  id="s2b25c3l14" />	ความประพฤติถ่อมตน ๑ ความสันโดษ ๑ความกตัญญู ๑ การฟังธรรม
			<remark  id="s2b25c3l15" />	โดยกาล ๑ นี้เป็นอุดมมงคลความอดทน ๑ ความเป็นผู้ว่าง่าย ๑ การ
			<remark  id="s2b25c3l16" />	ได้เห็นสมณะทั้งหลาย ๑ การสนทนาธรรมโดยกาล ๑ นี้เป็นอุดมมงคล
			<remark  id="s2b25c3l17" />	ความเพียร ๑ พรหมจรรย์ ๑ การเห็นอริยสัจ ๑ การกระทำนิพพานให้แจ้ง ๑
			<remark  id="s2b25c3l18" />	นี้เป็นอุดมมงคล จิตของผู้ใดอันโลกธรรมทั้งหลายถูกต้องแล้ว ย่อมไม่
			<remark  id="s2b25c3l19" />	หวั่นไหว ๑ ไม่เศร้าโศก ๑ ปราศจากธุลี ๑ เป็นจิตเกษม ๑ นี้เป็น
			<remark  id="s2b25c3l20" />	อุดมมงคล เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ทำมงคลเช่นนี้แล้ว เป็นผู้ไม่ปราชัย
			<remark  id="s2b25c3l21" />	ในข้าศึกทุกหมู่เหล่า ย่อมถึงความสวัสดีในที่ทุกสถาน นี้เป็นอุดมมงคล
			<remark  id="s2b25c3l22" />	ของเทวดาและมนุษย์เหล่านั้น ฯ
			<remark  id="s2b25c3l23" />				จบมงคลสูตร
			<remark  id="s2b25c3l24" />			รัตนสูตร ในขุททกปาฐะ
			<remark  id="s2b25c3l25" />	[๗] ภูตเหล่าใด ประชุมกันแล้วในประเทศนี้ก็ดี หรือภุมมเทวดา เหล่าใดประชุม
			<remark  id="s2b25c3l26" />	กันแล้วในอากาศก็ดี ขอหมู่ภูตทั้งปวงจงเป็นผู้มีใจดีและจงฟังภาษิตโดย
		</para>
	</section>
	<section id="s2b25c4" >
		<para id="s2b25c4p">
			<remark  id="s2b25c4l1" />	เคารพ ดูกรภูตทั้งปวง เพราะเหตุนั้นแล ท่านทั้งหลายจงตั้งใจฟัง ขอจง
			<remark  id="s2b25c4l2" />	แผ่เมตตาจิตในหมู่มนุษย์ มนุษย์เหล่าใด นำพลีกรรมไปทั้งกลางวัน
			<remark  id="s2b25c4l3" />	ทั้งกลางคืน เพราะเหตุนั้นแล ท่านทั้งหลายจงเป็นผู้ไม่ประมาทรักษามนุษย์
			<remark  id="s2b25c4l4" />	เหล่านั้น ทรัพย์เครื่องปลื้มใจอย่างใดอย่างหนึ่งในโลกนี้ หรือในโลกอื่น 
			<remark  id="s2b25c4l5" />	หรือรัตนะใดอันประณีตในสวรรค์ ทรัพย์และรัตนะนั้น เสมอด้วยพระ
			<remark  id="s2b25c4l6" />	ตถาคตไม่มีเลย พุทธรัตนะแม้นี้เป็นรัตนะอันประณีต ด้วยสัจจวาจานี้
			<remark  id="s2b25c4l7" />	ขอความสวัสดีจงมีแก่สัตว์เหล่านี้ พระศากยมุนีมีพระหฤทัยดำรงมั่น 
			<remark  id="s2b25c4l8" />	ได้บรรลุธรรมอันใดเป็นที่สิ้นกิเลส เป็นที่สำรอกกิเลส เป็นอมฤตธรรม
			<remark  id="s2b25c4l9" />	อันประณีต ธรรมชาติอะไรๆเสมอด้วยพระธรรมนั้นย่อมไม่มี ธรรมรัตนะ
			<remark  id="s2b25c4l10" />	แม้นี้เป็นรัตนะอันประณีต ด้วยสัจจวาจานี้ ขอความสวัสดีจงมีแก่สัตว์
			<remark  id="s2b25c4l11" />	เหล่านี้ พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด ทรงสรรเสริญแล้วซึ่งสมาธิใด ว่าเป็น
			<remark  id="s2b25c4l12" />	ธรรมอันสะอาด บัณฑิตทั้งหลายกล่าวซึ่งสมาธิใด ว่าให้ผลในลำดับ
			<remark  id="s2b25c4l13" />	สมาธิอื่นเสมอด้วยสมาธินั้นย่อมไม่มี ธรรมรัตนะแม้นี้เป็นรัตนะอันประณีต 
			<remark  id="s2b25c4l14" />	ด้วยสัจจวาจานี้ ขอความสวัสดีจงมีแก่สัตว์เหล่านี้ บุคคล ๘จำพวก ๔ คู่ 
			<remark  id="s2b25c4l15" />	อันสัตบุรุษทั้งหลายสรรเสริญแล้ว บุคคลเหล่านั้นควรแก่ทักษิณาทาน 
			<remark  id="s2b25c4l16" />	เป็นสาวกของพระตถาคต ทานที่บุคคลถวายแล้วในท่านเหล่านั้น ย่อมมี
			<remark  id="s2b25c4l17" />	ผลมาก สังฆรัตนะแม้นี้เป็นรัตนะอันประณีตด้วยสัจจวาจานี้ ขอความ
			<remark  id="s2b25c4l18" />	สวัสดีจงมีแก่สัตว์เหล่านี้ พระอริยบุคคลเหล่าใด ในศาสนาของพระโคดม 
			<remark  id="s2b25c4l19" />	ประกอบดีแล้ว [ด้วยกายประโยคและวจีประโยคอันบริสุทธิ์] มีใจมั่นคง
			<remark  id="s2b25c4l20" />	เป็นผู้ไม่มีความห่วงใย [ในกายและชีวิต] พระอริยบุคคลเหล่านั้น 
			<remark  id="s2b25c4l21" />	บรรลุอรหัตผลที่ควรบรรลุหยั่งลงสู่อมตนิพพาน ได้ซึ่งความดับกิเลสโดย
			<remark  id="s2b25c4l22" />	เปล่า เสวยผลอยู่ สังฆรัตนะแม้นี้เป็นรัตนะอันประณีต ด้วยสัจจวาจานี้ 
			<remark  id="s2b25c4l23" />	ขอความสวัสดีจงมีแก่สัตว์เหล่านี้ เสาเขื่อนที่ฝังลงดินไม่หวั่นไหวเพราะ
			<remark  id="s2b25c4l24" />	ลมทั้งสี่ทิศ ฉันใด ผู้ใดพิจารณาเห็นอริยสัจทั้งหลาย เราเรียกผู้นั้นว่า
			<remark  id="s2b25c4l25" />	เป็นสัตบุรุษ ผู้ไม่หวั่นไหวเพราะโลกธรรมมีอุปมาฉันนั้น สังฆรัตนะนี้
			<remark  id="s2b25c4l26" />	เป็นรัตนะอันประณีต ด้วยสัจจวาจานี้ ขอความสวัสดีจงมีแก่สัตว์เหล่านี้
			<remark  id="s2b25c4l27" />	พระอริยบุคคลเหล่าใด ทำให้แจ้งซึ่งอริยสัจทั้งหลาย อันพระศาสดาทรง
		</para>
	</section>
	<section id="s2b25c5" >
		<para id="s2b25c5p">
			<remark  id="s2b25c5l1" />	แสดงดีแล้ว ด้วยปัญญาอันลึกซึ้ง พระอริยบุคคลเหล่านั้น ยังเป็นผู้
			<remark  id="s2b25c5l2" />	ประมาทอย่างแรงกล้าอยู่ก็จริง ถึงกระนั้น ท่านย่อมไม่ยึดถือเอาภพที่ ๘ 
			<remark  id="s2b25c5l3" />	สังฆรัตนะแม้นี้เป็นรัตนะอันประณีต ด้วยสัจจวาจานี้ ขอความสวัสดี
			<remark  id="s2b25c5l4" />	จงมีแก่สัตว์เหล่านี้ สักกายทิฏฐิและวิจิกิจฉา หรือแม้สีลัพพตปรามาส
			<remark  id="s2b25c5l5" />	อันใดอันหนึ่งยังมีอยู่ ธรรมเหล่านั้น อันพระอริยบุคคลนั้นละได้แล้ว 
			<remark  id="s2b25c5l6" />	พร้อมด้วยความถึงพร้อมแห่งการเห็น[นิพพาน] ทีเดียว อนึ่ง พระอริย
			<remark  id="s2b25c5l7" />	บุคคลเป็นผู้พ้นแล้วจากอบายทั้ง ๔ ทั้งไม่ควรเพื่อจะทำอภิฐานทั้ง ๖ [คือ
			<remark  id="s2b25c5l8" />	อนันตริยกรรม ๕ และการเข้ารีด] สังฆรัตนะแม้นี้เป็นรัตนะอันประณีต 
			<remark  id="s2b25c5l9" />	ด้วยสัจจวาจานี้ ขอความสวัสดีจงมีแก่สัตว์เหล่านี้พระอริยบุคคลนั้นยัง
			<remark  id="s2b25c5l10" />	ทำบาปกรรมด้วยกาย ด้วยวาจา หรือด้วยใจ ก็จริง ถึงกระนั้น ท่านไม่
			<remark  id="s2b25c5l11" />	ควร เพื่อจะปกปิดบาปกรรมอันนั้น ความที่บุคคลผู้มีธรรมเครื่องถึงนิพพาน
			<remark  id="s2b25c5l12" />	อันตนเห็นแล้ว เป็นผู้ไม่ควรเพื่อปกปิดบาปกรรมนั้น พระผู้มีพระภาค
			<remark  id="s2b25c5l13" />	ตรัสแล้ว สังฆรัตนะแม้นี้เป็นรัตนะอันประณีตด้วยสัจจวาจานี้ ขอความ
			<remark  id="s2b25c5l14" />	สวัสดีจงมีแก่สัตว์เหล่านี้ พุ่มไม้ในป่ามียอดอันบานแล้วในเดือนต้นใน
			<remark  id="s2b25c5l15" />	คิมหันตฤดู ฉันใดพระผู้มีพระภาคได้ทรงแสดงธรรมอันประเสริฐยิ่ง เป็น
			<remark  id="s2b25c5l16" />	เครื่องให้ถึงนิพพาน เพื่อประโยชน์เกื้อกูลมีอุปมา ฉันนั้นพุทธรัตนะ
			<remark  id="s2b25c5l17" />	แม้นี้เป็นรัตนะอันประณีต ด้วยสัจจวาจานี้ ขอความสวัสดีจงมีแก่สัตว์
			<remark  id="s2b25c5l18" />	เหล่านี้ พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐทรงทราบธรรมอันประเสริฐ ทรงประทาน
			<remark  id="s2b25c5l19" />	ธรรมอันประเสริฐทรงนำมาซึ่งธรรมอันประเสริฐ ไม่มีผู้ยิ่งไปกว่า ได้
			<remark  id="s2b25c5l20" />	ทรงแสดงธรรมอันประเสริฐ พุทธรัตนะแม้นี้เป็นรัตนะอันประณีต ด้วย
			<remark  id="s2b25c5l21" />	สัจจวาจานี้ ขอความสวัสดีจงมีแก่สัตว์เหล่านี้ พระอริยบุคคลเหล่าใดผู้มีจิต
			<remark  id="s2b25c5l22" />	อันหน่ายแล้วในภพต่อไป มีกรรมเก่าสิ้นแล้ว ไม่มีกรรมใหม่เครื่องสมภพ
			<remark  id="s2b25c5l23" />	พระอริยบุคคลเหล่านั้น มีพืชอันสิ้นแล้ว มีความพอใจไม่งอกงามแล้ว 
			<remark  id="s2b25c5l24" />	เป็นนักปราชญ์ ย่อมนิพพาน เหมือนประทีปอันดับไป ฉะนั้น สังฆรัตนะ
			<remark  id="s2b25c5l25" />	แม้นี้เป็นรัตนะอันประณีต ด้วยสัจจวาจานี้ ขอความสวัสดีจงมีแก่สัตว์
			<remark  id="s2b25c5l26" />	เหล่านี้ภูตเหล่าใดประชุมกันแล้วในประเทศนี้ก็ดี หรือภุมมเทวดา
			<remark  id="s2b25c5l27" />	เหล่าใดประชุมกันแล้วในอากาศก็ดี เราทั้งหลาย จงนมัสการพระพุทธเจ้า
		</para>
	</section>
	<section id="s2b25c6" >
		<para id="s2b25c6p">
			<remark  id="s2b25c6l1" />	ผู้ไปแล้วอย่างนั้น ผู้อันเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายบูชาแล้ว ขอความสวัสดี
			<remark  id="s2b25c6l2" />	จงมีแก่สัตว์เหล่านี้ ภูตเหล่าใดประชุมกันแล้วในประเทศก็ดี หรือ
			<remark  id="s2b25c6l3" />	ภุมมเทวดาเหล่าใดประชุมกันแล้วในอากาศก็ดี เราทั้งหลายจงนมัสการ
			<remark  id="s2b25c6l4" />	พระธรรม อันไปแล้วอย่างนั้น อันเทวดาและมนุษย์บูชาแล้ว ขอความ
			<remark  id="s2b25c6l5" />	สวัสดีจงมีแก่สัตว์เหล่านี้ ภูตเหล่าใดประชุมกันแล้วในประเทศนี้ก็ดี หรือ
			<remark  id="s2b25c6l6" />	ภุมมเทวดาเหล่าใดประชุมกันแล้วในอากาศก็ดี เราทั้งหลาย จงนมัสการ
			<remark  id="s2b25c6l7" />	พระสงฆ์ผู้ไปแล้วอย่างนั้น ผู้อันเทวดาและมนุษย์บูชาแล้ว ขอความสวัสดี
			<remark  id="s2b25c6l8" />	จงมีแก่สัตว์เหล่านี้ ฯ
			<remark  id="s2b25c6l9" />			จบรัตนสูตร ฯ
			<remark  id="s2b25c6l10" />			ติโรกุฑฑกัณฑ์ในขุททกปาฐะ
			<remark  id="s2b25c6l11" />	[๘] [ถ้าว่าปราชญ์พึงหาความสุขอันไพบูลย์เพราะสละความสุขพอ	ประมาณไซร้ 
			<remark  id="s2b25c6l12" />	เมื่อปราชญ์เห็นความสุขอันไพบูลย์ พึงสละความสุขพอประมาณเสีย] 
			<remark  id="s2b25c6l13" />	เปรตทั้งหลายมาสู่เรือนของตน ยืนอยู่ภายนอกฝาเรือน ทาง ๔ แพร่ง 
			<remark  id="s2b25c6l14" />	ทาง๓ แพร่ง และใกล้บานประตู เมื่อข้าว น้ำ ของเคี้ยวและของบริโภค
			<remark  id="s2b25c6l15" />	เป็นอันมาก อันญาติทั้งหลายตั้งไว้แล้วญาติไรๆ ของเปรตเหล่านั้น
			<remark  id="s2b25c6l16" />	ระลึกไม่ได้ เพราะกรรมของสัตว์เหล่านั้นเป็นปัจจัย ชนเหล่าใดเป็นผู้
			<remark  id="s2b25c6l17" />	อนุเคราะห์ ชนเหล่านั้นย่อมให้น้ำและโภชนะอันสะอาดประณีตอันเป็น
			<remark  id="s2b25c6l18" />	ของควรโดยกาล ด้วยอุทิศเจตนาอย่างนี้ว่า ขอทานนี้จงสำเร็จแก่ญาติ
			<remark  id="s2b25c6l19" />	ทั้งหลาย ขอญาติทั้งหลายจงเป็นผู้ถึงความสุขเถิดและญาติผู้ละโลกนี้
			<remark  id="s2b25c6l20" />	ไปแล้วเหล่านั้น มาประชุมพร้อมกันแล้วในที่นั้น เมื่อมีข้าวและน้ำเป็น
			<remark  id="s2b25c6l21" />	อันมาก ย่อมอนุโมทนาโดยเคารพว่า เราทั้งหลายได้สมบัติเช่นนี้ เพราะ
			<remark  id="s2b25c6l22" />	เหตุแห่งญาติเหล่าใด ขอญาติเหล่านั้นของพวกเราจงเป็นอยู่นานเถิด 
			<remark  id="s2b25c6l23" />	บูชาอันทายกทั้งหลายทำแล้วแก่เราทั้งหลาย และทายกทั้งหลายก็หาไร้ผล
			<remark  id="s2b25c6l24" />	ไม่ ในเปรตวิสัยนั้น ไม่มีกสิกรรม ไม่มีโครักขกรรม ไม่มีพาณิชยกรรม
		</para>
	</section>
	<section id="s2b25c7" >
		<para id="s2b25c7p">
			<remark  id="s2b25c7l1" />	เช่นนั้น ไม่มีการซื้อการขาย [การแลกเปลี่ยน] ด้วยเงิน ผู้ทำกาลกิริยาละ
			<remark  id="s2b25c7l2" />	ไปแล้ว ย่อมยังอัตภาพให้เป็นไปในเปรตวิสัยนั้น ด้วยทานทั้งหลายที่
			<remark  id="s2b25c7l3" />	ญาติให้แล้วแต่มนุษยโลกนี้ น้ำฝนตกลงในที่ดอนย่อมไหลไปสู่ที่ลุ่ม 
			<remark  id="s2b25c7l4" />	ฉันใด ทานที่ญาติทั้งหลายให้แล้วแต่มนุษย์ในโลกนี้ย่อมสำเร็จแก่เปรต
			<remark  id="s2b25c7l5" />	ทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือนกัน ห้วงน้ำที่เต็ม ย่อมยังสมุทรสาครให้เต็มเปี่ยม
			<remark  id="s2b25c7l6" />	ฉันใด ทานที่ญาติทั้งหลายให้แล้วแต่มนุษยโลกนี้ ย่อมสำเร็จแก่เปรต
			<remark  id="s2b25c7l7" />	ทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือนกัน บุคคลมาระลึกถึงอุปการะอันท่านได้ทำแล้วใน
			<remark  id="s2b25c7l8" />	กาลก่อนว่าผู้นี้ได้ให้สิ่งนี้แก่เรา ผู้นี้ได้ทำกิจนี้ของเรา ผู้นี้เป็นญาติ 
			<remark  id="s2b25c7l9" />	เป็นมิตร เป็นเพื่อนของเรา ดังนี้ ก็ควรให้ทักษิณาทาน เพื่อผู้ที่ละโลก
			<remark  id="s2b25c7l10" />	นี้ไปแล้ว การร้องไห้ก็ดี ความเศร้าโศกก็ดี ความร่ำไรรำพันอย่างอื่นก็ดี 
			<remark  id="s2b25c7l11" />	บุคคลไม่ควรทำเลย เพราะว่าการร้องไห้เป็นต้นนั้น ไม่เป็นประโยชน์แก่
			<remark  id="s2b25c7l12" />	ญาติทั้งหลายผู้ละไปแล้ว ญาติทั้งหลายย่อมตั้งอยู่อย่างนั้น ก็ทักษิณาทาน
			<remark  id="s2b25c7l13" />	นี้แลอันท่านให้แล้ว ประดิษฐานไว้ดีแล้วในสงฆ์ ย่อมสำเร็จโดยพลัน 
			<remark  id="s2b25c7l14" />	เพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่เปรตนั้น ตลอดกาลนาน ญาติธรรมนี้นั้นท่านได้
			<remark  id="s2b25c7l15" />	แสดงให้ปรากฏแล้ว บูชาอันยิ่งท่านก็ได้ทำแล้วแก่ญาติทั้งหลายผู้ละไป
			<remark  id="s2b25c7l16" />	แล้ว และท่านทั้งหลายได้เพิ่มกำลังให้แก่ภิกษุทั้งหลายแล้ว บุญไม่ใช่น้อย
			<remark  id="s2b25c7l17" />	ท่านทั้งหลายได้ขวนขวายแล้ว ดังนี้แล ฯ
			<remark  id="s2b25c7l18" />	จบติโรกุฑฑกัณฑ์
			<remark  id="s2b25c7l19" />	นิธิกัณฑ์ในขุททกปาฐะ
			<remark  id="s2b25c7l20" />	[๙] บุรุษย่อมฝังขุมทรัพย์ไว้ในน้ำลึกด้วยคิดว่า เมื่อกิจที่เป็นประโยชน์เกิดขึ้น 
			<remark  id="s2b25c7l21" />	ทรัพย์นี้จักเป็นประโยชน์แก่เรา เพื่อเปลื้องการประทุษร้ายจากพระราชา
			<remark  id="s2b25c7l22" />	บ้าง ความบีบคั้นจากโจรบ้าง เพื่อเปลื้องหนี้สินบ้าง ทุพภิกขภัยบ้าง 
			<remark  id="s2b25c7l23" />	ในคราวเกิดอันตรายบ้าง ขุมทรัพย์ที่เขาฝังไว้ในโลกเพื่อประโยชน์นี้แล
			<remark  id="s2b25c7l24" />	ขุมทรัพย์ที่เขาฝังไว้เป็นอย่างดี ในน้ำลึกเพียงนั้น ขุมทรัพย์นั้นทั้งหมด 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b25c8" >
		<para id="s2b25c8p">
			<remark  id="s2b25c8l1" />	ย่อมหาสำเร็จประโยชน์แก่เขาในกาลทั้งปวงทีเดียวไม่ เพราะขุมทรัพย์
			<remark  id="s2b25c8l2" />	เคลื่อนจากที่เสียบ้าง ความจำของเขาย่อมหลงลืมเสียบ้าง นาคทั้งหลาย
			<remark  id="s2b25c8l3" />	ลักไปเสียบ้าง ยักษ์ทั้งหลายลักไปเสียบ้าง ทายาทผู้ไม่เป็นที่รักขุดเอาไป
			<remark  id="s2b25c8l4" />	เมื่อเขาไม่เห็นบ้าง เมื่อใดเขาสิ้นบุญ เมื่อนั้นขุมทรัพย์ทั้งหมดนั้นย่อม
			<remark  id="s2b25c8l5" />	พินาศไป ขุมทรัพย์คือบุญ เป็นขุมทรัพย์อันผู้ใดเป็นหญิงก็ตาม เป็นชาย
			<remark  id="s2b25c8l6" />	ก็ตาม ฝังไว้ดีแล้วด้วยทาน ศีลความสำรวม และความฝึกตน ในเจดีย์
			<remark  id="s2b25c8l7" />	ก็ดี ในสงฆ์ก็ดี ในบุคคลก็ดีในแขกก็ดี ในมารดาก็ดี ในบิดาก็ดี ใน
			<remark  id="s2b25c8l8" />	พี่ชายก็ดี ขุมทรัพย์นั้นชื่อว่าอันผู้นั้นฝังไว้ดีแล้ว ใครๆ ไม่อาจผจญได้ 
			<remark  id="s2b25c8l9" />	เป็นของติดตามตนไป บรรดาโภคะทั้งหลายเมื่อเขาจำต้องละไปเขาย่อม
			<remark  id="s2b25c8l10" />	พาขุมทรัพย์คือบุญนั้นไป ขุมทรัพย์คือบุญ ไม่สาธารณะแก่ชนเหล่าอื่น 
			<remark  id="s2b25c8l11" />	โจรลักไปไม่ได้ บุญนิธิอันใดติดตนไปได้ ปราชญ์พึงทำบุญนิธิอันนั้น
			<remark  id="s2b25c8l12" />	บุญนิธินี้ให้สมบัติที่พึงใคร่ทั้งปวงแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เทวดา
			<remark  id="s2b25c8l13" />	และมนุษย์ทั้งหลายปรารถนานักซึ่งผลใดๆ ผลนั้นๆ ทั้งหมด อันเทวดา
			<remark  id="s2b25c8l14" />	และมนุษย์เหล่านั้นย่อมได้ด้วยบุญนิธินี้ ความเป็นผู้มีผิวพรรณงาม ความ
			<remark  id="s2b25c8l15" />	เป็นผู้มีเสียงไพเราะ ความเป็นผู้มีทรวดทรงดี ความเป็นผู้มีรูปสวย ความ
			<remark  id="s2b25c8l16" />	เป็นอธิบดี ความเป็นผู้มีบริวาร อิฐผลทั้งปวงนั้น อันเทวดาและมนุษย์
			<remark  id="s2b25c8l17" />	ย่อมได้ด้วยบุญนิธินี้ ความเป็นพระราชาประเทศราช ความเป็นใหญ่
			<remark  id="s2b25c8l18" />	สุขของพระเจ้าจักรพรรดิอันเป็นที่รัก แม้ความเป็นพระราชาแห่งเทวดาใน
			<remark  id="s2b25c8l19" />	ทิพกาย อิฐผลทั้งปวงนั้น อันเทวดาและมนุษย์ย่อมได้ด้วยบุญนิธินี้ 
			<remark  id="s2b25c8l20" />	มนุษย์สมบัติ ความยินดีในเทวโลกและนิพพานสมบัติ อิฐผลทั้งปวงนี้ 
			<remark  id="s2b25c8l21" />	เทวดาและมนุษย์ย่อมได้ด้วยบุญนิธินี้ ความที่พระโยคาวจร ถ้าเมื่ออาศัย
			<remark  id="s2b25c8l22" />	คุณเครื่องถึงพร้อมคือมิตร แล้วประกอบอยู่โดยอุบายอันแยบคายไซร้ เป็น
			<remark  id="s2b25c8l23" />	ผู้มีความชำนาญในวิชชาและวิมุตติ อิฐผลทั้งปวงนี้ อันเทวดาและมนุษย์
			<remark  id="s2b25c8l24" />	ย่อมได้ด้วยบุญนิธินี้ ปฏิสัมภิทาวิโมกข์ สาวกบารมีญาณ ปัจเจกโพธิญาณ 
			<remark  id="s2b25c8l25" />	และพุทธภูมิอิฐผลทั้งปวงนี้ อันเทวดาและมนุษย์ย่อมได้ด้วยบุญนิธินี้
		</para>
	</section>
	<section id="s2b25c9" >
		<para id="s2b25c9p">
			<remark  id="s2b25c9l1" />	คุณเครื่องถึงพร้อมคือบุญนี้ เป็นไปเพื่อประโยชน์มากอย่างนี้เพราะเหตุนั้น 
			<remark  id="s2b25c9l2" />	บัณฑิตผู้มีปัญญาจึงสรรเสริญความที่บุคคลมีบุญอันทำไว้แล้ว ฯ
			<remark  id="s2b25c9l3" />	 จบนิธิกัณฑ์
			<remark  id="s2b25c9l4" />	กรณียเมตตสูตรในขุททกปาฐะ
			<remark  id="s2b25c9l5" />	[๑๐] กุลบุตรผู้ฉลาดในประโยชน์ ปรารถนาจะตรัสรู้บทอันสงบแล้วอยู่ พึง
			<remark  id="s2b25c9l6" />	บำเพ็ญไตรสิกขา กุลบุตรนั้นพึงเป็นผู้อาจหาญเป็นผู้ตรง ซื่อตรง ว่า
			<remark  id="s2b25c9l7" />	ง่าย อ่อนโยน ไม่เย่อหยิ่ง สันโดษเลี้ยงง่าย มีกิจน้อย มีความ
			<remark  id="s2b25c9l8" />	ประพฤติเบา มีอินทรีย์อันสงบระงับ มีปัญญาเครื่องรักษาตน ไม่คะนอง 
			<remark  id="s2b25c9l9" />	ไม่พัวพันในสกุลทั้งหลาย ไม่พึงประพฤติทุจริตเล็กน้อยอะไรๆ ซึ่งเป็น
			<remark  id="s2b25c9l10" />	เหตุให้ท่านผู้รู้เหล่าอื่นติเตียนได้ พึงแผ่ไมตรีจิตในสัตว์ทั้งหลายว่า ขอ
			<remark  id="s2b25c9l11" />	สัตว์ทั้งปวงจงเป็นผู้มีสุข มีความเกษม มีตนถึงความสุขเถิด สัตว์มีชีวิต
			<remark  id="s2b25c9l12" />	เหล่าใดเหล่าหนึ่งมีอยู่ เป็นผู้สะดุ้งหรือเป็นผู้มั่นคง ผอมหรือพี และสัตว์
			<remark  id="s2b25c9l13" />	เหล่าใดมีกายยาวหรือใหญ่ ปานกลางหรือสั้น ที่เราเห็นแล้วหรือมิได้เห็น
			<remark  id="s2b25c9l14" />	อยู่ในที่ไกลหรือที่ใกล้ ที่เกิดแล้วหรือแสวงหาที่เกิด ขอสัตว์ทั้งหมดนั้น
			<remark  id="s2b25c9l15" />	จงเป็นผู้มีตนถึงความสุขเถิด สัตว์อื่นไม่พึงข่มขู่สัตว์อื่น ไม่พึงดูหมิ่น
			<remark  id="s2b25c9l16" />	อะไรเขาในที่ไหนๆ ไม่พึงปรารถนาทุกข์แก่กันและกันเพราะความกริ้ว
			<remark  id="s2b25c9l17" />	โกรธ เพราะความเคียดแค้น มารดาถนอมบุตรคนเดียวผู้เกิดในตน แม้ด้วย
			<remark  id="s2b25c9l18" />	การยอมสละชีวิตได้ ฉันใด กุลบุตรผู้ฉลาดในประโยชน์พึงเจริญเมตตา
			<remark  id="s2b25c9l19" />	มีในใจไม่มีประมาณในสัตว์ทั้งปวง แม้ฉันนั้นก็กุลบุตรนั้น พึงเจริญ
			<remark  id="s2b25c9l20" />	เมตตามีในใจไม่มีประมาณไปในโลกทั้งสิ้น ทั้งเบื้องบน เบื้องต่ำ เบื้อง
			<remark  id="s2b25c9l21" />	ขวาง ไม่คับแคบไม่มีเวร ไม่มีศัตรู กุลบุตรผู้เจริญเมตตานั้นยืนอยู่ก็ดี 
			<remark  id="s2b25c9l22" />	เดินอยู่ก็ดี นั่งอยู่ก็ดี นอนอยู่ก็ดี พึงเป็นผู้ปราศจากความง่วงเหงาเพียงใด 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b25c10" >
		<para id="s2b25c10p">
			<remark  id="s2b25c10l1" />	ก็พึงตั้งสตินี้ไว้เพียงนั้น บัณฑิตทั้งหลายกล่าววิหารธรรมนี้ว่า เป็นพรหม
			<remark  id="s2b25c10l2" />	วิหาร ในธรรมวินัยของพระอริยเจ้านี้ กุลบุตรผู้เจริญเมตตา ไม่เข้าไป
			<remark  id="s2b25c10l3" />	อาศัยทิฐิ เป็นผู้มีศีลถึงพร้อมด้วยทัศนะ กำจัดความยินดีในกามทั้งหลาย
			<remark  id="s2b25c10l4" />	ออกได้แล้ว ย่อมไม่ถึงความนอนในครรภ์อีกโดยแท้แล ฯ
			<remark  id="s2b25c10l5" />	จบเมตตสูตร
			<remark  id="s2b25c10l6" />	จบขุททกปาฐะ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b25c11" >
		<para id="s2b25c11p">
			<remark  id="s2b25c11l1" />					ธรรมบท 
			<remark  id="s2b25c11l2" />					ยมกวรรคที่ ๑
			<remark  id="s2b25c11l3" />	[๑๑] ธรรมทั้งหลายมีใจเป็นหัวหน้า มีใจประเสริฐที่สุด สำเร็จแล้วแต่ใจ 
			<remark  id="s2b25c11l4" />	ถ้าบุคคลมีใจอันโทษประทุษร้ายแล้ว กล่าวอยู่ก็ตาม ทำอยู่ก็ตาม 
			<remark  id="s2b25c11l5" />	ทุกข์ย่อมไปตามบุคคลนั้น เพราะทุจริต๓ อย่างนั้น เหมือนล้อหมุนไป
			<remark  id="s2b25c11l6" />	ตามรอยเท้าโคผู้ลากเกวียนไปอยู่ ฉะนั้น ธรรมทั้งหลายมีใจเป็นหัวหน้า 
			<remark  id="s2b25c11l7" />	มีใจประเสริฐที่สุด สำเร็จแล้วแต่ใจ ถ้าบุคคลมีใจผ่องใส กล่าวอยู่ก็ตาม
			<remark  id="s2b25c11l8" />	ทำอยู่ก็ตาม สุขย่อมไปตามบุคคลนั้นเพราะสุจริต ๓ อย่างเหมือน
			<remark  id="s2b25c11l9" />	เงามีปรกติไปตาม ฉะนั้น ก็ชนเหล่าใดเข้าไปผูกเวรไว้ว่า คนโน้นด่าเรา 
			<remark  id="s2b25c11l10" />	คนโน้นได้ตีเรา คนโน้นได้ชนะเรา คนโน้นได้ลักสิ่งของๆ เรา ดังนี้ 
			<remark  id="s2b25c11l11" />	เวรของชนเหล่านั้นย่อมไม่ระงับ ส่วนชนเหล่าใดไม่เข้าไปผูกเวรไว้ว่า
			<remark  id="s2b25c11l12" />	คนโน้นด่าเรา คนโน้นได้ตีเรา คนโน้นได้ชนะเรา คนโน้นได้ลักสิ่ง
			<remark  id="s2b25c11l13" />	ของๆ เรา ดังนี้ เวรของชนเหล่านั้นย่อมระงับ ในกาลไหนๆ เวร
			<remark  id="s2b25c11l14" />	ในโลกนี้ย่อมไม่ระงับเพราะเวรเลย แต่ย่อมระงับเพราะความไม่จองเวร 
			<remark  id="s2b25c11l15" />	ธรรมนี้เป็นของเก่า ก็ชนเหล่าอื่นไม่รู้สึกว่า พวกเราย่อมยุบยับใน
			<remark  id="s2b25c11l16" />	ท่ามกลางสงฆ์นี้ ส่วนชนเหล่าใดในท่ามกลางสงฆ์นั้น ย่อมรู้สึก ความ
			<remark  id="s2b25c11l17" />	หมายมั่นย่อมระงับจากชนเหล่านั้น มารย่อมรังควาญบุคคลผู้มีปรกติเห็น
			<remark  id="s2b25c11l18" />	อารมณ์ว่างาม ผู้ไม่สำรวมแล้วในอินทรีย์ทั้งหลาย ไม่รู้ประมาณใน
			<remark  id="s2b25c11l19" />	โภชนะ เกียจคร้าน มีความเพียรเลว เหมือนลมระรานต้นไม้ที่ทุรพล 
			<remark  id="s2b25c11l20" />	ฉะนั้น มารย่อมรังควาญไม่ได้ซึ่งบุคคลผู้มีปรกติเห็นอารมณ์ว่าไม่งามอยู่ 
			<remark  id="s2b25c11l21" />	สำรวมดีแล้วในอินทรีย์ทั้งหลาย รู้ประมาณในโภชนะ มีศรัทธา ปรารภ
			<remark  id="s2b25c11l22" />	ความเพียร เหมือนลมระรานภูเขาหินไม่ได้ ฉะนั้น ผู้ใดยังไม่หมด
		</para>
	</section>
	<section id="s2b25c12" >
		<para id="s2b25c12p">
			<remark  id="s2b25c12l1" />	กิเลสดุจน้ำฝาดปราศจากทมะและสัจจะจักนุ่งห่มผ้ากาสายะผู้นั้น
			<remark  id="s2b25c12l2" />	ไม่ควรเพื่อจะนุ่งห่มผ้ากาสายะ ส่วนผู้ใดมีกิเลสดุจน้ำฝาดอันคายแล้ว 
			<remark  id="s2b25c12l3" />	ตั้งมั่นแล้วในศีลประกอบด้วยทมะและสัจจะ ผู้นั้นแลย่อมควรเพื่อจะนุ่ง
			<remark  id="s2b25c12l4" />	ห่มผ้ากาสาวะ ชนเหล่าใดมีความรู้ในธรรมอันหาสาระมิได้ว่าเป็นสาระ
			<remark  id="s2b25c12l5" />	และมีปกติเห็นในธรรมอันเป็นสาระ ว่าไม่เป็นสาระ ชนเหล่านั้น
			<remark  id="s2b25c12l6" />	มีความดำริผิดเป็นโคจร ย่อมไม่บรรลุธรรมอันเป็นสาระ ชนเหล่าใด
			<remark  id="s2b25c12l7" />	รู้ธรรมอันเป็นสาระ โดยความเป็นสาระ และรู้ธรรมอันหาสาระมิได้ 
			<remark  id="s2b25c12l8" />	โดยความเป็นธรรมอันหาสาระมิได้ ชนเหล่านั้นมีความดำริชอบเป็น
			<remark  id="s2b25c12l9" />	โคจร ย่อมบรรลุธรรมอันเป็นสาระ ฝนย่อมรั่วรดเรือนที่บุคคลมุงไม่ดี 
			<remark  id="s2b25c12l10" />	ฉันใด ราคะย่อมรั่วรดจิตที่บุคคลไม่อบรมแล้ว ฉันนั้น ฝนย่อมไม่
			<remark  id="s2b25c12l11" />	รั่วรดเรือนที่บุคคลมุงดี ฉันใด ราคะย่อมไม่รั่วรดจิตที่บุคคลอบรมดีแล้ว
			<remark  id="s2b25c12l12" />	ฉันนั้น บุคคลผู้ทำบาปย่อมเศร้าโศกในโลกนี้ย่อมเศร้าโศกใน
			<remark  id="s2b25c12l13" />	โลกหน้า ย่อมเศร้าโศกในโลกทั้งสอง บุคคลผู้ทำบาปนั้นย่อมเศร้าโศก 
			<remark  id="s2b25c12l14" />	บุคคลผู้ทำบาปนั้นเห็นกรรมที่เศร้าหมองของตนแล้ว ย่อมเดือดร้อน
			<remark  id="s2b25c12l15" />	ผู้ทำบุญไว้แล้วย่อมบันเทิงในโลกนี้ ย่อมบันเทิงในโลกหน้า ย่อมบันเทิง
			<remark  id="s2b25c12l16" />	ในโลกทั้งสอง ผู้ทำบุญไว้แล้วนั้นย่อมบันเทิง ผู้ทำบุญไว้แล้วนั้นเห็น
			<remark  id="s2b25c12l17" />	ความบริสุทธิ์แห่งกรรมของตนแล้ว ย่อมบันเทิงอย่างยิ่ง บุคคล
			<remark  id="s2b25c12l18" />	ผู้ทำบาปย่อมเดือดร้อนในโลกนี้ ย่อมเดือดร้อนในโลกหน้า ย่อม
			<remark  id="s2b25c12l19" />	เดือดร้อนในโลกทั้งสอง บุคคลผู้ทำบาปนั้นย่อมเดือดร้อนว่าบาปเรา
			<remark  id="s2b25c12l20" />	ทำแล้ว บุคคลผู้ทำบาปนั้นไปสู่ทุคติแล้ว ย่อมเดือดร้อนโดยยิ่ง 
			<remark  id="s2b25c12l21" />	ผู้ทำบุญไว้แล้วย่อมเพลิดเพลินในโลกนี้ ย่อมเพลิดเพลินในโลกหน้า
			<remark  id="s2b25c12l22" />	ย่อมเพลิดเพลินในโลกทั้งสอง ผู้ทำบุญไว้แล้วย่อมเพลิดเพลินว่า 
			<remark  id="s2b25c12l23" />	บุญอันเราทำไว้แล้ว ผู้ทำบุญไว้แล้วนั้นไปสู่สุคติ ย่อมเพลิดเพลิน
			<remark  id="s2b25c12l24" />	โดยยิ่ง หากว่านรชนกล่าวคำอันมีประโยชน์แม้มาก แต่เป็นผู้ไม่ทำ
			<remark  id="s2b25c12l25" />	กรรมอันการกบุคคลพึงกระทำ เป็นผู้ประมาทแล้วไซร้ นรชนนั้นย่อม
			<remark  id="s2b25c12l26" />	ไม่เป็นผู้มีส่วนแห่งคุณเครื่องความเป็นสมณะ ประดุจนายโคบาลนับโค
			<remark  id="s2b25c12l27" />	ของชนเหล่าอื่น ย่อมไม่มีส่วนแห่งปัญจโครส ฉะนั้น หากว่านรชน
		</para>
	</section>
	<section id="s2b25c13" >
		<para id="s2b25c13p">
			<remark  id="s2b25c13l1" />	กล่าวคำอันมีประโยชน์แม้น้อยย่อมประพฤติธรรมสมควรแก่ธรรม 
			<remark  id="s2b25c13l2" />	ละราคะ โทสะ และโมหะแล้ว รู้ทั่วโดยชอบ มีจิตหลุดพ้นด้วยดีแล้ว 
			<remark  id="s2b25c13l3" />	ไม่ถือมั่นในโลกนี้หรือในโลกหน้า นรชนนั้นย่อมเป็นผู้มีส่วนแห่งคุณ
			<remark  id="s2b25c13l4" />	เครื่องความเป็นสมณะ ฯ
			<remark  id="s2b25c13l5" />	จบยมกวรรคที่ ๑
			<remark  id="s2b25c13l6" />	คาถาธรรมบท อัปปมาทวรรคที่ ๒
			<remark  id="s2b25c13l7" />	[๑๒] ความไม่ประมาท เป็นทางเครื่องถึงอมตนิพพาน ความประมาทเป็นทาง
			<remark  id="s2b25c13l8" />	แห่งความตาย ชนผู้ไม่ประมาทย่อมไม่ตาย ชนเหล่าใดประมาทแล้ว
			<remark  id="s2b25c13l9" />	ย่อมเป็นเหมือนคนตายแล้ว บัณฑิตทั้งหลายตั้งอยู่ในความไม่ประมาท 
			<remark  id="s2b25c13l10" />	ทราบเหตุนั่นโดยความแปลกกันแล้ว ย่อมบันเทิงในความไม่ประมาท
			<remark  id="s2b25c13l11" />	ยินดีแล้วในธรรมอันเป็นโคจรของพระอริยเจ้าทั้งหลาย ท่านเหล่านั้น
			<remark  id="s2b25c13l12" />	เป็นนักปราชญ์ เพ่งพินิจ มีความเพียรเป็นไปติดต่อมีความบากบั่นมั่น
			<remark  id="s2b25c13l13" />	เป็นนิตย์ ย่อมถูกต้องนิพพานอันเกษมจากโยคะ หาธรรมอื่นยิ่งกว่า
			<remark  id="s2b25c13l14" />	มิได้ ยศย่อมเจริญแก่บุคคลผู้มีความหมั่น มีสติ มีการงานอันสะอาด 
			<remark  id="s2b25c13l15" />	ผู้ใคร่ครวญแล้วจึงทำผู้สำรวมระวัง ผู้เป็นอยู่โดยธรรม และผู้ไม่ประมาท 
			<remark  id="s2b25c13l16" />	ผู้มีปัญญาพึงทำที่พึงที่ห้วงน้ำท่วมทับไม่ได้ ด้วยความหมั่นความไม่
			<remark  id="s2b25c13l17" />	ประมาท ความสำรวมระวัง และความฝึกตน ชนทั้งหลายผู้เป็นพาล
			<remark  id="s2b25c13l18" />	มีปัญญาทราม ย่อมประกอบตามความประมาท ส่วนนักปราชญ์ย่อม
			<remark  id="s2b25c13l19" />	รักษาความไม่ประมาท เหมือนทรัพย์อันประเสริฐสุด ท่านทั้งหลายอย่า
			<remark  id="s2b25c13l20" />	ประกอบตามความประมาทอย่าประกอบการชมเชยด้วยสามารถความ
			<remark  id="s2b25c13l21" />	ยินดีในกามเพราะว่าคนผู้ไม่ประมาทแล้ว เพ่งอยู่ ย่อมถึงสุขอันไพบูลย์
			<remark  id="s2b25c13l22" />	เมื่อใด บัณฑิตย่อมบรรเทาความประมาทด้วยความไม่ประมาทเมื่อนั้น
			<remark  id="s2b25c13l23" />	บัณฑิตผู้มีความประมาทอันบรรเทาแล้วนั้น ขึ้นสู่ปัญญาดุจปราสาท ไม่มี
			<remark  id="s2b25c13l24" />	ความโศก ย่อมพิจารณาเห็นหมู่สัตว์ผู้มีความโศก นักปราชญ์ย่อม
		</para>
	</section>
	<section id="s2b25c14" >
		<para id="s2b25c14p">
			<remark  id="s2b25c14l1" />	พิจารณาเห็นคนพาล เหมือนบุคคลอยู่บนภูเขามองเห็นคนผู้อยู่ที่ภาคพื้น 
			<remark  id="s2b25c14l2" />	ฉะนั้น ผู้มีปัญญาดี เมื่อสัตว์ทั้งหลายประมาทแล้ว ย่อมไม่ประมาท
			<remark  id="s2b25c14l3" />	เมื่อสัตว์ทั้งหลายหลับ ย่อมตื่นอยู่โดยมาก ย่อมละบุคคลเห็นปานนั้น
			<remark  id="s2b25c14l4" />	ไป ประดุจม้ามีกำลังเร็วละม้าไม่มีกำลังไป ฉะนั้นท้าวมัฆวาฬ
			<remark  id="s2b25c14l5" />	ถึง ความเป็นผู้ประเสริฐ ที่สุดกว่า เทวดาทั้งหลายด้วยความไม่ประมาท 
			<remark  id="s2b25c14l6" />	บัณฑิตทั้งหลายย่อมสรรเสริญความไม่ประมาท ความประมาทบัณฑิต
			<remark  id="s2b25c14l7" />	ติเตียนทุกเมื่อ ภิกษุยินดีแล้วในความไม่ประมาท หรือเห็นภัยในความ
			<remark  id="s2b25c14l8" />	ประมาท เผาสังโยชน์น้อยใหญ่ไป ดังไฟไหม้เชื้อน้อยใหญ่ไป ฉะนั้น
			<remark  id="s2b25c14l9" />	ภิกษุผู้ยินดีแล้วในความไม่ประมาทหรือเห็นภัยใน ความประมาทเป็นผู้
			<remark  id="s2b25c14l10" />	ไม่ควรเพื่อจะเสื่อมรอบ ย่อมมีในที่ใกล้นิพพานทีเดียว ฯ
			<remark  id="s2b25c14l11" />	จบอัปปมาทวรรคที่ ๒
			<remark  id="s2b25c14l12" />	คาถาธรรมบท จิตตวรรคที่ ๓
			<remark  id="s2b25c14l13" />	[๑๓] นักปราชญ์ย่อมทำจิตที่ดิ้นรน กลับกลอกรักษาได้โดยยากห้ามได้
			<remark  id="s2b25c14l14" />	โดยยาก ให้ตรง ดังช่างศรดัดลูกศรให้ตรง ฉะนั้นจิตนี้
			<remark  id="s2b25c14l15" />	อันพระโยคาวจรยกขึ้นแล้วจากอาลัย คือเบญจกามคุณเพียงดังน้ำ 
			<remark  id="s2b25c14l16" />	ซัดไปในวิปัสสนากรรมฐานเพียงดังบก เพื่อจะละบ่วงมาร ย่อมดิ้นรน 
			<remark  id="s2b25c14l17" />	ดุจปลาอันชาวประมง ยกขึ้นแล้วจากที่อยู่คือน้ำโยนไปแล้วบนบก 
			<remark  id="s2b25c14l18" />	ดิ้นรนอยู่ ฉะนั้น การฝึกฝนจิตที่ข่มได้ยาก อันเร็ว มีปรกติตกไปใน
			<remark  id="s2b25c14l19" />	อารมณ์อันบุคคลพึงใคร่อย่างไร เป็นความดี เพราะว่าจิตที่บุคคล
			<remark  id="s2b25c14l20" />	ฝึกดีแล้วนำสุขมาให้ นักปราชญ์พึงรักษาจิตที่เห็นได้แสนยากละเอียด
			<remark  id="s2b25c14l21" />	อ่อนมีปกติตกไปตามความใคร่ เพราะว่าจิตที่บุคคลคุ้มครองแล้วนำสุข
			<remark  id="s2b25c14l22" />	มาให้ ชนเหล่าใดจักสำรวมจิตอันไปในที่ไกล ดวงเดียวเที่ยวไป 
			<remark  id="s2b25c14l23" />	หาสรีระมิได้ มีถ้ำเป็นที่อยู่อาศัยชนเหล่านั้นจะพ้นจากเครื่องผูกแห่งมาร 
			<remark  id="s2b25c14l24" />	ปัญญาย่อมไม่บริบูรณ์แก่บุคคลผู้มีจิตไม่ตั้งมั่น ไม่รู้แจ่มแจ้งซึ่งพระ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b25c15" >
		<para id="s2b25c15p">
			<remark  id="s2b25c15l1" />	สัทธรรมมีความเลื่อมใสอันเลื่อนลอย ภัยย่อมไม่มีแก่พระขีณาสพ ผู้มี
			<remark  id="s2b25c15l2" />	จิตอันราคะไม่รั่วรด ผู้มีใจอันโทสะไม่ตามกระทบแล้วผู้มีบุญและบาป
			<remark  id="s2b25c15l3" />	อันละได้แล้ว ผู้ตื่นอยู่ กุลบุตรทราบกายนี้ว่าเปรียญด้วยหม้อแล้ว 
			<remark  id="s2b25c15l4" />	พึงกั้นจิตนี้ให้เปรียบเหมือนนครพึงรบมารด้วยอาวุธคือ ปัญญา อนึ่ง 
			<remark  id="s2b25c15l5" />	พึงรักษาตรุณวิปัสสนาที่ตนชนะแล้ว และไม่พึงห่วงใย กายนี้อันบุคคล
			<remark  id="s2b25c15l6" />	ทิ้งแล้วมีวิญญาณปราศแล้วไม่นานหนอจักนอนทับแผ่นดิน ประดุจ
			<remark  id="s2b25c15l7" />	ท่อนไม้ไม่มีประโยชน์โจรหัวโจกเห็นโจรหัวโจก ก็หรือคนมีเวรเห็น
			<remark  id="s2b25c15l8" />	คนผู้คู่เวรกันพึงทำความฉิบหาย และความทุกข์ใดให้จิตที่บุคคลตั้งไว้ผิด
			<remark  id="s2b25c15l9" />	พึงทำบุคคลนั้นให้เลวยิ่งกว่าความฉิบหายและความทุกข์นั้นมารดาบิดา
			<remark  id="s2b25c15l10" />	ไม่พึงทำเหตุนั้นได้ หรือแม้ญาติเหล่าอื่นก็ไม่พึงทำเหตุนั้นได้ จิตที่บุคคล
			<remark  id="s2b25c15l11" />	ตั้งไว้ชอบแล้วพึงทำเขาให้ประเสริฐกว่าเหตุนั้น ฯ
			<remark  id="s2b25c15l12" />	จบจิตตวรรคที่ ๓
			<remark  id="s2b25c15l13" />	คาถาธรรมบท ปุปผวรรคที่ ๔
			<remark  id="s2b25c15l14" />	[๑๔] ใครจักรู้แจ้งแผ่นดินนี้ ใครจักรู้แจ้งยมโลกและมนุษยโลกนี้พร้อมกับ
			<remark  id="s2b25c15l15" />	เทวโลก ใครจักเลือกสรรบทธรรมที่เราแสดงดีแล้วดุจนายมาลาการ
			<remark  id="s2b25c15l16" />	ผู้ฉลาด เลือกสรรดอกไม้ ฉะนั้น พระเสขะจักรู้แจ้งแผ่นดิน 
			<remark  id="s2b25c15l17" />	พระเสขะจักรู้แจ้งยมโลกและมนุษยโลกนี้พร้อมกับเทวโลก พระเสขะ
			<remark  id="s2b25c15l18" />	จักเลือกสรรบทธรรมที่เราแสดงดีแล้วดุจนายมาลาการผู้ฉลาดเลือก
			<remark  id="s2b25c15l19" />	สรรดอกไม้ ฉะนั้นภิกษุทราบกายนี้ว่า เปรียบด้วยฟองน้ำ ตรัสรู้
			<remark  id="s2b25c15l20" />	พร้อมเฉพาะกายนี้ว่ามีพยับแดดเป็นธรรม ตัดดอกไม้อันเป็นประธาน
			<remark  id="s2b25c15l21" />	ของมารแล้ว พึงไปสู่ที่ที่มัจจุราชไม่เห็น มัจจุย่อมจับนระผู้มีใจอันซ่าน
			<remark  id="s2b25c15l22" />	ไปแล้วในอารมณ์ต่างๆ กำลังเลือกเก็บดอกไม้ทั้งหลายนั่นเทียวไป
			<remark  id="s2b25c15l23" />	เหมือนห้วงน้ำใหญ่พัดบ้านอันหลับแล้วไป ฉะนั้น มัจจุผู้ทำซึ่งที่สุด 
			<remark  id="s2b25c15l24" />	ย่อมทำนระผู้มีใจอันซ่านไปแล้วในอารมณ์ต่างๆ กำลังเลือกเก็บดอกไม้
		</para>
	</section>
	<section id="s2b25c16" >
		<para id="s2b25c16p">
			<remark  id="s2b25c16l1" />	ทั้งหลาย ไม่อิ่มแล้วในกามคุณนั่นแล ไว้ในอำนาจ ภมรไม่ยังดอกไม้
			<remark  id="s2b25c16l2" />	อันมีสีให้ชอกช้ำ ลิ้มเอาแต่รสแล้วย่อมบินไป แม้ฉันใดมุนีพึงเที่ยวไป
			<remark  id="s2b25c16l3" />	ในบ้าน ฉันนั้น บุคคลไม่พึงใส่ใจคำแสลงหูของชนเหล่าอื่น ไม่พึง
			<remark  id="s2b25c16l4" />	แลดูกิจที่ทำแล้วและยังไม่ได้ทำของชนเหล่าอื่น พึงพิจารณากิจที่ทำแล้ว
			<remark  id="s2b25c16l5" />	และยังไม่ได้ทำของตนเท่านั้น ดอกไม้งามมีสีแต่ไม่มีกลิ่นแม้ฉันใด 
			<remark  id="s2b25c16l6" />	วาจาสุภาษิตย่อมไม่มีผลแก่บุคคลผู้ไม่ทำ ฉันนั้น ดอกไม้งามมีสี
			<remark  id="s2b25c16l7" />	มีกลิ่นแม้ฉันใด วาจาสุภาษิตย่อมมีผลแก่บุคคลผู้ทำดี ฉันนั้น
			<remark  id="s2b25c16l8" />	นายมาลาการพึงทำกลุ่มดอกไม้ให้มาก แต่กองแห่งดอกไม้แม้ฉันใด
			<remark  id="s2b25c16l9" />	สัตว์ [ผู้มีอันจะพึงตายเป็นสภาพ] ผู้เกิดแล้วพึงทำกุศลให้มาก 
			<remark  id="s2b25c16l10" />	ฉันนั้น กลิ่นดอกไม้ย่อมฟุ้งทวนลมไปไม่ได้ กลิ่นจันทน์หรือกฤษณา 
			<remark  id="s2b25c16l11" />	และกะลำพัก ย่อมฟุ้งทวนลมไปไม่ได้ ส่วนกลิ่นของสัตบุรุษย่อมฟุ้ง
			<remark  id="s2b25c16l12" />	ทวนลมไปได้เพราะสัตบุรุษฟุ้งไปทั่วทิศ กลิ่นคือศีลเป็นเยี่ยมกว่า
			<remark  id="s2b25c16l13" />	คันธชาติเหล่านี้ คือจันทน์ กฤษณา ดอกบัว และมะลิ กลิ่นกฤษณา
			<remark  id="s2b25c16l14" />	และจันทน์นี้ เป็นกลิ่นมีประมาณน้อย ส่วนกลิ่นของผู้มีศีลทั้งหลาย
			<remark  id="s2b25c16l15" />	เป็นกลิ่นสูงสุด ย่อมฟุ้งไปในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย มารย่อม
			<remark  id="s2b25c16l16" />	ไม่พบทางของท่านผู้มีศีลถึงพร้อมแล้วมีปกติอยู่ด้วยความไม่ประมาท 
			<remark  id="s2b25c16l17" />	ผู้พ้นวิเศษแล้วเพราะรู้โดยชอบ ดอกปทุมมีกลิ่นหอม พึงเกิดในกอง
			<remark  id="s2b25c16l18" />	แห่งหยากเยื่ออันเขาทิ้งแล้วในใกล้ทางใหญ่นั้น ย่อมเป็นที่รื่นรมย์ใจ
			<remark  id="s2b25c16l19" />	ฉันใด พระสาวกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อปุถุชนทั้งหลายผู้เป็น
			<remark  id="s2b25c16l20" />	เพียงดั่งกองหยากเยื่อ ย่อมไพโรจน์ล่วงปุถุชนทั้งหลายผู้เป็นดังคน
			<remark  id="s2b25c16l21" />	บอดด้วยปัญญา ฉันนั้น ฯ
			<remark  id="s2b25c16l22" />	จบปุปผวรรคที่ ๔
			<remark  id="s2b25c16l23" />	คาถาธรรมบท พาลวรรคที่ ๕
			<remark  id="s2b25c16l24" />	[๑๕] ราตรียาวแก่คนผู้ตื่นอยู่ โยชน์ยาวแก่คนผู้เมื่อยล้า สงสารยาวแก่
			<remark  id="s2b25c16l25" />	คนพาลผู้ไม่รู้แจ้งพระสัทธรรม ถ้าว่าบุคคลเมื่อเที่ยวไปไม่พึงประสบ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b25c17" >
		<para id="s2b25c17p">
			<remark  id="s2b25c17l1" />	สหายประเสริฐกว่าตน หรือสหายผู้เช่นด้วยตนไซร้ บุคคลนั้นพึง
			<remark  id="s2b25c17l2" />	ทำการเที่ยวไปผู้เดียวให้มั่น เพราะว่าคุณเครื่องความเป็นสหาย ย่อมไม่มี
			<remark  id="s2b25c17l3" />	ในคนพาล คนพาลย่อมเดือดร้อนว่า บุตรของเรามีอยู่ ทรัพย์ของเรา
			<remark  id="s2b25c17l4" />	มีอยู่ ดังนี้ตนนั่นแลย่อมไม่มีแก่ตน บุตรทั้งหลายแต่ที่ไหน ทรัพย์
			<remark  id="s2b25c17l5" />	แต่ที่ไหน ผู้ใดเป็นพาลย่อมสำคัญความที่ตนเป็นพาลได้ ด้วยเหตุนั้น 
			<remark  id="s2b25c17l6" />	ผู้นั้นยังเป็นบัณฑิตได้บ้าง ส่วนผู้ใดเป็นพาลมีความสำคัญตนว่าเป็น
			<remark  id="s2b25c17l7" />	บัณฑิต ผู้นั้นแลเรากล่าวว่าเป็นพาล ถ้าคนพาลเข้าไปนั่งใกล้บัณฑิต
			<remark  id="s2b25c17l8" />	แม้ตลอดชีวิต เขาย่อมไม่รู้แจ้งธรรมเหมือนทัพพีไม่รู้จักรสแกง ฉะนั้น 
			<remark  id="s2b25c17l9" />	ถ้าว่าวิญญูชนเข้าไปนั่งใกล้บัณฑิตแม้ครู่หนึ่ง ท่านย่อมรู้ธรรมได้ฉับพลัน 
			<remark  id="s2b25c17l10" />	เหมือนลิ้นรู้รสแกงฉะนั้น คนพาลมีปัญญาทราม มีตนเหมือนข้าศึก
			<remark  id="s2b25c17l11" />	เที่ยวทำบาปกรรมอันมีผลเผ็ดร้อน บุคคลทำกรรมใดแล้วย่อมเดือดร้อน
			<remark  id="s2b25c17l12" />	ในภายหลัง กรรมนั้นทำแล้วไม่ดี บุคคลมีหน้าชุ่มด้วยน้ำตา ร้องไห้อยู่ 
			<remark  id="s2b25c17l13" />	ย่อมเสพผลของกรรมใดกรรมนั้นทำแล้วไม่ดี บุคคลทำกรรมใดแล้ว 
			<remark  id="s2b25c17l14" />	ย่อมไม่เดือดร้อนในภายหลัง กรรมนั้นแลทำแล้วเป็นดี บุคคลอัน
			<remark  id="s2b25c17l15" />	ปีติโสมนัสเข้าถึงแล้ว [ด้วยกำลังแห่งปีติ] [ด้วยกำลังแห่งโสมนัส]
			<remark  id="s2b25c17l16" />	ย่อมเสพผลแห่งกรรมใด กรรมนั้นทำแล้วเป็นดี คนพาลย่อมสำคัญบาป
			<remark  id="s2b25c17l17" />	ประดุจน้ำหวาน ตลอดกาลที่บาปยังไม่ให้ผลแต่บาปให้ผลเมื่อใด 
			<remark  id="s2b25c17l18" />	คนพาลย่อมเข้าถึงทุกข์เมื่อนั้น คนพาลถึงบริโภคโภชนะด้วยปลาย
			<remark  id="s2b25c17l19" />	หญ้าคาทุกเดือนๆ เขาย่อมไม่ถึงเสี้ยวที่ ๑๖ ซึ่งจำแนกออกไปแล้ว 
			<remark  id="s2b25c17l20" />	๑๖ หน ของพระอริยบุคคลทั้งหลายผู้มีธรรมอันนับได้แล้ว ก็บาปกรรม
			<remark  id="s2b25c17l21" />	บุคคลทำแล้วยังไม่แปรไป เหมือนน้ำนมในวันนี้ยังไม่แปรไปฉะนั้น 
			<remark  id="s2b25c17l22" />	บาปกรรมนั้นย่อมตามเผาคนพาล เหมือนไฟอันเถ้าปกปิดแล้ว ฉะนั้น 
			<remark  id="s2b25c17l23" />	ความรู้นั้นย่อมเกิดแก่คนพาลเพื่อสิ่งมิใช่ประโยชน์อย่างเดียว ความรู้ 
			<remark  id="s2b25c17l24" />	ยังปัญญาชื่อว่ามุทธาของเขาให้ฉิบหายตกไป ย่อมฆ่าส่วนแห่งธรรมขาว
			<remark  id="s2b25c17l25" />	ของคนพาลเสียภิกษุผู้เป็นพาล พึงปรารถนาความสรรเสริญอันไม่มีอยู่ 
			<remark  id="s2b25c17l26" />	ความห้อมล้อมในภิกษุทั้งหลาย ความเป็นใหญ่ในอาวาส และการบูชา
		</para>
	</section>
	<section id="s2b25c18" >
		<para id="s2b25c18p">
			<remark  id="s2b25c18l1" />	ในสกุลของชนเหล่าอื่น ความดำริย่อมบังเกิดขึ้นแก่ภิกษุพาลว่า คฤหัสถ์
			<remark  id="s2b25c18l2" />	และบรรพชิตทั้งสองฝ่าย จงสำคัญกรรมที่บุคคลทำแล้วว่า เพราะอาศัย
			<remark  id="s2b25c18l3" />	เราผู้เดียว คฤหัสถ์และบรรพชิตเหล่านั้นจงเป็นไปในอำนาจของเรา
			<remark  id="s2b25c18l4" />	ผู้เดียว ในบรรดากิจน้อยและกิจใหญ่ทั้งหลาย กิจอะไรๆ อิจฉา
			<remark  id="s2b25c18l5" />	[ความริษยา]มานะ [ความถือตัว] ย่อมเจริญแก่ภิกษุพาลนั้น ภิกษุ
			<remark  id="s2b25c18l6" />	ผู้เป็นสาวกของพระพุทธเจ้ารู้ยิ่งแล้ว ซึ่งปฏิปทา ๒ อย่างนี้ว่า ปฏิปทา
			<remark  id="s2b25c18l7" />	อันเข้าอาศัยลาภเป็นอย่างหนึ่ง ปฏิปทาเครื่องให้ถึงนิพพานเป็นอย่างหนึ่ง 
			<remark  id="s2b25c18l8" />	ดังนี้แล้ว ไม่พึงเพลิดเพลินสักการะ พึงพอกพูนวิเวกเนืองๆ ฯ
			<remark  id="s2b25c18l9" />	จบพาลวรรคที่ ๕
			<remark  id="s2b25c18l10" />	คาถาธรรมบท ปัณทิตวรรคที่ ๖
			<remark  id="s2b25c18l11" />	[๑๖] บุคคลพึงเห็นบุคคลใดผู้มักชี้โทษ เหมือนบุคคลผู้บอกขุมทรัพย์ มักกล่าว
			<remark  id="s2b25c18l12" />	ข่มขี่ มีปัญญา พึงคบบุคคลผู้เป็นบัณฑิตเช่นนั้น เพราะว่าเมื่อคบ
			<remark  id="s2b25c18l13" />	บัณฑิตเช่นนั้น มีแต่คุณที่ประเสริฐโทษที่ลามกย่อมไม่มี บุคคล
			<remark  id="s2b25c18l14" />	พึงกล่าวสอน พึงพร่ำสอนและพึงห้ามจากธรรมของอสัตบุรุษ 
			<remark  id="s2b25c18l15" />	ก็บุคคลนั้น ย่อมเป็นที่รักของสัตบุรุษทั้งหลาย แต่ไม่เป็นที่รักของ
			<remark  id="s2b25c18l16" />	พวกอสัตบุรุษบุคคลไม่ควรคบมิตรเลวทราม ไม่ควรคบบุรุษอาธรรม์ 
			<remark  id="s2b25c18l17" />	ควรคบมิตรดี ควรคบบุรุษสูงสุด บุคคลผู้อิ่มเอิบในธรรมมีใจ
			<remark  id="s2b25c18l18" />	ผ่องใสแล้ว ย่อมอยู่เป็นสุข บัณฑิตย่อมยินดีในธรรมที่พระอริยเจ้า
			<remark  id="s2b25c18l19" />	ประกาศแล้วทุกเมื่อ ก็พวกคนไขน้ำย่อมไขน้ำไป พวกช่างศรย่อมดัด
			<remark  id="s2b25c18l20" />	ลูกศร พวกช่างถากย่อมถากไม้บัณฑิตทั้งหลายย่อมฝึกฝนตน ภูเขา
			<remark  id="s2b25c18l21" />	หินล้วน เป็นแท่งทึบย่อมไม่หวั่นไหวเพราะลมฉันใด บัณฑิตทั้งหลาย
			<remark  id="s2b25c18l22" />	ย่อมไม่หวั่นไหวเพราะนินทาและสรรเสริญ ฉันนั้น ห้วงน้ำลึกใสไม่
			<remark  id="s2b25c18l23" />	ขุ่นมัว แม้ฉันใด บัณฑิตย์ทั้งหลายฟังธรรมแล้วย่อมผ่องใส ฉันนั้น 
			<remark  id="s2b25c18l24" />	สัตบุรุษทั้งหลายย่อมเว้นในธรรมทั้งปวงโดยแท้ สัตบุรุษทั้งหลายหาใคร่
		</para>
	</section>
	<section id="s2b25c19" >
		<para id="s2b25c19p">
			<remark  id="s2b25c19l1" />	กามบ่นไม่ บัณฑิตทั้งหลายผู้อันสุขหรือทุกข์ถูกต้องแล้ว ย่อมไม่แสดง
			<remark  id="s2b25c19l2" />	อาการสูงๆ ต่ำๆ บัณฑิตย่อมไม่ทำบาปเพราะเหตุแห่งตน ไม่ทำบาป
			<remark  id="s2b25c19l3" />	เพราะเหตุแห่งผู้อื่น ไม่พึงปรารถนาบุตร ไม่พึงปรารถนาทรัพย์ ไม่พึง
			<remark  id="s2b25c19l4" />	ปรารถนาแว่นแคว้น ไม่พึงปรารถนาความสำเร็จแก่ตนโดยไม่ชอบธรรม
			<remark  id="s2b25c19l5" />	บัณฑิตนั้นพึงเป็นผู้มีศีลมีปัญญา ประกอบด้วยธรรม ในหมู่มนุษย์ 
			<remark  id="s2b25c19l6" />	ชนผู้ที่ถึงฝั่งมีน้อย ส่วนหมู่สัตว์นอกนี้ย่อมเลาะไปตามฝั่งทั้งนั้น ก็ชน
			<remark  id="s2b25c19l7" />	เหล่าใดแล ประพฤติตามธรรมในธรรมอันพระสุคตเจ้าตรัสแล้วโดยชอบ
			<remark  id="s2b25c19l8" />	ชนเหล่านั้นข้ามบ่วงมารที่ข้ามได้โดยยาก แล้วจักถึงฝั่ง บัณฑิตออกจาก
			<remark  id="s2b25c19l9" />	อาลัยแล้ว อาศัยความไม่มีอาลัยละธรรมดำแล้วพึงเจริญธรรมขาว บัณฑิต
			<remark  id="s2b25c19l10" />	พึงปรารถนาความยินดียิ่งในวิเวกที่ยินดีได้โดยยาก ละกามทั้งหลายแล้ว
			<remark  id="s2b25c19l11" />	ไม่มีกิเลสเครื่องกังวล พึงชำระตนให้ผ่องแผ้ว จากเครื่องเศร้าหมองจิต 
			<remark  id="s2b25c19l12" />	ชนเหล่าใดอบรมจิตด้วยดีโดยชอบ ในองค์แห่งธรรมสามัคคีเป็น
			<remark  id="s2b25c19l13" />	เครื่องตรัสรู้ ชนเหล่าใดไม่ถือมั่น ยินดีแล้วในการสละคืนความถือมั่น
			<remark  id="s2b25c19l14" />	ชนเหล่านั้นมีอาสวะสิ้นแล้วมีความรุ่งเรืองปรินิพพานแล้วในโลก ฯ
			<remark  id="s2b25c19l15" />	จบปัณฑิตวรรคที่ ๖
			<remark  id="s2b25c19l16" />	คาถาธรรมบท อรหันตวรรคที่ ๗
			<remark  id="s2b25c19l17" />	[๑๗] ความเร่าร้อนย่อมไม่มีแก่ผู้ที่มีทางไกลอันถึงแล้ว ผู้มีความโศกปราศ
			<remark  id="s2b25c19l18" />	ไปแล้ว ผู้พ้นวิเศษแล้วในธรรมทั้งปวง ผู้มีกิเลสเครื่องร้อยรัดทั้งปวง
			<remark  id="s2b25c19l19" />	อันละได้แล้ว ท่านผู้มีสติย่อมขวนขวายท่านย่อมไม่ยินดีในที่อยู่ 
			<remark  id="s2b25c19l20" />	ท่านละความห่วงใยเสีย เหมือนหงส์สละเปือกตมไป ฉะนั้น ชนเหล่าใด
			<remark  id="s2b25c19l21" />	ไม่มีการสั่งสมมีโภชนะอันกำหนดแล้ว มีสุญญตวิโมกข์และ
			<remark  id="s2b25c19l22" />	อนิมิตตวิโมกข์เป็นโคจร คติของชนเหล่านั้น รู้ได้โดยยาก เหมือน
			<remark  id="s2b25c19l23" />	คติฝูงนกในอากาศ ฉะนั้น ภิกษุใดมีอาสวะสิ้นแล้ว อันตัณหาและ
			<remark  id="s2b25c19l24" />	ทิฐิไม่อาศัยแล้วในอาหาร มีสุญญตวิโมกข์และอนิมิตตวิโมกข์
		</para>
	</section>
	<section id="s2b25c20" >
		<para id="s2b25c20p">
			<remark  id="s2b25c20l1" />	เป็นโคจร รอยเท้าของภิกษุนั้นไปตามได้โดยยากเหมือนรอยเท้าของ
			<remark  id="s2b25c20l2" />	ฝูงนกในอากาศ ฉะนั้น อินทรีย์ของภิกษุใดถึงความสงบระงับ 
			<remark  id="s2b25c20l3" />	เหมือนม้าอันนายสารถีฝึกดีแล้ว แม้เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ย่อม
			<remark  id="s2b25c20l4" />	รักใคร่ต่อภิกษุนั้น ผู้มีมานะอันละได้แล้ว หาอาสวะมิได้ ผู้คงที่ 
			<remark  id="s2b25c20l5" />	ภิกษุผู้มีอาสวะสิ้นแล้วมีใจเสมอด้วยแผ่นดิน ผู้คงที่ เปรียบดังเสา
			<remark  id="s2b25c20l6" />	เขื่อน มีวัตรดีปราศจากกิเลสเพียงดังเปือกตม ผ่องใส เหมือน
			<remark  id="s2b25c20l7" />	ห้วงน้ำที่ปราศจากเปือกตมมีน้ำใส ย่อมไม่พิโรธ สงสารทั้งหลาย
			<remark  id="s2b25c20l8" />	ย่อมไม่มีแก่ภิกษุผู้คงที่ มีอาสวะสิ้นแล้ว เช่นนั้น ใจ วาจาและ
			<remark  id="s2b25c20l9" />	กายกรรมของภิกษุผู้ขีณาสพนั้น ผู้หลุดพ้นแล้วเพราะรู้โดยชอบ สงบ
			<remark  id="s2b25c20l10" />	ระงับ คงที่ เป็นธรรมชาติสงบแล้ว นรชนใดไม่เชื่อต่อผู้อื่น รู้นิพพาน
			<remark  id="s2b25c20l11" />	อันปัจจัยอะไรๆ ทำไม่ได้ ผู้ตัดที่ต่อมีโอกาสอันขจัดแล้ว มีความหวัง
			<remark  id="s2b25c20l12" />	อันคลายแล้ว นรชนนั้นแลเป็นบุรุษผู้สูงสุด พระอรหันต์ทั้งหลาย
			<remark  id="s2b25c20l13" />	ย่อมอยู่ในที่ใดคือบ้านหรือป่า ที่ลุ่มหรือที่ดอน ที่นั้นเป็นภาคพื้นอันบุคคล
			<remark  id="s2b25c20l14" />	พึงรื่นรมย์ ชนไม่ยินดีในป่าเหล่าใด ป่าเหล่านั้น ควรรื่นรมย์ ผู้มีราคะ
			<remark  id="s2b25c20l15" />	ไปปราศแล้วทั้งหลาย จักยินดีในป่าเห็นปานนั้น เพราะว่าท่านไม่ใช่
			<remark  id="s2b25c20l16" />	ผู้แสวงหากาม ฯ
			<remark  id="s2b25c20l17" />	จบอรหันตวรรคที่ ๖
			<remark  id="s2b25c20l18" />	คาถาธรรมบท สหัสสวรรคที่ ๘
			<remark  id="s2b25c20l19" />	[๑๘] หากว่าวาจาแม้ตั้งพันประกอบด้วยบทอันไม่เป็นประโยชน์ไซร้บทอัน
			<remark  id="s2b25c20l20" />	เป็นประโยชน์บทหนึ่งที่บุคคลฟังแล้วย่อมสงบ ประเสริฐกว่า คาถาแม้
			<remark  id="s2b25c20l21" />	ตั้งพันประกอบด้วยบทอันไม่เป็นประโยชน์ไซร้ คาถาบทหนึ่งที่บุคคล
			<remark  id="s2b25c20l22" />	ฟังแล้วย่อมสงบประเสริฐกว่าก็บุคคลใดพึงกล่าวคาถา ประกอบด้วยบท
			<remark  id="s2b25c20l23" />	อันไม่เป็นประโยชน์ตั้งร้อย บทธรรมบทหนึ่งที่บุคคลฟังแล้วย่อมสงบ 
			<remark  id="s2b25c20l24" />	ประเสริฐกว่า บุคคลใดพึงชนะหมู่มนุษย์ตั้งพันคูณด้วยพัน ในสงคราม 
			<remark  id="s2b25c20l25" />	บุคคลนั้นไม่ชื่อว่าเป็นผู้ชนะอย่างสูงในสงครามส่วนบุคคลใดพึง
		</para>
	</section>
	<section id="s2b25c21" >
		<para id="s2b25c21p">
			<remark  id="s2b25c21l1" />	ชนะตนผู้เดียว บุคคลนั้นแล ชื่อว่าเป็นผู้ชนะอย่างสูงสุดในสงคราม 
			<remark  id="s2b25c21l2" />	ตนแลอันบุคคลชนะแล้วประเสริฐ ส่วนหมู่สัตว์นอกนี้ๆ อันบุคคล
			<remark  id="s2b25c21l3" />	ชนะแล้วจักประเสริฐอะไร เพราะว่า เทวดา คนธรรพ์ มารกับทั้งพรหม 
			<remark  id="s2b25c21l4" />	พึงทำความชนะของบุรุษผู้มีตนอันฝึกแล้ว มีปกติประพฤติสำรวมเป็น
			<remark  id="s2b25c21l5" />	นิตย์ ผู้เป็นสัตว์เกิดเห็นปานนั้นให้กลับแพ้ไม่ได้ ก็การบูชาของผู้ที่บูชา
			<remark  id="s2b25c21l6" />	ท่านผู้มีตนอันอบรมแล้วคนหนึ่ง แม้เพียงครู่หนึ่ง ประเสริฐกว่าการ
			<remark  id="s2b25c21l7" />	บูชาของผู้ที่บูชาด้วยทรัพย์พันหนึ่งตลอดร้อยปีเสมอทุกเดือนๆ การ
			<remark  id="s2b25c21l8" />	บูชาตั้งร้อยปีนั้นจะประเสริฐอะไร ก็การบูชา ของผู้ที่บูชาท่านผู้มีตนอัน
			<remark  id="s2b25c21l9" />	อบรมแล้วคนหนึ่งแล แม้เพียงครู่หนึ่ง ประเสริฐกว่าผู้บำเรอไฟในป่า
			<remark  id="s2b25c21l10" />	ตั้งร้อยปี การบำเรอไฟตั้งร้อยปีนั้นจะประเสริฐอะไร บุคคลผู้มุ่งบุญ
			<remark  id="s2b25c21l11" />	พึงบูชายัญที่บุคคลเซ่นสรวงแล้ว และยัญที่บุคคลบูชาแล้ว อย่างใด
			<remark  id="s2b25c21l12" />	อย่างหนึ่งในโลกตลอดปีหนึ่ง ยัญที่บุคคลเซ่นสรวงแล้ว และยัญที่
			<remark  id="s2b25c21l13" />	บุคคลบูชาแล้ว [ทาน] นั้น แม้ทั้งหมด ย่อมไม่ถึงส่วนที่ ๔
			<remark  id="s2b25c21l14" />	แห่งการอภิวาทในท่านผู้ดำเนินไปตรงทั้งหลาย การอภิวาทในท่านผู้
			<remark  id="s2b25c21l15" />	ดำเนินไปตรงทั้งหลาย ประเสริฐกว่า ธรรม ๔ ประการคือ อายุ 
			<remark  id="s2b25c21l16" />	วรรณะ สุขะ พละ ย่อมเจริญแก่บุคคลผู้มีการอภิวาทเป็นปกติ ผู้อ่อนน้อม
			<remark  id="s2b25c21l17" />	ต่อผู้เจริญเป็นนิตย์ ก็บุคคลผู้มีศีลเพ่งพินิจ มีชีวิตอยู่วันเดียว 
			<remark  id="s2b25c21l18" />	ประเสริฐกว่าบุคคลผู้ทุศีล มีจิตไม่มั่นคง มีชีวิตอยู่ตั้งร้อยปี ก็บุคคล
			<remark  id="s2b25c21l19" />	ผู้มีปัญญาเพ่งพินิจ มีชีวิตอยู่วันเดียวประเสริฐกว่าบุคคลผู้ไร้ปัญญามี
			<remark  id="s2b25c21l20" />	จิตไม่มั่นคง มีชีวิตอยู่ตั้งร้อยปี ก็บุคคลผู้ปรารภความเพียรมั่น มีชีวิตอยู่
			<remark  id="s2b25c21l21" />	วันเดียว ประเสริฐกว่าบุคคลผู้เกียจคร้านมีความเพียรอันเลว มีชีวิตอยู่
			<remark  id="s2b25c21l22" />	ตั้งร้อยปี ก็บุคคลผู้พิจารณาเห็นความเกิดขึ้นและเสื่อมไป มีชีวิตอยู่
			<remark  id="s2b25c21l23" />	วันเดียวประเสริฐกว่าบุคคล ผู้ไม่พิจารณาเห็นความเกิดขึ้น และความ
			<remark  id="s2b25c21l24" />	เสื่อมไปมีชีวิตอยู่ตั้งร้อยปี ก็บุคคลผู้พิจารณาเห็นอมตบท มีชีวิต
			<remark  id="s2b25c21l25" />	อยู่วันเดียว ประเสริฐกว่าบุคคลผู้ไม่พิจารณาเห็นอมตบทมีชีวิตอยู่
			<remark  id="s2b25c21l26" />	ร้อยปี ก็บุคคลผู้พิจารณาเห็นธรรมอันสูงสุด มีชีวิตอยู่วันเดียว
			<remark  id="s2b25c21l27" />	ประเสริฐกว่าบุคคล ผู้ไม่พิจารณาเห็นธรรมอันสูงสุดมีชีวิตอยู่ร้อยปี
			<remark  id="s2b25c21l28" />	จบสหัสสวรรคที่ ๘
		</para>
	</section>
	<section id="s2b25c22" >
		<para id="s2b25c22p">
			<remark  id="s2b25c22l1" />	คาถาธรรมบท ปาปวรรคที่ ๙
			<remark  id="s2b25c22l2" />	[๑๙] บุคคลพึงรีบทำความดี พึงห้ามจิตจากบาป เพราะเมื่อทำบุญช้าไป ใจ
			<remark  id="s2b25c22l3" />	ย่อมยินดีในบาป หากบุรุษพึงทำบาปไซร้ ไม่พึงทำบาปนั้นบ่อยๆ ไม่
			<remark  id="s2b25c22l4" />	พึงทำความพอใจในบาปนั้น เพราะการสั่งสมบาปนำทุกข์มาให้ หากว่า
			<remark  id="s2b25c22l5" />	บุรุษพึงทำบุญไซร้ พึงทำบุญนั้นบ่อยๆ พึงทำความพอใจในบุญนั้น 
			<remark  id="s2b25c22l6" />	เพราะการสั่งสมบุญนำสุขมาให้ แม้คนลามกย่อมเห็นความเจริญตราบ
			<remark  id="s2b25c22l7" />	เท่าที่บาปยังไม่ให้ผล แต่เมื่อใดบาปย่อมให้ผล คนลามกจึงเห็นบาป
			<remark  id="s2b25c22l8" />	เมื่อนั้น แม้คนเจริญก็ย่อมเห็นบาป ตราบเท่าที่ความเจริญยังไม่ให้ผล
			<remark  id="s2b25c22l9" />	บุคคลอย่าพึงดูหมิ่นบาปว่า บาปมีประมาณน้อย[พอประมาณ] จักไม่
			<remark  id="s2b25c22l10" />	มาถึง แม้หม้อน้ำย่อมเต็มได้ด้วยหยาดน้ำที่ตกทีละหยาดๆ [ฉันใด] 
			<remark  id="s2b25c22l11" />	คนพาลสั่งสมบาปแม้ทีละน้อยๆ ย่อมเต็มด้วยบาป [ฉันนั้น] บุคคล
			<remark  id="s2b25c22l12" />	อย่าพึงดูหมิ่นบุญว่า บุญมีประมาณน้อยจักไม่มาถึง แม้หม้อน้ำย่อม
			<remark  id="s2b25c22l13" />	เต็มได้ด้วยหยาดน้ำที่ตกทีละหยาดๆ นักปราชญ์สั่งสมบุญแม้ทีละน้อยๆ 
			<remark  id="s2b25c22l14" />	ย่อมเต็มด้วยบุญ ภิกษุพึงเว้นบาปดุจพ่อค้ามีพวกน้อย มีทรัพย์มาก 
			<remark  id="s2b25c22l15" />	เว้นทางที่ควรกลัว ดุจบุรุษผู้ใคร่ต่อชีวิตเว้นยาพิษ ฉะนั้น ถ้าที่ฝ่ามือ
			<remark  id="s2b25c22l16" />	ไม่พึงมีแผลไซร้บุคคลพึงนำยาพิษไปด้วยฝ่ามือได้ เพราะยาพิษย่อมไม่
			<remark  id="s2b25c22l17" />	ซึมซาบฝ่ามือที่ไม่มีแผล บาปย่อมไม่มีแก่คนไม่ทำ ผู้ใดย่อมประทุษร้าย
			<remark  id="s2b25c22l18" />	ต่อคนผู้ไม่ประทุษร้าย ผู้เป็นบุรุษหมดจด ไม่มีกิเลสเครื่องยั่วยวน 
			<remark  id="s2b25c22l19" />	บาปย่อมกลับถึงผู้นั้นแหละ ผู้เป็นพาลดุจธุลีละเอียดที่บุคคลซัดทวน
			<remark  id="s2b25c22l20" />	ลมไป ฉะนั้น คนบางพวกย่อมเข้าถึงครรภ์ บางพวกมีกรรมอันลามก
			<remark  id="s2b25c22l21" />	ย่อมเข้าถึงนรกผู้ที่มีคติดีย่อมไปสู่สวรรค์ ผู้ที่ไม่มีอาสวะย่อมปรินิพพาน
			<remark  id="s2b25c22l22" />	อากาศ ท่ามกลางสมุทร ช่องภูเขาอันเป็นที่เข้าไป ส่วนแห่งแผ่นดิน
			<remark  id="s2b25c22l23" />	ที่บุคคลสถิตอยู่แล้ว พึงพ้นจากกรรมอันลามกได้ไม่มีเลย อากาศ 
			<remark  id="s2b25c22l24" />	ท่ามกลางสมุทร ช่องภูเขาอันเป็นที่เข้าไปส่วนแห่งแผ่นดิน ที่บุคคล
			<remark  id="s2b25c22l25" />	สถิตอยู่แล้ว มัจจุพึงครอบงำไม่ได้ ไม่มีเลย ฯ
			<remark  id="s2b25c22l26" />	จบปาปวรรคที่ ๙
		</para>
	</section>
	<section id="s2b25c23" >
		<para id="s2b25c23p">
			<remark  id="s2b25c23l1" />	คาถาธรรมบท ทัณฑวรรคที่ ๑๐
			<remark  id="s2b25c23l2" />	[๒๐] ภิกษุทำตนให้เป็นอุปมาว่า สัตว์ทั้งปวงย่อมสะดุ้งต่ออาชญาสัตว์ทั้งปวง
			<remark  id="s2b25c23l3" />	ย่อมกลัวต่อความตาย แล้วไม่พึงฆ่าเอง ไม่พึงใช้ผู้อื่นให้ฆ่า ภิกษุทำตน
			<remark  id="s2b25c23l4" />	ให้เป็นอุปมาว่า สัตว์ทั้งปวงย่อมสะดุ้งต่ออาชญา ชีวิตเป็นที่รักของสัตว์
			<remark  id="s2b25c23l5" />	ทั้งปวง แล้วไม่พึงฆ่าเอง ไม่พึงใช้ผู้อื่นให้ฆ่า ผู้ใดแสวงหาความสุขเพื่อ
			<remark  id="s2b25c23l6" />	ตนย่อมเบียดเบียนสัตว์ทั้งหลายผู้ใคร่ความสุขด้วยอาชญา ผู้นั้นย่อมไม่
			<remark  id="s2b25c23l7" />	ได้ความสุขในโลกหน้า ผู้ใดแสวงหาความสุขเพื่อตน ย่อมไม่เบียดเบียน
			<remark  id="s2b25c23l8" />	สัตว์ทั้งหลายผู้ใคร่ความสุข ด้วยอาชญา ผู้นั้นย่อมได้ความสุขในโลกหน้า
			<remark  id="s2b25c23l9" />	ท่านอย่าได้กล่าวคำหยาบกะใครๆ ผู้ที่ท่านกล่าวแล้วพึงกล่าวตอบท่าน
			<remark  id="s2b25c23l10" />	เพราะว่าถ้อยคำแข็งดีให้เกิดทุกข์ อาชญาตอบพึงถูกต้องท่านถ้าท่านไม่
			<remark  id="s2b25c23l11" />	ยังตนให้หวั่นไหวดุจกังสดาลถูกขจัดแล้ว ท่านนี้จะเป็นผู้ถึงนิพพาน 
			<remark  id="s2b25c23l12" />	ความแข็งดีย่อมไม่มีแก่ท่าน นายโคบาลย่อมต้อนฝูงโคไปสู่ที่หากิน ด้วย
			<remark  id="s2b25c23l13" />	ท่อนไม้ฉันใด ความแก่และความตายย่อมต้อนอายุของสัตว์ทั้งหลายไป 
			<remark  id="s2b25c23l14" />	ฉันนั้น คนพาลผู้ไร้ปัญญาทำกรรมอันลามกอยู่ ย่อมไม่รู้สึก ภายหลัง
			<remark  id="s2b25c23l15" />	ย่อมเดือดร้อนเพราะกรรมของตนเอง เหมือนบุคคลถูกไฟไหม้ ฉะนั้น 
			<remark  id="s2b25c23l16" />	ผู้ใดย่อมประทุษร้ายในพระขีณาสพผู้ไม่มีอาชญา ผู้ไม่ประทุษร้าย ด้วย
			<remark  id="s2b25c23l17" />	อาชญา ผู้นั้นย่อมเข้าถึงเหตุแห่งทุกข์ ๑๐ อย่าง อย่างใดอย่างหนึ่งพลัน
			<remark  id="s2b25c23l18" />	ทีเดียว คือเวทนาหยาบช้า ความเสื่อมทรัพย์ ความแตกแห่งสรีระอาพาธ
			<remark  id="s2b25c23l19" />	หนัก ความฟุ้งซ่านแห่งจิต ความขัดข้องแต่พระราชาการกล่าวตู่อันร้าย
			<remark  id="s2b25c23l20" />	แรง ความสิ้นญาติ ความย่อยยับแห่งโภคะทั้งหลาย หรือไฟย่อมไหม้
			<remark  id="s2b25c23l21" />	เรือนของเขา เมื่อตายไป เขาผู้ไร้ปัญญาย่อมเข้าถึงนรก ความประพฤติ
			<remark  id="s2b25c23l22" />	เปลือย การทรงชฎาการนอนที่เปือกตม การไม่กินข้าว หรือการนอน
			<remark  id="s2b25c23l23" />	เหนือแผ่นดิน ความคลุกคลีด้วยธุลี ความเพียรอันปรารภด้วยความเป็น
			<remark  id="s2b25c23l24" />	คนกระโหย่ง ยังสัตว์มีความสงสัยอันข้ามไม่ได้แล้วให้หมดจดไม่ได้ ถ้า
			<remark  id="s2b25c23l25" />	แม้บุคคลผู้ประดับแล้ว เป็นผู้สงบ ฝึกแล้วเที่ยงแล้ว เป็นผู้ประพฤติ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b25c24" >
		<para id="s2b25c24p">
			<remark  id="s2b25c24l1" />	ธรรมอันประเสริฐ วางอาชญาในสัตว์ทุกจำพวก แล้วพึงประพฤติสม่ำ
			<remark  id="s2b25c24l2" />	เสมอไซร้ บุคคลนั้นชื่อว่าเป็นพราหมณ์ บุคคลนั้นชื่อว่าเป็นสมณะ 
			<remark  id="s2b25c24l3" />	บุคคลนั้นชื่อว่าเป็นภิกษุ บุรุษผู้เกียดกันอกุศลวิตกด้วยหิริ มีอยู่ในโลก
			<remark  id="s2b25c24l4" />	น้อยคน บุรุษผู้บรรเทาความหลับตื่นอยู่ ดุจม้าที่เจริญหลบแส้ หาได้ยาก
			<remark  id="s2b25c24l5" />	ม้าที่เจริญถูกนายสารถีเฆี่ยนด้วยแส้ย่อมทำความเพียร ฉันใด เธอ
			<remark  id="s2b25c24l6" />	ทั้งหลายจงเป็นผู้มีความเพียรมีความสังเวช ฉันนั้นเถิด เธอทั้งหลาย
			<remark  id="s2b25c24l7" />	เป็นผู้ประกอบด้วยศรัทธา ศีล วิริยะ สมาธิ และการวินิจฉัยธรรม 
			<remark  id="s2b25c24l8" />	เป็นผู้มีวิชชาและจรณะอันสมบูรณ์ เป็นผู้มีสติ จักละทุกข์มีประมาณ
			<remark  id="s2b25c24l9" />	ไม่น้อยนี้เสียได้ ก็พวกใช้น้ำย่อมไขน้ำไป พวกช่างศรย่อมดัดลูกศร 
			<remark  id="s2b25c24l10" />	พวกช่างถากย่อมถากไม้ ผู้มีวัตรอันงามย่อมฝึกตน ฯ
			<remark  id="s2b25c24l11" />	จบทัณฑวรรคที่ ๑๐
			<remark  id="s2b25c24l12" />	คาถาธรรมบท ชราวรรคที่ ๑๑
			<remark  id="s2b25c24l13" />	[๒๑] ร่าเริงอะไรกันหนอ ยินดีอะไรกัน ในเมื่อโลกสันนิวาสถูกไฟไหม้โพล่ง
			<remark  id="s2b25c24l14" />	แล้วเป็นนิตย์ ท่านทั้งหลายถูกความมืดหุ้มห่อแล้ว เพราะเหตุไรจึงไม่
			<remark  id="s2b25c24l15" />	แสวงหาประทีป ท่านจงดูอัตภาพอันบุญกรรมทำให้วิจิตรแล้ว มีกายเป็น
			<remark  id="s2b25c24l16" />	แผล อันกระดูกสามร้อยท่อนปรุงขึ้นแล้ว กระสับกระส่าย อันมหาชน
			<remark  id="s2b25c24l17" />	ดำริกันโดยมาก ไม่มีความยั่งยืนมั่นคง รูปนี้คร่ำคร่าแล้ว เป็นรังแห่งโรค 
			<remark  id="s2b25c24l18" />	ผุพัง กายของตนอันเปื่อยเน่าจะแตกเพราะชีวิตมีความตายเป็นที่สุด 
			<remark  id="s2b25c24l19" />	กระดูกเหล่าใดเขาไม่ปรารถนาแล้ว เหมือนน้ำเต้าในสารทกาล มีสี
			<remark  id="s2b25c24l20" />	เหมือนนกพิราบ จะยินดีอะไรเพราะได้เห็นกระดูกเหล่านั้น สรีระอัน
			<remark  id="s2b25c24l21" />	กรรมสร้างสรรให้เป็นเมืองแห่งกระดูก มีเนื้อและเลือดเป็นเครื่องไล้ทา 
			<remark  id="s2b25c24l22" />	เป็นที่ตั้งแห่งความแก่ ความตาย ความถือตัว และความลบหลู่ ราชรถ
			<remark  id="s2b25c24l23" />	ทั้งหลายอันวิจิตรย่อมคร่ำคร่าได้โดยแท้ อนึ่งแม้สรีระก็เข้าถึงความคร่ำ
			<remark  id="s2b25c24l24" />	คร่า ส่วนธรรมของสัตบุรุษย่อมไม่เข้าถึงความคร่ำคร่า สัตบุรุษแลย่อม
		</para>
	</section>
	<section id="s2b25c25" >
		<para id="s2b25c25p">
			<remark  id="s2b25c25l1" />	สนทนาด้วยสัตบุรุษบุรุษมีสุตะน้อยนี้ ย่อมแก่เหมือนโคถึก เนื้อของ
			<remark  id="s2b25c25l2" />	เขาย่อมเจริญ [แต่] ปัญญาของเขาหาเจริญไม่ เราแสวงหานายช่าง
			<remark  id="s2b25c25l3" />	เรือนอยู่ เมื่อยังไม่ประสบ แล่นไปแล้วสู่สงสารมีชาติไม่น้อย ความ
			<remark  id="s2b25c25l4" />	เกิดเป็นทุกข์ร่ำไป แน่ะนายช่างเรือน บัดนี้เราพบท่านแล้ว ท่านจักไม่
			<remark  id="s2b25c25l5" />	ต้องสร้างเรือนอีก ซี่โครงของท่านทั้งหมดเราหักแล้ว ยอดเรือนเราขจัด
			<remark  id="s2b25c25l6" />	เสียแล้ว จิตของเราถึงแล้วซึ่งนิพพานอันปราศจากสังขาร เราบรรลุ
			<remark  id="s2b25c25l7" />	ความสิ้นแห่งตัณหาแล้ว คนพาลทั้งหลายไม่ประพฤติพรหมจรรย์ ไม่ได้
			<remark  id="s2b25c25l8" />	ทรัพย์ในคราวเป็นหนุ่ม ย่อมซบเซา เหมือนนกกะเรียนแก่ ซบเซา
			<remark  id="s2b25c25l9" />	อยู่บนเปือกตม ซึ่งสิ้นปลาแล้ว ฉะนั้น คนพาลทั้งหลายไม่ประพฤติ
			<remark  id="s2b25c25l10" />	พรหมจรรย์ ไม่ได้ทรัพย์ในคราวเป็นหนุ่มย่อมนอนทอดถอนถึงทรัพย์เก่า 
			<remark  id="s2b25c25l11" />	เหมือนลูกศรสิ้นไปแล้วจากแล่ง ฉะนั้น ฯ
			<remark  id="s2b25c25l12" />	จบชราวรรคที่ ๑๑
			<remark  id="s2b25c25l13" />	คาถาธรรมบท อัตตวรรคที่ ๑๒
			<remark  id="s2b25c25l14" />	[๒๒] หากว่าบุคคลพึงรู้ว่าตนเป็นที่รักไซร้ พึงรักษาตนนั้นไว้ ให้เป็นอัตภาพ
			<remark  id="s2b25c25l15" />	อันตนรักษาดีแล้ว บัณฑิตพึงประคับประคองตนไว้ตลอดยามทั้งสาม 
			<remark  id="s2b25c25l16" />	ยามใดยามหนึ่ง บุคคลพึงยังตนนั้นแลให้ตั้งอยู่ในคุณอันสมควรเสีย
			<remark  id="s2b25c25l17" />	ก่อน พึงพร่ำสอนผู้อื่นในภายหลัง บัณฑิตไม่พึงเศร้าหมอง หากว่า
			<remark  id="s2b25c25l18" />	ภิกษุพึงทำตนเหมือนอย่างที่ตนพร่ำสอนคนอื่นไซร้ ภิกษุนั้นมีตนอันฝึก
			<remark  id="s2b25c25l19" />	ดีแล้วหนอ พึงฝึก ได้ยินว่าตนแลฝึกได้ยาก ตนแลเป็นที่พึ่งของตน 
			<remark  id="s2b25c25l20" />	บุคคลอื่นไรเล่าพึงเป็นที่พึ่งได้ เพราะว่าบุคคลมีตนฝึกฝนดีแล้ว ย่อมได้
			<remark  id="s2b25c25l21" />	ที่พึ่งอันได้โดยยาก ความชั่วที่ตนทำไว้เองเกิดแต่ตน มีตนเป็นแดนเกิด 
			<remark  id="s2b25c25l22" />	ย่อมย่ำยีคนมีปัญญาทรามดุจเพชรย่ำยีแก้วมณีที่เกิดแต่หิน ฉะนั้น 
			<remark  id="s2b25c25l23" />	ความเป็นผู้ทุศีลล่วงส่วน ย่อมรวบรัดอัตภาพของบุคคลใด ทำให้เป็น
		</para>
	</section>
	<section id="s2b25c26" >
		<para id="s2b25c26p">
			<remark  id="s2b25c26l1" />	อัตภาพอันตนรัดลงแล้ว เหมือนเถาย่านทรายรวบรัดไม้สาละให้เป็นอัน
			<remark  id="s2b25c26l2" />	ท่วมทับแล้ว บุคคลนั้นย่อมทำตนเหมือนโจรผู้เป็นโจกปรารถนาโจร
			<remark  id="s2b25c26l3" />	ผู้เป็นโจก ฉะนั้น กรรมไม่ดีและไม่เป็นประโยชน์แก่ตน ทำได้ง่าย 
			<remark  id="s2b25c26l4" />	ส่วนกรรมใดแล เป็นประโยชน์ด้วย ดีด้วย กรรมนั้นแลทำได้ยาก
			<remark  id="s2b25c26l5" />	อย่างยิ่ง ผู้ใดมีปัญญาทราม อาศัยทิฐิอันลามก ย่อมคัดค้านคำสั่งสอน
			<remark  id="s2b25c26l6" />	ของพระพุทธเจ้า ผู้อรหันต์ เป็นพระอริยเจ้า มีปกติเป็นอยู่โดยธรรม 
			<remark  id="s2b25c26l7" />	การคัดค้านและทิฐิอันลามกของผู้นั้น ย่อมเผล็ดเพื่อฆ่าตน เหมือนขุย
			<remark  id="s2b25c26l8" />	ไผ่ฆ่าต้นไผ่ฉะนั้น ทำชั่วด้วยตนเอง ย่อมเศร้าหมองด้วยตนเอง ไม่
			<remark  id="s2b25c26l9" />	ทำชั่วด้วยตนเอง ย่อมหมดจดด้วยตนเอง ความบริสุทธิ์ ความไม่
			<remark  id="s2b25c26l10" />	บริสุทธิ์ เป็นของเฉพาะตัวคนอื่นพึงชำระคนอื่นให้หมดจดหาได้ไม่ 
			<remark  id="s2b25c26l11" />	บุคคลไม่พึงยังประโยชน์ของตนให้เสื่อม เพราะประโยชน์ของผู้อื่นแม้
			<remark  id="s2b25c26l12" />	มากบุคคลรู้จักประโยชน์ของตนแล้ว พึงขวนขวายในประโยชน์ของตน ฯ
			<remark  id="s2b25c26l13" />	จบอัตตวรรคที่ ๑๒
			<remark  id="s2b25c26l14" />	คาถาธรรมบท โลกวรรคที่ ๑๓
			<remark  id="s2b25c26l15" />	[๒๓] บุคคลไม่พึงเสพธรรมอันเลว ไม่พึงอยู่ร่วมกับความประมาทไม่พึงเสพ
			<remark  id="s2b25c26l16" />	มิจฉาทิฐิ ไม่พึงเป็นคนรกโลก ภิกษุไม่พึงประมาทในบิณฑะที่ลุก
			<remark  id="s2b25c26l17" />	พึงขึ้นยืนรับ พึงประพฤติธรรมให้สุจริต ผู้ประพฤติธรรมย่อมอยู่เป็นสุข
			<remark  id="s2b25c26l18" />	ทั้งในโลกนี้และในโลกหน้า พึงประพฤติธรรมให้สุจริต ไม่พึงประพฤติ
			<remark  id="s2b25c26l19" />	ให้ทุจริต ผู้ประพฤติธรรม ย่อมอยู่เป็นสุขทั้งในโลกนี้และในโลกหน้า
			<remark  id="s2b25c26l20" />	มัจจุราชย่อมไม่เห็นบุคคลผู้พิจารณาเห็นโลก ดุจบุคคลเห็นฟองน้ำเห็น
			<remark  id="s2b25c26l21" />	พยับแดด ฉะนั้น ท่านทั้งหลายจงมาดูโลกนี้อันวิจิตรเปรียบด้วยราชรถ 
			<remark  id="s2b25c26l22" />	ที่พวกคนเขลาหมกอยู่ [แต่] พวกผู้รู้หาข้องอยู่ไม่ ก็ผู้ใดประมาทแล้ว
			<remark  id="s2b25c26l23" />	ในกาลก่อน ในภายหลังผู้นั้นย่อมไม่ประมาท เขาย่อมยังโลกนี้ให้
		</para>
	</section>
	<section id="s2b25c27" >
		<para id="s2b25c27p">
			<remark  id="s2b25c27l1" />	สว่างไสว เหมือนพระจันทร์พ้นแล้วจากเมฆ ฉะนั้น ผู้ใดทำกรรมอัน
			<remark  id="s2b25c27l2" />	ลามกผู้นั้นย่อมปิด [ละ] เสียได้ด้วยกุศล บุคคลนั้นย่อมยังโลกนี้ให้
			<remark  id="s2b25c27l3" />	สว่างไสว เหมือนพระจันทร์พ้นแล้วจากเมฆ ฉะนั้น โลกนี้มืดมน ใน
			<remark  id="s2b25c27l4" />	โลกนี้น้อยคนที่จะเห็นแจ้ง สัตว์ไปสวรรค์ได้น้อยดุจนกพ้นจากข่าย ฝูง
			<remark  id="s2b25c27l5" />	หงส์ย่อมไปในทางพระอาทิตย์ ท่านผู้เจริญอิทธิบาทดีแล้ว ย่อมไปใน
			<remark  id="s2b25c27l6" />	อากาศด้วยฤทธิ์ นักปราชญ์ทั้งหลายชนะมารพร้อมทั้งพาหนะได้แล้ว 
			<remark  id="s2b25c27l7" />	ย่อมออกไปจากโลก คนล่วงธรรมอย่างเอกเสียแล้ว เป็นคนมักพูดเท็จ 
			<remark  id="s2b25c27l8" />	ข้ามโลกหน้าเสียแล้ว ไม่พึงทำบาป ย่อมไม่มี คนตระหนี่ย่อมไปสู่
			<remark  id="s2b25c27l9" />	เทวโลกไม่ได้เลย คนพาลย่อมไม่สรรเสริญทานโดยแท้ส่วนนักปราชญ์
			<remark  id="s2b25c27l10" />	อนุโมทนาทาน เพราะการอนุโมทนาทานนั่นเอง ท่านย่อมเป็นผู้มีความ
			<remark  id="s2b25c27l11" />	สุขในโลกหน้า โสดาปัตติผลประเสริฐกว่าความเป็นพระราชาเอกใน
			<remark  id="s2b25c27l12" />	แผ่นดิน กว่าความไปสู่สวรรค์ และกว่าความเป็นอธิบดีในโลกทั้งปวง ฯ
			<remark  id="s2b25c27l13" />	จบโลกวรรคที่ ๑๓
			<remark  id="s2b25c27l14" />	คาถาธรรมบท พุทธวรรคที่ ๑๔
			<remark  id="s2b25c27l15" />	[๒๔] กิเลสชาติอันพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ใดทรงชนะแล้วอัน
			<remark  id="s2b25c27l16" />	พระองค์ย่อมไม่กลับแพ้กิเลสชาติอันพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์
			<remark  id="s2b25c27l17" />	นั้นทรงชนะแล้ว กิเลสบางอย่างย่อมไม่ไปตามในโลก ท่านทั้งหลาย
			<remark  id="s2b25c27l18" />	จักนำพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้นผู้ตรัสรู้แล้ว มีอารมณ์หาที่สุดมิได้ 
			<remark  id="s2b25c27l19" />	ผู้ไม่มีร่องรอย ไปด้วยร่องรอยอะไร ตัณหามีข่ายส่ายไปในอารมณ์ต่างๆ 
			<remark  id="s2b25c27l20" />	ไม่มีแก่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ใด เพื่อจะนำไปในภพไหนๆ ท่าน
			<remark  id="s2b25c27l21" />	ทั้งหลายจักนำพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้นผู้ตรัสรู้แล้ว มีอารมณ์หา
			<remark  id="s2b25c27l22" />	ที่สุดมิได้ ผู้ไม่มีร่องรอย ไปด้วยร่องรอยอะไร พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
			<remark  id="s2b25c27l23" />	เหล่าใด ผู้ขวนขวายแล้วในฌาน เป็นนักปราชญ์ ยินดีแล้วในธรรม
		</para>
	</section>
	<section id="s2b25c28" >
		<para id="s2b25c28p">
			<remark  id="s2b25c28l1" />	เป็นที่เข้าไประงับ คือ เนกขัมมะ แม้เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ย่อม
			<remark  id="s2b25c28l2" />	รักใคร่พระสัมพุทธเจ้าผู้มีสติเหล่านั้น การได้เฉพาะความเป็น
			<remark  id="s2b25c28l3" />	มนุษย์ยาก ความเป็นอยู่ของสัตว์ทั้งหลายยาก การฟังพระสัทธรรมยาก 
			<remark  id="s2b25c28l4" />	การเกิดขึ้นแห่งพระพุทธเจ้าทั้งหลายยากความไม่ทำบาปทั้งปวง ความ
			<remark  id="s2b25c28l5" />	บำเพ็ญกุศลให้ถึงพร้อม ความชำระจิตของตนให้ผ่องแผ้ว นี้เป็นคำสั่ง
			<remark  id="s2b25c28l6" />	สอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ความอดทน คือ ความอดกลั้น เป็น
			<remark  id="s2b25c28l7" />	ตบะอย่างยิ่งท่านผู้รู้ทั้งหลายย่อมกล่าวนิพพานว่าเป็นธรรมอย่างยิ่ง ผู้ฆ่า
			<remark  id="s2b25c28l8" />	สัตว์อื่นไม่ชื่อว่าเป็นบรรพชิต ผู้เบียดเบียนสัตว์อื่น ไม่ชื่อว่าเป็นสมณะ
			<remark  id="s2b25c28l9" />	เลย การไม่เข้าไปว่าร้ายกัน ๑ การไม่เข้าไปฆ่า ๑ ความสำรวมในพระ
			<remark  id="s2b25c28l10" />	ปาติโมกข์ ๑ ความเป็นผู้รู้จักประมาณในภัต ๑ การนอนการนั่งอันสงัด ๑ 
			<remark  id="s2b25c28l11" />	การประกอบความเพียรในอธิจิต ๑ นี้เป็นคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า
			<remark  id="s2b25c28l12" />	ทั้งหลาย ความอิ่มในกามทั้งหลาย ย่อมไม่มีเพราะฝน คือกหาปณะ 
			<remark  id="s2b25c28l13" />	กามทั้งหลายมีความเพลิดเพลิน [ยินดี] น้อยเป็นทุกข์ บัณฑิตรู้ดังนี้
			<remark  id="s2b25c28l14" />	แล้ว ท่านย่อมไม่ถึงความยินดีในในกามทั้งหลายแม้อันเป็นทิพย์ สาวก
			<remark  id="s2b25c28l15" />	ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นผู้ยินดีแล้วในธรรมเป็นที่สิ้นไปแห่ง
			<remark  id="s2b25c28l16" />	ตัณหามนุษย์เป็นอันมากแล ถูกภัยคุกคามแล้ว ย่อมถึงภูเขา ป่าอาราม
			<remark  id="s2b25c28l17" />	และรุกขเจดีย์ว่า เป็นที่พึ่ง ที่พึ่งนั้นแลไม่เกษม ที่พึ่งนั้นไม่อุดม เพราะ
			<remark  id="s2b25c28l18" />	บุคคลอาศัยที่พึ่งนั้น ย่อมไม่พ้นจากทุกข์ทั้งปวงได้ ส่วนผู้ใดถึงพระ
			<remark  id="s2b25c28l19" />	พุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ว่าเป็นที่พึ่ง ย่อมเห็นอริยสัจ ๔ คือ
			<remark  id="s2b25c28l20" />	ทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ความก้าวล่วงทุกข์ และอริยมรรคประกอบด้วย
			<remark  id="s2b25c28l21" />	องค์ ๘ อันให้ถึงความสงบระงับทุกข์ ด้วยปัญญาอันชอบ ที่พึ่งนั้นแล
			<remark  id="s2b25c28l22" />	เป็นที่พึ่งอันเกษม ที่พึ่งนั้นอุดม เพราะบุคคลอาศัยที่พึ่งนั้นย่อมพ้น
			<remark  id="s2b25c28l23" />	จากทุกข์ทั้งปวงได้ บุรุษอาชาไนยหาได้ยาก ท่านย่อมไม่เกิดในที่ทั่วไป 
			<remark  id="s2b25c28l24" />	ท่านเป็นนักปราชญ์ย่อมเกิดในสกุลใด สกุลนั้นย่อมถึงความสุข ความ
			<remark  id="s2b25c28l25" />	เกิดขึ้นแห่งพระพุทธเจ้าทั้งหลาย นำสุขมาให้ พระสัทธรรมเทศนานำสุข
			<remark  id="s2b25c28l26" />	มาให้ ความพร้อมเพรียงแห่งหมู่นำสุขมาให้ ความเพียรของผู้พร้อม
		</para>
	</section>
	<section id="s2b25c29" >
		<para id="s2b25c29p">
			<remark  id="s2b25c29l1" />	เพรียงกันให้เกิดสุข ใครๆ ไม่อาจนับบุญของบุคคลผู้บูชาซึ่งปูชารห
			<remark  id="s2b25c29l2" />	บุคคล คือ พระพุทธเจ้าหรือสาวกของพระพุทธเจ้า ผู้ก้าวล่วงธรรม
			<remark  id="s2b25c29l3" />	เครื่องเนิ่นช้า ผู้ข้ามความโศกและความร่ำไรได้แล้ว ว่าบุญนี้มีประมาณ
			<remark  id="s2b25c29l4" />	เท่านี้ ใครๆ ไม่อาจนับบุญของบุคคลผู้บูชาปูชารหบุคคลเหล่านั้น 
			<remark  id="s2b25c29l5" />	ผู้คงที่ ผู้นิพพานแล้ว ไม่มีภัยแต่ที่ไหนๆ ว่าบุญนี้ประมาณเท่านี้ ฯ
			<remark  id="s2b25c29l6" />	จบพุทธวรรคที่ ๑๔
			<remark  id="s2b25c29l7" />	จบปฐมภาณวาร
			<remark  id="s2b25c29l8" />	คาถาธรรมบท สุขวรรคที่ ๑๕
			<remark  id="s2b25c29l9" />	[๒๕] เมื่อพวกมนุษย์มีเวรกันอยู่ เราเป็นผู้ไม่มีเวรอยู่ เมื่อพวกมนุษย์มีเวรกันอยู่ 
			<remark  id="s2b25c29l10" />	เราเป็นผู้ไม่มีเวรอยู่ เป็นอยู่สบายดีหนอเมื่อพวกมนุษย์มีความเร่าร้อน
			<remark  id="s2b25c29l11" />	กันอยู่ เราเป็นผู้ไม่มีความเร่าร้อนอยู่ เป็นอยู่สบายดีหนอ เมื่อพวก
			<remark  id="s2b25c29l12" />	มนุษย์มีความขวนขวายอยู่ เราเป็นผู้ไม่มีความขวนขวายอยู่ เมื่อพวก
			<remark  id="s2b25c29l13" />	มนุษย์มีความขวนขวายกันอยู่ เราเป็นผู้ไม่มีความขวนขวายอยู่เป็นอยู่
			<remark  id="s2b25c29l14" />	สบายดีหนอ เราไม่มีกิเลสชาติเครื่องกังวล เป็นอยู่สบายดีหนอ เรามี
			<remark  id="s2b25c29l15" />	ปีติเป็นภักษาเหมือนเหล่าเทวดาชั้นอาภัสสระ ผู้ชนะย่อมก่อเวร ผู้แพ้
			<remark  id="s2b25c29l16" />	ย่อมเป็นทุกข์พระขีณาสพผู้สงบระงับ ละความชนะความแพ้ได้แล้ว
			<remark  id="s2b25c29l17" />	ย่อมอยู่เป็นสุข ไฟเสมอด้วยราคะไม่มี โทษเสมอด้วยโทสะไม่มี ทุกข์
			<remark  id="s2b25c29l18" />	เช่นด้วยขันธ์ไม่มี สุขยิ่งกว่าความสงบไม่มี ความหิวเป็นโรคอย่างยิ่ง 
			<remark  id="s2b25c29l19" />	สังขารเป็นทุกข์อย่างยิ่งบัณฑิตทราบเนื้อความนี้ตามความเป็นจริงแล้ว 
			<remark  id="s2b25c29l20" />	ย่อมทำให้แจ้งซึ่งนิพพาน เพราะนิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง ลาภทั้งหลาย
			<remark  id="s2b25c29l21" />	มีความไม่มีโรคเป็นอย่างยิ่ง ทรัพย์มีความสันโดษเป็นอย่างยิ่งญาติ
			<remark  id="s2b25c29l22" />	ทั้งหลายมีความคุ้นเคยเป็นอย่างยิ่ง นิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง บุคคลผู้ปีติ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b25c30" >
		<para id="s2b25c30p">
			<remark  id="s2b25c30l1" />	ในธรรม เมื่อดื่มรส ดื่มรสอันเกิดแต่วิเวกและรสแห่งความสงบแล้ว 
			<remark  id="s2b25c30l2" />	ย่อมไม่มีความกระวนกระวายไม่มีบาป การเห็นพระอริยะเจ้าทั้งหลายเป็น
			<remark  id="s2b25c30l3" />	ความดี การอยู่ร่วมกับพระอริยะเจ้าเหล่านั้น เป็นสุขทุกเมื่อ บุคคลพึง
			<remark  id="s2b25c30l4" />	เป็นผู้มีความสุขเป็นนิตย์ได้ เพราะการไม่เห็นคนพาลทั้งหลายด้วยว่า
			<remark  id="s2b25c30l5" />	บุคคลผู้สมคบกับคนพาลเที่ยวไป ย่อมเศร้าโศกสิ้นกาลนาน การอยู่
			<remark  id="s2b25c30l6" />	ร่วมกับคนพาลเป็นทุกข์ทุกเมื่อ เหมือนการอยู่ร่วมกับศัตรู ส่วน
			<remark  id="s2b25c30l7" />	นักปราชญ์มีการอยู่ร่วมเป็นสุข เหมือนสมาคมแห่งญาติ เพราะเหตุนั้นแล 
			<remark  id="s2b25c30l8" />	บุคคลพึงคบบุคคลนั้นผู้เป็นนักปราชญ์ มีปัญญา เป็นพหูสูต มีปกติ
			<remark  id="s2b25c30l9" />	นำธุระไปมีวัตร เป็นพระอริยะ เป็นสัปบุรุษ ผู้มีปัญญาดีเช่นนั้น
			<remark  id="s2b25c30l10" />	เหมือนพระจันทร์คบครองแห่งนักษัตร ฉะนั้น ฯ
			<remark  id="s2b25c30l11" />	จบสุขวรรคที่ ๑๕
			<remark  id="s2b25c30l12" />	คาถาธรรมบท ปิยวรรคที่ ๑๖
			<remark  id="s2b25c30l13" />	[๒๖] บุคคลประกอบตนในกิจที่ไม่ควรประกอบ และไม่ประกอบตนในกิจที่
			<remark  id="s2b25c30l14" />	ควรประกอบ ละประโยชน์เสีย มักถือเอาสัตว์หรือสังขารว่าเป็น
			<remark  id="s2b25c30l15" />	ที่รัก ย่อมทะเยอทะยานต่อบุคคลผู้ประกอบตามตน บุคคลอย่าสมาคม
			<remark  id="s2b25c30l16" />	แล้วด้วยสัตว์หรือสังขารอันเป็นที่รัก หรือด้วยสัตว์หรือสังขารอันไม่
			<remark  id="s2b25c30l17" />	เป็นที่รัก ในกาลไหนๆเพราะการไม่เห็นสัตว์หรือสังขารอันเป็นที่รัก 
			<remark  id="s2b25c30l18" />	และการเห็นสัตว์หรือสังขารอันไม่เป็นที่รัก เป็นทุกข์ เพราะเหตุนั้น
			<remark  id="s2b25c30l19" />	บุคคลไม่พึงทำสัตว์หรือสังขารให้เป็นที่รัก เพราะการพลัดพรากจากสัตว์
			<remark  id="s2b25c30l20" />	และสังขารอันเป็นที่รัก ลามก กิเลสเครื่องร้อยรัดทั้งหลาย ย่อมไม่มี
			<remark  id="s2b25c30l21" />	แก่บุคคลที่ไม่มีสัตว์และสังขารอันเป็นที่รักและไม่เป็นที่รัก ความโศก
			<remark  id="s2b25c30l22" />	ย่อมเกิดแต่ของที่รักภัยย่อมเกิดแต่ของที่รัก ความโศกย่อมไม่มีแก่
			<remark  id="s2b25c30l23" />	บุคคลผู้พ้นวิเศษแล้ว จากของที่รัก ภัยจักมีแต่ที่ไหน ความโศกย่อมเกิด
			<remark  id="s2b25c30l24" />	แต่ความรัก ภัยย่อมเกิดแต่ความรัก ความโศกย่อมไม่มีแก่ผู้พ้นวิเศษ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b25c31" >
		<para id="s2b25c31p">
			<remark  id="s2b25c31l1" />	แล้ว จากความรัก ภัยจักมีแต่ที่ไหน ความโศกย่อมเกิดแต่ความยินดี 
			<remark  id="s2b25c31l2" />	ภัยย่อมเกิดแต่ความยินดี ความโศกย่อมไม่มีแก่บุคคลผู้พ้นวิเศษแล้ว
			<remark  id="s2b25c31l3" />	จากความยินดี ภัยจักมีแต่ที่ไหน ความโศกย่อมเกิดแต่กาม ภัยย่อมเกิด
			<remark  id="s2b25c31l4" />	แต่กามความโศกย่อมไม่มีแก่บุคคลผู้พ้นวิเศษแล้วจากกาม ภัยจักมี
			<remark  id="s2b25c31l5" />	แต่ที่ไหน ความโศกย่อมเกิดแต่ตัณหา ภัยย่อมเกิดแต่ตัณหาความโศก
			<remark  id="s2b25c31l6" />	ย่อมไม่มีแก่บุคคลผู้พ้นวิเศษแล้วจากตัณหา ภัยจักมีแต่ที่ไหน ชนย่อม
			<remark  id="s2b25c31l7" />	กระทำบุคคลผู้สมบูรณ์ด้วยศีลและทัศนะผู้ตั้งอยู่ในธรรม มีปกติ
			<remark  id="s2b25c31l8" />	กล่าวคำสัจ ผู้ทำการงานของตน ให้เป็นที่รัก ภิกษุพึงเป็นผู้มีความ
			<remark  id="s2b25c31l9" />	พอใจในนิพพานอันใครๆบอกไม่ได้ เป็นผู้อันใจถูกต้อง และเป็น
			<remark  id="s2b25c31l10" />	ผู้มีจิตไม่เกี่ยวเกาะแล้วในกาม ภิกษุนั้นเรากล่าวว่าผู้มีกระแสในเบื้องบน
			<remark  id="s2b25c31l11" />	ญาติมิตร และเพื่อนผู้มีใจดี ย่อมชื่นชมต่อบุรุษผู้จากไปสิ้นกาลนาน 
			<remark  id="s2b25c31l12" />	กลับมาแล้วโดยสวัสดี แต่ที่ไกล ว่ามาแล้ว บุญทั้งหลาย ย่อมต้อนรับ
			<remark  id="s2b25c31l13" />	แม้บุคคลผู้ทำบุญไว้ ซึ่งจากโลกนี้ไปสู่โลกอื่น ดุจญาติต้อนรับญาติที่รัก
			<remark  id="s2b25c31l14" />	ผู้มาแล้ว ฉะนั้น ฯ
			<remark  id="s2b25c31l15" />	จบปิยวรรคที่ ๑๖
			<remark  id="s2b25c31l16" />	คาถาธรรมบท โกธวรรคที่ ๑๗
			<remark  id="s2b25c31l17" />	[๒๗] บุคคลพึงละความโกรธเสีย พึงละมานะเสีย พึงก้าวล่วงสังโยชน์เสีย
			<remark  id="s2b25c31l18" />	ทั้งหมด ทุกข์ทั้งหลายย่อมไม่ตกตามบุคคลนั้นผู้ไม่ข้องอยู่ในนามรูป 
			<remark  id="s2b25c31l19" />	ไม่มีกิเลสเครื่องกังวล บุคคลใดแล พึงห้ามความโกรธที่เกิดขึ้นแล้ว
			<remark  id="s2b25c31l20" />	ไว้ได้ ดุจบุคคลห้ามรถซึ่งกำลังแล่นไปได้ ฉะนั้น เรากล่าวบุคคลนั้น
			<remark  id="s2b25c31l21" />	ว่าเป็นสารถี คนนอกนี้เป็นคนถือเชือก พึงชนะความโกรธด้วยความ
			<remark  id="s2b25c31l22" />	ไม่โกรธ พึงชนะความไม่ดีด้วยความดี พึงชนะความตระหนี่ด้วยการให้
			<remark  id="s2b25c31l23" />	พึงชนะคนมักกล่าวคำเหลาะแหละด้วยคำสัตย์ พึงกล่าวคำสัตย์ไม่พึง
			<remark  id="s2b25c31l24" />	โกรธ แม้เมื่อมีของน้อย ถูกขอแล้วก็พึงให้ บุคคลพึงไปในสำนักแห่ง
			<remark  id="s2b25c31l25" />	เทวดาทั้งหลาย เพราะเหตุ ๓ ประการนี้มุนีเหล่าใดผู้ไม่เบียดเบียน 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b25c32" >
		<para id="s2b25c32p">
			<remark  id="s2b25c32l1" />	สำรวมแล้วด้วยกายเป็นนิตย์มุนีเหล่านั้นย่อมไปสู่สถานที่ไม่จุติ ที่คน
			<remark  id="s2b25c32l2" />	ทั้งหลายไปแล้วไม่เศร้าโศก อาสวะทั้งหลายของผู้ตื่นอยู่ทุกเมื่อ ศึกษา
			<remark  id="s2b25c32l3" />	เนืองๆทั้งกลางวันและกลางคืน ผู้น้อมไปแล้วสู่นิพพาน ย่อมถึง
			<remark  id="s2b25c32l4" />	ความไม่มี ดูกรอตุละ การนินทาหรือการสรรเสริญนี้มีมาแต่โบราณ 
			<remark  id="s2b25c32l5" />	มิใช่มีเพียงวันนี้ คนย่อมนินทาแม้ผู้นั่งนิ่ง แม้ผู้พูดมาก แม้พูดพอ
			<remark  id="s2b25c32l6" />	ประมาณ ผู้ไม่ถูกนินทาไม่มีในโลก บุรุษผู้ถูกนินทาโดยส่วนเดียว 
			<remark  id="s2b25c32l7" />	หรือถูกสรรเสริญโดยส่วนเดียวไม่มีแล้ว จักไม่มี และไม่มีในบัดนี้
			<remark  id="s2b25c32l8" />	ถ้าว่าผู้รู้ใคร่ครวญแล้วทุกวัน ย่อมสรรเสริญบุคคลใด ผู้มีความประ
			<remark  id="s2b25c32l9" />	พฤติไม่ขาดเป็นนักปราชญ์ ตั้งมั่นแล้วในปัญญาและศีล ใครย่อมควร
			<remark  id="s2b25c32l10" />	เพื่อจะนินทาบุคคลนั้นผู้เหมือนดังแท่งแห่งทองชมพูนุช แม้เทวดาและ
			<remark  id="s2b25c32l11" />	มนุษย์ทั้งหลาย ก็ย่อมสรรเสริญบุคคลนั้น แม้พรหมก็สรรเสริญบุคคล
			<remark  id="s2b25c32l12" />	นั้น ภิกษุพึงรักษาความกำเริบทางกายพึงเป็นผู้สำรวมด้วยกาย ละกาย
			<remark  id="s2b25c32l13" />	ทุจริตแล้ว พึงประพฤติสุจริตด้วยกาย พึงรักษาความกำเริบทางวาจา
			<remark  id="s2b25c32l14" />	พึงเป็นผู้สำรวมด้วยวาจา ละวจีทุจริตแล้ว พึงประพฤติสุจริตด้วยวาจา 
			<remark  id="s2b25c32l15" />	พึงรักษาความกำเริบทางใจ พึงเป็นผู้สำรวมด้วยใจ ละมโนทุจริตแล้ว
			<remark  id="s2b25c32l16" />	พึงประพฤติสุจริตด้วยใจ นักปราชญ์ทั้งหลาย สำรวมแล้วด้วยกาย 
			<remark  id="s2b25c32l17" />	สำรวมแล้วด้วยวาจา สำรวมแล้วด้วยใจ ท่านเหล่านั้นแล สำรวม
			<remark  id="s2b25c32l18" />	เรียบร้อยแล้ว ฯ
			<remark  id="s2b25c32l19" />	จบโกธวรรคที่ ๑๗
			<remark  id="s2b25c32l20" />	คาถาธรรมบท มลวรรคที่ ๑๘
			<remark  id="s2b25c32l21" />	[๒๘] บัดนี้ท่านเป็นดุจใบไม้เหลือง อนึ่ง แม้บุรุษของพระยายมก็ปรากฏแก่
			<remark  id="s2b25c32l22" />	ท่านแล้ว ท่านตั้งอยู่ในปากแห่งความเสื่อม อนึ่งเสบียงเดินทางของ
			<remark  id="s2b25c32l23" />	ท่านก็ยังไม่มี ท่านจงทำที่พึงแก่ตน จงรีบพยายาม จงเป็นบัณฑิต
			<remark  id="s2b25c32l24" />	ท่านเป็นผู้มีมลทินอันขจัดแล้วไม่มีกิเลสเครื่องยียวนจักถึงอริยภูมิอัน
			<remark  id="s2b25c32l25" />	เป็นทิพย์ บัดนี้ท่านเป็นผู้มีวัยอันชรานำเข้าไปแล้ว เตรียมจะไปยังสำนัก
		</para>
	</section>
	<section id="s2b25c33" >
		<para id="s2b25c33p">
			<remark  id="s2b25c33l1" />	ของพระยายม อนึ่ง ที่พักในระหว่างของท่านก็ยังไม่มี และเสบียงเดิน
			<remark  id="s2b25c33l2" />	ทางของท่านก็ยังไม่มี ท่านจงทำที่พึ่งแก่ตน จงรีบพยายาม จงเป็น
			<remark  id="s2b25c33l3" />	บัณฑิต ท่านเป็นผู้มีมลทินอันขจัดแล้ว ไม่มีกิเลสเครื่องยียวน จักไม่เข้า
			<remark  id="s2b25c33l4" />	ถึงชาติและชราอีก นักปราชญ์ทำกุศลทีละน้อยๆ ในขณะๆ พึงขจัดมลทิน
			<remark  id="s2b25c33l5" />	ของตนออกได้โดยลำดับ เหมือนช่างทองขจัดมลทินของทอง ฉะนั้น 
			<remark  id="s2b25c33l6" />	สนิมเกิดขึ้นแต่เหล็กเอง ครั้นเกิดขึ้นแต่เหล็กนั้นแล้ว ย่อมกัดเหล็กนั้น
			<remark  id="s2b25c33l7" />	แหละ ฉันใด กรรมของตนย่อมนำบุคคลผู้มักประพฤติล่วงปัญญาชื่อ
			<remark  id="s2b25c33l8" />	โธนา ไปสู่ทุคติ ฉันนั้น มนต์มีอันไม่ท่องบ่นเป็นมลทิน เรือนมีการ
			<remark  id="s2b25c33l9" />	ไม่หมั่นเป็นมลทิน ความเกียจคร้านเป็นมลทินของผิวพรรณ ความ
			<remark  id="s2b25c33l10" />	ประมาทเป็นมลทินของผู้รักษา ความประพฤติชั่วเป็นมลทินของหญิง 
			<remark  id="s2b25c33l11" />	ความตระหนี่เป็นมลทินของผู้ให้ ธรรมทั้งหลายที่ลามกเป็นมลทินแท้ ทั้ง
			<remark  id="s2b25c33l12" />	ในโลกนี้ทั้งในโลกหน้า เราจะบอกมลทินกว่ามลทินนั้น คืออวิชชาเป็น
			<remark  id="s2b25c33l13" />	มลทินอย่างยิ่ง ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายละมลทินนี้เสียแล้ว จง
			<remark  id="s2b25c33l14" />	เป็นผู้ไม่มีมลทินเถิด บุคคลผู้ไม่มีหิริกล้าเพียงดังกา มักขจัด มักแล่น
			<remark  id="s2b25c33l15" />	ไป ผู้คะนอง เป็นผู้เศร้าหมองเป็นอยู่ง่าย ส่วนบุคคลผู้มีหิริ มีปกติ
			<remark  id="s2b25c33l16" />	แสวงหาความสะอาดเป็นนิตย์ ไม่หดหู่ ไม่คะนอง มีอาชีวะหมดจด
			<remark  id="s2b25c33l17" />	เห็นอยู่เป็นอยู่ยาก นรชนใดย่อมล้างผลาญสัตว์มีชีวิต ถือเอาสิ่งของที่
			<remark  id="s2b25c33l18" />	เจ้าของไม่ได้ให้ในโลก คบหาภริยาคนอื่น กล่าวคำเท็จ และประกอบ
			<remark  id="s2b25c33l19" />	การดื่มสุราเมรัยเนืองๆ นรชนนี้ย่อมขุดทรัพย์อันเป็นต้นทุนของตนใน
			<remark  id="s2b25c33l20" />	โลกนี้แล ดูกรบุรุษผู้เจริญท่านจงรู้อย่างนี้ว่า บาปธรรมทั้งหลายอัน
			<remark  id="s2b25c33l21" />	บุคคลไม่สำรวมแล้วความโลภและสภาวะมิใช่ธรรม อย่าพึงย่ำยีท่านเพื่อ
			<remark  id="s2b25c33l22" />	ทุกข์สิ้นกาลนาน ชนย่อมให้ตามศรัทธาตามความเลื่อมใสโดยแท้บุคคล
			<remark  id="s2b25c33l23" />	ใดย่อมเป็นผู้เก้อเขินในเพราะน้ำและข้าว ของชนเหล่าอื่นนั้น บุคคล
			<remark  id="s2b25c33l24" />	นั้นย่อมไม่บรรลุสมาธิ ในกลางวันหรือกลางคืน ส่วนผู้ใดตัดความเป็นผู้
			<remark  id="s2b25c33l25" />	เก้อเขินนี้ได้ขาด ถอนขึ้นให้รากขาดแล้ว ผู้นั้นแลย่อมบรรลุสมาธิ ใน
			<remark  id="s2b25c33l26" />	กลางวันหรือกลางคืน ไฟเสมอด้วยราคะไม่มี ผู้จับเสมอด้วยโทสะไม่
		</para>
	</section>
	<section id="s2b25c34" >
		<para id="s2b25c34p">
			<remark  id="s2b25c34l1" />	มีข่ายเสมอด้วยโมหะไม่มี แม่น้ำเสมอด้วยตัณหาไม่มี โทษของผู้อื่น
			<remark  id="s2b25c34l2" />	เห็นได้ง่าย ส่วนโทษของตนเห็นได้ยาก เพราะว่าบุคคลนั้นย่อมโปรย
			<remark  id="s2b25c34l3" />	โทษของคนอื่น ดุจบุคคลโปรยแกลบแต่ปกปิดโทษของตนไว้ เหมือน
			<remark  id="s2b25c34l4" />	พรานนกปกปิดอัตภาพด้วยกิ่งไม้ ฉะนั้น อาสวะทั้งหลายย่อมเจริญแก่
			<remark  id="s2b25c34l5" />	บุคคลผู้ตามเพ่งโทษผู้อื่น มีความสำคัญในการยกโทษเป็นนิตย์ บุคคล
			<remark  id="s2b25c34l6" />	นั้นเป็นผู้ไกลจากความสิ้นอาสวะ สมณะภายนอกไม่มี ดังรอยเท้าไม่มี
			<remark  id="s2b25c34l7" />	ในอากาศ ฉะนั้น หมู่สัตว์ยินดีแล้วในธรรมเครื่องยังสัตว์ให้เนิ่นช้า 
			<remark  id="s2b25c34l8" />	พระตถาคตทั้งหลาย ไม่มีธรรมเครื่องยังสัตว์ให้เนิ่นช้า สมณะภายนอก
			<remark  id="s2b25c34l9" />	ไม่มี ดังรอยเท้าไม่มีในอากาศฉะนั้น สังขารทั้งหลายเที่ยงไม่มี กิเลส
			<remark  id="s2b25c34l10" />	ชาติเครื่องยังสัตว์ให้หวั่นไหวไม่มีแก่พระพุทธเจ้า ฯ
			<remark  id="s2b25c34l11" />	จบมลวรรคที่ ๑๘
			<remark  id="s2b25c34l12" />	คาถาธรรมบท ธัมมัตถวรรคที่ ๑๙
			<remark  id="s2b25c34l13" />	[๒๙] บุคคลไม่ชื่อว่าตั้งอยู่ในธรรม ด้วยเหตุที่วินิจฉัยอรรถคดีโดยผลุนผลัน
			<remark  id="s2b25c34l14" />	ส่วนผู้ใดเป็นบัณฑิตวินิจฉัยอรรถคดี และความอันไม่เป็นอรรถคดีทั้ง
			<remark  id="s2b25c34l15" />	สอง วินิจฉัยบุคคลเหล่าอื่นโดยความไม่ผลุนผลัน โดยธรรมสม่ำเสมอ 
			<remark  id="s2b25c34l16" />	ผู้นั้นชื่อว่าคุ้มครองกฎหมายเป็นนักปราชญ์ เรากล่าวว่า ตั้งอยู่ในธรรม 
			<remark  id="s2b25c34l17" />	บุคคลไม่ชื่อว่าเป็นบัณฑิต ด้วยเหตุเพียงที่พูดมาก บุคคลผู้มีความเกษม
			<remark  id="s2b25c34l18" />	ไม่มีเวร ไม่มีภัย เราเรียกว่า เป็นบัณฑิต บุคคลไม่ชื่อว่าทรงธรรม
			<remark  id="s2b25c34l19" />	ด้วยเหตุเพียงที่พูดมาก ส่วนผู้ใดฟังธรรมแม้น้อยแล้ว ย่อมพิจารณาเห็น
			<remark  id="s2b25c34l20" />	ธรรมด้วยนามกาย [และ] ไม่ประมาทธรรม ผู้นั้นแล ชื่อว่าเป็นผู้ทรง
			<remark  id="s2b25c34l21" />	ธรรม บุคคลไม่ชื่อว่าเป็นเถระ เพราะเหตุที่มีผมหงอกบนศีรษะ วัย
			<remark  id="s2b25c34l22" />	ของบุคคลนั้นแก่หง่อมแล้ว บุคคลนั้นเรากล่าวว่า เป็นผู้แก่เปล่า สัจจะ 
			<remark  id="s2b25c34l23" />	ธรรมะอหิงสา สัญญมะและทมะ มีอยู่ในผู้ใด ผู้นั้นแลมีมลทินอัน
			<remark  id="s2b25c34l24" />	คายแล้ว เป็นนักปราชญ์ เราเรียกว่าเป็นเถระ นรชนผู้มักริษยา มี
		</para>
	</section>
	<section id="s2b25c35" >
		<para id="s2b25c35p">
			<remark  id="s2b25c35l1" />	ความตระหนี่ โอ้อวด ไม่เป็นผู้ชื่อว่ามีรูปงามเพราะเหตุเพียงพูด หรือ
			<remark  id="s2b25c35l2" />	เพราะความเป็นผู้มีวรรณะงาม ส่วนผู้ใดตัดโทษมีความริษยาเป็นต้นนี้
			<remark  id="s2b25c35l3" />	ได้ขาด ถอนขึ้นให้รากขาดแล้ว ผู้นั้นมีโทษอันคายแล้ว มีปัญญา เรา
			<remark  id="s2b25c35l4" />	เรียกว่า ผู้มีรูปงาม บุคคลไม่ชื่อว่าเป็นสมณะเพราะศีรษะโล้น บุคคล
			<remark  id="s2b25c35l5" />	ผู้ไม่มีวัตร พูดเหลาะแหละ มากด้วยความอิจฉาและความโลภจักเป็น
			<remark  id="s2b25c35l6" />	สมณะอย่างไรได้ ส่วนผู้ใดสงบบาปน้อยใหญ่ได้โดยประการ
			<remark  id="s2b25c35l7" />	ทั้งปวง ผู้นั้นเรากล่าวว่าเป็นสมณะ เพราะสงบบาปได้แล้ว บุคคลไม่ชื่อ
			<remark  id="s2b25c35l8" />	ว่าเป็นภิกษุด้วยเหตุเพียงที่ขอคนอื่นบุคคลสมาทานธรรมอันเป็นพิษ 
			<remark  id="s2b25c35l9" />	ไม่ชื่อว่าเป็นภิกษุด้วยเหตุนั้นผู้ใดในโลกนี้ลอยบุญและบาปแล้ว 
			<remark  id="s2b25c35l10" />	ประพฤติพรหมจรรย์รู้ธรรมทั้งปวงแล้ว เที่ยวไปในโลก ผู้นั้นแลเรา
			<remark  id="s2b25c35l11" />	เรียกว่าเป็นภิกษุ บุคคลไม่ชื่อว่าเป็นมุนีเพราะความนิ่ง บุคคลผู้หลงลืม
			<remark  id="s2b25c35l12" />	ไม่รู้แจ้ง ไม่ชื่อว่าเป็นมุนี ส่วนผู้ใดเป็นบัณฑิตถือธรรมอันประเสริฐ
			<remark  id="s2b25c35l13" />	เป็นดุจบุคคลประคองตราชั่ง เว้นบาปทั้งหลายผู้นั้นชื่อว่าเป็นมุนี 
			<remark  id="s2b25c35l14" />	เพราะเหตุนั้นผู้นั้นชื่อว่ามุนี ผู้ใดรู้จักโลกทั้งสอง ผู้นั้นเราเรียกว่าเป็น
			<remark  id="s2b25c35l15" />	มุนีเพราะเหตุนั้น บุคคลไม่ชื่อว่าเป็นอริยะ เพราะเหตุที่เบียดเบียน
			<remark  id="s2b25c35l16" />	สัตว์ทั้งปวง บุคคลที่เราเรียกว่าเป็นอริยะ เพราะไม่เบียดเบียนสัตว์
			<remark  id="s2b25c35l17" />	ทั้งปวง ดูกรภิกษุภิกษุยังไม่ถึงความสิ้นไปแห่งอาสวะ อย่าถึงความ
			<remark  id="s2b25c35l18" />	ชะล่าใจด้วยเหตุเพียงศีลและวัตร ด้วยความเป็นพหูสูต ด้วยการได้
			<remark  id="s2b25c35l19" />	สมาธิ ด้วยการนอนในที่สงัด หรือด้วยเหตุเพียงความดำริเท่านี้ว่า เรา
			<remark  id="s2b25c35l20" />	ถูกต้องสุขอันเกิดแต่เนกขัมมะ ซึ่งปุถุชนเสพไม่ได้ ฯ
			<remark  id="s2b25c35l21" />	จบธัมมัฏฐวรรคที่ ๑๙
			<remark  id="s2b25c35l22" />	คาถาธรรมบท มรรควรรคที่ ๒๐
			<remark  id="s2b25c35l23" />	[๓๐] ทางมีองค์แปด ประเสริฐกว่าทางทั้งหลาย ธรรมอันพระอริยะเจ้าพึงถึง 
			<remark  id="s2b25c35l24" />	๔ ประการประเสริฐกว่าสัจจะทั้งหลายวิราคธรรมประเสริฐกว่าธรรม
			<remark  id="s2b25c35l25" />	ทั้งหลาย พระตถาคตผู้มีจักษุประเสริฐกว่าสัตว์สองเท้าและอรูปธรรม
		</para>
	</section>
	<section id="s2b25c36" >
		<para id="s2b25c36p">
			<remark  id="s2b25c36l1" />	ทั้งหลาย ทางนี้เท่านั้นเพื่อความหมดจดแห่งทัศนะ ทางอื่นไม่มี เพราะ
			<remark  id="s2b25c36l2" />	เหตุนั้นท่านทั้งหลายจงดำเนินไปตามทางนี้แหละ เพราะทางนี้เป็น
			<remark  id="s2b25c36l3" />	ที่ยังมารและเสนามารให้หลง ด้วยว่าท่านทั้งหลายดำเนินไปตามทาง
			<remark  id="s2b25c36l4" />	นี้แล้ว จักทำที่สุดแห่งทุกข์ได้ เราทราบชัดธรรมเป็นที่สลัดกิเลส
			<remark  id="s2b25c36l5" />	เพียงดังลูกศรออก บอกทางแก่ท่านทั้งหลายแล้ว ท่านทั้งหลายพึง
			<remark  id="s2b25c36l6" />	ทำความเพียรเครื่องยังกิเลสให้เร่าร้อนพระตถาคตทั้งหลายเป็นแต่ผู้
			<remark  id="s2b25c36l7" />	บอกชนทั้งหลาย ดำเนินไปแล้วผู้เพ่งพินิจ จะพ้นจากเครื่องผูกแห่ง
			<remark  id="s2b25c36l8" />	มารได้ เมื่อใด บุคคลพิจารณาเห็นด้วยปัญญาว่า สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง 
			<remark  id="s2b25c36l9" />	เมื่อนั้นเขาย่อมเบื่อหน่ายในทุกข์ นี้เป็นทางแห่งความหมดจด เมื่อใด
			<remark  id="s2b25c36l10" />	บุคคลพิจารณาเห็นด้วยปัญญาว่า สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์เมื่อนั้น 
			<remark  id="s2b25c36l11" />	เขาย่อมเบื่อหน่ายในทุกข์ นี้เป็นทางแห่งความหมดจด เมื่อใด บุคคล
			<remark  id="s2b25c36l12" />	พิจารณาเห็นด้วยปัญญาว่า ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา เมื่อนั้นเขาย่อม
			<remark  id="s2b25c36l13" />	เบื่อหน่ายในทุกข์ นี้เป็นทางแห่งความหมดจด บุคคลหนุ่มมีกำลัง ไม่
			<remark  id="s2b25c36l14" />	ลุกขึ้นในกาลเป็นที่ลุกขึ้น เข้าถึงความเป็นคนเกียจคร้าน มีความดำริ
			<remark  id="s2b25c36l15" />	อันจมเสียแล้ว ชื่อว่าเป็นคนเกียจคร้าน คนเกียจคร้านย่อมไม่ประสบ
			<remark  id="s2b25c36l16" />	ทางแห่งปัญญา บุคคลพึงตามรักษาวาจา พึงสำรวมดีแล้วด้วยใจ และ
			<remark  id="s2b25c36l17" />	ไม่พึงทำอกุศลด้วยกาย พึงชำระกรรมบถ ๓ ประการนี้ให้หมดจด พึง
			<remark  id="s2b25c36l18" />	ยินดีมรรคที่ฤาษีประกาศแล้ว ปัญญาเพียงดังแผ่นดินย่อมเกิด เพราะ
			<remark  id="s2b25c36l19" />	ความประกอบโดยแท้ ความสิ้นไปแห่งปัญญาเพียงดังแผ่นดินเพราะ
			<remark  id="s2b25c36l20" />	ความไม่ประกอบ บัณฑิตรู้ทางสองแพร่งแห่งความเจริญและความเสื่อม
			<remark  id="s2b25c36l21" />	นี้แล้ว พึงตั้งตนไว้โดยอาการที่ปัญญาเพียงดังแผ่นดิน จะเจริญขึ้นได้ 
			<remark  id="s2b25c36l22" />	ท่านทั้งหลายจงตัดป่าอย่าตัดต้นไม้ ภัยย่อมเกิดแต่ป่า ดูกรภิกษุ
			<remark  id="s2b25c36l23" />	ทั้งหลาย เธอทั้งหลายตัดป่าและหมู่ไม้ในป่าแล้ว จงเป็นผู้ไม่มีป่า
			<remark  id="s2b25c36l24" />	เพราะกิเลสดุจหมู่ไม้ในป่าแม้ประมาณน้อยในนารีของนระ ยังไม่ขาด
			<remark  id="s2b25c36l25" />	เพียงใด นระนั้นยังมีใจเกาะเกี่ยว ดุจลูกโคผู้ดื่มกินน้ำนม มีเกาะ
			<remark  id="s2b25c36l26" />	เกี่ยวในมารดาเพียงนั้น ท่านจงตัดความรักของตนเสีย ดุจบุคคลเด็ด
			<remark  id="s2b25c36l27" />	ดอกโกมุทอันเกิดในสรทกาลด้วยฝ่ามือ ท่านจงเพิ่มพูนทางสงบอย่าง
			<remark  id="s2b25c36l28" />	เดียว นิพพานอันพระสุคตทรงแสดงแล้ว คนพาลย่อมคิดผิดว่า เรา
		</para>
	</section>
	<section id="s2b25c37" >
		<para id="s2b25c37p">
			<remark  id="s2b25c37l1" />	จักอยู่ในที่นี้ตลอดฤดูฝน จักอยู่ในที่นี้ตลอดฤดูหนาว และฤดูร้อนดังนี้ 
			<remark  id="s2b25c37l2" />	ย่อมไม่รู้อันตราย มัจจุย่อมพาเอาคนผู้มัวเมาในบุตรและปสุสัตว์มีมนัส
			<remark  id="s2b25c37l3" />	ข้องติดในอารมณ์ต่างๆ เหมือนห้วงน้ำใหญ่พาเอาชาวบ้านผู้หลับไป
			<remark  id="s2b25c37l4" />	ฉะนั้น เมื่อบุคคลถูกมัจจุผู้ทำซึ่งที่สุดครอบงำแล้ว บุตรทั้งหลายย่อม
			<remark  id="s2b25c37l5" />	ไม่มีเพื่อความต้านทานบิดาย่อมไม่มีเพื่อความต้านทาน ถึงพวกพ้อง
			<remark  id="s2b25c37l6" />	ทั้งหลายก็ย่อมไม่มีเพื่อความต้านทาน ความเป็นผู้ต้านทานไม่มีในญาติ
			<remark  id="s2b25c37l7" />	ทั้งหลาย บัณฑิตทราบอำนาจประโยชน์นี้แล้ว พึงเป็นผู้สำรวมแล้วด้วย
			<remark  id="s2b25c37l8" />	ศีล พึงรีบชำระทางเป็นที่ไปสู่นิพพานพลันทีเดียว ฯ
			<remark  id="s2b25c37l9" />	จบมรรควรรคที่ ๒๐
			<remark  id="s2b25c37l10" />	คาถาธรรมบท ปกิณณกวรรคที่ ๒๑
			<remark  id="s2b25c37l11" />	[๓๑] ถ้าว่าปราชญ์พึงเห็นความสุขอันไพบูลย์ เพราะสละความสุขพอ
			<remark  id="s2b25c37l12" />	ประมาณไซร้ เมื่อปราชญ์เห็นความสุขอันไพบูลย์ พึงสละความสุขพอ
			<remark  id="s2b25c37l13" />	ประมาณเสีย ผู้ใดปรารถนาความสุขเพื่อตนด้วยการเข้าไปตั้งความทุกข์
			<remark  id="s2b25c37l14" />	ไว้ในผู้อื่น ผู้นั้นระคนแล้วด้วยความเกี่ยวข้องด้วยเวร ย่อมไม่พ้นไป
			<remark  id="s2b25c37l15" />	จากเวร ก็กรรมที่ควรทำภิกษุเหล่านี้ละทิ้งเสียแล้ว ส่วนภิกษุเหล่าใด
			<remark  id="s2b25c37l16" />	ย่อมทำกรรมที่ไม่ควรทำ อาสวะทั้งหลายย่อมเจริญแก่ภิกษุเหล่านั้นผู้มี
			<remark  id="s2b25c37l17" />	มานะดังไม้อ้อยกขึ้นแล้ว ประมาทแล้ว ก็กายคตาสติอันภิกษุเหล่าใด
			<remark  id="s2b25c37l18" />	ปรารภด้วยดีเป็นนิตย์ ภิกษุเหล่านั้นผู้ทำความเพียรเป็นไปติดต่อในกรรม
			<remark  id="s2b25c37l19" />	ที่ควรทำ ย่อมไม่ส้องเสพกรรมที่ไม่ควรทำ อาสวะทั้งหลายของภิกษุ
			<remark  id="s2b25c37l20" />	เหล่านั้น ผู้มีสติสัมปชัญญะ ย่อมถึงความสิ้นไป พราหมณ์ฆ่ามารดา
			<remark  id="s2b25c37l21" />	บิดาเสียได้ ฆ่าพระราชาผู้เป็นกษัตริย์ทั้งสองเสียได้ และฆ่าแว่นแคว้น
			<remark  id="s2b25c37l22" />	พร้อมกับนายเสมียนเสียได้ ย่อมเป็นผู้ไม่มีทุกข์ไป พราหมณ์ฆ่ามารดา
			<remark  id="s2b25c37l23" />	บิดาเสียได้ ฆ่าพระราชาผู้เป็นพราหมณ์ทั้งสองเสียได้ และฆ่านิวรณ์
		</para>
	</section>
	<section id="s2b25c38" >
		<para id="s2b25c38p">
			<remark  id="s2b25c38l1" />	มีวิจิกิจฉานิวรณ์ดุจเสือโคร่งเป็นที่ ๕ เสียได้ ย่อมเป็นผู้ไม่มีทุกข์ไป สติ
			<remark  id="s2b25c38l2" />	ของชนเหล่าใดไปแล้วในพระพุทธเจ้าเป็นนิตย์ทั้งกลางวันและกลางคืน
			<remark  id="s2b25c38l3" />	ชนเหล่านั้นชื่อว่าเป็นสาวกของพระโคดม ตื่นอยู่ ตื่นดีแล้วในกาลทุก
			<remark  id="s2b25c38l4" />	เมื่อ สติของชนเหล่าใดไปแล้วในพระธรรมเป็นนิตย์ทั้งกลางวันและ
			<remark  id="s2b25c38l5" />	กลางคืน ชนเหล่านั้นชื่อว่าเป็นสาวกของพระโคดม ตื่นอยู่ ตื่นดีแล้วใน
			<remark  id="s2b25c38l6" />	กาลทุกเมื่อ สติของชนเหล่าใดไปแล้วในพระสงฆ์เป็นนิตย์ ทั้งกลางวัน
			<remark  id="s2b25c38l7" />	และกลางคืนชนเหล่านั้นชื่อว่าเป็นสาวกของพระโคดม ตื่นอยู่ ตื่นดี
			<remark  id="s2b25c38l8" />	แล้วในกาลทุกเมื่อ สติของชนเหล่าใดไปแล้วในกายเป็นนิตย์ทั้งกลาง
			<remark  id="s2b25c38l9" />	วันและกลางคืน ชนเหล่านั้นชื่อว่าเป็นสาวกของพระโคดม ตื่นอยู่ ตื่น
			<remark  id="s2b25c38l10" />	ดีแล้วในกาลทุกเมื่อ ใจของชนเหล่าใดยินดีแล้วในความไม่เบียดเบียน 
			<remark  id="s2b25c38l11" />	ทั้งกลางวันและกลางคืนชนเหล่านั้นชื่อว่าเป็นสาวกของพระโคดม ตื่น
			<remark  id="s2b25c38l12" />	อยู่ ตื่นดีแล้วในกาลทุกเมื่อ ใจของชนเหล่าใดยินดีแล้วในภาวนา ทั้ง
			<remark  id="s2b25c38l13" />	กลางวันและกลางคืน ชนเหล่านั้นชื่อว่าเป็นสาวกของพระโคดม ตื่นอยู่ 
			<remark  id="s2b25c38l14" />	ตื่นดีแล้วในกาลทุกเมื่อ บวชได้ยาก ยินดีได้ยาก เรือนมีการอยู่ครอง
			<remark  id="s2b25c38l15" />	ไม่ดี นำความทุกข์มาให้ การอยู่ร่วมกับบุคคลผู้ไม่เสมอกัน นำความทุกข์
			<remark  id="s2b25c38l16" />	มาให้ ชนผู้เดินทางไกลอันทุกข์ตกตามแล้ว เพราะเหตุนั้น บุคคลไม่พึง
			<remark  id="s2b25c38l17" />	เดินทางไกลและไม่พึงเป็นผู้อันทุกข์ตกตามแล้ว กุลบุตรผู้มีศรัทธา ถึง
			<remark  id="s2b25c38l18" />	พร้อมแล้วด้วยศีล เพรียบพร้อมแล้วด้วยยศและโภคะ ไปถึงประเทศ
			<remark  id="s2b25c38l19" />	ใดๆ เป็นผู้อันคนบูชาแล้วในประเทศนั้นๆ แล สัตบุรุษย่อมปรากฏ
			<remark  id="s2b25c38l20" />	ได้ในที่ไกล เหมือนภูเขาหิมวันต์ อสัตบุรุษแม้นั่งแล้วในที่นี้ก็ย่อมไม่
			<remark  id="s2b25c38l21" />	ปรากฏเหมือนลูกศรที่บุคคลยิงไปแล้วในเวลากลางคืน ฉะนั้น ภิกษุพึง
			<remark  id="s2b25c38l22" />	เสพการนั่งผู้เดียว การนอนผู้เดียว ไม่เกียจคร้าน เที่ยวไปผู้เดียว 
			<remark  id="s2b25c38l23" />	ฝึกหัดตนผู้เดียว พึงเป็นผู้ยินดีแล้วในที่สุดป่า ฯ
			<remark  id="s2b25c38l24" />	จบปกิณณวรรคที่ ๒๑
		</para>
	</section>
	<section id="s2b25c39" >
		<para id="s2b25c39p">
			<remark  id="s2b25c39l1" />	คาถาธรรมบท นิรยวรรคที่ ๒๒
			<remark  id="s2b25c39l2" />	[๓๒] บุคคลผู้กล่าวคำไม่จริงย่อมเข้าถึงนรก หรือแม้ผู้ใดทำบาปกรรมแล้ว 
			<remark  id="s2b25c39l3" />	กล่าวว่ามิได้ทำ ผู้นั้นย่อมเข้าถึงนรกเช่นเดียวกันแม้คนทั้งสองนั้นเป็น
			<remark  id="s2b25c39l4" />	มนุษย์ผู้มีกรรมเลวทรามละไปแล้ว ย่อมเป็นผู้เสมอกันในโลกหน้า คน
			<remark  id="s2b25c39l5" />	เป็นอันมากผู้อันผ้ากาสาวะพันคอแล้ว มีธรรมอันลามก ไม่สำรวม 
			<remark  id="s2b25c39l6" />	เป็นคนชั่วช้า ย่อมเข้าถึงนรกเพราะกรรมอันลามกทั้งหลาย ก้อนเหล็ก
			<remark  id="s2b25c39l7" />	แดงเปรียบด้วยเปลวไฟ อันบุคคลบริโภคแล้วประเสริฐกว่าบุคคลผู้ทุศีล 
			<remark  id="s2b25c39l8" />	ไม่สำรวม พึงบริโภคก้อนข้าวของชาวแว่นแคว้น จะประเสริฐอะไร 
			<remark  id="s2b25c39l9" />	นรชนผู้ประมาทแล้ว ทำชู้ภริยาของผู้อื่น ย่อมถึงฐานะ ๔ อย่าง คือ
			<remark  id="s2b25c39l10" />	ไม่ได้บุญ ๑ไม่ได้นอนตามความใคร่ ๑ นินทาเป็นที่ ๓ นรกเป็นที่ ๔
			<remark  id="s2b25c39l11" />	การไม่ได้บุญและคติอันลามก ย่อมมีแก่นรชนนั้น ความยินดีของ
			<remark  id="s2b25c39l12" />	บุรุษผู้กลัวกับหญิงผู้กลัว น้อยนัก และพระราชาทรงลงอาชญาอย่างหนัก 
			<remark  id="s2b25c39l13" />	เพราะฉะนั้น นรชนไม่ควรทำชู้ภริยาของผู้อื่น หญ้าคาบุคคลจับไม่ดี
			<remark  id="s2b25c39l14" />	ย่อมบาดมือ ฉันใด ความเป็นสมณะที่บุคคลปฏิบัติไม่ดี ย่อมคร่าเข้าไปใน
			<remark  id="s2b25c39l15" />	นรก ฉันนั้นการงานอย่างใดอย่างหนึ่งที่ย่อหย่อน วัตรที่เศร้าหมอง 
			<remark  id="s2b25c39l16" />	และพรหมจรรย์ที่ระลึกด้วยความรังเกียจ ย่อมไม่มีผลมาก ถ้าจะทำพึง
			<remark  id="s2b25c39l17" />	ทำกิจนั้นจริงๆ พึงบากบั่นให้มั่น ก็สมณธรรมที่ย่อหย่อน ย่อม
			<remark  id="s2b25c39l18" />	เรี่ยรายกิเลสดุจธุลีโดยยิ่ง ความชั่วไม่ทำเสียเลยดีกว่า เพราะความ
			<remark  id="s2b25c39l19" />	ชั่วทำให้เดือดร้อนในภายหลัง ส่วนความดีทำนั่นแลเป็นดี เพราะทำ
			<remark  id="s2b25c39l20" />	แล้วไม่เดือดร้อนในภายหลัง ท่านทั้งหลายจงคุ้มครองตนเหมือนปัจจันต
			<remark  id="s2b25c39l21" />	นคร ที่มนุษย์ทั้งหลายคุ้มครองไว้พร้อมทั้งภายในและภายนอก ฉะนั้น
			<remark  id="s2b25c39l22" />	ขณะอย่าล่วงท่านทั้งหลายไปเสีย เพราะว่า ผู้ที่ล่วง ขณะเสียแล้ว เป็น
			<remark  id="s2b25c39l23" />	ผู้ยัดเยียดกันในนรก ย่อมเศร้าโศก สัตว์ทั้งหลายผู้ถือมั่นมิจฉาทิฐิ
			<remark  id="s2b25c39l24" />	ย่อมละอายเพราะวัตถุอันบุคคลไม่พึงละอาย ย่อมไม่ละอายเพราะ
			<remark  id="s2b25c39l25" />	วัตถุอันบุคคลพึงละอาย ย่อมไปสู่ทุคติ สัตว์ทั้งหลายผู้ถือมั่นมิจฉาทิฐิ 
			<remark  id="s2b25c39l26" />	ผู้มีปกติเห็นในสิ่งที่ไม่ควรกลัวว่าควรกลัว และมีปกติเห็นในสิ่งที่ควร
			<remark  id="s2b25c39l27" />	กลัวว่าไม่ควรกลัว ย่อมไปสู่ทุคติ สัตว์ทั้งหลายผู้ถือมั่นมิจฉาทิฐิมีปกติ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b25c40" >
		<para id="s2b25c40p">
			<remark  id="s2b25c40l1" />	รู้ในสิ่งที่ไม่มีโทษว่ามีโทษ และมีปกติเห็นในสิ่งที่มีโทษว่าไม่มีโทษ 
			<remark  id="s2b25c40l2" />	ย่อมไปสู่ทุคติ สัตว์ทั้งหลายผู้ถือมั่นสัมมาทิฐิ รู้ธรรมที่มีโทษโดย
			<remark  id="s2b25c40l3" />	ความเป็นธรรมที่มีโทษ และรู้ธรรมที่หาโทษมิได้โดยความเป็นธรรมหา
			<remark  id="s2b25c40l4" />	โทษมิได้ ย่อมไปสู่สุคติ ฯ
			<remark  id="s2b25c40l5" />	จบนิรยวรรคที่ ๒๒
			<remark  id="s2b25c40l6" />	คาถาธรรมบท นาควรรคที่ ๒๓
			<remark  id="s2b25c40l7" />	[๓๓] เราจักอดกลั้นซึ่งคำล่วงเกิน ดุจช้างอดทนซึ่งลูกศรที่ออกมาจากแล่ง
			<remark  id="s2b25c40l8" />	ในสงคราม ฉะนั้น เพราะคนทุศีลมีมาก ชนทั้งหลายย่อมนำสัตว์
			<remark  id="s2b25c40l9" />	พาหนะที่ฝึกหัดแล้วไปสู่ที่ชุมนุม พระราชาย่อมทรงพาหนะที่ได้ฝึกหัด
			<remark  id="s2b25c40l10" />	แล้ว ในหมู่มนุษย์คนที่ได้ฝึกแล้ว อดทนซึ่งคำล่วงเกินได้ เป็นผู้ประเสริฐ
			<remark  id="s2b25c40l11" />	สุด ม้าอัสดร ม้าอาชาไนย ม้าสินธพ และช้างกุญชรผู้มหานาคชนิด
			<remark  id="s2b25c40l12" />	ที่นายควานฝึกแล้ว จึงเป็นสัตว์ประเสริฐ บุคคลผู้มีตนอันฝึกแล้ว 
			<remark  id="s2b25c40l13" />	ประเสริฐกว่าพาหนะเหล่านั้น บุคคลผู้ฝึกตนแล้ว พึงไปสู่ทิศที่ยังไม่เคย
			<remark  id="s2b25c40l14" />	ไปด้วยตนที่ฝึกแล้ว ฝึกดีแล้ว    ได้ ฉันใด บุคคลพึงไปสู่ทิศที่ยังไม่เคย
			<remark  id="s2b25c40l15" />	ไปแล้วด้วยยานเหล่านี้ ฉันนั้น หาได้ไม่ กุญชรนามว่า ธนปาลกะ ผู้
			<remark  id="s2b25c40l16" />	ตกมันจัด ห้ามได้ยาก เขาผูกไว้แล้ว ย่อมไม่บริโภคอาหารกุญชรย่อมระลึก
			<remark  id="s2b25c40l17" />	ถึงป่าเป็นที่อยู่แห่งช้าง เมื่อใด บุคคลเป็นผู้บริโภคมาก มักง่วงซึม 
			<remark  id="s2b25c40l18" />	นอนหลับ พลิกกลับไปมา ดุจสุกรใหญ่อันบุคคลปรนปรือด้วยเหยื่อ เมื่อ
			<remark  id="s2b25c40l19" />	นั้น บุคคลนั้นเป็นคนเขลาเข้าห้องบ่อยๆ จิตนี้ได้เที่ยวไปสู่ที่จาริกตาม
			<remark  id="s2b25c40l20" />	ความปรารถนา ตามความใคร่ ตามความสุข ในกาลก่อนวันนี้ เราจักข่ม
			<remark  id="s2b25c40l21" />	จิตนั้นโดยอุบายอันแยบคาย ดุจนายควานช้างผู้ถือขอข่มช้างผู้ตกมัน
			<remark  id="s2b25c40l22" />	ฉะนั้น ท่านทั้งหลายจงเป็นผู้ยินดีในความไม่ประมาท จงตามรักษาจิต
			<remark  id="s2b25c40l23" />	ของตน จงถอนตนขึ้นจากหล่มคือกิเลสที่ถอนได้ยาก ดุจกุญชรผู้จม
			<remark  id="s2b25c40l24" />	แล้วในเปือกตมถอนตนขึ้นได้ ฉะนั้น ถ้าว่าบุคคลพึงได้สหายผู้มี
			<remark  id="s2b25c40l25" />	ปัญญารักษาตน ผู้เที่ยวไปด้วยกัน มีปกติอยู่ด้วยกรรมดี เป็นนักปราชญ์
		</para>
	</section>
	<section id="s2b25c41" >
		<para id="s2b25c41p">
			<remark  id="s2b25c41l1" />	ไซร้ บุคคลนั้นพึงครอบงำอันตรายทั้งปวง มีใจชื่นชม มีสติเที่ยวไป
			<remark  id="s2b25c41l2" />	กับสหายนั้น ถ้าว่าบุคคลไม่พึงได้สหายผู้มีปัญญารักษาตน ผู้เที่ยวไปด้วย
			<remark  id="s2b25c41l3" />	กันมีปกติอยู่ด้วยกรรมดี เป็นนักปราชญ์ไซร้ บุคคลนั้นพึงเที่ยวไปผู้
			<remark  id="s2b25c41l4" />	เดียวดุจพระราชาทรงละแว่นแคว้น อันพระองค์ทรงชนะ แล้วเสด็จเที่ยว
			<remark  id="s2b25c41l5" />	ไปพระองค์เดียว ดุจช้างชื่อมาตังคะละโขลงเที่ยวไปตัวเดียวในป่า 
			<remark  id="s2b25c41l6" />	ฉะนั้น การเที่ยวไปของบุคคลผู้เดียวประเสริฐกว่า เพราะความเป็น
			<remark  id="s2b25c41l7" />	สหายไม่มีในเพราะชนพาล บุคคลพึงเที่ยวไปผู้เดียว ดุจช้างชื่อมาตังคะ
			<remark  id="s2b25c41l8" />	มีความขวนขวายน้อยเที่ยวไปในป่า และไม่พึงทำบาปทั้งหลาย 
			<remark  id="s2b25c41l9" />	สหายทั้งหลายเมื่อความต้องการเกิดขึ้น นำความสุขมาให้ ความยิน
			<remark  id="s2b25c41l10" />	ดีด้วยปัจจัยตามมีตามได้ นำมาซึ่งความสุข บุญนำความสุขมาให้ใน
			<remark  id="s2b25c41l11" />	เวลาสิ้นชีวิต การละทุกข์ได้ทั้งหมดนำมาซึ่งความสุขความเป็นผู้เกื้อกูล
			<remark  id="s2b25c41l12" />	มารดานำมาซึ่งความสุขในโลก ความเป็นผู้เกื้อกูลบิดานำมาซึ่งความสุข
			<remark  id="s2b25c41l13" />	ความเป็นผู้เกื้อกูลสมณะนำมาซึ่งความสุขในโลกและความเป็นผู้เกื้อกูล
			<remark  id="s2b25c41l14" />	พราหมณ์นำมาซึ่งความสุขในโลก ศีลนำมาซึ่งความสุขตราบเท่าชรา 
			<remark  id="s2b25c41l15" />	ศรัทธาตั้งมั่นแล้วนำมาซึ่งความสุข การได้เฉพาะซึ่งปัญญานำมาซึ่ง
			<remark  id="s2b25c41l16" />	ความสุข การไม่ทำบาปทั้งหลายนำมาซึ่งความสุข ฯ
			<remark  id="s2b25c41l17" />	จบนาควรรคที่ ๒๓
			<remark  id="s2b25c41l18" />	คาถาธรรมบท ตัณหาวรรคที่ ๒๔
			<remark  id="s2b25c41l19" />	[๓๔] ตัณหาย่อมเจริญแก่มนุษย์ผู้ประพฤติประมาท ดุจเคลือเถาย่านทราย 
			<remark  id="s2b25c41l20" />	ฉะนั้น บุคคลนั้นย่อมเร่ร่อนไปสู่ภพน้อยใหญ่ ดังวานรปรารถนาผลไม้
			<remark  id="s2b25c41l21" />	เร่ร่อนไปในป่า ฉะนั้น ตัณหานี้ลามกซ่านไปในอารมณ์ต่างๆ ในโลก 
			<remark  id="s2b25c41l22" />	ย่อมครอบงำบุคคลใดความโศกทั้งหลายย่อมเจริญแก่บุคคลนั้น ดุจ
			<remark  id="s2b25c41l23" />	หญ้าคมบางอันฝนตกเชยแล้วงอกงามอยู่ในป่า ฉะนั้น บุคคลใดแล
		</para>
	</section>
	<section id="s2b25c42" >
		<para id="s2b25c42p">
			<remark  id="s2b25c42l1" />	ย่อมครอบงำตัณหาอันลามก ล่วงไปได้โดยยากในโลกความโศก
			<remark  id="s2b25c42l2" />	ทั้งหลายย่อมตกไปจากบุคคลนั้น เหมือนหยาดน้ำตกไปจากใบบัว 
			<remark  id="s2b25c42l3" />	ฉะนั้น เพราะเหตุนั้น เราจึงกล่าวกะท่านทั้งหลายผู้มาประชุมกันในที่นี้ 
			<remark  id="s2b25c42l4" />	ท่านทั้งหลายจงขุดรากแห่งตัณหาเสีย ดุจบุรุษต้องการแฝกขุดแฝก 
			<remark  id="s2b25c42l5" />	ฉะนั้นมารอย่าระรานท่านทั้งหลายบ่อยๆ ดุจกระแสน้ำระรานไม้อ้อ
			<remark  id="s2b25c42l6" />	ฉะนั้น ต้นไม้ เมื่อรากหาอันตรายมิได้ มั่นคงอยู่ แม้ถูกตัดแล้วก็
			<remark  id="s2b25c42l7" />	กลับงอกขึ้นได้ ฉันใด ทุกข์นี้ เมื่อบุคคลยังถอนเชื้อตัณหาขึ้นไม่ได้
			<remark  id="s2b25c42l8" />	แล้ว ย่อมเกิดขึ้นบ่อยๆ แม้ฉันนั้นความดำริทั้งหลายที่อาศัยราคะ
			<remark  id="s2b25c42l9" />	เป็นของใหญ่ ย่อมนำบุคคลผู้มีตัณหาดังกระแส ๓๖ อันไหลไปในอารมณ์
			<remark  id="s2b25c42l10" />	ซึ่งทำให้ใจเอิบอาบ เป็นของกล้า ไปสู่ทิฐิชั่ว กระแสตัณหาย่อม
			<remark  id="s2b25c42l11" />	ไหลไปในอารมณ์ทั้งปวง ตัณหาดังเครือเถาเกิดขึ้นแล้วย่อมตั้งอยู่ ก็
			<remark  id="s2b25c42l12" />	ท่านทั้งหลายเห็นตัณหาดังเครือเถานั้นอันเกิดแล้ว จงตัดรากเสียด้วย
			<remark  id="s2b25c42l13" />	ปัญญา โสมนัสที่ซ่านไปแล้วและที่เป็นไปกับด้วยความเยื่อใย ย่อมมี
			<remark  id="s2b25c42l14" />	แก่สัตว์ สัตว์เหล่านั้นอาศัยความสำราญ แสวงหาสุข นรชนเหล่านั้น
			<remark  id="s2b25c42l15" />	แลเป็นผู้เข้าถึงชาติและชรา หมู่สัตว์ถูกตัณหาอันทำความสะดุ้งห้อม
			<remark  id="s2b25c42l16" />	ล้อมแล้ว ย่อมกระสับกระส่าย ดุจกระต่ายติดแร้วกระสับกระส่ายอยู่ 
			<remark  id="s2b25c42l17" />	ฉะนั้น สัตว์ทั้งหลายเป็นผู้ข้องแล้วด้วยสังโยชน์และธรรมเป็นเครื่อง
			<remark  id="s2b25c42l18" />	ข้อง ย่อมเข้าถึงทุกข์บ่อยๆสิ้นกาลนาน หมู่สัตว์ถูกตัณหาอันทำความ
			<remark  id="s2b25c42l19" />	สะดุ้งห้อมล้อมแล้ว ย่อมกระสับกระส่าย ดุจกระต่ายติดแร้วกระสับ
			<remark  id="s2b25c42l20" />	กระส่ายอยู่ ฉะนั้น เพราะเหตุนั้น ภิกษุเมื่อหวังวิราคะธรรมแก่ตน 
			<remark  id="s2b25c42l21" />	พึงบรรเทาตัณหาที่ทำความสะดุ้งเสีย ท่านทั้งหลายจงเห็นบุคคลผู้ไม่มี
			<remark  id="s2b25c42l22" />	กิเลสเพียงดังหมู่ไม้ในป่า มีใจน้อมไปแล้วในความเพียรดุจป่า พ้นแล้ว
			<remark  id="s2b25c42l23" />	จากตัณหาเพียงดังป่า ยังแล่นเข้าหาป่านั่นแล บุคคลนี้พ้นแล้วจาก
			<remark  id="s2b25c42l24" />	เครื่องผูกยังแล่นเข้าหาเครื่องผูก นักปราชญ์ทั้งหลายหากล่าวเครื่องผูก
			<remark  id="s2b25c42l25" />	ซึ่งเกิดแต่เหล็ก เกิดแต่ไม้ และเกิดแต่หญ้าปล้องว่ามั่นไม่ สัตว์ผู้
			<remark  id="s2b25c42l26" />	กำหนัดแล้ว กำหนัดนักแล้ว ในแก้วมณีและแก้วกุณฑลทั้งหลาย 
			<remark  id="s2b25c42l27" />	และความห่วงใยในบุตรและภริยา นักปราชญ์ทั้งหลายกล่าวเครื่องผูกอัน
		</para>
	</section>
	<section id="s2b25c43" >
		<para id="s2b25c43p">
			<remark  id="s2b25c43l1" />	หน่วงลง อันหย่อน อันบุคคลเปลื้องได้โดยยาก นั้นว่ามั่น นักปราชญ์
			<remark  id="s2b25c43l2" />	ทั้งหลายตัดเครื่องผูกแม้นั้นแล้ว เป็นผู้ไม่มีความห่วงใยละกามสุขแล้ว 
			<remark  id="s2b25c43l3" />	ย่อมเว้นรอบ สัตว์เหล่าใดถูกราคะย้อมแล้ว สัตว์เหล่านั้นย่อมแล่น
			<remark  id="s2b25c43l4" />	ไปตามกระแสตัณหา ดุจแมลงมุมแล่นไปตามใยที่ตนทำเอง ฉะนั้น 
			<remark  id="s2b25c43l5" />	นักปราชญ์ทั้งหลายตัดเครื่องผูกแม้นั้นแล้ว เป็นผู้ไม่มีความห่วงใย ย่อม
			<remark  id="s2b25c43l6" />	ละทุกข์ทั้งปวงไป ท่านจงปล่อยความอาลัยในขันธ์ที่เป็นอดีตเสีย จง
			<remark  id="s2b25c43l7" />	ปล่อยความอาลัยในขันธ์ที่เป็นอนาคตเสีย จงปล่อยความอาลัยในขันธ์
			<remark  id="s2b25c43l8" />	ที่เป็นปัจจุบันเสีย จักเป็นผู้ถึงฝั่งแห่งภพ มีใจพ้นวิเศษแล้วในสังขต
			<remark  id="s2b25c43l9" />	ธรรมทั้งปวง จักไม่เข้าถึงชาติและชราอีก ตัณหาย่อมเจริญยิ่งแก่ผู้ที่ถูก
			<remark  id="s2b25c43l10" />	วิตกย่ำยี ผู้มีราคะกล้า มีปกติเห็นอารมณ์ว่างาม ผู้นั้นแลย่อมทำเครื่อง
			<remark  id="s2b25c43l11" />	ผูกให้มั่น ส่วนผู้ใดยินดีแล้วในฌานเป็นที่สงบวิตก มีสติทุกเมื่อ เจริญ
			<remark  id="s2b25c43l12" />	อสุภะอยู่ ผู้นั้นแลจักทำตัณหาให้สิ้นไป ผู้นั้นจะตัดเครื่องผูกแห่งมาร
			<remark  id="s2b25c43l13" />	ได้ ภิกษุผู้ถึงความสำเร็จแล้ว ไม่มีความสะดุ้ง ปราศจากตัณหาไม่มี
			<remark  id="s2b25c43l14" />	กิเลสเครื่องยั่วยวน ตัดลูกศรอันยังสัตว์ให้ไปสู่ภพได้แล้ว อัตภาพ
			<remark  id="s2b25c43l15" />	ของภิกษุนี้มีในที่สุด ภิกษุปราศจากตัณหาไม่ยึดมั่น ฉลาดในนิรุติ
			<remark  id="s2b25c43l16" />	และบท รู้จักความประชุมเบื้องต้น และเบื้องปลายแห่งอักษรทั้งหลาย
			<remark  id="s2b25c43l17" />	ภิกษุนั้นแลมีสรีระในที่สุด เรากล่าวว่า มีปัญญามาก เป็นมหาบุรุษ 
			<remark  id="s2b25c43l18" />	เราเป็นผู้ครอบงำธรรมทั้งปวง รู้แจ้งธรรมทั้งปวง อันตัณหาและทิฐิไม่
			<remark  id="s2b25c43l19" />	ฉาบทาแล้วในธรรมทั้งปวง ละธรรมได้ทุกอย่างพ้นวิเศษแล้วเพราะความ
			<remark  id="s2b25c43l20" />	สิ้นตัณหา รู้ยิ่งเอง พึงแสดงใครเล่า (ว่าเป็นอุปัชฌาย์หรืออาจารย์) การ
			<remark  id="s2b25c43l21" />	ให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง รสแห่งธรรมย่อมชำนะรสทั้ง
			<remark  id="s2b25c43l22" />	ปวงความยินดีในธรรมย่อมชำนะความยินดีทั้งปวง ความสิ้นตัณหา
			<remark  id="s2b25c43l23" />	ย่อมชำนะทุกข์ทั้งปวง โภคทรัพย์ทั้งหลาย ย่อมฆ่าคนมีปัญญาทราม แต่
			<remark  id="s2b25c43l24" />	หาฆ่าผู้ที่แสวงหาฝั่งไม่ คนมีปัญญาทรามย่อมฆ่าตนได้ เหมือนบุคคลฆ่า
			<remark  id="s2b25c43l25" />	ผู้อื่นเพราะความอยากได้โภคทรัพย์ ฉะนั้น นาทั้งหลาย มีหญ้าเป็นโทษ
			<remark  id="s2b25c43l26" />	หมู่สัตว์มีราคะเป็นโทษ เพราะเหตุนั้นแล ทานที่บุคคลถวายในท่าน
			<remark  id="s2b25c43l27" />	ผู้ปราศจากราคะ ย่อมมีผลมาก นาทั้งหลายมีหญ้าเป็นโทษ หมู่สัตว์นี้
		</para>
	</section>
	<section id="s2b25c44" >
		<para id="s2b25c44p">
			<remark  id="s2b25c44l1" />	มีโทสะเป็นโทษ เพราะเหตุนั้นแล ทานที่บุคคลถวายในท่านผู้ปราศจาก
			<remark  id="s2b25c44l2" />	โทสะ ย่อมมีผลมาก นาทั้งหลายมีหญ้าเป็นโทษ หมู่สัตว์นี้มีโมหะ
			<remark  id="s2b25c44l3" />	เป็นโทษ เพราะเหตุนั้นแล ทานที่บุคคลถวายในท่านผู้ปราศจากโมหะ 
			<remark  id="s2b25c44l4" />	ย่อมมีผลมาก นาทั้งหลายมีหญ้าเป็นโทษ หมู่สัตว์นี้มีความอิจฉาเป็น
			<remark  id="s2b25c44l5" />	โทษ เพราะเหตุนั้นแลทานที่บุคคลถวายในท่านผู้ปราศจากความอิจฉา 
			<remark  id="s2b25c44l6" />	ย่อมมีผลมาก ฯ
			<remark  id="s2b25c44l7" />	จบตัณหาวรรคที่ ๒๔
			<remark  id="s2b25c44l8" />	คาถาธรรมบท ภิกขุวรรคที่ ๒๕
			<remark  id="s2b25c44l9" />	[๓๕] ความสำรวมด้วยจักษุเป็นความดี ความสำรวมด้วยหูเป็นความดี ความ
			<remark  id="s2b25c44l10" />	สำรวมด้วยจมูกเป็นความดี ความสำรวมด้วยลิ้นเป็นความดี ความ
			<remark  id="s2b25c44l11" />	สำรวมด้วยกายเป็นความดี ความสำรวมด้วยวาจาเป็นความดี ความ
			<remark  id="s2b25c44l12" />	สำรวมด้วยใจเป็นความดีความสำรวมในทวารทั้งปวงเป็นความดี ภิกษุ
			<remark  id="s2b25c44l13" />	ผู้สำรวมแล้วในทวารทั้งปวง ย่อมพ้นจากทุกข์ทั้งปวงได้ ผู้ที่สำรวมมือ
			<remark  id="s2b25c44l14" />	สำรวมเท้า สำรวมวาจา สำรวมตน ยินดีในอารมณ์ภายใน มีจิตตั้งมั่น 
			<remark  id="s2b25c44l15" />	อยู่ผู้เดียว สันโดษ บัณฑิตทั้งหลายกล่าวผู้นั้นว่าเป็นภิกษุ ภิกษุใด
			<remark  id="s2b25c44l16" />	สำรวมปาก มีปกติกล่าวด้วยปัญญา มีจิตไม่ฟุ้งซ่าน ย่อมแสดงอรรถ
			<remark  id="s2b25c44l17" />	และธรรมภาษิตของภิกษุนั้นไพเราะ ภิกษุผู้มีธรรมเป็นที่มายินดี ยินดี
			<remark  id="s2b25c44l18" />	แล้วในธรรม ค้นคว้าธรรม ระลึกถึงธรรม ย่อมไม่เสื่อมจากสัทธรรม
			<remark  id="s2b25c44l19" />	ภิกษุไม่พึงดูหมิ่นลาภของตน ไม่พึงเที่ยวปรารถนาลาภของผู้อื่น เพราะ
			<remark  id="s2b25c44l20" />	ภิกษุปรารถนาลาภของผู้อื่นอยู่ ย่อมไม่บรรลุสมาธิ ถ้าว่าภิกษุแม้มีลาภ
			<remark  id="s2b25c44l21" />	น้อยก็ย่อมไม่ดูหมิ่นลาภของตนไซร้ เทวดาทั้งหลายย่อมสรรเสริญ
			<remark  id="s2b25c44l22" />	ภิกษุนั้น ผู้มีอาชีพบริสุทธิ์ ไม่เกียจคร้าน ผู้ใดไม่มีความยึดถือในนาม
			<remark  id="s2b25c44l23" />	รูปว่าของเราโดยประการทั้งปวง และย่อม      ไม่เศร้าโศกเพราะนามรูปไม่มี
			<remark  id="s2b25c44l24" />	อยู่ ผู้นั้นแลเรากล่าวว่า เป็นภิกษุ ภิกษุใดมีปกติอยู่ด้วยเมตตา เลื่อมใส
		</para>
	</section>
	<section id="s2b25c45" >
		<para id="s2b25c45p">
			<remark  id="s2b25c45l1" />	แล้วในพระพุทธศาสนา ภิกษุนั้นพึงบรรลุสันตบทอันเป็นที่ระงับสังขาร
			<remark  id="s2b25c45l2" />	เป็นสุข ดูกรภิกษุ เธอจงวิดเรือนี้ เรือที่เธอวิดแล้วจักถึงเร็ว เธอตัด
			<remark  id="s2b25c45l3" />	ราคะและโทสะแล้ว จักถึงนิพพานในภายหลัง ภิกษุพึงตัดโอรัมภาคิย
			<remark  id="s2b25c45l4" />	สังโยชน์ ๕ พึงละอุทธัมภาคิยสังโยชน์ ๕ พึงเจริญอินทรีย์ ๕ ให้ยิ่ง 
			<remark  id="s2b25c45l5" />	ภิกษุล่วงธรรมเป็นเครื่องข้อง ๕ อย่างได้แล้ว เรากล่าวว่า เป็นผู้ข้าม
			<remark  id="s2b25c45l6" />	โอฆะได้ ดูกรภิกษุ เธอจงเพ่ง และอย่าประมาท จิตของเธอหมุนไป
			<remark  id="s2b25c45l7" />	ในกามคุณ เธออย่าเป็นผู้ประมาทกลืนก้อนโลหะอย่าถูกไฟเผาคร่ำครวญ
			<remark  id="s2b25c45l8" />	ว่านี้ทุกข์ ฌานไม่มีแก่ผู้ไม่มีปัญญาปัญญาไม่มีแก่ผู้ไม่มีฌาน ฌานและ
			<remark  id="s2b25c45l9" />	ปัญญามีอยู่ในผู้ใด ผู้นั้นแลอยู่ในที่ใกล้นิพพาน ความยินดีอันมิใช่ของ
			<remark  id="s2b25c45l10" />	มนุษย์ย่อมมีแก่ภิกษุผู้เข้าไปสู่เรือนว่าง ผู้มีจิตสงบ ผู้เห็นแจ้งซึ่งธรรม
			<remark  id="s2b25c45l11" />	โดยชอบ ในกาลใดๆ ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นความเกิดขึ้น และความ
			<remark  id="s2b25c45l12" />	เสื่อมไปแห่งขันธ์ทั้งหลาย ในกาลนั้นๆภิกษุนั้นย่อมได้ปีติและ
			<remark  id="s2b25c45l13" />	ปราโมทย์ ปีติและปราโมทย์นั้นเป็นอมตะของบัณฑิตทั้งหลายผู้รู้แจ้ง
			<remark  id="s2b25c45l14" />	อยู่ บรรดาธรรมเหล่านั้นธรรมนี้ คือ ความคุ้มครองอินทรีย์ ความ
			<remark  id="s2b25c45l15" />	สันโดษ และความสำรวมในปาฏิโมกข์ เป็นเบื้องต้นของภิกษุผู้มีปัญญา
			<remark  id="s2b25c45l16" />	ในธรรมวินัยนี้ ท่านจงคบกัลยาณมิตร มีอาชีพหมดจดไม่เกียจคร้าน 
			<remark  id="s2b25c45l17" />	ภิกษุพึงเป็นผู้ประพฤติปฏิสันถาร พึงเป็นผู้ฉลาดในอาจาระ เป็นผู้มากด้วย
			<remark  id="s2b25c45l18" />	ความปราโมทย์ เพราะความประพฤติในปฏิสันถาร และความเป็นผู้ฉลาด
			<remark  id="s2b25c45l19" />	ในอาจาระนั้นจักทำที่สุดแห่งทุกข์ได้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลาย
			<remark  id="s2b25c45l20" />	จงเปลื้องราคะและโทสะเสีย เหมือนมะลิปล่อยดอกที่เหี่ยวแห้งแล้ว 
			<remark  id="s2b25c45l21" />	ฉะนั้น ภิกษุผู้มีกายสงบ มีวาจาสงบ มีใจสงบมีใจตั้งมั่นดี มีอามิส
			<remark  id="s2b25c45l22" />	ในโลกอันคายแล้ว เรากล่าวว่า เป็นผู้สงบระงับ จงเตือนตนด้วยตน
			<remark  id="s2b25c45l23" />	เอง จงสงวนตนด้วยตนเอง ดูกรภิกษุ เธอนั้นผู้มีตนอันคุ้มครองแล้ว 
			<remark  id="s2b25c45l24" />	มีสติ จักอยู่เป็นสุข ตนแลเป็นที่พึ่งของตน ตนแลเป็นคติของตน 
			<remark  id="s2b25c45l25" />	เพราะเหตุนั้น ท่านจงสำรวมตน เหมือนพ่อค้าระวังม้าดีไว้ ฉะนั้น 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b25c46" >
		<para id="s2b25c46p">
			<remark  id="s2b25c46l1" />	ภิกษุผู้มากด้วยความปราโมทย์เลื่อมใสแล้วในพุทธศาสนา พึงบรรลุ
			<remark  id="s2b25c46l2" />	สันตบทอันเป็นที่เข้าไปสงบแห่งสังขาร เป็นสุข ภิกษุใดแล ยังเป็น
			<remark  id="s2b25c46l3" />	หนุ่มย่อมเพียรพยายามในพุทธศาสนา ภิกษุนั้นย่อมยังโลกนี้ให้สว่าง
			<remark  id="s2b25c46l4" />	ไสว เหมือนพระจันทร์พ้นแล้วจากเมฆ ฉะนั้น ฯ
			<remark  id="s2b25c46l5" />	จบภิกขุวรรคที่ ๒๕
			<remark  id="s2b25c46l6" />	คาถาธรรมบท พราหมณวรรคที่ ๒๖
			<remark  id="s2b25c46l7" />	[๓๖] ดูกรพราหมณ์ ท่านจงพยายามตัดกระแสตัณหาเสีย จงบรรเทากาม
			<remark  id="s2b25c46l8" />	ทั้งหลายเสีย ดูกรพราหมณ์ ท่านรู้ความสิ้นไปแห่งสังขารทั้งหลายแล้ว 
			<remark  id="s2b25c46l9" />	จะเป็นผู้รู้นิพพานอันปัจจัยอะไรๆ ปรุงแต่งไม่ได้ เมื่อใด พราหมณ์
			<remark  id="s2b25c46l10" />	เป็นผู้ถึงฝั่งในธรรมทั้ง ๒ ประการ เมื่อนั้น กิเลสเป็นเครื่องประกอบ
			<remark  id="s2b25c46l11" />	ทั้งปวงของพราหมณ์นั้นผู้รู้แจ้ง ย่อมถึงความสาบสูญไป ฝั่งก็ดีธรรมชาติ
			<remark  id="s2b25c46l12" />	มิใช่ฝั่งก็ดี ฝั่งและธรรมชาติมิใช่ฝั่ง ย่อมไม่มีแก่ผู้ใด เรากล่าวผู้นั้นซึ่ง
			<remark  id="s2b25c46l13" />	มีความกระวนกระวายไปปราศแล้ว ผู้ไม่ประกอบแล้ว ว่าเป็นพราหมณ์ 
			<remark  id="s2b25c46l14" />	เรากล่าวบุคคลผู้เพ่งฌานปราศจากธุลี นั่งอยู่ผู้เดียว ทำกิจเสร็จแล้ว 
			<remark  id="s2b25c46l15" />	ไม่มีอาสวะบรรลุประโยชน์อันสูงสุดนั้น ว่าเป็นพราหมณ์ พระอาทิตย์
			<remark  id="s2b25c46l16" />	ย่อมส่องแสงสว่างในกลางวัน พระจันทร์ย่อมส่องแสงสว่างใน
			<remark  id="s2b25c46l17" />	กลางคืน กษัตริย์ทรงผูกสอดเครื่องครบย่อมมีสง่าพราหมณ์ผู้เพ่งฌาน
			<remark  id="s2b25c46l18" />	ย่อมรุ่งเรือง ส่วนพระพุทธเจ้าย่อมรุ่งเรืองด้วยพระเดชตลอดวันและคืน
			<remark  id="s2b25c46l19" />	ทั้งสิ้น บุคคลผู้มีบาปอันลอยแล้วแล เรากล่าวว่าเป็นพราหมณ์ เรา
			<remark  id="s2b25c46l20" />	กล่าวบุคคลว่าเป็นสมณะเพราะประพฤติสงบ บุคคลผู้ขับไล่มลทินของ
			<remark  id="s2b25c46l21" />	ตน เรากล่าวว่าเป็นบรรพชิต เพราะการขับไล่นั้น พราหมณ์ไม่พึง
			<remark  id="s2b25c46l22" />	ประหารพราหมณ์ พราหมณ์ไม่พึงปล่อยเวรแก่พราหมณ์นั้น เราติเตียน
			<remark  id="s2b25c46l23" />	บุคคลผู้ประหารพราหมณ์ เราติเตียนบุคคลผู้ปล่อยเวรแก่พราหมณ์ กว่า
		</para>
	</section>
	<section id="s2b25c47" >
		<para id="s2b25c47p">
			<remark  id="s2b25c47l1" />	บุคคลผู้ประหารนั้น การเกียจกันใจจากสิ่งอันเป็นที่รักทั้งหลาย ของ
			<remark  id="s2b25c47l2" />	พราหมณ์ เป็นคุณประเสริฐหาน้อยไม่ ใจประกอบด้วยความเบียดเบียน
			<remark  id="s2b25c47l3" />	ย่อมกลับจากวัตถุใดๆ ทุกข์ย่อมสงบได้หมดจากวัตถุนั้นๆเรากล่าว
			<remark  id="s2b25c47l4" />	บุคคลผู้ไม่มีกรรมชั่วทางกาย วาจา ใจ ผู้สำรวมแล้วจากฐานะทั้ง ๓
			<remark  id="s2b25c47l5" />	ว่าเป็นพราหมณ์ บุคคลพึงรู้แจ้งธรรมอันพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง
			<remark  id="s2b25c47l6" />	แล้วจากบุคคลใด พึงนอบน้อมบุคคลนั้นโดยเคารพ เหมือนพราหมณ์
			<remark  id="s2b25c47l7" />	นอบน้อมการบูชาไฟ ฉะนั้น บุคคลชื่อว่าเป็นพราหมณ์ เพราะการเกล้า
			<remark  id="s2b25c47l8" />	ชฎา เพราะโคตร เพราะชาติหามิได้ สัจจะและธรรมะมีอยู่ในผู้ใด 
			<remark  id="s2b25c47l9" />	ผู้นั้นเป็นผู้สะอาดอยู่ ผู้นั้นเป็นพราหมณ์ด้วย ดูกรท่านผู้มีปัญญาทราม 
			<remark  id="s2b25c47l10" />	จะมีประโยชน์อะไรด้วยการเกล้าชฎาแก่ท่าน จะมีประโยชน์อะไร 
			<remark  id="s2b25c47l11" />	ด้วยผ้าสาฎกที่ทำด้วยหนังชะมดแก่ท่าน ภายในของท่านรกชัฏ ท่าน
			<remark  id="s2b25c47l12" />	ย่อมขัดสีแต่อวัยวะภายนอก เรากล่าวบุคคลผู้ทรงผ้าบังสุกุลซูบผอม 
			<remark  id="s2b25c47l13" />	สะพรั่งไปด้วยเส้นเอ็น ผู้เดียวเพ่ง (ฌาน)อยู่ในป่านั้น ว่าเป็นพราหมณ์ 
			<remark  id="s2b25c47l14" />	ก็เราไม่กล่าวผู้ที่เกิดแต่กำเนิด ผู้มีมารดาเป็นแดนเกิด ว่าเป็นพราหมณ์ 
			<remark  id="s2b25c47l15" />	ผู้นั้นเป็นผู้ชื่อว่าโภวาที (ผู้กล่าวว่าท่านผู้เจริญ) ผู้นั้นแลเป็นผู้มีกิเลส
			<remark  id="s2b25c47l16" />	เครื่องกังวล เรากล่าวบุคคลผู้ไม่มีกิเลสเครื่องกังวลผู้ไม่ถือมั่นนั้น ว่า
			<remark  id="s2b25c47l17" />	เป็นพราหมณ์ เรากล่าวผู้ที่ตัดสังโยชน์ทั้งหมดได้ ไม่สะดุ้ง ผู้ล่วงกิเลส
			<remark  id="s2b25c47l18" />	เป็นเครื่องข้อง ไม่ประกอบแล้ว ว่าเป็นพราหมณ์ เรากล่าวบุคคลผู้ตัด
			<remark  id="s2b25c47l19" />	ความโกรธดุจชะเนาะ ตัดตัณหาดุจหนังหัวเกวียน และตัดทิฐิดุจเงื่อน
			<remark  id="s2b25c47l20" />	พร้อมทั้งอนุสัยดุจสายเสียได้ ผู้มีอวิชชาดุจลิ่มสลักอันถอนแล้ว ตรัสรู้
			<remark  id="s2b25c47l21" />	แล้ว ว่าเป็นพราหมณ์ เรากล่าวผู้ไม่ประทุษร้าย อดกลั้นได้ซึ่งการด่า 
			<remark  id="s2b25c47l22" />	การทุบตีและการจองจำ ผู้มีกำลัง คือ ขันติ ผู้มีหมู่พลเมืองคือขันติ
			<remark  id="s2b25c47l23" />	ว่าเป็นพราหมณ์ เรากล่าวบุคคลผู้ไม่โกรธ มีวัตร มีศีลไม่มีกิเลส
			<remark  id="s2b25c47l24" />	เครื่องฟูขึ้น ฝึกตนแล้ว มีร่างกายตั้งอยู่ในที่สุดนั้น ว่าเป็นพราหมณ์ 
			<remark  id="s2b25c47l25" />	เรากล่าวผู้ที่ไม่ติดในกามทั้งหลายดุจน้ำไม่ติดอยู่ในใบบัว ดังเมล็ดพันธุ์
		</para>
	</section>
	<section id="s2b25c48" >
		<para id="s2b25c48p">
			<remark  id="s2b25c48l1" />	ผักกาดไม่ติดอยู่บนปลายเหล็กแหลมนั้น ว่าเป็นพราหมณ์ เรากล่าวผู้ที่
			<remark  id="s2b25c48l2" />	รู้แจ้งความสิ้นทุกข์ของตนในธรรมวินัยนี้ มีภาระอันปลงแล้วพรากแล้ว 
			<remark  id="s2b25c48l3" />	ว่าเป็นพราหมณ์ เรากล่าวบุคคลผู้มีปัญญาลึกซึ้ง เป็นนักปราชญ์ ผู้ฉลาด
			<remark  id="s2b25c48l4" />	ในมรรคและมิใช่มรรค ผู้บรรลุประโยชน์อันสูงสุดนั้น ว่าเป็นพราหมณ์ 
			<remark  id="s2b25c48l5" />	เรากล่าวผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องกับคน ๒ พวก คือ คฤหัสถ์และบรรพชิตผู้ไม่
			<remark  id="s2b25c48l6" />	มีความอาลัยเที่ยวไป ผู้มีความปรารถนาน้อยนั้น ว่าเป็นพราหมณ์ เรา
			<remark  id="s2b25c48l7" />	กล่าวผู้ที่วางอาชญาในสัตว์ทั้งหลาย ผู้ที่สะดุ้งและมั่นคง ไม่ฆ่าเอง ไม่
			<remark  id="s2b25c48l8" />	ใช้ผู้อื่นให้ฆ่า ว่าเป็นพราหมณ์เรากล่าวบุคคลผู้ไม่ผิดในผู้ผิด ผู้ดับเสียใน
			<remark  id="s2b25c48l9" />	ผู้ที่มีอาชญาในตน ผู้ไม่ยึดถือในขันธ์ที่ยังมีความยึดถือนั้น ว่าเป็นพราหมณ์
			<remark  id="s2b25c48l10" />	เรากล่าวผู้ที่ทำราคะ โทสะ มานะ และมักขะให้ตกไปดุจเมล็ดพันธุ์
			<remark  id="s2b25c48l11" />	ผักกาดที่เขาให้ตกไปจากปลายเหล็กแหลมนั้น ว่าเป็นพราหมณ์ เรา
			<remark  id="s2b25c48l12" />	กล่าวบุคคลผู้เปล่งวาจาไม่หยาบคาย อันเป็นเหตุให้ผู้อื่นรู้แจ่มแจ้งกันได้ 
			<remark  id="s2b25c48l13" />	เป็นคำจริง ผู้ไม่ทำใครๆ ให้ขัดใจกันนั้น ว่าเป็นพราหมณ์ เรากล่าวผู้ที่ไม่
			<remark  id="s2b25c48l14" />	ถือเอาสิ่งของที่เจ้าของไม่ให้ในโลกนี้ ยาวก็ตาม สั้นก็ตาม น้อยก็ตาม 
			<remark  id="s2b25c48l15" />	มากก็ตาม งามก็ตาม ไม่งามก็ตาม ว่าเป็นพราหมณ์ เรากล่าวผู้ไม่มีความ
			<remark  id="s2b25c48l16" />	หวังในโลกนี้และในโลกหน้า ไม่มีตัณหา ไม่ประกอบด้วยกิเลส ว่า
			<remark  id="s2b25c48l17" />	เป็นพราหมณ์เรากล่าวผู้ที่ไม่มีความอาลัย ไม่เคลือบแคลงสงสัยเพราะ
			<remark  id="s2b25c48l18" />	รู้ทั่ว หยั่งลงสู่อมตะ บรรลุโดยลำดับ ว่าเป็นพราหมณ์เรากล่าวผู้ละ
			<remark  id="s2b25c48l19" />	ทิ้งบุญและบาปทั้งสอง ล่วงกิเลสเครื่องขัดข้องในโลกนี้ ผู้ไม่มีความโศก 
			<remark  id="s2b25c48l20" />	ปราศจากธุลี บริสุทธิ์ว่าเป็นพราหมณ์ เรากล่าวผู้ที่มีความเพลิดเพลิน
			<remark  id="s2b25c48l21" />	ในภพสิ้นแล้ว ผู้บริสุทธิ์ มีจิตผ่องใส ไม่ขุ่นมัว เหมือนพระจันทร์
			<remark  id="s2b25c48l22" />	ปราศจากมลทินนั้น ว่าเป็นพราหมณ์ เรากล่าวผู้ล่วงทางลื่น ทางที่ไป
			<remark  id="s2b25c48l23" />	ได้ยาก สงสาร และโมหะนี้เสียได้ เป็นผู้ข้ามแล้ว ถึงฝั่ง เพ่ง (ฌาน) 
			<remark  id="s2b25c48l24" />	ไม่หวั่นไหว ไม่มีความเคลือบแคลงสงสัย ดับแล้วเพราะไม่ถือมั่น 
			<remark  id="s2b25c48l25" />	ว่าเป็นพราหมณ์เรากล่าวผู้ละกามทั้งหลายในโลกนี้ เป็นผู้ไม่มีเรือน
			<remark  id="s2b25c48l26" />	งดเว้นเสียได้ มีกามและภพหมดสิ้นแล้ว ว่าเป็นพราหมณ์เรากล่าว
		</para>
	</section>
	<section id="s2b25c49" >
		<para id="s2b25c49p">
			<remark  id="s2b25c49l1" />	ผู้ละตัณหาในโลกนี้ได้แล้ว ภพหมดสิ้นแล้ว ว่าเป็นพราหมณ์ เรากล่าว
			<remark  id="s2b25c49l2" />	ผู้ละโยคะของมนุษย์ ล่วงโยคะอันเป็นทิพย์ พรากแล้วจากโยคะทั้งปวง
			<remark  id="s2b25c49l3" />	ว่าเป็นพราหมณ์ เรากล่าวผู้ละความยินดี และความไม่ยินดีได้ เป็นผู้เย็น
			<remark  id="s2b25c49l4" />	ไม่มีกิเลสเป็นเหตุเข้าไปทรงไว้ ครอบงำเสียซึ่งโลกทั้งปวงผู้แกล้วกล้า
			<remark  id="s2b25c49l5" />	ว่าเป็นพราหมณ์ เรากล่าวผู้รู้จุติและอุบัติของสัตว์ทั้งหลาย โดยประการ
			<remark  id="s2b25c49l6" />	ทั้งปวง ผู้ไม่ข้องอยู่ ไปดีตรัสรู้แล้ว ว่าเป็นพราหมณ์ เรากล่าวผู้ที่
			<remark  id="s2b25c49l7" />	เทวดา คนธรรพ์และมนุษย์รู้คติของเขาไม่ได้ มีอาสวะสิ้นแล้ว เป็น
			<remark  id="s2b25c49l8" />	พระอรหันต์ ว่าเป็นพราหมณ์ เรากล่าวผู้ที่ไม่มีกิเลสเครื่องกังวล
			<remark  id="s2b25c49l9" />	ในขันธ์ที่เป็นอดีต ในขันธ์ที่เป็นอนาคต และในขันธ์ที่เป็นปัจจุบัน 
			<remark  id="s2b25c49l10" />	ไม่มีความกังวล ไม่มีความยึดถือว่าเป็นพราหมณ์ เรากล่าวผู้องอาจ 
			<remark  id="s2b25c49l11" />	ประเสริฐ แกล้วกล้า แสวงหาคุณอันใหญ่ ชนะเสร็จแล้ว ไม่หวั่นไหว
			<remark  id="s2b25c49l12" />	ล้างกิเลส ตรัสรู้แล้ว ว่าเป็นพราหมณ์ เรากล่าวผู้ที่รู้ปุพเพนิวาส เห็น
			<remark  id="s2b25c49l13" />	สวรรค์และอบาย และได้ถึงความสิ้นไปแห่งชาติ อยู่จบพรหมจรรย์
			<remark  id="s2b25c49l14" />	เพราะรู้ยิ่ง เป็นมุนีอยู่จบพรหมจรรย์ทั้งปวงแล้ว ว่าเป็นพราหมณ์ ฯ
			<remark  id="s2b25c49l15" />	จบพราหมณวรรคที่ ๒๖
			<remark  id="s2b25c49l16" />	__________
			<remark  id="s2b25c49l17" />	รวมวรรคที่มีในคาถาธรรมบท คือ
			<remark  id="s2b25c49l18" />	[๓๗] ยมกวรรค อัปปมาทวรรค จิตตวรรค ปุปผวรรค พาลวรรคปัณฑิตวรรค 
			<remark  id="s2b25c49l19" />อรหันตวรรค สหัสสวรรค ปาปวรรค ทัณฑวรรค ชราวรรคอัตตวรรค โลกวรรค พุทธวรรค
			<remark  id="s2b25c49l20" />สุขวรรค ปิยวรรค โกธวรรค มลวรรคธัมมัฏฐวรรค รวมเป็น ๒๐ วรรค ปกิณณกวรรค 
			<remark  id="s2b25c49l21" />นิรยวรรค นาควรรคตัณหาวรรค ภิกขุวรรค พราหมณวรรค รวมทั้งหมดนี้เป็น ๒๖ วรรค 
			<remark  id="s2b25c49l22" />อันพระพุทธเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์แห่งพระอาทิตย์ทรงแสดงแล้ว ในยมกวรรคมี ๒๐ คาถาใน
			<remark  id="s2b25c49l23" />อัปปมาทวรรคมี ๑๒ คาถา ในจิตตวรรคมี ๑๑ คาถา ในปุปผวรรคมี ๑๖ คาถาในพาลวรรคมี 
			<remark  id="s2b25c49l24" />๑๗ คาถา ในปัณฑิตวรรคมี ๑๔ คาถา ในอรหันตวรรคมี ๑๐ คาถาในสหัสสวรรคมี ๑๖ คาถา 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b25c50" >
		<para id="s2b25c50p">
			<remark  id="s2b25c50l1" />ในปาปวรรคมี ๑๓ คาถา ในทัณฑวรรคมี ๑๗ คาถาในชราวรรคมี ๑๑ คาถา ในอัตตวรรคมี ๑๒ 
			<remark  id="s2b25c50l2" />คาถา ในโลกวรรคมี ๑๒ คาถาในพุทธวรรคมี ๑๖ คาถา ในสุขวรรคและปิยวรรคมีวรรคละ ๑๒
			<remark  id="s2b25c50l3" />คาถา ในโกธวรรคมี ๑๔ คาถา ในมลวรรคมี ๒๑ คาถา ในธัมมัฏฐวรรคมี ๑๗ คาถา ในมรรค
			<remark  id="s2b25c50l4" />วรรคมี ๑๖ คาถา ในปกิณณกวรรคมี ๑๖ คาถา ในนิรยวรรคและนาควรรคมีวรรคละ ๑๔ คาถา
			<remark  id="s2b25c50l5" />ในตัณหาวรรคมี ๒๒ คาถา ในภิกขุวรรคมี ๒๓ คาถาในพราหมณวรรคอันเป็นวรรคที่สุดมี ๔๐
			<remark  id="s2b25c50l6" />คาถา คาถา ๔๒๓ คาถา อันพระพุทธเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์แห่งพระอาทิตย์ ทรงแสดงไว้ในนิบาต
			<remark  id="s2b25c50l7" />ในธรรมบท ฯ
			<remark  id="s2b25c50l8" />	 จบธรรมบท
		</para>
	</section>
	<section id="s2b25c51" >
		<para id="s2b25c51p">
			<remark  id="s2b25c51l1" />	โพธิวรรคที่ ๑
			<remark  id="s2b25c51l2" />	๑. โพธิสูตรที่ ๑
			<remark  id="s2b25c51l3" />	[๓๘] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้
			<remark  id="s2b25c51l4" />	สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคตรัสรู้ใหม่ๆ ประทับอยู่ที่โคนไม้โพธิ์ใกล้ฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา 
			<remark  id="s2b25c51l5" />ที่ตำบลอุรุเวลา ก็สมัยนั้นแล พระผู้มีพระภาคประทับนั่งเสวยวิมุติสุขด้วยบัลลังก์อันเดียว 
			<remark  id="s2b25c51l6" />ตลอด ๗ วัน ครั้งนั้นแล พอสัปดาห์นั้นล่วงไปพระผู้มีพระภาคเสด็จออกจากสมาธินั้น ได้ทรง
			<remark  id="s2b25c51l7" />มนสิการปฏิจจสมุปบาทอันเป็นอนุโลมด้วยดีตลอดปฐมยามแห่งราตรี ดังนี้ว่า เมื่อสิ่งนี้มี สิ่งนี้
			<remark  id="s2b25c51l8" />ก็มี เพราะสิ่งนี้เกิด สิ่งนี้จึงเกิด คือ เพราะอวิชชาเป็นปัจจัยจึงมีสังขาร เพราะสังขารเป็น
			<remark  id="s2b25c51l9" />ปัจจัยจึงมีวิญญาณ เพราะวิญญาณเป็นปัจจัยจึงมีนามรูป เพราะนามรูปเป็นปัจจัยจึงมีสฬายตนะ
			<remark  id="s2b25c51l10" />เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัยจึงมีผัสสะ เพราะผัสสะเป็นปัจจัยจึงมีเวทนา เพราะเวทนาเป็นปัจจัย
			<remark  id="s2b25c51l11" />จึงมีตัณหา เพราะตัณหาเป็นปัจจัยจึงมีอุปาทานเพราะอุปาทานเป็นปัจจัยจึงมีภพ เพราะภพเป็น
			<remark  id="s2b25c51l12" />ปัจจัยจึงมีชาติ เพราะชาติเป็นปัจจัยจึงมีชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัสและ
			<remark  id="s2b25c51l13" />อุปายาส ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมีได้ด้วยประการอย่างนี้ ฯ
			<remark  id="s2b25c51l14" />	ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคทรงทราบเนื้อความนี้แล้ว ได้ทรงเปล่งอุทานนี้ในเวลานี้ว่า
			<remark  id="s2b25c51l15" />	ในกาลใดแล ธรรมทั้งหลายมาปรากฎแก่พราหมณ์ผู้มีเพียรเพ่งอยู่ ใน
			<remark  id="s2b25c51l16" />	กาลนั้น ความสงสัยทั้งปวงของพราหมณ์นั้นย่อมสิ้นไปเพราะมารู้แจ้ง
			<remark  id="s2b25c51l17" />	ธรรมพร้อมด้วยเหตุ ฯ
			<remark  id="s2b25c51l18" />	 จบสูตรที่ ๑
			<remark  id="s2b25c51l19" />	๒. โพธิสูตรที่ ๒
			<remark  id="s2b25c51l20" />	[๓๙] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้
		</para>
	</section>
	<section id="s2b25c52" >
		<para id="s2b25c52p">
			<remark  id="s2b25c52l1" />	สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคตรัสรู้ใหม่ๆ ประทับอยู่ที่โคนไม้โพธิ์ใกล้ฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา
			<remark  id="s2b25c52l2" />ที่ตำบลอุรุเวลา ก็สมัยนั้นแล พระผู้มีพระภาคประทับนั่งเสวยวิมุติสุขด้วยบัลลังก์อันเดียว 
			<remark  id="s2b25c52l3" />ตลอด ๗ วัน พอล่วงสัปดาห์นั้นไป พระผู้มีพระภาคเสด็จออกจากสมาธินั้นแล้ว ทรง
			<remark  id="s2b25c52l4" />มนสิการปฏิจจสมุปบาทอันเป็นปฏิโลมด้วยดี ตลอดมัชฌิมยามแห่งราตรีดังนี้ว่า เมื่อสิ่งนี้ไม่มี 
			<remark  id="s2b25c52l5" />สิ่งนี้ก็ไม่มี เพราะสิ่งนี้ดับ สิ่งนี้ก็ดับ คือ พระอวิชชาดับสังขารจึงดับ เพราะสังขารดับวิญญาณ
			<remark  id="s2b25c52l6" />จึงดับ เพราะวิญญาณดับนามรูปจึงดับ เพราะนามรูปดับสฬายตนะจึงดับ เพราะสฬายตนะดับ
			<remark  id="s2b25c52l7" />ผัสสะจึงดับ เพราะผัสสะดับเวทนาจึงดับ เพราะเวทนาดับตัณหาจึงดับ เพราะตัณหาดับอุปาทาน
			<remark  id="s2b25c52l8" />จึงดับ เพราะอุปาทานดับภพจึงดับ เพราะภพดับชาติจึงดับ เพราะชาติดับ ชรา มรณะ โสกะ
			<remark  id="s2b25c52l9" />ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาสจึงดับ ความดับแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมีด้วยประการ
			<remark  id="s2b25c52l10" />อย่างนี้ ฯ
			<remark  id="s2b25c52l11" />	ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคทรงทราบเนื้อความนี้แล้ว จึงทรงเปล่งอุทานในเวลานั้นว่า
			<remark  id="s2b25c52l12" />	ในกาลใดแลธรรมทั้งหลายมาปรากฏแก่พราหมณ์ผู้มีเพียรเพ่งอยู่ ในกาล
			<remark  id="s2b25c52l13" />	นั้น ความสงสัยทั้งปวงของพราหมณ์นั้น ย่อมสิ้นไปเพราะได้รู้แจ้ง
			<remark  id="s2b25c52l14" />	ความสิ้นไปแห่งปัจจัยทั้งหลาย ฯ
			<remark  id="s2b25c52l15" />	 จบสูตรที่ ๒
			<remark  id="s2b25c52l16" />	๓. โพธิสูตรที่ ๓
			<remark  id="s2b25c52l17" />	[๔๐] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้
			<remark  id="s2b25c52l18" />	สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคตรัสรู้ใหม่ๆ ประทับอยู่ที่โคนไม้โพธิ์ใกล้ฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา 
			<remark  id="s2b25c52l19" />ที่ตำบลอุรุเวลา ก็สมัยนั้นแล พระผู้มีพระภาคประทับนั่งเสวยวิมุติสุขด้วยบัลลังก์อันเดียว
			<remark  id="s2b25c52l20" />ตลอด ๗ วัน ครั้งนั้นแล พอล่วงสัปดาห์นั้นไปพระผู้มีพระภาคเสด็จออกจากสมาธินั้นแล้ว 
			<remark  id="s2b25c52l21" />ทรงมนสิการปฏิจจสมุปบาททั้งอนุโลมและปฏิโลมด้วยดี ตลอดปัจฉิมยามแห่งราตรี ดังนี้ว่า 
			<remark  id="s2b25c52l22" />เมื่อสิ่งนี้มี สิ่งนี้ก็มีเพราะสิ่งนี้เกิด สิ่งนี้จึงเกิด เมื่อสิ่งนี้ไม่มี สิ่งนี้ก็ไม่มี เพราะสิ่งนี้ดับ 
			<remark  id="s2b25c52l23" />สิ่งนี้จึงดับ คือ เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร เพราะสังขารเป็นปัจจัยจึงมีวิญญาณเพราะ
			<remark  id="s2b25c52l24" />วิญญาณเป็นปัจจัยจึงมีนามรูป เพราะนามรูปเป็นปัจจัยจึงมีสฬายตนะ เพราะสฬายตนะ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b25c53" >
		<para id="s2b25c53p">
			<remark  id="s2b25c53l1" />เป็นปัจจัยจึงมีผัสสะ เพราะผัสสะเป็นปัจจัยจึงมีเวทนา เพราะเวทนาเป็นปัจจัยจึงมีตัณหา เพราะ
			<remark  id="s2b25c53l2" />ตัณหาเป็นปัจจัยจึงมีอุปาทาน เพราะอุปาทานเป็นปัจจัยจึงมีภพ เพราะภพเป็นปัจจัยจึงมีชาติ 
			<remark  id="s2b25c53l3" />เพราะชาติเป็นปัจจัยจึงมีชรา มรณะโสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาส ความเกิด
			<remark  id="s2b25c53l4" />ขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ย่อมมีได้ด้วยประการอย่างนี้ เพราะอวิชชานั้นแลดับโดยสำรอกไม่เหลือ
			<remark  id="s2b25c53l5" />สังขารจึงดับเพราะสังขารดับวิญญาณจึงดับ เพราะวิญญาณดับนามรูปจึงดับ เพราะนามรูปดับ
			<remark  id="s2b25c53l6" />สฬายตนะจึงดับ เพราะสฬายตนะดับผัสสะจึงดับ เพราะผัสสะดับเวทนาจึงดับเพราะเวทนาดับ
			<remark  id="s2b25c53l7" />ตัณหาจึงดับ เพราะตัณหาดับอุปาทานจึงดับ เพราะอุปาทานดับภพจึงดับ เพราะภพดับชาติจึงดับ
			<remark  id="s2b25c53l8" />เพราะชาติดับ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะทุกข์ โทมนัส และอุปายาสจึงดับ ความดับ
			<remark  id="s2b25c53l9" />แห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้ ฯ
			<remark  id="s2b25c53l10" />	ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคทรงทราบเนื้อความนี้แล้ว ได้ทรงเปล่งอุทานนี้ในเวลานั้น
			<remark  id="s2b25c53l11" />ว่า
			<remark  id="s2b25c53l12" />	ในกาลใดแล ธรรมทั้งหลายมาปรากฏแก่พราหมณ์ผู้มีเพียรเพ่งอยู่ ในกาล
			<remark  id="s2b25c53l13" />	นั้น พราหมณ์นั้นย่อมกำจัดมารและเสนามารเสียได้ ดุจพระอาทิตย์
			<remark  id="s2b25c53l14" />	กำจัดมืดส่องแสงสว่างอยู่ในอากาศฉะนั้น ฯ
			<remark  id="s2b25c53l15" />	 จบสูตรที่ ๓
			<remark  id="s2b25c53l16" />	๔. อชปาลนิโครธสูตร
			<remark  id="s2b25c53l17" />	[๔๑] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้
			<remark  id="s2b25c53l18" />	สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคตรัสรู้ใหม่ๆ ประทับอยู่ที่ควงไม้อชปาลนิโครธใกล้ฝั่งแม่น้ำ
			<remark  id="s2b25c53l19" />เนรัญชรา ที่ตำบลอุรุเวลา ก็สมัยนั้นแล พระผู้มีพระภาคประทับนั่งเสวยวิมุติสุขด้วยบัลลังก์
			<remark  id="s2b25c53l20" />อันเดียวตลอด ๗ วัน ครั้งนั้นแล พอล่วงสัปดาห์นั้นไป พระผู้มีพระภาคเสด็จออกจากสมาธิ
			<remark  id="s2b25c53l21" />นั้น ครั้งนั้นแล พราหมณ์คนหนึ่งผู้มักตวาดผู้อื่นว่า หึ หึ เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ 
			<remark  id="s2b25c53l22" />ได้ปราศรัยกับพระผู้มีพระภาค ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้วได้ยืนอยู่ ณที่ควร
			<remark  id="s2b25c53l23" />ส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้ว ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ บุคคลชื่อว่าเป็น
			<remark  id="s2b25c53l24" />พราหมณ์เพราะเหตุเพียงเท่าไรหนอแล และธรรมที่ทำบุคคลให้เป็นพราหมณ์เป็นไฉน
		</para>
	</section>
	<section id="s2b25c54" >
		<para id="s2b25c54p">
			<remark  id="s2b25c54l1" />	ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงทราบเนื้อความนี้แล้ว ได้ทรงเปล่งอุทานนี้ในเวลานั้นว่า
			<remark  id="s2b25c54l2" />	พราหมณ์ใดมีบาปธรรมอันลอยเสียแล้ว ไม่มักตวาดผู้อื่นว่าหึ หึ ไม่มี
			<remark  id="s2b25c54l3" />	กิเลสดุจน้ำฝาดมีตนอันสำรวมแล้ว ถึงที่สุดแห่งเวท อยู่จบพรหมจรรย์
			<remark  id="s2b25c54l4" />	แล้ว ไม่มีกิเลสเครื่องฟูขึ้นในโลกไหนๆ พราหมณ์นั้นควรกล่าววาทะ
			<remark  id="s2b25c54l5" />	ว่าเป็นพราหมณ์โดยชอบธรรม ฯ
			<remark  id="s2b25c54l6" />	 จบสูตรที่ ๔
			<remark  id="s2b25c54l7" />	๕. เถรสูตร
			<remark  id="s2b25c54l8" />	[๔๒] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้
			<remark  id="s2b25c54l9" />	สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิก
			<remark  id="s2b25c54l10" />เศรษฐี ใกล้พระนครสาวัตถี ก็สมัยนั้นแล ท่านพระสารีบุตรท่านพระมหาโมคคัลลานะ ท่าน
			<remark  id="s2b25c54l11" />พระมหากัสสปะ ท่านพระมหากัจจานะ ท่านพระมหาโกฏฐิตะ ท่านพระมหากัปปินะ ท่านพระมหา
			<remark  id="s2b25c54l12" />จุนทะ ท่านพระอนุรุทธะท่านพระเรวัตตะและท่านพระนันทะ เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่
			<remark  id="s2b25c54l13" />ประทับพระผู้มีพระภาคได้ทอดพระเนตรเห็นท่านเหล่านั้นกำลังมาแต่ไกล ครั้นแล้วตรัสเรียก
			<remark  id="s2b25c54l14" />ภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย พราหมณ์เหล่านั้นมาอยู่ ดูกรภิกษุทั้งหลาย พราหมณ์เหล่านั้น
			<remark  id="s2b25c54l15" />มาอยู่ เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว ภิกษุผู้มีชาติเป็นพราหมณ์รูปหนึ่ง ได้ทูลถามพระผู้มี
			<remark  id="s2b25c54l16" />พระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญบุคคลชื่อว่าเป็นพราหมณ์เพราะเหตุเพียงเท่าไรหนอแล และ
			<remark  id="s2b25c54l17" />ธรรมที่ทำบุคคลให้เป็นพราหมณ์เป็นไฉน
			<remark  id="s2b25c54l18" />	ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคทรงทราบเนื้อความนี้แล้ว ได้ทรงเปล่งอุทานนี้ในเวลานั้น
			<remark  id="s2b25c54l19" />ว่า
			<remark  id="s2b25c54l20" />	ชนเหล่าใดลอยบาปทั้งหลายได้แล้ว มีสติอยู่ทุกเมื่อ มีสังโยชน์สิ้นแล้ว 
			<remark  id="s2b25c54l21" />	ตรัสรู้แล้ว ชนเหล่านั้นแลชื่อว่าเป็นพราหมณ์ในโลก ฯ
			<remark  id="s2b25c54l22" />	 จบสูตรที่ ๕
		</para>
	</section>
	<section id="s2b25c55" >
		<para id="s2b25c55p">
			<remark  id="s2b25c55l1" />	๖. มหากัสสปสูตร
			<remark  id="s2b25c55l2" />	[๔๓] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้
			<remark  id="s2b25c55l3" />	สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเวฬุวันกลันทกนิวาปสถาน ใกล้
			<remark  id="s2b25c55l4" />พระนครราชคฤห์ ก็สมัยนั้นแล ท่านพระมหากัสสปะอยู่ที่ถ้ำปิปผลิคูหา อาพาธ ได้รับทุกข์ 
			<remark  id="s2b25c55l5" />เป็นไข้หนัก สมัยต่อมา ท่านพระมหากัสสปะหายจากอาพาธนั้นแล้วได้คิดว่า ไฉนเราพึง
			<remark  id="s2b25c55l6" />เข้าไปสู่พระนครราชคฤห์เพื่อบิณฑบาตก็สมัยนั้น เทวดาประมาณ ๕๐๐ ถึงความขวนขวายเพื่อ
			<remark  id="s2b25c55l7" />จะให้ท่านพระมหากัสสปะได้บิณฑบาต ท่านพระมหากัสสปะห้ามเทวดาประมาณ ๕๐๐ เหล่านั้น
			<remark  id="s2b25c55l8" />แล้วเวลาเช้า นุ่งแล้ว ถือเอาบาตรและจีวรเข้าไปสู่พระนครราชคฤห์เพื่อบิณฑบาตตามทางที่
			<remark  id="s2b25c55l9" />อยู่แห่งมนุษย์ขัดสน ที่อยู่แห่งมนุษย์กำพร้า ที่อยู่แห่งช่างหูก พระผู้มีพระภาคได้ทอดพระเนตร
			<remark  id="s2b25c55l10" />เห็นท่านพระมหากัสสปะกำลังเที่ยวบิณฑบาต ในพระนครราชคฤห์ ตามทางที่อยู่แห่งมนุษย์ขัดสน 
			<remark  id="s2b25c55l11" />ที่อยู่แห่งมนุษย์กำพร้าที่อยู่แห่งช่างหูก ฯ
			<remark  id="s2b25c55l12" />	ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคทรงทราบเนื้อความนี้แล้ว ได้ทรงเปล่งอุทานนี้ในเวลา
			<remark  id="s2b25c55l13" />นั้นว่า
			<remark  id="s2b25c55l14" />	เรากล่าวบุคคลมิใช่ผู้เลี้ยงคนอื่น ผู้รู้ยิ่ง ผู้ฝึกตนแล้ว ดำรงอยู่แล้วใน
			<remark  id="s2b25c55l15" />	สารธรรม ผู้มีอาสวะสิ้นแล้ว ผู้มีโทษอันคายแล้วว่าเป็นพราหมณ์ ฯ
			<remark  id="s2b25c55l16" />	 จบสูตรที่ ๖
			<remark  id="s2b25c55l17" />	๗. ปาวาสูตร
			<remark  id="s2b25c55l18" />	[๔๔] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้
			<remark  id="s2b25c55l19" />	สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่อชกลาปกเจดีย์ อันเป็นที่อยู่แห่งอชกลาปกยักษ์ 
			<remark  id="s2b25c55l20" />ใกล้เมืองปาวา ก็สมัยนั้นแล พระผู้มีพระภาคประทับนั่ง ณที่แจ้ง ในความมืดตื้อในราตรี 
			<remark  id="s2b25c55l21" />และฝนก็กำลังโปรยละอองอยู่ ครั้งนั้นแลอชกลาปกยักษ์ใคร่จะทำความกลัว ความหวาดเสียว
			<remark  id="s2b25c55l22" />ขนลุกชูชันให้เกิดขึ้นแก่พระผู้มีพระภาคจึงเข้าไปหาพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ครั้นแล้วได้ทำ
			<remark  id="s2b25c55l23" />เสียงว่าอักกุโล ปักกุโล อักกุลปักกุลัง ขึ้น ๓ ครั้ง ในที่ไม่ไกลพระผู้มีพระภาคแล้วกล่าว
			<remark  id="s2b25c55l24" />ว่า ดูกรสมณะ นั่นปีศาจปรากฏแก่ท่าน ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b25c56" >
		<para id="s2b25c56p">
			<remark  id="s2b25c56l1" />	ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคทรงทราบเนื้อความนี้แล้ว ได้ทรงเปล่งอุทานนี้ในเวลา
			<remark  id="s2b25c56l2" />นั้นว่า
			<remark  id="s2b25c56l3" />	ในกาลใด บุคคลเป็นผู้ถึงฝั่งในธรรมทั้งหลายของตน เป็นพราหมณ์ 
			<remark  id="s2b25c56l4" />	ในกาลนั้น ย่อมไม่กลัวปีศาจและเสียงว่าปักกุลอย่างนี้ ฯ
			<remark  id="s2b25c56l5" />	 จบสูตรที่ ๗
			<remark  id="s2b25c56l6" />	๘. สังคามชิสูตร
			<remark  id="s2b25c56l7" />	[๔๕] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้
			<remark  id="s2b25c56l8" />	สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิก
			<remark  id="s2b25c56l9" />เศรษฐี ใกล้พระนครสาวัตถี ก็สมัยนั้นแล ท่านพระสังคามชิถึงพระนครสาวัตถีโดยลำดับ เพื่อจะ
			<remark  id="s2b25c56l10" />เฝ้าพระผู้มีพระภาค ภริยาเก่าของท่านพระสังคามชิได้ฟังข่าวว่า พระผู้เป็นเจ้าสังคามชิถึงพระนคร
			<remark  id="s2b25c56l11" />สาวัตถีแล้ว นางได้อุ้มทารกไปยังพระวิหารเชตวัน ก็สมัยนั้นแล ท่านพระสังคามชินั่งพักกลาง
			<remark  id="s2b25c56l12" />วันที่โคนต้นไม้แห่งหนึ่ง ครั้งนั้น ภริยาเก่าของท่านพระสังคามชิ เข้าไปหาท่านพระสังคามชิ
			<remark  id="s2b25c56l13" />ถึงที่อยู่ ครั้นแล้ว ได้กล่าวกะท่านพระสังคามชิว่า ข้าแต่สมณะ ก็ท่านจงเลี้ยงดูดิฉันผู้มีบุตรน้อย
			<remark  id="s2b25c56l14" />เถิด เมื่อภริยาเก่ากล่าวอย่างนี้แล้ว ท่านพระสังคามชิก็นิ่งเสีย แม้ครั้งที่ ๒ แม้ครั้งที่ ๓ ภริยา
			<remark  id="s2b25c56l15" />เก่าของท่านพระสังคามชิก็ได้กล่าวกะท่านพระสังคามชิว่า ข้าแต่สมณะ ก็ท่านจงเลี้ยงดูดิฉัน
			<remark  id="s2b25c56l16" />ผู้มีบุตรน้อยเถิดท่านพระสังคามชิก็ได้นิ่งเสีย ลำดับนั้นแล ภริยาเก่าของท่านพระสังคามชิ
			<remark  id="s2b25c56l17" />อุ้มทารกนั้นไปวางไว้ข้างหน้าท่านพระสังคามชิ กล่าวว่า ข้าแต่สมณะ นี้บุตรของท่านท่านจงเลี้ยง
			<remark  id="s2b25c56l18" />ดูบุตรนั้นเถิด ดังนี้แล้วหลีกไป ลำดับนั้นแล ท่านพระสังคามชิไม่ได้แลดูทั้งไม่ได้พูดกะทารกนั้น
			<remark  id="s2b25c56l19" />เลย ลำดับนั้น ภริยาเก่าของท่านพระสังคามชิไปคอยดูอยู่ในที่ไม่ไกล ได้เห็นท่านพระสังคามชิ
			<remark  id="s2b25c56l20" />ผู้ไม่แลดูทั้งไม่ได้พูดกะทารกครั้นแล้วจึงได้คิดว่า สมณะนี้แลไม่มีความต้องการแม้ด้วยบุตร 
			<remark  id="s2b25c56l21" />นางกลับจากที่นั้นแล้วอุ้มทารกหลีกไป พระผู้มีพระภาคได้ทรงเห็นการกระทำอันแปลกแม้เห็น
			<remark  id="s2b25c56l22" />ปานนี้ แห่งภริยาเก่าของท่านพระสังคามชิ ด้วยทิพจักษุอันบริสุทธิ์ล่วงจักษุของมนุษย์ ฯ
			<remark  id="s2b25c56l23" />	ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคทรงทราบเนื้อความนี้แล้ว ได้เปล่งอุทานนี้ในเวลานั้นว่า
			<remark  id="s2b25c56l24" />	เรากล่าวผู้ไม่ยินดีภริยาเก่าผู้มาอยู่ ผู้ไม่เศร้าโศกถึงภริยาเก่าผู้หลีกไปอยู่ 
			<remark  id="s2b25c56l25" />	ผู้ชนะสงคราม พ้นแล้วจากธรรมเป็นเครื่องข้องว่าเป็นพราหมณ์ ฯ
			<remark  id="s2b25c56l26" />	 จบสูตรที่ ๘
		</para>
	</section>
	<section id="s2b25c57" >
		<para id="s2b25c57p">
			<remark  id="s2b25c57l1" />	๙. ชฎิลสูตร
			<remark  id="s2b25c57l2" />	[๔๖] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้
			<remark  id="s2b25c57l3" />	สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ คยาสีสะประเทศใกล้บ้านคยาก็สมัยนั้นแล 
			<remark  id="s2b25c57l4" />ชฎิลมากด้วยกันผุดขึ้นบ้าง ดำลงบ้าง ผุดขึ้นและดำลงบ้าง รดน้ำบ้าง บูชาไฟบ้าง ที่แม่น้ำคยา 
			<remark  id="s2b25c57l5" />ในสมัยหิมะตก ระหว่าง ๘ วัน ในราตรีมีความหนาวในเหมันตฤดู ด้วยคิดเห็นว่า ความหมด
			<remark  id="s2b25c57l6" />จดย่อมมีได้ด้วยการกระทำนี้พระผู้มีพระภาคได้ทอดพระเนตรเห็นพวกชฎิลเหล่านั้น ผุดขึ้นบ้าง 
			<remark  id="s2b25c57l7" />ดำลงบ้างผุดขึ้นและดำลงบ้าง รดน้ำบ้าง บูชาไฟบ้าง ที่ท่าแม่น้ำคยา ในสมัยหิมะตกระหว่าง 
			<remark  id="s2b25c57l8" />๘ วัน ในราตรีมีความหนาวในเหมันตฤดู ด้วยคิดเห็นว่า ความหมดจดย่อมมีได้ด้วยการกระทำนี้ ฯ
			<remark  id="s2b25c57l9" />	ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคทรงทราบเนื้อความนี้แล้ว ได้ทรงเปล่งอุทานนี้ในเวลา
			<remark  id="s2b25c57l10" />นั้นว่า
			<remark  id="s2b25c57l11" />	ความสะอาดย่อมไม่มีเพราะน้ำ (แต่) ชนเป็นอันมากยังอาบอยู่ในน้ำนี้ 
			<remark  id="s2b25c57l12" />	สัจจะ และธรรมะมีอยู่ในผู้ใด ผู้นั้นเป็นผู้สะอาดและเป็นพราหมณ์ ฯ
			<remark  id="s2b25c57l13" />	 จบสูตรที่ ๙
			<remark  id="s2b25c57l14" />	๑๐. พาหิยสูตร
			<remark  id="s2b25c57l15" />	[๔๗] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้
			<remark  id="s2b25c57l16" />	สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวันอารามของท่านอนาถบิณฑิก
			<remark  id="s2b25c57l17" />เศรษฐี ใกล้พระนครสาวัตถี ก็สมัยนั้นแล กุลบุตรชื่อพาหิยทารุจีริยะอาศัยอยู่ที่ท่าสุปปารกะ
			<remark  id="s2b25c57l18" />ใกล้ฝั่งสมุทร เป็นผู้อันมหาชนสักการะ เคารพ นับถือบูชา ยำเกรง ได้จีวร บิณฑบาต 
			<remark  id="s2b25c57l19" />เสนาสนะและคิลานปัจจัยเภสัชบริขาร ครั้งนั้นแล พาหิยทารุจีริยะหลีกเร้นอยู่ในที่ลับ เกิด
			<remark  id="s2b25c57l20" />ความปริวิตกแห่งใจอย่างนี้ว่าเราเป็นคนหนึ่ง ในจำนวนพระอรหันต์หรือผู้ถึงอรหัตตมรรคในโลก 
			<remark  id="s2b25c57l21" />ลำดับนั้นแลเทวดาผู้เป็นสายโลหิตในกาลก่อนของพาหิยทารุจีริยะ เป็นผู้อนุเคราะห์ หวัง
			<remark  id="s2b25c57l22" />ประโยชน์ ได้ทราบความปริวิตกแห่งใจของพาหิยทารุจีริยะด้วยใจ แล้วเข้าไปหาพาหิยทารุจีริยะ 
			<remark  id="s2b25c57l23" />ครั้นแล้วได้กล่าวว่า ดูกรพาหิยะ ท่านไม่เป็นพระอรหันต์หรือไม่เป็นผู้ถึงอรหัตตมรรคอย่างแน่นอน 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b25c58" >
		<para id="s2b25c58p">
			<remark  id="s2b25c58l1" />ท่านไม่มีปฏิปทาเครื่องให้เป็นพระอรหันต์หรือเครื่องเป็นผู้ถึงอรหัตตมรรค พาหิยทารุจีริยะถามว่า 
			<remark  id="s2b25c58l2" />เมื่อเป็นอย่างนั้น บัดนี้ใครเล่าเป็นพระอรหันต์ หรือเป็นผู้ถึงอรหัตตมรรคในโลกกับเทวโลก 
			<remark  id="s2b25c58l3" />เทวดาตอบว่า ดูกรพาหิยะ ในชนบททางเหนือ มีพระนครชื่อว่าสาวัตถี บัดนี้ พระผู้มีพระภาค
			<remark  id="s2b25c58l4" />อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ประทับอยู่ในพระนครนั้น ดูกรพาหิยะ พระผู้มีพระภาค
			<remark  id="s2b25c58l5" />พระองค์นั้นแลเป็นพระอรหันต์อย่างแน่นอน ทั้งทรงแสดงธรรมเพื่อความเป็นพระอรหันต์ด้วย
			<remark  id="s2b25c58l6" />ลำดับนั้นแล พาหิยทารุจีริยะผู้อันเทวดานั้นให้สลดใจแล้ว หลีกไปจากท่าสุปปารกะในทันใด
			<remark  id="s2b25c58l7" />นั้นเอง ได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคผู้ประทับอยู่ในพระวิหารเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิก
			<remark  id="s2b25c58l8" />เศรษฐีใกล้พระนครสาวัตถี โดยการพักแรมสิ้นราตรีหนึ่งในที่ทั้งปวง ฯ
			<remark  id="s2b25c58l9" />	[๔๘] ก็สมัยนั้นแล ภิกษุมากด้วยกันจงกรมอยู่ในที่แจ้ง พาหิยทารุจีริยะเข้าไปหาภิกษุ
			<remark  id="s2b25c58l10" />ทั้งหลายถึงที่อยู่ ครั้นแล้วได้ถามภิกษุเหล่านั้นว่า ข้าแต่ท่านทั้งหลายผู้เจริญ บัดนี้ พระผู้มี
			<remark  id="s2b25c58l11" />พระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ ที่ไหนหนอข้าพเจ้าประสงค์จะเฝ้าพระผู้มีพระภาค
			<remark  id="s2b25c58l12" />อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ภิกษุเหล่านั้นตอบว่า ดูกรพาหิยะ พระผู้มีพระภาค
			<remark  id="s2b25c58l13" />เสด็จเข้าไปสู่ละแวกบ้านเพื่อบิณฑบาต ลำดับนั้นแล พาหิยทารุจีริยะรีบด่วนออกจากพระวิหาร
			<remark  id="s2b25c58l14" />เชตวัน เข้าไปยังพระนครสาวัตถี ได้เห็นพระผู้มีพระภาคกำลังเสด็จเที่ยวบิณฑบาตในพระนคร
			<remark  id="s2b25c58l15" />สาวัตถี น่าเลื่อมใส ควรเลื่อมใส มีอินทรีย์สงบ มีพระทัยสงบ ถึงความฝึกและความสงบ
			<remark  id="s2b25c58l16" />อันสูงสุด มีตนอันฝึกแล้ว คุ้มครองแล้ว มีอินทรีย์สำรวมแล้วผู้ประเสริฐ แล้วได้เข้าไปเฝ้า
			<remark  id="s2b25c58l17" />พระผู้มีพระภาค หมอบลงแทบพระบาทของพระผู้มีพระภาคด้วยเศียรเกล้าแล้ว ได้กราบทูล
			<remark  id="s2b25c58l18" />พระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญขอพระผู้มีพระภาคโปรดทรงแสดงธรรมแก่ข้าพระองค์ 
			<remark  id="s2b25c58l19" />ขอพระสุคตโปรดทรงแสดงธรรมที่จะพึงเป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุข แก่ข้าพระองค์
			<remark  id="s2b25c58l20" />สิ้นกาลนานเถิด ฯ
			<remark  id="s2b25c58l21" />	[๔๙] เมื่อพาหิยทารุจีริยะกราบทูลอย่างนี้แล้ว พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่าดูกรพาหิยะ
			<remark  id="s2b25c58l22" />เวลานี้ยังไม่สมควรก่อน เพราะเรายังเข้าไปสู่ละแวกบ้านเพื่อบิณฑบาตอยู่ แม้ครั้งที่ ๒ พาหิย
			<remark  id="s2b25c58l23" />ทารุจีริยะก็ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็ความเป็นไปแห่งอันตรายแก่ชีวิต
			<remark  id="s2b25c58l24" />ของพระผู้มีพระภาคก็ดี ความเป็นไปแห่งอันตรายแก่ชีวิตของข้าพระองค์ก็ดี รู้ได้ยากแล ข้าแต่
			<remark  id="s2b25c58l25" />พระองค์ผู้เจริญขอพระผู้มีพระภาคโปรดทรงแสดงธรรมแก่ข้าพระองค์ ขอพระสุคตโปรดทรง
			<remark  id="s2b25c58l26" />แสดงธรรมที่จะพึงเป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุข แก่ข้าพระองค์ตลอดกาลนานเถิด ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b25c59" >
		<para id="s2b25c59p">
			<remark  id="s2b25c59l1" />	แม้ครั้งที่ ๒...แม้ครั้งที่ ๓ พาหิยทารุจีริยะก็ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่าข้าแต่พระองค์
			<remark  id="s2b25c59l2" />ผู้เจริญ ก็ความเป็นไปแห่งอันตรายแก่ชีวิตของพระผู้มีพระภาคก็ดีความเป็นไปแห่งอันตรายแก่
			<remark  id="s2b25c59l3" />ชีวิตของข้าพระองค์ก็ดี รู้ได้ยากแล ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคโปรดทรงแสดง
			<remark  id="s2b25c59l4" />ธรรมแก่ข้าพระองค์ ขอพระสุคตโปรดทรงแสดงธรรมเพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุข แก่
			<remark  id="s2b25c59l5" />ข้าพระองค์สิ้นกาลนานเถิด ฯ
			<remark  id="s2b25c59l6" />	พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรพาหิยะ เพราะเหตุนั้นแล ท่านพึงศึกษาอย่างนี้ว่า เมื่อ
			<remark  id="s2b25c59l7" />เห็น จักเป็นสักว่าเห็น เมื่อฟังจักเป็นสักว่าฟัง เมื่อทราบจักเป็นสักว่าทราบ เมื่อรู้แจ้งจักเป็น
			<remark  id="s2b25c59l8" />สักว่ารู้แจ้ง ดูกรพาหิยะ ท่านพึงศึกษาอย่างนี้แล ดูกรพาหิยะ ในกาลใดแล เมื่อท่านเห็นจัก
			<remark  id="s2b25c59l9" />เป็นสักว่าเห็น เมื่อฟังจักเป็นสักว่าฟัง เมื่อทราบจักเป็นสักว่าทราบ เมื่อรู้แจ้งจักเป็นสักว่ารู้แจ้ง
			<remark  id="s2b25c59l10" />ในกาลนั้น ท่านย่อมไม่มีในกาลใด ท่านไม่มี ในกาลนั้น ท่านย่อมไม่มีในโลกนี้ ย่อมไม่มี
			<remark  id="s2b25c59l11" />ในโลกหน้าย่อมไม่มีในระหว่างโลกทั้งสอง นี้แลเป็นที่สุดแห่งทุกข์ ฯ
			<remark  id="s2b25c59l12" />	ลำดับนั้นแล จิตของพาหิยทารุจีริยะ กุลบุตรหลุดพ้นแล้วจากอาสวะทั้งหลายเพราะไม่
			<remark  id="s2b25c59l13" />ถือมั่นในขณะนั้นเอง ด้วยพระธรรมเทศนาโดยย่อนี้ของพระผู้มีพระภาค ลำดับนั้นแล พระผู้มี
			<remark  id="s2b25c59l14" />พระภาคตรัสสอนพาหิยทารุจีริยะกุลบุตรด้วยพระโอวาทโดยย่อนี้แล้ว เสด็จหลีกไป ฯ
			<remark  id="s2b25c59l15" />	[๕๐] ครั้งนั้นแล เมื่อพระผู้มีพระภาคเสด็จหลีกไปแล้วไม่นาน แม่โคลูกอ่อนขวิด
			<remark  id="s2b25c59l16" />พาหิยทารุจีริยะให้ล้มลงปลงเสียจากชีวิต ครั้นพระผู้มีพระภาคเสด็จเที่ยวบิณฑบาตในพระนคร
			<remark  id="s2b25c59l17" />สาวัตถีเสด็จกลับจากบิณฑบาตในเวลาปัจฉาภัต เสด็จออกจากพระนครพร้อมกับภิกษุเป็นอันมาก 
			<remark  id="s2b25c59l18" />ได้ทอดพระเนตรเห็นพาหิยทารุจีริยะทำกาละแล้ว จึงตรัสกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
			<remark  id="s2b25c59l19" />ท่านทั้งหลายจงช่วยกันจับสรีระของพาหิยทารุจีริยะยกขึ้นสู่เตียงแล้ว จงนำไปเผาเสีย แล้วจงทำ
			<remark  id="s2b25c59l20" />สถูปไว้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย พาหิยทารุจีริยะประพฤติธรรมอันประเสริฐเสมอกับท่านทั้งหลาย 
			<remark  id="s2b25c59l21" />ทำกาละแล้ว ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระผู้มีพระภาคแล้ว ช่วยกันยกสรีระของพระพาหิยทารุจีริยะ
			<remark  id="s2b25c59l22" />ขึ้นสู่เตียง แล้วนำไปเผา และทำสถูปไว้แล้วเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ได้นั่งอยู่ 
			<remark  id="s2b25c59l23" />ณ ที่ควรข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ สรีระของพาหิย
			<remark  id="s2b25c59l24" />ทารุจีริยะข้าพระองค์ทั้งหลายเผาแล้ว และสถูปของพาหิยทารุจีริยะนั้น ข้าพระองค์ทั้งหลายทำไว้
			<remark  id="s2b25c59l25" />แล้วคติของพาหิยทารุจีริยะนั้นเป็นอย่างไร ภพเบื้องหน้าของเขาเป็นอย่างไร ฯ
			<remark  id="s2b25c59l26" />	พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย พาหิยทารุจีริยะเป็นบัณฑิตปฏิบัติธรรมสมควร
			<remark  id="s2b25c59l27" />แก่ธรรม ทั้งไม่ทำเราให้ลำบาก เพราะเหตุแห่งการแสดงธรรมดูกรภิกษุทั้งหลาย พาหิยทารุจีริยะ
			<remark  id="s2b25c59l28" />ปรินิพพานแล้ว ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b25c60" >
		<para id="s2b25c60p">
			<remark  id="s2b25c60l1" />ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคทรงทราบเนื้อความนี้แล้ว ได้ทรงเปล่งอุทานนี้ในเวลานั้นว่า
			<remark  id="s2b25c60l2" />	ดิน น้ำ ไฟ และลม ย่อมไม่หยั่งลงในนิพพานธาตุใดในนิพพานธาตุ
			<remark  id="s2b25c60l3" />	นั้น ดาวทั้งหลายย่อมไม่สว่าง พระอาทิตย์ย่อมไม่ปรากฏ พระจันทร์
			<remark  id="s2b25c60l4" />	ย่อมไม่สว่าง ความมืดย่อมไม่มีก็เมื่อใดพราหมณ์ชื่อว่าเป็นมุนีเพราะรู้ 
			<remark  id="s2b25c60l5" />	(สัจจะ ๔) รู้แล้วด้วยตน เมื่อนั้น พราหมณ์ย่อมหลุดพ้นจากรูปและ
			<remark  id="s2b25c60l6" />	อรูปจากสุขและทุกข์ ฯ
			<remark  id="s2b25c60l7" />	จบสูตรที่ ๑๐
			<remark  id="s2b25c60l8" />	จบโพธิวรรคที่ ๑
			<remark  id="s2b25c60l9" />	__________
			<remark  id="s2b25c60l10" />	รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
			<remark  id="s2b25c60l11" />	๑. โพธิสูตรที่ ๑ 			๒. โพธิสูตรที่ ๒ 
			<remark  id="s2b25c60l12" />	๓. โพธิสูตรที่ ๓ 			๔. อชปาลนิโครธสูตร 
			<remark  id="s2b25c60l13" />	๕. เถรสูตร 				๖. มหากัสสปสูตร 
			<remark  id="s2b25c60l14" />	๗. ปาวาสูตร 			๘. สังคามชิสูตร
			<remark  id="s2b25c60l15" />	๙. ชฎิลสูตร 				๑๐. พาหิยสูตร ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b25c61" >
		<para id="s2b25c61p">
			<remark  id="s2b25c61l1" />	อุทาน มุจจลินทวรรคที่ ๒
			<remark  id="s2b25c61l2" />	๑. มุจจลินทสูตร
			<remark  id="s2b25c61l3" />	[๕๑] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้
			<remark  id="s2b25c61l4" />	สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคตรัสรู้ใหม่ๆ ประทับอยู่ที่ควงไม้มุจลินท์ใกล้ฝั่งแม่น้ำ
			<remark  id="s2b25c61l5" />เนรัญชรา ตำบลอุรุเวลา ก็สมัยนั้นแล พระผู้มีพระภาคประทับนั่งเสวยวิมุติสุขด้วยบัลลังก์อัน
			<remark  id="s2b25c61l6" />เดียวตลอด ๗ วัน สมัยนั้น อกาลเมฆใหญ่บังเกิดขึ้นแล้ว ฝนตกพรำตลอด ๗ วัน มีลมหนาว
			<remark  id="s2b25c61l7" />ประทุษร้าย ครั้งนั้นแล พระยามุจลินทนาคราชออกจากที่อยู่ของตน มาวงรอบพระกายของพระผู้มี
			<remark  id="s2b25c61l8" />พระภาคด้วยขนดหาง๗ รอบ แผ่พังพานใหญ่เบื้องบนพระเศียรด้วยตั้งใจว่า ความหนาวอย่าได้
			<remark  id="s2b25c61l9" />เบียดเบียนพระผู้มีพระภาค ความร้อนอย่าได้เบียดเบียนพระผู้มีพระภาค สัมผัสแห่งเหลือบ ยุง
			<remark  id="s2b25c61l10" />ลม แดด และสัตว์เลื้อยคลานอย่าได้เบียดเบียนพระผู้มีพระภาคครั้นพอล่วงสัปดาห์นั้นไป 
			<remark  id="s2b25c61l11" />พระผู้มีพระภาคเสด็จออกจากสมาธินั้น ครั้งนั้นพระยามุจลินทนาคราชทราบว่าอากาศโปร่ง ปราศ
			<remark  id="s2b25c61l12" />จากเมฆแล้วจึงคลายขนดหางจากพระกายพระผู้มีพระภาค นิมิตเพศของตนยืนอยู่เฉพาะพระพักตร์
			<remark  id="s2b25c61l13" />พระผู้มีพระภาคประนมอัญชลีนมัสการพระผู้มีพระภาคอยู่ ฯ
			<remark  id="s2b25c61l14" />ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคทรงทราบเนื้อความนี้แล้ว ทรงเปล่งอุทานนี้ในเวลานั้นว่า
			<remark  id="s2b25c61l15" />	วิเวกเป็นสุขของผู้ยินดี มีธรรมอันสดับแล้ว พิจารณาเห็นอยู่ความไม่
			<remark  id="s2b25c61l16" />	เบียดเบียน คือ ความสำรวมในสัตว์ทั้งหลาย เป็นสุขในโลก ความ
			<remark  id="s2b25c61l17" />	เป็นผู้มีราคะไปปราศแล้ว คือ ความก้าวล่วงซึ่งกามทั้งหลายเสียได้ เป็น
			<remark  id="s2b25c61l18" />	สุขในโลก ความนำซึ่งอัสมิมานะเสียได้ นี้แลเป็นสุขอย่างยิ่ง ฯ
			<remark  id="s2b25c61l19" />	 จบสูตรที่ ๑
			<remark  id="s2b25c61l20" />	๒. ราชสูตร
			<remark  id="s2b25c61l21" />	[๕๒] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้
			<remark  id="s2b25c61l22" />	สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณ
			<remark  id="s2b25c61l23" />ฑิกเศรษฐี ใกล้พระนครสาวัตถี ก็สมัยนั้นแล เมื่อภิกษุมากด้วยกันกลับจากบิณฑบาตภายหลัง
			<remark  id="s2b25c61l24" />ภัตแล้ว นั่งประชุมกันในศาลาเป็นที่บำรุง เกิดสนทนาขึ้นในระหว่างว่า ดูกรอาวุโสทั้งหลาย 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b25c62" >
		<para id="s2b25c62p">
			<remark  id="s2b25c62l1" />บรรดาพระราชาสองพระองค์นี้ คือพระเจ้าแผ่นดินมคธจอมทัพพระนามว่าพิมพิสารก็ดี พระเจ้า
			<remark  id="s2b25c62l2" />ปเสนทิโกศลก็ดี องค์ไหนหนอแลมีพระราชทรัพย์มากกว่ากัน มีโภคสมบัติมากกว่ากัน มีท้อง
			<remark  id="s2b25c62l3" />พระคลังมากกว่ากัน มีแว่นแคว้นมากกว่ากัน มีพาหนะมากกว่ากัน มีกำลังมากกว่ากันหรือมี
			<remark  id="s2b25c62l4" />อานุภาพมากกว่ากัน การสนทนาในระหว่างของภิกษุเหล่านั้นค้างเพียงนี้ครั้งนั้นแล เวลาเย็น 
			<remark  id="s2b25c62l5" />พระผู้มีพระภาคเสด็จออกจากที่หลีกเร้นเสด็จเข้าไปยังศาลาเป็นที่บำรุง ประทับนั่งบนอาสนะที่
			<remark  id="s2b25c62l6" />บุคคลปูลาดไว้ ครั้นแล้วตรัสถามภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ เธอทั้งหลายนั่ง
			<remark  id="s2b25c62l7" />ประชุมสนทนากันด้วยเรื่องอะไรหนอการสนทนา ในระหว่างของเธอทั้งหลายที่ยังค้างอยู่เป็น
			<remark  id="s2b25c62l8" />อย่างไร ภิกษุเหล่านั้นกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอประทานพระวโรกาส เมื่อ
			<remark  id="s2b25c62l9" />ข้าพระองค์ทั้งหลายกลับจากบิณฑบาตภายหลังภัตแล้ว นั่งประชุมกันในศาลาเป็นที่บำรุง เกิด
			<remark  id="s2b25c62l10" />สนทนากันขึ้นในระหว่างว่า ดูกรอาวุโสทั้งหลาย บรรดาพระราชาสองพระองค์นี้คือ พระเจ้า
			<remark  id="s2b25c62l11" />แผ่นดินมคธจอมทัพพระนามว่าพิมพิสารก็ดี พระเจ้าปเสนทิโกศลก็ดีองค์ไหนหนอแลมีพระ
			<remark  id="s2b25c62l12" />ราชทรัพย์มากกว่ากัน มีโภคสมบัติมากกว่ากัน มีท้องพระคลังมากกว่ากัน มีแว่นแคว้นมากกว่า
			<remark  id="s2b25c62l13" />กัน มีพาหนะมากกว่ากัน มีกำลังมากกว่ากัน มีฤทธิ์มากกว่ากัน หรือมีอานุภาพมากกว่ากัน 
			<remark  id="s2b25c62l14" />ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญการสนทนาในระวางของข้าพระองค์ทั้งหลายนี้แล ค้างอยู่เพียงนี้ ก็พอ
			<remark  id="s2b25c62l15" />พระผู้มีพระภาคเสด็จมาถึง พระเจ้าข้า พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย การที่เธอ
			<remark  id="s2b25c62l16" />ทั้งหลายพึงกล่าวถ้อยคำเห็นปานนี้นั้น ไม่สมควรแก่เธอทั้งหลายผู้เป็นกุลบุตรออกบวชเป็น
			<remark  id="s2b25c62l17" />บรรพชิตด้วยศรัทธาเลย ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายประชุมกันแล้ว ควรทำเหตุสองประการ
			<remark  id="s2b25c62l18" />คือ ธรรมีกถาหรือดุษณีภาพอันเป็นของพระอริยะ ฯ
			<remark  id="s2b25c62l19" />	ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคทรงทราบเนื้อความนี้แล้ว ได้ทรงเปล่งอุทานนี้ในเวลา
			<remark  id="s2b25c62l20" />นั้นว่า
			<remark  id="s2b25c62l21" />	กามสุขในโลกและทิพยสุข ย่อมไม่ถึงเสี้ยวที่ ๑๖ [ที่จำแนกออก ๑๖ หน] 
			<remark  id="s2b25c62l22" />	แห่งสุขคือความสิ้นตัณหา ฯ
			<remark  id="s2b25c62l23" />	 จบสูตรที่ ๒
			<remark  id="s2b25c62l24" />	๓. ทัณฑสูตร
			<remark  id="s2b25c62l25" />	[๕๓] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้
			<remark  id="s2b25c62l26" />	สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิก
			<remark  id="s2b25c62l27" />เศรษฐี ใกล้พระนครสาวัตถี ก็สมัยนั้นแล เด็กมากด้วยกันเอาท่อนไม้ตีงูอยู่ในระหว่างพระนคร
		</para>
	</section>
	<section id="s2b25c63" >
		<para id="s2b25c63p">
			<remark  id="s2b25c63l1" />สาวัตถีและพระวิหารเชตวัน ครั้งนั้นเป็นเวลาเช้าพระผู้มีพระภาคทรงอันตรวาสก ทรงถือบาตร
			<remark  id="s2b25c63l2" />และจีวรเสด็จเข้าไปบิณฑบาตยังพระนครสาวัตถี ได้ทอดพระเนตรเห็นเด็กเหล่านั้นเอาท่อนไม้
			<remark  id="s2b25c63l3" />ตีงูอยู่ในระหว่างพระนครสาวัตถีและพระวิหารเชตวัน ฯ
			<remark  id="s2b25c63l4" />ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคทรงทราบเนื้อความนี้แล้ว ได้ทรงเปล่งอุทานนี้ในเวลานั้นว่า
			<remark  id="s2b25c63l5" />	ผู้ใดแสวงหาความสุขเพื่อตน ย่อมเบียดเบียนสัตว์ทั้งหลายผู้ใคร่ความ
			<remark  id="s2b25c63l6" />	สุขด้วยท่อนไม้ ผู้นั้นย่อมไม่ได้ความสุขในโลกหน้า ผู้ใดแสวงหาความ
			<remark  id="s2b25c63l7" />	สุขเพื่อตน ย่อมไม่เบียดเบียนสัตว์ทั้งหลายผู้ใคร่ความสุขด้วยท่อนไม้ 
			<remark  id="s2b25c63l8" />	ผู้นั้นย่อมได้ความสุขในโลกหน้า ฯ
			<remark  id="s2b25c63l9" />	 จบสูตรที่ ๓
			<remark  id="s2b25c63l10" />	๔. สักการสูตร
			<remark  id="s2b25c63l11" />	[๕๔] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้
			<remark  id="s2b25c63l12" />	สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวันอารามของท่านอนาถบิณฑิก
			<remark  id="s2b25c63l13" />เศรษฐี ใกล้พระนครสาวัตถี ก็สมัยนั้นแล พระผู้มีพระภาคเป็นผู้อันมหาชนสักการะ เคารพ 
			<remark  id="s2b25c63l14" />นับถือ บูชา ยำเกรง ทรงได้จีวร บิณฑบาตเสนาสนะและคิลานปัจจัยเภสัชบริขาร แม้
			<remark  id="s2b25c63l15" />ภิกษุสงฆ์ก็เป็นผู้อันมหาชนสักการะเคารพ นับถือ บูชา ยำเกรง ได้จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ
			<remark  id="s2b25c63l16" />และคิลานปัจจัยเภสัชบริขาร ส่วนพวกอัญญเดียรถีย์ปริพาชก เป็นผู้อันมหาชนไม่สักการะ
			<remark  id="s2b25c63l17" />ไม่เคารพ ไม่นับถือ ไม่บูชา ไม่ยำเกรง ไม่ได้จีวร บิณฑบาต เสนาสนะและคิลานปัจจัย
			<remark  id="s2b25c63l18" />เภสัชบริขาร ครั้งนั้นแล พวกอัญญเดียรถีย์ปริพาชก อดกลั้นสักการะของพระผู้มีพระภาคและ
			<remark  id="s2b25c63l19" />ของภิกษุสงฆ์ไม่ได้ เห็นภิกษุทั้งหลายในบ้านและในป่าแล้ว ย่อมด่า ปริภาษ กริ้วกราด 
			<remark  id="s2b25c63l20" />เบียดเบียน ด้วยวาจาหยาบคายไม่ใช่ของสัตบุรุษ ครั้งนั้นแล ภิกษุมากด้วยกันเข้าไปเฝ้า
			<remark  id="s2b25c63l21" />พระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคมแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้กราบทูล
			<remark  id="s2b25c63l22" />พระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ บัดนี้พระผู้มีพระภาคเป็นผู้อันมหาชนสักการะเคารพ
			<remark  id="s2b25c63l23" />นับถือ บูชา ยำเกรง ทรงได้จีวร บิณฑบาต เสนาสนะและคิลานปัจจัยเภสัชบริขาร แม้
			<remark  id="s2b25c63l24" />ภิกษุสงฆ์ก็เป็นผู้อันมหาชนสักการะ เคารพ นับถือบูชา ยำเกรง ได้จีวร บิณฑบาต 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b25c64" >
		<para id="s2b25c64p">
			<remark  id="s2b25c64l1" />เสนาสนะและคิลานปัจจัยเภสัชบริขารส่วนพวกอัญญเดียรถีย์ปริพาชก เป็นผู้อันมหาชน
			<remark  id="s2b25c64l2" />ไม่สักการะ ไม่เคารพไม่นับถือ ไม่บูชา ไม่ยำเกรง ไม่ได้จีวร บิณฑบาต เสนาสนะและ
			<remark  id="s2b25c64l3" />คิลานปัจจัยเภสัชบริขาร ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พวกอัญญเดียรถีย์ปริพาชกเหล่านั้นอดกลั้น
			<remark  id="s2b25c64l4" />สักการะ ของพระผู้มีพระภาคและของภิกษุสงฆ์ไม่ได้ เห็นภิกษุสงฆ์ในบ้านและในป่าแล้ว ย่อม
			<remark  id="s2b25c64l5" />ด่า บริภาษ กริ้วกราด เบียดเบียน ด้วยวาจาหยาบคายไม่ใช่ของสัตบุรุษ ฯ
			<remark  id="s2b25c64l6" />	ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคทรงทราบเนื้อความนี้แล้ว ได้ทรงเปล่งอุทานนี้ในเวลานั้นว่า
			<remark  id="s2b25c64l7" />	ท่านทั้งหลาย ผู้อันสุขและทุกข์ถูกต้องแล้วในบ้าน ในป่าไม่ตั้งสุข
			<remark  id="s2b25c64l8" />	และทุกข์นั้นจากตน ไม่ตั้งสุขและทุกข์นั้นจากผู้อื่นผัสสะทั้งหลายย่อม
			<remark  id="s2b25c64l9" />	ถูกต้องเพราะอาศัยอุปธิ ผัสสะทั้งหลายพึงถูกต้องนิพพานอันไม่มีอุปธิ
			<remark  id="s2b25c64l10" />	เพราะเหตุไร ฯ
			<remark  id="s2b25c64l11" />	 จบสูตรที่ ๔
			<remark  id="s2b25c64l12" />	๕. อุปาสกสูตร
			<remark  id="s2b25c64l13" />	[๕๕] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้
			<remark  id="s2b25c64l14" />	สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวันอารามของท่านอนาถ
			<remark  id="s2b25c64l15" />บิณฑิกเศรษฐี ใกล้พระนครสาวัตถี ก็สมัยนั้นแล อุบาสกชาวบ้านอิจฉานังคละคนหนึ่ง เดิน
			<remark  id="s2b25c64l16" />ทางมาถึงพระนครสาวัตถีโดยลำดับ ด้วยกรณียกิจบางอย่าง ครั้งนั้นแล อุบาสกนั้นยังกรณียกิจ
			<remark  id="s2b25c64l17" />นั้นให้สำเร็จในพระนครสาวัตถีแล้วเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคมแล้วนั่ง 
			<remark  id="s2b25c64l18" />ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งพระผู้มีพระภาคได้ตรัสกะอุบาสกนั้นว่า ดูกรอุบาสก ท่านกระทำปริยายนี้
			<remark  id="s2b25c64l19" />เพื่อมา ณ ที่นี้โดยกาลนานแล อุบาสกนั้นกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ประสงค์
			<remark  id="s2b25c64l20" />จะเฝ้าเยี่ยมพระผู้มีพระภาคแต่กาลนาน แต่ว่าข้าพระองค์ขวนขวายด้วยกิจที่ต้องทำบางอย่าง จึงไม่
			<remark  id="s2b25c64l21" />สามารถจะเข้ามาเฝ้าพระผู้มีพระภาคได้
			<remark  id="s2b25c64l22" />	ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคทรงทราบเนื้อความนี้แล้ว ได้ทรงเปล่งอุทานนี้ในเวลานั้นว่า
		</para>
	</section>
	<section id="s2b25c65" >
		<para id="s2b25c65p">
			<remark  id="s2b25c65l1" />	กิเลสเครื่องกังวลย่อมไม่มีแก่ผู้ใด ความสุขย่อมมีแก่ผู้นั้นหนอ ผู้มีธรรม
			<remark  id="s2b25c65l2" />	อันนับได้แล้วเป็นพหูสูต ท่านจงดูบุคคลผู้มีกิเลสเครื่องกังวลเดือดร้อน
			<remark  id="s2b25c65l3" />	อยู่ ชนผู้ปฏิพัทธ์ในชนย่อมเดือดร้อน ฯ
			<remark  id="s2b25c65l4" />	 จบสูตรที่ ๕
			<remark  id="s2b25c65l5" />	๖. คัพภินีสูตร
			<remark  id="s2b25c65l6" />	[๕๖] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้
			<remark  id="s2b25c65l7" />	สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวันอารามของท่านอนาถบิณฑิก
			<remark  id="s2b25c65l8" />เศรษฐี ใกล้พระนครสาวัตถี ก็สมัยนั้นแล นางมาณวิกาสาวภรรยาของปริพาชกคนหนึ่ง มีครรภ์
			<remark  id="s2b25c65l9" />ใกล้เวลาคลอดแล้ว ครั้งนั้นแล นางปริพาชิกานั้นได้กล่าวปริพาชกว่า ท่านพราหมณ์ ท่านจง
			<remark  id="s2b25c65l10" />ไปนำน้ำมันซึ่งจักเป็นอุปการะสำหรับดิฉันผู้คลอดแล้วมาเถิด เมื่อนางปริพาชิกากล่าวอย่างนี้แล้ว 
			<remark  id="s2b25c65l11" />ปริพาชกนั้นได้กล่าวกะนางปริพาชิกาว่า ฉันจะนำน้ำมันมาให้นางผู้เจริญแต่ที่ไหนเล่า แม้ครั้งที่ ๒
			<remark  id="s2b25c65l12" />... แม้ครั้งที่ ๓ นางปริพาชิกานั้นก็ได้กล่าวกะปริพาชกนั้นว่า ท่านพราหมณ์ท่านจงไปนำน้ำมัน
			<remark  id="s2b25c65l13" />ซึ่งจักเป็นอุปการะสำหรับดิฉันผู้คลอดแล้วมาเถิด
			<remark  id="s2b25c65l14" />	[๕๗] ก็สมัยนั้นแล ราชบุรุษได้ให้เนยใสบ้าง น้ำมันบ้างในพระคลังของพระเจ้า
			<remark  id="s2b25c65l15" />ปเสนทิโกศล แก่สมณะบ้าง พราหมณ์บ้างเพื่อดื่มพอความต้องการไม่ให้เพื่อนำไป ครั้งนั้นแล 
			<remark  id="s2b25c65l16" />ปริพาชกนั้นดำริว่า ก็ราชบุรุษให้เนยใสบ้าง น้ำมันบ้าง ในพระคลังของพระเจ้าปเสนทิโกศล 
			<remark  id="s2b25c65l17" />แก่สมณะบ้าง พราหมณ์บ้าง เพื่อดื่มพอความต้องการ ไม่ให้เพื่อนำไป ไฉนหนอ เราพึงไปยัง
			<remark  id="s2b25c65l18" />พระคลังของพระเจ้าปเสนทิโกศล ดื่มน้ำมันพอความต้องการแล้ว กลับมาเรือน สำรอกน้ำมัน
			<remark  id="s2b25c65l19" />ซึ่งจักเป็นอุปการะแก่นางปริพาชิกาผู้คลอดนี้เถิด ครั้งนั้นแล ปริพาชกนั้นไปยังพระคลังของ
			<remark  id="s2b25c65l20" />พระเจ้าปเสนทิโกศล ดื่มน้ำมันพอความต้องการแล้ว กลับมาเรือนไม่สามารถ เพื่อจะไว้เบื้องต่ำ
			<remark  id="s2b25c65l21" />[ด้วยอำนาจการถ่ายท้อง] ปริพาชกนั้นอันทุกข์เวทนาอันกล้าเผ็ดร้อนถูกต้องแล้ว ย่อมหมุนมา
			<remark  id="s2b25c65l22" />และหมุนไปโดยรอบ ครั้งนั้นเป็นเวลาเช้า พระผู้มีพระภาคทรงผ้าอันตรวาสกทรงถือบาตรและ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b25c66" >
		<para id="s2b25c66p">
			<remark  id="s2b25c66l1" />จีวร เสด็จเข้าไปบิณฑบาตยังพระนครสาวัตถี ได้ทอดพระเนตรเห็นปริพาชกนั้น ผู้อันทุกข์
			<remark  id="s2b25c66l2" />เวทนาอันกล้าเผ็ดร้อนถูกต้องแล้ว หมุนมาหมุนไปอยู่โดยรอบ ฯ
			<remark  id="s2b25c66l3" />ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคทรงทราบเนื้อความนี้แล้ว ได้ทรงเปล่งอุทานนี้ในเวลานั้นว่า
			<remark  id="s2b25c66l4" />	ชนผู้ไม่มีกิเลสเครื่องกังวล มีความสุขหนอ ชนผู้ถึงเวท(คือ อริย
			<remark  id="s2b25c66l5" />	มรรคญาณ) เท่านั้น ชื่อว่าผู้ไม่มีกิเลสเครื่องกังวลท่านจงดูชนผู้มี
			<remark  id="s2b25c66l6" />	กิเลสเครื่องกังวลเดือดร้อนอยู่ ชนเป็นผู้มีจิตปฏิพัทธ์ในชนย่อมเดือด
			<remark  id="s2b25c66l7" />	ร้อน ฯ
			<remark  id="s2b25c66l8" />	 จบสูตรที่ ๖
			<remark  id="s2b25c66l9" />	๗. เอกปุตตสูตร
			<remark  id="s2b25c66l10" />	[๕๘] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้
			<remark  id="s2b25c66l11" />	สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวันอารามของท่านอนาถบิณฑิก
			<remark  id="s2b25c66l12" />เศรษฐี ใกล้พระนครสาวัตถี ก็สมัยนั้นแล บุตรคนเดียวของอุบาสกคนหนึ่ง เป็นที่รัก เป็น
			<remark  id="s2b25c66l13" />ที่พอใจ ทำกาละแล้ว ครั้งนั้นแล อุบาสกมากด้วยกันมีผ้าชุ่ม มีผมเปียกเข้าไปเฝ้าพระผู้มี
			<remark  id="s2b25c66l14" />พระภาคถึงที่ประทับในเวลาเที่ยง ถวายบังคมแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง พระผู้มีพระภาค
			<remark  id="s2b25c66l15" />ได้ตรัสถามอุบาสกเหล่านั้นว่าดูอุบาสกทั้งหลาย ท่านทั้งหลายมีผ้าชุ่ม มีผมเปียกเข้ามาใน
			<remark  id="s2b25c66l16" />ที่นี้ในเวลาเที่ยงเพราะเหตุไรหนอ เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสถามอย่างนี้แล้ว อุบาสกนั้นได้
			<remark  id="s2b25c66l17" />กราบทูลว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคบุตรคนเดียวของข้าพระองค์ ผู้เป็นที่รัก เป็นที่พอใจทำกาละ
			<remark  id="s2b25c66l18" />แล้วเพราะเหตุนั้น ข้าพระองค์ทั้งหลายจึงมีผ้าชุ่ม มีผมเปียก เข้ามาในที่นี้ในเวลาเที่ยง ฯ
			<remark  id="s2b25c66l19" />ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคทรงทราบเนื้อความนี้แล้ว ทรงเปล่งอุทานนี้ในเวลานั้นว่า
			<remark  id="s2b25c66l20" />	หมู่เทวดาและหมู่มนุษย์เป็นจำนวนมาก ยินดีแล้วด้วยความเพลิดเพลิน
			<remark  id="s2b25c66l21" />	ในรูปอันเป็นที่รัก ถึงความทุกข์ เสื่อมหมดแล้ว(จากสมบัติ) ย่อม
			<remark  id="s2b25c66l22" />	ไปสู่อำนาจแห่งมัจจุราช พระอริยบุคคลเหล่าใดแล ไม่ประมาททั้งกลาง
			<remark  id="s2b25c66l23" />	คืนและกลางวัน ย่อมละรูปอันเป็นที่รักเสียได้ พระอริยบุคคลเล่านั้น
		</para>
	</section>
	<section id="s2b25c67" >
		<para id="s2b25c67p">
			<remark  id="s2b25c67l1" />	แล ย่อมขุดขึ้นได้ซึ่งอามิสแห่งมัจจุราช อันเป็นมูลแห่งวัฏทุกข์ที่ล่วงได้
			<remark  id="s2b25c67l2" />	โดยยาก ฯ
			<remark  id="s2b25c67l3" />	 จบสูตรที่ ๗
			<remark  id="s2b25c67l4" />	๘. สุปปวาสาสูตร
			<remark  id="s2b25c67l5" />	[๕๙] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้
			<remark  id="s2b25c67l6" />	สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ ป่ากุณฑิฐานวัน ใกล้พระนครกุณฑิยา ก็สมัย
			<remark  id="s2b25c67l7" />นั้นแล พระนางสุปปวาสาพระธิดาของพระเจ้าโกลิยะทรงครรภ์อยู่ถึง ๗ ปี มีครรภ์หลงอยู่ถึง ๗
			<remark  id="s2b25c67l8" />วัน พระนางสุปปวาสานั้น ผู้อันทุกขเวทนากล้าเผ็ดร้อนถูกต้องแล้วทรงอดกลั้นได้ด้วยการตรึก
			<remark  id="s2b25c67l9" />๓ ข้อว่า พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้นตรัสรู้ด้วยพระองค์โดยชอบหนอ ย่อมทรงแสดงธรรมเพื่อ
			<remark  id="s2b25c67l10" />ละทุกข์เห็นปานนี้ พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ปฏิบัติดีแล้วหนอปฏิบัติเพื่อ
			<remark  id="s2b25c67l11" />ละทุกข์เห็นปานนี้ นิพพานซึ่งเป็นที่ไม่มีทุกข์เห็นปานนี้เป็นสุขดีหนอ ฯ
			<remark  id="s2b25c67l12" />	[๖๐] ครั้งนั้นแล พระนางสุปปวาสาโกลิยธิดาเชิญพระสวามีมาว่าเชิญมานี่เถิดพระลูก
			<remark  id="s2b25c67l13" />เจ้า ขอเชิญพระองค์เสด็จไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค ครั้นแล้ว ทรงถวายบังคมพระบาทของพระผู้มี
			<remark  id="s2b25c67l14" />พระภาค ด้วยเศียรเกล้าตามคำของหม่อมฉัน จงทูลถามถึงความเป็นผู้มีพระอาพาธน้อย พระโรค
			<remark  id="s2b25c67l15" />เบาบาง กะปรี้กะเปร่ามีพระกำลังความอยู่สำราญว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ นางสุปปวาสาโกลิย
			<remark  id="s2b25c67l16" />ธิดาถวายบังคมพระบาทของพระผู้มีพระภาคด้วยเศียรเกล้า และทูลถามความเป็นผู้มีพระอาพาธ
			<remark  id="s2b25c67l17" />น้อย พระโรคเบาบาง กะปรี้กะเปร่า มีพระกำลัง ความอยู่สำราญ อนึ่งขอพระองค์จงกราบทูล
			<remark  id="s2b25c67l18" />อย่างนี้ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ นางสุปปวาสาโกลิยธิดาทรงครรภ์ ๗ ปี มีครรภ์หลงอยู่ ๗ วัน 
			<remark  id="s2b25c67l19" />นางสุปปวาสานั้นอันทุกขเวทนากล้าเผ็ดร้อนถูกต้องแล้ว ย่อมอดกลั้นได้ด้วยการตรึก ๓ ข้อว่า
			<remark  id="s2b25c67l20" />พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้นตรัสรู้ด้วยพระองค์เองโดยชอบหนอ ย่อมทรงแสดงธรรมเพื่อละทุกข์
			<remark  id="s2b25c67l21" />เห็นปานนี้พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ปฏิบัติดีหนอ ปฏิบัติเพื่อละทุกข์เห็น
			<remark  id="s2b25c67l22" />ปานนี้ นิพพานซึ่งเป็นที่ไม่มีทุกข์เห็นปานนี้ เป็นสุขดีหนอ พระราชบุตรพระเจ้าโกลิยะนั้น 
			<remark  id="s2b25c67l23" />ทรงรับคำของพระนางสุปปวาสาโกลิยธิดาแล้วเสด็จเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวาย
			<remark  id="s2b25c67l24" />บังคมแล้วประทับนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งครั้นแล้ว ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่
		</para>
	</section>
	<section id="s2b25c68" >
		<para id="s2b25c68p">
			<remark  id="s2b25c68l1" />พระองค์ผู้เจริญ พระนางสุปปวาสาโกลิยธิดา ถวายบังคมพระบาทของพระผู้มีพระภาคด้วยเศียร
			<remark  id="s2b25c68l2" />เกล้า และตรัสถามถึงความเป็นผู้มีพระอาพาธน้อย พระโรคเบาบาง กะปรี้กะเปร่า ทรงพระ
			<remark  id="s2b25c68l3" />กำลัง ความอยู่สำราญ และรับสั่งอย่างนี้ว่า พระนางสุปปวาสาโกลิยธิดาทรงครรภ์อยู่ถึง ๗ ปี 
			<remark  id="s2b25c68l4" />มีครรภ์หลงอยู่ ๗ วัน พระนางสุปปวาสานั้นผู้อันทุกขเวทนากล้าเผ็ดร้อนถูกต้องแล้ว ย่อม
			<remark  id="s2b25c68l5" />อดกลั้นได้ด้วยการตรึก ๓ ข้อว่า พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ตรัสรู้ด้วยพระองค์เองโดยชอบหนอ 
			<remark  id="s2b25c68l6" />ย่อมทรงแสดงธรรมเพื่อละทุกข์เห็นปานนี้ พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ปฏิบัติ
			<remark  id="s2b25c68l7" />ดีหนอ ปฏิบัติเพื่อละทุกข์เห็นปานนี้ นิพพานซึ่งเป็นที่ไม่มีทุกข์เห็นปานนี้ เป็นสุขดีหนอ ฯ
			<remark  id="s2b25c68l8" />	พระผู้มีพระภาคตรัสว่า พระนางสุปปวาสาโกลิยธิดาจงเป็นผู้มีสุข หาโรคมิได้ คลอด
			<remark  id="s2b25c68l9" />บุตรหาโรคมิได้เถิด ก็แลพระนางสุปปวาสาโกลิยธิดาทรงมีสุขหาโรคมิได้ ประสูติพระโอรสผู้หา
			<remark  id="s2b25c68l10" />โรคมิได้ พร้อมกับพระดำรัสของพระผู้มีภาคพระราชบุตรของพระเจ้าโกลิยะนั้นทูลรับพระ
			<remark  id="s2b25c68l11" />ดำรัสแล้ว ทรงชื่นชมยินดีพระภาษิตของพระผู้มีพระภาค เสด็จลุกขึ้นจากอาสนะ ถวายบังคม
			<remark  id="s2b25c68l12" />กระทำประทักษิณแล้วเสด็จกลับไปสู่นิเวสน์ของตน ได้ทรงเห็นพระนางสุปปวาสาโกลิยธิดาทรง
			<remark  id="s2b25c68l13" />มีสุขหาโรคมิได้ ประสูติพระโอรสผู้หาโรคมิได้ ครั้นแล้วได้ทรงดำริว่า น่าอัศจรรย์จริงหนอไม่
			<remark  id="s2b25c68l14" />เคยมีมา พระตถาคตมีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมาก ก็แลพระนางสุปปวาสาโกลิยธิดานี้ทรงมีสุข 
			<remark  id="s2b25c68l15" />หาโรคมิได้ คงจักประสูติพระโอรสผู้หาโรคมิได้ พร้อมกับพระดำรัสของพระผู้มีพระภาค ได้เป็น
			<remark  id="s2b25c68l16" />ผู้ปลื้มใจ เบิกบาน มีปีติโสมนัส ฯ
			<remark  id="s2b25c68l17" />	[๖๑] ครั้งนั้นแล พระนางสุปปวาสาโกลิยธิดาทูลเชิญพระสวามีมาว่าข้าแต่พระลูกเจ้า 
			<remark  id="s2b25c68l18" />ขอเชิญพระองค์เสด็จมานี่เถิด เชิญพระองค์เสด็จไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค แล้วจงถวายบังคมพระผู้มี
			<remark  id="s2b25c68l19" />พระภาคด้วยเศียรเกล้าตามคำของหม่อมฉันว่าข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ นางสุปปวาสาโกลิยธิดา 
			<remark  id="s2b25c68l20" />ถวายบังคมพระบาทของพระผู้มีพระภาคด้วยเศียรเกล้า อนึ่ง ขอพระองค์จงทูลอย่างนี้ว่า ข้าแต่
			<remark  id="s2b25c68l21" />พระองค์ผู้เจริญนางสุปปวาสาโกลิยธิดาทรงครรภ์อยู่ถึง ๗ ปี มีครรภ์หลงถึง ๗ วัน บัดนี้ 
			<remark  id="s2b25c68l22" />พระนางมีสุข หาโรคมิได้ คลอดบุตรผู้หาโรคมิได้ นางนิมนต์ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข
			<remark  id="s2b25c68l23" />ด้วยภัตตาหารสิ้น ๗ วัน ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคกับภิกษุสงฆ์ จงทรงรับ
			<remark  id="s2b25c68l24" />ภัตตาหารของนางสุปปวาสาโกลิยธิดา ๗ วันเถิด พระราชบุตรของพระเจ้าโกลิยะนั้นทรงรับคำ
			<remark  id="s2b25c68l25" />พระนางสุปปวาสาโกลิยธิดาแล้ว เสร็จไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับถวายบังคมแล้ว ประทับ
			<remark  id="s2b25c68l26" />นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งครั้นแล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระนาง
		</para>
	</section>
	<section id="s2b25c69" >
		<para id="s2b25c69p">
			<remark  id="s2b25c69l1" />สุปปวาสาโกลิยธิดาถวายบังคมพระบาทของพระผู้มีพระภาคด้วยเศียรเกล้า อนึ่ง พระนางรับสั่ง
			<remark  id="s2b25c69l2" />มาอย่างนี้ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระนางสุปปวาสาโกลิยธิดาทรงครรภ์อยู่ถึง ๗ ปี มีครรภ์หลง
			<remark  id="s2b25c69l3" />ถึง ๗ วัน บัดนี้ พระนางทรงมีสุข หาโรคมิได้ประสูติพระโอรสผู้หาโรคมิได้ พระนางนิมนต์
			<remark  id="s2b25c69l4" />พระภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุขด้วยภัตตาหารสิ้น ๗ วัน ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระผู้
			<remark  id="s2b25c69l5" />มีพระภาคกับภิกษุสงฆ์โปรดทรงรับภัตตาหารของนางสุปปวาสาโกลิยธิดาสิ้น ๗ วันเถิด ฯ
			<remark  id="s2b25c69l6" />	[๖๒] ก็สมัยนั้นแล อุบาสกคนหนึ่งนิมนต์ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุขด้วยภัต
			<remark  id="s2b25c69l7" />เพื่อฉันในวันพรุ่ง ก็อุบาสกนั้นเป็นอุปัฏฐากของท่านพระมหาโมคคัลลานะ ครั้งนั้นแล พระผู้มี
			<remark  id="s2b25c69l8" />พระภาคตรัสเรียกท่านพระมหาโมคคัลลานะว่ามานี่แน่ะโมคคัลลานะ ท่านจงเข้าไปหาอุบาสกนั้น 
			<remark  id="s2b25c69l9" />ครั้นแล้วจงกล่าวกะอุบาสกนั้นอย่างนี้ว่า ท่านผู้มีอายุ พระนางสุปปวาสาโกลิยธิดาทรงครรภ์อยู่ถึง 
			<remark  id="s2b25c69l10" />๗ ปีมีครรภ์หลงถึง ๗ วัน บัดนี้ พระนางทรงมีสุข หาโรคมิได้ ประสูติพระโอรสผู้หาโรค
			<remark  id="s2b25c69l11" />มิได้ นิมนต์ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุขด้วยภัตตาหารสิ้น ๗ วันพระนางสุปปวาสาโกลิย
			<remark  id="s2b25c69l12" />ธิดาจงทำภัตตาหารสิ้น ๗ วันเถิด อุปัฏฐากของท่านนั้นจักทำภายหลัง ท่านพระมหาโมคคัลลานะ
			<remark  id="s2b25c69l13" />ทูลรับพระผู้มีพระภาคแล้ว เข้าไปหาอุบาสกนั้น ครั้นแล้วได้กล่าวกะอุบาสกนั้นว่า ดูกรท่านผู้มี
			<remark  id="s2b25c69l14" />อายุ พระนางสุปปวาสาโกลิยธิดา ทรงครรภ์อยู่ถึง ๗ ปี มีครรภ์หลงถึง ๗ วัน บัดนี้ พระนาง
			<remark  id="s2b25c69l15" />ทรงมีสุขหาโรคมิได้ ประสูติพระโอรสผู้หาโรคมิได้ นิมนต์ภิกษุสงฆ์มีพระพระพุทธเจ้าเป็นประมุข
			<remark  id="s2b25c69l16" />ด้วยภัตตาหารสิ้น ๗ วัน พระนางสุปปวาสาโกลิยธิดาจงทำภัตสิ้น๗ วัน ท่านจักทำในภายหลัง 
			<remark  id="s2b25c69l17" />อุบาสกนั้นกล่าวว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ถ้าว่าพระมหาโมคคัลลานะผู้เป็นเจ้าเป็นผู้ประกันธรรม ๓
			<remark  id="s2b25c69l18" />อย่าง คือ โภคสมบัติ ชีวิตและศรัทธา ของกระผมได้ไซร้ พระนางสุปปวาสาโกลิยธิดา
			<remark  id="s2b25c69l19" />จงทำภัตตาหารสิ้น๗ วันเถิด กระผมจักทำในภายหลัง ฯ
			<remark  id="s2b25c69l20" />	โม. ดูกรท่านผู้มีอายุ ฉันจะเป็นผู้ประกันธรรม ๒ อย่าง คือโภคสมบัติและชีวิต
			<remark  id="s2b25c69l21" />ของท่าน ส่วนท่านเองเป็นผู้ประกันศรัทธา ฯ
			<remark  id="s2b25c69l22" />	อุ. ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ถ้าว่าพระมหาโมคคัลลานะผู้เป็นเจ้าเป็นผู้ประกันธรรม ๒ อย่าง 
			<remark  id="s2b25c69l23" />คือ โภคสมบัติและชีวิตได้ไซร้ พระนางสุปปวาสาโกลิยธิดาจงทำภัตตาหารสิ้น ๗ วันเถิด กระผม
			<remark  id="s2b25c69l24" />จักทำในภายหลัง ฯ
			<remark  id="s2b25c69l25" />	ครั้งนั้นแล ท่านพระมหาโมคคัลลานะ ยังอุบาสกนั้นให้ยินยอมแล้วเข้าไปเฝ้าพระผู้มี
			<remark  id="s2b25c69l26" />พระภาคถึงที่ประทับ ครั้นแล้วได้กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ให้อุบาสกนั้น
		</para>
	</section>
	<section id="s2b25c70" >
		<para id="s2b25c70p">
			<remark  id="s2b25c70l1" />ยินยอมแล้ว พระนางสุปปวาสาโกลิยธิดาจงทรงทำภัตตาหารตลอด ๗ วัน อุบาสกนั้นจะทำใน
			<remark  id="s2b25c70l2" />ภายหลัง พระเจ้าข้า ฯ
			<remark  id="s2b25c70l3" />	ครั้งนั้นแล พระนางสุปปวาสาโกลิยธิดา ทรงอังคาสภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข 
			<remark  id="s2b25c70l4" />ด้วยขาทนียโภชนียาหารอันประณีตด้วยพระหัตถ์ของพระนาง สิ้น ๗ วัน ให้ทารกนั้นถวายบังคม
			<remark  id="s2b25c70l5" />พระผู้มีพระภาคและให้ไหว้ภิกษุสงฆ์แล้ว ลำดับนั้นแล ท่านพระสารีบุตรได้ถามทารกนั้นว่า 
			<remark  id="s2b25c70l6" />พ่อหนู เธอสบายดีหรือพอเป็นไปหรอก หรือทุกข์อะไรๆ ไม่มีหรือ ทารกนั้นตอบว่า ข้าแต่
			<remark  id="s2b25c70l7" />พระสารีบุตรผู้เจริญ กระผมจักสบายแต่ไหนได้ พอเป็นไปแต่ไหน กระผมอยู่ในท้องเปื้อนด้วย
			<remark  id="s2b25c70l8" />โลหิตถึง ๗ ปี ลำดับนั้นแล พระนางสุปปวาสาโกลิยธิดา ทรงมีพระทัยชื่นชมเบิกบานเกิดปีติ
			<remark  id="s2b25c70l9" />โสมนัสว่า บุตรของเราได้สนทนากับพระธรรมเสนาบดี ฯ
			<remark  id="s2b25c70l10" />	ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคทรงทราบว่า พระนางสุปปวาสาโกลิยธิดาทรงมีพระทัย
			<remark  id="s2b25c70l11" />ชื่นชม เบิกบานเกิดปีติโสมนัสแล้ว จึงตรัสถามพระนางสุปปวาสาโกลิยธิดาว่า ดูกรพระนาง 
			<remark  id="s2b25c70l12" />พึงปรารถนาพระโอรสเห็นปานนี้แม้อื่นหรือ พระนางสุปปวาสากราบทูลว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาค
			<remark  id="s2b25c70l13" />ผู้เจริญ หม่อมฉันพึงปรารถนาบุตรเห็นปานนี้แม้อื่นอีก ๗ คนเจ้าค่ะ ฯ
			<remark  id="s2b25c70l14" />ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคทรงทราบเนื้อความนี้แล้ว ทรงเปล่งอุทานนี้ในเวลานั้นว่า
			<remark  id="s2b25c70l15" />	ทุกข์อันไม่น่ายินดี ย่อมครอบงำคนผู้ประมาท โดยความเป็นของน่ายินดี 
			<remark  id="s2b25c70l16" />	ทุกข์อันไม่น่ารักย่อมครอบงำคนผู้ประมาทโดยความเป็นของน่ารัก ทุกข์
			<remark  id="s2b25c70l17" />	ย่อมครอบงำบุคคลผู้ประมาทโดยความเป็นสุข ฯ
			<remark  id="s2b25c70l18" />	 จบสูตรที่ ๘
			<remark  id="s2b25c70l19" />	๙. วิสาขาสูตร
			<remark  id="s2b25c70l20" />	[๖๓] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้
			<remark  id="s2b25c70l21" />	สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ บุพพารามปราสาทของวิสาขามิคารมารดา ใกล้
			<remark  id="s2b25c70l22" />พระนครสาวัตถี ก็สมัยนั้นแล ประโยชน์บางอย่างของนางวิสาขามิคารมารดา เนื่องในพระเจ้า
			<remark  id="s2b25c70l23" />ปเสนทิโกศล พระเจ้าปเสนทิโกศลไม่ทรงยังประโยชน์นั้นให้สำเร็จตามความประสงค์ ครั้งนั้น
			<remark  id="s2b25c70l24" />เป็นเวลาเที่ยง นางวิสาขามิคารมารดาเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคมแล้ว 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b25c71" >
		<para id="s2b25c71p">
			<remark  id="s2b25c71l1" />นั่งอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง พระผู้มีพระภาคตรัสถามนางวิสาขามิคารมารดาว่า ดูกรนางวิสาขา
			<remark  id="s2b25c71l2" />ท่านมาแต่ที่ไหนหนอในเวลาเที่ยง นางวิสาขามิคารมารดากราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอ
			<remark  id="s2b25c71l3" />ประทานพระวโรกาส ประโยชน์บางอย่างของหม่อมฉันเนื่องในพระเจ้าปเสนทิโกศล พระเจ้า
			<remark  id="s2b25c71l4" />ปเสนทิโกศลไม่ทรงยังประโยชน์นั้นให้สำเร็จตามความประสงค์ ฯ
			<remark  id="s2b25c71l5" />ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคทรงทราบเนื้อความนี้แล้ว ทรงเปล่งอุทานนี้ในเวลานั้นว่า
			<remark  id="s2b25c71l6" />	ประโยชน์ทั้งหมดอยู่ในอำนาจของผู้อื่น นำทุกข์มาให้ ความเป็นใหญ่ทั้ง
			<remark  id="s2b25c71l7" />	หมดนำสุขมาให้ เมื่อมีสาธารณประโยชน์ที่จะพึงให้สำเร็จ สัตว์ทั้งหลาย
			<remark  id="s2b25c71l8" />	ย่อมเดือดร้อน เพราะว่ากิเลสเครื่องประกอบสัตว์ทั้งหลาย ก้าวล่วงได้
			<remark  id="s2b25c71l9" />	โดยยาก ฯ
			<remark  id="s2b25c71l10" />	 จบสูตรที่ ๙
			<remark  id="s2b25c71l11" />	๑๐. กาฬิโคธาภัททิยสูตร
			<remark  id="s2b25c71l12" />	[๖๔] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้
			<remark  id="s2b25c71l13" />	สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่อนุปิยอัมพวัน ก็สมัยนั้นแลท่านพระภัททิยะ
			<remark  id="s2b25c71l14" />พระโอรสของพระราชาเทวีพระนามว่า กาฬิโคธา อยู่ในป่าก็ดีอยู่โคนไม้ก็ดี อยู่เรือนว่างก็ดี 
			<remark  id="s2b25c71l15" />ได้เปล่งอุทานเนืองๆ ว่า สุขหนอ สุขหนอภิกษุเป็นอันมากได้ฟังท่านพระภัททิยะพระโอรส
			<remark  id="s2b25c71l16" />ของพระราชเทวีกาฬิโคธาอยู่ในป่าก็ดี อยู่โคนไม้ก็ดี อยู่เรือนว่างก็ดี เปล่งอุทานเนืองๆ ว่า 
			<remark  id="s2b25c71l17" />สุขหนอ สุขหนอครั้นแล้วภิกษุเหล่านั้นได้พากันปริวิตกว่า ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ท่านพระ
			<remark  id="s2b25c71l18" />ภัททิยะพระโอรสของพระราชเทวีกาฬิโคธา ไม่ยินดีประพฤติพรหมจรรย์โดยไม่ต้องสงสัย ท่าน
			<remark  id="s2b25c71l19" />อยู่ป่าก็ดี อยู่โคนไม้ก็ดี อยู่เรือนว่างก็ดี คงหวลระลึกถึงความสุขในราชสมบัติเมื่อเป็นคฤหัสถ์
			<remark  id="s2b25c71l20" />ในกาลก่อน จึงได้เปล่งอุทานเนืองๆ ว่าสุขหนอ สุขหนอ ครั้งนั้นแล ภิกษุเป็นอันมากเข้า
			<remark  id="s2b25c71l21" />ไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคมแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้
			<remark  id="s2b25c71l22" />กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ท่านพระภัททิยะพระโอรสของพระราชเทวี
			<remark  id="s2b25c71l23" />กาฬิโคธา คงไม่ยินดีประพฤติพรหมจรรย์โดยไม่ต้องสงสัย ท่านอยู่ในป่าก็ดีอยู่โคนไม้ก็ดี อยู่
			<remark  id="s2b25c71l24" />เรือนว่างก็ดี คงหวลระลึกถึงความสุขในราชสมบัติ เมื่อเป็นคฤหัสถ์ในกาลก่อน จึงได้เปล่งอุทาน
			<remark  id="s2b25c71l25" />เนืองๆ ว่า สุขหนอ สุขหนอ ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b25c72" >
		<para id="s2b25c72p">
			<remark  id="s2b25c72l1" />	[๖๕] ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัสสั่งภิกษุรูปหนึ่งว่า ดูกรภิกษุเธอจงไปเรียก
			<remark  id="s2b25c72l2" />ภัททิยะภิกษุมาตามคำของเราว่า ภัททิยะผู้มีอายุ พระศาสดาตรัสสั่งให้หาท่าน ภิกษุนั้นทูลรับ
			<remark  id="s2b25c72l3" />พระผู้มีพระภาคแล้ว เข้าไปหาท่านพระภัททิยะพระโอรสของพระราชเทวีกาฬิโคธา ครั้นแล้วได้
			<remark  id="s2b25c72l4" />กล่าวกะท่านพระภัททิยะพระโอรสของพระราชเทวีกาฬิโคธาว่า ดูกรอาวุโสภัททิยะ พระศาสดา
			<remark  id="s2b25c72l5" />รับสั่งให้หาท่านท่านพระภัททิยะพระโอรสของพระราชเทวีกาฬิโคธา รับคำภิกษุนั้นแล้ว เข้าไป
			<remark  id="s2b25c72l6" />เฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคมแล้วนั่งอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งพระผู้มีพระภาค
			<remark  id="s2b25c72l7" />ได้ตรัสถามท่าน พระภัททิยะพระโอรสของพระราชเทวีกาฬิโคธาว่าดูกรภัททิยะ ได้ยินว่า ท่าน
			<remark  id="s2b25c72l8" />อยู่ในป่าก็ดี อยู่โคนไม้ก็ดี อยู่เรือนว่างก็ดีเปล่งอุทานเนืองๆ ว่า สุขหนอ สุขหนอ ดังนี้
			<remark  id="s2b25c72l9" />จริงหรือ ท่านพระภัททิยะทูลรับว่า จริงพระเจ้าข้า
			<remark  id="s2b25c72l10" />	พ. ดูกรภัททิยะ ท่านเห็นอำนาจประโยชน์อะไรเล่า อยู่ในป่าก็ดีอยู่โคนไม้ก็ดี อยู่
			<remark  id="s2b25c72l11" />เรือนว่างก็ดี จึงเปล่งอุทานเนืองๆ ว่า สุขหนอ สุขหนอ ฯ
			<remark  id="s2b25c72l12" />	ภ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อข้าพระองค์เป็นคฤหัสถ์ในกาลก่อนเสวยสุขในราช
			<remark  id="s2b25c72l13" />สมบัติอยู่ ได้มีการรักษาอันพวกราชบุรุษจัดแจงดีแล้ว ทั้งภายในพระราชวัง ทั้งภายนอกพระ
			<remark  id="s2b25c72l14" />ราชวัง ทั้งภายในพระนคร ทั้งภายนอกพระนครทั้งภายในชนบท ทั้งภายนอกชนบท ข้าแต่
			<remark  id="s2b25c72l15" />พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์นั้นแลเป็นผู้อันราชบุรุษรักษาแล้วคุ้มครองแล้วอย่างนี้ ยังเป็นผู้กลัว
			<remark  id="s2b25c72l16" />หวาดเสียวระแวง สะดุ้งอยู่ แต่บัดนี้ ข้าพระองค์ผู้เดียวอยู่ป่าก็ดี อยู่โคนไม้ก็ดี อยู่เรือน
			<remark  id="s2b25c72l17" />ว่างก็ดี ไม่กลัว ไม่หวาดเสียว ไม่ระแวง ไม่สะดุ้ง มีความขวนขวายน้อยมีขนตก เป็นไป
			<remark  id="s2b25c72l18" />อยู่ด้วยของที่ผู้อื่นให้ มีใจดุจเนื้ออยู่ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญข้าพระองค์เห็นอำนาจประโยชน์นี้แล 
			<remark  id="s2b25c72l19" />อยู่ในป่าก็ดี อยู่โคนไม้ก็ดี อยู่เรือนว่างก็ดี จึงได้เปล่งอุทานเนืองๆ ว่า สุขหนอ สุขหนอ ฯ
			<remark  id="s2b25c72l20" />ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคทรงทราบเนื้อความนี้แล้ว ได้ทรงเปล่งอุทานนี้ในเวลานั้นว่า
			<remark  id="s2b25c72l21" />	ความกำเริบ (ความโกรธ) ย่อมไม่มีภายในพระอริยบุคคลผู้ก้าวล่วง
			<remark  id="s2b25c72l22" />	ความเจริญและความเสื่อมมีประการอย่างนั้น เทวดาทั้งหลาย ย่อมไม่
			<remark  id="s2b25c72l23" />	สามารถเพื่อจะเห็นพระอริยบุคคลนั้นผู้ปราศจากภัย มีความสุข ไม่มี
			<remark  id="s2b25c72l24" />	ความโศก ฯ
			<remark  id="s2b25c72l25" />	จบสูตรที่ ๑๐
			<remark  id="s2b25c72l26" />	จบมุจลินทวรรคที่ ๒
		</para>
	</section>
	<section id="s2b25c73" >
		<para id="s2b25c73p">
			<remark  id="s2b25c73l1" />	รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
			<remark  id="s2b25c73l2" />	๑. มุจจลินทสูตร 		๒. ราชสูตร 
			<remark  id="s2b25c73l3" />	๓. ทัณฑสูตร 		๔. สักการสูตร
			<remark  id="s2b25c73l4" />	๕. อุปาสกสูตร 		๖. คัพภินีสูตร 
			<remark  id="s2b25c73l5" />	๗. เอกปุตตสูตร 		๘. สุปปวาสาสูตร
			<remark  id="s2b25c73l6" />	๙. วิสาขาสูตร 		๑๐. กาฬิโคธาภัททิยสูตร ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b25c74" >
		<para id="s2b25c74p">
			<remark  id="s2b25c74l1" />	อุทาน นันทวรรคที่ ๓
			<remark  id="s2b25c74l2" />	๑. กรรมสูตร
			<remark  id="s2b25c74l3" />	[๖๖] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ ฯ
			<remark  id="s2b25c74l4" />	สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวันอารามของท่านอนาถบิณฑิก
			<remark  id="s2b25c74l5" />เศรษฐี ใกล้พระนครสาวัตถี ก็สมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งนั่งคู้บัลลังก์ตั้งกายตรงอยู่ในที่ไม่ไกล
			<remark  id="s2b25c74l6" />พระผู้มีพระภาค อดกลั้นทุกขเวทนาอันกล้าเผ็ดร้อนซึ่งเกิดแต่ผลแห่งกรรมเก่า มีสติสัมปชัญญะ
			<remark  id="s2b25c74l7" />ไม่พรั่นพรึงอยู่ พระผู้มีพระภาคได้ทอดพระเนตรเห็นภิกษุนั้น นั่งคู้บัลลังก์ตั้งกายตรงอยู่ในที่ไม่
			<remark  id="s2b25c74l8" />ไกลอดกลั้นทุกขเวทนาอันกล้าเผ็ดร้อนซึ่งเกิดแต่ผลแห่งกรรมเก่า มีสติสัมปชัญญะไม่พรั่นพรึง
			<remark  id="s2b25c74l9" />อยู่ ฯ
			<remark  id="s2b25c74l10" />	ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคทรงทราบเนื้อความนี้แล้ว ได้ทรงเปล่งอุทานนี้ในเวลานั้น
			<remark  id="s2b25c74l11" />ว่า
			<remark  id="s2b25c74l12" />	ภิกษุละกรรมทั้งหมดได้แล้ว กำจัดกรรมเป็นดังธุลีที่ตนทำไว้แล้วใน
			<remark  id="s2b25c74l13" />	ก่อนไม่มีการยึดถือว่าของเรา ดำรงมั่น คงที่ประโยชน์ที่จะกล่าวกะ
			<remark  id="s2b25c74l14" />	ชน (ว่าท่านจงทำยาเพื่อเรา) ย่อมไม่มี ฯ
			<remark  id="s2b25c74l15" />	 จบสูตรที่ ๑
			<remark  id="s2b25c74l16" />	๒. นันทสูตร
			<remark  id="s2b25c74l17" />	[๖๗] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้
			<remark  id="s2b25c74l18" />	สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวันอารามของท่านอนาถบิณฑิก
			<remark  id="s2b25c74l19" />เศรษฐี ใกล้พระนครสาวัตถี ก็สมัยนั้นแล ท่านพระนันทะพระภาดาของพระผู้มีพระภาค 
			<remark  id="s2b25c74l20" />โอรสของพระมาตุจฉา ได้บอกแก่ภิกษุเป็นอันมากอย่างนี้ว่า ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ผมไม่
			<remark  id="s2b25c74l21" />ยินดีประพฤติพรหมจรรย์ ไม่สามารถจะทรงพรหมจรรย์อยู่ได้ ผมจะบอกคืนสิกขาลาเพศ
			<remark  id="s2b25c74l22" />ครั้งนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคมแล้ว นั่งอยู่ ณ ที่ควร
		</para>
	</section>
	<section id="s2b25c75" >
		<para id="s2b25c75p">
			<remark  id="s2b25c75l1" />ส่วนข้างหนึ่งครั้นแล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ท่านพระนันทะ
			<remark  id="s2b25c75l2" />พระภาดาของพระผู้มีพระภาค โอรสของพระมาตุจฉา ได้บอกแก่ภิกษุเป็นอันมากอย่างนี้ว่า ดูกร
			<remark  id="s2b25c75l3" />ท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ผมไม่ยินดีประพฤติพรหมจรรย์ ไม่สามารถจะทรงพรหมจรรย์ ผมจะบอก
			<remark  id="s2b25c75l4" />คืนสิกขาลาเพศ ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุรูปหนึ่งว่า มาเถิดภิกษุ เธอจงเรียก
			<remark  id="s2b25c75l5" />นันทภิกษุมาตามคำของเราว่าดูกรท่านนันทะพระศาสดารับสั่งให้หาท่าน ภิกษุนั้นทูลรับ
			<remark  id="s2b25c75l6" />พระผู้มีพระภาคแล้วเข้าไปหาท่านพระนันทะถึงที่อยู่ ครั้นแล้ว ได้กล่าวกะท่านพระนันทะว่า 
			<remark  id="s2b25c75l7" />ดูกรท่านนันทะ พระศาสดารับสั่งให้หาท่าน ท่านพระนันทะรับคำภิกษุนั้นแล้วเข้าไปเฝ้าพระผู้มี
			<remark  id="s2b25c75l8" />พระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคมแล้ว นั่งอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งพระผู้มีพระภาคได้ตรัสถาม
			<remark  id="s2b25c75l9" />ท่านพระนันทะว่า ดูกรนันทะ ได้ยินว่า เธอได้บอกแก่ภิกษุเป็นอันมากอย่างนี้ว่า ดูกรท่านผู้มี
			<remark  id="s2b25c75l10" />อายุทั้งหลาย ผมไม่ยินดีประพฤติพรหมจรรย์ ฯลฯ ผมจักบอกคืนสิกขาลาเพศ ดังนี้จริงหรือ 
			<remark  id="s2b25c75l11" />ท่านพระนันทะกราบทูลว่า จริง พระเจ้าข้า ฯ
			<remark  id="s2b25c75l12" />	พ. ดูกรนันทะ ท่านไม่ยินดีประพฤติพรหมจรรย์ จักไม่สามารถทรงพรหมจรรย์ไว้ได้ 
			<remark  id="s2b25c75l13" />จักบอกคืนสิกขาลาเพศเพื่อเหตุไรเล่า ฯ
			<remark  id="s2b25c75l14" />	น. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อข้าพระองค์ออกจากเรือน นางสากิยานีผู้ชนบทกัลยาณี
			<remark  id="s2b25c75l15" />มีผมอันสางไว้กึ่งหนึ่งแลดูแล้ว ได้กล่าวกะข้าพระองค์ว่า ข้าแต่พระลูกเจ้า ขอพระลูกเจ้าพึงด่วน
			<remark  id="s2b25c75l16" />เสด็จกลับมา ข้าพระองค์ระลึกถึงคำของนางนั้นจึงไม่ยินดีประพฤติพรหมจรรย์ ไม่สามารถจะ
			<remark  id="s2b25c75l17" />ทรงพรหมจรรย์ไว้ได้ จักบอกคืนสิกขาลาเพศ ฯ
			<remark  id="s2b25c75l18" />	ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคทรงจับท่านพระนันทะที่แขน แล้วทรงหายจากพระวิหารเชตวัน 
			<remark  id="s2b25c75l19" />ไปปรากฏในเหล่าเทวดาชั้นดาวดึงส์ เหมือนบุรุษมีกำลังพึงเหยียดแขนที่คู้ หรือพึงคู้แขนที่เหยียด
			<remark  id="s2b25c75l20" />ฉะนั้น ฯ
			<remark  id="s2b25c75l21" />	[๖๘] ก็สมัยนั้นแล นางอัปสรประมาณ ๕๐๐ มีเท้าดุจนกพิราบมาสู่ที่บำรุงของท้าว
			<remark  id="s2b25c75l22" />สักกะจอมเทพ ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัสกะท่านพระนันทะว่า ดูกรนันทะ เธอเห็นนาง
			<remark  id="s2b25c75l23" />อัปสร ๕๐๐ เหล่านี้ผู้มีเท้าดุจนกพิราบหรือไม่ท่านพระนันทะทูลรับว่า เห็น พระเจ้าข้า ฯ
			<remark  id="s2b25c75l24" />	พ. ดูกรนันทะ เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน นางสากิยานีผู้ชนบทกัลยานี หรือ
			<remark  id="s2b25c75l25" />นางอัปสรประมาณ ๕๐๐ เหล่านี้ ซึ่งมีเท้าดุจนกพิราบไหนหนอแลมีรูปงามกว่า น่าดูกว่า หรือ
			<remark  id="s2b25c75l26" />น่าเลื่อมใสกว่า ฯ
			<remark  id="s2b25c75l27" />	น. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ นางลิงผู้มีอวัยวะใหญ่น้อยถูกไฟไหม้ หูและจมูกขาด ฉันใด 
			<remark  id="s2b25c75l28" />นางสากิยานีผู้ชนบทกัลยานีก็ฉันนั้นแล เมื่อเทียบกับนางอัปสรประมาณ ๕๐๐ เหล่านี้ ย่อมไม่
		</para>
	</section>
	<section id="s2b25c76" >
		<para id="s2b25c76p">
			<remark  id="s2b25c76l1" />เข้าถึงเพียงหนึ่งเสี้ยว ไม่เข้าถึงเพียงส่วนหนึ่งของเสี้ยว ไม่เข้าถึงเพียงการเอาเข้าไปเปรียบว่า
			<remark  id="s2b25c76l2" />หญิงนี้เป็นเช่นนั้น  ที่แท้นางอัปสรประมาณ ๕๐๐ เหล่านี้มีรูปงามกว่า น่าดูกว่า และน่าเลื่อมใส
			<remark  id="s2b25c76l3" />กว่าพระเจ้าข้า ฯ
			<remark  id="s2b25c76l4" />	พ. ยินดีเถิดนันทะ อภิรมย์เถิดนันทะ เราเป็นผู้รับรองเธอเพื่อให้ได้นางอัปสรประมาณ 
			<remark  id="s2b25c76l5" />๕๐๐ ซึ่งมีเท้าดุจนกพิราบ ฯ
			<remark  id="s2b25c76l6" />	น. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ถ้าพระผู้มีพระภาคทรงรับรองข้าพระองค์เพื่อให้ได้นางอัปสร
			<remark  id="s2b25c76l7" />ประมาณ ๕๐๐ ซึ่งมีเท้าดุจนกพิราบไซร้ ข้าพระองค์จักยินดีประพฤติพรหมจรรย์ พระเจ้าข้า ฯ
			<remark  id="s2b25c76l8" />	ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคทรงจับท่านพระนันทะที่แขน แล้วทรงหายจากเทวดาชั้น
			<remark  id="s2b25c76l9" />ดาวดึงส์ ไปปรากฏที่พระวิหารเชตวัน เหมือนบุรุษมีกำลังพึงเหยียบแขนที่คู้ หรือคู้แขนที่เหยียด 
			<remark  id="s2b25c76l10" />ฉะนั้น ภิกษุทั้งหลายได้สดับข่าวว่า ท่านพระนันทะพระภาดาของพระผู้มีพระภาค โอรสของ
			<remark  id="s2b25c76l11" />พระมาตุจฉา ประพฤติพรหมจรรย์เพราะเหตุแห่งนางอัปสร ได้ยินว่า พระผู้มีพระภาคเป็น
			<remark  id="s2b25c76l12" />ผู้รับรองท่าน เพื่อให้ได้นางอัปสรประมาณ ๕๐๐ ซึ่งมีเท้าดุจนกพิราบ ฯ
			<remark  id="s2b25c76l13" />	[๖๙] ครั้งนั้นแล ภิกษุทั้งหลายผู้เป็นสหายของท่านพระนันทะ ย่อมร้องเรียกท่าน
			<remark  id="s2b25c76l14" />พระนันทะด้วยวาทะว่าเป็นลูกจ้าง และด้วยวาทะว่าผู้อันพระผู้มีพระภาคทรงไถ่มาว่า ได้ยินว่า ท่าน
			<remark  id="s2b25c76l15" />พระนันทะเป็นลูกจ้าง ได้ยินว่า ท่านพระนันทะเป็นผู้ที่พระผู้มีพระภาคทรงไถ่มา ท่านประพฤติ
			<remark  id="s2b25c76l16" />พรหมจรรย์เพราะเหตุนางอัปสรได้ยินว่า พระผู้มีพระภาคทรงเป็นผู้รับรองท่าน เพื่อให้ได้นาง
			<remark  id="s2b25c76l17" />อัปสร ๕๐๐ซึ่งมีเท้าดุจนกพิราบ ฯ
			<remark  id="s2b25c76l18" />	ครั้งนั้นแล ท่านพระนันทะอึดอัดระอาเกลียดชังด้วยวาทะว่า เป็นลูกจ้างและด้วยวาทะ
			<remark  id="s2b25c76l19" />ว่าเป็นผู้อันพระผู้มีพระภาคทรงไถ่มาของพวกภิกษุผู้เป็นสหาย จึงหลีกออกจากหมู่อยู่ผู้เดียว ไม่
			<remark  id="s2b25c76l20" />ประมาท มีความเพียร มีใจเด็ดเดี่ยวอยู่ไม่นานนักก็กระทำให้แจ้งซึ่งที่สุดแห่งพรหมจรรย์อัน
			<remark  id="s2b25c76l21" />ยอดเยี่ยม ที่กุลบุตรทั้งหลายออกบวชเป็นบรรพชิตโดยชอบต้องการนั้น ด้วยปัญญาอันยิ่งด้วย
			<remark  id="s2b25c76l22" />ตนเองในปัจจุบันเข้าถึงอยู่ รู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำทำสำเร็จแล้ว
			<remark  id="s2b25c76l23" />กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี ก็ท่านพระนันทะได้เป็นพระอรหันต์รูปหนึ่งในจำนวนพระ
			<remark  id="s2b25c76l24" />อรหันต์ทั้งหลาย ฯ
			<remark  id="s2b25c76l25" />	[๗๐] ครั้งนั้นแล เมื่อปฐมยามล่วงไปแล้ว เทวดาตนหนึ่งมีวรรณะงามยิ่งนัก ยัง
			<remark  id="s2b25c76l26" />พระวิหารเชตวันทั้งสิ้นให้สว่างไสว เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคมแล้ว ได้
		</para>
	</section>
	<section id="s2b25c77" >
		<para id="s2b25c77p">
			<remark  id="s2b25c77l1" />ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ 
			<remark  id="s2b25c77l2" />ท่านพระนันทะพระภาดาของพระผู้มีพระภาค โอรสของพระมาตุจฉาทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญา
			<remark  id="s2b25c77l3" />วิมุติ อันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไป ด้วยปัญญาอันยิ่งเองในปัจจุบันเข้าถึงอยู่
			<remark  id="s2b25c77l4" />แม้ญาณก็ได้เกิดขึ้นแก่พระผู้มีพระภาคว่า พระนันทะทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติปัญญาวิมุติ อันหา
			<remark  id="s2b25c77l5" />อาสวะมิได้ เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไปด้วยปัญญาอันยิ่งเองในปัจจุบันเข้าถึงอยู่ ฯ
			<remark  id="s2b25c77l6" />	ครั้นพอล่วงราตรีนั้นไป ท่านพระนันทะเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคม
			<remark  id="s2b25c77l7" />แล้ว นั่งอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
			<remark  id="s2b25c77l8" />พระผู้มีพระภาคทรงรับรองข้าพระองค์เพื่อให้ได้นางอัปสร ๕๐๐ ผู้มีเท้าดุจนกพิราบ ข้าพระองค์ขอ
			<remark  id="s2b25c77l9" />ปลดเปลื้องพระผู้มีพระภาคจากการรับรองนั้น พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรนันทะ แม้เราก็กำหนด
			<remark  id="s2b25c77l10" />รู้ใจของเธอด้วยใจของเราว่า นันทะทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันหาอาสวะมิได้ เพราะ
			<remark  id="s2b25c77l11" />อาสวะทั้งหลายสิ้นไป ด้วยปัญญาอันยิ่งเองในปัจจุบันเข้าถึงอยู่ แม้เทวดาก็ได้บอกเนื้อความนี้
			<remark  id="s2b25c77l12" />แก่เราว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ท่านพระนันทะพระภาดาของพระผู้มีพระภาคโอรสของพระมาตุจฉา 
			<remark  id="s2b25c77l13" />ทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไป ด้วยปัญญา
			<remark  id="s2b25c77l14" />อันยิ่งเองในปัจจุบัน เข้าถึงอยู่ ดูกรนันทะ เมื่อใดแล จิตของเธอหลุดพ้นแล้วจากอาสวะ
			<remark  id="s2b25c77l15" />ทั้งหลายเพราะไม่ถือมั่น เมื่อนั้น เราพ้นแล้วจากการรับรองนี้ ฯ
			<remark  id="s2b25c77l16" />ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคทรงทราบเนื้อความนี้แล้ว ทรงเปล่งอุทานนี้ในเวลานั้นว่า
			<remark  id="s2b25c77l17" />	ภิกษุใดข้ามเปือกตมคือกามได้แล้ว ย่ำยีหนาม คือกามได้แล้ว ภิกษุนั้น
			<remark  id="s2b25c77l18" />	บรรลุถึงความสิ้นโมหะ ย่อมไม่หวั่นไหวในเพราะสุขและทุกข์ ฯ
			<remark  id="s2b25c77l19" />	 จบสูตรที่ ๒
			<remark  id="s2b25c77l20" />	๓. ยโสชสูตร
			<remark  id="s2b25c77l21" />	[๗๑] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้
			<remark  id="s2b25c77l22" />	สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวันอารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี 
			<remark  id="s2b25c77l23" />ใกล้พระนครสาวัตถี ก็สมัยนั้นแล ภิกษุประมาณ ๕๐๐ รูปมีพระยโสชะเป็นประมุข เดินทาง
			<remark  id="s2b25c77l24" />มาถึงพระนครสาวัตถีโดยลำดับ เพื่อจะเฝ้าพระผู้มีพระภาค ก็ภิกษุอาคันตุกะเหล่านั้นปราศรัยอยู่
			<remark  id="s2b25c77l25" />กับภิกษุทั้งหลายผู้เป็นเจ้าถิ่นปูลาดเสนาสนะ เก็บบาตรและจีวรกันอยู่ ได้ส่งเสียงอื้ออึง 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b25c78" >
		<para id="s2b25c78p">
			<remark  id="s2b25c78l1" />ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัสถามท่านพระอานนท์ว่า ดูกรอานนท์ ใครนั่นมีเสียงอื้ออึงเหมือน
			<remark  id="s2b25c78l2" />ชาวประมงแย่งปลากัน ท่านพระอานนท์กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญภิกษุประมาณ ๕๐๐ 
			<remark  id="s2b25c78l3" />รูป มีพระยโสชะเป็นประมุขเหล่านี้ เดินทางมาถึงพระนครสาวัตถีโดยลำดับ เพื่อจะเฝ้าพระผู้มี
			<remark  id="s2b25c78l4" />พระภาค ก็ภิกษุผู้อาคันตุกะเหล่านั้น ปราศรัยอยู่กับภิกษุทั้งหลายผู้เป็นเจ้าถิ่น ปูลาดเสนาสนะ 
			<remark  id="s2b25c78l5" />เก็บบาตรและจีวรกันอยู่ส่งเสียงอื้ออึง พระเจ้าข้า ฯ
			<remark  id="s2b25c78l6" />	พ. ดูกรอานนท์ ถ้าเช่นนั้น เธอจงเรียกภิกษุเหล่านั้นมาตามคำของเราว่า พระศาสดา
			<remark  id="s2b25c78l7" />รับสั่งหาท่านทั้งหลาย ท่านพระอานนท์ทูลรับพระผู้มีพระภาคแล้ว เข้าไปหาภิกษุเหล่านั้นถึงที่อยู่ 
			<remark  id="s2b25c78l8" />ครั้นแล้วได้กล่าวกะภิกษุเหล่านั้นว่าพระศาสดารับสั่งหาท่านทั้งหลาย ภิกษุเหล่านั้นรับคำท่าน
			<remark  id="s2b25c78l9" />พระอานนท์แล้ว เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคมแล้วได้นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้าง
			<remark  id="s2b25c78l10" />หนึ่ง พระผู้มีพระภาคตรัสถามภิกษุเหล่านั้นว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุไรหนอ เธอทั้งหลาย
			<remark  id="s2b25c78l11" />จึงส่งเสียงอื้ออึงเหมือนชาวประมงแย่งปลากัน ฯ
			<remark  id="s2b25c78l12" />	[๗๒] เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสถามอย่างนี้แล้ว ท่านพระยโสชะได้กราบทูลพระผู้มี
			<remark  id="s2b25c78l13" />พระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภิกษุประมาณ ๕๐๐ รูปเหล่านี้เดินทางมาถึงพระนครสาวัตถี
			<remark  id="s2b25c78l14" />โดยลำดับ เพื่อจะเฝ้าพระผู้มีพระภาค ภิกษุผู้อาคันตุกะเหล่านี้ปราศรัยกับภิกษุทั้งหลายผู้เป็น
			<remark  id="s2b25c78l15" />เจ้าถิ่น ปูลาดเสนาสนะ เก็บบาตรและจีวรกันอยู่ส่งเสียงอื้ออึง พระเจ้าข้า ฯ
			<remark  id="s2b25c78l16" />	พ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงไป เราประณามเธอทั้งหลายเธอทั้งหลายไม่ควร
			<remark  id="s2b25c78l17" />อยู่ในสำนักของเรา ฯ
			<remark  id="s2b25c78l18" />	ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระผู้มีพระภาคแล้ว ลุกจากอาสนะ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาค 
			<remark  id="s2b25c78l19" />กระทำประทักษิณแล้ว เก็บเสนาสนะ ถือบาตรและจีวรหลีกจาริกไปทางวัชชีชนบท เที่ยวจาริก
			<remark  id="s2b25c78l20" />ไปในวัชชีชนบทโดยลำดับ ถึงแม่น้ำวัคคุมุทานที กระทำกุฎีมุงบังด้วยใบไม้ เข้าจำพรรษาอยู่
			<remark  id="s2b25c78l21" />ใกล้ฝั่งแม่น้ำวัคคุมุทานที ฯ
			<remark  id="s2b25c78l22" />	[๗๓] ครั้งนั้นแล ท่านพระยโสชะเข้าจำพรรษาแล้ว เรียกภิกษุทั้งหลายมาว่า ดูกร
			<remark  id="s2b25c78l23" />ท่านผู้มีอายุทั้งหลาย พระผู้มีพระภาคทรงใคร่ประโยชน์ ทรงแสวงหาประโยชน์ ทรงอนุเคราะห์ 
			<remark  id="s2b25c78l24" />ทรงอาศัยความอนุเคราะห์ ประณามเราทั้งหลาย พระผู้มีพระภาคพึงทรงใคร่ประโยชน์แก่เรา
			<remark  id="s2b25c78l25" />ทั้งหลายผู้อยู่ด้วยประการใด ขอเราทั้งหลายจงสำเร็จการอยู่ด้วยประการนั้นเถิด ภิกษุเหล่านั้นรับ
			<remark  id="s2b25c78l26" />คำท่านพระยโสชะแล้ว ครั้งนั้นแล ภิกษุเหล่านั้นหลีกออกจากหมู่ ไม่ประมาท มีความเพียร 
			<remark  id="s2b25c78l27" />มีใจเด็ดเดี่ยวอยู่ ทุกๆ รูปได้ทำให้แจ้งซึ่งวิชชา ๓ ภายในพรรษานั้นเอง ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b25c79" >
		<para id="s2b25c79p">
			<remark  id="s2b25c79l1" />	[๗๔] ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ในพระนครสาวัตถีตามพระอัธยาศัยแล้ว 
			<remark  id="s2b25c79l2" />เสด็จจาริกไปทางพระนครเวสาลี เสด็จเที่ยวจาริกไปโดยลำดับได้เสด็จถึงพระนครเวสาลี ได้ยิน
			<remark  id="s2b25c79l3" />ว่า พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ กูฏาคารศาลาป่ามหาวัน ใกล้พระนครเวสาลีนั้น ครั้งนั้นแล 
			<remark  id="s2b25c79l4" />พระผู้มีพระภาคทรงมนสิการกำหนดใจของภิกษุทั้งหลายผู้อยู่ที่ฝั่งแม่น้ำวัคคุมุทานที ด้วยพระทัย
			<remark  id="s2b25c79l5" />ของพระองค์แล้วตรัสกะท่านพระอานนท์ว่า ดูกรอานนท์ ภิกษุทั้งหลายผู้อยู่ที่ฝั่งแม่น้ำวัคคุมุทานที 
			<remark  id="s2b25c79l6" />อยู่ในทิศใด ทิศนี้เหมือนมีแสงสว่างแก่เรา เหมือนมีโอภาสแก่เรา เธอเป็นผู้ไม่รังเกียจที่จะไป
			<remark  id="s2b25c79l7" />เพื่อความสนใจแห่งเรา เธอพึงส่งภิกษุผู้เป็นทูตไปในสำนักแห่งภิกษุทั้งหลายผู้ที่อยู่ฝั่งแม่น้ำ
			<remark  id="s2b25c79l8" />วัคคุมุทานทีด้วยสั่งว่า พระศาสดารับสั่งหาท่านทั้งหลาย พระศาสดาใคร่จะเห็นท่านทั้งหลาย 
			<remark  id="s2b25c79l9" />ท่านพระอานนท์ทูลรับพระผู้มีพระภาคแล้ว เข้าไปหาภิกษุรูปหนึ่ง ครั้นแล้วได้กล่าวกะภิกษุนั้นว่า
			<remark  id="s2b25c79l10" />ดูกรอาวุโสท่านจงเข้าไปหาภิกษุทั้งหลายผู้อยู่ที่ฝั่งแม่น้ำวัคคุมุทานที ครั้นแล้ว จงกล่าวกะภิกษุ
			<remark  id="s2b25c79l11" />ทั้งหลายผู้ที่อยู่ฝั่งแม่น้ำวัคคุมุทานทีอย่างนี้ว่า พระศาสดารับสั่งหาท่านทั้งหลาย พระศาสดาทรง
			<remark  id="s2b25c79l12" />ประสงค์จะเห็นท่านทั้งหลาย ภิกษุนั้นรับคำท่านพระอานนท์แล้วหายจากกูฏาคารศาลาป่ามหาวัน 
			<remark  id="s2b25c79l13" />ไปปรากฏข้างหน้าภิกษุเหล่านั้นที่ฝั่งแม่น้ำวัคคุมุทานที เปรียบเหมือนบุรุษผู้มีกำลังพึงเหยียดแขน
			<remark  id="s2b25c79l14" />ที่คู้หรือคู้แขนที่เหยียดฉะนั้น ลำดับนั้น ภิกษุนั้นได้กล่าวกะภิกษุทั้งหลายผู้อยู่ที่ฝั่งแม่น้ำ
			<remark  id="s2b25c79l15" />วัคคุมุทานทีว่าพระศาสดารับสั่งหาท่านทั้งหลาย พระศาสดาทรงประสงค์เห็นท่านทั้งหลายภิกษุ
			<remark  id="s2b25c79l16" />เหล่านั้นรับคำภิกษุนั้นแล้ว เก็บเสนาสนะ ถือบาตรและจีวร หายจากที่ฝั่งแม่น้ำวัคคุมุทานที ไป
			<remark  id="s2b25c79l17" />ปรากฏเฉพาะพระพักตร์พระผู้มีพระภาค ที่กูฏาคารศาลาป่ามหาวันเปรียบเหมือนบุรุษมีกำลัง
			<remark  id="s2b25c79l18" />พึงเหยียดแขนที่คู้ หรือคู้แขนที่เหยียด ฉะนั้น ฯ
			<remark  id="s2b25c79l19" />	[๗๕] ก็สมัยนั้นแล พระผู้มีพระภาคประทับนั่งอยู่ด้วยสมาธิอันไม่หวั่นไหว ครั้งนั้น 
			<remark  id="s2b25c79l20" />ภิกษุเหล่านั้นมีความดำริว่า บัดนี้ พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ด้วยวิหารธรรมไหนหนอ ภิกษุ
			<remark  id="s2b25c79l21" />เหล่านั้นมีความดำริอีกว่า บัดนี้ พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ด้วยอาเนญชวิหารธรรม ภิกษุทั้งหมด
			<remark  id="s2b25c79l22" />นั้นแลนั่งอยู่ด้วยอาเนญชสมาธิ ฯ
			<remark  id="s2b25c79l23" />	ครั้งนั้นแล เมื่อราตรีล่วงไป เมื่อปฐมยามผ่านไป ท่านพระอานนท์ลุกจากอาสนะ
			<remark  id="s2b25c79l24" />กระทำผ้าอุตราสงค์เฉวียงบ่าข้างหนึ่งประนมอัญชลีไปทางที่พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ได้กราบทูล
			<remark  id="s2b25c79l25" />พระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ราตรีล่วงไปแล้ว ปฐมยามผ่านไปแล้ว ภิกษุอาคันตุกะ
			<remark  id="s2b25c79l26" />ทั้งหลายนั่งอยู่นานแล้วขอพระผู้มีพระภาคทรงปราศรัยกับภิกษุอาคันตุกะทั้งหลายเถิด พระเจ้าข้า ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b25c80" >
		<para id="s2b25c80p">
			<remark  id="s2b25c80l1" />	เมื่อท่านพระอานนท์กราบทูลอย่างนี้แล้ว พระผู้มีพระภาคได้ทรงนิ่งอยู่แม้ครั้งที่ ๒ เมื่อ
			<remark  id="s2b25c80l2" />ราตรีล่วงไปแล้ว เมื่อมัชฌิมยามผ่านไปแล้ว ท่านพระอานนท์ลุกจากอาสนะ กระทำผ้าอุตราสงค์
			<remark  id="s2b25c80l3" />เฉวียงบ่าข้างหนึ่ง ประนมอัญชลีไปทางที่พระผู้มีพระภาคประทับอยู่แล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาค
			<remark  id="s2b25c80l4" />ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญราตรีล่วงไปแล้ว มัชฌิมยามผ่านไปแล้ว ภิกษุอาคันตุกะทั้งหลายนั่ง
			<remark  id="s2b25c80l5" />อยู่นานแล้วขอพระผู้มีพระภาคทรงปราศรัยกับภิกษุอาคันตุกะทั้งหลายเถิด พระเจ้าข้า แม้ครั้ง
			<remark  id="s2b25c80l6" />ที่ ๒ พระผู้มีพระภาคได้ทรงนิ่งอยู่ ฯ
			<remark  id="s2b25c80l7" />	แม้ครั้งที่ ๓ เมื่อราตรีล่วงไปแล้ว ปัจฉิมยามผ่านไปแล้ว อรุณขึ้นแล้วเมื่อราตรีรุ่งอรุณ 
			<remark  id="s2b25c80l8" />ท่านพระอานนท์ลุกขึ้นจากอาสนะกระทำผ้าอุตราสงค์เฉวียงบ่าข้างหนึ่ง ประนมอัญชลีไปทางที่
			<remark  id="s2b25c80l9" />พระผู้มีพระภาคประทับอยู่แล้ว ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ราตรีล่วง
			<remark  id="s2b25c80l10" />ไปแล้ว ปัจฉิมยามผ่านไปแล้วอรุณขึ้นแล้ว ราตรีรุ่งอรุณ ภิกษุอาคันตุกะทั้งหลายนั่งอยู่นาน
			<remark  id="s2b25c80l11" />แล้ว ขอพระผู้มีพระภาคทรงปราศรัยกับภิกษุอาคันตุกะทั้งหลายเถิด พระเจ้าข้า ฯ
			<remark  id="s2b25c80l12" />	ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคเสด็จออกจากสมาธินั้น แล้วตรัสกะท่านพระอานนท์ว่า 
			<remark  id="s2b25c80l13" />ดูกรอานนท์ ถ้าว่าเธอพึงรู้ไซร้ ความแจ่มแจ้งแม้มีประมาณเท่านี้ก็ไม่พึงปรากฏแก่เธอ ดูกร
			<remark  id="s2b25c80l14" />อานนท์ เราและภิกษุ ๕๐๐ เหล่านี้ทั้งหมด นั่งแล้วด้วยอาเนญชสมาธิ ฯ
			<remark  id="s2b25c80l15" />	ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคทรงทราบเนื้อความนี้แล้ว ทรงเปล่งอุทานนี้ในเวลานั้นว่า
			<remark  id="s2b25c80l16" />	ภิกษุใดชนะหนาม คือ กาม ชนะการด่า การฆ่า และการจองจำได้
			<remark  id="s2b25c80l17" />	แล้ว ภิกษุนั้นมั่นคงไม่หวั่นไหวดุจภูเขา ภิกษุนั้นย่อมไม่หวั่นไหวใน
			<remark  id="s2b25c80l18" />	เพราะสุขและทุกข์ ฯ
			<remark  id="s2b25c80l19" />	 จบสูตรที่ ๓
			<remark  id="s2b25c80l20" />	๔. สารีปุตตสูตร
			<remark  id="s2b25c80l21" />	[๗๖] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้
			<remark  id="s2b25c80l22" />	สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิก
			<remark  id="s2b25c80l23" />เศรษฐี ใกล้พระนครสาวัตถี ก็สมัยนั้นแล ท่านพระสารีบุตรนั่งคู้บัลลังก์ ตั้งกายตรง ดำรงสติ
			<remark  id="s2b25c80l24" />ไว้เบื้องหน้าอยู่ในที่ไม่ไกลพระผู้มีพระภาคพระผู้มีพระภาคได้ทรงเห็นท่านพระสารีบุตรนั่งคู้
			<remark  id="s2b25c80l25" />บัลลังก์ ตั้งกายตรง ดำรงสติไว้เบื้องหน้า ในที่ไม่ไกล ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b25c81" >
		<para id="s2b25c81p">
			<remark  id="s2b25c81l1" />	ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคทรงทราบเนื้อความนี้แล้ว ได้ทรงเปล่งอุทานนี้ในเวลา
			<remark  id="s2b25c81l2" />นั้นว่า
			<remark  id="s2b25c81l3" />	ภิกษุผู้ดุจภูเขา ย่อมไม่หวั่นไหวเพราะความสิ้นโมหะเหมือนภูเขาหิน
			<remark  id="s2b25c81l4" />	ไม่หวั่นไหว ตั้งอยู่ด้วยดี ฉะนั้น ฯ
			<remark  id="s2b25c81l5" />	 จบสูตรที่ ๔
			<remark  id="s2b25c81l6" />	๕. โกลิตสูตร
			<remark  id="s2b25c81l7" />	[๗๗] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้
			<remark  id="s2b25c81l8" />	สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิก
			<remark  id="s2b25c81l9" />เศรษฐี ใกล้พระนครสาวัตถี ก็สมัยนั้นแล ท่านพระมหาโมคคัลลานะนั่งคู้บัลลังก์ ตั้งกายตรง
			<remark  id="s2b25c81l10" />มีกายคตาสติอันตั้งไว้แล้วในภายใน อยู่ในที่ไม่ไกล พระผู้มีพระภาค พระผู้มีพระภาคได้ทรงเห็นท่าน
			<remark  id="s2b25c81l11" />พระมหาโมคคัลลานะนั่งคู้บัลลังก์ ตั้งกายตรง มีกายคตาสติอันตั้งไว้ดีแล้วในภายใน อยู่ในที่ไม่
			<remark  id="s2b25c81l12" />ไกล ฯ
			<remark  id="s2b25c81l13" />	ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคทรงทราบเนื้อความนี้แล้ว ได้ทรงเปล่งอุทานนี้ในเวลานั้น
			<remark  id="s2b25c81l14" />ว่า
			<remark  id="s2b25c81l15" />	ภิกษุเข้าไปตั้งกายคตาสติไว้แล้ว สำรวมแล้วในผัสสายตนะ ๖มีจิต
			<remark  id="s2b25c81l16" />	ตั้งมั่นแล้วเนืองๆ พึงรู้ความดับกิเลสของตน ฯ
			<remark  id="s2b25c81l17" />	 จบสูตรที่ ๕
			<remark  id="s2b25c81l18" />	๖. ปิลินทวัจฉสูตร
			<remark  id="s2b25c81l19" />	[๗๘] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้
			<remark  id="s2b25c81l20" />	สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเวฬุวันกลันทกนิวาปสถาน ใกล้
			<remark  id="s2b25c81l21" />พระนครราชคฤห์ ก็สมัยนั้นแล ท่านพระปิลินทวัจฉะย่อมร้องเรียกภิกษุทั้งหลายด้วยวาทะว่าคนถ่อย 
			<remark  id="s2b25c81l22" />ครั้งนั้นแล ภิกษุมากด้วยกัน เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคมแล้วนั่งอยู่ ณ ที่
		</para>
	</section>
	<section id="s2b25c82" >
		<para id="s2b25c82p">
			<remark  id="s2b25c82l1" />ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ท่านพระ
			<remark  id="s2b25c82l2" />ปิลินทวัจฉะย่อมร้องเรียกภิกษุทั้งหลายด้วยวาทะว่าคนถ่อย ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัส
			<remark  id="s2b25c82l3" />เรียกภิกษุรูปหนึ่งว่า ดูกรภิกษุ เธอจงไปเรียกปิลินทวัจฉภิกษุมาตามคำของเราว่าดูกรอาวุโสวัจฉะ 
			<remark  id="s2b25c82l4" />พระศาสดารับสั่งให้หาท่าน ภิกษุนั้นทูลรับพระผู้มีพระภาคแล้วเข้าไปหาท่านพระปิลินทวัจฉะถึง
			<remark  id="s2b25c82l5" />ที่อยู่ ครั้นแล้วได้กล่าวกะท่านปิลินทวัจฉะว่าดูกรอาวุโส พระศาสดารับสั่งให้หาท่าน ท่าน
			<remark  id="s2b25c82l6" />พระปิลินทวัจฉะรับคำภิกษุนั้นแล้วเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคมแล้วนั่ง ณ 
			<remark  id="s2b25c82l7" />ที่ควรส่วนข้างหนึ่งพระผู้มีพระภาคได้ตรัสถามท่านพระปิลินทวัจฉะว่า ดูกรปิลินทวัจฉะได้ยินว่า
			<remark  id="s2b25c82l8" />เธอย่อมร้องเรียกภิกษุทั้งหลายด้วยวาทะว่าคนถ่อยจริงหรือ ท่านพระปิลินทวัจฉะทูลรับว่า อย่างนั้น 
			<remark  id="s2b25c82l9" />พระเจ้าข้า ฯ
			<remark  id="s2b25c82l10" />	ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคทรงมนสิการถึงขันธ์อันมีในก่อนของท่านพระปิลินทวัจฉะ 
			<remark  id="s2b25c82l11" />แล้วตรัสกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายอย่ายกโทษวัจฉภิกษุเลย วัจฉภิกษุ
			<remark  id="s2b25c82l12" />ย่อมไม่มุ่งโทษ เรียกภิกษุทั้งหลายด้วยวาทะว่าคนถ่อย วัจฉภิกษุเกิดในสกุลพราหมณ์ ๕๐๐ ชาติ 
			<remark  id="s2b25c82l13" />โดยไม่เจือปนเลย วาทะว่าคนถ่อยนั้นวัจฉภิกษุประพฤติมานาน เพราะเหตุนั้น วัจฉภิกษุนี้ย่อม
			<remark  id="s2b25c82l14" />ร้องเรียกภิกษุทั้งหลายด้วยวาทะว่าคนถ่อย ฯ
			<remark  id="s2b25c82l15" />	ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคทรงทราบเนื้อความนี้แล้ว ได้ทรงเปล่งอุทานนี้ในเวลานั้น
			<remark  id="s2b25c82l16" />ว่า
			<remark  id="s2b25c82l17" />	มายา มานะ ย่อมไม่เป็นไปในผู้ใด ผู้ใดมีความโลภสิ้นไปแล้ว ไม่มี
			<remark  id="s2b25c82l18" />	ความยึดถือว่าเป็นของเรา ไม่มีความหวัง บรรเทาความโกรธได้แล้ว 
			<remark  id="s2b25c82l19" />	มีจิตเย็นแล้ว ผู้นั้นชื่อว่าเป็นพราหมณ์ผู้นั้นชื่อว่าเป็นสมณะ ผู้นั้น
			<remark  id="s2b25c82l20" />	ชื่อว่าเป็นภิกษุ ฯ
			<remark  id="s2b25c82l21" />	 จบสูตรที่ ๖
			<remark  id="s2b25c82l22" />	๗. มหากัสสปสูตร
			<remark  id="s2b25c82l23" />	[๗๙] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้
			<remark  id="s2b25c82l24" />	สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเวฬุวันกลันทกนิวาปสถาน ใกล้
			<remark  id="s2b25c82l25" />พระนครราชคฤห์ ก็สมัยนั้นแล ท่านพระมหากัสสปนั่งเข้าสมาธิอย่างใดอย่างหนึ่งอยู่ โดยบัลลังก์
		</para>
	</section>
	<section id="s2b25c83" >
		<para id="s2b25c83p">
			<remark  id="s2b25c83l1" />เดียว ที่ถ้ำปิปผลิคูหา สิ้น ๗ วัน ครั้นพอล่วง ๗ วันนั้นไปท่านพระมหากัสสปก็ออกจาก
			<remark  id="s2b25c83l2" />สมาธินั้น เมื่อท่านพระมหากัสสปออกจากสมาธินั้นแล้ว ได้มีความคิดว่า ถ้ากระไร เราพึงเข้าไป
			<remark  id="s2b25c83l3" />บิณฑบาตยังพระนครราชคฤห์เถิด ก็สมัยนั้นแล เทวดาประมาณ ๕๐๐ ถึงความขวนขวาย
			<remark  id="s2b25c83l4" />เพื่อจะให้ท่านพระมหากัสสปได้บิณฑบาต ครั้งนั้นเป็นเวลาเช้า ท่านพระมหากัสสปห้ามเทวดา
			<remark  id="s2b25c83l5" />ประมาณ ๕๐๐ เหล่านั้น แล้วนุ่งผ้าอันตรวาสก ถือบาตรและจีวรเข้าไปบิณฑบาตยังพระนคร
			<remark  id="s2b25c83l6" />ราชคฤห์ ฯ
			<remark  id="s2b25c83l7" />	[๘๐] ก็สมัยนั้นแล ท้าวสักกะจอมเทพ ทรงพระประสงค์จะถวายบิณฑบาตแก่
			<remark  id="s2b25c83l8" />ท่านพระมหากัสสป จึงทรงนิรมิตเพศเป็นนายช่างหูกทอหูกอยู่นางอสุรกัญญาชื่อว่าสุชาดา
			<remark  id="s2b25c83l9" />กรอด้ายหลอดอยู่ ครั้งนั้นแล ท่านพระมหากัสสปเที่ยวไปบิณฑบาตในพระนครราชคฤห์ตาม
			<remark  id="s2b25c83l10" />ลำดับตรอก เข้าไปถึงนิเวศน์ของท้าวสักกะจอมเทพ ท้าวสักกะจอมเทพได้ทรงเห็นท่าน
			<remark  id="s2b25c83l11" />พระมหากัสสปมาแต่ไกล ครั้นแล้วเสด็จออกจากเรือนทรงต้อนรับ ทรงรับบาตรจากมือ
			<remark  id="s2b25c83l12" />เสด็จเข้าไปสู่เรือน ทรงคดข้าวออกจากหม้อใส่เต็มบาตร แล้วทรงถวายแด่ท่านพระมหากัสสป
			<remark  id="s2b25c83l13" />บิณฑบาตนั้นมีสูปะและพยัญชนะเป็นอันมาก ครั้งนั้นแล ท่านพระมหากัสสปคิดว่า สัตว์นี้
			<remark  id="s2b25c83l14" />เป็นใครหนอแล มีอิทธานุภาพเห็นปานนี้ ครั้งนั้นแล ท่านพระมหากัสสปมีความคิดว่าท้าวสักกะ
			<remark  id="s2b25c83l15" />จอมเทพหรือหนอแล ท่านพระมหากัสสปทราบดังนี้แล้วได้กล่าวกะท้าวสักกะจอมเทพว่า
			<remark  id="s2b25c83l16" />ดูกรท้าวโกสีย์ มหาบพิตรทำกรรมนี้แล้วแลมหาบพิตรอย่าได้ทำกรรมเห็นปานนี้แม้อีก
			<remark  id="s2b25c83l17" />ท้าวสักกะจอมเทพตรัสว่า ข้าแต่ท่านพระมหากัสสปผู้เจริญ แม้ข้าพเจ้าก็ต้องการบุญ แม้ข้าพเจ้า
			<remark  id="s2b25c83l18" />ก็พึงทำเพราะบุญครั้งนั้นแล ท้าวสักกะจอมเทพทรงอภิวาทท่านพระมหากัสสป ทรงทำ
			<remark  id="s2b25c83l19" />ประทักษิณแล้ว เหาะขึ้นสู่เวหาส เปล่งอุทาน ๓ ครั้งในอากาศว่า
			<remark  id="s2b25c83l20" />	โอ ทานเป็นทานอย่างยิ่ง เราตั้งไว้ดีแล้วในพระกัสสป
			<remark  id="s2b25c83l21" />	โอ ทานเป็นทานอย่างยิ่ง เราตั้งไว้ดีแล้วในพระกัสสป
			<remark  id="s2b25c83l22" />	โอ ทานเป็นทานอย่างยิ่งเราตั้งไว้ดีแล้วในพระกัสสป ฯ
			<remark  id="s2b25c83l23" />	[๘๑] พระผู้มีพระภาคได้ทรงสดับอุทานของท้าวสักกะจอมเทพเสด็จเหาะขึ้นไปสู่เวหาส
			<remark  id="s2b25c83l24" />แล้ว ทรงเปล่งอุทานในอากาศ ๓ ครั้งว่า
			<remark  id="s2b25c83l25" />	โอ ทานเป็นทานอย่างยิ่ง เราตั้งไว้ดีแล้วในพระกัสสป
		</para>
	</section>
	<section id="s2b25c84" >
		<para id="s2b25c84p">
			<remark  id="s2b25c84l1" />	โอ ทานเป็นทานอย่างยิ่ง เราตั้งไว้ดีแล้วในพระกัสสป
			<remark  id="s2b25c84l2" />	โอ ทานเป็นทานอย่างยิ่งเราตั้งไว้ดีแล้วในพระกัสสป ฯ
			<remark  id="s2b25c84l3" />	ด้วยทิพโสตธาตุอันบริสุทธิ์ล่วงโสตของมนุษย์ ลำดับนั้นแลพระผู้มีพระภาคทราบเนื้อความ
			<remark  id="s2b25c84l4" />นี้แล้ว ได้ทรงเปล่งอุทานนี้ในเวลานั้นว่า
			<remark  id="s2b25c84l5" />	เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ย่อมรักใคร่ต่อภิกษุผู้ถือการเที่ยวบิณฑบาต
			<remark  id="s2b25c84l6" />	เป็นวัตร ผู้เลี้ยงตนมิใช่เลี้ยงคนอื่น ผู้คงที่สงบแล้วมีสติทุกเมื่อ ฯ
			<remark  id="s2b25c84l7" />	 จบสูตรที่ ๗
			<remark  id="s2b25c84l8" />	๘. ปิณฑปาตสูตร
			<remark  id="s2b25c84l9" />	[๘๒] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้
			<remark  id="s2b25c84l10" />	สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิก
			<remark  id="s2b25c84l11" />เศรษฐี ใกล้พระนครสาวัตถี ก็สมัยนั้นแล ภิกษุมากด้วยกันกลับจากบิณฑบาตในเวลาปัจฉาภัต
			<remark  id="s2b25c84l12" />นั่งประชุมกันในโรงกลมใกล้ต้นกุ่ม สนทนากันถึงเรื่องเป็นไปในระหว่างนี้ว่า ดูกรท่านผู้มีอายุ
			<remark  id="s2b25c84l13" />ทั้งหลาย ภิกษุผู้ถือการเที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตร เที่ยวบิณฑบาตอยู่ ย่อมได้เห็นรูปอันเป็นที่พอใจ
			<remark  id="s2b25c84l14" />ด้วยจักษุย่อมได้ฟังเสียงอันเป็นที่พอใจด้วยหู ย่อมได้ดมกลิ่นอันเป็นที่พอใจด้วยจมูกย่อมได้
			<remark  id="s2b25c84l15" />ลิ้มรสอันเป็นที่พอใจด้วยลิ้น ย่อมได้ถูกต้องโผฏฐัพพะอันเป็นที่พอใจด้วยกาย ตามกาล
			<remark  id="s2b25c84l16" />อันสมควร ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุผู้ถือการเที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตรเป็นผู้อันมหาชน
			<remark  id="s2b25c84l17" />สักการะ เคารพ นับถือ บูชา ยำเกรง ย่อมเที่ยวไปบิณฑบาต ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย
			<remark  id="s2b25c84l18" />ผิฉะนั้น เราทั้งหลายจงถือการเที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตรเถิด แม้เราทั้งหลายก็จักได้เห็นรูปอันเป็น
			<remark  id="s2b25c84l19" />ที่พอใจด้วยจักษุ ได้ฟังเสียงอันเป็นที่พอใจด้วยหู ได้ดมกลิ่นอันเป็นที่พอใจด้วยจมูก ได้ลิ้มรส
			<remark  id="s2b25c84l20" />อันเป็นที่พอใจด้วยลิ้น ได้ถูกต้องโผฏฐัพพะอันเป็นที่พอใจด้วยกาย ตามกาลอันสมควรแม้เรา
			<remark  id="s2b25c84l21" />ทั้งหลายก็จักเป็นผู้อันมหาชนสักการะ เคารพ นับถือ บูชา ยำเกรงเที่ยวไปบิณฑบาต ภิกษุ
			<remark  id="s2b25c84l22" />เหล่านั้นสนทนากถาค้างอยู่ในระหว่างเพียงนี้ ครั้งนั้นแลเป็นเวลาเย็น พระผู้มีพระภาคเสด็จออก
			<remark  id="s2b25c84l23" />จากที่เร้นแล้วได้เสด็จเข้าไปถึงโรงกลมใกล้ต้นกุ่ม แล้วประทับนั่ง ณ อาสนะที่ปูลาดไว้ ครั้นแล้ว
		</para>
	</section>
	<section id="s2b25c85" >
		<para id="s2b25c85p">
			<remark  id="s2b25c85l1" />ตรัสถามภิกษุทั้งหลายว่าดูกรภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ เธอทั้งหลายนั่งประชุมสนทนากันด้วยเรื่อง
			<remark  id="s2b25c85l2" />อะไรหนอและเธอทั้งหลายสนทนาเรื่องอะไรค้างไว้ในระหว่าง ภิกษุเหล่านั้นกราบทูลว่า
			<remark  id="s2b25c85l3" />ขอประทานพระวโรกาส ข้าพระองค์ทั้งหลายกลับจากบิณฑบาตในเวลาปัจฉาภัตนั่งประชุมกันใน
			<remark  id="s2b25c85l4" />โรงกลมใกล้ต้นกุ่มนี้ เกิดสนทนากันในระหว่างนี้ว่า ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุผู้ถือการ
			<remark  id="s2b25c85l5" />เที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตร เที่ยวไปบิณฑบาตอยู่ย่อมได้เห็นรูปอันเป็นที่พอใจด้วยจักษุ ... แม้เรา
			<remark  id="s2b25c85l6" />ทั้งหลายก็จักเป็นผู้อันมหาชนสักการะ เคารพ นับถือ บูชา ยำเกรง เที่ยวไปบิณฑบาต ข้าแต่
			<remark  id="s2b25c85l7" />พระองค์ผู้เจริญข้าพระองค์ทั้งหลายสนทนาเรื่องค้างไว้ในระหว่างนี้แล ก็พอดีพระผู้มีพระภาค
			<remark  id="s2b25c85l8" />เสด็จมาถึง พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย การที่เธอทั้งหลายเป็นกุลบุตรออกบวช
			<remark  id="s2b25c85l9" />เป็นบรรพชิตด้วยศรัทธา พึงกล่าวเรื่องเห็นปานนี้นั้นไม่สมควรเลยเธอทั้งหลายประชุม
			<remark  id="s2b25c85l10" />กันแล้วพึงกระทำอาการ ๒ อย่าง คือ ธรรมีกถา หรือดุษณีภาพอันเป็นอริยะ
			<remark  id="s2b25c85l11" />	ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคทรงทราบเนื้อความนี้แล้ว ได้ทรงเปล่งอุทานนี้ในเวลา
			<remark  id="s2b25c85l12" />นั้นว่า
			<remark  id="s2b25c85l13" />	ถ้าว่าภิกษุไม่อาศัยเสียงสรรเสริญแล้วไซร้เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย 
			<remark  id="s2b25c85l14" />	ย่อมรักใคร่ต่อภิกษุผู้ถือการเที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตรผู้เลี้ยงตนมิใช่ผู้เลี้ยง
			<remark  id="s2b25c85l15" />	คนอื่น ผู้คงที่ ฯ
			<remark  id="s2b25c85l16" />	 จบสูตรที่ ๘
			<remark  id="s2b25c85l17" />	๙. สิปปสูตร
			<remark  id="s2b25c85l18" />	[๘๓] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้
			<remark  id="s2b25c85l19" />	สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิก
			<remark  id="s2b25c85l20" />เศรษฐี ใกล้พระนครสาวัตถี ก็สมัยนั้นแล ภิกษุมากด้วยกันกลับจากบิณฑบาตในเวลาปัจฉาภัต
			<remark  id="s2b25c85l21" />แล้ว นั่งประชุมกันในโรงกลม ได้สนทนากันถึงเรื่องเป็นไปในระหว่างว่า ดูกรท่านผู้มีอายุ
			<remark  id="s2b25c85l22" />ทั้งหลาย ใครหนอแลย่อมรู้ศิลป ใครศึกษาศิลปอะไร ศิลปอย่างไหนเป็นยอดแห่งศิลปทั้งหลาย
			<remark  id="s2b25c85l23" />บรรดาภิกษุเหล่านั้นภิกษุบางพวกกล่าวอย่างนี้ว่า ศิลปในการฝึกช้างเป็นยอดแห่งศิลปทั้งหลาย 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b25c86" >
		<para id="s2b25c86p">
			<remark  id="s2b25c86l1" />บางพวกกล่าวอย่างนี้ว่า ศิลปในการฝึกม้าเป็นยอดแห่งศิลปทั้งหลาย บางพวกกล่าวอย่างนี้ว่า 
			<remark  id="s2b25c86l2" />ศิลปในการขับรถเป็นยอดแห่งศิลปทั้งหลาย บางพวกกล่าวอย่างนี้ว่า ศิลปในการยิงธนูเป็นยอด
			<remark  id="s2b25c86l3" />แห่งศิลปทั้งหลายบางพวกกล่าวอย่างนี้ว่า ศิลปทางอาวุธเป็นยอดแห่งศิลปทั้งหลาย บางพวก
			<remark  id="s2b25c86l4" />กล่าวอย่างนี้ว่า ศิลปทางนับนิ้วมือเป็นยอดแห่งศิลปทั้งหลาย บางพวกกล่าวอย่างนี้ว่า ศิลป
			<remark  id="s2b25c86l5" />ในการคำนวณเป็นยอดแห่งศิลปทั้งหลาย บางพวกกล่าวอย่างนี้ว่า ศิลปนับประมวลเป็นยอด
			<remark  id="s2b25c86l6" />แห่งศิลปทั้งหลาย บางพวกกล่าวอย่างนี้ว่า ศิลปในการขีดเขียนเป็นยอดแห่งศิลปทั้งหลาย 
			<remark  id="s2b25c86l7" />บางพวกกล่าวอย่างนี้ว่า ศิลปในการแต่งกาพย์กลอนเป็นยอดแห่งศิลปทั้งหลาย บางพวก
			<remark  id="s2b25c86l8" />กล่าวอย่างนี้ว่าศิลปในทางโลกายตศาสตร์เป็นยอดแห่งศิลปทั้งหลาย บางพวกกล่าว
			<remark  id="s2b25c86l9" />อย่างนี้ว่า ศิลปในทางภูมิศาสตร์เป็นยอดแห่งศิลปทั้งหลาย ภิกษุเหล่านั้นสนทนาเรื่องค้างไว้ใน
			<remark  id="s2b25c86l10" />ระหว่างเพียงนี้ ครั้งนั้นแล เป็นเวลาเย็น พระผู้มีพระภาคเสด็จออกจากที่เร้น ได้เสด็จเข้าไป
			<remark  id="s2b25c86l11" />ถึงโรงกลม แล้วประทับนั่ง ณ อาสนะที่ปูลาดไว้ ครั้นแล้วตรัสถามภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุ
			<remark  id="s2b25c86l12" />ทั้งหลาย บัดนี้ เธอทั้งหลายนั่งประชุมสนทนากันด้วยเรื่องอะไรหนอ และเธอทั้งหลายสนทนา
			<remark  id="s2b25c86l13" />เรื่องอะไรค้างไว้ ภิกษุเหล่านั้นกราบทูลว่า ขอประทานพระวโรกาส ข้าพระองค์ทั้งหลายกลับจาก
			<remark  id="s2b25c86l14" />บิณฑบาตในเวลาปัจฉาภัต นั่งประชุมกันในโรงกลม เกิดสนทนากันในระหว่างว่า ดูกรท่าน
			<remark  id="s2b25c86l15" />ผู้มีอายุทั้งหลาย ใครหนอแลย่อมรู้ศิลป ... บางพวกกล่าวอย่างนี้ว่าศิลปในทางภูมิศาสตร์เป็น
			<remark  id="s2b25c86l16" />ยอดแห่งศิลปทั้งหลาย ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ทั้งหลายสนทนาเรื่องค้างไว้ในระหว่าง
			<remark  id="s2b25c86l17" />นี้แลก็พอดีพระผู้มีพระภาคเสด็จมาถึง พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย การที่เธอ
			<remark  id="s2b25c86l18" />ทั้งหลายเป็นกุลบุตรออกบวชเป็นบรรพชิตด้วยศรัทธา กล่าวกถาเห็นปานนี้นั้นไม่สมควรเลย
			<remark  id="s2b25c86l19" />เธอทั้งหลายประชุมกันแล้ว พึงกระทำอาการ ๒ อย่าง คือ ธรรมีกถา หรือดุษณีภาพอันเป็น
			<remark  id="s2b25c86l20" />อริยะ ฯ
			<remark  id="s2b25c86l21" />	ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคทรงทราบเนื้อความนี้แล้ว ได้ทรงเปล่งอุทานนี้ใน
			<remark  id="s2b25c86l22" />เวลานั้นว่า
			<remark  id="s2b25c86l23" />	ผู้ไม่อาศัยศิลปเลี้ยงชีพ ผู้เบา ปรารถนาประโยชน์ มีอินทรีย์สำรวมแล้ว 
			<remark  id="s2b25c86l24" />	พ้นวิเศษแล้วในธรรมทั้งปวง ไม่มีที่อยู่เที่ยวไป ไม่ยึดถือว่าของเรา 
			<remark  id="s2b25c86l25" />	ไม่มีความหวัง ผู้นั้นกำจัดมารได้แล้ว เป็นผู้เที่ยวไปผู้เดียว ชื่อว่าเป็น
			<remark  id="s2b25c86l26" />	ภิกษุ ฯ
			<remark  id="s2b25c86l27" />	 จบสูตรที่ ๙
		</para>
	</section>
	<section id="s2b25c87" >
		<para id="s2b25c87p">
			<remark  id="s2b25c87l1" />	๑๐. โลกสูตร
			<remark  id="s2b25c87l2" />	[๘๔] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้
			<remark  id="s2b25c87l3" />	สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคแรกตรัสรู้ ประทับอยู่ที่ควงไม้โพธิ์ใกล้ฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา 
			<remark  id="s2b25c87l4" />ตำบลอุรุเวลา ก็สมัยนั้นแล พระผู้มีพระภาคประทับนั่งเสวยวิมุตติสุขโดยบัลลังก์เดียวตลอด 
			<remark  id="s2b25c87l5" />๗ วัน ครั้งนั้นแลโดยล่วง ๗ วันนั้นไป พระผู้มีพระภาคเสด็จออกจากสมาธินั้นแล้วทรงตรวจดู
			<remark  id="s2b25c87l6" />โลกด้วยพุทธจักษุ ได้ทรงเห็นหมู่สัตว์ผู้เดือดร้อนอยู่ด้วยความเดือดร้อนเป็นอันมาก และผู้ถูก
			<remark  id="s2b25c87l7" />ความเร่าร้อนเป็นอันมากซึ่งเกิดจากราคะบ้าง เกิดจากโทสะบ้าง เกิดจากโมหะบ้าง แผดเผาอยู่ ฯ
			<remark  id="s2b25c87l8" />	ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคทรงทราบเนื้อความนี้แล้ว ได้ทรงเปล่งอุทานนี้ในเวลา
			<remark  id="s2b25c87l9" />นั้นว่า
			<remark  id="s2b25c87l10" />	โลกนี้เกิดความเดือดร้อนแล้ว ถูกผัสสะครอบงำแล้ว ย่อมกล่าวถึง
			<remark  id="s2b25c87l11" />	โรคโดยความเป็นตัวตน ก็โลกย่อมสำคัญโดยประการใด ขันธปัญจก
			<remark  id="s2b25c87l12" />	อันเป็นวัตถุแห่งความสำคัญนั้น ย่อมเป็นอย่างอื่นจากประการที่ตน
			<remark  id="s2b25c87l13" />	สำคัญนั้น โลกข้องแล้วในภพมีความแปรปรวนเป็นอื่น ถูกภพครอบงำ
			<remark  id="s2b25c87l14" />	แล้ว ย่อมเพลิดเพลินภพนั่นเอง (สัตว์) โลกย่อมเพลิดเพลินสิ่งใด
			<remark  id="s2b25c87l15" />	สิ่งนั้นเป็นภัย โลกกลัวสิ่งใด สิ่งนั้นเป็นทุกข์ ก็บุคคลอยู่ประพฤติ
			<remark  id="s2b25c87l16" />	พรหมจรรย์นี้เพื่อจะละภพแล ก็สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง
			<remark  id="s2b25c87l17" />	กล่าวความหลุดพ้นจากภพด้วยภพ(สัสสตทิฐิ)เรากล่าวว่า สมณ
			<remark  id="s2b25c87l18" />	พราหมณ์เหล่านั้นทั้งหมดไม่หลุดพ้นไปจากภพ ก็หรือสมณะหรือ
			<remark  id="s2b25c87l19" />	พราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง กล่าวความสลัดออกจากภพด้วยความไม่มี
			<remark  id="s2b25c87l20" />	ภพ (อุจเฉททิฐิ)เรากล่าวว่า สมณพราหมณ์เหล่านั้นทั้งหมดไม่
			<remark  id="s2b25c87l21" />	สลัดออกไปจากภพ ก็ทุกข์นี้ย่อมเกิดเพราะอาศัยอุปธิทั้งปวง ความเกิด
			<remark  id="s2b25c87l22" />	แห่งทุกข์ย่อมไม่มี เพราะความสิ้นอุปาทานทั้งปวง ท่านจงดูโลกนี้ 
			<remark  id="s2b25c87l23" />	สัตว์ทั้งหลายเป็นจำนวนมาก ถูกอวิชชาครอบงำหรือยินดีในขันธปัญจก
			<remark  id="s2b25c87l24" />	ที่เกิดแล้ว ไม่พ้นไปจากภพก็ภพเหล่าใดเหล่าหนึ่งในส่วนทั้งปวง 
			<remark  id="s2b25c87l25" />	(ในเบื้องบนเบื้องต่ำ เบื้องขวาง) โดยส่วนทั้งปวง (สวรรค์ อบาย
		</para>
	</section>
	<section id="s2b25c88" >
		<para id="s2b25c88p">
			<remark  id="s2b25c88l1" />	และมนุษย์เป็นต้น) ภพทั้งหมดนั้น ไม่เที่ยง เป็นทุกข์มีความ
			<remark  id="s2b25c88l2" />	แปรปรวนเป็นธรรมดา อันบุคคลผู้เห็นขันธปัญจกกล่าวคือ ภพ ตาม
			<remark  id="s2b25c88l3" />	ความเป็นจริงด้วย ปัญญา อันชอบอย่างนี้ อยู่ย่อมละภวตัณหาได้ 
			<remark  id="s2b25c88l4" />	ทั้งไม่เพลิดเพลินวิภวตัณหา ความดับด้วยอริยมรรคเป็นเครื่องสำรอก
			<remark  id="s2b25c88l5" />	ไม่มีส่วนเหลือ เพราะความสิ้นไปแห่งตัณหาทั้งหลาย โดยประการ
			<remark  id="s2b25c88l6" />	ทั้งปวง เป็นนิพพานภพใหม่ย่อมไม่มีแก่ภิกษุนั้น ผู้ดับแล้วเพราะไม่
			<remark  id="s2b25c88l7" />	ถือมั่น ภิกษุนั้นครอบงำมาร ชนะสงคราม ล่วงภพได้ทั้งหมด เป็นผู้
			<remark  id="s2b25c88l8" />	คงที่ฉะนี้แล ฯ
			<remark  id="s2b25c88l9" />	จบสูตรที่ ๑๐
			<remark  id="s2b25c88l10" />	จบนันทวรรคที่ ๓
			<remark  id="s2b25c88l11" />	_________
			<remark  id="s2b25c88l12" />	รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
			<remark  id="s2b25c88l13" />	๑. กรรมสูตร 			๒. นันทสูตร 
			<remark  id="s2b25c88l14" />	๓. ยโสชสูตร 		๔. สาริปุตตสูตร
			<remark  id="s2b25c88l15" />	๕. โกลิตสูตร 		๖. ปิลินทวัจฉสูตร 
			<remark  id="s2b25c88l16" />	๗. มหากัสสปสูตร 	๘. ปิณฑปาตสูตร
			<remark  id="s2b25c88l17" />	๙. สิปปสูตร 			๑๐. โลกสูตร ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b25c89" >
		<para id="s2b25c89p">
			<remark  id="s2b25c89l1" />	อุทาน เมฆิยวรรคที่ ๔
			<remark  id="s2b25c89l2" />	๑. เมฆิยสูตร
			<remark  id="s2b25c89l3" />	[๘๕] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้
			<remark  id="s2b25c89l4" />	สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ จาลิกบรรพต ใกล้เมืองจาลิกา ก็สมัยนั้นแล 
			<remark  id="s2b25c89l5" />ท่านพระเมฆิยะเป็นอุปัฏฐากพระผู้มีพระภาค ครั้งนั้นแลท่านพระเมฆิยะเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค
			<remark  id="s2b25c89l6" />ถึงที่ประทับ ถวายบังคมแล้วยืนอยู่ ณที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า 
			<remark  id="s2b25c89l7" />ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญข้าพระองค์ปรารถนาจะเข้าไปบิณฑบาตในชันตุคาม พระผู้มีพระภาคตรัสว่า 
			<remark  id="s2b25c89l8" />ดูกรเมฆิยะ เธอจงสำคัญเวลาอันควร ณ บัดนี้เถิด ครั้งนั้นเป็นเวลาเช้า ท่านพระเมฆิยะนุ่งแล้ว 
			<remark  id="s2b25c89l9" />ถือบาตรและจีวรเข้าไปยังชันตุคามเพื่อบิณฑบาต ครั้นเที่ยวไปในชันตุคามเพื่อบิณฑบาตแล้ว 
			<remark  id="s2b25c89l10" />กลับจากบิณฑบาตในเวลาปัจฉาภัต เข้าไปยังฝั่งแม่น้ำกิมิกาฬา ครั้นแล้วเดินพักผ่อนอยู่ที่ฝั่ง
			<remark  id="s2b25c89l11" />แม่น้ำกิมิกาฬา ได้เห็นป่ามะม่วงน่าเลื่อมใส น่ารื่นรมย์ ครั้นแล้วคิดว่า ป่ามะม่วงนี้น่าเลื่อมใส 
			<remark  id="s2b25c89l12" />น่ารื่นรมย์จริงหนอป่ามะม่วงนี้สมควรแก่ความเพียรของกุลบุตรผู้มีความต้องการด้วยความเพียร
			<remark  id="s2b25c89l13" />จริงหนอถ้าว่าพระผู้มีพระภาคพึงทรงอนุญาตเราไซร้ เราพึงมาสู่อัมพวันนี้เพื่อบำเพ็ญเพียร
			<remark  id="s2b25c89l14" />ลำดับนั้นแล ท่านพระเมฆิยะเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคมแล้ว นั่งอยู่ ณ 
			<remark  id="s2b25c89l15" />ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่าข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอประทาน
			<remark  id="s2b25c89l16" />พระวโรกาส เวลาเช้า ข้าพระองค์นุ่งแล้ว ถือบาตรและจีวรเข้าไปบิณฑบาตยังชันตุคาม ครั้น
			<remark  id="s2b25c89l17" />เที่ยวไปบิณฑบาตในชันตุคามแล้วกลับจากบิณฑบาตในเวลาปัจฉาภัต เข้าไปยังฝั่งแม่น้ำกิมิกาฬา 
			<remark  id="s2b25c89l18" />ครั้นแล้วเดินพักผ่อนอยู่ที่ฝั่งแม่น้ำกิมิกาฬา ได้เห็นอัมพวันน่าเลื่อมใส น่ารื่นรมย์ จึงได้
			<remark  id="s2b25c89l19" />คิดว่าอัมพวันนี้น่าเลื่อมใส น่ารื่นรมย์จริงหนอ อัมพวันนี้ สมควรเพื่อความเพียรของกุลบุตร
			<remark  id="s2b25c89l20" />ผู้มีความต้องการด้วยความเพียรจริงหนอ ถ้าว่าพระผู้มีพระภาคพึงทรงอนุญาตเราไซร้ เราพึงมาสู่
			<remark  id="s2b25c89l21" />อัมพวันนี้เพื่อบำเพ็ญเพียร ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ถ้าว่าพระผู้มีพระภาคจะทรงอนุญาตข้าพระองค์
			<remark  id="s2b25c89l22" />ไซร้ ข้าพระองค์พึงไปสู่อัมพวันเพื่อบำเพ็ญเพียร ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b25c90" >
		<para id="s2b25c90p">
			<remark  id="s2b25c90l1" />	[๘๖] เมื่อท่านพระเมฆิยะกราบทูลอย่างนี้แล้ว พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรเมฆิยะ 
			<remark  id="s2b25c90l2" />จงรอก่อน เราอยู่แต่ผู้เดียวเธอจงรอยู่จนกว่าภิกษุรูปอื่นจะมาแม้ครั้งที่ ๒ ท่านพระเมฆิยะได้
			<remark  id="s2b25c90l3" />กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญพระผู้มีพระภาคไม่มีกิจอะไรๆ ที่พึงทำให้ยิ่ง
			<remark  id="s2b25c90l4" />หรือการสั่งสมอริยมรรคที่พระองค์ทรงทำแล้วไม่มี แต่ข้าพระองค์ยังมีกิจที่พึงทำให้ยิ่ง ยังมีการ
			<remark  id="s2b25c90l5" />สั่งสมอริยมรรคที่ทำแล้ว ถ้าว่าพระผู้มีพระภาคจะทรงอนุญาตข้าพระองค์ไซร้ ข้าพระองค์พึง
			<remark  id="s2b25c90l6" />ไปสู่อัมพวันนั้นเพื่อบำเพ็ญเพียร แม้ครั้งที่ ๒ ... แม้ครั้งที่ ๓ พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรเมฆิยะ
			<remark  id="s2b25c90l7" />เราพึงกล่าวอะไรกะเธอผู้กล่าวอยู่ว่า บำเพ็ญเพียร ดูกรเมฆิยะ เธอจงสำคัญเวลาอันสมควร 
			<remark  id="s2b25c90l8" />ณ บัดนี้ ฯ
			<remark  id="s2b25c90l9" />	[๘๗] ครั้งนั้นแล ท่านพระเมฆิยะลุกจากอาสนะ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาค กระทำ
			<remark  id="s2b25c90l10" />ประทักษิณแล้ว เข้าไปยังอัมพวันนั้น ครั้นแล้วได้เที่ยวไปทั่วอัมพวัน แล้วนั่งพักกลางวันอยู่
			<remark  id="s2b25c90l11" />ที่โคนต้นไม้ต้นหนึ่ง ครั้งนั้น เมื่อท่านพระเมฆิยะพักอยู่ในอัมพวันนั้น อกุศลวิตกอันลามก 
			<remark  id="s2b25c90l12" />๓ ประการ คือ กามวิตก พยาบาทวิตกวิหิงสาวิตก ย่อมฟุ้งซ่านโดยมาก ครั้งนั้นแล 
			<remark  id="s2b25c90l13" />ท่านพระเมฆิยะคิดว่า น่าอัศจรรย์หนอไม่เคยมีมาแล้วหนอ เราออกบวชเป็นบรรพชิตด้วย
			<remark  id="s2b25c90l14" />ศรัทธา แต่กลับถูกอกุศลวิตกอันลามก ๓ ประการนี้ คือ กามวิตก พยาบาทวิตก วิหิงสาวิตก 
			<remark  id="s2b25c90l15" />ครอบงำแล้ว ครั้งนั้นเป็นเวลาเย็น ท่านพระเมฆิยะออกจากที่เร้น เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค
			<remark  id="s2b25c90l16" />ถึงที่ประทับ แล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์
			<remark  id="s2b25c90l17" />ผู้เจริญ ขอประทานพระวโรกาส เมื่อข้าพระองค์พักอยู่ในอัมพวันนั้น อกุศลวิตกอันลามก ๓ 
			<remark  id="s2b25c90l18" />ประการ คือ กามวิตก พยาบาทวิตกวิหิงสาวิตก ย่อมฟุ้งซ่านโดยมาก ข้าพระองค์นั้นคิดว่า 
			<remark  id="s2b25c90l19" />น่าอัศจรรย์หนอ ไม่เคยมีมาแล้วหนอ ก็เราออกบวชเป็นบรรพชิตด้วยศรัทธา แต่กลับถูกอกุศล
			<remark  id="s2b25c90l20" />วิตกอันลามก ๓ ประการนี้ คือ กามวิตก พยาบาทวิตก วิหิงสาวิตก ครอบงำแล้ว ฯ
			<remark  id="s2b25c90l21" />	[๘๘] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรเมฆิยะ ธรรม ๕ ประการ ย่อมเป็นไปเพื่อความ
			<remark  id="s2b25c90l22" />แก่กล้าแห่งเจโตวิมุติที่ยังไม่แก่กล้า ๕ ประการเป็นไฉน ดูกรเมฆิยะ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ 
			<remark  id="s2b25c90l23" />เป็นผู้มีมิตรดี มีสหายดี มีเพื่อนดี นี้เป็นธรรมประการที่ ๑ ย่อมเป็นไปเพื่อความแก่กล้า
			<remark  id="s2b25c90l24" />แห่งเจโตวิมุติที่ยังไม่แก่กล้า ฯ
			<remark  id="s2b25c90l25" />	อีกประการหนึ่ง ภิกษุเป็นผู้มีศีล สำรวมระวังในพระปาติโมกข์ ถึงพร้อมด้วยอาจาระ
			<remark  id="s2b25c90l26" />แลโคจร มีปกติเห็นภัยในโทษมีประมาณเล็กน้อย สมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบททั้งหลาย
			<remark  id="s2b25c90l27" />นี้เป็นธรรมประการที่ ๒ ย่อมเป็นไปเพื่อความแก่กล้าแห่งเจโตวิมุติที่ยังไม่แก่กล้า ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b25c91" >
		<para id="s2b25c91p">
			<remark  id="s2b25c91l1" />	อีกประการหนึ่ง ภิกษุเป็นผู้ได้ตามความปรารถนา ได้โดยไม่ยาก ไม่ลำบาก ซึ่งกถา
			<remark  id="s2b25c91l2" />เครื่องขัดเกลากิเลส เป็นไปเพื่อเป็นที่สบายในการเปิดจิต เพื่อเบื่อหน่ายโดยส่วนเดียว 
			<remark  id="s2b25c91l3" />เพื่อคลายกำหนัด เพื่อความดับ เพื่อเข้าไปสงบ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพาน 
			<remark  id="s2b25c91l4" />คือ อัปปิจฉกถา สันตุฏฐิกถา ปวิเวกกถาอสังสัคคกถา วิริยารัมภกถา ศีลกถา สมาธิกถา 
			<remark  id="s2b25c91l5" />ปัญญากถา วิมุตติกถาวิมุตติญาณทัสสนกถา นี้เป็นธรรมประการที่ ๓ ย่อมเป็นไปเพื่อความ
			<remark  id="s2b25c91l6" />แก่กล้าแห่งเจโตวิมุติที่ยังไม่แก่กล้า ฯ
			<remark  id="s2b25c91l7" />	อีกประการหนึ่ง ภิกษุเป็นผู้ปรารภความเพียร เพื่อละอกุศลธรรม เพื่อความเกิดขึ้น
			<remark  id="s2b25c91l8" />แห่งกุศลธรรม เป็นผู้มีกำลัง มีความบากบั่นมั่นคง ไม่ทอดธุระในกุศลธรรม นี้เป็นธรรม
			<remark  id="s2b25c91l9" />ประการที่ ๔ ย่อมเป็นไปเพื่อความแก่กล้าแห่งเจโตวิมุติที่ยังไม่แก่กล้า ฯ
			<remark  id="s2b25c91l10" />	อีกประการหนึ่ง ภิกษุเป็นผู้มีปัญญา ประกอบด้วยปัญญาเครื่องพิจารณาความเกิดและ
			<remark  id="s2b25c91l11" />ความดับ เป็นอริยะ ชำแรกกิเลสให้ถึงความสิ้นทุกข์โดยชอบ นี้เป็นธรรมประการที่ ๕ 
			<remark  id="s2b25c91l12" />ย่อมเป็นไปเพื่อความแก่กล้าแห่งเจโตวิมุติที่ยังไม่แก่กล้าดูกรเมฆิยะ ธรรม ๕ ประการนี้ 
			<remark  id="s2b25c91l13" />ย่อมเป็นไปเพื่อความแก่กล้าแห่งเจโตวิมุติที่ยังไม่แก่กล้า ดูกรเมฆิยะ ภิกษุผู้มีมิตรดี มีสหายดี 
			<remark  id="s2b25c91l14" />มีเพื่อนดี พึงหวังคุณข้อนี้ได้ คือ ตนจักเป็นผู้มีศีล ... จักสมาทานศึกษาในสิกขาบททั้งหลาย 
			<remark  id="s2b25c91l15" />ภิกษุผู้มีมิตรดี มีสหายดี มีเพื่อนดี พึงหวังคุณข้อนี้ได้ คือ ตนจักได้ตามความปรารถนาได้
			<remark  id="s2b25c91l16" />โดยไม่ยาก ไม่ลำบาก ซึ่งกถาเครื่องขัดเกลากิเลส ... วิมุตติญาณทัสสนกถาภิกษุผู้มีมิตรดี 
			<remark  id="s2b25c91l17" />มีสหายดี มีเพื่อนดี พึงหวังคุณข้อนี้ได้ คือ ตนจักเป็นผู้ปรารภความเพียร ... ไม่ทอดธุระใน
			<remark  id="s2b25c91l18" />กุศลธรรม ภิกษุผู้มีมิตรดี มีสหายดี มีเพื่อนดี พึงหวังคุณข้อนี้ได้ คือ ตนจักเป็นผู้มีปัญญา ... 
			<remark  id="s2b25c91l19" />ให้ถึงความสิ้นทุกข์โดยชอบ ฯ
			<remark  id="s2b25c91l20" />	[๘๙] ดูกรเมฆิยะ ก็แลอันภิกษุนั้นตั้งอยู่ในธรรม ๕ ประการนี้แล้วพึงเจริญธรรม ๔ 
			<remark  id="s2b25c91l21" />ประการให้ยิ่งขึ้นไป คือ พึ่งเจริญอสุภะเพื่อละราคะ พึงเจริญเมตตาเพื่อละพยาบาท พึงเจริญ
			<remark  id="s2b25c91l22" />อานาปานสติเพื่อตัดวิตก พึงเจริญอนิจจสัญญาเพื่อเพิกถอนอัสมิมานะ ดูกรเมฆิยะ อนัตตสัญญา
			<remark  id="s2b25c91l23" />ย่อมปรากฏแก่ภิกษุผู้ได้อนิจจสัญญา ผู้ที่ได้อนัตตสัญญาย่อมบรรลุนิพพานอันเป็นที่เพิกถอน
			<remark  id="s2b25c91l24" />เสียได้ซึ่งอัสมิมานะในปัจจุบันเทียว ฯ
			<remark  id="s2b25c91l25" />	ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคทรงทราบเนื้อความนี้แล้ว ทรงเปล่งอุทานนี้ในเวลา
			<remark  id="s2b25c91l26" />นั้นว่า
			<remark  id="s2b25c91l27" />	วิตกอันเลวทราม วิตกอันสุขุม ตั้งมั่นแล้วทำใจให้เย่อหยิ่งบุคคล
			<remark  id="s2b25c91l28" />	ผู้มีจิตหมุนไปแล้วไม่ทราบวิตกแห่งใจเหล่านี้ ย่อมแล่นไปสู่ภพน้อย
		</para>
	</section>
	<section id="s2b25c92" >
		<para id="s2b25c92p">
			<remark  id="s2b25c92l1" />	และภพใหญ่ ส่วนบุคคลผู้มีความเพียร มีสติ ทราบวิตกแห่งใจ
			<remark  id="s2b25c92l2" />	เหล่านี้แล้ว ย่อมปิดเสีย พระอริยสาวกผู้ตรัสรู้แล้ว ย่อมละได้เด็ดขาด
			<remark  id="s2b25c92l3" />	ไม่มีส่วนเหลือ ซึ่งวิตกเหล่านี้ที่ตั้งมั่นแล้ว ทำใจให้เย่อหยิ่ง ฯ
			<remark  id="s2b25c92l4" />	 จบสูตรที่ ๑
			<remark  id="s2b25c92l5" />	๒. อุทธตสูตร
			<remark  id="s2b25c92l6" />	[๙๐] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้
			<remark  id="s2b25c92l7" />	สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่สาลวัน อันเป็นที่เสด็จประพาสของมัลลกษัตริย์
			<remark  id="s2b25c92l8" />ทั้งหลาย ใกล้กรุงกุสินารา ก็สมัยนั้นแล ภิกษุมากด้วยกันเป็นผู้มีจิตฟุ้งซ่าน เย่อหยิ่ง 
			<remark  id="s2b25c92l9" />กลับกลอก มีปากกล้า มีวาจาเกลื่อนกล่น มีสติหลงลืม ไม่รู้สำนึกตัว มีจิตไม่ตั้งมั่น มีจิต
			<remark  id="s2b25c92l10" />หมุนไปผิด ไม่สำรวมอินทรีย์ อยู่ในกุฎีที่เขาสร้างไว้ในป่า ในที่ไม่ไกลพระผู้มีพระภาค 
			<remark  id="s2b25c92l11" />พระผู้มีพระภาคได้ทรงเห็นภิกษุเหล่านั้น ผู้มีจิตฟุ้งซ่าน เย่อหยิ่ง ปากกล้า วาจาเกลื่อนกล่น 
			<remark  id="s2b25c92l12" />มีสติหลงลืม ไม่รู้สำนึกตัว มีจิตไม่ตั้งมั่น มีจิตหมุนไปผิด ไม่สำรวมอินทรีย์ อยู่ในกุฎีที่เขา
			<remark  id="s2b25c92l13" />สร้างไว้ในป่าในที่ไม่ไกล ฯ
			<remark  id="s2b25c92l14" />	ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคทรงทราบเนื้อความนี้แล้ว ได้ทรงเปล่งอุทานนี้ในเวลา
			<remark  id="s2b25c92l15" />นั้นว่า
			<remark  id="s2b25c92l16" />	ภิกษุมีกายไม่รักษาแล้ว เป็นมิจฉาทิฐิ และถูกถีนมิทธะครอบงำแล้ว 
			<remark  id="s2b25c92l17" />	ย่อมไปสู่อำนาจแห่งมาร เพราะเหตุนั้นภิกษุพึงเป็นผู้รักษาจิต มีความ
			<remark  id="s2b25c92l18" />	ดำริชอบเป็นโคจร มุ่งสัมมาทิฐิเป็นเบื้องหน้า รู้ความเกิดขึ้นและความ
			<remark  id="s2b25c92l19" />	เสื่อมไปแล้วครอบงำถีนมิทธะ พึงละทุคติทั้งหมดได้ ฯ
			<remark  id="s2b25c92l20" />	 จบสูตรที่ ๒
			<remark  id="s2b25c92l21" />	๓. โคปาลสูตร
			<remark  id="s2b25c92l22" />	[๙๑] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้
		</para>
	</section>
	<section id="s2b25c93" >
		<para id="s2b25c93p">
			<remark  id="s2b25c93l1" />	สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเสด็จจาริกไปในโกศลชนบทพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ ครั้ง
			<remark  id="s2b25c93l2" />นั้นแล พระผู้มีพระภาคทรงแวะออกจากทางแล้ว เสด็จเข้าไปยังโคนต้นไม้แห่งหนึ่ง แล้วประทับ
			<remark  id="s2b25c93l3" />นั่งที่อาสนะอันบุคคลปูไว้แล้ว ครั้งนั้นแลนายโคบาลคนหนึ่งเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ 
			<remark  id="s2b25c93l4" />ถวายบังคมแล้ว นั่งอยู่ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง พระผู้มีพระภาคทรงชี้แจงให้นายโคบาลนั้นเห็น
			<remark  id="s2b25c93l5" />แจ้ง ให้สมาทาน ให้อาจหาญ ร่าเริง ด้วยธรรมีกถา ครั้งนั้นแล นายโคบาลนั้น อัน
			<remark  id="s2b25c93l6" />พระผู้มีพระภาคทรงชี้แจงให้เห็นแจ้ง ให้สมาทาน อาจหาญ ร่าเริง ด้วยธรรมีกถาแล้ว ได้
			<remark  id="s2b25c93l7" />กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ ทรง
			<remark  id="s2b25c93l8" />รับภัตของข้าพระองค์เพื่อเสวยในวันพรุ่งนี้เถิด พระเจ้าข้าพระผู้มีพระภาคทรงรับนิมนต์โดย
			<remark  id="s2b25c93l9" />ดุษณีภาพ ลำดับนั้นแล นายโคบาลนั้นทราบว่าพระผู้มีพระภาคทรงรับแล้วลุกออกจากอาสนะ
			<remark  id="s2b25c93l10" />ถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาค กระทำประทักษิณแล้วหลีกไป พอล่วงราตรีนั้นไป นายโคบาล
			<remark  id="s2b25c93l11" />สั่งให้ตกแต่งข้าวปายาสมีน้ำน้อย และสัปปิใหม่ อันเพียงพอ ในนิเวศน์ของตนแล้วให้กราบ
			<remark  id="s2b25c93l12" />ทูลภัตกาลแด่พระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ถึงเวลาแล้ว ภัตเสร็จแล้ว ครั้นเวลาเช้า 
			<remark  id="s2b25c93l13" />พระผู้มีพระภาคทรงอันตรวาสกแล้ว ทรงถือบาตรและจีวร เสด็จเข้าไปยังนิเวศน์ของนายโคบาล
			<remark  id="s2b25c93l14" />พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ ครั้นแล้วประทับนั่งที่อาสนะที่เขาปูลาดถวาย ลำดับนั้นแล นายโคบาล
			<remark  id="s2b25c93l15" />อังคาสภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุขด้วยข้าวปายาสมีน้ำน้อยและสัปปิใหม่ให้อิ่มหนำสำราญ
			<remark  id="s2b25c93l16" />ด้วยมือของตน เมื่อพระผู้มีพระภาคเสวยเสร็จชักพระหัตถ์จากบาตรแล้ว นายโคบาลถือเอาอาสนะ
			<remark  id="s2b25c93l17" />ต่ำแห่งหนึ่งนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง พระผู้มีพระภาคทรงชี้แจงให้นายโคบาลนั้นเห็นแจ้ง
			<remark  id="s2b25c93l18" />ให้สมาทาน อาจหาญ ร่าเริง ด้วยธรรมีกถาแล้วเสด็จลุกจากอาสนะหลีกไป ฯ
			<remark  id="s2b25c93l19" />	[๙๒] ครั้งนั้นแล เมื่อพระผู้มีพระภาคเสด็จหลีกไปแล้วไม่นาน บุรุษคนหนึ่งได้ปลง
			<remark  id="s2b25c93l20" />ชีวิตนายโคบาลนั้นในระหว่างเขตบ้าน ลำดับนั้นแล ภิกษุมากด้วยกันเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค
			<remark  id="s2b25c93l21" />ถึงที่ประทับ ถวายบังคมแล้ว นั่งอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้ว ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาค
			<remark  id="s2b25c93l22" />ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ได้ทราบว่า นายโคบาลอังคาสภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุขให้
			<remark  id="s2b25c93l23" />อิ่มหนำสำราญด้วยข้าวปายาสมีน้ำน้อยและสัปปิใหม่ด้วยมือของตนในวันนี้แล้ว ถูกบุรุษคนหนึ่ง
			<remark  id="s2b25c93l24" />ปลงชีวิตเสียแล้วในระหว่างเขตบ้าน ฯ
			<remark  id="s2b25c93l25" />	ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคทรงทราบเนื้อความนี้แล้ว ได้ทรงเปล่งอุทานนี้ในเวลา
			<remark  id="s2b25c93l26" />นั้นว่า
		</para>
	</section>
	<section id="s2b25c94" >
		<para id="s2b25c94p">
			<remark  id="s2b25c94l1" />	โจรหัวโจกเห็นโจรหัวโจกแล้ว พึงทำความฉิบหายหรือความทุกข์ให้กัน
			<remark  id="s2b25c94l2" />	ก็หรือคนมีเวรเห็นคนมีเวรแล้ว พึงทำความฉิบหายหรือความทุกข์ให้กัน
			<remark  id="s2b25c94l3" />	จิตที่ตั้งไว้ผิดพึงทำเขาให้เลวกว่านั้น ฯ
			<remark  id="s2b25c94l4" />	 จบสูตรที่ ๓
			<remark  id="s2b25c94l5" />	๔. ชุณหสูตร
			<remark  id="s2b25c94l6" />	[๙๓] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้
			<remark  id="s2b25c94l7" />	สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเวฬุวันกลันทกนิวาปสถาน ใกล้กรุง
			<remark  id="s2b25c94l8" />ราชคฤห์ ก็สมัยนั้นแล ท่านพระสารีบุตรและท่านพระมหาโมคคัลลานะอยู่ที่กโปตกันทราวิหาร
			<remark  id="s2b25c94l9" />ก็สมัยนั้น ท่านพระสารีบุตรมีผมอันปลงแล้วใหม่ๆ นั่งเข้าสมาธิอย่างหนึ่งอยู่กลางแจ้งในคืน
			<remark  id="s2b25c94l10" />เดือนหงาย ฯ
			<remark  id="s2b25c94l11" />	[๙๔] ก็สมัยนั้น ยักษ์สองสหายออกจากทิศอุดรไปยังทิศทักษิณ ด้วยกรณียกิจบาง
			<remark  id="s2b25c94l12" />อย่าง ได้เห็นท่านพระสารีบุตรมีผมอันปลงแล้วใหม่ๆ นั่งอยู่กลางแจ้งในคืนเดือนหงาย ครั้นแล้ว
			<remark  id="s2b25c94l13" />ยักษ์ตนหนึ่งได้กล่าวกะยักษ์ผู้เป็นสหายว่า ดูกรสหาย เราจะประหารที่ศีรษะแห่งสมณะนี้ เมื่อ
			<remark  id="s2b25c94l14" />ยักษ์นั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว ยักษ์ผู้เป็นสหายได้กล่าวกะยักษ์นั้นว่า ดูกรสหาย อย่าเลย ท่านอย่า
			<remark  id="s2b25c94l15" />ประหารสมณะเลยดูกรสหาย สมณะนั้นมีคุณยิ่ง มีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมาก แม้ครั้งที่ ๒ ... 
			<remark  id="s2b25c94l16" />แม้ครั้งที่ ๓ ยักษ์นั้นก็ได้กล่าวกะยักษ์ผู้เป็นสหายว่า ดูกรสหาย เราจะประหารที่ศีรษะแห่งสมณะ
			<remark  id="s2b25c94l17" />นี้ แม้ครั้งที่ ๓ ยักษ์ผู้เป็นสหายก็ได้กล่าวกะยักษ์นั้นว่า ดูกรสหาย อย่าเลย ท่านอย่าประหาร
			<remark  id="s2b25c94l18" />สมณะเลย ดูกรสหาย สมณะนั้นมีคุณยิ่ง มีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมาก ลำดับนั้นแล ยักษ์นั้น
			<remark  id="s2b25c94l19" />ไม่เชื่อยักษ์ผู้เป็นสหาย ได้ประหารที่ศีรษะแห่งท่านพระสารีบุตรเถระ ยักษ์นั้นพึงยังพระยาช้างสูง
			<remark  id="s2b25c94l20" />ตั้ง ๗ ศอกหรือ ๘ ศอกให้จมลงไปก็ได้ หรือพึงทำลายยอดภูเขาใหญ่ก็ได้ ด้วยการประหารนั้น
			<remark  id="s2b25c94l21" />ก็แลยักษ์นั้นกล่าวว่า เราย่อมเร่าร้อน แล้วได้ตกลงไปสู่นรกใหญ่ในที่นั้นเอง ฯ
			<remark  id="s2b25c94l22" />	[๙๕] ท่านพระมหาโมคคัลลานะ ได้เห็นยักษ์นั้นประหารที่ศีรษะแห่งท่านพระสารีบุตร 
			<remark  id="s2b25c94l23" />ด้วยจักษุเพียงดังทิพย์อันบริสุทธิ์ล่วงจักษุของมนุษย์ แล้วเข้าไปหาท่านพระสารีบุตร ครั้นแล้ว
			<remark  id="s2b25c94l24" />ได้ถามท่านพระสารีบุตรว่า ดูกรอาวุโส ท่านพึงอดทนได้หรือ พึงยังอัตภาพให้เป็นไปได้หรือ 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b25c95" >
		<para id="s2b25c95p">
			<remark  id="s2b25c95l1" />ทุกข์อะไรๆ ไม่มีหรือ ท่านพระสารีบุตรตอบว่า ดูกรอาวุโสโมคคัลลานะ ผมพึงอดทนได้ พึง
			<remark  id="s2b25c95l2" />ยังอัตภาพให้เป็นไปได้ แต่บนศีรษะของผมมีทุกข์หน่อยหนึ่ง ฯ
			<remark  id="s2b25c95l3" />	ม. ดูกรอาวุโสสารีบุตร น่าอัศจรรย์ ไม่เคยมีมาแล้วท่านพระสารีบุตรมีฤทธิ์มาก มี
			<remark  id="s2b25c95l4" />อานุภาพมาก ยักษ์ตนหนึ่งได้ประหารศีรษะของท่านในที่นี้ การประหารเป็นการประหารใหญ่เพียง
			<remark  id="s2b25c95l5" />นั้น ยักษ์นั้นพึงยังพระยาช้างสูงตั้ง ๗ ศอก ๘ ศอกให้จมลงไปก็ได้ หรือพึงทำลายยอดภูเขาใหญ่
			<remark  id="s2b25c95l6" />ก็ได้ ด้วยการประหารนั้น ก็แลท่านพระสารีบุตรได้กล่าวอย่างนี้ว่า ดูกรอาวุโสโมคคัลลานะ 
			<remark  id="s2b25c95l7" />ผมพึงอดทนได้ พึงยังอัตภาพให้เป็นไปได้ แต่บนศีรษะของผมมีทุกข์หน่อยหนึ่ง ฯ
			<remark  id="s2b25c95l8" />	สา. ดูกรอาวุโสโมคคัลลานะ น่าอัศจรรย์ ไม่เคยมีมาแล้ว ท่านมหาโมคคัลลานะมีฤทธิ์มาก มี
			<remark  id="s2b25c95l9" />อานุภาพมาก ที่เห็นยักษ์ ส่วนผมไม่เห็นแม้ซึ่งปีศาจผู้เล่นฝุ่นในบัดนี้ ฯ
			<remark  id="s2b25c95l10" />	[๙๖] พระผู้มีพระภาคได้ทรงสดับการเจรจาปราศรัยเห็นปานนี้ แห่งท่านมหานาคทั้ง
			<remark  id="s2b25c95l11" />สองนั้น ด้วยโสตธาตุอันเป็นทิพย์อันบริสุทธิ์ล่วงโสตธาตุของมนุษย์ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาค
			<remark  id="s2b25c95l12" />ทรงทราบเนื้อความนี้แล้ว ได้ทรงเปล่งอุทานนี้ในเวลานี้ว่า
			<remark  id="s2b25c95l13" />	จิตของผู้ใดเปรียบด้วยภูเขาหิน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหว ไม่กำหนัดใน
			<remark  id="s2b25c95l14" />	อารมณ์เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด ไม่โกรธเคืองในอารมณ์เป็นที่ทั้งแห่ง
			<remark  id="s2b25c95l15" />	การโกรธเคือง จิตของผู้ใดอบรมแล้วอย่างนี้ทุกข์จักถึงผู้นั้นแต่ที่ไหน ฯ
			<remark  id="s2b25c95l16" />	 จบสูตรที่ ๔
			<remark  id="s2b25c95l17" />	๕. นาคสูตร
			<remark  id="s2b25c95l18" />	[๙๗] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้
			<remark  id="s2b25c95l19" />	สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ โฆสิตาราม ใกล้เมืองโกสัมพีก็สมัยนั้นแล 
			<remark  id="s2b25c95l20" />พระผู้มีพระภาคเกลื่อนกล่นอยู่ด้วย ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา พระราชา มหาอำมาตย์
			<remark  id="s2b25c95l21" />ของพระราชา เดียรถีย์ สาวกแห่งเดียรถีย์ ประทับอยู่ลำบากไม่ผาสุก ลำดับนั้นแล พระผู้มี
			<remark  id="s2b25c95l22" />พระภาคทรงดำริว่า บัดนี้ เราแลเกลื่อนกล่นอยู่ด้วยภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา พระราชา 
			<remark  id="s2b25c95l23" />มหาอำมาตย์ของพระราชา เดียรถีย์ สาวกแห่งเดียรถีย์ อยู่ลำบากไม่ผาสุก ถ้ากระไรเราพึง
		</para>
	</section>
	<section id="s2b25c96" >
		<para id="s2b25c96p">
			<remark  id="s2b25c96l1" />หลีกออกจากหมู่อยู่ผู้เดียวเถิด ครั้งนั้นเป็นเวลาเช้า พระผู้มีพระภาคทรงอันตรวาสกแล้วทรงถือ
			<remark  id="s2b25c96l2" />บาตรและจีวร เสด็จเข้าไปบิณฑบาตยังเมืองโกสัมพี ครั้นเสด็จเที่ยวบิณฑบาตในเมืองโกสัมพี 
			<remark  id="s2b25c96l3" />เสด็จกลับจากบิณฑบาตภายหลังภัตแล้ว ทรงเก็บเสนาสนะด้วยพระองค์เอง ทรงถือบาตรและ
			<remark  id="s2b25c96l4" />จีวร ไม่ทรงบอกลาอุปัฏฐาก ไม่ทรงบอกเล่าภิกษุสงฆ์ พระองค์เดียวไม่มีเพื่อนสอง เสด็จหลีก
			<remark  id="s2b25c96l5" />จาริกไปทางป่าปาลิไลยกะเสด็จจาริกไปโดยลำดับ ถึงป่าปาลิไลยกะแล้ว ฯ
			<remark  id="s2b25c96l6" />	[๙๘] ได้ยินว่า ณ ที่นั้น พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่ควงไม้ภัททสาละในราวไพรรัก
			<remark  id="s2b25c96l7" />ขิตวัน ในป่าปาลิไลยกะ แม้พระยาช้างเชือกหนึ่ง เกลื่อนกล่นอยู่ด้วยเหล่าช้างพลาย ช้างพัง 
			<remark  id="s2b25c96l8" />ช้างสะเทิ้น ลูกช้าง กินหญ้าที่ช้างทั้งหลายเล็มยอดเสียแล้ว และช้างทั้งหลายกินกิ่งไม้ที่พระยาช้าง
			<remark  id="s2b25c96l9" />นั้นหักลงๆ พระช้างนั้นดื่มน้ำที่ขุ่น และเมื่อพระยาช้างนั้นลงและขึ้นจากน้ำ เหล่าช้างพังเดินเสียดสี
			<remark  id="s2b25c96l10" />กายไป พระยาช้างนั้นเกลื่อนกล่นอยู่ลำบากไม่ผาสุก ลำดับนั้นแล พระยาช้างนั้นดำริว่า บัดนี้ เรา
			<remark  id="s2b25c96l11" />แลเกลื่อนกล่นอยู่ด้วยเหล่าช้างพลาย ช้างพัง ช้างสะเทิ้นลูกช้าง เรากินหญ้าที่ช้างทั้งหลาย
			<remark  id="s2b25c96l12" />เล็มยอดเสียแล้ว และช้างทั้งหลายกินกิ่งไม้ที่เราหักลงๆ เราดื่มน้ำที่ขุ่น และเมื่อเราลงและขึ้น
			<remark  id="s2b25c96l13" />จากน้ำ เหล่าช้างพังทั้งหลายเดินเสียดสีกายไป เราเกลื่อนกล่นอยู่ลำบากไม่ผาสุก ถ้ากระไรเราพึง
			<remark  id="s2b25c96l14" />หลีกออกจากโขลงอยู่แต่ผู้เดียว ลำดับนั้นแล พระยาช้างนั้นหลีกออกจากโขลง แล้วเข้าไปเฝ้า
			<remark  id="s2b25c96l15" />พระผู้มีพระภาคที่ควงไม้ภัททสาละ ในราวป่ารักขิตวัน ณ ป่าปาลิไลยกะที่พระผู้มีพระภาคประทับ
			<remark  id="s2b25c96l16" />อยู่ ได้ยินว่า พระยาช้างนั้นกระทำประเทศที่พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ในรักขิตวันนั้นให้ปราศจาก
			<remark  id="s2b25c96l17" />ของเขียว และเข้าไปตั้งน้ำฉันน้ำใช้ไว้สำหรับพระผู้มีพระภาคด้วยงวง ฯ
			<remark  id="s2b25c96l18" />	[๙๙] ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคทรงหลีกเร้นอยู่ในที่ลับ ทรงเกิดความปริวิตกแห่ง
			<remark  id="s2b25c96l19" />พระทัยอย่างนี้ว่า เมื่อก่อนเราแลเกลื่อนกล่นอยู่ด้วยภิกษุ ภิกษุณีอุบาสก อุบาสิกา พระราชา 
			<remark  id="s2b25c96l20" />มหาอำมาตย์ของพระราชา เดียรถีย์ สาวกแห่งเดียรถีย์ เราเกลื่อนกล่นอยู่ลำบากไม่ผาสุก บัดนี้ 
			<remark  id="s2b25c96l21" />เรานั้นไม่เกลื่อนกล่นอยู่ด้วยภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา พระราชา มหาอำมาตย์ของ
			<remark  id="s2b25c96l22" />พระราชา เดียรถีย์สาวกแห่งเดียรถีย์ เราไม่เกลื่อนกล่นเป็นอยู่สุขสำราญ พระยาช้างนั้นเกิด
			<remark  id="s2b25c96l23" />ความปริวิตกแห่งใจอย่างนี้ว่า เมื่อก่อนเราแลเกลื่อนกล่นอยู่ด้วยเหล่าช้างพลาย ช้างพัง ช้าง
			<remark  id="s2b25c96l24" />สะเทิ้น ลูกช้าง เรากินหญ้าที่ช้างทั้งหลายเล็มยอดเสียแล้ว และช้างทั้งหลายกินกิ่งไม้ที่เราหัก
			<remark  id="s2b25c96l25" />ลงๆ เราดื่มน้ำที่ขุ่น และเมื่อเราลงและขึ้นจากน้ำช้างพังทั้งหลายเดินเสียดสีกายไป เรา
			<remark  id="s2b25c96l26" />เกลื่อนกล่นอยู่ลำบากไม่ผาสุก บัดนี้ เราไม่เกลื่อนกล่นอยู่ด้วยเหล่าช้างพลาย ช้างพัง ช้าง
			<remark  id="s2b25c96l27" />สะเทิ้น ลูกช้าง เราไม่กินหญ้าที่ช้างทั้งหลายเล็มยอดแล้ว และช้างทั้งหลายไม่กินกิ่งไม้ที่เราหัก
		</para>
	</section>
	<section id="s2b25c97" >
		<para id="s2b25c97p">
			<remark  id="s2b25c97l1" />ลงๆ เราดื่มน้ำที่ไม่ขุ่น และเมื่อเราลงและขึ้นจากน้ำ ช้างพังทั้งหลายก็ไม่เดินเสียดสีกายไป 
			<remark  id="s2b25c97l2" />เราไม่เกลื่อนกล่นอยู่เป็นสุขสำราญ
			<remark  id="s2b25c97l3" />	ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคทรงทราบความสงัดกายของพระองค์ และทรงทราบความ
			<remark  id="s2b25c97l4" />ปริวิตกแห่งใจของพระยาช้างนั้น ด้วยพระหฤทัยแล้ว ทรงเปล่งอุทานนี้ในเวลานั้นว่า
			<remark  id="s2b25c97l5" />	จิตของพระยาช้างผู้มีงาเช่นกับงอนรถนี้ ย่อมสมกับจิตที่ประเสริฐของพระ
			<remark  id="s2b25c97l6" />	พุทธเจ้าผู้ประเสริฐ เพราะพระพุทธเจ้าพระองค์เดียว ทรงยินดีอยู่ในป่า ฯ
			<remark  id="s2b25c97l7" />	 จบสูตรที่ ๕
			<remark  id="s2b25c97l8" />	๖. ปิณโฑลภารทวาชสูตร
			<remark  id="s2b25c97l9" />	[๑๐๐] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้
			<remark  id="s2b25c97l10" />	สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิก
			<remark  id="s2b25c97l11" />เศรษฐี ใกล้พระนครสาวัตถี ก็สมัยนั้นแล ท่านพระปิณโฑลภารทวาชะผู้ถือการอยู่ป่าเป็นวัตร
			<remark  id="s2b25c97l12" />ถือเที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตร ถือทรงผ้าบังสุกุลเป็นวัตร ถือทรงไตรจีวรเป็นวัตร มีความปรารถนา
			<remark  id="s2b25c97l13" />น้อย สันโดษ ชอบสงัดไม่คลุกคลีด้วยหมู่ ปรารภความเพียร ผู้มีวาทะกำจัด หมั่นประกอบ
			<remark  id="s2b25c97l14" />ในอธิจิตนั่งคู้บัลลังก์ตั้งกายตรง อยู่ในที่ไม่ไกลพระผู้มีพระภาค พระผู้มีพระภาคได้ทรงเห็น
			<remark  id="s2b25c97l15" />ท่านพระปิณโฑลภารัทวาชะ ผู้ถือการอยู่ป่าเป็นวัตร ... อยู่ในที่ไม่ไกล ฯ
			<remark  id="s2b25c97l16" />	ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคทรงทราบเนื้อความนี้แล้ว ทรงเปล่งอุทานนี้ในเวลานั้นว่า
			<remark  id="s2b25c97l17" />	การไม่ว่าร้ายกัน ๑ การไม่เบียดเบียนกัน ๑ การสำรวมในพระปาติ
			<remark  id="s2b25c97l18" />	โมกข์ ๑ ความเป็นผู้รู้จักประมาณในภัต ๑ที่นอนที่นั่งอันสงัด ๑ การ
			<remark  id="s2b25c97l19" />	ประกอบความเพียรในอธิจิต ๑นี้เป็นคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ฯ
			<remark  id="s2b25c97l20" />	 จบสูตรที่ ๖
			<remark  id="s2b25c97l21" />	๗. สาริปุตตสูตร
			<remark  id="s2b25c97l22" />	[๑๐๑] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้
		</para>
	</section>
	<section id="s2b25c98" >
		<para id="s2b25c98p">
			<remark  id="s2b25c98l1" />	สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิก
			<remark  id="s2b25c98l2" />เศรษฐี ใกล้พระนครสาวัตถี ก็สมัยนั้นแล ท่านพระสารีบุตรผู้มีความปรารถนาน้อย สันโดษ 
			<remark  id="s2b25c98l3" />ชอบสงัด ไม่คลุกคลีด้วยหมู่ ปรารภความเพียรหมั่นประกอบในอธิจิต นั่งคู้บัลลังก์ตั้งกายตรง 
			<remark  id="s2b25c98l4" />อยู่ในที่ไม่ไกลพระผู้มีพระภาคพระผู้มีพระภาคได้ทรงเห็นท่านพระสารีบุตรผู้มีความปรารถนา
			<remark  id="s2b25c98l5" />น้อย ... อยู่ในที่ไม่ไกล ฯ
			<remark  id="s2b25c98l6" />	ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคทรงทราบเนื้อความนี้แล้ว ได้ทรงเปล่งอุทานนี้ในเวลานั้นว่า
			<remark  id="s2b25c98l7" />	ความโศกทั้งหลายย่อมไม่มีแก่ผู้ที่มีจิตยิ่ง ไม่ประมาท เป็นมุนี ศึกษาอยู่ในครอง
			<remark  id="s2b25c98l8" />	แห่งมุนี คงที่ สงบ มีสติทุกเมื่อ ฯ
			<remark  id="s2b25c98l9" />	 จบสูตรที่ ๗
			<remark  id="s2b25c98l10" />	๘. สุนทรีสูตร
			<remark  id="s2b25c98l11" />	[๑๐๒] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้
			<remark  id="s2b25c98l12" />	สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิก
			<remark  id="s2b25c98l13" />เศรษฐี ใกล้พระนครสาวัตถี ก็สมัยนั้นแล พระผู้มีพระภาคเป็นผู้ที่มหาชนสักการะ เคารพ 
			<remark  id="s2b25c98l14" />นับถือ บูชา ยำเกรง ทรงได้จีวร บิณฑบาตเสนาสนะและคิลานปัจจัย เภสัชบริขาร แม้
			<remark  id="s2b25c98l15" />ภิกษุสงฆ์ก็เป็นผู้ที่มหาชนสักการะเคารพ นับถือ บูชา ยำเกรง ได้จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ
			<remark  id="s2b25c98l16" />และคิลานปัจจัยเภสัชบริกขาร ส่วนพวกอัญญเดียรถีย์ปริพาชก เป็นพวกที่มหาชนไม่สักการะ
			<remark  id="s2b25c98l17" />เคารพ นับถือ บูชา ยำเกรง ไม่ได้จีวร บิณฑบาต เสนาสนะและคิลานปัจจัยเภสัชบริกขาร ฯ
			<remark  id="s2b25c98l18" />	[๑๐๓] ครั้งนั้นแล พวกอัญญเดียรถีย์ปริพาชก อดกลั้นสักการะของพระผู้มีพระภาค
			<remark  id="s2b25c98l19" />และสักการะของภิกษุสงฆ์ไม่ได้ เข้าไปหานางสุนทรีปริพาชิกาถึงที่อยู่ ครั้นแล้ว ได้กล่าวกะนาง
			<remark  id="s2b25c98l20" />สุนทรีปริพาชิกาว่า ดูกรน้องหญิง เธอสามารถเพื่อจะทำประโยชน์แก่ญาติทั้งหลายได้หรือ นาง
			<remark  id="s2b25c98l21" />สุนทรีปริพาชิกาถามว่า ดิฉันจะทำอะไร พระผู้เป็นเจ้า ดิฉันสามารถเพื่อจะทำอะไร แม้ชีวิต
			<remark  id="s2b25c98l22" />ดิฉันก็สละเพื่อประโยชน์แก่ญาติทั้งหลายได้ ฯ
			<remark  id="s2b25c98l23" />	อัญ. ดูกรน้องหญิง ถ้าเช่นนั้นเธอจงไปสู่พระวิหารเชตวันเนืองๆ เถิด ฯ
			<remark  id="s2b25c98l24" />	นางสุนทรีปริพาชิกา รับคำของพวกอัญญเดียรถีย์ปริพาชกเหล่านั้นแล้วได้ไปยังพระ
			<remark  id="s2b25c98l25" />วิหารเชตวันเนืองๆ เมื่อใด พวกอัญญเดียรถีย์ปริพาชกเหล่านั้นได้ทราบว่า นางสุนทรีปริพาชิกา
		</para>
	</section>
	<section id="s2b25c99" >
		<para id="s2b25c99p">
			<remark  id="s2b25c99l1" />คนเห็นกันมามากว่า ไปยังพระวิหารเชตวันเนืองๆเมื่อนั้น ได้จ้างพวกนักเลงให้ปลงชีวิตนาง
			<remark  id="s2b25c99l2" />สุนทรีปริพาชิกานั้นเสีย แล้วหมกไว้ในคูรอบพระวิหารเชตวันนั้นเอง แล้วพากันเข้าไปเฝ้า
			<remark  id="s2b25c99l3" />พระเจ้าปเสนทิโกศลถึงที่ประทับ ครั้นแล้วได้กราบทูลว่า ขอถวายพระพร นางสุนทรีปริพาชิกา
			<remark  id="s2b25c99l4" />อาตมภาพทั้งหลายมิได้เห็น พระเจ้าปเสนทิโกศลตรัสถามว่า พระคุณเจ้าทั้งหลายสงสัยในที่
			<remark  id="s2b25c99l5" />ไหนเล่า ฯ
			<remark  id="s2b25c99l6" />	อัญ. ในพระวิหารเชตวัน ขอถวายพระพร ฯ
			<remark  id="s2b25c99l7" />	ป. ถ้าอย่างนั้น พระคุณเจ้าทั้งหลายจงค้นพระวิหารเชตวัน ฯ
			<remark  id="s2b25c99l8" />	ครั้งนั้น พวกอัญญเดียรถีย์ปริพาชกเหล่านั้น ค้นทั่วพระวิหารเชตวันแล้วขุดศพนาง
			<remark  id="s2b25c99l9" />สุนทรีปริพาชิกาตามที่ตนสั่งให้หมกไว้ขึ้นจากคู ยกขึ้นสู่เตียงแล้วให้นำไปสู่พระนครสาวัตถี 
			<remark  id="s2b25c99l10" />เดินทางจากถนนนี้ไปถนนโน้น จากตรอกนี้ไปตรอกโน้น แล้วให้พวกมนุษย์โพนทะนาว่า เชิญดู
			<remark  id="s2b25c99l11" />กรรมของเหล่าสมณศากยบุตรเถิดนาย สมณศากยบุตรเหล่านี้ไม่มีความละอาย ทุศีล มีธรรม
			<remark  id="s2b25c99l12" />เลวทราม พูดเท็จ ไม่ประพฤติพรหมจรรย์ก็สมณศากยบุตรเหล่านี้ถึงจักปฏิญาณว่า เป็นผู้
			<remark  id="s2b25c99l13" />ประพฤติธรรม ประพฤติสม่ำเสมอประพฤติพรหมจรรย์ พูดจริง มีศีล มีธรรมอันงาม ความ
			<remark  id="s2b25c99l14" />เป็นสมณะของสมณศากยบุตรเหล่านี้หามีไม่ ความเป็นพรหมของสมณศากยบุตรเหล่านี้หามีไม่ 
			<remark  id="s2b25c99l15" />ความเป็นสมณะของสมณศากยบุตรเหล่านี้ฉิบหายเสียแล้ว ความเป็นพรหมของสมณศากยบุตร
			<remark  id="s2b25c99l16" />เหล่านี้ฉิบหายเสียแล้วความเป็นสมณะของสมณศากยบุตรเหล่านี้จักมีแต่ไหน ความเป็นพรหม
			<remark  id="s2b25c99l17" />ของสมณศากยบุตรเหล่านี้จักมีแต่ไหน สมณศากยบุตรเหล่านี้ปราศจากความเป็นสมณะ สมณ
			<remark  id="s2b25c99l18" />ศากยบุตรเหล่านี้ปราศจากความเป็นพรหม ก็ไฉนเล่า บุรุษกระทำกิจของบุรุษแล้วจักปลงชีวิต
			<remark  id="s2b25c99l19" />หญิงเสีย ฯ
			<remark  id="s2b25c99l20" />	[๑๐๔] ก็สมัยนั้นแล มนุษย์ทั้งหลายในพระนครสาวัตถี เห็นภิกษุทั้งหลายแล้ว ย่อม
			<remark  id="s2b25c99l21" />ด่า ย่อมบริภาษ ขึ้งเคียดเบียดเบียน ด้วยวาจาอันหยาบคายมิใช่ของสัตบุรุษว่า สมณศากยบุตร
			<remark  id="s2b25c99l22" />เหล่านี้ไม่มีความละอาย ... ก็ไฉนเล่า บุรุษกระทำกิจของบุรุษแล้วจะปลงชีวิตหญิงเสีย ฯ
			<remark  id="s2b25c99l23" />	[๑๐๕] ครั้งนั้นแล เวลาเช้า ภิกษุมากด้วยกันครองผ้าอันตรวาสกถือบาตรและจีวร
			<remark  id="s2b25c99l24" />เข้าไปบิณฑบาตยังพระนครสาวัตถี ครั้นกลับจากบิณฑบาตภายหลังภัตแล้ว เข้าไปเฝ้าพระผู้มี
			<remark  id="s2b25c99l25" />พระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคมแล้ว นั่งอยู่ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้กราบทูลพระผู้มี
			<remark  id="s2b25c99l26" />พระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ บัดนี้ มนุษย์ทั้งหลายในพระนครสาวัตถี เห็นภิกษุทั้งหลาย
			<remark  id="s2b25c99l27" />แล้วย่อมด่า ...ก็ไฉนเล่า บุรุษกระทำกิจของบุรุษแล้วจักปลงชีวิตหญิงเสีย พระผู้มีพระภาคตรัส
			<remark  id="s2b25c99l28" />ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เสียงนั่นจักมีอยู่ไม่นาน จักมีอยู่ ๗ วันเท่านั้น ล่วง ๗ วันไปแล้วก็จัก
		</para>
	</section>
	<section id="s2b25c100" >
		<para id="s2b25c100p">
			<remark  id="s2b
