<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<!DOCTYPE book PUBLIC "-//OASIS//DTD DocBook XML V5.0//EN" "http://www.oasis-open.org/docbook/xml/4.5/docbookx.dtd">
<chapter id="s2b24">
	<title>อังคุตรนิกาย ทสก-เอกาทสกนิบาต</title>
	<section id="s2b24c1" >
		<para id="s2b24c1p">
			<remark  id="s2b24c1l1" />                              บัญชีเรื่อง
			<remark  id="s2b24c1l2" />                       พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย
			<remark  id="s2b24c1l3" />                             เล่ม ๑๖
			<remark  id="s2b24c1l4" />                         ปฐมปัณณาสก์
			<remark  id="s2b24c1l5" />                       อานิสังสวรรคที่ ๑
			<remark  id="s2b24c1l6" />                          กิมัตถิยสูตร
			<remark  id="s2b24c1l7" />     [๑] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้
			<remark  id="s2b24c1l8" />     สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิก
			<remark  id="s2b24c1l9" />เศรษฐี ใกล้พระนครสาวัตถี ครั้งนั้นแล ท่านพระอานนท์เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ
			<remark  id="s2b24c1l10" />ถวายบังคมแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งครั้นแล้วได้กราบทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่
			<remark  id="s2b24c1l11" />พระองค์ผู้เจริญ ศีลที่เป็นกุศลมีอะไรเป็นผล มีอะไรเป็นอานิสงส์ พระผู้มีพระภาคตรัสตอบ
			<remark  id="s2b24c1l12" />ว่า ดูกรอานนท์ศีลที่เป็นกุศล มีอวิปปฏิสารเป็นผล มีอวิปปฏิสารเป็นอานิสงส์ ฯ
			<remark  id="s2b24c1l13" />     อา. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็อวิปปฏิสารมีอะไรเป็นผล มีอะไรเป็นอานิสงส์ ฯ
			<remark  id="s2b24c1l14" />     พ. ดูกรอานนท์ อวิปปฏิสารมีปราโมทย์เป็นผล มีปราโมทย์เป็นอานิสงส์ ฯ
			<remark  id="s2b24c1l15" />     อา. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็ปราโมทย์มีอะไรเป็นผล มีอะไรเป็นอานิสงส์ ฯ
			<remark  id="s2b24c1l16" />     พ. ดูกรอานนท์ ปราโมทย์มีปีติเป็นผล มีปีติเป็นอานิสงส์ ฯ
			<remark  id="s2b24c1l17" />     อา. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็ปีติมีอะไรเป็นผล มีอะไรเป็นอานิสงส์ ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b24c2" >
		<para id="s2b24c2p">
			<remark  id="s2b24c2l1" />     พ. ดูกรอานนท์ ปีติมีปัสสัทธิเป็นผล มีปัสสัทธิเป็นอานิสงส์ ฯ
			<remark  id="s2b24c2l2" />     อา. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็ปัสสัทธิมีอะไรเป็นผล มีอะไรเป็นอานิสงส์ ฯ
			<remark  id="s2b24c2l3" />     พ. ดูกรอานนท์ ปัสสัทธิมีสุขเป็นผล มีสุขเป็นอานิสงส์ ฯ
			<remark  id="s2b24c2l4" />     อา. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็สุขมีอะไรเป็นผล มีอะไรเป็นอานิสงส์ ฯ
			<remark  id="s2b24c2l5" />     พ. ดูกรอานนท์ สุขมีสมาธิเป็นผล มีสมาธิเป็นอานิสงส์ ฯ
			<remark  id="s2b24c2l6" />     อา. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็สมาธิมีอะไรเป็นผล มีอะไรเป็นอานิสงส์ ฯ
			<remark  id="s2b24c2l7" />     พ. ดูกรอานนท์ สมาธิมียถาภูตญาณทัสสนะเป็นผล มียถาภูตญาณทัสสนะเป็น
			<remark  id="s2b24c2l8" />อานิสงส์ ฯ
			<remark  id="s2b24c2l9" />     อา. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็ยถาภูตญาณทัสสนะมีอะไรเป็นผล มีอะไรเป็นอานิสงส์ ฯ
			<remark  id="s2b24c2l10" />     พ. ดูกรอานนท์ ยถาภูตญาณทัสสนะมีนิพพิทาวิราคะเป็นผล มีนิพพิทาวิราคะเป็น
			<remark  id="s2b24c2l11" />อานิสงส์ ฯ
			<remark  id="s2b24c2l12" />     อา. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็นิพพิทาวิราคะมีอะไรเป็นผล มีอะไรเป็นอานิสงส์ ฯ
			<remark  id="s2b24c2l13" />     พ. ดูกรอานนท์ นิพพิทาวิราคะมีวิมุตติญาณทัสสนะเป็นผล มีวิมุตติญาณทัสสนะเป็น
			<remark  id="s2b24c2l14" />อานิสงส์ ดูกรอานนท์ ศีลที่เป็นกุศล มีอวิปปฏิสารเป็นผล มีอวิปปฏิสารเป็นอานิสงส์ อวิป
			<remark  id="s2b24c2l15" />ปฏิสารมีปราโมทย์เป็นผล มีความปราโมทย์เป็นอานิสงส์  ความปราโมทย์มีปีติเป็นผล  มี
			<remark  id="s2b24c2l16" />ปีติเป็นอานิสงส์ ปีติมีปัสสัทธิเป็นผล มีปัสสัทธิเป็นอานิสงส์ ปัสสัทธิมีสุขเป็นผล มีสุขเป็น
			<remark  id="s2b24c2l17" />อานิสงส์ สุขมีสมาธิเป็นผล มีสมาธิเป็นอานิสงส์ สมาธิมียถาภูตญาณทัสสนะเป็นผล มียถาภูต
			<remark  id="s2b24c2l18" />ญาณทัสสนะเป็นอานิสงส์ ยถาภูตญาณทัสสนะ มีนิพพิทาวิราคะเป็นผล มีนิพพิทาวิราคะเป็น
			<remark  id="s2b24c2l19" />อานิสงส์ นิพพิทาวิราคะมีวิมุตติญาณทัสสนะเป็นผล มีวิมุตติญาณทัสสนะเป็นอานิสงส์ ด้วย
			<remark  id="s2b24c2l20" />ประการดังนี้ ดูกรอานนท์ ศีลที่เป็นกุศลย่อมถึงอรหัตโดยลำดับด้วยประการดังนี้แล ฯ
			<remark  id="s2b24c2l21" />                          จบสูตรที่ ๑
			<remark  id="s2b24c2l22" />                          เจตนาสูตร
			<remark  id="s2b24c2l23" />     [๒] พ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้มีศีล สมบูรณ์ด้วยศีล ไม่ต้องทำเจตนาว่า ขอ
			<remark  id="s2b24c2l24" />อวิปปฏิสารจงเกิดขึ้นแก่เรา ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อที่อวิปปฏิสารเกิดขึ้นแก่บุคคลผู้มีศีล สมบูรณ์
		</para>
	</section>
	<section id="s2b24c3" >
		<para id="s2b24c3p">
			<remark  id="s2b24c3l1" />ด้วยศีลนี้เป็นธรรมดา ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ไม่มีวิปปฏิสารไม่ต้องทำเจตนาว่า ขอความ
			<remark  id="s2b24c3l2" />ปราโมทย์จงเกิดขึ้นแก่เรา ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อที่ปราโมทย์เกิดขึ้นแก่บุคคลผู้ไม่มีวิปปฏิสาร
			<remark  id="s2b24c3l3" />นี้เป็นธรรมดา ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ปราโมทย์ไม่ต้องทำเจตนาว่า ขอปีติจงเกิดแก่เรา 
			<remark  id="s2b24c3l4" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อที่ปีติเกิดขึ้นแก่บุคคลผู้ปราโมทย์นี้เป็นธรรมดา ดูกรภิกษุทั้งหลาย
			<remark  id="s2b24c3l5" />บุคคลผู้มีใจปีติไม่ต้องทำเจตนาว่า ขอกายของเราจงสงบ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อที่กายของบุคคล
			<remark  id="s2b24c3l6" />ผู้มีใจมีปีติสงบนี้ เป็นธรรมดา ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้มีกายสงบไม่ต้องทำเจตนาว่า ขอ
			<remark  id="s2b24c3l7" />เราจงเสวยความสุข ข้อที่บุคคลผู้มีกายสงบเสวยสุขนี้ เป็นธรรมดา ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคล
			<remark  id="s2b24c3l8" />ผู้มีความสุขไม่ต้องทำเจตนาว่า ขอจิตของเราจงตั้งมั่น ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อที่จิตของบุคคลผู้มี
			<remark  id="s2b24c3l9" />ความสุขตั้งมั่นนี้ เป็นธรรมดา ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้มีจิตตั้งมั่นไม่ต้องทำเจตนาว่า ขอ
			<remark  id="s2b24c3l10" />เราจงรู้จงเห็นตามความเป็นจริง ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อที่บุคคลผู้มีจิตตั้งมั่น รู้เห็นตามความเป็น
			<remark  id="s2b24c3l11" />จริงนี้ เป็นธรรมดา ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้รู้เห็นตามความเป็นจริงไม่ต้องทำเจตนาว่า 
			<remark  id="s2b24c3l12" />ขอเราจงเบื่อหน่าย จงคลายกำหนัด ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อที่บุคคลผู้รู้ผู้เห็นตามความเป็นจริงเบื่อ
			<remark  id="s2b24c3l13" />หน่ายคลายกำหนัดนี้ เป็นธรรมดา ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้เบื่อหน่ายคลายกำหนัดไม่ต้องทำ
			<remark  id="s2b24c3l14" />เจตนาว่า ขอเราจงทำให้แจ้งซึ่งวิมุตติญาณทัสสนะ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อที่บุคคลผู้เบื่อหน่าย
			<remark  id="s2b24c3l15" />คลายกำหนัดทำให้แจ้งซึ่งวิมุตติญาณทัสสนะ นี้เป็นธรรมดา ดูกรภิกษุทั้งหลาย นิพพิทา
			<remark  id="s2b24c3l16" />วิราคะมีวิมุตติญาณทัสสนะเป็นผล มีวิมุตติญาณทัสสนะเป็นอานิสงส์ ยถาภูตญาณทัสสนะมี
			<remark  id="s2b24c3l17" />นิพพิทาวิราคะเป็นผล มีนิพพิทาวิราคะเป็นอานิสงส์ สมาธิมียถาภูตญาณทัสสนะเป็นผล มียถา
			<remark  id="s2b24c3l18" />ภูตญาณทัสสนะเป็นอานิสงส์ สุขมีสมาธิเป็นผล มีสมาธิเป็นอานิสงส์ ปัสสัทธิมีสุขเป็นผล 
			<remark  id="s2b24c3l19" />มีสุขเป็นอานิสงส์ ปีติมีปัสสัทธิเป็นผลมีปัสสัทธิเป็นอานิสงส์ ปราโมทย์มีปีติเป็นผล 
			<remark  id="s2b24c3l20" />มีปีติเป็นอานิสงส์ อวิปปฏิสารมีความปราโมทย์เป็นผล มีปราโมทย์เป็นอานิสงส์ ศีล
			<remark  id="s2b24c3l21" />ที่เป็นกุศลมีอวิปปฏิสารเป็นผลมีอวิปปฏิสารเป็นอานิสงส์ ด้วยประการดังนี้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย
			<remark  id="s2b24c3l22" />ธรรมทั้งหลายย่อมหลั่งไหลไปสู่ธรรมทั้งหลาย ธรรมทั้งหลายย่อมยังธรรมทั้งหลายให้บริบูรณ์เพื่อ
			<remark  id="s2b24c3l23" />จากเตภูมิกวัฏอันมิใช่ฝั่งไปถึงฝั่ง คือ นิพพานด้วยประการดังนี้แล 
			<remark  id="s2b24c3l24" />                          จบสูตรที่ ๒
		</para>
	</section>
	<section id="s2b24c4" >
		<para id="s2b24c4p">
			<remark  id="s2b24c4l1" />                           สีลสูตร
			<remark  id="s2b24c4l2" />     [๓] พ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย อวิปปฏิสารชื่อว่ามีเหตุอันบุคคลผู้ทุศีลมีศีลวิบัติขจัดเสีย
			<remark  id="s2b24c4l3" />แล้ว เมื่ออวิปปฏิสารไม่มี ปราโมทย์ชื่อว่ามีเหตุอันบุคคลผู้มีอวิปปฏิสารปราโมทย์วิบัติขจัดเสียแล้ว 
			<remark  id="s2b24c4l4" />เมื่อความปราโมทย์ไม่มี  ปีติชื่อว่ามีเหตุอันบุคคลผู้มีความปราโมทย์วิบัติขจัดเสียแล้ว,  เมื่อปีติ
			<remark  id="s2b24c4l5" />ไม่มี  ปัสสัทธิชื่อว่ามีเหตุอันบุคคลผู้มีปีติวิบัติขจัดเสียแล้ว,  เมื่อปัสสัทธิไม่มี,  สุขชื่อว่ามีเหตุ
			<remark  id="s2b24c4l6" />อันบุคคลผู้มีปัสสัทธิวิบัติขจัดเสียแล้ว เมื่อสุขไม่มี สัมมาสมาธิชื่อว่ามีเหตุอันบุคคลผู้มีสุข
			<remark  id="s2b24c4l7" />วิบัติขจัดเสียแล้ว เมื่อสัมมาสมาธิไม่มี ยถาภูตญาณทัสสนะชื่อว่ามีเหตุอันบุคคลผู้มีสมาธิ
			<remark  id="s2b24c4l8" />วิบัติขจัดเสียแล้ว เมื่อยถาภูตญาณทัสสนะไม่มี นิพพิทาวิราคะชื่อว่ามีเหตุอันบุคคลผู้มียถาภูต
			<remark  id="s2b24c4l9" />ญาณทัสสนะวิบัติขจัดเสียแล้ว เมื่อนิพพิทาวิราคะไม่มี วิมุตติญาณทัสสนะชื่อว่ามีเหตุถึงความ
			<remark  id="s2b24c4l10" />อันบุคคลผู้มีนิพพิทาวิราคะวิบัติขจัดเสียแล้ว ดูกรภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนต้นไม้มีกิ่งและใบ
			<remark  id="s2b24c4l11" />วิบัติแล้ว แม้กะเทาะของต้นไม้นั้นย่อมไม่บริบูรณ์ แม้เปลือก แม้กะพี้ แม้แก่นของ
			<remark  id="s2b24c4l12" />ต้นไม้นั้น ย่อมไม่บริบูรณ์ฉันใด ดูกรภิกษุทั้งหลาย อวิปปฏิสารชื่อว่ามีเหตุอันบุคคลผู้
			<remark  id="s2b24c4l13" />ทุศีล ผู้มีศีลวิบัติขจัดเสียแล้ว เมื่ออวิปปฏิสารไม่มี ปราโมทย์ชื่อมีเหตุอันบุคคลผู้มี
			<remark  id="s2b24c4l14" />อวิปปฏิสารวิบัติขจัดเสียแล้ว ฯลฯ เมื่อนิพพิทาวิราคะไม่มี วิมุตติญาณทัสสนะชื่อว่ามีเหตุอันบุคคล
			<remark  id="s2b24c4l15" />ผู้มีนิพพิทาวิราคะวิบัติขจัดเสียแล้ว ฉันนั้นเหมือนกันแล ฯ
			<remark  id="s2b24c4l16" />     ดูกรภิกษุทั้งหลาย อวิปปฏิสารมีเหตุสมบูรณ์ ย่อมมีแก่บุคคลผู้มีศีลผู้สมบูรณ์ด้วยศีล 
			<remark  id="s2b24c4l17" />เมื่ออวิปปฏิสารมีอยู่ ปราโมทย์ชื่อว่ามีเหตุสมบูรณ์ ย่อมมีแก่บุคคลผู้สมบูรณ์ด้วยอวิปปฏิสาร 
			<remark  id="s2b24c4l18" />เมื่อปราโมทย์มีอยู่ ปีติชื่อว่ามีเหตุสมบูรณ์ย่อมมีแก่บุคคลผู้สมบูรณ์ด้วยปราโมทย์ 
			<remark  id="s2b24c4l19" />เมื่อปีติมีอยู่ ปัสสัทธิชื่อว่ามีเหตุสมบูรณ์ ย่อมมีแก่บุคคลผู้สมบูรณ์ด้วยปีติ เมื่อปัสสัทธิมีอยู่ 
			<remark  id="s2b24c4l20" />สุขชื่อว่ามีเหตุสมบูรณ์ ย่อมมีแก่บุคคลผู้สมบูรณ์ด้วยปัสสัทธิ เมื่อสุขมีอยู่สัมมาสมาธิชื่อว่า
			<remark  id="s2b24c4l21" />มีเหตุสมบูรณ์ ย่อมมีแก่บุคคลผู้สมบูรณ์ด้วยสุข เมื่อสัมมาสมาธิมีอยู่ ยถาภูตญาณทัสสนะชื่อ
			<remark  id="s2b24c4l22" />ว่ามีเหตุสมบูรณ์ ย่อมมีแก่บุคคลผู้สมบูรณ์ด้วยสัมมาสมาธิ เมื่อยถาภูตญาณทัสสนะมีอยู่ นิพ
			<remark  id="s2b24c4l23" />พิทาวิราคะชื่อว่ามีเหตุสมบูรณ์ ย่อมมีแก่บุคคลผู้สมบูรณ์ ด้วยยถาภูตญาณทัสสนะ เมื่อนิพพิทา
			<remark  id="s2b24c4l24" />วิราคะมีอยู่ วิมุตติญาณทัสสนะชื่อว่ามีเหตุสมบูรณ์ ย่อมมีแก่บุคคลผู้สมบูรณ์ด้วยนิพพิทาวิราคะ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b24c5" >
		<para id="s2b24c5p">
			<remark  id="s2b24c5l1" />ดูกรภิกษทั้งหลาย เปรียบเหมือนต้นไม้มีกิ่งและใบสมบูรณ์ แม้กะเทาะของต้นไม้นั้นย่อมถึง
			<remark  id="s2b24c5l2" />ความบริบูรณ์ แม้เปลือก แม้กะพี้ แม้แก่น ของต้นไม้นั้น ย่อมบริบูรณ์ฉันใด ดูกร
			<remark  id="s2b24c5l3" />ภิกษุทั้งหลาย อวิปปฏิสารมีเหตุสมบูรณ์ ย่อมมีแก่บุคคลผู้มีศีลผู้สมบูรณ์ด้วยศีล เมื่ออวิป
			<remark  id="s2b24c5l4" />ปฏิสารมีอยู่ ปราโมทย์ชื่อว่ามีเหตุสมบูรณ์ ย่อมมีแก่บุคคลผู้สมบูรณ์ด้วยอวิปปฏิสาร ฯลฯ 
			<remark  id="s2b24c5l5" />เมื่อนิพพิทาวิราคะมีอยู่ วิมุตติญาณทัสสนะชื่อว่ามีเหตุสมบูรณ์ ย่อมมีแก่บุคคลผู้สมบูรณ์ด้วย
			<remark  id="s2b24c5l6" />นิพพิทาวิราคะ ฉันนั้นเหมือนกันแล ฯ
			<remark  id="s2b24c5l7" />                          จบสูตรที่ ๓
			<remark  id="s2b24c5l8" />                          อุปนิสาสูตร
			<remark  id="s2b24c5l9" />     [๔] ณ ที่นั้นแล ท่านพระสารีบุตร เรียกภิกษุทั้งหลายมากล่าวว่าดูกรท่านผู้มีบุญ
			<remark  id="s2b24c5l10" />อวิปปฏิสารมีเหตุอันบุคคลผู้ทุศีลผู้มีศีลวิบัติขจัดเสียแล้วเมื่ออวิปปฏิสารไม่มี ความปราโมทย์
			<remark  id="s2b24c5l11" />ชื่อว่ามีเหตุอันบุคคลผู้มีอวิปปฏิสารวิบัติขจัดเสียแล้ว เมื่อปราโมทย์ไม่มี ปีติชื่อว่ามีเหตุ
			<remark  id="s2b24c5l12" />อันบุคคลผู้มีปราโมทย์วิบัติขจัดเสียแล้ว เมื่อปีติไม่มี ปัสสัทธิชื่อว่ามีเหตุอันบุคคลผู้มีปีติ
			<remark  id="s2b24c5l13" />วิบัติขจัดเสียแล้วเมื่อปัสสัทธิไม่มี สุขชื่อว่ามีเหตุอันบุคคลผู้มีปัสสัทธิวิบัติขจัดเสียแล้ว เมื่อ
			<remark  id="s2b24c5l14" />สุขไม่มี สัมมาสมาธิชื่อว่ามีเหตุอันบุคคลผู้มีสุขวิบัติขจัดเสียแล้ว เมื่อสัมมาสมาธิไม่มี ยถาภูต
			<remark  id="s2b24c5l15" />ญาณทัสสนะชื่อว่ามีเหตุอันบุคคลผู้มีสัมมาสมาธิวิบัติขจัดเสียแล้วเมื่อยถาภูตญาณทัสสนะไม่มี 
			<remark  id="s2b24c5l16" />นิพพิทาวิราคะชื่อว่ามีเหตุอันบุคคลผู้มียถาภูตญาณทัสสนะวิบัติขจัดเสียแล้ว เมื่อนิพพิทาวิราคะ
			<remark  id="s2b24c5l17" />ไม่มี วิมุตติญาณทัสสนะชื่อว่ามีเหตุอันบุคคลผู้มีนิพพิทาวิราคะวิบัติขจัดเสียแล้ว ดูกรท่านผู้มีอายุ 
			<remark  id="s2b24c5l18" />เปรียบเหมือนต้นไม้มีกิ่งและใบวิบัติแล้ว แม้กะเทาะของต้นไม้นั้นก็ย่อมไม่ถึงความบริบูรณ์
			<remark  id="s2b24c5l19" />แม้เปลือก แม้กะพี้ แม้แก่น ของต้นไม้นั้น ก็ย่อมไม่ถึงความบริบูรณ์ ฉันใด ดูกรท่านผู้มี
			<remark  id="s2b24c5l20" />อายุ อวิปปฏิสารมีเหตุอันบุคคลผู้ทุศีลมีศีลวิบัติขจัดเสียแล้ว เมื่ออวิปปฏิสารไม่มี ความปราโมทย์
			<remark  id="s2b24c5l21" />ชื่อว่ามีเหตุอันบุคคลผู้มีอวิปปฏิสารวิบัติขจัดเสียแล้วฯลฯ เมื่อนิพพิทาวิราคะไม่มี วิมุตติญาณ
			<remark  id="s2b24c5l22" />ทัสสนะชื่อว่ามีเหตุอันบุคคลผู้มีนิพพิทาวิราคะวิบัติขจัดเสียแล้ว ฉันนั้นเหมือนกันแล ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b24c6" >
		<para id="s2b24c6p">
			<remark  id="s2b24c6l1" />     ดูกรท่านผู้มีอายุ อวิปปฏิสารมีเหตุสมบูรณ์ ย่อมมีแก่บุคคลผู้มีศีลผู้สมบูรณ์ด้วยศีล 
			<remark  id="s2b24c6l2" />เมื่ออวิปปฏิสารมีอยู่ ปราโมทย์ชื่อว่ามีเหตุสมบูรณ์ ย่อมมีแก่บุคคลผู้สมบูรณ์ด้วยอวิปปฏิ
			<remark  id="s2b24c6l3" />สาร เมื่อปราโมทย์มีอยู่ ปีติชื่อว่ามีเหตุสมบูรณ์ ย่อมมีแก่บุคคลผู้สมบูรณ์ด้วยความ
			<remark  id="s2b24c6l4" />ปราโมทย์ เมื่อปีติมีอยู่ ปัสสัทธิชื่อว่ามีเหตุสมบูรณ์ย่อมมีแก่บุคคลผู้สมบูรณ์ด้วยปีติ เมื่อ
			<remark  id="s2b24c6l5" />ปัสสัทธิมีอยู่ สุขชื่อว่ามีเหตุสมบูรณ์ย่อมมีแก่บุคคลผู้สมบูรณ์ด้วยปัสสัทธิ เมื่อสุขมีอยู่
			<remark  id="s2b24c6l6" />สัมมาสมาธิชื่อว่ามีเหตุสมบูรณ์ ย่อมมีแก่บุคคลผู้สมบูรณ์ด้วยสุข เมื่อสัมมาสมาธิมีอยู่ ยถา
			<remark  id="s2b24c6l7" />ภูตญาณทัสสนะชื่อว่ามีเหตุสมบูรณ์ ย่อมมีแก่บุคคลผู้สมบูรณ์ด้วยสัมมาสมาธิ เมื่อยถาภูตญาณ
			<remark  id="s2b24c6l8" />ทัสสนะมีอยู่ นิพพิทาวิราคะชื่อว่ามีเหตุสมบูรณ์ ย่อมมีแก่บุคคลผู้สมบูรณ์ ด้วยยถาภูตญาณทัสสนะ 
			<remark  id="s2b24c6l9" />เมื่อนิพพิทาวิราคะมีอยู่ วิมุตติญาณทัสสนะชื่อว่ามีเหตุสมบูรณ์ ย่อมมีแก่บุคคลผู้สมบูรณ์
			<remark  id="s2b24c6l10" />ด้วยนิพพิทาวิราคะ ดูกรท่านผู้มีอายุ เปรียบเหมือนต้นไม้มีกิ่งและใบสมบูรณ์แล้ว แม้กะ
			<remark  id="s2b24c6l11" />เทาะของต้นไม้นั้นก็ย่อมถึงความบริบูรณ์ แม้เปลือก แม้กะพี้ แม้แก่น ของต้นไม้นั้น 
			<remark  id="s2b24c6l12" />ก็ย่อมถึงความบริบูรณ์ แม้ฉันใด ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย อวิปปฏิสารมีเหตุสมบูรณ์
			<remark  id="s2b24c6l13" />ย่อมมีแก่บุคคลผู้มีศีลผู้สมบูรณ์ด้วยศีล เมื่ออวิปปฏิสารมีอยู่ ปราโมทย์ชื่อว่ามีเหตุสมบูรณ์ 
			<remark  id="s2b24c6l14" />ย่อมมีแก่บุคคลผู้สมบูรณ์ด้วยอวิปปฏิสาร ฯลฯ เมื่อนิพพิทาวิราคะมีอยู่ วิมุตติญาณทัสสนะชื่อว่า
			<remark  id="s2b24c6l15" />มีเหตุสมบูรณ์ ย่อมมีแก่บุคคลผู้สมบูรณ์ด้วยนิพพิทาวิราคะ ฉันนั้นเหมือนกันแล ฯ
			<remark  id="s2b24c6l16" />                          จบสูตรที่ ๔
			<remark  id="s2b24c6l17" />                          อานันทสูตร
			<remark  id="s2b24c6l18" />     [๕] ณ ที่นั้นแล ท่านพระอานนท์เรียกภิกษุทั้งหลายมากล่าวว่า ดูกรท่านผู้มีอายุทั้ง
			<remark  id="s2b24c6l19" />หลาย อวิปปฏิสารมีเหตุอันบุคคลผู้ทุศีลผู้มีศีลวิบัติขจัดเสียแล้วเมื่ออวิปปฏิสารไม่มี ความ
			<remark  id="s2b24c6l20" />ปราโมทย์ชื่อว่ามีเหตุอันบุคคลผู้มีอวิปปฏิสารวิบัติขจัดเสียแล้ว เมื่อปราโมทย์ไม่มี ปีติชื่อว่ามี
			<remark  id="s2b24c6l21" />เหตุอันบุคคลผู้มีปราโมทย์วิบัติขจัดเสียแล้วเมื่อปีติไม่มี ปัสสัทธิชื่อว่ามีเหตุอันบุคคลผู้มีปีติ
			<remark  id="s2b24c6l22" />วิบัติขจัดเสียแล้ว เมื่อปัสสัทธิไม่มีสุขชื่อว่ามีเหตุอันบุคคลผู้มีปัสสัทธิวิบัติขจัดเสียแล้ว เมื่อสุข
		</para>
	</section>
	<section id="s2b24c7" >
		<para id="s2b24c7p">
			<remark  id="s2b24c7l1" />ไม่มี สัมมาสมาธิชื่อว่ามีเหตุอันบุคคลผู้มีสุขวิบัติขจัดเสียแล้ว เมื่อสัมมาสมาธิไม่มี ยถาภูต
			<remark  id="s2b24c7l2" />ญาณทัสสนะชื่อว่ามีเหตุอันบุคคลผู้มีสัมมาสมาธิวิบัติขจัดเสียแล้ว เมื่อยถาภูตญาณทัสสนะไม่มี 
			<remark  id="s2b24c7l3" />นิพพิทาวิราคะชื่อว่ามีเหตุอันบุคคลผู้มียถาภูตญาณทัสสนะวิบัติขจัดเสียแล้ว เมื่อนิพพิทาวิราคะ
			<remark  id="s2b24c7l4" />ไม่มี วิมุตติญาณทัสสนะชื่อว่ามีเหตุ อันบุคคลผู้มีนิพพิทาวิราคะวิบัติขจัดเสียแล้ว ดูกรท่านผู้มี
			<remark  id="s2b24c7l5" />อายุทั้งหลาย เปรียบเหมือนต้นไม้มีกิ่งและใบวิบัติแล้ว แม้กะเทาะของต้นไม้นั้น ย่อมไม่ถึง
			<remark  id="s2b24c7l6" />ความบริบูรณ์ แม้เปลือกแม้กะพี้ แม้แก่น ของต้นไม้นั้น ก็ย่อมไม่ถึงความบริบูรณ์ แม้
			<remark  id="s2b24c7l7" />ฉันใด ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย อวิปปฏิสารมีเหตุอันบุคคลผู้ทุศีลผู้มีศีลวิบัติขจัดเสียแล้ว เมื่อ
			<remark  id="s2b24c7l8" />อวิปปฏิสารไม่มี ปราโมทย์ชื่อว่ามีเหตุอันบุคคลผู้มีอวิปปฏิสารวิบัติขจัดเสียแล้วฯลฯ เมื่อ
			<remark  id="s2b24c7l9" />นิพพิทาวิราคะไม่มี วิมุตติญาณทัสสนะชื่อว่ามีเหตุอันบุคคลผู้มีนิพพิทาวิราคะวิบัติขจัดเสียแล้ว
			<remark  id="s2b24c7l10" />ฉันนั้นเหมือนกันแล ฯ
			<remark  id="s2b24c7l11" />     ดูกรภิกษุผู้มีอายุทั้งหลาย อวิปปฏิสารมีเหตุสมบูรณ์ ย่อมมีแก่บุคคลผู้มีศีลผู้สมบูรณ์
			<remark  id="s2b24c7l12" />ด้วยศีล เมื่ออวิปปฏิสารมีอยู่ ปราโมทย์ชื่อว่ามีเหตุสมบูรณ์ย่อมมีแก่บุคคลผู้สมบูรณ์ด้วย
			<remark  id="s2b24c7l13" />อวิปปฏิสาร เมื่อปราโมทย์มีอยู่ ปีติชื่อว่ามีเหตุสมบูรณ์ ย่อมมีแก่บุคคลผู้สมบูรณ์ด้วยความ
			<remark  id="s2b24c7l14" />ปราโมทย์ เมื่อปีติมีอยู่ ปัสสัทธิชื่อว่ามีเหตุสมบูรณ์ ย่อมมีแก่บุคคลผู้สมบูรณ์ด้วยปีติ เมื่อ
			<remark  id="s2b24c7l15" />ปัสสัทธิมีอยู่ สุขชื่อว่ามีเหตุสมบูรณ์ ย่อมมีแก่บุคคลผู้สมบูรณ์ด้วยปัสสัทธิ เมื่อสุขมีอยู่ สัมมา
			<remark  id="s2b24c7l16" />สมาธิชื่อว่ามีเหตุสมบูรณ์ ย่อมมีแก่บุคคลผู้สมบูรณ์ด้วยสุข เมื่อสัมมาสมาธิมีอยู่ยถาภูตญาณ
			<remark  id="s2b24c7l17" />ทัสสนะชื่อว่ามีเหตุสมบูรณ์ ย่อมมีแก่บุคคลผู้สมบูรณ์ด้วยสัมมาสมาธิเมื่อยถาภูตญาณทัสสนะ
			<remark  id="s2b24c7l18" />มีอยู่ นิพพิทาวิราคะชื่อว่ามีเหตุสมบูรณ์ ย่อมมีแก่บุคคลผู้สมบูรณ์ด้วยยถาภูตญาณทัสสนะ
			<remark  id="s2b24c7l19" />เมื่อนิพพิทาวิราคะมีอยู่ วิมุตติญาณทัสสนะชื่อว่ามีเหตุสมบูรณ์ ย่อมมีแก่บุคคลผู้สมบูรณ์ด้วย
			<remark  id="s2b24c7l20" />นิพพิทาวิราคะ ดูกรท่านผู้มีอายุเปรียบเหมือนต้นไม้มีกิ่งและใบสมบูรณ์แล้ว แม้กะเทาะของ
			<remark  id="s2b24c7l21" />ต้นไม้ ย่อมถึงความบริบูรณ์ แม้เปลือก แม้กะพี้ แม้แก่น ของต้นไม้นั้น ก็ย่อมถึงความ
			<remark  id="s2b24c7l22" />บริบูรณ์แม้ฉันใด ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย อวิปปฏิสารมีเหตุอันสมบูรณ์ ย่อมมีแก่บุคคลผู้มี
			<remark  id="s2b24c7l23" />ศีลผู้สมบูรณ์ด้วยศีล เมื่ออวิปปฏิสารมีอยู่ ปราโมทย์ชื่อว่ามีเหตุสมบูรณ์ ย่อมมีแก่บุคคล
			<remark  id="s2b24c7l24" />ผู้สมบูรณ์ด้วยอวิปปฏิสาร ฯลฯ เมื่อนิพพิทาวิราคะมีอยู่วิมุตติญาณทัสสนะชื่อว่ามีเหตุสมบูรณ์ 
			<remark  id="s2b24c7l25" />ย่อมมีแก่บุคคลผู้สมบูรณ์ด้วยนิพพิทาวิราคะ ฉันนั้นเหมือนกันแล ฯ
			<remark  id="s2b24c7l26" />                          จบสูตรที่ ๕
		</para>
	</section>
	<section id="s2b24c8" >
		<para id="s2b24c8p">
			<remark  id="s2b24c8l1" />			   สมาธิสูตร
			<remark  id="s2b24c8l2" />     [๖] ครั้งนั้นแล ท่านพระอานนท์ เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคม
			<remark  id="s2b24c8l3" />พระผู้มีพระภาคแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้กราบทูลถามว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ 
			<remark  id="s2b24c8l4" />ตนไม่พึงมีความสำคัญในปฐวีธาตุว่าเป็นปฐวีธาตุเป็นอารมณ์ ไม่พึงมีความสำคัญในอาโปธาตุว่า
			<remark  id="s2b24c8l5" />เป็นอาโปธาตุเป็นอารมณ์ ไม่พึงมีความสำคัญในเตโชธาตุว่าเป็นเตโชธาตุเป็นอารมณ์ ไม่พึงมีความ
			<remark  id="s2b24c8l6" />สำคัญในวาโยธาตุว่าเป็นวาโยธาตุเป็นอารมณ์ ไม่พึงมีความสำคัญในอากาสานัญจายตนฌานว่าเป็น
			<remark  id="s2b24c8l7" />อากาสานัญจายตนฌานเป็นอารมณ์ ไม่พึงมีความสำคัญในวิญญาณัญจายตนฌานว่าเป็นวิญญา
			<remark  id="s2b24c8l8" />ณัญจายตนฌานเป็นอารมณ์ ไม่พึงมีความสำคัญในอากิญจัญญายตนฌานว่าเป็นอากิญจัญญายตน
			<remark  id="s2b24c8l9" />ฌานเป็นอารมณ์ ไม่พึงมีความสำคัญในเนวสัญญานาสัญญายตนฌานว่า เป็นเนวสัญญานาสัญญา
			<remark  id="s2b24c8l10" />ยตนฌานเป็นอารมณ์ ไม่พึงมีความสำคัญในโลกนี้ว่าเป็นโลกนี้เป็นอารมณ์ ไม่พึงมีความสำคัญ
			<remark  id="s2b24c8l11" />ในโลกหน้าว่าเป็นโลกหน้าเป็นอารมณ์ ก็แต่ว่าพึงเป็นผู้มีสัญญา การได้สมาธิเห็นปานนั้น พึง
			<remark  id="s2b24c8l12" />มีแก่ภิกษุหรือหนอแล ฯ
			<remark  id="s2b24c8l13" />     พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรอานนท์ ตนไม่พึงมีความสำคัญในปฐวีธาตุว่าเป็นปฐวี
			<remark  id="s2b24c8l14" />ธาตุเป็นอารมณ์ ไม่พึงมีความสำคัญในอาโปธาตุว่าเป็นอาโปธาตุเป็นอารมณ์ ... ไม่พึงมีความ
			<remark  id="s2b24c8l15" />สำคัญในโลกหน้าว่าเป็นโลกหน้าเป็นอารมณ์ ก็แต่ว่าพึงเป็นผู้มีสัญญา การได้สมาธิเห็นปานนั้น
			<remark  id="s2b24c8l16" />พึงมีแก่ภิกษุ ฯ
			<remark  id="s2b24c8l17" />     อา. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ตนไม่พึงมีความสำคัญในปฐวีธาตุว่าเป็นปฐวีธาตุเป็นอารมณ์ 
			<remark  id="s2b24c8l18" />ไม่พึงมีความสำคัญในอาโปธาตุว่าเป็นอาโปธาตุเป็นอารมณ์... ไม่พึงมีความสำคัญในโลกหน้าว่า
			<remark  id="s2b24c8l19" />เป็นโลกหน้าเป็นอารมณ์ ก็แต่ว่าพึงเป็นผู้มีสัญญา ก็การได้สมาธิเห็นปานนั้น พึงมีแก่ภิกษุได้
			<remark  id="s2b24c8l20" />อย่างไร ฯ
			<remark  id="s2b24c8l21" />     พ. ดูกรอานนท์ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีความสำคัญอย่างนี้ว่านั่นสงบ นั่น
			<remark  id="s2b24c8l22" />ประณีต คือ ความระงับสังขารทั้งปวง ความสละคืนอุปธิกิเลสทั้งปวง ความสิ้นแห่งตัณหา 
			<remark  id="s2b24c8l23" />ความปราศจากความกำหนัด ความดับ นิพพานดังนี้ ดูกรอานนท์ ตนไม่พึงมีความสำคัญใน
			<remark  id="s2b24c8l24" />ปฐวีธาตุว่าเป็นปฐวีธาตุเป็นอารมณ์ไม่พึงมีความสำคัญในอาโปธาตุว่าเป็นอาโปธาตุเป็นอารมณ์ ... 
			<remark  id="s2b24c8l25" />ไม่พึงมีความสำคัญในโลกหน้าว่าเป็นโลกหน้าเป็นอารมณ์ ก็แต่ว่าพึงเป็นผู้มีสัญญา การได้สมาธิ
			<remark  id="s2b24c8l26" />เห็นปานนั้น พึงมีแก่ภิกษุได้อย่างนี้แล ฯ
			<remark  id="s2b24c8l27" />                          จบสูตรที่ ๖
		</para>
	</section>
	<section id="s2b24c9" >
		<para id="s2b24c9p">
			<remark  id="s2b24c9l1" />                         สาริปุตตสูตร
			<remark  id="s2b24c9l2" />     [๗] ครั้งนั้นแล ท่านพระอานนท์ได้เข้าไปหาท่านพระสารีบุตรถึงที่อยู่ได้ปราศรัยกับ
			<remark  id="s2b24c9l3" />ท่านพระสารีบุตร ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้น
			<remark  id="s2b24c9l4" />แล้วได้ถามท่านพระสารีบุตรว่า ดูกรท่านสารีบุตรผู้มีอายุ ตนไม่พึงมีความสำคัญในปฐวีธาตุว่าเป็น
			<remark  id="s2b24c9l5" />ปฐวีธาตุเป็นอารมณ์ ไม่พึงมีความสำคัญในอาโปธาตุว่าเป็นอาโปธาตุเป็นอารมณ์ ... ไม่พึงมีความ
			<remark  id="s2b24c9l6" />สำคัญในโลกหน้าว่าเป็นโลกหน้าเป็นอารมณ์ ก็แต่ว่าพึงเป็นผู้มีสัญญา การได้สมาธิเห็นปานนั้น
			<remark  id="s2b24c9l7" />พึงมีแก่ภิกษุหรือหนอ ฯ
			<remark  id="s2b24c9l8" />     ท่านพระสารีบุตรกล่าวว่า ดูกรท่านอานนท์ ตนไม่พึงมีความสำคัญในปฐวีธาตุว่าเป็น
			<remark  id="s2b24c9l9" />ปฐวีธาตุเป็นอารมณ์ ฯลฯ ไม่พึงมีความสำคัญในโลกหน้าว่าเป็นโลกหน้าเป็นอารมณ์ ก็แต่ว่า
			<remark  id="s2b24c9l10" />พึงเป็นผู้มีสัญญา การได้สมาธิเห็นปานนั้น พึงมีแก่ภิกษุ ฯ
			<remark  id="s2b24c9l11" />     อา. ดูกรท่านสารีบุตร ตนไม่พึงมีความสำคัญในปฐวีธาตุว่าเป็นปฐวีธาตุเป็นอารมณ์ ฯลฯ 
			<remark  id="s2b24c9l12" />ไม่พึงมีความสำคัญในโลกหน้าว่าเป็นโลกหน้าเป็นอารมณ์ก็แต่ว่าพึงเป็นผู้มีสัญญา ก็การได้
			<remark  id="s2b24c9l13" />สมาธิเห็นปานนั้น พึงมีแก่ภิกษุได้อย่างไร ฯ
			<remark  id="s2b24c9l14" />     สา. ดูกรท่านอานนท์ สมัยหนึ่ง ผมอยู่ ณ ป่าอันธวัน ใกล้พระนครสาวัตถีนี้แหละ 
			<remark  id="s2b24c9l15" />ณ ที่นั้น ผมเข้าสมาธิ โดยประการที่ผมมิได้มีความสำคัญในปฐวีธาตุว่าเป็นปฐวีธาตุเป็นอารมณ์
			<remark  id="s2b24c9l16" />เลย มิได้มีความสำคัญในอาโปธาตุว่าเป็นอาโปธาตุเป็นอารมณ์ มิได้มีความสำคัญในเตโชธาตุว่า
			<remark  id="s2b24c9l17" />เป็นเตโชธาตุเป็นอารมณ์มิได้มีความสำคัญในวาโยธาตุว่าเป็นวาโยธาตุเป็นอารมณ์ มิได้มีความ
			<remark  id="s2b24c9l18" />สำคัญในอากาสานัญจายตนฌานว่าเป็นอากาสานัญจายตนฌานเป็นอารมณ์ มิได้มีความสำคัญใน
			<remark  id="s2b24c9l19" />วิญญาณัญจายตนฌานว่าเป็นวิญญาณัญจายตนฌานเป็นอารมณ์ มิได้มีความสำคัญในอากิญจัญ
			<remark  id="s2b24c9l20" />ญายตนฌานว่าเป็นอากิญจัญญายตนฌานเป็นอารมณ์ มิได้มีความสำคัญในเนวสัญญานาสัญญาย
			<remark  id="s2b24c9l21" />ตนฌานว่าเป็นเนวสัญญานาสัญญายตนฌานเป็นอารมณ์ มิได้มีความสำคัญในโลกนี้ว่าเป็นโลกนี้
			<remark  id="s2b24c9l22" />เป็นอารมณ์ มิได้มีความสำคัญในโลกหน้าว่าเป็นโลกหน้าเป็นอารมณ์ ก็แต่ว่าผมเป็นผู้มีสัญญา ฯ
			<remark  id="s2b24c9l23" />     อา. ก็ในสมัยนั้น ท่านพระสารีบุตรเป็นผู้มีสัญญาอย่างไร ฯ
			<remark  id="s2b24c9l24" />     สา. ดูกรท่านผู้มีอายุ สัญญาอย่างหนึ่งย่อมเกิดขึ้นแก่ผมว่า การดับภพเป็นนิพพาน 
			<remark  id="s2b24c9l25" />การดับภพเป็นนิพพาน ดังนี้แล สัญญาอย่างหนึ่งย่อมดับไปดูกรท่านผู้มีอายุ เมื่อไฟมีเชื้อ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b24c10" >
		<para id="s2b24c10p">
			<remark  id="s2b24c10l1" />กำลังไหม้อยู่เปลวอย่างหนึ่งย่อมเกิดขึ้น เปลวอย่างหนึ่งย่อมดับไป แม้ฉันใด ดูกรท่านผู้มีอายุ 
			<remark  id="s2b24c10l2" />สัญญาอย่างหนึ่งย่อมเกิดขึ้นแก่ผมว่า การดับภพเป็นนิพพาน การดับภพเป็นนิพพาน ดังนี้ สัญญา
			<remark  id="s2b24c10l3" />อย่างหนึ่งย่อมดับไป ฉันนั้นเหมือนกันแล ดูกรท่านผู้มีอายุ ก็แลในสมัยนั้น ผมได้มีสัญญาว่า
			<remark  id="s2b24c10l4" />การดับภพเป็นนิพพาน ดังนี้ ฯ
			<remark  id="s2b24c10l5" />                          จบสูตรที่ ๗
			<remark  id="s2b24c10l6" />                          สัทธาสูตร
			<remark  id="s2b24c10l7" />     [๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเป็นผู้มีศรัทธา แต่ไม่มีศีลอย่างนี้เธอชื่อว่าเป็นผู้ไม่
			<remark  id="s2b24c10l8" />บริบูรณ์ด้วยองค์นั้น เธอนั้นพึงบำเพ็ญองค์นั้นให้บริบูรณ์ด้วยคิดว่า ไฉนหนอ เราพึงเป็นผู้มี
			<remark  id="s2b24c10l9" />ศรัทธาและศีล ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อใดแลภิกษุเป็นผู้มีศรัทธาและศีล เมื่อนั้น เธอชื่อว่า
			<remark  id="s2b24c10l10" />เป็นผู้บริบูรณ์ด้วยองค์นั้นดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเป็นผู้มีศรัทธา มีศีล แต่ไม่เป็นพหูสูต ฯลฯ 
			<remark  id="s2b24c10l11" />เป็นพหูสูตแต่ไม่เป็นพระธรรมกถึก ฯลฯ เป็นพระธรรมกถึก แต่ไม่เข้าสู่บริษัท ฯลฯเข้าสู่
			<remark  id="s2b24c10l12" />บริษัท แต่ไม่แกล้วกล้าแสดงธรรมแก่บริษัท ฯลฯ แกล้วกล้าแสดงธรรมแก่บริษัท แต่ไม่ทรง
			<remark  id="s2b24c10l13" />วินัย ฯลฯ ทรงวินัย แต่ไม่อยู่ป่าเป็นวัตร อยู่ในเสนาสนะอันสงัด แต่ไม่ได้ตามความปรารถนาไม่
			<remark  id="s2b24c10l14" />ได้โดยไม่ยาก ไม่ได้โดยไม่ลำบาก ซึ่งฌาน ๔ อันมีในจิตยิ่งเป็นเครื่องอยู่เป็นสุขในปัจจุบัน ฯลฯ 
			<remark  id="s2b24c10l15" />ได้ตามความปรารถนา ได้โดยไม่ยากได้โดยไม่ลำบาก ซึ่งฌาน ๔ อันมีในจิตยิ่ง เป็นเครื่องอยู่
			<remark  id="s2b24c10l16" />เป็นสุขในปัจจุบันแต่ไม่ได้ทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะทั้ง
			<remark  id="s2b24c10l17" />หลายสิ้นไป ด้วยปัญญาอันยิ่งเองในปัจจุบันเข้าถึงอยู่ อย่างนี้ เธอชื่อว่าเป็นผู้ไม่บริบูรณ์ด้วยองค์
			<remark  id="s2b24c10l18" />นั้น เธอพึงบำเพ็ญองค์นั้นให้บริบูรณ์ด้วยคิดว่า ไฉนหนอเราพึงเป็นผู้มีศรัทธา มีศีล เป็นพหูสูต 
			<remark  id="s2b24c10l19" />เป็นธรรมกถึก เข้าสู่บริษัทได้แกล้วกล้าแสดงธรรมแก่บริษัท ทรงวินัย อยู่ป่าเป็นวัตร อยู่ใน
			<remark  id="s2b24c10l20" />เสนาสนะอันสงัดได้ตามความปรารถนา ได้โดยไม่ยาก ได้โดยไม่ลำบาก ซึ่งฌาน ๔ อันมีในจิต
			<remark  id="s2b24c10l21" />ยิ่งเป็นเครื่องอยู่เป็นสุขในปัจจุบัน กระทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันหาอาสวะ
			<remark  id="s2b24c10l22" />มิได้ เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไปด้วยปัญญาอันยิ่งเองในปัจจุบัน เข้าถึงอยู่ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
			<remark  id="s2b24c10l23" />เมื่อใดแล ภิกษุเป็นผู้มีศรัทธา มีศีล ... กระทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันหาอาสวะ
			<remark  id="s2b24c10l24" />มิได้ เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไป ด้วยปัญญาอันยิ่งเองในปัจจุบันเข้าถึงอยู่ เมื่อนั้น เธอชื่อว่า
		</para>
	</section>
	<section id="s2b24c11" >
		<para id="s2b24c11p">
			<remark  id="s2b24c11l1" />เป็นผู้บริบูรณ์ด้วยองค์นั้นๆ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๑๐ ประการนี้แล ย่อม
			<remark  id="s2b24c11l2" />เป็นผู้ก่อให้เกิดความเลื่อมใสโดยรอบ และเป็นผู้บริบูรณ์ด้วยอาการทั้งปวง ฯ
			<remark  id="s2b24c11l3" />                        จบสัทธาสูตรที่ ๘
			<remark  id="s2b24c11l4" />                           สันตสูตร
			<remark  id="s2b24c11l5" />     [๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเป็นผู้มีศรัทธา แต่ไม่มีศีล เป็นผู้มีศีลแต่ไม่เป็นพหูสูต 
			<remark  id="s2b24c11l6" />เป็นพหูสูต แต่ไม่เป็นธรรมกถึก เป็นธรรมกถึก แต่ไม่เข้าสู่บริษัท เข้าสู่บริษัทได้ แต่ไม่
			<remark  id="s2b24c11l7" />แกล้วกล้าแสดงธรรมแก่บริษัท เป็นผู้แกล้วกล้าแสดงธรรมแก่บริษัท แต่ไม่ทรงวินัย ทรงวินัย 
			<remark  id="s2b24c11l8" />แต่ไม่อยู่ป่าเป็นวัตร อยู่ในเสนาสนะอันสงัด อยู่ป่าเป็นวัตร อยู่ในเสนาสนะอันสงัด แต่ไม่
			<remark  id="s2b24c11l9" />ถูกต้องวิโมกข์อันสงบ ไม่มีรูป เพราะล่วงรูปเสียได้ ด้วยกายอยู่ ถูกต้องวิโมกข์อันสงบไม่มี
			<remark  id="s2b24c11l10" />รูป เพราะล่วงรูปเสียได้ ด้วยกายอยู่ แต่ไม่ทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันหา
			<remark  id="s2b24c11l11" />อาสวะมิได้ เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไป ด้วยปัญญาอันยิ่งเองในปัจจุบัน เข้าถึงอยู่ อย่างนี้ 
			<remark  id="s2b24c11l12" />เธอชื่อว่าเป็นผู้ไม่บริบูรณ์ด้วยองค์นั้น เธอพึงบำเพ็ญองค์นั้นให้บริบูรณ์ ด้วยคิดว่า ไฉนหนอ
			<remark  id="s2b24c11l13" />เราพึงเป็นผู้มีศรัทธา มีศีล ...กระทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันหาอาสวะมิได้ เพราะ
			<remark  id="s2b24c11l14" />อาสวะทั้งหลายสิ้นไป ด้วยปัญญาอันยิ่งเองในปัจจุบัน เข้าถึงอยู่ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อใดแล
			<remark  id="s2b24c11l15" />ภิกษุเป็นผู้มีศรัทธา มีศีล ... ทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันหาอาสวะมิได้ เพราะ
			<remark  id="s2b24c11l16" />อาสวะทั้งหลายสิ้นไป ด้วยปัญญาอันยิ่งเองในปัจจุบัน เข้าถึงอยู่เมื่อนั้น เธอชื่อว่าเป็นผู้บริบูรณ์
			<remark  id="s2b24c11l17" />ด้วยองค์นั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๑๐ ประการนี้แล ย่อมเป็นผู้ก่อให้เกิด
			<remark  id="s2b24c11l18" />ความเลื่อมใสโดยรอบ และเป็นผู้บริบูรณ์ด้วยอาการทั้งปวง ฯ
			<remark  id="s2b24c11l19" />                        จบสันตสูตรที่ ๙
			<remark  id="s2b24c11l20" />                          วิชชยสูตร
			<remark  id="s2b24c11l21" />     [๑๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเป็นผู้มีศรัทธา แต่ไม่มีศีลอย่างนี้เธอชื่อว่าเป็นผู้ไม่
			<remark  id="s2b24c11l22" />บริบูรณ์ด้วยองค์นั้น เธอพึงบำเพ็ญองค์นั้นให้บริบูรณ์ด้วยคิดว่าไฉนหนอ เราพึงเป็นผู้มีศรัทธา
		</para>
	</section>
	<section id="s2b24c12" >
		<para id="s2b24c12p">
			<remark  id="s2b24c12l1" />มีศีล ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อใดแล ภิกษุเป็นผู้มีศรัทธา มีศีล เมื่อนั้น เธอชื่อว่าเป็นผู้บริบูรณ์
			<remark  id="s2b24c12l2" />ด้วยองค์นั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเป็นผู้มีศรัทธา มีศีล แต่ไม่เป็นพหูสูต ฯลฯ เป็นพหูสูต
			<remark  id="s2b24c12l3" />แต่ไม่เป็นธรรมกถึก ฯลฯ เป็นธรรมกถึก แต่ไม่เข้าสู่บริษัท ฯลฯ เข้าสู่บริษัทแต่ไม่แกล้วกล้า
			<remark  id="s2b24c12l4" />แสดงธรรมแก่บริษัท ฯลฯ แกล้วกล้าแสดงธรรมแก่บริษัทแต่ไม่ทรงวินัย ฯลฯ ทรงวินัย แต่
			<remark  id="s2b24c12l5" />ระลึกไม่ได้ถึงชาติก่อนเป็นอันมาก คือระลึกไม่ได้ถึงชาติหนึ่งบ้าง สองชาติบ้าง สามชาติบ้าง 
			<remark  id="s2b24c12l6" />สี่ชาติบ้าง ห้าชาติบ้างสิบชาติบ้าง ยี่สิบชาติบ้าง สามสิบชาติบ้าง สี่สิบชาติบ้าง ห้าสิบชาติ
			<remark  id="s2b24c12l7" />บ้างร้อยชาติบ้าง พันชาติบ้าง แสนชาติบ้าง ตลอดสังวัฏกัปเป็นอันมากบ้าง ตลอดวิวัฏฏกัป
			<remark  id="s2b24c12l8" />เป็นอันมากบ้าง ตลอดสังวัฏวิวัฏฏกัปเป็นอันมากบ้างว่า ในภพโน้นเรามีชื่ออย่างนั้น มีโคตรอย่าง
			<remark  id="s2b24c12l9" />นั้น มีผิวพรรณอย่างนั้น มีอาหารอย่างนั้นเสวยสุขเสวยทุกข์อย่างนั้นๆ มีกำหนดอายุเพียงเท่า
			<remark  id="s2b24c12l10" />นั้น ครั้นจุติจากภพนั้นแล้วได้ไปเกิดในภพโน้น แม้ในภพนั้น เราก็ได้มีชื่ออย่างนั้น มี
			<remark  id="s2b24c12l11" />โคตรอย่างนั้นมีผิวพรรณอย่างนั้น มีอาหารอย่างนั้น เสวยสุขเสวยทุกข์อย่างนั้นๆ มีกำหนด
			<remark  id="s2b24c12l12" />อายุเพียงเท่านั้น ครั้นจุติจากภพนั้นแล้ว ได้มาเกิดในภพนี้ เธอย่อมระลึกไม่ได้ถึงชาติก่อน
			<remark  id="s2b24c12l13" />เป็นอันมาก พร้อมทั้งอาการ พร้อมทั้งอุเทศด้วยประการฉะนี้ ระลึกถึงชาติก่อนได้เป็นอันมาก คือ 
			<remark  id="s2b24c12l14" />ระลึกได้ชาติหนึ่งบ้าง สองชาติบ้าง ฯลฯเธอย่อมระลึกถึงชาติก่อนได้เป็นอันมาก พร้อมทั้ง
			<remark  id="s2b24c12l15" />อาการ พร้อมทั้งอุเทศด้วยประการฉะนี้ แต่ไม่เห็นหมู่สัตว์ที่กำลังจุติ กำลังอุปบัติ 
			<remark  id="s2b24c12l16" />เลว  ประณีตมีผิวพรรณดี มีผิวพรรณทราม ได้ดี ตกยาก ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์
			<remark  id="s2b24c12l17" />ล่วงจักษุของมนุษย์ ไม่รู้ชัดซึ่งหมู่สัตว์ผู้เป็นไปตามกรรมว่า สัตว์เหล่านี้ประกอบด้วยกายทุจริต
			<remark  id="s2b24c12l18" />วจีทุจริต มโนทุจริต ติเตียนพระอริยเจ้า เป็นมิจฉาทิฐิ ยึดถือการกระทำด้วยอำนาจมิจฉาทิฐิ 
			<remark  id="s2b24c12l19" />เมื่อตายไปเขาเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรกส่วนสัตว์เหล่านี้ ประกอบด้วยกายสุจริต วจี
			<remark  id="s2b24c12l20" />สุจริต มโนสุจริต ไม่ติเตียนพระอริยเจ้า เป็นสัมมาทิฐิ ยึดถือการกระทำด้วยอำนาจสัมมาทิฐิ 
			<remark  id="s2b24c12l21" />เมื่อตายไปเขาเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ดังนี้ ไม่เห็นหมู่สัตว์กำลังจุติ กำลังอุปบัติ เลว ประณีต 
			<remark  id="s2b24c12l22" />มีผิวพรรณดี มีผิวพรรณทราม ได้ดี ตกยาก ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ล่วงจักษุของมนุษย์ 
			<remark  id="s2b24c12l23" />ไม่รู้ชัดซึ่งหมู่สัตว์ผู้เป็นไปตามกรรม ด้วยประการฉะนี้เห็นหมู่สัตว์ที่กำลังจุติ กำลังอุปบัติ เลว
			<remark  id="s2b24c12l24" />ประณีต มีผิวพรรณดี มีผิวพรรณทรามได้ดี ตกยาก ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ ล่วงจักษุของ
			<remark  id="s2b24c12l25" />มนุษย์ ฯลฯ ย่อมรู้ชัดซึ่งหมู่สัตว์ผู้เป็นไปตามกรรม ด้วยประการฉะนี้ แต่ไม่ทำให้แจ้งซึ่งเจโต
			<remark  id="s2b24c12l26" />วิมุติปัญญาวิมุติ อันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไป ด้วยปัญญาอันยิ่งเองใน
			<remark  id="s2b24c12l27" />ปัจจุบันเข้าถึงอยู่ อย่างนี้ เธอชื่อว่าเป็นผู้ไม่บริบูรณ์ด้วยองค์นั้น เธอพึงบำเพ็ญองค์นั้นให้บริบูรณ์
		</para>
	</section>
	<section id="s2b24c13" >
		<para id="s2b24c13p">
			<remark  id="s2b24c13l1" />ด้วยคิดว่า ไฉนหนอ เราพึงเป็นผู้มีศรัทธา มีศีลเป็นพหูสูต เป็นธรรมกถึก เข้าสู่บริษัท 
			<remark  id="s2b24c13l2" />แกล้วกล้าแสดงธรรมแก่บริษัท ทรงวินัย ระลึกถึงชาติก่อนได้เป็นอันมาก คือ ระลึกได้หนึ่งชาติ
			<remark  id="s2b24c13l3" />บ้าง ฯลฯ ระลึกถึงชาติก่อนได้เป็นอันมาก พร้อมทั้งอาการ พร้อมทั้งอุเทศ ด้วยประการฉะนี้
			<remark  id="s2b24c13l4" />เห็นหมู่สัตว์ที่กำลังจุติ กำลังอุปบัติ เลว ประณีต มีผิวพรรณดี มีผิวพรรณทรามได้ดี ตกยาก 
			<remark  id="s2b24c13l5" />ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ ล่วงจักษุของมนุษย์ ฯลฯ รู้ชัดซึ่งหมู่สัตว์ผู้เป็นไปตามกรรม ด้วยประ
			<remark  id="s2b24c13l6" />การฉะนี้ กระทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติอันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะทั้งหลาย
			<remark  id="s2b24c13l7" />สิ้นไป ด้วยปัญญาอันยิ่งเองในปัจจุบันเข้าถึงอยู่ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อใดแล ภิกษุเป็นผู้มี
			<remark  id="s2b24c13l8" />ศรัทธา มีศีล เป็นพหูสูตเป็นธรรมกถึก ผู้เข้าสู่บริษัท แกล้วกล้าแสดงธรรมแก่บริษัท ทรง
			<remark  id="s2b24c13l9" />วินัย ระลึกถึงชาติก่อนได้เป็นอันมาก คือ ระลึกได้ชาติหนึ่งบ้าง สองชาติบ้าง ฯลฯระลึกถึง
			<remark  id="s2b24c13l10" />ชาติก่อนได้เป็นอันมาก พร้อมทั้งอาการ พร้อมทั้งอุเทศ ด้วยประการฉะนี้ เห็นหมู่สัตว์ที่กำลัง
			<remark  id="s2b24c13l11" />จุติ กำลังอุปบัติ เลว ประณีต มีผิวพรรณดี มีผิวพรรณทราม ได้ดี ตกยาก ด้วยทิพยจักษุ
			<remark  id="s2b24c13l12" />อันบริสุทธิ์ ล่วงซึ่งจักษุของมนุษย์ฯลฯ รู้ชัดซึ่งหมู่สัตว์ผู้เป็นไปตามกรรม ด้วยประการฉะนี้ 
			<remark  id="s2b24c13l13" />กระทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไป 
			<remark  id="s2b24c13l14" />ด้วย ปัญญาอันยิ่งเองในปัจจุบันเข้าถึงอยู่ เมื่อนั้น เธอชื่อว่าเป็นผู้สมบูรณ์ด้วยองค์นั้นดูกรภิกษุ
			<remark  id="s2b24c13l15" />ทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๑๐ ประการนี้แล ย่อมเป็นผู้ก่อให้เกิดความเลื่อมใสโดยรอบ
			<remark  id="s2b24c13l16" />และเป็นผู้บริบูรณ์ด้วยอาการทั้งปวง ฯ
			<remark  id="s2b24c13l17" />                       จบวิชชยสูตรที่ ๑๐
			<remark  id="s2b24c13l18" />                      จบอานิสังสวรรคที่ ๑
			<remark  id="s2b24c13l19" />                      ________________
			<remark  id="s2b24c13l20" />                   รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
			<remark  id="s2b24c13l21" />     	๑. กิมัตถิยสูตร 		๒. เจตนาสูตร 
			<remark  id="s2b24c13l22" />     	๓. สีลสูตร 			๔. อุปนิสาสูตร
			<remark  id="s2b24c13l23" />	๕. อานันทสูตร 		๖. สมาธิสูตร 
			<remark  id="s2b24c13l24" />	๗. สาริปุตตสูตร 		๘. สัทธาสูตร
			<remark  id="s2b24c13l25" />	๙. สันตสูตร 			๑๐. วิชชยสูตร ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b24c14" >
		<para id="s2b24c14p">
			<remark  id="s2b24c14l1" />                       นาถกรณวรรคที่ ๒
			<remark  id="s2b24c14l2" />                         เสนาสนสูตร
			<remark  id="s2b24c14l3" />     [๑๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ เสพอยู่ คบอยู่ซึ่งเสนาสนะอัน
			<remark  id="s2b24c14l4" />ประกอบด้วยองค์ ๕ ไม่นานนัก พึงทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันหาอาสวะมิได้ 
			<remark  id="s2b24c14l5" />เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไป ด้วยปัญญาอันยิ่งเองในปัจจุบันเข้าถึงอยู่ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็
			<remark  id="s2b24c14l6" />ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ อย่างไร ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีศรัทธา คือ เชื่อพระปัญญา
			<remark  id="s2b24c14l7" />ตรัสรู้ของตถาคตว่า แม้เพราะเหตุนี้ๆ พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น เป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้
			<remark  id="s2b24c14l8" />เองโดยชอบทรงถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ เสด็จไปดีแล้ว ทรงรู้แจ้งโลก ทรงเป็นสารถี
			<remark  id="s2b24c14l9" />ฝึกบุรุษที่ควรฝึก ไม่มีผู้อื่นยิ่งกว่า เป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เป็นผู้เบิกบานแล้ว
			<remark  id="s2b24c14l10" />เป็นผู้จำแนกธรรม ๑ เป็นผู้มีอาพาธน้อย มีโรคเบาบาง ประกอบด้วยไฟธาตุสำหรับย่อยอาหาร
			<remark  id="s2b24c14l11" />สม่ำเสมอ ไม่เย็นจัด ไม่ร้อนจัด เป็นปานกลางควรแก่การบำเพ็ญเพียร ๑ เป็นผู้ไม่โอ้อวด 
			<remark  id="s2b24c14l12" />ไม่มีมารยา ทำตนให้เปิดเผยตามความเป็นจริง ในศาสดาหรือในเพื่อนพรหมจรรย์ที่เป็นวิญญู ๑
			<remark  id="s2b24c14l13" />ปรารภความเพียรเพื่อละอกุศลธรรม เพื่อยังกุศลธรรมให้ถึงพร้อม เป็นผู้มีกำลัง มีความบากบั่น
			<remark  id="s2b24c14l14" />มั่นคง ไม่ทอดธุระในกุศลธรรมทั้งหลาย ๑ เป็นผู้มีปัญญา คือ ประกอบด้วยปัญญาที่เห็นความ
			<remark  id="s2b24c14l15" />เกิดและความดับ เป็นอริยะ เป็นเครื่องชำแรกกิเลสให้ถึงความสิ้นทุกข์โดยชอบ ๑ ดูกรภิกษุ
			<remark  id="s2b24c14l16" />ทั้งหลาย ภิกษุชื่อว่าเป็นผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ อย่างนี้แล ฯ
			<remark  id="s2b24c14l17" />     ดูกรภิกษุทั้งหลาย เสนาสนะอันประกอบด้วยองค์ ๕ อย่างไร ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
			<remark  id="s2b24c14l18" />เสนาสนะในธรรมวินัยนี้ อยู่ไม่ไกลนัก ไม่ใกล้นัก สมบูรณ์ด้วยทางไปมา กลางวันไม่เกลื่อน
			<remark  id="s2b24c14l19" />กล่น กลางคืนเงียบเสียง ปราศจากเสียงอึกทึกมีเหลือบ ยุง ลม แดด และสัมผัสแห่ง
		</para>
	</section>
	<section id="s2b24c15" >
		<para id="s2b24c15p">
			<remark  id="s2b24c15l1" />สัตว์เลื้อยคลานน้อย ๑ จีวร บิณฑบาตเสนาสนะ และเภสัชบริขารอันเป็นปัจจัยแห่งคนไข้ 
			<remark  id="s2b24c15l2" />ย่อมเกิดขึ้นโดยไม่ฝืดเคืองแก่ภิกษุผู้อยู่ในเสนาสนะนั้น ๑ ภิกษุทั้งหลายผู้เป็นพระเถระ เป็น
			<remark  id="s2b24c15l3" />พหูสูต ชำนาญคัมภีร์ ทรงธรรม ทรงวินัย ทรงมาติกา อยู่ในเสนาสนะนั้น ๑ ภิกษุนั้นเข้าไป
			<remark  id="s2b24c15l4" />หาพระเถระเหล่านั้นตามกาลอันสมควร แล้วย่อมสอบถาม ไต่ถามว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ข้อนี้เป็น
			<remark  id="s2b24c15l5" />อย่างไร เนื้อความของข้อนี้เป็นอย่างไร ๑ ท่านพระเถระเหล่านั้น ย่อมเปิดเผยข้อที่ยังไม่ได้เปิด
			<remark  id="s2b24c15l6" />เผย ย่อมทำให้ง่ายซึ่งข้อที่ยังไม่ได้ทำให้ง่าย ย่อมบรรเทาความสงสัยในธรรมเป็นที่ตั้งแห่งความ
			<remark  id="s2b24c15l7" />สงสัยแก่ภิกษุนั้น ๑ดูกรภิกษุทั้งหลาย เสนาสนะอันประกอบด้วยองค์ ๕ อย่างนี้แล ดูกร
			<remark  id="s2b24c15l8" />ภิกษุทั้งหลายภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ เสพอยู่ คบอยู่ ซึ่งเสนาสนะอันประกอบด้วยองค์ ๕
			<remark  id="s2b24c15l9" />ไม่นานนัก ก็พึงทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะทั้งหลาย
			<remark  id="s2b24c15l10" />สิ้นไป ด้วยปัญญาอันยิ่งเองในปัจจุบันเข้าถึงอยู่ ฯ
			<remark  id="s2b24c15l11" />                          จบสูตรที่ ๑
			<remark  id="s2b24c15l12" />                           อังคสูตร
			<remark  id="s2b24c15l13" />     [๑๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ละองค์ ๕ ได้แล้ว เป็นผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ บัณฑิต
			<remark  id="s2b24c15l14" />เรียกว่า ผู้ประกอบด้วยคุณทั้งมวล ผู้อยู่จบพรหมจรรย์ เป็นอุดมบุรุษ ในธรรมวินัยนี้ ดูกร
			<remark  id="s2b24c15l15" />ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเป็นผู้ละองค์ ๕ ได้แล้วอย่างไรภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ละกามฉันทะ
			<remark  id="s2b24c15l16" />ได้แล้ว ๑ ละพยาบาทได้แล้ว ๑ ละถีนมิทธะได้แล้ว ๑ ละอุทธัจจกุกกุจจะได้แล้ว ๑ ละวิจิ
			<remark  id="s2b24c15l17" />กิจฉาได้แล้ว ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุละองค์ ๕ ได้แล้วอย่างนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุ
			<remark  id="s2b24c15l18" />เป็นผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ อย่างไร ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ประกอบด้วยศีลขันธ์อันเป็นของ
			<remark  id="s2b24c15l19" />พระอเสขบุคคล ๑ ประกอบด้วยสมาธิขันธ์อันเป็นของพระอเสขบุคคล ๑ประกอบด้วยปัญญา
			<remark  id="s2b24c15l20" />ขันธ์อันเป็นของพระอเสขบุคคล ๑ ประกอบด้วยวิมุตติขันธ์อันเป็นของพระอเสขบุคคล ๑ ประ
			<remark  id="s2b24c15l21" />กอบด้วยวิมุตติญาณทัสสนขันธ์อันเป็นของพระอเสขบุคคล ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเป็นผู้
			<remark  id="s2b24c15l22" />ประกอบ ด้วยองค์ ๕ อย่างนี้แลดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ละองค์ ๕ ได้แล้ว ผู้ประกอบด้วย
			<remark  id="s2b24c15l23" />องค์ ๕ บัณฑิตเรียกว่าผู้ประกอบด้วยคุณทั้งมวล ผู้อยู่จบพรหมจรรย์ เป็นอุดมบุรุษ ในธรรม
			<remark  id="s2b24c15l24" />วินัยนี้ ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b24c16" >
		<para id="s2b24c16p">
			<remark  id="s2b24c16l1" />        กามฉันทะ พยาบาท ถีนมิทธะ อุทธัจจกุกกุจจะ และ
			<remark  id="s2b24c16l2" />        วิจิกิจฉา ย่อมไม่มีแก่ภิกษุโดยประการทั้งปวงเทียว ภิกษุผู้
			<remark  id="s2b24c16l3" />        เช่นนั้นสมบูรณ์ด้วยศีลอันเป็นของพระอเสขะ ด้วยสมาธิ
			<remark  id="s2b24c16l4" />        อันเป็นของพระอเสขะ ด้วยปัญญาอันเป็นของพระอเสขะ
			<remark  id="s2b24c16l5" />        ด้วยวิมุตติอันเป็นของพระอเสขะ และด้วยวิมุตติญาณทัสสนะ
			<remark  id="s2b24c16l6" />        อันเป็นของพระอเสขะ ภิกษุนั้นแล เป็นผู้ละองค์ ๕ สมบูรณ์
			<remark  id="s2b24c16l7" />        แล้วด้วยองค์ ๕ ภิกษุนั้นแล บัณฑิตเรียกว่า ผู้ประกอบ
			<remark  id="s2b24c16l8" />        ด้วยคุณทั้งมวลในธรรมวินัยนี้ ฯ
			<remark  id="s2b24c16l9" />                          จบสูตรที่ ๒
			<remark  id="s2b24c16l10" />                         สังโยชนสูตร
			<remark  id="s2b24c16l11" />     [๑๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สังโยชน์ ๑๐ ประการนี้ ๑๐ ประการเป็นไฉนคือ สังโยชน์
			<remark  id="s2b24c16l12" />เป็นไปในส่วนเบื้องต่ำ ๕ ประการ สังโยชน์เป็นไปในส่วนเบื้องบน๕ ประการ สังโยชน์
			<remark  id="s2b24c16l13" />เป็นไปในส่วนเบื้องต่ำ ๕ ประการเป็นไฉน คือ สักกายทิฐิ ๑วิจิกิจฉา ๑ สีลพัตตปรามาส ๑ 
			<remark  id="s2b24c16l14" />กามฉันทะ ๑ พยาบาท ๑ สังโยชน์เป็นไปในส่วนเบื้องต่ำ ๕ ประการนี้ สังโยชน์เป็นไปใน
			<remark  id="s2b24c16l15" />ส่วนเบื้องบน ๕ ประการเป็นไฉนคือ รูปราคะ ๑ อรูปราคะ ๑ มานะ ๑ อุทธัจจะ ๑ 
			<remark  id="s2b24c16l16" />อวิชชา ๑ สังโยชน์เป็นไปในส่วนเบื้องบน ๕ ประการนี้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย สังโยชน์ ๑๐ ประการ
			<remark  id="s2b24c16l17" />นี้แล ฯ
			<remark  id="s2b24c16l18" />                          จบสูตรที่ ๓
			<remark  id="s2b24c16l19" />                           ขีลสูตร
			<remark  id="s2b24c16l20" />     [๑๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตาปูตรึงใจ ๕ ประการ อันบุคคลผู้ใดผู้หนึ่งเป็นภิกษุหรือ
			<remark  id="s2b24c16l21" />ภิกษุณีก็ตาม ยังละไม่ได้แล้ว เครื่องผูกพันใจ ๕ ประการ อันบุคคลผู้ใดผู้หนึ่งเป็นภิกษุหรือ
			<remark  id="s2b24c16l22" />ภิกษุณีก็ตาม ยังตัดไม่ขาดแล้ว กลางคืนหรือกลางวันที่ผ่านมาถึงบุคคลนั้น บุคคลนั้นพึงหวัง
			<remark  id="s2b24c16l23" />ความเสื่อมอย่างเดียวในกุศลธรรมทั้งหลายไม่มีความเจริญเลย ตาปูตรึงใจ ๕ ประการ ที่บุคคล
		</para>
	</section>
	<section id="s2b24c17" >
		<para id="s2b24c17p">
			<remark  id="s2b24c17l1" />นั้นยังละไม่ได้แล้ว เป็นไฉนดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมเคลือบแคลงสงสัย 
			<remark  id="s2b24c17l2" />ไม่น้อมใจเชื่อไม่เลื่อมใสในศาสดา จิตของภิกษุผู้เคลือบแคลงสงสัย  ไม่น้อมใจเชื่อ  ไม่
			<remark  id="s2b24c17l3" />เลื่อมใสในพระศาสดานั้น ย่อมไม่น้อมไปเพื่อความเพียร เพื่อประกอบเนืองๆ เพื่อการกระทำ
			<remark  id="s2b24c17l4" />ติดต่อ เพื่อบำเพ็ญเพียร ตาปูตรึงใจประการที่ ๑นี้ อันภิกษุผู้มีจิตไม่น้อมไปเพื่อความเพียร 
			<remark  id="s2b24c17l5" />เพื่อประกอบเนืองๆ เพื่อกระทำติดต่อเพื่อบำเพ็ญเพียร ยังละไม่ได้แล้ว ด้วยประการฉะนี้ ฯ
			<remark  id="s2b24c17l6" />     อีกประการหนึ่ง ภิกษุย่อมเคลือบแคลงสงสัย ไม่น้อมใจเชื่อ ไม่เลื่อมใสในพระธรรม 
			<remark  id="s2b24c17l7" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย จิตของภิกษุผู้เคลือบแคลงสงสัย  ไม่น้อมใจเชื่อ  ไม่เลื่อมใสในพระธรรมนั้น
			<remark  id="s2b24c17l8" />ย่อมไม่น้อมไปเพื่อความเพียรเพื่อประกอบเนืองๆ เพื่อกระทำติดต่อ เพื่อบำเพ็ญเพียร ตาปู
			<remark  id="s2b24c17l9" />ตรึงใจประการที่ ๒ นี้ อันภิกษุผู้มีจิตไม่น้อมไปเพื่อความเพียร เพื่อประกอบเนืองๆ เพื่อกระทำ
			<remark  id="s2b24c17l10" />ติดต่อ  เพื่อบำเพ็ญเพียร ยังละไม่ได้แล้ว ด้วยประการฉะนี้ ฯ
			<remark  id="s2b24c17l11" />      อีกประการหนึ่ง ภิกษุย่อมเคลือบแคลงสงสัย ไม่น้อมใจเชื่อ ไม่เลื่อมใสในพระสงฆ์ 
			<remark  id="s2b24c17l12" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย จิตของภิกษุผู้เคลือบแคลงสงสัย  ไม่น้อมใจเชื่อ  ไม่เลื่อมใสในพระสงฆ์
			<remark  id="s2b24c17l13" />นั้น ย่อมไม่น้อมไปเพื่อความเพียร เพื่อประกอบเนืองๆ เพื่อกระทำติดต่อ เพื่อบำเพ็ญเพียร 
			<remark  id="s2b24c17l14" />ตาปูตรึงใจประการที่ ๓ นี้ อันภิกษุผู้มีจิตไม่น้อมไปเพื่อความเพียร เพื่อประกอบเนืองๆ เพื่อ
			<remark  id="s2b24c17l15" />กระทำติดต่อ เพื่อบำเพ็ญเพียร ยังละไม่ได้แล้ว ด้วยประการฉะนี้ ฯ
			<remark  id="s2b24c17l16" />     อีกประการหนึ่ง ภิกษุย่อมเคลือบแคลงสงสัย ไม่น้อมใจเชื่อ ไม่เลื่อมใสในสิกขา 
			<remark  id="s2b24c17l17" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย จิตของภิกษุผู้เคลือบแคลงสงสัย  ไม่น้อมใจเชื่อ  ไม่เลื่อมใสในสิกขานั้น 
			<remark  id="s2b24c17l18" />ย่อมไม่น้อมไปเพื่อความเพียร เพื่อประกอบเนืองๆ เพื่อกระทำติดต่อ เพื่อบำเพ็ญเพียร ตาปู
			<remark  id="s2b24c17l19" />ตรึงใจประการที่ ๔ นี้ อันภิกษุผู้มีจิตไม่น้อมไปเพื่อความเพียร เพื่อประกอบเนืองๆเพื่อกระทำ
			<remark  id="s2b24c17l20" />ติดต่อ เพื่อบำเพ็ญเพียร ยังละไม่ได้แล้ว ด้วยประการนี้ ฯ
			<remark  id="s2b24c17l21" />     อีกประการหนึ่ง ภิกษุย่อมโกรธ ไม่พอใจ มีจิตอันโทสะประทุษร้ายมีจิตกระด้าง 
			<remark  id="s2b24c17l22" />ในเพื่อนพรหมจารีทั้งหลาย ดูกรภิกษุทั้งหลาย จิตของภิกษุผู้โฏรธ  ไม่พอใจ  มีจิตอันโทสะ
			<remark  id="s2b24c17l23" />ประทุษร้าย  มีจิตกระด้างในเพื่อนสพรหมจารีนั้น   ย่อมไม่น้อมไปเพื่อความเพียร เพื่อประกอบเนืองๆ 
			<remark  id="s2b24c17l24" />เพื่อกระทำติดต่อ เพื่อบำเพ็ญเพียร ตาปูตรึงใจประการที่ ๕ นี้ อันภิกษุผู้มีจิตไม่น้อมไปเพื่อ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b24c18" >
		<para id="s2b24c18p">
			<remark  id="s2b24c18l1" />ความเพียร เพื่อประกอบเนืองๆ เพื่อกระทำติดต่อ เพื่อบำเพ็ญเพียร ยังละไม่ได้แล้ว ด้วย
			<remark  id="s2b24c18l2" />ประการอย่างนี้ ตาปูตรึงใจ ๕ ประการนี้ อันบุคคลนั้นยังละไม่ได้แล้ว ฯ
			<remark  id="s2b24c18l3" />     เครื่องผูกพันใจ ๕ ประการ อันบุคคลนั้นยังตัดไม่ขาดแล้วเป็นไฉนดูกรภิกษุทั้งหลาย 
			<remark  id="s2b24c18l4" />ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ยังไม่ปราศจากความกำหนัด ไม่ปราศจากความพอใจ ไม่ปราศจาก
			<remark  id="s2b24c18l5" />ความรัก ไม่ปราศจากความกระหาย ไม่ปราศจากความเร่าร้อน ไม่ปราศจากความอยาก ในกาม
			<remark  id="s2b24c18l6" />ทั้งหลาย จิตของภิกษุนั้นย่อมไม่น้อมไปเพื่อความเพียร เพื่อประกอบเนืองๆ เพื่อกระทำติดต่อ 
			<remark  id="s2b24c18l7" />เพื่อบำเพ็ญเพียร เครื่องผูกพันใจประการที่ ๑ นี้ อันภิกษุผู้มีจิตไม่น้อมไปเพื่อความเพียร เพื่อ
			<remark  id="s2b24c18l8" />ประกอบเนืองๆ เพื่อกระทำติดต่อ เพื่อบำเพ็ญเพียร ยังตัดไม่ขาดแล้ว ด้วยประการอย่างนี้ ฯ
			<remark  id="s2b24c18l9" />     อีกประการหนึ่ง ภิกษุผู้ยังไม่ปราศจากความกำหนัด ไม่ปราศจากความพอใจ ไม่ปราศจาก
			<remark  id="s2b24c18l10" />ความรัก ไม่ปราศจากความกระหาย ไม่ปราศจากความเร่าร้อนไม่ปราศจากความอยาก ในกาย 
			<remark  id="s2b24c18l11" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย จิตของภิกษุนั้น ย่อมไม่น้อมไปเพื่อความความเพียร เพื่อประกอบเนืองๆ เพื่อ
			<remark  id="s2b24c18l12" />กระทำติดต่อ เพื่อบำเพ็ญเพียร เครื่องผูกพันใจประการที่ ๒ นี้ อันภิกษุผู้มีจิตไม่น้อมไปเพื่อ
			<remark  id="s2b24c18l13" />ความเพียร เพื่อประกอบเนืองๆ เพื่อกระทำติดต่อ เพื่อบำเพ็ญเพียร ยังตัดไม่ขาดแล้ว ด้วย
			<remark  id="s2b24c18l14" />ประการอย่างนี้ ฯ
			<remark  id="s2b24c18l15" />     อีกประการหนึ่ง ภิกษุยังเป็นผู้ไม่ปราศจากความกำหนัด ไม่ปราศจากความพอใจ ไม่
			<remark  id="s2b24c18l16" />ปราศจากความรัก ไม่ปราศจากความกระหาย ไม่ปราศจากความเร่าร้อน ไม่ปราศจากความอยาก
			<remark  id="s2b24c18l17" />ในรูป จิตของภิกษุนั้น ย่อมไม่น้อมไปเพื่อความเพียร เพื่อประกอบเนืองๆ เพื่อกระทำติดต่อ 
			<remark  id="s2b24c18l18" />เพื่อบำเพ็ญเพียร เครื่องผูกพันใจประการที่ ๓ นี้ อันภิกษุผู้มีจิตไม่น้อมไปเพื่อความเพียร เพื่อ
			<remark  id="s2b24c18l19" />ประกอบเนืองๆ เพื่อกระทำติดต่อ เพื่อบำเพ็ญเพียร ยังตัดไม่ขาดแล้ว ด้วยประการอย่างนี้ ฯ
			<remark  id="s2b24c18l20" />     อีกประการหนึ่ง ภิกษุฉันอาหารเต็มท้องตามต้องการแล้ว ย่อมประกอบความสุขในการ
			<remark  id="s2b24c18l21" />นอน ความสุขในการเอน ความสุขในการหลับอยู่ จิตของภิกษุนั้น ย่อมไม่น้อมไปเพื่อความ
			<remark  id="s2b24c18l22" />เพียร เพื่อประกอบเนืองๆ เพื่อกระทำติดต่อเพื่อบำเพ็ญเพียร เครื่องผูกพันใจประการที่ ๔ นี้ 
			<remark  id="s2b24c18l23" />อันภิกษุผู้มีจิตไม่น้อมไปเพื่อความเพียร เพื่อความประกอบเนืองๆ เพื่อกระทำติดต่อ เพื่อบำเพ็ญ
			<remark  id="s2b24c18l24" />เพียรยังตัดไม่ขาดแล้ว ด้วยประการอย่างนี้ ฯ
			<remark  id="s2b24c18l25" />     อีกประการหนึ่ง ภิกษุประพฤติพรหมจรรย์ด้วยความปรารถนาเป็นเทพนิกายหมู่ใดหมู่หนึ่ง
			<remark  id="s2b24c18l26" />ว่า เราจักเป็นเทพเจ้าหรือเป็นเทพองค์ใดองค์หนึ่ง ด้วยศีลพรต ตบะ หรือพรหมจรรย์นี้ จิต
		</para>
	</section>
	<section id="s2b24c19" >
		<para id="s2b24c19p">
			<remark  id="s2b24c19l1" />ของภิกษุนั้น ย่อมไม่น้อมไปเพื่อความเพียรเพื่อประกอบเนืองๆ เพื่อกระทำติดต่อ เพื่อ
			<remark  id="s2b24c19l2" />บำเพ็ญเพียร เครื่องผูกพันใจประการที่ ๕ นี้ อันภิกษุผู้มีจิตไม่น้อมไปเพื่อความเพียร เพื่อประกอบ
			<remark  id="s2b24c19l3" />เนืองๆเพื่อกระทำติดต่อ เพื่อบำเพ็ญเพียร ยังตัดไม่ได้ขาดแล้ว ด้วยประการอย่างนี้เครื่อง
			<remark  id="s2b24c19l4" />ผูกพันใจ ๕ ประการนี้ อันบุคคลนั้นยังตัดไม่ขาดแล้ว ฯ
			<remark  id="s2b24c19l5" />     ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตาปูตรึงใจ ๕ ประการนี้ อันบุคคลผู้ใดผู้หนึ่งเป็นภิกษุหรือเป็น
			<remark  id="s2b24c19l6" />ภิกษุณีก็ตาม ยังละไม่ได้แล้ว เครื่องผูกพันใจ ๕ ประการนี้ อันบุคคลผู้ใดผู้หนึ่งเป็น
			<remark  id="s2b24c19l7" />ภิกษุหรือภิกษุณีก็ตาม ยังตัดไม่ขาดแล้ว กลางคืนหรือกลางวันที่ผ่านมาถึงบุคคลนั้น บุคคลนั้น
			<remark  id="s2b24c19l8" />พึงหวังความเสื่อมอย่างเดียวในกุศลธรรมทั้งหลายไม่มีความเจริญเลย ดูกรภิกษุทั้งหลาย เปรียบ
			<remark  id="s2b24c19l9" />เหมือนกลางคืนหรือกลางวันที่ผ่านมาถึงพระจันทร์ในกาลปักษ์ พระจันทร์นั้นย่อมเสื่อมไปจากสี 
			<remark  id="s2b24c19l10" />ย่อมเสื่อมจากมณฑล ย่อมเสื่อมจากแสงสว่าง ย่อมเสื่อมจากความยาวและความกว้าง แม้ฉันใด
			<remark  id="s2b24c19l11" />ตาปูตรึงใจ ๕ ประการนี้ อันบุคคลผู้ใดผู้หนึ่งเป็นภิกษุหรือภิกษุณีก็ตามยังละไม่ได้แล้ว เครื่อง
			<remark  id="s2b24c19l12" />ผูกพันใจ ๕ ประการนี้ อันบุคคลผู้ใดผู้หนึ่งเป็นภิกษุหรือภิกษุณีก็ตาม ยังตัดไม่ขาดแล้ว กลาง
			<remark  id="s2b24c19l13" />คืนหรือกลางวันที่ผ่านมาถึงบุคคลนั้นบุคคลนั้นพึงหวังความเสื่อมอย่างเดียวในกุศลธรรมทั้งหลาย 
			<remark  id="s2b24c19l14" />ไม่มีความเจริญเลยฉันนั้นเหมือนกันแล ฯ
			<remark  id="s2b24c19l15" />     ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตาปูตรึงใจ ๕ ประการ อันบุคคลผู้ใดผู้หนึ่งเป็นภิกษุหรือภิกษุณีก็
			<remark  id="s2b24c19l16" />ตาม ละได้แล้ว เครื่องผูกพันใจ ๕ ประการ อันบุคคลผู้ใดผู้หนึ่งเป็นภิกษุหรือภิกษุณีก็ตาม ตัด
			<remark  id="s2b24c19l17" />ได้ขาดแล้ว กลางคืนหรือกลางวันที่ผ่านมาถึงบุคคลนั้น บุคคลนั้นพึงหวังความเจริญอย่างเดียว
			<remark  id="s2b24c19l18" />ในกุศลธรรมทั้งหลาย ไม่มีความเสื่อมเลย ฯ
			<remark  id="s2b24c19l19" />     ตาปูตรึงใจ ๕ ประการ ที่บุคคลนั้นละได้แล้ว เป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุใน
			<remark  id="s2b24c19l20" />ธรรมวินัยนี้ ย่อมไม่เคลือบแคลงสงสัย ย่อมน้อมใจเชื่อเลื่อมใสในพระศาสดา จิตของภิกษุ
			<remark  id="s2b24c19l21" />นั้น ย่อมน้อมไปเพื่อความเพียร เพื่อประกอบเนืองๆ เพื่อกระทำติดต่อ เพื่อบำเพ็ญเพียร ตาปู
			<remark  id="s2b24c19l22" />ตรึงใจประการที่ ๑ นี้อันภิกษุผู้มีจิตน้อมไปเพื่อความเพียร เพื่อประกอบเนืองๆ เพื่อกระทำ
			<remark  id="s2b24c19l23" />ติดต่อเพื่อบำเพ็ญเพียร ละได้แล้ว ด้วยประการอย่างนี้ ฯ
			<remark  id="s2b24c19l24" />     อีกประการหนึ่ง ภิกษุย่อมไม่เคลือบแคลง ไม่สงสัย ย่อมน้อมใจเชื่อย่อมเลื่อมใส
			<remark  id="s2b24c19l25" />ในพระธรรม ฯลฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b24c20" >
		<para id="s2b24c20p">
			<remark  id="s2b24c20l1" />     อีกประการหนึ่ง ภิกษุย่อมไม่เคลือบแคลง ไม่สงสัย ย่อมน้อมใจเชื่อย่อมเลื่อมใส
			<remark  id="s2b24c20l2" />ในพระสงฆ์ ฯลฯ
			<remark  id="s2b24c20l3" />     อีกประการหนึ่ง ภิกษุย่อมไม่เคลือบแคลง ไม่สงสัย ย่อมน้อมใจเชื่อย่อมเลื่อมใส
			<remark  id="s2b24c20l4" />ในสิกขา ฯลฯ
			<remark  id="s2b24c20l5" />     อีกประการหนึ่ง ภิกษุย่อมไม่โกรธ พอใจ มีจิตอันโทสะไม่ประทุษร้ายมีจิตไม่กระด้าง 
			<remark  id="s2b24c20l6" />ในเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลาย จิตของภิกษุนั้น ย่อมน้อมไปเพื่อความเพียร เพื่อประกอบเนืองๆ
			<remark  id="s2b24c20l7" />เพื่อกระทำติดต่อ เพื่อบำเพ็ญเพียร ตาปูตรึงใจ๕ ประการ นี้ อันภิกษุมีจิตน้อมไปเพื่อความเพียร
			<remark  id="s2b24c20l8" />เพื่อประกอบเนืองๆ เพื่อกระทำติดต่อ เพื่อบำเพ็ญเพียร ละได้แล้ว ด้วยประการอย่างนี้ ตะปู
			<remark  id="s2b24c20l9" />ตรึงใจ ๕ประการนี้ อันบุคคลนั้นละได้แล้ว ฯ
			<remark  id="s2b24c20l10" />     เครื่องผูกพันใจ ๕ ประการ อันบุคคลนั้นตัดได้ขาดแล้ว เป็นไฉนดูกรภิกษุทั้งหลาย 
			<remark  id="s2b24c20l11" />ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ปราศจากความกำหนัด ปราศจากความพอใจ ปราศจากความรัก 
			<remark  id="s2b24c20l12" />ปราศจากความกระหาย ปราศจากความเร่าร้อนปราศจากความอยาก ในกามทั้งหลาย ดูกร
			<remark  id="s2b24c20l13" />ภิกษุทั้งหลาย จิตของภิกษุนั้น ย่อมน้อมไปเพื่อความเพียร เพื่อประกอบเนืองๆ เพื่อกระทำ
			<remark  id="s2b24c20l14" />ติดต่อ เพื่อบำเพ็ญเพียรเครื่องผูกพันใจประการที่ ๑ นี้ อันภิกษุผู้มีจิตน้อมไปเพื่อความเพียร 
			<remark  id="s2b24c20l15" />เพื่อประกอบเนืองๆ เพื่อกระทำติดต่อ เพื่อบำเพ็ญเพียร ตัดได้ขาดแล้ว ด้วยประการฉะนี้ ฯ
			<remark  id="s2b24c20l16" />     อีกประการหนึ่ง ภิกษุเป็นผู้ปราศจากความกำหนัด ปราศจากความพอใจปราศจาก
			<remark  id="s2b24c20l17" />ความรัก ปราศจากความกระหาย ปราศจากความเร่าร้อน ปราศจากความอยาก ในกาย ฯลฯ
			<remark  id="s2b24c20l18" />     อีกประการหนึ่ง ภิกษุเป็นผู้ปราศจากความกำหนัด ปราศจากความพอใจปราศจาก
			<remark  id="s2b24c20l19" />ความรัก ปราศจากความกระหาย ปราศจากความเร่าร้อน ปราศจากความอยาก ในรูป ฯลฯ
			<remark  id="s2b24c20l20" />     อีกประการหนึ่ง ภิกษุฉันอาหารเต็มท้องตามต้องการแล้ว ไม่ประกอบความสุขในการ
			<remark  id="s2b24c20l21" />นอน ความสุขในการเอน ความสุขในการหลับอยู่ ฯลฯ
			<remark  id="s2b24c20l22" />     อีกประการหนึ่ง ภิกษุไม่ประพฤติพรหมจรรย์ด้วยความปรารถนาเป็นเทพนิกายหมู่ใดหมู่
			<remark  id="s2b24c20l23" />หนึ่งว่า เราจักเป็นเทพเจ้าหรือเทพองค์ใดองค์หนึ่ง ด้วยศีล พรตตบะ หรือพรหมจรรย์นี้ จิต
			<remark  id="s2b24c20l24" />ของภิกษุนั้น ย่อมน้อมไปเพื่อความเพียร เพื่อประกอบเนืองๆ เพื่อกระทำติดต่อ เพื่อบำเพ็ญ
			<remark  id="s2b24c20l25" />เพียร เครื่องผูกพันใจประการที่ ๕ นี้ อันภิกษุผู้มีจิตน้อมไปเพื่อความเพียร เพื่อประกอบเนืองๆ 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b24c21" >
		<para id="s2b24c21p">
			<remark  id="s2b24c21l1" />เพื่อกระทำติดต่อ เพื่อบำเพ็ญเพียร ตัดได้ขาดแล้ว ด้วยประการอย่างนี้ เครื่องผูกพันใจ ๕
			<remark  id="s2b24c21l2" />ประการนี้ อันบุคคลนั้นตัดได้ขาดแล้ว ฯ
			<remark  id="s2b24c21l3" />     ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตาปูตรึงใจ ๕ ประการนี้ อันบุคคลผู้ใดผู้หนึ่งเป็นภิกษุหรือเป็นภิกษุณี
			<remark  id="s2b24c21l4" />ก็ตาม ละได้แล้ว เครื่องผูกพันใจ ๕ ประการนี้ อันบุคคลผู้ใดผู้หนึ่งเป็นภิกษุหรือภิกษุณีก็ตาม 
			<remark  id="s2b24c21l5" />ตัดได้ขาดแล้ว กลางคืนหรือกลางวันที่ผ่านมาถึงบุคคลนั้น บุคคลนั้นพึงหวังความเจริญอย่างเดียว
			<remark  id="s2b24c21l6" />ในกุศลธรรมทั้งหลายไม่มีความเสื่อมเลย ดูกรภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนกลางคืนหรือ
			<remark  id="s2b24c21l7" />กลางวันที่ผ่านมาถึงพระจันทร์ในชุณหปักษ์ พระจันทร์นั้นย่อมเจริญด้วยสี ย่อมเจริญด้วยมณฑล
			<remark  id="s2b24c21l8" />ย่อมเจริญด้วยแสงสว่าง ย่อมเจริญด้วยส่วนยาวและส่วนกว้าง แม้ฉันใดดูกรภิกษุทั้งหลาย
			<remark  id="s2b24c21l9" />ตาปูตรึงใจ ๕ ประการนี้ อันบุคคลผู้ใดผู้หนึ่งเป็นภิกษุหรือเป็นภิกษุณีก็ตาม ละได้แล้ว เครื่อง
			<remark  id="s2b24c21l10" />ผูกพันใจ ๕ ประการนี้ อันบุคคลผู้ใดผู้หนึ่งเป็นภิกษุหรือภิกษุณีก็ตาม ตัดได้ขาดแล้ว กลางคืน
			<remark  id="s2b24c21l11" />หรือกลางวันที่ผ่านมาถึงบุคคลนั้นบุคคลนั้นพึงหวังความเจริญอย่างเดียวในกุศลธรรมทั้งหลาย
			<remark  id="s2b24c21l12" />ไม่มีความเสื่อมเลยฉันนั้นเหมือนกันแล ฯ
			<remark  id="s2b24c21l13" />                          จบสูตรที่ ๕
			<remark  id="s2b24c21l14" />                         อัปปมาทสูตร
			<remark  id="s2b24c21l15" />     [๑๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สัตว์ทั้งหลายมีประมาณเท่าใด ไม่มีเท้าก็ดี๒ เท้าก็ดี ๔ เท้า
			<remark  id="s2b24c21l16" />ก็ดี มีเท้ามากก็ดี มีรูปก็ดี ไม่มีรูปก็ดี มีสัญญาก็ดี ไม่มีสัญญาก็ดี มีสัญญาก็ไม่ใช่ไม่มีสัญญา
			<remark  id="s2b24c21l17" />ก็ไม่ใช่ก็ดี พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า บัณฑิตกล่าวว่าเป็นยอดของสัตว์เหล่านั้น ฉัน
			<remark  id="s2b24c21l18" />ใด ดูกรภิกษุทั้งหลายกุศลธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ก็ฉันนั้นเหมือนกันแล กุศลธรรมเหล่านั้น
			<remark  id="s2b24c21l19" />ทั้งหมดมีความไม่ประมาทเป็นมูล ประชุมลงในความไม่ประมาท ความไม่ประมาทบัณฑิต
			<remark  id="s2b24c21l20" />กล่าวว่า เป็นยอดของกุศลธรรมเหล่านั้น ฯ
			<remark  id="s2b24c21l21" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย รอยเท้าของสัตว์ทั้งหลายที่เที่ยวไปบนแผ่นดิน เหล่าใดเหล่าหนึ่ง รอย
			<remark  id="s2b24c21l22" />เท้าเหล่านั้นทั้งหมด ย่อมถึงความรวมลงในรอยเท้าช้าง รอยเท้าช้างโลกกล่าวว่า เป็นยอดของ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b24c22" >
		<para id="s2b24c22p">
			<remark  id="s2b24c22l1" />รอยเท้าเหล่านั้น เพราะความเป็นของใหญ่ แม้ฉันใด ดูกรภิกษุทั้งหลาย กุศลธรรมเหล่าใด
			<remark  id="s2b24c22l2" />เหล่าหนึ่ง ก็ฉันนั้นเหมือนกันแลกุศลธรรมเหล่านั้นทั้งหมด มีความไม่ประมาทเป็นมูล ประชุม
			<remark  id="s2b24c22l3" />ลงในความไม่ประมาท ความไม่ประมาทบัณฑิตกล่าวว่า เป็นยอดของกุศลธรรมเหล่านั้น ฯ
			<remark  id="s2b24c22l4" />     ดูกรภิกษุทั้งหลาย กลอนเหล่าใดเหล่าหนึ่งของเรือนยอด กลอนเหล่านั้นทั้งหมด ไป
			<remark  id="s2b24c22l5" />หายอด น้อมไปสู่ยอด รวมที่ยอด ยอดโลกกล่าวว่า เป็นยอดของกลอนเหล่านั้น แม้ฉันใด 
			<remark  id="s2b24c22l6" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย กุศลธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ก็ฉันนั้นเหมือนกันแล ฯลฯ
			<remark  id="s2b24c22l7" />     ดูกรภิกษุทั้งหลาย กลิ่นหอมที่เกิดแต่รากชนิดใดชนิดหนึ่ง กฤษณาโลกกล่าวว่า เป็น
			<remark  id="s2b24c22l8" />ยอดแห่งกลิ่นหอมที่เกิดแต่รากเหล่านั้น แม้ฉันใด ดูกรภิกษุทั้งหลาย กุศลธรรมเหล่าใดเหล่า
			<remark  id="s2b24c22l9" />หนึ่ง ก็ฉันนั้นเหมือนกันแล ฯลฯ
			<remark  id="s2b24c22l10" />     ดูกรภิกษุทั้งหลาย กลิ่นหอมที่เกิดแต่แก่นชนิดใดชนิดหนึ่ง จันทน์แดงโลกกล่าวว่า 
			<remark  id="s2b24c22l11" />เป็นยอดของกลิ่นหอมที่เกิดขึ้นแต่แก่นเหล่านั้น แม้ฉันใด ดูกรภิกษุทั้งหลาย กุศลธรรมเหล่า
			<remark  id="s2b24c22l12" />ใดเหล่าหนึ่ง ก็ฉันนั้นเหมือนกันแล ฯลฯ
			<remark  id="s2b24c22l13" />     ดูกรภิกษุทั้งหลาย กลิ่นหอมที่เกิดแต่ดอกชนิดใดชนิดหนึ่ง ดอกมะลิโลกกล่าวว่า 
			<remark  id="s2b24c22l14" />เป็นยอดแห่งกลิ่นหอมเกิดแต่ดอกเหล่านั้น แม้ฉันใด ดูกรภิกษุทั้งหลาย กุศลธรรมเหล่าใด
			<remark  id="s2b24c22l15" />เหล่าหนึ่ง ก็ฉันนั้นเหมือนกันแล ฯลฯ
			<remark  id="s2b24c22l16" />     ดูกรภิกษุทั้งหลาย พระราชาน้อยเหล่าใดเหล่าหนึ่ง พระราชาเหล่านั้นทั้งหมด ย่อมเป็น
			<remark  id="s2b24c22l17" />อนุยนต์ไปตามพระเจ้าจักรพรรดิ์ พระเจ้าจักรพรรดิ์โลกกล่าวว่าเป็นยอดของพระราชาเหล่านั้น
			<remark  id="s2b24c22l18" />แม้ฉันใด ดูกรภิกษุทั้งหลาย กุศลธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ก็ฉันนั้นเหมือนกันแล ฯลฯ
			<remark  id="s2b24c22l19" />     ดูกรภิกษุทั้งหลาย แสงสว่างแห่งดวงดาวเหล่าใดเหล่าหนึ่ง แสงสว่างเหล่านั้นทั้งหมด 
			<remark  id="s2b24c22l20" />ย่อมไม่ถึงเสี้ยวที่ ๑๖ อันบัณฑิตแบ่งออกแล้ว ๑๖ ครั้ง ของแสงสว่างแห่งดวงจันทร์ แสงสว่าง
			<remark  id="s2b24c22l21" />แห่งดวงจันทร์โลกกล่าวว่า เป็นยอดแห่งแสงสว่างเหล่านั้น แม้ฉันใดดูกรภิกษุทั้งหลาย กุศล
			<remark  id="s2b24c22l22" />ธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ก็ฉันนั้นเหมือนกันแล ฯลฯ
			<remark  id="s2b24c22l23" />     ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในสรทฤดู เมื่อฝนขาดปราศจากเมฆแล้ว ดวงอาทิตย์โผล่ขึ้นสู่
			<remark  id="s2b24c22l24" />ท้องฟ้า กำจัดความมืดที่มีในอากาศทั้งหมดแล้ว ย่อมส่องแสง แผดแสงและแจ่มกระจ่าง แม้
			<remark  id="s2b24c22l25" />ฉันใด ดูกรภิกษุทั้งหลาย กุศลธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งก็ฉันนั้นเหมือนกันแล ฯลฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b24c23" >
		<para id="s2b24c23p">
			<remark  id="s2b24c23l1" />     ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม่น้ำใหญ่ๆ สายใดสายหนึ่ง คือ แม่น้ำคงคายมุนา อจิรวดี สรภู 
			<remark  id="s2b24c23l2" />มหี แม่น้ำเหล่านั้นทั้งหมด ย่อมเป็นสายน้ำไหลไปหาสมุทร โน้มไปสู่สมุทร น้อมไปสู่สมุทร 
			<remark  id="s2b24c23l3" />โอนไปสู่สมุทร หาสมุทรโลกกล่าวว่าเป็นยอดแห่งแม่น้ำเหล่านั้น แม้ฉันใด ดูกรภิกษุทั้งหลาย
			<remark  id="s2b24c23l4" />กุศลธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งก็ฉันนั้นเหมือนกันแล กุศลธรรมเหล่านั้นทั้งหมด มีความไม่ประมาท
			<remark  id="s2b24c23l5" />เป็นมูลประชุมลงในความไม่ประมาท ความไม่ประมาทบัณฑิตกล่าวว่า เป็นยอดของกุศลธรรม
			<remark  id="s2b24c23l6" />เหล่านั้น ฯลฯ
			<remark  id="s2b24c23l7" />                          จบสูตรที่ ๕
			<remark  id="s2b24c23l8" />                         อาหุเนยยสูตร
			<remark  id="s2b24c23l9" />     [๑๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๑๐ จำพวกนี้ เป็นผู้ควรของคำนับเป็นผู้ควรของ
			<remark  id="s2b24c23l10" />ต้อนรับ เป็นผู้ควรของทำบุญ เป็นผู้ควรทำอัญชลี เป็นนาบุญของโลก ไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า 
			<remark  id="s2b24c23l11" />๑๐ จำพวกเป็นไฉน คือ พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ๑ พระปัจเจกสัมพุทธเจ้า ๑ ท่าน
			<remark  id="s2b24c23l12" />ผู้เป็นอุภโตภาควิมุต ๑ ท่านผู้เป็นปัญญาวิมุต ๑ ท่านผู้เป็นกายสักขี ๑ ท่านผู้เป็นทิฏฐิปัตตะ ๑ 
			<remark  id="s2b24c23l13" />ท่านผู้เป็นสัทธาวิมุต ๑ ผู้เป็นธัมมานุสารี ๑ ท่านผู้เป็นสัทธานุสารี ๑ ท่านผู้เป็นโคตรภู ๑
			<remark  id="s2b24c23l14" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๑๐ จำพวกนี้แล เป็นผู้ควรของคำนับ ฯลฯ เป็นนาบุญของโลก ไม่มี
			<remark  id="s2b24c23l15" />นาบุญอื่นยิ่งกว่า ฯ
			<remark  id="s2b24c23l16" />                          จบสูตรที่ ๖
			<remark  id="s2b24c23l17" />                         นาถสูตรที่ ๑
			<remark  id="s2b24c23l18" />     [๑๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงเป็นผู้มีที่พึ่งอยู่เถิด อย่าเป็นผู้ไม่มีที่พึ่งอยู่เลย 
			<remark  id="s2b24c23l19" />(เพราะว่า) บุคคลผู้ไม่มีที่พึ่งย่อมอยู่เป็นทุกข์ ดูกรภิกษุทั้งหลายธรรมอันกระทำที่พึ่ง ๑๐ ประการ
			<remark  id="s2b24c23l20" />นี้ ๑๐ ประการเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีศีล สำรวมในปาติโมกข
			<remark  id="s2b24c23l21" />สังวร ถึงพร้อมด้วยอาจาระและโคจร มีปรกติเห็นภัยในโทษมีประมาณน้อย สมาทานศึกษาอยู่ใน
		</para>
	</section>
	<section id="s2b24c24" >
		<para id="s2b24c24p">
			<remark  id="s2b24c24l1" />สิกขาบททั้งหลาย ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อที่ภิกษุเป็นผู้มีศีล ฯลฯ สมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบท
			<remark  id="s2b24c24l2" />ทั้งหลาย นี้เป็นธรรมกระทำที่พึ่ง ฯ
			<remark  id="s2b24c24l3" />     อีกประการหนึ่ง ภิกษุเป็นพหูสูต ทรงสุตะ สั่งสมสุตะ เป็นผู้สดับมาก ทรงจำไว้ 
			<remark  id="s2b24c24l4" />คล่องปาก ขึ้นใจ แทงตลอดด้วยดีด้วยทิฐิ ซึ่งธรรมอันงามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง 
			<remark  id="s2b24c24l5" />งามในที่สุด ประกาศพรหมจรรย์ พร้อมทั้งอรรถพร้อมทั้งพยัญชนะ บริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิง 
			<remark  id="s2b24c24l6" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อที่ภิกษุเป็นพหูสูต ฯลฯ แทงตลอดด้วยดีด้วยทิฐิ นี้เป็นธรรมกระทำที่พึ่ง ฯ
			<remark  id="s2b24c24l7" />     อีกประการหนึ่ง ภิกษุเป็นผู้มีมิตรดี มีสหายดี มีเพื่อนดี ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อที่
			<remark  id="s2b24c24l8" />ภิกษุเป็นผู้มีมิตรดี มีสหายดี มีเพื่อนดี นี้เป็นธรรมกระทำที่พึ่ง ฯ
			<remark  id="s2b24c24l9" />     อีกประการหนึ่ง ภิกษุเป็นผู้ว่าง่าย คือ ประกอบด้วยธรรมเครื่องกระทำความเป็นผู้ว่าง่าย 
			<remark  id="s2b24c24l10" />เป็นผู้อดทน รับอนุศาสนีโดยเคารพ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อที่ภิกษุเป็นผู้ว่าง่าย คือ เป็นผู้ประกอบ
			<remark  id="s2b24c24l11" />ด้วยธรรมเครื่องกระทำความเป็นผู้ว่าง่าย เป็นผู้อดทน รับอนุสาสนีโดยเคารพ นี้เป็นธรรมกระทำ
			<remark  id="s2b24c24l12" />ที่พึ่ง ฯ
			<remark  id="s2b24c24l13" />     อีกประการหนึ่ง ภิกษุเป็นผู้ขยัน ไม่เกียจคร้านในกิจที่ควรทำอย่างไรทั้งสูงทั้งต่ำ ของ
			<remark  id="s2b24c24l14" />เพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลาย ประกอบด้วยปัญญาเป็นเครื่องพิจารณาอันเป็นอุบายในกิจนั้น อาจ
			<remark  id="s2b24c24l15" />ทำ อาจจัดได้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อที่ภิกษุเป็นผู้ขยัน ไม่เกียจคร้านในกิจที่ควรทำอย่างไร ทั้ง
			<remark  id="s2b24c24l16" />สูงทั้งต่ำ ของเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลาย ฯลฯ อาจทำ อาจจัดได้ นี้เป็นธรรมกระทำที่พึ่ง ฯ
			<remark  id="s2b24c24l17" />     อีกประการหนึ่ง ภิกษุเป็นผู้ใคร่ในธรรม เป็นผู้ฟังและแสดงธรรมอันเป็นที่รัก มีความ
			<remark  id="s2b24c24l18" />ปราโมทย์อย่างยิ่งในธรรมอันยิ่ง ในวินัยอันยิ่ง ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อที่ภิกษุเป็นผู้ใคร่ในธรรม 
			<remark  id="s2b24c24l19" />เป็นผู้ฟังและแสดงธรรมอันเป็นที่รัก มีความปราโมทย์อย่างยิ่งในธรรมอันยิ่ง ในวินัยอันยิ่ง นี้
			<remark  id="s2b24c24l20" />เป็นธรรมกระทำที่พึ่ง ฯ
			<remark  id="s2b24c24l21" />     อีกประการหนึ่ง ภิกษุเป็นผู้ปรารภความเพียร เพื่อละอกุศลธรรมทั้งหลายเพื่อความถึง
			<remark  id="s2b24c24l22" />พร้อมแห่งกุศลธรรมทั้งหลาย เป็นผู้มีกำลัง มีความบากบั่นมั่นคงไม่ทอดธุระในกุศลธรรม
			<remark  id="s2b24c24l23" />ทั้งหลาย ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อที่ภิกษุเป็นผู้ปรารภความเพียร เพื่อละอกุศลธรรมทั้งหลาย 
			<remark  id="s2b24c24l24" />เพื่อความถึงพร้อมแห่งกุศลธรรมทั้งหลายเป็นผู้มีกำลัง มีความบากบั่นมั่นคง ไม่ทอดธุระใน
			<remark  id="s2b24c24l25" />กุศลธรรมทั้งหลาย นี้เป็นธรรมกระทำที่พึ่ง ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b24c25" >
		<para id="s2b24c25p">
			<remark  id="s2b24c25l1" />     อีกประการหนึ่ง ภิกษุเป็นผู้สันโดษด้วยจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และเภสัชบริขาร
			<remark  id="s2b24c25l2" />อันเป็นปัจจัยของคนไข้ ตามมีตามได้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อที่ภิกษุเป็นผู้สันโดษด้วยจีวร 
			<remark  id="s2b24c25l3" />บิณฑบาต เสนาสนะ และเภสัชบริขารอันเป็นปัจจัยของคนไข้ ตามมีตามได้ นี้เป็นธรรม
			<remark  id="s2b24c25l4" />กระทำที่พึ่ง ฯ
			<remark  id="s2b24c25l5" />     อีกประการหนึ่ง ภิกษุเป็นผู้มีสติ คือ ประกอบด้วยสติเป็นเครื่องรักษาตนอย่างยิ่ง ระลึกได้
			<remark  id="s2b24c25l6" />ตามระลึกได้ซึ่งสิ่งที่ทำคำที่พูดแล้วแม้นานได้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อที่ภิกษุเป็นผู้มีสติ คือ ประกอบ
			<remark  id="s2b24c25l7" />ด้วยสติเป็นเครื่องรักษาตนอย่างยิ่งระลึกได้ ตามระลึกได้ซึ่งสิ่งที่ทำคำที่พูดแล้วแม้นานได้ นี้ 
			<remark  id="s2b24c25l8" />เป็นธรรมกระทำที่พึ่ง ฯ
			<remark  id="s2b24c25l9" />     อีกประการหนึ่ง ภิกษุเป็นผู้มีปัญญา คือ ประกอบด้วยปัญญา อันเห็นความเกิดความ
			<remark  id="s2b24c25l10" />ดับ เป็นอริยะ ชำแรกกิเลส ให้ถึงความสิ้นทุกข์โดยชอบ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อที่ภิกษุเป็น
			<remark  id="s2b24c25l11" />ผู้มีปัญญา คือประกอบด้วยปัญญาอันเห็นความเกิดความดับ เป็นอริยะ ชำแรกกิเลส ให้ถึง
			<remark  id="s2b24c25l12" />ความสิ้นทุกข์โดยชอบนี้ เป็นธรรมกระทำที่พึ่ง ฯ
			<remark  id="s2b24c25l13" />     ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงเป็นผู้มีที่พึ่งอยู่เถิด อย่าเป็นผู้ไม่มีที่พึ่งอยู่เลย (เพราะ
			<remark  id="s2b24c25l14" />ว่า) บุคคลผู้ไม่มีที่พึ่งย่อมอยู่เป็นทุกข์ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมกระทำที่พึ่ง ๑๐ ประการนี้แล ฯ
			<remark  id="s2b24c25l15" />                          จบสูตรที่ ๗
			<remark  id="s2b24c25l16" />                         นาถสูตรที่ ๒
			<remark  id="s2b24c25l17" />     [๑๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงเป็นผู้มีที่พึ่งอยู่เถิด อย่าเป็นผู้ไม่มีที่พึ่งอยู่เลย 
			<remark  id="s2b24c25l18" />(เพราะว่า) บุคคลผู้ไม่มีที่พึ่งย่อมอยู่เป็นทุกข์ ดูกรภิกษุทั้งหลายธรรมอันกระทำที่พึ่ง ๑๐ ประการ
			<remark  id="s2b24c25l19" />นี้ ๑๐ ประการเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีศีล ฯลฯ สมาทาน
			<remark  id="s2b24c25l20" />ศึกษาอยู่ในสิกขาบททั้งหลาย ภิกษุผู้เป็นเถระก็ดี เป็นมัชฌิมะก็ดี เป็นนวกะก็ดี ย่อมสำคัญ
			<remark  id="s2b24c25l21" />ภิกษุนั้นว่า ภิกษุนี้เป็นผู้มีศีล ฯลฯ สมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบททั้งหลายหนอ ดังนี้ ว่าเป็น
			<remark  id="s2b24c25l22" />ผู้พึงว่ากล่าวสั่งสอน ภิกษุนั้นอันภิกษุผู้เป็นเถระ ผู้เป็นมัชฌิมะ ผู้เป็นนวกะ อนุเคราะห์แล้ว
			<remark  id="s2b24c25l23" />พึงหวังความเจริญในกุศลธรรมทั้งหลายอย่างเดียว ไม่พึงหวังความเสื่อมเลย นี้เป็นธรรมกระทำ
			<remark  id="s2b24c25l24" />ที่พึ่ง ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b24c26" >
		<para id="s2b24c26p">
			<remark  id="s2b24c26l1" />     อีกประการหนึ่ง ภิกษุเป็นพหูสูต ฯลฯ แทงตลอดด้วยดีด้วยทิฐิ ภิกษุทั้งหลายผู้เป็น
			<remark  id="s2b24c26l2" />เถระก็ดี ผู้เป็นมัชฌิมะก็ดี ผู้เป็นนวกะก็ดี ย่อมสำคัญภิกษุนั้นว่าภิกษุนี้เป็นพหูสูต ฯลฯ 
			<remark  id="s2b24c26l3" />แทงตลอดด้วยดีด้วยทิฐิหนอ ดังนี้ ว่าเป็นผู้พึงว่ากล่าวสั่งสอน ภิกษุนั้นอันภิกษุผู้เป็นเถระ 
			<remark  id="s2b24c26l4" />ผู้เป็นมัชฌิมะ ผู้เป็นนวกะ อนุเคราะห์แล้ว พึงหวังความเจริญในกุศลธรรมทั้งหลายอย่างเดียว 
			<remark  id="s2b24c26l5" />ไม่พึงหวังความเสื่อมเลยนี้เป็นธรรมกระทำที่พึ่ง ฯ
			<remark  id="s2b24c26l6" />     อีกประการหนึ่ง ภิกษุเป็นผู้มีมิตรดี มีสหายดี มีเพื่อนดี ภิกษุทั้งหลายผู้เป็นเถระก็ดี 
			<remark  id="s2b24c26l7" />เป็นมัชฌิมะก็ดี เป็นนวกะก็ดี ย่อมสำคัญภิกษุนั้นว่า ภิกษุนี้มีมิตรดี มีสหายดี มีเพื่อนดีหนอ 
			<remark  id="s2b24c26l8" />ดังนี้ ว่าเป็นผู้พึงว่ากล่าวสั่งสอน ภิกษุนั้นอันภิกษุผู้เป็นเถระ ผู้เป็นมัชฌิมะ ผู้เป็นนวกะ 
			<remark  id="s2b24c26l9" />อนุเคราะห์แล้ว พึงหวังความเจริญในกุศลธรรมทั้งหลายอย่างเดียว ไม่พึงหวังความเสื่อมเลย 
			<remark  id="s2b24c26l10" />นี้เป็นธรรมกระทำที่พึ่ง ฯ
			<remark  id="s2b24c26l11" />     อีกประการหนึ่ง ภิกษุเป็นผู้ว่าง่าย คือ ประกอบด้วยธรรมเครื่องกระทำความเป็นผู้ว่าง่าย
			<remark  id="s2b24c26l12" />เป็นผู้อดทน รับอนุสาสนีโดยเคารพ ภิกษุทั้งหลายผู้เป็นเถระก็ดี เป็นมัชฌิมะก็ดี เป็นนวกะก็ดี 
			<remark  id="s2b24c26l13" />ย่อมสำคัญภิกษุนั้นว่า ภิกษุนี้เป็นผู้ว่าง่ายคือ ประกอบด้วยธรรมเครื่องกระทำความเป็นผู้ว่าง่าย
			<remark  id="s2b24c26l14" />เป็นผู้อดทน รับอนุสาสนีโดยเคารพหนอ ดังนี้ ว่าเป็นผู้พึงว่ากล่าวสั่งสอน ภิกษุนั้นอันภิกษุผู้
			<remark  id="s2b24c26l15" />เป็นเถระผู้เป็นมัชฌิมะ ผู้เป็นนวกะ อนุเคราะห์แล้ว พึงหวังความเจริญในกุศลทั้งหลาย
			<remark  id="s2b24c26l16" />อย่างเดียว ไม่พึงหวังความเสื่อมเลย นี้เป็นธรรมกระทำที่พึ่ง ฯ
			<remark  id="s2b24c26l17" />     อีกประการหนึ่ง ภิกษุเป็นผู้ขยัน ไม่เกียจคร้าน ในกิจที่ควรทำอย่างไรทั้งสูงทั้งต่ำ 
			<remark  id="s2b24c26l18" />ของเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลาย เป็นผู้ประกอบด้วยปัญญาเครื่องพิจารณาอันเป็นอุบายในกิจนั้น
			<remark  id="s2b24c26l19" />อาจทำ อาจจัดได้ ภิกษุทั้งหลายผู้เป็นเถระก็ดีเป็นมัชฌิมะก็ดี เป็นนวกะก็ดี ย่อมสำคัญ
			<remark  id="s2b24c26l20" />ภิกษุนั้นว่า ภิกษุนี้เป็นผู้ขยัน ไม่เกียจคร้านในกิจที่ควรทำอย่างไร ทั้งสูงทั้งต่ำ ของเพื่อน
			<remark  id="s2b24c26l21" />พรหมจรรย์ทั้งหลาย เป็นผู้ประกอบด้วยปัญญาเครื่องพิจารณาอันเป็นอุบายในกิจนั้น อาจทำ 
			<remark  id="s2b24c26l22" />อาจจัดได้หนอดังนี้ ว่าเป็นผู้พึงว่ากล่าวสั่งสอน ภิกษุนั้น อันภิกษุผู้เป็นเถระ ผู้เป็นมัชฌิมะ
			<remark  id="s2b24c26l23" />ผู้เป็นนวกะ อนุเคราะห์แล้ว พึงหวังความเจริญในกุศลธรรมทั้งหลายอย่างเดียวไม่พึงหวัง
			<remark  id="s2b24c26l24" />ความเสื่อมเลย นี้เป็นธรรมกระทำที่พึ่ง ฯ
			<remark  id="s2b24c26l25" />     อีกประการหนึ่ง ภิกษุเป็นผู้ใคร่ในธรรม เป็นผู้ฟังและแสดงธรรมอันเป็นที่รัก มีความ
			<remark  id="s2b24c26l26" />ปราโมทย์อย่างยิ่งในธรรมอันยิ่ง ในวินัยอันยิ่ง ภิกษุทั้งหลายผู้เป็นเถระก็ดี เป็นมัชฌิมะก็ดี 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b24c27" >
		<para id="s2b24c27p">
			<remark  id="s2b24c27l1" />เป็นนวกะก็ดี ย่อมสำคัญภิกษุนั้นว่า ภิกษุนี้เป็นผู้ใคร่ในธรรม เป็นผู้ฟังและแสดงธรรมอัน
			<remark  id="s2b24c27l2" />เป็นที่รัก มีความปราโมทย์อย่างยิ่งในธรรมอันยิ่ง ในวินัยอันยิ่งหนอ ดังนี้ ว่าเป็นผู้พึง
			<remark  id="s2b24c27l3" />ว่ากล่าวสั่งสอน ภิกษุนั้นอันภิกษุผู้เป็นเถระ ผู้เป็นมัชฌิมะ ผู้เป็นนวกะ อนุเคราะห์แล้ว
			<remark  id="s2b24c27l4" />พึงหวังความเจริญในกุศลธรรมทั้งหลายอย่างเดียวไม่พึงหวังความเสื่อมเลย นี้เป็นธรรมกระทำ
			<remark  id="s2b24c27l5" />ที่พึ่ง ฯ
			<remark  id="s2b24c27l6" />     อีกประการหนึ่ง ภิกษุเป็นผู้ปรารภความเพียร เพื่อละอกุศลธรรมทั้งหลายเพื่อความ
			<remark  id="s2b24c27l7" />ถึงพร้อมแห่งกุศลธรรมทั้งหลาย เป็นผู้มีกำลัง มีความบากบั่นมั่นคง ไม่ทอดธุระในกุศลธรรม
			<remark  id="s2b24c27l8" />ทั้งหลาย ภิกษุทั้งหลายผู้เป็นเถระก็ดี เป็นมัชฌิมะก็ดี เป็นนวกะก็ดี ย่อมสำคัญภิกษุนั้นว่า 
			<remark  id="s2b24c27l9" />ภิกษุนี้เป็นผู้ปรารภความเพียร เพื่อละอกุศลธรรมทั้งหลาย เพื่อความถึงพร้อมแห่งกุศลธรรม
			<remark  id="s2b24c27l10" />ทั้งหลาย เป็นผู้มีกำลัง มีความบากบั่นมั่นคง ไม่ทอดธุระในกุศลธรรมทั้งหลายอยู่หนอ ดังนี้ 
			<remark  id="s2b24c27l11" />ว่าเป็นผู้พึงว่ากล่าวสั่งสอน ภิกษุนั้นอันภิกษุผู้เป็นเถระ ผู้เป็นมัชฌิมะ ผู้เป็นนวกะอนุเคราะห์
			<remark  id="s2b24c27l12" />แล้ว พึงหวังความเจริญในกุศลธรรมทั้งหลายอย่างเดียว ไม่พึงหวังความเสื่อมเลย นี้เป็นธรรม
			<remark  id="s2b24c27l13" />กระทำที่พึ่ง ฯ
			<remark  id="s2b24c27l14" />     อีกประการหนึ่ง ภิกษุเป็นผู้สันโดษด้วยจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และเภสัชบริขาร
			<remark  id="s2b24c27l15" />อันเป็นปัจจัยแก่คนไข้ ตามมีตามได้ ภิกษุทั้งหลายผู้เป็นเถระก็ดีเป็นมัชฌิมะก็ดี เป็นนวกะ
			<remark  id="s2b24c27l16" />ก็ดี ย่อมสำคัญภิกษุนั้นว่า ภิกษุนี้เป็นผู้สันโดษด้วยจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และเภสัช
			<remark  id="s2b24c27l17" />บริขารอันเป็นปัจจัยแก่คนไข้ ตามมีตามได้หนอ ดังนี้ ว่าเป็นผู้พึงว่ากล่าวสั่งสอน ภิกษุนั้น
			<remark  id="s2b24c27l18" />อันภิกษุผู้เป็นเถระผู้เป็นมัชฌิมะ ผู้เป็นนวกะ อนุเคราะห์แล้ว พึงหวังความเจริญในกุศลธรรม
			<remark  id="s2b24c27l19" />ทั้งหลายอย่างเดียว ไม่พึงหวังความเสื่อมเลย นี้เป็นธรรมกระทำที่พึ่ง ฯ
			<remark  id="s2b24c27l20" />     อีกประการหนึ่ง ภิกษุเป็นผู้มีสติ คือ ประกอบด้วยสติเป็นเครื่องรักษาตนอย่างยิ่ง ระลึก
			<remark  id="s2b24c27l21" />ได้ ตามระลึกได้ ซึ่งสิ่งที่ทำคำที่พูดแล้วแม้นานได้ ภิกษุทั้งหลายผู้เป็นเถระก็ดี เป็นมัชฌิมะก็ดี 
			<remark  id="s2b24c27l22" />เป็นนวกะก็ดี ย่อมสำคัญภิกษุนั้นว่าภิกษุนี้เป็นผู้มีสติ คือ ประกอบด้วยสติเป็นเครื่องรักษา
			<remark  id="s2b24c27l23" />ตนอย่างยิ่ง ระลึกได้ตามระลึกได้ ซึ่งสิ่งที่ทำคำที่พูดแล้วแม้นานได้หนอ ดังนี้ ว่าเป็นผู้พึง
			<remark  id="s2b24c27l24" />ว่ากล่าวสั่งสอน ภิกษุนั้นอันภิกษุผู้เป็นเถระ ผู้เป็นมัชฌิมะ ผู้เป็นนวกะ อนุเคราะห์แล้ว พึง
			<remark  id="s2b24c27l25" />หวังความเจริญในกุศลธรรมทั้งหลายอย่างเดียว ไม่พึงหวังความเสื่อมเลยนี้เป็นธรรมกระทำ
			<remark  id="s2b24c27l26" />ที่พึ่ง ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b24c28" >
		<para id="s2b24c28p">
			<remark  id="s2b24c28l1" />     อีกประการหนึ่ง ภิกษุผู้มีปัญญา คือ ประกอบด้วยปัญญา อันเห็นความเกิดความดับ 
			<remark  id="s2b24c28l2" />เป็นอริยะ ชำแรกกิเลส ให้ถึงความสิ้นทุกข์โดยชอบ ภิกษุทั้งหลายผู้เป็นเถระก็ดี เป็นมัชฌิมะ
			<remark  id="s2b24c28l3" />ก็ดี เป็นนวกะก็ดี ย่อมสำคัญภิกษุนั้นว่า ภิกษุนี้เป็นผู้มีปัญญา คือ ประกอบด้วยปัญญาอันเห็น
			<remark  id="s2b24c28l4" />ความเกิดความดับ เป็นอริยะชำแรกกิเลส ให้ถึงความสิ้นทุกข์โดยชอบหนอ ดังนี้ ว่าเป็นผู้
			<remark  id="s2b24c28l5" />พึงว่ากล่าวสั่งสอนภิกษุนั้นอันภิกษุผู้เป็นเถระ ผู้เป็นมัชฌิมะ ผู้เป็นนวกะ อนุเคราะห์แล้ว 
			<remark  id="s2b24c28l6" />พึงหวังความเจริญในกุศลธรรมทั้งหลายอย่างเดียว ไม่พึงหวังความเสื่อมเลย นี้เป็นธรรมกระทำ
			<remark  id="s2b24c28l7" />ที่พึ่ง ฯ
			<remark  id="s2b24c28l8" />     ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงเป็นผู้มีที่พึ่งอยู่เถิด อย่าเป็นผู้ไม่มีที่พึ่งอยู่เลย (เพราะ
			<remark  id="s2b24c28l9" />ว่า) บุคคลผู้ไม่มีที่พึ่ง ย่อมอยู่เป็นทุกข์ ดูกรภิกษุทั้งหลายธรรมอันกระทำที่พึ่ง ๑๐ ประการ
			<remark  id="s2b24c28l10" />นี้แล ฯ
			<remark  id="s2b24c28l11" />                          จบสูตรที่ ๘
			<remark  id="s2b24c28l12" />                        อริยวสสูตรที่ ๑
			<remark  id="s2b24c28l13" />     [๑๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมเป็นที่อยู่แห่งพระอริยะ ที่พระอริยะอยู่แล้วก็ดี กำลังอยู่
			<remark  id="s2b24c28l14" />ก็ดี จักอยู่ก็ดี ๑๐ ประการนี้ ๑๐ ประการเป็นไฉน คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้เป็นผู้ละองค์ ๕ 
			<remark  id="s2b24c28l15" />ได้แล้ว ๑ ประกอบด้วยองค์ ๖ ๑ รักษาแต่อย่างเดียว ๑ มีธรรมเป็นที่พักพิง ๔ ประการ ๑ มี
			<remark  id="s2b24c28l16" />ปัจเจกสัจจะบรรเทาได้แล้ว ๑ มีการแสวงหาอันสละเสียแล้วด้วยดี ๑ มีความดำริไม่ขุ่นมัว ๑ 
			<remark  id="s2b24c28l17" />มีกายสังขารอันสงบระงับแล้ว ๑ มีจิตหลุดพ้นแล้วด้วยดี ๑ มีปัญญาอันหลุดพ้นแล้วด้วยดี ๑ 
			<remark  id="s2b24c28l18" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมเป็นที่อยู่แห่งพระอริยะ ที่พระอริยะอยู่แล้วก็ดี กำลังอยู่ก็ดีจักอยู่ก็ดี 
			<remark  id="s2b24c28l19" />๑๐ ประการนี้แล ฯ
			<remark  id="s2b24c28l20" />                          จบสูตรที่ ๙
			<remark  id="s2b24c28l21" />                        อริยวสสูตรที่ ๒
			<remark  id="s2b24c28l22" />     [๒๐] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่นิคมของชาวกุรุ ชื่อกัมมาสธรรม ใน
			<remark  id="s2b24c28l23" />แคว้นกุรุ ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคได้ตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่าดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b24c29" >
		<para id="s2b24c29p">
			<remark  id="s2b24c29l1" />เหล่านั้นทูลรับพระผู้มีพระภาคแล้ว พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม
			<remark  id="s2b24c29l2" />เป็นที่อยู่แห่งพระอริยะ ที่พระอริยะอยู่แล้วก็ดีกำลังอยู่ก็ดี จักอยู่ก็ดี ๑๐ ประการนี้ ๑๐ ประการ
			<remark  id="s2b24c29l3" />เป็นไฉน คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้เป็นผู้ละองค์ ๕ ได้แล้ว ๑ ประกอบด้วยองค์ ๖ ๑ รักษาแต่
			<remark  id="s2b24c29l4" />อย่างเดียว ๑มีธรรมเป็นที่พักพิง ๔ ประการ ๑ มีปัจเจกสัจจะบรรเทาได้แล้ว ๑ มีการแสวงหา
			<remark  id="s2b24c29l5" />อันสละแล้วด้วยดี ๑ มีความดำริไม่ขุ่นมัว ๑ มีกายสังขารอันสงบระงับแล้ว ๑มีจิตหลุดพ้น
			<remark  id="s2b24c29l6" />แล้วด้วยดี ๑ มีปัญญาอันหลุดพ้นแล้วด้วยดี ๑ ฯ
			<remark  id="s2b24c29l7" />     ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุเป็นผู้ละองค์ ๕ ได้แล้วอย่างไร ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้
			<remark  id="s2b24c29l8" />ละกามฉันทะได้แล้ว ๑ เป็นผู้ละพยาบาทได้แล้ว ๑ เป็นผู้ละถีนมิทธะได้แล้ว ๑ เป็นผู้ละ
			<remark  id="s2b24c29l9" />อุทธัจจกุกกุจจะได้แล้ว ๑ เป็นผู้ละวิจิกิจฉาได้แล้ว๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเป็นผู้ละองค์ ๕ 
			<remark  id="s2b24c29l10" />ได้แล้วอย่างนี้แล ฯ
			<remark  id="s2b24c29l11" />     ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุเป็นผู้ประกอบด้วยองค์ ๖ อย่างไร ภิกษุในธรรมวินัยนี้ 
			<remark  id="s2b24c29l12" />เห็นรูปด้วยจักษุแล้ว เป็นผู้ไม่ดีใจ ไม่เสียใจ มีอุเบกขา มีสติมีสัมปชัญญะอยู่ ฟังเสียงด้วยหู ... 
			<remark  id="s2b24c29l13" />ดมกลิ่นด้วยจมูก ... ลิ้มรสด้วยลิ้น ... ถูกต้องโผฏฐัพพะด้วยกาย ... รู้แจ้งธรรมด้วยใจแล้ว 
			<remark  id="s2b24c29l14" />เป็นผู้ไม่ดีใจ ไม่เสียใจ มีอุเบกขา มีสติสัมปชัญญะอยู่ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเป็นผู้
			<remark  id="s2b24c29l15" />ประกอบด้วยองค์ ๖อย่างนี้แล ฯ
			<remark  id="s2b24c29l16" />     ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุเป็นผู้รักษาแต่อย่างเดียวอย่างไร ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็น
			<remark  id="s2b24c29l17" />ผู้ประกอบด้วยใจอันรักษาด้วยสติ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเป็นผู้รักษาแต่อย่างเดียว อย่างนี้แล ฯ
			<remark  id="s2b24c29l18" />     ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุเป็นผู้มีธรรมเป็นที่พักพิง ๔ ประการอย่างไรภิกษุในธรรมวินัย
			<remark  id="s2b24c29l19" />นี้ พิจารณาแล้วย่อมเสพของอย่างหนึ่ง พิจารณาแล้วย่อมอดกลั้นของอย่างหนึ่ง พิจารณาแล้วย่อม
			<remark  id="s2b24c29l20" />เว้นของอย่างหนึ่ง พิจารณาแล้วย่อมบรรเทาของอย่างหนึ่ง ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเป็นผู้มีธรรม
			<remark  id="s2b24c29l21" />เป็นที่พักพิง ๔ ประการอย่างนี้แล ฯ
			<remark  id="s2b24c29l22" />     ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุเป็นผู้มีปัจเจกสัจจะบรรเทาแล้วอย่างไร ปัจเจกสัจจะเป็นอัน
			<remark  id="s2b24c29l23" />มากเหล่าใดเหล่าหนึ่งของสมณพราหมณ์เป็นอันมาก คือ สัจจะว่าโลกเที่ยงบ้าง โลกไม่เที่ยงบ้าง 
			<remark  id="s2b24c29l24" />โลกมีที่สุดบ้าง โลกไม่มีที่สุดบ้าง ชีพก็อันนั้นสรีระก็อันนั้นบ้าง ชีพเป็นอื่น สรีระเป็นอื่น
			<remark  id="s2b24c29l25" />บ้าง สัตว์เมื่อตายไปย่อมเป็นอีกบ้างสัตว์เมื่อตายไปย่อมไม่เป็นอีกบ้าง สัตว์เมื่อตายไปย่อม
			<remark  id="s2b24c29l26" />เป็นอีกก็มี ย่อมไม่เป็นอีกก็มีบ้าง สัตว์เมื่อตายไปย่อมเป็นอีกก็หามิได้ ย่อมไม่เป็นอีกก็หามิได้
		</para>
	</section>
	<section id="s2b24c30" >
		<para id="s2b24c30p">
			<remark  id="s2b24c30l1" />บ้าง สัจจะเหล่านั้นทั้งหมดเป็นของอันภิกษุในธรรมวินัยนี้บรรเทาได้แล้ว กำจัดออกแล้วสละ
			<remark  id="s2b24c30l2" />ได้แล้ว คลายได้แล้ว พ้นได้แล้ว ละได้แล้ว สลัดได้เฉพาะแล้ว ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุ
			<remark  id="s2b24c30l3" />เป็นผู้มีปัจเจกสัจจะอันบรรเทาได้แล้วอย่างนี้แล ฯ
			<remark  id="s2b24c30l4" />     ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุเป็นผู้มีการแสวงหาอันสละได้แล้วด้วยดีอย่างไรภิกษุใน
			<remark  id="s2b24c30l5" />ธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ละการแสวงหากามได้แล้ว เป็นผู้ละการแสวงหาภพได้แล้วเป็นผู้สงบระงับ
			<remark  id="s2b24c30l6" />การแสวงหาพรหมจรรย์ได้แล้ว ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเป็นผู้มีการแสวงหาอันสละได้แล้วด้วย
			<remark  id="s2b24c30l7" />ดีอย่างนี้แล ฯ
			<remark  id="s2b24c30l8" />     ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุเป็นผู้มีความดำริไม่ขุ่นมัวอย่างไร ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็น
			<remark  id="s2b24c30l9" />ผู้ละความดำริในกามได้แล้ว เป็นผู้ละความดำริในพยาบาทได้แล้วเป็นผู้ละความดำริในวิหิงสา
			<remark  id="s2b24c30l10" />ได้แล้ว ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเป็นผู้มีความดำริไม่ขุ่นมัวอย่างนี้แล ฯ
			<remark  id="s2b24c30l11" />     ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุเป็นผู้มีกายสังขารสงบระงับแล้วอย่างไร ภิกษุในธรรม
			<remark  id="s2b24c30l12" />วินัยนี้ บรรลุจตุตถฌาน ไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข เพราะละสุขละทุกข์และดับโสมนัสโทมนัส
			<remark  id="s2b24c30l13" />ก่อนๆ ได้ มีอุเบกขาเป็นเหตุให้สติบริสุทธิ์อยู่ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเป็นผู้มีกายสังขารอัน
			<remark  id="s2b24c30l14" />สงบระงับแล้ว อย่างนี้แล ฯ
			<remark  id="s2b24c30l15" />     ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุเป็นผู้มีจิตอันหลุดพ้นแล้วด้วยดีอย่างไร จิตของภิกษุใน
			<remark  id="s2b24c30l16" />ธรรมวินัยนี้ เป็นธรรมชาติหลุดพ้นแล้วจากราคะ หลุดพ้นแล้วจากโทสะ หลุดพ้นแล้วจากโมหะ
			<remark  id="s2b24c30l17" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเป็นผู้มีจิตอันหลุดพ้นแล้วด้วยดี อย่างนี้แล ฯ
			<remark  id="s2b24c30l18" />     ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุเป็นผู้มีปัญญาหลุดพ้นแล้วด้วยดีอย่างไร ภิกษุในธรรมวินัย
			<remark  id="s2b24c30l19" />นี้ ย่อมรู้ชัดว่า ราคะเราละได้แล้ว ตัดรากได้ขาดแล้ว ทำให้เป็นเหมือนตาลยอดด้วน ทำให้
			<remark  id="s2b24c30l20" />ไม่มี มีอันไม่เกิดขึ้นอีกต่อไปเป็นธรรมดา ย่อมรู้ชัดว่า โทสะเราละได้แล้ว ฯลฯ ย่อมรู้ชัดว่า 
			<remark  id="s2b24c30l21" />โมหะเราละได้แล้ว ตัดรากได้ขาดแล้ว ทำให้เป็นเหมือนตาลยอดด้วน ทำให้ไม่มี มีอันไม่เกิด
			<remark  id="s2b24c30l22" />อีกต่อไปเป็นธรรมดา ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเป็นผู้มีปัญญาอันหลุดพ้นแล้วด้วยดีอย่างนี้แล ฯ
			<remark  id="s2b24c30l23" />     ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็พระอริยเจ้าเหล่าใดเหล่าหนึ่งในอดีตกาลอยู่อาศัยแล้วซึ่งธรรมเป็น
			<remark  id="s2b24c30l24" />ที่อยู่ของพระอริยเจ้า ๑๐ ประการเหล่านี้เทียว พระอริยเจ้าเหล่าใดเหล่าหนึ่งในอนาคตกาล จัก
			<remark  id="s2b24c30l25" />อยู่อาศัยซึ่งธรรมเป็นที่อยู่ของพระอริยเจ้า ๑๐ประการเหล่านี้เทียว พระอริยเจ้าเหล่าใดเหล่าหนึ่ง
			<remark  id="s2b24c30l26" />ในปัจจุบันนี้ อยู่อาศัยซึ่งธรรมเป็นที่อยู่ของพระอริยเจ้า พระอริยเจ้าเหล่านั้นทั้งหมด ย่อมอยู่
		</para>
	</section>
	<section id="s2b24c31" >
		<para id="s2b24c31p">
			<remark  id="s2b24c31l1" />อาศัยซึ่งธรรมเป็นที่อยู่ของพระอริยเจ้า ๑๐ ประการเหล่านี้เทียว ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมเป็นที่
			<remark  id="s2b24c31l2" />อยู่ของพระอริยเจ้า ที่พระอริยเจ้าอยู่อาศัยแล้วก็ดี กำลังอยู่อาศัยก็ดี จักอยู่อาศัยก็ดี๑๐ ประการ
			<remark  id="s2b24c31l3" />นี้แล ฯ
			<remark  id="s2b24c31l4" />                         จบสูตรที่ ๑๐
			<remark  id="s2b24c31l5" />                      จบนาถกรณวรรคที่ ๒
			<remark  id="s2b24c31l6" />                     _________________
			<remark  id="s2b24c31l7" />                   รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
			<remark  id="s2b24c31l8" />     	๑. เสนาสนสูตร 		๒. อังคสูตร 
			<remark  id="s2b24c31l9" />     	๓. สังโยชนสูตร 		๔. ขีลสูตร
			<remark  id="s2b24c31l10" />	๕. อัปปมาทสูตร 		๖. อาหุเนยยสูตร 
			<remark  id="s2b24c31l11" />	๗. นาถสูตรที่ ๑ 		๘. นาถสูตรที่ ๒
			<remark  id="s2b24c31l12" />	๙. อริยวสสูตรที่ ๑ 	๑๐. อริยวสสูตรที่ ๒ ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b24c32" >
		<para id="s2b24c32p">
			<remark  id="s2b24c32l1" />                         มหาวรรคที่ ๓
			<remark  id="s2b24c32l2" />                           สีหสูตร
			<remark  id="s2b24c32l3" />     [๒๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในเวลาเย็น สีหมฤคราช ย่อมออกจากที่อาศัย ครั้นแล้ว
			<remark  id="s2b24c32l4" />ย่อมเหยียดดัดตัว ครั้นแล้ว ย่อมเหลียวดูทิศทั้ง ๔ โดยรอบครั้นแล้วย่อมบันลือสีหนาทสาม
			<remark  id="s2b24c32l5" />ครั้ง ครั้นแล้ว ย่อมหลีกไปเพื่อหากิน ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะมันคิดว่า เราอย่าได้ยังสัตว์
			<remark  id="s2b24c32l6" />ตัวเล็กๆ ผู้ไปในที่หากินอันไม่สม่ำเสมอให้ถึงการถูกฆ่าเลย ดูกรภิกษุทั้งหลาย คำว่าสีหะนี้แล 
			<remark  id="s2b24c32l7" />เป็นชื่อแห่งพระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ดูกรภิกษุทั้งหลาย การที่ตถาคตแสดงธรรมแก่
			<remark  id="s2b24c32l8" />บริษัท เป็นสีหนาทของตถาคต ฯ
			<remark  id="s2b24c32l9" />     ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตถาคตประกอบด้วยกำลังเหล่าใด ย่อมปฏิญาณฐานะของผู้เป็นโจก
			<remark  id="s2b24c32l10" />บันลือสีหนาท ประกาศพรหมจักรในบริษัท กำลังของตถาคตมี ๑๐ประการนี้ ๑๐ ประการเป็น
			<remark  id="s2b24c32l11" />ไฉน ตถาคตย่อมรู้ชัดซึ่งฐานะโดยเป็นฐานะ และอฐานะโดยเป็นอฐานะในโลกนี้ ตามเป็น
			<remark  id="s2b24c32l12" />จริง ดูกรภิกษุทั้งหลาย การที่ตถาคตรู้ชัดซึ่งฐานะโดยเป็นฐานะ และอฐานะโดยเป็นอฐานะ 
			<remark  id="s2b24c32l13" />ตามเป็นจริงนี้ เป็นกำลังของตถาคต ที่ตถาคตอาศัยปฏิญาณฐานะของผู้เป็นโจกบันลือสีหนาท
			<remark  id="s2b24c32l14" />ประกาศพรหมจักรในบริษัท ฯ
			<remark  id="s2b24c32l15" />     อีกประการหนึ่ง ตถาคตย่อมรู้ชัดซึ่งวิบากแห่งการยึดถือการกระทำทั้งที่เป็นอดีต อนาคต 
			<remark  id="s2b24c32l16" />และปัจจุบัน โดยฐานะ โดยเหตุตามเป็นจริง ดูกรภิกษุทั้งหลาย การที่ตถาคตรู้ชัดซึ่งวิบาก
			<remark  id="s2b24c32l17" />แห่งการยึดถือการกระทำที่เป็นอดีต อนาคตและปัจจุบัน โดยฐานะ โดยเหตุตามเป็นจริงนี้ 
			<remark  id="s2b24c32l18" />เป็นกำลังของตถาคต ที่ตถาคตอาศัยปฏิญาณฐานะของผู้เป็นโจก บันลือสีหนาทประกาศ
			<remark  id="s2b24c32l19" />พรหมจักรในบริษัท ฯ
			<remark  id="s2b24c32l20" />     อีกประการหนึ่ง ตถาคตย่อมรู้ชัดซึ่งปฏิปทาเครื่องให้ถึงประโยชน์ทั้งปวงตามเป็นจริง 
			<remark  id="s2b24c32l21" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย การที่ตถาคตรู้ชัดซึ่งปฏิปทาเครื่องให้ถึงประโยชน์ทั้งปวงตามเป็นจริงนี้ เป็น
			<remark  id="s2b24c32l22" />กำลังของตถาคต ที่ตถาคตอาศัยปฏิญาณฐานะของผู้เป็นโจก บันลือสีหนาทประกาศพรหมจักร
			<remark  id="s2b24c32l23" />ในบริษัท ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b24c33" >
		<para id="s2b24c33p">
			<remark  id="s2b24c33l1" />     อีกประการหนึ่ง ตถาคตย่อมรู้ชัดซึ่งโลกอันมีธาตุเป็นอเนก มีธาตุต่างๆตามเป็นจริง 
			<remark  id="s2b24c33l2" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย การที่ตถาคตรู้ชัดซึ่งโลกอันมีธาตุเป็นอเนกมีธาตุต่างๆ ตามเป็นจริงนี้ เป็น
			<remark  id="s2b24c33l3" />กำลังของตถาคต ที่ตถาคตอาศัยปฏิญาณฐานะของผู้เป็นโจก บันลือสีหนาทประกาศพรหมจักร
			<remark  id="s2b24c33l4" />ในบริษัท ฯ
			<remark  id="s2b24c33l5" />     อีกประการหนึ่ง ตถาคตย่อมรู้ชัดซึ่งความที่สัตว์ทั้งหลายเป็นผู้มีอัธยาศัยต่างๆ กันตาม
			<remark  id="s2b24c33l6" />เป็นจริง ดูกรภิกษุทั้งหลาย การที่ตถาคตรู้ชัดซึ่งความที่สัตว์ทั้งหลายเป็นผู้มีอัธยาศัยต่างๆ กัน
			<remark  id="s2b24c33l7" />ตามเป็นจริงนี้ เป็นกำลังของตถาคต ที่ตถาคตอาศัยปฏิญาณฐานะของผู้เป็นโจก บันลือสีหนาท
			<remark  id="s2b24c33l8" />ประกาศพรหมจักรในบริษัท ฯ
			<remark  id="s2b24c33l9" />     อีกประการหนึ่ง ตถาคตย่อมรู้ชัดซึ่งความหย่อนและยิ่งแห่งอินทรีย์ของสัตว์อื่นของ
			<remark  id="s2b24c33l10" />บุคคลอื่นตามเป็นจริง ดูกรภิกษุทั้งหลาย การที่ตถาคตรู้ชัดซึ่งความหย่อนและยิ่งแห่งอินทรีย์ของ
			<remark  id="s2b24c33l11" />สัตว์อื่นของบุคคลอื่นตามเป็นจริงนี้ เป็นกำลังของตถาคต ที่ตถาคตอาศัยปฏิญาณฐานะของผู้
			<remark  id="s2b24c33l12" />เป็นโจก บันลือสีหนาทประกาศพรหมจักรในบริษัท ฯ
			<remark  id="s2b24c33l13" />     อีกประการหนึ่ง ตถาคตย่อมรู้ชัดซึ่งความเศร้าหมอง ความผ่องแผ้วการออกแห่งฌาน 
			<remark  id="s2b24c33l14" />วิโมกข์ สมาธิ และสมาบัติทั้งหลายตามเป็นจริง ดูกรภิกษุทั้งหลายการที่ตถาคตรู้ชัดซึ่งความ
			<remark  id="s2b24c33l15" />เศร้าหมอง ความผ่องแผ้ว การออกแห่งฌานวิโมกข์ สมาธิ และสมาบัติทั้งหลายตามเป็น
			<remark  id="s2b24c33l16" />จริงนี้ เป็นกำลังของตถาคต ที่ตถาคตอาศัยปฏิญาณฐานะของผู้เป็นโจก บันลือสีหนาทประกาศ
			<remark  id="s2b24c33l17" />พรหมจักรในบริษัท ฯ
			<remark  id="s2b24c33l18" />     อีกประการหนึ่ง ตถาคตย่อมระลึกชาติก่อนได้เป็นอันมาก คือ ชาติหนึ่งบ้าง สองชาติ
			<remark  id="s2b24c33l19" />บ้าง สามชาติบ้าง สี่ชาติบ้าง ห้าชาติบ้าง สิบชาติบ้าง ยี่สิบชาติสามสิบชาติบ้าง สี่สิบชาติบ้าง 
			<remark  id="s2b24c33l20" />ห้าสิบชาติบ้าง ร้อยชาติบ้าง พันชาติบ้างแสนชาติบ้าง ตลอดสังวัฏกัปเป็นอันมากบ้าง
			<remark  id="s2b24c33l21" />ตลอดวิวัฏกัปเป็นอันมากบ้างตลอดสังวัฏกัปวิวัฏกัปเป็นอันมากบ้างว่า ในภพโน้นเรามีชื่ออย่าง
			<remark  id="s2b24c33l22" />นี้ มีโคตรอย่างนี้ มีผิวพรรณอย่างนี้ มีอาหารอย่างนี้ เสวยสุขเสวยทุกข์อย่างนี้ๆ มีกำหนด
			<remark  id="s2b24c33l23" />อายุเพียงเท่านี้ ครั้นจุติจากภพนั้นแล้ว ได้ไปเกิดในภพโน้น แม้ในภพนั้น เราก็มีชื่ออย่างนี้ 
			<remark  id="s2b24c33l24" />มีโคตรอย่างนี้ มีผิวพรรณอย่างนี้ มีอาหารอย่างนี้ เสวยสุขเสวยทุกข์อย่างนี้ๆ มีกำหนดอายุ
			<remark  id="s2b24c33l25" />เพียงเท่านี้ ครั้นจุติจากภพนั้นแล้ว ได้มาเกิดในภพนี้ ย่อมระลึกถึงชาติก่อนได้เป็นอันมาก 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b24c34" >
		<para id="s2b24c34p">
			<remark  id="s2b24c34l1" />พร้อมทั้งอาการ พร้อมทั้งอุเทศ ด้วยประการฉะนี้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย การที่ตถาคตระลึกถึงชาติ
			<remark  id="s2b24c34l2" />ก่อนได้เป็นอันมากคือ ชาติหนึ่งบ้าง สองชาติบ้าง ฯลฯ ย่อมระลึกถึงชาติก่อนได้เป็นอันมาก
			<remark  id="s2b24c34l3" />พร้อมทั้งอาการ พร้อมทั้งอุเทศ ด้วยประการฉะนี้ เป็นกำลังของตถาคต ที่ตถาคตอาศัยปฏิญาณ
			<remark  id="s2b24c34l4" />ฐานะของผู้เป็นโจก บันลือสีหนาทประกาศพรหมจักรในบริษัท ฯ
			<remark  id="s2b24c34l5" />     อีกประการหนึ่ง ตถาคตย่อมเห็นหมู่สัตว์ผู้กำลังจุติ กำลังอุปบัติ เลว  ประณีต มี
			<remark  id="s2b24c34l6" />ผิวพรรณดี มีผิวพรรณทราม ได้ดี ตกยาก ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ล่วงจักษุมนุษย์ ย่อมรู้ชัด
			<remark  id="s2b24c34l7" />ซึ่งหมู่สัตว์ผู้เป็นไปตามกรรมว่า สัตว์เหล่านี้ประกอบด้วยกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต ติเตียน
			<remark  id="s2b24c34l8" />พระอริยเจ้า เป็นมิจฉาทิฐิ ยึดถือการกระทำด้วยอำนาจมิจฉาทิฐิ เมื่อตายไปย่อมเข้าถึงอบาย 
			<remark  id="s2b24c34l9" />ทุคติ วินิบาต นรกส่วนสัตว์เหล่านี้ประกอบด้วยกายสุจริต วจีสุจริต มโนสุจริต ไม่ติเตียน
			<remark  id="s2b24c34l10" />พระอริยเจ้า เป็นสัมมาทิฐิ ยึดถือการกระทำด้วยอำนาจสัมมาทิฐิ เมื่อตายไปย่อมเข้าถึงสุคติ
			<remark  id="s2b24c34l11" />โลกสวรรค์ ตถาคตย่อมเห็นหมู่สัตว์ผู้กำลังจุติ กำลังอุปบัติ เลว ประณีตมีผิวพรรณดี มี
			<remark  id="s2b24c34l12" />ผิวพรรณทราม ได้ดี ตกยาก ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ล่วงจักษุมนุษย์ ย่อมรู้ชัดซึ่งหมู่สัตว์ผู้
			<remark  id="s2b24c34l13" />เป็นไปตามกรรม ด้วยประการฉะนี้ ดูกรภิกษุทั้งหลายการที่ตถาคตเห็นสัตว์ผู้กำลังจุติ กำลัง
			<remark  id="s2b24c34l14" />อุปบัติ เลว ประณีต มีผิวพรรณดี มีผิวพรรณทราม ได้ดี ตกยาก ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์
			<remark  id="s2b24c34l15" />ล่วงจักษุมนุษย์ รู้ชัดซึ่งหมู่สัตว์ผู้เป็นไปตามกรรม ฯลฯ นี้ เป็นกำลังของตถาคต ที่ตถาคตอาศัย
			<remark  id="s2b24c34l16" />ปฏิญาณฐานะของผู้เป็นโจก บันลือสีหนาทประกาศพรหมจักรในบริษัท ฯ
			<remark  id="s2b24c34l17" />     อีกประการหนึ่ง ตถาคตกระทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันหาอาสวะมิได้ 
			<remark  id="s2b24c34l18" />เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไป ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง ในปัจจุบัน เข้าถึงอยู่ ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
			<remark  id="s2b24c34l19" />การที่ตถาคตกระทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติอันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะทั้งหลาย
			<remark  id="s2b24c34l20" />สิ้นไป ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง ในปัจจุบันเข้าถึงอยู่ แม้นี้ ก็เป็นกำลังของตถาคต ที่ตถาคตอาศัย
			<remark  id="s2b24c34l21" />ปฏิญาณฐานะของผู้เป็นโจก บันลือสีหนาทประกาศพรหมจักรในบริษัท ฯ
			<remark  id="s2b24c34l22" />     ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตถาคตประกอบด้วยกำลังเหล่าใด ปฏิญาณฐานะของผู้เป็นโจก บันลือ
			<remark  id="s2b24c34l23" />สีหนาทประกาศพรหมจักรในบริษัท กำลังของตถาคตเหล่านั้น๑๐ ประการนี้แล ฯ
			<remark  id="s2b24c34l24" />                          จบสีหสูตร
		</para>
	</section>
	<section id="s2b24c35" >
		<para id="s2b24c35p">
			<remark  id="s2b24c35l1" />                          อธิมุตติสูตร
			<remark  id="s2b24c35l2" />     [๒๒] ครั้งนั้นแล ท่านพระอานนท์ได้เข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับถวายบังคม
			<remark  id="s2b24c35l3" />พระผู้มีพระภาคแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วพระผู้มีพระภาคได้ตรัสกะท่านพระ
			<remark  id="s2b24c35l4" />อานนท์ว่า ดูกรอานนท์ ธรรมเหล่าใด ย่อมเป็นไปพร้อมเพื่อทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งซึ่ง
			<remark  id="s2b24c35l5" />อธิมุตติบท  เหล่านั้น ดูกรอานนท์ เราเป็นผู้แกล้วกล้าปฏิญาณในธรรมเหล่านั้น เพื่ออันรู้ที่อาศัย
			<remark  id="s2b24c35l6" />ของธรรมเหล่านั้นๆแล้วแสดงธรรม โดยประการที่บุคคลผู้ปฏิบัติแล้ว จักรู้ซึ่งธรรมที่มีอยู่ว่า 
			<remark  id="s2b24c35l7" />มีอยู่บ้าง จักรู้ซึ่งธรรมอันไม่มีอยู่ว่า ไม่มีอยู่บ้าง จักรู้ซึ่งธรรมเลวว่า เลวบ้าง จักรู้ซึ่งธรรม
			<remark  id="s2b24c35l8" />ประณีตว่า ประณีตบ้าง จักรู้ซึ่งธรรมอันมีธรรมอื่นยิ่งกว่าว่า มีธรรมอื่นยิ่งกว่าบ้าง จักรู้ซึ่งธรรม
			<remark  id="s2b24c35l9" />ที่ไม่มีธรรมอื่นยิ่งกว่าว่า ไม่มีธรรมอื่นยิ่งกว่าบ้าง ก็หรือว่าจักรู้ จักเห็น หรือจักทำให้แจ้ง โดย
			<remark  id="s2b24c35l10" />ประการที่ธรรมนั้นอันบุคคลพึงรู้ พึงเห็นหรือพึงทำให้แจ้ง ข้อนี้เป็นฐานะที่จะมีได้ ดูกรอานนท์ 
			<remark  id="s2b24c35l11" />ยถาภูตญาณในธรรมเหล่านั้นๆ เป็นยอดเยี่ยมกว่าญาณทั้งหลาย อนึ่ง เรากล่าวว่า ญาณอื่นอัน
			<remark  id="s2b24c35l12" />ยิ่งกว่าหรือประณีตกว่าญาณนี้ไม่มี ฯ
			<remark  id="s2b24c35l13" />     ดูกรอานนท์ ตถาคตประกอบด้วยกำลังเหล่าใด ย่อมปฏิญาณฐานะของผู้เป็นโจก บันลือ
			<remark  id="s2b24c35l14" />สีหนาทประกาศพรหมจักรในบริษัท กำลังแห่งตถาคตเหล่านั้นมี ๑๐ ประการนี้ ๑๐ ประการ
			<remark  id="s2b24c35l15" />เป็นไฉน ดูกรอานนท์ ตถาคตย่อมรู้ชัดซึ่งฐานะโดยเป็นฐานะ และอฐานะโดยเป็นอฐานะ
			<remark  id="s2b24c35l16" />ในโลกนี้ตามเป็นจริง ดูกรอานนท์ การที่ตถาคตรู้ชัดซึ่งฐานะโดยเป็นอฐานะ และอฐานะโดย
			<remark  id="s2b24c35l17" />เป็นอฐานะตามเป็นจริงนี้ เป็นกำลังของตถาคต ที่ตถาคตอาศัยปฏิญาณฐานะของผู้เป็นโจก 
			<remark  id="s2b24c35l18" />บันลือสีหนาทประกาศพรหมจักรในบริษัท ฯ
			<remark  id="s2b24c35l19" />     อีกประการหนึ่ง ตถาคตย่อมรู้ชัดซึ่งวิบากแห่งการยึดถือการกระทำทั้งหลาย ทั้งที่เป็น
			<remark  id="s2b24c35l20" />อดีต อนาคตและปัจจุบัน โดยฐานะ โดยเหตุตามเป็นจริงดูกรอานนท์ การที่ตถาคตรู้ชัด
			<remark  id="s2b24c35l21" />ซึ่งวิบากแห่งการยึดถือการกระทำทั้งหลาย ทั้งที่เป็นอดีต อนาคตและปัจจุบัน โดยฐานะ โดย
			<remark  id="s2b24c35l22" />เหตุตามเป็นจริง แม้นี้ เป็นกำลังของตถาคต ที่ตถาคตอาศัยปฏิญาณฐานะของผู้เป็นโจก 
			<remark  id="s2b24c35l23" />บันลือสีหนาทประกาศพรหมจักรในบริษัท ฯ
			<remark  id="s2b24c35l24" />     อีกประการหนึ่ง ตถาคตย่อมรู้ชัดซึ่งปฏิปทาเครื่องให้ถึงประโยชน์ทั้งปวงตามเป็นจริง 
			<remark  id="s2b24c35l25" />ดูกรอานนท์ การที่ตถาคตรู้ชัดซึ่งปฏิปทาเครื่องให้ถึงประโยชน์ทั้งปวงตามเป็นจริง แม้นี้ เป็น
		</para>
	</section>
	<section id="s2b24c36" >
		<para id="s2b24c36p">
			<remark  id="s2b24c36l1" />กำลังของตถาคต ที่ตถาคตอาศัยปฏิญาณฐานะของผู้เป็นโจก บันลือสีหนาทประกาศพรหมจักรใน
			<remark  id="s2b24c36l2" />บริษัท ฯ
			<remark  id="s2b24c36l3" />     อีกประการหนึ่ง ตถาคตย่อมรู้ชัดซึ่งโลกอันมีธาตุเป็นอเนก มีธาตุต่างๆตามเป็นจริง
			<remark  id="s2b24c36l4" />ดูกรอานนท์ การที่ตถาคตรู้ชัดซึ่งโลกอันมีธาตุเป็นอเนก มีธาตุต่างๆ ตามเป็นจริง แม้นี้ เป็น
			<remark  id="s2b24c36l5" />กำลังของตถาคต ที่ตถาคตอาศัยปฏิญาณฐานะของผู้เป็นโจก บันลือสีหนาทประกาศพรหมจักร
			<remark  id="s2b24c36l6" />ในบริษัท ฯ
			<remark  id="s2b24c36l7" />     อีกประการหนึ่ง ตถาคตย่อมรู้ชัดซึ่งความที่สัตว์ทั้งหลายเป็นผู้มีอัธยาศัยต่างๆ กันตาม
			<remark  id="s2b24c36l8" />เป็นจริง ดูกรอานนท์ การที่ตถาคตรู้ชัดซึ่งความที่สัตว์ทั้งหลายเป็นผู้มีอัธยาศัยต่างๆ กัน ตาม
			<remark  id="s2b24c36l9" />เป็นจริง แม้นี้ เป็นกำลังของตถาคต ที่ตถาคตอาศัยปฏิญาณฐานะของผู้เป็นโจก บันลือสีหนาท
			<remark  id="s2b24c36l10" />ประกาศพรหมจักรในบริษัท ฯ
			<remark  id="s2b24c36l11" />     อีกประการหนึ่ง ตถาคตย่อมรู้ชัดซึ่งความหย่อนและยิ่งแห่งอินทรีย์ของสัตว์อื่นของบุคคล
			<remark  id="s2b24c36l12" />อื่นตามเป็นจริง ดูกรอานนท์ การที่ตถาคตรู้ชัดซึ่งความหย่อนและยิ่งแห่งอินทรีย์ของสัตว์อื่น
			<remark  id="s2b24c36l13" />ของบุคคลอื่นตามเป็นจริงนี้ เป็นกำลังของตถาคตที่ตถาคตอาศัยปฏิญาณฐานะของผู้เป็นโจก 
			<remark  id="s2b24c36l14" />บันลือสีหนาทประกาศพรหมจักรในบริษัท ฯ
			<remark  id="s2b24c36l15" />     อีกประการหนึ่ง ตถาคตย่อมรู้ชัดซึ่งความเศร้าหมอง ความผ่องแผ้วการออกแห่งฌาน 
			<remark  id="s2b24c36l16" />วิโมกข์ สมาธิ และสมาบัติทั้งหลายตามเป็นจริง ดูกรอานนท์การที่ตถาคตรู้ชัดซึ่งความเศร้า
			<remark  id="s2b24c36l17" />หมอง ความผ่องแผ้ว การออกแห่งฌาน วิโมกข์สมาธิ และสมาบัติทั้งหลายตามเป็นจริงนี้ 
			<remark  id="s2b24c36l18" />เป็นกำลังของตถาคต ที่ตถาคตอาศัยปฏิญาณฐานะของผู้เป็นโจก บันลือสีหนาทประกาศพรหม
			<remark  id="s2b24c36l19" />จักรในบริษัท ฯ
			<remark  id="s2b24c36l20" />     อีกประการหนึ่ง ตถาคตย่อมระลึกถึงชาติก่อนได้เป็นอันมาก คือ ชาติหนึ่งบ้าง สอง
			<remark  id="s2b24c36l21" />ชาติบ้าง ฯลฯ ย่อมระลึกถึงชาติก่อนได้เป็นอันมาก พร้อมทั้งอาการพร้อมทั้งอุเทศ ด้วยประการ
			<remark  id="s2b24c36l22" />ฉะนี้ ดูกรอานนท์การที่ตถาคตระลึกถึงชาติก่อนได้เป็นอันมาก ฯลฯ นี้ เป็นกำลังของตถาคต 
			<remark  id="s2b24c36l23" />ที่ตถาคตอาศัยปฏิญาณฐานะของผู้เป็นโจกบันลือสีหนาทประกาศพรหมจักรในบริษัท ฯ
			<remark  id="s2b24c36l24" />     อีกประการหนึ่ง ตถาคตย่อมเห็นหมู่สัตว์ผู้กำลังจุติ กำลังอุปบัติ ฯลฯย่อมรู้ชัดซึ่งหมู่
			<remark  id="s2b24c36l25" />สัตว์ผู้เป็นไปตามกรรม ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ล่วงจักษุมนุษย์ด้วยประการฉะนี้ ดูกรอานนท์ 
			<remark  id="s2b24c36l26" />การที่ตถาคตเห็นหมู่สัตว์ผู้กำลังจุติ กำลังอุปบัติเลว ประณีต มีผิวพรรณดี มีผิวพรรณทราม 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b24c37" >
		<para id="s2b24c37p">
			<remark  id="s2b24c37l1" />ได้ดี ตกยาก ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ล่วงจักษุมนุษย์ รู้ชัดซึ่งหมู่สัตว์ผู้เป็นไปตามกรรม ฯลฯ 
			<remark  id="s2b24c37l2" />นี้เป็นกำลังของตถาคต ที่ตถาคตอาศัยปฏิญาณฐานะของผู้เป็นโจกบันลือสีหนาทประกาศ
			<remark  id="s2b24c37l3" />พรหมจักรในบริษัท ฯ
			<remark  id="s2b24c37l4" />     อีกประการหนึ่ง ตถาคตทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติปัญญาวิมุติ อันหาอาสวะมิได้เพราะ
			<remark  id="s2b24c37l5" />อาสวะทั้งหลายสิ้นไป ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง ในปัจจุบัน เข้าถึงอยู่ ดูกรอานนท์การที่ตถาคต
			<remark  id="s2b24c37l6" />ทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไป ด้วย
			<remark  id="s2b24c37l7" />ปัญญาอันยิ่งเอง ในปัจจุบัน เข้าถึงอยู่นี้ เป็นกำลังของตถาคต ที่ตถาคตอาศัยปฏิญาณฐานะ
			<remark  id="s2b24c37l8" />ของผู้เป็นโจก บันลือสีหนาทประกาศพรหมจักรในบริษัท ฯ
			<remark  id="s2b24c37l9" />     ดูกรอานนท์ ตถาคตประกอบด้วยกำลังเหล่าใด ย่อมปฏิญาณฐานะของผู้เป็นโจก บันลือ
			<remark  id="s2b24c37l10" />สีหนาทประกาศพรหมจักรในบริษัท กำลังของตถาคตเหล่านั้นมี ๑๐ ประการนี้แล ฯ
			<remark  id="s2b24c37l11" />                         จบอธิมุตติสูตร
			<remark  id="s2b24c37l12" />                           กายสูตร
			<remark  id="s2b24c37l13" />     [๒๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมอันบุคคลพึงละด้วยกาย มิใช่ด้วยวาจามีอยู่ ธรรมอัน
			<remark  id="s2b24c37l14" />บุคคลพึงละด้วยวาจา มิใช่ด้วยกายมีอยู่ ธรรมอันบุคคลพึงละด้วยกายไม่ได้ด้วยวาจาไม่ได้ 
			<remark  id="s2b24c37l15" />พึงเห็นชัดด้วยปัญญาแล้วจึงละได้มีอยู่ ดูกรภิกษุทั้งหลายก็ธรรมอันบุคคลพึงละด้วยกาย มิใช่
			<remark  id="s2b24c37l16" />ด้วยวาจาเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลายภิกษุในธรรมวินัยนี้เป็นผู้ต้องส่วนอาบัติไรๆ อันเป็น
			<remark  id="s2b24c37l17" />อกุศลด้วยกาย เพื่อนพรหมจารีทั้งหลายผู้เป็นวิญญูใคร่ครวญแล้ว ได้กล่าวกะภิกษุนั้นอย่างนี้ว่า
			<remark  id="s2b24c37l18" />ท่านผู้มีอายุเป็นผู้ต้องแล้วซึ่งส่วนอาบัติไรๆ อันเป็นอกุศลด้วยกาย เป็นการดีหนอ ที่ท่านผู้มี
			<remark  id="s2b24c37l19" />อายุจงละกายทุจริต บำเพ็ญกายสุจริต ภิกษุนั้นอันเพื่อนพรหมจารีทั้งหลายผู้เป็นวิญญูใคร่ครวญ
			<remark  id="s2b24c37l20" />แล้วกล่าวอยู่ ย่อมละกายทุจริต บำเพ็ญกายสุจริต ดูกรภิกษุทั้งหลายธรรมเหล่านี้ เรียกว่า
			<remark  id="s2b24c37l21" />อันบุคคลพึงละด้วยกาย ไม่ใช่ด้วยวาจา ฯ
			<remark  id="s2b24c37l22" />     ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ธรรมอันบุคคลพึงละด้วยวาจา มิใช่ด้วยกายเป็นไฉน ดูกรภิกษุ
			<remark  id="s2b24c37l23" />ทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ต้องส่วนอาบัติไรๆ อันเป็นอกุศลด้วยวาจา เพื่อนพรหมจารี
			<remark  id="s2b24c37l24" />ทั้งหลายผู้เป็นวิญญูใคร่ครวญแล้ว ได้กล่าวกะภิกษุนั้นอย่างนี้ว่า ท่านผู้มีอายุเป็นผู้ต้องแล้วซึ่ง
		</para>
	</section>
	<section id="s2b24c38" >
		<para id="s2b24c38p">
			<remark  id="s2b24c38l1" />ส่วนอาบัติไรๆ อันเป็นอกุศลด้วยวาจา เป็นการดีหนอ ที่ท่านผู้มีอายุจงละวจีทุจริต บำเพ็ญ
			<remark  id="s2b24c38l2" />วจีสุจริต ภิกษุนั้นอันเพื่อนพรหมจารีทั้งหลายผู้เป็นวิญญูใคร่ครวญแล้ว ว่ากล่าวอยู่ ละวจีทุจริต
			<remark  id="s2b24c38l3" />บำเพ็ญวจีสุจริต ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมเหล่านี้ เรียกว่าอันบุคคลพึงละด้วยวาจามิใช่
			<remark  id="s2b24c38l4" />ด้วยกาย ฯ
			<remark  id="s2b24c38l5" />     ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ธรรมอันบุคคลพึงละด้วยกายไม่ได้ ละด้วยวาจาไม่ได้ พึงเห็นชัด
			<remark  id="s2b24c38l6" />ด้วยปัญญาแล้วจึงละได้ เป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย โลภะอันบุคคลพึงละด้วยกายไม่ได้ ด้วย
			<remark  id="s2b24c38l7" />วาจาไม่ได้ พึงเห็นชัดด้วยปัญญาแล้วจึงละได้โทสะ ... โมหะ ... โกธะ ... อุปนาหะ ... 
			<remark  id="s2b24c38l8" />มักขะ ... ปฬาสะ ... มัจฉริยะ... ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความริษยาอันชั่วช้า อันบุคคลพึงละ
			<remark  id="s2b24c38l9" />ด้วยกายไม่ได้ ด้วยวาจาไม่ได้ พึงเห็นชัดด้วยปัญญาแล้วจึงละได้ ฯ
			<remark  id="s2b24c38l10" />     ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ความริษยาอันชั่วช้าเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลายคฤหบดีหรือ
			<remark  id="s2b24c38l11" />บุตรแห่งคฤหบดีในโลกนี้ ย่อมสมบูรณ์ด้วยทรัพย์ ข้าวเปลือก เงินหรือทอง ทาสหรือคนเข้า
			<remark  id="s2b24c38l12" />ไปอาศัยของคฤหบดีหรือบุตรแห่งคฤหบดีผู้ใดผู้หนึ่งย่อมคิดอย่างนี้ว่า โอหนอ คฤหบดีหรือ
			<remark  id="s2b24c38l13" />บุตรแห่งคฤหบดีนี้ ไม่พึงสมบูรณ์ด้วยทรัพย์ ข้าวเปลือก เงินหรือทอง อนึ่ง สมณะหรือ
			<remark  id="s2b24c38l14" />พราหมณ์เป็นผู้ได้จีวรบิณฑบาต เสนาสนะ และเภสัชบริขารอันเป็นปัจจัยแก่คนไข้ สมณะ
			<remark  id="s2b24c38l15" />หรือพราหมณ์ผู้ใดผู้หนึ่ง ย่อมคิดอย่างนี้ว่า โอหนอ ท่านผู้มีอายุนี้ ไม่พึงได้จีวรบิณฑบาต
			<remark  id="s2b24c38l16" />เสนาสนะ และเภสัชบริขารอันเป็นปัจจัยแก่คนไข้ ดูกรภิกษุทั้งหลายนี้เรียกว่าความริษยาอัน
			<remark  id="s2b24c38l17" />ชั่วช้า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความริษยาอันชั่วช้า อันบุคคลพึงละด้วยกายไม่ได้ ด้วยวาจาไม่ได้ 
			<remark  id="s2b24c38l18" />พึงเห็นชัดด้วยปัญญาแล้วจึงละได้ ฯ
			<remark  id="s2b24c38l19" />     ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความปรารถนาอันชั่วช้า อันบุคคลพึงละด้วยกายไม่ได้ ด้วยวาจา
			<remark  id="s2b24c38l20" />ไม่ได้ พึงเห็นชัดด้วยปัญญาแล้วจึงละได้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ความปรารถนาอันชั่วช้าเป็นไฉน
			<remark  id="s2b24c38l21" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ไม่มีศรัทธา ย่อมปรารถนาว่า คนทั้งหลายพึงรู้
			<remark  id="s2b24c38l22" />เราว่า เป็นผู้มีศรัทธา เป็นผู้ทุศีลย่อมปรารถนาว่า คนทั้งหลายพึงรู้ว่าเรา เป็นผู้มีศีล เป็นผู้ได้
			<remark  id="s2b24c38l23" />สดับน้อย ย่อมปรารถนาว่า คนทั้งหลายพึงรู้เราว่า เป็นผู้ได้สดับมาก เป็นผู้มีความยินดีในการ
			<remark  id="s2b24c38l24" />คลุกคลีด้วยหมู่คณะ ย่อมปรารถนาว่า คนทั้งหลายพึงรู้เราว่า เป็นผู้ชอบสงัดเป็นผู้เกียจคร้าน 
			<remark  id="s2b24c38l25" />ย่อมปรารถนาว่า คนทั้งหลายพึงรู้เราว่า เป็นผู้ปรารภความเพียรเป็นผู้มีสติหลงลืม ย่อม
			<remark  id="s2b24c38l26" />ปรารถนาว่า คนทั้งหลายพึงรู้เราว่า เป็นผู้มีสติตั้งมั่นเป็นผู้มีใจไม่ตั้งมั่น ย่อมปรารถนาว่า 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b24c39" >
		<para id="s2b24c39p">
			<remark  id="s2b24c39l1" />คนทั้งหลายพึงรู้เราว่า เป็นผู้มีใจตั้งมั่นเป็นผู้มีปัญญาทราม ย่อมปรารถนาว่า คนทั้งหลายพึงรู้
			<remark  id="s2b24c39l2" />เราว่า เป็นผู้มีปัญญา เป็นผู้ยังไม่สิ้นอาสวะ ย่อมปรารถนาว่า คนทั้งหลายพึงรู้เราว่า เป็นผู้สิ้น
			<remark  id="s2b24c39l3" />อาสวะดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่าความปรารถนาอันชั่วช้า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความปรารถนา
			<remark  id="s2b24c39l4" />อันชั่วช้า อันบุคคลพึงละด้วยกายไม่ได้ ด้วยวาจาไม่ได้ พึงเห็นชัดด้วยปัญญาแล้วจึงละได้ ฯ
			<remark  id="s2b24c39l5" />     ดูกรภิกษุทั้งหลาย หากว่าโลภะครอบงำภิกษุนั้นเป็นไป หากว่าโทสะ โมหะ โกธะ 
			<remark  id="s2b24c39l6" />อุปนาหะ มักขะ ปฬาสะ มัจฉริยะ ความริษยาอันชั่วช้า ความปรารถนาอันชั่วช้า ครอบงำ
			<remark  id="s2b24c39l7" />ภิกษุนั้นเป็นไป ภิกษุนั้นอันบุคคลพึงรู้อย่างนี้ว่าโลภะย่อมไม่มีแก่ท่านผู้รู้ ฉันใด ท่านผู้มีอายุ
			<remark  id="s2b24c39l8" />นี้หารู้ฉันนั้นไม่ เพราะฉะนั้นโลภะจึงครอบงำท่านผู้มีอายุนี้ โทสะ โมหะ ... ความริษยา
			<remark  id="s2b24c39l9" />อันชั่วช้า ความปรารถนาอันชั่วช้า ย่อมไม่มีแก่ท่านผู้รู้ ฉันใด ท่านผู้มีอายุนี้หารู้ฉันนั้นไม่
			<remark  id="s2b24c39l10" />เพราะฉะนั้น โทสะ โมหะ ... ความริษยาอันชั่วช้า ความปรารถนาอันชั่วช้าจึงครอบงำ
			<remark  id="s2b24c39l11" />ท่านผู้มีอายุนี้ ฯ
			<remark  id="s2b24c39l12" />     ดูกรภิกษุทั้งหลาย หากว่าโลภะไม่ครอบงำภิกษุนั้นเป็นไป หากว่าโทสะโมหะ ... ความ
			<remark  id="s2b24c39l13" />ริษยาอันชั่วช้า ความปรารถนาอันชั่วช้า ย่อมไม่ครอบงำภิกษุนั้นเป็นไป ภิกษุนั้นอันบุคคลพึงรู้
			<remark  id="s2b24c39l14" />อย่างนี้ว่า โลภะย่อมไม่มีแก่ท่านผู้รู้ ฉันใด ท่านผู้มีอายุนี้ย่อมรู้ชัด ฉันนั้น เพราะฉะนั้นโลภะ
			<remark  id="s2b24c39l15" />จึงไม่ครอบงำท่านผู้มีอายุนี้ โทสะโมหะ ... ความริษยาอันชั่วช้า ความปรารถนาอันชั่วช้า 
			<remark  id="s2b24c39l16" />ย่อมไม่มีแก่ท่านผู้รู้ฉันใด ท่านผู้มีอายุนี้ย่อมรู้ ฉันนั้น เพราะฉะนั้นโทสะ โมหะ ... ความ
			<remark  id="s2b24c39l17" />ริษยาอันชั่วช้า ความปรารถนาอันชั่วช้า จึงไม่ครอบงำท่านผู้มีอายุนี้ ฯ
			<remark  id="s2b24c39l18" />                          จบกายสูตร
			<remark  id="s2b24c39l19" />                         มหาจุนทสูตร
			<remark  id="s2b24c39l20" />     [๒๔] สมัยหนึ่ง ท่านพระมหาจุนทะอยู่ที่ชาติวันในแคว้นเจตี ณ ที่นั้นแล ท่าน
			<remark  id="s2b24c39l21" />พระมหาจุนทะเรียกภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรอาวุโส ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุทั้งหลายรับคำท่านพระมหา
			<remark  id="s2b24c39l22" />จุนทะแล้ว ท่านพระมหาจุนทะได้กล่าวว่า ดูกรอาวุโสทั้งหลาย ภิกษุเมื่อกล่าวอวดความรู้ ย่อม
			<remark  id="s2b24c39l23" />กล่าวว่า เรารู้ธรรมนี้ เราเห็นธรรมนี้ดังนี้ ดูกรอาวุโสทั้งหลาย หากว่าโลภะย่อมครอบงำ
			<remark  id="s2b24c39l24" />ภิกษุนั้นตั้งอยู่ โทสะ โมหะโกธะ อุปนาหะ มักขะ ปฬาสะ มัจฉริยะ ความริษยาอันชั่วช้า 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b24c40" >
		<para id="s2b24c40p">
			<remark  id="s2b24c40l1" />ความปรารถนาอันชั่วช้า ย่อมครอบงำภิกษุนั้นตั้งอยู่ ภิกษุนั้นอันบุคคลพึงรู้อย่างนี้ว่า โลภะย่อม
			<remark  id="s2b24c40l2" />ไม่มีแก่ท่านผู้รู้ ฉันใด ท่านผู้มีอายุนี้หารู้ฉันนั้นไม่ เพราะฉะนั้น โลภะจึงครอบงำท่านผู้มีอายุนี้
			<remark  id="s2b24c40l3" />ตั้งอยู่ โทสะ โมหะ ... ความริษยาอันชั่วช้า ความปรารถนาอันชั่วช้า ย่อมไม่มีแก่ท่านผู้รู้ 
			<remark  id="s2b24c40l4" />ฉันใด ท่านผู้มีอายุนี้หารู้ฉันนั้นไม่เพราะฉะนั้น โทสะ โมหะ ... ความริษยาอันชั่วช้า ความ
			<remark  id="s2b24c40l5" />ปรารถนาอันชั่วช้าจึงครอบงำท่านผู้มีอายุนี้ตั้งอยู่ ฯ
			<remark  id="s2b24c40l6" />     ดูกรอาวุโสทั้งหลาย ภิกษุเมื่อกล่าวอวดภาวนา การอบรม ย่อมกล่าวว่า เราเป็นผู้มี
			<remark  id="s2b24c40l7" />กายอบรมแล้ว มีศีลอบรมแล้ว มีจิตอบรมแล้ว มีปัญญาอบรมแล้ว ดังนี้ ดูกรอาวุโสทั้งหลาย 
			<remark  id="s2b24c40l8" />หากว่าโลภะย่อมครอบงำ ภิกษุนั้นตั้งอยู่ โทสะโมหะ โกธะ อุปนาหะ มักขะ ปฬาสะ 
			<remark  id="s2b24c40l9" />มัจฉริยะ ความริษยาอันชั่วช้าความปรารถนาอันชั่วช้าครอบงำภิกษุนั้นตั้งอยู่ ภิกษุนั้นอันบุคคล
			<remark  id="s2b24c40l10" />พึงรู้อย่างนี้ว่าโลภะย่อมไม่มีแก่ท่านผู้รู้ ฉันใด ท่านผู้มีอายุนี้หารู้ฉันนั้นไม่ เพราะฉะนั้น โลภะ
			<remark  id="s2b24c40l11" />จึงครอบงำท่านผู้มีอายุนี้ตั้งอยู่ โทสะ โมหะ ... ความริษยาอันชั่วช้า ความปรารถนาอันชั่วช้า 
			<remark  id="s2b24c40l12" />ย่อมไม่มีแก่ท่านผู้รู้ ฉันใด ท่านผู้มีอายุนี้หารู้ฉันนั้นไม่โทสะ โมหะ ... ความริษยาอันชั่วช้า 
			<remark  id="s2b24c40l13" />ความปรารถนาอันชั่วช้า จึงครอบงำผู้นี้ตั้งอยู่ ฯ
			<remark  id="s2b24c40l14" />     ดูกรอาวุโสทั้งหลาย ภิกษุเมื่อกล่าวอวดความรู้และอวดภาวนา ย่อมกล่าวว่า เรารู้ธรรม
			<remark  id="s2b24c40l15" />นี้ เราเห็นธรรมนี้ เราเป็นผู้มีกายอบรมแล้ว มีศีลอันอบรมแล้ว มีจิตอันอบรมแล้ว มีปัญญา
			<remark  id="s2b24c40l16" />อันอบรมแล้ว ดังนี้ ดูกรอาวุโสทั้งหลาย หากว่าโลภะครอบงำภิกษุนั้นตั้งอยู่ โทสะ โมหะ ...
			<remark  id="s2b24c40l17" />ความริษยาอันชั่วช้า ความปรารถนาอันชั่วช้า ครอบงำภิกษุนั้นตั้งอยู่ ภิกษุนั้นอันบุคคลพึงรู้อย่างนี้
			<remark  id="s2b24c40l18" />ว่า โลภะย่อมไม่มีแก่ท่านผู้รู้ ฉันใด ท่านผู้มีอายุนี้หารู้ฉันนั้นไม่ เพราะฉะนั้น โลภะจึงครอบงำ
			<remark  id="s2b24c40l19" />ท่านผู้มีอายุนี้ตั้งอยู่ โทสะ โมหะ ... ความริษยาอันชั่วช้า ความปรารถนาอันชั่วช้า ย่อมไม่มี
			<remark  id="s2b24c40l20" />แก่ท่านผู้รู้ ฉันใด ท่านผู้มีอายุนี้หารู้ฉันนั้นไม่เพราะฉะนั้น โทสะ โมหะ ... ความริษยาอัน
			<remark  id="s2b24c40l21" />ชั่วช้า ความปรารถนาอันชั่วช้าจึงครอบงำท่านผู้มีอายุนี้ตั้งอยู่ ฯ
			<remark  id="s2b24c40l22" />     ดูกรอาวุโสทั้งหลาย เปรียบเหมือนบุรุษเป็นคนยากจน พึงกล่าวอวดความมั่งมี เป็นคน
			<remark  id="s2b24c40l23" />ไม่มีทรัพย์ พึงกล่าวอวดทรัพย์ เป็นคนไม่มีโภคะ พึงกล่าวอวดโภคะ บุรุษนั้น เมื่อกิจอันจำ
			<remark  id="s2b24c40l24" />ต้องทำด้วยทรัพย์อย่างใดอย่างหนึ่งเกิดขึ้น ไม่อาจจะนำทรัพย์ ข้าวเปลือก เงินหรือทองออก
			<remark  id="s2b24c40l25" />ใช้จ่ายได้ คนทั้งหลายพึงรู้บุรุษนั้นอย่างนี้ว่า ท่านผู้นี้เป็นคนยากจน ย่อมกล่าวอวดความมั่งม
			<remark  id="s2b24c40l26" />ี เป็นคนไม่มีทรัพย์ย่อมกล่าวอวดทรัพย์ เป็นคนไม่มีโภคะ ย่อมกล่าวอวดโภคะ ข้อนั้นเพราะ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b24c41" >
		<para id="s2b24c41p">
			<remark  id="s2b24c41l1" />เหตุไรเพราะท่านผู้นี้ เมื่อกิจอันจำต้องทำด้วยทรัพย์อย่างใดอย่างหนึ่งเกิดขึ้น ไม่อาจจะนำ
			<remark  id="s2b24c41l2" />ทรัพย์ข้าวเปลือก เงินหรือทองออกใช้จ่ายได้ ฉันใด ดูกรอาวุโสทั้งหลาย ภิกษุก็ฉันนั้นเหมือนกัน 
			<remark  id="s2b24c41l3" />เมื่อกล่าวอวดความรู้และอวดภาวนา ย่อมกล่าวว่า เรารู้ธรรมนี้ เราเห็นธรรมนี้ เราเป็นผู้มีกาย
			<remark  id="s2b24c41l4" />อันอบรมแล้ว มีศีลอันอบรมแล้ว มีจิตอันอบรมแล้ว มีปัญญาอันอบรมแล้ว ดังนี้ ดูกรอาวุโส
			<remark  id="s2b24c41l5" />ทั้งหลาย หากว่าโลภะครอบงำภิกษุนั้นตั้งอยู่ โทสะ โมหะ ... ความริษยาอันชั่วช้า ความ
			<remark  id="s2b24c41l6" />ปรารถนาอันชั่วช้า ครอบงำภิกษุนั้นตั้งอยู่ ภิกษุนั้นอันบุคคลพึงรู้อย่างนี้ว่า โลภะย่อมไม่มีแก่ท่านผู้รู้ 
			<remark  id="s2b24c41l7" />ฉันใด ท่านผู้มีอายุนี้หารู้ฉันนั้นไม่ เพราะฉะนั้น โลภะจึงครอบงำท่านผู้มีอายุนี้ตั้งอยู่ โทสะ 
			<remark  id="s2b24c41l8" />โมหะ ... ความริษยาอันชั่วช้า ความปรารถนาอันชั่วช้า ไม่มีแก่ท่านผู้รู้  ฉันใด  ท่านผู้มีอายุนี้
			<remark  id="s2b24c41l9" />หารู้ฉันนั้นไม่ เพราะฉะนั้น โทสะ โมหะ ... ความริษยาอันชั่วช้า ความปรารถนาอันชั่วช้า 
			<remark  id="s2b24c41l10" />จึงครอบงำท่านผู้มีอายุนี้ตั้งอยู่ ฯ
			<remark  id="s2b24c41l11" />     ดูกรอาวุโสทั้งหลาย ภิกษุเมื่อกล่าวอวดความรู้ ย่อมกล่าวว่า เรารู้ธรรม นี้ เราเห็นธรรมนี้ 
			<remark  id="s2b24c41l12" />ดังนี้ หากว่าโลภะไม่ครอบงำภิกษุนั้นตั้งอยู่ โทสะ โมหะ... ความริษยาอันชั่วช้า ความปรารถนา
			<remark  id="s2b24c41l13" />อันชั่วช้า ไม่ครอบงำภิกษุนั้นตั้งอยู่ ภิกษุนั้นอันบุคคลพึงรู้อย่างนี้ว่า โลภะย่อมไม่มีแก่ท่านผู้รู้ 
			<remark  id="s2b24c41l14" />ฉันใด ท่านผู้มีอายุนี้รู้ชัดฉันนั้น เพราะฉะนั้น โลภะจึงไม่ครอบงำท่านผู้มีอายุนี้ตั้งอยู่ โทสะ 
			<remark  id="s2b24c41l15" />โมหะ ...ความริษยาอันชั่วช้า ความปรารถนาอันชั่วช้า ย่อมไม่มีแก่ท่านผู้รู้ ฉันใด ท่านผู้มีอายุนี้
			<remark  id="s2b24c41l16" />ย่อมรู้ชัด ฉันนั้น เพราะฉะนั้น โทสะ โมหะ ... ความริษยาอันชั่วช้าความปรารถนาอันชั่วช้า 
			<remark  id="s2b24c41l17" />จึงไม่ครอบงำท่านผู้มีอายุนี้ตั้งอยู่ ฯ
			<remark  id="s2b24c41l18" />     ดูกรอาวุโสทั้งหลาย ภิกษุเมื่อกล่าวอวดภาวนา ย่อมกล่าวว่า เราเป็นผู้มีกายอันอบรม
			<remark  id="s2b24c41l19" />แล้ว มีศีลอันอบรมแล้ว มีจิตอันอบรมแล้ว มีปัญญาอันอบรมแล้ว ดังนี้ หากว่าโลภะไม่พึง
			<remark  id="s2b24c41l20" />ครอบงำภิกษุนั้นตั้งอยู่ โทสะ โมหะ ... ความริษยาอันชั่วช้า ความปรารถนาอันชั่วช้า ไม่ครอบงำ
			<remark  id="s2b24c41l21" />ภิกษุนั้นตั้งอยู่ ภิกษุนั้นอันบุคคลพึงรู้อย่างนี้ว่า โลภะไม่มีแก่ท่านผู้รู้ ฉันใด ท่านผู้มีอายุนี้ย่อมรู้ชัด 
			<remark  id="s2b24c41l22" />ฉันนั้นเพราะฉะนั้น โลภะจึงไม่ครอบงำท่านผู้มีอายุนี้ตั้งอยู่ โทสะ โมหะ ... ความริษยา
			<remark  id="s2b24c41l23" />อันชั่วช้า ความปรารถนาอันชั่วช้า ไม่มีแก่ท่านผู้รู้ ฉันใด ท่านผู้มีอายุนี้ย่อมรู้ชัด ฉันนั้น 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b24c42" >
		<para id="s2b24c42p">
			<remark  id="s2b24c42l1" />เพราะฉะนั้น โทสะ โมหะ ... ความริษยาอันชั่วช้า ความปรารถนาอันชั่วช้า จึงไม่ครอบงำ
			<remark  id="s2b24c42l2" />ท่านผู้มีอายุนี้ตั้งอยู่ ฯ
			<remark  id="s2b24c42l3" />     ดูกรอาวุโสทั้งหลาย ภิกษุเมื่อกล่าวอวดความรู้และอวดภาวนา ย่อมกล่าวว่า เรารู้ธรรมนี้ 
			<remark  id="s2b24c42l4" />เราเห็นธรรมนี้ เราเป็นผู้มีกายอันอบรมแล้ว มีศีลอันอบรมแล้ว มีจิตอันอบรมแล้ว มีปัญญา
			<remark  id="s2b24c42l5" />อันอบรมแล้ว ดังนี้ หากว่าโลภะไม่ครอบงำภิกษุนั้นตั้งอยู่ โทสะ โมหะ ... ความริษยาอันชั่วช้า 
			<remark  id="s2b24c42l6" />ความปรารถนาอันชั่วช้า ไม่ครอบงำภิกษุนั้นตั้งอยู่ ภิกษุนั้นอันบุคคลพึงรู้อย่างนี้ว่า โลภะไม่มี
			<remark  id="s2b24c42l7" />แก่ท่านผู้รู้ ฉันใด ท่านผู้มีอายุนี้ย่อมรู้ชัด ฉันนั้น เพราะฉะนั้น โลภะจึงไม่ครอบงำท่านผู้มีอายุนี้
			<remark  id="s2b24c42l8" />ตั้งอยู่ โทสะ โมหะ ... ความริษยาอันชั่วช้า ความปรารถนาอันชั่วช้า ไม่มีแก่ท่านผู้รู้ ฉันใด 
			<remark  id="s2b24c42l9" />ท่านผู้มีอายุนี้ย่อมรู้ชัด ฉันนั้น เพราะฉะนั้น โทสะ โมหะ ... ความริษยาอันชั่วช้า ความ
			<remark  id="s2b24c42l10" />ปรารถนาอันชั่วช้า จึงไม่ครอบงำท่านผู้มีอายุนี้ตั้งอยู่
			<remark  id="s2b24c42l11" />     ดูกรอาวุโสทั้งหลาย เปรียบเหมือนบุรุษเป็นคนมั่งคั่ง พึงกล่าวอวดความมั่งคั่ง เป็นคน
			<remark  id="s2b24c42l12" />มีทรัพย์ พึงกล่าวอวดทรัพย์ เป็นคนมีโภคะ พึงกล่าวอวดโภคะบุรุษนั้น เมื่อกิจที่จำต้องทำ
			<remark  id="s2b24c42l13" />ด้วยทรัพย์อย่างใดอย่างหนึ่งเกิดขึ้น พึงอาจนำเอาทรัพย์ ข้าวเปลือก เงิน หรือทอง ใช้จ่ายได้ 
			<remark  id="s2b24c42l14" />คนทั้งหลายพึงรู้บุรุษนั้นว่า ท่านผู้นี้เป็นคนมั่งคั่ง จึงกล่าวความมั่งคั่ง เป็นคนมีทรัพย์ 
			<remark  id="s2b24c42l15" />จึงกล่าวอวดทรัพย์ เป็นคนมีโภคะ จึงกล่าวอวดโภคะ ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะท่านผู้มีอายุนี้ 
			<remark  id="s2b24c42l16" />เมื่อกิจที่จำต้องทำด้วยทรัพย์อย่างใดอย่างหนึ่งเกิดขึ้น ย่อมอาจนำเอาทรัพย์ ข้าวเปลือก เงิน
			<remark  id="s2b24c42l17" />หรือทองออกใช้จ่ายได้ ฉันใด ดูกรอาวุโสทั้งหลาย ภิกษุก็ฉันนั้นเหมือนกันเมื่อกล่าวอวด
			<remark  id="s2b24c42l18" />ความรู้และอวดภาวนา ย่อมกล่าวว่า เรารู้ธรรมนี้ เราเห็นธรรมนี้เราเป็นผู้มีกายอันอบรมแล้ว
			<remark  id="s2b24c42l19" />มีศีลอันอบรมแล้ว มีจิตอันอบรมแล้ว มีปัญญาอันอบรมแล้ว ดังนี้ หากว่าโลภะไม่ครอบงำ
			<remark  id="s2b24c42l20" />ภิกษุนั้นตั้งอยู่ โทสะ โมหะ ... ความริษยาอันชั่วช้า ความปรารถนาอันชั่วช้า ไม่ครอบงำภิกษุนั้น
			<remark  id="s2b24c42l21" />ตั้งอยู่ ภิกษุนั้นอันบุคคลพึงรู้อย่างนี้ว่า โลภะไม่มีแก่ท่านผู้รู้ ฉันใด ท่านผู้มีอายุนี้ย่อมรู้ชัด 
			<remark  id="s2b24c42l22" />ฉันนั้น เพราะฉะนั้น โลภะจึงไม่ครอบงำท่านผู้มีอายุนี้ตั้งอยู่ โทสะ โมหะ ...ความริษยาอันชั่วช้า
			<remark  id="s2b24c42l23" />ความปรารถนาอันชั่วช้า ไม่มีแก่ท่านผู้รู้ ฉันใด ท่านผู้มีอายุนี้ย่อมรู้ชัด ฉันนั้น เพราะฉะนั้น 
			<remark  id="s2b24c42l24" />โทสะ โมหะ ... ความริษยาอันชั่วช้าความปรารถนาอันชั่วช้า จึงไม่ครอบงำท่านผู้มีอายุนี้ตั้งอยู่ ฯ
			<remark  id="s2b24c42l25" />                          จบสูตรที่ ๔
		</para>
	</section>
	<section id="s2b24c43" >
		<para id="s2b24c43p">
			<remark  id="s2b24c43l1" />                           กสิณสูตร
			<remark  id="s2b24c43l2" />     [๒๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย บ่อเกิดแห่งกสิณ ๑๐ ประการนี้ ๑๐ ประการเป็นไฉน คือ 
			<remark  id="s2b24c43l3" />บุคคลผู้หนึ่งย่อมรู้ชัดซึ่งปฐวีกสิณในเบื้องบน เบื้องต่ำ เบื้องขวาง ไม่มีสอง หาปริมาณมิได้ 
			<remark  id="s2b24c43l4" />บุคคลผู้หนึ่งย่อมรู้ชัดซึ่งอาโปกสิณ ... บุคคลผู้หนึ่งย่อมรู้ชัดซึ่งเตโชกสิณ ... บุคคลผู้หนึ่งย่อม
			<remark  id="s2b24c43l5" />รู้ชัดซึ่งวาโยกสิณ ... บุคคลผู้หนึ่งย่อมรู้ชัดซึ่งนีลกสิณ ... บุคคลผู้หนึ่งย่อมรู้ชัดซึ่งปีตกสิณ ... 
			<remark  id="s2b24c43l6" />บุคคลผู้หนึ่งย่อมชัดซึ่งโลหิตกสิณ ... บุคคลผู้หนึ่งย่อมรู้ชัดซึ่งโอทาตกสิณ ... บุคคลผู้หนึ่ง
			<remark  id="s2b24c43l7" />ย่อมรู้ชัดซึ่งอากาสกสิณ ... บุคคลผู้หนึ่งย่อมรู้ชัดซึ่งวิญญาณกสิณ ในเบื้องบน เบื้องต่ำ 
			<remark  id="s2b24c43l8" />เบื้องขวาง ไม่มีสอง หาปริมาณมิได้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย บ่อเกิดแห่งกสิณ ๑๐ ประการนี้แล ฯ
			<remark  id="s2b24c43l9" />                          จบสูตรที่ ๕
			<remark  id="s2b24c43l10" />                           กาลีสูตร
			<remark  id="s2b24c43l11" />     [๒๖] สมัยหนึ่ง ท่านพระมหากัจจายนะอยู่ที่ภูเขาชื่อปวัตตะ ใกล้เมืองกุรรฆระ 
			<remark  id="s2b24c43l12" />ในอวันตีชนบท ครั้งนั้นแล อุบาสิกาชื่อกาลีชาวเมืองกุรรฆระได้เข้าไปหาท่านพระมหากัจจายนะ
			<remark  id="s2b24c43l13" />ถึงที่อยู่ ได้อภิวาทท่านพระมหากัจจายนะแล้วนั่ง ณที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้ถามท่าน
			<remark  id="s2b24c43l14" />พระมหากัจจายนะว่า ท่านเจ้าข้า พระผู้มีพระภาคได้ตรัสพระพุทธพจน์นี้ไว้ในกุมารีปัญหาว่า
			<remark  id="s2b24c43l15" />         การบรรลุประโยชน์ เป็นความสงบแห่งหทัย เราชำนะ
			<remark  id="s2b24c43l16" />         เสนา คือ กิเลสอันมีรูปเป็นที่รัก เป็นที่ชื่นใจแล้ว เป็น
			<remark  id="s2b24c43l17" />         ผู้เดียวเพ่งอยู่ ได้รู้โดยลำดับซึ่งความสุข เพราะฉนั้น เรา
			<remark  id="s2b24c43l18" />         จึงไม่ทำความเป็นเพื่อนกับด้วยชน ความเป็นเพื่อนกับด้วย
			<remark  id="s2b24c43l19" />         ใครๆ ย่อมไม่ถึงพร้อมแก่เรา ดังนี้ ฯ
			<remark  id="s2b24c43l20" />     ท่านเจ้าข้า เนื้อความแห่งพระพุทธพจน์ที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้โดยย่อนี้จะพึงเห็นได้
			<remark  id="s2b24c43l21" />โดยพิสดารอย่างไรหนอ ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b24c44" >
		<para id="s2b24c44p">
			<remark  id="s2b24c44l1" />     ท่านพระมหากัจจายนะตอบว่า ดูกรน้องหญิง สมณพราหมณ์พวกหนึ่งยังประโยชน์
			<remark  id="s2b24c44l2" />ทั้งหลาย มีปฐวีกสิณสมาบัติเป็นอย่างยิ่งให้เกิดเฉพาะแล้ว ความที่ประโยชน์มีปฐวีกสิณสมาบัติ
			<remark  id="s2b24c44l3" />เป็นอย่างยิ่ง มีประมาณเท่าใด พระผู้มีพระภาคทรงรู้แล้วซึ่งความที่ประโยชน์มีปฐวีกสิณสมาบัติ
			<remark  id="s2b24c44l4" />เป็นอย่างยิ่งนั้น ครั้นทรงรู้แล้ว ได้ทรงเห็นเบื้องต้น  ได้ทรงเห็นโทษ  ได้ทรงเห็นธรรมเครื่อง
			<remark  id="s2b24c44l5" />สลัดออก  ได้ทรงเห็นณาณทัสสนะว่าเป็นทางและมิใช่ทาง  การบรรลุประโยชน์ เพราะเหตุ
			<remark  id="s2b24c44l6" />ทรงเห็นเบื้องต้น เพราะเหตุทรงเห็นโทษ เพราะเหตุทรงเห็นธรรมเครื่องสลัดออก เพราะเหตุ
			<remark  id="s2b24c44l7" />ทรงเห็นญาณทัสสนะว่าเป็นทางและมิใช่ทาง แห่งความที่ประโยชน์มีปฐวีกสิณสมาบัติเป็น
			<remark  id="s2b24c44l8" />อย่างยิ่งนั้น พระผู้มีพระภาคทรงทราบแล้วว่า เป็นความสงบแห่งหทัย ฯ
			<remark  id="s2b24c44l9" />     ดูกรน้องหญิง สมณพราหมณ์พวกหนึ่ง ยังประโยชน์ทั้งหลาย อันมีอาโปกสิณสมาบัติ
			<remark  id="s2b24c44l10" />เป็นอย่างยิ่งให้เกิดเฉพาะแล้ว ฯลฯ
			<remark  id="s2b24c44l11" />     ดูกรน้องหญิง สมณพราหมณ์พวกหนึ่ง ยังประโยชน์ทั้งหลายอันมีเตโชกสิณสมาบัติ
			<remark  id="s2b24c44l12" />เป็นอย่างยิ่งให้เกิดเฉพาะแล้ว ฯลฯ
			<remark  id="s2b24c44l13" />     ดูกรน้องหญิง สมณพราหมณ์พวกหนึ่ง ยังประโยชน์ทั้งหลายอันมีวาโยกสิณสมาบัติ
			<remark  id="s2b24c44l14" />เป็นอย่างยิ่งให้เกิดเฉพาะแล้ว ฯลฯ
			<remark  id="s2b24c44l15" />     ดูกรน้องหญิง สมณพราหมณ์พวกหนึ่ง ยังประโยชน์ทั้งหลายอันมีนีลกสิณสมาบัติ
			<remark  id="s2b24c44l16" />เป็นอย่างยิ่งให้เกิดเฉพาะแล้ว ฯลฯ
			<remark  id="s2b24c44l17" />     ดูกรน้องหญิง สมณพราหมณ์พวกหนึ่ง ยังประโยชน์ทั้งหลายอันมีปีตกสิณสมาบัติ
			<remark  id="s2b24c44l18" />เป็นอย่างยิ่งให้เกิดเฉพาะแล้ว ฯลฯ
			<remark  id="s2b24c44l19" />     ดูกรน้องหญิง สมณพราหมณ์พวกหนึ่ง ยังประโยชน์ทั้งหลายอันมีโลหิตกสิณสมาบัติ
			<remark  id="s2b24c44l20" />เป็นอย่างยิ่งให้เกิดเฉพาะแล้ว ฯลฯ
			<remark  id="s2b24c44l21" />     ดูกรน้องหญิง สมณพราหมณ์พวกหนึ่ง ยังประโยชน์ทั้งหลาย อันมีอากาสกสิณสมาบัติ
			<remark  id="s2b24c44l22" />เป็นอย่างยิ่ง ให้เกิดเฉพาะแล้ว ฯลฯ
			<remark  id="s2b24c44l23" />     ดูกรน้องหญิง สมณพราหมณ์พวกหนึ่ง ยังประโยชน์ทั้งหลาย อันมีวิญญาณกสิณสมาบัติ
			<remark  id="s2b24c44l24" />เป็นอย่างยิ่งให้เกิดเฉพาะแล้ว ความที่ประโยชน์มีวิญญาณกสิณสมาบัติเป็นอย่างยิ่ง มีประมาณ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b24c45" >
		<para id="s2b24c45p">
			<remark  id="s2b24c45l1" />เท่าใด พระผู้มีพระภาคทรงรู้แล้วซึ่งความที่ประโยชน์มีวิญญาณกสิณสมาบัติเป็นอย่างยิ่งนั้น 
			<remark  id="s2b24c45l2" />ครั้นทรงรู้แล้ว ได้ทรงเห็นเบื้องต้น ได้ทรงเห็นโทษ ได้ทรงเห็นธรรมเครื่องสลัดออก ได้ทรง
			<remark  id="s2b24c45l3" />เห็นญาณทัสสนะว่าเป็นทางและมิใช่ทาง การบรรลุประโยชน์เพราะเหตุทรงเห็นเบื้องต้น
			<remark  id="s2b24c45l4" />เพราะเหตุทรงเห็นโทษ เพราะเหตุทรงเห็นธรรมเครื่องสลัดออก เพราะเหตุทรงเห็นญาณทัสสนะ
			<remark  id="s2b24c45l5" />ว่าเป็นทางและมิใช่ทางแห่งความที่ประโยชน์มีวิญญาณกสิณสมาบัติเป็นอย่างยิ่งนั้น พระผู้มี
			<remark  id="s2b24c45l6" />พระภาคทรงทราบแล้วว่า เป็นความสงบแห่งหทัย ฯ
			<remark  id="s2b24c45l7" />     ดูกรน้องหญิง พระพุทธพจน์ที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้แล้วในกุมารีปัญหาว่า       
			<remark  id="s2b24c45l8" />     	การบรรลุประโยชน์ เป็นความสงบแห่งหทัย เราชำนะเสนา
			<remark  id="s2b24c45l9" />        คือ กิเลสอันมีรูปเป็นที่รัก เป็นที่ชื่นใจแล้ว เป็นผู้เดียว
			<remark  id="s2b24c45l10" />        เพ่งอยู่ ได้รู้โดยลำดับซึ่งความสุข เพราะฉะนั้น เราจึงไม่ทำ
			<remark  id="s2b24c45l11" />        ความเป็นเพื่อนด้วยชน ความเป็นเพื่อนด้วยใครๆ ย่อมไม่มี
			<remark  id="s2b24c45l12" />        แก่เรา ดังนี้ ฯ
			<remark  id="s2b24c45l13" />     เนื้อความแห่งพระพุทธพจน์ที่ตรัสไว้โดยย่อนี้ พึงเห็นโดยพิสดารอย่างนี้แล ฯ
			<remark  id="s2b24c45l14" />                          จบสูตรที่ ๖
			<remark  id="s2b24c45l15" />                       มหาปัญหาสูตรที่ ๑
			<remark  id="s2b24c45l16" />     [๒๗] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวันอารามของอนาถ
			<remark  id="s2b24c45l17" />บิณฑิกเศรษฐี ใกล้พระนครสาวัตถี ครั้นนั้นแล เป็นเวลาเช้าภิกษุเป็นอันมากนุ่งสบงแล้ว
			<remark  id="s2b24c45l18" />ถือบาตรและจีวรเข้าไปบิณฑบาตในนครสาวัตถีลำดับนั้นแล ภิกษุเหล่านั้นได้มีความคิดดังนี้ว่า
			<remark  id="s2b24c45l19" />การจะเที่ยวไปบิณฑบาตในเมืองสาวัตถีก็ยังเช้านัก ผิฉะนั้น พวกเราพึงเข้าไปยังอารามของพวก
			<remark  id="s2b24c45l20" />อัญญเดียรถีย์ปริพาชกเถิด ครั้งนั้นแล ภิกษุเหล่านั้นได้เข้าไปยังอารามของพวกอัญญเดียรถีย์
			<remark  id="s2b24c45l21" />ปริพาชก ได้ปราศรัยกับอัญญเดียรถีย์ปริพาชกเหล่านั้น ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกัน
		</para>
	</section>
	<section id="s2b24c46" >
		<para id="s2b24c46p">
			<remark  id="s2b24c46l1" />ไปแล้ว จึงนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง พวกอัญญเดียรถีย์ปริพาชกได้กล่าวกะภิกษุเหล่านั้นว่า 
			<remark  id="s2b24c46l2" />ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย พระสมณโคดมย่อมทรงแสดงธรรมแก่สาวกทั้งหลายอย่างนี้ว่า ดูกร
			<remark  id="s2b24c46l3" />ภิกษุทั้งหลาย มาเถิด เธอทั้งหลายพึงรู้ยิ่งธรรมทั้งปวง ครั้นรู้ยิ่งๆ ธรรมทั้งปวงแล้วจงอยู่เถิด ดังนี้ 
			<remark  id="s2b24c46l4" />ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย แม้เราทั้งหลายก็แสดงธรรมแก่สาวกทั้งหลายอย่างนี้ว่าดูกรท่านผู้มีอายุ
			<remark  id="s2b24c46l5" />ทั้งหลาย มาเถิด ท่านทั้งหลายจงรู้ยิ่งธรรมทั้งปวง ครั้นรู้ยิ่งๆธรรมทั้งปวงแล้ว จงอยู่เถิด ดังนี้ 
			<remark  id="s2b24c46l6" />ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ในธรรมเทศนาหรืออนุศาสนีนี้ จะผิดแผกแตกต่างกันอย่างไรเล่า 
			<remark  id="s2b24c46l7" />คือธรรมเทศนากับธรรมเทศนาหรืออนุศาสนีกับอนุศาสนี ของพระสมณโคดมหรือของพวกเรา
			<remark  id="s2b24c46l8" />ครั้นนั้นแลภิกษุเหล่านั้นไม่ยินดี ไม่คัดค้านภาษิตของอัญญเดียรถีย์ปริพาชกเหล่านั้น ครั้นแล้ว
			<remark  id="s2b24c46l9" />ลุกจากอาสนะหลีกไป ด้วยคิดว่า เราทั้งหลายจักรู้ทั่วถึงเนื้อความแห่งภาษิตนี้ในสำนักพระผู้มี
			<remark  id="s2b24c46l10" />พระภาค ครั้นนั้นแล ภิกษุเหล่านั้นเที่ยวบิณฑบาตในนครสาวัตถีแล้ว เวลาปัจฉาภัต กลับจาก
			<remark  id="s2b24c46l11" />บิณฑบาตแล้ว เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค ณ ที่ประทับ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคแล้วนั่ง ณ ที่
			<remark  id="s2b24c46l12" />ควรส่วนข้างหนึ่ง แล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อเช้านี้ ข้าพระองค์
			<remark  id="s2b24c46l13" />ทั้งหลายนุ่งสบงแล้ว ถือบาตรและจีวรเข้าไปบิณฑบาตในนครสาวัตถี ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
			<remark  id="s2b24c46l14" />พวกข้าพระองค์ได้มีความคิดดังนี้ว่า การจะเที่ยวไปบิณฑบาตในนครสาวัตถีก็ยังเช้านัก ผิฉะนั้น 
			<remark  id="s2b24c46l15" />พวกเราพึงเข้าไปยังอารามของพวกอัญญเดียรถีย์ปริพาชกเถิดพวกข้าพระองค์ได้เข้าไปยังอาราม
			<remark  id="s2b24c46l16" />ของพวกอัญญเดียรถีย์ปริพาชก ได้ปราศรัยกับพวกอัญญเดียรถีย์ปริพาชกเหล่านั้น ครั้นผ่านการ
			<remark  id="s2b24c46l17" />ปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันแล้วได้นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อัญญเดียรถีย์
			<remark  id="s2b24c46l18" />ปริพาชกเหล่านั้นได้กล่าวกะข้าพระองค์ทั้งหลายว่า ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย พระสมณโคดม
			<remark  id="s2b24c46l19" />ย่อมทรงแสดงธรรมแก่สาวกทั้งหลายอย่างนี้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย มาเถิด เธอทั้งหลายจงรู้ยิ่ง
			<remark  id="s2b24c46l20" />ธรรมทั้งปวง ครั้นรู้ยิ่งๆ ธรรมทั้งปวงแล้ว จงอยู่เถิด ดังนี้ ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย แม้เราทั้งหลาย
			<remark  id="s2b24c46l21" />ก็แสดงธรรมแก่สาวกทั้งหลายอย่างนี้ว่า ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย มาเถิด ท่านทั้งหลายจงรู้ยิ่ง
			<remark  id="s2b24c46l22" />ธรรมทั้งปวง ครั้นรู้ยิ่งๆ ธรรมทั้งปวงแล้ว จงอยู่เถิด ดังนี้ ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ในธรรมเทศนา
			<remark  id="s2b24c46l23" />หรืออนุศาสนีนี้จะผิดแผกแตกต่างกันอย่างไรเล่า คือ ธรรมเทศนากับธรรมเทศนา หรือ
			<remark  id="s2b24c46l24" />อนุศาสนีกับอนุศาสนี ของพระสมณโคดมหรือของพวกเรา ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ครั้งนั้นแล
		</para>
	</section>
	<section id="s2b24c47" >
		<para id="s2b24c47p">
			<remark  id="s2b24c47l1" />ข้าพระองค์ทั้งหลายไม่ได้ยินดี ไม่ได้คัดค้าน ภาษิตของอัญญเดียรถีย์ปริพาชกเหล่านั้น ครั้นแล้ว
			<remark  id="s2b24c47l2" />ลุกจากอาสนะหลีกไป ด้วยคิดว่า เราทั้งหลายจักรู้ทั่วถึงเนื้อความแห่งภาษิตนี้ในสำนักของ
			<remark  id="s2b24c47l3" />พระผู้มีพระภาค ฯ
			<remark  id="s2b24c47l4" />     พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกอัญญเดียรถีย์ปริพาชกมีวาทะอย่างนี้ 
			<remark  id="s2b24c47l5" />เธอทั้งหลายพึงถามอย่างนี้ว่า ดูกรอาวุโสทั้งหลาย ปัญหา ๑อุเทศ ๑ ไวยากรณ์ ๑ ปัญหา ๒ 
			<remark  id="s2b24c47l6" />อุเทศ ๒ ไวยากรณ์ ๒ ปัญหา ๓ อุเทศ ๓ไวยากรณ์ ๓ ปัญหา ๔ อุเทศ ๔ ไวยากรณ์ ๔ 
			<remark  id="s2b24c47l7" />ปัญหา ๕ อุเทศ ๕ ไวยากรณ์ ๕ปัญหา ๖ อุเทศ ๖ ไวยากรณ์ ๖ ปัญหา ๗ อุเทศ ๗ 
			<remark  id="s2b24c47l8" />ไวยากรณ์ ๗ ปัญหา ๘อุเทศ ๘ ไวยากรณ์ ๘ ปัญหา ๙ อุเทศ ๙ ไวยากรณ์ ๙ ปัญหา ๑๐ 
			<remark  id="s2b24c47l9" />อุเทศ ๑๐ไวยากรณ์ ๑๐ เป็นอย่างไร ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกอัญญเดียรถีย์ปริพาชกถูกถาม
			<remark  id="s2b24c47l10" />อย่างนี้แล้ว จักไม่ยังพยากรณ์ให้ถึงพร้อมได้ จักถึงความลำบากแม้อย่างยิ่งข้อนั้นเพราะเหตุไร 
			<remark  id="s2b24c47l11" />เพราะพวกอัญญเดียรย์ปริพาชกนั้นถูกถามในปัญหาอันมิใช่วิสัย ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในโลกนี้
			<remark  id="s2b24c47l12" />พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ในหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดาและมนุษย์ 
			<remark  id="s2b24c47l13" />เราย่อมไม่เห็นบุคคลที่จะยังจิตให้ยินดีได้ด้วยการพยากรณ์ปัญหาเหล่านี้ เว้นจากตถาคตหรือสาวก
			<remark  id="s2b24c47l14" />ตถาคต หรือผู้ที่ฟังจากสาวกของตถาคตนี้ ก็คำที่เรากล่าวว่า ปัญหา ๑ อุเทศ ๑ ไวยากรณ์ ๑
			<remark  id="s2b24c47l15" />ดังนี้ เราอาศัยอะไรกล่าวแล้ว ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเมื่อหน่ายโดยชอบ คลายกำหนัดโดยชอบ
			<remark  id="s2b24c47l16" />หลุดพ้นโดยชอบ มีปรกติเห็นที่สุดโดยชอบ บรรลุประโยชน์โดยชอบ ในธรรมอย่างหนึ่ง ย่อม
			<remark  id="s2b24c47l17" />เป็นผู้ทำที่สุดทุกข์ได้ในปัจจุบัน ในธรรมอย่างหนึ่งเป็นไฉน คือ สัตว์ทั้งปวงเป็นผู้มีอาหาร
			<remark  id="s2b24c47l18" />เป็นที่ตั้ง ดูกรภิกษุทั้งหลายภิกษุเมื่อหน่ายโดยชอบ คลายกำหนัดโดยชอบ หลุดพ้นโดยชอบ 
			<remark  id="s2b24c47l19" />มีปรกติเห็นที่สุดโดยชอบ บรรลุประโยชน์โดยชอบ ในธรรมอย่างหนึ่งนี้แล ย่อมเป็นผู้ทำที่
			<remark  id="s2b24c47l20" />สุดทุกข์ได้ในปัจจุบัน คำที่เรากล่าวว่า ปัญหา ๑ อุเทศ ๑ ไวยากรณ์ ๑ ดังนี้เราอาศัยข้อนี้
			<remark  id="s2b24c47l21" />กล่าวแล้ว ฯ
			<remark  id="s2b24c47l22" />     ก็คำที่เรากล่าวว่า ปัญหา ๒ อุเทศ ๒ ไวยากรณ์ ๒ ดังนี้ เราอาศัยอะไรกล่าวแล้ว 
			<remark  id="s2b24c47l23" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเมื่อหน่ายโดยชอบ คลายกำหนัดโดยชอบหลุดพ้นโดยชอบ มีปรกติ
			<remark  id="s2b24c47l24" />เห็นที่สุดโดยชอบ บรรลุประโยชน์โดยชอบ ในธรรม๒ อย่าง ย่อมเป็นผู้ทำที่สุดทุกข์ได้ใน
		</para>
	</section>
	<section id="s2b24c48" >
		<para id="s2b24c48p">
			<remark  id="s2b24c48l1" />ปัจจุบัน ในธรรม ๒ อย่างเป็นไฉน คือในนาม ๑ ในรูป ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเมื่อ
			<remark  id="s2b24c48l2" />หน่ายโดยชอบ คลายกำหนัดโดยชอบ หลุดพ้นโดยชอบ มีปรกติเห็นที่สุดโดยชอบ บรรลุ
			<remark  id="s2b24c48l3" />ประโยชน์โดยชอบในธรรม ๒ อย่างนี้แล ย่อมเป็นผู้ทำที่สุดทุกข์ได้ในปัจจุบัน คำที่เรากล่าวว่า
			<remark  id="s2b24c48l4" />ปัญหา ๒ อุเทศ ๒ ไวยากรณ์ ๒ ดังนี้ เราอาศัยข้อนี้กล่าวแล้ว ฯ
			<remark  id="s2b24c48l5" />     ก็คำที่เรากล่าวว่า ปัญหา ๓ อุเทศ ๓ ไวยากรณ์ ๓ ดังนี้ เราอาศัยอะไรกล่าวแล้ว 
			<remark  id="s2b24c48l6" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเมื่อหน่ายโดยชอบ คลายกำหนัดโดยชอบหลุดพ้นโดยชอบ มีปรกติ
			<remark  id="s2b24c48l7" />เห็นที่สุดโดยชอบ บรรลุประโยชน์โดยชอบ ในธรรม๓ อย่าง ย่อมเป็นผู้ทำที่สุดทุกข์ได้ใน
			<remark  id="s2b24c48l8" />ปัจจุบัน ในธรรม ๓ อย่างเป็นไฉน คือ ในเวทนา ๓ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเมื่อหน่าย
			<remark  id="s2b24c48l9" />โดยชอบ คลายกำหนัดโดยชอบหลุดพ้นโดยชอบ มีปรกติเห็นที่สุดโดยชอบ บรรลุประโยชน์
			<remark  id="s2b24c48l10" />โดยชอบ ในธรรม๓ อย่างนี้แล ย่อมเป็นผู้ทำที่สุดทุกข์ได้ในปัจจุบัน คำที่เรากล่าวว่า ปัญหา ๓
			<remark  id="s2b24c48l11" />อุเทศ ๓ ไวยากรณ์ ๓ ดังนี้ เราอาศัยข้อนี้กล่าวแล้ว ฯ
			<remark  id="s2b24c48l12" />     ก็คำที่เรากล่าวว่า ปัญหา ๔ อุเทศ ๔ ไวยากรณ์ ๔ ดังนี้ เราอาศัยอะไรกล่าวแล้ว 
			<remark  id="s2b24c48l13" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเมื่อหน่ายโดยชอบ คลายกำหนัดโดยชอบหลุดพ้นโดยชอบ มีปรกติ
			<remark  id="s2b24c48l14" />เห็นที่สุดโดยชอบ บรรลุประโยชน์โดยชอบ ในธรรม ๔ อย่าง ย่อมเป็นผู้ทำที่สุดทุกข์ได้ใน
			<remark  id="s2b24c48l15" />ปัจจุบัน ในธรรม ๔ อย่างเป็นไฉนคือ ในอาหาร ๔ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเมื่อหน่าย
			<remark  id="s2b24c48l16" />โดยชอบ คลายกำหนัดโดยชอบ หลุดพ้นโดยชอบ มีปรกติเห็นที่สุดโดยชอบ บรรลุประโยชน์
			<remark  id="s2b24c48l17" />โดยชอบในธรรม ๔ อย่างนี้แล ย่อมเป็นผู้ทำที่สุดทุกข์ได้ในปัจจุบัน คำที่เรากล่าวว่าปัญหา ๔
			<remark  id="s2b24c48l18" />อุเทศ ๔ ไวยากรณ์ ๔ ดังนี้ เราอาศัยข้อนี้กล่าวแล้ว ฯ
			<remark  id="s2b24c48l19" />     ก็คำที่เรากล่าวว่า ปัญหา ๕ อุเทศ ๕ ไวยากรณ์ ๕ ดังนี้ เราอาศัยอะไรกล่าวแล้ว 
			<remark  id="s2b24c48l20" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเมื่อหน่ายโดยชอบ คลายกำหนัดโดยชอบหลุดพ้นโดยชอบ มีปรกติ
			<remark  id="s2b24c48l21" />เห็นที่สุดโดยชอบ บรรลุประโยชน์โดยชอบ ในธรรม ๕ อย่าง ย่อมเป็นผู้ทำที่สุดทุกข์ได้ใน
			<remark  id="s2b24c48l22" />ปัจจุบัน ในธรรม ๕ อย่างเป็นไฉนคือ ในอุปาทานักขันธ์ ๕ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเมื่อ
			<remark  id="s2b24c48l23" />หน่ายโดยชอบ คลายกำหนัดโดยชอบ หลุดพ้นโดยชอบ มีปรกติเห็นที่สุดโดยชอบ บรรลุ
			<remark  id="s2b24c48l24" />ประโยชน์โดยชอบ ในธรรม ๕ อย่างนี้แล ย่อมเป็นผู้ทำที่สุดทุกข์ได้ในปัจจุบัน คำที่เรากล่าวว่า 
			<remark  id="s2b24c48l25" />ปัญหา ๕ อุเทศ ๕ ไวยากรณ์ ๕ ดังนี้ เราอาศัยข้อนี้กล่าวแล้ว ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b24c49" >
		<para id="s2b24c49p">
			<remark  id="s2b24c49l1" />     ก็คำที่เรากล่าวว่า ปัญหา ๖ อุเทศ ๖ ไวยากรณ์ ๖ ดังนี้ เราอาศัยอะไรกล่าวแล้ว 
			<remark  id="s2b24c49l2" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเมื่อหน่ายโดยชอบ คลายกำหนัดโดยชอบหลุดพ้นโดยชอบ มีปรกติ
			<remark  id="s2b24c49l3" />เห็นที่สุดโดยชอบ บรรลุประโยชน์โดยชอบ ในธรรม๖ อย่าง ย่อมเป็นผู้ทำที่สุดทุกข์ได้ใน
			<remark  id="s2b24c49l4" />ปัจจุบัน ในธรรม ๖ อย่างเป็นไฉน คือในอายตนะภายใน ๖ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเมื่อ
			<remark  id="s2b24c49l5" />หน่ายโดยชอบ คลายกำหนัดโดยชอบ หลุดพ้นโดยชอบ มีปรกติเห็นที่สุดโดยชอบ บรรลุ
			<remark  id="s2b24c49l6" />ประโยชน์โดยชอบในธรรม ๖ อย่างนี้แล ย่อมเป็นผู้ทำที่สุดทุกข์ได้ในปัจจุบัน คำที่เรากล่าวว่า
			<remark  id="s2b24c49l7" />ปัญหา ๖ อุเทศ ๖ ไวยากรณ์ ๖ ดังนี้ เราอาศัยข้อนี้กล่าวแล้ว ฯ
			<remark  id="s2b24c49l8" />     ก็คำที่เรากล่าวว่า ปัญหา ๗ อุเทศ ๗ ไวยากรณ์ ๗ ดังนี้ เราอาศัยอะไรกล่าวแล้ว 
			<remark  id="s2b24c49l9" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเมื่อหน่ายโดยชอบ คลายกำหนัดโดยชอบหลุดพ้นโดยชอบ มีปรกติ
			<remark  id="s2b24c49l10" />เห็นที่สุดโดยชอบ บรรลุประโยชน์โดยชอบ ในธรรม ๗ อย่าง ย่อมเป็นผู้ทำที่สุดทุกข์ได้ใน
			<remark  id="s2b24c49l11" />ปัจจุบัน ในธรรม ๗ อย่างเป็นไฉนคือ ในวิญญาณฐิติ ๗ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเมื่อหน่าย
			<remark  id="s2b24c49l12" />โดยชอบ คลายกำหนัดโดยชอบ หลุดพ้นโดยชอบ มีปรกติเห็นที่สุดโดยชอบ บรรลุประโยชน์
			<remark  id="s2b24c49l13" />โดยชอบในธรรม ๗ อย่างนี้แล ย่อมเป็นผู้ทำที่สุดทุกข์ได้ในปัจจุบัน คำที่เรากล่าวว่าปัญหา ๗ 
			<remark  id="s2b24c49l14" />อุเทศ ๗ ไวยากรณ์ ๗ ดังนี้ เราอาศัยข้อนี้กล่าวแล้ว ฯ
			<remark  id="s2b24c49l15" />     ก็คำที่เรากล่าวว่า ปัญหา ๘ อุเทศ ๘ ไวยากรณ์ ๘ ดังนี้ เราอาศัยอะไรกล่าวแล้ว 
			<remark  id="s2b24c49l16" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเมื่อหน่ายโดยชอบ คลายกำหนัดโดยชอบหลุดพ้นโดยชอบ มีปรกติ
			<remark  id="s2b24c49l17" />เห็นที่สุดโดยชอบ บรรลุประโยชน์โดยชอบ ในธรรม ๘ อย่าง ย่อมเป็นผู้ทำที่สุดทุกข์ได้ใน
			<remark  id="s2b24c49l18" />ปัจจุบัน ในธรรม ๘ อย่างเป็นไฉนคือ ในโลกธรรม ๘ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเมื่อหน่าย
			<remark  id="s2b24c49l19" />โดยชอบ คลายกำหนัดโดยชอบ หลุดพ้นโดยชอบ มีปรกติเห็นที่สุดโดยชอบ บรรลุประโยชน์
			<remark  id="s2b24c49l20" />โดยชอบในธรรม ๘ อย่างนี้แล ย่อมเป็นผู้ทำที่สุดทุกข์ได้ในปัจจุบัน คำที่เรากล่าวว่าปัญหา ๘ 
			<remark  id="s2b24c49l21" />อุเทศ ๘ ไวยากรณ์ ๘ ดังนี้ เราอาศัยข้อนี้กล่าวแล้ว ฯ
			<remark  id="s2b24c49l22" />     ก็คำที่เรากล่าวว่า ปัญหา ๙ อุเทศ ๙ ไวยากรณ์ ๙ ดังนี้ เราอาศัยอะไรกล่าวแล้ว 
			<remark  id="s2b24c49l23" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเมื่อหน่ายโดยชอบ คลายกำหนัดโดยชอบหลุดพ้นโดยชอบ มีปรกติ
			<remark  id="s2b24c49l24" />เห็นที่สุดโดยชอบ บรรลุประโยชน์โดยชอบ ในธรรม๙ อย่าง ย่อมเป็นผู้ทำที่สุดทุกข์ได้ใน
			<remark  id="s2b24c49l25" />ปัจจุบัน ในธรรม ๙ อย่างเป็นไฉน คือในสัตตาวาส ๙ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเมื่อหน่าย
		</para>
	</section>
	<section id="s2b24c50" >
		<para id="s2b24c50p">
			<remark  id="s2b24c50l1" />โดยชอบ คลายกำหนัดโดยชอบหลุดพ้นโดยชอบ มีปรกติเห็นที่สุดโดยชอบ บรรลุประโยชน์
			<remark  id="s2b24c50l2" />โดยชอบ ในธรรม ๙ อย่างนี้แล ย่อมเป็นผู้ทำที่สุดทุกข์ได้ในปัจจุบัน คำที่เรากล่าวว่า ปัญหา ๙
			<remark  id="s2b24c50l3" />อุเทศ ๙ ไวยากรณ์ ๙ ดังนี้ เราอาศัยข้อนี้กล่าวแล้ว ฯ
			<remark  id="s2b24c50l4" />     ก็คำที่เรากล่าวว่า ปัญหา ๑๐ อุเทศ ๑๐ ไวยากรณ์ ๑๐ ดังนี้ เราอาศัยอะไรกล่าวแล้ว 
			<remark  id="s2b24c50l5" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเมื่อหน่ายโดยชอบ คลายกำหนัดโดยชอบหลุดพ้นโดยชอบ มีปรกติ
			<remark  id="s2b24c50l6" />เห็นที่สุดโดยชอบ บรรลุประโยชน์โดยชอบ ในธรรม๑๐ อย่าง ย่อมเป็นผู้ทำที่สุดทุกข์ได้ใน
			<remark  id="s2b24c50l7" />ปัจจุบัน ในธรรม ๑๐ อย่างเป็นไฉน คือในอกุศลกรรมบถ ๑๐ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเมื่อ
			<remark  id="s2b24c50l8" />หน่ายโดยชอบ คลายกำหนัดโดยชอบ หลุดพ้นโดยชอบ มีปรกติเห็นที่สุดโดยชอบ บรรลุ
			<remark  id="s2b24c50l9" />ประโยชน์โดยชอบในธรรม ๑๐ อย่างนี้แล ย่อมเป็นผู้ทำที่สุดทุกข์ได้ในปัจจุบัน คำที่เรากล่าวว่า
			<remark  id="s2b24c50l10" />ปัญหา ๑๐ อุเทศ ๑๐ ไวยากรณ์ ๑๐ ดังนี้ เราอาศัยข้อนี้กล่าวแล้ว ฯ
			<remark  id="s2b24c50l11" />                          จบสูตรที่ ๗
			<remark  id="s2b24c50l12" />                       มหาปัญหาสูตรที่ ๒
			<remark  id="s2b24c50l13" />     [๒๘] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ ป่าไผ่ ใกล้กชังคลนครครั้งนั้นแล 
			<remark  id="s2b24c50l14" />อุบาสกชาวเมืองกชังคละมากด้วยกัน เข้าไปหากชังคลาภิกษุณีถึงที่อยู่อภิวาทกชังคลาภิกษุณี
			<remark  id="s2b24c50l15" />แล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้ว ได้ถามกชังคลาภิกษุณีว่า ข้าแต่แม่เจ้า พระดำรัสที่
			<remark  id="s2b24c50l16" />พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ในมหาปัญหาทั้งหลายว่า ปัญหา ๑ อุเทศ ๑ ไวยากรณ์ ๑ ปัญหา ๒ 
			<remark  id="s2b24c50l17" />อุเทศ ๒ ไวยากรณ์ ๒ปัญหา ๓ อุเทศ ๓ ไวยากรณ์ ๓ ปัญหา ๔ อุเทศ ๔ ไวยากรณ์ ๔ 
			<remark  id="s2b24c50l18" />ปัญหา ๕อุเทศ ๕ ไวยากรณ์ ๕ ปัญหา ๖ อุเทศ ๖ ไวยากรณ์ ๖ ปัญหา ๗ อุเทศ ๗
			<remark  id="s2b24c50l19" />ไวยากรณ์ ๗ ปัญหา ๘ อุเทศ ๘ ไวยากรณ์ ๘ ปัญหา ๙ อุเทศ ๙ ไวยากรณ์ ๙ปัญหา ๑๐ 
			<remark  id="s2b24c50l20" />อุเทศ ๑๐ ไวยากรณ์ ๑๐ ดังนี้ ข้าแต่แม่เจ้า เนื้อความแห่งพระดำรัสที่พระผู้มีพระภาคตรัส
			<remark  id="s2b24c50l21" />โดยย่อนี้ จะพึงเห็นโดยพิสดารได้อย่างไรหนอ ฯ
			<remark  id="s2b24c50l22" />     กชังคลาภิกษุณีตอบว่า ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย พระดำรัสนี้เราได้สดับรับฟังมาแล้ว 
			<remark  id="s2b24c50l23" />ในที่เฉพาะพระพักตร์ของพระผู้มีพระภาคก็หามิได้ เราได้สดับรับฟังมาแล้ว ในที่เฉพาะหน้าของ
			<remark  id="s2b24c50l24" />ภิกษุทั้งหลายผู้สำเร็จทางใจก็หามิได้ ก็แต่ว่าเนื้อความในพระพุทธภาษิตนี้ย่อมปรากฏแก่เราอย่างไร 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b24c51" >
		<para id="s2b24c51p">
			<remark  id="s2b24c51l1" />ท่านทั้งหลายจงฟังเนื้อความแห่งพระพุทธภาษิตนั้นอย่างนั้น จงทำไว้ในใจให้ดี เราจักกล่าว พวก
			<remark  id="s2b24c51l2" />อุบาสกชาวเมืองกชังคละ รับคำของกชังคลาภิกษุณีแล้ว กชังคลาภิกษุณีได้กล่าวว่า ก็พระดำรัส
			<remark  id="s2b24c51l3" />ที่พระผู้มีพระภาคได้ตรัสแล้วว่า ปัญหา ๑ อุเทศ ๑ ไวยากรณ์ ๑ ดังนี้ พระองค์ทรงอาศัย
			<remark  id="s2b24c51l4" />อะไรตรัสแล้ว ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุเมื่อหน่ายโดยชอบ คลายกำหนัดโดยชอบ หลุดพ้น
			<remark  id="s2b24c51l5" />โดยชอบ มีปรกติเห็นที่สุดโดยชอบ บรรลุประโยชน์โดยชอบในธรรมอย่าง ๑ ย่อมเป็นผู้ทำ
			<remark  id="s2b24c51l6" />ที่สุดทุกข์ได้ในปัจจุบัน ในธรรมอย่าง ๑ เป็นไฉนคือ สัตว์ทั้งปวงมีอาหารเป็นที่ตั้ง ดูกร
			<remark  id="s2b24c51l7" />ผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุเมื่อหน่ายโดยชอบคลายกำหนัดโดยชอบ หลุดพ้นโดยชอบ มีปรกติ
			<remark  id="s2b24c51l8" />เห็นที่สุดโดยชอบ บรรลุประโยชน์โดยชอบ ในธรรมอย่าง ๑ นี้แล ย่อมเป็นผู้ทำที่สุดทุกข์ได้
			<remark  id="s2b24c51l9" />ในปัจจุบันพระดำรัสที่พระผู้มีพระภาคตรัสแล้วว่า ปัญหา ๑ อุเทศ ๑ ไวยากรณ์ ๑ ดังนี้
			<remark  id="s2b24c51l10" />พระองค์ทรงอาศัยข้อนี้ตรัสแล้ว ฯ
			<remark  id="s2b24c51l11" />     ก็พระดำรัสที่พระองค์ตรัสว่า ปัญหา ๒ อุเทศ ๒ ไวยากรณ์ ๒ดังนี้ พระองค์ทรง
			<remark  id="s2b24c51l12" />อาศัยอะไรตรัสแล้ว ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุเมื่อหน่ายโดยชอบคลายกำหนัดโดยชอบ 
			<remark  id="s2b24c51l13" />หลุดพ้นโดยชอบ มีปรกติเห็นที่สุดโดยชอบ บรรลุประโยชน์โดยชอบ ในธรรม ๒ อย่าง ย่อม
			<remark  id="s2b24c51l14" />เป็นผู้ทำที่สุดทุกข์ได้ในปัจจุบันในธรรม ๒ อย่างเป็นไฉน คือ ในนาม ๑ ในรูป ๑ ... ฯ
			<remark  id="s2b24c51l15" />     ก็พระดำรัสที่พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ปัญหา ๓ อุเทศ ๓ ไวยากรณ์ ๓ดังนี้ พระองค์
			<remark  id="s2b24c51l16" />ทรงอาศัยอะไรตรัสแล้ว ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุมีหน่ายโดยชอบ  คลายกำหนัดโดยชอบ
			<remark  id="s2b24c51l17" />หลุดพ้นโดยชอบ  มีปกติเห็นที่สุดโดยชอบ  บรรลุประโยชน์โดยชอบ  ในธรรม ๓ อย่าง  ย่อม
			<remark  id="s2b24c51l18" />เป็นผู้ทำที่สุดทุกข์ได้ในปัจจุบัน  ในธรรม  ๓  อย่างเป็นไฉน  คือ  ในเวทนา  ๓...
			<remark  id="s2b24c51l19" />	ก็พระดำรัสที่พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ปัญหา ๔ อุเทศ ๔ ไวยากรณ์ ๔ดังนี้ พระองค์
			<remark  id="s2b24c51l20" />ทรงอาศัยอะไรตรัสแล้ว ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุผู้มีจิตอันอบรมดีแล้วโดยชอบ มีปรกติ
			<remark  id="s2b24c51l21" />เห็นที่สุดโดยชอบ บรรลุประโยชน์โดยชอบในธรรม ๔ อย่าง ย่อมเป็นผู้ทำที่สุดทุกข์ได้ใน
			<remark  id="s2b24c51l22" />ปัจจุบัน ในธรรม ๔ อย่างเป็นไฉนคือ ในสติปัฏฐาน ๔ ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุผู้มีจิต
			<remark  id="s2b24c51l23" />อันอบรมดีแล้วโดยชอบมีปรกติเห็นที่สุดโดยชอบ บรรลุประโยชน์โดยชอบ ในธรรม ๔ 
			<remark  id="s2b24c51l24" />อย่างนี้แลย่อมเป็นผู้ทำที่สุดทุกข์ได้ในปัจจุบัน พระดำรัสที่พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ปัญหา ๔
			<remark  id="s2b24c51l25" />อุเทศ ๔ ไวยากรณ์ ๔ ดังนี้ พระองค์ทรงอาศัยข้อนี้ตรัสแล้ว ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b24c52" >
		<para id="s2b24c52p">
			<remark  id="s2b24c52l1" />     ก็พระดำรัสที่พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ปัญหา ๕ อุเทศ ๕ ไวยากรณ์ ๕ดังนี้ พระองค์
			<remark  id="s2b24c52l2" />ทรงอาศัยอะไรตรัสแล้ว ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุผู้มีจิตอันอบรมดีแล้วโดยชอบ มีปรกติ
			<remark  id="s2b24c52l3" />เห็นที่สุดโดยชอบ บรรลุประโยชน์โดยชอบ ในธรรม๕ อย่าง ย่อมเป็นผู้ทำที่สุดทุกข์ได้
			<remark  id="s2b24c52l4" />ในปัจจุบัน ในธรรม ๕ อย่างเป็นไฉน คือในอินทรีย์ ๕ ... ในธรรม ๖ อย่างเป็นไฉน คือ 
			<remark  id="s2b24c52l5" />ในนิสสรณียธาตุ ๖ ... ในธรรม๗ อย่างเป็นไฉน คือ ในโพชฌงค์ ๗ ... ในธรรม ๘ อย่าง
			<remark  id="s2b24c52l6" />เป็นไฉน คือ ในอริยมรรคมีองค์ ๘ ... ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุผู้มีจิตอันอบรมดีแล้วโดยชอบ
			<remark  id="s2b24c52l7" />มีปรกติเห็นที่สุดโดยชอบ บรรลุประโยชน์โดยชอบ ในธรรม ๘ อย่างนี้แลย่อมเป็นผู้ทำที่สุด
			<remark  id="s2b24c52l8" />ทุกข์ได้ในปัจจุบัน พระดำรัสที่พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ปัญหา ๘อุเทศ ๘ ไวยากรณ์ ๘ ดังนี้ 
			<remark  id="s2b24c52l9" />พระองค์ทรงอาศัยข้อนี้ตรัสแล้ว ฯ
			<remark  id="s2b24c52l10" />     ก็พระดำรัสที่พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ปัญหา ๙ อุเทศ ๙ ไวยากรณ์ ๙ดังนี้ พระองค์
			<remark  id="s2b24c52l11" />ทรงอาศัยอะไรตรัสแล้ว ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุเมื่อหน่ายโดยชอบ คลายกำหนัดโดยชอบ
			<remark  id="s2b24c52l12" />หลุดพ้นโดยชอบ มีปรกติเห็นที่สุดโดยชอบบรรลุประโยชน์โดยชอบ ในธรรม ๙ อย่าง ย่อม
			<remark  id="s2b24c52l13" />เป็นผู้ทำที่สุดทุกข์ได้ในปัจจุบันในธรรม ๙ อย่างเป็นไฉน คือ ในสัตตาวาส ๙ ดูกรผู้มีอายุ
			<remark  id="s2b24c52l14" />ทั้งหลาย ภิกษุเมื่อหน่ายโดยชอบ คลายกำหนัดโดยชอบ หลุดพ้นโดยชอบ มีปรกติเห็นที่สุด
			<remark  id="s2b24c52l15" />โดยชอบ บรรลุประโยชน์โดยชอบ ในธรรม ๙ อย่างนี้แล ย่อมเป็นผู้ทำที่สุดทุกข์ได้ในปัจจุบัน 
			<remark  id="s2b24c52l16" />พระดำรัสที่พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ปัญหา ๙ อุเทศ ๙ไวยากรณ์ ๙ ดังนี้ พระองค์ทรงอาศัย
			<remark  id="s2b24c52l17" />ข้อนี้ตรัสแล้ว ฯ
			<remark  id="s2b24c52l18" />     ก็พระดำรัสที่พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ปัญหา ๑๐ อุเทศ ๑๐ ไวยากรณ์ ๑๐ดังนี้ 
			<remark  id="s2b24c52l19" />พระองค์ทรงอาศัยอะไรตรัสแล้ว ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุผู้มีจิตอันอบรมดีแล้วโดยชอบ 
			<remark  id="s2b24c52l20" />มีปรกติเห็นที่สุดโดยชอบ บรรลุประโยชน์โดยชอบ ในธรรม ๑๐อย่าง ย่อมเป็นผู้ทำที่สุดทุกข์
			<remark  id="s2b24c52l21" />ได้ในปัจจุบัน ในธรรม ๑๐ อย่างเป็นไฉน คือในกุศลธรรม ๑๐ ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุ
			<remark  id="s2b24c52l22" />ผู้มีจิตอันอบรมดีแล้วโดยชอบมีปรกติเห็นที่สุดโดยชอบ บรรลุประโยชน์โดยชอบ ในธรรม ๑๐
			<remark  id="s2b24c52l23" />อย่างนี้แลย่อมเป็นผู้ทำที่สุดทุกข์ได้ในปัจจุบัน พระดำรัสที่พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ปัญหา ๑๐
			<remark  id="s2b24c52l24" />อุเทศ ๑๐ ไวยากรณ์ ๑๐ ดังนี้ พระองค์ทรงอาศัยข้อนี้ตรัสแล้ว ฯ
			<remark  id="s2b24c52l25" />     ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย พระดำรัสที่พระผู้มีพระภาคตรัสในมหาปัญหาทั้งหลายว่า ปัญหา ๑ 
			<remark  id="s2b24c52l26" />อุเทศ ๑ ไวยากรณ์ ๑ ฯลฯ ปัญหา ๑๐ อุเทศ ๑๐ไวยากรณ์ ๑๐ เราย่อมรู้ทั่วถึงเนื้อความ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b24c53" >
		<para id="s2b24c53p">
			<remark  id="s2b24c53l1" />แห่งพระดำรัสที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้โดยย่อนี้ โดยพิสดารอย่างนี้ ดังนี้แล ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย
			<remark  id="s2b24c53l2" />ก็แลท่านทั้งหลายจำนงอยู่ พึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคแล้วทูลสอบถามความข้อนี้ พระผู้มีพระ
			<remark  id="s2b24c53l3" />ภาคของเราทรงพยากรณ์อย่างใด ท่านทั้งหลายพึงทรงจำความนั้นไว้อย่างนั้นเถิด ฯ
			<remark  id="s2b24c53l4" />     พวกอุบาสกชาวเมืองกชังคละรับคำว่า อย่างนั้นแม่เจ้า แล้วชื่นชมอนุโมทนาภาษิตของ
			<remark  id="s2b24c53l5" />กชังคลาภิกษุณี ลุกจากอาสนะ อภิวาทกชังคลาภิกษุณีทำประทักษิณแล้ว ได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มี
			<remark  id="s2b24c53l6" />พระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้ว จึง
			<remark  id="s2b24c53l7" />กราบทูลถ้อยคำที่สนทนากับกชังคลาภิกษุณีนั้นทั้งหมดแด่พระผู้มีพระภาค ฯ
			<remark  id="s2b24c53l8" />     พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดีละๆ คหบดีทั้งหลาย กชังคลาภิกษุณีเป็นบัณฑิต มีปัญญา
			<remark  id="s2b24c53l9" />มาก ดูกรคหบดีทั้งหลาย ถ้าแม้ท่านทั้งหลายพึงเข้ามาหาเราแล้วถามเนื้อความนี้ไซร้ แม้เราก็พึง
			<remark  id="s2b24c53l10" />พยากรณ์เนื้อความ เหมือนอย่างที่กชังคลาภิกษุณีพยากรณ์แล้ว และเนื้อความของคำนั้น คือนี้
			<remark  id="s2b24c53l11" />แหละ ท่านทั้งหลายพึงทรงจำเนื้อความไว้อย่างนั้นแหละ ฯ
			<remark  id="s2b24c53l12" />                          จบสูตรที่ ๘
			<remark  id="s2b24c53l13" />                         โกศลสูตรที่ ๑
			<remark  id="s2b24c53l14" />     [๒๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย กาสีและโกศลชนบทมีประมาณเท่าใด แว่นแคว้นของ
			<remark  id="s2b24c53l15" />พระเจ้าปเสนทิโกศลมีประมาณเท่าใด พระเจ้าปเสนทิโกศล ประชาชนกล่าวว่าเป็นผู้เลิศในกาสี
			<remark  id="s2b24c53l16" />และโกศลชนบท และแว่นแคว้นประมาณนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความเป็นอย่างอื่นมีอยู่โดยแท้ 
			<remark  id="s2b24c53l17" />ความแปรปรวนมีอยู่แม้แก่พระเจ้าปเสนทิโกศล ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้ได้สดับเห็นอยู่
			<remark  id="s2b24c53l18" />อย่างนี้ ย่อมหน่ายแม้ในความดำรงอยู่ในสมบัตินั้น เมื่อหน่ายในความดำรงอยู่ในสมบัตินั้น
			<remark  id="s2b24c53l19" />ย่อมคลายกำหนัดในความเลิศแห่งสมบัติ จะป่วยกล่าวไปไยในสิ่งเลวเล่า ฯ
			<remark  id="s2b24c53l20" />     ดูกรภิกษุทั้งหลาย ดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ย่อมหมุนเวียนส่องทิศให้ไพโรจน์อยู่ในที่มี
			<remark  id="s2b24c53l21" />ประมาณเท่าใด โลกธาตุพันหนึ่งมีอยู่ในที่มีประมาณเท่านั้นในโลกธาตุพันหนึ่งนั้นมีดวงจันทร์
			<remark  id="s2b24c53l22" />พันดวง ดวงอาทิตย์พันดวง ขุนเขาสิเนรุหนึ่งพัน ชมพูทวีปพันทวีป อมรโคยานพันทวีป 
			<remark  id="s2b24c53l23" />อุตตรกุรุพันทวีป ปุพพวิเทหะพันทวีป มหาสมุทรสี่พัน เทวโลกชั้นมหาราชสี่พัน ชั้นจาตุ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b24c54" >
		<para id="s2b24c54p">
			<remark  id="s2b24c54l1" />มหาราชิกาหนึ่งพัน ชั้นดาวดึงส์หนึ่งพัน ชั้นยามาหนึ่งพัน ชั้นดุสิตหนึ่งพัน ชั้นนิมมานรดี
			<remark  id="s2b24c54l2" />หนึ่งพันชั้นปรนิมมิตวสวัตดีหนึ่งพัน ชั้นพรหมโลกหนึ่งพัน ดูกรภิกษุทั้งหลาย พันโลกธาตุ
			<remark  id="s2b24c54l3" />มีประมาณเท่าใด ท้าวมหาพรหม โลกกล่าวว่าเป็นเลิศในพันโลกธาตุนั้นดูกรภิกษุทั้งหลาย 
			<remark  id="s2b24c54l4" />ความเป็นอย่างอื่นมีอยู่ ความแปรปรวนก็มีอยู่แม้แก่ท้าวมหาพรหม ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวก
			<remark  id="s2b24c54l5" />ผู้ได้สดับเห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมหน่ายแม้ในพันโลกธาตุนั้น เมื่อหน่ายในพันโลกธาตุนั้น ย่อม
			<remark  id="s2b24c54l6" />คลายกำหนัดในความเป็นผู้เลิศ จะป่วยกล่าวไปไยในสิ่งที่เลวเล่า ฯ
			<remark  id="s2b24c54l7" />     ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมัยที่โลกนี้พินาศมีอยู่ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อโลกพินาศอยู่ สัตว์
			<remark  id="s2b24c54l8" />ทั้งหลายย่อมเป็นไปในพรหมโลก ชั้นอาภัสสรโดยมาก สัตว์เหล่านั้นเป็นผู้สำเร็จแล้วด้วยใจ มี
			<remark  id="s2b24c54l9" />ปีติเป็นภักษา มีแสงสว่างในตัวเอง เที่ยวไปได้ในอากาศ มีปรกติดำรงอยู่ได้ด้วยดี ย่อมดำรง
			<remark  id="s2b24c54l10" />อยู่ในพรหมโลกชั้นอาภัสสรนั้นตลอดกาลยืนยาวนาน ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อโลกพินาศอยู่ 
			<remark  id="s2b24c54l11" />อาภัสสรเทพทั้งหลาย โลกกล่าวว่าเป็นผู้เลิศ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความเป็นอย่างอื่นมีอยู่แท้
			<remark  id="s2b24c54l12" />ความแปรปรวนก็มีแม้แก่อาภัสสรเทพทั้งหลาย ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้ได้สดับเห็นอยู่
			<remark  id="s2b24c54l13" />อย่างนี้ ย่อมหน่ายแม้ในพรหมโลกชั้นอาภัสสรนั้น เมื่อหน่ายในพรหมโลกชั้นอาภัสสรนั้น ย่อม
			<remark  id="s2b24c54l14" />คลายกำหนัดในความเป็นผู้เลิศ จะป่วยกล่าวไปไยในสิ่งที่เลวเล่า ฯ
			<remark  id="s2b24c54l15" />     ดูกรภิกษุทั้งหลาย บ่อเกิดแห่งกสิณ ๑๐ ประการนี้ ๑๐ ประการเป็นไฉนคือ บุคคล
			<remark  id="s2b24c54l16" />ผู้หนึ่ง ย่อมจำปฐวีกสิณในเบื้องบน เบื้องต่ำ เบื้องขวาง ไม่มีสองหาประมาณมิได้ บุคคล
			<remark  id="s2b24c54l17" />ผู้หนึ่งย่อมจำอาโปกสิณ ... บุคคลผู้หนึ่งย่อมจำเตโชกสิณ... บุคคลผู้หนึ่งย่อมจำวาโยกสิณ ... 
			<remark  id="s2b24c54l18" />บุคคลผู้หนึ่งย่อมจำนีลกสิณ ... บุคคลผู้หนึ่งย่อมจำปีตกสิณ ... บุคคลผู้หนึ่งย่อมจำโลหิตกสิณ ...
			<remark  id="s2b24c54l19" />บุคคลผู้หนึ่งย่อมจำโอทาตกสิณ ... บุคคลผู้หนึ่งย่อมจำอากาสกสิณ ... บุคคลผู้หนึ่งย่อมจำวิญญาณ
			<remark  id="s2b24c54l20" />กสิณในเบื้องบน เบื้องต่ำ เบื้องขวาง ไม่มีสอง หาประมาณมิได้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย บ่อเกิด
			<remark  id="s2b24c54l21" />แห่งกสิณ ๑๐ ประการนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรดาบ่อเกิดแห่งกสิณ ๑๐ ประการนี้ วิญญาณ
			<remark  id="s2b24c54l22" />กสิณในเบื้องบน เบื้องต่ำ เบื้องขวางไม่มีสอง หาประมาณมิได้ ที่บุคคลผู้หนึ่งจำได้ เป็นยอด 
			<remark  id="s2b24c54l23" />สัตว์ทั้งหลาย แม้ผู้มีสัญญาอย่างนี้แลมีอยู่ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความเป็นอย่างอื่นมีอยู่แท้ ความ
			<remark  id="s2b24c54l24" />แปรปรวนก็มีอยู่แก่สัตว์ทั้งหลายแม้มีสัญญาอย่างนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้ได้สดับ
			<remark  id="s2b24c54l25" />เห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมหน่ายแม้ในบ่อเกิดแห่งกสิณ เมื่อหน่ายในบ่อเกิดแห่งกสิณนั้น ย่อมคลาย
			<remark  id="s2b24c54l26" />กำหนัดในสิ่งที่เลิศ จะป่วยกล่าวไปไยในสิ่งที่เลวเล่า ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b24c55" >
		<para id="s2b24c55p">
			<remark  id="s2b24c55l1" />     ดูกรภิกษุทั้งหลาย อภิภายตนะ ๘ ประการนี้ ๘ ประการเป็นไฉน คือคนหนึ่งมีรูป
			<remark  id="s2b24c55l2" />สัญญาในภายใน เห็นรูปทั้งหลายในภายนอกเล็กน้อย ทั้งที่มีผิวพรรณดี ทั้งที่มีผิวพรรณทราม 
			<remark  id="s2b24c55l3" />ก็มีสัญญาอย่างนี้ว่า เรารู้เราเห็นย่ำยีรูปเหล่านั้น นี้เป็นอภิภายตนะประการที่ ๑ ฯ
			<remark  id="s2b24c55l4" />     คนหนึ่งมีรูปสัญญาภายใน เห็นรูปทั้งหลายในภายนอกไม่มีประมาณทั้งที่มีผิวพรรณดี 
			<remark  id="s2b24c55l5" />ทั้งที่มีผิวพรรณทราม ก็มีสัญญาอย่างนี้ว่า เรารู้เราเห็นย่ำยีรูปเหล่านั้น นี้เป็นอภิภายตนะ
			<remark  id="s2b24c55l6" />ประการที่ ๒ ฯ
			<remark  id="s2b24c55l7" />     คนหนึ่งมีอรูปสัญญาในภายใน เห็นรูปทั้งหลายในภายนอกเล็กน้อยทั้งที่มีผิวพรรณดี 
			<remark  id="s2b24c55l8" />ทั้งที่มีผิวพรรณทราม ก็มีสัญญาอย่างนี้ว่า เรารู้เราเห็นย่ำยีรูปเหล่านั้น นี้เป็นอภิภายตนะ
			<remark  id="s2b24c55l9" />ประการที่ ๓ ฯ
			<remark  id="s2b24c55l10" />     คนหนึ่งมีอรูปสัญญาในภายใน เห็นรูปทั้งหลายในภายนอกไม่มีประมาณทั้งที่มีผิวพรรณ
			<remark  id="s2b24c55l11" />ดี ทั้งที่มีผิวพรรณทราม ก็มีสัญญาอย่างนี้ว่า เรารู้เราเห็นย่ำยีรูปเหล่านั้น นี้เป็นอภิภายตนะ
			<remark  id="s2b24c55l12" />ประการที่ ๔ ฯ
			<remark  id="s2b24c55l13" />     คนหนึ่งมีอรูปสัญญาในภายใน เห็นรูปในภายนอกเขียว มีสีเขียวรัศมีเขียว แสง
			<remark  id="s2b24c55l14" />สว่างเขียว เปรียบเหมือนดอกผักตบเขียว มีสีเขียว รัศมีเขียวแสงสว่างเขียว ฉันใด หรือ
			<remark  id="s2b24c55l15" />เปรียบเหมือนผ้าเมืองพาราณสี มีเนื้อเกลี้ยงเกลาทั้งสองข้าง เขียว มีสีเขียว รัศมีเขียว แสง
			<remark  id="s2b24c55l16" />สว่างเขียว ฉันใด คนหนึ่งมีอรูปสัญญาในภายใน เห็นรูปทั้งหลายในภายนอกเขียว มีสีเขียว 
			<remark  id="s2b24c55l17" />รัศมีเขียว แสงสว่างเขียว ก็มีสัญญาอย่างนี้ว่า เรารู้เราเห็นย่ำยีรูปเหล่านั้น ฉันนั้น นี้เป็น
			<remark  id="s2b24c55l18" />อภิภายตนะประการที่ ๕ ฯ
			<remark  id="s2b24c55l19" />     คนหนึ่งมีอรูปสัญญาในภายใน เห็นรูปทั้งหลายในภายนอกเหลืองมีสีเหลือง รัศมี
			<remark  id="s2b24c55l20" />เหลือง แสงสว่างเหลือง เปรียบเหมือนดอกกัณณิกาเหลืองมีสีเหลือง มีรัศมีเหลือง แสง
			<remark  id="s2b24c55l21" />สว่างเหลือง ฉันใด หรือเปรียบเหมือนผ้าเมืองพาราณสี มีเนื้อเกลี้ยงเกลาทั้งสองข้าง เหลือง 
			<remark  id="s2b24c55l22" />มีสีเหลือง มีรัศมีเหลือง แสงสว่างเหลือง ฉันใด คนหนึ่งมีอรูปสัญญาในภายใน เห็นรูป
			<remark  id="s2b24c55l23" />ทั้งหลายในภายนอกเหลือง มีสีเหลือง มีรัศมีเหลือง แสงสว่างเหลือง ก็มีสัญญาอย่างนี้ว่า 
			<remark  id="s2b24c55l24" />เรารู้เราเห็นย่ำยีรูปเหล่านั้น ฉันนั้น นี้เป็นอภิภายตนะประการที่ ๖ ฯ
			<remark  id="s2b24c55l25" />     คนหนึ่งมีอรูปสัญญาในภายใน เห็นรูปทั้งหลายในภายนอกแดง มีสีแดงรัศมีแดง 
			<remark  id="s2b24c55l26" />แสงสว่างแดง เปรียบเหมือนดอกเส้งแดง มีสีแดง รัศมีแดงแสงสว่างแดง ฉันใด หรือ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b24c56" >
		<para id="s2b24c56p">
			<remark  id="s2b24c56l1" />เปรียบเหมือนผ้าเมืองพาราณสี มีเนื้อเกลี้ยงเกลาทั้งสองข้าง แดง รัศมีแดง แสงสว่างแดง 
			<remark  id="s2b24c56l2" />ฉันใด คนหนึ่งมีอรูปสัญญาในภายใน เห็นรูปทั้งหลายในภายนอกแดง มีสีแดง มีรัศมีแดง 
			<remark  id="s2b24c56l3" />แสงสว่างแดงก็มีสัญญาอย่างนี้ว่า เรารู้เราเห็นย่ำยีรูปเหล่านั้น ฉันนั้น นี้เป็นอภิภายตนะ
			<remark  id="s2b24c56l4" />ประการที่ ๗ ฯ
			<remark  id="s2b24c56l5" />     คนหนึ่งมีอรูปสัญญาในภายใน เห็นรูปทั้งหลายในภายนอกขาว มีสีขาว  รัศมีขาว 
			<remark  id="s2b24c56l6" />แสงสว่างขาว เปรียบเหมือนดาวประกายพฤกษ์ขาว มีสีขาว มีรัศมีขาว แสงสว่างขาว ฉันใด 
			<remark  id="s2b24c56l7" />หรือเปรียบเหมือนผ้าเมืองพาราณสี มีเนื้อเกลี้ยงเกลาทั้งสองข้าง ขาว มีสีขาว รัศมีขาว แสง
			<remark  id="s2b24c56l8" />สว่างขาว ฉันใด คนหนึ่งมีอรูปสัญญาในภายใน เห็นรูปทั้งหลายในภายนอกขาว มีสีขาว 
			<remark  id="s2b24c56l9" />รัศมีขาว แสงสว่างขาว ก็มีสัญญาอย่างนี้ว่า เรารู้เราเห็นย่ำยีรูปเหล่านั้น ฉันนั้น นี้เป็น
			<remark  id="s2b24c56l10" />อภิภายตนะประการที่ ๘ ดูกรภิกษุทั้งหลาย อภิภายตนะ ๘ ประการนี้แล บรรดาอภิภายตนะ 
			<remark  id="s2b24c56l11" />๘ ประการนี้ อภิภายตนะประการที่ ๘ คือ คนหนึ่งมีอรูปสัญญาในภายในเห็นรูปทั้งหลายใน
			<remark  id="s2b24c56l12" />ภายนอกขาว มีสีขาว มีรัศมีขาว แสงสว่างขาว ก็มีสัญญาอย่างนี้ว่า เรารู้เราเห็นย่ำยีรูปเหล่านั้น 
			<remark  id="s2b24c56l13" />นี้เป็นเลิศ ดูกรภิกษุทั้งหลายสัตว์ทั้งหลายแม้ผู้มีสัญญาอย่างนี้แลมีอยู่ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความ
			<remark  id="s2b24c56l14" />เป็นอย่างอื่นมีอยู่แท้ ความแปรปรวนมีอยู่แก่สัตว์ทั้งหลายแม้มีสัญญาอย่างนี้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย
			<remark  id="s2b24c56l15" />อริยสาวกผู้ได้สดับเห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมหน่ายแม้ในอภิภายตนะนั้น เมื่อหน่ายในอภิภายตนะนั้น 
			<remark  id="s2b24c56l16" />ย่อมคลายกำหนัดในสิ่งที่เลิศ จะป่วยกล่าวไปไยในสิ่งที่เลวเล่า ฯ
			<remark  id="s2b24c56l17" />     ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปฏิปทา ๔ ประการนี้ ๔ ประการเป็นไฉน คือ ปฏิบัติลำบากทั้ง
			<remark  id="s2b24c56l18" />รู้ได้ช้า ๑ ปฏิบัติลำบากแต่รู้ได้เร็ว ๑ ปฏิบัติสะดวกแต่รู้ได้ช้า ๑ ปฏิบัติสะดวกทั้งรู้ได้เร็ว ๑
			<remark  id="s2b24c56l19" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปฏิปทา ๔ ประการนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลายบรรดาปฏิปทา ๔ ประการนี้ 
			<remark  id="s2b24c56l20" />ปฏิบัติสะดวกทั้งรู้ได้เร็วเป็นเลิศ ดูกรภิกษุทั้งหลายสัตว์ทั้งหลายแม้ผู้ปฏิบัติอย่างนี้แลมีอยู่ 
			<remark  id="s2b24c56l21" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความเป็นอย่างอื่นมีอยู่แท้ ความแปรปรวนมีอยู่แก่สัตว์ทั้งหลายแม้ปฏิบัติ
			<remark  id="s2b24c56l22" />อย่างนี้ ดูกรภิกษุทั้งหลายอริยสาวกผู้ได้สดับเห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมหน่ายแม้ในปฏิปทานั้น เมื่อ
			<remark  id="s2b24c56l23" />หน่ายในปฏิปทานั้น ย่อมคลายกำหนัดในสิ่งที่เลิศ จะป่วยกล่าวไปไยในสิ่งที่เลวเล่า ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b24c57" >
		<para id="s2b24c57p">
			<remark  id="s2b24c57l1" />     ดูกรภิกษุทั้งหลาย สัญญา ๔ ประการนี้ ๔ ประการเป็นไฉน คือคนหนึ่งย่อมจำ
			<remark  id="s2b24c57l2" />ปริตตารมณ์  คนหนึ่งย่อมจำมหัคคตารมณ์  คนหนึ่งย่อมจำอัปปมาณารมณ์  คนหนึ่งย่อมจำ
			<remark  id="s2b24c57l3" />อากิญจัญญายตนะ  ว่า หน่อยหนึ่งไม่มีดังนี้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย สัญญา ๔ ประการ
			<remark  id="s2b24c57l4" />นี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรดาสัญญา ๔ ประการนี้ อากิญจัญญายตนะที่คนหนึ่งจำได้ว่า 
			<remark  id="s2b24c57l5" />หน่อยหนึ่งไม่มี ดังนี้เป็นเลิศ ดูกรภิกษุทั้งหลาย สัตว์ทั้งหลายแม้ผู้มีสัญญาอย่างนี้แลมีอยู่ 
			<remark  id="s2b24c57l6" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความเป็นอย่างอื่นมีอยู่แท้ ความแปรปรวนมีอยู่แก่สัตว์ทั้งหลายแม้ผู้มีสัญญา
			<remark  id="s2b24c57l7" />อย่างนี้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้ได้สดับเห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมหน่ายแม้ในสัญญานั้น 
			<remark  id="s2b24c57l8" />เมื่อหน่ายในสัญญานั้น ย่อมคลายกำหนัดในสิ่งที่เลิศ จะป่วยกล่าวไปไยในสิ่งที่เลวเล่า ฯ
			<remark  id="s2b24c57l9" />     ดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรดาทิฐินอกศาสนา ทิฐิว่า ถ้าเราจักไม่ได้มีแล้วไซร้ อัตภาพนี้
			<remark  id="s2b24c57l10" />ไม่พึงมีแก่เรา ถ้าเราจักไม่มีไซร้ ความห่วงในอะไรจักไม่มีแก่เราดังนี้ เป็นเลิศ ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
			<remark  id="s2b24c57l11" />ผู้มีทิฐิอย่างนี้พึงหวังข้อนี้ได้ว่า ความที่ใจไม่ชอบในภพจักไม่มีแก่เขา และความที่ใจชอบใน
			<remark  id="s2b24c57l12" />ความดับภพจักไม่มีแก่เขา ดูกรภิกษุทั้งหลาย สัตว์ทั้งหลายผู้มีทิฐิอย่างนี้แลมีอยู่ ดูกรภิกษุ
			<remark  id="s2b24c57l13" />ทั้งหลาย ความเป็นอย่างอื่นมีอยู่แท้ ความแปรปรวนมีอยู่แม้แก่สัตว์ทั้งหลายผู้มีทิฐิอย่างนี้ 
			<remark  id="s2b24c57l14" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้ได้สดับเห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมหน่ายแม้ในทิฐินั้น เมื่อหน่ายใน
			<remark  id="s2b24c57l15" />ทิฐินั้น ย่อมคลายกำหนัดในสิ่งที่เลิศ จะป่วยกล่าวไปไยในสิ่งที่เลวเล่า ฯ
			<remark  id="s2b24c57l16" />     ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมณพราหมณ์พวกหนึ่งย่อมบัญญัติความหมดจดในสัตว์ผู้สูงสุดมีอยู่ 
			<remark  id="s2b24c57l17" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย ผู้ที่ก้าวล่วงอากิญจัญญายตนะโดยประการทั้งปวงเข้าถึงเนวสัญญานา
			<remark  id="s2b24c57l18" />สัญญายตนะอยู่นั้นเลิศกว่าบรรดาสมณพราหมณ์ผู้บัญญัติความหมดจดในสัตว์ผู้สูงสุด สมณ
			<remark  id="s2b24c57l19" />พราหมณ์เหล่านั้น รู้ยิ่งแล้วซึ่งเนวสัญญานาสัญญายตนะนั้น ย่อมแสดงธรรมเพื่อทำให้แจ้งซึ่ง
			<remark  id="s2b24c57l20" />เนวสัญญานาสัญญายตนะนั้นดูกรภิกษุทั้งหลาย สัตว์ทั้งหลายแม้ผู้มีวาทะอย่างนี้แลมีอยู่ ความ
			<remark  id="s2b24c57l21" />เป็นอย่างอื่นมีอยู่แท้  ความแปรปรวนมีอยู่แม้แก่สัตว์ทั้งหลายผู้มีวาทะอย่างนี้  ดูกรภิกษุทั้งหลาย
			<remark  id="s2b24c57l22" />อริยสาวกผู้ได้สดับเห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมหน่ายแม้ในเนวสัญญานาสัญญายตนะนั้น เมื่อหน่ายย่อม
			<remark  id="s2b24c57l23" />คลายกำหนัดในสิ่งที่เลิศ จะป่วยกล่าวไปไยในสิ่งที่เลวเล่า ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b24c58" >
		<para id="s2b24c58p">
			<remark  id="s2b24c58l1" />     ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมณพราหมณ์พวกหนึ่งบัญญัตินิพพานอันยวดยิ่งในปัจจุบันมีอยู่ 
			<remark  id="s2b24c58l2" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความหลุดพ้นเพราะไม่ถือมั่น เพราะรู้ความเกิดความดับ คุณ โทษ และ
			<remark  id="s2b24c58l3" />อุบายเครื่องสลัดออกแห่งผัสสายตนะ ๖ ประการ เลิศกว่าการบัญญัตินิพพานอันยอดยิ่งในปัจจุบัน
			<remark  id="s2b24c58l4" />แห่งสมณพราหมณ์ ดูกรภิกษุทั้งหลายสมณพราหมณ์พวกหนึ่งย่อมกล่าวตู่เราผู้มีวาทะอย่างนี้ 
			<remark  id="s2b24c58l5" />ผู้กล่าวอย่างนี้ด้วยคำไม่จริงด้วยคำเปล่า ด้วยคำเท็จ ด้วยคำไม่เป็นจริงว่า พระสมณโคดม
			<remark  id="s2b24c58l6" />ไม่บัญญัติความกำหนดรู้กามทั้งหลาย ไม่บัญญัติความกำหนดรู้รูปทั้งหลาย ไม่บัญญัติความกำหนดรู้
			<remark  id="s2b24c58l7" />เวทนาทั้งหลาย ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมบัญญัติความกำหนดรู้กามทั้งหลายด้วย ย่อมบัญญัติ
			<remark  id="s2b24c58l8" />ความกำหนดรู้รูปทั้งหลายด้วย ย่อมบัญญัติความกำหนดรู้เวทนาทั้งหลายด้วย เราเป็นผู้หายหิวแล้ว 
			<remark  id="s2b24c58l9" />ดับแล้ว เย็นแล้ว ย่อมบัญญัติอนุปาทาปรินิพพานในปัจจุบัน ฯ
			<remark  id="s2b24c58l10" />                          จบสูตรที่ ๙
			<remark  id="s2b24c58l11" />                         โกศลสูตรที่ ๒
			<remark  id="s2b24c58l12" />     [๓๐] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของท่าน
			<remark  id="s2b24c58l13" />อนาถบิณฑิกเศรษฐี ใกล้พระนครสาวัตถี ก็โดยสมัยนั้นแล พระเจ้าปเสนทิโกศลเสด็จกลับจาก
			<remark  id="s2b24c58l14" />การรบชนะสงครามมาแล้ว มีพระราชประสงค์อันได้แล้ว ครั้งนั้นแล พระเจ้าปเสนทิโกศล
			<remark  id="s2b24c58l15" />ได้เสด็จไปยังอาราม เสด็จไปโดยพระราชยานเท่าที่ยานจะไปได้ เสด็จลงจากยานแล้ว เสด็จไป
			<remark  id="s2b24c58l16" />ด้วยพระบาทเข้าไปสู่อาราม ฯ
			<remark  id="s2b24c58l17" />     ก็โดยสมัยนั้น ภิกษุมากรูปเดินจงกรมอยู่ในที่แจ้ง ครั้งนั้นแล พระเจ้าปเสนทิโกศล
			<remark  id="s2b24c58l18" />ได้เสด็จเข้าไปหาภิกษุเหล่านั้นแล้วได้ตรัสถามว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญบัดนี้ พระผู้มีพระภาคอรหันต
			<remark  id="s2b24c58l19" />สัมมาสัมพุทธเจ้าประทับอยู่ในที่ไหนหนอ ด้วยว่าดิฉันประสงค์จะเฝ้าพระผู้มีพระภาคอรหันต
			<remark  id="s2b24c58l20" />สัมมาสัมพุทธเจ้า ภิกษุเหล่านั้นทูลว่าขอถวายพระพร ขอมหาบพิตรจงเงียบเสียงเสด็จเข้าไปยัง
			<remark  id="s2b24c58l21" />พระวิหารซึ่งมีประตูปิดนั่นแล้ว ไม่รีบด่วน เสด็จเข้าไปยังระเบียงทรงกระแอม ทรงเคาะอกเลา
			<remark  id="s2b24c58l22" />ประตูเถิด พระผู้มีพระภาคจักทรงเปิดประตูรับ ขอถวายพระพร ครั้งนั้นแล พระเจ้าปเสนทิโกศล
		</para>
	</section>
	<section id="s2b24c59" >
		<para id="s2b24c59p">
			<remark  id="s2b24c59l1" />ทรงเงียบเสียง เสด็จเข้าไปยังวิหารที่มีประตูปิดนั้น ครั้นแล้วมิได้ทรงรีบด่วน เสด็จเข้าไปยัง
			<remark  id="s2b24c59l2" />ระเบียงแล้ว ทรงกระแอม ทรงเคาะอกเลาประตูพระผู้มีพระภาคทรงเปิดประตูรับ ครั้งนั้นแล 
			<remark  id="s2b24c59l3" />พระเจ้าปเสนทิโกศลเสด็จเข้าไปสู่วิหาร ซบพระเศียรลงที่พระบาททั้งคู่ของพระผู้มีพระภาคทรง
			<remark  id="s2b24c59l4" />จุ๊บพระบาททั้งสองของพระผู้มีพระภาคด้วยพระโอฐ ทรงนวดด้วยพระหัตถ์ทั้งสอง และทรง
			<remark  id="s2b24c59l5" />ประกาศพระนามว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หม่อมฉันคือพระเจ้าปเสนทิโกศล หม่อมฉันคือ
			<remark  id="s2b24c59l6" />พระเจ้าปเสนทิโกศล ฯ
			<remark  id="s2b24c59l7" />     พระผู้มีพระภาคตรัสถามว่า ดูกรมหาบพิตร มหาบพิตรทรงเห็นอำนาจประโยชน์อะไรเล่า
			<remark  id="s2b24c59l8" />จึงทรงทำความนบนอบอย่างยิ่ง มอบถวายความนับถืออันประกอบด้วยเมตตาเห็นปานนี้ ใน
			<remark  id="s2b24c59l9" />สรีระนี้ ฯ
			<remark  id="s2b24c59l10" />     พระเจ้าปเสนทิโกศลกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หม่อมฉันเห็นความกตัญญูกตเวที 
			<remark  id="s2b24c59l11" />จึงทำความนบนอบอย่างยิ่ง ถวายความนับถืออันประกอบด้วยเมตตาเห็นปานนี้ ในพระผู้มีพระภาค 
			<remark  id="s2b24c59l12" />เพราะพระผู้มีพระภาคทรงปฏิบัติเพื่อประโยชน์แก่ชนหมู่มาก เพื่อความสุขแก่ชนหมู่มาก เพื่อ
			<remark  id="s2b24c59l13" />เกื้อกูลแก่ชนหมู่มากทรงยังชนหมู่มากให้ดำรงอยู่ในอริยญายธรรม คือ ความเป็นผู้มีกัลยาณธรรม 
			<remark  id="s2b24c59l14" />ความเป็นผู้มีกุศลธรรม ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หม่อมฉันเห็นอำนาจประโยชน์แม้นี้แลจึงทำความ
			<remark  id="s2b24c59l15" />นอบน้อมอย่างยิ่ง ถวายความนับถืออันประกอบด้วยเมตตาเห็นปานนี้ในพระผู้มีพระภาค ฯ
			<remark  id="s2b24c59l16" />     อีกประการหนึ่ง พระผู้มีพระภาคทรงเป็นผู้มีศีล มีศีลอันเจริญ มีศีลอันประเสริฐ 
			<remark  id="s2b24c59l17" />มีศีลเป็นกุศล ทรงเป็นผู้ประกอบแล้วด้วยกุศลศีล ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หม่อมฉันเห็นอำนาจ
			<remark  id="s2b24c59l18" />ประโยชน์แม้นี้แล จึงทำความนอบน้อมอย่างยิ่งถวายความนับถืออันประกอบด้วยเมตตาเห็น
			<remark  id="s2b24c59l19" />ปานนี้ ในพระผู้มีพระภาค ฯ
			<remark  id="s2b24c59l20" />     อีกประการหนึ่ง พระผู้มีพระภาคทรงถือการอยู่ป่าเป็นวัตร ทรงเสพเสนาสนะอันสงัด
			<remark  id="s2b24c59l21" />ซึ่งตั้งอยู่แนวป่า ตลอดกาลนาน ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หม่อมฉันเห็นอำนาจประโยชน์แม้นี้แล 
			<remark  id="s2b24c59l22" />จึงทำความนอบน้อมอย่างยิ่ง ถวายความนับถืออันประกอบด้วยเมตตาเห็นปานนี้ ในพระผู้มี
			<remark  id="s2b24c59l23" />พระภาค ฯ
			<remark  id="s2b24c59l24" />     อีกประการหนึ่ง พระผู้มีพระภาคทรงสันโดษด้วยจีวร บิณฑบาตเสนาสนะและเภสัช
			<remark  id="s2b24c59l25" />บริขารอันเป็นปัจจัยแก่คนไข้ ตามมีตามได้ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญหม่อมฉันเห็นอำนาจประโยชน์
		</para>
	</section>
	<section id="s2b24c60" >
		<para id="s2b24c60p">
			<remark  id="s2b24c60l1" />แม้นี้แล จึงทำความนอบน้อมอย่างยิ่ง ถวายความนับถืออันประกอบด้วยเมตตาเห็นปานนี้ ใน
			<remark  id="s2b24c60l2" />พระผู้มีพระภาค ฯ
			<remark  id="s2b24c60l3" />     อีกประการหนึ่ง พระผู้มีพระภาคทรงเป็นผู้ควรของคำนับ เป็นผู้ควรของต้อนรับ เป็น
			<remark  id="s2b24c60l4" />ผู้ควรของทำบุญ เป็นผู้ควรทำอัญชลี ทรงเป็นนาบุญของโลก ไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า ข้าแต่
			<remark  id="s2b24c60l5" />พระองค์ผู้เจริญ หม่อมฉันเห็นอำนาจประโยชน์แม้นี้แลจึงทำความนอบน้อมอย่างยิ่ง ถวาย
			<remark  id="s2b24c60l6" />ความนับถืออันประกอบด้วยเมตตาเห็นปานนี้ในพระผู้มีพระภาค ฯ
			<remark  id="s2b24c60l7" />     อีกประการหนึ่ง พระผู้มีพระภาคทรงเป็นผู้ได้ตามความปรารถนา ได้โดยไม่ยาก ไม่ลำบาก 
			<remark  id="s2b24c60l8" />ซึ่งกถาเป็นเครื่องขัดเกลาอย่างยิ่ง เป็นที่สบายแห่งการเที่ยวไปแห่งจิต คือ อัปปิจฉกถา สันตุฏฐิ
			<remark  id="s2b24c60l9" />กถา ปวิเวกกถา อสังสัคคกถา วิริยารัมภกถาสีลกถา สมาธิกถา ปัญญากถา วิมุตติญาณ
			<remark  id="s2b24c60l10" />ทัสสนกถา ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญหม่อมฉันเห็นอำนาจประโยชน์แม้นี้แล จึงทำความนอบน้อม
			<remark  id="s2b24c60l11" />อย่างยิ่ง ถวายความนับถืออันประกอบด้วยเมตตาเห็นปานนี้ ในพระผู้มีพระภาค ฯ
			<remark  id="s2b24c60l12" />     อีกประการหนึ่ง พระผู้มีพระภาคทรงเป็นผู้ได้ตามความปรารถนา ได้โดยไม่ยาก ไม่ลำบาก 
			<remark  id="s2b24c60l13" />ซึ่งฌาน ๔ อันมีในจิตยิ่ง เป็นเครื่องอยู่เป็นสุขในปัจจุบันข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หม่อมฉันเห็น
			<remark  id="s2b24c60l14" />อำนาจประโยชน์แม้นี้แล จึงทำความนอบน้อมอย่างยิ่ง ถวายความนับถืออันประกอบด้วยเมตตา
			<remark  id="s2b24c60l15" />เห็นปานนี้ ในพระผู้มีพระภาค ฯ
			<remark  id="s2b24c60l16" />     อีกประการหนึ่ง พระผู้มีพระภาคทรงระลึกชาติก่อนได้เป็นอันมาก คือชาติหนึ่งบ้าง 
			<remark  id="s2b24c60l17" />สองชาติบ้าง สามชาติบ้าง สี่ชาติบ้าง ห้าชาติบ้าง สิบชาติบ้างยี่สิบชาติบ้าง สามสิบชาติบ้าง 
			<remark  id="s2b24c60l18" />สี่สิบชาติบ้าง ห้าสิบชาติบ้าง ร้อยชาติบ้างพันชาติบ้าง แสนชาติบ้าง ตลอดสังวัฏฏกัป
			<remark  id="s2b24c60l19" />เป็นอันมากบ้าง ตลอดวิวัฏฏกัปเป็นอันมากบ้าง ตลอดสังวัฏฏวิวัฏฏกัปเป็นอันมากบ้างว่า 
			<remark  id="s2b24c60l20" />ในภพโน้น เรามีชื่ออย่างนี้มีโคตรอย่างนี้ มีผิวพรรณอย่างนี้ มีอาหารอย่างนี้ เสวยสุข เสวยทุกข์
			<remark  id="s2b24c60l21" />อย่างนี้มีกำหนดอายุเพียงเท่านี้ ครั้นจุติจากภพนั้นแล้ว ได้ไปเกิดในภพโน้น แม้ในภพนั้น 
			<remark  id="s2b24c60l22" />เราก็เป็นผู้มีชื่อย่างนี้ มีโคตรอย่างนี้ มีผิวพรรณอย่างนี้ มีอาหารอย่างนี้เสวยสุขเสวยทุกข์
			<remark  id="s2b24c60l23" />อย่างนี้ มีกำหนดอายุเพียงเท่านี้ ครั้นจุติจากภพนั้นแล้ว ได้มาเกิดในภพนี้ ทรงระลึกชาติก่อน
			<remark  id="s2b24c60l24" />ได้เป็นอันมาก พร้อมทั้งอาการ พร้อมทั้งอุเทศด้วยประการฉะนี้ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ 
			<remark  id="s2b24c60l25" />หม่อมฉันเห็นอำนาจประโยชน์แม้นี้แลจึงทำความนอบน้อมอย่างยิ่ง ถวายความนับถืออันประกอบ
			<remark  id="s2b24c60l26" />ด้วยเมตตาเห็นปานนี้ในพระผู้มีพระภาค ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b24c61" >
		<para id="s2b24c61p">
			<remark  id="s2b24c61l1" />     อีกประการหนึ่ง พระผู้มีพระภาคย่อมทรงเห็นหมู่สัตว์ผู้กำลังจุติ กำลังอุปบัติ เลว 
			<remark  id="s2b24c61l2" />ประณีต มีผิวพรรณดี มีผิวพรรณทราม ได้ดี ตกยาก ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ล่วงจักษุมนุษย์ 
			<remark  id="s2b24c61l3" />ย่อมทรงรู้ชัดซึ่งหมู่สัตว์ผู้เป็นไปตามกรรมว่า สัตว์เหล่านี้ประกอบด้วยกายทุจริต วจีทุจริต 
			<remark  id="s2b24c61l4" />มโนทุจริต ติเตียนพระอริยะเจ้า เป็นมิจฉาทิฐิ ยึดถือการกระทำด้วยอำนาจมิจฉาทิฐิ เมื่อตายไป 
			<remark  id="s2b24c61l5" />ย่อมเข้าถึงอบายทุคติ วินิบาต นรก ส่วนสัตว์เหล่านี้ประกอบด้วยกายสุจริต วจีสุจริต 
			<remark  id="s2b24c61l6" />มโนสุจริต ไม่ติเตียนพระอริยะเจ้า เป็นสัมมาทิฐิ ยึดถือการกระทำด้วยอำนาจสัมมาทิฐิ
			<remark  id="s2b24c61l7" />เมื่อตายไป ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ย่อมทรงเห็นหมู่สัตว์ผู้กำลังจุติ กำลังอุปบัติ   เลว 
			<remark  id="s2b24c61l8" />ประณีต มีผิวพรรณดี มีผิวพรรณทราม ได้ดี ตกยาก ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ล่วงจักษุมนุษย์ 
			<remark  id="s2b24c61l9" />ย่อมทรงรู้ชัดซึ่งหมู่สัตว์ผู้เป็นไปตามกรรมด้วยประการฉะนี้ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์เห็น
			<remark  id="s2b24c61l10" />อำนาจประโยชน์แม้นี้แล จึงทำความนอบน้อมอย่างยิ่ง ถวายความนับถืออันประกอบด้วยเมตตา
			<remark  id="s2b24c61l11" />เห็นปานนี้ ในพระผู้มีพระภาค ฯ
			<remark  id="s2b24c61l12" />     อีกประการหนึ่ง พระผู้มีพระภาคทรงทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติอันหาอาสวะมิได้ 
			<remark  id="s2b24c61l13" />เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไป ด้วยพระปัญญาอันยิ่งเองในปัจจุบันเข้าถึงอยู่ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
			<remark  id="s2b24c61l14" />ข้าพระองค์เห็นอำนาจประโยชน์แม้นี้แล จึงทำความนอบน้อมอย่างยิ่ง ถวายความนับถืออัน
			<remark  id="s2b24c61l15" />ประกอบด้วยเมตตาเห็นปานนี้ ในพระผู้มีพระภาค ฯ
			<remark  id="s2b24c61l16" />     ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หม่อมฉันเป็นผู้มีกิจมาก มีกรณียะมากขอถวายบังคมลาไป ณ 
			<remark  id="s2b24c61l17" />บัดนี้ พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรมหาบพิตร ขอมหาบพิตรทรงสำคัญกาลอันควรในบัดนี้เถิด 
			<remark  id="s2b24c61l18" />ครั้งนั้นแล พระเจ้าปเสนทิโกสลเสด็จลุกขึ้นจากอาสน์ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาค ทรงทำ
			<remark  id="s2b24c61l19" />ประทักษิณแล้ว เสด็จกลับไป ฯ
			<remark  id="s2b24c61l20" />                         จบสูตรที่ ๑๐
			<remark  id="s2b24c61l21" />                        จบมหาวรรคที่ ๓
		</para>
	</section>
	<section id="s2b24c62" >
		<para id="s2b24c62p">
			<remark  id="s2b24c62l1" />                   รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
			<remark  id="s2b24c62l2" />     	๑. สีหสูตร 				๒. อธิมุตติสูตร 
			<remark  id="s2b24c62l3" />     	๓. กายสูตร 				๔. จุนทสูตร 
			<remark  id="s2b24c62l4" />     	๕. กสิณสูตร 				๖. กาลีสูตร 
			<remark  id="s2b24c62l5" />     	๗. มหาปัญหาสูตรที่ ๑ 	๘. มหาปัญหาสูตรที่ ๒
			<remark  id="s2b24c62l6" />     	๙. โกศลสูตรที่ ๑ 			๑๐. โกศลสูตรที่ ๒ ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b24c63" >
		<para id="s2b24c63p">
			<remark  id="s2b24c63l1" />                        อุปาลิวรรคที่ ๔
			<remark  id="s2b24c63l2" />                         อุปาลิสูตรที่ ๑
			<remark  id="s2b24c63l3" />     [๓๑] ... ครั้งนั้นแล ท่านพระอุบาลีได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคม
			<remark  id="s2b24c63l4" />พระผู้มีพระภาคแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่
			<remark  id="s2b24c63l5" />พระองค์ผู้เจริญ พระตถาคตทรงอาศัยอำนาจประโยชน์เท่าไรหนอแล จึงทรงบัญญัติสิกขาบท 
			<remark  id="s2b24c63l6" />ทรงแสดงปาติโมกข์แก่สาวกทั้งหลาย ฯ
			<remark  id="s2b24c63l7" />     พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ดูกรอุบาลี ตถาคตอาศัยอำนาจประโยชน์๑๐ ประการแล จึง
			<remark  id="s2b24c63l8" />บัญญัติสิกขาบท แสดงปาติโมกข์แก่สาวกทั้งหลาย ๑๐ ประการเป็นไฉน คือ เพื่อความตั้งอยู่
			<remark  id="s2b24c63l9" />ด้วยดีแห่งสงฆ์ ๑ เพื่อความอยู่สำราญแห่งสงฆ์ ๑เพื่อข่มบุคคลผู้เก้อยาก ๑ เพื่อการอยู่สำราญ
			<remark  id="s2b24c63l10" />แห่งภิกษุทั้งหลายผู้มีศีลเป็นที่รัก ๑เพื่อป้องกันอาสวะทั้งหลายอันเป็นไปในปัจจุบัน ๑ เพื่อ
			<remark  id="s2b24c63l11" />กำจัดอาสวะทั้งหลายอันเป็นไปในสัมปรายภพ ๑ เพื่อความเลื่อมใสแห่งบุคคลทั้งหลายผู้ยังไม่
			<remark  id="s2b24c63l12" />เลื่อมใส ๑เพื่อความเจริญยิ่งแห่งความเลื่อมใสของบุคคลทั้งหลายผู้เลื่อมใสแล้ว ๑ เพื่อความ
			<remark  id="s2b24c63l13" />ตั้งมั่นแห่งสัทธรรม ๑ เพื่ออนุเคราะห์วินัย ๑ ดูกรอุบาลี ตถาคตอาศัยอำนาจประโยชน์ ๑๐ 
			<remark  id="s2b24c63l14" />ประการนี้แล จึงบัญญัติสิกขาบท แสดงปาติโมกข์แก่สาวกทั้งหลาย ฯ
			<remark  id="s2b24c63l15" />                          จบสูตรที่ ๑
			<remark  id="s2b24c63l16" />                         อุปาลิสูตรที่ ๒
			<remark  id="s2b24c63l17" />     อุ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ การหยุดสวดปาติโมกข์มีกี่ประการ พระเจ้าข้า ฯ
			<remark  id="s2b24c63l18" />     พ. ดูกรอุบาลี การหยุดสวดปาติโมกข์มี ๑๐ ประการ ๑๐ ประการเป็นไฉน คือ 
			<remark  id="s2b24c63l19" />ภิกษุผู้ต้องปาราชิกนั่งอยู่ในบริษัทนั้น ๑ กถาปรารภปาราชิกเป็นเรื่องยังทำค้างอยู่ ๑ อนุปสัมบัน
		</para>
	</section>
	<section id="s2b24c64" >
		<para id="s2b24c64p">
			<remark  id="s2b24c64l1" />นั่งอยู่ในบริษัทนั้น ๑ กถาปรารภอนุปสัมบันเป็นเรื่องยังทำค้างอยู่ ๑ ผู้บอกลาสิกขานั่งอยู่ใน
			<remark  id="s2b24c64l2" />บริษัทนั้น ๑ กถาปรารภผู้บอกลาสิกขาเป็น เรื่องยังทำค้างอยู่ ๑ บัณเฑาะก์นั่งอยู่ในบริษัทนั้น ๑ 
			<remark  id="s2b24c64l3" />กถาปรารภบัณเฑาะก์เป็นเรื่องยังทำค้างอยู่ ๑ ผู้ประทุษร้ายนางภิกษุณีนั่งอยู่ในบริษัทนั้น ๑ 
			<remark  id="s2b24c64l4" />กถาปรารภผู้ประทุษร้ายนางภิกษุณีเป็นเรื่องยังทำค้างอยู่ ๑ ดูกรอุบาลี การหยุดสวดปาติโมกข์มี 
			<remark  id="s2b24c64l5" />๑๐ ประการนี้แล ฯ
			<remark  id="s2b24c64l6" />                          จบสูตรที่ ๒
			<remark  id="s2b24c64l7" />                          อุพพาหสูตร
			<remark  id="s2b24c64l8" />     [๓๒] อุ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภิกษุประกอบด้วยธรรมเท่าไรหนอแลสงฆ์พึงสมมติ
			<remark  id="s2b24c64l9" />เพื่อให้เป็นผู้รื้อฟื้นอธิกรณ์ ฯ
			<remark  id="s2b24c64l10" />     พ. ดูกรอุบาลี ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๑๐ ประการแล สงฆ์พึงสมมติเพื่อให้เป็นผู้
			<remark  id="s2b24c64l11" />รื้อฟื้นอธิกรณ์ ๑๐ ประการเป็นไฉน คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีศีล สำรวมแล้วใน
			<remark  id="s2b24c64l12" />ปาติโมกขสังวร ถึงพร้อมด้วยอาจาระและโคจร มีปรกติเห็นภัยในโทษทั้งหลายอันมีประมาณน้อย 
			<remark  id="s2b24c64l13" />สมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบททั้งหลาย ๑เป็นพหูสูต ทรงสุตะ สั่งสมสุตะ เป็นผู้สดับมาก 
			<remark  id="s2b24c64l14" />ทรงไว้ คล่องปาก ขึ้นใจแทงตลอดด้วยดีด้วยทิฐิ ซึ่งธรรมอันงามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง 
			<remark  id="s2b24c64l15" />งามในที่สุดประกาศพรหมจรรย์ พร้อมทั้งอรรถ พร้อมทั้งพยัญชนะ บริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิง ๑
			<remark  id="s2b24c64l16" />ปาติโมกข์ทั้ง ๒ เป็นอุเทศอันภิกษุนั้นจำดีแล้ว จำแนกดีแล้ว กล่าวดีแล้ว โดยพิสดาร วินิจฉัย
			<remark  id="s2b24c64l17" />ดีแล้วโดยสูตรโดยอนุพยัญชนะ ๑ อนึ่ง ภิกษุนั้นเป็นผู้เคร่งครัดในวินัยไม่ง่อนแง่น ๑ เป็น
			<remark  id="s2b24c64l18" />ผู้สามารถเพื่ออันยังคู่ความทั้ง ๒ ฝ่ายให้ยินยอม ให้ตรวจดู ให้เห็นเหตุผล ให้เลื่อมใสได้ ๑ เป็น
			<remark  id="s2b24c64l19" />ผู้ฉลาดในการยังอธิกรณ์อันเกิดขึ้นให้ระงับ ๑ รู้อธิกรณ์ ๑ รู้เหตุเป็นที่เกิดขึ้นแห่งอธิกรณ์ ๑ รู้
			<remark  id="s2b24c64l20" />ความดับแห่งอธิกรณ์ ๑รู้ทางปฏิบัติเป็นเครื่องถึงความดับอธิกรณ์ ๑ ดูกรอุบาลี ภิกษุผู้ประกอบ
			<remark  id="s2b24c64l21" />ด้วยธรรม๑๐ ประการนี้แล สงฆ์พึงสมมติเพื่อให้เป็นผู้รื้อฟื้นอธิกรณ์ ฯ
			<remark  id="s2b24c64l22" />                          จบสูตรที่ ๓
		</para>
	</section>
	<section id="s2b24c65" >
		<para id="s2b24c65p">
			<remark  id="s2b24c65l1" />                         อุปสัมปทาสูตร
			<remark  id="s2b24c65l2" />    	[๓๓] อุ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรมเท่าไรหนอแลพึงให้กุลบุตร
			<remark  id="s2b24c65l3" />อุปสมบท ฯ
			<remark  id="s2b24c65l4" />     พ. ดูกรอุบาลี ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๑๐ ประการแล พึงให้กุลบุตรอุปสมบท 
			<remark  id="s2b24c65l5" />๑๐ ประการเป็นไฉน คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีศีล สำรวมในปาติโมกขสังวร ถึงพร้อม
			<remark  id="s2b24c65l6" />ด้วยอาจาระและโคจร มีปรกติเห็นภัยในโทษอันมีประมาณน้อย สมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบท
			<remark  id="s2b24c65l7" />ทั้งหลาย ๑ เป็นพหูสูต ทรงสุต  สั่งสมสุตะ เป็นผู้สดับมาก ทรงไว้ คล่องปาก ขึ้นใจ 
			<remark  id="s2b24c65l8" />แทงตลอดด้วยดีด้วยทิฐิซึ่งธรรมอันงามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด ประกาศ
			<remark  id="s2b24c65l9" />พรหมจรรย์พร้อมทั้งอรรถ พร้อมทั้งพยัญชนะ บริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิง ๑ ปาติโมกข์เป็นอุเทศ
			<remark  id="s2b24c65l10" />อันภิกษุนั้นจำดีแล้ว จำแนกดีแล้ว ให้เป็นไปดีแล้ว โดยพิสดาร วินิจฉัยดีแล้วโดยสูตรโดย
			<remark  id="s2b24c65l11" />อนุพยัญชนะ ๑ ภิกษุนั้นเป็นผู้สามารถเพื่ออุปัฏฐากเองหรือเพื่อให้ผู้อื่นอุปัฏฐากซึ่งสัทธิวิหาริก
			<remark  id="s2b24c65l12" />ผู้เป็นไข้ ๑ เป็นผู้สามารถเพื่อระงับเองหรือให้ผู้อื่นระงับความไม่ยินดียิ่ง (ของสัทธิวิหาริก) ๑ 
			<remark  id="s2b24c65l13" />เป็นผู้สามารถเพื่อบรรเทาความรำคาญอันเกิดขึ้นแล้วได้โดยธรรม ๑ เป็นผู้สามารถเพื่อเปลื้อง
			<remark  id="s2b24c65l14" />ความเห็นผิดอันเกิดขึ้นแล้วโดยธรรม ๑ เป็นผู้สามารถเพื่อให้สมาทานในอธิศีล ๑ เป็นผู้สามารถ
			<remark  id="s2b24c65l15" />เพื่อให้สมาทานในอธิจิต ๑ เป็นผู้สามารถเพื่อให้สมาทานในอธิปัญญา ๑ ดูกรอุบาลีภิกษุผู้
			<remark  id="s2b24c65l16" />ประกอบด้วยธรรม ๑๐ ประการนี้แล พึงให้กุลบุตรอุปสมบท ฯ
			<remark  id="s2b24c65l17" />                          จบสูตรที่ ๔
			<remark  id="s2b24c65l18" />                          นิสสยสูตร
			<remark  id="s2b24c65l19" />     [๓๔] อุ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรมเท่าไรหนอแล   พึงให้
			<remark  id="s2b24c65l20" />นิสัย ฯลฯ
			<remark  id="s2b24c65l21" />                          จบสูตรที่ ๕
		</para>
	</section>
	<section id="s2b24c66" >
		<para id="s2b24c66p">
			<remark  id="s2b24c66l1" />                         สามเณรสูตร
			<remark  id="s2b24c66l2" />     อุ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรมเท่าไรหนอแล พึงให้สามเณร
			<remark  id="s2b24c66l3" />อุปัฏฐาก ฯ
			<remark  id="s2b24c66l4" />     พ. ดูกรอุบาลี ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๑๐ ประการแล พึงให้สามเณรอุปัฏฐาก 
			<remark  id="s2b24c66l5" />๑๐ ประการเป็นไฉน คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีศีล สำรวมแล้วในปาติโมกขสังวร 
			<remark  id="s2b24c66l6" />ถึงพร้อมด้วยอาจาระและโคจร มีปรกติเห็นภัยในโทษอันมีประมาณน้อย สมาทานศึกษาอยู่ใน
			<remark  id="s2b24c66l7" />สิกขาบททั้งหลาย ๑ เป็นพหูสูต ฯลฯ แทงตลอดด้วยดีด้วยทิฐิ ๑ ปาติโมกข์เป็นอุเทศอัน
			<remark  id="s2b24c66l8" />ภิกษุนั้นเรียนดีแล้ว ฯลฯ ๑ ภิกษุนั้นเป็นผู้สามารถเพื่ออุปัฏฐากเอง หรือเพื่อให้ผู้อื่นอุปัฏฐากซึ่ง
			<remark  id="s2b24c66l9" />สัทธิวิหาริกผู้เป็นไข้ ๑ เป็นผู้สามารถเพื่อระงับเองหรือเพื่อให้ผู้อื่นช่วยระงับซึ่งความไม่ยินดี
			<remark  id="s2b24c66l10" />ยิ่ง ๑เป็นผู้สามารถเพื่อบรรเทาความรำคาญที่เกิดขึ้นแล้วโดยธรรม ๑ เป็นผู้สามารถเพื่อเปลื้อง
			<remark  id="s2b24c66l11" />ความเห็นผิดที่เกิดขึ้นแล้วโดยธรรม ๑ เป็นผู้สามารถเพื่อให้สมาทานในอธิศีล ๑ เป็นผู้สามารถ
			<remark  id="s2b24c66l12" />เพื่อให้สมาทานในอธิจิต ๑ เป็นผู้สามารถเพื่อให้สมาทานในอธิปัญญา ๑ ดูกรอุบาลี ภิกษุ
			<remark  id="s2b24c66l13" />ผู้ประกอบด้วยธรรม ๑๐ ประการนี้แล พึงให้สามเณรอุปัฏฐาก ฯ
			<remark  id="s2b24c66l14" />                          จบสูตรที่ ๖
			<remark  id="s2b24c66l15" />                       อุปาลิสังฆเภทสูตร
			<remark  id="s2b24c66l16" />     [๓๕] อุ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระองค์ตรัสว่า สังฆเภท สังฆเภทดังนี้ สงฆ์จะ
			<remark  id="s2b24c66l17" />เป็นผู้แตกกันด้วยเหตุมีประมาณเท่าไรหนอแล ฯ
			<remark  id="s2b24c66l18" />     พ. ดูกรอุบาลี ภิกษุทั้งหลายในธรรมวินัยนี้ ย่อมแสดงสิ่งที่ไม่ใช่ธรรมว่า เป็นธรรม ๑ 
			<remark  id="s2b24c66l19" />ย่อมแสดงสิ่งที่เป็นธรรมว่าไม่เป็นธรรม ๑ ย่อมแสดงสิ่งที่ไม่ใช่วินัยว่าเป็นวินัย ๑ ย่อมแสดง
			<remark  id="s2b24c66l20" />สิ่งที่เป็นวินัยว่าไม่เป็นวินัย ๑ ย่อมแสดงสิ่งที่ตถาคตไม่ได้กล่าวไว้ไม่ได้บอกไว้ว่า ตถาคต
		</para>
	</section>
	<section id="s2b24c67" >
		<para id="s2b24c67p">
			<remark  id="s2b24c67l1" />กล่าวไว้บอกไว้ ๑ ย่อมแสดงสิ่งที่ตถาคตกล่าวไว้บอกไว้ว่า ตถาคตไม่ได้กล่าวไว้ไม่ได้บอกไว้ ๑ 
			<remark  id="s2b24c67l2" />ย่อมแสดงสิ่งที่ตถาคตไม่เคยประพฤติมาว่า ตถาคตเคยประพฤติมา ๑ ย่อมแสดงสิ่งที่ตถาคต
			<remark  id="s2b24c67l3" />เคยประพฤติมาว่า ตถาคตไม่เคยประพฤติมา ๑ ย่อมแสดงสิ่งที่ตถาคตไม่บัญญัติไว้ว่า ตถาคต
			<remark  id="s2b24c67l4" />บัญญัติไว้ ๑ ย่อมแสดงสิ่งที่ตถาคตบัญญัติไว้ว่า ตถาคตไม่บัญญัติไว้ ๑ ภิกษุเหล่านั้นย่อม
			<remark  id="s2b24c67l5" />ทอดทิ้งกัน แยกจากกัน ทำสังฆกรรมแยกกัน สวดปาติโมกข์แยกจากกัน ด้วยวัตถุ ๑๐ 
			<remark  id="s2b24c67l6" />ประการนี้ ดูกรอุบาลี สงฆ์จะเป็นผู้แตกกันด้วยเหตุมีประมาณเท่านี้แล ฯ
			<remark  id="s2b24c67l7" />                          จบสูตรที่ ๗
			<remark  id="s2b24c67l8" />                        อุปาลิสามัคคีสูตร
			<remark  id="s2b24c67l9" />     [๓๖] อุ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระองค์ตรัสว่า สังฆสามัคคี สังฆสามัคคี ดังนี้ 
			<remark  id="s2b24c67l10" />สงฆ์จะเป็นผู้พร้อมเพรียงกันด้วยเหตุมีประมาณเท่าไรหนอแล ฯ
			<remark  id="s2b24c67l11" />     พ. ดูกรอุบาลี ภิกษุทั้งหลายในธรรมวินัยนี้ ย่อมแสดงสิ่งที่ไม่ใช่ธรรมว่าไม่ใช่ธรรม ๑ 
			<remark  id="s2b24c67l12" />ย่อมแสดงสิ่งที่เป็นธรรมว่าเป็นธรรม ๑ ย่อมแสดงสิ่งที่ไม่เป็นวินัยว่าไม่เป็นวินัย ๑ ย่อม
			<remark  id="s2b24c67l13" />แสดงสิ่งที่เป็นวินัยว่าเป็นวินัย ๑ ย่อมแสดงสิ่งที่ตถาคตไม่ได้กล่าวไว้ไม่ได้บอกไว้ว่า ตถาคต
			<remark  id="s2b24c67l14" />ไม่ได้กล่าวไว้ไม่ได้บอกไว้ ๑ ย่อมแสดงสิ่งที่ตถาคตกล่าวไว้บอกไว้ว่าตถาคตกล่าวไว้บอกไว้ ๑ 
			<remark  id="s2b24c67l15" />ย่อมแสดงสิ่งที่ตถาคตไม่เคยประพฤติมาว่า ตถาคตไม่เคยประพฤติมา ๑ ย่อมแสดงสิ่งที่ตถาคต
			<remark  id="s2b24c67l16" />เคยประพฤติมาว่า ตถาคตเคยประพฤติมา ๑ ย่อมแสดงสิ่งที่ตถาคตไม่ได้บัญญัติว่า ตถาคตไม่ได้
			<remark  id="s2b24c67l17" />บัญญัติไว้ ๑ ย่อมแสดงสิ่งที่ตถาคตบัญญัติไว้ว่าตถาคตบัญญัติไว้ ๑ ภิกษุเหล่านั้นย่อมไม่
			<remark  id="s2b24c67l18" />ทอดทิ้งกัน ไม่แยกจากกัน ไม่ทำสังฆกรรมแยกจากกัน ไม่สวดปาติโมกข์แยกจากกัน ด้วย
			<remark  id="s2b24c67l19" />วัตถุ ๑๐ ประการนี้ดูกรอุบาลี สงฆ์ย่อมเป็นผู้พร้อมเพรียงกันด้วยเหตุมีประมาณเท่านี้แล ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b24c68" >
		<para id="s2b24c68p">
			<remark  id="s2b24c68l1" />                          จบสูตรที่ ๘
			<remark  id="s2b24c68l2" />                       อานันทสังฆเภทสูตร
			<remark  id="s2b24c68l3" />     [๓๗] ครั้งนั้นแล ท่านพระอานนท์ได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคม
			<remark  id="s2b24c68l4" />แล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้ทูลถามว่าข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระองค์ตรัสว่า 
			<remark  id="s2b24c68l5" />สังฆเภท สังฆเภท ดังนี้ สงฆ์จะเป็นผู้แตกกันด้วยเหตุมีประมาณเท่าไรหนอแล ฯ
			<remark  id="s2b24c68l6" />     พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรอานนท์ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมแสดงสิ่งที่ไม่ใช่ธรรมว่า
			<remark  id="s2b24c68l7" />เป็นธรรม ย่อมแสดงสิ่งที่เป็นธรรมว่า ไม่ใช่ธรรม ... ย่อมแสดงสิ่งที่ตถาคตไม่ได้บัญญัติไว้ว่า 
			<remark  id="s2b24c68l8" />ตถาคตบัญญัติไว้ ย่อมแสดงสิ่งที่ตถาคตบัญญัติไว้ว่า ตถาคตไม่ได้บัญญัติไว้ ภิกษุเหล่านั้น
			<remark  id="s2b24c68l9" />ย่อมทอดทิ้งกัน ย่อมแยกจากกัน ย่อมทำสังฆกรรมแยกกัน สวดปาติโมกข์แยกจากกัน 
			<remark  id="s2b24c68l10" />ด้วยวัตถุ ๑๐ ประการนี้ ดูกรอานนท์ สงฆ์จะเป็นผู้แตกกันด้วยเหตุมีประมาณเท่านี้แล ฯ
			<remark  id="s2b24c68l11" />     [๓๘] อา. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็บุคคลผู้ที่ทำลายสงฆ์ผู้พร้อมเพรียงกัน จะประสบ
			<remark  id="s2b24c68l12" />ผลอะไร พระเจ้าข้า ฯ
			<remark  id="s2b24c68l13" />     พ. ดูกรอานนท์ บุคคลผู้ที่ทำลายสงฆ์ผู้พร้อมเพรียงกันนั้นจะประสพผลอันเผ็ดร้อนซึ่ง
			<remark  id="s2b24c68l14" />ตั้งอยู่ตลอดกัปหนึ่ง ฯ
			<remark  id="s2b24c68l15" />     อา. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็ผลอันเผ็ดร้อนซึ่งตั้งอยู่ตลอดกัปหนึ่ง คืออะไร 
			<remark  id="s2b24c68l16" />พระเจ้าข้า ฯ
			<remark  id="s2b24c68l17" />     พ. ดูกรอานนท์ บุคคลผู้ที่ทำลายสงฆ์ผู้พร้อมเพรียงกันนั้นจะเสวยผลกรรมอยู่ในนรก
			<remark  id="s2b24c68l18" />ตลอดกัปหนึ่ง ฯ
			<remark  id="s2b24c68l19" />        บุคคลผู้ทำลายสงฆ์ให้แตกกัน    ยินดีแล้วในการแตกแยก
			<remark  id="s2b24c68l20" />        ตั้งอยู่ในอธรรม เป็นผู้เข้าถึงอบาย เข้าถึงนรก ตั้งอยู่ใน
			<remark  id="s2b24c68l21" />        นรกนั้นตลอดกัปหนึ่ง   ย่อมพลาดจากธรรมเป็นแดนเกษม
			<remark  id="s2b24c68l22" />        จากโยคะ ย่อมเสวยกรรมอยู่ในนรกตลอดกัปหนึ่ง เพราะ
			<remark  id="s2b24c68l23" />        ทำลายสงฆ์ผู้พร้อมเพรียงกันให้แตกกัน ฯ
			<remark  id="s2b24c68l24" />                          จบสูตรที่ ๙
		</para>
	</section>
	<section id="s2b24c69" >
		<para id="s2b24c69p">
			<remark  id="s2b24c69l1" />                      อานันทสังฆสามัคคีสูตร
			<remark  id="s2b24c69l2" />     [๓๙] ท่านพระอานนท์ทูลถามว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระองค์ตรัสว่าสังฆสามัคคี 
			<remark  id="s2b24c69l3" />สังฆสามัคคี ดังนี้ สงฆ์จะเป็นผู้พร้อมเพรียงกันด้วยเหตุมีประมาณเท่าไรหนอแล ฯ
			<remark  id="s2b24c69l4" />     พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรอานนท์ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมแสดงสิ่งที่ไม่ใช่ธรรมว่า
			<remark  id="s2b24c69l5" />ไม่ใช่ธรรม ย่อมแสดงสิ่งที่เป็นธรรมว่าเป็นธรรม ... ย่อมแสดงสิ่งที่ตถาคตไม่ได้บัญญัติไว้ว่า 
			<remark  id="s2b24c69l6" />ตถาคตไม่ได้บัญญัติไว้ ย่อมแสดงสิ่งที่ตถาคตได้บัญญัติไว้ว่า ตถาคตได้บัญญัติไว้ ภิกษุเหล่านั้น
			<remark  id="s2b24c69l7" />ย่อมไม่ทอดทิ้งกัน ไม่แยกจากกัน ไม่ทำสังฆกรรมแยกกัน ไม่สวดปาติโมกข์แยกจากกัน 
			<remark  id="s2b24c69l8" />ด้วยวัตถุ ๑๐ ประการนี้ ดูกรอานนท์ สงฆ์ย่อมเป็นผู้พร้อมเพรียงกันด้วยเหตุมีประมาณเท่านี้แล ฯ
			<remark  id="s2b24c69l9" />     [๔๐] อา. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็บุคคลผู้สมานสงฆ์ผู้แตกกันแล้วให้พร้อมเพรียงกัน 
			<remark  id="s2b24c69l10" />จะประสพผลอะไร พระเจ้าข้า ฯ
			<remark  id="s2b24c69l11" />     พ. ดูกรอานนท์ บุคคลผู้ที่ทำสงฆ์ผู้แตกกันแล้วให้พร้อมเพรียงกันนั้นจะประสพบุญ
			<remark  id="s2b24c69l12" />อันประเสริฐ ฯ
			<remark  id="s2b24c69l13" />     อา. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ บุญอันประเสริฐคืออะไร พระเจ้าข้า ฯ
			<remark  id="s2b24c69l14" />     พ. ดูกรอานนท์ บุคคลผู้สมานสงฆ์ผู้แตกกันแล้วให้พร้อมเพรียงกันนั้นจะบันเทิงอยู่
			<remark  id="s2b24c69l15" />ในสวรรค์ตลอดกัปหนึ่ง ฯ
			<remark  id="s2b24c69l16" />        ความพร้อมเพรียงแห่งสงฆ์ เป็นเหตุให้เกิดความสุข   และ
			<remark  id="s2b24c69l17" />        บุคคลผู้อนุเคราะห์สงฆ์ผู้พร้อมเพรียงกันแล้ว   ผู้ยินดีแล้วใน
			<remark  id="s2b24c69l18" />        ความพร้อมเพรียงกัน ตั้งอยู่ในธรรม ย่อมไม่พลาดจากธรรม
			<remark  id="s2b24c69l19" />        เป็นแดนเกษมจากโยคะ     ย่อมบันเทิงอยู่ในสวรรค์ตลอด
			<remark  id="s2b24c69l20" />        กัปหนึ่ง เพราะสมานสงฆ์ให้พร้อมเพรียงกัน ฯ
			<remark  id="s2b24c69l21" />                         จบสูตรที่ ๑๐
			<remark  id="s2b24c69l22" />                       จบอุปาลิวรรคที่ ๔
		</para>
	</section>
	<section id="s2b24c70" >
		<para id="s2b24c70p">
			<remark  id="s2b24c70l1" />                   รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
			<remark  id="s2b24c70l2" />     ๑. อุปาลิสูตรที่ ๑ 			๒. อุปาลิสูตรที่ ๒ 
			<remark  id="s2b24c70l3" />     ๓. อุพพาหสูตร			๔. อุปสัมปทาสูตร 
			<remark  id="s2b24c70l4" />     ๕. นิสสยสูตร				 ๖. สามเณรสูตร 
			<remark  id="s2b24c70l5" />     ๗. อุปาลิสังฆเภทสูตร 		๘. อุปาลิสังฆสามัคคีสูตร
			<remark  id="s2b24c70l6" />     ๙. อานันทสังฆเภทสูตร		๑๐. อานันทสังฆสามัคคีสูตร ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b24c71" >
		<para id="s2b24c71p">
			<remark  id="s2b24c71l1" />                        อักโกสวรรคที่ ๕
			<remark  id="s2b24c71l2" />                          วิวาทสูตร
			<remark  id="s2b24c71l3" />     [๔๑] ครั้งนั้นแล ท่านพระอุบาลีได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคม
			<remark  id="s2b24c71l4" />พระผู้มีพระภาคแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้ทูลถามว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ 
			<remark  id="s2b24c71l5" />อะไรหนอแลเป็นเหตุเป็นปัจจัยเครื่องให้ความหมายมั่น การทะเลาะ การแก่งแย่ง และการ
			<remark  id="s2b24c71l6" />วิวาทเกิดขึ้นในสงฆ์ ที่เป็นเหตุให้ภิกษุทั้งหลายอยู่ไม่สำราญ ฯ
			<remark  id="s2b24c71l7" />     พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรอุบาลี ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมแสดงสิ่งที่ไม่เป็นธรรมว่า
			<remark  id="s2b24c71l8" />เป็นธรรม ย่อมแสดงสิ่งที่เป็นธรรมว่าไม่เป็นธรรม ย่อมแสดงสิ่งที่ไม่เป็นวินัยว่าเป็นวินัย 
			<remark  id="s2b24c71l9" />ย่อมแสดงสิ่งที่เป็นวินัยว่าไม่เป็นวินัย ย่อมแสดงสิ่งที่ตถาคตไม่ได้กล่าวไว้ ไม่ได้บอกไว้ว่า 
			<remark  id="s2b24c71l10" />ตถาคตได้กล่าวไว้ได้บอกไว้ย่อมแสดงสิ่งที่ตถาคตได้กล่าวไว้ได้บอกไว้ว่า ตถาคตไม่ได้กล่าวไว้
			<remark  id="s2b24c71l11" />ไม่ได้บอกไว้ย่อมแสดงสิ่งที่ตถาคตไม่เคยประพฤติมาว่า ตถาคตเคยประพฤติมา ย่อมแสดง
			<remark  id="s2b24c71l12" />สิ่งที่ตถาคตเคยประพฤติมาว่า ตถาคตไม่เคยประพฤติมา ย่อมแสดงสิ่งที่ตถาคตไม่ได้บัญญัติไว้ว่า 
			<remark  id="s2b24c71l13" />ตถาคตได้บัญญัติไว้ ย่อมแสดงสิ่งที่ตถาคตได้บัญญัติไว้ว่า ตถาคตไม่ได้บัญญัติไว้ ดูกรอุบาลี 
			<remark  id="s2b24c71l14" />นี้แลเป็นเหตุเป็นปัจจัยเครื่องให้ความหมายมั่น การทะเลาะการแก่งแย่ง และการวิวาทเกิด
			<remark  id="s2b24c71l15" />ขึ้นในสงฆ์ ที่เป็นเหตุให้ภิกษุทั้งหลายอยู่ไม่สำราญ ฯ
			<remark  id="s2b24c71l16" />                          จบสูตรที่ ๑
			<remark  id="s2b24c71l17" />                        วิวาทมูลสูตรที่ ๑
			<remark  id="s2b24c71l18" />     [๔๒] อุ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ มูลเหตุแห่งการวิวาท มีเท่าไรหนอแล ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b24c72" >
		<para id="s2b24c72p">
			<remark  id="s2b24c72l1" />     พ. ดูกรอุบาลี มูลเหตุแห่งการวิวาทมี ๑๐ ประการ ๑๐ ประการเป็นไฉนดูกรอุบาลี 
			<remark  id="s2b24c72l2" />ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมแสดงสิ่งที่ไม่เป็นธรรมว่าเป็นธรรม ย่อมแสดงสิ่งที่เป็นธรรมว่าไม่
			<remark  id="s2b24c72l3" />เป็นธรรม ... ย่อมแสดงสิ่งที่ตถาคตไม่ได้บัญญัติไว้ว่า ตถาคตได้บัญญัติไว้ ย่อมแสดงสิ่งที่
			<remark  id="s2b24c72l4" />ตถาคตได้บัญญัติไว้ว่า ตถาคตไม่ได้บัญญัติไว้ ดูกรอุบาลี มูลเหตุแห่งการวิวาทมี ๑๐ ประการนี้แล ฯ
			<remark  id="s2b24c72l5" />                          จบสูตรที่ ๒
			<remark  id="s2b24c72l6" />                        วิวาทมูลสูตรที่ ๒
			<remark  id="s2b24c72l7" />     [๔๓] อุ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ มูลเหตุแห่งการวิวาท มีเท่าไรหนอแล ฯ
			<remark  id="s2b24c72l8" />     พ. ดูกรอุบาลี มูลเหตุแห่งการวิวาทมี ๑๐ ประการ ๑๐ ประการเป็นไฉนดูกรอุบาลี 
			<remark  id="s2b24c72l9" />ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมแสดงสิ่งที่ไม่เป็นอาบัติว่าเป็นอาบัติ ย่อมแสดงสิ่งที่เป็นอาบัติว่าไม่
			<remark  id="s2b24c72l10" />เป็นอาบัติ ย่อมแสดงอาบัติเบาว่า เป็นอาบัติหนัก ย่อมแสดงอาบัติหนักว่าเป็นอาบัติเบา 
			<remark  id="s2b24c72l11" />ย่อมแสดงอาบัติชั่วหยาบว่า ไม่เป็นอาบัติชั่วหยาบย่อมแสดงอาบัติไม่ชั่วหยาบว่า เป็นอาบัติ
			<remark  id="s2b24c72l12" />ชั่วหยาบ ย่อมแสดงอาบัติมีส่วนเหลือว่าเป็นอาบัติไม่มีส่วนเหลือ ย่อมแสดงอาบัติไม่มีส่วน
			<remark  id="s2b24c72l13" />เหลือว่า เป็นอาบัติมีส่วนเหลือ ย่อมแสดงอาบัติที่ทำคืนได้ว่า เป็นอาบัติที่ทำคืนไม่ได้ ย่อม
			<remark  id="s2b24c72l14" />แสดงอาบัติที่ทำคืนไม่ได้ว่า เป็นอาบัติทำคืนได้ ดูกรอุบาลี มูลเหตุแห่งการวิวาทมี ๑๐ ประการ
			<remark  id="s2b24c72l15" />นี้แล ฯ
			<remark  id="s2b24c72l16" />                          จบสูตรที่ ๓
			<remark  id="s2b24c72l17" />                         กุสินาราสูตร
			<remark  id="s2b24c72l18" />     [๔๔] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่ไพรสณฑ์เป็นที่นำไปทำพลีกรรม ใกล้
			<remark  id="s2b24c72l19" />กรุงกุสินารา ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุ
			<remark  id="s2b24c72l20" />เหล่านั้นทูลรับพระผู้มีพระภาคแล้ว พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุ
			<remark  id="s2b24c72l21" />ผู้เป็นโจทก์ประสงค์จะโจทผู้อื่น พึงพิจารณาธรรม ๕ ประการในตน พึงเข้าไปตั้งธรรม ๕ ประการ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b24c73" >
		<para id="s2b24c73p">
			<remark  id="s2b24c73l1" />ไว้ในตน แล้วจึงโจทผู้อื่น ธรรม ๕ ประการอันภิกษุพึงพิจารณาในตนเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย
			<remark  id="s2b24c73l2" />ภิกษุผู้เป็นโจทก์ประสงค์จะโจทผู้อื่น พึงพิจารณาอย่างนี้ว่า เราเป็นผู้มีกายสมาจารอันบริสุทธิ์ 
			<remark  id="s2b24c73l3" />เราเป็นผู้ประกอบด้วยกายสมาจารอันบริสุทธิ์ ไม่ขาด ไม่บกพร่องหรือหนอ ธรรมนี้มีพร้อมอยู่
			<remark  id="s2b24c73l4" />แก่เราหรือไม่หนอ ดูกรภิกษุทั้งหลาย หากว่าภิกษุมิได้เป็นผู้มีกายสมาจารอันบริสุทธิ์ มิได้เป็น
			<remark  id="s2b24c73l5" />ผู้ประกอบด้วยกายสมาจารอันบริสุทธิ์ ไม่ขาด ไม่บกพร่องไซร้ จะมีผู้ว่ากล่าวภิกษุนั้นว่า 
			<remark  id="s2b24c73l6" />เชิญท่านจงศึกษาความประพฤติทางกายเสียก่อนเถิด จะมีผู้ว่ากล่าวภิกษุนั้น ดังนี้ ฯ
			<remark  id="s2b24c73l7" />     อีกประการหนึ่ง ภิกษุผู้เป็นโจทก์ประสงค์จะโจทผู้อื่น พึงพิจารณาอย่างนี้ว่า เราเป็นผู้มี
			<remark  id="s2b24c73l8" />วจีสมาจารบริสุทธิ์ เราเป็นผู้ประกอบด้วยวจีสมาจารอันบริสุทธิ์ ไม่ขาด ไม่บกพร่องหรือหนอ
			<remark  id="s2b24c73l9" />ธรรมนี้มีพร้อมอยู่แก่เราหรือไม่หนอดูกรภิกษุทั้งหลาย หากว่าภิกษุมิได้เป็นผู้มีวจีสมาจารบริสุทธิ์ 
			<remark  id="s2b24c73l10" />มิได้ประกอบด้วยวจีสมาจารอันบริสุทธิ์ ไม่ขาด ไม่บกพร่องไซร้ จะมีผู้ว่ากล่าวภิกษุนั้นว่า 
			<remark  id="s2b24c73l11" />เชิญท่านจงศึกษาความประพฤติทางวาจาเสียก่อนเถิด จะมีผู้ว่ากล่าวภิกษุนั้น ดังนี้ ฯ
			<remark  id="s2b24c73l12" />     อีกประการหนึ่ง ภิกษุผู้เป็นโจทก์ประสงค์จะโจทผู้อื่น พึงพิจารณาอย่างนี้ว่า เราเข้าไป
			<remark  id="s2b24c73l13" />ตั้งเมตตาจิตไม่อาฆาตไว้ในเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลายแล้วหรือหนอ ธรรมนี้มีพร้อมอยู่แก่เรา
			<remark  id="s2b24c73l14" />หรือไม่หนอ ดูกรภิกษุทั้งหลาย หากว่าภิกษุไม่เข้าไปตั้งเมตตาจิตไม่อาฆาตไว้ในเพื่อนสพรหมจารี
			<remark  id="s2b24c73l15" />ทั้งหลายไซร้ จะมีผู้ว่ากล่าวภิกษุนั้นว่า เชิญท่านจงเข้าไปตั้งเมตตาจิตไว้ในเพื่อนสพรหมจารี
			<remark  id="s2b24c73l16" />ทั้งหลายเสียก่อนเถิดจะมีผู้ว่ากล่าวภิกษุนั้น ดังนี้ ฯ
			<remark  id="s2b24c73l17" />     อีกประการหนึ่ง ภิกษุผู้เป็นโจทก์ประสงค์จะโจทผู้อื่น พึงพิจารณาอย่างนี้ว่า เราเป็น
			<remark  id="s2b24c73l18" />พหูสูต ทรงสุตะ สั่งสมสุตะ เป็นผู้ได้สดับมามาก ทรงไว้คล่องปาก ขึ้นใจ แทงตลอดด้วยดี
			<remark  id="s2b24c73l19" />ด้วยทิฐิซึ่งธรรมอันงามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด ประกาศพรหมจรรย์พร้อม
			<remark  id="s2b24c73l20" />ทั้งอรรถทั้งพยัญชนะ บริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิงหรือหนอ ธรรมนี้มีพร้อมอยู่แก่เราหรือไม่หนอ 
			<remark  id="s2b24c73l21" />ดูกรภิกษุทั้งหลายหากภิกษุไม่เป็นพหูสูต ทรงสุตะ สั่งสมสุตะ ไม่เป็นผู้ได้สดับมามาก 
			<remark  id="s2b24c73l22" />ทรงไว้คล่องปาก ขึ้นใจ แทงตลอดด้วยดีด้วยทิฐิซึ่งธรรมอันงามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง 
			<remark  id="s2b24c73l23" />งามในที่สุด ประกาศพรหมจรรย์ พร้อมทั้งอรรถทั้งพยัญชนะบริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิงไซร้ จะมีผู้
			<remark  id="s2b24c73l24" />ว่ากล่าวภิกษุนั้นว่า เชิญท่านจงเล่าเรียนคัมภีร์เสียก่อนเถิด จะมีผู้ว่ากล่าวภิกษุนั้น ดังนี้ ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b24c74" >
		<para id="s2b24c74p">
			<remark  id="s2b24c74l1" />     อีกประการหนึ่ง ภิกษุผู้เป็นโจทก์ประสงค์จะโจทผู้อื่น พึงพิจารณาอย่างนี้ว่า เราจำ
			<remark  id="s2b24c74l2" />ปาติโมกข์ทั้ง ๒ ได้ดีแล้ว จำแนกดีแล้ว ให้เป็นไปดีแล้วโดยพิสดาร วินิจฉัยดีแล้วโดยสูตร
			<remark  id="s2b24c74l3" />โดยอนุพยัญชนะหรือหนอ ธรรมนี้มีพร้อมอยู่แก่เราหรือไม่หนอ ดูกรภิกษุทั้งหลาย หากว่าภิกษุ
			<remark  id="s2b24c74l4" />เป็นผู้ไม่จำปาติโมกข์ทั้ง ๒ ได้ดีแล้ว มิได้จำแนกดีแล้ว มิได้ให้เป็นไปดีแล้วโดยพิสดาร มิได้
			<remark  id="s2b24c74l5" />วินิจฉัยด้วยดีโดยสูตร โดยอนุพยัญชนะ ภิกษุนั้นถูกถามว่า ท่านผู้มีอายุ สิกขาบทนี้พระผู้มี
			<remark  id="s2b24c74l6" />พระภาคตรัสแล้วในที่ไหน ดังนี้ แก้ไม่ได้ จะมีผู้ว่ากล่าวภิกษุนั้นว่า เชิญท่านศึกษาวินัย
			<remark  id="s2b24c74l7" />เสียก่อนเถิด จะมีผู้ว่ากล่าวภิกษุนั้น ดังนี้ ธรรม ๕ ประการนี้ อันภิกษุผู้เป็นโจทก์พึงพิจารณา
			<remark  id="s2b24c74l8" />ในตน ฯ
			<remark  id="s2b24c74l9" />     ธรรม ๕ ประการ อันภิกษุผู้เป็นโจทก์พึงให้เข้าไปตั้งไว้ในตนเป็นไฉนคือ จักกล่าว
			<remark  id="s2b24c74l10" />โดยกาลอันควร จักไม่กล่าวโดยกาลอันไม่ควร ๑ จักกล่าวด้วยคำจริง จักไม่กล่าวด้วยคำไม่จริง ๑ 
			<remark  id="s2b24c74l11" />จักกล่าวด้วยคำอ่อนหวาน จักไม่กล่าวด้วยคำหยาบ ๑ จักกล่าวด้วยคำอันประกอบด้วยประโยชน์ 
			<remark  id="s2b24c74l12" />จักไม่กล่าวด้วยคำอันไม่ประกอบด้วยประโยชน์ ๑ จักมีเมตตาจิตกล่าว จักไม่เพ่งโทษกล่าว ๑ 
			<remark  id="s2b24c74l13" />ธรรม๕ ประการนี้ อันภิกษุผู้เป็นโจทก์พึงเข้าไปตั้งไว้ในตน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้เป็นโจทก์
			<remark  id="s2b24c74l14" />ประสงค์จะโจทผู้อื่น พึงพิจารณาธรรม ๕ ประการนี้ในตน พึงเข้าไปตั้งธรรม ๕ ประการนี้ไว้ในตน 
			<remark  id="s2b24c74l15" />แล้วจึงโจทผู้อื่น ฯ
			<remark  id="s2b24c74l16" />                          จบสูตรที่ ๔
			<remark  id="s2b24c74l17" />                          ปเวสนสูตร
			<remark  id="s2b24c74l18" />     [๔๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย โทษในการเข้าไปในพระราชวังชั้นในมี๑๐ ประการ ๑๐ 
			<remark  id="s2b24c74l19" />ประการเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย พระราชาในโลกนี้ประทับอยู่กับพระมเหสี ภิกษุเข้าไป
			<remark  id="s2b24c74l20" />ในที่นั้น พระมเหสีเห็นภิกษุนั้นแล้วย่อมทรงยิ้มแย้มหรือภิกษุเห็นพระมเหสีแล้วยิ้มแย้มก็ดี 
			<remark  id="s2b24c74l21" />พระราชาก็จักทรงสงสัยในอาการนั้นอย่างนี้ว่า คนทั้ง ๒ นี้คงได้ทำแล้ว หรือจักทำกรรมอย่างใด
			<remark  id="s2b24c74l22" />อย่างหนึ่งเป็นแน่ ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นโทษในการเข้าไปสู่พระราชวังชั้นในข้อที่ ๑ ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b24c75" >
		<para id="s2b24c75p">
			<remark  id="s2b24c75l1" />     อีกประการหนึ่ง พระราชาทรงมีกิจมาก มีกรณียมาก เสด็จไปหาหญิงคนใดคนหนึ่งแล้ว 
			<remark  id="s2b24c75l2" />ทรงระลึกไม่ได้ หญิงนั้นย่อมตั้งครรภ์ด้วยพระราชานั้นพระราชาก็จักทรงสงสัยในการตั้งครรภ์นั้น
			<remark  id="s2b24c75l3" />อย่างนี้ว่า เว้นบรรพชิตแล้ว ใครๆ อื่นไม่เข้ามาในพระราชวังชั้นในนี้ กรรมนี้จะพึงเป็นกรรม
			<remark  id="s2b24c75l4" />ของบรรพชิตกระมังหนอดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นโทษในการเข้าไปในพระราชวังชั้นในข้อที่ ๒ ฯ
			<remark  id="s2b24c75l5" />     อีกประการหนึ่ง รัตนะอย่างใดอย่างหนึ่งในพระราชวังชั้นในหายไปพระราชาก็จักทรง
			<remark  id="s2b24c75l6" />สงสัยในการที่รัตนะหายไปนั้นอย่างนี้ว่า เว้นบรรพชิตแล้วใครๆ อื่นไม่เข้ามาในพระราชวังชั้นในนี้ 
			<remark  id="s2b24c75l7" />กรรมนี้จะพึงเป็นกรรมของบรรพชิตกระมังหนอ ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นโทษในการเข้าไป
			<remark  id="s2b24c75l8" />ในพระราชวังชั้นในข้อที่ ๓ ฯ
			<remark  id="s2b24c75l9" />     อีกประการหนึ่ง เรื่องลับอันเป็นภายในในพระราชวังชั้นในแพร่งพรายออกภายนอก 
			<remark  id="s2b24c75l10" />พระราชาก็จะทรงสงสัยในการที่เรื่องลับแพร่งพรายออกภายนอกนั้นอย่างนี้ว่า เว้นบรรพชิตแล้ว 
			<remark  id="s2b24c75l11" />ใครๆ อื่นไม่เข้ามาในพระราชวังชั้นในนี้ กรรมนี้จะพึงเป็นกรรมของบรรพชิตกระมังหนอ ดูกร
			<remark  id="s2b24c75l12" />ภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นโทษในการเข้าไปในพระราชวังชั้นในข้อที่ ๔ ฯ
			<remark  id="s2b24c75l13" />     อีกประการหนึ่ง ในพระราชวังชั้นใน บิดาย่อมปรารถนาเพื่อจะฆ่าบุตรหรือบุตรย่อม
			<remark  id="s2b24c75l14" />ปรารถนาเพื่อจะฆ่าบิดา คนทั้ง ๒ ฝ่ายนั้นจะสงสัยอย่างนี้ว่าเว้นบรรพชิตแล้ว ใครๆ อื่นไม่
			<remark  id="s2b24c75l15" />เข้ามาในพระราชวังชั้นในนี้ กรรมนี้จะพึงเป็นกรรมของบรรพชิตกระมังหนอ ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
			<remark  id="s2b24c75l16" />นี้เป็นโทษในการเข้าไปในพระราชวังชั้นในข้อที่ ๕ ฯ
			<remark  id="s2b24c75l17" />     อีกประการหนึ่ง พระราชาย่อมทรงตั้งบุคคลผู้ควรแก่ตำแหน่งต่ำไว้ในตำแหน่งสูง คน
			<remark  id="s2b24c75l18" />ทั้งหลายไม่พอใจการแต่งตั้งนั้น จะมีความสงสัยอย่างนี้ว่าพระราชาทรงคลุกคลีด้วยบรรพชิต 
			<remark  id="s2b24c75l19" />กรรมนี้จะพึงเป็นกรรมของบรรพชิตกระมังหนอดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นโทษในการเข้าไปใน
			<remark  id="s2b24c75l20" />พระราชวังชั้นในข้อที่ ๖ ฯ
			<remark  id="s2b24c75l21" />     อีกประการหนึ่ง พระราชาย่อมทรงตั้งบุคคลผู้ควรแก่ตำแหน่งสูงไว้ในตำแหน่งต่ำ คน
			<remark  id="s2b24c75l22" />ทั้งหลายไม่พอใจการแต่งตั้งนั้น จะมีความสงสัยอย่างนี้ว่าพระราชาทรงคลุกคลีด้วยบรรพชิต 
			<remark  id="s2b24c75l23" />กรรมนี้จะพึงเป็นกรรมของบรรพชิตกระมังหนอดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นโทษในการเข้าไปใน
			<remark  id="s2b24c75l24" />พระราชวังชั้นในข้อที่ ๗ ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b24c76" >
		<para id="s2b24c76p">
			<remark  id="s2b24c76l1" />     อีกประการหนึ่ง พระราชาย่อมทรงส่งกองทัพไปในกาลอันไม่ควร คนทั้งหลายไม่พอใจ
			<remark  id="s2b24c76l2" />ในการที่ส่งกองทัพไปนั้น จะมีความสงสัยอย่างนี้ว่า พระราชาทรงคลุกคลีด้วยบรรพชิต กรรมนี้
			<remark  id="s2b24c76l3" />จะพึงเป็นกรรมของบรรพชิตกระมังหนอดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นโทษในการเข้าไปในพระราชวัง
			<remark  id="s2b24c76l4" />ชั้นในข้อที่ ๘ ฯ
			<remark  id="s2b24c76l5" />     อีกประการหนึ่ง พระราชาทรงส่งกองทัพไปในกาลอันควร แล้วรับสั่งให้กลับเสียใน
			<remark  id="s2b24c76l6" />ระหว่างทาง คนทั้งหลายไม่พอใจการให้กองทัพกลับเสียในระหว่างทางนั้น จะมีความสงสัย
			<remark  id="s2b24c76l7" />อย่างนี้ว่า พระราชาทรงคลุกคลีด้วยบรรพชิต กรรมนี้จะพึงเป็นกรรมของบรรพชิตกระมังหนอ
			<remark  id="s2b24c76l8" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นโทษในการเข้าไปในพระราชวังชั้นในข้อที่ ๙ ฯ
			<remark  id="s2b24c76l9" />     อีกประการหนึ่ง พระราชวังชั้นในเป็นที่คับคั่งด้วยช้าง คับคั่งด้วยม้าคับคั่งด้วยรถ มีรูป 
			<remark  id="s2b24c76l10" />เสียง กลิ่น รส และโผฏฐัพพะอันเป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด ซึ่งเป็นของไม่สมควรแก่บรรพชิต
			<remark  id="s2b24c76l11" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นโทษในการเข้าไปในพระราชวังชั้นในข้อที่ ๑๐ ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
			<remark  id="s2b24c76l12" />โทษในการเข้าไปในพระราชวังชั้นใน ๑๐ ประการนี้แล ฯ
			<remark  id="s2b24c76l13" />                          จบสูตรที่ ๕
			<remark  id="s2b24c76l14" />                           สักกสูตร
			<remark  id="s2b24c76l15" />     [๔๖] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ นิโครธารามใกล้กรุงกบิลพัสดุ์ สักก
			<remark  id="s2b24c76l16" />ชนบท ครั้งนั้นแล อุบาสกชาวสักกชนบทเป็นอันมาก ได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ
			<remark  id="s2b24c76l17" />ในวันอุโบสถ ถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาคแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง พระผู้มีพระภาค
			<remark  id="s2b24c76l18" />ได้ตรัสถามอุบาสกชาวสักกชนบทว่าดูกรอุบาสกชาวสักกชนบททั้งหลาย ท่านทั้งหลายย่อมรักษา
			<remark  id="s2b24c76l19" />อุโบสถอันประกอบด้วยองค์ ๘ แลหรือ อุบาสกชาวสักกชนบทเหล่านั้นกราบทูลว่า ข้าแต่
			<remark  id="s2b24c76l20" />พระองค์ผู้เจริญ บางคราวข้าพระองค์ทั้งหลายย่อมรักษาอุโบสถอันประกอบด้วยองค์ ๘บางคราว
			<remark  id="s2b24c76l21" />ไม่ได้รักษา พระพุทธเจ้าข้า ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b24c77" >
		<para id="s2b24c77p">
			<remark  id="s2b24c77l1" />     พ. ดูกรอุบาสกชาวสักกะทั้งหลาย ไม่เป็นลาภของท่านทั้งหลายเสียแล้วท่านทั้งหลาย
			<remark  id="s2b24c77l2" />ไม่ได้ดีเสียแล้ว ที่ท่านทั้งหลายเมื่อชีวิตมีภัยเพราะความโศก มีภัยเพราะความตายอยู่อย่างนี้ 
			<remark  id="s2b24c77l3" />บางคราวก็รักษาอุโบสถอันประกอบด้วยองค์ ๘บางคราวก็ไม่ได้รักษา ดูกรอุบาสกชาวสักกะ
			<remark  id="s2b24c77l4" />ทั้งหลาย ท่านทั้งหลายจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน บุรุษในโลกนี้พึงยังทรัพย์กึ่งกหาปณะ
			<remark  id="s2b24c77l5" />ให้เกิดขึ้นทุกๆ วันด้วยการงานอันชอบโดยไม่แตะต้องอกุศลเลย สมควรจะกล่าวได้หรือไม่ว่า
			<remark  id="s2b24c77l6" />เป็นบุรุษฉลาดสมบูรณ์ด้วยความหมั่น ฯ
			<remark  id="s2b24c77l7" />     อุ. สมควรกล่าวได้อย่างนั้น พระพุทธเจ้าข้า ฯ
			<remark  id="s2b24c77l8" />     พ. ดูกรอุบาสกชาวสักกะทั้งหลาย ท่านทั้งหลายจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน บุรุษ
			<remark  id="s2b24c77l9" />ในโลกนี้พึงยังทรัพย์กหาปณะหนึ่งให้เกิดขึ้นทุกๆ วัน ด้วยการงานอันชอบโดยไม่แตะต้องอกุศล
			<remark  id="s2b24c77l10" />เลย สมควรจะกล่าวได้หรือไม่ว่า เป็นบุรุษผู้ฉลาดสมบูรณ์ด้วยความหมั่น ฯ
			<remark  id="s2b24c77l11" />     อุ. สมควรกล่าวได้อย่างนั้น พระพุทธเจ้าข้า ฯ
			<remark  id="s2b24c77l12" />     พ. ดูกรอุบาสกชาวสักกะทั้งหลาย ท่านทั้งหลายจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน บุรุษ
			<remark  id="s2b24c77l13" />ในโลกนี้ พึงยังทรัพย์ ๒ กหาปณะ ๓ กหาปณะ ๔ กหาปณะ๕ กหาปณะ ๖ กหาปณะ ๗ 
			<remark  id="s2b24c77l14" />กหาปณะ ๘ กหาปณะ ๙ กหาปณะ ๑๐ กหาปณะ๒๐ กหาปณะ ๓๐ กหาปณะ ๔๐ 
			<remark  id="s2b24c77l15" />กหาปณะ ๕๐ กหาปณะ ๑๐๐ กหาปณะให้เกิดขึ้นทุกๆ วัน ด้วยการงานอันชอบโดยไม่แตะต้อง
			<remark  id="s2b24c77l16" />อกุศลเลย สมควรจะกล่าวได้หรือไม่ว่า เป็นบุรุษผู้ฉลาดสมบูรณ์ด้วยความหมั่น ฯ
			<remark  id="s2b24c77l17" />     อุ. สมควรกล่าวได้อย่างนั้น พระพุทธเจ้าข้า ฯ
			<remark  id="s2b24c77l18" />     พ. ดูกรอุบาสกชาวสักกะทั้งหลาย ท่านทั้งหลายจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน บุรุษนั้น
			<remark  id="s2b24c77l19" />เมื่อยังทรัพย์ ๑๐๐ กหาปณะ ๑๐๐๐ กหาปณะ ให้เกิดขึ้นทุกๆ วัน เก็บทรัพย์ที่ตนได้แล้วๆ ไว้ 
			<remark  id="s2b24c77l20" />เป็นผู้มีชีวิตร้อยปี จะพึงประสบกองโภคสมบัติเป็นอันมากบ้างหรือหนอ ฯ
			<remark  id="s2b24c77l21" />     อุ. พึงเป็นอย่างนั้นได้ พระพุทธเจ้าข้า ฯ
			<remark  id="s2b24c77l22" />     พ. ดูกรอุบาสกชาวสักกะทั้งหลาย ท่านทั้งหลายจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน บุรุษนั้น
			<remark  id="s2b24c77l23" />จะพึงเสวยความสุขโดยส่วนเดียวอยู่หนึ่งคืน หนึ่งวันหรือกึ่งวัน อันมีโภคสมบัติเป็นเหตุ 
			<remark  id="s2b24c77l24" />มีโภคสมบัติเป็นแดนเกิด มีโภคสมบัติเป็นที่ตั้งบ้างหรือหนอ ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b24c78" >
		<para id="s2b24c78p">
			<remark  id="s2b24c78l1" />     อุ. มิได้เป็นอย่างนั้นเลย พระพุทธเจ้าข้า ฯ
			<remark  id="s2b24c78l2" />     พ. ข้อนั้นเป็นเหตุอะไร ฯ
			<remark  id="s2b24c78l3" />     อุ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เพราะกามทั้งหลายเป็นของไม่เที่ยง เป็นของว่างเปล่า เป็น
			<remark  id="s2b24c78l4" />ของหลอกลวง เป็นของมีความฉิบหายไปเป็นธรรมดา ฯ
			<remark  id="s2b24c78l5" />     พ. ดูกรอุบาสกชาวสักกะทั้งหลาย ส่วนสาวกของเราในธรรมวินัยนี้เป็นผู้ไม่ประมาท 
			<remark  id="s2b24c78l6" />มีความเพียร มีใจเด็ดเดี่ยว ปฏิบัติตามที่เราพร่ำสอนอยู่ตลอด ๑๐ ปี พึงเป็นผู้เสวยความสุข
			<remark  id="s2b24c78l7" />โดยส่วนเดียวตลอดร้อยปีก็มี หมื่นปีก็มี แสนปีก็มี และสาวกของเรานั้นแล พึงเป็นสกทาคามี
			<remark  id="s2b24c78l8" />ก็มี เป็นอนาคามีก็มี เป็นโสดาบันปฏิบัติไม่ผิดก็มี ดูกรอุบาสกชาวสักกะทั้งหลาย ๑๐ ปีจงยกไว้ 
			<remark  id="s2b24c78l9" />สาวกของเราในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ไม่ประมาท มีความเพียร มีใจเด็ดเดี่ยว ปฏิบัติตามที่เรา
			<remark  id="s2b24c78l10" />พร่ำสอนตลอด ๙ ปี ๘ ปี ๗ ปี ๖ ปี ๕ ปี ๔ ปี ๓ ปี ๒ ปี ๑ ปีพึงเป็นผู้เสวยความสุข
			<remark  id="s2b24c78l11" />โดยส่วนเดียวตลอดร้อยปีก็มี หมื่นปีก็มี แสนปีก็มีและสาวกของเรานั้นแล พึงเป็นสกทาคามีก็มี 
			<remark  id="s2b24c78l12" />พึงเป็นอนาคามีก็มี เป็นโสดาบันปฏิบัติไม่ผิดก็มี ดูกรอุบาสกชาวสักกะทั้งหลาย ๑ ปีจงยกไว้ 
			<remark  id="s2b24c78l13" />สาวกของเราในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ไม่ประมาท มีความเพียร มีใจเด็ดเดี่ยว ปฏิบัติตาม
			<remark  id="s2b24c78l14" />ที่เราพร่ำสอนตลอด ๑๐ เดือน พึงเป็นผู้เสวยสุขโดยส่วนเดียวตลอดร้อยปีก็มีหมื่นปีก็มี 
			<remark  id="s2b24c78l15" />แสนปีก็มี และสาวกของเรานั้นแล พึงเป็นสกทาคามีก็มี เป็นอนาคามีก็มี เป็นโสดาบันปฏิบัติ
			<remark  id="s2b24c78l16" />ไม่ผิดก็มี ดูกรอุบาสกชาวสักกะทั้งหลาย๑๐ เดือนจงยกไว้ สาวกของเราในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้
			<remark  id="s2b24c78l17" />ไม่ประมาท มีความเพียรมีใจเด็ดเดี่ยว ปฏิบัติตามที่เราพร่ำสอนตลอด ๙ เดือน ๘ เดือน 
			<remark  id="s2b24c78l18" />๗ เดือน๖ เดือน ๕ เดือน ๔ เดือน ๓ เดือน ๒ เดือน ๑ เดือน กึ่งเดือน พึงเป็นผู้
			<remark  id="s2b24c78l19" />เสวยสุขโดยส่วนเดียวตลอดร้อยปีก็มี หมื่นปีก็มี แสนปีก็มี และสาวกของเรานั้นแล พึงเป็น
			<remark  id="s2b24c78l20" />สกทาคามีก็มี เป็นอนาคามีก็มี เป็นโสดาบันปฏิบัติไม่ผิดก็มีดูกรอุบาสกชาวสักกะทั้งหลาย 
			<remark  id="s2b24c78l21" />กึ่งเดือนจงยกไว้ สาวกของเราในธรรมวินัยนี้เป็นผู้ไม่ประมาท มีความเพียร มีใจเด็ดเดี่ยว 
			<remark  id="s2b24c78l22" />ปฏิบัติตามที่เราพร่ำสอนตลอด๑๐ คืน ๑๐ วัน พึงเป็นผู้เสวยสุขโดยส่วนเดียวตลอดร้อยปีก็มี 
			<remark  id="s2b24c78l23" />หมื่นปีก็มีแสนปีก็มี และสาวกของเรานั้นแล พึงเป็นสกทาคามีก็มี เป็นอนาคามีก็มีเป็น
			<remark  id="s2b24c78l24" />โสดาบันปฏิบัติไม่ผิดก็มี ดูกรอุบาสกชาวสักกะทั้งหลาย  ๑๐ คืน ๑๐ วันจงยกไว้ สาวกของเรา
		</para>
	</section>
	<section id="s2b24c79" >
		<para id="s2b24c79p">
			<remark  id="s2b24c79l1" />ในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ไม่ประมาท มีความเพียร มีใจเด็ดเดี่ยว ปฏิบัติตามที่เราพร่ำสอนตลอด 
			<remark  id="s2b24c79l2" />๙ คืน ๙ วัน ๘ คืน ๘ วัน ๗ คืน๗ วัน ๖ คืน ๖ วัน ๕ คืน ๕ วัน ๔ คืน ๔ วัน ๓ คืน 
			<remark  id="s2b24c79l3" />๓ วัน ๒ คืน๒ วัน ๑ คืน ๑ วัน พึงเป็นผู้เสวยสุขโดยส่วนเดียวตลอดร้อยปีก็มี หมื่นปีก็มี
			<remark  id="s2b24c79l4" />แสนปีก็มี และสาวกของเรานั้นแล พึงเป็นสกทาคามีก็มี เป็นอนาคามีก็มีเป็นโสดาบันปฏิบัติ
			<remark  id="s2b24c79l5" />ไม่ผิดก็มี ดูกรอุบาสกชาวสักกะทั้งหลาย ไม่เป็นลาภของท่านทั้งหลายเสียแล้ว ท่านทั้งหลาย
			<remark  id="s2b24c79l6" />ไม่ได้ดีแล้ว ที่ท่านทั้งหลาย เมื่อชีวิตมีภัยเพราะความโศก มีภัยเพราะความตายอย่างนี้ บางคราว
			<remark  id="s2b24c79l7" />ก็รักษาอุโบสถอันมีองค์ ๘บางครั้งก็ไม่รักษา ฯ
			<remark  id="s2b24c79l8" />     อุ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์เหล่านี้จักรักษาอุโบสถ อันประกอบด้วยองค์ ๘ 
			<remark  id="s2b24c79l9" />ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ฯ
			<remark  id="s2b24c79l10" />                          จบสูตรที่ ๖
			<remark  id="s2b24c79l11" />                          มหาลิสูตร
			<remark  id="s2b24c79l12" />     [๔๗] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ กูฏาคารศาลาป่ามหาวันใกล้นครเวสาลี 
			<remark  id="s2b24c79l13" />ครั้งนั้นแล กษัตริย์ลิจฉวีพระนามว่ามหาลี ได้เสด็จเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ 
			<remark  id="s2b24c79l14" />ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคแล้ว ประทับนั่ง ณที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้ทูลถามพระผู้มี
			<remark  id="s2b24c79l15" />พระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญอะไรหนอแลเป็นเหตุเป็นปัจจัยแห่งการทำบาปกรรม แห่งความ
			<remark  id="s2b24c79l16" />เป็นไปแห่งบาปกรรม พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ดูกรมหาลี โลภะแลเป็นเหตุเป็นปัจจัยแห่ง
			<remark  id="s2b24c79l17" />การทำบาปกรรม แห่งความเป็นไปแห่งบาปกรรม ดูกรมหาลี โทสะแล ...โมหะแล ... อโยนิโส
			<remark  id="s2b24c79l18" />มนสิการแล ... ดูกรมหาลี จิตอันบุคคลตั้งไว้ผิดแลเป็นเหตุเป็นปัจจัยแห่งการทำบาปกรรม 
			<remark  id="s2b24c79l19" />แห่งความเป็นไปแห่งบาปกรรม ดูกรมหาลี กิเลสมีโลภะเป็นต้นนี้แล เป็นเหตุเป็นปัจจัยแห่ง
			<remark  id="s2b24c79l20" />การทำบาปกรรมแห่งความเป็นไปแห่งบาปกรรม ฯ
			<remark  id="s2b24c79l21" />     ม. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็อะไรเป็นเหตุเป็นปัจจัย แห่งการทำกัลยาณกรรม แห่ง
			<remark  id="s2b24c79l22" />ความเป็นไปแห่งกัลยาณกรรม ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b24c80" >
		<para id="s2b24c80p">
			<remark  id="s2b24c80l1" />     พ. ดูกรมหาลี อโลภะแลเป็นเหตุเป็นปัจจัยแห่งการทำกัลยาณกรรมแห่งความเป็นไป
			<remark  id="s2b24c80l2" />แห่งกัลยาณกรรม ดูกรมหาลี อโทสะแล ... อโมหะแล ...โยนิโสมนสิการแล ... ดูกรมหาลี 
			<remark  id="s2b24c80l3" />จิตอันบุคคลตั้งไว้ชอบแล เป็นเหตุเป็นปัจจัยแห่งการทำกัลยาณกรรม แห่งความเป็นไปแห่ง
			<remark  id="s2b24c80l4" />กัลยาณกรรม ดูกรมหาลีธรรมมีอโลภะเป็นต้นนี้แล เป็นเหตุเป็นปัจจัยแห่งการทำกัลยาณธรรม 
			<remark  id="s2b24c80l5" />แห่งความเป็นไปแห่งกัลยาณธรรม ดูกรมหาลี ถ้าธรรม ๑๐ ประการนี้แลไม่พึงมีในโลกชื่อว่า
			<remark  id="s2b24c80l6" />ความประพฤติไม่สม่ำเสมอ คือ ความประพฤติอธรรม หรือความประพฤติสม่ำเสมอ คือ 
			<remark  id="s2b24c80l7" />ความประพฤติธรรม ก็จะไม่พึงปรากฏในโลกนี้ ดูกรมหาลีก็เพราะธรรม ๑๐ ประการนี้มีพร้อมอยู่
			<remark  id="s2b24c80l8" />ในโลก ฉะนั้น ชื่อว่าความประพฤติไม่สม่ำเสมอ คือ ความประพฤติอธรรม หรือความประพฤติ
			<remark  id="s2b24c80l9" />สม่ำเสมอ คือความประพฤติธรรม จึงปรากฏ (ในโลกนี้) ฯ
			<remark  id="s2b24c80l10" />                          จบสูตรที่ ๗
			<remark  id="s2b24c80l11" />                    อภิณหปัจจเวกขณธรรมสูตร
			<remark  id="s2b24c80l12" />     [๔๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๑๐ ประการนี้ อันบรรพชิตพึงพิจารณาเนืองๆ 
			<remark  id="s2b24c80l13" />๑๐ ประการเป็นไฉน คือ บรรพชิตพึงพิจารณาเนืองๆ ว่าเราเป็นผู้มีเพศต่างจากคฤหัสถ์ ๑ 
			<remark  id="s2b24c80l14" />บรรพชิตพึงพิจารณาเนืองๆ ว่า การเลี้ยงชีพของเราเนื่องด้วยผู้อื่น ๑ บรรพชิตพึงพิจารณาเนืองๆ 
			<remark  id="s2b24c80l15" />ว่า อากัปกิริยาอย่างอื่นอันเราควรทำมีอยู่ ๑ บรรพชิตพึงพิจารณาเนืองๆ ว่า เราย่อมติเตียน
			<remark  id="s2b24c80l16" />ตนเองได้โดยศีลหรือไม่ ๑ บรรพชิตพึงพิจารณาเนืองๆ ว่า เพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลายผู้เป็น
			<remark  id="s2b24c80l17" />วิญญูชนพิจารณาแล้ว ติเตียนเราได้โดยศีลหรือไม่ ๑ บรรพชิตพึงพิจารณาเนืองๆ ว่า เราต้อง
			<remark  id="s2b24c80l18" />พลัดพรากจากของรักของชอบใจทั้งสิ้น ๑ บรรพชิตพึงพิจารณาเนืองๆ ว่า เราเป็นผู้มีกรรมเป็น
			<remark  id="s2b24c80l19" />ของตน เป็นทายาทของกรรมมีกรรมเป็นกำเนิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย 
			<remark  id="s2b24c80l20" />เราจักทำกรรมใดดีหรือชั่วก็ตาม เราจักต้องเป็นผู้รับผลของกรรมนั้น ๑ บรรพชิตพึงพิจารณา
			<remark  id="s2b24c80l21" />เนืองๆ ว่า วันคืนล่วงไปๆ บัดนี้เราทำอะไรอยู่ ๑ บรรพชิตพึงพิจารณาเนืองๆ ว่า เราย่อม
			<remark  id="s2b24c80l22" />ยินดีในเรือนว่างเปล่าหรือไม่ ๑ บรรพชิตพึงพิจารณาเนืองๆว่า ญาณทัสนะวิเศษอันสามารถ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b24c81" >
		<para id="s2b24c81p">
			<remark  id="s2b24c81l1" />กำจัดกิเลส เป็นอริยะ คือ อุตริมนุสธรรมอันเราได้บรรลุแล้วมีอยู่หรือหนอ ที่เป็นเหตุให้
			<remark  id="s2b24c81l2" />เราผู้อันเพื่อนพรหมจรรย์ถามแล้วจักไม่เป็นผู้เก้อเขินในกาลภายหลัง ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย
			<remark  id="s2b24c81l3" />ธรรม ๑๐ ประการนี้แล อันบรรพชิตพึงพิจารณาเนืองๆ ฯ
			<remark  id="s2b24c81l4" />                          จบสูตรที่ ๘
			<remark  id="s2b24c81l5" />                        สรีรัฏฐธรรมสูตร
			<remark  id="s2b24c81l6" />     [๔๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมอันตั้งอยู่ในสรีระ ๑๐ ประการนี้อันบรรพชิตพึงพิจารณา
			<remark  id="s2b24c81l7" />เนืองๆ ๑๐ ประการเป็นไฉน คือ ความหนาว ๑ความร้อน ๑ ความหิว ๑ ความกระหาย ๑ 
			<remark  id="s2b24c81l8" />ความปวดอุจจาระ ๑ ความปวดปัสสาวะ ๑ ความสำรวมกาย ๑ ความสำรวมวาจา ๑ ความ
			<remark  id="s2b24c81l9" />สำรวมอาชีพ ๑ธรรมเป็นเครื่องปรุงแต่งภพ อันเป็นเหตุให้เกิดในภพต่อไป ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย
			<remark  id="s2b24c81l10" />ธรรมอันตั้งอยู่ในสรีระ ๑๐ ประการนี้แล อันบรรพชิตพึงพิจารณาเนืองๆ ฯ
			<remark  id="s2b24c81l11" />                          จบสูตรที่ ๙
			<remark  id="s2b24c81l12" />                          ภัณฑนสูตร
			<remark  id="s2b24c81l13" />     [๕๐] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวันอารามของท่านอนาถ
			<remark  id="s2b24c81l14" />บิณฑิกเศรษฐี ใกล้พระนครสาวัตถี ก็สมัยนั้นแล ภิกษุมากด้วยกันกลับจากบิณฑบาตในเวลา
			<remark  id="s2b24c81l15" />ภายหลังภัต นั่งประชุมกันที่หอฉัน เกิดหมายมั่นก่อความทะเลาะวิวาทกันขึ้น ทิ่มแทงกัน
			<remark  id="s2b24c81l16" />และกันด้วยหอก คือ ปากครั้นเวลาเย็น พระผู้มีพระภาคเสด็จออกจากที่เร้น เสด็จเข้าไปยังหอฉัน 
			<remark  id="s2b24c81l17" />แล้วประทับนั่งบนอาสนะที่ปูลาดไว้ ครั้นแล้วได้ตรัสถามภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
			<remark  id="s2b24c81l18" />บัดนี้ เธอทั้งหลายนั่งประชุมสนทนากันด้วยเรื่องอะไรหนอ และเรื่องอะไรอันเธอทั้งหลายพัก
			<remark  id="s2b24c81l19" />ค้างไว้ในระหว่าง ภิกษุเหล่านั้นกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอประทานพระวโรกาส 
			<remark  id="s2b24c81l20" />ข้าพระองค์ทั้งหลายกลับจากบิณฑบาตในเวลาภายหลังภัต นั่งประชุมกันที่หอฉัน เกิดความ
			<remark  id="s2b24c81l21" />หมายมั่นก่อความทะเลาะวิวาทกันขึ้น ทิ่มแทงกันและกันด้วยหอก คือ ปากอยู่ ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b24c82" >
		<para id="s2b24c82p">
			<remark  id="s2b24c82l1" />     พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย การที่เธอทั้งหลายเกิดความหมายมั่นก่อ
			<remark  id="s2b24c82l2" />ความทะเลาะวิวาทกันขึ้น ทิ่มแทงกันและกันด้วยหอก คือ ปากอยู่นี้เป็นกรรมไม่สมควร
			<remark  id="s2b24c82l3" />แก่เธอทั้งหลาย ผู้เป็นกุลบุตรออกบวชเป็นบรรพชิตด้วยศรัทธา ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๑๐ 
			<remark  id="s2b24c82l4" />ประการนี้ เป็นที่ตั้งแห่งความระลึกถึงกันทำให้เป็นที่รัก ที่เคารพกัน ย่อมเป็นไปเพื่อ
			<remark  id="s2b24c82l5" />ความสงเคราะห์กันและกัน ไม่วิวาทกันสามัคคีเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ธรรม ๑๐ ประการ
			<remark  id="s2b24c82l6" />เป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลายภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีศีล สำรวมแล้วในปาติโมกขสังวร 
			<remark  id="s2b24c82l7" />ถึงพร้อมด้วยอาจาระและโคจร มีปรกติเห็นภัยในโทษมีประมาณน้อย สมาทานศึกษาอยู่ใน
			<remark  id="s2b24c82l8" />สิกขาบททั้งหลาย ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อที่ภิกษุเป็นผู้มีศีล ฯลฯ แม้นี้ เป็นธรรมที่ตั้งแห่งความ
			<remark  id="s2b24c82l9" />ระลึกถึงกัน ทำให้เป็นที่รัก ที่เคารพกัน เป็นไปเพื่อความสงเคราะห์กันและกัน ไม่วิวาทกัน 
			<remark  id="s2b24c82l10" />สามัคคีเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ฯ
			<remark  id="s2b24c82l11" />     อีกประการหนึ่ง ภิกษุเป็นพหูสูต ทรงสุตะ สั่งสมสุตะ เป็นผู้ได้สดับมามาก ทรงไว้ 
			<remark  id="s2b24c82l12" />คล่องปาก ขึ้นใจ แทงตลอดด้วยดีด้วยทิฐิ ซึ่งธรรมทั้งหลายอันงามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง 
			<remark  id="s2b24c82l13" />งามในที่สุด ประกาศพรหมจรรย์พร้อมทั้งอรรถทั้งพยัญชนะ บริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิง ดูกรภิกษุ
			<remark  id="s2b24c82l14" />ทั้งหลาย ข้อที่ภิกษุเป็นพหูสูต ฯลฯ นี้เป็นธรรมที่ตั้งแห่งความระลึกถึงกัน ทำให้เป็นที่รัก ที่เคารพ
			<remark  id="s2b24c82l15" />กัน ย่อมเป็นไปเพื่อความสงเคราะห์กันและกัน ไม่วิวาทกัน สามัคคีเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ฯ
			<remark  id="s2b24c82l16" />     อีกประการหนึ่ง ภิกษุเป็นผู้มีมิตรดี มีสหายดี มีเพื่อนดี ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อที่ภิกษุ
			<remark  id="s2b24c82l17" />เป็นผู้มีมิตรดี มีสหายดี มีเพื่อนดีนี้ เป็นธรรมที่ตั้งแห่งความระลึกถึงกันและกัน ทำให้เป็น
			<remark  id="s2b24c82l18" />ที่รัก ที่เคารพกัน ย่อมเป็นไปเพื่อความสงเคราะห์กันและกัน ไม่วิวาทกัน สามัคคีเป็น
			<remark  id="s2b24c82l19" />อันหนึ่งอันเดียวกัน ฯ
			<remark  id="s2b24c82l20" />     อีกประการหนึ่ง ภิกษุเป็นผู้ว่าง่าย ประกอบด้วยธรรมเครื่องทำให้เป็นผู้ว่าง่าย เป็นผู้
			<remark  id="s2b24c82l21" />อดทน มีปรกติรับคำพร่ำสอนโดยเคารพ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อที่ภิกษุเป็นผู้ว่าง่าย ฯลฯ นี้ 
			<remark  id="s2b24c82l22" />เป็นธรรมที่ตั้งแห่งความระลึกถึงกันและกัน ทำให้เป็นที่รักที่เคารพกัน ย่อมเป็นไปเพื่อความ
			<remark  id="s2b24c82l23" />สงเคราะห์กันและกัน ไม่วิวาทกันสามัคคีเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ฯ
			<remark  id="s2b24c82l24" />     อีกประการหนึ่ง ภิกษุเป็นผู้ขยันไม่เกียจคร้านในกรณียกิจทั้งสูงทั้งต่ำของเพื่อนพรหม
			<remark  id="s2b24c82l25" />จรรย์ทั้งหลาย ประกอบด้วยปัญญาเป็นเครื่องพิจารณาอันเป็นอุบายในกรณียกิจนั้น เป็นผู้สามารถ
			<remark  id="s2b24c82l26" />เพื่อทำ เพื่อจัดได้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อที่ภิกษุเป็นผู้ขยันไม่เกียจคร้านในกรณียกิจทั้งสูงทั้งต่ำ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b24c83" >
		<para id="s2b24c83p">
			<remark  id="s2b24c83l1" />ของเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลายฯลฯ นี้ เป็นธรรมที่ตั้งแห่งความระลึกถึงกันและกัน ทำให้เป็น
			<remark  id="s2b24c83l2" />ที่รัก ที่เคารพกันย่อมเป็นไปเพื่อความสงเคราะห์กันและกัน ไม่วิวาทกันสามัคคีเป็นอันหนึ่ง
			<remark  id="s2b24c83l3" />อันเดียวกัน ฯ
			<remark  id="s2b24c83l4" />     อีกประการหนึ่ง ภิกษุมีความใคร่ในธรรม เป็นผู้ฟังและแสดงธรรมอันเป็นที่รัก มีความ
			<remark  id="s2b24c83l5" />ปราโมทย์อย่างยิ่งในอภิธรรม ในอภิวินัย ดูกรภิกษุทั้งหลายข้อที่ภิกษุเป็นผู้มีความใคร่ในธรรม ฯลฯ 
			<remark  id="s2b24c83l6" />นี้ เป็นธรรมที่ตั้งแห่งความระลึกถึงกันและกัน ทำให้เป็นที่รัก ที่เคารพกัน เป็นไปเพื่อความ
			<remark  id="s2b24c83l7" />สงเคราะห์กันและกันไม่วิวาทกัน สามัคคีเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ฯ
			<remark  id="s2b24c83l8" />     อีกประการหนึ่ง ภิกษุผู้ปรารภความเพียรเพื่อละอกุศลธรรมทั้งหลายเพื่อความถึงพร้อม
			<remark  id="s2b24c83l9" />แห่งกุศลธรรมทั้งหลาย เป็นผู้มีกำลัง มีความบากบั่นมั่นคงไม่ทอดธุระในกุศลธรรมทั้งหลาย 
			<remark  id="s2b24c83l10" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อที่ภิกษุเป็นผู้ปรารภความเพียร ฯลฯ นี้ เป็นธรรมที่ตั้งแห่งความระลึก
			<remark  id="s2b24c83l11" />ถึงกันและกัน ทำให้เป็นที่รักที่เคารพกัน ย่อมเป็นไปเพื่อความสงเคราะห์กันและกัน ไม่วิวาท
			<remark  id="s2b24c83l12" />กัน สามัคคีเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ฯ
			<remark  id="s2b24c83l13" />     อีกประการหนึ่ง ภิกษุเป็นผู้สันโดษด้วยจีวร บิณฑบาต เสนาสนะและเภสัชบริขาร
			<remark  id="s2b24c83l14" />อันเป็นปัจจัยแก่คนไข้ ตามมีตามได้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อที่ภิกษุเป็นผู้สันโดษด้วยจีวร 
			<remark  id="s2b24c83l15" />บิณฑบาต เสนาสนะ และเภสัชบริขารอันเป็นปัจจัยของคนไข้ตามมีตามได้นี้ เป็นธรรมที่ตั้ง
			<remark  id="s2b24c83l16" />แห่งความระลึกถึงกันและกัน ทำให้เป็นที่รัก ที่เคารพกัน ย่อมเป็นไปเพื่อความสงเคราะห์กัน
			<remark  id="s2b24c83l17" />และกัน ไม่วิวาทกัน สามัคคีเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ฯ
			<remark  id="s2b24c83l18" />     อีกประการหนึ่ง ภิกษุเป็นผู้มีสติ คือ ประกอบด้วยสติเป็นเครื่องรักษาตนอย่างยิ่ง 
			<remark  id="s2b24c83l19" />ระลึกนึกถึงกิจที่ทำและคำที่พูดแม้นานได้ ดูกรภิกษุทั้งหลายข้อที่ภิกษุเป็นผู้มีสติ ฯลฯ นี้ เป็น
			<remark  id="s2b24c83l20" />ธรรมที่ตั้งแห่งความระลึกถึงกันและกันทำให้เป็นที่รัก ที่เคารพกัน ย่อมเป็นไปเพื่อความ
			<remark  id="s2b24c83l21" />สงเคราะห์กันและกัน ไม่วิวาทกันสามัคคีเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ฯ
			<remark  id="s2b24c83l22" />     อีกประการหนึ่ง ภิกษุเป็นผู้มีปัญญา คือ ประกอบด้วยปัญญาเครื่องพิจารณาเห็นความ
			<remark  id="s2b24c83l23" />เกิด ดับ เป็นอริยะ ชำแรกกิเลส ให้ถึงความสิ้นทุกข์โดยชอบดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อที่ภิกษุเป็น
			<remark  id="s2b24c83l24" />ผู้มีปัญญา ฯลฯ นี้ เป็นธรรมที่ตั้งแห่งความระลึกถึงกันและกัน ทำให้เป็นที่รัก ที่เคารพกัน 
			<remark  id="s2b24c83l25" />ย่อมเป็นไปเพื่อความสงเคราะห์กันและกัน ไม่วิวาทกัน สามัคคีเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b24c84" >
		<para id="s2b24c84p">
			<remark  id="s2b24c84l1" />     ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๑๐ ประการนี้แล เป็นที่ตั้งแห่งความระลึกถึงกันและกัน ทำ
			<remark  id="s2b24c84l2" />ให้เป็นที่รักที่เคารพกัน ย่อมเป็นไปเพื่อความสงเคราะห์กันและกัน ไม่วิวาทกัน สามัคคีเป็น
			<remark  id="s2b24c84l3" />อันหนึ่งอันเดียวกัน ฯ
			<remark  id="s2b24c84l4" />                         จบสูตรที่ ๑๐
			<remark  id="s2b24c84l5" />                       จบอักโกสวรรคที่ ๕
			<remark  id="s2b24c84l6" />                    ____________________
			<remark  id="s2b24c84l7" />                   รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
			<remark  id="s2b24c84l8" />     ๑. วิวาทสูตร 			๒. วิวาทมูลสูตรที่ ๑ 
			<remark  id="s2b24c84l9" />     ๓. วิวาทมูลสูตรที่ ๒	๔. กุสินาราสูตร 
			<remark  id="s2b24c84l10" />     ๕. ปเวสนสูตร 		๖. สักกสูตร 
			<remark  id="s2b24c84l11" />     ๗. มหาลิสูตร			๘. อภิณหปัจจเวกขณธรรมสูตร 
			<remark  id="s2b24c84l12" />     ๙. สรีรัฏฐธรรมสูตร 	๑๐. ภัณฑนสูตร ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b24c85" >
		<para id="s2b24c85p">
			<remark  id="s2b24c85l1" />                         ปัณณาสก์ที่ ๒
			<remark  id="s2b24c85l2" />                        สจิตตวรรคที่ ๑
			<remark  id="s2b24c85l3" />                          สจิตตสูตร
			<remark  id="s2b24c85l4" />     [๕๑] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวันอารามของท่าน
			<remark  id="s2b24c85l5" />อนาถบิณฑิกเศรษฐี ใกล้พระนครสาวัตถี ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า
			<remark  id="s2b24c85l6" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระผู้มีพระภาคแล้ว พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า 
			<remark  id="s2b24c85l7" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย หากว่าภิกษุไม่เป็นผู้ฉลาดในวารจิตของผู้อื่นไซร้ เมื่อเป็นเช่นนั้น เธอ
			<remark  id="s2b24c85l8" />ทั้งหลายพึงศึกษาว่า เราทั้งหลายจักเป็นผู้ฉลาดในวารจิตของตน ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลาย
			<remark  id="s2b24c85l9" />พึงศึกษาอย่างนี้แล ฯ
			<remark  id="s2b24c85l10" />     ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุย่อมเป็นผู้ฉลาดในวารจิตของตนอย่างไร ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
			<remark  id="s2b24c85l11" />เปรียบเหมือนสตรีหรือบุรุษที่เป็นหนุ่มสาว มีปรกติชอบแต่งตัว ส่องดูเงาหน้าของตนในคันฉ่อง
			<remark  id="s2b24c85l12" />อันบริสุทธิ์หมดจด หรือในภาชนะน้ำอันใส ถ้าเห็นธุลีหรือจุดดำที่หน้านั้น ก็พยายามเพื่อขจัด
			<remark  id="s2b24c85l13" />ธุลีหรือจุดดำนั้นเสีย หากว่าเราไม่เห็นธุลีหรือจุดดำที่หน้านั้น ก็ย่อมดีใจ มีความดำริอันบริบูรณ์
			<remark  id="s2b24c85l14" />ด้วยเหตุนั้นแลว่า เป็นลาภของเราหนอ หน้าของเราบริสุทธิ์แล้วหนอ แม้ฉันใด ดูกรภิกษุ
			<remark  id="s2b24c85l15" />ทั้งหลายการพิจารณาของภิกษุว่า เราเป็นผู้มีอภิชฌาอยู่โดยมาก หรือหนอ หรือว่าเราไม่เป็นผู้มี
			<remark  id="s2b24c85l16" />อภิชฌาอยู่โดยมาก เราเป็นผู้มีจิตพยาบาทอยู่โดยมากหรือหนอ หรือว่าเราไม่เป็นผู้มีจิตไม่
			<remark  id="s2b24c85l17" />พยาบาทอยู่โดยมาก เราเป็นผู้อันถีนมิทธะกลุ้มรุมอยู่โดยมากหรือหนอ หรือว่าเราเป็นผู้ปราศจาก
			<remark  id="s2b24c85l18" />ถีนมิทธะอยู่โดยมาก เราเป็นผู้ฟุ้งซ่านอยู่โดยมากหรือหนอ หรือว่าเราเป็นผู้ไม่ฟุ้งซ่านอยู่โดยมาก
			<remark  id="s2b24c85l19" />เราเป็นผู้มีความสงสัยอยู่โดยมากหรือหนอ หรือว่าเราเป็นผู้ข้ามพ้นความสงสัยได้โดยมาก เรา
			<remark  id="s2b24c85l20" />เป็นผู้โกรธอยู่โดยมากหรือหนอ หรือว่าเราเป็นผู้ไม่โกรธอยู่โดยมาก เราเป็นผู้มีจิตเศร้าหมอง
			<remark  id="s2b24c85l21" />อยู่โดยมากหรือหนอ หรือว่าเราเป็นผู้มีจิตไม่เศร้าหมองอยู่โดยมาก เราเป็นผู้มีกายอันปรารภ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b24c86" >
		<para id="s2b24c86p">
			<remark  id="s2b24c86l1" />แรงกล้าอยู่โดยมากหรือหนอ หรือว่าเราเป็นผู้มีกายอันมิได้ปรารภแรงกล้าอยู่โดยมาก เราเป็นผู้
			<remark  id="s2b24c86l2" />เกียจคร้านอยู่โดยมากหรือหนอ หรือว่าเราเป็นผู้ปรารภความเพียรอยู่โดยมาก เราเป็นผู้มีจิตไม่
			<remark  id="s2b24c86l3" />ตั้งมั่นอยู่โดยมากหรือหนอหรือว่าเราเป็นผู้มีจิตตั้งมั่นอยู่โดยมาก ดังนี้ ย่อมเป็นอุปการะมากใน
			<remark  id="s2b24c86l4" />กุศลธรรมทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือนกันแล ฯ
			<remark  id="s2b24c86l5" />     ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าว่าภิกษุเมื่อพิจารณาอยู่ ย่อมรู้อย่างนี้ว่า เราเป็นผู้มีอภิชฌาอยู่
			<remark  id="s2b24c86l6" />โดยมาก เป็นผู้มีจิตพยาบาทอยู่โดยมาก เป็นผู้อันถีนมิทธะกลุ้มรุมอยู่โดยมาก เป็นผู้ฟุ้งซ่าน
			<remark  id="s2b24c86l7" />อยู่โดยมาก เป็นผู้มีความสงสัยอยู่โดยมาก เป็นผู้มีความโกรธอยู่โดยมาก เป็นผู้มีจิตเศร้าหมอง
			<remark  id="s2b24c86l8" />อยู่โดยมาก เป็นผู้มีกายอันปรารภแรงกล้าอยู่โดยมาก เป็นผู้เกียจคร้านอยู่โดยมาก เป็นผู้มีจิต
			<remark  id="s2b24c86l9" />ไม่ตั้งมั่นอยู่โดยมาก ดังนี้ไซร้ ภิกษุนั้นควรทำความพอใจ ความพยายาม ความอุตสาหะความ
			<remark  id="s2b24c86l10" />ขะมักเขม้น ความไม่ท้อถอย สติและสัมปชัญญะ ให้มีประมาณยิ่ง เพื่อละธรรมทั้งหลาย ที่
			<remark  id="s2b24c86l11" />เป็นบาปอกุศลเหล่านั้น ฯ
			<remark  id="s2b24c86l12" />     ดูกรภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนบุคคลผู้มีผ้าอันไฟไหม้ หรือมีศีรษะอันไฟไหม้ พึงทำ
			<remark  id="s2b24c86l13" />ความพอใจ ความพยายาม ความอุตสาหะ ความขะมักเขม้นความไม่ท้อถอย สติและสัมปชัญญะ
			<remark  id="s2b24c86l14" />ให้มีประมาณยิ่ง เพื่อดับไฟไหม้ผ้าหรือไฟไหม้ศีรษะนั้น ฉันใด ภิกษุนั้น ก็พึงทำความพอใจ 
			<remark  id="s2b24c86l15" />ความพยายาม ความอุตสาหะ ความขะมักเขม้น ความไม่ท้อถอย สติและสัมปชัญญะ ให้
			<remark  id="s2b24c86l16" />มีประมาณยิ่งเพื่อละธรรมทั้งหลายที่เป็นบาปเป็นอกุศลเหล่านั้น ฉันนั้นเหมือนกัน ฯ
			<remark  id="s2b24c86l17" />     ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ถ้าว่าภิกษุเมื่อพิจารณาอยู่ ย่อมรู้อย่างนี้ว่า เราเป็นผู้ไม่มีอภิชฌาอยู่
			<remark  id="s2b24c86l18" />โดยมาก เป็นผู้มีจิตไม่พยาบาทอยู่โดยมาก เป็นผู้ปราศจากถีนมิทธะอยู่โดยมาก เป็นผู้ไม่ฟุ้งซ่าน
			<remark  id="s2b24c86l19" />อยู่โดยมาก เป็นผู้ข้ามพ้นความสงสัยอยู่โดยมากเป็นผู้ไม่โกรธอยู่โดยมาก เป็นผู้มีจิตไม่
			<remark  id="s2b24c86l20" />เศร้าหมองอยู่โดยมาก เป็นผู้มีกายอันมิได้ปรารภแรงกล้าอยู่โดยมาก เป็นผู้ปรารภความเพียรอยู่
			<remark  id="s2b24c86l21" />โดยมาก เป็นผู้มีจิตตั้งมั่นอยู่โดยมากดังนี้ไซร้ ภิกษุนั้นควรตั้งอยู่ในกุศลธรรมเหล่านั้นแล้ว 
			<remark  id="s2b24c86l22" />พึงทำความเพียรเพื่อความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลายให้ยิ่งขึ้นไป ฯ
			<remark  id="s2b24c86l23" />                          จบสูตรที่ ๑
		</para>
	</section>
	<section id="s2b24c87" >
		<para id="s2b24c87p">
			<remark  id="s2b24c87l1" />                         สาริปุตตสูตร
			<remark  id="s2b24c87l2" />     [๕๒] ณ ที่นั้นแล ท่านพระสารีบุตรเรียกภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย 
			<remark  id="s2b24c87l3" />ภิกษุเหล่านั้นรับคำท่านพระสารีบุตรแล้ว ท่านพระสารีบุตรได้กล่าวว่า ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย 
			<remark  id="s2b24c87l4" />ถ้าว่าภิกษุไม่เป็นผู้ฉลาดในวารจิตของผู้อื่นไซร้เมื่อเป็นอย่างนั้น ภิกษุนั้นพึงศึกษาว่า เราจักเป็น
			<remark  id="s2b24c87l5" />ผู้ฉลาดในวารจิตของตน ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ท่านทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้แล ฯ
			<remark  id="s2b24c87l6" />     ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุเป็นผู้ฉลาดในวารจิตของตนอย่างไรดูกรท่านผู้มีอายุ
			<remark  id="s2b24c87l7" />ทั้งหลาย เปรียบเหมือนสตรีหรือบุรุษที่เป็นหนุ่มสาว มีปรกติชอบแต่งตัว ส่องดูเงาหน้าของตน
			<remark  id="s2b24c87l8" />ในคันฉ่องอันบริสุทธิ์หมดจด หรือในภาชนะน้ำอันใส ถ้าเห็นธุลีหรือจุดดำที่หน้านั้น ก็พยายาม
			<remark  id="s2b24c87l9" />เพื่อขจัดธุลีหรือจุดดำนั้นเสียหากว่าไม่เห็นธุลีหรือจุดดำที่หน้านั้น ก็ย่อมดีใจ มีความดำริอัน
			<remark  id="s2b24c87l10" />บริบูรณ์ด้วยเหตุนั้นแลว่า เป็นลาภของเราหนอ หน้าของเราบริสุทธิ์แล้วหนอ แม้ฉันใด
			<remark  id="s2b24c87l11" />ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย การพิจารณาของภิกษุว่า เราเป็นผู้มีอภิชฌาอยู่โดยมากหรือหนอ หรือ
			<remark  id="s2b24c87l12" />ว่าเราเป็นผู้ไม่มีอภิชฌาอยู่โดยมาก เราเป็นผู้มีจิตพยาบาทอยู่โดยมากหรือหนอ หรือว่าเราเป็นผู้มี
			<remark  id="s2b24c87l13" />จิตไม่พยาบาทอยู่โดยมาก เราเป็นผู้อันถีนมิทธะกลุ้มรุมอยู่โดยมากหรือหนอ หรือว่าเราเป็นผู้
			<remark  id="s2b24c87l14" />ปราศจากถีนมิทธะอยู่โดยมาก เราเป็นผู้ฟุ้งซ่านอยู่โดยมากหรือหนอ หรือว่าเราเป็นผู้ไม่ฟุ้งซ่าน
			<remark  id="s2b24c87l15" />อยู่โดยมาก เราเป็นผู้มีความสงสัยอยู่โดยมากหรือหนอ หรือว่าเราเป็นผู้ข้ามพ้นความสงสัยอยู่
			<remark  id="s2b24c87l16" />โดยมากเราเป็นผู้มีความโกรธอยู่โดยมากหรือหนอ หรือว่าเราเป็นผู้ไม่มีความโกรธอยู่โดยมาก
			<remark  id="s2b24c87l17" />เราเป็นผู้มีจิตเศร้าหมองอยู่โดยมากหรือหนอ หรือว่าเราเป็นผู้มีจิตไม่เศร้าหมองอยู่โดยมาก เรา
			<remark  id="s2b24c87l18" />เป็นผู้มีกายอันปรารภแรงกล้าอยู่โดยมากหรือหนอหรือว่าเราเป็นผู้มีกายอันมิได้ปรารภแรงกล้าอยู่
			<remark  id="s2b24c87l19" />โดยมาก เราเป็นผู้เกียจคร้านอยู่โดยมากหรือหนอ หรือว่าเราเป็นผู้ปรารภความเพียรอยู่โดยมาก
			<remark  id="s2b24c87l20" />เราเป็นผู้มีจิตตั้งมั่นอยู่โดยมากหรือหนอ หรือว่าเราเป็นผู้มีจิตไม่ตั้งมั่นอยู่โดยมาก ดังนี้ ย่อมเป็น
			<remark  id="s2b24c87l21" />อุปการะมากในกุศลธรรมทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือนกันแล ฯ
			<remark  id="s2b24c87l22" />     ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ถ้าว่าภิกษุเมื่อพิจารณาอยู่ ย่อมรู้อย่างนี้ว่า เราเป็นผู้มีอภิชฌา
			<remark  id="s2b24c87l23" />อยู่โดยมาก ฯลฯ เป็นผู้มีจิตไม่ตั้งมั่นอยู่โดยมาก ดังนี้ไซร้ ภิกษุนั้นควรทำความพอใจ ความ
			<remark  id="s2b24c87l24" />พยายาม ความอุตสาหะ ความขะมักเขม้น ความไม่ท้อถอย สติและสัมปชัญญะ ให้มีประมาณ
			<remark  id="s2b24c87l25" />ยิ่ง เพื่อละธรรมทั้งหลายที่เป็นบาปอกุศลเหล่านั้น ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b24c88" >
		<para id="s2b24c88p">
			<remark  id="s2b24c88l1" />     ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย เปรียบเหมือนบุคคลผู้มีผ้าอันไฟไหม้ หรือมีศีรษะอันไฟไหม้ 
			<remark  id="s2b24c88l2" />พึงทำความพอใจ ความพยายาม ความอุตสาหะ ความขะมักเขม้นความไม่ท้อถอย สติและ
			<remark  id="s2b24c88l3" />สัมปชัญญะ ให้มีประมาณยิ่ง เพื่อดับไฟไหม้ผ้าหรือไฟไหม้ศีรษะนั้น ฉันใด ภิกษุพึงทำความ
			<remark  id="s2b24c88l4" />พอใจ ความพยายาม ความอุตสาหะ ความขะมักเขม้น ความไม่ท้อถอย สติและสัมปชัญญะ 
			<remark  id="s2b24c88l5" />ให้มีประมาณยิ่ง เพื่อละธรรมทั้งหลายที่เป็นบาปอกุศลเหล่านั้น ฉันนั้นเหมือนกัน ฯ
			<remark  id="s2b24c88l6" />     ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ถ้าว่าภิกษุเมื่อพิจารณาอยู่ย่อมรู้อย่างนี้ว่า เราเป็นผู้ไม่มีอภิชฌา
			<remark  id="s2b24c88l7" />อยู่โดยมาก ฯลฯ เป็นผู้มีจิตตั้งมั่นอยู่โดยมาก ดังนี้ไซร้ภิกษุนั้นควรตั้งอยู่ในกุศลธรรมเหล่านั้น
			<remark  id="s2b24c88l8" />แล้ว พึงทำความเพียรเพื่อความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลายให้ยิ่งขึ้นไป ฯ
			<remark  id="s2b24c88l9" />                          จบสูตรที่ ๒
			<remark  id="s2b24c88l10" />                           ฐิติสูตร
			<remark  id="s2b24c88l11" />     [๕๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราไม่สรรเสริญแม้ซึ่งความตั้งอยู่ในกุศลธรรมทั้งหลาย ไฉน
			<remark  id="s2b24c88l12" />จะสรรเสริญความเสื่อมรอบในกุศลธรรมทั้งหลายเล่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย แต่เราสรรเสริญความ
			<remark  id="s2b24c88l13" />เจริญในกุศลธรรมทั้งหลาย มิใช่ความตั้งอยู่มิใช่ความเสื่อมในกุศลธรรมทั้งหลาย ฯ
			<remark  id="s2b24c88l14" />     ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความเสื่อมในกุศลธรรมทั้งหลาย มิใช่ความตั้งอยู่มิใช่ความเจริญ
			<remark  id="s2b24c88l15" />อย่างไร ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีศรัทธาศีล สุตะ จาคะ ปัญญา 
			<remark  id="s2b24c88l16" />ปฏิภาณเท่าไร ธรรมเหล่านั้นของภิกษุนั้นย่อมไม่ตั้งอยู่ ย่อมไม่เจริญขึ้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
			<remark  id="s2b24c88l17" />เรากล่าวข้อนี้ว่า เป็นความเสื่อมในกุศลธรรมทั้งหลาย มิใช่ความตั้งอยู่ มิใช่ความเจริญ 
			<remark  id="s2b24c88l18" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความเสื่อมในกุศลธรรมทั้งหลายมีอยู่ มิใช่ความตั้งอยู่ มิใช่ความเจริญ 
			<remark  id="s2b24c88l19" />อย่างนี้แล ฯ
			<remark  id="s2b24c88l20" />     ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความตั้งอยู่ในกุศลธรรมทั้งหลาย มิใช่ความเสื่อมมิใช่ความเจริญ
			<remark  id="s2b24c88l21" />อย่างไร ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีศรัทธาศีล สุตะ จาคะ ปัญญา 
			<remark  id="s2b24c88l22" />ปฏิภาณเท่าไร ธรรมเหล่านั้นของภิกษุนั้นย่อมไม่เสื่อมย่อมไม่เจริญขึ้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b24c89" >
		<para id="s2b24c89p">
			<remark  id="s2b24c89l1" />เรากล่าวข้อนี้ว่า เป็นความตั้งอยู่ในกุศลธรรมทั้งหลาย มิใช่ความเสื่อม มิใช่ความเจริญ ดูกร
			<remark  id="s2b24c89l2" />ภิกษุทั้งหลาย ความตั้งอยู่ในกุศลธรรมทั้งหลาย มิใช่ความเสื่อม มิใช่ความเจริญ อย่างนี้แล ฯ
			<remark  id="s2b24c89l3" />     ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความเจริญในกุศลธรรมทั้งหลาย มิใช่ความตั้งอยู่มิใช่ความเสื่อม
			<remark  id="s2b24c89l4" />อย่างไร ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีศรัทธาศีล สุตะ จาคะ ปัญญา 
			<remark  id="s2b24c89l5" />ปฏิภาณเท่าไร ธรรมเหล่านั้นของภิกษุย่อมไม่ตั้งอยู่ย่อมไม่เสื่อม ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าว
			<remark  id="s2b24c89l6" />ข้อนี้ว่า เป็นความเจริญในกุศลธรรมทั้งหลาย มิใช่ความตั้งอยู่ มิใช่ความเสื่อม ดูกรภิกษุ
			<remark  id="s2b24c89l7" />ทั้งหลาย ความเจริญในกุศลธรรมทั้งหลาย มิใช่ความตั้งอยู่ มิใช่ความเสื่อม อย่างนี้แล ดูกร
			<remark  id="s2b24c89l8" />ภิกษุทั้งหลาย หากว่าภิกษุไม่เป็นผู้ฉลาดในวารจิตของผู้อื่นไซร้ เมื่อเป็นอย่างนั้นภิกษุนั้น
			<remark  id="s2b24c89l9" />พึงศึกษาว่า เราจักเป็นผู้ฉลาดในวารจิตของตน ดูกรภิกษุทั้งหลายเธอทั้งหลายพึงศึกษาอย่าง
			<remark  id="s2b24c89l10" />นี้แล ฯ
			<remark  id="s2b24c89l11" />     ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุเป็นผู้ฉลาดในวารจิตของตนอย่างไร ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
			<remark  id="s2b24c89l12" />เปรียบเหมือนสตรีหรือบุรุษที่เป็นหนุ่มสาว มีปรกติชอบแต่งตัว ส่องดูเงาหน้าของตนในคันฉ่อง
			<remark  id="s2b24c89l13" />อันบริสุทธิ์หมดจด หรือในภาชนะน้ำอันใส ถ้าเห็นธุลีหรือจุดดำที่หน้านั้น ก็พยายามเพื่อขจัดธุลี
			<remark  id="s2b24c89l14" />หรือจุดดำนั้นเสีย ถ้าว่าไม่เห็นธุลีหรือจุดดำที่หน้านั้น ก็ย่อมดีใจ มีความดำริอันบริบูรณ์ด้วย
			<remark  id="s2b24c89l15" />เหตุนั้นแลว่า เป็นลาภของเราหนอ หน้าของเราบริสุทธิ์แล้วหนอ แม้ฉันใด ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
			<remark  id="s2b24c89l16" />การพิจารณาของภิกษุว่า เราเป็นผู้มีอภิชฌาอยู่โดยมากหรือหนอ หรือว่าเราเป็นผู้ไม่มีอภิชฌาอยู่
			<remark  id="s2b24c89l17" />โดยมาก ... เราเป็นผู้มีจิตไม่ตั้งมั่นอยู่โดยมากหรือหนอ หรือว่าเราเป็นผู้มีจิตตั้งมั่นอยู่โดยมาก
			<remark  id="s2b24c89l18" />ดังนี้ ย่อมเป็นอุปการะมากในกุศลธรรมทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือนกันแล ฯ
			<remark  id="s2b24c89l19" />     ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าว่าภิกษุเมื่อพิจารณาอยู่ ย่อมรู้อย่างนี้ว่า เราเป็นผู้มี อภิชฌาอยู่
			<remark  id="s2b24c89l20" />โดยมาก ... เป็นผู้มีจิตไม่ตั้งมั่นอยู่โดยมาก ดังนี้ไซร้ ภิกษุนั้นควรทำความพอใจ ความพยายาม 
			<remark  id="s2b24c89l21" />ความอุตสาหะ ความขะมักเขม้น ความไม่ท้อถอยสติและสัมปชัญญะให้มีประมาณยิ่ง เพื่อ
			<remark  id="s2b24c89l22" />ละธรรมทั้งหลายที่เป็นบาปอกุศลเหล่านั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนบุคคลมีผ้าอันไฟไหม้ 
			<remark  id="s2b24c89l23" />หรือมีศีรษะอันไฟไหม้ พึงทำความพอใจ ความพยายาม ความอุตสาหะ ความขะมักเขม้น 
			<remark  id="s2b24c89l24" />ความไม่ท้อถอย สติและสัมปชัญญะ ให้มีประมาณยิ่ง เพื่อดับไฟไหม้ผ้าหรือไฟไหม้ศีรษะนั้น 
			<remark  id="s2b24c89l25" />ฉันใด ภิกษุนั้นพึงทำความพอใจ ความพยายาม ความอุตสาหะความขะมักเขม้น ความไม่
		</para>
	</section>
	<section id="s2b24c90" >
		<para id="s2b24c90p">
			<remark  id="s2b24c90l1" />ท้อถอย สติและสัมปชัญญะ ให้มีประมาณยิ่ง เพื่อละธรรมทั้งหลายที่เป็นบาปอกุศลเหล่านั้น 
			<remark  id="s2b24c90l2" />ฉันนั้นเหมือนกัน ฯ
			<remark  id="s2b24c90l3" />     ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ถ้าภิกษุเมื่อพิจารณาอยู่ย่อมรู้อย่างนี้ว่า เราเป็นผู้ไม่มีอภิชฌาอยู่
			<remark  id="s2b24c90l4" />โดยมาก ... เป็นผู้มีจิตตั้งมั่นอยู่โดยมาก ดังนี้ไซร้ ภิกษุนั้นควรตั้งอยู่ในกุศลธรรมเหล่านั้นแล้ว 
			<remark  id="s2b24c90l5" />พึงทำความเพียรเพื่อความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลายให้ยิ่งขึ้นไป ฯ
			<remark  id="s2b24c90l6" />                          จบสูตรที่ ๓
			<remark  id="s2b24c90l7" />                           สมถสูตร
			<remark  id="s2b24c90l8" />     [๕๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย หากว่าภิกษุไม่เป็นผู้ฉลาดในวารจิตของผู้อื่นเมื่อเป็นเช่นนั้น 
			<remark  id="s2b24c90l9" />ภิกษุนั้นพึงศึกษาว่า เราจักเป็นผู้ฉลาดในวารจิตของตน ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายพึงศึกษา
			<remark  id="s2b24c90l10" />อย่างนี้แล ฯ
			<remark  id="s2b24c90l11" />     ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเป็นผู้ฉลาดในวารจิตของตนอย่างไร ดูกรภิกษุทั้งหลาย เปรียบ
			<remark  id="s2b24c90l12" />เหมือนสตรีหรือบุรุษที่เป็นหนุ่มสาว มีปรกติชอบแต่งตัว ส่องดูเงาหน้าของตนในคันฉ่องอัน
			<remark  id="s2b24c90l13" />บริสุทธิ์หมดจด หรือในภาชนะน้ำอันใส ถ้าเห็นธุลีหรือจุดดำที่หน้านั้น ก็ย่อมพยายามกำจัด
			<remark  id="s2b24c90l14" />ธุลีหรือจุดดำนั้นเสีย ถ้าไม่เห็นธุลีหรือจุดดำที่หน้านั้น ย่อมดีใจ มีความดำริอันบริบูรณ์
			<remark  id="s2b24c90l15" />ด้วยเหตุนั้นแลว่า เป็นลาภของเราหนอ หน้าของเราบริสุทธิ์แล้วหนอ แม้ฉันใด ดูกรภิกษุ
			<remark  id="s2b24c90l16" />ทั้งหลาย การพิจารณาของภิกษุว่า เราเป็นผู้ได้ความสงบจิตภายในหรือหนอ หรือว่าไม่เป็นผู้ได้
			<remark  id="s2b24c90l17" />ความสงบจิตภายใน เราเป็นผู้ได้ความเห็นแจ้งธรรมด้วยปัญญาอันยิ่งหรือหนอ หรือว่าเราไม่
			<remark  id="s2b24c90l18" />เป็นผู้ได้ความเห็นแจ้งธรรมด้วยปัญญาอันยิ่ง ดังนี้ ย่อมเป็นอุปการะมากในกุศลธรรมทั้งหลาย 
			<remark  id="s2b24c90l19" />ฉันนั้นเหมือนกันแล ฯ
			<remark  id="s2b24c90l20" />     ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าว่าภิกษุพิจารณาอยู่ย่อมรู้อย่างนี้ว่า เราได้ความสงบจิตภายใน ไม่
			<remark  id="s2b24c90l21" />ได้ความเห็นแจ้งธรรมด้วยปัญญาอันยิ่ง ดังนี้ไซร้ ภิกษุนั้นควรตั้งอยู่ในความสงบจิตภายในแล้ว
			<remark  id="s2b24c90l22" />พึงทำความเพียรในความเห็นแจ้งธรรมด้วยปัญญาอันยิ่ง สมัยต่อมา ภิกษุนั้นย่อมได้ความสงบจิต
			<remark  id="s2b24c90l23" />ภายใน และได้ความเห็นแจ้งธรรมด้วยปัญญาอันยิ่ง ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ถ้าภิกษุพิจารณาอยู่
			<remark  id="s2b24c90l24" />ย่อมรู้อย่างนี้ว่า เราได้ความเห็นแจ้งธรรมด้วยปัญญาอันยิ่ง ไม่ได้ความสงบจิตภายใน ดังนี้ไซร้
		</para>
	</section>
	<section id="s2b24c91" >
		<para id="s2b24c91p">
			<remark  id="s2b24c91l1" />ภิกษุนั้นควรตั้งอยู่ในความเห็นแจ้งธรรมด้วยปัญญาอันยิ่งแล้ว พึงทำความเพียรในความสงบจิต
			<remark  id="s2b24c91l2" />ภายใน สมัยต่อมา ภิกษุนั้นย่อมได้ความเห็นแจ้งธรรมด้วยปัญญาอันยิ่ง และได้ความสงบจิต
			<remark  id="s2b24c91l3" />ภายใน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ถ้าภิกษุพิจารณาอยู่ย่อมรู้อย่างนี้ว่า เราไม่ได้ความสงบจิตภายใน 
			<remark  id="s2b24c91l4" />ไม่ได้ความเห็นแจ้งธรรมด้วยปัญญาอันยิ่ง ดังนี้ไซร้ ภิกษุนั้นควรทำความพอใจ ความพยายาม
			<remark  id="s2b24c91l5" />ความอุตสาหะความขะมักเขม้น ความไม่ท้อถอย สติและสัมปชัญญะ ให้มีประมาณยิ่ง เพื่อ
			<remark  id="s2b24c91l6" />ได้ซึ่งกุศลธรรมเหล่านั้นนั่นเทียว ฯ
			<remark  id="s2b24c91l7" />     ดูกรภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนบุคคลผู้มีผ้าถูกไฟไหม้หรือมีศรีษะถูกไฟไหม้ พึงทำ
			<remark  id="s2b24c91l8" />ความพอใจ ความพยายาม ความอุตสาหะ ความขะมักเขม้นความไม่ท้อถอย สติและ
			<remark  id="s2b24c91l9" />สัมปชัญญะให้มีประมาณยิ่ง เพื่อดับไฟไหม้ผ้าหรือไฟไหม้ศรีษะนั้นนั่นเทียว แม้ฉันใด ดูกรภิกษุ
			<remark  id="s2b24c91l10" />ทั้งหลาย ภิกษุนั้นควรทำความพอใจ ความพยายาม ความอุตสาหะ ความขะมักเขม้น ความ
			<remark  id="s2b24c91l11" />ไม่ท้อถอยสติและสัมปชัญญะ ให้มีประมาณยิ่ง เพื่อได้ซึ่งกุศลธรรมเหล่านั้นนั่นเทียวฉันนั้น
			<remark  id="s2b24c91l12" />เหมือนกันแล ฯ
			<remark  id="s2b24c91l13" />     สมัยต่อมา ภิกษุนั้นย่อมได้ความสงบจิตภายใน และได้ความเห็นแจ้งธรรมด้วยปัญญา
			<remark  id="s2b24c91l14" />อันยิ่ง ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ถ้าภิกษุพิจารณาอยู่ ย่อมรู้อย่างนี้ว่าเราได้ความสงบจิตภายใน ได้
			<remark  id="s2b24c91l15" />ความเห็นแจ้งธรรมด้วยปัญญาอันยิ่ง ดังนี้ไซร้ ภิกษุนั้นควรตั้งอยู่ในกุศลธรรมเหล่านั้นนั่นแหละ
			<remark  id="s2b24c91l16" />แล้วพึงทำความเพียรให้ยิ่งขึ้นไปเพื่อความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย ฯ
			<remark  id="s2b24c91l17" />     ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมกล่าวแม้ซึ่งจีวรโดยส่วนสอง คือ ที่ควรเสพก็มี ที่ไม่ควร
			<remark  id="s2b24c91l18" />เสพก็มี เราย่อมกล่าวแม้ซึ่งบิณฑบาตโดยส่วนสอง คือ ที่ควรเสพก็มี ที่ไม่ควรเสพก็มี เราย่อม
			<remark  id="s2b24c91l19" />กล่าวแม้ซึ่งเสนาสนะโดยส่วนสอง คือที่ควรเสพก็มี ที่ไม่ควรเสพก็มี เราย่อมกล่าวแม้ซึ่งบ้าน
			<remark  id="s2b24c91l20" />และนิคมโดยส่วนสองคือ ที่ควรเสพก็มี ที่ไม่ควรเสพก็มี เราย่อมกล่าวแม้ซึ่งชนบทและ
			<remark  id="s2b24c91l21" />ประเทศโดยส่วนสอง คือ ที่ควรเสพก็มี ที่ไม่ควรเสพก็มี เราย่อมกล่าวแม้ซึ่งบุคคลโดยส่วนสอง
			<remark  id="s2b24c91l22" />คือ ที่ควรเสพก็มี ที่ไม่ควรเสพก็มี ฯ
			<remark  id="s2b24c91l23" />     ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็คำที่เรากล่าวว่า เราย่อมกล่าวแม้ซึ่งจีวรโดยส่วนสองคือ ที่ควร
			<remark  id="s2b24c91l24" />เสพก็มี ที่ไม่ควรเสพก็มี เราอาศัยอะไรกล่าวแล้ว ในจีวร ๒ อย่างนั้น จีวรชนิดใดภิกษุรู้ว่า 
			<remark  id="s2b24c91l25" />เมื่อเราเสพจีวรนี้แล อกุศลธรรมย่อมเจริญยิ่ง กุศลธรรมย่อมเสื่อมไป จีวรเห็นปานนี้ไม่
			<remark  id="s2b24c91l26" />ควรเสพ จีวรใดภิกษุพึงรู้ว่า เมื่อเราเสพจีวรนี้แล อกุศลธรรมย่อมเสื่อมไป กุศลธรรมย่อม
		</para>
	</section>
	<section id="s2b24c92" >
		<para id="s2b24c92p">
			<remark  id="s2b24c92l1" />เจริญยิ่ง จีวรเห็นปานนี้ควรเสพดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็คำที่เรากล่าวว่า เราย่อมกล่าวแม้จีวรซึ่ง
			<remark  id="s2b24c92l2" />โดยส่วนสอง คือที่ควรเสพก็มี ที่ไม่ควรเสพก็มี ดังนี้ เราอาศัยข้อนี้กล่าวแล้ว ฯ
			<remark  id="s2b24c92l3" />     ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็คำที่เรากล่าวว่า เราย่อมกล่าวแม้ซึ่งบิณฑบาตโดยส่วนสอง คือ ที่
			<remark  id="s2b24c92l4" />ควรเสพก็มี ที่ไม่ควรเสพก็มี ดังนี้ เราอาศัยอะไรกล่าวแล้วในบิณฑบาต ๒ อย่างนั้น บิณฑบาต
			<remark  id="s2b24c92l5" />ใด ภิกษุพึงรู้ว่า เมื่อเราเสพบิณฑบาตนี้แลอกุศลธรรมย่อมเจริญยิ่ง กุศลธรรมย่อมเสื่อมไป 
			<remark  id="s2b24c92l6" />บิณฑบาตเห็นปานนี้ไม่ควรเสพบิณฑบาตใดภิกษุพึงรู้ว่า เมื่อเราเสพบิณฑบาตนี้แล อกุศลธรรม
			<remark  id="s2b24c92l7" />ย่อมเสื่อมไปกุศลธรรมย่อมเจริญยิ่ง บิณฑบาตเห็นปานนี้ควรเสพ ดูกรภิกษุทั้งหลายก็คำที่
			<remark  id="s2b24c92l8" />เรากล่าวว่า เราย่อมกล่าวแม้ซึ่งบิณฑบาตโดยส่วนสอง คือ ที่ควรเสพก็มีที่ไม่ควรเสพก็มี 
			<remark  id="s2b24c92l9" />ดังนี้ เราอาศัยข้อนี้กล่าวแล้ว ฯ
			<remark  id="s2b24c92l10" />     ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็คำที่เรากล่าวว่า เราย่อมกล่าวแม้ซึ่งเสนาสนะโดยส่วนสอง คือ 
			<remark  id="s2b24c92l11" />ที่ควรเสพก็มี ที่ไม่ควรเสพก็มี ดังนี้ เราอาศัยอะไรกล่าวแล้วในเสนาสนะ ๒ อย่างนั้น 
			<remark  id="s2b24c92l12" />เสนาสนะใดภิกษุพึงรู้ว่า เมื่อเราเสพเสนาสนะนี้แลอกุศลธรรมย่อมเจริญยิ่ง กุศลธรรมย่อม
			<remark  id="s2b24c92l13" />เสื่อมไป เสนาสนะเห็นปานนี้ไม่ควรเสพเสนาสนะใดภิกษุพึงรู้ว่า เมื่อเราเสพเสนาสนะ
			<remark  id="s2b24c92l14" />นี้แล อกุศลธรรมย่อมเสื่อมไปกุศลธรรมย่อมเจริญยิ่ง เสนาสนะเห็นปานนี้ควรเสพ ดูกร
			<remark  id="s2b24c92l15" />ภิกษุทั้งหลายก็คำที่เรากล่าวว่า เราย่อมกล่าวแม้ซึ่งเสนาสนะโดยส่วนสอง คือ ที่ควรเสพก็มี
			<remark  id="s2b24c92l16" />ที่ไม่ควรเสพก็มี ดังนี้ เราอาศัยข้อนี้กล่าวแล้ว ฯ
			<remark  id="s2b24c92l17" />     ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็คำที่เรากล่าวว่า เราย่อมกล่าวแม้ซึ่งบ้านและนิคมโดยส่วนสอง คือ 
			<remark  id="s2b24c92l18" />ที่ควรเสพก็มี ที่ไม่ควรเสพก็มี ดังนี้ เราอาศัยอะไรกล่าวแล้ว ในบ้านและนิคมทั้ง ๒ อย่างนั้น 
			<remark  id="s2b24c92l19" />บ้านและนิคมใดภิกษุพึงรู้ว่า เมื่อเราเสพบ้านและนิคมนี้แล อกุศลธรรมย่อมเจริญยิ่ง กุศลธรรม
			<remark  id="s2b24c92l20" />ย่อมเสื่อมไป บ้านและนิคมเห็นปานนี้ไม่ควรเสพ บ้านและนิคมใดภิกษุพึงรู้ว่า เมื่อเราเสพบ้าน
			<remark  id="s2b24c92l21" />และนิคมนี้แล อกุศลธรรมย่อมเสื่อมไป กุศลธรรมย่อมเจริญยิ่ง บ้านและนิคมเห็นปานนี้ควร
			<remark  id="s2b24c92l22" />เสพ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็คำที่เรากล่าวว่า เราย่อมกล่าวแม้ซึ่งบ้านและนิคมโดยส่วนสอง คือ 
			<remark  id="s2b24c92l23" />ที่ควรเสพก็มี ที่ไม่ควรเสพก็มี ดังนี้ เราอาศัยข้อนี้กล่าวแล้ว ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b24c93" >
		<para id="s2b24c93p">
			<remark  id="s2b24c93l1" />     ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็คำที่เรากล่าวว่า เรากล่าวแม้ซึ่งชนบทและประเทศโดยส่วนสอง คือ 
			<remark  id="s2b24c93l2" />ที่ควรเสพก็มี ที่ไม่ควรเสพก็มี ดังนี้ เราอาศัยอะไรกล่าวแล้ว ในชนบทและประเทศทั้ง ๒ นั้น 
			<remark  id="s2b24c93l3" />ชนบทและประเทศใด ภิกษุพึงรู้ว่า เมื่อเราเสพชนบทและประเทศนี้แล อกุศลธรรมย่อมเจริญ
			<remark  id="s2b24c93l4" />ยิ่ง กุศลธรรมย่อมเสื่อมไป ชนบทและประเทศเห็นปานนี้ไม่ควรเสพ ชนบทและประเทศใด 
			<remark  id="s2b24c93l5" />ภิกษุพึงรู้ว่า เมื่อเราเสพชนบทและประเทศนี้แล อกุศลธรรมย่อมเสื่อมไป กุศลธรรมย่อมเจริญ
			<remark  id="s2b24c93l6" />ยิ่ง ชนบทและประเทศเห็นปานนี้ควรเสพ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็คำที่เรากล่าวว่า เรากล่าวแม้ซึ่ง
			<remark  id="s2b24c93l7" />ชนบทและประเทศโดยส่วนสอง คือ ที่ควรเสพก็มีที่ไม่ควรเสพก็มี ดังนี้ เราอาศัยข้อนี้
			<remark  id="s2b24c93l8" />กล่าวแล้ว ฯ
			<remark  id="s2b24c93l9" />     ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็คำที่เรากล่าวว่า เรากล่าวแม้ซึ่งบุคคลโดยส่วนสองคือ ที่ควรเสพ
			<remark  id="s2b24c93l10" />ก็มี ที่ไม่ควรเสพก็มี ดังนี้ เราอาศัยอะไรกล่าวแล้ว ในบุคคลทั้ง ๒ 
