<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<!DOCTYPE book PUBLIC "-//OASIS//DTD DocBook XML V5.0//EN" "http://www.oasis-open.org/docbook/xml/4.5/docbookx.dtd">
<chapter id="s2b23">
	<title>อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต</title>
	<section id="s2b23c1" >
		<para id="s2b23c1p">
			<remark  id="s2b23c1l1" />							พระสุตตันตปิฎก
			<remark  id="s2b23c1l2" />							      เล่ม ๑๕
			<remark  id="s2b23c1l3" />						  อังคุตตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต
			<remark  id="s2b23c1l4" />	ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
			<remark  id="s2b23c1l5" />						      ปฐมปัณณาสก์ ธนวรรคที่ ๑
			<remark  id="s2b23c1l6" />							    อัปปิยสูตรที่ ๑
			<remark  id="s2b23c1l7" />     [๑] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้-
			<remark  id="s2b23c1l8" />     สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวันอารามของท่านอนาถบิณฑิก
			<remark  id="s2b23c1l9" />เศรษฐี ใกล้พระนครสาวัตถี ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุ
			<remark  id="s2b23c1l10" />ทั้งหลาย ภิกษุเหล่านั้นได้ทูลรับพระผู้มีพระภาคแล้ว พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย
			<remark  id="s2b23c1l11" /> ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๗ ประการ ย่อมไม่เป็นที่รัก ไม่เป็นที่ชอบใจ ไม่เป็นที่เคารพ และ
			<remark  id="s2b23c1l12" />ไม่เป็นที่สรรเสริญของเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลาย ธรรม ๗ ประการเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
			<remark  id="s2b23c1l13" />ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มุ่งลาภ ๑ เป็นผู้มุ่งสักการะ ๑ เป็นผู้มุ่งความมีชื่อเสียง ๑ เป็นผู้ไม่
			<remark  id="s2b23c1l14" />มีหิริ ๑ เป็นผู้ไม่มีโอตตัปปะ ๑ มีความปรารถนาลามก ๑ มีความเห็นผิด ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย
			<remark  id="s2b23c1l15" /> ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๗ประการนี้แล ย่อมไม่เป็นที่รัก ไม่เป็นที่ชอบใจ ไม่เป็นที่เคารพ 
			<remark  id="s2b23c1l16" />และไม่เป็นที่สรรเสริญของเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลาย ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b23c2" >
		<para id="s2b23c2p">
			<remark  id="s2b23c2l1" />     ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๗ ประการ ย่อมเป็นที่รัก เป็นที่ชอบใจ 
			<remark  id="s2b23c2l2" />เป็นที่เคารพ และเป็นที่สรรเสริญของเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลายธรรม ๗ ประการเป็นไฉน ดูกร
			<remark  id="s2b23c2l3" />ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ไม่เป็นผู้มุ่งลาภ ๑ ไม่เป็นผู้มุ่งสักการะ ๑ ไม่เป็นผู้มุ่งความ
			<remark  id="s2b23c2l4" />มีชื่อเสียง ๑ มีหิริ ๑ มีโอตตัปปะ ๑ มีความปรารถนาน้อย ๑ มีความเห็นชอบ ๑ ดูกรภิกษุ
			<remark  id="s2b23c2l5" />ทั้งหลายภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๗ ประการนี้แล ย่อมเป็นที่รัก เป็นที่ชอบใจ เป็นที่เคารพ 
			<remark  id="s2b23c2l6" />และเป็นที่สรรเสริญของเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลาย ฯ
			<remark  id="s2b23c2l7" />                          จบสูตรที่ ๑
			<remark  id="s2b23c2l8" />                         อัปปิยสูตรที่ ๒
			<remark  id="s2b23c2l9" />     [๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๗ ประการ ย่อมไม่เป็นที่รัก ไม่
			<remark  id="s2b23c2l10" />เป็นที่ชอบใจ ไม่เป็นที่เคารพ และไม่เป็นที่สรรเสริญของเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลาย ธรรม  ๗
			<remark  id="s2b23c2l11" /> ประการเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มุ่งลาภ ๑ เป็นผู้มุ่งสักการะ ๑
			<remark  id="s2b23c2l12" /> เป็นผู้มุ่งความมีชื่อเสียง ๑ ไม่มีหิริ ๑ ไม่มีโอตตัปปะ ๑ มีความริษยา ๑ มีความตระหนี่ ๑ 
			<remark  id="s2b23c2l13" />ดูกรภิกษุทั้งหลายภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๗ ประการนี้แล ย่อมไม่เป็นที่รัก ไม่เป็นที่ชอบใจ
			<remark  id="s2b23c2l14" />ไม่เป็นที่เคารพ และไม่เป็นที่สรรเสริญของเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลาย ฯ
			<remark  id="s2b23c2l15" />     ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๗ ประการ ย่อมเป็นที่รัก เป็นที่ชอบใจ 
			<remark  id="s2b23c2l16" />เป็นที่เคารพ และเป็นที่สรรเสริญของเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลายธรรม ๗ ประการเป็นไฉน
			<remark  id="s2b23c2l17" /> ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ไม่เป็นผู้มุ่งลาภ ๑ ไม่เป็นผู้มุ่งสักการะ ๑ ไม่เป็นผู้มุ่ง
			<remark  id="s2b23c2l18" />ความมีชื่อเสียง ๑ มีหิริ ๑ มีโอตตัปปะ ๑ ไม่มีความริษยา ๑ ไม่ตระหนี่ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย
			<remark  id="s2b23c2l19" /> ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๗ ประการนี้แล ย่อมเป็นที่รัก เป็นที่ชอบใจ เป็นที่เคารพและเป็น
			<remark  id="s2b23c2l20" />ที่สรรเสริญของเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลาย ฯ
			<remark  id="s2b23c2l21" />                          จบสูตรที่ ๒
		</para>
	</section>
	<section id="s2b23c3" >
		<para id="s2b23c3p">
			<remark  id="s2b23c3l1" />                          พลสูตรที่ ๑
			<remark  id="s2b23c3l2" />     [๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย พละ ๗ ประการนี้ ๗ ประการเป็นไฉน คือ ศรัทธาพละ 
			<remark  id="s2b23c3l3" />วิริยพละ หิริพละ โอตตัปปพละ สติพละ สมาธิพละ ปัญญาพละดูกรภิกษุทั้งหลาย พละ ๗ 
			<remark  id="s2b23c3l4" />ประการนี้แล ฯ
			<remark  id="s2b23c3l5" />        ศรัทธาพละ วิริยพละ หิริพละ โอตตัปปพละ สติพละ
			<remark  id="s2b23c3l6" />        สมาธิพละ ปัญญาพละเป็นที่ ๗ ภิกษุผู้มีพละด้วยพละ ๗
			<remark  id="s2b23c3l7" />        ประการนี้ เป็นบัณฑิตย่อมอยู่เป็นสุข พึงเลือกเฟ้นธรรม
			<remark  id="s2b23c3l8" />        โดยแยบคาย ย่อมเห็นอรรถแห่งธรรมชัดด้วยปัญญา ความ
			<remark  id="s2b23c3l9" />        หลุดพ้นแห่งจิต (จริมกจิต) คือ ความดับของภิกษุนั้น
			<remark  id="s2b23c3l10" />        ย่อมมีได้ เหมือนความดับแห่งประทีป ฉะนั้น ฯ
			<remark  id="s2b23c3l11" />                          จบสูตรที่ ๓
			<remark  id="s2b23c3l12" />                          พลสูตรที่ ๒
			<remark  id="s2b23c3l13" />     [๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย พละ ๗ ประการนี้  ๗ ประการเป็นไฉน คือ ศรัทธาพละ 
			<remark  id="s2b23c3l14" />วิริยพละ หิริพละ   โอตตัปปพละ   สติพละ   สมาธิพละ   ปัญญาพละ  ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็
			<remark  id="s2b23c3l15" />ศรัทธาพละเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีศรัทธา คือ เชื่อ
			<remark  id="s2b23c3l16" />พระปัญญาตรัสรู้ของพระตถาคตว่า แม้เพราะเหตุนี้ๆ พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น เป็นพระอรหันต์  
			<remark  id="s2b23c3l17" />ตรัสรู้เองโดยชอบ ฯลฯเป็นผู้ตื่นแล้ว เป็นผู้จำแนกธรรม นี้เรียกว่า ศรัทธาพละ ฯ
			<remark  id="s2b23c3l18" />     ดูกรภิกษุทั้งหลาย   วิริยพละเป็นไฉน   ดูกรภิกษุทั้งหลาย   อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ 
			<remark  id="s2b23c3l19" />เป็นผู้ปรารภความเพียรเพื่อละอกุศลธรรม เพื่อความถึงพร้อมแห่งกุศลธรรม เป็นผู้มีกำลัง มี
			<remark  id="s2b23c3l20" />ความบากบั่นมั่นคง ไม่ทอดทิ้งธุระในกุศลธรรมทั้งหลาย นี้เรียกว่า วิริยพละ ฯ
			<remark  id="s2b23c3l21" />     ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็หิริพละเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ 
			<remark  id="s2b23c3l22" />เป็นผู้มีความละอาย คือ   ละอายต่อกายทุจริต   วจีทุจริต   มโนทุจริต  ละอายต่อการถูกต้อง
			<remark  id="s2b23c3l23" />อกุศลธรรมอันลามกทั้งหลาย นี้เรียกว่า หิริพละ ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b23c4" >
		<para id="s2b23c4p">
			<remark  id="s2b23c4l1" />     ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็โอตตัปปพละเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ 
			<remark  id="s2b23c4l2" />เป็นผู้มีความสะดุ้งกลัว คือ สะดุ้งกลัวต่อกายทุจริต วจีทุจริตมโนทุจริต สะดุ้งกลัวต่อการ
			<remark  id="s2b23c4l3" />ถูกต้องอกุศลธรรมอันลามกทั้งหลาย นี้เรียกว่าโอตตัปปพละ ฯ
			<remark  id="s2b23c4l4" />     ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สติพละเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ 
			<remark  id="s2b23c4l5" />เป็นผู้มีสติ คือ ประกอบด้วยสติเครื่องรักษาตนอย่างยิ่ง ย่อมระลึกนึกถึงแม้สิ่งที่ทำคำที่พูดไว้
			<remark  id="s2b23c4l6" />นานๆ ได้ นี้เรียกว่า สติพละ ฯ
			<remark  id="s2b23c4l7" />     ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สมาธิพละเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ 
			<remark  id="s2b23c4l8" />สงัดจากกาม ฯลฯ บรรลุจตุตถฌาน นี้เรียกว่า สมาธิพละ ฯ
			<remark  id="s2b23c4l9" />     ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ปัญญาพละเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ 
			<remark  id="s2b23c4l10" />เป็นผู้มีปัญญา คือ ประกอบด้วยปัญญาที่กำหนดความเกิดและความดับ เป็นอริยะ ชำแรกกิเลส
			<remark  id="s2b23c4l11" /> ให้ถึงความสิ้นทุกข์โดยชอบ นี้เรียกว่าปัญญาพละ ดูกรภิกษุทั้งหลาย พละ ๗ ประการนี้แล ฯ
			<remark  id="s2b23c4l12" />        ศรัทธาพละ วิริยพละ หิริพละ โอตตัปปพละ สติพละ
			<remark  id="s2b23c4l13" />        สมาธิพละ ปัญญาพละเป็นที่ ๗ ภิกษุผู้มีพละด้วยพละ ๗
			<remark  id="s2b23c4l14" />        ประการนี้ เป็นบัณฑิตย่อมอยู่เป็นสุข พึงเลือกเฟ้นธรรม
			<remark  id="s2b23c4l15" />        โดยแยบคาย ย่อมเห็นอรรถแห่งธรรมชัดด้วยปัญญา ความ
			<remark  id="s2b23c4l16" />        หลุดพ้นแห่งจิต (จริมกจิต) คือ ความดับของภิกษุนั้น
			<remark  id="s2b23c4l17" />        ย่อมมีได้ เหมือนความดับแห่งประทีป ฉะนั้น ฯ
			<remark  id="s2b23c4l18" />                          จบสูตรที่ ๔
			<remark  id="s2b23c4l19" />                          ธนสูตรที่ ๑
			<remark  id="s2b23c4l20" />     [๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ทรัพย์ ๗ ประการนี้ ๗ ประการเป็นไฉน คือ ทรัพย์คือ
			<remark  id="s2b23c4l21" />ศรัทธา ๑ ศีล ๑ หิริ ๑ โอตตัปปะ ๑ สุตะ ๑ จาคะ ๑ ปัญญา ๑ดูกรภิกษุทั้งหลาย ทรัพย์ ๗ 
			<remark  id="s2b23c4l22" />ประการนี้แล ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b23c5" >
		<para id="s2b23c5p">
			<remark  id="s2b23c5l1" />         ทรัพย์ คือ ศรัทธา ศีล หิริ โอตตัปปะ สุตะ จาคะ
			<remark  id="s2b23c5l2" />         และปัญญาเป็นที่ ๗ ทรัพย์เหล่านี้มีแก่ผู้ใด เป็นหญิงหรือ
			<remark  id="s2b23c5l3" />         ชายก็ตาม บัณฑิตเรียกผู้นั้นว่า เป็นผู้ไม่ยากจน ชีวิตของ
			<remark  id="s2b23c5l4" />         ผู้นั้นไม่เปล่าประโยชน์ เพราะฉะนั้น ท่านผู้มีปัญญา เมื่อ
			<remark  id="s2b23c5l5" />         ระลึกถึงคำสอนของพระพุทธเจ้า พึงประกอบศรัทธา ศีล
			<remark  id="s2b23c5l6" />         ความเลื่อมใส และการเห็นธรรม ฯ
			<remark  id="s2b23c5l7" />                          จบสูตรที่ ๕
			<remark  id="s2b23c5l8" />                          ธนสูตรที่ ๒
			<remark  id="s2b23c5l9" />     [๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ทรัพย์ ๗ ประการนี้ ๗ ประการเป็นไฉน คือ ทรัพย์คือ
			<remark  id="s2b23c5l10" /> ศรัทธา ๑ ศีล ๑ หิริ ๑ โอตตัปปะ ๑ สุตะ ๑ จาคะ ๑ ปัญญา ๑ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็
			<remark  id="s2b23c5l11" />ทรัพย์คือศรัทธาเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีศรัทธา คือ
			<remark  id="s2b23c5l12" /> เชื่อพระปัญญาตรัสรู้ของพระตถาคตว่า แม้เพราะเหตุนี้ๆ พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น เป็นพระ
			<remark  id="s2b23c5l13" />อรหันต์ ตรัสรู้เองโดยชอบ ฯลฯ เป็นผู้ตื่นแล้ว เป็นผู้จำแนกธรรม นี้เรียกว่า ทรัพย์คือ
			<remark  id="s2b23c5l14" />ศรัทธา ฯ
			<remark  id="s2b23c5l15" />     ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ทรัพย์คือศีลเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกในธรรมวินัย 
			<remark  id="s2b23c5l16" />นี้ เป็นผู้เว้นจากการฆ่าสัตว์ ฯลฯ จากการดื่มน้ำเมาคือสุราและเมรัยอันเป็นที่ตั้งแห่งความ
			<remark  id="s2b23c5l17" />ประมาท นี้เรียกว่า ทรัพย์คือศีล ฯ
			<remark  id="s2b23c5l18" />     ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ทรัพย์คือหิริเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ 
			<remark  id="s2b23c5l19" />เป็นผู้มีความละอาย คือ ละอายต่อกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริตละอายต่อการถูกต้อง
			<remark  id="s2b23c5l20" />อกุศลธรรมอันลามก นี้เรียกว่า ทรัพย์คือหิริ ฯ
			<remark  id="s2b23c5l21" />     ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ทรัพย์คือโอตตัปปะเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกในธรรม
			<remark  id="s2b23c5l22" />วินัยนี้ เป็นผู้มีความสะดุ้งกลัว คือ สะดุ้งกลัวต่อกายทุจริตวจีทุจริต มโนทุจริต สะดุ้งกลัว
			<remark  id="s2b23c5l23" />ต่อการถูกต้องอกุศลธรรมอันลามก นี้เรียกว่าทรัพย์คือโอตตัปปะ ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b23c6" >
		<para id="s2b23c6p">
			<remark  id="s2b23c6l1" />     ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ทรัพย์คือสุตะเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกในธรรม
			<remark  id="s2b23c6l2" />วินัยนี้ เป็นพหูสูต ทรงสุตะ สั่งสมสุตะ เป็นผู้ได้สดับมามาก ทรงไว้คล่องปาก ขึ้นใจ 
			<remark  id="s2b23c6l3" />แทงตลอดด้วยดีด้วยทิฐิ ซึ่งธรรมทั้งหลาย อันงามในเบื้องต้นงามในท่ามกลาง งามในที่สุด 
			<remark  id="s2b23c6l4" />ประกาศพรหมจรรย์พร้อมทั้งอรรถทั้งพยัญชนะบริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิง นี้เรียกว่า ทรัพย์คือสุตะ ฯ
			<remark  id="s2b23c6l5" />      ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ทรัพย์คือจาคะเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกในธรรม
			<remark  id="s2b23c6l6" />วินัยนี้ เป็นผู้มีใจอันปราศจากมลทิน คือ ความตระหนี่ อยู่ครองเรือน มีจาคะอันปล่อยแล้ว
			<remark  id="s2b23c6l7" /> มีฝ่ามืออันชุ่ม ยินดีในการสละ ควรแก่การขอยินดีในทานและการจำแนกทาน นี้เรียกว่า 
			<remark  id="s2b23c6l8" />ทรัพย์คือจาคะ ฯ
			<remark  id="s2b23c6l9" />      ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ทรัพย์คือปัญญาเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกในธรรม
			<remark  id="s2b23c6l10" />วินัยนี้ เป็นผู้มีปัญญา คือ ประกอบด้วยปัญญาที่กำหนดความเกิดและความดับ เป็นอริยะ 
			<remark  id="s2b23c6l11" />ชำแรกกิเลส ให้ถึงความสิ้นทุกข์โดยชอบ นี้เรียกว่าทรัพย์คือปัญญา ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
			<remark  id="s2b23c6l12" />ทรัพย์ ๗ ประการนี้แล ฯ
			<remark  id="s2b23c6l13" />      ทรัพย์ คือ ศรัทธา ศีล หิริ โอตตัปปะ สุตะ จาคะ
			<remark  id="s2b23c6l14" />      และปัญญาเป็นที่ ๗ ทรัพย์เหล่านี้มีแก่ผู้ใด เป็นหญิงหรือ
			<remark  id="s2b23c6l15" />      ชายก็ตาม บัณฑิตเรียกผู้นั้นว่า เป็นผู้ไม่ยากจน ชีวิตของ
			<remark  id="s2b23c6l16" />      ผู้นั้นไม่เปล่าประโยชน์ เพราะฉะนั้น ท่านผู้มีปัญญา เมื่อ
			<remark  id="s2b23c6l17" />      ระลึกถึงคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย พึงประกอบศรัทธา
			<remark  id="s2b23c6l18" />      ศีล ความเลื่อมใส และการเห็นธรรม ฯ
			<remark  id="s2b23c6l19" />                          จบสูตรที่ ๖
			<remark  id="s2b23c6l20" />                           อุคคสูตร
			<remark  id="s2b23c6l21" />     [๗] ครั้งนั้นแล มหาอำมาตย์ของพระราชาชื่อว่าอุคคะ ได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่
			<remark  id="s2b23c6l22" />ประทับ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้กราบทูลพระผู้มี
		</para>
	</section>
	<section id="s2b23c7" >
		<para id="s2b23c7p">
			<remark  id="s2b23c7l1" />พระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ น่าอัศจรรย์ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ไม่เคยมีมา โดยเหตุที่
			<remark  id="s2b23c7l2" />มิคารเศรษฐีผู้เป็นหลานโรหณเศรษฐี เป็นผู้มั่งคั่ง มีทรัพย์มาก มีโภคสมบัติมากถึงเพียงนี้ พระ
			<remark  id="s2b23c7l3" />ผู้มีพระภาคตรัสถามว่า ดูกรอุคคะ ก็มิคารเศรษฐีหลานโรหณเศรษฐี มั่งคั่ง มีทรัพย์มาก มี
			<remark  id="s2b23c7l4" />โภคสมบัติมากสักเท่าไร ฯ
			<remark  id="s2b23c7l5" />      อุ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ มีทองแสนลิ่ม จะกล่าวไปไยถึงเงิน ฯ
			<remark  id="s2b23c7l6" />      พ. ดูกรอุคคะ ทรัพย์นั้นมีอยู่แล เรามิได้กล่าวว่าไม่มี แต่ทรัพย์นั้นแล  เป็นของทั่วไป
			<remark  id="s2b23c7l7" />แก่ไฟ น้ำ พระราชา โจร ทายาทผู้ไม่เป็นที่รัก ดูกรอุคคะทรัพย์ ๗ ประการนี้แล ไม่ทั่วไป
			<remark  id="s2b23c7l8" />แก่ไฟ น้ำ พระราชา โจร ทายาทผู้ไม่เป็นที่รัก ๗ ประการเป็นไฉน คือ ทรัพย์คือ ศรัทธา ๑ 
			<remark  id="s2b23c7l9" />ศีล ๑ หิริ ๑ โอตตัปปะ ๑สุตะ ๑ จาคะ ๑ ปัญญา ๑ ดูกรอุคคะ ทรัพย์ ๗ ประการนี้แล 
			<remark  id="s2b23c7l10" />ไม่ทั่วไปแก่ไฟ น้ำ พระราชา โจร ทายาทผู้ไม่เป็นที่รัก ฯ
			<remark  id="s2b23c7l11" />         ทรัพย์ คือ ศรัทธา ศีล หิริ โอตตัปปะ  สุตะ จาคะ
			<remark  id="s2b23c7l12" />         และปัญญาเป็นที่ ๗ ทรัพย์เหล่านี้มีแก่ผู้ใด เป็นหญิงหรือ ชายก็
			<remark  id="s2b23c7l13" />         ตาม เป็นผู้มีทรัพย์มากในโลก อันอะไรๆ พึงผจญ
			<remark  id="s2b23c7l14" />         ไม่ได้ในเทวดาและมนุษย์ เพราะฉะนั้น ท่านผู้มีปัญญา เมื่อ
			<remark  id="s2b23c7l15" />         ระลึกถึงคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย พึงประกอบศรัทธา
			<remark  id="s2b23c7l16" />         ศีล ความเลื่อมใส และการเห็นธรรม ฯ
			<remark  id="s2b23c7l17" />                         จบสูตรที่  ๗
			<remark  id="s2b23c7l18" />                         สังโยชนสูตร
			<remark  id="s2b23c7l19" />     [๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สังโยชน์ ๗ ประการนี้  ๗ ประการเป็นไฉน คือ สังโยชน์ 
			<remark  id="s2b23c7l20" />คือ ความยินดี ๑ ความยินร้าย ๑ ความเห็นผิด ๑ ความสงสัย ๑ มานะ ๑ ความกำหนัดใน
			<remark  id="s2b23c7l21" />ภพ ๑ อวิชชา ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย สังโยชน์ ๗ ประการนี้แล ฯ
			<remark  id="s2b23c7l22" />                          จบสูตรที่ ๘
		</para>
	</section>
	<section id="s2b23c8" >
		<para id="s2b23c8p">
			<remark  id="s2b23c8l1" />                          ปหานสูตร
			<remark  id="s2b23c8l2" />     [๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุย่อมอยู่ประพฤติพรหมจรรย์เพื่อละ เพื่อตัดสังโยชน์ ๗ 
			<remark  id="s2b23c8l3" />ประการ ๗ ประการเป็นไฉน คือ สังโยชน์ คือ ความยินดี ๑ความยินร้าย ๑ ความเห็นผิด ๑
			<remark  id="s2b23c8l4" /> ความสงสัย ๑ มานะ ๑ ความกำหนัดในภพ ๑อวิชชา ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุย่อมอยู่
			<remark  id="s2b23c8l5" />ประพฤติพรหมจรรย์เพื่อละ เพื่อตัดสังโยชน์ ๗ ประการนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อใดแล 
			<remark  id="s2b23c8l6" />ภิกษุละสังโยชน์ คือความยินดีเสียได้ ตัดรากขาดแล้ว ทำให้เป็นเหมือนตาลยอดด้วน ไม่ให้มี
			<remark  id="s2b23c8l7" />ไม่ให้เกิดขึ้นต่อไปเป็นธรรมดา ละสังโยชน์ คือความยินร้าย ฯลฯ สังโยชน์คือความเห็นผิด ฯลฯ 
			<remark  id="s2b23c8l8" />สังโยชน์คือความสงสัย ฯลฯ สังโยชน์คือมานะ ฯลฯสังโยชน์คือความกำหนัดในภพ ฯลฯ 
			<remark  id="s2b23c8l9" />สังโยชน์คืออวิชชาเสียได้ ตัดรากขาดแล้วทำให้เป็นเหมือนตาลยอดด้วน ไม่ให้มี ไม่ให้เกิด
			<remark  id="s2b23c8l10" />ขึ้นอีกต่อไปเป็นธรรมดาเมื่อนั้น ภิกษุนี้ เรากล่าวว่า ตัดตัณหาได้ขาดแล้ว เพิกถอนสังโยชน์
			<remark  id="s2b23c8l11" />ได้แล้วกระทำที่สุดแห่งทุกข์ได้แล้ว เพราะตรัสรู้คือละมานะเสียได้โดยชอบ ฯ
			<remark  id="s2b23c8l12" />                          จบสูตรที่ ๙
			<remark  id="s2b23c8l13" />                          มัจฉริยสูตร
			<remark  id="s2b23c8l14" />     [๑๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สังโยชน์ ๗ ประการนี้ ๗ ประการเป็นไฉน คือสังโยชน์คือ 
			<remark  id="s2b23c8l15" />ความยินดี ๑ ความยินร้าย ๑ ความเห็นผิด ๑ ความสงสัย ๑ มานะ ๑ ความริษยา ๑ ความ
			<remark  id="s2b23c8l16" />ตระหนี่ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย สังโยชน์ ๗ ประการนี้แล ฯ
			<remark  id="s2b23c8l17" />                         จบสูตรที่ ๑๐
			<remark  id="s2b23c8l18" />                        จบธนวรรคที่ ๑
			<remark  id="s2b23c8l19" />                  รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
			<remark  id="s2b23c8l20" />๑. อัปปิยสูตรที่ ๑  		๒. อัปปิยสูตรที่ ๒  
			<remark  id="s2b23c8l21" />๓.  พลสูตรที่ ๑ 		๔. พลสูตรที่ ๒  
			<remark  id="s2b23c8l22" />๕. ธนสูตรที่ ๑  		๖. ธนสูตรที่ ๒  
			<remark  id="s2b23c8l23" />๗. อุคคสูตร			๘. สังโยชนสูตร  
			<remark  id="s2b23c8l24" />๙. ปหานสูตร  		๑๐. มัจฉริยสูตร
			<remark  id="s2b23c8l25" />                      ____________
		</para>
	</section>
	<section id="s2b23c9" >
		<para id="s2b23c9p">
			<remark  id="s2b23c9l1" />				อนุสยวรรคที่ ๒
			<remark  id="s2b23c9l2" />				อนุสยสูตรที่ ๑
			<remark  id="s2b23c9l3" />     [๑๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนุสัย ๗ ประการนี้ ๗ ประการเป็นไฉน คือ อนุสัย คือ
			<remark  id="s2b23c9l4" /> กามราคะ ๑ อนุสัย คือ ปฏิฆะ ๑ อนุสัย คือ ทิฏฐิ ๑อนุสัย คือ วิจิกิจฉา ๑ อนุสัย คือ มานะ ๑
			<remark  id="s2b23c9l5" /> อนุสัย คือ ภวราคะ ๑ อนุสัยคือ อวิชชา ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนุสัย ๗ ประการนี้แล ฯ
			<remark  id="s2b23c9l6" />                          จบสูตรที่ ๑
			<remark  id="s2b23c9l7" />                         อนุสยสูตรที่ ๒
			<remark  id="s2b23c9l8" />     [๑๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุย่อมอยู่ประพฤติพรหมจรรย์เพื่อละ เพื่อตัดอนุสัย ๗ 
			<remark  id="s2b23c9l9" />ประการ ๗ ประการเป็นไฉน  คือ อนุสัย คือ กามราคะ ๑อนุสัย คือ ปฏิฆะ ๑ อนุสัย 
			<remark  id="s2b23c9l10" />คือ ทิฏฐิ ๑ อนุสัย คือ วิจิกิจฉา ๑ อนุสัยคือ มานะ ๑ อนุสัย คือ ภวราคะ ๑ อนุสัย คือ 
			<remark  id="s2b23c9l11" />อวิชชา ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลายภิกษุย่อมอยู่ประพฤติพรหมจรรย์เพื่อละ เพื่อตัดอนุสัย ๗ ประการนี้แล 
			<remark  id="s2b23c9l12" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อใดแล ภิกษุละอนุสัยคือกามราคะเสียได้ ตัดรากขาดแล้ว  ทำให้เป็น
			<remark  id="s2b23c9l13" />เหมือนตาลยอดด้วน ไม่ให้มี ไม่ให้เกิดขึ้นอีกต่อไปเป็นธรรมดา ละอนุสัย คือ ปฏิฆะ ...
			<remark  id="s2b23c9l14" /> อนุสัย คือ ทิฏฐิ ... อนุสัย คือ วิจิกิจฉา ...อนุสัย คือ มานะ ... อนุสัย คือ ภวราคะ ... อนุสัย คือ 
			<remark  id="s2b23c9l15" />อวิชชาเสียได้ตัดรากขาดแล้ว ทำให้เป็นเหมือนตาลยอดด้วน ไม่ให้มี ไม่ให้เกิดขึ้นอีกต่อไป
			<remark  id="s2b23c9l16" />เป็นธรรมดา  เมื่อนั้น ภิกษุนี้เรากล่าวว่า ตัดตัณหาได้แล้ว เพิกถอนสังโยชน์ได้แล้ว กระทำ
			<remark  id="s2b23c9l17" />ที่สุดทุกข์ได้แล้ว เพราะตรัสรู้คือละมานะเสียได้โดยชอบ ฯ
			<remark  id="s2b23c9l18" />                          จบสูตรที่ ๒
		</para>
	</section>
	<section id="s2b23c10" >
		<para id="s2b23c10p">
			<remark  id="s2b23c10l1" />                           กุลสูตร
			<remark  id="s2b23c10l2" />     [๑๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สกุลซึ่งประกอบด้วยองค์ ๗ ประการ ภิกษุยังไม่เคยเข้าไป  ไม่
			<remark  id="s2b23c10l3" />ควรเข้าไป หรือเข้าไปแล้ว ไม่ควรนั่ง องค์ ๗ ประการเป็นไฉนคือ ต้อนรับด้วยไม่เต็มใจ ๑ 
			<remark  id="s2b23c10l4" />ไหว้ด้วยไม่เต็มใจ ๑ ให้อาสนะด้วยไม่เต็มใจ ๑ซ่อนของที่มีอยู่ ๑ เมื่อมีของมากให้น้อย ๑ 
			<remark  id="s2b23c10l5" />เมื่อมีของประณีตให้ของเศร้าหมอง ๑ให้โดยไม่เคารพ ไม่ให้โดยเคารพ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย
			<remark  id="s2b23c10l6" /> สกุลซึ่งประกอบด้วยองค์ ๗ ประการนี้แล ภิกษุยังไม่เคยเข้าไป ไม่ควรเข้าไป หรือเข้าไปแล้ว
			<remark  id="s2b23c10l7" />ไม่ควรนั่ง ดูกรภิกษุทั้งหลาย สกุลซึ่งประกอบด้วยองค์ ๗ ประการ ภิกษุยังไม่เคยเข้าไป ควรเข้าไป
			<remark  id="s2b23c10l8" />หรือเข้าไปแล้ว ควรนั่ง องค์ ๗ ประการเป็นไฉน คือ ต้อนรับด้วยเต็มใจ ๑ ไหว้ด้วยเต็ม
			<remark  id="s2b23c10l9" />ใจ ๑ ให้อาสนะด้วยเต็มใจ ๑ ไม่ซ่อนของที่มีอยู่ ๑เมื่อมีของมากให้มาก ๑ เมื่อมีของประณีต
			<remark  id="s2b23c10l10" />ให้ของประณีต ๑ ให้โดยเคารพ ไม่ให้โดยไม่เคารพ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย สกุลซึ่งประกอบด้วย
			<remark  id="s2b23c10l11" />องค์ ๗ ประการนี้แลภิกษุยังไม่เคยเข้าไป ควรเข้าไป หรือเข้าไปแล้วควรนั่ง ฯ
			<remark  id="s2b23c10l12" />                          จบสูตรที่ ๓
			<remark  id="s2b23c10l13" />                          ปุคคลสูตร
			<remark  id="s2b23c10l14" />     [๑๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๗ จำพวกนี้ เป็นผู้ควรของคำนับ เป็นผู้ควรของ
			<remark  id="s2b23c10l15" />ต้อนรับ เป็นผู้ควรของทำบุญ เป็นผู้ควรกระทำอัญชลี เป็นนาบุญของโลกไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า
			<remark  id="s2b23c10l16" /> ๗ จำพวกเป็นไฉน คือ อุภโตภาควิมุติ ๑ ปัญญาวิมุติ ๑ กายสักขี ๑ ทิฐิปัตตะ ๑ สัทธาวิมุติ ๑
			<remark  id="s2b23c10l17" /> ธัมมานุสารี ๑ สัทธานุสารี ๑ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๗ จำพวกนี้แล เป็นผู้ควรของคำนับ 
			<remark  id="s2b23c10l18" />เป็นผู้ควรของต้อนรับ เป็นผู้ควรของทำบุญ เป็นผู้ควรกระทำอัญชลี เป็นนาบุญของโลก
			<remark  id="s2b23c10l19" />ไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า ฯ
			<remark  id="s2b23c10l20" />                          จบสูตรที่ ๔
		</para>
	</section>
	<section id="s2b23c11" >
		<para id="s2b23c11p">
			<remark  id="s2b23c11l1" />                          อุทกูปมสูตร
			<remark  id="s2b23c11l2" />     [๑๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลเปรียบด้วยน้ำ ๗ จำพวกนี้ มีปรากฏอยู่ในโลก ๗ จำพวก
			<remark  id="s2b23c11l3" />เป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้  จมลงแล้วคราวเดียวก็เป็นอันจมอยู่นั่นเอง ๑ บางคนโผล่ขึ้น
			<remark  id="s2b23c11l4" />มาแล้ว กลับจมลงไป ๑ บางคนโผล่พ้นแล้วทรงตัวอยู่ ๑ บางคนโผล่ขึ้นแล้วเหลียวไปมา ๑ 
			<remark  id="s2b23c11l5" />บางคนโผล่ขึ้นแล้วเตรียมตัวจะข้าม ๑ บางคนโผล่ขึ้นแล้วได้ที่พึ่ง ๑ บางคนโผล่ขึ้นมาได้แล้ว
			<remark  id="s2b23c11l6" />เป็นพราหมณ์ข้ามถึงฝั่งอยู่บนบก ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลที่จมลงแล้วคราวเดียวก็เป็นอันจม
			<remark  id="s2b23c11l7" />อยู่นั่นเองอย่างไร บุคคลบางคนในโลกนี้  เป็นผู้ประกอบด้วยอกุศลธรรมฝ่ายดำโดยส่วนเดียว 
			<remark  id="s2b23c11l8" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลที่จมลงแล้วคราวเดียวก็เป็นอันจมอยู่นั่นเองอย่างนี้แล ฯ
			<remark  id="s2b23c11l9" />     ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลที่โผล่ขึ้นมาได้กลับจมลงไปอย่างไร บุคคลบางคนในโลกนี้ 
			<remark  id="s2b23c11l10" />โผล่ขึ้นมาได้ คือเขามีธรรม คือ ศรัทธา หิริ โอตตัปปะวิริยะ ปัญญาชั้นดีๆ ในกุศลธรรม
			<remark  id="s2b23c11l11" />ทั้งหลาย  แต่ศรัทธาของเขานั้นไม่คงที่ ไม่เจริญขึ้น เสื่อมไปฝ่ายเดียว หิริ โอตตัปปะ วิริยะ
			<remark  id="s2b23c11l12" /> ปัญญาของเขานั้น ไม่คงที่ไม่เจริญขึ้น เสื่อมไปฝ่ายเดียว ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลที่โผล่ขึ้น
			<remark  id="s2b23c11l13" />มาแล้วกลับจมลงอย่างนี้แล ฯ
			<remark  id="s2b23c11l14" />     ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลที่โผล่ขึ้นมาแล้วทรงตัวอยู่อย่างไร บุคคลบางคนในโลกนี้ 
			<remark  id="s2b23c11l15" />โผล่ขึ้นมาได้ คือ เขามีธรรมเหล่านี้ คือ ศรัทธา หิริโอตตัปปะ วิริยะ ปัญญาชั้นดีๆ ในกุศล
			<remark  id="s2b23c11l16" />ธรรมทั้งหลาย แต่ศรัทธาของเขานั้นไม่เสื่อมลง ไม่เจริญขึ้น คงที่อยู่ หิริ โอตตัปปะ วิริยะ
			<remark  id="s2b23c11l17" /> และปัญญาของเขานั้นไม่เสื่อมลง ไม่เจริญขึ้น คงที่อยู่ ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลที่โผล่ขึ้นมาได้
			<remark  id="s2b23c11l18" />แล้วทรงตัวอยู่อย่างนี้แล ฯ
			<remark  id="s2b23c11l19" />     ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลที่โผล่ขึ้นมาได้แล้วเหลียวไปมาอย่างไร  บุคคลบางคนใน
			<remark  id="s2b23c11l20" />โลกนี้ โผล่ขึ้นมาได้ คือ เขามีธรรมเหล่านี้ คือ ศรัทธา หิริโอตตัปปะ วิริยะ ปัญญา
			<remark  id="s2b23c11l21" />ชั้นดีๆ ในกุศลธรรมทั้งหลาย เพราะสังโยชน์ ๓ สิ้นไปเขาเป็นพระโสดาบัน มีอันไม่ตกต่ำเป็น
			<remark  id="s2b23c11l22" />ธรรมดา เป็นผู้เที่ยงที่จะตรัสรู้ในเบื้องหน้าดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลที่โผล่ขึ้นมาได้แล้วเหลียว
			<remark  id="s2b23c11l23" />ไปมาอย่างนี้แล ฯ
			<remark  id="s2b23c11l24" />     ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลที่โผล่ขึ้นมาได้แล้วเตรียมตัวจะข้ามอย่างไร บุคคลบางคน
			<remark  id="s2b23c11l25" />ในโลกนี้ โผล่ขึ้นมาได้ คือ เขามีธรรมเหล่านี้ คือ ศรัทธา หิริโอตตัปปะ วิริยะ ปัญญา
		</para>
	</section>
	<section id="s2b23c12" >
		<para id="s2b23c12p">
			<remark  id="s2b23c12l1" />ชั้นดีๆ ในกุศลธรรมทั้งหลาย เพราะสังโยชน์ ๓ สิ้นไป เพราะทำราคะ โทสะ โมหะ ให้เบา
			<remark  id="s2b23c12l2" />บางลง เขาเป็นพระสกทาคามีมาสู่โลกนี้อีกครั้งเดียวเท่านั้น แล้วทำที่สุดทุกข์ได้ บุคคลที่โผล่ขึ้น
			<remark  id="s2b23c12l3" />มาได้แล้วเตรียมตัวจะข้ามอย่างนี้แล ฯ
			<remark  id="s2b23c12l4" />     ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลที่โผล่ขึ้นมาแล้วได้ที่พึ่งอย่างไร  บุคคลบางคนในโลกนี้ โผล่
			<remark  id="s2b23c12l5" />ขึ้นมาได้ คือ เขามีธรรมเหล่านี้ คือ ศรัทธา หิริ โอตตัปปะวิริยะ ปัญญา ชั้นดีๆ ในกุศล
			<remark  id="s2b23c12l6" />ธรรมทั้งหลาย เพราะโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕สิ้นไป เขาเป็นพระอนาคามี จักปรินิพพานในภพนั้น 
			<remark  id="s2b23c12l7" />มีอันไม่กลับจากโลกนั้นเป็นธรรมดา บุคคลที่โผล่ขึ้นมาแล้วได้ที่พึ่งอย่างนี้แล ฯ
			<remark  id="s2b23c12l8" />     ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลที่โผล่ขึ้นมาได้แล้วเป็นพราหมณ์ ข้ามถึงฝั่งอยู่บนบกอย่างไร
			<remark  id="s2b23c12l9" /> บุคคลบางคนในโลกนี้ โผล่ขึ้นมาได้ คือ เขามีธรรมเหล่านี้คือ ศรัทธา หิริ โอตตัปปะ
			<remark  id="s2b23c12l10" /> วิริยะ ปัญญา ชั้นดีๆ ในกุศลธรรมทั้งหลายเขากระทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันหา
			<remark  id="s2b23c12l11" />อาสวะมิได้ เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไป ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง ในปัจจุบัน  เข้าถึงอยู่ บุคคลที่
			<remark  id="s2b23c12l12" />โผล่ขึ้นมาได้แล้วเป็นพราหมณ์ ข้ามถึงฝั่งอยู่บนบกอย่างนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลเปรียบ
			<remark  id="s2b23c12l13" />ด้วยน้ำ ๗ จำพวกนี้แล มีปรากฏอยู่ในโลก ฯ
			<remark  id="s2b23c12l14" />                          จบสูตรที่ ๕
			<remark  id="s2b23c12l15" />                          อนิจจาสูตร
			<remark  id="s2b23c12l16" />     [๑๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๗ จำพวกนี้ เป็นผู้ควรของคำนับ   เป็นผู้ควรของ
			<remark  id="s2b23c12l17" />ต้อนรับ เป็นผู้ควรของทำบุญ เป็นผู้ควรกระทำอัญชลี เป็นนาบุญของโลกไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า
			<remark  id="s2b23c12l18" /> ๗ จำพวกเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ พิจารณาเห็นความไม่เที่ยง มีความ
			<remark  id="s2b23c12l19" />สำคัญว่าไม่เที่ยง ทั้งรู้ว่าเป็นของไม่เที่ยง ในสังขารทั้งปวง ตั้งใจมั่น  ติดต่อกันไปไม่ขาดสาย 
			<remark  id="s2b23c12l20" />มีปัญญาหยั่งทราบ ย่อมกระทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะ
			<remark  id="s2b23c12l21" />ทั้งหลายสิ้นไป ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง   ในปัจจุบัน เข้าถึงอยู่ นี้เป็นบุคคลที่ ๑ เป็นผู้ควรของ
			<remark  id="s2b23c12l22" />คำนับ ฯลฯ เป็นนาบุญของโลกไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b23c13" >
		<para id="s2b23c13p">
			<remark  id="s2b23c13l1" />     ดูกรภิกษุทั้งหลาย อีกประการหนึ่ง บุคคลบางคนในโลกนี้ พิจารณาเห็นความไม่เที่ยง ... 
			<remark  id="s2b23c13l2" />มีปัญญาหยั่งทราบ ความสิ้นอาสวะ  และความสิ้นชีวิตของเขา ไม่ก่อนไม่หลังกัน นี้เป็นบุคคล
			<remark  id="s2b23c13l3" />ที่ ๒ เป็นผู้ควรของคำนับ ฯลฯ เป็นนาบุญของโลกไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า ฯ
			<remark  id="s2b23c13l4" />     ดูกรภิกษุทั้งหลาย อีกประการหนึ่ง บุคคลบางคนในโลกนี้ พิจารณาเห็นความไม่เที่ยง ... 
			<remark  id="s2b23c13l5" />มีปัญญาหยั่งทราบ เพราะโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ สิ้นไป  เขาจักปรินิพพานในระหว่าง นี้เป็น
			<remark  id="s2b23c13l6" />บุคคลที่ ๓ เป็นผู้ควรของคำนับ ฯลฯ เป็นนาบุญของโลกไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า ฯ
			<remark  id="s2b23c13l7" />     ดูกรภิกษุทั้งหลาย อีกประการหนึ่ง บุคคลบางคนในโลกนี้ พิจารณาเห็นความไม่เที่ยง ... 
			<remark  id="s2b23c13l8" />มีปัญญาหยั่งทราบ เพราะโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ สิ้นไปเขาจักปรินิพพานในเมื่ออายุเลยกึ่ง 
			<remark  id="s2b23c13l9" />นี้เป็นบุคคลที่ ๔ เป็นผู้ควรของคำนับ ฯลฯเป็นนาบุญของโลกไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า ฯ
			<remark  id="s2b23c13l10" />     ดูกรภิกษุทั้งหลาย อีกประการหนึ่ง บุคคลบางคนในโลกนี้ พิจารณาเห็นความไม่เที่ยง ... 
			<remark  id="s2b23c13l11" />มีปัญญาหยั่งทราบ เพราะโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ สิ้นไปเขาจักปรินิพพานโดยไม่ต้องใช้ความเพียร
			<remark  id="s2b23c13l12" />นัก นี้เป็นบุคคลที่ ๕ เป็นผู้ควรของคำนับ ฯลฯ เป็นนาบุญของโลกไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า ฯ
			<remark  id="s2b23c13l13" />     ดูกรภิกษุทั้งหลาย อีกประการหนึ่ง บุคคลบางคนในโลกนี้ พิจารณาเห็นความไม่เที่ยง ... 
			<remark  id="s2b23c13l14" />มีปัญญาหยั่งทราบ เพราะโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ สิ้นไปเขาจักปรินิพพานโดยต้องใช้ความเพียร
			<remark  id="s2b23c13l15" />เรี่ยวแรง นี้เป็นบุคคลที่ ๖ เป็นผู้ควรของคำนับ ... เป็นนาบุญของโลกไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า ฯ
			<remark  id="s2b23c13l16" />     ดูกรภิกษุทั้งหลาย อีกประการหนึ่ง บุคคลบางคนในโลกนี้ พิจารณาเห็นความไม่เที่ยง 
			<remark  id="s2b23c13l17" />มีความสำคัญว่าไม่เที่ยง ทั้งรู้ว่าเป็นของไม่เที่ยง ในสังขารทั้งปวง ตั้งใจมั่น ติดต่อกันไปไม่
			<remark  id="s2b23c13l18" />ขาดสาย มีปัญญาหยั่งทราบ เพราะโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ สิ้นไป เขาเป็นผู้มีกระแสในเบื้องบน
			<remark  id="s2b23c13l19" /> ไปสู่อกนิฏฐภพ นี้เป็นบุคคลที่ ๗ เป็นผู้ควรของคำนับ ฯลฯ เป็นนาบุญของโลกไม่มีนาบุญอื่น
			<remark  id="s2b23c13l20" />ยิ่งกว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๗ จำพวกนี้แล เป็นผู้ควรของคำนับ เป็นผู้ควรของต้อนรับ 
			<remark  id="s2b23c13l21" />เป็นผู้ควรของทำบุญ เป็นผู้ควรกระทำอัญชลี เป็นนาบุญของโลกไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า ฯ
			<remark  id="s2b23c13l22" />                          จบสูตรที่ ๖
			<remark  id="s2b23c13l23" />                           ทุกขสูตร
			<remark  id="s2b23c13l24" />     [๑๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๗ จำพวกนี้  เป็นผู้ควรของคำนับ ฯลฯเป็นนาบุญ
			<remark  id="s2b23c13l25" />ของโลกไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า  ๗ จำพวกเป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้ พิจารณาเห็นความทุกข์
		</para>
	</section>
	<section id="s2b23c14" >
		<para id="s2b23c14p">
			<remark  id="s2b23c14l1" /> มีความสำคัญว่าเป็นทุกข์ ทั้งรู้ว่าเป็นทุกข์ ในสังขารทั้งปวง ฯลฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๗ 
			<remark  id="s2b23c14l2" />จำพวกนี้แล เป็นผู้ควรของคำนับเป็นผู้ควรของต้อนรับ เป็นผู้ควรของทำบุญ เป็นผู้ควรกระทำ
			<remark  id="s2b23c14l3" />อัญชลี เป็นนาบุญของโลกไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า ฯ
			<remark  id="s2b23c14l4" />                          จบสูตรที่ ๗
			<remark  id="s2b23c14l5" />                          อนัตตาสูตร
			<remark  id="s2b23c14l6" />     ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๗ จำพวกนี้ เป็นผู้ควรของคำนับ ฯลฯ เป็นนาบุญของโลก
			<remark  id="s2b23c14l7" />ไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า ๗ จำพวกเป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้พิจารณาเห็นว่าเป็นอนัตตา
			<remark  id="s2b23c14l8" /> มีความสำคัญว่าเป็นอนัตตา ทั้งรู้ว่าเป็นอนัตตา ในธรรมทั้งปวง ฯลฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคล
			<remark  id="s2b23c14l9" /> ๗ จำพวกนี้แล เป็นผู้ควรของคำนับ ฯลฯ เป็นนาบุญของโลกไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า ฯ
			<remark  id="s2b23c14l10" />                          จบสูตรที่ ๘
			<remark  id="s2b23c14l11" />                          นิพพานสูตร
			<remark  id="s2b23c14l12" />     ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๗ จำพวกนี้ เป็นผู้ควรของคำนับ เป็นผู้ควรของต้อนรับ 
			<remark  id="s2b23c14l13" />เป็นผู้ควรของทำบุญ เป็นผู้ควรกระทำอัญชลี  เป็นนาบุญของโลกไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า ๗ จำพวก
			<remark  id="s2b23c14l14" />เป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้ พิจารณาเห็นความเป็นสุข สำคัญว่าสุข ทั้งรู้ว่าเป็นสุข 
			<remark  id="s2b23c14l15" />ในนิพพาน ตั้งใจมั่น ติดต่อกันไปไม่ขาดสาย มีปัญญาหยั่งทราบ กระทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติ
			<remark  id="s2b23c14l16" /> ปัญญาวิมุติ อันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไป ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง ในปัจจุบัน
			<remark  id="s2b23c14l17" />เข้าถึงอยู่ นี้เป็นบุคคลที่ ๑ เป็นผู้ควรของคำนับ ฯลฯ เป็นนาบุญของโลกไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า ฯ
			<remark  id="s2b23c14l18" />     ดูกรภิกษุทั้งหลาย อีกประการหนึ่ง บุคคลบางคนในโลกนี้ พิจารณาเห็นว่าเป็นสุข ... 
			<remark  id="s2b23c14l19" />มีปัญญาหยั่งทราบ เพราะความสิ้นอาสวะและความสิ้นชีวิตของท่านผู้นั้น ไม่ก่อนไม่หลังกัน
			<remark  id="s2b23c14l20" /> นี้เป็นบุคคลที่ ๒ เป็นผู้ควรของคำนับ ฯลฯ  เป็นนาบุญของโลกไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b23c15" >
		<para id="s2b23c15p">
			<remark  id="s2b23c15l1" />     ดูกรภิกษุทั้งหลาย อีกประการหนึ่ง บุคคลบางคนในโลกนี้ พิจารณาเห็นว่าเป็นสุข ...
			<remark  id="s2b23c15l2" /> มีปัญญาหยั่งทราบ เพราะโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ สิ้นไปจักปรินิพพานในระหว่าง นี้เป็นบุคคล
			<remark  id="s2b23c15l3" />ที่ ๓ เป็นผู้ควรของคำนับ ฯลฯ เป็นนาบุญของโลกไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า ฯ
			<remark  id="s2b23c15l4" />     ดูกรภิกษุทั้งหลาย อีกประการหนึ่ง บุคคลบางคนในโลกนี้ พิจารณาเห็นว่าเป็นสุข ... 
			<remark  id="s2b23c15l5" />มีปัญญาหยั่งทราบ เพราะโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ สิ้นไปจักปรินิพพานในเมื่ออายุเลยกึ่ง นี้เป็น
			<remark  id="s2b23c15l6" />บุคคลที่ ๔ เป็นผู้ควรของคำนับ ฯลฯเป็นนาบุญของโลกไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า ฯ
			<remark  id="s2b23c15l7" />     ดูกรภิกษุทั้งหลาย อีกประการหนึ่ง บุคคลบางคนในโลกนี้ พิจารณาเห็นว่าเป็นสุข ... 
			<remark  id="s2b23c15l8" />มีปัญญาหยั่งทราบ เพราะโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ สิ้นไปจักปรินิพพานโดยไม่ต้องใช้ความเพียรนัก
			<remark  id="s2b23c15l9" /> นี้เป็นบุคคลที่ ๕ เป็นผู้ควรของคำนับ ฯลฯ เป็นนาบุญของโลกไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า ฯ
			<remark  id="s2b23c15l10" />     ดูกรภิกษุทั้งหลาย อีกประการหนึ่ง บุคคลบางคนในโลกนี้ พิจารณาเห็นว่าเป็นสุข ... 
			<remark  id="s2b23c15l11" />มีปัญญาหยั่งทราบ เพราะโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ สิ้นไป จักปรินิพพานด้วยต้องใช้ความเพียร
			<remark  id="s2b23c15l12" />เรี่ยวแรง นี้เป็นบุคคลที่ ๖ เป็นผู้ควรของคำนับ ฯลฯเป็นนาบุญของโลกไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า ฯ
			<remark  id="s2b23c15l13" />     ดูกรภิกษุทั้งหลาย อีกประการหนึ่ง บุคคลบางคนในโลกนี้ พิจารณาเห็นว่าเป็นสุข ... 
			<remark  id="s2b23c15l14" />มีปัญญาหยั่งทราบ เพราะโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ สิ้นไปเป็นผู้มีกระแสในเบื้องบนไปสู่อกนิฏฐภพ
			<remark  id="s2b23c15l15" /> นี้เป็นบุคคลที่ ๗ เป็นผู้ควรของคำนับ ฯลฯ เป็นนาบุญของโลกไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า ดูกรภิกษุ
			<remark  id="s2b23c15l16" />ทั้งหลาย บุคคล ๗จำพวกนี้แล เป็นผู้ควรของคำนับ เป็นผู้ควรของต้อนรับ เป็นผู้ควรของ
			<remark  id="s2b23c15l17" />ทำบุญเป็นผู้ควรกระทำอัญชลี เป็นนาบุญของโลกไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า ฯ
			<remark  id="s2b23c15l18" />                          จบสูตรที่ ๙
			<remark  id="s2b23c15l19" />                         นิททสวัตถุสูตร
			<remark  id="s2b23c15l20" />     [๑๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย นิททสวัตถุ ๗ ประการนี้  ๗ ประการเป็นไฉน  คือ 
			<remark  id="s2b23c15l21" />ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีความพอใจอย่างแรงกล้าในการสมาทานสิกขาและเป็นผู้ได้ความยินดี
			<remark  id="s2b23c15l22" />ในการสมาทานสิกขาต่อไป ๑ เป็นผู้มีความพอใจอย่างแรงกล้าในการใคร่ครวญธรรม และเป็นผู้
			<remark  id="s2b23c15l23" />ได้ความยินดีในการใคร่ครวญธรรมต่อไป ๑เป็นผู้มีความพอใจอย่างแรงกล้าในอันที่จะกำจัด
		</para>
	</section>
	<section id="s2b23c16" >
		<para id="s2b23c16p">
			<remark  id="s2b23c16l1" />ความอยาก และเป็นผู้ได้ความยินดีในอันที่จะกำจัดความอยากต่อไป ๑ เป็นผู้มีความพอใจอย่าง
			<remark  id="s2b23c16l2" />แรงกล้าในการหลีกเร้นและเป็นผู้ได้ความยินดีในการหลีกเร้นต่อไป ๑ เป็นผู้มีความพอใจ
			<remark  id="s2b23c16l3" />อย่างแรงกล้าในการปรารภความเพียร และเป็นผู้ได้ความยินดีในการปรารภความเพียรต่อไป ๑
			<remark  id="s2b23c16l4" />เป็นผู้มีความพอใจอย่างแรงกล้าในความเป็นผู้มีสติรอบคอบ และเป็นผู้ได้ความยินดีในความเป็น
			<remark  id="s2b23c16l5" />ผู้มีสติรอบคอบต่อไป ๑ เป็นผู้มีความพอใจอย่างแรงกล้าในการแทงตลอดด้วยทิฐิ และเป็นผู้
			<remark  id="s2b23c16l6" />ได้ความยินดีในการแทงตลอดด้วยทิฐิต่อไป ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย นิททสวัตถุ ๗ ประการนี้แล ฯ
			<remark  id="s2b23c16l7" />                         จบสูตรที่ ๑๐
			<remark  id="s2b23c16l8" />                       จบอนุสยวรรคที่ ๒
			<remark  id="s2b23c16l9" />                       __________
			<remark  id="s2b23c16l10" />                   รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
			<remark  id="s2b23c16l11" />     	๑. อนุสยสูตรที่ ๑  		๒. อนุสยสูตรที่ ๒  
			<remark  id="s2b23c16l12" />๓. กุลสูตร  			๔. ปุคคลสูตร
			<remark  id="s2b23c16l13" />๕. อุทกูปมสูตร  		๖. อนิจจาสูตร  
			<remark  id="s2b23c16l14" />๗. ทุกขสูตร  		 ๘. อนัตตาสูตร
			<remark  id="s2b23c16l15" />๙. นิพพานสูตร  		๑๐. นิททสวัตถุสูตร
			<remark  id="s2b23c16l16" />                       ___________
		</para>
	</section>
	<section id="s2b23c17" >
		<para id="s2b23c17p">
			<remark  id="s2b23c17l1" />                         วัชชีวรรคที่ ๓
			<remark  id="s2b23c17l2" />                         สารันททสูตร
			<remark  id="s2b23c17l3" />     [๑๙] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ สารันททเจดีย์ ใกล้พระนครเวสาลี 
			<remark  id="s2b23c17l4" />ครั้งนั้นแล เจ้าลิจฉวีหลายพระองค์ด้วยกัน พากันเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ทรง
			<remark  id="s2b23c17l5" />ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคแล้ว ประทับนั่ง ณที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้ว พระผู้มีพระภาค
			<remark  id="s2b23c17l6" />ได้ตรัสกะเจ้าลิจฉวีเหล่านั้นว่าดูกรลิจฉวีทั้งหลาย เราจักแสดงอปริหานิยธรรม ๗ ประการ
			<remark  id="s2b23c17l7" /> แก่ท่านทั้งหลายท่านทั้งหลายจงฟัง จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าว เจ้าลิจฉวีเหล่านั้นทูลรับพระผู้มี
			<remark  id="s2b23c17l8" />พระภาคแล้ว พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรลิจฉวีทั้งหลาย อปริหานิยธรรม ๗ ประการเป็น
			<remark  id="s2b23c17l9" />ไฉน คือ ชาววัชชีจักหมั่นประชุมกันเนืองนิตย์ เพียงใด ชาววัชชีพึงหวังความเจริญได้
			<remark  id="s2b23c17l10" />แน่นอน ไม่พึงหวังความเสื่อมเลย เพียงนั้น ชาววัชชีเมื่อประชุมก็จักพร้อมเพรียงกันประชุม
			<remark  id="s2b23c17l11" /> เมื่อเลิกประชุมก็พร้อมเพรียงกันเลิกประชุมและจักพร้อมเพรียงช่วยกันทำกิจที่ควรทำ เพียงใด 
			<remark  id="s2b23c17l12" />ชาววัชชีพึงหวังความเจริญได้แน่นอน ไม่พึงหวังความเสื่อมเลย เพียงนั้น ชาววัชชีจักไม่
			<remark  id="s2b23c17l13" />บัญญัติสิ่งที่ยังไม่บัญญัติ จักไม่ถอนสิ่งที่ท่านบัญญัติไว้แล้ว ประพฤติมั่นอยู่ในธรรมของชาววัชชี
			<remark  id="s2b23c17l14" />ครั้งโบราณ ตามที่ท่านบัญญัติไว้ เพียงใด ชาววัชชีพึงหวังความเจริญได้แน่นอน ไม่พึงหวัง
			<remark  id="s2b23c17l15" />ความเสื่อมเลย เพียงนั้น ชาววัชชีจักสักการะ เคารพ นับถือ บูชาท่านวัชชีผู้ใหญ่ทั้งหลาย 
			<remark  id="s2b23c17l16" />และจักสำคัญถ้อยคำแห่งท่านเหล่านั้น  ว่าเป็นถ้อยคำอันตนพึงเชื่อฟัง เพียงใด ชาววัชชีพึงหวัง
			<remark  id="s2b23c17l17" />ความเจริญได้แน่นอน ไม่พึงหวังความเสื่อมเลย เพียงนั้น ชาววัชชีจักไม่ข่มขืนบังคับปกครอง
			<remark  id="s2b23c17l18" />หญิงในสกุล เพียงใดชาววัชชีพึงหวังความเจริญได้แน่นอน ไม่พึงหวังความเสื่อมเลย เพียงนั้น
			<remark  id="s2b23c17l19" /> ชาววัชชียังคงสักการะ เคารพ นับถือ บูชาเจติยสถานของชาววัชชี ทั้งภายในและภายนอก
			<remark  id="s2b23c17l20" /> และไม่ลบล้างพลีกรรมอันชอบธรรม ซึ่งเคยให้ เคยทำแก่เจติยสถานเหล่านั้น เพียงใด ชาว
		</para>
	</section>
	<section id="s2b23c18" >
		<para id="s2b23c18p">
			<remark  id="s2b23c18l1" />วัชชีพึงหวังความเจริญได้แน่นอน ไม่พึงหวังความเสื่อมเลย  เพียงนั้น ชาววัชชีจักถวายความ
			<remark  id="s2b23c18l2" />อารักขา ความคุ้มครอง ป้องกันโดยชอบธรรมในพระอรหันต์ทั้งหลาย เป็นอย่างดี ด้วยหวังว่า
			<remark  id="s2b23c18l3" />  ไฉนพระอรหันต์ทั้งหลายที่ยังไม่มาพึงมาสู่แว่นแคว้น และที่มาแล้ว  พึงอยู่เป็นสุขเพียงใด 
			<remark  id="s2b23c18l4" />ชาววัชชีพึงหวังความเจริญได้แน่นอน  ไม่พึงหวังความเสื่อมเลย เพียงนั้น ดูกรลิจฉวีทั้งหลาย
			<remark  id="s2b23c18l5" />อปริหานิยธรรม ๗ ประการนี้ จักตั้งอยู่ในชาววัชชี และชาววัชชียังปรากฏอยู่ใน อปริหานิยธรรม
			<remark  id="s2b23c18l6" /> ๗ ประการนี้ เพียงใด ชาววัชชีพึงหวังความเจริญได้แน่นอนไม่พึงหวังความเสื่อมเลย เพียงนั้น ฯ
			<remark  id="s2b23c18l7" />                          จบสูตรที่ ๑
			<remark  id="s2b23c18l8" />                         วัสสการสูตร
			<remark  id="s2b23c18l9" />     [๒๐] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ ภูเขาคิชฌกูฏ ใกล้พระนครราชคฤห์ 
			<remark  id="s2b23c18l10" />ก็โดยสมัยนั้นแล พระเจ้าแผ่นดินมคธ พระนามว่าอชาตสัตรูเวเทหีบุตร ทรงพระประสงค์จะ
			<remark  id="s2b23c18l11" />ยาตราทัพไปย่ำยีชาววัชชี ท้าวเธอจึงตรัสอย่างนี้ว่าเราจักตัดเจ้าวัชชีผู้มีฤทธิ์ มีอานุภาพมาก
			<remark  id="s2b23c18l12" />อย่างนี้ๆ ให้ขาดสูญ ให้พินาศ ให้ถึงความย่อยยับดับสูญ ครั้งนั้นแล พระเจ้าแผ่นดินมคธ
			<remark  id="s2b23c18l13" />พระนามว่าอชาตสัตรูเวเทหีบุตร จึงตรัสเรียกวัสสการพราหมณ์มหาอำมาตย์ของแคว้นมคธมา
			<remark  id="s2b23c18l14" />ปรึกษาว่า ดูกรท่านพราหมณ์ เชิญท่านเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ จงถวายบังคม
			<remark  id="s2b23c18l15" />พระบาทของพระผู้มีพระภาคด้วยเศียรเกล้าตามคำสั่งของเรา จงทูลถามถึงความเป็นผู้มีพระอาพาธ
			<remark  id="s2b23c18l16" />น้อย มีพระโรคเบาบาง  กระปรี้กระเปร่า ทรงมีกำลัง ความอยู่สำราญว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ 
			<remark  id="s2b23c18l17" />พระเจ้าแผ่นดินมคธพระนามว่าอชาตสัตรูเวเทหีบุตร ทรงถวายบังคมพระบาทของพระผู้มีพระภาค
			<remark  id="s2b23c18l18" />ด้วยเศียรเกล้า ฯ ทรงทูลถามถึงความเป็นผู้มีพระอาพาธน้อย มีพระโรคเบาบาง กระปรี้กระเปร่า
			<remark  id="s2b23c18l19" /> ทรงมีกำลังความอยู่สำราญ และจงกราบทูลอย่างนี้ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระเจ้าแผ่นดินมคธ
			<remark  id="s2b23c18l20" />พระนามว่าอชาตสัตรูเวเทหีบุตร ทรงพระประสงค์จะยาตราทัพไปย่ำยีชาววัชชีท้าวเธอตรัส
			<remark  id="s2b23c18l21" />อย่างนี้ว่า เราจักตัดเจ้าวัชชีผู้มีฤทธิ์มีอานุภาพมากอย่างนี้ๆ ให้ขาดสูญให้พินาศ  ให้ถึงความ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b23c19" >
		<para id="s2b23c19p">
			<remark  id="s2b23c19l1" />ย่อยยับดับสูญ ดังนี้ ท่านจงสำเหนียกพระดำรัสที่พระผู้มีพระภาคทรงพยากรณ์นั้นไว้ให้ดี แล้ว
			<remark  id="s2b23c19l2" />มาบอกแก่เรา พระตถาคตเจ้าทั้งหลายจะไม่ตรัสพระดำรัสที่คลาดเคลื่อนจากความจริงเลย วัสส
			<remark  id="s2b23c19l3" />การพราหมณ์มหาอำมาตย์แห่งแคว้นมคธ รับพระราชโองการพระเจ้าแผ่นดินมคธพระนามว่าอชาตสัตรู
			<remark  id="s2b23c19l4" />เวเทหีบุตรแล้วเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ได้ปราศรัยกับพระผู้มีพระภาค ครั้นผ่าน
			<remark  id="s2b23c19l5" />การปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้ว จึงนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้ว ได้กราบทูล
			<remark  id="s2b23c19l6" />พระผู้มีพระภาคว่า  ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ พระเจ้าแผ่นดินมคธพระนามว่าอชาตสัตรูเวเทหีบุตร
			<remark  id="s2b23c19l7" /> ทรงถวายบังคมพระบาทของพระโคดมผู้เจริญด้วยเศียรเกล้า ทรงกราบทูลถามถึงความเป็นผู้มี
			<remark  id="s2b23c19l8" />พระอาพาธน้อย มีพระโรคเบาบางกระปรี้กระเปร่า ทรงมีกำลัง ความอยู่สำราญ ข้าแต่พระโคดม
			<remark  id="s2b23c19l9" />ผู้เจริญ พระเจ้าแผ่นดินมคธทรงพระนามว่าอชาตสัตรูเวเทหีบุตร ทรงมีพระประสงค์จะยาตราทัพ
			<remark  id="s2b23c19l10" />ไปย่ำยีชาววัชชี ท้าวเธอตรัสอย่างนี้ว่า จักตัดเจ้าวัชชีผู้มีฤทธิ์มีอานุภาพมากอย่างนี้ๆ ให้ขาดสูญ
			<remark  id="s2b23c19l11" /> ให้พินาศ ให้ถึงความย่อยยับดับสูญ ฯ
			<remark  id="s2b23c19l12" />     ก็สมัยนั้นแล ท่านพระอานนท์ยืนถวายงานพัดพระผู้มีพระภาค อยู่ ณ เบื้องพระปฤษฎางค์
			<remark  id="s2b23c19l13" /> ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัสถามท่านพระอานนท์ว่าดูกรอานนท์ เธอได้สดับมาแล้วดังนี้
			<remark  id="s2b23c19l14" />หรือว่า ชาววัชชีหมั่นประชุมกันเนืองนิตย์พระอานนท์กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
			<remark  id="s2b23c19l15" /> ข้าพระองค์ได้สดับมาว่า ชาววัชชีหมั่นประชุมกันเนืองนิตย์ พระเจ้าข้า ฯ
			<remark  id="s2b23c19l16" />     พ. ดูกรอานนท์ ชาววัชชีจักประชุมกันเนืองนิตย์ เพียงใด ชาววัชชีพึงหวังความ
			<remark  id="s2b23c19l17" />เจริญได้แน่นอน ไม่พึงหวังความเสื่อมเลย  เพียงนั้น ดูกรอานนท์เธอสดับมาแล้วดังนี้หรือว่า
			<remark  id="s2b23c19l18" /> ชาววัชชีเมื่อประชุมก็พร้อมเพรียงกันประชุม เมื่อเลิกประชุมก็พร้อมเพรียงกันเลิกประชุม พร้อม
			<remark  id="s2b23c19l19" />เพรียงช่วยกันทำกิจที่ควรทำ ฯ
			<remark  id="s2b23c19l20" />     อา. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ได้สดับมาว่า ชาววัชชีเมื่อประชุมก็พร้อมเพรียง
			<remark  id="s2b23c19l21" />กันประชุม เมื่อเลิกประชุมก็พร้อมเพรียงกันเลิกประชุม พร้อมเพรียงช่วยกันทำกิจที่ควรทำ 
			<remark  id="s2b23c19l22" />พระเจ้าข้า ฯ
			<remark  id="s2b23c19l23" />     พ. ดูกรอานนท์ ชาววัชชีเมื่อประชุมก็พร้อมเพรียงกันประชุม เมื่อเลิกประชุมก็
			<remark  id="s2b23c19l24" />พร้อมเพรียงกันเลิกประชุม พร้อมเพรียงช่วยกันทำกิจที่ควรทำ เพียงใดชาววัชชีพึงหวังความ
			<remark  id="s2b23c19l25" />เจริญได้แน่นอน  ไม่พึงหวังความเสื่อมเลย เพียงนั้น ดูกรอานนท์ เธอได้สดับมาแล้วดังนี้
		</para>
	</section>
	<section id="s2b23c20" >
		<para id="s2b23c20p">
			<remark  id="s2b23c20l1" />หรือว่า ชาววัชชีไม่บัญญัติสิ่งที่ยังไม่ได้บัญญัติไม่เพิกถอนสิ่งที่บัญญัติแล้ว ประพฤติมั่นอยู่
			<remark  id="s2b23c20l2" />ในธรรมของชาววัชชีตามที่ได้บัญญัติไว้ในครั้งก่อน ฯ
			<remark  id="s2b23c20l3" />     อา. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ได้สดับมาว่า ชาววัชชีไม่บัญญัติสิ่งที่ยังไม่ได้
			<remark  id="s2b23c20l4" />บัญญัติ ไม่เพิกถอนสิ่งที่บัญญัติไว้แล้ว ประพฤติมั่นอยู่ในธรรมของชาววัชชี ตามที่ได้บัญญัติ
			<remark  id="s2b23c20l5" />ไว้ในครั้งก่อน พระเจ้าข้า ฯ
			<remark  id="s2b23c20l6" />     พ. ดูกรอานนท์  ชาววัชชีจักไม่บัญญัติสิ่งที่ยังไม่ได้บัญญัติ ไม่เพิกถอนสิ่งที่บัญญัติ
			<remark  id="s2b23c20l7" />ไว้แล้ว จักประพฤติมั่นอยู่ในธรรมของชาววัชชี ตามที่บัญญัติไว้ในครั้งก่อนๆ เพียงใด
			<remark  id="s2b23c20l8" /> ชาววัชชีพึงหวังความเจริญได้แน่นอน ไม่พึงหวังความเสื่อมเลย  เพียงนั้น ดูกรอานนท์ เธอ
			<remark  id="s2b23c20l9" />ได้สดับมาดังนี้หรือว่า ชาววัชชียังสักการะเคารพ นับถือ บูชา ชาววัชชีผู้ใหญ่ และย่อม
			<remark  id="s2b23c20l10" />สำคัญถ้อยคำแห่งท่านเหล่านั้นว่าเป็นถ้อยคำอันตนพึงเชื่อฟัง ฯ
			<remark  id="s2b23c20l11" />     อา. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ได้สดับมาว่า ชาววัชชียังสักการะ เคารพ 
			<remark  id="s2b23c20l12" />นับถือ บูชา ชาววัชชีผู้ใหญ่ และย่อมสำคัญถ้อยคำแห่งท่านเหล่านั้นว่าเป็นถ้อยคำอันตนพึง
			<remark  id="s2b23c20l13" />เชื่อฟัง พระเจ้าข้า ฯ
			<remark  id="s2b23c20l14" />     พ. ดูกรอานนท์ ชาววัชชียังสักการะ เคารพ นับถือ บูชา ชาววัชชีผู้ใหญ่ และจัก
			<remark  id="s2b23c20l15" />สำคัญถ้อยคำแห่งท่านเหล่านั้นว่าเป็นถ้อยคำอันตนพึงเชื่อฟังเพียงใด ชาววัชชีพึงหวังความ
			<remark  id="s2b23c20l16" />เจริญได้แน่นอน ไม่พึงหวังความเสื่อมเลย เพียงนั้นดูกรอานนท์ เธอได้สดับมาดังนี้หรือว่า 
			<remark  id="s2b23c20l17" />ชาววัชชีไม่ข่มขืนบังคับปกครองหญิงในสกุล ฯ
			<remark  id="s2b23c20l18" />     อา. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ได้สดับมาว่า ชาววัชชีไม่ข่มขืนบังคับปกครอง
			<remark  id="s2b23c20l19" />หญิงในสกุล พระเจ้าข้า ฯ
			<remark  id="s2b23c20l20" />     พ. ดูกรอานนท์ ชาววัชชีไม่ข่มขืนบังคับปกครองหญิงในสกุล เพียงใด ชาววัชชี
			<remark  id="s2b23c20l21" />พึงหวังความเจริญได้แน่นอน ไม่พึงหวังความเสื่อมเลย เพียงนั้น ดูกรอานนท์ เธอได้สดับมา
			<remark  id="s2b23c20l22" />ดังนี้หรือว่า ชาววัชชียังคงสักการะ เคารพ นับถือ บูชาเจติยสถานของชาววัชชี ทั้งภายใน
			<remark  id="s2b23c20l23" />ภายนอก และไม่ลบล้างพลีกรรมอันชอบธรรมซึ่งเคยให้ เคยทำแก่เจติยสถานเหล่านั้น ฯ
			<remark  id="s2b23c20l24" />     อา. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ได้สดับมาว่า ชาววัชชียังคงสักการะ เคารพ 
			<remark  id="s2b23c20l25" />นับถือ บูชา เจติยสถานของชาววัชชีทั้งภายในภายนอก และไม่ลบล้างพลีกรรมอันชอบธรรม
			<remark  id="s2b23c20l26" />ซึ่งเคยให้เคยทำแก่เจติยสถานเหล่านั้น พระเจ้าข้า ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b23c21" >
		<para id="s2b23c21p">
			<remark  id="s2b23c21l1" />     พ. ดูกรอานนท์ ชาววัชชีจักสักการะ เคารพ นับถือ บูชา เจติยสถาน ของชาววัชชี 
			<remark  id="s2b23c21l2" />ทั้งภายในภายนอก และจักไม่ลบล้างพลีกรรมอันชอบธรรมซึ่งเคยให้ เคยทำแก่เจติยสถาน
			<remark  id="s2b23c21l3" />เหล่านั้น เพียงใด ชาววัชชีพึงหวังความเจริญได้แน่นอนไม่พึงหวังความเสื่อมเลย เพียงนั้น 
			<remark  id="s2b23c21l4" />ดูกรอานนท์ เธอได้สดับมาดังนี้หรือว่าชาววัชชีถวายความอารักขา ความคุ้มครอง ป้องกัน 
			<remark  id="s2b23c21l5" />อันชอบธรรม ในพระอรหันต์ทั้งหลาย เป็นอย่างดี ด้วยหวังว่า ไฉนพระอรหันต์ทั้งหลายที่ยัง
			<remark  id="s2b23c21l6" />ไม่มา พึงมาสู่แว่นแคว้น และที่มาแล้วพึงอยู่เป็นสุข ฯ
			<remark  id="s2b23c21l7" />     อา. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ได้สดับมาว่า ชาววัชชีจักถวายความอารักขา 
			<remark  id="s2b23c21l8" />ความคุ้มครอง ป้องกัน อันชอบธรรมในพระอรหันต์ทั้งหลายเป็นอย่างดี ด้วยหวังว่า ไฉน
			<remark  id="s2b23c21l9" />พระอรหันต์ทั้งหลายที่ยังไม่มา พึงมาสู่แว่นแคว้นและที่มาแล้วพึงอยู่เป็นสุข พระเจ้าข้า
			<remark  id="s2b23c21l10" />     พ. ดูกรอานนท์ ชาววัชชีจักถวายความอารักขา ความคุ้มครอง ป้องกันอันชอบธรรม
			<remark  id="s2b23c21l11" /> ในพระอรหันต์ทั้งหลาย เป็นอย่างดี ด้วยหวังว่า ไฉนพระอรหันต์ทั้งหลายที่ยังไม่มา จงมาสู่
			<remark  id="s2b23c21l12" />แว่นแคว้น ที่มาแล้วพึงอยู่เป็นสุข เพียงใด ชาววัชชีพึงหวังความเจริญได้แน่นอน ไม่พึงหวัง
			<remark  id="s2b23c21l13" />ความเสื่อมเลย เพียงนั้น ฯ
			<remark  id="s2b23c21l14" />     ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคตรัสกะวัสสการพราหมณ์มหาอำมาตย์แห่งแคว้นมคธว่า ดูกร
			<remark  id="s2b23c21l15" />พราหมณ์ สมัยหนึ่ง เราอยู่ ณ สารันททเจดีย์ ใกล้พระนครเวสาลี ณ ที่นั้น เราได้แสดง
			<remark  id="s2b23c21l16" />อปริหานิยธรรม ๗ ประการนี้ แก่เจ้าวัชชีว่า ดูกรพราหมณ์ อปริหานิยธรรม ๗ ประการนี้ 
			<remark  id="s2b23c21l17" />จักตั้งอยู่ในชาววัชชี และชาววัชชีจักปรากฏอยู่ในอปริหานิยธรรม ๗ ประการนี้ เพียงใด ชาววัชชี
			<remark  id="s2b23c21l18" />พึงหวังความเจริญได้แน่นอน ไม่พึงหวังความเสื่อมเลย เพียงนั้น ฯ
			<remark  id="s2b23c21l19" />     วัสสการพราหมณ์กราบทูลว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ชาววัชชีประกอบด้วยอปริหานิย
			<remark  id="s2b23c21l20" />ธรรมแม้แต่ละอย่าง ก็พึงหวังความเจริญได้แน่นอน ไม่พึงหวังความเสื่อมเลย จะกล่าวไย
			<remark  id="s2b23c21l21" />ถึงชาววัชชีผู้ประกอบด้วยอปริหานิยธรรม ๗ ประการเล่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ อนึ่ง ชาววัชชี
			<remark  id="s2b23c21l22" />อันพระเจ้าแผ่นดินมคธพระนามว่าอชาตสัตรูเวเทหีบุตร ไม่พึงทำการต่อยุทธด้วยได้ เว้นเสียจาก
			<remark  id="s2b23c21l23" />การเกลี้ยกล่อมเว้นเสียจากการยุยงให้แตกกัน ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ข้าพระองค์ผู้มีกิจมาก
			<remark  id="s2b23c21l24" />มีกรณีย์มาก ขอกราบลาไป ณ บัดนี้ ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b23c22" >
		<para id="s2b23c22p">
			<remark  id="s2b23c22l1" />     พ. ดูกรพราหมณ์ บัดนี้ท่านจงรู้กาลที่ควรเถิด ฯ
			<remark  id="s2b23c22l2" />     ลำดับนั้น วัสสการพราหมณ์มหาอำมาตย์แห่งแคว้นมคธชื่นชมอนุโมทนาภาษิตของ
			<remark  id="s2b23c22l3" />พระผู้มีพระภาค ลุกจากอาสนะแล้วหลีกไป ฯ
			<remark  id="s2b23c22l4" />                          จบสูตรที่ ๒
			<remark  id="s2b23c22l5" />                           ภิกขุสูตร
			<remark  id="s2b23c22l6" />     [๒๑] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ ภูเขาคิชฌกูฏ ใกล้พระนครราชคฤห์ 
			<remark  id="s2b23c22l7" />ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดง
			<remark  id="s2b23c22l8" />อปริหานิยธรรม ๗ ประการแก่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงตั้งใจฟัง จงใส่ใจไว้ให้ดีเราจักกล่าว 
			<remark  id="s2b23c22l9" />ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระผู้มีพระภาคแล้วพระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็
			<remark  id="s2b23c22l10" />อปริหานิยธรรม ๗ ประการเป็นไฉน ภิกษุทั้งหลายหมั่นประชุมกันเนืองนิตย์ เพียงใด พึงหวัง
			<remark  id="s2b23c22l11" />ความเจริญได้แน่นอน ไม่พึงหวังความเสื่อมเลย เพียงนั้น ภิกษุทั้งหลายเมื่อประชุมก็พร้อม
			<remark  id="s2b23c22l12" />เพรียงกันประชุม เมื่อเลิกประชุมก็พร้อมเพรียงกันเลิก จักพร้อมเพรียงช่วยกันทำกิจที่สงฆ์พึงทำ
			<remark  id="s2b23c22l13" /> เพียงใด พึงหวังความเจริญได้แน่นอน ไม่พึงหวังความเสื่อมเลยเพียงนั้น ภิกษุทั้งหลายจัก
			<remark  id="s2b23c22l14" />ไม่บัญญัติสิ่งที่ยังไม่ได้บัญญัติ จักไม่เพิกถอนสิ่งที่บัญญัติแล้ว จักประพฤติมั่นในสิกขาบทตามที่
			<remark  id="s2b23c22l15" />บัญญัติไว้แล้ว เพียงใด พึงหวังความเจริญได้แน่นอน ไม่พึงหวังความเสื่อมเลย เพียงนั้น 
			<remark  id="s2b23c22l16" />ภิกษุทั้งหลายยังสักการะ เคารพนับถือ บูชา ท่านผู้เป็นเถระ เป็นรัตตัญญู บวชมานาน
			<remark  id="s2b23c22l17" /> เป็นสังฆบิดรเป็นสังฆปริณายก และจักสำคัญถ้อยคำแห่งท่านเหล่านั้นว่า เป็นถ้อยคำอันตน
			<remark  id="s2b23c22l18" />พึงเชื่อฟัง เพียงใด พึงหวังความเจริญได้แน่นอน ไม่พึงหวังความเสื่อมเลย เพียงนั้น ภิกษุ
			<remark  id="s2b23c22l19" />ทั้งหลายไม่ตกอยู่ในอำนาจตัณหาที่เกิดขึ้นแล้ว   อันเป็นเหตุให้เกิดในภพต่อไป เพียงใด พึง
			<remark  id="s2b23c22l20" />หวังความเจริญได้แน่นอน ไม่พึงหวังความเสื่อมเลย เพียงนั้น ภิกษุทั้งหลายจักพอใจอยู่ใน
			<remark  id="s2b23c22l21" />เสนาสนะป่าเพียงใด พึงหวังความเจริญได้แน่นอนไม่พึงหวังความเสื่อมเลย เพียงนั้น 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b23c23" >
		<para id="s2b23c23p">
			<remark  id="s2b23c23l1" />ภิกษุทั้งหลายจักเข้าไปตั้งความระลึกถึงเฉพาะตนได้ว่า ไฉนหนอ เพื่อนพรหมจรรย์ผู้มีศีลเป็นที่รัก 
			<remark  id="s2b23c23l2" />ที่ยังไม่มา ขอจงมา และที่มาแล้วพึงอยู่เป็นสุข เพียงใด พึงหวังความเจริญได้แน่นอน ไม่
			<remark  id="s2b23c23l3" />พึงหวังความเสื่อมเลย เพียงนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย อปริหานิยธรรม ๗ ประการนี้ จักตั้งอยู่ใน
			<remark  id="s2b23c23l4" />ภิกษุทั้งหลาย และภิกษุทั้งหลายจักปรากฏในอปริหานิยธรรม ๗ ประการนี้เพียงใด ภิกษุทั้งหลาย
			<remark  id="s2b23c23l5" />พึงหวังความเจริญได้แน่นอน ไม่พึงหวังความเสื่อมเลยเพียงนั้น ฯ
			<remark  id="s2b23c23l6" />                          จบสูตรที่ ๓
			<remark  id="s2b23c23l7" />                          กรรมสูตร
			<remark  id="s2b23c23l8" />     [๒๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงอปริหานิยธรรม ๗ ประการแก่เธอทั้งหลาย ฯลฯ 
			<remark  id="s2b23c23l9" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็อปริหานิยธรรม ๗ ประการเป็นไฉนคือ ภิกษุทั้งหลายจักไม่ยินดีการงาน 
			<remark  id="s2b23c23l10" />จักไม่ขวนขวายความยินดีการงาน เพียงใดภิกษุทั้งหลายก็พึงหวังความเจริญได้แน่นอน ไม่พึง
			<remark  id="s2b23c23l11" />หวังความเสื่อมเลย เพียงนั้นภิกษุทั้งหลายจักไม่ยินดีการคุย ฯลฯ จักไม่ยินดีความหลับ ฯลฯ 
			<remark  id="s2b23c23l12" />จักไม่ยินดีการคลุกคลีด้วยหมู่คณะ ฯลฯ จักไม่เป็นผู้มีความปรารถนาลามก จักไม่ตกอยู่ในอำนาจ
			<remark  id="s2b23c23l13" />แห่งความปรารถนาลามก ฯลฯ จักไม่คบมิตรชั่ว จักไม่มีสหายชั่ว จักไม่มีเพื่อนชั่ว ฯลฯ จัก
			<remark  id="s2b23c23l14" />ไม่ถึงความท้อถอยเสียในระหว่างที่บรรลุคุณวิเศษเพียงเล็กน้อยเพียงใด ภิกษุทั้งหลายพึงหวัง
			<remark  id="s2b23c23l15" />ความเจริญได้แน่นอน ไม่พึงหวังความเสื่อมเลยเพียงนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย อปริหานิยธรรม ๗ 
			<remark  id="s2b23c23l16" />ประการนี้ จักตั้งอยู่ในภิกษุทั้งหลาย และภิกษุทั้งหลายจักปรากฏอยู่ในอปริหานิยธรรม ๗ 
			<remark  id="s2b23c23l17" />ประการนี้ เพียงใดภิกษุทั้งหลายพึงหวังความเจริญได้แน่นอน ไม่พึงหวังความเสื่อมเลย
			<remark  id="s2b23c23l18" /> เพียงนั้น ฯ
			<remark  id="s2b23c23l19" />                          จบสูตรที่ ๔
		</para>
	</section>
	<section id="s2b23c24" >
		<para id="s2b23c24p">
			<remark  id="s2b23c24l1" />                          สัทธิยสูตร
			<remark  id="s2b23c24l2" />     [๒๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงอปริหานิยธรรม ๗ ประการ แก่เธอทั้งหลาย ฯลฯ 
			<remark  id="s2b23c24l3" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็อปริหานิยธรรม ๗ ประการเป็นไฉนคือ ภิกษุทั้งหลายจักเป็นผู้มีศรัทธาอยู่ 
			<remark  id="s2b23c24l4" />เพียงใด ภิกษุทั้งหลายก็พึงหวังความเจริญได้แน่นอน ไม่พึงหวังความเสื่อมเลย เพียงนั้น ภิกษุ
			<remark  id="s2b23c24l5" />ทั้งหลาจักเป็นผู้มีหิริ ฯลฯจักเป็นผู้มีโอตตัปปะ ฯลฯ จักเป็นพหุสูต ฯลฯ จักปรารภความ
			<remark  id="s2b23c24l6" />เพียร ฯลฯ จักเป็นผู้มีสติ ฯลฯ จักเป็นผู้มีปัญญา เพียงใด ภิกษุทั้งหลายก็พึงหวังความเจริญได้
			<remark  id="s2b23c24l7" />แน่นอน ไม่พึงหวังความเสื่อมเลย เพียงนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย อปริหานิยธรรม ๗ ประการนี้ 
			<remark  id="s2b23c24l8" />จักตั้งอยู่ในภิกษุทั้งหลาย และภิกษุทั้งหลายจักปรากฏอยู่ในอปริหานิยธรรม ๗ ประการนี้ เพียงใด
			<remark  id="s2b23c24l9" /> ภิกษุทั้งหลายก็พึงหวังความเจริญได้แน่นอนไม่พึงหวังความเสื่อมเลย เพียงนั้น ฯ
			<remark  id="s2b23c24l10" />                          จบสูตรที่ ๕
			<remark  id="s2b23c24l11" />     [๒๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงอปริหานิยธรรม ๗ ประการแก่เธอทั้งหลาย ฯลฯ 
			<remark  id="s2b23c24l12" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็อปริหานิยธรรม ๗ ประการเป็นไฉนคือ ภิกษุทั้งหลายจักเจริญสติ
			<remark  id="s2b23c24l13" />สัมโพชฌงค์อยู่ เพียงใด ภิกษุทั้งหลายก็พึงหวังความเจริญได้แน่นอน ไม่พึงหวังความเสื่อมเลย 
			<remark  id="s2b23c24l14" />เพียงนั้น ภิกษุทั้งหลายจักเจริญธรรมวิจยสัมโพชฌงค์ ฯลฯ จักเจริญวิริยสัมโพชฌงค์ ฯลฯ จัก
			<remark  id="s2b23c24l15" />เจริญปีติสัมโพชฌงค์ ฯลฯ จักเจริญปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ ฯลฯ จักเจริญสมาธิสัมโพชฌงค์ ฯลฯ 
			<remark  id="s2b23c24l16" />จักเจริญอุเบกขาสัมโพชฌงค์อยู่ เพียงใด ภิกษุทั้งหลายก็พึงหวังความเจริญได้แน่นอน ไม่พึง
			<remark  id="s2b23c24l17" />หวังความเสื่อมเลย เพียงนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลายอปริหานิยธรรม ๗ ประการนี้ จักตั้งอยู่ใน
			<remark  id="s2b23c24l18" />ภิกษุทั้งหลาย และภิกษุทั้งหลายจักปรากฏอยู่ในอปริหานิยธรรม ๗ ประการนี้ เพียงใด ภิกษุ
			<remark  id="s2b23c24l19" />ทั้งหลายก็พึงหวังความเจริญได้แน่นอน ไม่พึงหวังความเสื่อมเลย เพียงนั้น ฯ
			<remark  id="s2b23c24l20" />                          จบสูตรที่ ๖
		</para>
	</section>
	<section id="s2b23c25" >
		<para id="s2b23c25p">
			<remark  id="s2b23c25l1" />                          สัญญาสูตร
			<remark  id="s2b23c25l2" />     [๒๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงอปริหานิยธรรม ๗ ประการ แก่เธอทั้งหลาย ฯลฯ 
			<remark  id="s2b23c25l3" /> ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็อปริหานิยธรรม ๗ ประการเป็นไฉน คือภิกษุทั้งหลายจักเจริญอนิจจสัญญา
			<remark  id="s2b23c25l4" />อยู่เพียงใด ภิกษุทั้งหลายก็พึงหวังความเจริญได้แน่นอน ไม่พึงหวังความเสื่อมเลย เพียงนั้น 
			<remark  id="s2b23c25l5" />ภิกษุทั้งหลายจักเจริญอนัตตสัญญา ฯลฯ จักเจริญอสุภสัญญา ฯลฯ  จักเจริญอาทีนวสัญญา ฯลฯ
			<remark  id="s2b23c25l6" /> จักเจริญปหานสัญญา ฯลฯ จักเจริญวิราคสัญญา ฯลฯ จักเจริญนิโรธสัญญาอยู่ เพียงใด ภิกษุ
			<remark  id="s2b23c25l7" />ทั้งหลายก็พึงหวังความเจริญได้แน่นอน ไม่พึงหวังความเสื่อมเลย เพียงนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย
			<remark  id="s2b23c25l8" /> อปริหานิยธรรม ๗ ประการนี้ จักตั้งอยู่ในภิกษุทั้งหลาย และภิกษุทั้งหลายจักปรากฏอยู่ใน
			<remark  id="s2b23c25l9" />อปริหานิยธรรม ๗ ประการนี้ เพียงใด ภิกษุทั้งหลาย ก็พึงหวังความเจริญได้แน่นอน ไม่พึงหวัง
			<remark  id="s2b23c25l10" />ความเสื่อมเลย เพียงนั้น ฯลฯ
			<remark  id="s2b23c25l11" />                          จบสูตรที่ ๗
			<remark  id="s2b23c25l12" />                           เสขสูตร
			<remark  id="s2b23c25l13" />     [๒๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๗ ประการนี้ ย่อมเป็นไปเพื่อความเสื่อมแก่ภิกษุผู้
			<remark  id="s2b23c25l14" />เสขะ ๗ ประการเป็นไฉน คือ ความเป็นผู้ชอบการงาน ๑ ความเป็นผู้ชอบคุย ๑ ความเป็น
			<remark  id="s2b23c25l15" />ผู้ชอบหลับ ๑ ความเป็นผู้คลุกคลีด้วยหมู่คณะ ๑ความเป็นผู้ไม่คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย ๑ 
			<remark  id="s2b23c25l16" />ความเป็นผู้ไม่รู้จักประมาณในโภชนะ ๑ กิจที่สงฆ์จะพึงทำมีอยู่ในสงฆ์ ภิกษุไม่สำเหนียกในกิจ
			<remark  id="s2b23c25l17" />นั้นอย่างนี้ว่าก็พระเถระผู้รัตตัญญู บวชมานาน เป็นผู้รับภาระ มีอยู่ในสงฆ์ ท่านเหล่านั้นจะ
			<remark  id="s2b23c25l18" />รับผิดชอบด้วยกิจนี้ ดังนี้ ต้องขวนขวายด้วยตนเอง ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลายธรรม ๗ ประการนี้แล 
			<remark  id="s2b23c25l19" />ย่อมเป็นไปเพื่อความเสื่อมแก่ภิกษุผู้เสขะ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๗ ประการนี้ ย่อมเป็นไป
			<remark  id="s2b23c25l20" />เพื่อความไม่เสื่อมแก่ภิกษุผู้เสขะ๗ ประการเป็นไฉน คือ ความเป็นผู้ไม่ชอบการงาน ๑ ความ
			<remark  id="s2b23c25l21" />เป็นผู้ไม่ชอบคุย ๑ความเป็นผู้ไม่ชอบหลับ ๑ ความเป็นผู้ไม่ชอบคลุกคลีด้วยหมู่คณะ ๑ ความ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b23c26" >
		<para id="s2b23c26p">
			<remark  id="s2b23c26l1" />เป็นผู้คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย ๑ ความเป็นผู้รู้จักประมาณในโภชนะ ๑ กิจที่สงฆ์จะพึง
			<remark  id="s2b23c26l2" />ทำมีอยู่ในสงฆ์ ภิกษุสำเหนียกในกิจนั้นอย่างนี้ว่า ก็พระเถระผู้รัตตัญญูบวชมานาน เป็นผู้
			<remark  id="s2b23c26l3" />รับภาระ มีอยู่ในสงฆ์ ท่านเหล่านั้นจะรับผิดชอบด้วยกิจนั้นดังนี้ ไม่ต้องขวนขวายด้วย
			<remark  id="s2b23c26l4" />ตนเอง ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๗ ประการนี้แลย่อมเป็นไปเพื่อความไม่เสื่อมแก่ภิกษุผู้เสขะ ฯ
			<remark  id="s2b23c26l5" />                          จบสูตรที่ ๘
			<remark  id="s2b23c26l6" />                           หานิสูตร
			<remark  id="s2b23c26l7" />     [๒๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๗ ประการนี้ ย่อมเป็นไปเพื่อความเสื่อมแก่อุบาสก
			<remark  id="s2b23c26l8" /> ๗ ประการเป็นไฉน คือ อุบาสกขาดการเยี่ยมเยียนภิกษุ ๑ละเลยการฟังธรรม ๑  ไม่ศึกษา
			<remark  id="s2b23c26l9" />ในอธิศีล ๑ ไม่มากด้วยความเลื่อมใสในภิกษุทั้งที่เป็นเถระ ทั้งเป็นผู้ใหม่ ทั้งปานกลาง ๑ 
			<remark  id="s2b23c26l10" />ตั้งจิตติเตียนคอยเพ่งโทษฟังธรรม ๑แสวงหาเขตบุญภายนอกศาสนานี้ ๑ ทำสักการะก่อน
			<remark  id="s2b23c26l11" />ในเขตบุญภายนอกศาสนานี้ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๗ ประการนี้แล ย่อมเป็นไป
			<remark  id="s2b23c26l12" />เพื่อความเสื่อมแก่อุบาสกดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๗ ประการนี้ ย่อมเป็นไปเพื่อความ
			<remark  id="s2b23c26l13" />ไม่เสื่อมแก่อุบาสก๗ ประการเป็นไฉน คือ อุบาสกไม่ขาดการเยี่ยมเยียนภิกษุ ๑ ไม่ละเลย
			<remark  id="s2b23c26l14" />การฟังธรรม ๑ ศึกษาในอธิศีล ๑ มากด้วยความเลื่อมใสในภิกษุทั้งที่เป็นเถระ ทั้งเป็นผู้ใหม่ 
			<remark  id="s2b23c26l15" />ทั้งปานกลาง ๑ ไม่ตั้งจิตติเตียน ไม่คอยเพ่งโทษฟังธรรม ๑ ไม่แสวงหาเขตบุญภายนอกศาสนา
			<remark  id="s2b23c26l16" />นี้ ๑ กระทำสักการะก่อนในเขตบุญในศาสนานี้ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๗ ประการนี้แล 
			<remark  id="s2b23c26l17" />ย่อมเป็นไปเพื่อความไม่เสื่อมแก่อุบาสก ฯ
			<remark  id="s2b23c26l18" />          อุบาสกใดขาดการเยี่ยมเยียนภิกษุผู้อบรมตน ละเลยการฟัง
			<remark  id="s2b23c26l19" />          อริยธรรม ไม่ศึกษาในอธิศีล มีความไม่เลื่อมใสเจริญยิ่งๆ
			<remark  id="s2b23c26l20" />          ขึ้นไป ในภิกษุทั้งหลาย ตั้งจิตติเตียนปรารถนาฟังสัทธรรม
			<remark  id="s2b23c26l21" />          แสวงหาเขตบุญอื่นภายนอกศาสนานี้ และกระทำสักการะ
			<remark  id="s2b23c26l22" />          ก่อนในเขตบุญภายนอกศาสนานี้ อุบาสกนั้นซ่องเสพธรรม
			<remark  id="s2b23c26l23" />          อันเป็นที่ตั้งแห่งความเสื่อม อันเราแสดงแล้ว ๗ ประการ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b23c27" >
		<para id="s2b23c27p">
			<remark  id="s2b23c27l1" />          นี้แล ย่อมเสื่อมจากสัทธรรม อุบาสกใดไม่ขาดการเยี่ยม
			<remark  id="s2b23c27l2" />          เยียนภิกษุผู้อบรมตน ไม่ละเลยการฟังอริยธรรม ศึกษาอยู่
			<remark  id="s2b23c27l3" />          ในอธิศีล มีความเลื่อมใสเจริญยิ่งๆ ขึ้นไปในภิกษุทั้งหลาย
			<remark  id="s2b23c27l4" />          ไม่ตั้งจิตติเตียนปรารถนาฟังสัทธรรม ไม่แสวงหาเขตบุญอื่น
			<remark  id="s2b23c27l5" />          ภายนอกศาสนานี้ และกระทำสักการะก่อนในเขตบุญใน
			<remark  id="s2b23c27l6" />          ศาสนานี้ อุบาสกนั้นซ่องเสพธรรมอันไม่เป็นที่ตั้งแห่ง
			<remark  id="s2b23c27l7" />          ความเสื่อม อันเราแสดงดีแล้ว ๗ ประการนี้แล ย่อมไม่
			<remark  id="s2b23c27l8" />          เสื่อมจากสัทธรรม ฯ
			<remark  id="s2b23c27l9" />                          จบสูตรที่ ๙
			<remark  id="s2b23c27l10" />                        วิปัตติสัมภวสูตร
			<remark  id="s2b23c27l11" />     [๒๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย วิบัติของอุบาสก ๗ ประการนี้ ... สมบัติของอุบาสก ๗ 
			<remark  id="s2b23c27l12" />ประการนี้ ... ความเสื่อมของอุบาสก ๗ ประการนี้ ... ความเจริญของอุบาสก ๗ ประการนี้ 
			<remark  id="s2b23c27l13" />๗ ประการเป็นไฉน คือ อุบาสกไม่ขาดการเยี่ยมเยียนภิกษุ ๑ ไม่ละเลยการฟังสัทธรรม ๑ 
			<remark  id="s2b23c27l14" />ศึกษาในอธิศีล ๑ มากด้วยความเลื่อมใสในภิกษุทั้งที่เป็นเถระ ผู้ใหม่ ทั้งปานกลาง ๑ ไม่
			<remark  id="s2b23c27l15" />ตั้งจิตติเตียน ไม่คอยเพ่งโทษฟังธรรม ๑ ไม่แสวงหาเขตบุญภายนอกศาสนานี้ ๑ กระทำสักการะ
			<remark  id="s2b23c27l16" />ก่อนในเขตบุญในศาสนานี้ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความเจริญของอุบาสก ๗ ประการนี้แล ฯ
			<remark  id="s2b23c27l17" />          อุบาสกใด ขาดการเยี่ยมเยียนภิกษุผู้อบรมตน ละเลยการฟัง
			<remark  id="s2b23c27l18" />          อริยธรรม ไม่ศึกษาในอธิศีล มีความไม่เลื่อมใสเจริญยิ่งๆ
			<remark  id="s2b23c27l19" />          ขึ้นไปในภิกษุทั้งหลาย ตั้งจิตติเตียนปรารถนาฟังสัทธรรม
			<remark  id="s2b23c27l20" />          แสวงหาเขตบุญอื่นภายนอกศาสนานี้ และกระทำสักการะ
			<remark  id="s2b23c27l21" />          ก่อนในเขตบุญภายนอกในศาสนานี้ อุบาสกนั้นซ่องเสพ
			<remark  id="s2b23c27l22" />          ธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งความเสื่อม อันเราแสดงแล้ว ๗ ประการ
			<remark  id="s2b23c27l23" />          นี้แล ย่อมเสื่อมจากสัทธรรม อุบาสกใดไม่ขาดการเยี่ยม
			<remark  id="s2b23c27l24" />          เยียนภิกษุผู้อบรมตน ไม่ละเลยการฟังอริยธรรม ศึกษาอยู่ใน
		</para>
	</section>
	<section id="s2b23c28" >
		<para id="s2b23c28p">
			<remark  id="s2b23c28l1" />          อธิศีล มีความเลื่อมใสเจริญยิ่งๆ ขึ้นไปในภิกษุทั้งหลาย
			<remark  id="s2b23c28l2" />          ไม่ตั้งจิตติเตียนปรารถนาฟังสัทธรรม ไม่แสวงหาเขตบุญอื่น
			<remark  id="s2b23c28l3" />          ภายนอกศาสนานี้ และกระทำสักการะก่อนในเขตบุญใน
			<remark  id="s2b23c28l4" />          ศาสนานี้ อุบาสกนั้นซ่องเสพธรรมอันไม่เป็นที่ตั้งแห่งความ
			<remark  id="s2b23c28l5" />          เสื่อม อันเราแสดงดีแล้ว ๗ ประการนี้แล ย่อมไม่เสื่อม
			<remark  id="s2b23c28l6" />          จากสัทธรรม
			<remark  id="s2b23c28l7" />                         จบสูตรที่ ๑๐
			<remark  id="s2b23c28l8" />                        จบวัชชีวรรคที่ ๓
			<remark  id="s2b23c28l9" />                        _________
			<remark  id="s2b23c28l10" />                   รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
			<remark  id="s2b23c28l11" />      	๑. สารันททสูตร  		๒. วัสสการสูตร  
			<remark  id="s2b23c28l12" />๓. ภิกขุสูตร   		๔. กรรมสูตร
			<remark  id="s2b23c28l13" />๕. สัทธิยสูตร  		๖. โพธิยสูตร  
			<remark  id="s2b23c28l14" />๗. สัญญาสูตร  		๘. เสขสูตร  
			<remark  id="s2b23c28l15" />๙. หานิสูตร			๑๐. วิปัตติสัมภวสูตร
			<remark  id="s2b23c28l16" />                        _________
		</para>
	</section>
	<section id="s2b23c29" >
		<para id="s2b23c29p">
			<remark  id="s2b23c29l1" />      		       เทวตาวรรคที่ ๔
			<remark  id="s2b23c29l2" />                         อัปปมาทสูตร
			<remark  id="s2b23c29l3" />     [๒๙] ครั้งนั้นแล เมื่อปฐมยามล่วงไปแล้ว เทวดาตนหนึ่งมีผิวพรรณงาม ยังพระวิหาร
			<remark  id="s2b23c29l4" />เชตวันทั้งสิ้นให้สว่างไสว เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาค
			<remark  id="s2b23c29l5" />แล้วยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ธรรม ๗ ประการนี้ 
			<remark  id="s2b23c29l6" />ย่อมเป็นไปเพื่อความไม่เสื่อมแก่ภิกษุ ๗ ประการเป็นไฉน คือ ความเป็นผู้เคารพในพระ
			<remark  id="s2b23c29l7" />ศาสดา ๑ ความเป็นผู้เคารพในธรรม ๑ ความเป็นผู้เคารพในสงฆ์ ๑ ความเป็นผู้เคารพในสิกขา ๑
			<remark  id="s2b23c29l8" />ความเป็นผู้เคารพในสมาธิ ๑ ความเป็นผู้เคารพในความไม่ประมาท ๑ ความเป็นผู้เคารพใน
			<remark  id="s2b23c29l9" />ปฏิสันถาร ๑ ธรรม ๗ ประการนี้แล ย่อมเป็นไปเพื่อความไม่เสื่อมแก่ภิกษุ เทวดานั้นกราบทูล
			<remark  id="s2b23c29l10" />ดังนี้แล้ว พระศาสดาทรงพอพระทัย ลำดับนั้น เทวดานั้นทราบว่า พระศาสดาทรงพอพระทัยเรา
			<remark  id="s2b23c29l11" /> ถวายอภิวาท กระทำประทักษิณแล้วหายไป ณ ที่นั้นเอง ครั้นล่วงราตรีนั้นไป พระผู้มีพระภาค
			<remark  id="s2b23c29l12" />ตรัสกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อคืนนี้ เมื่อปฐมยามล่วงไป เทวดาตนหนึ่งมี
			<remark  id="s2b23c29l13" />ผิวพรรณงาม ยังวิหารเชตวันทั้งสิ้นให้สว่างไสวแล้ว เข้ามาหาเราถึงที่อยู่ ไหว้เราแล้วยืนอยู่ 
			<remark  id="s2b23c29l14" />ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้กล่าวกะเราว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญธรรม ๗ ประการนี้
			<remark  id="s2b23c29l15" />ย่อมเป็นไปเพื่อความไม่เสื่อมแก่ภิกษุ ๗ ประการเป็นไฉนคือ ความเป็นผู้เคารพในพระศาสดา ๑
			<remark  id="s2b23c29l16" /> ความเป็นผู้เคารพในธรรม ๑ ความเป็นผู้เคารพในสงฆ์ ๑ ความเป็นผู้เคารพในสิกขา ๑ ความ
			<remark  id="s2b23c29l17" />เป็นผู้เคารพในสมาธิ ๑ความเป็นผู้เคารพในความไม่ประมาท ๑ ความเป็นผู้เคารพในปฏิสันถาร ๑
			<remark  id="s2b23c29l18" /> ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ธรรม ๗ ประการนี้แล ย่อมเป็นไปเพื่อความไม่เสื่อมแก่ภิกษุ ดูกรภิกษุ
			<remark  id="s2b23c29l19" />ทั้งหลาย เทวดานั้นครั้นกล่าวดังนี้แล้ว ไหว้เรา กระทำประทักษิณแล้วหายไป ณ ที่นั้นเอง ฯ
			<remark  id="s2b23c29l20" />           ภิกษุผู้มีความเคารพในพระศาสดา มีความเคารพในธรรม
			<remark  id="s2b23c29l21" />           มีความเคารพอย่างแรงกล้าในสงฆ์ มีความเคารพในสมาธิ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b23c30" >
		<para id="s2b23c30p">
			<remark  id="s2b23c30l1" />           มีความเพียร มีความเคารพอย่างแรงกล้าในสิกขา มีความ
			<remark  id="s2b23c30l2" />           เคารพในความไม่ประมาท มีความเคารพในปฏิสันถาร
			<remark  id="s2b23c30l3" />           เป็นผู้ไม่ควรเพื่อความเสื่อม ย่อมมีในที่ใกล้นิพพานทีเดียว ฯ
			<remark  id="s2b23c30l4" />                          จบสูตรที่ ๑
			<remark  id="s2b23c30l5" />                          หิรีมาสูตร
			<remark  id="s2b23c30l6" />     [๓๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อคืนนี้ เมื่อปฐมยามล่วงไปแล้ว เทวดาตนหนึ่งมีผิวพรรณ
			<remark  id="s2b23c30l7" />งาม ยังวิหารเชตวันทั้งสิ้นให้สว่างไสวแล้ว เข้ามาหาเราถึงที่อยู่ไหว้เราแล้วยืนอยู่ ณ ที่ควร
			<remark  id="s2b23c30l8" />ส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้กล่าวกะเราว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ธรรม ๗ ประการนี้ ย่อมเป็นไป
			<remark  id="s2b23c30l9" />เพื่อความไม่เสื่อมแก่ภิกษุ๗ ประการเป็นไฉน คือ ความเป็นผู้เคารพในพระศาสดา ๑ ความ
			<remark  id="s2b23c30l10" />เป็นผู้เคารพในธรรม ๑ ความเป็นผู้เคารพในสงฆ์ ๑ ความเป็นผู้เคารพในสิกขา ๑ ความเป็นผู้
			<remark  id="s2b23c30l11" />เคารพในสมาธิ ๑ ความเป็นผู้เคารพในหิริ ๑ ความเป็นผู้เคารพในโอตตัปปะ ๑ ข้าแต่พระองค์
			<remark  id="s2b23c30l12" />ผู้เจริญ ธรรม ๗ ประการนี้แล ย่อมเป็นไปเพื่อความไม่เสื่อมแก่ภิกษุ เทวดานั้นครั้นกล่าวดังนี้
			<remark  id="s2b23c30l13" />แล้ว ไหว้เรา กระทำประทักษิณแล้วหายไป ณ ที่นั้นเอง ฯ
			<remark  id="s2b23c30l14" />         ภิกษุผู้มีความเคารพในพระศาสดา มีความเคารพในธรรม 
			<remark  id="s2b23c30l15" />         มีความเคารพอย่างแรงกล้าในสงฆ์ มีความเคารพในสมาธิ 
			<remark  id="s2b23c30l16" />         มีความเพียร มีความเคารพอย่างแรงกล้าในสิกขา ถึงพร้อม
			<remark  id="s2b23c30l17" />         ด้วยหิริและโอตตัปปะ มีความเคารพ ยำเกรง เป็นผู้ไม่ควร
			<remark  id="s2b23c30l18" />         เพื่อความเสื่อม ย่อมมีในที่ใกล้นิพพานทีเดียว ฯ
			<remark  id="s2b23c30l19" />                          จบสูตรที่ ๓
		</para>
	</section>
	<section id="s2b23c31" >
		<para id="s2b23c31p">
			<remark  id="s2b23c31l1" />                         สุวจสูตรที่ ๑
			<remark  id="s2b23c31l2" />     [๓๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อคืนนี้ เมื่อปฐมยามล่วงไปแล้ว เทวดาตนหนึ่ง ฯลฯ 
			<remark  id="s2b23c31l3" />ได้กล่าวกะเราว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ธรรม ๗ ประการนี้ ย่อมเป็นไปเพื่อความไม่เสื่อมแก่
			<remark  id="s2b23c31l4" />ภิกษุ ๗ ประการเป็นไฉน คือ ความเป็นผู้เคารพในพระศาสดา ๑ ความเป็นผู้เคารพในธรรม ๑ 
			<remark  id="s2b23c31l5" />ความเป็นผู้เคารพในสงฆ์ ๑  ความเป็นผู้เคารพในสิกขา ๑   ความเป็นผู้เคารพในสมาธิ ๑ ความ
			<remark  id="s2b23c31l6" />เป็นผู้ว่าง่าย ๑ความเป็นผู้มีมิตรดีงาม ๑ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ธรรม ๗ ประการนี้ ย่อมเป็นไป
			<remark  id="s2b23c31l7" />เพื่อความไม่เสื่อมแก่ภิกษุ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เทวดานั้น ครั้นกล่าวดังนี้แล้วไหว้เรา กระทำ
			<remark  id="s2b23c31l8" />ประทักษิณแล้ว หายไป ณ ที่นั้นเอง ฯ
			<remark  id="s2b23c31l9" />          ภิกษุผู้มีความเคารพในพระศาสดา มีความเคารพในธรรม 
			<remark  id="s2b23c31l10" />          มีความเคารพอย่างแรงกล้าในสงฆ์ มีความเคารพในสมาธิ 
			<remark  id="s2b23c31l11" />          มีความเพียร มีความเคารพอย่างแรงกล้าในสิกขา มีมิตรดีงาม
			<remark  id="s2b23c31l12" />          เป็นผู้ว่าง่าย มีความเคารพ ยำเกรง เป็นผู้ไม่ควรเพื่อความ
			<remark  id="s2b23c31l13" />          เสื่อม ย่อมมีในที่ใกล้นิพพานทีเดียว ฯ
			<remark  id="s2b23c31l14" />                          จบสูตรที่ ๓
			<remark  id="s2b23c31l15" />                         สุวจสูตรที่ ๒
			<remark  id="s2b23c31l16" />     [๓๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อคืนนี้ เมื่อปฐมยามล่วงไปแล้ว เทวดาตนหนึ่ง ฯลฯ 
			<remark  id="s2b23c31l17" />ได้กล่าวกะเราว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ธรรม ๗ ประการนี้ ย่อมเป็นไปเพื่อความไม่เสื่อมแก่
			<remark  id="s2b23c31l18" />ภิกษุ ๗ ประการเป็นไฉน คือ ความเป็นผู้เคารพในพระศาสดา ๑ ความเป็นผู้เคารพในธรรม ๑
			<remark  id="s2b23c31l19" /> ความเป็นผู้เคารพในสงฆ์ ๑ ความเป็นผู้เคารพในสิกขา ๑ ความเป็นผู้เคารพในสมาธิ ๑  ความ
			<remark  id="s2b23c31l20" />เป็นผู้ว่าง่าย ๑ ความเป็นผู้มีมิตรดีงาม ๑ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ธรรม ๗ ประการนี้แล ย่อม
		</para>
	</section>
	<section id="s2b23c32" >
		<para id="s2b23c32p">
			<remark  id="s2b23c32l1" />เป็นไปเพื่อความไม่เสื่อมแก่ภิกษุ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เทวดานั้นครั้นกล่าวดังนี้แล้ว ไหว้เรา
			<remark  id="s2b23c32l2" />กระทำประทักษิณแล้ว หายไป ณ ที่นั้นเอง ฯ
			<remark  id="s2b23c32l3" />     เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว ท่านพระสารีบุตรได้กราบทูลว่าข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ 
			<remark  id="s2b23c32l4" />ข้าพระองค์ย่อมรู้ทั่วถึงเนื้อความแห่งภาษิตที่พระองค์ตรัสแล้วโดยย่อนี้ โดยพิสดารอย่างนี้ว่า
			<remark  id="s2b23c32l5" /> ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ตนเองเป็นผู้มีความเคารพในพระศาสดา กล่าวสรรเสริญความเป็นผู้เคารพ
			<remark  id="s2b23c32l6" />ในพระศาสดา ชักชวนภิกษุเหล่าอื่นผู้ไม่มีความเคารพในพระศาสดาให้เคารพในพระศาสดา
			<remark  id="s2b23c32l7" /> และกล่าวสรรเสริญภิกษุผู้มีความเคารพในพระศาสดา ตามความเป็นจริง โดยกาลอันควรตนเอง
			<remark  id="s2b23c32l8" />เป็นผู้เคารพในธรรม ฯลฯ ตนเองเป็นผู้มีความเคารพในสงฆ์ ฯลฯ ตนเองเป็นผู้มีความเคารพใน
			<remark  id="s2b23c32l9" />สิกขา ฯลฯ ตนเองเป็นผู้มีความเคารพในสมาธิ ฯลฯ ตนเองเป็นผู้ว่าง่าย ฯลฯ ตนเองเป็นผู้มีมิตร
			<remark  id="s2b23c32l10" />ดีงาม กล่าวสรรเสริญความเป็นผู้มีมิตรดีงามชักชวนภิกษุเหล่าอื่นผู้ไม่มีมิตรดีงาม ให้เป็นผู้มี
			<remark  id="s2b23c32l11" />มิตรดีงาม และกล่าวสรรเสริญภิกษุเหล่าอื่นผู้มีมิตรดีงาม ตามความเป็นจริง โดยกาลอันควร 
			<remark  id="s2b23c32l12" />ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ย่อมรู้ทั่วถึงเนื้อความแห่งภาษิตที่พระผู้มีพระภาคตรัสแล้วโดยย่อ
			<remark  id="s2b23c32l13" />นี้ โดยพิสดารอย่างนี้ ฯ
			<remark  id="s2b23c32l14" />     พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดีละ ดีละ สารีบุตร เธอรู้ทั่วถึงเนื้อความแห่งภาษิตที่เรา
			<remark  id="s2b23c32l15" />กล่าวแล้วโดยย่อนี้ โดยพิสดารอย่างนี้ เป็นการดีแล ดูกรสารีบุตรภิกษุในธรรมวินัยนี้ 
			<remark  id="s2b23c32l16" />ตนเองเป็นผู้มีความเคารพในพระศาสดา กล่าวสรรเสริญความเป็นผู้มีความเคารพในพระศาสดา 
			<remark  id="s2b23c32l17" />ชักชวนภิกษุเหล่าอื่นผู้ไม่มีความเคารพในพระศาสดา ให้เป็นผู้มีความเคารพในพระศาสดา  และ
			<remark  id="s2b23c32l18" />กล่าวสรรเสริญภิกษุเหล่าอื่นผู้มีความเคารพในพระศาสดา ตามความเป็นจริง โดยกาลอันควร
			<remark  id="s2b23c32l19" /> ตนเองเป็นผู้มีความเคารพในธรรม ฯลฯ ตนเองเป็นผู้มีความเคารพในสงฆ์ ฯลฯ ตนเองเป็นผู้มี
			<remark  id="s2b23c32l20" />ความเคารพในสิกขา ฯลฯ ตนเองเป็นผู้มีความเคารพในสมาธิ ฯลฯตนเองเป็นผู้ว่าง่าย ฯลฯ 
			<remark  id="s2b23c32l21" />ตนเองเป็นผู้มีมิตรดีงาม กล่าวสรรเสริญความเป็นผู้มีมิตรดีงาม ชักชวนภิกษุเหล่าอื่นผู้ไม่มีมิตร
			<remark  id="s2b23c32l22" />ดีงาม ให้เป็นผู้มีมิตรดีงาม และกล่าวสรรเสริญภิกษุเหล่าอื่นผู้มีมิตรดีงาม ตามความเป็นจริง 
			<remark  id="s2b23c32l23" />โดยกาลอันควร ดูกรสารีบุตร เธอพึงเห็นเนื้อความแห่งภาษิตที่เรากล่าวแล้วโดยย่อนี้ โดยพิสดาร
			<remark  id="s2b23c32l24" />อย่างนี้ ฯ
			<remark  id="s2b23c32l25" />                          จบสูตรที่ ๔
		</para>
	</section>
	<section id="s2b23c33" >
		<para id="s2b23c33p">
			<remark  id="s2b23c33l1" />                          สขสูตรที่ ๑
			<remark  id="s2b23c33l2" />     [๓๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายพึงคบมิตรผู้ประกอบด้วยองค์ ๗ ประการ 
			<remark  id="s2b23c33l3" />๗ ประการเป็นไฉน คือ มิตรผู้ให้ของที่ให้ได้ยาก ๑ รับทำกิจที่ทำได้ยาก ๑ อดทนถ้อยคำที่
			<remark  id="s2b23c33l4" />อดใจได้ยาก ๑ บอกความลับของตนแก่เพื่อน ๑ ปิดความลับของเพื่อน ๑ ไม่ละทิ้งในยามวิบัติ ๑ 
			<remark  id="s2b23c33l5" />เมื่อเพื่อนสิ้นโภคสมบัติก็ไม่ดูหมิ่น ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายพึงคบมิตรผู้ประกอบด้วย
			<remark  id="s2b23c33l6" />องค์ ๗ ประการนี้แล ฯ
			<remark  id="s2b23c33l7" />         มิตรที่ดีงามย่อมให้ของที่ดีงามให้ได้ยาก รับทำกิจที่ทำได้ยาก
			<remark  id="s2b23c33l8" />         อดทนถ้อยคำหยาบคาย แม้ยากที่จะอดใจไว้ได้ บอกความ
			<remark  id="s2b23c33l9" />         ลับของตนแก่เพื่อน ปิดบังความลับของเพื่อน ไม่ละทิ้ง
			<remark  id="s2b23c33l10" />         ในยามวิบัติ เมื่อเพื่อนสิ้นโภคสมบัติ ก็ไม่ดูหมิ่น ฐานะ
			<remark  id="s2b23c33l11" />         เหล่านี้มีอยู่ในบุคคลใด  บุคคลนั้นเป็นมิตรแท้ ผู้ประสงค์
			<remark  id="s2b23c33l12" />         จะคบมิตร ก็ควรคบมิตรเช่นนั้น ฯ
			<remark  id="s2b23c33l13" />                          จบสูตรที่ ๕
			<remark  id="s2b23c33l14" />                          สขสูตรที่ ๒
			<remark  id="s2b23c33l15" />     [๓๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๗ ประการควรเสพควรคบเป็นมิตร 
			<remark  id="s2b23c33l16" />ควรเข้าไปนั่งใกล้ แม้ถูกขับไล่ ธรรม ๗ ประการเป็นไฉน คือภิกษุเป็นที่รักใคร่พอใจ ๑ 
			<remark  id="s2b23c33l17" />เป็นที่เคารพ ๑ เป็นผู้ควรสรรเสริญ ๑ เป็นผู้ฉลาดพูด ๑ เป็นผู้อดทนต่อถ้อยคำ ๑ พูดถ้อยคำ
			<remark  id="s2b23c33l18" />ลึกซึ้ง ๑ ไม่ชักนำในทางที่ไม่ดี ๑ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๗ ประการนี้แล
			<remark  id="s2b23c33l19" /> ควรเสพ ควรคบเป็นมิตร ควรเข้าไปนั่งใกล้ แม้ถูกขับไล่ ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b23c34" >
		<para id="s2b23c34p">
			<remark  id="s2b23c34l1" />           ภิกษุเป็นที่รักใคร่ พอใจ เป็นที่เคารพ ควรสรรเสริญ
			<remark  id="s2b23c34l2" />           ฉลาดพูด อดทนต่อถ้อยคำ พูดถ้อยคำลึกซึ้ง ไม่ชักนำ
			<remark  id="s2b23c34l3" />           ในทางที่ไม่ดี ฐานะเหล่านี้มีอยู่ในภิกษุใด ภิกษุนั้นเป็น
			<remark  id="s2b23c34l4" />           มิตรแท้ มุ่งอนุเคราะห์แต่สิ่งที่เป็นประโยชน์ ผู้ประสงค์
			<remark  id="s2b23c34l5" />           จะคบมิตร ควรคบมิตรเช่นนั้น แม้จะถูกขับไล่ ฯ
			<remark  id="s2b23c34l6" />                          จบสูตรที่ ๖
			<remark  id="s2b23c34l7" />                       ปฏิสัมภิทาสูตรที่ ๑
			<remark  id="s2b23c34l8" />     [๓๕] ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๗ ประการ พึงกระทำให้แจ้งซึ่งปฏิสัมภิทา ๔ ด้วย
			<remark  id="s2b23c34l9" />ปัญญาอันยิ่งเอง เข้าถึงอยู่ ต่อการไม่นานเลย ธรรม ๗ประการเป็นไฉน คือ ภิกษุในธรรม
			<remark  id="s2b23c34l10" />วินัยนี้ เมื่อจิตหดหู่ ก็รู้ชัดตามเป็นจริงว่าจิตของเราหดหู่ จิตท้อแท้ในภายใน ก็รู้ชัดตาม
			<remark  id="s2b23c34l11" />เป็นจริงว่า จิตของเราท้อแท้ในภายใน หรือจิตที่ฟุ้งซ่านไปภายนอก ก็รู้ชัดตามเป็นจริงว่า 
			<remark  id="s2b23c34l12" />จิตของเราฟุ้งซ่านไปภายนอก เวทนาย่อมเกิดขึ้น ย่อมปรากฏ ย่อมถึงการตั้งอยู่ไม่ได้ ภิกษุนั้น
			<remark  id="s2b23c34l13" />ทราบแล้ว สัญญาย่อมเกิดขึ้น ย่อมปรากฏ ย่อมถึงการตั้งอยู่ไม่ได้ ภิกษุนั้นทราบแล้ว วิตก
			<remark  id="s2b23c34l14" />ย่อมเกิดขึ้น ย่อมปรากฏ ย่อมถึงการตั้งอยู่ไม่ได้ ภิกษุนั้นทราบแล้ว อนึ่ง นิมิตในธรรม
			<remark  id="s2b23c34l15" />เป็นที่สบาย ไม่เป็นที่สบาย เลว ประณีต ดำขาว และเป็นปฏิภาคกัน อันภิกษุนั้นเรียนดี
			<remark  id="s2b23c34l16" />แล้ว มนสิการดีแล้ว ทรงไว้ดีแล้วแทงตลอดดีแล้ว ด้วยปัญญา ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
			<remark  id="s2b23c34l17" />ภิกษุประกอบด้วยธรรม ๗ประการนี้แล พึงกระทำให้แจ้งซึ่งปฏิสัมภิทา ๔ ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง 
			<remark  id="s2b23c34l18" />เข้าถึงอยู่ต่อกาลไม่นานเลย ฯ
			<remark  id="s2b23c34l19" />                          จบสูตรที่ ๗
		</para>
	</section>
	<section id="s2b23c35" >
		<para id="s2b23c35p">
			<remark  id="s2b23c35l1" />                       ปฏิสัมภิทาสูตรที่ ๒
			<remark  id="s2b23c35l2" />     [๓๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สารีบุตรประกอบด้วยธรรม ๗ ประการย่อมกระทำให้แจ้ง
			<remark  id="s2b23c35l3" />ซึ่งปฏิสัมภิทา ๔ ด้วยปัญญาอันยิ่งเองเข้าถึงอยู่ ธรรม ๗ประการเป็นไฉน คือ สารีบุตรใน
			<remark  id="s2b23c35l4" />ธรรมวินัยนี้ เมื่อจิตหดหู่ ย่อมรู้ชัดตามเป็นจริงว่า จิตของเราหดหู่ จิตท้อแท้ในภายใน ก็รู้ชัด
			<remark  id="s2b23c35l5" />ตามเป็นจริงว่าจิตของเราท้อแท้ในภายใน หรือจิตที่ฟุ้งซ่านไปภายนอก ก็รู้ชัดตามเป็นจริงว่า
			<remark  id="s2b23c35l6" />จิตของเราฟุ้งซ่านไปภายนอก เวทนาย่อมเกิดขึ้น ย่อมปรากฏ ย่อมถึงการตั้งอยู่ไม่ได้ สารีบุตร
			<remark  id="s2b23c35l7" />ทราบแล้ว สัญญาย่อมเกิดขึ้น ย่อมปรากฏ ย่อมถึงการตั้งอยู่ไม่ได้ สารีบุตรทราบแล้ว วิตก
			<remark  id="s2b23c35l8" />ย่อมเกิดขึ้น ย่อมปรากฏ ย่อมถึงการตั้งอยู่ไม่ได้สารีบุตรทราบแล้ว จิตในธรรมเป็นที่สบาย
			<remark  id="s2b23c35l9" /> ไม่สบาย เลว ประณีต ดำ ขาวและเป็นปฏิภาคกัน อันสารีบุตรเรียนดีแล้ว มนสิการดีแล้ว 
			<remark  id="s2b23c35l10" />ทรงไว้ดีแล้วแทงตลอดดีแล้ว ด้วยปัญญา ดูกรภิกษุทั้งหลาย สารีบุตรผู้ประกอบด้วยธรรม ๗ 
			<remark  id="s2b23c35l11" />ประการนี้แล ย่อมกระทำให้แจ้งซึ่งปฏิสัมภิทา ๔ ด้วยปัญญาอันยิ่งเองเข้าถึงอยู่ ฯ
			<remark  id="s2b23c35l12" />                          จบสูตรที่ ๘
			<remark  id="s2b23c35l13" />                          วสสูตรที่ ๑
			<remark  id="s2b23c35l14" />     [๓๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๗ ประการ ย่อมยังจิตให้เป็นไป
			<remark  id="s2b23c35l15" />ในอำนาจได้ และไม่เป็นไปตามอำนาจของจิต ธรรม ๗ ประการเป็นไฉน คือ ภิกษุใน
			<remark  id="s2b23c35l16" />ธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ฉลาดในสมาธิ ๑ ฉลาดในการเข้าสมาธิ ๑ฉลาดในการตั้งอยู่แห่งสมาธิ ๑ 
			<remark  id="s2b23c35l17" />ฉลาดในการออกแห่งสมาธิ ๑ ฉลาดในความพร้อมมูลแห่งสมาธิ ๑ ฉลาดรู้ในอารมณ์แห่งสมาธิ ๑
			<remark  id="s2b23c35l18" />ฉลาดในอภินิหารแห่งสมาธิ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๗ ประการนี้แล 
			<remark  id="s2b23c35l19" />ย่อมยังจิตให้เป็นไปในอำนาจได้ และไม่เป็นไปตามอำนาจของจิต ฯ
			<remark  id="s2b23c35l20" />                          จบสูตรที่ ๙
		</para>
	</section>
	<section id="s2b23c36" >
		<para id="s2b23c36p">
			<remark  id="s2b23c36l1" />                         วสสูตรที่  ๒
			<remark  id="s2b23c36l2" />     [๓๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สารีบุตรผู้ประกอบด้วยธรรม ๗ ประการ  ย่อมยังจิตให้เป็น
			<remark  id="s2b23c36l3" />ไปในอำนาจได้ และไม่เป็นไปตามอำนาจของจิต ธรรม ๗ประการเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย
			<remark  id="s2b23c36l4" /> สารีบุตรในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ฉลาดในสมาธิ ๑ ฉลาดในการเข้าสมาธิ ๑ ฉลาดในการตั้งอยู่
			<remark  id="s2b23c36l5" />แห่งสมาธิ ๑ ฉลาดในการออกแห่งสมาธิ ๑ ฉลาดในความพร้อมมูลแห่งสมาธิ ๑ ฉลาดใน
			<remark  id="s2b23c36l6" />อารมณ์แห่งสมาธิ ๑ ฉลาดในอภินิหารแห่งสมาธิ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย สารีบุตรผู้ประกอบด้วย
			<remark  id="s2b23c36l7" />ธรรม ๗ ประการนี้แล ย่อมยังจิตให้เป็นไปในอำนาจได้ และไม่เป็นไปตามอำนาจของจิต ฯ
			<remark  id="s2b23c36l8" />                         จบสูตรที่ ๑๐
			<remark  id="s2b23c36l9" />                         นิททสสูตรที่ ๑
			<remark  id="s2b23c36l10" />     [๓๙] ครั้งนั้นแล  เวลาเช้า ท่านพระสารีบุตรนุ่งแล้ว ถือบาตรและจีวร เข้าไป
			<remark  id="s2b23c36l11" />บิณฑบาตยังพระนครสาวัตถี ครั้งนั้น ท่านคิดว่า เราจะเที่ยวไปบิณฑบาตในพระนครสาวัตถี
			<remark  id="s2b23c36l12" />ก็ยังเช้านัก อย่ากระนั้นเลย เราควรเข้าไปยังอารามของพวกอัญญเดียรถีย์ปริพาชกเถิด ครั้งนั้น 
			<remark  id="s2b23c36l13" />ท่านพระสารีบุตรเข้าไปยังอารามของพวกอัญญเดียรถีย์ปริพาชก ได้สนทนาปราศรัยกับพวก
			<remark  id="s2b23c36l14" />อัญญเดียรถีย์ปริพาชก ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้ว จึงนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง
			<remark  id="s2b23c36l15" /> ก็สมัยนั้นพวกอัญญเดียรถีย์ปริพาชกกำลังนั่งประชุมสนทนากันว่า ท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ท่านผู้ใด
			<remark  id="s2b23c36l16" />ผู้หนึ่งประพฤติพรหมจรรย์บริสุทธิ์บริบูรณ์ครบ ๑๒ ปี ควรจะเรียกว่าภิกษุผู้นิททสะ  ท่าน
			<remark  id="s2b23c36l17" />พระสารีบุตรไม่ยินดี ไม่คัดค้านคำกล่าวของพวกอัญญเดียรถีย์ปริพาชกเหล่านั้น ครั้นแล้วลุกจาก
			<remark  id="s2b23c36l18" />ที่นั่งหลีกไปด้วยตั้งใจว่า เราจะรู้ทั่วถึงเนื้อความแห่งภาษิตนี้ในสำนักของพระผู้มีพระภาค ลำดับนั้น
			<remark  id="s2b23c36l19" /> ท่านพระสารีบุตรเที่ยวไปบิณฑบาตในพระนครสาวัตถีแล้ว กลับจากบิณฑบาต ในเวลาปัจฉาภัต 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b23c37" >
		<para id="s2b23c37p">
			<remark  id="s2b23c37l1" />เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายอภิวาทแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้ว ได้
			<remark  id="s2b23c37l2" />กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอประทานพระวโรกาส เวลาเช้า ข้าพระองค์นุ่งแล้ว 
			<remark  id="s2b23c37l3" />ถือบาตรและจีวร เข้าไปบิณฑบาตยังพระนครสาวัตถี ข้าพระองค์คิดว่า เราจะเที่ยวไปบิณฑบาต
			<remark  id="s2b23c37l4" />ในพระนครสาวัตถีก็ยังเช้านัก อย่ากระนั้นเลย เราควรเข้าไปยังอารามของพวกอัญญเดียรถีย์
			<remark  id="s2b23c37l5" />ปริพาชกลำดับนั้น ข้าพระองค์เข้าไปยังอารามของพวกอัญญเดียรถีย์ปริพาชก ได้สนทนาปราศรัย
			<remark  id="s2b23c37l6" />กับพวกอัญญเดียรถีย์ปริพาชก ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้ว จึงนั่ง ณ ที่ควร
			<remark  id="s2b23c37l7" />ส่วนข้างหนึ่ง ก็สมัยนั้น พวกอัญญเดียรถีย์ปริพาชกกำลังนั่งประชุมสนทนากันว่า ท่านผู้มีอายุ
			<remark  id="s2b23c37l8" />ทั้งหลาย ท่านผู้ใดผู้หนึ่งประพฤติพรหมจรรย์บริสุทธิ์บริบูรณ์ครบ ๑๒ ปี ควรเรียกว่า ภิกษุผู้
			<remark  id="s2b23c37l9" />นิททสะ แต่ข้าพระองค์ไม่ยินดี ไม่คัดค้านคำกล่าวของพวกอัญญเดียรถีย์ปริพาชกเหล่านั้น
			<remark  id="s2b23c37l10" />ครั้นแล้วลุกจากอาสนะหลีกไปด้วยตั้งใจว่า เราจะรู้ทั่วถึงเนื้อความแห่งภาษิตนี้ในสำนักของ
			<remark  id="s2b23c37l11" />พระผู้มีพระภาค ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระองค์อาจหรือหนอ เพื่อทรงบัญญัติภิกษุผู้นิททสะ 
			<remark  id="s2b23c37l12" />ด้วยเหตุเพียงการนับพรรษาอย่างเดียว ในธรรมวินัยนี้ ฯ
			<remark  id="s2b23c37l13" />     พระผู้มีพระภาคตรัสว่า  ดูกรสารีบุตร จะไม่มีใครๆ อาจเพื่อบัญญัติ  ภิกษุผู้นิททสะ
			<remark  id="s2b23c37l14" />ด้วยเหตุเพียงนับพรรษาอย่างเดียว ในธรรมวินัยนี้ ดูกรสารีบุตรวัตถุแห่งนิททสะ ๗ ประการนี้ 
			<remark  id="s2b23c37l15" />เรากระทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งเอง ประกาศแล้ว ๗ ประการเป็นไฉน ดูกรสารีบุตร ภิกษุ
			<remark  id="s2b23c37l16" />ในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีฉันทะกล้าในการสมาทานสิกขา และมีความรักอย่างลึกซึ้งในการสมาทาน
			<remark  id="s2b23c37l17" />สิกขาต่อไป ๑มีฉันทะกล้าในการฟังธรรม และมีความรักอย่างลึกซึ้งในการฟังธรรมต่อไป ๑
			<remark  id="s2b23c37l18" />มีฉันทะกล้าในการกำจัดความอยาก และมีความรักอย่างลึกซึ้งในการกำจัดความอยากต่อไป ๑
			<remark  id="s2b23c37l19" /> มีฉันทะกล้าในการหลีกออกเร้น และมีความรักอย่างลึกซึ้งในการหลีกออกเร้นต่อไป ๑ มีฉันทะ
			<remark  id="s2b23c37l20" />กล้าในการปรารภความเพียร  และมีความรักอย่างลึกซึ้งในการปรารภความเพียรต่อไป ๑ มีฉันทะ
			<remark  id="s2b23c37l21" />กล้าในสติเครื่องรักษาตัว และมีความรักอย่างลึกซึ้งในสติเครื่องรักษาตัวต่อไป ๑ มีฉันทะกล้า
			<remark  id="s2b23c37l22" />ในการแทงตลอดด้วยทิฐิ และมีความรักอย่างลึกซึ้งในการแทงตลอดด้วยทิฐิต่อไป ๑ ดูกร
			<remark  id="s2b23c37l23" />สารีบุตรวัตถุแห่งนิททสะ ๗ ประการนี้แล เรากระทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งเอง ประกาศแล้ว 
			<remark  id="s2b23c37l24" />ดูกรสารีบุตร ภิกษุผู้ประกอบด้วยวัตถุแห่งนิททสะ ๗ ประการนี้แล ถ้าประพฤติพรหมจรรย์
			<remark  id="s2b23c37l25" />บริสุทธิ์บริบูรณ์ครบ ๑๒ ปี ก็ควรจะเรียกได้ว่า ภิกษุผู้นิททสะ ถ้าประพฤติพรหมจรรย์บริสุทธิ์
			<remark  id="s2b23c37l26" />บริบูรณ์ครบ ๒๔ ปี ก็ดี ... ๓๖ ปีก็ดี ...๔๘ ปีก็ดี  ก็ควรจะเรียกได้ว่า ภิกษุผู้นิททสะ ฯ
			<remark  id="s2b23c37l27" />                         จบสูตรที่ ๑๑
		</para>
	</section>
	<section id="s2b23c38" >
		<para id="s2b23c38p">
			<remark  id="s2b23c38l1" />                         นิททสสูตรที่ ๒
			<remark  id="s2b23c38l2" />     [๔๐] สมัยหนึ่ง พระผู้มีภาคประทับอยู่ ณ โฆสิตาราม ใกล้พระนครโกสัมพี 
			<remark  id="s2b23c38l3" />ครั้งนั้น เป็นเวลาเช้า ท่านพระอานนท์นุ่งแล้วถือบาตรและจีวรเข้าไปบิณฑบาตยังพระนคร
			<remark  id="s2b23c38l4" />โกสัมพี ครั้งนั้นท่านคิดว่า เราจะเที่ยวไปบิณฑบาตในพระนครโกสัมพี ก็ยังเช้านัก อย่ากระนั้น
			<remark  id="s2b23c38l5" />เลย เราควรเข้าไปยังอารามของพวกอัญญเดียรถีย์ปริพาชกเถิด ลำดับนั้นแล ท่านพระอานนท์
			<remark  id="s2b23c38l6" />เข้าไปยังอารามของพวกอัญญเดียรถีย์ปริพาชก ได้สนทนาปราศรัยกับพวกอัญญเดียรถีย์ปริพาชก
			<remark  id="s2b23c38l7" />ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้ว จึงนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งก็สมัยนั้น พวก
			<remark  id="s2b23c38l8" />อัญญเดียรถีย์ปริพาชกกำลังนั่งประชุมสนทนากันว่า ท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ท่านผู้ใดผู้หนึ่งประพฤติ
			<remark  id="s2b23c38l9" />พรหมจรรย์บริสุทธิ์บริบูรณ์ครบ ๑๒ ปี ควรจะเรียกว่า ภิกษุผู้นิททสะ ท่านพระอานนท์ไม่ยินดี 
			<remark  id="s2b23c38l10" />ไม่คัดค้านคำกล่าวของพวกอัญญเดียรถีย์ปริพาชกเหล่านั้น ครั้นแล้ว ลุกจากอาสนะหลีกไปด้วย
			<remark  id="s2b23c38l11" />ตั้งใจว่าเราจะรู้ทั่วถึงเนื้อความแห่งคำกล่าวของพวกอัญญเดียรถีย์ปริพาชกในสำนัก ของพระผู้มี
			<remark  id="s2b23c38l12" />พระภาค ลำดับนั้น ท่านพระอานนท์ได้เที่ยวบิณฑบาตในพระนครโกสัมพีกลับจากบิณฑบาต
			<remark  id="s2b23c38l13" />ในเวลาปัจฉาภัต เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายอภิวาทแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วน
			<remark  id="s2b23c38l14" />ข้างหนึ่ง ครั้นแล้ว ได้กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอประทานพระวโรกาส เวลาเช้า 
			<remark  id="s2b23c38l15" />ข้าพระองค์นุ่งแล้วถือบาตรและจีวรเข้าไปบิณฑบาตยังพระนครโกสัมพี ข้าพระองค์ได้คิดว่า
			<remark  id="s2b23c38l16" /> เราจะเที่ยวไปบิณฑบาตในพระนครโกสัมพี ก็ยังเช้านัก อย่ากระนั้นเลย เราควรเข้าไปยังอาราม
			<remark  id="s2b23c38l17" />ของพวกอัญญเดียรถีย์ปริพาชก ลำดับนั้น ข้าพระองค์เข้าไปยังอารามของพวกอัญญเดียรถีย์
			<remark  id="s2b23c38l18" />ปริพาชกได้สนทนาปราศรัยกับพวกอัญญเดียรถีย์ปริพาชก ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกัน
			<remark  id="s2b23c38l19" />ไปแล้ว จึงนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ก็สมัยนั้นพวกอัญญเดียรถีย์ปริพาชกกำลังนั่งประชุม
			<remark  id="s2b23c38l20" />สนทนากันว่า ท่านผู้มีอายุทั้งหลายท่านผู้ใดผู้หนึ่งประพฤติพรหมจรรย์บริสุทธิ์ บริบูรณ์ครบ ๑๒ ปี 
			<remark  id="s2b23c38l21" />ควรเรียกว่าภิกษุผู้นิททสะ แต่ข้าพระองค์ไม่ยินดี ไม่คัดค้านคำกล่าวของพวกอัญญเดียรถีย์
			<remark  id="s2b23c38l22" />ปริพาชกเหล่านั้น ครั้นแล้วลุกจากอาสนะหลีกไป ด้วยคิดว่า เราจะรู้ทั่วถึงเนื้อความของภาษิตนี้
			<remark  id="s2b23c38l23" />ในสำนักของพระผู้มีพระภาค ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระองค์อาจหรือหนอ เพื่อทรงบัญญัติภิกษุ
			<remark  id="s2b23c38l24" />ผู้นิททสะ ด้วยเหตุเพียงนับพรรษาอย่างเดียวในธรรมวินัยนี้ ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b23c39" >
		<para id="s2b23c39p">
			<remark  id="s2b23c39l1" />     พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรอานนท์ ไม่มีใครๆ อาจเพื่อบัญญัติภิกษุผู้นิททสะ ด้วย
			<remark  id="s2b23c39l2" />เหตุเพียงนับพรรษาอย่างเดียวในธรรมวินัยนี้ ดูกรอานนท์ วัตถุแห่งนิททสะ ๗ ประการนี้ เรา
			<remark  id="s2b23c39l3" />กระทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งเอง ประกาศแล้ว๗ ประการเป็นไฉน ดูกรอานนท์ ภิกษุใน
			<remark  id="s2b23c39l4" />ธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีศรัทธา ๑ มีหิริ ๑มีโอตตัปปะ ๑ เป็นพหูสูต ๑ ปรารภความเพียร ๑ 
			<remark  id="s2b23c39l5" />มีสติ ๑ มีปัญญา ๑ดูกรอานนท์ วัตถุแห่งนิททสะ ๗ ประการนี้แล เรากระทำให้แจ้งด้วย
			<remark  id="s2b23c39l6" />ปัญญาอันยิ่งเอง ประกาศแล้ว ดูกรอานนท์ ภิกษุผู้ประกอบด้วยวัตถุแห่งนิททสะ ๗ประการ
			<remark  id="s2b23c39l7" />นี้แล ถ้าประพฤติพรหมจรรย์บริสุทธิ์ บริบูรณ์ครบ ๑๒ ปีก็ดี ควรจะเรียกได้ว่า ภิกษุผู้นิททสะ
			<remark  id="s2b23c39l8" /> ถ้าประพฤติพรหมจรรย์บริสุทธิ์ บริบูรณ์ครบ ๒๔ปีก็ดี ... ๓๖ ปีก็ดี ... ๔๘ ปีก็ดี ก็ควรจะ
			<remark  id="s2b23c39l9" />เรียกได้ว่า ภิกษุผู้นิททสะ ฯ
			<remark  id="s2b23c39l10" />                         จบสูตรที่ ๑๒
			<remark  id="s2b23c39l11" />                       จบเทวตาวรรคที่ ๔
			<remark  id="s2b23c39l12" />                       ___________
			<remark  id="s2b23c39l13" />                   รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
			<remark  id="s2b23c39l14" />    	 ๑. อัปปมาทสูตร  		๒. หิรีมาสูตร  
			<remark  id="s2b23c39l15" />๓. สุวจสูตรที่ ๑  		๔. สุวจสูตรที่ ๒  
			<remark  id="s2b23c39l16" />๕. สขสูตรที่ ๑  		๖. สขสูตรที่ ๒  
			<remark  id="s2b23c39l17" />๗. ปฏิสัมภิทาสูตรที่ ๑ 	๘. ปฏิสัมภิทาสูตรที่ ๒  
			<remark  id="s2b23c39l18" />๙. วสสูตรที่ ๑  		๑๐. วสสูตรที่ ๒  
			<remark  id="s2b23c39l19" />๑๑. นิททสสูตรที่ ๑  	๑๒. นิททสสูตรที่ ๒
			<remark  id="s2b23c39l20" />      		                 __________
		</para>
	</section>
	<section id="s2b23c40" >
		<para id="s2b23c40p">
			<remark  id="s2b23c40l1" />                       มหายัญญวรรคที่ ๕
			<remark  id="s2b23c40l2" />                           จิตตสูตร
			<remark  id="s2b23c40l3" />     [๔๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย วิญญาณฐิติ (ภูมิเป็นที่ตั้งแห่งวิญญาณ) ๗ ประการนี้ ๗ ประการ
			<remark  id="s2b23c40l4" />เป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย สัตว์บางพวกมีกายต่างกันมีสัญญาต่างกัน เหมือนมนุษย์ 
			<remark  id="s2b23c40l5" />เทวดาบางพวก และวินิปาติกสัตว์บางพวกนี้เป็นวิญญาณฐิติข้อที่ ๑ สัตว์บางพวกมีกายต่างกัน 
			<remark  id="s2b23c40l6" />แต่มีสัญญาอย่างเดียวกันเหมือนเทวดาชั้นพรหมกายิกา ผู้เกิดในภูมิปฐมฌาน นี้เป็นวิญญาณ
			<remark  id="s2b23c40l7" />ฐิติข้อที่ ๒สัตว์บางพวกมีกายอย่างเดียวกัน แต่มีสัญญาต่างกัน เหมือนเทวดาชั้นอาภัสสระ
			<remark  id="s2b23c40l8" />นี้เป็นวิญญาณฐิติข้อที่ ๓ สัตว์บางพวกมีกายอย่างเดียวกัน มีสัญญาอย่างเดียวกันเหมือน
			<remark  id="s2b23c40l9" />เทวดาชั้นสุภกิณหะ นี้เป็นวิญญาณฐิติข้อที่ ๔ สัตว์บางพวกเข้าถึงอากาสานัญจายตนะ โดย
			<remark  id="s2b23c40l10" />มนสิการว่า อากาศไม่มีที่สุด เพราะล่วงรูปสัญญาโดยประการทั้งปวง เพราะดับปฏิฆสัญญา
			<remark  id="s2b23c40l11" />เสียได้ ไม่ใส่ใจถึงนานัตตสัญญานี้เป็นวิญญาณฐิติข้อที่ ๕ สัตว์บางพวกเข้าถึงชั้นวิญญาณัญ
			<remark  id="s2b23c40l12" />จายตนะ โดยมนสิการว่า วิญญาณไม่มีที่สุด เพราะล่วงอากาสานัญจายตนะโดยประการทั้งปวง
			<remark  id="s2b23c40l13" /> นี้เป็นวิญญาณฐิติข้อที่ ๖ สัตว์บางพวกเข้าถึงชั้นอากิญจัญญายตนะ โดยมนสิการว่าไม่มีอะไรๆ 
			<remark  id="s2b23c40l14" />เพราะล่วงวิญญาณัญจายตนะโดยประการทั้งปวง นี้เป็นวิญญาณฐิติข้อที่ ๗ ดูกรภิกษุทั้งหลาย
			<remark  id="s2b23c40l15" /> วิญญาณฐิติ ๗ ประการนี้แล ฯ
			<remark  id="s2b23c40l16" />                          จบสูตรที่ ๑
			<remark  id="s2b23c40l17" />                          ปริกขารสูตร
			<remark  id="s2b23c40l18" />     [๔๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย องค์แห่งสมาธิ ๗ ประการนี้ ๗ ประการเป็นไฉน คือ 
			<remark  id="s2b23c40l19" />สัมมาทิฏฐิ ๑ สัมมาสังกัปปะ ๑ สัมมาวาจา ๑ สัมมากัมมันตะ ๑ สัมมาอาชีวะ ๑ สัมมา
		</para>
	</section>
	<section id="s2b23c41" >
		<para id="s2b23c41p">
			<remark  id="s2b23c41l1" />วายามะ ๑ สัมมาสติ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลายเอกัคคตาจิตประกอบด้วยองค์ ๗ ประการนี้ เรียกว่า
			<remark  id="s2b23c41l2" />อริยสมาธิ ที่เป็นไปกับด้วยอุปนิสัยก็มี ที่เป็นไปกับด้วยบริขารก็มี ฯ
			<remark  id="s2b23c41l3" />                          จบสูตรที่ ๒
			<remark  id="s2b23c41l4" />                         อัคคิสูตรที่ ๑
			<remark  id="s2b23c41l5" />     [๔๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ไฟ ๗ กองนี้ ๗ กองเป็นไฉน คือ ไฟคือราคะ ๑ ไฟคือ
			<remark  id="s2b23c41l6" />โทสะ ๑ ไฟคือโมหะ ๑ ไฟคืออาหุไนยบุคคล ๑ ไฟคือคหบดี ๑ ไฟคือทักขิไณยบุคคล ๑ 
			<remark  id="s2b23c41l7" />ไฟเกิดแต่ไม้ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลายไฟ ๗ กองนี้แล ฯ
			<remark  id="s2b23c41l8" />                          จบสูตรที่ ๓
			<remark  id="s2b23c41l9" />                         อัคคิสูตรที่ ๒
			<remark  id="s2b23c41l10" />     [๔๔] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวันอารามของท่านอนาถ
			<remark  id="s2b23c41l11" />บิณฑิกเศรษฐี ใกล้พระนครสาวัตถี ก็สมัยนั้นแล อุคคตสรีรพราหมณ์ตระเตรียมมหายัญ 
			<remark  id="s2b23c41l12" />โคผู้ ๕๐๐ ลูกโคผู้ ๕๐๐ ลูกโคเมีย ๕๐๐ แพะ๕๐๐ แกะ ๕๐๐ ถูกนำเข้าไปผูกไว้ที่หลัก
			<remark  id="s2b23c41l13" />เพื่อบูชายัญ ลำดับนั้น อุคคตสรีรพราหมณ์ได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ได้ปราศรัย
			<remark  id="s2b23c41l14" />กับพระผู้มีพระภาค ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้ว จึงนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง 
			<remark  id="s2b23c41l15" />ครั้นแล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ข้าพระองค์ได้สดับมาดังนี้ว่า 
			<remark  id="s2b23c41l16" />การก่อไฟ การปักหลักบูชายัญ ย่อมมีผลมาก มีอานิสงส์มาก พระผู้มีพระภาคตรัสว่า 
			<remark  id="s2b23c41l17" />ดูกรพราหมณ์ แม้เราก็ได้ฟังมาว่า การก่อไฟ การปักหลักบูชายัญ มีผลมาก มีอานิสงส์มาก
			<remark  id="s2b23c41l18" /> แม้ครั้งที่ ๒ ฯลฯ แม้ครั้งที่ ๓อุคคตสรีรพราหมณ์ก็ได้กราบทูลว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ 
			<remark  id="s2b23c41l19" />ข้าพระองค์ได้สดับมาดังนี้ว่า การก่อไฟ การปักหลักบูชายัญ มีผลมาก มีอานิสงส์มาก ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b23c42" >
		<para id="s2b23c42p">
			<remark  id="s2b23c42l1" />     พ. ดูกรพราหมณ์ แม้เราก็ได้ฟังมาว่า การก่อไฟ การปักหลักบูชายัญมีผลมาก 
			<remark  id="s2b23c42l2" />มีอานิสงส์มาก ฯ
			<remark  id="s2b23c42l3" />     อุ. ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ข้อความทั้งหมดของข้าพระองค์ สมกันกับข้อความของ
			<remark  id="s2b23c42l4" />ท่านพระโคดม ฯ
			<remark  id="s2b23c42l5" />     เมื่ออุคคตสรีรพราหมณ์กราบทูลอย่างนี้แล้ว ท่านพระอานนท์ ได้กล่าวกะอุคคตสรีร
			<remark  id="s2b23c42l6" />พราหมณ์ว่า ดูกรพราหมณ์ ท่านไม่ควรถามพระตถาคตอย่างนี้ว่าข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ
			<remark  id="s2b23c42l7" /> ข้าพระองค์ได้สดับมาดังนี้ว่า การก่อไฟ การปักหลักบูชายัญ มีผลมาก มีอานิสงส์มาก 
			<remark  id="s2b23c42l8" />แต่ท่านควรถามพระตถาคตอย่างนี้ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็ข้าพระองค์ประสงค์จะก่อไฟ 
			<remark  id="s2b23c42l9" />ปักหลักบูชายัญ ขอพระผู้มีพระภาคโปรดตักเตือนสั่งสอนข้อที่จะพึงเป็นไป เพื่อประโยชน์เกื้อกูล
			<remark  id="s2b23c42l10" /> เพื่อความสุขตลอดกาลนาน แก่ข้าพระองค์เถิด ลำดับนั้น อุคคตสรีรพราหมณ์ได้กราบทูล
			<remark  id="s2b23c42l11" />พระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ข้าพระองค์ประสงค์จะก่อไฟ ปักหลักบูชายัญ
			<remark  id="s2b23c42l12" />ขอท่านพระโคดมโปรดตักเตือนสั่งสอนข้อที่จะพึงเป็นไป เพื่อประโยชน์เกื้อกูลเพื่อความสุข
			<remark  id="s2b23c42l13" />ตลอดกาลนาน แก่ข้าพระองค์เถิด ฯ
			<remark  id="s2b23c42l14" />     พ. ดูกรพราหมณ์ บุคคลเมื่อจะก่อไฟ ปักหลักบูชายัญ ในการบูชายัญเบื้องต้นย่อมเงื้อ
			<remark  id="s2b23c42l15" />ศาตรา ๓ ชนิด อันเป็นอกุศล มีทุกข์เป็นกำไร มีทุกข์เป็นวิบาก ศาตรา ๓ ชนิดเป็นไฉน 
			<remark  id="s2b23c42l16" />คือ ศาตราทางกาย ๑ ศาตราทางวาจา ๑ ศาตราทางใจ ๑ ดูกรพราหมณ์ บุคคลเมื่อจะก่อไฟ
			<remark  id="s2b23c42l17" /> ปักหลักบูชายัญ ในการบูชายัญเบื้องต้นทีเดียว ย่อมเกิดความคิดอย่างนี้ว่า ต้องฆ่าโคผู้เท่านี้ตัว 
			<remark  id="s2b23c42l18" />ลูกโคผู้เท่านี้ตัวลูกโคเมียเท่านี้ตัว แพะเท่านี้ตัว แกะเท่านี้ตัว เพื่อบูชายัญ เขาคิดว่าจะทำบุญ
			<remark  id="s2b23c42l19" />แต่กลับทำบาป คิดว่าจะทำกุศล กลับทำอกุศล คิดว่าจะแสวงหาทางสุคติ กลับแสวงหาทางทุคติ 
			<remark  id="s2b23c42l20" />ดูกรพราหมณ์ บุคคลเมื่อจะก่อไฟ ปักหลักบูชายัญ ในการบูชายัญเบื้องต้นทีเดียว ย่อมเงื้อศาตรา
			<remark  id="s2b23c42l21" />ทางใจข้อที่ ๑ นี้ อันเป็นอกุศล มีทุกข์เป็นกำไรมีทุกข์เป็นวิบาก ฯ
			<remark  id="s2b23c42l22" />     อีกประการหนึ่ง บุคคลเมื่อจะก่อไฟ ปักหลักบูชายัญ ในการบูชายัญเบื้องต้นที่เดียว 
			<remark  id="s2b23c42l23" />ย่อมกล่าววาจา (สั่ง) อย่างนี้ว่า จงฆ่าโคผู้เท่านี้ตัว ลูกโคผู้เท่านี้ตัวลูกโคเมียเท่านี้ตัว แพะ
			<remark  id="s2b23c42l24" />เท่านี้ตัว แกะเท่านี้ตัว เพื่อบูชายัญ เขาสั่งว่าจะทำบุญกลับทำบาป เขาสั่งว่าจะทำกุศล 
			<remark  id="s2b23c42l25" />กลับทำอกุศล เขาสั่งว่าจะแสวงหาทางสุคติกลับแสวงหาทางทุคติ ดูกรพราหมณ์ เมื่อบุคคล
		</para>
	</section>
	<section id="s2b23c43" >
		<para id="s2b23c43p">
			<remark  id="s2b23c43l1" />จะก่อไฟ ปักหลักบูชายัญ ในการบูชายัญ เบื้องต้นทีเดียว ย่อมเงื้อศาตราทางวาจาข้อที่ ๒ นี้ 
			<remark  id="s2b23c43l2" />อันเป็นอกุศลมีทุกข์เป็นกำไร มีทุกข์เป็นวิบาก ฯ
			<remark  id="s2b23c43l3" />     อีกประการหนึ่ง บุคคลเมื่อจะก่อไฟ ปักหลักบูชายัญ ในการบูชายัญเบื้องต้นทีเดียว 
			<remark  id="s2b23c43l4" />ย่อมลงมือด้วยตนเองก่อน คือต้องฆ่าโคผู้ ลูกโคผู้ ลูกโคเมียแพะ แกะ เพื่อบูชายัญ 
			<remark  id="s2b23c43l5" />เขาลงมือว่าจะทำบุญ กลับทำบาป ลงมือว่าจะทำกุศล กลับทำอกุศล ลงมือว่าจะแสวงหา
			<remark  id="s2b23c43l6" />ทางสุคติ กลับแสวงหาทางทุคติ ดูกรพราหมณ์ บุคคลเมื่อจะก่อไฟ ปักหลักบูชายัญ ในการ
			<remark  id="s2b23c43l7" />บูชายัญ เบื้องต้นทีเดียวย่อมเงื้อศาตราทางกายข้อที่ ๓ นี้ อันเป็นอกุศล มีทุกข์เป็นกำไร
			<remark  id="s2b23c43l8" /> มีทุกข์เป็นวิบากดูกรพราหมณ์ บุคคลเมื่อจะก่อไฟ ปักหลักบูชายัญ ในการบูชายัญ เบื้องต้น
			<remark  id="s2b23c43l9" />ทีเดียว ย่อมเงื้อศาตรา ๓ อย่างนี้ อันเป็นอกุศล มีทุกข์เป็นกำไร มีทุกข์เป็นวิบาก ดูกรพราหมณ์
			<remark  id="s2b23c43l10" /> ท่านพึงละ พึงเว้น ไม่พึงเสพไฟ ๓ กองนี้ ๓ กองเป็นไฉนไฟคือราคะ ๑ ไฟคือโทสะ ๑
			<remark  id="s2b23c43l11" /> ไฟคือโมหะ ๑ ดูกรพราหมณ์ ก็เพราะเหตุไรจึงพึงละพึงเว้น ไม่พึงเสพไฟคือราคะนี้ เพราะ
			<remark  id="s2b23c43l12" />บุคคลผู้กำหนัดอันราคะครอบงำย่ำยีจิตย่อมประพฤติทุจริตทางกาย ทางวาจา ทางใจได้ ครั้น
			<remark  id="s2b23c43l13" />ประพฤติทุจริตทางกายทางวาจาทางใจแล้ว เมื่อตายไปย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก 
			<remark  id="s2b23c43l14" />ฉะนั้น จึงพึงละพึงเว้น ไม่พึงเสพไฟคือราคะนี้ ก็เพราะเหตุไร จึงพึงละพึงเว้น ไม่พึงเสพ
			<remark  id="s2b23c43l15" />ไฟคือโทสะนี้ เพราะบุคคลผู้โกรธ อันโทสะครอบงำย่ำยีจิต ย่อมประพฤติทุจริตทางกาย 
			<remark  id="s2b23c43l16" />ทางวาจา   ทางใจได้   ครั้นประพฤติทุจริตทางกาย   ทางวาจา   ทางใจแล้ว   เมื่อตายไป
			<remark  id="s2b23c43l17" />ย่อมเข้าถึงอบาย   ทุคติ   วินิบาต   นรก   ฉะนั้น   จึงพึงละ   พึงเว้น   ไม่พึงเสพ   ไฟคือ
			<remark  id="s2b23c43l18" />โทสะนี้ ก็เพราะเหตุไร จึงพึงละ พึงเว้น ไม่พึงเสพไฟคือโมหะนี้ เพราะบุคคลผู้หลง
			<remark  id="s2b23c43l19" />อันโมหะครอบงำย่ำยีจิต ย่อมประพฤติทุจริตทางกาย ทางวาจา ทางใจได้ ครั้นประพฤติทุจริต
			<remark  id="s2b23c43l20" />ทางกาย ทางวาจา ทางใจแล้ว เมื่อตายไป ย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติวินิบาต นรก ฉะนั้น 
			<remark  id="s2b23c43l21" />จึงพึงละ พึงเว้น ไม่พึงเสพไฟคือโมหะนี้ ดูกรพราหมณ์ท่านพึงละ พึงเว้น ไม่พึงเสพไฟ ๓ 
			<remark  id="s2b23c43l22" />กองนี้แล ดูกรพราหมณ์ ไฟ ๓ กองนี้ควรสักการะ เคารพ นับถือ บูชา บริหารให้
			<remark  id="s2b23c43l23" />เป็นสุขโดยชอบ ๓ กองเป็นไฉนคือ ไฟคืออาหุไนยบุคคล ๑ ไฟคือคหบดี ๑ ไฟคือ
			<remark  id="s2b23c43l24" />ทักขิไณยบุคคล ๑ ดูกรพราหมณ์ ก็ไฟคืออาหุไนยบุคคลเป็นไฉน ดูกรพราหมณ์ คนในโลกนี้
			<remark  id="s2b23c43l25" /> คือมารดาหรือบิดา เรียกว่าไฟคืออาหุไนยบุคคล ข้อนั้นเพราะอะไร เพราะบุคคลเกิดมาแต่
		</para>
	</section>
	<section id="s2b23c44" >
		<para id="s2b23c44p">
			<remark  id="s2b23c44l1" />มารดาบิดานี้ ฉะนั้น ไฟคืออาหุไนยบุคคล จึงควรสักการะ เคารพ  นับถือ บูชา บริหารให้
			<remark  id="s2b23c44l2" />เป็นสุขโดยชอบ ก็ไฟคือคหบดีเป็นไฉน คนในโลกนี้  คือ บุตร ภรรยา ทาส หรือคนใช้ 
			<remark  id="s2b23c44l3" />นี้เรียกว่าไฟคือคหบดี ฉะนั้น ไฟคือคหบดีจึงควรสักการะ เคารพ นับถือ บูชา บริหารให้
			<remark  id="s2b23c44l4" />เป็นสุขโดยชอบ ก็ไฟคือทักขิไณยบุคคลเป็นไฉน สมณพราหมณ์ในโลกนี้ งดเว้นจากความ
			<remark  id="s2b23c44l5" />มัวเมาประมาทตั้งอยู่ในขันติและโสรัจจะ ฝึกฝนจิตใจให้สงบ ดับร้อนได้เป็นเอก นี้เรียกว่า
			<remark  id="s2b23c44l6" />ไฟคือทักขิไณยบุคคล ฉะนั้น ไฟคือทักขิไณยบุคคลนี้ จึงควรสักการะ เคารพ นับถือ บูชา 
			<remark  id="s2b23c44l7" />บริหารให้เป็นสุขโดยชอบ ดูกรพราหมณ์ ไฟ ๓ กองนี้แลควรสักการะ เคารพ นับถือ
			<remark  id="s2b23c44l8" /> บูชา บริหารให้เป็นสุขโดยชอบ ส่วนไฟที่เกิดแต่ไม้ พึงก่อให้โพลงขึ้น พึงเพ่งดู พึงดับ 
			<remark  id="s2b23c44l9" />พึงเก็บไว้ตามกาลที่สมควร ฯ
			<remark  id="s2b23c44l10" />     เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว อุคคตสรีรพราหมณ์ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า 
			<remark  id="s2b23c44l11" />ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก ฯลฯขอท่านพระโคดมผู้เจริญ โปรดทรง
			<remark  id="s2b23c44l12" />จำข้าพระองค์ว่า เป็นอุบาสกผู้ถึงสรณะตลอดชีวิตตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ 
			<remark  id="s2b23c44l13" />ข้าพระองค์นี้จะปล่อยโคผู้ ๕๐๐ลูกโคผู้ ๕๐๐ ลูกโคเมีย ๕๐๐ แพะ ๕๐๐ แกะ ๕๐๐ ให้ชีวิต
			<remark  id="s2b23c44l14" />มัน พวกมันจะได้พากันไปกินหญ้าอันเขียวสด ดื่มน้ำเย็นสะอาด และรับลมอันเย็นสดชื่น ฯ
			<remark  id="s2b23c44l15" />                          จบสูตรที่ ๔
			<remark  id="s2b23c44l16" />                         สัญญาสูตรที่ ๑
			<remark  id="s2b23c44l17" />     [๔๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สัญญา ๗ ประการนี้ อันภิกษุเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว 
			<remark  id="s2b23c44l18" />ย่อมมีผลมาก มีอานิสงส์มาก หยั่งลงสู่อมตะ มีอมตะเป็นที่สุด ๗ ประการเป็นไฉน คือ 
			<remark  id="s2b23c44l19" />อสุภสัญญา ๑ มรณสัญญา ๑ อาหาเรปฏิกูลสัญญา ๑ สัพพโลเกอนภิรตสัญญา ๑ อนิจจสัญญา ๑ 
			<remark  id="s2b23c44l20" />อนิจเจทุกขสัญญา ๑ ทุกเขอนัตตสัญญา ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย สัญญา ๗ ประการนี้แล อัน
			<remark  id="s2b23c44l21" />ภิกษุเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมมีผลมาก มีอานิสงส์มาก หยั่งลงสู่อมตะ มีอมตะ
			<remark  id="s2b23c44l22" />เป็นที่สุด ฯ
			<remark  id="s2b23c44l23" />                          จบสูตรที่ ๕
		</para>
	</section>
	<section id="s2b23c45" >
		<para id="s2b23c45p">
			<remark  id="s2b23c45l1" />                         สัญญาสูตรที่ ๒
			<remark  id="s2b23c45l2" />     [๔๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สัญญา ๗ ประการนี้ อันภิกษุเจริญแล้วกระทำให้มากแล้ว 
			<remark  id="s2b23c45l3" />ย่อมมีผลมาก มีอานิสงส์มาก หยั่งลงสู่อมตะ มีอมตะเป็นที่สุด ๗ ประการเป็นไฉน คือ อสุภ
			<remark  id="s2b23c45l4" />สัญญา ๑ มรณสัญญา ๑ อาหาเรปฏิกูลสัญญา ๑สัพพโลเกอนภิรตสัญญา ๑ อนิจจสัญญา ๑ 
			<remark  id="s2b23c45l5" />อนิจเจทุกขสัญญา ๑ ทุกเขอนัตตสัญญา ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ข้อที่กล่าวดังนี้ว่า อสุภสัญญา 
			<remark  id="s2b23c45l6" />อันภิกษุเจริญแล้ว กระทำให้มาก ย่อมมีผลมาก มีอานิสงส์มาก หยั่งลงสู่อมตะ มีอมตะเป็น
			<remark  id="s2b23c45l7" />ที่สุด เรากล่าวแล้วเพราะอาศัยอะไร ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อภิกษุมีใจอันอบรมแล้วด้วยอสุภ
			<remark  id="s2b23c45l8" />สัญญาอยู่โดยมาก จิตย่อมหวลกลับ งอกลับ ถอยกลับจากการร่วมเมถุนธรรม ไม่ยื่นไปรับ
			<remark  id="s2b23c45l9" />การร่วมเมถุนธรรม อุเบกขาหรือความเป็นของปฏิกูลย่อมตั้งอยู่ เปรียบเหมือนขนไก่หรือ
			<remark  id="s2b23c45l10" />เส้นเอ็นที่เขาใส่ลงในไฟ ย่อมหดงอเข้าหากัน ไม่คลี่ออก ฉะนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าเมื่อ
			<remark  id="s2b23c45l11" />ภิกษุมีใจอบรมแล้วด้วยอสุภสัญญาอยู่โดยมาก จิตย่อมไหลไปในการร่วมเมถุนธรรม หรือความ
			<remark  id="s2b23c45l12" />เป็นของไม่ปฏิกูลตั้งอยู่ไซร้ ภิกษุพึงทราบข้อนั้นดังนี้ว่า อสุภสัญญาอันเราไม่เจริญแล้ว คุณวิเศษ
			<remark  id="s2b23c45l13" />ทั้งเบื้องต้นและเบื้องปลายของเราก็ไม่มี ผลแห่งภาวนาของเราไม่ถึงที่ เพราะฉะนั้น ภิกษุนั้นจึง
			<remark  id="s2b23c45l14" />ต้องเป็นผู้รู้ทั่วถึงในอสุภสัญญานั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าหากว่า เมื่อภิกษุมีใจอันอบรมแล้ว
			<remark  id="s2b23c45l15" />ด้วยอสุภสัญญาอยู่โดยมากจิตย่อมหวลกลับ งอกลับ ถอยกลับ จากการร่วมเมถุนธรรม ไม่
			<remark  id="s2b23c45l16" />ยื่นไปรับการร่วมเมถุนธรรม อุเบกขาหรือความเป็นของปฏิกูลย่อมตั้งอยู่ไซร้ ภิกษุพึงทราบข้อ
			<remark  id="s2b23c45l17" />นั้นดังนี้ว่า อสุภสัญญาอันเราเจริญแล้ว คุณวิเศษทั้งเบื้องต้นและเบื้องปลายของเรามีอยู่ ผลแห่ง
			<remark  id="s2b23c45l18" />ภาวนาของเราถึงที่แล้ว เพราะฉะนั้น ภิกษุนั้นย่อมเป็นผู้รู้ทั่วถึงในอสุภสัญญานั้น ข้อที่กล่าว
			<remark  id="s2b23c45l19" />ดังนี้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย อสุภสัญญาอันภิกษุเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมมีผลมาก 
			<remark  id="s2b23c45l20" />มีอานิสงส์มาก หยั่งลงสู่อมตะ มีอมตะเป็นที่สุด เรากล่าวแล้วเพราะอาศัยข้อนี้ ฯ
			<remark  id="s2b23c45l21" />     ก็ข้อที่กล่าวดังนี้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย มรณสัญญาอันภิกษุเจริญแล้ว  กระทำให้มาก
			<remark  id="s2b23c45l22" />แล้ว ย่อมมีผลมาก มีอานิสงส์มาก หยั่งลงสู่อมตะ มีอมตะเป็นที่สุด เรากล่าวแล้วเพราะ
			<remark  id="s2b23c45l23" />อาศัยอะไร ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อภิกษุมีใจอันอบรมแล้วด้วยมรณสัญญาอยู่โดยมาก จิตย่อม
		</para>
	</section>
	<section id="s2b23c46" >
		<para id="s2b23c46p">
			<remark  id="s2b23c46l1" />หวลกลับ งอกลับ ถอยกลับจากการรักชีวิตไม่ยื่นไปรับความรักชีวิต อุเบกขาหรือความเป็น
			<remark  id="s2b23c46l2" />ของปฏิกูลย่อมตั้งอยู่เปรียบเหมือนขนไก่หรือเส้นเอ็นที่เขาใส่ลงในไฟ ย่อมหดงอเข้าหากัน
			<remark  id="s2b23c46l3" />ไม่คลี่ออกฉะนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าเมื่อภิกษุมีใจอันไม่อบรมแล้วด้วยมรณสัญญาอยู่โดย
			<remark  id="s2b23c46l4" />มาก จิตย่อมไหลไปในความรักชีวิต หรือความเป็นของไม่ปฏิกูลย่อมตั้งอยู่ไซร้ ภิกษุพึงทราบ
			<remark  id="s2b23c46l5" />ข้อนั้นดังนี้ว่า มรณสัญญาอันเราไม่เจริญแล้ว คุณวิเศษทั้งเบื้องต้นและเบื้องปลายของเราก็ไม่มี 
			<remark  id="s2b23c46l6" />ผลแห่งภาวนาของเรายังไม่ถึงที่ เพราะฉะนั้นภิกษุนั้นจึงต้องเป็นผู้รู้ทั่วถึงในมรณสัญญานั้น 
			<remark  id="s2b23c46l7" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ถ้าเมื่อภิกษุมีใจอันอบรมแล้วด้วยมรณสัญญาอยู่โดยมาก จิตย่อมหวลกลับ
			<remark  id="s2b23c46l8" /> งอกลับ ถอยกลับจากการรักชีวิต ไม่ยื่นไปรับความรักชีวิต อุเบกขาหรือความเป็นของปฏิกูล
			<remark  id="s2b23c46l9" />ย่อมตั้งอยู่ไซร้ ภิกษุพึงทราบข้อนั้นดังนี้ว่า มรณสัญญาอันเราเจริญแล้ว คุณวิเศษทั้งเบื้องต้น
			<remark  id="s2b23c46l10" />และเบื้องปลายของเรามีอยู่ ผลแห่งภาวนาของเราถึงที่แล้ว เพราะฉะนั้นภิกษุนั้นเป็นผู้รู้ทั่วถึง
			<remark  id="s2b23c46l11" />ในมรณสัญญานั้น ข้อที่กล่าวดังนี้ว่า มรณสัญญาอันภิกษุเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมมี
			<remark  id="s2b23c46l12" />ผลมาก มีอานิสงส์มาก หยั่งลงสู่อมตะมีอมตะเป็นที่สุด เรากล่าวแล้วเพราะอาศัยข้อนี้ ฯ
			<remark  id="s2b23c46l13" />     ก็ข้อที่กล่าวดังนี้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย อาหาเรปฏิกูลสัญญาอันภิกษุเจริญแล้ว กระทำ
			<remark  id="s2b23c46l14" />ให้มากแล้ว ย่อมมีผลมาก มีอานิสงส์มาก หยั่งลงสู่อมตะมีอมตะเป็นที่สุด เรากล่าวแล้ว
			<remark  id="s2b23c46l15" />เพราะอาศัยอะไร ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อภิกษุมีใจอันอบรมแล้วด้วยอาหาเรปฏิกูลสัญญาอยู่โดย
			<remark  id="s2b23c46l16" />มาก จิตย่อมหวลกลับ งอกลับถอยกลับจากตัณหาในรส ไม่ยื่นไปรับตัณหาในรส อุเบกขา
			<remark  id="s2b23c46l17" />หรือความเป็นของปฏิกูลย่อมตั้งอยู่ เปรียบเหมือนขนไก่หรือเส้นเอ็นที่เขาใส่ลงในไฟ ย่อมหด
			<remark  id="s2b23c46l18" />งอเข้าหากันไม่คลี่ออก ฉะนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าเมื่อภิกษุมีใจอันอบรมแล้วด้วยอาหาเร
			<remark  id="s2b23c46l19" />ปฏิกูลสัญญาอยู่โดยมาก จิตย่อมไหลไปในตัณหาในรส หรือความเป็นของไม่ปฏิกูลย่อมตั้งอยู่
			<remark  id="s2b23c46l20" />ไซร้ ภิกษุพึงทราบข้อนั้นดังนี้ว่า อาหาเรปฏิกูลสัญญาอันเราไม่ได้เจริญแล้ว คุณวิเศษทั้งเบื้องต้น
			<remark  id="s2b23c46l21" />และเบื้องปลายของเราไม่มี ผลแห่งภาวนาของเรายังไม่ถึงที่ เพราะฉะนั้น ภิกษุนั้นจึงต้องเป็น
			<remark  id="s2b23c46l22" />ผู้รู้ทั่วถึงในอาหาเรปฏิกูลสัญญานั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ถ้าเมื่อภิกษุมีใจอันอบรมแล้วด้วยอาหาเร
			<remark  id="s2b23c46l23" />ปฏิกูลสัญญาอยู่โดยมาก จิตย่อมหวลกลับ งอกลับ ถอยกลับจากตัณหาในรส ไม่ยื่นไปรับ
			<remark  id="s2b23c46l24" />ตัณหาในรส อุเบกขาหรือความเป็นของปฏิกูลย่อมตั้งอยู่ไซร้ ภิกษุพึงทราบข้อนั้นดังนี้ว่า อาหาเร
			<remark  id="s2b23c46l25" />ปฏิกูลสัญญาอันเราเจริญแล้ว คุณวิเศษทั้งเบื้องต้นและเบื้องปลายของเรามีอยู่ ผลแห่งภาวนา
		</para>
	</section>
	<section id="s2b23c47" >
		<para id="s2b23c47p">
			<remark  id="s2b23c47l1" />ของเราถึงที่แล้ว เพราะฉะนั้น ภิกษุนั้นเป็นผู้รู้ทั่วถึงในอาหาเรปฏิกูลสัญญานั้น ข้อที่กล่าวดังนี้ว่า 
			<remark  id="s2b23c47l2" />ดูกรภิกษุทั้งหลายอาหาเรปฏิกูลสัญญาอันภิกษุเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมมีผลมาก
			<remark  id="s2b23c47l3" />มีอานิสงส์มาก หยั่งลงสู่อมตะ มีอมตะเป็นที่สุด เรากล่าวแล้วเพราะอาศัยข้อนี้ ฯ
			<remark  id="s2b23c47l4" />     ก็ข้อที่กล่าวดังนี้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย สัพพโลเกอนภิรตสัญญาอันภิกษุเจริญแล้ว 
			<remark  id="s2b23c47l5" />กระทำให้มากแล้ว ย่อมมีผลมาก อานิสงส์มาก หยั่งลงสู่อมตะ มีอมตะเป็นที่สุด เรากล่าว
			<remark  id="s2b23c47l6" />แล้ว เพราะอาศัยอะไร ดูกรภิกษุทั้งหลายเมื่อภิกษุมีใจอันอบรมแล้วด้วยสัพพโลเกอนภิรต
			<remark  id="s2b23c47l7" />สัญญาอยู่โดยมาก จิตย่อมหวลกลับ งอกลับ ถอยกลับจากความวิจิตรแห่งโลก ไม่ยื่นไปรับ
			<remark  id="s2b23c47l8" />ความวิจิตรแห่งโลกอุเบกขาหรือความเป็นของปฏิกูลย่อมตั้งอยู่ เปรียบเหมือนขนไก่หรือเส้น
			<remark  id="s2b23c47l9" />เอ็นที่เขาใส่ลงในไฟ ย่อมหดงอเข้าหากัน ไม่คลี่ออก ฉะนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าเมื่อภิกษุมี
			<remark  id="s2b23c47l10" />ใจอันไม่อบรมแล้วด้วยสัพพโลเกอนภิรตสัญญาอยู่โดยมาก จิตย่อมไหลไปในความวิจิตรแห่งโลก
			<remark  id="s2b23c47l11" /> หรือความเป็นของไม่ปฏิกูลย่อมตั้งอยู่ไซร้ ภิกษุพึงทราบข้อนั้นดังนี้ว่า สัพพโลเกอนภิรตสัญญา
			<remark  id="s2b23c47l12" />อันเราไม่เจริญแล้ว คุณวิเศษทั้งเบื้องต้นและเบื้องปลายของเราก็ไม่มี ผลแห่งภาวนาของเรายัง
			<remark  id="s2b23c47l13" />ไม่ถึงที่ เพราะฉะนั้น ภิกษุนั้นจึงต้องเป็นผู้รู้ทั่วถึงในสัพพโลเกอนภิรตสัญญานั้น ดูกรภิกษุ
			<remark  id="s2b23c47l14" />ทั้งหลาย ถ้าหากว่าเมื่อภิกษุมีใจอันอบรมแล้วด้วยสัพพโลเกอนภิรตสัญญาอยู่โดยมาก จิตย่อม
			<remark  id="s2b23c47l15" />หวลกลับ งอกลับ ถอยกลับจากความวิจิตรแห่งโลก ไม่ยื่นไปรับความวิจิตรแห่งโลก อุเบกขา
			<remark  id="s2b23c47l16" />หรือความเป็นของปฏิกูลย่อมตั้งอยู่ไซร้ ภิกษุพึงทราบข้อนั้นดังนี้ว่า สัพพโลเกอนภิรตสัญญาอัน
			<remark  id="s2b23c47l17" />เราเจริญแล้ว คุณวิเศษทั้งเบื้องต้นและเบื้องปลายของเรามีอยู่ ผลแห่งภาวนาของเราถึงที่แล้ว 
			<remark  id="s2b23c47l18" />เพราะฉะนั้นภิกษุนั้นจึงเป็นผู้รู้ทั่วถึงในสัพพโลเกอนภิรตสัญญานั้น ข้อที่กล่าวดังนี้ว่า ดูกร
			<remark  id="s2b23c47l19" />ภิกษุทั้งหลาย สัพพโลเกอนภิรตสัญญาอันภิกษุเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้วย่อมมีผลมาก
			<remark  id="s2b23c47l20" /> มีอานิสงส์มาก หยั่งลงสู่อมตะ มีอมตะเป็นที่สุด เรากล่าวแล้วเพราะอาศัยข้อนี้ ฯ
			<remark  id="s2b23c47l21" />     ก็ข้อที่กล่าวดังนี้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนิจจสัญญาอันภิกษุเจริญแล้วกระทำให้มากแล้ว 
			<remark  id="s2b23c47l22" />ย่อมมีผลมาก มีอานิสงส์มาก หยั่งลงสู่อมตะ มีอมตะเป็นที่สุด เรากล่าวแล้วเพราะอาศัยอะไร 
			<remark  id="s2b23c47l23" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุมีใจอันอบรมแล้วด้วยอนิจจสัญญาอยู่โดยมาก จิตย่อมหวลกลับ งอกลับ
			<remark  id="s2b23c47l24" /> ถอยกลับ ไม่ยื่นไปรับในลาภสักการะ และความสรรเสริญ อุเบกขาหรือความเป็นของปฏิกูล
			<remark  id="s2b23c47l25" />ย่อมตั้งอยู่ เปรียบเหมือนขนไก่ หรือเส้นเอ็นที่เขาใส่ลงในไฟ ย่อมหดงอเข้าหากัน ไม่คลี่ออก
		</para>
	</section>
	<section id="s2b23c48" >
		<para id="s2b23c48p">
			<remark  id="s2b23c48l1" /> ฉะนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าเมื่อภิกษุมีใจอันอบรมแล้วด้วยอนิจจสัญญาอยู่โดยมาก จิตย่อม
			<remark  id="s2b23c48l2" />ไหลไปในลาภสักการะ และความสรรเสริญ หรือความเป็นของไม่ปฏิกูลย่อมตั้งอยู่ไซร้ ภิกษุ
			<remark  id="s2b23c48l3" />พึงทราบข้อนั้นดังนี้ว่า อนิจจสัญญาอันเราไม่เจริญแล้ว คุณวิเศษทั้งเบื้องต้นเบื้องปลายของเรา
			<remark  id="s2b23c48l4" />ไม่มีผลแห่งภาวนาของเรายังไม่ถึงที่ เพราะฉะนั้น ภิกษุนั้นจึงต้องเป็นผู้รู้ทั่วถึงในอนิจจสัญญานั้น
			<remark  id="s2b23c48l5" /> ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าเมื่อภิกษุมีใจอันอบรมแล้วด้วยอนิจจสัญญาอยู่โดยมาก จิตย่อมหวลกลับ 
			<remark  id="s2b23c48l6" />งอกลับ ถอยกลับ ไม่ยื่นไปรับลาภ สักการะและความสรรเสริญ อุเบกขาหรือความเป็นของ
			<remark  id="s2b23c48l7" />ปฏิกูลย่อมตั้งอยู่ไซร้ ภิกษุพึงทราบข้อนั้นดังนี้ว่า อนิจจสัญญาอันเราเจริญแล้ว คุณวิเศษทั้ง
			<remark  id="s2b23c48l8" />เบื้องต้นและเบื้องปลายของเรามีอยู่ ผลแห่งภาวนาของเราถึงที่แล้ว เพราะฉะนั้น ภิกษุนั้นจึง
			<remark  id="s2b23c48l9" />เป็นผู้รู้ทั่วถึงในอนิจจสัญญานั้น ข้อที่กล่าวดังนี้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนิจจสัญญาอันภิกษุ
			<remark  id="s2b23c48l10" />เจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมมีผลมาก มีอานิสงส์มาก หยั่งลงสู่อมตะ มีอมตะเป็นที่สุด 
			<remark  id="s2b23c48l11" />เรากล่าวแล้วเพราะอาศัยข้อนี้ ฯ
			<remark  id="s2b23c48l12" />     ก็ข้อที่กล่าวดังนี้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนิจเจทุกขสัญญาอันภิกษุเจริญแล้ว กระทำให้
			<remark  id="s2b23c48l13" />มากแล้ว ย่อมมีผลมาก มีอานิสงส์มาก หยั่งลงสู่อมตะ มีอมตะเป็นที่สุด เรากล่าวแล้วเพราะ
			<remark  id="s2b23c48l14" />อาศัยอะไร ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุมีใจอันอบรมแล้วด้วยอนิจเจทุกขสัญญาอยู่โดยมาก 
			<remark  id="s2b23c48l15" />ภยสัญญา (ความสำคัญเป็นภัย) อย่างแรงกล้าในความเฉื่อยชา ในความเกียจคร้าน ในความ
			<remark  id="s2b23c48l16" />ท้อถอย ในความประมาท ในการไม่ประกอบความเพียร ในการไม่พิจารณา ย่อมปรากฏ 
			<remark  id="s2b23c48l17" />เปรียบเหมือนความสำคัญว่าเป็นภัย ย่อมปรากฏในเมื่อเพชฌฆาตเงื้อดาบขึ้น ฉะนั้น ดูกรภิกษุ
			<remark  id="s2b23c48l18" />ทั้งหลาย ถ้าเมื่อภิกษุมีใจอันอบรมแล้วด้วยอนิจเจทุกขสัญญาอยู่โดยมากภยสัญญาอย่างแรงกล้า
			<remark  id="s2b23c48l19" />ในความเฉื่อยชา ในความเกียจคร้าน ในความท้อถอย ในความประมาท ในการไม่ประกอบ
			<remark  id="s2b23c48l20" />ความเพียร ในการไม่พิจารณา ย่อมไม่ปรากฏเปรียบเหมือนความสำคัญว่าเป็นภัย ย่อมไม่
			<remark  id="s2b23c48l21" />ปรากฏในเมื่อเพชฌฆาตเงื้อดาบขึ้นฉะนั้น ภิกษุพึงทราบข้อนั้นดังนี้ว่า อนิจเจทุกขสัญญาอัน
			<remark  id="s2b23c48l22" />เราไม่เจริญแล้ว คุณวิเศษทั้งเบื้องต้นและเบื้องปลายของเราไม่มี ผลแห่งภาวนาของเรายังไม่ถึงที่ 
			<remark  id="s2b23c48l23" />เพราะฉะนั้น ภิกษุนั้นจึงต้องเป็นผู้รู้ทั่วถึงในอนิจเจทุกขสัญญานั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย  ก็ถ้าว่า 
			<remark  id="s2b23c48l24" />เมื่อภิกษุมีใจอันอบรมแล้วด้วยอนิจเจทุกขสัญญาอยู่โดยมาก ภยสัญญาอย่างแรงกล้าในความ
			<remark  id="s2b23c48l25" />เฉื่อยชา ในความเกียจคร้าน ในความท้อถอย ในความประมาท ในการไม่ประกอบความเพียร
		</para>
	</section>
	<section id="s2b23c49" >
		<para id="s2b23c49p">
			<remark  id="s2b23c49l1" /> ในการไม่พิจารณา ย่อมปรากฏ เหมือนความสำคัญว่าเป็นภัย ย่อมปรากฏในเมื่อเพชฌฆาต
			<remark  id="s2b23c49l2" />เงื้อดาบขึ้น ฉะนั้นไซร้ภิกษุพึงทราบข้อนั้นดังนี้ว่า อนิจเจทุกขสัญญา อันเราเจริญแล้ว คุณวิเศษ
			<remark  id="s2b23c49l3" />ทั้งเบื้องต้นเบื้องปลายของเรามีอยู่ ผลแห่งภาวนาของเราถึงที่แล้ว เพราะฉะนั้นภิกษุนั้นจึง
			<remark  id="s2b23c49l4" />เป็นผู้รู้ทั่วถึงในอนิจเจทุกขสัญญานั้น ข้อที่กล่าวดังนี้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนิจเจทุกขสัญญา
			<remark  id="s2b23c49l5" />อันภิกษุเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมมีผลมากมีอานิสงส์มาก หยั่งลงสู่อมตะ มีอมตะ
			<remark  id="s2b23c49l6" />เป็นที่สุด เรากล่าวแล้วเพราะอาศัยข้อนี้ ฯ
			<remark  id="s2b23c49l7" />     ก็ข้อที่กล่าวดังนี้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ทุกเขอนัตตสัญญาอันภิกษุเจริญแล้ว กระทำให้
			<remark  id="s2b23c49l8" />มากแล้ว ย่อมมีผลมาก มีอานิสงส์มาก หยั่งลงสู่อมตะมีอมตะเป็นที่สุด เรากล่าวแล้วเพราะ
			<remark  id="s2b23c49l9" />อาศัยอะไร ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อภิกษุมีใจอันอบรมแล้วด้วยทุกเขอนัตตสัญญาอยู่โดยมาก
			<remark  id="s2b23c49l10" /> ย่อมมีใจปราศจากทิฐิว่าเราตัณหาว่าของเรา และมานะทั้งในร่างกายที่มีใจครองนี้และสรรพนิมิต
			<remark  id="s2b23c49l11" />ในภายนอกเสียได้ ก้าวล่วงกิเลส ๓ ประการ สงบระงับ หลุดพ้นได้เป็นอย่างดี ดูกรภิกษุ
			<remark  id="s2b23c49l12" />ทั้งหลาย ถ้าเมื่อภิกษุมีใจอันอบรมแล้วด้วยทุกเขอนัตตสัญญาอยู่โดยมาก ใจย่อมไม่ปราศจากทิฐิ
			<remark  id="s2b23c49l13" />ว่าเรา ตัณหาว่าของเรา และมานะทั้งในร่างกายที่มีใจครองนี้และสรรพนิมิตในภายนอก ไม่ก้าว
			<remark  id="s2b23c49l14" />ล่วงกิเลส ๓ ประการ ไม่สงบระงับ ยังไม่หลุดพ้นด้วยดีไซร้ ภิกษุพึงทราบข้อนั้นดังนี้ว่า ทุกเข
			<remark  id="s2b23c49l15" />อนัตตสัญญาอันเราไม่เจริญแล้ว คุณวิเศษทั้งเบื้องต้นและเบื้องปลายของเราก็ไม่มี ผลแห่ง
			<remark  id="s2b23c49l16" />ภาวนาของเรายังไม่ถึงที่ เพราะฉะนั้น ภิกษุนั้นจึงต้องเป็นผู้รู้ทั่วถึงในทุกเขอนัตตสัญญานั้นดูกร
			<remark  id="s2b23c49l17" />ภิกษุทั้งหลาย ก็ถ้าว่าเมื่อภิกษุมีใจอันอบรมแล้วด้วยทุกเขอนัตตสัญญาอยู่โดยมาก ย่อมมีใจปราศ
			<remark  id="s2b23c49l18" />จากทิฐิว่าเรา ตัณหาว่าของเรา และมานะทั้งในร่างกายที่มีใจครองนี้และสรรพนิมิตในภายนอก
			<remark  id="s2b23c49l19" />เสียได้ ก้าวล่วงกิเลส ๓ ประการ สงบระงับ หลุดพ้นได้เป็นอย่างดีไซร้ ภิกษุพึงทราบข้อนั้น
			<remark  id="s2b23c49l20" />ดังนี้ว่า ทุกเขอนัตตสัญญาอันเราเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมมีผลมาก มีอานิสงส์มาก 
			<remark  id="s2b23c49l21" />หยั่งลงสู่อมตะ มีอมตะเป็นที่สุด เรากล่าวแล้วเพราะอาศัยข้อนี้ ดูกรภิกษุทั้งหลายสัญญา ๗ 
			<remark  id="s2b23c49l22" />ประการนี้แล อันภิกษุเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมมีผลมากมีอานิสงส์มาก หยั่งลงสู่
			<remark  id="s2b23c49l23" />อมตะ มีอมตะเป็นที่สุด ฯ
			<remark  id="s2b23c49l24" />                          จบสูตรที่ ๖
		</para>
	</section>
	<section id="s2b23c50" >
		<para id="s2b23c50p">
			<remark  id="s2b23c50l1" />                          เมถุนสูตร
			<remark  id="s2b23c50l2" />     [๔๗] ครั้งนั้นแล ชานุสโสณีพราหมณ์ได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ได้
			<remark  id="s2b23c50l3" />ปราศรัยกับพระผู้มีพระภาค ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้ว จึงนั่ง ณ ที่ควรส่วน
			<remark  id="s2b23c50l4" />ข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า แม้ท่านพระโคดมก็ทรงปฏิญาณว่าเป็นพรหมจารี
			<remark  id="s2b23c50l5" />หรือ พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรพราหมณ์ บุคคลเมื่อจะกล่าวโดยชอบ พึงกล่าวผู้ใดว่า
			<remark  id="s2b23c50l6" />ประพฤติพรหมจรรย์ ไม่ขาด ไม่ทะลุ ไม่ด่าง ไม่พร้อย บริสุทธิ์ บริบูรณ์ บุคคลนั้น เมื่อจะ
			<remark  id="s2b23c50l7" />กล่าวโดยชอบ พึงกล่าวเรานั่นแล เพราะเราประพฤติพรหมจรรย์ไม่ขาด ไม่ทะลุ ไม่ด่าง ไม่พร้อย 
			<remark  id="s2b23c50l8" />บริสุทธิ์ บริบูรณ์เต็มที่ ฯ
			<remark  id="s2b23c50l9" />     ชา. ข้าแต่ท่านพระโคดม ก็อะไรชื่อว่าขาด ทะลุ ด่าง พร้อย แห่งพรหมจรรย์ ฯ
			<remark  id="s2b23c50l10" />     พ. ดูกรพราหมณ์ ถูกแล้ว สมณะหรือพราหมณ์บางคนในโลกนี้  ปฏิญาณว่า  เป็นพรหม
			<remark  id="s2b23c50l11" />จารีโดยชอบ ไม่ร่วมความเป็นคู่ๆ กับมาตุคาม แต่ยังยินดีการขัดสี ลูบไล้ ให้อาบน้ำ และ
			<remark  id="s2b23c50l12" />นวดฟั้นของมาตุคาม พอใจ ชอบใจ ถึงความปลื้มใจ ด้วยการบำเรอนั้น แม้ข้อนี้ก็ชื่อว่าขาด 
			<remark  id="s2b23c50l13" />ทะลุ ด่าง พร้อย แห่งพรหมจรรย์ ดูกรพราหมณ์ ผู้นี้เรากล่าวว่า ประพฤติพรหมจรรย์
			<remark  id="s2b23c50l14" />ไม่บริสุทธิ์ ประกอบด้วยเมถุนสังโยค ไม่พ้นจากชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส
			<remark  id="s2b23c50l15" />และอุปายาส เรากล่าวว่า ไม่หลุดพ้นไปจากกองทุกข์ได้ ฯ
			<remark  id="s2b23c50l16" />     ดูกรพราหมณ์ อีกประการหนึ่ง สมณะหรือพราหมณ์บางคนในโลกนี้  ปฏิญาณตนว่า
			<remark  id="s2b23c50l17" />เป็นพรหมจารีโดยชอบ ไม่ร่วมความเป็นคู่ๆ กับมาตุคาม และไม่ยินดีการขัดสี ลูบไล้ ให้อาบน้ำ 
			<remark  id="s2b23c50l18" />และการนวดฟั้นของมาตุคาม แต่ยังกระซิกกระซี้ เล่นหัว สัพยอกกับมาตุคาม พอใจ ชอบใจ 
			<remark  id="s2b23c50l19" />ถึงความปลื้มใจด้วยการเสสรวลนั้น แม้ข้อนี้ก็ชื่อว่าขาด ทะลุ ด่าง พร้อย แห่งพรหมจรรย์ ฯลฯ
			<remark  id="s2b23c50l20" />     ดูกรพราหมณ์ อีกประการหนึ่ง สมณะหรือพราหมณ์บางคนในโลกนี้ ปฏิญาณตนว่า
			<remark  id="s2b23c50l21" />เป็นพรหมจารีโดยชอบ ไม่ร่วมความเป็นคู่ๆ กับมาตุคาม และไม่กระซิกกระซี้ เล่นหัว สัพยอกกับ
			<remark  id="s2b23c50l22" />มาตุคาม แต่เพ่งดู จ้องดูจักษุแห่งมาตุคามด้วยจักษุของตน พอใจ ชอบใจ ถึงความปลื้มใจด้วย
			<remark  id="s2b23c50l23" />การเล็งแลนั้น แม้ข้อนี้ก็ชื่อว่าขาด ทะลุ ด่าง พร้อย แห่งพรหมจรรย์ ฯลฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b23c51" >
		<para id="s2b23c51p">
			<remark  id="s2b23c51l1" />     ดูกรพราหมณ์ อีกประการหนึ่ง สมณะหรือพราหมณ์บางคนในโลกนี้ ปฏิญาณตนว่า
			<remark  id="s2b23c51l2" />เป็นพรหมจารีโดยชอบ ไม่ร่วมความเป็นคู่ๆ กับมาตุคาม ไม่กระซิกกระซี้ เล่นหัว สัพยอกกับ
			<remark  id="s2b23c51l3" />มาตุคามและไม่เพ่งดู จ้องดูจักษุแห่งมาตุคามด้วยจักษุของตน แต่ได้ฟังเสียงมาตุคามหัวเราะอยู่ก็ดี 
			<remark  id="s2b23c51l4" />ขับร้องอยู่ก็ดี ร้องไห้อยู่ก็ดี ข้างนอกฝาก็ดี ข้างนอกกำแพงก็ดี พอใจ ชอบใจ ถึงความปลื้ม
			<remark  id="s2b23c51l5" />ใจด้วยเสียงนั้นแม้ข้อนี้ก็ชื่อว่าขาด ทะลุ ด่าง พร้อย แห่งพรหมจรรย์ ฯลฯ
			<remark  id="s2b23c51l6" />     ดูกรพราหมณ์ อีกประการหนึ่ง สมณะหรือพราหมณ์บางคนในโลกนี้ ปฏิญาณตนว่า
			<remark  id="s2b23c51l7" />เป็นพรหมจารีโดยชอบ ไม่ร่วมความเป็นคู่ๆ กับมาตุคาม ไม่กระซิกกระซี้ เล่นหัว สัพยอกกับ
			<remark  id="s2b23c51l8" />มาตุคาม ไม่เพ่งดู จ้องดูจักษุแห่งมาตุคามด้วยจักษุของตน และไม่ได้ฟังเสียงแห่งมาตุคามหัวเราะ
			<remark  id="s2b23c51l9" />อยู่ก็ดี พูดอยู่ก็ดี ขับร้องอยู่ก็ดีร้องไห้อยู่ก็ดี ข้างนอกฝาก็ดี ข้างนอกกำแพงก็ดี แต่ตามนึกถึงการ 
			<remark  id="s2b23c51l10" />หัวเราะ พูดเล่นหัว กับมาตุคามในกาลก่อน พอใจ ชอบใจ ถึงความปลื้มใจด้วยอาการนั้น
			<remark  id="s2b23c51l11" />แม้ข้อนี้ก็ชื่อว่าขาด ทะลุ ด่าง พร้อย แห่งพรหมจรรย์ ฯลฯ
			<remark  id="s2b23c51l12" />     ดูกรพราหมณ์ อีกประการหนึ่ง สมณะหรือพราหมณ์บางคนในโลกนี้ ปฏิญาณตนว่า
			<remark  id="s2b23c51l13" />เป็นพรหมจารีโดยชอบ ไม่ร่วมความเป็นคู่ๆ กับมาตุคาม ไม่กระซิกกระซี้ เล่นหัว สัพยอกกับ
			<remark  id="s2b23c51l14" />มาตุคาม ไม่เพ่งดู จ้องดูจักษุแห่งมาตุคามด้วยจักษุของตน ไม่ได้ฟังเสียงแห่งมาตุคามหัวเราะอยู่
			<remark  id="s2b23c51l15" />ก็ดี พูดอยู่ก็ดี ขับร้องอยู่ก็ดี ร้องไห้อยู่ก็ดี ข้างนอกฝาก็ดี ข้างนอกกำแพงก็ดี และไม่ได้ตาม
			<remark  id="s2b23c51l16" />นึกถึงการหัวเราะ การพูด การเล่นหัวกับมาตุคามในกาลก่อน แต่ได้เห็นคฤหบดีก็ดี บุตรแห่ง
			<remark  id="s2b23c51l17" />คฤหบดีก็ดี ผู้เอิบอิ่มพรั่งพร้อมด้วยกามคุณ ๕ บำเรอตนอยู่ พอใจ ชอบใจ ถึงความปลื้มใจ
			<remark  id="s2b23c51l18" />ด้วยการบำเรอนั้น แม้ข้อนี้ก็ชื่อว่าขาด ทะลุ ด่าง พร้อย แห่งพรหมจรรย์ ฯลฯ
			<remark  id="s2b23c51l19" />     ดูกรพราหมณ์ อีกประการหนึ่ง สมณะหรือพราหมณ์บางคนในโลกนี้  ปฏิญาณตนว่า
			<remark  id="s2b23c51l20" />เป็นพรหมจารีโดยชอบ ไม่ร่วมความเป็นคู่ๆ กับมาตุคาม ไม่กระซิกกระซี้ เล่นหัว สัพยอกกับ
			<remark  id="s2b23c51l21" />มาตุคาม ไม่เพ่งดู จ้องดูจักษุมาตุคามด้วยจักษุของตนเอง ไม่ได้ฟังเสียงแห่งมาตุคามหัวเราะอยู่
			<remark  id="s2b23c51l22" />ก็ดี พูดอยู่ก็ดี ขับร้องอยู่ก็ดี ร้องไห้อยู่ก็ดี ข้างนอกฝาก็ดี ข้างนอกกำแพงก็ดี ไม่ได้ตามนึก
			<remark  id="s2b23c51l23" />ถึงการหัวเราะ การพูด การเล่นหัวกับมาตุคามในกาลก่อน และไม่ได้เห็นคฤหบดีก็ดี บุตรแห่ง
			<remark  id="s2b23c51l24" />คฤหบดีก็ดีผู้เอิบอิ่มพรั่งพร้อมด้วยกามคุม ๕ บำเรอตนอยู่ แต่ประพฤติพรหมจรรย์ ตั้งปรารถนา
			<remark  id="s2b23c51l25" />เพื่อเป็นเทพเจ้าหรือเทพองค์ใดองค์หนึ่งว่า เราจักได้เป็นเทพเจ้าหรือเทพองค์ใดองค์หนึ่ง ด้วยศีล
			<remark  id="s2b23c51l26" /> พรต ตบะ หรือพรหมจรรย์นี้ พอใจ ชอบใจถึงความปลื้มใจ ด้วยความปรารถนานั้น แม้
		</para>
	</section>
	<section id="s2b23c52" >
		<para id="s2b23c52p">
			<remark  id="s2b23c52l1" />ข้อนี้ก็ชื่อว่าขาด ทะลุ ด่าง พร้อยแห่งพรหมจรรย์ ดูกรพราหมณ์ ผู้นี้เรากล่าวว่า ประพฤติ
			<remark  id="s2b23c52l2" />พรหมจรรย์ไม่บริสุทธิ์ประกอบด้วยเมถุนสังโยค ไม่พ้นไปจากชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ 
			<remark  id="s2b23c52l3" />ทุกข์โทมนัส และอุปายาส เรากล่าวว่า ไม่หลุดพ้นไปจากกองทุกข์ได้ ฯ
			<remark  id="s2b23c52l4" />     ดูกรพราหมณ์ เรายังพิจารณาเห็นเมถุนสังโยค ๗ ประการนี้ อย่างใดอย่างหนึ่งว่า ยังละ
			<remark  id="s2b23c52l5" />ไม่ได้ในตน เพียงใด เราก็ยังไม่ปฏิญาณว่า เป็นผู้ตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณในโลก
			<remark  id="s2b23c52l6" /> พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ในหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดาและมนุษย์
			<remark  id="s2b23c52l7" /> เพียงนั้น แต่เมื่อใด เราไม่พิจารณาเห็นเมถุนสังโยค ๗ ประการนี้ อย่างใดอย่างหนึ่งว่า ยังละ
			<remark  id="s2b23c52l8" />ไม่ได้ในตนเมื่อนั้น เราจึงปฏิญาณว่า เป็นผู้ตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณในโลก พร้อมทั้ง
			<remark  id="s2b23c52l9" />เทวโลก มารโลก พรหมโลก ในหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดาและมนุษย์ ก็ญาณ
			<remark  id="s2b23c52l10" />ทัสสนะเกิดขึ้นแก่เราว่า วิมุติของเราไม่กำเริบ ชาตินี้มีในที่สุด บัดนี้ภพใหม่ไม่มีอีก ฯ
			<remark  id="s2b23c52l11" />     เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว ชานุสโสณีพราหมณ์ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า 
			<remark  id="s2b23c52l12" />ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก ฯลฯขอท่านพระโคดมผู้เจริญ โปรด
			<remark  id="s2b23c52l13" />ทรงจำข้าพระองค์ว่า เป็นอุบาสกผู้ถึงสรณะตลอดชีวิต ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ฯ
			<remark  id="s2b23c52l14" />                          จบสูตรที่ ๗
			<remark  id="s2b23c52l15" />                          สังโยคสูตร
			<remark  id="s2b23c52l16" />     [๔๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงธรรมบรรยายอันเป็นสังโยคะทั้งวิสังโยคะแก่เธอ
			<remark  id="s2b23c52l17" />ทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟัง จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าว ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระผู้มีพระภาคแล้ว 
			<remark  id="s2b23c52l18" />พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลายก็ธรรมบรรยายอันเป็นสังโยคะทั้งวิสังโยคะเป็นไฉน
			<remark  id="s2b23c52l19" /> ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็หญิงย่อมสนใจสภาพแห่งหญิงในภายใน กิริยา ท่าทาง ความไว้ตัว ความ
			<remark  id="s2b23c52l20" />พอใจเสียง และเครื่องประดับของหญิง เขาย่อมยินดี พอใจ ในสภาพของตนนั้นๆเขายินดี 
			<remark  id="s2b23c52l21" />พอใจในสภาพของตนนั้นๆ แล้ว ย่อมสนใจถึงสภาพของชายในภายนอก กิริยา ท่าทาง ความ
			<remark  id="s2b23c52l22" />ไว้ตัว ความพอใจ เสียง และเครื่องประดับของชาย ย่อมยินดี พอใจในสภาพของชายนั้นๆ 
			<remark  id="s2b23c52l23" />เขายินดี พอใจในสภาพของชายนั้นๆ แล้ว ย่อมมุ่งหวังการสมาคมกับชาย และสุขโสมนัสที่
			<remark  id="s2b23c52l24" />เกิดเพราะการสมาคมกับชายเป็นเหตุ ดูกรภิกษุทั้งหลาย สัตว์ผู้พอใจในภาวะแห่งหญิงก็ถึงความ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b23c53" >
		<para id="s2b23c53p">
			<remark  id="s2b23c53l1" />เกี่ยวข้องในชาย ด้วยอาการอย่างนี้แล หญิงจึงไม่ล่วงพ้นภาวะแห่งหญิงไปได้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย
			<remark  id="s2b23c53l2" /> ชายย่อมสนใจสภาพแห่งชายในภายใน กิริยา ท่าทางความไว้ตัว ความพอใจ เสียงและ
			<remark  id="s2b23c53l3" />เครื่องประดับของชาย เขาย่อมยินดี พอใจในสภาพของตน เขายินดีพอใจในสภาพของตนนั้นๆ 
			<remark  id="s2b23c53l4" />แล้ว ย่อมสนใจถึงสภาพของหญิงในภายนอก กิริยา ท่าทาง ความไว้ตัว ความพอใจ เสียง
			<remark  id="s2b23c53l5" /> และเครื่องประดับของหญิง ย่อมยินดี พอใจในสภาพของหญิงนั้นๆ แล้วย่อมมุ่งหวังการสมาคม
			<remark  id="s2b23c53l6" />กับหญิง และสุขโสมนัสที่เกิดเพราะการสมาคมกับหญิงเป็นเหตุ ดูกรภิกษุทั้งหลาย สัตว์ผู้พอใจ
			<remark  id="s2b23c53l7" />ในภาวะแห่งชายก็ถึงความเกี่ยวข้องในหญิง ด้วยอาการอย่างนี้แล ชายจึงไม่ล่วงพ้นภาวะแห่งชาย
			<remark  id="s2b23c53l8" />ไปได้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความเกี่ยวข้องย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้แล ฯ
			<remark  id="s2b23c53l9" />     ดูกรภิกษุทั้งหลาย ส่วนความไม่เกี่ยวข้องเป็นอย่างไร ดูกรภิกษุทั้งหลาย  หญิงย่อม
			<remark  id="s2b23c53l10" />ไม่สนใจในสภาพของหญิงในภายใน กิริยา ท่าทาง ความไว้ตัว ความพอใจ เสียงและ
			<remark  id="s2b23c53l11" />เครื่องประดับของหญิง เขาไม่ยินดี ไม่พอใจในสภาพแห่งหญิงย่อมไม่สนใจถึงสภาพแห่งชาย
			<remark  id="s2b23c53l12" />ในภายนอก กิริยา ท่าทาง ความไว้ตัว ความพอใจ เสียงและเครื่องประดับแห่งชาย
			<remark  id="s2b23c53l13" /> เขาไม่ยินดี ไม่พอใจในสภาพแห่งชายนั้นๆ แล้ว ย่อมไม่มุ่งหวังการสมาคมกับชายในภายนอก 
			<remark  id="s2b23c53l14" />และสุขโสมนัสที่เกิดเพราะการสมาคมกับชาย ดูกรภิกษุทั้งหลาย สัตว์ผู้ไม่พอใจในสภาพแห่ง
			<remark  id="s2b23c53l15" />หญิงก็ถึงความไม่เกี่ยวข้องในชาย ด้วยอาการอย่างนี้แล หญิงจึงล่วงพ้นสภาพแห่งหญิงไปได้ ฯ
			<remark  id="s2b23c53l16" />     ดูกรภิกษุทั้งหลาย ชายย่อมไม่สนใจในสภาพแห่งชาย กิริยา ท่าทางความไว้ตัว 
			<remark  id="s2b23c53l17" />ความพอใจ เสียงและเครื่องประดับของชาย เขาไม่ยินดี ไม่พอใจในสภาพแห่งชายนั้นๆ แล้ว 
			<remark  id="s2b23c53l18" />ย่อมไม่สนใจถึงสภาพแห่งหญิงในภายนอก กิริยาท่าทาง ความไว้ตัว ความพอใจ เสียงและ
			<remark  id="s2b23c53l19" />เครื่องประดับของหญิง เขาไม่ยินดีไม่พอใจในสภาพแห่งหญิงนั้นๆ แล้ว ย่อมไม่มุ่งหวังการ
			<remark  id="s2b23c53l20" />สมาคมกับหญิงในภายนอก และสุขโสมนัสที่เกิดเพราะการสมาคมนั้นเป็นเหตุ ดูกรภิกษุทั้งหลาย
			<remark  id="s2b23c53l21" />สัตว์ผู้ไม่พอใจในสภาพแห่งชาย ก็ถึงความไม่เกี่ยวข้องในหญิง ด้วยอาการอย่างนี้แล ชายจึง
			<remark  id="s2b23c53l22" />ล่วงพ้นภาวะแห่งชายไปได้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความไม่เกี่ยวข้องย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้แล
			<remark  id="s2b23c53l23" /> ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้แลชื่อว่าธรรมบรรยายอันเป็นทั้งสังโยคะและวิสังโยคะ ฯ
			<remark  id="s2b23c53l24" />                          จบสูตรที่ ๘
		</para>
	</section>
	<section id="s2b23c54" >
		<para id="s2b23c54p">
			<remark  id="s2b23c54l1" />                           ทานสูตร
			<remark  id="s2b23c54l2" />     [๔๙] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่ฝั่งสระโบกขรณีชื่อคัคคราใกล้จัมปานคร 
			<remark  id="s2b23c54l3" />ครั้งนั้นแล อุบาสกชาวเมืองจัมปามากด้วยกัน เข้าไปหาท่านพระสารีบุตรถึงที่อยู่ อภิวาทแล้ว
			<remark  id="s2b23c54l4" />นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้กล่าวกะท่านพระสารีบุตรว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ธรรมีกถา
			<remark  id="s2b23c54l5" />เฉพาะพระพักตร์พระผู้มีพระภาค พวกกระผมได้ฟังมานานแล้ว ขอได้โปรดเถิด พวกกระผม
			<remark  id="s2b23c54l6" />พึงได้ฟังธรรมีกถาของพระผู้มีพระภาค ท่านพระสารีบุตรกล่าวว่า ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย
			<remark  id="s2b23c54l7" />ถ้าอย่างนั้นท่านทั้งหลายพึงมาในวันอุโบสถ ท่านทั้งหลายพึงได้ฟังธรรมีกถาในสำนักพระผู้มี
			<remark  id="s2b23c54l8" />พระภาคแน่นอน อุบาสกชาวเมืองจัมปารับคำท่านพระสารีบุตรแล้วลุกจากที่นั่ง อภิวาทกระทำ
			<remark  id="s2b23c54l9" />ประทักษิณแล้วหลีกไป ต่อมา ถึงวันอุโบสถ อุบาสกชาวเมืองจัมปาพากันเข้าไปหาพระสารีบุตร
			<remark  id="s2b23c54l10" />ถึงที่อยู่ อภิวาทแล้วยืนอยู่ ณ ที่ควรข้างหนึ่ง ลำดับนั้น ท่านพระสารีบุตรพร้อมด้วยอุบาสก
			<remark  id="s2b23c54l11" />ชาวเมืองจัมปา เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ถวายอภิวาทแล้วนั่ง ณ ที่ควรข้างหนึ่ง 
			<remark  id="s2b23c54l12" />ครั้นแล้วได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ทานเช่นนั้นนั่นแลที่บุคคลบางคน
			<remark  id="s2b23c54l13" />ในโลกนี้ให้แล้ว มีผลมาก ไม่มีอานิสงส์มาก พึงมีหรือหนอแลและทานเช่นนั้นแล ที่บุคคล
			<remark  id="s2b23c54l14" />บางคนในโลกนี้ให้แล้ว มีผลมาก มีอานิสงส์มากพึงมีหรือพระเจ้าข้า พระผู้มีพระภาคตรัสว่า 
			<remark  id="s2b23c54l15" />ดูกรสารีบุตร ทานเช่นนั้นนั่นแลที่บุคคลบางคนในโลกนี้ให้แล้ว มีผลมาก ไม่มีอานิสงส์มาก
			<remark  id="s2b23c54l16" /> พึงมี และทานเช่นนั้นนั่นแล ที่บุคคลบางคนในโลกนี้ให้แล้ว มีผลมาก มีอานิสงส์มาก 
			<remark  id="s2b23c54l17" />พึงมี ฯ
			<remark  id="s2b23c54l18" />     สา. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อะไรหนอเป็นเหตุเป็นปัจจัย เครื่องให้ทานเช่นนั้นแล 
			<remark  id="s2b23c54l19" />ที่บุคคลบางคนในโลกนี้ ให้แล้ว มีผลมาก ไม่มีอานิสงส์มากอะไรหนอเป็นเหตุเป็นปัจจัย 
			<remark  id="s2b23c54l20" />เครื่องให้ทานเช่นนั้นนั่นแล ที่บุคคลบางคนในโลกนี้ ให้แล้ว มีผลมาก มีอานิสงส์มาก ฯ
			<remark  id="s2b23c54l21" />     พ. ดูกรสารีบุตร บุคคลบางคนในโลกนี้ ยังมีความหวังให้ทาน มีจิตผูกพันในผล
			<remark  id="s2b23c54l22" />ให้ทาน มุ่งการสั่งสมให้ทาน ให้ทานด้วยคิดว่า เราตายไปจักได้เสวยผลทานนี้ เขาให้ทาน
			<remark  id="s2b23c54l23" /> คือ ข้าว น้ำ ผ้า ยาน ดอกไม้ ของหอม เครื่องลูบไล้ ที่นอน ที่พัก ประทีปและเครื่อง
		</para>
	</section>
	<section id="s2b23c55" >
		<para id="s2b23c55p">
			<remark  id="s2b23c55l1" />อุปกรณ์ แก่สมณะหรือพราหมณ์ ดูกรสารีบุตร เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน บุคคล
			<remark  id="s2b23c55l2" />บางคนในโลกนี้ พึงให้ทานเห็นปานนี้หรือ ฯ
			<remark  id="s2b23c55l3" />     สา. อย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ
			<remark  id="s2b23c55l4" />     พ. ดูกรสารีบุตร ในการให้ทานนั้น บุคคลมีความหวังให้ทาน มีจิตผูกพันในผลให้ทาน
			<remark  id="s2b23c55l5" /> มุ่งการสั่งสมให้ทาน ให้ทานด้วยคิดว่าตายไปแล้วจักได้เสวยผลทานนี้ เขาผู้นั้นให้ทานนั้นแล้ว 
			<remark  id="s2b23c55l6" />เมื่อตายไป ย่อมเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้นจาตุมมหาราช สิ้นกรรม สิ้นฤทธิ์ สิ้นยศ
			<remark  id="s2b23c55l7" /> หมดความเป็นใหญ่แล้ว ยังมีผู้กลับมา คือ มาสู่ความเป็นอย่างนี้ ดูกรสารีบุตร ส่วนบุคคล
			<remark  id="s2b23c55l8" />บางคนในโลกนี้ ไม่มีหวังให้ทาน ไม่มีจิตผูกพันในผลให้ทาน ไม่มุ่งการสั่งสมให้ทาน ไม่คิดว่า
			<remark  id="s2b23c55l9" /> ตายไปแล้วจักได้เสวยผลทานนี้ แล้วให้ทาน แต่ให้ทานด้วยคิดว่าทานเป็นการดี เขาให้ทาน
			<remark  id="s2b23c55l10" /> คือ   ข้าว   น้ำ   ผ้า   ยาน   ดอกไม้   ของหอมเครื่องลูบไล้   ที่นอน   ที่พัก   ประทีปและ
			<remark  id="s2b23c55l11" />เครื่องอุปกรณ์แก่สมณะหรือพราหมณ์ดูกรสารีบุตร เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน บุคคล
			<remark  id="s2b23c55l12" />บางคนในโลกนี้พึงให้ทานเห็นปานนี้หรือ ฯ
			<remark  id="s2b23c55l13" />     สา. อย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ
			<remark  id="s2b23c55l14" />     พ. ดูกรสารีบุตร ในการให้ทานนั้น บุคคลไม่มีความหวังให้ทาน ไม่มีจิตผูกพันในผล
			<remark  id="s2b23c55l15" />ให้ทาน ไม่มุ่งการสั่งสมให้ทาน ไม่ได้ให้ทานด้วยคิดว่า ตายไปแล้วจักได้เสวยผลทานนี้
			<remark  id="s2b23c55l16" /> แต่ให้ทานด้วยคิดว่า ทานเป็นการดี เขาผู้นั้นให้ทานนั้นแล้ว เมื่อตายไป ย่อมเข้าถึงความ
			<remark  id="s2b23c55l17" />เป็นสหายแห่งเทวดาชั้นดาวดึงส์ เขาสิ้นกรรม สิ้นฤทธิ์ สิ้นยศ หมดความเป็นใหญ่แล้ว
			<remark  id="s2b23c55l18" /> ยังเป็นผู้กลับมา คือ มาสู่ความเป็นอย่างนี้ ฯ
			<remark  id="s2b23c55l19" />     ดูกรสารีบุตร บุคคลบางคนในโลกนี้ ฯลฯ ไม่ได้ให้ทานด้วยคิดว่าทานเป็นการดี แต่ให้ทาน
			<remark  id="s2b23c55l20" />ด้วยคิดว่า บิดามารดาปู่ย่าตายายเคยให้เคยทำมา เราก็ไม่ควรทำให้เสียประเพณี เขาให้ทาน 
			<remark  id="s2b23c55l21" />คือ ข้าว ฯลฯ ย่อมเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้นยามา เขาสิ้นกรรม สิ้นฤทธิ์ สิ้นยศ 
			<remark  id="s2b23c55l22" />หมดความเป็นใหญ่แล้วยังเป็นผู้กลับมา คือ มาสู่ความเป็นอย่างนี้ ฯ
			<remark  id="s2b23c55l23" />     ดูกรสารีบุตร บุคคลบางคนในโลกนี้ ฯลฯ ไม่ได้ให้ทานด้วยคิดว่า บิดา  มารดา ปู่  ย่า  
			<remark  id="s2b23c55l24" />ตา  ยายเคยให้เคยทำมา เราก็ไม่ควรทำให้เสียประเพณี แต่ให้ทานด้วยคิดว่า เราหุงหากิน
			<remark  id="s2b23c55l25" /> สมณะและพราหมณ์เหล่านี้ ไม่หุงหากิน เราหุงหากินได้จะไม่ให้ทานแก่สมณะหรือพราหมณ์
		</para>
	</section>
	<section id="s2b23c56" >
		<para id="s2b23c56p">
			<remark  id="s2b23c56l1" />ผู้ไม่หุงหาไม่สมควร เขาให้ทาน คือ ข้าว ฯลฯ ย่อมเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้นดุสิต
			<remark  id="s2b23c56l2" /> เขาสิ้นกรรม สิ้นฤทธิ์ สิ้นยศหมดความเป็นใหญ่ แล้วยังเป็นผู้กลับมา คือ มาสู่ความเป็น
			<remark  id="s2b23c56l3" />อย่างนี้ ฯ
			<remark  id="s2b23c56l4" />     ดูกรสารีบุตร บุคคลบางคนในโลกนี้ ฯลฯ ไม่ได้ให้ทานด้วยคิดว่าเราหุงหากินได้ 
			<remark  id="s2b23c56l5" />สมณะและพราหมณ์เหล่านี้หุงหากินไม่ได้ เราหุงหากินได้ จะไม่ให้ทานแก่สมณะหรือพราหมณ์
			<remark  id="s2b23c56l6" />ผู้หุงหากินไม่ได้ ไม่สมควร แต่ให้ทานด้วยคิดว่า เราจักเป็นผู้จำแนกแจกทาน เหมือนฤาษีแต่ครั้งก่อน 
			<remark  id="s2b23c56l7" />คือ อัฏฐกฤาษี  วามกฤาษี  วามเทวฤาษี  เวสสามิตรฤาษี  ยมทัคคิฤาษี  อังคีรสฤาษี ภารทวาชฤาษี
			<remark  id="s2b23c56l8" />วาเสฏฐฤาษี กัสสปฤาษี และภคุฤาษี บูชามหายัญ ฉะนั้น เขาให้ทาน คือ ข้าว ฯลฯ 
			<remark  id="s2b23c56l9" />ย่อมเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้นนิมมานรดี เขาสิ้นกรรม สิ้นฤทธิ์ สิ้นยศ หมดความ
			<remark  id="s2b23c56l10" />เป็นใหญ่แล้ว ยังเป็นผู้กลับมา คือ มาสู่ความเป็นอย่างนี้ ฯ
			<remark  id="s2b23c56l11" />     ดูกรสารีบุตร บุคคลบางคนในโลกนี้ ฯลฯ ไม่ได้ให้ทานด้วยคิดว่า เราจักเป็นผู้จำแนก
			<remark  id="s2b23c56l12" />แจกทาน เหมือนอย่างฤาษีแต่ครั้งก่อน คือ อัฏฐกฤาษี ฯลฯและภคุฤาษี แต่ให้ทานด้วยคิดว่า
			<remark  id="s2b23c56l13" /> เมื่อเราให้ทานอย่างนี้ จิตจะเลื่อมใส เกิดความปลื้มใจและโสมนัส เขาให้ทาน คือ ข้าว ฯลฯ
			<remark  id="s2b23c56l14" /> ย่อมเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้นปรนิมมิตวสวัสดี เขาสิ้นกรรม สิ้นฤทธิ์ สิ้นยศ 
			<remark  id="s2b23c56l15" />หมดความเป็นใหญ่แล้ว ยังเป็นผู้กลับมา คือ มาสู่ความเป็นอย่างนี้ ฯ
			<remark  id="s2b23c56l16" />     ดูกรสารีบุตร บุคคลบางคนในโลกนี้ ฯลฯ ไม่ได้ให้ทานด้วยคิดว่า เมื่อเราให้ทานอย่างนี้ 
			<remark  id="s2b23c56l17" />จิตจะเลื่อมใส เกิดความปลื้มใจและโสมนัส แต่ให้ทานเป็นเครื่องปรุงแต่งจิต เขาให้ทาน คือ
			<remark  id="s2b23c56l18" /> ข้าว น้ำ ผ้า ยาน ดอกไม้ ของหอมเครื่องลูบไล้ ที่นอน ที่พัก ประทีปและเครื่องอุปกรณ์ 
			<remark  id="s2b23c56l19" />แก่สมณะหรือพราหมณ์ดูกรสารีบุตร เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้ 
			<remark  id="s2b23c56l20" />พึงให้ทานเห็นปานนี้หรือ ฯ
			<remark  id="s2b23c56l21" />     สา. อย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ
			<remark  id="s2b23c56l22" />     พ. ดูกรสารีบุตร ในการให้ทานนั้น บุคคลผู้ไม่มีความหวังให้ทาน ไม่มีจิตผูกพัน
			<remark  id="s2b23c56l23" />ในผลให้ทาน ไม่มุ่งการสั่งสมให้ทาน ไม่ได้ให้ทานด้วยคิดว่า เราตายไปแล้วจักได้เสวยผลทานนี้ 
			<remark  id="s2b23c56l24" />ไม่ได้ให้ทานด้วยคิดว่า การให้ทานเป็นการดีไม่ได้ให้ทานด้วยคิดว่า บิดา  มารดา  ปู่  ย่า   ตา  ยาย
			<remark  id="s2b23c56l25" />เคยให้เคยทำมา เราไม่ควรทำให้เสียประเพณี ไม่ได้ให้ทานด้วยคิดว่า เราหุงหากินได้ สมณะ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b23c57" >
		<para id="s2b23c57p">
			<remark  id="s2b23c57l1" />หรือพราหมณ์เหล่านี้หุงหากินไม่ได้ จะไม่ให้ทานแก่ผู้ที่หุงหากินไม่ได้ ไม่สมควร ไม่ได้ให้ทาน
			<remark  id="s2b23c57l2" />ด้วยคิดว่า เราจักเป็นผู้จำแนกแจกทาน เหมือนอย่างฤาษีแต่ครั้งก่อน คือ อัฏฐกฤาษี  วามกฤาษี 
			<remark  id="s2b23c57l3" />วามเทวฤาษี เวสสามิตรฤาษี ยมทัคคิฤาษี อังคีรสฤาษี ภารทวาชฤาษี วาเสฏฐฤาษี กัสสปฤาษี 
			<remark  id="s2b23c57l4" />และภคุฤาษี ผู้บูชามหายัญ ฉะนั้น และไม่ได้ให้ทานด้วยคิดว่า เมื่อเราให้ทานนี้ จิตจะเลื่อมใส 
			<remark  id="s2b23c57l5" />จะเกิดความปลื้มใจและโสมนัส แต่ให้ทานเป็นเครื่องปรุงแต่งจิต เขาให้ทานเช่นนั้นแล้ว เมื่อ
			<remark  id="s2b23c57l6" />ตายไปย่อมเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้นพรหม เขาสิ้นกรรม สิ้นฤทธิ์ สิ้นยศ หมดความ
			<remark  id="s2b23c57l7" />เป็นใหญ่แล้ว เป็นผู้ไม่ต้องกลับมา คือ ไม่มาสู่ความเป็นอย่างนี้ ดูกรสารีบุตร นี้แลเหตุปัจจัย 
			<remark  id="s2b23c57l8" />เป็นเครื่องให้ทานเช่นนั้นที่บุคคลบางคนในโลกนี้ให้แล้ว มีผลมาก ไม่มีอานิสงส์มาก และเป็น
			<remark  id="s2b23c57l9" />เครื่องให้ทานเช่นนั้นที่บุคคลบางคนในโลกนี้ให้แล้ว มีผลมาก มีอานิสงส์มาก ฯ
			<remark  id="s2b23c57l10" />                          จบสูตรที่ ๙
			<remark  id="s2b23c57l11" />                          มาตาสูตร
			<remark  id="s2b23c57l12" />     [๕๐] สมัยหนึ่ง ท่านพระสารีบุตรและท่านมหาโมคคัลลานะจาริกไปในทักษิณาคีรีชนบท
			<remark  id="s2b23c57l13" /> พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ ก็สมัยนั้นแล นันทมารดาอุบาสิกา ชาวเมืองเวฬุกัณฏกะ ลุกขึ้น
			<remark  id="s2b23c57l14" />ในเวลาใกล้รุ่ง สวดปารายนสูตร ทำนองสรภัญญะ สมัยนั้น ท้าวเวสสวัณมหาราชมีกรณียกิจ
			<remark  id="s2b23c57l15" />บางอย่าง เสด็จจากทิศอุดรไปยังทิศทักษิณ ได้ทรงสดับนันทมารดาอุบาสิกาสวดปารายนสูตร
			<remark  id="s2b23c57l16" />ทำนองสรภัญญะประทับรอฟังจนจบ ขณะนั้น นันทมารดาอุบาสิกา สวดปารายนสูตรทำนอง
			<remark  id="s2b23c57l17" />สรภัญญะจบแล้วนิ่งอยู่ ท้าวเวสสวัณมหาราชทรงทราบว่า กถาของนันทมารดาอุบาสิกาจบแล้ว
			<remark  id="s2b23c57l18" /> จึงทรงอนุโมทนาว่า สาธุ น้องหญิง สาธุ น้องหญิง นันทมารดาอุบาสิกาถามว่า ดูกรท่านผู้มี
			<remark  id="s2b23c57l19" />พักตร์อันเจริญ ท่านนี้คือใครเล่า ฯ
			<remark  id="s2b23c57l20" />     เว. ดูกรน้องหญิง เราคือท้าวเวสสวัณมหาราช ภาดาของเธอ ฯ
			<remark  id="s2b23c57l21" />     น. ดูกรท่านผู้มีพักตร์อันเจริญ ดีละ ถ้าเช่นนั้น ขอธรรมบรรยายที่ดิฉันสวดแล้วนี้
			<remark  id="s2b23c57l22" />เป็นเครื่องต้อนรับแด่ท่าน ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b23c58" >
		<para id="s2b23c58p">
			<remark  id="s2b23c58l1" />     เว. ดูกรน้องหญิง ดีแล้ว นั่นจงเป็นเครื่องต้อนรับแก่ฉันพรุ่งนี้ ภิกษุสงฆ์มีท่านพระ
			<remark  id="s2b23c58l2" />สารีบุตรและท่านมหาโมคคัลลานะเป็นประมุข ยังไม่ได้ฉันเช้า จักมาถึงเวฬุกัณฏกนคร เธอพึง
			<remark  id="s2b23c58l3" />อังคาสภิกษุสงฆ์หมู่นั้น แล้วพึงอุทิศทักษิณาทานให้ฉันด้วย ก็การทำอย่างนี้ จักเป็นเครื่องต้อนรับ
			<remark  id="s2b23c58l4" />ฉัน ฯ
			<remark  id="s2b23c58l5" />     ลำดับนั้น ครั้นล่วงราตรีนั้นไป นันทมารดาอุบาสิกาสั่งบุรุษผู้หนึ่ง ให้จัดแจงขาทนีย
			<remark  id="s2b23c58l6" />โภชนียาหารอันประณีตไว้ในนิเวศน์ของตน ครั้งนั้น ภิกษุสงฆ์มีท่านพระสารีบุตรและท่านพระมหา
			<remark  id="s2b23c58l7" />โมคคัลลานะเป็นประมุข ยังไม่ได้ฉันเช้า เดินทางมาถึงเวฬุกัณฏกนคร นันทมารดาอุบาสิกาจึงเรียก
			<remark  id="s2b23c58l8" />บุรุษผู้หนึ่งมาสั่งว่า ดูกรบุรุษผู้เจริญ มาเถิดท่าน จงไปยังอาราม บอกภัตตกาลแด่ภิกษุสงฆ์ว่า ข้าแต่
			<remark  id="s2b23c58l9" />ท่านผู้เจริญ กาลนี้เป็นภัตตกาล ภัตตาหารในนิเวศน์ของแม่เจ้า นันทมารดาสำเร็จแล้ว บุรุษนั้น
			<remark  id="s2b23c58l10" />รับคำนันทมารดาอุบาสิกาแล้ว ไปยังอาราม บอกภัตตกาลแก่ภิกษุสงฆ์ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ กาลนี้
			<remark  id="s2b23c58l11" />เป็นภัตตกาล ภัตตาหารในนิเวศน์ของแม่เจ้านันทมารดาสำเร็จแล้ว ครั้งนั้น เวลาเช้า ภิกษุ
			<remark  id="s2b23c58l12" />สงฆ์มีท่านพระสารีบุตรและท่านพระโมคคัลลานะเป็นประมุข นุ่งแล้ว ถือบาตรและจีวรเข้าไป
			<remark  id="s2b23c58l13" />ยังนิเวศน์ของนันทมารดาอุบาสิกา นั่งเหนืออาสนะที่เขาจัดไว้ ลำดับนั้น นันทมารดาอุบาสิกา
			<remark  id="s2b23c58l14" />อังคาสภิกษุสงฆ์ มีท่านพระสารีบุตรและท่านพระโมคคัลลานะเป็นประมุข ให้อิ่มหนำสำราญ 
			<remark  id="s2b23c58l15" />ด้วยขาทนียโภชนียาหารอันประณีต ด้วยมือของตน ครั้นทราบว่าท่านพระสารีบุตรฉันเสร็จ 
			<remark  id="s2b23c58l16" />ลดมือลงจากบาตรแล้ว จึงนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งครั้นแล้ว ท่านพระสารีบุตรได้ถามว่า ดูกร
			<remark  id="s2b23c58l17" />นันทมารดา ใครบอกกาลมาถึงของภิกษุสงฆ์แก่ท่านเล่า นันทมารดาอุบาสิกากราบเรียนว่า ข้าแต่
			<remark  id="s2b23c58l18" />ท่านผู้เจริญ ขอโอกาสเจ้าค่ะ ดิฉันลุกขึ้นในเวลาใกล้รุ่ง สวดปารายนสูตรทำนองสรภัญญะจบ
			<remark  id="s2b23c58l19" />แล้วนิ่งอยู่ ลำดับนั้น ท้าวเวสสวัณมหาราชทราบถึงการจบคาถาของดิฉันแล้วทรงอนุโมทนาว่า
			<remark  id="s2b23c58l20" /> สาธุ น้องหญิง สาธุ น้องหญิง ดิฉันถามว่า ดูกรท่านผู้มีพักตร์อันเจริญ ท่านนี้คือใครเล่า 
			<remark  id="s2b23c58l21" />ท้าวเวสสวัณตอบว่า ดูกรน้องหญิง เราคือท้าวเวสสวัณมหาราช ภาดาของเธอ ดิฉันกล่าวว่า
			<remark  id="s2b23c58l22" /> ดูกรท่านผู้มีพักตร์อันเจริญ ดีละถ้าเช่นนั้น ขอธรรมบรรยายที่ดิฉันสวดแล้วนี้ จงเป็นเครื่อง
			<remark  id="s2b23c58l23" />ต้อนรับแด่ท่าน ท้าวเวสสวัณกล่าวว่า ดูกรน้องหญิง ดีแล้ว นั่นจงเป็นเครื่องต้อนรับฉันด้วย พรุ่งนี้
			<remark  id="s2b23c58l24" />ภิกษุสงฆ์มีท่านพระสารีบุตรและท่านพระโมคคัลลานะเป็นประมุข ยังไม่ได้ฉันเช้า  จักมาถึง
			<remark  id="s2b23c58l25" />เวฬุกัณฏกนคร เธอพึงอังคาสภิกษุสงฆ์หมู่นั้น แล้วพึงอุทิศทักษิณาทานให้ฉันด้วย ก็การทำอย่างนี้
		</para>
	</section>
	<section id="s2b23c59" >
		<para id="s2b23c59p">
			<remark  id="s2b23c59l1" /> จักเป็นเครื่องต้อนรับฉัน ข้าแต่ท่านผู้เจริญ กิจที่นับว่าเป็นบุญในทานทั้งนี้ จงเป็นไปเพื่อความ
			<remark  id="s2b23c59l2" />สุขแด่ท้าวเวสสวัณมหาราชเถิด ฯ
			<remark  id="s2b23c59l3" />     สา. ดูกรนันทมารดา น่าอัศจรรย์ ดูกรนันทมารดา ไม่เคยมีมาแล้วที่ท่านเจรจากันต่อ
			<remark  id="s2b23c59l4" />หน้าได้กับท้าวเวสสวัณมหาราช ซึ่งเป็นเทพบุตรผู้มีฤทธิ์มีศักดิ์มากอย่างนี้ ฯ
			<remark  id="s2b23c59l5" />     น. ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ธรรมของดิฉันน่าอัศจรรย์ ไม่เคยมีมาแล้ว มิใช่เพียงเท่านี้ 
			<remark  id="s2b23c59l6" />ธรรมของดิฉันน่าอัศจรรย์ ไม่เคยมีมาแล้ว แม้ข้ออื่นยังมีอีก ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ดิฉันมีบุตรน้อย
			<remark  id="s2b23c59l7" />อยู่คนหนึ่งชื่อนันทะ เป็นที่รัก เป็นที่ชอบใจพระราชาได้ข่มขี่ปลงเธอเสียจากชีวิตในเพราะเหตุ
			<remark  id="s2b23c59l8" />เพียงนิหน่อย ข้าแต่ท่านผู้เจริญเมื่อบุตรของดิฉันนั้น ถูกจับแล้วก็ดี ถูกประหารแล้วก็ดี 
			<remark  id="s2b23c59l9" />กำลังถูกจับก็ดี ถูกฆ่าแล้วก็ดี กำลังจะถูกฆ่าก็ดี ถูกประหารแล้วก็ดี กำลังจะถูกประหารก็ดี 
			<remark  id="s2b23c59l10" />ดิฉันไม่รู้สึกความเปลี่ยนแปลงแห่งจิตเลย ฯ
			<remark  id="s2b23c59l11" />     สา. ดูกรนันทมารดา น่าอัศจรรย์ ดูกรนันทมารดา ไม่เคยมีมาแล้ว ที่ท่านชำระแม้
			<remark  id="s2b23c59l12" />เพียงจิตตุปบาทให้บริสุทธิ์ ฯ
			<remark  id="s2b23c59l13" />     น. ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ธรรมของดิฉันน่าอัศจรรย์ ไม่เคยมีมาแล้ว  มิใช่เพียงเท่านี้ ธรรม
			<remark  id="s2b23c59l14" />ของดิฉันน่าอัศจรรย์ ไม่เคยมีมาแล้ว แม้ข้ออื่นยังมีอีกข้าแต่ท่านผู้เจริญ สามีของดิฉันกระทำ
			<remark  id="s2b23c59l15" />กาละแล้ว เกิดเป็นยักษ์ตนหนึ่ง มาแสดงตนแก่ดิฉันด้วยรูปร่างอย่างครั้งก่อนนั้นทีเดียว ข้าแต่
			<remark  id="s2b23c59l16" />ท่านผู้เจริญ ดิฉันไม่รู้สึกความเปลี่ยนแปลงแห่งจิตเพราะข้อนั้นเป็นเหตุเลย ฯ
			<remark  id="s2b23c59l17" />     สา. ดูกรนันทมารดา น่าอัศจรรย์ ดูกรนันทมารดา ไม่เคยมีมาแล้ว ที่ท่านชำระแม้
			<remark  id="s2b23c59l18" />เพียงจิตตุปบาทให้บริสุทธิ์ ฯ
			<remark  id="s2b23c59l19" />     น. ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ธรรมของดิฉันน่าอัศจรรย์ ไม่เคยมีมาแล้วมิใช่เพียงเท่านี้ ธรรม
			<remark  id="s2b23c59l20" />ของดิฉันน่าอัศจรรย์ ไม่เคยมีมาแล้ว แม้ข้ออื่นยังมีอีกข้าแต่ท่านผู้เจริญ ดิฉันยังสาวถูกส่งตัว
			<remark  id="s2b23c59l21" />มาให้แก่สามีหนุ่ม ไม่เคยคิดที่จะนอกใจเลย ไฉนจะประพฤตินอกใจด้วยกายเล่า ฯ
			<remark  id="s2b23c59l22" />     สา. ดูกรนันทมารดา น่าอัศจรรย์ ดูกรนันทมารดา ไม่เคยมีมาแล้ว ที่ท่านชำระแม้
			<remark  id="s2b23c59l23" />เพียงจิตตุปบาทให้บริสุทธิ์ ฯ
			<remark  id="s2b23c59l24" />     น. ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ธรรมของดิฉันน่าอัศจรรย์ ไม่เคยมีมาแล้ว มิใช่เพียงเท่านี้ ธรรม
			<remark  id="s2b23c59l25" />ของดิฉันน่าอัศจรรย์ ไม่เคยมีมาแล้ว แม้ข้ออื่นยังมีอีกข้าแต่ท่านผู้เจริญ เมื่อดิฉันแสดงตน
			<remark  id="s2b23c59l26" />เป็นอุบาสิกาแล้ว ไม่รู้สึกว่าได้แกล้งล่วงสิกขาบทอะไรๆ เลย ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b23c60" >
		<para id="s2b23c60p">
			<remark  id="s2b23c60l1" />     สา. ดูกรนันทมารดา น่าอัศจรรย์ ดูกรนันทมารดา ไม่เคยมีมาแล้ว  ที่ท่านชำระแม้
			<remark  id="s2b23c60l2" />เพียงจิตตุปบาทให้บริสุทธิ์ ฯ
			<remark  id="s2b23c60l3" />     น. ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ธรรมของดิฉันน่าอัศจรรย์ ไม่เคยมีมาแล้ว มิใช่เพียงเท่านี้ ธรรม
			<remark  id="s2b23c60l4" />ของดิฉันน่าอัศจรรย์ ไม่เคยมีมาแล้ว แม้ข้ออื่นยังมีอีกข้าแต่ท่านผู้เจริญ ดิฉันหวังอยู่เพียงใด
			<remark  id="s2b23c60l5" /> ดิฉันสงัดจากกาม สงัดอกุศลธรรมเข้าปฐมฌาน มีวิตก วิจาร มีปีติและสุขเกิดแต่วิเวกอยู่
			<remark  id="s2b23c60l6" /> เข้าทุติยฌาน มีความผ่องใสแห่งจิตในภายใน เป็นธรรมเอกผุดขึ้น ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร เพราะ
			<remark  id="s2b23c60l7" />วิตกวิจารสงบไป มีปีติและสุขเกิดจากสมาธิอยู่ มีอุเบกขา มีสติสัมปชัญญะ เสวย สุขด้วย
			<remark  id="s2b23c60l8" />นามกาย เพราะปีติสิ้นไป เข้าตติยฌานที่พระอริยเจ้าทั้งหลายสรรเสริญว่าผู้ได้ฌานนี้ เป็นผู้มี
			<remark  id="s2b23c60l9" />อุเบกขา มีสติอยู่เป็นสุข เข้าจตุตถฌาน ไม่มีทุกข์ ไม่มีสุขเพราะละสุขละทุกข์และดับโสมนัส
			<remark  id="s2b23c60l10" />โทมนัสก่อนๆ ได้ มีอุเบกขาเป็นเหตุให้สติบริสุทธิ์อยู่เพียงนั้น ฯ
			<remark  id="s2b23c60l11" />     สา. ดูกรนันทมารดา น่าอัศจรรย์ ดูกรนันทมารดา ไม่เคยมีมาแล้ว ฯ
			<remark  id="s2b23c60l12" />     น. ข้าแต่ท่านเจริญ ธรรมดิฉันน่าอัศจรรย์ ไม่เคยมีมาแล้ว มิใช่เพียงเท่านี้ ธรรม
			<remark  id="s2b23c60l13" />ของดิฉันน่าอัศจรรย์ ไม่เคยมีมาแล้ว แม้ข้ออื่นยังมีอีก ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ดิฉันไม่พิจารณาเห็น
			<remark  id="s2b23c60l14" />โอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ ข้อใดข้อหนึ่ง อันพระผู้มีพระภาคทรงแสดงแล้วบางข้อ ที่ยังละไม่ได้ในตน ฯ
			<remark  id="s2b23c60l15" />     สา. ดูกรนันทมารดา น่าอัศจรรย์ ดูกรนันทมารดา ไม่เคยมีมาแล้ว ฯ
			<remark  id="s2b23c60l16" />     ลำดับนั้นแล ท่านพระสารีบุตรชี้แจงให้นันทมารดาอุบาสิกาเห็นแจ้ง  ให้สมาทาน 
			<remark  id="s2b23c60l17" />อาจหาญ ร่าเริง ด้วยธรรมีกถา แล้วลุกจากอาสนะหลีกไป ฯ
			<remark  id="s2b23c60l18" />                         จบสูตรที่ ๑๐
			<remark  id="s2b23c60l19" />                      จบมหายัญญวรรคที่ ๕
			<remark  id="s2b23c60l20" />                   รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
			<remark  id="s2b23c60l21" />    	 ๑. จิตตสูตร 			๒. ปริกขารสูตร 
			<remark  id="s2b23c60l22" />๓. อัคคิสูตรที่ ๑ 		๔. อัคคิสูตรที่ ๒
			<remark  id="s2b23c60l23" />๕. สัญญาสูตรที่ ๑ 		๖. สัญญาสูตรที่ ๒ 
			<remark  id="s2b23c60l24" />๗. เมถุนสูตร 		๘. สังโยคสูตร
			<remark  id="s2b23c60l25" />๙. ทานสูตร 			๑๐. มาตาสูตร
			<remark  id="s2b23c60l26" />                          จบปัณณาสก์
			<remark  id="s2b23c60l27" />                        _________
		</para>
	</section>
	<section id="s2b23c61" >
		<para id="s2b23c61p">
			<remark  id="s2b23c61l1" />                 วรรคที่ไม่สงเคราะห์เข้าในปัณณาสก์
			<remark  id="s2b23c61l2" />                       อัพยากตวรรคที่ ๑
			<remark  id="s2b23c61l3" />                         อัพยากตสูตร
			<remark  id="s2b23c61l4" />     [๕๑] ครั้งนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับถวายบังคมแล้ว
			<remark  id="s2b23c61l5" />นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคว่าข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อะไร
			<remark  id="s2b23c61l6" />หนอเป็นเหตุเป็นปัจจัยเครื่องให้ความสงสัยในวัตถุที่พระองค์ไม่ทรงพยากรณ์ ไม่เกิดขึ้นแก่
			<remark  id="s2b23c61l7" />อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว ฯ
			<remark  id="s2b23c61l8" />     พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุ เพราะทิฐิดับ ความสงสัยในวัตถุที่เราไม่พยากรณ์ 
			<remark  id="s2b23c61l9" />จึงไม่เกิดขึ้นแก่อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว ดูกรภิกษุ ทิฐินี้ว่าสัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเป็น
			<remark  id="s2b23c61l10" />อีก สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมไม่เป็นอีกสัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเป็นอีกก็มี ย่อม
			<remark  id="s2b23c61l11" />ไม่เป็นอีกก็มี สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้ว ย่อมเป็นอีกก็หามิได้ ย่อมไม่เป็นอีกก็หามิได้ ดูกร
			<remark  id="s2b23c61l12" />ภิกษุ ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับย่อมไม่รู้ชัดทิฐิ เหตุเกิดทิฐิ ความดับทิฐิปฏิปทาเครื่องให้ถึงความ
			<remark  id="s2b23c61l13" />ดับทิฐิ ทิฐินั้นเจริญแก่ปุถุชนนั้น เขาย่อมไม่พ้นไปจากชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ
			<remark  id="s2b23c61l14" />ย่อมทุกข์ โทมนัสและอุปายาส เรากล่าวว่า ไม่พ้นไปจากทุกข์ ส่วนอริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว 
			<remark  id="s2b23c61l15" />ย่อมรู้ชัดทิฐิ เหตุเกิดทิฐิ ความดับทิฐิ ปฏิปทาเครื่องให้ถึงความดับทิฐิ ทิฐิของอริยสาวก
			<remark  id="s2b23c61l16" />นั้นย่อมดับ อริยสาวกนั้นย่อมพ้นจากชาติ ชรา มรณะโสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัสและ
			<remark  id="s2b23c61l17" />อุปายาส เรากล่าวว่า ย่อมพ้นไปจากทุกข์ดูกรภิกษุอริยสาวกผู้ได้สดับ รู้เห็นอยู่อย่างนี้ 
			<remark  id="s2b23c61l18" />ย่อมไม่พยากรณ์ว่า สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเป็นอีก ... สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อม
			<remark  id="s2b23c61l19" />เป็นอีกก็หามิได้ ย่อมไม่เป็นอีกก็หามิได้ ดูกรภิกษุ อริยสาวกผู้ได้สดับ รู้เห็นอยู่อย่างนี้ ย่อม
			<remark  id="s2b23c61l20" />เป็นผู้ไม่พยากรณ์ในวัตถุที่เราไม่พยากรณ์เป็นธรรมดาอย่างนี้ อริยสาวกผู้ได้สดับ รู้เห็นอยู่อย่างนี้
			<remark  id="s2b23c61l21" /> ย่อมไม่พรั่น ไม่หวั่น ไม่ไหว ไม่ถึงความสะดุ้งในวัตถุที่เราไม่พยากรณ์ ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b23c62" >
		<para id="s2b23c62p">
			<remark  id="s2b23c62l1" />     ดูกรภิกษุ ความทะยานอยาก ความหมายรู้ ความสำคัญ ความซึมซาบ ความถือมั่นว่า 
			<remark  id="s2b23c62l2" />สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเป็นอีก ... สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้ว ย่อมเป็นอีกก็หามิได้ ย่อม
			<remark  id="s2b23c62l3" />ไม่เป็นอีกก็หามิได้ นี้เป็นความเดือดร้อนดูกรภิกษุ ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับ ย่อมไม่รู้ชัดความ
			<remark  id="s2b23c62l4" />เดือดร้อน เหตุเกิดความเดือดร้อน ความดับ ความเดือดร้อน ปฏิปทาเครื่องให้ถึงความดับ
			<remark  id="s2b23c62l5" />ความเดือดร้อนความเดือดร้อนย่อมเจริญแก่เขา เขาย่อมไม่พ้นไปจากชาติ ชรา มรณะ โสกะ
			<remark  id="s2b23c62l6" />ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัสและอุปายาส เรากล่าวว่า ย่อมไม่พ้นไปจากทุกข์ส่วนอริยสาวกผู้ได้
			<remark  id="s2b23c62l7" />สดับ ย่อมรู้ชัดความเดือดร้อน เหตุเกิดความเดือดร้อน ความดับความเดือดร้อน ปฏิปทา
			<remark  id="s2b23c62l8" />เครื่องให้ถึงความดับความเดือดร้อน ความเดือดร้อนของอริยสาวกนั้นย่อมดับ ฯลฯ อริยสาวกผู้
			<remark  id="s2b23c62l9" />ได้สดับ รู้เห็นอยู่อย่างนี้แล ย่อมไม่พรั่น ไม่หวั่น ไม่ไหว ไม่ถึงความสะดุ้งในวัตถุที่เราไม่
			<remark  id="s2b23c62l10" />พยากรณ์ ดูกรภิกษุนี้แลเป็นเหตุเป็นปัจจัญเครื่องให้ถึงความสงสัยในวัตถุที่เราไม่พยากรณ์ ไม่
			<remark  id="s2b23c62l11" />เกิดขึ้นแก่อริยสาวกผู้ได้สดับ ฯ
			<remark  id="s2b23c62l12" />                          จบสูตรที่ ๑
			<remark  id="s2b23c62l13" />                          ปุริสคติสูตร
			<remark  id="s2b23c62l14" />     [๕๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงปุริสคติ ๗ ประการและอนุปาทาปรินิพพาน 
			<remark  id="s2b23c62l15" />เธอทั้งหลายจงตั้งใจฟัง จงใส่ใจให้ดีเราจักกล่าว ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระผู้มีพระภาคแล้ว 
			<remark  id="s2b23c62l16" />พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ปุริสคติ๗ ประการเป็นไฉน ภิกษุในธรรมวินัยนี้ 
			<remark  id="s2b23c62l17" />เป็นผู้ปฏิบัติอย่างนี้ คือ ได้ความวางเฉยว่า ถ้ากรรมในอดีตไม่ได้มีแล้วไซร้ อัตตภาพในปัจจุบัน
			<remark  id="s2b23c62l18" />ก็ไม่พึงมีแก่เรา ถ้ากรรมในปัจจุบันไม่มีไซร้ อัตตภาพในอนาคตก็จักไม่มีแก่เรา เบญจขันธ์ที่
			<remark  id="s2b23c62l19" />กำลังเป็นอยู่ ที่เป็นมาแล้ว เราย่อมละได้ เธอย่อมไม่กำหนัดในเบญจขันธ์อันเป็นอดีต ไม่
			<remark  id="s2b23c62l20" />ข้องในเบญจขันธ์อันเป็นอนาคต ย่อมพิจารณาเห็นบทอันสงบระงับอย่างยิ่งซึ่งมีอยู่ ด้วยปัญญา
			<remark  id="s2b23c62l21" />อันชอบ ก็บทนั้นแล ภิกษุนั้นยังทำให้แจ้งไม่ได้โดยอาการทั้งปวง อนุสัยคือมานะ อนุสัยคือ
			<remark  id="s2b23c62l22" />ภวราคะ อนุสัยคืออวิชชา เธอก็ยังละไม่ได้โดยอาการทั้งปวง เพราะโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ สิ้น
			<remark  id="s2b23c62l23" />ไป ภิกษุนั้นย่อมปรินิพพานในระหว่าง ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ปฏิบัติ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b23c63" >
		<para id="s2b23c63p">
			<remark  id="s2b23c63l1" />อย่างนี้ คือ ได้ความวางเฉยว่า ถ้ากรรมในอดีตไม่มีแล้วไซร้ ... เบญจขันธ์ที่กำลังเป็นอยู่ ที่
			<remark  id="s2b23c63l2" />เป็นมาแล้ว เราย่อมละได้ เธอย่อมไม่กำหนัดในเบญจขันธ์อันเป็นอดีต ... ย่อมพิจารณาเห็นบท
			<remark  id="s2b23c63l3" />อันสงบระงับอย่างยิ่งซึ่งมีอยู่ ด้วยปัญญาอันชอบ ก็บทนั้นแล ภิกษุนั้นยังทำให้แจ้งไม่ได้โดย
			<remark  id="s2b23c63l4" />อาการทั้งปวง อนุสัยคือมานะ ...อนุสัยคืออวิชชา เธอก็ยังละไม่ได้โดยอาการทั้งปวง เพราะ
			<remark  id="s2b23c63l5" />โอรัมภาคิยสังโยชน์๕ สิ้นไป เธอย่อมปรินิพพานในระหว่าง เปรียบเหมือนเมื่อนายช่างตีแผ่น
			<remark  id="s2b23c63l6" />เหล็กที่ถูกเผาอยู่ตลอดวัน สะเก็ดร่อนออกแล้วดับไป ฉะนั้น ฯ
			<remark  id="s2b23c63l7" />     ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ปฏิบัติอย่างนี้ ฯลฯ เพราะโอรัมภาคิย
			<remark  id="s2b23c63l8" />สังโยชน์ ๕ สิ้นไป เธอย่อมปรินิพพานในระหว่าง เปรียบเหมือนเมื่อนายช่างตีแผ่นเหล็กที่ถูก
			<remark  id="s2b23c63l9" />เผาอยู่ตลอดวัน สะเก็ดร่อนลอยขึ้นไป ตกยังไม่ถึงพื้นก็ดับ ฉะนั้น ฯ
			<remark  id="s2b23c63l10" />     ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ปฏิบัติอย่างนี้ ฯลฯ เพราะโอรัมภาคิย
			<remark  id="s2b23c63l11" />สังโยชน์ ๕ สิ้นไป เธอย่อมปรินิพพานในเมื่ออายุเลยกึ่ง เปรียบเหมือนเมื่อนายช่างตีแผ่นเหล็ก
			<remark  id="s2b23c63l12" />ที่ถูกเผาอยู่ตลอดวัน สะเก็ดร่อนลอยขึ้นไป ตกถึงพื้นแล้วก็ดับ ฉะนั้น ฯ
			<remark  id="s2b23c63l13" />     ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ปฏิบัติอย่างนี้ ฯลฯ เพราะโอรัมภาคิย
			<remark  id="s2b23c63l14" />สังโยชน์ ๕ สิ้นไป เธอย่อมปรินิพพานโดยไม่ต้องใช้ความเพียรนักเปรียบเหมือนเมื่อนายช่างตี
			<remark  id="s2b23c63l15" />แผ่นเหล็กที่ถูกเผาอยู่ตลอดวัน สะเก็ดร่อนขึ้นไปแล้วตกลงที่กองหญ้าหรือกองไม้เล็กๆ
			<remark  id="s2b23c63l16" /> สะเก็ดนั้นพึงให้ไฟและควันเกิดขึ้นได้ที่หญ้าหรือกองไม้เล็กๆ นั้น ครั้นให้เกิดไฟและควัน 
			<remark  id="s2b23c63l17" />เผากองหญ้าหรือกองไม้เล็กๆนั้นให้หมดไป ไม่มีเชื้อแล้วก็ดับ ฉะนั้น ฯ
			<remark  id="s2b23c63l18" />     ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ปฏิบัติอย่างนี้ ฯลฯ เพราะโอรัมภาคิย
			<remark  id="s2b23c63l19" />สังโยชน์ ๕ สิ้นไป เธอย่อมปรินิพพานโดยต้องใช้ความเพียรเรี่ยวแรงเปรียบเหมือนเมื่อนาย
			<remark  id="s2b23c63l20" />ช่างตีแผ่นเหล็กที่ถูกเผาอยู่ตลอดวัน สะเก็ดร่อนลอยขึ้นไปแล้วพึงตกลงที่กองหญ้าหรือกองไม้
			<remark  id="s2b23c63l21" />ย่อมๆ สะเก็ดนั้นพึงให้เกิดไฟและควันที่กองหญ้าหรือกองไม้ย่อมๆ นั้น ครั้นให้เกิดไฟและ
			<remark  id="s2b23c63l22" />ควันแล้ว เผากองหญ้าหรือกองไม้ย่อมๆ นั้นให้หมดไป ไม่มีเชื้อแล้วดับ ฉะนั้น ฯ
			<remark  id="s2b23c63l23" />     ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ปฏิบัติอย่างนี้ ฯลฯ เพราะโอรัมภาคิย
			<remark  id="s2b23c63l24" />สังโยชน์ ๕ สิ้นไป เธอเป็นผู้มีกระแสในเบื้องบนไปสู่อกนิฏฐภพเปรียบเหมือนนายช่างตีแผ่น
			<remark  id="s2b23c63l25" />เหล็กที่ถูกเผาอยู่ตลอดวัน สะเก็ดร่อนลอยขึ้นไปแล้วพึงตกลงที่กองหญ้าหรือกองไม้ใหญ่ๆ 
			<remark  id="s2b23c63l26" />ครั้นให้เกิดไฟและควันแล้ว เผากองหญ้าหรือกองไม้ใหญ่ๆ นั้นให้หมดไป แล้วพึงลามไปไหม้
		</para>
	</section>
	<section id="s2b23c64" >
		<para id="s2b23c64p">
			<remark  id="s2b23c64l1" />ไม้กอและป่าไม้ครั้นไหม้ไม้กอและป่าไม้แล้ว ลามมาถึงที่สุดหญ้าเขียว ที่สุดภูเขาที่สุดชายน้ำ
			<remark  id="s2b23c64l2" />หรือภูมิภาคอันน่ารื่นรมย์ หมดเชื้อแล้วก็ดับ ฉะนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย  ปุริสคติ ๗ ประการ
			<remark  id="s2b23c64l3" />นี้แล ฯ
			<remark  id="s2b23c64l4" />     ดูกรภิกษุทั้งหลาย ส่วนอนุปาทาปรินิพพานเป็นอย่างไร ดูกรภิกษุทั้งหลายภิกษุใน
			<remark  id="s2b23c64l5" />ธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ปฏิบัติอย่างนี้ คือ ย่อมได้ความวางเฉยว่า ถ้ากรรมในอดีตไม่ได้มีแล้วไซร้ 
			<remark  id="s2b23c64l6" />อัตตภาพในปัจจุบันก็ไม่พึงมีแก่เรา ถ้ากรรมในปัจจุบันย่อมไม่มีไซร้ อัตตภาพในอนาคตก็จักไม่มี
			<remark  id="s2b23c64l7" />แก่เรา เบญจขันธ์ที่กำลังเป็นอยู่ที่เป็นมาแล้วเราย่อมละได้ เธอย่อมไม่กำหนัดในเบญจขันธ์อัน
			<remark  id="s2b23c64l8" />เป็นอดีต ไม่ข้องอยู่ในเบญจขันธ์อันเป็นอนาคต ย่อมพิจารณาเห็นบทอันสงบระงับอย่างยิ่งด้วย
			<remark  id="s2b23c64l9" />ปัญญาอันชอบ ก็บทนั้นแล อันภิกษุนั้นทำให้แจ้งแล้ว โดยอาการทั้งปวง อนุสัยคือมานะ ... 
			<remark  id="s2b23c64l10" />อนุสัยคืออวิชชา เธอยังละ ไม่ได้โดยอาการทั้งปวง เธอย่อมกระทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญา
			<remark  id="s2b23c64l11" />วิมุติ อันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไปด้วยปัญญาอันยิ่งเอง ในปัจจุบัน เข้าถึงอยู่ 
			<remark  id="s2b23c64l12" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่าอนุปาทาปรินิพพาน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปุริสคติ ๗ ประการนี้ 
			<remark  id="s2b23c64l13" />และอนุปาทาปรินิพพาน ฯ
			<remark  id="s2b23c64l14" />                          จบสูตรที่ ๒
			<remark  id="s2b23c64l15" />                           ติสสสูตร
			<remark  id="s2b23c64l16" />     [๕๓] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ ภูเขาคิชฌกูฏ ใกล้พระนครราชคฤห์ 
			<remark  id="s2b23c64l17" />ครั้งนั้นแล เมื่อปฐมยามล่วงไป เทวดา ๒ ตนมีรัศมีงาม ยังภูเขาคิชฌกูฏทั้งสิ้นให้สว่างไสว 
			<remark  id="s2b23c64l18" />เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคมแล้วได้ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้ว
			<remark  id="s2b23c64l19" />เทวดาตนหนึ่งได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภิกษุณีเหล่านี้หลุดพ้นแล้ว 
			<remark  id="s2b23c64l20" />เทวดาอีกตนหนึ่งกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภิกษุณีเหล่านี้หลุดพ้นด้วยดีแล้ว เพราะไม่
			<remark  id="s2b23c64l21" />มีอุปาทานขันธ์เหลืออยู่ เทวดาเหล่านั้นได้กราบทูลดังนี้แล้ว พระศาสดาทรงพอพระทัย ลำดับ
			<remark  id="s2b23c64l22" />นั้น เทวดาเหล่านั้นทราบว่า พระศาสดาทรงพอพระทัย จึงถวายอภิวาทกระทำประทักษิณแล้ว
			<remark  id="s2b23c64l23" />หายไป ณ ที่นั้น ครั้นล่วงราตรีนั้นไป พระผู้มีพระภาคตรัสกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย
		</para>
	</section>
	<section id="s2b23c65" >
		<para id="s2b23c65p">
			<remark  id="s2b23c65l1" /> เมื่อคืนนี้ เมื่อปฐมยามล่วงไป มีเทวดา ๒ ตนมีรัศมีงาม ยังภูเขาคิชฌกูฏทั้งสิ้นให้สว่างไสว
			<remark  id="s2b23c65l2" /> เข้ามาหาเราถึงที่อยู่ อภิวาทแล้ว ได้ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนหนึ่ง ครั้นแล้ว เทวดาตนหนึ่งได้
			<remark  id="s2b23c65l3" />กล่าวกะเราว่าข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภิกษุณีเหล่านี้หลุดพ้นแล้ว เทวดาอีกตนหนึ่งกล่าวว่า
			<remark  id="s2b23c65l4" />ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภิกษุณีเหล่านี้หลุดพ้นด้วยดีแล้ว เพราะไม่มีอุปาทานขันธ์เหลืออยู่ เทวดา
			<remark  id="s2b23c65l5" />เหล่านั้นครั้นกล่าวแล้ว อภิวาทเรา กระทำประทักษิณแล้วหายไป ณ ที่นั้นนั่นแล ก็สมัยนั้นแล 
			<remark  id="s2b23c65l6" />ท่านพระมหาโมคคัลลานะนั่งอยู่ในที่ไม่ไกลพระผู้มีพระภาค ท่านคิดเห็นว่า เทวดาเหล่าไหนหนอ 
			<remark  id="s2b23c65l7" />มีญาณหยั่งรู้อย่างนี้ในบุคคลผู้ยังมีอุปานขันธ์เหลือว่า ยังมีอุปาทานขันธ์เหลือหรือในบุคคล
			<remark  id="s2b23c65l8" />ผู้ไม่มีอุปาทานขันธ์เหลือว่า ไม่มีอุปาทานขันธ์เหลือ ก็ในสมัยนั้นแล ภิกษุชื่อติสสะมรณภาพ
			<remark  id="s2b23c65l9" />แล้วไม่นาน เข้าถึงพรหมโลกชั้นหนึ่ง แม้ในพรหมโลกนั้นก็รู้กันอย่างนี้ว่าท้าวติสสพรหม 
			<remark  id="s2b23c65l10" />เป็นผู้มีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมาก ครั้งนั้นแล ท่านพระมหามโคคัลลานะหายจากภูเขาคิชฌกูฏ
			<remark  id="s2b23c65l11" />ไปปรากฏ ณ พรหมโลกนั้น เหมือนบุรุษผู้มีกำลังเหยียดแขนที่คู้ หรือคู้แขนที่เหยียด ฉะนั้น 
			<remark  id="s2b23c65l12" />ท้าวติสสพรหมได้เห็นท่านพระมหาโมคคัลลานะกำลังมาแต่ไกล จึงกล่าวกะท่านว่า ข้าแต่ท่าน
			<remark  id="s2b23c65l13" />โมคคัลลานะผู้นิรทุกข์นิมนต์มาเถิด ท่านมาดีแล้วนานแล้วที่ท่านกระทำปริยายเพื่อมาที่นี้ ขอ
			<remark  id="s2b23c65l14" />นิมนต์ท่าน นั่งเถิด นี่อาสนะปูไว้ดีแล้ว ฯ
			<remark  id="s2b23c65l15" />     ท่านพระมหาโมคคัลลานะนั่งบนอาสนะที่เขาปูลาดไว้แล้ว แม้ติสสพรหม  อภิวาทท่าน
			<remark  id="s2b23c65l16" />พระมหาโมคคัลลานะแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้ว ท่านพระมหาโมคคัลลานะ
			<remark  id="s2b23c65l17" />ได้ถามว่า ดูกรติสสะ เทวดาเหล่าไหนแล มีญาณหยั่งรู้อย่างนี้ในบุคคมผู้ยังมีอุปาทานขันธ์เหลือว่า
			<remark  id="s2b23c65l18" /> ยังมีอุปาทานขันธ์เหลือ หรือในบุคคลผู้ไม่มีอุปาทานขันธ์เหลือว่า ไม่มีอุปาทานขันธ์เหลือ ฯ
			<remark  id="s2b23c65l19" />     ติสสพรหมกล่าวว่า ข้าแต่ท่านโมคคัลลานะผู้นิรทุกข์ เทวดาชั้นพรหม ย่อมมีญาณหยั่งรู้
			<remark  id="s2b23c65l20" />อย่างนี้ในบุคคลผู้ยังมีอุปาทานขันธ์เหลือ ว่ายังมีอุปาทานขันธ์เหลือหรือในบุคคลผู้ไม่มี
			<remark  id="s2b23c65l21" />อุปาทานขันธ์เหลือว่าไม่มีอุปาทานขันธ์เหลือ ฯ
			<remark  id="s2b23c65l22" />     ม. เทวดาชั้นพรหมทั้งหมดหรือ ที่มีญาณหยั่งรู้อย่างนี้ในบุคคลผู้มีอุปาทานขันธ์เหลือว่า 
			<remark  id="s2b23c65l23" />ยังมีอุปาทานขันธ์เหลือ หรือในบุคคลผู้ไม่มีอุปาทานขันธ์เหลือว่า ไม่มีอุปาทานขันธ์เหลือ ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b23c66" >
		<para id="s2b23c66p">
			<remark  id="s2b23c66l1" />     ต. ข้าแต่พระโมคคัลลานะผู้นิรทุกข์ เทวดาชั้นพรหมไม่ใช่ทั้งหมด ที่มีญาณหยั่งรู้
			<remark  id="s2b23c66l2" />อย่างนี้ ... ข้าแต่ท่านโมคคัลลานะผู้นิรทุกข์ เทวดาชั้นพรหมเหล่าใดผู้ยินดีด้วยอายุ วรรณะ
			<remark  id="s2b23c66l3" /> สุข ยศ และความเป็นอธิบดี อันเป็นของพรหม แต่ไม่รู้ชัดตามความเป็นจริง ซึ่งอุบายเป็น
			<remark  id="s2b23c66l4" />เครื่องสลัดออกไปอย่างยิ่งแห่งอายุเป็นต้นนั้น เทวดาชั้นพรหมเหล่านั้น ไม่มีญาณหยั่งรู้อย่างนี้
			<remark  id="s2b23c66l5" />ในบุคคลผู้มีอุปาทานขันธ์เหลือว่า ยังมีอุปาทานขันธ์เหลือ หรือในบุคคลผู้ไม่มีอุปาทานขันธ์
			<remark  id="s2b23c66l6" />เหลือว่า ไม่มีอุปาทานขันธ์เหลือ ส่วนเทวดาชั้นพรหมเหล่าใด ไม่ยินดีด้วยอายุ วรรณะ สุข
			<remark  id="s2b23c66l7" />ยศ และความเป็นอธิบดี อันเป็นของพรหม และรู้ชัดตามความเป็นจริง ซึ่งอุบายเป็นเครื่อง
			<remark  id="s2b23c66l8" />สลัดออกไปอย่างยิ่งแห่งอายุเป็นต้นนั้น เทวดาชั้นพรหมเหล่านั้น ย่อมมีญาณหยั่งรู้อย่างนี้ ... 
			<remark  id="s2b23c66l9" />ข้าแต่ท่านโมคคัลลานะผู้นิรทุกข์ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นอุภโตภาควิมุติ เทวดาเหล่านั้นย่อมรู้
			<remark  id="s2b23c66l10" />ภิกษุนั้นอย่างนี้ว่า ท่านผู้นี้แล เป็นอุภโตภาควิมุติ กายของท่านจักตั้งอยู่เพียงใด เทวดาและ
			<remark  id="s2b23c66l11" />มนุษย์ทั้งหลายจักเห็นท่านเพียงนั้นเพราะกายสลายไป เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายจักไม่เห็นท่าน 
			<remark  id="s2b23c66l12" />ข้าแต่ท่านโมคคัลลานะผู้นิรทุกข์ เทวดาเหล่านั้นย่อมมีญาณหยั่งรู้อย่างนี้ในบุคคลผู้ไม่มีอุปาทาน
			<remark  id="s2b23c66l13" />ขันธ์เหลือว่า ไม่มีอุปาทานขันธ์เหลือ ข้าแต่ท่านโมคคัลลานะผู้นิรทุกข์ อนึ่ง ภิกษุในธรรมวินัยนี้
			<remark  id="s2b23c66l14" /> เป็นปัญญาวิมุติ เทวดาเหล่านั้นย่อมรู้ภิกษุนั้นอย่างนี้ว่า ท่านผู้นี้แลเป็นปัญญาวิมุติ กายของท่าน
			<remark  id="s2b23c66l15" />จักตั้งอยู่เพียงใด เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายจักเห็นท่านเพียงนั้น เพราะกายสลายไป เทวดาและ
			<remark  id="s2b23c66l16" />มนุษย์ทั้งหลายจักไม่เห็นท่านข้าแต่ท่านโมคคัลลานะผู้นิรทุกข์ เทวดาเหล่านั้นย่อมมีญาณหยั่งรู้
			<remark  id="s2b23c66l17" />อย่างนี้ ในบุคคลผู้ไม่มีอุปาทานขันธ์เหลือว่า ไม่มีอุปาทานขันธ์เหลือ ข้าแต่ท่านโมคคัลลานะ
			<remark  id="s2b23c66l18" />ผู้นิรทุกข์ อนึ่ง ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นกายสักขี (ผู้บรรลุฌานแล้วกระทำให้แจ้งซึ่งนิพพาน) 
			<remark  id="s2b23c66l19" />เทวดาเหล่านั้น ย่อมรู้ภิกษุนั้นอย่างนี้ว่า ท่านผู้นี้แลเป็นกายสักขีแม้ไฉน ท่านผู้นี้เสพเสนาสนะ
			<remark  id="s2b23c66l20" />ที่สมควรอยู่ คบกัลยาณมิตร อบรมอินทรีย์ พึงกระทำให้แจ้งซึ่งที่สุดแห่งพรหมจรรย์อัน
			<remark  id="s2b23c66l21" />ยอดเยี่ยม ที่กุลบุตรทั้งหลายออกบวชเป็นบรรพชิตโดยชอบต้องการนั้น ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง
			<remark  id="s2b23c66l22" /> ในปัจจุบัน เข้าถึงอยู่ ข้าแต่ท่านโมคคัลลานะผู้นิรทุกข์ เทวดาเหล่านั้นย่อมมีญาณหยั่งรู้อย่างนี้ 
			<remark  id="s2b23c66l23" />ในบุคคลผู้มีอุปาทานขันธ์เหลือว่า มีอุปาทานขันธ์เหลือ ข้าแต่ท่านโมคคัลลานะผู้นิรทุกข์ อนึ่ง 
			<remark  id="s2b23c66l24" />ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นทิฏฐิปัตตะ (ผู้ถึงที่สุดทิฐิ) ฯลฯ เป็นสัทธาวิมุติ(ผู้หลุดพ้นเพราะ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b23c67" >
		<para id="s2b23c67p">
			<remark  id="s2b23c67l1" />ศรัทธา) ฯลฯ ข้าแต่ท่านโมคคัลลานะผู้นิรทุกข์ อนึ่ง ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นธัมมานุสารี 
			<remark  id="s2b23c67l2" />(ผู้ดำเนินตามกระแสธรรม) เทวดาเหล่านั้นย่อมรู้ภิกษุนั้นอย่างนี้ว่า ท่านผู้นี้แลเป็นธัมมานุสารี
			<remark  id="s2b23c67l3" /> แม้ไฉน ท่านผู้นี้เสพเสนาสนะที่สมควรอยู่ คบกัลยาณมิตร อบรมอินทรีย์ พึงกระทำให้แจ้ง
			<remark  id="s2b23c67l4" />ซึ่งที่สุดแห่งพรหมจรรย์อันยอดเยี่ยม ที่กุลบุตรทั้งหลายออกบวชเป็นบรรพชิตโดยชอบต้องการนั้น
			<remark  id="s2b23c67l5" /> ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง ในปัจจุบัน เข้าถึงอยู่ ข้าแต่ท่านโมคคัลลานะผู้นิรทุกข์เทวดาเหล่านั้น
			<remark  id="s2b23c67l6" />ย่อมมีญาณหยั่งรู้อย่างนี้ในบุคคลผู้มีอุปาทานขันธ์เหลือว่า มีอุปาทานขันธ์เหลือ ฯ
			<remark  id="s2b23c67l7" />     ลำดับนั้น ท่านพระมหาโมคคัลลานะชื่นชมยินดีภาษิตของท้าวติสสพรหมแล้ว หาย
			<remark  id="s2b23c67l8" />จากพรหมโลกไปปรากฏที่เขาคิชฌกูฏ เหมือนบุรุษผู้มีกำลังเหยียดแขนที่คู้ หรือคู้แขนที่เหยียด 
			<remark  id="s2b23c67l9" />ฉะนั้น แล้วท่านพระมหาโมคคัลลานะเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคมแล้วนั่ง
			<remark  id="s2b23c67l10" /> ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้กราบทูลถ้อยคำสนทนาปราศรัยกับท้าวติสสพรหมทั้งหมด
			<remark  id="s2b23c67l11" /> แด่พระผู้มีพระภาค ฯ
			<remark  id="s2b23c67l12" />     พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรโมคคัลลานะ ก็ท้าวติสสพรหมไม่ได้แสดงบุคคลอนิมิตต
			<remark  id="s2b23c67l13" />วิหารี (ผู้มีปรกติบรรลุเจโตสมาธิอันหานิมิตมิได้อยู่) ที่ ๗ แก่เธอหรือ ฯ
			<remark  id="s2b23c67l14" />     ท่านพระมหาโมคคัลลานะกราบทูลว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคผู้สุคต บัดนี้ เป็นการควรที่
			<remark  id="s2b23c67l15" />พระผู้มีพระภาคจะพึงทรงแสดงถึงบุคคลอนิมิตตวิหารีที่ ๗ ข้าแต่พระสุคต ภิกษุทั้งหลายได้ฟัง
			<remark  id="s2b23c67l16" />พระผู้มีพระภาคแล้ว จักทรงจำไว้ ฯ
			<remark  id="s2b23c67l17" />     พ. ดูกรโมคคัลลานะ ถ้าอย่างนั้น เธอจงฟัง จงใส่ใจให้ดีเราจักกล่าว ฯ
			<remark  id="s2b23c67l18" />     ท่านพระมหาโมคคัลลานะทูลรับพระผู้มีพระภาคแล้ว พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกร
			<remark  id="s2b23c67l19" />โมคคัลลานะ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมบรรลุเจโตสมาธิอันหานิมิตมิได้เพราะไม่ใส่ใจถึงนิมิต
			<remark  id="s2b23c67l20" />ทั้งปวงอยู่ เทวดาเหล่านั้นย่อมรู้ภิกษุนั้นอย่างนี้ว่า ท่านผู้นี้แลบรรลุเจโตสมาธิอันหานิมิตมิได้ 
			<remark  id="s2b23c67l21" />เพราะไม่ใส่ใจถึงนิมิตทั้งปวงอยู่ แม้ไฉน ท่านผู้นี้เสพเสนาสนะที่สมควรอยู่ คบกัลยาณมิตร 
			<remark  id="s2b23c67l22" />อบรมอินทรีย์ พึงกระทำให้แจ้งซึ่งที่สุดแห่งพรหมจรรย์อันยอดเยี่ยม ที่กุลบุตรทั้งหลายออกบวช
			<remark  id="s2b23c67l23" />เป็นบรรพชิตโดยต้องการนั้น ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง ในปัจจุบัน เข้าถึงอยู่ ดูกรโมคคัลลานะ
			<remark  id="s2b23c67l24" />เทวดาเหล่านั้นย่อมมีญาณหยั่งรู้อย่างนี้ในบุคคลผู้มีอุปาทานขันธ์เหลือว่า มีอุปาทานขันธ์เหลือ ฯ
			<remark  id="s2b23c67l25" />                          จบสูตรที่ ๓
		</para>
	</section>
	<section id="s2b23c68" >
		<para id="s2b23c68p">
			<remark  id="s2b23c68l1" />                           สีหสูตร
			<remark  id="s2b23c68l2" />     [๕๔] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ กูฏาคารศาลา ป่ามหาวัน ใกล้พระนคร
			<remark  id="s2b23c68l3" />เวสาลี ครั้งนั้นแล สีหเสนาบดีเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคมแล้วนั่ง ณ ที่
			<remark  id="s2b23c68l4" />ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระองค์อาจทรง
			<remark  id="s2b23c68l5" />บัญญัติผลแห่งทานที่ประจักษ์ในปัจจุบันได้หรือไม่ ฯ
			<remark  id="s2b23c68l6" />     พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรสีหะ ถ้าอย่างนั้น จักย้อนถามท่านในปัญหาข้อนี้ก่อน 
			<remark  id="s2b23c68l7" />ท่านพึงพยากรณ์ปัญหาข้อนั้นตามชอบใจท่าน ดูกรสีหะ ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน 
			<remark  id="s2b23c68l8" />ในเมืองเวสาลีนี้ มีบุรุษอยู่ ๒ คน คนหนึ่งไม่มีศรัทธาตระหนี่ ถี่เหนียว พูดเสียดสี 
			<remark  id="s2b23c68l9" />คนหนึ่งมีศรัทธา เป็นทานบดี ยินดีให้ความสนับสนุน ดูกรสีหะ ท่านจะสำคัญความข้อนั้น
			<remark  id="s2b23c68l10" />เป็นไฉน พระอรหันต์ทั้งหลายเมื่อจะอนุเคราะห์พึงอนุเคราะห์คนไหนก่อน จะเป็นคนไม่มีศรัทธา 
			<remark  id="s2b23c68l11" />ตระหนี่ ถี่เหนียวพูดเสียดสี หรือคนที่มีศรัทธา เป็นทานบดี ยินดีให้ความสนับสนุน ฯ
			<remark  id="s2b23c68l12" />     สี. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ คนที่ไม่มีศรัทธา ตระหนี่ถี่เหนียว พูดเสียดสี พระอรหันต์
			<remark  id="s2b23c68l13" />ทั้งหลายเมื่ออนุเคราะห์ จักอนุเคราะห์คนนั้นก่อนอย่างไรได้ ส่วนคนที่มีศรัทธา เป็นทานบดี 
			<remark  id="s2b23c68l14" />ยินดีให้ความสนับสนุน พระอรหันต์ทั้งหลายเมื่ออนุเคราะห์ พึงอนุเคราะห์คนนั้นก่อนเทียว ฯ
			<remark  id="s2b23c68l15" />     พ. ดูกรสีหะ ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน พระอรหันต์ทั้งหลายเมื่อเข้าไป 
			<remark  id="s2b23c68l16" />พึงเข้าไปหาใครก่อน จะเป็นคนที่ไม่มีศรัทธา ตระหนี่ถี่เหนียว พูดเสียดสี หรือคนที่มีศรัทธา 
			<remark  id="s2b23c68l17" />เป็นทานบดี ยินดีให้ความสนับสนุน ฯ
			<remark  id="s2b23c68l18" />     สี. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ คนที่ไม่มีศรัทธา ตระหนี่ถี่เหนียว พูดเสียดสี พระอรหันต์
			<remark  id="s2b23c68l19" />ทั้งหลายเมื่อเข้าไปหา จักเข้าไปหาคนนั้นก่อนอย่างไรได้ ส่วนคนที่มีศรัทธา เป็นทานบดี 
			<remark  id="s2b23c68l20" />ยินดีให้ความสนับสนุน พระอรหันต์ทั้งหลายเมื่อเข้าไปหา พึงเข้าไปหาคนนั้นก่อนเทียว ฯ
			<remark  id="s2b23c68l21" />     พ. ดูกรสีหะ ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน พระอรหันต์ทั้งหลาย เมื่อรับ พึงรับ
			<remark  id="s2b23c68l22" />ของใครก่อน จะเป็นคนที่ไม่มีศรัทธา ตระหนี่ถี่เหนียว พูดเสียดสี หรือคนที่มีศรัทธา 
			<remark  id="s2b23c68l23" />เป็นทานบดี ยินดีให้ความสนับสนุน ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b23c69" >
		<para id="s2b23c69p">
			<remark  id="s2b23c69l1" />     สี. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ คนที่ไม่มีศรัทธา ตระหนี่ถี่เหนียว พูดเสียดสี พระอรหันต์
			<remark  id="s2b23c69l2" />ทั้งหลายเมื่อรับ จักรับของคนนั้นก่อนอย่างไรได้ ส่วนคนที่มีศรัทธา เป็นทานบดี ยินดีให้ความ
			<remark  id="s2b23c69l3" />สนับสนุน พระอรหันต์ทั้งหลายเมื่อรับ พึงรับของคนนั้นก่อนเทียว ฯ
			<remark  id="s2b23c69l4" />     พ. ดูกรสีหะ ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน พระอรหันต์ทั้งหลายเมื่อแสดงธรรม 
			<remark  id="s2b23c69l5" />พึงแสดงแก่คนไหนก่อน จะเป็นคนที่ไม่มีศรัทธา ตระหนี่ถี่เหนียว พูดเสียดสี หรือคนที่มี
			<remark  id="s2b23c69l6" />ศรัทธา เป็นทานบดี ยินดีให้ความสนับสนุน ฯ
			<remark  id="s2b23c69l7" />     สี. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ คนที่ไม่มีศรัทธา ตระหนี่ถี่เหนียว พูดเสียดสี พระอรหันต์
			<remark  id="s2b23c69l8" />ทั้งหลายเมื่อแสดงธรรม จักแสดงแก่คนนั้นก่อนอย่างไรได้ ส่วนคนที่มีศรัทธา เป็นทานบดี 
			<remark  id="s2b23c69l9" />ยินดีให้ความสนับสนุน พระอรหันต์ทั้งหลายเมื่อแสดงธรรม พึงแสดงแก่คนนั้นก่อนเทียว ฯ
			<remark  id="s2b23c69l10" />     พ. ดูกรสีหะ ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน กิตติศัพท์อันงามของคนไหน พึง
			<remark  id="s2b23c69l11" />ขจรไป จะเป็นคนที่ไม่มีศรัทธา ตระหนี่ถี่เหนียว พูดเสียดสี หรือคนที่มีศรัทธา เป็นทานบดี 
			<remark  id="s2b23c69l12" />ยินดีให้ความสนับสนุน ฯ
			<remark  id="s2b23c69l13" />     สี. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ คนที่ไม่มีศรัทธา ตระหนี่ถี่เหนียว พูดเสียดสี กิตติศัพท์
			<remark  id="s2b23c69l14" />อันงามของคนนั้น จักขจรไปได้อย่างไร ส่วนคนที่มีศรัทธา เป็นทานบดี ยินดีให้ความสนับสนุน
			<remark  id="s2b23c69l15" />กิตติศัพท์อันงามของคนนั้นเทียวพึงขจรไป ฯ
			<remark  id="s2b23c69l16" />     พ. ดูกรสีหะ ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน คนไหนที่จะพึงเข้าไปสู่บริษัทใดๆ 
			<remark  id="s2b23c69l17" />ก็ตาม เช่น กษัตริย์บริษัท พราหมณ์บริษัท คฤหบดีบริษัท สมณบริษัท พึงเป็นผู้แกล้วกล้า 
			<remark  id="s2b23c69l18" />ไม่เก้อเขิน เข้าไป จะเป็นคนที่ไม่มีศรัทธา ตระหนี่ถี่เหนียว พูดเสียดสี หรือคนที่มีศรัทธา 
			<remark  id="s2b23c69l19" />เป็นทานบดี ยินดี ให้ความสนับสนุน ฯ
			<remark  id="s2b23c69l20" />     สี. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ คนที่ไม่มีศรัทธา ตระหนี่ถี่เหนียว พูดเสียดสี จักเข้าไปสู่
			<remark  id="s2b23c69l21" />บริษัทใดๆ ก็ตาม เช่น กษัตริย์บริษัท พราหมณ์บริษัท คฤหบดีบริษัท สมณบริษัท จักเป็นผู้
			<remark  id="s2b23c69l22" />แกล้วกล้า ไม่เก้อเขิน เข้าไปอย่างไรได้ ส่วนคนที่มีศรัทธา เป็นทานบดี ยินดีให้ความสนับ
			<remark  id="s2b23c69l23" />สนุน เขาผู้นั้นพึงเข้าไปสู่บริษัทใดๆก็ตาม เช่น กษัตริย์บริษัท พราหมณ์บริษัท คฤหบดี
			<remark  id="s2b23c69l24" />บริษัท สมณบริษัท พึงเป็นผู้แกล้วกล้า ไม่เก้อเขิน เข้าไป ฯ
			<remark  id="s2b23c69l25" />     พ. ดูกรสีหะ ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน คนไหนเมื่อตายไปจะพึงเข้าถึงสุคติ
			<remark  id="s2b23c69l26" />โลกสวรรค์ จะเป็นคนที่ไม่มีศรัทธา ตระหนี่ถี่เหนียว พูดเสียดสีหรือคนที่มีศรัทธา เป็นทานบดี 
			<remark  id="s2b23c69l27" />ยินดีให้ความสนับสนุน ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b23c70" >
		<para id="s2b23c70p">
			<remark  id="s2b23c70l1" />     สี. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ คนที่ไม่มีศรัทธา ตระหนี่ถี่เหนียว พูดเสียดสี เมื่อตายไป 
			<remark  id="s2b23c70l2" />จักเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์อย่างไรได้ ส่วนคนที่มีศรัทธา เป็นทานบดี ยินดีให้ความสนับสนุน
			<remark  id="s2b23c70l3" /> เมื่อตายไป พึงเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ในผลแห่งทาน ๖ ประการ ที่เห็น
			<remark  id="s2b23c70l4" />ประจักษ์ในปัจจุบัน อันพระผู้มีพระภาคตรัสแล้ว ข้าพระองค์มิได้ดำเนินไปด้วยความเชื่อต่อพระผู้
			<remark  id="s2b23c70l5" />มีพระภาค แม้ข้าพระองค์เองก็รู้ผลแห่งทานเหล่านี้ ข้าพระองค์เป็นทายก เป็นทานบดีพระ
			<remark  id="s2b23c70l6" />อรหันต์ทั้งหลายเมื่ออนุเคราะห์ ย่อมอนุเคราะห์ข้าพระองค์ก่อน เมื่อเข้าไปหาย่อมเข้าไปหา
			<remark  id="s2b23c70l7" />ข้าพระองค์ก่อน เมื่อรับ ย่อมรับของข้าพระองค์ก่อน เมื่อแสดงธรรมย่อมแสดงแก่ข้าพระองค์
			<remark  id="s2b23c70l8" />ก่อน กิตติศัพท์อันงามของข้าพระองค์ขจรไปแล้วว่า สีหเสนาบดีเป็นทายก เป็นการกบุคคล
			<remark  id="s2b23c70l9" /> เป็นผู้อุปัฏฐากพระสงฆ์ ข้าพระองค์ผู้เป็นทายก เป็นทานบดี เข้าไปสู่บริษัทใดๆ ก็ตาม เช่น
			<remark  id="s2b23c70l10" /> กษัตริย์บริษัท พราหมณ์บริษัท คฤหบดีบริษัท สมณบริษัท ย่อมเป็นผู้แกล้วกล้า ไม่เก้อเขิน 
			<remark  id="s2b23c70l11" />เข้าไปข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ในผลแห่งทาน ๖ ประการที่เห็นประจักษ์ในปัจจุบัน อันพระผู้มี
			<remark  id="s2b23c70l12" />พระภาคตรัสแล้ว ข้าพระองค์มิได้ดำเนินไปด้วยความเชื่อต่อพระผู้มีพระภาคแม้ข้าพระองค์เอง
			<remark  id="s2b23c70l13" />ก็รู้ผลแห่งทานเหล่านี้ แต่พระผู้มีพระภาคตรัสผลแห่งทานใดกะข้าพระองค์อย่างนี้ว่า ดูกรสีหะ
			<remark  id="s2b23c70l14" /> ทายก ทานบดี เมื่อตายไป ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ข้าพระองค์ยังไม่รู้ผลแห่งทานนั้น และ
			<remark  id="s2b23c70l15" />ในผลแห่งทานข้อนี้ ข้าพระองค์ขอดำเนินไปด้วยความเชื่อต่อพระผู้มีพระภาค ฯ
			<remark  id="s2b23c70l16" />     พ. อย่างนั้น สีหะ อย่างนั้น สีหะ ดูกรสีหะ ทายก ทานบดี เมื่อตายไป ย่อมเข้า
			<remark  id="s2b23c70l17" />ถึงสุคติโลกสวรรค์ ฯ
			<remark  id="s2b23c70l18" />                          จบสูตรที่ ๔
			<remark  id="s2b23c70l19" />                          รักขิตสูตร
			<remark  id="s2b23c70l20" />     [๕๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ฐานะ ๔ ประการนี้ ตถาคตไม่ต้องรักษา และตถาคตไม่พึง
			<remark  id="s2b23c70l21" />ถูกติเตียนด้วยฐานะ ๓ ประการ ฐานะ ๔ ประการที่ตถาคตไม่ต้องรักษาเป็นไฉน ดูกรภิกษุ
			<remark  id="s2b23c70l22" />ทั้งหลาย ตถาคตมีกายสมาจารบริสุทธิ์ ตถาคตไม่มีกายทุจริตที่จะต้องรักษาว่า คนอื่นอย่ารู้ข้อนี้
			<remark  id="s2b23c70l23" />ของเราเลย ตถาคตมีวจีสมาจารบริสุทธิ์ตถาคตไม่มีวจีทุจริตที่จะต้องรักษาว่า คนอื่นอย่ารู้ข้อนี้
			<remark  id="s2b23c70l24" />ของเราเลย ตถาคตมีมโนสมาจารบริสุทธิ์ ไม่มีมโนทุจริตที่จะต้องรักษาว่า คนอื่นอย่ารู้ข้อนี้ของ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b23c71" >
		<para id="s2b23c71p">
			<remark  id="s2b23c71l1" />เราเลยตถาคตมีอาชีวบริสุทธิ์ ไม่มีมิจฉาชีพที่จะต้องรักษาว่า คนอื่นอย่ารู้ข้อนี้ของเราเลย  ฐานะ 
			<remark  id="s2b23c71l2" />๔ ประการนี้ ตถาคตไม่ต้องรักษา ตถาคตไม่พึงถูกติเตียนด้วยฐานะ ๓ ประการเป็นไฉน ดูกร
			<remark  id="s2b23c71l3" />ภิกษุทั้งหลาย ตถาคตมีธรรมอันกล่าวดีแล้ว สมณะก็ดีพราหมณ์ก็ดี เทวดาก็ดี มารก็ดี พรหมก็ดี
			<remark  id="s2b23c71l4" /> หรือใครๆ ในโลกก็ดี จักคัดค้านเราในธรรมนั้นโดยชอบธรรมว่า แม้เพราะเหตุนี้ ท่านมิใช่เป็น
			<remark  id="s2b23c71l5" />ผู้มีธรรมอันกล่าวดีแล้ว ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราไม่เล็งเห็นนิมิตนั้น เมื่อไม่เห็น ย่อมถึงความ
			<remark  id="s2b23c71l6" />เกษมไม่มีภัย มีความแกล้าอยู่ ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ปฏิปทาอันเป็นเครื่องยังสัตว์ให้ถึงนิพพาน
			<remark  id="s2b23c71l7" /> ที่สาวกของเราผู้ปฏิบัติตามแล้ว ย่อมกระทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติปัญญาวิมุติ อันหาอาสวะมิได้ 
			<remark  id="s2b23c71l8" />เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไป ด้วยปัญญาอันยิ่งเองในปัจจุบัน เข้าถึงอยู่ อันเราบัญญัติไว้ดีแล้ว
			<remark  id="s2b23c71l9" />แก่สาวกทั้งหลาย สมณะก็ดี พราหมณ์ก็ดี เทวดาก็ดี มารก็ดี พรหมก็ดี หรือใครๆ ในโลก
			<remark  id="s2b23c71l10" />ก็ดี จักคัดค้านเราในปฏิปทานั้นโดยชอบธรรมว่า แม้เพราะเหตุนี้ ปฏิปทาอันเป็นเครื่องยังสัตว์
			<remark  id="s2b23c71l11" />ให้ถึงนิพพาน ที่สาวกของท่านปฏิบัติแล้ว ย่อมกระทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติ ฯลฯ ไม่เป็นปฏิปทา
			<remark  id="s2b23c71l12" />อันท่านบัญญัติไว้ดีแล้วแก่สาวกทั้งหลาย ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราไม่เล็งเห็นนิมิตนั้น เมื่อไม่เห็น
			<remark  id="s2b23c71l13" /> ย่อมถึงความเกษม ไม่มีภัย แกล้วกล้าอยู่ อนึ่งสาวกบริษัทของเราเป็นร้อยๆ ย่อมกระทำให้แจ้ง
			<remark  id="s2b23c71l14" />ซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไป ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง
			<remark  id="s2b23c71l15" /> ในปัจจุบัน เข้าถึงอยู่ สมณะก็ดี พราหมณ์ก็ดี เทวดาก็ดี มารก็ดี พรหมก็ดี หรือใครๆ ใน
			<remark  id="s2b23c71l16" />โลกก็ดี จักคัดค้านเราในข้อนั้นโดยชอบธรรมว่า แม้เพราะเหตุนี้ สาวกบริษัทเป็นร้อยๆ ไม่ได้
			<remark  id="s2b23c71l17" />กระทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไป ด้วย
			<remark  id="s2b23c71l18" />ปัญญาอันยิ่งเอง ในปัจจุบัน เข้าถึงอยู่ เราไม่เล็งเห็นนิมิตนั้น เมื่อไม่เห็น ย่อมถึงความเกษม 
			<remark  id="s2b23c71l19" />ไม่มีภัย แกล้วกล้าอยู่ ตถาคตไม่พึงถูกติเตียนเพราะฐานะ ๓ ประการเหล่านี้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย
			<remark  id="s2b23c71l20" /> ฐานะ ๔ ประการนี้แลตถาคตไม่จำเป็นต้องรักษา และตถาคตไม่พึงถูกติเตียนด้วยฐานะ ๓
			<remark  id="s2b23c71l21" /> ประการนี้แล ฯ
			<remark  id="s2b23c71l22" />                          จบสูตรที่ ๕
			<remark  id="s2b23c71l23" />                          กิมมิลสูตร
			<remark  id="s2b23c71l24" />     [๕๖] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเวฬุวัน ใกล้เมืองกิมมิลา ครั้ง
			<remark  id="s2b23c71l25" />นั้นแล ท่านพระกิมมิละเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับถวายบังคมแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วน
		</para>
	</section>
	<section id="s2b23c72" >
		<para id="s2b23c72p">
			<remark  id="s2b23c72l1" />ข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อะไรหนอเป็นเหตุ
			<remark  id="s2b23c72l2" />เป็นปัจจัยเครื่องให้สัทธรรมไม่ตั้งอยู่นานในเมื่อพระตถาคตเสด็จปรินิพพานแล้ว ฯ
			<remark  id="s2b23c72l3" />     พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรกิมมิละ เมื่อตถาคตปรินิพพานแล้ว ภิกษุ  ภิกษุณี อุบาสก 
			<remark  id="s2b23c72l4" />อุบาสิกา ในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ไม่เคารพ ไม่ยำเกรงในพระศาสดา ... ในธรรม ... ในสงฆ์ ... ใน
			<remark  id="s2b23c72l5" />สิกขา ... ในสมาธิ ... ในความไม่ประมาท... ในปฏิสันถาร ดูกรกิมมิละ นี้แลเป็นเหตุเป็นปัจจัย 
			<remark  id="s2b23c72l6" />เครื่องให้สัทธรรมไม่ตั้งอยู่นาน ในเมื่อตถาคตปรินิพพานแล้ว ฯ
			<remark  id="s2b23c72l7" />     กิ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็อะไรเป็นเหตุเป็นปัจจัย เครื่องให้สัทธรรมตั้งอยู่นาน ใน
			<remark  id="s2b23c72l8" />เมื่อพระตถาคตเสด็จปรินิพพานแล้ว ฯ
			<remark  id="s2b23c72l9" />     พ. ดูกรกิมมิละ เมื่อตถาคตปรินิพพานแล้ว ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก  อุบาสิกา ใน
			<remark  id="s2b23c72l10" />ธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีความเคารพ มีความยำเกรงในพระศาสดา ...ในธรรม ... ในสงฆ์ ... ในสิกขา ...
			<remark  id="s2b23c72l11" /> ในความไม่ประมาท ... ในปฏิสันถาร ดูกรกิมมิละ นี้แลเป็นเหตุเป็นปัจจัย เครื่องให้สัทธรรม
			<remark  id="s2b23c72l12" />ตั้งอยู่นาน ในเมื่อตถาคตปรินิพพานแล้ว ฯ
			<remark  id="s2b23c72l13" />                          จบสูตรที่ ๖
			<remark  id="s2b23c72l14" />                         สัตตธรรมสูตร
			<remark  id="s2b23c72l15" />     [๕๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๗ ประการ ไม่นานนัก พึงกระทำ
			<remark  id="s2b23c72l16" />ให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไป ด้วยปัญญาอัน
			<remark  id="s2b23c72l17" />ยิ่งเอง ในปัจจุบัน เข้าถึงอยู่ ธรรม ๗ประการเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัย
			<remark  id="s2b23c72l18" />นี้ เป็นผู้มีศรัทธา ๑มีศีล ๑ เป็นพหูสูต ๑ เป็นผู้หลีกออกเร้น ๑ ปรารภความเพียร ๑ มี
			<remark  id="s2b23c72l19" />สติ ๑มีปัญญา ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๗ ประการนี้แล ไม่นานนัก
			<remark  id="s2b23c72l20" />พึงกระทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไป ด้วย
			<remark  id="s2b23c72l21" />ปัญญาอันยิ่งเอง ในปัจจุบัน เข้าถึงอยู่ ฯ
			<remark  id="s2b23c72l22" />                          จบสูตรที่ ๗
		</para>
	</section>
	<section id="s2b23c73" >
		<para id="s2b23c73p">
			<remark  id="s2b23c73l1" />                        โมคคัลลานสูตร
			<remark  id="s2b23c73l2" />     [๕๘] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ ป่าเภสกลา มิคทายวันใกล้สุงสุมาร
			<remark  id="s2b23c73l3" />คีรนคร แคว้นภัคคะ ก็สมัยนั้นแล ท่านมหาโมคคัลลานะนั่งโงกง่วงอยู่ ณ บ้านกัลลวาลมุตตคาม 
			<remark  id="s2b23c73l4" />แคว้นมคธ พระผู้มีพระภาคได้ทอดพระเนตรเห็นท่านพระมหาโมคคัลลานะนั่งโงกง่วงอยู่ ณ บ้าน
			<remark  id="s2b23c73l5" />กัลลวาลมุตตคาม แคว้นมคธด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ ล่วงจักษุมนุษย์ ครั้นแล้วทรงหายจาก
			<remark  id="s2b23c73l6" />เภสกลามิคทายวันใกล้สุงสุมารคีรนคร แคว้นภัคคะ เสด็จไปปรากฏเฉพาะหน้าท่านพระมหา
			<remark  id="s2b23c73l7" />โมคคัลลานะ ณ บ้านกัลลวาลมุตตคาม แคว้นมคธ เปรียบเหมือนบุรุษมีกำลังเหยียดแขนที่คู้ 
			<remark  id="s2b23c73l8" />หรือคู้แขนที่เหยียด ฉะนั้น พระผู้มีพระภาคประทับนั่งบนอาสนะที่ปูลาดแล้ว ครั้นแล้วได้ตรัส
			<remark  id="s2b23c73l9" />ถามท่านพระมหาโมคคัลลานะว่า ดูกรโมคคัลลานะ เธอง่วงหรือ ดูกรโมคคัลลานะ เธอง่วงหรือ
			<remark  id="s2b23c73l10" /> ท่านพระมหาโมคคัลลานะกราบทูลว่า อย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ
			<remark  id="s2b23c73l11" />     ดูกรโมคคัลลานะ เพราะเหตุนั้นแหละ เมื่อเธอมีสัญญาอย่างไรอยู่ ความง่วงนั้นย่อม
			<remark  id="s2b23c73l12" />ครอบงำได้ เธอพึงทำไว้ในใจซึ่งสัญญานั้นให้มาก ข้อนี้จะเป็นเหตุให้เธอละความง่วงนั้นได้ 
			<remark  id="s2b23c73l13" />ถ้าเธอยังละไม่ได้ แต่นั้นเธอพึงตรึกตรองพิจารณาถึงธรรมตามที่ตนได้สดับแล้ว ได้เรียนมาแล้ว
			<remark  id="s2b23c73l14" />ด้วยใจ ข้อนี้จะเป็นเหตุให้เธอละความง่วงนั้นได้ ถ้ายังละไม่ได้ แต่นั้นเธอพึงสาธยายธรรมตาม
			<remark  id="s2b23c73l15" />ที่ตนได้สดับมาแล้วได้เรียนมาแล้วโดยพิสดาร ข้อนี้จะเป็นเหตุให้เธอละความง่วงนั้นได้ ถ้ายัง
			<remark  id="s2b23c73l16" />ละไม่ได้ แต่นั้นเธอพึงยอนช่องหูทั้งสองข้าง เอามือลูบตัว ข้อนี้จะเป็นเหตุให้เธอละความง่วง
			<remark  id="s2b23c73l17" />นั้นได้ ถ้ายังละไม่ได้ แต่นั้นเธอพึงลุกขึ้นยืน เอาน้ำล้างตา เหลียวดูทิศทั้งหลาย แหงนดูดาว
			<remark  id="s2b23c73l18" />นักษัตรฤกษ์ ข้อนี้จะเป็นเหตุให้เธอละความง่วงนั้นได้ถ้ายังละไม่ได้ แต่นั้นเธอพึงทำในใจถึง
			<remark  id="s2b23c73l19" />เอาโลกสัญญา ตั้งความสำคัญในกลางวันว่า กลางวันอย่างไร กลางคืนอย่างนั้น กลางคืนอย่างไร
			<remark  id="s2b23c73l20" /> กลางวันอย่างนั้น มีใจเปิดเผยอยู่ฉะนี้ ไม่มีอะไรหุ้มห่อ ทำจิตอันมีแสงสว่างให้เกิด ข้อนี้จะ
			<remark  id="s2b23c73l21" />เป็นเหตุให้เธอละความง่วงนั้นได้ ถ้ายังละไม่ได้ แต่นั้นเธอพึงอธิษฐานจงกรม กำหนดหมาย
			<remark  id="s2b23c73l22" />เดินกลับไปกลับมา สำรวมอินทรีย์ มีใจไม่คิดไปในภายนอก ข้อนี้จะเป็นเหตุให้เธอละความ
			<remark  id="s2b23c73l23" />ง่วงนั้นได้ ถ้ายังละไม่ได้ แต่นั้นเธอพึงสำเร็จสีหไสยา คือนอนตะแคงเบื้องขวา ซ้อนเท้า
			<remark  id="s2b23c73l24" />เหลื่อมเท้า มีสติสัมปชัญญะ ทำความหมายในอันจะลุกขึ้น พอตื่นแล้วพึงรีบลุกขึ้นด้วยตั้งใจว่า 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b23c74" >
		<para id="s2b23c74p">
			<remark  id="s2b23c74l1" />เราจักไม่ประกอบความสุขในการนอน ความสุขในการเอนข้าง ความสุขในการเคลิ้มหลับ ดูกร
			<remark  id="s2b23c74l2" />โมคคัลลานะเธอพึงศึกษาอย่างนี้แล ฯ
			<remark  id="s2b23c74l3" />     ดูกรโมคคัลลานะ เพราะเหตุนั้นแหละ เธอพึงศึกษาอย่างนี้อีกว่า เราจักไม่ชูงวง [ถือตัว] 
			<remark  id="s2b23c74l4" />เข้าไปสู่ตระกูล ดูกรโมคคัลลานะ เธอพึงศึกษาอย่างนี้แลถ้าภิกษุชูงวงเข้าไปสู่ตระกูล และ
			<remark  id="s2b23c74l5" />ในตระกูลมีกรณียกิจหลายอย่าง ซึ่งจะเป็นเหตุให้มนุษย์ไม่ใส่ใจถึงภิกษุผู้มาแล้ว เพราะเหตุนั้น 
			<remark  id="s2b23c74l6" />ภิกษุย่อมมีความคิดอย่างนี้ว่า เดี๋ยวนี้ใครหนอยุยงให้เราแตกในสกุลนี้ เดี๋ยวนี้ดูมนุษย์พวกนี้ 
			<remark  id="s2b23c74l7" />มีอาการอิดหนาระอาใจในเรา เพราะไม่ได้อะไร เธอจึงเป็นผู้เก้อเขิน เมื่อเก้อเขิน ย่อมคิด
			<remark  id="s2b23c74l8" />ฟุ้งซ่าน เมื่อคิดฟุ้งซ่าน ย่อมไม่สำรวม เมื่อไม่สำรวม จิตย่อมห่างจากสมาธิ ฯ
			<remark  id="s2b23c74l9" />     เพราะฉะนั้นแหละ โมคคัลลานะ เธอพึงศึกษาอย่างนี้ว่า เราจักไม่พูดถ้อยคำซึ่งจะเป็น
			<remark  id="s2b23c74l10" />เหตุให้ทุ่มเถียงกัน ดูกรโมคคัลลานะ เธอพึงศึกษาอย่างนี้แล เมื่อมีถ้อยคำซึ่งจะเป็นเหตุให้ทุ่ม
			<remark  id="s2b23c74l11" />เถียงกัน ก็จำต้องหวังการพูดมาก เมื่อมีการพูดมาก ย่อมคิดฟุ้งซ่าน เมื่อคิดฟุ้งซ่าน ย่อมไม่
			<remark  id="s2b23c74l12" />สำรวม เมื่อไม่สำรวม จิตย่อมห่างจากสมาธิ ฯ
			<remark  id="s2b23c74l13" />     ดูกรโมคคัลลานะ อนึ่ง เราหาสรรเสริญความคลุกคลีด้วยประการทั้งปวงไม่ แต่มิใช่ว่า
			<remark  id="s2b23c74l14" />จะไม่สรรเสริญความคลุกคลีด้วยประการทั้งปวงก็หามิได้ คือ เราไม่สรรเสริญความคลุกคลีด้วย
			<remark  id="s2b23c74l15" />หมู่ชนทั้งคฤหัสถ์และบรรพชิต ก็แต่ว่า เสนาสนะอันใดเงียบเสียง ไม่อื้ออึง  ปราศจากการ
			<remark  id="s2b23c74l16" />สัญจรของหมู่ชน ควรเป็นที่ประกอบกิจของผู้ต้องการความสงัด ควรเป็นที่หลีกออกเร้น เรา
			<remark  id="s2b23c74l17" />สรรเสริญความคลุกคลีด้วยเสนาสนะเห็นปานนั้น ฯ
			<remark  id="s2b23c74l18" />     เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว ท่านพระมหาโมคคัลลานะทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า
			<remark  id="s2b23c74l19" /> ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ โดยย่อ ด้วยข้อปฏิบัติเพียงไรหนอภิกษุจึงเป็นผู้หลุดพ้นแล้วเพราะสิ้น
			<remark  id="s2b23c74l20" />ตัณหา มีความสำเร็จล่วงส่วน มีธรรมเป็นแดนเกษมจากโยคะล่วงส่วน เป็นพรหมจารีล่วงส่วน
			<remark  id="s2b23c74l21" /> มีที่สุดล่วงส่วน ประเสริฐกว่าเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ฯ
			<remark  id="s2b23c74l22" />     พ. ดูกรโมคคัลลานะ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ได้สดับว่า ธรรมทั้งปวงไม่ควรถือมั่น ครั้น
			<remark  id="s2b23c74l23" />ได้สดับดังนั้นแล้ว เธอย่อมรู้ชัดธรรมทั้งปวงด้วยปัญญาอันยิ่งครั้นรู้ชัดธรรมทั้งปวงด้วยปัญญา
			<remark  id="s2b23c74l24" />อันยิ่งแล้ว ย่อมกำหนดรู้ธรรมทั้งปวง ครั้นกำหนดรู้ธรรมทั้งปวงแล้ว ได้เสวยเวทนาอย่างใด
			<remark  id="s2b23c74l25" />อย่างหนึ่ง สุขก็ดี ทุกข์ก็ดี มิใช่สุขมิใช่ทุกข์ก็ดี ย่อมพิจารณาเห็น ความไม่เที่ยงในเวทนา
			<remark  id="s2b23c74l26" />เหล่านั้น พิจารณาเห็นความคลายกำหนัด พิจารณาเห็นความดับ พิจารณาเห็นความสละคืน เมื่อ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b23c75" >
		<para id="s2b23c75p">
			<remark  id="s2b23c75l1" />เธอพิจารณาเห็นอย่างนั้นๆ อยู่ ย่อมไม่ยึดมั่นอะไรๆ ในโลก เมื่อไม่ยึดมั่น ย่อมไม่สะดุ้ง 
			<remark  id="s2b23c75l2" />เมื่อไม่สะดุ้ง ย่อมปรินิพพานเฉพาะตัวทีเดียว ย่อมรู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้วพรหมจรรย์อยู่จบแล้ว
			<remark  id="s2b23c75l3" /> กิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี ดูกรโมคคัลลานะ โดยย่อด้วยข้อ
			<remark  id="s2b23c75l4" />ปฏิบัติเพียงเท่านี้แล ภิกษุจึงเป็นผู้หลุดพ้นแล้วเพราะสิ้นตัณหา มีความสำเร็จล่วงส่วน เป็นผู้
			<remark  id="s2b23c75l5" />เกษมจากโยคะล่วงส่วนเป็นพรหมจารีล่วงส่วน มีที่สุดล่วงส่วน ประเสริฐกว่าเทวดาและมนุษย์
			<remark  id="s2b23c75l6" />ทั้งหลาย ฯ
			<remark  id="s2b23c75l7" />                          จบสูตรที่ ๘
			<remark  id="s2b23c75l8" />                         ปุญญวิปากสูตร
			<remark  id="s2b23c75l9" />     [๕๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายอย่ากลัวต่อบุญเลย คำว่าบุญนี้  เป็นชื่อของความสุข 
			<remark  id="s2b23c75l10" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมรู้ชัดซึ่งผลแห่งบุญอันน่าปรารถนาน่าใคร่ น่าพอใจ ที่เราเสวยแล้ว
			<remark  id="s2b23c75l11" />ตลอดกาลนาน เราเจริญเมตตาจิตตลอด ๗ ปีครั้นแล้ว เราไม่ได้กลับมายังโลกนี้ตลอด ๗ 
			<remark  id="s2b23c75l12" />สังวัฏฏวิวัฏฏกัป ดูกรภิกษุทั้งหลาย ได้ยินว่า เมื่อโลกถึงความพินาศ [ถูกไฟไหม้] เราเข้าถึง
			<remark  id="s2b23c75l13" />พรหมโลกชั้นอาภัสสระ เมื่อโลกยังไม่ถึงความพินาศ เราย่อมเข้าถึงวิมานพรหมอันว่างเปล่า
			<remark  id="s2b23c75l14" />ได้ยินว่า ในวิมานพรหมนั้น เราเป็นพรหม เป็นท้าวมหาพรหม เป็นใหญ่ใครๆ ครอบงำไม่ได้ 
			<remark  id="s2b23c75l15" />มีความเห็นแน่นอน มีอำนาจเต็ม เป็นท้าวสักกะผู้เป็นใหญ่แห่งทวยเทพ ๓๖ ครั้ง เป็นพระเจ้า
			<remark  id="s2b23c75l16" />จักรพรรดิ ตั้งอยู่ในธรรม เป็นธรรมราชามีสมุทรทั้ง ๔ เป็นขอบเขต ผู้ชนะสงคราม มีชนบท
			<remark  id="s2b23c75l17" />ถึงความสถาพรตั้งมั่นประกอบด้วยรัตนะ ๗ ประการ รัตนะ ๗ ประการของเรานั้นคือ จักรแก้ว
			<remark  id="s2b23c75l18" />ช้างแก้ว ม้าแก้ว แก้วมณี นางแก้ว คฤหบดีแก้ว ขุนพลแก้วเป็นที่ ๗ อนึ่งเราเคยมีบุตรมาก
			<remark  id="s2b23c75l19" />กว่าพันคน ล้วนแต่เป็นคนกล้าหาญชาญชัย ย่ำยีข้าศึกได้ เราครอบครองปฐพีมณฑลนี้ อันมี
			<remark  id="s2b23c75l20" />มหาสมุทรเป็นขอบเขต โดยธรรม ไม่ต้องใช้อาชญาไม่ต้องใช้ศาตรา ฯ
			<remark  id="s2b23c75l21" />           เชิญดูผลแห่งบุญกุศลของบุคคลผู้แสวงหาความสุข ดูกรภิกษุ
			<remark  id="s2b23c75l22" />           ทั้งหลาย เราเจริญเมตตาจิตมาแล้ว ๗ ปี ไม่ต้องกลับมาสู่
			<remark  id="s2b23c75l23" />           โลกนี้ ตลอด ๗ สังวัฏฏวิวัฏฏกัป เมื่อโลกถึงความพินาศ
			<remark  id="s2b23c75l24" />           เราเข้าถึงพรหมโลกชั้นอาภัสสระ เมื่อโลกยังไม่ถึงความพินาศ 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b23c76" >
		<para id="s2b23c76p">
			<remark  id="s2b23c76l1" />เราเข้าถึงวิมานอันว่างเปล่า ในกาลนั้น เราเป็นท้าวมหา
			<remark  id="s2b23c76l2" />พรหมผู้มีอำนาจเต็ม ๗ ครั้ง เป็นท้าวสักกะจอมเทพเสวย
			<remark  id="s2b23c76l3" />สมบัติในเทวโลก ๓๖ ครั้ง เป็นพระเจ้าจักรพรรดิผู้เป็นใหญ่
			<remark  id="s2b23c76l4" />ในหมู่ชนชาวชมพูทวีป เป็นกษัตริย์ได้รับมุรธาภิเศกแล้ว 
			<remark  id="s2b23c76l5" />เป็นใหญ่ในหมู่มนุษย์ปกครองปฐพีมณฑลนี้ โดยไม่ต้องใช้
			<remark  id="s2b23c76l6" />อาชญา ไม่ต้องใช้ศาตรา สั่งสอนคนในปฐพีมณฑลนั้นโดย
			<remark  id="s2b23c76l7" />ธรรมสม่ำเสมอ ไม่ผลุนผลัน ครั้นได้เสวยราชในปฐพีมณฑล
			<remark  id="s2b23c76l8" />นี้โดยธรรมแล้ว ได้เกิดในตระกูลมั่งคั่ง มีทรัพย์สมบัติมาก
			<remark  id="s2b23c76l9" />มาย ทั้งบริบูรณ์พร้อมด้วยรัตนะ ๗ ประการ อันอำนวย
			<remark  id="s2b23c76l10" />ความประสงค์ให้ทุกอย่าง ฐานะดังที่กล่าวมานี้พระพุทธเจ้า
			<remark  id="s2b23c76l11" />ทั้งหลายผู้สงเคราะห์ประชาชาวโลกทรงแสดงไว้ดีแล้ว เหตุ
			<remark  id="s2b23c76l12" />ที่ท่านเรียกว่าเป็นเจ้าแผ่นดิน เพราะความเป็นใหญ่ เราเป็น
			<remark  id="s2b23c76l13" />พระราชาผู้เรืองเดช มีอุปกรณ์เครื่องให้ปลื้มใจมากมาย มี
			<remark  id="s2b23c76l14" />ฤทธิ์ มียศ เป็นใหญ่ ในหมู่ชนชาวชมพูทวีป ใครบ้าง
			<remark  id="s2b23c76l15" />ได้ฟังแล้วจะไม่เลื่อมใสแม้จะเป็นคนมีชาติต่ำ เพราะฉะนั้น
			<remark  id="s2b23c76l16" />           แหละ ผู้มุ่งประโยชน์ จำนงหวังความเป็นใหญ่ ระลึกถึง
			<remark  id="s2b23c76l17" />           คำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย พึงเคารพสัทธรรม ฯ
			<remark  id="s2b23c76l18" />                          จบสูตรที่ ๙
			<remark  id="s2b23c76l19" />                          ภริยาสูตร
			<remark  id="s2b23c76l20" />     [๖๐] ครั้งนั้น เมื่อเวลาเช้า พระผู้มีพระภาคทรงนุ่งแล้ว ทรงถือบาตรและจีวร เสด็จ
			<remark  id="s2b23c76l21" />เข้าไปยังนิเวศน์ของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ประทับนั่งบนอาสนะที่ปูลาดแล้ว ก็สมัยนั้นมนุษย์
			<remark  id="s2b23c76l22" />ทั้งหลายในนิเวศน์ของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีส่งเสียงอื้ออึง ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีเข้าไปเฝ้า
			<remark  id="s2b23c76l23" />พระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับถวายบังคมแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้ว พระผู้มีพระ
			<remark  id="s2b23c76l24" />ภาคได้ตรัสถามว่า ดูกรคฤหบดี เหตุไรหนอ มนุษย์ทั้งหลายในนิเวศน์ของท่านจึงส่งเสียงอื้ออึง 
			<remark  id="s2b23c76l25" />เหมือนชาวประมงแย่งปลากัน อนาถบิณฑิกเศรษฐีกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ นางสุชาดา
		</para>
	</section>
	<section id="s2b23c77" >
		<para id="s2b23c77p">
			<remark  id="s2b23c77l1" />คนนี้ข้าพระองค์นำมาจากตระกูลมั่งคั่งมาเป็นสะใภ้ในเรือน นางไม่เชื่อถือ แม่ผัว พ่อผัว สามี 
			<remark  id="s2b23c77l2" />แม้แต่พระผู้มีพระภาคนางก็ไม่สักการะเคารพนับถือบูชา ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกนาง
			<remark  id="s2b23c77l3" />สุชาดาหญิงสะใภ้ในเรือนว่า มานี่แน่ะนางสุชาดา นางสุชาดาหญิงสะใภ้ในเรือนทูลรับพระผู้มี
			<remark  id="s2b23c77l4" />พระภาคแล้ว เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคมแล้วนั่ง ณที่ควรส่วนข้างหนึ่ง 
			<remark  id="s2b23c77l5" />ครั้นแล้ว พระผู้มีพระภาคตรัสถามว่า ดูกรนางสุชาดาภริยาของบุรุษ ๗ จำพวกนี้ ๗ จำพวก
			<remark  id="s2b23c77l6" />เป็นไฉน คือ ภริยาเสมอด้วยเพชฌฆาต๑ เสมอด้วยโจร ๑ เสมอด้วยนาย ๑ เสมอด้วย
			<remark  id="s2b23c77l7" />แม่ ๑ เสมอด้วยพี่สาวน้องสาว๑ เสมอด้วยเพื่อน ๑ เสมอด้วยทาสี ๑ ดูกรนางสุชาดา 
			<remark  id="s2b23c77l8" />ภริยาของบุรุษ ๗จำพวกนี้แล เธอเป็นจำพวกไหนใน ๗ จำพวกนั้น
			<remark  id="s2b23c77l9" />     นางสุชาดากราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หม่อมฉันยังไม่รู้ทั่วถึงความแห่งพระดำรัส
			<remark  id="s2b23c77l10" />ที่พระผู้มีพระภาคตรัสแล้วโดยย่อนี้ได้โดยพิสดาร ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอประทานพระวโรกาส 
			<remark  id="s2b23c77l11" />ขอพระผู้มีพระภาคโปรดทรงแสดงธรรมแก่หม่อมฉัน โดยที่หม่อมฉันจะพึงรู้ทั่วถึงเนื้อความแห่ง
			<remark  id="s2b23c77l12" />พระดำรัสที่พระผู้มีพระภาคตรัสโดยย่อนี้ โดยพิสดารเถิด ฯ
			<remark  id="s2b23c77l13" />     พ. ดูกรนางสุชาดา   ถ้าอย่างนั้น   เธอจงฟัง   จงใส่ใจให้ดี   เราจักกล่าว นางสุชาดา
			<remark  id="s2b23c77l14" />หญิงสะใภ้ในเรือนทูลรับพระผู้มีพระภาคแล้ว พระผู้มีพระภาคตรัสพระพุทธพจน์นี้ว่า
			<remark  id="s2b23c77l15" />         ภริยาผู้มีจิตประทุษร้าย ไม่อนุเคราะห์ด้วยประโยชน์เกื้อกูล
			<remark  id="s2b23c77l16" />         ยินดีในชายอื่น ดูหมิ่นสามี เป็นผู้อันเขาซื้อมาด้วยทรัพย์
			<remark  id="s2b23c77l17" />         พยายามจะฆ่าผัว ภริยาของบุรุษเห็นปานนี้เรียกว่า วธกาภริยา
			<remark  id="s2b23c77l18" />         ภริยาเสมอด้วยเพชฌฆาต สามีของหญิงประกอบด้วย
			<remark  id="s2b23c77l19" />         ศิลปกรรม พาณิชยกรรม และกสิกรรม ได้ทรัพย์ใดมา ภริยา
			<remark  id="s2b23c77l20" />         ปรารถนาจะยักยอกทรัพย์ แม้มีอยู่น้อยนั้นเสีย ภริยาของ
			<remark  id="s2b23c77l21" />         บุรุษเห็นปานนี้เรียกว่า โจรภริยา ภริยาเสมอด้วยโจร ภริยา
			<remark  id="s2b23c77l22" />         ที่ไม่สนใจการงาน เกียจคร้าน กินมาก ปากร้าย ปากกล้า
			<remark  id="s2b23c77l23" />         ร้ายกาจ กล่าวคำหยาบ ข่มขี่ผัวผู้ขยันขันแข็ง ภริยาของ
			<remark  id="s2b23c77l24" />         บุรุษเห็นปานนี้เรียกว่า อัยยาภริยา ภริยาเสมอด้วยนาย
			<remark  id="s2b23c77l25" />         ภริยาใดอนุเคราะห์ด้วยประโยชน์เกื้อกูลทุกเมื่อ ตามรักษา
			<remark  id="s2b23c77l26" />         สามีเหมือนมารดารักษาบุตร รักษาทรัพย์ที่สามีหามาได้ไว้
		</para>
	</section>
	<section id="s2b23c78" >
		<para id="s2b23c78p">
			<remark  id="s2b23c78l1" />         ภริยาของบุรุษเห็นปานนี้เรียกว่า มาตาภริยา ภริยาเสมอด้วย
			<remark  id="s2b23c78l2" />         มารดา ภริยาที่เป็นเหมือนพี่สาวน้องสาว มีความเคารพใน
			<remark  id="s2b23c78l3" />         สามีของตน เป็นคนละอายบาป เป็นไปตามอำนาจสามี ภริยา
			<remark  id="s2b23c78l4" />         ของบุรุษเห็นปานนี้เรียกว่า ภคินีภริยา ภริยาเสมอด้วยพี่สาว
			<remark  id="s2b23c78l5" />         น้องสาว ภริยาใดในโลกนี้เห็นสามีแล้วชื่นชมยินดี เหมือน
			<remark  id="s2b23c78l6" />         เพื่อนผู้จากไปนานแล้วกลับมา เป็นหญิงมีตระกูล มีศีล
			<remark  id="s2b23c78l7" />         มีวัตรปฏิบัติสามี ภริยาของบุรุษเห็นปานนี้เรียกว่า สขีภริยา
			<remark  id="s2b23c78l8" />         ภริยาเสมอด้วยเพื่อน ภริยาใดสามีเฆี่ยนตี ขู่ตะคอก
			<remark  id="s2b23c78l9" />         ก็ไม่โกรธ ไม่คิดพิโรธโกรธตอบสามี อดทนได้ เป็นไป
			<remark  id="s2b23c78l10" />         ตามอำนาจสามี ภริยาของบุรุษเห็นปานนี้เรียกว่า ทาสีภริยา
			<remark  id="s2b23c78l11" />         ภริยาเสมอด้วยทาสี ภริยาที่เรียกว่าวธกาภริยา ๑ โจรี
			<remark  id="s2b23c78l12" />         ภริยา ๑ อัยยาภริยา ๑ ภริยาทั้ง ๓ จำพวกนั้น ล้วนแต่เป็น
			<remark  id="s2b23c78l13" />         คนทุศีลหยาบช้า ไม่เอื้อเฟื้อ เมื่อตายไป ย่อมเข้าถึงนรก
			<remark  id="s2b23c78l14" />         ส่วนภริยาที่เรียกว่า มาตาภริยา ๑ ภคินีภริยา ๑ สขีภริยา ๑
			<remark  id="s2b23c78l15" />         ทาสีภริยา ๑ ภริยาทั้ง ๔ จำพวกนั้น เพราะตั้งอยู่ในศีล
			<remark  id="s2b23c78l16" />         ถนอมรักไว้ยั่งยืน เมื่อตายไป ย่อมเข้าถึงสุคติ
			<remark  id="s2b23c78l17" />     ดูกรนางสุชาดา ภริยาของบุรุษ ๗ จำพวกนี้แล เธอเป็นภริยาจำพวกไหน ใน ๗ 
			<remark  id="s2b23c78l18" />จำพวกนั้น ฯ
			<remark  id="s2b23c78l19" />     ส.  ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ขอพระผู้มีพระภาคโปรดทรงจำ
			<remark  id="s2b23c78l20" />หม่อมฉันว่า เป็นภริยาของสามีผู้เสมอด้วยทาสี ฯ
			<remark  id="s2b23c78l21" />                         จบสูตรที่ ๑๐
			<remark  id="s2b23c78l22" />                          โกธนาสูตร
			<remark  id="s2b23c78l23" />     [๖๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๗ ประการนี้ เป็นความมุ่งหมายของคนผู้เป็นข้าศึกกัน 
			<remark  id="s2b23c78l24" />เป็นความต้องการของคนผู้เป็นข้าศึกกัน ย่อมมาถึงหญิงหรือชายผู้มีความโกรธ ธรรม ๗ ประการ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b23c79" >
		<para id="s2b23c79p">
			<remark  id="s2b23c79l1" />เป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย คนผู้เป็นข้าศึกกันในโลกนี้ย่อมปรารถนาต่อคนผู้เป็นข้าศึกกัน
			<remark  id="s2b23c79l2" />อย่างนี้ว่า ขอให้บุคคลผู้นี้มีผิวพรรณทรามเถิดหนอ ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะคนผู้เป็นข้าศึกกัน
			<remark  id="s2b23c79l3" />ย่อมไม่ยินดีให้คนที่เป็นข้าศึกกันมีผิวพรรณงาม ดูกรภิกษุทั้งหลาย คนผู้โกรธ ถูกความโกรธ
			<remark  id="s2b23c79l4" />ครอบงำย่ำยีแล้ว แม้จะอาบน้ำ ไล้ทา ตัดผม โกนหนวด นุ่งผ้าขาวสะอาดแล้วก็ตาม แต่ถูก
			<remark  id="s2b23c79l5" />ความโกรธครอบงำแล้ว ย่อมเป็นผู้มีผิวพรรณทราม ดูกรภิกษุทั้งหลายนี้เป็นธรรมข้อที่ ๑ เป็น
			<remark  id="s2b23c79l6" />ความมุ่งหมายของคนผู้เป็นข้าศึกกัน เป็นความต้องการของคนผู้เป็นข้าศึกกัน ย่อมมาถึงหญิง
			<remark  id="s2b23c79l7" />หรือชายผู้มีความโกรธ ฯ
			<remark  id="s2b23c79l8" />     อีกประการหนึ่ง คนผู้เป็นข้าศึกกัน ย่อมปรารถนาต่อคนที่เป็นข้าศึกกันอย่างนี้ว่า ขอ
			<remark  id="s2b23c79l9" />ให้บุคคลผู้นี้พึงนอนเป็นทุกข์เถิดหนอ ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะคนผู้เป็นข้าศึกกัน ย่อมไม่
			<remark  id="s2b23c79l10" />ยินดีให้คนที่เป็นข้าศึกกันอยู่สบาย ดูกรภิกษุทั้งหลายคนผู้โกรธ ถูกความโกรธครอบงำย่ำยีแล้ว
			<remark  id="s2b23c79l11" /> แม้จะนอนบนบัลลังค์อันลาดด้วยผ้าขนสัตว์ ลาดด้วยผ้าขาวเนื้ออ่อน ลาดด้วยเครื่องลาดอย่างดี
			<remark  id="s2b23c79l12" />ทำด้วยหนังชะมด มีผ้าดาดเพดาน มีหมอนหนุนศีรษะและหนุนเท้าแดงทั้งสองข้างก็ตาม แต่ถูก
			<remark  id="s2b23c79l13" />ความโกรธครอบงำแล้ว ย่อมนอนเป็นทุกข์ ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นธรรมข้อที่ ๒ เป็นความ
			<remark  id="s2b23c79l14" />มุ่งหมายของคนผู้เป็นข้าศึกกัน เป็นความต้องการของคนผู้เป็นข้าศึกกัน ย่อมมาถึงหญิงหรือชาย
			<remark  id="s2b23c79l15" />ผู้มีความโกรธ ฯ
			<remark  id="s2b23c79l16" />     อีกประการหนึ่ง คนเป็นข้าศึกกัน ย่อมปรารถนาต่อคนผู้เป็นข้าศึกกันอย่างนี้ว่า ขอให้
			<remark  id="s2b23c79l17" />บุคคลผู้นี้อย่ามีความเจริญเลย ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะคนผู้เป็นข้าศึกกันย่อมไม่ยินดีให้คน
			<remark  id="s2b23c79l18" />ที่เป็นข้าศึกกันมีความเจริญ ดูกรภิกษุทั้งหลายคนผู้โกรธ ถูกความโกรธครอบงำย่ำยีแล้ว แม้จะ
			<remark  id="s2b23c79l19" />ถือเอาสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ก็สำคัญว่าเราถือเอาสิ่งที่เป็นประโยชน์ แม้ถือเอาสิ่งที่เป็นประโยชน์
			<remark  id="s2b23c79l20" /> ก็สำคัญว่าเราถือเอาสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ ธรรมเหล่านี้อันคนผู้โกรธ ถูกความโกรธครอบงำ
			<remark  id="s2b23c79l21" />ถือเอาแล้ว เป็นข้าศึกแก่กันและกัน ย่อมเป็นไปเพื่อความฉิบหายมิใช่ประโยชน์เกื้อกูล เพื่อทุกข์
			<remark  id="s2b23c79l22" />ตลอดกาลนาน ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นธรรมข้อที่ ๓ เป็นความมุ่งหมายของคนผู้เป็นข้าศึกกัน 
			<remark  id="s2b23c79l23" />เป็นความต้องการของคนผู้เป็นข้าศึกกัน ย่อมมาถึงหญิงหรือชายผู้มีความโกรธ ฯ
			<remark  id="s2b23c79l24" />     อีกประการหนึ่ง คนผู้เป็นข้าศึกกัน ย่อมปรารถนาต่อคนผู้เป็นข้าศึกกันอย่างนี้ว่า ขอ
			<remark  id="s2b23c79l25" />ให้บุคคลผู้นี้อย่ามีโภคะเลย ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะคนที่เป็นข้าศึกกันย่อมไม่ยินดีให้คนที่
		</para>
	</section>
	<section id="s2b23c80" >
		<para id="s2b23c80p">
			<remark  id="s2b23c80l1" />เป็นข้าศึกกันมีโภคะ ดูกรภิกษุทั้งหลาย คนผู้โกรธ  ถูกความโกรธครอบงำย่ำยีแล้ว แม้จะมี
			<remark  id="s2b23c80l2" />โภคะที่ตนหามาได้ด้วยความขยันหมั่นเพียรสั่งสมได้ด้วยกำลังแขน อาบเหงื่อต่างน้ำ เป็นของ
			<remark  id="s2b23c80l3" />ชอบธรรม ได้มาโดยธรรมพระราชาทั้งหลายย่อมริบโภคะของคนขี้โกรธเข้าพระคลังหลวง ดูกร
			<remark  id="s2b23c80l4" />ภิกษุทั้งหลายนี้เป็นธรรมข้อที่ ๔ เป็นความมุ่งหมายของคนผู้เป็นข้าศึกกัน เป็นความต้องการ
			<remark  id="s2b23c80l5" />ของคนผู้เป็นข้าศึกกัน ย่อมมาถึงหญิงหรือชายผู้มีความโกรธ ฯ
			<remark  id="s2b23c80l6" />     อีกประการหนึ่ง คนผู้เป็นข้าศึกกัน ย่อมปรารถนาต่อคนผู้เป็นข้าศึกกันอย่างนี้ว่า ขอ
			<remark  id="s2b23c80l7" />ให้บุคคลผู้นี้อย่ามียศเลย ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะคนผู้เป็นข้าศึกกันย่อมไม่ยินดีให้คนที่
			<remark  id="s2b23c80l8" />เป็นข้าศึกกันมียศ ดูกรภิกษุทั้งหลาย คนผู้โกรธ ถูกความโกรธครอบงำย่ำยีแล้ว แม้จะได้ยศ
			<remark  id="s2b23c80l9" />มาเพราะความไม่ประมาท ก็เสื่อมจากยศนั้นได้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นธรรมข้อที่ ๕ เป็นความ
			<remark  id="s2b23c80l10" />มุ่งหมายของคนผู้เป็นข้าศึกกันเป็นความต้องการของคนผู้เป็นข้าศึกกัน ย่อมมาถึงหญิงหรือชาย
			<remark  id="s2b23c80l11" />ผู้มีความโกรธ ฯ
			<remark  id="s2b23c80l12" />     อีกประการหนึ่ง คนผู้เป็นข้าศึกกัน ย่อมปรารถนาต่อคนผู้เป็นข้าศึกกันอย่างนี้ว่า ขอ
			<remark  id="s2b23c80l13" />ให้บุคคลนี้อย่ามีมิตรเลย ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะคนที่เป็นข้าศึกกันย่อมไม่ยินดีให้คนที่เป็น
			<remark  id="s2b23c80l14" />ข้าศึกกันมีมิตร ดูกรภิกษุทั้งหลาย คนผู้โกรธ ถูกความโกรธครอบงำย่ำยีแล้ว แม้เขาจะมีมิตร
			<remark  id="s2b23c80l15" />อำมาตย์ญาติสาโลหิต มิตรอำมาตย์ญาติสาโลหิตเหล่านั้น ก็เว้นเขาเสียห่างไกล ดูกรภิกษุทั้งหลาย
			<remark  id="s2b23c80l16" /> นี้เป็นธรรมข้อที่ ๖ เป็นความมุ่งหมายของคนผู้เป็นข้าศึกกัน เป็นความต้องการของคนผู้เป็น
			<remark  id="s2b23c80l17" />ข้าศึกกันย่อมมาถึงหญิงหรือชายผู้มีความโกรธ ฯ
			<remark  id="s2b23c80l18" />     อีกประการหนึ่ง คนผู้เป็นข้าศึกกัน ย่อมปรารถนาต่อคนผู้เป็นข้าศึกกันอย่างนี้ว่า ขอ
			<remark  id="s2b23c80l19" />ให้บุคคลนี้ เมื่อตายไป พึงเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะคน
			<remark  id="s2b23c80l20" />ที่เป็นข้าศึกกันย่อมไม่ยินดีให้คนที่เป็นข้าศึกกันไปสุคติดูกรภิกษุทั้งหลาย คนผู้โกรธ ถูกความ
			<remark  id="s2b23c80l21" />โกรธครอบงำย่ำยีแล้ว ย่อมประพฤติทุจริตด้วยกาย ด้วยวาจา ด้วยใจ ครั้นตายไป ย่อมเข้า
			<remark  id="s2b23c80l22" />ถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรกดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นธรรมข้อที่ ๗ เป็นความมุ่งหมายของ
			<remark  id="s2b23c80l23" />คนผู้เป็นข้าศึกกัน ย่อมมาถึงหญิงหรือชายผู้มีความโกรธ  ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๗ ประการ
			<remark  id="s2b23c80l24" />นี้แล เป็นความมุ่งหมายของคนผู้เป็นข้าศึกกัน เป็นความต้องการของคนผู้เป็นข้าศึกกัน ย่อม
			<remark  id="s2b23c80l25" />มาถึงหญิงหรือชายผู้มีความโกรธ ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b23c81" >
		<para id="s2b23c81p">
			<remark  id="s2b23c81l1" />          คนโกรธมีผิวพรรณทราม ย่อมนอนเป็นทุกข์ ถือเอาสิ่งที่เป็น
			<remark  id="s2b23c81l2" />          ประโยชน์แล้ว กลับปฏิบัติสิ่งอันไม่เป็นประโยชน์ ทำ
			<remark  id="s2b23c81l3" />          ปาณาติบาตด้วยกายและวาจา ย่อมถึงความเสื่อมทรัพย์ ผู้
			<remark  id="s2b23c81l4" />          มัวเมาเพราะความโกรธ ย่อมถึงความไม่มียศ ญาติมิตร
			<remark  id="s2b23c81l5" />          และสหาย ย่อมเว้นคนโกรธเสียห่างไกล คนผู้โกรธย่อมไม่
			<remark  id="s2b23c81l6" />          รู้จักความเจริญ ทำจิตให้กำเริบ ภัยที่เกิดมาจากภายในนั้น
			<remark  id="s2b23c81l7" />          คนผู้โกรธย่อมไม่รู้สึก คนโกรธย่อมไม่รู้อรรถ ไม่เห็นธรรม
			<remark  id="s2b23c81l8" />          ความโกรธย่อมครอบงำนรชนในขณะใด ความมืดตื้อย่อมมี
			<remark  id="s2b23c81l9" />          ในขณะนั้น คนผู้โกรธย่อมก่อกรรมที่ทำได้ยากเหมือนทำได้
			<remark  id="s2b23c81l10" />          ง่าย ภายหลังเมื่อหายโกรธแล้ว เขาย่อมเดือดร้อนเหมือน
			<remark  id="s2b23c81l11" />          ถูกไฟไหม้ คนผู้โกรธย่อมแสดงความเก้อยากก่อน เหมือน
			<remark  id="s2b23c81l12" />          ไฟแสดงควันก่อน ในกาลใด ความโกรธเกิดขึ้น คนย่อม
			<remark  id="s2b23c81l13" />          โกรธ ในกาลนั้น คนนั้นไม่มีหิริ ไม่มีโอตตัปปะ และไม่
			<remark  id="s2b23c81l14" />          มีความเคารพ คนที่ถูกความโกรธครอบงำย่อมไม่มีความ
			<remark  id="s2b23c81l15" />          สว่างแม้แต่น้อยเลย กรรมใดยังห่างไกลจากธรรม อันให้
			<remark  id="s2b23c81l16" />          เกิดความเดือดร้อน เราจักบอกกรรมเหล่านั้น เธอทั้งหลาย
			<remark  id="s2b23c81l17" />          จงฟังธรรมนั้นไปตามลำดับ คนโกรธฆ่าบิดาก็ได้ ฆ่ามารดา
			<remark  id="s2b23c81l18" />          ของตนก็ได้ ฆ่าพระขีณาสพก็ได้ ฆ่าปุถุชนก็ได้ ลูกที่
			<remark  id="s2b23c81l19" />          มารดาเลี้ยงไว้จนได้ลืมตาดูโลกนี้ ลูกเช่นนั้นกิเลสหยาบช้า
			<remark  id="s2b23c81l20" />          โกรธขึ้นมาย่อมฆ่าแม้มารดานั้นผู้ให้ชีวิตความเป็นอยู่ได้ จริง
			<remark  id="s2b23c81l21" />          อยู่ สัตว์เหล่านั้นมีตนเป็นเครื่องเปรียบเทียบ เพราะตนเป็น
			<remark  id="s2b23c81l22" />          ที่รักอย่างยิ่ง คนโกรธหมกมุ่นในรูปต่างๆ ย่อมฆ่าตัวเอง
			<remark  id="s2b23c81l23" />          ได้เพราะเหตุต่างๆ ย่อมฆ่าตัวเองด้วยดาบบ้าง กินยาพิษ
			<remark  id="s2b23c81l24" />          บ้าง เอาเชือกผูกคอตายบ้าง โดดเขาตายบ้าง คนเหล่านั้น
			<remark  id="s2b23c81l25" />          เมื่อกระทำกรรมอันมีแต่ความเสื่อมและทำลายตนก็ไม่รู้สึก
		</para>
	</section>
	<section id="s2b23c82" >
		<para id="s2b23c82p">
			<remark  id="s2b23c82l1" />          ความเสื่อมเกิดแต่ความโกรธ ตามที่กล่าวมานี้ เป็นบ่วงของ
			<remark  id="s2b23c82l2" />          มัจจุราช มีถ้ำเป็นที่อยู่อาศัย บุคคลผู้มักโกรธ มีการฝึกตน
			<remark  id="s2b23c82l3" />          คือมีปัญญา ความเพียรและสัมมาทิฐิ พึงตัดความโกรธนั้น
			<remark  id="s2b23c82l4" />          ขาดได้ บัณฑิตพึงตัดอกุศลธรรมแต่ละอย่างเสียให้ขาด พึง
			<remark  id="s2b23c82l5" />          ศึกษาในธรรมเหมือนอย่างนั้น เธอทั้งหลายปรารถนาอยู่ว่า
			<remark  id="s2b23c82l6" />          ขอความเป็นผู้เก้อยากอย่าได้มีแก่เราทั้งหลาย เธอทั้งหลาย
			<remark  id="s2b23c82l7" />          เป็นผู้ปราศจากความโกรธ ไม่มีความคับแค้นใจ ปราศจาก
			<remark  id="s2b23c82l8" />          ความโลภ ไม่มีความริษยา ฝึกฝนตนแล้ว ละความโกรธได้
			<remark  id="s2b23c82l9" />          เป็นผู้ไม่มีอาสวะ จักปรินิพพาน ฯ
			<remark  id="s2b23c82l10" />                         จบสูตรที่ ๑๑
			<remark  id="s2b23c82l11" />                      จบอัพยากตวรรคที่ ๑
			<remark  id="s2b23c82l12" />                         ______
			<remark  id="s2b23c82l13" />                   รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
			<remark  id="s2b23c82l14" />     	๑. อัพยากตสูตร  		๒. ปุริสคติสูตร  
			<remark  id="s2b23c82l15" />๓. ติสสสูตร  		๔. สีหสูตร
			<remark  id="s2b23c82l16" />๕. รักขิตสูตร  		๖. กิมมิลสูตร  
			<remark  id="s2b23c82l17" />๗. สัตตธรรมสูตร  		๘. โมคคัลลานสูตร  
			<remark  id="s2b23c82l18" />๙. ปุญญวิปากสูตร  		๑๐. ภริยาสูตร  
			<remark  id="s2b23c82l19" />๑๑. โกธนาสูตร
			<remark  id="s2b23c82l20" />                      ___________
		</para>
	</section>
	<section id="s2b23c83" >
		<para id="s2b23c83p">
			<remark  id="s2b23c83l1" />              มหาวรรคที่ ๒
			<remark  id="s2b23c83l2" />                           หิริสูตร
			<remark  id="s2b23c83l3" />     [๖๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อไม่มีหิริและโอตตัปปะ อินทรีย์สังวรของบุคคลผู้มีหิริ
			<remark  id="s2b23c83l4" />และโอตตัปปะวิบัติ ย่อมมีนิสัยถูกกำจัด เมื่อไม่มีอินทรีย์สังวร ศีลของบุคคลผู้มีอินทรีย์สังวร
			<remark  id="s2b23c83l5" />วิบัติ ย่อมมีอุปนิสัยถูกกำจัด เมื่อไม่มีศีล สัมมาสมาธิของบุคคลผู้มีศีลวิบัติ ย่อมมีอุปนิสัยถูก
			<remark  id="s2b23c83l6" />กำจัด เมื่อไม่มีสัมมาสมาธิ ยถาภูตญาณทัสสนะของบุคคลผู้มีสัมมาสมาธิวิบัติ ย่อมมีอุปนิสัย
			<remark  id="s2b23c83l7" />ถูกกำจัด เมื่อไม่มียถาภูตญาณทัสสนะ นิพพิทาและวิราคะ ของบุคคลผู้มียถาภูตญาณทัสสนะ
			<remark  id="s2b23c83l8" />วิบัติ ย่อมมีอุปนิสัยถูกกำจัด เมื่อไม่มีนิพพิทาและวิราคะ วิมุตติญาณทัสสนะของบุคคลผู้มี
			<remark  id="s2b23c83l9" />นิพพิทาและวิราคะวิบัติ ย่อมมีอุปนิสัยถูกกำจัด ดูกรภิกษุทั้งหลายเปรียบเหมือนต้นไม้มีกิ่ง
			<remark  id="s2b23c83l10" />และใบวิบัติ กระเทาะก็ดี เปลือกก็ดี กระพี้ก็ดี แก่นก็ดีของต้นไม้นั้นย่อมไม่ถึงความบริบูรณ์ 
			<remark  id="s2b23c83l11" />ฉะนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อมีหิริและโอตตัปปะ อินทรีย์สังวรของบุคคลผู้สมบูรณ์ด้วยหิริ
			<remark  id="s2b23c83l12" />และโอตตัปปะ ย่อมสมบูรณ์ด้วยอุปนิสัย เมื่อมีอินทรีย์สังวร ศีลของบุคคลผู้สมบูรณ์ด้วย
			<remark  id="s2b23c83l13" />อินทรีย์สังวร ย่อมสมบูรณ์ด้วยอุปนิสัย เมื่อมีศีล สัมมาสมาธิของบุคคลผู้สมบูรณ์ด้วยศีลย่อม
			<remark  id="s2b23c83l14" />สมบูรณ์ด้วยอุปนิสัย เมื่อมีสัมมาสมาธิ ยถาภูตญาณทัสสนะของบุคคลผู้สมบูรณ์ด้วยสัมมาสมาธิ
			<remark  id="s2b23c83l15" />ย่อมสมบูรณ์ด้วยอุปนิสัย เมื่อมียถาภูตญาณทัสสนะ นิพพิทาและวิราคะของบุคคลผู้สมบูรณ์
			<remark  id="s2b23c83l16" />ด้วยยถาภูตญาณทัสสนะ ย่อมสมบูรณ์ด้วยอุปนิสัยเมื่อมีนิพพิทาและวิราคะ วิมุตติญาณทัสสนะ
			<remark  id="s2b23c83l17" />ของบุคคลผู้สมบูรณ์ด้วยนิพพิทาและวิราคะ ย่อมสมบูรณ์ด้วยอุปนิสัย ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
			<remark  id="s2b23c83l18" />เปรียบเหมือนต้นไม้สมบูรณ์ด้วยกิ่งและใบ กะเทาะก็ดี เปลือกก็ดี กระพี้ก็ดี แก่นก็ดี ของ
			<remark  id="s2b23c83l19" />ต้นไม้นั้น ย่อมถึงความสมบูรณ์ ฉะนั้น ฯ
			<remark  id="s2b23c83l20" />                          จบสูตรที่ ๑
		</para>
	</section>
	<section id="s2b23c84" >
		<para id="s2b23c84p">
			<remark  id="s2b23c84l1" />                           สุริยสูตร
			<remark  id="s2b23c84l2" />     [๖๓] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ อัมพปาลีวัน ใกล้พระนครเวสาลี ณ ที่
			<remark  id="s2b23c84l3" />นั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระผู้มี
			<remark  id="s2b23c84l4" />พระภาคแล้ว พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย สังขารทั้งหลายไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน ไม่
			<remark  id="s2b23c84l5" />น่าชื่นชม นี้เป็นกำหนดควรเบื่อหน่าย ควรคลายกำหนัด ควรหลุดพ้น ในสังขารทั้งปวง ดูกร
			<remark  id="s2b23c84l6" />ภิกษุทั้งหลายขุนเขาสิเนรุ โดยยาว ๘๔,๐๐๐ โยชน์ โดยกว้าง ๘๔,๐๐๐ โยชน์ หยั่งลงใน
			<remark  id="s2b23c84l7" />มหาสมุทร ๘๔,๐๐๐ โยชน์ สูงจากมหาสมุทรขึ้นไป ๘๔,๐๐๐ โยชน์ มีกาลบางคราวที่ฝนไม่ตก
			<remark  id="s2b23c84l8" />หลายปี หลายร้อยปี หลายพันปี หลายแสนปี เมื่อฝนไม่ตก พืชคาม ภูตคามและติณชาติที่
			<remark  id="s2b23c84l9" />ใช้เข้ายา ป่าไม้ใหญ่ ย่อมเฉา เหี่ยวแห้ง เป็นอยู่ไม่ได้ ฉันใด สังขารก็ฉันนั้น เป็นสภาพ
			<remark  id="s2b23c84l10" />ไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน ไม่น่าชื่นชม นี้เป็นกำหนดควรเบื่อหน่าย ควรคลายกำหนัด ควรหลุดพ้น
			<remark  id="s2b23c84l11" /> ในสังขารทั้งปวง ฯ
			<remark  id="s2b23c84l12" />     ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในกาลบางครั้งบางคราว โดยล่วงไปแห่งกาลนาน  พระอาทิตย์ดวง
			<remark  id="s2b23c84l13" />ที่ ๒ ปรากฏ เพราะพระอาทิตย์ดวงที่ ๒ ปรากฏ แม่น้ำลำคลองทั้งหมด ย่อมงวดแห้ง ไม่มีน้ำ
			<remark  id="s2b23c84l14" /> ฉันใด สังขารก็ฉันนั้น เป็นสภาพไม่เที่ยง ...ควรหลุดพ้น ฯ
			<remark  id="s2b23c84l15" />     ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในกาลบางครั้งบางคราว โดยล่วงไปแห่งกาลนาน  พระอาทิตย์ดวง
			<remark  id="s2b23c84l16" />ที่ ๓ ปรากฏ เพราะอาทิตย์ดวงที่ ๓ ปรากฏ แม่น้ำสายใหญ่ๆคือ แม่น้ำคงคา ยมุนา 
			<remark  id="s2b23c84l17" />อจิรวดี สรภู มหี ทั้งหมดย่อมงวดแห้ง ไม่มีน้ำ ฉันใดดูกรภิกษุทั้งหลาย สังขารทั้งหลาย
			<remark  id="s2b23c84l18" />ก็ฉันนั้น เป็นสภาพไม่เที่ยง ... ควรหลุดพ้น ฯ
			<remark  id="s2b23c84l19" />     ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในกาลบางครั้งบางคราว โดยล่วงไปแห่งกาลนาน พระอาทิตย์ดวง
			<remark  id="s2b23c84l20" />ที่ ๔ ปรากฏ เพราะพระอาทิตย์ดวงที่ ๔ ปรากฏ แม่น้ำสายใหญ่ๆ ที่ไหลมารวมกันเป็นแม่น้ำ
			<remark  id="s2b23c84l21" />ใหญ่ คือแม่น้ำคงคา ยมุนา อจิรวดี สรภูมหี ทั้งหมดย่อมงวดแห้ง ไม่มีน้ำ ฉันใด ดูกร
			<remark  id="s2b23c84l22" />ภิกษุทั้งหลาย สังขารทั้งหลายก็ฉันนั้น เป็นสภาพไม่เที่ยง ... ควรหลุดพ้น ฯ
			<remark  id="s2b23c84l23" />     ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในกาลบางครั้งบางคราว โดยล่วงไปแห่งกาลนาน พระอาทิตย์ดวง
			<remark  id="s2b23c84l24" />ที่ ๕ ปรากฏ เพราะพระอาทิตย์ดวงที่ ๕ ปรากฏ น้ำในมหาสมุทรลึก ๑๐๐ โยชน์ก็ดี ๒๐๐ โยชน์
		</para>
	</section>
	<section id="s2b23c85" >
		<para id="s2b23c85p">
			<remark  id="s2b23c85l1" />ก็ดี ๓๐๐ โยชน์ก็ดี ๔๐๐ โยชน์ก็ดี ๕๐๐โยชน์ก็ดี ๖๐๐ โยชน์ก็ดี ๗๐๐ โยชน์ก็ดี ย่อมงวดลง
			<remark  id="s2b23c85l2" />เหลืออยู่เพียง ๗ ชั่วต้นตาลก็มี ๖ ชั่วต้นตาลก็มี ๕ ชั่วต้นตาลก็มี ๔ ชั่วต้นตาลก็มี ๓ ชั่วต้นตาล
			<remark  id="s2b23c85l3" />ก็มี ๒ ชั่วต้นตาลก็มี ชั่วต้นตาลเดียวก็มี แล้วยังจะเหลืออยู่ ๗ ชั่วคน๖ ชั่วคน ๕ ชั่วคน
			<remark  id="s2b23c85l4" /> ๔ ชั่วคน  ๓ ชั่วคน ๒ ชั่วคน ชั่วคนเดียว ครึ่งชั่วคน เพียงเอว เพียงเข่า เพียงแค่ข้อเท้า 
			<remark  id="s2b23c85l5" />เพียงในรอยเท้าโค ดูกรภิกษุทั้งหลาย น้ำในมหาสมุทรยังเหลืออยู่เพียงในรอยเท้าโคในที่นั้นๆ
			<remark  id="s2b23c85l6" /> เปรียบเหมือนในฤดูแล้ง เมื่อฝนเมล็ดใหญ่ๆ ตกลงมา น้ำเหลืออยู่ในรอยเท้าโคในที่นั้นๆ
			<remark  id="s2b23c85l7" />ฉะนั้น เพราะพระอาทิตย์ดวงที่ ๕ ปรากฏ น้ำในมหาสมุทรแม้เพียงข้อนิ้วก็ไม่มี ฉันใด ดูกร
			<remark  id="s2b23c85l8" />ภิกษุทั้งหลาย สังขารทั้งหลายก็ฉันนั้น เป็นสภาพไม่เที่ยง ...ควรหลุดพ้น ฯ
			<remark  id="s2b23c85l9" />     ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในกาลบางครั้งบางคราว โดยล่วงไปแห่งกาลนาน  พระอาทิตย์
			<remark  id="s2b23c85l10" />ดวงที่ ๖ ปรากฏ เพราะพระอาทิตย์ดวงที่ ๖ ปรากฏ แผ่นดินใหญ่นี้และขุนเขาสิเนรุ ย่อมมี
			<remark  id="s2b23c85l11" />กลุ่มควันพลุ่งขึ้น เปรียบเหมือนนายช่างหม้อเผาหม้อที่ปั้นดีแล้ว ย่อมมีกลุ่มควันพลุ่งขึ้น ฉะนั้น 
			<remark  id="s2b23c85l12" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย สังขารทั้งหลายก็ฉันนั้น เป็นสภาพไม่เที่ยง ... ควรหลุดพ้น ฯ
			<remark  id="s2b23c85l13" />     ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในกาลบางครั้งบางคราว โดยล่วงไปแห่งกาลนาน พระอาทิตย์
			<remark  id="s2b23c85l14" />ดวงที่ ๗ ปรากฏ เพราะพระอาทิตย์ดวงที่ ๗ ปรากฏ แผ่นดินใหญ่นี้และขุนเขาสิเนรุ ไฟจะติด
			<remark  id="s2b23c85l15" />ทั่วลุกโชติช่วง มีแสงเพลิงเป็นอันเดียวกัน เมื่อแผ่นดินใหญ่และขุนเขาสิเนรุไฟเผาลุกโชน 
			<remark  id="s2b23c85l16" />ลมหอบเอาเปลวไฟฟุ้งไปจนถึงพรหมโลก เมื่อขุนเขาสิเนรุไฟเผาลุกโชนกำลังทะลาย ถูกกอง
			<remark  id="s2b23c85l17" />เพลิงใหญ่เผาท่วมตลอดแล้ว ยอดเขาแม้ขนาด ๑๐๐ โยชน์ ๒๐๐ โยชน์ ๓๐๐ โยชน์ 
			<remark  id="s2b23c85l18" />๔๐๐ โยชน์  ๕๐๐ โยชน์ ย่อมพังทะลาย เมื่อแผ่นดินใหญ่และขุนเขาสิเนรุถูกไฟเผาผลาญอยู่
			<remark  id="s2b23c85l19" />ย่อมไม่ปรากฏขี้เถ้าและเขม่า เปรียบเหมือนเมื่อเนยใสหรือน้ำมันถูกไฟเผาผลาญ อยู่ ย่อมไม่
			<remark  id="s2b23c85l20" />ปรากฏขี้เถ้าและเขม่า ฉะนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย สังขารทั้งหลายก็ฉันนั้น เป็นสภาพไม่เที่ยง
			<remark  id="s2b23c85l21" /> ไม่ยั่งยืน ไม่น่าชื่นชม ควรจะเบื่อหน่าย ควรคลายกำหนัด ควรหลุดพ้น ในสังขารทั้งปวง 
			<remark  id="s2b23c85l22" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในข้อนั้น ใครจะรู้ใครจะเชื่อว่า แผ่นดินนี้และขุนเขาสิเนรุจักถูกไฟไหม้
			<remark  id="s2b23c85l23" />พินาศไม่เหลืออยู่ นอกจากอริยสาวกผู้มีบทอันเห็นแล้ว (โสดาบัน) ฯ
			<remark  id="s2b23c85l24" />     ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรื่องเคยมีมาแล้ว ศาสดาชื่อสุเนตตะเป็นเจ้าลัทธิปราศจากความ
			<remark  id="s2b23c85l25" />กำหนัดในกาม ก็ศาสดาชื่อสุเนตตะนั้น มีสาวกอยู่หลายร้อย เธอแสดงธรรมแก่สาวกทั้งหลาย 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b23c86" >
		<para id="s2b23c86p">
			<remark  id="s2b23c86l1" />เพื่อความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้นพรหมโลก และเมื่อสุเนตตศาสดาแสดงธรรมเพื่อความเป็น
			<remark  id="s2b23c86l2" />สหายแห่งเทวดาชั้นพรหมโลก สาวกเหล่าใดรู้ทั่วถึงคำสอนได้หมดทุกอย่าง สาวกเหล่านั้น
			<remark  id="s2b23c86l3" /> เมื่อตายไป ก็เข้าถึงสุคติ พรหมโลก ส่วนสาวกเหล่าใดยังไม่รู้ทั่วถึงคำสอนได้หมดทุกอย่าง
			<remark  id="s2b23c86l4" /> สาวกเหล่านั้นเมื่อตายไป บางพวกเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้นปรนิมมิตวสวัสดี 
			<remark  id="s2b23c86l5" />บางพวกเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้นนิมมานรดี บางพวกเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดา
			<remark  id="s2b23c86l6" />ชั้นดุสิต บางพวกเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้นยามา บางพวกเข้าถึงความเป็นสหายแห่ง
			<remark  id="s2b23c86l7" />เทวดาชั้นดาวดึงส์ บางพวกเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้นจาตุมมหาราช บางพวกเข้าถึง
			<remark  id="s2b23c86l8" />ความเป็นสหายแห่งกษัตริย์มหาศาล บางพวกเข้าถึงความเป็นสหายแห่งพราหมณ์มหาศาล 
			<remark  id="s2b23c86l9" />บางพวกเข้าถึงความเป็นสหายแห่งคฤหบดีมหาศาล ฯ
			<remark  id="s2b23c86l10" />     ดูกรภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแล สุเนตตศาสดามีความคิดเห็นว่า การที่เราจะพึงเป็นผู้
			<remark  id="s2b23c86l11" />มีสติเสมอกับสาวกทั้งหลายในสัมปรายภพไม่สมควรเลย ผิฉะนั้นเราควรจะเจริญเมตตาให้ยิ่ง
			<remark  id="s2b23c86l12" />ขึ้นไปอีก ครั้งนั้นแล สุเนตตศาสดาจึงได้เจริญเมตตาจิตตลอด ๗ ปี แล้วไม่มาสู่โลกนี้ตลอด ๗ 
			<remark  id="s2b23c86l13" />สังวัฏฏวิวัฏฏกัล์ป เมื่อโลกวิบัติเข้าถึงพรหมโลกชั้นอาภัสสระ เมื่อโลกเจริญ เข้าถึงวิมานพรหม
			<remark  id="s2b23c86l14" />ที่ว่าง ในวิมานนั้น สุเนตตศาสดาเป็นพรหม เป็นท้าวมหาพรหม เป็นใหญ่ ไม่มีใครยิ่งกว่า 
			<remark  id="s2b23c86l15" />รู้เห็นเหตุการณ์โดยถ่องแท้ เป็นผู้มีอำนาจมาก เกิดเป็นท้าวสักกะจอมเทวดา๓๖ ครั้ง เป็น
			<remark  id="s2b23c86l16" />พระเจ้าจักรพรรดิผู้ตั้งอยู่ในธรรม เป็นพระธรรมราชา มีสมุทรทั้ง ๔ เป็นขอบเขต ผู้ได้ชัยชนะ
			<remark  id="s2b23c86l17" />สงคราม สถาปนาประชาชนไว้เป็นปึกแผ่นมั่นคง พรั่งพร้อมด้วยรัตนะ ๗ ประการ หลายร้อยครั้ง 
			<remark  id="s2b23c86l18" />พระราชโอรสของพระเจ้าจักรพรรดินั้น ล้วนแต่องอาจ กล้าหาญ ชาญชัย ย่ำยีศัตรูได้ 
			<remark  id="s2b23c86l19" />พระเจ้าจักรพรรดินั้นทรงปกครองปฐพีมณฑล อันมีมหาสมุทรเป็นขอบเขต ไม่ต้องใช้อาชญา 
			<remark  id="s2b23c86l20" />ไม่ต้องใช้ศัสตรา ใช้ธรรมปกครอง ดูกรภิกษุทั้งหลาย สุเนตตศาสดานั้นแล มีอายุยืนนาน
			<remark  id="s2b23c86l21" />ดำรงมั่นอยู่อย่างนี้ แต่ก็ไม่พ้นจากชาติ ชรา พยาธิ มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์
			<remark  id="s2b23c86l22" />โทมนัสและอุปายาส เรากล่าวว่า ไม่พ้นจากทุกข์ได้ ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะยังไม่ตรัสรู้ 
			<remark  id="s2b23c86l23" />ไม่ได้แทงตลอดธรรม ๔ ประการ ๔ ประการเป็นไฉน คือ อริยศีล ๑ อริยสมาธิ ๑ อริยปัญญา ๑ 
			<remark  id="s2b23c86l24" />อริยวิมุติ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยศีลอริยสมาธิ อริยปัญญา อริยวิมุติ เราตรัสรู้แล้ว 
			<remark  id="s2b23c86l25" />แทงตลอดแล้ว เราถอนตัณหาในภพได้แล้ว ตัณหาอันเป็นเครื่องนำไปสู่ภพสิ้นแล้ว บัดนี้
			<remark  id="s2b23c86l26" />ภพใหม่ไม่มี ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b23c87" >
		<para id="s2b23c87p">
			<remark  id="s2b23c87l1" />     พระผู้มีพระภาคผู้สุคตศาสดา ครั้นตรัสไวยากรณภาษิตนี้จบลงแล้ว จึงได้ตรัสคาถา
			<remark  id="s2b23c87l2" />ประพันธ์ต่อไปอีกว่า
			<remark  id="s2b23c87l3" />          ธรรมเหล่านี้ คือ ศีล สมาธิ ปัญญาและวิมุติอย่างยิ่ง
			<remark  id="s2b23c87l4" />          พระโคดมผู้มียศตรัสรู้แล้ว พระพุทธเจ้าผู้เป็นศาสดา ผู้มี
			<remark  id="s2b23c87l5" />          พระจักษุ ทรงรู้ยิ่งด้วยประการดังนี้แล้ว ตรัสบอกธรรม ๔ 
			<remark  id="s2b23c87l6" />ประการแก่ภิกษุทั้งหลาย ทรงกระทำที่สุดทุกข์แล้ว
			<remark  id="s2b23c87l7" />          ปรินิพพาน ฯ
			<remark  id="s2b23c87l8" />                          จบสูตรที่ ๒
			<remark  id="s2b23c87l9" />                           นครสูตร
			<remark  id="s2b23c87l10" />     [๖๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในกาลใด ปัจจันตนครของพระราชา ป้องกันไว้ดีด้วย
			<remark  id="s2b23c87l11" />เครื่องป้องกัน ๗ ประการ และหาอาหาร ๔ ประการได้ตามความปรารถนาได้โดยไม่ยาก ไม่ลำบาก
			<remark  id="s2b23c87l12" /> ในกาลนั้น เรากล่าวว่า ศัตรูหมู่ปัจจามิตรภายนอกทำอันตรายปัจจันตนครของพระราชานั้นไม่ได้ 
			<remark  id="s2b23c87l13" />เครื่องป้องกัน ๗ ประการเป็นไฉนคือในปัจจันตนครของพระราชา มีเสาระเนียดขุดหลุมฝังลึก 
			<remark  id="s2b23c87l14" />ไม่หวั่นไหว นี้เป็นเครื่องป้องกันนครประการที่ ๑ สำหรับคุ้มภัยภายในและป้องกันอันตราย
			<remark  id="s2b23c87l15" />ภายนอก ฯ
			<remark  id="s2b23c87l16" />     อีกประการหนึ่ง มีคูขุดลึกและกว้าง นี้เป็นเครื่องป้องกันนครประการที่ ๒ สำหรับ
			<remark  id="s2b23c87l17" />คุ้มภัยภายในและป้องกันอันตรายภายนอก ฯ
			<remark  id="s2b23c87l18" />     อีกประการหนึ่ง มีทางเดินตามคูได้รอบ ทั้งสูงและกว้างนี้เป็นเครื่องป้องกันนคร
			<remark  id="s2b23c87l19" />ประการที่ ๓ สำหรับคุ้มภัยภายในและป้องอันตรายภายนอก ฯ
			<remark  id="s2b23c87l20" />     อีกประการหนึ่ง มีการสะสมอาวุธไว้มาก ทั้งที่เป็นอาวุธแหลมยาวและอาวุธคม นี้เป็น
			<remark  id="s2b23c87l21" />เครื่องป้องกันนครประการที่ ๔ สำหรับคุ้มภัยภายในและป้องกันอันตรายภายนอก ฯ
			<remark  id="s2b23c87l22" />     อีกประการหนึ่ง ตั้งกองทัพไว้มาก คือ พลช้าง พลม้า พลรถ พลธนู กองถือธง 
			<remark  id="s2b23c87l23" />กองจัดกระบวนทัพ กองสัมภาระ กองเสนาธิการ กองตะลุมบอนเหมือนช้างที่วิ่งเข้าสู่สงคราม
		</para>
	</section>
	<section id="s2b23c88" >
		<para id="s2b23c88p">
			<remark  id="s2b23c88l1" /> กองทหารหาญ กองทหารโลหะ กองเกราะหนัง กองทหารทาส นี้เป็นเครื่องป้องกันนคร
			<remark  id="s2b23c88l2" />ประการที่ ๕ สำหรับคุ้มภัยภายในและป้องกันอันตรายภายนอก ฯ
			<remark  id="s2b23c88l3" />     อีกประการหนึ่ง มีทหารยามฉลาดสามารถดี ห้ามไม่ให้คนที่ไม่รู้จักเข้าอนุญาตให้คนที่
			<remark  id="s2b23c88l4" />รู้จักเข้า นี้เป็นเครื่องป้องกันนครประการที่ ๖ สำหรับคุ้มภัยภายในและป้องกันอันตรายภายนอก ฯ
			<remark  id="s2b23c88l5" />     อีกประการหนึ่ง มีกำแพงทั้งสูงและกว้าง พร้อมด้วยป้อมก่ออิฐถือปูนดีนี้เป็นเครื่อง
			<remark  id="s2b23c88l6" />ป้องกันนครประการที่ ๗ สำหรับคุ้มภัยภายในและป้องกันอันตรายภายนอก ปัจจันตนครมีการ
			<remark  id="s2b23c88l7" />ป้องกันดี ด้วยเครื่องป้องกัน ๗ ประการนี้แล ฯ
			<remark  id="s2b23c88l8" />     ปัจจันตนครหาอาหาร ๔ ประการ  ได้ตามความปรารถนา ได้โดยไม่ยาก ไม่ลำบาก
			<remark  id="s2b23c88l9" /> เป็นไฉน คือในปัจจันตนครของพระราชามีการสะสมหญ้า ไม้ และน้ำไว้มาก เพื่อความอุ่นใจ
			<remark  id="s2b23c88l10" /> ไม่สะดุ้งกลัว เพื่ออยู่เป็นสุขแห่งชนภายใน และป้องกันอันตรายภายนอก ฯ
			<remark  id="s2b23c88l11" />     อีกประการหนึ่ง มีการสะสมข้าวสาลี (ข้าวเจ้า) และข้าวเหนียวไว้มาก เพื่อความอุ่นใจ
			<remark  id="s2b23c88l12" /> ไม่สะดุ้งกลัว เพื่ออยู่เป็นสุขแห่งชนภายใน และป้องกันอันตรายภายนอก ฯ
			<remark  id="s2b23c88l13" />     อีกประการหนึ่ง มีการสะสมงา  ถั่วเขียว  ถั่วทอง  และอปรัณชาติไว้มาก   เพื่อความ
			<remark  id="s2b23c88l14" />อุ่นใจ ไม่สะดุ้งกลัว เพื่ออยู่เป็นสุขแห่งชนภายใน และป้องกันอันตรายภายนอก ฯ
			<remark  id="s2b23c88l15" />     อีกประการหนึ่ง มีการสะสมเภสัชไว้มาก คือ เนยใส เนยข้น น้ำมัน น้ำผึ้ง น้ำอ้อย 
			<remark  id="s2b23c88l16" />เกลือ เพื่อความอุ่นใจ ไม่สะดุ้งกลัว เพื่ออยู่เป็นสุขแห่งชนภายใน และป้องกันอันตราย
			<remark  id="s2b23c88l17" />ภายนอก ฯ
			<remark  id="s2b23c88l18" />     ปัจจันตนคร หาอาหาร ๔ ประการได้ตามปรารถนา   ได้โดยไม่ยาก  ไม่ลำบาก   ดูกร
			<remark  id="s2b23c88l19" />ภิกษุทั้งหลาย ในกาลใด ปัจจันตนครของพระราชาป้องกันไว้ดีด้วยเครื่องป้องกัน ๗ ประการนี้
			<remark  id="s2b23c88l20" /> และอาหาร ๔ ประการได้ตามความปรารถนาได้โดยไม่ยาก ไม่ลำบาก ในกาลนั้น เรากล่าวว่า 
			<remark  id="s2b23c88l21" />ศัตรูหมู่ปัจจามิตรไม่ทำอันตรายได้ ฯ
			<remark  id="s2b23c88l22" />     ดูกรภิกษุทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือนกันแล ในกาลใด อริยสาวกประกอบพร้อมด้วย
			<remark  id="s2b23c88l23" />สัทธรรม ๗ ประการ และเป็นผู้มีปรกติได้ตามความปรารถนา ได้โดยไม่ยาก ไม่ลำบาก ซึ่งฌาน ๔ 
			<remark  id="s2b23c88l24" />อันมีในจิตยิ่ง เป็นเครื่องอยู่เป็นสุขในปัจจุบัน ในกาลนั้น เรากล่าวว่ามารผู้มีบาปทำอันตราย
		</para>
	</section>
	<section id="s2b23c89" >
		<para id="s2b23c89p">
			<remark  id="s2b23c89l1" />อริยสาวกไม่ได้ สัทธรรม ๗ประการเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกเป็นผู้มีศรัทธา
			<remark  id="s2b23c89l2" /> เชื่อพระปัญญาเครื่องตรัสรู้ของพระตถาคตว่า แม้เพราะเหตุนี้ๆ พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ฯลฯ
			<remark  id="s2b23c89l3" />เป็นผู้ตื่นแล้ว เป็นผู้จำแนกธรรม เปรียบเหมือนในปัจจันตนครของพระราชา มีเสาระเนียด
			<remark  id="s2b23c89l4" />ขุดหลุมฝังลึก ไม่หวั่นไหว สำหรับคุ้มภัยภายในและป้องกันอันตรายภายนอก ฉะนั้น ดูกร
			<remark  id="s2b23c89l5" />ภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้มีศรัทธาเปรียบเหมือนเสาระเนียด ย่อมละอกุศล เจริญกุศล ละกรรม
			<remark  id="s2b23c89l6" />ที่มีโทษ เจริญกรรมอันไม่มีโทษบริหารตนให้บริสุทธิ์ นี้เป็นสัทธรรมประการที่ ๑ ฯลฯ
			<remark  id="s2b23c89l7" />     อริยสาวกเป็นผู้มีหิริ ละอายต่อกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต ละอายต่อการเข้าถึง
			<remark  id="s2b23c89l8" />อกุศลธรรมอันชั่วช้าลามก เปรียบเหมือนในปัจจันตนครของพระราชา มีคู (สนามเพลาะ) ทั้งลึก
			<remark  id="s2b23c89l9" />และกว้าง สำหรับคุ้มภัยภายในและป้องกันอันตรายภายนอก ฉะนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริย
			<remark  id="s2b23c89l10" />สาวกผู้มีหิริเปรียบเหมือนคู ย่อมละอกุศล ... บริหารตนให้บริสุทธิ์ นี้เป็นสัทธรรมประการที่ ๒ ฯ
			<remark  id="s2b23c89l11" />     อริยสาวกมีโอตตัปปะ สะดุ้งกลัวต่อกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริตสะดุ้งกลัวต่อการ
			<remark  id="s2b23c89l12" />เข้าถึงอกุศลธรรมอันชั่วช้าลามก เปรียบเหมือนในปัจจันตนครของพระราชา มีทางเดินตามคูได้รอบ
			<remark  id="s2b23c89l13" /> ทั้งสูงและกว้าง สำหรับคุ้มภัยภายในและป้องกันอันตรายภายนอกฉะนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
			<remark  id="s2b23c89l14" />อริยสาวกผู้มีโอตตัปปะเปรียบเหมือนทางเดินตามคู ย่อมละอกุศลธรรม ... ย่อมบริหารตนให้
			<remark  id="s2b23c89l15" />บริสุทธิ์นี้เป็นสัทธรรมประการที่ ๓ ฯ
			<remark  id="s2b23c89l16" />     อริยสาวกเป็นพหูสูต ทรงสุตะ สั่งสมสุตะ ได้สดับตรับฟังมาก ทรงจำไว้ คล่องปาก
			<remark  id="s2b23c89l17" /> ขึ้นใจ แทงตลอดด้วยดีด้วยทิฐิ ซึ่งธรรมทั้งหลายอันงามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามใน
			<remark  id="s2b23c89l18" />ที่สุด ประกาศพรหมจรรย์พร้อมทั้งอรรถพร้อมทั้งพยัญชนะ บริสุทธิ์ บริบูรณ์ สิ้นเชิง เปรียบ
			<remark  id="s2b23c89l19" />เหมือนในปัจจันตนครของพระราชา มีการสะสมอาวุธไว้มาก ทั้งที่เป็นอาวุธแหลมยาวและอาวุธคม
			<remark  id="s2b23c89l20" />สำหรับคุ้มภัยภายในและป้องกันอันตรายภายนอก ฉะนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลายอริยสาวกผู้
			<remark  id="s2b23c89l21" />มีสุตะเปรียบเหมือนอาวุธ ย่อมละอกุศลธรรม ... บริหารตนให้บริสุทธิ์นี้เป็นสัทธรรมประการที่ ๔ ฯ
			<remark  id="s2b23c89l22" />     อริยสาวกปรารภความเพียร เพื่อละอกุศลธรรม เพื่อให้กุศลธรรมถึงพร้อม  มีกำลัง  มีความ
			<remark  id="s2b23c89l23" />บากบั่นมั่นคง ไม่ทอดธุระในกุศลธรรม เปรียบเหมือนในปัจจันตนครของพระราชา ตั้งกองทัพ
			<remark  id="s2b23c89l24" />ไว้มาก คือพลม้า ฯลฯ กองทหารทาส สำหรับคุ้มภัยภายในและป้องกันอันตรายภายนอก ฉะนั้น 
			<remark  id="s2b23c89l25" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกมีความเพียรเปรียบเหมือนกองทัพ ย่อมละอกุศลธรรม ... บริหารตน
			<remark  id="s2b23c89l26" />ให้บริสุทธิ์ นี้เป็นสัทธรรมประการที่ ๕ ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b23c90" >
		<para id="s2b23c90p">
			<remark  id="s2b23c90l1" />     อริยสาวกเป็นผู้มีสติ ประกอบด้วยสติเป็นเครื่องรักษาตนอย่างยิ่ง ย่อมตามระลึกถึงกรรม
			<remark  id="s2b23c90l2" />ที่ได้ทำและคำที่ได้พูดแล้วแม้นานได้ เปรียบเหมือนในปัจจันตนครของพระราชา มีทหารยามฉลาด
			<remark  id="s2b23c90l3" />สามารถดี ห้ามไม่ให้คนที่ไม่รู้จักเข้าอนุญาตให้คนที่รู้จักเข้า สำหรับคุ้มภัยภายในและป้องกัน
			<remark  id="s2b23c90l4" />อันตรายภายนอก ฉะนั้นดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้มีสติเปรียบเหมือนทหารยาม ย่อมละ
			<remark  id="s2b23c90l5" />อกุศลธรรม... บริหารตนให้บริสุทธิ์ นี้เป็นสัทธรรมประการที่ ๖ ฯ
			<remark  id="s2b23c90l6" />     อริยสาวกเป็นผู้มีปัญญา ประกอบด้วยปัญญาเครื่องพิจารณาความเกิดและความดับ เป็น
			<remark  id="s2b23c90l7" />อริยะ ชำแรกกิเลส ให้ถึงความสิ้นทุกข์โดยชอบ เปรียบเหมือนในปัจจันตนครของพระราชา 
			<remark  id="s2b23c90l8" />มีกำแพงทั้งสูงทั้งกว้างพร้อมด้วยป้อมก่ออิฐถือปูนดี เพื่อคุ้มภัยภายในและป้องกันอันตรายภายนอก 
			<remark  id="s2b23c90l9" />ฉะนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลายอริยสาวกผู้มีปัญญาเปรียบเหมือนกำแพงอันพร้อมด้วยป้อมก่อ
			<remark  id="s2b23c90l10" />อิฐถือปูนดี ย่อมละอกุศล เจริญกุศล ละกรรมที่มีโทษ เจริญกรรมที่ไม่มีโทษ บริหารตนให้
			<remark  id="s2b23c90l11" />บริสุทธิ์นี้เป็นสัทธรรมประการที่ ๗ อริยสาวกเป็นผู้ประกอบด้วยสัทธรรม ๗ ประการนี้ ฯ
			<remark  id="s2b23c90l12" />     อริยสาวกเป็นผู้มีปรกติได้ตามความปรารถนา ได้โดยไม่ยาก ไม่ลำบาก ซึ่งฌาน ๔ อันมี
			<remark  id="s2b23c90l13" />ในจิตยิ่ง เป็นเครื่องอยู่เป็นสุขในปัจจุบันเป็นไฉน อริยสาวกสงัดจากกาม สงัดจากอกุศล
			<remark  id="s2b23c90l14" />ธรรม บรรลุปฐมฌาน มีวิตกวิจาร มีปีติ และสุขเกิดแต่วิเวกอยู่ เพื่อความอุ่นใจ ไม่สะดุ้ง
			<remark  id="s2b23c90l15" />กลัว เพื่ออยู่เป็นสุขแห่งตนและเพื่อหยั่งลงสู่นิพพาน เปรียบเหมือนในปัจจันตนครของพระราชา
			<remark  id="s2b23c90l16" /> มีการสะสมหญ้า ไม้และน้ำไว้มาก เพื่อความอุ่นใจ ไม่สะดุ้งกลัว เพื่ออยู่เป็นสุขแห่งชนภายใน 
			<remark  id="s2b23c90l17" />และเพื่อป้องกันอันตรายภายนอก ฉะนั้น ฯ
			<remark  id="s2b23c90l18" />     อริยสาวกบรรลุทุติยฌาน มีความผ่องใสแห่งจิตในภายในเป็นธรรมเอกผุดขึ้น ไม่มีวิตก 
			<remark  id="s2b23c90l19" />ไม่มีวิจาร เพราะวิตกวิจารสงบไป มีปีติและสุขเกิดจากสมาธิอยู่เพื่อความอุ่นใจ ไม่สะดุ้งกลัว 
			<remark  id="s2b23c90l20" />เพื่ออยู่เป็นสุขแห่งตน และเพื่อหยั่งลงสู่นิพพานเปรียบเหมือนในปัจจันตนครของพระราชา มี
			<remark  id="s2b23c90l21" />การสะสมข้าวสาลี (ข้าวเจ้า) และข้าวเหนียวไว้มาก เพื่อความอุ่นใจภายใน ไม่สะดุ้งกลัว เพื่อ
			<remark  id="s2b23c90l22" />อยู่เป็นสุขแห่งชนภายใน และเพื่อป้องกันอันตรายภายนอก ฉะนั้น ฯ
			<remark  id="s2b23c90l23" />     อริยสาวกมีอุเบกขา มีสติ มีสัมปชัญญะ เสวยสุขด้วยนามกายเพราะปีติสิ้นไป บรรลุ
			<remark  id="s2b23c90l24" />ตติยฌานที่พระอริยเจ้าทั้งหลายสรรเสริญว่า ผู้ได้ฌานนี้เป็นผู้มีอุเบกขา มีสติอยู่เป็นสุข เพื่อความ
			<remark  id="s2b23c90l25" />อุ่นใจ ไม่สะดุ้งกลัว เพื่ออยู่เป็นสุขแห่งตน และเพื่อหยั่งลงสู่นิพพาน เปรียบเหมือนใน
			<remark  id="s2b23c90l26" />ปัจจันตนครของพระราชา มีการสะสมงา ถั่วเขียว ถั่วทอง และอปรัณชาติไว้มาก เพื่อความ
			<remark  id="s2b23c90l27" />อุ่นใจ ไม่สะดุ้งกลัว เพื่ออยู่เป็นสุขแห่งชนภายใน และเพื่อป้องกันอันตรายภายนอก ฉะนั้น ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b23c91" >
		<para id="s2b23c91p">
			<remark  id="s2b23c91l1" />     อริยสาวกบรรลุจตุตถฌาน ไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข เพราะละสุขละทุกข์และดับโสมนัส
			<remark  id="s2b23c91l2" />โทมนัสก่อนๆ ได้ มีอุเบกขาเป็นเหตุให้สติบริสุทธิ์อยู่ เพื่อความอุ่นใจ ไม่สะดุ้งกลัว เพื่ออยู่
			<remark  id="s2b23c91l3" />เป็นสุขแห่งตนและเพื่อหยั่งลงสู่นิพพาน เปรียบเหมือนในปัจจันตนครของพระราชามีการสะสม
			<remark  id="s2b23c91l4" />เภสัชไว้มาก คือ เนยใส เนยข้นน้ำมัน น้ำผึ้ง น้ำอ้อย เกลือ เพื่อความอุ่นใจ ไม่สะดุ้ง
			<remark  id="s2b23c91l5" />กลัว เพื่ออยู่เป็นสุขแห่งชนภายใน และป้องกันอันตรายภายนอก ฉะนั้น ฯ
			<remark  id="s2b23c91l6" />     อริยสาวกเป็นผู้มีปรกติได้ตามความปรารถนา ได้โดยไม่ยาก ไม่ลำบาก ซึ่งฌาน ๔ นี้
			<remark  id="s2b23c91l7" />อันมีในจิตยิ่ง เป็นเครื่องอยู่เป็นสุขในปัจจุบัน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในกาลใด อริยสาวกประกอบด้วย
			<remark  id="s2b23c91l8" />สัทธรรม ๗ ประการนี้ และมีปรกติได้ตามความปรารถนา ได้โดยไม่ยาก ไม่ลำบาก ซึ่งฌาน ๔ นี้
			<remark  id="s2b23c91l9" />อันมีในจิตยิ่งเป็นเครื่องอยู่เป็นสุขในปัจจุบัน ในกาลนั้นแล มารผู้มีบาปก็ทำอันตรายอริยสาวก
			<remark  id="s2b23c91l10" />ไม่ได้ ฯ
			<remark  id="s2b23c91l11" />                          จบสูตรที่ ๓
			<remark  id="s2b23c91l12" />                          ธัมมัญญูสูตร
			<remark  id="s2b23c91l13" />     [๖๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๗ ประการ เป็นผู้ควรของคำนับ ฯลฯ 
			<remark  id="s2b23c91l14" />เป็นนาบุญของโลก ไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า ธรรม ๗ ประการเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
			<remark  id="s2b23c91l15" />ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นธัมมัญญู รู้จักธรรม๑ อัตถัญญู รู้จักอรรถ ๑ อัตตัญญู รู้จักตน ๑ 
			<remark  id="s2b23c91l16" />มตตัญญู รู้จักประมาณ ๑กาลัญญู รู้จักกาล ๑ ปริสัญญู รู้จักบริษัท ๑  ปุคคลปโรปรัญญู รู้
			<remark  id="s2b23c91l17" />จักเลือกคบคน ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุเป็นธัมมัญญูอย่างไร ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมรู้ธรรม 
			<remark  id="s2b23c91l18" />คือ สุตตะ เคยยะ ไวยากรณะ คาถา อุทาน อิติวุตตกะ ชาตกะอัพภูตธรรม เวทัลละ 
			<remark  id="s2b23c91l19" />หากภิกษุไม่พึงรู้จักธรรม คือ สุตตะ ... เวทัลละ เราก็ไม่พึงเรียกว่าเป็นธัมมัญญู แต่เพราะภิกษุ
			<remark  id="s2b23c91l20" />รู้ธรรม คือ สุตตะ ... เวทัลละฉะนั้นเราจึงเรียกว่าเป็นธัมมัญญู ด้วยประการฉะนี้ ฯ
			<remark  id="s2b23c91l21" />     ก็ภิกษุเป็นอัตถัญญูอย่างไร ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมรู้จักเนื้อความแห่งภาษิตนั้นๆ 
			<remark  id="s2b23c91l22" />ว่า นี้เป็นเนื้อความแห่งภาษิตนี้ๆ หากภิกษุไม่พึงรู้เนื้อความแห่งภาษิตนั้นๆ ว่า นี้เป็นเนื้อความ
			<remark  id="s2b23c91l23" />แห่งภาษิตนี้ๆ เราก็ไม่พึงเรียกว่าเป็นอัตถัญญู แต่เพราะภิกษุรู้เนื้อความแห่งภาษิตนั้นๆ ว่า 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b23c92" >
		<para id="s2b23c92p">
			<remark  id="s2b23c92l1" />นี้เป็นเนื้อความแห่งภาษิตนี้ๆ ฉะนั้น เราจึงเรียกว่าเป็นอัตถัญญู ภิกษุเป็นธัมมัญญู อัตถัญญู
			<remark  id="s2b23c92l2" />ด้วยประการฉะนี้ ฯ
			<remark  id="s2b23c92l3" />     ก็ภิกษุเป็นอัตตัญญูอย่างไร ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมรู้จักตนว่า เราเป็นผู้มีศรัทธา 
			<remark  id="s2b23c92l4" />ศีล สุตะ จาคะ ปัญญา ปฏิภาณ เพียงเท่านี้ ถ้าภิกษุไม่พึงรู้จักตนว่า เราเป็นผู้มีศรัทธา ศีล 
			<remark  id="s2b23c92l5" />สุตะ จาคะ ปัญญา ปฏิภาณ เพียงเท่านี้เราก็ไม่พึงเรียกว่าเป็นอัตตัญญู แต่เพราะภิกษุรู้จัก
			<remark  id="s2b23c92l6" />ตนว่า เราเป็นผู้มีศรัทธา ศีลสุตะ จาคะ ปัญญา ปฏิภาณ เพียงเท่านี้ ฉะนั้น เราจึงเรียกว่า
			<remark  id="s2b23c92l7" />เป็นอัตตัญญูภิกษุเป็นธัมมัญญู อัตถัญญู อัตตัญญู ด้วยประการฉะนี้ ฯ
			<remark  id="s2b23c92l8" />     ก็ภิกษุเป็นมัตตัญญูอย่างไร ภิกษุในธรรมวินัยนี้ รู้จักประมาณในการรับจีวร บิณฑบาต 
			<remark  id="s2b23c92l9" />เสนาสนะ และคิลานปัจจัยเภสัชบริขาร หากภิกษุไม่พึงรู้จักประมาณในการรับจีวร บิณฑบาต 
			<remark  id="s2b23c92l10" />เสนาสนะ และคิลานปัจจัยเภสัชบริขาร เราก็ไม่พึงเรียกว่าเป็นมัตตัญญู แต่เพราะภิกษุรู้จัก
			<remark  id="s2b23c92l11" />ประมาณในการรับจีวร บิณฑบาตเสนาสนะ และคิลานปัจจัยเภสัชบริขาร ฉะนั้น เราจึงเรียกว่า
			<remark  id="s2b23c92l12" />เป็นมัตตัญญูภิกษุเป็นธัมมัญญู อัตถัญญู อัตตัญญู มัตตัญญู ด้วยประการฉะนี้ ฯ
			<remark  id="s2b23c92l13" />     ก็ภิกษุเป็นกาลัญญูอย่างไร ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมรู้จักกาลว่า นี้เป็นกาลเรียน นี้
			<remark  id="s2b23c92l14" />เป็นกาลสอบถาม นี้เป็นกาลประกอบความเพียร นี้เป็นกาลหลีกออกเร้น หากภิกษุไม่พึงรู้จักกาล
			<remark  id="s2b23c92l15" />ว่า นี้เป็นกาลเรียน นี้เป็นกาลสอบถามนี้เป็นกาลประกอบความเพียร นี้เป็นกาลหลีกออกเร้น
			<remark  id="s2b23c92l16" /> เราไม่พึงเรียกว่าเป็นกาลัญญู แต่เพราะภิกษุรู้จักกาลว่า นี้เป็นกาลเรียน นี้เป็นกาลสอบถาม 
			<remark  id="s2b23c92l17" />นี้เป็นกาลประกอบความเพียร นี้เป็นกาลหลีกออกเร้น ฉะนั้น เราจึงเรียกว่าเป็น กาลัญญู 
			<remark  id="s2b23c92l18" />ภิกษุเป็นธัมมัญญู อัตถัญญู อัตตัญญู มัตตัญญู กาลัญญู ด้วยประการฉะนี้ ฯ
			<remark  id="s2b23c92l19" />     ก็ภิกษุเป็นปริสัญญูอย่างไร ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมรู้จักบริษัทว่า นี้บริษัทกษัตริย์ นี้บริษัท
			<remark  id="s2b23c92l20" />คฤหบดี นี้บริษัทสมณะ ในบริษัทนั้น เราพึงเข้าไปหาอย่างนี้ พึงยืนอย่างนี้ พึงทำอย่างนี้ 
			<remark  id="s2b23c92l21" />พึงนั่งอย่างนี้ พึงนิ่งอย่างนี้ หากภิกษุไม่รู้จักบริษัทว่า นี้บริษัทกษัตริย์ ... พึงนิ่ง
			<remark  id="s2b23c92l22" />อย่างนี้ เราก็ไม่พึงเรียกว่าเป็นปริสัญญูแต่เพราะภิกษุรู้จักบริษัทว่า นี้บริษัทกษัตริย์ ... พึงนิ่ง
			<remark  id="s2b23c92l23" />อย่างนี้ ฉะนั้น เราจึงเรียกว่าเป็นปริสัญญู ภิกษุเป็นธัมมัญญู อัตถัญญู อัตตัญญู มัตตัญญู 
			<remark  id="s2b23c92l24" />กาลัญญูปริสัญญู ด้วยประการฉะนี้ ฯ
			<remark  id="s2b23c92l25" />     ก็ภิกษุเป็นปุคคลปโรปรัญญูอย่างไร ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้รู้จักบุคคลโดยส่วน ๒ 
			<remark  id="s2b23c92l26" />คือ บุคคล ๒ จำพวก คือ พวกหนึ่งต้องการเห็นพระอริยะ พวกหนึ่งไม่ต้องการเห็นพระอริยะ 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b23c93" >
		<para id="s2b23c93p">
			<remark  id="s2b23c93l1" />บุคคลที่ไม่ต้องการเห็นพระอริยะ พึงถูกติเตียนด้วยเหตุนั้นๆ บุคคลที่ต้องการเห็นพระอริยะ 
			<remark  id="s2b23c93l2" />พึงได้รับความสรรเสริญด้วยเหตุนั้นๆ บุคคลที่ต้องการเห็นพระอริยะก็มี ๒ จำพวก คือ พวกหนึ่ง
			<remark  id="s2b23c93l3" />ต้องการจะฟังสัทธรรม พวกหนึ่งไม่ต้องการฟังสัทธรรม บุคคลที่ไม่ต้องการฟังสัทธรรม พึงถูก
			<remark  id="s2b23c93l4" />ติเตียนด้วยเหตุนั้นๆ บุคคลที่ต้องการฟังสัทธรรม พึงได้รับความสรรเสริญด้วยเหตุนั้นๆ 
			<remark  id="s2b23c93l5" />บุคคลที่ต้องการฟังสัทธรรมก็มี ๒ จำพวก คือพวกหนึ่งตั้งใจฟังธรรม พวกหนึ่งไม่ตั้งใจฟังธรรม 
			<remark  id="s2b23c93l6" />บุคคลที่ไม่ตั้งใจฟังธรรม พึงถูกติเตียนด้วยเหตุนั้นๆ บุคคลที่ตั้งใจฟังธรรม พึงได้รับความ
			<remark  id="s2b23c93l7" />สรรเสริญด้วยเหตุนั้นๆ บุคคลที่ตั้งใจฟังธรรมก็มี ๒ จำพวก คือ พวกหนึ่งฟังแล้วทรงจำธรรมไว้
			<remark  id="s2b23c93l8" />พวกหนึ่งฟังแล้วไม่ทรงจำธรรมไว้ บุคคลที่ฟังแล้วไม่ทรงจำธรรมไว้ พึงถูกติเตียนด้วยเหตุนั้นๆ 
			<remark  id="s2b23c93l9" />บุคคลที่ฟังแล้วทรงจำธรรมไว้พึงได้รับความสรรเสริญด้วยเหตุนั้นๆบุคคลที่ฟังแล้วทรงจำธรรมไว้
			<remark  id="s2b23c93l10" />ก็มี ๒ จำพวก คือ พวกหนึ่งพิจารณาเนื้อความแห่งธรรมที่ทรงจำไว้ พวกหนึ่งไม่พิจารณา 
			<remark  id="s2b23c93l11" />เนื้อความแห่งธรรม ที่ทรงจำไว้บุคคลที่ไม่พิจารณาเนื้อความแห่งธรรมที่ทรงจำไว้ พึงถูกติเตียน
			<remark  id="s2b23c93l12" />ด้วยเหตุนั้นๆบุคคลที่พิจารณาเนื้อความแห่งธรรมที่ทรงจำไว้ พึงได้รับความสรรเสริญด้วยเหตุ
			<remark  id="s2b23c93l13" />นั้นๆ บุคคลที่พิจารณาเนื้อความแห่งธรรมที่ทรงจำไว้ก็มี ๒ จำพวก คือพวกหนึ่งรู้อรรถรู้ธรรม
			<remark  id="s2b23c93l14" />แล้ว ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม พวกหนึ่งหารู้อรรถรู้ธรรมแล้วปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมไม่ 
			<remark  id="s2b23c93l15" />บุคคลที่หารู้อรรถรู้ธรรมปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมไม่ พึงถูกติเตียนด้วยเหตุนั้นๆ บุคคลที่รู้
			<remark  id="s2b23c93l16" />อรรถรู้ธรรมแล้วปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม พึงได้รับความสรรเสริญ ด้วยเหตุนั้นๆ บุคคล
			<remark  id="s2b23c93l17" />ที่รู้อรรถรู้ธรรมแล้วปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ก็มี ๒ จำพวก คือ พวกหนึ่งปฏิบัติเพื่อประโยชน์
			<remark  id="s2b23c93l18" />ของตน ไม่ปฏิบัติเพื่อประโยชน์ของผู้อื่น พวกหนึ่งปฏิบัติทั้งเพื่อประโยชน์ตนและเพื่อประโยชน์
			<remark  id="s2b23c93l19" />ผู้อื่น บุคคลที่ปฏิบัติเพื่อประโยชน์ตน ไม่ปฏิบัติเพื่อประโยชน์ผู้อื่น พึงถูกติเตียนด้วยเหตุนั้นๆ 
			<remark  id="s2b23c93l20" />บุคคลที่ปฏิบัติทั้งเพื่อประโยชน์ตนและเพื่อประโยชน์ผู้อื่น พึงได้รับความสรรเสริญด้วยเหตุนั้นๆ 
			<remark  id="s2b23c93l21" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเป็นผู้รู้จักบุคคลโดยส่วน ๒ ฉะนี้แล ภิกษุเป็นบุคคลปโรปรัญญูอย่างนี้แล 
			<remark  id="s2b23c93l22" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยธรรม ๗ ประการนี้แล เป็นผู้ควรของคำนับ ฯลฯ เป็นนาบุญ
			<remark  id="s2b23c93l23" />ของโลก ไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า ฯ
			<remark  id="s2b23c93l24" />                          จบสูตรที่ ๔
		</para>
	</section>
	<section id="s2b23c94" >
		<para id="s2b23c94p">
			<remark  id="s2b23c94l1" />                         ปาริฉัตตกสูตร
			<remark  id="s2b23c94l2" />     [๖๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมัยใด ปาริฉัตตกพฤกษ์แห่งเทวดาชั้นดาวดึงส์มีใบเหลือง 
			<remark  id="s2b23c94l3" />สมัยนั้น เทวดาชั้นดาวดึงส์พากันดีใจว่า เวลานี้ต้นปาริฉัตตกพฤกษ์ใบเหลือง ไม่นานเท่าไร
			<remark  id="s2b23c94l4" />ก็จักผลัดใบใหม่ สมัยใด ปาริฉัตตกพฤกษ์ของเทวดาชั้นดาวดึงส์ผลัดใบใหม่ สมัยนั้น เทวดา
			<remark  id="s2b23c94l5" />ชั้นดาวดึงส์พากันดีใจว่า เวลานี้ต้นปาริฉัตตกพฤกษ์ กำลังผลัดใบใหม่ ไม่นานเท่าไรก็จักผลิดอก
			<remark  id="s2b23c94l6" />ออกใบสมัยใด ปาริฉัตตกพฤกษ์ของเทวดาชั้นดาวดึงส์ผลิดอกออกใบแล้ว สมัยนั้น
			<remark  id="s2b23c94l7" />เทวดาชั้นดาวดึงส์พากันดีใจว่า เวลานี้ปาริฉัตตกพฤกษ์ผลิดอกออกใบแล้วไม่นานเท่าไร ก็จัก
			<remark  id="s2b23c94l8" />เป็นดอกเป็นใบ สมัยใด ปาริฉัตตกพฤกษ์ของเทวดาชั้นดาวดึงส์เป็นดอกเป็นใบแล้ว สมัยนั้น
			<remark  id="s2b23c94l9" />เทวดาชั้นดาวดึงส์พากันดีใจว่า เวลานี้ปาริฉัตตกพฤกษ์เป็นดอกเป็นใบแล้ว ไม่นานเท่าไรก็จัก
			<remark  id="s2b23c94l10" />เป็นดอกตูม สมัยใดปาริฉัตตกพฤกษ์ ของเทวดาชั้นดาวดึงส์เป็นดอกตูมแล้ว สมัยนั้น
			<remark  id="s2b23c94l11" /> เทวดาชั้นดาวดึงส์พากันดีใจว่า เวลานี้ ปาริฉัตตกพฤกษ์ดอกออกตูมแล้ว ไม่นานเท่าไรก็จัก
			<remark  id="s2b23c94l12" />เริ่มแย้ม สมัยใด ปาริฉัตตกพฤกษ์เริ่มแย้มแล้ว สมัยนั้นเทวดาชั้นดาวดึงส์พากันดีใจว่า
			<remark  id="s2b23c94l13" /> เวลานี้ ปาริฉัตตกพฤกษ์เริ่มแย้มแล้ว ไม่นานเท่าไรก็จักบานเต็มที่สมัยใด ปาริฉัตตกพฤกษ์ของ
			<remark  id="s2b23c94l14" />เทวดาชั้นดาวดึงส์บานเต็มที่แล้ว สมัยนั้น เทวดาชั้นดาวดึงส์พากันดีใจ เอิบอิ่มพรั่งพร้อมด้วย
			<remark  id="s2b23c94l15" />กามคุณ ๕ บำรุงบำเรออยู่ตลอดระยะ ๕ เดือนทิพย์ ณ ควงแห่งไม้ปาริฉัตตกพฤกษ์ ก็เมื่อ
			<remark  id="s2b23c94l16" />ปาริฉัตตกพฤกษ์บานเต็มที่แล้ว แผ่รัศมีไปได้ ๕๐ โยชน์ ในบริเวณรอบๆ จะส่งกลิ่นไปได้
			<remark  id="s2b23c94l17" />๑๐๐ โยชน์ตามลม อานุภาพของปาริฉัตตกพฤกษ์ มีดังนี้ ดูกรภิกษุทั้งหลายฉันนั้นเหมือนกันแล 
			<remark  id="s2b23c94l18" />สมัยใด อริยสาวกคิดจะออกบวชเป็นบรรพชิต สมัยนั้นอริยสาวกเปรียบเหมือนปาริฉัตตก
			<remark  id="s2b23c94l19" />พฤกษ์ของเทวดาชั้นดาวดึงส์มีใบเหลือง สมัยใด อริยสาวกปลงผมและหนวด นุ่งห่มผ้า
			<remark  id="s2b23c94l20" />กาสาวพัสตร์ ออกบวชเป็นบรรพชิตสมัยนั้น อริยสาวกเปรียบเหมือนปาริฉัตตกพฤกษ์ของ
			<remark  id="s2b23c94l21" />เทวดาชั้นดาวดึงส์ผลัดใบใหม่ สมัยใด อริยสาวกสงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม บรรลุ
			<remark  id="s2b23c94l22" />ปฐมฌานมีวิตกวิจาร มีปีติและสุขเกิดแต่วิเวกอยู่ สมัยนั้น อริยสาวกเปรียบเหมือน
			<remark  id="s2b23c94l23" />ปาริฉัตตกพฤกษ์ของเทวดาชั้นดาวดึงส์ ผลิดอกออกใบ สมัยใด อริยสาวกบรรลุทุติยฌาน
			<remark  id="s2b23c94l24" />มีความผ่องใสแห่งจิตในภายใน เป็นธรรมเอกผุดขึ้น ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร เพราะวิตกวิจารสงบไป 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b23c95" >
		<para id="s2b23c95p">
			<remark  id="s2b23c95l1" />มีปีติและสุขเกิดแต่สมาธิอยู่ สมัยนั้น อริยสาวกเปรียบเหมือนปาริฉัตตกพฤกษ์ของเทวดาชั้น
			<remark  id="s2b23c95l2" />ดาวดึงส์เป็นดอกเป็นใบ สมัยใดอริยสาวกมีอุเบกขา มีสติสัมปชัญญะ เสวยสุขด้วยนามกาย
			<remark  id="s2b23c95l3" /> เพราะปีติสิ้นไปบรรลุตติยฌานที่พระอริยเจ้าทั้งหลายสรรเสริญว่า ผู้ได้ฌานนี้เป็นผู้มีอุเบกขา
			<remark  id="s2b23c95l4" />มีสติอยู่เป็นสุข สมัยนั้น อริยสาวกเปรียบเหมือนปาริฉัตตกพฤกษ์ของเทวดาชั้นดาวดึงส์เป็น
			<remark  id="s2b23c95l5" />ดอกตูม สมัยใด อริยสาวกบรรลุจตุตถฌาน ไม่มีทุกข์ ไม่มีสุขเพราะละสุขละทุกข์และ
			<remark  id="s2b23c95l6" />ดับโสมนัสโทมนัสก่อนๆ ได้ มีอุเบกขาเป็นเหตุให้สติบริสุทธิ์อยู่ สมัยนั้น อริยสาวก
			<remark  id="s2b23c95l7" />เปรียบเหมือนปาริฉัตตกพฤกษ์ของเทวดาชั้นดาวดึงส์เริ่มแย้ม สมัยใด อริยสาวกทำให้แจ้งซึ่ง
			<remark  id="s2b23c95l8" />เจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไป ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง
			<remark  id="s2b23c95l9" />ในปัจจุบัน เข้าถึงอยู่ สมัยนั้น อริยสาวกเปรียบเหมือนปาริฉัตตกพฤกษ์ของเทวดาชั้นดาวดึงส์
			<remark  id="s2b23c95l10" />บานเต็มที่ สมัยนั้น ภุมมเทวดาย่อมประกาศให้ได้ยินว่า ท่านรูปนี้ มีชื่ออย่างนี้เป็นสัทธิวิหาริก
			<remark  id="s2b23c95l11" />ของท่านชื่อนี้ ออกจากบ้านหรือนิคมชื่อโน้น บวชเป็นบรรพชิตกระทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติ 
			<remark  id="s2b23c95l12" />ปัญญาวิมุติ อันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไป ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง ในปัจจุบัน
			<remark  id="s2b23c95l13" /> เข้าถึงอยู่ เทวดาชั้นจาตุมหาราชฟังเสียงแห่งภุมมเทวดา ... เทวดาชั้นดาวดึงส์ ... เทวดาชั้นยามา ... 
			<remark  id="s2b23c95l14" />เทวดาชั้นดุสิต ... เทวดาชั้นนิมมานรดี ... เทวดาชั้นปรนิมมิตวสวัสดี ... เทวดาชั้นพรหมฟังเสียง
			<remark  id="s2b23c95l15" />แห่งเทวดาชั้นปรนิมมิตวสวัสดีแล้ว ย่อมประกาศให้ได้ยินว่า ท่านรูปนี้มีชื่ออย่างนี้ เป็น
			<remark  id="s2b23c95l16" />สัทธิวิหาริกของท่านผู้นี้ ออกจากบ้านหรือนิคมชื่อโน้น บวชเป็นบรรพชิต กระทำให้แจ้งซึ่ง
			<remark  id="s2b23c95l17" />เจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไป ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง 
			<remark  id="s2b23c95l18" />ในปัจจุบัน เข้าถึงอยู่ โดยเหตุนี้เสียงก็ระบือไปตลอดพรหมโลกชั่วขณะนั้น ชั่วค
