<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<!DOCTYPE book PUBLIC "-//OASIS//DTD DocBook XML V5.0//EN" "http://www.oasis-open.org/docbook/xml/4.5/docbookx.dtd">
<chapter id="s2b22">
	<title>อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต</title>
	<section id="s2b22c1" >
		<para id="s2b22c1p">
			<remark  id="s2b22c1l1" />					  พระสุตตันตปิฎก
			<remark  id="s2b22c1l2" />						เล่ม ๑๔
			<remark  id="s2b22c1l3" />				 อังคุตตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต
			<remark  id="s2b22c1l4" />ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
			<remark  id="s2b22c1l5" />					   ปฐมปัณณาสก์
			<remark  id="s2b22c1l6" />					  เสขพลวรรคที่ ๑
			<remark  id="s2b22c1l7" />					  ๑. สังขิตตสูตร
			<remark  id="s2b22c1l8" />	[๑] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ 
			<remark  id="s2b22c1l9" />	สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของท่านอนาถ
			<remark  id="s2b22c1l10" />บิณฑิกเศรษฐี ใกล้พระนครสาวัตถี ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า 
			<remark  id="s2b22c1l11" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระผู้มีพระภาคแล้วพระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุ
			<remark  id="s2b22c1l12" />ทั้งหลาย กำลังของเสขบุคคล ๕ ประการ๕ ประการเป็นไฉน คือ กำลัง คือ ศรัทธา 
			<remark  id="s2b22c1l13" />กำลัง คือ หิริ กำลัง คือ โอตตัปปะกำลัง คือ วิริยะ กำลัง คือ ปัญญา ดูกรภิกษุ
			<remark  id="s2b22c1l14" />ทั้งหลาย กำลังของเสขบุคคล ๕ประการนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุนั้นแหละ เธอ
			<remark  id="s2b22c1l15" />ทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้ว่า พวกเราจักเป็นผู้ประกอบด้วยกำลัง คือ ศรัทธา กำลัง คือ หิริ 
			<remark  id="s2b22c1l16" />กำลังคือ โอตตัปปะ กำลัง คือ วิริยะ กำลัง คือ ปัญญา อันเป็นกำลังของพระเสขบุคคล 
			<remark  id="s2b22c1l17" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้แล ฯ
			<remark  id="s2b22c1l18" />		           จบสูตรที่ ๑
		</para>
	</section>
	<section id="s2b22c2" >
		<para id="s2b22c2p">
			<remark  id="s2b22c2l1" />		          ๒. วิตถตสูตร
			<remark  id="s2b22c2l2" /> 	[๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย กำลังของเสขบุคคล ๕ ประการนี้ ๕ ประการนี้เป็นไฉน 
			<remark  id="s2b22c2l3" />คือ กำลัง คือ ศรัทธา กำลัง คือ หิริ กำลัง คือ โอตตัปปะ กำลัง  คือ วิริยะ กำลัง 
			<remark  id="s2b22c2l4" />คือ ปัญญา ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็กำลัง คือ ศรัทธาเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวก
			<remark  id="s2b22c2l5" />ในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีศรัทธา ย่อมเชื่อพระปัญญาเครื่องตรัสรู้ของตถาคตว่า แม้เพราะเหตุ
			<remark  id="s2b22c2l6" />นี้ๆ พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น เป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้เองโดยชอบ ถึงพร้อมด้วยวิชชา
			<remark  id="s2b22c2l7" />และจรณะ เสด็จไปดีแล้วทรงรู้แจ้งโลก เป็นสารถีฝึกบุรุษที่ควรฝึก ไม่มีผู้อื่นจะยิ่งกว่า 
			<remark  id="s2b22c2l8" />เป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เป็นผู้เบิกบานแล้ว เป็นผู้จำแนกธรรม นี้เรียกว่า
			<remark  id="s2b22c2l9" />กำลังคือ ศรัทธา ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็กำลัง คือ หิริเป็นไฉน อริยสาวกในธรรมวินัยนี้
			<remark  id="s2b22c2l10" />เป็นผู้มีหิริ ย่อมละอายต่อกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต ย่อมละอายต่อการประกอบธรรม
			<remark  id="s2b22c2l11" />อันเป็นบาปอกุศล นี้เรียกว่ากำลัง คือ หิริ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็กำลัง คือ โอตตัปปะเป็น
			<remark  id="s2b22c2l12" />ไฉน อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีโอตตัปปะ ย่อมสะดุ้งกลัวต่อกายทุจริต วจีทุจริต 
			<remark  id="s2b22c2l13" />มโนทุจริต ย่อมสะดุ้งกลัวต่อการประกอบธรรมอันเป็นบาปอกุศล นี้เรียกว่ากำลัง คือ โอต
			<remark  id="s2b22c2l14" />ตัปปะ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็กำลัง คือวิริยะเป็นไฉน อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ ย่อม
			<remark  id="s2b22c2l15" />ปรารภความเพียร เพื่อละอกุศลธรรมทั้งหลาย เพื่อยังกุศลธรรมให้ถึงพร้อม เป็นผู้มีกำลัง
			<remark  id="s2b22c2l16" /> มีความบากบั่นมั่นคงไม่ทอดทิ้งธุระในกุศลธรรม นี้เรียกว่า กำลัง คือ วิริยะ ดูกรภิกษุ
			<remark  id="s2b22c2l17" />ทั้งหลาย ก็กำลัง คือ ปัญญาเป็นไฉน อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีปัญญา ประกอบ
			<remark  id="s2b22c2l18" />ด้วยปัญญาเครื่องหยั่งถึงความเกิดขึ้นและดับ เป็นอริยะ ชำแรกกิเลสเป็นเครื่องให้ถึงความสิ้น
			<remark  id="s2b22c2l19" />ไปแห่งทุกข์โดยชอบ นี้เรียกว่ากำลัง คือ ปัญญา ดูกรภิกษุทั้งหลายกำลังของพระเสขบุคคล 
			<remark  id="s2b22c2l20" />๕ ประการนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุนั้นแหละเธอทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้ว่า 
			<remark  id="s2b22c2l21" />พวกเราจักเป็นผู้ประกอบด้วยกำลัง คือ ศรัทธากำลัง คือ หิริ กำลัง คือ โอตตัปปะ 
			<remark  id="s2b22c2l22" />กำลัง คือ วิริยะ กำลัง คือ ปัญญา อันเป็นกำลังของพระเสขบุคคล ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอ
			<remark  id="s2b22c2l23" />ทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้แล ฯ
			<remark  id="s2b22c2l24" />		           จบสูตรที่ ๒
		</para>
	</section>
	<section id="s2b22c3" >
		<para id="s2b22c3p">
			<remark  id="s2b22c3l1" />		          ๓. ทุกขสูตร
			<remark  id="s2b22c3l2" /> 	[๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ ย่อมอยู่เป็นทุกข์ 
			<remark  id="s2b22c3l3" />มีความเดือดร้อน คับแค้น เร่าร้อนในปัจจุบัน เมื่อแตกกายตายไปพึงหวังได้ทุคติ ธรรม ๕ 
			<remark  id="s2b22c3l4" />ประการเป็นไฉน คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ไม่มีศรัทธา ๑ ไม่มีหิริ ๑ ไม่มีโอตตัปปะ ๑
			<remark  id="s2b22c3l5" />เกียจคร้าน ๑ มีปัญญาทราม ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการนี้แล 
			<remark  id="s2b22c3l6" />ย่อมอยู่เป็นทุกข์ มีความเดือดร้อน คับแค้น เร่าร้อนในปัจจุบัน เมื่อแตกกายตายไปพึงหวัง
			<remark  id="s2b22c3l7" />ได้ทุคติ ฯ
			<remark  id="s2b22c3l8" />     ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ ย่อมอยู่เป็นสุขไม่เดือดร้อน 
			<remark  id="s2b22c3l9" />ไม่คับแค้น ไม่เร่าร้อนในปัจจุบัน เมื่อแตกกายตายไปพึงหวังได้สุคติ ธรรม ๕ ประการเป็น
			<remark  id="s2b22c3l10" />ไฉน คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีศรัทธา ๑มีหิริ ๑ มีโอตตัปปะ ๑ ปรารภความเพียร ๑ 
			<remark  id="s2b22c3l11" />มีปัญญา ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลายภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการนี้แล ย่อมอยู่เป็นสุข 
			<remark  id="s2b22c3l12" />ไม่เดือดร้อน ไม่คับแค้น ไม่เร่าร้อนในปัจจุบัน เมื่อแตกกายตายไปพึงหวังได้สุคติ ฯ
			<remark  id="s2b22c3l13" />		           จบสูตรที่ ๓
			<remark  id="s2b22c3l14" />		           ๔. ภตสูตร
			<remark  id="s2b22c3l15" /> 	[๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ ย่อมถูกนำมาทิ้งไว้ใน
			<remark  id="s2b22c3l16" />นรก เหมือนสิ่งของที่เขานำมาทิ้งไว้ฉะนั้น ธรรม ๕ ประการเป็นไฉนคือ ภิกษุในธรรมวินัย
			<remark  id="s2b22c3l17" />นี้ เป็นผู้ไม่มีศรัทธา ๑ ไม่มีหิริ ๑ ไม่มีโอตตัปปะ ๑เกียจคร้าน ๑ มีปัญญาทราม ๑ ดูกร
			<remark  id="s2b22c3l18" />ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ประการนี้แล ย่อมถูกนำมาทิ้งไว้ในนรก เหมือน
			<remark  id="s2b22c3l19" />สิ่งของที่เขานำมาทิ้งไว้ฉะนั้นดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ ย่อม
			<remark  id="s2b22c3l20" />เป็นผู้ได้รับเชิญมาไว้บนสวรรค์ เหมือนสิ่งของที่เขานำมาวางไว้ฉะนั้น ธรรม ๕ ประการเป็นไฉน
			<remark  id="s2b22c3l21" />คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีศรัทธา ๑ มีหิริ ๑ มีโอตตัปปะ ๑ ปรารภความเพียร ๑ 
			<remark  id="s2b22c3l22" />มีปัญญา ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการนี้แลย่อมเป็นผู้ได้รับเชิญมา
			<remark  id="s2b22c3l23" />ไว้บนสวรรค์ เหมือนสิ่งของที่เขานำมาวางไว้ฉะนั้น ฯ
			<remark  id="s2b22c3l24" />		           จบสูตรที่ ๔
		</para>
	</section>
	<section id="s2b22c4" >
		<para id="s2b22c4p">
			<remark  id="s2b22c4l1" />		          ๕. สิกขสูตร
			<remark  id="s2b22c4l2" /> 	[๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุหรือภิกษุณีบางรูป ลาสิกขาสึกออกมาเป็นคฤหัสถ์ 
			<remark  id="s2b22c4l3" />เธอย่อมถึงฐานะอันน่าติเตียน ซึ่งถูกกล่าวหาอันชอบแก่เหตุ ๕ประการในปัจจุบัน ๕ ประการ
			<remark  id="s2b22c4l4" />เป็นไฉน คือ ท่านไม่มีแม้ศรัทธาในกุศลธรรม ๑ไม่มีแม้หิริในกุศลธรรม ๑ ไม่มีแม้
			<remark  id="s2b22c4l5" />โอตตัปปะในกุศลธรรม ๑ ไม่มีแม้ความเพียรในกุศลธรรม ๑ ไม่มีแม้ปัญญาในกุศลธรรม ๑ 
			<remark  id="s2b22c4l6" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุหรือภิกษุณีบางรูป ลาสิกขาสึกออกมาเป็นคฤหัสถ์ เธอย่อมถึงฐานะอัน
			<remark  id="s2b22c4l7" />น่าติเตียน ซึ่งถูกกล่าวหาอันชอบแก่เหตุ ๕ ประการนี้แลในปัจจุบัน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุ
			<remark  id="s2b22c4l8" />หรือภิกษุณีบางรูป แม้มีทุกข์ โทมนัส มีหน้านองด้วยน้ำตา ร้องไห้อยู่ ย่อมประพฤติพรหมจรรย์
			<remark  id="s2b22c4l9" />ให้บริสุทธิ์ บริบูรณ์ เธอย่อมถึงฐานะอันน่าสรรเสริญที่ชอบแก่เหตุ ๕ ประการในปัจจุบัน 
			<remark  id="s2b22c4l10" />๕ ประการเป็นไฉน คือ เธอมีศรัทธาในกุศลธรรม ๑มีหิริในกุศลธรรม ๑ มีโอตตัปปะ
			<remark  id="s2b22c4l11" />ในกุศลธรรม ๑  มีความเพียรในกุศลธรรม ๑มีปัญญาในกุศลธรรม ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุ
			<remark  id="s2b22c4l12" />หรือภิกษุณีบางรูป แม้มีทุกข์โทมนัส  มีหน้านองด้วยน้ำตา ร้องไห้อยู่ ย่อมประพฤติพรหมจรรย์
			<remark  id="s2b22c4l13" />ให้บริสุทธิ์บริบูรณ์ เธอย่อมถึงฐานะอันน่าสรรเสริญที่ชอบแก่เหตุ ๕ ประการนี้แลในปัจจุบัน ฯ
			<remark  id="s2b22c4l14" />		           จบสูตรที่ ๕
			<remark  id="s2b22c4l15" />		         ๖. สมาปัตติสูตร
			<remark  id="s2b22c4l16" /> 	[๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย การถึงอกุศลย่อมไม่มี ตลอดเวลาที่ศรัทธาในกุศลธรรม
			<remark  id="s2b22c4l17" />ยังตั้งมั่นอยู่ แต่เมื่อใด ศรัทธาเสื่อมหายไป อัสสัทธิยะ (ความไม่เชื่อ)ย่อมกลุ้มรุม เมื่อนั้น 
			<remark  id="s2b22c4l18" />การถึงอกุศลย่อมมี การถึงอกุศลย่อมไม่มีตลอดเวลาที่หิริในกุศลธรรมยังตั้งมั่นอยู่ แต่เมื่อใด
			<remark  id="s2b22c4l19" /> หิริเสื่อมหายไป อหิริกะ (ความไม่ละอาย) ย่อมกลุ้มรุม เมื่อนั้น การถึงอกุศลย่อมมี การถึง
			<remark  id="s2b22c4l20" />อกุศลย่อมไม่มีตลอดเวลาที่โอตตัปปะในกุศลธรรมยังตั้งมั่นอยู่ แต่เมื่อใด โอตตัปปะเสื่อม
			<remark  id="s2b22c4l21" />หายไป อโนตตัปปะ (ความไม่สะดุ้งกลัว) ย่อมกลุ้มรุม เมื่อนั้น การถึงอกุศลย่อมมี การ
			<remark  id="s2b22c4l22" />ถึงอกุศลย่อมไม่มีตลอดเวลาที่วิริยะในกุศลธรรมยังตั้งมั่นอยู่ แต่เมื่อใด โอตตัปปะเสื่อมหาย
			<remark  id="s2b22c4l23" />ไป อโนตตัปปะ (ความไม่สะดุ้งกลัว) ย่อมกลุ้มรุมเมื่อนั้น การถึงอกุศลย่อมมี การถึง
		</para>
	</section>
	<section id="s2b22c5" >
		<para id="s2b22c5p">
			<remark  id="s2b22c5l1" />อกุศลย่อมไม่มีตลอดเวลาที่วิริยะในกุศลธรรมยังตั้งมั่นอยู่ แต่เมื่อใด วิริยะเสื่อมหายไป 
			<remark  id="s2b22c5l2" />โกสัชชะ (ความเกียจคร้าน)ย่อมกลุ้มรุม เมื่อนั้น การถึงอกุศลย่อมมี การถึงอกุศลย่อมไม่มี
			<remark  id="s2b22c5l3" /> ตลอดเวลาที่ปัญญายังตั้งมั่นอยู่ แต่เมื่อใด ปัญญาเสื่อมหายไป ปัญญาทรามย่อมกลุ้มรุม 
			<remark  id="s2b22c5l4" />เมื่อนั้นการถึงอกุศลย่อมมี ฯ
			<remark  id="s2b22c5l5" />		           จบสูตรที่ ๖
			<remark  id="s2b22c5l6" />		          ๗. กามสูตร
			<remark  id="s2b22c5l7" /> 	[๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย โดยมากสัตว์ทั้งหลาย หมกมุ่นอยู่ในกาม  กุลบุตรผู้ละ
			<remark  id="s2b22c5l8" />เคียวและคานหาบหญ้าออกบวชเป็นบรรพชิต ควรเรียกว่าเป็นกุลบุตรผู้มีศรัทธาออกบวช ข้อนั้น
			<remark  id="s2b22c5l9" />เพราะเหตุไร เพราะเขาควรได้กามด้วยความเป็นหนุ่มและกามเหล่านั้นก็มีอยู่ตามสภาพ คือ 
			<remark  id="s2b22c5l10" />เลว ปานกลางและประณีต กามทั้งหมดก็ถึงการนับได้ว่าเป็นกามทั้งนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
			<remark  id="s2b22c5l11" />เปรียบเหมือนเด็กอ่อนนอนหงาย พึงเอาชิ้นไม้หรือชิ้นกระเบื้องใส่เข้าไปในปาก เพราะความ
			<remark  id="s2b22c5l12" />พลั้งเผลอของพี่เลี้ยง พี่เลี้ยงพึงสนใจในเด็กนั้นทันที แล้วรีบนำเอาชิ้นไม้หรือชิ้นกระเบื้อง
			<remark  id="s2b22c5l13" />ออกโดยเร็ว ถ้าไม่สามารถนำออกโดยเร็วได้ ก็พึงเอามือซ้ายจับ งอนิ้วมือข้างขวาแล้วแยง
			<remark  id="s2b22c5l14" />เข้าไปนำออกมาทั้งที่มีโลหิต ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะว่าจะมีความลำบากแก่เด็ก เราไม่กล่าว
			<remark  id="s2b22c5l15" />ว่า ไม่มีความลำบาก และพี่เลี้ยงผู้หวังประโยชน์ มุ่งความสุขอนุเคราะห์ พึงกระทำอย่างนั้น
			<remark  id="s2b22c5l16" />ด้วยความอนุเคราะห์ แต่เมื่อใด เด็กนั้นเจริญวัย มีปัญญาสามารถ เมื่อนั้น พี่เลี้ยงก็วางใจ
			<remark  id="s2b22c5l17" />ในเด็กนั้นได้ว่า บัดนี้ เด็กมีความสามารถรักษาตนเองได้แล้ว ไม่ควรพลั้งพลาด ฉันใด ภิกษุ
			<remark  id="s2b22c5l18" />ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ย่อมเป็นผู้ที่เราต้องรักษาเธอ ตลอดเวลาที่เธอยังไม่กระทำด้วยศรัทธาใน
			<remark  id="s2b22c5l19" />กุศลธรรม ไม่กระทำด้วยหิริในกุศลธรรม ไม่กระทำด้วยโอตตัปปะในกุศลธรรม ไม่กระทำด้วย
			<remark  id="s2b22c5l20" />วิริยะในกุศลธรรม ไม่กระทำด้วยปัญญาในกุศลธรรม แต่เมื่อใด ภิกษุกระทำด้วยศรัทธาใน
			<remark  id="s2b22c5l21" />กุศลธรรม กระทำด้วยหิริในกุศลธรรม กระทำด้วยโอตตัปปะในกุศลธรรมกระทำด้วยวิริยะใน
			<remark  id="s2b22c5l22" />กุศลธรรม กระทำด้วยปัญญาในกุศลธรรม เมื่อนั้น เราก็ย่อมวางใจในเธอได้ว่า บัดนี้ ภิกษุ
			<remark  id="s2b22c5l23" />มีความสามารถรักษาตนเองได้แล้ว ไม่ควรประมาท ฯ
			<remark  id="s2b22c5l24" />		           จบสูตรที่ ๗
		</para>
	</section>
	<section id="s2b22c6" >
		<para id="s2b22c6p">
			<remark  id="s2b22c6l1" />		          ๘. จวนสูตร
			<remark  id="s2b22c6l2" /> 	[๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ ย่อมเคลื่อน ไม่ตั้งมั่น
			<remark  id="s2b22c6l3" />ในพระสัทธรรม ธรรม ๕ ประการเป็นไฉน คือ ภิกษุผู้ไม่มีศรัทธาย่อมเคลื่อน ไม่ตั้งมั่นใน
			<remark  id="s2b22c6l4" />พระสัทธรรม ภิกษุผู้ไม่มีหิริ ... ภิกษุผู้ไม่มีโอตตัปปะ ... ภิกษุผู้เกียจคร้าน ... ภิกษุผู้มีปัญญา
			<remark  id="s2b22c6l5" />ทราม ย่อมเคลื่อน ไม่ตั้งมั่นในพระสัทธรรม ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ 
			<remark  id="s2b22c6l6" />ประการนี้แลย่อมเคลื่อน ไม่ตั้งมั่นในพระสัทธรรม ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วย
			<remark  id="s2b22c6l7" />ธรรม๕ ประการ ย่อมไม่เคลื่อน ย่อมตั้งมั่นในพระสัทธรรม ธรรม ๕ ประการเป็นไฉน คือ 
			<remark  id="s2b22c6l8" />ภิกษุผู้มีศรัทธา ย่อมไม่เคลื่อน ย่อมตั้งมั่นในพระสัทธรรม ภิกษุผู้มีหิริ ...ภิกษุผู้มีโอตตัปปะ ...
			<remark  id="s2b22c6l9" /> ภิกษุผู้ปรารภความเพียร ... ภิกษุผู้มีปัญญา ย่อมไม่เคลื่อนย่อมตั้งมั่นในพระสัทธรรม ดูกร
			<remark  id="s2b22c6l10" />ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการนี้แล ย่อมไม่เคลื่อน ย่อมตั้งมั่นใน
			<remark  id="s2b22c6l11" />พระสัทธรรม ฯ
			<remark  id="s2b22c6l12" />		           จบสูตรที่ ๘
			<remark  id="s2b22c6l13" />		        ๙. อคารวสูตรที่ ๑
			<remark  id="s2b22c6l14" /> 	[๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ เป็นผู้ไม่มีที่เคารพ 
			<remark  id="s2b22c6l15" />ไม่มีที่ยำเกรง ย่อมเคลื่อน ไม่ตั้งมั่นในพระสัทธรรม ธรรม ๕ ประการเป็นไฉน คือ ภิกษุ
			<remark  id="s2b22c6l16" />ผู้ไม่มีศรัทธา เป็นผู้ไม่มีที่เคารพ ไม่มีที่ยำเกรง ย่อมเคลื่อนไม่ตั้งมั่นในพระสัทธรรม ภิกษุ
			<remark  id="s2b22c6l17" />ผู้ไม่มีหิริ ... ภิกษุผู้ไม่มีโอตตัปปะ ... ภิกษุผู้เกียจคร้าน ... ภิกษุผู้มีปัญญาทราม เป็นผู้ไม่มีที่เคารพ 
			<remark  id="s2b22c6l18" />ไม่มีที่ยำเกรง ย่อมเคลื่อนไม่ตั้งมั่นในพระสัทธรรม ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วย
			<remark  id="s2b22c6l19" />ธรรม ๕ ประการนี้แล เป็นผู้ไม่มีที่เคารพ ไม่มีที่ยำเกรง ย่อมเคลื่อน ไม่ตั้งมั่นในพระสัทธรรม
			<remark  id="s2b22c6l20" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ เป็นผู้มีที่เคารพ มีที่ยำเกรงย่อมไม่
			<remark  id="s2b22c6l21" />เคลื่อน ย่อมตั้งมั่นในพระสัทธรรม ธรรม ๕ ประการเป็นไฉน คือ ภิกษุผู้มีศรัทธา เป็นผู้
		</para>
	</section>
	<section id="s2b22c7" >
		<para id="s2b22c7p">
			<remark  id="s2b22c7l1" />มีที่เคารพ มีที่ยำเกรง ย่อมไม่เคลื่อน ย่อมตั้งมั่นในพระสัทธรรมภิกษุผู้มีหิริ ... ภิกษุผู้มี
			<remark  id="s2b22c7l2" />โอตตัปปะ ... ภิกษุผู้ปรารภความเพียร ... ภิกษุผู้มีปัญญาเป็นผู้มีที่เคารพ มีที่ยำเกรง ย่อม
			<remark  id="s2b22c7l3" />ไม่เคลื่อน ย่อมตั้งมั่นในพระสัทธรรม ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ
			<remark  id="s2b22c7l4" />นี้แล เป็นผู้มีที่เคารพ มีที่ยำเกรง ย่อมไม่เคลื่อน ย่อมตั้งมั่นในพระสัทธรรม ฯ
			<remark  id="s2b22c7l5" />		           จบสูตรที่ ๙
			<remark  id="s2b22c7l6" />		       ๑๐. อคารวสูตรที่ ๒
			<remark  id="s2b22c7l7" /> 	[๑๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ เป็นผู้ไม่มีที่เคารพ
			<remark  id="s2b22c7l8" /> ไม่มีที่ยำเกรง เป็นผู้ไม่ควรเพื่อถึงความเจริญ งอกงาม ไพบูลย์ในธรรมวินัยนี้ ธรรม ๕ ประการ
			<remark  id="s2b22c7l9" />เป็นไฉน คือ ภิกษุผู้ไม่มีศรัทธา เป็นผู้ไม่มีที่เคารพ ไม่มีที่ยำเกรง เป็นผู้ไม่ควรเพื่อถึง
			<remark  id="s2b22c7l10" />ความเจริญ งอกงาม ไพบูลย์ ในธรรมวินัยนี้ ภิกษุผู้ไม่มีหิริ ... ภิกษุผู้ไม่มีโอตตัปปะ ...
			<remark  id="s2b22c7l11" /> ภิกษุผู้เกียจคร้าน ... ภิกษุผู้มีปัญญาทราม เป็นผู้ไม่มีที่เคารพ ไม่มีที่ยำเกรง เป็นผู้ไม่ควรเพื่อถึง
			<remark  id="s2b22c7l12" />ความเจริญงอกงาม ไพบูลย์ ในธรรมวินัยนี้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม๕ 
			<remark  id="s2b22c7l13" />ประการนี้แล ย่อมเป็นผู้ไม่มีที่เคารพ ไม่มีที่ยำเกรง เป็นผู้ไม่ควรเพื่อถึงความเจริญ งอกงาม 
			<remark  id="s2b22c7l14" />ไพบูลย์ ในธรรมวินัยนี้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ เป็นผู้มีที่
			<remark  id="s2b22c7l15" />เคารพ มีที่ยำเกรง เป็นผู้ควรเพื่อถึงความเจริญงอกงาม ไพบูลย์ ในธรรมวินัยนี้ ธรรม ๕ 
			<remark  id="s2b22c7l16" />ประการเป็นไฉน คือ ภิกษุผู้มีศรัทธาเป็นผู้มีที่เคารพ มีที่ยำเกรง เป็นผู้ควรเพื่อถึงความ
			<remark  id="s2b22c7l17" />เจริญ งอกงาม ไพบูลย์ ในธรรมวินัยนี้ ภิกษุผู้มีหิริ ... ภิกษุผู้มีโอตตัปปะ ... ภิกษุผู้ปรารภความ
			<remark  id="s2b22c7l18" />เพียร ... ภิกษุผู้มีปัญญา เป็นผู้มีที่เคารพ มีที่ยำเกรง เป็นผู้ควรเพื่อถึงความเจริญ งอกงาม
			<remark  id="s2b22c7l19" />ไพบูลย์ ในธรรมวินัยนี้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการนี้แล เป็นผู้
			<remark  id="s2b22c7l20" />มีที่เคารพ มีที่ยำเกรง เป็นผู้ควรเพื่อถึงความเจริญ งอกงาม ไพบูลย์ในธรรมวินัยนี้ ฯ
			<remark  id="s2b22c7l21" />		          จบสูตรที่ ๑๐
			<remark  id="s2b22c7l22" />		        จบเสขพลวรรคที่ ๑
			<remark  id="s2b22c7l23" />		      __________________
		</para>
	</section>
	<section id="s2b22c8" >
		<para id="s2b22c8p">
			<remark  id="s2b22c8l1" />		    รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
			<remark  id="s2b22c8l2" />     	๑. สังขิตตสูตร 		๒. วิตถตสูตร 
			<remark  id="s2b22c8l3" />๓. ทุกขสูตร 			๔. ภตสูตร
			<remark  id="s2b22c8l4" />๕. สิกขสูตร 			๖. สมาปัตติสูตร 
			<remark  id="s2b22c8l5" />๗. กามสูตร			 ๘. จวนสูตร 
			<remark  id="s2b22c8l6" />๙. อคารวสูตรที่ ๑ 		๑๐. อคารวสูตรที่ ๒ ฯ
			<remark  id="s2b22c8l7" />		     __________________
		</para>
	</section>
	<section id="s2b22c9" >
		<para id="s2b22c9p">
			<remark  id="s2b22c9l1" />		          พลวรรคที่ ๒
			<remark  id="s2b22c9l2" />		         ๑. อนนุสสุตสูตร
			<remark  id="s2b22c9l3" /> 	[๑๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราบรรลุถึงบารมีอันเป็นที่สุดเพราะรู้ยิ่ง ในธรรมที่ได้รู้
			<remark  id="s2b22c9l4" />สดับแล้วในกาลก่อนจึงปฏิญาณได้ กำลังของตถาคต ๕ ประการนี้ที่เป็นเหตุให้ตถาคตผู้
			<remark  id="s2b22c9l5" />ประกอบแล้ว ปฏิญาณฐานะของผู้เป็นโจก บันลือสีหนาทในบริษัท ประกาศพรหมจักร กำลัง 
			<remark  id="s2b22c9l6" />๕ ประการเป็นไฉน คือ กำลัง คือ ศรัทธา ๑กำลัง คือ หิริ ๑ กำลัง คือ โอตตัปปะ ๑ 
			<remark  id="s2b22c9l7" />กำลัง คือ วิริยะ ๑ กำลัง คือปัญญา ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย กำลังของตถาคต ๕ ประการนี้
			<remark  id="s2b22c9l8" />แล ที่เป็นเหตุให้ตถาคตผู้ประกอบแล้ว ปฏิญาณฐานะของผู้เป็นโจก บันลือสีหนาทในบริษัท
			<remark  id="s2b22c9l9" />ประกาศพรหมจักร
			<remark  id="s2b22c9l10" />		           จบสูตรที่ ๑
			<remark  id="s2b22c9l11" />		           ๒. กูฏสูตร
			<remark  id="s2b22c9l12" /> 	[๑๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย กำลังของพระเสขะ ๕ ประการนี้ ๕ ประการเป็นไฉน 
			<remark  id="s2b22c9l13" />คือ กำลัง คือ ศรัทธา ๑ กำลัง คือ หิริ ๑ กำลัง คือ โอตตัปปะ ๑กำลัง คือ วิริยะ ๑
			<remark  id="s2b22c9l14" /> กำลัง คือ ปัญญา ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย กำลังของพระเสขะ๕ ประการนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
			<remark  id="s2b22c9l15" />บรรดากำลังของพระเสขะ ๕ ประการนี้กำลัง คือ ปัญญาเป็นเลิศ เป็นยอด เป็นที่รวบรวม 
			<remark  id="s2b22c9l16" />สิ่งที่เป็นเลิศ เป็นยอดเป็นที่รวบรวมแห่งเรือนยอด คือ ยอด ฉันใด บรรดากำลังของ
			<remark  id="s2b22c9l17" />พระเสขะ ๕ประการนี้ กำลัง คือ ปัญญา ก็เป็นเลิศ เป็นยอด เป็นที่รวบรวม ฉะนั้น
			<remark  id="s2b22c9l18" />เหมือนกันดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุนั้นแหละ เธอทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้ว่า พวกเรา
			<remark  id="s2b22c9l19" />จักประกอบด้วยกำลังคือศรัทธา ... กำลัง คือ หิริ ... กำลัง คือ โอตตัปปะ ...กำลังคือวิริยะ ... 
			<remark  id="s2b22c9l20" />กำลัง คือ ปัญญา อันเป็นกำลังของพระเสขะ ดูกรภิกษุทั้งหลายเธอทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้แล ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b22c10" >
		<para id="s2b22c10p">
			<remark  id="s2b22c10l1" />		          ๓. สังขิตสูตร
			<remark  id="s2b22c10l2" /> 	[๑๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย กำลัง ๕ ประการนี้ ๕ ประการเป็นไฉน คือ กำลัง คือ 
			<remark  id="s2b22c10l3" />ศรัทธา ๑ กำลัง คือ วิริยะ ๑ กำลัง คือ สติ ๑ กำลัง คือ สมาธิ ๑ กำลัง คือ ปัญญา ๑ 
			<remark  id="s2b22c10l4" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย กำลัง ๕ ประการนี้แล ฯ
			<remark  id="s2b22c10l5" />		           จบสูตรที่ ๓
			<remark  id="s2b22c10l6" />		          ๔. วิตถตสูตร
			<remark  id="s2b22c10l7" /> 	[๑๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย กำลัง ๕ ประการนี้ ๕ ประการเป็นไฉน คือ กำลัง
			<remark  id="s2b22c10l8" /> คือ ศรัทธา ๑ กำลัง คือ วิริยะ ๑ กำลัง คือ สติ ๑ กำลัง คือสมาธิ ๑ กำลัง คือ ปัญญา 
			<remark  id="s2b22c10l9" />๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย กำลัง คือ ศรัทธาเป็นไฉนอริยสาวกในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีศรัทธา 
			<remark  id="s2b22c10l10" />ย่อมเชื่อพระปัญญาตรัสรู้ของพระตถาคตว่า แม้เพราะเหตุนี้ๆ พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น
			<remark  id="s2b22c10l11" /> เป็นพระอรหันต์ ... เป็นผู้เบิกบานแล้ว เป็นผู้จำแนกธรรม นี้เรียกว่ากำลัง คือ ศรัทธา ก็
			<remark  id="s2b22c10l12" />กำลัง คือ วิริยะเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ปรารภความ
			<remark  id="s2b22c10l13" />เพียรเพื่อละอกุศลธรรม ... ไม่ทอดธุระในกุศลธรรมทั้งหลาย นี้เรียกว่ากำลัง คือ วิริยะ
			<remark  id="s2b22c10l14" />ก็กำลัง คือ สติเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย  อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีสติ 
			<remark  id="s2b22c10l15" />ประกอบด้วยสติเครื่องรักษาตัวชั้นเยี่ยม ระลึกตามแม้สิ่งที่ทำแม้คำที่พูดไว้นานได้ นี้เรียกว่า
			<remark  id="s2b22c10l16" />กำลัง คือ สติ ก็กำลัง คือ สมาธิเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลายอริยสาวกในธรรมวินัยนี้ 
			<remark  id="s2b22c10l17" />สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม บรรลุปฐมฌานมีวิตกวิจาร มีปีติและสุขเกิดแต่วิเวกอยู่ 
			<remark  id="s2b22c10l18" />เพราะวิตกวิจารสงบไป บรรลุทุติยฌาน อันเป็นความผ่องใสแห่งจิตในภายใน เป็นธรรมเอกผุดขึ้น
			<remark  id="s2b22c10l19" /> ไม่มีวิตกวิจารมีปีติและสุขเกิดแต่สมาธิอยู่ เพราะปีติสิ้นไป เป็นผู้มีอุเบกขา มีสติ มี
			<remark  id="s2b22c10l20" />สัมปชัญญะ เสวยสุขด้วยนามกาย บรรลุตติยฌานที่พระอริยะทั้งหลายสรรเสริญว่า ผู้ได้ฌานนี้
			<remark  id="s2b22c10l21" />เป็นผู้มีอุเบกขา มีสติ อยู่เป็นสุข บรรลุจตุตถฌาน อันไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข เพราะละสุข
			<remark  id="s2b22c10l22" />และทุกข์ และดับโสมนัสโทมนัสก่อนๆ ได้ มีอุเบกขาเป็นเหตุให้สติบริสุทธิ์อยู่ นี้เรียกว่า
		</para>
	</section>
	<section id="s2b22c11" >
		<para id="s2b22c11p">
			<remark  id="s2b22c11l1" />กำลัง คือ สมาธิ ก็กำลัง คือปัญญาเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ 
			<remark  id="s2b22c11l2" />เป็นผู้มีปัญญาประกอบด้วยปัญญาที่หยั่งถึงความเกิดและความดับ เป็นอริยะ ชำแรกกิเลส
			<remark  id="s2b22c11l3" />เป็นเครื่องให้ถึงความสิ้นไปแห่งทุกข์โดยชอบ นี้เรียกว่ากำลัง คือ ปัญญา ดูกรภิกษุทั้งหลาย
			<remark  id="s2b22c11l4" />กำลัง ๕ ประการนี้แล ฯ
			<remark  id="s2b22c11l5" />		           จบสูตรที่ ๔
			<remark  id="s2b22c11l6" />		         ๕. ทัฏฐัพพสูตร
			<remark  id="s2b22c11l7" /> 	[๑๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย กำลัง ๕ ประการนี้ ๕ ประการเป็นไฉน คือกำลัง คือ 
			<remark  id="s2b22c11l8" />ศรัทธา ๑ กำลัง คือ วิริยะ ๑ กำลัง คือ สติ ๑ กำลัง คือสมาธิ ๑ กำลัง คือ ปัญญา 
			<remark  id="s2b22c11l9" />๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็พึงเห็นกำลัง คือ ศรัทธาในที่ไหน พึงเห็นในโสตาปัตติยังคะ [องค์
			<remark  id="s2b22c11l10" />เป็นเครื่องให้บรรลุความเป็นพระโสดา]  ๔ พึงเห็นกำลัง คือ ศรัทธาในที่นี้  พึงเห็นกำลัง คือ 
			<remark  id="s2b22c11l11" />วิริยะในที่ไหนพึงเห็นในสัมมัปปธาน ๔ พึงเห็นกำลัง คือ วิริยะในที่นี้ พึงเห็นกำลัง คือ
			<remark  id="s2b22c11l12" /> สติในที่ไหน พึงเห็นในสติปัฏฐาน ๔ พึงเห็นกำลัง คือ สติในที่นี้ พึงเห็นกำลังคือสมาธิ
			<remark  id="s2b22c11l13" />ในที่ไหน พึงเห็นในฌาน ๔ พึงเห็นกำลัง คือ สมาธิในที่นี้ พึงเห็นกำลัง คือ ปัญญาในที่
			<remark  id="s2b22c11l14" />ไหน พึงเห็นในอริยสัจ ๔ พึงเห็นกำลัง คือ ปัญญาในที่นี้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย กำลัง ๕ 
			<remark  id="s2b22c11l15" />ประการนี้แล ฯ
			<remark  id="s2b22c11l16" />		           จบสูตรที่ ๕
			<remark  id="s2b22c11l17" />		          ๖. ปุนกูฏสูตร
			<remark  id="s2b22c11l18" /> 	[๑๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย กำลัง ๕ ประการนี้ ๕ ประการเป็นไฉน คือ กำลัง คือ 
			<remark  id="s2b22c11l19" />ศรัทธา ๑ กำลัง คือ วิริยะ ๑ กำลัง คือ สติ ๑ กำลัง คือ สมาธิ ๑กำลัง คือ ปัญญา 
			<remark  id="s2b22c11l20" />๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย กำลัง ๕ ประการนี้แล บรรดากำลัง ๕ประการนี้แล กำลัง คือ ปัญญา 
			<remark  id="s2b22c11l21" />เป็นเลิศ เป็นยอด เป็นที่รวบรวม เหมือนสิ่งที่เป็นเลิศ เป็นยอด เป็นที่รวบรวม เหมือน
		</para>
	</section>
	<section id="s2b22c12" >
		<para id="s2b22c12p">
			<remark  id="s2b22c12l1" />สิ่งที่เป็นเลิศ  เป็นยอด เป็นที่รวบรวม  แห่งเรือนยอด คือ ยอด ฉันใด  บรรดากำลัง ๕ 
			<remark  id="s2b22c12l2" />ประการนี้ กำลัง คือ ปัญญาเป็นเลิศ เป็นยอด เป็นที่รวบรวมฉันนั้นเหมือนกันแล ฯ
			<remark  id="s2b22c12l3" />		           จบสูตรที่ ๖
			<remark  id="s2b22c12l4" />		         ๗. หิตสูตรที่  ๑
			<remark  id="s2b22c12l5" /> 	[๑๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ ย่อมชื่อว่าปฏิบัติ
			<remark  id="s2b22c12l6" />เพื่อประโยชน์ตน ไม่ชื่อว่าปฏิบัติเพื่อประโยชน์ผู้อื่น ธรรม ๕ ประการเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
			<remark  id="s2b22c12l7" />ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยศีลด้วยตนเอง ไม่ชักชวนผู้อื่นในการถึงพร้อมด้วยศีล
			<remark  id="s2b22c12l8" /> เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยสมาธิด้วยตนเองไม่ชักชวนผู้อื่นในการถึงพร้อมด้วยสมาธิ เป็นผู้ถึงพร้อม
			<remark  id="s2b22c12l9" />ด้วยปัญญาด้วยตนเองไม่ชักชวนผู้อื่นในการถึงพร้อมด้วยปัญญา เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยวิมุตติด้วย
			<remark  id="s2b22c12l10" />ตนเอง ไม่ชักชวนผู้อื่นในการถึงพร้อมด้วยวิมุตติ เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยวิมุตติญาณทัสนะด้วยตนเอง 
			<remark  id="s2b22c12l11" />ไม่ชักชวนผู้อื่นในการถึงพร้อมด้วยวิมุตติญาณทัสนะ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม
			<remark  id="s2b22c12l12" /> ๕ ประการนี้แล ย่อมชื่อว่าปฏิบัติเพื่อประโยชน์ตน ไม่ชื่อว่าปฏิบัติเพื่อประโยชน์ผู้อื่น ฯ
			<remark  id="s2b22c12l13" />		           จบสูตรที่ ๗
			<remark  id="s2b22c12l14" />		         ๘. หิตสูตรที่ ๒
			<remark  id="s2b22c12l15" /> 	[๑๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ ย่อมชื่อว่าปฏิบัติ
			<remark  id="s2b22c12l16" />เพื่อประโยชน์ผู้อื่น ไม่ชื่อว่าปฏิบัติเพื่อประโยชน์ตน ธรรม ๕ ประการเป็นไฉน ดูกรภิกษุ
			<remark  id="s2b22c12l17" />ทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ไม่เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยศีลด้วยตนเอง แต่ชักชวนผู้อื่นในการถึง
			<remark  id="s2b22c12l18" />พร้อมด้วยศีล ไม่เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยสมาธิด้วยตนเอง แต่ชักชวนผู้อื่นในการถึงพร้อมด้วยสมาธิ 
			<remark  id="s2b22c12l19" />ไม่เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยปัญญาด้วยตนเอง แต่ชักชวนผู้อื่นในการถึงพร้อมด้วยปัญญา ไม่เป็นผู้ถึง
			<remark  id="s2b22c12l20" />พร้อมด้วยวิมุตติด้วยตนเอง แต่ชักชวนผู้อื่นในการถึงพร้อมด้วยวิมุตติ ไม่เป็นผู้ถึงพร้อมด้วย
			<remark  id="s2b22c12l21" />วิมุตติญานทัสนะด้วยตนเอง แต่ชักชวนผู้อื่นในการถึงพร้อมด้วยวิมุตติญาณทัสนะดูกรภิกษุ
			<remark  id="s2b22c12l22" />ทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการนี้แล ย่อมชื่อว่าปฏิบัติเพื่อประโยชน์ผู้อื่น ไม่ชื่อ
			<remark  id="s2b22c12l23" />ว่าปฏิบัติเพื่อประโยชน์ตน ฯ
			<remark  id="s2b22c12l24" />		           จบสูตรที่ ๘
		</para>
	</section>
	<section id="s2b22c13" >
		<para id="s2b22c13p">
			<remark  id="s2b22c13l1" />		         ๙. หิตสูตรที่ ๓
			<remark  id="s2b22c13l2" /> 	[๑๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ ย่อมไม่ชื่อว่าปฏิบัติ
			<remark  id="s2b22c13l3" />เพื่อประโยชน์ตน ไม่ชื่อว่าปฏิบัติเพื่อประโยชน์ผู้อื่น ธรรม ๕ ประการเป็นไฉน ดูกรภิกษุ
			<remark  id="s2b22c13l4" />ทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ไม่เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยศีลด้วยตนเอง ไม่ชักชวนผู้อื่นในการถึง
			<remark  id="s2b22c13l5" />พร้อมด้วยศีล ไม่เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยสมาธิด้วยตนเอง ไม่ชักชวนผู้อื่นในการถึงพร้อมด้วยสมาธิ
			<remark  id="s2b22c13l6" /> ไม่เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยปัญญาด้วยตนเอง ไม่ชักชวนผู้อื่นในการถึงพร้อมด้วยปัญญา ไม่เป็นผู้ถึง
			<remark  id="s2b22c13l7" />พร้อมด้วยวิมุตติด้วยตนเอง ไม่ชักชวนผู้อื่นในการถึงพร้อมด้วยวิมุตติ ไม่เป็นผู้ถึงพร้อมด้วย
			<remark  id="s2b22c13l8" />วิมุตติญาณทัสนะด้วยตนเอง ไม่ชักชวนผู้อื่นในการถึงพร้อมด้วยวิมุตติญาณทัสนะ ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
			<remark  id="s2b22c13l9" />ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการนี้แล ย่อมไม่ชื่อว่าปฏิบัติเพื่อประโยชน์ตน ไม่ชื่อว่าปฏิบัติ
			<remark  id="s2b22c13l10" />เพื่อประโยชน์ผู้อื่น ฯ
			<remark  id="s2b22c13l11" />		           จบสูตรที่ ๙
			<remark  id="s2b22c13l12" />		         ๑๐. หิตสูตรที่ ๔
			<remark  id="s2b22c13l13" /> 	[๒๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ ย่อมชื่อว่าปฏิบัติ
			<remark  id="s2b22c13l14" />เพื่อประโยชน์ตน และชื่อว่าปฏิบัติเพื่อประโยชน์ผู้อื่น ธรรม ๕ประการเป็นไฉน ดูกรภิกษุ
			<remark  id="s2b22c13l15" />ทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยศีลด้วยตนเอง และชักชวนผู้อื่นในการถึง
			<remark  id="s2b22c13l16" />พร้อมด้วยศีล เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยสมาธิด้วยตนเอง และชักชวนผู้อื่นในการถึงพร้อมด้วยสมาธิ 
			<remark  id="s2b22c13l17" />เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยปัญญาด้วยตนเอง และชักชวนผู้อื่นในการถึงพร้อมด้วยปัญญา เป็นผู้ถึง
			<remark  id="s2b22c13l18" />พร้อมด้วยวิมุตติด้วยตนเอง และชักชวนผู้อื่นในการถึงพร้อมด้วยวิมุตติ เป็นผู้ถึงพร้อมด้วย
			<remark  id="s2b22c13l19" />วิมุตติญาณทัสนะด้วยตนเอง และชักชวนผู้อื่นในการถึงพร้อมด้วยวิมุตติญาณทัสนะ ดูกรภิกษุ
			<remark  id="s2b22c13l20" />ทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการนี้แล ย่อมชื่อว่าปฏิบัติเพื่อประโยชน์ตนเอง
			<remark  id="s2b22c13l21" /> และชื่อว่าปฏิบัติเพื่อประโยชน์ผู้อื่น ฯ
			<remark  id="s2b22c13l22" />		          จบสูตรที่ ๑๐
			<remark  id="s2b22c13l23" />		         จบพลวรรคที่ ๒
		</para>
	</section>
	<section id="s2b22c14" >
		<para id="s2b22c14p">
			<remark  id="s2b22c14l1" />		    รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
			<remark  id="s2b22c14l2" />     	๑. อนนุสสุตสูตร 		๒. กูฏสูตร 
			<remark  id="s2b22c14l3" />๓. สังขิตสูตร			 ๔. วิตถตสูตร
			<remark  id="s2b22c14l4" />๕. ทัฏฐัพพสูตร 		๖. ปุนกูฏสูตร 
			<remark  id="s2b22c14l5" />๗. หิตสูตรที่ ๑ 		๘. หิตสูตรที่ ๒ 
			<remark  id="s2b22c14l6" />๙. หิตสูตรที่ ๓ 		๑๐. หิตสูตรที่ ๔
			<remark  id="s2b22c14l7" />	       __________________
		</para>
	</section>
	<section id="s2b22c15" >
		<para id="s2b22c15p">
			<remark  id="s2b22c15l1" />		        ปัญจังคิกวรรคที่ ๓
			<remark  id="s2b22c15l2" />		        ๑. คารวสูตรที่ ๑
			<remark  id="s2b22c15l3" /> 	[๒๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อที่ภิกษุผู้ไม่มีที่เคารพ ไม่มีที่ยำเกรง ไม่มีความประพฤติ
			<remark  id="s2b22c15l4" />เสมอในเพื่อนพรหมจรรย์ จักบำเพ็ญธรรม คือ อภิสมาจาริกวัตรให้บริบูรณ์นั้น ไม่ใช่ฐานะ
			<remark  id="s2b22c15l5" />ที่จะมีได้ ข้อที่ภิกษุไม่บำเพ็ญธรรม คือ อภิสมาจาริกวัตรให้บริบูรณ์แล้ว จักบำเพ็ญธรรมของ
			<remark  id="s2b22c15l6" />พระเสขะ  ให้บริบูรณ์นั้น ไม่ใช่ฐานะที่จะมีได้ ข้อที่ภิกษุไม่บำเพ็ญธรรมของพระเสขะให้
			<remark  id="s2b22c15l7" />บริบูรณ์แล้ว จักรักษาศีลให้บริบูรณ์นั้น ไม่ใช่ฐานะที่จะมีได้ ข้อที่ภิกษุไม่รักษาศีลให้บริบูรณ์
			<remark  id="s2b22c15l8" />แล้ว จักอบรมสัมมาทิฐิให้บริบูรณ์นั้น ไม่ใช่ฐานะที่จะมีได้ ข้อที่ภิกษุไม่อบรมสัมมาทิฐิให้
			<remark  id="s2b22c15l9" />บริบูรณ์แล้ว จักเจริญสัมมาสมาธิให้บริบูรณ์ได้นั้น ไม่ใช่ฐานะที่จะมีได้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
			<remark  id="s2b22c15l10" />ข้อที่ภิกษุผู้มีที่เคารพ มีที่ยำเกรง มีความประพฤติเสมอในเพื่อนพรหมจรรย์ จักบำเพ็ญธรรม
			<remark  id="s2b22c15l11" /> คือ อภิสมาจาริกวัตรให้บริบูรณ์ได้นั้น เป็นฐานะที่จะมีได้ ข้อที่ภิกษุบำเพ็ญธรรม คือ 
			<remark  id="s2b22c15l12" />อภิสมาจาริกวัตรให้บริบูรณ์แล้ว จักบำเพ็ญธรรมของพระเสขะให้บริบูรณ์ได้นั้น เป็นฐานะที่จะมี
			<remark  id="s2b22c15l13" />ได้ ข้อที่ภิกษุบำเพ็ญธรรมของพระเสขะให้บริบูรณ์แล้ว จักรักษาศีลให้บริบูรณ์ได้นั้น เป็น
			<remark  id="s2b22c15l14" />ฐานะที่จะมีได้ ข้อที่ภิกษุรักษาศีลให้บริบูรณ์แล้ว จักอบรมสัมมาทิฐิให้บริบูรณ์ได้นั้น เป็น
			<remark  id="s2b22c15l15" />ฐานะที่จะมีได้ ข้อที่ภิกษุอบรมสัมมาทิฐิให้บริบูรณ์แล้ว จักเจริญสัมมาสมาธิให้บริบูรณ์ได้นั้น
			<remark  id="s2b22c15l16" /> เป็นฐานะที่จะมีได้ ฯ
			<remark  id="s2b22c15l17" />		           จบสูตรที่ ๑
			<remark  id="s2b22c15l18" />		        ๒. คารวสูตรที่ ๒
			<remark  id="s2b22c15l19" /> 	[๒๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อที่ภิกษุผู้ไม่มีที่เคารพ ไม่มีที่ยำเกรง ไม่มีความ
			<remark  id="s2b22c15l20" />ประพฤติเสมอในเพื่อนพรหมจรรย์ จักบำเพ็ญธรรม คือ อภิสมาจาริกวัตรให้บริบูรณ์ได้นั้น
		</para>
	</section>
	<section id="s2b22c16" >
		<para id="s2b22c16p">
			<remark  id="s2b22c16l1" /> ไม่ใช่ฐานะที่จะมีได้ ข้อที่ภิกษุไม่บำเพ็ญธรรม คือ อภิสมาจาริกวัตรให้บริบูรณ์แล้ว จัก
			<remark  id="s2b22c16l2" />บำเพ็ญธรรมของพระเสขะให้บริบูรณ์ได้นั้น ไม่ใช่ฐานะที่จะมีได้ ข้อที่ภิกษุไม่บำเพ็ญธรรมของ
			<remark  id="s2b22c16l3" />พระเสขะให้บริบูรณ์แล้ว จักรักษาศีลขันธ์ให้บริบูรณ์ได้นั้น ไม่ใช่ฐานะที่จะมีได้ ข้อที่ภิกษุไม่
			<remark  id="s2b22c16l4" />รักษาศีลขันธ์ให้บริบูรณ์แล้ว จักเจริญสมาธิขันธ์ให้บริบูรณ์ได้นั้น ไม่ใช่ฐานะที่จะมีได้ ข้อที่
			<remark  id="s2b22c16l5" />ภิกษุไม่เจริญสมาธิขันธ์ให้บริบูรณ์แล้ว จักบำเพ็ญปัญญาขันธ์ให้บริบูรณ์ได้นั้นไม่ใช่ฐานะที่จะ
			<remark  id="s2b22c16l6" />มีได้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อที่ภิกษุมีที่เคารพ มีที่ยำเกรง มีความประพฤติเสมอในเพื่อน
			<remark  id="s2b22c16l7" />พรหมจรรย์ จักบำเพ็ญธรรม คือ อภิสมาจาริกวัตรให้บริบูรณ์ได้นั้น เป็นฐานะที่จะมีได้ ข้อ
			<remark  id="s2b22c16l8" />ที่ภิกษุบำเพ็ญธรรม คือ อภิสมาจาริกวัตรให้บริบูรณ์แล้ว จักบำเพ็ญธรรมของพระเสขะให้บริบูรณ์
			<remark  id="s2b22c16l9" />ได้นั้น เป็นฐานะที่จะมีได้ ข้อที่ภิกษุบำเพ็ญธรรมของพระเสขะให้บริบูรณ์แล้ว จักรักษาศีลขันธ์
			<remark  id="s2b22c16l10" />ให้บริบูรณ์ได้นั้น เป็นฐานะที่จะมีได้ ข้อที่ภิกษุรักษาศีลขันธ์ให้บริบูรณ์แล้ว จักเจริญสมาธิขันธ์
			<remark  id="s2b22c16l11" />ให้บริบูรณ์ได้นั้น เป็นฐานะที่จะมีได้ ข้อที่ภิกษุเจริญสมาธิขันธ์ให้บริบูรณ์แล้ว จักบำเพ็ญ
			<remark  id="s2b22c16l12" />ปัญญาขันธ์ให้บริบูรณ์ได้นั้น เป็นฐานะที่จะมีได้ ฯ
			<remark  id="s2b22c16l13" />		           จบสูตรที่ ๒
			<remark  id="s2b22c16l14" />		         ๓. อุปกิเลสสูตร
			<remark  id="s2b22c16l15" /> 	[๒๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สิ่งเศร้าหมองแห่งทอง ซึ่งเป็นเหตุให้ทองเศร้าหมองแล้ว
			<remark  id="s2b22c16l16" /> ย่อมไม่อ่อน ใช้การไม่ได้ ไม่สุกใส เสียเร็ว จะทำเป็นเครื่องประดับไม่ได้ มี ๕ ประการ
			<remark  id="s2b22c16l17" /> ๕ ประการเป็นไฉน คือ เหล็ก ๑ โลหะ ๑ ดีบุก ๑ตะกั่ว ๑ เงิน ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
			<remark  id="s2b22c16l18" />สิ่งเศร้าหมองแห่งทอง ๕ ประการนี้แล ซึ่งเป็นเหตุให้ทองเศร้าหมองแล้ว ย่อมไม่อ่อน ใช้
			<remark  id="s2b22c16l19" />การไม่ได้ ไม่สุกใส เสียเร็ว จะทำเป็นเครื่องประดับไม่ได้ เมื่อใด ทองพ้นจากสิ่งเศร้าหมอง
			<remark  id="s2b22c16l20" /> ๕ ประการนี้ ย่อมอ่อน ใช้การได้ สุกใส ทนทาน จะทำเป็นเครื่องประดับก็ได้ คือ ช่างทอง
			<remark  id="s2b22c16l21" />ต้องการเครื่องประดับชนิดใดๆ เช่น แหวน ตุ้มหู สร้อยคอ สังวาลย์ ก็ทำได้ตามต้องการ 
			<remark  id="s2b22c16l22" />ฉันใด อุปกิเลสแห่งจิต ซึ่งเป็นเหตุให้จิตเศร้าหมองแล้ว ย่อมไม่อ่อน ใช้การไม่ได้ ไม่ผ่องใส 
			<remark  id="s2b22c16l23" />เสียเร็ว ไม่ตั้งมั่นโดยชอบเพื่อความหมดสิ้นไปแห่งอาสวะ ก็มี ๕ ประการ ฉันนั้นเหมือนกัน 
			<remark  id="s2b22c16l24" />อุปกิเลส ๕ ประการเป็นไฉนคือ กามฉันทะ ๑ พยาบาท ๑ ถิ่นมิทธะ ๑ อุทธัจจกุกกุจจะ 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b22c17" >
		<para id="s2b22c17p">
			<remark  id="s2b22c17l1" />๑ วิจิกิจฉา ๑อุปกิเลสแห่งจิต ๕ ประการนี้แล ซึ่งเป็นเหตุให้จิตเศร้าหมองแล้ว ย่อมไม่อ่อนใช้การไม่ได้ 
			<remark  id="s2b22c17l2" />ไม่ผ่องใส เสียเร็ว ไม่ตั้งมั่นโดยชอบ เพื่อความหมดสิ้นไปแห่งอาสวะ แต่เมื่อใด จิตพ้นจาก
			<remark  id="s2b22c17l3" />อุปกิเลส ๕ ประการนี้ ย่อมอ่อน ใช้การได้ผ่องใส ทนทาน ตั้งมั่นโดยชอบ เพื่อความหมดสิ้น
			<remark  id="s2b22c17l4" />ไปแห่งอาสวะ และภิกษุจะน้อมจิตไปเพื่อทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่ง ซึ่งธรรมที่จะพึงทำให้
			<remark  id="s2b22c17l5" />แจ้งได้ด้วยปัญญาอันยิ่งใดๆ เมื่อธรรมเครื่องสืบต่อมีอยู่ไม่ขาดสาย เธอก็จะบรรลุผลสำเร็จใน
			<remark  id="s2b22c17l6" />ธรรมนั้นๆ โดยแน่นอน ถ้าภิกษุหวังอยู่ว่า เราพึงแสดงฤทธิ์ได้หลายประการ คือ คนเดียว
			<remark  id="s2b22c17l7" />เป็นหลายคนก็ได้ หลายคนเป็นคนเดียวก็ได้ ทำให้ปรากฎก็ได้ ทำให้หายไปก็ได้ ทะลุฝา 
			<remark  id="s2b22c17l8" />กำแพงภูเขาไปได้ไม่ติดขัด เหมือนไปในที่ว่างก็ได้ ผุดขึ้นดำลงในแผ่นดินเหมือนในน้ำก็ได้ 
			<remark  id="s2b22c17l9" />เดินบนน้ำไม่แตกเหมือนเดินบนแผ่นดินก็ได้ เหาะไปในอากาศเหมือนนกก็ได้ ลูบคลำพระจันทร์
			<remark  id="s2b22c17l10" /> พระอาทิตย์ ซึ่งมีฤทธิ์มีอานุภาพมากอย่างนี้ด้วยฝ่ามือก็ได้ ใช้อำนาจทางกายไปตลอดพรหมโลก
			<remark  id="s2b22c17l11" />ก็ได้ เมื่อธรรมเครื่องสืบต่อมีอยู่ไม่ขาดสาย เธอก็จะบรรลุผลสำเร็จในอิทธิวิธีนั้นๆ โดย
			<remark  id="s2b22c17l12" />แน่นอน ถ้าเธอหวังอยู่ว่า เราพึงฟังเสียง ๒ อย่าง คือ เสียงทิพย์และเสียงมนุษย์ ทั้งที่อยู่
			<remark  id="s2b22c17l13" />ไกลและใกล้ ด้วยทิพโสตธาตุอันบริสุทธิ์ ล่วงโสตของมนุษย์ เมื่อธรรมเครื่องสืบต่อมีอยู่ไม่
			<remark  id="s2b22c17l14" />ขาดสาย เธอก็จะบรรลุผลสำเร็จในทิพโสตนั้นๆ โดยแน่นอน ถ้าเธอหวังอยู่ว่า เราพึงกำหนด
			<remark  id="s2b22c17l15" />รู้ใจของสัตว์อื่น ของบุคคลอื่นด้วยใจ คือ จิตมีราคะ ก็พึงรู้ว่าจิตมีราคะ หรือจิตปราศจาก
			<remark  id="s2b22c17l16" />ราคะ ก็พึงรู้ว่าจิตปราศจากราคะ จิตมีโทสะ ก็พึงรู้ว่าจิตมีโทสะ หรือจิตปราศจากโทสะก็พึง
			<remark  id="s2b22c17l17" />รู้ว่าจิตปราศจากโทสะ จิตมีโมหะ ก็พึงรู้ว่าจิตมีโมหะ หรือจิตปราศจากโมหะ ก็พึงรู้ว่าจิต
			<remark  id="s2b22c17l18" />ปราศจากโมหะ จิตหดหู่ ก็พึงรู้ว่าจิตหดหู่ หรือจิตฟุ้งซ่านก็พึงรู้ว่าจิตฟุ้งซ่าน จิตเป็นมหรคต
			<remark  id="s2b22c17l19" />  ก็พึงรู้ว่าจิตเป็นมหรคต หรือจิตไม่เป็นมหรคต ก็พึงรู้ว่าจิตไม่เป็นมหรคต จิตมีจิตอื่นยิ่งกว่า
			<remark  id="s2b22c17l20" /> ก็พึงรู้ว่าจิตมีจิตอื่นยิ่งกว่าหรือจิตไม่มีจิตอื่นยิ่งกว่า ก็พึงรู้ว่าจิตไม่มีจิตอื่นยิ่งกว่า จิตเป็นสมาธิ 
			<remark  id="s2b22c17l21" />ก็พึงรู้ว่าจิตเป็นสมาธิ หรือจิตไม่เป็นสมาธิ ก็พึงรู้ว่าจิตไม่เป็นสมาธิ จิตหลุดพ้น ก็พึงรู้ว่าจิต
			<remark  id="s2b22c17l22" />หลุดพ้น หรือจิตไม่หลุดพ้น ก็พึงรู้ว่าจิตไม่หลุดพ้น เมื่อธรรมเครื่องสืบต่อมีอยู่ไม่ขาดสาย
			<remark  id="s2b22c17l23" /> เธอก็จะบรรลุผลสำเร็จในเจโตปริยญาณนั้นๆ  โดยแน่นอนถ้าเธอหวังอยู่ว่า เราพึงระลึกชาติ
			<remark  id="s2b22c17l24" />ก่อนได้เป็นอันมาก คือ ระลึกได้ชาติหนึ่งบ้างสองชาติบ้าง สามชาติบ้าง สี่ชาติบ้าง ห้าชาติ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b22c18" >
		<para id="s2b22c18p">
			<remark  id="s2b22c18l1" />บ้าง สิบชาติบ้าง ยี่สิบชาติบ้าง  สามสิบชาติบ้าง สี่สิบชาติบ้าง ห้าสิบชาติบ้าง ร้อยชาติบ้าง 
			<remark  id="s2b22c18l2" />พันชาติบ้างแสนชาติบ้าง ตลอดสังวัฏกัปเป็นอันมากบ้าง ตลอดวิวัฏกัปเป็นอันมากบ้าง
			<remark  id="s2b22c18l3" />ตลอดสังวัฏวิวัฏกัปเป็นอันมากบ้าง ว่าในภพโน้น เรามีชื่ออย่างนั้น มีโคตรอย่างนั้น มีผิว
			<remark  id="s2b22c18l4" />พรรณอย่างนั้น มีอาหารอย่างนั้น ได้เสวยสุข เสวยทุกข์อย่างนั้นๆมีกำหนดอายุเพียง
			<remark  id="s2b22c18l5" />เท่านั้น ครั้นจุติจากภพนั้นแล้ว ได้ไปเกิดในภพโน้น แม้ในภพนั้น เราก็ได้มีชื่ออย่างนั้น 
			<remark  id="s2b22c18l6" />มีโคตรอย่างนั้น มีผิวพรรณอย่างนั้น มีอาหารอย่างนั้น ได้เสวยสุข เสวยทุกข์อย่างนั้นๆ
			<remark  id="s2b22c18l7" /> มีกำหนดอายุเพียงเท่านั้น ครั้นจุติจากภพนั้นแล้ว ได้มาเกิดในภพนี้ เราพึงระลึกชาติก่อนได้
			<remark  id="s2b22c18l8" />เป็นอันมากพร้อมทั้งอาการ  พร้อมทั้งอุเทศ ๔ ด้วยประการฉะนี้ เมื่อธรรมเครื่องสืบต่อมีอยู่
			<remark  id="s2b22c18l9" />ไม่ขาดสาย เธอก็จะบรรลุผลสำเร็จในบุพเพนิวาสานุสติญาณ ๕ นั้นๆ โดยแน่นอน  ถ้า
			<remark  id="s2b22c18l10" />เธอหวังอยู่ว่า เราพึงเห็นหมู่สัตว์กำลังเคลื่อน กำลังอุปบัติ เลว ประณีต มีผิวพรรณดี มีผิว
			<remark  id="s2b22c18l11" />พรรณทราม ได้ดี ตกยาก ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ล่วงจักษุของมนุษย์ พึงรู้หมู่สัตว์ผู้เป็นไป
			<remark  id="s2b22c18l12" />ตามกรรมว่า สัตว์เหล่านี้ประกอบด้วยกายทุจริตวจีทุจริต มโนทุจริต ติเตียนพระอริยเจ้า
			<remark  id="s2b22c18l13" /> เป็นมิจฉาทิฐิ ถือมั่นการกระทำด้วยอำนาจมิจฉาทิฐิ เมื่อตายไป เขาเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต 
			<remark  id="s2b22c18l14" />นรก ส่วนสัตว์เหล่านี้ ประกอบด้วยกายสุจริต วจีสุจริต มโนสุจริต ไม่ติเตียนพระอริยเจ้า
			<remark  id="s2b22c18l15" />เป็นสัมมาทิฐิ ถือมั่นการกระทำด้วยอำนาจสัมมาทิฐิ สัตว์เหล่านั้น เมื่อตายไป  เขาเข้าถึง
			<remark  id="s2b22c18l16" />สุคติโลกสวรรค์ เราพึงเห็นหมู่สัตว์ที่กำลังเคลื่อน กำลังอุปบัติ เลวประณีต มีผิวพรรณดี 
			<remark  id="s2b22c18l17" />มีผิวพรรณทราม ได้ดี ตกยาก ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ล่วงจักษุของมนุษย์ พึงรู้หมู่สัตว์ผู้
			<remark  id="s2b22c18l18" />เป็นไปตามกรรมด้วยประการฉะนี้ เมื่อธรรมเครื่องสืบต่อมีอยู่ไม่ขาดสาย เธอก็จะบรรลุผลสำเร็จ
			<remark  id="s2b22c18l19" />ในจุตูปปาตญาณนั้นๆ โดยแน่นอน ถ้าเธอหวังอยู่ว่า เราพึงทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ 
			<remark  id="s2b22c18l20" />อันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไป ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง ในปัจจุบัน เข้าถึงอยู่ 
			<remark  id="s2b22c18l21" />เมื่อธรรมเครื่องสืบต่อมีอยู่ไม่ขาดสาย เธอก็จะบรรลุผลสำเร็จในเจโตวิมุติปัญญาวิมุตินั้นๆ
			<remark  id="s2b22c18l22" /> โดยแน่นอน ฯ
			<remark  id="s2b22c18l23" />		           จบสูตรที่ ๓
		</para>
	</section>
	<section id="s2b22c19" >
		<para id="s2b22c19p">
			<remark  id="s2b22c19l1" />		           ทุสสีลสูตร
			<remark  id="s2b22c19l2" /> 	[๒๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สัมมาสมาธิของภิกษุผู้ทุศีล มีศีลวิบัติแล้ว ย่อมเป็น
			<remark  id="s2b22c19l3" />ธรรมมีอุปนิสัยขาดแล้ว เมื่อสัมมาสมาธิไม่มี ยถาภูตญาณทัสสนะ  ของภิกษุผู้มีสัมมาสมาธิ
			<remark  id="s2b22c19l4" />วิบัติ ย่อมเป็นธรรมมีอุปนิสัยขาดแล้ว เมื่อยถาภูตญาณทัสสนะไม่มีนิพพิทา  และวิราคะ 
			<remark  id="s2b22c19l5" /> ของภิกษุผู้มียถาภูตญาณวิบัติ ย่อมเป็นธรรมมีอุปนิสัยขาดแล้ว เมื่อนิพพิทาและวิราคะไม่มี 
			<remark  id="s2b22c19l6" />วิมุตติญาณทัสสนะ  ของภิกษุผู้มีนิพพิทาและวิราคะวิบัติ ย่อมเป็นธรรมมีอุปนิสัยขาดแล้ว
			<remark  id="s2b22c19l7" /> ดูกรภิกษุทั้งหลาย ต้นไม้ที่มีกิ่งและใบวิบัติแล้ว แม้กะเทาะของต้นไม้นั้น ก็ไม่ถึงความบริบูรณ์
			<remark  id="s2b22c19l8" /> แม้เปลือกก็ไม่ถึงความบริบูรณ์ แม้กะพี้ก็ไม่ถึงความบริบูรณ์ แม้แก่นก็ไม่ถึงความบริบูรณ์ ฉันใด
			<remark  id="s2b22c19l9" /> ฉันนั้นเหมือนกันแล ภิกษุทั้งหลาย สัมมาสมาธิของภิกษุผู้ทุศีล มีศีลวิบัติแล้ว ย่อมเป็นธรรม
			<remark  id="s2b22c19l10" />มีอุปนิสัยขาดแล้ว เมื่อสัมมาสมาธิไม่มี ยถาภูตญาณทัสสนะของภิกษุผู้มีสัมมาสมาธิวิบัติ ย่อม
			<remark  id="s2b22c19l11" />เป็นธรรมมีอุปนิสัยขาดแล้ว เมื่อยถาภูตญาณทัสสนะไม่มี นิพพิทาและวิราคะ ของภิกษุผู้มียถา
			<remark  id="s2b22c19l12" />ภูตญาณทัสนะวิบัติ ย่อมเป็นธรรมมีอุปนิสัยขาดแล้ว เมื่อนิพพิทาและวิราคะไม่มี วิมุตติ
			<remark  id="s2b22c19l13" />ญาณทัสสนะ ของภิกษุผู้มีนิพพิทาและวิราคะวิบัติ ย่อมเป็นธรรมมีอุปนิสัยขาดแล้ว ดูกรภิกษุ
			<remark  id="s2b22c19l14" />ทั้งหลายสัมมาสมาธิของภิกษุผู้มีศีล ถึงพร้อมด้วยศีล ย่อมเป็นธรรมถึงพร้อมด้วยอุปนิสัย
			<remark  id="s2b22c19l15" /> เมื่อสัมมาสมาธิมีอยู่ ยถาภูตญาณทัสสนะของภิกษุผู้ถึงพร้อมด้วยสัมมาสมาธิ ย่อมเป็นธรรม
			<remark  id="s2b22c19l16" />ถึงพร้อมด้วยอุปนิสัย เมื่อยถาภูตญาณทัสสนะมีอยู่นิพพิทาและวิราคะ ของภิกษุผู้ถึงพร้อม
			<remark  id="s2b22c19l17" />ด้วยยถาภูตญาณทัสสนะ ย่อมเป็นธรรมถึงพร้อมด้วยอุปนิสัย เมื่อนิพพิทาและวิราคะมีอยู่
			<remark  id="s2b22c19l18" /> วิมุตติญาณทัสสนะ ของภิกษุผู้ถึงพร้อมด้วยนิพพิทาและวิราคะ ย่อมเป็นธรรมถึงพร้อมด้วย
			<remark  id="s2b22c19l19" />อุปนิสัย ดูกรภิกษุทั้งหลาย ต้นไม้ที่กิ่งและใบบริบูรณ์ แม้กะเทาะของต้นไม้นั้นก็ถึงความ
			<remark  id="s2b22c19l20" />บริบูรณ์แม้เปลือกก็ถึงความบริบูรณ์ แม้กระพี้ก็ถึงความบริบูรณ์ แม้แก่นก็ถึงความบริบูรณ์ฉันใด 
			<remark  id="s2b22c19l21" />ฉันนั้นเหมือนกันแล ภิกษุทั้งหลาย สัมมาสมาธิของภิกษุผู้มีศีล ถึงพร้อมด้วยศีล ย่อมเป็น
			<remark  id="s2b22c19l22" />ธรรมถึงพร้อมด้วยอุปนิสัย เมื่อสัมมาสมาธิมีอยู่ ยธาภูตญาณทัสสนะ ของภิกษุผู้ถึงพร้อมด้วย
			<remark  id="s2b22c19l23" />สัมมาสมาธิ ย่อมเป็นธรรมถึงพร้อมด้วยอุปนิสัยเมื่อยถาภูตญาณทัสสนะมีอยู่ นิพพิทาและ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b22c20" >
		<para id="s2b22c20p">
			<remark  id="s2b22c20l1" />วิราคะของภิกษุผู้ถึงพร้อมด้วยยถาภูตญาณทัสสนะ ย่อมเป็นธรรมถึงพร้อมด้วยอุปนิสัย เมื่อ
			<remark  id="s2b22c20l2" />นิพพิทาและวิราคะมีอยู่วิมุตติญาณทัสสนะของภิกษุผู้ถึงพร้อมด้วยนิพพิทาและวิราคะ ย่อม
			<remark  id="s2b22c20l3" />เป็นธรรมถึงพร้อมด้วยอุปนิสัย ฯ
			<remark  id="s2b22c20l4" />		           จบสูตรที่ ๔
			<remark  id="s2b22c20l5" />		         ๕. อนุคคหสูตร
			<remark  id="s2b22c20l6" /> 	[๒๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สัมมาทิฐิ อันองค์ ๕ อนุเคราะห์แล้ว ย่อมเป็นธรรมมี
			<remark  id="s2b22c20l7" />เจโตวิมุติเป็นผล มีเจโตวิมุติเป็นผลานิสงส์ และเป็นธรรมมีปัญญาวิมุติ  เป็นผล มีปัญญา
			<remark  id="s2b22c20l8" />วิมุติเป็นผลานิสงส์ องค์ ๕ เป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลายในธรรมวินัยนี้ สัมมาทิฐิอันศีล
			<remark  id="s2b22c20l9" />อนุเคราะห์แล้ว อันสุตะอนุเคราะห์แล้ว อันการสนทนาธรรมอนุเคราะห์แล้ว อันสมถะอนุเคราะห์
			<remark  id="s2b22c20l10" />แล้ว อันวิปัสสนาอนุเคราะห์แล้ว ดูกรภิกษุทั้งหลาย สัมมาทิฐิอันองค์ ๕ เหล่านี้แล อนุเคราะห์
			<remark  id="s2b22c20l11" />แล้ว ย่อมมีเจโตวิมุติเป็นผล มีเจโตวิมุติเป็นผลานิสงส์ และมีปัญญาวิมุตติเป็นผล มีปัญญา
			<remark  id="s2b22c20l12" />วิมุติเป็นผลานิสงส์ ฯ
			<remark  id="s2b22c20l13" />		           จบสูตรที่ ๕
			<remark  id="s2b22c20l14" />		          ๖. วิมุตติสูตร
			<remark  id="s2b22c20l15" /> 	[๒๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เหตุแห่งวิมุตติ ๕ ประการนี้ ซึ่งเป็นเหตุให้จิตของภิกษุผู้
			<remark  id="s2b22c20l16" />ไม่ประมาท มีความเพียร มีใจเด็ดเดี่ยวที่ยังไม่หลุดพ้น ย่อมหลุดพ้นอาสวะที่ยังไม่สิ้น 
			<remark  id="s2b22c20l17" />ย่อมถึงความสิ้นไป หรือเธอย่อมบรรลุธรรมอันเกษมจากโยคะชั้นเยี่ยม ที่ยังไม่ได้บรรลุ เหตุ
			<remark  id="s2b22c20l18" />แห่งวิมุตติ ๕ ประการเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลายพระศาสดาหรือเพื่อนสพรหมจารีผู้อยู่ใน
			<remark  id="s2b22c20l19" />ฐานะครูบางรูป แสดงธรรมแก่ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เธอย่อมเข้าใจอรรถเข้าใจธรรมในธรรมนั้น
			<remark  id="s2b22c20l20" />ตามที่พระศาสดาหรือเพื่อนสพรหมจารี ผู้อยู่ในฐานะครูแสดงแก่เธอ เมื่อเธอเข้าใจอรรถ เข้าใจ
			<remark  id="s2b22c20l21" />ธรรมย่อมเกิดปราโมทย์ เมื่อเกิดปราโมทย์แล้ว ย่อมเกิดปีติ เมื่อใจเกิดปีติกายย่อมสงบ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b22c21" >
		<para id="s2b22c21p">
			<remark  id="s2b22c21l1" />ผู้มีกายสงบแล้ว ย่อมได้เสวยสุข เมื่อมีสุข จิตย่อมตั้งมั่น ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นเหตุแห่ง
			<remark  id="s2b22c21l2" />วิมุตติข้อที่ ๑ ซึ่งเป็นเหตุให้จิตของภิกษุผู้ไม่ประมาท มีความเพียร มีใจเด็ดเดี่ยว ที่ยังไม่
			<remark  id="s2b22c21l3" />หลุดพ้น ย่อมหลุดพ้น อาสวะที่ยังไม่สิ้นไป ย่อมถึงความสิ้นไป หรือเธอย่อมได้บรรลุธรรมอัน
			<remark  id="s2b22c21l4" />เกษมจากโยคะชั้นเยี่ยม ที่ยังไม่ได้บรรลุ
			<remark  id="s2b22c21l5" />     ดูกรภิกษุทั้งหลาย อีกประการหนึ่ง พระศาสดาหรือเพื่อนสพรหมจารี  ผู้อยู่ในฐานะ
			<remark  id="s2b22c21l6" />ครูบางรูป ก็ไม่ได้แสดงธรรมแก่ภิกษุ ก็แต่ว่าภิกษุย่อมแสดงธรรมเท่าที่ได้สดับ ได้ศึกษาเล่าเรียน
			<remark  id="s2b22c21l7" />มาแก่ชนเหล่าอื่นโดยพิสดาร เธอย่อมเข้าใจอรรถเข้าใจธรรมในธรรมนั้น ที่ภิกษุแสดงธรรม
			<remark  id="s2b22c21l8" />เท่าที่ได้สดับ ได้ศึกษาเล่าเรียนมาแก่ชนเหล่าอื่นโดยพิสดาร เมื่อเธอเข้าใจอรรถ เข้าใจธรรม
			<remark  id="s2b22c21l9" /> ย่อมเกิดปราโมทย์  ...เมื่อมีสุข จิตย่อมตั้งมั่น ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นเหตุแห่งวิมุตติข้อที่ ๒ ...
			<remark  id="s2b22c21l10" />     ดูกรภิกษุทั้งหลาย อีกประการหนึ่ง พระศาสดาหรือเพื่อนสพรหมจารีผู้อยู่ในฐานะครู
			<remark  id="s2b22c21l11" />บางรูป ก็ไม่ได้แสดงธรรมแก่ภิกษุ แม้ภิกษุก็ไม่ได้แสดงธรรมเท่าที่ได้สดับ ได้ศึกษาเล่าเรียน
			<remark  id="s2b22c21l12" />มาแก่ชนเหล่าอื่นโดยพิสดาร ก็แต่ว่าภิกษุย่อมทำการสาธยายธรรมเท่าที่ได้สดับ ได้ศึกษาเล่าเรียน
			<remark  id="s2b22c21l13" />มาโดยพิสดาร เธอย่อมเข้าใจอรรถ เข้าใจธรรม ในธรรมนั้น ตามที่ภิกษุสาธยายธรรมเท่าที่ได้
			<remark  id="s2b22c21l14" />สดับ ได้ศึกษาเล่าเรียนมาโดยพิสดาร เมื่อเธอเข้าใจอรรถ เข้าใจธรรม ย่อมเกิดปราโมทย์ ...
			<remark  id="s2b22c21l15" /> เมื่อมีสุข จิตย่อมตั้งมั่น ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นเหตุแห่งวิมุตติข้อที่ ๓  ...
			<remark  id="s2b22c21l16" />     ดูกรภิกษุทั้งหลาย อีกประการหนึ่ง พระศาสดาหรือเพื่อนสพรหมจารีผู้อยู่ในฐานะครู
			<remark  id="s2b22c21l17" />บางรูป ก็ไม่ได้แสดงธรรมแก่ภิกษุ ภิกษุก็ไม่ได้แสดงธรรมเท่าที่ได้สดับ ได้ศึกษาเล่าเรียนมา
			<remark  id="s2b22c21l18" />แก่ชนเหล่าอื่นโดยพิสดาร แม้ภิกษุก็ไม่ได้ทำการสาธยายธรรมเท่าที่ได้สดับ ได้ศึกษาเล่าเรียนมา
			<remark  id="s2b22c21l19" />โดยพิสดาร ก็แต่ว่าภิกษุย่อมตรึกตรองใคร่ครวญธรรมเท่าที่ได้สดับ ได้ศึกษาเล่าเรียนมาด้วยใจ 
			<remark  id="s2b22c21l20" />เธอย่อมเข้าใจอรรถ เข้าใจธรรมในธรรมนั้น ตามที่ภิกษุตรึกตรองใคร่ครวญธรรมตามที่ได้สดับ 
			<remark  id="s2b22c21l21" />ได้ศึกษาเล่าเรียนมาด้วยใจ เมื่อเธอเข้าใจอรรถ เข้าใจธรรมย่อมเกิดปราโมทย์ ... เมื่อมีสุข จิตย่อม
			<remark  id="s2b22c21l22" />ตั้งมั่น ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นเหตุแห่งวิมุตติข้อที่ ๔ ...
			<remark  id="s2b22c21l23" />     ดูกรภิกษุทั้งหลาย อีกประการหนึ่ง พระศาสดาหรือเพื่อนสพรหมจารีผู้อยู่ในฐานะครู
			<remark  id="s2b22c21l24" />บางรูป ก็ไม่ได้แสดงธรรมแก่ภิกษุ ภิกษุก็ไม่ได้แสดงธรรมเท่าที่ได้สดับได้ศึกษาเล่าเรียนมาแก่
			<remark  id="s2b22c21l25" />ชนเหล่าอื่นโดยพิสดาร ภิกษุก็ไม่ได้สาธยายธรรมเท่าที่ได้สดับได้ศึกษาเล่าเรียนมาโดยพิสดาร
			<remark  id="s2b22c21l26" /> แม้ภิกษุก็ไม่ได้ตรึกตรอง ใคร่ครวญธรรมเท่าที่ได้สดับ ได้ศึกษาเล่าเรียนมาด้วยใจ ก็แต่ว่า 
			<remark  id="s2b22c21l27" />สมาธินิมิตอย่างใดอย่างหนึ่ง เธอเล่าเรียนมาด้วยดี ทำไว้ในใจด้วยดี ทรงไว้ด้วยดี แทงตลอด
		</para>
	</section>
	<section id="s2b22c22" >
		<para id="s2b22c22p">
			<remark  id="s2b22c22l1" />ด้วยดี ด้วยปัญญา เธอย่อมเข้าใจอรรถ เข้าใจธรรมในธรรมนั้น ตามที่เธอเล่าเรียนสมาธินิมิต
			<remark  id="s2b22c22l2" />อย่างใดอย่างหนึ่งมาด้วยดี ทำไว้ในใจด้วยดี ทรงไว้ด้วยดี แทงตลอดด้วยดี ด้วยปัญญา เมื่อ
			<remark  id="s2b22c22l3" />เธอเข้าใจอรรถ เข้าใจธรรม ย่อมเกิดปราโมทย์ เมื่อเกิดปราโมทย์แล้วย่อมเกิดปีติ เมื่อมีใจเกิด
			<remark  id="s2b22c22l4" />ปีติ กายย่อมสงบ ผู้มีกายสงบแล้วย่อมได้เสวยสุข เมื่อมีสุขจิตย่อมตั้งมั่น ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
			<remark  id="s2b22c22l5" />นี้เป็นเหตุแห่งวิมุตติข้อที่ ๕ ซึ่งเป็นเหตุให้จิตของภิกษุผู้ไม่ประมาทมีความเพียร มีใจเด็ดเดี่ยวอยู่ 
			<remark  id="s2b22c22l6" />ที่ยังไม่หลุดพ้นย่อมหลุดพ้นอาสวะที่ยังไม่สิ้น ย่อมถึงความสิ้นไป หรือเธอย่อมได้บรรลุธรรม
			<remark  id="s2b22c22l7" />อันเกษมจากโยคะชั้นเยี่ยม ที่ยังไม่ได้บรรลุ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เหตุแห่งวิมุตติ ๕ ประการนี้แล
			<remark  id="s2b22c22l8" />ซึ่งเป็นเหตุให้จิตของภิกษุผู้ไม่ประมาท มีความเพียร มีใจเด็ดเดี่ยวอยู่ ที่ยังไม่หลุดพ้นย่อม
			<remark  id="s2b22c22l9" />หลุดพ้น อาสวะที่ยังไม่สิ้น ย่อมถึงความสิ้นไป หรือเธอย่อมได้บรรลุธรรมอันเกษมจากโยคะ
			<remark  id="s2b22c22l10" />ชั้นเยี่ยม ที่ยังไม่ได้บรรลุ ฯ
			<remark  id="s2b22c22l11" />		           จบสูตรที่ ๖
			<remark  id="s2b22c22l12" />		          ๗. สมาธิสูตร
			<remark  id="s2b22c22l13" /> 	[๒๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงมีปัญญารักษาตน มีสติ  เจริญสมาธิหา
			<remark  id="s2b22c22l14" />ประมาณมิได้เถิด เมื่อเธอมีปัญญารักษาตน มีสติ เจริญสมาธิหาประมาณมิได้อยู่ ญาณ ๕ อย่าง 
			<remark  id="s2b22c22l15" />ย่อมเกิดขึ้นเฉพาะตน ญาณ ๕ อย่างเป็นไฉนคือ ญาณย่อมเกิดขึ้นเฉพาะตนว่า สมาธินี้มีสุข
			<remark  id="s2b22c22l16" />ในปัจจุบัน และมีสุขเป็นวิบากต่อไป ๑ สมาธินี้เป็น อริยะ ปราศจากอามิส ๑ สมาธินี้อันคน
			<remark  id="s2b22c22l17" />เลวเสพไม่ได้ ๑สมาธินี้ละเอียด ประณีต ได้ด้วยความสงบระงับ บรรลุได้ด้วยความเป็นธรรม
			<remark  id="s2b22c22l18" />เอกผุดขึ้น และมิใช่บรรลุได้ด้วยการข่มธรรมที่เป็นข้าศึก ห้ามกิเลสด้วยจิตอันเป็นสสังขาร ๑
			<remark  id="s2b22c22l19" /> ก็เราย่อมมีสติเข้าสมาธินี้ได้ มีสติออกจากสมาธินี้ได้ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงมีปัญญา
			<remark  id="s2b22c22l20" />รักษาตน มีสติ เจริญสมาธิอันหาประมาณมิได้เถิด เมื่อเธอทั้งหลายมีปัญญารักษาตน มีสติ 
			<remark  id="s2b22c22l21" />เจริญสมาธิอันหาประมาณมิได้อยู่ ญาณ ๕ อย่างนี้แล ย่อมเกิดขึ้นเฉพาะตน ฯ
			<remark  id="s2b22c22l22" />		           จบสูตรที่ ๗
		</para>
	</section>
	<section id="s2b22c23" >
		<para id="s2b22c23p">
			<remark  id="s2b22c23l1" />		          ๘. อังคิกสูตร
			<remark  id="s2b22c23l2" /> 	[๒๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงการเจริญสัมมาสมาธิที่ประกอบด้วยองค์ ๕ อัน
			<remark  id="s2b22c23l3" />ประเสริฐ เธอทั้งหลายจงฟัง ฯลฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็การเจริญสัมมาสมาธิที่ประกอบด้วยองค์ ๕ 
			<remark  id="s2b22c23l4" />อันประเสริฐเป็นไฉน ภิกษุในธรรมวินัยนี้สงัดจากกาม ฯลฯ บรรลุปฐมฌาน เธอทำกาย
			<remark  id="s2b22c23l5" />นี้แหละให้ชุ่มชื่น เอิบอิ่ม ซาบซ่าน ด้วยปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวก ไม่มีเอกเทศไหนๆ แห่ง
			<remark  id="s2b22c23l6" />กายของเธอทั่วทั้งตัว ที่ปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวกจะไม่ถูกต้อง เปรียบเหมือนพนักงานสรงสนาน
			<remark  id="s2b22c23l7" />หรือลูกมือพนักงานสรงสนานผู้ฉลาด จะพึงใส่จุรณสีตัวลงในภาชนะสำริดแล้ว พรมด้วยน้ำหมักไว้ 
			<remark  id="s2b22c23l8" />ตกเวลาเย็นก้อนจุรณสีตัวซึ่งซึมไปจับติดทั่วทั้งหมด ย่อมไม่กระจายออกฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้นแล
			<remark  id="s2b22c23l9" /> ทำกายนี้แหละให้ชุ่มชื่น เอิบอิ่ม ซาบซ่านด้วยปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวกไม่มีเอกเทศไหนๆ 
			<remark  id="s2b22c23l10" />แห่งกายของเธอทั่วทั้งตัว ที่ปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวกจะไม่ถูกต้อง ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เป็น
			<remark  id="s2b22c23l11" />การเจริญสัมมาสมาธิที่ประกอบด้วยองค์ ๕ อันประเสริฐข้อที่ ๑
			<remark  id="s2b22c23l12" />     ดูกรภิกษุทั้งหลาย อีกประการหนึ่ง ภิกษุบรรลุทุติยฌาน มีความผ่องใสแห่งจิตใน
			<remark  id="s2b22c23l13" />ภายใน เป็นธรรมเอกผุดขึ้น ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร เพราะวิตกวิจารสงบไป มีปีติและสุขที่เกิด
			<remark  id="s2b22c23l14" />แต่สมาธิอยู่ เธอทำกายนี้แหละให้ชุ่มชื่น เอิบอิ่มซาบซ่าน ด้วยปีติและสุขอันเกิดแต่สมาธิ
			<remark  id="s2b22c23l15" /> ไม่มีเอกเทศไหนๆ แห่งกายของเธอทั่วทั้งตัว ที่ปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวกจะไม่ถูกต้อง เปรียบ
			<remark  id="s2b22c23l16" />เหมือนห้วงน้ำลึกที่มีน้ำปั่นป่วน ไม่มีทางไหลมาได้ ทั้งในด้านตะวันออก ด้านใต้ ด้านตะวันตก
			<remark  id="s2b22c23l17" />ด้านเหนือ และฝนก็ไม่ตกเพิ่มตามฤดูกาล แต่สายน้ำเย็นพุขึ้นจากห้วงน้ำนั้นแล้วจะพึงทำ
			<remark  id="s2b22c23l18" />ห้วงน้ำนั้นแหละให้ชุ่มชื่น เอิบอาบ ซาบซึมด้วยน้ำเย็น ไม่มีเอกเทศไหนๆ แห่งห้วงน้ำนั้น
			<remark  id="s2b22c23l19" />ทั้งหมด ที่น้ำเย็นจะไม่พึงถูกต้อง ฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้นนั่นแล ย่อมทำกายนี้แหละให้ชุ่มชื่น 
			<remark  id="s2b22c23l20" />เอิบอิ่ม ซาบซ่าน ด้วยปีติ และสุขอันเกิดแต่สมาธิ ไม่มีเอกเทศไหนๆ แห่งกายของเธอทั่วทั้งตัว 
			<remark  id="s2b22c23l21" />ที่ปีติและสุขอันเกิดแต่สมาธิจะไม่ถูกต้อง ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นการเจริญสัมมาสมาธิที่
			<remark  id="s2b22c23l22" />ประกอบด้วยองค์ ๕ อันประเสริฐ ข้อที่ ๒
			<remark  id="s2b22c23l23" />     ดูกรภิกษุทั้งหลาย อีกประการหนึ่ง ภิกษุมีอุเบกขา มีสติ มีสัมปชัญญะ  เสวยสุข
			<remark  id="s2b22c23l24" />ด้วยนามกาย เพราะปีติสิ้นไป บรรลุตติยฌาน ที่พระอริยเจ้าทั้งหลายสรรเสริญว่า ผู้ได้ฌานนี้ 
			<remark  id="s2b22c23l25" />เป็นผู้มีอุเบกขา มีสติ อยู่เป็นสุข เธอทำกายนี้ให้ชุ่มชื่น เอิบอิ่ม ซาบซ่านด้วยสุขอันปราศจาก
		</para>
	</section>
	<section id="s2b22c24" >
		<para id="s2b22c24p">
			<remark  id="s2b22c24l1" />ปีติ ไม่มีเอกเทศไหนๆ แห่งกายของเธอทั่วทั้งตัวที่สุขอันปราศจากปีติจะไม่ถูกต้อง ดูกรภิกษุ
			<remark  id="s2b22c24l2" />ทั้งหลาย เปรียบเหมือนในกออุบล กอบัวหลวง หรือกอบัวขาว ดอกอุบล ดอกบัวหลวง 
			<remark  id="s2b22c24l3" />หรือดอกบัวขาว บางเหล่าซึ่งเกิดในน้ำ ยังไม่พ้นน้ำ จมอยู่ในน้ำ อันน้ำหล่อเลี้ยง  ดอกบัว
			<remark  id="s2b22c24l4" />เหล่านั้น ชุ่มชื่น เอิบอาบ ซาบซึมด้วยน้ำเย็นตลอดยอด ตลอดเง่าไม่มีเอกเทศไหนๆ แห่ง
			<remark  id="s2b22c24l5" />ดอกอุบล ดอกบัวหลวง หรือดอกบัวขาว ทั่วทุกส่วนที่น้ำเย็นจะไม่พึงถูกต้อง ฉันใด ภิกษุก็
			<remark  id="s2b22c24l6" />ฉันนั้นแล ย่อมทำกายนี้แหละให้ชุ่มชื่นเอิบอิ่ม ซาบซ่าน ด้วยสุขอันปราศจากปีติ ไม่มี
			<remark  id="s2b22c24l7" />เอกเทศไหนๆ แห่งกายของเธอทั่วทั้งตัว ที่สุขปราศจากปีติจะไม่ถูกต้อง นี้เป็นการเจริญสัมมา
			<remark  id="s2b22c24l8" />สมาธิที่ประกอบด้วยองค์ ๕ อันประเสริฐ ข้อที่ ๓
			<remark  id="s2b22c24l9" />     ดูกรภิกษุทั้งหลาย อีกประการหนึ่ง ภิกษุบรรลุจตุตถฌานอันไม่มีสุข  ไม่มีทุกข์ 
			<remark  id="s2b22c24l10" />เพราะละสุขละทุกข์ และดับโสมนัสและโทมนัสก่อนๆ ได้มีอุเบกขาเป็นเหตุให้สติบริสุทธิ์อยู่ 
			<remark  id="s2b22c24l11" />เธอนั่งแผ่ไปทั่วกายนี้แหละ ด้วยใจอันบริสุทธิ์ผ่องแผ้ว ไม่มีเอกเทศไหนๆ แห่งกายของเธอทั่ว
			<remark  id="s2b22c24l12" />ทั้งตัว ที่ใจอันบริสุทธิ์ ผ่องแผ้วจะไม่ถูกต้อง ดูกรภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนบุรุษจะพึงนั่ง
			<remark  id="s2b22c24l13" />คลุมตัวตลอดศรีษะด้วยผ้าขาว ไม่มีเอกเทศไหนๆ แห่งกายทุกๆ ส่วนของเขา ที่ผ้าขาวจะไม่
			<remark  id="s2b22c24l14" />ถูกต้อง ฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้นแล เธอนั่งแผ่ไปทั่วกายนี้แหละ ด้วยใจอันบริสุทธิ์ผ่องแผ้ว ไม่
			<remark  id="s2b22c24l15" />มีเอกเทศไหนๆ แห่งกายของเธอทั่วทั้งตัว ที่ใจอันบริสุทธิ์ ผ่องแผ้วจะไม่ถูกต้อง ดูกรภิกษุ
			<remark  id="s2b22c24l16" />ทั้งหลาย นี้เป็นการเจริญสัมมาสมาธิที่ประกอบด้วยองค์๕ อันประเสริฐ ข้อที่ ๔
			<remark  id="s2b22c24l17" />     ดูกรภิกษุทั้งหลาย อีกประการหนึ่ง ภิกษุย่อมถือด้วยดี ทำไว้ในใจด้วยดี ใคร่ครวญ
			<remark  id="s2b22c24l18" />ด้วยดี แทงตลอดด้วยดี ซึ่งปัจจเวกขณนิมิตด้วยปัญญาเปรียบเหมือนคนอื่นพึงเห็นคนอื่น
			<remark  id="s2b22c24l19" /> คนยืนพึงเห็นคนนั่ง หรือคนนั่งพึงเห็นคนนอนฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้นแล เธอย่อมถือด้วยดี
			<remark  id="s2b22c24l20" /> ทำไว้ในใจด้วยดี ใคร่ครวญด้วยดีแทงตลอดด้วยดี ซึ่งปัจจเวกขณนิมิตด้วยปัญญา ดูกรภิกษุ
			<remark  id="s2b22c24l21" />ทั้งหลาย นี้เป็นการเจริญสัมมาสมาธิที่ประกอบด้วยองค์ ๕ อันประเสริฐ ข้อที่ ๕
			<remark  id="s2b22c24l22" />     ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อสัมมาสมาธิที่ประกอบด้วยองค์ ๕ อันประเสริฐอันภิกษุเจริญ
			<remark  id="s2b22c24l23" />แล้ว ทำให้มากแล้ว อย่างนี้ ภิกษุจะโน้มน้อมจิตไปเพื่อทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่ง ซึ่งธรรม
			<remark  id="s2b22c24l24" />ที่จะพึงทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งใดๆ เธอย่อมถึงความเป็นผู้ควรเป็นพยานในธรรมนั้นๆ ในเมื่อ
			<remark  id="s2b22c24l25" />เหตุมีอยู่โดยแน่นอน  เปรียบเหมือนหม้อน้ำตั้งอยู่บนที่รอง เต็มด้วยน้ำเสมอขอบปากพอที่กาจะ
			<remark  id="s2b22c24l26" />ดื่มได้ บุรุษผู้มีกำลัง พึงเอียงหม้อน้ำนั้นไปรอบๆ น้ำก็พึงกระฉอกออกมาได้หรือ ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b22c25" >
		<para id="s2b22c25p">
			<remark  id="s2b22c25l1" />     ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า อย่างนั้นพระเจ้าข้า
			<remark  id="s2b22c25l2" />      พ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุก็ฉันนั้นเหมือนกัน เมื่อสัมมาสมาธิอันประกอบด้วยองค์ ๕ 
			<remark  id="s2b22c25l3" />อันประเสริฐ ที่ภิกษุเจริญแล้วอย่างนี้ ทำให้มากแล้วอย่างนี้เธอโน้มน้อมจิตไปเพื่อทำให้แจ้ง
			<remark  id="s2b22c25l4" />ด้วยปัญญาอันยิ่ง ซึ่งธรรมที่จะพึงทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งใดๆ เธอย่อมถึงความเป็นผู้ควรเป็น
			<remark  id="s2b22c25l5" />พยานในธรรมนั้นๆ ในเมื่อเหตุมีอยู่ เปรียบเหมือนสระน้ำที่ภูมิภาคอันราบเรียบ กว้างสี่เหลี่ยม 
			<remark  id="s2b22c25l6" />กั้นด้วยทำนบเต็มด้วยน้ำเสมอขอบปากพอที่กาจะดื่มได้ บุรุษผู้มีกำลังพึงเปิดทำนบสระนั้นทุกๆ
			<remark  id="s2b22c25l7" />ด้าน น้ำก็พึงไหลออกมาได้หรือ
			<remark  id="s2b22c25l8" />      ภิ. อย่างนั้น พระเจ้าข้า
			<remark  id="s2b22c25l9" />      พ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุก็ฉันนั้นเหมือนกัน เมื่อสัมมาสมาธิอันประกอบด้วยองค์ ๕ 
			<remark  id="s2b22c25l10" />อันประเสริฐ ที่ภิกษุเจริญแล้วอย่างนี้ ทำให้มากแล้วอย่างนี้ เธอโน้มน้อมจิตไป เพื่อทำให้แจ้งด้วย
			<remark  id="s2b22c25l11" />ปัญญาอันยิ่ง ซึ่งธรรมที่จะพึงทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งใดๆ เธอย่อมถึงความเป็นผู้ควรเป็น
			<remark  id="s2b22c25l12" />พยานในธรรมนั้นๆ ในเมื่อเหตุมีอยู่ เปรียบเหมือนรถม้าที่เทียมแล้วจอดอยู่ทางใหญ่ ๔ แยก
			<remark  id="s2b22c25l13" /> มีพื้นราบเรียบมีประตักวางไว้ข้างบน คนฝึกม้าผู้ขยันชำนาญในการฝึกขึ้นขี่รถนั้นแล้ว ถือเชือก
			<remark  id="s2b22c25l14" />ด้วยมือซ้าย ถือประตักด้วยมือขวา พึงขับรถให้เดินหน้าบ้าง ให้ถอยหลังบ้าง ได้ตามต้องการ 
			<remark  id="s2b22c25l15" />ฉันใด ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุก็ฉันนั้นเหมือนกัน เมื่อสัมมาสมาธิอันประกอบด้วยองค์ ๕ อัน
			<remark  id="s2b22c25l16" />ประเสริฐ ที่ภิกษุเจริญแล้วอย่างนี้ ทำให้มากแล้วอย่างนี้   เธอโน้มน้อมจิตไปเพื่อทำให้แจ้งด้วย
			<remark  id="s2b22c25l17" />ปัญญาอันยิ่ง ซึ่งธรรมที่จะพึงทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งใดๆ เธอย่อมถึงความเป็นผู้ควรเป็นพยาน
			<remark  id="s2b22c25l18" />ในธรรมนั้นๆ ในเมื่อเหตุมีอยู่ ถ้าเธอมุ่งหวังอยู่ว่า เราพึงแสดงฤทธิ์ได้หลายประการ คือ 
			<remark  id="s2b22c25l19" />คนเดียวเป็นหลายคนก็ได้ ฯลฯ พึงใช้อำนาจทางกายไปตลอดพรหมโลกก็ได้ เธอย่อมถึงความเป็น
			<remark  id="s2b22c25l20" />ผู้ควรเป็นพยานในธรรมนั้นๆ ในเมื่อเหตุมีอยู่ ถ้าเธอมุ่งหวังว่า เราพึงได้ยินเสียง ๒ ชนิด คือ 
			<remark  id="s2b22c25l21" />เสียงทิพย์และเสียงมนุษย์ ทั้งที่อยู่ไกลและใกล้ ด้วยทิพยโสตอันบริสุทธิ์ล่วงโสตของมนุษย์ 
			<remark  id="s2b22c25l22" />เธอย่อมถึงความเป็นผู้ควรเป็นพยานในธรรมนั้นๆ ในเมื่อเหตุมีอยู่ ถ้าเธอมุ่งหวังว่า เราพึงกำหนด
			<remark  id="s2b22c25l23" />รู้ใจของสัตว์อื่น ของบุคคลอื่นด้วยใจ คือ จิตมีราคะ ก็พึงรู้ว่าจิตมีราคะ หรือจิตปราศจากราคะ 
			<remark  id="s2b22c25l24" />ก็พึงรู้ว่าจิตปราศจากราคะ ฯลฯ หรือจิตไม่หลุดพ้น ก็พึงรู้ว่าจิตไม่หลุดพ้น เธอย่อมถึงความเป็น
			<remark  id="s2b22c25l25" />ผู้ควรเป็นพยานในธรรมนั้นๆ ในเมื่อเหตุมีอยู่ ถ้าเธอมุ่งหวังว่า เราพึงระลึกถึงชาติก่อนได้เป็น
		</para>
	</section>
	<section id="s2b22c26" >
		<para id="s2b22c26p">
			<remark  id="s2b22c26l1" />อันมาก คือ ระลึกได้ชาติหนึ่งบ้าง สองชาติบ้าง ฯลฯ เราพึงระลึกถึงชาติก่อนได้เป็นอันมาก พร้อม
			<remark  id="s2b22c26l2" />ทั้งอาการ พร้อมทั้งอุเทศ ด้วยประการฉะนี้ เธอย่อมถึงความเป็นผู้ควรเป็นพยานในธรรมนั้นๆ
			<remark  id="s2b22c26l3" /> ในเมื่อเหตุมีอยู่ ถ้าเธอมุ่งหวังว่า เราพึงเห็นหมู่สัตว์ที่กำลังจุติกำลังอุปบัติ เลว ประณีต มี
			<remark  id="s2b22c26l4" />ผิวพรรณดี มีผิวพรรณทราม ได้ดี ตกยาก ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ล่วงจักษุของมนุษย์ ฯลฯ 
			<remark  id="s2b22c26l5" />พึงรู้ชัดซึ่งหมู่สัตว์ผู้เป็นไปตามกรรมด้วยประการฉะนี้ เธอย่อมถึงความเป็นผู้ควรเป็นพยานใน
			<remark  id="s2b22c26l6" />ธรรมนั้นๆ ในเมื่อเหตุมีอยู่ ถ้าเธอมุ่งหวังว่า เราพึงทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อัน
			<remark  id="s2b22c26l7" />หาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไป ด้วยปัญญาอันยิ่งเองในปัจจุบัน เข้าถึงอยู่ เธอย่อม
			<remark  id="s2b22c26l8" />ถึงความเป็นผู้ควรเป็นพยานในธรรมนั้นๆ ในเมื่อเหตุมีอยู่ ฯ
			<remark  id="s2b22c26l9" />		           จบสูตรที่ ๘
			<remark  id="s2b22c26l10" />		          ๙. จังกมสูตร
			<remark  id="s2b22c26l11" /> 	[๒๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อานิสงส์ในการจงกรม ๕ ประการนี้๕ ประการเป็นไฉน
			<remark  id="s2b22c26l12" /> คือ ภิกษุผู้เดินจงกรมย่อมเป็นผู้อดทนต่อการเดินทางไกล ๑ย่อมเป็นผู้อดทนต่อการบำเพ็ญเพียร ๑ 
			<remark  id="s2b22c26l13" />ย่อมเป็นผู้มีอาพาธน้อย ๑ อาหารที่กินดื่ม เคี้ยว ลิ้มแล้วย่อมย่อยไปโดยดี ๑ สมาธิที่ได้เพราะ
			<remark  id="s2b22c26l14" />การเดินจงกรมย่อมตั้งอยู่ได้นาน ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย อานิสงส์ในการเดินจงกรม ๕ ประการนี้แล ฯ
			<remark  id="s2b22c26l15" />		           จบสูตรที่ ๙
			<remark  id="s2b22c26l16" />		         ๑๐. นาคิตสูตร
			<remark  id="s2b22c26l17" /> 	[๓๐] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเสด็จจาริกไปในโกศลชนบท พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์
			<remark  id="s2b22c26l18" />หมู่ใหญ่ ได้เสด็จถึงพราหมณคามของชาวโกศลชื่ออิจฉานังคละ ได้ยินว่า สมัยนั้น พระผู้มี
			<remark  id="s2b22c26l19" />พระภาคประทับอยู่ที่ไพรสณฑ์ชื่ออิจฉานังคละ ใกล้บ้านพราหมณคาม ชื่ออิจฉานังคละ พราหมณ์
			<remark  id="s2b22c26l20" />และคฤหบดี ชาวบ้านอิจฉานังคละได้สดับข่าวว่า พระสมณโคดมศากยบุตร ทรงผนวชจาก
			<remark  id="s2b22c26l21" />ศากยสกุล เสด็จถึงบ้านอิจฉานังคละ ประทับอยู่ที่ไพรสณฑ์ ชื่ออิจฉานังคละ ใกล้พราหมณคาม
		</para>
	</section>
	<section id="s2b22c27" >
		<para id="s2b22c27p">
			<remark  id="s2b22c27l1" />ชื่ออิจฉานังคละ ก็เกียรติศัพท์อันงามของท่านพระสมณโคดมพระองค์นั้น ขจรไปแล้วอย่างนี้ว่า
			<remark  id="s2b22c27l2" /> แม้เพราะเหตุนี้ๆ พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น เป็นพระอรหันต์ตรัสรู้เองโดยชอบ ถึงพร้อมด้วย
			<remark  id="s2b22c27l3" />วิชชาและจรณะ เสด็จไปดีแล้ว ทรงรู้แจ้งโลกเป็นสารถีฝึกบุรุษที่ควรฝึกไม่มีผู้อื่นยิ่งกว่า เป็น
			<remark  id="s2b22c27l4" />ศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เป็นผู้เบิกบานแล้ว เป็นผู้จำแนกธรรม พระองค์ทรงทำโลก
			<remark  id="s2b22c27l5" />นี้พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ให้แจ้งชัดด้วยพระปัญญาอันยิ่งของพระองค์เองแล้ว 
			<remark  id="s2b22c27l6" />ทรงสอนหมู่สัตว์ พร้อมทั้งสมณพราหมณ์เทวดาและมนุษย์ให้รู้ตามทรงแสดงธรรมไพเราะใน
			<remark  id="s2b22c27l7" />เบื้องต้น ไพเราะในท่ามกลาง ไพเราะในที่สุด ทรงประกาศพรหมจรรย์ พร้อมทั้งอรรถ พร้อม
			<remark  id="s2b22c27l8" />ทั้งพยัญชนะ บริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิงก็การได้เห็นพระอรหันต์ทั้งหลาย เห็นปานนั้น เป็นการดีแล 
			<remark  id="s2b22c27l9" />ดังนี้ ครั้งนั้นพราหมณ์และคฤหบดีชาวบ้านอิจฉานังคละ เมื่อล่วงราตรีไป จึงพากันถือของเคี้ยว
			<remark  id="s2b22c27l10" />ของฉันเป็นจำนวนมาก เข้าไปทางไพรสณฑ์ชื่ออิจฉานังคละ ครั้นแล้ว ได้ยืนชุมนุมกันที่ซุ้ม
			<remark  id="s2b22c27l11" />ประตูด้านนอก ส่งเสียงอื้ออึง สมัยนั้น ท่านพระนาคิตะเป็นอุปัฏฐากของพระผู้มีพระภาค 
			<remark  id="s2b22c27l12" />พระผู้มีพระภาคตรัสถามท่านพระนาคิตะว่า ดูกรนาคิตะ ก็พวกใครส่งเสียงอื้ออึงอยู่นั้น คล้าย
			<remark  id="s2b22c27l13" />พวกชาวประมงแย่งปลากัน ท่านพระนาคิตะกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พราหมณ์และ
			<remark  id="s2b22c27l14" />คฤหบดีชาวบ้านอิจฉานังคละเหล่านั้น พากันถือของเคี้ยวของฉันเป็นจำนวนมาก มายืนประชุม
			<remark  id="s2b22c27l15" />กันที่ซุ้มประตูด้านนอก เพื่อถวายพระผู้มีพระภาคและภิกษุสงฆ์ ฯ
			<remark  id="s2b22c27l16" />     พ. ดูกรนาคิตะ เราไม่ติดยศ และยศก็ไม่ติดเรา ผู้ใดแลไม่พึงได้ตามความปรารถนา 
			<remark  id="s2b22c27l17" />ไม่พึงได้โดยไม่ยาก ไม่พึงได้โดยไม่ลำบาก ซึ่งสุขอันเกิดแต่เนกขัมมะ สุขอันเกิดแต่วิเวก 
			<remark  id="s2b22c27l18" />สุขอันเกิดแต่ความสงบ สุขอันเกิดแต่ความตรัสรู้ ที่เราพึงได้ตามความปรารถนา ได้โดยไม่ยาก
			<remark  id="s2b22c27l19" /> ได้โดยไม่ลำบากนี้ ผู้นั้นพึงยินดีสุขที่ไม่สะอาด สุขในการนอน และสุขที่อาศัยลาภ สักการะ
			<remark  id="s2b22c27l20" /> และการสรรเสริญ ฯ
			<remark  id="s2b22c27l21" />     นา. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ บัดนี้ ขอพระผู้มีพระภาคทรงรับ ขอพระสุคตจงทรงรับ 
			<remark  id="s2b22c27l22" />บัดนี้ เป็นเวลาที่พระผู้มีพระภาคจะทรงรับ พระผู้มีพระภาคจักเสด็จไปทางใดๆ พราหมณ์และ
			<remark  id="s2b22c27l23" />คฤหบดีชาวนิคมและชาวชนบท ก็จักหลั่งไหลไปทางนั้นๆ เหมือนเมื่อฝนเม็ดใหญ่ตกลงมา น้ำ
			<remark  id="s2b22c27l24" />ก็ย่อมไหลไปตามที่ลุ่ม ฉันใดพระผู้มีพระภาคจักเสด็จไปทางใดๆ พราหมณ์และคฤหบดีชาว
			<remark  id="s2b22c27l25" />นิคมและชาวชนบทก็จักหลั่งไหลไปทางนั้นๆ ฉันนั้น ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะศีลและปัญญา
			<remark  id="s2b22c27l26" />ของพระผู้มีพระภาค ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b22c28" >
		<para id="s2b22c28p">
			<remark  id="s2b22c28l1" />     พ. ดูกรนาคิตะ เราไม่ติดยศ และยศก็ไม่ติดเรา ผู้ใดแลไม่พึงได้ตามความปรารถนา
			<remark  id="s2b22c28l2" /> ไม่พึงได้โดยไม่ยาก ไม่พึงได้โดยไม่ลำบาก ซึ่งสุขอันเกิดแต่เนกขัมมะ สุขอันเกิดแต่วิเวก สุข
			<remark  id="s2b22c28l3" />อันเกิดแต่ความสงบ สุขอันเกิดแต่ความตรัสรู้ ที่เราพึงได้ตามความปรารถนา ได้โดยไม่อยาก
			<remark  id="s2b22c28l4" /> ได้โดยไม่ลำบากนี้ ผู้นั้นพึงยินดีสุขที่ไม่สะอาด สุขในการนอน และสุขที่อาศัยลาภ สักการะ 
			<remark  id="s2b22c28l5" />และการสรรเสริญ ดูกรนาคิตะ อาหาร ที่กิน ดื่ม เคี้ยว ลิ้มแล้วย่อมมีอุจจาระและปัสสาวะ
			<remark  id="s2b22c28l6" />เป็นผล นี้เป็นผลแห่งอาหารนั้น ความรักมีโสกะ ปริเทวะ ทุกข์โทมนัส และอุปายาส ที่
			<remark  id="s2b22c28l7" />เกิดขึ้นเพราะสิ่งที่รักแปรปรวนเป็นอื่นเป็นผล นี้เป็นผลแห่งความรักนั้น ความเป็นของปฏิกูลใน
			<remark  id="s2b22c28l8" />อสุภนิมิต ย่อมตั้งอยู่แก่ภิกษุผู้ขวนขวายการประกอบตามอสุภนิมิต นี้เป็นผลแห่งการประกอบ
			<remark  id="s2b22c28l9" />ตามอสุภนิมิตนั้นความเป็นของปฏิกูลในผัสสะ ย่อมตั้งอยู่แก่ภิกษุผู้พิจารณาเห็นว่าไม่เที่ยงใน
			<remark  id="s2b22c28l10" />ผัสสายตนะ ๖ อยู่ นี้เป็นผลแห่งการพิจารณาเห็นว่าไม่เที่ยงในผัสสายตนะนั้นความเป็นของปฏิกูล
			<remark  id="s2b22c28l11" />ในอุปาทาน ย่อมตั้งอยู่แก่ภิกษุผู้พิจารณาเห็นความเกิด และความดับในอุปาทานขันธ์ ๕ นี้เป็นผล
			<remark  id="s2b22c28l12" />แห่งการพิจารณาเห็นความเกิดและความดับในอุปาทานขันธ์นั้น ฯ
			<remark  id="s2b22c28l13" />		       จบปัญจังคิกวรรคที่ ๓
			<remark  id="s2b22c28l14" />		      __________________
			<remark  id="s2b22c28l15" />		    รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
			<remark  id="s2b22c28l16" />     	๑. คารวสูตรที่ ๑ 		๒. คารวสูตรที่ ๒ 
			<remark  id="s2b22c28l17" />๓. อุปกิเลสสูตร		๔. ทุสสีลสูตร 
			<remark  id="s2b22c28l18" />๕. อนุคคหสูตร 		๖. วิมุตติสูตร 
			<remark  id="s2b22c28l19" />๗. สมาธิสูตร 		๘. อังคิกสูตร 
			<remark  id="s2b22c28l20" />๙. จังกมสูตร 			๑๐. นาคิตสูตร ฯ
			<remark  id="s2b22c28l21" />	     __________________
		</para>
	</section>
	<section id="s2b22c29" >
		<para id="s2b22c29p">
			<remark  id="s2b22c29l1" />		          สุมนวรรคที่ ๔
			<remark  id="s2b22c29l2" />		          ๑. สุมนสูตร
			<remark  id="s2b22c29l3" /> 	[๓๑] ครั้งนั้นแล สุมนาราชกุมารี  แวดล้อมด้วยรถ ๕๐๐ คัน และราชกุมารี ๕๐๐ 
			<remark  id="s2b22c29l4" />คน เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคมแล้ว นั่งณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้ว
			<remark  id="s2b22c29l5" />ได้ทูลถามว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอประทานพระวโรกาส สาวกของพระผู้มีพระภาค ๒ คน
			<remark  id="s2b22c29l6" /> มีศรัทธา มีศีล มีปัญญาเท่าๆกัน คนหนึ่งเป็นผู้ให้ คนหนึ่งไม่ให้ คนทั้งสองนั้น เมื่อตาย
			<remark  id="s2b22c29l7" />ไปแล้ว พึงเข้าถึงสุคติโลกสวรรค แต่คนทั้งสองนั้น ทั้งที่เป็นเทวดาเหมือนกัน พึงมีความพิเศษ
			<remark  id="s2b22c29l8" />แตกต่างกันหรือ พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรสุมนา คนทั้งสองนั้นพึงมีความพิเศษแตกต่างกัน
			<remark  id="s2b22c29l9" /> คือ ผู้ให้เป็นเทวดาย่อมข่มเทวดาผู้ไม่ให้ด้วยเหตุ ๕ ประการคือ อายุ วรรณะ สุข ยศ และ
			<remark  id="s2b22c29l10" />อธิปไตยที่เป็นทิพย์ ดูกรสุมนา ผู้ที่ให้เป็นเทวดา ย่อมข่มเทวดาผู้ไม่ให้ด้วยเหตุ ๕ ประการนี้ ฯ
			<remark  id="s2b22c29l11" />     สุ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็ถ้าเทวดาทั้งสองนั้นจุติจากเทวโลกนั้นแล้ว  มาสู่ความ
			<remark  id="s2b22c29l12" />เป็นมนุษย์ แต่คนทั้งสองนั้น ทั้งที่เป็นมนุษย์เหมือนกัน พึงมีความพิเศษแตกต่างกันหรือ ฯ
			<remark  id="s2b22c29l13" />     พ. ดูกรสุมนา คนทั้งสองนั้นมีความพิเศษแตกต่างกัน คือ ผู้ให้เป็นมนุษย์ ย่อม
			<remark  id="s2b22c29l14" />ข่มคนไม่ให้ได้ด้วยเหตุ ๕ ประการ คือ ด้วยอายุ วรรณะ สุขยศ และอธิปไตยที่เป็นของ
			<remark  id="s2b22c29l15" />มนุษย์ ดูกรสุมนา ผู้ให้เป็นมนุษย์ย่อมข่มคนผู้ไม่ให้ด้วยเหตุ ๕ ประการนี้ ฯ
			<remark  id="s2b22c29l16" />     สุ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็ถ้าคนทั้งสองนั้นออกบวช แต่คนทั้งสองนั้น ทั้งที่เป็น
			<remark  id="s2b22c29l17" />บรรพชิตเหมือนกัน พึงมีความพิเศษแตกต่างกันหรือ
			<remark  id="s2b22c29l18" />     พ. ดูกรสุมนา คนทั้งสองนั้นมีความพิเศษแตกต่างกัน คือ คนที่ให้เป็นบรรพชิต 
			<remark  id="s2b22c29l19" />ย่อมข่มคนที่ไม่ให้ด้วยเหตุ ๕ ประการ คือ เมื่อออกปากขอย่อมได้จีวรมาก เมื่อไม่ออกปากขอ
			<remark  id="s2b22c29l20" />ย่อมได้น้อย เมื่อออกปากขอย่อมได้บิณฑบาตมากเมื่อไม่ออกปากขอย่อมได้น้อย เมื่อออกปาก
			<remark  id="s2b22c29l21" />ขอย่อมได้เสนาสนะมาก เมื่อไม่ออกปากขอย่อมได้น้อย เมื่อออกปากขอย่อมได้บริขารคือ  ยา
			<remark  id="s2b22c29l22" />ที่เป็นเครื่องบำบัดไข้มากเมื่อไม่ออกปากขอย่อมได้น้อย และจะอยู่ร่วมกับเพื่อนพรหมจรรย์
			<remark  id="s2b22c29l23" />เหล่าใด เพื่อนพรหมจรรย์เหล่านั้นก็ประพฤติต่อเธอด้วยกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม เป็นที่
		</para>
	</section>
	<section id="s2b22c30" >
		<para id="s2b22c30p">
			<remark  id="s2b22c30l1" />พอใจเป็นส่วนมาก ไม่เป็นที่พอใจเป็นส่วนน้อย ย่อมนำสิ่งเป็นที่พอใจมาเป็นส่วนมาก ย่อมนำ
			<remark  id="s2b22c30l2" />สิ่งไม่เป็นที่พอใจมาเป็นส่วนน้อย ดูกรสุมนา ผู้ให้เป็นบรรพชิตย่อมข่มผู้ไม่ให้ด้วยเหตุ ๕ 
			<remark  id="s2b22c30l3" />ประการนี้ ฯ
			<remark  id="s2b22c30l4" />     สุ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็ถ้าคนทั้งสองนั้นบรรลุอรหัตแต่คนทั้งสองนั้น  ทั้งที่ได้
			<remark  id="s2b22c30l5" />บรรลุอรหัตเหมือนกัน พึงมีความพิเศษแตกต่างกันหรือ
			<remark  id="s2b22c30l6" />     พ. ดูกรสุมนา เราไม่กล่าวว่ามีเหตุแตกต่างกันใดๆ ในวิมุตติ กับวิมุตติ ข้อนี้ ฯ
			<remark  id="s2b22c30l7" />     สุ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ น่าอัศจรรย์ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญไม่เคยมี  ข้าแต่พระองค์
			<remark  id="s2b22c30l8" />ผู้เจริญ ข้อนี้กำหนดได้ว่า ควรให้ทาน ควรทำบุญ เพราะบุญเป็นอุปการะแม้แก่เทวดา แม้แก่
			<remark  id="s2b22c30l9" />มนุษย์ แม้แก่บรรพชิต ฯ
			<remark  id="s2b22c30l10" />     พ. อย่างนั้นสุมนา อย่างนั้นสุมนา ควรให้ทาน ควรทำบุญ เพราะบุญเป็นอุปการะ
			<remark  id="s2b22c30l11" />แม้แก่เทวดา แม้แก่มนุษย์ แม้แก่บรรพชิต ฯ
			<remark  id="s2b22c30l12" />     พระผู้มีพระภาคผู้สุคตศาสดา ครั้นตรัสไวยากรณภาษิตนี้จบลงแล้ว จึงได้ตรัสคาถา
			<remark  id="s2b22c30l13" />ประพันธ์ต่อไปว่า
			<remark  id="s2b22c30l14" />     ดวงจันทร์ปราศจากมลทิน เดินไปในอากาศย่อมสว่างกว่าหมู่ดาวทั้งปวงใน
			<remark  id="s2b22c30l15" />     โลก ด้วยรัศมี ฉันใด บุคคลผู้สมบูรณ์ด้วย ศีล มีศรัทธา ก็ฉันนั้น 
			<remark  id="s2b22c30l16" />      ย่อมไพโรจน์กว่าผู้ตระหนี่ทั้งปวงในโลกด้วยจาคะ ฯ เมฆที่ลอยไปตาม
			<remark  id="s2b22c30l17" />     อากาศ มีสายฟ้าปลาบแปลบ มีช่อตั้งร้อย ตกรดแผ่นดินเต็มที่ดอนและ
			<remark  id="s2b22c30l18" />     ที่ลุ่ม ฉันใด สาวกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้สมบูรณ์ด้วยทัสนะ เป็น
			<remark  id="s2b22c30l19" />     บัณฑิต ก็ฉันนั้น ย่อมข่มผู้ตระหนี่ได้ด้วยฐานะ ๕ ประการ คือ อายุ 
			<remark  id="s2b22c30l20" />     วรรณะ สุข ยศ และเปี่ยมด้วยโภคะ ย่อมบันเทิงใจในสวรรค์ในปรโลก 
			<remark  id="s2b22c30l21" />     ดังนี้ ฯ
			<remark  id="s2b22c30l22" />		           จบสูตรที่ ๑
			<remark  id="s2b22c30l23" />		          ๒. จุนทิสูตร
			<remark  id="s2b22c30l24" /> 	[๓๒] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเวฬุวันกลันทกนิวาปสถาน
			<remark  id="s2b22c30l25" /> ใกล้กรุงราชคฤห์ ครั้งนั้นแล ราชกุมารีชื่อว่าจุนที แวดล้อมด้วยรถ ๕๐๐ คัน และกุมารี ๕๐๐
		</para>
	</section>
	<section id="s2b22c31" >
		<para id="s2b22c31p">
			<remark  id="s2b22c31l1" /> คน เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับถวายบังคมแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้ว 
			<remark  id="s2b22c31l2" />ได้กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ราชกุมารพระนามว่าจุนทะ พระภาดาของหม่อมฉัน กล่าว
			<remark  id="s2b22c31l3" />อย่างนี้ว่า หญิงหรือชายเป็นผู้ถึงพระพุทธเจ้าเป็นสรณะ ถึงพระธรรมเป็นสรณะ ถึงพระสงฆ์เป็น
			<remark  id="s2b22c31l4" />สรณะ เว้นขาดจากปาณาติบาต เว้นขาดจากอทินนาทาน เว้นขาดจากกาเมสุมิจฉาจาร เว้นขาด
			<remark  id="s2b22c31l5" />จากมุสาวาท เว้นขาดจากการดื่มน้ำเมาคือสุราและเมรัย อันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท ผู้นั้น
			<remark  id="s2b22c31l6" />ตายไปแล้ว ย่อมเข้าถึงสุคติอย่างเดียวไม่เข้าถึงทุคติ  ดังนี้   หม่อมฉันจึงขอทูลถามว่า  ผู้ที่
			<remark  id="s2b22c31l7" />เลื่อมใสในศาสดาเช่นไร เมื่อตายไปแล้วจึงเข้าถึงสุคติอย่างเดียว ไม่เข้าถึงทุคติ ผู้ที่เลื่อมใสใน
			<remark  id="s2b22c31l8" />ธรรมเช่นไร เมื่อตายไปแล้วจึงเข้าถึงสุคติอย่างเดียว ไม่เข้าถึงทุคติ ผู้ที่เลื่อมใสในสงฆ์เช่นไร 
			<remark  id="s2b22c31l9" />เมื่อตายไปแล้วจึงเข้าถึงสุคติอย่างเดียว ไม่เข้าถึงทุคติ ผู้ที่ทำให้บริบูรณ์ในศีลเช่นไร เมื่อตาย
			<remark  id="s2b22c31l10" />ไปแล้ว จึงเข้าถึงสุคติอย่างเดียว ไม่เข้าถึงทุคติ ฯ พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรจุนที สัตว์ที่ไม่
			<remark  id="s2b22c31l11" />มีเท้าก็ดี มี ๒ เท้าก็ดี มี๔ เท้าก็ดี มีเท้ามากก็ดี มีรูปก็ดี ไม่มีรูปก็ดี มีสัญญาก็ดี ไม่มีสัญญา
			<remark  id="s2b22c31l12" />ก็ดีมีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่ก็ดี มีประมาณเท่าใด พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
			<remark  id="s2b22c31l13" /> บัณฑิตกล่าวว่าเลิศกว่าสัตว์เหล่านั้น ชนเหล่าใดเลื่อมใสในพระพุทธเจ้า ชนเหล่านั้นชื่อว่า
			<remark  id="s2b22c31l14" />เลื่อมใสในสิ่งที่เลิศ ก็วิบากอันเลิศย่อมมีแก่บุคคลผู้ที่เลื่อมใสในสิ่งที่เลิศ ธรรมที่เป็นปัจจัย
			<remark  id="s2b22c31l15" />ปรุงแต่งก็ดี ที่ปัจจัยไม่ปรุงแต่งก็ดี มีประมาณเท่าใด วิราคะ คือ ธรรมอันย่ำยีความเมา กำจัด
			<remark  id="s2b22c31l16" />ความกระหายถอนเสียซึ่งอาลัย เข้าไปตัดวัฏฏะ เป็นที่สิ้นตัณหา เป็นที่คลายกำหนัด เป็นที่
			<remark  id="s2b22c31l17" />ดับ นิพพาน บัณฑิตกล่าวว่าเลิศกว่าธรรมเหล่านั้น ชนเหล่าใดเลื่อมใสในวิราคธรรม ชนเหล่านั้น
			<remark  id="s2b22c31l18" />ชื่อว่าเลื่อมใสในสิ่งที่เลิศ ก็วิบากอันเลิศย่อมมีแก่บุคคลผู้เลื่อมใสในสิ่งที่เลิศ ฯ หมู่ก็ดี คณะก็ดี 
			<remark  id="s2b22c31l19" />มีประมาณเท่าใด สงฆ์สาวกของพระตถาคต คือ คู่แห่งบุรุษ ๔ บุรุษบุคคล ๘ นี้สงฆ์สาวกของ
			<remark  id="s2b22c31l20" />พระผู้มีพระภาค เป็นผู้ควรของคำนับ เป็นผู้ควรของต้อนรับ เป็นผู้ควรของทำบุญ เป็นผู้ควรทำ
			<remark  id="s2b22c31l21" />อัญชลี เป็นนาบุญของโลกไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า บัณฑิตกล่าวว่าเลิศกว่าหมู่หรือคณะเหล่านั้น
			<remark  id="s2b22c31l22" /> ชนเหล่าใดเลื่อมใสในสงฆ์ ชนเหล่านั้นชื่อว่าเลื่อมใสในสิ่งที่เลิศ ก็วิบากอันเลิศย่อมมีแก่บุคคล
			<remark  id="s2b22c31l23" />ผู้ที่เลื่อมใสในสิ่งที่เลิศ ศีลมีประมาณเท่าใด ศีลที่พระอริยเจ้าใคร่แล้ว คือ ศีลที่ไม่ขาด ไม่ทะลุ 
			<remark  id="s2b22c31l24" />ไม่ด่าง ไม่พร้อยเป็นไทย อันวิญญูชนสรรเสริญ อันตัณหาและทิฐิไม่ลูบคลำ เป็นไปเพื่อ
			<remark  id="s2b22c31l25" />สมาธิบัณฑิตกล่าวว่าเลิศกว่าศีลเหล่านั้น ชนเหล่าใดย่อมทำให้บริบูรณ์ในอริยกันตศีล ชน
			<remark  id="s2b22c31l26" />เหล่านั้นชื่อว่าทำให้บริบูรณ์ในสิ่งที่เลิศ ก็วิบากอันเลิศย่อมมีแก่บุคคลผู้ทำให้บริบูรณ์ในสิ่งที่เลิศ ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b22c32" >
		<para id="s2b22c32p">
			<remark  id="s2b22c32l1" />     บุญอันเลิศ คือ อายุ วรรณะ ยศ เกียรติ สุขและกำลัง  ย่อมเจริญแก่
			<remark  id="s2b22c32l2" />     บุคคลผู้รู้แจ้งธรรมที่เลิศ เลื่อมใสในสิ่งที่เลิศคือ เลื่อมใสในพระพุทธเจ้า
			<remark  id="s2b22c32l3" />    ผู้เลิศ ผู้เป็นทักขิเณยบุคคลชั้นเยี่ยม เลื่อมใสในพระธรรมที่เลิศ อัน
			<remark  id="s2b22c32l4" />    ปราศจากราคะ เป็นที่เข้าไปสงบ เป็นสุข เลื่อมใสในพระสงฆ์ผู้เลิศ 
			<remark  id="s2b22c32l5" />    เป็นนาบุญชั้นเยี่ยม ให้ทานในสิ่งที่เลิศ ปราชญ์ผู้ถือมั่นธรรมที่เลิศ ให้
			<remark  id="s2b22c32l6" />    สิ่งที่เลิศ เป็นเทวดาหรือมนุษย์ ย่อมถึงสถานที่เลิศ บันเทิงใจอยู่ ฯ
			<remark  id="s2b22c32l7" />		           จบสูตรที่ ๒
			<remark  id="s2b22c32l8" />		          ๓.อุคคหสูตร
			<remark  id="s2b22c32l9" /> 	[๓๓] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่ชาติยาวัน ใกล้เมืองภัททิยะ ฯ ครั้งนั้น
			<remark  id="s2b22c32l10" />แล ท่านอุคคหเศรษฐีผู้เป็นหลานท่านเมณฑกเศรษฐีได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ 
			<remark  id="s2b22c32l11" />ถวายบังคมแล้วนั่ง ณ ที่อันควรส่วนข้าง      หนึ่ง ครั้นแล้วได้กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอ
			<remark  id="s2b22c32l12" />พระผู้มีพระภาคพร้อมด้วยภิกษุ ๓ รูปจงทรงรับภัตตาหารของข้าพระองค์ ในวันพรุ่งนี้ พระผู้มี
			<remark  id="s2b22c32l13" />พระภาคทรงรับด้วยดุษณีภาพ ท่านอุคคหเศรษฐีทราบว่า พระผู้มีพระภาคทรงรับนิมนต์แล้ว จึง
			<remark  id="s2b22c32l14" />ลุกจากอาสนะ ถวายบังคมทำประทักษิณแล้วหลีกไป ครั้งนั้นแลพอล่วงราตรีนั้นไป เป็นเวลา
			<remark  id="s2b22c32l15" />เช้า พระผู้มีพระภาคทรงนุ่งแล้วถือบาตรจีวรเสด็จเข้าไปยังนิเวศน์ของท่านอุคคหเศรษฐี ประทับ
			<remark  id="s2b22c32l16" />นั่งบนอาสนะที่เขาแต่งตั้งไว้ครั้งนั้น ท่านอุคคหเศรษฐีหลานของเมณฑกเศรษฐี ได้อังคาส
			<remark  id="s2b22c32l17" />พระผู้มีพระภาคให้อิ่มหนำสำราญ ด้วยขาทนียโภชนียาหารอย่างประณีตด้วยมือของตนเอง เมื่อ
			<remark  id="s2b22c32l18" />ทราบว่าพระผู้มีพระภาคทรงเสวยเสร็จแล้ว ทรงลดพระหัตถ์จากบาตรแล้ว จึงนั่ง ณ ที่ควรส่วน
			<remark  id="s2b22c32l19" />ข้างหนึ่ง แล้วกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ กุมารีเหล่านี้ของข้าพระองค์ จักไปอยู่สกุลสามี 
			<remark  id="s2b22c32l20" />ขอพระผู้มีพระภาคทรงกล่าวสอน ทรงพร่ำสอนกุมารีเหล่านั้น ซึ่งจะพึงเป็นประโยชน์สุขแก่กุมารี
			<remark  id="s2b22c32l21" />เหล่านั้นตลอดกาลนาน ฯพระผู้มีพระภาคจึงตรัสสอนกุมารีเหล่านั้นต่อไปดังนี้ว่า ดูกรกุมารี 
			<remark  id="s2b22c32l22" />เพราะเหตุนั้นแหละ เธอทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้ว่า มารดาบิดาของสามีที่เป็นผู้ปรารถนาประโยชน์ 
			<remark  id="s2b22c32l23" />หวังความเกื้อกูลอนุเคราะห์ด้วยความเอ็นดู เราทั้งหลายจักตื่นก่อนท่านนอนทีหลังท่าน คอย
			<remark  id="s2b22c32l24" />รับใช้ท่าน ประพฤติเป็นที่พอใจท่าน พูดคำเป็นที่รักต่อท่านดูกรกุมารีทั้งหลาย เธอทั้งหลายพึง
		</para>
	</section>
	<section id="s2b22c33" >
		<para id="s2b22c33p">
			<remark  id="s2b22c33l1" />ศึกษาอย่างนี้แล ฯ เพราะเหตุนั้นแหละเธอทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้ว่า ชนเหล่าใดเป็นที่เคารพ
			<remark  id="s2b22c33l2" />ของสามี คือ มารดา บิดาหรือสมณพราหมณ์ เราทั้งหลาย จักสักการะ เคารพ นับถือ
			<remark  id="s2b22c33l3" /> บูชา เมื่อท่านมาถึงที่ก็จักต้อนรับด้วยที่นั่งหรือน้ำ ดูกรกุมารีทั้งหลาย เธอทั้งหลายพึงศึกษา
			<remark  id="s2b22c33l4" />อย่างนี้แล ฯ เพราะเหตุนั้นแหละ เธอทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้ว่า การงานภายในบ้านของสามี 
			<remark  id="s2b22c33l5" />คือ การทำขนสัตว์ หรือการทำผ้า เราทั้งหลายจักเป็นผู้ขยันไม่เกียจคร้านในการงานนั้นๆ จัก
			<remark  id="s2b22c33l6" />ประกอบด้วยปัญญาเครื่องพิจารณาอันเป็นอุบายในการงานนั้นๆ อาจทำ อาจจัด ดูกรกุมารี
			<remark  id="s2b22c33l7" />ทั้งหลาย เธอทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้แล ฯ เพราะเหตุนั้นแหละ เธอทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้
			<remark  id="s2b22c33l8" />ว่า เราทั้งหลายจักรู้การงานที่อันโตชนภายในบ้านของสามี คือ ทาส คนใช้ หรือกรรมกรทำแล้ว 
			<remark  id="s2b22c33l9" />ว่าทำแล้ว ที่ยังไม่ได้ทำ ว่ายังไม่ได้ทำ จักรู้คนป่วยไข้ว่ามีกำลังหรือไม่มีกำลัง และจักแบ่งของ
			<remark  id="s2b22c33l10" />เคี้ยวของบริโภคให้ตามเหตุที่ควร ดูกรกุมารีทั้งหลายเธอทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้แล ฯ เพราะ
			<remark  id="s2b22c33l11" />เหตุนั้นแหละ เธอทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้ว่า เราทั้งหลายจักยังทรัพย์ ข้าวเปลือก เงิน หรือ
			<remark  id="s2b22c33l12" />ทองที่สามีหามาได้ให้คงอยู่ ด้วยการรักษา คุ้มครอง จักไม่เป็นนักเลงการพนัน ไม่เป็นขโมย
			<remark  id="s2b22c33l13" />ไม่เป็นนักดื่ม ไม่ผลาญทรัพย์ให้พินาศ ดูกรกุมารีทั้งหลาย เธอทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้แล ฯ 
			<remark  id="s2b22c33l14" />ดูกรกุมารีทั้งหลาย มาตุคามผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการนี้แล เมื่อตายไปแล้ว ย่อมเข้าถึงความ
			<remark  id="s2b22c33l15" />เป็นสหายเทวดาเหล่ามนาปกายิกา ฯ
			<remark  id="s2b22c33l16" />     สุภาพสตรีผู้มีปรีชา ย่อมไม่ดูหมิ่นสามีผู้หมั่นเพียร ขวนขวายอยู่เป็นนิตย์ 
			<remark  id="s2b22c33l17" />     เลี้ยงตนอยู่ทุกเมื่อ ให้ความปรารถนาทั้งปวง ไม่ทำสามีให้ขุ่นเคือง ด้วย
			<remark  id="s2b22c33l18" />     ประพฤติแสดงความหึงหวงสามี  และย่อมบูชาผู้ที่เคารพทั้งปวงของสามี 
			<remark  id="s2b22c33l19" />     เป็นผู้ขยัน ไม่เกียจคร้าน สงเคราะห์คนข้างเคียงของสามี ประพฤติเป็น
			<remark  id="s2b22c33l20" />      ที่พอใจของสามี รักษาทรัพย์ที่สามีหามาได้ นารีใดย่อมประพฤติตามความ
			<remark  id="s2b22c33l21" />      พอใจของสามีอย่างนี้ นารีนั้นย่อมเข้าถึงความเป็นเทวดาเหล่ามนาปกายิกา ฯ
			<remark  id="s2b22c33l22" />		           จบสูตรที่ ๓
		</para>
	</section>
	<section id="s2b22c34" >
		<para id="s2b22c34p">
			<remark  id="s2b22c34l1" />		           ๔. สีหสูตร
			<remark  id="s2b22c34l2" /> 	[๓๔] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่กุฏาคารศาลาป่ามหาวันใกล้เมืองเวสาลี 
			<remark  id="s2b22c34l3" />ครั้งนั้นแล สีหเสนาบดีเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับถวายบังคมแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วน
			<remark  id="s2b22c34l4" />ข้างหนึ่ง ครั้นแล้ว ได้ทูลถามว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระผู้มีพระภาคทรงสามารถบัญญติผล
			<remark  id="s2b22c34l5" />แห่งทานที่จะพึงเห็นได้ในปัจจุบันหรือหนอ พระผู้มีพระภาคตรัสว่าสามารถ ท่านสีหเสนาบดี
			<remark  id="s2b22c34l6" /> แล้วจึงตรัสต่อไปว่า ดูกรท่านสีหเสนาบดี ทายกผู้เป็นทานบดี ย่อมเป็นที่รักที่ชอบใจของชน
			<remark  id="s2b22c34l7" />เป็นอันมาก แม้ข้อนี้เป็นผลแห่งทานที่จะพึงเห็นเอง ฯ
			<remark  id="s2b22c34l8" />     อีกประการหนึ่ง สัตบุรุษผู้สงบย่อมคบหาทายกผู้เป็นทานบดี แม้ข้อนี้ก็เป็นผลแห่ง
			<remark  id="s2b22c34l9" />ทานที่จะพึงเห็นเอง ฯ
			<remark  id="s2b22c34l10" />     อีกประการหนึ่ง กิตติศัพท์อันงามของทายกผู้เป็นทานบดีย่อมขจร แม้ข้อนี้ก็
			<remark  id="s2b22c34l11" />เป็นผลแห่งทานที่จะพึงเห็นเอง ฯ
			<remark  id="s2b22c34l12" />     อีกประการหนึ่ง ทายกผู้เป็นทานบดี จะเข้าไปสู่ที่ประชุมใดๆ คือที่ประชุมกษัตริย์ 
			<remark  id="s2b22c34l13" />พราหมณ์ คฤหบดี สมณะ ก็ย่อมเป็นผู้องอาจไม่เก้อเขินเข้าไป แม้ข้อนี้ก็เป็นผลแห่งทานที่จะ
			<remark  id="s2b22c34l14" />พึงเห็นเอง ฯ
			<remark  id="s2b22c34l15" />     อีกประการหนึ่ง ทายกผู้เป็นทานบดี เมื่อตายไปแล้วย่อมเข้าถึงสุคติ  โลกสวรรค์ 
			<remark  id="s2b22c34l16" />แม้ข้อนี้ก็เป็นผลแห่งทานที่จะพึงได้ในสัมปรายภพ ฯ
			<remark  id="s2b22c34l17" />     เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสดังนี้แล้ว สีหเสนาบดีจึงทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ผล
			<remark  id="s2b22c34l18" />แห่งทานที่จะพึงเห็นเอง ๔ ข้อ เหล่านี้ พระผู้มีพระภาคได้ตรัสบอกแล้ว ข้าพระองค์ย่อมเชื่อต่อ
			<remark  id="s2b22c34l19" />พระผู้มีพระภาคในผลแห่งทาน ๔ ข้อนี้ก็หามิได้แม้ข้าพระองค์เองก็ทราบดี คือ ข้าพระองค์เป็น
			<remark  id="s2b22c34l20" />ทายก เป็นทานบดี ย่อมเป็นที่รักเป็นที่ชอบใจของชนเป็นอันมาก สัตบุรุษผู้สงบย่อมคบหาข้า
			<remark  id="s2b22c34l21" />พระองค์ ผู้เป็นทายกเป็นทานบดี กิตติศัพท์อันงามของข้าพระองค์ผู้เป็นทายก เป็นทานบดี 
			<remark  id="s2b22c34l22" />ย่อมขจรทั่วไปว่า สีหเสนาบดีเป็นทายก เป็นทานบดี เป็นผู้บำรุงพระสงฆ์ ข้าพระองค์ผู้เป็น
			<remark  id="s2b22c34l23" />ทายก เป็นทานบดี จะเข้าไปสู่ที่ประชุมใดๆ คือ ที่ประชุมกษัตริย์พราหมณ์ คฤหบดี สมณะ 
			<remark  id="s2b22c34l24" />ก็ย่อมเป็นผู้แกล้วกล้าไม่เก้อเขินเข้าไป ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ผลแห่งทานที่จะพึงเห็นเอง ๔ ข้อนี้
			<remark  id="s2b22c34l25" /> พระผู้มีพระภาคตรัสบอกแล้วข้าพระองค์ย่อมเชื่อต่อพระผู้มีพระภาคในผลแห่งทาน ๔ ข้อนี้ ก็
		</para>
	</section>
	<section id="s2b22c35" >
		<para id="s2b22c35p">
			<remark  id="s2b22c35l1" />หามิได้ แม้ข้าพระองค์เองก็ย่อมทราบดี ส่วนผลแห่งทานที่จะพึงเห็นเอง (ข้อที่ ๕) ที่พระผู้
			<remark  id="s2b22c35l2" />มีพระภาคตรัสบอกข้าพระองค์ว่า ทายกผู้เป็นทานบดีเมื่อตายไปแล้ว ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ 
			<remark  id="s2b22c35l3" />ข้าพระองค์ย่อมไม่ทราบ ก็แต่ว่าข้าพระองค์ย่อมเชื่อต่อพระผู้มีพระภาคในข้อนี้ ฯ พระผู้มีพระภาค
			<remark  id="s2b22c35l4" />ตรัสย้ำว่า อย่างนั้นท่านสีหเสนาบดีๆ คือทายกผู้เป็นทานบดี เมื่อตายไปแล้ว ย่อมเข้าถึง
			<remark  id="s2b22c35l5" />สุคติโลกสวรรค์ ฯ
			<remark  id="s2b22c35l6" />นรชนผู้ไม่ตระหนี่ให้ทาน ย่อมเป็นที่รักของชนเป็นอันมาก  ชนเป็นอันมาก
			<remark  id="s2b22c35l7" />ย่อมคบหานรชนนั้น นรชนนั้นย่อมได้เกียรติ  มียศ เจริญ เป็นผู้ไม่เก้อเขิน
			<remark  id="s2b22c35l8" />แกล้วกล้าเข้าสู่ที่ประชุมชน  เพราะเหตุนี้แล บัณฑิตผู้หวังสุข จงขจัด
			<remark  id="s2b22c35l9" />มลทิน คือ ความตระหนี่แล้วให้ทาน บัณฑิตเหล่านั้นย่อมประดิษฐานใน
			<remark  id="s2b22c35l10" />ไตรทิพย์ ถึงความเป็นสหายของเทวดา ร่าเริงอยู่ตลอดกาลนาน บัณฑิต
			<remark  id="s2b22c35l11" />เหล่านั้น ได้ทำสิ่งที่มุ่งหวัง ได้ทำกุศลแล้วจุติจากโลกนี้แล้ว ย่อมมีรัศมี
			<remark  id="s2b22c35l12" />เปล่งปลั่ง เที่ยวชมไปในอุทยานชื่อนันทนวัน ย่อมเพรียบพร้อมด้วย
			<remark  id="s2b22c35l13" />กามคุณ ๕เพลิดเพลินรื่นเริงบันเทิงใจอยู่ในนันทนวัน สาวกทั้งปวงของ
			<remark  id="s2b22c35l14" />พระสุคตผู้ไม่มีกิเลส ผู้คงที่ ทำตามพระดำรัสของพระองค์แล้ว ย่อม
			<remark  id="s2b22c35l15" />ร่าเริงทุกเมื่อ ฯ
			<remark  id="s2b22c35l16" />		           จบสูตรที่ ๔
			<remark  id="s2b22c35l17" />		        ๕. ทานานิสังสสูตร
			<remark  id="s2b22c35l18" /> 	[๓๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อานิสงส์แห่งการให้ทาน ๕ ประการนี้ ๕ ประการเป็นไฉน
			<remark  id="s2b22c35l19" /> คือ ผู้ให้ทานย่อมเป็นที่รักที่ชอบใจของชนหมู่มาก ๑สัปบุรุษผู้สงบย่อมคบหาผู้ให้ทาน ๑ 
			<remark  id="s2b22c35l20" />กิตติศัพท์อันงามของผู้ให้ทานย่อมขจรทั่วไป ๑ ผู้ให้ทานย่อมไม่ห่างเหินจากธรรมของคฤหัสถ์ ๑
			<remark  id="s2b22c35l21" /> ผู้ให้ทานเมื่อตายไปแล้วย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย อานิสงส์แห่งการให้
			<remark  id="s2b22c35l22" />ทาน๕ ประการนี้แล ฯ
			<remark  id="s2b22c35l23" /> ผู้ให้ทานย่อมเป็นที่รักของชนเป็นอันมาก ชื่อว่าดำเนินตามธรรมของ 
			<remark  id="s2b22c35l24" />สัปบุรุษ สัปบุรุษผู้สงบผู้สำรวมอินทรีย์ ประกอบพรหมจรรย์ ย่อมคบหา
		</para>
	</section>
	<section id="s2b22c36" >
		<para id="s2b22c36p">
			<remark  id="s2b22c36l1" />ผู้ให้ทานทุกเมื่อ สัปบุรุษเหล่านั้นย่อมแสดงธรรมเป็นที่บรรเทาทุกข์
			<remark  id="s2b22c36l2" />ทั้งปวงแก่เขา เขาได้ทราบชัดแล้ว ย่อมเป็นผู้หาอาสวะมิได้ปรินิพพานใน
			<remark  id="s2b22c36l3" />โลกนี้ ฯ
			<remark  id="s2b22c36l4" />		           จบสูตรที่ ๕
			<remark  id="s2b22c36l5" />		         ๖. กาลทานสูตร
			<remark  id="s2b22c36l6" /> 	[๓๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย กาลทาน ๕ ประการนี้ ๕ ประการเป็นไฉน คือ ทายก
			<remark  id="s2b22c36l7" />ย่อมให้ทานแก่ผู้มาสู่ถิ่นของตน ๑ ทายกย่อมให้ทานแก่ผู้เตรียมจะไป ๑ ทายกย่อมให้ทานในสมัย
			<remark  id="s2b22c36l8" />ข้าวแพง ๑ ทายกย่อมให้ข้าวใหม่แก่ผู้มีศีล ๑ ทายกย่อมให้ผลไม้ใหม่แก่ผู้มีศีล ๑ ดูกรภิกษุ
			<remark  id="s2b22c36l9" />ทั้งหลาย กาลทาน๕ ประการนี้แล ฯ
			<remark  id="s2b22c36l10" />ผู้มีปัญญา รู้ความประสงค์ ปราศจากความตระหนี่ ย่อมให้ทานในกาลที่
			<remark  id="s2b22c36l11" />ควรให้ เพราะผู้ให้ทานตามกาลในพระอริยเจ้าทั้งหลาย ผู้ปฏิบัติซื่อตรง 
			<remark  id="s2b22c36l12" />ผู้มีใจคงที่ เป็นผู้มีใจผ่องใสทักขิณาทานจึงจะมีผลไพบูลย์ ชนเหล่าใด
			<remark  id="s2b22c36l13" />ย่อมอนุโมทนาหรือช่วยเหลือในทักขิณาทานนั้น ทักขิณาทานนั้นย่อมไม่มี
			<remark  id="s2b22c36l14" />ผลบกพร่อง เพราะการอนุโมทนาหรือการช่วยเหลือนั้นแม้พวกที่อนุโมทนา
			<remark  id="s2b22c36l15" />หรือช่วยเหลือ ย่อมเป็นผู้มีส่วนแห่งบุญเพราะฉะนั้น ผู้มีจิตไม่ท้อถอยจึง
			<remark  id="s2b22c36l16" />ควรให้ทานในเขตที่มีผลมาก บุญทั้งหลายย่อมเป็นที่พึ่งของสัตว์ทั้งหลาย
			<remark  id="s2b22c36l17" />ในปรโลก ฯ
			<remark  id="s2b22c36l18" />		           จบสูตรที่ ๖
			<remark  id="s2b22c36l19" />		        ๗. โภชนทานสูตร
			<remark  id="s2b22c36l20" /> 	[๓๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ทายกผู้ให้โภชนะเป็นทาน ชื่อว่าให้ฐานะ๕ อย่างแก่
			<remark  id="s2b22c36l21" />ปฏิคาหก ๕ อย่างเป็นไฉน คือ ให้อายุ ๑ ให้วรรณะ ๑ ให้สุข ๑ให้กำลัง ๑ ให้ปฏิภาณ ๑
		</para>
	</section>
	<section id="s2b22c37" >
		<para id="s2b22c37p">
			<remark  id="s2b22c37l1" /> ครั้นให้อายุแล้วย่อมเป็นผู้มีส่วนแห่งอายุทั้งที่เป็นทิพย์ทั้งที่เป็นมนุษย์ ครั้นให้วรรณะแล้ว 
			<remark  id="s2b22c37l2" />ย่อมเป็นผู้มีส่วนแห่งวรรณะทั้งที่เป็นทิพย์ทั้งที่เป็นมนุษย์ ครั้นให้สุขแล้ว ย่อมเป็นผู้มีส่วน
			<remark  id="s2b22c37l3" />แห่งสุขทั้งที่เป็นทิพย์ทั้งที่เป็นมนุษย์ ครั้นให้กำลังแล้ว ย่อมเป็นผู้มีส่วนแห่งกำลังทั้งที่เป็น
			<remark  id="s2b22c37l4" />ทิพย์ทั้งที่เป็นมนุษย์ครั้นให้ปฏิภาณแล้ว ย่อมเป็นผู้มีส่วนแห่งปฏิภาณทั้งที่เป็นทิพย์ทั้งที่
			<remark  id="s2b22c37l5" />เป็นมนุษย์ดูกรภิกษุทั้งหลาย ทายกผู้ให้โภชนะเป็นทานชื่อว่าให้ฐานะ ๕ อย่างนี้แล ฯ
			<remark  id="s2b22c37l6" />ปราชญ์ผู้มีปัญญา ให้อายุย่อมได้อายุ ให้กำลัง ย่อมได้กำลัง ให้วรรณะ
			<remark  id="s2b22c37l7" />ย่อมได้วรรณะ ให้ปฏิภาณย่อมได้ปฏิภาณให้สุขย่อมได้สุข ครั้นให้อายุ 
			<remark  id="s2b22c37l8" />กำลัง วรรณะ สุข และปฏิภาณแล้วจะเกิดในที่ใดๆ ย่อมเป็นผู้มีอายุยืน 
			<remark  id="s2b22c37l9" />มียศ ฯ
			<remark  id="s2b22c37l10" />		           จบสูตรที่ ๗
			<remark  id="s2b22c37l11" />		        ๘. สัทธานิสังสสูตร
			<remark  id="s2b22c37l12" /> 	[๓๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย กุลบุตรผู้มีศรัทธา ย่อมมีอานิสงส์ ๕ ประการ๕ ประการ
			<remark  id="s2b22c37l13" />เป็นไฉน คือ สัปบุรุษผู้สงบในโลกทุกๆ ท่าน เมื่อจะอนุเคราะห์ย่อมอนุเคราะห์ผู้มีศรัทธา
			<remark  id="s2b22c37l14" />ก่อนผู้อื่น ย่อมไม่อนุเคราะห์ผู้ไม่มีศรัทธาก่อนผู้อื่น ๑เมื่อจะเข้าไปหา ย่อมเข้าไปหาผู้มีศรัทธา
			<remark  id="s2b22c37l15" />ก่อนผู้อื่น ย่อมไม่เข้าไปหาผู้ไม่มีศรัทธาก่อนผู้อื่น ๑ เมื่อจะต้อนรับ ย่อมต้อนรับผู้มีศรัทธาก่อน
			<remark  id="s2b22c37l16" />ผู้อื่น ย่อมไม่ต้อนรับผู้ไม่มีศรัทธาก่อนผู้อื่น ๑ เมื่อจะแสดงธรรม ย่อมแสดงธรรมแก่ผู้มีศรัทธา
			<remark  id="s2b22c37l17" />ก่อนผู้อื่น ย่อมไม่แสดงธรรมแก่ผู้ไม่มีศรัทธาก่อนผู้อื่น ๑ กุลบุตรผู้มีศรัทธาเมื่อไปแล้ว 
			<remark  id="s2b22c37l18" />ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย กุลบุตรผู้มีศรัทธาย่อมมีอานิสงส์ ๕ ประการนี้
			<remark  id="s2b22c37l19" />แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนต้นไทรใหญ่ที่ทางสี่แยก มีพื้นราบเรียบ ย่อมเป็นที่พึ่ง
			<remark  id="s2b22c37l20" />ของพวกนกโดยรอบ ฉันใด กุลบุตรผู้มีศรัทธาก็ฉันนั้นเหมือนกัน ย่อมเป็นที่พึ่งของชนเป็นอันมาก
			<remark  id="s2b22c37l21" /> คือ ภิกษุ ภิกษุณีอุบาสก อุบาสิกา ฯ
			<remark  id="s2b22c37l22" />ต้นไม้ใหญ่ สล้างด้วยกิ่ง ใบ และผล มีลำต้นแข็งแรง มีรากมั่นคง
			<remark  id="s2b22c37l23" /> สมบูรณ์ด้วยผล ย่อมเป็นที่พึ่งของนกทั้งหลายฝูงนกย่อมอาศัยต้นไม้นั้น 
			<remark  id="s2b22c37l24" />ซึ่งเป็นที่รื่นรมย์ใจ ให้เกิดสุขผู้ต้องการความร่มเย็น ย่อมเข้าไปอาศัย
		</para>
	</section>
	<section id="s2b22c38" >
		<para id="s2b22c38p">
			<remark  id="s2b22c38l1" />ร่มเงา ผู้ต้องการผลก็ย่อมบริโภคผลได้ ฉันใด ท่านผู้ปราศจากราคะ 
			<remark  id="s2b22c38l2" />ปราศจากโทสะ ปราศจากโมหะ ไม่มีอาสวะ เป็นบุญเขตในโลกย่อม
			<remark  id="s2b22c38l3" />คบหาบุคคลผู้มีศรัทธา ซึ่งสมบูรณ์ด้วยศีล ประพฤติถ่อมตน ไม่กระด้าง
			<remark  id="s2b22c38l4" />สุภาพ อ่อนโยน มีใจมั่นคง ฉันนั้นเหมือนกัน ท่านเหล่านั้น ย่อม
			<remark  id="s2b22c38l5" />แสดงธรรมเครื่องบรรเทาทุกข์ทั้งปวงแก่เขา เขาเข้าใจทั่วถึงธรรมนั้นแล้ว 
			<remark  id="s2b22c38l6" />ย่อมเป็นผู้หมดอาสวกิเลส ปรินิพพาน ฯ
			<remark  id="s2b22c38l7" />		           จบสูตรที่ ๘
			<remark  id="s2b22c38l8" />		          ๙. ปุตตสูตร
			<remark  id="s2b22c38l9" /> 	[๓๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย มารดา บิดา เล็งเห็นฐานะ ๕ ประการนี้ จึงปรารถนา
			<remark  id="s2b22c38l10" />บุตรเกิดในสกุล ฐานะ ๕ ประการเป็นไฉน คือ บุตรที่เราเลี้ยงมาแล้วจักเลี้ยงตอบแทน ๑ 
			<remark  id="s2b22c38l11" />จักทำกิจแทนเรา ๑ วงศ์สกุลจักดำรงอยู่ได้นาน ๑ บุตรจักปกครองทรัพย์มรดก ๑ เมื่อเราตาย
			<remark  id="s2b22c38l12" />ไปแล้ว บุตรจักบำเพ็ญทักษิณาทานให้ ๑ดูกรภิกษุทั้งหลาย มารดา บิดา เล็งเห็นฐานะ ๕ 
			<remark  id="s2b22c38l13" />ประการนี้แล จึงปรารถนาบุตรเกิดในสกุล ฯ
			<remark  id="s2b22c38l14" />มารดาบิดาผู้ฉลาด เล็งเห็นฐานะ ๕ ประการจึงปรารถนาบุตรด้วยหวังว่า 
			<remark  id="s2b22c38l15" />บุตรที่เราเลี้ยงมาแล้ว จักเลี้ยงตอบเรา จักทำกิจแทนเรา วงศ์สกุลจักดำรง
			<remark  id="s2b22c38l16" />อยู่ได้นาน บุตรจักปกครองทรัพย์มรดก และเมื่อเราตายไปแล้ว บุตร
			<remark  id="s2b22c38l17" />จักบำเพ็ญทักษิณาทานให้ มารดาบิดาผู้ฉลาดเล็งเห็นฐานะเหล่านี้ จึง
			<remark  id="s2b22c38l18" />ปรารถนาบุตร ฉะนั้นบุตรผู้เป็นสัปบุรุษ ผู้สงบ มีกตัญญูกตเวที   เมื่อ
			<remark  id="s2b22c38l19" />ระลึกถึงบุรพคุณของท่าน จึงเลี้ยงมารดาบิดา ทำกิจแทนท่าน เชื่อฟัง
			<remark  id="s2b22c38l20" />โอวาท เลี้ยงสนองพระคุณท่าน สมดังที่ท่านเป็นบุรพการี ดำรงวงศ์สกุล 
			<remark  id="s2b22c38l21" />บุตรผู้มีศรัทธา สมบูรณ์ด้วยศีลย่อมเป็นที่สรรเสริญทั่วไป ฯ
			<remark  id="s2b22c38l22" />		           จบสูตรที่ ๙
		</para>
	</section>
	<section id="s2b22c39" >
		<para id="s2b22c39p">
			<remark  id="s2b22c39l1" />	          ๑๐. สาลสูตร
			<remark  id="s2b22c39l2" /> 	[๔๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ต้นสาละใหญ่อาศัยขุนเขาหิมวันต์ ย่อมเจริญด้วยความ
			<remark  id="s2b22c39l3" />เจริญ ๕ ประการ ๕ ประการเป็นไฉน คือ ย่อมเจริญด้วยกิ่งและใบ ๑ย่อมเจริญด้วยเปลือก
			<remark  id="s2b22c39l4" /> ๑ ย่อมเจริญด้วยกะเทาะ ๑ ย่อมเจริญด้วยกระพี้ ๑ ย่อมเจริญด้วยแก่น ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย
			<remark  id="s2b22c39l5" /> ต้นสาละใหญ่อาศัยขุนเขาหิมวันต์ ย่อมเจริญด้วยความเจริญ ๕ ประการนี้แล ฉันใด ชนภายใน
			<remark  id="s2b22c39l6" />อาศัยเจ้าบ้านผู้มีศรัทธาย่อมเจริญด้วยความเจริญ ๕ ประการ ฉันนั้นเหมือนกันแล ความเจริญ 
			<remark  id="s2b22c39l7" />๕ ประการเป็นไฉน คือ ย่อมเจริญด้วยศรัทธา ๑ ย่อมเจริญด้วยศีล ๑ ย่อมเจริญด้วยสุตะ ๑ 
			<remark  id="s2b22c39l8" />ย่อมเจริญด้วยจาคะ ๑ ย่อมเจริญด้วยปัญญา ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลายชนภายในอาศัยเจ้าบ้านผู้มี
			<remark  id="s2b22c39l9" />ศรัทธา ย่อมเจริญด้วยความเจริญ ๕ ประการนี้แล ฯ
			<remark  id="s2b22c39l10" />     	ต้นไม้ทั้งหลาย อาศัยบรรพตศิลาล้วนในป่าใหญ่ ย่อมเจริญขึ้นเป็นไม้ใหญ่
			<remark  id="s2b22c39l11" />ชั้นเจ้าป่า ฉันใด บุตร ภรรยา มิตรอำมาตย์ หมู่ญาติ และคน
			<remark  id="s2b22c39l12" />ที่เข้าไปอาศัยเลี้ยงชีพทั้งหลายในโลกนี้ ได้อาศัยกุลบุตรผู้มีศรัทธา สมบูรณ์
			<remark  id="s2b22c39l13" />ด้วยศีล    จึงเจริญได้ ฉันนั้นเหมือนกัน ชนเหล่านั้นเห็นศีล จาคะและ
			<remark  id="s2b22c39l14" />สุจริตทั้งหลาย ของกุลบุตรผู้มีศีล จาคะและสุจริตนั้น  เมื่อประจักษ์
			<remark  id="s2b22c39l15" />ชัดแล้ว ย่อมประพฤติตาม ชนเหล่านั้น ครั้นประพฤติธรรมอันเป็นที่
			<remark  id="s2b22c39l16" />ไปสู่สวรรค์ สุคติ ในโลกนี้แล้วย่อมเป็นผู้เพลิดเพลิน เพียบพร้อม
			<remark  id="s2b22c39l17" />ด้วยกาม บันเทิงใจในเทวโลก ฯ
			<remark  id="s2b22c39l18" />		          จบสูตรที่ ๑๐
			<remark  id="s2b22c39l19" />		         จบสุมนวรรคที่ ๔
			<remark  id="s2b22c39l20" />		         __________________
			<remark  id="s2b22c39l21" />		    รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
			<remark  id="s2b22c39l22" />    	 ๑. สุมนสูตร 			๒. จุนทิสูตร 
			<remark  id="s2b22c39l23" />๓. อุคคหสูตร 		๔. สีหสูตร
			<remark  id="s2b22c39l24" />๕. ทานานิสังสสูตร 		๖. กาลทานสูตร 
			<remark  id="s2b22c39l25" />๗. โภชนทานสูตร 		๘. สัทธานิสังสสูตร
			<remark  id="s2b22c39l26" />๙. ปุตตสูตร 			๑๐. สาลสูตร ฯ
			<remark  id="s2b22c39l27" />		         __________________
		</para>
	</section>
	<section id="s2b22c40" >
		<para id="s2b22c40p">
			<remark  id="s2b22c40l1" />		        มุณฑราชวรรคที่ ๕
			<remark  id="s2b22c40l2" />		          ๑. อาทิยสูตร
			<remark  id="s2b22c40l3" /> 	[๔๑] ครั้งนั้น ท่านอนาถบิณฑิกคฤหบดี เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ 
			<remark  id="s2b22c40l4" />ถวายบังคมแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วพระผู้มีพระภาคได้ตรัสกับท่านอนาถบิณฑิก
			<remark  id="s2b22c40l5" />คฤหบดีว่า ดูกรคฤหบดี ประโยชน์ที่จะพึงถือเอาแต่โภคทรัพย์ ๕ ประการนี้ ๕ ประการเป็น
			<remark  id="s2b22c40l6" />ไฉน คือ อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ย่อมใช้จ่ายโภคทรัพย์ที่ตนหามาได้ด้วยความหมั่น ความ
			<remark  id="s2b22c40l7" />ขยัน สะสมขึ้นด้วยกำลังแขน อาบเหงื่อต่างน้ำ ชอบธรรม ได้มาโดยธรรม เลี้ยงตนให้
			<remark  id="s2b22c40l8" />เป็นสุข ให้อิ่มหนำบริหารตนให้เป็นสุขสำราญ เลี้ยงมารดาบิดาให้เป็นสุข ให้อิ่มหนำ 
			<remark  id="s2b22c40l9" />บริหารให้เป็นสุขสำราญ เลี้ยงบุตร ภรรยา ทาสกรรมกร คนใช้ ให้เป็นสุข ให้อิ่มหนำ
			<remark  id="s2b22c40l10" />บริหารให้เป็นสุขสำราญ นี้เป็นประโยชน์ที่จะพึงถือเอาแต่โภคทรัพย์ข้อที่ ๑ ฯ
			<remark  id="s2b22c40l11" />     อีกประการหนึ่ง อริยสาวกย่อมใช้จ่ายโภคทรัพย์ที่ตนหามาได้ด้วยความหมั่น ความ
			<remark  id="s2b22c40l12" />ขยัน สะสมขึ้นด้วยกำลังแขน อาบเหงื่อต่างน้ำ ชอบธรรม ได้มาโดยธรรม เลี้ยงมิตรสหาย
			<remark  id="s2b22c40l13" />ให้เป็นสุข ให้อิ่มหนำ บริหารให้เป็นสุขสำราญ นี้เป็นประโยชน์ที่จะพึงถือเอาแต่โภคทรัพย์
			<remark  id="s2b22c40l14" />ข้อที่ ๒ ฯ
			<remark  id="s2b22c40l15" />     อีกประการหนึ่ง อริยสาวกย่อมใช้จ่ายโภคทรัพย์ที่ตนหามาได้ด้วยความหมั่น ความ
			<remark  id="s2b22c40l16" />ขยัน สะสมขึ้นด้วยกำลังแขน อาบเหงื่อต่างน้ำ ชอบธรรม ได้มาโดยธรรม ป้องกันอันตราย
			<remark  id="s2b22c40l17" />ที่เกิดแต่ไฟ น้ำ พระราชา โจร หรือทายาทผู้ไม่เป็นที่รัก ทำตนให้สวัสดี นี้เป็นประโยชน์
			<remark  id="s2b22c40l18" />ที่จะพึงถือเอาแต่โภคทรัพย์ข้อที่ ๓ ฯ
			<remark  id="s2b22c40l19" />     อีกประการหนึ่ง อริยสาวกย่อมใช้จ่ายโภคทรัพย์ที่ตนหามาได้ด้วยความหมั่น ความ
			<remark  id="s2b22c40l20" />ขยัน สะสมขึ้นด้วยกำลังแขน อาบเหงื่อต่างน้ำ ชอบธรรม ได้มาโดยธรรม ทำพลี ๕ 
			<remark  id="s2b22c40l21" />อย่าง คือ
			<remark  id="s2b22c40l22" />     ๑. ญาติพลี [บำรุงญาติ]
			<remark  id="s2b22c40l23" />     ๒. อติถิพลี [ต้อนรับแขก]
			<remark  id="s2b22c40l24" />     ๓. ปุพพเปตพลี [บำรุงญาติผู้ตายไปแล้วคือทำบุญอุทิศกุศลให้]
		</para>
	</section>
	<section id="s2b22c41" >
		<para id="s2b22c41p">
			<remark  id="s2b22c41l1" />     ๔. ราชพลี [บำรุงราชการ คือบริจาคทรัพย์ช่วยชาติ]
			<remark  id="s2b22c41l2" />     ๕. เทวตาพลี [บำรุงเทวดา คือทำบุญอุทิศให้เทวดา]
			<remark  id="s2b22c41l3" />นี้เป็นประโยชน์ที่จะพึงถือเอาแต่โภคทรัพย์ข้อที่ ๔ ฯ
			<remark  id="s2b22c41l4" />     อีกประการหนึ่ง อริยสาวกย่อมใช้จ่ายโภคทรัพย์ที่ตนหามาได้ด้วยความหมั่น ความ
			<remark  id="s2b22c41l5" />ขยัน สะสมขึ้นด้วยกำลังแขน อาบเหงื่อต่างน้ำ ชอบธรรม ได้มาโดยธรรม บำเพ็ญทักษิณา 
			<remark  id="s2b22c41l6" />มีผลสูงเลิศ เกื้อกูลแก่สวรรค์ มีวิบากเป็นสุข ยังอารมณ์เลิศให้เป็นไปด้วยดีในสมณพราหมณ์ 
			<remark  id="s2b22c41l7" />ผู้เว้นจากความมัวเมาประมาท ตั้งอยู่ในขันติและโสรัจจะ ผู้มั่นคง ฝึกฝนตนให้สงบระงับดับกิเลส
			<remark  id="s2b22c41l8" />โดยส่วนเดียวนี้เป็นประโยชน์ที่จะพึงถือเอาแต่โภคทรัพย์ข้อที่ ๕ ฯ
			<remark  id="s2b22c41l9" />     ดูกรคฤหบดี ประโยชน์ที่จะพึงถือเอาแต่โภคทรัพย์ ๕ ประการนี้แล ถ้าเมื่ออริยสาวก
			<remark  id="s2b22c41l10" />นั้นถือเอาประโยชน์แต่โภคทรัพย์ ๕ ประการนี้ โภคทรัพย์หมดสิ้นไปอริยสาวกนั้นย่อมมี
			<remark  id="s2b22c41l11" />ความคิดอย่างนี้ว่า เราได้ถือเอาประโยชน์แต่โภคทรัพย์นั้นแล้วและโภคทรัพย์ของเราก็หมดสิ้น
			<remark  id="s2b22c41l12" />ไป ด้วยเหตุนี้ อริยสาวกนั้น ย่อมไม่มีความเดือดร้อน ถ้าเมื่ออริยสาวกนั้นถือเอาประโยชน์
			<remark  id="s2b22c41l13" />แต่โภคทรัพย์ ๕ ประการนี้โภคทรัพย์เจริญขึ้น อริยสาวกนั้นย่อมมีความคิดอย่างนี้ว่า เราถือ
			<remark  id="s2b22c41l14" />เอาประโยชน์แต่โภคทรัพย์นี้แล้ว และโภคทรัพย์ของเราก็เจริญขึ้น อริยสาวกนั้นย่อมไม่มี
			<remark  id="s2b22c41l15" />ความเดือดร้อน ด้วยเหตุทั้ง ๒ ประการฉะนี้แล ฯ
			<remark  id="s2b22c41l16" />นรชนเมื่อคำนึงถึงเหตุนี้ว่า เราได้ใช้จ่ายโภคทรัพย์เลี้ยงตนแล้ว ได้ใช้
			<remark  id="s2b22c41l17" />จ่ายโภคทรัพย์เลี้ยงคนที่ควรเลี้ยงแล้ว ได้ผ่านพ้นภัยที่เกิดขึ้นแล้ว ได้ให้
			<remark  id="s2b22c41l18" />ทักษิณาอันมีผลสูงเลิศแล้ว ได้ทำพลี ๕ ประการแล้ว และได้บำรุงท่าน
			<remark  id="s2b22c41l19" />ผู้มีศีล สำรวมอินทรีย์ประพฤติพรหมจรรย์แล้ว บัณฑิตผู้อยู่ครองเรือน
			<remark  id="s2b22c41l20" /> พึงปรารถนาโภคทรัพย์ เพื่อประโยชน์ใด ประโยชน์นั้น เราก็ได้บรรลุ
			<remark  id="s2b22c41l21" />     	แล้ว เราได้ทำสิ่งที่ไม่ต้องเดือดร้อนแล้ว ดังนี้ชื่อว่าเป็นผู้ดำรงอยู่ในธรรม
			<remark  id="s2b22c41l22" />ของพระอริยะ บัณฑิตทั้งหลายย่อมสรรเสริญเขาในโลกนี้ เมื่อเขาละจาก
			<remark  id="s2b22c41l23" />โลกนี้ไปแล้ว ย่อมบันเทิงใจในสวรรค์ ฯ
			<remark  id="s2b22c41l24" />		           จบสูตรที่ ๑
		</para>
	</section>
	<section id="s2b22c42" >
		<para id="s2b22c42p">
			<remark  id="s2b22c42l1" />		         ๒. สัปปุริสสูตร
			<remark  id="s2b22c42l2" /> 	[๔๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สัปบุรุษเมื่อเกิดในสกุล ย่อมเกิดมาเพื่อประโยชน์ 
			<remark  id="s2b22c42l3" />เพื่อเกื้อกูล เพื่อความสุข แก่ชนเป็นอันมาก คือ แก่มารดาบิดาแก่บุตรภริยา แก่ทาส 
			<remark  id="s2b22c42l4" />กรรมกร คนรับใช้ แก่มิตรสหาย แก่สมณพราหมณ์ดูกรภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือน
			<remark  id="s2b22c42l5" />มหาเมฆ ยังข้าวกล้าทั้งปวงให้งอกงาม ชื่อว่าย่อมมีมาเพื่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูล เพื่อความสุข 
			<remark  id="s2b22c42l6" />แก่ชนเป็นอันมาก ฉันใด สัปบุรุษเมื่อเกิดในสกุล ย่อมเกิดมาเพื่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูล 
			<remark  id="s2b22c42l7" />เพื่อความสุข แก่ชนเป็นอันมาก คือ แก่มารดาบิดา แก่บุตรภริยา แก่ทาส กรรมกร คนรับใช้
			<remark  id="s2b22c42l8" />แก่มิตรสหาย แก่สมณพราหมณ์ ฉันนั้นเหมือนกัน ฯ
			<remark  id="s2b22c42l9" /> สัปบุรุษผู้ครอบครองโภคทรัพย์ เป็นประโยชน์เกื้อกูลแก่ชนเป็นอันมาก 
			<remark  id="s2b22c42l10" />เทวดาย่อมรักษาเขาผู้อันธรรมคุ้มครอง เป็นพหูสูต สมบูรณ์ด้วยศีลและ
			<remark  id="s2b22c42l11" />ความประพฤติ เกียรติย่อมไม่ละเขาผู้ตั้งอยู่ในธรรม ใครจะสามารถติเตียน
			<remark  id="s2b22c42l12" />เขาผู้ตั้งอยู่ในธรรม สมบูรณ์ด้วยศีล มีวาจาสัจ มีหิริในใจ เปรียบ
			<remark  id="s2b22c42l13" />เหมือนแท่งทองชมพูนุท แม้เทวดาก็ชม แม้พรหมก็สรรเสริญเขา ฯ
			<remark  id="s2b22c42l14" />		           จบสูตรที่ ๒
			<remark  id="s2b22c42l15" />		          ๓. อิฎฐสูตร
			<remark  id="s2b22c42l16" /> 	[๔๓] ครั้งนั้น ท่านอนาถบิณฑิกคฤหบดี เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ
			<remark  id="s2b22c42l17" /> ถวายบังคมแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้ว พระผู้มีพระภาคได้ตรัสกับท่านอนาถ
			<remark  id="s2b22c42l18" />บิณฑิกคฤหบดีว่า ดูกรคฤหบดี ธรรม ๕ ประการนี้น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ หาได้
			<remark  id="s2b22c42l19" />โดยยากในโลก ๕ ประการเป็นไฉน คืออายุ ๑ วรรณะ ๑ สุขะ ๑ ยศ ๑ สวรรค์ ๑ 
			<remark  id="s2b22c42l20" />ดูกรคฤหบดี ธรรม ๕ ประการนี้แล น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ หาได้โดยยากในโลก ฯ
			<remark  id="s2b22c42l21" />     ธรรม ๕ ประการนี้ น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ หาได้โดยยากในโลก เรามิได้
			<remark  id="s2b22c42l22" />กล่าวว่าจะพึงได้เพราะเหตุแห่งความอ้อนวอน หรือเพราะเหตุแห่งความปรารถนา ถ้าธรรม ๕ 
			<remark  id="s2b22c42l23" />ประการนี้ น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ หาได้โดยยากในโลก จักได้เพราะเหตุแห่งความ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b22c43" >
		<para id="s2b22c43p">
			<remark  id="s2b22c43l1" />อ้อนวอน หรือเพราะเหตุแห่งความปรารถนาแล้วไซร้ ในโลกนี้ ใครจะพึงเสื่อมจากอะไร 
			<remark  id="s2b22c43l2" />ดูกรคฤหบดี อริยสาวกผู้ต้องการอายุ ไม่ควรอ้อนวอนหรือเพลิดเพลินอายุ หรือแม้เพราะเหตุ
			<remark  id="s2b22c43l3" />แห่งอายุ อริยสาวกผู้ต้องการอายุ พึงปฏิบัติปฏิปทาอันเป็นไปเพื่ออายุ เพราะปฏิปทาอันเป็นไป
			<remark  id="s2b22c43l4" />เพื่ออายุที่พระอริยสาวกนั้นปฏิบัติแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อให้ได้อายุ อริยสาวกผู้นั้นย่อมได้อายุที่
			<remark  id="s2b22c43l5" />เป็นของทิพย์ หรือเป็นของมนุษย์ อริยสาวกผู้ต้องการวรรณะ ไม่ควรอ้อนวอนหรือเพลิดเพลิน
			<remark  id="s2b22c43l6" />วรรณะ หรือแม้เพราะเหตุแห่งวรรณะ อริยสาวกผู้ต้องการวรรณะ พึงปฏิบัติปฏิปทาอันเป็นไป
			<remark  id="s2b22c43l7" />เพื่อวรรณะ เพราะปฏิปทาอันเป็นไปเพื่อวรรณะ ที่อริยสาวกนั้นปฏิบัติแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อ
			<remark  id="s2b22c43l8" />ให้ได้วรรณะ อริยสาวกนั้นย่อมได้วรรณะที่เป็นของทิพย์ หรือเป็นของมนุษย์ อริยสาวกผู้ต้อง
			<remark  id="s2b22c43l9" />การสุข ไม่อ้อนวอนหรือเพลิดเพลินสุข หรือแม้เพราะเหตุแห่งสุข อริยสาวกผู้ต้องการสุข
			<remark  id="s2b22c43l10" />พึงปฏิบัติปฏิปทาอันเป็นไปเพื่อสุข เพราะปฏิปทาอันเป็นไปเพื่อสุขที่อริยสาวกนั้นปฏิบัติแล้ว
			<remark  id="s2b22c43l11" /> ย่อมเป็นไปเพื่อให้ได้สุข อริยสาวกนั้นย่อมได้สุขที่เป็นของทิพย์หรือของมนุษย์ อริยสาวก
			<remark  id="s2b22c43l12" />ผู้ต้องการยศ ไม่ควรอ้อนวอนหรือเพลิดเพลินยศ หรือแม้เพราะเหตุแห่งยศ อริยสาวกผู้ต้อง
			<remark  id="s2b22c43l13" />การยศ พึงปฏิบัติปฏิปทาอันเป็นไปเพื่อยศเพราะปฏิปทาอันเป็นไปเพื่อยศที่อริยสาวกนั้น
			<remark  id="s2b22c43l14" />ปฏิบัติแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อให้ได้ยศอริยสาวกนั้น ย่อมได้ยศที่เป็นของทิพย์ หรือของมนุษย์ 
			<remark  id="s2b22c43l15" />อริยสาวกผู้ต้องการสวรรค์ ไม่ควรอ้อนวอนหรือเพลิดเพลินสวรรค์ หรือแม้เพราะเหตุแห่ง
			<remark  id="s2b22c43l16" />สวรรค์อริยสาวกผู้ต้องการสวรรค์ พึงปฏิบัติปฏิปทาอันเป็นไปเพื่อสวรรค์ เพราะปฏิปทาอัน
			<remark  id="s2b22c43l17" />เป็นไปเพื่อสวรรค์ ที่อริยสาวกนั้นปฏิบัติแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อให้ได้สวรรค์  อริยสาวกนั้น
			<remark  id="s2b22c43l18" />ย่อมได้สวรรค์ ฯ
			<remark  id="s2b22c43l19" />ชนผู้ปรารถนาอายุ วรรณะ ยศ เกียรติ สวรรค์ ความเกิดในตระกูลสูง 
			<remark  id="s2b22c43l20" />และความเพลินใจ พึงทำความไม่ประมาทให้มากยิ่งขึ้น บัณฑิตทั้งหลาย 
			<remark  id="s2b22c43l21" />ย่อมสรรเสริญความไม่ประมาทในการทำบุญ บัณฑิตผู้ไม่ประมาทแล้ว 
			<remark  id="s2b22c43l22" />ย่อมยึดถือประโยชน์ทั้งสองไว้ได้ คือ ประโยชน์ในปัจจุบัน และประโยชน์
			<remark  id="s2b22c43l23" />ในสัมปรายภพ ผู้มีปัญญา ท่านเรียกว่าบัณฑิต เพราะบรรลุถึงประโยชน์
			<remark  id="s2b22c43l24" />ทั้งสองนั้น ฯ
			<remark  id="s2b22c43l25" />		           จบสูตรที่ ๓
		</para>
	</section>
	<section id="s2b22c44" >
		<para id="s2b22c44p">
			<remark  id="s2b22c44l1" />		        ๔. มนาปทายีสูตร
			<remark  id="s2b22c44l2" /> 	[๔๔] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่กูฏาคารศาลาป่ามหาวัน  ใกล้เมืองเวสาลี 
			<remark  id="s2b22c44l3" />ครั้งนั้นแล เป็นเวลาเช้า พระผู้มีพระภาคทรงนุ่งแล้ว ทรงถือบาตรและจีวร เสด็จเข้าไปสู่
			<remark  id="s2b22c44l4" />นิเวศน์แห่งอุคคคฤหบดีชาวเมืองเวสาลี ประทับนั่งบนอาสนะที่เขาตบแต่งไว้ ครั้งนั้น อุคค
			<remark  id="s2b22c44l5" />คฤหบดีได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคมแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง 
			<remark  id="s2b22c44l6" />ครั้นแล้วได้กราบทูลว่าข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ได้สดับรับมาเฉพาะพระพักตร์พระผู้มี
			<remark  id="s2b22c44l7" />พระภาคว่าผู้ให้ของที่พอใจย่อมได้ของที่พอใจ ดังนี้ ก็ขาทนียาหารชื่อสาลปุบผกะของข้า
			<remark  id="s2b22c44l8" />พระองค์เป็นที่พอใจ ขอพระผู้มีพระภาคทรงอาศัยความอนุเคราะห์รับขาทนียาหารของข้าพระองค์
			<remark  id="s2b22c44l9" />นั้นเถิด พระผู้มีพระภาคทรงอาศัยความอนุเคราะห์รับแล้ว อุคคคฤหบดีได้กราบทูลอีกว่า ข้าแต่
			<remark  id="s2b22c44l10" />พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ได้สดับรับมาเฉพาะพระพักตร์พระผู้มีพระภาคว่า ผู้ให้ของที่พอใจ
			<remark  id="s2b22c44l11" />ย่อมได้ของที่พอใจ ดังนี้ ก็เนื้อสุกรอย่างดีของข้าพระองค์เป็นที่พอใจ ขอพระผู้มีพระภาคทรง
			<remark  id="s2b22c44l12" />อาศัยความอนุเคราะห์รับเนื้อสุกรอย่างดีของข้าพระองค์นั้นเถิด พระผู้มีพระภาคทรงอาศัยความ
			<remark  id="s2b22c44l13" />อนุเคราะห์รับแล้ว อุคคคฤหบดีได้กราบทูลอีกว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ได้สดับรับ
			<remark  id="s2b22c44l14" />มาเฉพาะพระพักตร์พระผู้มีพระภาคว่า ผู้ให้ของที่พอใจย่อมได้ของที่พอใจดังนี้ ก็นาลิยสากะ
			<remark  id="s2b22c44l15" />ขาทนียาหารซึ่งทอดด้วยน้ำมัน ของข้าพระองค์เป็นที่พอใจ ขอพระผู้มีพระภาคทรงอาศัยความ
			<remark  id="s2b22c44l16" />อนุเคราะห์รับนาลิยสากะขาทนียาหารของข้าพระองค์นั้นเถิด พระผู้มีพระภาคทรงอาศัยควาอนุ
			<remark  id="s2b22c44l17" />เคราะห์รับแล้ว ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญข้าพระองค์ได้สดับรับมาเฉพาะพระพักตร์พระผู้มีพระภาค
			<remark  id="s2b22c44l18" />ว่า ผู้ให้ของที่พอใจย่อมได้ของที่พอใจ ดังนี้ ก็ข้าวสุกแห่งข้าวสาลีที่ขาวสะอาด มีกับมาก
			<remark  id="s2b22c44l19" /> มีพยัญชนะมาก ของข้าพระองค์ เป็นที่พอใจ ขอพระผู้มีพระภาคทรงอาศัยความอนุเคราะห์
			<remark  id="s2b22c44l20" />รับข้าวสุกแห่งข้าวสาลี ของข้าพระองค์นั้นเถิด พระผู้มีพระภาคทรงอาศัยความอนุเคราะห์รับ
			<remark  id="s2b22c44l21" />แล้ว ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ได้สดับรับมาเฉพาะพระพักตร์พระผู้มีพระภาคว่า ผู้ให้ของ
			<remark  id="s2b22c44l22" />ที่พอใจย่อมได้ของที่พอใจ ดังนี้ ก็ผ้าที่ทำในแคว้นกาสีของข้าพระองค์เป็นที่พอใจ ขอพระผู้มี
			<remark  id="s2b22c44l23" />พระภาคทรงอาศัยความอนุเคราะห์รับผ้าของข้าพระองค์นั้นเถิด พระผู้มีพระภาคทรงอาศัยความ
			<remark  id="s2b22c44l24" />อนุเคราะห์รับแล้ว ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ได้สดับรับมาเฉพาะพระพักตร์พระผู้มี
			<remark  id="s2b22c44l25" />พระภาคว่า ผู้ให้ของที่พอใจย่อมได้ของที่พอใจ ดังนี้ ก็เตียงมีเท้าทำเป็นรูปสัตว์ร้าย ลาดด้วย
		</para>
	</section>
	<section id="s2b22c45" >
		<para id="s2b22c45p">
			<remark  id="s2b22c45l1" />ผ้าโกเชาว์ ลาดด้วยขนแกะสีขาว เครื่องลาดที่มีสัณฐานเป็นช่อดอกไม้ เครื่องลาดอย่างดีทำ
			<remark  id="s2b22c45l2" />ด้วยหนังชะมด เครื่องลาดมีเพดาน เครื่องลาดใหญ่มีหมอนข้างทั้งสองของข้าพระองค์เป็นที่
			<remark  id="s2b22c45l3" />พอใจ และข้าพระองค์ก็ย่อมทราบดีว่า สิ่งเหล่านี้ไม่ควรแก่พระผู้มีพระภาค เตียงไม้จันทน์ของ
			<remark  id="s2b22c45l4" />ข้าพระองค์นี้มีราคาเกินกว่าแสนกหาปณะ ขอพระผู้มีพระภาคทรงอาศัยความอนุเคราะห์รับเตียง
			<remark  id="s2b22c45l5" />ของข้าพระองค์นั้นเถิด พระผู้มีพระภาคทรงอาศัยความอนุเคราะห์รับแล้ว ลำดับนั้น พระผู้มี
			<remark  id="s2b22c45l6" />พระภาค ทรงอนุโมทนาด้วยอนุโมทนียกถาดังต่อไปนี้
			<remark  id="s2b22c45l7" />ผู้ให้ของที่พอใจ ย่อมได้ของที่พอใจ ผู้ใดย่อมให้เครื่องนุ่งห่ม ที่นอน 
			<remark  id="s2b22c45l8" />ข้าว น้ำ และปัจจัยมีประการต่างๆ ด้วยความพอใจ ในท่านผู้ประพฤติ
			<remark  id="s2b22c45l9" />ตรง สิ่งของที่ให้ไปแล้วนั้นย่อมเป็นของที่บริจาคแล้ว สละแล้ว 
			<remark  id="s2b22c45l10" />ไม่คิดเอาคืน ผู้นั้นเป็นสัปบุรุษทราบชัดว่า พระอรหันต์เปรียบด้วยนาบุญ 
			<remark  id="s2b22c45l11" />บริจาคสิ่งที่บริจาคได้ยากแล้ว ชื่อว่าให้ของที่พอใจ ย่อมได้ของที่พอใจ 
			<remark  id="s2b22c45l12" />ดังนี้ ฯ
			<remark  id="s2b22c45l13" />    ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาค ครั้นทรงอนุโมทนาด้วยอนุโมทนียกถากะอุคคคฤหบดี
			<remark  id="s2b22c45l14" />ชาวเมืองเวสาลีแล้ว จึงเสด็จลุกจากอาสนะหลีกไป ต่อมาไม่นานอุคคคฤหบดีชาวเมือง
			<remark  id="s2b22c45l15" />เวสาลี ก็ได้ทำกาละ และเมื่อทำกาละแล้ว เข้าถึงหมู่เทพชื่อมโนมยะหมู่หนึ่ง ก็สมัยนั้น 
			<remark  id="s2b22c45l16" />พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวันอารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ใกล้พระนคร
			<remark  id="s2b22c45l17" />สาวัตถี ครั้งนั้นอุคคเทพบุตรมีวรรณงาม เมื่อปฐมยามล่วงไปแล้ว ยังพระวิหารเชตวัน ทั้งสิ้น
			<remark  id="s2b22c45l18" />ให้สว่างไสว เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคมแล้วยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง
			<remark  id="s2b22c45l19" />ครั้นแล้วพระผู้มีพระภาคจึงตรัสถามว่า ดูกรอุคคะ ตามที่ท่านประสงค์สำเร็จแล้วหรือ อุคคเทพบุตร
			<remark  id="s2b22c45l20" />กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ตามที่ข้าพระองค์ประสงค์สำเร็จแล้ว พระเจ้าข้า ลำดับนั้น 
			<remark  id="s2b22c45l21" />พระผู้มีพระภาค ได้ตรัสกะอุคคเทพบุตรด้วยพระคาถาความว่า
			<remark  id="s2b22c45l22" />ผู้ให้ของที่พอใจ ย่อมได้ของที่พอใจ ผู้ให้ของที่เลิศ ย่อมได้ของที่เลิศ 
			<remark  id="s2b22c45l23" />ผู้ให้ของที่ดีย่อมได้ของที่ดี และผู้ให้ของที่ประเสริฐ ย่อมเข้าถึงสถานที่
			<remark  id="s2b22c45l24" />ประเสริฐ นรชนใดให้ของที่เลิศ ให้ของที่ดี และให้ของที่ประเสริฐ 
			<remark  id="s2b22c45l25" />นรชนนั้นจะบังเกิด ณ ที่ใดๆ ย่อมมีอายุยืน มียศ ดังนี้ ฯ
			<remark  id="s2b22c45l26" />		           จบสูตรที่ ๔
		</para>
	</section>
	<section id="s2b22c46" >
		<para id="s2b22c46p">
			<remark  id="s2b22c46l1" />		         ๕. อภิสันทสูตร
			<remark  id="s2b22c46l2" /> 	[๔๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ห้วงบุญ ห้วงกุศล ๕ ประการนี้ เป็นเหตุนำสุขมาให้ 
			<remark  id="s2b22c46l3" />เกื้อกูลแก่สวรรค์ มีวิบากเป็นสุข ยังอารมณ์เลิศให้เป็นไป ย่อมเป็นไปเพื่อสิ่งที่น่าปรารถนา 
			<remark  id="s2b22c46l4" />น่าใคร่ น่าพอใจ เพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุข ๕ ประการเป็นไฉน คือ ภิกษุบริโภค
			<remark  id="s2b22c46l5" />จีวรของผู้ใด เข้าเจโตสมาธิอันหาประมาณมิได้อยู่ ห้วงบุญ ห้วงกุศลของผู้นั้น หาประมาณมิได้ 
			<remark  id="s2b22c46l6" />เป็นเหตุนำสุขมาให้ เกื้อกูลแก่สวรรค์ มีวิบากเป็นสุข ยังอารมณ์เลิศให้เป็นไป ย่อมเป็นไป
			<remark  id="s2b22c46l7" />เพื่อสิ่งน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ เพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุข ภิกษุบริโภคบิณฑบาต
			<remark  id="s2b22c46l8" />ของผู้ใด ... ภิกษุบริโภควิหารของผู้ใด ... ภิกษุบริโภคเตียง ตั่งของผู้ใด ... ภิกษุบริโภคคิลานปัจจัย
			<remark  id="s2b22c46l9" />เภสัชของผู้ใด เข้าเจโตสมาธิอันหาประมาณมิได้อยู่ ห้วงบุญ ห้วงกุศล ของผู้นั้นหาประมาณ
			<remark  id="s2b22c46l10" />มิได้ เป็นเหตุนำสุขมาให้เกื้อกูลแก่สวรรค์ มีวิบากเป็นสุข ยังอารมณ์เลิศให้เป็นไป ย่อมเป็น
			<remark  id="s2b22c46l11" />ไปเพื่อสิ่งที่น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ เพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุข ฯ
			<remark  id="s2b22c46l12" />     ดูกรภิกษุทั้งหลาย ห้วงบุญ ห้วงกุศล ๕ ประการนี้แล เป็นเหตุนำสุขมาให้ เกื้อกูล
			<remark  id="s2b22c46l13" />แก่สวรรค์ มีวิบากเป็นสุข ยังอารมณ์เลิศให้เป็นไป ย่อมเป็นไปเพื่อสิ่งที่น่าปรารถนา น่าใคร่ 
			<remark  id="s2b22c46l14" />น่าพอใจ เพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุขก็การที่จะถือเอาประมาณแห่งบุญของอริยสาวก
			<remark  id="s2b22c46l15" />ผู้ประกอบด้วยห้วงบุญ ห้วงกุศล ๕ประการนี้ว่า ห้วงบุญ ห้วงกุศล มีประมาณเท่านี้ เป็นเหตุ
			<remark  id="s2b22c46l16" />นำสุขมาให้ เกื้อกูลแก่สวรรค์ มีวิบากเป็นสุข ยังอารมณ์เลิศให้เป็นไป ย่อมเป็นไปเพื่อสิ่งที่น่า
			<remark  id="s2b22c46l17" />ปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ เพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุข ดังนี้ พึงทำไม่ได้โดยง่าย 
			<remark  id="s2b22c46l18" />โดยที่แท้ ย่อมถึงการนับว่า กองบุญใหญ่ นับไม่ได้ ประมาณไม่ได้เปรียบเหมือนการถือเอา
			<remark  id="s2b22c46l19" />ประมาณน้ำในมหาสมุทรว่า น้ำนี้มีประมาณอาฬหกะเท่านี้มีร้อยอาฬหกะเท่านี้ มีพันอาฬหกะ
			<remark  id="s2b22c46l20" />เท่านี้ หรือมีแสนอาฬหกะเท่านี้ ไม่ใช่ทำได้โดยง่าย ย่อมถึงการนับว่าเป็นห้วงน้ำใหญ่ 
			<remark  id="s2b22c46l21" />นับไม่ได้ ประมาณไม่ได้ ฉันนั้น ฯ
			<remark  id="s2b22c46l22" />แม่น้ำเป็นที่อยู่แห่งฝูงปลา ส่วนมากย่อมหลั่งไหลไปสู่สาครห้วงทะเล
			<remark  id="s2b22c46l23" />หลวง อันจะประมาณไม่ได้ มีสิ่งที่น่ากลัวมากเป็นที่อยู่แห่งรัตนะหลาย
			<remark  id="s2b22c46l24" />ชนิด ฉันใด ห้วงบุญย่อมหลั่งไหลเข้าสู่นรชนผู้เป็นบัณฑิต ให้ข้าว น้ำ 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b22c47" >
		<para id="s2b22c47p">
			<remark  id="s2b22c47l1" />เครื่องนุ่งห่ม ที่นอน  ที่นั่ง เครื่องปูลาด เหมือนห้วงน้ำหลั่งไหลเข้าไป
			<remark  id="s2b22c47l2" />สู่สาครฉะนั้น ฯ
			<remark  id="s2b22c47l3" />		           จบสูตรที่ ๕
			<remark  id="s2b22c47l4" />		         ๖. สัมปทาสูตร
			<remark  id="s2b22c47l5" /> 	[๔๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สัมปทา ๕ ประการนี้ ๕ ประการเป็นไฉน  คือ สัทธา
			<remark  id="s2b22c47l6" />สัมปทา ๑ สีลสัมปทา ๑ สุตสัมปทา ๑ จาคสัมปทา ๑ ปัญญาสัมปทา ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
			<remark  id="s2b22c47l7" />สัมปทา ๕ ประการนี้แล ฯ
			<remark  id="s2b22c47l8" />		           จบสูตรที่ ๖
			<remark  id="s2b22c47l9" />		           ๗. ธนสูตร
			<remark  id="s2b22c47l10" /> 	[๔๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ทรัพย์ ๕ ประการนี้ ๕ ประการเป็นไฉน คือทรัพย์ 
			<remark  id="s2b22c47l11" />คือ ศรัทธา ๑ ทรัพย์ คือ ศีล ๑ ทรัพย์ คือ สุตะ ๑ ทรัพย์ คือ จาคะ ๑ ทรัพย์ คือ 
			<remark  id="s2b22c47l12" />ปัญญา ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ทรัพย์ คือ ศรัทธาเป็นไฉนอริยสาวกในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้
			<remark  id="s2b22c47l13" />มีศรัทธา ย่อมเชื่อพระปัญญาเครื่องตรัสรู้ของตถาคตว่า แม้เพราะเหตุนี้ๆ พระผู้มีพระภาคพระองค์
			<remark  id="s2b22c47l14" />นั้น ฯลฯ เป็นผู้เบิกบานแล้วเป็นผู้จำแนกธรรม นี้เรียกว่าทรัพย์ คือ ศรัทธา ก็ทรัพย์ คือ 
			<remark  id="s2b22c47l15" />ศีลเป็นไฉนดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้เว้นขาดจากปาณาติบาต ฯลฯ
			<remark  id="s2b22c47l16" />เว้นขาดจากการดื่มสุราและเมรัย อันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท นี้เรียกว่าทรัพย์คือ ศีล ก็
			<remark  id="s2b22c47l17" />ทรัพย์ คือ สุตะเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกในธรรมวินัยนี้เป็นพหูสูต ฯลฯ
			<remark  id="s2b22c47l18" /> แทงตลอดด้วยดีด้วยทิฐิ นี้เรียกว่าทรัพย์ คือ สุตะ ก็ทรัพย์คือ จาคะเป็นไฉน ดูกรภิกษุ
			<remark  id="s2b22c47l19" />ทั้งหลาย อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ มีใจปราศจากมลทิน คือ ความตระหนี่อยู่ครองเรือน มีราคะ
			<remark  id="s2b22c47l20" />อันปล่อยแล้ว มีฝ่ามืออันชุ่มยินดีในการเสียสละ ควรแก่การขอ ยินดีในทานและการจำแนก
			<remark  id="s2b22c47l21" />ทาน นี้เรียกว่าทรัพย์ คือ จาคะ ก็ทรัพย์ คือ ปัญญาเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริย
			<remark  id="s2b22c47l22" />สาวกในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีปัญญา ประกอบด้วยปัญญาอันหยั่งถึงความตั้งขึ้นและความเสื่อมไป
		</para>
	</section>
	<section id="s2b22c48" >
		<para id="s2b22c48p">
			<remark  id="s2b22c48l1" /> เป็นอริยะ ชำแรกกิเลส ให้ถึงความสิ้นทุกข์โดยชอบ นี้เรียกว่าทรัพย์คือ ปัญญา ดูกรภิกษุ
			<remark  id="s2b22c48l2" />ทั้งหลาย ทรัพย์ ๕ ประการนี้แล ฯ
			<remark  id="s2b22c48l3" />ผู้ใดมีความเชื่อในตถาคต ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหว มีศีลอันงาม อันพระอริยะ
			<remark  id="s2b22c48l4" />ชอบใจ สรรเสริญ มีความเลื่อมใสในพระสงฆ์  และมีความเห็นตรง 
			<remark  id="s2b22c48l5" />บัณฑิตทั้งหลายกล่าวผู้นั้นว่า ไม่เป็นคนขัดสน ชีวิตของผู้นั้นไม่เปล่า
			<remark  id="s2b22c48l6" />ประโยชน์ เพราะเหตุนั้น ผู้มีปัญญา เมื่อนึกถึงคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า
			<remark  id="s2b22c48l7" />ทั้งหลาย พึงประกอบศรัทธา ศีล ปสาทะ และความเห็นธรรมเนืองๆ
			<remark  id="s2b22c48l8" />     	เถิด ฯ
			<remark  id="s2b22c48l9" />		           จบสูตรที่ ๗
			<remark  id="s2b22c48l10" />		          ๘. ฐานสูตร
			<remark  id="s2b22c48l11" /> 	[๔๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ฐานะ ๕ ประการนี้ อันสมณะ พราหมณ์  เทวดา มาร 
			<remark  id="s2b22c48l12" />พรหม หรือใครๆ ในโลก ไม่พึงได้ ๕ ประการเป็นไฉน คือฐานะว่า ขอสิ่งที่มีความแก่
			<remark  id="s2b22c48l13" />เป็นธรรมดา [ของเรา] อย่าแก่ ๑ ขอสิ่งที่มีความเจ็บไข้เป็นธรรมดา [ของเรา] อย่าเจ็บไข้ ๑ 
			<remark  id="s2b22c48l14" />ขอสิ่งที่มีความตายเป็นธรรมดา[ของเรา] อย่าตาย ๑ ขอสิ่งที่มีความสิ้นไปเป็นธรรมดา [ของ
			<remark  id="s2b22c48l15" />เรา] อย่าสิ้นไป ๑ขอสิ่งที่มีความฉิบหายเป็นธรรมดา [ของเรา] อย่าฉิบหาย ๑ อันสมณะ
			<remark  id="s2b22c48l16" />พราหมณ์ เทวดา มาร พรหม หรือใครๆ ในโลกไม่พึงได้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย  สิ่งที่มีความ
			<remark  id="s2b22c48l17" />แก่เป็นธรรมดา ของปุถุชนผู้ไม่ได้สดับย่อมแก่ไป เมื่อสิ่งที่มีความแก่เป็นธรรมดาแก่ไปแล้ว เขา
			<remark  id="s2b22c48l18" />ย่อมไม่เห็นดังนี้ว่า ไม่ใช่สิ่งที่มีความแก่เป็นธรรมดาของเราผู้เดียวเท่านั้น แก่ไป โดยที่แท้ 
			<remark  id="s2b22c48l19" />สิ่งที่มีความแก่เป็นธรรมดาของสัตว์ทั้งปวงที่มีการมา การไป การจุติ การอุปบัติ ย่อมแก่ไป
			<remark  id="s2b22c48l20" />ทั้งสิ้น ส่วนเราเอง ก็เมื่อสิ่งที่มีความแก่เป็นธรรมดาแก่ไปแล้ว พึงเศร้าโศก ลำบาก ร่ำไร
			<remark  id="s2b22c48l21" />ทุบอก คร่ำครวญ หลงงมงาย แม้อาหารเราก็ไม่อยากรับประทาน แม้กายก็พึงเศร้าหมอง 
			<remark  id="s2b22c48l22" />ซูบผอม แม้การงานก็พึงหยุดชะงัก แม้พวกอมิตรก็พึงดีใจ แม้พวกมิตรพึงเสียใจ ดังนี้  เมื่อ
			<remark  id="s2b22c48l23" />สิ่งที่มีความแก่เป็นธรรมดาแก่ไปแล้ว เขาย่อมเศร้าโศก ลำบาก ร่ำไร ทุบอก คร่ำครวญ หลง
			<remark  id="s2b22c48l24" />งมงาย นี้เรียกว่าปุถุชนผู้ไม่ได้สดับ ถูกลูกศร คือ ความโศกที่มีพิษแทงเข้าแล้ว ย่อมทำตน
			<remark  id="s2b22c48l25" />ให้เดือดร้อน
		</para>
	</section>
	<section id="s2b22c49" >
		<para id="s2b22c49p">
			<remark  id="s2b22c49l1" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย อีกประการหนึ่ง สิ่งที่มีความเจ็บไข้เป็นธรรมดา ของปุถุชนผู้ไม่
			<remark  id="s2b22c49l2" />ได้สดับ ย่อมเจ็บไข้ ... สิ่งที่มีความตายเป็นธรรมดา ของปุถุชนผู้ไม่ได้สดับย่อมตายไป ...
			<remark  id="s2b22c49l3" /> สิ่งที่มีความสิ้นไปเป็นธรรมดา ของปุถุชนผู้ไม่ได้สดับ ย่อมสิ้นไป ... สิ่งที่มีความฉิบหายเป็น
			<remark  id="s2b22c49l4" />ธรรมดาของปุถุชนผู้ไม่ได้สดับ ย่อมฉิบหายไปเมื่อสิ่งที่มีความฉิบหายเป็นธรรมดา ฉิบหาย
			<remark  id="s2b22c49l5" />ไปแล้ว เขาย่อมไม่พิจารณาเห็นดังนี้ว่า ไม่ใช่สิ่งที่มีความฉิบหายเป็นธรรมดาของเราผู้เดียว
			<remark  id="s2b22c49l6" />เท่านั้นฉิบหายไป โดยที่แท้ สิ่งที่มีความฉิบหายไปเป็นธรรมดาของสัตว์ทั้งปวง ที่มีการมา 
			<remark  id="s2b22c49l7" />การไปการจุติ การอุปบัติ ย่อมฉิบหายไปทั้งสิ้น ส่วนเราเอง ก็เมื่อสิ่งที่มีความฉิบหายไปเป็น
			<remark  id="s2b22c49l8" />ธรรมดาฉิบหายไปแล้ว พึงเศร้าโศก ลำบาก ร่ำไร ทุบอก คร่ำครวญหลงงมงาย แม้อาหาร
			<remark  id="s2b22c49l9" />เราก็ไม่อยากรับประทาน แม้กายก็พึงเศร้าหมอง ซูบผอมแม้การงานก็พึงหยุดชะงัก แม้พวก
			<remark  id="s2b22c49l10" />อมิตรก็พึงดีใจ แม้พวกมิตรพึงเสียใจ ดังนี้เมื่อสิ่งที่มีความฉิบหายเป็นธรรมดาฉิบหายไปแล้ว
			<remark  id="s2b22c49l11" /> เขาย่อมเศร้าโศก ลำบากร่ำไร ทุบอก คร่ำครวญ หลงงมงาย นี้เรียกว่าปุถุชนผู้ไม่ได้สดับ
			<remark  id="s2b22c49l12" /> ถูกลูกศรคือ ความโศกที่มีพิษแทงเข้าแล้ว ย่อมทำตนให้เดือดร้อน ดูกรภิกษุทั้งหลาย
			<remark  id="s2b22c49l13" />ส่วนว่าสิ่งที่มีความแก่เป็นธรรมดา ของอริยสาวกผู้ได้สดับ ย่อมแก่ไป เมื่อสิ่งที่มีความแก่เป็น
			<remark  id="s2b22c49l14" />ธรรมดาแก่ไปแล้ว อริยสาวกนั้นย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า ไม่ใช่สิ่งที่มีความแก่เป็นธรรมดาของเรา
			<remark  id="s2b22c49l15" />ผู้เดียวเท่านั้นแก่ไป โดยที่แท้ สิ่งที่มีความแก่เป็นธรรมดา ของสัตว์ทั้งปวงที่มีการมา การไป 
			<remark  id="s2b22c49l16" />การจุติ การอุปบัติ ย่อมแก่ไปทั้งสิ้น ส่วนเราเอง ก็เมื่อสิ่งที่มีความแก่เป็นธรรมดา แก่ไปแล้ว
			<remark  id="s2b22c49l17" /> พึงเศร้าโศกลำบาก ร่ำไร ทุบอก คร่ำครวญ หลงงมงาย แม้อาหารเราก็ไม่อยากรับประทาน
			<remark  id="s2b22c49l18" />แม้กายก็พึงเศร้าหมอง ซูบผอม แม้การงานก็พึงหยุดชะงัก แม้พวกอมิตรก็พึงดีใจ  แม้พวก
			<remark  id="s2b22c49l19" />มิตรก็พึงเสียใจ ดังนี้ เมื่อสิ่งที่มีความแก่เป็นธรรมดา แก่ไปแล้วอริยสาวกนั้นย่อมไม่เศร้าโศก
			<remark  id="s2b22c49l20" /> ไม่ลำบาก ไม่ร่ำไร ไม่ทุบอก คร่ำครวญ ไม่หลงงมงาย นี้เรียกว่าอริยสาวกผู้ได้สดับ ถอน
			<remark  id="s2b22c49l21" />ลูกศร คือ ความโศกที่มีพิษเป็นเครื่องเสียบแทงปุถุชน ผู้ไม่ได้สดับ ทำตนให้เดือดร้อน อริยสาวก
			<remark  id="s2b22c49l22" />ผู้ไม่มีความโศก ปราศจากลูกศร ย่อมดับทุกข์ร้อนได้ด้วยตนเอง 
			<remark  id="s2b22c49l23" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย อีกประการหนึ่ง สิ่งที่มีความเจ็บไข้เป็นธรรมดาของอริยสาวกผู้ได้
			<remark  id="s2b22c49l24" />สดับ ย่อมเจ็บไข้ ... สิ่งที่มีความตายเป็นธรรมดา ของอริยสาวกผู้ได้สดับ ย่อมตายไป... สิ่ง
			<remark  id="s2b22c49l25" />ที่มีความสิ้นไปเป็นธรรมดาของอริยสาวกผู้ได้สดับ ย่อมสิ้นไป ... สิ่งที่มีความฉิบหายเป็นธรรมดา
			<remark  id="s2b22c49l26" />ของอริยสาวกผู้ได้สดับ ย่อมฉิบหายไป เมื่อสิ่งที่มีความฉิบหายเป็นธรรมดาฉิบหายไปแล้ว 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b22c50" >
		<para id="s2b22c50p">
			<remark  id="s2b22c50l1" />อริยสาวกนั้นย่อมพิจารณาเห็นว่าไม่ใช่สิ่งที่มีความฉิบหายไปเป็นธรรมดาของเราผู้เดียวเท่านั้น
			<remark  id="s2b22c50l2" />ฉิบหายไป โดยที่แท้สิ่งที่มีความฉิบหายไปเป็นธรรมดาของสัตว์ทั้งปวง ที่มีการมา การไป 
			<remark  id="s2b22c50l3" />การจุติการอุปบัติ ย่อมฉิบหายไปทั้งสิ้น ส่วนเราเอง ก็เมื่อสิ่งที่มีความฉิบหายไปเป็นธรรมดา
			<remark  id="s2b22c50l4" />ฉิบหายไปแล้ว พึงเศร้าโศก ลำบาก ร่ำไร ทุบอก คร่ำครวญ หลงงมงาย แม้อาหารเราก็ไม่อยาก
			<remark  id="s2b22c50l5" />รับประทาน แม้กายก็พึงเศร้าหมอง ซูบผอมแม้การงานก็พึงหยุดชะงัก แม้พวกอมิตรก็พึงดีใจ 
			<remark  id="s2b22c50l6" />แม้พวกมิตรก็พึงเสียใจ ดังนี้เมื่อสิ่งที่มีความฉิบหายเป็นธรรมดาฉิบหายไปแล้ว อริยสาวกนั้น
			<remark  id="s2b22c50l7" />ย่อมไม่เศร้าโศกไม่ลำบาก ไม่ร่ำไร ไม่ทุบอก คร่ำครวญ ไม่หลงงมงาย นี้เรียกว่าอริยสาวก
			<remark  id="s2b22c50l8" />ผู้ได้สดับ ถอนลูกศร คือ ความโศกที่มีพิษ อันเป็นเครื่องเสียบแทงปุถุชนผู้ไม่ได้สดับ ทำให้
			<remark  id="s2b22c50l9" />เดือดร้อน อริยสาวกผู้ไม่มีความโศกปราศจากลูกศร ย่อมดับความทุกข์ร้อนได้ด้วยตนเอง ดูกร
			<remark  id="s2b22c50l10" />ภิกษุทั้งหลาย ฐานะ ๕ ประการนี้แลอันสมณะ พราหมณ์ เทวดา มาร พรหม หรือใครๆ 
			<remark  id="s2b22c50l11" />ในโลกไม่พึงได้ ฯ
			<remark  id="s2b22c50l12" />ประโยชน์แม้เล็กน้อยในโลกนี้ อันใครๆ ย่อมไม่ได้เพราะการเศร้าโศก 
			<remark  id="s2b22c50l13" />เพราะการคร่ำครวญ พวกอมิตรทราบว่าเขาเศร้าโศก เป็นทุกข์ ย่อมดีใจ 
			<remark  id="s2b22c50l14" />ก็คราวใด บัณฑิตผู้พิจารณารู้เนื้อความ ไม่หวั่นไหวในอันตรายทั้งหมด
			<remark  id="s2b22c50l15" /> คราวนั้น พวกอมิตรเห็นหน้าอันไม่ผิดปรกติของบัณฑิตนั้น ยิ้มแย้มตาม
			<remark  id="s2b22c50l16" />เคยย่อมเป็นทุกข์ บัณฑิตพึงได้ประโยชน์ในที่ใดๆ ด้วยประการใดๆ 
			<remark  id="s2b22c50l17" />เพราะการสรรเสริญ เพราะความรู้ เพราะกล่าวคำสุภาษิต เพราะการบำเพ็ญ
			<remark  id="s2b22c50l18" />ทาน หรือเพราะประเพณีของตนก็พึงบากบั่นในที่นั้นๆ ด้วยประการ
			<remark  id="s2b22c50l19" />นั้นๆ ถ้าพึงทราบว่าความต้องการอย่างนี้อันเราหรือผู้อื่นไม่พึงได้ไซร้ 
			<remark  id="s2b22c50l20" />ก็ไม่ควรเศร้าโศก ควรตั้งใจทำงานโดยเด็ดขาดว่า บัดนี้เราทำอะไรอยู่ 
			<remark  id="s2b22c50l21" />ดังนี้ ฯ
			<remark  id="s2b22c50l22" />		           จบสูตรที่ ๘
			<remark  id="s2b22c50l23" />		           โกสลสูตร
			<remark  id="s2b22c50l24" /> 	[๔๙] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน  อารามของท่าน
			<remark  id="s2b22c50l25" />อนาถบิณฑิกเศรษฐี ใกล้พระนครสาวัตถี ครั้งนั้นแล พระเจ้าปเสนทิโกศลเสด็จเข้าไปเฝ้า
		</para>
	</section>
	<section id="s2b22c51" >
		<para id="s2b22c51p">
			<remark  id="s2b22c51l1" />พระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ทรงอภิวาทแล้ว ประทับนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ก็สมัยนั้น
			<remark  id="s2b22c51l2" /> พระนางมัลลิกาเทวีได้ทิวงคต ครั้งนั้นราชบุรุษคนหนึ่งเข้าไปกราบทูลพระเจ้าปเสนทิโกศลที่ใกล้
			<remark  id="s2b22c51l3" />พระกรรณว่า ขอเดชะพระนางมัลลิกาเทวีได้ทิวงคตแล้ว ครั้นเขากราบทูลดังนี้แล้ว พระเจ้า
			<remark  id="s2b22c51l4" />ปเสนทิโกศลก็ทรงมีทุกข์โทมนัส ประทับนั่งเหงาหงอย ก้มพระพักตร์ เศร้าสลด อัดอั้น
			<remark  id="s2b22c51l5" />ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคทรงทราบดังนั้นแล้ว จึงตรัสกับพระเจ้าปเสนทิโกศลว่า  ดูกรมหาบพิตร
			<remark  id="s2b22c51l6" /> ฐานะ ๕ ประการนี้ อันสมณะ พราหมณ์ เทวดา มารพรหม หรือ ใครๆ ในโลกไม่พึงได้ 
			<remark  id="s2b22c51l7" />๕ ประการเป็นไฉน คือ ฐานะว่า ขอสิ่งที่มีความแก่เป็นธรรมดา [ของเรา] อย่าแก่ ๑ ฯลฯ 
			<remark  id="s2b22c51l8" />บัดนี้เราทำอะไรอยู่ ดังนี้ ฯ
			<remark  id="s2b22c51l9" />		           จบสูตรที่ ๙
			<remark  id="s2b22c51l10" />		         ๑๐. นารทสูตร
			<remark  id="s2b22c51l11" /> 	[๕๐] สมัยหนึ่ง ท่านพระนารทะอยู่ที่กุกกุฏาราม ใกล้พระนครปาตลีบุตร ก็สมัยนั้น 
			<remark  id="s2b22c51l12" />พระนางภัททาราชเทวี ผู้เป็นที่รัก เป็นที่พอพระทัยแห่งพระราชาพระนามว่ามุณฑะ ได้ทิวงคต 
			<remark  id="s2b22c51l13" />เมื่อพระนางภัททาราชเทวี ผู้เป็นที่รักเป็นที่พอพระทัย ทิวงคตไปแล้ว พระราชาก็ไม่สรงสนาน
			<remark  id="s2b22c51l14" /> ไม่ทรงแต่งพระองค์ไม่เสวย ไม่ทรงประกอบพระราชกรณียกิจ ทรงซบเซาอยู่ที่พระศพพระนาง
			<remark  id="s2b22c51l15" />ตลอดคืนตลอดวัน ครั้งนั้น พระราชาได้ตรัสสั่งมหาอำมาตย์ชื่อว่าโสการักขะผู้เป็นที่รักว่า ท่าน
			<remark  id="s2b22c51l16" />โสการักขะผู้เป็นที่รัก ท่านจงยกพระศพพระนางภัททาราชเทวีลงในรางเหล็กที่เต็มด้วยน้ำมัน 
			<remark  id="s2b22c51l17" />แล้วปิดด้วยรางเหล็กอันอื่นอีก เพื่อให้เราได้เห็นพระศพพระนางนานได้เท่าไรยิ่งดี โสการักขะ
			<remark  id="s2b22c51l18" />มหาอำมาตย์รับสนองพระบรมราชโองการแล้ว ก็ได้จัดการยกพระศพพระนางลงในรางเหล็กที่เต็ม
			<remark  id="s2b22c51l19" />ด้วยน้ำมัน แล้วปิดด้วยรางเหล็กอันอื่นอีก ครั้งนั้น โสการักขะมหาอำมาตย์จึงคิดว่า เมื่อ
			<remark  id="s2b22c51l20" />พระนางภัททาราชเทวี ผู้เป็นที่รัก ที่พอพระทัย แห่งพระเจ้ามุณฑะนี้ ได้ทิวงคตไปแล้ว
			<remark  id="s2b22c51l21" />พระราชาไม่สรงสนาน ไม่ทรงแต่งพระองค์ ไม่เสวย ไม่ทรงประกอบพระราชกรณียกิจ ทรง
			<remark  id="s2b22c51l22" />ซบเซาอยู่ที่พระศพพระนางตลอดคืน ตลอดวัน พระราชาพึงเสด็จเข้าไปหาสมณะหรือพราหมณ์
			<remark  id="s2b22c51l23" />รูปใดหนอ ได้ทรงสดับธรรมแล้ว จะพึงทรงละลูกศร คือความโศกได้ ลำดับนั้น โสการักขะมหา
			<remark  id="s2b22c51l24" />อำมาตย์จึงคิดว่า ท่านพระนารทะรูปนี้ อยู่ที่กุกกุฏาราม ใกล้พระนครปาตลีบุตร ก็กิตติศัพท์
			<remark  id="s2b22c51l25" />อันงามของท่านพระนารทะขจรไปแล้วอย่างนี้ว่า เป็นบัณฑิต ฉลาด มีปัญญา เป็นพหูสูต มีถ้อยคำ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b22c52" >
		<para id="s2b22c52p">
			<remark  id="s2b22c52l1" />วิจิตร มีปฏิภาณดีงาม เป็นวุฑฒบุคคล และเป็นพระอรหันต์ จึงควรที่พระเจ้ามุณฑะจะเสด็จ
			<remark  id="s2b22c52l2" />เข้าไปหา เพื่อบางทีได้ทรงสดับธรรมของท่านแล้ว พึงทรงละลูกศร คือ ความโศกได้ ลำดับนั้น
			<remark  id="s2b22c52l3" /> โสการักขะมหาอำมาตย์จึงเข้าไปเฝ้าพระเจ้ามุณฑะ แล้วกราบทูลว่า ขอเดชะ ท่านพระนารทะรูปนี้ 
			<remark  id="s2b22c52l4" />อยู่ที่กุกกุฏารามใกล้พระนครปาตลีบุตร ก็กิตติศัพท์อันงามของท่านพระนารทะขจรไปแล้วอย่างนี้
			<remark  id="s2b22c52l5" />ว่า เป็นบัณฑิต ฉลาด มีปัญญา เป็นพหูสูต มีถ้อยคำอันวิจิตร มีปฏิภาณดีงาม เป็นวุฑฒ
			<remark  id="s2b22c52l6" />บุคคล และเป็นพระอรหันต์ ก็ถ้าพระองค์จะพึงเสด็จเข้าไปหาท่านแล้วไซร้ บางทีได้ทรงสดับ
			<remark  id="s2b22c52l7" />ธรรมของท่านแล้ว พึงทรงละลูกศร คือ ความโศกได้ พระเจ้ามุณฑะจึงตรัสสั่งว่า ท่าน
			<remark  id="s2b22c52l8" />โสการักขะ ถ้าเช่นนั้น ท่านจงไปบอกท่านพระนารทะให้ทราบ เพราะกษัตริย์เช่นเราพึงเข้าใจว่า
			<remark  id="s2b22c52l9" /> สมณะหรือพราหมณ์ที่อยู่ในราชอาณาจักร ยังไม่ได้แจ้งให้ทราบก่อนจะพึงเข้าไปหาได้อย่างไร
			<remark  id="s2b22c52l10" /> โสการักขะมหาอำมาตย์รับสนองพระบรมราชโองการแล้ว ได้เข้าไปหาท่านพระนารทะ  อภิวาท
			<remark  id="s2b22c52l11" />แล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้ว กล่าวว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ  พระนางภัททาราชเทวี
			<remark  id="s2b22c52l12" />ผู้เป็นที่รัก ที่พอพระทัยแห่งพระเจ้ามุณฑะนี้ ได้ทิวงคตแล้ว    เมื่อพระนางภัททาราชเทวีผู้เป็นที่รัก
			<remark  id="s2b22c52l13" /> ที่พอพระทัย ได้ทิวงคตไปแล้ว พระราชาก็ไม่สรงสนาน ไม่ทรงแต่งพระองค์ ไม่เสวย ไม่ทรง
			<remark  id="s2b22c52l14" />ประกอบพระราชกรณียกิจทรงซบเซาอยู่ที่พระศพแห่งพระนางภัททาราชเทวี ตลอดคืน ตลอดวัน
			<remark  id="s2b22c52l15" /> ขอท่านพระนารทะจงแสดงธรรมแก่พระราชา โดยให้พระราชาพึงทรงละลูกศร คือความโศกได้
			<remark  id="s2b22c52l16" /> เพราะได้ทรงสดับธรรมของท่านพระนารทะ ท่านพระนารทะจึงกล่าวว่า ดูกรมหาอำมาตย์ ขอให้
			<remark  id="s2b22c52l17" />พระราชาทรงทราบเวลาที่ควร ณ บัดนี้ ลำดับนั้นโสการักขะมหาอำมาตย์ลุกจากที่นั่ง อภิวาทท่าน
			<remark  id="s2b22c52l18" />พระนารทะ ทำประทักษิณเสร็จแล้ว ได้เข้าไปเฝ้าพระเจ้ามุณฑะแล้ว กราบทูลว่า ขอเดชะ 
			<remark  id="s2b22c52l19" />ท่านพระนารทะได้เปิดโอกาสให้เสด็จไปแล้ว บัดนี้ ขอพระองค์จงทรงทราบเวลาที่ควรเถิดพระเจ้าข้า
			<remark  id="s2b22c52l20" /> พระเจ้ามุณฑะตรัสว่า ถ้าเช่นนั้น ท่านจงให้พนักงานเทียมพาหนะที่ดีๆ ไว้ โสการักขะมหา
			<remark  id="s2b22c52l21" />อำมาตย์ รับสนองพระบรมราชโองการแล้ว ได้ให้พนักงานเทียมพระราชพาหนะที่ดีๆ ไว้เสร็จ
			<remark  id="s2b22c52l22" />แล้ว จึงกราบทูลว่า ขอเดชะ ข้าพระพุทธเจ้าได้ให้พนักงานเทียมพระราชพาหนะที่ดีๆ ไว้เสร็จ
			<remark  id="s2b22c52l23" />แล้ว ขอพระองค์จงทรงทราบเวลาที่ควรเถิดพระเจ้าข้า ลำดับนั้น พระเจ้ามุณฑะ  เสด็จขึ้นทรง
			<remark  id="s2b22c52l24" />พระราชพาหนะที่ดีๆ ไปสู่กุกกุฏาราม เพื่อพบปะกับท่านพระนารทะ ด้วยพระราชานุภาพอย่าง
			<remark  id="s2b22c52l25" />ใหญ่ยิ่ง เสด็จไปเท่าที่พระราชพาหนะจะไปได้ เสด็จลงจากพระราชพาหนะแล้ว เสด็จพระราช
			<remark  id="s2b22c52l26" />ดำเนินเข้าไปสู่อาราม เข้าไปหาท่านพระนารทะ ทรงอภิวาทแล้ว ประทับ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง
			<remark  id="s2b22c52l27" /> ครั้นแล้วท่านพระนารทะได้กล่าวกะพระเจ้ามุณฑะว่า ขอถวายพระพร ฐานะ ๕ประการนี้ อัน
		</para>
	</section>
	<section id="s2b22c53" >
		<para id="s2b22c53p">
			<remark  id="s2b22c53l1" />สมณะ พราหมณ์ เทวดา มาร พรหม หรือใครๆ ในโลกไม่พึงได้ ฐานะ ๕ ประการ
			<remark  id="s2b22c53l2" />เป็นไฉน คือ ฐานะว่า ขอสิ่งที่มีความแก่เป็นธรรมดา [ของเรา] อย่าแก่ ๑ ขอสิ่งที่มีความ
			<remark  id="s2b22c53l3" />เจ็บไข้เป็นธรรมดา [ของเรา]อย่าเจ็บไข้ ๑ ขอสิ่งที่มีความตายเป็นธรรมดา [ของเรา] อย่า
			<remark  id="s2b22c53l4" />ตาย ๑ ขอสิ่งที่มีความสิ้นไปเป็นธรรมดา [ของเรา] อย่าสิ้นไป ๑ ขอสิ่งที่มีความฉิบหายเป็น
			<remark  id="s2b22c53l5" />ธรรมดา [ของเรา] อย่าฉิบหายไป ๑ อันสมณะ พราหมณ์ เทวดา มาร พรหม  หรือใครๆ 
			<remark  id="s2b22c53l6" />ในโลก ไม่พึงได้ ขอถวายพระพร สิ่งที่มีความแก่เป็นธรรมดาของปุถุชนผู้ไม่ได้สดับ ย่อม
			<remark  id="s2b22c53l7" />แก่ไป เมื่อสิ่งที่มีความแก่เป็นธรรมดาแก่ไปแล้วเขาย่อมไม่พิจารณาเห็นดังนี้ว่า ไม่ใช่สิ่งที่มี
			<remark  id="s2b22c53l8" />ความแก่เป็นธรรมดาของเราผู้เดียวเท่านั้นแก่ไป โดยที่แท้ สิ่งที่มีความแก่เป็นธรรมดา ของสัตว์
			<remark  id="s2b22c53l9" />ทั้งปวงที่มีการมาการไป การจุติ การอุปบัติ ย่อมแก่ไปทั้งสิ้น ส่วนเราเอง ก็เมื่อสิ่งที่มีความแก่
			<remark  id="s2b22c53l10" />เป็นธรรมดาแก่ไปแล้ว พึงเศร้าโศก ลำบาก ร่ำไร ทุบอก คร่ำครวญ หลงงมงาย แม้อาหารเราก็
			<remark  id="s2b22c53l11" />ไม่อยากรับประทาน แม้กายก็พึงเศร้าหมอง ซูบผอมแม้การงานก็พึงหยุดชะงัก แม้พวกอมิตร
			<remark  id="s2b22c53l12" />ก็พึงดีใจ แม้พวกมิตรก็พึงเสียใจ ดังนี้เมื่อสิ่งที่มีความแก่เป็นธรรมดาแก่ไปแล้ว เขาย่อม
			<remark  id="s2b22c53l13" />เศร้าโศก ลำบาก ร่ำไรทุบอก คร่ำครวญ หลงงมงาย นี้เรียกว่าปุถุชนผู้ไม่ได้สดับ ถูกลูกศร
			<remark  id="s2b22c53l14" /> คือ ความโศกที่มีพิษเสียบแทงเข้าแล้ว  ย่อมทำตนให้เดือดร้อน 
			<remark  id="s2b22c53l15" />ขอถวายพระพร อีกประการหนึ่ง สิ่งที่มีความเจ็บไข้เป็นธรรมดา ของปุถุชนผู้ไม่ได้
			<remark  id="s2b22c53l16" />สดับ ย่อมเจ็บไข้ ... สิ่งที่มีความตายเป็นธรรมดา ของปุถุชนผู้ไม่ได้สดับ ย่อมตายไป ...สิ่ง
			<remark  id="s2b22c53l17" />ที่มีความสิ้นไปเป็นธรรมดา ของปุถุชนผู้ไม่ได้สดับ ย่อมสิ้นไป ... สิ่งที่มีความฉิบหายเป็น
			<remark  id="s2b22c53l18" />ธรรมดา ของปุถุชนผู้ไม่ได้สดับ ย่อมฉิบหายไป เมื่อสิ่งที่มีความฉิบหายเป็นธรรมดาฉิบหายไป
			<remark  id="s2b22c53l19" />แล้ว เขาย่อมไม่พิจารณาเห็นดังนี้ว่า ไม่ใช่สิ่งที่มีความฉิบหายเป็นธรรมดาของเราผู้เดียวเท่านั้น
			<remark  id="s2b22c53l20" /> ฉิบหายไป โดยที่แท้ สิ่งที่มีความฉิบหายเป็นธรรมดาของสัตว์ทั้งปวง ที่มีการมา การไป การ
			<remark  id="s2b22c53l21" />จุติ การอุปบัติย่อมฉิบหายไปทั้งสิ้น ส่วนเราเอง ก็เมื่อสิ่งที่มีความฉิบหายไปเป็นธรรมดาฉิบหาย
			<remark  id="s2b22c53l22" />ไปแล้ว พึงเศร้าโศก ลำบาก ร่ำไร ทุบอก คร่ำครวญ หลงงมงาย    แม้อาหารเราก็ไม่อยาก
			<remark  id="s2b22c53l23" />รับประทาน แม้กายก็พึงเศร้าหมอง ซูบผอม แม้การงานก็พึงหยุดชะงัก แม้พวกอมิตรก็พึงดีใจ
			<remark  id="s2b22c53l24" /> แม้พวกมิตรก็พึงเสียใจ ดังนี้ เมื่อสิ่งที่มีความฉิบหายเป็นธรรมดาฉิบหายไปแล้ว เขาย่อมเศร้าโศก 
			<remark  id="s2b22c53l25" />ลำบาก ร่ำไร ทุบอกคร่ำครวญ หลงงมงาย นี้เรียกว่าปุถุชนผู้ไม่ได้สดับ ถูกลูกศร คือ
			<remark  id="s2b22c53l26" /> ความโศกที่มีพิษเสียบแทงเข้าแล้ว ย่อมทำตนให้เดือดร้อน ขอถวายพระพร ส่วนว่าสิ่งที่มี
			<remark  id="s2b22c53l27" />ความแก่เป็นธรรมดาของอริยสาวกผู้ได้สดับ ย่อมแก่ไป เมื่อสิ่งที่มีความแก่เป็นธรรมดาแก่ไป
		</para>
	</section>
	<section id="s2b22c54" >
		<para id="s2b22c54p">
			<remark  id="s2b22c54l1" />แล้ว อริยสาวกนั้นย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า ไม่ใช่สิ่งที่มีความแก่เป็นธรรมดาของเราผู้เดียวเท่านั้น
			<remark  id="s2b22c54l2" />แก่ไป โดยที่แท้ สิ่งที่มีความแก่เป็นธรรมดาของสัตว์ทั้งปวง ที่มีการมา การไป การจุติ การ
			<remark  id="s2b22c54l3" />อุปบัติ ย่อมแก่ไปทั้งสิ้น ส่วนเราเอง ก็เมื่อสิ่งที่มีความแก่เป็นธรรมดาแก่ไปแล้ว พึงเศร้าโศก
			<remark  id="s2b22c54l4" />ลำบาก ร่ำไร ทุบอก คร่ำครวญ หลงงมงาย  แม้อาหารเราก็ไม่อยากรับประทาน แม้กายก็พึง
			<remark  id="s2b22c54l5" />เศร้าหมอง ซูบผอม แม้การงานก็พึงหยุดชะงัก แม้พวกอมิตรก็พึงดีใจแม้พวกมิตรก็พึงเสียใจ 
			<remark  id="s2b22c54l6" />ดังนี้ เมื่อสิ่งที่มีความแก่เป็นธรรมดาแก่ไปแล้วอริยสาวกนั้นย่อมไม่เศร้าโศก ไม่ลำบาก ไม่
			<remark  id="s2b22c54l7" />ร่ำไร ไม่ทุบอก คร่ำครวญ ไม่หลงงมงาย นี้เรียกว่าอริยสาวกผู้ได้สดับ ถอนลูกศร คือ 
			<remark  id="s2b22c54l8" />ความโศกที่มีพิษอันเป็นเครื่องเสียบแทงปุถุชนผู้ไม่ได้สดับ ทำตนให้เดือดร้อน อริยสาวกผู้
			<remark  id="s2b22c54l9" />ไม่มีความโศก ปราศจากลูกศร ย่อมดับทุกข์ร้อนได้ด้วยตนเอง 
			<remark  id="s2b22c54l10" />ขอถวายพระพรอีกประการหนึ่ง สิ่งที่มีความเจ็บไข้เป็นธรรมดา ของอริยสาวกผู้ได้
			<remark  id="s2b22c54l11" />สดับ ย่อมเจ็บไข้ ... สิ่งที่มีความตายเป็นธรรมดา ของอริยสาวกผู้ได้สดับ ย่อมตายไป ...สิ่ง
			<remark  id="s2b22c54l12" />ที่มีความสิ้นไปเป็นธรรมดา ของอริยสาวกผู้ได้สดับ ย่อมสิ้นไป ... สิ่งที่มีความฉิบหายเป็น
			<remark  id="s2b22c54l13" />ธรรมดา ของอริยสาวกผู้ได้สดับ ย่อมฉิบหายไป เมื่อสิ่งที่มีความฉิบหายไปเป็นธรรมดา ฉิบหาย
			<remark  id="s2b22c54l14" />ไปแล้ว อริยสาวกนั้นย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า ไม่ใช่สิ่งที่มีความฉิบหายเป็นธรรมดาของเราผู้เดียว
			<remark  id="s2b22c54l15" />เท่านั้นฉิบหายไป โดยที่แท้ สิ่งที่มีความฉิบหายเป็นธรรมดาของสัตว์ทั้งปวง ที่มีการมา การไป 
			<remark  id="s2b22c54l16" />การจุติ การอุปบัติ ย่อมฉิบหายไปทั้งสิ้น ส่วนเราเอง ก็เมื่อสิ่งที่มีความฉิบหายเป็นธรรมดา
			<remark  id="s2b22c54l17" />ฉิบหายไปแล้ว พึงเศร้าโศก ลำบาก ร่ำไร ทุบอก คร่ำครวญ หลงงมงาย แม้อาหารเราก็ไม่
			<remark  id="s2b22c54l18" />อยากรับประทาน แม้กายก็พึงเศร้าหมอง ซูบผอม แม้การงานก็พึงหยุดชะงัก แม้พวกอมิตรก็
			<remark  id="s2b22c54l19" />พึงดีใจ แม้พวกมิตรก็พึงเสียใจ ดังนี้เมื่อสิ่งที่มีความฉิบหายเป็นธรรมดาฉิบหายไปแล้ว อริย
			<remark  id="s2b22c54l20" />สาวกนั้นย่อมไม่เศร้าโศกไม่ลำบาก ไม่ร่ำไร ไม่ทุบอก คร่ำครวญ ไม่หลงงมงาย นี้เรียกว่า 
			<remark  id="s2b22c54l21" />อริยสาวกผู้ได้สดับ ถอนลูกศร คือ ความเศร้าโศกที่มีพิษ ซึ่งเสียบแทงปุถุชนผู้ไม่ได้สดับ
			<remark  id="s2b22c54l22" />ทำตนให้เดือดร้อน อริยสาวกผู้ไม่มีความโศก ปราศจากลูกศร ย่อมดับทุกข์ร้อนได้ด้วยตนเอง
			<remark  id="s2b22c54l23" /> ขอถวายพระพร ฐานะ ๕ ประการนี้แล อันสมณะ พราหมณ์เทวดา มาร พรหม หรือใครๆ 
			<remark  id="s2b22c54l24" />ในโลกนี้ไม่พึงได้ ฯ
			<remark  id="s2b22c54l25" />     ท่านพระนารทะ ครั้นกล่าวไวยากรณภาษิตนี้จบลงแล้ว จึงได้กล่าวคาถาประพันธ์ต่อ
			<remark  id="s2b22c54l26" />ไปอีกว่า
		</para>
	</section>
	<section id="s2b22c55" >
		<para id="s2b22c55p">
			<remark  id="s2b22c55l1" />ประโยชน์แม้เล็กน้อยในโลกนี้ อันใครๆ ย่อมไม่ได้เพราะการเศร้าโศก 
			<remark  id="s2b22c55l2" />เพราะการคร่ำครวญ พวกอมิตรทราบว่าเขาเศร้าโศก เป็นทุกข์ ย่อม
			<remark  id="s2b22c55l3" />ดีใจ ก็คราวใด บัณฑิตพิจารณารู้เนื้อความ ไม่หวั่นไหวในอันตราย
			<remark  id="s2b22c55l4" />ทั้งหลาย คราวนั้น พวกอมิตรเห็นหน้าอันไม่ผิดปกติของบัณฑิตนั้น 
			<remark  id="s2b22c55l5" />ยิ้มแย้มตามเคยย่อมเป็นทุกข์ บัณฑิตพึงได้ประโยชน์ในที่ใดๆ ด้วย
			<remark  id="s2b22c55l6" />ประการ ใดๆ เพราะการสรรเสริญ เพราะความรู้ เพราะกล่าวคำสุภาษิต 
			<remark  id="s2b22c55l7" />เพราะการบำเพ็ญทาน หรือเพราะประเพณีของตน ก็พึงบากบั่นในที่นั้นๆ
			<remark  id="s2b22c55l8" /> ด้วยประการนั้นๆ ถ้าพึงทราบว่า ความต้องการอย่างนี้อันเราหรือผู้อื่นไม่
			<remark  id="s2b22c55l9" />พึงได้ไซร้ก็ไม่ควรเศร้าโศก ควรตั้งใจทำงานโดยเด็ดขาดว่า บัดนี้
			<remark  id="s2b22c55l10" />เราทำอะไรอยู่ ดังนี้ ฯ
			<remark  id="s2b22c55l11" />     เมื่อท่านพระนารทะกล่าวจบแล้วอย่างนี้ พระเจ้ามุณฑะได้ตรัสถามว่า
			<remark  id="s2b22c55l12" />     ท่านผู้เจริญ ธรรมปริยายนี้ชื่ออะไร ท่านพระนารทะตอบว่า ขอถวายพระพร 
			<remark  id="s2b22c55l13" />ธรรมปริยายนี้ชื่อโสกสัลลหรณะ พระเจ้ามุณฑะตรัสชมว่า ท่านผู้เจริญโสกสัลลหรณธรรม
			<remark  id="s2b22c55l14" />ปริยายดีนัก โสกสัลลหรณธรรมปริยายดีนัก ท่านผู้เจริญเพราะได้ฟังธรรมปริยายนี้ ข้าพเจ้า
			<remark  id="s2b22c55l15" />จึงละลูกศร คือ ความโศกได้ ครั้งนั้นพระเจ้ามุณฑะได้ตรัสสั่งโสการักขะมหาอำมาตย์ว่า ท่าน
			<remark  id="s2b22c55l16" />จงถวายพระเพลิงพระศพพระนางภัททาราชเทวี แล้วจึงทำเป็นสถูปไว้ ตั้งแต่วันนี้ไป เราจัก
			<remark  id="s2b22c55l17" />อาบน้ำแต่งตัว บริโภคอาหาร และประกอบการงาน ฯ
			<remark  id="s2b22c55l18" />		          จบสูตรที่ ๑๐
			<remark  id="s2b22c55l19" />		       จบมุณฑราชวรรคที่ ๕
			<remark  id="s2b22c55l20" />		       __________________
			<remark  id="s2b22c55l21" />		    รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
			<remark  id="s2b22c55l22" />     	๑. อาทิยสูตร 		๒. สัปปุริสสูตร 
			<remark  id="s2b22c55l23" />๓. อิฏฐสูตร 		๔. มนาปทายีสูตร
			<remark  id="s2b22c55l24" />๕. อภิสันทสูตร 	๖. สัมปทาสูตร 
			<remark  id="s2b22c55l25" />๗. ธนสูตร 		๘. ฐานสูตร 
			<remark  id="s2b22c55l26" />๙. โกสลสูตร		๑๐. นารทสูตร
			<remark  id="s2b22c55l27" />		       __________________
		</para>
	</section>
	<section id="s2b22c56" >
		<para id="s2b22c56p">
			<remark  id="s2b22c56l1" />		ปัญจกนิบาต อังคุตตรนิกาย ทุติยปัณณาสก์
			<remark  id="s2b22c56l2" />		         นิวรณวรรคที่ ๑
			<remark  id="s2b22c56l3" />		         ๑. อาวรณสูตร
			<remark  id="s2b22c56l4" /> 	[๕๑] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวันอารามของท่าน
			<remark  id="s2b22c56l5" />อนาถบิณฑิกเศรษฐี ใกล้พระนครสาวัตถี ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า
			<remark  id="s2b22c56l6" /> ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเหล่านั้นทูลรับสนองพระผู้มีพระภาคแล้ว พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า 
			<remark  id="s2b22c56l7" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย นิวรณ์เครื่องกางกั้น ๕ ประการนี้ ครอบงำจิตแล้ว ทำปัญญาให้ทุรพล ๕ 
			<remark  id="s2b22c56l8" />ประการเป็นไฉนนิวรณ์เครื่องกางกั้น คือ กามฉันทะ ๑ นิวรณ์เครื่องกางกั้น คือ พยาบาท ๑
			<remark  id="s2b22c56l9" />นิวรณ์เครื่องกางกั้น คือ ถิ่นมิทธะ ๑ นิวรณ์เครื่องกางกั้น คือ อุทธัจจกุกกุจะ ๑ นิวรณ์
			<remark  id="s2b22c56l10" />เครื่องกางกั้น คือ วิจิกิจฉา ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย นิวรณ์เครื่องกางกั้น ๕ประการนี้แล ครอบ
			<remark  id="s2b22c56l11" />งำจิตแล้ว ทำปัญญาให้ทุรพล ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุนั้นไม่ละนิวรณ์เครื่องกางกั้น ๕ ประการ
			<remark  id="s2b22c56l12" />นี้ อันครอบงำจิต ทำปัญญาให้ทุรพลแล้วจักรู้จักประโยชน์ของตน ประโยชน์ของผู้อื่น 
			<remark  id="s2b22c56l13" />ประโยชน์ทั้งสองฝ่าย หรือจักทำให้แจ้งซึ่งญาณทัสสนะอันวิเศษ สามารถกระทำความเป็นอริยะ 
			<remark  id="s2b22c56l14" />ยิ่งกว่าธรรมของมนุษย์ด้วยปัญญาที่ไม่มีกำลัง ทุรพล ข้อนี้มิใช่ฐานะที่จะมีได้ เปรียบเหมือน
			<remark  id="s2b22c56l15" />แม่น้ำที่ไหลลงจากภูเขา ไปสู่ที่ไกล มีกระแสเชี่ยว พัดสิ่งที่จะพัดไปได้ บุรุษพึงเปิดปาก
			<remark  id="s2b22c56l16" />เหมืองแห่งแม่น้ำนั้นทั้งสองข้าง เมื่อเป็นเช่นนี้ กระแสน้ำในท่ามกลางแห่งแม่น้ำนั้น ก็ซัด 
			<remark  id="s2b22c56l17" />ส่าย ไหลผิดทาง ไม่พึงไหลไปสู่ที่ไกล ไม่มีกระแสเชี่ยว ไม่พัดสิ่งที่พอจะพัดไปได้ ฉันใด
			<remark  id="s2b22c56l18" /> ภิกษุนั้นก็ฉันนั้นเหมือนกันแลหนอไม่ละนิวรณ์ เครื่องกางกั้น ๕ ประการนี้ อันครอบงำจิต 
			<remark  id="s2b22c56l19" />ทำปัญญาให้ทุรพลแล้วจักรู้ประโยชน์ตน ประโยชน์ผู้อื่น ประโยชน์ทั้งสองฝ่าย หรือจักทำ
			<remark  id="s2b22c56l20" />ให้แจ้งซึ่งญาณทัสสนะอันวิเศษ สามารถกระทำความเป็นอริยะ ยิ่งกว่าธรรมของมนุษย์ ด้วย
			<remark  id="s2b22c56l21" />ปัญญาอันไม่มีกำลัง ทุรพล ข้อนั้นไม่เป็นฐานะที่จะมีได้ ดูกรภิกษุทั้งหลายภิกษุนั้นละนิวรณ์ 
			<remark  id="s2b22c56l22" />เครื่องกางกั้น ๕ ประการนี้ อันครอบงำจิต ทำปัญญาให้ทุรพลแล้ว จักรู้ประโยชน์ตน ประโยชน์
			<remark  id="s2b22c56l23" />ผู้อื่น ประโยชน์ทั้งสองฝ่าย หรือจักทำให้แจ้งซึ่งญาณทัสสนะอันวิเศษ สามารถกระทำความ
			<remark  id="s2b22c56l24" />เป็นอริยะ ยิ่งกว่าธรรมของมนุษย์ด้วยปัญญาอันมีกำลัง ข้อนี้เป็นฐานะที่จะมีได้ เปรียบเหมือน
		</para>
	</section>
	<section id="s2b22c57" >
		<para id="s2b22c57p">
			<remark  id="s2b22c57l1" />แม่น้ำที่ไหลลงจากภูเขาไปสู่ที่ไกล พัดสิ่งที่พอจะพัดไปได้  บุรุษพึงปิดปาก
			<remark  id="s2b22c57l2" />เหมืองแห่งแม่น้ำนั้นทั้งสองข้าง เมื่อเป็นเช่นนี้ กระแสน้ำในท่ามกลางแม่น้ำนั้น ก็จักไม่ซัด
			<remark  id="s2b22c57l3" /> ไม่ส่ายไหลไม่ผิดทาง พึงไหลไปสู่ที่ไกลได้ มีกระแสเชี่ยว และพัดในสิ่งที่พอพัดไปได้ 
			<remark  id="s2b22c57l4" />ฉันใด ภิกษุนั้นก็ฉันนั้นเหมือนกันแลหนอ ละนิวรณ์เครื่องกางกั้น ๕ประการนี้ อันครอบงำจิต 
			<remark  id="s2b22c57l5" />ทำปัญญาให้ทุรพลแล้ว จักรู้ประโยชน์ตน ประโยชน์ผู้อื่น ประโยชน์ทั้งสองฝ่าย หรือจักทำ
			<remark  id="s2b22c57l6" />ให้แจ้งซึ่งญาณทัสสนะอันวิเศษ สามารถกระทำความเป็นอริยะ ยิ่งกว่าธรรมของมนุษย์ ด้วย
			<remark  id="s2b22c57l7" />ปัญญาอันมีกำลัง ข้อนี้เป็นฐานะที่จะมีได้ ฯ
			<remark  id="s2b22c57l8" />		           จบสูตรที่ ๑
			<remark  id="s2b22c57l9" />		          ๒. ราสิสูตร
			<remark  id="s2b22c57l10" /> 	[๕๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลเมื่อกล่าวว่า กองอกุศล ดังนี้ จะกล่าวให้ถูกพึง
			<remark  id="s2b22c57l11" />กล่าวนิวรณ์ ๕ และกองอกุศลทั้งสิ้นนี้ คือ นิวรณ์ ๕ นิวรณ์ ๕ เป็นไฉน คือ กามฉันท
			<remark  id="s2b22c57l12" />นิวรณ์ พยาปาทนิวรณ์ ถิ่นมิทธนิวรณ์ อุทธัจจกุกกุจจนิวรณ์วิจิกิจฉานิวรณ์ ดูกรภิกษุทั้งหลาย
			<remark  id="s2b22c57l13" /> บุคคลเมื่อกล่าวว่า กองอกุศล ดังนี้ จะกล่าวให้ถูก พึงกล่าวนิวรณ์ ๕ และกองอกุศลทั้งสิ้นนี้ 
			<remark  id="s2b22c57l14" />คือ นิวรณ์ ๕ ฯ
			<remark  id="s2b22c57l15" />		           จบสูตรที่ ๒
			<remark  id="s2b22c57l16" />		          ๓. อังคสูตร
			<remark  id="s2b22c57l17" /> 	[๕๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย องค์ของภิกษุผู้มีความเพียร ๕ ประการนี้ ๕ ประการเป็น
			<remark  id="s2b22c57l18" />ไฉน คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีศรัทธา ย่อมเชื่อพระปัญญาตรัสรู้ของพระตถาคตว่า
			<remark  id="s2b22c57l19" /> แม้เพราะเหตุนี้ๆ พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น เป็นพระอรหันต์ ... เป็นผู้เบิกบานแล้ว เป็น
			<remark  id="s2b22c57l20" />ผู้จำแนกธรรม ดังนี้ ๑
		</para>
	</section>
	<section id="s2b22c58" >
		<para id="s2b22c58p">
			<remark  id="s2b22c58l1" />     ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีอาพาธน้อย มีโรคเบาบาง ประกอบด้วย  ไฟธาตุที่เผา
			<remark  id="s2b22c58l2" />อาหารให้ย่อยสม่ำเสมอ ไม่เย็นนัก ไม่ร้อนนัก เป็นปานกลาง ควรแก่การบำเพ็ญเพียร ๑
			<remark  id="s2b22c58l3" />     ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ไม่โอ้อวด ไม่มีมารยา เป็นผู้เปิดเผยตนตามเป็นจริง 
			<remark  id="s2b22c58l4" />ในพระศาสดาหรือในเพื่อนพรหมจรรย์ผู้เป็นวิญญูชน ๑
			<remark  id="s2b22c58l5" />     ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ปรารภความเพียร เพื่อละอกุศลธรรม เพื่อยังกุศลธรรมให้ถึง
			<remark  id="s2b22c58l6" />พร้อมอยู่ เป็นผู้มีกำลัง มีความบากบั่นมั่นคง ไม่ทอดทิ้งธุระในกุศลธรรม ๑
			<remark  id="s2b22c58l7" />     ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีปัญญา ประกอบด้วยปัญญา ที่ให้หยั่งถึงความเกิดขึ้น
			<remark  id="s2b22c58l8" />และดับไป อันประเสริฐ ชำแรกกิเลส ให้ถึงความสิ้นทุกข์โดยชอบ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
			<remark  id="s2b22c58l9" />องค์ของภิกษุผู้มีความเพียร ๕ ประการนี้แล ฯ
			<remark  id="s2b22c58l10" />		           จบสูตรที่ ๓
			<remark  id="s2b22c58l11" />		          ๔. สมยสูตร
			<remark  id="s2b22c58l12" /> 	[๕๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมัยที่ไม่ควรบำเพ็ญเพียร ๕ ประการนี้  ๕ ประการเป็น
			<remark  id="s2b22c58l13" />ไฉน คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นคนแก่ ถูกชราครอบงำ นี้เป็นสมัยที่ไม่ควรบำเพ็ญ
			<remark  id="s2b22c58l14" />เพียรข้อที่ ๑
			<remark  id="s2b22c58l15" />     อีกประการหนึ่ง ภิกษุเป็นผู้อาพาธ ถูกพยาธิครอบงำ นี้เป็นสมัยที่ไม่ควรบำเพ็ญ
			<remark  id="s2b22c58l16" />เพียรข้อที่ ๒
			<remark  id="s2b22c58l17" />     อีกประการหนึ่ง สมัยที่มีข้าวแพง ข้าวเสียหาย มีบิณฑบาตหาได้ยากไม่สะดวก
			<remark  id="s2b22c58l18" />ที่จะยังอัตตภาพให้เป็นไปได้ด้วยการแสวงหาบิณฑบาต นี้เป็นสมัยที่ไม่ควรบำเพ็ญเพียรข้อที่ ๓ ฯ
			<remark  id="s2b22c58l19" />     อีกประการหนึ่ง สมัยที่มีภัย มีความกำเริบในป่าดง ชาวชนบทพากันขึ้นยานพาหนะ
			<remark  id="s2b22c58l20" />อพยพไป นี้เป็นสมัยที่ไม่ควรบำเพ็ญเพียรข้อที่ ๔
			<remark  id="s2b22c58l21" />     อีกประการหนึ่ง สมัยที่สงฆ์แตกกัน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็เมื่อสงฆ์แตกกันแล้ว 
			<remark  id="s2b22c58l22" />ย่อมมีการด่ากันและกัน บริภาษกันและกัน มีการใส่ร้ายกันและกัน  มีการทอดทิ้งกันและกัน
			<remark  id="s2b22c58l23" /> คนผู้ไม่เลื่อมใสในสงฆ์หมู่นั้นย่อมไม่เลื่อมใส และคนบางพวกที่เลื่อมใสย่อมเป็นอย่างอื่นไป
			<remark  id="s2b22c58l24" /> นี้เป็นสมัยที่ไม่ควรบำเพ็ญเพียรข้อที่ ๕ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมัยที่ไม่ควรบำเพ็ญเพียร ๕ ประการ
			<remark  id="s2b22c58l25" />นี้แล ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b22c59" >
		<para id="s2b22c59p">
			<remark  id="s2b22c59l1" />     ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมัยที่ควรบำเพ็ญเพียร ๕ ประการนี้ ๕ ประการ เป็นไฉน คือ 
			<remark  id="s2b22c59l2" />ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นหนุ่มแน่น มีผมดำสนิท ประกอบด้วยความเป็นหนุ่ม ตั้งอยู่ในปฐม
			<remark  id="s2b22c59l3" />วัย นี้เป็นสมัยที่ควรบำเพ็ญเพียรข้อที่ ๑
			<remark  id="s2b22c59l4" />     อีกประการหนึ่ง ภิกษุเป็นผู้มีอาพาธน้อย มีโรคเบาบาง ประกอบด้วยไฟธาตุที่เผา
			<remark  id="s2b22c59l5" />อาหารให้ย่อยสม่ำเสมอ ไม่เย็นนัก ไม่ร้อนนัก เป็นปานกลาง ควรแก่การบำเพ็ญเพียร นี้
			<remark  id="s2b22c59l6" />เป็นสมัยที่ควรบำเพ็ญเพียรข้อที่ ๒ ฯ
			<remark  id="s2b22c59l7" />     อีกประการหนึ่ง สมัยที่ข้าวถูก ข้าวดี มีบิณฑบาตหาได้ง่าย สะดวกที่จะยัง
			<remark  id="s2b22c59l8" />อัตตภาพให้เป็นไปด้วยการแสวงหาบิณฑบาต นี้เป็นสมัยที่ควรบำเพ็ญเพียรข้อที่ ๓ ฯ
			<remark  id="s2b22c59l9" />     อีกประการหนึ่ง สมัยที่พวกมนุษย์พร้อมเพรียงกัน [สามัคคีกัน] ยินดีต่อกัน  ไม่
			<remark  id="s2b22c59l10" />วิวาทกัน เป็นเหมือนน้ำนมกับน้ำ มองดูกันและกันด้วยจักษุที่ประกอบด้วยความรัก นี้เป็นสมัย
			<remark  id="s2b22c59l11" />ที่ควรบำเพ็ญเพียรข้อที่ ๔ ฯ
			<remark  id="s2b22c59l12" />     อีกประการหนึ่ง สมัยที่สงฆ์พร้อมเพรียงกัน ยินดีต่อกัน ไม่วิวาทกัน มีอุเทศ
			<remark  id="s2b22c59l13" />ร่วมกัน ย่อมอยู่เป็นผาสุก ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อสงฆ์สมัครสมานกัน  ย่อมไม่มีการด่ากันและกัน 
			<remark  id="s2b22c59l14" />ไม่บริภาษกันและกัน ไม่มีการใส่ร้ายกันและกัน ไม่มีการทอดทิ้งกันและกัน คนผู้ไม่เลื่อมใส
			<remark  id="s2b22c59l15" />ในสงฆ์หมู่นั้น ย่อมเลื่อมใส และคนที่เลื่อมใสแล้ว ย่อมเลื่อมใสยิ่งขึ้นไป นี้เป็นสมัยที่
			<remark  id="s2b22c59l16" />ควรบำเพ็ญเพียรข้อที่ ๕ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมัยที่ควรบำเพ็ญเพียร ๕ ประการนี้แล ฯ
			<remark  id="s2b22c59l17" />		           จบสูตรที่ ๔
			<remark  id="s2b22c59l18" />		        ๕. มาตุปุตติกสูตร
			<remark  id="s2b22c59l19" /> 	[๕๕] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของท่าน
			<remark  id="s2b22c59l20" />อนาถบิณฑิกเศรษฐี ใกล้พระนครสาวัตถี ก็สมัยนั้นแล มารดาและบุตรสองคน คือ ภิกษุ
			<remark  id="s2b22c59l21" />และภิกษุณี เข้าจำพรรษา ในพระนครสาวัตถี คนทั้งสองนั้นเป็นผู้ใคร่เห็นกันและกันเนืองๆ
			<remark  id="s2b22c59l22" /> แม้มารดาก็เป็นผู้ใคร่เห็นบุตรเนืองๆ แม้บุตรก็เป็นผู้ใคร่เห็นมารดาเนืองๆ เพราะการเห็นกัน
			<remark  id="s2b22c59l23" />เนืองๆ แห่งคนทั้งสองนั้น จึงมีความคลุกคลีกัน เมื่อมีความคลุกคลีกัน จึงมีการวิสาสะ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b22c60" >
		<para id="s2b22c60p">
			<remark  id="s2b22c60l1" />คุ้นเคยกัน เมื่อมีการวิสาสะกัน จึงมีช่อง คนทั้งสองนั้นมีจิตได้ช่อง ไม่บอกคืนสิกขา ไม่ทำ
			<remark  id="s2b22c60l2" />ให้แจ้งซึ่งความทุรพล ได้เสพเมถุนธรรม ครั้งนั้นแล ภิกษุเป็นอันมาก เข้าไปเฝ้าพระผู้มี
			<remark  id="s2b22c60l3" />พระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคมแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้กราบทูลว่า ข้าแต่
			<remark  id="s2b22c60l4" />พระองค์ผู้เจริญ มารดาและบุตรสองคน คือ ภิกษุและภิกษุณีเข้าจำพรรษาในพระนครสาวัตถี
			<remark  id="s2b22c60l5" />นี้ คนสองคนนั้นเป็นผู้ใคร่เห็นกันและกันเนืองๆแม้มารดาก็เป็นผู้ใคร่เห็นบุตรเนืองๆ แม้
			<remark  id="s2b22c60l6" />บุตรก็เป็นผู้ใคร่เห็นมารดาเนืองๆ เพราะการเห็นกันเนืองๆ แห่งคนทั้งสองนั้น จึงมีความคลุกคลี
			<remark  id="s2b22c60l7" />กัน เมื่อมีความคลุกคลีกันจึงมีการวิสาสะกัน เมื่อมีการวิสาสะกัน จึงมีช่อง คนทั้งสองนั้น
			<remark  id="s2b22c60l8" />มีจิตได้ช่อง ไม่บอกคืนสิกขา ไม่ทำให้แจ้งซึ่งความทุรพล ได้เสพเมถุนธรรม พระผู้มีพระภาค
			<remark  id="s2b22c60l9" />ตรัสว่าดูกรภิกษุทั้งหลาย โมฆบุรุษนั้นย่อมสำคัญหรือหนอว่า มารดาย่อมไม่กำหนัดในบุตร
			<remark  id="s2b22c60l10" />ก็หรือบุตรย่อมไม่กำหนัดในมารดา ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่พิจารณาเห็นรูปอื่นแม้รูปเดียว 
			<remark  id="s2b22c60l11" />ซึ่งเป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด เป็นที่ตั้งแห่งความใคร่ เป็นที่ตั้งแห่งความมัวเมา เป็นที่ตั้งแห่ง
			<remark  id="s2b22c60l12" />ความผูกพัน เป็นที่ตั้งแห่งความหมกมุ่น กระทำอันตรายแก่การบรรลุธรรมอันเป็นแดนเกษม
			<remark  id="s2b22c60l13" />จากโยคะอันยอดเยี่ยม เหมือนรูปหญิงนี้เลย สัตว์ทั้งหลายกำหนัด ยินดี ใฝ่ใจ หมกมุ่น 
			<remark  id="s2b22c60l14" />พัวพัน ในรูปหญิง เป็นผู้อยู่ใต้อำนาจรูปหญิงย่อมเศร้าโศกตลอดกาลนาน ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
			<remark  id="s2b22c60l15" />เราย่อมไม่พิจารณาเห็นเสียงอื่นแม้เสียงเดียว ... กลิ่นอื่นแม้กลิ่นเดียว ... รสอื่นแม้รสเดียว ... 
			<remark  id="s2b22c60l16" />โผฏฐัพพะอื่นแม้อย่างเดียว ซึ่งเป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด เป็นที่ตั้งแห่งความใคร่ เป็นที่ตั้ง
			<remark  id="s2b22c60l17" />แห่งความมัวเมา เป็นที่ตั้งแห่งความผูกพัน เป็นที่ตั้งแห่งความหมกมุ่น กระทำอันตรายแก่การ
			<remark  id="s2b22c60l18" />บรรลุธรรม อันเป็นแดนเกษมจากโยคะอันยอดเยี่ยม เหมือนโผฏฐัพพะ แห่งหญิงนี้เลย สัตว์
			<remark  id="s2b22c60l19" />ทั้งหลายกำหนัด ยินดี ใฝ่ใจ หมกมุ่น พัวพัน ในโผฏฐัพพะแห่งหญิง ย่อมเศร้าโศกตลอด
			<remark  id="s2b22c60l20" />กาลนาน ดูกรภิกษุทั้งหลาย หญิงเดินอยู่ก็ดี ยืนอยู่ก็ดี นั่งอยู่ก็ดี นอนอยู่ก็ดี  นอนหลับ
			<remark  id="s2b22c60l21" />แล้วก็ดี หัวเราะก็ดี พูดอยู่ก็ดี ขับร้องอยู่ก็ดี ร้องไห้อยู่ก็ดี บวมขึ้นก็ดี  ตายแล้วก็ดี 
			<remark  id="s2b22c60l22" />ย่อมครอบงำจิตของบุรุษได้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลเมื่อจะกล่าวสิ่งใดๆ พึงกล่าวโดยชอบว่า 
			<remark  id="s2b22c60l23" />บ่วงรวบรัดแห่งมาร ก็พึงกล่าวมาตุคามนั่นแหละว่า เป็นบ่วงรวบรัดแห่งมาร โดยชอบได้ ฯ
			<remark  id="s2b22c60l24" />บุคคลพึงสนทนาด้วยเพชฌฆาตก็ดี ด้วยปีศาจก็ดี พึงถูกต้องอสรพิษ
			<remark  id="s2b22c60l25" />ที่กัดตายก็ดี ก็ไม่ร้ายแรงเหมือนสนทนาสองต่อสองด้วยมาตุคามเลย
			<remark  id="s2b22c60l26" /> พวกหญิงย่อมผูกพันชายผู้ลุ่มหลงด้วยการมองดู การหัวเราะ การนุ่งห่ม
			<remark  id="s2b22c60l27" />ลับล่อ และการพูดอ่อนหวานมาตุคามนี้ มิใช่ผูกพันเพียงเท่านี้ แม้
		</para>
	</section>
	<section id="s2b22c61" >
		<para id="s2b22c61p">
			<remark  id="s2b22c61l1" />บวมขึ้น ตายไปแล้ว  ก็ยังผูกพันชายได้ กามคุณ ๕ นี้ คือ รูป เสียง 
			<remark  id="s2b22c61l2" />กลิ่น รสและโผฏฐัพพะ อันเป็นที่รื่นรมย์ใจ ย่อมปรากฏในรูปหญิง
			<remark  id="s2b22c61l3" />เหล่าชนผู้ถูกห้วงกามพัด ไม่กำหนดรู้กาม มุ่งคติในกาลและภพน้อย 
			<remark  id="s2b22c61l4" />ภพใหญ่ในสงสาร ส่วนชนเหล่าใดกำหนดรู้กามไม่มีภัยแต่ที่ไหนๆ 
			<remark  id="s2b22c61l5" />เที่ยวไป ชนเหล่านั้นบรรลุถึงความสิ้นอาสวะ ย่อมข้ามฝั่งสงสารในโลกได้ ฯ
			<remark  id="s2b22c61l6" />		           จบสูตรที่ ๕
			<remark  id="s2b22c61l7" />		         ๖. อุปัชฌายสูตร
			<remark  id="s2b22c61l8" /> 	[๕๖] ครั้งนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งเข้าไปหาอุปัชฌาย์ของตนถึงที่อยู่ ครั้นแล้ว ได้กล่าว
			<remark  id="s2b22c61l9" />ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ บัดนี้ กายของผมหนักขึ้น ทิศทั้งหลายย่อมไม่ปรากฏแก่ผม ธรรม
			<remark  id="s2b22c61l10" />ทั้งหลายย่อมไม่แจ่มแจ้งแก่ผม ถีนมิทธะย่อมครอบงำจิตของผม ผมไม่ยินดีประพฤติพรหมจรรย์ 
			<remark  id="s2b22c61l11" />และผมมีความสงสัยในธรรมทั้งหลายครั้งนั้น ภิกษุนั้นพาภิกษุสัทธิวิหาริกนั้นเข้าไปเฝ้าพระผู้มี
			<remark  id="s2b22c61l12" />พระภาคถึงที่ประทับถวายบังคมแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้ว กราบทูลว่า ข้าแต่
			<remark  id="s2b22c61l13" />พระองค์ผู้เจริญ ภิกษุนี้กล่าวอย่างนี้ว่า บัดนี้ กายของผมหนักขึ้น ทิศทั้งหลายย่อมไม่ปรากฏ
			<remark  id="s2b22c61l14" />แก่ผม ธรรมทั้งหลายย่อมไม่แจ่มแจ้งแก่ผม ถิ่นมิทธะย่อมครอบงำจิตของผม ผมไม่ยินดี
			<remark  id="s2b22c61l15" />ประพฤติพรหมจรรย์ และผมมีความสงสัยในธรรมทั้งหลายพระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุ
			<remark  id="s2b22c61l16" /> การที่กายของเธอหนักขึ้น ทิศทั้งหลายย่อมไม่ปรากฏแก่เธอ ธรรมทั้งหลายย่อมไม่แจ่มแจ้งแก่
			<remark  id="s2b22c61l17" />เธอ  ถีนมิทธะย่อมครอบงำจิตของเธอ เธอไม่ยินดีประพฤติพรหมจรรย์ และเธอมีความสงสัย
			<remark  id="s2b22c61l18" />ในธรรมทั้งหลายนี้ ย่อมมีแก่ภิกษุผู้ไม่คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย ไม่รู้ประมาณใน
			<remark  id="s2b22c61l19" />โภชนะ ไม่ประกอบความเพียรเป็นเครื่องตื่นอยู่ ไม่เห็นแจ้งกุศลธรรมทั้งหลาย ไม่ประกอบ
			<remark  id="s2b22c61l20" />การเจริญโพธิปักขิยธรรมทั้งหลายทุกวัน ทุกคืน ดูกรภิกษุ เพราะเหตุนั้นแหละ เธอพึงศึกษา
			<remark  id="s2b22c61l21" />อย่างนี้ว่าเราจักเป็นผู้คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย เป็นผู้รู้ประมาณในโภชนะ ประกอบ
			<remark  id="s2b22c61l22" />ความเพียรเป็นเครื่องตื่นอยู่ เห็นแจ้งกุศลธรรมทั้งหลาย ประกอบการเจริญโพธิปักขิยธรรม
			<remark  id="s2b22c61l23" />ทั้งหลาย ทุกวัน ทุกคืน ดังนี้ ดูกรภิกษุ เธอพึงศึกษาอย่างนี้แลครั้งนั้นแล ภิกษุนั้น
			<remark  id="s2b22c61l24" />อันพระผู้มีพระภาคตรัสสอนด้วยพระโอวาทนี้แล้ว ลุกขึ้นจากที่นั่งถวายบังคมพระผู้มีพระภาค
			<remark  id="s2b22c61l25" /> ทำประทักษิณแล้วหลีกไป ภิกษุนั้นหลีกออกจากหมู่อยู่ผู้เดียว ไม่ประมาท มีความเพียร 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b22c62" >
		<para id="s2b22c62p">
			<remark  id="s2b22c62l1" />มีใจแน่วแน่อยู่ ไม่นานเท่าไร ได้ทำให้แจ้งซึ่งที่สุดแห่งพรหมจรรย์อันยอดเยี่ยม ที่กุลบุตร
			<remark  id="s2b22c62l2" />ทั้งหลายออกบวชเป็นบรรพชิตโดยชอบต้องการนั้น ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง ในปัจจุบัน เข้าถึงอยู่ 
			<remark  id="s2b22c62l3" />รู้ชัดว่าชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิ
			<remark  id="s2b22c62l4" />ได้มีอีก ก็แลภิกษุนั้นได้เป็นพระอรหันต์ รูปหนึ่ง ในจำนวนพระอรหันต์ทั้งหลาย ครั้งนั้น 
			<remark  id="s2b22c62l5" />ภิกษุนั้น ได้บรรลุอรหัตแล้ว จึงเข้าไปหาอุปัชฌาย์ของตนถึงที่อยู่ แล้วกล่าวว่า ข้าแต่
			<remark  id="s2b22c62l6" />ท่านผู้เจริญ บัดนี้ กายผมไม่หนักขึ้น ทิศทั้งหลายย่อมปรากฏแก่ผม ธรรมทั้งหลายย่อมแจ่มแจ้ง
			<remark  id="s2b22c62l7" />แก่ผม ถิ่นมิทธะย่อมไม่ครอบงำจิตของผม ผมยินดีประพฤติพรหมจรรย์ และผมไม่มีความสงสัย
			<remark  id="s2b22c62l8" />ในธรรมทั้งหลาย ครั้งนั้น ภิกษุนั้น พาภิกษุผู้สัทธิวิหาริกนั้นเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่
			<remark  id="s2b22c62l9" />ประทับ ถวายบังคมแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
			<remark  id="s2b22c62l10" /> ภิกษุนี้กล่าวอย่างนี้ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ บัดนี้ กายของผมไม่หนักขึ้น ทิศทั้งหลายย่อมปรากฏ
			<remark  id="s2b22c62l11" />แก่ผม ธรรมทั้งหลายย่อมแจ่มแจ้งแก่ผม ถิ่น มิทธะย่อมไม่ครอบงำจิตของผม ผมยินดีประพฤติ
			<remark  id="s2b22c62l12" />พรหมจรรย์ และผมไม่มีความสงสัยในธรรมทั้งหลาย พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุ 
			<remark  id="s2b22c62l13" />การที่กายของเธอไม่หนักขึ้น ทิศทั้งหลายย่อมปรากฏแก่เธอ ธรรมทั้งหลายย่อมแจ่มแจ้งแก่เธอ
			<remark  id="s2b22c62l14" /> ถิ่นมิทธะย่อมไม่ครอบงำจิตของเธอ เธอยินดีประพฤติพรหมจรรย์ และเธอไม่มีความสงสัยใน
			<remark  id="s2b22c62l15" />ธรรมทั้งหลายนี้ ย่อมมีได้แก่ภิกษุผู้คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลายรู้ประมาณในโภชนะ
			<remark  id="s2b22c62l16" /> ประกอบความเพียรเป็นเครื่องตื่นอยู่ เห็นแจ้งกุศลธรรมทั้งหลาย ประกอบการเจริญโพธิปัก
			<remark  id="s2b22c62l17" />ขิยธรรมทั้งหลาย ทุกวัน ทุกคืน ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุนั้นแหละ เธอทั้งหลายพึง
			<remark  id="s2b22c62l18" />ศึกษาอย่างนี้ว่า เราทั้งหลายจักเป็นผู้คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย เป็นผู้รู้ประมาณในโภชนะ 
			<remark  id="s2b22c62l19" />ประกอบความเพียรเป็นเครื่องตื่นอยู่ เห็นแจ้งกุศลธรรมทั้งหลาย ประกอบการเจริญโพธิปักขิย
			<remark  id="s2b22c62l20" />ธรรมทั้งหลาย ทุกวัน ทุกคืน ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้แล ฯ
			<remark  id="s2b22c62l21" />		           จบสูตรที่ ๖
			<remark  id="s2b22c62l22" />		          ๗. ฐานสูตร
			<remark  id="s2b22c62l23" /> 	[๕๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ฐานะ ๕ ประการนี้ อันสตรี บุรุษ คฤหัสถ์  หรือ
			<remark  id="s2b22c62l24" />บรรพชิตควรพิจารณาเนืองๆ ๕ ประการเป็นไฉน คือ สตรี บุรุษ คฤหัสถ์ หรือบรรพชิต 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b22c63" >
		<para id="s2b22c63p">
			<remark  id="s2b22c63l1" />ควรพิจารณาเนืองๆ ว่า เรามีความแก่เป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้นความแก่ไปได้ ๑ เรามีความ
			<remark  id="s2b22c63l2" />เจ็บไข้เป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้นความเจ็บไข้ไปได้ ๑เรามีความตายเป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้น
			<remark  id="s2b22c63l3" />ความตายไปได้ ๑ เราจะต้องพลัดพรากจากของรักของชอบใจทั้งสิ้น ๑ เรามีกรรมเป็นของตน
			<remark  id="s2b22c63l4" /> เป็นทายาทแห่งกรรม มีกรรมเป็นกำเนิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นที่พึ่ง จักทำกรรมใด
			<remark  id="s2b22c63l5" /> ดีก็ตาม ชั่วก็ตาม เราจะเป็นผู้รับผลของกรรมนั้น ๑ ฯ
			<remark  id="s2b22c63l6" />     ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะอาศัยอำนาจประโยชน์อะไร สตรี บุรุษ คฤหัสถ์  หรือ
			<remark  id="s2b22c63l7" />บรรพชิต จึงควรพิจารณาเนืองๆ ว่า เรามีความแก่เป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้นความแก่ไปได้ 
			<remark  id="s2b22c63l8" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความมัวเมาในความเป็นหนุ่มสาวมีอยู่แก่สัตว์ทั้งหลาย ซึ่งเป็นเหตุให้สัตว์
			<remark  id="s2b22c63l9" />ทั้งหลายประพฤติทุจริตด้วยกาย วาจา ใจ เมื่อเขาพิจารณาฐานะนั้นอยู่เนืองๆ ย่อมละความ
			<remark  id="s2b22c63l10" />มัวเมาในความเป็นหนุ่มสาวนั้นได้โดยสิ้นเชิง หรือทำให้เบาบางลงได้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
			<remark  id="s2b22c63l11" />เพราะอาศัยอำนาจประโยชน์นี้แล สตรี บุรุษ คฤหัสถ์ หรือบรรพชิต จึงควรพิจารณาเนืองๆ
			<remark  id="s2b22c63l12" /> ว่า เรามีความแก่เป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้นความแก่ไปได้ ฯ
			<remark  id="s2b22c63l13" />     ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะอาศัยอำนาจประโยชน์อะไร สตรี บุรุษ คฤหัสถ์ หรือ
			<remark  id="s2b22c63l14" />บรรพชิต จึงควรพิจารณาเนืองๆ ว่า เรามีความเจ็บไข้เป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้นความเจ็บไข้ไปได้ 
			<remark  id="s2b22c63l15" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความมัวเมาในความไม่มีโรคมีอยู่แก่สัตว์ทั้งหลาย ซึ่งเป็นเหตุให้สัตว์
			<remark  id="s2b22c63l16" />ทั้งหลาย ประพฤติทุจริตด้วยกาย วาจา ใจเมื่อเขาพิจารณาฐานะนั้นอยู่เนืองๆ ย่อมละ
			<remark  id="s2b22c63l17" />ความมัวเมาในความไม่มีโรคนั้นได้โดยสิ้นเชิง หรือทำให้เบาบางลงได้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย
			<remark  id="s2b22c63l18" /> เพราะอาศัยอำนาจประโยชน์นี้แล สตรี บุรุษ คฤหัสถ์ หรือบรรพชิต จึงควรพิจารณาเนืองๆ
			<remark  id="s2b22c63l19" /> ว่า เรามีความเจ็บไข้เป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้นความเจ็บไปได้ ฯ
			<remark  id="s2b22c63l20" />     ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะอาศัยอำนาจประโยชน์อะไร สตรี บุรุษ คฤหัสถ์ หรือ
			<remark  id="s2b22c63l21" />บรรพชิต จึงควรพิจารณาเนืองๆ ว่า เรามีความตายเป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้นความตายไปได้ 
			<remark  id="s2b22c63l22" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความมัวเมาในชีวิตมีอยู่แก่สัตว์ทั้งหลาย ซึ่ง เป็นเหตุให้สัตว์ทั้งหลายประพฤติ
			<remark  id="s2b22c63l23" />ทุจริตด้วยกาย วาจา ใจ เมื่อเขาพิจารณาฐานะนั้นอยู่เนืองๆ ย่อมละความมัวเมาในชีวิตนั้น
			<remark  id="s2b22c63l24" />ได้โดยสิ้นเชิง หรือทำให้เบาบางลงได้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะอาศัยอำนาจประโยชน์นี้แล 
			<remark  id="s2b22c63l25" />สตรี บุรุษ คฤหัสถ์หรือบรรพชิต จึงควรพิจารณาเนืองๆ ว่า เรามีความตายเป็นธรรมดา
			<remark  id="s2b22c63l26" /> ไม่ล่วงพ้นความตายไปได้ ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b22c64" >
		<para id="s2b22c64p">
			<remark  id="s2b22c64l1" />     ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะอาศัยอำนาจประโยชน์อะไร สตรี บุรุษ คฤหัสถ์  หรือ
			<remark  id="s2b22c64l2" />บรรพชิต จึงควรพิจารณาเนืองๆ ว่า เราจะต้องพลัดพรากจากของรักของชอบใจทั้งสิ้น ดูกร
			<remark  id="s2b22c64l3" />ภิกษุทั้งหลาย ความพอใจ ความรักใคร่ในของรักมีอยู่แก่สัตว์ทั้งหลาย ซึ่งเป็นเหตุให้สัตว์
			<remark  id="s2b22c64l4" />ทั้งหลายประพฤติทุจริตด้วยกาย วาจา ใจ เมื่อเขาพิจารณาฐานะนั้นอยู่เนืองๆ ย่อมละความ
			<remark  id="s2b22c64l5" />พอใจ ความรักใคร่นั้นได้โดยสิ้นเชิงหรือทำให้เบาบางลงได้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะอาศัย
			<remark  id="s2b22c64l6" />อำนาจประโยชน์นี้แลสตรี บุรุษ คฤหัสถ์ หรือบรรพชิต จึงควรพิจารณาเนืองๆ ว่า เรา
			<remark  id="s2b22c64l7" />จะต้องพลัดพรากจากของรักของชอบใจทั้งสิ้น ฯ
			<remark  id="s2b22c64l8" />     ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะอาศัยอำนาจประโยชน์อะไร สตรี บุรุษ คฤหัสถ์  หรือ
			<remark  id="s2b22c64l9" />บรรพชิต จึงควรพิจารณาเนืองๆ ว่า เรามีกรรมเป็นของตน เป็นทายาทแห่งกรรม มีกรรม
			<remark  id="s2b22c64l10" />เป็นกำเนิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นที่พึ่ง จักทำกรรมใดดีก็ตาม ชั่วก็ตาม เราจัก
			<remark  id="s2b22c64l11" />เป็นผู้รับผลของกรรมนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย กายทุจริตวจีทุจริต มโนทุจริต มีอยู่แก่สัตว์
			<remark  id="s2b22c64l12" />ทั้งหลาย เมื่อเขาพิจารณาฐานะนั้นอยู่เนืองๆย่อมละทุจริตได้โดยสิ้นเชิง หรือทำให้เบาบาง
			<remark  id="s2b22c64l13" />ลงได้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะอาศัยอำนาจประโยชน์นี้แล สตรี บุรุษ คฤหัสถ์ หรือ
			<remark  id="s2b22c64l14" />บรรพชิต จึงควรพิจารณาเนืองๆ ว่า เรามีกรรมเป็นของตน เป็นทายาทแห่งกรรม มีกรรม
			<remark  id="s2b22c64l15" />เป็นกำเนิดมีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นที่พึ่ง จักทำกรรมใด ดีก็ตาม ชั่วก็ตาม เราจัก
			<remark  id="s2b22c64l16" />เป็นผู้รับผลของกรรมนั้น ฯ
			<remark  id="s2b22c64l17" />     ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกนั้นย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า ไม่ใช่เราแต่ผู้เดียวเท่านั้นที่
			<remark  id="s2b22c64l18" />มีความแก่เป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้นความแก่ไปได้ โดยที่แท้ สัตว์ทั้งปวงบรรดาที่มีการมา การไป
			<remark  id="s2b22c64l19" /> การจุติ การอุบัติ ล้วนมีความแก่เป็นธรรมดาไม่ล่วงพ้นความแก่ไปได้ เมื่ออริยสาวกนั้น
			<remark  id="s2b22c64l20" />พิจารณาฐานะนั้นอยู่เนืองๆ มรรคย่อมเกิดขึ้น อริยสาวกนั้นย่อมเสพ อบรม ทำให้มากซึ่ง
			<remark  id="s2b22c64l21" />มรรคนั้น เมื่อเสพอบรม ทำให้มากซึ่งมรรคนั้นอยู่ ย่อมละสังโยชน์ได้ อนุสัยย่อมสิ้นไป 
			<remark  id="s2b22c64l22" />อริยสาวกนั้นย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า ไม่ใช่เราแต่ผู้เดียวเท่านั้น ที่มีความเจ็บไข้เป็นธรรมดา 
			<remark  id="s2b22c64l23" />ไม่ล่วงพ้นความเจ็บไข้ไปได้ โดยที่แท้ สัตว์ทั้งปวงบรรดาที่มีการมาการไป การจุติ การอุบัติ 
			<remark  id="s2b22c64l24" />ล้วนมีความเจ็บไข้เป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้นความเจ็บไข้ไปได้ เมื่ออริยสาวกนั้นพิจารณาฐานะ
			<remark  id="s2b22c64l25" />นั้นอยู่เนืองๆ มรรคย่อมเกิดขึ้น อริยสาวกนั้นย่อมเสพ อบรม ทำให้มากซึ่งมรรคนั้น 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b22c65" >
		<para id="s2b22c65p">
			<remark  id="s2b22c65l1" />เมื่อเสพ อบรม ทำให้มากซึ่งมรรค นั้นอยู่ ย่อมละสังโยชน์ได้ อนุสัยย่อมสิ้นไป อริยสาวก
			<remark  id="s2b22c65l2" />นั้นย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า ไม่ใช่เราแต่ผู้เดียวเท่านั้นที่มีความตายเป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้น
			<remark  id="s2b22c65l3" />ความตายไปได้ โดยที่แท้ สัตว์ทั้งปวงบรรดาที่มีการมา การไป การจุติ การอุบัติ ล้วนมี
			<remark  id="s2b22c65l4" />ความตายเป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้นความตายไปได้ เมื่ออริยสาวกนั้นพิจารณาฐานะนั้นอยู่เนืองๆ 
			<remark  id="s2b22c65l5" />มรรคย่อมเกิดขึ้น อริยสาวกนั้น ย่อมเสพ อบรม ทำให้มากซึ่งมรรคนั้น เมื่อเสพ อบรม 
			<remark  id="s2b22c65l6" />ทำให้มากซึ่งมรรคนั้นอยู่ ย่อมละสังโยชน์ได้  อนุสัยย่อมสิ้นไป อริยสาวกนั้นย่อมพิจารณา
			<remark  id="s2b22c65l7" />เห็นดังนี้ว่า ไม่ใช่เราแต่ผู้เดียวเท่านั้นที่จะต้องพลัดพรากจากของรักของชอบใจทั้งสิ้น โดยที่แท้
			<remark  id="s2b22c65l8" /> สัตว์ทั้งปวงบรรดาที่มีการมา การไป การจุติ การอุบัติ ล้วนจะต้องพลัดพรากจากของรักของ
			<remark  id="s2b22c65l9" />ชอบใจทั้งสิ้น เมื่ออริยสาวกนั้นพิจารณาฐานะนั้นอยู่เนืองๆ มรรคย่อมเกิดขึ้น  อริยสาวกนั้น
			<remark  id="s2b22c65l10" />ย่อมเสพ อบรม ทำให้มากซึ่งมรรคนั้น เมื่อเสพ อบรม ทำให้มากซึ่งมรรคนั้นอยู่ ย่อมละ
			<remark  id="s2b22c65l11" />สังโยชน์ได้ อนุสัยย่อมสิ้นไป อริยสาวกนั้นย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า ไม่ใช่เราแต่ผู้เดียว
			<remark  id="s2b22c65l12" />เท่านั้นที่มีกรรมเป็นของตน เป็นทายาทแห่งกรรม มีกรรมเป็นกำเนิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ 
			<remark  id="s2b22c65l13" />มีกรรมเป็นที่พึ่ง จักทำกรรมใดดีก็ตาม ชั่วก็ตาม เราจักเป็นผู้รับผลของกรรมนั้น โดยที่แท้ 
			<remark  id="s2b22c65l14" />สัตว์ทั้งปวงบรรดาที่มีการมา การไป การจุติ การอุบัติ ล้วนมีกรรมเป็นของตน เป็นทายาท
			<remark  id="s2b22c65l15" />แห่งกรรม มีกรรมเป็นกำเนิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นที่พึ่ง จักทำกรรมใด ดีก็ตาม
			<remark  id="s2b22c65l16" /> ชั่วก็ตาม จักเป็นผู้รับผลของกรรมนั้น เมื่ออริยสาวกนั้นพิจารณาฐานะนั้นอยู่เนืองๆ มรรค
			<remark  id="s2b22c65l17" />ย่อมเกิดขึ้น อริยสาวกนั้นย่อมเสพ อบรม ทำให้มากซึ่งมรรคนั้นอยู่ ย่อมละสังโยชน์ได้ 
			<remark  id="s2b22c65l18" />อนุสัยย่อมสิ้นไป ฯ
			<remark  id="s2b22c65l19" />สัตว์ทั้งหลาย ย่อมมีความแก่เป็นธรรมดา มีความเจ็บไข้เป็นธรรมดา 
			<remark  id="s2b22c65l20" />มีความตายเป็นธรรมดา สัตว์ทั้งหลายย่อมเป็นไปตามธรรมดา พวกปุถุชน
			<remark  id="s2b22c65l21" />ย่อมเกลียด ถ้าเราพึงเกลียดธรรมนั้น ในพวกสัตว์ผู้มีอย่างนั้นเป็นธรรมดา 
			<remark  id="s2b22c65l22" />ข้อนั้นไม่สมควรแก่เราผู้เป็นอยู่อย่างนี้ เรานั้นเป็นอยู่อย่างนี้ ทราบธรรม
			<remark  id="s2b22c65l23" />ที่หาอุปธิมิได้ เห็นการออกบวชโดยเป็นธรรมเกษมครอบงำความมัวเมา
		</para>
	</section>
	<section id="s2b22c66" >
		<para id="s2b22c66p">
			<remark  id="s2b22c66l1" />ทั้งปวงในความไม่มีโรค ในความเป็นหนุ่มสาว และในชีวิต ความ
			<remark  id="s2b22c66l2" />อุตสาหะได้มีแล้ว แก่เราผู้เห็นเฉพาะซึ่งนิพพาน บัดนี้ เราไม่ควรเพื่อ
			<remark  id="s2b22c66l3" />เสพกามทั้งหลายจักเป็นผู้ประพฤติไม่ถอยหลัง ตั้งหน้าประพฤติพรหม
			<remark  id="s2b22c66l4" />จรรย์ ฯ
			<remark  id="s2b22c66l5" />		           จบสูตรที่ ๗
			<remark  id="s2b22c66l6" />		        ๘. กุมารลิจฉวีสูตร
			<remark  id="s2b22c66l7" /> 	[๕๘] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่กุฏาคารศาลา ป่ามหาวันใกล้เมือง
			<remark  id="s2b22c66l8" />เวสาลี ครั้งนั้น เวลาเช้า พระผู้มีพระภาคทรงนุ่งแล้ว ทรงถือบาตรและจีวร เสด็จเข้าไปสู่
			<remark  id="s2b22c66l9" />เมืองเวสาลี เพื่อบิณฑบาต ครั้นเสด็จกลับจากบิณฑบาตแล้ว เวลาปัจฉาภัต เสด็จเข้าไปยัง
			<remark  id="s2b22c66l10" />ป่ามหาวัน ประทับนั่งพักผ่อนกลางวันที่โคนต้นไม้ต้นหนึ่ง ก็สมัยนั้น เจ้าลิจฉวีกุมารหลายคน
			<remark  id="s2b22c66l11" />ถือธนูที่ขึ้นสาย มีฝูงสุนัขแวดล้อม เดินเที่ยวไปในป่ามหาวัน ได้เห็นพระผู้มีพระภาคประทับนั่ง
			<remark  id="s2b22c66l12" />อยู่ที่โคนต้นไม้ต้นหนึ่ง แล้วจึงวางธนูที่ขึ้นสาย ปล่อยฝูงสุนัขไป ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง แล้ว
			<remark  id="s2b22c66l13" />จึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคมแล้ว ต่างนั่งนิ่งประนมอัญชลีอยู่ใกล้พระผู้มี
			<remark  id="s2b22c66l14" />พระภาค ก็สมัยนั้น เจ้าลิจฉวีนามว่ามหานามะ เดินพักผ่อนอยู่ในป่ามหาวัน ได้เห็นเจ้า
			<remark  id="s2b22c66l15" />ลิจฉวีกุมารเหล่านั้นผู้ต่างนั่งนิ่งประนมอัญชลีอยู่ใกล้พระผู้มีพระภาค แล้วจึงเข้าไปเฝ้าพระ
			<remark  id="s2b22c66l16" />ผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคมแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้ว ได้เปล่งอุทานว่า เจ้า
			<remark  id="s2b22c66l17" />วัชชีจักเจริญๆ พระผู้มีพระภาคตรัสถามว่า ดูกรมหานามะ ก็เพราะเหตุไร ท่านจึงกล่าวอย่างนี้
			<remark  id="s2b22c66l18" />ว่าเจ้าวัชชีจักเจริญๆ ฯ
			<remark  id="s2b22c66l19" />     ม. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เจ้าลิจฉวีกุมารเหล่านี้ เป็นผู้ดุร้าย หยาบคาย   กระด้าง 
			<remark  id="s2b22c66l20" />ของขวัญต่างๆ ที่ส่งไปในตระกูลทั้งหลาย คือ อ้อย พุทรา ขนม   ขนมต้ม หรือขนมแดกงา
			<remark  id="s2b22c66l21" /> เจ้าลิจฉวีกุมารเหล่านี้ย่อมแย่งชิงกิน ย่อมเตะหลังหญิงแห่งตระกูลบ้าง เตะหลังกุมารีแห่งตระกูล
			<remark  id="s2b22c66l22" />บ้าง แต่บัดนี้ เจ้าลิจฉวีกุมารเหล่านี้ต่างนั่งนิ่งประนมอัญชลีอยู่ใกล้พระผู้มีพระภาค ฯ
			<remark  id="s2b22c66l23" />     พ. ดูกรมหานามะ ธรรม ๕ ประการมีอยู่แก่กุลบุตรคนใดคนหนึ่ง เป็นขัตติยราช 
			<remark  id="s2b22c66l24" />ได้รับมูรธาภิเษกแล้วก็ตาม ผู้ปกครองรัฐ ซึ่งรับมรดกจากบิดาก็ตาม  เป็นอัครเสนาบดีก็ตาม 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b22c67" >
		<para id="s2b22c67p">
			<remark  id="s2b22c67l1" />เป็นผู้ปกครองหมู่บ้านก็ตาม หัวหน้าพวกก็ตาม ผู้เป็นใหญ่เฉพาะตระกูลก็ตาม กุลบุตรนั้นพึง
			<remark  id="s2b22c67l2" />หวังได้รับความเจริญส่วนเดียว ไม่มีเสื่อมธรรม ๕ ประการเป็นไฉน
			<remark  id="s2b22c67l3" />     ดูกรมหานามะ กุลบุตรในโลกนี้ ย่อมสักการะ เคารพ นับถือ บูชามารดาบิดา 
			<remark  id="s2b22c67l4" />ด้วยโภคทรัพย์ที่ได้มาด้วยความหมั่น ความขยัน สะสมขึ้นด้วยกำลังแขนของตน ได้มาโดย
			<remark  id="s2b22c67l5" />อาบเหงื่อต่างน้ำ ชอบธรรม ได้มาโดยธรรม มารดาบิดาผู้ได้รับการสักการะ เคารพ นับถือ 
			<remark  id="s2b22c67l6" />บูชาแล้ว ย่อมอนุเคราะห์กุลบุตรนั้นด้วยน้ำใจอันงามว่า ขอจงมีชีวิตยืนนาน มีอายุยืนนาน 
			<remark  id="s2b22c67l7" />กุลบุตรผู้อันมารดาบิดาอนุเคราะห์แล้ว พึงหวังได้รับความเจริญส่วนเดียว ไม่มีเสื่อม ฯ
			<remark  id="s2b22c67l8" />     อีกประการหนึ่ง กุลบุตรย่อมสักการะ เคารพ นับถือ บูชา บุตร ภรรยา ทาส 
			<remark  id="s2b22c67l9" />กรรมกร และคนใช้ ด้วยโภคทรัพย์ที่ได้มาด้วยความหมั่น ความขยัน  สะสมขึ้นด้วยกำลัง
			<remark  id="s2b22c67l10" />แขนของตน ได้มาโดยอาบเหงื่อต่างน้ำ ชอบธรรม ได้มาโดยชอบธรรม บุตร ภริยา ทาส 
			<remark  id="s2b22c67l11" />กรรมกร และคนใช้ ผู้ได้รับสักการะ เคารพนับถือ บูชาแล้ว ย่อมอนุเคราะห์กุลบุตรนั้น
			<remark  id="s2b22c67l12" /> ด้วยน้ำใจอันงามว่า ขอจงมีชีวิตยืนนาน มีอายุยืนนาน กุลบุตรผู้อันบุตร ภริยา ทาส กรรมกร
			<remark  id="s2b22c67l13" /> และคนใช้อนุเคราะห์แล้ว พึงหวังได้รับความเจริญส่วนเดียว ไม่มีเสื่อม ฯ
			<remark  id="s2b22c67l14" />     อีกประการหนึ่ง กุลบุตรย่อมสักการะ เคารพ นับถือ บูชา เพื่อนชาวนาและคน
			<remark  id="s2b22c67l15" />ที่ร่วมงาน ด้วยโภคทรัพย์ที่หามาได้ด้วยความหมั่น ความขยัน สะสมขึ้นด้วยกำลังแขนของตน 
			<remark  id="s2b22c67l16" />ได้มาโดยอาบเหงื่อต่างน้ำ ชอบธรรม ได้มาโดยธรรมเพื่อนชาวนา และคนที่ร่วมงานผู้ได้รับ
			<remark  id="s2b22c67l17" />สักการะ เคารพ นับถือ บูชาแล้ว ย่อม อนุเคราะห์กุลบุตรนั้นด้วยน้ำใจอันงามว่า ขอจงมีชีวิต
			<remark  id="s2b22c67l18" />ยืนนาน มีอายุยืนนานกุลบุตรผู้อันเพื่อนชาวนา และคนที่ร่วมงานอนุเคราะห์แล้ว พึงหวัง
			<remark  id="s2b22c67l19" />ได้รับความเจริญส่วนเดียว ไม่มีเสื่อม ฯ
			<remark  id="s2b22c67l20" />      อีกประการหนึ่ง กุลบุตรย่อมสักการะ เคารพ นับถือ บูชา เทวดาผู้รับพลีกรรม
			<remark  id="s2b22c67l21" /> ด้วยโภคทรัพย์ที่หามาได้ด้วยความหมั่น ความขยัน สะสมขึ้นด้วยกำลังแขนของตน ได้มา
			<remark  id="s2b22c67l22" />โดยอาบเหงื่อต่างน้ำ ชอบธรรม ได้มาโดยธรรม เทวดาผู้รับพลีกรรม ได้รับสักการะ เคารพ 
			<remark  id="s2b22c67l23" />นับถือ บูชาแล้ว ย่อมอนุเคราะห์กุลบุตรนั้นด้วยน้ำใจอันงามว่า ขอจงมีชีวิตยืนนาน มีอายุ
			<remark  id="s2b22c67l24" />ยืนนาน กุลบุตรผู้อันเทวดาอนุเคราะห์แล้ว พึงหวังได้รับความเจริญส่วนเดียว ไม่มีเสื่อม ฯ
			<remark  id="s2b22c67l25" />      อีกประการหนึ่ง กุลบุตรย่อมสักการะ เคารพ นับถือ บูชา สมณพราหมณ์ด้วย
			<remark  id="s2b22c67l26" />โภคทรัพย์ที่หาได้ด้วยความหมั่น ความขยัน สะสมขึ้นด้วยกำลังแขนของตนได้มาโดยอาบ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b22c68" >
		<para id="s2b22c68p">
			<remark  id="s2b22c68l1" />เหงื่อต่างน้ำ ชอบธรรม ได้มาโดยธรรม สมณพราหมณ์ผู้ได้รับสักการะ เคารพ นับถือ บูชา
			<remark  id="s2b22c68l2" />แล้ว ย่อมอนุเคราะห์กุลบุตรนั้นด้วยน้ำใจอันงามว่าขอจงมีชีวิตยืนนาน มีอายุยืนนาน กุลบุตร
			<remark  id="s2b22c68l3" />อันสมณพราหมณ์อนุเคราะห์แล้ว พึงหวังได้รับความเจริญส่วนเดียว ไม่มีเสื่อม ดูกรมหานามะ
			<remark  id="s2b22c68l4" /> ธรรม ๕ ประการนี้แลย่อมมีอยู่แก่กุลบุตรคนใดคนหนึ่ง เป็นขัตติยราช ผู้ได้รับมูรธาภิเษกก็ตาม 
			<remark  id="s2b22c68l5" />ผู้ปกครองรัฐซึ่งได้รับมรดกจากบิดาก็ตาม เป็นอัครเสนาบดีก็ตาม ผู้ปกครองหมู่บ้านก็ตาม
			<remark  id="s2b22c68l6" />หัวหน้าพวกก็ตาม ผู้เป็นใหญ่เฉพาะตระกูลก็ตาม พึงหวังได้รับความเจริญส่วนเดียวไม่มีเสื่อม ฯ
			<remark  id="s2b22c68l7" />กุลบุตรผู้โอบอ้อมอารี มีศีล ย่อมทำการงานแทนมารดาบิดา  บำเพ็ญ
			<remark  id="s2b22c68l8" />ประโยชน์แก่บุตร ภริยา แก่ชนภายในครอบครัว  แก่ผู้อาศัยเลี้ยงชีพ
			<remark  id="s2b22c68l9" /> แก่ชนทั้งสองประเภท กุลบุตรผู้เป็นบัณฑิต เมื่ออยู่ครองเรือนโดยธรรม  
			<remark  id="s2b22c68l10" />ย่อมยังความยินดีให้เกิดขึ้นแก่ญาติทั้งที่ล่วงลับไปทั้งที่มีชีวิตอยู่ในปัจจุบัน
			<remark  id="s2b22c68l11" />แก่สมณพราหมณ์ เทวดา กุลบุตรนั้นครั้นบำเพ็ญกัลยาณธรรมแล้ว เป็น
			<remark  id="s2b22c68l12" />ผู้ควรบูชา ควรสรรเสริญ บัณฑิตทั้งหลายย่อมสรรเสริญเขาในโลกนี้ 
			<remark  id="s2b22c68l13" />เขาละโลกนี้ไปแล้ว ย่อมบันเทิงใจในสวรรค์ ฯ
			<remark  id="s2b22c68l14" />		           จบสูตรที่ ๘
			<remark  id="s2b22c68l15" />		        ๙. ทุลลภสูตรที่ ๑
			<remark  id="s2b22c68l16" /> 	[๕๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุบวชเมื่อแก่ ผู้ประกอบด้วยธรรม ๕  ประการ หาได้
			<remark  id="s2b22c68l17" />ยาก ธรรม ๕ ประการเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุบวชเมื่อแก่ เป็นคนละเอียดหาได้
			<remark  id="s2b22c68l18" />ยาก เป็นผู้มีมรรยาทสมบูรณ์หาได้ยาก เป็นพหูสูตรหาได้ยาก เป็นธรรมกถึกหาได้ยาก เป็นวินัยธร
			<remark  id="s2b22c68l19" />หาได้ยาก ดูกรภิกษุทั้งหลายภิกษุบวชเมื่อแก่ ผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการนี้แล หาได้
			<remark  id="s2b22c68l20" />ยาก ฯ
			<remark  id="s2b22c68l21" />		           จบสูตรที่ ๙
		</para>
	</section>
	<section id="s2b22c69" >
		<para id="s2b22c69p">
			<remark  id="s2b22c69l1" />		        ๑๐. ทุลลภสูตรที่ ๒
			<remark  id="s2b22c69l2" /> 	[๖๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุบวชเมื่อแก่ ผู้ประกอบด้วยธรรม ๕  ประการ หาได้
			<remark  id="s2b22c69l3" />ยาก ธรรม ๕ ประการเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุบวชเมื่อแก่ เป็นผู้ว่าง่าย หาได้ยาก
			<remark  id="s2b22c69l4" /> เป็นผู้คงแก่เรียน หาได้ยาก เป็นผู้รับโอวาทด้วยความเคารพ หาได้ยาก เป็นธรรมกถึก หาได้
			<remark  id="s2b22c69l5" />ยาก เป็นวินัยธร หาได้ยาก ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุบวชเมื่อแก่ ผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ 
			<remark  id="s2b22c69l6" />ประการนี้แล หาได้ยาก ฯ
			<remark  id="s2b22c69l7" />		          จบสูตรที่ ๑๐
			<remark  id="s2b22c69l8" />		        จบนิวรณวรรคที่ ๑
			<remark  id="s2b22c69l9" />		    รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
			<remark  id="s2b22c69l10" /> 	 ๑. อาวรณสูตร 		๒. ราสิสูตร 
			<remark  id="s2b22c69l11" />๓. อังคสูตร 			๔. สมยสูตร
			<remark  id="s2b22c69l12" />๕. มาตุปุตติกสูตร 		๖. อุปัชฌายสูตร 
			<remark  id="s2b22c69l13" />๗. ฐานสูตร 			๘. กุมารลิจฉวิสูตร
			<remark  id="s2b22c69l14" />๙. ทุลลภสูตรที่ ๑ 		๑๐. ทุลลภสูตรที่ ๒ ฯ
			<remark  id="s2b22c69l15" />		         __________________
		</para>
	</section>
	<section id="s2b22c70" >
		<para id="s2b22c70p">
			<remark  id="s2b22c70l1" />		         สัญญาวรรคที่ ๒
			<remark  id="s2b22c70l2" />		        ๑. สัญญาสูตรที่ ๑
			<remark  id="s2b22c70l3" /> 	[๖๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สัญญา ๕ ประการนี้ อันบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว 
			<remark  id="s2b22c70l4" />ย่อมมีผลมาก มีอานิสงส์มาก หยั่งลงสู่อมตะ มีอมตะเป็นที่สุดสัญญา ๕ ประการเป็นไฉน 
			<remark  id="s2b22c70l5" />คือ อนิจจสัญญา อนัตตสัญญา มรณสัญญาอาหาเรปฏิกูลสัญญา สัพพโลเกอนภิรตสัญญา 
			<remark  id="s2b22c70l6" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย สัญญา ๕ประการนี้แล อันบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมมีผลมาก 
			<remark  id="s2b22c70l7" />มีอานิสงส์มากหยั่งลงสู่อมตะ มีอมตะเป็นที่สุด ฯ
			<remark  id="s2b22c70l8" />		           จบสูตรที่ ๑
			<remark  id="s2b22c70l9" />		        ๒. สัญญาสูตรที่ ๒
			<remark  id="s2b22c70l10" /> 	[๖๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สัญญา ๕ ประการนี้ อันบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว 
			<remark  id="s2b22c70l11" />ย่อมมีผลมาก มีอานิสงส์มาก หยั่งลงสู่อมตะ มีอมตะเป็นที่สุดสัญญา ๕ ประการเป็นไฉน 
			<remark  id="s2b22c70l12" />คือ อนิจจสัญญา อนัตตสัญญา มรณสัญญาอาหาเรปฏิกูลสัญญา สัพพโลเกอนภิรตสัญญา
			<remark  id="s2b22c70l13" /> ดูกรภิกษุทั้งหลาย สัญญา ๕ประการนี้แล อันบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมมีผลมาก 
			<remark  id="s2b22c70l14" />มีอานิสงส์มากหยั่งลงสู่อมตะ มีอมตะเป็นที่สุด ฯ
			<remark  id="s2b22c70l15" />		           จบสูตรที่ ๒
			<remark  id="s2b22c70l16" />		         ๓. วัฑฒิสูตรที่ ๑
			<remark  id="s2b22c70l17" /> 	[๖๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้เจริญด้วยธรรมเป็นเหตุเจริญ ๕ ประการ ชื่อว่า
			<remark  id="s2b22c70l18" />ย่อมเจริญด้วยธรรมเป็นเหตุเจริญอย่างประเสริฐ ชื่อว่าเป็นผู้ยึดถือสาระ และยึดถือสิ่งประเสริฐ
			<remark  id="s2b22c70l19" />แห่งกาย ธรรมเป็นเหตุเจริญ ๕ ประการเป็นไฉนคือ ย่อมเจริญด้วยศรัทธา ย่อมเจริญด้วยศีล 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b22c71" >
		<para id="s2b22c71p">
			<remark  id="s2b22c71l1" />ย่อมเจริญด้วยสุตะ ย่อมเจริญด้วยจาคะ ย่อมเจริญด้วยปัญญา ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวก
			<remark  id="s2b22c71l2" />ผู้เจริญด้วยธรรมเป็นเหตุเจริญ ๕ ประการนี้แล ชื่อว่าย่อมเจริญด้วยธรรมเป็นเหตุเจริญอย่าง
			<remark  id="s2b22c71l3" />ประเสริฐชื่อว่าเป็นผู้ยึดถือสาระ และยึดถือสิ่งประเสริฐแห่งกาย ฯ
			<remark  id="s2b22c71l4" />อริยสาวกผู้ใด ย่อมเจริญด้วยศรัทธา ศีล สุตะ จาคะ  และปัญญา 
			<remark  id="s2b22c71l5" />ทั้งสองฝ่าย อริยสาวกผู้เช่นนั้น เป็นสัปบุรุษ  มีปรีชาเห็นประจักษ์ ชื่อ
			<remark  id="s2b22c71l6" />ว่าย่อมยึดถือสาระแห่งตนในโลกนี้ไว้ได้ทีเดียว ฯ
			<remark  id="s2b22c71l7" />		           จบสูตรที่ ๓
			<remark  id="s2b22c71l8" />		         ๔. วัฑฒิสูตรที่ ๒
			<remark  id="s2b22c71l9" /> 	[๖๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวิกาผู้เจริญด้วยธรรมเป็นเหตุเจริญ ๕ ประการ ชื่อ
			<remark  id="s2b22c71l10" />ว่าย่อมเจริญด้วยธรรมเป็นเหตุเจริญอย่างประเสริฐ ชื่อว่าเป็นผู้ยึดถือสาระ และยึดถือสิ่งประเสริฐ
			<remark  id="s2b22c71l11" />แห่งกาย ธรรมเป็นเหตุเจริญ ๕ ประการเป็นไฉนคือ ย่อมเจริญด้วยศรัทธา ย่อมเจริญด้วยศีล 
			<remark  id="s2b22c71l12" />ย่อมเจริญด้วยสุตะ ย่อมเจริญด้วยจาคะ ย่อมเจริญด้วยปัญญา ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวิกา
			<remark  id="s2b22c71l13" />ผู้เจริญด้วยธรรมเป็นเหตุเจริญ ๕ ประการนี้แล ชื่อว่าย่อมเจริญด้วยธรรมเป็นเหตุเจริญอย่าง
			<remark  id="s2b22c71l14" />ประเสริฐ ชื่อว่าเป็นผู้ยึดถือสาระ และยึดถือสิ่งประเสริฐแห่งกาย ฯ
			<remark  id="s2b22c71l15" />อริยสาวิกาผู้ใด ย่อมเจริญด้วยศรัทธา ศีล สุตะ จาคะ และปัญญา 
			<remark  id="s2b22c71l16" />ทั้งสองฝ่าย อริยสาวิกาผู้เช่นนั้น เป็นผู้มีศีล เป็นอุบาสิกา ชื่อว่าย่อมยึด
			<remark  id="s2b22c71l17" />ถือสาระแห่งตนในโลกนี้ไว้ได้ทีเดียว ฯ
			<remark  id="s2b22c71l18" />		           จบสูตรที่ ๔
			<remark  id="s2b22c71l19" />		         ๕. สากัจฉสูตร
			<remark  id="s2b22c71l20" /> 	[๖๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ ย่อมเป็นผู้ควรสนทนา
			<remark  id="s2b22c71l21" />ของเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลาย ธรรม ๕ ประการเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรม
		</para>
	</section>
	<section id="s2b22c72" >
		<para id="s2b22c72p">
			<remark  id="s2b22c72l1" />วินัยนี้ ย่อมเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยศีลด้วยตนเอง และเป็นผู้พยากรณ์ปัญหาที่มาในกถาปรารภสีล
			<remark  id="s2b22c72l2" />สัมปทาได้ ๑ ย่อมเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยสมาธิด้วยตนเอง และเป็นผู้พยากรณ์ปัญหาที่มาในกถาปรารภ
			<remark  id="s2b22c72l3" />สมาธิสัมปทาได้ ๑ย่อมเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยปัญญาด้วยตนเอง และเป็นผู้พยากรณ์ปัญหาที่มาใน
			<remark  id="s2b22c72l4" />กถาปรารภปัญญาสัมปทาได้ ๑ ย่อมเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยวิมุตติด้วยตนเอง และเป็นผู้พยากรณ์
			<remark  id="s2b22c72l5" />ปัญหาที่มาในกถาปรารภวิมุตติสัมปทาได้ ๑ ย่อมเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยวิมุตติญาณทัสสนะด้วยตนเอง
			<remark  id="s2b22c72l6" /> และเป็นผู้พยากรณ์ปัญหาที่มาในกถาปรารภวิมุตติญาณทัสสนสัมปทาได้ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
			<remark  id="s2b22c72l7" />ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการนี้แล ย่อมเป็นผู้ควรสนทนาของเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลาย ฯ
			<remark  id="s2b22c72l8" />		           จบสูตรที่ ๕
			<remark  id="s2b22c72l9" />		          ๖. สาชีวสูตร
			<remark  id="s2b22c72l10" /> 	[๖๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ ย่อมเป็นผู้ควรดำรง
			<remark  id="s2b22c72l11" />ชีพร่วมกันของเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลาย ธรรม ๕ ประการเป็นไฉนดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุ
			<remark  id="s2b22c72l12" />ในธรรมวินัยนี้ ย่อมเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยศีลด้วยตนเองและเป็นผู้พยากรณ์ปัญหาที่ตั้งขึ้นในกถา
			<remark  id="s2b22c72l13" />ปรารภสีลสัมปทาได้ ๑ ย่อมเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยสมาธิด้วยตนเอง และเป็นผู้พยากรณ์ปัญหาที่ตั้ง
			<remark  id="s2b22c72l14" />ขึ้นในกถาปรารภสมาธิสัมปทาได้ ๑ ย่อมเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยปัญญาด้วยตนเอง และเป็นผู้พยากรณ์
			<remark  id="s2b22c72l15" />ปัญหาที่ตั้งขึ้นในกถาปรารภปัญญาสัมปทาได้ ๑ ย่อมเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยวิมุตติด้วยตนเอง และ
			<remark  id="s2b22c72l16" />เป็นผู้พยากรณ์ปัญหาที่ตั้งขึ้นในกถาปรารภวิมุตติสัมปทาได้ ๑ ย่อมเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยวิมุตติญาณ
			<remark  id="s2b22c72l17" />ทัสสนะด้วยตนเอง และเป็นผู้พยากรณ์ปัญหาที่ตั้งขึ้นในกถาปรารภวิมุตติญาณทัสสนสัมปทาได้ ๑
			<remark  id="s2b22c72l18" /> ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการนี้แล เป็นผู้ควรดำรงชีพร่วมกันของเพื่อน
			<remark  id="s2b22c72l19" />พรหมจรรย์ทั้งหลาย ฯ
			<remark  id="s2b22c72l20" />		           จบสูตรที่ ๖
			<remark  id="s2b22c72l21" />		       ๗. อิทธิปาทสูตรที่ ๑
			<remark  id="s2b22c72l22" /> 	[๖๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุหรือภิกษุณีรูปใดรูปหนึ่ง ย่อมเจริญ ย่อมทำให้มาก
			<remark  id="s2b22c72l23" />ซึ่งธรรม ๕ ประการ ภิกษุหรือภิกษุณีรูปนั้น พึงหวังได้ผล ๒ ประการอย่างใดอย่างหนึ่ง คือ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b22c73" >
		<para id="s2b22c73p">
			<remark  id="s2b22c73l1" /> อรหัตผลหรือเมื่อมีอุปาทานขันธ์เหลืออยู่ เป็นพระอนาคามี ในปัจจุบันนี้เทียว ธรรม ๕ ประการ
			<remark  id="s2b22c73l2" />เป็นไฉน คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ย่อมเจริญอิทธิบาทที่ประกอบด้วยฉันทสมาธิและปธาน
			<remark  id="s2b22c73l3" />สังขาร ๑ ย่อมเจริญอิทธิบาทที่ประกอบด้วยวิริยสมาธิและปธานสังขาร ๑ ย่อมเจริญอิทธิบาทที่
			<remark  id="s2b22c73l4" />ประกอบด้วยจิตตสมาธิและปธานสังขาร ๑ ย่อมเจริญอิทธิบาทที่ประกอบด้วยวิมังสาสมาธิและ
			<remark  id="s2b22c73l5" />ปธานสังขาร ๑ ย่อมเจริญวิริยะอย่างยิ่งเป็นที่ ๕ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุหรือภิกษุณีรูปใดรูป
			<remark  id="s2b22c73l6" />หนึ่ง ย่อมเจริญ ย่อมทำให้มาก ซึ่งธรรม ๕ ประการนี้แลภิกษุหรือภิกษุณีรูปนั้น พึงหวังได้
			<remark  id="s2b22c73l7" />ผล ๒ ประการ อย่างใดอย่างหนึ่ง คือ อรหัตผลหรือเมื่อมีอุปาทานขันธ์เหลืออยู่ เป็นพระอนาคา
			<remark  id="s2b22c73l8" />มี ในปัจจุบันนี้เทียว ฯ
			<remark  id="s2b22c73l9" />		           จบสูตรที่ ๗
			<remark  id="s2b22c73l10" />		       ๘. อิทธิปาทสูตรที่ ๒
			<remark  id="s2b22c73l11" /> 	[๖๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อก่อนแต่ตรัสรู้ เราเป็นพระโพธิสัตว์ ยังไม่ได้ตรัสรู้ 
			<remark  id="s2b22c73l12" />ได้เจริญ ทำให้มากซึ่งธรรม ๕ ประการ ธรรม ๕ ประการเป็นไฉนคือ เราได้เจริญอิทธิบาท
			<remark  id="s2b22c73l13" />ที่ประกอบด้วยฉันทสมาธิและปธานสังขาร ๑ ได้เจริญอิทธิบาทที่ประกอบด้วยวิริยสมาธิและปธาน
			<remark  id="s2b22c73l14" />สังขาร ๑ ได้เจริญอิทธิบาทที่ประกอบด้วยจิตตสมาธิและปธานสังขาร ๑ ได้เจริญอิทธิบาทที่
			<remark  id="s2b22c73l15" />ประกอบด้วยวิมังสาสมาธิและปธานสังขาร ๑ ได้เจริญวิริยะอย่างยิ่งเป็นที่ ๕ ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
			<remark  id="s2b22c73l16" />เพราะได้เจริญ ทำให้มากซึ่งธรรมมีวิริยะอย่างยิ่งเป็นที่ ๕ นี้ เราได้โน้มน้อมจิตไปเพื่อทำให้แจ้ง
			<remark  id="s2b22c73l17" />ด้วยปัญญาอันยิ่ง ซึ่งธรรมที่จะพึงทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งใดๆ เมื่อเหตุมีอยู่ เราถึงความเป็น
			<remark  id="s2b22c73l18" />ผู้ควรเป็นพยานได้ในธรรมนั้นๆ โดยแน่นอน ถ้าเราหวังก็พึงแสดงฤทธิ์ได้หลายประการ คือ 
			<remark  id="s2b22c73l19" />คนเดียวเป็นหลายคนก็ได้ ฯลฯ ใช้อำนาจทางกายไปตลอดพรหมโลกก็ได้ เมื่อเหตุมีอยู่ เราถึงความ
			<remark  id="s2b22c73l20" />เป็นผู้ควรเป็นพยานในธรรมนั้นๆ ได้โดยแน่นอน ฯลฯ ถ้าเราหวัง ก็พึงทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติ 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b22c74" >
		<para id="s2b22c74p">
			<remark  id="s2b22c74l1" />ปัญญาวิมุติอันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไป ด้วยปัญญาอันยิ่งเองในปัจจุบันเข้า
			<remark  id="s2b22c74l2" />ถึงอยู่ เมื่อเหตุมีอยู่ เราถึงความเป็นผู้ควรเป็นพยานในธรรมนั้นๆ ได้โดยแน่นอน ฯ
			<remark  id="s2b22c74l3" />		           จบสูตรที่ ๘
			<remark  id="s2b22c74l4" />		         ๙. นิพพิทาสูตร
			<remark  id="s2b22c74l5" /> 	[๖๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๕ ประการนี้ อันบุคคลเจริญแล้ว  ทำให้มากแล้ว 
			<remark  id="s2b22c74l6" />ย่อมเป็นไปเพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อคลายกำหนัด เพื่อดับสนิทเพื่อเข้าไปสงบ เพื่อรู้ยิ่ง เพื่อ
			<remark  id="s2b22c74l7" />ตรัสรู้ และเพื่อนิพพานโดยส่วนเดียว ธรรม ๕ประการเป็นไฉน คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ 
			<remark  id="s2b22c74l8" />ย่อมพิจารณาเห็นว่าไม่งามในกาย ๑มีความสำคัญว่าเป็นของปฏิกูลในอาหาร ๑ มีความสำคัญว่า
			<remark  id="s2b22c74l9" />ไม่น่ายินดีในโลกทั้งปวง ๑ พิจารณาเห็นว่าไม่เที่ยงในสังขารทั้งปวง ๑ ย่อมเข้าไปตั้งมรณสัญญา
			<remark  id="s2b22c74l10" />ไว้ในภายใน ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๕ ประการนี้แล อันบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว 
			<remark  id="s2b22c74l11" />ย่อมเป็นไปเพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อคลายกำหนัด เพื่อดับสนิท เพื่อเข้าไปสงบ เพื่อรู้ยิ่ง เพื่อ
			<remark  id="s2b22c74l12" />ตรัสรู้ เพื่อนิพพาน ฯ
			<remark  id="s2b22c74l13" />		           จบสูตรที่ ๙
			<remark  id="s2b22c74l14" />		        ๑๐. อาสวักขยสูตร
			<remark  id="s2b22c74l15" /> 	[๗๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๕ ประการนี้ อันบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว 
			<remark  id="s2b22c74l16" />ย่อมเป็นไปเพื่อความสิ้นอาสวะทั้งหลาย ธรรม ๕ ประการเป็นไฉนคือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้
			<remark  id="s2b22c74l17" /> ย่อมพิจารณาเห็นว่าไม่งามในกาย ๑ มีความสำคัญว่าเป็นของปฏิกูลในอาหาร ๑ มีความสำคัญว่า
			<remark  id="s2b22c74l18" />ไม่น่ายินดีในโลกทั้งปวง ๑ พิจารณาเห็นว่าไม่เที่ยงในสังขารทั้งปวง ๑ เข้าไปตั้งมรณสัญญาไว้ใน
			<remark  id="s2b22c74l19" />ภายใน ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๕ ประการนี้แล อันบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อม
			<remark  id="s2b22c74l20" />เป็นไปเพื่อความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย ฯ
			<remark  id="s2b22c74l21" />		          จบสูตรที่ ๑๐
			<remark  id="s2b22c74l22" />		        จบสัญญาวรรคที่ ๒
			<remark  id="s2b22c74l23" />		        __________________
		</para>
	</section>
	<section id="s2b22c75" >
		<para id="s2b22c75p">
			<remark  id="s2b22c75l1" />		    รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
			<remark  id="s2b22c75l2" />๑. สัญญาสูตรที่ ๑		๒. สัญญาสูตรที่ ๒ 
			<remark  id="s2b22c75l3" />๓. วัฑฒิสูตรที่ ๑		๔. วัฑฒิสูตรที่ ๒ 
			<remark  id="s2b22c75l4" />๕. สากัจฉสูตร 		๖. สาชีวสูตร 
			<remark  id="s2b22c75l5" />๗. อิทธิปาทสูตรที่ ๑	๘. อิทธิปาทสูตรที่ ๒ 
			<remark  id="s2b22c75l6" />๙. นิพพิทาสูตร 		๑๐. อาสวักขยสูตร ฯ
			<remark  id="s2b22c75l7" />		        __________________
		</para>
	</section>
	<section id="s2b22c76" >
		<para id="s2b22c76p">
			<remark  id="s2b22c76l1" />		         โยธาชีววรรคที่ ๓
			<remark  id="s2b22c76l2" />		       ๑. เจโตวิมุติสูตรที่ ๑
			<remark  id="s2b22c76l3" /> 	[๗๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๕ ประการนี้ อันบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว 
			<remark  id="s2b22c76l4" />ย่อมมีเจโตวิมุติเป็นผล และมีเจโตวิมุติเป็นผลานิสงส์ ย่อมมีปัญญาวิมุติเป็นผล และมี
			<remark  id="s2b22c76l5" />ปัญญาวิมุติเป็นผลานิสงส์ ธรรม ๕ ประการเป็นไฉนคือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมเป็นผู้
			<remark  id="s2b22c76l6" />พิจารณาเห็นว่าไม่งามในกาย ๑ ย่อมมีความสำคัญว่าเป็นของปฏิกูล ในอาหาร ๑ ย่อมมีความสำคัญ
			<remark  id="s2b22c76l7" />ว่าไม่น่ายินดีในโลกทั้งปวง ๑ ย่อมพิจารณาเห็นว่าไม่เที่ยงในสังขารทั้งปวง ๑ ย่อมเข้าไปตั้งมรณ
			<remark  id="s2b22c76l8" />สัญญาไว้ในภายใน ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๕ ประการนี้แล อันบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มาก
			<remark  id="s2b22c76l9" />แล้ว ย่อมมีเจโตวิมุติเป็นผลานิสงส์ย่อมมีปัญญาวิมุติเป็นผล และมีปัญญาวิมุติเป็นผลานิสงส์ 
			<remark  id="s2b22c76l10" />เมื่อใด ภิกษุเป็นผู้มีเจโตวิมุติและปัญญาวิมุติ เมื่อนั้น ภิกษุนี้เรียกว่าเป็นผู้ถอนลิ่มสลักขึ้นได้
			<remark  id="s2b22c76l11" />ดังนี้บ้าง ว่าเป็นผู้รื้อเครื่องแวดล้อมได้ ดังนี้บ้าง ว่าเป็นผู้ถอนเสาระเนียดขึ้นได้ ดังนี้บ้าง ว่า
			<remark  id="s2b22c76l12" />เป็นผู้ถอดกลอนออกได้ ดังนี้บ้าง ว่าเป็นผู้ไกลจากข้าศึกปลดธงลงได้ ปลงภาระลงได้ ไม่
			<remark  id="s2b22c76l13" />ประกอบด้วยวัฏฏะ ดังนี้บ้าง ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุชื่อว่าเป็นผู้ถอนลิ่มสลักขึ้นได้อย่างไร
			<remark  id="s2b22c76l14" /> คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้เป็นผู้ละอวิชชาเสียได้ ถอนรากขึ้นแล้ว ทำให้เป็นเหมือนตาลยอดด้วน
			<remark  id="s2b22c76l15" /> ทำไม่ให้มี ไม่ให้เกิดขึ้นอีกต่อไปเป็นธรรมดา ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุชื่อว่าเป็นผู้ถอนลิ่มสลักขึ้น
			<remark  id="s2b22c76l16" />ได้อย่างนี้แล ภิกษุเป็นผู้รื้อเครื่องแวดล้อมได้อย่างไร คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ละชาติ
			<remark  id="s2b22c76l17" />สงสารที่เป็นเหตุนำให้เกิดในภพใหม่ต่อไปได้ ถอนรากขึ้นแล้ว ทำให้เป็นเหมือนตาลยอดด้วน
			<remark  id="s2b22c76l18" /> ทำไม่ให้มี ไม่ให้เกิดขึ้นอีกต่อไปเป็นธรรมดา ภิกษุชื่อว่าเป็นผู้รื้อเครื่องแวดล้อมได้อย่างนี้แล 
			<remark  id="s2b22c76l19" />ภิกษุชื่อว่าเป็นผู้ถอนเสาระเนียดขึ้นได้อย่างไร คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ละตัณหาเสียได้ 
			<remark  id="s2b22c76l20" />ถอนรากขึ้นแล้ว ทำให้เป็นเหมือนตาลยอดด้วน ทำไม่ให้มี ไม่ให้เกิดขึ้นอีกต่อไปเป็นธรรมดา
			<remark  id="s2b22c76l21" /> ภิกษุชื่อว่าเป็นผู้ถอนเสาระเนียดขึ้นได้อย่างนี้แลภิกษุชื่อว่าเป็นผู้ถอนกลอนออกได้อย่างไร คือ
			<remark  id="s2b22c76l22" /> ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ละโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ ประการเสียได้ ถอนรากขึ้นแล้ว ทำให้เป็น
			<remark  id="s2b22c76l23" />เหมือนตาลยอดด้วน ทำไม่ให้มี ไม่ให้เกิดขึ้นอีกต่อไปเป็นธรรมดา ภิกษุชื่อว่าเป็นผู้ถอดกลอน
			<remark  id="s2b22c76l24" />ออกได้อย่างนี้แล ภิกษุชื่อว่าเป็นผู้ไกลจากข้าศึก ปลดธงลงได้ ปลงภาระลงได้ไม่ประกอบ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b22c77" >
		<para id="s2b22c77p">
			<remark  id="s2b22c77l1" />ด้วยวัฏฏะอย่างไร คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ละอัสมิมานะเสียได้ ถอนรากขึ้นแล้ว 
			<remark  id="s2b22c77l2" />ทำให้เป็นเหมือนตาลยอดด้วน ทำไม่ให้มี ไม่ให้เกิดขึ้นอีกต่อไปเป็นธรรมดา ภิกษุชื่อว่าเป็นผู้
			<remark  id="s2b22c77l3" />ไกลจากข้าศึก ปลดธงลงได้ ปลงภาระลงได้ ไม่ประกอบด้วยวัฏฏะใดๆ อย่างนี้แล ฯ
			<remark  id="s2b22c77l4" />		           จบสูตรที่ ๑
			<remark  id="s2b22c77l5" />		       ๒. เจโตวิมุติสูตรที่ ๒
			<remark  id="s2b22c77l6" /> 	[๗๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๕ ประการนี้ อันบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว 
			<remark  id="s2b22c77l7" />ย่อมมีเจโตวิมุติเป็นผล และมีเจโตวิมุติเป็นผลานิสงส์ ย่อมมีปัญญาวิมุติเป็นผล และมีปัญญา
			<remark  id="s2b22c77l8" />วิมุติเป็นผลานิสงส์ ธรรม ๕ ประการเป็นไฉนคือ ความสำคัญว่าไม่เที่ยง ๑ ความสำคัญว่าเป็น
			<remark  id="s2b22c77l9" />ทุกข์ในสิ่งไม่เที่ยง ๑ ความสำคัญว่าเป็นอนัตตาในสิ่งที่เป็นทุกข์ ๑ ความสำคัญในการละ ๑ ความ
			<remark  id="s2b22c77l10" />สำคัญในความคลายกำหนัด ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๕ ประการนี้แล อันบุคคลเจริญแล้ว
			<remark  id="s2b22c77l11" />ทำให้มากแล้ว ย่อมมีเจโตวิมุติเป็นผล และมีเจโตวิมุติเป็นผลานิสงส์ ย่อมมีปัญญาวิมุติเป็นผล
			<remark  id="s2b22c77l12" /> และมีปัญญาวิมุติเป็นผลานิสงส์ เมื่อใด ภิกษุเป็นผู้มีเจโตวิมุติและปัญญาวิมุติ เมื่อนั้น ภิกษุ
			<remark  id="s2b22c77l13" />นี้เรียกว่าเป็นผู้ถอนลิ่มสลักขึ้นได้ ดังนี้บ้าง ว่าเป็นผู้รื้อเครื่องแวดล้อมได้ ดังนี้บ้าง ว่าเป็น
			<remark  id="s2b22c77l14" />ผู้ถอนเสาระเนียดขึ้นได้ดังนี้บ้าง ว่าเป็นผู้ถอดกลอนออกได้ ดังนี้บ้าง ว่าเป็นผู้ไกลจากข้าศึก
			<remark  id="s2b22c77l15" /> ปลดธงลงได้ ปลงภาระลงได้ ไม่ประกอบด้วยวัฏฏะ ดังนี้บ้าง ดูกรภิกษุทั้งหลายภิกษุชื่อว่า
			<remark  id="s2b22c77l16" />เป็นผู้ถอนลิ่มสลักขึ้นได้อย่างไร คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้เป็นผู้ละอวิชชาเสียได้ ถอนรากขึ้น
			<remark  id="s2b22c77l17" />แล้ว ทำให้เป็นเหมือนตาลยอดด้วน ทำไม่ให้มี ไม่ให้เกิดขึ้นอีกต่อไปเป็นธรรมดา ภิกษุชื่อว่า
			<remark  id="s2b22c77l18" />เป็นผู้ถอนลิ่มสลักขึ้นได้อย่างนี้แล ภิกษุชื่อว่าเป็นผู้รื้อเครื่องแวดล้อมได้อย่างไร คือ ภิกษุใน
			<remark  id="s2b22c77l19" />ธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ละชาติสงสารที่เป็นเหตุนำให้เกิดในภพใหม่ต่อไปได้ ถอนรากขึ้นแล้ว ทำให้
			<remark  id="s2b22c77l20" />เป็นเหมือนตาลยอดด้วน ทำไม่ให้มี ไม่ให้เกิดขึ้นอีกต่อไปเป็นธรรมดา ภิกษุชื่อว่าเป็นผู้รื้อเครื่อง
			<remark  id="s2b22c77l21" />แวดล้อมได้อย่างนี้แล ภิกษุชื่อว่าเป็นผู้ถอนเสาระเนียดขึ้นได้อย่างไรคือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ 
			<remark  id="s2b22c77l22" />เป็นผู้ละตัณหาเสียได้ ถอนรากขึ้นแล้ว ทำให้เป็นเหมือนตาลยอดด้วน ทำไม่ให้มี ไม่ให้เกิด
			<remark  id="s2b22c77l23" />ขึ้นอีกต่อไปเป็นธรรมดา ภิกษุชื่อว่าเป็นผู้ถอนเสาระเนียดขึ้นได้อย่างนี้แล ภิกษุชื่อว่าเป็นผู้ถอด
			<remark  id="s2b22c77l24" />กลอนออกได้อย่างไรคือภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ละโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ เสียได้ ถอน
		</para>
	</section>
	<section id="s2b22c78" >
		<para id="s2b22c78p">
			<remark  id="s2b22c78l1" />รากขึ้นแล้ว ทำให้เป็นเหมือนตาลยอดด้วน ทำไม่ให้มี ไม่ให้เกิดขึ้นอีกต่อไปเป็นธรรมดา
			<remark  id="s2b22c78l2" /> ภิกษุชื่อว่าเป็นผู้ถอดกลอนออกได้อย่างนี้แล ภิกษุชื่อว่าเป็นผู้ไกลจากข้าศึก ปลดธงลงได้ ปลง
			<remark  id="s2b22c78l3" />ภาระลงได้ ไม่ประกอบด้วยวัฏฏะอย่างไร คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ละอัสมิมานะได้
			<remark  id="s2b22c78l4" /> ถอนรากขึ้นแล้ว ทำให้เป็นเหมือนตาลยอดด้วน ทำไม่ให้มี ไม่ให้เกิดขึ้นอีกต่อไปเป็นธรรมดา 
			<remark  id="s2b22c78l5" />ภิกษุชื่อว่าเป็นผู้ไกลจากข้าศึก ปลดธงลงได้ ปลงภาระลงได้ ไม่ประกอบด้วยวัฏฏะอย่างนี้แล ฯ
			<remark  id="s2b22c78l6" />		           จบสูตรที่ ๒
			<remark  id="s2b22c78l7" />		      ๓. ธรรมวิหาริกสูตรที่ ๑
			<remark  id="s2b22c78l8" /> 	[๗๓] ครั้งนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่ง เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ  ถวายบังคม
			<remark  id="s2b22c78l9" />แล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคว่าข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ที่
			<remark  id="s2b22c78l10" />เรียกว่าผู้อยู่ในธรรมๆ ดังนี้ ภิกษุชื่อว่าเป็นผู้อยู่ในธรรมด้วยเหตุเพียงเท่าไรหนอ ฯ
			<remark  id="s2b22c78l11" />     พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมเรียนธรรมคือ สุตตะ 
			<remark  id="s2b22c78l12" />เคยยะ เวยยากรณะ คาถา อุทาน อิติวุตตกะ ชาดก อัพภูตธรรมเวทัลละ เธอย่อมปล่อย
			<remark  id="s2b22c78l13" />ให้วันคืนล่วงไป ละการหลีกออกเร้นอยู่ ไม่ประกอบความสงบใจในภายใน เพราะการเรียนธรรม
			<remark  id="s2b22c78l14" />นั้น ภิกษุนี้เรียกว่าเป็นผู้มากด้วยการเรียน ไม่ชื่อว่าเป็นผู้อยู่ในธรรม ฯ
			<remark  id="s2b22c78l15" />     อีกประการหนึ่ง ภิกษุย่อมแสดงธรรมตามที่ได้สดับมาแล้ว ตามที่ได้เรียนมาแล้ว 
			<remark  id="s2b22c78l16" />แก่ผู้อื่นโดยพิสดาร เธอย่อมปล่อยให้วันคืนล่วงไป ละการหลีกออกเร้นอยู่ ไม่ประกอบความ
			<remark  id="s2b22c78l17" />สงบใจในภายใน เพราะการแสดงธรรมนั้น ภิกษุนี้เรียกว่าเป็นผู้มากด้วยการแสดงธรรม ไม่ชื่อ
			<remark  id="s2b22c78l18" />ว่าเป็นผู้อยู่ในธรรม ฯ
			<remark  id="s2b22c78l19" />     อีกประการหนึ่ง ภิกษุย่อมกระทำการสาธยายธรรมตามที่ได้สดับมาแล้ว ตามที่ได้เรียน
			<remark  id="s2b22c78l20" />มาแล้ว โดยพิสดาร เธอย่อมปล่อยให้วันคืนล่วงไป ละการหลีกออกเร้นอยู่ ไม่ประกอบความ
			<remark  id="s2b22c78l21" />สงบใจในภายใน เพราะการสาธยายธรรมนั้น ภิกษุนี้เรียกว่า เป็นผู้มากด้วยการสาธยาย ไม่ชื่อ
			<remark  id="s2b22c78l22" />ว่าเป็นผู้อยู่ในธรรม ฯ
			<remark  id="s2b22c78l23" />     อีกประการหนึ่ง ภิกษุย่อมตรึกตาม ตรองตาม เพ่งตามด้วยใจ ซึ่งธรรม ตามที่ได้
			<remark  id="s2b22c78l24" />สดับมาแล้ว ตามที่ได้เรียนมาแล้ว เธอย่อมปล่อยให้วันคืนล่วงไปละการหลีกออกเร้นอยู่ ไม่
		</para>
	</section>
	<section id="s2b22c79" >
		<para id="s2b22c79p">
			<remark  id="s2b22c79l1" />ประกอบความสงบใจในภายใน เพราะการตรึกตามธรรมนั้น ภิกษุนี้เรียกว่า เป็นผู้มากด้วยการ
			<remark  id="s2b22c79l2" />ตรึกธรรม ไม่ชื่อว่าเป็นผู้อยู่ในธรรมภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมเล่าเรียนธรรม คือ สุตตะ 
			<remark  id="s2b22c79l3" />เคยยะ เวยยากรณะ คาถาอุทาน อิติวุตตกะ ชาดก อัพภูตธรรม เวทัลละ เธอย่อมไม่ปล่อย
			<remark  id="s2b22c79l4" />ให้วันคืนล่วงไป ไม่ละการหลีกออกเร้นอยู่ ประกอบความสงบใจในภายใน เพราะการเล่าเรียน
			<remark  id="s2b22c79l5" />ธรรมนั้น ภิกษุชื่อว่าเป็นผู้อยู่ในธรรมอย่างนี้แล ดูกรภิกษุ เราแสดงภิกษุผู้มากด้วยการเล่าเรียน
			<remark  id="s2b22c79l6" />ธรรม แสดงภิกษุผู้มากด้วยการแสดงธรรม แสดงภิกษุผู้มากด้วยการสาธยายธรรม แสดงภิกษุ
			<remark  id="s2b22c79l7" />ผู้มากด้วยการตรึกธรรม แสดงภิกษุผู้อยู่ในธรรม ด้วยประการฉะนี้ ดูกรภิกษุ กิจใดอันศาสดา
			<remark  id="s2b22c79l8" />ผู้หวังประโยชน์เกื้อกูลอนุเคราะห์ อาศัยความเอ็นดู พึงกระทำแก่สาวกทั้งหลาย กิจนั้นเราได้
			<remark  id="s2b22c79l9" />ทำแก่เธอทั้งหลายแล้ว ดูกรภิกษุ นั่นโคนต้นไม้ นั่นเรือนว่าง เธอจงเพ่งฌาน อย่าประมาท 
			<remark  id="s2b22c79l10" />อย่าเป็นผู้มีความเดือดร้อนในภายหลัง นี้เป็นอนุสาสนีของเราเพื่อเธอทั้งหลาย ฯ
			<remark  id="s2b22c79l11" />		           จบสูตรที่ ๓
			<remark  id="s2b22c79l12" />		      ๔. ธรรมวิหาริกสูตรที่ ๒
			<remark  id="s2b22c79l13" /> 	[๗๔] ครั้งนั้น ภิกษุรูปหนึ่ง เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคมแล้ว 
			<remark  id="s2b22c79l14" />นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคว่าข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ที่เรียก
			<remark  id="s2b22c79l15" />ว่าผู้อยู่ในธรรมๆ ดังนี้ ภิกษุชื่อว่าเป็นผู้อยู่ในธรรมด้วยเหตุเพียงเท่าไรหนอ ฯ
			<remark  id="s2b22c79l16" />     พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมเรียนธรรม คือ สุตตะ
			<remark  id="s2b22c79l17" /> ... เวทัลละ เธอย่อมไม่ทราบเนื้อความของธรรมนั้นที่ยิ่งขึ้นไปด้วยปัญญา ภิกษุนี้เรียกว่า เป็นผู้
			<remark  id="s2b22c79l18" />มากด้วยการเรียน ไม่ชื่อว่าเป็นผู้อยู่ในธรรม ฯลฯ
			<remark  id="s2b22c79l19" />     ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมเล่าเรียนธรรม คือ สุตตะ ... เวทัลละ เธอย่อมทราบชัด
			<remark  id="s2b22c79l20" />เนื้อความของธรรมนั้นที่ยิ่งขึ้นไปด้วยปัญญา ภิกษุชื่อว่าเป็นผู้อยู่ในธรรมอย่างนี้แล ดูกรภิกษุ ฯลฯ
			<remark  id="s2b22c79l21" /> นี้เป็นอนุสาสนีของเราเพื่อเธอทั้งหลาย ฯ
			<remark  id="s2b22c79l22" />		           จบสูตรที่ ๔
		</para>
	</section>
	<section id="s2b22c80" >
		<para id="s2b22c80p">
			<remark  id="s2b22c80l1" />		       ๕. โยธาชีวสูตรที่ ๑
			<remark  id="s2b22c80l2" /> 	[๗๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย นักรบอาชีพ ๕ จำพวกนี้ มีปรากฏอยู่ในโลก ๕ จำพวก
			<remark  id="s2b22c80l3" />เป็นไฉน คือ นักรบอาชีพบางพวกในโลกนี้เห็นฝุ่นฟุ้งขึ้นเท่านั้นย่อมหยุดนิ่ง สะทกสะท้าน 
			<remark  id="s2b22c80l4" />ไม่สามารถเข้ารบได้ นักรบอาชีพบางพวกแม้เช่นนี้ก็มีอยู่นี้เป็นนักรบอาชีพพวกที่ ๑ มีปรากฏ
			<remark  id="s2b22c80l5" />อยู่ในโลก ฯ
			<remark  id="s2b22c80l6" />     อีกประการหนึ่ง นักรบอาชีพบางพวกในโลกนี้ แม้เห็นฝุ่นฟุ้งขึ้นก็อดทนได้ แต่พอ
			<remark  id="s2b22c80l7" />เห็นยอดธงข้าศึกเข้าเท่านั้นย่อมหยุดนิ่ง สะทกสะท้าน ไม่สามารถเข้ารบได้ นักรบอาชีพบางพวก
			<remark  id="s2b22c80l8" />แม้เช่นนี้ก็มีอยู่ นี้เป็นนักรบอาชีพพวกที่ ๒ มีปรากฏอยู่ในโลก ฯ
			<remark  id="s2b22c80l9" />     อีกประการหนึ่ง นักรบอาชีพบางพวกในโลกนี้ แม้เห็นฝุ่นฟุ้งขึ้นก็อดทนได้ แม้เห็น
			<remark  id="s2b22c80l10" />ยอดธงของข้าศึกก็อดทนได้ แต่พอได้ยินเสียงกึกก้องของข้าศึกเข้าเท่านั้นย่อมหยุดนิ่ง สะทกสะท้าน 
			<remark  id="s2b22c80l11" />ไม่สามารถเข้ารบได้ นักรบอาชีพบางพวกแม้เช่นนี้ก็มีอยู่ นี้เป็นนักรบอาชีพพวกที่ ๓ มีปรากฎ
			<remark  id="s2b22c80l12" />อยู่ในโลก ฯ
			<remark  id="s2b22c80l13" />     อีกประการหนึ่ง นักรบอาชีพบางพวกในโลกนี้ แม้เห็นฝุ่นฟุ้งขึ้นก็อดทนได้ แม้เห็น
			<remark  id="s2b22c80l14" />ยอดธงของข้าศึกก็อดทนได้ แม้ได้ยินเสียงกึกก้องของข้าศึกก็อดทนได้ แต่ว่าย่อมขลาดสะดุ้ง
			<remark  id="s2b22c80l15" />ต่อการสัมปหารของข้าศึก นักรบอาชีพบางพวกแม้เช่นนี้ก็มีอยู่ นี้เป็นนักรบอาชีพพวกที่ ๔ มี
			<remark  id="s2b22c80l16" />ปรากฏอยู่ในโลก ฯ
			<remark  id="s2b22c80l17" />     อีกประการหนึ่ง นักรบอาชีพบางพวกในโลกนี้ แม้เห็นฝุ่นฟุ้งขึ้นก็อดทนได้ แม้เห็น
			<remark  id="s2b22c80l18" />ยอดธงของข้าศึกก็อดทนได้ แม้ได้ยินเสียงกึกก้องของข้าศึกก็อดทนได้ อดทนต่อการสัมปหาร
			<remark  id="s2b22c80l19" />ของข้าศึกได้ เขาชนะสงครามแล้ว เป็นผู้พิชิตสงคราม ยึดครองค่ายสงครามนั้นไว้ได้ นักรบ
			<remark  id="s2b22c80l20" />อาชีพบางพวกแม้เช่นนี้ก็มีอยู่ นี้เป็นนักรบอาชีพพวกที่ ๕ มีปรากฏอยู่ในโลก ฯ
			<remark  id="s2b22c80l21" />     ดูกรภิกษุทั้งหลาย นักรบอาชีพ ๕ จำพวกนี้แล มีปรากฏอยู่ในโลก ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
			<remark  id="s2b22c80l22" />บุคคลผู้เปรียบด้วยนักรบอาชีพ ๕ จำพวกนี้ มีปรากฏอยู่ในพวกภิกษุ ฉันนั้นเหมือนกัน ๕ จำพวก
			<remark  id="s2b22c80l23" />เป็นไฉน คือ
			<remark  id="s2b22c80l24" />     ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เห็นฝุ่นฟุ้งขึ้นเท่านั้นย่อมหยุดนิ่ง สะทกสะท้านไม่สามารถจะ
			<remark  id="s2b22c80l25" />สืบต่อพรหมจรรย์ไปได้ ทำให้แจ้งความเป็นผู้ทุรพลในสิกขา บอกคืนสิกขาเวียนมาเพื่อหินเพศ 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b22c81" >
		<para id="s2b22c81p">
			<remark  id="s2b22c81l1" />อะไรเป็นฝุ่นฟุ้งขึ้นของเธอ คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ย่อมได้ฟังว่า ในบ้านหรือในนิคมโน้น 
			<remark  id="s2b22c81l2" />มีหญิงหรือกุมารีรูปงาม น่าดู น่าเลื่อมใสประกอบด้วยผิวพรรณงามอย่างยิ่ง เธอได้ฟังดังนั้น
			<remark  id="s2b22c81l3" />แล้วย่อมหยุดนิ่ง สะทกสะท้านไม่สามารถจะสืบต่อพรหมจรรย์ไปได้ ทำให้แจ้งซึ่งความเป็นผู้
			<remark  id="s2b22c81l4" />ทุรพลในสิกขาบอกคืนสิกขาเวียนมาเพื่อหินเพศ นี้ชื่อว่าฝุ่นฟุ้งขึ้นของเธอ นักรบอาชีพนั้น
			<remark  id="s2b22c81l5" />เห็นฝุ่นฟุ้งขึ้นเท่านั้นย่อมหยุดนิ่ง สะทกสะท้าน ไม่สามารถเข้ารบได้ แม้ฉันใดเรากล่าวบุคคล
			<remark  id="s2b22c81l6" />นี้เปรียบฉันนั้น บุคคลบางคนแม้เช่นนี้ก็มีอยู่ นี้บุคคลผู้เปรียบด้วยนักรบอาชีพจำพวกที่ ๑ มี
			<remark  id="s2b22c81l7" />ปรากฏอยู่ในพวกภิกษุ ฯ
			<remark  id="s2b22c81l8" />     อีกประการหนึ่ง ภิกษุแม้เห็นฝุ่นฟุ้งขึ้นก็อดทนได้ แต่ว่าเธอเห็นยอดธงของข้าศึก
			<remark  id="s2b22c81l9" />เข้าเท่านั้น ย่อมหยุดนิ่ง สะทกสะท้าน ไม่สามารถจะสืบต่อพรหมจรรย์ไปได้ ทำให้แจ้งซึ่ง
			<remark  id="s2b22c81l10" />ความเป็นผู้ทุรพลในสิกขา บอกคืนสิกขาเวียนมาเพื่อหินเพศอะไรชื่อว่าเป็นยอดธงของข้าศึก
			<remark  id="s2b22c81l11" />ของเธอ คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ไม่ได้ฟังว่าในบ้านหรือนิคมชื่อโน้น มีหญิงหรือกุมารี
			<remark  id="s2b22c81l12" />รูปงาม น่าดู น่าเลื่อมใส ประกอบด้วยผิวพรรณงามอย่างยิ่ง แต่ว่าเธอย่อมได้เห็นด้วยตนเอง 
			<remark  id="s2b22c81l13" />ซึ่งหญิงหรือกุมารีรูปงามน่าดู น่าเลื่อมใส ประกอบด้วยผิวพรรณงามอย่างยิ่ง เธอเห็นแล้วย่อม
			<remark  id="s2b22c81l14" />หยุดนิ่งสะทกสะท้าน ไม่สามารถจะสืบต่อพรหมจรรย์ไปได้ ทำให้แจ้งซึ่งความเป็นผู้ทุรพล
			<remark  id="s2b22c81l15" />ในสิกขา บอกคืนสิกขาเวียนมาเพื่อหินเพศ นี้ชื่อว่ายอดธงของข้าศึกของเธอ นักรบอาชีพนั้น
			<remark  id="s2b22c81l16" />เห็นฝุ่นฟุ้งขึ้นก็อดทนได้ แต่พอเห็นยอดธงของข้าศึกเข้าเท่านั้นย่อมหยุดนิ่ง สะทกสะท้าน
			<remark  id="s2b22c81l17" /> ไม่สามารถเข้ารบได้ แม้ฉันใด เรากล่าวบุคคลนี้เปรียบฉันนั้น บุคคลบางคนแม้เช่นนี้ก็มีอยู่
			<remark  id="s2b22c81l18" /> นี้คือบุคคลผู้เปรียบด้วยนักรบอาชีพจำพวกที่ ๒ มีปรากฏอยู่ในพวกภิกษุ ฯ
			<remark  id="s2b22c81l19" />     อีกประการหนึ่ง ภิกษุแม้เห็นฝุ่นฟุ้งขึ้นก็อดทนได้ แม้เห็นยอดธงของข้าศึกก็อดทน
			<remark  id="s2b22c81l20" />ได้ แต่พอเธอได้ยินเสียงกึกก้องของข้าศึกเข้าเท่านั้นย่อมหยุดนิ่งสะทกสะท้าน ไม่สามารถ
			<remark  id="s2b22c81l21" />จะสืบต่อพรหมจรรย์ไปได้ ทำให้แจ้งซึ่งความเป็นผู้ทุรพลในสิกขา บอกคืนสิกขาเวียนมาเพื่อ
			<remark  id="s2b22c81l22" />หินเพศ อะไรชื่อว่าเป็นเสียงกึกก้องของข้าศึกของเธอ คือ มาตุคามเข้าไปหาภิกษุในธรรมวินัย
			<remark  id="s2b22c81l23" />นี้ ผู้อยู่ในป่า โคนไม้หรือเรือนว่างเปล่า แล้วย่อมยิ้มแย้ม ปราศรัย กระซิกกระซี้ เย้ยหยัน
			<remark  id="s2b22c81l24" />เธอถูกมาตุคามยิ้มแย้ม ปราศรัย กระซิกกระซี้ เย้ยหยันอยู่ ย่อมหยุดนิ่ง สะทกสะท้าน ไม่
			<remark  id="s2b22c81l25" />สามารถจะสืบต่อพรหมจรรย์ไปได้ ทำให้แจ้งซึ่งความเป็นผู้ทุรพลในสิกขา บอกคืนสิกขาเวียน
		</para>
	</section>
	<section id="s2b22c82" >
		<para id="s2b22c82p">
			<remark  id="s2b22c82l1" />มาเพื่อหินเพศ นี้ชื่อว่าเสียงกึกก้องของข้าศึกของเธอนักรบอาชีพนั้นแม้เห็นฝุ่นฟุ้งขึ้นก็อดทน
			<remark  id="s2b22c82l2" />ได้ แม้เห็นยอดธงของข้าศึกก็อดทนได้แต่พอได้ยินเสียงกึกก้องของข้าศึกเข้าเท่านั้นย่อมหยุด
			<remark  id="s2b22c82l3" />นิ่ง สะทกสะท้าน ไม่สามารถเข้ารบได้ แม้ฉันใด เรากล่าวบุคคลนี้เปรียบฉันนั้น บุคคล
			<remark  id="s2b22c82l4" />บางคนแม้เช่นนี้ก็มีอยู่ นี้คือบุคคลผู้เปรียบด้วยนักรบอาชีพจำพวกที่ ๓ มีปรากฏอยู่ในพวกภิกษุ ฯ
			<remark  id="s2b22c82l5" />     อีกประการหนึ่ง ภิกษุแม้เห็นฝุ่นฟุ้งขึ้นก็อดทนได้ แม้เห็นยอดธงของข้าศึกก็อดทน
			<remark  id="s2b22c82l6" />ได้ แม้ได้ยินเสียงกึกก้องของข้าศึกก็อดทนได้ แต่ว่าย่อมขลาดต่อการสัมปหารของข้าศึก 
			<remark  id="s2b22c82l7" />อะไรชื่อว่าเป็นการสัมปหารของข้าศึกของเธอ คือ มาตุคามเข้าไปหาภิกษุในธรรมวินัยนี้ ผู้อยู่
			<remark  id="s2b22c82l8" />ในป่า โคนไม้ หรือเรือนว่างเปล่า แล้วย่อมนั่งทับ นอนทับ ข่มขืน เธอถูกมาตุคามนั่งทับ 
			<remark  id="s2b22c82l9" />นอนทับ ข่มขืนอยู่ ไม่บอกคืนสิกขา ไม่ทำให้แจ้งซึ่งความเป็นผู้ทุรพล ย่อมเสพเมถุนธรรม
			<remark  id="s2b22c82l10" /> นี้ชื่อว่าการสัมปหารของข้าศึกของเธอ นักรบอาชีพนั้นแม้เห็นฝุ่นฟุ้งขึ้นก็อดทนได้ แม้เห็นยอดธง
			<remark  id="s2b22c82l11" />ของข้าศึกก็อดทนได้ แม้ได้ยินเสียงกึกก้องของข้าศึกก็อดทนได้ แต่ว่าย่อมขลาดต่อการ
			<remark  id="s2b22c82l12" />สัมปหารของข้าศึก แม้ฉันใด เรากล่าวบุคคลนี้เปรียบฉันนั้นบุคคลบางคนแม้เช่นนี้ก็มีอยู่ 
			<remark  id="s2b22c82l13" />นี้คือบุคคลผู้เปรียบด้วยนักรบอาชีพจำพวกที่ ๔ มีปรากฏอยู่ในพวกภิกษุ ฯ
			<remark  id="s2b22c82l14" />     อีกประการหนึ่ง ภิกษุแม้เห็นฝุ่นฟุ้งขึ้นก็อดทนได้ แม้เห็นยอดธงของข้าศึกก็อดทน
			<remark  id="s2b22c82l15" />ได้ แม้ได้ยินเสียงกึกก้องของข้าศึกก็อดทนได้ อดทนการสัมปหารของข้าศึกได้ เขาชนะสงคราม
			<remark  id="s2b22c82l16" />แล้ว เป็นผู้พิชิตสงคราม ยึดครองค่ายสงครามนั้นไว้ได้ อะไรชื่อว่าชัยชนะในสงครามของเธอ 
			<remark  id="s2b22c82l17" />คือ มาตุคามเข้าไปหาภิกษุในธรรมวินัยนี้ ผู้อยู่ในป่า โคนไม้ หรือเรือนว่างเปล่า แล้วย่อม
			<remark  id="s2b22c82l18" />นั่งทับ นอนทับข่มขืน เธอถูกมาตุคามนั่งทับ นอนทับ ข่มขืนอยู่ ไม่พัวพัน ปลดเปลื้อง
			<remark  id="s2b22c82l19" />หลีกออกได้ แล้วหลีกไปตามความประสงค์ เธอย่อมเสพเสนาสนะอันสงัด คือป่า โคนไม้ 
			<remark  id="s2b22c82l20" />ภูเขา ซอกถ้ำ ป่าช้า ป่าชัฏ ที่แจ้ง ลอมฟาง เธออยู่ในป่าโคนไม้ หรือเรือนว่างเปล่า 
			<remark  id="s2b22c82l21" />ย่อมนั่งคู้บัลลังก์ ตั้งกายตรง ดำรงสติไว้เฉพาะหน้าเธอย่อมละอภิชฌาในโลกเสีย มีจิต
			<remark  id="s2b22c82l22" />ปราศจากอภิชฌาอยู่ ชำระจิตให้บริสุทธิ์จากอภิชฌา เธอย่อมละความประทุษร้าย คือ พยาบาท
			<remark  id="s2b22c82l23" /> มีจิตไม่พยาบาทอยู่ เป็นผู้มีความเกื้อกูลอนุเคราะห์สัตว์ทั้งปวง ชำระจิตให้บริสุทธิ์จากความ
			<remark  id="s2b22c82l24" />ประทุษร้าย คือพยาบาท เธอย่อมละถิ่นมิทธะ ปราศจากถิ่นมิทธะอยู่ เป็นผู้มีอาโลกสัญญา 
			<remark  id="s2b22c82l25" />มีสติสัมปชัญญะ ชำระจิตให้บริสุทธิ์จากถิ่นมิทธะ เธอย่อมละอุทธัจจะกุกกุจจะมีจิตไม่ฟุ้งซ่าน
			<remark  id="s2b22c82l26" />อยู่ เป็นผู้มีจิตสงบ ณ ภายใน ชำระจิตให้บริสุทธิ์จากอุทธัจจะกุกกุจจะ เธอย่อมละวิจิกิจฉา
		</para>
	</section>
	<section id="s2b22c83" >
		<para id="s2b22c83p">
			<remark  id="s2b22c83l1" /> เป็นผู้ข้ามพ้นวิจิกิจฉาอยู่ หมดความสงสัยในธรรมทั้งหลาย ชำระจิตให้บริสุทธิ์จากวิจิกิจฉา 
			<remark  id="s2b22c83l2" />เธอละนิวรณ์ ๕ ประการ อันเป็นเครื่องเศร้าหมองแห่งใจ ทำปัญญาให้ทุรพลได้แล้ว สงัดจาก
			<remark  id="s2b22c83l3" />กาม ฯลฯ บรรลุจตุตถฌาน ไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข เพราะละสุขละทุกข์และดับโสมนัสโทมนัส
			<remark  id="s2b22c83l4" />ก่อนๆ ได้ มีอุเบกขาเป็นเหตุให้สติบริสุทธิ์อยู่ เมื่อจิตเป็นสมาธิ บริสุทธิ์ผ่องแผ้ว ไม่มีกิเลส
			<remark  id="s2b22c83l5" /> ปราศจากอุปกิเลส อ่อน ควรแก่การงาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหวแล้วอย่างนี้ เธอย่อมโน้มน้อม
			<remark  id="s2b22c83l6" />จิตไปเพื่ออาสวักขยญาณ เธอย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ
			<remark  id="s2b22c83l7" /> นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา เหล่านี้อาสวะ นี้เหตุเกิดอาสวะ นี้ความดับอาสวะ นี้ข้อปฏิบัติ
			<remark  id="s2b22c83l8" />ให้ถึงความดับอาสวะเมื่อเธอรู้เห็นอยู่อย่างนี้ จิตของเธอย่อมหลุดพ้น แม้จากกามาสวะ
			<remark  id="s2b22c83l9" /> แม้จากภวาสวะ แม้จากอวิชชาสวะ เมื่อจิตหลุดพ้นแล้ว ย่อมมีญาณหยั่งรู้ว่าหลุดพ้นแล้ว
			<remark  id="s2b22c83l10" /> ย่อมรู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำทำเสร็จแล้วกิจอื่นเพื่อความ
			<remark  id="s2b22c83l11" />เป็นอย่างนี้มิได้มีอีก นี้ชื่อว่าชัยชนะในสงครามของเธอ นักรบอาชีพนั้น แม้เห็นฝุ่นฟุ้งขึ้นก็
			<remark  id="s2b22c83l12" />อดทนได้ แม้เห็นยอดธงของข้าศึกก็อดทนได้ แม้ได้ยินเสียงกึกก้องของข้าศึกก็อดทนได้ อดทน
			<remark  id="s2b22c83l13" />ต่อการสัมปหารของข้าศึกได้ เขาชนะสงครามแล้ว เป็นผู้พิชิตสงครามแล้ว ยึดครองค่ายสงคราม
			<remark  id="s2b22c83l14" />นั้นไว้ได้ แม้ฉันใด เรากล่าวบุคคลนี้เปรียบฉันนั้น บุคคลบางคนแม้เช่นนี้ก็มีอยู่ นี้คือ
			<remark  id="s2b22c83l15" />บุคคลผู้เปรียบด้วยนักรบอาชีพจำพวกที่ ๕ มีปรากฏอยู่ในพวกภิกษุ ดูกรภิกษุทั้งหลายบุคคล
			<remark  id="s2b22c83l16" />ผู้เปรียบด้วยนักรบอาชีพ ๕ จำพวกนี้แล มีปรากฏอยู่ในพวกภิกษุ ฯ
			<remark  id="s2b22c83l17" />		           จบสูตรที่ ๕
			<remark  id="s2b22c83l18" />		       ๖. โยธาชีวสูตรที่ ๒
			<remark  id="s2b22c83l19" /> 	[๗๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย นักรบอาชีพ ๕ จำพวกนี้ มีปรากฏอยู่ในโลก ๕ จำพวก
			<remark  id="s2b22c83l20" />เป็นไฉน คือ นักรบอาชีพบางคนในโลกนี้ ถือดาบและโล่ห์ ผูกสอดธนูและแล่ง แล้วเข้า
			<remark  id="s2b22c83l21" />สนามรบ เขาย่อมขะมักเขม้นพยายามรบในสนามรบนั้นพวกข้าศึกย่อมฆ่าเขาตายทำลายเขาได้ 
			<remark  id="s2b22c83l22" />นักรบอาชีพบางคนแม้เช่นนี้ก็มีอยู่ในโลกนี้นี้เป็นนักรบอาชีพจำพวกที่ ๑ มีปรากฏอยู่ในโลก ฯ
			<remark  id="s2b22c83l23" />     อีกประการหนึ่ง นักรบอาชีพบางคนในโลกนี้ ถือดาบและโล่ห์ ผูกสอด ธนูและแล่ง 
			<remark  id="s2b22c83l24" />แล้วเข้าสนามรบ เขาย่อมขะมักเขม้นพยายามรบในสนามรบนั้นพวกข้าศึกย่อมทำร้ายเขาให้
		</para>
	</section>
	<section id="s2b22c84" >
		<para id="s2b22c84p">
			<remark  id="s2b22c84l1" />บาดเจ็บ พวกของเขาย่อมนำเขาออกมาส่งไปถึงหมู่ญาติ เขากำลังถูกนำไปยังไม่ถึงหมู่ญาติ ทำ
			<remark  id="s2b22c84l2" />กาละเสียในระหว่างทาง นักรบอาชีพบางคนแม้เช่นนี้ก็มีอยู่ในโลกนี้ นี้เป็นนักรบอาชีพจำพวก
			<remark  id="s2b22c84l3" />ที่ ๒ มีปรากฏอยู่ในโลก ฯ
			<remark  id="s2b22c84l4" />     อีกประการหนึ่ง นักรบอาชีพบางคนในโลกนี้ ถือดาบและโล่ห์ ผูกสอดธนูและแล่ง 
			<remark  id="s2b22c84l5" />แล้วเข้าสนามรบ เขาย่อมขะมักเขม้นพยายามรบในสนามรบนั้นพวกข้าศึกย่อมทำร้ายเขาให้
			<remark  id="s2b22c84l6" />บาดเจ็บ พวกของเขาย่อมนำเขาออกมาส่งไปถึงหมู่ญาติ หมู่ญาติย่อมพยาบาลรักษาเขา เขาอัน
			<remark  id="s2b22c84l7" />หมู่ญาติพยาบาลรักษาอยู่ ได้ทำกาละด้วยอาพาธนั้น นักรบอาชีพบางคนแม้เช่นนี้ก็มีอยู่ในโลกนี้ 
			<remark  id="s2b22c84l8" />นี้เป็นนักรบอาชีพจำพวกที่ ๓ มีปรากฏอยู่ในโลก ฯ
			<remark  id="s2b22c84l9" />     อีกประการหนึ่ง นักรบอาชีพบางคนในโลกนี้ ถือดาบและโล่ห์ ผูกสอดธนูและแล่ง 
			<remark  id="s2b22c84l10" />แล้วเข้าสนามรบ เขาย่อมขะมักเขม้นพยายามรบในสนามรบนั้นพวกข้าศึกย่อมทำร้ายเขาให้
			<remark  id="s2b22c84l11" />บาดเจ็บ พวกของเขาย่อมนำเขาออกมาส่งไปถึงหมู่ญาติ หมู่ญาติย่อมพยาบาลรักษาเขา เขาอัน
			<remark  id="s2b22c84l12" />หมู่ญาติพยาบาลรักษาอยู่ ก็ได้หายจากอาพาธนั้น นักรบอาชีพบางคนแม้เช่นนี้ก็มีอยู่ในโลกนี้ 
			<remark  id="s2b22c84l13" />นี้เป็นนักรบอาชีพจำพวกที่ ๔ มีปรากฏอยู่ในโลก ฯ
			<remark  id="s2b22c84l14" />     อีกประการหนึ่ง นักรบอาชีพบางคนในโลกนี้ ถือดาบและโล่ห์ ผูกสอดธนูและแล่ง 
			<remark  id="s2b22c84l15" />แล้วเข้าสนามรบ เขาย่อมชนะสงครามแล้ว เป็นผู้พิชิตสงครามยึดครองค่ายสงครามไว้ได้ 
			<remark  id="s2b22c84l16" />นักรบอาชีพบางคนแม้เช่นนี้ก็มีอยู่ในโลกนี้ นี้เป็นนักรบอาชีพจำพวกที่ ๕ มีปรากฏอยู่ในโลก
			<remark  id="s2b22c84l17" /> ดูกรภิกษุทั้งหลาย นักรบอาชีพ ๕จำพวกนี้แล มีปรากฏอยู่ในโลก ฯ
			<remark  id="s2b22c84l18" />     บุคคลผู้เปรียบด้วยนักรบอาชีพ ๕ จำพวกนี้ มีปรากฏอยู่ในพวกภิกษุฉันนั้นเหมือน
			<remark  id="s2b22c84l19" />กัน ๕ จำพวกเป็นไฉน คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ อาศัยบ้านหรือนิคมบางแห่งอยู่ ครั้นเวลา
			<remark  id="s2b22c84l20" />เช้า เธอนุ่งสบงถือบาตรและจีวรแล้ว เข้าไปยังบ้านหรือนิคมนั้นเพื่อบิณฑบาต ไม่รักษากาย 
			<remark  id="s2b22c84l21" />ไม่รักษาวาจา ไม่รักษาจิต มีสติไม่ตั้งมั่น ไม่สำรวมอินทรีย์ เธอได้เห็นมาตุคามนุ่งห่มลับๆ
			<remark  id="s2b22c84l22" /> ล่อๆ ในบ้านหรือในนิคมนั้น เพราะเห็นมาตุคามนุ่งห่มลับๆ ล่อๆ ราคะย่อมขจัดจิตของเธอ
			<remark  id="s2b22c84l23" /> เธอมีจิตอันราคะขจัดแล้ว ไม่บอกคืนสิกขา ไม่ทำให้แจ้งซึ่งความทุรพล เสพเมถุนธรรม นักรบ
			<remark  id="s2b22c84l24" />อาชีพนั้นถือดาบและโล่ห์ ผูกสอดธนูและแล่ง แล้วเข้าสนามรบเขาย่อมขะมักเขม้นพยายามรบ
			<remark  id="s2b22c84l25" />ในสนามรบนั้น พวกข้าศึกย่อมฆ่าเขาตาย ทำลายเขาได้ แม้ฉันใด เรากล่าวบุคคลนี้เปรียบ
			<remark  id="s2b22c84l26" />ฉันนั้น บุคคลบางคนแม้เช่นนี้ก็มีอยู่ในธรรมวินัยนี้ นี้คือบุคคลผู้เปรียบด้วยนักรบอาชีพจำพวก
			<remark  id="s2b22c84l27" />ที่ ๑ มีปรากฏอยู่ในพวกภิกษุ ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b22c85" >
		<para id="s2b22c85p">
			<remark  id="s2b22c85l1" />     อีกประการหนึ่ง ภิกษุย่อมอาศัยบ้านหรือนิคมบางแห่งอยู่ ครั้นเวลาเช้าเธอนุ่งสบง
			<remark  id="s2b22c85l2" />ถือบาตรและจีวรแล้ว เข้าไปยังบ้านหรือนิคมนั้นเพื่อบิณฑบาต ไม่รักษากาย ไม่รักษาวาจา ไม่
			<remark  id="s2b22c85l3" />รักษาจิต มีสติไม่ตั้งมั่น ไม่สำรวมอินทรีย์ เธอได้เห็นมาตุคามนุ่งห่มลับๆ ล่อๆ ในบ้านหรือ
			<remark  id="s2b22c85l4" />นิคมนั้น เพราะเห็นมาตุคามนุ่งห่มลับๆ ล่อๆ ราคะย่อมขจัดจิตของเธอ เธอมีจิตอันราคะ
			<remark  id="s2b22c85l5" />ขจัดแล้ว ย่อมเร่าร้อนกาย เร่าร้อนจิต เธอจึงคิดอย่างนี้ว่า ผิฉะนั้น เราควรไปอารามบอกพวก
			<remark  id="s2b22c85l6" />ภิกษุว่าอาวุโส ข้าพเจ้าถูกราคะย้อมแล้ว ถูกราคะครอบงำแล้ว ไม่สามารถประพฤติพรหมจรรย์
			<remark  id="s2b22c85l7" />สืบต่อไปได้ จักทำให้แจ้งซึ่งความเป็นผู้ทุรพลในสิกขา บอกคืนสิกขาเวียนมาเพื่อเป็นคฤหัสถ์ 
			<remark  id="s2b22c85l8" />เธอกำลังเดินไปอาราม ยังไม่ทันถึงอาราม ก็ทำให้แจ้งซึ่งความเป็นผู้ทุรพลในสิกขา บอกคืน
			<remark  id="s2b22c85l9" />สิกขาเวียนมาเพื่อเป็นคฤหัสถ์ ในระหว่างทาง นักรบอาชีพนั้นถือดาบและโล่ห์ ผูกสอดธนูและ
			<remark  id="s2b22c85l10" />แล่ง แล้วเข้าสนามรบเขาย่อมขะมักเขม้นพยายามรบในสนามรบนั้น พวกข้าศึกย่อมทำร้ายเขา
			<remark  id="s2b22c85l11" />ให้บาดเจ็บพวกของเขาย่อมนำเขาออกมาส่งไปถึงหมู่ญาติ เขากำลังถูกนำไปยังไม่ถึงหมู่ญาติ
			<remark  id="s2b22c85l12" />ทำกาละเสียในระหว่างทาง แม้ฉันใด เรากล่าวบุคคลนี้เปรียบฉันนั้น บุคคลบางคนแม้เช่นนี้ก็
			<remark  id="s2b22c85l13" />มีอยู่ในธรรมวินัยนี้ นี้คือบุคคลผู้เปรียบด้วยนักรบอาชีพจำพวกที่ ๒ มีปรากฏอยู่ในพวกภิกษุ ฯ
			<remark  id="s2b22c85l14" />     อีกประการหนึ่ง ภิกษุย่อมอาศัยบ้านหรือนิคมบางแห่งอยู่ ครั้นเวลาเช้า เธอนุ่งสบง
			<remark  id="s2b22c85l15" />ถือบาตรและจีวรแล้ว เข้าไปยังบ้านหรือนิคมนั้นเพื่อบิณฑบาต ไม่รักษากาย ไม่รักษาวาจา ... 
			<remark  id="s2b22c85l16" />บอกคืนสิกขาเวียนมาเพื่อเป็นคฤหัสถ์ เธอไปสู่อารามบอกพวกภิกษุว่า อาวุโส ข้าพเจ้าถูกราคะ
			<remark  id="s2b22c85l17" />ย้อมแล้ว ... บอกคืนสิกขาเวียนมาเพื่อเป็นคฤหัสถ์ พวกเพื่อนพรหมจรรย์จึงกล่าวสอน พร่ำ
			<remark  id="s2b22c85l18" />สอนเธอว่า อาวุโสกามทั้งหลาย พระผู้มีพระภาคตรัสว่า มีความยินดีน้อย มีทุกข์มาก มี
			<remark  id="s2b22c85l19" />ความคับแค้นมาก มีโทษยิ่งใหญ่ กามทั้งหลายพระผู้มีพระภาคตรัสว่า เปรียบด้วยร่างกระดูก 
			<remark  id="s2b22c85l20" />มีทุกข์มาก ... กามทั้งหลายพระผู้มีพระภาคตรัสว่า  เปรียบด้วยชิ้นเนื้อ มีทุกข์มาก ... กาม
			<remark  id="s2b22c85l21" />ทั้งหลายพระผู้มีพระภาคตรัสว่า เปรียบด้วยคบเพลิงมีทุกข์มาก ... กามทั้งหลายพระผู้มีพระภาค
			<remark  id="s2b22c85l22" />ตรัสว่า เปรียบเหมือนหลุมถ่านเพลิงมีทุกข์มาก ... กามทั้งหลายพระผู้มีพระภาคตรัสว่า เปรียบ
			<remark  id="s2b22c85l23" />ด้วยความฝัน มีทุกข์มาก ... กามทั้งหลายพระผู้มีพระภาคตรัสว่า เปรียบด้วยของขอยืม มีทุกข์
			<remark  id="s2b22c85l24" />มาก ...กามทั้งหลายพระผู้มีพระภาคตรัสว่า เปรียบด้วยผลไม้ มีทุกข์มาก ... กามทั้งหลาย
			<remark  id="s2b22c85l25" />พระผู้มีพระภาคตรัสว่า เปรียบด้วยดาบและของมีคม มีทุกข์มาก ...กามทั้งหลายพระผู้มีพระภาค
			<remark  id="s2b22c85l26" />ตรัสว่า เปรียบด้วยหอกและหลาว มีทุกข์มาก ...กามทั้งหลายพระผู้มีพระภาคตรัสว่า เปรียบ
			<remark  id="s2b22c85l27" />ด้วยโพรงไม้มีงู มีทุกข์มาก มีความคับแค้นมาก มีโทษยิ่งใหญ่ ขอท่านผู้มีอายุ จงยินดียิ่งใน
		</para>
	</section>
	<section id="s2b22c86" >
		<para id="s2b22c86p">
			<remark  id="s2b22c86l1" />พรหมจรรย์ จงอย่าทำให้แจ้งซึ่งความเป็นผู้ทุรพลในสิกขา บอกคืนสิกขาเวียนมาเพื่อเป็นคฤหัสถ์
			<remark  id="s2b22c86l2" /> เธออันพวกเพื่อนพรหมจรรย์กล่าวสอน พร่ำสอนอยู่อย่างนี้ จึงกล่าวอย่างนี้ว่า อาวุโส กาม
			<remark  id="s2b22c86l3" />ทั้งหลาย พระผู้มีพระภาคตรัสว่า มีความยินดีน้อย มีทุกข์มาก มีความคับแค้นมาก มีโทษ
			<remark  id="s2b22c86l4" />ยิ่งใหญ่ ก็จริง แต่ข้าพเจ้าไม่สามารถประพฤติพรหมจรรย์สืบต่อไปได้ จักทำให้แจ้งซึ่งความ
			<remark  id="s2b22c86l5" />เป็นผู้ทุรพลในสิกขา บอกคืนสิกขาเวียนมาเพื่อเป็นคฤหัสถ์ นักรบนั้นถือดาบและโล่ห์ ฯลฯ 
			<remark  id="s2b22c86l6" />เขาอันหมู่ญาติพยาบาลรักษาอยู่ก็ได้ตายเพราะอาพาธนั้น แม้ฉันใด เรากล่าวบุคคลนี้เปรียบ
			<remark  id="s2b22c86l7" />ฉันนั้น บุคคลบางคนแม้เช่นนี้ก็มีอยู่ในธรรมวินัยนี้ นี้คือบุคคลผู้เปรียบด้วยนักรบอาชีพจำพวก
			<remark  id="s2b22c86l8" />ที่ ๓มีปรากฏอยู่ในพวกภิกษุ ฯ
			<remark  id="s2b22c86l9" />     อีกประการหนึ่ง ภิกษุย่อมอาศัยบ้านหรือนิคมบางแห่งอยู่ ครั้นเวลาเช้า เธอนุ่งสบง
			<remark  id="s2b22c86l10" />ถือบาตรและจีวรแล้ว เข้าไปยังบ้านหรือนิคมนั้นเพื่อบิณฑบาต ไม่รักษากาย ไม่รักษาวาจา ...
			<remark  id="s2b22c86l11" /> บอกคืนสิกขาเวียนมาเพื่อเป็นคฤหัสถ์ เพื่อไปอารามบอกพวกภิกษุว่า อาวุโส ข้าพเจ้าถูกราคะ
			<remark  id="s2b22c86l12" />ย้อมแล้ว ... บอกคืนสิกขาเวียนมาเพื่อเป็นคฤหัสถ์ พวกเพื่อนพรหมจรรย์จึงกล่าวสอน พร่ำ
			<remark  id="s2b22c86l13" />สอนเธอว่า อาวุโส กามทั้งหลาย พระผู้มีพระภาคตรัสว่า มีความยินดีน้อย มีทุกข์มาก มี
			<remark  id="s2b22c86l14" />ความคับแค้นมาก มีโทษยิ่งใหญ่ กามทั้งหลาย พระผู้มีพระภาคตรัสว่า เปรียบด้วยร่างกระดูก
			<remark  id="s2b22c86l15" />... เปรียบด้วยชิ้นเนื้อ ... เปรียบด้วยคบเพลิง ... เปรียบด้วยหลุมถ่านเพลิง ...เปรียบด้วย
			<remark  id="s2b22c86l16" />ความฝัน ... เปรียบด้วยของขอยืม ... เปรียบด้วยผลไม้ ... เปรียบด้วยดาบและของคม ... เปรียบ
			<remark  id="s2b22c86l17" />ด้วยหอกและหลาว ... เปรียบด้วยโพรงไม้มีงู มีความยินดีน้อย มีทุกข์มาก มีความคับแค้น
			<remark  id="s2b22c86l18" />มาก มีโทษยิ่งใหญ่ ขอท่านมีผู้อายุจงยินดียิ่งในพรหมจรรย์ จงอย่าทำให้แจ้งซึ่งความเป็นผู้ทุรพล
			<remark  id="s2b22c86l19" />ในสิกขา บอกคืนสิกขาเวียนมาเพื่อเป็นคฤหัสถ์ เธออันพวกเพื่อนพรหมจรรย์กล่าวสอน พร่ำ
			<remark  id="s2b22c86l20" />สอนอยู่อย่างนี้ จึงกล่าวอย่างนี้ว่า อาวุโส ข้าพระเจ้าจักขะมักเขม้น จักทรงไว้ จักยินดียิ่ง 
			<remark  id="s2b22c86l21" />จักไม่กระทำให้แจ้งซึ่งความเป็นผู้ทุรพลในสิกขา บอกคืนสิกขาเวียนมาเพื่อเป็นคฤหัสถ์ ณบัดนี้ 
			<remark  id="s2b22c86l22" />นักรบนั้นถือดาบและโล่ห์ ... เขาอันหมู่ญาติพยาบาลรักษาอยู่ ก็ได้หายจากอาพาธนั้น แม้ฉันใด 
			<remark  id="s2b22c86l23" />เรากล่าวบุคคลนี้เปรียบฉันนั้น บุคคลบางคนแม้เช่นนี้ก็มีอยู่ในธรรมวินัยนี้ นี้คือบุคคลผู้เปรียบ
			<remark  id="s2b22c86l24" />ด้วยนักรบอาชีพจำพวกที่ ๔ มีปรากฏอยู่ในพวกภิกษุ ฯ
			<remark  id="s2b22c86l25" />     อีกประการหนึ่ง ภิกษุย่อมอาศัยบ้านหรือนิคมบางแห่งอยู่ ครั้นเวลาเช้าเธอนุ่งสบง
			<remark  id="s2b22c86l26" />ถือบาตรและจีวรแล้ว เข้าไปยังบ้านหรือนิคมนั้นเพื่อบิณฑบาต รักษากาย รักษาวาจา รักษาจิต
			<remark  id="s2b22c86l27" /> มีสติตั้งมั่นสำรวมอินทรีย์ เธอเห็นรูปด้วยจักษุแล้วย่อมไม่ถือโดยนิมิต ย่อมไม่ถือโดยอ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b22c87" >
		<para id="s2b22c87p">
			<remark  id="s2b22c87l1" />นุพยัญชนะ ย่อมปฏิบัติเพื่อสำรวมจักขุนทรีย์ที่เมื่อไม่สำรวมแล้ว พึงเป็นเหตุให้ธรรมอันเป็น
			<remark  id="s2b22c87l2" />บาปอกุศล คือ อภิชฌาและโทมนัสครอบงำได้ ย่อมรักษาจักขุนทรีย์ ถึงความสำรวมในจักขุน
			<remark  id="s2b22c87l3" />ทรีย์ ฟังเสียงด้วยหู ... ดมกลิ่นด้วยจมูก ... ลิ้มรสด้วยลิ้น ... ถูกต้องโผฏฐัพพะด้วยกาย ...
			<remark  id="s2b22c87l4" /> รู้แจ้งธรรมารมณ์ด้วยใจแล้ว ย่อมไม่ถือโดยนิมิต ย่อมไม่ถือโดยอนุพยัญชนะ ย่อมปฏิบัติเพื่อ
			<remark  id="s2b22c87l5" />สำรวมมนินทรีย์ ที่เมื่อไม่สำรวมแล้ว พึงเป็นเหตุให้ธรรมอันเป็นบาปอกุศล คือ อภิชฌา
			<remark  id="s2b22c87l6" />และโทมนัสครอบงำได้ ย่อมรักษามนินทรีย์ถึงความสำรวมในมนินทรีย์ เธอกลับจากบิณฑบาต
			<remark  id="s2b22c87l7" />ภายหลังภัตแล้ว ย่อมเสพเสนาสนะอันสงัด คือ ป่า โคนไม้ ภูเขา ซอกเขา ถ้ำ ป่าช้า 
			<remark  id="s2b22c87l8" />ป่าชัฎที่แจ้ง ลอมฟาง เธออยู่ในป่า โคนไม้ หรือเรือนว่าง ย่อมนั่งคู้บัลลังก์ ตั้งกายตรง 
			<remark  id="s2b22c87l9" />ดำรงสติไว้เฉพาะหน้า เธอย่อมละอภิชฌาในโลกเสีย ฯลฯ เธอละนิวรณ์ ๕ประการนี้ อัน
			<remark  id="s2b22c87l10" />เป็นเครื่องเศร้าหมองใจ ทำปัญญาให้ทุรพลได้แล้วสงัดจากกามฯลฯ บรรลุจตุตถฌาน ไม่มี
			<remark  id="s2b22c87l11" />ทุกข์ ไม่มีสุข เพราะละสุขละทุกข์และดับโสมนัสโทมนัสก่อนๆ ได้ มีอุเบกขาเป็นเหตุให้
			<remark  id="s2b22c87l12" />สติบริสุทธิ์อยู่ เมื่อจิตเป็นสมาธิ บริสุทธิ์ผ่องแผ้ว ไม่มีกิเลสปราศจากอุปกิเลส อ่อน ควร
			<remark  id="s2b22c87l13" />แก่การงาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหวแล้วอย่างนี้ เธอย่อมโน้มน้อมจิตไปเพื่ออาสวักขยญาณ เธอ
			<remark  id="s2b22c87l14" />ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ ฯลฯ กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มีอีก นักรบอาชีพนั้น
			<remark  id="s2b22c87l15" />ถือดาบและโล่ห์ ผูกสอดธนูและแล่งแล้ว เข้าสนามรบ เขาชนะสงครามแล้ว เป็นผู้พิชิตสงคราม
			<remark  id="s2b22c87l16" /> ยึดครองค่ายสงครามนั้นไว้ได้ แม้ฉันใด เรากล่าวบุคคลนี้เปรียบฉันนั้น บุคคลบางคนแม้เช่นนี้
			<remark  id="s2b22c87l17" />ก็มีอยู่ในธรรมวินัยนี้ นี้คือบุคคลผู้เปรียบด้วยนักรบอาชีพจำพวกที่ ๕ มีปรากฏอยู่ในพวกภิกษุ 
			<remark  id="s2b22c87l18" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้เปรียบด้วยนักรบอาชีพ ๕ จำพวกนี้แล มีปรากฏอยู่ในพวกภิกษุ ฯ
			<remark  id="s2b22c87l19" />		           จบสูตรที่ ๖
			<remark  id="s2b22c87l20" />		        ๒. อนาคตสูตรที่ ๑
			<remark  id="s2b22c87l21" /> 	[๗๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้อยู่ป่า เห็นภัยในอนาคต ๕ ประการนี้ ควรเป็น
			<remark  id="s2b22c87l22" />ผู้ไม่ประมาท มีความเพียร มีใจเด็ดเดี่ยว เพื่อถึงธรรมที่ยังไม่ถึง เพื่อบรรลุธรรมที่ยังไม่ได้
			<remark  id="s2b22c87l23" />บรรลุ เพื่อทำให้แจ้งธรรมที่ยังไม่ได้ทำให้แจ้ง ภัย ๕ ประการเป็นไฉน คือ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b22c88" >
		<para id="s2b22c88p">
			<remark  id="s2b22c88l1" />     ภิกษุผู้อยู่ป่าในธรรมวินัยนี้ ย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า บัดนี้เราอยู่ในป่าผู้เดียว งูพึง
			<remark  id="s2b22c88l2" />กัดเรา แมลงป่องพึงต่อยเรา หรือตะขาบพึงกัดเรา เพราะการกัดต่อยแห่งสัตว์เหล่านั้น เราพึง
			<remark  id="s2b22c88l3" />ทำกาละ พึงมีอันตรายแก่เรา ผิฉะนั้น เราจะปรารภความเพียรเพื่อถึงธรรมที่ยังไม่ถึง เพื่อบรรลุ
			<remark  id="s2b22c88l4" />ธรรมที่ยังไม่ได้บรรลุ เพื่อทำให้แจ้งธรรมที่ยังไม่ได้ทำให้แจ้ง ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้อยู่ป่า 
			<remark  id="s2b22c88l5" />เห็นภัยในอนาคตข้อที่ ๑ นี้ ควรเป็นผู้ไม่ประมาท มีความเพียร มีใจเด็ดเดี่ยว เพื่อถึงธรรมที่ยัง
			<remark  id="s2b22c88l6" />ไม่ถึง เพื่อบรรลุธรรมที่ยังไม่ได้บรรลุ เพื่อทำให้แจ้งธรรมที่ยังไม่ได้ทำให้แจ้ง ฯ
			<remark  id="s2b22c88l7" />     อีกประการหนึ่ง ภิกษุผู้อยู่ป่า ย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า บัดนี้เราอยู่ในป่าผู้เดียว เมื่อ
			<remark  id="s2b22c88l8" />เราอยู่ในป่าผู้เดียว พึงพลาดล้มลง ภัตตาหารที่ฉันแล้วไม่ย่อย ดีของเราพึงกำเริบ เสมหะพึง
			<remark  id="s2b22c88l9" />กำเริบ หรือลมมีพิษเพียงดังศัตราพึงกำเริบ เพราะเหตุนั้นๆ เราพึงทำกาละ พึงมีอันตรายแก่เรา
			<remark  id="s2b22c88l10" /> ผิฉะนั้น เราจะปรารภความเพียร... ภิกษุผู้อยู่ป่าเห็นภัยในอนาคตข้อที่ ๒ นี้ ควรเป็นผู้ไม่ประมาท ... ฯ
			<remark  id="s2b22c88l11" />     อีกประการหนึ่ง ภิกษุผู้อยู่ป่า ย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า บัดนี้เราอยู่ในป่าผู้เดียว เมื่อ
			<remark  id="s2b22c88l12" />เราอยู่ในป่าผู้เดียว พึงพบสัตว์ร้าย คือสีหะ เสือโคร่งเสือเหลือง หมี หรือเสือดาว สัตว์
			<remark  id="s2b22c88l13" />เหล่านั้นพึงทำร้ายเราถึงตาย เพราะการทำร้ายนั้น เราพึงทำกาละ พึงมีอันตรายแก่เรา ผิฉะนั้น
			<remark  id="s2b22c88l14" /> เราจะปรารภความเพียร ... ภิกษุผู้อยู่ป่า เห็นภัยในอนาคตข้อที่ ๓ นี้ ควรเป็นผู้ไม่ประมาท ... ฯ
			<remark  id="s2b22c88l15" />     อีกประการหนึ่ง ภิกษุผู้อยู่ป่า ย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า บัดนี้เราอยู่ในป่าผู้เดียว เมื่อ
			<remark  id="s2b22c88l16" />เราอยู่ในป่าผู้เดียว เราพึงพบคนร้าย ผู้มีกรรมอันทำแล้ว หรือมีกรรมยังไม่ได้ทำ คนร้าย
			<remark  id="s2b22c88l17" />เหล่านั้นพึงปลงเราจากชีวิต เพราะการปลงนั้น เราพึงทำกาละ พึงมีอันตรายแก่เรา ผิฉะนั้น เรา
			<remark  id="s2b22c88l18" />จะปรารภความเพียร ... ภิกษุผู้อยู่ป่าเห็นภัยในอนาคตข้อที่ ๔ นี้ ควรเป็นผู้ไม่ประมาท ... ฯ
			<remark  id="s2b22c88l19" />     อีกประการหนึ่ง ภิกษุผู้อยู่ป่า ย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า บัดนี้เราอยู่ในป่าผู้เดียว เมื่อ
			<remark  id="s2b22c88l20" />เราอยู่ในป่าผู้เดียว ในป่าย่อมมีพวกอมนุษย์ดุร้าย อมนุษย์เหล่านั้นพึงปลงชีวิตเรา เพราะการ
			<remark  id="s2b22c88l21" />ปลงชีวิตนั้นเราพึงทำกาละ พึงมีอันตรายแก่เราผิฉะนั้น เราจะปรารภความเพียร เพื่อถึงธรรม
			<remark  id="s2b22c88l22" />ที่ยังไม่ถึง เพื่อบรรลุธรรมที่ยังไม่ได้บรรลุ เพื่อทำให้แจ้งธรรมที่ยังไม่ได้ทำให้แจ้ง ดูกรภิกษุ
			<remark  id="s2b22c88l23" />ทั้งหลาย ภิกษุผู้อยู่ป่าเห็นภัยในอนาคตข้อที่ ๕ นี้ ควรเป็นผู้ไม่ประมาท มีความเพียร มีใจเด็ด
			<remark  id="s2b22c88l24" />เดี่ยว เพื่อถึงธรรมที่ยังไม่ถึง เพื่อบรรลุธรรมที่ยังไม่ได้บรรลุ เพื่อทำให้แจ้งธรรมที่ยังไม่ได้ทำให้
			<remark  id="s2b22c88l25" />แจ้ง ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้อยู่ป่า เห็นภัยในอนาคต ๕ประการนี้แล ควรเป็นผู้ไม่ประมาท 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b22c89" >
		<para id="s2b22c89p">
			<remark  id="s2b22c89l1" />มีความเพียร มีใจเด็ดเดี่ยวอยู่ เพื่อถึงธรรมที่ยังไม่ถึง เพื่อบรรลุธรรมที่ยังไม่ได้บรรลุ เพื่อทำให้
			<remark  id="s2b22c89l2" />แจ้งธรรมที่ยังไม่ได้ทำให้แจ้ง ฯ
			<remark  id="s2b22c89l3" />		           จบสูตรที่ ๗
			<remark  id="s2b22c89l4" />		        ๘. อนาคตสูตรที่ ๒
			<remark  id="s2b22c89l5" /> 	[๗๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้เห็นภัยในอนาคต ๕ ประการนี้ ก็ควรเป็นผู้ไม่ประมาท
			<remark  id="s2b22c89l6" /> มีความเพียร มีใจเด็ดเดี่ยว เพื่อถึงธรรมที่ยังไม่ถึง เพื่อบรรลุธรรมที่ยังไม่ได้บรรลุ เพื่อทำให้
			<remark  id="s2b22c89l7" />แจ้งธรรมที่ยังไม่ได้ทำให้แจ้ง ภัย ๕ ประการเป็นไฉน คือ
			<remark  id="s2b22c89l8" />     ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า บัดนี้ เรายังเป็นหนุ่มแน่น มีผมดำสนิท 
			<remark  id="s2b22c89l9" />ประกอบด้วยความเป็นหนุ่มอันเจริญ ตั้งอยู่ในปฐมวัย ถึงกระนั้น ก็มีสมัยที่ชราย่อมจะถูกต้อง
			<remark  id="s2b22c89l10" />กายนี้ได้ ก็ผู้ที่แก่แล้ว ถูกชราครอบงำแล้วจะมนสิการคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ไม่ใช่ทำได้
			<remark  id="s2b22c89l11" />ง่าย จะเสพเสนาสนะอันสงัดคือ ป่า และป่าชัฏ ก็ไม่ใช่ทำได้ง่าย ก่อนที่ธรรมอันไม่น่า
			<remark  id="s2b22c89l12" />ปรารถนา ไม่น่าใคร่ ไม่น่าพอใจนั้นจะมาถึงเรา เราจะรีบปรารภความเพียร เพื่อถึงธรรมที่ยังไม่
			<remark  id="s2b22c89l13" />ถึง เพื่อบรรลุธรรมที่ยังไม่ได้บรรลุ เพื่อทำให้แจ้งธรรมที่ยังไม่ได้ทำให้แจ้ง เสียก่อนทีเดียว 
			<remark  id="s2b22c89l14" />ซึ่งเราประกอบแล้ว แม้แก่ก็จักอยู่สบาย ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้เห็นภัยในอนาคตข้อที่ ๑ นี้ 
			<remark  id="s2b22c89l15" />ควรเป็นผู้ไม่ประมาท มีความเพียร มีใจเด็ดเดี่ยวอยู่เพื่อถึงธรรมที่ยังไม่ถึง เพื่อบรรลุธรรมที่
			<remark  id="s2b22c89l16" />ยังไม่ได้บรรลุ เพื่อทำให้แจ้งธรรมที่ยังไม่ได้ทำให้แจ้ง ฯ
			<remark  id="s2b22c89l17" />     อีกประการหนึ่ง ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า บัดนี้ เรามีอาพาธน้อย มีโรคเบาบาง 
			<remark  id="s2b22c89l18" />ประกอบด้วยไฟธาตุสำหรับย่อยอาหารสม่ำเสมอ ไม่เย็นนัก ไม่ร้อนนัก ขนาดกลาง ควรแก่
			<remark  id="s2b22c89l19" />การบำเพ็ญเพียร แต่ย่อมมีสมัยที่พยาธิจะถูกต้องกายนี้ ก็ผู้ที่ป่วยไข้อันความป่วยไข้ครอบงำแล้ว 
			<remark  id="s2b22c89l20" />จะมนสิการคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าไม่ใช่ทำได้ง่าย ... ซึ่งเราประกอบแล้ว แม้ป่วยไข้ก็จักอยู่
			<remark  id="s2b22c89l21" />สบายภิกษุเห็นภัยในอนาคตข้อที่ ๒ นี้ ควรเป็นผู้ไม่ประมาท ... ฯ
			<remark  id="s2b22c89l22" />     อีกประการหนึ่ง ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า บัดนี้แล ข้าวกล้าดี บิณฑบาตก็หา
			<remark  id="s2b22c89l23" />ได้ง่าย สะดวกแก่การแสวงหาเลี้ยงชีพ แต่ก็ย่อมมีสมัยที่มีข้าวแพงข้าวกล้าไม่ดี บิณฑบาตหา
		</para>
	</section>
	<section id="s2b22c90" >
		<para id="s2b22c90p">
			<remark  id="s2b22c90l1" />ได้ยาก ไม่สะดวกแก่การแสวงหาเลี้ยงชีพ อนึ่ง ในสมัยข้าวแพง พวกมนุษย์ย่อมหลั่งไหลไป
			<remark  id="s2b22c90l2" />ในที่ที่มีอาหารดี ในที่นั้นย่อมมีการอยู่คลุกคลีด้วยหมู่คณะ มีการอยู่พลุกพล่านกัน เมื่อมีการอยู่
			<remark  id="s2b22c90l3" />คลุกคลีด้วยหมู่คณะ อยู่พลุกพล่านกัน จะมนสิการคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าไม่ใช่ทำได้ง่าย ...
			<remark  id="s2b22c90l4" /> ซึ่งเราประกอบแล้ว ก็จักอยู่สบายแม้ในเวลาทุพภิกขภัย ภิกษุผู้เห็นภัยในอนาคตข้อที่ ๓ นี้ ควร
			<remark  id="s2b22c90l5" />เป็นผู้ไม่ประมาท ... ฯ
			<remark  id="s2b22c90l6" />     อีกประการหนึ่ง ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า บัดนี้แลมนุษย์ทั้งหลายย่อมเป็นผู้พร้อม
			<remark  id="s2b22c90l7" />เพรียงกัน ชื่นชมต่อกัน ไม่วิวาทกัน เป็นดังน้ำนมกับน้ำ มองดูกันด้วยนัยน์ตาแสดงความรัก
			<remark  id="s2b22c90l8" />อยู่ แต่ย่อมมีสมัยที่มีภัย มีความปั่นป่วนในดง ประชาชนวุ่นวายและเมื่อมีภัย พวกมนุษย์
			<remark  id="s2b22c90l9" />ย่อมหลั่งไหลไปในที่ที่ปลอดภัย ในที่นั้นย่อมมีการอยู่คลุกคลีด้วยหมู่คณะ มีการอยู่พลุกพล่านกัน
			<remark  id="s2b22c90l10" /> เมื่อมีการอยู่คลุกคลีด้วยหมู่คณะ อยู่พลุกพล่านกัน จะมนสิการคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ไม่ใช่
			<remark  id="s2b22c90l11" />ทำได้ง่าย ... ซึ่งเราประกอบแล้วก็จักอยู่สบายแม้ในสมัยที่มีภัย ภิกษุผู้เห็นภัยในอนาคตข้อที่ ๔ นี้
			<remark  id="s2b22c90l12" /> ควรเป็นผู้ไม่ประมาท ... ฯ
			<remark  id="s2b22c90l13" />     อีกประการหนึ่ง ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า บัดนี้แลสงฆ์เป็นผู้พร้อมเพรียงกัน 
			<remark  id="s2b22c90l14" />ชื่นชมต่อกัน ไม่วิวาทกัน มีอุเทศร่วมกัน อยู่ผาสุก แต่ก็ย่อมมีสมัยที่สงฆ์แตกกัน ก็เมื่อสงฆ์
			<remark  id="s2b22c90l15" />แตกกันแล้ว จะมนสิการคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าไม่ใช่ทำได้ง่าย จะเสพเสนาสนะอันสงัด
			<remark  id="s2b22c90l16" /> คือ ป่า และป่าชัฏ ก็ไม่ใช่ทำได้ง่ายก่อนที่ธรรมอันไม่น่าปรารถนา ไม่น่าใคร่ ไม่น่าพอใจนั้น
			<remark  id="s2b22c90l17" />จะมาถึงเรา เราจะรีบปรารภความเพียร เพื่อถึงธรรมที่ยังไม่ถึง เพื่อบรรลุธรรมที่ยังไม่ได้บรรลุ
			<remark  id="s2b22c90l18" /> เพื่อทำให้แจ้งธรรมที่ยังไม่ได้ทำให้แจ้ง ซึ่งเราประกอบแล้ว ก็จักอยู่สบายแม้ในเมื่อสงฆ์แตกกัน
			<remark  id="s2b22c90l19" /> ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้เห็นภัยในอนาคตข้อที่ ๕ นี้ ควรเป็นผู้ไม่ประมาท มีความเพียร มีใจ
			<remark  id="s2b22c90l20" />เด็ดเดี่ยวอยู่ เพื่อถึงธรรมที่ยังไม่ถึง เพื่อบรรลุธรรมที่ยังไม่ได้บรรลุ เพื่อทำให้แจ้งธรรมที่ยัง
			<remark  id="s2b22c90l21" />ไม่ได้ทำให้แจ้ง ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเห็นภัยในอนาคต ๕ ประการนี้แล ควรเป็นผู้ไม่ประมาท
			<remark  id="s2b22c90l22" /> มีความเพียร มีใจเด็ดเดี่ยวอยู่ เพื่อถึงธรรมที่ยังไม่ถึง เพื่อบรรลุธรรมที่ยังไม่ได้บรรลุ เพื่อทำให้
			<remark  id="s2b22c90l23" />แจ้งธรรมที่ยังไม่ได้ทำให้แจ้ง ฯ
			<remark  id="s2b22c90l24" />		           จบสูตรที่ ๘
		</para>
	</section>
	<section id="s2b22c91" >
		<para id="s2b22c91p">
			<remark  id="s2b22c91l1" />		        ๙. อนาคตสูตรที่ ๓
			<remark  id="s2b22c91l2" /> 	[๗๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภัยในอนาคต ๕ ประการนี้ ยังไม่บังเกิดในปัจจุบัน แต่
			<remark  id="s2b22c91l3" />จักบังเกิดในกาลต่อไป ภัยเหล่านั้น เธอทั้งหลายพึงรู้ไว้เฉพาะครั้นแล้ว พึงพยายามเพื่อละภัย
			<remark  id="s2b22c91l4" />เหล่านั้น ภัยในอนาคต ๕ ประการเป็นไฉน คือ
			<remark  id="s2b22c91l5" />     ในอนาคต ภิกษุทั้งหลายจักไม่อบรมกาย ไม่อบรมศีล ไม่อบรมจิตไม่อบรมปัญญา 
			<remark  id="s2b22c91l6" />เมื่อไม่อบรมกาย ไม่อบรมศีล ไม่อบรมจิต ไม่อบรมปัญญาจักให้อุปสมบทกุลบุตรเหล่าอื่น 
			<remark  id="s2b22c91l7" />จักไม่สามารถแนะนำแม้กุลบุตรเหล่านั้นในอธิศีลอธิจิต อธิปัญญา แม้กุลบุตรเหล่านั้น ก็จัก
			<remark  id="s2b22c91l8" />ไม่อบรมกาย ไม่อบรมศีล ไม่อบรมจิต ไม่อบรมปัญญา เมื่อไม่อบรมกาย ไม่อบรมศีล ไม่
			<remark  id="s2b22c91l9" />อบรมจิต ไม่อบรมปัญญา ก็จักให้อุปสมบทกุลบุตรเหล่าอื่น จักไม่สามารถแนะนำแม้กุลบุตร
			<remark  id="s2b22c91l10" />เหล่านั้นในอธิศีลอธิจิต อธิปัญญา แม้กุลบุตรเหล่านั้นก็จักไม่อบรมกาย ไม่อบรมศีล ไม่
			<remark  id="s2b22c91l11" />อบรมจิต ไม่อบรมปัญญาเพราะเหตุดังนี้แล การลบล้างวินัยย่อมมีเพราะการลบล้างธรรม การ
			<remark  id="s2b22c91l12" />ลบล้างธรรมย่อมมีเพราะการลบล้างวินัย ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภัยในอนาคตข้อที่ ๑ นี้ ซึ่งยังไม่
			<remark  id="s2b22c91l13" />บังเกิดในบัดนี้ แต่จักบังเกิดในกาลต่อไป ภัยข้อนี้อันเธอทั้งหลายพึงรู้ไว้เฉพาะ ครั้นแล้วพึง
			<remark  id="s2b22c91l14" />พยายามเพื่อละภัยนั้น
			<remark  id="s2b22c91l15" />     อีกประการหนึ่ง ในอนาคต ภิกษุทั้งหลาย จักไม่อบรมกาย ไม่อบรมศีลไม่อบรม
			<remark  id="s2b22c91l16" />จิต ไม่อบรมปัญญา เมื่อไม่อบรมกาย ไม่อบรมศีล ไม่อบรมจิต ไม่อบรมปัญญา จักให้นิสัย
			<remark  id="s2b22c91l17" />แก่กุลบุตรเหล่าอื่น จักไม่สามารถแนะนำแม้กุลบุตรเหล่านั้นในอธิศีล อธิจิต อธิปัญญา แม้
			<remark  id="s2b22c91l18" />กุลบุตรเหล่านั้นก็จักไม่อบรมกาย ไม่อบรมศีล ไม่อบรมจิต ไม่อบรมปัญญา เมื่อไม่อบรมกาย
			<remark  id="s2b22c91l19" /> ไม่อบรมศีล ไม่อบรมจิต ไม่อบรมปัญญา ก็จักให้นิสัยแก่กุลบุตรเหล่าอื่น จักไม่สามารถแนะนำ
			<remark  id="s2b22c91l20" />แม้กุลบุตรเหล่านั้นในอธิศีล อธิจิต อธิปัญญา แม้กุลบุตรเหล่านั้นก็จักไม่อบรมกาย ไม่อบรม
			<remark  id="s2b22c91l21" />ศีล ไม่อบรมจิต ไม่อบรมปัญญา เพราะเหตุดังนี้แล การลบล้างวินัยย่อมมีเพราะการลบล้าง
			<remark  id="s2b22c91l22" />ธรรม การลบล้างธรรมย่อมมีเพราะการลบล้างวินัยดูกรภิกษุทั้งหลาย ภัยในอนาคตข้อที่ ๒ นี้ 
			<remark  id="s2b22c91l23" />ซึ่งยังไม่บังเกิดในบัดนี้ แต่จักบังเกิดในกาลต่อไป ภัยข้อนี้อันเธอทั้งหลายพึงรู้ไว้เฉพาะ ครั้นแล้ว
			<remark  id="s2b22c91l24" />พึงพยายามเพื่อละภัยนั้น ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b22c92" >
		<para id="s2b22c92p">
			<remark  id="s2b22c92l1" />     อีกประการหนึ่ง ในอนาคต ภิกษุทั้งหลายจักไม่อบรมกาย ไม่อบรมศีล ไม่อบรมจิต 
			<remark  id="s2b22c92l2" />ไม่อบรมปัญญา เมื่อไม่อบรมกาย ไม่อบรมศีล ไม่อบรมจิต ไม่อบรมปัญญา เมื่อแสดงอภิธรรม
			<remark  id="s2b22c92l3" />กถา เวทัลลกถา หยั่งลงสู่ธรรมที่ผิดก็จักไม่รู้สึกเพราะเหตุดังนี้แล การลบล้างวินัยย่อมมี
			<remark  id="s2b22c92l4" />เพราะการลบล้างธรรม การลบล้างธรรมย่อมมีเพราะการลบล้างวินัย ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภัยใน
			<remark  id="s2b22c92l5" />อนาคตข้อที่ ๓ นี้ ซึ่งยังไม่บังเกิดในบัดนี้ แต่จักบังเกิดในกาลต่อไป ภัยข้อนี้อันเธอทั้งหลาย
			<remark  id="s2b22c92l6" />พึงรู้ไว้เฉพาะครั้นแล้วพึงพยายามเพื่อละภัยนั้น ฯ
			<remark  id="s2b22c92l7" />     อีกประการหนึ่ง ในอนาคต ภิกษุทั้งหลายจักไม่อบรมกาย ไม่อบรมศีลไม่อบรมจิต 
			<remark  id="s2b22c92l8" />ไม่อบรมปัญญา เมื่อไม่อบรมกาย ไม่อบรมศีล ไม่อบรมจิต ไม่อบรมปัญญา พระสูตรต่างๆ
			<remark  id="s2b22c92l9" /> ที่ตถาคตได้ภาษิตไว้ เป็นสูตรลึกซึ้ง มีอรรถลึกซึ้งเป็นโลกุตระ ประกอบด้วยสุญญตาธรรม 
			<remark  id="s2b22c92l10" />เมื่อพระสูตรเหล่านั้นอันบุคคลแสดงอยู่ก็จักไม่ฟังด้วยดี จักไม่เงี่ยโสตลงสดับ จักไม่ตั้งจิต
			<remark  id="s2b22c92l11" />เพื่อรู้ จักไม่ใฝ่ใจในธรรมเหล่านั้นว่าควรศึกษาเล่าเรียน แต่ว่าสูตรต่างๆ ที่นักกวีแต่งไว้
			<remark  id="s2b22c92l12" /> ประพันธ์เป็นบทกวี มีอักษรสละสลวย มีพยัญชนะสละสลวย เป็นพาหิรกถา เป็นสาวกภาษิต
			<remark  id="s2b22c92l13" />เมื่อพระสูตรเหล่านั้น อันบุคคลแสดงอยู่ ก็จักฟังด้วยดี จักเงี่ยโสตลงสดับจักตั้งจิตเพื่อรู้ 
			<remark  id="s2b22c92l14" />จักฝักใฝ่ใจในธรรมเหล่านั้นว่าควรศึกษาเล่าเรียน เพราะเหตุดังนี้แล การลบล้างวินัยย่อมมี
			<remark  id="s2b22c92l15" />เพราะการลบล้างธรรม การลบล้างธรรมย่อมมีเพราะการลบล้างวินัย ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภัยใน
			<remark  id="s2b22c92l16" />อนาคตข้อที่ ๔ นี้ ซึ่งยังไม่บังเกิดในบัดนี้แต่จักบังเกิดในกาลต่อไป ภัยข้อนี้อันเธอทั้งหลาย
			<remark  id="s2b22c92l17" />พึงรู้ไว้เฉพาะ ครั้นแล้ว พึงพยายามเพื่อละภัยนั้น ฯ
			<remark  id="s2b22c92l18" />     อีกประการหนึ่ง ในอนาคต ภิกษุทั้งหลายจักไม่อบรมกาย ไม่อบรมจิต 
			<remark  id="s2b22c92l19" />ไม่อบรมปัญญา เมื่อไม่อบรมกาย ไม่อบรมศีล ไม่อบรมจิต ไม่อบรมปัญญาภิกษุผู้เถระก็จัก
			<remark  id="s2b22c92l20" />เป็นผู้มักมาก มีความประพฤติย่อหย่อน เป็นหัวหน้าในความล่วงละเมิด ทอดธุระในความสงัด
			<remark  id="s2b22c92l21" /> จักไม่ปรารภความเพียร เพื่อถึงธรรมที่ยังไม่ถึง เพื่อบรรลุธรรมที่ยังไม่ได้บรรลุ เพื่อทำให้แจ้ง
			<remark  id="s2b22c92l22" />ธรรมที่ยังไม่ได้ทำให้แจ้ง ประชุมชนรุ่นหลังก็จักถือเอาภิกษุเหล่านั้นเป็นตัวอย่าง แม้ประชุมชน
			<remark  id="s2b22c92l23" />นั้นก็จักเป็นผู้มักมากมีความประพฤติย่อหย่อน เป็นหัวหน้าในความล่วงละเมิด ทอดธุระใน
			<remark  id="s2b22c92l24" />ความสงัดจักไม่ปรารภความเพียร เพื่อถึงธรรมที่ยังไม่ถึง เพื่อบรรลุธรรมที่ยังไม่ได้บรรลุเพื่อ
			<remark  id="s2b22c92l25" />ทำให้แจ้งธรรมที่ยังไม่ได้ทำให้แจ้ง เพราะเหตุดังนี้แล การลบล้างวินัยย่อมมีเพราะการลบล้างธรรม
			<remark  id="s2b22c92l26" /> การลบล้างธรรมย่อมมีเพราะการลบล้างวินัย ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภัยในอนาคต ข้อที่ ๕ นี้ ซึ่งยัง
		</para>
	</section>
	<section id="s2b22c93" >
		<para id="s2b22c93p">
			<remark  id="s2b22c93l1" />ไม่บังเกิดในบัดนี้ แต่จักบังเกิดในกาลต่อไป ภัยข้อนี้อันเธอทั้งหลายพึงรู้ไว้เฉพาะ ครั้นแล้ว
			<remark  id="s2b22c93l2" />พึงพยายามเพื่อละภัยนั้น ฯ
			<remark  id="s2b22c93l3" />     ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภัยในอนาคต ๕ ประการนี้แล ซึ่งยังไม่บังเกิดในบัดนี้ แต่จัก
			<remark  id="s2b22c93l4" />บังเกิดในกาลต่อไป ภัยเหล่านั้นอันเธอทั้งหลายพึงรู้ไว้เฉพาะ ครั้นแล้วพึงพยายามเพื่อละภัย
			<remark  id="s2b22c93l5" />เหล่านั้น ฯ
			<remark  id="s2b22c93l6" />		           จบสูตรที่ ๙
			<remark  id="s2b22c93l7" />		       ๑๐. อนาคตสูตรที่ ๔
			<remark  id="s2b22c93l8" /> 	[๘๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภัยในอนาคต ๕ ประการนี้ ซึ่งยังไม่บังเกิดในบัดนี้ แต่
			<remark  id="s2b22c93l9" />จักบังเกิดในกาลต่อไป ภัยเหล่านั้นอันเธอทั้งหลายพึงรู้ไว้เฉพาะครั้นแล้วพึงพยายามเพื่อละภัย
			<remark  id="s2b22c93l10" />เหล่านั้น ๕ ประการเป็นไฉน คือ
			<remark  id="s2b22c93l11" />     ในอนาคต ภิกษุทั้งหลายจักเป็นผู้ชอบจีวรดีงาม เมื่อชอบจีวรดีงาม ก็จักละความ
			<remark  id="s2b22c93l12" />เป็นผู้ถือทรงผ้าบังสุกุลเป็นวัตร จักละเสนาสนะอันสงัดคือป่าและป่าชัฏจักประชุมกันอยู่ที่
			<remark  id="s2b22c93l13" />บ้าน นิคมและราชธานี และจักถึงการแสวงหาไม่สมควร อันไม่เหมาะสมต่างๆ เพราะเหตุจีวร 
			<remark  id="s2b22c93l14" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภัยในอนาคตข้อที่ ๑ นี้ซึ่งยังไม่บังเกิดในบัดนี้ แต่จักบังเกิดในกาลต่อไป 
			<remark  id="s2b22c93l15" />ภัยนั้นอันเธอทั้งหลายพึงรู้ไว้เฉพาะ ครั้นแล้วพึงพยายามเพื่อละภัยนั้น ฯ
			<remark  id="s2b22c93l16" />     อีกประการหนึ่ง ในอนาคต ภิกษุทั้งหลายจักเป็นผู้ชอบบิณฑบาตที่ดีงาม เมื่อชอบ
			<remark  id="s2b22c93l17" />บิณฑบาตที่ดีงาม ก็จักละความเป็นผู้ถือเที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตร ละเสนาสนะอันสงัดคือป่า
			<remark  id="s2b22c93l18" />และป่าชัฏ จักประชุมกันอยู่ที่บ้าน นิคม และราชธานี แสวงหาบิณฑบาตที่มีรสอันเลิศด้วย
			<remark  id="s2b22c93l19" />ปลายลิ้น และจักถึงการแสวงหาอันไม่สมควร ไม่เหมาะสมต่างๆ เพราะเหตุแห่งบิณฑบาต
			<remark  id="s2b22c93l20" /> ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภัยในอนาคตข้อที่ ๒ นี้ ซึ่งยังไม่บังเกิดในบัดนี้ แต่จักบังเกิดในกาลต่อไป 
			<remark  id="s2b22c93l21" />ภัยนั้นอันเธอทั้งหลายพึงรู้ไว้เฉพาะ ครั้นแล้วพึงพยายามเพื่อละภัยนั้น ฯ
			<remark  id="s2b22c93l22" />     อีกประการหนึ่ง ในอนาคต ภิกษุทั้งหลายจักเป็นผู้ชอบเสนาสนะดีงาม เมื่อชอบ
			<remark  id="s2b22c93l23" />เสนาสนะดีงาม ก็จักละความเป็นผู้ถือการอยู่ป่าเป็นวัตร ละเสนาสนะอันสงัดคือป่าและป่าชัฏ
			<remark  id="s2b22c93l24" /> จักประชุมกันอยู่ที่บ้าน นิคม และราชธานี และจักถึงการแสวงหาอันไม่สมควร ไม่เหมาะสม
		</para>
	</section>
	<section id="s2b22c94" >
		<para id="s2b22c94p">
			<remark  id="s2b22c94l1" />ต่างๆ เพราะเหตุแห่งเสนาสนะ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภัยในอนาคตข้อที่ ๓ นี้ ซึ่งยังไม่บังเกิดใน
			<remark  id="s2b22c94l2" />บัดนี้ แต่จักบังเกิดในกาลต่อไป ภัยนั้นอันเธอทั้งหลายพึงรู้ไว้เฉพาะ ครั้นแล้วพึงพยายามเพื่อ
			<remark  id="s2b22c94l3" />ละภัยนั้น ฯ
			<remark  id="s2b22c94l4" />     อีกประการหนึ่ง ในอนาคต ภิกษุทั้งหลายจักเป็นผู้อยู่คลุกคลีด้วยภิกษุณีนางสิกขมานา 
			<remark  id="s2b22c94l5" />และสมณุทเทส เมื่อมีการคลุกคลีด้วยภิกษุณี นางสิกขมานาและสมณุทเทส พึงหวังข้อนี้ได้
			<remark  id="s2b22c94l6" />ว่า เธอเหล่านั้นจักเป็นผู้ไม่ยินดีประพฤติพรหมจรรย์ จักต้องอาบัติเศร้าหมองบางอย่าง หรือจัก
			<remark  id="s2b22c94l7" />บอกคืนสิกขาเวียนมาเพื่อเป็นคฤหัสถ์ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภัยในอนาคตข้อที่ ๔ นี้ ซึ่งยังไม่
			<remark  id="s2b22c94l8" />บังเกิดในบัดนี้ แต่จักบังเกิดในกาลต่อไป ภัยนั้นอันเธอทั้งหลายพึงรู้ไว้เฉพาะครั้นแล้วพึง
			<remark  id="s2b22c94l9" />พยายามเพื่อละภัยนั้น ฯ
			<remark  id="s2b22c94l10" />     อีกประการหนึ่ง ในอนาคต ภิกษุทั้งหลายจักเป็นผู้คลุกคลีด้วยอารามิกบุรุษ และ
			<remark  id="s2b22c94l11" />สมณุทเทส เมื่อมีการคลุกคลีด้วยอารามิกบุรุษ และสมณุทเทสพึงหวังข้อนี้ได้ว่า เธอเหล่านั้น
			<remark  id="s2b22c94l12" />จักเป็นผู้ประกอบการบริโภคของที่สะสมไว้มีประการต่างๆ จักกระทำนิมิตแม้อย่างหยาบที่แผ่นดิน
			<remark  id="s2b22c94l13" />บ้าง ที่ปลายของเขียวบ้างดูกรภิกษุทั้งหลาย ภัยในอนาคตข้อที่ ๕ นี้ ซึ่งยังไม่บังเกิดในบัดนี้ 
			<remark  id="s2b22c94l14" />แต่จักบังเกิดในกาลต่อไป ภัยนั้นอันเธอทั้งหลายพึงรู้ไว้เฉพาะ ครั้นแล้วพึงพยายามเพื่อละภัยนั้น ฯ
			<remark  id="s2b22c94l15" />     ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภัยในอนาคต ๕ ประการนี้แล ซึ่งยังไม่บังเกิดในบัดนี้ แต่จัก
			<remark  id="s2b22c94l16" />บังเกิดในกาลต่อไป ภัยเหล่านั้นอันเธอทั้งหลายพึงรู้ไว้เฉพาะครั้นแล้วพึงพยายามเพื่อละภัย
			<remark  id="s2b22c94l17" />เหล่านั้น ฯ
			<remark  id="s2b22c94l18" />		          จบสูตรที่ ๑๐
			<remark  id="s2b22c94l19" />		        จบโยธาชีวรรคที่ ๓
			<remark  id="s2b
