<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<!DOCTYPE book PUBLIC "-//OASIS//DTD DocBook XML V5.0//EN" "http://www.oasis-open.org/docbook/xml/4.5/docbookx.dtd">
<chapter id="s2b21">
	<title>อังคุตรนิกาย จตุกกนิบาต</title>
	<section id="s2b21c1" >
		<para id="s2b21c1p">
			<remark  id="s2b21c1l1" />					พระสุตตันตปิฎก
			<remark  id="s2b21c1l2" />						เล่ม ๑๓
			<remark  id="s2b21c1l3" />					อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต
			<remark  id="s2b21c1l4" />ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
			<remark  id="s2b21c1l5" />					ปฐมปัญณาสก์
			<remark  id="s2b21c1l6" />					ภัณฑคามวรรคที่ ๑
			<remark  id="s2b21c1l7" />					   อนุพุทธสูตร
			<remark  id="s2b21c1l8" />         [๑] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้
			<remark  id="s2b21c1l9" />     สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ ภัณฑคาม แคว้นวัชชี ณ ที่นั้นแล พระผู้มี
			<remark  id="s2b21c1l10" />พระภาคตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเหล่านั้นทูลรับสนองพระผู้มีพระภาค
			<remark  id="s2b21c1l11" />แล้ว พระผู้มีพระภาคได้ตรัสพระพุทธพจน์นี้ว่าดูกรภิกษุทั้งหลาย ทั้งเรา ทั้งท่านทั้งหลายได้แล่น
			<remark  id="s2b21c1l12" />ไปแล้ว ได้ท่องเที่ยวไปแล้วสิ้นกาลนานอย่างนี้ เพราะยังไม่รู้แจ้ง ไม่แทงตลอดซึ่งธรรม ๔ ประการ 
			<remark  id="s2b21c1l13" />ธรรม ๔ประการเป็นไฉน คือ ศีลที่เป็นอริยะ ๑ สมาธิที่เป็นอริยะ ๑ ปัญญาที่เป็นอริยะ ๑ 
			<remark  id="s2b21c1l14" />และวิมุตติที่เป็นอริยะ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ ศีลที่เป็นอริยะสมาธิที่เป็นอริยะ ปัญญาที่เป็น
			<remark  id="s2b21c1l15" />อริยะ และวิมุตติที่เป็นอริยะ อันเราและท่านทั้งหลายได้ตรัสรู้ ได้แทงตลอดแล้ว ถอนตัณหาใน
			<remark  id="s2b21c1l16" />ภพขึ้นได้แล้ว ตัณหาอันนำไปสู่ภพสิ้นไปแล้ว บัดนี้ ภพใหม่ไม่มีอีกต่อไป
			<remark  id="s2b21c1l17" />     พระผู้มีพระภาคผู้สุคตศาสดา ครั้นตรัสไวยากรณภาษิตนี้ จบลงแล้ว  จึงได้ตรัสคาถา
			<remark  id="s2b21c1l18" />ประพันธ์ต่อไปว่า
			<remark  id="s2b21c1l19" />      ธรรมเหล่านี้ คือ ศีล สมาธิ ปัญญาและวิมุตติ ซึ่งไม่มี
			<remark  id="s2b21c1l20" />      ธรรมอื่นยิ่งกว่า อันพระโคตม ศาสดาผู้มียศได้ตรัสรู้แล้ว
		</para>
	</section>
	<section id="s2b21c2" >
		<para id="s2b21c2p">
			<remark  id="s2b21c2l1" />      พระพุทธเจ้าผู้พระศาสดามีจักษุทรงกระทำที่สุดทุกข์ ตรัสรู้
			<remark  id="s2b21c2l2" />      พระธรรมแล้ว ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย พระองค์เสด็จ
			<remark  id="s2b21c2l3" />      ปรินิพพานแล้ว ด้วยประการฉะนี้ ฯ
			<remark  id="s2b21c2l4" />                จบสูตรที่ ๑
			<remark  id="s2b21c2l5" />                ปปติตสูตร
			<remark  id="s2b21c2l6" />         [๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ไม่ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการ  เราเรียกว่า ผู้ตก
			<remark  id="s2b21c2l7" />ไปจากธรรมวินัยนี้ ธรรม ๔ ประการ เป็นไฉน คือ ศีลที่เป็นอริยะ ๑ สมาธิที่เป็นอริยะ ๑ ปัญญา
			<remark  id="s2b21c2l8" />ที่เป็นอริยะ ๑ และวิมุตติที่เป็นอริยะ ๑ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ไม่ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการ
			<remark  id="s2b21c2l9" />นี้แล เราเรียกว่าผู้ตกไปจากธรรมวินัยนี้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม๔ ประการ 
			<remark  id="s2b21c2l10" />เราเรียกว่า ผู้ไม่ตกไปจากธรรมวินัยนี้ ธรรม ๔ ประการเป็นไฉนคือ ศีลที่เป็นอริยะ ๑ สมาธิที่
			<remark  id="s2b21c2l11" />เป็นอริยะ ๑ ปัญญาที่เป็นอริยะ ๑ และวิมุตติที่เป็นอริยะ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบ
			<remark  id="s2b21c2l12" />ด้วยธรรม ๔ ประการนี้แลเราเรียกว่า ผู้ไม่ตกไปจากธรรมวินัยนี้
			<remark  id="s2b21c2l13" />      ผู้ที่ตกไปจากธรรมวินัยนี้ ชื่อว่าผู้ตกไป ผู้กำหนัดเพราะราคะ
			<remark  id="s2b21c2l14" />      เป็นผู้กลับมาอีก ฉะนั้น ควรทำกิจที่ควรทำ ยินดีใน
			<remark  id="s2b21c2l15" />      คุณชาติที่ควรยินดี จะได้บรรลุสุขทั้งโลกียสุขและโลกุตตร
			<remark  id="s2b21c2l16" />      สุข ฯ
			<remark  id="s2b21c2l17" />                จบสูตรที่ ๒
			<remark  id="s2b21c2l18" />                ขตสูตรที่ ๑
			<remark  id="s2b21c2l19" />         [๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการ เป็นคนพาล ไม่เฉียบ
			<remark  id="s2b21c2l20" />แหลม ไม่ใช่สัตบุรุษ ย่อมคุ้มครองตนที่ ปราศจากคุณสมบัติย่อมเป็นผู้ประกอบไปด้วยโทษ นัก
			<remark  id="s2b21c2l21" />ปราชญ์ติเตียน และย่อมประสบกรรมมิใช่บุญเป็นอันมาก ธรรม ๔ ประการเป็นไฉน คือ ไม่
		</para>
	</section>
	<section id="s2b21c3" >
		<para id="s2b21c3p">
			<remark  id="s2b21c3l1" />ใคร่ครวญสืบสวนให้รอบคอบแล้ว กล่าวสรรเสริญคุณของผู้ไม่ควรสรรเสริญ ๑ ไม่ใคร่ครวญ
			<remark  id="s2b21c3l2" />สืบสวนให้รอบคอบแล้ว กล่าวติเตียนผู้ที่ควรสรรเสริญ ๑ ไม่ใคร่ครวญสืบสวนให้รอบคอบแล้ว
			<remark  id="s2b21c3l3" /> ยังความเลื่อมใสให้เกิดในฐานะที่ไม่ควรเลื่อมใส ๑ ไม่ใคร่ครวญสืบสวนให้รอบคอบแล้ว ยังความ
			<remark  id="s2b21c3l4" />ไม่เลื่อมใสให้เกิดในฐานะที่ควรเลื่อมใส ๑  ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ 
			<remark  id="s2b21c3l5" />ประการนี้แล เป็นคนพาล ไม่เฉียบแหลม ไม่ใช่สัตบุรุษ ย่อมคุ้มครองตนที่ปราศจากคุณสมบัติ
			<remark  id="s2b21c3l6" /> ย่อมเป็นผู้ประกอบไปด้วยโทษ นักปราชญ์ติเตียน และย่อมประสบกรรมมิใช่บุญเป็นอันมาก 
			<remark  id="s2b21c3l7" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการ เป็นบัณฑิตเฉียบแหลม เป็นสัตบุรุษ
			<remark  id="s2b21c3l8" /> ย่อมคุ้มครองตนให้ประกอบไปด้วยคุณสมบัติ เป็นผู้หาโทษมิได้ ทั้งนักปราชญ์ไม่ติเตียน และย่อม
			<remark  id="s2b21c3l9" />ประสบบุญเป็นอันมาก ธรรม ๔ประการเป็นไฉน คือ ใคร่ครวญ สืบสวนรอบคอบแล้ว กล่าว
			<remark  id="s2b21c3l10" />ติเตียนผู้ที่ควรติเตียน ๑ ใคร่ครวญสืบสวนรอบคอบแล้ว กล่าวสรรเสริญผู้ที่ควรสรรเสริญ ๑
			<remark  id="s2b21c3l11" />ใคร่ครวญ สืบสวนรอบคอบแล้ว ยังความไม่เลื่อมใสให้เกิดในฐานะที่ไม่ควรเลื่อมใส ๑ ใคร่ครวญ
			<remark  id="s2b21c3l12" />สืบสวนรอบคอบแล้ว ยังความเลื่อมใสให้เกิดในฐานะที่ควรเลื่อมใส ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคล
			<remark  id="s2b21c3l13" />ผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการนี้แล เป็นบัณฑิต เฉียบแหลม เป็นสัตบุรุษ ย่อมคุ้มครองตนให้
			<remark  id="s2b21c3l14" />ประกอบไปด้วยคุณสมบัติ เป็นผู้หาโทษมิได้ ทั้งนักปราชญ์ไม่ติเตียน และย่อมประสบบุญเป็น
			<remark  id="s2b21c3l15" />อันมาก ฯ
			<remark  id="s2b21c3l16" />      ผู้ใด ย่อมสรรเสริญผู้ที่ควรนินทา หรือย่อมนินทาผู้ที่ควร
			<remark  id="s2b21c3l17" />      สรรเสริญ ผู้นั้นชื่อว่าย่อมค้นหาโทษด้วยปาก ย่อมไม่ได้
			<remark  id="s2b21c3l18" />      ประสบสุขเพราะโทษนั้น ความพ่ายแพ้การพนันด้วยทรัพย์
			<remark  id="s2b21c3l19" />      ทั้งหมด พร้อมด้วยตน มีโทษน้อย การที่ยังใจให้
			<remark  id="s2b21c3l20" />      ประทุษร้ายในท่านผู้ดำเนินไปดีแล้วนี้แหละ เป็นโทษใหญ่
			<remark  id="s2b21c3l21" />      กว่า (โทษการพนัน) ผู้ที่ตั้งวาจา และใจอันเป็นบาปไว้
			<remark  id="s2b21c3l22" />      ติเตียนพระอริยเจ้า ย่อมเข้าถึงนรกสิ้นแสนสามสิบหกนิรัพ
			<remark  id="s2b21c3l23" />      พุททะ และห้าอัพพุททะ ฯ
			<remark  id="s2b21c3l24" />                จบสูตรที่ ๓
		</para>
	</section>
	<section id="s2b21c4" >
		<para id="s2b21c4p">
			<remark  id="s2b21c4l1" />                ขตสูตรที่ ๒
			<remark  id="s2b21c4l2" />         [๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ปฏิบัติผิดในบุคคล ๔ จำพวก เป็นคนพาล ไม่ฉลาด 
			<remark  id="s2b21c4l3" />ไม่ใช่สัตบุรุษ ย่อมบริหารตนให้ปราศจากคุณสมบัติ เป็นผู้ประกอบด้วยโทษ ทั้งนักปราชญ์ติเตียน 
			<remark  id="s2b21c4l4" />และย่อมประสบกรรมมิใช่บุญเป็นอันมากบุคคล ๔ จำพวกใครบ้าง คือ มารดา ๑ บิดา ๑ พระ
			<remark  id="s2b21c4l5" />ตถาคต ๑ สาวกของพระตถาคต ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ปฏิบัติผิดในบุคคล ๔ จำพวกนี้แล
			<remark  id="s2b21c4l6" />เป็นคนพาล ไม่ฉลาด ไม่ใช่สัตบุรุษ ย่อมบริหารตนให้ปราศจากคุณสมบัติเป็นผู้ประกอบด้วย
			<remark  id="s2b21c4l7" />โทษ ทั้งนักปราชญ์ติเตียน และย่อมประสบกรรมมิใช่บุญเป็นอันมาก ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคล
			<remark  id="s2b21c4l8" />ผู้ปฏิบัติชอบในบุคคล ๔ จำพวก เป็นบัณฑิต ฉลาด เป็นสัตบุรุษ ย่อมบริหารตนไม่ให้เสื่อมเสีย
			<remark  id="s2b21c4l9" /> เป็นผู้ไม่มีโทษทั้งนักปราชญ์ก็สรรเสริญ และย่อมประสบบุญเป็นอันมาก บุคคล ๔ จำพวกใคร
			<remark  id="s2b21c4l10" />บ้าง คือ มารดา ๑ บิดา ๑ พระตถาคต ๑ สาวกของพระตถาคต ๑ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคล
			<remark  id="s2b21c4l11" />ผู้ปฏิบัติชอบในบุคคล ๔ จำพวกนี้แล เป็นบัณฑิตฉลาด เป็นสัตบุรุษ ย่อมบริหารตนไม่ให้
			<remark  id="s2b21c4l12" />เสื่อมเสีย เป็นผู้ไม่มีโทษ ทั้งนักปราชญ์ก็สรรเสริญ และย่อมประสบบุญเป็นอันมาก
			<remark  id="s2b21c4l13" />      นรชนใด ปฏิบัติผิดในมารดา บิดา พระตถาคตสัมมา
			<remark  id="s2b21c4l14" />      สัมพุทธเจ้า หรือในสาวกของพระตถาคต นรชนเช่นนั้น
			<remark  id="s2b21c4l15" />      ย่อมประสบกรรมมิใช่บุญเป็นอันมาก บัณฑิตทั้งหลายย่อม
			<remark  id="s2b21c4l16" />      ติเตียนนรชนนั้น ในโลกนี้ทีเดียว เพราะเหตุที่ไม่ประพฤติ
			<remark  id="s2b21c4l17" />      ธรรม ในมารดาบิดา และเขาละโลกนี้ไปแล้ว ย่อมไปสู่
			<remark  id="s2b21c4l18" />      อบาย ส่วนนรชนใดปฏิบัติชอบในมารดาบิดา ในพระ
			<remark  id="s2b21c4l19" />      ตถาคตสัมมาสัมพุทธเจ้า หรือในสาวกของพระตถาคต
			<remark  id="s2b21c4l20" />      นรชนเช่นนั้น ย่อมประสบบุญเป็นอันมาก บัณฑิตทั้งหลาย
			<remark  id="s2b21c4l21" />      ย่อมสรรเสริญนรชนนั้นในโลกนี้ทีเดียว เพราะเหตุที่ประพฤติ
			<remark  id="s2b21c4l22" />      ธรรมในมารดาบิดา และเขาละโลกนี้ไปแล้ว ย่อมบันเทิง
			<remark  id="s2b21c4l23" />      ในสวรรค์ ฯ
			<remark  id="s2b21c4l24" />                จบสูตรที่ ๔
		</para>
	</section>
	<section id="s2b21c5" >
		<para id="s2b21c5p">
			<remark  id="s2b21c5l1" />      		          อนุโสตสูตร
			<remark  id="s2b21c5l2" />         [๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๔ จำพวกนี้ มีปรากฏอยู่ในโลก ๔ จำพวกเป็นไฉน 
			<remark  id="s2b21c5l3" />คือ บุคคลผู้ไปตามกระแส ๑ บุคคลผู้ไปทวนกระแส ๑ บุคคลผู้มีตนตั้งอยู่แล้ว ๑ บุคคลผู้เป็น
			<remark  id="s2b21c5l4" />พราหมณ์ ข้ามถึงฝั่งตั้งอยู่บนบก ๑ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลผู้ไปตามกระแสเป็นไฉน บุคคล
			<remark  id="s2b21c5l5" />บางคนในโลกนี้ ย่อมเสพกามทั้งหลาย และย่อมกระทำกรรมอันเป็นบาป นี้เราเรียกว่าบุคคลผู้ไป
			<remark  id="s2b21c5l6" />ตามกระแส ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลผู้ไปทวนกระแสเป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อม
			<remark  id="s2b21c5l7" />ไม่เสพกาม และย่อมไม่กระทำกรรมอันเป็นบาป แม้มีหน้านองด้วยน้ำตา ร้องไห้อยู่ เพราะ
			<remark  id="s2b21c5l8" />ประกอบด้วยทุกข์บ้าง เพราะประกอบด้วยโทมนัสบ้าง ก็ประพฤติพรหมจรรย์ให้บริสุทธิ์ บริบูรณ์ได้ 
			<remark  id="s2b21c5l9" />นี้เราเรียกว่าบุคคลผู้ไปทวนกระแส ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลผู้มีตนตั้งอยู่แล้วเป็นไฉน บุคคล
			<remark  id="s2b21c5l10" />บางคนในโลกนี้ เป็นผู้ผุดขึ้นเกิด ปรินิพพานในภพนั้น มีอันไม่กลับมาจากโลกนั้นเป็นธรรมดา
			<remark  id="s2b21c5l11" /> เพราะโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ สิ้นไป นี้เราเรียกว่าบุคคลผู้มีตนตั้งอยู่แล้ว ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคล
			<remark  id="s2b21c5l12" />ผู้เป็นพราหมณ์ข้ามถึงฝั่งตั้งอยู่บนบกเป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้ กระทำให้แจ้งซึ่ง เจโตวิมุติ 
			<remark  id="s2b21c5l13" />ปัญญาวิมุติอันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไป ด้วยปัญญาอันยิ่งเองในปัจจุบันเข้าถึง
			<remark  id="s2b21c5l14" />อยู่ นี้เราเรียกว่าบุคคลผู้เป็นพราหมณ์ข้ามถึงฝั่งตั้งอยู่บนบก ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๔ จำพวกนี้แล 
			<remark  id="s2b21c5l15" />มีปรากฏอยู่ในโลก ฯ
			<remark  id="s2b21c5l16" />ชนเหล่าใดในโลกนี้ ไม่สำรวมในกามทั้งหลาย ยังไม่
			<remark  id="s2b21c5l17" /> ปราศจากราคะ มีปรกติบริโภคกาม ชนเหล่านั้นแล ถูก
			<remark  id="s2b21c5l18" />ตัณหาครอบงำแล้ว เข้าถึงชาติและชราบ่อยๆ ชื่อว่าไป
			<remark  id="s2b21c5l19" />ตามกระแส   เพราะฉะนั้น ธีรชนในโลกนี้ เป็นผู้มีสติ
			<remark  id="s2b21c5l20" />ตั้งมั่นแล้วไม่เสพกาม และไม่ทำกรรมอันเป็นบาป แม้
			<remark  id="s2b21c5l21" />ประกอบด้วยทุกข์ก็ ละกามได้ นักปราชญ์ทั้งหลายเรียก
			<remark  id="s2b21c5l22" />บุคคลนั้นว่าไปทวน  กระแส นรชนใดแล ละกิเลส ๕
			<remark  id="s2b21c5l23" />ประการเสียได้ เป็น ผู้มีการศึกษาบริบูรณ์ มีความไม่เสื่อม
			<remark  id="s2b21c5l24" />เป็นธรรมดา ถึงความ เป็นผู้ชำนาญในจิต มีอินทรีย์ตั้งมั่น
			<remark  id="s2b21c5l25" />แล้ว นรชนนั้นแล  นักปราชญ์ทั้งหลายเรียกว่าผู้มีตนตั้ง
		</para>
	</section>
	<section id="s2b21c6" >
		<para id="s2b21c6p">
			<remark  id="s2b21c6l1" />อยู่แล้ว ธรรมทั้งหลาย ที่เป็นกุศลและอกุศล อันบุคคล
			<remark  id="s2b21c6l2" />ใดกำจัดหมดแล้ว ถึงซึ่ง   อันตั้งอยู่ไม่ได้ ไม่มีอยู่ บุคคล
			<remark  id="s2b21c6l3" />นั้นเป็นผู้จบเวท อยู่จบ พรหมจรรย์แล้ว ถึงที่สุดแห่งโลก
			<remark  id="s2b21c6l4" />นักปราชญ์ทั้งหลาย  เรียกว่าผู้ถึงฝั่ง ฯ
			<remark  id="s2b21c6l5" />                จบสูตรที่ ๕
			<remark  id="s2b21c6l6" />                อัปปสุตสูตร
			<remark  id="s2b21c6l7" />         [๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๔ จำพวกนี้ มีปรากฏอยู่ในโลก ๔ จำพวกเป็นไฉน 
			<remark  id="s2b21c6l8" />คือ บุคคลผู้มีสุตะน้อย ไม่เข้าถึงด้วยสุตะ ๑ บุคคลผู้มีสุตะน้อย เข้าถึงด้วยสุตะ ๑ บุคคลผู้มี
			<remark  id="s2b21c6l9" />สุตะมากไม่เข้าถึงด้วยสุตะ ๑ บุคคลผู้มีสุตะมาก เข้าถึงด้วยสุตะ ๑  ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคล
			<remark  id="s2b21c6l10" />ผู้มีสุตะน้อย ไม่เข้าถึงด้วยสุตะอย่างไร บุคคลบางคนในโลกนี้ มีสุตะ คือ สุตตะ เคยยะ 
			<remark  id="s2b21c6l11" />เวยยากรณะคาถา อุทาน อิติวุตตกะ ชาดก อัพภูตธรรม เวทัลละน้อย เขาหาได้รู้อรรถรู้ธรรม
			<remark  id="s2b21c6l12" />แห่งสุตะน้อยนั้น แล้วปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมไม่ บุคคลผู้มีสุตะน้อยไม่เข้าถึงด้วยสุตะอย่าง
			<remark  id="s2b21c6l13" />นี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลผู้มีสุตะน้อยเข้าถึงด้วยสุตะอย่างไร บุคคลบางคนในโลกนี้ มี
			<remark  id="s2b21c6l14" />สุตะ คือ สุตตะ เคยยะ ฯลฯ เวทัลละน้อย เขาย่อมรู้อรรถรู้ธรรมแห่งสุตะน้อยนั้น แล้วปฏิบัติ
			<remark  id="s2b21c6l15" />ธรรมสมควรแก่ธรรมบุคคลผู้มีสุตะน้อยเข้าถึงด้วยสุตะอย่างนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลผู้มี
			<remark  id="s2b21c6l16" />สุตะมาก ไม่เข้าถึงด้วยสุตะอย่างไร บุคคลบางคนในโลกนี้ มีสุตะ คือ สุตตะเคยยะ ฯลฯ เวทัลละ
			<remark  id="s2b21c6l17" />มาก เขาหาได้รู้ทั่วถึงอรรถรู้ทั่วถึงธรรมแห่งสุตะมากนั้นแล้วปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมไม่ บุคคล
			<remark  id="s2b21c6l18" />ผู้มีสุตะมากไม่เข้าถึงด้วยสุตะอย่างนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลผู้มีสุตะมากเข้าถึงด้วยสุตะ
			<remark  id="s2b21c6l19" />อย่างไร บุคคลบางคนในโลกนี้ มีสุตะ คือ สุตตะ เคยยะ ฯลฯ เวทัลละมาก เขารู้ทั่วถึงอรรถ
			<remark  id="s2b21c6l20" />รู้ทั่วถึงธรรมแห่งสุตะมากนั้น แล้วปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม บุคคลผู้มีสุตะมากเข้าถึงด้วยสุตะ
			<remark  id="s2b21c6l21" />อย่างนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๔ จำพวกนี้แล มีปรากฏอยู่ในโลก ฯ
			<remark  id="s2b21c6l22" />      ถ้าบุคคลแม้มีสุตะน้อย ไม่ตั้งมั่นแล้วในศีล นักปราชญ์
			<remark  id="s2b21c6l23" />      ทั้งหลายย่อมติเตียนเขา ทั้งโดยศีลและสุตะทั้งสอง ถ้า
			<remark  id="s2b21c6l24" />      บุคคลแม้มีสุตะน้อย ตั้งมั่นแล้วในศีล นักปราชญ์ย่อม
		</para>
	</section>
	<section id="s2b21c7" >
		<para id="s2b21c7p">
			<remark  id="s2b21c7l1" />      สรรเสริญเขาโดยศีล แต่สุตะของเขาไม่สมบูรณ์ ถ้าบุคคล
			<remark  id="s2b21c7l2" />      แม้มีสุตะมาก ไม่ตั้งมั่นแล้วในศีล นักปราชญ์ย่อมติเตียน
			<remark  id="s2b21c7l3" />      เขาโดยศีล แต่สุตะของเขาสมบูรณ์ ถ้าบุคคลแม้มีสุตะ
			<remark  id="s2b21c7l4" />      มาก ตั้งมั่นดีแล้วในศีล นักปราชญ์ย่อมสรรเสริญเขา ทั้ง
			<remark  id="s2b21c7l5" />     โดยศีล และสุตะทั้งสอง ใครควรเพื่อจะติเตียนเขาผู้เป็น
			<remark  id="s2b21c7l6" />      พหูสูต   ผู้ทรงธรรม เป็นพุทธสาวกผู้มีปัญญา ผู้เป็นประดุจ
			<remark  id="s2b21c7l7" />      แท่งทอง  ชมพูนุช แม้เทวดาก็ย่อมชมเชย แม้พรหมก็
			<remark  id="s2b21c7l8" />      สรรเสริญ ฯ
			<remark  id="s2b21c7l9" />                จบสูตรที่ ๖
			<remark  id="s2b21c7l10" />                             สังฆโสภณสูตร
			<remark  id="s2b21c7l11" />         [๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๔ จำพวกนี้ เป็นผู้เฉียบแหลม ได้รับแนะนำดีแล้ว 
			<remark  id="s2b21c7l12" />เป็นผู้แกล้วกล้า เป็นพหูสูต เป็นผู้ทรงธรรม ปฏิบัติธรรม สมควรแก่ธรรม ย่อมยังหมู่ให้งาม ๔
			<remark  id="s2b21c7l13" /> จำพวกเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย คือภิกษุ ๑ ภิกษุณี ๑ อุบาสก ๑ อุบาสิกา ๑ ดูกรภิกษุ
			<remark  id="s2b21c7l14" />ทั้งหลาย บุคคล ๔ จำพวกนี้แล เป็นผู้เฉียบแหลม ได้รับแนะนำดีแล้ว เป็นผู้แกล้วกล้า เป็น
			<remark  id="s2b21c7l15" />พหูสูตเป็นผู้ทรงธรรม ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ย่อมยังหมู่ให้งาม ฯ
			<remark  id="s2b21c7l16" />      บุคคลใด เป็นผู้ฉลาด แกล้วกล้า เป็นพหูสูต ผู้ทรงธรรม
			<remark  id="s2b21c7l17" />      ประพฤติธรรมสมควรแก่ธรรม บุคคลเช่นนั้น เราเรียกว่า
			<remark  id="s2b21c7l18" />      ผู้ยังหมู่ให้งาม ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสกและอุบาสิกา เป็นผู้
			<remark  id="s2b21c7l19" />      มีศรัทธา สมบูรณ์ด้วยศีล เป็นพหูสูตเหล่านี้แล ย่อมยัง
			<remark  id="s2b21c7l20" />      หมู่ให้งาม แท้จริง บุคคลเหล่านี้ เป็นผู้ยังหมู่ให้งาม ฯ
			<remark  id="s2b21c7l21" />                จบสูตรที่ ๗
			<remark  id="s2b21c7l22" />                             เวสารัชชสูตร
			<remark  id="s2b21c7l23" />         [๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตถาคตประกอบด้วยเวสารัชชญาณเหล่าใดย่อมปฏิญาณฐานะ
			<remark  id="s2b21c7l24" />แห่งผู้เป็นโจก บันลือสีหนาทในบริษัท ประกาศพรหมจักรเวสารัชชญาณของตถาคตมี ๔ ประการ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b21c8" >
		<para id="s2b21c8p">
			<remark  id="s2b21c8l1" />นี้ ๔ ประการเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลายเราไม่เห็นนิมิตนี้ว่า สมณะ พราหมณ์ เทวดา มาร 
			<remark  id="s2b21c8l2" />พรหม หรือใครๆ ในโลกจักทักท้วงเราโดยคำมีเหตุผลในธรรมเหล่านี้ว่า ท่านปฏิญาณว่าเป็นพระ
			<remark  id="s2b21c8l3" />สัมมาสัมพุทธะ ธรรมเหล่านี้ยังไม่ตรัสรู้แล้ว เมื่อเราไม่เห็นนิมิตแม้นี้ย่อมเป็นผู้ถึงความเกษม
			<remark  id="s2b21c8l4" /> ถึงความไม่มีภัย ถึงความแกล้วกล้าอยู่ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราไม่เห็นนิมิตนี้ว่า สมณะ พราหมณ์ 
			<remark  id="s2b21c8l5" />เทวดา มาร พรหม หรือใครๆ ในโลกจักทักท้วงเราโดยคำมีเหตุผลในธรรมเหล่านี้ว่า ท่าน
			<remark  id="s2b21c8l6" />ปฏิญาณว่าเป็นพระขีณาสพอาสวะเหล่านี้ของท่านยังไม่สิ้นแล้ว เมื่อเราไม่เห็นนิมิตแม้นี้ ย่อมเป็น
			<remark  id="s2b21c8l7" />ผู้ถึงความเกษม ถึงความไม่มีภัย ถึงความแกล้วกล้าอยู่ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราไม่เห็นนิมิตนี้ว่า 
			<remark  id="s2b21c8l8" />สมณะ พราหมณ์ เทวดา มาร พรหม หรือใครๆ ในโลก จักทักท้วงเราด้วยคำมีเหตุผลในธรรม
			<remark  id="s2b21c8l9" />เหล่านี้ว่า ท่านกล่าวธรรมเหล่าใดว่า ทำอันตรายธรรมเหล่านั้นไม่อาจทำอันตรายแก่ผู้ซ่องเสพได้จริง
			<remark  id="s2b21c8l10" /> เมื่อเราไม่เห็นนิมิตแม้นี้ย่อมเป็นผู้ถึงความเกษม ถึงความไม่มีภัย ถึงความแกล้วกล้าอยู่ ดูกรภิกษุ
			<remark  id="s2b21c8l11" />ทั้งหลายเราไม่เห็นนิมิตนี้ว่า สมณะ พราหมณ์ เทวดา มาร พรหม หรือใครๆ ในโลก
			<remark  id="s2b21c8l12" />จักทักท้วงเราด้วยคำมีเหตุผลในธรรมเหล่านี้ว่า ท่านแสดงธรรมเพื่อประโยชน์อย่างใด ประโยชน์
			<remark  id="s2b21c8l13" />อย่างนั้นไม่เป็นทางสิ้นทุกข์โดยชอบแก่บุคคลผู้ทำตาม เมื่อเราไม่เห็นนิมิตแม้นี้ ย่อมเป็นผู้ถึงความ
			<remark  id="s2b21c8l14" />เกษม ถึงความไม่มีภัย ถึงความแกล้วกล้าอยู่ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตถาคตประกอบด้วยเวสารัชช
			<remark  id="s2b21c8l15" />ญาณเหล่าใดปฏิญาณฐานะแห่งผู้เป็นโจก บันลือสีหนาทในบริษัท ประกาศพรหมจักร เวสารัชช
			<remark  id="s2b21c8l16" />ญาณของตถาคตมี ๔ ประการนี้แล ฯ
			<remark  id="s2b21c8l17" />      วาทะเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ที่เขาตระเตรียมไว้มาก และ
			<remark  id="s2b21c8l18" />      สมณพราหมณ์ทั้งหลายอาศัยวาทะใด วาทะเหล่านั้นมาถึง
			<remark  id="s2b21c8l19" />      พระตถาคตผู้แกล้วกล้า ผู้ล่วงวาทะเสียได้ ย่อมหายไป
			<remark  id="s2b21c8l20" />      ผู้ใดครอบงำธรรมจักรอันเป็นโลกุตตรประกาศแล้ว มีปรกติ
			<remark  id="s2b21c8l21" />      อนุเคราะห์สัตว์ทั่วหน้า สัตว์ทั้งหลายย่อมนมัสการผู้เช่นนั้น
			<remark  id="s2b21c8l22" />      ผู้ประเสริฐกว่าเทวดาและมนุษย์ ผู้ถึงฝั่งแห่งภพ ฯ
			<remark  id="s2b21c8l23" />                จบสูตรที่ ๘
			<remark  id="s2b21c8l24" />                ตัณหาสูตร
			<remark  id="s2b21c8l25" />         [๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตัณหาเมื่อจะเกิดขึ้นแก่ภิกษุ ย่อมเกิดขึ้นในที่ใด ที่นั้น
			<remark  id="s2b21c8l26" />ให้ชื่อว่าเป็นที่เกิดขึ้นแห่งตัณหา ๔ ประการนี้ ๔ ประการเป็นไฉน คือตัณหาเมื่อจะเกิดขึ้นแก่
		</para>
	</section>
	<section id="s2b21c9" >
		<para id="s2b21c9p">
			<remark  id="s2b21c9l1" />ภิกษุ ย่อมเกิดขึ้นเพราะจีวรเป็นเหตุ ๑ เพราะบิณฑบาตเป็นเหตุ ๑ เพราะเสนาสนะเป็นเหตุ ๑ 
			<remark  id="s2b21c9l2" />เพราะเภสัชอันประณีตและประณีตกว่าเป็นเหตุ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตัณหาเมื่อจะเกิดขึ้น ย่อม
			<remark  id="s2b21c9l3" />เกิดขึ้นในที่ใด ที่นั้นย่อมชื่อว่าเป็นที่เกิดขึ้นแห่งตัณหา ๔ ประการนี้แล ฯ
			<remark  id="s2b21c9l4" />      บุรุษมีตัณหาเป็นเพื่อนสอง ท่องเที่ยวไปตลอดกาลยืดยาว
			<remark  id="s2b21c9l5" />      นาน ไม่ล่วงพ้นสงสารอันมีความเป็นอย่างนี้ และความ
			<remark  id="s2b21c9l6" />      เป็น อย่างอื่น ภิกษุผู้มีสติสัมปชัญญะรู้โทษนี้ และรู้ตัณหา
			<remark  id="s2b21c9l7" />     เป็นที่เกิดแห่งทุกข์ พึงเป็นผู้ปราศจากตัณหา ไม่ถือมั่น 
			<remark  id="s2b21c9l8" />     ย่อมเว้นรอบ ฯ
			<remark  id="s2b21c9l9" />                จบสูตรที่ ๙
			<remark  id="s2b21c9l10" />                 โยคสูตร
			<remark  id="s2b21c9l11" />         [๑๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย โยคะ ๔ ประการนี้ ๔ ประการเป็นไฉน คือ กามโยคะ ๑
			<remark  id="s2b21c9l12" /> ภวโยคะ ๑ ทิฏฐิโยคะ ๑ อวิชชาโยคะ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลายก็กามโยคะเป็นไฉน บุคคลบางคน
			<remark  id="s2b21c9l13" />ในโลกนี้ ย่อมไม่รู้ชัดซึ่งความเกิด ความดับคุณ โทษ และอุบายเครื่องสลัดออกแห่งกามทั้งหลาย
			<remark  id="s2b21c9l14" />ตามความเป็นจริง เมื่อเขาไม่รู้ชัดซึ่ง ความเกิด ความดับ คุณ โทษ และอุบายเครื่องสลัดออก
			<remark  id="s2b21c9l15" />แห่งกามทั้งหลาย ตามความเป็นจริง ความกำหนัดเพราะกาม ความเพลิดเพลินเพราะกาม ความ
			<remark  id="s2b21c9l16" />เยื่อใยเพราะกาม ความหมกมุ่นเพราะกาม ความกระหายเพราะกามความเร่าร้อนเพราะกาม ความ
			<remark  id="s2b21c9l17" />หยั่งลงในกาม และความทะยานอยากเพราะกามในกามทั้งหลาย ย่อมเกิดขึ้น นี้เราเรียกว่ากาม
			<remark  id="s2b21c9l18" />โยคะ กามโยคะเป็นดังนี้ ก็ภวโยคะเป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมไม่รู้ชัดซึ่งความเกิด
			<remark  id="s2b21c9l19" /> ความดับคุณ โทษ และอุบายเครื่องสลัดออกแห่งภพทั้งหลาย ตามความเป็นจริง เมื่อเขาไม่รู้ชัด
			<remark  id="s2b21c9l20" />ซึ่งความเกิด ความดับ คุณ โทษ และอุบายเครื่องสลัดออกแห่งภพทั้งหลาย ตามความเป็นจริง 
			<remark  id="s2b21c9l21" />ความกำหนัดเพราะภพ ความเพลิดเพลินเพราะภพความเยื่อใยเพราะภพ ความหมกมุ่นเพราะภพ 
			<remark  id="s2b21c9l22" />ความกระหายเพราะภพ ความเร่าร้อนเพราะภพ ความหยั่งลงในภพ และความทะยานอยากเพราะ
			<remark  id="s2b21c9l23" />ภพ ในภพทั้งหลาย ย่อมเกิดขึ้น นี้เราเรียกว่าภวโยคะ กามโยคะ ภวโยคะเป็นดังนี้ก็ทิฏฐิโยคะ
			<remark  id="s2b21c9l24" />เป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมไม่รู้ชัดซึ่งความเกิด ความดับคุณ โทษ และอุบาย
			<remark  id="s2b21c9l25" />เครื่องสลัดออกแห่งทิฐิทั้งหลาย ตามความเป็นจริง เมื่อเขาไม่รู้ชัดซึ่งความเกิด ความดับ คุณ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b21c10" >
		<para id="s2b21c10p">
			<remark  id="s2b21c10l1" /> โทษ และอุบายเครื่องสลัดออกแห่งทิฐิทั้งหลาย ตามความเป็นจริง ความกำหนัดเพราะทิฐิ 
			<remark  id="s2b21c10l2" />ความเพลิดเพลินเพราะทิฐิความเยื่อใยเพราะทิฐิ ความหมกมุ่นเพราะทิฐิ ความกระหายเพราะ
			<remark  id="s2b21c10l3" />ทิฐิ ความเร่าร้อนเพราะทิฐิ ความหยั่งลงเพราะทิฐิ และความทะยานอยากเพราะทิฐิ ในทิฐิ
			<remark  id="s2b21c10l4" />ทั้งหลาย ย่อมเกิดขึ้น นี้เราเรียกว่าทิฏฐิโยคะ กามโยคะ ภวโยคะ ทิฏฐิโยคะเป็นดังนี้ ก็อวิชชา
			<remark  id="s2b21c10l5" />โยคะเป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมไม่รู้ชัดซึ่งความเกิด ความดับ คุณ โทษ และอุบาย
			<remark  id="s2b21c10l6" />เครื่องสลัดออกแห่งผัสสายตนะ ๖ ประการตามความเป็นจริง เมื่อเขาไม่รู้ชัดซึ่งความเกิด ความดับ 
			<remark  id="s2b21c10l7" />คุณ โทษ และอุบายเครื่องสลัดออกแห่งผัสสายตนะ ๖ ประการ ตามความเป็นจริง ความไม่รู้ 
			<remark  id="s2b21c10l8" />ความไม่หยั่งรู้ ในผัสสายตนะ ๖ ย่อมเกิดขึ้น นี้เราเรียกว่าอวิชชาโยคะ กามโยคะ ภวโยคะ 
			<remark  id="s2b21c10l9" />ทิฏฐิโยคะ และอวิชชาโยคะ เป็นดังนี้ บุคคลผู้ประกอบด้วยอกุศลธรรมอันลามก อันเป็นเครื่อง
			<remark  id="s2b21c10l10" />เศร้าหมอง เป็นเหตุให้เกิดในภพใหม่ มีความกระวนกระวาย มีทุกข์เป็นวิบาก มีชาติ ชราและ
			<remark  id="s2b21c10l11" />มรณะต่อไปอีก ฉะนั้น เราจึงเรียกว่า ผู้ไม่เกษมจากโยคะ ดูกรภิกษุทั้งหลาย โยคะ ๔ ประการ
			<remark  id="s2b21c10l12" />เหล่านี้แล ฯ
			<remark  id="s2b21c10l13" />      ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความพรากจากโยคะ ๔ ประการนี้ ๔ ประการเป็นไฉน คือ ความ
			<remark  id="s2b21c10l14" />พรากจากกามโยคะ ๑ ความพรากจากภวโยคะ ๑ ความพรากจากทิฏฐิโยคะ ๑ ความพรากจากอวิชชา
			<remark  id="s2b21c10l15" />โยคะ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ความพรากจากกามโยคะเป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมรู้ชัดซึ่ง
			<remark  id="s2b21c10l16" />ความเกิดความดับ คุณ โทษ และอุบายเครื่องสลัดออกแห่งกามทั้งหลาย ตามความเป็นจริง เมื่อเขา
			<remark  id="s2b21c10l17" />รู้ชัดซึ่งความเกิด ความดับ คุณ โทษ และอุบายเครื่องสลัดออกแห่งกามทั้งหลาย ตามความเป็นจริง
			<remark  id="s2b21c10l18" /> ความกำหนัดเพราะกาม ความเพลิดเพลินเพราะกาม ความเยื่อใยเพราะกาม ความหมกมุ่นเพราะกาม 
			<remark  id="s2b21c10l19" />ความกระหายเพราะกาม ความเร่าร้อนเพราะกาม ความหยั่งลงในกาม ความทะยานอยากเพราะกาม
			<remark  id="s2b21c10l20" /> ในกามทั้งหลาย ย่อมไม่เกิดขึ้น นี้เราเรียกว่าความพรากจากกามโยคะความพรากจากกามโยคะเป็น
			<remark  id="s2b21c10l21" />ดังนี้ ก็ความพรากจากภวโยคะเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมรู้ชัดซึ่ง
			<remark  id="s2b21c10l22" />ความเกิด ความดับ คุณ โทษและอุบายเครื่องสลัดออกแห่งภพทั้งหลาย ตามความเป็นจริง 
			<remark  id="s2b21c10l23" />เมื่อเขารู้ชัดซึ่งความเกิด ความดับ คุณ โทษ และอุบายเครื่องสลัดออกแห่งภพทั้งหลายตามความ
			<remark  id="s2b21c10l24" />เป็นจริง ความกำหนัดเพราะภพ ความเพลิดเพลินเพราะภพ ความเยื่อใยเพราะภพ ความหมกมุ่น
			<remark  id="s2b21c10l25" />เพราะภพ ความกระหายเพราะภพ ความเร่าร้อนเพราะภพ ความหยั่งลงในภพ และความทะยาน
			<remark  id="s2b21c10l26" />อยากเพราะภพ ในภพทั้งหลายย่อมไม่เกิดขึ้น นี้เราเรียกว่าความพรากจากภวโยคะ ความพรากจาก
			<remark  id="s2b21c10l27" />กามโยคะความพรากจากภวโยคะ เป็นดังนี้ ก็ความพรากจากทิฏฐิโยคะเป็นไฉน ดูกรภิกษุ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b21c11" >
		<para id="s2b21c11p">
			<remark  id="s2b21c11l1" />ทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมรู้ชัดซึ่งความเกิด ความดับ คุณ โทษและอุบายเครื่องสลัด
			<remark  id="s2b21c11l2" />ออกแห่งทิฐิทั้งหลาย ตามความเป็นจริง เมื่อเขารู้ชัดซึ่งความเกิด ความดับ คุณ โทษ และ
			<remark  id="s2b21c11l3" />อุบายเครื่องสลัดออกแห่งทิฐิทั้งหลายตามความเป็นจริง ความกำหนัดเพราะทิฐิ ความเพลิดเพลิน
			<remark  id="s2b21c11l4" />เพราะทิฐิ ความเยื่อใยเพราะทิฐิ ความหมกมุ่นเพราะทิฐิ ความกระหายเพราะทิฐิ ความ
			<remark  id="s2b21c11l5" />เร่าร้อนเพราะทิฐิ ความหยั่งลงในทิฐิ และความทะยานอยากเพราะทิฐิ ในทิฐิทั้งหลายย่อม
			<remark  id="s2b21c11l6" />ไม่เกิดขึ้น นี้เราเรียกว่าความพรากจากทิฏฐิโยคะ ความพรากจากกามโยคะความพรากจากภวโยคะ 
			<remark  id="s2b21c11l7" />ความพรากจากทิฏฐิโยคะ เป็นดังนี้ ก็ความพรากจากอวิชชาโยคะเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
			<remark  id="s2b21c11l8" />บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมรู้ชัดซึ่ง ความเกิด ความดับ คุณ โทษ และอุบายเครื่องสลัดออกแห่ง
			<remark  id="s2b21c11l9" />ผัสสายตนะ ๖ประการ ตามความเป็นจริง เมื่อเขารู้ชัดซึ่งความเกิด ความดับ คุณ โทษและ
			<remark  id="s2b21c11l10" />อุบายเครื่องสลัดออกแห่งผัสสายตนะ ๖ ประการ ตามความเป็นจริง ความไม่รู้ ความไม่หยั่งรู้ 
			<remark  id="s2b21c11l11" />ในผัสสายตนะ ๖ ประการ ย่อมไม่เกิดขึ้น นี้เราเรียกว่าความพรากจากอวิชชาโยคะ ความพรากจาก
			<remark  id="s2b21c11l12" />กามโยคะ ความพรากจากภวโยคะความพรากจากทิฏฐิโยคะ เป็นดังนี้ บุคคลผู้พรากจากอกุศล
			<remark  id="s2b21c11l13" />ธรรมอันลามก อันเป็นเครื่องเศร้าหมอง เป็นเหตุให้เกิดในภพใหม่ มีความกระวนกระวาย มีทุกข์
			<remark  id="s2b21c11l14" />เป็นวิบาก มีชาติ ชรา และมรณะต่อไปอีก ฉะนั้น เราจึงเรียกว่า ผู้เกษมจากโยคะ ดูกรภิกษุ
			<remark  id="s2b21c11l15" />ทั้งหลาย ความพรากจากโยคะ ๔ ประการ นี้แล ฯ
			<remark  id="s2b21c11l16" />      สัตว์ทั้งหลายผู้ประกอบด้วยกามโยคะ ภวโยคะ ทิฏฐิโยคะ
			<remark  id="s2b21c11l17" />      และอวิชชาโยคะ ย่อมเป็นผู้มีปรกติถึงชาติและมรณะ
			<remark  id="s2b21c11l18" />     ไปสู่  สงสาร ส่วนสัตว์เหล่าใด กำหนดรู้กามทั้งหลายและ
			<remark  id="s2b21c11l19" />      ภวโยคะโดยประการทั้งปวง ถอนขึ้นซึ่งทิฏฐิโยคะ
			<remark  id="s2b21c11l20" />     และสำรอก    อวิชชาเสียได้ สัตว์เหล่านั้นแล เป็นผู้
			<remark  id="s2b21c11l21" />     พรากจากโยคะทั้งปวง เป็นมุนีผู้ล่วงพ้นโยคะเสียได้ ฯ
			<remark  id="s2b21c11l22" />						    จบสูตรที่ ๑๐
			<remark  id="s2b21c11l23" />						 จบภัณฑคามวรรคที่ ๑
			<remark  id="s2b21c11l24" />					   ___________________
			<remark  id="s2b21c11l25" />				  รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
			<remark  id="s2b21c11l26" />     ๑. อนุพุทธสูตร ๒. ปปติตสูตร ๓. ขตสูตรที่ ๑ ๔. ขตสูตรที่ ๒  ๕. อนุโสตสูตร 
			<remark  id="s2b21c11l27" />๖. อัปปสุตสูตร ๗. สังฆโสภณสูตร ๘. เวสารัชชสูตร๙. ตัณหาสูตร ๑๐. โยคสูตร
			<remark  id="s2b21c11l28" />                                     ________________
		</para>
	</section>
	<section id="s2b21c12" >
		<para id="s2b21c12p">
			<remark  id="s2b21c12l1" />                                                จรวรรคที่ ๒
			<remark  id="s2b21c12l2" />                                                         จารสูตร
			<remark  id="s2b21c12l3" />         [๑๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าแม้กามวิตก พยาบาทวิตก หรือวิหิงสาวิตกเกิดขึ้นแก่
			<remark  id="s2b21c12l4" />ภิกษุผู้กำลังเดินอยู่ และภิกษุยินดี ไม่ละ ไม่บรรเทา ไม่ทำให้ถึงความพินาศซึ่งวิตกนั้น ไม่ให้
			<remark  id="s2b21c12l5" />ถึงความไม่มี ภิกษุแม้กำลังเดินอยู่เป็นอย่างนี้แล้วเราเรียกว่า ผู้ไม่มีความเพียร ไม่มีโอตตัปปะ 
			<remark  id="s2b21c12l6" />เกียจคร้าน มีความเพียรเลวเป็นนิจนิรันดร ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าแม้กามวิตก พยาบาทวิตก 
			<remark  id="s2b21c12l7" />หรือวิหิงสาวิตกเกิดขึ้นแก่ภิกษุผู้ยืนอยู่ และภิกษุยินดี ไม่ละ ไม่บรรเทา ไม่ทำให้ถึงความพินาศ
			<remark  id="s2b21c12l8" />ซึ่งวิตกนั้น ไม่ให้ถึงความไม่มี ภิกษุแม้ยืนอยู่เป็นอย่างนี้ เราเรียกว่า ผู้ไม่มีความเพียร ไม่มี
			<remark  id="s2b21c12l9" />โอตตัปปะ เกียจคร้าน มีความเพียรเลวเป็นนิจนิรันดร ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าแม้กามวิตก พยาบาท
			<remark  id="s2b21c12l10" />วิตก หรือวิหิงสาวิตก เกิดขึ้นแก่ภิกษุผู้นั่งอยู่ และภิกษุยินดี ไม่ละ ไม่บรรเทา ไม่ทำให้ถึง
			<remark  id="s2b21c12l11" />ความพินาศซึ่งวิตกนั้นไม่ให้ถึงความไม่มี ภิกษุแม้นั่งอยู่เป็นอย่างนี้ เราเรียกว่า ผู้ไม่มีความ
			<remark  id="s2b21c12l12" />เพียรไม่มีโอตตัปปะ เกียจคร้าน มีความเพียรเลวเป็นนิจนิรันดร ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าแม้กาม
			<remark  id="s2b21c12l13" />วิตก พยาบาทวิตก หรือวิหิงสาวิตก เกิดขึ้นแก่ภิกษุผู้นอนตื่นอยู่ และภิกษุยินดี ไม่ละ ไม่
			<remark  id="s2b21c12l14" />บรรเทา ไม่ทำให้ถึงความพินาศซึ่งวิตกนั้น ไม่ให้ถึงความไม่มี ภิกษุแม้นอนตื่นอยู่เป็นอย่างนี้ 
			<remark  id="s2b21c12l15" />เราเรียกว่า ผู้ไม่มีความเพียร ไม่มีโอตตัปปะเกียจคร้าน มีความเพียรเลวเป็นนิจนิรันดร ดูกร
			<remark  id="s2b21c12l16" />ภิกษุทั้งหลาย ถ้าแม้กามวิตกพยาบาทวิตก หรือวิหิงสาวิตก เกิดขึ้นแก่ภิกษุผู้เดินอยู่ และภิกษุ
			<remark  id="s2b21c12l17" />ไม่ยินดี ละบรรเทา กระทำให้พินาศซึ่งวิตกนั้น ให้ถึงความไม่มี ภิกษุแม้เดินอยู่เป็นอย่างนี้เรา
			<remark  id="s2b21c12l18" />เรียกว่า ผู้มีความเพียร มีโอตตัปปะ มีความเพียรอันปรารภแล้วเป็นนิจนิรันดรมีใจเด็ดเดี่ยว ดูกร
			<remark  id="s2b21c12l19" />ภิกษุทั้งหลาย ถ้าแม้กามวิตก พยาบาทวิตก หรือวิหิงสาวิตกเกิดขึ้นแก่ภิกษุผู้ยืนอยู่ และภิกษุ
			<remark  id="s2b21c12l20" />ไม่ยินดี ละ บรรเทา กระทำให้พินาศซึ่งวิตกนั้น ให้ถึงความไม่มี ภิกษุแม้ยืนอยู่เป็นอย่างนี้ 
			<remark  id="s2b21c12l21" />เราเรียกว่า ผู้มีความเพียรมีโอตตัปปะ มีความเพียรอันปรารภแล้วเป็นนิจนิรันดร มีใจเด็ดเดี่ยว 
			<remark  id="s2b21c12l22" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าแม้กามวิตก พยาบาทวิตก หรือวิหิงสาวิตก เกิดขึ้นแก่ภิกษุผู้นั่งอยู่และ
			<remark  id="s2b21c12l23" />ภิกษุไม่ยินดี ละ บรรเทา กระทำให้พินาศซึ่งวิตกนั้น ให้ถึงความไม่มีภิกษุแม้นั่งอยู่เป็นอย่างนี้ 
			<remark  id="s2b21c12l24" />เราเรียกว่าผู้มีความเพียร มีโอตตัปปะ มีความเพียรอันปรารภแล้วเป็นนิจนิรันดร มีใจเด็ดเดี่ยว 
			<remark  id="s2b21c12l25" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าแม้กามวิตกพยาบาทวิตก หรือวิหิงสาวิตก เกิดขึ้นแก่ภิกษุผู้นอนตื่นอยู่
		</para>
	</section>
	<section id="s2b21c13" >
		<para id="s2b21c13p">
			<remark  id="s2b21c13l1" /> และภิกษุไม่ยินดีละ บรรเทา กระทำให้พินาศซึ่งวิตกนั้น ให้ถึงความไม่มี ภิกษุแม้นอนตื่นอยู่
			<remark  id="s2b21c13l2" />เป็นอย่างนี้ เราเรียกว่า ผู้มีความเพียร มีโอตตัปปะ มีความเพียรอันปรารภแล้วเป็นนิจนิรันดร 
			<remark  id="s2b21c13l3" />มีใจเด็ดเดี่ยว ฯ
			<remark  id="s2b21c13l4" />      ถ้าภิกษุใด เดินก็ตาม ยืนก็ตาม นั่งหรือนอนก็ตาม ย่อม
			<remark  id="s2b21c13l5" />      ตรึกถึงวิตกอันลามกอิงอาศัยกิเลส ภิกษุผู้เช่นนั้น เป็นผู้
			<remark  id="s2b21c13l6" />      ดำเนินไปสู่ทางผิด หมกมุ่นแล้วในอารมณ์ อันยังความ
			<remark  id="s2b21c13l7" />      ลุ่มหลงให้เกิด เป็นผู้ไม่ควรเพื่อบรรลุสัมโพธิญาณอันอุดม
			<remark  id="s2b21c13l8" />      แต่ถ้าภิกษุใดเดินก็ตาม ยืนก็ตาม นั่งหรือนอนก็ตาม
			<remark  id="s2b21c13l9" />      ยังวิตก ให้สงบแล้ว ยินดีในธรรม เป็นที่สงบวิตก
			<remark  id="s2b21c13l10" />       ภิกษุเช่นนั้น เป็นผู้ควรเพื่อบรรลุซึ่งสัมโพธิญาณอันอุดม ฯ
			<remark  id="s2b21c13l11" />                จบสูตรที่ ๑
			<remark  id="s2b21c13l12" />                 ศีลสูตร
			<remark  id="s2b21c13l13" />         [๑๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงเป็นผู้มีศีลสมบูรณ์ มีปาติโมกข์สมบูรณ์ 
			<remark  id="s2b21c13l14" />จงเป็นผู้สำรวมในปาติโมกขสังวร สมบูรณ์ด้วยอาจาระและโคจรมีปรกติเห็นภัยในโทษอันมีประมาณ
			<remark  id="s2b21c13l15" />น้อย สมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบททั้งหลายเมื่อเธอทั้งหลายมีศีลสมบูรณ์ มีปาติโมกข์สมบูรณ์ 
			<remark  id="s2b21c13l16" />สำรวมในปาติโมกข์สังวรสมบูรณ์ด้วยอาจาระและโคจร มีปรกติเห็นภัยในโทษอันมีประมาณน้อย 
			<remark  id="s2b21c13l17" />สมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบททั้งหลาย กิจที่ควรทำยิ่งกว่านี้ จะพึงมีอะไรเล่า ถ้าแม้ภิกษุกำลังเดินไป 
			<remark  id="s2b21c13l18" />อภิชฌาไปปราศแล้ว พยาบาทไปปราศแล้ว ละถีนมิทธะได้แล้วละอุทธัจจกุกกุจจะได้แล้ว ละวิจิ
			<remark  id="s2b21c13l19" />กิจฉาได้แล้ว ปรารภความเพียรไม่ย่อหย่อนมีสติมั่นไม่หลงลืม มีกายสงบไม่ระส่ำระสาย มีจิตมั่นคง
			<remark  id="s2b21c13l20" /> มีอารมณ์เป็นหนึ่งภิกษุแม้เดินอยู่เป็นอย่างนี้ เราเรียกว่า ผู้มีความเพียร มีโอตตัปปะ มีความ
			<remark  id="s2b21c13l21" />เพียรอันปรารภแล้วเป็นนิจนิรันดร มีใจเด็ดเดี่ยว ถ้าแม้ภิกษุยืนอยู่ ... ถ้าแม้ภิกษุนั่งอยู่ ... ถ้าแม้
			<remark  id="s2b21c13l22" />ภิกษุนอนตื่นอยู่ อภิชฌาไปปราศแล้ว พยาบาทไปปราศแล้วละถีนมิทธะได้แล้ว ละอุทธัจจกุก
			<remark  id="s2b21c13l23" />กุจจะได้แล้ว ละวิจิกิจฉาได้แล้ว ปรารภความเพียรไม่ย่อหย่อน มีสติมั่นไม่หลงลืม มีกายสงบ
			<remark  id="s2b21c13l24" />ไม่ระส่ำระสาย มีจิตมั่นคงมีอารมณ์เป็นหนึ่ง ภิกษุแม้นอนตื่นอยู่เป็นอย่างนี้ เราเรียกว่า ผู้มีความ
			<remark  id="s2b21c13l25" />เพียรมีโอตตัปปะ มีความเพียรอันปรารภแล้วเป็นนิจนิรันดร มีใจเด็ดเดี่ยว ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b21c14" >
		<para id="s2b21c14p">
			<remark  id="s2b21c14l1" />      ภิกษุพึงเดินตามสบาย พึงยืนตามสบาย พึงนั่งตามสบาย
			<remark  id="s2b21c14l2" />     พึงนอนตามสบาย พึงคู้ตามสบาย พึงเหยียดตามสบาย
			<remark  id="s2b21c14l3" />     ตลอด คติของโลก ทั้งเบื้องบน ท่ามกลาง และเบื้องต่ำ
			<remark  id="s2b21c14l4" />     และพิจารณา  ตลอดความเกิด และความเสื่อมไปแห่งธรรม
			<remark  id="s2b21c14l5" />     และขันธ์  ทั้งหลาย นักปราชญ์ทั้งหลายกล่าวภิกษุอย่าง
			<remark  id="s2b21c14l6" />     นั้น ผู้มีสติทุกเมื่อ ศึกษาปฏิปทาอันสมควรแก่ความสงบ
			<remark  id="s2b21c14l7" />     ใจเสมอ ว่ามีใจเด็ดเดี่ยว ฯ
			<remark  id="s2b21c14l8" />                จบสูตรที่ ๒
			<remark  id="s2b21c14l9" />                ปธานสูตร
			<remark  id="s2b21c14l10" />         [๑๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สัมมัปปธาน ๔ ประการนี้ ๔ ประการเป็นไฉน คือ ภิกษุ
			<remark  id="s2b21c14l11" />ในธรรมวินัยนี้ ย่อมยังฉันทะให้เกิด ย่อมพยายาม ปรารภความเพียรประคองจิต ตั้งจิตมั่น 
			<remark  id="s2b21c14l12" />เพื่อไม่ให้อกุศลธรรมอันลามกที่ยังไม่เกิด เกิดขึ้น ๑ย่อมยังฉันทะให้เกิด พยายาม ปรารภความ
			<remark  id="s2b21c14l13" />เพียร ประคองจิต ตั้งจิตมั่น เพื่อละอกุศลธรรมอันลามกที่เกิดขึ้นแล้ว ๑ ย่อมยังฉันทะให้เกิด พยายาม 
			<remark  id="s2b21c14l14" />ปรารภความเพียร ประคองจิต ตั้งจิตมั่น เพื่อให้กุศลธรรมที่ยังไม่เกิด เกิดขึ้น ๑ย่อมยังฉันทะ
			<remark  id="s2b21c14l15" />ให้เกิด พยายาม ปรารภความเพียร ประคองจิต ตั้งจิตมั่น เพื่อความตั้งมั่น เพื่อความไม่หลงลืม 
			<remark  id="s2b21c14l16" />เพื่อให้มียิ่งขึ้น เพื่อความไพบูลย์ เพื่อเจริญเพื่อให้บริบูรณ์แห่งกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว ๑ 
			<remark  id="s2b21c14l17" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย สัมมัปปธาน ๔ประการนี้แล ฯ
			<remark  id="s2b21c14l18" />      พระขีณาสพเหล่านั้น มีความเพียรอันชอบ ครอบงำเตภูมิกวัฏ
			<remark  id="s2b21c14l19" />      อันเป็นบ่วงแห่งมาร เป็นผู้อันกิเลสไม่อาศัยแล้ว ถึงฝั่ง
			<remark  id="s2b21c14l20" />      แห่งภัย คือชาติ และมรณะ ท่านเหล่านั้นชนะมารพร้อมทั้ง
			<remark  id="s2b21c14l21" />      เสนา ชื่นชมแล้ว เป็นผู้ไม่หวั่นไหว ก้าวล่วงกำลังพระยามาร
			<remark  id="s2b21c14l22" />      เสียทั้งหมด (ถึงความสุขแล้ว) ฯ
			<remark  id="s2b21c14l23" />                จบสูตรที่ ๓
		</para>
	</section>
	<section id="s2b21c15" >
		<para id="s2b21c15p">
			<remark  id="s2b21c15l1" />                สังวรสูตร
			<remark  id="s2b21c15l2" />         [๑๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความเพียร ๔ ประการนี้ ๔ ประการนี้เป็นไฉน คือ สังวร
			<remark  id="s2b21c15l3" />ปธาน ๑ ปหานปธาน ๑ ภาวนาปธาน ๑ อนุรักขนาปธาน ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สังวรปธาน
			<remark  id="s2b21c15l4" />เป็นไฉน ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เห็นรูปด้วยจักษุแล้วไม่ถือโดยนิมิต ไม่ถือโดยอนุพยัญชนะ ย่อม
			<remark  id="s2b21c15l5" />ปฏิบัติเพื่อสำรวมจักขุนทรีย์ ที่เมื่อไม่สำรวมแล้ว พึงเป็นเหตุให้อกุศลธรรมอันลามก คือ อภิชฌา
			<remark  id="s2b21c15l6" />และโทมนัสครอบงำได้ ย่อมรักษาจักขุนทรีย์ ถึงความสำรวมในจักขุนทรีย์ ฟังเสียงด้วยหู...
			<remark  id="s2b21c15l7" />ดูดกลิ่นด้วยจมูก ... ลิ้มรสด้วยลิ้น ...ถูกต้องโผฏฐัพพะด้วยกาย... รู้ธรรมารมณ์ด้วยใจแล้ว ไม่ถือ
			<remark  id="s2b21c15l8" />โดยนิมิต ไม่ถือโดยอนุพยัญชนะ ย่อมปฏิบัติเพื่อสำรวมมนินทรีย์ ที่เมื่อไม่สำรวมแล้ว พึงเป็นเหตุ
			<remark  id="s2b21c15l9" />ให้อกุศลธรรมอันลามก คือ อภิชฌาและโทมนัสครอบงำได้ ย่อมรักษามนินทรีย์ ถึงความสำรวม
			<remark  id="s2b21c15l10" />ในมนินทรีย์ นี้เราเรียกว่าสังวรปธาน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ปหานปธานเป็นไฉน ภิกษุในธรรม
			<remark  id="s2b21c15l11" />วินัยนี้ย่อมครอบงำ ย่อมละ ย่อมบรรเทา ย่อมทำให้พินาศ ย่อมให้ถึงความไม่มี  ซึ่งกามวิตก
			<remark  id="s2b21c15l12" />ที่เกิดขึ้นแล้ว ... ซึ่งพยาบาทวิตกเกิดขึ้นแล้ว ... ซึ่งวิหิงสาวิตกเกิดขึ้นแล้ว ... ซึ่งอกุศลธรรมอัน
			<remark  id="s2b21c15l13" />ลามกที่เกิดขึ้นแล้ว นี้เราเรียกว่าปหานปธานดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภาวนาปธานเป็นไฉน ภิกษุ
			<remark  id="s2b21c15l14" />ในธรรมวินัยนี้ ย่อมเจริญสติสัมโพชฌงค์ อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปใน
			<remark  id="s2b21c15l15" />ความสละย่อมเจริญธรรมวิจยสัมโพชฌงค์ ... ย่อมเจริญวิริยสัมโพชฌงค์ ... ย่อมเจริญปีติสัมโพช
			<remark  id="s2b21c15l16" />ฌงค์ ... ย่อมเจริญปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ ... ย่อมเจริญสมาธิสัมโพชฌงค์ ... ย่อมเจริญอุเบกขาสัม
			<remark  id="s2b21c15l17" />โพชฌงค์ อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในความสละ นี้เราเรียกว่าภาวนาปธาน
			<remark  id="s2b21c15l18" /> ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็อนุรักขนาปธานเป็นไฉน ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมตามรักษาสมาธินิมิตอัน
			<remark  id="s2b21c15l19" />เจริญที่เกิดขึ้นแล้ว คือ อัฏฐิกสัญญา ปุฬวกสัญญา วินีลกสัญญา วิปุพพกสัญญาวิจฉิทกสัญญา 
			<remark  id="s2b21c15l20" />อุทธุมาตกสัญญา นี้เราเรียกว่าอนุรักขนาปธาน ดูกรภิกษุทั้งหลายความเพียร ๔ ประการนี้แล ฯ
			<remark  id="s2b21c15l21" />      ปธาน ๔ ประการนี้ คือ สังวรปธาน ๑ ปหานปธาน ๑
			<remark  id="s2b21c15l22" />      ภาวนาปธาน ๑ อนุรักขนาปธาน ๑ อันพระพุทธเจ้าผู้เป็น
			<remark  id="s2b21c15l23" />      เผ่าพันธุ์ พระอาทิตย์ ทรงแสดงแล้ว ซึ่งเป็นเครื่องให้ภิกษุ
			<remark  id="s2b21c15l24" />      ในธรรมวินัยนี้ ผู้มีความเพียรพึงถึงความสิ้นทุกข์ได้ ฯ
			<remark  id="s2b21c15l25" />                จบสูตรที่ ๔
		</para>
	</section>
	<section id="s2b21c16" >
		<para id="s2b21c16p">
			<remark  id="s2b21c16l1" />                ปัญญัติสูตร
			<remark  id="s2b21c16l2" />         [๑๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย การบัญญัติซึ่งสิ่งที่เลิศ ๔ ประการนี้ ๔ ประการเป็นไฉน 
			<remark  id="s2b21c16l3" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรดาสัตว์ผู้มีอัตภาพ (ใหญ่) อสุรินทราหูเป็นเลิศบรรดาบุคคลผู้บริโภคกาม
			<remark  id="s2b21c16l4" /> พระเจ้ามันธาตุราชเป็นเลิศ บรรดาผู้ใหญ่ยิ่ง มารผู้มีบาปเป็นเลิศ พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
			<remark  id="s2b21c16l5" /> อันโลกกล่าวว่าเป็นเลิศในโลกทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ในหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ 
			<remark  id="s2b21c16l6" />เทวดาและมนุษย์ ดูกรภิกษุทั้งหลาย การบัญญัติสิ่งที่เลิศ ๔ ประการเหล่านี้แล ฯ
			<remark  id="s2b21c16l7" />      บรรดาสัตว์ผู้มีอัตภาพ (ใหญ่) อสุรินทราหูเป็นเลิศ บรรดา
			<remark  id="s2b21c16l8" />      บุคคลผู้บริโภคกาม พระเจ้ามันธาตุราชเป็นเลิศ บรรดาผู้
			<remark  id="s2b21c16l9" />      ใหญ่ยิ่ง มารเป็นเลิศ พระพุทธเจ้าผู้รุ่งเรืองด้วยฤทธิ์ อัน
			<remark  id="s2b21c16l10" />      โลกกล่าวว่าเป็นเลิศในโลก ทั้งเทวดาและมนุษย์ ทั่วภูมิ
			<remark  id="s2b21c16l11" />      เป็นที่อยู่ของสัตว์ ทั้งเบื้องบน ท่ามกลาง และเบื้องต่ำ ฯ
			<remark  id="s2b21c16l12" />                จบสูตรที่ ๕
			<remark  id="s2b21c16l13" />                โสขุมมสูตร
			<remark  id="s2b21c16l14" />         [๑๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ญาณเป็นเครื่องแทงตลอดลักษณะอันละเอียด ๔ ประการ
			<remark  id="s2b21c16l15" />นี้ ๔ ประการเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ประกอบด้วยญาณอันกำหนด
			<remark  id="s2b21c16l16" />รู้ลักษณะอันละเอียดในรูปอย่างยิ่ง ย่อมไม่พิจารณาเห็นญาณอันกำหนดรู้ลักษณะอันละเอียดในรูปอื่น 
			<remark  id="s2b21c16l17" />ซึ่งยิ่งกว่าหรือประณีตกว่าญาณเป็นเครื่องกำหนดลักษณะอันละเอียดในรูปนั้น และไม่ปรารถนาญาณ
			<remark  id="s2b21c16l18" />เป็นเครื่องกำหนดลักษณะอันละเอียดในรูปอื่น อันยิ่งกว่าหรือประณีตกว่าญาณเป็นเครื่องกำหนด
			<remark  id="s2b21c16l19" />ลักษณะอันละเอียดในรูปนั้น เป็นผู้ประกอบด้วยญาณเป็นเครื่องกำหนดลักษณะอันละเอียดใน
			<remark  id="s2b21c16l20" />เวทนา ... เป็นผู้ประกอบด้วยญาณเป็นเครื่องกำหนดลักษณะอันละเอียดในสัญญา ... เป็นผู้ประกอบ
			<remark  id="s2b21c16l21" />ด้วยญาณเป็นเครื่องกำหนดลักษณะอันละเอียดในสังขาร ย่อมไม่พิจารณาเห็นซึ่งญาณเป็นเครื่อง
			<remark  id="s2b21c16l22" />กำหนดลักษณะอันละเอียดในสังขารอื่น ซึ่งยิ่งกว่าหรือประณีตกว่าญาณเป็นเครื่องกำหนดลักษณะ
			<remark  id="s2b21c16l23" />อันละเอียดในสังขารนั้น และไม่ปรารถนาญาณเป็นเครื่องกำหนดลักษณะอันละเอียดในสังขารอื่น 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b21c17" >
		<para id="s2b21c17p">
			<remark  id="s2b21c17l1" />ซึ่งยิ่งกว่าหรือประณีตกว่าญาณเป็นเครื่องกำหนดลักษณะอันละเอียดในสังขารนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย
			<remark  id="s2b21c17l2" /> ญาณเป็นเครื่องกำหนดลักษณะอันละเอียด ๔ประการนี้แล ฯ
			<remark  id="s2b21c17l3" />      ภิกษุใดรู้ความที่รูปขันธ์เป็นของละเอียด รู้ความเกิดแห่ง
			<remark  id="s2b21c17l4" />      เวทนา รู้ความเกิดและความดับแห่งสัญญา รู้จักสังขารโดย
			<remark  id="s2b21c17l5" />      ความไม่เที่ยง โดยเป็นทุกข์ และโดยความเป็นอนัตตา
			<remark  id="s2b21c17l6" />      ภิกษุนั้นแล เป็นผู้เห็นชอบ เป็นผู้สงบ ยินดีในสันติบท
			<remark  id="s2b21c17l7" />      ชำนะมารพร้อมทั้งเสนา ย่อมทรงไว้ซึ่งร่างกายมีในที่สุด ฯ
			<remark  id="s2b21c17l8" />                จบสูตรที่ ๖
			<remark  id="s2b21c17l9" />                             อคติสูตรที่ ๑
			<remark  id="s2b21c17l10" />         [๑๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย การถึงอคติ ๔ ประการนี้ อคติ ๔ ประการเป็นไฉน บุคคล
			<remark  id="s2b21c17l11" />ย่อมถึงฉันทาคติ ย่อมถึงโทสาคติ ย่อมถึงโมหาคติ ย่อมถึงภยาคติ ดูกรภิกษุทั้งหลาย การถึง
			<remark  id="s2b21c17l12" />อคติ ๔ ประการนี้แล ฯ
			<remark  id="s2b21c17l13" />      ผู้ใดประพฤติล่วงธรรม เพราะความรัก ความชัง ความหลง
			<remark  id="s2b21c17l14" />      ความกลัว ยศของผู้นั้นย่อมเสื่อม ดุจพระจันทร์ข้างแรม
			<remark  id="s2b21c17l15" />      ฉะนั้น ฯ
			<remark  id="s2b21c17l16" />                จบสูตรที่ ๗
			<remark  id="s2b21c17l17" />                             อคติสูตรที่ ๒
			<remark  id="s2b21c17l18" />         [๑๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย การไม่ถึงอคติ ๔ ประการนี้ ๔ ประการเป็นไฉน บุคคล
			<remark  id="s2b21c17l19" />ย่อมไม่ถึงฉันทาคติ ย่อมไม่ถึงโทสาคติ ย่อมไม่ถึงโมหาคติ  ย่อมไม่ถึงภยาคติ ดูกรภิกษุทั้งหลาย
			<remark  id="s2b21c17l20" /> การไม่ถึงอคติ ๔ ประการนี้แล ฯ
			<remark  id="s2b21c17l21" />      ผู้ใดไม่ประพฤติล่วงธรรม เพราะความรัก ความชัง  ความ
			<remark  id="s2b21c17l22" />      หลง ความกลัว ยศของผู้นั้น ย่อมเต็มเปี่ยม ดุจ
			<remark  id="s2b21c17l23" />      พระจันทร์ข้างขึ้น ฉะนั้น ฯ
			<remark  id="s2b21c17l24" />                จบสูตรที่ ๘
		</para>
	</section>
	<section id="s2b21c18" >
		<para id="s2b21c18p">
			<remark  id="s2b21c18l1" />                             อคติสูตรที่ ๓
			<remark  id="s2b21c18l2" />         [๑๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย การถึงอคติ ๔ ประการนี้ ๔ ประการเป็นไฉน  บุคคลย่อม
			<remark  id="s2b21c18l3" />ถึงฉันทาคติ ย่อมถึงโทสาคติ ย่อมถึงโมหาคติ ย่อมถึงภยาคติ ดูกรภิกษุทั้งหลาย การถึงอคติ ๔ 
			<remark  id="s2b21c18l4" />ประการนี้แล ฯ
			<remark  id="s2b21c18l5" />      ผู้ใดประพฤติล่วงธรรม เพราะความรัก ความชัง ความหลง
			<remark  id="s2b21c18l6" />      ความกลัว ยศของผู้นั้นย่อมเสื่อม เหมือนพระจันทร์ข้างแรม
			<remark  id="s2b21c18l7" />      ฉะนั้น ฯ
			<remark  id="s2b21c18l8" />     ดูกรภิกษุทั้งหลาย การไม่ถึงอคติ ๔ ประการนี้ ๔ ประการเป็นไฉน บุคคลย่อมไม่ถึง
			<remark  id="s2b21c18l9" />ฉันทาคติ ย่อมไม่ถึงโทสาคติ ย่อมไม่ถึงโมหาคติ ย่อมไม่ถึงภยาคติ ดูกรภิกษุทั้งหลาย การไม่ถึง
			<remark  id="s2b21c18l10" />อคติ ๔ ประการนี้แล ฯ
			<remark  id="s2b21c18l11" />      ผู้ใดไม่ประพฤติล่วงธรรม เพราะความรัก ความชัง
			<remark  id="s2b21c18l12" />      ความหลง ความกลัว ยศของผู้นั้น ย่อมเต็มเปี่ยม ดุจ
			<remark  id="s2b21c18l13" />      พระจันทร์ข้างขึ้น ฉะนั้น ฯ
			<remark  id="s2b21c18l14" />                จบสูตรที่ ๙
			<remark  id="s2b21c18l15" />                             ภัตตุเทสกสูตร
			<remark  id="s2b21c18l16" />         [๒๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภัตตุเทสก์ผู้ประกอบไปด้วยธรรม ๔ ประการ เหมือนถูกนำไป
			<remark  id="s2b21c18l17" />วางไว้ในนรก ธรรม ๔ ประการเป็นไฉน คือ ภัตตุเทสก์ย่อมถึงฉันทาคติ ย่อมถึงโทสาคติ ย่อม
			<remark  id="s2b21c18l18" />ถึงโมหาคติ ย่อมถึงภยาคติ ดูกรภิกษุทั้งหลายภัตตุเทสก์ผู้ประกอบไปด้วยธรรม ๔ ประการนี้แล
			<remark  id="s2b21c18l19" /> เหมือนถูกนำไปวางไว้ในนรกดูกรภิกษุทั้งหลาย ภัตตุเทสก์ผู้ประกอบไปด้วยธรรม ๔ ประการ
			<remark  id="s2b21c18l20" /> เหมือนถูกนำไปวางไว้ในสวรรค์ ธรรม ๔ ประการเป็นไฉน คือ ภัตตุเทสก์ย่อมไม่ถึงฉันทาคติ
			<remark  id="s2b21c18l21" />ย่อมไม่ถึงโทสาคติ ย่อมไม่ถึงโมหาคติ ย่อมไม่ถึงภยาคติ ดูกรภิกษุทั้งหลายภัตตุเทสก์ผู้ประกอบ
			<remark  id="s2b21c18l22" />ไปด้วยธรรม ๔ ประการนี้แล เหมือนถูกนำไปวางไว้ในสวรรค์ ฯ
			<remark  id="s2b21c18l23" />      ชนเหล่าใดเหล่าหนึ่งไม่สำรวมในกาม ไม่ประกอบด้วย
			<remark  id="s2b21c18l24" />      ธรรม  ไม่เคารพในธรรม มีปรกติถึงฉันทาคติ โทสาคติ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b21c19" >
		<para id="s2b21c19p">
			<remark  id="s2b21c19l1" />     โมหาคติ    และภยาคติ ก็แลบุคคลนี้เราเรียกว่า เป็น
			<remark  id="s2b21c19l2" />      หยากเยื่อในบริษัท อันสมณะผู้รู้กล่าวแล้วอย่างนี้ ชน
			<remark  id="s2b21c19l3" />      เหล่าใดตั้งอยู่ในธรรม มี  ปรกติไม่ถึงฉันทาคติ โทสาคติ
			<remark  id="s2b21c19l4" />      โมหาคติ ภยาคติ ย่อมไม่ กระทำกรรมอันลามก เพราะ
			<remark  id="s2b21c19l5" />       ฉะนั้น บุคคลนั้นชื่อว่า เป็น สัตบุรุษที่น่าสรรเสริญ ก็
			<remark  id="s2b21c19l6" />       แลบุคคลนี้เราเรียกว่าเป็นผู้ผุดผ่องในบริษัท อันสมณะ
			<remark  id="s2b21c19l7" />       ผู้รู้กล่าวแล้วอย่างนี้ ฯ
			<remark  id="s2b21c19l8" />                             จบสูตรที่ ๑๐
			<remark  id="s2b21c19l9" />                             จบวรรคที่ ๒
			<remark  id="s2b21c19l10" />                             ______
			<remark  id="s2b21c19l11" />                       รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
			<remark  id="s2b21c19l12" />๑. จารสูตร 		๒. ศีลสูตร 
			<remark  id="s2b21c19l13" />๓. ปธานสูตร 	๔. สังวรสูตร
			<remark  id="s2b21c19l14" />๕. ปัญญัติสูตร 	๖. โสขุมมสูตร 
			<remark  id="s2b21c19l15" />๗. อคติสูตรที่ ๑ 	๘. อคติสูตรที่ ๒
			<remark  id="s2b21c19l16" />๙. อคติสูตรที่ ๓ 	๑๐. ภัตตุเทสกสูตร ฯ
			<remark  id="s2b21c19l17" />                             ______
		</para>
	</section>
	<section id="s2b21c20" >
		<para id="s2b21c20p">
			<remark  id="s2b21c20l1" />                            อุรุเวลวรรคที่ ๓
			<remark  id="s2b21c20l2" />                            อุรุเวลสูตรที่ ๑
			<remark  id="s2b21c20l3" />         [๒๑] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน  อารามของท่านอนาถ
			<remark  id="s2b21c20l4" />บิณฑิกเศรษฐี ใกล้พระนครสาวัตถี ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า ดูกร
			<remark  id="s2b21c20l5" />ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเหล่านั้นทูลรับสนองพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคแล้ว พระผู้มีพระภาคได้ตรัส
			<remark  id="s2b21c20l6" />ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในคราวแรกตรัสรู้เราอยู่ที่ต้นอชปาลนิโครธ ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชราในอุรุ
			<remark  id="s2b21c20l7" />เวลาประเทศ เมื่อเราหลีกออกเร้นอยู่ในที่ลับ ความปริวิตกแห่งใจได้บังเกิดขึ้นอย่างนี้ว่า บุคคลผู้
			<remark  id="s2b21c20l8" />ไม่มีที่เคารพ ไม่มีที่ยำเกรง ย่อมอยู่เป็นทุกข์ เราจะพึงสักการะเคารพสมณะหรือพราหมณ์คนไหน
			<remark  id="s2b21c20l9" />หนอแล แล้วอาศัยอยู่ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราได้ปริวิตกต่อไปว่า เราจะพึงสักการะเคารพสมณะ
			<remark  id="s2b21c20l10" />หรือพราหมณ์อื่นแล้วอาศัยอยู่ เพื่อความบริบูรณ์แห่งศีลขันธ์ที่ยังไม่บริบูรณ์ แต่เราไม่เห็นสมณะ
			<remark  id="s2b21c20l11" />หรือพราหมณ์อื่น ผู้มีศีลสมบูรณ์กว่าตน ซึ่งเราจะพึงสักการะเคารพแล้วอาศัยอยู่ในโลกพร้อมทั้ง
			<remark  id="s2b21c20l12" />เทวโลก มารโลก พรหมโลก ในหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณะพราหมณ์เทวดาและมนุษย์ เราจะพึง
			<remark  id="s2b21c20l13" />สักการะเคารพสมณะหรือพราหมณ์อื่น แล้วอาศัยอยู่เพื่อความบริบูรณ์แห่งสมาธิขันธ์ ... แห่งปัญญา
			<remark  id="s2b21c20l14" />ขันธ์ ... แห่งวิมุตติขันธ์ที่ยังไม่บริบูรณ์ แต่เราไม่เห็นสมณะหรือพราหมณ์อื่น ผู้มีสมาธิสมบูรณ์กว่า
			<remark  id="s2b21c20l15" />ตน ... มีปัญญาสมบูรณ์กว่าตน ... มีวิมุตติสมบูรณ์กว่าตนในโลกพร้อมทั้งเทวโลก มารโลก 
			<remark  id="s2b21c20l16" />พรหมโลก ในหมู่สัตว์ พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดาและมนุษย์ เราได้ปริวิตกต่อไปว่า ไฉน
			<remark  id="s2b21c20l17" />หนอแล เราพึงสักการะเคารพธรรมที่เราตรัสรู้นั้นอาศัยเถิด ดูกรภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแล ท้าว
			<remark  id="s2b21c20l18" />สหัมบดีพรหมรู้ความปริวิตกแห่งใจของเราด้วยใจ ได้อันตรธานจากพรหมโลกไปปรากฏข้างหน้าเรา 
			<remark  id="s2b21c20l19" />เปรียบเหมือนบุรุษมีกำลังเหยียดแขนที่คู้หรือคู้แขนที่เหยียด ฉะนั้น ครั้งนั้นแล ท้าวสหัมบดี
			<remark  id="s2b21c20l20" />พรหมกระทำผ้าอุตราสงค์เฉวียงบ่าข้างหนึ่ง คุกมณฑลเข่าเบื้องขวาลงที่แผ่นดินประนมอัญชลีมาทาง
			<remark  id="s2b21c20l21" />เรา แล้วกล่าวคำนี้กะเราว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาค ข้อนี้เป็นอย่างนั้น ข้าแต่พระสุคต ข้อนี้เป็น
			<remark  id="s2b21c20l22" />อย่างนั้น พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าเหล่าใดได้มีแล้วในอดีตกาล แม้พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
			<remark  id="s2b21c20l23" />แม้เหล่านั้นสักการะเคารพพระธรรมนั่นเทียว อาศัยอยู่แล้ว พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าเหล่าใด
			<remark  id="s2b21c20l24" />จักมีในอนาคตแม้พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าเหล่านั้น ก็จักสักการะเคารพพระธรรมนั่นเทียวอาศัย
			<remark  id="s2b21c20l25" />อยู่แม้พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าในบัดนี้ ก็จงสักการะเคารพพระธรรมนั่นแหละอาศัย
		</para>
	</section>
	<section id="s2b21c21" >
		<para id="s2b21c21p">
			<remark  id="s2b21c21l1" />อยู่เถิด ท้าวสหัมบดีพรหม ครั้นได้กล่าวไวยากรณภาษิตนี้จบลงแล้ว ได้กล่าวคาถาประพันธ์ต่อ
			<remark  id="s2b21c21l2" />ไปว่า      
			<remark  id="s2b21c21l3" />      พระสัมมาสัมพุทธเจ้าในอดีตเหล่าใดด้วย พระพุทธเจ้า
			<remark  id="s2b21c21l4" />     ใน อนาคตเหล่าใดด้วย และพระพุทธเจ้าในบัดนี้ด้วย ผู้ยัง
			<remark  id="s2b21c21l5" />      ความโศกของสัตว์เป็นอันมากให้เสื่อมคลาย ล้วนเคารพ
			<remark  id="s2b21c21l6" />      พระสัทธรรมอยู่ นี้เป็นธรรมดาของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย
			<remark  id="s2b21c21l7" />      เพราะเหตุนั้นแหละ กุลบุตรผู้รักษาตน จำนงความเป็น
			<remark  id="s2b21c21l8" />      ใหญ่   เมื่อระลึกถึงคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย พึง
			<remark  id="s2b21c21l9" />        ทำความเคารพพระสัทธรรม ฯ
			<remark  id="s2b21c21l10" />     ดูกรภิกษุทั้งหลาย ท้าวสหัมบดีพรหมได้กล่าวประพันธ์คาถานี้ ครั้นแล้วอภิวาทเรา 
			<remark  id="s2b21c21l11" />กระทำประทักษิณแล้วหายไปในที่นั้นเอง ดูกรภิกษุทั้งหลายแม้การที่เราทราบการเชื้อเชิญของพรหม
			<remark  id="s2b21c21l12" />แล้วสักการะเคารพอาศัยธรรมที่เราตรัสรู้นั้นนั่นแหละอยู่ เป็นการสมควรแก่ตน เมื่อใด แม้สงฆ์
			<remark  id="s2b21c21l13" />ประกอบไปด้วยความเป็นใหญ่แล้ว เมื่อนั้น เราก็เคารพแม้ในสงฆ์ ฯ
			<remark  id="s2b21c21l14" />                                                จบสูตรที่ ๑
			<remark  id="s2b21c21l15" />                                                    อุรุเวลสูตรที่ ๒
			<remark  id="s2b21c21l16" />         [๒๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในคราวแรกตรัสรู้ เราอยู่ที่ต้นอชปาลนิโครธริมฝั่งแม่น้ำ
			<remark  id="s2b21c21l17" />เนรัญชรา ในอุรุเวลาประเทศ ครั้งนั้นแล พวกพราหมณ์มากด้วยกันเป็นผู้แก่เฒ่า เป็นผู้ใหญ่
			<remark  id="s2b21c21l18" />ล่วงกาลผ่านวัยแล้ว เข้าไปหาเรา ครั้นแล้วได้สนทนาปราศรัยกับเรา ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้
			<remark  id="s2b21c21l19" />ระลึกถึงกันไปแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง แล้วได้กล่าวกะเราว่า ท่านพระโคดม เราได้สดับ
			<remark  id="s2b21c21l20" />มาอย่างนี้ว่าพระสมณโคดมไม่อภิวาท ไม่ลุกรับพราหมณ์ผู้แก่เฒ่า เป็นผู้ใหญ่ล่วงกาลผ่านวัย
			<remark  id="s2b21c21l21" />แล้ว ทั้งไม่เชื้อเชิญด้วยอาสนะ ข้อนี้เป็นอย่างที่เราได้สดับมาหรือ การที่ท่านพระโคดมไม่อภิวาท 
			<remark  id="s2b21c21l22" />หรือไม่ลุกรับพวกพราหมณ์ผู้แก่เฒ่า เป็นผู้ใหญ่ล่วงกาลผ่านวัยแล้ว หรือไม่เชื้อเชิญด้วยอาสนะ
			<remark  id="s2b21c21l23" /> นั้นไม่สมควรเลย ดูกรภิกษุทั้งหลายความปริวิตกนี้ได้มีแก่เราว่า ท่านเหล่านี้ย่อมไม่รู้ซึ่งเถระ หรือ
			<remark  id="s2b21c21l24" />ธรรมอันกระทำให้เป็นเถระ ถ้าแม้บุคคลผู้เฒ่ามีอายุ ๘๐ ปี ๙๐ ปี หรือ ๑๐๐ ปี แต่เกิดมา แต่เขา
			<remark  id="s2b21c21l25" />มีปรกติพูดในกาลไม่สมควร พูดไม่จริง พูดไม่เป็นประโยชน์ พูดไม่เป็นธรรม พูดไม่เป็นวินัย 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b21c22" >
		<para id="s2b21c22p">
			<remark  id="s2b21c22l1" />กล่าววาจาที่ไม่ควรจดจำไว้ ไม่มีหลักฐาน ไม่มีขอบเขตไม่ประกอบด้วยประโยชน์ โดยกาลไม่
			<remark  id="s2b21c22l2" />ควร เขาย่อมถึงซึ่งกาลนับว่า เป็นเถระผู้เขลาโดยแท้ ถ้าแม้เด็กกำลังรุ่น มีผมดำสนิท ยังหนุ่ม
			<remark  id="s2b21c22l3" />แน่น อยู่ในปฐมวัยแต่มีปรกติพูดในกาลอันควร พูดจริง พูดเป็นประโยชน์ พูดเป็นธรรม พูด
			<remark  id="s2b21c22l4" />เป็นวินัย กล่าววาจาที่ควรจดจำ มีหลักฐาน มีขอบเขต ประกอบด้วยประโยชน์โดยกาลอันควร 
			<remark  id="s2b21c22l5" />เขาย่อมถึงซึ่งกาลนับว่า เป็นเถระผู้ฉลาดโดยแท้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมอันกระทำให้เป็นเถระ 
			<remark  id="s2b21c22l6" />๔ ประการนี้ ๔ ประการเป็นไฉน คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีศีล สำรวมระวังในพระ
			<remark  id="s2b21c22l7" />ปาติโมกข์ ถึงพร้อมด้วยอาจาระและโคจร มีปรกติเห็นภัยในโทษอันมีประมาณน้อย สมาทานศึกษา
			<remark  id="s2b21c22l8" />อยู่ในสิกขาบททั้งหลาย ๑ เป็นพหูสูต ทรงไว้ซึ่งสุตะ สั่งสมซึ่งสุตะ เป็นผู้ได้สดับมามาก ทรงจำ
			<remark  id="s2b21c22l9" />ไว้ คล่องปากขึ้นใจ แทงตลอดด้วยดีด้วยทิฐิ ซึ่งธรรมอันงามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง 
			<remark  id="s2b21c22l10" />งามในที่สุด ประกาศพรหมจรรย์พร้อมทั้งอรรถทั้งพยัญชนะ บริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิง ๑ เป็นผู้ได้
			<remark  id="s2b21c22l11" />ตามความปรารถนา ได้โดยไม่ยาก ไม่ลำบาก ซึ่งฌาน ๔ อันมีในจิตยิ่ง เป็นเครื่องอยู่เป็นสุขใน
			<remark  id="s2b21c22l12" />ปัจจุบัน ๑ย่อมกระทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะทั้งหลาย
			<remark  id="s2b21c22l13" />สิ้นไป ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง ในปัจจุบัน เข้าถึงอยู่ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เถรกรณธรรม ๔ ประการ
			<remark  id="s2b21c22l14" />นี้แล ฯ
			<remark  id="s2b21c22l15" />      ผู้ใดมีจิตฟุ้งซ่าน มีความดำริไม่มั่นคง เช่นกับมฤค ยินดี
			<remark  id="s2b21c22l16" />      ในธรรมของอสัตบุรุษ  ย่อมกล่าวคำเพ้อเจ้อเป็นอันมาก ผู้
			<remark  id="s2b21c22l17" />      นั้นมีความเห็นลามก ปราศจากความเอื้อเฟื้อ ตั้งอยู่ไกล
			<remark  id="s2b21c22l18" />      จากความเป็นผู้มั่นคง ส่วนผู้ใด สมบูรณ์ด้วยศีล เป็นผู้
			<remark  id="s2b21c22l19" />      สดับ มีปฏิภาณ ประกอบในธรรมอันทำความมั่นคง ย่อม
			<remark  id="s2b21c22l20" />      เห็นแจ้งอรรถแห่งอริยสัจด้วยปัญญา เป็นผู้ถึงฝั่งแห่งธรรม
			<remark  id="s2b21c22l21" />      ทั้งปวง ไม่มีกิเลสอันเป็นประดุจหลักตอ มีไหวพริบ มี
			<remark  id="s2b21c22l22" />      ชาติและมรณะอันละได้แล้ว เป็นผู้ประพฤติพรหมจรรย์
			<remark  id="s2b21c22l23" />      สมบูรณ์ เรากล่าวผู้นั้นว่าเป็นเถระ อาสวะของภิกษุใดไม่
			<remark  id="s2b21c22l24" />      มีเพราะสิ้นอาสวะทั้งหลาย เราเรียกภิกษุนั้นว่าเถระ ฯ
			<remark  id="s2b21c22l25" />                จบสูตรที่ ๒
		</para>
	</section>
	<section id="s2b21c23" >
		<para id="s2b21c23p">
			<remark  id="s2b21c23l1" />                 โลกสูตร
			<remark  id="s2b21c23l2" />         [๒๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย โลกตถาคตตรัสรู้แล้ว ตถาคตพรากจากโลกแล้ว เหตุ
			<remark  id="s2b21c23l3" />เกิดแห่งโลกตถาคตตรัสรู้แล้ว เหตุเกิดแห่งโลกตถาคตละได้แล้ว  ความดับแห่งโลกตถาคตตรัสรู้
			<remark  id="s2b21c23l4" />แล้ว ความดับแห่งโลกตถาคตกระทำให้แจ้งแล้วปฏิปทาอันยังสัตว์ให้ถึงความดับแห่งโลก ตถาคต
			<remark  id="s2b21c23l5" />ตรัสรู้แล้ว ปฏิปทาอันยังสัตว์ให้ถึงความดับแห่งโลกตถาคตให้เจริญแล้ว ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
			<remark  id="s2b21c23l6" />รูปารมณ์ที่เห็นด้วยจักษุ สัททารมณ์ที่ฟังด้วยหู คันธารมณ์ รสารมณ์ โผฏฐัพพารมณ์ที่รู้ได้ด้วย
			<remark  id="s2b21c23l7" />ทวารนั้นๆ ธรรมารมณ์ที่รู้แจ้งด้วยใจ ของโลกพร้อมทั้งเทวโลก มารโลกพรหมโลก ของหมู่
			<remark  id="s2b21c23l8" />สัตว์พร้อมทั้งสมณะ พราหมณ์ เทวดาและมนุษย์ ตถาคตได้บรรลุแล้ว เสาะแสวงหาแล้ว 
			<remark  id="s2b21c23l9" />ค้นคว้าแล้วด้วยใจ ตถาคตตรัสรู้รูปารมณ์ที่เห็นได้ด้วยจักษุเป็นต้นนั้นโดยชอบ เพราะฉะนั้น โลก
			<remark  id="s2b21c23l10" />จึงเรียกว่า ตถาคต อนึ่งตถาคตย่อมตรัสรู้ซึ่งราตรีใด และย่อมยังราตรีใดให้ดับ ตถาคตย่อมกล่าว 
			<remark  id="s2b21c23l11" />ย่อมทักทาย ย่อมแสดงออกซึ่งคำใดในระหว่างนี้ คำนั้นทั้งหมดย่อมเป็นอย่างนั้นทีเดียว หาได้
			<remark  id="s2b21c23l12" />เป็นอย่างอื่นไม่ เพราะฉะนั้น โลกจึงเรียกว่า ตถาคต  ตถาคตมีปรกติกล่าวอย่างใด ทำอย่างนั้น
			<remark  id="s2b21c23l13" /> ทำอย่างใด กล่าวอย่างนั้น ตถาคตมีปรกติกล่าวอย่างใด ทำอย่างนั้น ทำอย่างใด กล่าวอย่างนั้น
			<remark  id="s2b21c23l14" /> ด้วยประการฉะนี้ เพราะฉะนั้น โลกจึงเรียกว่า ตถาคต ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตถาคตเป็นผู้ยิ่งใหญ่
			<remark  id="s2b21c23l15" />ในโลกพร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ในหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณะ พราหมณ์เทวดาและ
			<remark  id="s2b21c23l16" />มนุษย์ เป็นผู้อันใครๆ ครอบงำไม่ได้ ผู้เห็นแจ้งโดยแท้ ยังอำนาจให้เป็นไป เพราะฉะนั้น โลก
			<remark  id="s2b21c23l17" />จึงเรียกว่า ตถาคต ฯ
			<remark  id="s2b21c23l18" />      ผู้ใดรู้ยิ่งแล้วซึ่งโลกทั้งปวง รู้ตามเป็นจริงในโลกทั้งปวง
			<remark  id="s2b21c23l19" />     พรากไปจากโลกทั้งปวง ไม่มีกิเลสนอนเนื่องในสันดานในโลก
			<remark  id="s2b21c23l20" />      ทั้งปวง ผู้นั้นแล เป็นธีรชนผู้ครอบงำอารมณ์ทั้งปวงได้
			<remark  id="s2b21c23l21" />      ปลด เปลื้องกิเลสเครื่องร้อยรัดทั้งมวลเสียได้ เป็นผู้ถูกต้อง
			<remark  id="s2b21c23l22" />      นิพพานอันมีความสงบอย่างยิ่ง ไม่มีภัยแต่ที่ไหนๆ ผู้นี้
			<remark  id="s2b21c23l23" />      เป็นพระขีณาสพผู้รู้แล้ว ไม่มีทุกข์ ตัดความสงสัยได้แล้ว
			<remark  id="s2b21c23l24" />      ถึงความสิ้นไปแห่งกรรมทั้งปวง เป็นผู้หลุดพ้นเพราะความ
			<remark  id="s2b21c23l25" />      สิ้นไปแห่งอุปธิ บุคคลนี้เป็นผู้มีโชค เป็นพุทธะ ชื่อว่า
			<remark  id="s2b21c23l26" />      เป็นสีหะผู้ยอดเยี่ยม ประกาศพรหมจักรให้แก่โลกทั้งเทว
		</para>
	</section>
	<section id="s2b21c24" >
		<para id="s2b21c24p">
			<remark  id="s2b21c24l1" />      โลก เพราะเหตุนั้น เทวดาและมนุษย์จึงถึงพระพุทธเจ้า
			<remark  id="s2b21c24l2" />      ว่าเป็นสรณะ มาประชุมกันนมัสการพระองค์ผู้เป็นใหญ่
			<remark  id="s2b21c24l3" />      ผู้ปราศจากความขลาด เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายจัก
			<remark  id="s2b21c24l4" />      นมัสการ พระองค์ผู้เป็นใหญ่ ผู้ปราศจากความขลาด กล่าว
			<remark  id="s2b21c24l5" />      สรรเสริญว่า เป็นผู้ฝึกตนประเสริฐกว่าบรรดาผู้ฝึกตน
			<remark  id="s2b21c24l6" />      ทั้งหลาย เป็นฤาษีผู้สงบกว่าบรรดาผู้สงบทั้งหลาย เป็น
			<remark  id="s2b21c24l7" />     ผู้พ้นชั้นเยี่ยมกว่า บรรดาผู้พ้นทั้งหลาย เป็นผู้ข้ามฝั่ง
			<remark  id="s2b21c24l8" />    ประเสริฐกว่าบรรดาผู้ข้าม ฝั่งทั้งหลาย ในโลกพร้อมทั้ง
			<remark  id="s2b21c24l9" />    เทวโลก จะหาบุคคลเปรียบ ด้วยพระองค์ไม่มี ฯ
			<remark  id="s2b21c24l10" />                จบสูตรที่ ๓
			<remark  id="s2b21c24l11" />           	     กาฬกสูตร
			<remark  id="s2b21c24l12" />         [๒๔] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ กาฬการาม ใกล้เมืองสาเกต ณ ที่นั้น
			<remark  id="s2b21c24l13" />แล พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลายภิกษุเหล่านั้นทูลรับสนองพระดำรัส
			<remark  id="s2b21c24l14" />ของพระผู้มีพระภาคแล้ว พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย รูปารมณ์ที่เห็นด้วยจักษุ 
			<remark  id="s2b21c24l15" />สัททารมณ์ที่ฟังด้วยหูคันธารมณ์ รสารมณ์ และโผฏฐัพพารมณ์ ที่รู้ได้ด้วยทวารนั้นๆ ธรรมารมณ์
			<remark  id="s2b21c24l16" />ที่รู้แจ้งด้วยใจ ของโลกพร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ของหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์
			<remark  id="s2b21c24l17" /> เทวดาและมนุษย์ เราได้บรรลุแล้ว เสาะแสวงหาแล้ว  ค้นคว้าแล้วด้วยใจ เราย่อมรู้รูปารมณ์ที่
			<remark  id="s2b21c24l18" />เห็นได้ด้วยจักษุเป็นต้นนั้นรู้แล้วด้วยปัญญาอันยิ่ง ตถาคตรู้รูปารมณ์เป็นต้นนั้นแจ้งชัด รูปารมณ์
			<remark  id="s2b21c24l19" />เป็นต้นนั้นไม่ปรากฏในตถาคต ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราพึงกล่าวว่า ... เราย่อมรู้รูปารมณ์เป็นต้นนั้น 
			<remark  id="s2b21c24l20" />คำนั้นของเราพึงเป็นคำเท็จ เราพึงกล่าวว่า ... เราย่อมรู้รูปารมณ์เป็นต้นนั้นด้วย ไม่รู้ด้วย แม้คำของ
			<remark  id="s2b21c24l21" />เรานั้นก็พึงเป็นเช่นนั้นแหละ เราพึงกล่าวว่า ... เรารู้ก็หามิได้ ไม่รู้ก็หามิได้ ซึ่งรูปารมณ์เป็นต้นนั้น 
			<remark  id="s2b21c24l22" />คำนั้นจึงเป็นโทษแก่เรา ดูกรภิกษุทั้งหลาย   ตถาคตเห็นรูปที่ควรเห็น ย่อมไม่สำคัญว่าเห็นรูปที่เห็น
			<remark  id="s2b21c24l23" />แล้ว ย่อมไม่สำคัญว่าเป็นรูปที่ยังไม่มีใครเห็น ย่อมไม่สำคัญว่าเห็นรูปที่ควรเห็น ย่อมไม่สำคัญว่า
			<remark  id="s2b21c24l24" />เห็นรูปที่ควรเห็น ย่อมไม่สำคัญว่าเห็นรูปที่มหาชนดูกันอยู่ ตถาคตฟังเสียงที่ควรฟัง ย่อมไม่สำคัญ
			<remark  id="s2b21c24l25" />ว่าฟังเสียงที่ฟังแล้วย่อมไม่สำคัญว่าฟังเสียงที่ยังไม่มีใครฟัง ย่อมไม่สำคัญว่าฟังเสียงที่ควรฟัง ย่อม
		</para>
	</section>
	<section id="s2b21c25" >
		<para id="s2b21c25p">
			<remark  id="s2b21c25l1" />ไม่สำคัญว่าฟังเสียงที่มหาชนฟังกันอยู่ ตถาคตรู้คันธารมณ์เป็นต้นที่ควรรู้ ย่อมไม่สำคัญว่ารู้คันธา
			<remark  id="s2b21c25l2" />รมณ์เป็นต้นที่รู้แล้ว ย่อมไม่สำคัญว่ารู้คันธารมณ์เป็นต้นที่ยังไม่มีใครรู้ ย่อมไม่สำคัญว่ารู้
			<remark  id="s2b21c25l3" />คันธารมณ์เป็นต้นที่ควรรู้ ย่อมไม่สำคัญว่ารู้คันธารมณ์เป็นต้นที่มหาชน รู้กันอยู่ ตถาคตรู้แจ้ธรรมา
			<remark  id="s2b21c25l4" />รมณ์ที่ควรรู้แจ้ง ย่อมไม่สำคัญว่ารู้แจ้งธรรมารมณ์ที่รู้แจ้งแล้ว ย่อมไม่สำคัญว่ารู้แจ้งธรรมารมณ์ที่ยัง
			<remark  id="s2b21c25l5" />ไม่มีใครรู้ ย่อมไม่สำคัญว่ารู้แจ้ง ธรรมารมณ์ที่ควรรู้แจ้ง ย่อมไม่สำคัญว่ารู้แจ้งธรรมารมณ์ที่มหาชน
			<remark  id="s2b21c25l6" />รู้แจ้งกันอยู่ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตถาคตเป็นผู้คงที่เช่นนั้นเทียว ในธรรมทั้งหลาย คือ รูปารมณ์ 
			<remark  id="s2b21c25l7" />สัททารมณ์ คันธารมณ์ รสารมณ์ โผฏฐัพพารมณ์ และธรรมารมณ์ และเราย่อมกล่าวว่าบุคคลอื่น
			<remark  id="s2b21c25l8" />ผู้คงที่ยิ่งกว่า หรือประณีตกว่าตถาคตผู้คงที่นั้นไม่มี ด้วยประการ ฉะนี้แล ฯ
			<remark  id="s2b21c25l9" />      รูปที่เห็นแล้ว เสียงที่ฟังแล้ว หรือหมวด ๓ แห่งอารมณ์
			<remark  id="s2b21c25l10" />      มีคันธารมณ์เป็นต้นที่ทราบแล้วอย่างใดอย่างหนึ่งอันดูดดื่ม
			<remark  id="s2b21c25l11" />      อันชนเหล่าอื่นสำคัญว่าจริง ตถาคตเป็นผู้คงที่ในรูปเป็น
			<remark  id="s2b21c25l12" />      ต้นเหล่านั้น อันสำรวมแล้วเอง ไม่พึงเชื่อคำคนอื่นทั้ง
			<remark  id="s2b21c25l13" />      จริงและเท็จ เราเห็นลูกศร คือ ทิฐินี้ก่อนแล้ว ย่อมรู้
			<remark  id="s2b21c25l14" />     ย่อมเห็นลูกศร คือ ทิฐิที่หมู่สัตว์หมกมุ่นข้องอยู่เช่นนั้น
			<remark  id="s2b21c25l15" />      ความหมกมุ่นย่อมไม่มีแก่ตถาคตทั้งหลาย ฯ
			<remark  id="s2b21c25l16" />                                                จบสูตรที่ ๔
			<remark  id="s2b21c25l17" />                                             พรหมจริยสูตร
			<remark  id="s2b21c25l18" />         [๒๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตถาคตผู้ประพฤติพรหมจรรย์ เพื่อลวงประชาชนก็หามิได้ 
			<remark  id="s2b21c25l19" />เพื่อเกลี้ยกล่อมประชาชนก็หามิได้ เพื่ออานิสงส์ คือ ลาภสักการะ และความสรรเสริญ ก็หามิได้ 
			<remark  id="s2b21c25l20" />เพื่ออานิสงส์ คือ การอวดอ้างวาทะก็หามิได้ เพื่อความปรารถนาว่า ชนจงรู้จักเราด้วยอาการดังนี้ 
			<remark  id="s2b21c25l21" />ก็หามิได้ โดยที่แท้ตถาคตอยู่ประพฤติพรหมจรรย์นี้ เพื่อสังวร เพื่อละ เพื่อคลายความกำหนัด
			<remark  id="s2b21c25l22" />เพื่อดับกิเลส ฯ
			<remark  id="s2b21c25l23" />      พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ได้ทรงแสดงพรหมจรรย์อัน
			<remark  id="s2b21c25l24" />      เป็นการละเว้น มีปรกติยังสัตว์ให้หยั่งลงภายในนิพพาน
		</para>
	</section>
	<section id="s2b21c26" >
		<para id="s2b21c26p">
			<remark  id="s2b21c26l1" />      เพื่อสังวร เพื่อละ หนทางนี้อันท่านผู้ใหญ่ผู้แสวงหาคุณ
			<remark  id="s2b21c26l2" />      อันใหญ่ดำเนินไปแล้ว อนึ่ง ชนเหล่าใดย่อมดำเนินไปสู่ทาง
			<remark  id="s2b21c26l3" />     นั้น ตามที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงแล้ว ชนเหล่านั้นชื่อว่าทำ
			<remark  id="s2b21c26l4" />      ตาม  คำสั่งสอนของศาสดา จักกระทำที่สุดแห่งทุกข์ได้ ฯ
			<remark  id="s2b21c26l5" />        	       จบสูตรที่ ๕
			<remark  id="s2b21c26l6" />           	      กุหสูตร
			<remark  id="s2b21c26l7" />         [๒๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเหล่าใด เป็นผู้ลวง เป็นผู้กระด้างเป็นคนประจบ มี
			<remark  id="s2b21c26l8" />ปรกติวางท่า มีมานะดุจไม้อ้อที่ยกขึ้น เป็นผู้ไม่มั่นคง ภิกษุเหล่านั้นหาใช่เป็นผู้นับถือเราไม่ 
			<remark  id="s2b21c26l9" />เป็นผู้ไปปราศจากธรรมวินัยนี้ และย่อมไม่ถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ในธรรมวินัยนี้ ส่วนภิกษุ
			<remark  id="s2b21c26l10" />เหล่าใด เป็นผู้ไม่ลวง ไม่ประจบ เป็นธีรชน ไม่กระด้าง เป็นผู้มั่นคงดี ภิกษุเหล่านั้นแลชื่อว่า
			<remark  id="s2b21c26l11" />นับถือเราไม่ไปปราศจากธรรมวินัยนี้ และย่อมถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ในธรรมวินัยนี้ ฯ
			<remark  id="s2b21c26l12" />      ภิกษุเหล่าใด ล่อลวง กระด้าง ประจบ วางท่า มีมานะดุจ
			<remark  id="s2b21c26l13" />      ไม้อ้อ และไม่ตั้งมั่น ภิกษุเหล่านั้นย่อมไม่งอกงามใน
			<remark  id="s2b21c26l14" />       ธรรม อันพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงแล้ว ส่วนภิกษุ
			<remark  id="s2b21c26l15" />      เหล่าใดไม่  ล่อลวง ไม่ประจบ เป็นธีรชน ไม่กระด้าง ตั้ง
			<remark  id="s2b21c26l16" />      มั่นดีแล้ว ภิกษุเหล่านั้นแล ย่อมงอกงามในธรรม อัน
			<remark  id="s2b21c26l17" />      พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงแล้ว ฯ
			<remark  id="s2b21c26l18" />                จบสูตรที่ ๖
			<remark  id="s2b21c26l19" />           	     สันตุฏฐิสูตร
			<remark  id="s2b21c26l20" />         [๒๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปัจจัย ๔ อย่างนี้ ทั้งน้อย หาได้ง่าย และหาโทษมิได้ 
			<remark  id="s2b21c26l21" />ปัจจัย ๔ อย่างเป็นไฉน คือ บรรดาจีวร บังสุกุลจีวร ทั้งน้อยหาได้ง่าย และหาโทษมิได้ ๑ 
			<remark  id="s2b21c26l22" />บรรดาโภชนะ คำข้าวที่หาได้ด้วยปลีแข็ง ทั้งน้อยหาได้ง่าย และหาโทษมิได้ ๑ บรรดาเสนาสนะ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b21c27" >
		<para id="s2b21c27p">
			<remark  id="s2b21c27l1" /> รุกขมูล ทั้งน้อย หาได้ง่ายและหาโทษมิได้ ๑ บรรดาเภสัช มูตรเน่า ทั้งน้อย หาได้ง่าย และ
			<remark  id="s2b21c27l2" />หาโทษมิได้ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปัจจัย ๔ อย่างนี้แล ทั้งน้อย หาได้ง่าย หาโทษมิได้ ดูกรภิกษุ
			<remark  id="s2b21c27l3" />ทั้งหลาย เพราะเหตุที่ภิกษุเป็นผู้สันโดษด้วยปัจจัย อันน้อยและหาได้ง่าย เราจึงกล่าวข้อนี้ว่า เป็น
			<remark  id="s2b21c27l4" />องค์แห่งความเป็นสมณะอย่างหนึ่งของเธอ ฯ
			<remark  id="s2b21c27l5" />      เมื่อภิกษุสันโดษด้วยปัจจัยอันหาโทษมิได้ ทั้งน้อยและหา
			<remark  id="s2b21c27l6" />      ได้ง่าย ปรารภเสนาสนะ จีวร ปานะ และโภชนะ จิตของ
			<remark  id="s2b21c27l7" />      เธอก็ไม่คับแค้นไม่กระทบกระเทือนทุกทิศ และธรรม
			<remark  id="s2b21c27l8" />      เหล่าใดอันภิกษุนั้นกล่าวแล้ว อนุโลมแก่สมณธรรม
			<remark  id="s2b21c27l9" />      ธรรมเหล่านั้นอันภิกษุผู้ไม่ประมาท มีความสันโดษถือเอา
			<remark  id="s2b21c27l10" />      โดยยิ่ง ฯ
			<remark  id="s2b21c27l11" />                จบสูตรที่ ๗
			<remark  id="s2b21c27l12" />           	      วังสสูตร
			<remark  id="s2b21c27l13" />         [๒๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยวงศ์ ๔ ประการนี้ นักปราชญ์สรรเสริญว่าเป็นเลิศ มี
			<remark  id="s2b21c27l14" />มานาน เป็นเชื้อสายแห่งพระอริยะ เป็นของเก่า ไม่กระจัดกระจายไม่เคยกระจัดกระจาย อัน
			<remark  id="s2b21c27l15" />บัณฑิตย่อมไม่รังเกียจ จักไม่รังเกียจ วิญญูชนทั้งสมณะและพราหมณ์ไม่เกลียด อริยวงศ์ ๔ ประการ
			<remark  id="s2b21c27l16" />เป็นไฉน คือภิกษุในธรรมวินัยนี้ย่อมเป็นผู้สันโดษด้วยจีวรตามมีตามได้ มีปรกติกล่าวสรรเสริญ
			<remark  id="s2b21c27l17" />คุณแห่งสันโดษด้วยจีวรตามมีตามได้ ย่อมไม่ถึงการแสวงหาอันไม่สมควรเพราะจีวรเป็นเหตุเมื่อ
			<remark  id="s2b21c27l18" />ไม่ได้ก็ไม่ตกใจ ครั้นได้แล้วก็ไม่ยึดถือ ไม่หมกมุ่น ไม่ห่วงใย มีปรกติเห็นโทษ มีปัญญาเครื่อง
			<remark  id="s2b21c27l19" />รื้อออกใช้สอยอยู่ ไม่ยกตน ไม่ข่มผู้อื่น เพราะสันโดษด้วยจีวรตามมีตามได้นั้น จริงอยู่ ภิกษุใด
			<remark  id="s2b21c27l20" />เป็นผู้ขยัน ไม่เกียจคร้านในการสันโดษด้วยจีวรตามมีตามได้นั้น มีสัมปชัญญะ มีสติเฉพาะหน้า
			<remark  id="s2b21c27l21" /> ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุนี้เรากล่าวว่าเป็นผู้ตั้งอยู่ในอริยวงศ์อันเป็นของเก่า ซึ่งนักปราชญ์สรรเสริญ
			<remark  id="s2b21c27l22" />ว่าเป็นเลิศ ฯ
			<remark  id="s2b21c27l23" />     อีกประการหนึ่ง ภิกษุย่อมเป็นผู้สันโดษด้วยบิณฑบาตตามมีตามได้  มีปรกติกล่าว
			<remark  id="s2b21c27l24" />สรรเสริญคุณแห่งสันโดษด้วยบิณฑบาตตามมีตามได้ ย่อมไม่ถึงการแสวงหาอันไม่สมควรเพราะ
			<remark  id="s2b21c27l25" />บิณฑบาตเป็นเหตุ เมื่อไม่ได้ก็ไม่ตกใจ ครั้นได้แล้วก็ไม่ยึดถือ ไม่หมกมุ่น ไม่ห่วงใย มีปรกติ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b21c28" >
		<para id="s2b21c28p">
			<remark  id="s2b21c28l1" />เห็นโทษ มีปัญญาเครื่องรื้อออกบริโภคอยู่ และย่อมไม่ยกตน ไม่ข่มผู้อื่น เพราะความสันโดษ
			<remark  id="s2b21c28l2" />ด้วยบิณฑบาตตามมีตามได้นั้น จริงอยู่ ภิกษุใดเป็นผู้ขยัน ไม่เกียจคร้านในการสันโดษด้วย
			<remark  id="s2b21c28l3" />บิณฑบาตตามมีตามได้นั้น มีสัมปชัญญะ มีสติเฉพาะหน้า ดูกรภิกษุทั้งหลายภิกษุนี้เรากล่าวว่า
			<remark  id="s2b21c28l4" /> เป็นผู้ตั้งอยู่ในอริยวงศ์อันเป็นของเก่า ซึ่งนักปราชญ์สรรเสริญว่าเป็นเลิศ ฯ
			<remark  id="s2b21c28l5" />     อีกประการหนึ่ง ภิกษุย่อมเป็นผู้สันโดษด้วยเสนาสนะตามมีตามได้  มีปรกติกล่าว
			<remark  id="s2b21c28l6" />สรรเสริญคุณแห่งการสันโดษด้วยเสนาสนะตามมีตามได้ ย่อมไม่ถึงการแสวงหาอันไม่สมควรเพราะ
			<remark  id="s2b21c28l7" />เสนาสนะเป็นเหตุ เมื่อไม่ได้ก็ไม่ตกใจ ครั้นได้แล้วย่อมไม่ยึดถือ ไม่หมกมุ่น ไม่ห่วงใย มี
			<remark  id="s2b21c28l8" />ปรกติเห็นโทษ มีปัญญาเครื่องรื้อออกบริโภคอยู่และย่อมไม่ยกตน ไม่ข่มผู้อื่น เพราะความสันโดษ
			<remark  id="s2b21c28l9" />ด้วยเสนาสนะตามมีตามได้นั้น จริงอยู่ ภิกษุใดเป็นผู้ขยัน ไม่เกียจคร้านในการสันโดษด้วยเสนาสนะ
			<remark  id="s2b21c28l10" />ตามมีตามได้นั้น มีสัมปชัญญะ มีสติเฉพาะหน้า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุนี้เรากล่าวว่า เป็นผู้ตั้ง
			<remark  id="s2b21c28l11" />อยู่ในอริยวงศ์อันเป็นของเก่า ซึ่งนักปราชญ์สรรเสริญว่าเป็นเลิศ ฯ
			<remark  id="s2b21c28l12" />     อีกประการหนึ่ง ภิกษุย่อมเป็นผู้มีภาวนาเป็นที่มายินดี ยินดีแล้วในภาวนา มีปหานะ
			<remark  id="s2b21c28l13" />เป็นที่มายินดี ยินดีแล้วในปหานะ ย่อมไม่ยกตน ไม่ข่มผู้อื่นเพราะมีภาวนาเป็นที่มายินดี เพราะ
			<remark  id="s2b21c28l14" />ยินดีในภาวนา เพราะมีปหานะเป็นที่มายินดีเพราะยินดีในปหานะนั้น จริงอยู่ ภิกษุใดเป็นผู้ขยัน
			<remark  id="s2b21c28l15" /> ไม่เกียจคร้านในภาวนาและปหานะนั้น มีสัมปชัญญะ มีสติเฉพาะหน้า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุนี้
			<remark  id="s2b21c28l16" />เรากล่าวว่า เป็นผู้ตั้งอยู่ในอริยวงศ์อันเป็นของเก่า ซึ่งนักปราชญ์สรรเสริญว่าเป็นเลิศ ดูกรภิกษุ
			<remark  id="s2b21c28l17" />ทั้งหลาย อริยวงศ์ ๔ ประการนี้แล นักปราชญ์รู้ว่าเลิศมีมานาน เป็นเชื้อสายแห่งพระอริยะเป็น
			<remark  id="s2b21c28l18" />ของเก่า ไม่กระจัดกระจาย และไม่เคยกระจัดกระจาย อันบัณฑิตย่อมไม่รังเกียจ จักไม่รังเกียจ 
			<remark  id="s2b21c28l19" />วิญญูชนทั้งสมณะและพราหมณ์ไม่เกลียด ฯ
			<remark  id="s2b21c28l20" />     ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยอริยวงศ์ ๔ ประการนี้ ถึงแม้อยู่ในทิศตะวันออก 
			<remark  id="s2b21c28l21" />เธอย่อมครอบงำความไม่ยินดีเสียได้ ความไม่ยินดีย่อมไม่ครอบงำเธอได้ ถึงแม้เธออยู่ในทิศตะวัน
			<remark  id="s2b21c28l22" />ตก ... ในทิศเหนือ ... ในทิศใต้ เธอก็ย่อมครอบงำความไม่ยินดีเสียได้ ความไม่ยินดีย่อมไม่
			<remark  id="s2b21c28l23" />ครอบงำเธอได้ ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะเธอเป็นธีรชนครอบงำความไม่ยินดีและความยินดีได้ ฯ
			<remark  id="s2b21c28l24" />      ความยินดีย่อมครอบงำธีรชนไม่ได้ ความไม่ยินดีไม่อาจ
			<remark  id="s2b21c28l25" />      ครอบงำธีรชน ธีรชนย่อมครอบงำความไม่ยินดีได้ เพราะ
			<remark  id="s2b21c28l26" />      ธีรชนเป็นผู้ครอบงำความไม่ยินดี กิเลสอะไรจะมากั้นกาง
			<remark  id="s2b21c28l27" />      บุคคลผู้บรรเทากิเลสเสียได้ มีปรกติละกรรมทั้งปวงได้
		</para>
	</section>
	<section id="s2b21c29" >
		<para id="s2b21c29p">
			<remark  id="s2b21c29l1" />      เด็ดขาด ใครควรเพื่อจะติเตียนบุคคลนั้นผู้เป็นประดุจแท่ง
			<remark  id="s2b21c29l2" />     ทองชมพูนุทแม้เทวดาก็เชยชม แม้พรหมก็สรรเสริญ ฯ
			<remark  id="s2b21c29l3" />                จบสูตรที่ ๘
			<remark  id="s2b21c29l4" />                             ธรรมปทสูตร
			<remark  id="s2b21c29l5" />         [๒๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย บทธรรม ๔ ประการนี้ บัณฑิตสรรเสริญว่าเลิศ เป็นของมี
			<remark  id="s2b21c29l6" />มานาน เป็นประเพณีของพระอริยะเป็นของเก่า ไม่กระจัดกระจาย ไม่เคยกระจัดกระจาย บัณฑิต
			<remark  id="s2b21c29l7" />ย่อมไม่รังเกียจ และจักไม่รังเกียจอันวิญญูชนทั้งสมณะและพราหมณ์ไม่เกลียด บทธรรม ๔ 
			<remark  id="s2b21c29l8" />ประการเป็นไฉน คือบทธรรมคืออนภิชฌา ๑ บทธรรมคืออพยาบาท ๑ บทธรรมคือสัมมาสติ ๑
			<remark  id="s2b21c29l9" />บทธรรมคือสัมมาสมาธิ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย บทธรรม ๔ ประการนี้แล บัณฑิตสรรเสริญว่าเลิศ 
			<remark  id="s2b21c29l10" />เป็นของมีมานาน เป็นประเพณีของพระอริยะเป็นของเก่าไม่กระจัดกระจาย ไม่เคยกระจัดกระจาย
			<remark  id="s2b21c29l11" /> นักปราชญ์ย่อมไม่รังเกียจ จักไม่รังเกียจวิญญูชนทั้งสมณะและพราหมณ์ไม่เกลียด ฯ
			<remark  id="s2b21c29l12" />      บุคคลไม่พึงเป็นผู้มากไปด้วยความเพ่งเล็ง มีใจไม่พยาบาท
			<remark  id="s2b21c29l13" />      มีสติ มีจิตมีอารมณ์เป็นหนึ่งตั้งมั่นด้วยดีในความเป็น
			<remark  id="s2b21c29l14" />      กลางอยู่ ฯ
			<remark  id="s2b21c29l15" />                จบสูตรที่ ๙
			<remark  id="s2b21c29l16" />                             ปริพาชกสูตร
			<remark  id="s2b21c29l17" />         [๓๐] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ ภูเขาคิชฌกูฏใกล้กรุงราชคฤห์ ก็โดย
			<remark  id="s2b21c29l18" />สมัยนั้นแล พวกปริพาชกผู้มีชื่อเสียงโด่งดัง มากด้วยกันอาศัยอยู่ในปริพาชการามใกล้ฝั่งแม่น้ำ
			<remark  id="s2b21c29l19" />สิปปินีคือ อันนภารปริพาชก วธรปริพาชกและสุกุลทายิปริพาชก รวมทั้งปริพาชกผู้มีชื่อเสียง
			<remark  id="s2b21c29l20" />โด่งดังเหล่าอื่นด้วย ครั้งนั้นแลพระผู้มีพระภาคเสด็จออกจากที่เร้นในเวลาเย็น เสด็จเข้าไปทาง
			<remark  id="s2b21c29l21" />ปริพาชการามริมฝั่งแม่น้ำสิปปินี ครั้นเสด็จเข้าไปแล้ว ประทับนั่งบนอาสนะที่เขาจัดไว้ถวาย
			<remark  id="s2b21c29l22" />ครั้นประทับนั่งแล้ว ได้ตรัสกะปริพาชกเหล่านั้นว่า ดูกรปริพาชกทั้งหลาย บทแห่งธรรม ๔ ประการ
			<remark  id="s2b21c29l23" />นี้ บัณฑิตสรรเสริญว่าเป็นเลิศ เป็นของมีมานาน เป็นประเพณีของพระอริยะ เป็นของเก่า ไม่
		</para>
	</section>
	<section id="s2b21c30" >
		<para id="s2b21c30p">
			<remark  id="s2b21c30l1" />กระจัดกระจาย ไม่เคยกระจัดกระจายนักปราชญ์ย่อมไม่รังเกียจจักไม่รังเกียจ วิญญูชนทั้งสมณะ
			<remark  id="s2b21c30l2" />และพราหมณ์ไม่เกลียดบทแห่งธรรม ๔ ประการเป็นไฉน คือ บทแห่งธรรมคืออนภิชฌา ๑ บท
			<remark  id="s2b21c30l3" />แห่งธรรมคือ อพยาบาท ๑ บทแห่งธรรม คือ สัมมาสติ ๑ บทแห่งธรรมคือสัมมาสมาธิ ๑ดูกร
			<remark  id="s2b21c30l4" />ปริพาชกทั้งหลาย บทแห่งธรรม ๔ ประการนี้แล บัณฑิตสรรเสริญว่าเป็นเลิศเป็นของมีมานาน
			<remark  id="s2b21c30l5" /> เป็นประเพณีของพระอริยะ เป็นของเก่า ไม่กระจัดกระจายไม่เคยกระจัดกระจาย บัณฑิตย่อม
			<remark  id="s2b21c30l6" />ไม่รังเกียจ จักไม่รังเกียจ วิญญูชนทั้งสมณะและพราหมณ์ไม่เกลียด บุคคลใดพึงกล่าวอย่างนี้ว่า 
			<remark  id="s2b21c30l7" />เราบอกคืนบทแห่งธรรมคืออนภิชฌานี้แล้ว จักบัญญัติสมณะหรือพราหมณ์ผู้มากไปด้วยอภิชฌา ผู้มี
			<remark  id="s2b21c30l8" />ราคะแรงกล้าในกามทั้งหลาย ดังนี้ เราพึงกล่าวในเพราะคำนั้นกะบุคคลนั้น อย่างนี้ว่า จงมา จงกล่าว
			<remark  id="s2b21c30l9" /> จงพูดเถิด เราจักดูอานุภาพของเขา ดังนี้ข้อที่บุคคลนั้นแล บอกคืนบทแห่งธรรมคืออนภิชฌา
			<remark  id="s2b21c30l10" />แล้ว จักบัญญัติสมณะหรือพราหมณ์ผู้มากไปด้วยอภิชฌา มีราคะแรงกล้าในกามทั้งหลาย นั่นไม่เป็น
			<remark  id="s2b21c30l11" />ฐานะที่จะมีได้ บุคคลใดแลพึงกล่าวอย่างนี้ว่า เราบอกคืนบทแห่งธรรมคืออพยาบาทนี้แล้ว จัก
			<remark  id="s2b21c30l12" />บัญญัติสมณะหรือพราหมณ์ผู้มีจิตพยาบาท มีความดำริแห่งใจอันเศร้าหมอง เราพึงกล่าวในเพราะ
			<remark  id="s2b21c30l13" />คำนั้นกะบุคคลนั้นอย่างนี้ว่า จงมา จงกล่าว  จงพูดเถิด เราจักดูอานุภาพของเขา ดังนี้ ข้อที่
			<remark  id="s2b21c30l14" />บุคคลนั้นแลบอกคืนบทแห่งธรรม  คืออพยาบาทแล้ว จักบัญญัติสมณะหรือพราหมณ์ผู้มีจิตพยาบาท 
			<remark  id="s2b21c30l15" />มีความดำริแห่งใจอันเศร้าหมอง นั่นไม่เป็นฐานะที่จะมีได้ บุคคลใดแลพึงกล่าวอย่างนี้ว่า เราบอก
			<remark  id="s2b21c30l16" />คืนบทแห่งธรรมคือสัมมาสตินี้แล้ว จักบัญญัติสมณะหรือพราหมณ์ผู้มีสติหลงลืมผู้ไม่มีสัมปชัญญะ
			<remark  id="s2b21c30l17" /> ดังนี้ เราพึงกล่าวในเพราะคำนั้นกะบุคคลนั้นอย่างนี้ว่า จงมาจงกล่าว จงพูดเถิด เราจักดูอานุภาพ
			<remark  id="s2b21c30l18" />ของเขา ดังนี้ ข้อที่บุคคลนั้นแลบอกคืนบทแห่งธรรมคือสัมมาสติแล้ว จักบัญญัติสมณะหรือ
			<remark  id="s2b21c30l19" />พราหมณ์ผู้มีสติหลงลืม ผู้ไม่มีสัมปชัญญะ นั่นไม่เป็นฐานะที่จะมีได้ บุคคลใดแลพึงกล่าวอย่างนี้ว่า
			<remark  id="s2b21c30l20" /> เราบอกคืนบทแห่งธรรมคือสัมมาสมาธิแล้ว จักบัญญัติสมณะหรือพราหมณ์ผู้มีจิตไม่ตั้งมั่นผู้มีจิต
			<remark  id="s2b21c30l21" />หมุนเวียน ดังนี้ เราพึงกล่าวในเพราะคำนั้นกะบุคคลนั้นอย่างนี้ว่า จงมาจงกล่าว จงพูดเถิด
			<remark  id="s2b21c30l22" /> เราจักดูอานุภาพของเขา ดังนี้ ข้อที่บุคคลนั้นแลบอกคืนบทแห่งธรรมคือสัมมาสมาธิแล้ว จักบัญญัติ
			<remark  id="s2b21c30l23" />สมณะหรือพราหมณ์ผู้มีจิตไม่ตั้งมั่นผู้มีจิตหมุนเวียน นั่นไม่เป็นฐานะที่จะมีได้ ฯ
			<remark  id="s2b21c30l24" />      บุคคลใดแลพึงสำคัญบทแห่งธรรม ๔ ประการนี้ว่า ควรติเตียน ควรคัดค้าน ฐานะอัน
			<remark  id="s2b21c30l25" />บัณฑิตพึงติเตียน ซึ่งกระทบกระเทือนวาทะอันประกอบด้วยธรรม ๔ ประการ ย่อมมาถึงบุคคลนั้น
			<remark  id="s2b21c30l26" />ในปัจจุบันเทียว บทแห่งธรรม ๔ ประการเป็นไฉน คือ ถ้าบุคคลย่อมติเตียน ย่อมคัดค้านบท
			<remark  id="s2b21c30l27" />แห่งธรรม คือ อนภิชฌาและสมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเป็นผู้มากไปด้วยอภิชฌา มีราคะแรงกล้า
		</para>
	</section>
	<section id="s2b21c31" >
		<para id="s2b21c31p">
			<remark  id="s2b21c31l1" />ในกามทั้งหลาย สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น บุคคลนั้นยกย่องบูชาและสรรเสริญ ถ้าบุคคลย่อม
			<remark  id="s2b21c31l2" />ติเตียน ย่อมคัดค้านบทแห่งธรรม คืออพยาบาท สมณะหรือพราหมณ์ ผู้มีจิตพยาบาท มีความดำริ
			<remark  id="s2b21c31l3" />แห่งใจอันเศร้าหมอง บุคคลนั้นยกย่องบูชาและสรรเสริญถ้าบุคคลย่อมติเตียน ย่อมคัดค้าน
			<remark  id="s2b21c31l4" />บทแห่งธรรม คือ สัมมาสติ สมณะหรือพราหมณ์ ผู้มีสติหลงลืม ไม่มีสัมปชัญญะ บุคคลนั้นยกย่อง
			<remark  id="s2b21c31l5" />บูชาและสรรเสริญ ถ้าบุคคลย่อมติเตียน ย่อมคัดค้านบทแห่งธรรม คือ สัมมาสมาธิ สมณะหรือ
			<remark  id="s2b21c31l6" />พราหมณ์ผู้มีจิตไม่ตั้งมั่น ผู้มีจิตหมุนเวียน บุคคลนั้นยกย่องบูชาและสรรเสริญ ฯ
			<remark  id="s2b21c31l7" />      บุคคลใดพึงสำคัญบทแห่งธรรม ๓ ประการนี้ว่า ควรติเตียน ควรคัดค้านฐานะอัน
			<remark  id="s2b21c31l8" />บัณฑิตพึงติเตียน ซึ่งกระทบกระเทือนวาทะอันประกอบด้วยธรรม๔ ประการนี้ ย่อมเข้าถึงบุคคลนั้น
			<remark  id="s2b21c31l9" />ในปัจจุบันเทียว ปริพาชกชื่อวัสสะและภัญญะผู้อยู่ในอุกกลชนบทเป็นอเหตุกวาทะ อกิริยวาทะ 
			<remark  id="s2b21c31l10" />นัตถิกวาทะ ได้สำคัญบทแห่งธรรม ๔ ประการนี้ว่าไม่ควรติเตียน ไม่ควรคัดค้าน ข้อนั้นเพราะ
			<remark  id="s2b21c31l11" />เหตุไร เพราะกลัวต่อนินทา กลัวต่อความกระทบกระเทือน และกลัวต่อความติเตียน ฯ
			<remark  id="s2b21c31l12" />      บุคคลผู้ไม่พยาบาท มีสติในกาลทุกเมื่อ มีจิตตั้งมั่นใน
			<remark  id="s2b21c31l13" />      ภายใน ศึกษาในความกำจัดอภิชฌาอยู่ เราเรียกว่าเป็นผู้
			<remark  id="s2b21c31l14" />      ไม่ประมาท ฯ
			<remark  id="s2b21c31l15" />                             จบสูตรที่ ๑๐
			<remark  id="s2b21c31l16" />                           จบอุรุเวลวรรคที่ ๓
			<remark  id="s2b21c31l17" />                             ________________
			<remark  id="s2b21c31l18" />                       รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
			<remark  id="s2b21c31l19" />๑. อุรุเวลสูตรที่ ๑ 		๒. อุรุเวลสูตรที่ ๒ 
			<remark  id="s2b21c31l20" />๓. โลกสูตร 			๔. กาฬกสูตร
			<remark  id="s2b21c31l21" />๕. พรหมจริยสูตร 		๖. กุหสูตร 
			<remark  id="s2b21c31l22" />๗. สันตุฏฐิสูตร 		๘. อริยวังสสูตร
			<remark  id="s2b21c31l23" />๙. ธรรมปทสูตร 		๑๐. ปริพาชกสูตร ฯ
			<remark  id="s2b21c31l24" />                             _________________
		</para>
	</section>
	<section id="s2b21c32" >
		<para id="s2b21c32p">
			<remark  id="s2b21c32l1" />                             จักกวรรคที่ ๔
			<remark  id="s2b21c32l2" />                 จักกสูตร
			<remark  id="s2b21c32l3" />         [๓๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย จักร ๔ ประการนี้ เป็นเครื่องเป็นไปแก่มนุษย์และเทวดา
			<remark  id="s2b21c32l4" />ผู้ประกอบ เป็นเครื่องที่มนุษย์และเทวดาประกอบแล้ว ย่อมถึงความเป็นผู้ใหญ่ (และ) ความ
			<remark  id="s2b21c32l5" />ไพบูลย์ในโภคะทั้งหลาย ต่อกาลไม่นานนักจักร ๔ ประการเป็นไฉน คือ ปฏิรูปเทสวาสะ 
			<remark  id="s2b21c32l6" />การอยู่ในถิ่นที่เหมาะ ๑สัปปุริสูปัสสยะ การคบสัตบุรุษ ๑ อัตตสัมมาปณิธิ การตั้งตนไว้ชอบ ๑
			<remark  id="s2b21c32l7" />และปุพเพกตปุญญตา ความเป็นผู้มีบุญได้กระทำไว้แล้วในปางก่อน ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลายจักร ๔ 
			<remark  id="s2b21c32l8" />ประการนี้แล เป็นเครื่องเป็นไปแก่เทวดาและมนุษย์ผู้ประกอบ เป็นเครื่องที่มนุษย์และเทวดา
			<remark  id="s2b21c32l9" />ประกอบแล้ว ย่อมถึงความเป็นผู้ใหญ่ (และ) ความไพบูลย์ในโภคะทั้งหลาย ต่อกาลไม่นานนัก ฯ
			<remark  id="s2b21c32l10" />      นรชนพึงอยู่ในถิ่นที่เหมาะ พึงกระทำอริยชนให้เป็นมิตร
			<remark  id="s2b21c32l11" />      ถึงพร้อมด้วยความตั้งตนไว้ชอบ มีบุญได้กระทำไว้แล้วใน
			<remark  id="s2b21c32l12" />      ปางก่อน ธัญชาติ ทรัพย์ ยศ ชื่อเสียง และความสุข
			<remark  id="s2b21c32l13" />      ย่อมหลั่งไหลมาสู่นรชนนั้น ฯ
			<remark  id="s2b21c32l14" />                จบสูตรที่ ๑
			<remark  id="s2b21c32l15" />                สังคหสูตร
			<remark  id="s2b21c32l16" />         [๓๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สังคหวัตถุ ๔ ประการนี้ ๔ ประการเป็นไฉน คือ ทาน 
			<remark  id="s2b21c32l17" />การให้ ๑ เปยยวัชชะ ความเป็นผู้มีวาจาน่ารัก ๑ อัตถจริยา ความประพฤติประโยชน์ ๑ สมานัตตา
			<remark  id="s2b21c32l18" /> ความเป็นผู้มีตนเสมอ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลายสังคหวัตถุ ๔ ประการนี้แล ฯ
			<remark  id="s2b21c32l19" /> การให้ ๑ ความเป็นผู้มีวาจาน่ารัก ๑ ความประพฤติ
			<remark  id="s2b21c32l20" />ประโยชน์ ในโลกนี้ ๑ ความเป็นผู้มีตนสม่ำเสมอในธรรม
			<remark  id="s2b21c32l21" />  นั้นๆ ตาม  สมควร ๑ ธรรมเหล่านั้นแล เป็นเครื่อง
			<remark  id="s2b21c32l22" /> สงเคราะห์โลก  ประดุจสลักเพลาควบคุมรถที่แล่นไปอยู่ไว้ได้
			<remark  id="s2b21c32l23" />ฉะนั้น ถ้าธรรมเครื่องสงเคราะห์เหล่านี้ ไม่พึงมีไซร้มารดา
		</para>
	</section>
	<section id="s2b21c33" >
		<para id="s2b21c33p">
			<remark  id="s2b21c33l1" />หรือบิดาไม่ พึงได้ความนับถือหรือบูชาเพราะเหตุแห่งบุตร
			<remark  id="s2b21c33l2" />ก็เพราะเหตุที่ บัณฑิตพิจารณาเห็นธรรมเครื่องสงเคราะห์
			<remark  id="s2b21c33l3" />เหล่านี้ ฉะนั้นพวกเขาจึงถึงความเป็นใหญ่ และเป็นที่
			<remark  id="s2b21c33l4" />น่าสรรเสริญ ฯ
			<remark  id="s2b21c33l5" />                จบสูตรที่ ๒
			<remark  id="s2b21c33l6" />                 สีหสูตร
			<remark  id="s2b21c33l7" />         [๓๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สีหมฤคราช ย่อมออกจากที่อาศัยเวลาเย็น  ครั้นออกจากที่
			<remark  id="s2b21c33l8" />อาศัยแล้ว ย่อมเหยียดหยัด ครั้นเหยียดหยัดแล้ว ย่อมเหลียวดูทิศทั้ง ๔ โดยรอบ ครั้นเหลียวดู
			<remark  id="s2b21c33l9" />ทิศทั้ง ๔ โดยรอบแล้ว ย่อมบันลือสีหนาท ๓ครั้ง แล้วย่อมก้าวหน้าไปหาเหยื่อ ดูกรภิกษุทั้งหลาย
			<remark  id="s2b21c33l10" /> ก็สัตว์ดิรัจฉานเหล่าใดแลได้ฟังเสียงของสีหมฤคราชผู้บันลืออยู่ สัตว์เหล่านั้นโดยมากย่อมกลัว
			<remark  id="s2b21c33l11" /> สลดใจและหวาดสะดุ้ง จำพวกอยู่โพรงก็เข้าโพรง จำพวกอาศัยน้ำก็ลงน้ำ จำพวกอาศัยป่าก็เข้าป่า 
			<remark  id="s2b21c33l12" />จำพวกมีปีกย่อมบินขึ้นสู่อากาศ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ช้างตัวประเสริฐแห่งพระราชาแม้เหล่าใด 
			<remark  id="s2b21c33l13" />ที่ถูกผูกไว้ในคามนิคมและราชธานีทั้งหลายด้วยเครื่องผูก คือเชือกหนังอันมั่นคง ช้างตัวประเสริฐ
			<remark  id="s2b21c33l14" />แม้เหล่านั้น พึงทำลายเครื่องผูกเหล่านั้นขาดไป มีความกลัว ถึงถ่ายมูตรและกรีสหนีไปตามทางที่
			<remark  id="s2b21c33l15" />จะไปได้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย สีหมฤคราชมีฤทธิ์มากอย่างนี้แล มีศักดานุภาพยิ่งใหญ่กว่าเหล่าสัตว์
			<remark  id="s2b21c33l16" />ดิรัจฉาน ฉันใด ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในกาลใด ตถาคตบังเกิดขึ้นในโลก เป็นพระอรหันตสัมมา
			<remark  id="s2b21c33l17" />สัมพุทธเจ้า สมบูรณ์ด้วยวิชชาและจรณะ เสด็จไปดีแล้ว เป็นผู้รู้แจ้งโลก เป็นสารถีฝึกบุรุษที่
			<remark  id="s2b21c33l18" />ควรฝึก ไม่มีผู้อื่นยิ่งกว่า เป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เป็นผู้ตื่นแล้ว เป็นผู้เบิกบาน
			<remark  id="s2b21c33l19" />แล้ว ในกาลนั้นย่อมแสดงธรรมว่า สักกายะดังนี้ เหตุแห่งสักกายะดังนี้ ความดับแห่งสักกายะ
			<remark  id="s2b21c33l20" />ดังนี้ ปฏิปทาเครื่องให้ถึงความดับแห่งสักกายะดังนี้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เทวดาแม้เหล่าใดมีอายุยืน
			<remark  id="s2b21c33l21" /> มีรัศมี มีความสุขมาก สถิตอยู่ยั่งยืนในวิมานอันสูงเทวดาแม้เหล่านั้น ฟังธรรมเทศนาของตถาคต
			<remark  id="s2b21c33l22" />แล้ว โดยมากย่อมกลัว สลดใจหวาดสะดุ้งว่า ผู้เจริญทั้งหลาย ได้ยินว่าพวกเราไม่เที่ยงหนอ 
			<remark  id="s2b21c33l23" />อย่าได้สำคัญว่าเที่ยง พวกเราไม่ยั่งยืนหนอ อย่าได้สำคัญว่ายั่งยืน พวกเราไม่คงที่หนอ อย่าได้
			<remark  id="s2b21c33l24" />สำคัญว่าคงที่ ผู้เจริญทั้งหลาย ได้ยินว่า พวกเราไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน ไม่คงที่นับเนื่องในสักกายะ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b21c34" >
		<para id="s2b21c34p">
			<remark  id="s2b21c34l1" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตถาคตเป็นผู้มีฤทธิ์มากอย่างนี้แล เป็นผู้มีศักดานุภาพยิ่งใหญ่อย่างนี้ กว่าโลก
			<remark  id="s2b21c34l2" />ทั้งเทวโลก ฉันนั้นเหมือนกันแล ฯ
			<remark  id="s2b21c34l3" />      พระพุทธเจ้าผู้เป็นพระศาสดา หาบุคคลเปรียบมิได้ ตรัสรู้
			<remark  id="s2b21c34l4" />      แล้ว ทรงประกาศธรรมจักรแก่โลกทั้งเทวโลก ทรงแสดง
			<remark  id="s2b21c34l5" />      ธรรมคือสักกายะ ได้แก่ทุกข์ เหตุเกิดแห่งทุกข์ ความ
			<remark  id="s2b21c34l6" />      ดับทุกข์ และอริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘ อันมีปรกติ
			<remark  id="s2b21c34l7" />      ยังสัตว์ให้ถึงความระงับทุกข์ ฉันใด เทวดาผู้มีอายุยืนแม้
			<remark  id="s2b21c34l8" />      เหล่าใด มีรัศมี มียศ เป็นผู้กลัวถึงความสะดุ้ง ดุจ
			<remark  id="s2b21c34l9" />      มฤคที่กลัวต่อราชสีห์ ก็ฉันนั้น เทวดาเหล่านั้น เป็นผู้
			<remark  id="s2b21c34l10" />      ก้าวล่วงสักกายะเพราะสดับถ้อยคำของพระอรหันต์ ผู้
			<remark  id="s2b21c34l11" />      หลุดพ้นผู้คงที่ว่า ท่านผู้เจริญ ได้ยินว่า พวกเราไม่เที่ยง ฯ
			<remark  id="s2b21c34l12" />                จบสูตรที่ ๓
			<remark  id="s2b21c34l13" />                ปสาทสูตร
			<remark  id="s2b21c34l14" />         [๓๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความเลื่อมใสในสิ่งเลิศ ๔ ประการนี้๔ ประการเป็นไฉน 
			<remark  id="s2b21c34l15" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย สัตว์ทั้งหลาย ไม่มีเท้าก็ตาม ๒ เท้าก็ตาม๔ เท้าก็ตาม มีเท้ามากก็ตาม มีรูป
			<remark  id="s2b21c34l16" />หรือไม่มีรูปก็ตาม มีสัญญาหรือไม่มีสัญญาก็ตาม มีสัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่ก็ตาม มีประมาณ
			<remark  id="s2b21c34l17" />เพียงใด พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า อันชาวโลกกล่าวว่าเลิศกว่าสัตว์เหล่านั้น ชนเหล่าใด
			<remark  id="s2b21c34l18" />เลื่อมใสในพระพุทธเจ้า ชนเหล่านั้นชื่อว่าเลื่อมใสในสิ่งเลิศ และวิบากอันเลิศย่อมมีแก่ชนผู้
			<remark  id="s2b21c34l19" />เลื่อมใสในสิ่งเลิศ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมที่ปัจจัยปรุงแต่งมีประมาณเท่าใด อริยมรรคอันประกอบ
			<remark  id="s2b21c34l20" />ด้วยองค์ ๘ เรากล่าวว่าเลิศกว่าธรรมเหล่านั้น ชนเหล่าใดเลื่อมใสในอริยมรรคอันประกอบด้วย
			<remark  id="s2b21c34l21" />องค์ ๘ ชนเหล่านั้นชื่อว่าเลื่อมใสในสิ่งเลิศ และวิบากอันเลิศย่อมมีแก่ชนผู้เลื่อมใสในสิ่งเลิศ
			<remark  id="s2b21c34l22" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมที่ปัจจัยปรุงแต่งหรือไม่ปรุงแต่งมีประมาณเท่าใด วิราคะคือ ธรรมอันย่ำยี
			<remark  id="s2b21c34l23" />ความเมา ธรรมเครื่องกำจัดความกระหาย ความถอนเสียซึ่งความอาลัย ความเข้าไปตัดวัฏฏะ ธรรม
			<remark  id="s2b21c34l24" />เป็นที่สิ้นตัณหา ความคลายกำหนัดความดับ นิพพาน เรากล่าวว่าเลิศกว่าธรรมเหล่านั้น ชน
			<remark  id="s2b21c34l25" />เหล่าใดเลื่อมใสในวิราคะ ชนเหล่านั้นชื่อว่าเลื่อมใสในสิ่งเลิศ และวิบากอันเลิศย่อมมีแก่ชน
		</para>
	</section>
	<section id="s2b21c35" >
		<para id="s2b21c35p">
			<remark  id="s2b21c35l1" />ผู้เลื่อมใสในสิ่งเลิศ ดูกรภิกษุทั้งหลาย หมู่ก็ดี คณะก็ดี มีประมาณเท่าใด พระสงฆ์สาวกของ
			<remark  id="s2b21c35l2" />ตถาคต คือ คู่บุรุษ ๔ บุรุษบุคคล ๘ นี้ คือ พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาค เป็นผู้ควรของ
			<remark  id="s2b21c35l3" />คำนับ เป็นผู้ควรของต้อนรับ เป็นผู้ควรของทำบุญ เป็นผู้ควรทำอัญชลี เป็นนาบุญของโลก 
			<remark  id="s2b21c35l4" />ไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า เรากล่าวว่าเลิศกว่าหมู่หรือคณะเหล่านั้น ชนเหล่าใดเลื่อมใสในพระสงฆ์ ชน
			<remark  id="s2b21c35l5" />เหล่านั้นชื่อว่าเลื่อมใสในสิ่งเลิศ และวิบากอันเลิศย่อมมีแก่ชนผู้เลื่อมใสในสิ่งเลิศ ดูกรภิกษุทั้ง
			<remark  id="s2b21c35l6" />หลาย ความเลื่อมใสในสิ่งเลิศ ๔ ประการนี้แล ฯ
			<remark  id="s2b21c35l7" />      บุญที่เลิศ อายุ วรรณะ ยศ เกียรติคุณ สุข และพละ
			<remark  id="s2b21c35l8" />      อันเลิศ ย่อมเจริญแก่บุคคลผู้รู้แจ้งซึ่งธรรมอันเลิศ เลื่อมใส
			<remark  id="s2b21c35l9" />      โดยความเป็นของเลิศ เลื่อมใสในพระพุทธเจ้าผู้เลิศ ผู้
			<remark  id="s2b21c35l10" />      เป็นทักขิไณยบุคคลชั้นเยี่ยม เลื่อมใสในพระธรรมอันเลิศ
			<remark  id="s2b21c35l11" />      ซึ่งเป็นธรรมปราศจากราคะ สงบและเป็นสุข เลื่อมใส
			<remark  id="s2b21c35l12" />      ในพระสงฆ์ผู้เลิศ ซึ่งเป็นบุญเขตชั้นเยี่ยม ถวายทานใน
			<remark  id="s2b21c35l13" />      ท่านผู้เลิศนั้น ผู้มีปัญญาตั้งมั่นแล้วในธรรมอันเลิศ ให้ทาน
			<remark  id="s2b21c35l14" />      แก่ท่านผู้เป็นบุญเขตอันเลิศ จะเกิดเป็นเทวดาหรือมนุษย์
			<remark  id="s2b21c35l15" />      ก็ตาม ย่อมถึงความเป็นผู้เลิศ บันเทิงอยู่ ฯ
			<remark  id="s2b21c35l16" />                จบสูตรที่ ๔
			<remark  id="s2b21c35l17" />                             วัสสการสูตร
			<remark  id="s2b21c35l18" />         [๓๕] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเวฬุวัน กลันทกนิวาปสถาน
			<remark  id="s2b21c35l19" />ใกล้กรุงราชคฤห์ ครั้งนั้นแล วัสสการพราหมณ์มหาอำมาตย์ของพระเจ้ากรุงมคธ เข้าไปเฝ้าพระผู้มี
			<remark  id="s2b21c35l20" />พระภาคถึงที่ประทับ ได้สนทนาปราศรัยกับพระผู้มีพระภาค ครั้นผ่านการปราศรัยพอเป็นเครื่องให้
			<remark  id="s2b21c35l21" />ระลึกถึงกันไปแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระ
			<remark  id="s2b21c35l22" />โคดมผู้เจริญ เราย่อมบัญญัติผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการ ว่าเป็นมหาบุรุษผู้มีปัญญาใหญ่
			<remark  id="s2b21c35l23" />ธรรม ๔ ประการเป็นไฉน ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ บุคคลในโลกนี้เป็นผู้สดับเรื่องที่สดับแล้วนั้นๆ 
			<remark  id="s2b21c35l24" />มาก ย่อมรู้อรรถแห่งภาษิตนั้นๆ ว่า นี้เป็นอรรถแห่งภาษิตนี้ นี้เป็นอรรถแห่งภาษิตนี้ ๑ เป็นผู้มี
			<remark  id="s2b21c35l25" />สติ ระลึก ตามระลึกซึ่งสิ่งที่กระทำคำที่พูดแล้ว แม้นานได้ ๑ เป็นผู้ขยัน ไม่เกียจคร้านใน
		</para>
	</section>
	<section id="s2b21c36" >
		<para id="s2b21c36p">
			<remark  id="s2b21c36l1" />กรณียกิจอันเป็นของคฤหัสถ์ ๑ เป็นผู้ประกอบด้วยปัญญาเป็นเครื่องพิจารณาอันเป็นทางดำเนินใน
			<remark  id="s2b21c36l2" />กรณียกิจนั้น สามารถเพื่อจะทำ สามารถจะจัดแจงได้ ๑ เราย่อมบัญญัติบุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม 
			<remark  id="s2b21c36l3" />๔ ประการนี้แล ว่าเป็นมหาบุรุษผู้มีปัญญาใหญ่ ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ถ้าข้าพระองค์พึงอนุโมทนา 
			<remark  id="s2b21c36l4" />ขอท่านพระโคดมทรงอนุโมทนาแก่ข้าพระองค์ แต่ถ้าข้าพระองค์พึงคัดค้าน ขอท่านพระโคดมทรง
			<remark  id="s2b21c36l5" />คัดค้านแก่ข้าพระองค์ ดังนี้ ฯ
			<remark  id="s2b21c36l6" />      พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรพราหมณ์ เราไม่อนุโมทนาแก่ท่านเลยเราไม่คัดค้านเลย 
			<remark  id="s2b21c36l7" />ดูกรพราหมณ์ เราย่อมบัญญัติบุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๔  ประการแล ว่าเป็นมหาบุรุษผู้มีปัญญา
			<remark  id="s2b21c36l8" />ใหญ่ ธรรม ๔ ประการเป็นไฉน ดูกรพราหมณ์ บุคคลในโลกนี้เป็นผู้ปฏิบัติเพื่อประโยชน์เกื้อกูล
			<remark  id="s2b21c36l9" />แก่ชนหมู่มาก เพื่อสุขแก่ชนหมู่มาก ยังประชุมชนมากให้ตั้งอยู่ในธรรมที่ควรรู้ เป็นอริยะ ได้แก่
			<remark  id="s2b21c36l10" />ความเป็นผู้มีกัลยาณธรรม ความเป็นผู้มีกุศลธรรม ๑ บุคคลนั้นย่อมจำนงเพื่อตรึกวิตกใด ย่อมตรึก
			<remark  id="s2b21c36l11" />วิตกนั้น ย่อมไม่จำนงเพื่อตรึกวิตกใด ย่อมไม่ตรึกวิตกนั้นย่อมจำนงเพื่อดำริเหตุที่พึงดำริใด ย่อม
			<remark  id="s2b21c36l12" />ดำริเหตุที่พึงดำรินั้นได้ ย่อมไม่จำนงเพื่อดำริเหตุที่พึงดำริใด ย่อมไม่ดำริเหตุที่พึงดำรินั้น เป็นผู้ถึง
			<remark  id="s2b21c36l13" />ความชำนาญแห่งใจในคลองแห่งวิตกทั้งหลาย ด้วยประการดังนี้ ๑ เป็นผู้มีปรกติได้ตามความปรารถนา
			<remark  id="s2b21c36l14" />ได้โดยไม่ยาก ไม่ลำบาก ซึ่งฌาน ๔ อันมีในจิตยิ่ง เป็นเครื่องอยู่เป็นสุขในปัจจุบัน ๑ กระทำ
			<remark  id="s2b21c36l15" />ให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไป ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง
			<remark  id="s2b21c36l16" />ในปัจจุบันเข้าถึงอยู่ ๑ ดูกรพราหมณ์  เราไม่อนุโมทนาและไม่คัดค้านแก่ท่านเลย เราย่อมบัญญัติ
			<remark  id="s2b21c36l17" />บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการนี้แล ว่าเป็นมหาบุรุษผู้มีปัญญาใหญ่ ฯ
			<remark  id="s2b21c36l18" />      ว. ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ น่าอัศจรรย์ ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ไม่เคยมีมาแล้ว 
			<remark  id="s2b21c36l19" />พระโคดมผู้เจริญตรัสคำนี้ดีแล้ว ข้าพระองค์จะจำไว้ซึ่งพระโคดมผู้เจริญ ว่าประกอบด้วยธรรม ๔ 
			<remark  id="s2b21c36l20" />ประการนี้ แท้จริง พระโคดมผู้เจริญ ทรงปฏิบัติเพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่ชนหมู่มาก เพื่อสุขแก่ชน
			<remark  id="s2b21c36l21" />หมู่มาก ทรงยังประชุมชนหมู่มากให้ตั้งอยู่ในญายธรรมอันประเสริฐ คือ ความเป็นผู้มีกัลยาณธรรม
			<remark  id="s2b21c36l22" /> ความเป็นผู้มีกุศลธรรม แท้จริง พระโคดมผู้เจริญ ทรงจำนงเพื่อตรึกวิตกใด ย่อมทรงตรึกวิตกนั้นได้ 
			<remark  id="s2b21c36l23" />ไม่ทรงจำนงเพื่อตรึกวิตกใด ย่อมไม่ทรงตรึกวิตกนั้นได้ทรงจำนงเพื่อดำริสิ่งที่พึงดำริใด ย่อมทรงดำริ
			<remark  id="s2b21c36l24" />สิ่งที่พึงดำรินั้นได้ ไม่ทรงจำนงเพื่อดำริสิ่งที่พึงดำริใด ย่อมไม่ทรงดำริสิ่งที่พึงดำรินั้นได้ แท้จริง 
			<remark  id="s2b21c36l25" />พระโคดมผู้เจริญทรงถึงความชำนาญแห่งใจในคลองแห่งวิตกทั้งหลาย แท้จริง พระโคดมผู้เจริญ
			<remark  id="s2b21c36l26" />ทรงมีปรกติได้ตามความปรารถนา ได้โดยไม่ยาก ไม่ลำบาก ซึ่งฌาน ๔ อันมีในจิตยิ่ง เป็นธรรม
		</para>
	</section>
	<section id="s2b21c37" >
		<para id="s2b21c37p">
			<remark  id="s2b21c37l1" />เครื่องอยู่เป็นสุขในปัจจุบัน แท้จริง พระโคดมผู้เจริญ ทรงกระทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ 
			<remark  id="s2b21c37l2" />อันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไป ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง ในปัจจุบัน เข้าถึงอยู่ ฯ
			<remark  id="s2b21c37l3" />      พ. ดูกรพราหมณ์ ท่านกล่าววาจารับสมอ้างแน่แท้แล และเราจักพยากรณ์แก่ท่าน 
			<remark  id="s2b21c37l4" />แท้จริง เราเป็นผู้ปฏิบัติเพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่ชนหมู่มากเพื่อสุขแก่ชนหมู่มาก ยังประชุมชน
			<remark  id="s2b21c37l5" />หมู่มากให้ตั้งอยู่ในญายธรรมอันประเสริฐคือ ความเป็นผู้มีกัลยาณธรรม ความเป็นผู้มีกุศลธรรม
			<remark  id="s2b21c37l6" /> แท้จริง เราย่อมจำนงเพื่อตรึกวิตกใด ย่อมตรึกวิตกนั้นได้ ไม่จำนงเพื่อตรึกวิตกใด ย่อมไม่ตรึก
			<remark  id="s2b21c37l7" />วิตกนั้นได้ ย่อมจำนงเพื่อดำริสิ่งที่พึงดำริใด ย่อมดำริสิ่งที่พึงดำรินั้นได้ ไม่จำนงเพื่อดำริสิ่งที่พึง
			<remark  id="s2b21c37l8" />ดำริใด ย่อมไม่ดำริสิ่งที่พึงดำรินั้นได้ แท้จริง เราเป็นผู้ถึงความชำนาญแห่งใจในคลองแห่งวิตก
			<remark  id="s2b21c37l9" />ทั้งหลาย แท้จริง เราเป็นผู้มีปรกติได้ตามความปรารถนาได้โดยไม่ยาก ไม่ลำบาก ซึ่งฌาน ๔ อัน
			<remark  id="s2b21c37l10" />มีในจิตยิ่ง เป็นธรรมเครื่องอยู่เป็นสุขในปัจจุบัน แท้จริง เรากระทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ 
			<remark  id="s2b21c37l11" />อันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไป ด้วยปัญญาอันยิ่งเองในปัจจุบัน เข้าถึงอยู่ ฯ
			<remark  id="s2b21c37l12" /> บุคคลใด รู้แจ้งหนทางอันจะปลดเปลื้องสัตว์ทั้งปวงเสีย
			<remark  id="s2b21c37l13" />จากบ่วงแห่งมัจจุ ประกาศไญยธรรมอันเกื้อกูลแก่เทวดา
			<remark  id="s2b21c37l14" />และ มนุษย์ อนึ่ง ชนเป็นอันมากย่อมเลื่อมใสเพราะเห็น
			<remark  id="s2b21c37l15" />หรือสดับ บุคคลใด เราเรียกบุคคลนั้นซึ่งเป็นผู้ฉลาดต่อ
			<remark  id="s2b21c37l16" />ธรรมอันเป็น ทางและมิใช่ทาง ผู้ทำกิจเสร็จแล้ว หาอาสวะ
			<remark  id="s2b21c37l17" />มิได้ เป็นผู้รู้ แล้ว มีสรีระในภพเป็นที่สุดว่า เป็น
			<remark  id="s2b21c37l18" />มหาบุรุษ ฯ
			<remark  id="s2b21c37l19" />                จบสูตรที่ ๕
			<remark  id="s2b21c37l20" />                 โทณสูตร
			<remark  id="s2b21c37l21" />         [๓๖] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเสด็จดำเนินทางไกลในระหว่างเมืองอุกกัฏฐะและ
			<remark  id="s2b21c37l22" />เมืองเสตัพยะ แม้โทณพราหมณ์ก็เดินทางไกลในระหว่างเมืองอุกกัฏฐะและเมืองเสตัพยะ โทณ
			<remark  id="s2b21c37l23" />พราหมณ์ได้เห็นรอยกงจักรในรอยพระบาทของพระผู้มีพระภาคมีซี่ตั้งพัน ประกอบด้วยกงและดุม
			<remark  id="s2b21c37l24" /> บริบูรณ์ด้วยอาการทั้งปวงครั้นเห็นแล้วจึงรำพึงว่า อัศจรรย์จริงหนอท่านผู้เจริญ สิ่งไม่เคยมีมามี
			<remark  id="s2b21c37l25" />ขึ้น รอยเท้าเหล่านี้ชะรอยจักไม่ใช่รอยเท้ามนุษย์ ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคเสด็จแวะออก
		</para>
	</section>
	<section id="s2b21c38" >
		<para id="s2b21c38p">
			<remark  id="s2b21c38l1" />จากทาง ประทับนั่งที่โคนไม้ต้นหนึ่ง ทรงคู้บัลลังก์ ตั้งพระกายตรง ดำรงสติไว้เฉพาะหน้า ครั้ง
			<remark  id="s2b21c38l2" />นั้น โทณพราหมณ์ติดตามรอยพระบาทของพระผู้มีพระภาค ได้เห็นพระผู้มีพระภาคประทับนั่งที่โคน
			<remark  id="s2b21c38l3" />ไม้แห่งหนึ่ง น่าพอใจ ควรแก่ความเลื่อมใส  มีพระอินทรีย์อันสงบ มีพระทัยอันสงบ ถึงความ
			<remark  id="s2b21c38l4" />ฝึกฝนและความสงบอันยอดเยี่ยมมีตนอันฝึกแล้วคุ้มครองแล้ว มีอินทรีย์อันรักษาแล้ว เป็นผู้
			<remark  id="s2b21c38l5" />ประเสริฐ ครั้นเห็นแล้ว จึงเข้าไปเฝ้าถึงที่ประทับ แล้วทูลถามว่า ท่านผู้เจริญเป็นเทวดาหรือพระผู้มี
			<remark  id="s2b21c38l6" />พระภาคตรัสตอบว่า ดูกรพราหมณ์ เรามิใช่เป็นเทวดา ฯ
			<remark  id="s2b21c38l7" />      โท. ท่านผู้เจริญเป็นคนธรรพ์หรือ ฯ
			<remark  id="s2b21c38l8" />      พ. ดูกรพราหมณ์ เรามิใช่เป็นคนธรรพ์ ฯ
			<remark  id="s2b21c38l9" />      โท. ท่านผู้เจริญเป็นยักษ์หรือ ฯ
			<remark  id="s2b21c38l10" />      พ. ดูกรพราหมณ์ เรามิใช่เป็นยักษ์ ฯ
			<remark  id="s2b21c38l11" />      โท. ท่านผู้เจริญเป็นมนุษย์ใช่ไหม ฯ
			<remark  id="s2b21c38l12" />      พ. ดูกรพราหมณ์ เรามิใช่เป็นมนุษย์
			<remark  id="s2b21c38l13" />      โท. เราถามท่านว่า เป็นเทวดาหรือ ท่านตอบว่าไม่ใช่ เราถามว่าเป็นคนธรรพ์หรือ 
			<remark  id="s2b21c38l14" />ท่านตอบว่าไม่ใช่ เราถามว่าเป็นยักษ์หรือ ท่านตอบว่าไม่ใช่ เราถามว่าเป็นมนุษย์หรือ ท่านก็
			<remark  id="s2b21c38l15" />ตอบว่าไม่ใช่ ถ้าอย่างนั้นท่านผู้เจริญเป็นอะไรแน่ ฯ
			<remark  id="s2b21c38l16" />      พ. ดูกรพราหมณ์ เราพึงเป็นเทวดา เพราะยังละอาสวะเหล่าใดไม่ได้  อาสวะเหล่านั้น
			<remark  id="s2b21c38l17" />เราละได้แล้ว ตัดรากขาดแล้ว กระทำให้เป็นดุจตาลยอดด้วนกระทำให้ไม่มี ไม่ให้เกิดขึ้นอีก
			<remark  id="s2b21c38l18" />ต่อไปเป็นธรรมดา ดูกรพราหมณ์ เราพึงเป็นคนธรรพ์ ... เราพึงเป็นยักษ์ ... เราพึงเป็นมนุษย์ เพราะ
			<remark  id="s2b21c38l19" />ยังละอาสวะเหล่าใดไม่ได้อาสวะเหล่านั้น เราละได้แล้ว ตัดรากขาดแล้ว กระทำให้เป็นดุจตาล
			<remark  id="s2b21c38l20" />ยอดด้วนกระทำให้ไม่มี ไม่ให้เกิดขึ้นอีกต่อไปเป็นธรรมดา ดูกรพราหมณ์ เปรียบเหมือนดอก
			<remark  id="s2b21c38l21" />อุบล ดอกปทุม หรือดอกบัวขาว เกิดในน้ำ เจริญในน้ำ ตั้งอยู่พ้นน้ำ แต่น้ำมิได้แปดเปื้อน 
			<remark  id="s2b21c38l22" />แม้ฉันใด ดูกรพราหมณ์ เราก็ฉันนั้นเหมือนกัน เกิดในโลกเติบโตขึ้นในโลก อยู่ครอบงำโลก 
			<remark  id="s2b21c38l23" />อันโลกมิได้แปดเปื้อน ดูกรพราหมณ์ ท่านจงทรงจำเราไว้ว่าเป็นพระพุทธเจ้า ฯ
			<remark  id="s2b21c38l24" />      ความบังเกิดเป็นเทวดา หรือคนธรรพ์ ผู้เที่ยวไปในเวหา
			<remark  id="s2b21c38l25" />      พึงมีแก่เราด้วยอาสวะใด เราพึงถึงความเป็นยักษ์ และ
			<remark  id="s2b21c38l26" />      เข้าถึงความเป็นมนุษย์ด้วยอาสวะใด อาสวะเหล่านั้นของ
			<remark  id="s2b21c38l27" />     เรา สิ้นไปแล้ว เรากำจัดเสียแล้ว กระทำให้ปราศจาก
		</para>
	</section>
	<section id="s2b21c39" >
		<para id="s2b21c39p">
			<remark  id="s2b21c39l1" />     เครื่องผูกพัน ดอกบัวตั้งอยู่พ้นน้ำ ย่อมไม่แปดเปื้อน
			<remark  id="s2b21c39l2" />     ด้วยน้ำ ฉันใดเราก็ย่อมไม่แปดเปื้อนด้วยโลก ฉันนั้น
			<remark  id="s2b21c39l3" />    ดูกรพราหมณ์  เพราะฉะนั้น เราจึงเป็นพระพุทธเจ้า ฯ
			<remark  id="s2b21c39l4" />    	            จบสูตรที่ ๖
			<remark  id="s2b21c39l5" />                             อปริหานิสูตร
			<remark  id="s2b21c39l6" />         [๓๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการ เป็นผู้ไม่ควรเพื่อเสื่อม
			<remark  id="s2b21c39l7" />รอบ ชื่อว่าย่อมประพฤติใกล้นิพพานทีเดียว ธรรม ๔ ประการเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุ
			<remark  id="s2b21c39l8" />ในธรรมวินัยนี้ ย่อมเป็นผู้สมบูรณ์ด้วยศีล ๑เป็นผู้คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย ๑ เป็นผู้รู้
			<remark  id="s2b21c39l9" />ประมาณในโภชนะ ๑ เป็นผู้ประกอบเนืองๆ ซึ่งมีความเพียรเครื่องตื่นอยู่ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
			<remark  id="s2b21c39l10" />ก็ภิกษุเป็นผู้สมบูรณ์ด้วยศีลอย่างไร ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีศีลสำรวมระวังในพระปาติโมกข์ 
			<remark  id="s2b21c39l11" />ถึงพร้อมด้วยอาจาระและโคจร มีปรกติเห็นภัยในโทษมีประมาณน้อยสมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบท
			<remark  id="s2b21c39l12" />ทั้งหลาย ภิกษุเป็นผู้สมบูรณ์ด้วยศีลอย่างนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุเป็นผู้คุ้มครองทวารใน
			<remark  id="s2b21c39l13" />อินทรีย์ทั้งหลายอย่างไร ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เห็นรูปด้วยจักษุแล้ว ไม่ถือเอาโดยนิมิต ไม่ถือเอา
			<remark  id="s2b21c39l14" />โดยอนุพยัญชนะย่อมประพฤติเพื่อสำรวมจักขุนทรีย์ ที่เมื่อไม่สำรวมแล้ว จะเป็นเหตุให้อกุศล
			<remark  id="s2b21c39l15" />ธรรมอันลามก คือ อภิชฌาและโทมนัสครอบงำได้ ชื่อว่ารักษาจักขุนทรีย์ ชื่อว่าถึงความสำรวมใน
			<remark  id="s2b21c39l16" />จักขุนทรีย์ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ฟังเสียงด้วยหู ... ดมกลิ่นด้วยจมูก ... ลิ้มรสด้วยลิ้น ... ถูกต้อง
			<remark  id="s2b21c39l17" />โผฏฐัพพะด้วยกาย ... รู้แจ้งธรรมารมณ์ด้วยใจแล้ว ไม่ถือเอาโดยนิมิต ไม่ถือเอาโดยอนุพยัญชนะ 
			<remark  id="s2b21c39l18" />ย่อมปฏิบัติเพื่อสำรวมมนินทรีย์ ที่เมื่อไม่สำรวมแล้ว จะเป็นเหตุให้อกุศลธรรมอันลามก คือ อภิชฌา
			<remark  id="s2b21c39l19" />และโทมนัสครอบงำได้ ชื่อว่ารักษามนินทรีย์ ชื่อว่าถึงความสำรวมในมนินทรีย์  ภิกษุเป็นผู้คุ้มครอง
			<remark  id="s2b21c39l20" />ทวารในอินทรีย์ทั้งหลายอย่างนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุเป็นผู้รู้ประมาณในโภชนะอย่างไร
			<remark  id="s2b21c39l21" /> ภิกษุในธรรมวินัยนี้ พิจารณาโดยแยบคายแล้วย่อมกลืนกินซึ่งอาหารมิใช่เพื่อจะเล่น มิใช่เพื่อจะ
			<remark  id="s2b21c39l22" />มัวเมา มิใช่เพื่อประเทืองผิวมิใช่เพื่อจะตกแต่ง เพียงเพื่อร่างกายนี้ดำรงอยู่ได้ เพื่อ
			<remark  id="s2b21c39l23" />ยังอัตภาพให้เป็นไปเพื่อกำจัดความลำบาก เพื่ออนุเคราะห์พรหมจรรย์ ด้วยหวังว่า จักกำจัดเวทนา
			<remark  id="s2b21c39l24" />เก่าและจักไม่ยังเวทนาใหม่ให้บังเกิดขึ้น ความเป็นไป ความที่ร่างกายไม่มีโทษ และความอยู่
			<remark  id="s2b21c39l25" />สำราญจักมีแก่เรา ด้วยอาการอย่างนี้ ภิกษุเป็นผู้รู้ประมาณในโภชนะอย่างนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย
			<remark  id="s2b21c39l26" /> ภิกษุเป็นผู้ประกอบเนืองๆ ซึ่งความเพียรเครื่องตื่นอยู่อย่างไร ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมชำระจิต
		</para>
	</section>
	<section id="s2b21c40" >
		<para id="s2b21c40p">
			<remark  id="s2b21c40l1" />ให้บริสุทธิ์จากธรรมเครื่องกั้นด้วยการเดินจงกรม ด้วยการนั่งตลอดวัน ย่อมชำระจิตให้บริสุทธิ์จาก
			<remark  id="s2b21c40l2" />ธรรมเครื่องกั้นด้วยการเดินจงกรม ด้วยการนั่งตลอดปฐมยามแห่งราตรี ย่อมสำเร็จสีหไสยาโดยข้าง
			<remark  id="s2b21c40l3" />เบื้องขวา ซ้อนเท้าเหลื่อมเท้า มีสติสัมปชัญญะ มนสิการความสำคัญในอันจะลุกขึ้น ตลอด
			<remark  id="s2b21c40l4" />มัชฌิมยามแห่งราตรี ลุกขึ้นแล้วย่อมชำระจิตให้บริสุทธิ์จากธรรมเครื่องกั้นด้วยการเดินจงกรม ด้วย
			<remark  id="s2b21c40l5" />การนั่ง ตลอดปัจฉิมยามแห่งราตรี ภิกษุเป็นผู้ประกอบเนืองๆ ซึ่งความเพียรเครื่องตื่นอยู่อย่างนี้แล 
			<remark  id="s2b21c40l6" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการนี้แล เป็นผู้ไม่ควรเพื่อเสื่อมรอบ ชื่อว่า
			<remark  id="s2b21c40l7" />ย่อมประพฤติใกล้นิพพานทีเดียว ฯ
			<remark  id="s2b21c40l8" />      ภิกษุผู้ดำรงอยู่ในศีล สำรวมในอินทรีย์ทั้งหลาย รู้ประมาณ
			<remark  id="s2b21c40l9" />      ในโภชนะ และย่อมประกอบเนืองๆ ซึ่งความเพียร
			<remark  id="s2b21c40l10" />       เครื่องตื่น อยู่ ภิกษุผู้มีปรกติพากเพียรอยู่อย่างนี้ ไม่
			<remark  id="s2b21c40l11" />       เกียจคร้านตลอดวันและคืน บำเพ็ญกุศลธรรมเพื่อถึง
			<remark  id="s2b21c40l12" />       ความเกษมจากโยคะภิกษุผู้ยินดีในความไม่ประมาทหรือ
			<remark  id="s2b21c40l13" />       มีปรกติเห็นภัยในความ ประมาทเป็นผู้ไม่ควรเพื่อความเสื่อม 
			<remark  id="s2b21c40l14" />      ชื่อว่าประพฤติใกล้  นิพพานทีเดียว ฯ
			<remark  id="s2b21c40l15" />                จบสูตรที่ ๗
			<remark  id="s2b21c40l16" />           	     ปฏิลีนสูตร
			<remark  id="s2b21c40l17" />         [๓๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้มีทิฏฐิสัจจะแต่ละอย่างอันบรรเทาได้แล้ว มีการ
			<remark  id="s2b21c40l18" />แสวงหาทั้งปวงอันสละแล้ว มีกายสังขารอันสงบระงับ เราเรียกว่าผู้มีการหลีกออกเร้นอยู่ ดูกร
			<remark  id="s2b21c40l19" />ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเป็นผู้มีทิฏฐิสัจจะแต่ละอย่างอันบรรเทาได้แล้วอย่างไร ทิฏฐิสัจจะแต่ละอย่าง
			<remark  id="s2b21c40l20" />เป็นอันมาก ของสมณพราหมณ์ผู้มีกิเลสหนาแน่นเหล่าใด คือ เห็นว่า โลกเที่ยง หรือว่าโลก
			<remark  id="s2b21c40l21" />ไม่เที่ยง โลกมีที่สุด หรือว่าโลกไม่มีที่สุด ชีพก็อันนั้น สรีระก็อันนั้น หรือว่าชีพเป็นอื่นสรีระ
			<remark  id="s2b21c40l22" />ก็เป็นอื่น สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเกิดอีก หรือว่าสัตว์เบื้องหน้าตายแล้วย่อมไม่เกิดอีก 
			<remark  id="s2b21c40l23" />สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเกิดอีกก็มี ย่อมไม่เกิดอีกก็มี หรือว่าสัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อม
			<remark  id="s2b21c40l24" />เกิดอีกก็หามิได้ ย่อมไม่เกิดอีกก็หามิได้ทิฏฐิสัจจะเหล่านั้นทั้งหมดอันภิกษุในธรรมวินัยนี้ บรรเทา
			<remark  id="s2b21c40l25" />ได้แล้ว สละแล้วคายออกแล้ว ปล่อยแล้ว ละได้แล้ว สละคืนแล้ว ภิกษุเป็นผู้มีทิฏฐิสัจจะ
			<remark  id="s2b21c40l26" /> แต่ละอย่างอันบรรเทาได้แล้วอย่างนี้แล ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b21c41" >
		<para id="s2b21c41p">
			<remark  id="s2b21c41l1" />      ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุเป็นผู้มีการแสวงหาทั้งปวง อันสละแล้วอย่างไร ภิกษุใน
			<remark  id="s2b21c41l2" />ธรรมวินัยนี้ มีการแสวงหากามอันละได้แล้ว มีการแสวงหาภพอันละได้แล้ว มีการแสวงหา
			<remark  id="s2b21c41l3" />พรหมจรรย์อันสงบแล้ว ภิกษุเป็นผู้มีการแสวงหาทั้งปวงอันสละแล้ว อย่างนี้แล ฯ
			<remark  id="s2b21c41l4" />      ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเป็นผู้มีกายสังขารอันสงบระงับอย่างไร ภิกษุในธรรมวินัยนี้ 
			<remark  id="s2b21c41l5" />บรรลุจตุตถฌานอันไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข เพราะละสุขและทุกข์และดับโสมนัสโทมนัสก่อนๆ ได้ 
			<remark  id="s2b21c41l6" />มีอุเบกขาเป็นเหตุให้สติบริสุทธิ์อยู่ ภิกษุเป็นผู้มีกายสังขารอันสงบระงับอย่างนี้แล ฯ
			<remark  id="s2b21c41l7" />     ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุเป็นผู้หลีกออกเร้นอยู่อย่างไร ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้
			<remark  id="s2b21c41l8" />ละอัสมิมานะได้แล้ว ตัดรากขาดแล้ว ทำให้เป็นดังตาลยอดด้วนกระทำไม่ให้มี ไม่ให้เกิดขึ้น
			<remark  id="s2b21c41l9" />อีกต่อไปเป็นธรรมดา ภิกษุเป็นผู้หลีกออกเร้นอยู่อย่างนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเป็นผู้มีทิฏฐิ
			<remark  id="s2b21c41l10" />สัจจะแต่ละอย่างอันบรรเทาได้แล้วมีการแสวงหาทั้งปวงอันสละแล้ว มีกายสังขารอันสงบระงับแล้ว 
			<remark  id="s2b21c41l11" />เราเรียกว่าผู้หลีกออกเร้นอยู่ ฯ
			<remark  id="s2b21c41l12" /> การแสวงหากาม การแสวงหาภพ กับการแสวงหา
			<remark  id="s2b21c41l13" />พรหมจรรย์ อันภิกษุในธรรมวินัยนี้ สละคืนแล้ว การ
			<remark  id="s2b21c41l14" />เชื่อถือสัจจะ และ  ฐานะแห่งทิฐิทั้งหลาย อันภิกษุใน
			<remark  id="s2b21c41l15" />ธรรมวินัยนี้ถอนขึ้นแล้วด้วยประการดังนี้ ภิกษุผู้สำรอก
			<remark  id="s2b21c41l16" />ราคะทั้งปวง ผู้หลุดพ้นเพราะสิ้นตัณหา สละคืนการ
			<remark  id="s2b21c41l17" />แสวงหา ถอนฐานะแห่งทิฐิทั้งหลาย ได้แล้ว ภิกษุนั้นแล
			<remark  id="s2b21c41l18" />เป็นผู้สงบ มีสติ ระงับกายสังขารเป็นผู้ไม่พ่ายแพ้
			<remark  id="s2b21c41l19" /> เป็นผู้ตรัสรู้เพราะรู้เท่าถึงมานะ เราเรียกว่า  เป็นผู้หลีกออก
			<remark  id="s2b21c41l20" />เร้นอยู่ ฯ
			<remark  id="s2b21c41l21" />           	     จบสูตรที่ ๘
			<remark  id="s2b21c41l22" />  อุชชยสูตร
			<remark  id="s2b21c41l23" />         [๓๙] ครั้งนั้นแล อุชชยพราหมณ์เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับได้ปราศรัยกับ
			<remark  id="s2b21c41l24" />พระผู้มีพระภาค ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้วจึงนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง แล้วได้
			<remark  id="s2b21c41l25" />ทูลถามว่า แม้พระโคดมผู้เจริญก็กล่าวสรรเสริญยัญของพวกข้าพเจ้าหรือ พระผู้มีพระภาคตรัสว่า 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b21c42" >
		<para id="s2b21c42p">
			<remark  id="s2b21c42l1" />ดูกรพราหมณ์เรามิได้สรรเสริญยัญไปทุกอย่าง และก็มิได้ติเตียนยัญไปทุกอย่าง ดูกรพราหมณ์
			<remark  id="s2b21c42l2" />ในยัญชนิดใดมีการ ฆ่าโค ฆ่าแพะ แกะ ฆ่าไก่ สุกร สัตว์ต่างชนิดถูกฆ่าดูกรพราหมณ์ 
			<remark  id="s2b21c42l3" />เราไม่สรรเสริญยัญเห็นปานนี้แล อันประกอบด้วยความริเริ่มข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะพระ
			<remark  id="s2b21c42l4" />อรหันต์ หรือผู้บรรลุอรหัตมัค ย่อมไม่เกี่ยวข้องยัญเห็นปานนั้น อันประกอบด้วยความริเริ่ม แต่
			<remark  id="s2b21c42l5" />ในยัญชนิดใด ไม่มีการฆ่าโคไม่มีการฆ่าแพะ แกะ ไม่มีการฆ่าไก่ สุกร สัตว์ต่างชนิดไม่ถูกฆ่า 
			<remark  id="s2b21c42l6" />เราย่อมสรรเสริญยัญเห็นปานนั้นแล อันปราศจากความริเริ่ม คือ นิจทาน อนุกุลยัญข้อนั้นเพราะ
			<remark  id="s2b21c42l7" />เหตุไร เพราะพระอรหันต์หรือผู้บรรลุอรหัตมรรค ย่อมเกี่ยวข้องยัญเห็นปานนั้น อันปราศจาก
			<remark  id="s2b21c42l8" />ความริเริ่ม ฯ
			<remark  id="s2b21c42l9" />      มหายัญที่มีการริเริ่มใหญ่ คือ อัสสเมธ ปุริสเมธ การบูชา
			<remark  id="s2b21c42l10" />      ชื่อสัมมาปาสวาชเปยยะ และนิรัคคละ เหล่านั้น ไม่มี
			<remark  id="s2b21c42l11" />      ผลมาก ในยัญใดมีการฆ่าแพะ แกะ โค และสัตว์ต่างๆ
			<remark  id="s2b21c42l12" />      พระอริยะ ทั้งหลายผู้ดำเนินชอบ ผู้แสวงหาคุณใหญ่ ย่อม
			<remark  id="s2b21c42l13" />     ไม่เกี่ยวข้องยัญนั้น แต่ยัญใดไม่มีการริเริ่ม เป็นอนุกุล
			<remark  id="s2b21c42l14" />      ยัญที่ชนทั้งหลาย บูชาเสมอ และแพะ แกะ โค สัตว์ต่างๆ
			<remark  id="s2b21c42l15" />      ไม่ถูกฆ่าในยัญใด พระอริยะทั้งหลายผู้ดำเนินชอบ ผู้
			<remark  id="s2b21c42l16" />      แสวงหาคุณใหญ่ย่อมสรรเสริญยัญนั้น นักปราชญ์
			<remark  id="s2b21c42l17" />      ย่อมบูชาอย่างนี้ ยัญนี้มีผลมาก เพราะเมื่อบุคคลบูชาอยู่
			<remark  id="s2b21c42l18" />      อย่างนี้ ย่อมมีแต่ความดีไม่มีความชั่ว และยัญย่อมไพบูลย์
			<remark  id="s2b21c42l19" />      ทั้งเทวดาย่อมเลื่อมใส ฯ
			<remark  id="s2b21c42l20" />                จบสูตรที่ ๙
			<remark  id="s2b21c42l21" />                อุทายสูตร
			<remark  id="s2b21c42l22" />         [๔๐] ครั้งนั้นแล อุทายพราหมณ์เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับได้ปราศรัยกับพระ
			<remark  id="s2b21c42l23" />ผู้มีพระภาค ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้ว
			<remark  id="s2b21c42l24" />ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า แม้พระโคดมผู้เจริญย่อมกล่าวสรรเสริญยัญของพวกข้าพเจ้าหรือ พระ
			<remark  id="s2b21c42l25" />ผู้มีพระภาคตรัสว่าดูกรพราหมณ์ เรามิได้สรรเสริญยัญไปทุกอย่าง และก็มิได้ติเตียนยัญไปทุกอย่าง
		</para>
	</section>
	<section id="s2b21c43" >
		<para id="s2b21c43p">
			<remark  id="s2b21c43l1" />ดูกรพราหมณ์ ในยัญชนิดใด มีการฆ่าโค ฆ่าแพะ แกะ ฆ่าไก่ สุกร สัตว์ต่างชนิดถูกฆ่า เรา
			<remark  id="s2b21c43l2" />ไม่สรรเสริญยัญเห็นปานนี้ อันประกอบด้วยความริเริ่ม ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะพระอรหันต์ 
			<remark  id="s2b21c43l3" />หรือผู้บรรลุอรหัตมรรค ย่อมไม่เกี่ยวข้องยัญเห็นปานนั้น อันประกอบด้วยความริเริ่ม แต่ในยัญ
			<remark  id="s2b21c43l4" />ชนิดใดไม่มีการฆ่าโค ไม่มีการฆ่าแพะ แกะ ไม่มีการฆ่าไก่ สุกร สัตว์ต่างชนิดไม่ถูกฆ่า เราย่อม
			<remark  id="s2b21c43l5" />สรรเสริญยัญเห็นปานนี้ อันปราศจากความริเริ่ม ได้แก่นิจทาน อนุกุลยัญ ข้อนั้นเพราะเหตุไร 
			<remark  id="s2b21c43l6" />เพราะพระอรหันต์หรือผู้บรรลุอรหัตมรรค ย่อมเกี่ยวข้องยัญเห็นปานนี้อันปราศจากความริเริ่ม ฯ
			<remark  id="s2b21c43l7" />      ท่านผู้ประพฤติพรหมจรรย์ทั้งหลาย ผู้สำรวมแล้ว ย่อม
			<remark  id="s2b21c43l8" />      สรรเสริญยัญชนิดที่กระทำเป็นหมวด ไม่มีความริเริ่ม ควร
			<remark  id="s2b21c43l9" />      โดยกาลเช่นนั้น ท่านผู้รู้ทั้งหลาย ผู้ฉลาดต่อบุญ ผู้มีกิเลส
			<remark  id="s2b21c43l10" />      เพียงดังว่าหลังคาอันเปิดแล้วในโลก ผู้ล่วงเลยตระกูล
			<remark  id="s2b21c43l11" />      และคติไปแล้ว ย่อมสรรเสริญยัญชนิดนี้ ถ้าบุคคลกระ
			<remark  id="s2b21c43l12" />     ทำการบูชาในยัญ หรือในมตกทานตามสมควร มีจิตเลื่อมใส
			<remark  id="s2b21c43l13" />     บูชา ในเนื้อนาอันดี คือ พรหมจารีบุคคลทั้งหลาย ยัญที่
			<remark  id="s2b21c43l14" />     บุคคล บูชาดีแล้ว เซ่นสรวงดีแล้ว สมบูรณ์แล้ว อัน
			<remark  id="s2b21c43l15" />     บุคคลกระทำแล้วในทักขิเณยยบุคคลทั้งหลาย ย่อมเป็น
			<remark  id="s2b21c43l16" />      ยัญไพบูลย์ และเทวดาย่อมเลื่อมใส บัณฑิตผู้มีเมธาเป็น
			<remark  id="s2b21c43l17" />      ผู้มีศรัทธา มีใจ อันสละแล้ว บูชายัญอย่างนี้แล้ว ย่อม
			<remark  id="s2b21c43l18" />      เข้าถึงโลก อันปราศจาก  ความเบียดเบียน เป็นสุข ฯ
			<remark  id="s2b21c43l19" />                             จบสูตรที่ ๑๐
			<remark  id="s2b21c43l20" />                            จบจักกวรรคที่ ๔
			<remark  id="s2b21c43l21" />                             _______
			<remark  id="s2b21c43l22" />                       รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
			<remark  id="s2b21c43l23" />     ๑. จักกสูตร ๒. สังคหสูตร ๓. สีหสูตร ๔. ปสาทสูตร ๕. วัสสการสูตร 
			<remark  id="s2b21c43l24" />๖. โทณสูตร ๗. อปริหานิสูตร ๘. ปฏิลีนสูตร๙. อุชชยสูตร ๑๐. อุทายสูตร ฯ
			<remark  id="s2b21c43l25" />                             ______
		</para>
	</section>
	<section id="s2b21c44" >
		<para id="s2b21c44p">
			<remark  id="s2b21c44l1" />                     โรหิตัสสวรรคที่ ๕
			<remark  id="s2b21c44l2" />                สมาธิสูตร
			<remark  id="s2b21c44l3" />         [๔๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมาธิภาวนา ๔ ประการนี้ ๔ ประการเป็นไฉน คือ สมาธิ
			<remark  id="s2b21c44l4" />ภาวนาอันบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่ออยู่เป็นสุขในปัจจุบันมีอยู่ ๑ 
			<remark  id="s2b21c44l5" />สมาธิภาวนาอันบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อได้เฉพาะซึ่งญาณทัสสนะมีอยู่ 
			<remark  id="s2b21c44l6" />๑ สมาธิภาวนาอันบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อสติสัมปชัญญะมีอยู่ ๑ 
			<remark  id="s2b21c44l7" />สมาธิภาวนาอันบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อความสิ้นอาสวะมีอยู่ ๑
			<remark  id="s2b21c44l8" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สมาธิภาวนาอันบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่ออยู่เป็น
			<remark  id="s2b21c44l9" />สุขในปัจจุบันเป็นไฉน ภิกษุในธรรมวินัยนี้ สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม บรรลุปฐมฌาน 
			<remark  id="s2b21c44l10" />มีวิตกวิจาร มีปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวกอยู่ บรรลุทุติยฌาน มีความผ่องใสแห่งจิตในภายใน เป็น
			<remark  id="s2b21c44l11" />ธรรมเอกผุดขึ้น ไม่มีวิตกไม่มีวิจาร เพราะวิตกวิจารสงบไป มีปีติและสุขเกิดแต่สมาธิอยู่ มีอุเบกขา
			<remark  id="s2b21c44l12" />มีสติสัมปชัญญะ เสวยสุขด้วยนามกายเพราะปีติสิ้นไป บรรลุตติยฌานที่พระอริยะสรรเสริญว่า ผู้
			<remark  id="s2b21c44l13" />ได้ฌานนี้ เป็นผู้มีอุเบกขา มีสติ อยู่เป็นสุข บรรลุจตุตถฌานไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข เพราะละสุขละ
			<remark  id="s2b21c44l14" />ทุกข์และดับโสมนัสโทมนัสก่อนๆได้มีสติบริสุทธิ์เพราะอุเบกขา ได้มีอุเบกขาเป็นเหตุให้สติบริสุทธิ์
			<remark  id="s2b21c44l15" />อยู่ ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมาธิภาวนานี้ อันบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อ
			<remark  id="s2b21c44l16" />ความอยู่เป็นสุขในปัจจุบันดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สมาธิภาวนาอันบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว
			<remark  id="s2b21c44l17" /> ย่อมเป็นไปเพื่อได้เฉพาะซึ่งญาณทัสสนะเป็นไฉน ภิกษุในธรรมวินัยนี้ มนสิการอาโลกสัญญา 
			<remark  id="s2b21c44l18" />อธิษฐานทิวาสัญญา  ว่า กลางคืนเหมือนกลางวัน กลางวันเหมือน กลางคืน มีใจอันสงัด ปราศ
			<remark  id="s2b21c44l19" />จากเครื่องรัดรึง อบรมจิตให้มีความสว่างอยู่ ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมาธิภาวนานี้ อันบุคคลเจริญแล้ว 
			<remark  id="s2b21c44l20" />กระทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อได้ญาณทัสสนะ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สมาธิภาวนาอันบุคคล
			<remark  id="s2b21c44l21" />เจริญแล้วกระทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อสติสัมปชัญญะเป็นไฉน ภิกษุในธรรมวินัยนี้รู้แจ้ง
			<remark  id="s2b21c44l22" />เวทนาที่เกิดขึ้น รู้แจ้งเวทนาที่ตั้งอยู่ รู้แจ้งเวทนาที่ดับไป รู้แจ้งสัญญาที่เกิดขึ้น รู้แจ้งสัญญาที่ตั้ง
			<remark  id="s2b21c44l23" />อยู่ รู้แจ้งสัญญาที่ดับไป รู้แจ้งวิตกที่เกิดขึ้นรู้แจ้งวิตกที่ตั้งอยู่ รู้แจ้งวิตกที่ดับไป ดูกรภิกษุทั้ง
			<remark  id="s2b21c44l24" />หลาย สมาธิภาวนานี้ อันบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อสติสัมปชัญญะ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b21c45" >
		<para id="s2b21c45p">
			<remark  id="s2b21c45l1" /> ดูกรภิกษุทั้งหลายก็สมาธิภาวนาอันบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อความสิ้น
			<remark  id="s2b21c45l2" />อาสวะเป็นไฉน ภิกษุในธรรมวินัยนี้ มีปรกติพิจารณาเห็นความเกิดขึ้นและความเสื่อมไปใน
			<remark  id="s2b21c45l3" />อุปาทานขันธ์ ๕ อยู่ว่า รูปเป็นดังนี้ ความเกิดขึ้นแห่งรูปเป็นดังนี้ความดับแห่งรูปเป็นดังนี้ เวทนา
			<remark  id="s2b21c45l4" />เป็นดังนี้ ความเกิดขึ้นแห่งเวทนาเป็นดังนี้ ความดับแห่งเวทนาเป็นดังนี้ สัญญาเป็นดังนี้ ความ
			<remark  id="s2b21c45l5" />เกิดขึ้นแห่งสัญญาเป็นดังนี้ความดับแห่งสัญญาเป็นดังนี้ สังขารเป็นดังนี้ ความเกิดขึ้นแห่งสังขาร
			<remark  id="s2b21c45l6" />เป็นดังนี้ความดับแห่งสังขารเป็นดังนี้ วิญญาณเป็นดังนี้ ความเกิดขึ้นแห่งวิญญาณเป็นดังนี้ความดับ
			<remark  id="s2b21c45l7" />แห่งวิญญาณเป็นดังนี้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมาธิภาวนานี้ อันบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว 
			<remark  id="s2b21c45l8" />ย่อมเป็นไปเพื่อความสิ้นอาสวะ ดูกรภิกษุทั้งหลายสมาธิภาวนา ๔ ประการนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
			<remark  id="s2b21c45l9" />อนึ่ง คำต่อไปนี้ เรากล่าวแล้วในปุณณปัญหาในปรายนวรรค หมายเอาข้อความนี้ว่า
			<remark  id="s2b21c45l10" />      ความหวั่นไหวไม่มีแก่บุคคลใด ในโลกไหนๆ เพราะ
			<remark  id="s2b21c45l11" />     รู้ความสูงต่ำในโลก บุคคลนั้นเป็นผู้สงบปราศจากควันคือ
			<remark  id="s2b21c45l12" />     ความโกรธ เป็นผู้ไม่มีความคับแค้น เป็นผู้หมดหวัง
			<remark  id="s2b21c45l13" />     เรากล่าวว่า ข้าม   ชาติและชราได้แล้ว ฯ
			<remark  id="s2b21c45l14" />                จบสูตรที่ ๑
			<remark  id="s2b21c45l15" />                ปัญหาสูตร
			<remark  id="s2b21c45l16" />         [๔๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปัญหาพยากรณ์ ๔ อย่างนี้ ๔ อย่างเป็นไฉน คือ ปัญหา
			<remark  id="s2b21c45l17" />ที่พึงพยากรณ์โดยส่วนเดียวมีอยู่ ๑ ปัญหาที่พึงจำแนกพยากรณ์มีอยู่ ๑ ปัญหาที่ต้องสอบถามแล้ว
			<remark  id="s2b21c45l18" />พยากรณ์มีอยู่ ๑ ปัญหาที่ควรงดมีอยู่ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลายปัญหาพยากรณ์ ๔ อย่าง นี้แล ฯ
			<remark  id="s2b21c45l19" />      ๑. กล่าวแก้โดยส่วนเดียว ๒. จำแนกกล่าวแก้ ๓. ย้อน
			<remark  id="s2b21c45l20" />      ถาม กล่าวแก้ ๔. การงดกล่าวแก้ อนึ่ง ภิกษุใดย่อมรู้ความ
			<remark  id="s2b21c45l21" />      สมควรแก่ธรรมในฐานะนั้นๆ แห่งปัญญาเหล่านั้น บัณฑิต
			<remark  id="s2b21c45l22" />      ทั้งหลายกล่าวภิกษุอย่างนั้นว่า เป็นผู้ฉลาดต่อปัญหาทั้ง ๔
			<remark  id="s2b21c45l23" />      ภิกษุผู้ที่ใครๆ ไล่ปัญหาได้ยาก ครอบงำได้ยาก เป็นผู้ลึก
			<remark  id="s2b21c45l24" />      ซึ้งให้พ่ายแพ้ได้ยาก และเป็นผู้ฉลาดต่อประโยชน์ทั้ง ๒
			<remark  id="s2b21c45l25" />      คือ ทั้งในด้านเจริญและในด้านเสื่อม ย่อมเป็นผู้ฉลาดงด
		</para>
	</section>
	<section id="s2b21c46" >
		<para id="s2b21c46p">
			<remark  id="s2b21c46l1" />      เว้นทางเสื่อม ถือเอาทางเจริญ เป็นธีรชนเพราะรู้จัก
			<remark  id="s2b21c46l2" />      ประโยชน์    ชาวโลกขนานนามว่า บัณฑิต ฯ
			<remark  id="s2b21c46l3" />      		          จบสูตรที่ ๒
			<remark  id="s2b21c46l4" />                             โกธสูตรที่ ๑
			<remark  id="s2b21c46l5" />         [๔๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๔ จำพวกนี้ มีปรากฏอยู่ในโลก๔ จำพวกเป็นไฉน 
			<remark  id="s2b21c46l6" />คือ เป็นผู้หนักในความโกรธ ไม่หนักในสัทธรรม ๑เป็นผู้หนักในความลบหลู่ ไม่หนักใน
			<remark  id="s2b21c46l7" />สัทธรรม ๑ เป็นผู้หนักในลาภ ไม่หนักในสัทธรรม ๑ เป็นผู้หนักในสักการะ ไม่หนักในสัทธรรม 
			<remark  id="s2b21c46l8" />๑ บุคคล ๔จำพวกนี้แล มีปรากฏอยู่ในโลก ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๔ จำพวกนี้มีปรากฏอยู่
			<remark  id="s2b21c46l9" />ในโลก ๔ จำพวกเป็นไฉน คือ เป็นผู้หนักในสัทธรรม ไม่หนักในความโกรธ ๑ เป็นผู้หนักใน
			<remark  id="s2b21c46l10" />สัทธรรม ไม่หนักในความลบหลู่ ๑ เป็นผู้หนักในสัทธรรม ไม่หนักในลาภ ๑ เป็นผู้หนักใน
			<remark  id="s2b21c46l11" />สัทธรรม ไม่หนักในสักการะ ๑บุคคล ๔ จำพวกนี้แล มีปรากฏอยู่ในโลก ฯ
			<remark  id="s2b21c46l12" />      ภิกษุผู้หนักในความโกรธ และความลบหลู่ หนักในลาภ
			<remark  id="s2b21c46l13" />      และสักการะ พวกเธอย่อมไม่งอกงามในธรรมอันพระ
			<remark  id="s2b21c46l14" />      สัมมาสัมพุทธะแสดงแล้ว ส่วนภิกษุเหล่าใด เป็นผู้หนัก
			<remark  id="s2b21c46l15" />      ใน สัทธรรมอยู่แล้ว และกำลังเป็นผู้หนักในสัทธรรมอยู่
			<remark  id="s2b21c46l16" />       ภิกษุเหล่านั้นแล ย่อมงอกงามในธรรมอันพระสัมมา
			<remark  id="s2b21c46l17" />       สัมพุทธะ  ทรงแสดงแล้ว ฯ
			<remark  id="s2b21c46l18" />                      จบสูตรที่ ๓
			<remark  id="s2b21c46l19" />                             โกธสูตรที่ ๒
			<remark  id="s2b21c46l20" />         [๔๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อสัทธรรม ๔ ประการนี้ ๔ ประการเป็นไฉน คือ ความ
			<remark  id="s2b21c46l21" />เป็นผู้หนักในความโกรธ ไม่เป็นผู้หนักในสัทธรรม ๑ความเป็นผู้หนักในความลบหลู่ ไม่หนักใน
			<remark  id="s2b21c46l22" />สัทธรรม ๑ ความเป็นผู้หนักในลาภไม่หนักในสัทธรรม ๑ ความเป็นผู้หนักในสักการะ ไม่หนักใน
			<remark  id="s2b21c46l23" />สัทธรรม ๑อสัทธรรม ๔ ประการนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย สัทธรรม ๔ ประการนี้  ๔ ประการเป็น
			<remark  id="s2b21c46l24" />ไฉน คือ ความเป็นผู้หนักในสัทธรรม ไม่หนักในความโกรธ ๑ความเป็นผู้หนักในสัทธรรม ไม่
		</para>
	</section>
	<section id="s2b21c47" >
		<para id="s2b21c47p">
			<remark  id="s2b21c47l1" />หนักในความลบหลู่ ๑ ความเป็นผู้หนักในสัทธรรม ไม่หนักในลาภ ๑ ความเป็นผู้หนักในสัทธรรม
			<remark  id="s2b21c47l2" /> ไม่หนักในสักการะ ๑สัทธรรม ๔ ประการนี้แล ฯ
			<remark  id="s2b21c47l3" />      ภิกษุผู้หนักในความโกรธและความลบหลู่ หนักในลาภ
			<remark  id="s2b21c47l4" />      และ สักการะ ย่อมไม่งอกงามในพระสัทธรรม ดุจพืชที่
			<remark  id="s2b21c47l5" />     หว่านไว้ในนาไม่ดี ส่วนภิกษุเหล่าใด เป็นผู้หนักใน
			<remark  id="s2b21c47l6" />     สัทธรรมอยู่แล้วและกำลังเป็นผู้หนักในสัทธรรม ภิกษุ
			<remark  id="s2b21c47l7" />      เหล่านั้นแล ย่อมงอกงามในธรรม ประดุจต้นไม้อาศัย
			<remark  id="s2b21c47l8" />      ยางงอกงามอยู่ ฉะนั้น ฯ
			<remark  id="s2b21c47l9" />      		          จบสูตรที่ ๔
			<remark  id="s2b21c47l10" />                            โรหิตัสสสูตรที่ ๑
			<remark  id="s2b21c47l11" />         [๔๕] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวันอารามของท่านอนาถ
			<remark  id="s2b21c47l12" />บิณฑิกเศรษฐี ใกล้พระนครสาวัตถี ครั้งนั้นแลโรหิตัสสเทวบุตร เมื่อปฐมยามล่วงไปแล้ว มี
			<remark  id="s2b21c47l13" />รัศมีงามยิ่งนัก ยังพระวิหารเชตวันทั้งสิ้นให้สว่างไสว เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวาย
			<remark  id="s2b21c47l14" />อภิวาทแล้วยืน ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้วได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ สัตว์
			<remark  id="s2b21c47l15" />ย่อมไม่เกิด ย่อมไม่แก่ ย่อมไม่ตาย ย่อมไม่จุติ ย่อมไม่อุบัติในโอกาสใดหนอแล พระองค์
			<remark  id="s2b21c47l16" />อาจหรือหนอเพื่อจะทรงทราบ เพื่อจะทรงเห็นหรือเพื่อจะทรงถึงซึ่งที่สุดแห่งโลกด้วยการเสด็จไป
			<remark  id="s2b21c47l17" />ในโอกาสนั้น พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ดูกรอาวุโส สัตว์ย่อมไม่เกิด ย่อมไม่แก่ ย่อมไม่ตาย 
			<remark  id="s2b21c47l18" />ย่อมไม่จุติย่อมไม่อุบัติ ในโอกาสใดแล เราย่อมไม่กล่าวโอกาสนั้นว่าเป็นที่สุดแห่งโลกที่ควรรู้ 
			<remark  id="s2b21c47l19" />ควรเห็น ควรถึงด้วยการไป ฯ
			<remark  id="s2b21c47l20" />      โร. อัศจรรย์ พระเจ้าข้า สิ่งไม่เคยมีได้มีขึ้น พระเจ้าข้า เท่าที่พระผู้มีพระภาคตรัส
			<remark  id="s2b21c47l21" />พระดำรัสนี้ว่า ดูกรอาวุโส สัตว์ย่อมไม่เกิด ย่อมไม่แก่ ย่อมไม่ตายย่อมไม่จุติ ย่อมไม่อุบัติ 
			<remark  id="s2b21c47l22" />ในโอกาสใดแล เราย่อมไม่กล่าวโอกาสนั้น ว่าเป็นที่สุดแห่งโลก ที่ควรรู้ ควรเห็น ควรถึง ด้วย
			<remark  id="s2b21c47l23" />การไป เป็นอันตรัสดีแล้วข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เรื่องเคยมีมาแล้ว ข้าพระองค์เป็นฤาษีชื่อโรหิ
			<remark  id="s2b21c47l24" />ตัสสะเป็นบุตรนายบ้าน มีฤทธิ์ไปในอากาศได้ ความเร็วของข้าพระองค์นั้นเปรียบได้กับนายขมัง
			<remark  id="s2b21c47l25" />ธนู ผู้มีธนูอันมั่นเหมาะ ศึกษาดีแล้ว เชี่ยวชาญ เคยแสดงให้ปรากฏแล้ว พึงยิงลูกศรอันเบาให้
		</para>
	</section>
	<section id="s2b21c48" >
		<para id="s2b21c48p">
			<remark  id="s2b21c48l1" />ผ่านเงาตาลด้านขวางไปได้โดยไม่สู้ยาก ฉะนั้นการยกย่างเท้าแต่ละก้าวของข้าพระองค์ เปรียบด้วย
			<remark  id="s2b21c48l2" />สมุทรด้านตะวันตกไกลจากสมุทรด้านตะวันออก ฉะนั้น ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ความปรารถนาเห็น
			<remark  id="s2b21c48l3" />ปานนี้ว่า เราจักถึงที่สุดแห่งโลกด้วยการไป เกิดขึ้นแล้วแก่ข้าพระองค์นั้น ผู้ประกอบด้วยกำลังเร็ว
			<remark  id="s2b21c48l4" />เห็นปานนั้น และด้วยการยกย่างเท้าเห็นปานนั้น ข้าพระองค์นั้นแล เว้นจากการกิน การดื่ม การเคี้ยว 
			<remark  id="s2b21c48l5" />การลิ้ม เว้นจากการถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะ เว้นจากการหลับและการบรรเทาความเหน็ดเหนื่อย 
			<remark  id="s2b21c48l6" />เป็นผู้มีชีวิตอยู่ตลอดร้อยปีในคราวที่มนุษย์มีอายุร้อยปี ไปตลอดร้อยปี ไม่ทันถึงที่สุดแห่งโลก ได้ทำ
			<remark  id="s2b21c48l7" />กาละเสียในระหว่างทีเดียว น่าอัศจรรย์ พระเจ้าข้า สิ่งไม่เคยมีได้มีขึ้นพระเจ้าข้า เท่าที่พระผู้มี
			<remark  id="s2b21c48l8" />พระภาคตรัสพระดำรัสนี้ว่า ดูกรอาวุโสสัตว์ย่อมไม่เกิด ย่อมไม่แก่ ย่อมไม่ตาย ย่อมไม่จุติ 
			<remark  id="s2b21c48l9" />ย่อมไม่อุบัติ ในโอกาสใด เราไม่กล่าวโอกาสนั้น ว่าเป็นที่สุดแห่งโลก ที่ควรรู้ ควรเห็น ควร
			<remark  id="s2b21c48l10" />ถึงด้วยการไป เป็นอันตรัสดีแล้ว
			<remark  id="s2b21c48l11" />      พ. ดูกรอาวุโส สัตว์ย่อมไม่เกิด ย่อมไม่แก่ ย่อมไม่ตาย ย่อมไม่จุติ ย่อมไม่อุบัติ 
			<remark  id="s2b21c48l12" />ในโอกาสใด เราไม่กล่าวโอกาสนั้น ว่าเป็นที่สุดแห่งโลก ที่ควรรู้ ควรเห็น ควรถึง ด้วยการไป 
			<remark  id="s2b21c48l13" />และเราย่อมไม่กล่าวการกระทำที่สุดแห่งทุกข์ เพราะไปไม่ถึงที่สุดแห่งโลก แต่เราย่อมบัญญัติโลก
			<remark  id="s2b21c48l14" /> เหตุเกิดแห่งโลก ความดับแห่งโลก และปฏิปทาเครื่องให้ถึงความดับแห่ง
			<remark  id="s2b21c48l15" />โลก ในอัตภาพอันมีประมาณวาหนึ่ง มีสัญญาและมีใจนี้เท่านั้น ฯ
			<remark  id="s2b21c48l16" />      ในกาลไหนๆ ที่สุดแห่งโลก อันใครๆ ไม่พึงถึงด้วย
			<remark  id="s2b21c48l17" />       การไป  และการเปลื้องตนให้พ้นจากทุกข์ ย่อมไม่มีเพราะ
			<remark  id="s2b21c48l18" />       ไม่ถึงที่สุดแห่งโลก เพราะฉะนั้นแล ท่านผู้รู้แจ้งโลก
			<remark  id="s2b21c48l19" />        มีเมธาดี   ถึงที่สุดแห่งโลก มีพรหมจรรย์อยู่จบแล้ว เป็น
			<remark  id="s2b21c48l20" />        ผู้มีบาป อันสงบ รู้ที่สุดแห่งโลกแล้ว ย่อมไม่หวังโลกนี้
			<remark  id="s2b21c48l21" />        และ      โลกหน้า ฯ
			<remark  id="s2b21c48l22" />                                        จบสูตรที่ ๕
			<remark  id="s2b21c48l23" />                                    โรหิตัสสสูตรที่ ๒
			<remark  id="s2b21c48l24" />         [๔๖] ครั้งนั้นแล เมื่อราตรีนั้นผ่านไปแล้ว พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายมา
			<remark  id="s2b21c48l25" />ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อคืนนี้ เมื่อปฐมยามล่วงไปแล้ว โรหิตัสสเทวบุตร มีรัศมีงามยิ่ง
		</para>
	</section>
	<section id="s2b21c49" >
		<para id="s2b21c49p">
			<remark  id="s2b21c49l1" />นัก ยังวิหารเชตวันทั้งสิ้นให้สว่างไสว เข้ามาหาเราถึงที่อยู่ อภิวาทเราแล้วยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วน
			<remark  id="s2b21c49l2" />ข้างหนึ่ง แล้วได้ถามเราว่า ข้าแต่พระองค์เจริญ สัตว์ย่อมไม่เกิด ย่อมไม่แก่ ย่อมไม่ตายย่อม
			<remark  id="s2b21c49l3" />ไม่จุติ ย่อมไม่อุบัติ ในโอกาสใดหนอแล พระองค์อาจหรือหนอเพื่อจะทรงทราบ เพื่อจะทรงเห็น 
			<remark  id="s2b21c49l4" />หรือเพื่อจะทรงถึงที่สุดแห่งโลกด้วยการไปในโอกาสนั้นดังนี้ เมื่อเทวบุตรกล่าวอย่างนี้แล้ว เรา
			<remark  id="s2b21c49l5" />ได้กล่าวกะเทวบุตรนั้นว่า ดูกรอาวุโสสัตว์ย่อมไม่เกิด ย่อมไม่แก่ ย่อมไม่ตาย ย่อมไม่จุติ ย่อม
			<remark  id="s2b21c49l6" />ไม่อุบัติ ในโอกาสใดแล เราย่อมไม่กล่าวโอกาสนั้นว่าเป็นที่สุดแห่งโลก ที่ควรรู้ ควรเห็น ควร
			<remark  id="s2b21c49l7" />ถึงด้วยการไป ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อเรากล่าวอย่างนี้แล้ว โรหิตัสสเทวบุตรได้กล่าวกะเราว่า น่า
			<remark  id="s2b21c49l8" />อัศจรรย์ พระเจ้าข้า สิ่งไม่เคยมีได้มีขึ้น พระเจ้าข้าเท่าที่พระผู้มีพระภาคตรัสพระดำรัสนี้ว่า สัตว์
			<remark  id="s2b21c49l9" />ย่อมไม่เกิด ย่อมไม่แก่ ย่อมไม่ตาย ย่อมไม่จุติ ย่อมไม่อุบัติ ในโอกาสใดแล เราย่อมไม่กล่าว
			<remark  id="s2b21c49l10" />โอกาสนั้นว่าเป็นที่สุดแห่งโลก ที่ควรรู้ ควรเห็น ควรถึง ด้วยการไป เป็นอันตรัสดีแล้ว 
			<remark  id="s2b21c49l11" />ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เรื่องเคยมีมาแล้ว ข้าพระองค์เป็นฤาษีชื่อโรหิตัสสะเป็นบุตรนายบ้านมีฤทธิ์
			<remark  id="s2b21c49l12" />ไปในอากาศได้ ความเร็วของข้าพระองค์นั้น เปรียบได้กับนายขมังธนู ผู้มีธนูอันมั่นเหมาะ ศึกษา
			<remark  id="s2b21c49l13" />ดีแล้ว  เคยแสดงให้ปรากฏแล้วพึงยิงลูกศรอันเบาให้ผ่านเงาตาลด้านขวางไปได้โดยไม่สู้ยาก ฉะนั้น 
			<remark  id="s2b21c49l14" />การยกย่างเท้าแต่ละก้าวของข้าพระองค์ เปรียบด้วยสมุทรด้านตะวันตกไกลจากสมุทรด้านตะวันออก 
			<remark  id="s2b21c49l15" />ฉะนั้น ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ความปรารถนาเห็นปานนี้ว่า เราจักถึงที่สุดแห่งโลกด้วยการไป ดังนี้ 
			<remark  id="s2b21c49l16" />ได้เกิดขึ้นแก่ข้าพระองค์นั้น ผู้ประกอบด้วยกำลังเร็วเห็นปานนั้น และด้วยการยกย่างเท้าเห็นปานนั้น 
			<remark  id="s2b21c49l17" />ข้าพระองค์นั้นแล เว้นจากการกิน การดื่ม การเคี้ยว การลิ้ม เว้นจากการถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะ
			<remark  id="s2b21c49l18" />เว้นจากการหลับและการบรรเทาความเหน็ดเหนื่อย เป็นผู้มีชีวิตอยู่ตลอดร้อยปีในคราวที่มนุษย์มีอายุ
			<remark  id="s2b21c49l19" />ร้อยปี ไปตลอดร้อยปี ไม่ทันถึงที่สุดแห่งโลก ได้ทำกาละเสียในระหว่างทีเดียว น่าอัศจรรย์
			<remark  id="s2b21c49l20" /> พระเจ้าข้า สิ่งไม่เคยมีได้มีขึ้น พระเจ้าข้า สิ่งไม่เคยมีได้มีขึ้น พระเจ้าข้า  เท่าที่พระผู้มีพระภาค
			<remark  id="s2b21c49l21" />ตรัสพระดำรัสนี้ว่า ดูกรอาวุโส สัตว์ย่อมไม่เกิด ย่อมไม่แก่ย่อมไม่ตาย ย่อมไม่จุติ ย่อมไม่
			<remark  id="s2b21c49l22" />อุบัติ ในโอกาสใด เราไม่กล่าวโอกาสนั้นว่าเป็นที่สุดแห่งโลก ที่ควรรู้ ควรเห็น ควรถึง ด้วย
			<remark  id="s2b21c49l23" />การไป ดูกรภิกษุทั้งหลายเมื่อเทวบุตรกล่าวอย่างนี้แล้ว เราได้กล่าวกะเทวบุตรว่า ดูกรอาวุโส 
			<remark  id="s2b21c49l24" />สัตว์ย่อมไม่เกิด ย่อมไม่แก่ ย่อมไม่ตาย ย่อมไม่จุติ ย่อมไม่อุบัติ ในโอกาสใด  เราไม่กล่าว
			<remark  id="s2b21c49l25" />โอกาสนั้น ว่าเป็นที่สุดแห่งโลก ที่ควรรู้ ควรเห็น ควรถึง ด้วยการไปและเราย่อมไม่กล่าวการ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b21c50" >
		<para id="s2b21c50p">
			<remark  id="s2b21c50l1" />กระทำที่สุดแห่งทุกข์ เพราะไปไม่ถึงที่สุดแห่งโลก แต่เราย่อมบัญญัติโลก เหตุเกิดแห่งโลก ความ
			<remark  id="s2b21c50l2" />ดับแห่งโลก ปฏิปทาเครื่องให้ถึงความดับแห่งโลก ในอัตภาพอันมีประมาณวาหนึ่ง มีสัญญาและมีจิต
			<remark  id="s2b21c50l3" />นี้เท่านั้น
			<remark  id="s2b21c50l4" />      ในกาลไหนๆ ที่สุดแห่งโลกอันใครๆ ไม่พึงถึงด้วย
			<remark  id="s2b21c50l5" />       การไปและการเปลื้องทุกข์ย่อมไม่มี เพราะไม่ถึงที่สุด
			<remark  id="s2b21c50l6" />       แห่งโลก เพราะฉะนั้นแล ท่านผู้รู้แจ้งโลก มีเมธาดี
			<remark  id="s2b21c50l7" />       ถึงที่สุดแห่งโลก      มีพรหมจรรย์อยู่จบแล้ว เป็นผู้มีบาป
			<remark  id="s2b21c50l8" />       อันสงบ รู้ที่สุดแห่งโลก      แล้ว ย่อมไม่หวังโลกนี้ และ
			<remark  id="s2b21c50l9" />      โลกหน้า ฯ
			<remark  id="s2b21c50l10" />                    จบสูตรที่ ๖
			<remark  id="s2b21c50l11" />                   สุวิทูรสูตร
			<remark  id="s2b21c50l12" />         [๔๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สิ่งที่ไกลกันแสนไกล ๔ ประการ นี้ ๔ ประการเป็นไฉน 
			<remark  id="s2b21c50l13" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย ฟ้ากับแผ่นดิน นี้เป็นสิ่งที่ไกลกันแสนไกลประการที่ ๑ ฝั่งนี้และฝั่งโน้นแห่ง
			<remark  id="s2b21c50l14" />สมุทร นี้เป็นสิ่งที่ไกลกันแสนไกลประการที่ ๒ พระอาทิตย์ยามขึ้นและยามอัสดงคตนี้เป็นสิ่งที่
			<remark  id="s2b21c50l15" />ไกลกันแสนไกลประการที่ ๓ ธรรมของสัตบุรุษและธรรมของอสัตบุรุษ นี้เป็นสิ่งที่ไกลกันแสนไกล
			<remark  id="s2b21c50l16" />ประการที่ ๔ ดูกรภิกษุทั้งหลาย สิ่งที่ไกลกันแสนไกล ๔ ประการนี้แล ฯ
			<remark  id="s2b21c50l17" />      นักปราชญ์ทั้งหลายกล่าวว่า ฟ้ากับดินไกลกัน ฝั่งสมุทร
			<remark  id="s2b21c50l18" />      ก็ไกลกัน พระอาทิตย์ส่องแสงยามอุทัยกับยามอัสดงคต
			<remark  id="s2b21c50l19" />      ไกลกัน บัณฑิตกล่าวว่า ธรรมของสัตบุรุษกับธรรมของ
			<remark  id="s2b21c50l20" />      อสัตบุรุษไกลกันยิ่งกว่านั้น การสมาคมของสัตบุรุษ
			<remark  id="s2b21c50l21" />      มั่นคงยืดยาว ย่อมเป็นอย่างนั้นตราบเท่ากาลที่พึงดำรงอยู่
			<remark  id="s2b21c50l22" />      ส่วนการสมาคมของอสัตบุรุษ ย่อมจืดจางเร็ว เพราะฉะนั้น
			<remark  id="s2b21c50l23" />      ธรรมของสัตบุรุษ จึงไกลจากธรรมของอสัตบุรุษ ฯ
			<remark  id="s2b21c50l24" />                                                        จบสูตรที่ ๗
			<remark  id="s2b21c50l25" />                                                        วิสาขสูตร
			<remark  id="s2b21c50l26" />         [๔๘] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวันอารามของท่าน
			<remark  id="s2b21c50l27" />อนาถบิณฑิกเศรษฐี ใกล้พระนครสาวัตถี ก็โดยสมัยนั้นแล ท่านวิสาขปัญจาลิบุตร ได้ชี้แจงภิกษุ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b21c51" >
		<para id="s2b21c51p">
			<remark  id="s2b21c51l1" />ทั้งหลาย ในอุปัฏฐานศาลาให้เห็นแจ้ง ให้สมาทาน ให้อาจหาญ ให้ร่าเริง ด้วยธรรมีกถาอันเป็น
			<remark  id="s2b21c51l2" />วาจาของชาวเมืองสละสลวย ปราศจากโทษ ให้เข้าใจความได้แจ่มแจ้ง นับเนื่องในนิพพาน ไม่
			<remark  id="s2b21c51l3" />อิงวัฏฏะ ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคทรงออกจากที่เร้นในสายัณห์สมัย เสด็จไปยังอุปัฏฐานศาลา 
			<remark  id="s2b21c51l4" />แล้วประทับนั่งบนอาสนะที่ปูลาดไว้ ครั้นแล้วตรัสถามภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ใครหนอ
			<remark  id="s2b21c51l5" /> ชี้แจงภิกษุทั้งหลายในอุปัฏฐานศาลาให้เห็นแจ้ง ให้สมาทาน ให้อาจหาญ ให้ร่าเริง ด้วยธรรมีกถา
			<remark  id="s2b21c51l6" />อันเป็นวาจาของชาวเมือง สละสลวย ปราศจากโทษ ให้เข้าใจความได้แจ่มแจ้ง นับเนื่องใน
			<remark  id="s2b21c51l7" />นิพพาน ไม่อิงวัฏฏะ ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ท่านวิสาขปัญจาลิบุตร ชี้แจง
			<remark  id="s2b21c51l8" />ภิกษุทั้งหลายในอุปัฏฐานศาลาให้เห็นแจ้ง ให้สมาทานให้อาจหาญ ให้ร่าเริง ด้วยธรรมีกถาอัน
			<remark  id="s2b21c51l9" />เป็นวาจาของชาวเมือง สละสลวยปราศจากโทษ ให้เข้าใจความได้แจ่มแจ้ง นับเนื่องในนิพพาน 
			<remark  id="s2b21c51l10" />ไม่อิงวัฏฏะครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคได้ตรัสกะท่านวิสาขปัญจาลิบุตรว่า ดีละ ดีละวิสาขะ 
			<remark  id="s2b21c51l11" />เป็นการดีแล้ววิสาขะ ที่เธอชี้แจงภิกษุทั้งหลายให้เห็นแจ้ง ให้สมาทานให้อาจหาญ ให้ร่าเริง 
			<remark  id="s2b21c51l12" />ด้วยธรรมีกถาอันเป็นวาจาของชาวเมือง สละสลวยปราศจากโทษ ให้เข้าใจความได้แจ่มแจ้ง นับ
			<remark  id="s2b21c51l13" />เนื่องในนิพพาน ไม่อิงวัฏฏะ ฯ
			<remark  id="s2b21c51l14" />      คนที่ไม่พูด ชนทั้งหลายย่อมรู้ไม่ได้ว่า เป็นพาลหรือ
			<remark  id="s2b21c51l15" />      บัณฑิต       ส่วนคนที่พูด ชนทั้งหลายย่อมรู้ว่า เป็นผู้แสดง
			<remark  id="s2b21c51l16" />      อมตบท    บุคคลพึงยังธรรมให้สว่างแจ่มแจ้ง พึงยกย่องธง
			<remark  id="s2b21c51l17" />      ของฤาษี   ทั้งหลาย ฤาษีทั้งหลายมีสุภาษิตเป็นธง เพราะ
			<remark  id="s2b21c51l18" />     ว่าธรรมเป็น   ธงของพวกฤาษี ฯ
			<remark  id="s2b21c51l19" />                                        จบสูตรที่ ๘
			<remark  id="s2b21c51l20" />                                   วิปัลลาสสูตร
			<remark  id="s2b21c51l21" />         [๔๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สัญญาวิปลาส จิตวิปลาส ทิฐิวิปลาส ๔ประการนี้ ๔ 
			<remark  id="s2b21c51l22" />ประการเป็นไฉน คือ สัญญาวิปลาส จิตวิปลาส ทิฐิวิปลาสในสิ่งที่ไม่เที่ยงว่าเที่ยง ๑ ใน
			<remark  id="s2b21c51l23" />สิ่งที่เป็นทุกข์ว่าเป็นสุข ๑ ในสิ่งที่ไม่ใช่ตนว่าเป็นตน ๑ ในสิ่งที่ไม่งามว่างาม ๑ สัญญาวิปลาส
			<remark  id="s2b21c51l24" /> จิตวิปลาส ทิฐิวิปลาส๔ ประการนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย สัญญาไม่วิปลาส จิตไม่วิปลาส 
			<remark  id="s2b21c51l25" />ทิฐิไม่วิปลาส ๔ ประการนี้ ๔ ประการเป็นไฉน คือ สัญญาไม่วิปลาส จิตไม่วิปลาส ทิฐิไม่
		</para>
	</section>
	<section id="s2b21c52" >
		<para id="s2b21c52p">
			<remark  id="s2b21c52l1" />วิปลาส ในสิ่งที่ไม่เที่ยงว่าไม่เที่ยง ๑ ในสิ่งที่เป็นทุกข์ว่าเป็นทุกข์ ๑ในสิ่งที่ไม่ใช่ตนว่าไม่ใช่ตน ๑ 
			<remark  id="s2b21c52l2" />ในสิ่งที่ไม่งามว่าไม่งาม ๑ สัญญาไม่วิปลาสจิตไม่วิปลาส ทิฐิไม่วิปลาส ๔ ประการนี้แล ฯ
			<remark  id="s2b21c52l3" /> 	เหล่าสัตว์ผู้ถูกมิจฉาทิฐิกำจัด มีจิตฟุ้งซ่าน มีความสำคัญ
			<remark  id="s2b21c52l4" />ผิด มีความสำคัญในสิ่งที่ไม่เที่ยงว่าเที่ยง สำคัญในสิ่ง
			<remark  id="s2b21c52l5" />ที่เป็นทุกข์ ว่าเป็นสุข สำคัญในสิ่งที่ไม่ใช่ตนว่าเป็นตน
			<remark  id="s2b21c52l6" />และสำคัญในสิ่งที่ไม่งามว่างาม สัตว์คือชนเหล่านั้น ชื่อ
			<remark  id="s2b21c52l7" />ว่าประกอบแล้วในเครื่องประกอบของมาร ไม่เป็นผู้เกษม
			<remark  id="s2b21c52l8" />จากโยคะ มีปรกติไปสู่ชาติ และมรณะ ย่อมไปสู่สงสาร
			<remark  id="s2b21c52l9" />ก็ในกาลใด พระพุทธเจ้าทั้งหลาย ผู้กระทำแสงสว่างบังเกิด
			<remark  id="s2b21c52l10" />ขึ้นในโลก พระพุทธเจ้าเหล่านั้น ย่อมประกาศธรรมนี้
			<remark  id="s2b21c52l11" />เป็นเครื่องให้สัตว์ถึงความสงบทุกข์ ชน เหล่านั้นผู้มีปัญญา
			<remark  id="s2b21c52l12" /> ฟังธรรมของพระพุทธเจ้าเหล่านั้น   แล้ว ได้จิตของตน
			<remark  id="s2b21c52l13" />ควรแปลว่า (กลับได้ความคิดเป็นของตัวเอง) ได้เห็น
			<remark  id="s2b21c52l14" />สิ่งไม่เที่ยงโดยความเป็นของไม่  เที่ยง ได้เห็นทุกข์โดยความ
			<remark  id="s2b21c52l15" />เป็นทุกข์ ได้เห็นสิ่งที่ไม่ใช่ตน    ว่าไม่ใช่ตน ได้เห็นสิ่งที่
			<remark  id="s2b21c52l16" />ไม่งามโดยความเป็นของไม่งาม     สมาทานสัมมาทิฐิ จึง
			<remark  id="s2b21c52l17" />ล่วงทุกข์ทั้งปวงได้ ฯ
			<remark  id="s2b21c52l18" />                                                จบสูตรที่ ๙
			<remark  id="s2b21c52l19" />                                               อุปกิเลสสูตร
			<remark  id="s2b21c52l20" />         [๕๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เครื่องมัวหมองของพระจันทร์ และพระอาทิตย์ อันเป็นเหตุ
			<remark  id="s2b21c52l21" />ให้พระจันทร์และพระอาทิตย์ไม่แผดแสง ไม่ส่องแสง ไม่ไพโรจน์มี ๔ ประการนี้ ๔ ประการ
			<remark  id="s2b21c52l22" />เป็นไฉน คือ เมฆ ๑ หมอก ๑ ควันและละออง ๑ราหูจอมอสูร ๑ เครื่องมัวหมองของ
			<remark  id="s2b21c52l23" />พระจันทร์และพระอาทิตย์ อันเป็นเหตุให้พระจันทร์และพระอาทิตย์ไม่แผดแสง ไม่สว่างไสว
			<remark  id="s2b21c52l24" /> ไม่ไพโรจน์ ๔ ประการนี้แลดูกรภิกษุทั้งหลาย อุปกิเลสของสมณพราหมณ์ทั้งหลาย อันเป็นเหตุ
			<remark  id="s2b21c52l25" />ให้สมณพราหมณ์พวกหนึ่งไม่สง่า ไม่รุ่งเรือง ไม่ไพโรจน์ ก็มี ๔ ประการ ฉันนั้นเหมือนกัน
		</para>
	</section>
	<section id="s2b21c53" >
		<para id="s2b21c53p">
			<remark  id="s2b21c53l1" />๔ ประการเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่ง ดื่มสุราและเมรัย ไม่งดเว้น
			<remark  id="s2b21c53l2" />จากการดื่มสุราและเมรัย นี้เป็นอุปกิเลสของสมณพราหมณ์ประการที่ ๑ มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่ง
			<remark  id="s2b21c53l3" />เสพเมถุนธรรม ไม่งดเว้นจากเมถุนธรรม นี้เป็นอุปกิเลสของสมณพราหมณ์ประการที่ ๒ มีสมณ
			<remark  id="s2b21c53l4" />พราหมณ์พวกหนึ่งยินดีทองและเงิน ไม่งดเว้นจากการรับทองและเงิน นี้เป็นอุปกิเลสของสมณ
			<remark  id="s2b21c53l5" />พราหมณ์ประการที่ ๓ มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่งเลี้ยงชีวิตด้วยมิจฉาชีพ ไม่งดเว้นจากมิจฉาชีพ 
			<remark  id="s2b21c53l6" />นี้เป็นอุปกิเลสของสมณพราหมณ์ประการที่ ๔ ดูกรภิกษุทั้งหลายอุปกิเลสของสมณพราหมณ์
			<remark  id="s2b21c53l7" />ทั้งหลาย อันเป็นเหตุให้สมณพราหมณ์พวกหนึ่งไม่สง่า ไม่รุ่งเรือง ไม่ไพโรจน์ ฯ
			<remark  id="s2b21c53l8" />      สมณพราหมณ์พวกหนึ่ง ถูกราคะและโทสะ ปกคลุมแล้ว
			<remark  id="s2b21c53l9" />      อันอวิชชาหุ้มห่อแล้ว เพลิดเพลินรูปที่น่ารัก ย่อมดื่มสุรา
			<remark  id="s2b21c53l10" />      และเมรัย เสพเมถุน เป็นผู้ไม่รู้แจ้ง ยินดีรับทองและเงิน
			<remark  id="s2b21c53l11" />      สมณพราหมณ์พวกหนึ่ง ย่อมเลี้ยงชีวิตด้วยมิจฉาชีพ
			<remark  id="s2b21c53l12" />     อุป  กิเลสอันเป็นเหตุให้สมณพราหมณ์พวกหนึ่งไม่สง่า ไม่
			<remark  id="s2b21c53l13" />     รุ่งเรือง ไม่ไพโรจน์ ซึ่งเป็นที่รู้กันว่า เป็นผู้ไม่บริสุทธิ์
			<remark  id="s2b21c53l14" />      มีธุลีคือกิเลส เป็นผู้อันความมืดรัดรึงแล้ว เป็นทาส
			<remark  id="s2b21c53l15" />      แห่งตัณหา อันตัณหานำไปด้วยดี ย่อมยังอัตภาพอัน
			<remark  id="s2b21c53l16" />     หยาบให้เจริญ ย่อมยินดีภพใหม่เหล่านี้ อันพระพุทธเจ้า
			<remark  id="s2b21c53l17" />      ผู้เป็น   เผ่าพันธุ์แห่งพระอาทิตย์ตรัสไว้แล้ว ฯ
			<remark  id="s2b21c53l18" />                                             จบสูตรที่ ๑๐
			<remark  id="s2b21c53l19" />                                  จบโรหิตัสสวรรคที่ ๕
			<remark  id="s2b21c53l20" />                             ___________________
			<remark  id="s2b21c53l21" />                       รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
			<remark  id="s2b21c53l22" />     ๑. สมาธิสูตร ๒. ปัญหาสูตร ๓. โกธสูตรที่ ๑ ๔. โกธสูตรที่ ๒  ๕. โรหิตัสสสูตรที่ ๑
			<remark  id="s2b21c53l23" /> ๖. โรหิตัสสสูตรที่ ๒ ๗. สุวิทูรสูตร ๘. วิสาขสูตร๙. วิปัลลาสสูตร ๑๐. อุปกิเลสสูตร ฯ
			<remark  id="s2b21c53l24" />                            จบปฐมปัณณาสก์
			<remark  id="s2b21c53l25" />                             _______
		</para>
	</section>
	<section id="s2b21c54" >
		<para id="s2b21c54p">
			<remark  id="s2b21c54l1" />                       ทุติยปัณณาสก์
			<remark  id="s2b21c54l2" />                          ปุญญาภิสันทวรรคที่ ๑
			<remark  id="s2b21c54l3" />                           ปุญญาภิสันทสูตรที่ ๑
			<remark  id="s2b21c54l4" />         [๕๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ห้วงบุญห้วงกุศล ๔ ประการนี้ นำความสุขมาให้ ให้อารมณ์
			<remark  id="s2b21c54l5" />อันเลิศ มีสุขเป็นวิบาก เป็นไปเพื่อเกิดในสวรรค์ ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อสุข
			<remark  id="s2b21c54l6" /> อันน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ ห้วงบุญห้วงกุศล ๔ ประการเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย
			<remark  id="s2b21c54l7" /> ภิกษุบริโภคจีวรของทายกใดเข้าถึงเจโตสมาธิอันหาประมาณมิได้อยู่ ห้วงบุญห้วงกุศลของทายกนั้น
			<remark  id="s2b21c54l8" />หาประมาณมิได้ นำความสุขมาให้ ให้อารมณ์อันเลิศ มีสุขเป็นวิบาก เป็นไปเพื่อเกิดในสวรรค์
			<remark  id="s2b21c54l9" /> ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อสุข อันน่าปรารถนา น่าใคร่น่าพอใจ ภิกษุบริโภคบิณฑบาต
			<remark  id="s2b21c54l10" />ของทายกใด ... บริโภคเสนาสนะของทายกใด ...บริโภคเภสัชบริขารอันเป็นปัจจัยแห่งคนไข้ของ
			<remark  id="s2b21c54l11" />ทายกใด เข้าถึงเจโตสมาธิอันหาประมาณมิได้อยู่ ห้วงบุญห้วงกุศลของทายกนั้นหาประมาณมิได้ 
			<remark  id="s2b21c54l12" />นำความสุขมาให้ ให้อารมณ์อันเลิศ มีสุขเป็นวิบาก เป็นไปเพื่อเกิดในสวรรค์ ย่อมเป็นไปเพื่อ
			<remark  id="s2b21c54l13" />ประโยชน์เกื้อกูล เพื่อสุข อันน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ห้วงบุญห้วงกุศล
			<remark  id="s2b21c54l14" /> ๔ ประการนี้แล นำความสุขมาให้ ให้อารมณ์อันเลิศ มีสุขเป็นวิบาก เป็นไปเพื่อเกิดในสวรรค์
			<remark  id="s2b21c54l15" /> ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูลเพื่อสุข อันน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ ฯ
			<remark  id="s2b21c54l16" />      อนึ่ง การถือเอาประมาณแห่งบุญของอริยสาวก ผู้ประกอบด้วยห้วงบุญห้วงกุศล ๔ 
			<remark  id="s2b21c54l17" />ประการนี้ว่า ห้วงบุญห้วงกุศลมีประมาณเท่านี้ นำความสุขมาให้ให้อารมณ์อันเลิศ มีสุขเป็น
			<remark  id="s2b21c54l18" />วิบาก เป็นไปเพื่อเกิดในสวรรค์ ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อสุข อันน่าปรารถนา 
			<remark  id="s2b21c54l19" />น่าใคร่ น่าพอใจ ดังนี้ ไม่ใช่กระทำได้ง่าย โดยที่แท้ ย่อมถึงการนับว่า เป็นกองบุญใหญ่ จะนับ
			<remark  id="s2b21c54l20" />จะประมาณมิได้ทีเดียว การถือเอาประมาณแห่งน้ำในมหาสมุทรว่า เท่านี้อาฬหกะ เท่านี้ร้อยอาฬหกะ 
			<remark  id="s2b21c54l21" />เท่านี้พันอาฬหกะ หรือว่าเท่านี้แสนอาฬหกะ ไม่ใช่ทำได้ง่ายโดยที่แท้ ย่อมถึงการนับว่า เป็นห้วง
			<remark  id="s2b21c54l22" />น้ำใหญ่ จะนับจะประมาณมิได้ทีเดียวแม้ฉันใด การถือเอาประมาณแห่งบุญของอริยสาวก 
			<remark  id="s2b21c54l23" />ผู้ประกอบด้วยห้วงบุญห้วงกุศล ๔ ประการนี้ว่า ห้วงบุญห้วงกุศลมีประมาณเท่านี้ นำความสุขมาให้ 
			<remark  id="s2b21c54l24" />ให้อารมณ์อันเลิศ มีสุขเป็นวิบาก เป็นไปเพื่อเกิดในสวรรค์ ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล
		</para>
	</section>
	<section id="s2b21c55" >
		<para id="s2b21c55p">
			<remark  id="s2b21c55l1" /> เพื่อสุข อันน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ ดังนี้ ไม่ใช่กระทำได้ง่าย โดยที่แท้ ย่อมถึงซึ่งการ
			<remark  id="s2b21c55l2" />นับว่า เป็นกองบุญใหญ่ จะนับจะประมาณมิได้ทีเดียว ฉันนั้นเหมือนกันแล ฯ
			<remark  id="s2b21c55l3" />      แม่น้ำทั้งหลาย อันคับคั่งด้วยหมู่ปลาเป็นจำนวนมาก ไหล
			<remark  id="s2b21c55l4" />      ไปยังสาครคือทะเลใหญ่ ที่ขังน้ำใหญ่ ไม่มีประมาณ
			<remark  id="s2b21c55l5" />      ประกอบด้วยสิ่งที่น่ากลัวมาก เป็นที่อยู่อาศัยแห่งรัตนะ
			<remark  id="s2b21c55l6" />      เป็นอันมาก ย่อมยังสาครให้เต็ม ฉันใด ท่อธารแห่งบุญ
			<remark  id="s2b21c55l7" />      ย่อมยังนรชนผู้เป็นบัณฑิต ผู้ให้ข้าวและน้ำ ให้เครื่องปู
			<remark  id="s2b21c55l8" />      ลาดที่นอนและที่นั่ง ให้เต็มด้วยบุญ ฉันนั้น เหมือน
			<remark  id="s2b21c55l9" />      อย่างแม่น้ำ คือห้วงน้ำยังสาครให้เต็มฉะนั้น ฯ
			<remark  id="s2b21c55l10" />                จบสูตรที่ ๑
			<remark  id="s2b21c55l11" />                           ปุญญาภิสันทสูตรที่ ๒
			<remark  id="s2b21c55l12" />         [๕๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ห้วงบุญห้วงกุศล ๔ ประการนี้ นำความสุขมาให้ ให้อารมณ์
			<remark  id="s2b21c55l13" />อันเลิศ มีสุขเป็นวิบาก เป็นไปเพื่อเกิดในสวรรค์ ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อสุข 
			<remark  id="s2b21c55l14" />อันน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ ห้วงบุญห้วงกุศล ๔ ประการเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย
			<remark  id="s2b21c55l15" /> อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระพุทธเจ้าว่า แม้
			<remark  id="s2b21c55l16" />เพราะเหตุนี้พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น เป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้เองโดยชอบ ทรงสมบูรณ์ด้วย
			<remark  id="s2b21c55l17" />วิชชาและจรณะ เสด็จไปดีแล้ว ทรงรู้แจ้งโลก เป็นสารถีฝึกบุรุษที่ควรฝึกชั้นเยี่ยม เป็นศาสดา
			<remark  id="s2b21c55l18" />ของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เป็นผู้ตื่นแล้ว เป็นผู้มีโชคห้วงบุญห้วงกุศลประการที่ ๑ นี้ 
			<remark  id="s2b21c55l19" />นำความสุขมาให้ ให้อารมณ์อันเลิศ มีสุขเป็นวิบาก เป็นไปเพื่อเกิดในสวรรค์ ย่อมเป็นไปเพื่อ
			<remark  id="s2b21c55l20" />ประโยชน์เกื้อกูล เพื่อสุขอันน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ อีกประการหนึ่ง อริยสาวกเป็นผู้
			<remark  id="s2b21c55l21" />ประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระธรรมว่า พระธรรมอันพระผู้มีพระภาคตรัสดีแล้ว 
			<remark  id="s2b21c55l22" />อันผู้บรรลุพึงเห็นเอง ไม่ประกอบด้วยกาล ควรเรียกให้มาดู ควรน้อมเข้ามาในตน อันวิญญูชน
			<remark  id="s2b21c55l23" />พึงรู้ได้เฉพาะตน ห้วงบุญห้วงกุศลประการที่ ๒ นี้นำความสุขมาให้ ให้อารมณ์อันเลิศ มีสุขเป็น
			<remark  id="s2b21c55l24" />วิบาก เป็นไปเพื่อเกิดในสวรรค์ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อสุข อันน่าปรารถนา 
			<remark  id="s2b21c55l25" />น่าใคร่ น่าพอใจอีกประการหนึ่ง อริยสาวกเป็นผู้ประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวใน
		</para>
	</section>
	<section id="s2b21c56" >
		<para id="s2b21c56p">
			<remark  id="s2b21c56l1" />พระสงฆ์ว่า พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเป็นผู้ปฏิบัติดี เป็นผู้ปฏิบัติตรง เป็นผู้ปฏิบัติ
			<remark  id="s2b21c56l2" />เป็นธรรม เป็นผู้ปฏิบัติชอบ คือ คู่แห่งบุรุษ ๔ บุรุษบุคคล ๘ นี้คือพระสงฆ์สาวกของพระผู้มี
			<remark  id="s2b21c56l3" />พระภาค เป็นผู้ควรของคำนับ เป็นผู้ควรของต้อนรับเป็นผู้ควรของทำบุญ เป็นผู้ควรทำอัญชลี
			<remark  id="s2b21c56l4" /> เป็นนาบุญของโลก ไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า ห้วงบุญห้วงกุศลประการที่ ๓ นี้ นำความสุขมาให้ ให้
			<remark  id="s2b21c56l5" />อารมณ์อันเลิศมีสุขเป็นวิบาก เป็นไปเพื่อเกิดในสวรรค์ ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูลเพื่อสุข
			<remark  id="s2b21c56l6" /> อันน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ อีกประการหนึ่ง อริยสาวกเป็นผู้ประกอบด้วยศีล อันพระ
			<remark  id="s2b21c56l7" />อริยะใคร่แล้ว ไม่ขาด ไม่ทะลุ ไม่ด่าง ไม่พร้อยเป็นไทย อันวิญญูชนสรรเสริญ อันตัณหา
			<remark  id="s2b21c56l8" />และทิฐิไม่ถูกต้อง เป็นไปเพื่อสมาธิห้วงบุญห้วงกุศลประการที่ ๔ นี้ นำสุขมาให้ ให้อารมณ์อันเลิศ มี
			<remark  id="s2b21c56l9" />สุขเป็นวิบากเป็นไปเพื่อเกิดในสวรรค์ ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อสุข อันน่าปรารถนา
			<remark  id="s2b21c56l10" /> น่าใคร่ น่าพอใจ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ห้วงบุญห้วงกุศล ๔ ประการนี้แล นำความสุขมาให้ ให้
			<remark  id="s2b21c56l11" />อารมณ์อันเลิศ มีสุขเป็นวิบาก เป็นไปเพื่อเกิดในสวรรค์ ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อ
			<remark  id="s2b21c56l12" />สุข อันน่าปรารถนา น่าใคร่น่าพอใจ ฯ
			<remark  id="s2b21c56l13" />      ผู้ใดมีศรัทธาตั้งมั่นไม่หวั่นไหวในพระตถาคต มีศีลดีงาม
			<remark  id="s2b21c56l14" />      อันพระอริยะเจ้าใคร่แล้ว สรรเสริญแล้ว มีความเลื่อมใส
			<remark  id="s2b21c56l15" />      ใน พระสงฆ์ และมีความเห็นตรง บัณฑิตทั้งหลายกล่าวผู้
			<remark  id="s2b21c56l16" />      นั้นว่า  เป็นคนไม่ขัดสน ชีวิตของผู้นั้นไม่เปล่า เพราะฉะนั้น
			<remark  id="s2b21c56l17" />       ผู้มี   ปัญญา เมื่อระลึกถึงคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย
			<remark  id="s2b21c56l18" />       ควร   ประกอบศรัทธา ศีล ความเลื่อมใส และความเห็น
			<remark  id="s2b21c56l19" />      ธรรมไว้  เนืองๆ เถิด ฯ
			<remark  id="s2b21c56l20" />                                                        จบสูตรที่ ๒
			<remark  id="s2b21c56l21" />                                                    สังวาสสูตรที่ ๑
			<remark  id="s2b21c56l22" />         [๕๓] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเสด็จดำเนินหนทางไกลในระหว่างเมืองมธุราและ
			<remark  id="s2b21c56l23" />เมืองเวรัญชาต่อกัน คหบดีและคหปตานีมากด้วยกัน ก็เป็นผู้ดำเนินหนทางไกล ในระหว่างเมือง
			<remark  id="s2b21c56l24" />มธุราและเมืองเวรัญชาต่อกัน ครั้งนั้นแลพระผู้มีพระภาคเสด็จแวะออกจากทาง ประทับนั่งที่โคนไม้
			<remark  id="s2b21c56l25" />แห่งหนึ่ง คหบดีและคหปตานีเหล่านั้นได้เห็นพระผู้มีพระภาคประทับนั่งที่โคนไม้แห่งหนึ่ง จึงได้
			<remark  id="s2b21c56l26" />พากันไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายอภิวาทแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้ว 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b21c57" >
		<para id="s2b21c57p">
			<remark  id="s2b21c57l1" />พระผู้มีพระภาคได้ตรัสพระพุทธพจน์นี้กะคหบดีและคหปตานีเหล่านั้นว่า ดูกรคหบดีและคหปตานี
			<remark  id="s2b21c57l2" />ทั้งหลาย การอยู่ร่วม ๔ ประการนี้ ๔ ประการเป็นไฉนคือ ชายผีอยู่ร่วมกับหญิงผี ๑ ชายผีอยู่ร่วม
			<remark  id="s2b21c57l3" />กับหญิงเทวดา๑ ชายเทวดาอยู่ร่วมกับหญิงผี ๑ ชายเทวดาอยู่ร่วมกับหญิงเทวดา ๑ ดูกรคหบดีและ
			<remark  id="s2b21c57l4" />คหปตานีทั้งหลายก็ชายผีอยู่ร่วมกับหญิงผีอย่างไร สามีในโลกนี้เป็นผู้มักฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ 
			<remark  id="s2b21c57l5" />ประพฤติผิดในกาม พูดเท็จ ดื่มน้ำเมาคือสุราและเมรัยอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาทเป็นคนทุศีล 
			<remark  id="s2b21c57l6" />มีบาปธรรม มีใจอันมลทินคือความตระหนี่ครอบงำ ด่าและบริภาษ สมณพราหมณ์ อยู่ครองเรือน 
			<remark  id="s2b21c57l7" />แม้ภรรยาของเขาก็เป็นผู้มักฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ประพฤติผิดในกาม พูดเท็จ ดื่มน้ำเมาคือสุราและ
			<remark  id="s2b21c57l8" />เมรัยอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท เป็นคนทุศีล มีบาปธรรม มีใจอันมลทินคือความตระหนี่ครอบงำ
			<remark  id="s2b21c57l9" /> ด่าและบริภาษสมณพราหมณ์ อยู่ครองเรือน ดูกรคหบดีและคหปตานีทั้งหลายชายผีอยู่ร่วมกับหญิงผี
			<remark  id="s2b21c57l10" />อย่างนี้แล ฯ
			<remark  id="s2b21c57l11" />      ดูกรคหบดีและคหปตานีทั้งหลาย ก็ชายผีอยู่ร่วมกับหญิงเทวดาอย่างไร สามีในโลกนี้
			<remark  id="s2b21c57l12" />เป็นผู้มักฆ่าสัตว์ ฯลฯ ด่าและบริภาษสมณพราหมณ์ อยู่ครองเรือนส่วนภรรยาของเขาเป็นผู้งดเว้น
			<remark  id="s2b21c57l13" />จากการฆ่าสัตว์ จากการลักทรัพย์ จากการประพฤติผิดในกาม จากการพูดเท็จ จากการดื่มน้ำเมาคือ
			<remark  id="s2b21c57l14" />สุราเมรัยอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท มีศีล มีกัลยาณธรรม มีใจปราศจากมลทินคือความ
			<remark  id="s2b21c57l15" />ตระหนี่ ไม่ด่าไม่บริภาษสมณพราหมณ์ อยู่ครองเรือน ดูกรคหบดีและคหปตานีทั้งหลายชายผี
			<remark  id="s2b21c57l16" />อยู่ร่วมกับหญิงเทวดาอย่างนี้แล ฯ
			<remark  id="s2b21c57l17" />      ดูกรคหบดีและคหปตานีทั้งหลาย ก็ชายเทวดาอยู่ร่วมกับหญิงผีอย่างไรสามีในโลกนี้
			<remark  id="s2b21c57l18" />เป็นผู้งดเว้นจากการฆ่าสัตว์ ฯลฯ อยู่ครองเรือน ส่วนภรรยาของเขาเป็นผู้มักฆ่าสัตว์ ฯลฯ ด่าและ
			<remark  id="s2b21c57l19" />บริภาษสมณพราหมณ์ อยู่ครองเรือน ดูกรคหบดีและคหปตานีทั้งหลาย ชายเทวดาอยู่ร่วมกับหญิง
			<remark  id="s2b21c57l20" />ผีอย่างนี้แล ฯ
			<remark  id="s2b21c57l21" />      ดูกรคหบดีและคหปตานีทั้งหลาย ก็ชายเทวดาอยู่ร่วมกับหญิงเทวดาอย่างไร สามีใน
			<remark  id="s2b21c57l22" />โลกนี้เป็นผู้งดเว้นจากการฆ่าสัตว์ ฯลฯ ไม่ด่าไม่บริภาษสมณพราหมณ์ อยู่ครองเรือน แม้
			<remark  id="s2b21c57l23" />ภรรยาของเขาก็เป็นผู้งดเว้นจากการฆ่าสัตว์ ฯลฯไม่ด่าไม่บริภาษสมณพราหมณ์ อยู่ครองเรือน 
			<remark  id="s2b21c57l24" />ดูกรคหบดีและคหปตานีทั้งหลายชายเทวดาอยู่ร่วมกับหญิงเทวดาอย่างนี้แล ดูกรคหบดีและปตานีทั้ง
			<remark  id="s2b21c57l25" />หลาย การอยู่ร่วม ๔ ประการนี้แล ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b21c58" >
		<para id="s2b21c58p">
			<remark  id="s2b21c58l1" />      ภรรยาและสามีทั้งสองเป็นผู้ทุศีล เป็นคนตระหนี่ มักด่าว่า
			<remark  id="s2b21c58l2" />      สมณพราหมณ์ ชื่อว่าเป็นผีมาอยู่ร่วมกัน สามีเป็นผู้ทุศีล
			<remark  id="s2b21c58l3" />      มีความตระหนี่ มักด่าว่าสมณพราหมณ์ ส่วนภรรยาเป็นผู้มี
			<remark  id="s2b21c58l4" />      ศีล รู้ความประสงค์ของผู้ขอ ปราศจากความตระหนี่
			<remark  id="s2b21c58l5" />      ภรรยา    นั้นชื่อว่าเทวดาอยู่ร่วมกับสามีผี สามีเป็นผู้มีศีล
			<remark  id="s2b21c58l6" />       รู้ความประสงค์ของผู้ขอ ปราศจากความตระหนี่ ส่วน
			<remark  id="s2b21c58l7" />       ภรรยาเป็นผู้ทุศีล มีความตระหนี่ มักด่าว่าสมณพราหมณ์
			<remark  id="s2b21c58l8" />      ชื่อว่าหญิงผี  อยู่ร่วมกับสามีเทวดา ทั้งสองเป็นผู้มีศรัทธา
			<remark  id="s2b21c58l9" />       รู้ความประสงค์   ของผู้ขอ มีความสำรวม เป็นอยู่โดยธรรม
			<remark  id="s2b21c58l10" />        ภรรยาและ    สามีทั้งสองนั้น เจรจาถ้อยคำที่น่ารักแก่กัน
			<remark  id="s2b21c58l11" />        และกัน ย่อมมี   ความเจริญรุ่งเรืองมาก มีความผาสุก ทั้ง
			<remark  id="s2b21c58l12" />        สองฝ่ายมีศีลเสมอ      กัน รักใคร่กันมาก ไม่มีใจร้ายต่อกัน
			<remark  id="s2b21c58l13" />        ครั้นประพฤติธรรม  ในโลกนี้แล้ว เป็นผู้มีศีลและวัตรเสมอ
			<remark  id="s2b21c58l14" />       กันย่อมเป็นผู้เสวย    กามารมณ์เพลิดเพลินบันเทิงใจอยู่ใน
			<remark  id="s2b21c58l15" />         เทวโลก ฯ
			<remark  id="s2b21c58l16" />    	            จบสูตรที่ ๓
			<remark  id="s2b21c58l17" />                            สังวาสสูตรที่ ๒
			<remark  id="s2b21c58l18" />         [๕๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย การอยู่ร่วม ๔ ประการนี้ ๔ ประการเป็นไฉน คือ ชายผี
			<remark  id="s2b21c58l19" />อยู่ร่วมกับหญิงผี ๑ ชายผีอยู่ร่วมกับหญิงเทวดา ๑ ชายเทวดาอยู่ร่วมกับหญิงผี ๑ ชายเทวดาอยู่ร่วม
			<remark  id="s2b21c58l20" />กับหญิงเทวดา ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ชายผีอยู่ร่วมกับหญิงผีอย่างไร สามีในโลกนี้เป็นผู้มักฆ่า
			<remark  id="s2b21c58l21" />สัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม พูดเท็จ พูดส่อเสียด พูดคำหยาบ พูดเพ้อเจ้อ มีความ
			<remark  id="s2b21c58l22" />ละโมบ มีจิตพยาบาท มีความเห็นผิด เป็นคนทุศีล มีบาปธรรม มีใจอันมลทิน คือความตระหนี่
			<remark  id="s2b21c58l23" />ครอบงำ ด่าและบริภาษสมณพราหมณ์ อยู่ครองเรือน แม้ภรรยาของเขาก็เป็นผู้มักฆ่าสัตว์ ฯลฯ
			<remark  id="s2b21c58l24" /> อยู่ครองเรือน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ชายผีอยู่ร่วมกับหญิงผีอย่างนี้แล ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b21c59" >
		<para id="s2b21c59p">
			<remark  id="s2b21c59l1" />      ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ชายผีอยู่ร่วมกับหญิงเทวดาอย่างไร สามีในโลกนี้ เป็นผู้มัก
			<remark  id="s2b21c59l2" />ฆ่าสัตว์ ฯลฯ อยู่ครองเรือน ส่วนภรรยาของเขาเป็นผู้งดเว้นจากการฆ่าสัตว์ จากการลักทรัพย์ 
			<remark  id="s2b21c59l3" />จากการประพฤติผิดในกาม จากการพูดเท็จ จากการพูดส่อเสียด จากการพูดคำหยาบ จากการพูด
			<remark  id="s2b21c59l4" />เพ้อเจ้อ ไม่มีความละโมบ ไม่มีพยาบาท มีความเห็นชอบ มีศีล มีกัลยาณธรรม มีใจปราศจาก
			<remark  id="s2b21c59l5" />มลทินคือความตระหนี่ ไม่ด่าไม่บริภาษสมณพราหมณ์ อยู่ครองเรือน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ชายผี
			<remark  id="s2b21c59l6" />อยู่ร่วมกับหญิงเทวดาอย่างนี้แล ฯ
			<remark  id="s2b21c59l7" />     ดูกรภิกษุทั้งหลาย  ก็ชายเทวดาอยู่ร่วมกับหญิงผีอย่างไร สามีในโลกนี้  เป็นผู้งดเว้น
			<remark  id="s2b21c59l8" />จากการฆ่าสัตว์ ฯลฯ อยู่ครองเรือน ส่วนภรรยาของเขาเป็นผู้มักฆ่าสัตว์ ฯลฯ อยู่ครองเรือน 
			<remark  id="s2b21c59l9" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย ชายเทวดาอยู่ร่วมกับหญิงผีอย่างนี้แล ฯ
			<remark  id="s2b21c59l10" />     ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ชายเทวดาอยู่ร่วมกับหญิงเทวดาอย่างไร สามีในโลกนี้เป็นผู้งด
			<remark  id="s2b21c59l11" />เว้นจากการฆ่าสัตว์ ฯลฯ อยู่ครองเรือน แม้ภรรยาของเขาก็เป็นผู้งดเว้นจากการฆ่าสัตว์ ฯลฯ อยู่
			<remark  id="s2b21c59l12" />ครองเรือน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ชายเทวดาอยู่ร่วมกับหญิงเทวดาอย่างนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย การ
			<remark  id="s2b21c59l13" />อยู่ร่วม ๔ ประการนี้แล ฯ
			<remark  id="s2b21c59l14" />          ภรรยาและสามีทั้งสองเป็นผู้ทุศีล เป็นคนตระหนี่ มักด่าว่า
			<remark  id="s2b21c59l15" />          สมณพราหมณ์ ชื่อว่าเป็นผีมาอยู่ร่วมกัน สามีเป็นผู้ทุศีลมี
			<remark  id="s2b21c59l16" />          ความตระหนี่ มักด่าว่าสมณพราหมณ์ ส่วนภรรยาเป็นผู้มี
			<remark  id="s2b21c59l17" />          ศีล รู้ความประสงค์ของผู้ขอ ปราศจากความตระหนี่ ภรรยา
			<remark  id="s2b21c59l18" />          นั้นชื่อว่าเทวดาอยู่ร่วมกับสามีผี สามีเป็นผู้มีศีล รู้ความ
			<remark  id="s2b21c59l19" />          ประสงค์ของผู้ขอ ปราศจากความตระหนี่ ส่วนภรรยาเป็น
			<remark  id="s2b21c59l20" />          ผู้ทุศีล มีความตระหนี่ มักด่าว่าสมณพราหมณ์ ชื่อว่าหญิง ผี
			<remark  id="s2b21c59l21" />         อยู่ร่วมกับสามีเทวดา ทั้งสองเป็นผู้มีศรัทธารู้ความประสงค์
			<remark  id="s2b21c59l22" />          ของผู้ขอ มีความสำรวม เป็นอยู่โดยธรรม ภรรยาและสามี
			<remark  id="s2b21c59l23" />          ทั้งสองนั้น เจรจาถ้อยคำที่น่ารักแก่กันและกัน ย่อมมี
			<remark  id="s2b21c59l24" />          ความเจริญรุ่งเรืองมาก มีความผาสุก ทั้งสองฝ่ายมีศีล
			<remark  id="s2b21c59l25" />          เสมอกันรักใคร่กันมาก ไม่มีใจร้ายต่อกัน ครั้นประพฤติ
			<remark  id="s2b21c59l26" />          ธรรมใน โลกนี้แล้ว เป็นผู้มีศีลและวัตรเสมอกัน ย่อม
			<remark  id="s2b21c59l27" />         เป็นผู้เสวย   กามารมณ์เพลิดเพลินบันเทิงใจอยู่ในเทวโลก ฯ
			<remark  id="s2b21c59l28" />                                จบสูตรที่ ๔
		</para>
	</section>
	<section id="s2b21c60" >
		<para id="s2b21c60p">
			<remark  id="s2b21c60l1" />                             สมชีวิสูตรที่ ๑
			<remark  id="s2b21c60l2" />         [๕๕] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ เภสกฬามฤคทายวันใกล้บ้านสุงสุมาร
			<remark  id="s2b21c60l3" />คีระ แคว้นภัคคะ ครั้งนั้นแล เวลาเช้า พระผู้มีพระภาคทรงนุ่งแล้ว ทรงถือบาตรและจีวรเสด็จ
			<remark  id="s2b21c60l4" />เข้าไปยังนิเวศน์ของนกุลบิดาคฤหบดี แล้วประทับนั่งบนอาสนะที่ปูลาดไว้ ครั้งนั้นแล คฤหบดีผู้
			<remark  id="s2b21c60l5" />นกุลบิดาและคฤหปตานีผู้นกุลมารดา เข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคมแล้ว นั่ง ณ 
			<remark  id="s2b21c60l6" />ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้ว คฤหบดีผู้นกุลบิดาได้กราบทูลกะพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์
			<remark  id="s2b21c60l7" />ผู้เจริญ นับแต่เวลาที่ตระกูลนำคฤหปตานีผู้นกุลมารดาซึ่งยังเป็นสาวมา เพื่อข้าพระองค์ผู้ยังเป็นหนุ่ม 
			<remark  id="s2b21c60l8" />ข้าพระองค์มิได้รู้สึกจะประพฤตินอกใจคฤหปตานีผู้นกุลมารดาแม้ด้วยใจเลย ที่ไหนจะประพฤตินอก
			<remark  id="s2b21c60l9" />ใจด้วยกายเล่า ข้าพระองค์ทั้งสองปรารถนาพบกันและกันทั้งในปัจจุบันทั้งในสัมปรายภพ แม้คฤหป
			<remark  id="s2b21c60l10" />ตานีผู้นกุลมารดา ก็ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ นับแต่เวลาที่ตระกูลนำ
			<remark  id="s2b21c60l11" />หม่อมฉันซึ่งยังเป็นสาวมา เพื่อคฤหบดีผู้นกุลบิดาซึ่งยังเป็นหนุ่มหม่อมฉันมิได้รู้สึกจะประพฤติ
			<remark  id="s2b21c60l12" />นอกใจคฤหบดีผู้นกุลบิดาแม้ด้วยใจเลย ที่ไหนจะประพฤตินอกใจด้วยกายเล่า หม่อมฉันทั้งสอง
			<remark  id="s2b21c60l13" />ปรารถนาพบกันและกันทั้งในปัจจุบัน ทั้งในสัมปรายภพ ฯ
			<remark  id="s2b21c60l14" />     พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรคฤหบดีและคฤหปตานี ถ้าภรรยาและสามีทั้งสอง หวังจะ
			<remark  id="s2b21c60l15" />พบกันและกันทั้งในปัจจุบันทั้งในสัมปรายภพไซร้ ทั้งสองเทียวพึงเป็นผู้มีศรัทธาเสมอกัน มีศีล
			<remark  id="s2b21c60l16" />เสมอกัน มีจาคะเสมอกัน มีปัญญาเสมอกันภรรยาและสามีทั้งสองนั้น ย่อมได้พบกันและกัน
			<remark  id="s2b21c60l17" />ทั้งในปัจจุบัน ทั้งในสัมปรายภพ ฯ
			<remark  id="s2b21c60l18" />          ภรรยาและสามีทั้งสองเป็นผู้มีศรัทธา รู้ความประสงค์ของ
			<remark  id="s2b21c60l19" />          ผู้ขอ มีความสำรวม เป็นอยู่โดยธรรม เจรจาคำที่น่ารัก
			<remark  id="s2b21c60l20" />           แก่  กันและกัน ย่อมมีความเจริญรุ่งเรืองมาก มีความผาสุก
			<remark  id="s2b21c60l21" />          ทั้งสองฝ่ายมีศีลเสมอกัน รักใคร่กันมาก ไม่มีใจร้ายต่อ
			<remark  id="s2b21c60l22" />          กัน  ประพฤติธรรมในโลกนี้แล้ว ทั้งสองเป็นผู้มีศีลและ
			<remark  id="s2b21c60l23" />          วัตร เสมอกัน ย่อมเป็นผู้เสวยกามารมณ์ เพลิดเพลิน
			<remark  id="s2b21c60l24" />          บันเทิงใจ  อยู่ในเทวโลก ฯ
			<remark  id="s2b21c60l25" />                                จบสูตรที่ ๕
		</para>
	</section>
	<section id="s2b21c61" >
		<para id="s2b21c61p">
			<remark  id="s2b21c61l1" />                   สมชีวิสูตรที่ ๒
			<remark  id="s2b21c61l2" />         [๕๖] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าภรรยาและสามีทั้งสองพึงหวังพบ
			<remark  id="s2b21c61l3" />กันและกันทั้งในปัจจุบัน และในสัมปรายภพ ทั้งสองเทียวพึงเป็นผู้มีศรัทธาเสมอกัน มีศีลเสมอ
			<remark  id="s2b21c61l4" />กัน มีจาคะเสมอกัน มีปัญญาเสมอกันภรรยาและสามีทั้งสองนั้น ย่อมได้พบกันและกันทั้งใน
			<remark  id="s2b21c61l5" />ปัจจุบัน ทั้งในสัมปรายภพ ฯ
			<remark  id="s2b21c61l6" />  	ภรรยาและสามีทั้งสองเป็นผู้มีศรัทธา รู้ความประสงค์ของ
			<remark  id="s2b21c61l7" />  ผู้ขอ มีความสำรวม เป็นอยู่โดยธรรม เจรจาคำที่น่ารัก
			<remark  id="s2b21c61l8" />แก่ กันและกัน ย่อมมีความเจริญรุ่งเรืองมาก มีความผาสุก
			<remark  id="s2b21c61l9" />ทั้ง     สองฝ่ายมีศีลเสมอกัน รักใคร่กันมาก ไม่มีใจร้ายต่อ
			<remark  id="s2b21c61l10" />กัน ประพฤติธรรมในโลกนี้แล้ว ทั้งสองเป็นผู้มีศีลและ
			<remark  id="s2b21c61l11" />วัตรเสมอ     กัน ย่อมเป็นผู้เสวยกามารมณ์ เพลิดเพลิน
			<remark  id="s2b21c61l12" />บันเทิงใจอยู่ใน
			<remark  id="s2b21c61l13" />          		เทวโลก ฯ
			<remark  id="s2b21c61l14" />                                                จบสูตรที่ ๖
			<remark  id="s2b21c61l15" />                                             สุปปวาสสูตร
			<remark  id="s2b21c61l16" />         [๕๗] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ในนิคมของโกลิยราชสกุล ชื่อปัชชเนละ 
			<remark  id="s2b21c61l17" />แคว้นโกฬิยะ ครั้งนั้นแล เวลาเช้า พระผู้มีพระภาคทรงนุ่งแล้วทรงถือบาตรและจีวรเสด็จเข้าไป
			<remark  id="s2b21c61l18" />ยังนิเวศน์ของโกลิยธิดาชื่อสุปปวาสา ครั้นแล้วประทับนั่งบนอาสนะที่ปูลาดไว้ ครั้งนั้นแล โกลิยธิดา
			<remark  id="s2b21c61l19" />ชื่อสุปปวาสาได้อังคาสพระผู้มีพระภาคด้วยของเคี้ยวของฉันอันประณีต ด้วยมือของตน ให้อิ่มหนำ
			<remark  id="s2b21c61l20" />เพียงพอแล้ว ได้เห็นพระผู้มีพระภาคเสวยเสร็จ นำพระหัตถ์ออกจากบาตรแล้ว จึงนั่ง ณ ที่ควร
			<remark  id="s2b21c61l21" />ส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้ว พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรนางสุปปวาสา อริยสาวิกาผู้ให้โภชนะ ชื่อ
			<remark  id="s2b21c61l22" />ว่าย่อมให้ฐานะ ๔ แก่ปฏิคาหก ฐานะ ๔ เป็นไฉนคือ ให้อายุ วรรณะ สุขะ พละ ครั้นให้
			<remark  id="s2b21c61l23" />อายุแล้ว ย่อมเป็นผู้มีส่วนแห่งอายุอันเป็นทิพย์หรือเป็นของมนุษย์ ครั้นให้วรรณะแล้ว ย่อม
			<remark  id="s2b21c61l24" />เป็นผู้มีส่วนแห่งวรรณะอันเป็นทิพย์หรือเป็นของมนุษย์ ครั้นให้สุขแล้ว ย่อมเป็นผู้มีส่วนแห่งสุขะ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b21c62" >
		<para id="s2b21c62p">
			<remark  id="s2b21c62l1" />อันเป็นทิพย์หรือเป็นของมนุษย์ ครั้นให้พละแล้ว ย่อมเป็นผู้มีส่วนแห่งพละอันเป็นทิพย์หรือเป็น
			<remark  id="s2b21c62l2" />ของมนุษย์ ดูกรนางสุปปวาสา อริยสาวิกา เมื่อให้โภชนะ ชื่อว่าย่อมให้ฐานะ ๔ ประการนี้แก่
			<remark  id="s2b21c62l3" />ปฏิคาหก ฯ
			<remark  id="s2b21c62l4" />          อริยสาวิกา ย่อมให้โภชนะที่ปรุงแล้ว สะอาดประณีต
			<remark  id="s2b21c62l5" />          สมบูรณ์ด้วยรส ทักษิณานั้นอันบุคคลให้แล้วในท่านผู้
			<remark  id="s2b21c62l6" />ดำเนิน	ไปตรง ผู้ประกอบด้วยจรณะ ผู้ถึงความเป็นใหญ่
			<remark  id="s2b21c62l7" />สืบต่อบุญกับบุญ เป็นทักษิณามีผลมาก อันพระพุทธเจ้าผู้รู้
			<remark  id="s2b21c62l8" />แจ้งโลก สรรเสริญแล้ว ชนเหล่าใดเมื่อระลึกถึงยัญเช่นนั้น
			<remark  id="s2b21c62l9" />ย่อมเป็นผู้มีความโสมนัสเที่ยวไปในโลก กำจัดมลทิน
			<remark  id="s2b21c62l10" />คือความ ตระหนี่พร้อมทั้งรากเง่าออกแล้ว ชนเหล่านั้น
			<remark  id="s2b21c62l11" />ไม่ถูกนินทาย่อมเข้าถึงฐานะคือสวรรค์ ฯ
			<remark  id="s2b21c62l12" />           	     จบสูตรที่ ๗
			<remark  id="s2b21c62l13" />                สุทัตตสูตร
			<remark  id="s2b21c62l14" />         [๕๘] ครั้งนั้นแล อนาถบิณฑิกคฤหบดีเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวาย
			<remark  id="s2b21c62l15" />บังคมแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้ว พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรคฤหบดี อริยสาวก
			<remark  id="s2b21c62l16" />ผู้ให้โภชนะ ชื่อว่าย่อมให้ฐานะ ๔ ประการแก่ปฏิคาหก ฐานะ ๔ ประการเป็นไฉน คือ ให้อายุ 
			<remark  id="s2b21c62l17" />วรรณะ สุขะ พละ ครั้นให้อายุแล้วย่อมเป็นผู้มีส่วนแห่งอายุอันเป็นทิพย์หรือเป็นของมนุษย์ ครั้น
			<remark  id="s2b21c62l18" />ให้วรรณะแล้ว ... ครั้นให้สุขแล้ว ... ครั้นให้พละแล้ว ย่อมเป็นผู้มีส่วนแห่งพละอันเป็นทิพย์หรือ
			<remark  id="s2b21c62l19" />เป็นของมนุษย์ ดูกรคฤหบดี อริยสาวกเมื่อให้โภชนะ ชื่อว่าย่อมให้ฐานะ ๔ ประการนี้แก่ปฏิคาหก ฯ
			<remark  id="s2b21c62l20" />          ผู้ใดย่อมให้โภชนะโดยเคารพ ตามกาลอันควร แก่ท่านผู้
			<remark  id="s2b21c62l21" />          สำรวม บริโภคโภชนะที่ผู้อื่นให้เป็นอยู่ ผู้นั้นชื่อว่าให้
			<remark  id="s2b21c62l22" />ฐานะทั้ง ๔ คือ อายุ วรรณะ สุขะ และพละ นรชนผู้มีปรกติ
			<remark  id="s2b21c62l23" />          ให้อายุ วรรณะ สุขะ พละ ย่อมเป็นผู้มีอายุยืน มีบริวารยศ
			<remark  id="s2b21c62l24" />          ในที่ที่ตนเกิดแล้ว ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b21c63" >
		<para id="s2b21c63p">
			<remark  id="s2b21c63l1" />           		     จบสูตรที่ ๘
			<remark  id="s2b21c63l2" />                โภชนสูตร
			<remark  id="s2b21c63l3" />         [๕๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ทายกผู้ให้โภชนะ ชื่อว่าย่อมให้ฐานะ ๔ ประการแก่ปฏิคาหก 
			<remark  id="s2b21c63l4" />๔ ประการเป็นไฉน คือให้อายุ วรรณะ สุขะ พละครั้นให้อายุแล้ว ย่อมเป็นผู้มีส่วนแห่ง
			<remark  id="s2b21c63l5" />อายุอันเป็นทิพย์หรือเป็นของมนุษย์ ครั้นให้วรรณะแล้ว ... ครั้นให้สุขะแล้ว ... ครั้นให้พละแล้ว 
			<remark  id="s2b21c63l6" />ย่อมเป็นผู้มีส่วนแห่งพละอันเป็นทิพย์หรือเป็นของมนุษย์ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ทายกผู้ให้โภชนะ
			<remark  id="s2b21c63l7" />ชื่อว่าย่อมให้ฐานะ ๔ ประการนี้แก่ปฏิคาหก ฯ
			<remark  id="s2b21c63l8" />          ผู้ใดย่อมให้โภชนะ ตามกาล อันควร โดยเคารพ แก่
			<remark  id="s2b21c63l9" />ปฏิคาหกผู้สำรวมแล้ว ผู้บริโภคโภชนะที่ผู้อื่นให้เป็นอยู่
			<remark  id="s2b21c63l10" />ผู้นั้นชื่อว่า ย่อมให้ฐานะ ๔ ประการ คือ อายุ วรรณะ สุขะ
			<remark  id="s2b21c63l11" />และพละ นรชนผู้มีปรกติให้อายุ วรรณะ สุขะ พละ ย่อม
			<remark  id="s2b21c63l12" />เป็นผู้  มีอายุยืน มีบริวารยศ ในที่ที่ตนเกิดแล้ว ฯ
			<remark  id="s2b21c63l13" />                จบสูตรที่ ๙
			<remark  id="s2b21c63l14" />                             คิหิสามีจิสูตร
			<remark  id="s2b21c63l15" />         [๖๐] ครั้งนั้นแล อนาถบิณฑิกคฤหบดีเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวาย
			<remark  id="s2b21c63l16" />บังคมแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วพระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรคฤหบดี อริยสาวก
			<remark  id="s2b21c63l17" />ผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการ ชื่อว่าเป็นผู้ปฏิบัติปฏิปทาสมควรแก่คฤหัสถ์อันเป็นเหตุให้ได้ยศ 
			<remark  id="s2b21c63l18" />และเป็นไปเพื่อเกิดในสวรรค์ ธรรม ๔ ประการเป็นไฉน คือ อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้
			<remark  id="s2b21c63l19" />บำรุงภิกษุสงฆ์ด้วยจีวร ๑ ด้วยบิณฑบาต ๑ ด้วยเสนาสนะ ๑ ด้วยเภสัชบริขารอันเป็นปัจจัยแก่
			<remark  id="s2b21c63l20" />คนไข้ ๑ ดูกรคฤหบดี อริยสาวกผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการนี้แลชื่อว่าเป็นผู้ปฏิบัติปฏิปทา
			<remark  id="s2b21c63l21" />อันสมควรแก่คฤหัสถ์ อันเป็นเหตุให้ได้ยศ และเป็นไปเพื่อสวรรค์ ฯ
			<remark  id="s2b21c63l22" />          บัณฑิตทั้งหลายบำรุงท่านผู้มีศีล ผู้ดำเนินไปโดยชอบ ด้วย
			<remark  id="s2b21c63l23" />          จีวร บิณฑบาต เสนาสนะและเภสัชอันเป็นปัจจัยแก่คนไข้
			<remark  id="s2b21c63l24" />          ชื่อว่าย่อมปฏิบัติปฏิปทาสมควรแก่คฤหัสถ์ บุญย่อมเจริญ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b21c64" >
		<para id="s2b21c64p">
			<remark  id="s2b21c64l1" />          แก่เขาทุกเมื่อ ทั้งกลางวันและกลางคืน เขาทำกรรมอัน
			<remark  id="s2b21c64l2" />          เจริญแล้ว ย่อมเขาถึงฐานะคือสวรรค์ ฯ
			<remark  id="s2b21c64l3" />                             จบสูตรที่ ๑๐
			<remark  id="s2b21c64l4" />                         จบปุญญาภิสันทวรรคที่ ๑
			<remark  id="s2b21c64l5" />                            __________________
			<remark  id="s2b21c64l6" />                       รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
			<remark  id="s2b21c64l7" />     ๑. ปุญญาภิสันทสูตรที่ ๑ ๒. ปุญญาภิสันทสูตรที่ ๒ ๓. สังวาสสูตรที่ ๑ ๔. สังวาส
			<remark  id="s2b21c64l8" />สูตรที่ ๒ ๕. สมชีวิสูตรที่ ๑ ๖. สมชีวิสูตรที่ ๒๗. สุปปวาสาสูตร ๘. สุทัตตสูตร ๙. โภชน
			<remark  id="s2b21c64l9" />สูตร ๑๐. คิหิสามีจิสูตร ฯ
			<remark  id="s2b21c64l10" />                            ________
		</para>
	</section>
	<section id="s2b21c65" >
		<para id="s2b21c65p">
			<remark  id="s2b21c65l1" />                           ปัตตกรรมวรรคที่ ๒
			<remark  id="s2b21c65l2" />                             ปัตตกรรมสูตร
			<remark  id="s2b21c65l3" />         [๖๑] ครั้งนั้นแล ท่านอนาถบิณฑิกคฤหบดีเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวาย
			<remark  id="s2b21c65l4" />บังคมแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้ว พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรคฤหบดี ธรรม 
			<remark  id="s2b21c65l5" />๔ ประการนี้ น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ หาได้ยากในโลก ธรรม ๔ ประการเป็นไฉน คือ 
			<remark  id="s2b21c65l6" />ขอโภคะจงเกิดขึ้นแก่เราโดยทางธรรม นี้เป็นธรรมประการที่ ๑ อันน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ
			<remark  id="s2b21c65l7" />หาได้ยากในโลก เราได้โภคะทั้งหลายโดยทางธรรมแล้ว ขอยศจงเฟื่องฟูแก่เราพร้อมด้วยญาติและ
			<remark  id="s2b21c65l8" />มิตรสหาย นี้เป็นธรรมประการที่ ๒ อันน่าปรารถนา น่าใคร่น่าพอใจ หาได้ยากในโลก เราได้
			<remark  id="s2b21c65l9" />โภคะทั้งหลายโดยทางธรรมแล้ว ได้ยศพร้อมด้วยญาติและมิตรสหายแล้ว ขอเราจงเป็นอยู่นาน 
			<remark  id="s2b21c65l10" />จงรักษาอายุให้ยั่งยืน นี้เป็นธรรมประการที่ ๓ อันน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ หาได้ยากในโลก
			<remark  id="s2b21c65l11" /> เราได้โภคะทั้งหลายโดยทางธรรมแล้ว ได้ยศพร้อมด้วยญาติและมิตรสหายแล้วเป็นอยู่นาน รักษา
			<remark  id="s2b21c65l12" />อายุให้ยั่งยืนแล้ว เมื่อตายแล้ว ขอเราจงเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ นี้เป็นธรรมประการที่ ๔ อันน่า
			<remark  id="s2b21c65l13" />ปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ หาได้ยากในโลกดูกรคฤหบดี ธรรม ๔ ประการนี้แล น่าปรารถนา
			<remark  id="s2b21c65l14" /> น่าใคร่ น่าพอใจ หาได้ยากในโลก ฯ
			<remark  id="s2b21c65l15" />     ดูกรคฤหบดี ธรรม ๔ ประการ ย่อมเป็นไปเพื่อให้ได้ธรรม ๔ ประการนี้ อันน่าปรารถนา 
			<remark  id="s2b21c65l16" />น่าใคร่ น่าพอใจ หาได้ยากในโลก ธรรม ๔ ประการเป็นไฉน คือ สัทธาสัมปทา ๑ สีลสัมปทา ๑
			<remark  id="s2b21c65l17" /> จาคสัมปทา ๑ ปัญญาสัมปทา ๑ดูกรคฤหบดี ก็สัทธาสัมปทาเป็นไฉน อริยสาวกในธรรมวินัย 
			<remark  id="s2b21c65l18" />ย่อมเป็นผู้มีศรัทธา  เชื่อพระปัญญาตรัสรู้ของพระตถาคตว่า แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาค
			<remark  id="s2b21c65l19" />พระองค์นั้น เป็นพระอรหันต์ ... เป็นผู้จำแนกธรรม ดูกรคฤหบดี นี้เรียกว่าสัทธาสัมปทา ก็สีล
			<remark  id="s2b21c65l20" />สัมปทาเป็นไฉน อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้งดเว้นจากปาณาติบาต ฯลฯเป็นผู้งดเว้นจาก
			<remark  id="s2b21c65l21" />การดื่มน้ำเมา คือ สุราและเมรัยอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาทนี้เรียกว่า สีลสัมปทา ก็จาคสัมปทา
		</para>
	</section>
	<section id="s2b21c66" >
		<para id="s2b21c66p">
			<remark  id="s2b21c66l1" />เป็นไฉน อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ มีใจปราศจากมลทิน คือ ความตระหนี่ มีจาคะอันปล่อย
			<remark  id="s2b21c66l2" />แล้ว มีฝ่ามืออันชุ่ม ยินดีในการสละ เป็นผู้ควรแก่การขอ ยินดีในการจำแนกทาน อยู่ครอบครอง
			<remark  id="s2b21c66l3" />เรือนนี้เรียกว่าจาคสัมปทา ก็ปัญญาสัมปทาเป็นไฉน บุคคลมีใจอันความโลภไม่สม่ำเสมอ คือ 
			<remark  id="s2b21c66l4" />อภิชฌาครอบงำแล้ว ย่อมทำกิจที่ไม่ควรทำ ไม่ยินดีกิจที่ควรทำเมื่อทำกิจที่ไม่ควรทำ ไม่ยินดีกิจ
			<remark  id="s2b21c66l5" />ที่ควรทำอยู่ ย่อมเสื่อมจากยศและความสุขบุคคลมีใจอันพยาบาทครอบงำ ... อันถีนมิทธะครอบงำ ... 
			<remark  id="s2b21c66l6" />อันอุทธัจจกุกกุจจะครอบงำ ... อันวิจิกิจฉาครอบงำแล้ว ย่อมทำกิจที่ไม่ควรทำ ไม่ยินดีกิจที่ควรทำ
			<remark  id="s2b21c66l7" />ย่อมเสื่อมจากยศและความสุข ดูกรคฤหบดี อริยสาวกนั้นแลรู้ว่า อภิชฌาวิสมโลภะเป็นอุปกิเลส
			<remark  id="s2b21c66l8" />ของจิต ย่อมละอภิชฌาวิสมโลภะอันเป็นอุปกิเลสของจิตเสียได้รู้ว่า พยาบาท ... ถีนมิทธะ ... 
			<remark  id="s2b21c66l9" />อุทธัจจกุกกุจจะ ... วิจิกิจฉา เป็นอุปกิเลสของจิต ย่อมละวิจิกิจฉาอันเป็นอุปกิเลสของจิต ดูกร
			<remark  id="s2b21c66l10" />คฤหบดี เมื่อใดอริยสาวกรู้ว่าอภิชฌาวิสมโลภะเป็นอุปกิเลสของจิตดังนี้แล้ว เมื่อนั้นย่อมละเสียได้ 
			<remark  id="s2b21c66l11" />เมื่อใดอริยสาวกรู้ว่าพยาบาท ... ถีนมิทธะ ... อุทธัจจกุกกุจจะ ... วิจิกิจฉา เป็นอุปกิเลสของจิตดังนี้
			<remark  id="s2b21c66l12" />แล้ว เมื่อนั้น ย่อมละเสียได้ อริยสาวกนี้เราเรียกว่า เป็นผู้มีปัญญามาก มีปัญญาหนาแน่น 
			<remark  id="s2b21c66l13" />เป็นผู้เห็นทาง  เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยปัญญา นี้เรียกว่า ปัญญาสัมปทา ดูกรคฤหบดี ธรรม ๔ ประการนี้ 
			<remark  id="s2b21c66l14" />ย่อมเป็นไปเพื่อให้ได้ธรรม ๔ ประการนี้แล อันน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ หาได้ยากในโลก ฯ
			<remark  id="s2b21c66l15" />     ดูกรคฤหบดี อริยสาวกนี้แล ย่อมเป็นผู้กระทำกรรมอันสมควร ๔ ประการ ด้วยโภค
			<remark  id="s2b21c66l16" />ทรัพย์ที่ตนหามาได้ด้วยความขยันหมั่นเพียร สั่งสมขึ้นด้วยกำลังแขน มีเหงื่อโทรมตัว ประกอบ
			<remark  id="s2b21c66l17" />ในธรรมได้มาแล้วโดยธรรม กรรม ๔ ประการ เป็นไฉน คือ อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ ย่อมเลี้ยง
			<remark  id="s2b21c66l18" />ตนให้เป็นสุข เอิบอิ่มบริหารให้เป็นสุขโดยชอบ เลี้ยงมารดา บิดา ให้เป็นสุข เอิบอิ่มบริหาร
			<remark  id="s2b21c66l19" />ให้เป็นสุขได้โดยชอบ เลี้ยงบุตร ภรรยา คนใช้ คนงาน และบริวารให้เป็นสุขเอิบอิ่ม บริหาร
			<remark  id="s2b21c66l20" />ให้เป็นสุขได้โดยชอบ เลี้ยงมิตรและอำมาตย์ให้เป็นสุข เอิบอิ่มบริหารให้เป็นสุขได้โดยชอบ 
			<remark  id="s2b21c66l21" />ด้วยโภคทรัพย์ที่ตนหามาได้ด้วยความขยันหมั่นเพียร ฯลฯ นี้เป็นฐานะข้อที่ ๑ ที่อริยสาวกนั้นได้ถึง
			<remark  id="s2b21c66l22" />แล้ว คือ ถึงโดยควรแก่เหตุ ได้บริโภคแล้วโดยควร อีกประการหนึ่ง อริยสาวกย่อมป้องกัน
			<remark  id="s2b21c66l23" />อันตรายทั้งหลายที่เกิดแต่ไฟ แต่น้ำ แต่พระราชา แต่โจร หรือแต่ทายาทผู้ไม่เป็นที่รักเห็นปานนั้น ด้วย
			<remark  id="s2b21c66l24" />โภคทรัพย์ที่ตนหามาได้ด้วยความขยันหมั่นเพียร สั่งสมขึ้นด้วยกำลังแขน มีเหงื่อโทรมตัว ประกอบ
			<remark  id="s2b21c66l25" />ในธรรม ได้มาแล้วโดยธรรม กระทำตนให้สวัสดี นี้เป็นฐานะข้อที่ ๒ ที่อริยสาวกนั้นได้ถึงแล้ว
			<remark  id="s2b21c66l26" /> คือ ถึงโดยควรแก่เหตุ ได้บริโภคแล้วโดยควร อีกประการหนึ่ง อริยสาวกเป็นผู้ทำพลี ๕ ประการ
			<remark  id="s2b21c66l27" />คือ ญาติพลี อติถิพลี ปุพพเปตพลี ราชพลี เทวตาพลี ด้วยโภคทรัพย์ที่ตนหามาได้ด้วยความ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b21c67" >
		<para id="s2b21c67p">
			<remark  id="s2b21c67l1" />ขยันหมั่นเพียร สั่งสมขึ้นด้วยกำลังแขน มีเหงื่อโทรมตัวประกอบในธรรม ได้มาโดยธรรม
			<remark  id="s2b21c67l2" />นี้เป็นฐานะข้อที่ ๓ ที่อริยสาวกนั้นได้ถึงแล้วคือ ถึงแล้วโดยควรแก่เหตุ ได้บริโภคแล้วโดยควร
			<remark  id="s2b21c67l3" /> อีกประการหนึ่ง อริยสาวกย่อมยังทักษิณาอันมีผลในเบื้องบน ให้อารมณ์อันเลิศ มีสุขเป็นวิบาก
			<remark  id="s2b21c67l4" /> เป็นไปเพื่อเกิดในสวรรค์ ให้ตั้งไว้เฉพาะในสมณพราหมณ์ผู้งดเว้นจากความประมาทมัวเมาผู้ตั้งอยู่
			<remark  id="s2b21c67l5" />ในขันติและโสรัจจะ ฝึกฝนตนผู้เดียว ยังตนผู้เดียวให้สงบ ยังตนผู้เดียวให้ดับกิเลส เห็นปานนั้น
			<remark  id="s2b21c67l6" /> ด้วยโภคทรัพย์ที่ตนหามาได้ด้วยความขยันหมั่นเพียรสั่งสมด้วยกำลังแขน มีเหงื่อโทรมตัว ประกอบ
			<remark  id="s2b21c67l7" />ในธรรมได้มาโดยธรรม นี้เป็นฐานะข้อที่ ๔ ที่อริยสาวกนั้นได้ถึงแล้ว คือ ถึงโดยควรแก่เหตุ 
			<remark  id="s2b21c67l8" />ได้บริโภคแล้วโดยควร ดูกรคฤหบดี อริยสาวกนั้นชื่อว่าเป็นผู้กระทำกรรมอันสมควร ๔ ประการ
			<remark  id="s2b21c67l9" />นี้ ด้วยโภคทรัพย์ที่ตนหามาได้ด้วยความขยันหมั่นเพียร สั่งสมขึ้นด้วยกำลังแขนมีเหงื่อโทรมตัว 
			<remark  id="s2b21c67l10" />ประกอบในธรรม ได้มาโดยธรรม ดูกรคฤหบดี โภคทรัพย์  ของใครๆ ถึงความสิ้นไป นอกจาก
			<remark  id="s2b21c67l11" />กรรมอันสมควร ๔ ประการนี้ เราเรียกว่าสิ้นเปลืองโดยใช่เหตุ สิ้นเปลืองไปโดยไม่สมควร
			<remark  id="s2b21c67l12" /> ใช้สอยโดยไม่สมควรแก่เหตุส่วนโภคทรัพย์ของใครๆ ถึงความสิ้นไปด้วยกรรมอันสมควร 
			<remark  id="s2b21c67l13" />๔ ประการนี้ เราเรียกว่า สิ้นเปลืองไปโดยเหตุอันควร สิ้นเปลืองไปโดยสถานที่ควร ใช้สอย
			<remark  id="s2b21c67l14" />โดยสมควรแก่เหตุ
			<remark  id="s2b21c67l15" />          โภคทรัพย์ทั้งหลายเราได้บริโภคแล้ว คนที่ควรเลี้ยง เรา
			<remark  id="s2b21c67l16" />ได้ เลี้ยงแล้ว เราได้ข้ามพ้นอันตรายทั้งหลายไปแล้ว
			<remark  id="s2b21c67l17" />ทักษิณามีผลอันเลิศ   เราได้ให้แล้ว อนึ่ง พลีกรรม
			<remark  id="s2b21c67l18" />๕ ประการ เรา ได้กระทำแล้ว ท่านผู้มีศีล สำรวมอินทรีย์
			<remark  id="s2b21c67l19" />ประพฤติพรหมจรรย์ เราได้บำรุงแล้ว บัณฑิตอยู่ครอบ
			<remark  id="s2b21c67l20" />ครองเรือน พึงปรารถนาโภคทรัพย์ เพื่อประโยชน์ใด
			<remark  id="s2b21c67l21" />ประโยชน์นั้นเราได้บรรลุแล้ว โดยลำดับ กรรมที่ไม่
			<remark  id="s2b21c67l22" />เดือดร้อนในภายหลังเราได้กระทำแล้วนรชนผู้มีอันจะตาย
			<remark  id="s2b21c67l23" />เป็นสภาพ เมื่อคำนึงถึงเหตุนี้ เป็นผู้ตั้ง อยู่แล้วในธรรม
			<remark  id="s2b21c67l24" />ของพระอริยะ บัณฑิตทั้งหลายย่อมสรรเสริญ  เขาในโลก
			<remark  id="s2b21c67l25" />นี้ทีเดียว ครั้นเขาละไปแล้ว ย่อมบันเทิงใน   โลกสวรรค์ ฯ
			<remark  id="s2b21c67l26" />           	     จบสูตรที่ ๑
		</para>
	</section>
	<section id="s2b21c68" >
		<para id="s2b21c68p">
			<remark  id="s2b21c68l1" />                อันนนาถสูตร
			<remark  id="s2b21c68l2" />         [๖๒] ครั้งนั้นแล ท่านอนาถบิณฑิกคฤหบดีเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ 
			<remark  id="s2b21c68l3" />ถวายบังคมแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วพระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรคฤหบดี สุข ๔ 
			<remark  id="s2b21c68l4" />ประการนี้ อันคฤหัสถ์ผู้บริโภคกามพึงได้รับตามกาลตามสมัย สุข ๔ ประการเป็นไฉน คือ 
			<remark  id="s2b21c68l5" />สุขเกิดแต่ความมีทรัพย์ ๑ สุขเกิดแต่การจ่ายทรัพย์บริโภค ๑ สุขเกิดแต่ความไม่เป็นหนี้ ๑ สุขเกิด
			<remark  id="s2b21c68l6" />แต่ประกอบการงานที่ปราศจากโทษ ๑ ดูกรคฤหบดี ก็สุขเกิดแต่ความมีทรัพย์เป็นไฉนโภค
			<remark  id="s2b21c68l7" />ทรัพย์ของกุลบุตรในโลกนี้ เป็นของที่เขาหามาได้ด้วยความขยันหมั่นเพียรสั่งสมขึ้นด้วยกำลังแขน
			<remark  id="s2b21c68l8" /> มีเหงื่อโทรมตัว ประกอบในธรรม ได้มาโดยธรรมเขาย่อมได้รับความสุขโสมนัสว่า โภคทรัพย์
			<remark  id="s2b21c68l9" />ที่หามาได้ด้วยความขยันหมั่นเพียรสั่งสมขึ้นด้วยกำลังแขน มีเหงื่อโทรมตัว ประกอบในธรรม
			<remark  id="s2b21c68l10" /> ได้มาโดยธรรมของเรามีอยู่ นี้เรียกว่า สุขเกิดแต่ความมีทรัพย์ ดูกรคฤหบดี ก็สุขเกิดแต่การจ่าย
			<remark  id="s2b21c68l11" />ทรัพย์บริโภคเป็นไฉน กุลบุตรในโลกนี้ ย่อมใช้สอยโภคทรัพย์ และย่อมกระทำบุญทั้งหลาย 
			<remark  id="s2b21c68l12" />ด้วยโภคทรัพย์ที่ตนหามาได้ด้วยความขยันหมั่นเพียร สั่งสมขึ้นด้วยกำลังแขน มีเหงื่อโทรมตัว 
			<remark  id="s2b21c68l13" />ประกอบในธรรม ได้มาโดยธรรม เขาย่อมได้รับความสุขโสมนัสว่า เราย่อมใช้สอยโภคทรัพย์ 
			<remark  id="s2b21c68l14" />และย่อมกระทำบุญทั้งหลายด้วยโภค ดูกรคฤหบดี ก็สุขเกิดแต่ความไม่เป็นหนี้เป็นไฉน กุลบุตร
			<remark  id="s2b21c68l15" />ในโลกนี้ ย่อมไม่เป็นหนี้อะไรๆของใครๆ น้อยก็ตาม มากก็ตาม เขาย่อมได้รับความสุขโสมนัสว่า เรา
			<remark  id="s2b21c68l16" />ไม่เป็นหนี้อะไรๆ ของใครๆ น้อยก็ตาม มากก็ตาม นี้เรียกว่า สุขเกิดแต่ความไม่เป็นหนี้ ดูกร
			<remark  id="s2b21c68l17" />คฤหบดี ก็สุขเกิดแต่การประกอบการงานที่ปราศจากโทษเป็นไฉนอริยสาวกในธรรมวินัยนี้ 
			<remark  id="s2b21c68l18" />เป็นผู้ประกอบด้วยกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม อันหาโทษมิได้ เขาย่อมได้รับความสุขโสมนัส
			<remark  id="s2b21c68l19" />ว่า เราประกอบด้วยกายกรรม วจีกรรมมโนกรรม อันหาโทษมิได้ นี้เรียกว่า สุขเกิดแต่การ
			<remark  id="s2b21c68l20" />ประกอบการงานที่ปราศจากโทษ ดูกรคฤหบดี สุข ๔ ประการนี้แล อันคฤหบดีผู้บริโภคกามพึงได้
			<remark  id="s2b21c68l21" />รับตามกาลตามสมัย ฯ
			<remark  id="s2b21c68l22" />          นรชนผู้มีอันจะตายเป็นสภาพ รู้ความไม่เป็นหนี้ว่าเป็น
			<remark  id="s2b21c68l23" />สุขแล้ว   พึงระลึกถึงสุขเกิดแต่ความมีทรัพย์ เมื่อใช้สอย
			<remark  id="s2b21c68l24" />โภคะเป็นสุข    อยู่ ย่อมเห็นแจ้งด้วยปัญญา ผู้มีเมธาดี
			<remark  id="s2b21c68l25" />เมื่อเห็นแจ้ง ย่อมรู้   ส่วนทั้ง ๒ ว่า สุขแม้ทั้ง ๓ อย่างนี้
			<remark  id="s2b21c68l26" />ไม่ถึงเสี้ยวที่ ๑๖ อัน จำแนกแล้ว ๑๖ ครั้ง ของสุขเกิด
			<remark  id="s2b21c68l27" />แต่การประกอบการงานที่    ปราศจากโทษ ฯ
			<remark  id="s2b21c68l28" />                                                        จบสูตรที่ ๒
		</para>
	</section>
	<section id="s2b21c69" >
		<para id="s2b21c69p">
			<remark  id="s2b21c69l1" />                                                        สพรหมสูตร
			<remark  id="s2b21c69l2" />         [๖๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย มารดาและบิดา เป็นผู้อันบุตรทั้งหลายของตระกูลเหล่าใด
			<remark  id="s2b21c69l3" />บูชาแล้วภายในเรือน ตระกูลเหล่านั้น ชื่อว่ามีพรหม มารดาและบิดา เป็นผู้อันบุตรทั้งหลายของ
			<remark  id="s2b21c69l4" />ตระกูลเหล่าใดบูชาแล้วภายในเรือน ตระกูลเหล่านั้นชื่อว่ามีบุรพาจารย์ มารดาและบิดา เป็นผู้อัน
			<remark  id="s2b21c69l5" />บุตรทั้งหลายของตระกูลเหล่าใดบูชาแล้วภายในเรือน ตระกูลเหล่านั้นชื่อว่ามีบุรพเทพ มารดาและ
			<remark  id="s2b21c69l6" />บิดาเป็นผู้อันบุตรทั้งหลายของตระกูลเหล่าใดบูชาแล้วภายในเรือน ตระกูลเหล่านั้นชื่อว่ามีอาหุ
			<remark  id="s2b21c69l7" />เนยยบุคคล ดูกรภิกษุทั้งหลาย คำว่าพรหมบุรพาจารย์ บุรพเทพอาหุเนยยบุคคล นี้เป็นชื่อของ
			<remark  id="s2b21c69l8" />มารดาและบิดา ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะมารดาและบิดาเป็นผู้มีอุปการะมาก เป็นผู้ประคบ
			<remark  id="s2b21c69l9" />ประหงมเลี้ยงดูบุตร เป็นผู้แสดงโลกนี้ แก่บุตร ฯ
			<remark  id="s2b21c69l10" />          มารดาและบิดาผู้อนุเคราะห์แก่บุตร ท่านเรียกว่า พรหม
			<remark  id="s2b21c69l11" />          บุรพาจารย์ และอาหุเนยยบุคคลของบุตรทั้งหลาย เพราะ
			<remark  id="s2b21c69l12" />          เหตุนั้นแหละ บุตรผู้เป็นบัณฑิตพึงนอบน้อม พึงสักการะ
			<remark  id="s2b21c69l13" />          ท่านด้วยข้าว น้ำ ผ้านุ่งห่ม ที่นอน ที่นั่ง อบกาย ให้อาบน้ำ
			<remark  id="s2b21c69l14" />          และชำระเท้า เพราะเหตุที่บุตรผู้เป็นบัณฑิตได้บำรุงบำเรอ
			<remark  id="s2b21c69l15" />ใน   มารดาและบิดา บัณฑิตทั้งหลายย่อมสรรเสริญเขา
			<remark  id="s2b21c69l16" />ครั้นเขาละโลกนี้ไปแล้ว ย่อมบันเทิงในโลกสวรรค์ ฯ
			<remark  id="s2b21c69l17" />                                                        จบสูตรที่ ๓
			<remark  id="s2b21c69l18" />                                                         นิรยสูตร
			<remark  id="s2b21c69l19" />         [๖๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการ ย่อมเกิดในนรก 
			<remark  id="s2b21c69l20" />เหมือนถูกนำมาโยนลง ธรรม ๔ ประการเป็นไฉน คือ เป็นผู้มักฆ่าสัตว์ ๑ ลักทรัพย์ ๑ ประ
			<remark  id="s2b21c69l21" />พฤติผิดในกาม ๑ พูดเท็จ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลายบุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการนี้แล ย่อม
			<remark  id="s2b21c69l22" />เกิดในนรก เหมือนถูกนำมาโยนลง ฯ
			<remark  id="s2b21c69l23" />          การฆ่าสัตว์ การลักทรัพย์ การคบหาภรรยาของผู้อื่น การ
			<remark  id="s2b21c69l24" />          พูดเท็จ เรากล่าวว่า เป็นกรรมกิเลส บัณฑิตทั้งหลาย						
			<remark  id="s2b21c69l25" />ย่อมไม่สรรเสริญเลย ฯ
			<remark  id="s2b21c69l26" />                จบสูตรที่ ๔
		</para>
	</section>
	<section id="s2b21c70" >
		<para id="s2b21c70p">
			<remark  id="s2b21c70l1" />      รูปสูตร
			<remark  id="s2b21c70l2" />         [๖๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๔ จำพวกนี้ มีปรากฏอยู่ในโลก ๔ จำพวกเป็นไฉน
			<remark  id="s2b21c70l3" />คือ ผู้ถือประมาณในรูป เลื่อมใสในรูป ๑ ผู้ถือประมาณในเสียง เลื่อมใสในเสียง ๑ ผู้ถือประมาณ
			<remark  id="s2b21c70l4" />ในความเศร้าหมอง เลื่อมใสในความเศร้าหมอง ๑ผู้ถือประมาณในธรรม เลื่อมใสในธรรม ๑ 
			<remark  id="s2b21c70l5" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๔ จำพวกนี้แล มีปรากฏอยู่ในโลกนี้ ฯ
			<remark  id="s2b21c70l6" />          ก็ชนเหล่าใด ถือประมาณในรูป และชนเหล่าใด คล้อย
			<remark  id="s2b21c70l7" />ไป ตามเสียง ชนเหล่านั้น เป็นผู้ตกอยู่ในอำนาจของฉันท
			<remark  id="s2b21c70l8" />ราคะ ย่อมไม่รู้จักชนนั้น คือ ย่อมไม่รู้คุณภายในของเขา
			<remark  id="s2b21c70l9" /> และ  ไม่เห็นข้อปฏิบัติภายนอกของเขา บุคคลนั้นแล เป็น
			<remark  id="s2b21c70l10" />คน เขลา ถูกห้อมล้อมไว้โดยรอบ อันเสียงย่อมพัดไป
			<remark  id="s2b21c70l11" />อนึ่ง   บุคคลไม่รู้คุณภายใน และไม่เห็นข้อปฏิบัติภายนอก
			<remark  id="s2b21c70l12" />ของเขา     แม้บุคคลนั้นเห็นผลในภายนอก ก็ยังถูกเสียงพัด
			<remark  id="s2b21c70l13" />ไป ส่วนบุคคลรู้ทั่วถึงคุณภายในของเขา และเห็นแจ้ง
			<remark  id="s2b21c70l14" />ข้อปฏิบัติภาย  นอกของเขา บุคคลนั้นเป็นผู้เห็นธรรม
			<remark  id="s2b21c70l15" />อันปราศจากเครื่องกั้น    ย่อมไม่ถูกเสียงพัดไป ฯ
			<remark  id="s2b21c70l16" />           	     จบสูตรที่ ๕
			<remark  id="s2b21c70l17" />                สราคสูตร
			<remark  id="s2b21c70l18" />         [๖๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๔ จำพวกนี้ มีปรากฏอยู่ในโลก ๔ จำพวกเป็นไฉน
			<remark  id="s2b21c70l19" /> คือ บุคคลผู้มีราคะ ๑ มีโทสะ ๑ มีโมหะ ๑ มีมานะ ๑บุคคล ๔ จำพวกนี้แล มีปรากฏอยู่
			<remark  id="s2b21c70l20" />ในโลก ฯ
			<remark  id="s2b21c70l21" />          ชนทั้งหลาย กำหนัดนักในอารมณ์เป็นที่ตั้งแห่งความ
			<remark  id="s2b21c70l22" />กำหนัด เพลิดเพลินในรูปที่น่ารัก เป็นสัตว์เลวทราม อันโมหะ
			<remark  id="s2b21c70l23" />ผูกไว้   ย่อมยังเครื่องผูกให้เจริญ เป็นผู้ไม่ฉลาด ย่อมกระทำ
			<remark  id="s2b21c70l24" />อกุศล กรรมอันเกิดแต่ราคะบ้าง เกิดแต่โทสะบ้าง เกิด
		</para>
	</section>
	<section id="s2b21c71" >
		<para id="s2b21c71p">
			<remark  id="s2b21c71l1" />แต่โมหะบ้างมีความคับแค้น ให้ทุกข์ต่อไป สัตว์
			<remark  id="s2b21c71l2" />ทั้งหลายอันอวิชชาหุ้ม   ห่อแล้ว เป็นผู้มืดมน ไม่มีจักษุ
			<remark  id="s2b21c71l3" />พวกเขาย่อมไม่สำคัญ   ว่าเราเป็นผู้มีสภาพเหมือนธรรม ๓
			<remark  id="s2b21c71l4" />ทั้งหลาย ฯ
			<remark  id="s2b21c71l5" />  			     จบสูตรที่ ๖
			<remark  id="s2b21c71l6" />                 อหิสูตร
			<remark  id="s2b21c71l7" />         [๖๗] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน  อารามของท่าน
			<remark  id="s2b21c71l8" />อนาถบิณฑิกเศรษฐี ใกล้พระนครสาวัตถี ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งในกรุงสาวัตถีถูกงูกัด
			<remark  id="s2b21c71l9" /> ทำกาละแล้ว ครั้งนั้นแล ภิกษุเป็นอันมากพากันเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคม
			<remark  id="s2b21c71l10" />แล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งครั้นแล้ว ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ 
			<remark  id="s2b21c71l11" />ภิกษุรูปหนึ่งในเมืองสาวัตถีนี้ถูกงูกัด ทำกาละแล้ว พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย
			<remark  id="s2b21c71l12" />ภิกษุนั้นชะรอยจะไม่ได้แผ่เมตตาจิตไปยังสกุลพญางูทั้ง ๔ เป็นแน่ ก็ถ้าเธอพึงแผ่เมตตาจิตไปยัง
			<remark  id="s2b21c71l13" />สกุลพญางูทั้ง ๔ ไซร้ ก็ถ้าเธอพึงแผ่เมตตาจิตไปยังสกุลพญางูทั้ง ๔ ไซร้  เธอก็ไม่พึงถูกงูกัดทำ
			<remark  id="s2b21c71l14" />กาละ ตระกูลพญางู ๔เป็นไฉน คือ ตระกูลพญางูชื่อวิรูปักข์ ๑ ตระกูลพญางูชื่อเอราปถะ ๑ 
			<remark  id="s2b21c71l15" />ตระกูลพญางูชื่อฉัพยาปุตตะ ๑ ตระกูลพญางูชื่อกัณหาโคตมกะ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย  ภิกษุนั้น
			<remark  id="s2b21c71l16" />ชะรอยจะไม่ได้แผ่เมตตาจิตไปยังสกุลพญางู ๔ จำพวกนี้เป็นแน่ ก็ถ้าเธอพึงแผ่เมตตาไปยังตระกูล
			<remark  id="s2b21c71l17" />พญางูทั้ง ๔ นี้ไซร้ เธอก็ไม่พึงถูกงูกัดทำกาละ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ภิกษุแผ่เมตตาจิต
			<remark  id="s2b21c71l18" />ไปยังตระกูลพญางู ๔ จำพวกนี้เพื่อคุ้มครองตน เพื่อรักษาตน เพื่อป้องกันตน ฯ
			<remark  id="s2b21c71l19" />          ความเป็นมิตร ของเรา จงมีกับ สกุลพญางู ทั้งหลาย ชื่อวิรูปักข์
			<remark  id="s2b21c71l20" />          ความเป็นมิตรของเราจงมีกับ สกุลพญางู ทั้งหลาย 	
			<remark  id="s2b21c71l21" />ชื่อเอราปถะ ความเป็นมิตร ของเราจงมีกับ สกุลพญางู
			<remark  id="s2b21c71l22" />ทั้งหลายชื่อฉัพยา    ปุตตะ ความเป็นมิตรของเราจงมีกับ
			<remark  id="s2b21c71l23" />สกุลพญางูทั้งหลายชื่อ กัณหาโคตมกะ ความเป็นมิตรของ
			<remark  id="s2b21c71l24" />เราจงมีกับสัตว์ทั้งหลายที่ ไม่มีเท้า ความเป็นมิตรของเรา
			<remark  id="s2b21c71l25" />จงมีกับสัตว์จำพวก ๒ เท้า ความเป็นมิตรของเราจงมีกับ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b21c72" >
		<para id="s2b21c72p">
			<remark  id="s2b21c72l1" />สัตว์จำพวก ๔ เท้า ความเป็น     มิตรของเราจงมีกับสัตว์
			<remark  id="s2b21c72l2" />จำพวกมีเท้ามาก สัตว์ไม่มีเท้าอย่าเบียดเบียนเรา
			<remark  id="s2b21c72l3" />สัตว์ ๒ เท้าอย่าเบียดเบียนเรา สัตว์๔ เท้า  อย่าเบียดเบียนเรา
			<remark  id="s2b21c72l4" />สัตว์มีเท้ามากอย่าเบียดเบียนเรา ขอ สรรพสัตว์ทั้งปวงที่
			<remark  id="s2b21c72l5" />มีลมปราณ มีชีวิตเป็นอยู่ จงได้พบเห็นความเจริญเถิด
			<remark  id="s2b21c72l6" />อย่าได้มาถึงโทษอันลามกน้อยหนึ่งเลย ฯ
			<remark  id="s2b21c72l7" />       พระพุทธเจ้ามีพระคุณหาประมาณมิได้ พระธรรมมีคุณหาประมาณมิได้  พระสงฆ์มีคุณ
			<remark  id="s2b21c72l8" />หาประมาณมิได้ สัตว์เลื้อยคลานทั้งหลาย คือ งู แมลงป่องจะขาบ แมลงมุม ตุ๊กแก หนู 
			<remark  id="s2b21c72l9" />ล้วนมีประมาณ ความรักษาอันเรากระทำแล้วความป้องกันอันเรากระทำแล้ว ขอหมู่สัตว์ทั้งหลาย
			<remark  id="s2b21c72l10" />จงหลีกไปเสีย เรานั้นกำลังนอบน้อมพระผู้มีพระภาคอยู่ กำลังนอบน้อมพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้ง ๗
			<remark  id="s2b21c72l11" />พระองค์อยู่ ฯ
			<remark  id="s2b21c72l12" />                                                จบสูตรที่ ๗
			<remark  id="s2b21c72l13" />                                                 เทวทัตตสูตร
			<remark  id="s2b21c72l14" />         [๖๘] สมัยหนึ่ง เมื่อพระเทวทัตต์หลีกไปแล้วไม่นาน พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ 
			<remark  id="s2b21c72l15" />ภูเขาคิชฌกูฏ ใกล้พระนครราชคฤห์ ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคทรงปรารภพระเทวทัตต์ ตรัสกะ
			<remark  id="s2b21c72l16" />ภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ลาภ สักการะและการสรรเสริญเกิดขึ้นแก่พระเทวทัตต์
			<remark  id="s2b21c72l17" />เพื่อฆ่าคน เพื่อความพินาศ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ต้นกล้วยย่อมเผล็ดผลเพื่อฆ่าตน เมื่อความพินาศ
			<remark  id="s2b21c72l18" /> แม้ฉันใด ลาภสักการะ และการสรรเสริญเกิดขึ้นแก่พระเทวทัตต์เพื่อฆ่าตน เพื่อความพินาศก็
			<remark  id="s2b21c72l19" />ฉันนั้นเหมือนกัน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ไม้ไผ่ย่อมตกขุยเพื่อฆ่าตน เพื่อความพินาศแม้ฉันใด ลาภ 
			<remark  id="s2b21c72l20" />สักการะ และการสรรเสริญเกิดขึ้นแก่พระเทวทัตต์เพื่อฆ่าตนเพื่อความพินาศ ฉันนั้นเหมือนกัน 
			<remark  id="s2b21c72l21" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย ไม้อ้อย่อมผลิดอกเพื่อฆ่าตน เพื่อความพินาศ แม้ฉันใด ลาภ สักการะ และ
			<remark  id="s2b21c72l22" />การสรรเสริญเกิดขึ้นแก่พระเทวทัตต์เพื่อฆ่าตน เพื่อความพินาศ ฉันนั้นเหมือนกันแล ดูกรภิกษุ
			<remark  id="s2b21c72l23" />ทั้งหลายแม่ม้าอัศดรย่อมตั้งครรภ์เพื่อฆ่าตน เพื่อความพินาศ แม้ฉันใด ลาภ สักการะ และ
			<remark  id="s2b21c72l24" />การสรรเสริญเกิดขึ้นแก่พระเทวทัตต์เพื่อฆ่าตน เพื่อความพินาศ ก็ฉันนั้นเหมือนกันแล ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b21c73" >
		<para id="s2b21c73p">
			<remark  id="s2b21c73l1" />          ผลกล้วยย่อมฆ่าต้นกล้วย ขุยไผ่ย่อมฆ่าต้นไผ่ ดอกอ้อ
			<remark  id="s2b21c73l2" />          ย่อมฆ่าต้นอ้อ ลูกม้าอัศดรย่อมฆ่าแม่ม้าอัศดร ฉันใด
			<remark  id="s2b21c73l3" />          สักการะย่อมฆ่าบุรุษชั่ว ฉันนั้น ฯ
			<remark  id="s2b21c73l4" />                จบสูตรที่ ๘
			<remark  id="s2b21c73l5" />                ปธานสูตร
			<remark  id="s2b21c73l6" />         [๖๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปธานคือความเพียร ๔ ประการนี้๔ ประการเป็นไฉน คือ 
			<remark  id="s2b21c73l7" />สังวรปธาน ๑ ปหานปธาน ๑ ภาวนาปธาน ๑อนุรักขนาปธาน ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สังวร
			<remark  id="s2b21c73l8" />ปธานเป็นไฉน ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมยังฉันทะให้เกิด พยายาม ปรารภความเพียรประคอง
			<remark  id="s2b21c73l9" />จิต ตั้งจิตไว้ เพื่อให้อกุศลบาปธรรมทั้งหลายที่ยังไม่เกิดมิให้เกิดขึ้นนี้เรียกว่า สังวรปธาน ดูกร
			<remark  id="s2b21c73l10" />ภิกษุทั้งหลาย ก็ปหานธานเป็นไฉน ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมยังฉันทะให้เกิด พยายาม
			<remark  id="s2b21c73l11" /> ปรารภความเพียร ประคองจิต ตั้งจิตไว้เพื่อละอกุศลบาปธรรมทั้งหลายที่เกิดขึ้นแล้ว นี้เรียกว่า 
			<remark  id="s2b21c73l12" />ปหานปธาน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภาวนาปธานเป็นไฉน ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมยังฉันทะให้
			<remark  id="s2b21c73l13" />เกิดพยายาม ปรารภความเพียร ประคองจิต ตั้งจิตไว้ เพื่อให้กุศลกรรมที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้น นี้
			<remark  id="s2b21c73l14" />เรียกว่า ภาวนาปธาน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็อนุรักขนาปธานเป็นไฉน ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อม
			<remark  id="s2b21c73l15" />ยังฉันทะให้เกิด พยายาม ปรารภความเพียรประคองจิต ตั้งจิตไว้ เพื่อความดำรงอยู่ เพื่อไม่
			<remark  id="s2b21c73l16" />หลงลืม เพื่อความเจริญยิ่งขึ้นเพื่อความไพบูลย์ เพื่อเพิ่มพูน เพื่อความบริบูรณ์ แห่งกุศลธรรม
			<remark  id="s2b21c73l17" />ที่เกิดขึ้นแล้วนี้เรียกว่า อนุรักขนาปธาน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปธานคือความเพียร ๔ ประการนี้แล ฯ
			<remark  id="s2b21c73l18" />          ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ผู้มีความเพียร พึงถึงความสิ้นทุกข์
			<remark  id="s2b21c73l19" />ได้ด้วย ปธานเหล่าใด ปธาน ๔ ประการเหล่านี้ คือ
			<remark  id="s2b21c73l20" />สังวรปธาน ๑ ปหานปธาน ๑ ภาวนาปธาน ๑
			<remark  id="s2b21c73l21" />อนุรักขนาปธาน ๑ อัน  พระพุทธเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์แห่ง
			<remark  id="s2b21c73l22" />พระอาทิตย์ ทรงแสดง    ไว้แล้ว ฯ
			<remark  id="s2b21c73l23" />                จบสูตรที่ ๙
		</para>
	</section>
	<section id="s2b21c74" >
		<para id="s2b21c74p">
			<remark  id="s2b21c74l1" />           	     ธรรมิกสูตร
			<remark  id="s2b21c74l2" />         [๗๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมัยใด พระราชาเป็นผู้ไม่ตั้งอยู่ในธรรม สมัยนั้น แม้พวก
			<remark  id="s2b21c74l3" />ข้าราชการ ก็เป็นผู้ไม่ตั้งอยู่ในธรรม เมื่อพวกข้าราชการไม่ตั้งอยู่ในธรรม สมัยนั้น แม้พราหมณ์
			<remark  id="s2b21c74l4" />และคฤหบดี  ก็เป็นผู้ไม่ตั้งอยู่ในธรรม เมื่อพราหมณ์และคฤหบดีไม่ตั้งอยู่ในธรรม สมัยนั้น แม้ชาว
			<remark  id="s2b21c74l5" />นิคมและชาวชนบท  ก็เป็นผู้ไม่ตั้งอยู่ในธรรม  พระจันทร์และพระอาทิตย์ย่อมหมุนเวียนไม่สม่ำเสมอ
			<remark  id="s2b21c74l6" /> เมื่อพระจันทร์และพระอาทิตย์หมุนเวียนไม่สม่ำเสมอ หมู่ดาวนักษัตรก็ย่อมหมุนเวียนไม่สม่ำเสมอ
			<remark  id="s2b21c74l7" /> เมื่อคืนและวันหมุนเวียนไม่สม่ำเสมอ เดือนหนึ่งและกึ่งเดือนก็หมุนเวียนไม่สม่ำเสมอ เมื่อเดือน
			<remark  id="s2b21c74l8" />หนึ่งและกึ่งเดือนหมุนเวียนไม่สม่ำเสมอ ฤดูและปีก็ย่อมหมุนเวียนไม่สม่ำเสมอเมื่อฤดูและปีหมุน
			<remark  id="s2b21c74l9" />เวียนไม่สม่ำเสมอ ลมย่อมพัดไม่สม่ำเสมอ เมื่อลมพัดไม่สม่ำเสมอ ลมก็เดินผิดทางไม่สม่ำเสมอ 
			<remark  id="s2b21c74l10" />ย่อมพัดเวียนไป เมื่อลมเดินผิดทางไม่สม่ำเสมอพัดเวียนไป เทวดาย่อมกำเริบ เมื่อเทวดากำเริบฝน
			<remark  id="s2b21c74l11" />ย่อมไม่ตกต้องตามฤดูกาลเมื่อฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาล ข้าวกล้าทั้งหลายก็สุกไม่เสมอกัน ดูกร
			<remark  id="s2b21c74l12" />ภิกษุทั้งหลายมนุษย์ผู้บริโภคข้าวที่สุกไม่เสมอกัน ย่อมเป็นผู้มีอายุน้อย มีผิวพรรณเศร้าหมองมี
			<remark  id="s2b21c74l13" />กำลังน้อย มีอาพาธมาก ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมัยใด พระราชาเป็นผู้ตั้งอยู่ในธรรม  สมัยนั้น 
			<remark  id="s2b21c74l14" />แม้ข้าราชการก็ย่อมเป็นผู้ตั้งอยู่ในธรรม เมื่อข้าราชการตั้งอยู่ในธรรมสมัยนั้น แม้พราหมณ์และ
			<remark  id="s2b21c74l15" />คฤหบดีก็เป็นผู้ตั้งอยู่ในธรรม เมื่อพราหมณ์และคฤหบดีตั้งอยู่ในธรรม สมัยนั้น แม้ชาวนิคมและ
			<remark  id="s2b21c74l16" />ชาวชนบท ก็ย่อมเป็นผู้ตั้งอยู่ในธรรม เมื่อชาวนิคมและชาวชนบทเป็นผู้ตั้งอยู่ในธรรม พระจันทร์
			<remark  id="s2b21c74l17" />และพระอาทิตย์ก็ย่อมหมุนเวียนสม่ำเสมอ เมื่อพระจันทร์และพระอาทิตย์หมุนเวียนสม่ำเสมอกัน
			<remark  id="s2b21c74l18" /> หมู่ดาวนักษัตรก็ย่อมหมุนเวียนสม่ำเสมอ เมื่อหมู่ดาวนักษัตรหมุนเวียนสม่ำเสมอ คืนและวันก็ย่อม
			<remark  id="s2b21c74l19" />หมุนเวียนสม่ำเสมอ เมื่อคืนและวันย่อมหมุนเวียนสม่ำเสมอ เดือนหนึ่งและกึ่งเดือนก็ย่อมหมุนเวียน
			<remark  id="s2b21c74l20" />สม่ำเสมอกัน เมื่อเดือนหนึ่งและกึ่งเดือนหมุนเวียนสม่ำเสมอ ฤดูและปีก็ย่อมหมุนเวียนไปสม่ำ
			<remark  id="s2b21c74l21" />เสมอ เมื่อฤดูและปีหมุนเวียนไปสม่ำเสมอกัน ลมย่อมพัดสม่ำเสมอ เมื่อลมพัดสม่ำเสมอ ลม
			<remark  id="s2b21c74l22" />ย่อมพัดไปถูกทาง เมื่อลมพัดไปถูกทาง เทวดาย่อมไม่กำเริบ ฝนย่อมตกต้องตามฤดูกาล เมื่อฝน
			<remark  id="s2b21c74l23" />ตกต้องตามฤดูกาล ข้าวกล้าก็สุกเสมอกัน ดูกรภิกษุทั้งหลาย มนุษย์ผู้บริโภคข้าวกล้าที่สุกเสมอกัน 
			<remark  id="s2b21c74l24" />ย่อมมีอายุยืน มีผิวพรรณดี มีกำลัง และมีอาพาธน้อย ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b21c75" >
		<para id="s2b21c75p">
			<remark  id="s2b21c75l1" />          เมื่อฝูงโคข้ามไปอยู่ ถ้าโคผู้นำฝูงไปคด โคเหล่านั้นย่อม
			<remark  id="s2b21c75l2" />          ไปคดทั้งหมด ในเมื่อโคผู้นำไปคด ในมนุษย์ก็เหมือนกัน
			<remark  id="s2b21c75l3" />          ผู้ใดได้รับสมมติให้เป็นผู้นำ ถ้าผู้นั้นประพฤติอธรรม
			<remark  id="s2b21c75l4" />          ประชาชนนอกนี้ก็จะประพฤติอธรรมเหมือนกัน แว่นแคว้น
			<remark  id="s2b21c75l5" />          ทั้งหมดจะได้ประสบความทุกข์ ถ้าพระราชาเป็นผู้ไม่ตั้ง
			<remark  id="s2b21c75l6" />อยู่    ในธรรม เมื่อฝูงโคข้ามไปอยู่ ถ้าโคผู้นำฝูงไปตรง
			<remark  id="s2b21c75l7" /> โคเหล่า    นั้นย่อมไปตรงทั้งหมด ในเมื่อโคผู้นำไปตรง ใน
			<remark  id="s2b21c75l8" />หมู่มนุษย์ก็เหมือนกัน ผู้ใดได้รับสมมติให้เป็นผู้นำ
			<remark  id="s2b21c75l9" />ถ้าผู้นั้นประพฤติ ธรรม ประชาชนนอกนี้ย่อมประพฤติธรรม
			<remark  id="s2b21c75l10" />เหมือนกัน แว่นแคว้นทั้งหมดย่อมได้ประสบความสุข
			<remark  id="s2b21c75l11" /> ถ้าพระราชาเป็นผู้  ตั้งอยู่ในธรรม ฯ
			<remark  id="s2b21c75l12" />                             จบสูตรที่ ๑๐
			<remark  id="s2b21c75l13" />                          จบปัตตกรรมวรรคที่ ๒
			<remark  id="s2b21c75l14" />                            __________________
			<remark  id="s2b21c75l15" />                       รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
			<remark  id="s2b21c75l16" />     ๑. ปัตตกรรมสูตร ๒. อันนนาถสูตร ๓. สพรหมกสูตร ๔. นิรยสูตร ๕. รูปสูตร 
			<remark  id="s2b21c75l17" />๖. สราคสูตร ๗. อหิสูตร ๘. เทวทัตตสูตร ๙. ปธานสูตร ๑๐. ธรรมิกสูตร ฯ
			<remark  id="s2b21c75l18" />                            ________
		</para>
	</section>
	<section id="s2b21c76" >
		<para id="s2b21c76p">
			<remark  id="s2b21c76l1" />                 อปัณณกวรรคที่ ๓
			<remark  id="s2b21c76l2" />                ปธานสูตร
			<remark  id="s2b21c76l3" />         [๗๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการ ย่อมเป็นผู้ปฏิบัติปฏิปทา
			<remark  id="s2b21c76l4" />อันไม่ผิด และเป็นอันปรารภเหตุ เพื่อความสิ้นอาสวะทั้งหลาย ธรรม ๔ ประการเป็นไฉน ภิกษุ
			<remark  id="s2b21c76l5" />ในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีศีล ๑ เป็นพหูสูต ๑ ปรารภความเพียร ๑ มีปัญญา ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
			<remark  id="s2b21c76l6" />ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการนี้แล เป็นผู้ปฏิบัติปฏิปทาอันไม่ผิด และเป็นปรารภเหตุ
			<remark  id="s2b21c76l7" />เพื่อความสิ้นอาสวะทั้งหลาย ฯ
			<remark  id="s2b21c76l8" />                จบสูตรที่ ๑
			<remark  id="s2b21c76l9" />                 ทิฏฐิสูตร
			<remark  id="s2b21c76l10" />         [๗๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบธรรม ๔ ประการ ย่อมเป็นผู้ปฏิบัติปฏิปทา
			<remark  id="s2b21c76l11" />อันไม่ผิด และเป็นอันปรารภเหตุ เพื่อความสิ้นอาสวะทั้งหลายธรรม ๔ ประการเป็นไฉน 
			<remark  id="s2b21c76l12" />คือ เนกขัมมวิตก ๑ อพยาบาทวิตก ๑ อวิหิงสาวิตก ๑ สัมมาทิฏฐิ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้
			<remark  id="s2b21c76l13" />ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการนี้แล เป็นผู้ปฏิบัติปฏิปทาอันไม่ผิด และเป็นอันปรารภเหตุเพื่อ
			<remark  id="s2b21c76l14" />ความสิ้นอาสวะทั้งหลาย ฯ
			<remark  id="s2b21c76l15" />                จบสูตรที่ ๒
			<remark  id="s2b21c76l16" />                สัปปุริสสูตร
			<remark  id="s2b21c76l17" />         [๗๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการ พึงทราบว่าเป็น
			<remark  id="s2b21c76l18" />อสัตบุรุษ ธรรม ๔ ประการเป็นไฉน คือ อสัตบุรุษในโลกนี้ แม้ไม่ถูกถามก็เปิดเผยความเสียหาย
			<remark  id="s2b21c76l19" />ของผู้อื่น จะกล่าวอะไรถึงถูกถามเล่า และเมื่อถูกถามเข้าก็แก้ปัญหาโดยตรง ไม่อ้อมค้อม ไม่
			<remark  id="s2b21c76l20" />หน่วงเหนี่ยว แล้วกล่าวความเสียหายของผู้อื่นเต็มที่อย่างกว้างขวาง ดูกรภิกษุทั้งหลาย พึงทราบว่า
			<remark  id="s2b21c76l21" />ท่านผู้นี้เป็นอสัตบุรุษ ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b21c77" >
		<para id="s2b21c77p">
			<remark  id="s2b21c77l1" />     อีกประการหนึ่ง อสัตบุรุษในโลกนี้ แม้ถูกถามก็ไม่เปิดเผยความดีของผู้อื่น จะกล่าว
			<remark  id="s2b21c77l2" />อะไรถึงไม่ถูกถาม และเมื่อถูกถามแล้ว ก็ไม่แก้ปัญหาโดยตรงอ้อมค้อม หน่วงเหนี่ยว แล้วกล่าว
			<remark  id="s2b21c77l3" />สรรเสริญคุณผู้อื่นโดยย่อ ไม่เต็มที่ ดูกรภิกษุทั้งหลาย พึงทราบว่า ท่านผู้นี้เป็นอสัตบุรุษ ฯ
			<remark  id="s2b21c77l4" />     อีกประการหนึ่ง อสัตบุรุษในโลกนี้ แม้ถูกถามก็ไม่เปิดเผยความเสียหายของตน จะ
			<remark  id="s2b21c77l5" />กล่าวอะไรถึงไม่ถูกถาม และเมื่อถูกถามแล้ว ก็ไม่แก้ปัญหาโดยตรง อ้อมค้อม หน่วงเหนี่ยว 
			<remark  id="s2b21c77l6" />แล้วกล่าวความเสียหายของตนโดยย่อ ไม่เต็มที่ดูกรภิกษุทั้งหลาย พึงทราบว่า ท่านผู้นี้เป็น
			<remark  id="s2b21c77l7" />อสัตบุรุษ ฯ
			<remark  id="s2b21c77l8" />     อีกประการหนึ่ง อสัตบุรุษในโลกนี้ แม้ไม่ถูกถามก็เปิดเผยความดีของตน จะกล่าว
			<remark  id="s2b21c77l9" />อะไรถึงถูกถามเล่า และเมื่อถูกถามแล้วก็แก้ปัญหาโดยตรง ไม่อ้อมค้อม ไม่หน่วงเหนี่ยว แล้ว
			<remark  id="s2b21c77l10" />กล่าวความดีของตนเต็มที่อย่างกว้างขวาง ดูกรภิกษุทั้งหลาย พึงทราบว่า ท่านผู้นี้เป็นอสัตบุรุษ
			<remark  id="s2b21c77l11" /> ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการนี้แล พึงทราบว่า เป็นอสัตบุรุษ ฯ
			<remark  id="s2b21c77l12" />     ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการ พึงทราบว่าเป็นสัตบุรุษ ธรรม
			<remark  id="s2b21c77l13" /> ๔ ประการเป็นไฉน คือ สัตบุรุษในโลกนี้ แม้ถูกถามก็ไม่เปิดเผยความเสียหายของผู้อื่น จะ
			<remark  id="s2b21c77l14" />กล่าวอะไรถึงไม่ถูกถามเล่า แต่เมื่อถูกถามเข้า ก็ไม่แก้ปัญหาโดยตรง อ้อมค้อม หน่วงเหนี่ยว 
			<remark  id="s2b21c77l15" />กล่าวความเสียหายของผู้อื่นโดยย่อไม่เต็มที่ ดูกรภิกษุทั้งหลาย พึงทราบว่า ท่านผู้นี้เป็นสัตบุรุษ ฯ
			<remark  id="s2b21c77l16" />     อีกประการหนึ่ง สัตบุรุษในโลก แม้ไม่ถูกถามก็เปิดเผยความดีของผู้อื่น จะกล่าวอะไร
			<remark  id="s2b21c77l17" />ถึงถูกถามเล่า แต่เมื่อถูกถามเข้าก็แก้ปัญหาโดยตรง ไม่อ้อมค้อม ไม่หน่วงเหนี่ยว กล่าวความดีของผู้
			<remark  id="s2b21c77l18" />อื่นเต็มที่อย่างกว้างขวาง ดูกรภิกษุทั้งหลาย พึงทราบว่าท่านผู้นี้เป็นสัตบุรุษ ฯ
			<remark  id="s2b21c77l19" />     อีกประการหนึ่ง สัตบุรุษในโลกนี้ แม้ไม่ถูกถามก็เปิดเผยความเสียหายของตน จะ
			<remark  id="s2b21c77l20" />กล่าวอะไรถึงถูกถามเล่า แต่เมื่อถูกถามเข้าก็แก้ปัญหาโดยตรง  ไม่อ้อมค้อม ไม่หน่วงเหนี่ยว แล้ว
			<remark  id="s2b21c77l21" />กล่าวความเสียหายของตนเต็มที่อย่างกว้างขวางดูกรภิกษุทั้งหลาย พึงทราบว่า ท่านผู้นี้เป็นสัตบุรุษ ฯ
			<remark  id="s2b21c77l22" />     อีกประการหนึ่ง สัตบุรุษในโลกนี้ แม้ถูกถามก็ไม่เปิดเผยความดีของตน  จะกล่าวอะไร
			<remark  id="s2b21c77l23" />ถึงถูกถามเล่า แต่เมื่อถูกถามเข้าก็ไม่แก้ปัญหาโดยตรง อ้อมค้อม  หน่วงเหนี่ยว แล้วกล่าวความดีของ
			<remark  id="s2b21c77l24" />ตนโดยย่อ ไม่เต็มที่ ดูกรภิกษุทั้งหลาย พึงทราบว่า ท่านผู้นี้เป็นสัตบุรุษ ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
			<remark  id="s2b21c77l25" />บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ประการนี้แล พึงทราบว่าเป็นสัตบุรุษ ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b21c78" >
		<para id="s2b21c78p">
			<remark  id="s2b21c78l1" />     ดูกรภิกษุทั้งหลาย หญิงสะใภ้ที่ถูกนำมาคืนหนึ่งหรือวันหนึ่งเท่านั้น นางตั้งหิริและ
			<remark  id="s2b21c78l2" />โอตตัปปะได้อย่างแรงกล้าในแม่ผัว พ่อผัว และผัว โดยที่สุดในคนรับใช้และคนทำงาน สมัยต่อ
			<remark  id="s2b21c78l3" />มา นางอาศัยอยู่คุ้นเคย จึงกล่าวกะแม่ผัวบ้าง พ่อผัวบ้าง และผัวบ้าง อย่างนี้ว่า จงหลีกไป ก็
			<remark  id="s2b21c78l4" />พวกท่านรู้อะไร ดังนี้ฉันใด ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้ ก็ฉันนั้นเหมือนกัน เพียงออกบวชได้วัน
			<remark  id="s2b21c78l5" />หนึ่งหรือคืนหนึ่งเท่านั้น เธอตั้งหิริและโอตตัปปะไว้อย่างแรงกล้า ในพวกภิกษุ  ภิกษุณี อุบาสก 
			<remark  id="s2b21c78l6" />และอุบาสิกาทั้งหลาย โดยที่สุดในคนวัดและสามเณร สมัยต่อมาเธออาศัยความอยู่ร่วม จึงกล่าว
			<remark  id="s2b21c78l7" />กะอาจารย์บ้าง กะอุปัชฌาย์บ้างอย่างนี้ว่า จงหลีกไปก็พวกท่านรู้อะไร ดังนี้ เพราะเหตุนั้นแหละ ภิกษุ
			<remark  id="s2b21c78l8" />ทั้งหลาย เธอทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้ว่า เราจักมีใจเสมือนหญิงสะใภ้ซึ่งมาใหม่อยู่ ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
			<remark  id="s2b21c78l9" />เธอทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้แล ฯ
			<remark  id="s2b21c78l10" />                                จบสูตรที่ ๓
			<remark  id="s2b21c78l11" />                             อัคคสูตรที่ ๑
			<remark  id="s2b21c78l12" />         [๗๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมเลิศ ๔ ประการนี้ ๔ ประการเป็นไฉนคือ ศีลอัน
			<remark  id="s2b21c78l13" />เลิศ ๑ สมาธิอันเลิศ ๑ ปัญญาอันเลิศ ๑ วิมุตติอันเลิศ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมเลิศ ๔ ประการ
			<remark  id="s2b21c78l14" />นี้แล ฯ
			<remark  id="s2b21c78l15" />                                จบสูตรที่ ๔
			<remark  id="s2b21c78l16" />                             อัคคสูตรที่ ๒
			<remark  id="s2b21c78l17" />         [๗๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมเลิศอีก ๔ ประการนี้ ๔ ประการเป็นไฉน คือ รูป
			<remark  id="s2b21c78l18" />อันเลิศ ๑ เวทนาอันเลิศ ๑ สัญญาอันเลิศ ๑ ภพอันเลิศ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมอันเลิศอีก ๔ 
			<remark  id="s2b21c78l19" />ประการนี้แล ฯ
			<remark  id="s2b21c78l20" />                                จบสูตรที่ ๕
			<remark  id="s2b21c78l21" />                             กุสินาราสูตร
			<remark  id="s2b21c78l22" />         [๗๖] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ ระหว่างต้นรังทั้งคู่ในสาลวัน อันเป็น
			<remark  id="s2b21c78l23" />ที่ประพาสของมัลลกษัตริย์ ใกล้กรุงกุสินารา ในปรินิพพานสมัยณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัส
		</para>
	</section>
	<section id="s2b21c79" >
		<para id="s2b21c79p">
			<remark  id="s2b21c79l1" />เรียกภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระผู้มีพระภาคแล้ว พระผู้มีพระภาคจึง
			<remark  id="s2b21c79l2" />ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุสักรูปหนึ่งพึงมีความสงสัยหรือเคลือบแคลงในพระพุทธเจ้า ใน
			<remark  id="s2b21c79l3" />ธรรม ในพระสงฆ์ ในมรรค หรือในปฏิปทา เธอทั้งหลายจงถามเถิด อย่าได้มีความเสียใจใน
			<remark  id="s2b21c79l4" />ภายหลังว่า พระศาสดาได้ประทับอยู่เฉพาะหน้าของเราทั้งหลาย เราทั้งหลายไม่อาจจะสอบถามพระผู้
			<remark  id="s2b21c79l5" />มีพระภาคเจ้าเฉพาะพระพักตร์ได้ เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว ภิกษุเหล่านั้นได้นิ่งอยู่ แม้
			<remark  id="s2b21c79l6" />ครั้งที่ ๒ ... แม้ครั้งที่ ๓พระผู้มีพระภาคก็ตรัสกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุสักรูป
			<remark  id="s2b21c79l7" />หนึ่งพึงมีความสงสัยหรือเคลือบแคลงในพระพุทธเจ้า ในธรรม ในพระสงฆ์ ในมรรค หรือในปฏิปทา 
			<remark  id="s2b21c79l8" />เธอทั้งหลายจงถามเถิด อย่าได้เสียใจในภายหลังว่า พระศาสดา ประทับอยู่เฉพาะหน้าของเราทั้ง
			<remark  id="s2b21c79l9" />หลาย เราทั้งหลายไม่อาจจะสอบถามพระผู้มีพระภาคเฉพาะพระพักตร์ได้ ภิกษุเหล่านั้นก็ได้นิ่งอยู่ 
			<remark  id="s2b21c79l10" />ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัสเตือนภิกษุทั้งหลายว่า เป็นได้ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายไม่พึงถาม
			<remark  id="s2b21c79l11" />แม้ด้วยความเคารพต่อพระศาสดา แม้สหายก็จงบอกแก่สหายเถิด เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่าง
			<remark  id="s2b21c79l12" />นี้แล้ว ภิกษุเหล่านั้นก็ได้นิ่งอยู่ ครั้งนั้นแล ท่านพระอานนท์ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่
			<remark  id="s2b21c79l13" />พระองค์ผู้เจริญ น่าอัศจรรย์ ไม่เคยมี ข้าพระองค์เลื่อมใสในภิกษุสงฆ์อย่างนี้ แม้ภิกษุรูปหนึ่งใน
			<remark  id="s2b21c79l14" />ภิกษุสงฆ์นี้ก็ไม่มีความสงสัย หรือความเคลือบแคลงในพระพุทธเจ้า ในพระธรรม ในพระสงฆ์ ใน
			<remark  id="s2b21c79l15" />มรรค หรือในปฏิปทาพระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรอานนท์ เธอกล่าวด้วยความเลื่อมใสแท้ ญาณ
			<remark  id="s2b21c79l16" />ของตถาคตในข้อนี้ก็เหมือนกันว่า แม้ภิกษุรูปหนึ่งในภิกษุสงฆ์นี้ ไม่มีความสงสัยหรือความเคลือบ
			<remark  id="s2b21c79l17" />แคลงในพระพุทธเจ้า ในธรรม ในพระสงฆ์ ในมรรค หรือในปฏิปทาดูกรอานนท์ แท้จริงบรรดา
			<remark  id="s2b21c79l18" />ภิกษุ ๕๐๐ รูปนี้ รูปสุดท้ายภายหลังเป็นโสดาบัน มีอันไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยงจะได้ตรัสรู้
			<remark  id="s2b21c79l19" />ต่อไป ฯ
			<remark  id="s2b21c79l20" />                                                                จบสูตรที่ ๖
			<remark  id="s2b21c79l21" />                                                                อจินติตสูตร
			<remark  id="s2b21c79l22" />         [๗๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อจินไตย ๔ ประการนี้ อันบุคคลไม่ควรคิด เมื่อบุคคลคิด 
			<remark  id="s2b21c79l23" />พึงเป็นผู้มีส่วนแห่งความเป็นบ้า เดือดร้อน อจินไตย ๔ ประการเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
			<remark  id="s2b21c79l24" />พุทธวิสัยของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ๑ ฌานวิสัยของผู้ได้ฌาน ๑ วิบากแห่งกรรม ๑ ความคิดเรื่อง
			<remark  id="s2b21c79l25" />โลก ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลายอจินไตย ๔ ประการนี้แล ไม่ควรคิด เมื่อบุคคลคิด พึงเป็นผู้มีส่วนแห่ง
			<remark  id="s2b21c79l26" />ความเป็นบ้า เดือดร้อน ฯ
			<remark  id="s2b21c79l27" />                จบสูตรที่ ๗
		</para>
	</section>
	<section id="s2b21c80" >
		<para id="s2b21c80p">
			<remark  id="s2b21c80l1" />                ทักขิณาสูตร
			<remark  id="s2b21c80l2" />         [๗๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ทักขิณาวิสุทธิ ๔ ประการนี้ ๔ ประการเป็นไฉน คือ
			<remark  id="s2b21c80l3" /> ทักขิณาบริสุทธิ์ฝ่ายทายก ไม่บริสุทธิ์ฝ่ายปฏิคาหกประการ ๑ ทักขิณาบริสุทธิ์ฝ่ายปฏิคาหก ไม่
			<remark  id="s2b21c80l4" />บริสุทธิ์ฝ่ายทายกประการ ๑ ทักขิณาไม่บริสุทธิ์ทั้งฝ่ายทายกทั้งฝ่ายปฏิคาหกประการ ๑ ทักขิณาบริสุทธิ์
			<remark  id="s2b21c80l5" />ทั้งฝ่ายทายกทั้งฝ่ายปฏิคาหกประการ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ทักขิณาบริสุทธิ์ฝ่ายทายกไม่บริสุทธิ์
			<remark  id="s2b21c80l6" />ฝ่ายปฏิคาหกเป็นอย่างไร ทายกในโลกนี้ เป็นผู้มีศีลมีกัลยาณธรรม ฝ่ายปฏิคาหก เป็นคนทุศีล 
			<remark  id="s2b21c80l7" />มีบาปธรรม ทักขิณาบริสุทธิ์ฝ่ายทายก ไม่บริสุทธิ์ฝ่ายปฏิคาหกอย่างนี้แล ฯ
			<remark  id="s2b21c80l8" />     ก็ทักขิณาบริสุทธิ์ฝ่ายปฏิคาหก ไม่บริสุทธิ์ฝ่ายทายกเป็นอย่างไร คือทายกในโลกนี้ 
			<remark  id="s2b21c80l9" />เป็นคนทุศีล มีบาปธรรม ส่วนปฏิคาหกเป็นผู้มีศีล มีกัลยาณธรรม ทักขิณาบริสุทธิ์ฝ่ายปฏิคาหก
			<remark  id="s2b21c80l10" /> ไม่บริสุทธิ์ฝ่ายทายกอย่างนี้แล ฯ
			<remark  id="s2b21c80l11" />     ก็ทักขิณาไม่บริสุทธิ์ทั้งฝ่ายทายกทั้งฝ่ายปฏิคาหกเป็นอย่างไร คือ ทายกในโลกนี้ เป็น
			<remark  id="s2b21c80l12" />ผู้ทุศีล มีบาปธรรม แม้ปฏิคาหกก็เป็นผู้ทุศีล มีบาปธรรมทักขิณาไม่บริสุทธิ์ทั้งฝ่ายทายกทั้งฝ่าย
			<remark  id="s2b21c80l13" />ปฏิคาหก อย่างนี้แล ฯ
			<remark  id="s2b21c80l14" />     ก็ทักขิณาบริสุทธิ์ทั้งฝ่ายทายกทั้งฝ่ายปฏิคาหกเป็นอย่างไร คือ ทายกในโลกนี้ เป็นผู้มี
			<remark  id="s2b21c80l15" />ศีล กัลยาณธรรม แม้ปฏิคาหกก็เป็นผู้มีศีล มีกัลยาณธรรมทักขิณาบริสุทธิ์ทั้งฝ่ายทายกทั้งฝ่าย
			<remark  id="s2b21c80l16" />ปฏิคาหกอย่างนี้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ทักขิณาวิสุทธิ ๔ ประการนี้แล ฯ
			<remark  id="s2b21c80l17" />                จบสูตรที่ ๘
			<remark  id="s2b21c80l18" />                วณิชชสูตร
			<remark  id="s2b21c80l19" />         [๗๙] ครั้งนั้นแล ท่านพระสารีบุตรเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ  ถวายบังคม
			<remark  id="s2b21c80l20" />แล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้ว ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อะไร
			<remark  id="s2b21c80l21" />หนอเป็นเหตุปัจจัยเครื่องให้บุคคลบางคนในโลกนี้ ทำการค้าขายขาดทุน อะไรเป็นเหตุเป็นปัจจัยเครื่อง
			<remark  id="s2b21c80l22" />ให้บุคคลบางคนในโลกนี้ทำการค้าขายไม่ได้กำไรตามที่ประสงค์ อะไรเป็นเหตุเป็นปัจจัยเครื่องให้
		</para>
	</section>
	<section id="s2b21c81" >
		<para id="s2b21c81p">
			<remark  id="s2b21c81l1" />บุคคลบางคนในโลกนี้ ทำการค้าขายได้กำไรตามที่ประสงค์ อะไรเป็นเหตุเป็นปัจจัยเครื่องให้บุคคล
			<remark  id="s2b21c81l2" />บางคนในโลกนี้ ทำการค้าขายได้กำไรยิ่งกว่าที่ประสงค์ พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรสารีบุตร 
			<remark  id="s2b21c81l3" />บุคคลบางคนในโลกนี้ เข้าไปหาสมณะหรือพราหมณ์แล้ว ย่อมปวารณาว่า ขอท่านจงบอกปัจจัยที่
			<remark  id="s2b21c81l4" />ท่านประสงค์ เขากลับไม่ถวายปัจจัยที่เขาปวารณา ถ้าเขาเคลื่อนจากอัตภาพนั้นมาสู่ความเป็นมนุษย์
			<remark  id="s2b21c81l5" />นี้ เขาทำการค้าขายอย่างใดๆ เขาย่อมขาดทุน อนึ่ง บุคคลบางคนในโลกนี้ เข้าไปหาสมณะหรือ
			<remark  id="s2b21c81l6" />พราหมณ์แล้ว ย่อมปวารณาว่า ขอท่านจงบอกปัจจัยที่ท่านประสงค์แต่เขาถวายปัจจัยที่ปวารณาไว้ไม่
			<remark  id="s2b21c81l7" />เป็นไปตามประสงค์ ถ้าเขาเคลื่อนจากอัตภาพนั้นมาสู่ความเป็นมนุษย์นี้ เขาทำการค้าขายอย่างใดๆ
			<remark  id="s2b21c81l8" /> เขาย่อมไม่ได้กำไรตามที่ประสงค์ อนึ่ง บุคคลบางคนในโลกนี้ เข้าไปหาสมณะหรือพราหมณ์แล้ว 
			<remark  id="s2b21c81l9" />ย่อมปวารณาว่า ขอท่านจงบอกปัจจัยที่ต้องประสงค์ เขาถวายปัจจัยที่ปวารณาไว้ตามที่ประสงค์ ถ้าเขา
			<remark  id="s2b21c81l10" />เคลื่อนจากอัตภาพนั้นมาสู่ความเป็นมนุษย์นี้ เขาทำการค้าขายอย่างใดๆ เขาย่อมได้กำไรตามที่
			<remark  id="s2b21c81l11" />ประสงค์ อนึ่ง บุคคลบางคนในโลกนี้ เข้าไปหาสมณะหรือพราหมณ์แล้ว ปวารณาว่า ขอท่านจง
			<remark  id="s2b21c81l12" />บอกปัจจัยที่ต้องประสงค์ เขาถวายปัจจัยที่ปวารณาไว้ยิ่งกว่าที่ประสงค์ ถ้าเขาเคลื่อนจากอัตภาพนั้น 
			<remark  id="s2b21c81l13" />มาสู่ความเป็นมนุษย์นี้ เขาทำการค้าขายอย่างใดๆ เขาย่อมได้กำไรยิ่งกว่าที่ประสงค์ ดูกรสารีบุตร
			<remark  id="s2b21c81l14" /> นี้แลเป็นเหตุเป็นปัจจัยเครื่องให้บุคคลบางคนในโลกนี้ ทำการค้าขายขาดทุน นี้เป็นเหตุเป็นปัจจัย
			<remark  id="s2b21c81l15" />เครื่องให้บุคคลบางคนในโลกนี้ ทำการค้าขายไม่ได้กำไรตามที่ประสงค์ นี้เป็นเหตุเป็นปัจจัยเครื่อง
			<remark  id="s2b21c81l16" />ให้บุคคลบางคนในโลกนี้ ทำการค้าขายได้กำไรตามที่ประสงค์นี้ เป็นเหตุเป็นปัจจัยเครื่องให้บุคคล
			<remark  id="s2b21c81l17" />บางคนในโลกนี้ทำการค้าขายได้กำไรยิ่งกว่าที่ประสงค์ ฯ
			<remark  id="s2b21c81l18" />                จบสูตรที่ ๙
			<remark  id="s2b21c81l19" />                กัมโมชสูตร
			<remark  id="s2b21c81l20" />         [๘๐] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ โฆสิตาราม ใกล้เมืองโกสัมพี ครั้ง
			<remark  id="s2b21c81l21" />นั้นแล ท่านพระอานนท์เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับถวายอภิวาทแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้าง
			<remark  id="s2b21c81l22" />หนึ่ง ครั้นแล้ว ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อะไรหนอแลเป็นเหตุเป็นปัจจัย
		</para>
	</section>
	<section id="s2b21c82" >
		<para id="s2b21c82p">
			<remark  id="s2b21c82l1" />เครื่องให้มาตุคามนั่งในสภาไม่ได้ ประกอบการงานใหญ่ๆ ไม่ได้ ไปนอกเมืองไม่ได้  พระผู้มี
			<remark  id="s2b21c82l2" />พระภาคตรัสว่า ดูกรอานนท์ มาตุคามมักโกรธ มักริษยา มีความตระหนี่ มีปัญญาทราม ดูกรอานนท์ 
			<remark  id="s2b21c82l3" />นี้แลเป็นเหตุเป็นปัจจัยเครื่องให้มาตุคามนั่งในสภาไม่ได้ ประกอบการงานใหญ่ๆ ไม่ได้ ไปนอก
			<remark  id="s2b21c82l4" />เมืองไม่ได้ ฯ
			<remark  id="s2b21c82l5" />                             จบสูตรที่ ๑๐
			<remark  id="s2b21c82l6" />                           จบอปัณณกวรรคที่ ๓
			<remark  id="s2b21c82l7" />                             _________________
			<remark  id="s2b21c82l8" />                       รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
			<remark  id="s2b21c82l9" />๑. ปธานสูตร 		๒. ทิฏฐิสูตร 
			<remark  id="s2b21c82l10" />๓. สัปปุริสสูตร 		๔. อัคคสูตรที่ ๑
			<remark  id="s2b21c82l11" />๕. อัคคสูตรที่ ๒ 		๖. กุสินาราสูตร 
			<remark  id="s2b21c82l12" />๗. อจินติตสูตร 		๘. ทักขิณาสูตร
			<remark  id="s2b21c82l13" />๙. วณิชชสูตร 		๑๐. กัมโมชสูตร ฯ
			<remark  id="s2b21c82l14" />                             ___________________
		</para>
	</section>
	<section id="s2b21c83" >
		<para id="s2b21c83p">
			<remark  id="s2b21c83l1" />                             มจลวรรคที่ ๔
			<remark  id="s2b21c83l2" />                            ปาณาติปาตสูตร
			<remark  id="s2b21c83l3" />         [๘๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการ ย่อมเกิดในนรก 
			<remark  id="s2b21c83l4" />เหมือนถูกนำมาโยนลง ธรรม ๔ ประการเป็นไฉน คือ เป็นผู้มักฆ่าสัตว์ ๑ ลักทรัพย์ ๑ ประพฤติ
			<remark  id="s2b21c83l5" />ผิดในกาม ๑ พูดเท็จ ๑ บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการนี้แล ย่อมเกิดในนรก เหมือนถูก
			<remark  id="s2b21c83l6" />นำมาโยนลง ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการ ย่อมเกิดในสวรรค์ เหมือน
			<remark  id="s2b21c83l7" />ถูกเชิญมา ธรรม ๔ ประการเป็นไฉน คือ เป็นผู้งดเว้นจากการฆ่าสัตว์ ๑ จากการลักทรัพย์ ๑ 
			<remark  id="s2b21c83l8" />จากการประพฤติผิดในกาม ๑ จากการพูดเท็จ ๑ บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการนี้แล ย่อม
			<remark  id="s2b21c83l9" />เกิดในสวรรค์เหมือนถูกเชิญมา ฯ
			<remark  id="s2b21c83l10" />                จบสูตรที่ ๑
			<remark  id="s2b21c83l11" />                 มุสาสูตร
			<remark  id="s2b21c83l12" />         [๘๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการ ย่อมเกิดในนรก 
			<remark  id="s2b21c83l13" />เหมือนถูกนำมาโยนลง ธรรม ๔ ประการเป็นไฉน คือ เป็นผู้มักพูดเท็จ ๑ พูดส่อเสียด ๑ พูด
			<remark  id="s2b21c83l14" />คำหยาบ ๑ พูดเพ้อเจ้อ ๑ บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการนี้แล ย่อมเกิดในนรก เหมือน
			<remark  id="s2b21c83l15" />ถูกนำมาโยนลง ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการ ย่อมเกิดในสวรรค์ 
			<remark  id="s2b21c83l16" />เหมือนถูกเชิญมา ธรรม ๔ ประการเป็นไฉน คือ เป็นผู้งดเว้นจากการพูดเท็จ ๑ จากการพูดส่อ
			<remark  id="s2b21c83l17" />เสียด ๑ จากการพูดคำหยาบ ๑ จากการพูดเพ้อเจ้อ ๑ บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการนี้แล 
			<remark  id="s2b21c83l18" />ย่อมเกิดในสวรรค์เหมือนถูกเชิญมา ฯ
			<remark  id="s2b21c83l19" />                จบสูตรที่ ๒
			<remark  id="s2b21c83l20" />                 วัณณสูตร
			<remark  id="s2b21c83l21" />         [๘๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการ ย่อมเกิดในนรก 
			<remark  id="s2b21c83l22" />เหมือนถูกนำมาโยนลง ธรรม ๔ ประการเป็นไฉน คือ บุคคลไม่พิจารณาใคร่ครวญก่อนแล้ว
		</para>
	</section>
	<section id="s2b21c84" >
		<para id="s2b21c84p">
			<remark  id="s2b21c84l1" /> กล่าวสรรเสริญ บุคคลที่ไม่ควรสรรเสริญ ๑ ไม่พิจารณาใคร่ครวญก่อนแล้ว กล่าวติเตียนบุคคลที่
			<remark  id="s2b21c84l2" />ควรสรรเสริญ ๑ ไม่พิจารณาใคร่ครวญก่อนแล้ว ปลูกความเลื่อมใสในฐานะที่ไม่ควรเลื่อมใส ๑ 
			<remark  id="s2b21c84l3" />ไม่พิจารณาใคร่ครวญก่อนแล้วปลูกความไม่เลื่อมใสในฐานะที่ควรเลื่อมใส ๑ บุคคลผู้ประกอบด้วย
			<remark  id="s2b21c84l4" />ธรรม ๔ ประการนี้แล ย่อมเกิดในนรก เหมือนถูกนำมาโยนลง ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบ
			<remark  id="s2b21c84l5" />ด้วยธรรม ๔ ประการ ย่อมเกิดในสวรรค์ เหมือนถูกเชิญมา ธรรม ๔ ประการเป็นไฉน คือ 
			<remark  id="s2b21c84l6" />บุคคลพิจารณาใคร่ครวญก่อนแล้วย่อมติเตียนบุคคลที่ควรติเตียน ๑ พิจารณาใคร่ครวญก่อนแล้ว
			<remark  id="s2b21c84l7" /> ย่อมสรรเสริญบุคคลที่ควรสรรเสริญ ๑ พิจารณาใคร่ครวญก่อนแล้ว ปลูกความไม่เลื่อมใสในฐานะ
			<remark  id="s2b21c84l8" />ที่ไม่ควรเลื่อมใส ๑ พิจารณาใคร่ครวญก่อนแล้ว ปลูกความเลื่อมใสในฐานะที่ควรเลื่อมใส ๑ บุคคล
			<remark  id="s2b21c84l9" />ผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการนี้แล ย่อมเกิดในสวรรค์เหมือนถูกเชิญมา ฯ
			<remark  id="s2b21c84l10" />                                                        จบสูตรที่ ๓
			<remark  id="s2b21c84l11" />                                                         โกธสูตร
			<remark  id="s2b21c84l12" />         [๘๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการ ย่อมเกิดในนรก 
			<remark  id="s2b21c84l13" />เหมือนถูกนำมาโยนลง ธรรม ๔ ประการเป็นไฉน คือ เป็นผู้หนักในความโกรธ ไม่หนักใน
			<remark  id="s2b21c84l14" />พระสัทธรรม ๑ เป็นผู้หนักในความลบหลู่ ไม่หนักในพระสัทธรรม ๑ เป็นผู้หนักในลาภ ไม่หนัก
			<remark  id="s2b21c84l15" />ในพระสัทธรรม ๑ เป็นผู้หนักในสักการะ ไม่หนักในพระสัทธรรม ๑ บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม 
			<remark  id="s2b21c84l16" />๔ ประการนี้แลย่อมเกิดในนรก เหมือนถูกนำมาโยนลง ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วย
			<remark  id="s2b21c84l17" />ธรรม ๔ ประการ ย่อมเกิดในสวรรค์ เหมือนถูกเชิญมา ธรรม ๔ ประการเป็นไฉน คือ เป็นผู้
			<remark  id="s2b21c84l18" />หนักในพระสัทธรรม ไม่หนัก ในความโกรธ ๑ เป็นผู้หนักในพระสัทธรรม ไม่หนักในความ
			<remark  id="s2b21c84l19" />ลบหลู่ ๑ เป็นผู้หนักในพระสัทธรรม ไม่หนักในลาภ ๑ เป็นผู้หนักในพระสัทธรรม ไม่หนักใน
			<remark  id="s2b21c84l20" />สักการะ ๑ บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการนี้แล ย่อมเกิดในสวรรค์ เหมือนถูกเชิญมา ฯ
			<remark  id="s2b21c84l21" />                                                        จบสูตรที่ ๔
			<remark  id="s2b21c84l22" />                                                         ตมสูตร
			<remark  id="s2b21c84l23" />         [๘๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๔ จำพวกนี้ มีปรากฏอยู่ในโลก ๔จำพวกเป็นไฉน
			<remark  id="s2b21c84l24" /> คือ ผู้มืดมาแล้ว มีมืดต่อไปจำพวก ๑ ผู้มืดมาแล้ว มีสว่างต่อไปจำพวก ๑ ผู้สว่างมาแล้ว มีมืด
		</para>
	</section>
	<section id="s2b21c85" >
		<para id="s2b21c85p">
			<remark  id="s2b21c85l1" />ต่อไปจำพวก ๑ ผู้สว่างมาแล้ว มีสว่างต่อไปจำพวก ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลผู้มืดมาแล้ว 
			<remark  id="s2b21c85l2" />มีมืดต่อไปเป็นอย่างไรบุคคลบางคนในโลกนี้ เกิดมาในตระกูลต่ำ คือ ตระกูลจัณฑาล ตระกูล
			<remark  id="s2b21c85l3" />ช่างสานตระกูลนายพราน ตระกูลช่างเย็บหนัง หรือในตระกูลคนเทหยากเยื่อ อันเป็นตระกูล
			<remark  id="s2b21c85l4" />เข็ญใจ มีข้าว น้ำและโภชนะน้อย เป็นอยู่โดยฝืดเคือง หาของบริโภคและผ้านุ่งห่มได้โดยฝืดเคือง 
			<remark  id="s2b21c85l5" />อนึ่ง เขามีผิวพรรณทราม ไม่น่าดู เป็นคนแคระ มีโรคมาก เป็นคนตาบอด เป็นคนง่อย
			<remark  id="s2b21c85l6" /> เป็นคนกระจอก หรือพิการไปแถบหนึ่ง ไม่ได้ข้าว น้ำ ผ้านุ่งห่ม ยานพาหนะ ระเบียบดอกไม้ 
			<remark  id="s2b21c85l7" />ของหอม เครื่องลูบไล้ ที่นอน ที่อยู่อาศัย และประทีป ตามสมควร เขาซ้ำประพฤติทุจริตด้วย
			<remark  id="s2b21c85l8" />กาย วาจาและด้วยใจ ครั้นประพฤติทุจริตด้วยกาย วาจา ใจแล้ว เมื่อตายไปย่อมเข้าถึงอบาย
			<remark  id="s2b21c85l9" /> ทุคติ วินิบาต นรก บุคคลเป็นผู้มืดมาแล้ว มีมืดต่อไปอย่างนี้แล ฯ
			<remark  id="s2b21c85l10" />     ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้มืดมาแล้ว มีสว่างต่อไปเป็นอย่างไร บุคคลบางคนใน
			<remark  id="s2b21c85l11" />โลกนี้ เกิดมาในตระกูลต่ำ คือ ตระกูลจัณฑาล ตระกูลช่างสานตระกูลนายพราน ตระกูลช่าง
			<remark  id="s2b21c85l12" />เย็บหนัง หรือตระกูลคนเทหยากเยื่อ อันเป็นตระกูลเข็ญใจ มีข้าว น้ำและโภชนะน้อย เป็นอยู่
			<remark  id="s2b21c85l13" />โดยฝืดเคือง หาของบริโภคและผ้านุ่งห่มได้โดยฝืดเคือง อนึ่ง เขามีผิวพรรณทราม ไม่น่าดู
			<remark  id="s2b21c85l14" /> เป็นคนแคระมีโรคมาก เป็นคนตาบอด เป็นคนง่อย เป็นคนกระจอก หรือเป็นคนพิการไป
			<remark  id="s2b21c85l15" />แถบหนึ่ง ไม่ได้ข้าว น้ำ ผ้านุ่งห่ม ยานพาหนะ ระเบียบดอกไม้ ของหอมเครื่องลูบไล้ ที่นอน
			<remark  id="s2b21c85l16" />ที่อยู่อาศัย และประทีป ตามสมควร แต่เขาประพฤติสุจริตด้วยกาย ด้วยวาจาและด้วยใจ ครั้น
			<remark  id="s2b21c85l17" />ประพฤติสุจริตด้วยกาย วาจา ใจแล้วเมื่อตายไป ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ บุคคลเป็นผู้มืด
			<remark  id="s2b21c85l18" />มาแล้ว มีสว่างต่อไปอย่างนี้แล ฯ
			<remark  id="s2b21c85l19" />     ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลผู้สว่างมาแล้ว มีมืดต่อไปเป็นอย่างไร บุคคลบางคนใน
			<remark  id="s2b21c85l20" />โลกนี้ เกิดมาในตระกูลสูง คือ ตระกูลกษัตริย์มหาศาล ตระกูลพราหมณ์มหาศาล หรือตระกูล
			<remark  id="s2b21c85l21" />คหบดีมหาศาล อันเป็นตระกูลมั่งคั่งมีทรัพย์มากมีโภคะมาก มีทองและเงินมาก มีเครื่องใช้ที่น่า
			<remark  id="s2b21c85l22" />ปลื้มใจมากมาย มีทรัพย์สินเหลือล้นอนึ่ง เขามีรูปงาม น่าดู น่าเลื่อมใส ประกอบด้วยความเป็นผู้มี
			<remark  id="s2b21c85l23" />ผิวพรรณงามยิ่งนัก เป็นผู้มีปรกติได้ข้าว น้ำ ผ้านุ่งห่ม ยานพาหนะ ระเบียบดอกไม้ ของหอม
			<remark  id="s2b21c85l24" /> เครื่องลูบไล้ ที่นอน ที่อยู่อาศัย และประทีป แต่เขาประพฤติทุจริตด้วยกาย วาจา และด้วยใจ
			<remark  id="s2b21c85l25" /> ครั้นประพฤติทุจริตด้วยกาย วาจา และใจแล้ว เมื่อตายไป ย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก 
			<remark  id="s2b21c85l26" />บุคคลเป็นผู้สว่างมาแล้ว มีมืดต่อไปอย่างนี้แล ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b21c86" >
		<para id="s2b21c86p">
			<remark  id="s2b21c86l1" />     ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลผู้สว่างมาแล้ว มีสว่างต่อไปเป็นอย่างไรบุคคลบางคน
			<remark  id="s2b21c86l2" />ในโลก เกิดมาในตระกูลสูง คือ ตระกูลกษัตริย์มหาศาล ตระกูลพราหมณ์มหาศาล หรือตระกูล
			<remark  id="s2b21c86l3" />คหบดีมหาศาล อันเป็นตระกูลมั่งคั่ง มีทรัพย์มากมีโภคะมาก มีทองและเงินมาก มีเครื่องใช้ที่น่า
			<remark  id="s2b21c86l4" />ปลื้มใจมากมาย มีทรัพย์สินเหลือล้น อนึ่ง เขามีรูปงาม น่าดู น่าเลื่อมใส ประกอบด้วยความเป็น
			<remark  id="s2b21c86l5" />ผู้มีผิวพรรณงามยิ่งนัก มีปรกติได้ข้าว น้ำ ผ้านุ่งห่ม ยานพาหนะ ระเบียบดอกไม้ของหอม เครื่อง
			<remark  id="s2b21c86l6" />ลูบไล้ ที่นอน ที่อยู่อาศัย และประทีป เขาย่อมประพฤติสุจริตด้วยกาย วาจา และด้วยใจ 
			<remark  id="s2b21c86l7" />ครั้นประพฤติสุจริตด้วยกาย วาจา และใจแล้ว เมื่อตายไป ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ บุคคล
			<remark  id="s2b21c86l8" />เป็นผู้สว่างมาแล้ว มีสว่างต่อไปอย่างนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๔ จำพวกนี้แล มีปรากฏ
			<remark  id="s2b21c86l9" />อยู่ในโลก ฯ
			<remark  id="s2b21c86l10" />                                                จบสูตรที่ ๕
			<remark  id="s2b21c86l11" />                                                โอณตสูตร
			<remark  id="s2b21c86l12" />         [๘๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๔ จำพวกนี้ มีปรากฏอยู่ในโลก๔ จำพวกเป็นไฉน 
			<remark  id="s2b21c86l13" />คือ บุคคลผู้ต่ำมาแล้วต่ำต่อไปจำพวก ๑ ผู้ต่ำมาแล้วสูงต่อไปจำพวก ๑ ผู้สูงมาแล้วต่ำต่อไป
			<remark  id="s2b21c86l14" />จำพวก ๑ ผู้สูงมาแล้วสูงต่อไปจำพวก ๑ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลผู้ต่ำแล้วต่ำต่อไปเป็นอย่างไร 
			<remark  id="s2b21c86l15" />บุคคลบางคนในโลกนี้เกิดมาในตระกูลต่ำ คือ ตระกูลจัณฑาล ฯลฯ เขาประพฤติทุจริตด้วยกาย 
			<remark  id="s2b21c86l16" />ด้วยวาจา และด้วยใจ ครั้นประพฤติทุจริตด้วยกาย วาจา และใจแล้ว เมื่อตายไปย่อมเข้าถึง
			<remark  id="s2b21c86l17" />อบาย ทุคติ วินิบาต นรก บุคคลเป็นผู้ต่ำมาแล้วต่ำต่อไปอย่างนี้แล ฯ
			<remark  id="s2b21c86l18" />     ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลผู้ต่ำมาแล้วสูงต่อไปเป็นอย่างไร บุคคลบางคนในโลกนี้ 
			<remark  id="s2b21c86l19" />เกิดมาในตระกูลต่ำ คือ ตระกูลจัณฑาล ฯลฯ แต่เขาประพฤติสุจริตด้วยกาย ด้วยวาจา และด้วยใจ 
			<remark  id="s2b21c86l20" />ครั้นประพฤติสุจริตด้วยกาย วาจา และใจแล้ว เมื่อตายไป ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ บุคคลผู้ต่ำ
			<remark  id="s2b21c86l21" />มาแล้วสูงต่อไปอย่างนี้แล ฯ
			<remark  id="s2b21c86l22" />     ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลผู้สูงมาแล้วต่ำต่อไปเป็นอย่างไร บุคคลบางคนในโลกนี้ 
			<remark  id="s2b21c86l23" />เกิดมาในตระกูลสูง คือ ตระกูลกษัตริย์มหาศาล ฯลฯ เขาประพฤติทุจริตด้วยกาย ด้วยวาจา และด้วย
			<remark  id="s2b21c86l24" />ใจครั้นประพฤติทุจริตด้วยกาย วาจาและใจแล้ว เมื่อตายไป ย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต 
			<remark  id="s2b21c86l25" />นรก บุคคลผู้สูงมาแล้วต่ำต่อไปอย่างนี้แล ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b21c87" >
		<para id="s2b21c87p">
			<remark  id="s2b21c87l1" />     ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลผู้สูงมาแล้วสูงต่อไปเป็นอย่างไร บุคคลบางคนในโลกนี้ 
			<remark  id="s2b21c87l2" />เกิดมาในตระกูลสูง คือ ตระกูลกษัตริย์มหาศาล ฯลฯ เขาประพฤติสุจริตด้วยกาย ด้วยวาจา และ
			<remark  id="s2b21c87l3" />ด้วยใจ ครั้นประพฤติสุจริตด้วยกาย วาจาและใจแล้ว เมื่อตายไป ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ 
			<remark  id="s2b21c87l4" />บุคคลผู้สูงมาแล้วสูงต่อไปอย่างนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๔ จำพวกนี้แล มีปรากฏอยู่ในโลก ฯ
			<remark  id="s2b21c87l5" />                                                        จบสูตรที่ ๖
			<remark  id="s2b21c87l6" />                                                         ปุตตสูตร
			<remark  id="s2b21c87l7" />         [๘๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๔ จำพวกนี้ มีปรากฏอยู่ในโลก ๔ จำพวกเป็นไฉน 
			<remark  id="s2b21c87l8" />คือ สมณะผู้ไม่หวั่นไหวจำพวก ๑ สมณะบุณฑริกจำพวก ๑สมณะปทุมจำพวก ๑ สมณะผู้ละเอียด
			<remark  id="s2b21c87l9" />อ่อนในหมู่สมณะจำพวก ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลเป็นสมณะผู้ไม่หวั่นไหวอย่างไร ภิกษุใน
			<remark  id="s2b21c87l10" />ธรรมวินัยนี้ เป็นพระเสขะ ผู้ดำเนินปฏิปทาปรารถนาความเกษมจากโยคะอันยอดเยี่ยม เชฏฐโอรส
			<remark  id="s2b21c87l11" />ของพระมหากษัตริย์ผู้ได้มูรธาภิเษกแล้ว จะได้อภิเษก แต่ยังไม่อภิเษกก่อนเป็นผู้ถึงความแน่นอน
			<remark  id="s2b21c87l12" />ที่จะได้อภิเษก ฉันใด ภิกษุเป็นพระเสขะ ดำเนินปฏิปทาปรารถนาความเกษมจากโยคะอันยอดเยี่ยม
			<remark  id="s2b21c87l13" /> ก็ฉันนั้นเหมือนกัน บุคคลเป็นสมณะ  ไม่หวั่นไหวอย่างนี้แล ฯ
			<remark  id="s2b21c87l14" />     ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลเป็นสมณะบุณฑริกอย่างไร ภิกษุในธรรมวินัยนี้ กระทำ
			<remark  id="s2b21c87l15" />ให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไป ด้วยปัญญาอัน
			<remark  id="s2b21c87l16" />ยิ่งเอง ในปัจจุบัน เข้าถึงอยู่ แต่หาได้ถูกต้องวิโมกข์ ๘ ด้วยนามกายไม่ บุคคลเป็นสมณะบุณฑริก
			<remark  id="s2b21c87l17" />อย่างนี้แล ฯ
			<remark  id="s2b21c87l18" />     ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลเป็นสมณะปทุมอย่างไร ภิกษุในธรรมวินัยนี้กระทำให้แจ้ง
			<remark  id="s2b21c87l19" />ซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไป ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง ใน
			<remark  id="s2b21c87l20" />ปัจจุบัน เข้าถึงอยู่ และย่อมถูกต้องวิโมกข์ ๘ด้วยนามกาย บุคคลเป็นสมณะปทุมอย่างนี้แล ฯ
			<remark  id="s2b21c87l21" />     ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลเป็นสมณะผู้ละเอียดอ่อนในหมู่สมณะเป็นอย่างไร ภิกษุ
			<remark  id="s2b21c87l22" />ในธรรมวินัยนี้ ได้รับขอร้องจึงบริโภคจีวรเป็นอันมาก ไม่ได้รับขอร้องย่อมบริโภคจีวรน้อย ได้รับ
			<remark  id="s2b21c87l23" />ขอร้องจึงบริโภคบิณฑบาตเป็นอันมาก ไม่ได้รับขอร้องย่อมบริโภคบิณฑบาตน้อย ได้รับขอร้องจึง
			<remark  id="s2b21c87l24" />บริโภคเสนาสนะเป็นอันมากไม่ได้รับขอร้องย่อมบริโภคเสนาสนะน้อย ได้รับขอร้องจึงบริโภคเภสัช
			<remark  id="s2b21c87l25" />บริขารอันเป็นปัจจัยแก่คนไข้เป็นอันมาก ไม่ได้รับขอร้องย่อมบริโภคแต่น้อยและย่อมอยู่กับ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b21c88" >
		<para id="s2b21c88p">
			<remark  id="s2b21c88l1" />สพรหมจารีเหล่าใด สพรหมจารีเหล่านั้นย่อมประพฤติด้วยกายกรรมเป็นที่ชอบใจ เป็นส่วนมาก 
			<remark  id="s2b21c88l2" />ที่ไม่ชอบใจเป็นส่วนน้อย ย่อมประพฤติวจีกรรมเป็นที่ชอบเป็นส่วนมาก ที่ไม่ชอบใจเป็นส่วน
			<remark  id="s2b21c88l3" />น้อย ย่อมประพฤติมโนกรรมเป็นที่ชอบใจเป็นส่วนมาก ที่ไม่ชอบใจเป็นส่วนน้อย ต่อเธอ ย่อม
			<remark  id="s2b21c88l4" />นำเข้าไปแต่สิ่งที่ชอบใจเท่านั้น ที่ไม่ชอบใจมีน้อย อนึ่ง เวทนาเหล่าใด มีดีเป็นสมุฏฐานก็ดี มี
			<remark  id="s2b21c88l5" />เสมหะเป็นสมุฏฐานก็ดี มีลมเป็นสมุฏฐานก็ดี ประชุมกันเกิดก็ดี เกิดแต่ฤดูแปรปรวนก็ดี เกิดแต่
			<remark  id="s2b21c88l6" />การบริหารไม่สม่ำเสมอก็ดี เกิดแต่บาดเจ็บก็ดี เกิดแต่ผลของกรรมก็ดี เวทนาเหล่านั้น ไม่บังเกิด
			<remark  id="s2b21c88l7" />แก่เธอเป็นส่วนมาก เธอเป็นผู้มีอาพาธน้อย เป็นผู้มีปรกติได้ตามความปรารถนา ได้โดยไม่ยาก
			<remark  id="s2b21c88l8" /> ไม่ลำบาก ซึ่งฌาน ๔ อันมีในจิตยิ่ง เป็นสุขวิหารธรรมในปัจจุบัน กระทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติ 
			<remark  id="s2b21c88l9" />ปัญญาวิมุติ อันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไปด้วยปัญญาอันยิ่งเอง ในปัจจุบัน เข้าถึง
			<remark  id="s2b21c88l10" />อยู่ บุคคลเป็นสมณะผู้ละเอียดอ่อนในหมู่สมณะอย่างนี้แล ฯ
			<remark  id="s2b21c88l11" />     ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลเมื่อจะเรียกบุคคลใดโดยชอบว่าเป็นสมณะผู้ละเอียดอ่อนใน
			<remark  id="s2b21c88l12" />หมู่สมณะ ก็พึงเรียกบุคคลนั้น คือ เรานี้แหละว่า เป็นสมณะผู้ละเอียดอ่อนในหมู่สมณะ ดูกรภิกษุ
			<remark  id="s2b21c88l13" />ทั้งหลาย เพราะเราได้รับขอร้องเท่านั้น จึงใช้สอยจีวรมาก ไม่ได้รับขอร้องย่อมใช้สอยแต่น้อย
			<remark  id="s2b21c88l14" /> ได้รับขอร้องเท่านั้นจึงบริโภคบิณฑบาตมาก ไม่ได้รับขอร้องย่อมบริโภคแต่น้อย ได้รับขอร้องเท่า
			<remark  id="s2b21c88l15" />นั้นจึงบริโภคเสนาสนะมาก ไม่ได้รับขอร้องย่อมบริโภคแต่น้อย ได้รับขอร้องเท่านั้นจึงบริโภค
			<remark  id="s2b21c88l16" />เภสัชบริขารอันเป็นปัจจัยแก่คนไข้มาก ไม่ได้รับขอร้องย่อมบริโภคแต่น้อยและเราย่อมอยู่กับภิกษุ
			<remark  id="s2b21c88l17" />เหล่าใด ภิกษุเหล่านั้นย่อมประพฤติด้วยกายกรรมอันเป็นที่พอใจเท่านั้นต่อเราเป็นอันมาก ที่ไม่พอ
			<remark  id="s2b21c88l18" />ใจน้อย ย่อมประพฤติด้วยวจีกรรมเป็นที่พอใจเท่านั้นต่อเราเป็นอันมาก ที่ไม่พอใจน้อย ย่อมประพฤติ
			<remark  id="s2b21c88l19" />มโนกรรมเป็นที่พอใจเท่านั้นต่อเราเป็นอันมาก ที่ไม่พอใจน้อย ย่อมนำเข้ามาแต่สิ่งที่พอใจเท่านั้น 
			<remark  id="s2b21c88l20" />ที่ไม่พอใจน้อย อนึ่ง เวทนาเหล่าใด มีดีเป็นสมุฏฐานก็ดี มีเสมหะเป็นสมุฏฐานก็ดี มีลมเป็น
			<remark  id="s2b21c88l21" />สมุฏฐานก็ดี ประชุมกันเกิดขึ้นก็ดี เกิดแต่ฤดูแปรปรวนก็ดี เกิดแต่การบริหารไม่สม่ำเสมอก็ดี 
			<remark  id="s2b21c88l22" />เกิดแต่บาดเจ็บก็ดี เกิดแต่ผลกรรมก็ดี เวทนาเหล่านั้น ไม่บังเกิดขึ้นแก่เรามากนัก เราเป็นผู้มีอาพาธ
			<remark  id="s2b21c88l23" />น้อย อนึ่ง เราเป็นผู้มีปรกติได้ตามความปรารถนา ได้โดยไม่ยากไม่ลำบากซึ่งฌาน ๔ อันมีในจิตยิ่ง
			<remark  id="s2b21c88l24" />เป็นสุขวิหารธรรมในปัจจุบัน กระทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันหา อาสวะมิได้ เพราะ
			<remark  id="s2b21c88l25" />อาสวะทั้งหลายสิ้นไปด้วยปัญญาอันยิ่งเอง ในปัจจุบัน เข้าถึงอยู่ ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลเมื่อจะ
			<remark  id="s2b21c88l26" />เรียกก็พึงเรียกบุคคลนั้น คือ เรานี่แหละว่าเป็นสมณะผู้ละเอียดอ่อนในหมู่สมณะ ดูกรภิกษุ
			<remark  id="s2b21c88l27" />ทั้งหลาย บุคคล ๔ จำพวกนี้แลมีปรากฏอยู่ในโลก ฯ
			<remark  id="s2b21c88l28" />                                จบสูตรที่ ๗
		</para>
	</section>
	<section id="s2b21c89" >
		<para id="s2b21c89p">
			<remark  id="s2b21c89l1" />                             สังโยชนสูตร
			<remark  id="s2b21c89l2" />         [๘๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๔ จำพวกนี้ มีปรากฏอยู่ในโลก๔ จำพวกเป็นไฉน 
			<remark  id="s2b21c89l3" />คือ บุคคลเป็นสมณะผู้ไม่หวั่นไหวจำพวก ๑ เป็นสมณะบุณฑริกจำพวก ๑ เป็นสมณะปทุมจำพวก 
			<remark  id="s2b21c89l4" />๑ เป็นสมณะผู้ละเอียดอ่อนในหมู่สมณะจำพวก ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลเป็นสมณะผู้ไม่หวั่น
			<remark  id="s2b21c89l5" />ไหวอย่างไรภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นพระโสดาบัน เพราะสังโยชน์ ๓ สิ้นไป เป็นผู้มีอันไม่
			<remark  id="s2b21c89l6" />ตกต่ำเป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยง จะตรัสรู้ในเบื้องหน้า บุคคลเป็นสมณะผู้ไม่หวั่นไหวอย่างนี้แล ฯ
			<remark  id="s2b21c89l7" />     ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลเป็นสมณะบุณฑริกอย่างไร ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็น
			<remark  id="s2b21c89l8" />พระสกทาคามี เพราะสังโยชน์ ๓ สิ้นไป และทำราคะ โทสะโมหะให้เบาบาง จะมาสู่โลกนี้อีกครั้ง
			<remark  id="s2b21c89l9" />เดียวเท่านั้น และจะกระทำที่สุดทุกข์ได้บุคคลเป็นสมณะบุณฑริกอย่างนี้แล ฯ
			<remark  id="s2b21c89l10" />     ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลเป็นสมณะปทุมอย่างไร ภิกษุในธรรมวินัยนี้เป็นอุปปาติกะ 
			<remark  id="s2b21c89l11" />เพราะสังโยชน์เบื้องต่ำ ๕ ประการสิ้นไป จักปรินิพพานในภพนั้น มีอันไม่กลับจากโลกนั้นเป็นธรรมดา 
			<remark  id="s2b21c89l12" />บุคคลเป็นสมณะปทุมอย่างนี้แล ฯ
			<remark  id="s2b21c89l13" />     ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลเป็นสมณะผู้ละเอียดอ่อนในหมู่สมณะอย่างไร ภิกษุใน
			<remark  id="s2b21c89l14" />ธรรมวินัยนี้ กระทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันหาอาสวะมิได้เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไป 
			<remark  id="s2b21c89l15" />ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง ในปัจจุบัน เข้าถึงอยู่ บุคคลเป็นสมณะผู้ละเอียดอ่อนในหมู่สมณะอย่างนี้แล 
			<remark  id="s2b21c89l16" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๔จำพวกนี้แล มีปรากฏอยู่ในโลก ฯ
			<remark  id="s2b21c89l17" />                จบสูตรที่ ๘
			<remark  id="s2b21c89l18" />                 ทิฏฐิสูตร
			<remark  id="s2b21c89l19" />         [๘๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๔ จำพวกนี้ มีปรากฏอยู่ในโลก ๔ จำพวกเป็นไฉน 
			<remark  id="s2b21c89l20" />คือ บุคคลเป็นสมณะผู้ไม่หวั่นไหวจำพวก ๑ เป็นสมณะบุณฑริกจำพวก ๑ เป็นสมณะปทุมจำพวก 
			<remark  id="s2b21c89l21" />๑ เป็นสมณะผู้ละเอียดอ่อนในหมู่สมณะจำพวก ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลเป็นสมณะผู้ไม่หวั่น
			<remark  id="s2b21c89l22" />ไหวอย่างไรภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีสัมมาทิฏฐิ มีสัมมาสังกัปปะ มีสัมมาวาจา มีสัมมา
			<remark  id="s2b21c89l23" />กัมมันตะ มีสัมมาอาชีวะ มีสัมมาวายามะ มีสัมมาสติ มีสัมมาสมาธิบุคคลเป็นสมณะผู้ไม่หวั่นไหว
			<remark  id="s2b21c89l24" />อย่างนี้แล ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b21c90" >
		<para id="s2b21c90p">
			<remark  id="s2b21c90l1" />     ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลเป็นสมณะบุณฑริกอย่างไร ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มี
			<remark  id="s2b21c90l2" />สัมมาทิฏฐิ ฯลฯ มีสัมมาญาณะ มีสัมมาวิมุติ แต่ไม่ถูกต้องวิโมกข์ ๘ ด้วยนามกายอยู่ บุคคลเป็น
			<remark  id="s2b21c90l3" />สมณะบุณฑริกอย่างนี้แล ฯ
			<remark  id="s2b21c90l4" />     ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลเป็นสมณะปทุมอย่างไร ภิกษุในธรรมวินัยนี้เป็นผู้มี
			<remark  id="s2b21c90l5" />สัมมาทิฏฐิ ฯลฯ มีสัมมาญาณะ มีสัมมาวิมุติ และถูกต้องวิโมกข์ ๘ด้วยนามกายอยู่ บุคคลเป็น
			<remark  id="s2b21c90l6" />สมณะปทุมอย่างนี้แล ฯ
			<remark  id="s2b21c90l7" />     ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลเป็นสมณะผู้ละเอียดอ่อนในหมู่สมณะอย่างไร  ภิกษุใน
			<remark  id="s2b21c90l8" />ธรรมวินัยนี้ ได้รับขอร้องจึงบริโภคจีวรมาก ไม่ได้รับขอร้องย่อมบริโภคแต่น้อย ฯลฯ บุคคลเป็น
			<remark  id="s2b21c90l9" />สมณะผู้ละเอียดอ่อนในหมู่สมณะอย่างนี้แล ฯ
			<remark  id="s2b21c90l10" />     บุคคลเมื่อจะเรียกบุคคลใดโดยชอบว่า เป็นสมณะผู้ละเอียดอ่อนในหมู่สมณะ พึง
			<remark  id="s2b21c90l11" />เรียกบุคคลนั้น คือ เรานี่แหละว่า เป็นสมณะผู้ละเอียดอ่อนในหมู่สมณะ เพราะเราได้รับขอร้อง
			<remark  id="s2b21c90l12" />เท่านั้นจึงบริโภคจีวรมาก ไม่ได้รับขอร้องย่อมบริโภคแต่น้อย ฯลฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๔ 
			<remark  id="s2b21c90l13" />จำพวกนี้แล มีปรากฏอยู่ในโลก ฯ
			<remark  id="s2b21c90l14" />                จบสูตรที่ ๙
			<remark  id="s2b21c90l15" />                 ขันธสูตร
			<remark  id="s2b21c90l16" />         [๙๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๔ จำพวกนี้ มีปรากฏอยู่ในโลก ๔จำพวกเป็นไฉน
			<remark  id="s2b21c90l17" /> คือ บุคคลเป็นสมณะผู้ไม่หวั่นไหวจำพวก ๑ เป็นสมณะบุณฑริกจำพวก ๑ เป็นสมณะปทุมจำพวก
			<remark  id="s2b21c90l18" /> ๑ เป็นสมณะผู้ละเอียดอ่อนในหมู่สมณะจำพวก ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลเป็นสมณะผู้ไม่
			<remark  id="s2b21c90l19" />หวั่นไหวอย่างไรภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นพระเสขะ ยังไม่บรรลุอรหัตมรรค ปรารถนาความสิ้นโยคะ
			<remark  id="s2b21c90l20" />อันยอดเยี่ยมอยู่ บุคคลเป็นสมณะผู้ไม่หวั่นไหวอย่างนี้แล ฯ
			<remark  id="s2b21c90l21" />     ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลเป็นสมณะบุณฑริกอย่างไร ภิกษุในธรรมวินัยนี้ มีปรกติ
			<remark  id="s2b21c90l22" />พิจารณาเห็นความเกิดและความดับในอุปาทานขันธ์ ๕ ว่า รูปเป็นดังนี้ ความเกิดขึ้นแห่งรูปเป็น
			<remark  id="s2b21c90l23" />ดังนี้ ความดับแห่งรูปเป็นดังนี้ เวทนาเป็นดังนี้ ...สัญญาเป็นดังนี้ ... สังขารเป็นดังนี้ ... วิญญาณเป็น
			<remark  id="s2b21c90l24" />ดังนี้ ความเกิดขึ้นแห่งวิญญาณเป็นดังนี้ ความดับแห่งวิญญาณเป็นดังนี้ แต่เธอหาได้ถูกต้อง วิโมกข์ ๘
			<remark  id="s2b21c90l25" />ด้วยนามกายไม่ บุคคลเป็นสมณะบุณฑริกอย่างนี้แล ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b21c91" >
		<para id="s2b21c91p">
			<remark  id="s2b21c91l1" />     ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลเป็นสมณะปทุมเป็นอย่างไร ภิกษุในธรรมวินัยนี้ มีปรกติ
			<remark  id="s2b21c91l2" />พิจารณาเห็นความเกิดและความดับในอุปาทานขันธ์ ๕ ว่า รูปเป็นดังนี้ ความเกิดแห่งรูปเป็นดังนี้ 
			<remark  id="s2b21c91l3" />ความดับแห่งรูปเป็นดังนี้ เวทนาเป็นดังนี้ ...สัญญาเป็นดังนี้ ... สังขารเป็นดังนี้ ... วิญญาณเป็นดังนี้ 
			<remark  id="s2b21c91l4" />ความเกิดแห่งวิญญาณเป็นดังนี้ ความดับแห่งวิญญาณเป็นดังนี้ และเธอถูกต้องวิโมกข์ ๘ ด้วย
			<remark  id="s2b21c91l5" />นามกายอยู่ บุคคลเป็นสมณะปทุมอย่างนี้แล ฯ
			<remark  id="s2b21c91l6" />     ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลเป็นสมณะผู้ละเอียดอ่อนในหมู่สมณะอย่างไร  ภิกษุใน
			<remark  id="s2b21c91l7" />ธรรมวินัยนี้ ได้รับขอร้องเท่านั้นจึงบริโภคจีวรเป็นอันมาก ไม่ได้รับขอร้องย่อมบริโภคแต่น้อย ฯลฯ 
			<remark  id="s2b21c91l8" />บุคคลเป็นสมณะผู้ละเอียดอ่อนในหมู่สมณะอย่างนี้แล ฯ
			<remark  id="s2b21c91l9" />     ก็บุคคลเมื่อจะเรียกบุคคลใดโดยชอบว่า เป็นสมณะผู้ละเอียดอ่อนในหมู่สมณะ พึง
			<remark  id="s2b21c91l10" />เรียกบุคคลนั้น คือ เรานี่แหละว่า เป็นสมณะผู้ละเอียดอ่อนในหมู่สมณะ เพราะเราได้รับขอร้อง
			<remark  id="s2b21c91l11" />เท่านั้นจึงบริโภคจีวรเป็นอันมาก ไม่ได้รับขอร้องย่อมบริโภคแต่น้อย ฯลฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคล
			<remark  id="s2b21c91l12" /> ๔ จำพวกนี้แล มีปรากฏอยู่ในโลก ฯ
			<remark  id="s2b21c91l13" />                             จบสูตรที่ ๑๐
			<remark  id="s2b21c91l14" />                            จบมจลวรรคที่ ๔
			<remark  id="s2b21c91l15" />                            ______________
			<remark  id="s2b21c91l16" />                       รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
			<remark  id="s2b21c91l17" />     ๑. ปาณาติปาตสูตร ๒. มุสาวาทสูตร ๓. วัณณสูตร ๔. โกธสูตร ๕. ตมสูตร 
			<remark  id="s2b21c91l18" />๖. โอณตสูตร ๗. ปุตตสูตร ๘. สังโยชนสูตร๙. ทิฏฐิสูตร ๑๐. ขันธสูตร ฯ
			<remark  id="s2b21c91l19" />                            ________________
		</para>
	</section>
	<section id="s2b21c92" >
		<para id="s2b21c92p">
			<remark  id="s2b21c92l1" />                             อสุรวรรคที่ ๕
			<remark  id="s2b21c92l2" />                 อสุรสูตร
			<remark  id="s2b21c92l3" />         [๙๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๔ จำพวกนี้ มีปรากฏอยู่ในโลก๔ จำพวกเป็นไฉน 
			<remark  id="s2b21c92l4" />คือ บุคคลเป็นเช่นกับอสูร มีคนเช่นกับอสูรเป็นบริวารจำพวก ๑ เป็นเช่นกับอสูร แต่มีคนเช่น
			<remark  id="s2b21c92l5" />กับเทวดาเป็นบริวารจำพวก ๑ เป็นเช่นกับเทวดา มีคนเช่นกับอสูรเป็นบริวารจำพวก ๑ เป็นเช่น
			<remark  id="s2b21c92l6" />กับเทวดา มีคนเช่นกับเทวดาเป็นบริวารจำพวก ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลเป็นเช่นกับอสูร 
			<remark  id="s2b21c92l7" />มีคนเช่นกับอสูรเป็นบริวารอย่างไร บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นคนทุศีล มีบาปธรรมแม้บริษัท
			<remark  id="s2b21c92l8" />ของเขาก็เป็นคนทุศีล มีบาปธรรม บุคคลเป็นเช่นกับอสูร มีคนเช่นกับอสูรเป็นบริวารอย่างนี้แล ฯ
			<remark  id="s2b21c92l9" />     ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลเป็นเช่นกับอสูร แต่มีคนเช่นกับเทวดาเป็นบริวารอย่างไร 
			<remark  id="s2b21c92l10" />บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นคนทุศีล มีบาปธรรม แต่บริษัทของเขาเป็นคนมีศีล มีกัลยาณธรรม 
			<remark  id="s2b21c92l11" />บุคคลเป็นเช่นกับอสูร แต่มีคนเช่นกับเทวดาเป็นบริวารอย่างนี้แล ฯ
			<remark  id="s2b21c92l12" />     ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลเป็นเช่นกับเทวดา มีคนเช่นกับอสูรเป็นบริวารอย่างไร 
			<remark  id="s2b21c92l13" />บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นคนมีศีล มีกัลยาณธรรม แต่บริษัทของเขาเป็นคนทุศีล มีบาปธรรม
			<remark  id="s2b21c92l14" /> บุคคลเป็นคนเช่นกับเทวดา มีคนเช่นกับอสูรเป็นบริวาร อย่างนี้แล ฯ
			<remark  id="s2b21c92l15" />     ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลเป็นเช่นกับเทวดา มีคนเช่นกับเทวดาเป็นบริวารอย่างไร 
			<remark  id="s2b21c92l16" />บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นคนมีศีล มีกัลยาณธรรม แม้บริษัทของเขาก็เป็นคนมีศีล มีกัลยาณธรรม 
			<remark  id="s2b21c92l17" />บุคคลเป็นคนเช่นกับเทวดา มีคนเช่นกับเทวดาเป็นบริวารอย่างนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคล
			<remark  id="s2b21c92l18" /> ๔ จำพวกนี้แล มีปรากฏอยู่ในโลก ฯ
			<remark  id="s2b21c92l19" />                   จบสูตรที่ ๑
			<remark  id="s2b21c92l20" />                             สมาธิสูตรที่ ๑
			<remark  id="s2b21c92l21" />         [๙๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๔ จำพวกนี้ มีปรากฏอยู่ในโลก ๔ จำพวกเป็นไฉน 
			<remark  id="s2b21c92l22" />คือ บุคคลบางคนในโลกนี้ มีปรกติได้ความสงบใจในภายใน แต่ไม่ได้อธิปัญญาและความเห็นแจ้ง
			<remark  id="s2b21c92l23" />ในธรรมจำพวก ๑ บุคคลบางคนในโลกนี้ มีปรกติได้อธิปัญญาและความเห็นแจ้งในธรรม แต่ไม่ได้
		</para>
	</section>
	<section id="s2b21c93" >
		<para id="s2b21c93p">
			<remark  id="s2b21c93l1" />ความสงบใจในภายในจำพวก ๑ บุคคลบางคนในโลกนี้ ไม่มีปรกติได้ความสงบใจในภายใน ทั้ง
			<remark  id="s2b21c93l2" />ไม่ได้อธิปัญญาและความเห็นแจ้งในธรรมจำพวก ๑ บุคคลบางคนในโลกนี้ มีปรกติได้ความสงบใจ
			<remark  id="s2b21c93l3" />ในภายใน ทั้งได้อธิปัญญาและความเห็นแจ้งในธรรมจำพวก ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๔ จำพวก
			<remark  id="s2b21c93l4" />นี้แล มีปรากฏอยู่ในโลก ฯ
			<remark  id="s2b21c93l5" />                จบสูตรที่ ๒
			<remark  id="s2b21c93l6" />                             สมาธิสูตรที่ ๒
			<remark  id="s2b21c93l7" />         [๙๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๔ จำพวกนี้ มีปรากฏอยู่ในโลก๔ จำพวกเป็นไฉน
			<remark  id="s2b21c93l8" /> คือ บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้มีปรกติได้ความสงบใจในภายใน แต่ไม่ได้อธิปัญญาและความ
			<remark  id="s2b21c93l9" />เห็นแจ้งในธรรมจำพวก ๑ บุคคลบางคนในโลกนี้ มีปรกติได้อธิปัญญาและความเห็นแจ้งในธรรม 
			<remark  id="s2b21c93l10" />แต่ไม่ได้ความสงบใจในภายในจำพวก ๑ บุคคลบางคนในโลกนี้ ไม่มีปรกติได้ความสงบใจในภายใน
			<remark  id="s2b21c93l11" />ทั้งไม่ได้อธิปัญญาและความเห็นแจ้งในธรรมจำพวก ๑ บุคคลบางคนในโลกนี้มีปรกติได้ความสงบใจ
			<remark  id="s2b21c93l12" />ในภายในทั้งได้อธิปัญญาและความเห็นแจ้งในธรรมจำพวก ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในบุคคลเหล่านั้น
			<remark  id="s2b21c93l13" /> บุคคลผู้มีปรกติได้ความสงบใจในภายในแต่ไม่ได้อธิปัญญาและความเห็นแจ้งในธรรม พึงตั้งอยู่ใน
			<remark  id="s2b21c93l14" />ความสงบใจในภายในกระทำความเพียรในอธิปัญญา และความเห็นแจ้งในธรรม สมัยต่อมา 
			<remark  id="s2b21c93l15" />เขาย่อมเป็นผู้มีปรกติได้ความสงบใจในภายใน ทั้งได้อธิปัญญาและความเห็นแจ้งในธรรม บุคคล
			<remark  id="s2b21c93l16" />ผู้มีปรกติได้อธิปัญญาและความเห็นแจ้งในธรรม แต่ไม่ได้ความสงบใจในภายใน พึงตั้งอยู่ใน
			<remark  id="s2b21c93l17" />อธิปัญญาและความเห็นแจ้งในธรรม แล้วกระทำความเพียรในความสงบแห่งใจในภายใน สมัย
			<remark  id="s2b21c93l18" />ต่อมา เขาย่อมเป็นผู้มีปรกติได้อธิปัญญาและความเห็นแจ้งในธรรม ทั้งได้ความสงบใจในภายใน 
			<remark  id="s2b21c93l19" />บุคคลไม่มีปรกติได้ความสงบใจในภายใน ทั้งไม่ได้อธิปัญญาและความเห็นแจ้งในธรรม พึงกระทำ
			<remark  id="s2b21c93l20" />ฉันทะ ความพยายาม ความอุตสาหะ ความขะมักเขม้น ความไม่ย่อท้อ สติและสัมปชัญญะ 
			<remark  id="s2b21c93l21" />ให้มีประมาณยิ่ง เพื่อได้กุศลธรรมเหล่านั้นแหละ ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลมีผ้านุ่งห่มถูกไฟไหม้ 
			<remark  id="s2b21c93l22" />หรือมีศีรษะถูกไฟไหม้ พึงกระทำฉันทะความพยายาม ความอุตสาหะ ความขะมักเขม้น ความ
			<remark  id="s2b21c93l23" />ไม่ย่อท้อ สติและสัมปชัญญะ ให้มีประมาณยิ่ง เพื่อดับไฟที่ผ้าหรือที่ศีรษะ ฉันใด บุคคลนั้นก็
			<remark  id="s2b21c93l24" />พึงทำฉันทะ ความพยายาม ความอุตสาหะ ความขะมักเขม้น ความไม่ย่อท้อสติและสัมปชัญญะ
			<remark  id="s2b21c93l25" /> ให้มีประมาณยิ่ง เพื่อได้กุศลธรรมเหล่านั้นแหละ ฉันนั้นเหมือนกัน สมัยต่อมา เขาย่อมเป็น
		</para>
	</section>
	<section id="s2b21c94" >
		<para id="s2b21c94p">
			<remark  id="s2b21c94l1" />ผู้มีปรกติ ได้ความสงบใจในภายใน ทั้งได้อธิปัญญาและความเห็นแจ้งในธรรม ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
			<remark  id="s2b21c94l2" />บุคคลเป็นผู้มีปรกติได้ความสงบใจในภายใน ทั้งได้อธิปัญญาและความเห็นแจ้งในธรรม พึงตั้งอยู่
			<remark  id="s2b21c94l3" />ในกุศลธรรมเหล่านั้นแหละ แล้วกระทำความเพียรให้ยิ่ง เพื่อความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย
			<remark  id="s2b21c94l4" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๔ จำพวกนี้แล มีปรากฏอยู่ในโลก ฯ
			<remark  id="s2b21c94l5" />                                จบสูตรที่ ๓
			<remark  id="s2b21c94l6" />                             สมาธิสูตรที่ ๓
			<remark  id="s2b21c94l7" />         [๙๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๔ จำพวกนี้ มีปรากฏอยู่ในโลก๔ จำพวกเป็นไฉน 
			<remark  id="s2b21c94l8" />คือ บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้มีปรกติได้ความสงบใจในภายใน แต่ไม่ได้อธิปัญญาและความ
			<remark  id="s2b21c94l9" />เห็นแจ้งในธรรมจำพวก ๑ บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้มีปรกติได้อธิปัญญาและความเห็นแจ้งใน
			<remark  id="s2b21c94l10" />ธรรม แต่ไม่ได้ความสงบใจในภายในจำพวก ๑ บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ไม่มีปรกติได้ความ
			<remark  id="s2b21c94l11" />สงบใจในภายใน ทั้งไม่ได้อธิปัญญาและความเห็นแจ้งในธรรมจำพวก ๑ บุคคลบางคนในโลกนี้ 
			<remark  id="s2b21c94l12" />เป็นผู้มีปรกติได้ความสงบใจในภายใน ทั้งได้อธิปัญญาและความเห็นแจ้งในธรรมจำพวก ๑ ดูกร
			<remark  id="s2b21c94l13" />ภิกษุทั้งหลาย ในบุคคลเหล่านั้น บุคคลผู้มีปรกติได้ความสงบใจในภายใน แต่ไม่ได้อธิปัญญาและ
			<remark  id="s2b21c94l14" />ความเห็นแจ้งในธรรมพึงเข้าไปหาบุคคลผู้มีปรกติได้อธิปัญญาและความเห็นแจ้งในธรรม แล้วถาม
			<remark  id="s2b21c94l15" />อย่างนี้ว่า พึงเห็นสังขารอย่างไรหนอ พึงพิจารณาสังขารอย่างไร พึงเห็นแจ้งสังขารได้อย่างไร 
			<remark  id="s2b21c94l16" />ผู้ถูกถามนั้นย่อมตอบเขาตามความเห็น ความรู้ว่า พึงเห็นสังขารได้อย่างนี้แล พึงพิจารณาสังขาร
			<remark  id="s2b21c94l17" />อย่างนี้ พึงเห็นแจ้งสังขารอย่างนี้ สมัยต่อมา เขาเป็นผู้มีปรกติได้ความสงบใจในภายใน ทั้งได้
			<remark  id="s2b21c94l18" />อธิปัญญาและความเห็นแจ้งในธรรม ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้มีปรกติได้อธิปัญญาและความเห็นแจ้ง
			<remark  id="s2b21c94l19" />ในธรรม แต่ไม่ได้ความสงบใจในภายใน พึงเข้าไปหาบุคคลผู้มีปรกติได้ความสงบใจในภายในแล้วถาม
			<remark  id="s2b21c94l20" />อย่างนี้ว่า พึงตั้งจิตไว้อย่างไร พึงน้อมจิตไปอย่างไร พึงทำจิตให้มีอารมณ์เดียวเกิดขึ้นได้อย่างไร 
			<remark  id="s2b21c94l21" />พึงชักจูงจิตให้เป็นสมาธิได้อย่างไร ผู้ถูกถามนั้นย่อมตอบเขาตามความเห็น ความรู้ว่า พึงตั้งจิตไว้
			<remark  id="s2b21c94l22" />อย่างนี้พึงน้อมจิตไปอย่างนี้ พึงทำจิตให้มีอารมณ์เดียวเกิดขึ้นอย่างนี้ พึงชักจูงจิตให้เป็นสมาธิได้
			<remark  id="s2b21c94l23" />อย่างนี้ สมัยต่อมาเขาเป็นผู้มีปรกติได้อธิปัญญาและความเห็นแจ้งในธรรม ทั้งได้ความสงบใจในภายใน
			<remark  id="s2b21c94l24" /> ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลเป็นผู้ไม่มีปรกติได้ความสงบใจในภายใน ทั้งไม่ได้อธิปัญญาและความ
			<remark  id="s2b21c94l25" />เห็นแจ้งในธรรม พึงเข้าไปหาบุคคลผู้มีปรกติได้ความสงบใจในภายใน ทั้งได้อธิปัญญาและความ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b21c95" >
		<para id="s2b21c95p">
			<remark  id="s2b21c95l1" />เห็นแจ้งในธรรม แล้วถามอย่างนี้ว่า พึงตั้งจิตไว้อย่างไรหนอ พึงน้อมจิตไปอย่างไรพึงทำจิตให้
			<remark  id="s2b21c95l2" />มีอารมณ์เดียวเกิดขึ้นอย่างไร พึงชักจูงจิตให้เป็นสมาธิได้อย่างไรพึงเห็นสังขารนั้นได้อย่างไร 
			<remark  id="s2b21c95l3" />พึงพิจารณาสังขารอย่างไร พึงเห็นแจ้งสังขารอย่างไรผู้ถูกถามนั้นย่อมตอบเขาตามความเห็น 
			<remark  id="s2b21c95l4" />ความรู้อย่างนี้ว่า พึงตั้งจิตไว้อย่างนี้ ฯลฯพึงเห็นแจ้งสังขารอย่างนี้ สมัยต่อมา เขาเป็นผู้มีปรกติ
			<remark  id="s2b21c95l5" />ได้ความสงบใจในภายในทั้งได้อธิปัญญาและความเห็นแจ้งในธรรม ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลเป็น
			<remark  id="s2b21c95l6" />ผู้มีปกติได้ความสงบใจในภายใน ทั้งได้อธิปัญญาและความเห็นแจ้งในธรรม พึงตั้งอยู่ในกุศลธรรม
			<remark  id="s2b21c95l7" />เหล่านั้นแหละ แล้วกระทำความเพียรให้ยิ่ง เพื่อความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
			<remark  id="s2b21c95l8" />บุคคล ๔ จำพวกนี้แล มีปรากฏอยู่ในโลกนี้ ฯ
			<remark  id="s2b21c95l9" />                                จบสูตรที่ ๔
			<remark  id="s2b21c95l10" />                             ฉลาวาตสูตร
			<remark  id="s2b21c95l11" />         [๙๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๔ จำพวกนี้ มีปรากฏในโลก ๔ จำพวกเป็นไฉน 
			<remark  id="s2b21c95l12" />คือ บุคคลผู้ไม่ปฏิบัติเพื่อประโยชน์ตนและไม่ปฏิบัติเพื่อประโยชน์ผู้อื่นจำพวก ๑ผู้ปฏิบัติเพื่อประ
			<remark  id="s2b21c95l13" />โยชน์ผู้อื่น แต่ไม่ปฏิบัติเพื่อประโยชน์ตนจำพวก ๑ ผู้ปฏิบัติเพื่อประโยชน์ตน แต่ไม่ปฏิบัติเพื่อ
			<remark  id="s2b21c95l14" />ประโยชน์ผู้อื่นจำพวก ๑ผู้ปฏิบัติทั้งเพื่อประโยชน์ตนทั้งเพื่อประโยชน์ผู้อื่นจำพวก ๑ ดูกรภิกษุ
			<remark  id="s2b21c95l15" />ทั้งหลายท่อนไม้ที่ทิ้งอยู่ในป่าช้า ไฟติดสองข้าง ตรงกลางเปื้อนคูถ ย่อมไม่สำเร็จประโยชน์แก่
			<remark  id="s2b21c95l16" />เครื่องไม้ในบ้าน ทั้งไม่สำเร็จประโยชน์ แก่เครื่องไม้ในป่าฉันใดเรากล่าวบุคคลผู้ไม่ปฏิบัติเพื่อ
			<remark  id="s2b21c95l17" />ประโยชน์ตนและไม่ปฏิบัติเพื่อประโยชน์ผู้อื่นนี้เปรียบฉันนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในบุคคลเหล่า
			<remark  id="s2b21c95l18" />นั้น บรรดาบุคคล ๒ จำพวกนี้คือ บุคคลผู้ไม่ปฏิบัติเพื่อประโยชน์ตน และไม่ปฏิบัติเพื่อประโยชน์
			<remark  id="s2b21c95l19" />ผู้อื่น กับบุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อประโยชน์ผู้อื่นแต่ไม่ปฏิบัติเพื่อประโยชน์ตน บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อ
			<remark  id="s2b21c95l20" />ประโยชน์ผู้อื่น แต่ไม่ปฏิบัติเพื่อประ
