<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<!DOCTYPE book PUBLIC "-//OASIS//DTD DocBook XML V5.0//EN" "http://www.oasis-open.org/docbook/xml/4.5/docbookx.dtd">
<chapter id="s2b20">
	<title>อังคุตรนิกาย เอก-ทุก-ติกนิบาท</title>
	<section id="s2b20c1" >
		<para id="s2b20c1p">
			<remark  id="s2b20c1l1" />							พระสุตตันตปิฎก
			<remark  id="s2b20c1l2" />								เล่ม ๑๒
			<remark  id="s2b20c1l3" />					อังคุตตรนิกาย เอก-ทุก-ติกนิบาต
			<remark  id="s2b20c1l4" />	ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
			<remark  id="s2b20c1l5" />						บาลีแห่งเอกธรรมเป็นต้น
			<remark  id="s2b20c1l6" />         [๑] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้
			<remark  id="s2b20c1l7" />     สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิก
			<remark  id="s2b20c1l8" />เศรษฐี ใกล้พระนครสาวัตถี ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุ
			<remark  id="s2b20c1l9" />ทั้งหลาย ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคแล้ว พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ฯ
			<remark  id="s2b20c1l10" />         [๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นรูปอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่จะครอบงำจิต
			<remark  id="s2b20c1l11" />ของบุรุษตั้งอยู่เหมือนรูปสตรีเลย ดูกรภิกษุทั้งหลาย รูปสตรีย่อมครอบงำจิตของบุรุษตั้งอยู่ ฯ
			<remark  id="s2b20c1l12" />         [๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นเสียงอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่จะครอบงำจิต
			<remark  id="s2b20c1l13" />ของบุรุษตั้งอยู่เหมือนเสียงสตรีเลย ดูกรภิกษุทั้งหลาย เสียงสตรีย่อมครอบงำจิตของบุรุษ
			<remark  id="s2b20c1l14" />ตั้งอยู่ ฯ
			<remark  id="s2b20c1l15" />         [๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นกลิ่นอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่จะครอบงำจิตของ
			<remark  id="s2b20c1l16" />บุรุษตั้งอยู่เหมือนกลิ่นสตรีเลย ดูกรภิกษุทั้งหลาย กลิ่นสตรีย่อมครอบงำจิตของบุรุษตั้งอยู่ ฯ
			<remark  id="s2b20c1l17" />         [๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นรสอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่จะครอบงำจิต
			<remark  id="s2b20c1l18" />ของบุรุษตั้งอยู่เหมือนรสสตรีเลย ดูกรภิกษุทั้งหลาย รสสตรีย่อมครอบงำจิตของบุรุษตั้งอยู่ ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b20c2" >
		<para id="s2b20c2p">
			<remark  id="s2b20c2l1" />         [๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นโผฏฐัพพะอื่นแม้อย่างหนึ่งที่จะครอบงำจิต
			<remark  id="s2b20c2l2" />ของบุรุษตั้งอยู่เหมือนโผฏฐัพพะของสตรีเลย ดูกรภิกษุทั้งหลายโผฏฐัพพะสตรีย่อมครอบงำจิต
			<remark  id="s2b20c2l3" />ของบุรุษตั้งอยู่ ฯ
			<remark  id="s2b20c2l4" />         [๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นรูปอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่จะครอบงำจิต
			<remark  id="s2b20c2l5" />ของสตรีตั้งอยู่เหมือนรูปบุรุษเลย ดูกรภิกษุทั้งหลาย รูปบุรุษย่อมครอบงำจิตของสตรีตั้งอยู่ ฯ
			<remark  id="s2b20c2l6" />         [๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นเสียงอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่จะครอบงำจิตของสตรีตั้งอยู่
			<remark  id="s2b20c2l7" />เหมือนเสียงบุรุษเลย ดูกรภิกษุทั้งหลาย เสียงบุรุษย่อมครอบงำจิตของสตรีตั้งอยู่ ฯ
			<remark  id="s2b20c2l8" />         [๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นกลิ่นอื่นแม้อย่างหนึ่งที่จะครอบงำจิตของ
			<remark  id="s2b20c2l9" />สตรีตั้งอยู่เหมือนกลิ่นบุรุษเลย ดูกรภิกษุทั้งหลาย กลิ่นบุรุษย่อมครอบงำจิตของสตรีตั้งอยู่ ฯ
			<remark  id="s2b20c2l10" />         [๑๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นรสอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่จะครอบงำจิตของ
			<remark  id="s2b20c2l11" />สตรีตั้งอยู่เหมือนรสบุรุษเลย ดูกรภิกษุทั้งหลาย รสบุรุษย่อมครอบงำจิตของสตรีตั้งอยู่ ฯ
			<remark  id="s2b20c2l12" />         [๑๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นโผฏฐัพพะอื่นแม้อย่างหนึ่งที่จะครอบงำจิต
			<remark  id="s2b20c2l13" />ของสตรีตั้งอยู่เหมือนโผฏฐัพพะบุรุษเลย ดูกรภิกษุทั้งหลายโผฏฐัพพะของบุรุษย่อมครอบงำจิต
			<remark  id="s2b20c2l14" />ของสตรีตั้งอยู่ ฯ
			<remark  id="s2b20c2l15" />                          	 จบวรรคที่ ๑
			<remark  id="s2b20c2l16" />         [๑๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่งที่จะเป็นเหตุให้
			<remark  id="s2b20c2l17" />กามฉันทะที่ยังไม่เกิด เกิดขึ้น หรือกามฉันทะที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อความเจริญไพบูลย์
			<remark  id="s2b20c2l18" /> เหมือนศุภนิมิต ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อบุคคลใส่ใจศุภนิมิตโดยไม่แยบคาย กามฉันทะที่ยังไม่เกิด
			<remark  id="s2b20c2l19" /> ย่อมเกิดขึ้น และกามฉันทะที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อความเจริญไพบูลย์ ฯ
			<remark  id="s2b20c2l20" />         [๑๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่งที่จะเป็นเหตุให้
			<remark  id="s2b20c2l21" />พยาบาทที่ยังไม่เกิดขึ้น เกิดขึ้น หรือพยาบาทที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อความเจริญไพบูลย์ 
			<remark  id="s2b20c2l22" />เหมือนปฏิฆนิมิต ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อบุคคลใส่ใจปฏิฆนิมิตโดยไม่แยบคาย พยาบาท
			<remark  id="s2b20c2l23" />ที่ยังไม่เกิดย่อมเกิดขึ้น และพยาบาทที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อความเจริญไพบูลย์ ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b20c3" >
		<para id="s2b20c3p">
			<remark  id="s2b20c3l1" />         [๑๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่จะเป็นเหตุให้
			<remark  id="s2b20c3l2" />ถีนมิทธะที่ยังไม่เกิด เกิดขึ้น หรือถีนมิทธะที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อความเจริญไพบูลย์ 
			<remark  id="s2b20c3l3" />เหมือนความไม่ยินดี ความเกียจคร้าน ความบิดขี้เกียจความเมาอาหาร และความที่จิตหดหู่ 
			<remark  id="s2b20c3l4" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อบุคคลมีจิตหดหู่ถีนมิทธะที่ยังไม่เกิด ย่อมเกิดขึ้น และถีนมิทธะที่เกิด
			<remark  id="s2b20c3l5" />ขึ้นแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อความเจริญไพบูลย์ ฯ
			<remark  id="s2b20c3l6" />         [๑๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่จะเป็นเหตุให้
			<remark  id="s2b20c3l7" />อุทธัจจกุกกุจจะที่ยังไม่เกิด เกิดขึ้น หรืออุทธัจจกุกกุจจะที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อความเจริญ
			<remark  id="s2b20c3l8" />ไพบูลย์ เหมือนความไม่สงบแห่งใจ ดูกรภิกษุทั้งหลายเมื่อบุคคลมีจิตไม่สงบแล้ว 
			<remark  id="s2b20c3l9" />อุทธัจจกุกกุจจะที่ยังไม่เกิด ย่อมเกิดขึ้น และอุทธัจจกุกกุจจะที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อ
			<remark  id="s2b20c3l10" />ความเจริญไพบูลย์ ฯ
			<remark  id="s2b20c3l11" />         [๑๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่จะเป็นเหตุให้
			<remark  id="s2b20c3l12" />วิจิกิจฉาที่ยังไม่เกิด เกิดขึ้น หรือวิจิกิจฉาที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อความเจริญไพบูลย์ 
			<remark  id="s2b20c3l13" />เหมือนการใส่ใจโดยไม่แยบคาย ดูกรภิกษุทั้งหลายเมื่อบุคคลใส่ใจโดยไม่แยบคาย วิจิกิจฉา
			<remark  id="s2b20c3l14" />ที่ยังไม่เกิด ย่อมเกิดขึ้น และวิจิกิจฉาที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อความเจริญไพบูลย์ ฯ
			<remark  id="s2b20c3l15" />         [๑๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่จะเป็นเหตุให้
			<remark  id="s2b20c3l16" />กามฉันทะที่ยังไม่เกิด ไม่เกิดขึ้น หรือกามฉันทะที่เกิดขึ้นแล้ว อันบุคคลย่อมละได้ เหมือน
			<remark  id="s2b20c3l17" />อศุภนิมิต ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อบุคคลใส่ใจอศุภนิมิตโดยแยบคาย กามฉันทะที่ยังไม่เกิด
			<remark  id="s2b20c3l18" /> ย่อมไม่เกิดขึ้น และกามฉันทะที่เกิดขึ้นแล้วอันบุคคลย่อมละได้ ฯ
			<remark  id="s2b20c3l19" />         [๑๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่จะเป็นเหตุให้
			<remark  id="s2b20c3l20" />พยาบาทที่ยังไม่เกิด ไม่เกิดขึ้น หรือพยาบาทที่เกิดขึ้นแล้ว อันบุคคลย่อมละได้ เหมือน
			<remark  id="s2b20c3l21" />เมตตาเจโตวิมุติ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อบุคคลใส่ใจเมตตาเจโตวิมุติโดยแยบคาย พยาบาท
			<remark  id="s2b20c3l22" />ที่ยังไม่เกิด ย่อมไม่เกิดขึ้น และพยาบาทที่เกิดขึ้นแล้ว อันบุคคลย่อมละได้ ฯ
			<remark  id="s2b20c3l23" />         [๑๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่จะเป็นเหตุให้
			<remark  id="s2b20c3l24" />ถีนมิทธะที่ยังไม่เกิด ไม่เกิดขึ้น หรือถีนมิทธะที่เกิดขึ้นแล้ว อันบุคคลย่อมละได้ เหมือนความ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b20c4" >
		<para id="s2b20c4p">
			<remark  id="s2b20c4l1" />ริเริ่ม ความพากเพียร ความบากบั่น ดูกรภิกษุทั้งหลาย  เมื่อบุคคลปรารภความเพียรแล้ว 
			<remark  id="s2b20c4l2" />ถีนมิทธะที่ยังไม่เกิด ย่อมไม่เกิดขึ้น และถีนมิทธะที่เกิดขึ้นแล้ว อันบุคคลย่อมละได้ ฯ
			<remark  id="s2b20c4l3" />         [๒๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่จะเป็นเหตุให้
			<remark  id="s2b20c4l4" />อุทธัจจกุกกุจจะที่ยังไม่เกิด ไม่เกิดขึ้น หรืออุทธัจจกุกกุจจะที่เกิดขึ้นแล้ว อันบุคคลย่อมละได้ 
			<remark  id="s2b20c4l5" />เหมือนความสงบแห่งใจ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อบุคคลมีจิตสงบแล้ว อุทธัจจกุกกุจจะที่ยัง
			<remark  id="s2b20c4l6" />ไม่เกิด ย่อมไม่เกิดขึ้นและอุทธัจจกุกกุจจะที่เกิดขึ้นแล้ว อันบุคคลย่อมละได้ ฯ 
			<remark  id="s2b20c4l7" />         [๒๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่งที่จะเป็นเหตุให้
			<remark  id="s2b20c4l8" />วิจิกิจฉาที่ยังไม่เกิด ไม่เกิดขึ้น หรือวิจิกิจฉาที่เกิดขึ้นแล้วอันบุคคลย่อมละได้ เหมือนการ
			<remark  id="s2b20c4l9" />ใส่ใจโดยแยบคาย ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อบุคคลใส่ใจโดยแยบคาย วิจิกิจฉาที่ยังไม่เกิด ย่อมไม่
			<remark  id="s2b20c4l10" />เกิดขึ้น และวิจิกิจฉาที่เกิดขึ้นแล้ว อันบุคคลย่อมละได้ ฯ
			<remark  id="s2b20c4l11" />                           จบวรรคที่ ๒
			<remark  id="s2b20c4l12" />         [๒๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่ง  ที่ไม่อบรมแล้ว
			<remark  id="s2b20c4l13" /> ย่อมไม่ควรแก่การงาน เหมือนจิต ดูกรภิกษุทั้งหลาย จิตที่ไม่อบรมแล้ว ย่อมไม่ควรแก่การงาน ฯ
			<remark  id="s2b20c4l14" />         [๒๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่อบรมแล้ว 
			<remark  id="s2b20c4l15" />ย่อมควรแก่การงาน เหมือนจิต ดูกรภิกษุทั้งหลาย จิตที่อบรมแล้วย่อมควรแก่การงาน ฯ
			<remark  id="s2b20c4l16" />         [๒๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่ไม่อบรมแล้ว 
			<remark  id="s2b20c4l17" />ย่อมเป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์อย่างใหญ่ เหมือนจิต ดูกรภิกษุทั้งหลาย จิตที่ไม่อบรมแล้ว 
			<remark  id="s2b20c4l18" />ย่อมเป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์อย่างใหญ่ ฯ
			<remark  id="s2b20c4l19" />         [๒๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่อบรมแล้ว 
			<remark  id="s2b20c4l20" />ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์อย่างใหญ่ เหมือนจิต ดูกรภิกษุทั้งหลายจิตที่อบรมแล้ว ย่อมเป็น
			<remark  id="s2b20c4l21" />ไปเพื่อประโยชน์อย่างใหญ่ ฯ
			<remark  id="s2b20c4l22" />         [๒๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่งที่ไม่อบรมแล้ว
			<remark  id="s2b20c4l23" /> ไม่ปรากฏแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์อย่างใหญ่ เหมือนจิต ดูกรภิกษุทั้งหลาย จิตที่ไม่
			<remark  id="s2b20c4l24" />อบรมแล้ว ไม่ปรากฏแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อมิใช่ ประโยชน์อย่างใหญ่ ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b20c5" >
		<para id="s2b20c5p">
			<remark  id="s2b20c5l1" />         [๒๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่ง  ที่อบรมแล้ว 
			<remark  id="s2b20c5l2" />ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์อย่างใหญ่ เหมือนจิต ดูกรภิกษุทั้งหลาย จิตที่อบรมแล้ว ปรากฏแล้ว 
			<remark  id="s2b20c5l3" />ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์อย่างใหญ่ ฯ
			<remark  id="s2b20c5l4" />         [๒๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่งที่ไม่อบรมแล้ว 
			<remark  id="s2b20c5l5" />ไม่ทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์อย่างใหญ่เหมือนจิต ดูกรภิกษุทั้งหลาย จิตที่ไม่
			<remark  id="s2b20c5l6" />อบรมแล้ว ไม่ทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์อย่างใหญ่ ฯ
			<remark  id="s2b20c5l7" />         [๒๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่อบรมแล้ว 
			<remark  id="s2b20c5l8" />ทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์อย่างใหญ่ เหมือนจิต ดูกรภิกษุทั้งหลาย จิตที่
			<remark  id="s2b20c5l9" />อบรมแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์อย่างใหญ่ ฯ
			<remark  id="s2b20c5l10" />         [๓๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่ไม่อบรมแล้ว 
			<remark  id="s2b20c5l11" />ไม่ทำให้มากแล้ว ย่อมนำทุกข์มาให้ เหมือนจิต ดูกรภิกษุทั้งหลายจิตที่ไม่อบรมแล้ว
			<remark  id="s2b20c5l12" /> ไม่ทำให้มากแล้ว ย่อมนำทุกข์มาให้ ฯ
			<remark  id="s2b20c5l13" />         [๓๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่ง  ที่อบรมแล้ว 
			<remark  id="s2b20c5l14" />ทำให้มากแล้ว ย่อมนำสุขมาให้ เหมือนจิต ดูกรภิกษุทั้งหลายจิตที่อบรมแล้ว ทำให้มากแล้ว 
			<remark  id="s2b20c5l15" />ย่อมนำสุขมาให้ ฯ
			<remark  id="s2b20c5l16" />                           จบวรรคที่ ๓
			<remark  id="s2b20c5l17" />         [๓๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่ไม่ฝึกแล้ว 
			<remark  id="s2b20c5l18" />ย่อมเป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์อย่างใหญ่ เหมือนจิต ดูกรภิกษุทั้งหลายจิตที่ไม่ฝึกแล้ว 
			<remark  id="s2b20c5l19" />ย่อมเป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์อย่างใหญ่ ฯ   
			<remark  id="s2b20c5l20" />         [๓๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่งที่ฝึกแล้ว ย่อมเป็น
			<remark  id="s2b20c5l21" />ไปเพื่อประโยชน์อย่างใหญ่ เหมือนจิต ดูกรภิกษุทั้งหลายจิตที่ฝึกแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อ
			<remark  id="s2b20c5l22" />ประโยชน์อย่างใหญ่ ฯ
			<remark  id="s2b20c5l23" />         [๓๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่ไม่คุ้มครองแล้ว 
			<remark  id="s2b20c5l24" />ย่อมเป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์อย่างใหญ่ เหมือนจิต ดูกรภิกษุทั้งหลาย จิตที่ไม่คุ้มครองแล้ว 
			<remark  id="s2b20c5l25" />ย่อมเป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์อย่างใหญ่ ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b20c6" >
		<para id="s2b20c6p">
			<remark  id="s2b20c6l1" />         [๓๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่ง  ที่คุ้มครองแล้ว 
			<remark  id="s2b20c6l2" />ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์อย่างใหญ่ เหมือนจิต ดูกรภิกษุทั้งหลายจิตที่คุ้มครองแล้ว ย่อมเป็น
			<remark  id="s2b20c6l3" />ไปเพื่อประโยชน์อย่างใหญ่ ฯ
			<remark  id="s2b20c6l4" />         [๓๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่ไม่รักษาแล้ว 
			<remark  id="s2b20c6l5" />ย่อมเป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์อย่างใหญ่ เหมือนจิต ดูกรภิกษุทั้งหลาย จิตที่ไม่รักษาแล้ว
			<remark  id="s2b20c6l6" /> ย่อมเป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์อย่างใหญ่ ฯ
			<remark  id="s2b20c6l7" />         [๓๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่รักษาแล้ว 
			<remark  id="s2b20c6l8" />ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์อย่างใหญ่ เหมือนจิต ดูกรภิกษุทั้งหลาย จิตที่รักษาแล้ว ย่อมเป็น
			<remark  id="s2b20c6l9" />ไปเพื่อประโยชน์อย่างใหญ่ ฯ
			<remark  id="s2b20c6l10" />         [๓๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่ไม่สังวรแล้ว 
			<remark  id="s2b20c6l11" />ย่อมเป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์อย่างใหญ่ เหมือนจิต ดูกรภิกษุทั้งหลายจิตที่ไม่สังวรแล้ว
			<remark  id="s2b20c6l12" /> ย่อมเป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์อย่างใหญ่ ฯ
			<remark  id="s2b20c6l13" />         [๓๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่งที่สังวรแล้ว 
			<remark  id="s2b20c6l14" />ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์อย่างใหญ่ เหมือนจิต ดูกรภิกษุทั้งหลายจิตที่สังวรแล้ว ย่อมเป็น
			<remark  id="s2b20c6l15" />ไปเพื่อประโยชน์อย่างใหญ่ ฯ
			<remark  id="s2b20c6l16" />         [๔๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่ไม่ฝึกแล้ว
			<remark  id="s2b20c6l17" /> ไม่คุ้มครองแล้ว ไม่รักษาแล้ว ไม่สังวรแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์อย่างใหญ่ 
			<remark  id="s2b20c6l18" />เหมือนจิต ดูกรภิกษุทั้งหลาย จิตที่ไม่ฝึกแล้ว ไม่คุ้มครองแล้ว ไม่รักษาแล้ว ไม่สังวรแล้ว 
			<remark  id="s2b20c6l19" />ย่อมเป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์อย่างใหญ่ ฯ
			<remark  id="s2b20c6l20" />         [๔๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่ง  ที่ฝึกแล้ว 
			<remark  id="s2b20c6l21" />คุ้มครองแล้ว รักษาแล้ว สังวรแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์อย่างใหญ่ เหมือนจิต 
			<remark  id="s2b20c6l22" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย จิตที่ฝึกแล้ว คุ้มครองแล้ว รักษาแล้วสังวรแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์
			<remark  id="s2b20c6l23" />อย่างใหญ่ ฯ
			<remark  id="s2b20c6l24" />                           จบวรรคที่ ๔
			<remark  id="s2b20c6l25" />         [๔๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนเดือยข้าวสาลีหรือเดือยข้าวเหนียวที่บุคคล
			<remark  id="s2b20c6l26" />ตั้งไว้ผิด มือหรือเท้าย่ำเหยียบแล้ว จักทำลายมือหรือเท้า หรือว่าจักให้ห้อเลือด ข้อนี้มิใช่ฐานะ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b20c7" >
		<para id="s2b20c7p">
			<remark  id="s2b20c7l1" />ที่จะมีได้ ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะเดือยอันบุคคลตั้งไว้ผิด ฉันใด ภิกษุนั้น ก็ฉันนั้น
			<remark  id="s2b20c7l2" />เหมือนกัน จักทำลายอวิชชา จักยังวิชชาให้เกิด จักทำนิพพานให้แจ้ง ด้วยจิตที่ตั้งไว้ผิด
			<remark  id="s2b20c7l3" /> ข้อนี้มิใช่ฐานะที่จะมีได้ ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะจิตตั้งไว้ผิด ฯ
			<remark  id="s2b20c7l4" />         [๔๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนเดือยข้าวสาลีหรือเดือยข้าวเหนียวที่บุคคลตั้งไว้ถูก
			<remark  id="s2b20c7l5" /> มือหรือเท้าย่ำเหยียบแล้ว จักทำลายมือหรือเท้า หรือจักให้ห้อเลือด ข้อนี้เป็นฐานะที่มีได้ 
			<remark  id="s2b20c7l6" />ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะเดือยอันบุคคลตั้งไว้ถูกฉันใด ภิกษุนั้น ก็ฉันนั้นเหมือนกัน จักทำลาย
			<remark  id="s2b20c7l7" />อวิชชา จักยังวิชชาให้เกิดจักทำนิพพานให้แจ้ง ด้วยจิตที่ตั้งไว้ถูก ข้อนี้เป็นฐานะที่มีได้ 
			<remark  id="s2b20c7l8" />ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะจิตตั้งไว้ถูก ฯ
			<remark  id="s2b20c7l9" />         [๔๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากำหนดใจด้วยใจอย่างนี้แล้ว ย่อมรู้ชัดบุคคลบางคน
			<remark  id="s2b20c7l10" />ในโลกนี้ ผู้มีจิตอันโทษประทุษร้ายแล้วว่า ถ้าบุคคลนี้พึงทำกาละในสมัยนี้พึงตั้งอยู่ในนรก
			<remark  id="s2b20c7l11" />เหมือนถูกนำมาขังไว้ฉะนั้น ข้อนั้นเพราะอะไร เพราะจิตของเขาอันโทษประทุษร้ายแล้ว 
			<remark  id="s2b20c7l12" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แหละเพราะเหตุที่จิตประทุษร้ายสัตว์บางพวกในโลกนี้ เมื่อตายไปย่อมเข้า
			<remark  id="s2b20c7l13" />ถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ฯ
			<remark  id="s2b20c7l14" />         [๔๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากำหนดใจด้วยใจอย่างนี้แล้ว ย่อมรู้ชัดบุคคลบางคนใน
			<remark  id="s2b20c7l15" />โลกนี้ ผู้มีจิตผ่องใสว่า ถ้าบุคคลนี้พึงทำกาละในสมัยนี้ พึงตั้งอยู่ในสวรรค์เหมือนที่เขานำมา
			<remark  id="s2b20c7l16" />เชิดไว้ฉะนั้น ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะจิตของเขาผ่องใส ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แหละเพราะ
			<remark  id="s2b20c7l17" />เหตุที่จิตผ่องใส สัตว์บางพวกในโลกนี้เมื่อตายไปย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ฯ
			<remark  id="s2b20c7l18" />         [๔๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนห้วงน้ำที่ขุ่นมัวเป็นตม บุรุษผู้มีจักษุ  ยืนอยู่
			<remark  id="s2b20c7l19" />บนฝั่ง ไม่พึงเห็นหอยโข่งและหอยกาบบ้าง ก้อนกรวดและกระเบื้องถ้วยบ้าง ฝูงปลาบ้าง 
			<remark  id="s2b20c7l20" />ซึ่งเที่ยวไปบ้าง ตั้งอยู่บ้าง ในห้วงน้ำนั้น ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะน้ำขุ่น ฉันใด ภิกษุก็
			<remark  id="s2b20c7l21" />ฉันนั้นเหมือนกัน จักรู้ประโยชน์ตนบ้างจักรู้ประโยชน์ผู้อื่นบ้าง จักรู้ประโยชน์ทั้งสองบ้าง 
			<remark  id="s2b20c7l22" />จักกระทำให้แจ้งซึ่งคุณวิเศษคือ อุตริมนุสธรรม อันเป็นความรู้ความเห็นอย่างประเสริฐ 
			<remark  id="s2b20c7l23" />อย่างสามารถ ได้ด้วยจิตที่ขุ่นมัว ข้อนี้ไม่ใช่ฐานะที่จะมีได้ ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะจิตขุ่นมัว ฯ
			<remark  id="s2b20c7l24" />         [๔๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนห้วงน้ำใสแจ๋ว ไม่ขุ่นมัว บุรุษผู้มีจักษุยืนอยู่
			<remark  id="s2b20c7l25" />บนฝั่ง พึงเห็นหอยโข่งและหอยกาบบ้าง ก้อนกรวดและกระเบื้องถ้วยบ้าง ฝูงปลาบ้าง ซึ่งเที่ยว
			<remark  id="s2b20c7l26" />ไปบ้าง ตั้งอยู่บ้าง ในห้วงน้ำนั้น ข้อนั้นเพราะเหตุไร   เพราะน้ำไม่ขุ่น ฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้น
			<remark  id="s2b20c7l27" />เหมือนกัน จักรู้ประโยชน์ตนบ้างจักรู้ประโยชน์ผู้อื่นบ้าง จักรู้ประโยชน์ทั้งสองบ้าง จักกระทำ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b20c8" >
		<para id="s2b20c8p">
			<remark  id="s2b20c8l1" />ให้แจ้งซึ่งคุณวิเศษ  คือ อุตริมนุสธรรม อันเป็นความรู้ความเห็นอย่างประเสริฐ อย่างสามารถ
			<remark  id="s2b20c8l2" /> ได้ด้วยจิตที่ไม่ขุ่นมัว ข้อนี้เป็นฐานะที่จะมีได้ ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะจิตไม่ขุ่นมัว ฯ
			<remark  id="s2b20c8l3" />         [๔๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ต้นจันทน์ บัณฑิตกล่าวว่าเลิศกว่ารุกขชาติทุกชนิด 
			<remark  id="s2b20c8l4" />เพราะเป็นของอ่อนและควรแก่การงาน ฉันใด ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่น
			<remark  id="s2b20c8l5" />แม้อย่างหนึ่ง ที่อบรมแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นธรรมชาติอ่อนและควรแก่การงาน 
			<remark  id="s2b20c8l6" />เหมือนจิต ดูกรภิกษุทั้งหลาย จิตที่อบรมแล้วกระทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นธรรมชาติอ่อนและ
			<remark  id="s2b20c8l7" />ควรแก่การงาน ฉันนั้นเหมือนกัน ฯ
			<remark  id="s2b20c8l8" />         [๔๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่เปลี่ยนแปลง
			<remark  id="s2b20c8l9" />ได้เร็ว เหมือนจิต ดูกรภิกษุทั้งหลาย จิตเปลี่ยนแปลงได้เร็วเท่าใดนั้น แม้จะอุปมาก็กระทำได้
			<remark  id="s2b20c8l10" />มิใช่ง่าย ฯ
			<remark  id="s2b20c8l11" />         [๕๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย จิตนี้ผุดผ่อง แต่ว่าจิตนั้นแล เศร้าหมองด้วยอุปกิเลสที่
			<remark  id="s2b20c8l12" />จรมา ฯ
			<remark  id="s2b20c8l13" />         [๕๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย จิตนี้ผุดผ่อง และจิตนั้นแล พ้นวิเศษแล้วจากอุปกิเลส
			<remark  id="s2b20c8l14" />ที่จรมา ฯ
			<remark  id="s2b20c8l15" />                           จบวรรคที่ ๕
			<remark  id="s2b20c8l16" />         [๕๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย จิตนี้ผุดผ่อง แต่ว่าจิตนั้นแล เศร้าหมองแล้ว ด้วยอุปกิเลส
			<remark  id="s2b20c8l17" />ที่จรมา ปุถุชนผู้มิได้สดับ ย่อมจะไม่ทราบจิตนั้นตามความเป็นจริงฉะนั้น เราจึงกล่าวว่า
			<remark  id="s2b20c8l18" /> ปุถุชนผู้มิได้สดับ ย่อมไม่มีการอบรมจิต ฯ
			<remark  id="s2b20c8l19" />         [๕๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย จิตนี้ผุดผ่อง และจิตนั้นแล พ้นวิเศษแล้วจากอุปกิเลส
			<remark  id="s2b20c8l20" />ที่จรมา พระอริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว ย่อมทราบจิตนั้นตามความเป็นจริง ฉะนั้น เราจึงกล่าวว่า 
			<remark  id="s2b20c8l21" />พระอริยสาวกผู้ได้สดับ ย่อมมีการอบรมจิต ฯ
			<remark  id="s2b20c8l22" />         [๕๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าภิกษุซ่องเสพเมตตาจิต แม้ชั่วการเพียงลัดนิ้วมือเดียว
			<remark  id="s2b20c8l23" />เท่านั้น ภิกษุนี้เรากล่าวว่า อยู่ไม่เหินห่างจากฌาน ทำตามคำสอนของพระศาสดา ปฏิบัติตาม
			<remark  id="s2b20c8l24" />โอวาท ไม่ฉันบิณฑบาตของชาวแว่นแคว้นเปล่า ก็จะกล่าวไยถึงผู้ทำเมตตาจิตนั้นให้มากเล่า ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b20c9" >
		<para id="s2b20c9p">
			<remark  id="s2b20c9l1" />         [๕๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าภิกษุเจริญเมตตาจิต แม้ชั่วกาลเพียงลัดนิ้วมือเดียวเท่านั้น 
			<remark  id="s2b20c9l2" />ภิกษุนี้เรากล่าวว่า อยู่ไม่เหินห่างจากฌาน ทำตามคำสอนของ พระศาสดา ปฏิบัติตามโอวาท
			<remark  id="s2b20c9l3" /> ไม่ฉันบิณฑบาตของชาวแว่นแคว้นเปล่า ก็จะกล่าวไยถึงผู้ทำเมตตาจิตนั้นให้มากเล่า ฯ
			<remark  id="s2b20c9l4" />         [๕๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าภิกษุใส่ใจเมตตาจิต แม้ชั่วกาลเพียงลัดนิ้วมือเดียว
			<remark  id="s2b20c9l5" />เท่านั้น ภิกษุนี้เรากล่าวว่า อยู่ไม่เหินห่างจากฌาน ทำตามคำสอนของพระศาสดา ปฏิบัติตาม
			<remark  id="s2b20c9l6" />โอวาท ไม่ฉันบิณฑบาตของชาวแว่นแคว้นเปล่า ก็จะกล่าวไยถึงผู้ทำเมตตาจิตนั้นให้มากเล่า ฯ
			<remark  id="s2b20c9l7" />         [๕๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อกุศลธรรมที่เป็นไปในส่วนอกุศล ที่เป็นไปในฝักฝ่ายอกุศล
			<remark  id="s2b20c9l8" />ทั้งหมด มีใจเป็นหัวหน้า ใจเกิดก่อนธรรมเหล่านั้น อกุศลธรรมเกิดหลังเทียว ฯ
			<remark  id="s2b20c9l9" />         [๕๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย กุศลธรรมที่เป็นไปในส่วนกุศล ที่เป็นไปในฝักฝ่ายกุศล
			<remark  id="s2b20c9l10" />ทั้งหมด มีใจเป็นหัวหน้า ใจเกิดก่อนธรรมเหล่านั้น กุศลธรรมเกิดหลังเทียว ฯ
			<remark  id="s2b20c9l11" />         [๕๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่เป็นเหตุให้
			<remark  id="s2b20c9l12" />อกุศลธรรมที่ยังไม่เกิด เกิดขึ้น หรือกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว เสื่อมไป เหมือนความประมาท
			<remark  id="s2b20c9l13" /> ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อบุคคลประมาทแล้ว อกุศลธรรมที่ยังไม่เกิด ย่อมเกิดขึ้น และกุศลธรรม
			<remark  id="s2b20c9l14" />ที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมเสื่อมไป ฯ
			<remark  id="s2b20c9l15" />         [๖๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่เป็นเหตุให้
			<remark  id="s2b20c9l16" />กุศลธรรมที่ยังไม่เกิด เกิดขึ้น หรืออกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว เสื่อมไปเหมือนความไม่ประมาท
			<remark  id="s2b20c9l17" /> ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อบุคคลไม่ประมาทแล้ว กุศลธรรมที่ยังไม่เกิด ย่อมเกิดขึ้น และ
			<remark  id="s2b20c9l18" />อกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมเสื่อมไป ฯ
			<remark  id="s2b20c9l19" />         [๖๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่เป็นเหตุให้อกุศลธรรม
			<remark  id="s2b20c9l20" />ที่ยังไม่เกิด เกิดขึ้น หรือกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว เสื่อมไปเหมือนความเป็นผู้เกียจคร้าน 
			<remark  id="s2b20c9l21" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อบุคคลเกียจคร้านแล้ว อกุศลธรรมที่ยังไม่เกิด ย่อมเกิดขึ้น และกุศล
			<remark  id="s2b20c9l22" />ที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมเสื่อมไป ฯ
			<remark  id="s2b20c9l23" />                           จบวรรคที่ ๖
			<remark  id="s2b20c9l24" />         [๖๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่เป็นเหตุให้
			<remark  id="s2b20c9l25" />กุศลธรรมที่ยังไม่เกิด เกิดขึ้น หรืออกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว เสื่อม ไปเหมือนการปรารภความเพียร
		</para>
	</section>
	<section id="s2b20c10" >
		<para id="s2b20c10p">
			<remark  id="s2b20c10l1" /> ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อบุคคลเป็นผู้ปรารภความเพียร กุศลธรรมที่ยังไม่เกิด ย่อมเกิดขึ้น และ
			<remark  id="s2b20c10l2" />อกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมเสื่อมไป ฯ
			<remark  id="s2b20c10l3" />         [๖๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่เป็นเหตุให้
			<remark  id="s2b20c10l4" />อกุศลธรรมที่ยังไม่เกิด เกิดขึ้น หรือกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว เสื่อมไป เหมือนความเป็นผู้มี
			<remark  id="s2b20c10l5" />ความมักมาก ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อบุคคลเป็นคนมักมาก อกุศลธรรมที่ยังไม่เกิด ย่อมเกิดขึ้น
			<remark  id="s2b20c10l6" /> และกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมเสื่อมไป ฯ
			<remark  id="s2b20c10l7" />         [๖๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่เป็นเหตุให้
			<remark  id="s2b20c10l8" />กุศลธรรมที่ยังไม่เกิด เกิดขึ้น หรืออกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว เสื่อมไป เหมือนความเป็นผู้มี
			<remark  id="s2b20c10l9" />ความมักน้อย ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อบุคคลเป็นผู้มักน้อยกุศลธรรมที่ยังไม่เกิด ย่อมเกิดขึ้น 
			<remark  id="s2b20c10l10" />และอกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมเสื่อมไป ฯ
			<remark  id="s2b20c10l11" />         [๖๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่เป็นเหตุให้
			<remark  id="s2b20c10l12" />อกุศลธรรมที่ยังไม่เกิด เกิดขึ้น หรือกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว เสื่อมไป เหมือนความเป็นผู้ไม่
			<remark  id="s2b20c10l13" />สันโดษ  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  เมื่อบุคคลไม่สันโดษ อกุศลธรรมที่ยังไม่เกิด  ย่อมเกิดขึ้น และ
			<remark  id="s2b20c10l14" />กุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมเสื่อมไป ฯ
			<remark  id="s2b20c10l15" />         [๖๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่เป็นเหตุให้
			<remark  id="s2b20c10l16" />กุศลธรรมที่ยังไม่เกิด เกิดขึ้น หรืออกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว เสื่อมไป เหมือนความเป็นผู้
			<remark  id="s2b20c10l17" />สันโดษ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อบุคคลสันโดษกุศลธรรมที่ยัง ไม่เกิด ย่อมเกิดขึ้น และ
			<remark  id="s2b20c10l18" />อกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมเสื่อมไป ฯ
			<remark  id="s2b20c10l19" />         [๖๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่เป็นเหตุให้
			<remark  id="s2b20c10l20" />อกุศลธรรมที่ยังไม่เกิด เกิดขึ้น หรือกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว เสื่อมไปเหมือนการใส่ใจโดย
			<remark  id="s2b20c10l21" />ไม่แยบคาย ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อบุคคลใส่ใจโดยไม่แยบคาย อกุศลธรรมที่ยังไม่เกิด
			<remark  id="s2b20c10l22" />ย่อมเกิดขึ้น และกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมเสื่อมไป ฯ
			<remark  id="s2b20c10l23" />         [๖๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่เป็นเหตุให้
			<remark  id="s2b20c10l24" />กุศลธรรมที่ยังไม่เกิด เกิดขึ้น หรืออกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว เสื่อมไป เหมือนการใส่ใจโดย
			<remark  id="s2b20c10l25" />แยบคาย ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อบุคคลใส่ใจโดยแยบคายกุศลธรรมที่ยังไม่เกิด ย่อมเกิดขึ้น 
			<remark  id="s2b20c10l26" />และอกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมเสื่อมไป ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b20c11" >
		<para id="s2b20c11p">
			<remark  id="s2b20c11l1" />         [๖๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่เป็นเหตุให้
			<remark  id="s2b20c11l2" />อกุศลธรรมที่ยังไม่เกิด เกิดขึ้น หรือกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว เสื่อมไป เหมือนความเป็นผู้ไม่
			<remark  id="s2b20c11l3" />รู้สึกตัว ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อบุคคลไม่รู้สึกตัว อกุศลธรรมที่ยังไม่เกิด ย่อมเกิดขึ้น และ
			<remark  id="s2b20c11l4" />กุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมเสื่อมไป ฯ
			<remark  id="s2b20c11l5" />         [๗๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่เป็นเหตุให้
			<remark  id="s2b20c11l6" />กุศลธรรมที่ยังไม่เกิด เกิดขึ้น หรืออกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว เสื่อมไป เหมือนความเป็นผู้รู้สึกตัว
			<remark  id="s2b20c11l7" /> ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อบุคคลรู้สึกตัว กุศลธรรมที่ยังไม่เกิด ย่อมเกิดขึ้น และอกุศลธรรมที่เกิด
			<remark  id="s2b20c11l8" />ขึ้นแล้ว ย่อมเสื่อมไป ฯ
			<remark  id="s2b20c11l9" />         [๗๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่เป็นเหตุให้
			<remark  id="s2b20c11l10" />อกุศลธรรมที่ยังไม่เกิด เกิดขึ้น หรือกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว เสื่อมไป เหมือนความเป็นผู้มี
			<remark  id="s2b20c11l11" />มิตรชั่ว ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อบุคคลมีมิตรชั่ว อกุศลธรรมที่ยังไม่เกิด ย่อมเกิดขึ้น และ
			<remark  id="s2b20c11l12" />กุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมเสื่อมไป ฯ
			<remark  id="s2b20c11l13" />                           จบวรรคที่ ๗ 
			<remark  id="s2b20c11l14" />         [๗๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่เป็นเหตุให้
			<remark  id="s2b20c11l15" />กุศลธรรมที่ยังไม่เกิด เกิดขึ้น หรืออกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว เสื่อมไป เหมือนความเป็นผู้มี
			<remark  id="s2b20c11l16" />มิตรดี ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อบุคคลมีมิตรดี กุศลธรรมที่ยังไม่เกิด ย่อมเกิดขึ้น และ
			<remark  id="s2b20c11l17" />อกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมเสื่อมไป ฯ
			<remark  id="s2b20c11l18" />         [๗๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่เป็นเหตุให้
			<remark  id="s2b20c11l19" />อกุศลธรรมที่ยังไม่เกิด เกิดขึ้น หรือกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว เสื่อมไป เหมือนการประกอบ
			<remark  id="s2b20c11l20" />อกุศลธรรมเนืองๆ ไม่ประกอบกุศลธรรมเนืองๆ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะการประกอบ
			<remark  id="s2b20c11l21" />อกุศลธรรมเนืองๆ เพราะการไม่ประกอบกุศลธรรมเนืองๆ อกุศลธรรมที่ยังไม่เกิด ย่อมเกิดขึ้น
			<remark  id="s2b20c11l22" /> และกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้วย่อมเสื่อมไป ฯ
			<remark  id="s2b20c11l23" />         [๗๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่เป็นเหตุให้
			<remark  id="s2b20c11l24" />กุศลธรรมที่ยังไม่เกิด เกิดขึ้น หรืออกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว เสื่อมไปเหมือนการประกอบ
			<remark  id="s2b20c11l25" />กุศลธรรมเนืองๆ การไม่ประกอบอกุศลธรรมเนืองๆ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะการประกอบ
			<remark  id="s2b20c11l26" />กุศลธรรมเนืองๆ เพราะการไม่ประกอบอกุศลธรรมเนืองๆ กุศลธรรมที่ยังไม่เกิด ย่อมเกิดขึ้น 
			<remark  id="s2b20c11l27" />อกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมเสื่อมไป ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b20c12" >
		<para id="s2b20c12p">
			<remark  id="s2b20c12l1" />         [๗๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่เป็นเหตุให้
			<remark  id="s2b20c12l2" />โพชฌงค์ที่ยังไม่เกิด เกิดขึ้น หรือโพชฌงค์ที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมไม่ถึงความเจริญบริบูรณ์ 
			<remark  id="s2b20c12l3" />เหมือนการใส่ใจโดยไม่แยบคาย ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อบุคคลใส่ใจโดยไม่แยบคาย โพชฌงค์
			<remark  id="s2b20c12l4" />ที่ยังไม่เกิด ย่อมไม่เกิดขึ้น และโพชฌงค์ที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมไม่ถึงความเจริญบริบูรณ์ ฯ
			<remark  id="s2b20c12l5" />         [๗๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่เป็นเหตุให้
			<remark  id="s2b20c12l6" />โพชฌงค์ที่ยังไม่เกิด เกิดขึ้น หรือโพชฌงค์ที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมถึงความเจริญบริบูรณ์ เหมือนการ
			<remark  id="s2b20c12l7" />ใส่ใจโดยแยบคาย ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อบุคคลใส่ใจโดยแยบคาย โพชฌงค์ที่ยังไม่เกิด 
			<remark  id="s2b20c12l8" />ย่อมเกิดขึ้น และโพชฌงค์ที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมถึงความเจริญบริบูรณ์ ฯ
			<remark  id="s2b20c12l9" />         [๗๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความเสื่อมญาติมีประมาณน้อย ความเสื่อมปัญญาชั่วร้าย
			<remark  id="s2b20c12l10" />ที่สุดกว่าความเสื่อมทั้งหลาย ฯ
			<remark  id="s2b20c12l11" />         [๗๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความเจริญด้วยญาติมีประมาณน้อย ความเจริญด้วยปัญญาเลิศ
			<remark  id="s2b20c12l12" />กว่าความเจริญทั้งหลาย เพราะฉะนั้นแหละ เธอทั้งหลายพึงสำเนียกอย่างนี้ว่า เราทั้งหลาย
			<remark  id="s2b20c12l13" />จักเจริญโดยความเจริญด้วยปัญญา ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายพึงสำเนียกอย่างนี้แล ฯ
			<remark  id="s2b20c12l14" />         [๗๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความเสื่อมแห่งโภคะมีประมาณน้อย ความเสื่อมแห่งปัญญา
			<remark  id="s2b20c12l15" />ชั่วร้ายที่สุดกว่าความเสื่อมทั้งหลาย ฯ
			<remark  id="s2b20c12l16" />         [๘๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความเจริญด้วยโภคะมีประมาณน้อย ความเจริญด้วยปัญญา
			<remark  id="s2b20c12l17" />เลิศกว่าความเจริญทั้งหลาย เพราะฉะนั้นแหละ เธอทั้งหลายพึงสำเนียกอย่างนี้ว่า เราทั้งหลาย
			<remark  id="s2b20c12l18" />จักเจริญโดยความเจริญด้วยปัญญา ดูกรภิกษุทั้งหลาย  เธอทั้งหลายพึงสำเนียกอย่างนี้แล ฯ
			<remark  id="s2b20c12l19" />         [๘๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความเสื่อมยศมีประมาณน้อย ความเสื่อมปัญญา
			<remark  id="s2b20c12l20" />ชั่วร้ายที่สุดกว่าความเสื่อมทั้งหลาย ฯ
			<remark  id="s2b20c12l21" />                           จบวรรคที่ ๘
			<remark  id="s2b20c12l22" />         [๘๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความเจริญด้วยยศมีประมาณน้อย ความเจริญด้วยปัญญาเลิศ
			<remark  id="s2b20c12l23" />กว่าความเจริญทั้งหลาย เพราะฉะนั้นแหละ เธอทั้งหลายพึงสำเนียกอย่างนี้ว่า เราทั้งหลาย
			<remark  id="s2b20c12l24" />จักเจริญโดยความเจริญด้วยปัญญา ดูกรภิกษุทั้งหลาย   เธอทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้แล ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b20c13" >
		<para id="s2b20c13p">
			<remark  id="s2b20c13l1" />         [๘๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่เป็นไปเพื่อมิใช่
			<remark  id="s2b20c13l2" />ประโยชน์อย่างใหญ่ เหมือนความประมาท ดูกรภิกษุทั้งหลายความประมาท ย่อมเป็นไปเพื่อ
			<remark  id="s2b20c13l3" />มิใช่ประโยชน์อย่างใหญ่ ฯ
			<remark  id="s2b20c13l4" />         [๘๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่เป็นไปเพื่อ
			<remark  id="s2b20c13l5" />ประโยชน์อย่างใหญ่ เหมือนความไม่ประมาท ดูกรภิกษุทั้งหลายความไม่ประมาท ย่อมเป็นไปเพื่อ
			<remark  id="s2b20c13l6" />ประโยชน์อย่างใหญ่ ฯ
			<remark  id="s2b20c13l7" />         [๘๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่เป็นไปเพื่อมิใช่
			<remark  id="s2b20c13l8" />ประโยชน์อย่างใหญ่ เหมือนความเป็นผู้เกียจคร้าน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความเป็นผู้เกียจคร้าน 
			<remark  id="s2b20c13l9" />ย่อมเป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์อย่างใหญ่ ฯ
			<remark  id="s2b20c13l10" />         [๘๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่เป็นไปเพื่อ
			<remark  id="s2b20c13l11" />ประโยชน์อย่างใหญ่ เหมือนความเป็นผู้ปรารภความเพียร ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความเป็นผู้ปรารภ
			<remark  id="s2b20c13l12" />ความเพียร ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์อย่างใหญ่ ฯ
			<remark  id="s2b20c13l13" />         [๘๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่เป็นไปเพื่อมิใช่
			<remark  id="s2b20c13l14" />ประโยชน์อย่างใหญ่ เหมือนความเป็นผู้มักมาก ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความเป็นผู้มักมาก ย่อมเป็น
			<remark  id="s2b20c13l15" />ไปเพื่อมิใช่ประโยชน์อย่างใหญ่ ฯ
			<remark  id="s2b20c13l16" />         [๘๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่เป็นไปเพื่อประโยชน์
			<remark  id="s2b20c13l17" />อย่างใหญ่ เหมือนความเป็นผู้มักน้อย ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความเป็นผู้มักน้อย ย่อมเป็นไปเพื่อ
			<remark  id="s2b20c13l18" />ประโยชน์อย่างใหญ่ ฯ
			<remark  id="s2b20c13l19" />         [๘๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่เป็นไปเพื่อมิใช่
			<remark  id="s2b20c13l20" />ประโยชน์อย่างใหญ่ เหมือนความเป็นผู้ไม่สันโดษ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความเป็นผู้ไม่สันโดษ 
			<remark  id="s2b20c13l21" />ย่อมเป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์อย่างใหญ่ ฯ
			<remark  id="s2b20c13l22" />         [๙๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่เป็นไปเพื่อ
			<remark  id="s2b20c13l23" />ประโยชน์อย่างใหญ่ เหมือนความเป็นผู้สันโดษ ดูกรภิกษุทั้งหลายความเป็นผู้สันโดษ ย่อม
			<remark  id="s2b20c13l24" />เป็นไปเพื่อประโยชน์อย่างใหญ่ ฯ 
			<remark  id="s2b20c13l25" />         [๙๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่เป็นไปเพื่อมิใช่
			<remark  id="s2b20c13l26" />ประโยชน์อย่างใหญ่ เหมือนการใส่ใจโดยไม่แยบคาย ดูกรภิกษุทั้งหลาย การใส่ใจโดยไม่
			<remark  id="s2b20c13l27" />แยบคาย ย่อมเป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์อย่างใหญ่ ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b20c14" >
		<para id="s2b20c14p">
			<remark  id="s2b20c14l1" />         [๙๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่เป็นไปเพื่อ
			<remark  id="s2b20c14l2" />ประโยชน์อย่างใหญ่ เหมือนการใส่ใจโดยแยบคาย ดูกรภิกษุทั้งหลายการใส่ใจโดยแยบคาย
			<remark  id="s2b20c14l3" /> ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์อย่างใหญ่ ฯ
			<remark  id="s2b20c14l4" />         [๙๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่เป็นไปเพื่อมิใช่
			<remark  id="s2b20c14l5" />ประโยชน์อย่างใหญ่ เหมือนความเป็นผู้ไม่รู้สึกตัว ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความเป็นผู้ไม่รู้สึกตัว
			<remark  id="s2b20c14l6" /> ย่อมเป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์อย่างใหญ่ ฯ
			<remark  id="s2b20c14l7" />         [๙๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่เป็นไปเพื่อ
			<remark  id="s2b20c14l8" />ประโยชน์อย่างใหญ่ เหมือนความเป็นผู้รู้สึกตัว ดูกรภิกษุทั้งหลายความเป็นผู้รู้สึกตัว 
			<remark  id="s2b20c14l9" />ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์อย่างใหญ่ ฯ
			<remark  id="s2b20c14l10" />         [๙๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่เป็นไปเพื่อมิใช่
			<remark  id="s2b20c14l11" />ประโยชน์อย่างใหญ่ เหมือนความเป็นผู้มีมิตรชั่ว ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความเป็นผู้มีมิตรชั่ว
			<remark  id="s2b20c14l12" /> ย่อมเป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์อย่างใหญ่ ฯ
			<remark  id="s2b20c14l13" />         [๙๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่เป็นไปเพื่อ
			<remark  id="s2b20c14l14" />ประโยชน์อย่างใหญ่ เหมือนความเป็นผู้มีมิตรดี ดูกรภิกษุทั้งหลายความเป็นผู้มีมิตรดี ย่อมเป็น
			<remark  id="s2b20c14l15" />ไปเพื่อประโยชน์อย่างใหญ่ ฯ
			<remark  id="s2b20c14l16" />         [๙๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่เป็นไปเพื่อมิใช่
			<remark  id="s2b20c14l17" />ประโยชน์อย่างใหญ่ เหมือนการประกอบอกุศลธรรมเนืองๆ การไม่ประกอบกุศลธรรมเนื่อง ๆ 
			<remark  id="s2b20c14l18" /> ดูกรภิกษุทั้งหลาย การประกอบอกุศลธรรมเนืองๆ การไม่ประกอบกุศลธรรม ย่อมเป็น
			<remark  id="s2b20c14l19" />ไปเพื่อมิใช่ประโยชน์อย่างใหญ่ ฯ  
			<remark  id="s2b20c14l20" />         [๙๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่เป็นไปเพื่อ
			<remark  id="s2b20c14l21" />ประโยชน์อย่างใหญ่ เหมือนการประกอบกุศลธรรมเนืองๆ การไม่ประกอบอกุศลธรรมเนือง ๆ
			<remark  id="s2b20c14l22" /> ดูกรภิกษุทั้งหลาย การประกอบกุศลธรรมเนืองๆ การไม่ประกอบอกุศลธรรม ย่อมเป็น
			<remark  id="s2b20c14l23" />ไปเพื่อประโยชน์อย่างใหญ่ ฯ
			<remark  id="s2b20c14l24" />                           จบวรรคที่ ๙
			<remark  id="s2b20c14l25" />         [๙๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะชี้แจงถึงเหตุภายใน เราไม่เล็งเห็นเหตุอื่นแม้อย่างหนึ่ง
			<remark  id="s2b20c14l26" /> ที่เป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์อย่างใหญ่ เหมือนความประมาทดูกรภิกษุทั้งหลาย ความประมาท
			<remark  id="s2b20c14l27" />ย่อมเป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์อย่างใหญ่ ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b20c15" >
		<para id="s2b20c15p">
			<remark  id="s2b20c15l1" />         [๑๐๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะชี้แจงถึงเหตุภายใน เราไม่เล็งเห็นเหตุอื่นแม้อย่างหนึ่ง 
			<remark  id="s2b20c15l2" />ที่เป็นไปเพื่อประโยชน์อย่างใหญ่ เหมือนความไม่ประมาทดูกรภิกษุทั้งหลาย ความไม่ประมาท
			<remark  id="s2b20c15l3" />ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์อย่างใหญ่ ฯ
			<remark  id="s2b20c15l4" />         [๑๐๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะชี้แจงถึงเหตุภายใน เราไม่เล็งเห็นเหตุอื่นแม้
			<remark  id="s2b20c15l5" />อย่างหนึ่ง ที่เป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์อย่างใหญ่ เหมือนความเป็นผู้เกียจคร้าน ดูกรภิกษุ
			<remark  id="s2b20c15l6" />ทั้งหลาย ความเป็นผู้เกียจคร้าน ย่อมเป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์อย่างใหญ่ ฯ
			<remark  id="s2b20c15l7" />         [๑๐๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะชี้แจงถึงเหตุภายใน เราไม่เล็งเห็นเหตุอื่นแม้
			<remark  id="s2b20c15l8" />อย่างหนึ่ง ที่เป็นไปเพื่อประโยชน์อย่างใหญ่ เหมือนการปรารภความเพียร ดูกรภิกษุทั้งหลาย
			<remark  id="s2b20c15l9" /> การปรารภความเพียร ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์อย่างใหญ่ ฯ
			<remark  id="s2b20c15l10" />         [๑๐๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะชี้แจงถึงเหตุภายใน เราไม่เล็งเห็นเหตุอื่นแม้อย่างหนึ่ง
			<remark  id="s2b20c15l11" /> ที่เป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์อย่างใหญ่ เหมือนความเป็นผู้ มักมาก ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
			<remark  id="s2b20c15l12" />ความเป็นผู้มักมาก ย่อมเป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์อย่างใหญ่ ฯ
			<remark  id="s2b20c15l13" />         [๑๐๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะชี้แจงถึงเหตุภายใน เราไม่เล็งเห็นเหตุอื่นแม้
			<remark  id="s2b20c15l14" />อย่างหนึ่ง ที่เป็นไปเพื่อประโยชน์อย่างใหญ่ เหมือนความเป็นผู้มักน้อย  ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
			<remark  id="s2b20c15l15" />ความเป็นผู้มักน้อย ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์อย่างใหญ่ ฯ
			<remark  id="s2b20c15l16" />         [๑๐๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะชี้แจงถึงเหตุภายใน เราไม่เล็งเห็นเหตุอื่นแม้
			<remark  id="s2b20c15l17" />อย่างหนึ่ง ที่เป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์อย่างใหญ่ เหมือนความเป็นผู้ไม่สันโดษ ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
			<remark  id="s2b20c15l18" />ความเป็นผู้ไม่สันโดษย่อมเป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์อย่างใหญ่ ฯ
			<remark  id="s2b20c15l19" />         [๑๐๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะชี้แจงถึงเหตุภายใน เราไม่เล็งเห็นเหตุอื่นแม้
			<remark  id="s2b20c15l20" />อย่างหนึ่ง ที่เป็นไปเพื่อประโยชน์อย่างใหญ่ เหมือนความเป็นผู้สันโดษดูกรภิกษุทั้งหลาย
			<remark  id="s2b20c15l21" /> ความเป็นผู้สันโดษ ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์อย่างใหญ่ ฯ
			<remark  id="s2b20c15l22" />         [๑๐๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะชี้แจงถึงเหตุภายใน เราไม่เล็งเห็นเหตุอื่นแม้
			<remark  id="s2b20c15l23" />อย่างหนึ่ง ที่เป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์อย่างใหญ่ เหมือนการใส่ใจโดยไม่แยบคาย ดูกรภิกษุ
			<remark  id="s2b20c15l24" />ทั้งหลาย การใส่ใจโดยไม่แยบคาย ย่อมเป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์อย่างใหญ่ ฯ
			<remark  id="s2b20c15l25" />         [๑๐๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะชี้แจงถึงเหตุภายใน เราไม่เล็งเห็นเหตุอื่นแม้
			<remark  id="s2b20c15l26" />อย่างหนึ่ง ที่เป็นไปเพื่อประโยชน์อย่างใหญ่ เหมือนการใส่ใจโดยแยบคาย ดูกรภิกษุทั้งหลาย
			<remark  id="s2b20c15l27" /> การใส่ใจโดยแยบคาย ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์อย่างใหญ่ ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b20c16" >
		<para id="s2b20c16p">
			<remark  id="s2b20c16l1" />         [๑๐๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะชี้แจงถึงเหตุภายใน เราไม่เล็งเห็นเหตุอื่นแม้
			<remark  id="s2b20c16l2" />อย่างหนึ่ง ที่เป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์อย่างใหญ่ เหมือนความเป็นผู้ไม่รู้สึกตัว ดูกรภิกษุ
			<remark  id="s2b20c16l3" />ทั้งหลาย ความเป็นผู้ไม่รู้สึกตัว ย่อมเป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์อย่างใหญ่ ฯ 
			<remark  id="s2b20c16l4" />         [๑๑๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะชี้แจงถึงเหตุภายใน เราไม่เล็งเห็นเหตุอื่นแม้
			<remark  id="s2b20c16l5" />อย่างหนึ่ง ที่เป็นไปเพื่อประโยชน์อย่างใหญ่ เหมือนความเป็นผู้รู้สึกตัว ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
			<remark  id="s2b20c16l6" />ความเป็นผู้รู้สึกตัว ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์อย่างใหญ่ ฯ
			<remark  id="s2b20c16l7" />         [๑๑๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะชี้แจงถึงเหตุภายนอก เราไม่เล็งเห็นเหตุอื่นแม้
			<remark  id="s2b20c16l8" />อย่างหนึ่ง ที่เป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์อย่างใหญ่ เหมือนความเป็นผู้มีมิตรชั่ว ดูกรภิกษุทั้งหลาย
			<remark  id="s2b20c16l9" /> ความเป็นผู้มีมิตรชั่ว ย่อมเป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์อย่างใหญ่ ฯ
			<remark  id="s2b20c16l10" />         [๑๑๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะชี้แจงถึงเหตุภายนอก เราไม่เล็งเห็นเหตุอื่นแม้
			<remark  id="s2b20c16l11" />อย่างหนึ่ง ที่เป็นไปเพื่อประโยชน์อย่างใหญ่ เหมือนความเป็นผู้มีมิตรดีดูกรภิกษุทั้งหลาย 
			<remark  id="s2b20c16l12" />ความเป็นผู้มีมิตรดี ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์อย่างใหญ่ ฯ
			<remark  id="s2b20c16l13" />         [๑๑๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะชี้แจงถึงเหตุภายใน เราไม่เล็งเห็นเหตุอื่นแม้
			<remark  id="s2b20c16l14" />อย่างหนึ่ง ที่เป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์อย่างใหญ่ เหมือนการประกอบอกุศลธรรมเนืองๆ 
			<remark  id="s2b20c16l15" />การไม่ประกอบกุศลธรรม ดูกรภิกษุทั้งหลาย การประกอบอกุศลธรรมเนืองๆ การไม่
			<remark  id="s2b20c16l16" />ประกอบกุศลธรรม ย่อมเป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์อย่างใหญ่ ฯ
			<remark  id="s2b20c16l17" />         [๑๑๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะชี้แจงถึงเหตุภายใน เราไม่เล็งเห็นเหตุอื่นแม้
			<remark  id="s2b20c16l18" />อย่างหนึ่ง ที่เป็นไปเพื่อประโยชน์อย่างใหญ่ เหมือนการประกอบกุศลธรรมเนืองๆ การไม่
			<remark  id="s2b20c16l19" />ประกอบอกุศลธรรม ดูกรภิกษุทั้งหลาย การประกอบกุศลธรรมเนืองๆ การไม่ประกอบ
			<remark  id="s2b20c16l20" />อกุศลธรรม ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์อย่างใหญ่ ฯ
			<remark  id="s2b20c16l21" />         [๑๑๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่เป็นไปเพื่อ
			<remark  id="s2b20c16l22" />ความเสื่อมสูญ เพื่อความอันตรธานแห่งสัทธรรม เหมือนความประมาท ดูกรภิกษุทั้งหลาย
			<remark  id="s2b20c16l23" /> ความประมาทย่อมเป็นไปเพื่อความเสื่อมสูญ เพื่อความอันตรธานแห่งสัทธรรม ฯ  
			<remark  id="s2b20c16l24" />         [๑๑๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่เป็นไปเพื่อความ
			<remark  id="s2b20c16l25" />ดำรงมั่น เพื่อความไม่เสื่อมสูญ เพื่อความไม่อันตรธานแห่งสัทธรรม เหมือนความไม่ประมาท 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b20c17" >
		<para id="s2b20c17p">
			<remark  id="s2b20c17l1" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความไม่ประมาท ย่อมเป็นไปเพื่อความดำรงมั่น เพื่อความไม่เสื่อมสูญ เพื่อ
			<remark  id="s2b20c17l2" />ความไม่อันตรธานแห่งสัทธรรม ฯ
			<remark  id="s2b20c17l3" />         [๑๑๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่เป็นไปเพื่อความ
			<remark  id="s2b20c17l4" />เสื่อมสูญ เพื่อความอันตรธานแห่งสัทธรรม เหมือนความเป็นผู้เกียจคร้าน ดูกรภิกษุทั้งหลาย
			<remark  id="s2b20c17l5" /> ความเป็นผู้เกียจคร้าน ย่อมเป็นไปเพื่อความเสื่อมสูญ เพื่อความอันตรธานแห่งสัทธรรม ฯ
			<remark  id="s2b20c17l6" />         [๑๑๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่เป็นไปเพื่อความ
			<remark  id="s2b20c17l7" />ดำรงมั่น เพื่อความไม่เสื่อมสูญ เพื่อความไม่อันตรธานแห่งสัทธรรม เหมือนการปรารภความ
			<remark  id="s2b20c17l8" />เพียร ดูกรภิกษุทั้งหลาย การปรารภความเพียรย่อมเป็นไปเพื่อความดำรงมั่น เพื่อความไม่
			<remark  id="s2b20c17l9" />เสื่อมสูญ เพื่อความไม่อันตรธานแห่งสัทธรรม ฯ
			<remark  id="s2b20c17l10" />         [๑๑๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่เป็นไปเพื่อความ
			<remark  id="s2b20c17l11" />เสื่อมสูญ เพื่อความอันตรธานแห่งสัทธรรม เหมือนความเป็นผู้มักมาก ดูกรภิกษุทั้งหลาย
			<remark  id="s2b20c17l12" /> ความเป็นผู้มักมาก ย่อมเป็นไปเพื่อความเสื่อมสูญเพื่อความอันตรธานแห่งสัทธรรม ฯ
			<remark  id="s2b20c17l13" />         [๑๒๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่เป็นไปเพื่อความ
			<remark  id="s2b20c17l14" />ดำรงมั่น เพื่อความไม่เสื่อมสูญ เพื่อความไม่อันตรธานแห่งสัทธรรม เหมือนความเป็นผู้มักน้อย
			<remark  id="s2b20c17l15" /> ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความเป็นผู้มักน้อยย่อมเป็นไปเพื่อความดำรงมั่น เพื่อความไม่เสื่อมสูญ
			<remark  id="s2b20c17l16" /> เพื่อความไม่อันตรธานแห่งสัทธรรม ฯ 
			<remark  id="s2b20c17l17" />         [๑๒๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่เป็นไปเพื่อความ
			<remark  id="s2b20c17l18" />เสื่อมสูญ เพื่อความอันตรธานแห่งสัทธรรม เหมือนความเป็นผู้ไม่สันโดษ ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
			<remark  id="s2b20c17l19" />ความเป็นผู้ไม่สันโดษ ย่อมเป็นไปเพื่อความเสื่อมสูญ เพื่อความอันตรธานแห่งสัทธรรม ฯ
			<remark  id="s2b20c17l20" />         [๑๒๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่เป็นไปเพื่อความ
			<remark  id="s2b20c17l21" />ดำรงมั่น เพื่อความไม่เสื่อมสูญ เพื่อความไม่อันตรธานแห่งสัทธรรม เหมือนความเป็นผู้สันโดษ 
			<remark  id="s2b20c17l22" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความเป็นผู้สันโดษย่อมเป็นไปเพื่อความดำรงมั่น เพื่อความไม่เสื่อมสูญ 
			<remark  id="s2b20c17l23" />เพื่อความไม่อันตรธานแห่งสัทธรรม ฯ
			<remark  id="s2b20c17l24" />         [๑๒๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่เป็นไปเพื่อความ
			<remark  id="s2b20c17l25" />เสื่อมสูญ เพื่อความอันตรธานแห่งสัทธรรม เหมือนการใส่ใจโดยไม่แยบคาย ดูกรภิกษุทั้งหลาย
			<remark  id="s2b20c17l26" /> การใส่ใจโดยไม่แยบคาย ย่อมเป็นไปเพื่อความเสื่อมสูญ เพื่อความอันตรธานแห่งสัทธรรม ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b20c18" >
		<para id="s2b20c18p">
			<remark  id="s2b20c18l1" />         [๑๒๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่เป็นไปเพื่อ
			<remark  id="s2b20c18l2" />ความดำรงมั่น เพื่อความไม่เสื่อมสูญ เพื่อความไม่อันตรธานแห่งสัทธรรม เหมือนการใส่ใจโดย
			<remark  id="s2b20c18l3" />แยบคาย ดูกรภิกษุทั้งหลาย การใส่ใจโดยแยบคาย ย่อมเป็นไปเพื่อความดำรงมั่น เพื่อความ
			<remark  id="s2b20c18l4" />ไม่เสื่อมสูญ เพื่อความไม่อันตรธานแห่งสัทธรรม ฯ
			<remark  id="s2b20c18l5" />         [๑๒๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่เป็นไปเพื่อความ
			<remark  id="s2b20c18l6" />เสื่อมสูญ เพื่อความอันตรธานแห่งสัทธรรม เหมือนความเป็นผู้ไม่รู้สึกตัว ดูกรภิกษุทั้งหลาย
			<remark  id="s2b20c18l7" /> ความเป็นผู้ไม่รู้สึกตัว ย่อมเป็นไปเพื่อความเสื่อมสูญ เพื่อความอันตรธานแห่งสัทธรรม ฯ
			<remark  id="s2b20c18l8" />         [๑๒๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่เป็นไปเพื่อความ
			<remark  id="s2b20c18l9" />ดำรงมั่น เพื่อความไม่เสื่อมสูญ เพื่อความไม่อันตรธานแห่งสัทธรรม เหมือนความเป็นผู้รู้สึกตัว
			<remark  id="s2b20c18l10" /> ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความเป็นผู้รู้สึกตัวย่อมเป็นไปเพื่อความดำรงมั่น เพื่อความไม่เสื่อมสูญ 
			<remark  id="s2b20c18l11" />เพื่อความไม่อันตรธานแห่งสัทธรรม ฯ
			<remark  id="s2b20c18l12" />         [๑๒๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่เป็นไปเพื่อความ
			<remark  id="s2b20c18l13" />เสื่อมสูญ เพื่อความอันตรธานแห่งสัทธรรม เหมือนความเป็นผู้มีมิตรชั่ว ดูกรภิกษุทั้งหลาย
			<remark  id="s2b20c18l14" /> ความเป็นผู้มีมิตรชั่ว ย่อมเป็นไปเพื่อความเสื่อมสูญ เพื่อความอันตรธานแห่งสัทธรรม ฯ
			<remark  id="s2b20c18l15" />         [๑๒๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่เป็นไปเพื่อความ
			<remark  id="s2b20c18l16" />ดำรงมั่น เพื่อความไม่เสื่อมสูญ เพื่อความไม่อันตรธานแห่งสัทธรรม เหมือนความเป็นผู้มีมิตรดี 
			<remark  id="s2b20c18l17" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความเป็นผู้มีมิตรดีย่อมเป็นไปเพื่อความดำรงมั่น เพื่อความไม่เสื่อมสูญ
			<remark  id="s2b20c18l18" /> เพื่อความไม่อันตรธานแห่งสัทธรรม ฯ
			<remark  id="s2b20c18l19" />         [๑๒๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่เป็นไปเพื่อความ
			<remark  id="s2b20c18l20" />เสื่อมสูญ เพื่อความอันตรธานแห่งสัทธรรม เหมือนการประกอบอกุศลธรรมเนืองๆ การไม่
			<remark  id="s2b20c18l21" />ประกอบกุศลธรรม ดูกรภิกษุทั้งหลาย การประกอบอกุศลธรรมเนืองๆ การไม่ประกอบกุศลธรรม
			<remark  id="s2b20c18l22" /> ย่อมเป็นไปเพื่อความเสื่อมสูญเพื่อความอันตรธานแห่งสัทธรรม ฯ
			<remark  id="s2b20c18l23" />         [๑๓๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่เป็นไปเพื่อความ
			<remark  id="s2b20c18l24" />ดำรงมั่น เพื่อความไม่เสื่อมสูญ เพื่อความไม่อันตรธานแห่งสัทธรรม เหมือนการประกอบกุศล
			<remark  id="s2b20c18l25" />ธรรมเนืองๆ การไม่ประกอบอกุศลธรรมดูกรภิกษุทั้งหลาย การประกอบกุศลธรรมเนืองๆ 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b20c19" >
		<para id="s2b20c19p">
			<remark  id="s2b20c19l1" />การไม่ประกอบอกุศลธรรมย่อมเป็นไปเพื่อความดำรงมั่น เพื่อความไม่เสื่อมสูญ เพื่อความไม่
			<remark  id="s2b20c19l2" />อันตรธานแห่งสัทธรรม ฯ
			<remark  id="s2b20c19l3" />                           จบวรรคที่ ๑๐
			<remark  id="s2b20c19l4" />         [๑๓๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุพวกที่แสดงอธรรมว่าธรรม ภิกษุเหล่านั้นชื่อว่าเป็นผู้
			<remark  id="s2b20c19l5" />ปฏิบัติเพื่อไม่เป็นประโยชน์เกื้อกูล ไม่เป็นความสุขแก่ชนเป็นอันมาก เพื่ออนัตถะมิใช่ประโยชน์
			<remark  id="s2b20c19l6" />เกื้อกูลแก่ชนเป็นอันมาก เพื่อทุกข์แก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ทั้งย่อมประสบบาปมิใช่บุญเป็น
			<remark  id="s2b20c19l7" />อันมาก และย่อมจะยังสัทธรรม  นี้ให้อันตรธาน ฯ
			<remark  id="s2b20c19l8" />         [๑๓๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุพวกที่แสดงธรรมว่า อธรรม ฯลฯที่แสดงสิ่งที่มิใช่
			<remark  id="s2b20c19l9" />วินัยว่า วินัย ฯลฯ ที่แสดงวินัยว่า มิใช่วินัย ฯลฯ ที่แสดงพระดำรัสอันพระตถาคตมิได้ทรง
			<remark  id="s2b20c19l10" />ภาษิต มิได้ตรัสไว้ว่า พระตถาคตทรงภาษิตไว้ตรัสไว้ ฯลฯ ที่แสดงพระดำรัสอันพระตถาคต
			<remark  id="s2b20c19l11" />ได้ทรงภาษิตไว้ ตรัสไว้ว่า  พระตถาคตมิได้ทรงภาษิต  มิตรัสไว้  ฯลฯ ที่แสดงกรรมอัน
			<remark  id="s2b20c19l12" />พระตถาคตมิได้ทรงสั่งสมว่า พระตถาคตทรงสั่งสม ฯลฯ ที่แสดงกรรมอันพระตถาคตมิได้ทรง
			<remark  id="s2b20c19l13" />สั่งสม ไว้ว่า พระตถาคตมิได้ทรงสั่งสมไว้ ฯลฯ ที่แสดงสิ่งอันพระตถาคตมิได้ทรงบัญญัติไว้
			<remark  id="s2b20c19l14" />ว่า พระตถาคตทรงบัญญัติไว้ ฯลฯ ที่แสดงสิ่งอันพระตถาคตทรงบัญญัติ  ไว้ว่า พระตถาคตมิได้
			<remark  id="s2b20c19l15" />ทรงบัญญัติไว้ ภิกษุเหล่านั้นชื่อว่าเป็นผู้ปฏิบัติเพื่อไม่เป็น ประโยชน์เกื้อกูล ไม่เป็นความสุขแก่
			<remark  id="s2b20c19l16" />ชนเป็นอันมากเพื่ออนัตถะใช่ประโยชน์     เกื้อกูลแก่ชนเป็นอันมาก เพื่อทุกข์แก่เทวดาและมนุษย์
			<remark  id="s2b20c19l17" />ทั้งหลาย ทั้งย่อมประสบ บาปใช่บุญเป็นอันมาก และย่อมยังสัทธรรมนี้ให้อันตรธาน ฯ
			<remark  id="s2b20c19l18" />         [๑๓๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุพวกที่แสดงอธรรมว่าอธรรม ภิกษุเหล่านั้นชื่อว่า เป็นผู้
			<remark  id="s2b20c19l19" />ปฏิบัติเพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุขแก่ชนเป็นอันมากเพื่ออัตถะประโยชน์เกื้อกูลแก่ชน
			<remark  id="s2b20c19l20" />เป็นอันมาก เพื่อความสุขแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ทั้งย่อมประสบบุญเป็นอันมาก และย่อม
			<remark  id="s2b20c19l21" />ดำรงสัทธรรมนี้ไว้มั่น ฯ         
			<remark  id="s2b20c19l22" />[๑๓๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุพวกที่แสดงธรรมว่า ธรรม ฯลฯ ที่แสดงสิ่งที่มิใช่วินัยว่า 
			<remark  id="s2b20c19l23" />มิใช่วินัย ฯลฯ ที่แสดงวินัยว่า วินัย ฯลฯ ที่แสดงพระดำรัสอันพระตถาคตมิได้ทรงภาษิต มิได้
			<remark  id="s2b20c19l24" />ตรัสไว้ว่า พระตถาคตมิได้ทรงภาษิตมิได้ตรัสไว้ ฯลฯ ที่แสดงพระดำรัสอันพระตถาคตได้ทรง
			<remark  id="s2b20c19l25" />ภาษิต ได้ตรัสไว้ว่าพระตถาคตได้ทรงภาษิต ได้ตรัสไว้ ฯลฯ ที่แสดงกรรมที่พระตถาคตมิได้
		</para>
	</section>
	<section id="s2b20c20" >
		<para id="s2b20c20p">
			<remark  id="s2b20c20l1" />ทรงสั่งสมว่า พระตถาคตมิได้ทรงสั่งสม ฯลฯ ที่แสดงกรรมอันพระตถาคตทรงสั่งสมว่า พระ
			<remark  id="s2b20c20l2" />ตถาคตทรงสั่งสม ฯลฯ ที่แสดงสิ่งอันพระตถาคตมิได้ทรงบัญญัติว่า ตถาคตทรงบัญญัติ ภิกษุ
			<remark  id="s2b20c20l3" />เหล่านั้นชื่อว่าเป็นผู้ปฏิบัติเพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุขแก่ชนเป็นอันมาก เพื่ออัตถะ
			<remark  id="s2b20c20l4" />ประโยชน์เกื้อกูลแก่ชนเป็นอันมาก เพื่อความสุขแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ทั้งย่อมประสบ
			<remark  id="s2b20c20l5" />บุญเป็นอันมาก และย่อมดำรงสัทธรรมนี้ไว้มั่น ฯ
			<remark  id="s2b20c20l6" />                           จบวรรคที่ ๑๑
			<remark  id="s2b20c20l7" />         [๑๓๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุพวกที่แสดงอนาบัติว่า อาบัติ ฯลฯ ที่แสดงอาบัติว่า 
			<remark  id="s2b20c20l8" />อนาบัติ ฯลฯ ที่แสดงลหุกาบัติว่า เป็นครุกาบัติ ฯลฯ ที่แสดงครุกาบัติว่า เป็นลหุกาบัติ ฯลฯ 
			<remark  id="s2b20c20l9" />ที่แสดงอาบัติชั่วหยาบว่า อาบัติไม่ชั่วหยาบ ฯลฯที่แสดงอาบัติไม่ชั่วหยาบว่า อาบัติชั่วหยาบ ฯลฯ 
			<remark  id="s2b20c20l10" />ที่แสดงอาบัติมีส่วนเหลือว่าอาบัติไม่มีส่วนเหลือ ฯลฯ ที่แสดงอาบัติไม่มีส่วนเหลือว่า อาบัติ
			<remark  id="s2b20c20l11" />มีส่วนเหลือ ฯลฯที่แสดงอาบัติทำคืนได้ว่า อาบัติทำคืนไม่ได้ ฯลฯ ที่แสดงอาบัติทำคืนไม่ได้ว่า
			<remark  id="s2b20c20l12" />อาบัติทำคืนได้ ภิกษุเหล่านั้นชื่อว่าเป็นผู้ปฏิบัติเพื่อไม่เป็นประโยชน์เกื้อกูล เพื่อไม่เป็นสุขแก่ชน
			<remark  id="s2b20c20l13" />เป็นอันมาก เพื่ออนัตถะใช่ประโยชน์เกื้อกูลแก่ชนเป็นอันมากเพื่อความทุกข์แก่เทวดาและ
			<remark  id="s2b20c20l14" />มนุษย์ทั้งหลาย ทั้งย่อมประสบบาปใช่บุญเป็นอันมากและย่อมทำให้สัทธรรมนี้อันตรธาน ฯ
			<remark  id="s2b20c20l15" />         [๑๓๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุพวกที่แสดงอนาบัติว่า อนาบัติ ภิกษุเหล่านั้นชื่อว่า
			<remark  id="s2b20c20l16" />เป็นผู้ปฏิบัติเพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุขแก่ชนเป็นอันมาก  เพื่ออัตถะประโยชน์เกื้อกูล
			<remark  id="s2b20c20l17" />แก่ชนเป็นอันมาก เพื่อความสุขแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ทั้งย่อมประสบบุญเป็นอันมาก 
			<remark  id="s2b20c20l18" />และย่อมดำรงสัทธรรมนี้ไว้มั่น ฯ
			<remark  id="s2b20c20l19" />         [๑๓๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุพวกที่แสดงอาบัติว่า อาบัติ ภิกษุเหล่านั้นชื่อว่าเป็น
			<remark  id="s2b20c20l20" />ผู้ปฏิบัติเพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุขแก่ชนเป็นอันมากเพื่ออัตถะประโยชน์เกื้อกูลแก่ชน
			<remark  id="s2b20c20l21" />เป็นอันมาก เพื่อความสุขแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ทั้งย่อมประสบบุญเป็นอันมาก และ
			<remark  id="s2b20c20l22" />ย่อมดำรงสัทธรรมนี้ไว้มั่น ฯ
			<remark  id="s2b20c20l23" />         [๑๓๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุพวกที่แสดงลหุกาบัติว่า เป็นลหุกาบัติ ฯลฯ ที่แสดง
			<remark  id="s2b20c20l24" />ครุกาบัติว่า เป็นครุกาบัติ ฯลฯ ที่แสดงอาบัติชั่วหยาบว่าอาบัติชั่วหยาบ ฯลฯ ที่แสดงอาบัติ
			<remark  id="s2b20c20l25" />ไม่ชั่วหยาบว่า อาบัติไม่ชั่วหยาบ ฯลฯ ที่แสดงอาบัติที่มีส่วนเหลือว่า อาบัติมีส่วนเหลือ ฯลฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b20c21" >
		<para id="s2b20c21p">
			<remark  id="s2b20c21l1" /> ที่แสดงอาบัติไม่มีส่วนเหลือว่าอาบัติไม่มีส่วนเหลือ ฯลฯ ที่แสดงอาบัติทำคืนได้ว่า อาบัติทำ
			<remark  id="s2b20c21l2" />คืนได้ ฯลฯ ที่แสดงอาบัติทำคืนไม่ได้ว่า อาบัติทำคืนไม่ได้ ภิกษุเหล่านั้นชื่อว่าเป็นผู้ปฏิบัติเพื่อ
			<remark  id="s2b20c21l3" />ประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุขแก่ชนเป็นอันมาก เพื่ออัตถะประโยชน์เกื้อกูลแก่ชนเป็นอันมาก
			<remark  id="s2b20c21l4" /> เพื่อความสุขแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ทั้งย่อมประสบบุญเป็นอันมาก และย่อมดำรงสัทธรรม
			<remark  id="s2b20c21l5" />นี้ไว้มั่น ฯ
			<remark  id="s2b20c21l6" />                           จบวรรคที่ ๑๒  
			<remark  id="s2b20c21l7" />                         ___________
		</para>
	</section>
	<section id="s2b20c22" >
		<para id="s2b20c22p">
			<remark  id="s2b20c22l1" />                           เอกบุคคลบาลี
			<remark  id="s2b20c22l2" />         [๑๓๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้เอก เมื่อเกิดขึ้นในโลก ย่อมเกิดขึ้นเพื่อประโยชน์
			<remark  id="s2b20c22l3" />เกื้อกูล เพื่อความสุขแก่ชนเป็นอันมาก เพื่ออนุเคราะห์โลกเพื่ออัตถะประโยชน์เกื้อกูล เพื่อ
			<remark  id="s2b20c22l4" />ความสุขแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย บุคคลผู้เอกเป็นไฉน คือ พระตถาคตอรหันตสัมมา
			<remark  id="s2b20c22l5" />สัมพุทธเจ้า ดูกรภิกษุทั้งหลายบุคคลผู้เอกนี้แล เมื่อเกิดขึ้นในโลก ย่อมเกิดขึ้นเพื่อประโยชน์
			<remark  id="s2b20c22l6" />เกื้อกูล เพื่อความสุขแก่ชนเป็นอันมาก เพื่ออนุเคราะห์โลก เพื่ออัตถะประโยชน์เกื้อกูล เพื่อ
			<remark  id="s2b20c22l7" />ความสุขแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ฯ
			<remark  id="s2b20c22l8" />         [๑๔๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความปรากฏแห่งบุคคลผู้เอกหาได้ยากในโลก  บุคคลผู้เอก
			<remark  id="s2b20c22l9" />เป็นไฉน คือ พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ดูกรภิกษุทั้งหลายความปรากฏแห่งบุคคล
			<remark  id="s2b20c22l10" />ผู้เอกนี้แล หาได้ยากในโลก ฯ
			<remark  id="s2b20c22l11" />         [๑๔๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้เอก เมื่อเกิดขึ้นในโลก ย่อมเกิดขึ้นเป็นอัจฉริย
			<remark  id="s2b20c22l12" />มนุษย์ บุคคลผู้เอกเป็นไฉน คือ พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
			<remark  id="s2b20c22l13" />บุคคลผู้เอกนี้แล เมื่อเกิดขึ้นในโลก ย่อมเกิดขึ้นเป็นอัจฉริยมนุษย์ ฯ
			<remark  id="s2b20c22l14" />         [๑๔๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย กาลกิริยาของบุคคลผู้เอก เป็นเหตุเดือดร้อนแก่ชนเป็น
			<remark  id="s2b20c22l15" />อันมาก บุคคลผู้เอกเป็นไฉน คือ พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
			<remark  id="s2b20c22l16" />กาลกิริยาของบุคคลผู้เอกนี้แล เป็นเหตุเดือดร้อนแก่ชนเป็นอันมาก ฯ
			<remark  id="s2b20c22l17" />         [๑๔๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้เอก เมื่อเกิดขึ้นในโลก ย่อมเกิดขึ้นเป็นผู้ไม่มีที่
			<remark  id="s2b20c22l18" />สอง ไม่มีใครเช่นกับพระองค์ ไม่มีใครเปรียบ ไม่มีใครเปรียบเสมอ ไม่มีส่วนเปรียบ ไม่มี
			<remark  id="s2b20c22l19" />บุคคลเปรียบ ไม่มีใครเสมอ เสมอด้วยพระพุทธเจ้าผู้ไม่มีใครเสมอ เป็นผู้เลิศกว่าสัตว์ทั้งหลาย
			<remark  id="s2b20c22l20" /> บุคคลผู้เอกเป็นไฉน คือ พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคล
			<remark  id="s2b20c22l21" />ผู้เอกนี้แล เมื่อเกิดขึ้นในโลกย่อมเกิดขึ้นเป็นผู้ไม่มีสอง ไม่มีเช่นกับพระองค์ ไม่มีใครเปรียบ 
			<remark  id="s2b20c22l22" />ไม่มีใครเปรียบเสมอ ไม่มีส่วนเปรียบ ไม่มีบุคคลเปรียบ ไม่มีใครเสมอ เสมอด้วยพระพุทธเจ้า
			<remark  id="s2b20c22l23" />ผู้ไม่มีใครเสมอ เป็นผู้เลิศกว่าสัตว์ทั้งหลาย ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b20c23" >
		<para id="s2b20c23p">
			<remark  id="s2b20c23l1" />         [๑๔๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความปรากฏขึ้นแห่งบุคคลผู้เอก เป็นความปรากฏแห่งจักษุ
			<remark  id="s2b20c23l2" />ใหญ่ แห่งแสงสว่างใหญ่ แห่งโอภาสใหญ่ แห่งอนุตตริยะ ๖ เป็นการกระทำให้แจ้งซึ่ง
			<remark  id="s2b20c23l3" />ปฏิสัมภิทา ๔ เป็นการแทงตลอดธาตุเป็นอันมาก เป็นการแทงตลอดธาตุต่างๆ เป็นการกระทำ
			<remark  id="s2b20c23l4" />ให้แจ้งซึ่งผล คือ วิชชาและวิมุตติ เป็นการกระทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล สกทาคามิผล 
			<remark  id="s2b20c23l5" />อนาคามิผล อรหัตผล บุคคลผู้เอกเป็นไฉน คือ พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ดูกร
			<remark  id="s2b20c23l6" />ภิกษุทั้งหลาย ความปรากฏขึ้นแห่งบุคคลผู้เอกนี้แล เป็นความปรากฏแห่งจักษุใหญ่ แห่งแสง
			<remark  id="s2b20c23l7" />สว่างใหญ่ แห่งโอภาสใหญ่ แห่งอนุตตริยะ ๖ เป็นการทำให้แจ้งซึ่งปฏิสัมภิทา ๔เป็นการแทง
			<remark  id="s2b20c23l8" />ตลอดธาตุเป็นอันมาก เป็นการแทงตลอดธาตุต่างๆ เป็นการกระทำให้แจ้งซึ่งผล คือ วิชชาและ
			<remark  id="s2b20c23l9" />วิมุตติ เป็นการกระทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผลสกทาคามิผล อนาคามิผล อรหัตผล ฯ
			<remark  id="s2b20c23l10" />         [๑๔๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นบุคคลอื่นแม้คนเดียว ผู้ยังธรรมจักรที่
			<remark  id="s2b20c23l11" />ยอดเยี่ยมอันตถาคตให้เป็นไปแล้ว ให้เป็นไปตามโดยชอบ เหมือนสารีบุตรนี้เลย ดูกรภิกษุ
			<remark  id="s2b20c23l12" />ทั้งหลาย สารีบุตรย่อมยังธรรมจักรที่ยอดเยี่ยม อันตถาคตให้เป็นไปแล้ว ให้เป็นไปตามโดยชอบ
			<remark  id="s2b20c23l13" />ทีเดียว ฯ
			<remark  id="s2b20c23l14" />                         จบเอกปุคคลวรรค 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b20c24" >
		<para id="s2b20c24p">
			<remark  id="s2b20c24l1" />                           เอตทัคคบาลี
			<remark  id="s2b20c24l2" />         [๑๔๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย พระอัญญาโกณฑัญญะ เลิศกว่าพวกภิกษุสาวกของเราผู้รู้
			<remark  id="s2b20c24l3" />ราตรีนาน ฯ
			<remark  id="s2b20c24l4" />     พระสารีบุตร เลิศกว่าพวกภิกษุสาวกของเราผู้มีปัญญามาก ฯ
			<remark  id="s2b20c24l5" />     พระมหาโมคคัลลานะ เลิศกว่าพวกภิกษุสาวกของเราผู้มีฤทธิ์ ฯ
			<remark  id="s2b20c24l6" />     พระมหากัสสป เลิศกว่าพวกภิกษุสาวกของเรา ผู้ทรงธุดงค์และสรรเสริญคุณแห่งธุดงค์ ฯ
			<remark  id="s2b20c24l7" />     พระอนุรุทธะ เลิศกว่าพวกภิกษุสาวกของเราผู้มีทิพยจักษุ ฯ
			<remark  id="s2b20c24l8" />     พระภัททิยกาฬิโคธาบุตร เลิศกว่าพวกภิกษุสาวกของเราผู้เกิดในตระกูลสูง ฯ
			<remark  id="s2b20c24l9" />     พระลกุณฏกภัททิยะ เลิศกว่าพวกภิกษุสาวกของเราผู้มีเสียงไพเราะ ฯ
			<remark  id="s2b20c24l10" />     พระปิณโฑลภารทวาชะ เลิศกว่าพวกภิกษุสาวกของเราผู้บันลือสีหนาท ฯ
			<remark  id="s2b20c24l11" />     พระปุณณมันตานีบุตร เลิศกว่าพวกภิกษุสาวกของเราผู้เป็นธรรมกถึก ฯ
			<remark  id="s2b20c24l12" />     พระมหากัจจานะ เลิศกว่าพวกภิกษุสาวกของเราผู้จำแนกอรรถแห่งภาษิตโดยย่อให้
			<remark  id="s2b20c24l13" />พิสดาร ฯ
			<remark  id="s2b20c24l14" />                           จบวรรคที่ ๑
			<remark  id="s2b20c24l15" />         [๑๔๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย พระจุลลปันถกะ เลิศกว่าพวกภิกษุสาวกของเราผู้นฤมิต
			<remark  id="s2b20c24l16" />กายอันสำเร็จด้วยใจ ฯ
			<remark  id="s2b20c24l17" />     พระจุลลปันถกะ เลิศกว่าพวกภิกษุสาวกของเราผู้ฉลาดในการเปลี่ยนแปลงทางใจ ฯ
			<remark  id="s2b20c24l18" />     พระมหาปันถกะ เลิศกว่าพวกภิกษุสาวกของเราผู้ฉลาดในการเปลี่ยนแปลงทางปัญญา ฯ
			<remark  id="s2b20c24l19" />     พระสุภูติ เลิศกว่าพวกภิกษุสาวกของเราผู้มีปรกติอยู่ด้วยความไม่มีกิเลส ฯ
			<remark  id="s2b20c24l20" />     พระสุภูติ เลิศกว่าพวกภิกษุสาวกของเราผู้เป็นทักขิไณยบุคคล ฯ
			<remark  id="s2b20c24l21" />     พระเรวตขทิรวนิยะ เลิศกว่าพวกภิกษุสาวกของเราผู้อยู่ป่าเป็นวัตร ฯ
			<remark  id="s2b20c24l22" />     พระกังขาเรวตะ เลิศกว่าพวกภิกษุสาวกของเราผู้ยินดีในฌาน ฯ
			<remark  id="s2b20c24l23" />     พระโสณโกลิวิสะ เลิศกว่าพวกภิกษุสาวกของเราผู้ปรารภความเพียร ฯ
			<remark  id="s2b20c24l24" />     พระโสณกุฏิกัณณะ เลิศกว่าพวกภิกษุสาวกของเราผู้มีถ้อยคำไพเราะ ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b20c25" >
		<para id="s2b20c25p">
			<remark  id="s2b20c25l1" />     พระสีวลี เลิศกว่าพวกภิกษุสาวกของเราผู้มีลาภ ฯ
			<remark  id="s2b20c25l2" />     พระวักกลิ เลิศกว่าพวกภิกษุสาวกของเราผู้พ้นจากกิเลสได้ด้วยศรัทธา ฯ
			<remark  id="s2b20c25l3" />                           จบวรรคที่ ๒
			<remark  id="s2b20c25l4" />         [๑๔๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย พระราหุล เลิศกว่าพวกภิกษุสาวกของเราผู้ใคร่ต่อการศึกษา ฯ
			<remark  id="s2b20c25l5" />     พระรัฐปาละ เลิศกว่าพวกภิกษุสาวกของเรา ผู้บวชด้วยศรัทธา ฯ
			<remark  id="s2b20c25l6" />     พระกุณฑธานะ เลิศกว่าพวกภิกษุสาวกของเราผู้รับสลากก่อน ฯ
			<remark  id="s2b20c25l7" />     พระวังคีสะ เลิศกว่าพวกภิกษุสาวกของเราผู้มีปฏิภาณ ฯ
			<remark  id="s2b20c25l8" />     พระอุปเสนวังคันตบุตร เลิศกว่าพวกภิกษุสาวกของเราผู้นำความเลื่อมใสมาโดยรอบ ฯ
			<remark  id="s2b20c25l9" />     พระทัพพมัลลบุตร เลิศกว่าพวกภิกษุสาวกของเราผู้จัดแจงเสนาสนะ ฯ
			<remark  id="s2b20c25l10" />     พระปิลินทวัจฉะ เลิศกว่าพวกภิกษุสาวกของเราผู้เป็นที่รัก เป็นที่ชอบใจของเทวดา
			<remark  id="s2b20c25l11" />ทั้งหลาย ฯ
			<remark  id="s2b20c25l12" />     พระพาหิยทารุจีริยะ เลิศกว่าพวกภิกษุสาวกของเราผู้ตรัสรู้ได้เร็วพลัน ฯ
			<remark  id="s2b20c25l13" />     พระกุมารกัสสปะ เลิศกว่าพวกภิกษุสาวกของเราผู้แสดงธรรมได้วิจิตร ฯ
			<remark  id="s2b20c25l14" />     พระมหาโกฏฐิตะ เลิศกว่าพวกภิกษุสาวกของเรา ผู้บรรลุปฏิสัมภิทา ฯ
			<remark  id="s2b20c25l15" />                           จบวรรคที่ ๓ 
			<remark  id="s2b20c25l16" />         [๑๔๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย พระอานนท์ เลิศกว่าพวกภิกษุสาวกของเราผู้เป็นพหูสูต ฯ
			<remark  id="s2b20c25l17" />     พระอานนท์ เลิศกว่าพวกภิกษุสาวกของเราผู้มีสติ ฯ
			<remark  id="s2b20c25l18" />     พระอานนท์ เลิศกว่าพวกภิกษุสาวกของเราผู้มีคติ ฯ
			<remark  id="s2b20c25l19" />     พระอานนท์ เลิศกว่าพวกภิกษุสาวกของเราผู้มีความเพียร ฯ
			<remark  id="s2b20c25l20" />     พระอานนท์ เลิศกว่าพวกภิกษุสาวกของเราผู้เป็นอุปัฏฐาก ฯ
			<remark  id="s2b20c25l21" />     พระอุรุเวลกัสสปะ เลิศกว่าพวกภิกษุสาวกของเรา ผู้มีบริษัทมาก ฯ
			<remark  id="s2b20c25l22" />     พระกาฬุทายี เลิศกว่าพวกภิกษุสาวกของเรา ผู้ทำสกุลให้เลื่อมใส ฯ
			<remark  id="s2b20c25l23" />     พระพักกุละ เลิศกว่าพวกภิกษุสาวกของเราผู้มีอาพาธน้อย ฯ
			<remark  id="s2b20c25l24" />     พระโสภิตะ เลิศกว่าพวกภิกษุสาวกของเราผู้ระลึกชาติก่อนได้ ฯ
			<remark  id="s2b20c25l25" />     พระอุบาลี เลิศกว่าพวกภิกษุสาวกของเราผู้ทรงวินัย ฯ
			<remark  id="s2b20c25l26" />     พระนันทกะ เลิศกว่าพวกภิกษุสาวกของเราผู้กล่าวสอนนางภิกษุณี ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b20c26" >
		<para id="s2b20c26p">
			<remark  id="s2b20c26l1" />     พระนันทะ เลิศกว่าพวกภิกษุสาวกของเราผู้คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย ฯ
			<remark  id="s2b20c26l2" />     พระมหากัปปินะ เลิศกว่าพวกภิกษุสาวกของเราผู้กล่าวสอนภิกษุ ฯ
			<remark  id="s2b20c26l3" />     พระสาคตะ เลิศกว่าพวกภิกษุสาวกของเรา ผู้ฉลาดในเตโชธาตุ ฯ
			<remark  id="s2b20c26l4" />     พระราธะ เลิศกว่าพวกภิกษุสาวกของเรา ผู้มีปฏิภาณแจ่มแจ้ง ฯ
			<remark  id="s2b20c26l5" />     พระโมฆราชะ เลิศกว่าพวกภิกษุสาวกของเรา ผู้ทรงจีวรเศร้าหมอง ฯ
			<remark  id="s2b20c26l6" />                           จบวรรคที่ ๔
			<remark  id="s2b20c26l7" />         [๑๕๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย พระมหาปชาบดีโคตมีภิกษุณีเลิศกว่าพวกภิกษุณีสาวิกาของ
			<remark  id="s2b20c26l8" />เราผู้รู้ราตรีนาน ฯ
			<remark  id="s2b20c26l9" />     พระเขมาภิกษุณี เลิศกว่าพวกภิกษุณีสาวิกาของเราผู้มีปัญญามาก ฯ
			<remark  id="s2b20c26l10" />     พระอุบลวัณณาภิกษุณี เลิศกว่าพวกภิกษุณีสาวิกาของเราผู้มีฤทธิ์ ฯ
			<remark  id="s2b20c26l11" />     พระปฏาจาราภิกษุณี เลิศกว่าพวกภิกษุณีสาวิกาของเราผู้ทรงวินัย ฯ
			<remark  id="s2b20c26l12" />     พระธัมมทินนาภิกษุณี เลิศกว่าพวกภิกษุณีสาวิกาของเราผู้เป็นธรรมกถึก ฯ
			<remark  id="s2b20c26l13" />     พระนันทาภิกษุณี เลิศกว่าพวกภิกษุณีสาวิกาของเราผู้ยินดีในฌาน ฯ
			<remark  id="s2b20c26l14" />     พระโสณาภิกษุณี เลิศกว่าพวกภิกษุณีสาวิกาของเราผู้ปรารภความเพียร ฯ
			<remark  id="s2b20c26l15" />     พระสกุลาภิกษุณี เลิศกว่าพวกภิกษุณีสาวิกาของเราผู้มีจักษุทิพย์ ฯ
			<remark  id="s2b20c26l16" />     พระภัททากุณฑลเกสาภิกษุณี เลิศกว่าพวกภิกษุณีสาวิกาของเราผู้ตรัสรู้ได้เร็วพลัน ฯ
			<remark  id="s2b20c26l17" />     พระภัททากปิลานีภิกษุณี เลิศกว่าพวกภิกษุณีสาวิกาของเราผู้ระลึกชาติก่อนๆ ได้ ฯ
			<remark  id="s2b20c26l18" />     พระภัททากัจจานาภิกษุณี เลิศกว่าพวกภิกษุณีสาวิกาของเราผู้ได้บรรลุอภิญญาใหญ่ ฯ
			<remark  id="s2b20c26l19" />     พระกีสาโคตมีภิกษุณี เลิศกว่าพวกภิกษุณีสาวิกาของเราผู้ทรงจีวรเศร้าหมอง ฯ
			<remark  id="s2b20c26l20" />     พระสิคาลมาตาภิกษุณี เลิศกว่าพวกภิกษุณีสาวิกาของเราผู้พ้นจากกิเลสได้ด้วยศรัทธา ฯ
			<remark  id="s2b20c26l21" />                           จบวรรคที่ ๕
			<remark  id="s2b20c26l22" />         [๑๕๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย พ่อค้าชื่อตปุสสะและภัลลิกะ เลิศกว่าพวกอุบาสกสาวก
			<remark  id="s2b20c26l23" />ของเราผู้ถึงสรณะก่อน ฯ
			<remark  id="s2b20c26l24" />     สุทัตตอนาถปิณฑิกคฤหบดี เลิศกว่าพวกอุบาสกสาวกของเราผู้ถวายทาน ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b20c27" >
		<para id="s2b20c27p">
			<remark  id="s2b20c27l1" />     จิตตคฤหบดีชาวเมืองมัจฉิกสัณฑะ เลิศกว่าพวกอุบาสกสาวกของเราผู้เป็นธรรมกถึก ฯ
			<remark  id="s2b20c27l2" />     หัตถกอุบาสกชาวเมืองอาฬวี เลิศกว่าพวกอุบาสกสาวกของเราผู้สงเคราะห์บริษัทด้วย
			<remark  id="s2b20c27l3" />สังคหวัตถุ ๔ ฯ
			<remark  id="s2b20c27l4" />     เจ้าศากยะพระนามว่ามหานามะ เลิศกว่าพวกอุบาสกสาวกของเราผู้ถวายรสอันประณีต ฯ
			<remark  id="s2b20c27l5" />     อุคคคฤหบดีชาวเมืองเวสาลี เลิศกว่าพวกอุบาสกสาวกของเราผู้ถวายโภชนะเป็นที่
			<remark  id="s2b20c27l6" />ชอบใจ ฯ
			<remark  id="s2b20c27l7" />     อุคคคฤหบดี เลิศกว่าพวกอุบาสกสาวกของเราผู้เป็นสังฆอุปัฏฐาก ฯ
			<remark  id="s2b20c27l8" />     สูรัมพัฏฐเศรษฐีบุตร เลิศกว่าพวกอุบาสกสาวกของเราผู้เลื่อมใสอย่างแน่นแฟ้น ฯ
			<remark  id="s2b20c27l9" />     หมอชีวกโกมารภัจจ์ เลิศกว่าพวกอุบาสกสาวกของเรา ผู้เลื่อมใสในบุคคล ฯ
			<remark  id="s2b20c27l10" />     นกุลปิตาคฤหบดี เลิศกว่าพวกอุบาสกสาวกของเราผู้คุ้นเคย ฯ
			<remark  id="s2b20c27l11" />                           จบวรรคที่ ๖
			<remark  id="s2b20c27l12" />         [๑๕๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย นางสุชาดาธิดาของเสนานีกุฎุมพี เลิศกว่าพวกอุบาสิกา
			<remark  id="s2b20c27l13" />สาวิกาของเราผู้ถึงสรณะก่อน ฯ
			<remark  id="s2b20c27l14" />     นางวิสาขามิคารมาตา เลิศกว่าพวกอุบาสิกาสาวิกาของเราผู้ถวายทาน ฯ
			<remark  id="s2b20c27l15" />     นางขุชชุตตรา เลิศกว่าพวกอุบาสิกาสาวิกาของเราผู้เป็นพหูสูต ฯ
			<remark  id="s2b20c27l16" />     นางสามาวดี เลิศกว่าพวกอุบาสิกาสาวิกาของเราผู้มีปรกติอยู่ด้วยเมตตา ฯ
			<remark  id="s2b20c27l17" />     นางอุตตรานันทมาตา เลิศกว่าพวกอุบาสิกาสาวิกาของเราผู้ยินดีในฌาน ฯ
			<remark  id="s2b20c27l18" />     นางสุปปวาสาโกลิยธีตา เลิศกว่าพวกอุบาสิกาสาวิกาของเราผู้ถวายรสอันประณีต ฯ
			<remark  id="s2b20c27l19" />     นางสุปปิยาอุบาสิกา เลิศกว่าพวกอุบาสิกาสาวิกาของเราผู้เป็นคิลานุปัฏฐาก ฯ  
			<remark  id="s2b20c27l20" />     นางกาติยานี เลิศกว่าพวกอุบาสิกาสาวิกาของเราผู้เลื่อมใสอย่างแน่นแฟ้น ฯ
			<remark  id="s2b20c27l21" />     นางนกุลมาตาคหปตานี เลิศกว่าพวกอุบาสิกาสาวิกาของเราผู้คุ้นเคย ฯ
			<remark  id="s2b20c27l22" />     นางกาฬีอุบาสิกาชาวกุรรฆริกา เลิศกว่าพวกอุบาสิกาสาวิกาของเราผู้เลื่อมใสโดยได้ยิน
			<remark  id="s2b20c27l23" />ได้ฟังตาม ฯ
			<remark  id="s2b20c27l24" />                           	จบวรรคที่ ๗ 
			<remark  id="s2b20c27l25" />                     		  ______________
		</para>
	</section>
	<section id="s2b20c28" >
		<para id="s2b20c28p">
			<remark  id="s2b20c28l1" />                            	อัฏฐานบาลี
			<remark  id="s2b20c28l2" />         [๑๕๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อที่บุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยทิฐิ จะพึงยึดถือสังขารไรๆ โดย
			<remark  id="s2b20c28l3" />ความเป็นสภาพเที่ยงนั้น มิใช่ฐานะ มิใช่โอกาสที่จะมีได้ดูกรภิกษุทั้งหลาย แต่ข้อที่ปุถุชนจะ
			<remark  id="s2b20c28l4" />พึงยึดถือสังขารอะไรๆ โดยความเป็นสภาพเที่ยงนั้น เป็นฐานะที่จะมีได้ ฯ
			<remark  id="s2b20c28l5" />         [๑๕๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อที่บุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยทิฐิ จะพึงยึดถือสังขารไรๆ โดย
			<remark  id="s2b20c28l6" />ความเป็นสุขนั้น มิใช่ฐานะ มิใช่โอกาสที่จะมีได้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย แต่ข้อที่ปุถุชนจะพึงยึดถือ
			<remark  id="s2b20c28l7" />สังขารไรๆ โดยความเป็นสุขนั้น เป็นฐานะที่จะมีได้ ฯ
			<remark  id="s2b20c28l8" />         [๑๕๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อที่บุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยทิฐิ จะพึงยึดถือธรรมไรๆ โดย
			<remark  id="s2b20c28l9" />ความเป็นตนนั้น มิใช่ฐานะ มิใช่โอกาสที่จะมีได้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย แต่ข้อที่ปุถุชนจะพึงยึดถือ
			<remark  id="s2b20c28l10" />ธรรมไรๆ โดยความเป็นตนนั้น เป็นฐานะที่จะมีได้ ฯ
			<remark  id="s2b20c28l11" />         [๑๕๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อที่บุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยทิฐิ จะพึงฆ่ามารดานั้น มิใช่ฐานะ
			<remark  id="s2b20c28l12" /> มิใช่โอกาสที่จะมีได้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย แต่ข้อที่ปุถุชนจะพึงฆ่ามารดานั้น เป็นฐานะที่จะมีได้ ฯ
			<remark  id="s2b20c28l13" />         [๑๕๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อที่บุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยทิฐิ จะพึงฆ่าบิดานั้น มิใช่ฐานะ 
			<remark  id="s2b20c28l14" />มิใช่โอกาสที่จะมีได้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย แต่ข้อที่ปุถุชนจะพึงฆ่าบิดานั้น เป็นฐานะที่จะมีได้ ฯ
			<remark  id="s2b20c28l15" />         [๑๕๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อที่บุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยทิฐิจะพึงฆ่าพระอรหันต์นั้น 
			<remark  id="s2b20c28l16" />มิใช่ฐานะ มิใช่โอกาสที่จะมีได้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย แต่ข้อที่ปุถุชนจะพึงฆ่าพระอรหันต์นั้น เป็น
			<remark  id="s2b20c28l17" />ฐานะที่จะมีได้ ฯ 
			<remark  id="s2b20c28l18" />         [๑๕๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อที่บุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยทิฐิ จะพึงเป็นผู้มีจิตประทุษร้าย
			<remark  id="s2b20c28l19" />ยังพระโลหิตของพระตถาคตให้ห้อนั้น มิใช่ฐานะ มิใช่โอกาสที่จะมีได้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย แต่
			<remark  id="s2b20c28l20" />ข้อที่ปุถุชนพึงเป็นผู้มีจิตประทุษร้ายยังพระโลหิตของพระตถาคตให้ห้อนั้น เป็นฐานะที่จะมีได้ ฯ
			<remark  id="s2b20c28l21" />         [๑๖๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อที่บุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยทิฐิ จะพึงทำลายสงฆ์ให้แตกกัน
			<remark  id="s2b20c28l22" /> มิใช่ฐานะ มิใช่โอกาสที่จะมีได้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย แต่ข้อที่ปุถุชนจะพึงทำลายสงฆ์ให้แตกกัน
			<remark  id="s2b20c28l23" /> เป็นฐานะที่จะมีได้ ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b20c29" >
		<para id="s2b20c29p">
			<remark  id="s2b20c29l1" />         [๑๖๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อที่บุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยทิฐิ จะพึงถือศาสดาอื่นนั้น 
			<remark  id="s2b20c29l2" />มิใช่ฐานะ มิใช่โอกาสที่จะมีได้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย แต่ข้อที่ปุถุชนจะพึงถือศาสดาอื่น เป็นฐานะ
			<remark  id="s2b20c29l3" />ที่จะมีได้ ฯ
			<remark  id="s2b20c29l4" />         [๑๖๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อที่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าสองพระองค์ จะพึงเสด็จ
			<remark  id="s2b20c29l5" />อุบัติขึ้นพร้อมกันในโลกธาตุเดียวกันนั้น มิใช่ฐานะ มิใช่โอกาสที่จะมีได้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย
			<remark  id="s2b20c29l6" /> แต่ข้อที่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์เดียว จะพึงเสด็จอุบัติขึ้นในโลกธาตุอันหนึ่งนั้น
			<remark  id="s2b20c29l7" /> เป็นฐานะที่จะมีได้ ฯ
			<remark  id="s2b20c29l8" />                           จบวรรคที่ ๑
			<remark  id="s2b20c29l9" />         [๑๖๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อที่พระเจ้าจักรพรรดิสองพระองค์ จะพึงเสด็จอุบัติขึ้น
			<remark  id="s2b20c29l10" />พร้อมกันในโลกธาตุเดียวกันนั้น มิใช่ฐานะ มิใช่โอกาสที่จะมีได้ดูกรภิกษุทั้งหลาย แต่ข้อที่
			<remark  id="s2b20c29l11" />พระเจ้าจักรพรรดิพระองค์เดียวจะพึงเสด็จอุบัติขึ้นในโลก  ธาตุอันหนึ่งนั้น เป็นฐานะที่จะมีได้ ฯ
			<remark  id="s2b20c29l12" />         [๑๖๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อที่สตรีจะพึงเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น มิใช่
			<remark  id="s2b20c29l13" />ฐานะ มิใช่โอกาสที่จะมีได้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย แต่ข้อที่บุรุษจะพึงเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธ
			<remark  id="s2b20c29l14" />เจ้านั้น เป็นฐานะที่จะมีได้ ฯ
			<remark  id="s2b20c29l15" />         [๑๖๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อที่สตรีจะพึงเป็นพระเจ้าจักรพรรดินั้นมิใช่ฐานะ มิใช่
			<remark  id="s2b20c29l16" />โอกาสที่จะมีได้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย แต่ข้อที่บุรุษจะพึงเป็นพระเจ้าจักรพรรดินั้น เป็นฐานะที่จะ
			<remark  id="s2b20c29l17" />มีได้ ฯ 
			<remark  id="s2b20c29l18" />         [๑๖๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อที่สตรีจะพึงเป็นท้าวสักกะ ฯลฯ จะพึงเป็นมาร ฯลฯ 
			<remark  id="s2b20c29l19" />จะพึงเป็นพรหมนั้น มิใช่ฐานะ มิใช่โอกาสที่จะมีได้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อที่บุรุษจะพึงเป็น
			<remark  id="s2b20c29l20" />ท้าวสักกะ ฯลฯ จะพึงเป็นมาร ฯลฯ จะพึงเป็นพรหมนั้น เป็นฐานะที่จะมีได้ ฯ
			<remark  id="s2b20c29l21" />         [๑๖๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อที่วิบากอันน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจแห่งกายทุจริต จ
			<remark  id="s2b20c29l22" />ะพึงเกิดขึ้นนั้น มิใช่ฐานะ มิใช่โอกาสที่จะมีได้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย แต่ข้อที่วิบากอันไม่น่า
			<remark  id="s2b20c29l23" />ปรารถนา ไม่น่าใคร่ ไม่น่าพอใจ แห่งกายทุจริตจะพึงเกิดขึ้นนั้น เป็นฐานะที่จะมีได้ ฯ
			<remark  id="s2b20c29l24" />         [๑๖๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อที่วิบากอันน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ แห่งวจีทุจริต 
			<remark  id="s2b20c29l25" />จะพึงเกิดขึ้นนั้น มิใช่ฐานะ มิใช่โอกาสที่จะมีได้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย  แต่ข้อที่วิบากอันไม่น่า
			<remark  id="s2b20c29l26" />ปรารถนา ไม่น่าใคร่ ไม่น่าพอใจ แห่งวจีทุจริตจะพึงเกิดขึ้นนั้น เป็นฐานะที่จะมีได้ ฯ
			<remark  id="s2b20c29l27" />                           จบวรรคที่ ๒
		</para>
	</section>
	<section id="s2b20c30" >
		<para id="s2b20c30p">
			<remark  id="s2b20c30l1" />         [๑๖๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อที่วิบากอันน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจแห่งมโนทุจริต
			<remark  id="s2b20c30l2" /> จะพึงเกิดขึ้นนั้น มิใช่ฐานะ มิใช่โอกาสที่จะมีได้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย แต่ข้อที่วิบากอันไม่น่า
			<remark  id="s2b20c30l3" />ปรารถนา ไม่น่าใคร่ ไม่น่าพอใจ แห่งมโนทุจริตจะพึงเกิดขึ้นนั้นเป็นฐานะที่จะมีได้ ฯ
			<remark  id="s2b20c30l4" />         [๑๗๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อที่วิบากอันไม่น่าปรารถนา ไม่น่าใคร่ไม่น่าพอใจ แห่ง
			<remark  id="s2b20c30l5" />กายสุจริต จะพึงเกิดขึ้นนั้น มิใช่ฐานะ มิใช่โอกาสที่จะมีได้ดูกรภิกษุทั้งหลาย แต่ข้อที่วิบาก
			<remark  id="s2b20c30l6" />อันน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ แห่งกายสุจริต จะพึงเกิดขึ้นนั้น เป็นฐานะที่จะมีได้ ฯ
			<remark  id="s2b20c30l7" />         [๑๗๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อที่วิบากอันไม่น่าปรารถนา ไม่น่าใคร่ไม่น่าพอใจ แห่ง
			<remark  id="s2b20c30l8" />วจีสุจริต จะพึงเกิดขึ้นนั้น มิใช่ฐานะ มิใช่โอกาสที่จะมีได้ดูกรภิกษุทั้งหลาย แต่ข้อที่วิบาก
			<remark  id="s2b20c30l9" />อันน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ แห่งวจีสุจริตจะพึงเกิดขึ้นนั้น เป็นฐานะที่จะมีได้ ฯ 
			<remark  id="s2b20c30l10" />         [๑๗๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อที่วิบากอันไม่น่าปรารถนา ไม่น่าใคร่ ไม่น่าพอใจ 
			<remark  id="s2b20c30l11" />แห่งมโนสุจริต จะพึงเกิดขึ้นนั้น มิใช่ฐานะ มิใช่โอกาสที่จะมีได้ดูกรภิกษุทั้งหลาย แต่ข้อที่
			<remark  id="s2b20c30l12" />วิบากอันน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ แห่งมโนสุจริตจะพึงเกิดขึ้นนั้น เป็นฐานะที่จะมีได้ ฯ
			<remark  id="s2b20c30l13" />         [๑๗๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อที่บุคคลผู้มีความเพรียบพร้อมด้วยกายทุจริต เมื่อแตก
			<remark  id="s2b20c30l14" />กายตายไป พึงเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ เพราะความเพรียบพร้อมด้วยกายทุจริตเป็นเหตุ เป็น
			<remark  id="s2b20c30l15" />ปัจจัยนั้น มิใช่ฐานะ มิใช่โอกาสที่จะมีได้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย แต่ข้อที่บุคคลผู้เพรียบพร้อมด้วย
			<remark  id="s2b20c30l16" />กายทุจริต เมื่อแตกกายตายไปพึงเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก เพราะความเพรียบพร้อม
			<remark  id="s2b20c30l17" />ด้วยกายทุจริตเป็นเหตุเป็นปัจจัยนั้น เป็นฐานะที่จะมีได้ ฯ
			<remark  id="s2b20c30l18" />         [๑๗๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อที่บุคคลผู้มีความเพรียบพร้อมด้วยวจีทุจริต เมื่อแตกกาย
			<remark  id="s2b20c30l19" />ตายไป พึงเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์เพราะความเพรียบพร้อมด้วยวจีทุจริตเป็นเหตุ เป็นปัจจัยนั้น
			<remark  id="s2b20c30l20" /> มิใช่ฐานะ มิใช่โอกาสที่จะมีได้ ดูกรภิกษุทั้งหลายแต่ข้อที่บุคคลผู้เพรียบพร้อมด้วยวจีทุจริต 
			<remark  id="s2b20c30l21" />เมื่อแตกกายตายไป พึงเข้าถึงอบายทุคติ วินิบาต นรก เพราะความเพรียบพร้อมด้วยวจีทุจริต
			<remark  id="s2b20c30l22" />เป็นเหตุ เป็นปัจจัยนั้นเป็นฐานะที่จะมีได้ ฯ
			<remark  id="s2b20c30l23" />         [๑๗๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อที่บุคคลผู้มีความเพรียบพร้อมด้วยมโนทุจริต เมื่อแตก
			<remark  id="s2b20c30l24" />กายตายไป พึงเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์เพราะความเพรียบพร้อมด้วยมโนทุจริตเป็นเหตุ เป็นปัจจัย
			<remark  id="s2b20c30l25" />นั้น มิใช่ฐานะ มิใช่โอกาสที่จะมีได้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย แต่ข้อที่บุคคลผู้เพรียบพร้อมด้วยมโน
			<remark  id="s2b20c30l26" />ทุจริต เมื่อแตกกายตายไป พึงเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก เพราะความเพรียบพร้อมด้วย
			<remark  id="s2b20c30l27" />มโนทุจริตเป็นเหตุเป็นปัจจัยนั้น เป็นฐานะที่จะมีได้ ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b20c31" >
		<para id="s2b20c31p">
			<remark  id="s2b20c31l1" />         [๑๗๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อที่บุคคลผู้มีความเพรียบพร้อมด้วยกายสุจริต เมื่อแตก
			<remark  id="s2b20c31l2" />กายตายไป พึงเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก เพราะความเพรียบพร้อมด้วยกายสุจริตเป็น
			<remark  id="s2b20c31l3" />เหตุ เป็นปัจจัยนั้น มิใช่ฐานะ มิใช่โอกาสที่จะมีได้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย แต่ข้อที่บุคคลผู้เพรียบ
			<remark  id="s2b20c31l4" />พร้อมด้วยกายสุจริต เมื่อแตกกายตายไป พึงเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ เพราะความเพรียบพร้อม
			<remark  id="s2b20c31l5" />ด้วยกายสุจริตเป็นเหตุเป็นปัจจัยนั้น เป็นฐานะที่จะมีได้ ฯ
			<remark  id="s2b20c31l6" />         [๑๗๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อที่บุคคลผู้มีความเพรียบพร้อมด้วยวจีสุจริต  เมื่อแตกกาย
			<remark  id="s2b20c31l7" />ตายไป พึงเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก เพราะความเพรียบพร้อมด้วยวจีสุจริตเป็นเหตุ 
			<remark  id="s2b20c31l8" />เป็นปัจจัยนั้น มิใช่ฐานะ มิใช่โอกาสที่จะมีได้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย แต่ข้อที่บุคคลผู้เพรียบพร้อม
			<remark  id="s2b20c31l9" />ด้วยวจีสุจริต เมื่อแตกกายตายไป พึงเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ เพราะความเพรียบพร้อมด้วยวจี
			<remark  id="s2b20c31l10" />สุจริตเป็นเหตุ เป็นปัจจัยนั้นเป็นฐานะที่จะมีได้ ฯ
			<remark  id="s2b20c31l11" />         [๑๗๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อที่บุคคลผู้มีความเพรียบพร้อมด้วยมโนสุจริต เมื่อแตก
			<remark  id="s2b20c31l12" />กายตายไป พึงเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก เพราะความเพรียบพร้อมด้วยมโนสุจริตเป็น
			<remark  id="s2b20c31l13" />เหตุ เป็นปัจจัยนั้น มิใช่ฐานะ มิใช่โอกาสที่จะมีได้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย แต่ข้อที่บุคคลผู้เพรียบ
			<remark  id="s2b20c31l14" />พร้อมด้วยมโนสุจริต เมื่อแตกกายตายไป พึงเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ เพราะความเพรียบพร้อม
			<remark  id="s2b20c31l15" />ด้วยมโนสุจริตเป็นเหตุเป็นปัจจัยนั้น เป็นฐานะที่จะมีได้ ฯ
			<remark  id="s2b20c31l16" />                                                           จบวรรคที่ ๓
			<remark  id="s2b20c31l17" />                                                 _____________________
		</para>
	</section>
	<section id="s2b20c32" >
		<para id="s2b20c32p">
			<remark  id="s2b20c32l1" />                                              เอกธัมมาทิบาลี อีกนัยหนึ่ง
			<remark  id="s2b20c32l2" />         [๑๗๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมอย่างหนึ่งที่บุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อม
			<remark  id="s2b20c32l3" />เป็นไปเพื่อความหน่ายโดยส่วนเดียว เพื่อคลายกำหนัด เพื่อความดับ เพื่อความสงบ เพื่อ
			<remark  id="s2b20c32l4" />ความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพาน ธรรมอย่างหนึ่งคืออะไร คือพุทธานุสสติ ดูกรภิกษุ
			<remark  id="s2b20c32l5" />ทั้งหลาย ธรรมอย่างหนึ่งนี้แลอันบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อความ
			<remark  id="s2b20c32l6" />หน่ายโดยส่วนเดียวเพื่อคลายกำหนัด เพื่อความดับ เพื่อความสงบ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความ
			<remark  id="s2b20c32l7" />ตรัสรู้เพื่อนิพพาน ฯ
			<remark  id="s2b20c32l8" />         [๑๘๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมอย่างหนึ่งที่บุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อม
			<remark  id="s2b20c32l9" />เป็นไปเพื่อความหน่ายโดยส่วนเดียว เพื่อคลายกำหนัด เพื่อความดับ เพื่อความสงบ เพื่อความ
			<remark  id="s2b20c32l10" />รู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพาน ธรรมอย่างหนึ่งคืออะไร คือธัมมานุสสติ... สังฆานุสสติ... 
			<remark  id="s2b20c32l11" />สีลานุสสติ... จาคานุสสติ...เทวตานุสสติ...  อานาปานสติ...  มรณสติ...  กายคตาสติ...  
			<remark  id="s2b20c32l12" />อุปสมานุสสติดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมอย่างหนึ่งนี้แล อันบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว
			<remark  id="s2b20c32l13" />ย่อมเป็นไปเพื่อความหน่ายโดยส่วนเดียว เพื่อคลายกำหนัด เพื่อความดับ เพื่อความสงบ เพื่อ
			<remark  id="s2b20c32l14" />ความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพาน ฯ
			<remark  id="s2b20c32l15" />                           จบวรรคที่ ๑
			<remark  id="s2b20c32l16" />         [๑๘๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราไม่เล็งเห็นธรรมอย่างอื่นแม้ข้อหนึ่ง ซึ่งจะเป็นเหตุให้
			<remark  id="s2b20c32l17" />อกุศลธรรมที่ยังไม่เกิด เกิดขึ้น หรืออกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้วย่อมเป็นไปเพื่อความเจริญ
			<remark  id="s2b20c32l18" />ไพบูลย์ยิ่ง เหมือนกับมิจฉาทิฐินี้เลย ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อบุคคลเป็นผู้มีความเห็นผิด อกุศล
			<remark  id="s2b20c32l19" />ธรรมที่ยังไม่เกิด ย่อมเกิดขึ้น และอกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อความเจริญ 
			<remark  id="s2b20c32l20" />ไพบูลย์ยิ่ง ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b20c33" >
		<para id="s2b20c33p">
			<remark  id="s2b20c33l1" />         [๑๘๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราไม่เล็งเห็นธรรมอย่างอื่นแม้ข้อหนึ่ง ซึ่งจะเป็นเหตุให้
			<remark  id="s2b20c33l2" />กุศลธรรมที่ยังไม่เกิด เกิดขึ้น หรือกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อความเจริญ ไพบูลย์
			<remark  id="s2b20c33l3" />ยิ่ง เหมือนกับสัมมาทิฐินี้เลย ดูกรภิกษุทั้งหลายเมื่อบุคคลเป็นผู้มีความเห็นชอบ กุศลธรรม
			<remark  id="s2b20c33l4" />ที่ยังไม่เกิด ย่อมเกิดขึ้น และกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อความเจริญ ไพบูลย์ยิ่ง ฯ
			<remark  id="s2b20c33l5" />         [๑๘๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราไม่เล็งเห็นธรรมอย่างอื่นแม้ข้อหนึ่ง ซึ่งเป็นเหตุให้กุศล
			<remark  id="s2b20c33l6" />ธรรมที่ยังไม่เกิด ไม่เกิดขึ้น หรือกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมเสื่อมไป เหมือนกับมิจฉาทิฐิ
			<remark  id="s2b20c33l7" />นี้เลย ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อบุคคลเป็นผู้มีความเห็นผิด กุศลธรรมที่ยังไม่เกิด ย่อมไม่เกิด
			<remark  id="s2b20c33l8" />ขึ้น และกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้วย่อมเสื่อมไป ฯ
			<remark  id="s2b20c33l9" />         [๑๘๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราไม่เล็งเห็นธรรมอย่างอื่นแม้ข้อหนึ่ง ซึ่งเป็นเหตุให้อกุศล
			<remark  id="s2b20c33l10" />ธรรมที่ยังไม่เกิด ไม่เกิดขึ้น หรืออกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้วย่อมเสื่อมไป เหมือนกับสัมมาทิฐิ
			<remark  id="s2b20c33l11" />นี้เลย ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อบุคคลเป็นผู้มีความเห็นชอบ อกุศลธรรมที่ยังไม่เกิด ย่อมไม่เกิด
			<remark  id="s2b20c33l12" />ขึ้น และอกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมเสื่อมไป ฯ
			<remark  id="s2b20c33l13" />         [๑๘๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราไม่เล็งเห็นธรรมอย่างอื่นแม้ข้อหนึ่ง ซึ่งเป็นเหตุให้มิจฉา
			<remark  id="s2b20c33l14" />ทิฐิที่ยังไม่เกิด เกิดขึ้น หรือมิจฉาทิฐิที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมเจริญยิ่งขึ้น เหมือนกับการทำในใจ
			<remark  id="s2b20c33l15" />โดยไม่แยบคายนี้เลย ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อบุคคลทำในใจโดยไม่แยบคาย มิจฉาทิฐิที่ยังไม่
			<remark  id="s2b20c33l16" />เกิด ย่อมเกิดขึ้น และมิจฉาทิฐิที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมเจริญยิ่งขึ้น ฯ
			<remark  id="s2b20c33l17" />         [๑๘๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราไม่เล็งเห็นธรรมอย่างอื่นแม้ข้อหนึ่ง ซึ่งเป็นเหตุให้
			<remark  id="s2b20c33l18" />สัมมาทิฐิที่ยังไม่เกิด เกิดขึ้น หรือสัมมาทิฐิที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมเจริญยิ่งขึ้น เหมือนการทำ
			<remark  id="s2b20c33l19" />ในใจโดยแยบคายนี้เลย ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อบุคคลทำในใจโดยแยบคาย สัมมาทิฐิที่ยังไม่เกิด
			<remark  id="s2b20c33l20" /> ย่อมเกิดขึ้น และสัมมาทิฐิที่เกิดขึ้นแล้วย่อมเจริญยิ่งขึ้น ฯ
			<remark  id="s2b20c33l21" />         [๑๘๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราไม่เล็งเห็นธรรมอย่างอื่นแม้ข้อหนึ่ง ซึ่งเป็นเหตุให้
			<remark  id="s2b20c33l22" />สัตว์ทั้งหลายเมื่อแตกกายตายไป ย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาตนรก เหมือนกับมิจฉาทิฐิ
			<remark  id="s2b20c33l23" />นี้เลย ดูกรภิกษุทั้งหลาย สัตว์ทั้งหลายผู้ประกอบด้วยมิจฉาทิฐิ เมื่อแตกกายตายไป ย่อมเข้า
			<remark  id="s2b20c33l24" />ถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b20c34" >
		<para id="s2b20c34p">
			<remark  id="s2b20c34l1" />         [๑๘๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราไม่เล็งเห็นธรรมอย่างอื่นแม้ข้อหนึ่ง ซึ่งเป็นเหตุให้สัตว์
			<remark  id="s2b20c34l2" />ทั้งหลายเมื่อแตกกายตายไป ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ เหมือนกับสัมมาทิฐินี้เลย ดูกรภิกษุ
			<remark  id="s2b20c34l3" />ทั้งหลาย สัตว์ทั้งหลายผู้ประกอบด้วยสัมมาทิฐิ เมื่อแตกกายตายไป ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ฯ
			<remark  id="s2b20c34l4" />         [๑๘๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย กายกรรมที่สมาทานให้บริบูรณ์ตามทิฐิ ๑วจีกรรมที่สมาทาน
			<remark  id="s2b20c34l5" />ให้บริบูรณ์ตามทิฐิ ๑ มโนกรรมที่สมาทานให้บริบูรณ์ตามทิฐิ ๑เจตนา ๑ ความปรารถนา ๑ 
			<remark  id="s2b20c34l6" />ความตั้งใจ ๑ สังขาร ๑ ของบุคคลผู้มีความเห็นผิดธรรมทั้งหมดนั้นย่อมเป็นไปเพื่อผลที่ไม่น่า
			<remark  id="s2b20c34l7" />ปรารถนา ไม่น่าใคร่ ไม่น่าชอบใจไม่เป็นประโยชน์เกื้อกูล เพื่อทุกข์ ข้อนั้นเพราะเหตุไร 
			<remark  id="s2b20c34l8" />เพราะทิฐิเลวทรามดูกรภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนเมล็ดสะเดาก็ดี เมล็ดบวบขมก็ดี เมล็ด
			<remark  id="s2b20c34l9" />น้ำเต้าขมก็ดี บุคคลหมกไว้ในดินที่ชุ่มชื้น รสดิน รสน้ำที่มันถือเอาทั้งหมด ย่อมเป็นไปเพื่อ
			<remark  id="s2b20c34l10" />ความเป็นของขม เพื่อเผ็ดร้อน เพื่อไม่น่ายินดี ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะพืชเลว ฉันใด 
			<remark  id="s2b20c34l11" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย กายกรรมที่สมาทานให้บริบูรณ์ตามทิฐิ ๑วจีกรรมที่สมาทานให้บริบูรณ์ตาม
			<remark  id="s2b20c34l12" />ทิฐิ ๑ มโนกรรมที่สมาทานให้บริบูรณ์ตามทิฐิ ๑เจตนา ๑ ความปรารถนา ๑ ความตั้งใจ ๑
			<remark  id="s2b20c34l13" /> สังขาร ๑ ของบุคคลผู้มีความเห็นผิดธรรมทั้งหมดนั้นย่อมเป็นไปเพื่อผลที่ไม่น่าปรารถนา ไม่น่า
			<remark  id="s2b20c34l14" />ใคร่ ไม่น่าชอบใจไม่เป็นประโยชน์เกื้อกูล เพื่อทุกข์ ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะทิฐิเลวทราม
			<remark  id="s2b20c34l15" />ฉันนั้นเหมือนกันแล ฯ
			<remark  id="s2b20c34l16" />         [๑๙๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย กายกรรมที่สมาทานให้บริบูรณ์ตามทิฐิ ๑ วจีกรรมที่สมาทาน
			<remark  id="s2b20c34l17" />ให้บริบูรณ์ตามทิฐิ ๑ มโนกรรมที่สมาทานให้บริบูรณ์ตามทิฐิ ๑เจตนา ๑ ความปรารถนา ๑ 
			<remark  id="s2b20c34l18" />ความตั้งใจ ๑ สังขาร ๑ ของบุคคลผู้มีความเห็นชอบ ธรรมทั้งหมดนั้น ย่อมเป็นไปเพื่อผลที่
			<remark  id="s2b20c34l19" />น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าชอบใจเพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุข ข้อนั้นเพราะเหตุไร
			<remark  id="s2b20c34l20" /> เพราะทิฐิเจริญ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนพันธุ์อ้อยก็ดี พันธุ์ข้าวสาลีก็ดี พันธุ์ผลจันทน์
			<remark  id="s2b20c34l21" />ก็ดีบุคคลหมกไว้ในดินที่ชุ่มชื้น รสดิน รสน้ำที่มันถือเอาทั้งหมด ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็น
			<remark  id="s2b20c34l22" />ของหวาน น่ายินดี น่าชื่นใจ ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะพืชพันธุ์ดี ฉันใด  กายกรรมที่
			<remark  id="s2b20c34l23" />สมาทานให้บริบูรณ์ตามทิฐิ ๑ วจีกรรมที่สมาทานให้บริบูรณ์ตามทิฐิ ๑มโนกรรมที่สมาทานให้
			<remark  id="s2b20c34l24" />บริบูรณ์ตามทิฐิ ๑ เจตนา ๑ ความปรารถนา ๑ ความตั้งใจ ๑ สังขาร ๑ ของบุคคลผู้มีความ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b20c35" >
		<para id="s2b20c35p">
			<remark  id="s2b20c35l1" />เห็นชอบ ธรรมทั้งหมดนั้นย่อมเป็นไปเพื่อผลที่น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าชอบใจ เพื่อประโยชน์
			<remark  id="s2b20c35l2" />เกื้อกูล เพื่อความสุขข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะทิฐิเจริญฉันนั้นเหมือนกันแล ฯ
			<remark  id="s2b20c35l3" />                           จบวรรคที่ ๒
			<remark  id="s2b20c35l4" />         [๑๙๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลคนเดียว เมื่อเกิดขึ้นในโลก ย่อมเกิดขึ้นเพื่อไม่เป็น
			<remark  id="s2b20c35l5" />ประโยชน์เกื้อกูล ไม่เป็นความสุขแก่ชนเป็นอันมาก เพื่อความฉิบหาย มิใช่ประโยชน์เกื้อกูล
			<remark  id="s2b20c35l6" /> เพื่อความทุกข์แก่เทพยดาและมนุษย์ทั้งหลายบุคคลคนเดียวคือใคร คือ บุคคลผู้เป็นมิจฉาทิฐิ 
			<remark  id="s2b20c35l7" />มีความเห็นวิปริต เขาทำให้คนเป็นอันมากออกจากสัทธรรมแล้ว ให้ตั้งอยู่ในอสัทธรรม ดูกร
			<remark  id="s2b20c35l8" />ภิกษุทั้งหลายบุคคลคนเดียวนี้แล เมื่อเกิดขึ้นในโลก ย่อมเกิดขึ้นเพื่อไม่เป็นประโยชน์เกื้อกูล 
			<remark  id="s2b20c35l9" />ไม่เป็นความสุขแก่ชนเป็นอันมาก เพื่อความฉิบหาย มิใช่ประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความทุกข์ 
			<remark  id="s2b20c35l10" />แก่เทพยดาและมนุษย์ทั้งหลาย ฯ
			<remark  id="s2b20c35l11" />         [๑๙๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลคนเดียว เมื่อเกิดขึ้นในโลก ย่อมเกิดขึ้นเพื่อเป็น
			<remark  id="s2b20c35l12" />ประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุขแก่ชนเป็นอันมาก เพื่อประโยชน์หิตสุขแก่เทพยดาและมนุษย์
			<remark  id="s2b20c35l13" />ทั้งหลาย บุคคลคนเดียวคือใคร คือบุคคลผู้เป็นสัมมาทิฐิ มีความเห็นไม่วิปริต เขาทำให้คน
			<remark  id="s2b20c35l14" />เป็นอันมากออกจากอสัทธรรมแล้ว ให้ตั้งอยู่ในสัทธรรม ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลคนเดียวนี้แล 
			<remark  id="s2b20c35l15" />เมื่อเกิดขึ้นในโลก ย่อมเกิดขึ้นเพื่อเป็นประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุขแก่ชนเป็นอันมาก เพื่อ
			<remark  id="s2b20c35l16" />ประโยชน์หิตสุขแก่เทพยดาและมนุษย์ทั้งหลาย ฯ
			<remark  id="s2b20c35l17" />         [๑๙๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราไม่เล็งเห็นธรรมอย่างอื่นแม้ข้อหนึ่ง ซึ่งจะมีโทษมาก
			<remark  id="s2b20c35l18" />เหมือนมิจฉาทิฐินี้เลย ดูกรภิกษุทั้งหลาย โทษทั้งหลายมีมิจฉาทิฐิเป็นอย่างยิ่ง ฯ
			<remark  id="s2b20c35l19" />         [๑๙๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราไม่เล็งเห็นบุคคลอื่นแม้คนเดียว ที่ปฏิบัติเพื่อไม่เป็น
			<remark  id="s2b20c35l20" />ประโยชน์เกื้อกูล ไม่เป็นความสุขแก่ชนเป็นอันมาก เพื่อความฉิบหายมิใช่ประโยชน์เกื้อกูล 
			<remark  id="s2b20c35l21" />เพื่อความทุกข์แก่เทพยดาและมนุษย์ทั้งหลาย เหมือนกับโมฆบุรุษชื่อว่ามักขลินี้เลย ดูกรภิกษุทั้ง
			<remark  id="s2b20c35l22" />หลาย เปรียบเหมือนบุคคลพึงทิ้งลอบไปที่ปากอ่าว เพื่อไม่เป็นประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความทุกข์ 
			<remark  id="s2b20c35l23" />เพื่อความเสื่อม ความพินาศแก่ปลาเป็นมาก แม้ฉันใด โมฆบุรุษชื่อว่ามักขลิก็ฉันนั้นเหมือน
		</para>
	</section>
	<section id="s2b20c36" >
		<para id="s2b20c36p">
			<remark  id="s2b20c36l1" />กันแลเป็นดังลอบสำหรับดักมนุษย์ เกิดขึ้นแล้วในโลก เพื่อมิใช่ประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความ
			<remark  id="s2b20c36l2" />ทุกข์ เพื่อความเสื่อม เพื่อความพินาศแก่สัตว์เป็นอันมาก ฯ
			<remark  id="s2b20c36l3" />         [๑๙๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ผู้ที่ชักชวนเข้าในธรรมวินัยที่กล่าวไว้ชั่ว ๑ ผู้ที่ถูกชักชวน
			<remark  id="s2b20c36l4" />แล้วปฏิบัติเพื่อความเป็นอย่างนั้น ๑ คนทั้งหมดนั้น ย่อมประสบกรรมมิใช่บุญเป็นอันมาก 
			<remark  id="s2b20c36l5" />ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะธรรมท่านกล่าวไว้ชั่ว ฯ
			<remark  id="s2b20c36l6" />         [๑๙๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ผู้ที่ชักชวนเข้าในธรรมวินัยที่กล่าวไว้ดี ๑  ผู้ที่ถูกชักชวนแล้ว
			<remark  id="s2b20c36l7" />ปฏิบัติเพื่อความเป็นอย่างนั้น ๑ คนทั้งหมดนั้น ย่อมประสบบุญเป็นอันมาก ข้อนั้นเพราะเหตุไร
			<remark  id="s2b20c36l8" /> เพราะธรรมท่านกล่าวไว้ดีแล้ว ฯ
			<remark  id="s2b20c36l9" />         [๑๙๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ทายกพึงรู้จักประมาณในธรรมวินัยที่กล่าวไว้ชั่ว ปฏิคาหก
			<remark  id="s2b20c36l10" />ไม่จำต้องรู้จักประมาณ ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะธรรมท่านกล่าวไว้ชั่ว ฯ
			<remark  id="s2b20c36l11" />         [๑๙๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปฏิคาหกพึงรู้จักประมาณในธรรมวินัยที่กล่าวไว้ดี ทายกไม่
			<remark  id="s2b20c36l12" />จำต้องรู้จักประมาณ ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะธรรมท่านกล่าวไว้ดีแล้ว ฯ
			<remark  id="s2b20c36l13" />         [๑๙๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ผู้ที่ปรารภความเพียรในธรรมวินัยที่กล่าวไว้ชั่วย่อมอยู่เป็น
			<remark  id="s2b20c36l14" />ทุกข์ ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะธรรมท่านกล่าวไว้ชั่ว ฯ
			<remark  id="s2b20c36l15" />         [๒๐๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ผู้เกียจคร้านในธรรมวินัยที่กล่าวไว้ดี ย่อมอยู่เป็นทุกข์ 
			<remark  id="s2b20c36l16" />ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะธรรมท่านกล่าวไว้ดีแล้ว ฯ
			<remark  id="s2b20c36l17" />         [๒๐๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ผู้ที่เกียจคร้านในธรรมวินัยที่กล่าวไว้ชั่วย่อมอยู่เป็นสุข
			<remark  id="s2b20c36l18" /> ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะธรรมท่านกล่าวไว้ชั่ว ฯ
			<remark  id="s2b20c36l19" />         [๒๐๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ผู้ปรารภความเพียรในธรรมวินัยที่กล่าวไว้ดีย่อมอยู่เป็นสุข 
			<remark  id="s2b20c36l20" />ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะธรรมท่านกล่าวไว้ดีแล้ว ฯ
			<remark  id="s2b20c36l21" />         [๒๐๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนคูถแม้เพียงเล็กน้อย ก็มีกลิ่นเหม็น ฉันใด 
			<remark  id="s2b20c36l22" />ภพแม้เพียงเล็กน้อยก็ฉันนั้นเหมือนกัน เราไม่สรรเสริญโดยที่สุดแม้ชั่วกาลเพียงลัดนิ้วมือเดียว
			<remark  id="s2b20c36l23" />เลย ฯ
			<remark  id="s2b20c36l24" />         [๒๐๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนมูตร...  น้ำลาย...  หนอง...เลือดแม้เพียง
			<remark  id="s2b20c36l25" />เล็กน้อย ก็มีกลิ่นเหม็น แม้ฉันใด ภพแม้เพียงเล็กน้อยก็ฉันนั้นเหมือนกัน เราไม่สรรเสริญ
			<remark  id="s2b20c36l26" />โดยที่สุดแม้ชั่วกาลเพียงลัดนิ้วมือเดียวเลย ฯ
			<remark  id="s2b20c36l27" />                           จบวรรคที่ ๓  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b20c37" >
		<para id="s2b20c37p">
			<remark  id="s2b20c37l1" />         [๒๐๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สัตว์ที่เกิดบนบกมีเป็นส่วนน้อย สัตว์ที่เกิดในน้ำมากกว่า
			<remark  id="s2b20c37l2" />โดยแท้ สัตว์ที่กลับมาเกิดในมนุษย์มีเป็นส่วนน้อย สัตว์ที่กลับมาเกิดในกำเนิดอื่นจากมนุษย์
			<remark  id="s2b20c37l3" />มากกว่าโดยแท้ สัตว์ที่เกิดในมัชฌิมชนบทมีเป็นส่วนน้อย สัตว์ที่เกิดในปัจจันตชนบท ในพวก
			<remark  id="s2b20c37l4" />ชาวมิลักขะที่โง่เขลา มากกว่าโดยแท้สัตว์ที่มีปัญญา ไม่โง่เง่า ไม่เงอะงะ สามารถที่จะรู้อรรถ
			<remark  id="s2b20c37l5" />แห่งคำเป็นสุภาษิต และคำเป็นทุพภาษิตได้ มีเป็นส่วนน้อย สัตว์ที่เขลา โง่เง่า เงอะงะ ไม่
			<remark  id="s2b20c37l6" />สามารถที่จะรู้อรรถแห่งคำเป็นสุภาษิต และคำเป็นทุพภาษิตได้มากกว่าโดยแท้ สัตว์ที่ประกอบด้วย
			<remark  id="s2b20c37l7" />ปัญญาจักษุอย่างประเสริฐ มีเป็นส่วนน้อย สัตว์ที่ตกอยู่ในอวิชชา หลงใหลมากกว่าโดยแท้ 
			<remark  id="s2b20c37l8" />สัตว์ที่ได้เห็นพระตถาคต มีเป็นส่วนน้อย สัตว์ที่ไม่ได้เห็นพระตถาคตมากกว่าโดยแท้ สัตว์ที่
			<remark  id="s2b20c37l9" />ได้ฟังธรรมวินัยที่พระตถาคตประกาศไว้ มีเป็นส่วนน้อย สัตว์ที่ไม่ได้ฟังธรรมวินัยที่พระตถาคต
			<remark  id="s2b20c37l10" />ประกาศไว้ มากกว่าโดยแท้สัตว์ที่ได้ฟังธรรมแล้วทรงจำไว้ได้ มีเป็นส่วนน้อย สัตว์ที่ได้ฟัง
			<remark  id="s2b20c37l11" />ธรรมแล้วทรงจำไว้ไม่ได้ มากกว่าโดยแท้ สัตว์ที่ไตร่ตรองอรรถแห่งธรรมที่ตนทรงจำไว้ได้ มีเป็น
			<remark  id="s2b20c37l12" />ส่วนน้อย สัตว์ที่ไม่ไตร่ตรองอรรถแห่งธรรมที่ตนทรงจำไว้ได้ มากกว่าโดยแท้สัตว์ที่รู้ทั่วถึง
			<remark  id="s2b20c37l13" />อรรถ รู้ทั่วถึงธรรมแล้ว ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม มีเป็นส่วนน้อยสัตว์ที่ไม่รู้ทั่วถึงอรรถ 
			<remark  id="s2b20c37l14" />ไม่รู้ทั่วถึงธรรมแล้ว ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม มากกว่าโดยแท้ สัตว์ที่สลดใจในฐานะเป็นที่
			<remark  id="s2b20c37l15" />ตั้งแห่งความสลดใจ มีเป็นส่วนน้อย สัตว์ที่ไม่สลดใจในฐานะเป็นที่ตั้งแห่งความสลดใจ มาก
			<remark  id="s2b20c37l16" />กว่าโดยแท้ สัตว์ที่สลดใจเริ่มตั้งความเพียรโดยแยบคาย มีเป็นส่วนน้อย สัตว์ที่สลดใจไม่เริ่ม
			<remark  id="s2b20c37l17" />ตั้งความเพียรโดยแยบคาย มากกว่าโดยแท้ สัตว์ที่กระทำนิพพานให้เป็นอารมณ์แล้วได้สมาธิ
			<remark  id="s2b20c37l18" />ได้เอกัคคตาจิต มีเป็นส่วนน้อย สัตว์ที่กระทำนิพพานให้เป็นอารมณ์แล้ว ไม่ได้สมาธิ ไม่ได้
			<remark  id="s2b20c37l19" />เอกัคคตาจิตมากกว่าโดยแท้ สัตว์ที่ได้ข้าวอันเลิศและรสอันเลิศ   มีเป็นส่วนน้อย สัตว์ที่ไม่ได้
			<remark  id="s2b20c37l20" />ข้าวอันเลิศและรสอันเลิศ ยังอัตภาพให้เป็นไปด้วยการแสวงหา ด้วยภัตที่นำมาด้วยกระเบื้อง 
			<remark  id="s2b20c37l21" />มากกว่าโดยแท้ สัตว์ที่ได้อรรถรสธรรมรส วิมุติรส มีเป็นส่วนน้อย สัตว์ที่ไม่ได้อรรถรส 
			<remark  id="s2b20c37l22" />ธรรมรส วิมุติรสมากกว่าโดยแท้ เปรียบเหมือนในชมพูทวีปนี้ มีส่วนที่น่ารื่นรมย์ มีป่าที่น่า
			<remark  id="s2b20c37l23" />รื่นรมย์มีภูมิประเทศที่น่ารื่นรมย์ มีสระโบกขรณีที่น่ารื่นรมย์ เพียงเล็กน้อย มีที่ดอนที่ลุ่ม 
			<remark  id="s2b20c37l24" />เป็นลำน้ำ เป็นที่ตั้งแห่งตอและหนาม มีภูเขาระเกะระกะเป็นส่วนมากฉะนั้น เพราะฉะนั้น
			<remark  id="s2b20c37l25" />แหละ เธอทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้ว่า เราจักเป็นผู้ได้อรรถรสธรรมรส วิมุติรส ดูกรภิกษุ
			<remark  id="s2b20c37l26" />ทั้งหลาย เธอทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้แล ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b20c38" >
		<para id="s2b20c38p">
			<remark  id="s2b20c38l1" />         [๒๐๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สัตว์ที่จุติจากมนุษย์กลับมาเกิดในมนุษย์ มีเป็นส่วนน้อย 
			<remark  id="s2b20c38l2" />สัตว์ที่จุติจากมนุษย์ไปเกิดในนรก เกิดในกำเนิดสัตว์เดียรัจฉาน เกิดในปิตติวิสัย มากกว่าโดยแท้ 
			<remark  id="s2b20c38l3" />สัตว์ที่จุติจากมนุษย์ไปเกิดในเทพยดา มีเป็นส่วนน้อยสัตว์ที่จุติจากมนุษย์ไปเกิดในนรก เกิด
			<remark  id="s2b20c38l4" />ในกำเนิดสัตว์เดียรัจฉาน เกิดในปิตติวิสัยมากกว่าโดยแท้ สัตว์ที่จุติจากเทพยดากลับมาเกิดใน
			<remark  id="s2b20c38l5" />เทพยดา มีเป็นส่วนน้อยสัตว์ที่จุติจากเทพยดาไปเกิดในนรก เกิดในกำเนิดสัตว์เดียรัจฉาน 
			<remark  id="s2b20c38l6" />เกิดในปิตติวิสัยมากกว่าโดยแท้ สัตว์ที่จุติจากเทพยดากลับมาเกิดในมนุษย์มีเป็นส่วนน้อย
			<remark  id="s2b20c38l7" /> สัตว์ที่จุติจากเทพยดาไปเกิดในนรก เกิดในกำเนิดสัตว์เดียรัจฉาน เกิดในปิตติวิสัย มากกว่าโดย
			<remark  id="s2b20c38l8" />แท้ สัตว์ที่จุติจากนรกกลับมาเกิดในมนุษย์ มีเป็นส่วนน้อย สัตว์ที่จุติจากนรกไปเกิดในนรก 
			<remark  id="s2b20c38l9" />เกิดในกำเนิดสัตว์เดียรัจฉาน เกิดในปิตติวิสัย มากกว่าโดยแท้สัตว์ที่จุติจากนรกไปเกิดใน
			<remark  id="s2b20c38l10" />เทพยดา มีเป็นส่วนน้อย สัตว์ที่จุติจากนรกไปเกิดในนรก เกิดในกำเนิดสัตว์เดียรัจฉาน เกิดใน
			<remark  id="s2b20c38l11" />ปิตติวิสัย มากกว่าโดยแท้ สัตว์ที่จุติจากกำเนิดสัตว์เดียรัจฉานกลับมาเกิดในมนุษย์ มีเป็นส่วน
			<remark  id="s2b20c38l12" />น้อย สัตว์ที่จุติจากกำเนิดสัตว์เดียรัจฉาน ไปเกิดในนรก เกิดในกำเนิดสัตว์เดียรัจฉาน เกิดใน
			<remark  id="s2b20c38l13" />ปิตติวิสัย มากกว่าโดยแท้ สัตว์ที่จุติจากกำเนิดสัตว์เดียรัจฉานไปเกิดในเทพยดา มีเป็นส่วนน้อย
			<remark  id="s2b20c38l14" />สัตว์ที่จุติจากกำเนิดสัตว์เดียรัจฉานไปเกิดในนรก เกิดในกำเนิดสัตว์เดียรัจฉาน  เกิดในปิตติ
			<remark  id="s2b20c38l15" />วิสัย มากกว่าโดยแท้ สัตว์ที่จุติจากปิตติวิสัยกลับมาเกิดในมนุษย์มีเป็นส่วนน้อย สัตว์ที่จุติ
			<remark  id="s2b20c38l16" />จากปิตติวิสัยไปเกิดในนรก เกิดในกำเนิดสัตว์เดียรัจฉานเกิดในปิตติวิสัย มากกว่าโดยแท้ 
			<remark  id="s2b20c38l17" />สัตว์ที่จุติจากปิตติวิสัยไปเกิดในเทพยดา มีเป็นส่วนน้อย สัตว์ที่จุติจากปิตติวิสัย ไปเกิดในนรก
			<remark  id="s2b20c38l18" /> เกิดในกำเนิดสัตว์เดียรัจฉานเกิดในปิตติวิสัย มากกว่าโดยแท้ เปรียบเหมือนในชมพูทวีปนี้ 
			<remark  id="s2b20c38l19" />มีส่วนที่น่ารื่นรมย์มีป่าที่น่ารื่นรมย์ มีภูมิประเทศที่น่ารื่นรมย์ มีสระโบกขรณีที่น่ารื่นรมย์ เพียง
			<remark  id="s2b20c38l20" />เล็กน้อย มีที่ดอน ที่ลุ่ม เป็นลำน้ำ เป็นที่ตั้งแห่งตอและหนาม มีภูเขาระเกะระกะ เป็นส่วน
			<remark  id="s2b20c38l21" />มากโดยแท้ ฉะนั้น ฯ
			<remark  id="s2b20c38l22" />                           จบวรรคที่ ๔ 
			<remark  id="s2b20c38l23" />                         __________________
		</para>
	</section>
	<section id="s2b20c39" >
		<para id="s2b20c39p">
			<remark  id="s2b20c39l1" />                         ปสาทกรธัมมาทิบาลี
			<remark  id="s2b20c39l2" />         [๒๐๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความเป็นผู้ถืออยู่ป่าเป็นวัตร ความเป็นผู้ถือเที่ยวบิณฑบาต
			<remark  id="s2b20c39l3" />เป็นวัตร ความเป็นผู้ถือทรงผ้าบังสุกุลเป็นวัตร ความเป็นผู้ถือทรงไตรจีวร ความเป็นพระธรรม
			<remark  id="s2b20c39l4" />กถึก ความเป็นพระวินัยธร ความเป็นผู้มีพระพุทธพจน์อันได้สดับแล้วมาก ความเป็นผู้มั่นคง
			<remark  id="s2b20c39l5" /> อากัปปสมบัติ บริวารสมบัติ ความเป็นผู้มีบริวารมาก ความเป็นกุลบุตร ความเป็นผู้มีผิวพรรณ
			<remark  id="s2b20c39l6" />งามความเป็นผู้เจรจาไพเราะ ความเป็นผู้มักน้อย ความเป็นผู้มีอาพาธน้อย นี้เป็นกึ่งหนึ่งของ
			<remark  id="s2b20c39l7" />ลาภ ฯ
			<remark  id="s2b20c39l8" />         [๒๐๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าภิกษุเจริญปฐมฌานแม้ชั่วกาลเพียงลัดนิ้วมือ ภิกษุนี้
			<remark  id="s2b20c39l9" />เรากล่าวว่า อยู่ไม่เหินห่างจากฌาน ทำตามคำสอนของพระศาสดาปฏิบัติตามโอวาท ไม่ฉัน
			<remark  id="s2b20c39l10" />บิณฑบาตของชาวแว่นแคว้นเปล่า ก็จะป่วยกล่าวไปไยถึงผู้กระทำให้มากซึ่งปฐมฌานนั้นเล่า ฯ
			<remark  id="s2b20c39l11" />         [๒๐๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าภิกษุผู้เจริญทุติยฌานแม้ชั่วกาลเพียงลัดนิ้วมือ  ... เจริญตติย
			<remark  id="s2b20c39l12" />ฌาน  ... เจริญจตุตถฌาน  ... เจริญเมตตาเจโตวิมุติ  ... เจริญกรุณาเจโตวิมุติ ...  เจริญมุทิตาเจโต
			<remark  id="s2b20c39l13" />วิมุติ  ... เจริญอุเบกขาเจโตวิมุติ ...พิจารณากายในกายอยู่ พึงเป็นผู้มีความเพียร มีสัมปชัญญะ 
			<remark  id="s2b20c39l14" />มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลก ...  พิจารณาเวทนาในเวทนาทั้งหลายอยู่ ...  พิจารณาจิตใน
			<remark  id="s2b20c39l15" />จิตอยู่ ...  พิจารณาธรรมในธรรมทั้งหลายอยู่ ...  ยังฉันทะให้เกิด พยายาม ปรารภความเพียร ประคอง
			<remark  id="s2b20c39l16" />จิตไว้ ตั้งจิตไว้ เพื่อไม่ให้อกุศลธรรมอันลามกที่ยังไม่เกิดเกิดขึ้น ...  ยังฉันทะให้เกิด พยายาม ปรารภ
			<remark  id="s2b20c39l17" />ความเพียร ประคองจิตไว้ ตั้งจิตไว้เพื่อละอกุศลธรรมอันลามกที่เกิดขึ้นแล้ว ...   ยังฉันทะให้
			<remark  id="s2b20c39l18" />เกิด พยายาม ปรารภ---ความเพียร ประคองจิตไว้ ตั้งจิตไว้ เพื่อยังกุศลธรรมที่ยังไม่เกิดให้
			<remark  id="s2b20c39l19" />เกิดขึ้น ...ยังฉันทะให้เกิด พยายาม ปรารภความเพียร ประคองจิตไว้ ตั้งจิตไว้ เพื่อความตั้ง
			<remark  id="s2b20c39l20" />มั่น ไม่ฟั่นเฝือ เพื่อความมีมาก เพื่อความไพบูลย์ เพื่อความเจริญ เพื่อความบริบูรณ์แห่ง
			<remark  id="s2b20c39l21" />กุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว ...  เจริญอิทธิบาทที่ประกอบด้วยฉันทสมาธิปธานสังขาร ...  เจริญอิทธิบาท
			<remark  id="s2b20c39l22" />ที่ประกอบด้วยวิริยสมาธิปธานสังขาร ...  เจริญอิทธิบาทที่ประกอบด้วยจิตตสมาธิปธานสังขาร ...
		</para>
	</section>
	<section id="s2b20c40" >
		<para id="s2b20c40p">
			<remark  id="s2b20c40l1" /> เจริญอิทธิบาทที่ประกอบด้วยวิมังสาสมาธิปธานสังขาร ... เจริญสัทธินทรีย์ ...  เจริญวิริยินทรีย์ ...  
			<remark  id="s2b20c40l2" />เจริญสตินทรีย์ ... เจริญสมาธินทรีย์ ...  เจริญปัญญินทรีย์ ...  เจริญสัทธาพละ ...  เจริญวิริยพละ ...
			<remark  id="s2b20c40l3" />เจริญสติพละ ...  เจริญสมาธิพละ ...  เจริญปัญญาพละ ...  เจริญสติสัมโพชฌงค์...  เจริญธัมมวิจย
			<remark  id="s2b20c40l4" />สัมโพชฌงค์ ...  เจริญวิริยสัมโพชฌงค์ ...  เจริญปีติสัมโพชฌงค์เจริญปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ ...  
			<remark  id="s2b20c40l5" />เจริญสมาธิสัมโพชฌงค์ ...  เจริญอุเบกขาสัมโพชฌงค์...  เจริญสัมมาทิฏฐิ ... เจริญสัมมาสังกัปปะ ...  
			<remark  id="s2b20c40l6" />เจริญสัมมาวาจา ... เจริญสัมมากัมมันตะ ...  เจริญสัมมาอาชีวะ ...  เจริญสัมมาวายามะ ...  เจริญ
			<remark  id="s2b20c40l7" />สัมมาสติ... ถ้าภิกษุเจริญสัมมาสมาธิแม้ชั่วกาลเพียงลัดนิ้วมือ ภิกษุนี้เรากล่าวว่า อยู่ไม่เหินห่าง
			<remark  id="s2b20c40l8" />จากฌาน ทำตามคำสอนของพระศาสดา ปฏิบัติตามโอวาท ไม่ฉันบิณฑบาตของชาวแว่นแคว้น
			<remark  id="s2b20c40l9" />เปล่า จะป่วยกล่าวไปไยถึงผู้กระทำให้มากซึ่งสัมมาสมาธิเล่า ฯ
			<remark  id="s2b20c40l10" />         [๒๑๐] ภิกษุผู้มีความเข้าใจรูปภายใน เห็นรูปภายนอกที่ย่อมเยา  มีวรรณะดีหรือ
			<remark  id="s2b20c40l11" />วรรณะทรามเข้า เธอครอบงำรูปเหล่านั้นเสียได้แล้ว มีความเข้าใจเช่นนี้ว่า เรารู้ เราเห็น ดังนี้ 
			<remark  id="s2b20c40l12" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุนี้เรากล่าวว่า อยู่ไม่เหินห่างจากฌาน ทำตามคำสอนของพระศาสดา 
			<remark  id="s2b20c40l13" />ปฏิบัติตามโอวาท ไม่ฉันบิณฑบาตของชาวแว่นแคว้นเปล่า จะป่วยกล่าวไปไยถึงผู้กระทำให้มาก
			<remark  id="s2b20c40l14" />ซึ่งความเข้าใจนั้นเล่า ฯ
			<remark  id="s2b20c40l15" />         [๒๑๑] ภิกษุผู้มีความเข้าใจในรูปภายใน เห็นรูปภายนอกที่ไม่มีประมาณ มีวรรณะดี
			<remark  id="s2b20c40l16" />หรือมีวรรณะทรามเข้า เธอครอบงำรูปเหล่านั้นเสียได้แล้ว มีความเข้าใจเช่นนี้ว่า เรารู้ เราเห็น ...  ฯ
			<remark  id="s2b20c40l17" />         [๒๑๒] ภิกษุผู้มีความเข้าใจในอรูปภายใน เห็นรูปภายนอกที่ย่อมเยามีวรรณะดีหรือ
			<remark  id="s2b20c40l18" />วรรณะทรามเข้า เธอครอบงำรูปเหล่านั้นเสียได้แล้ว มีความ     เข้าใจเช่นนี้ว่า เรารู้ เราเห็น ...  ฯ
			<remark  id="s2b20c40l19" />         [๒๑๓] ภิกษุผู้มีความเข้าใจอรูปภายใน เห็นรูปภายนอกที่ไม่มีประมาณมีวรรณะดีหรือ
			<remark  id="s2b20c40l20" />มีวรรณะทรามเข้า เธอครอบงำรูปเหล่านั้นเสียได้แล้ว มีความเข้าใจเช่นนี้ว่า เรารู้ เราเห็น ...  ฯ
			<remark  id="s2b20c40l21" />         [๒๑๔] ภิกษุผู้มีความเข้าใจอรูปภายใน เห็นรูปภายนอกที่เขียว มีสีเขียว เปรียบ
			<remark  id="s2b20c40l22" />ด้วยของเขียว มีแสงเขียวเข้า เธอครอบงำรูปเหล่านั้นเสียได้แล้ว มีความเข้าใจเช่นนี้ว่า เรารู้ 
			<remark  id="s2b20c40l23" />เราเห็น ...  ฯ
			<remark  id="s2b20c40l24" />         [๒๑๕] ภิกษุผู้มีความเข้าใจอรูปภายใน เห็นรูปภายนอกที่เหลือง มีสีเหลือง เปรียบ
			<remark  id="s2b20c40l25" />ด้วยของเหลือง มีแสงเหลืองเข้า เธอครอบงำรูปเหล่านั้นเสียได้แล้ว มีความเข้าใจเช่นนี้ว่า 
			<remark  id="s2b20c40l26" />เรารู้ เราเห็น ...  ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b20c41" >
		<para id="s2b20c41p">
			<remark  id="s2b20c41l1" />         [๒๑๖] ภิกษุผู้มีความเข้าใจอรูปภายใน เห็นรูปภายนอกที่แดง มีสีแดง  เปรียบด้วย
			<remark  id="s2b20c41l2" />ของแดง มีแสงแดงเข้า เธอครอบงำรูปเหล่านั้นเสียได้แล้ว มีความเข้าใจเช่นนี้ว่า เรารู้ 
			<remark  id="s2b20c41l3" />เราเห็น ...  ฯ
			<remark  id="s2b20c41l4" />         [๒๑๗] ภิกษุผู้มีความเข้าใจอรูปภายใน เห็นรูปภายนอกที่ขาว มีสีขาว  เปรียบด้วย
			<remark  id="s2b20c41l5" />ของขาว มีแสงขาวเข้า เธอครอบงำรูปเหล่านั้นเสียได้แล้ว มีความเข้าใจเช่นนี้ว่า เรารู้ เรา
			<remark  id="s2b20c41l6" />เห็น ...  ภิกษุผู้มีรูป ย่อมเห็นรูปทั้งหลาย ฯ
			<remark  id="s2b20c41l7" />         [๒๑๘] ภิกษุผู้มีความเข้าใจอรูปภายใน ย่อมเห็นรูปภายนอก ...  ภิกษุย่อมเป็นผู้น้อมใจ
			<remark  id="s2b20c41l8" />ไปว่างามเท่านั้น ...  ฯ
			<remark  id="s2b20c41l9" />         [๒๑๙] ภิกษุบรรลุอากาสานัญจายตนฌาน โดยมนสิการว่า อากาศไม่มีที่สุด เพราะ
			<remark  id="s2b20c41l10" />ล่วงรูปสัญญาโดยประการทั้งปวง เพราะดับปฏิฆสัญญาเสียได้ เพราะไม่ใส่ใจซึ่งสัญญาต่างๆ 
			<remark  id="s2b20c41l11" />อยู่ ...  ฯ
			<remark  id="s2b20c41l12" />         [๒๒๐] ภิกษุก้าวล่วงอากาสานัญจายตนฌานโดยประการทั้งปวงแล้ว ได้บรรลุวิญญา
			<remark  id="s2b20c41l13" />ณัญจายตนฌานโดยมนสิการว่า วิญญาณไม่มีที่สุด ...  ฯ
			<remark  id="s2b20c41l14" />         [๒๒๑] ภิกษุก้าวล่วงวิญญาณัญจายตนฌาน โดยประการทั้งปวงแล้ว  ได้บรรลุ
			<remark  id="s2b20c41l15" />อากิญจัญญายตนฌานโดยมนสิการว่า สิ่งอะไรไม่มี ...  ฯ
			<remark  id="s2b20c41l16" />         [๒๒๒] ภิกษุก้าวล่วงอากิญจัญญายตนฌาน โดยประการทั้งปวงแล้ว  ได้
			<remark  id="s2b20c41l17" />บรรลุเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน ...  ฯ
			<remark  id="s2b20c41l18" />         [๒๒๓] ภิกษุก้าวล่วงเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน โดยประการทั้งปวงแล้ว ได้
			<remark  id="s2b20c41l19" />บรรลุสัญญาเวทยิตนิโรธ ...  ฯ
			<remark  id="s2b20c41l20" />         [๒๒๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าภิกษุเจริญปฐวีกสิณแม้ชั่วกาลเพียงลัดนิ้วมือ ภิกษุนี้
			<remark  id="s2b20c41l21" />เรากล่าวว่า อยู่ไม่เหินห่างจากฌาน ทำตามคำสอนของพระศาสดาปฏิบัติตามโอวาท ไม่ฉัน
			<remark  id="s2b20c41l22" />บิณฑบาตของชาวแว่นแคว้นเปล่า ก็จะป่วยกล่าวไปไยถึงผู้กระทำให้มากซึ่งปฐวีกสิณนั้นเล่า ถ้า
			<remark  id="s2b20c41l23" />ภิกษุเจริญอาโปกสิณ ...  เจริญเตโชกสิณ...เจริญวาโยกสิณ ...  เจริญนีลกสิณ ...  เจริญโลหิตกสิณ ...  
			<remark  id="s2b20c41l24" />เจริญโอทาตกสิณ... เจริญอากาสกสิณ ...  เจริญวิญญาณกสิณ ...  เจริญอสุภสัญญา ...  เจริญมรณ
			<remark  id="s2b20c41l25" />สัญญา ...  เจริญอาหาเรปฏิกูลสัญญา ...  เจริญสัพพโลเกอนภิรตสัญญา ...เจริญอนิจจสัญญา ... 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b20c42" >
		<para id="s2b20c42p">
			<remark  id="s2b20c42l1" /> เจริญอนิจเจทุกขสัญญา ...  เจริญทุกเขอนัตตสัญญา ...  เจริญปหานสัญญา ...  เจริญวิราคสัญญา ...  
			<remark  id="s2b20c42l2" />เจริญนิโรธสัญญา ...  เจริญอนิจจสัญญา ...เจริญอนัตตสัญญา ...  เจริญมรณะสัญญา ...  เจริญอาหาเร
			<remark  id="s2b20c42l3" />ปฏิกูลสัญญา ...  เจริญสัพพโลเกอนภิรตสัญญา ... เจริญอัฎฐิกสัญญา ... เจริญปุฬุวกสัญญา ...
			<remark  id="s2b20c42l4" />เจริญวินีลกสัญญา ...  เจริญวิจฉิททกสัญญา ...  เจริญอุทธุมาตกสัญญา ...  เจริญพุทธานุสสติ ...  
			<remark  id="s2b20c42l5" />เจริญธัมมานุสสติ ...  เจริญสังฆานุสสติ ...  เจริญสีลานุสสติ ...เจริญจาคานุสสติ ...  เจริญเทวตา
			<remark  id="s2b20c42l6" />นุสสติ ...  เจริญอานาปานสติ ...  เจริญมรณสติ ...  เจริญกายคตาสติ ...  เจริญอุปสมานุสสติ ...  
			<remark  id="s2b20c42l7" />เจริญสัทธินทรีย์ อันสหรคตด้วยปฐมฌาน ...  เจริญวิริยินทรีย์ ...  เจริญสตินทรีย์ ...  เจริญสมาธิน
			<remark  id="s2b20c42l8" />ทรีย์...เจริญปัญญินทรีย์ ... เจริญสัทธาพละ ...  เจริญวิริยพละ ... เจริญสติพละ ...  เจริญสมาธิพละ ...  
			<remark  id="s2b20c42l9" />เจริญปัญญาพละ ...  เจริญสัทธินทรีย์อันสหรคตด้วยทุติยฌาน ฯลฯ เจริญสัทธินทรีย์อันสหรคต
			<remark  id="s2b20c42l10" />ด้วยตติยฌาน ฯลฯ เจริญสัทธินทรีย์อันสหรคตด้วยจตุตถฌาน ฯลฯ เจริญสัทธินทรีย์อันสหรคต
			<remark  id="s2b20c42l11" />ด้วยเมตตา ฯลฯเจริญสัทธินทรีย์อันสหรคด้วยกรุณา ฯลฯ เจริญสัทธินทรีย์อันสหรคตด้วยมุทิตา
			<remark  id="s2b20c42l12" />ฯลฯ เจริญสัทธินทรีย์อันสหรคตด้วยอุเบกขา ... เจริญวิริยินทรีย์ ... เจริญสตินทรีย์ ... 
			<remark  id="s2b20c42l13" />เจริญสมาธินทรีย์ ... เจริญปัญญินทรีย์ ... เจริญสัทธาพละ ... เจริญวิริยพละ ... เจริญสติพละ ... 
			<remark  id="s2b20c42l14" />เจริญสมาธิพละ ... เจริญปัญญาพละ แม้ชั่วกาลเพียงลัดนิ้วมือ ภิกษุนี้เรากล่าวว่า อยู่ไม่เหิน
			<remark  id="s2b20c42l15" />ห่างจากฌาน ทำตามคำสอนของพระศาสดาปฏิบัติตามโอวาท ไม่ฉันบิณฑบาตของชาวแว่น
			<remark  id="s2b20c42l16" />แคว้นเปล่า จะป่วยกล่าวไปไยถึงผู้กระทำให้มากซึ่งปัญญาพละ อันสหรคตด้วยอุเบกขาเล่า ฯ
			<remark  id="s2b20c42l17" />         [๒๒๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย กายคตาสติอันภิกษุรูปใดรูปหนึ่งเจริญแล้วกระทำให้มาก
			<remark  id="s2b20c42l18" />แล้ว กุศลธรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นไปในส่วนวิชชา ย่อมหยั่งลงในภายในของภิกษุนั้น
			<remark  id="s2b20c42l19" />เปรียบเหมือนมหาสมุทรอันผู้ใดผู้หนึ่งถูกต้องด้วยใจแล้วแม่น้ำน้อยสายใดสายหนึ่งซึ่งไหลไปสู่
			<remark  id="s2b20c42l20" />สมุทร ย่อมหยั่งลงในภายในของผู้นั้นฉะนั้น
			<remark  id="s2b20c42l21" />         [๒๒๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมข้อหนึ่งซึ่งบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว เป็น
			<remark  id="s2b20c42l22" />ไปเพื่อความสังเวชใหญ่ เป็นไปเพื่อประโยชน์ใหญ่ เป็นไปเพื่อความเกษมจากโยคะใหญ่ 
			<remark  id="s2b20c42l23" />เป็นไปเพื่อสติและสัมปชัญญะ เป็นไปเพื่อได้ญาณทัสสนะ เป็นไปเพื่ออยู่เป็นสุขในปัจจุบัน 
			<remark  id="s2b20c42l24" />เป็นไปเพื่อทำให้แจ้งซึ่งผล คือวิชชาและวิมุตติ ธรรมข้อหนึ่ง คืออะไร คือกายคตาสติ ดูกร
			<remark  id="s2b20c42l25" />ภิกษุทั้งหลาย ธรรมข้อหนึ่งนี้แลบุคคลอบรมแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อความ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b20c43" >
		<para id="s2b20c43p">
			<remark  id="s2b20c43l1" />สังเวชใหญ่ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์ใหญ่ ย่อมเป็นไปเพื่อความเกษมจากโยคะใหญ่ ย่อมเป็น
			<remark  id="s2b20c43l2" />ไปเพื่อสติและสัมปชัญญะ ย่อมเป็นไปเพื่อได้ญาณทัสสนะ ย่อมเป็นไปเพื่ออยู่เป็นสุขใน
			<remark  id="s2b20c43l3" />ปัจจุบัน ย่อมเป็นไปเพื่อทำให้แจ้งซึ่งผล คือ วิชชาและวิมุตติ ฯ
			<remark  id="s2b20c43l4" />         [๒๒๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อธรรมข้อหนึ่งบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว แม้
			<remark  id="s2b20c43l5" />กายก็สงบ แม้จิตก็สงบ แม้วิตกวิจารก็สงบธรรมที่เป็นไปในส่วนแห่งวิชชาแม้ทั้งสิ้น ก็ถึง
			<remark  id="s2b20c43l6" />ความเจริญบริบูรณ์ ธรรมข้อหนึ่ง คืออะไร คือ กายคตาสติ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อธรรม
			<remark  id="s2b20c43l7" />ข้อหนึ่งนี้แล บุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว แม้กายก็สงบ แม้จิตก็สงบ แม้วิตกวิจารก็สงบ 
			<remark  id="s2b20c43l8" />ธรรมที่เป็นไปในส่วนแห่งวิชชาแม้ทั้งสิ้นก็ถึงความเจริญบริบูรณ์ ฯ
			<remark  id="s2b20c43l9" />         [๒๒๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อธรรมข้อหนึ่งบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว
			<remark  id="s2b20c43l10" /> อกุศลธรรมที่ยังไม่เกิด ย่อมไม่เกิดขึ้นได้เลย และอกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมละเสียได้ 
			<remark  id="s2b20c43l11" />ธรรมข้อหนึ่ง คืออะไร คือ กายคตาสติ ดูกรภิกษุทั้งหลายเมื่อธรรมข้อหนึ่งนี้แล บุคคล
			<remark  id="s2b20c43l12" />เจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว อกุศลธรรมที่ยังไม่เกิด ย่อมไม่เกิดขึ้นได้เลย และอกุศลธรรม
			<remark  id="s2b20c43l13" />ขึ้นแล้ว ย่อมละเสียได้ ฯ
			<remark  id="s2b20c43l14" />         [๒๒๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อธรรมข้อหนึ่งบุคคลเจริญแล้วทำให้มากแล้ว กุศลธรรม
			<remark  id="s2b20c43l15" />ที่ยังไม่เกิด ย่อมเกิดขึ้น และกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อความเจริญ ไพบูลย์ยิ่ง 
			<remark  id="s2b20c43l16" />ธรรมข้อหนึ่ง คืออะไร คือกายคตาสติ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อธรรมข้อหนึ่งนี้แล บุคคล
			<remark  id="s2b20c43l17" />เจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว กุศลธรรมที่ยังไม่เกิด ย่อมเกิดขึ้น และกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว
			<remark  id="s2b20c43l18" /> ย่อมเป็นไปเพื่อความเจริญ ไพบูลย์ยิ่ง ฯ
			<remark  id="s2b20c43l19" />         [๒๓๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อธรรมข้อหนึ่งบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อม
			<remark  id="s2b20c43l20" />ละอวิชชาเสียได้ วิชชาย่อมเกิดขึ้น ย่อมละอัสมิมานะเสียได้อนุสัยย่อมถึงความเพิกถอน 
			<remark  id="s2b20c43l21" />ย่อมละสังโยชน์เสียได้ ธรรมข้อหนึ่งคืออะไร คือกายคตาสติ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อ
			<remark  id="s2b20c43l22" />ธรรมข้อหนึ่งนี้แล บุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมละอวิชชาเสียได้ วิชชาย่อมเกิดขึ้น
			<remark  id="s2b20c43l23" /> ย่อมละอัสมิมานะเสียได้อนุสัยย่อมถึงความเพิกถอน ย่อมละสังโยชน์เสียได้ ฯ 
			<remark  id="s2b20c43l24" />         [๒๓๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อธรรมข้อหนึ่งบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อม
			<remark  id="s2b20c43l25" />เป็นไปเพื่อความแตกฉานแห่งปัญญา ย่อมเป็นไปเพื่ออนุปาทาปรินิพพาน ธรรมข้อหนึ่งคืออะไร 
			<remark  id="s2b20c43l26" />คือกายคตาสติ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมข้อหนึ่งนี้แล บุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว 
			<remark  id="s2b20c43l27" />ย่อมเป็นไปเพื่อความแตกฉานแห่งปัญญา ย่อมเป็นไปเพื่ออนุปาทาปรินิพพาน ฯ
			<remark  id="s2b20c43l28" />         [๒๓๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อธรรมข้อหนึ่งบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อม
			<remark  id="s2b20c43l29" />มีการแทงตลอดธาตุมากหลาย ย่อมมีการแทงตลอดธาตุต่างๆ ย่อมมีความแตกฉานในธาตุมาก
		</para>
	</section>
	<section id="s2b20c44" >
		<para id="s2b20c44p">
			<remark  id="s2b20c44l1" />หลาย ธรรมข้อหนึ่งคืออะไร คือ กายคตาสติ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อธรรมข้อหนึ่งนี้แล 
			<remark  id="s2b20c44l2" />บุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมมีการแทงตลอดธาตุมากหลาย ย่อมมีการแทงตลอดธาตุ
			<remark  id="s2b20c44l3" />ต่างๆ ย่อมมีความแตกฉานในธาตุมากหลาย ฯ
			<remark  id="s2b20c44l4" />         [๒๓๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อธรรมข้อหนึ่งบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อม
			<remark  id="s2b20c44l5" />เป็นไปเพื่อทำโสดาปัตติผลให้แจ้ง ย่อมเป็นไปเพื่อทำสกทาคามิผลให้แจ้ง ย่อมเป็นไปเพื่อทำ
			<remark  id="s2b20c44l6" />อนาคามิผลให้แจ้ง ย่อมเป็นไปเพื่อทำอรหัตผลให้แจ้งธรรมข้อหนึ่งคืออะไร คือ กายคตาสติ 
			<remark  id="s2b20c44l7" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมข้อหนึ่งนี้แลบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อ
			<remark  id="s2b20c44l8" />ทำโสดาปัตติผลให้แจ้ง ย่อมเป็นไปเพื่อทำสกทาคามิผลให้แจ้ง ย่อมเป็นไปเพื่อทำอนาคามิผล
			<remark  id="s2b20c44l9" />ให้แจ้ง ย่อมเป็นไปเพื่อทำอรหัตผลให้แจ้ง ฯ
			<remark  id="s2b20c44l10" />         [๒๓๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อธรรมข้อหนึ่งบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อม
			<remark  id="s2b20c44l11" />เป็นไปเพื่อได้ปัญญา ย่อมเป็นไปเพื่อความเจริญแห่งปัญญา ย่อมเป็นไปเพื่อความไพบูลย์แห่ง
			<remark  id="s2b20c44l12" />ปัญญา ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญาใหญ่ ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญามาก ย่อม
			<remark  id="s2b20c44l13" />เป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญาไพบูลย์ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญาลึกซึ้ง ย่อมเป็นไป
			<remark  id="s2b20c44l14" />เพื่อความเป็นผู้มีปัญญาสามารถยิ่ง ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญากว้างขวาง ย่อมเป็นไปเพื่อ
			<remark  id="s2b20c44l15" />ความเป็นผู้มากด้วยปัญญา ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญาว่องไว ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็น
			<remark  id="s2b20c44l16" />ผู้มีปัญญาเร็ว ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญาร่าเริง ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญาแล่น 
			<remark  id="s2b20c44l17" />ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญาคม ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญาชำแรกกิเลส ธรรมข้อ
			<remark  id="s2b20c44l18" />หนึ่งคืออะไร คือ กายคตาสติ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมข้อหนึ่งนี้แล บุคคลเจริญแล้ว กระทำ
			<remark  id="s2b20c44l19" />ให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อได้ปัญญา ... ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญาชำแรกกิเลส ฯ
			<remark  id="s2b20c44l20" />         [๒๓๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ชนเหล่าใดไม่บริโภคกายคตาสติ ชนเหล่านั้นชื่อว่าย่อม
			<remark  id="s2b20c44l21" />ไม่บริโภคอมตะ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ชนเหล่าใดบริโภคกายคตาสติชนเหล่านั้นชื่อว่าย่อม
			<remark  id="s2b20c44l22" />บริโภคอมตะ ฯ
			<remark  id="s2b20c44l23" />         [๒๓๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย กายคตาสติอันชนเหล่าใดไม่บริโภคแล้ว  อมตะชื่อว่าอัน
			<remark  id="s2b20c44l24" />ชนเหล่านั้นไม่บริโภคแล้ว ดูกรภิกษุทั้งหลาย กายคตาสติอันชนเหล่าใดบริโภคแล้ว อมตะชื่อ
			<remark  id="s2b20c44l25" />ว่าอันชนเหล่านั้นบริโภคแล้ว ฯ
			<remark  id="s2b20c44l26" />         [๒๓๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย กายคตาสติของชนเหล่าใดเสื่อมแล้ว อมตะของชนเหล่า
			<remark  id="s2b20c44l27" />นั้นชื่อว่าเสื่อมแล้ว ดูกรภิกษุทั้งหลาย กายคตาสติของชนเหล่าใดไม่เสื่อมแล้ว อมตะของ
			<remark  id="s2b20c44l28" />ชนเหล่านั้นชื่อว่าไม่เสื่อมแล้ว ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b20c45" >
		<para id="s2b20c45p">
			<remark  id="s2b20c45l1" />         [๒๓๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย กายคตาสติอันชนเหล่าใดเบื่อแล้ว อมตะชื่อว่าอันชน
			<remark  id="s2b20c45l2" />เหล่านั้นเบื่อแล้ว ดูกรภิกษุทั้งหลาย กายคตาสติอันชนเหล่าใดชอบใจแล้ว อมตะชื่อว่าอันชน
			<remark  id="s2b20c45l3" />เหล่านั้นชอบใจแล้ว ฯ
			<remark  id="s2b20c45l4" />         [๒๓๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ชนเหล่าใดประมาทกายคตาสติ ชนเหล่านั้นชื่อว่าประมาท
			<remark  id="s2b20c45l5" />อมตะ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ชนเหล่าใดไม่ประมาทกายคตาสติ ชนเหล่านั้นชื่อว่าไม่ประมาทอมตะ ฯ
			<remark  id="s2b20c45l6" />         [๒๔๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย กายคตาสติอันชนเหล่าใดหลงลืม อมตะชื่อว่าอันชนเหล่า
			<remark  id="s2b20c45l7" />นั้นหลงลืม ดูกรภิกษุทั้งหลาย กายคตาสติอันชนเหล่าใดไม่หลงลืมอมตะชื่อว่าอันชนเหล่านั้น
			<remark  id="s2b20c45l8" />ไม่หลงลืม ฯ
			<remark  id="s2b20c45l9" />         [๒๔๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย กายคตาสติอันชนเหล่าใดไม่ซ่องเสพแล้ว  อมตะชื่อว่าอัน
			<remark  id="s2b20c45l10" />ชนเหล่านั้นไม่ซ่องเสพแล้ว ดูกรภิกษุทั้งหลาย กายคตาสติอันชนเหล่าใดซ่องเสพแล้ว อมตะ
			<remark  id="s2b20c45l11" />ชื่อว่าอันชนเหล่านั้นซ่องเสพแล้ว ฯ
			<remark  id="s2b20c45l12" />         [๒๔๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย กายคตาสติอันชนเหล่าใดไม่เจริญแล้ว อมตะชื่อว่าอันชน
			<remark  id="s2b20c45l13" />เหล่านั้นไม่เจริญแล้ว ดูกรภิกษุทั้งหลาย กายคตาสติอันชนเหล่าใดเจริญแล้ว อมตะ
			<remark  id="s2b20c45l14" />ชื่อว่าอันชนเหล่านั้นเจริญแล้ว ฯ
			<remark  id="s2b20c45l15" />         [๒๔๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย กายคตาสติอันชนเหล่าใดไม่ทำให้มากแล้ว อมตะชื่อว่า
			<remark  id="s2b20c45l16" />อันชนเหล่านั้นไม่ทำให้มากแล้ว ดูกรภิกษุทั้งหลาย กายคตาสติอันชนเหล่าใดทำให้มากแล้ว 
			<remark  id="s2b20c45l17" />อมตะชื่อว่าอันชนเหล่านั้นทำให้มากแล้ว ฯ
			<remark  id="s2b20c45l18" />         [๒๔๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย กายคตาสติอันชนเหล่าใดไม่รู้ด้วยปัญญาอันยิ่ง อมตะชื่อ
			<remark  id="s2b20c45l19" />ว่าอันชนเหล่านั้นไม่รู้ด้วยปัญญาอันยิ่ง ดูกรภิกษุทั้งหลาย กายคตาสติอันชนเหล่าใดรู้ด้วย
			<remark  id="s2b20c45l20" />ปัญญาอันยิ่ง อมตะชื่อว่าอันชนเหล่านั้นรู้ด้วยปัญญาอันยิ่ง ฯ
			<remark  id="s2b20c45l21" />         [๒๔๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย กายคตาสติอันชนเหล่าใดไม่กำหนดรู้แล้ว อมตะชื่อว่าอันชน
			<remark  id="s2b20c45l22" />เหล่านั้นไม่กำหนดรู้แล้ว ดูกรภิกษุทั้งหลาย กายคตาสติอันชนเหล่าใดกำหนดรู้แล้ว อมตะชื่อ
			<remark  id="s2b20c45l23" />ว่าอันชนเหล่านั้นกำหนดรู้แล้ว ฯ
			<remark  id="s2b20c45l24" />         [๒๔๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย กายคตาสติอันชนเหล่าใดไม่ทำให้แจ้งแล้วอมตะชื่อว่าอัน
			<remark  id="s2b20c45l25" />ชนเหล่านั้นไม่ทำให้แจ้งแล้ว ดูกรภิกษุทั้งหลาย กายคตาสติอันชนเหล่าใดทำให้แจ้งแล้ว อมตะ
			<remark  id="s2b20c45l26" />ชื่อว่าอันชนเหล่านั้นทำให้แจ้งแล้ว ฯ
			<remark  id="s2b20c45l27" />                   เอกนิบาต ๑,๐๐๐ สูตร จบบริบูรณ์
		</para>
	</section>
	<section id="s2b20c46" >
		<para id="s2b20c46p">
			<remark  id="s2b20c46l1" />                       ทุกนิบาต อังคุตตรนิกาย
			<remark  id="s2b20c46l2" />                           ปฐมปัณณาสก์
			<remark  id="s2b20c46l3" />         [๒๔๗] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้
			<remark  id="s2b20c46l4" />     สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิก
			<remark  id="s2b20c46l5" />เศรษฐี ใกล้พระนครสาวัตถี ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคได้ตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า ดูกร
			<remark  id="s2b20c46l6" />ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเหล่านั้นทูลรับสนองพระผู้มีพระภาคแล้ว พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกร
			<remark  id="s2b20c46l7" />ภิกษุทั้งหลาย โทษ ๒ อย่างนี้โทษ ๒ อย่างเป็นไฉน คือ โทษที่เป็นไปในปัจจุบัน ๑ โทษ
			<remark  id="s2b20c46l8" />ที่เป็นไปในภพหน้า ?ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็โทษที่เป็นไปในปัจจุบันเป็นไฉน บุคคลบางคน
			<remark  id="s2b20c46l9" />ในโลกนี้ เห็นโจรผู้ประพฤติความชั่ว พระราชาจับได้แล้ว รับสั่งให้ทำกรรมกรณ์นานาชนิด 
			<remark  id="s2b20c46l10" />คือเฆี่ยนด้วยหวายบ้าง เฆี่ยนด้วยเชือกบ้าง ทุบด้วยไม้ตะบองบ้าง ตัดมือบ้าง ตัดเท้าบ้าง ตัด
			<remark  id="s2b20c46l11" />ทั้งมือทั้งเท้าบ้าง ตัดหูบ้าง ตัดจมูกบ้าง ตัดทั้งหูทั้งจมูกบ้าง ทำให้เป็นภาชนะสำหรับใส่น้ำส้ม
			<remark  id="s2b20c46l12" />ผะอูมบ้าง ทำให้เลี่ยนเหมือนสังข์บ้าง ทำให้มีหน้าเหมือนราหูบ้าง ทำให้มีพวงดอกไม้ไฟบ้าง 
			<remark  id="s2b20c46l13" />ทำให้มีมือมีไฟลุกโชติช่วงบ้าง ทำให้มีเกลียวหนังเนื้อทรายบ้าง ทำให้นุ่งผ้าขี้ริ้วบ้าง ทำให้
			<remark  id="s2b20c46l14" />เป็นเลียงผาบ้าง ทำให้มีเนื้อเหมือนเป็ดบ้าง ทำให้เป็นกหาปณะบ้าง ทำให้รับน้ำด่างบ้าง ทำ
			<remark  id="s2b20c46l15" />ให้หมุนเหมือนกลอนเหล็กบ้าง ทำให้เป็นตั่งทำด้วยฟางบ้าง เอาน้ำมันร้อนๆ ราดบ้าง ให้
			<remark  id="s2b20c46l16" />สุนัขกัดบ้าง แม้ยังมีชีวิตอยู่ก็ให้นอนบนหลาวบ้าง เอาดาบตัดหัวเสียบ้าง เขามีความคิดเห็น
			<remark  id="s2b20c46l17" />เช่นนี้ว่า เพราะบาปกรรมเช่นใดเป็นเหตุ โจรผู้ทำความชั่วจึงถูกพระราชาจับแล้วทำกรรมกรณ์
			<remark  id="s2b20c46l18" />นานาชนิด คือ เฆี่ยนด้วยหวายบ้าง ฯลฯ เอาดาบตัดหัวเสียบ้าง ก็ถ้าเรานี้แหละ จะพึงทำ
			<remark  id="s2b20c46l19" />บาปกรรมเช่นนั้น ก็พึงถูกพระราชาจับแล้วทำกรรมกรณ์นานาชนิด คือ เอาหวายเฆี่ยนบ้าง ฯลฯ 
			<remark  id="s2b20c46l20" />เอาดาบตัดหัวเสียบ้าง ดังนี้เขากลัวต่อโทษที่เป็นไปในปัจจุบัน ไม่เที่ยวแย่งชิงเครื่องบรรณาการ
			<remark  id="s2b20c46l21" />ของคนอื่นดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่าโทษที่เป็นไปในปัจจุบัน ฯ  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b20c47" >
		<para id="s2b20c47p">
			<remark  id="s2b20c47l1" />     ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็โทษที่เป็นไปในภพหน้าเป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้
			<remark  id="s2b20c47l2" /> สำเหนียกดังนี้ว่า วิบากอันเลวทรามของกายทุจริต เป็นโทษที่บุคคลจะพึงได้ในภพหน้าโดยเฉพาะ 
			<remark  id="s2b20c47l3" />วิบากอันเลวทรามของวจีทุจริต เป็นโทษที่บุคคลจะพึงได้ในภพหน้าโดยเฉพาะ วิบากอันเลวทราม
			<remark  id="s2b20c47l4" />ของมโนทุจริต เป็นโทษที่บุคคลจะพึงได้ในภพหน้าโดยเฉพาะ ก็ถ้าเราจะพึงประพฤติทุจริตด้วย
			<remark  id="s2b20c47l5" />กาย ประพฤติทุจริตด้วยวาจา ประพฤติทุจริตด้วยใจทุจริตบางข้อนั้น พึงเป็นเหตุให้เราเมื่อ
			<remark  id="s2b20c47l6" />แตกกายตายไป เข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ดังนี้ เขากลัวต่อโทษที่เป็นไปในภพหน้า
			<remark  id="s2b20c47l7" />จึงละกายทุจริต เจริญกายสุจริต ละวจีทุจริต เจริญวจีสุจริต ละมโนทุจริต  เจริญมโนสุจริต 
			<remark  id="s2b20c47l8" />บริหารตนให้สะอาด ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่าโทษเป็นไปในภพหน้า ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
			<remark  id="s2b20c47l9" />โทษ ๒ อย่างนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะฉะนั้นแหละ เธอทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้ว่าเรา
			<remark  id="s2b20c47l10" />จักกลัวต่อโทษที่เป็นไปในปัจจุบันจักกลัวต่อโทษเป็นไปในภพหน้า จักเป็นคนขลาดต่อโทษ
			<remark  id="s2b20c47l11" /> มีปรกติเห็นโทษโดยความเป็นของน่ากลัว ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้แล
			<remark  id="s2b20c47l12" />  ดูกรภิกษุทั้งหลาย เหตุเป็นเครื่องหลุดพ้นจากโทษทั้งมวลอันบุคคลผู้ขลาดต่อโทษ มีปรกติเห็น
			<remark  id="s2b20c47l13" />โทษโดยความเป็นของน่ากลัวจะพึงหวังได้ ฯ
			<remark  id="s2b20c47l14" />         [๒๔๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในโลกมีความเพียรซึ่งเกิดได้ยาก ๒ อย่าง๒ อย่างเป็น
			<remark  id="s2b20c47l15" />ไฉน คือ ความเพียรเพื่อทำให้เกิดจีวรบิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปัจจัยเภสัชบริขาร 
			<remark  id="s2b20c47l16" />ของคฤหัสถ์ผู้อยู่ครองเรือน ๑ ความเพียรเพื่อสละคืนอุปธิทั้งปวง ของผู้ที่ออกบวชเป็นบรรพชิต ๑ 
			<remark  id="s2b20c47l17" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในโลกมีความเพียร ซึ่งเกิดได้ยาก ๒ อย่างนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรดา
			<remark  id="s2b20c47l18" />ความเพียร ๒ อย่างนี้ความเพียรเพื่อสละคืนอุปธิทั้งปวงเป็นเลิศ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะ
			<remark  id="s2b20c47l19" />ฉะนั้นแหละเธอทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้ว่า เราจักเริ่มตั้งความเพียรเพื่อสละคืนอุปธิทั้งปวง
			<remark  id="s2b20c47l20" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้แล ฯ
			<remark  id="s2b20c47l21" />         [๒๔๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมเป็นที่ตั้งแห่งความเดือดร้อน ๒ อย่าง  ๒ อย่างเป็น
			<remark  id="s2b20c47l22" />ไฉน คือ บุคคลบางคนในโลกนี้ ทำแต่กายทุจริต มิได้ทำกายสุจริตทำแต่วจีทุจริต มิได้
			<remark  id="s2b20c47l23" />ทำวจีสุจริต ทำแต่มโนทุจริต มิได้ทำมโนสุจริต เขาเดือดร้อนอยู่ว่า เรากระทำแต่กายทุจริต
			<remark  id="s2b20c47l24" /> มิได้ทำกายสุจริต ทำแต่วจีทุจริต มิได้ทำวจีสุจริตทำแต่มโนทุจริต มิได้ทำมโนสุจริต ดูกรภิกษุ
			<remark  id="s2b20c47l25" />ทั้งหลาย ธรรมเป็นที่ตั้งแห่งความเดือดร้อน ๒ อย่างนี้แล ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b20c48" >
		<para id="s2b20c48p">
			<remark  id="s2b20c48l1" />         [๒๕๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมไม่เป็นที่ตั้งแห่งความเดือดร้อน ๒ อย่าง๒ อย่างเป็น
			<remark  id="s2b20c48l2" />ไฉน คือ บุคคลบางคนในโลกนี้ ทำแต่กายสุจริต มิได้ทำกายทุจริตทำแต่วจีสุจริต มิได้
			<remark  id="s2b20c48l3" />ทำวจีทุจริต ทำแต่มโนสุจริต มิได้ทำมโนทุจริต เขาไม่เดือดร้อนว่า เรากระทำแต่กายทุจริต
			<remark  id="s2b20c48l4" /> มิได้ทำกายสุจริต ทำแต่วจีทุจริต มิได้ทำวจีสุจริต ทำแต่มโนทุจริต มิได้ทำมโนสุจริต ดูกรภิกษุ
			<remark  id="s2b20c48l5" />ทั้งหลาย ธรรมไม่เป็นที่ตั้งแห่งความเดือดร้อน ๒ อย่างนี้แล ฯ
			<remark  id="s2b20c48l6" />         [๒๕๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรารู้ทั่วถึงคุณของธรรม ๒ อย่าง ๒ อย่างเป็นไฉน?  คือ 
			<remark  id="s2b20c48l7" />ความเป็นผู้ไม่สันโดษในกุศลธรรม ๑ ความเป็นผู้ไม่ย่อหย่อนในความเพียร ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
			<remark  id="s2b20c48l8" />ได้ยินว่า เราเริ่มตั้งความเพียรอันไม่ย่อหย่อนว่าจะเหลืออยู่แต่หนัง เอ็น และกระดูก ก็ตามที 
			<remark  id="s2b20c48l9" />เนื้อและเลือดในสรีระจงเหือดแห้งไปเถิด ยังไม่ บรรลุผลที่บุคคลพึงบรรลุได้ด้วยเรี่ยวแรงของ
			<remark  id="s2b20c48l10" />บุรุษ ด้วยความเพียรของบุรุษ ด้วยความบากบั่นของบุรุษแล้ว จักไม่หยุดความเพียรเสีย ดูกร
			<remark  id="s2b20c48l11" />ภิกษุทั้งหลาย โพธิญาณ อันเรานั้นได้บรรลุแล้วด้วยความไม่ประมาท ธรรมอันเป็นแดนเกษมจาก
			<remark  id="s2b20c48l12" />โยคะอัน      ยอดเยี่ยม อันเรานั้นได้บรรลุแล้วด้วยความไม่ประมาท ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าแม้เธอ
			<remark  id="s2b20c48l13" />ทั้งหลายจะพึงเริ่มตั้งความเพียรอันไม่ย่อหย่อนว่า จะเหลืออยู่แต่หนัง เอ็น และกระดูกก็ตามที 
			<remark  id="s2b20c48l14" />เนื้อและเลือดในสรีระจงเหือดแห้งไปเถิด ยังไม่บรรลุผลที่ บุคคลพึงบรรลุได้ด้วยเรี่ยวแรงของ
			<remark  id="s2b20c48l15" />บุรุษ ด้วยความเพียรของบุรุษ ด้วยความ บากบั่นของบุรุษแล้ว จักไม่หยุดความเพียรเสีย ดูกร
			<remark  id="s2b20c48l16" />ภิกษุทั้งหลายแม้เธอ      ทั้งหลายก็จักทำให้แจ้งซึ่งที่สุดแห่งพรหมจรรย์อันยอดเยี่ยม ที่กุลบุตรทั้ง
			<remark  id="s2b20c48l17" />หลาย   ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตต้องการนั้น ด้วยความรู้ยิ่งเองในปัจจุบัน เข้าถึงอยู่ต่อกาล
			<remark  id="s2b20c48l18" />ไม่นานเลย ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุนั้นแล เธอทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้ว่า จักเริ่มตั้งความ
			<remark  id="s2b20c48l19" />เพียรอันไม่ย่อหย่อนว่า จะเหลืออยู่แต่หนัง เอ็น และกระดูกก็ตามที เนื้อและเลือดในสรีระ
			<remark  id="s2b20c48l20" />จงเหือดแห้งไปเถิด ยังไม่บรรลุผลที่บุคคลพึงบรรลุได้ด้วยเรี่ยวแรงของบุรุษ ด้วยความเพียรของ
			<remark  id="s2b20c48l21" />บุรุษ ด้วยความบากบั่นของบุรุษแล้ว จักไม่หยุดความเพียรเสีย ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลาย
			<remark  id="s2b20c48l22" />พึงศึกษาอย่างนี้แล ฯ
			<remark  id="s2b20c48l23" />         [๒๕๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๒ อย่างนี้ ๒ อย่างเป็นไฉน คือ  ความตามเห็น
			<remark  id="s2b20c48l24" />โดยความพอใจในธรรมอันเป็นปัจจัยแห่งสังโยชน์ ๑ ความพิจารณาเห็นด้วยอำนาจความหน่าย
			<remark  id="s2b20c48l25" />ในธรรมทั้งหลายอันเป็นปัจจัยแห่งสังโยชน์ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ตามเห็นโดยความ
			<remark  id="s2b20c48l26" />พอใจในธรรมทั้งหลายอันเป็นปัจจัยแห่งสังโยชน์อยู่ ย่อมละราคะไม่ได้ ย่อมละโทสะไม่ได้
			<remark  id="s2b20c48l27" /> ย่อมละโมหะไม่ได้ เรากล่าวว่า บุคคลยังละราคะไม่ได้ ยังละโทสะไม่ได้ ยังละโมหะไม่ได้แล้ว 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b20c49" >
		<para id="s2b20c49p">
			<remark  id="s2b20c49l1" />ย่อมไม่พ้นจากชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาส ย่อมไม่พ้นไปจาก
			<remark  id="s2b20c49l2" />ทุกข์ ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้พิจารณาเห็นด้วยอำนาจความหมายในธรรมทั้งหลาย อันเป็น
			<remark  id="s2b20c49l3" />ปัจจัยแห่งสังโยชน์อยู่ ย่อมละราคะได้ ย่อมละโทสะได้ ย่อมละโมหะได้ เรากล่าวว่า บุคคล
			<remark  id="s2b20c49l4" />ละราคะ ละโทสะ ละโมหะได้แล้วย่อมพ้นจากชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ 
			<remark  id="s2b20c49l5" />โทมนัส อุปายาส ย่อมพ้นจากทุกข์ได้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๒ อย่างนี้แล ฯ
			<remark  id="s2b20c49l6" />         [๒๕๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมฝ่ายดำ ๒ อย่างนี้ ๒ อย่างเป็นไฉนคือ อหิริกะ ๑ 
			<remark  id="s2b20c49l7" />อโนตตัปปะ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมฝ่ายดำ ๒ อย่างนี้แล ฯ
			<remark  id="s2b20c49l8" />         [๒๕๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมฝ่ายขาว ๒ อย่างนี้ ๒ อย่างเป็นไฉนคือ หิริ ๑ 
			<remark  id="s2b20c49l9" />โอตตัปปะ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมฝ่ายขาว ๒ อย่างนี้แล ฯ
			<remark  id="s2b20c49l10" />         [๒๕๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมฝ่ายขาว ๒ อย่างนี้ ย่อมคุ้มครองโลก  ๒ อย่างเป็น
			<remark  id="s2b20c49l11" />ไฉน คือหิริ ๑ โอตตัปปะ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมฝ่ายขาว ๒อย่างนี้แล ถ้าธรรมฝ่าย
			<remark  id="s2b20c49l12" />ขาว ๒ อย่างนี้ ไม่พึงคุ้มครองโลก ใครๆ ในโลกนี้จะไม่พึงบัญญัติ ว่ามารดา ว่าน้า ว่าป้า 
			<remark  id="s2b20c49l13" />ว่าภรรยาของอาจารย์ หรือว่าภรรยาของครู โลกจักถึงความสำส่อนกัน เหมือนกับพวกแพะ 
			<remark  id="s2b20c49l14" />พวกแกะ พวกไก่ พวกหมูพวกสุนัขบ้าน และพวกสุนัขจิ้งจอก ฉะนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
			<remark  id="s2b20c49l15" />ก็เพราะธรรมฝ่ายขาว ๒ อย่างนี้ ยังคุ้มครองโลกอยู่ ฉะนั้น โลกจึงบัญญัติคำว่ามารดา ว่าน้า
			<remark  id="s2b20c49l16" />ว่าป้า ว่าภรรยาของอาจารย์ หรือว่าภรรยาของครูอยู่ ฯ
			<remark  id="s2b20c49l17" />         [๒๕๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย วัสสูปนายิกา ๒ อย่างนี้ ๒ อย่างเป็นไฉนคือ วัสสู
			<remark  id="s2b20c49l18" />ปนายิกาต้น ๑ วัสสูปนายิกาหลัง ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย วัสสูปนายิกา ๒อย่างนี้แล ฯ
			<remark  id="s2b20c49l19" />                        จบกัมมกรณวรรคที่ ๑
			<remark  id="s2b20c49l20" />         [๒๕๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย พละ ๒ อย่างนี้ ๒ อย่างเป็นไฉน คือปฏิสังขานพละ ๑ 
			<remark  id="s2b20c49l21" />ภาวนาพละ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ปฏิสังขานพละเป็นไฉนบุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อม
			<remark  id="s2b20c49l22" />พิจารณาดังนี้ว่า วิบากของกายทุจริตแล ชั่วช้าทั้งในชาตินี้และในภพเบื้องหน้า วิบากของวจี
			<remark  id="s2b20c49l23" />ทุจริต ชั่วช้าทั้งในชาตินี้และในภพหน้าวิบากของมโนทุจริต ชั่วช้าทั้งในชาตินี้และในภพหน้า
			<remark  id="s2b20c49l24" /> ครั้นเขาพิจารณาดังนี้แล้วย่อมละกายทุจริต เจริญกายสุจริต ย่อมละวจีทุจริต เจริญวจีสุจริต 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b20c50" >
		<para id="s2b20c50p">
			<remark  id="s2b20c50l1" />ย่อมละมโนทุจริต เจริญมโนสุจริต บริหารตนให้บริสุทธิ์ ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่า
			<remark  id="s2b20c50l2" />ปฏิสังขานพละ
			<remark  id="s2b20c50l3" />     ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภาวนาพละเป็นไฉน ในพละ ๒ อย่างนั้น ภาวนาพละของพระ
			<remark  id="s2b20c50l4" />เสขะ ก็บุคคลนั้นอาศัยพละที่เป็นของพระเสขะ ย่อมละราคะ ละโทสะ ละโมหะเสียได้เด็ดขาด 
			<remark  id="s2b20c50l5" />ครั้นละราคะ ละโทสะ ละโมหะได้ เด็ดขาดแล้ว ย่อมไม่ทำกรรมที่เป็นอกุศล ย่อมไม่เสพกรรม
			<remark  id="s2b20c50l6" />ที่เป็นบาป ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่าภาวนาพละ ดูกรภิกษุทั้งหลาย พละ ๒ อย่างนี้แล ฯ
			<remark  id="s2b20c50l7" />         [๒๕๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย พละ ๒ อย่างนี้ ๒ อย่างเป็นไฉน คือ ปฏิสังขานพละ ๑
			<remark  id="s2b20c50l8" /> ภาวนาพละ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ปฏิสังขานพละเป็นไฉนบุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อม
			<remark  id="s2b20c50l9" />พิจารณาดังนี้ว่า วิบากของกายทุจริตแล ชั่วช้าทั้งในชาตินี้และในภพเบื้องหน้า วิบากของวจีทุจริต 
			<remark  id="s2b20c50l10" />ชั่วช้าทั้งในชาตินี้และในภพเบื้องหน้า วิบากของมโนทุจริต ชั่วช้าทั้งในชาตินี้และในภพเบื้องหน้า
			<remark  id="s2b20c50l11" /> ครั้นเขาพิจารณาดังนี้แล้ว ย่อมละกายทุจริต เจริญกายสุจริต ย่อมละวจีทุจริต เจริญวจีสุจริต 
			<remark  id="s2b20c50l12" />ย่อมละมโนทุจริต เจริญมโนสุจริต บริหารตนให้บริสุทธิ์ ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่าปฏิสังขาน
			<remark  id="s2b20c50l13" />พละ
			<remark  id="s2b20c50l14" />     ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภาวนาพละเป็นไฉน ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมเจริญสติสัมโพชฌงค์
			<remark  id="s2b20c50l15" />อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในการสละย่อมเจริญธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ ... 
			<remark  id="s2b20c50l16" />ย่อมเจริญวิริยสัมโพชฌงค์ ... ย่อมเจริญปีติสัมโพชฌงค์ ... ย่อมเจริญปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ ... 
			<remark  id="s2b20c50l17" />ย่อมเจริญสมาธิสัมโพชฌงค์ ...ย่อมเจริญอุเบกขาสัมโพชฌงค์อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัย
			<remark  id="s2b20c50l18" />นิโรธ น้อมไปในการสละ ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่าภาวนาพละ ดูกรภิกษุทั้งหลาย พละ ๒
			<remark  id="s2b20c50l19" />อย่างนี้แล ฯ
			<remark  id="s2b20c50l20" />         [๒๕๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย พละ ๒ อย่างนี้ ๒ อย่างเป็นไฉน คือปฏิสังขานพละ ๑ 
			<remark  id="s2b20c50l21" />ภาวนาพละ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปฏิสังขานพละเป็นไฉนบุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อม
			<remark  id="s2b20c50l22" />พิจารณาดังนี้ว่า วิบากของกายทุจริต ชั่วช้าทั้งในชาตินี้และในภพเบื้องหน้า วิบากของวจีทุจริต
			<remark  id="s2b20c50l23" /> ชั่วช้าทั้งในชาตินี้และในภพเบื้องหน้า วิบากของมโนทุจริต ชั่วช้าทั้งในชาตินี้และในภพเบื้อง
			<remark  id="s2b20c50l24" />หน้า ครั้นเขาพิจารณาดังนี้แล้ว ย่อมละกายทุจริต เจริญกายสุจริต ย่อมละวจีทุจริต เจริญ
			<remark  id="s2b20c50l25" />วจีสุจริต ย่อมละมโนทุจริต เจริญมโนสุจริต บริหารตนให้บริสุทธิ์ ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เรียก
			<remark  id="s2b20c50l26" />ว่าปฏิสังขานพละ ฯ 
			<remark  id="s2b20c50l27" />     ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภาวนาพละเป็นไฉน ภิกษุในธรรมวินัยนี้ สงัดจากกาม สงัด
			<remark  id="s2b20c50l28" />จากอกุศลธรรม บรรลุปฐมฌาน มีวิตกวิจาร มีปีติและสุขเกิดแต่วิเวกอยู่ บรรลุทุติยฌาน ไม่มี
		</para>
	</section>
	<section id="s2b20c51" >
		<para id="s2b20c51p">
			<remark  id="s2b20c51l1" />วิตกไม่มีวิจาร เพราะวิตกวิจารสงบไป มีความผ่องใสแห่งจิตในภายใน เป็นธรรมเอกผุดขึ้น 
			<remark  id="s2b20c51l2" />มีปีติและสุขอันเกิดแต่สมาธิอยู่มีอุเบกขา มีสติ มีสัมปชัญญะ เสวยสุขด้วยนามกาย เพราะ
			<remark  id="s2b20c51l3" />ปีติสิ้นไป บรรลุตติยฌานที่พระอริยเจ้าทั้งหลายสรรเสริญว่า ผู้ได้ฌานนี้ เป็นผู้มีอุเบกขา มีสติอยู่
			<remark  id="s2b20c51l4" />เป็นสุข บรรลุจตุตถฌาน ไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข เพราะละสุขละทุกข์และดับโสมนัสโทมนัส
			<remark  id="s2b20c51l5" />ก่อนๆ ได้ มีอุเบกขาเป็นเหตุให้สติบริสุทธิ์อยู่ ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่าภาวนาพละ ดูกร
			<remark  id="s2b20c51l6" />ภิกษุทั้งหลาย พละ ๒ อย่างนี้แล ฯ
			<remark  id="s2b20c51l7" />         [๒๖๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย การแสดงธรรมของพระตถาคต ๒ อย่างนี้๒ อย่างเป็นไฉน 
			<remark  id="s2b20c51l8" />คือ โดยย่อ ๑ โดยพิสดาร ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย การแสดงธรรมของพระตถาคต ๒ อย่างนี้แล ฯ
			<remark  id="s2b20c51l9" />         [๒๖๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในอธิกรณ์ใด ที่ภิกษุผู้ต้องอาบัติและภิกษุผู้เป็นโจทก์ ยัง
			<remark  id="s2b20c51l10" />มิได้พิจารณาตนด้วยตนเองให้ดี ในอธิกรณ์นั้น พึงหวังได้ว่าจักเป็นไปเพื่อความยืดเยื้อ เพื่อการมี
			<remark  id="s2b20c51l11" />วาจาหยาบคาย เพื่อความร้ายกาจ และภิกษุทั้งหลายจักอยู่ไม่ผาสุก ดูกรภิกษุทั้งหลาย ส่วนใน
			<remark  id="s2b20c51l12" />อธิกรณ์ใด ที่ภิกษุผู้ต้องอาบัติและภิกษุผู้เป็นโจทก์ พิจารณาตนด้วยตนเองให้ดี ในอธิกรณ์นั้น
			<remark  id="s2b20c51l13" /> พึงหวังได้ว่าจักไม่เป็นไปเพื่อความยืดเยื้อ จักไม่เป็นไปเพื่อการมีวาจาหยาบ จักไม่เป็นไปเพื่อ
			<remark  id="s2b20c51l14" />ความร้ายกาจ และภิกษุทั้งหลายจักอยู่ผาสุก ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุผู้ต้องอาบัติ ย่อมพิจารณา
			<remark  id="s2b20c51l15" />ตนด้วยตนเองให้ดีอย่างไร คือ ภิกษุผู้ต้องอาบัติในธรรมวินัยนี้ย่อมสำเหนียกดังนี้ว่า เราแล
			<remark  id="s2b20c51l16" />ต้องอาบัติอันเป็นอกุศลอย่างใดอย่างหนึ่งด้วยกาย แล้วฉะนั้น ภิกษุนั้นจึงได้เห็นเราผู้ต้องอาบัติอัน
			<remark  id="s2b20c51l17" />เป็นอกุศลอย่างใดอย่างหนึ่งด้วยกายถ้าเราจะไม่พึงต้องอาบัติอันเป็นอกุศลอย่างใดอย่างหนึ่งด้วย
			<remark  id="s2b20c51l18" />กาย ภิกษุนั้นก็จะไม่พึงเห็นเราผู้ต้องอาบัติอันเป็นอกุศลอย่างใดอย่างหนึ่งด้วยกาย ก็เพราะเหตุที่
			<remark  id="s2b20c51l19" />เราต้องอาบัติอันเป็นอกุศลอย่างใดอย่างหนึ่งด้วยกาย ภิกษุนั้นจึงได้เห็นเราผู้ต้องอาบัติอันเป็น
			<remark  id="s2b20c51l20" />อกุศลอย่างใดอย่างหนึ่งด้วยกาย ก็แหละภิกษุนั้นครั้นเห็นเราผู้ต้องอาบัติอันเป็นอกุศลอย่างใด
			<remark  id="s2b20c51l21" />อย่างหนึ่งด้วยกายแล้ว เป็นผู้ไม่ชอบใจ ภิกษุนั้นเป็นผู้ไม่ชอบใจ ได้ว่ากล่าวเราผู้มีวาจาไม่ชอบใจ
			<remark  id="s2b20c51l22" /> เราผู้มีวาจาไม่ชอบใจถูกภิกษุนั้นว่ากล่าวแล้ว ย่อมไม่ชอบใจ เมื่อไม่ชอบใจ ได้บอกแก่ผู้อื่นว่า 
			<remark  id="s2b20c51l23" />ด้วยเหตุนี้ โทษในเหตุนี้จึงครอบงำ แต่เฉพาะเราคนเดียวเท่านั้น เหมือนกับในเรื่องสินค้า โทษ
			<remark  id="s2b20c51l24" />ครอบงำ ผู้จำต้องเสียภาษี ฉะนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ต้องอาบัติย่อมพิจารณาตนด้วยตนเอง
		</para>
	</section>
	<section id="s2b20c52" >
		<para id="s2b20c52p">
			<remark  id="s2b20c52l1" />ให้ดีด้วยประการฉะนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุผู้เป็นโจทก์ ย่อมพิจารณาตนด้วยตนเองให้ดี
			<remark  id="s2b20c52l2" />อย่างไร ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้เป็นโจทก์ในธรรมวินัยนี้ ย่อมสำเหนียกดังนี้ว่า ภิกษุนี้แล
			<remark  id="s2b20c52l3" />ต้องอาบัติอันเป็นอกุศลอย่างใดอย่างหนึ่งด้วยกายแล้ว ฉะนั้น เราจึงได้เห็นภิกษุนี้ต้องอาบัติอัน
			<remark  id="s2b20c52l4" />เป็นอกุศลอย่างใดอย่างหนึ่งด้วยกาย ถ้าภิกษุนี้จะไม่พึงต้องอาบัติอันเป็นอกุศลอย่างใดอย่างหนึ่ง
			<remark  id="s2b20c52l5" />ด้วยกาย เราจะไม่พึงเห็นภิกษุนี้ต้องอาบัติอันเป็นอกุศลอย่างใดอย่างหนึ่งด้วยกาย แต่เพราะเหตุ
			<remark  id="s2b20c52l6" />ภิกษุนี้ต้องอาบัติอันเป็นอกุศลอย่างใดอย่างหนึ่งด้วยกายเราจึงได้เห็นภิกษุนี้ต้องอาบัติอันเป็น
			<remark  id="s2b20c52l7" />อกุศลอย่างใดอย่างหนึ่งด้วยกาย ก็แหละเราครั้นได้เห็นภิกษุนี้ต้องอาบัติอันเป็นอกุศลอย่างใด
			<remark  id="s2b20c52l8" />อย่างหนึ่งด้วยกายแล้ว เป็นผู้ไม่ชอบใจ เราเมื่อเป็นผู้ไม่ชอบใจ ได้ว่ากล่าวภิกษุนี้ผู้มีวาจาไม่
			<remark  id="s2b20c52l9" />ชอบใจ ภิกษุนี้มีวาจาไม่ชอบใจ เมื่อถูกเราว่ากล่าวอยู่เป็นผู้ไม่ชอบใจ เมื่อเป็นผู้ไม่ชอบใจ 
			<remark  id="s2b20c52l10" />ได้บอกแก่ผู้อื่นว่า ด้วยเหตุนี้ โทษในเหตุนี้จึงครอบงำแต่เฉพาะเราคนเดียวเท่านั้นเหมือนกับใน
			<remark  id="s2b20c52l11" />เรื่องสินค้า โทษครอบงำผู้จำต้องเสียภาษี ฉะนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลายภิกษุผู้เป็นโจทก์ย่อม
			<remark  id="s2b20c52l12" />พิจารณาตนด้วยตนเองให้ดีด้วยประการฉะนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในอธิกรณ์ใด ที่ภิกษุผู้ต้องอาบัติ
			<remark  id="s2b20c52l13" />และภิกษุผู้เป็นโจทก์ ยังไม่ได้พิจารณาตนด้วยตนเองให้ดี ในอธิกรณ์นั้น พึงหวังได้ว่าจักเป็น
			<remark  id="s2b20c52l14" />ไปเพื่อความยืดเยื้อ เพื่อความมีวาจาหยาบคาย เพื่อความร้ายกาจ และภิกษุทั้งหลายจักอยู่ไม่
			<remark  id="s2b20c52l15" />ผาสุก ส่วนในอธิกรณ์ใด ที่ภิกษุผู้ต้องอาบัติและภิกษุผู้เป็นโจทก์ พิจารณาตนด้วยตนเองให้ดี
			<remark  id="s2b20c52l16" />ในอธิกรณ์นั้น พึงหวังได้ว่าจักไม่เป็นไปเพื่อความยืดเยื้อ จักไม่เป็นไปเพื่อความมีวาจาหยาบคาย 
			<remark  id="s2b20c52l17" />จักไม่เป็นไปเพื่อความร้ายกาจ และภิกษุทั้งหลายจักอยู่ผาสุก ฯ
			<remark  id="s2b20c52l18" />         [๒๖๒] ครั้งนั้นแล พราหมณ์คนหนึ่งเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ได้ปราศรัย
			<remark  id="s2b20c52l19" />กับพระผู้มีพระภาค ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้ว จึงนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง 
			<remark  id="s2b20c52l20" />ครั้นแล้วได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ อะไรหนอเป็นเหตุ เป็นปัจจัย
			<remark  id="s2b20c52l21" /> ให้สัตว์บางพวกในโลกนี้ เมื่อแตกกายตายไป ย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก พระผู้มี
			<remark  id="s2b20c52l22" />พระภาคตรัสตอบว่า ดูกรพราหมณ์ เพราะเหตุแห่งการประพฤติไม่สม่ำเสมอ คือ ประพฤติเป็น
			<remark  id="s2b20c52l23" />อธรรม สัตว์บางพวกในโลกนี้ เมื่อแตกกายตายไป จึงเข้าถึงอบาย ทุคติวินิบาต นรก ฯ
			<remark  id="s2b20c52l24" />     พ. ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ก็อะไรเป็นเหตุ เป็นปัจจัย ให้สัตว์บางพวกในโลกนี้ 
			<remark  id="s2b20c52l25" />เมื่อแตกกายตายไป ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b20c53" >
		<para id="s2b20c53p">
			<remark  id="s2b20c53l1" />     ภ. ดูกรพราหมณ์ เพราะเหตุแห่งการประพฤติสม่ำเสมอ คือ ประพฤติเป็นธรรม สัตว์
			<remark  id="s2b20c53l2" />บางพวกในโลกนี้ เมื่อแตกกายตายไป จึงเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ฯ
			<remark  id="s2b20c53l3" />     พ. ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ 
			<remark  id="s2b20c53l4" />ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก ท่านพระโคดมทรงประกาศธรรมโดยอเนกปริยาย เปรียบเหมือน
			<remark  id="s2b20c53l5" />หงายของที่คว่ำ เปิดของที่ปิด บอกทางแก่ผู้หลงทาง หรือส่องประทีปในที่มืดด้วยหวังว่า ผู้มี
			<remark  id="s2b20c53l6" />จักษุจักเห็นรูป ฉะนั้นข้าพระองค์นี้ขอถึงท่านพระโคดม กับทั้งพระธรรมและภิกษุสงฆ์เป็น
			<remark  id="s2b20c53l7" />สรณะ ขอท่านพระโคดมจงทรงจำข้าพระองค์ว่า เป็นอุบาสกผู้ถึงสรณะตลอดชีวิต ตั้งแต่วันนี้
			<remark  id="s2b20c53l8" />เป็นต้นไป ฯ
			<remark  id="s2b20c53l9" />         [๒๖๓] ครั้งนั้นแล พราหมณ์ชานุสโสณีเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ได้
			<remark  id="s2b20c53l10" />ปราศรัยกับพระผู้มีพระภาค ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้ว จึงนั่ง ณ ที่ควรส่วน
			<remark  id="s2b20c53l11" />ข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ อะไรหนอเป็นเหตุ เป็น
			<remark  id="s2b20c53l12" />ปัจจัย ให้สัตว์บางพวกในโลกนี้ เมื่อแตกกายตายไป ย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก 
			<remark  id="s2b20c53l13" />พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ดูกรพราหมณ์ เพราะกระทำด้วย เพราะไม่กระทำด้วย สัตว์บางพวก
			<remark  id="s2b20c53l14" />ในโลกนี้ เมื่อแตกกายตายไป จึงเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ฯ
			<remark  id="s2b20c53l15" />     ชา. ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ก็อะไรเป็นเหตุ เป็นปัจจัย ให้สัตว์บางพวกในโลกนี้ 
			<remark  id="s2b20c53l16" />เมื่อแตกกายตายไป เข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ฯ
			<remark  id="s2b20c53l17" />     พ. ดูกรพราหมณ์ เพราะกระทำด้วย เพราะไม่กระทำด้วย สัตว์บางพวกในโลกนี้ 
			<remark  id="s2b20c53l18" />เมื่อแตกกายตายไป ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ฯ
			<remark  id="s2b20c53l19" />     ชา. ข้าพระองค์ย่อม ไม่รู้ทั่วถึง เนื้อความแห่งภาษิต ที่ท่านพระโคดมตรัสแล้วโดยย่อได้โดย
			<remark  id="s2b20c53l20" />พิสดาร ขอประทานพระวโรกาส ขอท่านพระโคดมจงทรงแสดงธรรม โดยที่ข้าพระองค์จะพึงรู้
			<remark  id="s2b20c53l21" />ทั่วถึงเนื้อความแห่งภาษิตที่ท่านพระโคดมตรัสแล้วโดยย่อได้โดยพิสดารเถิด ฯ
			<remark  id="s2b20c53l22" />     พ. ดูกรพราหมณ์ ถ้าเช่นนั้น ท่านจงฟัง  จงตั้งใจให้ดี   เราจักกล่าว   พราหมณ์ชานุส
			<remark  id="s2b20c53l23" />โสณีได้ทูลสนองพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคแล้ว พระผู้มีพระภาคได้ตรัสพระพุทธวจนะดังนี้ว่า 
			<remark  id="s2b20c53l24" />ดูกรพราหมณ์ บุคคลบางคนในโลกนี้ย่อมทำแต่กายทุจริต มิได้ทำกายสุจริต ย่อมทำแต่วจีทุจริต 
			<remark  id="s2b20c53l25" />มิได้ทำวจีสุจริต  ย่อมทำแต่มโนทุจริต มิได้ทำมโนสุจริต ดูกรพราหมณ์ เพราะกระทำด้วย
			<remark  id="s2b20c53l26" /> เพราะไม่กระทำด้วย สัตว์บางพวกในโลกนี้ เมื่อแตกกายตายไป ย่อมเข้าถึงอบายทุคติ วินิบาต 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b20c54" >
		<para id="s2b20c54p">
			<remark  id="s2b20c54l1" />นรก ดูกรพราหมณ์ ส่วนบุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมทำแต่กายสุจริต มิได้ทำกายทุจริต ย่อม
			<remark  id="s2b20c54l2" />ทำแต่วจีสุจริต มิได้ทำวจีทุจริต ย่อมทำแต่มโนสุจริต มิได้ทำมโนทุจริต ดูกรพราหมณ์ เพราะ
			<remark  id="s2b20c54l3" />กระทำด้วย เพราะไม่กระทำด้วย สัตว์บางพวกในโลกนี้ เมื่อแตกกายตายไป ย่อมเข้าถึงสุคติ
			<remark  id="s2b20c54l4" />โลกสวรรค์ ฯ
			<remark  id="s2b20c54l5" />     ชา. ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ 
			<remark  id="s2b20c54l6" />ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก ท่านพระโคดมทรงประกาศธรรมโดยอเนกปริยาย เปรียบเหมือน
			<remark  id="s2b20c54l7" />บุคคลหงายของที่คว่ำ เปิดของที่ปิด บอกทางแก่ผู้หลงทาง หรือส่องประทีปในที่มืดด้วยตั้งใจว่า
			<remark  id="s2b20c54l8" /> คนมีจักษุจักเห็นรูป ฉะนั้นข้าพระองค์นี้ขอถึงท่านพระโคดม กับทั้งพระธรรมและภิกษุสงฆ์เป็น
			<remark  id="s2b20c54l9" />สรณะ ขอท่านพระโคดมจงทรงจำข้าพระองค์ว่า เป็นอุบาสกผู้ถึงสรณะตลอดชีวิตตั้งแต่วันนี้
			<remark  id="s2b20c54l10" />เป็นต้นไป ฯ
			<remark  id="s2b20c54l11" />         [๒๖๔] ครั้งนั้นแล ท่านพระอานนท์เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคม
			<remark  id="s2b20c54l12" />พระผู้มีพระภาคแล้ว จึงนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วพระผู้มีพระภาคได้ตรัสกะท่าน
			<remark  id="s2b20c54l13" />พระอานนท์ว่า ดูกรอานนท์ เรากล่าวกายทุจริตวจีทุจริต มโนทุจริต ว่าเป็นกิจไม่ควรทำโดย
			<remark  id="s2b20c54l14" />ส่วนเดียว ท่านพระอานนท์ทูลถามว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อบุคคลทำกายทุจริต วจีทุจริต
			<remark  id="s2b20c54l15" /> มโนทุจริต ที่พระผู้มีพระภาคตรัสว่าเป็นกิจไม่ควรทำโดยส่วนเดียว โทษอะไรอันผู้นั้นพึงหวังได้ ฯ
			<remark  id="s2b20c54l16" />     พ. ดูกรอานนท์ เมื่อบุคคลทำกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต ที่เรากล่าวว่าเป็นกิจไม่
			<remark  id="s2b20c54l17" />ควรทำโดยส่วนเดียว โทษอย่างนี้ อันผู้นั้นพึงหวังได้ คือ  ๑. แม้ตนก็ติเตียนตนเองได้ 
			<remark  id="s2b20c54l18" />๒. ผู้รู้ใคร่ครวญแล้วย่อมติเตียนได้ ๓. กิตติศัพท์ชั่วย่อมกระฉ่อนไป ๔. เป็นคนหลงทำกาละ
			<remark  id="s2b20c54l19" /> ๕. เมื่อแตกกายตายไป ย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ฯ
			<remark  id="s2b20c54l20" />     ดูกรอานนท์ เมื่อบุคคลทำกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต ที่เรากล่าวว่าเป็นกิจไม่ควร
			<remark  id="s2b20c54l21" />ทำโดยส่วนเดียว โทษอย่างนี้อันผู้นั้นพึงหวังได้ ดูกรอานนท์ เรากล่าวกายสุจริต วจีสุจริต 
			<remark  id="s2b20c54l22" />มโนสุจริต ว่าเป็นกิจควรทำโดยส่วนเดียว ฯ
			<remark  id="s2b20c54l23" />     อา. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อบุคคลทำกายสุจริต วจีสุจริต มโนสุจริต ที่พระผู้มี
			<remark  id="s2b20c54l24" />พระภาคตรัสว่าเป็นกิจควรทำโดยส่วนเดียว อานิสงส์อะไรอันผู้นั้นพึงหวังได้ ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b20c55" >
		<para id="s2b20c55p">
			<remark  id="s2b20c55l1" />     พ. ดูกรอานนท์ เมื่อบุคคลทำกายสุจริต วจีสุจริต มโนสุจริต ที่เรากล่าวว่าเป็นกิจ
			<remark  id="s2b20c55l2" />ควรทำโดยส่วนเดียว อานิสงส์อย่างนี้ อันผู้นั้นพึงหวังได้ คือ๑. แม้ตนก็ติเตียนตนเอง
			<remark  id="s2b20c55l3" />ไม่ได้ ๒. ผู้รู้ใคร่ครวญแล้วย่อมสรรเสริญ ๓. กิตติศัพท์อันดีย่อมกระฉ่อนไป ๔. ไม่เป็น
			<remark  id="s2b20c55l4" />คนหลงทำกาละ ๕. เมื่อแตกกายตายไป ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ฯ
			<remark  id="s2b20c55l5" />     ดูกรอานนท์ เมื่อบุคคลทำกายสุจริต   วจีสุจริต   มโนสุจริต    ที่เรากล่าวว่า   เป็นกิจ
			<remark  id="s2b20c55l6" />ควรทำโดยส่วนเดียว อานิสงส์อย่างนี้อันผู้นั้นพึงหวังได้ ฯ
			<remark  id="s2b20c55l7" />         [๒๖๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงละอกุศล   อกุศลอันบุคคลอาจละได้ 
			<remark  id="s2b20c55l8" />ถ้าบุคคลไม่อาจละอกุศลได้ เราไม่พึงกล่าวอย่างนี้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย  เธอทั้งหลายจงละอกุศล
			<remark  id="s2b20c55l9" /> ดังนี้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็เพราะอกุศลอันบุคคลอาจละได้ ฉะนั้น เราจึงกล่าวอย่างนี้ว่า 
			<remark  id="s2b20c55l10" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงละอกุศลดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าอกุศลนี้อันบุคคลละได้แล้ว 
			<remark  id="s2b20c55l11" />จะพึงเป็นไปเพื่อไม่เป็นประโยชน์ เพื่อทุกข์ไซร้ เราไม่พึงกล่าวอย่างนี้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
			<remark  id="s2b20c55l12" />เธอทั้งหลายจงละอกุศล ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็เพราะอกุศลอันบุคคลละได้แล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อ
			<remark  id="s2b20c55l13" />ประโยชน์ เพื่อความสุข ฉะนั้น เราจึงกล่าวอย่างนี้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงละ
			<remark  id="s2b20c55l14" />อกุศล ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงยังกุศลให้เกิด ดูกรภิกษุทั้งหลาย กุศลอันบุคคลอาจ
			<remark  id="s2b20c55l15" />ให้เกิดได้ ถ้าบุคคลไม่อาจให้เกิดได้เราไม่พึงกล่าวอย่างนี้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลาย
			<remark  id="s2b20c55l16" />จงยังกุศลให้เกิด ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะกุศลอันบุคคลอาจให้เกิดได้ ฉะนั้น เราจึงกล่าว
			<remark  id="s2b20c55l17" />อย่างนี้ว่าดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงยังกุศลให้เกิด ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้ากุศลนี้อัน
			<remark  id="s2b20c55l18" />บุคคลให้เกิดแล้ว จะพึงเป็นไปเพื่อไม่เป็นประโยชน์ เพื่อทุกข์ไซร้ เราไม่พึงกล่าวอย่างนี้ว่า
			<remark  id="s2b20c55l19" /> ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงยังกุศลให้เกิด ดูกรภิกษทั้งหลาย ก็เพราะกุศลอันบุคคลให้
			<remark  id="s2b20c55l20" />เกิดแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์ เพื่อความสุข ฉะนั้น เราจึงกล่าวอย่างนี้ว่า ภิกษุทั้งหลาย 
			<remark  id="s2b20c55l21" />เธอทั้งหลายจงยังกุศลให้เกิด ฯ
			<remark  id="s2b20c55l22" />         [๒๖๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๒ อย่างนี้ ย่อมเป็นไปเพื่อความฟั่นเฟือนเลือนหาย
			<remark  id="s2b20c55l23" />แห่งสัทธรรม ๒ อย่างเป็นไฉน คือ บทพยัญชนะที่ตั้งไว้ไม่ดี ๑อรรถที่นำมาไม่ดี ๑ 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b20c56" >
		<para id="s2b20c56p">
			<remark  id="s2b20c56l1" />แม้เนื้อความแห่งบทพยัญชนะที่ตั้งไว้ไม่ดี ก็ย่อมเป็นอันนำมาไม่ดี ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๒ 
			<remark  id="s2b20c56l2" />อย่างนี้แล ย่อมเป็นไปเพื่อความฟั่นเฟือนเลือนหายแห่งสัทธรรม ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๒ 
			<remark  id="s2b20c56l3" />อย่างนี้ ย่อมเป็นไปเพื่อความตั้งมั่น ไม่ฟั่นเฟือน ไม่เลือนหายแห่งสัทธรรม ๒ อย่างเป็น
			<remark  id="s2b20c56l4" />ไฉน คือบทพยัญชนะที่ตั้งไว้ดี ๑ อรรถที่นำมาดี ๑ แม้เนื้อความแห่งบทพยัญชนะ
			<remark  id="s2b20c56l5" />ที่ตั้งไว้ดีแล้ว ก็ย่อมเป็นอันนำมาดี ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๒ อย่างนี้แล ย่อมเป็นไปเพื่อ
			<remark  id="s2b20c56l6" />ความตั้งมั่น ไม่ฟั่นเฟือน ไม่เลือนหายแห่งพระสัทธรรม ฯ
			<remark  id="s2b20c56l7" />                         จบอธิกรณวรรคที่ ๒
			<remark  id="s2b20c56l8" />         [๒๖๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย คนพาล ๒ จำพวก ๒ จำพวกเป็นไฉนคือ คนที่ไม่
			<remark  id="s2b20c56l9" />เห็นโทษโดยความเป็นโทษ ๑ คนที่ไม่รับรองตามธรรม เมื่อผู้อื่นแสดงโทษ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย
			<remark  id="s2b20c56l10" /> คนพาล ๒ จำพวกนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลายบัณฑิต ๒ จำพวก ๒ จำพวกเป็นไฉน คือ คนที่
			<remark  id="s2b20c56l11" />เห็นโทษโดยความเป็นโทษ ๑ คนที่รับรองตามธรรม เมื่อผู้อื่นแสดงโทษ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย
			<remark  id="s2b20c56l12" /> บัณฑิต ๒ จำพวกนี้แล ฯ
			<remark  id="s2b20c56l13" />         [๒๖๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย คน ๒ จำพวกนี้ย่อมกล่าวตู่ตถาคต๒ จำพวกเป็นไฉน
			<remark  id="s2b20c56l14" /> คือ คนเจ้าโทสะซึ่งมีโทษอยู่ภายใน ๑ คนที่เชื่อโดยถือผิด ๑  ดูกรภิกษุทั้งหลาย คน ๒ จำพวกนี้ 
			<remark  id="s2b20c56l15" />ย่อมกล่าวตู่ตถาคต ฯ
			<remark  id="s2b20c56l16" />         [๒๖๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย คน ๒ จำพวกนี้ ย่อมกล่าวตู่ตถาคต ๒ จำพวกเป็นไฉน 
			<remark  id="s2b20c56l17" />คือ คนที่แสดงสิ่งที่ตถาคตมิได้ภาษิตไว้ มิได้ตรัสไว้ว่า ตถาคตได้ภาษิตไว้ ได้ตรัสไว้ ๑ 
			<remark  id="s2b20c56l18" />คนที่แสดงสิ่งที่ตถาคตภาษิตไว้ ตรัสไว้ว่า ตถาคตมิได้ภาษิตไว้ มิได้ตรัสไว้ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
			<remark  id="s2b20c56l19" />คน ๒ จำพวกนี้แล ย่อมกล่าวตู่ตถาคต ดูกรภิกษุทั้งหลาย คน ๒ จำพวกนี้ ย่อมไม่กล่าว
			<remark  id="s2b20c56l20" />ตู่ตถาคต๒ จำพวกเป็นไฉน คือ คนที่แสดงสิ่งที่ตถาคตมิได้ภาษิตไว้ มิได้ตรัสไว้ว่า
			<remark  id="s2b20c56l21" />ตถาคตมิได้ภาษิตไว้ มิได้ตรัสไว้ ๑ คนที่แสดงสิ่งที่ตถาคตภาษิตไว้ ตรัสไว้ว่าตถาคตภาษิต
			<remark  id="s2b20c56l22" />ไว้ ตรัสไว้ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย คน ๒ จำพวกนี้แล ย่อมไม่กล่าวตู่ตถาคต ฯ
			<remark  id="s2b20c56l23" />         [๒๗๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย คน ๒ จำพวกนี้ ย่อมกล่าวตู่ตถาคต ๒ จำพวกเป็นไฉน 
			<remark  id="s2b20c56l24" />คือ คนที่แสดงพระสุตตันตะที่มีอรรถจะพึงนำไปว่า พระสุตตันตะมีอรรถนำไปแล้ว ๑ คนที่
		</para>
	</section>
	<section id="s2b20c57" >
		<para id="s2b20c57p">
			<remark  id="s2b20c57l1" />แสดงพระสุตตันตะที่มีอรรถอันนำไปแล้วว่า  พระสุตตันตะมีอรรถที่จะพึงนำไป ๑ ดูกรภิกษุ
			<remark  id="s2b20c57l2" />ทั้งหลาย คน ๒ จำพวกนี้แลย่อมกล่าวตู่ตถาคต ดูกรภิกษุทั้งหลาย คน ๒ จำพวกนี้ 
			<remark  id="s2b20c57l3" />ย่อมไม่กล่าวตู่ตถาคต๒ จำพวกเป็นไฉน คือ คนที่แสดงพระสุตตันตะที่มีอรรถจะพึงนำ
			<remark  id="s2b20c57l4" />ไปว่า พระสุตตันตะมีอรรถที่จะพึงนำไป ๑ คนที่แสดงพระสุตตันตะที่มีอรรถอันนำไปแล้วว่า
			<remark  id="s2b20c57l5" /> พระสุตตันตะมีอรรถอันนำไปแล้ว ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย คน ๒ จำพวกนี้แลย่อมไม่กล่าวตู่
			<remark  id="s2b20c57l6" />ตถาคต ฯ
			<remark  id="s2b20c57l7" />         [๒๗๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย คติ ๒ อย่าง คือ นรกหรือกำเนิดสัตว์ดิรัจฉานอย่างใด
			<remark  id="s2b20c57l8" />อย่างหนึ่ง อันผู้มีการงานลามกพึงหวังได้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย คติ ๒ อย่าง คือเทวดาหรือมนุษย์
			<remark  id="s2b20c57l9" />อย่างใดอย่างหนึ่ง อันผู้มีการงานไม่ลามกพึงหวังได้ ฯ
			<remark  id="s2b20c57l10" />         [๒๗๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย คติ ๒ อย่าง คือ นรกหรือกำเนิดสัตว์ดิรัจฉานอย่างใด
			<remark  id="s2b20c57l11" />อย่างหนึ่ง อันคนมิจฉาทิฐิพึงหวังได้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย คติ ๒ อย่าง คือ เทวดาหรือมนุษย์อย่างใด
			<remark  id="s2b20c57l12" />อย่างหนึ่ง อันคนสัมมาทิฐิพึงหวังได้ ฯ
			<remark  id="s2b20c57l13" />         [๒๗๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ฐานะที่ต้อนรับคนทุศีลมี ๒ อย่าง คือนรกหรือกำเนิด
			<remark  id="s2b20c57l14" />สัตว์ดิรัจฉาน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ฐานะที่ต้อนรับคนมีศีล ๒ อย่างคือ มนุษย์หรือเทวดา ฯ
			<remark  id="s2b20c57l15" />         [๒๗๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราพิจารณาเห็นอำนาจประโยชน์ ๒ ประการ  จึงเสพ
			<remark  id="s2b20c57l16" />เสนาสนะอันสงัด คือ ป่าและป่าเปลี่ยว อำนาจประโยชน์ ๒ ประการ เป็นไฉน คือ เห็นการ
			<remark  id="s2b20c57l17" />อยู่สบายในปัจจุบันของตน ๑ อนุเคราะห์หมู่ชนในภายหลัง ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราเห็นอำนาจ
			<remark  id="s2b20c57l18" />ประโยชน์ ๒ ประการนี้แล จึงเสพเสนาสนะอันสงัด คือ ป่าและป่าเปลี่ยว ฯ
			<remark  id="s2b20c57l19" />         [๒๗๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๒ อย่างเป็นไปในส่วนแห่งวิชชา  ธรรม ๒ อย่าง
			<remark  id="s2b20c57l20" />เป็นไฉน คือ สมถะ ๑ วิปัสสนา ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมถะที่ภิกษุเจริญแล้ว ย่อมเสวย
			<remark  id="s2b20c57l21" />ประโยชน์อะไร ย่อมอบรมจิต จิตที่อบรมแล้ว ย่อมเสวยประโยชน์อะไร ย่อมละราคะได้ 
			<remark  id="s2b20c57l22" />วิปัสสนาที่อบรมแล้วย่อมเสวยประโยชน์อะไร ย่อมอบรมปัญญา ปัญญาที่อบรมแล้ว ย่อม
			<remark  id="s2b20c57l23" />เสวยประโยชน์อะไรย่อมละอวิชชาได้ ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b20c58" >
		<para id="s2b20c58p">
			<remark  id="s2b20c58l1" />         [๒๗๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย จิตที่เศร้าหมองด้วยราคะ ย่อมไม่หลุดพ้นหรือปัญญาที่
			<remark  id="s2b20c58l2" />เศร้าหมองด้วยอวิชชา ย่อมไม่เจริญด้วยประการฉะนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะสำรอก
			<remark  id="s2b20c58l3" />ราคะได้ จึงชื่อว่าเจโตวิมุติ เพราะสำรอกอวิชชาได้จึงชื่อว่าปัญญาวิมุติ ฯ
			<remark  id="s2b20c58l4" />                          จบพาลวรรคที่ ๓
			<remark  id="s2b20c58l5" />         [๒๗๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงภูมิอสัตบุรุษและสัตบุรุษแก่เธอทั้งหลาย เธอ
			<remark  id="s2b20c58l6" />ทั้งหลายจงฟัง จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าว ภิกษุทั้งหลายนั้นทูลรับพระดำรัสพระผู้มีพระภาค
			<remark  id="s2b20c58l7" />แล้ว พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลายก็ภูมิอสัตบุรุษเป็นไฉน อสัตบุรุษย่อม
			<remark  id="s2b20c58l8" />เป็นคนอกตัญญูอกตเวที ก็ความเป็นคนอกตัญญูอกตเวทีนี้ อสัตบุรุษทั้งหลายสรรเสริญ ดูกร
			<remark  id="s2b20c58l9" />ภิกษุทั้งหลาย ความเป็นคนอกตัญญูอกตเวทีนี้ เป็นภูมิอสัตบุรุษทั้งสิ้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย
			<remark  id="s2b20c58l10" /> ส่วนสัตบุรุษย่อมเป็นคนกตัญญูกตเวที ก็ความเป็นคนกตัญญูกตเวทีนี้ สัตบุรุษทั้งหลายสรรเสริญ 
			<remark  id="s2b20c58l11" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความเป็นคนกตัญญูกตเวทีทั้งหมดนี้เป็นภูมิสัตบุรุษ ฯ
			<remark  id="s2b20c58l12" />         [๒๗๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวการกระทำตอบแทนไม่ได้ง่ายแก่ท่านทั้ง ๒ ท่าน
			<remark  id="s2b20c58l13" />ทั้ง ๒ คือใคร คือ มารดา ๑ บิดา ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุตรพึงประคับประคองมารดา
			<remark  id="s2b20c58l14" />ด้วยบ่าข้างหนึ่ง พึงประคับประคองบิดาด้วยบ่าข้างหนึ่งเขามีอายุ มีชีวิตอยู่ตลอดร้อยปี และเขา
			<remark  id="s2b20c58l15" />พึงปฏิบัติท่านทั้ง ๒ นั้นด้วยการอบกลิ่น การนวด การให้อาบน้ำ และการดัด และท่าน
			<remark  id="s2b20c58l16" />ทั้ง ๒ นั้น พึงถ่ายอุจจาระปัสสาวะบนบ่าทั้งสองของเขานั่นแหละ ดูกรภิกษุทั้งหลาย การกระทำ
			<remark  id="s2b20c58l17" />อย่างนั้นยังไม่ชื่อว่าอันบุตรทำแล้วหรือทำตอบแทนแล้วแก่มารดาบิดาเลย ดูกรภิกษุทั้งหลาย
			<remark  id="s2b20c58l18" />อนึ่ง บุตรพึงสถาปนามารดาบิดาในราชสมบัติ อันเป็นอิสราธิปัตย์ ในแผ่นดินใหญ่อันมีรตนะ 
			<remark  id="s2b20c58l19" />๗ ประการมากหลายนี้ การกระทำกิจอย่างนั้น ยังไม่ชื่อว่าอันบุตรทำแล้วหรือทำตอบแทนแล้ว
			<remark  id="s2b20c58l20" />แก่มารดาบิดาเลย ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะมารดาบิดามีอุปการะมาก บำรุงเลี้ยง แสดง
			<remark  id="s2b20c58l21" />โลกนี้แก่บุตรทั้งหลาย ส่วนบุตรคนใดยังมารดาบิดาผู้ไม่มีศรัทธา ให้สมาทานตั้งมั่นในศรัทธา
			<remark  id="s2b20c58l22" />สัมปทา ยังมารดาบิดาผู้ทุศีล ให้สมาทานตั้งมั่นในศีลสัมปทา ยังมารดาบิดาผู้มีความตระหนี่
		</para>
	</section>
	<section id="s2b20c59" >
		<para id="s2b20c59p">
			<remark  id="s2b20c59l1" /> ให้สมาทานตั้งมั่นในจาคสัมปทา ยังมารดาบิดาทรามปัญญา ให้สมาทานตั้งมั่นในปัญญาสัมปทา
			<remark  id="s2b20c59l2" /> ดูกรภิกษุทั้งหลาย ด้วยเหตุมีประมาณเท่านี้แล การกระทำอย่างนั้นย่อมชื่อว่าอันบุตรนั้นทำแล้ว 
			<remark  id="s2b20c59l3" />และทำตอบแทนแล้ว แก่มารดาบิดา ฯ
			<remark  id="s2b20c59l4" />         [๒๗๙] ครั้งนั้นแล พราหมณ์คนหนึ่งเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับได้ปราศรัย
			<remark  id="s2b20c59l5" />กับพระผู้มีพระภาค ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้ว จึงนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง 
			<remark  id="s2b20c59l6" />ครั้นแล้วได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า ท่านพระโคดมมีวาทะว่าอย่างไร กล่าวว่าอย่างไร 
			<remark  id="s2b20c59l7" />พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ดูกรพราหมณ์เรามีวาทะว่าควรทำ และมีวาทะว่าไม่ควรทำ ฯ
			<remark  id="s2b20c59l8" />     พ. ท่านพระโคดม มีวาทะว่าควรทำ และมีวาทะว่าไม่ควรทำอย่างไร ฯ
			<remark  id="s2b20c59l9" />     ภ. ดูกรพราหมณ์ เรากล่าวว่า ไม่ควรทำกายทุจริต วจีทุจริต  มโนทุจริต เรากล่าวว่า
			<remark  id="s2b20c59l10" /> ไม่ควรทำอกุศลธรรมอันลามกหลายอย่าง และเรากล่าวว่า ควรทำกายสุจริต วจีสุจริต มโนสุจริต 
			<remark  id="s2b20c59l11" />เรากล่าวว่า ควรทำกุศลธรรมหลายอย่าง ดูกรพราหมณ์ เรากล่าวว่าควรทำและกล่าวว่าไม่ควรทำ
			<remark  id="s2b20c59l12" />อย่างนี้แล ฯ 
			<remark  id="s2b20c59l13" />     พ. ข้าแต่ท่านพระโคดม ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก ... ขอท่านพระโคดมจงทรงจำ
			<remark  id="s2b20c59l14" />ข้าพระองค์ว่า เป็นอุบาสกผู้ถึงสรณะตลอดชีวิต ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ฯ
			<remark  id="s2b20c59l15" />         [๒๘๐] ครั้งนั้นแล อนาถบิณฑิกคฤหบดี ได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ 
			<remark  id="s2b20c59l16" />ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า
			<remark  id="s2b20c59l17" />ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ในโลกมีทักขิไณยบุคคลกี่จำพวก และควรให้ทานในเขตไหน พระผู้มี
			<remark  id="s2b20c59l18" />พระภาคตรัสตอบว่า ดูกรคฤหบดีในโลกมีทักขิไณยบุคคล ๒ จำพวก คือ พระเสขะ ๑
			<remark  id="s2b20c59l19" /> พระอเสขะ ๑ ดูกรคฤหบดี ในโลกนี้มีทักขิไณยบุคคล ๒ จำพวกนี้แล และควรให้ทานใน
			<remark  id="s2b20c59l20" />เขตนี้
			<remark  id="s2b20c59l21" />     ครั้นพระผู้มีพระภาคผู้สุคตศาสดาได้ตรัสไวยากรณภาษิตนี้จบลงแล้ว จึงได้ตรัสคาถา
			<remark  id="s2b20c59l22" />ประพันธ์ต่อไปอีกในภายหลังว่า
		</para>
	</section>
	<section id="s2b20c60" >
		<para id="s2b20c60p">
			<remark  id="s2b20c60l1" />           "ในโลกนี้ พระเสขะกับพระอเสขะเป็นผู้ควรแก่ทักษิณาของทายก
			<remark  id="s2b20c60l2" />ผู้บูชาอยู่ พระเสขะและอเสขะเหล่านั้นเป็นผู้ตรงทั้งทางกาย ทางวาจา 
			<remark  id="s2b20c60l3" />และทางใจ นี้เป็นเขตบุญของทายกผู้บูชาอยู่ ทานที่ให้แล้วในเขตนี้มี
			<remark  id="s2b20c60l4" />ผลมาก" ฯ
			<remark  id="s2b20c60l5" />         [๒๘๑] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน  อารามของท่าน
			<remark  id="s2b20c60l6" />อนาถบิณฑิกเศรษฐี ใกล้พระนครสาวัตถีสมัยนั้นแล ท่านพระสารีบุตรอยู่ที่ปราสาทของนาง
			<remark  id="s2b20c60l7" />วิสาขา มิคารมารดาในบุพพาราม ใกล้พระนครสาวัตถี ณ ที่นั้นแล ท่านพระสารีบุตรได้เรียก
			<remark  id="s2b20c60l8" />ภิกษุทั้งหลายมาว่า ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุเหล่านั้นตอบรับท่านพระสารีบุตรแล้ว ท่าน
			<remark  id="s2b20c60l9" />พระสารีบุตรได้กล่าวว่าดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย เราจักแสดงบุคคลที่มีสังโยชน์ในภายใน และบุคคล
			<remark  id="s2b20c60l10" />ที่มีสังโยชน์ในภายนอก ท่านทั้งหลายจงฟัง จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าว ภิกษุเหล่านั้นตอบรับ
			<remark  id="s2b20c60l11" />ท่านพระสารีบุตรแล้ว ท่านพระสารีบุตรได้กล่าวว่า ดูกรผู้มีอายุทั้งหลายก็บุคคลที่มีสังโยชน์
			<remark  id="s2b20c60l12" />ในภายในเป็นไฉน ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีศีลสำรวมแล้วในปาติโมกขสังวร ถึงพร้อม
			<remark  id="s2b20c60l13" />ด้วยอาจาระและโคจร มีปรกติเห็นภัยในโทษเพียงเล็กน้อย สมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบททั้งหลาย 
			<remark  id="s2b20c60l14" />เมื่อแตกกายตายไปภิกษุนั้นย่อมเข้าถึงหมู่เทพหมู่ใดหมู่หนึ่ง ครั้นจุติจากอัตภาพนั้นแล้ว เป็น
			<remark  id="s2b20c60l15" />อนาคามีกลับมาสู่ความเป็นผู้เช่นนี้ นี้เรียกว่าบุคคลผู้มีสังโยชน์ในภายใน เป็นอนาคามีกลับ
			<remark  id="s2b20c60l16" />มาสู่ความเป็นผู้เช่นนี้ ฯ
			<remark  id="s2b20c60l17" />     ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ก็บุคคลผู้มีสังโยชน์ในภายนอกเป็นไฉน ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ 
			<remark  id="s2b20c60l18" />เป็นผู้มีศีล สำรวมแล้วในพระปาติโมกขสังวร ถึงพร้อมด้วยอาจาระและโคจร มีปรกติเห็นภัยใน
			<remark  id="s2b20c60l19" />โทษเพียงเล็กน้อย สมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบททั้งหลาย ภิกษุนั้นย่อมบรรลุเจโตวิมุติอันสงบ
			<remark  id="s2b20c60l20" />อย่างใดอย่างหนึ่ง เมื่อแตกกายตายไป ย่อมเข้าถึงหมู่เทพหมู่ใดหมู่หนึ่ง ครั้นจุติจากอัตภาพ
			<remark  id="s2b20c60l21" />นั้นแล้ว เป็นอนาคามีไม่กลับมาสู่ความเป็นผู้เช่นนี้ นี้เรียกว่า บุคคลผู้มีสังโยชน์ในภายนอก
			<remark  id="s2b20c60l22" />เป็นอนาคามี ไม่กลับมาสู่ความเป็นผู้เช่นนี้ ฯ
			<remark  id="s2b20c60l23" />     ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย อีกประการหนึ่ง ภิกษุเป็นผู้มีศีล สำรวมแล้วในปาติโมกขสังวร 
			<remark  id="s2b20c60l24" />ถึงพร้อมด้วยอาจาระและโคจร มีปรกติเห็นภัยในโทษเพียงเล็กน้อย สมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบท
			<remark  id="s2b20c60l25" />ทั้งหลาย ภิกษุนั้นย่อมปฏิบัติเพื่อความหน่าย เพื่อคลาย เพื่อความดับกามทั้งหลาย ย่อมปฏิบัติ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b20c61" >
		<para id="s2b20c61p">
			<remark  id="s2b20c61l1" />เพื่อความหน่าย เพื่อคลาย เพื่อความดับภพทั้งหลาย ย่อมปฏิบัติเพื่อสิ้นตัณหา เพื่อสิ้นความโลภ
			<remark  id="s2b20c61l2" />ภิกษุนั้นเมื่อแตกกายตายไป ย่อมเข้าถึงหมู่เทพหมู่ใดหมู่หนึ่ง ครั้นจุติจากอัตภาพนั้นแล้ว เป็น
			<remark  id="s2b20c61l3" />อนาคามี ไม่กลับมาสู่ความเป็นผู้เช่นนี้ ดูกรผู้มีอายุทั้งหลายนี้เรียกว่า บุคคลมีสังโยชน์ใน
			<remark  id="s2b20c61l4" />ภายนอก เป็นอนาคามี ไม่กลับมาสู่ความเป็นผู้เช่นนี้ ฯ 
			<remark  id="s2b20c61l5" />     ครั้งนั้นแล เทวดาที่มีจิตเสมอกันมากองค์เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวาย
			<remark  id="s2b20c61l6" />บังคมพระผู้มีพระภาคแล้ว ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า
			<remark  id="s2b20c61l7" /> ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ท่านพระสารีบุตรนั่นกำลังเทศนาถึงบุคคลที่มีสังโยชน์ในภายใน และบุคคล
			<remark  id="s2b20c61l8" />ที่มีสังโยชน์ในภายนอกแก่ภิกษุทั้งหลาย อยู่ที่ปราสาทของนางวิสาขามิคารมารดาในบุพพาราม 
			<remark  id="s2b20c61l9" />ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ บริษัทร่าเริง ขอประทานพระวโรกาส ขอพระผู้มีพระภาคจงทรงพระกรุณา
			<remark  id="s2b20c61l10" /> เสด็จไปหาท่านพระสารีบุตรจนถึงที่อยู่เถิด พระผู้มีพระภาคทรงรับคำอาราธนาด้วยดุษณีภาพ 
			<remark  id="s2b20c61l11" />ลำดับนั้นพระผู้มีพระภาคทรงหายจากพระเชตวันวิหารไปปรากฏเฉพาะหน้าท่านพระสารีบุตร
			<remark  id="s2b20c61l12" /> ที่ปราสาทของนางวิสาขามิคารมารดาในบุพพาราม เหมือนบุรุษมีกำลังเหยียดแขนที่คู้หรือคู้แขน
			<remark  id="s2b20c61l13" />ที่เหยียดฉะนั้น พระผู้มีพระภาคประทับนั่งบนอาสนะที่ปูลาดไว้ แม้ท่านพระสารีบุตรก็ได้ถวาย
			<remark  id="s2b20c61l14" />บังคมพระผู้มีพระภาค แล้วนั่งลง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วพระผู้มีพระภาคได้ตรัส
			<remark  id="s2b20c61l15" />กะท่านพระสารีบุตรว่า ดูกรสารีบุตร เทวดาที่มีจิตเสมอกันมากองค์เข้าไปหาเราจนถึงที่อยู่ 
			<remark  id="s2b20c61l16" />ไหว้เราแล้วยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วบอกว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ท่านพระ
			<remark  id="s2b20c61l17" />สารีบุตรกำลังเทศนาถึงบุคคลที่มีสังโยชน์ในภายในและบุคคลที่มีสังโยชน์ในภายนอก แก่ภิกษุ
			<remark  id="s2b20c61l18" />ทั้งหลาย อยู่ที่ปราสาทของนางวิสาขามิคารมารดาในบุพพาราม ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ บริษัทร่าเริง 
			<remark  id="s2b20c61l19" />ขอประทานพระวโรกาส ขอพระผู้มีพระภาคทรงพระกรุณาเสด็จไปหาท่านพระสารีบุตรจนถึงที่
			<remark  id="s2b20c61l20" />อยู่เถิด ดูกรสารีบุตร ก็เทวดาเหล่านั้นยืนอยู่ในโอกาสแม้เท่าปลายเหล็กแหลมจดลง ๑๐ องค์
			<remark  id="s2b20c61l21" />บ้าง ๒๐ องค์บ้าง ๓๐ องค์บ้าง ๔๐ องค์บ้าง ๕๐ องค์บ้าง ๖๐องค์บ้าง แต่ก็ไม่เบียดกัน
			<remark  id="s2b20c61l22" />และกัน ดูกรสารีบุตร ก็เธอพึงมีความคิดอย่างนี้ว่าจิตอย่างนั้น ซึ่งเป็นเหตุให้เทวดาเหล่านั้น
			<remark  id="s2b20c61l23" />ยืนอยู่ได้ในโอกาสแม้เท่าปลายเหล็กแหลมจดลง ๑๐ องค์บ้าง ... ๖๐ องค์บ้าง เป็นจิตอันเทวดา
			<remark  id="s2b20c61l24" />เหล่านั้นอบรมแล้วในภพนั้นแน่นอน ดูกรสารีบุตร ก็ข้อนั้นเธอไม่ควรเห็นเช่นนี้ ดูกรสารีบุตร
			<remark  id="s2b20c61l25" />ก็จิตอย่างนั้น ซึ่งเป็นเหตุให้เทวดาเหล่านั้นยืนอยู่ได้ในโอกาสแม้เท่าปลายเหล็กแหลมจดลง 
			<remark  id="s2b20c61l26" />๑๐ องค์บ้าง ฯลฯ แต่ก็ไม่เบียดกันและกัน เทวดาเหล่านั้นได้อบรมแล้วในศาสนานี้เอง 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b20c62" >
		<para id="s2b20c62p">
			<remark  id="s2b20c62l1" />เพราะฉะนั้นแหละสารีบุตร เธอพึงศึกษาอย่างนี้ว่า จักเป็นผู้มีอินทรีย์สงบ มีใจระงับอยู่ 
			<remark  id="s2b20c62l2" />เธอควรศึกษาเช่นนี้แหละ สารีบุตร กายกรรมวจีกรรม มโนกรรมของผู้มีอินทรีย์สงบ 
			<remark  id="s2b20c62l3" />มีใจระงับ เพราะฉะนั้นแหละ สารีบุตร เธอพึงศึกษาว่า จักนำกายและจิตที่สงบระงับแล้วเท่านั้น
			<remark  id="s2b20c62l4" />เข้าไปในพรหมจารีทั้งหลาย ดูกรสารีบุตร เธอควรศึกษาเช่นนี้แหละ ดูกรสารีบุตร พวก
			<remark  id="s2b20c62l5" />อัญญเดียรถีย์ปริพาชกที่ไม่ได้ฟังธรรมบรรยายนี้ ได้พากันฉิบหายเสียแล้ว ฯ
			<remark  id="s2b20c62l6" />         [๒๘๒] สมัยหนึ่ง ท่านพระมหากัจจานะอยู่ที่ฝั่งแม่น้ำกัททมทหะ  ใกล้พระนครวรรณะ 
			<remark  id="s2b20c62l7" />ครั้งนั้นแล พราหมณ์อารามทัณฑะได้เข้าไปหาท่านพระมหาที่กัจจานะถึงที่อยู่ ได้ปราศรัยกับท่าน
			<remark  id="s2b20c62l8" />พระมหากัจจานะ ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้ว จึงนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง 
			<remark  id="s2b20c62l9" />ครั้นแล้วได้ถามว่า ดูกรท่านกัจจานะ อะไรหนอเป็นเหตุเป็นปัจจัย เครื่องให้กษัตริย์กับกษัตริย์ 
			<remark  id="s2b20c62l10" />พราหมณ์กับพราหมณ์ คฤหบดีกับคฤหบดี วิวาทกัน ท่านมหากัจจานะตอบว่า ดูกร
			<remark  id="s2b20c62l11" />พราหมณ์  เพราะเหตุเวียนเข้าไปหากามราคะ ตกอยู่ในอำนาจกามราคะ กำหนัดยินดีในกามราคะ
			<remark  id="s2b20c62l12" /> ถูกกามราคะกลุ้มรุม และถูกกามราคะท่วมทับ แม้กษัตริย์กับกษัตริย์พราหมณ์กับพราหมณ์ 
			<remark  id="s2b20c62l13" />คฤหบดีกับคฤหบดี วิวาทกัน ฯ
			<remark  id="s2b20c62l14" />     อา. ดูกรท่านกัจจานะ ก็อะไรเป็นเหตุ เป็นปัจจัย เครื่องให้สมณะกับสมณะ
			<remark  id="s2b20c62l15" />วิวาทกัน ฯ
			<remark  id="s2b20c62l16" />     มหา. ดูกรพราหมณ์ เพราะเหตุเวียนเข้าไปหาทิฐิราคะ ตกอยู่ในอำนาจทิฐิราคะ 
			<remark  id="s2b20c62l17" />กำหนัดยินดีในทิฐิราคะ ถูกทิฐิราคะกลุ้มรุม และถูกทิฐิราคะท่วมทับ แม้สมณะกับสมณะ
			<remark  id="s2b20c62l18" />ก็วิวาทกัน ฯ 
			<remark  id="s2b20c62l19" />     อา. ดูกรท่านกัจจานะ ก็ในโลก ยังจะมีใครบ้างไหม ที่ก้าวล่วงการเวียนเข้าไปหากาม
			<remark  id="s2b20c62l20" />ราคะ การตกอยู่ในอำนาจกามราคะ การกำหนัดยินดีในกามราคะ การถูกกามราคะกลุ้มรุม และ
			<remark  id="s2b20c62l21" />การถูกกามราคะท่วมทับนี้ และก้าวล่วงการเวียนเข้าไปหาทิฐิราคะ การตกอยู่ในอำนาจทิฐิราคะ 
			<remark  id="s2b20c62l22" />การกำหนัดยินดีในทิฐิราคะการถูกทิฐิราคะกลุ้มรุม และการถูกทิฐิราคะท่วมทับนี้เสียได้ ฯ
			<remark  id="s2b20c62l23" />     มหา. ดูกรพราหมณ์ ในโลก มีท่านที่ก้าวล่วงการเวียนเข้าไปหากามราคะ การตกอยู่ใน
			<remark  id="s2b20c62l24" />อำนาจกามราคะ การกำหนัดยินดีในกามราคะ การถูกกามราคะกลุ้มรุม และการถูกกามราคะ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b20c63" >
		<para id="s2b20c63p">
			<remark  id="s2b20c63l1" />ท่วมทับนี้เสียได้ และก้าวล่วงความเวียนเข้าไปหาทิฐิราคะ การตกอยู่ในอำนาจทิฐิราคะ 
			<remark  id="s2b20c63l2" />การกำหนัดยินดีในทิฐิราคะ การถูกทิฐิราคะกลุ้มรุม และการถูกทิฐิราคะท่วมทับนี้ ฯ
			<remark  id="s2b20c63l3" />     อา. ดูกรท่านกัจจานะ ใครในโลกเป็นผู้ก้าวล่วงการเวียนเข้าไปหากามราคะ ... และการ
			<remark  id="s2b20c63l4" />ถูกทิฐิราคะท่วมทับนี้ ฯ
			<remark  id="s2b20c63l5" />     มหา. ดูกรพราหมณ์ ในชนบทด้านทิศบูรพา มีพระนครชื่อว่าสาวัตถี  ณ พระนคร
			<remark  id="s2b20c63l6" />สาวัตถีนั้นทุกวันนี้ พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้นกำลังประทับอยู่ ดูกร
			<remark  id="s2b20c63l7" />พราหมณ์ ก็พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ทรงก้าวล่วงการเวียนเข้าไปหากามราคะ ... และการถูก
			<remark  id="s2b20c63l8" />ทิฐิราคะท่วมทับนี้ด้วย
			<remark  id="s2b20c63l9" />     เมื่อท่านพระมหากัจจานะตอบอย่างนี้แล้ว พราหมณ์อารามทัณฑะลุกจากที่นั่ง ห่มผ้า
			<remark  id="s2b20c63l10" />เฉวียงบ่าข้างหนึ่งแล้ว คุกมณฑลเข่าข้างขวาลงบนแผ่นดิน ประนมอัญชลีไปทางที่พระผู้มีพระภาค
			<remark  id="s2b20c63l11" />ประทับอยู่แล้วเปล่งอุทาน ๓ ครั้งว่า ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
			<remark  id="s2b20c63l12" />พระองค์นั้น ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ขอนอบน้อม
			<remark  id="s2b20c63l13" />แด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ผู้ก้าวล่วงการเวียนเข้าไปหากามราคะ 
			<remark  id="s2b20c63l14" />การตกอยู่ในอำนาจกามราคะ การกำหนัดยินดีในกามราคะ การถูกกามราคะกลุ้มรุม และ
			<remark  id="s2b20c63l15" />การถูกกามราคะท่วมทับนี้แล้ว กับทั้งได้ก้าวล่วงการเวียนเข้าไปหาทิฐิราคะการตกอยู่ใน
			<remark  id="s2b20c63l16" />อำนาจทิฐิราคะ การกำหนัดยินดีในทิฐิราคะ การถูกทิฐิราคะกลุ้มรุมและการถูกทิฐิราคะ
			<remark  id="s2b20c63l17" />ท่วมทับนี้ด้วย ข้าแต่ท่านกัจจานะ ภาษิตของท่านแจ่มแจ้งนักข้าแต่ท่านกัจจานะ ภาษิตของ
			<remark  id="s2b20c63l18" />ท่านแจ่มแจ้งนัก ท่านกัจจานะประกาศธรรมโดยอเนกปริยาย เปรียบเหมือนบุคคลหงายของ
			<remark  id="s2b20c63l19" />ที่คว่ำ เปิดของที่ปิด บอกทางแก่ผู้หลงทาง หรือส่องประทีปในที่มืดด้วยตั้งใจว่าคนมีจักษุ
			<remark  id="s2b20c63l20" />จักเห็นรูป ฉะนั้น ข้าแต่ท่านกัจจานะ ข้าพเจ้านี้ ขอถึงพระโคดมผู้เจริญพระองค์นั้น กับทั้ง
			<remark  id="s2b20c63l21" />พระธรรมและพระภิกษุสงฆ์ว่าเป็นสรณะ ขอท่านกัจจานะจงจำข้าพเจ้าว่า เป็นอุบาสกผู้ถึงสรณะ
			<remark  id="s2b20c63l22" />ตลอดชีวิตจำเดิมแต่วันนี้เป็นต้นไป ฯ
			<remark  id="s2b20c63l23" />         [๒๘๓] สมัยหนึ่ง ท่านพระมหากัจจานะอยู่ที่ป่าคุนทาวัน ใกล้เมืองมธุรา ครั้งนั้นแล 
			<remark  id="s2b20c63l24" />พราหมณ์กัณฑรายนะเข้าไปหาท่านพระมหากัจจานะถึงที่อยู่ ได้ปราศรัยกับท่านพระมหากัจจานะ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b20c64" >
		<para id="s2b20c64p">
			<remark  id="s2b20c64l1" /> ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้วจึงนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้ถามว่า 
			<remark  id="s2b20c64l2" />ดูกรท่านกัจจานะ ข้าพเจ้าได้ฟังมาดังนี้ว่า ท่านสมณะกัจจานะหาอภิวาท ลุกขึ้นต้อนรับพวก
			<remark  id="s2b20c64l3" />พราหมณ์ที่ชราแก่เฒ่าล่วงกาลผ่านวัย หรือเชื้อเชิญด้วยอาสนะไม่ ดูกรท่านกัจจานะ ข่าวที่ได้
			<remark  id="s2b20c64l4" />ฟังมานั้นจริงแท้ เพราะท่านกัจจานะหาอภิวาท ลุกขึ้นต้อนรับพวกพราหมณ์ที่ชราแก่เฒ่าล่วงกาล
			<remark  id="s2b20c64l5" />ผ่านวัย หรือเชื้อเชิญด้วยอาสนะไม่  ดูกรท่านกัจจานะ   การกระทำเช่นนี้นั้น  เป็นการไม่
			<remark  id="s2b20c64l6" />สมควรแท้ ฯ
			<remark  id="s2b20c64l7" />     ท่านมหากัจจานะตอบว่า   ดูกรพราหมณ์   ภูมิคนแก่และภูมิเด็ก   ที่พระผู้มี
			<remark  id="s2b20c64l8" />พระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ทรงรู้ทรงเห็นพระองค์นั้นตรัสไว้มีอยู่ ดูกรพราหมณ์ ถึงแม้
			<remark  id="s2b20c64l9" />จะเป็นคนแก่มีอายุ ๘๐ ปี ๙๐ ปี หรือ ๑๐๐ ปี แต่กำเนิดก็ดี แต่เขายังบริโภคกาม อยู่ในท่าม
			<remark  id="s2b20c64l10" />กลางกาม ถูกความเร่าร้อนเพราะกามแผดเผา---ถูกกามวิตกเคี้ยวกินอยู่ ยังเป็นผู้ขวนขวายเพื่อ
			<remark  id="s2b20c64l11" />แสวงหากาม เขาก็ย่อมถึงการนับว่าเป็นพาล ไม่ใช่เถระโดยแท้ ดูกรพราหมณ์ ถึงแม้ว่าจะเป็น
			<remark  id="s2b20c64l12" />เด็กยังเป็นหนุ่มมีผมดำสนิท ประกอบด้วยความเป็นหนุ่มอันเจริญ ยังตั้งอยู่ในปฐมวัย แต่
			<remark  id="s2b20c64l13" />เขาไม่บริโภคกาม ไม่อยู่ในท่ามกลางกาม ไม่ถูกความเร่าร้อนเพราะกามแผดเผา ไม่ถูกกามวิตก
			<remark  id="s2b20c64l14" />เคี้ยวกิน ไม่ขวนขวายเพื่อแสวงหากาม เขาก็ย่อมถึงการนับว่าเป็นบัณฑิตเป็นเถระแน่แท้
			<remark  id="s2b20c64l15" />ทีเดียวแล
			<remark  id="s2b20c64l16" />     ทราบว่า เมื่อท่านพระมหากัจจานะกล่าวอย่างนี้แล้ว พราหมณ์กัณฑรายนะได้ลุกจาก
			<remark  id="s2b20c64l17" />ที่นั่งแล้วห่มผ้าเฉวียงบ่าข้างหนึ่ง ไหว้เท้าของภิกษุที่หนุ่มด้วยเศียรเกล้ากล่าวว่า พระผู้เป็นเจ้าแก่ 
			<remark  id="s2b20c64l18" />ตั้งอยู่แล้วในภูมิคนแก่ เรายังเด็ก ตั้งอยู่ในภูมิเด็กข้าแต่ท่านกัจจานะ ภาษิตของท่านแจ่มแจ้ง
			<remark  id="s2b20c64l19" />นัก ข้าแต่ท่านกัจจานะ ภาษิตของท่านแจ่มแจ้งนัก ท่านพระกัจจานะประกาศธรรมโดยอเนก
			<remark  id="s2b20c64l20" />ปริยาย เปรียบเหมือนบุคคลหงายของที่คว่ำ เปิดของที่ปิด บอกทางแก่ผู้หลงทาง หรือส่อง
			<remark  id="s2b20c64l21" />ประทีปในที่มืดด้วยตั้งใจว่า คนมีจักษุจักเห็นรูป ฉะนั้น ข้าแต่ท่านกัจจานะ  ข้าพเจ้านี้ ขอถึง
			<remark  id="s2b20c64l22" />พระโคดมผู้เจริญพระองค์นั้น กับทั้งพระธรรมและพระภิกษุสงฆ์เป็นสรณะ ขอท่านพระกัจจานะ
			<remark  id="s2b20c64l23" />จงจำข้าพเจ้าว่าเป็นอุบาสก ผู้ถึงสรณะตลอดชีวิตตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ฯ
			<remark  id="s2b20c64l24" />         [๒๘๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมัยใด พวกโจรมีกำลัง สมัยนั้นพระเจ้าแผ่นดินย่อม
			<remark  id="s2b20c64l25" />ถอยกำลัง ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในสมัยเช่นนั้น พระเจ้าแผ่นดินย่อมไม่สะดวกที่จะเสด็จผ่านไป 
			<remark  id="s2b20c64l26" />เสด็จออกไป หรือจะออกคำสั่งไปยังชนบทชายแดนในสมัยเช่นนั้น แม้พวกพราหมณ์และ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b20c65" >
		<para id="s2b20c65p">
			<remark  id="s2b20c65l1" />คฤหบดีก็ไม่สะดวกที่จะผ่านไป จะออกไปหรือเพื่อตรวจตราการงานภายนอก ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
			<remark  id="s2b20c65l2" />ฉันนั้นเหมือนกัน สมัยใดพวกภิกษุเลวทรามมีกำลัง สมัยนั้น พวกภิกษุที่มีศีลเป็นที่รักย่อม
			<remark  id="s2b20c65l3" />ถอยกำลัง  ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในสมัยเช่นนั้น ภิกษุพวกที่มีศีลเป็นที่รัก เป็นผู้นิ่งเงียบทีเดียว
			<remark  id="s2b20c65l4" /> นั่งในท่ามกลางสงฆ์ หรือคบชนบทชายแดน ข้อนี้นั้นย่อมเป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์ของชนมาก
			<remark  id="s2b20c65l5" /> เพื่อมิใช่สุขของชนมาก เพื่อความฉิบหาย เพื่อมิใช่ประโยชน์แก่ชนเป็นอันมาก เพื่อทุกข์แก่
			<remark  id="s2b20c65l6" />เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมัยใด พระเจ้าแผ่นดินมีกำลัง สมัยนั้น พวก
			<remark  id="s2b20c65l7" />โจรย่อมถอยกำลังดูกรภิกษุทั้งหลาย ในสมัยเช่นนั้น พระเจ้าแผ่นดินย่อมสะดวกที่จะเสด็จ
			<remark  id="s2b20c65l8" />ผ่านไปเสด็จออกไป หรือที่จะออกคำสั่งไปยังชนบทชายแดน ในสมัยเช่นนั้น แม้พวก
			<remark  id="s2b20c65l9" />พราหมณ์และคฤหบดีย่อมสะดวกที่จะไป ออกไป หรือตรวจการงานภายนอกดูกรภิกษุทั้งหลาย
			<remark  id="s2b20c65l10" /> ฉันนั้นเหมือนกัน สมัยใด พวกภิกษุที่มีศีลเป็นที่รัก มีกำลังสมัยนั้น พวกภิกษุที่เลวทราม 
			<remark  id="s2b20c65l11" />ย่อมถอยกำลัง ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในสมัยเช่นนั้นพวกภิกษุที่เลวทราม เป็นผู้นิ่งเงียบทีเดียว 
			<remark  id="s2b20c65l12" />นั่งในท่ามกลางสงฆ์ หรือออกไปทางใดทางหนึ่ง ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อนี้ย่อมเป็นไปเพื่อ
			<remark  id="s2b20c65l13" />ประโยชน์ของชนมากเพื่อสุขของชนมาก เพื่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูลแก่ชนเป็นอันมาก เพื่อ
			<remark  id="s2b20c65l14" />ความสุขแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ฯ
			<remark  id="s2b20c65l15" />         [๒๘๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราไม่สรรเสริญความปฏิบัติผิดของคน ๒ จำพวก คือ 
			<remark  id="s2b20c65l16" />คฤหัสถ์ ๑ บรรพชิต ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย คฤหัสถ์หรือบรรพชิตปฏิบัติผิดแล้ว ย่อมไม่ยัง
			<remark  id="s2b20c65l17" />กุศลธรรมที่นำออกให้สำเร็จก็ได้ เพราะการปฏิบัติผิดเป็นเหตุ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราสรรเสริญ
			<remark  id="s2b20c65l18" />ความปฏิบัติชอบของคน ๒ จำพวก คือคฤหัสถ์ ๑ บรรพชิต ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย คฤหัสถ์
			<remark  id="s2b20c65l19" />หรือบรรพชิตปฏิบัติชอบแล้วย่อมยังกุศลธรรมที่นำออกให้สำเร็จได้ เพราะการปฏิบัติชอบเป็น
			<remark  id="s2b20c65l20" />เหตุ ฯ
			<remark  id="s2b20c65l21" />         [๒๘๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุพวกที่ห้ามอรรถและธรรมโดยสูตรซึ่งตนเรียนไว้ไม่ดี 
			<remark  id="s2b20c65l22" />ด้วยพยัญชนะปฏิรูปนั้น ชื่อว่าปฏิบัติแล้วเพื่อมิใช่ประโยชน์ของชนมาก เพื่อมิใช่สุขของชนมาก 
			<remark  id="s2b20c65l23" />เพื่อความฉิบหาย เพื่อมิใช่ประโยชน์แก่ชนเป็นอันมาก เพื่อทุกข์แก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย
			<remark  id="s2b20c65l24" /> อนึ่ง ภิกษุพวกนั้นยังจะประสพบาปเป็นอันมาก และทั้งชื่อว่าทำสัทธรรมนี้ให้อันตรธานไปอีก
		</para>
	</section>
	<section id="s2b20c66" >
		<para id="s2b20c66p">
			<remark  id="s2b20c66l1" />ด้วย ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุพวกที่อนุโลมอรรถและธรรม โดยสูตรซึ่งตนเรียนไว้ดี ด้วย
			<remark  id="s2b20c66l2" />พยัญชนะปฏิรูปนั้น ชื่อว่าปฏิบัติแล้วเพื่อประโยชน์ของชนมาก เพื่อความสุขของชนมาก เพื่อ
			<remark  id="s2b20c66l3" />ประโยชน์ เพื่อเกื้อกูลแก่ชนเป็นอันมาก เพื่อความสุขแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ดูกรภิกษุ
			<remark  id="s2b20c66l4" />ทั้งหลาย อนึ่ง ภิกษุพวกนั้นยังประสพบุญเป็นอันมาก ทั้งชื่อว่าดำรงสัทธรรมนี้ไว้อีกด้วย ฯ
			<remark  id="s2b20c66l5" />                         จบสมจิตตวรรคที่ ๔
			<remark  id="s2b20c66l6" />         [๒๘๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย บริษัท ๒ จำพวกนี้ ๒ จำพวกเป็นไฉน คือ บริษัทตื้น ๑
			<remark  id="s2b20c66l7" /> บริษัทลึก ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บริษัทตื้นเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย บริษัทใดในธรรมวินัย
			<remark  id="s2b20c66l8" />นี้ มีภิกษุฟุ้งซ่านเชิดตัว มีจิตกวัดแกว่ง ปากกล้าพูดจาอื้อฉาว หลงลืมสติ ไม่มีสัมปชัญญะ 
			<remark  id="s2b20c66l9" />มีจิตไม่ตั้งมั่น คิดจะสึก ไม่สำรวมอินทรีย์ บริษัทเช่นนี้เรียกว่าบริษัทตื้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
			<remark  id="s2b20c66l10" />ก็บริษัทลึกเป็นไฉนดูกรภิกษุทั้งหลาย บริษัทใดในธรรมวินัยนี้ มีภิกษุไม่ฟุ้งซ่าน ไม่เชิดตัว
			<remark  id="s2b20c66l11" /> มีจิตไม่กวัดแกว่ง ปากไม่กล้า ไม่พูดจาอื้อฉาว ดำรงสติมั่น มีสัมปชัญญะ มีใจตั้งมั่น มีจิต
			<remark  id="s2b20c66l12" />เป็นเอกัคคตา สำรวมอินทรีย์ บริษัทเช่นนี้ เรียกว่าบริษัทลึก ดูกรภิกษุทั้งหลาย บริษัท ๒ 
			<remark  id="s2b20c66l13" />จำพวกนี้แล บรรดาบริษัท ๒ จำพวกนี้ บริษัทลึกเป็นเลิศ ฯ
			<remark  id="s2b20c66l14" />         [๒๘๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย บริษัท ๒ จำพวกนี้ ๒ จำพวกเป็นไฉน คือ บริษัทที่แยก
			<remark  id="s2b20c66l15" />ออกเป็นพวก ๑ บริษัทที่สามัคคีกัน ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บริษัทที่แยกออกเป็นพวกเป็นไฉน 
			<remark  id="s2b20c66l16" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย บริษัทใดในธรรมวินัยนี้ มีภิกษุหมายมั่นทะเลาะวิวาทกัน ต่างเอาหอก คือปาก
			<remark  id="s2b20c66l17" />ทิ่มแทงกันและกันอยู่ บริษัทเช่นนี้---เรียกว่าบริษัทที่แยกกันเป็นพวก ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็
			<remark  id="s2b20c66l18" />บริษัทที่สามัคคีกันเป็นไฉนดูกรภิกษุทั้งหลาย บริษัทใดในธรรมวินัยนี้ มีภิกษุพร้อมเพรียง
			<remark  id="s2b20c66l19" />กัน ชื่นชมกันไม่วิวาทกัน เป็นเหมือนน้ำนมกับน้ำ ต่างมองดูกันและกันด้วยนัยน์ตาเป็น
			<remark  id="s2b20c66l20" />ที่รักอยู่บริษัทเช่นนี้ เรียกว่าบริษัทที่สามัคคีกัน ดูกรภิกษุทั้งหลาย บริษัท ๒ จำพวกนี้แล 
			<remark  id="s2b20c66l21" />บรรดาบริษัท ๒ จำพวกนี้ บริษัทที่สามัคคีกันเป็นเลิศ ฯ
			<remark  id="s2b20c66l22" />         [๒๘๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย บริษัท ๒ จำพวกนี้ ๒ จำพวกเป็นไฉน คือบริษัทที่ไม่มี
			<remark  id="s2b20c66l23" />อัครบุคคล ๑ บริษัทที่มีอัครบุคคล ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บริษัทที่ไม่มีอัครบุคคลเป็นไฉน ดูกร
			<remark  id="s2b20c66l24" />ภิกษุทั้งหลาย บริษัทใดในธรรมวินัยนี้ มีพวกภิกษุเถระเป็นคนมักมาก เป็นคนย่อหย่อน เป็น
			<remark  id="s2b20c66l25" />หัวหน้าในการก้าวไปสู่ทางต่ำ ทอดทิ้งธุระในปวิเวก ไม่ปรารภความเพียรเพื่อถึงธรรมที่ยังไม่ถึง
			<remark  id="s2b20c66l26" /> เพื่อบรรลุธรรมที่ยังไม่ได้บรรลุ เพื่อทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ยังมิได้ทำให้แจ้ง ประชุมชนภายหลัง
		</para>
	</section>
	<section id="s2b20c67" >
		<para id="s2b20c67p">
			<remark  id="s2b20c67l1" />ต่างถือเอาภิกษุเถระเหล่านั้นเป็นตัวอย่าง ถึงประชุมชนนั้นก็เป็นผู้มักมาก ย่อหย่อน เป็นหัวหน้า
			<remark  id="s2b20c67l2" />ในการก้าวไปสู่ทางต่ำ ทอดทิ้งธุระในปวิเวก ไม่ปรารภความเพียรเพื่อถึงธรรมที่ยังไม่ถึง เพื่อ
			<remark  id="s2b20c67l3" />บรรลุธรรมที่ยังไม่บรรลุ เพื่อทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ยังไม่ได้ทำให้แจ้ง ดูกรภิกษุทั้งหลาย บริษัท
			<remark  id="s2b20c67l4" />เช่นนี้ เรียกว่าบริษัทไม่มีอัครบุคคลดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บริษัทที่มีอัครบุคคลเป็นไฉน ดูกร
			<remark  id="s2b20c67l5" />ภิกษุทั้งหลาย บริษัทใดในธรรมวินัยนี้ มีพวกภิกษุเถระเป็นคนไม่มักมาก ไม่ย่อหย่อน ทอด
			<remark  id="s2b20c67l6" />ทิ้งธุระในการก้าวไปสู่ทางต่ำ เป็นหัวหน้าในปวิเวก ปรารภความเพียรเพื่อถึงธรรมที่ยังไม่ถึง เพื่อ
			<remark  id="s2b20c67l7" />บรรลุธรรมที่ยังไม่ได้บรรลุ เพื่อทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ยังไม่ได้ทำให้แจ้ง ประชุมชนภายหลังต่าง
			<remark  id="s2b20c67l8" />ถือเอาภิกษุเถระเหล่านั้นเป็นตัวอย่าง ถึงประชุมชนนั้นก็เป็นผู้ไม่มักมาก ไม่ย่อหย่อน ทอดทิ้ง
			<remark  id="s2b20c67l9" />ธุระในการก้าวไปสู่ทางต่ำ เป็นหัวหน้าในปวิเวก ปรารภความเพียรเพื่อถึงธรรมที่ยังไม่ถึง เพื่อ
			<remark  id="s2b20c67l10" />บรรลุธรรมที่ยังไม่ได้บรรลุ เพื่อทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ยังไม่ได้ทำให้แจ้ง ดูกรภิกษุทั้งหลาย บริษัท
			<remark  id="s2b20c67l11" />เช่นนี้ เรียกว่าบริษัทมีอัครบุคคล ดูกรภิกษุทั้งหลาย บริษัท ๒ จำพวกนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย
			<remark  id="s2b20c67l12" /> บรรดาบริษัท ๒ จำพวกนี้ บริษัทที่มีอัครบุคคลเป็นเลิศ ฯ
			<remark  id="s2b20c67l13" />         [๒๙๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย บริษัท ๒ จำพวกนี้ ๒ จำพวกเป็นไฉน คือ  บริษัทที่มิใช่
			<remark  id="s2b20c67l14" />อริยะ ๑ บริษัทที่เป็นอริยะ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บริษัทที่มิใช่อริยะเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย
			<remark  id="s2b20c67l15" /> ภิกษุในบริษัทใดในธรรมวินัยนี้ ไม่รู้ชัดตามเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ นี้เหตุให้เกิดทุกข์ นี้ความดับ
			<remark  id="s2b20c67l16" />ทุกข์ นี้ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ ดูกรภิกษุทั้งหลาย บริษัทเช่นนี้ เรียกว่าบริษัทที่มิใช่
			<remark  id="s2b20c67l17" />อริยะ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บริษัทที่เป็นอริยะเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในบริษัทใดใน
			<remark  id="s2b20c67l18" />ธรรมวินัยนี้ รู้ชัดตามเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ นี้เหตุให้เกิดทุกข์ นี้ความดับทุกข์นี้ข้อปฏิบัติให้ถึง
			<remark  id="s2b20c67l19" />ความดับทุกข์ ดูกรภิกษุทั้งหลาย บริษัทเช่นนี้เรียกว่า บริษัทที่เป็นอริยะ ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
			<remark  id="s2b20c67l20" />บริษัท ๒ จำพวกนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรดาบริษัท ๒ จำพวกนี้ บริษัทที่เป็นอริยะเป็นเลิศ ฯ
			<remark  id="s2b20c67l21" />         [๒๙๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย บริษัท ๒ จำพวกนี้ ๒ จำพวกเป็นไฉน คือ  บริษัทหยาก
			<remark  id="s2b20c67l22" />เยื่อ ๑ บริษัทใสสะอาด ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บริษัทหยากเยื่อเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
			<remark  id="s2b20c67l23" />ภิกษุในบริษัทใดในธรรมวินัยนี้ ย่อมถึงฉันทาคติโทสาคติ โมหาคติ ภยาคติ ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
			<remark  id="s2b20c67l24" />บริษัทเช่นนี้ เรียกว่าบริษัทหยากเยื่อ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บริษัทใสสะอาดเป็นไฉน ดูกร
			<remark  id="s2b20c67l25" />ภิกษุทั้งหลายภิกษุในบริษัทใดในธรรมวินัยนี้ ย่อมไม่ถึงฉันทาคติ โทสาคติ โมหาคติ ภยาคติ
			<remark  id="s2b20c67l26" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย บริษัทเช่นนี้ เรียกว่าบริษัทใสสะอาด ดูกรภิกษุทั้งหลายบริษัท ๒ จำพวก
			<remark  id="s2b20c67l27" />นี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรดาบริษัท ๒ จำพวกนี้ บริษัทใสสะอาดเป็นเลิศ ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b20c68" >
		<para id="s2b20c68p">
			<remark  id="s2b20c68l1" />         [๒๙๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย บริษัท ๒ จำพวกนี้ ๒ จำพวกเป็นไฉน คือ  บริษัทที่ดื้อ
			<remark  id="s2b20c68l2" />ด้านไม่ได้รับการสอบถามแนะนำ ๑ บริษัทที่ได้รับการสอบถามแนะนำไม่ดื้อด้าน ๑ ดูกรภิกษุ
			<remark  id="s2b20c68l3" />ทั้งหลาย ก็บริษัทที่ดื้อด้านไม่ได้รับการสอบถามแนะนำเป็นไฉน ภิกษุในบริษัทใดในธรรมวินัย
			<remark  id="s2b20c68l4" />นี้ เมื่อผู้อื่นกล่าวพระสูตรที่ตถาคตภาษิตไว้ซึ่งลึกล้ำ มีอรรถอันลึกล้ำ เป็นโลกุตระ ปฏิสังยุต
			<remark  id="s2b20c68l5" />ด้วยสุญญตธรรม ไม่ตั้งใจฟังให้ดี ไม่เงี่ยหูลงสดับ ไม่เข้าไปตั้งจิตไว้เพื่อจะรู้ทั่วถึง อนึ่ง ภิกษุ
			<remark  id="s2b20c68l6" />เหล่านั้นไม่เข้าใจธรรมที่ตนควรเล่าเรียนท่องขึ้นใจ แต่เมื่อผู้อื่นกล่าวพระสูตรที่กวีได้รจนาไว้ 
			<remark  id="s2b20c68l7" />เป็นคำกวี มีอักษรวิจิตร มีพยัญชนะวิจิตร มีในภายนอก ซึ่งสาวกได้ภาษิตไว้ ย่อมตั้งใจฟัง
			<remark  id="s2b20c68l8" />เป็นอย่างดี เงี่ยหูลงสดับ เข้าไปตั้งจิตไว้เพื่อจะรู้ทั่วถึงอนึ่ง ภิกษุเหล่านั้นย่อมเข้าใจธรรมที่
			<remark  id="s2b20c68l9" />ตนควรเล่าเรียน ท่องขึ้นใจ ภิกษุเหล่านั้นเรียนธรรมนั้นแล้ว ไม่สอบสวน ไม่เที่ยวไต่ถามกัน
			<remark  id="s2b20c68l10" />และกันว่า พยัญชนะนี้อย่างไร อรรถแห่งภาษิตนี้เป็นไฉน ภิกษุเหล่านั้นไม่เปิดเผยอรรถที่ลี้ลับ
			<remark  id="s2b20c68l11" /> ไม่ทำอรรถที่ลึกซึ้งให้ตื้น และไม่บรรเทาความสงสัยในธรรมเป็นที่ตั้งแห่งความสงสัยหลายอย่าง
			<remark  id="s2b20c68l12" />เสีย ดูกรภิกษุทั้งหลาย บริษัทนี้เรียกว่าบริษัทดื้อด้านไม่ได้รับการสอบถามแนะนำ ดูกรภิกษุ
			<remark  id="s2b20c68l13" />ทั้งหลาย ก็บริษัทที่ได้รับการสอบถามแนะนำไม่ดื้อด้านเป็นไฉน ภิกษุในบริษัทใดในธรรมวินัยนี้ 
			<remark  id="s2b20c68l14" />เมื่อผู้อื่นกล่าวพระสูตรที่กวีรจนาไว้เป็นคำกวี มีอักษรวิจิตร มีพยัญชนะวิจิตร มีในภายนอก 
			<remark  id="s2b20c68l15" />เป็นสาวกภาษิต ไม่ตั้งใจฟังด้วยดี ไม่เงี่ยหูลงสดับ ไม่เข้าไปตั้งจิตไว้เพื่อจะรู้ทั่วถึง  อนึ่ง ภิกษุ
			<remark  id="s2b20c68l16" />เหล่านั้นไม่เข้าใจธรรมที่ตนควรเล่าเรียน ท่องขึ้นใจ แต่ว่า เมื่อผู้อื่นกล่าวพระสูตรที่ตถาคตภาษิต
			<remark  id="s2b20c68l17" />ไว้ ซึ่งลึกล้ำ มีอรรถลึกล้ำ เป็นโลกุตระปฏิสังยุตด้วยสุญญตธรรม ย่อมตั้งใจฟังเป็นอย่างดี 
			<remark  id="s2b20c68l18" />เงี่ยหูลงสดับ เข้าไปตั้งจิตเพื่อจะรู้ทั่วถึง และภิกษุเหล่านั้นย่อมเข้าใจธรรมที่ตนควรเล่าเรียน ท่อง
			<remark  id="s2b20c68l19" />ขึ้นใจ ภิกษุเหล่านั้นเรียนธรรมนั้นแล้ว ย่อมสอบสวนเที่ยวไต่ถามกันและกันว่า พยัญชนะนี้
			<remark  id="s2b20c68l20" />อย่างไร อรรถแห่งภาษิตนี้เป็นไฉน ภิกษุเหล่านั้นย่อมเปิดเผยอรรถที่ลี้ลับ ทำอรรถที่ลึกซึ้ง
			<remark  id="s2b20c68l21" />ให้ตื้น และบรรเทาความสงสัยในธรรมเป็นที่ตั้งแห่งความสงสัยหลายอย่างเสีย ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
			<remark  id="s2b20c68l22" />บริษัทนี้เรียกว่า บริษัทผู้ได้รับการสอบถามแนะนำ ไม่ดื้อด้าน ดูกรภิกษุทั้งหลาย บริษัท ๒ 
			<remark  id="s2b20c68l23" />จำพวกเหล่านี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรดาบริษัท ๒ จำพวกนี้ บริษัทที่ได้รับการสอบถามแนะ
			<remark  id="s2b20c68l24" />นำ ไม่ดื้อด้าน เป็นเลิศ ฯ
			<remark  id="s2b20c68l25" />         [๒๙๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย บริษัท ๒ จำพวกนี้ ๒ จำพวกเป็นไฉน คือบริษัทที่หนัก
			<remark  id="s2b20c68l26" />ในอามิส ไม่หนักในสัทธรรม ๑ บริษัทที่หนักในสัทธรรม ไม่หนักในอามิส ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย
			<remark  id="s2b20c68l27" /> ก็บริษัทที่หนักในอามิส ไม่หนักในสัทธรรมเป็นไฉน ภิกษุบริษัทใดในธรรมวินัยนี้ ต่าง
		</para>
	</section>
	<section id="s2b20c69" >
		<para id="s2b20c69p">
			<remark  id="s2b20c69l1" />สรรเสริญคุณของกันและกันต่อหน้าคฤหัสถ์ผู้นุ่งห่มผ้าขาวว่า ภิกษุรูปโน้นเป็นอุภโตภาควิมุต รูป
			<remark  id="s2b20c69l2" />โน้นเป็นปัญญาวิมุตรูปโน้นเป็นกายสักขี รูปโน้นเป็นทิฏฐิปัตตะ รูปโน้นเป็นสัทธาวิมุต รูป
			<remark  id="s2b20c69l3" />โน้นเป็นธรรมานุสารี รูปโน้นเป็นสัทธานุสารี รูปโน้นมีศีล มีกัลยาณธรรม รูปโน้นทุศีล มี
			<remark  id="s2b20c69l4" />ธรรมเลวทราม เธอต่างได้ลาภด้วยเหตุนั้น ครั้นได้แล้ว ต่างก็กำหนัดยินดี หมกมุ่น ไม่เห็น
			<remark  id="s2b20c69l5" />โทษ ไร้ปัญญาเป็นเหตุออกไปจากภพบริโภคอยู่ ดูกรภิกษุทั้งหลาย บริษัทนี้เรียกว่า บริษัทผู้หนัก
			<remark  id="s2b20c69l6" />ในอามิส ไม่หนักในสัทธรรม ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บริษัทที่หนักในสัทธรรม ไม่หนักในอามิส
			<remark  id="s2b20c69l7" />เป็นไฉน ภิกษุในบริษัทใดในธรรมวินัยนี้ ต่างไม่พูดสรรเสริญคุณของกันและกัน ต่อหน้า
			<remark  id="s2b20c69l8" />คฤหัสถ์ผู้นุ่งห่มผ้าขาวว่า ภิกษุรูปโน้นเป็นอุภโตภาควิมุต รูปโน้นเป็นปัญญาวิมุต รูปโน้น
			<remark  id="s2b20c69l9" />เป็นกายสักขี รูปโน้นเป็นทิฏฐิปัตตะ รูปโน้นเป็นสัทธาวิมุต รูปโน้นเป็นธรรมานุสารี เป็น
			<remark  id="s2b20c69l10" />สัทธานุสารี รูปโน้นมีศีล มีกัลยาณธรรม รูปโน้นทุศีลมีธรรมเลวทราม เธอต่างได้ลาภด้วย
			<remark  id="s2b20c69l11" />เหตุนั้น ครั้นได้แล้วก็ไม่กำหนัด ไม่ยินดีไม่หมกมุ่น มักเห็นโทษ มีปัญญาเป็นเหตุออกไปจาก
			<remark  id="s2b20c69l12" />ภพบริโภคอยู่ ดูกรภิกษุทั้งหลาย บริษัทนี้เรียกว่า บริษัทผู้หนักในสัทธรรม ไม่หนักในอามิส 
			<remark  id="s2b20c69l13" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย บริษัท ๒ จำพวกนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรดาบริษัท ๒ จำพวกนี้บริษัท
			<remark  id="s2b20c69l14" />ที่หนักในสัทธรรม ไม่หนักในอามิสเป็นเลิศ ฯ
			<remark  id="s2b20c69l15" />         [๒๙๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย บริษัท ๒ จำพวกนี้ ๒ จำพวกเป็นไฉน คือ  บริษัทไม่
			<remark  id="s2b20c69l16" />เรียบร้อย ๑ บริษัทเรียบร้อย ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บริษัทไม่เรียบร้อย  เป็นไฉน ในบริษัทใด
			<remark  id="s2b20c69l17" />ในธรรมวินัยนี้ กรรมฝ่ายอธรรมเป็นไป กรรมฝ่ายธรรมไม่เป็นไป กรรมที่ไม่เป็นวินัยเป็นไป กรรม
			<remark  id="s2b20c69l18" />ที่เป็นวินัยไม่เป็นไป กรรมฝ่ายอธรรมรุ่งเรือง กรรมฝ่ายธรรมไม่รุ่งเรือง กรรมที่ไม่เป็นวินัยรุ่งเรือง 
			<remark  id="s2b20c69l19" />กรรมที่เป็นวินัยไม่รุ่งเรือง ดูกรภิกษุทั้งหลาย บริษัทนี้เรียกว่า บริษัทไม่เรียบร้อย ดูกรภิกษุทั้งหลาย
			<remark  id="s2b20c69l20" />เพราะบริษัทเป็นผู้ไม่เรียบร้อย กรรมฝ่ายอธรรมจึงเป็นไป กรรมฝ่ายธรรมจึงไม่เป็นไป กรรมที่ไม่
			<remark  id="s2b20c69l21" />เป็นวินัยจึงเป็นไป กรรมที่เป็นวินัยจึงไม่เป็นไป กรรมฝ่ายอธรรมจึงรุ่งเรือง กรรมที่เป็นธรรมจึง
			<remark  id="s2b20c69l22" />ไม่รุ่งเรือง กรรมที่ไม่เป็นวินัยจึงรุ่งเรืองกรรมที่เป็นวินัยจึงไม่รุ่งเรือง ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บริษัท
			<remark  id="s2b20c69l23" />เรียบร้อยเป็นไฉน ในบริษัทใดในธรรมวินัยนี้ กรรมฝ่ายธรรมเป็นไป กรรมฝ่ายอธรรมไม่
			<remark  id="s2b20c69l24" />เป็นไป กรรมที่เป็นวินัยเป็นไป กรรมที่ไม่เป็นวินัยไม่เป็นไป กรรมฝ่ายธรรมรุ่งเรือง กรรมฝ่าย
			<remark  id="s2b20c69l25" />อธรรมไม่รุ่งเรือง กรรมที่เป็นวินัยรุ่งเรือง กรรมที่ไม่เป็นวินัยไม่รุ่งเรือง  กรรมที่ไม่เป็นวินัยไม่
			<remark  id="s2b20c69l26" />รุ่งเรือง  ดูกรภิกษุทั้งหลาย บริษัทนี้เรียกว่า บริษัทเรียบร้อย ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะบริษัท
			<remark  id="s2b20c69l27" />เรียบร้อย กรรมฝ่ายธรรมจึงเป็นไป กรรมฝ่ายอธรรมจึงไม่เป็นไป กรรมที่เป็นวินัยจึงเป็นไป 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b20c70" >
		<para id="s2b20c70p">
			<remark  id="s2b20c70l1" />กรรมที่ไม่เป็นวินัยจึงไม่เป็นไป กรรมฝ่ายธรรมจึงรุ่งเรืองกรรมฝ่ายอธรรมจึงไม่รุ่งเรือง กรรมที่
			<remark  id="s2b20c70l2" />เป็นวินัยจึงรุ่งเรือง กรรมที่ไม่เป็นวินัยจึงไม่รุ่งเรือง ดูกรภิกษุทั้งหลาย บริษัท ๒ จำพวกนี้แล
			<remark  id="s2b20c70l3" /> ดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรดาบริษัท ๒ จำพวกนี้ บริษัทที่เรียบร้อยเป็นเลิศ ฯ
			<remark  id="s2b20c70l4" />         [๒๙๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย บริษัท ๒ จำพวกนี้ ๒ จำพวกเป็นไฉน คือ บริษัทที่ไร้
			<remark  id="s2b20c70l5" />ธรรม ๑ บริษัทที่ประกอบด้วยธรรม ๑ ฯลฯ ดูกรภิกษุทั้งหลายบริษัท ๒ จำพวกนี้แล ดูกรภิกษุ
			<remark  id="s2b20c70l6" />ทั้งหลาย บรรดาบริษัท ๒ จำพวกนี้ บริษัทที่ประกอบด้วยธรรมเป็นเลิศ ฯ
			<remark  id="s2b20c70l7" />         [๒๙๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย บริษัท ๒ จำพวกนี้ ๒ จำพวกเป็นไฉน คือ อธรรมวาที
			<remark  id="s2b20c70l8" />บริษัท ๑ ธรรมวาทีบริษัท ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็อธรรมวาทีบริษัทเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย
			<remark  id="s2b20c70l9" /> ในบริษัทใดในธรรมวินัยนี้ ภิกษุทั้งหลายยึดถืออธิกรณ์ เป็นธรรมหรือไม่เป็นธรรมก็ตาม ภิกษุ
			<remark  id="s2b20c70l10" />เหล่านั้น ครั้นยึดถืออธิกรณ์นั้นแล้ว ไม่ยังกันและกันให้ยินยอม ไม่เข้าถึงความตกลงกัน ไม่
			<remark  id="s2b20c70l11" />ยังกันและกันให้เพ่งโทษตน และไม่เข้าถึงการเพ่งโทษตน ภิกษุเหล่านั้นมีการไม่ตกลงกัน
			<remark  id="s2b20c70l12" />เป็นกำลัง มีการไม่เพ่งโทษตนเป็นกำลัง คิดไม่สละคืน ยึดมั่นอธิกรณ์นั้นแหละด้วยกำลัง 
			<remark  id="s2b20c70l13" />ด้วยรูปคลำ แล้วกล่าวว่า "คำนี้เท่านั้นจริง คำอื่นเปล่า" ดังนี้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย บริษัทนี้
			<remark  id="s2b20c70l14" />เรียกว่า "อธรรมวาทีบริษัท" ฯ
			<remark  id="s2b20c70l15" />     ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ธรรมวาทีบริษัทเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในบริษัทใดใน
			<remark  id="s2b20c70l16" />ธรรมวินัยนี้ ภิกษุทั้งหลายยึดถืออธิกรณ์ เป็นธรรมหรือไม่เป็นธรรมก็ตาม ภิกษุเหล่านั้นครั้นยึดถือ
			<remark  id="s2b20c70l17" />อธิกรณ์นั้นแล้ว ยังกันและกันให้ยินยอม เข้าถึงความตกลงกัน ยังกันและกันให้เพ่งโทษ เข้าถึง
			<remark  id="s2b20c70l18" />การเพ่งโทษตน ภิกษุเหล่านั้นมีความตกลงกันเป็นกำลัง มีการเพ่งโทษตนเป็นกำลัง คิดสละคืน 
			<remark  id="s2b20c70l19" />ไม่ยึดมั่นอธิกรณ์นั้นด้วยกำลัง ด้วยการลูบคลำ แล้วกล่าวว่า "คำนี้เท่านั้นจริง คำอื่นเปล่า"
			<remark  id="s2b20c70l20" />ดังนี้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย บริษัทนี้เรียกว่า "ธรรมวาทีบริษัท" ดูกรภิกษุทั้งหลาย  บริษัท ๒ 
			<remark  id="s2b20c70l21" />จำพวกนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรดาบริษัท ๒ จำพวกนี้ ธรรมวาทีบริษัทเป็นเลิศ ฯ
			<remark  id="s2b20c70l22" />                          จบปริสวรรคที่ ๕
			<remark  id="s2b20c70l23" />                          จบปฐมปัณณาสก์  
			<remark  id="s2b20c70l24" />                        ____________________
		</para>
	</section>
	<section id="s2b20c71" >
		<para id="s2b20c71p">
			<remark  id="s2b20c71l1" />                           ทุติยปัณณาสก์
			<remark  id="s2b20c71l2" />         [๒๙๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๒ จำพวกนี้ เมื่อเกิดขึ้นในโลกย่อมเกิดขึ้นเพื่อ
			<remark  id="s2b20c71l3" />ประโยชน์เกื้อกูลของชนมาก เพื่อสุขของชนมาก เพื่อประโยชน์เพื่อเกื้อกูลแก่ชนเป็นอันมาก 
			<remark  id="s2b20c71l4" />เพื่อความสุขแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ๒ จำพวกเป็นไฉน คือ พระตถาคตอรหันตสัมมา
			<remark  id="s2b20c71l5" />สัมพุทธเจ้า ๑ พระเจ้าจักรพรรดิ ๑ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๒ จำพวกนี้แล เมื่อเกิดขึ้นในโลก
			<remark  id="s2b20c71l6" /> ย่อมเกิดขึ้นเพื่อประโยชน์เกื้อกูลของชนมาก เพื่อสุขของชนมาก เพื่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูล
			<remark  id="s2b20c71l7" />แก่ชนเป็นอันมาก เพื่อความสุข แก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ฯ
			<remark  id="s2b20c71l8" />         [๒๙๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๒ จำพวกนี้ เมื่อเกิดขึ้นในโลก  ย่อมเกิดขึ้นเป็น
			<remark  id="s2b20c71l9" />อัจฉริยมนุษย์ ๒ จำพวกเป็นไฉน คือ พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ๑ พระเจ้าจักร
			<remark  id="s2b20c71l10" />พรรดิ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๒ จำพวกนี้แลเมื่อเกิดขึ้นในโลก ย่อมเกิดขึ้นเป็นอัจฉริย
			<remark  id="s2b20c71l11" />มนุษย์ ฯ
			<remark  id="s2b20c71l12" />         [๒๙๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย กาลกิริยาของบุคคล ๒ จำพวกนี้ เป็นความเดือดร้อนแก่
			<remark  id="s2b20c71l13" />ชนเป็นอันมาก กาลกิริยาของบุคคล ๒ จำพวกเป็นไฉน คือ ของพระตถาคตอรหันตสัมมา
			<remark  id="s2b20c71l14" />สัมพุทธเจ้า ๑ ของพระเจ้าจักพรรดิ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย กาลกิริยาของบุคคล ๒ จำพวกนี้แล 
			<remark  id="s2b20c71l15" />เป็นความเดือดร้อนแก่ชนเป็นอันมาก ฯ
			<remark  id="s2b20c71l16" />         [๓๐๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถูปารหบุคคล ๒ จำพวกนี้ ๒ จำพวกเป็นไฉน คือ พระ
			<remark  id="s2b20c71l17" />ตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ๑ พระเจ้าจักรพรรดิ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถูปารหบุคคล ๒ 
			<remark  id="s2b20c71l18" />จำพวกนี้แล ฯ
			<remark  id="s2b20c71l19" />         [๓๐๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย พระพุทธเจ้า ๒ จำพวกนี้ ๒ จำพวกเป็นไฉน คือ พระ
			<remark  id="s2b20c71l20" />ตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ๑ พระปัจเจกพุทธเจ้า ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย พระพุทธเจ้า ๒
			<remark  id="s2b20c71l21" /> จำพวกนี้แล ฯ
			<remark  id="s2b20c71l22" />         [๓๐๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ๒ จำพวกนี้ เมื่อฟ้าผ่าย่อมไม่สะดุ้ง ๒ จำพวกเป็นไฉน 
			<remark  id="s2b20c71l23" />คือ พระภิกษุขีณาสพ ๑ ช้างอาชาไนย ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย๒ จำพวกนี้แล เมื่อฟ้าผ่าย่อมไม่
			<remark  id="s2b20c71l24" />สะดุ้ง ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b20c72" >
		<para id="s2b20c72p">
			<remark  id="s2b20c72l1" />         [๓๐๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ๒ จำพวกนี้ เมื่อฟ้าผ่าย่อมไม่สะดุ้ง ๒ จำพวกเป็นไฉน คือ
			<remark  id="s2b20c72l2" /> พระภิกษุขีณาสพ ๑ ม้าอาชาไนย ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย๒ จำพวกนี้แล เมื่อฟ้าผ่าย่อมไม่สะดุ้ง ฯ
			<remark  id="s2b20c72l3" />         [๓๐๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ๒ จำพวกนี้ เมื่อฟ้าผ่าย่อมไม่สะดุ้ง ๒ จำพวกเป็นไฉน 
			<remark  id="s2b20c72l4" />คือ พระภิกษุขีณาสพ ๑ สีหมฤคราช ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย๒ จำพวกนี้แล เมื่อฟ้าผ่าย่อมไม่สะดุ้ง ฯ
			<remark  id="s2b20c72l5" />         [๓๐๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย กินนรเห็นอำนาจประโยชน์ ๒ ประการนี้  จึงไม่พูดภาษา
			<remark  id="s2b20c72l6" />มนุษย์ อำนาจประโยชน์ ๒ ประการเป็นไฉน คือ เราอย่าพูดเท็จ ๑เราอย่าพูดตู่ผู้อื่นด้วยคำ
			<remark  id="s2b20c72l7" />ไม่จริง ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย กินนรเห็นอำนาจประโยชน์ ๒ ประการนี้แล จึงไม่พูดภาษามนุษย์ ฯ
			<remark  id="s2b20c72l8" />         [๓๐๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย มาตุคามไม่อิ่ม ไม่ระอาต่อธรรม ๒ ประการ  ทำกาลกิริยา 
			<remark  id="s2b20c72l9" />ธรรม ๒ ประการเป็นไฉน คือ การเสพเมถุนธรรม ๑ การคลอดบุตร ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
			<remark  id="s2b20c72l10" />มาตุคามไม่อิ่ม ไม่ระอาต่อธรรม ๒ ประการนี้แลทำกาลกิริยา ฯ
			<remark  id="s2b20c72l11" />         [๓๐๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงการอยู่ร่วมของอสัตบุรุษ ๑การอยู่ร่วมของ
			<remark  id="s2b20c72l12" />สัตบุรุษ ๑ แก่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟัง จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าว ภิกษุเหล่านั้นทูลรับ
			<remark  id="s2b20c72l13" />พระผู้มีพระภาคแล้ว พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็การอยู่ร่วมของอสัตบุรุษ
			<remark  id="s2b20c72l14" />เป็นอย่างไร และอสัตบุรุษย่อมอยู่ร่วม อย่างไร ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุที่เป็นเถระในธรรม
			<remark  id="s2b20c72l15" />วินัยนี้ ย่อมคิดเช่นนี้ว่า ถึงภิกษุที่เป็นเถระก็ไม่ควรว่ากล่าวเรา ถึงภิกษุที่เป็นมัชฌิมะก็ไม่ควร
			<remark  id="s2b20c72l16" />ว่ากล่าวเรา ถึงภิกษุที่เป็นนวกะก็ไม่ควรว่ากล่าวเรา แม้เราก็ไม่พึงว่ากล่าวภิกษุที่เป็นเถระ ภิกษุ
			<remark  id="s2b20c72l17" />ที่เป็นมัชฌิมะ ภิกษุที่เป็นนวกะ ถ้าแม้ภิกษุที่เป็นเถระจะพึงว่ากล่าวเราไซร้ ก็พึงปราถนาสิ่งที่
			<remark  id="s2b20c72l18" />ไม่เป็นประโยชน์ ไม่ใช่ปรารถนาสิ่งที่เป็นประโยชน์ว่ากล่าวเรา เราพึงพูดกะเขาว่า จักไม่ทำละ 
			<remark  id="s2b20c72l19" />ดังนี้ แม้เราก็พึงเบียดเบียนเขาบ้าง เราแม้เห็นอยู่ก็ไม่พึงทำตามถ้อยคำของเขา แม้หากภิกษุ
			<remark  id="s2b20c72l20" />ที่เป็นมัชฌิมะจะพึงว่ากล่าวเราไซร้ ก็พึงปรารถนาแต่สิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ ไม่ใช่ปรารถนา
			<remark  id="s2b20c72l21" />สิ่งที่เป็นประโยชน์ว่ากล่าวเรา เราพึงพูดกะเขาว่า จักไม่ทำละ ดังนี้ แม้เราก็พึงเบียดเบียนเขาบ้าง
			<remark  id="s2b20c72l22" /> เราแม้จะเห็นอยู่ ก็ไม่พึงทำตามถ้อยคำของเขา แม้ภิกษุที่มัชฌิมะก็คิดอย่างนี้ ฯลฯ แม้ภิกษุที่
			<remark  id="s2b20c72l23" />นวกะก็คิดเช่นนี้ว่า ถึงภิกษุที่เป็นเถระก็ไม่ควรว่ากล่าวเรา ถึงภิกษุที่เป็นมัชฌิมะก็ไม่ควรว่ากล่าว
			<remark  id="s2b20c72l24" />เรา ถึงภิกษุที่เป็นนวกะก็ไม่ควรว่ากล่าวเรา แม้เราก็ไม่พึงว่ากล่าวภิกษุที่เป็นเถระ ภิกษุที่เป็นมัชฌิมะ 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b20c73" >
		<para id="s2b20c73p">
			<remark  id="s2b20c73l1" />ภิกษุที่เป็นนวกะ ถ้าแม้ภิกษุที่เป็นเถระจะพึงว่ากล่าวเราไซร้ ก็พึงปรารถนาสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์
			<remark  id="s2b20c73l2" /> ไม่ปรารถนาสิ่งที่เป็นประโยชน์ว่ากล่าวเราเราพึงพูดกะเขาว่า จักไม่ทำละ ดังนี้ แม้เราก็พึงเบียดเบียน
			<remark  id="s2b20c73l3" />เขาบ้าง เราแม้จะเห็นอยู่ก็ไม่พึงทำตามถ้อยคำของเขา ถ้าแม้ภิกษุที่เป็นมัชฌิมะจะพึงว่ากล่าวเราไซร้ ... 
			<remark  id="s2b20c73l4" />ถ้าแม้ภิกษุที่เป็นนวกะจะพึงว่ากล่าวเราไซร้ ก็พึงปรารถนาแต่สิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ ไม่ปรารถนา
			<remark  id="s2b20c73l5" />สิ่งที่เป็นประโยชน์ว่ากล่าวเรา เราพึงพูดกะเขาว่า จักไม่ทำละ ดังนี้ แม้เราก็พึงเบียดเบียนเขาบ้าง 
			<remark  id="s2b20c73l6" />เราแม้จะเห็นอยู่ ก็ไม่พึงทำตามถ้อยคำของเขา ดูกรภิกษุทั้งหลาย การอยู่ร่วมของอสัตบุรุษเป็น
			<remark  id="s2b20c73l7" />เช่นนี้แล และอสัตบุรุษย่อมอยู่ร่วมเช่นนี้แลดูกรภิกษุทั้งหลาย การอยู่ร่วมของสัตบุรุษเป็น
			<remark  id="s2b20c73l8" />อย่างไร และสัตบุรุษย่อมอยู่ร่วมอย่างไร ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุที่เป็นเถระในธรรมวินัยนี้ 
			<remark  id="s2b20c73l9" />ย่อมคิดเช่นนี้ว่า ถึงภิกษุที่เป็นเถระก็พึงว่ากล่าวเรา ถึงภิกษุที่เป็นมัชฌิมะก็พึงว่ากล่าวเรา ถึง
			<remark  id="s2b20c73l10" />ภิกษุที่เป็นนวกะก็พึงว่ากล่าวเรา แม้เราก็พึงว่ากล่าวภิกษุที่เป็นเถระ ภิกษุที่เป็นมัชฌิมะภิกษุ
			<remark  id="s2b20c73l11" />ที่เป็นนวกะถ้าภิกษุที่เป็นเถระจะพึงว่ากล่าวเราไซร้ ก็พึงปรารถนาสิ่งที่เป็นประโยชน์ ไม่ใช่
			<remark  id="s2b20c73l12" />ปรารถนาสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ว่ากล่าวเรา เราพึงพูดกะเขาว่า ดีละ ดังนี้ แม้เราก็ไม่พึงเบียด
			<remark  id="s2b20c73l13" />เบียนเขา เราแม้เห็นอยู่ ก็ควรทำตามถ้อยคำของเขา ถ้าแม้ภิกษุที่เป็นมัชฌิมะจะพึงว่ากล่าวเรา
			<remark  id="s2b20c73l14" />ไซร้ ... ถ้าแม้ภิกษุที่เป็นนวกะจะพึงว่ากล่าวเราไซร้ ก็พึงปรารถนาแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์ ไม่
			<remark  id="s2b20c73l15" />ปรารถนาสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ว่ากล่าวเรา เราพึงพูดกะเขาว่า ดีละ ดังนี้ แม้เราก็ไม่พึงเบียด
			<remark  id="s2b20c73l16" />เบียนเขา เราแม้เห็นอยู่ ก็ควรทำตามถ้อยคำของเขา แม้ภิกษุที่เป็นมัชฌิมะก็คิดเช่นนี้ ฯลฯ 
			<remark  id="s2b20c73l17" />แม้ภิกษุที่เป็นนวกะก็คิดเช่นนี้ว่า ถึงภิกษุที่เป็นเถระก็พึงว่ากล่าวเรา ถึงภิกษุที่เป็นมัชฌิมะก็พึง
			<remark  id="s2b20c73l18" />ว่ากล่าวเรา ถึงภิกษุที่เป็นนวกะก็พึงว่ากล่าวเรา เราก็พึงว่ากล่าวภิกษุที่เป็นเถระ ที่เป็นมัชฌิมะ
			<remark  id="s2b20c73l19" /> ภิกษุที่เป็นนวกะ ถ้าแมภิกษุที่เป็นเถระจะพึงว่ากล่าวเรา ก็พึงปรารถนาแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์ 
			<remark  id="s2b20c73l20" />ไม่ปรารถนาสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ว่ากล่าวเรา เราพึงพูดกะเขาว่า ดีละ ดังนี้ แม้เราก็ไม่พึง
			<remark  id="s2b20c73l21" />เบียดเบียนเขา เราแม้เห็นอยู่ก็ควรทำตามถ้อยคำของเขา ถ้าแม้ภิกษุที่เป็นมัชฌิมะจะพึงว่ากล่าว
			<remark  id="s2b20c73l22" />เราไซร้ ... ถ้าแม้ภิกษุที่เป็นนวกะจะพึงว่ากล่าวเราไซร้ ก็พึงปรารถนาแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์ ไม่ใช่
			<remark  id="s2b20c73l23" />ปรารถนาสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ว่ากล่าวเรา เราพึงพูดกะเขาว่า ดีละ ดังนี้ แม้เราไม่พึงเบียดเบียน
			<remark  id="s2b20c73l24" />เขา เราแม้เห็นอยู่ ก็ควรทำตามถ้อยคำของเขา ดูกรภิกษุทั้งหลาย การอยู่ร่วมของสัตบุรุษเป็น
			<remark  id="s2b20c73l25" />เช่นนี้แล และสัตบุรุษย่อมอยู่ร่วมเช่นนี้ ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b20c74" >
		<para id="s2b20c74p">
			<remark  id="s2b20c74l1" />         [๓๐๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในอธิกรณ์ใด การด่าโต้ตอบกัน ความแข่งดีกันเพราะทิฐิ
			<remark  id="s2b20c74l2" />ความอาฆาตแห่งใจ ความไม่พอใจ ความขึ้งเคียด ยังไม่สงบระงับไป ณ ภายใน ความมุ่งหมาย
			<remark  id="s2b20c74l3" />นี้ในอธิกรณ์นั้น จักเป็นไปเพื่อความเป็นอธิกรณ์ยืดเยื้อ กล้าแข็งร้ายแรง และภิกษุทั้งหลายจัก
			<remark  id="s2b20c74l4" />อยู่ไม่ผาสุก ดูกรภิกษุทั้งหลาย ส่วนในอธิกรณ์ใดแล การด่าโต้ตอบกัน ความแข่งดีกันเพราะ
			<remark  id="s2b20c74l5" />ทิฐิความอาฆาตแห่งใจ ความไม่พอใจ ความขึ้งเคียด สงบระงับดีแล้ว ณ ภายใน  ความ
			<remark  id="s2b20c74l6" />มุ่งหมายนี้ในอธิกรณ์นั้น จักไม่เป็นไปเพื่อความเป็นอธิกรณ์ยืดเยื้อ กล้าแข็งร้ายแรง และภิกษุ
			<remark  id="s2b20c74l7" />ทั้งหลายจักอยู่เป็นผาสุก ฯ
			<remark  id="s2b20c74l8" />                         จบปุคคลวรรคที่ ๑
			<remark  id="s2b20c74l9" />         [๓๐๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สุข ๒ อย่างนี้ ๒ อย่างเป็นไฉน คือ สุขของคฤหัสถ์ ๑ 
			<remark  id="s2b20c74l10" />สุขเกิดแต่บรรพชา ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย สุข ๒ อย่างนี้แลดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรดาสุข ๒ 
			<remark  id="s2b20c74l11" />อย่างนี้ สุขเกิดแต่บรรพชาเป็นเลิศ ฯ
			<remark  id="s2b20c74l12" />         [๓๑๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สุข ๒ อย่างนี้ ๒ อย่างเป็นไฉน คือ  กามสุข ๑ 
			<remark  id="s2b20c74l13" />เนกขัมมสุข ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย สุข ๒ อย่างนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรดาสุข ๒ อย่างนี้ 
			<remark  id="s2b20c74l14" />เนกขัมมสุขเป็นเลิศ ฯ
			<remark  id="s2b20c74l15" />         [๓๑๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สุข ๒ อย่างนี้ ๒ อย่างเป็นไฉน คือ สุขเจือกิเลส ๑ 
			<remark  id="s2b20c74l16" />สุขไม่เจือกิเลส ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย สุข ๒ อย่างนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรดาสุข ๒ อย่าง
			<remark  id="s2b20c74l17" />นี้ สุขไม่เจือกิเลสเป็นเลิศ ฯ
			<remark  id="s2b20c74l18" />         [๓๑๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สุข ๒ อย่างนี้ ๒ อย่างเป็นไฉน คือ สุขมีอาสวะ ๑
			<remark  id="s2b20c74l19" /> สุขไม่มีอาสวะ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย สุข ๒ อย่างนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรดาสุข ๒ อย่างนี้ 
			<remark  id="s2b20c74l20" />สุขไม่มีอาสวะเป็นเลิศ ฯ
			<remark  id="s2b20c74l21" />         [๓๑๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สุข ๒ อย่างนี้ ๒ อย่างเป็นไฉน คือ สุขอิงอามิส ๑ 
			<remark  id="s2b20c74l22" />สุขไม่อิงอามิส ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย สุข ๒ อย่างนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรดาสุข ๒ อย่างนี้
			<remark  id="s2b20c74l23" /> สุขไม่อิงอามิสเป็นเลิศ ฯ 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b20c75" >
		<para id="s2b20c75p">
			<remark  id="s2b20c75l1" />         [๓๑๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สุข ๒ อย่างนี้ ๒ อย่างเป็นไฉน คือ สุขของพระอริยเจ้า ๑
			<remark  id="s2b20c75l2" /> สุขของปุถุชน ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย สุข ๒ อย่างนี้แลดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรดาสุข ๒ อย่างนี้
			<remark  id="s2b20c75l3" /> สุขของพระอริยเจ้าเป็นเลิศ ฯ
			<remark  id="s2b20c75l4" />         [๓๑๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สุข ๒ อย่างนี้ ๒ อย่างเป็นไฉน คือ กายิกสุข ๑ 
			<remark  id="s2b20c75l5" />เจตสิกสุข ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย สุข ๒ อย่างนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรดาสุข ๒ อย่างนี้ 
			<remark  id="s2b20c75l6" />เจตสิกสุขเป็นเลิศ ฯ
			<remark  id="s2b20c75l7" />         [๓๑๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สุข ๒ อย่างนี้ ๒ อย่างเป็นไฉน คือ สุขอันเกิดแต่
			<remark  id="s2b20c75l8" />ฌานที่ยังมีปีติ ๑ สุขอันเกิดแต่ฌานที่ไม่มีปีติ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลายสุข ๒ อย่างนี้แล ดูกรภิกษุ
			<remark  id="s2b20c75l9" />ทั้งหลาย บรรดาสุข ๒ อย่างนี้ สุขอันเกิดแต่ฌานไม่มีปีติเป็นเลิศ ฯ
			<remark  id="s2b20c75l10" />         [๓๑๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สุข ๒ อย่างนี้ ๒ อย่างเป็นไฉน คือ สุขเกิดแต่ความ
			<remark  id="s2b20c75l11" />ยินดี ๑ สุขเกิดแต่ความวางเฉย ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย สุข ๒อย่างนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
			<remark  id="s2b20c75l12" />บรรดาสุข ๒ อย่างนี้ สุขเกิดจากการวางเฉยเป็นเลิศ ฯ
			<remark  id="s2b20c75l13" />         [๓๑๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สุข ๒ อย่างนี้ ๒ อย่างเป็นไฉน คือ สุขที่ถึงสมาธิ ๑
			<remark  id="s2b20c75l14" /> สุขที่ไม่ถึงสมาธิ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย สุข ๒ อย่างนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรดาสุข ๒ อย่างนี้ 
			<remark  id="s2b20c75l15" />สุขที่ถึงสมาธิเป็นเลิศ ฯ
			<remark  id="s2b20c75l16" />         [๓๑๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สุข ๒ อย่างนี้ ๒ อย่างเป็นไฉน คือ สุขเกิดแต่ฌาน
			<remark  id="s2b20c75l17" />มีปีติเป็นอารมณ์ ๑ สุขเกิดแต่ฌานไม่มีปีติเป็นอารมณ์ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย สุข ๒ อย่างนี้แล 
			<remark  id="s2b20c75l18" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรดาสุข ๒ อย่างนี้ สุขเกิดแต่ฌานไม่มีปีติเป็นอารมณ์เป็นเลิศ ฯ
			<remark  id="s2b20c75l19" />         [๓๒๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สุข ๒ อย่างนี้ ๒ อย่างเป็นไฉน คือ สุขที่มีความยินดี
			<remark  id="s2b20c75l20" />เป็นอารมณ์ ๑ สุขที่มีความวางเฉยเป็นอารมณ์ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย  สุข ๒ อย่างนี้แล ดูกร
			<remark  id="s2b20c75l21" />ภิกษุทั้งหลาย บรรดาสุข ๒ อย่างนี้ สุขที่มีความวางเฉยเป็นอารมณ์เป็นเลิศ ฯ
			<remark  id="s2b20c75l22" />         [๓๒๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สุข ๒ อย่างนี้ ๒ อย่างเป็นไฉน คือ สุขที่มีรูปเป็น
			<remark  id="s2b20c75l23" />อารมณ์ ๑ สุขที่ไม่มีรูปเป็นอารมณ์ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย สุข ๒ อย่างนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
			<remark  id="s2b20c75l24" />บรรดาสุข ๒ อย่างนี้ สุขที่ไม่มีรูปเป็นอารมณ์เป็นเลิศ ฯ
			<remark  id="s2b20c75l25" />                          จบสุขวรรคที่ ๒
		</para>
	</section>
	<section id="s2b20c76" >
		<para id="s2b20c76p">
			<remark  id="s2b20c76l1" />         [๓๒๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมที่เป็นบาปอกุศล มีนิมิตจึงเกิดขึ้นไม่มีนิมิตไม่เกิด
			<remark  id="s2b20c76l2" />ขึ้น เพราะละนิมิตนั้นเสีย ธรรมที่เป็นบาปอกุศลเหล่านั้นจึงไม่มีด้วยประการดังนี้ ฯ
			<remark  id="s2b20c76l3" />         [๓๒๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมที่เป็นบาปอกุศล มีนิทานจึงเกิดขึ้นไม่มีนิทานไม่
			<remark  id="s2b20c76l4" />เกิดขึ้น เพราะละนิทานนั้นเสีย ธรรมที่เป็นบาปอกุศลเหล่านั้นจึงไม่มี ด้วยประการดังนี้ ฯ
			<remark  id="s2b20c76l5" />         [๓๒๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมที่เป็นบาปอกุศล มีเหตุจึงเกิดขึ้นไม่มีเหตุไม่เกิดขึ้น 
			<remark  id="s2b20c76l6" />เพราะละเหตุนั้นเสีย ธรรมที่เป็นบาปอกุศลเหล่านั้นจึงไม่มีด้วยประการดังนี้ ฯ
			<remark  id="s2b20c76l7" />         [๓๒๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมที่เป็นบาปอกุศล มีเครื่องปรุงจึงเกิดขึ้น ไม่มีเครื่อง
			<remark  id="s2b20c76l8" />ปรุงไม่เกิดขึ้น เพราะละเครื่องปรุงนั้นเสีย ธรรมที่เป็นบาปอกุศลเหล่านั้นจึงไม่มี ด้วยประการ
			<remark  id="s2b20c76l9" />ดังนี้ ฯ
			<remark  id="s2b20c76l10" />         [๓๒๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมที่เป็นบาปอกุศล มีปัจจัยจึงเกิดขึ้นไม่มีปัจจัยไม่เกิด
			<remark  id="s2b20c76l11" />ขึ้น เพราะละปัจจัยนั้นเสีย ธรรมที่เป็นบาปอกุศลเหล่านั้นจึงไม่มีด้วยประการดังนี้ ฯ 
			<remark  id="s2b20c76l12" />         [๓๒๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมที่เป็นบาปอกุศล มีรูปจึงเกิดขึ้น ไม่มีรูปไม่เกิดขึ้น 
			<remark  id="s2b20c76l13" />เพราะละรูปนั้นเสีย ธรรมที่เป็นบาปอกุศลเหล่านั้นจึงไม่มี ด้วยประการดังนี้ ฯ
			<remark  id="s2b20c76l14" />         [๓๒๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมที่เป็นบาปอกุศล มีเวทนาจึงเกิดขึ้นไม่มีเวทนาไม่
			<remark  id="s2b20c76l15" />เกิดขึ้น เพราะละเวทนานั้นเสีย ธรรมที่เป็นบาปอกุศลเหล่านั้นจึงไม่มี ด้วยประการดังนี้ ฯ
			<remark  id="s2b20c76l16" />         [๓๒๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมที่เป็นบาปอกุศล มีสัญญาจึงเกิดขึ้นไม่มีสัญญาไม่เกิดขึ้น 
			<remark  id="s2b20c76l17" />เพราะละสัญญานั้นเสีย ธรรมที่เป็นบาปอกุศลเหล่านั้นจึงไม่มี ด้วยประการดังนี้ ฯ
			<remark  id="s2b20c76l18" />         [๓๓๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมที่เป็นบาปอกุศล มีวิญญาณจึงเกิดขึ้น ไม่มีวิญญาณ
			<remark  id="s2b20c76l19" />ไม่เกิดขึ้น เพราะละวิญญาณนั้นเสีย ธรรมที่เป็นบาปอกุศลเหล่านั้นจึงไม่มี ด้วยประการดังนี้ ฯ
			<remark  id="s2b20c76l20" />         [๓๓๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมที่เป็นบาปอกุศล มีสังขตธรรมเป็นอารมณ์จึงเกิดขึ้น
			<remark  id="s2b20c76l21" /> ไม่มีสังขตธรรมเป็นอารมณ์ไม่เกิดขึ้น เพราะละสังขตธรรมนั้นเสีย ธรรมที่เป็นบาปอกุศลเหล่านั้น
			<remark  id="s2b20c76l22" />จึงไม่มี ด้วยประการดังนี้ ฯ
			<remark  id="s2b20c76l23" />                         จบสนิมิตตวรรคที่ ๓
			<remark  id="s2b20c76l24" />         [๓๓๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๒ อย่างนี้ ๒ อย่างเป็นไฉน คือเจโตวิมุติ ๑ 
			<remark  id="s2b20c76l25" />ปัญญาวิมุติ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๒ อย่างนี้แล ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b20c77" >
		<para id="s2b20c77p">
			<remark  id="s2b20c77l1" />         [๓๓๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๒ อย่างนี้ ๒ อย่างเป็นไฉน คือความเพียร ๑ 
			<remark  id="s2b20c77l2" />ความไม่ฟุ้งซ่าน ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๒ อย่างนี้แล ฯ
			<remark  id="s2b20c77l3" />         [๓๓๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๒ อย่างนี้ ๒ อย่างเป็นไฉน คือ  นาม ๑ รูป ๑ 
			<remark  id="s2b20c77l4" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๒ อย่างนี้แล ฯ 
			<remark  id="s2b20c77l5" />         [๓๓๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๒ อย่างนี้ ๒ อย่างเป็นไฉน คือ วิชชา ๑ วิมุตติ ๑ 
			<remark  id="s2b20c77l6" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๒ อย่างนี้แล ฯ
			<remark  id="s2b20c77l7" />         [๓๓๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๒ อย่างนี้ ๒ อย่างเป็นไฉน คือ ภวทิฏฐิ ๑ 
			<remark  id="s2b20c77l8" />วิภวทิฏฐิ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๒ อย่างนี้แล ฯ
			<remark  id="s2b20c77l9" />         [๓๓๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๒ อย่างนี้ ๒ อย่างเป็นไฉน คือ ความไม่ละอาย ๑
			<remark  id="s2b20c77l10" /> ความไม่เกรงกลัว ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๒ อย่างนี้แล ฯ
			<remark  id="s2b20c77l11" />         [๓๓๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๒ อย่างนี้ ๒ อย่างเป็นไฉน คือ หิริ ๑ โอตตัปปะ ๑ 
			<remark  id="s2b20c77l12" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๒ อย่างนี้แล ฯ
			<remark  id="s2b20c77l13" />         [๓๓๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๒ อย่างนี้ ๒ อย่างเป็นไฉน คือ ความเป็นคน
			<remark  id="s2b20c77l14" />ว่ายาก ๑ ความเป็นผู้มีมิตรชั่ว ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๒ อย่างนี้แล ฯ
			<remark  id="s2b20c77l15" />         [๓๔๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๒ อย่างนี้ ๒ อย่างเป็นไฉน คือ  ความเป็นคน
			<remark  id="s2b20c77l16" />ว่าง่าย ๑ ความเป็นผู้มีมิตรดี ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๒ อย่างนี้แล ฯ
			<remark  id="s2b20c77l17" />         [๓๔๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๒ อย่างนี้ ๒ อย่างเป็นไฉน คือ ความเป็นผู้ฉลาด
			<remark  id="s2b20c77l18" />ในธาตุ ๑ ความเป็นผู้ฉลาดในมนสิการ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลายธรรม ๒ อย่างนี้แล ฯ
			<remark  id="s2b20c77l19" />         [๓๔๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๒ อย่างนี้ ๒ อย่างเป็นไฉน คือ  ความเป็นผู้
			<remark  id="s2b20c77l20" />ฉลาดในอาบัติ ๑ ความเป็นผู้ฉลาดในการออกจากอาบัติ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๒ อย่างนี้
			<remark  id="s2b20c77l21" />แล ฯ
			<remark  id="s2b20c77l22" />                         จบธรรมวรรคที่ ๔
			<remark  id="s2b20c77l23" />         [๓๔๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย คนพาล ๒ จำพวกนี้ ๒ จำพวกเป็นไฉนคือ คนที่นำ
			<remark  id="s2b20c77l24" />เอาภาระที่ยังไม่มาถึงไป ๑ คนที่ไม่นำเอาภาระที่มาถึงไป ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย คนพาล ๒ จำพวก
			<remark  id="s2b20c77l25" />นี้แล ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b20c78" >
		<para id="s2b20c78p">
			<remark  id="s2b20c78l1" />         [๓๔๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย บัณฑิต ๒ จำพวกนี้ ๒ จำพวกเป็นไฉน  คือ คนที่นำ
			<remark  id="s2b20c78l2" />ภาระที่มาถึงไป ๑ คนที่ไม่นำเอาภาระที่ยังไม่มาถึงไป ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย บัณฑิต ๒ จำพวกนี้
			<remark  id="s2b20c78l3" />แล ฯ
			<remark  id="s2b20c78l4" />         [๓๔๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย คนพาล ๒ จำพวก ๒ จำพวกเป็นไฉน คือ  คนที่เข้าใจ
			<remark  id="s2b20c78l5" />ว่าควรในของที่ไม่ควร ๑ คนที่เข้าใจว่าไม่ควรในของที่ควร ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย คนพาล ๒ 
			<remark  id="s2b20c78l6" />จำพวกนี้แล ฯ
			<remark  id="s2b20c78l7" />         [๓๔๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย บัณฑิต ๒ จำพวกนี้ ๒ จำพวกเป็นไฉน คือ คนที่เข้าใจ
			<remark  id="s2b20c78l8" />ว่าไม่ควรในของที่ไม่ควร ๑ คนที่เข้าใจว่าควรในของที่ควร ๑ดูกรภิกษุทั้งหลาย บัณฑิต ๒ 
			<remark  id="s2b20c78l9" />จำพวกนี้แล ฯ
			<remark  id="s2b20c78l10" />         [๓๔๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย คนพาล ๒ จำพวกนี้ ๒ จำพวก เป็นไฉนคือ คนที่
			<remark  id="s2b20c78l11" />เข้าใจว่าเป็นอาบัติในข้อที่ไม่เป็นอาบัติ ๑ คนที่เข้าใจว่าไม่เป็นอาบัติในข้อที่เป็นอาบัติ ๑ ดูกร
			<remark  id="s2b20c78l12" />ภิกษุทั้งหลาย คนพาล ๒ จำพวกนี้แล ฯ
			<remark  id="s2b20c78l13" />         [๓๔๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย บัณฑิต ๒ จำพวกนี้ ๒ จำพวกเป็นไฉน  คือ คนที่เข้าใจ
			<remark  id="s2b20c78l14" />ว่าไม่เป็นอาบัติในข้อที่ไม่เป็นอาบัติ ๑ คนที่เข้าใจว่าเป็นอาบัติข้อที่เป็นอาบัติ ๑ ดูกร
			<remark  id="s2b20c78l15" />ภิกษุทั้งหลาย บัณฑิต ๒ จำพวกนี้แล ฯ
			<remark  id="s2b20c78l16" />         [๓๔๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย คนพาล ๒ จำพวกนี้ ๒ จำพวกเป็นไฉน คือ คนที่เข้าใจ
			<remark  id="s2b20c78l17" />ว่าเป็นธรรมในข้อที่ไม่เป็นธรรม ๑ คนที่เข้าใจว่าไม่เป็นธรรมในข้อที่เป็นธรรม ๑ ดูกรภิกษุ
			<remark  id="s2b20c78l18" />ทั้งหลาย คนพาล ๒ จำพวกนี้แล ฯ
			<remark  id="s2b20c78l19" />         [๓๕๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย บัณฑิต ๒ จำพวกนี้ ๒ จำพวกเป็นไฉน  คือ คนที่
			<remark  id="s2b20c78l20" />เข้าใจว่าไม่เป็นธรรมในข้อที่ไม่เป็นธรรม ๑ คนที่เข้าใจว่าเป็นธรรมในข้อที่เป็นธรรม ๑ ดูกรภิกษุ
			<remark  id="s2b20c78l21" />ทั้งหลาย บัณฑิต ๒ จำพวกนี้แล ฯ
			<remark  id="s2b20c78l22" />         [๓๕๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย คนพาล ๒ จำพวกนี้ ๒ จำพวกเป็นไฉนคือ คนที่เข้าใจ
			<remark  id="s2b20c78l23" />ว่าเป็นวินัยในข้อที่ไม่เป็นวินัย ๑ คนที่เข้าใจว่าไม่เป็นวินัยในข้อที่เป็นวินัย ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย
			<remark  id="s2b20c78l24" /> คนพาล ๒ จำพวกนี้แล ฯ  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b20c79" >
		<para id="s2b20c79p">
			<remark  id="s2b20c79l1" />         [๓๕๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย บัณฑิต ๒ จำพวกนี้ ๒ จำพวกเป็นไฉน คือ คนที่เข้าใจ
			<remark  id="s2b20c79l2" />ว่าไม่เป็นวินัยในข้อที่ไม่เป็นวินัย ๑ คนที่เข้าใจว่าเป็นวินัยในข้อที่เป็นวินัย ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย
			<remark  id="s2b20c79l3" /> บัณฑิต ๒ จำพวกนี้แล ฯ
			<remark  id="s2b20c79l4" />         [๓๕๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อาสวะย่อมเจริญแก่คน ๒ จำพวก ๒ จำพวกเป็นไฉน 
			<remark  id="s2b20c79l5" />คือ ผู้ที่รังเกียจสิ่งที่ไม่น่ารังเกียจ ๑ ผู้ที่ไม่รังเกียจสิ่งที่น่ารังเกียจ ๑ดูกรภิกษุทั้งหลาย อาสวะ
			<remark  id="s2b20c79l6" />ย่อมเจริญแก่คน ๒ จำพวกนี้แล ฯ
			<remark  id="s2b20c79l7" />         [๓๕๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อาสวะย่อมไม่เจริญแก่คน ๒ จำพวก ๒ จำพวกเป็นไฉน
			<remark  id="s2b20c79l8" /> คือ ผู้ที่ไม่รังเกียจสิ่งที่ไม่น่ารังเกียจ ๑ ผู้ที่รังเกียจสิ่งที่น่ารังเกียจ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย อาสวะ
			<remark  id="s2b20c79l9" />ย่อมไม่เจริญแก่คน ๒ จำพวกนี้แล ฯ
			<remark  id="s2b20c79l10" />         [๓๕๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อาสวะย่อมเจริญแก่คน ๒ จำพวก ๒ จำพวกเป็นไฉน 
			<remark  id="s2b20c79l11" />คือ ผู้ที่เข้าใจว่าควรในของที่ไม่ควร ๑ ผู้ที่เข้าใจว่าไม่ควรในของที่ควร ๑ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
			<remark  id="s2b20c79l12" />อาสวะย่อมเจริญแก่คน ๒ จำพวกนี้แล ฯ
			<remark  id="s2b20c79l13" />         [๓๕๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อาสวะย่อมไม่เจริญแก่คน ๒ จำพวก๒ จำพวกเป็นไฉน
			<remark  id="s2b20c79l14" /> คือ ผู้ที่เข้าใจว่าไม่ควรในของที่ไม่ควร ๑ ผู้ที่เข้าใจว่าควรในของที่ควร ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
			<remark  id="s2b20c79l15" />อาสวะย่อมไม่เจริญแก่คน ๒ จำพวกนี้แล ฯ
			<remark  id="s2b20c79l16" />         [๓๕๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อาสวะย่อมเจริญแก่คน ๒ จำพวก ๒ จำพวกเป็นไฉน 
			<remark  id="s2b20c79l17" />คือ ผู้ที่เข้าใจว่าเป็นอาบัติในข้อที่ไม่เป็นอาบัติ ๑ ผู้ที่เข้าใจว่าไม่เป็นอาบัติในข้อที่เป็นอาบัติ ๑ 
			<remark  id="s2b20c79l18" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย อาสวะย่อมเจริญแก่คน ๒ จำพวกนี้แล ฯ
			<remark  id="s2b20c79l19" />         [๓๕๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อาสวะย่อมไม่เจริญแก่คน ๒ จำพวก ๒ จำพวกเป็นไฉน 
			<remark  id="s2b20c79l20" />คือ ผู้ที่เข้าใจว่าไม่เป็นอาบัติในข้อที่ไม่เป็นอาบัติ ๑ ผู้ที่เข้าใจว่าเป็นอาบัติในข้อที่เป็นอาบัติ ๑ 
			<remark  id="s2b20c79l21" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย อาสวะย่อมไม่เจริญแก่คน ๒ จำพวกนี้แล ฯ 
			<remark  id="s2b20c79l22" />         [๓๕๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อาสวะย่อมเจริญแก่คน ๒ จำพวก ๒ จำพวกเป็นไฉน 
			<remark  id="s2b20c79l23" />คือ ผู้ที่เข้าใจว่าเป็นธรรมในข้อที่ไม่เป็นธรรม ๑ ผู้ที่เข้าใจว่าไม่เป็นธรรมในข้อที่เป็นธรรม ๑ 
			<remark  id="s2b20c79l24" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย อาสวะย่อมเจริญแก่คน ๒ จำพวกนี้แล ฯ
			<remark  id="s2b20c79l25" />         [๓๖๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อาสวะย่อมไม่เจริญแก่คน ๒ จำพวก๒ จำพวกเป็นไฉน 
			<remark  id="s2b20c79l26" />คือ ผู้ที่เข้าใจว่าไม่เป็นธรรมในข้อที่ไม่เป็นธรรม ๑ ผู้ที่เข้าใจว่าเป็นธรรมในข้อที่เป็นธรรม ๑ 
			<remark  id="s2b20c79l27" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย อาสวะย่อมไม่เจริญแก่คน๒ จำพวกนี้แล ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b20c80" >
		<para id="s2b20c80p">
			<remark  id="s2b20c80l1" />         [๓๖๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อาสวะย่อมเจริญแก่คน ๒ จำพวก ๒ จำพวกเป็นไฉน
			<remark  id="s2b20c80l2" /> คือ ผู้ที่เข้าใจว่าเป็นวินัยในข้อที่ไม่เป็นวินัย ๑ ผู้ที่เข้าใจว่าไม่เป็นวินัยในข้อที่เป็นวินัย ๑ ดูกร
			<remark  id="s2b20c80l3" />ภิกษุทั้งหลาย อาสวะย่อมเจริญแก่คน ๒ จำพวกนี้แล ฯ
			<remark  id="s2b20c80l4" />         [๓๖๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อาสวะย่อมไม่เจริญแก่คน ๒ จำพวก๒ จำพวกเป็นไฉน
			<remark  id="s2b20c80l5" /> คือ ผู้ที่เข้าใจว่าไม่เป็นวินัยในข้อที่ไม่เป็นวินัย ๑ ผู้ที่เข้าใจว่าเป็นวินัยในข้อที่เป็นวินัย ๑ ดูกร
			<remark  id="s2b20c80l6" />ภิกษุทั้งหลาย อาสวะย่อมไม่เจริญแก่คน ๒จำพวกนี้แล ฯ
			<remark  id="s2b20c80l7" />                          จบพาลวรรคที่ ๕
			<remark  id="s2b20c80l8" />                          จบทุติยปัณณาสก์
			<remark  id="s2b20c80l9" />                        ___________
		</para>
	</section>
	<section id="s2b20c81" >
		<para id="s2b20c81p">
			<remark  id="s2b20c81l1" />                           ตติยปัณณาสก์
			<remark  id="s2b20c81l2" />         [๓๖๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความหวัง ๒ อย่างนี้ละได้ยาก ๒ อย่างเป็นไฉน คือ 
			<remark  id="s2b20c81l3" />ความหวังในลาภ ๑ ความหวังในชีวิต ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความหวัง๒ อย่างนี้แลละได้ยาก ฯ
			<remark  id="s2b20c81l4" />         [๓๖๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๒ จำพวกนี้หาได้ยากในโลก ๒ จำพวกเป็นไฉน
			<remark  id="s2b20c81l5" />คือ บุพพการีบุคคล ๑ กตัญญูกตเวทีบุคคล ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลายบุคคล ๒ จำพวกนี้แลหาได้
			<remark  id="s2b20c81l6" />ยากในโลก ฯ
			<remark  id="s2b20c81l7" />         [๓๖๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๒ จำพวกนี้หาได้ยากในโลก ๒ จำพวก เป็นไฉน 
			<remark  id="s2b20c81l8" />คือ คนที่พอใจ ๑ คนที่อิ่มหนำ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๒จำพวกนี้แลหาได้ยากในโลก ฯ
			<remark  id="s2b20c81l9" />         [๓๖๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๒ จำพวกนี้ให้อิ่มได้ยาก ๒ จำพวกเป็นไฉน คือ 
			<remark  id="s2b20c81l10" />บุคคลผู้เก็บสิ่งที่ได้ไว้แล้วๆ ๑ บุคคลผู้สละสิ่งที่ได้แล้วๆ ๑ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๒ 
			<remark  id="s2b20c81l11" />จำพวกนี้แลให้อิ่มได้ยาก ฯ
			<remark  id="s2b20c81l12" />         [๓๖๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๒ จำพวกนี้ให้อิ่มได้ง่าย ๒ จำพวก เป็นไฉน คือ 
			<remark  id="s2b20c81l13" />บุคคลผู้ไม่เก็บสิ่งที่ตนได้ไว้แล้วๆ ๑ บุคคลผู้ไม่สละสิ่งที่ตนได้แล้วๆ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
			<remark  id="s2b20c81l14" />บุคคล ๒ จำพวกนี้แลให้อิ่มได้ง่าย ฯ
			<remark  id="s2b20c81l15" />         [๓๖๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปัจจัยเพื่อความเกิดขึ้นแห่งราคะ ๒ อย่างนี้ ๒ อย่างเป็น
			<remark  id="s2b20c81l16" />ไฉน คือ สุภนิมิต ๑ อโยนิโสมนสิการ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลายปัจจัยเพื่อความเกิดขึ้นแห่ง
			<remark  id="s2b20c81l17" />ราคะ ๒ อย่างนี้แล ฯ
			<remark  id="s2b20c81l18" />         [๓๖๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปัจจัยเพื่อความเกิดขึ้นแห่งโทสะ ๒ อย่างนี้ ๒ อย่างเป็น
			<remark  id="s2b20c81l19" />ไฉน คือ ปฏิฆนิมิต ๑ อโยนิโสมนสิการ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลายปัจจัยเพื่อความเกิดขึ้นแห่ง
			<remark  id="s2b20c81l20" />โทสะ ๒ อย่างนี้แล ฯ
			<remark  id="s2b20c81l21" />         [๓๗๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปัจจัยเพื่อความเกิดขึ้นแห่งมิจฉาทิฐิ ๒ อย่างนี้ ๒ อย่าง
			<remark  id="s2b20c81l22" />เป็นไฉน คือ การโฆษณาแต่บุคคลอื่น ๑ อโยนิโสมนสิการ ๑ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปัจจัยเพื่อ
			<remark  id="s2b20c81l23" />ความเกิดขึ้นแห่งมิจฉาทิฐิ ๒ อย่างนี้แล ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b20c82" >
		<para id="s2b20c82p">
			<remark  id="s2b20c82l1" />         [๓๗๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปัจจัยเพื่อความเกิดขึ้นแห่งสัมมาทิฐิ ๒ อย่างนี้ ๒ อย่าง
			<remark  id="s2b20c82l2" />เป็นไฉน คือ การโฆษณาแต่บุคคลอื่น ๑ โยนิโสมนสิการ ๑ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปัจจัยเพื่อ
			<remark  id="s2b20c82l3" />ความเกิดขึ้นแห่งสัมมาทิฐิ ๒ อย่างนี้แล ฯ
			<remark  id="s2b20c82l4" />         [๓๗๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อาบัติ ๒ อย่างนี้ ๒ อย่างเป็นไฉน คือ ลหุกาบัติ ๑ 
			<remark  id="s2b20c82l5" />ครุกาบัติ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย อาบัติ ๒ อย่างนี้แล ฯ
			<remark  id="s2b20c82l6" />         [๓๗๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อาบัติ ๒ อย่างนี้ ๒ อย่างเป็นไฉน คือ อาบัติชั่วหยาบ ๑ 
			<remark  id="s2b20c82l7" />อาบัติไม่ชั่วหยาบ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย อาบัติ ๒ อย่างนี้แล ฯ
			<remark  id="s2b20c82l8" />         [๓๗๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อาบัติ ๒ อย่างนี้ ๒ อย่างเป็นไฉน คืออาบัติที่มีส่วน
			<remark  id="s2b20c82l9" />เหลือ ๑ อาบัติที่ไม่มีส่วนเหลือ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย อาบัติ ๒ อย่างนี้แล ฯ
			<remark  id="s2b20c82l10" />                         จบอาสาวรรคที่ ๑
			<remark  id="s2b20c82l11" />         [๓๗๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้มีศรัทธา เมื่ออ้อนวอนโดยชอบ พึงอ้อนวอนอย่างนี้
			<remark  id="s2b20c82l12" />ว่า ขอเราจงเป็นเช่นพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะเถิด ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุสารีบุตร
			<remark  id="s2b20c82l13" />และภิกษุโมคคัลลานะนี้ เป็นตราชูมาตรฐานของภิกษุสาวกของเรา ฯ
			<remark  id="s2b20c82l14" />         [๓๗๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย นางภิกษุณีผู้มีศรัทธา เมื่ออ้อนวอนโดยชอบ  พึงอ้อนวอน
			<remark  id="s2b20c82l15" />อย่างนี้ว่า ขอเราจงเป็นเช่นภิกษุณีเขมาและอุบลวัณณาเถิดดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุณีเขมาและ
			<remark  id="s2b20c82l16" />ภิกษุณีอุบลวัณณานี้ เป็นตราชูมาตรฐานของภิกษุณีสาวิกาของเรา ฯ
			<remark  id="s2b20c82l17" />         [๓๗๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อุบาสกผู้มีศรัทธา เมื่ออ้อนวอนโดยชอบ  พึงอ้อนวอน
			<remark  id="s2b20c82l18" />อย่างนี้ว่า ขอเราจงเป็นเช่นจิตตคฤหบดีและหัตถกอุบาสกชาวเมืองอาฬวีเถิด ดูกรภิกษุทั้งหลาย
			<remark  id="s2b20c82l19" /> จิตตคฤหบดีและหัตถกอุบาสกชาวเมืองอาฬวีนี้เป็นตราชูมาตรฐานของอุบาสกสาวกของเราแล ฯ
			<remark  id="s2b20c82l20" />         [๓๗๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อุบาสิกาผู้มีศรัทธา เมื่ออ้อนวอนโดยชอบ  พึงอ้อนวอน
			<remark  id="s2b20c82l21" />อย่างนี้ว่า ขอเราจงเป็นเช่นอุบาสิกาขุชชุตตราและนางเวฬุกัณฏกีนันทมารดาเถิด ดูกรภิกษุ
			<remark  id="s2b20c82l22" />ทั้งหลาย อุบาสิกาขุชชุตตราและนางเวฬุกัณฏกีนันทมารดาเป็นตราชูมาตรฐานของอุบาสิกาของ
			<remark  id="s2b20c82l23" />เรา ฯ
			<remark  id="s2b20c82l24" />         [๓๗๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อสัตบุรุษผู้เขลา ไม่เฉียบแหลม ประกอบด้วยธรรม ๒ 
			<remark  id="s2b20c82l25" />ประการ ย่อมบริหารตนให้ถูกกำจัด ให้ถูกทำลาย เขาย่อมเป็นไปกับด้วยโทษ ถูกผู้รู้ติเตียน 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b20c83" >
		<para id="s2b20c83p">
			<remark  id="s2b20c83l1" />ทั้งได้ประสบบาปเป็นอันมาก ธรรม ๒ อย่างเป็นไฉน คือ ไม่พิจารณาไตร่ตรองพูดสรรเสริญ
			<remark  id="s2b20c83l2" />คุณของคนที่ควรติเตียน ๑ไม่พิจารณาไตร่ตรองพูดติโทษของคนที่ควรสรรเสริญ ๑ ดูกรภิกษุ
			<remark  id="s2b20c83l3" />ทั้งหลาย อสัตบุรุษผู้เขลา ไม่เฉียบแหลม ประกอบด้วยธรรม ๒ ประการนี้แล ย่อมบริหารตน
			<remark  id="s2b20c83l4" />ให้ถูกกำจัดถูกทำลาย เขาย่อมเป็นไปกับด้วยโทษ ถูกผู้รู้ติเตียน ทั้งได้ประสบบาปเป็นอันมาก
			<remark  id="s2b20c83l5" />อีกด้วย ดูกรภิกษุทั้งหลาย สัตบุรุษผู้ฉลาด เฉียบแหลมประกอบด้วยธรรม ๒ ประการ ย่อม
			<remark  id="s2b20c83l6" />บริหารตนไม่ให้ถูกจำกัด ไม่ให้ถูกทำลายเขาย่อมไม่มีโทษ ไม่ถูกผู้รู้ติเตียน ทั้งได้ประสบบุญ
			<remark  id="s2b20c83l7" />เป็นอันมากอีกด้วย ธรรม๒ ประการเป็นไฉน คือ พิจารณาไตร่ตรองแล้วพูดติเตียนคนที่ควร
			<remark  id="s2b20c83l8" />ติเตียน ๑พิจารณาไตร่ตรองแล้วพูดสรรเสริญคนที่ควรสรรเสริญ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย  สัตบุรุษ
			<remark  id="s2b20c83l9" />ผู้ฉลาด เฉียบแหลม ประกอบด้วยธรรม ๒ ประการนี้แล ย่อมบริหารตนไม่ให้ถูกกำจัด ไม่ให้
			<remark  id="s2b20c83l10" />ถูกทำลาย เขาย่อมไม่มีโทษ ไม่ถูกผู้รู้ติเตียน ทั้งได้ประสบบุญเป็นอันมากอีกด้วย ฯ
			<remark  id="s2b20c83l11" />         [๓๘๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อสัตบุรุษผู้เขลา ไม่เฉียบแหลม ประกอบด้วยธรรม ๒
			<remark  id="s2b20c83l12" /> ประการ ย่อมบริหารตนให้ถูกจำกัด ให้ถูกทำลาย เขาย่อมเป็นไปกับด้วยโทษ ถูกผู้รู้ติเตียน
			<remark  id="s2b20c83l13" /> ทั้งได้ประสบบาปเป็นอันมากอีกด้วย ธรรม ๒ประการเป็นไฉน คือ ไม่พิจารณาไตร่ตรองแล้ว
			<remark  id="s2b20c83l14" /> เกิดเลื่อมใสในฐานะอันไม่เป็นที่ตั้งแห่งความเลื่อมใส ๑ ไม่พิจารณาไตร่ตรองแล้ว เกิดไม่เลื่อม
			<remark  id="s2b20c83l15" />ใสในฐานะอันเป็นที่ตั้งแห่งความเลื่อมใส ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย อสัตบุรุษผู้เขลา ไม่เฉียบแหลม 
			<remark  id="s2b20c83l16" />ประกอบด้วยธรรม ๒ ประการนี้แล ย่อมบริหารตนให้ถูกกำจัดถูกทำลาย เขาย่อมเป็นไปกับ
			<remark  id="s2b20c83l17" />ด้วยโทษ ถูกผู้รู้ติเตียน ทั้งได้ประสบบาปเป็นอันมากอีกด้วย ดูกรภิกษุทั้งหลาย สัตบุรุษผู้ฉลาด
			<remark  id="s2b20c83l18" />เฉียบแหลม ประกอบด้วยธรรม ๒ประการ ย่อมบริหารตนไม่ให้ถูกกำจัด ไม่ให้ถูกทำลาย เขา
			<remark  id="s2b20c83l19" />ย่อมไม่มีโทษ ไม่ถูกผู้รู้ติเตียน ทั้งได้ประสบบุญเป็นอันมากอีกด้วย ธรรม ๒ ประการเป็นไฉน
			<remark  id="s2b20c83l20" />คือ พิจารณาไตร่ตรองแล้ว เกิดไม่เลื่อมใสในฐานะอันเป็นที่ตั้งแห่งความไม่เลื่อมใส ๑ พิจารณา
			<remark  id="s2b20c83l21" />ไตร่ตรองแล้ว เกิดเลื่อมใสในฐานะอันเป็นที่ตั้งแห่งความเลื่อมใส ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย สัตบุรุษ
			<remark  id="s2b20c83l22" />ผู้ฉลาดเฉียบแหลม ประกอบด้วยธรรม๒ ประการนี้แล ย่อมบริหารตนไม่ให้ถูกจำกัด ไม่ให้
			<remark  id="s2b20c83l23" />ถูกทำลาย เขาย่อมไม่มีโทษไม่ถูกผู้รู้ติเตียน ทั้งได้ประสบบุญเป็นอันมากอีกด้วย ฯ
			<remark  id="s2b20c83l24" />         [๓๘๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อสัตบุรุษผู้เขลา ไม่เฉียบแหลม ปฏิบัติผิดในบุคคล ๒ 
			<remark  id="s2b20c83l25" />จำพวก ย่อมบริหารตนให้ถูกกำจัด ให้ถูกทำลาย เขาย่อมเป็นไปกับด้วยโทษ ถูกผู้รู้ติเตียน 
			<remark  id="s2b20c83l26" />ทั้งได้ประสบบาปเป็นอันมากอีกด้วย บุคคล ๒จำพวกเป็นไฉน คือ มารดา ๑ บิดา ๑ 
			<remark  id="s2b20c83l27" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย อสัตบุรุษผู้เขลาไม่เฉียบแหลม ปฏิบัติผิดในบุคคล ๒ จำพวกนี้แล ย่อม
		</para>
	</section>
	<section id="s2b20c84" >
		<para id="s2b20c84p">
			<remark  id="s2b20c84l1" />บริหารตนให้ถูกกำจัดให้ถูกทำลาย เขาย่อมเป็นไปกับด้วยโทษ ถูกผู้รู้ติเตียน ทั้งได้ประสบ
			<remark  id="s2b20c84l2" />บาปเป็นอันมากอีกด้วย ดูกรภิกษุทั้งหลาย สัตบุรุษผู้ฉลาด เฉียบแหลม ปฏิบัติชอบในบุคคล 
			<remark  id="s2b20c84l3" />๒ จำพวก ย่อมบริหารตนไม่ให้ถูกกำจัด ไม่ให้ถูกทำลาย เขาย่อมไม่มีโทษ ไม่ถูกผู้รู้ติเตียน 
			<remark  id="s2b20c84l4" />ทั้งได้ประสบบุญเป็นอันมากอีกด้วย บุคคล ๒ จำพวกเป็นไฉน คือ มารดา ๑ บิดา ๑ ดูกร
			<remark  id="s2b20c84l5" />ภิกษุทั้งหลาย สัตบุรุษผู้ฉลาด เฉียบแหลมปฏิบัติชอบในบุคคล ๒ จำพวกนี้แล ย่อมบริหาร
			<remark  id="s2b20c84l6" />ตนไม่ให้ถูกกำจัด ไม่ให้ถูกทำลาย เขาย่อมไม่มีโทษ ไม่ถูกผู้รู้ติเตียน ทั้งได้ประสบบุญเป็น
			<remark  id="s2b20c84l7" />อันมากอีกด้วย ฯ
			<remark  id="s2b20c84l8" />         [๓๘๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อสัตบุรุษผู้เขลา ไม่เฉียบแหลม ปฏิบัติผิดในบุคคล ๒
			<remark  id="s2b20c84l9" /> จำพวก ย่อมบริหารตนให้ถูกกำจัด ให้ถูกทำลาย เขาย่อมเป็นไปกับด้วยโทษ ถูกผู้รู้ติเตียน 
			<remark  id="s2b20c84l10" />ทั้งได้ประสบบาปเป็นอันมากอีกด้วย บุคคล ๒จำพวกเป็นไฉน คือ พระตถาคต ๑ สาวก
			<remark  id="s2b20c84l11" />ของพระตถาคต ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลายอสัตบุรุษผู้เขลา ไม่เฉียบแหลม ปฏิบัติผิดในบุคคล ๒ 
			<remark  id="s2b20c84l12" />จำพวกนี้แล ย่อมบริหารตนให้ถูกจำกัด ให้ถูกทำลาย เขาย่อมเป็นไปกับด้วยโทษ ถูกผู้รู้ติเตียน
			<remark  id="s2b20c84l13" /> ทั้งได้ประสบบาปเป็นอันมากอีกด้วย ดูกรภิกษุทั้งหลาย สัตบุรุษผู้ฉลาดเฉียบแหลมปฏิบัติชอบ
			<remark  id="s2b20c84l14" />ในบุคคล ๒ จำพวก ย่อมบริหารตนไม่ให้ถูกกำจัด ไม่ให้ถูกทำลายเขาย่อมไม่มีโทษ ไม่ถูกผู้รู้
			<remark  id="s2b20c84l15" />ติเตียน ทั้งได้ประสบบุญเป็นอันมากอีกด้วย บุคคล ๒จำพวกเป็นไฉน คือ พระตถาคต ๑ 
			<remark  id="s2b20c84l16" />สาวกของพระตถาคต ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลายสัตบุรุษผู้ฉลาด เฉียบแหลม ปฏิบัติชอบในบุคคล
			<remark  id="s2b20c84l17" /> ๒ จำพวกนี้แล ย่อมบริหารตนไม่ให้ถูกจำกัด ไม่ให้ถูกทำลาย เขาย่อมไม่มีโทษ ไม่ถูกผู้รู้ติเตียน
			<remark  id="s2b20c84l18" /> ทั้งได้ประสบบุญเป็นอันมากอีกด้วย ฯ
			<remark  id="s2b20c84l19" />         [๓๘๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๒ อย่างนี้ ๒ อย่างเป็นไฉน คือ การชำระจิต
			<remark  id="s2b20c84l20" />ของตนให้ผ่องแผ้ว ๑ การไม่ถือมั่นอะไรๆ ในโลก ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๒ อย่างนี้แล ฯ
			<remark  id="s2b20c84l21" />         [๓๘๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๒ อย่างนี้ ๒ อย่างเป็นไฉน คือ ความโกรธ ๑ 
			<remark  id="s2b20c84l22" />ความผูกโกรธ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๒ อย่างนี้แล ฯ
			<remark  id="s2b20c84l23" />         [๓๘๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๒ อย่างนี้ ๒ อย่างเป็นไฉน คือ การกำจัดความ
			<remark  id="s2b20c84l24" />โกรธ ๑ การกำจัดความผูกโกรธ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๒อย่างนี้แล ฯ
			<remark  id="s2b20c84l25" />                        จบอายาจนวรรคที่ ๒
		</para>
	</section>
	<section id="s2b20c85" >
		<para id="s2b20c85p">
			<remark  id="s2b20c85l1" />         [๓๘๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ทาน ๒ อย่างนี้ ๒ อย่างเป็นไฉน คือ อามิสทาน ๑
			<remark  id="s2b20c85l2" /> ธรรมทาน ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ทาน ๒ อย่างนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรดาทาน ๒ อย่างนี้ 
			<remark  id="s2b20c85l3" />ธรรมทานเป็นเลิศ ฯ
			<remark  id="s2b20c85l4" />         [๓๘๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย การบูชา ๒ อย่างนี้ ๒ อย่างเป็นไฉน คือ  การบูชาด้วย
			<remark  id="s2b20c85l5" />อามิส ๑ การบูชาด้วยธรรม ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย การบูชา ๒อย่างนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
			<remark  id="s2b20c85l6" />บรรดาการบูชา ๒ อย่างนี้ การบูชาด้วยธรรมเป็นเลิศ ฯ
			<remark  id="s2b20c85l7" />         [๓๘๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย การสละ ๒ อย่างนี้ ๒ อย่างเป็นไฉน คือ  การสละ
			<remark  id="s2b20c85l8" />อามิส ๑ การสละธรรม ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย การสละ ๒ อย่างนี้แลดูกรภิกษุทั้งหลาย 
			<remark  id="s2b20c85l9" />บรรดาการสละ ๒ อย่างนี้ การสละธรรมเป็นเลิศ ฯ
			<remark  id="s2b20c85l10" />         [๓๘๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย การบริจาค ๒ อย่างนี้ ๒ อย่างเป็นไฉนคือ การบริจาค
			<remark  id="s2b20c85l11" />อามิส ๑ การบริจาคธรรม ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย การบริจาค ๒อย่างนี้แล  ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
			<remark  id="s2b20c85l12" />บรรดาการบริจาค ๒ อย่างนี้ การบริจาคธรรมเป็นเลิศ ฯ
			<remark  id="s2b20c85l13" />         [๓๙๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย การบริโภค ๒ อย่างนี้ ๒ อย่างเป็นไฉน  คือ การบริโภค
			<remark  id="s2b20c85l14" />อามิส ๑ การบริโภคธรรม ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย การบริโภค ๒อย่างนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
			<remark  id="s2b20c85l15" />บรรดาการบริโภค ๒ อย่างนี้ การบริโภคธรรมเป็นเลิศ ฯ
			<remark  id="s2b20c85l16" />         [๓๙๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย การสมโภค ๒ อย่างนี้ ๒ อย่างเป็นไฉน คือ การสมโภค
			<remark  id="s2b20c85l17" />อามิส ๑ การสมโภคธรรม ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย การสมโภค ๒อย่างนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย
			<remark  id="s2b20c85l18" /> บรรดาการสมโภค ๒ อย่างนี้ การสมโภคธรรมเป็นเลิศ ฯ
			<remark  id="s2b20c85l19" />         [๓๙๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย การจำแนก ๒ อย่างนี้ ๒ อย่างเป็นไฉน คือ การจำแนก
			<remark  id="s2b20c85l20" />อามิส ๑ การจำแนกธรรม ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย การจำแนก ๒อย่างนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
			<remark  id="s2b20c85l21" />บรรดาการจำแนก ๒ อย่างนี้ การจำแนกธรรมเป็นเลิศ ฯ
			<remark  id="s2b20c85l22" />         [๓๙๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย การสงเคราะห์ ๒ อย่างนี้ ๒ อย่างเป็นไฉน คือ การ
			<remark  id="s2b20c85l23" />สงเคราะห์ด้วยอามิส ๑ การสงเคราะห์ด้วยธรรม ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลายการสงเคราะห์ ๒ อย่าง
			<remark  id="s2b20c85l24" />นี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรดาการสงเคราะห์ ๒ อย่างนี้การสงเคราะห์ด้วยธรรมเป็นเลิศ ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b20c86" >
		<para id="s2b20c86p">
			<remark  id="s2b20c86l1" />         [๓๙๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย การอนุเคราะห์ ๒ อย่างนี้ ๒ อย่างเป็นไฉน  คือ การ
			<remark  id="s2b20c86l2" />อนุเคราะห์ด้วยอามิส ๑ การอนุเคราะห์ด้วยธรรม ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลายการอนุเคราะห์ ๒ อย่าง
			<remark  id="s2b20c86l3" />นี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรดาการอนุเคราะห์ ๒ อย่างนี้การอนุเคราะห์ด้วยธรรมเป็นเลิศ ฯ
			<remark  id="s2b20c86l4" />         [๓๙๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความเอื้อเฟื้อ ๒ อย่างนี้ ๒ อย่างเป็นไฉน คือ ความ
			<remark  id="s2b20c86l5" />เอื้อเฟื้อด้วยอามิส ๑ ความเอื้อเฟื้อด้วยธรรม ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลายความเอื้อเฟื้อ ๒ อย่างนี้แล 
			<remark  id="s2b20c86l6" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรดาความเอื้อเฟื้อ ๒ อย่างนี้
			<remark  id="s2b20c86l7" />ความเอื้อเฟื้อด้วยธรรมเป็นเลิศ ฯ
			<remark  id="s2b20c86l8" />                          จบทานวรรคที่ ๓
			<remark  id="s2b20c86l9" />         [๓๙๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สันถาร ๒ อย่างนี้ ๒ อย่างเป็นไฉน คือ  อามิสสันถาร ๑ 
			<remark  id="s2b20c86l10" />ธรรมสันถาร ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย สันถาร ๒ อย่างนี้แลดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรดาสันถาร ๒ 
			<remark  id="s2b20c86l11" />อย่างนี้ ธรรมสันถารเป็นเลิศ ฯ 
			<remark  id="s2b20c86l12" />         [๓๙๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปฏิสันถาร ๒ อย่างนี้ ๒ อย่างเป็นไฉน คือ อามิส
			<remark  id="s2b20c86l13" />ปฏิสันถาร ๑ ธรรมปฏิสันถาร ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปฏิสันถาร ๒อย่างนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
			<remark  id="s2b20c86l14" />บรรดาปฏิสันถาร ๒ อย่างนี้ ธรรมปฏิสันถารเป็นเลิศ ฯ
			<remark  id="s2b20c86l15" />         [๓๙๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เอสนา ๒ อย่างนี้ ๒ อย่างเป็นไฉน คือ  อามิสเอสนา 
			<remark  id="s2b20c86l16" />การเสาะหาอามิส ๑ ธรรมเอสนาการเสาะหาธรรม ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เอสนา ๒ อย่างนี้แล 
			<remark  id="s2b20c86l17" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรดาเอสนา ๒ อย่างนี้ธรรมเอสนาเป็นเลิศ ฯ
			<remark  id="s2b20c86l18" />         [๓๙๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปริเยสนา ๒ อย่างนี้ ๒ อย่างเป็นไฉน คือ อามิส
			<remark  id="s2b20c86l19" />ปริเยสนา การแสวงหาอามิส ๑ ธรรมปริเยสนา การแสวงหาธรรม๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
			<remark  id="s2b20c86l20" />ปริเยสนา ๒ อย่างนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรดาปริเยสนา ๒ อย่างนี้ ธรรมปริเยสนาเป็นเลิศ ฯ
			<remark  id="s2b20c86l21" />         [๔๐๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปริเยฏฐิ ๒ อย่างนี้ ๒ อย่างเป็นไฉน คือ อามิสปริเยฏฐิ 
			<remark  id="s2b20c86l22" />การแสวงหาอามิสอย่างสูง ๑ ธรรมปริเยฏฐิ การแสวงหาธรรมอย่างสูง ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย
			<remark  id="s2b20c86l23" /> ปริเยฏฐิ ๒ อย่างนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลายบรรดาปริเยฏฐิ ๒ อย่างนี้ ธรรมปริเยฏฐิเป็นเลิศ ฯ
			<remark  id="s2b20c86l24" />         [๔๐๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย การบูชา ๒ อย่างนี้ ๒ อย่างเป็นไฉน คือ อามิสบูชา ๑ 
			<remark  id="s2b20c86l25" />ธรรมบูชา ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย การบูชา ๒ อย่างนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรดาการบูชา ๒ 
			<remark  id="s2b20c86l26" />อย่างนี้ ธรรมบูชาเป็นเลิศ ฯ
			<remark  id="s2b20c86l27" />         [๔๐๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ของต้อนรับแขก ๒ อย่างนี้ ๒ อย่างเป็นไฉน คือ 
			<remark  id="s2b20c86l28" />ของต้อนรับ คือ อามิส ๑ ของต้อนรับ คือ ธรรม ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย  ของต้อนรับแขก
		</para>
	</section>
	<section id="s2b20c87" >
		<para id="s2b20c87p">
			<remark  id="s2b20c87l1" /> ๒ อย่างนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรดาของต้อนรับแขก ๒ อย่างนี้ ของต้อนรับแขก คือ
			<remark  id="s2b20c87l2" /> ธรรมเป็นเลิศ ฯ
			<remark  id="s2b20c87l3" />         [๔๐๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความสำเร็จ ๒ อย่างนี้ ๒ อย่างเป็นไฉน คือ ความ
			<remark  id="s2b20c87l4" />สำเร็จ คือ อามิส ๑ ความสำเร็จ คือ ธรรม ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลายความสำเร็จ ๒ อย่างนี้แล 
			<remark  id="s2b20c87l5" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรดาความสำเร็จ ๒ อย่างนี้ความสำเร็จ คือ ธรรมเป็นเลิศ ฯ
			<remark  id="s2b20c87l6" />         [๔๐๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความเจริญ ๒ อย่างนี้ ๒ อย่างเป็นไฉน คือ ความ
			<remark  id="s2b20c87l7" />เจริญด้วยอามิส ๑ ความเจริญด้วยธรรม ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความเจริญ ๒ อย่างนี้แล 
			<remark  id="s2b20c87l8" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรดาความเจริญ ๒ อย่างนี้ ความเจริญด้วยธรรมเป็นเลิศ ฯ
			<remark  id="s2b20c87l9" />         [๔๐๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย รัตนะ ๒ อย่างนี้ ๒ อย่างเป็นไฉน คือ รัตนะคืออามิส ๑ 
			<remark  id="s2b20c87l10" />รัตนะคือธรรม ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย รัตนะ ๒ อย่างนี้แลดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรดารัตนะ ๒
			<remark  id="s2b20c87l11" /> อย่างนี้ รัตนะคือธรรมเป็นเลิศ ฯ
			<remark  id="s2b20c87l12" />         [๔๐๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความสะสม ๒ อย่างนี้ ๒ อย่างเป็นไฉน คือ ความ
			<remark  id="s2b20c87l13" />สะสมอามิส ๑ ความสะสมธรรม ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความสะสม ๒อย่างนี้แล ดูกรภิกษุ
			<remark  id="s2b20c87l14" />ทั้งหลาย บรรดาความสะสม ๒ อย่างนี้ ความสะสมธรรมเป็นเลิศ ฯ
			<remark  id="s2b20c87l15" />         [๔๐๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความไพบูลย์ ๒ อย่างนี้ ๒ อย่างเป็นไฉน คือ ความ
			<remark  id="s2b20c87l16" />ไพบูลย์แห่งอามิส ๑ ความไพบูลย์แห่งธรรม ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลายความไพบูลย์ ๒ อย่างนี้แล
			<remark  id="s2b20c87l17" /> ดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรดาความไพบูลย์ ๒ อย่างนี้ความไพบูลย์แห่งธรรมเป็นเลิศ ฯ
			<remark  id="s2b20c87l18" />                         จบสันถารวรรคที่ ๔
			<remark  id="s2b20c87l19" />         [๔๐๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๒ อย่างนี้ ๒ อย่างเป็นไฉน คือ ความเป็นผู้
			<remark  id="s2b20c87l20" />ฉลาดในสมาบัติ ๑ ความเป็นผู้ฉลาดในการออกจากสมาบัติ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๒ 
			<remark  id="s2b20c87l21" />อย่างนี้แล ฯ
			<remark  id="s2b20c87l22" />         [๔๐๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๒ อย่างนี้ ๒ อย่างเป็นไฉน คือ  ความเป็นผู้ซื่อ
			<remark  id="s2b20c87l23" />ตรง ๑ ความเป็นผู้อ่อนโยน ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๒ อย่างนี้แล ฯ
			<remark  id="s2b20c87l24" />         [๔๑๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๒ อย่างนี้ ๒ อย่างเป็นไฉน คือ  ขันติ ๑
			<remark  id="s2b20c87l25" /> โสรัจจะ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๒ อย่างนี้แล ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b20c88" >
		<para id="s2b20c88p">
			<remark  id="s2b20c88l1" />         [๔๑๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๒ อย่างนี้ ๒ อย่างเป็นไฉน คือ ความเป็นผู้มี
			<remark  id="s2b20c88l2" />วาจาอ่อนหวาน ๑ การต้อนรับแขก ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๒อย่างนี้แล ฯ
			<remark  id="s2b20c88l3" />         [๔๑๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๒ อย่างนี้ ๒ อย่างเป็นไฉน คือ ความไม่เบียด
			<remark  id="s2b20c88l4" />เบียน ๑ ความเป็นคนสะอาด ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๒ อย่างนี้แล ฯ
			<remark  id="s2b20c88l5" />         [๔๑๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๒ อย่างนี้ ๒ อย่างเป็นไฉน คือ ความเป็นผู้ไม่
			<remark  id="s2b20c88l6" />คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย ๑ ความเป็นผู้ไม่รู้จักประมาณในการบริโภค ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
			<remark  id="s2b20c88l7" />ธรรม ๒ อย่างนี้แล ฯ
			<remark  id="s2b20c88l8" />         [๔๑๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๒ อย่างนี้ ๒ อย่างเป็นไฉน คือ ความเป็นผู้
			<remark  id="s2b20c88l9" />คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย ๑ ความเป็นผู้รู้จักประมาณในการบริโภค ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
			<remark  id="s2b20c88l10" />ธรรม ๒ อย่างนี้แล ฯ
			<remark  id="s2b20c88l11" />         [๔๑๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๒ อย่างนี้ ๒ อย่างเป็นไฉน คือ กำลังคือการ
			<remark  id="s2b20c88l12" />พิจารณา ๑ กำลังคือการอบรม ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๒ อย่างนี้แล ฯ
			<remark  id="s2b20c88l13" />         [๔๑๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๒ อย่างนี้ ๒ อย่างเป็นไฉน คือ กำลังคือสติ ๑ 
			<remark  id="s2b20c88l14" />กำลังคือสมาธิ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๒ อย่างนี้แล ฯ 
			<remark  id="s2b20c88l15" />         [๔๑๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๒ อย่างนี้ ๒ อย่างเป็นไฉน คือ สมถะ ๑ 
			<remark  id="s2b20c88l16" />วิปัสสนา ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๒ อย่างนี้แล ฯ
			<remark  id="s2b20c88l17" />         [๔๑๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๒ อย่างนี้ ๒ อย่างเป็นไฉน คือ ศีลวิบัติ ๑ 
			<remark  id="s2b20c88l18" />ทิฐิวิบัติ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๒ อย่างนี้แล ฯ
			<remark  id="s2b20c88l19" />         [๔๑๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๒ อย่างนี้ ๒ อย่างเป็นไฉน คือ ศีลสมบัติ ๑
			<remark  id="s2b20c88l20" /> ทิฐิสมบัติ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๒ อย่างนี้แล ฯ
			<remark  id="s2b20c88l21" />         [๔๒๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๒ อย่างนี้ ๒ อย่างเป็นไฉน คือ ศีลบริสุทธิ์ ๑ 
			<remark  id="s2b20c88l22" />ทิฐิบริสุทธิ์ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๒ อย่างนี้แล ฯ
			<remark  id="s2b20c88l23" />         [๔๒๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๒ อย่างนี้ ๒ อย่างเป็นไฉน คือ ทิฐิบริสุทธิ์ ๑ 
			<remark  id="s2b20c88l24" />ความเพียรที่สมควรแก่ทิฐิ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลายธรรม ๒ อย่างนี้แล ฯ
			<remark  id="s2b20c88l25" />         [๔๒๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๒ อย่างนี้ ๒ อย่างเป็นไฉน คือ ความเป็นผู้ยัง
			<remark  id="s2b20c88l26" />ไม่พอในกุศลธรรม ๑ ความเป็นผู้ไม่ท้อถอยในความเพียร ๑
			<remark  id="s2b20c88l27" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๒ อย่างนี้แล ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b20c89" >
		<para id="s2b20c89p">
			<remark  id="s2b20c89l1" />         [๔๒๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๒ อย่าง ๒ อย่างเป็นไฉน คือ ความเป็นคน
			<remark  id="s2b20c89l2" />หลงลืมสติ ๑ ความไม่รู้สึกตัว ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๒ อย่างนี้แล ฯ
			<remark  id="s2b20c89l3" />         [๔๒๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๒ อย่างนี้ ๒ อย่างเป็นไฉน คือ สติ ๑ 
			<remark  id="s2b20c89l4" />สัมปชัญญะ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๒ อย่างนี้แล ฯ
			<remark  id="s2b20c89l5" />                        จบสมาปัตติวรรคที่ ๕
			<remark  id="s2b20c89l6" />                          จบตติยปัณณาสก์ 
			<remark  id="s
