<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<!DOCTYPE book PUBLIC "-//OASIS//DTD DocBook XML V5.0//EN" "http://www.oasis-open.org/docbook/xml/4.5/docbookx.dtd">
<chapter id="s2b19">
	<title>สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค</title>
	<section id="s2b19c1" >
		<para id="s2b19c1p">
			<remark  id="s2b19c1l1" />		          พระสุตตันตปิฎก             
			<remark  id="s2b19c1l2" />		             	เล่ม ๑๑
			<remark  id="s2b19c1l3" />		      สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค        
			<remark  id="s2b19c1l4" />       ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น  
			<remark  id="s2b19c1l5" />		           ๑. มัคคสังยุต             
			<remark  id="s2b19c1l6" />		          อวิชชาวรรคที่ ๑            
			<remark  id="s2b19c1l7" />		            อวิชชาสูตร               
			<remark  id="s2b19c1l8" />         ว่าด้วยอวิชชา และวิชชาเป็นหัวหน้าแห่งอกุศลและกุศล          
			<remark  id="s2b19c1l9" />	[๑] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้:           
			<remark  id="s2b19c1l10" />     สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิก-
			<remark  id="s2b19c1l11" />เศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุ
			<remark  id="s2b19c1l12" />ทั้งหลาย ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระดำรัสพระผู้มีพระภาคว่า พระพุทธเจ้าข้า พระผู้มีพระภาคได้
			<remark  id="s2b19c1l13" />ตรัสพระพุทธพจน์นี้ว่า.            
			<remark  id="s2b19c1l14" />	[๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อวิชชาเป็นหัวหน้าในการยังอกุศลธรรมให้ถึงพร้อม เกิดร่วม    
			<remark  id="s2b19c1l15" />กับความไม่ละอายบาป ความไม่สะดุ้งกลัวบาป ความเห็นผิดย่อมเกิดมีแก่ผู้ไม่รู้แจ้ง ประกอบ 
			<remark  id="s2b19c1l16" />ด้วยอวิชชา ความดำริผิดย่อมเกิดมีแก่ผู้มีความเห็นผิด เจรจาผิดย่อมเกิดมีแก่ผู้มีความดำริผิด 
			<remark  id="s2b19c1l17" />การงานผิดย่อมเกิดมีแก่ผู้เจรจาผิด การเลี้ยงชีพผิดย่อมเกิดมีแก่ผู้ทำการงานผิด พยายามผิดย่อมเกิด
			<remark  id="s2b19c1l18" />มีแก่ผู้เลี้ยงชีพผิด ระลึกผิดย่อมเกิดมีแก่ผู้พยายามผิด ตั้งใจผิดย่อมเกิดมีแก่ผู้ระลึกผิด.    
			<remark  id="s2b19c1l19" />	[๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ส่วนวิชชา เป็นหัวหน้าในการยังกุศลธรรมให้ถึงพร้อม เกิด     
			<remark  id="s2b19c1l20" />ร่วมกับความละอายบาป ความสะดุ้งกลัวบาป ความเห็นชอบย่อมเกิดมีแก่ผู้รู้แจ้ง ประกอบด้วย  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b19c2" >
		<para id="s2b19c2p">
			<remark  id="s2b19c2l1" />วิชชา ความดำริชอบย่อมเกิดมีแก่ผู้มีความเห็นชอบ เจรจาชอบย่อมเกิดมีแก่ผู้มีความดำริชอบ 
			<remark  id="s2b19c2l2" />การงานชอบย่อมเกิดมีแก่ผู้เจรจาชอบ การเลี้ยงชีพชอบย่อมเกิดมีแก่ผู้ทำการงานชอบ พยายาม  
			<remark  id="s2b19c2l3" />ชอบย่อมเกิดมีแก่ผู้เลี้ยงชีพชอบ ระลึกชอบย่อมเกิดมีแก่ผู้พยายามชอบ ตั้งใจชอบย่อมเกิด  
			<remark  id="s2b19c2l4" />มีแก่ผู้ระลึกชอบ แล.              
			<remark  id="s2b19c2l5" />		           จบ สูตรที่ ๑              
			<remark  id="s2b19c2l6" />		            อุปัฑฒสูตร               
			<remark  id="s2b19c2l7" />		 ความเป็นผู้มีมิตรดี เป็นพรหมจรรย์ทั้งสิ้น            
			<remark  id="s2b19c2l8" />	[๔] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้:           
			<remark  id="s2b19c2l9" />     สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ นิคมของชาวศักยะชื่อสักระ ในแคว้น           
			<remark  id="s2b19c2l10" />สักกะของชาวศากยะทั้งหลาย ครั้งนั้น ท่านพระอานนท์เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ 
			<remark  id="s2b19c2l11" />ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้ว ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาค             
			<remark  id="s2b19c2l12" />ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ความเป็นผู้มีมิตรดี มีสหายดี มีเพื่อนดี นี้เป็นกึ่งหนึ่งแห่งพรหมจรรย์       
			<remark  id="s2b19c2l13" />เทียวนะ พระเจ้าข้า.               
			<remark  id="s2b19c2l14" />	[๕] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรอานนท์ เธออย่าได้กล่าวอย่างนั้น เธออย่างได้       
			<remark  id="s2b19c2l15" />กล่าวอย่างนั้น ก็ความเป็นผู้มีมิตรดี มีสหายดี มีเพื่อนดี นี้เป็นพรหมจรรย์ทั้งสิ้นทีเดียว ดูกร         
			<remark  id="s2b19c2l16" />อานนท์ อันภิกษุผู้มีมิตรดี มีสหายดี มีเพื่อนดี พึงหวังข้อนี้ได้ว่า จักเจริญอริยมรรคประกอบ             
			<remark  id="s2b19c2l17" />ด้วยองค์ ๘ จักกระทำให้มากซึ่งอริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘.              
			<remark  id="s2b19c2l18" />	[๖] ดูกรอานนท์ ก็ภิกษุผู้มีมิตรดี มีสหายดี มีเพื่อนดี ย่อมเจริญอริยมรรคประกอบ   
			<remark  id="s2b19c2l19" />ด้วยองค์ ๘ ย่อมกระทำให้มากซึ่งอริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘ อย่างไรเล่า? ดูกรอานนท์ ภิกษุ 
			<remark  id="s2b19c2l20" />ในธรรมวินัยนี้ย่อมเจริญสัมมาทิฏฐิ อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในการสละ
			<remark  id="s2b19c2l21" />ย่อมเจริญสัมมาสังกัปปะ ... สัมมาวาจา ... สัมมากัมมันตะ ... สัมมาอาชีวะ ... สัมมาวายามะ ...            
			<remark  id="s2b19c2l22" />สัมมาสติ ... สัมมาสมาธิ อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในการสละ ดูกร     
			<remark  id="s2b19c2l23" />อานนท์ ภิกษุผู้มีมิตรดี มีสหายดี มีเพื่อนดี ย่อมเจริญอริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘ ย่อม   
			<remark  id="s2b19c2l24" />กระทำให้มากซึ่งอริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘ อย่างนี้แล.
			<remark  id="s2b19c2l25" />	[๗] ดูกรอานนท์ ข้อว่า ความเป็นผู้มีมิตรดี มีสหายดี มีเพื่อนดี เป็นพรหมจรรย์     
			<remark  id="s2b19c2l26" />ทั้งสิ้นทีเดียวนั้น พึงทราบโดยปริยายแม้นี้ ด้วยว่าเหล่าสัตว์ผู้มีชาติเป็นธรรมดา ย่อมพ้นไปจาก       
		</para>
	</section>
	<section id="s2b19c3" >
		<para id="s2b19c3p">
			<remark  id="s2b19c3l1" />ชาติ ผู้มีชราเป็นธรรมดา ย่อมพ้นไปจากชรา ผู้มีมรณะเป็นธรรมดา ย่อมพ้นไปจากมรณะ ผู้มี   
			<remark  id="s2b19c3l2" />โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาส เป็นธรรมดา ย่อมพ้นไปจากโสกะ ปริเทวะ             
			<remark  id="s2b19c3l3" />ทุกข์ โทมนัส และอุปายาส เพราะอาศัยเราผู้เป็นกัลยาณมิตร ดูกรอานนท์ ข้อว่า ความเป็นผู้มี                
			<remark  id="s2b19c3l4" />มิตรดี มีสหายดี มีเพื่อนดี เป็นพรหมจรรย์ทั้งสิ้นทีเดียวนั้น พึงทราบโดยปริยายนี้แล.   
			<remark  id="s2b19c3l5" />		            จบ สูตรที่ ๒             
			<remark  id="s2b19c3l6" />		           สารีปุตตสูตร              
			<remark  id="s2b19c3l7" />		  ความเป็นผู้มีมิตรดีเป็นพรหมจรรย์ทั้งสิ้น            
			<remark  id="s2b19c3l8" />	[๘] สาวัตถีนิทาน ครั้งนั้น ท่านพระสารีบุตรเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ  
			<remark  id="s2b19c3l9" />ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาค              
			<remark  id="s2b19c3l10" />ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ความเป็นผู้มีมิตรดี มีสหายดี มีเพื่อนดี นี้เป็นพรหมจรรย์ทั้งสิ้น            
			<remark  id="s2b19c3l11" />เทียวนะ พระเจ้าข้า.               
			<remark  id="s2b19c3l12" />	[๙] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ถูกละ ถูกละ สารีบุตร ความเป็นผู้มีมิตรดี มีสหายดี     
			<remark  id="s2b19c3l13" />มีเพื่อนดี นี้เป็นพรหมจรรย์ทั้งสิ้น ดูกรสารีบุตร ภิกษุผู้มีมิตรดี มีสหายดี มีเพื่อนดี พึงหวัง         
			<remark  id="s2b19c3l14" />ข้อนี้ได้ว่า จักเจริญอริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘ จักกระทำให้มากซึ่งอริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘.             
			<remark  id="s2b19c3l15" />	[๑๐] ดูกรสารีบุตร ก็ภิกษุผู้มีมิตรดี มีสหายดี มีเพื่อนดี ย่อมเจริญอริยมรรค      
			<remark  id="s2b19c3l16" />ประกอบด้วยองค์ ๘ ย่อมกระทำให้มากซึ่งอริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘ อย่างไรเล่า? ดูกร       
			<remark  id="s2b19c3l17" />สารีบุตร ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมเจริญสัมมาทิฏฐิ อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ
			<remark  id="s2b19c3l18" />น้อมไปในการสละ ฯลฯ ย่อมเจริญสัมมาสมาธิ อันอาศัยวิเวก อันอาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ       
			<remark  id="s2b19c3l19" />น้อมไปในการสละ ดูกรสารีบุตร ภิกษุผู้มีมิตรดี มีสหายดี มีเพื่อนดี ย่อมเจริญอริยมรรค   
			<remark  id="s2b19c3l20" />ประกอบด้วยองค์ ๘ ย่อมกระทำให้มากซึ่งอริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘ อย่างนี้แล.             
			<remark  id="s2b19c3l21" />	[๑๑] ดูกรสารีบุตร ข้อว่า ความเป็นผู้มีมิตรดี มีสหายดี มีเพื่อนดี นี้เป็นพรหม   
			<remark  id="s2b19c3l22" />จรรย์ทั้งสิ้น นั้นพึงทราบโดยปริยายแม้นี้ ด้วยว่าเหล่าสัตว์ผู้มีชาติเป็นธรรมดา ย่อมพ้นไปจาก           
			<remark  id="s2b19c3l23" />ชาติ ผู้มีชราเป็นธรรมดา ย่อมพ้นไปจากชรา ผู้มีมรณะเป็นธรรมดา ย่อมพ้นไปจากมรณะ ผู้มี   
			<remark  id="s2b19c3l24" />โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาสเป็นธรรมดา ย่อมพ้นไปจากโสกะ ปริเทวะ ทุกข์   
		</para>
	</section>
	<section id="s2b19c4" >
		<para id="s2b19c4p">
			<remark  id="s2b19c4l1" />โทมนัส อุปายาส เพราะอาศัยเราผู้เป็นกัลยาณมิตร ดูกรสารีบุตร ข้อว่า ความเป็นผู้มีมิตรดี
			<remark  id="s2b19c4l2" />มีสหายดี มีเพื่อนดี เป็นพรหมจรรย์ทั้งสิ้นนั้น พึงทราบโดยปริยายนี้แล.
			<remark  id="s2b19c4l3" />		           จบ สูตรที่ ๓              
			<remark  id="s2b19c4l4" />		           พราหมณสูตร                
			<remark  id="s2b19c4l5" />		     อริยมรรคเรียกชื่อได้ ๓ อย่าง    
			<remark  id="s2b19c4l6" />	[๑๒] สาวัตถีนิทาน. ครั้งนั้น เวลาเช้า ท่านพระอานนท์นุ่งแล้ว ถือบาตรและจีวร      
			<remark  id="s2b19c4l7" />เข้าไปบิณฑบาตยังพระนครสาวัตถี ได้เห็นชาณุสโสณีพราหมณ์ออกจากพระนครสาวัตถี ด้วยรถ      
			<remark  id="s2b19c4l8" />เทียมด้วยม้าขาวล้วน ได้ยินว่า ม้าที่เทียมเป็นม้าขาว เครื่องประดับขาว ตัวรถขาว ประทุนรถ                
			<remark  id="s2b19c4l9" />ขาว เชือกขาว ด้ามประตักขาว ร่มขาว ผ้าโพกขาว ผ้านุ่งขาว รองเท้าขาว พัดวาลวิชนีที่     
			<remark  id="s2b19c4l10" />ด้ามพัดก็ขาว ชนเห็นท่านผู้นี้แล้ว พูดอย่างนี้ว่า ท่านผู้เจริญทั้งหลาย ยานประเสริฐหนอ รูป              
			<remark  id="s2b19c4l11" />ของยานประเสริฐหนอ ดังนี้.         
			<remark  id="s2b19c4l12" />	[๑๓] ครั้งนั้น ท่านพระอานนท์เที่ยวบิณฑบาตในพระนครสาวัตถีแล้ว เวลาปัจฉาภัต       
			<remark  id="s2b19c4l13" />กลับจากบิณฑบาต เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคแล้ว นั่ง ณ                
			<remark  id="s2b19c4l14" />ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ของประทาน              
			<remark  id="s2b19c4l15" />พระวโรกาส เวลาเช้า ข้าพระองค์นุ่งแล้ว ถือบาตรและจีวรเข้าไปบิณฑบาตยังพระนครสาวัตถี    
			<remark  id="s2b19c4l16" />ข้าพระองค์เห็นชาณุสโสณีพราหมณ์ออกจากพระนครสาวัตถี ด้วยรถม้าขาวล้วน ได้ยินว่า ม้าที่  
			<remark  id="s2b19c4l17" />เทียมเป็นม้าขาว เครื่องประดับขาว ตัวรถขาว ประทุนรถขาว เชือกขาว ด้ามประตักขาว ร่มขาว  
			<remark  id="s2b19c4l18" />ผ้าโพกขาว ผ้านุ่งขาว รองเท้าขาว พัดวาลวิชนีที่ด้ามก็ขาว ชนเห็นท่านผู้นี้แล้ว พูดอย่างนี้ว่า           
			<remark  id="s2b19c4l19" />ท่านผู้เจริญทั้งหลาย ยานประเสริฐหนอ รูปของยานประเสริฐหนอ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ       
			<remark  id="s2b19c4l20" />พระองค์อาจทรงบัญญัติยานอันประเสริฐในธรรมวินัยนี้ได้ไหมหนอ?          
			<remark  id="s2b19c4l21" />	[๑๔] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรอานนท์ อาจบัญญัติได้ คำว่ายานอันประเสริฐ         
			<remark  id="s2b19c4l22" />เป็นชื่อของอริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘ นี้เอง เรียกกันว่า พรหมยานบ้าง ธรรมยานบ้าง รถ    
			<remark  id="s2b19c4l23" />พิชัยสงครามอันยอดเยี่ยมบ้าง.      
			<remark  id="s2b19c4l24" />	[๑๕] ดูกรอานนท์ สัมมาทิฏฐิบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว มีการกำจัดราคะ         
			<remark  id="s2b19c4l25" />เป็นที่สุด มีการกำจัดโทสะเป็นที่สุด มีการกำจัดโมหะเป็นที่สุด. 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b19c5" >
		<para id="s2b19c5p">
			<remark  id="s2b19c5l1" />	[๑๖] ดูกรอานนท์ สัมมาสังกัปปะที่บุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว มีการกำจัด       
			<remark  id="s2b19c5l2" />ราคะเป็นที่สุด มีการกำจัดโทสะเป็นที่สุด มีการกำจัดโมหะเป็นที่สุด.   
			<remark  id="s2b19c5l3" />	[๑๗] ดูกรอานนท์ สัมมาวาจาที่บุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว มีการกำจัด           
			<remark  id="s2b19c5l4" />ราคะเป็นที่สุด มีการกำจัดโทสะเป็นที่สุด มีการกำจัดโมหะเป็นที่สุด.   
			<remark  id="s2b19c5l5" />	[๑๘] ดูกรอานนท์ สัมมากัมมันตะที่บุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว มีการกำจัด       
			<remark  id="s2b19c5l6" />ราคะเป็นที่สุด มีการกำจัดโทสะเป็นที่สุด มีการกำจัดโมหะเป็นที่สุด.   
			<remark  id="s2b19c5l7" />	[๑๙] ดูกรอานนท์ สัมมาอาชีวะที่บุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว มีการกำจัด         
			<remark  id="s2b19c5l8" />ราคะเป็นที่สุด มีการกำจัดโทสะเป็นที่สุด มีการกำจัดโมหะเป็นที่สุด.   
			<remark  id="s2b19c5l9" />	[๒๐] ดูกรอานนท์ สัมมาวายามะที่บุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว มีการกำจัด         
			<remark  id="s2b19c5l10" />ราคะเป็นที่สุด มีการกำจัดโทสะเป็นที่สุด มีการกำจัดโมหะเป็นที่สุด.   
			<remark  id="s2b19c5l11" />	[๒๑] ดูกรอานนท์ สัมมาสติที่บุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว มีการกำจัดราคะ        
			<remark  id="s2b19c5l12" />เป็นที่สุด มีการกำจัดโทสะเป็นที่สุด มีการกำจัดโมหะเป็นที่สุด.       
			<remark  id="s2b19c5l13" />	[๒๒] ดูกรอานนท์ สัมมาสมาธิที่บุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว มีการกำจัด          
			<remark  id="s2b19c5l14" />ราคะเป็นที่สุด มีการกำจัดโทสะเป็นที่สุด มีการกำจัดโมหะเป็นที่สุด.   
			<remark  id="s2b19c5l15" />	[๒๓] ดูกรอานนท์ ข้อว่า ยานอันประเสริฐ เป็นชื่อของอริยมรรคประกอบด้วย             
			<remark  id="s2b19c5l16" />องค์ ๘ นี้เอง เรียกกันว่า พรหมยานบ้าง ธรรมยานบ้าง รถพิชัยสงครามอันยอดเยี่ยมบ้าง นั้น 
			<remark  id="s2b19c5l17" />พึงทราบโดยปริยายนี้แล.            
			<remark  id="s2b19c5l18" />     พระผู้มีพระภาคผู้สุคตศาสดา ครั้นได้ตรัสไวยากรณภาษิตนี้จบลงแล้ว จึงได้ตรัสคาถา   
			<remark  id="s2b19c5l19" />ประพันธ์ต่อไปอีกว่า               
			<remark  id="s2b19c5l20" />	[๒๔] อริยมรรคญาณนั้นมีธรรม คือ ศรัทธากับปัญญาเป็นเอก มีศรัทธา  
			<remark  id="s2b19c5l21" />          เป็นทูบ มีหิริเป็นงอน มีใจเป็นเชือกชัก มีสติเป็นสารถีผู้ควบคุม             
			<remark  id="s2b19c5l22" />          รถนี้มีศีลเป็นเครื่องประดับ มีญาณเป็นเพลา มีความเพียรเป็นล้อ               
			<remark  id="s2b19c5l23" />          มีอุเบกขากับสมาธิเป็นทูบ ความไม่อยากได้เป็นประทุน กุลบุตร 
			<remark  id="s2b19c5l24" />          ใดมีความไม่พยาบาท ความไม่เบียดเบียน และวิเวกเป็นอาวุธ     
			<remark  id="s2b19c5l25" />          มีความอดทนเป็นเกราะหนัง กุลบุตรนั้นย่อมเป็นไปเพื่อความเกษม
			<remark  id="s2b19c5l26" />          จากโยคะ พรหมยานอันยอดเยี่ยมนี้ เกิดแล้วในตนของบุคคล   
		</para>
	</section>
	<section id="s2b19c6" >
		<para id="s2b19c6p">
			<remark  id="s2b19c6l1" />          เหล่าใด บุคคลเหล่านั้นเป็นนักปราชญ์ ย่อมออกไปจากโลกโดย    
			<remark  id="s2b19c6l2" />          ความแน่ใจว่า มีชัยชนะโดยแท้.             
			<remark  id="s2b19c6l3" />		           จบ สูตรที่ ๔              
			<remark  id="s2b19c6l4" />		            กิมัตถิยสูตร             
			<remark  id="s2b19c6l5" />		   ประพฤติพรหมจรรย์เพื่อกำหนดรู้ทุกข์
			<remark  id="s2b19c6l6" />	[๒๕] สาวัตถีนิทาน. ครั้งนั้นแล ภิกษุมากรูปเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ  
			<remark  id="s2b19c6l7" />ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนหนึ่ง ครั้นแล้ว ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า               
			<remark  id="s2b19c6l8" />ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอประทานพระวโรกาส พวกอัญญเดียรถีย์ปริพาชก ถามพวกข้าพระองค์     
			<remark  id="s2b19c6l9" />อย่างนี้ว่า ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย พวกท่านอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ในพระสมณโคดมเพื่อประโยชน์                
			<remark  id="s2b19c6l10" />อะไร? พวกข้าพระองค์ถูกถามอย่างนี้แล้ว จึงพยากรณ์แก่พวกอัญญเดียรถีย์ปริพาชกเหล่านั้น  
			<remark  id="s2b19c6l11" />อย่างนี้ว่า ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย พวกเราอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาค เพื่อกำหนด               
			<remark  id="s2b19c6l12" />รู้ทุกข์ พวกข้าพระองค์ถูกถามอย่างนี้แล้ว พยากรณ์อย่างนี้ ชื่อว่ากล่าวตามพระดำรัสที่พระผู้มี           
			<remark  id="s2b19c6l13" />พระภาคตรัสไว้แล้ว ไม่กล่าวตู่พระผู้มีพระภาคด้วยคำไม่จริง พยากรณ์ธรรมสมควรแก่ธรรม ทั้ง
			<remark  id="s2b19c6l14" />การคล้อยตามวาทะที่ถูกไรๆ จะไม่พึงถึงฐานะอันวิญญูชนพึงติเตียนได้ละหรือ.               
			<remark  id="s2b19c6l15" />	[๒๖] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ช่างเถิด พวกเธอถูกถามอย่างนั้น     
			<remark  id="s2b19c6l16" />แล้ว พยากรณ์อย่างนั้น ชื่อว่ากล่าวตามคำที่เรากล่าวไว้แล้ว ไม่กล่าวตู่เราด้วยคำไม่จริง พยากรณ์         
			<remark  id="s2b19c6l17" />ธรรมสมควรแก่ธรรม ทั้งการคล้อยตามวาทะที่ถูกไรๆ จะไม่ถึงฐานะอันวิญญูชนพึงติเตียนได้    
			<remark  id="s2b19c6l18" />เพราะพวกเธออยู่ประพฤติพรหมจรรย์ในเรา เพื่อกำหนดรู้ทุกข์.            
			<remark  id="s2b19c6l19" />	[๒๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าพวกอัญญเดียรถีย์ปริพาชก พึงถามพวกเธออย่างนี้ว่า       
			<remark  id="s2b19c6l20" />ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ก็หนทางมีอยู่หรือ ปฏิปทาเพื่อกำหนดรู้ทุกข์นั้นมีอยู่หรือ? พวกเธอถูกถาม          
			<remark  id="s2b19c6l21" />อย่างนี้แล้ว พึงพยากรณ์แก่พวกอัญญเดียรถีย์ปริพาชกเหล่านั้นอย่างนี้ว่า ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย           
			<remark  id="s2b19c6l22" />หนทางมีอยู่ ปฏิปทาเพื่อกำหนดรู้ทุกข์นั้นมีอยู่.    
			<remark  id="s2b19c6l23" />	[๒๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็หนทางเป็นไฉน ปฏิปทาเพื่อกำหนดรู้ทุกข์เป็นไฉน.          
			<remark  id="s2b19c6l24" />อริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘ นี้แล คือ สัมมาทิฏฐิ ฯลฯ สัมมาสมาธิ นี้เป็นหนทาง นี้เป็น  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b19c7" >
		<para id="s2b19c7p">
			<remark  id="s2b19c7l1" />ปฏิปทาเพื่อกำหนดรู้ทุกข์นั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกเธอถูกถามอย่างนั้นแล้ว พึงพยากรณ์แก่                
			<remark  id="s2b19c7l2" />พวกอัญญเดียรถีย์ปริพาชกเหล่านั้นอย่างนี้.          
			<remark  id="s2b19c7l3" />		           จบ สูตรที่ ๕              
			<remark  id="s2b19c7l4" />		           ภิกขุสูตรที่ ๑            
			<remark  id="s2b19c7l5" />		  ว่าด้วยพรหมจรรย์และที่สุดพรหมจรรย์ 
			<remark  id="s2b19c7l6" />	[๒๙] สาวัตถีนิทาน. ครั้งนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ
			<remark  id="s2b19c7l7" />ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้ทูลถามพระผู้มีพระภาค               
			<remark  id="s2b19c7l8" />ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ที่เรียกว่าพรหมจรรย์ๆ ดังนี้ ก็พรหมจรรย์เป็นไฉน ที่สุดแห่ง 
			<remark  id="s2b19c7l9" />พรหมจรรย์เป็นไฉน?
			<remark  id="s2b19c7l10" />	[๓๐] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุ อริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘ คือ สัมมา         
			<remark  id="s2b19c7l11" />ทิฏฐิ ฯลฯ สัมมาสมาธิ นี้แลเป็นพรหมจรรย์ ความสิ้นราคะ ความสิ้นโทสะ ความสิ้นโมหะ       
			<remark  id="s2b19c7l12" />นี้เป็นที่สุดแห่งพรหมจรรย์.       
			<remark  id="s2b19c7l13" />		           จบ สูตรที่ ๖              
			<remark  id="s2b19c7l14" />		           ภิกขุสูตรที่ ๒            
			<remark  id="s2b19c7l15" />		   ความกำจัดราคะ เป็นชื่อนิพพานธาตุ  
			<remark  id="s2b19c7l16" />	[๓๑] สาวัตถีนิทาน. ครั้งนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ
			<remark  id="s2b19c7l17" />ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า            
			<remark  id="s2b19c7l18" />ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ที่เรียกว่า ความกำจัดราคะ ความกำจัดโทสะ ความกำจัดโมหะ ดังนี้ คำว่า              
			<remark  id="s2b19c7l19" />ความกำจัดราคะ ความกำจัดโทสะ ความกำจัดโมหะ นี้เป็นชื่อแห่งอะไรหนอ? พระผู้มีพระภาค     
			<remark  id="s2b19c7l20" />ตรัสตอบว่า ดูกรภิกษุ คำว่า ความกำจัดราคะ ความกำจัดโทสะ ความกำจัดโมหะ นี้เป็นชื่อ     
			<remark  id="s2b19c7l21" />แห่งนิพพานธาตุ เพราะเหตุนั้น จึงเรียกว่าธรรมเป็นที่สิ้นอาสวะ.       
			<remark  id="s2b19c7l22" />		      ความสิ้นราคะ ชื่อว่าอมตะ       
			<remark  id="s2b19c7l23" />	[๓๒] เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว ภิกษุนั้นได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า ข้า
			<remark  id="s2b19c7l24" />แต่พระองค์ผู้เจริญ ที่เรียกว่า อมตะๆ ดังนี้ อมตะเป็นไฉน? ทางที่จะให้ถึงอมตะเป็นไฉน?  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b19c8" >
		<para id="s2b19c8p">
			<remark  id="s2b19c8l1" />     พ. ดูกรภิกษุ ความสิ้นราคะ ความสิ้นโทสะ ความสิ้นโมหะ นี้เรียกว่าอมตะ             
			<remark  id="s2b19c8l2" />อริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ คือ สัมมาทิฏฐิ ฯลฯ สัมมาสมาธิ นี้แลเรียกว่าทางที่จะให้ถึง
			<remark  id="s2b19c8l3" />อมตะ.            
			<remark  id="s2b19c8l4" />		           จบ สูตรที่ ๗              
			<remark  id="s2b19c8l5" />		            วิภังคสูตร               
			<remark  id="s2b19c8l6" />		           อริยมรรค ๘                
			<remark  id="s2b19c8l7" />	[๓๓] สาวัตถีนิทาน. พระผู้มีพระภาคตรัสกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย       
			<remark  id="s2b19c8l8" />เราจักแสดง จักจำแนกอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ แก่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟัง       
			<remark  id="s2b19c8l9" />อริยมรรคนั้น จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าว ภิกษุพวกนั้นทูลรับพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคแล้ว
			<remark  id="s2b19c8l10" />พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็อริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ เป็นไฉน? คือ   
			<remark  id="s2b19c8l11" />สัมมาทิฏฐิ ฯลฯ สัมมาสมาธิ.        
			<remark  id="s2b19c8l12" />	[๓๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมาทิฏฐิเป็นไฉน? ความรู้ในทุกข์ ในทุกขสมุทัย         
			<remark  id="s2b19c8l13" />ในทุกขนิโรธ ในทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา นี้เรียกว่า สัมมาทิฏฐิ.         
			<remark  id="s2b19c8l14" />	[๓๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมาสังกัปปะเป็นไฉน? ความดำริในการออกจากกาม           
			<remark  id="s2b19c8l15" />ความดำริในอันไม่พยาบาท ความดำริในอันไม่เบียดเบียน นี้เรียกว่าสัมมาสังกัปปะ.          
			<remark  id="s2b19c8l16" />	[๓๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมาวาจาเป็นไหน? เจตนาเครื่องงดเว้นจากพูดเท็จ         
			<remark  id="s2b19c8l17" />พูดส่อเสียด พูดคำหยาบ พูดเพ้อเจ้อ นี้เรียกว่า สัมมาวาจา.            
			<remark  id="s2b19c8l18" />	[๓๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมากัมมันตะเป็นไฉน? เจตนาเครื่องงดเว้นจากปาณา       
			<remark  id="s2b19c8l19" />ติบาต อทินนาทาน จากอพรหมจรรย์ นี้เรียกว่า สัสมากัมมันตะ.           
			<remark  id="s2b19c8l20" />	[๓๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมาอาชีวะเป็นไฉน? อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ ละการ       
			<remark  id="s2b19c8l21" />เลี้ยงชีพที่ผิดเสีย สำเร็จชีวิตอยู่ด้วยการเลี้ยงชีพที่ชอบ นี้เรียกว่า สัมมาอาชีวะ.   
			<remark  id="s2b19c8l22" />	[๓๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สัมมาวายามะเป็นไฉน? ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ยังฉันทะ         
			<remark  id="s2b19c8l23" />ให้เกิด พยายาม ปรารถนาความเพียร ประคองจิตไว้ ตั้งจิตไว้ เพื่อมิให้อกุศลธรรมอันลามก   
			<remark  id="s2b19c8l24" />ที่ยังไม่เกิดบังเกิดขึ้น เพื่อละอกุศลธรรมอันลามกที่บังเกิดขึ้นแล้ว เพื่อให้กุศลธรรมที่ยังไม่เกิด      
			<remark  id="s2b19c8l25" />บังเกิดขึ้น พยายาม ปรารภความเพียร ประคองจิตไว้ ตั้งจิตไว้ เพื่อความตั้งมั่น ไม่ฟั่นเฟือน              
			<remark  id="s2b19c8l26" />เพิ่มพูน ไพบูลย์ เจริญ บริบูรณ์ แห่งกุศลธรรมที่บังเกิดขึ้นแล้ว นี้เรียกว่า สัมมาวายามะ.    
		</para>
	</section>
	<section id="s2b19c9" >
		<para id="s2b19c9p">
			<remark  id="s2b19c9l1" />	[๔๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมาสติเป็นไฉน? ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมพิจารณา       
			<remark  id="s2b19c9l2" />เห็นกายในกายเนืองๆ อยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ พึงกำจัดอภิชฌาและโทมนัสใน      
			<remark  id="s2b19c9l3" />โลกเสีย ย่อมพิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาเนืองๆ อยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ พึง     
			<remark  id="s2b19c9l4" />กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสีย ย่อมพิจารณาเห็นจิตในจิตเนืองๆ อยู่ มีความเพียร มี      
			<remark  id="s2b19c9l5" />สัมปชัญญะ มีสติ พึงกำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสีย ย่อมพิจารณาเห็นธรรมในธรรม           
			<remark  id="s2b19c9l6" />เนืองๆ อยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ พึงกำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสีย นี้       
			<remark  id="s2b19c9l7" />เรียกว่า สัมมาสติ.                
			<remark  id="s2b19c9l8" />	[๔๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมาสมาธิเป็นไฉน? ภิกษุในธรรมวินัยนี้ สงัดจากกาม      
			<remark  id="s2b19c9l9" />สงัดจากอกุศลธรรม บรรลุปฐมฌาน มีวิตกวิจาร มีปีติและสุขเกิดแต่วิเวกอยู่ เธอบรรลุทุติย 
			<remark  id="s2b19c9l10" />ฌาน มีความผ่องใสแห่งจิตในภายใน เป็นธรรมเอกผุดขึ้น ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร เพราะวิตก    
			<remark  id="s2b19c9l11" />วิจารสงบไป มีปีติและสุขเกิดแต่สมาธิอยู่ เธอมีอุเบกขา มีสติ มีสัมปชัญญะ เสวยสุขด้วย   
			<remark  id="s2b19c9l12" />นามกาย เพราะปีติสิ้นไป บรรลุตติยฌานที่พระอริยเจ้าทั้งหลายสรรเสริญว่า ผู้ได้ฌานนี้เป็นผู้มี            
			<remark  id="s2b19c9l13" />อุเบกขา มีสติ อยู่เป็นสุข เธอบรรลุจตุตถฌาณ ไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข เพราะละสุข ละทุกข์    
			<remark  id="s2b19c9l14" />และดับโสมนัสโทมนัสก่อนๆ ได้ มีอุเบกขาเป็นเหตุให้สติบริสุทธิ์อยู่ นี้เรียกว่า สัมมาสมาธิ.              
			<remark  id="s2b19c9l15" />		           จบ สูตรที่ ๘              
			<remark  id="s2b19c9l16" />		             สุภสูตร
			<remark  id="s2b19c9l17" />		   มรรคภาวนาที่ตั้งไว้ผิดและตั้งไว้ถูก                
			<remark  id="s2b19c9l18" />	[๔๒] สาวัตถีนิทาน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนเดือยข้าวสาลี หรือเดือยข้าว    
			<remark  id="s2b19c9l19" />ยวะที่บุคคลตั้งไว้ผิด มือหรือเท้าย่ำเหยียบแล้ว จักทำลายมือหรือเท้า หรือว่าจักให้ห้อเลือด              
			<remark  id="s2b19c9l20" />ข้อนี้มิใช่ฐานะที่จะมีได้ ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะเดือยบุคคลตั้งไว้ผิด ฉันใดก็ดี ภิกษุนั้นแล          
			<remark  id="s2b19c9l21" />ก็ฉันนั้นเหมือนกัน จักทำลายอวิชชา จักยังวิชชาให้เกิด จักทำนิพพานให้แจ้ง ด้วยความเห็น 
			<remark  id="s2b19c9l22" />ที่ตั้งไว้ผิด ด้วยการเจริญมรรคที่ตั้งไว้ผิด ข้อนี้มิใช่ฐานะที่จะมีได้ ข้อนั้นเพราะเหตุไร? เพราะ       
			<remark  id="s2b19c9l23" />ความเห็นตั้งไว้ผิด.               
			<remark  id="s2b19c9l24" />	[๔๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนเดือยข้าวสาลี หรือเดือยข้าวยวะที่บุคคลตั้ง   
			<remark  id="s2b19c9l25" />ไว้ถูก มือหรือเท้าย่ำเหยียบแล้ว จักทำลายมือหรือเท้า หรือว่าจักให้ห้อเลือด ข้อนี้เป็นฐานะที่มี    
		</para>
	</section>
	<section id="s2b19c10" >
		<para id="s2b19c10p">
			<remark  id="s2b19c10l1" />ได้ ข้อนั้นเพราะเหตุไร? เพราะเดือยบุคคลตั้งไว้ถูก ฉันใดก็ดี ภิกษุนั้นแล ก็ฉันนั้นเหมือนกัน            
			<remark  id="s2b19c10l2" />จักทำลายอวิชชา จักยังวิชชาให้เกิด จักทำนิพพานให้แจ้ง ด้วยความเห็นที่ตั้งไว้ถูก ด้วยการ                
			<remark  id="s2b19c10l3" />เจริญมรรคที่ตั้งไว้ถูก ข้อนี้เป็นฐานะที่มีได้ ข้อนั้นเพราะเหตุไร? เพราะความเห็นตั้งไว้ถูก.            
			<remark  id="s2b19c10l4" />	[๔๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุจักทำลายอวิชชา จักยังวิชชาให้เกิด จักทำนิพพาน     
			<remark  id="s2b19c10l5" />ให้แจ้ง ด้วยความเห็นที่ตั้งไว้ถูก ด้วยการเจริญมรรคที่ตั้งไว้ถูกอย่างไรเล่า? ภิกษุในธรรมวินัยนี้       
			<remark  id="s2b19c10l6" />ย่อมเจริญสัมมาทิฏฐิอันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในการสละ ฯลฯ ย่อม      
			<remark  id="s2b19c10l7" />เจริญสัมมาสมาธิ อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในการสละ ดูกรภิกษุ        
			<remark  id="s2b19c10l8" />ทั้งหลาย ภิกษุจักทำลายอวิชชา จักยังวิชชาให้เกิด จักทำนิพพานให้แจ้ง ด้วยความเห็นที่ตั้งไว้             
			<remark  id="s2b19c10l9" />ถูก ด้วยการเจริญมรรคที่ตั้งไว้ถูก อย่างนี้แล.      
			<remark  id="s2b19c10l10" />		           จบ สูตรที่ ๙              
			<remark  id="s2b19c10l11" />		            นันทิยสูตร               
			<remark  id="s2b19c10l12" />		ธรรม ๘ ประการ เป็นเหตุให้ถึงพระนิพพาน
			<remark  id="s2b19c10l13" />	[๔๕] สาวัตถีนิทาน. ครั้งนั้นแล นันทิยปริพาชกเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ
			<remark  id="s2b19c10l14" />ได้ปราศรัยกับพระผู้มีพระภาค ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้ว จึงนั่ง ณ ที่ควรส่วน            
			<remark  id="s2b19c10l15" />ข้างหนึ่ง ครั้นแล้ว ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ธรรมเท่าไรหนอแล 
			<remark  id="s2b19c10l16" />ที่บุคคลเจริญแล้วกระทำให้มากแล้ว เป็นเหตุให้ถึงนิพพาน มีนิพพานเป็นเบื้องหน้า มีนิพพาน
			<remark  id="s2b19c10l17" />เป็นที่สุด?      
			<remark  id="s2b19c10l18" />     พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรนันทิยะ ธรรม ๘ ประการนี้ ที่บุคคลเจริญแล้ว กระทำ      
			<remark  id="s2b19c10l19" />ให้มากแล้ว เป็นเหตุให้ถึงนิพพาน มีนิพพานเป็นเบื้องหน้า มีนิพพานเป็นที่สุด ธรรม ๘ ประการ               
			<remark  id="s2b19c10l20" />เป็นไฉน? คือ สัมมาทิฐิ ฯลฯ สัมมาสมาธิ ดูกรนันทิยะ ธรรม ๘ ประการนี้ ที่บุคคลเจริญ     
			<remark  id="s2b19c10l21" />แล้ว กระทำให้มากแล้ว เป็นเหตุให้ถึงนิพพาน มีนิพพานเป็นเบื้องหน้า มีนิพพานเป็นที่สุด. 
			<remark  id="s2b19c10l22" />	[๔๖] เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว นันทิยปริพาชกได้กราบทูล พระผู้มี       
			<remark  id="s2b19c10l23" />พระภาคว่า ข้าแต่ท่านพระโคดม ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก ข้าแต่ท่านพระโคดม ภาษิตของ    
			<remark  id="s2b19c10l24" />พระองค์แจ่มแจ้งนัก ข้าแต่ท่านพระโคดม ท่านพระโคดมทรงประกาศธรรมโดยอเนกปริยาย           
			<remark  id="s2b19c10l25" />เปรียบเหมือนบุคคลหงายของที่คว่ำ เปิดของที่ปิด บอกทางแก่คนหลงทาง หรือตามประทีปไว้ใน   
			<remark  id="s2b19c10l26" />ที่มืด ด้วยหวังว่าผู้มีจักษุจักเห็นรูป ฉะนั้น ข้าพระองค์ขอถึงท่านพระโคดม กับทั้งพระธรรม  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b19c11" >
		<para id="s2b19c11p">
			<remark  id="s2b19c11l1" />และพระภิกษุสงฆ์ว่าเป็นสรณะ ขอท่านพระโคดมโปรดทรงจำข้าพระองค์ว่าเป็นอุบาสกถึงสรณะ      
			<remark  id="s2b19c11l2" />จนตลอดชีวิต จำเดิมแต่วันนี้เป็นต้นไป.              
			<remark  id="s2b19c11l3" />		           จบ สูตรที่ ๑๐             
			<remark  id="s2b19c11l4" />		          จบ อวิชชาวรรค              
			<remark  id="s2b19c11l5" />		          ------------               
			<remark  id="s2b19c11l6" />		     รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ    
			<remark  id="s2b19c11l7" />     ๑. อวิชชาสูตร ๒. อุปัฑฒสูตร ๓. สาริปุตตสูตร ๔. พราหมณสูตร ๕. กิมัต             
			<remark  id="s2b19c11l8" />ถิยสูตร ๖. ภิกขุสูตรที่ ๑ ๗. ภิกขุสูตรที่ ๒ ๘. วิภังคสูตร ๙. สุภสูตร ๑๐. นันทิยสูตร 
			<remark  id="s2b19c11l9" />		          -----------   
		</para>
	</section>
	<section id="s2b19c12" >
		<para id="s2b19c12p">
			<remark  id="s2b19c12l1" />		          วิหารวรรคที่ ๒             
			<remark  id="s2b19c12l2" />		           วิหารสูตรที่ ๑            
			<remark  id="s2b19c12l3" />		       ว่าด้วยปัจจัยแห่งเวทนา        
			<remark  id="s2b19c12l4" />	[๔๗] สาวัตถีนิทาน. พระผู้มีพระภาคตรัสกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย       
			<remark  id="s2b19c12l5" />เราปรารถนาจะหลีกเร้นอยู่ตลอดกึ่งเดือน ใครๆ ไม่พึงเข้าไปหาเรา นอกจากภิกษุผู้นำบิณฑบาต 
			<remark  id="s2b19c12l6" />ไปให้รูปเดียว ภิกษุทั้งหลายรับพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคแล้ว ในกึ่งเดือนนี้ไม่มีใครเข้าไปเฝ้า          
			<remark  id="s2b19c12l7" />พระผู้มีพระภาค นอกจากภิกษุผู้นำบิณฑบาตไปถวายรูปเดียว.               
			<remark  id="s2b19c12l8" />	[๔๘] ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคทรงออกจากที่หลีกเร้นโดยล่วงไปกึ่งเดือนนั้นแล้ว     
			<remark  id="s2b19c12l9" />ตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายมาแล้วตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราแรกตรัสรู้ ย่อมอยู่ด้วยวิหารธรรม             
			<remark  id="s2b19c12l10" />อันใด เราอยู่แล้วโดยส่วนแห่งวิหารธรรมอันนั้น เรารู้ชัดอย่างนี้ว่า เวทนาย่อมมี เพราะความ               
			<remark  id="s2b19c12l11" />เห็นผิดเป็นปัจจัยบ้าง เพราะความเห็นชอบเป็นปัจจัยบ้าง เพราะความดำริผิดเป็นปัจจัยบ้าง เพราะ             
			<remark  id="s2b19c12l12" />ความดำริชอบเป็นปัจจัยบ้าง เพราะเจรจาผิดเป็นปัจจัยบ้าง เพราะเจรจาชอบเป็นปัจจัยบ้าง เพราะ               
			<remark  id="s2b19c12l13" />การงานผิดเป็นปัจจัยบ้าง เพราะการงานชอบเป็นปัจจัยบ้าง เพราะเลี้ยงชีพผิดเป็นปัจจัยบ้าง เพราะ            
			<remark  id="s2b19c12l14" />เลี้ยงชีพชอบเป็นปัจจัยบ้าง เพราะพยายามผิดเป็นปัจจัยบ้าง เพราะพยายามชอบเป็นปัจจัยบ้าง 
			<remark  id="s2b19c12l15" />เพราะความระลึกผิดเป็นปัจจัยบ้าง เพราะความระลึกชอบเป็นปัจจัยบ้าง เพราะความตั้งใจผิดเป็น                
			<remark  id="s2b19c12l16" />ปัจจัยบ้าง เพราะความตั้งใจชอบเป็นปัจจัยบ้าง เพราะฉันทะเป็นปัจจัยบ้าง เพราะวิตกเป็นปัจจัย              
			<remark  id="s2b19c12l17" />บ้าง เพราะสัญญาเป็นปัจจัยบ้าง เพราะฉันทวิตกและสัญญายังไม่สงบเป็นปัจจัยบ้าง เพราะฉันท
			<remark  id="s2b19c12l18" />วิตกและสัญญาสงบเป็นปัจจัยบ้าง เพราะมีความพยายามเพื่อถึงธรรมที่ยังไม่ถึง และเมื่อถึงฐานะ              
			<remark  id="s2b19c12l19" />นั้นแล้วเป็นปัจจัยบ้าง.           
			<remark  id="s2b19c12l20" />		           จบ สูตรที่ ๑              
			<remark  id="s2b19c12l21" />		           วิหารสูตรที่ ๒            
			<remark  id="s2b19c12l22" />		       ว่าด้วยปัจจัยแห่งเวทนา        
			<remark  id="s2b19c12l23" />	[๔๙] สาวัตถีนิทาน. พระผู้มีพระภาคตรัสกะภิกษุทั้งหลายว่า เราปรารถนาจะหลีกเร้น    
			<remark  id="s2b19c12l24" />อยู่ตลอด ๓ เดือน ใครๆ ไม่พึงเข้าไปหาเรา นอกจากภิกษุผู้นำบิณฑบาตไปให้รูปเดียว ภิกษุ   
			<remark  id="s2b19c12l25" />ทั้งหลายรับพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคแล้วใน ๓ เดือนนี้ ไม่มีใครเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค                
			<remark  id="s2b19c12l26" />นอกจากภิกษุผู้นำบิณฑบาตไปถวายรูปเดียว.
		</para>
	</section>
	<section id="s2b19c13" >
		<para id="s2b19c13p">
			<remark  id="s2b19c13l1" />	[๕๐] ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคทรงออกจากที่หลีกเร้นโดยล่วงไป ๓ เดือนนั้นแล้ว      
			<remark  id="s2b19c13l2" />ตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายมาแล้วตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราแรกตรัสรู้ ย่อมอยู่ด้วยวิหารธรรม             
			<remark  id="s2b19c13l3" />อันใด เราอยู่แล้วโดยส่วนแห่งวิหารธรรมอันนั้น เรารู้ชัดอย่างนี้ว่า เวทนาย่อมมีเพราะความเห็น            
			<remark  id="s2b19c13l4" />ผิดเป็นปัจจัยบ้าง เพราะความเห็นผิดสงบเป็นปัจจัยบ้าง เพราะความเห็นชอบเป็นปัจจัยบ้าง   
			<remark  id="s2b19c13l5" />เพราะความเห็นสงบชอบเป็นปัจจัยบ้าง ฯลฯ เพราะความตั้งใจผิดเป็นปัจจัยบ้าง เพราะความ     
			<remark  id="s2b19c13l6" />ตั้งใจผิดสงบเป็นปัจจัยบ้าง เพราะความตั้งใจชอบเป็นปัจจัยบ้าง เพราะความตั้งใจชอบสงบเป็น
			<remark  id="s2b19c13l7" />ปัจจัยบ้าง เพราะฉันทะเป็นปัจจัยบ้าง เพราะฉันทะสงบเป็นปัจจัยบ้าง เพราะวิตกเป็นปัจจัยบ้าง               
			<remark  id="s2b19c13l8" />เพราะวิตกสงบเป็นปัจจัยบ้าง เพราะสัญญาเป็นปัจจัยบ้าง เพราะสัญญาสงบเป็นปัจจัยบ้าง เพราะ
			<remark  id="s2b19c13l9" />ฉันทวิตกและสัญญายังไม่สงบเป็นปัจจัยบ้าง เพราะฉันทวิตกและสัญญาสงบเป็นปัจจัยบ้าง เพราะ 
			<remark  id="s2b19c13l10" />มีความพยายามเพื่อถึงธรรมที่ยังไม่ถึง และเมื่อถึงฐานะนั้นแล้วเป็นปัจจัยบ้าง.          
			<remark  id="s2b19c13l11" />		           จบ สูตรที่ ๒              
			<remark  id="s2b19c13l12" />		             เสขสูตร
			<remark  id="s2b19c13l13" />		       องคคุณ ๘ ของพระเสขะ           
			<remark  id="s2b19c13l14" />	[๕๑] สาวัตถีนิทาน. ครั้งนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ
			<remark  id="s2b19c13l15" />ฯลฯ ครั้นแล้วได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ที่เรียกว่า พระเสขะๆ ดังนี้             
			<remark  id="s2b19c13l16" />ด้วยเหตุเพียงเท่าไรหนอ? จึงจะชื่อว่าเป็นพระเสขะ พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุ ภิกษุ
			<remark  id="s2b19c13l17" />ในธรรมวินัยนี้ ประกอบด้วยสัมมาทิฏฐิอันเป็นของพระเสขะ ฯลฯ ประกอบด้วยสัมมาสมาธิอัน     
			<remark  id="s2b19c13l18" />เป็นของพระเสขะ ดูกรภิกษุ ด้วยเหตุเพียงเท่านี้แล จึงจะชื่อว่าเป็นพระเสขะ.             
			<remark  id="s2b19c13l19" />		           จบ สูตรที่ ๓              
			<remark  id="s2b19c13l20" />		          อุปปาทสูตรที่ ๑            
			<remark  id="s2b19c13l21" />          ธรรม ๘ ประการ ย่อมมีเพราะการปรากฏแห่งพระตถาคต             
			<remark  id="s2b19c13l22" />	[๕๒] สาวัตถีนิทาน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๘ ประการนี้ อันบุคคลเจริญแล้ว         
			<remark  id="s2b19c13l23" />กระทำให้มากแล้ว ที่ยังไม่เกิดย่อมเกิดขึ้น ไม่เกิดขึ้นนอกจากความปรากฏแห่งพระตถาคตอรหันต               
			<remark  id="s2b19c13l24" />สัมมาสัมพุทธเจ้า ธรรม ๘ ประการเป็นไฉน? คือสัมมาทิฏฐิ ฯลฯ สัมมาสมาธิ ดูกรภิกษุทั้งหลาย                
			<remark  id="s2b19c13l25" />ธรรม ๘ ประการนี้แล อันบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ที่ยังไม่เกิดย่อมเกิดขึ้น ไม่เกิด                
			<remark  id="s2b19c13l26" />ขึ้นนอกจากความปรากฏแห่งพระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า.              
			<remark  id="s2b19c13l27" />		           จบ สูตรที่ ๔  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b19c14" >
		<para id="s2b19c14p">
			<remark  id="s2b19c14l1" />		          อุปปาทสูตรที่ ๒            
			<remark  id="s2b19c14l2" />           ธรรม ๘ ประการ ย่อมมีเพราะพระวินัยของพระสุคต              
			<remark  id="s2b19c14l3" />	[๕๓] สาวัตถีนิทาน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๘ ประการนี้ อันบุคคลเจริญแล้ว         
			<remark  id="s2b19c14l4" />กระทำให้มากแล้ว ที่ยังไม่เกิดย่อมเกิดขึ้น ไม่เกิดขึ้นนอกจากวินัยของพระสุคต ธรรม ๘ ประการ              
			<remark  id="s2b19c14l5" />เป็นไฉน คือ สัมมาทิฏฐิ ฯลฯ สัมมาสมาธิ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๘ ประการนี้แล อัน       
			<remark  id="s2b19c14l6" />บุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ที่ยังไม่เกิดย่อมเกิดขึ้น ไม่เกิดขึ้นนอกจากวินัยของพระสุคต.            
			<remark  id="s2b19c14l7" />		           จบ สูตรที่ ๕              
			<remark  id="s2b19c14l8" />		          ปริสุทธิสูตรที่ ๑          
			<remark  id="s2b19c14l9" />       ธรรม ๘ ประการ ย่อมเกิดเพราะความปรากฏแห่งพระตถาคต             
			<remark  id="s2b19c14l10" />	[๕๔] สาวัตถีนิทาน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๘ ประการนี้ บริสุทธิ์ผุดผ่อง ไม่มี    
			<remark  id="s2b19c14l11" />กิเลสเครื่องยั่วยวน ปราศจากอุปกิเลส ที่ยังไม่เกิดย่อมเกิดขึ้น ไม่เกิดขึ้นนอกจากความปรากฏ              
			<remark  id="s2b19c14l12" />แห่งพระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ธรรม ๘ ประการเป็นไฉน? คือ สัมมาทิฏฐิ ฯลฯ          
			<remark  id="s2b19c14l13" />สัมมาสมาธิ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๘ ประการนี้แล บริสุทธิ์ผุดผ่อง ไม่มีกิเลสเครื่องยั่วยวน             
			<remark  id="s2b19c14l14" />ปราศจากอุปกิเลส ที่ยังไม่เกิดย่อมเกิดขึ้น ไม่เกิดขึ้นนอกจากความปรากฏแห่งพระตถาคตอรหันต               
			<remark  id="s2b19c14l15" />สัมมาสัมพุทธเจ้า.                
			<remark  id="s2b19c14l16" />		           จบ สูตรที่ ๖              
			<remark  id="s2b19c14l17" />		          ปริสุทธิสูตรที่ ๒          
			<remark  id="s2b19c14l18" />          ธรรม ๘ ประการ ย่อมบริสุทธิ์เพราะวินัยของพระสุคต           
			<remark  id="s2b19c14l19" />	[๕๕] สาวัตถีนิทาน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๘ ประการนี้ บริสุทธิ์ผุดผ่อง ไม่มี    
			<remark  id="s2b19c14l20" />กิเลสเครื่องยั่วยวน ปราศจากอุปกิเลส ที่ยังไม่เกิดย่อมเกิดขึ้น ไม่เกิดขึ้นนอกจากวินัยของ               
			<remark  id="s2b19c14l21" />พระสุคต ธรรม ๘ ประการเป็นไฉน? คือ สัมมาทิฏฐิ ฯลฯ สัมมาสมาธิ ดูกรภิกษุทั้งหลาย        
			<remark  id="s2b19c14l22" />ธรรม ๘ ประการนี้แล บริสุทธิ์ผุดผ่องไม่มีกิเลสเครื่องยั่วยวน ปราศจากอุปกิเลส ที่ยังไม่เกิด             
			<remark  id="s2b19c14l23" />ย่อมเกิดขึ้น ไม่เกิดขึ้นนอกจากวินัยของพระสุคต.     
			<remark  id="s2b19c14l24" />		           จบ สูตรที่ ๗ 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b19c15" >
		<para id="s2b19c15p">
			<remark  id="s2b19c15l1" />		         กุกกุฏารามสูตรที่ ๑         
			<remark  id="s2b19c15l2" />		    มิจฉามรรค ว่าด้วยอพรหมจรรย์      
			<remark  id="s2b19c15l3" />	[๕๖] ข้าพเจ้าได้สดับแล้วอย่างนี้:            
			<remark  id="s2b19c15l4" />     สมัยหนึ่ง ท่านพระอานนท์และท่านพระภัททะอยู่ ณ กุกกุฏาราม ใกล้นครปาฏลีบุตร        
			<remark  id="s2b19c15l5" />ครั้งนั้น ท่านพระภัททะออกจากที่เร้นในเวลาเย็น เข้าไปหาท่านพระอานนท์ ได้ปราศรัยกับท่าน
			<remark  id="s2b19c15l6" />พระอานนท์ ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันแล้ว จึงนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้ว             
			<remark  id="s2b19c15l7" />ได้ถามท่านพระอานนท์ว่า ท่านอานนท์ ที่เรียกว่า อพรหมจรรย์ๆ ดังนี้ อพรหมจรรย์เป็นไฉน   
			<remark  id="s2b19c15l8" />หนอ? ท่านพระอานนท์ตอบว่า ดีละๆ ท่านภัททะ ท่านช่างคิด ช่างหลักแหลม ช่างไต่ถาม         
			<remark  id="s2b19c15l9" />ก็ท่านถามอย่างนี้หรือว่า ท่านอานนท์ ที่เรียกว่า อพรหมจรรย์ๆ ดังนี้ อพรหมจรรย์เป็นไฉนหนอ?              
			<remark  id="s2b19c15l10" />     ภ. อย่างนั้น ท่านผู้มีอายุ?  
			<remark  id="s2b19c15l11" />     อา. มิจฉามรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ คือ มิจฉาทิฏฐิ ฯลฯ มิจฉาสมาธิ นี้แล            
			<remark  id="s2b19c15l12" />เป็นอพรหมจรรย์.  
			<remark  id="s2b19c15l13" />		           จบ สูตรที่ ๘              
			<remark  id="s2b19c15l14" />		         กุกกุฏารามสูตรที่ ๒         
			<remark  id="s2b19c15l15" />		         ว่าด้วยพรหมจรรย์            
			<remark  id="s2b19c15l16" />	[๕๗] ปาฏลิปุตตนิทาน. ภ. ท่านอานนท์ ที่เรียกว่าพรหมจรรย์ๆ ดังนี้ พรหมจรรย์       
			<remark  id="s2b19c15l17" />เป็นไฉนหนอ? ที่สุดของพรหมจรรย์เป็นไฉน?             
			<remark  id="s2b19c15l18" />     อา. ดีละๆ ท่านภัททะ ท่านช่างคิด ช่างหลักแหลม ช่างไต่ถาม ก็ท่านถามอย่างนี้       
			<remark  id="s2b19c15l19" />หรือว่า ท่านอานนท์ ที่เรียกว่า พรหมจรรย์ๆ ดังนี้ พรหมจรรย์เป็นไฉนหนอ? ที่สุดของ      
			<remark  id="s2b19c15l20" />พรหมจรรย์เป็นไฉน?
			<remark  id="s2b19c15l21" />     ภ. อย่างนั้น ท่านผู้มีอายุ.  
			<remark  id="s2b19c15l22" />     อา. อริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ คือ สัมมาทิฏฐิ ฯลฯ สัมมาสมาธิ นี้แลเป็น         
			<remark  id="s2b19c15l23" />พรหมจรรย์ ความสิ้นราคะ โทสะ โมหะ นี้เป็นที่สุดของพรหมจรรย์.         
			<remark  id="s2b19c15l24" />		           จบ สูตรที่ ๙   
		</para>
	</section>
	<section id="s2b19c16" >
		<para id="s2b19c16p">
			<remark  id="s2b19c16l1" />		         กุกกุฏารามสูตรที่ ๓         
			<remark  id="s2b19c16l2" />		    ว่าด้วยพรหมจรรย์และพรหมจารี      
			<remark  id="s2b19c16l3" />	[๕๘] ปาฏลิปุตตนิทาน. ภ. ท่านอานนท์ ที่เรียกว่า พรหมจรรย์ๆ ดังนี้ พรหมจรรย์      
			<remark  id="s2b19c16l4" />เป็นไฉนหนอ? พรหมจารีเป็นไฉน? ที่สุดของพรหมจรรย์เป็นไฉน?             
			<remark  id="s2b19c16l5" />     อา. ดีละๆ ท่านภัททะ ท่านช่างคิด ช่างหลักแหลม ช่างไต่ถาม ก็ท่านถามอย่างนี้       
			<remark  id="s2b19c16l6" />หรือว่า ท่านอานนท์ ที่เรียกว่า พรหมจรรย์ๆ ดังนี้ พรหมจรรย์เป็นไฉนหนอ? พรหมจารี       
			<remark  id="s2b19c16l7" />เป็นไฉน? ที่สุดของพรหมจรรย์เป็นไฉน?                
			<remark  id="s2b19c16l8" />     ภ. อย่างนั้น ท่านผู้มีอายุ   
			<remark  id="s2b19c16l9" />     อา. อริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ คือ สัมมาทิฏฐิ ฯลฯ สัมมาสมาธิ นี้แล             
			<remark  id="s2b19c16l10" />เป็นพรหมจรรย์ บุคคลผู้ประกอบด้วยอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ นี้เรียกว่าเป็นพรหมจารี  
			<remark  id="s2b19c16l11" />ความสิ้นราคะ โทสะ โมหะ นี้เป็นที่สุดของพรหมจรรย์.  
			<remark  id="s2b19c16l12" />		           จบ สูตรที่ ๑๐             
			<remark  id="s2b19c16l13" />		         จบ วิหารวรรคที่ ๒           
			<remark  id="s2b19c16l14" />		     รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ    
			<remark  id="s2b19c16l15" />     ๑. วิหารสูตรที่ ๑ ๒. วิหารสูตรที่ ๒ ๓. เสขสูตร ๔. อุปปาทสูตรที่ ๑               
			<remark  id="s2b19c16l16" />๕. อุปปาทสูตรที่ ๒ ๖. ปริสุทธิสูตรที่ ๑ ๗. ปริสุทธิสูตรที่ ๒ ๘. กุกกุฏารามสูตรที่ ๑  
			<remark  id="s2b19c16l17" />๙. กุกกุฏารามสูตรที่ ๒ ๑๐. กุกกุฏารามสูตรที่ ๓     
			<remark  id="s2b19c16l18" />		      ------------------- 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b19c17" >
		<para id="s2b19c17p">
			<remark  id="s2b19c17l1" />		          มิจฉัตตวรรคที่ ๓           
			<remark  id="s2b19c17l2" />		            มิจฉัตตสูตร              
			<remark  id="s2b19c17l3" />		             ความเห็นผิด-ความเห็นถูก 
			<remark  id="s2b19c17l4" />	[๕๙] สาวัตถีนิทาน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราจะแสดงมิจฉัตตะ (ความผิด) และ            
			<remark  id="s2b19c17l5" />สัมมัตตะ (ความถูก) แก่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟังเรื่องนั้น.       
			<remark  id="s2b19c17l6" />	[๖๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็มิจฉัตตะเป็นไฉน? ความเห็นผิด ฯลฯ ความตั้งใจผิด         
			<remark  id="s2b19c17l7" />นี้เรียกว่า มิจฉัตตะ.             
			<remark  id="s2b19c17l8" />	[๖๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมัตตะเป็นไฉน? ความเห็นชอบ ฯลฯ ความตั้ง              
			<remark  id="s2b19c17l9" />ใจชอบ นี้เรียกว่า สัมมัตตะ.       
			<remark  id="s2b19c17l10" />		           จบ สูตรที่ ๑              
			<remark  id="s2b19c17l11" />		          อกุศลธรรมสูตร              
			<remark  id="s2b19c17l12" />		        อกุศลธรรม-กุศลธรรม           
			<remark  id="s2b19c17l13" />	[๖๒] สาวัตถีนิทาน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงอกุศลธรรมและกุศลธรรมแก่          
			<remark  id="s2b19c17l14" />เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟังเรื่องนั้น.            
			<remark  id="s2b19c17l15" />	[๖๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็อกุศลธรรมเป็นไฉน? ความเห็นผิด ฯลฯ ความตั้งใจ           
			<remark  id="s2b19c17l16" />ผิด นี้เรียกว่า อกุศลธรรม.        
			<remark  id="s2b19c17l17" />	[๖๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็กุศลธรรมเป็นไฉน? ความเห็นชอบ ฯลฯ ความตั้งใจ            
			<remark  id="s2b19c17l18" />ชอบ นี้เรียกว่า กุศลธรรม.         
			<remark  id="s2b19c17l19" />		           จบ สูตรที่ ๒              
			<remark  id="s2b19c17l20" />		          ปฏิปทาสูตรที่ ๑            
			<remark  id="s2b19c17l21" />		      มิจฉาปฏิปทา-สัมมาปฏิปทา        
			<remark  id="s2b19c17l22" />	[๖๕] สาวัตถีนิทาน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงมิจฉาปฏิปทาและสัมมาปฏิปทา        
			<remark  id="s2b19c17l23" />แก่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟังเรื่องนั้น.   
		</para>
	</section>
	<section id="s2b19c18" >
		<para id="s2b19c18p">
			<remark  id="s2b19c18l1" />	[๖๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็มิจฉาปฏิปทาเป็นไฉน? ความเห็นผิด ฯลฯ ความ               
			<remark  id="s2b19c18l2" />ตั้งใจผิด นี้เรียกว่า มิจฉาปฏิปทา.
			<remark  id="s2b19c18l3" />	[๖๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมาปฏิปทาเป็นไฉน? ความเห็นชอบ ฯลฯ ความ               
			<remark  id="s2b19c18l4" />ตั้งใจชอบ นี้เรียกว่า สัมมาปฏิปทา.
			<remark  id="s2b19c18l5" />		           จบ สูตรที่ ๓              
			<remark  id="s2b19c18l6" />		          ปฏิปทาสูตรที่ ๒            
			<remark  id="s2b19c18l7" />		          ว่าด้วยญายธรรม             
			<remark  id="s2b19c18l8" />	[๖๘] สาวัตถีนิทาน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราไม่สรรเสริญมิจฉาปฏิปทาของคฤหัสถ์        
			<remark  id="s2b19c18l9" />หรือบรรพชิต คฤหัสถ์หรือบรรพชิตปฏิบัติผิดแล้ว ย่อมไม่ฟังญายธรรมอันเป็นกุศลให้สำเร็จ   
			<remark  id="s2b19c18l10" />เพราะความปฏิบัติผิดเป็นตัวเหตุ ก็มิจฉาปฏิปทาเป็นไฉน? ความเห็นผิด ฯลฯ ความตั้งใจผิด   
			<remark  id="s2b19c18l11" />นี้เรียกว่า มิจฉาปฏิปทา ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราไม่สรรเสริญมิจฉาปฏิปทาของคฤหัสต์หรือบรรพชิต              
			<remark  id="s2b19c18l12" />คฤหัสถ์หรือบรรพชิตปฏิบัติผิดแล้ว ย่อมไม่ยังญายธรรมอันเป็นกุศลให้สำเร็จ เพราะความปฏิบัติ               
			<remark  id="s2b19c18l13" />ผิดเป็นตัวเหตุ.  
			<remark  id="s2b19c18l14" />	[๖๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราสรรเสริญสัมมาปฏิปทาของคฤหัสถ์หรือบรรพชิต คฤหัสถ์      
			<remark  id="s2b19c18l15" />หรือบรรพชิตปฏิบัติชอบแล้ว ย่อมยังญายธรรมอันเป็นกุศลให้สำเร็จ เพราะความปฏิบัติชอบเป็น 
			<remark  id="s2b19c18l16" />ตัวเหตุ ก็สัมมาปฏิปทาเป็นไฉน? ความเห็นชอบ ฯลฯ ความตั้งใจชอบ นี้เรียกว่า สัมมา        
			<remark  id="s2b19c18l17" />ปฏิปทา ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราสรรเสริญสัมมาปฏิปทาของคฤหัสถ์หรือบรรพชิต คฤหัสถ์หรือ     
			<remark  id="s2b19c18l18" />บรรพชิตปฏิบัติชอบแล้ว ย่อมยังญายธรรมอันเป็นกุศลให้สำเร็จ เพราะความปฏิบัติชอบเป็น     
			<remark  id="s2b19c18l19" />ตัวเหตุ.         
			<remark  id="s2b19c18l20" />		           จบ สูตรที่ ๔              
			<remark  id="s2b19c18l21" />		          อสัปปุริสสูตรที่ ๑         
			<remark  id="s2b19c18l22" />		       ว่าด้วยอสัตบุรุษ-สัตบุรุษ     
			<remark  id="s2b19c18l23" />	[๗๐] สาวัตถีนิทาน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงอสัตบุรุษและสัตบุรุษแก่เธอ       
			<remark  id="s2b19c18l24" />ทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟังเรื่องนั้น.               
			<remark  id="s2b19c18l25" />	[๗๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็อสัตบุรุษเป็นไฉน? บุคคลบางคนในโลกนี้เป็นผู้มีความ      
			<remark  id="s2b19c18l26" />เห็นผิด ดำริผิด เจรจาผิด ทำการงานผิด เลี้ยงชีพผิด พยายามผิด ระลึกผิด ตั้งใจผิด       
			<remark  id="s2b19c18l27" />บุคคลนี้เรียกว่า อสัตบุรุษ. 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b19c19" >
		<para id="s2b19c19p">
			<remark  id="s2b19c19l1" />	[๗๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัตบุรุษเป็นไฉน? บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้มี          
			<remark  id="s2b19c19l2" />ความเห็นชอบ ดำริชอบ เจรจาชอบ ทำการงานชอบ เลี้ยงชีพชอบ พยายามชอบ ระลึกชอบ             
			<remark  id="s2b19c19l3" />ตั้งใจชอบ บุคคลนี้เรียกว่า สัตบุรุษ.               
			<remark  id="s2b19c19l4" />		           จบ สูตรที่ ๕              
			<remark  id="s2b19c19l5" />		          อสัปปุริสสูตรที่ ๒         
			<remark  id="s2b19c19l6" />		   ว่าด้วยอสัตบุรุษและสัตบุรุษที่ยิ่งกว่า             
			<remark  id="s2b19c19l7" />	[๗๓] สาวัตถีนิทาน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงอสัตบุรุษและอสัตบุรุษที่ยิ่งกว่า 
			<remark  id="s2b19c19l8" />อสัตบุรุษ แก่เธอทั้งหลาย จักแสดงสัตบุรุษและสัตบุรุษผู้ยิ่งกว่าสัตบุรุษ แก่เธอทั้งหลาย เธอ             
			<remark  id="s2b19c19l9" />ทั้งหลายจงฟังเรื่องนั้น.          
			<remark  id="s2b19c19l10" />	[๗๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็อสัตบุรุษเป็นไฉน? บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้มี         
			<remark  id="s2b19c19l11" />ความเห็นผิด ฯลฯ ตั้งใจผิด บุคคลเหล่านี้เรียกว่า อสัตบุรุษ.          
			<remark  id="s2b19c19l12" />	[๗๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็อสัตบุรุษผู้ยิ่งกว่าอสัตบุรุษเป็นไฉน? บุคคลบางคนใน     
			<remark  id="s2b19c19l13" />โลกนี้ เป็นผู้มีความเห็นผิด ฯลฯ ตั้งใจผิด รู้ผิด พ้นผิด บุคคลนี้เรียกว่า อสัตบุรุษผู้ยิ่งกว่า         
			<remark  id="s2b19c19l14" />อสัตบุรุษ.       
			<remark  id="s2b19c19l15" />	[๗๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัตบุรุษเป็นไฉน? บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้มีความ      
			<remark  id="s2b19c19l16" />เห็นชอบ ฯลฯ ตั้งใจชอบ บุคคลนี้เรียกว่า สัตบุรุษ.   
			<remark  id="s2b19c19l17" />	[๗๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัตบุรุษผู้ยิ่งกว่าสัตบุรุษเป็นไฉน? บุคคลบางคนใน       
			<remark  id="s2b19c19l18" />โลกนี้ เป็นผู้มีความเห็นชอบ ฯลฯ ตั้งใจชอบ รู้ชอบ พ้นชอบ บุคคลนี้เรียกว่า สัตบุรุษผู้ยิ่ง              
			<remark  id="s2b19c19l19" />กว่าสัตบุรุษ.    
			<remark  id="s2b19c19l20" />		           จบ สูตรที่ ๖              
			<remark  id="s2b19c19l21" />		             กุมภสูตร                
			<remark  id="s2b19c19l22" />		        ธรรมเครื่องรองรับจิต         
			<remark  id="s2b19c19l23" />	[๗๘] สาวัตถีนิทาน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนหม้อที่ไม่มีเครื่องรองรับ ย่อม 
			<remark  id="s2b19c19l24" />กลิ้งไปได้ง่าย ที่มีเครื่องรองรับ ย่อมกลิ้งไปได้ยาก ฉันใด จิตก็ฉันนั้นเหมือนกัน ไม่มีเครื่อง          
			<remark  id="s2b19c19l25" />รองรับ ย่อมกลิ้งไปได้ง่าย ที่มีเครื่องรองรับ ย่อมกลิ้งไปได้ยาก.    
		</para>
	</section>
	<section id="s2b19c20" >
		<para id="s2b19c20p">
			<remark  id="s2b19c20l1" />	[๗๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็อะไรเป็นเครื่องรองรับจิต อริยมรรคอันประกอบด้วยองค์     
			<remark  id="s2b19c20l2" />๘ นี้แล คือ สัมมาทิฏฐิ ฯลฯ สัมมาสมาธิ นี้เป็นเครื่องรองรับจิต.      
			<remark  id="s2b19c20l3" />	[๘๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนหม้อที่ไม่มีเครื่องรองรับ ย่อมกลิ้งไปได้ง่าย 
			<remark  id="s2b19c20l4" />ที่มีเครื่องรองรับ ย่อมกลิ้งไปได้ยาก ฉันใด จิตก็ฉันนั้นเหมือนกัน ไม่มีเครื่องรองรับ ย่อม              
			<remark  id="s2b19c20l5" />กลิ้งไปได้ง่าย ที่มีเครื่องรองรับ ย่อมกลิ้งไปได้ยาก.                
			<remark  id="s2b19c20l6" />		           จบ สูตรที่ ๗              
			<remark  id="s2b19c20l7" />		            สมาธิสูตร                
			<remark  id="s2b19c20l8" />		     ว่าด้วยสัมมาสมาธิอันประเสริฐ    
			<remark  id="s2b19c20l9" />	[๘๑] สาวัตถีนิทาน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงสัมมาสมาธิอันประเสริฐ พร้อม      
			<remark  id="s2b19c20l10" />ทั้งเหตุ พร้อมทั้งเครื่องประกอบแก่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟังเรื่องนั้น.            
			<remark  id="s2b19c20l11" />	[๘๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมาสมาธิอันประเสริฐ พร้อมทั้งเหตุ พร้อมทั้งเครื่อง   
			<remark  id="s2b19c20l12" />ประกอบเป็นไฉน? คือความเห็นชอบ ฯลฯ ความตั้งใจชอบ.   
			<remark  id="s2b19c20l13" />	[๘๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความที่จิตมีอารมณ์เป็นอันเดียว ความที่จิตมีเครื่องประกอบ 
			<remark  id="s2b19c20l14" />ด้วยองค์ ๗ ประการเหล่านี้นั้น เรียกว่าสัมมาสมาธิอันประเสริฐ พร้อมทั้งเหตุบ้าง พร้อมทั้ง               
			<remark  id="s2b19c20l15" />เครื่องประกอบบ้าง.                
			<remark  id="s2b19c20l16" />		           จบ สูตรที่ ๘              
			<remark  id="s2b19c20l17" />		            เวทนาสูตร                
			<remark  id="s2b19c20l18" />		   เจริญอริยมรรคเพื่อกำหนดรู้เวทนา   
			<remark  id="s2b19c20l19" />	[๘๔] สาวัตถีนิทาน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เวทนา ๓ ประการนี้ ๓ ประการเป็นไฉน?         
			<remark  id="s2b19c20l20" />คือ สุขเวทนา ๑ ทุกขเวทนา ๑ อทุกขมสุขเวทนา ๑ เวทนา ๓ ประการนี้แล.    
			<remark  id="s2b19c20l21" />	[๘๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ บุคคลพึงเจริญ เพื่อ          
			<remark  id="s2b19c20l22" />กำหนดรู้เวทนา ๓ ประการนี้ อริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ เป็นไฉน? คือ ความเห็นชอบ       
			<remark  id="s2b19c20l23" />ฯลฯ ความตั้งใจชอบ อริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ บุคคลพึงเจริญ เพื่อกำหนดรู้เวทนา ๓     
			<remark  id="s2b19c20l24" />ประการนี้แล.     
			<remark  id="s2b19c20l25" />		           จบ สูตรที่ ๙    
		</para>
	</section>
	<section id="s2b19c21" >
		<para id="s2b19c21p">
			<remark  id="s2b19c21l1" />		            อุตติยสูตร               
			<remark  id="s2b19c21l2" />		    เจริญอริยมรรคเพื่อละกามคุณ ๕     
			<remark  id="s2b19c21l3" />	[๘๖] สาวัตถีนิทาน. ครั้งนั้น ท่านพระอุตติยะเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ 
			<remark  id="s2b19c21l4" />ฯลฯ ครั้นแล้วได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอประทานพระวโรกาส ข้า  
			<remark  id="s2b19c21l5" />พระองค์หลีกออกเร้นอยู่ในที่ลับ ได้เกิดความปริวิตกแห่งใจอย่างนี้ว่า กามคุณ ๕ พระผู้มีพระภาค            
			<remark  id="s2b19c21l6" />ตรัสไว้แล้ว กามคุณ ๕ ที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้แล้วเป็นไฉนหนอ?        
			<remark  id="s2b19c21l7" />	[๘๗] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดีละๆ อุตติยะ กามคุณ ๕ เหล่านี้ เรากล่าวไว้แล้ว      
			<remark  id="s2b19c21l8" />กามคุณ ๕ เป็นไฉน? คือ รูปที่จะพึงรู้แจ้งได้ด้วยจักษุ น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ เป็นที่               
			<remark  id="s2b19c21l9" />น่ารัก ยั่วยวน ชวนให้กำหนัด เสียงที่พึงรู้แจ้งด้วยหู ... กลิ่นที่พึงรู้แจ้งด้วยจมูก ... รสที่พึงรู้แจ้ง                
			<remark  id="s2b19c21l10" />ด้วยลิ้น ... โผฏฐัพพะที่พึงรู้แจ้งด้วยกาย น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ เป็นที่น่ารัก ยั่วยวน            
			<remark  id="s2b19c21l11" />ชวนให้กำหนัด ดูกรอุตติยะ กามคุณ ๕ เหล่านี้แล เรากล่าวไว้แล้ว.       
			<remark  id="s2b19c21l12" />	[๘๘] ดูกรอุตติยะ อริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ บุคคลพึงเจริญ เพื่อละกามคุณ        
			<remark  id="s2b19c21l13" />๕ เหล่านี้แล อริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ เป็นไฉน? คือ ความเห็นชอบ ฯลฯ ความตั้งใจ     
			<remark  id="s2b19c21l14" />ชอบ อริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ บุคคลพึงเจริญ เพื่อละกามคุณ ๕ เหล่านี้แล.            
			<remark  id="s2b19c21l15" />		           จบ สูตรที่ ๑๐             
			<remark  id="s2b19c21l16" />		        จบ มิจฉัตตวรรคที่ ๓          
			<remark  id="s2b19c21l17" />		        ---------------              
			<remark  id="s2b19c21l18" />		     รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ    
			<remark  id="s2b19c21l19" />๑. มิจฉัตตสูตร ๒. อกุศลธรรมสูตร ๓. ปฏิปทาสูตรที่ ๑ ๔. ปฏิปทาสูตรที่ ๒      
			<remark  id="s2b19c21l20" />๕. อสัปปุริสสูตรที่ ๑ ๖. อสัปปุริสสูตรที่ ๒ ๗. กุมภสูตร ๘. สมาธิสูตร
			<remark  id="s2b19c21l21" />๙. เวทนาสูตร ๑๐. อุตติยสูตร.      
			<remark  id="s2b19c21l22" />		         --------------  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b19c22" >
		<para id="s2b19c22p">
			<remark  id="s2b19c22l1" />		          ปฏิปัตติวรรคที่ ๔          
			<remark  id="s2b19c22l2" />		            ปฏิปัตติสูตร             
			<remark  id="s2b19c22l3" />		     ว่าด้วยมิจฉาปฏิบัติ-สัมมาปฏิบัติ
			<remark  id="s2b19c22l4" />	[๘๙] สาวัตถีนิทาน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงมิจฉาปฏิบัติ และสัมมาปฏิบัติ     
			<remark  id="s2b19c22l5" />แก่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟังเรื่องนั้น.         
			<remark  id="s2b19c22l6" />	[๙๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็มิจฉาปฏิบัติเป็นไฉน? คือ ความเห็นผิด ฯลฯ ความ          
			<remark  id="s2b19c22l7" />ตั้งใจผิด นี้เรียกว่า มิจฉาปฏิบัติ.                
			<remark  id="s2b19c22l8" />	[๙๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมาปฏิบัติเป็นไฉน? คือ ความเห็นชอบ ฯลฯ ความ          
			<remark  id="s2b19c22l9" />ตั้งใจชอบ นี้เรียกว่า สัมมาปฏิบัติ.                
			<remark  id="s2b19c22l10" />		           จบ สูตรที่ ๑              
			<remark  id="s2b19c22l11" />		            ปฏิปันนสูตร              
			<remark  id="s2b19c22l12" />		    ว่าด้วยบุคคลผู้ปฏิบัติผิด-ปฏิบัติชอบ              
			<remark  id="s2b19c22l13" />	[๙๒] สาวัตถีนิทาน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงบุคคลผู้ปฏิบัติผิด และบุคคล      
			<remark  id="s2b19c22l14" />ผู้ปฏิบัติชอบ แก่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟังเรื่องนั้น.            
			<remark  id="s2b19c22l15" />	[๙๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลผู้ปฏิบัติผิดเป็นไฉน? บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็น     
			<remark  id="s2b19c22l16" />ผู้มีความเห็นผิด ฯลฯ มีความตั้งใจผิด บุคคลนี้เรียกว่า ผู้ปฏิบัติผิด.
			<remark  id="s2b19c22l17" />	[๙๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลผู้ปฏิบัติชอบเป็นไฉน? บุคคลบางคนในโลกนี้          
			<remark  id="s2b19c22l18" />เป็นผู้มีความเห็นชอบ ฯลฯ มีความตั้งใจชอบ บุคคลนี้เรียกว่า ผู้ปฏิบัติชอบ.             
			<remark  id="s2b19c22l19" />		           จบ สูตรที่ ๒              
			<remark  id="s2b19c22l20" />		            วิรัทธสูตร               
			<remark  id="s2b19c22l21" />		   ผลของผู้พลาดและผู้ปรารภอริยมรรค   
			<remark  id="s2b19c22l22" />	[๙๕] สาวัตถีนิทาน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ อันบุคคล       
			<remark  id="s2b19c22l23" />เหล่าใดเหล่าหนึ่งพลาดแล้ว อริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ แห่งบุคคลเหล่านั้น ย่อมไม่ให้ถึง                
			<remark  id="s2b19c22l24" />ความสิ้นทุกข์โดยชอบ อริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ อันบุคคลเหล่าใดเหล่าหนึ่งปรารภแล้ว   
			<remark  id="s2b19c22l25" />อริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ แห่งบุคคลเหล่านั้น ย่อมให้ถึงความสิ้นทุกข์โดยชอบ.  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b19c23" >
		<para id="s2b19c23p">
			<remark  id="s2b19c23l1" />	[๙๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็อริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ เป็นไฉน? คือ ความ          
			<remark  id="s2b19c23l2" />เห็นชอบ ฯลฯ ความตั้งใจชอบ อริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ อันบุคคลเหล่าใดเหล่าหนึ่ง      
			<remark  id="s2b19c23l3" />พลาดแล้ว อริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ แห่งบุคคลเหล่านั้น ย่อมไม่ให้ถึงความสิ้นทุกข์   
			<remark  id="s2b19c23l4" />โดยชอบ อริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ อันบุคคลเหล่าใดเหล่าหนึ่งปรารภแล้ว อริยมรรคอัน    
			<remark  id="s2b19c23l5" />ประกอบด้วยองค์ ๘ แห่งบุคคลเหล่านั้น ย่อมให้ถึงความสิ้นทุกข์โดยชอบ.  
			<remark  id="s2b19c23l6" />		           จบ สูตรที่ ๓              
			<remark  id="s2b19c23l7" />		             ปารสูตร
			<remark  id="s2b19c23l8" />		   ธรรมเป็นเครื่องให้ถึงฝั่ง (นิพพาน)
			<remark  id="s2b19c23l9" />	[๙๗] สาวัตถีนิทาน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๘ ประการนี้ ที่บุคคลเจริญแล้ว         
			<remark  id="s2b19c23l10" />กระทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อถึงฝั่ง (นิพพาน) จากที่มิใช่ฝั่ง (วัฏฏะ) ธรรม ๘ ประการ
			<remark  id="s2b19c23l11" />เป็นไฉน? คือ ความเห็นชอบ ฯลฯ ความตั้งใจชอบ ธรรม ๘ ประการนี้แล ที่บุคคลเจริญแล้ว      
			<remark  id="s2b19c23l12" />กระทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อถึงฝั่งจากที่มิใช่ฝั่ง.              
			<remark  id="s2b19c23l13" />     พระผู้มีพระภาคผู้สุคตศาสดา ครั้นตรัสไวยากรณภาษิตนี้แล้ว จึงได้ตรัสคาถาประพันธ์  
			<remark  id="s2b19c23l14" />ต่อไปอีกว่า      
			<remark  id="s2b19c23l15" />	[๙๘] ในพวกมนุษย์ ชนที่ถึงฝั่งมีจำนวนน้อย แต่หมู่สัตว์นอกนี้ ย่อม                
			<remark  id="s2b19c23l16" />       วิ่งไปตามฝั่งนั่นเอง ส่วนชนเหล่าใดประพฤติตามในธรรมที่พระผู้มี
			<remark  id="s2b19c23l17" />       พระภาคตรัสดีแล้ว ชนเหล่านั้นข้ามบ่วงมฤตยูซึ่งแสนยากที่จะข้ามไปถึง             
			<remark  id="s2b19c23l18" />       ฝั่งได้ บัณฑิตพึงละธรรมฝ่ายดำเสียเจริญธรรมฝ่ายขาว ออกจากความ 
			<remark  id="s2b19c23l19" />       อาลัย อาศัยธรรมอันไม่มีความอาลัยแล้ว พึงละกามเสีย เป็นผู้ไม่มี                
			<remark  id="s2b19c23l20" />       กิเลสเป็นเครื่องกังวล ปรารถนาความยินดีในวิเวก ที่สัตว์ยินดีได้ยาก             
			<remark  id="s2b19c23l21" />       บัณฑิตพึงยังตนให้ผ่องแผ้ว จากเครื่องเศร้าหมองจิต ชนเหล่าใดอบรม                
			<remark  id="s2b19c23l22" />       จิตดีแล้วโดยชอบในองค์เป็นเหตุให้ตรัสรู้ ไม่ถือมั่น ยินดีแล้วในความ            
			<remark  id="s2b19c23l23" />       สละคืนความถือมั่น ชนเหล่านั้นเป็นผู้สิ้นอาสวะ มีความรุ่งเรือง
			<remark  id="s2b19c23l24" />       ปรินิพพานแล้วในโลกนี้.     
			<remark  id="s2b19c23l25" />		           จบ สูตรที่ ๔    
		</para>
	</section>
	<section id="s2b19c24" >
		<para id="s2b19c24p">
			<remark  id="s2b19c24l1" />		          สามัญญสูตรที่ ๑            
			<remark  id="s2b19c24l2" />		     ว่าด้วยสามัญญะและสามัญญผล       
			<remark  id="s2b19c24l3" />	[๙๙] สาวัตถีนิทาน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงสามัญญะ (ความเป็นสมณะ)           
			<remark  id="s2b19c24l4" />และสามัญญผล (ผลแห่งความเป็นสมณะ) แก่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟังเรื่องนั้น.          
			<remark  id="s2b19c24l5" />	[๑๐๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สามัญญะเป็นไฉน? อริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘           
			<remark  id="s2b19c24l6" />นี้แล คือ ความเห็นชอบ ฯลฯ ความตั้งใจชอบ นี้เรียกว่า สามัญญะ.        
			<remark  id="s2b19c24l7" />	[๑๐๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สามัญญผลเป็นไฉน? คือ โสดาปัตติผล สกทาคามิผล           
			<remark  id="s2b19c24l8" />อนาคามิผล อรหัตตผล นี้เรียกว่า สามัญญผล.           
			<remark  id="s2b19c24l9" />		           จบ สูตรที่ ๕              
			<remark  id="s2b19c24l10" />		          สามัญญสูตรที่ ๒            
			<remark  id="s2b19c24l11" />		 ว่าด้วยสามัญญะและประโยชน์แห่งสามัญญะ
			<remark  id="s2b19c24l12" />	[๑๐๒] สาวัตถีนิทาน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงสามัญญะ และประโยชน์แห่ง         
			<remark  id="s2b19c24l13" />สามัญญะแก่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟังเรื่องนั้น.  
			<remark  id="s2b19c24l14" />	[๑๐๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สามัญญะเป็นไฉน? อริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘           
			<remark  id="s2b19c24l15" />นี้แล คือ ความเห็นชอบ ฯลฯ ความตั้งใจชอบ นี้เรียกว่า สามัญญะ.        
			<remark  id="s2b19c24l16" />	[๑๐๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ประโยชน์แห่งสามัญญะเป็นไฉน? ความสิ้นราคะ ความ         
			<remark  id="s2b19c24l17" />สิ้นโทสะ ความสิ้นโมหะ นี้เรียกว่า ประโยชน์แห่งสามัญญะ.              
			<remark  id="s2b19c24l18" />		           จบ สูตรที่ ๖              
			<remark  id="s2b19c24l19" />		          พรหมัญญสูตรที่ ๑           
			<remark  id="s2b19c24l20" />		   ความเป็นพรหมและเป็นพรหมมัญญผล     
			<remark  id="s2b19c24l21" />	[๑๐๕] สาวัตถีนิทาน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงพรหมัญญะ (ความเป็นพรหม)         
			<remark  id="s2b19c24l22" />และพรหมัญญผล (ผลแห่งความเป็นพรหม) แก่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟังเรื่องนั้น.         
			<remark  id="s2b19c24l23" />	[๑๐๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็พรหมัญญะเป็นไฉน? อริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘          
			<remark  id="s2b19c24l24" />นี้แล คือ ความเห็นชอบ ฯลฯ ความตั้งใจชอบ นี้เรียกว่า พรหมัญญะ.  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b19c25" >
		<para id="s2b19c25p">
			<remark  id="s2b19c25l1" />	[๑๐๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็พรหมัญญผลเป็นไฉน? คือ โสดาปัตติผล สกทาคามิผล          
			<remark  id="s2b19c25l2" />อนาคามิผล อรหัตตผล นี้เรียกว่า พรหมัญญผล.          
			<remark  id="s2b19c25l3" />		           จบ สูตรที่ ๗              
			<remark  id="s2b19c25l4" />		          พรหมัญญสูตรที่ ๒           
			<remark  id="s2b19c25l5" />            ความเป็นพรหมและประโยชน์แห่งความเป็นพรหม
			<remark  id="s2b19c25l6" />	[๑๐๘] สาวัตถีนิทาน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงพรหมัญญะ และประโยชน์            
			<remark  id="s2b19c25l7" />แห่งพรหมัญญะแก่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟังเรื่องนั้น.              
			<remark  id="s2b19c25l8" />	[๑๐๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็พรหมัญญะเป็นไฉน? อริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘          
			<remark  id="s2b19c25l9" />นี้แล คือ ความเห็นชอบ ฯลฯ ความตั้งใจชอบ นี้เรียกว่า พรหมัญญะ.       
			<remark  id="s2b19c25l10" />	[๑๑๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ประโยชน์แห่งพรหมัญญะเป็นไฉน? ความสิ้นราคะ             
			<remark  id="s2b19c25l11" />ความสิ้นโทสะ ความสิ้นโมหะ นี้เรียกว่า ประโยชน์แห่งพรหมัญญะ.         
			<remark  id="s2b19c25l12" />		           จบ สูตรที่ ๘              
			<remark  id="s2b19c25l13" />		         พรหมจริยสูตรที่ ๑           
			<remark  id="s2b19c25l14" />		    พรหมจรรย์และผลแห่งพรหมจรรย์      
			<remark  id="s2b19c25l15" />	[๑๑๑] สาวัตถีนิทาน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงพรหมจรรย์ และผลแห่งพรหม         
			<remark  id="s2b19c25l16" />จรรย์ แก่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟังเรื่องนั้น.   
			<remark  id="s2b19c25l17" />	[๑๑๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็พรหมจรรย์เป็นไฉน? อริยมรรคอันประกอบด้วยองค์           
			<remark  id="s2b19c25l18" />๘ นี้แล คือ ความเห็นชอบ ฯลฯ ความตั้งใจชอบ นี้เรียกว่า พรหมจรรย์.    
			<remark  id="s2b19c25l19" />	[๑๑๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ผลแห่งพรหมจรรย์เป็นไฉน? คือ โสดาปัตติผล               
			<remark  id="s2b19c25l20" />สกทาคามิผล อนาคามิผล อรหัตตผล นี้เรียกว่า ผลแห่งพรหมจรรย์.          
			<remark  id="s2b19c25l21" />		           จบ สูตรที่ ๙              
			<remark  id="s2b19c25l22" />		         พรหมจริยสูตรที่ ๒           
			<remark  id="s2b19c25l23" />		 พรหมจรรย์และประโยชน์แห่งพรหมจรรย์   
			<remark  id="s2b19c25l24" />	[๑๑๔] สาวัตถีนิทาน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงพรหมจรรย์ และประโยชน์           
			<remark  id="s2b19c25l25" />แห่งพรหมจรรย์ แก่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟังเรื่องนั้น. 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b19c26" >
		<para id="s2b19c26p">
			<remark  id="s2b19c26l1" />	[๑๑๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็พรหมจรรย์เป็นไฉน. อริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘         
			<remark  id="s2b19c26l2" />นี้แล คือ ความเห็นชอบ ฯลฯ ความตั้งใจชอบ นี้เรียกว่า พรหมจรรย์.      
			<remark  id="s2b19c26l3" />	[๑๑๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ประโยชน์แห่งพรหมจรรย์เป็นไฉน? ความสิ้นราคะ            
			<remark  id="s2b19c26l4" />ความสิ้นโทสะ ความสิ้นโมหะ นี้เรียกว่า ประโยชน์แห่งพรหมจรรย์.        
			<remark  id="s2b19c26l5" />		           จบ สูตรที่ ๑๐             
			<remark  id="s2b19c26l6" />		        จบ ปฏิปัตติวรรคที่ ๔         
			<remark  id="s2b19c26l7" />		          -----------                
			<remark  id="s2b19c26l8" />		     รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ    
			<remark  id="s2b19c26l9" />     ๑. ปฏิปัตติสูตร ๒. ปฏิปันนสูตร ๓. วิรัทธสูตร ๔. ปารสูตร        
			<remark  id="s2b19c26l10" />๕. สามัญญสูตรที่ ๑ ๖. สามัญญสูตรที่ ๒ ๗. พรหมัญญสูตรที่ ๑ ๘. พรหมัญญ
			<remark  id="s2b19c26l11" />สูตรที่ ๒ ๙. พรหมจริยสูตรที่ ๑ ๑๐. พรหมจริยสูตรที่ ๒                
			<remark  id="s2b19c26l12" />		           ----------     
		</para>
	</section>
	<section id="s2b19c27" >
		<para id="s2b19c27p">
			<remark  id="s2b19c27l1" />		         อัญญติตถิยวรรคที่ ๕         
			<remark  id="s2b19c27l2" />		            วิราคสูตร                
			<remark  id="s2b19c27l3" />		       ข้อปฏิบัติเพื่อสำรอกราคะ      
			<remark  id="s2b19c27l4" />	[๑๑๗] สาวัตถีนิทาน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าพวกอัญญเดียรถีย์ปริพาชก พึงถามเธอ      
			<remark  id="s2b19c27l5" />ทั้งหลายอย่างนี้ว่า ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ท่านทั้งหลายอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ ในพระสมณโคดม               
			<remark  id="s2b19c27l6" />เพื่อประโยชน์อะไร? เธอทั้งหลายถูกถามอย่างนี้แล้ว พึงชี้แจงแก่พวกอัญญเดียรถีย์ปริพาชก 
			<remark  id="s2b19c27l7" />เหล่านั้นอย่างนี้ว่า ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย เราทั้งหลายอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาคเพื่อ       
			<remark  id="s2b19c27l8" />สำรอกราคะ.       
			<remark  id="s2b19c27l9" />	[๑๑๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ถ้าพวกอัญญเดียรถีย์ปริพาชก พึงถามเธอทั้งหลายอย่าง     
			<remark  id="s2b19c27l10" />นี้ว่า ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ก็ทางมีอยู่หรือ? ข้อปฏิบัติเพื่อสำรอกราคะมีอยู่หรือ? เธอทั้งหลาย         
			<remark  id="s2b19c27l11" />ถูกถามอย่างนี้แล้ว พึงชี้แจงแก่พวกอัญญเดียรถีย์ปริพาชกเหล่านั้น อย่างนี้ว่า ดูกรผู้มีอายุ             
			<remark  id="s2b19c27l12" />ทั้งหลาย ทางมีอยู่ ข้อปฏิบัติเพื่อสำรอกราคะมีอยู่. 
			<remark  id="s2b19c27l13" />	[๑๑๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ทางเป็นไฉน? ข้อปฏิบัติเพื่อสำรอกราคะ เป็นไฉน?         
			<remark  id="s2b19c27l14" />อริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ นี้แล คือ ความเห็นชอบ ฯลฯ ความตั้งใจชอบ นี้เป็นทาง นี้   
			<remark  id="s2b19c27l15" />เป็นข้อปฏิบัติเพื่อสำรอกราคะ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายถูกถามอย่างนี้แล้ว พึงชี้แจงแก่             
			<remark  id="s2b19c27l16" />พวกอัญญเดียรถีย์ปริพาชกเหล่านั้น อย่างนี้.         
			<remark  id="s2b19c27l17" />		           จบ สูตรที่ ๑              
			<remark  id="s2b19c27l18" />		           สังโยชนสูตร               
			<remark  id="s2b19c27l19" />		   ประพฤติพรหมจรรย์เพื่อละสังโยชน์   
			<remark  id="s2b19c27l20" />	[๑๒๐] สาวัตถีนิทาน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าพวกอัญญเดียรถีย์ปริพาชก พึงถาม         
			<remark  id="s2b19c27l21" />เธอทั้งหลายอย่างนี้ว่า ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ท่านทั้งหลายอยู่ประพฤติ พรหมจรรย์ในพระสมณ               
			<remark  id="s2b19c27l22" />โคดมเพื่อประโยชน์อะไร? เธอทั้งหลายถูกถามอย่างนี้แล้ว พึงชี้แจงแก่พวกอัญญเดียรถีย์ปริพาชก             
			<remark  id="s2b19c27l23" />เหล่านั้นอย่างนี้ว่า ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย เราทั้งหลายอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ ในพระผู้มีพระภาค           
			<remark  id="s2b19c27l24" />เพื่อละสังโยชน์. 
			<remark  id="s2b19c27l25" />		           จบ สูตรที่ ๒   
		</para>
	</section>
	<section id="s2b19c28" >
		<para id="s2b19c28p">
			<remark  id="s2b19c28l1" />		            อนุสยสูตร                
			<remark  id="s2b19c28l2" />		    ประพฤติพรหมจรรย์เพื่อถอนอนุสัย   
			<remark  id="s2b19c28l3" />	[๑๒๑] ... ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย เราทั้งหลายอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาค 
			<remark  id="s2b19c28l4" />เพื่อถอนอนุสัย ฯลฯ                
			<remark  id="s2b19c28l5" />		           จบ สูตรที่ ๓              
			<remark  id="s2b19c28l6" />		            อัทธานสูตร               
			<remark  id="s2b19c28l7" />		 ประพฤติพรหมจรรย์เพื่อกำหนดรู้สังสารวัฏ               
			<remark  id="s2b19c28l8" />	[๑๒๒] ... ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย เราทั้งหลายอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาค 
			<remark  id="s2b19c28l9" />เพื่อกำหนดรู้สังสารวัฏอันยืดยาว ฯลฯ                
			<remark  id="s2b19c28l10" />		           จบ สูตรที่ ๔              
			<remark  id="s2b19c28l11" />		            อาสวสูตร
			<remark  id="s2b19c28l12" />		    ประพฤติพรหมจรรย์เพื่อสิ้นอาสวะ   
			<remark  id="s2b19c28l13" />	[๑๒๓] ... ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย เราทั้งหลายอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาค 
			<remark  id="s2b19c28l14" />เพื่อความสิ้นอาสวะ ฯลฯ            
			<remark  id="s2b19c28l15" />		           จบ สูตรที่ ๕              
			<remark  id="s2b19c28l16" />		          วิชชาวิมุตติสูตร           
			<remark  id="s2b19c28l17" />          ประพฤติพรหมจรรย์เพื่อทำให้แจ้งซึ่งวิชชาและวิมุตติผล       
			<remark  id="s2b19c28l18" />	[๑๒๔] ... ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย เราทั้งหลายอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาค 
			<remark  id="s2b19c28l19" />เพื่อกระทำให้แจ้งซึ่งผลแห่งวิชชา และวิมุตติผล ฯลฯ  
			<remark  id="s2b19c28l20" />		           จบ สูตรที่ ๖              
			<remark  id="s2b19c28l21" />		           ญาณทัสสนสูตร              
			<remark  id="s2b19c28l22" />		   ประพฤติพรหมจรรย์เพื่อญาณทัสสนะ    
			<remark  id="s2b19c28l23" />	[๑๒๕] ... ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย เราทั้งหลายอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาค 
			<remark  id="s2b19c28l24" />เพื่อญาณทัสสนะ ฯลฯ                
			<remark  id="s2b19c28l25" />		           จบ สูตรที่ ๗     
		</para>
	</section>
	<section id="s2b19c29" >
		<para id="s2b19c29p">
			<remark  id="s2b19c29l1" />		        อนุปาทาปรินิพพานสูตร         
			<remark  id="s2b19c29l2" />		     ข้อปฏิบัติเพื่ออนุปาทาปรินิพพาน 
			<remark  id="s2b19c29l3" />	[๑๒๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าพวกอัญญเดียรถีย์ปริพาชก พึงถามเธอทั้งหลายอย่างนี้    
			<remark  id="s2b19c29l4" />ว่า ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ท่านทั้งหลายอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ในพระสมณโคดม เพื่อประโยชน์ 
			<remark  id="s2b19c29l5" />อะไร เธอทั้งหลายถูกถามอย่างนี้แล้ว พึงชี้แจงแก่พวกอัญญเดียรถีย์ปริพาชกเหล่านั้นอย่างนี้ว่า            
			<remark  id="s2b19c29l6" />ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย เราทั้งหลายอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาค เพื่ออนุปาทาปรินิพพาน.          
			<remark  id="s2b19c29l7" />	[๑๒๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ถ้าพวกอัญญเดียรถีย์ปริพาชกพึงถามเธอทั้งหลายอย่างนี้   
			<remark  id="s2b19c29l8" />ว่า ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ก็ทางมีอยู่หรือ? ข้อปฏิบัติเพื่ออนุปาทาปรินิพพานมีอยู่หรือ? เธอ             
			<remark  id="s2b19c29l9" />ทั้งหลายถูกถามอย่างนี้แล้ว พึงชี้แจงแก่พวกอัญญเดียรถีย์ปริพาชกเหล่านั้นอย่างนี้ว่า ดูกรผู้มีอายุ      
			<remark  id="s2b19c29l10" />ทั้งหลาย ทางมีอยู่ ข้อปฏิบัติเพื่ออนุปาทาปรินิพพานมีอยู่.           
			<remark  id="s2b19c29l11" />	[๑๒๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ทางเป็นไฉน? ข้อปฏิบัติเพื่ออนุปาทาปรินิพพานเป็น       
			<remark  id="s2b19c29l12" />ไฉน? อริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ นี้แล คือ ความเห็นชอบ ฯลฯ ความตั้งใจชอบ             
			<remark  id="s2b19c29l13" />นี้เป็นข้อปฏิบัติเพื่ออนุปาทาปรินิพพาน ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายถูกถามอย่างนี้แล้ว พึง            
			<remark  id="s2b19c29l14" />ชี้แจงแก่พวกอัญญเดียรถีย์ปริพาชกเหล่านั้นอย่างนี้. 
			<remark  id="s2b19c29l15" />		           จบ สูตรที่ ๘              
			<remark  id="s2b19c29l16" />		       จบ อัญญติตถิยวรรคที่ ๕        
			<remark  id="s2b19c29l17" />		       -----------------             
			<remark  id="s2b19c29l18" />		     รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ    
			<remark  id="s2b19c29l19" />     ๑. วิราคสูตร ๒. สังโยชนสูตร ๓. อนุสยสูตร ๔. อัทธานสูตร ๕. อาสวสูตร              
			<remark  id="s2b19c29l20" />๖. วิชชาวิมุตติสูตร ๗. ญาณทัสสนสูตร ๘. อนุปาทาปรินิพพานสูตร         
			<remark  id="s2b19c29l21" />		       ----------------- 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b19c30" >
		<para id="s2b19c30p">
			<remark  id="s2b19c30l1" />		          สุริยเปยยาลที่ ๖           
			<remark  id="s2b19c30l2" />		         กัลยาณมิตตสูตรที่ ๑         
			<remark  id="s2b19c30l3" />		      มิตรดีเป็นนิมิตแห่งอริยมรรค    
			<remark  id="s2b19c30l4" />	[๑๒๙] สาวัตถีนิทาน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อพระอาทิตย์จะขึ้นสิ่งที่ขึ้นก่อน สิ่ง 
			<remark  id="s2b19c30l5" />ที่เป็นนิมิตมาก่อน คือ แสงเงินแสงทอง สิ่งที่เป็นเบื้องต้นเป็นนิมิตมาก่อน เพื่อความบังเกิด             
			<remark  id="s2b19c30l6" />แห่งอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ ของภิกษุ คือ ความเป็นผู้มีมิตรดี ฉันนั้นเหมือนกัน ดูกร                
			<remark  id="s2b19c30l7" />ภิกษุทั้งหลาย อันภิกษุผู้มีมิตรดี พึงหวังข้อนี้ได้ว่า จักเจริญอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘             
			<remark  id="s2b19c30l8" />จักทำให้มากซึ่งอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘.        
			<remark  id="s2b19c30l9" />	[๑๓๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุผู้มีมิตรดี ย่อมเจริญอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์   
			<remark  id="s2b19c30l10" />๘ ย่อมกระทำให้มากซึ่งอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ อย่างไรเล่า? ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุ
			<remark  id="s2b19c30l11" />ในธรรมวินัยนี้ ย่อมเจริญสัมมาทิฏฐิ อันอาศัยวิเวก อันอาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปใน  
			<remark  id="s2b19c30l12" />การสละ ฯลฯ ย่อมเจริญสัมมาสมาธิ อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในการ      
			<remark  id="s2b19c30l13" />สละ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุมีมิตรดี ย่อมเจริญอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ ย่อมกระทำให้
			<remark  id="s2b19c30l14" />มากซึ่งอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ อย่างนี้แล.     
			<remark  id="s2b19c30l15" />		           จบ สูตรที่ ๑              
			<remark  id="s2b19c30l16" />		         สีลสัมปทาสูตรที่ ๑          
			<remark  id="s2b19c30l17" />		    สีลสัมปทาเป็นนิมิตแห่งอริยมรรค   
			<remark  id="s2b19c30l18" />	[๑๓๑] สาวัตถีนิทาน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อพระอาทิตย์จะขึ้นสิ่งที่ขึ้นก่อน สิ่งที่               
			<remark  id="s2b19c30l19" />เป็นนิมิตมาก่อน คือ แสงเงินแสงทอง สิ่งที่เป็นเบื้องต้น เป็นนิมิตมาก่อน เพื่อความบังเกิด               
			<remark  id="s2b19c30l20" />แห่งอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ ของภิกษุ คือ ความถึงพร้อมแห่งศีล ฉันนั้นเหมือนกัน    
			<remark  id="s2b19c30l21" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย อันภิกษุผู้ถึงพร้อมด้วยศีล พึงหวังข้อนี้ได้ ฯลฯ   
			<remark  id="s2b19c30l22" />		           จบ สูตรที่ ๒              
			<remark  id="s2b19c30l23" />		         ฉันทสัมปทาสูตรที่ ๑         
			<remark  id="s2b19c30l24" />		    ฉันทสัมปทาเป็นนิมิตแห่งอริยมรรค  
			<remark  id="s2b19c30l25" />	[๑๓๒] ... คือ ความถึงพร้อมแห่งฉันทะ ฯลฯ       
			<remark  id="s2b19c30l26" />		           จบ สูตรที่ ๓  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b19c31" >
		<para id="s2b19c31p">
			<remark  id="s2b19c31l1" />		         อัตตสัมปทาสูตรที่ ๑         
			<remark  id="s2b19c31l2" />		    อัตตสัมปทาเป็นนิมิตแห่งอริยมรรค  
			<remark  id="s2b19c31l3" />	[๑๓๓] ... คือ ความถึงพร้อมแห่งตน (ความถึงพร้อมแห่งจิต) ฯลฯ     
			<remark  id="s2b19c31l4" />		           จบ สูตรที่ ๔              
			<remark  id="s2b19c31l5" />		         ทิฏฐิสัมปทาสูตรที่ ๑        
			<remark  id="s2b19c31l6" />		    ทิฏฐิสัมปทาเป็นนิมิตแห่งอริยมรรค 
			<remark  id="s2b19c31l7" />	[๑๓๔] ... คือ ความถึงพร้อมแห่งทิฏฐิ ฯลฯ       
			<remark  id="s2b19c31l8" />		           จบ สูตรที่ ๕              
			<remark  id="s2b19c31l9" />		       อัปปมาทสัมปทาสูตรที่ ๑        
			<remark  id="s2b19c31l10" />		  ความไม่ประมาทเป็นนิมิตแห่งอริยมรรค 
			<remark  id="s2b19c31l11" />	[๑๓๕] ... คือ ความถึงพร้อมแห่งความไม่ประมาท ฯลฯ                
			<remark  id="s2b19c31l12" />		           จบ สูตรที่ ๖              
			<remark  id="s2b19c31l13" />		     โยนิโสมนสิการสัมปทาสูตรที่ ๑    
			<remark  id="s2b19c31l14" />		  โยนิโสมนสิการเป็นนิมิตแห่งอริยมรรค 
			<remark  id="s2b19c31l15" />	[๑๓๖] สาวัตถีนิทาน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อพระอาทิตย์จะขึ้น สิ่งที่ขึ้นก่อน     
			<remark  id="s2b19c31l16" />สิ่งที่เป็นนิมิตมาก่อน คือ แสงเงินแสงทอง สิ่งที่เป็นเบื้องต้น เป็นนิมิตมาก่อน เพื่อความ               
			<remark  id="s2b19c31l17" />บังเกิดแห่งอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ ของภิกษุ คือ ความถึงพร้อมแห่งการกระทำไว้ในใจ  
			<remark  id="s2b19c31l18" />โดยแยบคาย ฉันนั้นเหมือนกัน ดูกรภิกษุทั้งหลาย อันภิกษุผู้ถึงพร้อมด้วยการกระทำไว้ในใจ  
			<remark  id="s2b19c31l19" />โดยแยบคาย พึงหวังข้อนี้ได้ว่า จักเจริญอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ จักกระทำให้มากซึ่ง 
			<remark  id="s2b19c31l20" />อริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘.      
			<remark  id="s2b19c31l21" />	[๑๓๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุผู้ถึงพร้อมด้วยการกระทำไว้ในใจโดยแยบคาย ย่อม     
			<remark  id="s2b19c31l22" />เจริญอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ ย่อมกระทำให้มากซึ่งอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ อย่าง
			<remark  id="s2b19c31l23" />ไร? ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมเจริญสัมมาทิฏฐิอันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไป                
			<remark  id="s2b19c31l24" />ในการสละ ฯลฯ ย่อมเจริญสัมมาสมาธิ อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปใน       
			<remark  id="s2b19c31l25" />การสละ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ถึงพร้อมด้วยการกระทำไว้ในใจโดยแยบคาย ย่อมเจริญอริยมรรค               
			<remark  id="s2b19c31l26" />อันประกอบด้วยองค์ ๘ ย่อมกระทำให้มากซึ่งอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ อย่างนี้แล.       
			<remark  id="s2b19c31l27" />		           จบ สูตรที่ ๗ 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b19c32" >
		<para id="s2b19c32p">
			<remark  id="s2b19c32l1" />		         กัลยาณมิตรสูตรที่ ๒         
			<remark  id="s2b19c32l2" />		      มิตรดีเป็นนิมิตแห่งอริยมรรค    
			<remark  id="s2b19c32l3" />	[๑๓๘] สาวัตถีนิทาน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อพระอาทิตย์จะขึ้นสิ่งที่ขึ้นก่อน สิ่งที่               
			<remark  id="s2b19c32l4" />เป็นนิมิตมาก่อน คือ แสงเงินแสงทอง สิ่งที่เป็นเบื้องต้น เป็นนิมิตมาก่อน เพื่อความบังเกิด               
			<remark  id="s2b19c32l5" />แห่งอริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘ ของภิกษุ คือ ความเป็นผู้มีมิตรดี ฉันนั้นเหมือนกัน ดูกร  
			<remark  id="s2b19c32l6" />ภิกษุทั้งหลาย อันภิกษุผู้มีมิตรดี พึงหวังข้อนี้ได้ว่า จักเจริญอริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘ จัก            
			<remark  id="s2b19c32l7" />กระทำให้มากซึ่งอริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘.           
			<remark  id="s2b19c32l8" />	[๑๓๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุผู้มีมิตรดี ย่อมเจริญอริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘    
			<remark  id="s2b19c32l9" />ย่อมกระทำให้มากซึ่งอริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘ อย่างไรเล่า? ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมเจริญ                
			<remark  id="s2b19c32l10" />สัมมาทิฏฐิ มีอันกำจัดราคะเป็นที่สุด มีอันกำจัดโทสะเป็นที่สุด มีอันกำจัดโมหะเป็นที่สุด ฯลฯ             
			<remark  id="s2b19c32l11" />ย่อมเจริญสัมมาสมาธิ มีอันกำจัดราคะเป็นที่สุด มีอันกำจัดโทสะเป็นที่สุด มีอันกำจัดโมหะเป็น              
			<remark  id="s2b19c32l12" />ที่สุด ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้มีมิตรดี ย่อมเจริญอริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘ ย่อมกระทำให้              
			<remark  id="s2b19c32l13" />มากซึ่งอริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘ อย่างนี้แล.        
			<remark  id="s2b19c32l14" />		           จบ สูตรที่ ๘              
			<remark  id="s2b19c32l15" />		         สีลสัมปทาสูตรที่ ๒          
			<remark  id="s2b19c32l16" />		    สีลสัมปทาเป็นนิมิตแห่งอริยมรรค   
			<remark  id="s2b19c32l17" />	[๑๔๐] สาวัตถีนิทาน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อพระอาทิตย์จะขึ้น สิ่งที่ขึ้นก่อน สิ่ง
			<remark  id="s2b19c32l18" />ที่เป็นนิมิตมาก่อน คือ แสงเงินแสงทอง สิ่งที่เป็นเบื้องต้น เป็นนิมิตมาก่อน เพื่อความเกิด               
			<remark  id="s2b19c32l19" />แห่งอริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘ ของภิกษุ คือ ความถึงพร้อมด้วยศีล ฉันนั้นเหมือนกัน ฯลฯ   
			<remark  id="s2b19c32l20" />		           จบ สูตรที่ ๙              
			<remark  id="s2b19c32l21" />		         ฉันทสัมปทาสูตรที่ ๒         
			<remark  id="s2b19c32l22" />		    ฉันทสัมปทาเป็นนิมิตแห่งอริยมรรค  
			<remark  id="s2b19c32l23" />	[๑๔๑] ... คือ ความถึงพร้อมแห่งฉันทะ ฯลฯ       
			<remark  id="s2b19c32l24" />		           จบ สูตรที่ ๑๐ 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b19c33" >
		<para id="s2b19c33p">
			<remark  id="s2b19c33l1" />		         อัตตสัมปทาสูตรที่ ๒         
			<remark  id="s2b19c33l2" />		    อัตตสัมปทาเป็นนิมิตแห่งอริยมรรค  
			<remark  id="s2b19c33l3" />	[๑๔๒] ... คือ ความถึงพร้อมแห่งตน ฯลฯ          
			<remark  id="s2b19c33l4" />		           จบ สูตรที่ ๑๑             
			<remark  id="s2b19c33l5" />		         ทิฏฐิสัมปทาสูตรที่ ๒        
			<remark  id="s2b19c33l6" />		    ทิฏฐิสัมปทาเป็นนิมิตแห่งอริยมรรค 
			<remark  id="s2b19c33l7" />	[๑๔๓] ... คือ ความถึงพร้อมแห่งทิฏฐิ ฯลฯ       
			<remark  id="s2b19c33l8" />		           จบ สูตรที่ ๑๒             
			<remark  id="s2b19c33l9" />		       อัปปมาทสัมปทาสูตรที่ ๒        
			<remark  id="s2b19c33l10" />		  ความไม่ประมาทเป็นนิมิตแห่งอริยมรรค 
			<remark  id="s2b19c33l11" />	[๑๔๔] ... คือ ความถึงพร้อมแห่งความไม่ประมาท ฯลฯ                
			<remark  id="s2b19c33l12" />		           จบ สูตรที่ ๑๓             
			<remark  id="s2b19c33l13" />		     โยนิโสมนสิการสัมปทาสูตรที่ ๒    
			<remark  id="s2b19c33l14" />		  โยนิโสมนสิการเป็นนิมิตแห่งอริยมรรค 
			<remark  id="s2b19c33l15" />	[๑๔๕] สาวัตถีนิทาน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อพระอาทิตย์จะขึ้นสิ่งที่ขึ้นก่อน สิ่งที่               
			<remark  id="s2b19c33l16" />ขึ้นก่อน สิ่งที่เป็นนิมิตมาก่อน คือ แสงเงินแสงทอง สิ่งที่เป็นเบื้องต้น เป็นนิมิตมาก่อน                
			<remark  id="s2b19c33l17" />เพื่อความเกิดแห่งอริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘ ของภิกษุ คือ ความถึงพร้อมแห่งการกระทำไว้   
			<remark  id="s2b19c33l18" />ในใจโดยแยบคาย ฉันนั้นเหมือนกัน ดูกรภิกษุทั้งหลาย อันภิกษุผู้ถึงพร้อมแห่งการกระทำไว้  
			<remark  id="s2b19c33l19" />ในใจโดยแยบคาย พึงหวังข้อนี้ได้ว่า จักเจริญอริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘ จักกระทำให้มาก    
			<remark  id="s2b19c33l20" />ซึ่งอริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘.     
			<remark  id="s2b19c33l21" />	[๑๔๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุผู้ถึงพร้อมด้วยการกระทำไว้ในใจโดยแยบคาย ย่อม     
			<remark  id="s2b19c33l22" />เจริญอริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘ ย่อมกระทำให้มากซึ่งอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ อย่างไร 
			<remark  id="s2b19c33l23" />เล่า? ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมเจริญสัมมาทิฏฐิมีอันกำจัดราคะเป็นที่สุด มีอันกำจัดโทสะเป็น 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b19c34" >
		<para id="s2b19c34p">
			<remark  id="s2b19c34l1" />ที่สุด มีอันกำจัดโมหะเป็นที่สุด ฯลฯ ย่อมเจริญสัมมาสมาธิ มีอันกำจัดราคะเป็นที่สุด มีอัน                
			<remark  id="s2b19c34l2" />กำจัดโทสะเป็นที่สุด มีอันกำจัดโมหะเป็นที่สุด ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ถึงพร้อมด้วยการกระทำ           
			<remark  id="s2b19c34l3" />ไว้ในใจโดยแยบคาย ย่อมเจริญอริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘ ย่อมกระทำให้มากซึ่งอริยมรรค       
			<remark  id="s2b19c34l4" />ประกอบด้วยองค์ ๘ อย่างนี้แล.      
			<remark  id="s2b19c34l5" />		           จบ สูตรที่ ๑๔             
			<remark  id="s2b19c34l6" />		        จบ สุริยเปยยาลที่ ๖          
			<remark  id="s2b19c34l7" />		         --------------              
			<remark  id="s2b19c34l8" />		      รวมพระสูตรที่มีในเปยยาลนี้     
			<remark  id="s2b19c34l9" /> ๑. กัลยาณมิตตสูตรที่ ๑             ๒. สีลสัมปทาสูตรที่ ๑           
			<remark  id="s2b19c34l10" /> ๓. ฉันทสัมปทาสูตรที่ ๑             ๔. อัตตสัมปทาสูตรที่ ๑          
			<remark  id="s2b19c34l11" /> ๕. ทิฏฐิสัมปทาสูตรที่ ๑             ๖. อัปปมาทสัมปทาสูตรที่ ๑      
			<remark  id="s2b19c34l12" /> ๗. โยนิโสมนสิการสัมปทาสูตรที่ ๑     ๘. กัลยาณมิตตสูตรที่ ๒         
			<remark  id="s2b19c34l13" /> ๙. สีลสัมปทาสูตรที่ ๒             ๑๐. ฉันทสัมปทาสูตรที่ ๒          
			<remark  id="s2b19c34l14" /> ๑๑. อัตตสัมปทาสูตรที่ ๒            ๑๒. ทิฏฐิสัมปทาสูตรที่ ๒        
			<remark  id="s2b19c34l15" /> ๑๓. อัปปมาทสัมปทาสูตรที่ ๒         ๑๔. โยนิโสมนสิการสัมปทาสูตรที่ ๒
			<remark  id="s2b19c34l16" />		        ----------------
		</para>
	</section>
	<section id="s2b19c35" >
		<para id="s2b19c35p">
			<remark  id="s2b19c35l1" />		        เอกธัมมเปยยาลที่ ๗           
			<remark  id="s2b19c35l2" />		         กัลยาณมิตตสูตรที่ ๑         
			<remark  id="s2b19c35l3" />		  กัลยาณมิตรมีอุปการะมากแก่อริยมรรค  
			<remark  id="s2b19c35l4" />	[๑๔๗] สาวัตถีนิทาน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมอันหนึ่งมีอุปการะมาก เพื่อความ        
			<remark  id="s2b19c35l5" />เกิดขึ้นแห่งอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ ธรรมอันหนึ่งเป็นไฉน? คือ ความเป็นผู้มีมิตรดี 
			<remark  id="s2b19c35l6" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย อันภิกษุผู้มีมิตรดี พึงหวังข้อนี้ได้ว่า จักเจริญอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘         
			<remark  id="s2b19c35l7" />จักกระทำให้มากซึ่งอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘.     
			<remark  id="s2b19c35l8" />	[๑๔๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุผู้มีมิตรดี ย่อมเจริญอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์   
			<remark  id="s2b19c35l9" />๘ ย่อมกระทำให้มากซึ่งอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ อย่างไรเล่า? ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุ
			<remark  id="s2b19c35l10" />ในธรรมวินัยนี้ ย่อมเจริญสัมมาทิฏฐิ อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในการ  
			<remark  id="s2b19c35l11" />สละ ฯลฯ ย่อมเจริญสัมมาสมาธิ อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในการสละ      
			<remark  id="s2b19c35l12" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้มีมิตรดี ย่อมเจริญอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ ย่อมกระทำให้มาก               
			<remark  id="s2b19c35l13" />ซึ่งอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ อย่างนี้แล.        
			<remark  id="s2b19c35l14" />		           จบ สูตรที่ ๑              
			<remark  id="s2b19c35l15" />		         สีลสัมปทาสูตรที่ ๑          
			<remark  id="s2b19c35l16" />		   สีลสัมปทามีอุปการะมากแก่อริยมรรค  
			<remark  id="s2b19c35l17" />	[๑๔๙] สาวัตถีนิทาน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมอันหนึ่งมีอุปการะมาก เพื่อความเกิด    
			<remark  id="s2b19c35l18" />ขึ้นแห่งอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ ธรรมอันหนึ่งเป็นไฉน? คือ ความถึงพร้อมแห่งศีล ฯลฯ 
			<remark  id="s2b19c35l19" />		           จบ สูตรที่ ๒              
			<remark  id="s2b19c35l20" />		         ฉันทสัมปทาสูตรที่ ๑         
			<remark  id="s2b19c35l21" />		   ฉันทสัมปทามีอุปการมากแก่อริยมรรค  
			<remark  id="s2b19c35l22" />	[๑๕๐] ... คือ ความถึงพร้อมแห่งฉันทะ ฯลฯ       
			<remark  id="s2b19c35l23" />		           จบ สูตรที่ ๓  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b19c36" >
		<para id="s2b19c36p">
			<remark  id="s2b19c36l1" />		         อัตตสัมปทาสูตรที่ ๑         
			<remark  id="s2b19c36l2" />		  อัตตสัมปทามีอุปการะมากแก่อริยมรรค  
			<remark  id="s2b19c36l3" />	[๑๕๑] ... คือ ความถึงพร้อมแห่งตน ฯลฯ          
			<remark  id="s2b19c36l4" />		           จบ สูตรที่ ๔              
			<remark  id="s2b19c36l5" />		         ทิฏฐิสัมปทาสูตรที่ ๑        
			<remark  id="s2b19c36l6" />		  ทิฏฐิสัมปทามีอุปการะมากแก่อริยมรรค 
			<remark  id="s2b19c36l7" />	[๑๕๒] ... คือ ความถึงพร้อมแห่งทิฏฐิ ฯลฯ       
			<remark  id="s2b19c36l8" />		           จบ สูตรที่ ๕              
			<remark  id="s2b19c36l9" />		          อัปปมาทสูตรที่ ๑           
			<remark  id="s2b19c36l10" />		ความไม่ประมาทมีอุปการะมากแก่อริยมรรค 
			<remark  id="s2b19c36l11" />	[๑๕๓] ... คือ ความถึงพร้อมแห่งความไม่ประมาท ฯลฯ                
			<remark  id="s2b19c36l12" />		           จบ สูตรที่ ๖              
			<remark  id="s2b19c36l13" />		     โยนิโสมนสิการสัมปทาสูตรที่ ๑    
			<remark  id="s2b19c36l14" />		 โยนิโสมนสิการมีอุปการะมากแก่อริยมรรค
			<remark  id="s2b19c36l15" />	[๑๕๔] สาวัตถีนิทาน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมอันหนึ่งมีอุปการะมาก เพื่อความเกิด    
			<remark  id="s2b19c36l16" />ขึ้นแห่งอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ ธรรมอันหนึ่งเป็นไฉน? คือ ความถึงพร้อมแห่งการ     
			<remark  id="s2b19c36l17" />กระทำไว้ในใจโดยแยบคาย ดูกรภิกษุทั้งหลาย อันภิกษุผู้ถึงพร้อมด้วยการกระทำไว้ในใจโดย    
			<remark  id="s2b19c36l18" />แยบคาย พึงหวังข้อนี้ได้ว่า จักเจริญอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ จักกระทำให้มากซึ่ง    
			<remark  id="s2b19c36l19" />อริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘.      
			<remark  id="s2b19c36l20" />	[๑๕๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ถึงพร้อมด้วยการกระทำไว้ในใจโดยแยบคาย ย่อม       
			<remark  id="s2b19c36l21" />เจริญอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ ย่อมกระทำให้มากซึ่งอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ อย่าง
			<remark  id="s2b19c36l22" />ไรเล่า? ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมเจริญสัมมาทิฏฐิ อันอาศัยวิเวก อาศัย
			<remark  id="s2b19c36l23" />วิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในการสละ ฯลฯ ย่อมเจริญสัมมาสมาธิ อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ   
			<remark  id="s2b19c36l24" />อาศัยนิโรธ น้อมไปในการสละ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ถึงพร้อมด้วยการกระทำไว้ในใจโดย   
			<remark  id="s2b19c36l25" />แยบคาย ย่อมเจริญอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ ย่อมกระทำให้มาก ซึ่งอริยมรรคอันประกอบ    
			<remark  id="s2b19c36l26" />ด้วยองค์ ๘ อย่างนี้แล.            
			<remark  id="s2b19c36l27" />		           จบ สูตรที่ ๗      
		</para>
	</section>
	<section id="s2b19c37" >
		<para id="s2b19c37p">
			<remark  id="s2b19c37l1" />		         กัลยาณมิตตสูตรที่ ๒         
			<remark  id="s2b19c37l2" />		  กัลยาณมิตรมีอุปการะมากแก่อริยมรรค  
			<remark  id="s2b19c37l3" />	[๑๕๖] สาวัตถีนิทาน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมอันหนึ่งมีอุปการะมาก เพื่อความ        
			<remark  id="s2b19c37l4" />เกิดขึ้นแห่งอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ ธรรมอันหนึ่งเป็นไฉน? คือ ความเป็นผู้มีมิตรดี 
			<remark  id="s2b19c37l5" />พึงหวังข้อนี้ได้ว่า จักเจริญอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ จักกระทำให้มาก ซึ่งอริยมรรคอัน                
			<remark  id="s2b19c37l6" />ประกอบด้วยองค์ ๘.
			<remark  id="s2b19c37l7" />	[๑๕๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุผู้มีมิตรดี ย่อมเจริญอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ 
			<remark  id="s2b19c37l8" />อย่างไรเล่า? ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมเจริญสัมมาทิฏฐิ มีอันกำจัดราคะเป็น             
			<remark  id="s2b19c37l9" />ที่สุด มีอันกำจัดโทสะเป็นที่สุด มีอันกำจัดโมหะเป็นที่สุด ฯลฯ ย่อมเจริญสัมมาสมาธิ มีอัน                
			<remark  id="s2b19c37l10" />กำจัดราคะเป็นที่สุด มีอันกำจัดโทสะเป็นที่สุด มีอันกำจัดโมหะเป็นที่สุด ดูกรภิกษุทั้งหลาย               
			<remark  id="s2b19c37l11" />ภิกษุผู้มีมิตรดี ย่อมเจริญอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ ย่อมกระทำให้มากซึ่งอริยมรรคอัน 
			<remark  id="s2b19c37l12" />ประกอบด้วยองค์ ๘ อย่างนี้แล.      
			<remark  id="s2b19c37l13" />		           จบ สูตรที่ ๘              
			<remark  id="s2b19c37l14" />		         สีลสัมปทาสูตรที่ ๒          
			<remark  id="s2b19c37l15" />		   สีลสัมปทามีอุปการะมากแก่อริยมรรค  
			<remark  id="s2b19c37l16" />	[๑๕๘] สาวัตถีนิทาน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมอันหนึ่งมีอุปการะมาก เพื่อความเกิด    
			<remark  id="s2b19c37l17" />ขึ้นแห่งอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ ธรรมอันหนึ่งเป็นไฉน? คือ ความถึงพร้อมแห่งศีล ฯลฯ 
			<remark  id="s2b19c37l18" />		           จบ สูตรที่ ๙              
			<remark  id="s2b19c37l19" />		         ฉันทสัมปทาสูตรที่ ๒         
			<remark  id="s2b19c37l20" />		  ฉันทสัมปทามีอุปการะมากแก่อริยมรรค  
			<remark  id="s2b19c37l21" />	[๑๕๙] ... คือ ความถึงพร้อมแห่งฉันทะ ฯลฯ       
			<remark  id="s2b19c37l22" />		           จบ สูตรที่ ๑๐             
			<remark  id="s2b19c37l23" />		         อัตตสัมปทาสูตรที่ ๒         
			<remark  id="s2b19c37l24" />		  อัตตสัมปทามีอุปการะมากแก่อริยมรรค  
			<remark  id="s2b19c37l25" />	[๑๖๐] ... คือ ความถึงพร้อมแห่งตน ฯลฯ          
			<remark  id="s2b19c37l26" />		           จบ สูตรที่ ๑๑ 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b19c38" >
		<para id="s2b19c38p">
			<remark  id="s2b19c38l1" />		         ทิฏฐิสัมปทาสูตรที่ ๒        
			<remark  id="s2b19c38l2" />		  ทิฏฐิสัมปทามีอุปการะมากแก่อริยมรรค 
			<remark  id="s2b19c38l3" />	[๑๖๑] ... คือ ความถึงพร้อมแห่งทิฏฐิ ฯลฯ       
			<remark  id="s2b19c38l4" />		           จบ สูตรที่ ๑๒             
			<remark  id="s2b19c38l5" />		       อัปปมาทสัมปทาสูตรที่ ๒        
			<remark  id="s2b19c38l6" />		ความไม่ประมาทมีอุปการะมากแก่อริยมรรค 
			<remark  id="s2b19c38l7" />	[๑๖๒] ... คือ ความถึงพร้อมแห่งความไม่ประมาท ฯลฯ                
			<remark  id="s2b19c38l8" />		           จบ สูตรที่ ๑๓             
			<remark  id="s2b19c38l9" />		     โยนิโสมนสิการสัมปทาสูตรที่ ๒    
			<remark  id="s2b19c38l10" />		 โยนิโสมนสิการมีอุปการะมากแก่อริยมรรค
			<remark  id="s2b19c38l11" />	[๑๖๓] สาวัตถีนิทาน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมอันหนึ่งมีอุปการะมาก เพื่อความ        
			<remark  id="s2b19c38l12" />เกิดขึ้นแห่งอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ ธรรมอันหนึ่งเป็นไฉน? คือ ความถึงพร้อมแห่งการ 
			<remark  id="s2b19c38l13" />กระทำไว้ในใจโดยแยบคาย ดูกรภิกษุทั้งหลาย อันภิกษุผู้ถึงพร้อมด้วยการกระทำไว้ในใจโดย    
			<remark  id="s2b19c38l14" />แยบคาย พึงหวังข้อนี้ได้ว่า จักเจริญอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ จักกระทำให้แจ้งซึ่ง   
			<remark  id="s2b19c38l15" />อริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘.      
			<remark  id="s2b19c38l16" />	[๑๖๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุผู้ถึงพร้อมด้วยการกระทำไว้ในใจโดยแยบคาย ย่อม     
			<remark  id="s2b19c38l17" />เจริญอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ ย่อมกระทำให้มาก ซึ่งอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘     
			<remark  id="s2b19c38l18" />อย่างไรเล่า? ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมเจริญสัมมาทิฏฐิ มีอันกำจัดราคะเป็น             
			<remark  id="s2b19c38l19" />ที่สุด มีอันกำจัดโทสะเป็นที่สุด มีอันกำจัดโมหะเป็นที่สุด ฯลฯ ย่อมเจริญสัมมาสมาธิ มีอัน                
			<remark  id="s2b19c38l20" />กำจัดราคะเป็นที่สุด มีอันกำจัดโทสะเป็นที่สุด มีอันกำจัดโมหะเป็นที่สุด ดูกรภิกษุทั้งหลาย               
			<remark  id="s2b19c38l21" />ภิกษุผู้ถึงพร้อมด้วยการกระทำไว้ในใจโดยแยบคาย ย่อมเจริญอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘    
			<remark  id="s2b19c38l22" />ย่อมกระทำให้มากซึ่งอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ อย่างนี้แล.          
			<remark  id="s2b19c38l23" />		           จบ สูตรที่ ๑๔             
			<remark  id="s2b19c38l24" />		       จบ เอกธัมมเปยยาลที่ ๗         
			<remark  id="s2b19c38l25" />		          ------------ 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b19c39" >
		<para id="s2b19c39p">
			<remark  id="s2b19c39l1" />		    รวมพระสูตรที่มีในเปยยาลนี้ คือ   
			<remark  id="s2b19c39l2" /> ๑. กัลยาณมิตตสูตรที่ ๑ ๒. สีลสัมปทาสูตรที่ ๑      
			<remark  id="s2b19c39l3" /> ๓. ฉันทสัมปทาสูตรที่ ๑ ๔. อัตตสัมปทาสูตรที่ ๑     
			<remark  id="s2b19c39l4" /> ๕. ทิฏฐิสัมปทาสูตรที่ ๑ ๖. อัปปมาทสัมปทาสูตรที่ ๑ 
			<remark  id="s2b19c39l5" /> ๗. โยนิโสมนสิการสัมปทาสูตรที่ ๑          ๘. กัลยาณมิตตสูตรที่ ๒    
			<remark  id="s2b19c39l6" /> ๙. สีลสัมปทาสูตรที่ ๒ ๑๐. ฉันทสัมปทาสูตรที่ ๒     
			<remark  id="s2b19c39l7" /> ๑๑. อัตตสัมปทาสูตรที่ ๒๑๒. ทิฏฐิสัมปทาสูตรที่ ๒   
			<remark  id="s2b19c39l8" /> ๑๓. อัปปมาทสัมปทาสูตรที่ ๒              ๑๔. โยนิโสมนสิการสัมปทาสูตรที่ ๒            
			<remark  id="s2b19c39l9" />		          ------------  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b19c40" >
		<para id="s2b19c40p">
			<remark  id="s2b19c40l1" />		      นาหันตเอกธัมมเปยยาลที่ ๘       
			<remark  id="s2b19c40l2" />		         กัลยาณมิตตสูตรที่ ๑         
			<remark  id="s2b19c40l3" />		   กัลยาณมิตรเป็นเหตุให้เกิดอริยมรรค 
			<remark  id="s2b19c40l4" />	[๑๖๕] สาวัตถีนิทาน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรายังไม่เล็งเห็นธรรมอันอื่นแม้สักอย่าง   
			<remark  id="s2b19c40l5" />หนึ่ง ซึ่งจะเป็นเหตุให้อริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ ที่ยังไม่เกิด ย่อมเกิดขึ้น หรือที่เกิดขึ้น         
			<remark  id="s2b19c40l6" />แล้ว ย่อมถึงความเจริญบริบูรณ์ เหมือนความเป็นมิตรดีเลย ดูกรภิกษุทั้งหลาย อันภิกษุผู้มีมิตรดี           
			<remark  id="s2b19c40l7" />พึงหวังข้อนี้ได้ว่า จักเจริญอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ จักกระทำให้มากซึ่งอริยมรรคอัน
			<remark  id="s2b19c40l8" />ประกอบด้วยองค์ ๘.
			<remark  id="s2b19c40l9" />	[๑๖๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้มีมิตรดี ย่อมเจริญอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘   
			<remark  id="s2b19c40l10" />ย่อมกระทำให้มากซึ่งอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ อย่างไรเล่า? ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุใน
			<remark  id="s2b19c40l11" />ธรรมวินัยนี้ ย่อมเจริญสัมมาทิฏฐิ อันอาศัยวิเวก อันอาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในการ 
			<remark  id="s2b19c40l12" />สละ ฯลฯ ย่อมเจริญสัมมาสมาธิ อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในการสละ      
			<remark  id="s2b19c40l13" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุย่อมเจริญอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ ย่อมกระทำให้มากซึ่งอริยมรรค               
			<remark  id="s2b19c40l14" />อันประกอบด้วยองค์ ๘ อย่างนี้แล.   
			<remark  id="s2b19c40l15" />		           จบ สูตรที่ ๑              
			<remark  id="s2b19c40l16" />		         สีลสัมปทาสูตรที่ ๑          
			<remark  id="s2b19c40l17" />		   สีลสัมปทาเป็นเหตุให้เกิดอริยมรรค  
			<remark  id="s2b19c40l18" />	[๑๖๗] สาวัตถีนิทาน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรายังไม่เล็งเห็นธรรมอันอื่นแม้สักอย่าง   
			<remark  id="s2b19c40l19" />หนึ่ง ซึ่งจะเป็นเหตุให้อริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ ที่ยังไม่เกิด ย่อมเกิดขึ้น หรือที่เกิดขึ้น         
			<remark  id="s2b19c40l20" />แล้ว ย่อมถึงความเจริญบริบูรณ์ เหมือนความถึงพร้อมแห่งศีลเลย ฯลฯ      
			<remark  id="s2b19c40l21" />		           จบ สูตรที่ ๒              
			<remark  id="s2b19c40l22" />		         ฉันทสัมปทาสูตรที่ ๑         
			<remark  id="s2b19c40l23" />		   ฉันทสัมปทาเป็นเหตุให้เกิดอริยมรรค 
			<remark  id="s2b19c40l24" />	[๑๖๘] ... เหมือนความถึงพร้อมแห่งฉันทะเลย ฯลฯ  
			<remark  id="s2b19c40l25" />		           จบ สูตรที่ ๓  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b19c41" >
		<para id="s2b19c41p">
			<remark  id="s2b19c41l1" />		         อัตตสัมปทาสูตรที่ ๑         
			<remark  id="s2b19c41l2" />		   อัตตสัมปทาเป็นเหตุให้เกิดอริยมรรค 
			<remark  id="s2b19c41l3" />	[๑๖๙] ... เหมือนความถึงพร้อมแห่งตนเลย ฯลฯ     
			<remark  id="s2b19c41l4" />		           จบ สูตรที่ ๔              
			<remark  id="s2b19c41l5" />		         ทิฏฐิสัมปทาสูตรที่ ๑        
			<remark  id="s2b19c41l6" />		   ทิฏฐิสัมปทาเป็นเหตุให้เกิดอริยมรรค
			<remark  id="s2b19c41l7" />	[๑๗๐] ... เหมือนความถึงพร้อมแห่งทิฏฐิเลย ฯลฯ  
			<remark  id="s2b19c41l8" />		           จบ สูตรที่ ๕              
			<remark  id="s2b19c41l9" />		       อัปปมาทสัมปทาสูตรที่ ๑        
			<remark  id="s2b19c41l10" />		 อัปปมาทสัมปทาเป็นเหตุให้เกิดอริยมรรค
			<remark  id="s2b19c41l11" />	[๑๗๑] ... เหมือนความถึงพร้อมแห่งความไม่ประมาทเลย ฯลฯ           
			<remark  id="s2b19c41l12" />		           จบ สูตรที่ ๖              
			<remark  id="s2b19c41l13" />		     โยนิโสมนสิการสัมปทาสูตรที่ ๑    
			<remark  id="s2b19c41l14" />		 โยนิโสมนสิการเป็นเหตุให้เกิดอริยมรรค
			<remark  id="s2b19c41l15" />	[๑๗๒] สาวัตถีนิทาน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรายังไม่เล็งเห็นธรรมอันอื่นแม้สักอย่าง   
			<remark  id="s2b19c41l16" />หนึ่ง ซึ่งเป็นเหตุให้อริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ ที่ยังไม่เกิด ย่อมเกิดขึ้น หรือที่เกิดขึ้นแล้ว       
			<remark  id="s2b19c41l17" />ย่อมถึงความเจริญบริบูรณ์ เหมือนความถึงพร้อมแห่งการกระทำไว้ในใจโดยแยบคาย ดูกรภิกษุ    
			<remark  id="s2b19c41l18" />ทั้งหลาย อันภิกษุผู้ถึงพร้อมด้วยการกระทำไว้ในใจโดยแยบคาย พึงหวังข้อนี้ได้ว่า จักเจริญ
			<remark  id="s2b19c41l19" />อริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ จักกระทำให้มากซึ่งอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘.           
			<remark  id="s2b19c41l20" />	[๑๗๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ถึงพร้อมด้วยการกระทำไว้ในใจโดยแยบคาย ย่อม       
			<remark  id="s2b19c41l21" />เจริญอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ ย่อมกระทำให้มากซึ่งอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘      
			<remark  id="s2b19c41l22" />อย่างไรเล่า? ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมเจริญสัมมาทิฏฐิ อันอาศัยวิเวก 
			<remark  id="s2b19c41l23" />อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในการสละ ฯลฯ ย่อมเจริญสัมมาสมาธิ อันอาศัยวิเวก อาศัย    
			<remark  id="s2b19c41l24" />วิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในการสละ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ถึงพร้อมด้วยการกระทำไว้ใน 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b19c42" >
		<para id="s2b19c42p">
			<remark  id="s2b19c42l1" />ใจโดยแยบคาย ย่อมเจริญอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ ย่อมกระทำให้มากซึ่งอริยมรรคอัน      
			<remark  id="s2b19c42l2" />ประกอบด้วยองค์ ๘ อย่างนี้แล.      
			<remark  id="s2b19c42l3" />		           จบ สูตรที่ ๗              
			<remark  id="s2b19c42l4" />		         กัลยาณมิตตสูตรที่ ๒         
			<remark  id="s2b19c42l5" />		   กัลยาณมิตรเป็นเหตุให้เกิดอริยมรรค 
			<remark  id="s2b19c42l6" />	[๑๗๔] สาวัตถีนิทาน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรายังไม่เล็งเห็นธรรมอันอื่นแม้สักอย่าง   
			<remark  id="s2b19c42l7" />หนึ่ง ซึ่งจะเป็นเหตุให้อริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ ที่ยังไม่เกิด ย่อมเกิดขึ้น หรือที่เกิดขึ้น         
			<remark  id="s2b19c42l8" />แล้ว ย่อมถึงความเจริญบริบูรณ์ เหมือนความเป็นผู้มีมิตรดีเลย ดูกรภิกษุทั้งหลาย อันภิกษุผู้มี            
			<remark  id="s2b19c42l9" />มิตรดี พึงหวังข้อนี้ได้ว่า จักเจริญอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ จักกระทำให้มากซึ่งอริยมรรค             
			<remark  id="s2b19c42l10" />อันประกอบด้วยองค์ ๘.              
			<remark  id="s2b19c42l11" />	[๑๗๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้มีมิตรดี ย่อมเจริญอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘   
			<remark  id="s2b19c42l12" />ย่อมกระทำให้มากซึ่งอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ อย่างไรเล่า? ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุใน
			<remark  id="s2b19c42l13" />ธรรมวินัยนี้ ย่อมเจริญสัมมาทิฏฐิ มีอันกำจัดราคะเป็นที่สุด มีอันกำจัดโทสะเป็นที่สุด มีอัน              
			<remark  id="s2b19c42l14" />กำจัดโมหะเป็นที่สุด ฯลฯ ย่อมเจริญสัมมาสมาธิ มีอันกำจัดราคะเป็นที่สุด มีอันกำจัดโทสะ  
			<remark  id="s2b19c42l15" />เป็นที่สุด มีอันกำจัดโมหะเป็นที่สุด ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุย่อมเจริญอริยมรรคอันประกอบด้วย             
			<remark  id="s2b19c42l16" />องค์ ๘ ย่อมกระทำให้มากซึ่งอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ อย่างนี้แล.   
			<remark  id="s2b19c42l17" />		           จบ สูตรที่ ๘              
			<remark  id="s2b19c42l18" />		         สีลสัมปทาสูตรที่ ๒          
			<remark  id="s2b19c42l19" />		   สีลสัมปทาเป็นเหตุให้เกิดอริยมรรค  
			<remark  id="s2b19c42l20" />	[๑๗๖] สาวัตถีนิทาน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรายังไม่เล็งเห็นธรรมอันอื่นแม้สักอย่าง   
			<remark  id="s2b19c42l21" />หนึ่ง ซึ่งจะเป็นเหตุให้อริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ ที่ยังไม่เกิด ย่อมเกิดขึ้น หรือที่เกิดขึ้น         
			<remark  id="s2b19c42l22" />แล้ว ย่อมถึงความบริบูรณ์ เหมือนความถึงพร้อมแห่งศีลเลย ฯลฯ           
			<remark  id="s2b19c42l23" />		           จบ สูตรที่ ๙      
		</para>
	</section>
	<section id="s2b19c43" >
		<para id="s2b19c43p">
			<remark  id="s2b19c43l1" />		         ฉันทสัมปทาสูตรที่ ๒         
			<remark  id="s2b19c43l2" />		   ฉันทสัมปทาเป็นเหตุให้เกิดอริยมรรค 
			<remark  id="s2b19c43l3" />	[๑๗๗] ... เหมือนความถึงพร้อมแห่งฉันทะเลย ฯลฯ  
			<remark  id="s2b19c43l4" />		           จบ สูตรที่ ๑๐             
			<remark  id="s2b19c43l5" />		         อัตตสัมปทาสูตรที่ ๒         
			<remark  id="s2b19c43l6" />		   อัตตสัมปทาเป็นเหตุให้เกิดอริยมรรค 
			<remark  id="s2b19c43l7" />	[๑๗๘] ... เหมือนความถึงพร้อมแห่งตนเลย ฯลฯ     
			<remark  id="s2b19c43l8" />		           จบ สูตรที่ ๑๑             
			<remark  id="s2b19c43l9" />		         ทิฏฐิสัมปทาสูตรที่ ๒        
			<remark  id="s2b19c43l10" />		   ทิฏฐิสัมปทาเป็นเหตุให้เกิดอริยมรรค
			<remark  id="s2b19c43l11" />	[๑๗๙] ... เหมือนความถึงพร้อมแห่งทิฏฐิเลย ฯลฯ  
			<remark  id="s2b19c43l12" />		           จบ สูตรที่ ๑๒             
			<remark  id="s2b19c43l13" />		       อัปปมาทสัมปทาสูตรที่ ๒        
			<remark  id="s2b19c43l14" />		 อัปปมาทสัมปทาเป็นเหตุให้เกิดอริยมรรค
			<remark  id="s2b19c43l15" />	[๑๘๐] ... เหมือนความถึงพร้อมแห่งความไม่ประมาทเลย ฯลฯ           
			<remark  id="s2b19c43l16" />		           จบ สูตรที่ ๑๓             
			<remark  id="s2b19c43l17" />		     โยนิโสมนสิการสัมปทาสูตรที่ ๒    
			<remark  id="s2b19c43l18" />		 โยนิโสมนสิการเป็นเหตุให้เกิดอริยมรรค
			<remark  id="s2b19c43l19" />	[๑๘๑] สาวัตถีนิทาน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรายังไม่เล็งเห็นธรรมอันอื่นแม้สักอย่าง   
			<remark  id="s2b19c43l20" />หนึ่ง ซึ่งจะเป็นเหตุให้อริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ ที่ยังไม่เกิดย่อมเกิดขึ้น         
			<remark  id="s2b19c43l21" />หรือที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมถึงความบริบูรณ์ เหมือนความถึงพร้อมแห่งการกระทำไว้ในใจ        
			<remark  id="s2b19c43l22" />โดยแยบคายเลย ดูกรภิกษุทั้งหลาย อันภิกษุผู้ถึงพร้อมด้วยการกระทำไว้ในใจโดยแยบคาย พึง   
			<remark  id="s2b19c43l23" />หวังข้อนี้ได้ว่า จักเจริญอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ จักกระทำให้มากซึ่งอริยมรรคอันประกอบ              
			<remark  id="s2b19c43l24" />ด้วยองค์ ๘.   
		</para>
	</section>
	<section id="s2b19c44" >
		<para id="s2b19c44p">
			<remark  id="s2b19c44l1" />	[๑๘๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุผู้ถึงพร้อมด้วยการกระทำไว้ในใจโดยแยบคาย ย่อม     
			<remark  id="s2b19c44l2" />เจริญอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ ย่อมกระทำให้มากซึ่งอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ อย่าง
			<remark  id="s2b19c44l3" />ไรเล่า? ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมเจริญสัมมาทิฏฐิ มีอันกำจัดราคะเป็นที่สุด            
			<remark  id="s2b19c44l4" />มีอันกำจัดโทสะเป็นที่สุด มีอันกำจัดโมหะเป็นที่สุด ฯลฯ ย่อมเจริญสัมมาสมาธิ มีอันกำจัดราคะ              
			<remark  id="s2b19c44l5" />เป็นที่สุด มีอันกำจัดโทสะเป็นที่สุด มีอันกำจัดโมหะเป็นที่สุด ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ถึง            
			<remark  id="s2b19c44l6" />พร้อมด้วยการกระทำไว้ในใจโดยแยบคาย ย่อมเจริญอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ ย่อม          
			<remark  id="s2b19c44l7" />กระทำให้มากซึ่งอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ อย่างนี้แล.              
			<remark  id="s2b19c44l8" />		           จบ สูตรที่ ๑๔             
			<remark  id="s2b19c44l9" />		    จบ นาหันตเอกธัมมเปยยาลที่ ๘      
			<remark  id="s2b19c44l10" />		          -----------                
			<remark  id="s2b19c44l11" />		    รวมพระสูตรที่มีในเปยยาลนี้ คือ   
			<remark  id="s2b19c44l12" /> ๑. กัลยาณมิตตสูตรที่ ๑ ๒. สีลสัมปทาสูตรที่ ๑      
			<remark  id="s2b19c44l13" /> ๓. ฉันทสัมปทาสูตรที่ ๑ ๔. อัตตสัมปทาสูตรที่ ๑     
			<remark  id="s2b19c44l14" /> ๕. ทิฏฐิสัมปทาสูตรที่ ๑ ๖. อัปปมาทสัมปทาสูตรที่ ๑ 
			<remark  id="s2b19c44l15" /> ๗. โยนิโสมนสิการสัมปทาสูตรที่ ๑          ๘. กัลยาณมิตตสูตรที่ ๒    
			<remark  id="s2b19c44l16" /> ๙. สีลสัมปทาสูตรที่ ๒ ๑๐. ฉันทสัมปทาสูตรที่ ๒     
			<remark  id="s2b19c44l17" /> ๑๑. อัตตสัมปทาสูตรที่ ๒๑๒. ทิฏฐิสัมปทาสูตรที่ ๒   
			<remark  id="s2b19c44l18" /> ๑๓. อัปปมาทสัมปทาสูตรที่ ๒              ๑๔. โยนิโสมนสิการสัมปทาสูตรที่ ๒            
			<remark  id="s2b19c44l19" />		          ----------- 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b19c45" >
		<para id="s2b19c45p">
			<remark  id="s2b19c45l1" />		         คังคาเปยยาลที่ ๙            
			<remark  id="s2b19c45l2" />		         คังคาปาจีนนินนสูตร          
			<remark  id="s2b19c45l3" />		  ผู้เจริญอริยมรรคเป็นผู้น้อมไปสู่นิพพาน              
			<remark  id="s2b19c45l4" />		   เหมือนแม่น้ำคงคาไหลไปสู่ทิศปราจีน 
			<remark  id="s2b19c45l5" />	[๑๘๓] สาวัตถีนิทาน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม่น้ำคงคาไหลไปสู่ทิศปราจีน หลั่งไปสู่    
			<remark  id="s2b19c45l6" />ทิศปราจีน บ่าไปสู่ทิศปราจีน แม้ฉันใด ภิกษุเมื่อเจริญอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ เมื่อ
			<remark  id="s2b19c45l7" />กระทำให้มากซึ่งอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ ก็เป็นผู้น้อมไปสู่นิพพาน โน้มไปสู่นิพพาน  
			<remark  id="s2b19c45l8" />โอนไปสู่นิพพาน ฉันนั้นเหมือนกัน.  
			<remark  id="s2b19c45l9" />	[๑๘๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุเมื่อเจริญอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ เมื่อ      
			<remark  id="s2b19c45l10" />กระทำให้มากซึ่งอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ อย่างไรเล่า? จึงเป็นผู้น้อมไปสู่นิพพาน โน้ม                
			<remark  id="s2b19c45l11" />ไปสู่นิพพาน โอนไปสู่นิพพาน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมเจริญสัมมาทิฏฐิ 
			<remark  id="s2b19c45l12" />อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในการสละ ฯลฯ ย่อมเจริญสัมมาสมาธิ อัน      
			<remark  id="s2b19c45l13" />อาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในการสละ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเมื่อเจริญ   
			<remark  id="s2b19c45l14" />อริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ กระทำให้มากซึ่งอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ อย่างนี้แล จึง
			<remark  id="s2b19c45l15" />เป็นผู้น้อมไปสู่นิพพาน โน้มไปสู่นิพพาน โอนไปสู่นิพพาน ฯ             
			<remark  id="s2b19c45l16" />		           จบ สูตรที่ ๑              
			<remark  id="s2b19c45l17" />		         ยมุนาปาจีนนินนสูตร          
			<remark  id="s2b19c45l18" />        ผู้เจริญอริยมรรค ฯลฯ เหมือนแม่น้ำยมุนาไหลไปสู่ทิศปราจีน     
			<remark  id="s2b19c45l19" />	[๑๘๕] สาวัตถีนิทาน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม่น้ำยมุนาไหลไปสู่ทิศปราจีน หลั่งไป      
			<remark  id="s2b19c45l20" />สู่ทิศปราจีน บ่าไปสู่ทิศปราจีน แม้ฉันใด ภิกษุเมื่อเจริญอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ ...                
			<remark  id="s2b19c45l21" />ฉันนั้นเหมือนกัน ฯลฯ              
			<remark  id="s2b19c45l22" />		           จบ สูตรที่ ๒   
		</para>
	</section>
	<section id="s2b19c46" >
		<para id="s2b19c46p">
			<remark  id="s2b19c46l1" />		        อจีรวตีปาจีนนินนสูตร         
			<remark  id="s2b19c46l2" />        ผู้เจริญอริยมรรค ฯลฯ เหมือนแม่น้ำอจิรวดีไหลไปสู่ทิศปราจีน   
			<remark  id="s2b19c46l3" />	[๑๘๖] สาวัตถีนิทาน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม่น้ำอจิรวดีไหลไปสู่ทิศปราจีน หลั่งไป    
			<remark  id="s2b19c46l4" />สู่ทิศปราจีน บ่าไปสู่ทิศปราจีน แม้ฉันใด ภิกษุเมื่อเจริญอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ ...                
			<remark  id="s2b19c46l5" />ฉันนั้นเหมือนกัน ฯลฯ              
			<remark  id="s2b19c46l6" />		           จบ สูตรที่ ๓              
			<remark  id="s2b19c46l7" />		         สรภูปาจีนนินนสูตร           
			<remark  id="s2b19c46l8" />         ผู้เจริญอริยมรรค ฯลฯ เหมือนแม่น้ำสรภูไหลไปสู่ทิศปราจีน     
			<remark  id="s2b19c46l9" />	[๑๘๗] สาวัตถีนิทาน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม่น้ำสรภูไหลไปสู่ทิศปราจีน หลั่งไปสู่    
			<remark  id="s2b19c46l10" />ทิศปราจีน บ่าไปสู่ทิศปราจีน แม้ฉันใด ภิกษุเมื่อเจริญอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ ... ฉัน               
			<remark  id="s2b19c46l11" />นั้นเหมือนกัน ฯลฯ
			<remark  id="s2b19c46l12" />		           จบ สูตรที่ ๔              
			<remark  id="s2b19c46l13" />		          มหีปาจีนนินนสูตร           
			<remark  id="s2b19c46l14" />         ผู้เจริญอริยมรรค ฯลฯ เหมือนแม่น้ำมหีไหลไปสู่ทิศปราจีน      
			<remark  id="s2b19c46l15" />	[๑๘๘] สาวัตถีนิทาน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม่น้ำมหีไหลไปสู่ทิศปราจีน หลั่งไปสู่     
			<remark  id="s2b19c46l16" />ทิศปราจีน บ่าไปสู่ทิศปราจีน แม้ฉันใด ภิกษุเมื่อเจริญอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ ... ฉัน               
			<remark  id="s2b19c46l17" />นั้นเหมือนกัน ฯลฯ
			<remark  id="s2b19c46l18" />		           จบ สูตรที่ ๕              
			<remark  id="s2b19c46l19" />		        มหานทีปาจีนนินนสูตร          
			<remark  id="s2b19c46l20" />		  ผู้เจริญอริยมรรคเป็นผู้น้อมไปสู่นิพพาน              
			<remark  id="s2b19c46l21" />		   เหมือนแม่น้ำใหญ่ไหลไปสู่ทิศปราจีน 
			<remark  id="s2b19c46l22" />	[๑๘๙] สาวัตถีนิทาน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม่น้ำใหญ่ๆ สายใดสายหนึ่งนี้ คือ          
			<remark  id="s2b19c46l23" />แม่น้ำคงคา แม่น้ำยมุนา แม่น้ำอจิรวดี แม่น้ำสรภู แม่น้ำมหีทั้งหมดนั้นไหลไปสู่ทิศปราจีน
			<remark  id="s2b19c46l24" />หลั่งไปสู่ทิศปราจีน บ่าไปสู่ทิศปราจีน แม้ฉันใด ภิกษุเมื่อเจริญอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b19c47" >
		<para id="s2b19c47p">
			<remark  id="s2b19c47l1" />๘ เมื่อกระทำให้มากซึ่งอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ ก็เป็นผู้น้อมไปสู่นิพพาน โน้มไปสู่ 
			<remark  id="s2b19c47l2" />นิพพาน โอนไปสู่นิพพาน ฉันนั้นเหมือนกัน.            
			<remark  id="s2b19c47l3" />	[๑๙๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุเมื่อเจริญอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ เมื่อ      
			<remark  id="s2b19c47l4" />กระทำให้มากซึ่งอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ อย่างไรเล่า? จึงเป็นผู้น้อมไปสู่นิพพาน โน้ม                
			<remark  id="s2b19c47l5" />ไปสู่นิพพาน โอนไปสู่นิพพาน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เจริญสัมมาทิฏฐิ อัน 
			<remark  id="s2b19c47l6" />อาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในการสละ ฯลฯ ย่อมเจริญสัมมาสมาธิ อันอาศัย    
			<remark  id="s2b19c47l7" />วิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ โน้มไปในการสละ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเมื่อเจริญอริยมรรค
			<remark  id="s2b19c47l8" />อันประกอบด้วยองค์ ๘ เมื่อกระทำให้มากซึ่งอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ อย่างนี้แล จึงเป็น                
			<remark  id="s2b19c47l9" />ผู้น้อมไปสู่นิพพาน โน้มไปสู่นิพพาน โอนไปสู่นิพพาน. 
			<remark  id="s2b19c47l10" />		           จบ สูตรที่ ๖              
			<remark  id="s2b19c47l11" />		         คังคาสมุทนินนสูตร           
			<remark  id="s2b19c47l12" />          ผู้เจริญอริยมรรค ฯลฯ เหมือนแม่น้ำคงคาไหลไปสู่สมุทร        
			<remark  id="s2b19c47l13" />	[๑๙๑] สาวัตถีนิทาน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม่น้ำคงคาไหลไปสู่สมุทร หลั่งไปสู่สมุทร   
			<remark  id="s2b19c47l14" />บ่าไปสู่สมุทร แม้ฉันใด ภิกษุเมื่อเจริญอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ เมื่อกระทำให้มากซึ่งอริย           
			<remark  id="s2b19c47l15" />มรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ ก็เป็นผู้น้อมไปสู่นิพพาน โน้มไปสู่นิพพาน โอนไปสู่นิพพาน     
			<remark  id="s2b19c47l16" />ฉันนั้นเหมือนกัน.
			<remark  id="s2b19c47l17" />	[๑๙๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุเมื่อเจริญอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ เมื่อ      
			<remark  id="s2b19c47l18" />กระทำให้มากซึ่งอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ อย่างไรเล่า? จึงเป็นผู้น้อมไปสู่นิพพาน โน้ม                
			<remark  id="s2b19c47l19" />ไปสู่นิพพาน โอนไปสู่นิพพาน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เจริญสัมมาทิฏฐิ อัน 
			<remark  id="s2b19c47l20" />อาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในการสละ ฯลฯ ย่อมเจริญสัมมาสมาธิ อันอาศัย    
			<remark  id="s2b19c47l21" />วิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในการสละ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเมื่อเจริญอริยมรรค
			<remark  id="s2b19c47l22" />อันประกอบด้วยองค์ ๘ เมื่อกระทำให้มากซึ่งอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ อย่างนี้แล จึงเป็น                
			<remark  id="s2b19c47l23" />ผู้น้อมไปสู่นิพพาน โน้มไปสู่นิพพาน โอนไปสู่นิพพาน. 
			<remark  id="s2b19c47l24" />		           จบ สูตรที่ ๗     
		</para>
	</section>
	<section id="s2b19c48" >
		<para id="s2b19c48p">
			<remark  id="s2b19c48l1" />		         ยมุนาสมุทนินนสูตร           
			<remark  id="s2b19c48l2" />         ผู้เจริญอริยมรรค ฯลฯ เหมือนแม่น้ำยมุนาไหลไปสู่สมุทร        
			<remark  id="s2b19c48l3" />	[๑๙๓] สาวัตถีนิทาน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม่น้ำยมุนาไหลไปสู่สมุทร หลั่งไปสู่       
			<remark  id="s2b19c48l4" />สมุทร บ่าไปสู่สมุทร แม้ฉันใด ภิกษุเมื่อเจริญอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ ... ฉันนั้น  
			<remark  id="s2b19c48l5" />เหมือนกัน ฯลฯ    
			<remark  id="s2b19c48l6" />		           จบ สูตรที่ ๘              
			<remark  id="s2b19c48l7" />		         อจิรวดีสมุทนินนสูตร         
			<remark  id="s2b19c48l8" />         ผู้เจริญอริยมรรค ฯลฯ เหมือนแม่น้ำอจิรวดีไหลไปสู่สมุทร      
			<remark  id="s2b19c48l9" />	[๑๙๔] สาวัตถีนิทาน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม่น้ำอจิรวดีไหลไปสู่สมุทร หลั่งไปสู่     
			<remark  id="s2b19c48l10" />สมุทร บ่าไปสู่สมุทร แม้ฉันใด ภิกษุเมื่อเจริญอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ ... ฉันนั้น  
			<remark  id="s2b19c48l11" />เหมือนกัน ฯลฯ    
			<remark  id="s2b19c48l12" />		           จบ สูตรที่ ๙              
			<remark  id="s2b19c48l13" />		          สรภูสมุทนินนสูตร           
			<remark  id="s2b19c48l14" />          ผู้เจริญอริยมรรค ฯลฯ เหมือนแม่น้ำสรภูไหลไปสู่สมุทร        
			<remark  id="s2b19c48l15" />	[๑๙๕] สาวัตถีนิทาน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม่น้ำสรภูไหลไปสู่สมุทร หลั่งไปสู่สมุทร   
			<remark  id="s2b19c48l16" />บ่าไปสู่สมุทร แม้ฉันใด ภิกษุเมื่อเจริญอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ ... ฉันนั้นเหมือนกัน ฯลฯ            
			<remark  id="s2b19c48l17" />		           จบ สูตรที่ ๑๐             
			<remark  id="s2b19c48l18" />		          มหีสมุทนินนสูตร            
			<remark  id="s2b19c48l19" />          ผู้เจริญอริยมรรค ฯลฯ เหมือนแม่น้ำสรภูไหลไปสู่สมุทร        
			<remark  id="s2b19c48l20" />	[๑๙๖] สาวัตถีนิทาน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม่น้ำมหีไหลไปสู่สมุทร หลั่งไปสู่สมุทร    
			<remark  id="s2b19c48l21" />บ่าไปสู่สมุทร แม้ฉันใด ภิกษุเมื่อเจริญอริยมรรคอันประกอบด้วย ๘ ... ฉันนั้นเหมือนกัน ฯลฯ                
			<remark  id="s2b19c48l22" />		           จบ สูตรที่ ๑๑ 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b19c49" >
		<para id="s2b19c49p">
			<remark  id="s2b19c49l1" />		         มหานทีสมุทนินนสูตร          
			<remark  id="s2b19c49l2" />       ผู้เจริญอริยมรรคน้อมไปสู่นิพพานเหมือนแม่น้ำใหญ่ไหลไปสู่สมุทร 
			<remark  id="s2b19c49l3" />	[๑๙๗] สาวัตถีนิทาน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม่น้ำใหญ่ๆ สายใด สายหนึ่งนี้ คือ         
			<remark  id="s2b19c49l4" />แม่น้ำคงคา แม่น้ำยมุนา แม่น้ำอจิรวดี แม่น้ำสรภู แม่น้ำมหี ทั้งหมดนั้นไหลไปสู่สมุทร   
			<remark  id="s2b19c49l5" />หลั่งไปสู่สมุทร บ่าไปสู่สมุทร แม้ฉันใด ภิกษุเมื่อเจริญอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ เมื่อ               
			<remark  id="s2b19c49l6" />กระทำให้มากซึ่งอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ ก็เป็นผู้น้อมไปสู่นิพพาน โน้มไปสู่นิพพาน  
			<remark  id="s2b19c49l7" />โอนไปสู่นิพพาน ฉันนั้นเหมือนกัน.  
			<remark  id="s2b19c49l8" />	[๑๙๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุเมื่อเจริญอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ เมื่อ      
			<remark  id="s2b19c49l9" />กระทำให้มากซึ่งอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ อย่างไรเล่า? จึงเป็นผู้น้อมไปสู่นิพพาน โน้ม                
			<remark  id="s2b19c49l10" />ไปสู่นิพพาน โอนไปสู่นิพพาน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมเจริญสัมมาทิฏฐิ 
			<remark  id="s2b19c49l11" />อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในการสละ ฯลฯ ย่อมเจริญสัมมาสมาธิ อัน      
			<remark  id="s2b19c49l12" />อาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในการสละ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเมื่อเจริญ   
			<remark  id="s2b19c49l13" />อริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ เมื่อกระทำให้มากซึ่งอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ อย่างนี้แล                
			<remark  id="s2b19c49l14" />จึงเป็นผู้น้อมไปสู่นิพพาน โน้มไปสู่นิพพาน โอนไปสู่นิพพาน.           
			<remark  id="s2b19c49l15" />     วาระแห่งคังคาเปยยาลที่เขียนไว้โดยย่อ พึงให้พิสดารในเปยยาล.     
			<remark  id="s2b19c49l16" />     หมวดที่ ๑ ว่าด้วยการอาศัยวิเวก (เป็นต้น) รวมเป็น ๑๒ สูตร ๖ สูตรแรกอุปมา         
			<remark  id="s2b19c49l17" />ด้วยแม่น้ำไหลไปสู่ทิศปราจีน ๖ สูตรหลังอุปมาด้วยแม่น้ำไหลไปสู่สมุทร. 
			<remark  id="s2b19c49l18" />		         คังคาปาจีนนินนสูตร          
			<remark  id="s2b19c49l19" />        ผู้เจริญอริยมรรค ฯลฯ เหมือนแม่น้ำคงคาไหลไปสู่ทิศปราจีน      
			<remark  id="s2b19c49l20" />	[๑๙๙] สาวัตถีนิทาน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม่น้ำคงคาไหลไปสู่ทิศปราจีน หลั่งไปสู่    
			<remark  id="s2b19c49l21" />ทิศปราจีน บ่าไปสู่ทิศปราจีน แม้ฉันใด ภิกษุเมื่อเจริญอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ เมื่อ
			<remark  id="s2b19c49l22" />กระทำให้มากซึ่งอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ ก็เป็นผู้น้อมไปสู่นิพพาน โน้มไปสู่นิพพาน  
			<remark  id="s2b19c49l23" />โอนไปสู่นิพพาน ฉันนั้นเหมือนกัน.  
			<remark  id="s2b19c49l24" />	[๒๐๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุเมื่อเจริญอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ เมื่อ      
			<remark  id="s2b19c49l25" />กระทำให้มากซึ่งอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ อย่างไรเล่า? จึงเป็นผู้น้อมไปสู่นิพพาน โน้ม    
		</para>
	</section>
	<section id="s2b19c50" >
		<para id="s2b19c50p">
			<remark  id="s2b19c50l1" />ไปสู่นิพพาน โอนไปสู่นิพพาน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมเจริญสัมมาทิฏฐิ 
			<remark  id="s2b19c50l2" />มีอันกำจัดราคะเป็นที่สุด มีอันกำจัดโทสะเป็นที่สุด มีอันกำจัดโมหะเป็นที่สุด ฯลฯ ย่อมเจริญ              
			<remark  id="s2b19c50l3" />สัมมาสมาธิ มีอันกำจัดราคะเป็นที่สุด มีอันกำจัดโทสะเป็นที่สุด มีอันกำจัดโมหะเป็นที่สุด
			<remark  id="s2b19c50l4" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเมื่อเจริญอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ เมื่อกระทำให้มากซึ่งอริยมรรค             
			<remark  id="s2b19c50l5" />อันประกอบด้วยองค์ ๘ อย่างนี้แล จึงเป็นผู้น้อมไปสู่นิพพาน โน้มไปสู่นิพพาน โอนไปสู่    
			<remark  id="s2b19c50l6" />นิพพาน.          
			<remark  id="s2b19c50l7" />		           จบ สูตรที่ ๑              
			<remark  id="s2b19c50l8" />		         ยมุนาปาจีนนินนสูตร          
			<remark  id="s2b19c50l9" />        ผู้เจริญอริยมรรค ฯลฯ เหมือนแม่น้ำยมุนาไหลไปสู่ทิศปราจีน     
			<remark  id="s2b19c50l10" />	[๒๐๑] สาวัตถีนิทาน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม่น้ำยมุนาไหลไปสู่ทิศปราจีน หลั่งไป      
			<remark  id="s2b19c50l11" />สู่ทิศปราจีน บ่าไปสู่ทิศปราจีน แม้ฉันใด ภิกษุเมื่อเจริญอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ ...                
			<remark  id="s2b19c50l12" />ฉันนั้นเหมือนกัน ฯลฯ              
			<remark  id="s2b19c50l13" />		           จบ สูตรที่ ๒              
			<remark  id="s2b19c50l14" />		        อจิรวดีปราจีนนินนสูตร        
			<remark  id="s2b19c50l15" />        ผู้เจริญอริยมรรค ฯลฯ เหมือนแม่น้ำอจิรวดีไหลไปสู่ทิศปราจีน   
			<remark  id="s2b19c50l16" />	[๒๐๒] สาวัตถีนิทาน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม่น้ำอจิรวดีไหลไปสู่ทิศปราจีน หลั่งไป    
			<remark  id="s2b19c50l17" />สู่ทิศปราจีน บ่าไปสู่ทิศปราจีน แม้ฉันใด ภิกษุเมื่อเจริญอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ ...                
			<remark  id="s2b19c50l18" />ฉันนั้นเหมือนกัน ฯลฯ              
			<remark  id="s2b19c50l19" />		           จบ สูตรที่ ๓              
			<remark  id="s2b19c50l20" />		         สรภูปาจีนนินนสูตร           
			<remark  id="s2b19c50l21" />         ผู้เจริญอริยมรรค ฯลฯ เหมือนแม่น้ำสรภูไหลไปสู่ทิศปราจีน     
			<remark  id="s2b19c50l22" />	[๒๐๓] สาวัตถีนิทาน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม่น้ำสรภูไหลไปสู่ทิศปราจีน หลั่งไปสู่    
			<remark  id="s2b19c50l23" />ทิศปราจีน บ่าไปสู่ทิศปราจีน แม้ฉันใด ภิกษุเมื่อเจริญอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ ... ฉัน               
			<remark  id="s2b19c50l24" />นั้นเหมือนกัน ฯลฯ
			<remark  id="s2b19c50l25" />		           จบ สูตรที่ ๔   
		</para>
	</section>
	<section id="s2b19c51" >
		<para id="s2b19c51p">
			<remark  id="s2b19c51l1" />		          มหีปาจีนนินนสูตร           
			<remark  id="s2b19c51l2" />         ผู้เจริญอริยมรรค ฯลฯ เหมือนแม่น้ำมหีไหลไปสู่ทิศปราจีน      
			<remark  id="s2b19c51l3" />	[๒๐๔] สาวัตถีนิทาน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม่น้ำมหีไหลไปสู่ทิศปราจีน หลั่งไปสู่     
			<remark  id="s2b19c51l4" />ทิศปราจีน บ่าไปสู่ทิศปราจีน แม้ฉันใด ภิกษุเมื่อเจริญอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ ... ฉัน               
			<remark  id="s2b19c51l5" />นั้นเหมือนกัน ฯลฯ
			<remark  id="s2b19c51l6" />		           จบ สูตรที่ ๕              
			<remark  id="s2b19c51l7" />		        มหานทีปาจีนนินนสูตร          
			<remark  id="s2b19c51l8" />    ผู้เจริญอริยมรรคย่อมน้อมไปสู่นิพพาน เหมือนแม่น้ำใหญ่ไหลไปสู่ทิศปราจีน            
			<remark  id="s2b19c51l9" />	[๒๐๕] สาวัตถีนิทาน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม่น้ำใหญ่ๆ สายใดสายหนึ่งนี้ คือ          
			<remark  id="s2b19c51l10" />แม่น้ำคงคา แม่น้ำยมุนา แม่น้ำอจิรวดี แม่น้ำสรภู แม่น้ำมหี ทั้งหมดนั้นไหลไปสู่ทิศปราจีน                
			<remark  id="s2b19c51l11" />หลั่งไปสู่ทิศปราจีน บ่าไปสู่ทิศปราจีน แม้ฉันใด ภิกษุเมื่อเจริญอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์               
			<remark  id="s2b19c51l12" />๘ ... ฉันนั้นเหมือนกัน ฯลฯ        
			<remark  id="s2b19c51l13" />		           จบ สูตรที่ ๖              
			<remark  id="s2b19c51l14" />		         คังคาสมุทนินนสูตร           
			<remark  id="s2b19c51l15" />          ผู้เจริญอริยมรรค ฯลฯ เหมือนแม่น้ำคงคาไหลไปสู่สมุทร        
			<remark  id="s2b19c51l16" />	[๒๐๖] สาวัตถีนิทาน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม่น้ำคงคาไหลไปสู่สมุทร หลั่งไปสู่        
			<remark  id="s2b19c51l17" />สมุทร บ่าไปสู่สมุทร แม้ฉันใด ภิกษุเมื่อเจริญอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ เมื่อกระทำให้
			<remark  id="s2b19c51l18" />มากซึ่งอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ ก็เป็นผู้น้อมไปสู่นิพพาน โน้มไปสู่นิพพาน โอนไปสู่ 
			<remark  id="s2b19c51l19" />นิพพาน ฉันนั้นเหมือนกัน.          
			<remark  id="s2b19c51l20" />	[๒๐๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุเมื่อเจริญอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ เมื่อ      
			<remark  id="s2b19c51l21" />กระทำให้มากซึ่งอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ อย่างไรเล่า? จึงจะเป็นผู้น้อมไปสู่นิพพาน  
			<remark  id="s2b19c51l22" />โน้มไปสู่นิพพาน โอนไปสู่นิพพาน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมเจริญสัมมา  
			<remark  id="s2b19c51l23" />ทิฏฐิ มีอันกำจัดราคะเป็นที่สุด มีอันกำจัดโทสะเป็นที่สุด มีอันจำกัดโมหะเป็นที่สุด ฯลฯ ย่อม             
			<remark  id="s2b19c51l24" />เจริญสัมมาสมาธิ มีอันกำจัดราคะเป็นที่สุด มีอันกำจัดโทสะเป็นที่สุด มีอันกำจัดโมหะเป็นที่สุด            
			<remark  id="s2b19c51l25" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเมื่อเจริญอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ เมื่อกระทำให้มากซึ่งอริยมรรค   
		</para>
	</section>
	<section id="s2b19c52" >
		<para id="s2b19c52p">
			<remark  id="s2b19c52l1" />อันประกอบด้วยองค์ ๘ อย่างนี้แล จึงเป็นผู้น้อมไปสู่นิพพาน โน้มไปสู่นิพพาน โอนไปสู่    
			<remark  id="s2b19c52l2" />นิพพาน.          
			<remark  id="s2b19c52l3" />		           จบ สูตรที่ ๗              
			<remark  id="s2b19c52l4" />		         ยมุนาสมุทนินนสูตร           
			<remark  id="s2b19c52l5" />          ผู้เจริญอริยมรรค ฯลฯ เหมือนแม่น้ำยมุนาไหลไปสู่สมุทร       
			<remark  id="s2b19c52l6" />	[๒๐๘] สาวัตถีนิทาน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม่น้ำยมุนาไหลไปสู่สมุทร หลั่งไปสู่       
			<remark  id="s2b19c52l7" />สมุทร บ่าไปสู่สมุทรแม้ฉันใด ภิกษุเมื่อเจริญอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ ... ฉันนั้น   
			<remark  id="s2b19c52l8" />เหมือนกัน ฯลฯ    
			<remark  id="s2b19c52l9" />		           จบ สูตรที่ ๘              
			<remark  id="s2b19c52l10" />		         อจิรวตีสมุทนินนสูตร         
			<remark  id="s2b19c52l11" />         ผู้เจริญอริยมรรค ฯลฯ เหมือนแม่น้ำอจิรวดีไหลไปสู่สมุทร      
			<remark  id="s2b19c52l12" />	[๒๐๙] สาวัตถีนิทาน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม่น้ำอจิรวดีไหลไปสู่สมุทร หลั่งไปสู่     
			<remark  id="s2b19c52l13" />สมุทร บ่าไปสู่สมุทร แม้ฉันใด ภิกษุเมื่อเจริญอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ ... ฉันนั้น  
			<remark  id="s2b19c52l14" />เหมือนกัน ฯลฯ    
			<remark  id="s2b19c52l15" />		           จบ สูตรที่ ๙              
			<remark  id="s2b19c52l16" />		          สรภูสมุทนินนสูตร           
			<remark  id="s2b19c52l17" />          ผู้เจริญอริยมรรค ฯลฯ เหมือนแม่น้ำสรภูไหลไปสู่สมุทร        
			<remark  id="s2b19c52l18" />	[๒๑๐] สาวัตถีนิทาน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม่น้ำสรภูไหลไปสู่สมุทร หลั่งไปสู่สมุทร   
			<remark  id="s2b19c52l19" />บ่าไปสู่สมุทร แม้ฉันใด ภิกษุเมื่อเจริญอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ ... ฉันนั้นเหมือนกัน                
			<remark  id="s2b19c52l20" />ฯลฯ              
			<remark  id="s2b19c52l21" />		           จบ สูตรที่ ๑๐             
			<remark  id="s2b19c52l22" />		          มหีสมุทนินนสูตร            
			<remark  id="s2b19c52l23" />           ผู้เจริญอริยมรรค ฯลฯ เหมือนแม่น้ำมหีไหลไปสู่สมุทร        
			<remark  id="s2b19c52l24" />	[๒๑๑] สาวัตถีนิทาน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม่น้ำมหีไหลไปสู่สมุทร หลั่งไปสู่สมุทร    
			<remark  id="s2b19c52l25" />บ่าไปสู่สมุทร แม้ฉันใด ภิกษุเมื่อเจริญอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ ... ฉันนั้นเหมือนกัน ฯลฯ            
			<remark  id="s2b19c52l26" />		           จบ สูตรที่ ๑๑      
		</para>
	</section>
	<section id="s2b19c53" >
		<para id="s2b19c53p">
			<remark  id="s2b19c53l1" />		         มหานทีสมุทนินนสูตร          
			<remark  id="s2b19c53l2" />       ผู้เจริญอริยมรรคน้อมไปสู่นิพพานเหมือนแม่น้ำใหญ่ไหลไปสู่สมุทร 
			<remark  id="s2b19c53l3" />	[๒๑๒] สาวัตถีนิทาน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม่น้ำใหญ่ๆ สายใดสายหนึ่งนี้ คือ          
			<remark  id="s2b19c53l4" />แม่น้ำคงคา แม่น้ำยมุนา แม่น้ำอจิรวดี แม่น้ำสรภู แม่น้ำมหี ทั้งหมดนั้นไหลไปสู่สมุทร   
			<remark  id="s2b19c53l5" />หลั่งไปสู่สมุทร บ่าไปสู่สมุทร แม้ฉันใด ภิกษุเมื่อเจริญอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ เมื่อ               
			<remark  id="s2b19c53l6" />กระทำให้มากซึ่งอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ ก็เป็นผู้น้อมไปสู่นิพพาน โน้มไปสู่นิพพาน  
			<remark  id="s2b19c53l7" />โอนไปสู่นิพพาน ฉันนั้นเหมือนกัน.  
			<remark  id="s2b19c53l8" />	[๒๑๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุเมื่อเจริญอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ เมื่อ      
			<remark  id="s2b19c53l9" />กระทำให้มากซึ่งอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ อย่างไรเล่า? จึงเป็นผู้น้อมไปสู่นิพพาน โน้ม                
			<remark  id="s2b19c53l10" />ไปสู่นิพพาน โอนไปสู่นิพพาน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมเจริญสัมมาทิฏฐิ 
			<remark  id="s2b19c53l11" />มีอันกำจัดราคะเป็นที่สุด มีอันกำจัดโทสะเป็นที่สุด มีอันกำจัดโมหะเป็นที่สุด ฯลฯ ย่อมเจริญ              
			<remark  id="s2b19c53l12" />สัมมาสมาธิ มีอันกำจัดราคะเป็นที่สุด มีอันกำจัดโทสะเป็นที่สุด มีอันกำจัดโมหะเป็นที่สุด
			<remark  id="s2b19c53l13" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเมื่อเจริญอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ เมื่อกระทำให้มากซึ่งอริยมรรค             
			<remark  id="s2b19c53l14" />อันประกอบด้วยองค์ ๘ อย่างนี้แล จึงเป็นผู้น้อมไปสู่นิพพาน โน้มไปสู่นิพพาน โอนไปสู่นิพพาน.              
			<remark  id="s2b19c53l15" />		           จบ สูตรที่ ๑๒             
			<remark  id="s2b19c53l16" />     หมวดที่ ๒ ว่าด้วยการกำจัดราคะ (เป็นต้น) รวมเป็น ๑๒ สูตร ๖ สูตร แรกอุปมา         
			<remark  id="s2b19c53l17" />ด้วยแม่น้ำไหลไปสู่ทิศปราจีน ๖ สูตรหลังอุปมาด้วยแม่น้ำไหลไปสู่สมุทร. 
			<remark  id="s2b19c53l18" />		         คังคาปาจีนนินนสูตร          
			<remark  id="s2b19c53l19" />        ผู้เจริญอริยมรรค ฯลฯ เหมือนแม่น้ำคงคาไหลไปสู่ทิศปราจีน      
			<remark  id="s2b19c53l20" />	[๒๑๔] สาวัตถีนิทาน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม่น้ำคงคาไหลไปสู่ทิศปราจีน หลั่งไป       
			<remark  id="s2b19c53l21" />สู่ทิศปราจีน บ่าไปสู่ทิศปราจีน แม้ฉันใด ภิกษุเมื่อเจริญอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ เมื่อ              
			<remark  id="s2b19c53l22" />กระทำให้มากซึ่งอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ ก็เป็นผู้น้อมไปสู่นิพพาน โน้มไปสู่นิพพาน  
			<remark  id="s2b19c53l23" />โอนไปสู่นิพพาน ฉันนั้นเหมือนกัน.  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b19c54" >
		<para id="s2b19c54p">
			<remark  id="s2b19c54l1" />	[๒๑๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเมื่อเจริญอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ เมื่อกระทำ   
			<remark  id="s2b19c54l2" />ให้มากซึ่งอริยมรรคอันประกอบด้วย ๘ อย่างไรเล่า? จึงเป็นผู้น้อมไปสู่นิพพาน โน้มไปสู่นิพพาน              
			<remark  id="s2b19c54l3" />โอนไปสู่นิพพาน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมเจริญสัมมาทิฏฐิ อันหยั่งลงสู่                
			<remark  id="s2b19c54l4" />อมตะ มีอมตะเป็นเบื้องหน้า มีอมตะเป็นที่สุด ฯลฯ ย่อมเจริญสัมมาสมาธิ อันหยั่งลงสู่อมตะ 
			<remark  id="s2b19c54l5" />มีอมตะเป็นเบื้องหน้า มีอมตะเป็นที่สุด ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเมื่อเจริญอริยมรรคอันประกอบ              
			<remark  id="s2b19c54l6" />ด้วยองค์ ๘ เมื่อกระทำให้มากซึ่งอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ อย่างนี้แล จึงเป็นผู้น้อมไปสู่             
			<remark  id="s2b19c54l7" />นิพพาน โน้มไปสู่นิพพาน โอนไปสู่นิพพาน.             
			<remark  id="s2b19c54l8" />		           จบ สูตรที่ ๑              
			<remark  id="s2b19c54l9" />		         ยมุนาปราจีนนินสูตร          
			<remark  id="s2b19c54l10" />        ผู้เจริญอริยมรรค ฯลฯ เหมือนแม่น้ำยมุนาไหลไปสู่ทิศปราจีน     
			<remark  id="s2b19c54l11" />	[๒๑๖] สาวัตถีนิทาน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม่น้ำยมุนาไหลไปสู่ทิศปราจีน หลั่งไป      
			<remark  id="s2b19c54l12" />สู่ทิศปราจีน บ่าไปสู่ทิศปราจีน แม้ฉันใด ภิกษุเมื่อเจริญอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ ...                
			<remark  id="s2b19c54l13" />ฉันนั้นเหมือนกัน ฯลฯ              
			<remark  id="s2b19c54l14" />		           จบ สูตรที่ ๒              
			<remark  id="s2b19c54l15" />		        อจิรวดีปาจีนนินนสูตร         
			<remark  id="s2b19c54l16" />        ผู้เจริญอริยมรรค ฯลฯ เหมือนแม่น้ำอจิรวดีไหลไปสู่ทิศปราจีน   
			<remark  id="s2b19c54l17" />	[๒๑๗] สาวัตถีนิทาน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม่น้ำอจิรวดีไหลไปสู่ทิศปราจีน หลั่ง      
			<remark  id="s2b19c54l18" />ไปสู่ทิศปราจีน บ่าไปสู่ทิศปราจีน แม้ฉันใด ภิกษุเมื่อเจริญอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ ...              
			<remark  id="s2b19c54l19" />ฉันนั้นเหมือนกัน ฯลฯ              
			<remark  id="s2b19c54l20" />		           จบ สูตรที่ ๓              
			<remark  id="s2b19c54l21" />		         สรภูปราจีนนินนสูตร          
			<remark  id="s2b19c54l22" />         ผู้เจริญอริยมรรค ฯลฯ เหมือนแม่น้ำสรภูไหลไปสู่ทิศปราจีน     
			<remark  id="s2b19c54l23" />	[๒๑๘] สาวัตถีนิทาน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม่น้ำสรภูไหลไปสู่ทิศปราจีน หลั่งไป       
			<remark  id="s2b19c54l24" />สู่ทิศปราจีน บ่าไปสู่ทิศปราจีน แม้ฉันใด ภิกษุเมื่อเจริญอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ ...                
			<remark  id="s2b19c54l25" />ฉันนั้นเหมือนกัน ฯลฯ              
			<remark  id="s2b19c54l26" />		           จบ สูตรที่ ๔  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b19c55" >
		<para id="s2b19c55p">
			<remark  id="s2b19c55l1" />	[๒๑๙] สาวัตถีนิทาน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม่น้ำมหีไหลไปสู่ทิศปราจีน หลั่งไปสู่     
			<remark  id="s2b19c55l2" />ทิศปราจีน บ่าไปสู่ทิศปราจีน แม้ฉันใด ภิกษุเมื่อเจริญอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ ... ฉัน               
			<remark  id="s2b19c55l3" />นั้นเหมือนกัน ฯลฯ
			<remark  id="s2b19c55l4" />		           จบ สูตรที่ ๕              
			<remark  id="s2b19c55l5" />		         มหีปราจีนนินนสูตร           
			<remark  id="s2b19c55l6" />         ผู้เจริญอริยมรรค ฯลฯ เหมือนแม่น้ำมหีไหลไปสู่ทิศปราจีน      
			<remark  id="s2b19c55l7" />	[๒๒๐] สาวัตถีนิทาน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม่น้ำใหญ่ๆ สายใดสายหนึ่งนี้ คือ          
			<remark  id="s2b19c55l8" />แม่น้ำคงคา แม่น้ำยมุนา แม่น้ำอจิรวดี แม่น้ำสรภู แม่น้ำมหีทั้งหมดไหลไปสู่ทิศปราจีน หลั่ง               
			<remark  id="s2b19c55l9" />ไปสู่ทิศปราจีน บ่าไปสู่ทิศปราจีน แม้ฉันใด ภิกษุเมื่อเจริญอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ ...              
			<remark  id="s2b19c55l10" />ฉันนั้นเหมือนกัน ฯลฯ              
			<remark  id="s2b19c55l11" />		           จบ สูตรที่ ๖              
			<remark  id="s2b19c55l12" />		         คังคาสมุทนินนสูตร           
			<remark  id="s2b19c55l13" />          ผู้เจริญอริยมรรค ฯลฯ เหมือนแม่น้ำคงคาไหลไปสู่สมุทร        
			<remark  id="s2b19c55l14" />	[๒๒๑] สาวัตถีนิทาน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม่น้ำคงคาไหลไปสู่สมุทร หลั่งไปสู่สมุทร   
			<remark  id="s2b19c55l15" />บ่าไปสู่สมุทร แม้ฉันใด ภิกษุเมื่อเจริญอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ เมื่อกระทำให้มากซึ่ง                
			<remark  id="s2b19c55l16" />อริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ ก็เป็นผู้น้อมไปสู่นิพพาน โน้มไปสู่นิพพาน โอนไปสู่นิพพาน  
			<remark  id="s2b19c55l17" />ฉันนั้นเหมือนกัน.
			<remark  id="s2b19c55l18" />	[๒๒๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเมื่อเจริญอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ เมื่อ        
			<remark  id="s2b19c55l19" />กระทำให้มากซึ่งอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ อย่างไรเล่า? จึงเป็นผู้น้อมไปสู่นิพพาน โน้ม                
			<remark  id="s2b19c55l20" />ไปสู่นิพพาน โอนไปสู่พระนิพพาน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมเจริญสัมมา  
			<remark  id="s2b19c55l21" />ทิฏฐิ อันหยั่งลงสู่อมตะ มีอมตะเป็นเบื้องหน้า มีอมตะเป็นที่สุด ฯลฯ ย่อมเจริญสัมมาสมาธิ                
			<remark  id="s2b19c55l22" />อันหยั่งลงสู่อมตะ มีอมตะเป็นเบื้องหน้า มีอมตะเป็นที่สุด ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเมื่อเจริญ             
			<remark  id="s2b19c55l23" />อริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ เมื่อกระทำให้มากซึ่งอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ อย่างนี้แล                
			<remark  id="s2b19c55l24" />จึงเป็นผู้น้อมไปสู่นิพพาน โน้มไปสู่นิพพาน โอนไปสู่นิพพาน.           
			<remark  id="s2b19c55l25" />		           จบ สูตรที่ ๗ 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b19c56" >
		<para id="s2b19c56p">
			<remark  id="s2b19c56l1" />		         ยมุนาสมุทนินนสูตร           
			<remark  id="s2b19c56l2" />          ผู้เจริญอริยมรรค ฯลฯ เหมือนแม่น้ำยมุนาไหลไปสู่สมุทร       
			<remark  id="s2b19c56l3" />	[๒๒๓] สาวัตถีนิทาน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม่น้ำยมุนาไหลไปสู่สมุทร หลั่งไปสู่       
			<remark  id="s2b19c56l4" />สมุทร บ่าไปสู่สมุทร แม้ฉันใด ภิกษุเมื่อเจริญอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ ... ฉันนั้น  
			<remark  id="s2b19c56l5" />เหมือนกัน ฯลฯ    
			<remark  id="s2b19c56l6" />		           จบ สูตรที่ ๘              
			<remark  id="s2b19c56l7" />		         อจิรวตีสมุทนินนสูตร         
			<remark  id="s2b19c56l8" />         ผู้เจริญอริยมรรค ฯลฯ เหมือนแม่น้ำอจิรวดีไหลไปสู่สมุทร      
			<remark  id="s2b19c56l9" />	[๒๒๔] สาวัตถีนิทาน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม่น้ำอจิรวดีไหลไปสู่สมุทร หลั่งไปสู่     
			<remark  id="s2b19c56l10" />สมุทร บ่าไปสู่สมุทร แม้ฉันใด ภิกษุเมื่อเจริญอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ ... ฉันนั้น  
			<remark  id="s2b19c56l11" />เหมือนกัน ฯลฯ    
			<remark  id="s2b19c56l12" />		           จบ สูตรที่ ๙              
			<remark  id="s2b19c56l13" />		          สรภูสมุทนินนสูตร           
			<remark  id="s2b19c56l14" />          ผู้เจริญอริยมรรค ฯลฯ เหมือนแม่น้ำสรภูไหลไปสู่สมุทร        
			<remark  id="s2b19c56l15" />	[๒๒๕] สาวัตถีนิทาน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม่น้ำสรภูไหลไปสู่สมุทร หลั่งไปสู่        
			<remark  id="s2b19c56l16" />สมุทร บ่าไปสู่สมุทร แม้ฉันใด ภิกษุเมื่อเจริญอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ ... ฉันนั้น  
			<remark  id="s2b19c56l17" />เหมือนกัน ฯลฯ    
			<remark  id="s2b19c56l18" />		           จบ สูตรที่ ๑๐             
			<remark  id="s2b19c56l19" />		          มหีสมุทนินนสูตร            
			<remark  id="s2b19c56l20" />           ผู้เจริญอริยมรรค ฯลฯ เหมือนแม่น้ำมหีไหลไปสู่สมุทร        
			<remark  id="s2b19c56l21" />	[๒๒๖] สาวัตถีนิทาน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม่น้ำมหีไหลไปสู่สมุทร หลั่งไปสู่สมุทร    
			<remark  id="s2b19c56l22" />บ่าไปสู่สมุทร แม้ฉันใด ภิกษุเมื่อเจริญอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ ... ฉันนั้นเหมือนกัน ฯลฯ            
			<remark  id="s2b19c56l23" />		           จบ สูตรที่ ๑๑  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b19c57" >
		<para id="s2b19c57p">
			<remark  id="s2b19c57l1" />		         มหานทีสมุทนินนสูตร          
			<remark  id="s2b19c57l2" />           ผู้เจริญอริยมรรค ฯลฯ เหมือนมหานทีไหลไปสู่สมุทร           
			<remark  id="s2b19c57l3" />	[๒๒๗] สาวัตถีนิทาน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม่น้ำใหญ่ๆ สายใดสายหนึ่งนี้ คือ          
			<remark  id="s2b19c57l4" />แม่น้ำคงคา แม่น้ำยมุนา แม่น้ำอจิรวดี แม่น้ำสรภู แม่น้ำมหี ทั้งหมดนั้นไหลไปสู่สมุทร   
			<remark  id="s2b19c57l5" />หลั่งไปสู่สมุทร บ่าไปสู่สมุทร แม้ฉันใด ภิกษุเมื่อเจริญอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ เมื่อ               
			<remark  id="s2b19c57l6" />กระทำให้มากซึ่งอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ ก็เป็นผู้น้อมไปสู่นิพพาน โน้มไปสู่นิพพาน  
			<remark  id="s2b19c57l7" />โอนไปสู่นิพพาน ฉันนั้นเหมือนกัน.  
			<remark  id="s2b19c57l8" />	[๒๒๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเมื่อเจริญอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ เมื่อ        
			<remark  id="s2b19c57l9" />กระทำให้มากซึ่งอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ อย่างไรเล่า จึงเป็นผู้น้อมไปสู่นิพพาน โน้มไป               
			<remark  id="s2b19c57l10" />สู่นิพพาน โอนไปสู่นิพพาน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมเจริญสัมมาทิฏฐิอัน
			<remark  id="s2b19c57l11" />หยั่งลงสู่อมตะ มีอมตะเป็นเบื้องหน้า มีอมตะเป็นที่สุด ฯลฯ ย่อมเจริญสัมมาสมาธิ อันหยั่ง
			<remark  id="s2b19c57l12" />ลงสู่อมตะ มีอมตะเป็นเบื้องหน้า มีอมตะเป็นที่สุด ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเมื่อเจริญอริยมรรค             
			<remark  id="s2b19c57l13" />อันประกอบด้วยองค์ ๘ เมื่อกระทำให้มากซึ่งอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ อย่างนี้แล เป็นผู้                
			<remark  id="s2b19c57l14" />น้อมไปสู่นิพพาน โน้มไปสู่นิพพาน โอนไปสู่นิพพาน.    
			<remark  id="s2b19c57l15" />		           จบ สูตรที่ ๑๒             
			<remark  id="s2b19c57l16" />     หมวดที่ ๓ ว่าด้วยการหยั่งลงสู่อมตะ รวมเป็น ๑๒ สูตร ๖ สูตรแรกอุปมาด้วยแม่น้ำ     
			<remark  id="s2b19c57l17" />ไหลไปสู่ทิศปราจีน ๖ สูตรหลังอุปมาด้วยแม่น้ำไหลไปสู่สมุทร.           
			<remark  id="s2b19c57l18" />		        คังคาปราจีนนินนสูตร          
			<remark  id="s2b19c57l19" />        ผู้เจริญอริยมรรค ฯลฯ เหมือนแม่น้ำคงคาไหลไปสู่ทิศปราจีน      
			<remark  id="s2b19c57l20" />	[๒๒๙] สาวัตถีนิทาน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม่น้ำคงคาไหลไปสู่ทิศปราจีน หลั่งลง       
			<remark  id="s2b19c57l21" />ไปสู่ทิศปราจีน บ่าไปสู่ทิศปราจีน แม้ฉันใด ภิกษุเมื่อเจริญอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ 
			<remark  id="s2b19c57l22" />เมื่อกระทำให้มากซึ่งอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ ก็เป็นผู้น้อมไปสู่นิพพาน โน้มไปสู่นิพพาน              
			<remark  id="s2b19c57l23" />โอนไปสู่นิพพาน ฉันนั้นเหมือนกัน.  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b19c58" >
		<para id="s2b19c58p">
			<remark  id="s2b19c58l1" />	[๒๓๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุเมื่อเจริญอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ เมื่อ      
			<remark  id="s2b19c58l2" />กระทำให้มากซึ่งอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ อย่างไรเล่า? จึงเป็นผู้น้อมไปสู่นิพพาน โน้ม                
			<remark  id="s2b19c58l3" />ไปสู่นิพพาน โอนไปสู่นิพพาน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมเจริญสัมมาทิฏฐิ 
			<remark  id="s2b19c58l4" />อันน้อมไปสู่นิพพาน โน้มไปสู่นิพพาน โอนไปสู่นิพพาน ฯลฯ ย่อมเจริญสัมมาสมาธิ อัน        
			<remark  id="s2b19c58l5" />น้อมไปสู่นิพพาน โน้มไปสู่นิพพาน โอนไปสู่นิพพาน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเมื่อเจริญ     
			<remark  id="s2b19c58l6" />อริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ เมื่อกระทำให้มากซึ่งอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ อย่างนี้แล                
			<remark  id="s2b19c58l7" />จึงเป็นผู้น้อมไปสู่นิพพาน โน้มไปสู่นิพพาน โอนไปสู่นิพพาน.           
			<remark  id="s2b19c58l8" />		           จบ สูตรที่ ๑              
			<remark  id="s2b19c58l9" />		        ยมุนาปราจีนนินนสูตร          
			<remark  id="s2b19c58l10" />        ผู้เจริญอริยมรรค ฯลฯ เหมือนแม่น้ำยมุนาไหลไปสู่ทิศปราจีน     
			<remark  id="s2b19c58l11" />	[๒๓๑] สาวัตถีนิทาน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม่น้ำยมุนาไหลไปสู่ทิศปราจีน หลั่งไป      
			<remark  id="s2b19c58l12" />สู่ทิศปราจีน บ่าไปสู่ทิศปราจีน แม้ฉันใด ภิกษุเมื่อเจริญอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ ...                
			<remark  id="s2b19c58l13" />ฉันนั้นเหมือนกัน ฯลฯ              
			<remark  id="s2b19c58l14" />		           จบ สูตรที่ ๒              
			<remark  id="s2b19c58l15" />		        อจิรวตีปราจีนนินนสูตร        
			<remark  id="s2b19c58l16" />        ผู้เจริญอริยมรรค ฯลฯ เหมือนแม่น้ำอจิรวดีไหลไปสู่ทิศปราจีน   
			<remark  id="s2b19c58l17" />	[๒๓๒] สาวัตถีนิทาน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม่น้ำอจิรวดีไหลไปสู่ทิศปราจีน หลั่ง      
			<remark  id="s2b19c58l18" />ลงไปสู่ทิศปราจีน บ่าไปสู่ทิศปราจีน แม้ฉันใด ภิกษุเมื่อเจริญอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ ...            
			<remark  id="s2b19c58l19" />ฉันนั้นเหมือนกัน ฯลฯ              
			<remark  id="s2b19c58l20" />		           จบ สูตรที่ ๓              
			<remark  id="s2b19c58l21" />		         สรภูปราจีนนินนสูตร          
			<remark  id="s2b19c58l22" />         ผู้เจริญอริยมรรค ฯลฯ เหมือนแม่น้ำสรภูไหลไปสู่ทิศปราจีน     
			<remark  id="s2b19c58l23" />	[๒๓๓] สาวัตถีนิทาน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม่น้ำสรภูไหลไปสู่ทิศปราจีน หลั่งไป       
			<remark  id="s2b19c58l24" />สู่ทิศปราจีน บ่าไปสู่ทิศปราจีน แม้ฉันใด ภิกษุเมื่อเจริญอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ ...                
			<remark  id="s2b19c58l25" />ฉันนั้นเหมือนกัน ฯลฯ              
			<remark  id="s2b19c58l26" />		           จบ สูตรที่ ๔  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b19c59" >
		<para id="s2b19c59p">
			<remark  id="s2b19c59l1" />		         มหีปราจีนนินนสูตร           
			<remark  id="s2b19c59l2" />         ผู้เจริญอริยมรรค ฯลฯ เหมือนแม่น้ำมหีไหลไปสู่ทิศปราจีน      
			<remark  id="s2b19c59l3" />	[๒๓๔] สาวัตถีนิทาน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม่น้ำมหีไหลไปสู่ทิศปราจีน หลั่งไปสู่     
			<remark  id="s2b19c59l4" />ทิศปราจีน บ่าไปสู่ทิศปราจีน แม้ฉันใด ภิกษุเมื่อเจริญอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ ... ฉันนั้น           
			<remark  id="s2b19c59l5" />เหมือนกัน ฯลฯ    
			<remark  id="s2b19c59l6" />		           จบ สูตรที่ ๕              
			<remark  id="s2b19c59l7" />		        มหานทีปราจีนนินนสูตร         
			<remark  id="s2b19c59l8" />       มหานทีไหลไปสู่ทิศปราจีนเหมือนผู้เจริญอริยมรรคน้อมไปสู่นิพพาน 
			<remark  id="s2b19c59l9" />	[๒๓๕] สาวัตถีนิทาน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม่น้ำใหญ่ๆ สายใดสายหนึ่งนี้ คือ          
			<remark  id="s2b19c59l10" />แม่น้ำคงคา แม่น้ำยมุนา แม่น้ำอจิรวดี แม่น้ำสรภู แม่น้ำมหี ทั้งหมดนั้นไหลไปสู่ทิศปราจีน                
			<remark  id="s2b19c59l11" />หลั่งไปสู่ทิศปราจีน บ่าไปสู่ทิศปราจีน แม้ฉันใด ภิกษุเมื่อเจริญอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘             
			<remark  id="s2b19c59l12" />เมื่อกระทำให้มากซึ่งอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ ก็น้อมไปสู่นิพพาน โน้มไปสู่นิพพาน    
			<remark  id="s2b19c59l13" />โอนไปสู่นิพพาน ฉันนั้นเหมือนกัน.  
			<remark  id="s2b19c59l14" />	[๒๓๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุเมื่อเจริญอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ เมื่อ      
			<remark  id="s2b19c59l15" />กระทำให้มากซึ่งอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ อย่างไรเล่า? จึงเป็นผู้น้อมไปสู่นิพพาน โน้ม                
			<remark  id="s2b19c59l16" />ไปสู่นิพพาน โอนไปสู่นิพพาน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมเจริญสัมมาทิฏฐิ 
			<remark  id="s2b19c59l17" />อันน้อมไปสู่นิพพาน โน้มไปสู่นิพพาน โอนไปสู่นิพพาน ฯลฯ ย่อมเจริญสัมมาสมาธิ อันน้อม    
			<remark  id="s2b19c59l18" />ไปสู่นิพพาน ฯลฯ ย่อมเจริญสัมมาสมาธิ อันน้อมไปสู่นิพพาน โน้มไปสู่นิพพาน โอนไปสู่      
			<remark  id="s2b19c59l19" />นิพพาน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเมื่อเจริญอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ เมื่อกระทำให้มากซึ่ง              
			<remark  id="s2b19c59l20" />อริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ อย่างนี้แล จึงเป็นผู้น้อมไปสู่นิพพาน โน้มไปสู่นิพพาน โอน 
			<remark  id="s2b19c59l21" />ไปสู่นิพพาน.     
			<remark  id="s2b19c59l22" />		           จบ สูตรที่ ๖              
			<remark  id="s2b19c59l23" />		         คังคาสมุทนินนสูตร           
			<remark  id="s2b19c59l24" />          ผู้เจริญอริยมรรค ฯลฯ เหมือนแม่น้ำคงคาไหลไปสู่สมุทร        
			<remark  id="s2b19c59l25" />	[๒๓๗] สาวัตถีนิทาน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม่น้ำคงคาไหลไปสู่สมุทร หลั่งไปสู่        
			<remark  id="s2b19c59l26" />สมุทร บ่าไปสู่สมุทร แม้ฉันใด ภิกษุเมื่อเจริญอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ เมื่อกระทำให้
		</para>
	</section>
	<section id="s2b19c60" >
		<para id="s2b19c60p">
			<remark  id="s2b19c60l1" />มากซึ่งอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ ก็เป็นผู้น้อมไปสู่นิพพาน โน้มไปสู่นิพพาน โอนไปสู่ 
			<remark  id="s2b19c60l2" />นิพพาน ฉันนั้นเหมือนกัน.          
			<remark  id="s2b19c60l3" />	[๒๓๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุเมื่อเจริญอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ เมื่อ      
			<remark  id="s2b19c60l4" />กระทำให้มากซึ่งอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ อย่างไรเล่า จึงเป็นผู้น้อมไปสู่นิพพาน โน้ม
			<remark  id="s2b19c60l5" />ไปสู่นิพพาน โอนไปสู่นิพพาน? ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมเจริญสัมมาทิฏฐิ
			<remark  id="s2b19c60l6" />อันน้อมไปสู่นิพพาน โน้มไปสู่นิพพาน โอนไปสู่นิพพาน ฯลฯ ย่อมเจริญสัมมาสมาธิ อัน        
			<remark  id="s2b19c60l7" />น้อมไปสู่นิพพาน โน้มไปสู่นิพพาน โอนไปสู่พระนิพพาน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเมื่อเจริญ  
			<remark  id="s2b19c60l8" />อริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ เมื่อกระทำให้มากซึ่งอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ อย่าง    
			<remark  id="s2b19c60l9" />นี้แล จึงเป็นผู้น้อมไปสู่นิพพาน โน้มไปสู่นิพพาน โอนไปสู่นิพพาน.     
			<remark  id="s2b19c60l10" />		           จบ สูตรที่ ๗              
			<remark  id="s2b19c60l11" />		         ยมุนาสมุทนินนสูตร           
			<remark  id="s2b19c60l12" />          ผู้เจริญอริยมรรค ฯลฯ เหมือนแม่น้ำยมุนาไหลไปสู่สมุทร       
			<remark  id="s2b19c60l13" />	[๒๓๙] สาวัตถีนิทาน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม่น้ำยมุนาไหลไปสู่สมุทร หลั่งไปสู่       
			<remark  id="s2b19c60l14" />สมุทร บ่าไปสู่สมุทร แม้ฉันใด ภิกษุเมื่อเจริญอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ ฉันนั้นเหมือน
			<remark  id="s2b19c60l15" />กัน ฯลฯ          
			<remark  id="s2b19c60l16" />		           จบ สูตรที่ ๘              
			<remark  id="s2b19c60l17" />		         อจิรวดีสมุทนินนสูตร         
			<remark  id="s2b19c60l18" />         ผู้เจริญอริยมรรค ฯลฯ เหมือนแม่น้ำอจิรวดีไหลไปสู่สมุทร      
			<remark  id="s2b19c60l19" />	[๒๔๐] สาวัตถีนิทาน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม่น้ำอจิรวดีไหลไปสู่สมุทร หลั่งไปสู่     
			<remark  id="s2b19c60l20" />สมุทร บ่าไปสู่สมุทร แม้ฉันใด ภิกษุเมื่อเจริญอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ ... ฉันนั้น  
			<remark  id="s2b19c60l21" />เหมือนกัน ฯลฯ    
			<remark  id="s2b19c60l22" />		           จบ สูตรที่ ๙   
		</para>
	</section>
	<section id="s2b19c61" >
		<para id="s2b19c61p">
			<remark  id="s2b19c61l1" />		          สรภูสมุทนินนสูตร           
			<remark  id="s2b19c61l2" />          ผู้เจริญอริยมรรค ฯลฯ เหมือนแม่น้ำสรภูไหลไปสู่สมุทร        
			<remark  id="s2b19c61l3" />	[๒๔๑] สาวัตถีนิทาน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม่น้ำสรภูไหลไปสู่สมุทร หลั่งไปสู่        
			<remark  id="s2b19c61l4" />สมุทร บ่าไปสู่สมุทร แม้ฉันใด ภิกษุเมื่อเจริญอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ ฉันนั้นเหมือน
			<remark  id="s2b19c61l5" />กัน ฯลฯ          
			<remark  id="s2b19c61l6" />		           จบ สูตรที่ ๑๐             
			<remark  id="s2b19c61l7" />		          มหีสมุทนินนสูตร            
			<remark  id="s2b19c61l8" />           ผู้เจริญอริยมรรค ฯลฯ เหมือนแม่น้ำมหีไหลไปสู่สมุทร        
			<remark  id="s2b19c61l9" />	[๒๔๒] สาวัตถีนิทาน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม่น้ำมหีไหลไปสู่สมุทร หลั่งไปสู่         
			<remark  id="s2b19c61l10" />สมุทร บ่าไปสู่สมุทร แม้ฉันใด ภิกษุเมื่อเจริญอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ ... ฉันนั้น  
			<remark  id="s2b19c61l11" />เหมือนกัน ฯลฯ    
			<remark  id="s2b19c61l12" />		           จบ สูตรที่ ๑๑             
			<remark  id="s2b19c61l13" />		        มหานทีปราจีนนินนสูตร         
			<remark  id="s2b19c61l14" />      ผู้เจริญอริยมรรคน้อมไปสู่นิพพานเหมือนแม่น้ำใหญ่ไหลไปสู่ทิศปราจีน               
			<remark  id="s2b19c61l15" />	[๒๔๓] สาวัตถีนิทาน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม่น้ำใหญ่ๆ สายใดสายหนึ่งนี้ คือ          
			<remark  id="s2b19c61l16" />แม่น้ำคงคา แม่น้ำยมุนา แม่น้ำอจิรวดี แม่น้ำสรภู แม่น้ำมหีทั้งหมดนั้นไหลไปสู่สมุทร หลั่ง               
			<remark  id="s2b19c61l17" />ไปสู่สมุทร บ่าไปสู่สมุทร แม้ฉันใด ภิกษุเมื่อเจริญอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ เมื่อกระ
			<remark  id="s2b19c61l18" />ทำให้มากซึ่งอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ ก็เป็นผู้น้อมไปสู่นิพพาน โน้มไปสู่นิพพาน โอน 
			<remark  id="s2b19c61l19" />ไปสู่นิพพาน ฉันนั้นเหมือนกัน.     
			<remark  id="s2b19c61l20" />	[๒๔๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเมื่อเจริญอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ เมื่อ        
			<remark  id="s2b19c61l21" />กระทำให้มากซึ่งอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ อย่างไรเล่า จึงเป็นผู้น้อมไปสู่นิพพาน โน้ม
			<remark  id="s2b19c61l22" />ไปสู่นิพพาน โอนไปสู่นิพพาน? ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมเจริญสัมมาทิฏฐิ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b19c62" >
		<para id="s2b19c62p">
			<remark  id="s2b19c62l1" />อันน้อมไปสู่นิพพาน โน้มไปสู่นิพพาน โอนไปสู่นิพพาน ฯลฯ ย่อมเจริญสัมมาสมาธิ            
			<remark  id="s2b19c62l2" />อันน้อมไปสู่นิพพาน โน้มไปสู่นิพพาน โอนไปสู่นิพพาน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเมื่อเจริญ  
			<remark  id="s2b19c62l3" />อริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ เมื่อกระทำให้มากซึ่งอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ อย่างนี้แล                
			<remark  id="s2b19c62l4" />จึงเป็นผู้น้อมไปสู่นิพพาน โน้มไปสู่นิพพาน โอนไปสู่นิพพาน ฯ          
			<remark  id="s2b19c62l5" />		           จบ สูตรที่ ๑๒             
			<remark  id="s2b19c62l6" />     หมวดที่ ๔ ว่าด้วยการน้อมไปสู่นิพพาน รวมเป็น ๑๒ สูตร ๖ สูตร แรกอุปมาด้วย         
			<remark  id="s2b19c62l7" />แม่น้ำไหลไปสู่ทิศปราจีน ๖ สูตรหลังอุปมาด้วยแม่น้ำไหลไปสู่สมุทร ฯ    
			<remark  id="s2b19c62l8" />		          -----------
		</para>
	</section>
	<section id="s2b19c63" >
		<para id="s2b19c63p">
			<remark  id="s2b19c63l1" />		         อัปปมาทวรรคที่ ๑๐           
			<remark  id="s2b19c63l2" />		          ตถาคตสูตรที่ ๑             
			<remark  id="s2b19c63l3" />		   ผู้เจริญอริยมรรคน้อมไปในการสละ    
			<remark  id="s2b19c63l4" />	[๒๔๕] สาวัตถีนิทาน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย สัตว์ทั้งหลายที่ไม่มีเท้าก็ดี มี ๒ เท้าก็ดี                
			<remark  id="s2b19c63l5" />มี ๔ เท้าก็ดี มีเท้ามากก็ดี มีรูปก็ดี ไม่มีรูปก็ดี มีสัญญาก็ดี ไม่มีสัญญาก็ดี มีสัญญาก็มิใช่          
			<remark  id="s2b19c63l6" />ไม่มีสัญญาก็มิใช่ก็ดี มีประมาณเท่าใด พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า บัณฑิตกล่าวว่าเป็น                
			<remark  id="s2b19c63l7" />ผู้เลิศกว่าสัตว์เหล่านั้น ฉันใด กุศลธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ทั้งหมดนั้น มีความไม่ประมาทเป็น             
			<remark  id="s2b19c63l8" />มูล รวมลงในความไม่ประมาท ความไม่ประมาท บัณฑิตกล่าวว่าเลิศกว่ากุศลธรรมเหล่านั้น       
			<remark  id="s2b19c63l9" />ฉันนั้นเหมือนกัน ดูกรภิกษุทั้งหลาย อันภิกษุผู้ไม่ประมาทแล้ว พึงหวังข้อนี้ได้ว่า จักเจริญ              
			<remark  id="s2b19c63l10" />อริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ จักกระทำให้มากซึ่งอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘.           
			<remark  id="s2b19c63l11" />	[๒๔๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุผู้ไม่ประมาท ย่อมเจริญอริยมรรคอันประกอบด้วย      
			<remark  id="s2b19c63l12" />องค์ ๘ ย่อมกระทำให้มากซึ่งอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ อย่างไรเล่า? ภิกษุในธรรมวินัยนี้                
			<remark  id="s2b19c63l13" />ย่อมเจริญสัมมาทิฏฐิ อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในการสละ ฯลฯ ย่อม     
			<remark  id="s2b19c63l14" />เจริญสัมมาสมาธิ อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในการสละ ดูกรภิกษุทั้งหลาย
			<remark  id="s2b19c63l15" />ภิกษุผู้ไม่ประมาท ย่อมเจริญอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ ย่อมกระทำให้มากซึ่งอริยมรรคอัน
			<remark  id="s2b19c63l16" />ประกอบด้วยองค์ ๘ อย่างนี้แล.      
			<remark  id="s2b19c63l17" />		           จบ สูตรที่ ๑              
			<remark  id="s2b19c63l18" />		(อีก ๓ สูตรข้างหน้า พึงให้พิสดารอย่างนี้)             
			<remark  id="s2b19c63l19" />		          ตถาคตสูตรที่ ๒             
			<remark  id="s2b19c63l20" />		 ผู้เจริญอริยมรรคมีการกำจัดราคะเป็นที่สุด             
			<remark  id="s2b19c63l21" />	[๒๔๗] สาวัตถีนิทาน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย สัตว์ทั้งหลายที่ไม่มีเท้าก็ดี มี ๒ เท้าก็ดี                
			<remark  id="s2b19c63l22" />มี ๔ เท้าก็ดี มีเท้ามากก็ดี ... อันภิกษุผู้ไม่ประมาท พึงหวังข้อนี้ได้ว่า จักเจริญอริยมรรคอัน          
			<remark  id="s2b19c63l23" />ประกอบด้วยองค์ ๘ จักกระทำให้มากซึ่งอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘.     
			<remark  id="s2b19c63l24" />	[๒๔๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ไม่ประมาท ย่อมเจริญอริยมรรคอันประกอบด้วย        
			<remark  id="s2b19c63l25" />องค์ ๘ ย่อมกระทำให้มากซึ่งอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ อย่างไรเล่า? ภิกษุในธรรมวินัยนี้       
		</para>
	</section>
	<section id="s2b19c64" >
		<para id="s2b19c64p">
			<remark  id="s2b19c64l1" />ย่อมเจริญสัมมาทิฏฐิ มีอันกำจัดราคะเป็นที่สุด มีอันกำจัดโทสะเป็นที่สุด มีอันกำจัดโมหะเป็น              
			<remark  id="s2b19c64l2" />ที่สุด ฯลฯ ย่อมเจริญสัมมาสมาธิ มีอันกำจัดราคะเป็นที่สุด มีอันกำจัดโทสะเป็นที่สุด มีอันกำจัด           
			<remark  id="s2b19c64l3" />โมหะเป็นที่สุด ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ไม่ประมาท ย่อมเจริญอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘               
			<remark  id="s2b19c64l4" />ย่อมกระทำให้มากซึ่งอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ อย่างนี้แล.          
			<remark  id="s2b19c64l5" />		           จบ สูตรที่ ๒              
			<remark  id="s2b19c64l6" />		          ตถาคตสูตรที่ ๓             
			<remark  id="s2b19c64l7" />		    ผู้เจริญอริยมรรคอันหยั่งลงสู่อมตะ
			<remark  id="s2b19c64l8" />	[๒๔๙] สาวัตถีนิทาน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย สัตว์ทั้งหลายที่ไม่มีเท้าก็ดี มี ๒ เท้าก็ดี                
			<remark  id="s2b19c64l9" />มี ๔ เท้าก็ดี ... อันภิกษุผู้ไม่ประมาท พึงหวังข้อนี้ได้ว่า จักเจริญอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘        
			<remark  id="s2b19c64l10" />จักกระทำให้มากซึ่งอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘.     
			<remark  id="s2b19c64l11" />	[๒๕๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ไม่ประมาท ย่อมเจริญอริยมรรคอันประกอบด้วย        
			<remark  id="s2b19c64l12" />องค์ ๘ ย่อมกระทำให้มากซึ่งอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ อย่างไรเล่า? ภิกษุในธรรมวินัยนี้                
			<remark  id="s2b19c64l13" />ย่อมเจริญสัมมาทิฏฐิ อันหยั่งลงสู่อมตะ มีอมตะเป็นเบื้องหน้า มีอมตะเป็นที่สุด ฯลฯ ย่อม 
			<remark  id="s2b19c64l14" />เจริญสัมมาสมาธิ อันหยั่งลงสู่อมตะ มีอมตะเป็นเบื้องหน้า มีอมตะเป็นที่สุด ดูกรภิกษุทั้งหลาย             
			<remark  id="s2b19c64l15" />ภิกษุผู้ไม่ประมาท ย่อมเจริญอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ ย่อมกระทำให้มากซึ่งอริยมรรคอัน
			<remark  id="s2b19c64l16" />ประกอบด้วยองค์ ๘ อย่างนี้แล.      
			<remark  id="s2b19c64l17" />		           จบ สูตรที่ ๓              
			<remark  id="s2b19c64l18" />		          ตถาคตสูตรที่ ๔             
			<remark  id="s2b19c64l19" />		   ความไม่ประมาทเลิศกว่ากุศลธรรม     
			<remark  id="s2b19c64l20" />	[๒๕๑] สาวัตถีนิทาน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย สัตว์ทั้งหลายที่ไม่มีเท้าก็ดี มี ๒ เท้าก็ดี                
			<remark  id="s2b19c64l21" />มี ๔ เท้าก็ดี มีเท้ามากก็ดี มีรูปก็ดี ไม่มีรูปก็ดี มีสัญญาก็ดี ไม่มีสัญญาก็ดี มีสัญญาก็มิใช่          
			<remark  id="s2b19c64l22" />ไม่มีสัญญาก็มิใช่ก็ดี มีประมาณเท่าใด พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า บัณฑิตกล่าวว่าเป็น                
			<remark  id="s2b19c64l23" />ผู้เลิศกว่าสัตว์เหล่านั้น ฉันใด กุศลธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ทั้งหมดนั้นมีความไม่ประมาทเป็นมูล           
			<remark  id="s2b19c64l24" />รวมลงในความไม่ประมาท ความไม่ประมาท บัณฑิตกล่าวว่าเลิศกว่ากุศลธรรมเหล่านั้น ฉันนั้น   
			<remark  id="s2b19c64l25" />เหมือนกัน ดูกรภิกษุทั้งหลาย อันภิกษุผู้ไม่ประมาท พึงหวังข้อนี้ได้ว่า จักเจริญอริยมรรคอัน              
			<remark  id="s2b19c64l26" />ประกอบด้วยองค์ ๘ จักกระทำให้มากซึ่งอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘.     
		</para>
	</section>
	<section id="s2b19c65" >
		<para id="s2b19c65p">
			<remark  id="s2b19c65l1" />	[๒๕๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุผู้ไม่ประมาท ย่อมเจริญอริยมรรคอันประกอบด้วย      
			<remark  id="s2b19c65l2" />องค์ ๘ ย่อมกระทำให้มากซึ่งอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ อย่างไรเล่า? ภิกษุในธรรมวินัยนี้                
			<remark  id="s2b19c65l3" />ย่อมเจริญสัมมาทิฏฐิ อันน้อมไปสู่นิพพาน โน้มไปสู่นิพพาน โอนไปสู่นิพพาน ฯลฯ ย่อม       
			<remark  id="s2b19c65l4" />เจริญสัมมาสมาธิ อันน้อมไปสู่นิพพาน โน้มไปสู่นิพพาน โอนไปสู่นิพพาน ดูกรภิกษุทั้งหลาย  
			<remark  id="s2b19c65l5" />ภิกษุผู้ไม่ประมาท ย่อมเจริญอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ ย่อมกระทำให้มากซึ่งอริยมรรคอัน
			<remark  id="s2b19c65l6" />ประกอบด้วยองค์ ๘ อย่างนี้แล.      
			<remark  id="s2b19c65l7" />		           จบ สูตรที่ ๔              
			<remark  id="s2b19c65l8" />		             ปทสูตร 
			<remark  id="s2b19c65l9" />		 กุศลธรรมทั้งปวงมีความไม่ประมาทเป็นมูล                
			<remark  id="s2b19c65l10" />	[๒๕๓] สาวัตถีนิทาน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย รอยเท้าของสัตว์ทั้งหลาย ผู้สัญจรไปบน      
			<remark  id="s2b19c65l11" />แผ่นดิน ชนิดใดชนิดหนึ่ง ทั้งหมดนั้นย่อมถึงความประชุมลงในรอยเท้าช้าง รอยเท้าช้าง บัณฑิต                
			<remark  id="s2b19c65l12" />กล่าวว่าเลิศกว่ารอยเท้าเหล่านั้น เพราะเป็นรอยใหญ่ แม้ฉันใด กุศลธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่ง 
			<remark  id="s2b19c65l13" />ทั้งหมดนั้น มีความไม่ประมาทเป็นมูลรวมลงในความไม่ประมาท ความไม่ประมาท บัณฑิตกล่าว     
			<remark  id="s2b19c65l14" />ว่าเลิศกว่ากุศลธรรมเหล่านั้น ฉันนั้นเหมือนกัน ดูกรภิกษุทั้งหลาย อันภิกษุผู้ไม่ประมาท พึง              
			<remark  id="s2b19c65l15" />หวังข้อนี้ได้ว่า จักเจริญอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ จักกระทำให้มากซึ่งอริยมรรคอันประกอบ              
			<remark  id="s2b19c65l16" />ด้วยองค์ ๘.      
			<remark  id="s2b19c65l17" />	[๒๕๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุผู้ไม่ประมาท ย่อมเจริญอริยมรรคอันประกอบด้วย      
			<remark  id="s2b19c65l18" />องค์ ๘ ย่อมกระทำให้มากซึ่งอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ อย่างไรเล่า? ภิกษุในธรรมวินัยนี้                
			<remark  id="s2b19c65l19" />ย่อมเจริญสัมมาทิฏฐิ อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในการสละ ฯลฯ ย่อม     
			<remark  id="s2b19c65l20" />เจริญสัมมาสมาธิ อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในการสละ ดูกรภิกษุทั้งหลาย
			<remark  id="s2b19c65l21" />ภิกษุผู้ไม่ประมาท ย่อมเจริญอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ ย่อมกระทำให้มากซึ่งอริยมรรคอัน
			<remark  id="s2b19c65l22" />ประกอบด้วยองค์ ๘ อย่างนี้แล.      
			<remark  id="s2b19c65l23" />		           จบ สูตรที่ ๕       
		</para>
	</section>
	<section id="s2b19c66" >
		<para id="s2b19c66p">
			<remark  id="s2b19c66l1" />		             กูฏสูตร
			<remark  id="s2b19c66l2" />		          ว่าด้วยเรือนยอด            
			<remark  id="s2b19c66l3" />	[๒๕๕] สาวัตถีนิทาน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย กลอนแห่งเรือนยอดอย่างใดอย่างหนึ่ง         
			<remark  id="s2b19c66l4" />ทั้งหมดนั้นไปสู่ยอด น้อมไปสู่ยอด ประชุมเข้าที่ยอด ยอดแห่งเรือนยอดนั้น บัณฑิตกล่าวว่า 
			<remark  id="s2b19c66l5" />เลิศกว่ากลอนเหล่านั้น แม้ฉันใด กุศลธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ทั้งหมดนั้น มีความไม่ประมาท 
			<remark  id="s2b19c66l6" />เป็นมูล ... ฉันนั้นเหมือนกัน ฯลฯ  
			<remark  id="s2b19c66l7" />		           จบ สูตรที่ ๖              
			<remark  id="s2b19c66l8" />		            มูลคันธสูตร              
			<remark  id="s2b19c66l9" />		          ว่าด้วยกลิ่นที่ราก         
			<remark  id="s2b19c66l10" />	[๒๕๖] สาวัตถีนิทาน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ไม้มีกลิ่นที่รากชนิดใดชนิดหนึ่ง ไม้กลัม  
			<remark  id="s2b19c66l11" />พัก บัณฑิตกล่าวว่าเลิศกว่าไม้มีกลิ่นที่รากเหล่านั้น แม้ฉันใด กุศลธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่ง               
			<remark  id="s2b19c66l12" />ทั้งหมดนั้น มีความไม่ประมาทเป็นมูล ... ฉันนั้นเหมือนกัน ฯลฯ         
			<remark  id="s2b19c66l13" />		           จบ สูตรที่ ๗              
			<remark  id="s2b19c66l14" />		           สารคันธสูตร               
			<remark  id="s2b19c66l15" />		          ว่าด้วยกลิ่นที่แก่น        
			<remark  id="s2b19c66l16" />	[๒๕๗] สาวัตถีนิทาน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ไม้มีกลิ่นที่แก่นชนิดใดชนิดหนึ่ง จันทน์   
			<remark  id="s2b19c66l17" />แดง บัณฑิตกล่าวว่าเลิศกว่าไม้มีกลิ่นที่แก่นเหล่านั้น แม้ฉันใด กุศลธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่ง               
			<remark  id="s2b19c66l18" />ทั้งหมดนั้น มีความไม่ประมาทเป็นมูล ... ฉันนั้นเหมือนกัน ฯลฯ         
			<remark  id="s2b19c66l19" />		           จบ สูตรที่ ๘              
			<remark  id="s2b19c66l20" />		           ปุปผคันธสูตร              
			<remark  id="s2b19c66l21" />		          ว่าด้วยกลิ่นที่ดอก         
			<remark  id="s2b19c66l22" />	[๒๕๘] สาวัตถีนิทาน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ไม้มีกลิ่นที่ดอกชนิดใดชนิดหนึ่ง มลิ       
			<remark  id="s2b19c66l23" />บัณฑิตกล่าวว่าเลิศกว่าไม้มีกลิ่นที่ดอกเหล่านั้น แม้ฉันใด กุศลธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ทั้งหมด            
			<remark  id="s2b19c66l24" />นั้น มีความไม่ประมาทเป็นมูล ... ฉันนั้นเหมือนกัน ฯลฯ                
			<remark  id="s2b19c66l25" />		           จบ สูตรที่ ๙        
		</para>
	</section>
	<section id="s2b19c67" >
		<para id="s2b19c67p">
			<remark  id="s2b19c67l1" />		           กุฏฐราชาสูตร              
			<remark  id="s2b19c67l2" />		        ว่าด้วยพระราชาผู้เลิศ        
			<remark  id="s2b19c67l3" />	[๒๕๙] สาวัตถีนิทาน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย พระราชาผู้น้อย (ชั้นต่ำ) เหล่าใดเหล่าหนึ่ง
			<remark  id="s2b19c67l4" />ทั้งหมดนั้น ย่อมเป็นผู้ตามเสด็จพระเจ้าจักรพรรดิ พระเจ้าจักรพรรดิบัณฑิตกล่าวว่าเลิศกว่าพระ            
			<remark  id="s2b19c67l5" />ราชาผู้น้อยเหล่านั้น แม้ฉันใด กุศลธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ทั้งหมดนั้น มีความไม่ประมาท 
			<remark  id="s2b19c67l6" />เป็นมูล ... ฉันนั้นเหมือนกัน ฯลฯ  
			<remark  id="s2b19c67l7" />		           จบ สูตรที่ ๑๐             
			<remark  id="s2b19c67l8" />		            จันทิมสูตร               
			<remark  id="s2b19c67l9" />		          ว่าด้วยพระจันทร์           
			<remark  id="s2b19c67l10" />	[๒๖๐] สาวัตถีนิทาน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย แสงสว่างแห่งดวงดาวชนิดใดชนิดหนึ่ง         
			<remark  id="s2b19c67l11" />ทั้งหมดนั้น ย่อมไม่ถึงเสี้ยวที่ ๑๖ แสงสว่างของพระจันทร์ แสงสว่างของพระจันทร์ บัณฑิต  
			<remark  id="s2b19c67l12" />กล่าวว่าเลิศกว่าแสงสว่างของดวงดาวเหล่านั้น แม้ฉันใด กุศลธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ทั้งหมด
			<remark  id="s2b19c67l13" />นั้น มีความไม่ประมาทเป็นมูล ... ฉันนั้นเหมือนกัน ฯลฯ                
			<remark  id="s2b19c67l14" />		           จบ สูตรที่ ๑๑             
			<remark  id="s2b19c67l15" />		             สุริยสูตร               
			<remark  id="s2b19c67l16" />		         ว่าด้วยพระอาทิตย์           
			<remark  id="s2b19c67l17" />	[๒๖๑] สาวัตถีนิทาน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในสรทสมัยท้องฟ้าบริสุทธิ์ ปราศจากเมฆ      
			<remark  id="s2b19c67l18" />พระอาทิตย์ขึ้นไปสู่ท้องฟ้า ย่อมส่องแสงและแผดแสงไพโรจน์ กำจัดความมืดอันมีอยู่ในอากาศ  
			<remark  id="s2b19c67l19" />ทั่วไป แม้ฉันใด กุศลธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ทั้งหมดนั้น มีความไม่ประมาทเป็นมูล ... ฉันนั้น              
			<remark  id="s2b19c67l20" />เหมือนกัน ฯลฯ    
			<remark  id="s2b19c67l21" />		           จบ สูตรที่ ๑๒             
			<remark  id="s2b19c67l22" />		             วัตถสูตร                
			<remark  id="s2b19c67l23" />		            ว่าด้วยผ้า               
			<remark  id="s2b19c67l24" />	[๒๖๒] สาวัตถีนิทาน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ผ้าที่ทอด้วยด้ายชนิดใดชนิดหนึ่ง ผ้าของ    
			<remark  id="s2b19c67l25" />ชาวกาสี บัณฑิตกล่าวว่าเลิศกว่าผ้าที่ทอด้วยด้ายเหล่านั้น แม้ฉันใด กุศลธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่ง   
		</para>
	</section>
	<section id="s2b19c68" >
		<para id="s2b19c68p">
			<remark  id="s2b19c68l1" />ทั้งหมดนั้น มีความไม่ประมาทเป็นมูล รวมลงในความไม่ประมาท ความไม่ประมาท บัณฑิต         
			<remark  id="s2b19c68l2" />กล่าวว่าเลิศกว่ากุศลธรรมเหล่านั้น ฉันนั้นเหมือนกัน ดูกรภิกษุทั้งหลาย อันภิกษุผู้ไม่ประมาท             
			<remark  id="s2b19c68l3" />พึงหวังข้อนี้ได้ว่า จักเจริญอริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘ จักกระทำให้มากซึ่งอริยมรรคอันประกอบ              
			<remark  id="s2b19c68l4" />ด้วยองค์ ๘.      
			<remark  id="s2b19c68l5" />	[๒๖๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุผู้ไม่ประมาท ย่อมเจริญอริยมรรคอันประกอบด้วย      
			<remark  id="s2b19c68l6" />องค์ ๘ ย่อมกระทำให้มากซึ่งอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ อย่างไรเล่า? ภิกษุในธรรมวินัยนี้                
			<remark  id="s2b19c68l7" />ย่อมเจริญสัมมาทิฏฐิ อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในการสละ ฯลฯ ย่อม     
			<remark  id="s2b19c68l8" />เจริญสัมมาสมาธิ อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในการสละ ดูกรภิกษุทั้งหลาย
			<remark  id="s2b19c68l9" />ภิกษุผู้ไม่ประมาท ย่อมเจริญอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ ย่อมกระทำให้มากซึ่งอริยมรรคอัน
			<remark  id="s2b19c68l10" />ประกอบด้วยองค์ ๘ อย่างนี้แล.      
			<remark  id="s2b19c68l11" />		           จบ สูตรที่ ๑๓             
			<remark  id="s2b19c68l12" />		         จบ อัปปมาทวรรค              
			<remark  id="s2b19c68l13" />		          -----------                
			<remark  id="s2b19c68l14" />		     รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ    
			<remark  id="s2b19c68l15" />     ๑. ตถาคตสูตรที่ ๑ ๒. ตถาคตสูตรที่ ๒ ๓. ตถาคตสูตรที่ ๓ ๔. ตถาคตสูตร              
			<remark  id="s2b19c68l16" />ที่ ๔ ๕. ปทสูตร ๖. กูฏสูตร ๗. มูลคันธสูตร ๘. สารคันธสูตร ๙. ปุปผคันธสูตร             
			<remark  id="s2b19c68l17" />๑๐. กุฏฐราชาสูตร ๑๑. จันทิมสูตร ๑๒. สุริยสูตร ๑๓. วัตถสูตร          
			<remark  id="s2b19c68l18" />		          -----------   
		</para>
	</section>
	<section id="s2b19c69" >
		<para id="s2b19c69p">
			<remark  id="s2b19c69l1" />		         พลกรณียวรรคที่ ๑๑           
			<remark  id="s2b19c69l2" />		          พลกรณียสูตรที่ ๑           
			<remark  id="s2b19c69l3" />		 อาศัยศีลเจริญอริยมรรคน้อมไปในการสละ 
			<remark  id="s2b19c69l4" />	[๒๖๔] สาวัตถีนิทาน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย การงานที่จะพึงทำด้วยกำลังอย่างใดอย่าง     
			<remark  id="s2b19c69l5" />หนึ่ง อันบุคคลทำอยู่ ทั้งหมดนั้น อันบุคคลอาศัยแผ่นดิน ดำรงอยู่บนแผ่นดิน จึงทำได้ การ 
			<remark  id="s2b19c69l6" />งานที่จะพึงทำด้วยกำลังเหล่านี้ อันบุคคลย่อมกระทำได้ด้วยอาการอย่างนี้ แม้ฉันใด ภิกษุอาศัยศีล           
			<remark  id="s2b19c69l7" />ตั้งอยู่ในศีลแล้ว จึงเจริญอริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘ กระทำให้มากซึ่งอริยมรรคอันประกอบ  
			<remark  id="s2b19c69l8" />ด้วยองค์ ๘ ฉันนั้นเหมือนกัน.      
			<remark  id="s2b19c69l9" />	[๒๖๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุอาศัยศีล ตั้งอยู่ในศีลแล้ว จึงเจริญอริยมรรคอัน     
			<remark  id="s2b19c69l10" />ประกอบด้วยองค์ ๘ กระทำให้มากซึ่งอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ อย่างไรเล่า? ดูกรภิกษุ   
			<remark  id="s2b19c69l11" />ทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมเจริญสัมมาทิฏฐิ อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ
			<remark  id="s2b19c69l12" />น้อมไปในการสละ ฯลฯ ย่อมเจริญสัมมาสมาธิ อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อม     
			<remark  id="s2b19c69l13" />ไปในการสละ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุอาศัยศีล ตั้งอยู่ในศีลแล้ว จึงเจริญอริยมรรคอันประกอบ                
			<remark  id="s2b19c69l14" />ด้วยองค์ ๘ กระทำให้มากซึ่งอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ อย่างนี้แล.   
			<remark  id="s2b19c69l15" />		           จบ สูตรที่ ๑              
			<remark  id="s2b19c69l16" />		          พลกรณียสูตรที่ ๒           
			<remark  id="s2b19c69l17" />		 อาศัยศีลเจริญอริยมรรคมีการกำจัดราคะ 
			<remark  id="s2b19c69l18" />	[๒๖๖] สาวัตถีนิทาน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย การงานที่จะพึงทำด้วยกำลังอย่างใดอย่าง     
			<remark  id="s2b19c69l19" />หนึ่ง อันบุคคลทำอยู่ ทั้งหมดนั้น อันบุคคลอาศัยแผ่นดิน ดำรงอยู่บนแผ่นดิน จึงทำได้ การ 
			<remark  id="s2b19c69l20" />งานที่จะพึงทำด้วยกำลังเหล่านี้ อันบุคคลย่อมกระทำได้ด้วยอาการอย่างนี้ แม้ฉันใด ภิกษุอาศัยศีล           
			<remark  id="s2b19c69l21" />ตั้งอยู่ในศีลแล้ว จึงเจริญอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ กระทำให้มากซึ่งอริยมรรคอันประกอบ                
			<remark  id="s2b19c69l22" />ด้วยองค์ ๘ ฉันนั้นเหมือนกัน.      
			<remark  id="s2b19c69l23" />	[๒๖๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุอาศัยศีล ตั้งอยู่ในศีลแล้ว จึงเจริญอริยมรรคอัน   
			<remark  id="s2b19c69l24" />ประกอบด้วยองค์ ๘ กระทำให้มากซึ่งอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ อย่างไรเล่า? ดูกรภิกษุ   
			<remark  id="s2b19c69l25" />ทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมเจริญสัมมาทิฏฐิ มีอันกำจัดราคะเป็นที่สุด มีอันกำจัดโทสะ     
		</para>
	</section>
	<section id="s2b19c70" >
		<para id="s2b19c70p">
			<remark  id="s2b19c70l1" />เป็นที่สุด มีอันกำจัดโมหะเป็นที่สุด ฯลฯ ย่อมเจริญสัมมาสมาธิ มีอันกำจัดราคะเป็นที่สุด มี               
			<remark  id="s2b19c70l2" />อันกำจัดโทสะเป็นที่สุด มีอันกำจัดโมหะเป็นที่สุด ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุอาศัยศีล ตั้งอยู่ใน            
			<remark  id="s2b19c70l3" />ศีลแล้ว จึงเจริญอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ กระทำให้มากซึ่งอริยมรรคอันประกอบด้วย     
			<remark  id="s2b19c70l4" />องค์ ๘ อย่างนี้แล.                
			<remark  id="s2b19c70l5" />		           จบ สูตรที่ ๒              
			<remark  id="s2b19c70l6" />		          พลกรณีสูตรที่ ๓            
			<remark  id="s2b19c70l7" />		 อาศัยศีลเจริญอริยมรรคอันหยั่งลงสู่อมตะ               
			<remark  id="s2b19c70l8" />	[๒๖๘] สาวัตถีนิทาน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย การงานที่จะพึงทำด้วยกำลังอย่างใดอย่าง     
			<remark  id="s2b19c70l9" />หนึ่ง อันบุคคลทำอยู่ ทั้งหมดนั้น อันบุคคลอาศัยแผ่นดิน ดำรงอยู่บนแผ่นดิน จึงทำได้ การ 
			<remark  id="s2b19c70l10" />งานที่จะพึงทำด้วยกำลังเหล่านี้ อันบุคคลย่อมกระทำได้ด้วยอาการอย่างนี้ แม้ฉันใด ภิกษุอาศัยศีล           
			<remark  id="s2b19c70l11" />ตั้งอยู่ในศีลแล้ว จึงเจริญอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ กระทำให้มากซึ่งอริยมรรคอันประกอบ                
			<remark  id="s2b19c70l12" />ด้วยองค์ ๘ ฉันนั้นเหมือนกัน.      
			<remark  id="s2b19c70l13" />	[๒๖๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุอาศัยศีล ตั้งอยู่ในศีลแล้ว จึงเจริญอริยมรรคอัน   
			<remark  id="s2b19c70l14" />ประกอบด้วยองค์ ๘ กระทำให้มากซึ่งอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ อย่างไรเล่า? ดูกรภิกษุทั้ง               
			<remark  id="s2b19c70l15" />หลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมเจริญสัมมาทิฏฐิ อันหยั่งลงสู่อมตะ มีอมตะเป็นเบื้องหน้า มีอมตะ           
			<remark  id="s2b19c70l16" />เป็นที่สุด ฯลฯ ย่อมเจริญสัมมาสมาธิอันหยั่งลงสู่อมตะ มีอมตะเป็นเบื้องหน้า มีอมตะเป็นที่สุด             
			<remark  id="s2b19c70l17" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุอาศัยศีล ตั้งอยู่ในศีลแล้ว จึงเจริญอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘
			<remark  id="s2b19c70l18" />กระทำให้มากซึ่งอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ อย่างนี้แล.              
			<remark  id="s2b19c70l19" />		           จบ สูตรที่ ๓              
			<remark  id="s2b19c70l20" />		          พลกรณีสูตรที่ ๔            
			<remark  id="s2b19c70l21" />		  อาศัยศีลเจริญอริยมรรคน้อมไปสู่นิพพาน                
			<remark  id="s2b19c70l22" />	[๒๗๐] สาวัตถีนิทาน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย การงานที่จะพึงทำด้วยกำลังอย่างใดอย่าง     
			<remark  id="s2b19c70l23" />หนึ่ง อันบุคคลทำอยู่ ทั้งหมดนั้น อันบุคคลอาศัยแผ่นดิน ดำรงอยู่บนแผ่นดิน จึงทำได้ การ 
			<remark  id="s2b19c70l24" />งานที่พึงทำด้วยกำลังเหล่านี้ อันบุคคลย่อมกระทำได้ด้วยอาการอย่างนี้ แม้ฉันใด ภิกษุอาศัยศีล ตั้ง        
			<remark  id="s2b19c70l25" />อยู่ในศีลแล้ว จึงเจริญอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ กระทำให้มากซึ่งอริยมรรคอันประกอบ   
			<remark  id="s2b19c70l26" />ด้วยองค์ ๘ ฉันนั้นเหมือนกัน.  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b19c71" >
		<para id="s2b19c71p">
			<remark  id="s2b19c71l1" />	[๒๗๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุอาศัยศีล ตั้งอยู่ในศีลแล้ว จึงเจริญอริยมรรคอัน   
			<remark  id="s2b19c71l2" />ประกอบด้วยองค์ ๘ กระทำให้มากซึ่งอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ อย่างไรเล่า? ดูกรภิกษุ   
			<remark  id="s2b19c71l3" />ทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมเจริญสัมมาทิฏฐิ อันน้อมไปสู่นิพพาน โน้มไปสู่นิพพาน โอน               
			<remark  id="s2b19c71l4" />ไปสู่นิพพาน ฯลฯ ย่อมเจริญสัมมาสมาธิ อันน้อมไปสู่นิพพาน โน้มไปสู่นิพพาน โอนไปสู่      
			<remark  id="s2b19c71l5" />นิพพาน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุอาศัยศีล ตั้งอยู่ในศีลแล้ว จึงเจริญอริยมรรคอันประกอบด้วย                
			<remark  id="s2b19c71l6" />องค์ ๘ กระทำให้มากซึ่งอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ อย่างนี้แล.       
			<remark  id="s2b19c71l7" />		           จบ สูตรที่ ๔              
			<remark  id="s2b19c71l8" />		             พีชสูตร
			<remark  id="s2b19c71l9" />		 พืชอาศัยแผ่นดินผู้อาศัยศีลเจริญอริยมรรค              
			<remark  id="s2b19c71l10" />	[๒๗๒] สาวัตถีนิทาน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย พืชคามและภูตคามชนิดใดชนิดหนึ่งนี้         
			<remark  id="s2b19c71l11" />ย่อมถึงความเจริญงอกงามใหญ่โต พืชคามและภูตคาม ทั้งหมดนั้น อาศัยแผ่นดิน ตั้งอยู่ในแผ่นดิน               
			<remark  id="s2b19c71l12" />จึงถึงความเจริญงอกงามใหญ่โต พืชคามและภูตคามเหล่านี้ ย่อมถึงความเจริญงอกงามใหญ่โต     
			<remark  id="s2b19c71l13" />ด้วยอาการอย่างนี้ แม้ฉันใด ภิกษุอาศัยศีล ตั้งอยู่ในศีลแล้ว เจริญอริยมรรคอันประกอบด้วย
			<remark  id="s2b19c71l14" />องค์ ๘ กระทำให้มากซึ่งอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ ย่อมถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ใน    
			<remark  id="s2b19c71l15" />ธรรมทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือนกัน.    
			<remark  id="s2b19c71l16" />	[๒๗๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุอาศัยศีล ตั้งอยู่ในศีลแล้ว เจริญอริยมรรคอันประกอบ  
			<remark  id="s2b19c71l17" />ด้วยองค์ ๘ กระทำให้มากซึ่งอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ อย่างไรเล่า? จึงถึงความเจริญ   
			<remark  id="s2b19c71l18" />งอกงามไพบูลย์ ในธรรมทั้งหลาย? ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมเจริญสัมมาทิฏฐิ               
			<remark  id="s2b19c71l19" />อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในการสละ ฯลฯ ย่อมเจริญสัมมาสมาธิ อัน      
			<remark  id="s2b19c71l20" />อาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในการสละ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุอาศัยศีล     
			<remark  id="s2b19c71l21" />ตั้งอยู่ในศีลแล้ว เจริญอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ กระทำให้มากซึ่งอริยมรรคอันประกอบ  
			<remark  id="s2b19c71l22" />ด้วยองค์ ๘ อย่างนี้แล ย่อมถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ในธรรมทั้งหลาย.  
			<remark  id="s2b19c71l23" />		           จบ สูตรที่ ๕              
			<remark  id="s2b19c71l24" />		             นาคสูตร
			<remark  id="s2b19c71l25" />		 นาคอาศัยขุนเขาผู้อาศัยศีลเจริญอริยมรรค               
			<remark  id="s2b19c71l26" />	[๒๗๔] สาวัตถีนิทาน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกนาคอาศัยขุนเขาชื่อหิมวันต์ มีกาย       
			<remark  id="s2b19c71l27" />เติบโต มีกำลัง ครั้นมีกายเติบโต มีกำลังที่ขุนเขานั้นแล้ว ย่อมลงสู่บึงน้อย ครั้นลงสู่บึงน้อย  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b19c72" >
		<para id="s2b19c72p">
			<remark  id="s2b19c72l1" />แล้ว ย่อมลงสู่บึงใหญ่ ครั้นลงสู่บึงใหญ่แล้ว ย่อมลงสู่แม่น้ำน้อย ครั้นลงสู่แม่น้ำน้อยแล้ว              
			<remark  id="s2b19c72l2" />ย่อมลงสู่แม่น้ำใหญ่ ครั้นลงสู่แม่น้ำใหญ่แล้ว ย่อมลงสู่มหาสมุทรสาคร นาคพวกนั้นย่อมถึง 
			<remark  id="s2b19c72l3" />ความโตใหญ่ทางกายในมหาสมุทรสาครนั้น แม้ฉันใด ภิกษุอาศัยศีล ตั้งอยู่ในศีลแล้ว เจริญ    
			<remark  id="s2b19c72l4" />อริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ กระทำให้มากซึ่งอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ ย่อมถึงความ   
			<remark  id="s2b19c72l5" />เป็นใหญ่ไพบูลย์ในธรรมทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือนกัน.    
			<remark  id="s2b19c72l6" />	[๒๗๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุอาศัยศีล ตั้งอยู่ในศีลแล้ว เจริญอริยมรรคอัน      
			<remark  id="s2b19c72l7" />ประกอบด้วยองค์ ๘ กระทำให้มากซึ่งอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ อย่างไรเล่า? ย่อมถึงความ 
			<remark  id="s2b19c72l8" />เป็นใหญ่ไพบูลย์ในธรรมทั้งหลาย? ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมเจริญสัมมาทิฏฐิ              
			<remark  id="s2b19c72l9" />อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในการสละ ฯลฯ ย่อมเจริญสัมมาสมาธิ อัน      
			<remark  id="s2b19c72l10" />อาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในการสละ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุอาศัยศีล     
			<remark  id="s2b19c72l11" />ตั้งอยู่ในศีลแล้ว เจริญอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ กระทำให้มากซึ่งอริยมรรคอันประกอบ  
			<remark  id="s2b19c72l12" />ด้วยองค์ ๘ อย่างนี้แล ย่อมถึงความเป็นใหญ่ไพบูลย์ในธรรมทั้งหลาย.     
			<remark  id="s2b19c72l13" />		           จบ สูตรที่ ๖              
			<remark  id="s2b19c72l14" />		             รุกขสูตร                
			<remark  id="s2b19c72l15" />          ต้นไม้ล้มลงทางที่โอน ผู้เจริญอริยมรรคน้อมไปสู่นิพพาน      
			<remark  id="s2b19c72l16" />	[๒๗๖] สาวัตถีนิทาน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ต้นไม้น้อมไปสู่ทิศปราจีน โน้มไปสู่ทิศ     
			<remark  id="s2b19c72l17" />ปราจีน โอนไปสู่ทิศปราจีน ต้นไม้นั้นเมื่อถูกตัดรากเสียแล้ว จักล้มลงทางทิศที่มันน้อม โน้ม               
			<remark  id="s2b19c72l18" />โอนไป แม้ฉันใด ภิกษุเจริญอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ กระทำให้มากซึ่งอริยมรรคอัน      
			<remark  id="s2b19c72l19" />ประกอบด้วยองค์ ๘ ย่อมเป็นผู้น้อมไปสู่นิพพาน โน้มไปสู่นิพพาน โอนไปสู่นิพพาน ฉันนั้น   
			<remark  id="s2b19c72l20" />เหมือนกัน.       
			<remark  id="s2b19c72l21" />	[๒๗๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุเจริญอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ กระทำให้        
			<remark  id="s2b19c72l22" />ให้มากซึ่งอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ อย่างไรเล่า? ย่อมเป็นผู้น้อมไปสู่นิพพาน โน้มไปสู่               
			<remark  id="s2b19c72l23" />นิพพาน โอนไปสู่นิพพาน? ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมเจริญสัมมาทิฏฐิ     
			<remark  id="s2b19c72l24" />อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในการสละ ฯลฯ ย่อมเจริญสัมมาสมาธิ อัน      
			<remark  id="s2b19c72l25" />อาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในการสละ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเจริญอริยมรรค
		</para>
	</section>
	<section id="s2b19c73" >
		<para id="s2b19c73p">
			<remark  id="s2b19c73l1" />อันประกอบด้วยองค์ ๘ กระทำให้มากซึ่งอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ อย่างนี้แล ย่อมเป็นผู้
			<remark  id="s2b19c73l2" />น้อมไปสู่นิพพาน โน้มไปสู่นิพพาน โอนไปสู่นิพพาน.    
			<remark  id="s2b19c73l3" />		           จบ สูตรที่ ๗              
			<remark  id="s2b19c73l4" />		             กุมภสูตร                
			<remark  id="s2b19c73l5" />		  ผู้เจริญอริยมรรคย่อมระบายอกุศลธรรม 
			<remark  id="s2b19c73l6" />	[๒๗๘] สาวัตถีนิทาน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย หม้อที่คว่ำย่อมทำให้น้ำไหลออกอย่างเดียว   
			<remark  id="s2b19c73l7" />ไม่ทำให้กลับไหลเข้า แม้ฉันใด ภิกษุเจริญอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ กระทำให้มากซึ่ง   
			<remark  id="s2b19c73l8" />อริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ ย่อมระบายอกุศลธรรมอันลามกออกอย่างเดียว ไม่ให้กลับคืนมา   
			<remark  id="s2b19c73l9" />ได้ ฉันนั้นเหมือนกัน.             
			<remark  id="s2b19c73l10" />	[๒๗๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเจริญอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ กระทำให้มาก       
			<remark  id="s2b19c73l11" />ซึ่งอริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘ อย่างไรเล่า ย่อมระบายอกุศลธรรมอันลามกออกอย่างเดียว ไม่  
			<remark  id="s2b19c73l12" />ให้กลับคืนมาได้? ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมเจริญสัมมาทิฏฐิ อันอาศัยวิเวก              
			<remark  id="s2b19c73l13" />อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในการสละ ฯลฯ ย่อมเจริญสัมมาสมาธิ อันอาศัยวิเวก อาศัย    
			<remark  id="s2b19c73l14" />วิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในการสละ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเจริญอริยมรรคอันประกอบด้วย   
			<remark  id="s2b19c73l15" />องค์ ๘ กระทำให้มากซึ่งอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ อย่างนี้แล ย่อมระบายอกุศลธรรมอัน   
			<remark  id="s2b19c73l16" />ลามกอย่างเดียว ไม่ให้กลับคืนมาได้.
			<remark  id="s2b19c73l17" />		           จบ สูตรที่ ๘              
			<remark  id="s2b19c73l18" />		             สุกกสูตร                
			<remark  id="s2b19c73l19" />		    ทิฏฐิที่ตั้งไว้ชอบย่อมทำลายอวิชชา
			<remark  id="s2b19c73l20" />	[๒๘๐] สาวัตถีนิทาน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เดือยข้าวสาลีหรือเดือยข้าวยวะ ตั้งไว้     
			<remark  id="s2b19c73l21" />เหมาะ มือหรือเท้าย่ำเหยียบแล้ว จักทำลายมือหรือเท้า หรือว่าจักให้ห้อเลือด ข้อนี้เป็นฐานะที่            
			<remark  id="s2b19c73l22" />มีได้ ข้อนั้นเพราะเหตุไร? เพราะเดือยตั้งไว้เหมาะ แม้ฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้นเหมือนกัน จักทำ               
			<remark  id="s2b19c73l23" />ลายอวิชชา จักยังวิชชาให้เกิด จักกระทำให้แจ้งซึ่งนิพพาน เพราะทิฏฐิที่ตั้งไว้ชอบ เพราะมรรค             
			<remark  id="s2b19c73l24" />ภาวนาตั้งไว้ชอบ ข้อนี้เป็นฐานะที่มีได้ ข้อนั้นเพราะเหตุไร? เพราะทิฏฐิที่ตั้งไว้ชอบ. 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b19c74" >
		<para id="s2b19c74p">
			<remark  id="s2b19c74l1" />	[๒๘๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุย่อมทำลายอวิชชา ย่อมยังวิชชาให้เกิด ย่อมทำ       
			<remark  id="s2b19c74l2" />นิพพานให้แจ้ง เพราะทิฏฐิที่ตั้งไว้ชอบ เพราะมรรคภาวนาที่ตั้งไว้ชอบอย่างไร ดูกรภิกษุทั้งหลาย            
			<remark  id="s2b19c74l3" />ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมเจริญสัมมาทิฏฐิ อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปใน
			<remark  id="s2b19c74l4" />การสละ ฯลฯ ย่อมเจริญสัมมาสมาธิ อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในการ      
			<remark  id="s2b19c74l5" />สละ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุย่อมทำลายอวิชชา ย่อมยังวิชชาให้เกิด ย่อมทำนิพพานให้แจ้ง   
			<remark  id="s2b19c74l6" />เพราะทิฏฐิที่ตั้งไว้ชอบ เพราะมรรคภาวนาที่ตั้งไว้ชอบ อย่างนี้แล.     
			<remark  id="s2b19c74l7" />		           จบ สูตรที่ ๙              
			<remark  id="s2b19c74l8" />		            อากาสสูตร                
			<remark  id="s2b19c74l9" />		ผู้เจริญอริยมรรคย่อมทำสติปัฏฐานให้บริบูรณ์            
			<remark  id="s2b19c74l10" />	[๒๘๒] สาวัตถีนิทาน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ลมหลายชนิดพัดไปในอากาศ คือ ลม             
			<remark  id="s2b19c74l11" />ตะวันออกบ้าง ลมตะวันตกบ้าง ลมเหนือบ้าง ลมใต้บ้าง ลมมีธุลีบ้าง ลมไม่มีธุลีบ้าง ลม     
			<remark  id="s2b19c74l12" />หนาวบ้าง ลมร้อนบ้าง ลมพัดเบาๆ บ้าง ลมพัดแรงบ้าง แม้ฉันใด เมื่อภิกษุเจริญอริยมรรค     
			<remark  id="s2b19c74l13" />อันประกอบด้วยองค์ ๘ เมื่อกระทำให้มากซึ่งอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ สติปัฏฐาน ๔ ย่อม 
			<remark  id="s2b19c74l14" />ถึงความเจริญบริบูรณ์บ้าง สัมมัปปธาน ๔ ย่อมถึงความเจริญบริบูรณ์บ้าง อิทธิบาท ๔ ย่อมถึงความ             
			<remark  id="s2b19c74l15" />เจริญบริบูรณ์บ้าง อินทรีย์ ๕ ย่อมถึงความเจริญบริบูรณ์บ้าง พละ ๕ ย่อมถึงความเจริญบริบูรณ์              
			<remark  id="s2b19c74l16" />บ้าง โพชฌงค์ ๗ ย่อมถึงความเจริญบริบูรณ์บ้าง ฉันนั้นเหมือนกัน.       
			<remark  id="s2b19c74l17" />	[๒๘๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อภิกษุเจริญอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ กระทำ        
			<remark  id="s2b19c74l18" />ให้มากซึ่งอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ อย่างไรเล่า สติปัฏฐาน ๔ จึงถึงความเจริญบริบูรณ์บ้าง             
			<remark  id="s2b19c74l19" />สัมมัปปทาน ๔ ... อิทธิบาท ๔ ... อินทรีย์ ๕ ... พละ ๕ ... โพชฌงค์ ๗ จึงถึงความเจริญบริบูรณ์            
			<remark  id="s2b19c74l20" />บ้าง? ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมเจริญสัมมาทิฏฐิ อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ             
			<remark  id="s2b19c74l21" />อาศัยนิโรธ น้อมไปในการสละ ฯลฯ ย่อมเจริญสัมมาสมาธิ อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัย    
			<remark  id="s2b19c74l22" />นิโรธ น้อมไปในการสละ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเมื่อเจริญอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘    
			<remark  id="s2b19c74l23" />กระทำให้มากซึ่งอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ อย่างนี้แล สติปัฏฐาน ๔ ย่อมถึงความเจริญ   
			<remark  id="s2b19c74l24" />บริบูรณ์บ้าง สัมมัปปธาน ๔ ... อิทธิบาท ๔ ... อินทรีย์ ๕ ... พละ ๕ ... โพชฌงค์ ๗ ย่อมถึง               
			<remark  id="s2b19c74l25" />ความบริบูรณ์บ้าง.
			<remark  id="s2b19c74l26" />		           จบ สูตรที่ ๑๐  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b19c75" >
		<para id="s2b19c75p">
			<remark  id="s2b19c75l1" />		           เมฆสูตรที่ ๑              
			<remark  id="s2b19c75l2" />             ผู้เจริญอริยมรรคทำอกุศลธรรมให้สงบโดยพลัน               
			<remark  id="s2b19c75l3" />	[๒๘๔] สาวัตถีนิทาน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ฝุ่นละอองอันตั้งขึ้นในเดือนท้ายแห่งฤดู    
			<remark  id="s2b19c75l4" />ร้อน เมฆก้อนใหญ่ที่เกิดในสมัยมิใช่กาล ย่อมยังฝุ่นละอองนั้นให้หายราบไปได้โดยพลัน แม้  
			<remark  id="s2b19c75l5" />ฉันใด ภิกษุเจริญอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ กระทำให้มากซึ่งอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ 
			<remark  id="s2b19c75l6" />๘ ย่อมยังอกุศลธรรมอันลามกที่เกิดขึ้นแล้ว ให้หายสงบไปได้โดยพลัน ฉันนั้นเหมือนกัน.     
			<remark  id="s2b19c75l7" />	[๒๘๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อภิกษุเจริญอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ กระทำ        
			<remark  id="s2b19c75l8" />ให้มากซึ่งอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ อย่างไรเล่า จึงให้อกุศลธรรมอันลามกที่เกิดขึ้นแล้ว               
			<remark  id="s2b19c75l9" />หายสงบไปได้โดยพลัน? ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมเจริญสัมมาทิฏฐิ อัน    
			<remark  id="s2b19c75l10" />อาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในการสละ ฯลฯ ย่อมเจริญสัมมาสมาธิ อันอาศัย    
			<remark  id="s2b19c75l11" />วิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในการสละ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเมื่อเจริญอริยมรรค
			<remark  id="s2b19c75l12" />อันประกอบด้วยองค์ ๘ กระทำให้มากซึ่งอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ อย่างนี้แล จึงให้อกุศล
			<remark  id="s2b19c75l13" />ธรรมอันลามกที่เกิดขึ้นแล้ว หายสงบไปได้โดยพลัน.     
			<remark  id="s2b19c75l14" />		           จบ สูตรที่ ๑๑             
			<remark  id="s2b19c75l15" />		           เมฆสูตรที่ ๒              
			<remark  id="s2b19c75l16" />         ผู้เจริญอริยมรรคทำอกุศลธรรมให้สงบในระหว่างโดยพลัน          
			<remark  id="s2b19c75l17" />	[๒๘๖] สาวัตถีนิทาน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ลมแรงย่อมยังมหาเมฆอันเกิดขึ้นแล้วให้      
			<remark  id="s2b19c75l18" />หายหมดไปได้ในระหว่างนั่นเอง แม้ฉันใด ภิกษุเมื่อเจริญอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘      
			<remark  id="s2b19c75l19" />กระทำให้มากซึ่งอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ ย่อมยังอกุศลธรรมอันลามกที่เกิดขึ้นแล้ว ให้
			<remark  id="s2b19c75l20" />หายสงบไปในระหว่างได้โดยพลัน ฉันนั้นเหมือนกัน.      
			<remark  id="s2b19c75l21" />	[๒๘๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเมื่อเจริญอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ กระทำ        
			<remark  id="s2b19c75l22" />ให้มากซึ่งอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ อย่างไรเล่า จึงให้อกุศลธรรมอันลามกที่เกิดขึ้นแล้ว               
			<remark  id="s2b19c75l23" />หายสงบไปในระหว่างได้? ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมเจริญสัมมาทิฏฐิ อันอาศัย              
			<remark  id="s2b19c75l24" />วิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในการสละ ฯลฯ ย่อมเจริญสัมมาสมาธิ อันอาศัยวิเวก    
			<remark  id="s2b19c75l25" />อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในการสละ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเจริญอริยมรรคอันประกอบ  
			<remark  id="s2b19c75l26" />ด้วยองค์ ๘ กระทำให้มากซึ่งอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ อย่างนี้แล จึงให้อกุศลธรรมอัน  
			<remark  id="s2b19c75l27" />ลามกที่เกิดขึ้นแล้ว หายสงบไปในระหว่างได้โดยพลัน.   
			<remark  id="s2b19c75l28" />		           จบ สูตรที่ ๑๒   
		</para>
	</section>
	<section id="s2b19c76" >
		<para id="s2b19c76p">
			<remark  id="s2b19c76l1" />		            นาวาสูตร
			<remark  id="s2b19c76l2" />		 ผู้เจริญอริยมรรคทำให้สังโยชน์สงบหมดไป                
			<remark  id="s2b19c76l3" />	[๒๘๘] สาวัตถีนิทาน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อเรือเดินสมุทรที่ผูกด้วยเครื่องผูก คือ
			<remark  id="s2b19c76l4" />หวาย แช่อยู่ในน้ำตลอด ๖ เดือน เขายกขึ้นบกในฤดูหนาว เครื่องผูกต้องลมและแดดแล้ว        
			<remark  id="s2b19c76l5" />อันฝนตกรดแล้ว ย่อมจะเสียไป ผุไป โดยไม่ยากเลย แม้ฉันใด ภิกษุเมื่อเจริญอริยมรรคอัน     
			<remark  id="s2b19c76l6" />ประกอบด้วยองค์ ๘ กระทำให้มากซึ่งอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ สังโยชน์ทั้งหลายย่อมสงบ  
			<remark  id="s2b19c76l7" />หมดไป โดยไม่ยากเลย ฉันนั้นเหมือนกัน.               
			<remark  id="s2b19c76l8" />	[๒๘๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเมื่อเจริญอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ กระทำให้     
			<remark  id="s2b19c76l9" />มากซึ่งอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ อย่างไรเล่า สังโยชน์ทั้งหลาย จึงจะสงบหมดไป โดย    
			<remark  id="s2b19c76l10" />ไม่ยากเลย? ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมเจริญสัมมาทิฏฐิ อันอาศัยวิเวก   
			<remark  id="s2b19c76l11" />อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในการสละ ฯลฯ ย่อมเจริญสัมมาสมาธิ อันอาศัยวิเวก อาศัย    
			<remark  id="s2b19c76l12" />วิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในการสละ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเมื่อเจริญอริยมรรคอันประกอบ  
			<remark  id="s2b19c76l13" />ด้วยองค์ ๘ กระทำให้มากซึ่งอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ อย่างนี้แล สังโยชน์ทั้งหลายจึง 
			<remark  id="s2b19c76l14" />สงบหมดไปโดยไม่ยากเลย.             
			<remark  id="s2b19c76l15" />		           จบ สูตรที่ ๑๓             
			<remark  id="s2b19c76l16" />		         อาคันตุกาคารสูตร            
			<remark  id="s2b19c76l17" />      ว่าด้วยธรรมที่ควรกำหนดรู้ ควรละ ควรทำให้แจ้ง ควรทำให้เจริญ    
			<remark  id="s2b19c76l18" />	[๒๙๐] สาวัตถีนิทาน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย คนผู้มาจากทิศบูรพาก็ดี จากทิศปัจจิมก็ดี   
			<remark  id="s2b19c76l19" />จากทิศอุดรก็ดี จากทิศทักษิณก็ดี ย่อมพักอยู่ที่เรือนสำหรับรับแขก ถึงกษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์             
			<remark  id="s2b19c76l20" />ศูทรก็ดี ที่มาแล้วก็ย่อมพักอยู่ที่เรือนสำหรับรับแขกนั้น แม้ฉันใด ภิกษุเจริญอริยมรรคอัน                
			<remark  id="s2b19c76l21" />ประกอบด้วยองค์ ๘ กระทำให้มากซึ่งอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ ย่อมกำหนดรู้ธรรมที่ควร   
			<remark  id="s2b19c76l22" />กำหนดรู้ด้วยปัญญาอันยิ่ง ย่อมละธรรมที่ควรละด้วยปัญญาอันยิ่ง ย่อมกระทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่               
			<remark  id="s2b19c76l23" />ควรทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่ง ย่อมเจริญธรรมที่ควรให้เจริญด้วยปัญญาอันยิ่ง ฉันนั้นเหมือนกัน.            
			<remark  id="s2b19c76l24" />	[๒๙๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ธรรมที่ควรกำหนดรู้ด้วยปัญญาอันยิ่งเป็นไฉน? คือ        
			<remark  id="s2b19c76l25" />ธรรมที่เรียกว่า อุปาทานขันธ์ ๕ อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นไฉน? คือ รูปูปาทานขันธ์ ฯลฯ วิญญาณู                
			<remark  id="s2b19c76l26" />ปาทานขันธ์ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมเหล่านี้ควรกำหนดรู้ด้วยปัญญาอันยิ่ง.     
		</para>
	</section>
	<section id="s2b19c77" >
		<para id="s2b19c77p">
			<remark  id="s2b19c77l1" />	[๒๙๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ธรรมที่ควรละด้วยปัญญาอันยิ่ง เป็นไฉน? คือ อวิชชา      
			<remark  id="s2b19c77l2" />และภวตัณหา ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมเหล่านี้ควรละด้วยปัญญาอันยิ่ง.     
			<remark  id="s2b19c77l3" />	[๒๙๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ธรรมที่ควรทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งเป็นไฉน? คือ       
			<remark  id="s2b19c77l4" />วิชชาและวิมุติ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมเหล่านี้ควรทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่ง.           
			<remark  id="s2b19c77l5" />	[๒๙๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ธรรมที่ควรให้เจริญด้วยปัญญาอันยิ่งเป็นไฉน? คือ        
			<remark  id="s2b19c77l6" />สมถะและวิปัสสนา ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมเหล่านี้ควรให้เจริญด้วยปัญญาอันยิ่ง.           
			<remark  id="s2b19c77l7" />	[๒๙๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเมื่อเจริญอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ กระทำให้     
			<remark  id="s2b19c77l8" />มากซึ่งอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ อย่างไรเล่า จึงกำหนดรู้ธรรมที่ควรกำหนดรู้ด้วยปัญญา
			<remark  id="s2b19c77l9" />อันยิ่ง ฯลฯ จึงเจริญธรรมที่ควรให้เจริญด้วยปัญญาอันยิ่ง? ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้         
			<remark  id="s2b19c77l10" />ย่อมเจริญสัมมาทิฏฐิ อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในการสละ ฯลฯ ย่อม     
			<remark  id="s2b19c77l11" />เจริญสัมมาสมาธิ อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในการสละ ดูกรภิกษุทั้งหลาย
			<remark  id="s2b19c77l12" />ภิกษุเมื่อเจริญอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ กระทำให้มากซึ่งอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘
			<remark  id="s2b19c77l13" />อย่างนี้แล จึงกำหนดรู้ธรรมที่ควรกำหนดรู้ด้วยปัญญาอันยิ่ง ฯลฯ จึงเจริญธรรมที่ควรให้เจริญด้วย           
			<remark  id="s2b19c77l14" />ปัญญาอันยิ่ง.    
			<remark  id="s2b19c77l15" />		           จบ สูตรที่ ๑๔             
			<remark  id="s2b19c77l16" />		             นทีสูตร
			<remark  id="s2b19c77l17" />           ไม่มีผู้สามารถให้ผู้เจริญอริยมรรคกลับเป็นคนเลวได้        
			<remark  id="s2b19c77l18" />	[๒๙๖] สาวัตถีนิทาน. พระผู้มีพระภาคตรัสถามภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย     
			<remark  id="s2b19c77l19" />แม่น้ำคงคาไหลไปสู่ทิศปราจีน หลั่งไปสู่ทิศปราจีน บ่าไปสู่ทิศปราจีน ครั้งนั้น หมู่มหาชนพา               
			<remark  id="s2b19c77l20" />กันถือเอาจอบและตะกร้ามาด้วยประสงค์ว่า พวกเราจักทำการทดแม่น้ำคงคานี้ให้ไหลกลับ ให้    
			<remark  id="s2b19c77l21" />หลั่งกลับ ให้บ่ากลับ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน หมู่มหาชน
			<remark  id="s2b19c77l22" />นั้นจะพึงทำการทดแม่น้ำคงคาให้ไหลกลับ ให้หลั่งกลับ ให้บ่ากลับ ได้ละหรือ?              
			<remark  id="s2b19c77l23" />     ภิกษุเหล่านั้นกราบทูลว่า ไม่ได้ พระเจ้าข้า.   
			<remark  id="s2b19c77l24" />     พ. ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร.     
			<remark  id="s2b19c77l25" />     ภิ. เพราะแม่น้ำคงคาไหลไปสู่ทิศปราจีน หลั่งไปสู่ทิศปราจีน บ่าไปสู่ทิศปราจีน      
			<remark  id="s2b19c77l26" />การที่จะทำการทดแม่น้ำคงคาให้ไหลกลับ ให้หลั่งกลับ ให้บ่ากลับ มิใช่กระทำได้ง่าย แต่เป็น
			<remark  id="s2b19c77l27" />การแน่นอนว่า หมู่มหาชนพึงเป็นผู้มีส่วนแห่งความลำบากยากแค้น แม้ฉันใด.
		</para>
	</section>
	<section id="s2b19c78" >
		<para id="s2b19c78p">
			<remark  id="s2b19c78l1" />     พ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย พระราชา มหาอำมาตย์ของพระราชา มิตร สหาย หรือญาติ            
			<remark  id="s2b19c78l2" />สาโลหิต จะพึงเชื้อเชิญภิกษุผู้เจริญอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ ผู้กระทำให้มากซึ่งอริยมรรค             
			<remark  id="s2b19c78l3" />อันประกอบด้วยองค์ ๘ ด้วยโภคะทั้งหลาย เพื่อนำไปตามใจว่า ดูกรบุรุษผู้เจริญ เชิญท่านมาเถิด               
			<remark  id="s2b19c78l4" />ท่านจะนุ่งห่มผ้ากาสายะเหล่านี้ทำไม? ท่านจะเป็นคนโล้นถือกระเบื้องเที่ยวไปทำไม? ท่านจงสึก               
			<remark  id="s2b19c78l5" />มาบริโภคโภคะและกระทำบุญเถิด ภิกษุผู้เจริญอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ ผู้กระทำให้มาก  
			<remark  id="s2b19c78l6" />ซึ่งอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ นั้น จักลาสิกขาสึกออกเป็นคฤหัสถ์ ข้อนี้มิใช่ฐานะที่จะมี               
			<remark  id="s2b19c78l7" />ได้ ข้อนั้นเพราะเหตุไร? เพราะว่าจิตที่น้อมไปในวิเวก โน้มไปในวิเวก โอนไปในวิเวก       
			<remark  id="s2b19c78l8" />ตลอดกาลนานนั้น จักสึกออกมาเป็นคฤหัสถ์ ข้อนี้มิใช่ฐานะที่จะมีได้.    
			<remark  id="s2b19c78l9" />	[๒๙๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุย่อมเจริญอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ ย่อม          
			<remark  id="s2b19c78l10" />กระทำให้มากซึ่งอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ อย่างไรเล่า? ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรม
			<remark  id="s2b19c78l11" />วินัยนี้ ย่อมเจริญสัมมาทิฏฐิ อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในการสละ ฯลฯ 
			<remark  id="s2b19c78l12" />ย่อมเจริญสัมมาสมาธิ อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในการสละ ดูกรภิกษุ    
			<remark  id="s2b19c78l13" />ทั้งหลาย ภิกษุย่อมเจริญอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ ย่อมกระทำให้มากซึ่งอริยมรรคอัน    
			<remark  id="s2b19c78l14" />ประกอบด้วยองค์ ๘ อย่างนี้แล.      
			<remark  id="s2b19c78l15" />		           จบ สูตรที่ ๑๕             
			<remark  id="s2b19c78l16" />		         จบ พลกรณียวรรค              
			<remark  id="s2b19c78l17" />		           ----------                
			<remark  id="s2b19c78l18" />		     รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ    
			<remark  id="s2b19c78l19" />     ๑. พลกรณียสูตรที่ ๑ ๒. พลกรณียสูตรที่ ๒ ๓. พลกรณียสูตรที่ ๓    
			<remark  id="s2b19c78l20" />๔. พลกรณียสูตรที่ ๔ ๕. พีชสูตร ๖. นาคสูตร ๗. รุกขสูตร ๘. กุมภสูตร   
			<remark  id="s2b19c78l21" />๙. สุกกสูตร ๑๐. อากาสสูตร ๑๑. เมฆสูตรที่ ๑ ๑๒. เมฆสูตรที่ ๒ ๑๓. นาวาสูตร             
			<remark  id="s2b19c78l22" />๑๔. อาคันตุกาคารสูตร ๑๕. นทีสูตร  
			<remark  id="s2b19c78l23" />		           ----------   
		</para>
	</section>
	<section id="s2b19c79" >
		<para id="s2b19c79p">
			<remark  id="s2b19c79l1" />		         เอสนาวรรคที่ ๑๒             
			<remark  id="s2b19c79l2" />		          เอสนาสูตรที่ ๑             
			<remark  id="s2b19c79l3" />		          การแสวงหา ๓                
			<remark  id="s2b19c79l4" />	[๒๙๘] สาวัตถีนิทาน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย การแสวงหา ๓ อย่างนี้ ๓ อย่างเป็น          
			<remark  id="s2b19c79l5" />ไฉน? คือ การแสวงหากาม ๑ การแสวงหาภพ ๑ การแสวงหาพรหมจรรย์ ๑ ดูกรภิกษุ
			<remark  id="s2b19c79l6" />ทั้งหลาย การแสวงหา ๓ อย่างนี้แล.  
			<remark  id="s2b19c79l7" />	[๒๙๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุควรเจริญอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ เพื่อความ      
			<remark  id="s2b19c79l8" />รู้ยิ่งซึ่งการแสวงหา ๓ อย่างนี้แล อริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ เป็นไฉน? ดูกรภิกษุทั้งหลาย              
			<remark  id="s2b19c79l9" />ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมเจริญสัมมาทิฏฐิ อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปใน
			<remark  id="s2b19c79l10" />การสละ ฯลฯ ย่อมเจริญสัมมาสมาธิ อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในการ      
			<remark  id="s2b19c79l11" />สละ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุควรเจริญอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ นี้ เพื่อรู้ยิ่งด้วยการ                
			<remark  id="s2b19c79l12" />แสวงหา ๓ อย่างนี้แล.              
			<remark  id="s2b19c79l13" />		           จบ สูตรที่ ๑              
			<remark  id="s2b19c79l14" />		          เอสนาสูตรที่ ๒             
			<remark  id="s2b19c79l15" />		          การแสวงหา ๓                
			<remark  id="s2b19c79l16" />	[๓๐๐] สาวัตถีนิทาน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย การแสวงหา ๓ อย่างนี้ ๓ อย่างเป็นไฉน?      
			<remark  id="s2b19c79l17" />คือ การแสวงหากาม ๑ การแสวงหาภพ ๑ การแสวงหาพรหมจรรย์ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย การ          
			<remark  id="s2b19c79l18" />แสวงหา ๓ อย่างนี้แล.              
			<remark  id="s2b19c79l19" />	[๓๐๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุควรเจริญอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ เพื่อรู้ยิ่ง   
			<remark  id="s2b19c79l20" />ซึ่งการแสวงหา ๓ อย่างนี้แล อริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ เป็นไฉน? ดูกรภิกษุทั้งหลาย    
			<remark  id="s2b19c79l21" />ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมเจริญสัมมาทิฏฐิ มีอันกำจัดราคะเป็นที่สุด มีอันกำจัดโทสะเป็นที่สุด             
			<remark  id="s2b19c79l22" />มีอันกำจัดโมหะเป็นที่สุด ฯลฯ ย่อมเจริญสัมมาสมาธิ มีอันกำจัดราคะเป็นที่สุด มีอันกำจัด 
			<remark  id="s2b19c79l23" />โทสะเป็นที่สุด มีอันกำจัดโมหะเป็นที่สุด ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุควรเจริญอริยมรรคอันประกอบ              
			<remark  id="s2b19c79l24" />ด้วยองค์ ๘ นี้ เพื่อรู้ยิ่งซึ่งการแสวงหา ๓ อย่างนี้แล               
			<remark  id="s2b19c79l25" />		           จบ สูตรที่ ๒ 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b19c80" >
		<para id="s2b19c80p">
			<remark  id="s2b19c80l1" />		          เอสนาสูตรที่ ๓             
			<remark  id="s2b19c80l2" />		          การแสวงหา ๓                
			<remark  id="s2b19c80l3" />	[๓๐๒] สาวัตถีนิทาน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย การแสวงหา ๓ อย่างนี้ ๓ อย่างเป็นไฉน?      
			<remark  id="s2b19c80l4" />คือ การแสวงหากาม ๑ การแสวงหาภพ ๑ การแสวงหาพรหมจรรย์ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย การ          
			<remark  id="s2b19c80l5" />แสวงหา ๓ อย่างนี้แล.              
			<remark  id="s2b19c80l6" />	[๓๐๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุควรเจริญอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ เพื่อรู้ยิ่ง   
			<remark  id="s2b19c80l7" />ซึ่งการแสวงหา ๓ อย่างนี้แล อริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ เป็นไฉน? ดูกรภิกษุทั้งหลาย    
			<remark  id="s2b19c80l8" />ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมเจริญสัมมาทิฏฐิ อันหยั่งลงสู่อมตะ มีอมตะเป็นเบื้องหน้า มีอมตะ
			<remark  id="s2b19c80l9" />เป็นที่สุด ฯลฯ ย่อมเจริญสัมมาสมาธิ อันหยั่งลงสู่อมตะ มีอมตะเป็นเบื้องหน้า มีอมตะเป็นที่สุด            
			<remark  id="s2b19c80l10" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุควรเจริญอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ นี้ เพื่อรู้ยิ่งซึ่งการแสวงหา ๓            
			<remark  id="s2b19c80l11" />อย่างนี้แล.      
			<remark  id="s2b19c80l12" />		           จบ สูตรที่ ๓              
			<remark  id="s2b19c80l13" />		          เอสนาสูตรที่ ๔             
			<remark  id="s2b19c80l14" />		          การแสวงหา ๓                
			<remark  id="s2b19c80l15" />	[๓๐๔] สาวัตถีนิทาน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย การแสวงหา ๓ อย่างนี้ ๓ อย่างเป็น          
			<remark  id="s2b19c80l16" />ไฉน? คือ การแสวงหากาม ๑ การแสวงภพ ๑ การแสวงหาพรหมจรรย์ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย           
			<remark  id="s2b19c80l17" />การแสวงหา ๓ อย่างนี้แล.           
			<remark  id="s2b19c80l18" />	[๓๐๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุควรเจริญอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ เพื่อรู้ยิ่ง   
			<remark  id="s2b19c80l19" />ซึ่งการแสวงหา ๓ อย่างนี้แล อริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ เป็นไฉน? ดูกรภิกษุทั้งหลาย    
			<remark  id="s2b19c80l20" />ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมเจริญสัมมาทิฏฐิ อันน้อมไปสู่นิพพาน โน้มไปสู่นิพพาน โอนไปสู่  
			<remark  id="s2b19c80l21" />นิพพาน ฯลฯ ย่อมเจริญสัมมาสมาธิ อันน้อมไปสู่นิพพาน โน้มไปสู่นิพพาน โอนไปสู่นิพพาน     
			<remark  id="s2b19c80l22" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุควรเจริญอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ นี้ เพื่อรู้ยิ่งซึ่งการแสวงหา ๓            
			<remark  id="s2b19c80l23" />อย่างนี้แล.      
			<remark  id="s2b19c80l24" />		           จบ สูตรที่ ๔       
		</para>
	</section>
	<section id="s2b19c81" >
		<para id="s2b19c81p">
			<remark  id="s2b19c81l1" />		          เอสนาสูตรที่ ๕             
			<remark  id="s2b19c81l2" />		          การแสวงหา ๓                
			<remark  id="s2b19c81l3" />	[๓๐๖] สาวัตถีนิทาน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย การแสวงหา ๓ อย่างนี้ ๓ อย่างเป็นไฉน?      
			<remark  id="s2b19c81l4" />คือ การแสวงหากาม ๑ การแสวงหาภพ ๑ การแสวงหาพรหมจรรย์ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย การ          
			<remark  id="s2b19c81l5" />แสวงหา ๓ อย่างนี้แล.              
			<remark  id="s2b19c81l6" />	[๓๐๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุควรเจริญอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ เพื่อ          
			<remark  id="s2b19c81l7" />กำหนดรู้ซึ่งการแสวงหา ๓ อย่างนี้แล ฯลฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุควรเจริญอริยมรรคอัน    
			<remark  id="s2b19c81l8" />ประกอบด้วยองค์ ๘ นี้ เพื่อกำหนดรู้ซึ่งการแสวงหา ๓ อย่างนี้แล.       
			<remark  id="s2b19c81l9" />		           จบ สูตรที่ ๕              
			<remark  id="s2b19c81l10" />		          เอสนาสูตรที่ ๖             
			<remark  id="s2b19c81l11" />		          การแสวงหา ๓                
			<remark  id="s2b19c81l12" />	[๓๐๘] สาวัตถีนิทาน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย การแสวงหา ๓ อย่างนี้ ๓ อย่างเป็นไฉน?      
			<remark  id="s2b19c81l13" />คือ การแสวงหากาม ๑ การแสวงหาภพ ๑ การแสวงหาพรหมจรรย์ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย การ          
			<remark  id="s2b19c81l14" />แสวงหา ๓ อย่างนี้แล ฯลฯ           
			<remark  id="s2b19c81l15" />		           จบ สูตรที่ ๖              
			<remark  id="s2b19c81l16" />		          เอสนาสูตรที่ ๗             
			<remark  id="s2b19c81l17" />		          การแสวงหา ๓                
			<remark  id="s2b19c81l18" />	[๓๐๙] สาวัตถีนิทาน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย การแสวงหา ๓ อย่างนี้ ๓ อย่างเป็นไฉน?      
			<remark  id="s2b19c81l19" />คือ การแสวงหากาม ๑ การแสวงหาภพ ๑ การแสวงหาพรหมจรรย์ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย              
			<remark  id="s2b19c81l20" />การแสวงหา ๓ อย่างนี้แล.           
			<remark  id="s2b19c81l21" />	[๓๑๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย. ภิกษุควรเจริญอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ เพื่อความ     
			<remark  id="s2b19c81l22" />สิ้นไปแห่งการแสวงหา ๓ อย่างนี้แล ฯลฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุควรเจริญอริยมรรคอัน      
			<remark  id="s2b19c81l23" />ประกอบด้วยองค์ ๘ นี้ เพื่อความสิ้นไปแห่งการแสวงหา ๓ อย่างนี้แล ฯลฯ  
			<remark  id="s2b19c81l24" />		           จบ สูตรที่ ๗     
		</para>
	</section>
	<section id="s2b19c82" >
		<para id="s2b19c82p">
			<remark  id="s2b19c82l1" />		          เอสนาสูตรที่ ๘             
			<remark  id="s2b19c82l2" />		          การแสวงหา ๓                
			<remark  id="s2b19c82l3" />	[๓๑๑] สาวัตถีนิทาน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย การแสวงหา ๓ อย่างนี้ ๓ อย่างเป็นไฉน?      
			<remark  id="s2b19c82l4" />คือ การแสวงหากาม ๑ การแสวงหาภพ ๑ การแสวงหาพรหมจรรย์ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย การ          
			<remark  id="s2b19c82l5" />แสวงหา ๓ อย่างนี้แล.              
			<remark  id="s2b19c82l6" />	[๓๑๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุควรเจริญอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ เพื่อละการ     
			<remark  id="s2b19c82l7" />แสวงหา ๓ อย่างนี้แล อริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ เป็นไฉน? ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุใน   
			<remark  id="s2b19c82l8" />ธรรมวินัยนี้ ย่อมเจริญสัมมาทิฏฐิ อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในการสละ 
			<remark  id="s2b19c82l9" />ฯลฯ ย่อมเจริญสัมมาสมาธิ อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในการสละ ดูกร     
			<remark  id="s2b19c82l10" />ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุควรเจริญอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ นี้ เพื่อละการแสวงหา ๓ อย่างนี้แล.             
			<remark  id="s2b19c82l11" />		           จบ สูตรที่ ๘              
			<remark  id="s2b19c82l12" />		             วิธาสูตร                
			<remark  id="s2b19c82l13" />		           การถือตัว ๓               
			<remark  id="s2b19c82l14" />	[๓๑๓] สาวัตถีนิทาน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย การถือตัว ๓ อย่างนี้ ๓ อย่างเป็นไฉน?      
			<remark  id="s2b19c82l15" />คือ การถือตัวว่า เราประเสริฐกว่าเขา ๑ เราเสมอเขา ๑ เราเลวกว่าเขา ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
			<remark  id="s2b19c82l16" />การถือตัว ๓ อย่างนี้แล.           
			<remark  id="s2b19c82l17" />	[๓๑๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุควรเจริญอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ เพื่อรู้ยิ่ง   
			<remark  id="s2b19c82l18" />เพื่อกำหนดรู้ เพื่อความสิ้นไป เพื่อละการถือตัว ๓ อย่างนี้แล อริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘               
			<remark  id="s2b19c82l19" />เป็นไฉน? ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมเจริญสัมมาทิฏฐิ อันอาศัยวิเวก อาศัย                
			<remark  id="s2b19c82l20" />วิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในการสละ ฯลฯ ย่อมเจริญสัมมาสมาธิ อันอาศัยวิเวก อาศัย         
			<remark  id="s2b19c82l21" />วิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในการสละ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเจริญอริยมรรคอันประกอบด้วย   
			<remark  id="s2b19c82l22" />องค์ ๘ นี้ เพื่อรู้ยิ่ง เพื่อกำหนดรู้ เพื่อความสิ้นไป เพื่อละการถือตัว ๓ อย่างนี้แล. 
			<remark  id="s2b19c82l23" />		           จบ สูตรที่ ๙              
			<remark  id="s2b19c82l24" />		            อาสวสูตร
			<remark  id="s2b19c82l25" />		            อาสวะ ๓ 
			<remark  id="s2b19c82l26" />	[๓๑๕] สาวัตถีนิทาน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย อาสวะ ๓ อย่างนี้ ๓ อย่างเป็นไฉน?          
			<remark  id="s2b19c82l27" />คือ กามาสวะ ๑ ภวาสวะ ๑ อวิชชาสวะ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย อาสวะ ๓ อย่างนี้แล.    
		</para>
	</section>
	<section id="s2b19c83" >
		<para id="s2b19c83p">
			<remark  id="s2b19c83l1" />	[๓๑๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุควรเจริญอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ เพื่อรู้ยิ่ง   
			<remark  id="s2b19c83l2" />เพื่อกำหนดรู้ เพื่อความสิ้นไป เพื่อละอาสวะ ๓ อย่างนี้แล ฯลฯ ภิกษุควรเจริญอริยมรรคอัน 
			<remark  id="s2b19c83l3" />ประกอบด้วยองค์ ๘ นี้ ฯลฯ          
			<remark  id="s2b19c83l4" />		           จบ สูตรที่ ๑๐             
			<remark  id="s2b19c83l5" />		             ภวสูตร 
			<remark  id="s2b19c83l6" />		              ภพ ๓  
			<remark  id="s2b19c83l7" />	[๓๑๗] สาวัตถีนิทาน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภพ ๓ อย่างนี้ ๓ อย่างเป็นไฉน? คือ         
			<remark  id="s2b19c83l8" />กามภพ ๑ รูปภพ ๑ อรูปภพ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภพ ๓ อย่างนี้แล.         
			<remark  id="s2b19c83l9" />	[๓๑๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุควรเจริญอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ เพื่อรู้ยิ่ง   
			<remark  id="s2b19c83l10" />เพื่อกำหนดรู้ เพื่อความสิ้นไป เพื่อละภพ ๓ อย่างนี้แล ฯลฯ ภิกษุควรเจริญอริยมรรคอันประกอบ               
			<remark  id="s2b19c83l11" />ด้วยองค์ ๘ นี้ ฯลฯ                
			<remark  id="s2b19c83l12" />		           จบ สูตรที่ ๑๑             
			<remark  id="s2b19c83l13" />		            ทุกขตาสูตร               
			<remark  id="s2b19c83l14" />		          ความเป็นทุกข์ ๓            
			<remark  id="s2b19c83l15" />	[๓๑๙] สาวัตถีนิทาน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความเป็นทุกข์ ๓ อย่างนี้ ๓ อย่างเป็น      
			<remark  id="s2b19c83l16" />ไฉน? คือ ความเป็นทุกข์เกิดจากความไม่สบายกาย ๑ ความเป็นทุกข์เกิดจากสังขาร ๑ ความ      
			<remark  id="s2b19c83l17" />เป็นทุกข์เกิดจากความแปรปรวน ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความเป็นทุกข์ ๓ อย่างนี้แล.          
			<remark  id="s2b19c83l18" />	[๓๒๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุควรเจริญอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ เพื่อรู้ยิ่ง   
			<remark  id="s2b19c83l19" />เพื่อกำหนดรู้ เพื่อความสิ้นไป เพื่อละความเป็นทุกข์ ๓ อย่างนี้แล ฯลฯ ภิกษุควรเจริญอริย                
			<remark  id="s2b19c83l20" />มรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ นี้ ฯลฯ  
			<remark  id="s2b19c83l21" />		           จบ สูตรที่ ๑๒             
			<remark  id="s2b19c83l22" />		             ขีลสูตร
			<remark  id="s2b19c83l23" />		           เสาเขื่อน ๓               
			<remark  id="s2b19c83l24" />	[๓๒๑] สาวัตถีนิทาน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เสาเขื่อน ๓ อย่างนี้ ๓ อย่างเป็นไฉน?      
			<remark  id="s2b19c83l25" />ได้แก่เสาเขื่อนคือราคะ ๑ โทสะ ๑ โมหะ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เสาเขื่อน ๓ อย่างนี้แล.     
		</para>
	</section>
	<section id="s2b19c84" >
		<para id="s2b19c84p">
			<remark  id="s2b19c84l1" />	[๓๒๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุควรเจริญอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ เพื่อรู้ยิ่ง   
			<remark  id="s2b19c84l2" />เพื่อกำหนดรู้ เพื่อความสิ้นไป เพื่อละเสาเขื่อน ๓ อย่างนี้แล ฯลฯ ภิกษุควรเจริญอริยมรรคอัน              
			<remark  id="s2b19c84l3" />ประกอบด้วยองค์ ๘ นี้ ฯลฯ          
			<remark  id="s2b19c84l4" />		           จบ สูตรที่ ๑๓             
			<remark  id="s2b19c84l5" />		             มลสูตร 
			<remark  id="s2b19c84l6" />		             มลทิน ๓
			<remark  id="s2b19c84l7" />	[๓๒๓] สาวัตถีนิทาน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย มลทิน ๓ อย่างนี้ ๓ อย่างเป็นไฉน?          
			<remark  id="s2b19c84l8" />ได้แก่มลทิน คือ ราคะ ๑ โทสะ ๑ โมหะ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย มลทิน ๓ อย่างนี้แล.           
			<remark  id="s2b19c84l9" />	[๓๒๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุควรเจริญอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ เพื่อรู้ยิ่ง   
			<remark  id="s2b19c84l10" />เพื่อกำหนดรู้ เพื่อความสิ้นไป เพื่อละมลทิน ๓ อย่างนี้แล ฯลฯ ภิกษุควรเจริญอริยมรรคอัน 
			<remark  id="s2b19c84l11" />ประกอบด้วยองค์ ๘ นี้ ฯลฯ          
			<remark  id="s2b19c84l12" />		           จบ สูตรที่ ๑๔             
			<remark  id="s2b19c84l13" />		             นิฆสูตร
			<remark  id="s2b19c84l14" />		             ทุกข์ ๓
			<remark  id="s2b19c84l15" />	[๓๒๕] สาวัตถีนิทาน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ทุกข์ ๓ อย่างนี้ ๓ อย่างเป็นไฉน? ได้      
			<remark  id="s2b19c84l16" />แก่ทุกข์ คือ ราคะ ๑ โทสะ ๑ โมหะ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ทุกข์ ๓ อย่างนี้แล.              
			<remark  id="s2b19c84l17" />	[๓๒๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุควรเจริญอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ เพื่อรู้ยิ่ง   
			<remark  id="s2b19c84l18" />เพื่อกำหนดรู้ เพื่อความสิ้นไป เพื่อละทุกข์ ๓ อย่างนี้แล ฯลฯ ภิกษุควรเจริญอริยมรรคอัน 
			<remark  id="s2b19c84l19" />ประกอบด้วยองค์ ๘ นี้ ฯลฯ          
			<remark  id="s2b19c84l20" />		           จบ สูตรที่ ๑๕             
			<remark  id="s2b19c84l21" />		            เวทนาสูตร                
			<remark  id="s2b19c84l22" />		            เวทนา ๓ 
			<remark  id="s2b19c84l23" />	[๓๒๗] สาวัตถีนิทาน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เวทนา ๓ อย่างนี้ ๓ อย่างเป็นไฉน?          
			<remark  id="s2b19c84l24" />คือ สุขเวทนา ๑ ทุกขเวทนา ๑ อทุกขมสุขเวทนา ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เวทนา ๓ อย่างนี้แล.    
		</para>
	</section>
	<section id="s2b19c85" >
		<para id="s2b19c85p">
			<remark  id="s2b19c85l1" />	[๓๒๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุควรเจริญอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ เพื่อรู้ยิ่ง   
			<remark  id="s2b19c85l2" />เพื่อกำหนดรู้ เพื่อความสิ้นไป เพื่อละเวทนา ๓ อย่างนี้แล ฯลฯ ภิกษุควรเจริญอริยมรรคอัน 
			<remark  id="s2b19c85l3" />ประกอบด้วยองค์ ๘ นี้ ฯลฯ          
			<remark  id="s2b19c85l4" />		           จบ สูตรที่ ๑๖             
			<remark  id="s2b19c85l5" />		           ตัณหาสูตรที่ ๑            
			<remark  id="s2b19c85l6" />		             ตัณหา ๓
			<remark  id="s2b19c85l7" />	[๓๒๙] สาวัตถีนิทาน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตัณหา ๓ อย่างนี้ ๓ อย่างเป็นไฉน?          
			<remark  id="s2b19c85l8" />คือ กามตัณหา ๑ ภวตัณหา ๑ วิภวตัณหา ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตัณหา ๓ อย่างนี้แล.           
			<remark  id="s2b19c85l9" />	[๓๓๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุควรเจริญอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ เพื่อรู้ยิ่ง   
			<remark  id="s2b19c85l10" />เพื่อกำหนดรู้ เพื่อความสิ้นไป เพื่อละตัณหา ๓ อย่างนี้แล อริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘  
			<remark  id="s2b19c85l11" />เป็นไฉน? ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมเจริญสัมมาทิฏฐิ อันอาศัยวิเวก อาศัย                
			<remark  id="s2b19c85l12" />วิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในการสละ ฯลฯ ย่อมเจริญสัมมาสมาธิ อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ   
			<remark  id="s2b19c85l13" />อาศัยนิโรธ น้อมไปในการสละ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุย่อมเจริญอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘
			<remark  id="s2b19c85l14" />นี้ เพื่อรู้ยิ่ง เพื่อกำหนดรู้ เพื่อความสิ้นไป เพื่อละตัณหา ๓ อย่างนี้แล.            
			<remark  id="s2b19c85l15" />		           จบ สูตรที่ ๑๗             
			<remark  id="s2b19c85l16" />		           ตัณหาสูตรที่ ๒            
			<remark  id="s2b19c85l17" />		             ตัณหา ๓
			<remark  id="s2b19c85l18" />	[๓๓๑] สาวัตถีนิทาน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตัณหา ๓ อย่างนี้ ฯลฯ     
			<remark  id="s2b19c85l19" />	[๓๓๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุควรเจริญอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ เพื่อรู้ยิ่ง   
			<remark  id="s2b19c85l20" />เพื่อกำหนดรู้ เพื่อความสิ้นไป เพื่อละตัณหา ๓ อย่างนี้แล อริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘  
			<remark  id="s2b19c85l21" />เป็นไฉน? ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมเจริญสัมมาทิฏฐิ มีอันกำจัดราคะเป็นที่              
			<remark  id="s2b19c85l22" />สุด มีอันกำจัดโทสะเป็นที่สุด มีอันกำจัดโมหะเป็นที่สุด ฯลฯ ย่อมเจริญสัมมาสมาธิ มีอัน  
			<remark  id="s2b19c85l23" />กำจัดราคะเป็นที่สุด มีอันกำจัดโทสะเป็นที่สุด มีอันกำจัดโมหะเป็นที่สุด ฯลฯ ย่อมเจริญสัมมา             
			<remark  id="s2b19c85l24" />ทิฏฐิ อันหยั่งลงสู่อมตะ มีอมตะเป็นเบื้องหน้า มีอมตะเป็นที่สุด ฯลฯ ย่อมเจริญสัมมาสมาธิ                
			<remark  id="s2b19c85l25" />อันหยั่งลงสู่อมตะ มีอมตะเป็นเบื้องหน้า มีอมตะเป็นที่สุด ฯลฯ ย่อมเจริญสัมมาทิฏฐิ อันน้อม   
		</para>
	</section>
	<section id="s2b19c86" >
		<para id="s2b19c86p">
			<remark  id="s2b19c86l1" />ไปสู่นิพพาน โน้มไปสู่นิพพาน โอนไปสู่นิพพาน ฯลฯ ย่อมเจริญสัมมาสมาธิ อันน้อมไปสู่      
			<remark  id="s2b19c86l2" />นิพพาน โน้มไปสู่นิพพาน โอนไปสู่นิพพาน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุควรเจริญอริยมรรคอัน     
			<remark  id="s2b19c86l3" />ประกอบด้วยองค์ ๘ นี้ เพื่อรู้ยิ่ง เพื่อกำหนดรู้ เพื่อความสิ้นไป เพื่อละตัณหา ๓ อย่างนี้แล.            
			<remark  id="s2b19c86l4" />		           จบ สูตรที่ ๑๘             
			<remark  id="s2b19c86l5" />		          จบ เอสนาวรรค               
			<remark  id="s2b19c86l6" />		          ------------               
			<remark  id="s2b19c86l7" />		     รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ    
			<remark  id="s2b19c86l8" />     ๑. เอสนาสูตรที่ ๑ ๒. เอสนาสูตรที่ ๒ ๓. เอสนาสูตรที่ ๓ ๔. เอสนาสูตรที่ ๔         
			<remark  id="s2b19c86l9" />๕. เอสนาสูตรที่ ๕ ๖. เอสนาสูตรที่ ๖ ๗. เอสนาสูตรที่ ๗ ๘. เอสนาสูตรที่ ๘              
			<remark  id="s2b19c86l10" />๙. วิธาสูตร ๑๐. อาสวสูตร ๑๑. ภวสูตร ๑๒. ทุกขตาสูตร ๑๓. ขีลสูตร ๑๔. มลสูตร            
			<remark  id="s2b19c86l11" />๑๕. นิฆสูตร ๑๖. เวทนาสูตร ๑๗. ตัณหาสูตรที่ ๑ ๑๘. ตัณหาสูตรที่ ๒     
			<remark  id="s2b19c86l12" />		          ------------    
		</para>
	</section>
	<section id="s2b19c87" >
		<para id="s2b19c87p">
			<remark  id="s2b19c87l1" />		          โอฆวรรคที่ ๑๓              
			<remark  id="s2b19c87l2" />		             โอฆสูตร
			<remark  id="s2b19c87l3" />		             โอฆะ ๔ 
			<remark  id="s2b19c87l4" />	[๓๓๓] สาวัตถีนิทาน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย โอฆะ ๔ อย่างนี้ ๔ อย่างเป็นไฉน? ได้       
			<remark  id="s2b19c87l5" />แก่โอฆะคือกาม ๑ โอฆะคือภพ ๑ โอฆะคือทิฏฐิ ๑ โอฆะคืออวิชชา ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย         
			<remark  id="s2b19c87l6" />โอฆะ ๔ อย่างนี้แล.                
			<remark  id="s2b19c87l7" />	[๓๓๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุควรเจริญอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ เพื่อรู้ยิ่ง   
			<remark  id="s2b19c87l8" />เพื่อกำหนดรู้ เพื่อความสิ้นไป เพื่อละโอฆะ ๔ อย่างนี้แล ฯลฯ ภิกษุควรเจริญอริยมรรคอัน  
			<remark  id="s2b19c87l9" />ประกอบด้วยองค์ ๘ นี้ ฯลฯ          
			<remark  id="s2b19c87l10" />		           จบ สูตรที่ ๑              
			<remark  id="s2b19c87l11" />		             โยคสูตร
			<remark  id="s2b19c87l12" />		             โยคะ ๔ 
			<remark  id="s2b19c87l13" />	[๓๓๕] สาวัตถีนิทาน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย โยคะ ๔ อย่างนี้ ๔ อย่างเป็นไฉน? ได้       
			<remark  id="s2b19c87l14" />แก่โยคะคือกาม ๑ โยคะคือภพ ๑ โยคะคือทิฏฐิ ๑ โยคะคืออวิชชา ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย         
			<remark  id="s2b19c87l15" />โยคะ ๔ อย่างนี้แล.                
			<remark  id="s2b19c87l16" />	[๓๓๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุควรเจริญอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ เพื่อรู้ยิ่ง   
			<remark  id="s2b19c87l17" />เพื่อกำหนดรู้ เพื่อความสิ้นไป เพื่อละโยคะ ๔ อย่างนี้แล ฯลฯ ภิกษุควรเจริญอริยมรรคอัน  
			<remark  id="s2b19c87l18" />ประกอบด้วยองค์ ๘ นี้ ฯลฯ          
			<remark  id="s2b19c87l19" />		           จบ สูตรที่ ๒              
			<remark  id="s2b19c87l20" />		           อุปาทานสูตร               
			<remark  id="s2b19c87l21" />		            อุปาทาน ๔                
			<remark  id="s2b19c87l22" />	[๓๓๗] สาวัตถีนิทาน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย อุปาทาน ๔ อย่างนี้ ๔ อย่างเป็นไฉน?        
			<remark  id="s2b19c87l23" />ได้แก่อุปาทานคือกาม ๑ อุปาทานคือทิฏฐิ ๑ อุปาทานคือศีลและพรต ๑ อุปาทานคืออัตตวาทะ ๑   
			<remark  id="s2b19c87l24" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย อุปาทาน ๔ อย่างนี้แล.  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b19c88" >
		<para id="s2b19c88p">
			<remark  id="s2b19c88l1" />	[๓๓๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุควรเจริญอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ เพื่อรู้ยิ่ง   
			<remark  id="s2b19c88l2" />เพื่อกำหนดรู้ เพื่อความสิ้นไป เพื่อละอุปาทาน ๔ อย่างนี้แล ฯลฯ ภิกษุควรเจริญอริยมรรคอัน                
			<remark  id="s2b19c88l3" />ประกอบด้วยองค์ ๘ นี้แล ฯลฯ        
			<remark  id="s2b19c88l4" />		           จบ สูตรที่ ๓              
			<remark  id="s2b19c88l5" />		             คันถสูตร                
			<remark  id="s2b19c88l6" />		             คันถะ ๔
			<remark  id="s2b19c88l7" />	[๓๓๙] สาวัตถีนิทาน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย คันถะ ๔ อย่างนี้ ๔ อย่างเป็นไฉน?          
			<remark  id="s2b19c88l8" />ได้แก่กายคันถะคืออภิชฌา ๑ กายคันถะคือพยาบาท ๑ กายคันถะคือสีลัพพตปรามาส ๑ กาย         
			<remark  id="s2b19c88l9" />คันถะคืออิทังสัจจา  ภินิเวส ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย คันถะ ๔ อย่างนี้แล.                
			<remark  id="s2b19c88l10" />	[๓๔๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุควรเจริญอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ เพื่อรู้ยิ่ง   
			<remark  id="s2b19c88l11" />เพื่อกำหนดรู้ เพื่อความสิ้นไป เพื่อละคันถะ ๔ อย่างนี้แล ฯลฯ ภิกษุควรเจริญอริยมรรคอัน 
			<remark  id="s2b19c88l12" />ประกอบด้วยองค์ ๘ นี้แล ฯลฯ        
			<remark  id="s2b19c88l13" />		           จบ สูตรที่ ๔              
			<remark  id="s2b19c88l14" />		            อนุสยสูตร                
			<remark  id="s2b19c88l15" />		             อนุสัย ๗                
			<remark  id="s2b19c88l16" />	[๓๔๑] สาวัตถีนิทาน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนุสัย ๗ อย่างนี้ ๗ อย่างเป็นไฉน?         
			<remark  id="s2b19c88l17" />ได้แก่อนุสัยคือกามราคะ ๑ อนุสัยคือปฏิฆะ ๑ อนุสัยคือทิฏฐิ ๑ อนุสัยคือวิจิกิจฉา ๑ อนุสัย                
			<remark  id="s2b19c88l18" />คือมานะ ๑ อนุสัยคือภวราคะ ๑ อนุสัยคืออวิชชา ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนุสัย ๗ อย่างนี้แล. 
			<remark  id="s2b19c88l19" />	[๓๔๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุควรเจริญอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ เพื่อรู้ยิ่ง   
			<remark  id="s2b19c88l20" />เพื่อกำหนดรู้ เพื่อความสิ้นไป เพื่อละอนุสัย ๗ อย่างนี้แล ฯลฯ ภิกษุควรเจริญอริยมรรคอัน
			<remark  id="s2b19c88l21" />ประกอบด้วยองค์ ๘ นี้แล ฯลฯ        
			<remark  id="s2b19c88l22" />		           จบ สูตรที่ ๕    
		</para>
	</section>
	<section id="s2b19c89" >
		<para id="s2b19c89p">
			<remark  id="s2b19c89l1" />		            กามคุณสูตร               
			<remark  id="s2b19c89l2" />		            กามคุณ ๕
			<remark  id="s2b19c89l3" />	[๓๔๓] สาวัตถีนิทาน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย กามคุณ ๕ อย่างนี้ ๕ อย่างเป็นไฉน? คือ     
			<remark  id="s2b19c89l4" />รูปที่พึงรู้ได้ด้วยตา อันน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ น่ารัก ยั่วยวน ชวนให้กำหนัด เสียง
			<remark  id="s2b19c89l5" />ที่พึงรู้ด้วยหู ... กลิ่นที่พึงรู้ด้วยจมูก ... รสที่พึงรู้ด้วยลิ้น ... โผฏฐัพพะที่พึงรู้ด้วยกาย อันน่า
			<remark  id="s2b19c89l6" />ปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ น่ารัก ยั่วยวน ชวนให้กำหนัด ดูกรภิกษุทั้งหลาย กามคุณ ๕       
			<remark  id="s2b19c89l7" />อย่างนี้แล.      
			<remark  id="s2b19c89l8" />	[๓๔๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุควรเจริญอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ เพื่อรู้ยิ่ง   
			<remark  id="s2b19c89l9" />เพื่อกำหนดรู้ เพื่อความสิ้นไป เพื่อละกามคุณ ๕ อย่างนี้แล ฯลฯ ภิกษุควรเจริญอริยมรรคอัน
			<remark  id="s2b19c89l10" />ประกอบด้วยองค์ ๘ นี้ ฯลฯ          
			<remark  id="s2b19c89l11" />		           จบ สูตรที่ ๖              
			<remark  id="s2b19c89l12" />		            นิวรณสูตร                
			<remark  id="s2b19c89l13" />		             นิวรณ์ ๕                
			<remark  id="s2b19c89l14" />	[๓๔๕] สาวัตถีนิทาน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย นิวรณ์ ๕ อย่างนี้ ๕ อย่างเป็นไฉน? คือ     
			<remark  id="s2b19c89l15" />กามฉันทนิวรณ์ ๑ พยาบาทนิวรณ์ ๑ ถีนมิทธนิวรณ์ ๑ อุทธัจจกุกกุจจนิวรณ์ ๑ วิจิกิจฉานิวรณ์ ๑               
			<remark  id="s2b19c89l16" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย นิวรณ์ ๕ อย่างนี้แล.             
			<remark  id="s2b19c89l17" />	[๓๔๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุควรเจริญอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ เพื่อรู้ยิ่ง   
			<remark  id="s2b19c89l18" />เพื่อกำหนดรู้ เพื่อความสิ้นไป เพื่อละนิวรณ์ ๕ อย่างนี้แล ฯลฯ ภิกษุควรเจริญอริยมรรคอัน
			<remark  id="s2b19c89l19" />ประกอบด้วยองค์ ๘ นี้ ฯลฯ          
			<remark  id="s2b19c89l20" />		           จบ สูตรที่ ๗              
			<remark  id="s2b19c89l21" />		          อุปาทานขันธสูตร            
			<remark  id="s2b19c89l22" />		          อุปาทานขันธ์ ๕             
			<remark  id="s2b19c89l23" />	[๓๔๗] สาวัตถีนิทาน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย อุปาทานขันธ์ ๕ อย่างนี้ ๕ อย่างเป็นไฉน?   
			<remark  id="s2b19c89l24" />ได้แก่อุปาทานขันธ์คือรูป ๑ อุปาทานขันธ์คือเวทนา ๑ อุปาทานขันธ์คือสัญญา ๑ อุปาทานขันธ์
			<remark  id="s2b19c89l25" />คือสังขาร ๑ อุปาทานขันธ์คือวิญญาณ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย อุปาทานขันธ์ ๕ อย่างนี้แล.    
		</para>
	</section>
	<section id="s2b19c90" >
		<para id="s2b19c90p">
			<remark  id="s2b19c90l1" />	[๓๔๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุควรเจริญอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ เพื่อรู้ยิ่ง   
			<remark  id="s2b19c90l2" />เพื่อกำหนดรู้ เพื่อความสิ้นไป เพื่อละอุปาทานขันธ์ ๕ อย่างนี้แล ฯลฯ ภิกษุควรเจริญอริยมรรค              
			<remark  id="s2b19c90l3" />อันประกอบด้วยองค์ ๘ นี้ ฯลฯ       
			<remark  id="s2b19c90l4" />		           จบ สูตรที่ ๘              
			<remark  id="s2b19c90l5" />		          โอรัมภาคิยสูตร             
			<remark  id="s2b19c90l6" />		        โอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕         
			<remark  id="s2b19c90l7" />	[๓๔๙] สาวัตถีนิทาน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย สังโยชน์อันเป็นส่วนเบื้องต่ำ ๕ อย่างนี้   
			<remark  id="s2b19c90l8" />๕ อย่างเป็นไฉน? คือ สักกายทิฏฐิ ๑ วิจิกิจฉา ๑ สีลัพพตปรามาส ๑ กามฉันทะ ๑ พยาบาท ๑    
			<remark  id="s2b19c90l9" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย สังโยชน์อันเป็นส่วนเบื้องต่ำ ๕ อย่างนี้แล.        
			<remark  id="s2b19c90l10" />	[๓๕๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุควรเจริญอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ เพื่อรู้ยิ่ง   
			<remark  id="s2b19c90l11" />เพื่อกำหนดรู้ เพื่อความสิ้นไป เพื่อละสังโยชน์อันเป็นส่วนเบื้องต่ำ ๕ อย่างนี้แล ฯลฯ ภิกษุ              
			<remark  id="s2b19c90l12" />ควรเจริญอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ นี้ ฯลฯ        
			<remark  id="s2b19c90l13" />		           จบ สูตรที่ ๙              
			<remark  id="s2b19c90l14" />		         อุทธัมภาคิยสูตรที่ ๑        
			<remark  id="s2b19c90l15" />		        อุทธัมภาคิยสังโยชน์ ๕        
			<remark  id="s2b19c90l16" />	[๓๕๑] สาวัตถีนิทาน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย สังโยชน์อันเป็นส่วนเบื้องสูง ๕ อย่างนี้   
			<remark  id="s2b19c90l17" />๕ อย่างเป็นไฉน? คือ รูปราคะ ๑ อรูปราคะ ๑ มานะ ๑ อุทธัจจะ ๑ อวิชชา ๑ ดูกรภิกษุ        
			<remark  id="s2b19c90l18" />ทั้งหลาย สังโยชน์อันเป็นส่วนเบื้องสูง ๕ อย่างนี้แล.
			<remark  id="s2b19c90l19" />	[๓๕๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุควรเจริญอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ เพื่อรู้ยิ่ง   
			<remark  id="s2b19c90l20" />เพื่อกำหนดรู้ เพื่อความสิ้นไป เพื่อละสังโยชน์อันเป็นส่วนเบื้องสูง ๕ อย่างนี้แล อริยมรรคอัน            
			<remark  id="s2b19c90l21" />ประกอบด้วยองค์ ๘ เป็นไฉน? ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมเจริญสัมมาทิฏฐิ  
			<remark  id="s2b19c90l22" />อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในการสละ ฯลฯ ย่อมเจริญสัมมาสมาธิ อัน      
			<remark  id="s2b19c90l23" />อาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในการสละ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุควรเจริญ     
			<remark  id="s2b19c90l24" />อริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ นี้ เพื่อรู้ยิ่ง เพื่อกำหนดรู้ เพื่อความสิ้นไป เพื่อละสังโยชน์            
			<remark  id="s2b19c90l25" />อันเป็นส่วนเบื้องสูง ๕ อย่างนี้แล.
			<remark  id="s2b19c90l26" />		           จบ สูตรที่ ๑๐    
		</para>
	</section>
	<section id="s2b19c91" >
		<para id="s2b19c91p">
			<remark  id="s2b19c91l1" />		         อุทธัมภาคิยสูตรที่ ๒        
			<remark  id="s2b19c91l2" />		  ว่าด้วยวิธีกำจัดอุทธัมภาคิยสังโยชน์ ๕               
			<remark  id="s2b19c91l3" />	[๓๕๓] สาวัตถีนิทาน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย สังโยชน์อันเป็นส่วนเบื้องสูง ๕ อย่างนี้   
			<remark  id="s2b19c91l4" />๕ อย่างเป็นไฉน? คือ รูปราคะ ๑ อรูปราคะ ๑ มานะ ๑ อุทธัจจะ ๑ อวิชชา ๑ ดูกรภิกษุ        
			<remark  id="s2b19c91l5" />ทั้งหลาย สังโยชน์อันเป็นส่วนเบื้องสูง ๕ อย่างนี้แล.
			<remark  id="s2b19c91l6" />	[๓๕๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุควรเจริญอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ เพื่อรู้ยิ่ง   
			<remark  id="s2b19c91l7" />เพื่อกำหนดรู้ เพื่อความสิ้นไป เพื่อละสังโยชน์อันเป็นส่วนเบื้องสูง ๕ อย่างนี้แล อริยมรรคอัน            
			<remark  id="s2b19c91l8" />ประกอบด้วยองค์ ๘ เป็นไฉน? ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมเจริญสัมมาทิฏฐิ  
			<remark  id="s2b19c91l9" />มีอันกำจัดราคะเป็นที่สุด มีอันกำจัดโทสะเป็นที่สุด มีอันกำจัดโมหะเป็นที่สุด ฯลฯ ย่อมเจริญ              
			<remark  id="s2b19c91l10" />สัมมาสมาธิ มีอันกำจัดราคะเป็นที่สุด มีอันกำจัดโทสะเป็นที่สุด มีอันกำจัดโมหะเป็นที่สุด ฯลฯ             
			<remark  id="s2b19c91l11" />ย่อมเจริญสัมมาทิฏฐิ อันหยั่งลงสู่อมตะ มีอมตะเป็นเบื้องหน้า มีอมตะเป็นที่สุด ฯลฯ ย่อม 
			<remark  id="s2b19c91l12" />เจริญสัมมาสมาธิ อันหยั่งลงสู่อมตะ มีอมตะเป็นเบื้องหน้า มีอมตะเป็นที่สุด ฯลฯ ย่อมเจริญ
			<remark  id="s2b19c91l13" />สัมมาทิฏฐิ อันน้อมไปสู่นิพพาน โน้มไปสู่นิพพาน โอนไปสู่นิพพาน ฯลฯ ย่อมเจริญสัมมาสมาธิ 
			<remark  id="s2b19c91l14" />อันน้อมไปสู่นิพพาน โน้มไปสู่นิพพาน โอนไปสู่นิพพาน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุควรเจริญ    
			<remark  id="s2b19c91l15" />อริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ นี้ เพื่อรู้ยิ่ง เพื่อกำหนดรู้ เพื่อความสิ้นไป เพื่อละสังโยชน์            
			<remark  id="s2b19c91l16" />อันเป็นส่วนเบื้องสูง ๕ อย่างนี้แล.
			<remark  id="s2b19c91l17" />		           จบ สูตรที่ ๑๑             
			<remark  id="s2b19c91l18" />		         จบ โอฆวรรคที่ ๑๓            
			<remark  id="s2b19c91l19" />		         --------------              
			<remark  id="s2b19c91l20" />		     รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ    
			<remark  id="s2b19c91l21" />     ๑. โอฆสูตร ๒. โยคสูตร ๓. อุปาทานสูตร ๔. คันถสูตร ๕. อนุสยสูตร  
			<remark  id="s2b19c91l22" />๖. กามคุณสูตร ๗. นิวรณสูตร ๘. อุปาทานขันธสูตร ๙. โอรัมภาคิยสูตร ๑๐. อุทธัมภาคิย     
			<remark  id="s2b19c91l23" />สูตรที่ ๑ ๑๑. อุทธัมภาคิยสูตรที่ ๒                
			<remark  id="s2b19c91l24" />		        ---------------      
		</para>
	</section>
	<section id="s2b19c92" >
		<para id="s2b19c92p">
			<remark  id="s2b19c92l1" />		         ๒. โพชฌงคสังยุต             
			<remark  id="s2b19c92l2" />		          ปัพพตวรรค ที่ ๑            
			<remark  id="s2b19c92l3" />		            หิมวันตสูตร              
			<remark  id="s2b19c92l4" />            ผู้เจริญโพชฌงค์ถึงความเป็นใหญ่ในธรรมทั้งหลาย            
			<remark  id="s2b19c92l5" />	[๓๕๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกนาคอาศัยขุนเขาชื่อหิมวันต์ มีกายเติบโต มีกำลัง       
			<remark  id="s2b19c92l6" />ครั้นกายเติบโต มีกำลังที่ขุนเขานั้นแล้ว ย่อมลงสู่บึงน้อย ครั้นลงสู่บึงน้อยแล้ว ย่อมลงสู่บึง           
			<remark  id="s2b19c92l7" />ใหญ่ ครั้นลงสู่บึงใหญ่แล้ว ย่อมลงสู่แม่น้ำน้อย ครั้นลงสู่แม่น้ำน้อยแล้ว ย่อมลงสู่แม่น้ำใหญ่           
			<remark  id="s2b19c92l8" />ครั้นลงสู่แม่น้ำใหญ่แล้ว ย่อมลงสู่มหาสมุทรสาคร นาคพวกนั้น ย่อมถึงความโตใหญ่ทางกาย    
			<remark  id="s2b19c92l9" />ในมหาสมุทรสาครนั้น แม้ฉันใด ภิกษุอาศัยศีล ตั้งอยู่ในศีลแล้ว เจริญโพชฌงค์ ๗ กระทำให้  
			<remark  id="s2b19c92l10" />มากซึ่งโพชฌงค์ ๗ ย่อมถึงความเป็นใหญ่ไพบูลย์ในธรรมทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือนกัน.          
			<remark  id="s2b19c92l11" />	[๓๕๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุอาศัยศีล ตั้งอยู่ในศีลแล้ว เจริญโพชฌงค์ ๗        
			<remark  id="s2b19c92l12" />กระทำให้มากซึ่งโพชฌงค์ ๗ อย่างไร จึงถึงความเป็นใหญ่ไพบูลย์ในธรรมทั้งหลาย? ดูกรภิกษุ  
			<remark  id="s2b19c92l13" />ทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมเจริญสติสัมโพชฌงค์ อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ              
			<remark  id="s2b19c92l14" />น้อมไปในการสละ ย่อมเจริญธรรมวิจยสัมโพชฌงค์ ... วิริยสัมโพชฌงค์ ... ปีติสัมโพชฌงค์ ...
			<remark  id="s2b19c92l15" />ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ ... สมาธิสัมโพชฌงค์ ... อุเบกขาสัมโพชฌงค์ อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ                
			<remark  id="s2b19c92l16" />อาศัยนิโรธ น้อมไปในการสละ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุอาศัยศีล ตั้งอยู่ในศีลแล้ว เจริญ    
			<remark  id="s2b19c92l17" />โพชฌงค์ ๗ กระทำให้มากซึ่งโพชฌงค์ ๗ อย่างนี้แล จึงถึงความเป็นใหญ่ไพบูลย์ในธรรม        
			<remark  id="s2b19c92l18" />ทั้งหลาย.        
			<remark  id="s2b19c92l19" />		           จบ สูตรที่ ๑              
			<remark  id="s2b19c92l20" />		             กายสูตร
			<remark  id="s2b19c92l21" />		         อาหารของนิวรณ์ ๕            
			<remark  id="s2b19c92l22" />	[๓๕๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย กายนี้มีอาหารเป็นที่ตั้ง ดำรงอยู่ได้เพราะอาศัยอาหาร     
			<remark  id="s2b19c92l23" />ไม่มีอาหารดำรงอยู่ไม่ได้ แม้ฉันใด นิวรณ์ ๕ ก็มีอาหารเป็นที่ตั้ง ดำรงอยู่ได้เพราะอาศัยอาหาร            
			<remark  id="s2b19c92l24" />ไม่มีอาหารดำรงอยู่ไม่ได้ ฉันนั้นเหมือนกัน.     
		</para>
	</section>
	<section id="s2b19c93" >
		<para id="s2b19c93p">
			<remark  id="s2b19c93l1" />	[๓๕๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็อะไรเล่าเป็นอาหาร ให้กามฉันท์ที่ยังไม่เกิด เกิดขึ้น   
			<remark  id="s2b19c93l2" />หรือที่เกิดแล้วให้เจริญไพบูลย์ยิ่งขึ้น? ดูกรภิกษุทั้งหลาย ศุภนิมิตมีอยู่ การกระทำให้มากซึ่ง           
			<remark  id="s2b19c93l3" />อโยนิโสมนสิการในศุภนิมิตนั้น นี้เป็นอาหารให้กามฉันท์ที่ยังไม่เกิด เกิดขึ้น หรือที่เกิดแล้ว            
			<remark  id="s2b19c93l4" />ให้เจริญไพบูลย์ยิ่งขึ้น.          
			<remark  id="s2b19c93l5" />	[๓๕๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็อะไรเล่าเป็นอาหารให้พยาบาทที่ยังไม่เกิด เกิดขึ้น หรือ 
			<remark  id="s2b19c93l6" />ที่เกิดแล้วให้เจริญไพบูลย์ยิ่งขึ้น? ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปฏิฆนิมิตมีอยู่ การกระทำให้มากซึ่ง              
			<remark  id="s2b19c93l7" />อโยนิโสมนสิการในปฏิฆนิมิตนั้น นี้เป็นอาหารให้พยาบาทที่ยังไม่เกิด เกิดขึ้น หรือที่เกิดขึ้นแล้ว         
			<remark  id="s2b19c93l8" />ให้เจริญไพบูลย์ยิ่งขึ้น.          
			<remark  id="s2b19c93l9" />	[๓๖๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็อะไรเล่าเป็นอาหารให้ถิ่นมิทธะที่ยังไม่เกิด เกิดขึ้น   
			<remark  id="s2b19c93l10" />หรือที่เกิดแล้วให้เจริญไพบูลย์ยิ่งขึ้น? ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความไม่ยินดี ความเกียจคร้าน ความ            
			<remark  id="s2b19c93l11" />บิดขี้เกียจ ความเมาอาหาร ความที่ใจหดหู่ มีอยู่ การกระทำให้มากซึ่งอโยนิโสมนสิการในสิ่ง
			<remark  id="s2b19c93l12" />เหล่านั้น นี้เป็นอาหารให้ถีนมิทธะที่ยังไม่เกิด เกิดขึ้น หรือที่เกิดแล้วให้เจริญไพบูลย์ยิ่งขึ้น.       
			<remark  id="s2b19c93l13" />	[๓๖๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็อะไรเล่าเป็นอาหารให้อุทธัจจกุกกุจจะที่ยังไม่เกิด เกิดขึ้น              
			<remark  id="s2b19c93l14" />หรือที่เกิดแล้วให้เจริญไพบูลย์ยิ่งขึ้น? ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความไม่สงบใจมีอยู่ การกระทำให้มาก           
			<remark  id="s2b19c93l15" />ซึ่งอโยนิโสมนสิการในความไม่สงบใจนั้น นี้เป็นอาหารให้อุทธัจจกุกกุจจะที่ยังไม่เกิด เกิดขึ้น             
			<remark  id="s2b19c93l16" />หรือที่เกิดแล้วให้เจริญไพบูลย์ยิ่งขึ้น.            
			<remark  id="s2b19c93l17" />	[๓๖๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็อะไรเล่าเป็นอาหารให้วิจิกิจฉาที่ยังไม่เกิด เกิดขึ้น หรือ               
			<remark  id="s2b19c93l18" />ที่เกิดแล้วให้เจริญไพบูลย์ยิ่งขึ้น? ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมทั้งหลายอันเป็นที่ตั้งแห่งวิจิกิจฉามีอยู่   
			<remark  id="s2b19c93l19" />การกระทำให้มากซึ่งอโยนิโสมนสิการในธรรมเหล่านั้น นี้เป็นอาหารให้วิจิกิจฉาที่ยังไม่เกิด เกิดขึ้น        
			<remark  id="s2b19c93l20" />หรือที่เกิดแล้วให้เจริญไพบูลย์ยิ่งขึ้น.            
			<remark  id="s2b19c93l21" />	[๓๖๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย กายนี้มีอาหารเป็นที่ตั้ง ดำรงอยู่ได้เพราะอาศัยอาหาร     
			<remark  id="s2b19c93l22" />ไม่มีอาหารดำรงอยู่ไม่ได้ แม้ฉันใด นิวรณ์ ๕ เหล่านี้ ก็มีอาหารเป็นที่ตั้ง ดำรงอยู่ได้เพราะ             
			<remark  id="s2b19c93l23" />อาศัยอาหาร ไม่มีอาหารดำรงอยู่ไม่ได้ ฉันนั้นเหมือนกัน.               
			<remark  id="s2b19c93l24" />		        อาหารของโพชฌงค์ ๗            
			<remark  id="s2b19c93l25" />	[๓๖๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย กายนี้มีอาหารเป็นที่ตั้ง ดำรงอยู่ได้เพราะอาศัยอาหาร     
			<remark  id="s2b19c93l26" />ไม่มีอาหารดำรงอยู่ไม่ได้ แม้ฉันใด โพชฌงค์ ๗ ก็มีอาหารเป็นที่ตั้ง ดำรงอยู่ได้เพราะอาศัยอาหาร           
			<remark  id="s2b19c93l27" />ไม่มีอาหารดำรงอยู่ไม่ได้ ฉันนั้นเหมือนกัน.   
		</para>
	</section>
	<section id="s2b19c94" >
		<para id="s2b19c94p">
			<remark  id="s2b19c94l1" />	[๓๖๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็อะไรเล่าเป็นอาหารให้สติสัมโพชฌงค์ที่ยังไม่เกิด เกิดขึ้น                
			<remark  id="s2b19c94l2" />หรือที่เกิดขึ้นแล้วให้เจริญบริบูรณ์? ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมทั้งหลายเป็นที่ตั้งแห่งสติสัม             
			<remark  id="s2b19c94l3" />โพชฌงค์ มีอยู่ การกระทำให้มากซึ่งโยนิโสมนสิการในธรรมเหล่านั้น นี้เป็นอาหารให้สติสัม
			<remark  id="s2b19c94l4" />โพชฌงค์ที่ยังไม่เกิด เกิดขึ้น หรือที่เกิดขึ้นแล้วให้เจริญบริบูรณ์. 
			<remark  id="s2b19c94l5" />	[๓๖๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็อะไรเล่าเป็นอาหารให้ธรรมวิจยสัมโพชฌงค์ที่ยังไม่เกิด   
			<remark  id="s2b19c94l6" />เกิดขึ้น หรือที่เกิดขึ้นแล้วให้เจริญบริบูรณ์? ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมทั้งหลายที่เป็นกุศลและ            
			<remark  id="s2b19c94l7" />อกุศลที่มีโทษ และไม่มีโทษ ที่เลวและประณีต ที่เป็นฝ่ายดำและฝ่ายขาว มีอยู่ การกระทำให้มาก               
			<remark  id="s2b19c94l8" />ซึ่งโยนิโสมนสิการในธรรมเหล่านั้น นี้เป็นอาหารให้ธรรมวิจยสัมโพชฌงค์ที่ยังไม่เกิด เกิดขึ้น              
			<remark  id="s2b19c94l9" />หรือที่เกิดขึ้นแล้วให้เจริญบริบูรณ์.               
			<remark  id="s2b19c94l10" />	[๓๖๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็อะไรเล่าเป็นอาหารให้วิริยสัมโพชฌงค์ที่ยังไม่เกิด เกิดขึ้น              
			<remark  id="s2b19c94l11" />หรือที่เกิดขึ้นแล้วให้เจริญบริบูรณ์? ดูกรภิกษุทั้งหลาย  ความริเริ่ม ความพยายาม ความบากบั่น            
			<remark  id="s2b19c94l12" />มีอยู่ การกระทำให้มากซึ่งโยนิโสมนสิการในสิ่งเหล่านี้ นี้เป็นอาหารให้วิริยสัมโพชฌงค์ที่ยังไม่เกิด      
			<remark  id="s2b19c94l13" />เกิดขึ้น หรือที่เกิดขึ้นแล้วให้เจริญบริบูรณ์.      
			<remark  id="s2b19c94l14" />	[๓๖๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็อะไรเล่าเป็นอาหารให้ปีติสัมโพชฌงค์ที่ยังไม่เกิด เกิดขึ้น               
			<remark  id="s2b19c94l15" />หรือที่เกิดขึ้นแล้วให้เจริญบริบูรณ์? ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมทั้งหลายเป็นที่ตั้งแห่งปีติสัมโพชฌงค์      
			<remark  id="s2b19c94l16" />มีอยู่ การกระทำให้มากซึ่งโยนิโสมนสิการในธรรมเหล่านั้น นี้เป็นอาหารให้ปีติสัมโพชฌงค์ที่ยัง             
			<remark  id="s2b19c94l17" />ไม่เกิด เกิดขึ้น หรือที่เกิดขึ้นแล้วให้เจริญบริบูรณ์.               
			<remark  id="s2b19c94l18" />	[๓๖๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็อะไรเล่าเป็นอาหารให้ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ที่ยังไม่เกิด   
			<remark  id="s2b19c94l19" />เกิดขึ้น หรือที่เกิดขึ้นแล้วให้เจริญบริบูรณ์? ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความสงบกาย ความสงบจิต
			<remark  id="s2b19c94l20" />มีอยู่ การกระทำให้มากซึ่งโยนิโสมนสิการในความสงบนั้น นี้เป็นอาหารให้ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์
			<remark  id="s2b19c94l21" />ที่ยังไม่เกิด เกิดขึ้น หรือที่เกิดขึ้นแล้วให้เจริญบริบูรณ์.         
			<remark  id="s2b19c94l22" />	[๓๗๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็อะไรเล่าเป็นอาหารให้สมาธิสัมโพชฌงค์ที่ยังไม่เกิด      
			<remark  id="s2b19c94l23" />เกิดขึ้น หรือที่เกิดขึ้นแล้วให้เจริญบริบูรณ์? ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมาธินิมิต อัพยัคคนิมิต มีอยู่        
			<remark  id="s2b19c94l24" />การกระทำให้มากซึ่งโยนิโสมนสิการในนิมิตนั้น นี้เป็นอาหารให้สมาธิสัมโพชฌงค์ที่ยังไม่เกิด                
			<remark  id="s2b19c94l25" />เกิดขึ้น หรือที่เกิดขึ้นแล้วให้เจริญบริบูรณ์.      
			<remark  id="s2b19c94l26" />	[๓๗๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็อะไรเล่าเป็นอาหารให้อุเบกขาสัมโพชฌงค์ที่ยังไม่เกิด    
			<remark  id="s2b19c94l27" />เกิดขึ้น หรือที่เกิดขึ้นแล้วให้เจริญบริบูรณ์? ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมทั้งหลายเป็นที่ตั้งแห่ง    
		</para>
	</section>
	<section id="s2b19c95" >
		<para id="s2b19c95p">
			<remark  id="s2b19c95l1" />อุเบกขาสัมโพชฌงค์ มีอยู่ การกระทำให้มากซึ่งโยนิโสมนสิการในธรรมเหล่านั้น นี้เป็นอาหาร 
			<remark  id="s2b19c95l2" />ให้อุเบกขาสัมโพชฌงค์ที่ยังไม่เกิด เกิดขึ้น หรือที่เกิดขึ้นแล้วให้เจริญบริบูรณ์.      
			<remark  id="s2b19c95l3" />	[๓๗๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย กายนี้มีอาหารเป็นที่ตั้ง ดำรงอยู่ได้เพราะอาศัยอาหาร     
			<remark  id="s2b19c95l4" />ไม่มีอาหารดำรงอยู่ไม่ได้ แม้ฉันใด โพชฌงค์ ๗ เหล่านี้ ก็มีอาหารเป็นที่ตั้ง ดำรงอยู่ได้เพราะ            
			<remark  id="s2b19c95l5" />อาศัยอาหาร ไม่มีอาหารดำรงอยู่ไม่ได้ ฉันนั้นเหมือนกัน.               
			<remark  id="s2b19c95l6" />		           จบ สูตรที่ ๒              
			<remark  id="s2b19c95l7" />		             สีลสูตร
			<remark  id="s2b19c95l8" />		         การหลีกออก ๒ วิธี           
			<remark  id="s2b19c95l9" />	[๓๗๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเหล่าใดเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยศีล เป็นผู้ถึงพร้อมด้วย  
			<remark  id="s2b19c95l10" />สมาธิ เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยปัญญา เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยวิมุติ เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยวิมุตติญาณทัสสนะ          
			<remark  id="s2b19c95l11" />การได้เห็นภิกษุเหล่านั้นก็ดี การได้ฟังภิกษุเหล่านั้นก็ดี การเข้าไปหาภิกษุเหล่านั้นก็ดี การเข้าไป      
			<remark  id="s2b19c95l12" />นั่งใกล้ภิกษุเหล่านั้นก็ดี การระลึกถึงภิกษุเหล่านั้นก็ดี การบวชตามภิกษุเหล่านั้นก็ดี แต่ละอย่างๆ      
			<remark  id="s2b19c95l13" />เรากล่าวว่ามีอุปการะมาก ข้อนั้นเพราะเหตุไร? เพราะว่าผู้ที่ได้ฟังธรรมของภิกษุเห็นปานนั้นแล้ว           
			<remark  id="s2b19c95l14" />ย่อมหลีกออกอยู่ด้วย ๒ วิธี คือ หลีกออกด้วยกาย ๑ หลีกออกด้วยจิต ๑ เธอหลีกออกอยู่      
			<remark  id="s2b19c95l15" />อย่างนั้นแล้ว ย่อมระลึกถึง ย่อมตรึกถึงธรรมนั้น.    
			<remark  id="s2b19c95l16" />	[๓๗๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมัยใด ภิกษุหลีกออกอยู่อย่างนั้นแล้ว ย่อมระลึกถึง       
			<remark  id="s2b19c95l17" />ย่อมตรึกถึงธรรมนั้น สมัยนั้น สติสัมโพชฌงค์ เป็นอันภิกษุปรารภแล้ว ภิกษุย่อมชื่อว่าเจริญ                
			<remark  id="s2b19c95l18" />สติสัมโพชฌงค์ สติสัมโพชฌงค์ของภิกษุย่อมถึงความเจริญบริบูรณ์ เธอมีสติอยู่อย่างนั้น ย่อม                
			<remark  id="s2b19c95l19" />เลือกเฟ้น ตรวจตรา ถึงความพินิจพิจารณาธรรมนั้นด้วยปัญญา.             
			<remark  id="s2b19c95l20" />	[๓๗๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมัยใด ภิกษุมีสติอยู่อย่างนั้น ย่อมเลือกเฟ้น ตรวจตรา    
			<remark  id="s2b19c95l21" />ถึงความพินิจพิจารณาธรรมนั้นด้วยปัญญา สมัยนั้น ธรรมวิจยสัมโพชฌงค์ เป็นอันภิกษุปรารภ   
			<remark  id="s2b19c95l22" />แล้ว ภิกษุย่อมชื่อว่าเจริญธรรมวิจยสัมโพชฌงค์ ธรรมวิจยสัมโพชฌงค์ของภิกษุย่อมถึงความเจริญ               
			<remark  id="s2b19c95l23" />บริบูรณ์ เมื่อภิกษุเลือกเฟ้น ตรวจตรา พินิจพิจารณาธรรมนั้นด้วยปัญญา ความเพียรอันไม่ย่อ
			<remark  id="s2b19c95l24" />หย่อนเป็นอันภิกษุปรารภแล้ว.     
		</para>
	</section>
	<section id="s2b19c96" >
		<para id="s2b19c96p">
			<remark  id="s2b19c96l1" />	[๓๗๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมัยใด เมื่อภิกษุเลือกเฟ้น ตรวจตรา พินิจพิจารณา         
			<remark  id="s2b19c96l2" />ธรรมนั้นด้วยปัญญา ความเพียรอันไม่ย่อหย่อน อันภิกษุปรารภแล้ว สมัยนั้น วิริยสัมโพชฌงค์ 
			<remark  id="s2b19c96l3" />เป็นอันภิกษุปรารภแล้ว ภิกษุย่อมชื่อว่าเจริญวิริยสัมโพชฌงค์ วิริยสัมโพชฌงค์ของภิกษุย่อมถึง             
			<remark  id="s2b19c96l4" />ความเจริญบริบูรณ์ ปีติที่ไม่มีอามิสย่อมเกิดแก่ภิกษุผู้ปรารภความเพียร.                
			<remark  id="s2b19c96l5" />	[๓๗๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมัยใด ปีติที่ไม่มีอามิสย่อมเกิดแก่ภิกษุผู้ปรารภความ    
			<remark  id="s2b19c96l6" />เพียร สมัยนั้น ปีติสัมโพชฌงค์เป็นอันภิกษุปรารภแล้ว ภิกษุย่อมชื่อว่าเจริญปีติสัมโพชฌงค์                
			<remark  id="s2b19c96l7" />ปีติสัมโพชฌงค์ของภิกษุย่อมถึงความเจริญบริบูรณ์ กายก็ดี จิตก็ดี ของภิกษุผู้มีใจกอปรด้วยปีติ            
			<remark  id="s2b19c96l8" />ย่อมสงบระงับ.    
			<remark  id="s2b19c96l9" />	[๓๗๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมัยใด กายก็ดี จิตก็ดี ของภิกษุผู้มีใจกอปรด้วยปีติ      
			<remark  id="s2b19c96l10" />ย่อมสงบระงับ สมัยนั้น ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์เป็นอันภิกษุปรารภแล้ว ภิกษุย่อมชื่อว่าเจริญ  
			<remark  id="s2b19c96l11" />ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ของภิกษุย่อมถึงความเจริญบริบูรณ์ จิตของภิกษุผู้มี                
			<remark  id="s2b19c96l12" />กายสงบแล้ว มีความสุข ย่อมตั้งมั่น.
			<remark  id="s2b19c96l13" />	[๓๗๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมัยใด จิตของภิกษุผู้มีกายสงบแล้ว มีความสุข ย่อม        
			<remark  id="s2b19c96l14" />ตั้งมั่น สมัยนั้น สมาธิสัมโพชฌงค์เป็นอันภิกษุปรารภแล้ว ภิกษุย่อมชื่อว่าเจริญสมาธิสัมโพชฌงค์           
			<remark  id="s2b19c96l15" />สมาธิสัมโพชฌงค์ของภิกษุย่อมถึงความเจริญบริบูรณ์ เธอย่อมเป็นผู้เพ่งดูจิตที่ตั้งมั่นแล้วอย่างนั้น       
			<remark  id="s2b19c96l16" />ด้วยดี.          
			<remark  id="s2b19c96l17" />	[๓๘๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมัยใด ภิกษุย่อมเป็นผู้เพ่งดูจิตที่ตั้งมั่นแล้ว อย่างนั้น                
			<remark  id="s2b19c96l18" />ด้วยดี สมัยนั้น อุเบกขาสัมโพชฌงค์เป็นอันภิกษุปรารภแล้ว ภิกษุย่อมชื่อว่าเจริญอุเบกขา  
			<remark  id="s2b19c96l19" />สัมโพชฌงค์ อุเบกขาสัมโพชฌงค์ของภิกษุย่อมถึงความเจริญบริบูรณ์.       
			<remark  id="s2b19c96l20" />		      อานิสงส์การเจริญโพชฌงค์        
			<remark  id="s2b19c96l21" />	[๓๘๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อโพชฌงค์ ๗ อันภิกษุเจริญแล้วอย่างนี้ กระทำให้มาก    
			<remark  id="s2b19c96l22" />แล้วอย่างนี้ ผลานิสงส์ ๗ ประการ อันเธอพึงหวังได้ ผลานิสงส์ ๗ ประการเป็นไฉน?          
			<remark  id="s2b19c96l23" />	[๓๘๒] คือ (๑) ในปัจจุบัน จะได้บรรลุอรหัตผลโดยพลัน (๒) ในปัจจุบันไม่ได้          
			<remark  id="s2b19c96l24" />บรรลุ ทีนั้นจะได้บรรลุในเวลาใกล้ตาย (๓) ถ้าในปัจจุบันก็ไม่ได้บรรลุ ในเวลาใกล้ตายก็ไม่ได้              
			<remark  id="s2b19c96l25" />บรรลุ ทีนั้นจะได้เป็นพระอนาคามีผู้อันตราปรินิพพายี เพราะสังโยชน์เบื้องต่ำ ๕ สิ้นไป (๔)                
			<remark  id="s2b19c96l26" />ถ้าในปัจจุบันก็ไม่ได้บรรลุ ในเวลาใกล้ตายก็ไม่ได้บรรลุ และไม่ได้เป็นพระอนาคามีผู้อันตราปริ-            
			<remark  id="s2b19c96l27" />นิพพายี เพราะสังโยชน์เบื้องต่ำ ๕ สิ้นไป ทีนั้น จะได้เป็นพระอนาคามีผู้อุปหัจจปรินิพพายี               
			<remark  id="s2b19c96l28" />เพราะสังโยชน์เบื้องต่ำ ๕ สิ้นไป (๕) ถ้าในปัจจุบันก็ไม่ได้บรรลุ ในเวลาใกล้ตายก็ไม่ได้บรรลุ   
		</para>
	</section>
	<section id="s2b19c97" >
		<para id="s2b19c97p">
			<remark  id="s2b19c97l1" />ไม่ได้เป็นพระอนาคามีผู้อันตราปรินิพพายี และไม่ได้เป็นพระอานาคามีผู้อุปหัจจปรินิพพายี ทีนั้น           
			<remark  id="s2b19c97l2" />จะได้เป็นพระอนาคามีผู้อสังขารปรินิพพายี เพราะสังโยชน์เบื้องต่ำ ๕ สิ้นไป (๖) ถ้าในปัจจุบัน             
			<remark  id="s2b19c97l3" />ก็ไม่ได้บรรลุ ในเวลาใกล้ตายก็ไม่ได้บรรลุ ไม่ได้เป็นพระอนาคามีผู้อันตราปรินิพพายี ไม่ได้เป็น           
			<remark  id="s2b19c97l4" />พระอนาคามีผู้อุปหัจจปรินิพพายี และไม่ได้เป็นพระอนาคามีผู้อสังขารปรินิพพายี ทีนั้น จะได้เป็น           
			<remark  id="s2b19c97l5" />พระอนาคามีผู้อสังขารปรินิพพายี เพราะสังโยชน์เบื้องต่ำ ๕ สิ้นไป (๗) ถ้าในปัจจุบันก็ไม่ได้              
			<remark  id="s2b19c97l6" />บรรลุ ในเวลาใกล้ตายก็ไม่ได้บรรลุ ไม่ได้เป็นพระอนาคามีผู้อันตราปรินิพพายี ไม่ได้เป็นพระ               
			<remark  id="s2b19c97l7" />อนาคามีผู้อุปหัจจปรินิพพายี ไม่ได้เป็นพระอนาคามีผู้อสังขารปรินิพพายี และไม่ได้เป็นพระอนาคา           
			<remark  id="s2b19c97l8" />มีผู้อสังขารปรินิพพายี ทีนั้นจะได้เป็นพระอนาคามีผู้อุทธังโสโตอกนิฏฐคามี เพราะสังโยชน์เบื้องต่ำ        
			<remark  id="s2b19c97l9" />๕ สิ้นไป ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อโพชฌงค์ ๗ อันภิกษุเจริญแล้วอย่างนี้ กระทำให้มากแล้วอย่างนี้           
			<remark  id="s2b19c97l10" />ผลานิสงส์ ๗ ประการเหล่านี้ อันเธอพึงหวังได้.       
			<remark  id="s2b19c97l11" />		           จบ สูตรที่ ๓              
			<remark  id="s2b19c97l12" />		             วัตตสูตร                
			<remark  id="s2b19c97l13" />		        การอยู่ด้วยโพชฌงค์ ๗         
			<remark  id="s2b19c97l14" />	[๓๘๓] สมัยหนึ่ง ท่านพระสารีบุตรอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของท่านอนาถ          
			<remark  id="s2b19c97l15" />บิณฑิกเศรษฐี ใกล้พระนครสาวัตถี ณ ที่นั้นแล ท่านพระสารีบุตรเรียกภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุ            
			<remark  id="s2b19c97l16" />ทั้งหลาย ภิกษุเหล่านั้นรับคำท่านพระสารีบุตรแล้ว ท่านพระสารีบุตรได้กล่าวว่า ดูกรผู้มีอายุ              
			<remark  id="s2b19c97l17" />ทั้งหลาย โพชฌงค์ ๗ ประการนี้ ๗ ประการเป็นไฉน? คือ สติสัมโพชฌงค์ ๑ ธัมมวิจยสัม       
			<remark  id="s2b19c97l18" />โพชฌงค์ ๑ วิริยสัมโพชฌงค์ ๑ ปีติสัมโพชฌงค์ ๑ ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ ๑ สมาธิสัมโพชฌงค์ ๑ 
			<remark  id="s2b19c97l19" />อุเบกขาสัมโพชฌงค์ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย โพชฌงค์ ๗ ประการนี้แล.        
			<remark  id="s2b19c97l20" />	[๓๘๔] ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย บรรดาโพชฌงค์ ๗ ประการนี้ เราประสงค์จะอยู่ด้วย       
			<remark  id="s2b19c97l21" />โพชฌงค์ข้อใดๆ ในเวลาเช้า ก็อยู่ด้วยโพชฌงค์ข้อนั้นๆ เราประสงค์จะอยู่ด้วยโพชฌงค์ข้อใดๆ 
			<remark  id="s2b19c97l22" />ในเวลาเที่ยง ก็อยู่ด้วยโพชฌงค์ข้อนั้นๆ เราประสงค์จะอยู่ด้วยโพชฌงค์ข้อใดๆ ในเวลาเย็น  
			<remark  id="s2b19c97l23" />ก็อยู่ด้วยโพชฌงค์ข้อนั้นๆ.     
		</para>
	</section>
	<section id="s2b19c98" >
		<para id="s2b19c98p">
			<remark  id="s2b19c98l1" />	[๓๘๕] ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ถ้าสติสัมโพชฌงค์มีอยู่แก่เรา ดังพรรณนามานี้ เราก็รู้
			<remark  id="s2b19c98l2" />ว่าสติสัมโพชฌงค์ของเราหาประมาณมิได้ อันเราปรารภดีแล้ว สติสัมโพชฌงค์เมื่อยังตั้งอยู่ เรา               
			<remark  id="s2b19c98l3" />ก็รู้ว่าตั้งอยู่ ถ้าแม้สติสัมโพชฌงค์ของเราเคลื่อนไป เราก็รู้ว่าเคลื่อนไป เพราะสิ่งนี้เป็นปัจจัย ฯลฯ   
			<remark  id="s2b19c98l4" />	[๓๘๖] ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ถ้าอุเบกขาสัมโพชฌงค์มีอยู่แก่เรา ดังพรรณนามานี้     
			<remark  id="s2b19c98l5" />เราก็รู้ว่าอุเบกขาสัมโพชฌงค์ของเราหาประมาณมิได้ อันเราปรารภดีแล้ว อุเบกขาสัมโพชฌงค์  
			<remark  id="s2b19c98l6" />เมื่อยังตั้งอยู่ เราก็รู้ว่าตั้งอยู่ ถ้าแม้อุเบกขาสัมโพชฌงค์ของเราเคลื่อนไป เราก็รู้ว่าเคลื่อนไป      
			<remark  id="s2b19c98l7" />เพราะสิ่งนี้เป็นปัจจัย.           
			<remark  id="s2b19c98l8" />	[๓๘๗] ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย หีบผ้าของพระราชาหรือของราชมหาอำมาตย์ เต็มด้วย       
			<remark  id="s2b19c98l9" />ผ้าสีต่างๆ พระราชาหรือราชมหาอำมาตย์ ประสงค์จะนุ่งห่มผ้าชุดใดๆ ในเวลาเช้า ก็นุ่งห่มผ้า
			<remark  id="s2b19c98l10" />ชุดนั้นๆ ได้ ประสงค์จะนุ่งห่มผ้าชุดใดๆ ในเวลาเที่ยง ก็นุ่งห่มผ้าชุดนั้นๆ ได้ ประสงค์จะ                
			<remark  id="s2b19c98l11" />นุ่งห่มผ้าชุดใดๆ ในเวลาเย็น ก็นุ่งห่มผ้าชุดนั้นๆ ได้ แม้ฉันใด เราก็ฉันนั้นเหมือนกัน บรรดา             
			<remark  id="s2b19c98l12" />โพชฌงค์ทั้ง ๗ นี้ ประสงค์จะอยู่ด้วยโพชฌงค์ข้อใดๆ ในเวลาเช้า ก็อยู่ด้วยโพชฌงค์ข้อนั้นๆ
			<remark  id="s2b19c98l13" />ประสงค์อยู่ด้วยโพชฌงค์ข้อใดๆ ในเวลาเที่ยง ก็อยู่ด้วยโพชฌงค์ข้อนั้นๆ ประสงค์จะอยู่ด้วย
			<remark  id="s2b19c98l14" />โพชฌงค์ข้อใดๆ ในเวลาเย็น ก็อยู่ด้วยโพชฌงค์ข้อนั้นๆ.
			<remark  id="s2b19c98l15" />	[๓๘๘] ถ้าสติสัมโพชฌงค์มีอยู่แก่เรา ดังพรรณนามานี้ เราก็รู้ว่าสติสัมโพชฌงค์      
			<remark  id="s2b19c98l16" />ของเราหาประมาณมิได้ อันเราปรารภดีแล้ว สติสัมโพชฌงค์เมื่อยังตั้งอยู่ เราก็รู้ว่าตั้งอยู่ ถ้าแม้        
			<remark  id="s2b19c98l17" />สติสัมโพชฌงค์ของเราเคลื่อนไป เราก็รู้ว่าเคลื่อนไป เพราะสิ่งนี้เป็นปัจจัย ฯลฯ         
			<remark  id="s2b19c98l18" />	[๓๘๙] ถ้าอุเบกขาสัมโพชฌงค์มีอยู่แก่เรา ดังพรรณนามานี้ เราก็รู้ว่าอุเบกขาสัม    
			<remark  id="s2b19c98l19" />โพชฌงค์ของเราหาประมาณมิได้ อันเราปรารภดีแล้ว อุเบกขาสัมโพชฌงค์เมื่อยังตั้งอยู่ เราก็รู้ว่า           
			<remark  id="s2b19c98l20" />ตั้งอยู่ ถ้าแม้อุเบกขาสัมโพชฌงค์ของเราเคลื่อนไป เราก็รู้ว่าเคลื่อนไป เพราะสิ่งนี้เป็นปัจจัย.          
			<remark  id="s2b19c98l21" />		           จบ สูตรที่ ๔              
			<remark  id="s2b19c98l22" />		             ภิกขุสูตร               
			<remark  id="s2b19c98l23" />		 ที่เรียกว่าโพชฌงค์เพราะเป็นไปเพื่อตรัสรู้            
			<remark  id="s2b19c98l24" />	[๓๙๐] ครั้งนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ฯลฯ ครั้นแล้ว                
			<remark  id="s2b19c98l25" />ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ที่เรียกว่าโพชฌงค์ๆ ดังนี้ ด้วยเหตุเพียง  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b19c99" >
		<para id="s2b19c99p">
			<remark  id="s2b19c99l1" />เท่าไรหนอ จึงจะเรียกว่า โพชฌงค์? พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุ ที่เรียกว่าโพชฌงค์  
			<remark  id="s2b19c99l2" />เพราะเป็นไปเพื่อตรัสรู้.          
			<remark  id="s2b19c99l3" />	[๓๙๑] ดูกรภิกษุ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมเจริญสติสัมโพชฌงค์ อันอาศัยวิเวก        
			<remark  id="s2b19c99l4" />อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในการสละ ฯลฯ          
			<remark  id="s2b19c99l5" />	[๓๙๒] ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมเจริญอุเบกขาสัมโพชฌงค์ อันอาศัยวิเวก อาศัย        
			<remark  id="s2b19c99l6" />วิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในการสละ ฯลฯ               
			<remark  id="s2b19c99l7" />	[๓๙๓] เมื่อภิกษุนั้นเจริญโพชฌงค์ ๗ ประการนี้ จิตย่อมหลุดพ้นแม้จากกามาสวะ        
			<remark  id="s2b19c99l8" />ภวาสวะ อวิชชาสวะ เมื่อจิตหลุดพ้นแล้ว ย่อมมีญาณหยั่งรู้ว่า หลุดพ้นแล้ว ย่อมรู้ชัดว่า  
			<remark  id="s2b19c99l9" />ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี          
			<remark  id="s2b19c99l10" />ดูกรภิกษุ ที่เรียกว่าโพชฌงค์ เพราะเป็นไปเพื่อตรัสรู้ ฉะนี้แล.       
			<remark  id="s2b19c99l11" />		           จบ สูตรที่ ๕              
			<remark  id="s2b19c99l12" />		            กุณฑลิยสูตร              
			<remark  id="s2b19c99l13" />		   ตถาคตมีวิชชาและวิมุติเป็นผลานิสงส์
			<remark  id="s2b19c99l14" />	[๓๙๔] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ ป่าอัญชนมฤคทายวัน ใกล้เมือง          
			<remark  id="s2b19c99l15" />สาเกต ครั้งนั้นแล กุณฑลิยปริพาชกเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ได้ปราศรัยกับพระผู้              
			<remark  id="s2b19c99l16" />มีพระภาค ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้ว จึงนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้ว            
			<remark  id="s2b19c99l17" />ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ข้าพเจ้าเที่ยวไปในอาราม เข้าไปสู่บริษัท             
			<remark  id="s2b19c99l18" />เมื่อข้าพเจ้าบริโภคอาหารเช้าแล้ว ในเวลาปัจฉาภัต ข้าพเจ้าเดินไปเนืองๆ เที่ยวไปเนืองๆ สู่               
			<remark  id="s2b19c99l19" />อารามจากอาราม สู่อุทยานจากอุทยาน ณ ที่นั้น ข้าพเจ้าเห็นสมณพราหมณ์พวกหนึ่ง กำลังกล่าว 
			<remark  id="s2b19c99l20" />ถ้อยคำมีวาทะและการเปลื้องวาทะว่าดังนี้เป็นอานิสงส์ และมีความขุ่นเคืองเป็นอานิสงส์ ส่วน                
			<remark  id="s2b19c99l21" />ท่านพระโคดมมีอะไรเป็นอานิสงส์อยู่เล่า? พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ดูกรกุณฑลิยะ ตถาคต   
			<remark  id="s2b19c99l22" />มีวิชชาและวิมุติเป็นผลานิสงส์อยู่.
			<remark  id="s2b19c99l23" />	[๓๙๕] ก. ข้าแต่ท่านพระโคดมผู้เจริญ ก็ธรรมเหล่าไหนที่บุคคลเจริญแล้ว กระทำ        
			<remark  id="s2b19c99l24" />ให้มากแล้ว ย่อมยังวิชชาและวิมุติให้บริบูรณ์?       
			<remark  id="s2b19c99l25" />     พ. ดูกรกุณฑลิยะ โพชฌงค์ ๗ อันบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมยัง             
			<remark  id="s2b19c99l26" />วิชชาและวิมุติให้บริบูรณ์.        
			<remark  id="s2b19c99l27" />     ก. ข้าแต่ท่านพระโคดมผู้เจริญ ก็ธรรมเหล่าไหนที่บุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว    
			<remark  id="s2b19c99l28" />ย่อมยังโพชฌงค์ ๗ ให้บริบูรณ์?     
		</para>
	</section>
	<section id="s2b19c100" >
		<para id="s2b19c100p">
			<remark  id="s2b19c100l1" />     พ. ดูกรกุณฑลิยะ สติปัฏฐาน ๔ อันบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมยัง           
			<remark  id="s2b19c100l2" />โพชฌงค์ ๗ ให้บริบูรณ์.            
			<remark  id="s2b19c100l3" />     ก. ข้าแต่ท่านพระโคดมผู้เจริญ ก็ธรรมเหล่าไหนที่บุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มาก        
			<remark  id="s2b19c100l4" />แล้ว ย่อมยังสติปัฏฐาน ๔ ให้บริบูรณ์?               
			<remark  id="s2b19c100l5" />     พ. ดูกรกุณฑลิยะ สุจริต ๓ อันบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมยังสติ          
			<remark  id="s2b19c100l6" />ปัฏฐาน ๔ ให้บริบูรณ์.            
			<remark  id="s2b19c100l7" />     ก. ข้าแต่ท่านพระโคดมผู้เจริญ ก็ธรรมเหล่าไหนที่บุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มาก        
			<remark  id="s2b19c100l8" />แล้ว ย่อมยังสุจริต ๓ ให้บริบูรณ์? 
			<remark  id="s2b19c100l9" />	[๓๙๖] พ. ดูกรกุณฑลิยะ อินทรีย์สังวรอันบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว            
			<remark  id="s2b19c100l10" />ย่อมยังสุจริต ๓ ให้บริบูรณ์ อินทรีย์สังวรอันบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้วอย่างไร ย่อม                
			<remark  id="s2b19c100l11" />ยังสุจริต ๓ ให้บริบูรณ์? ดูกรกุณฑลิยะ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เห็นรูปที่ชอบใจด้วยจักษุแล้ว                
			<remark  id="s2b19c100l12" />ย่อมไม่ยินดี ไม่ขึ้งเคียด ไม่ยังความกำหนัดให้เกิด และกายของเธอก็คงที่ จิตก็คงที่ มั่นคงดี             
			<remark  id="s2b19c100l13" />ในภายใน หลุดพ้นดีแล้ว อนึ่ง เธอเห็นรูปที่ไม่ชอบใจด้วยจักษุแล้ว ก็ไม่เก้อ ไม่มีจิตตั้งอยู่             
			<remark  id="s2b19c100l14" />ด้วยอำนาจกิเลส ไม่เสียใจ มีจิตไม่พยาบาท และกายของเธอก็คงที่ จิตก็คงที่ มั่นคงดี ใน   
			<remark  id="s2b19c100l15" />ภายใน หลุดพ้นดีแล้ว.              
			<remark  id="s2b19c100l16" />     อีกประการหนึ่ง ภิกษุฟังเสียงด้วยหู ฯลฯ ดมกลิ่นด้วยจมูก ฯลฯ ลิ้มรสด้วยลิ้น ฯลฯ   
			<remark  id="s2b19c100l17" />ถูกต้องโผฏฐัพพะด้วยกาย ฯลฯ รู้ธรรมารมณ์ที่ชอบใจ ด้วยใจแล้ว ย่อมไม่ยินดี ไม่ขึ้งเคียด 
			<remark  id="s2b19c100l18" />ไม่ยังความกำหนัดให้เกิด และกายของเธอก็คงที่ จิตก็คงที่ มั่นคงดีในภายใน หลุดพ้นดีแล้ว 
			<remark  id="s2b19c100l19" />อนึ่ง เธอรู้ธรรมารมณ์ ที่ไม่ชอบใจด้วยใจแล้ว ไม่เก้อ ไม่มีจิตตั้งอยู่ด้วยอำนาจกิเลส ไม่เสียใจ          
			<remark  id="s2b19c100l20" />มีจิตไม่พยาบาท และกายของเธอก็คงที่ จิตก็คงที่ มั่นคงดีในภายใน หลุดพ้นดีแล้ว.         
			<remark  id="s2b19c100l21" />     ดูกรกุณฑลิยะ เพราะเหตุที่ภิกษุเห็นรูปด้วยจักษุแล้ว เป็นผู้คงที่ ไม่เสียใจ มีจิตไม่               
			<remark  id="s2b19c100l22" />พยาบาท เพราะรูปทั้งที่ชอบใจและไม่ชอบใจ กายของเธอก็คงที่ จิตก็คงที่ มั่นคงดีในภายใน   
			<remark  id="s2b19c100l23" />หลุดพ้นดีแล้ว ภิกษุฟังเสียงด้วยหู ฯลฯ ดมกลิ่นด้วยจมูก ฯลฯ ลิ้มรสด้วยลิ้น ฯลฯ ถูกต้องโผฏ              
			<remark  id="s2b19c100l24" />ฐัพพะด้วยกาย ฯลฯ รู้ธรรมารมณ์ ด้วยใจแล้ว เป็นผู้คงที่ ไม่เสียใจ มีจิตไม่พยาบาท เพราะ
			<remark  id="s2b19c100l25" />ธรรมารมณ์ ที่ชอบใจและไม่ชอบใจ และกายของเธอก็คงที่ จิตก็คงที่ มั่นคงดีในภายใน หลุด  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b19c101" >
		<para id="s2b19c101p">
			<remark  id="s2b19c101l1" />พ้นดีแล้ว ดูกรกุณฑลิยะ อินทรีย์สังวรอันบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว อย่างนี้แล     
			<remark  id="s2b19c101l2" />ย่อมยังสุจริต ๓ ให้บริบูรณ์.      
			<remark  id="s2b19c101l3" />	[๓๙๗] ดูกรกุณฑลิยะ ก็สุจริตเหล่านั้นอันบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว           
			<remark  id="s2b19c101l4" />อย่างไร ย่อมยังสติปัฏฐาน ๔ ให้บริบูรณ์? ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เจริญกายสุจริตเพื่อละกายทุจริต            
			<remark  id="s2b19c101l5" />เจริญวจีสุจริตเพื่อละวจีทุจริต เจริญมโนสุจริตเพื่อละมโนทุจริต สุจริต ๓ อันบุคคลเจริญแล้ว              
			<remark  id="s2b19c101l6" />กระทำให้มากแล้วอย่างนี้แล ย่อมยังสติปัฏฐาน ๔ ให้บริบูรณ์.           
			<remark  id="s2b19c101l7" />	[๓๙๘] ดูกรกุณฑลิยะ สติปัฏฐาน ๔ อันบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้วอย่างไร         
			<remark  id="s2b19c101l8" />ย่อมยังโพชฌงค์ ๗ ให้บริบูรณ์? ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมพิจารณาเห็นกายในกายเนืองๆ อยู่ 
			<remark  id="s2b19c101l9" />มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ พึงกำจัด อภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้ ย่อมพิจารณา       
			<remark  id="s2b19c101l10" />เห็นเวทนาในเวทนาเนืองๆ อยู่ ฯลฯ ย่อมพิจารณาเห็นจิตเนืองๆ อยู่ ฯลฯ ย่อมพิจารณาเห็น    
			<remark  id="s2b19c101l11" />ธรรมในธรรมเนืองๆ อยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ พึงกำจัดอภิชฌาและโทมนัสใน        
			<remark  id="s2b19c101l12" />โลกเสียได้ ดูกรกุณฑลิยะ สติปัฏฐาน ๔ อันบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้วอย่างนี้แล      
			<remark  id="s2b19c101l13" />ย่อมยังโพชฌงค์ ๗ ให้บริบูรณ์.     
			<remark  id="s2b19c101l14" />	[๓๙๙] ดูกรกุณฑลิยะ โพชฌงค์ ๗ อันบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้วอย่างไร           
			<remark  id="s2b19c101l15" />ย่อมยังวิชชาและวิมุติให้บริบูรณ์? ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมเจริญสติสัมโพชฌงค์ อันอาศัย
			<remark  id="s2b19c101l16" />วิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในการสละ ฯลฯ ย่อมเจริญอุเบกขาสัมโพชฌงค์ อัน       
			<remark  id="s2b19c101l17" />อาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในการสละ ดูกรกุณฑลิยะ โพชฌงค์ ๗ อันบุคคล     
			<remark  id="s2b19c101l18" />เจริญแล้ว กระทำให้มากแล้วอย่างนี้แล ย่อมยังวิชชาและวิมุติให้สมบูรณ์.
			<remark  id="s2b19c101l19" />	[๔๐๐] เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว กุณฑลิยปริพาชกได้กราบทูลพระผู้มี      
			<remark  id="s2b19c101l20" />พระภาคว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ     
			<remark  id="s2b19c101l21" />ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก ท่านพระโคดมทรงประกาศธรรมโดยอเนกปริยาย เปรียบเหมือน        
			<remark  id="s2b19c101l22" />บุคคลหงายของที่คว่ำ เปิดของที่ปิด บอกทางแก่คนหลงทาง หรือตามประทีปในที่มืดด้วยหวังว่า 
			<remark  id="s2b19c101l23" />ผู้มีจักษุจักเห็นรูปได้ ฉะนั้น ข้าพระองค์ขอถึงท่านพระโคดมกับทั้งพระธรรมและพระภิกษุสงฆ์                
			<remark  id="s2b19c101l24" />ว่าเป็นสรณะ ขอท่านพระโคดม จงทรงจำข้าพระองค์ว่าเป็นอุบาสกผู้ถึงสรณะจนตลอดชีวิต        
			<remark  id="s2b19c101l25" />จำเดิมแต่วันนี้เป็นต้นไป.         
			<remark  id="s2b19c101l26" />		           จบ สูตรที่ ๖    
		</para>
	</section>
	<section id="s2b19c102" >
		<para id="s2b19c102p">
			<remark  id="s2b19c102l1" />		             กูฏสูตร
			<remark  id="s2b19c102l2" />		   ผู้เจริญโพชฌงค์ย่อมน้อมไปสู่นิพพาน
			<remark  id="s2b19c102l3" />	[๔๐๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย กลอนเรือนยอดทั้งหมดน้อมไปสู่ยอด โน้มไปสู่ยอด            
			<remark  id="s2b19c102l4" />โอนไปสู่ยอด แม้ฉันใด ภิกษุเจริญโพชฌงค์ ๗ กระทำให้มากซึ่งโพชฌงค์ ๗ ย่อมเป็นผู้น้อมไป  
			<remark  id="s2b19c102l5" />สู่นิพพาน โน้มไปสู่นิพพาน โอนไปสู่นิพพาน ฉันนั้นเหมือนกัน.          
			<remark  id="s2b19c102l6" />	[๔๐๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุเจริญโพชฌงค์ ๗ กระทำให้มากซึ่งโพชฌงค์ ๗          
			<remark  id="s2b19c102l7" />อย่างไร ย่อมเป็นผู้น้อมไปสู่นิพพาน โน้มไปสู่นิพพาน โอนไปสู่นิพพาน? ภิกษุในธรรมวินัยนี้                
			<remark  id="s2b19c102l8" />ย่อมเจริญสติสัมโพชฌงค์ อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในการสละ ฯลฯ       
			<remark  id="s2b19c102l9" />ย่อมเจริญอุเบกขาสัมโพชฌงค์ อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในการสละ       
			<remark  id="s2b19c102l10" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเจริญโพชฌงค์ ๗ กระทำให้มากซึ่งโพชฌงค์ ๗ อย่างนี้แล ย่อมเป็นผู้น้อม             
			<remark  id="s2b19c102l11" />ไปสู่นิพพาน โน้มไปสู่นิพพาน โอนไปสู่นิพพาน.        
			<remark  id="s2b19c102l12" />		           จบ สูตรที่ ๗              
			<remark  id="s2b19c102l13" />		            อุปวาณสูตร               
			<remark  id="s2b19c102l14" />		  โพชฌงค์ ๗ ที่ปรารภดีแล้วย่อมอยู่ผาสุก               
			<remark  id="s2b19c102l15" />	[๔๐๓] สมัยหนึ่ง ท่านพระอุปวาณะและท่านพระสารีบุตรอยู่ ณ โฆสิตาราม ใกล้           
			<remark  id="s2b19c102l16" />เมืองโกสัมพี ครั้งนั้น ท่านพระสารีบุตรออกจากที่พักผ่อนในเวลาเย็นแล้ว เข้าไปหาท่านพระ
			<remark  id="s2b19c102l17" />อุปวาณะถึงที่อยู่ ได้ปราศรัยกับท่านพระอุปวาณะ ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้ว              
			<remark  id="s2b19c102l18" />จึงนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้ถามท่านพระอุปวาณะว่า ท่านอุปวาณะผู้มีอายุ ภิกษุจะ           
			<remark  id="s2b19c102l19" />พึงรู้หรือไม่ว่า โพชฌงค์ ๗ อันเราปรารภดีแล้วอย่างนี้ ด้วยการกระทำไว้ในใจโดยแยบคายเฉพาะ                
			<remark  id="s2b19c102l20" />ตน ย่อมเป็นไปเพื่อความอยู่เป็นผาสุก ท่านพระอุปวาณะตอบว่า ดูกรท่านสารีบุตรผู้มีอายุ ภิกษุ              
			<remark  id="s2b19c102l21" />พึงรู้ได้ว่า โพชฌงค์ ๗ อันเราปรารภดีแล้วอย่างนี้ ด้วยการกระทำไว้ในใจ โดยแยบคายเฉพาะตน
			<remark  id="s2b19c102l22" />ย่อมเป็นไปเพื่อความอยู่เป็นผาสุก. 
			<remark  id="s2b19c102l23" />	[๔๐๔] สา. ดูกรผู้มีอายุ ภิกษุปรารภสติสัมโพชฌงค์ ย่อมรู้ได้หรือว่า จิตของเรา     
			<remark  id="s2b19c102l24" />หลุดพ้นดีแล้ว ถีนมิทธะเราถอนเสียแล้ว อุทธัจจกุกกุจจะเรากำจัดได้แล้ว ความเพียรเราปรารภ
			<remark  id="s2b19c102l25" />แล้ว เรากระทำไว้ในใจอย่างจริงจัง มิได้ย่อหย่อน ฯลฯ.
		</para>
	</section>
	<section id="s2b19c103" >
		<para id="s2b19c103p">
			<remark  id="s2b19c103l1" />	[๔๐๕] ดูกรผู้มีอายุ ภิกษุเจริญอุเบกขาสัมโพชฌงค์ ย่อมรู้ได้หรือว่า จิตของเราหลุด 
			<remark  id="s2b19c103l2" />พ้นดีแล้ว ถีนมิทธะเราถอนเสียแล้ว อุทธัจจกุกกุจจะเรากำจัดได้แล้ว ความเพียรเราปรารภแล้ว
			<remark  id="s2b19c103l3" />เรากระทำไว้ในใจอย่างจริงจัง มิได้ย่อหย่อน.         
			<remark  id="s2b19c103l4" />	[๔๐๖] อุ. ดูกรท่านสารีบุตรผู้มีอายุ ภิกษุพึงรู้ได้อย่างนี้แลว่า โพชฌงค์อันเราปรารภ               
			<remark  id="s2b19c103l5" />ดีแล้วอย่างนี้ ด้วยการกระทำไว้ในใจโดยแยบคายเฉพาะตน ย่อมเป็นไปเพื่อความอยู่เป็นผาสุก. 
			<remark  id="s2b19c103l6" />		           จบ สูตรที่ ๘              
			<remark  id="s2b19c103l7" />		           อุปาทสูตรที่ ๑            
			<remark  id="s2b19c103l8" />            โพชฌงค์ ๗ ไม่เกิดนอกจากการปรากฏแห่งตถาคต                
			<remark  id="s2b19c103l9" />	[๔๐๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย โพชฌงค์ ๗ ประการนี้ อันภิกษุเจริญแล้ว กระทำให้มาก       
			<remark  id="s2b19c103l10" />แล้ว ที่ยังไม่เกิด ย่อมเกิดขึ้น นอกจากความปรากฏแห่งพระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า    
			<remark  id="s2b19c103l11" />แล้ว โพชฌงค์ ๗ ประการนี้ ย่อมไม่เกิดขึ้น โพชฌงค์ ๗ เป็นไฉน? คือ สติสัมโพชฌงค์ ฯลฯ    
			<remark  id="s2b19c103l12" />อุเบกขาสัมโพชฌงค์ โพชฌงค์ ๗ ประการนี้แล อันภิกษุเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ที่ยังไม่  
			<remark  id="s2b19c103l13" />เกิด ย่อมเกิดขึ้น นอกจากความปรากฏแห่งพระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว โพชฌงค์ ๗    
			<remark  id="s2b19c103l14" />ประการนี้ ย่อมไม่เกิดขึ้น.        
			<remark  id="s2b19c103l15" />		           จบ สูตรที่ ๙              
			<remark  id="s2b19c103l16" />		           อุปาทสูตรที่ ๒            
			<remark  id="s2b19c103l17" />		 โพชฌงค์ ๗ ไม่เกิดนอกวินัยของพระสุคต 
			<remark  id="s2b19c103l18" />	[๔๐๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย โพชฌงค์ ๗ ประการนี้ อันภิกษุเจริญแล้ว กระทำให้มาก       
			<remark  id="s2b19c103l19" />แล้ว ที่ยังไม่เกิด ย่อมเกิดขึ้น ย่อมไม่เกิดขึ้น นอกวินัยของพระสุคต โพชฌงค์ ๗ เป็นไฉน?
			<remark  id="s2b19c103l20" />คือ สติสัมโพชฌงค์ ฯลฯ อุเบกขาสัมโพชฌงค์ โพชฌงค์ ๗ ประการนี้แล อันภิกษุเจริญแล้ว      
			<remark  id="s2b19c103l21" />กระทำให้มากแล้ว ที่ยังไม่เกิด ย่อมเกิดขึ้น ย่อมไม่เกิดขึ้น นอกวินัยของพระสุคต.       
			<remark  id="s2b19c103l22" />		           จบ สูตรที่ ๑๐  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b19c104" >
		<para id="s2b19c104p">
			<remark  id="s2b19c104l1" />		         จบ ปัพพตวรรคที่ ๑           
			<remark  id="s2b19c104l2" />		          ------------               
			<remark  id="s2b19c104l3" />		     รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ    
			<remark  id="s2b19c104l4" />     ๑. หิมวันตสูตร    ๒. กายสูตร 
			<remark  id="s2b19c104l5" /> ๓. สีลสูตร           ๔. วัตตสูตร 
			<remark  id="s2b19c104l6" /> ๕. ภิกขุสูตร          ๖. กุณฑลิยสูตร              
			<remark  id="s2b19c104l7" /> ๗. กูฏสูตร           ๘. อุปวาณสูตร                
			<remark  id="s2b19c104l8" /> ๙. อุปาทสูตรที่ ๑     ๑๐. อุปาทสูตรที่ ๒          
			<remark  id="s2b19c104l9" />		         --------------   
		</para>
	</section>
	<section id="s2b19c105" >
		<para id="s2b19c105p">
			<remark  id="s2b19c105l1" />		          คิลานวรรคที่ ๒             
			<remark  id="s2b19c105l2" />		            ปาณูปมสูตร               
			<remark  id="s2b19c105l3" />		       อาศัยศีลเจริญโพชฌงค์ ๗        
			<remark  id="s2b19c105l4" />	[๔๐๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สัตว์เหล่าใดเหล่าหนึ่งสำเร็จอิริยาบถ ๔ คือ บางคราวก็เดิน
			<remark  id="s2b19c105l5" />บางคราวก็ยืน บางคราวก็นั่ง บางคราวก็นอน สัตว์เหล่านั้นทั้งหมด อาศัยแผ่นดิน ดำรงอยู่บน
			<remark  id="s2b19c105l6" />แผ่นดิน จึงสำเร็จอิริยาบถ ๔ นั้น อย่างนั้นแหละ แม้ฉันใด ภิกษุอาศัยศีล ตั้งอยู่ในศีลแล้ว               
			<remark  id="s2b19c105l7" />ย่อมเจริญโพชฌงค์ ๗ ย่อมกระทำให้มากซึ่งโพชฌงค์ ๗ ฉันนั้นเหมือนกัน.   
			<remark  id="s2b19c105l8" />	[๔๑๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุอาศัยศีล ตั้งอยู่ในศีลแล้ว ย่อมเจริญโพชฌงค์ ๗    
			<remark  id="s2b19c105l9" />ย่อมกระทำให้มากซึ่งโพชฌงค์ ๗ อย่างไรเล่า? ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมเจริญ             
			<remark  id="s2b19c105l10" />สติสัมโพชฌงค์ อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในการสละ ฯลฯ ย่อมเจริญ      
			<remark  id="s2b19c105l11" />อุเบกขาสัมโพชฌงค์ อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในการสละ ดูกรภิกษุ      
			<remark  id="s2b19c105l12" />ทั้งหลาย ภิกษุอาศัยศีล ตั้งอยู่ในศีลแล้ว ย่อมเจริญโพชฌงค์ ๗ ย่อมกระทำให้มากซึ่งโพชฌงค์                
			<remark  id="s2b19c105l13" />๗ อย่างนี้แล.    
			<remark  id="s2b19c105l14" />		           จบ สูตรที่ ๑              
			<remark  id="s2b19c105l15" />		          สุริยูปมสูตรที่ ๑          
			<remark  id="s2b19c105l16" />		    อาศัยกัลยาณมิตรเจริญโพชฌงค์ ๗    
			<remark  id="s2b19c105l17" />	[๔๑๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อพระอาทิตย์จะขึ้น สิ่งที่ขึ้นก่อน สิ่งที่เป็นนิมิตมาก่อน             
			<remark  id="s2b19c105l18" />คือ แสงเงินแสงทอง ฉันใด สิ่งที่เป็นเบื้องต้น เป็นนิมิตมาก่อน เพื่อความบังเกิดขึ้นแห่ง
			<remark  id="s2b19c105l19" />โพชฌงค์ ๗ แก่ภิกษุ คือ ความเป็นผู้มีมิตรดี ฉันนั้นเหมือนกัน ดูกรภิกษุทั้งหลาย อันภิกษุ                
			<remark  id="s2b19c105l20" />ผู้มีมิตรดี พึงหวังข้อนี้ได้ว่า จักเจริญโพชฌงค์ ๗ จักกระทำให้มากซึ่งโพชฌงค์ ๗.       
			<remark  id="s2b19c105l21" />	[๔๑๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุผู้มีมิตรดี ย่อมเจริญโพชฌงค์ ๗ ย่อมกระทำให้      
			<remark  id="s2b19c105l22" />มากซึ่งโพชฌงค์ ๗ อย่างไรเล่า? ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมเจริญสติสัม 
			<remark  id="s2b19c105l23" />โพชฌงค์ อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในการสละ ฯลฯ ย่อมเจริญอุเบกขา -
		</para>
	</section>
	<section id="s2b19c106" >
		<para id="s2b19c106p">
			<remark  id="s2b19c106l1" />สัมโพชฌงค์ อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในการสละ ดูกรภิกษุทั้งหลาย    
			<remark  id="s2b19c106l2" />ภิกษุผู้มีมิตรดี ย่อมเจริญโพชฌงค์ ๗ ย่อมกระทำให้มากซึ่งโพชฌงค์ ๗ อย่างนี้แล.         
			<remark  id="s2b19c106l3" />		           จบ สูตรที่ ๒              
			<remark  id="s2b19c106l4" />		          สุริยูปมสูตรที่ ๒          
			<remark  id="s2b19c106l5" />		 โยนิโสมนสิการเป็นเบื้องแรกแห่งโพชฌงค์                
			<remark  id="s2b19c106l6" />	[๔๑๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อพระอาทิตย์จะขึ้น สิ่งที่เกิดขึ้นก่อน สิ่งที่เป็นนิมิต               
			<remark  id="s2b19c106l7" />มาก่อน คือ แสงเงินแสงทอง ฉันใด สิ่งที่เป็นเบื้องต้น เป็นนิมิตมาก่อน เพื่อความบังเกิด 
			<remark  id="s2b19c106l8" />แห่งโพชฌงค์ ๗ แก่ภิกษุ คือ การกระทำไว้ในใจโดยแยบคาย ฉันนั้นเหมือนกัน ดูกรภิกษุ       
			<remark  id="s2b19c106l9" />ทั้งหลาย อันภิกษุผู้ถึงพร้อมด้วยการกระทำไว้ในใจโดยแยบคาย พึงหวังข้อนี้ได้ว่า จักเจริญ
			<remark  id="s2b19c106l10" />โพชฌงค์ ๗ จักกระทำให้มากซึ่งโพชฌงค์ ๗.             
			<remark  id="s2b19c106l11" />	[๔๑๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุผู้ถึงพร้อมด้วยการกระทำไว้ในใจโดยแยบคาย ย่อม     
			<remark  id="s2b19c106l12" />เจริญโพชฌงค์ ๗ ย่อมกระทำให้มากซึ่งโพชฌงค์ ๗ อย่างไรเล่า? ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุใน   
			<remark  id="s2b19c106l13" />ธรรมวินัยนี้ ย่อมเจริญสติสัมโพชฌงค์ อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปใน    
			<remark  id="s2b19c106l14" />การสละ ฯลฯ ย่อมเจริญอุเบกขาสัมโพชฌงค์ อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อม      
			<remark  id="s2b19c106l15" />ไปในการสละ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ถึงพร้อมด้วยการกระทำไว้ในใจโดยแยบคาย ย่อมเจริญ  
			<remark  id="s2b19c106l16" />โพชฌงค์ ๗ ย่อมกระทำให้มากซึ่งโพชฌงค์ ๗ อย่างนี้แล. 
			<remark  id="s2b19c106l17" />		           จบ สูตรที่ ๓              
			<remark  id="s2b19c106l18" />		           คิลานสูตรที่ ๑            
			<remark  id="s2b19c106l19" />		 พระมหากัสสปหายอาพาธด้วยโพชฌงค์ ๗    
			<remark  id="s2b19c106l20" />	[๔๑๕] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเวฬุวัน กลันทกนิวาป         
			<remark  id="s2b19c106l21" />สถาน ใกล้พระนครราชคฤห์ ก็สมัยนั้น ท่านพระมหากัสสปอาพาธไม่สบาย เป็นไข้หนัก อยู่      
			<remark  id="s2b19c106l22" />ที่ปิปผลิคูหา.   
			<remark  id="s2b19c106l23" />	[๔๑๖] ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเสด็จออกจากที่เร้นในเวลาเย็น เข้าไปหาท่านพระ     
			<remark  id="s2b19c106l24" />มหากัสสปถึงที่อยู่ แล้วประทับนั่งบนอาสนะที่ปูลาดไว้ ครั้นแล้วได้ตรัสถามท่านพระมหากัสสป    
		</para>
	</section>
	<section id="s2b19c107" >
		<para id="s2b19c107p">
			<remark  id="s2b19c107l1" />ว่า ดูกรกัสสป เธอพออดทนได้หรือ พอยังอัตภาพให้เป็นไปได้หรือ ทุกขเวทนาคลายลง ไม่       
			<remark  id="s2b19c107l2" />กำเริบขึ้นแลหรือ ความทุเลาย่อมปรากฏ ความกำเริบขึ้นไม่ปรากฏแลหรือ? ท่านพระมหากัสสป    
			<remark  id="s2b19c107l3" />กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์อดทนไม่ได้ ยังอัตภาพให้เป็นไปไม่ได้ ทุกเวทนา               
			<remark  id="s2b19c107l4" />ของพระองค์กำเริบหนัก ยังไม่คลายไป ความกำเริบขึ้นย่อมปรากฏ ความทุเลาไม่ปรากฏ.         
			<remark  id="s2b19c107l5" />	[๔๑๗] พ. ดูกรกัสสป โพชฌงค์ ๗ เหล่านี้ เรากล่าวไว้ชอบแล้ว อันบุคคลเจริญ          
			<remark  id="s2b19c107l6" />แล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพาน โพชฌงค์ ๗                
			<remark  id="s2b19c107l7" />เป็นไฉน?         
			<remark  id="s2b19c107l8" />	[๔๑๘] ดูกรกัสสป สติสัมโพชฌงค์ เรากล่าวไว้ชอบแล้ว อันบุคคลเจริญแล้ว              
			<remark  id="s2b19c107l9" />กระทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพาน ฯลฯ อุเบกขา 
			<remark  id="s2b19c107l10" />สัมโพชฌงค์ เรากล่าวไว้ชอบแล้ว อันบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อ     
			<remark  id="s2b19c107l11" />ความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพาน ดูกรกัสสป โพชฌงค์ ๗ เหล่านี้แล เรากล่าวไว้ชอบ                
			<remark  id="s2b19c107l12" />แล้ว อันบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อ              
			<remark  id="s2b19c107l13" />นิพ
