<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<!DOCTYPE book PUBLIC "-//OASIS//DTD DocBook XML V5.0//EN" "http://www.oasis-open.org/docbook/xml/4.5/docbookx.dtd">
<chapter id="s2b18">
	<title>สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค</title>
	<section id="s2b18c1" >
		<para id="s2b18c1p">
			<remark  id="s2b18c1l1" />							พระสุตตันตปิฎก
			<remark  id="s2b18c1l2" />								เล่ม ๑๐
			<remark  id="s2b18c1l3" />						สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค
			<remark  id="s2b18c1l4" />	ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
			<remark  id="s2b18c1l5" />							อนิจจวรรคที่ ๑
			<remark  id="s2b18c1l6" />						   อัชฌัตติกอนิจจสูตร
			<remark  id="s2b18c1l7" />	 [๑] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้
			<remark  id="s2b18c1l8" />	 สมัยหนึ่ง    พระผู้มีพระภาคประทับอยู่    ณ    พระวิหารเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิก
			<remark  id="s2b18c1l9" />เศรษฐี ใกล้พระนครสาวัตถี ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัส  เรียกภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุ
			<remark  id="s2b18c1l10" />ทั้งหลาย   ภิกษุเหล่านั้นทูลรับสนองพระผู้มีพระภาค แล้วพระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุ
			<remark  id="s2b18c1l11" />ทั้งหลาย จักษุเป็นของไม่เที่ยง สิ่งใดไม่เที่ยงสิ่งนั้นเป็นทุกข์ สิ่งใดเป็นทุกข์   สิ่งนั้นเป็น
			<remark  id="s2b18c1l12" />อนัตตา  สิ่งนั้นท่านทั้งหลายพึงเห็นด้วยปัญญาอันชอบ ตามความเป็นจริงอย่างนี้ว่านั่นไม่ใช่
			<remark  id="s2b18c1l13" />ของเรา นั่นไม่เป็นเรา นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา หูเป็นของไม่เที่ยง ฯลฯ จมูกเป็นของไม่
			<remark  id="s2b18c1l14" />เที่ยง ฯลฯ ลิ้นเป็นของไม่เที่ยง ฯลฯ    กายเป็นของไม่เที่ยง ฯลฯ ใจเป็นของไม่เที่ยง สิ่งใด
			<remark  id="s2b18c1l15" />ไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์ สิ่งใดเป็นทุกข์ สิ่งนั้นเป็น อนัตตา สิ่งใดเป็นอนัตตา สิ่งนั้นท่าน
			<remark  id="s2b18c1l16" />ทั้งหลายพึงเห็นด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริงอย่างนี้ว่า นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่เป็นเรา
			<remark  id="s2b18c1l17" />นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว เห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมเบื่อหน่าย
		</para>
	</section>
	<section id="s2b18c2" >
		<para id="s2b18c2p">
			<remark  id="s2b18c2l1" />แม้ในจักษุ ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในหู ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในจมูก ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในลิ้น  ย่อม
			<remark  id="s2b18c2l2" />เบื่อหน่ายแม้ในกาย ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในใจ เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมคลาย กำหนัด เพราะคลาย
			<remark  id="s2b18c2l3" />กำหนัด ย่อมหลุดพ้น เมื่อหลุดพ้นแล้ว ย่อมมีญาณหยั่งรู้ ว่า หลุดพ้นแล้ว รู้ชัดว่า ชาติสิ้น
			<remark  id="s2b18c2l4" />แล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี ฯ
			<remark  id="s2b18c2l5" />	                 จบสูตรที่ ๑
			<remark  id="s2b18c2l6" />	                  อัชฌัตติกทุกขสูตร
			<remark  id="s2b18c2l7" />	 [๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย จักษุเป็นทุกข์ สิ่งใดเป็นทุกข์ สิ่งนั้นเป็น อนัตตา สิ่งใด
			<remark  id="s2b18c2l8" />เป็นอนัตตา สิ่งนั้นท่านทั้งหลายพึงเห็นด้วยปัญญาอันชอบตาม  เป็นจริงอย่างนี้ว่า นั่นไม่ใช่
			<remark  id="s2b18c2l9" />ของเรา นั่นไม่เป็นเรา นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา หู เป็นทุกข์ ฯลฯ จมูกเป็นทุกข์ ฯลฯ ลิ้นเป็น
			<remark  id="s2b18c2l10" />ทุกข์ ฯลฯ กายเป็นทุกข์ ฯลฯ ใจเป็น ทุกข์ สิ่งใดเป็นทุกข์ สิ่งนั้นเป็นอนัตตา สิ่งใดเป็น
			<remark  id="s2b18c2l11" />อนัตตา สิ่งนั้นท่านทั้งหลาย  พึงเห็นด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริงอย่างนี้ว่า นั่นไม่ใช่
			<remark  id="s2b18c2l12" />ของเรา นั่นไม่ เป็นเรา นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา ฯลฯ ฯ
			<remark  id="s2b18c2l13" />	                                 จบสูตรที่ ๒
			<remark  id="s2b18c2l14" />	                            อัชฌัตติกอนัตตสูตร
			<remark  id="s2b18c2l15" />	 [๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย จักษุเป็นอนัตตา สิ่งใดเป็นอนัตตา สิ่งนั้นท่านทั้งหลาย
			<remark  id="s2b18c2l16" />พึงเห็นด้วยปัญญาอันชอบ   ตามความเป็นจริงอย่างนี้ว่า นั่นไม่ใช่ของ  เรา นั่นไม่เป็นเรา นั่น
			<remark  id="s2b18c2l17" />ไม่ใช่ตัวตนของเรา หูเป็นอนัตตา ฯลฯ จมูกเป็นอนัตตา ฯลฯ ลิ้นเป็นอนัตตา ฯลฯ กายเป็น
			<remark  id="s2b18c2l18" />อนัตตา ฯลฯ ใจเป็นอนัตตา สิ่งใดเป็นอนัตตา สิ่งนั้นท่านทั้งหลายพึงเห็นด้วยปัญญาอันชอบ
			<remark  id="s2b18c2l19" />ตามความเป็นจริงอย่างนี้ว่า นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่เป็นเรา นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา ฯลฯ ฯ
			<remark  id="s2b18c2l20" />	                                     จบสูตรที่ ๓
		</para>
	</section>
	<section id="s2b18c3" >
		<para id="s2b18c3p">
			<remark  id="s2b18c3l1" />	                                พาหิรอนิจจสูตร
			<remark  id="s2b18c3l2" />	 [๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย รูปเป็นของไม่เที่ยง สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์ สิ่ง
			<remark  id="s2b18c3l3" />ใดเป็นทุกข์ สิ่งนั้นเป็นอนัตตา สิ่งใดเป็นอนัตตา  สิ่งนั้นท่านทั้งหลาย พึงเห็นด้วยปัญญาอัน
			<remark  id="s2b18c3l4" />ชอบตามความเป็นจริงอย่างนี้ว่า นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่เป็นเรา นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา เสียง
			<remark  id="s2b18c3l5" />กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ เป็นของไม่เที่ยง สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์ สิ่งใด
			<remark  id="s2b18c3l6" />เป็นทุกข์ สิ่งนั้นเป็น อนัตตา สิ่งใดเป็นอนัตตา    สิ่งนั้นท่านทั้งหลายพึงเห็นด้วยปัญญาอันชอบตาม
			<remark  id="s2b18c3l7" />ความเป็นจริงอย่างนี้ว่า นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่เป็นเรา นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา ดูกรภิกษุ
			<remark  id="s2b18c3l8" />ทั้งหลาย อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว เห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมเบื่อหน่ายในรูป ...  ย่อมทราบชัด ... ฯ
			<remark  id="s2b18c3l9" />	                 จบสูตรที่ ๔
			<remark  id="s2b18c3l10" />	                พาหิรทุกขสูตร
			<remark  id="s2b18c3l11" />	 [๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย รูปเป็นทุกข์ สิ่งใดเป็นทุกข์ สิ่งนั้นเป็นอนัตตา  สิ่งใด
			<remark  id="s2b18c3l12" />เป็นอนัตตา สิ่งนั้นท่านทั้งหลายพึงเห็นด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริงอย่างนี้ว่า นั่นไม่ใช่
			<remark  id="s2b18c3l13" />ของเรา นั่นไม่เป็นเรา นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา เสียง กลิ่นรส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์
			<remark  id="s2b18c3l14" />เป็นทุกข์ สิ่งใดเป็นทุกข์ สิ่งนั้นเป็นอนัตตา  สิ่งใดเป็นอนัตตา สิ่งนั้นท่านทั้งหลายพึงเห็น
			<remark  id="s2b18c3l15" />ด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริงอย่างนี้ว่า นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่เป็นเรา นั่นไม่ใช่ตัวตน
			<remark  id="s2b18c3l16" />ของเรา ... ฯ
			<remark  id="s2b18c3l17" />	                 จบสูตรที่ ๕
			<remark  id="s2b18c3l18" />	                  พาหิรอนัตตสูตร
			<remark  id="s2b18c3l19" />	 [๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย รูปเป็นอนัตตา สิ่งใดเป็นอนัตตา สิ่งนั้นท่าน ทั้งหลายพึง
			<remark  id="s2b18c3l20" />เห็นด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริงอย่างนี้ว่า นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่เป็นเรา นั่นไม่ใช่
		</para>
	</section>
	<section id="s2b18c4" >
		<para id="s2b18c4p">
			<remark  id="s2b18c4l1" />ตัวตนของเรา เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์   เป็นอนัตตา สิ่งใดเป็นอนัตตา
			<remark  id="s2b18c4l2" />สิ่งนั้นท่านทั้งหลายพึงเห็นด้วยปัญญาอันชอบตาม ความเป็นจริงอย่างนี้ว่า นั่นไม่ใช่ของเรา นั่น
			<remark  id="s2b18c4l3" />ไม่เป็นเรา นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา ... ฯ
			<remark  id="s2b18c4l4" />	                 จบสูตรที่ ๖
			<remark  id="s2b18c4l5" />	                อตีตานาคตปัจจุปันนานิจจสูตร
			<remark  id="s2b18c4l6" />	 [๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย จักษุที่เป็นอดีตและอนาคต เป็นของไม่เที่ยง จะกล่าวไป
			<remark  id="s2b18c4l7" />ไยถึงจักษุอันเป็นปัจจุบันเล่า อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว เห็นอยู่อย่างนี้  ย่อมไม่มีเยื่อใยในจักษุที่
			<remark  id="s2b18c4l8" />เป็นอดีต ไม่เพลิดเพลินจักษุที่เป็นอนาคต ย่อมปฏิบัติเพื่อเบื่อหน่าย เพื่อคลายกำหนัด เพื่อ
			<remark  id="s2b18c4l9" />ดับซึ่งจักษุที่เป็นปัจจุบัน หู จมูก ลิ้นกาย ใจที่เป็นอดีตและอนาคต เป็นของไม่เที่ยง
			<remark  id="s2b18c4l10" />จะกล่าวไปไยถึงใจที่เป็นปัจจุบันเล่า อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว เห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมไม่มีเยื่อใย
			<remark  id="s2b18c4l11" />ในใจที่เป็นอดีต ไม่เพลิดเพลินใจที่เป็นปัจจุบัน ย่อมปฏิบัติเพื่อหน่าย เพื่อคลายกำหนัด เพื่อ
			<remark  id="s2b18c4l12" />ดับซึ่งใจที่เป็นปัจจุบัน ฯ
			<remark  id="s2b18c4l13" />	                 จบสูตรที่ ๗
			<remark  id="s2b18c4l14" />	                 อตีตานาคตปัจจุปันนทุกขสูตร
			<remark  id="s2b18c4l15" />	 [๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย จักษุที่เป็นอดีตและอนาคต เป็นทุกข์ จะกล่าว  ไปไยถึงจักษุ
			<remark  id="s2b18c4l16" />ที่เป็นปัจจุบันเล่า อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว เห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมไม่ มีเยื่อใยในจักษุที่เป็นอดีต
			<remark  id="s2b18c4l17" />ไม่เพลิดเพลินจักษุที่เป็นอนาคต ย่อมปฏิบัติเพื่อหน่ายเพื่อคลายกำหนัด เพื่อดับซึ่งจักษุที่เป็น
			<remark  id="s2b18c4l18" />ปัจจุบัน หู จมูก ลิ้น กาย ใจที่เป็น  อดีตและอนาคต เป็นทุกข์ จะกล่าวไปไยถึงใจที่เป็น
			<remark  id="s2b18c4l19" />ปัจจุบันเล่า อริยสาวกผู้ได้ สดับแล้ว เห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมไม่มีเยื่อใยในใจที่เป็นอดีต ไม่เพลิด
			<remark  id="s2b18c4l20" />เพลินใจที่ เป็นอนาคต ย่อมปฏิบัติเพื่อเบื่อหน่าย เพื่อคลายกำหนัด เพื่อดับซึ่งใจที่เป็นปัจจุบัน ฯ
			<remark  id="s2b18c4l21" />	                 จบสูตรที่ ๘
		</para>
	</section>
	<section id="s2b18c5" >
		<para id="s2b18c5p">
			<remark  id="s2b18c5l1" />	                อตีตานาคตปัจจุปันนานัตตสูตร
			<remark  id="s2b18c5l2" />	 [๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย จักษุที่เป็นอดีตและอนาคต เป็นอนัตตา จะกล่าวไปไยถึง
			<remark  id="s2b18c5l3" />จักษุที่เป็นปัจจุบันเล่า อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว เห็นอยู่อย่างนี้ ย่อม  ไม่มีเยื่อใยในจักษุที่เป็นอดีต
			<remark  id="s2b18c5l4" />ไม่เพลิดเพลินจักษุที่เป็นอนาคต ย่อมปฏิบัติเพื่อ เบื่อหน่าย เพื่อคลายกำหนัด เพื่อดับซึ่งจักษุที่
			<remark  id="s2b18c5l5" />เป็นปัจจุบัน หู จมูก ลิ้น กาย ใจที่เป็นอดีตและอนาคต เป็นอนัตตา จะกล่าวไปไยถึงใจ
			<remark  id="s2b18c5l6" />ที่เป็นปัจจุบันเล่า อริย สาวกผู้ได้สดับแล้ว เห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมไม่มีเยื่อใยในใจที่เป็นอดีต ไม่
			<remark  id="s2b18c5l7" />เพลิด เพลินใจที่เป็นอนาคต ย่อมปฏิบัติเพื่อเบื่อหน่าย เพื่อคลายกำหนัด เพื่อดับซึ่งใจที่เป็น
			<remark  id="s2b18c5l8" />ปัจจุบัน ฯ
			<remark  id="s2b18c5l9" />	                 จบสูตรที่ ๙
			<remark  id="s2b18c5l10" />	                 พาหิรสูตร
			<remark  id="s2b18c5l11" />	 [๑๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย รูปที่เป็นอดีตและอนาคต เป็นของไม่เที่ยง จะกล่าวไปไยถึง
			<remark  id="s2b18c5l12" />รูปที่เป็นปัจจุบันเล่า อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว เห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมไม่มีเยื่อใยในรูปที่เป็นอดีต
			<remark  id="s2b18c5l13" />ย่อมไม่เพลิดเพลินในรูปที่เป็นอนาคต ย่อมปฏิบัติ เพื่อเบื่อหน่าย เพื่อคลายกำหนัด เพื่อดับซึ่ง
			<remark  id="s2b18c5l14" />รูปที่เป็นปัจจุบัน เสียง กลิ่น รสโผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ที่เป็นอดีตและอนาคต เป็นของไม่
			<remark  id="s2b18c5l15" />เที่ยง จะกล่าวไปไย  ถึงที่เป็นปัจจุบันเล่า อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว เห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมไม่มีเยื่อใย
			<remark  id="s2b18c5l16" />ในธรรมารมณ์ที่เป็นอดีต ย่อมไม่เพลิดเพลินในธรรมารมณ์ที่เป็นอนาคต ย่อมปฏิบัติเพื่อ
			<remark  id="s2b18c5l17" />เบื่อหน่าย เพื่อคลายกำหนัด เพื่อดับซึ่งธรรมารมณ์ที่เป็นปัจจุบัน ฯ
			<remark  id="s2b18c5l18" />	 [๑๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย รูปที่เป็นอดีตและอนาคต เป็นทุกข์ จะกล่าวไปไยถึงรูปที่
			<remark  id="s2b18c5l19" />เป็นปัจจุบันเล่า อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว เห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมไม่มี เยื่อใยในรูปที่เป็นอดีต ไม่
		</para>
	</section>
	<section id="s2b18c6" >
		<para id="s2b18c6p">
			<remark  id="s2b18c6l1" />เพลิดเพลินในรูปที่เป็นอนาคต ย่อมปฏิบัติเพื่อเบื่อ หน่าย เพื่อคลายกำหนัด เพื่อดับซึ่งรูปที่เป็น
			<remark  id="s2b18c6l2" />ปัจจุบัน ฯลฯ ฯ
			<remark  id="s2b18c6l3" />	 [๑๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย รูปที่เป็นอดีตและอนาคต เป็นอนัตตา จะกล่าวไปไยถึงรูป
			<remark  id="s2b18c6l4" />ที่เป็นปัจจุบันเล่า อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว เห็นอยู่อย่างนี้ ย่อม ไม่มีเยื่อใยในรูปที่เป็นอดีต ไม่
			<remark  id="s2b18c6l5" />เพลิดเพลินในรูปที่เป็นอนาคต ย่อมปฏิบัติเพื่อเบื่อหน่าย เพื่อคลายกำหนัด เพื่อดับซึ่งรูปที่เป็น
			<remark  id="s2b18c6l6" />ปัจจุบัน เสียง กลิ่น รสโผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ที่เป็นอดีตและอนาคต เป็นอนัตตา จะ
			<remark  id="s2b18c6l7" />กล่าวไปไยถึงที่  เป็นปัจจุบันเล่า อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว เห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมไม่มีเยื่อใยใน
			<remark  id="s2b18c6l8" />ธรรมารมณ์ที่เป็นอดีต ไม่เพลิดเพลินในธรรมารมที่เป็นอนาคต ย่อมปฏิบัติเพื่อเบื่อหน่าย เพื่อ
			<remark  id="s2b18c6l9" />คลายกำหนัด เพื่อดับซึ่งธรรมารมณ์ที่เป็นปัจจุบัน ฯ
			<remark  id="s2b18c6l10" />	                จบสูตรที่ ๑๐
			<remark  id="s2b18c6l11" />	                 จบอนิจจวรรคที่ ๑
			<remark  id="s2b18c6l12" />	                 _____________________
			<remark  id="s2b18c6l13" />	                รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
			<remark  id="s2b18c6l14" />	 ๑. อัชฌัตติกอนิจจสูตร ๒. อัชฌัตติกทุกขสูตร ๓. อัชฌัตติกอนัตตสูตร ๔. พาหิร
			<remark  id="s2b18c6l15" />อนิจจสูตร ๕. พาหิรทุกขสูตร ๖. พาหิรอนัตต สูตร ๗. อตีตานาคตปัจจุปันนานิจจสูตร
			<remark  id="s2b18c6l16" />๘. อตีตานาคตปัจจุปันนทุกขสูตร ๙. อตีตานาคตปัจจุปันนานัตตสูตร ๑๐. พาหิรสูตร ฯ
			<remark  id="s2b18c6l17" />	                _______________________
		</para>
	</section>
	<section id="s2b18c7" >
		<para id="s2b18c7p">
			<remark  id="s2b18c7l1" />	                ยมกวรรคที่ ๒
			<remark  id="s2b18c7l2" />	                  สัมโพธสูตรที่ ๑
			<remark  id="s2b18c7l3" />	 [๑๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก่อนแต่การตรัสรู้ เมื่อเรายังเป็นโพธิสัตว์ ยังไม่ได้ตรัสรู้
			<remark  id="s2b18c7l4" />ได้มีความคิดดังนี้ว่า อะไรเป็นคุณ อะไรเป็นโทษ อะไรเป็นความสลัดออกแห่งจักษุ ฯลฯ แห่ง
			<remark  id="s2b18c7l5" />หู ฯลฯ แห่งจมูก ฯลฯ แห่งลิ้น ฯลฯ แห่ง  กาย ฯลฯ อะไรเป็นคุณ อะไรเป็นโทษ อะไรเป็น
			<remark  id="s2b18c7l6" />ความสลัดออกแห่งใจ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรานั้นได้มีความคิดดังนี้ว่า สุขโสมนัสเกิดขึ้นเพราะ
			<remark  id="s2b18c7l7" />อาศัยจักษุ นี้เป็นคุณแห่งจักษุ จักษุเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา
			<remark  id="s2b18c7l8" />นี้เป็นโทษแห่งจักษุ การกำจัด การละฉันทราคะในจักษุ นี้เป็นความสลัดออกแห่งจักษุ ฯลฯ สุข
			<remark  id="s2b18c7l9" />โสมนัสเกิดขึ้นเพราะอาศัยใจ นี้เป็นคุณแห่งใจ ใจเป็นสภาพไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปร
			<remark  id="s2b18c7l10" />ปรวนเป็นธรรมดา นี้เป็นโทษแห่งใจ การกำจัด  การละฉันทราคะในใจ นี้เป็นความสลัดออก
			<remark  id="s2b18c7l11" />แห่งใจ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรายัง ไม่รู้ตามความเป็นจริง ซึ่งคุณแห่งอายตนะภายใน ๖ เหล่านี้
			<remark  id="s2b18c7l12" />โดยเป็นคุณ ซึ่งโทษโดยความเป็นโทษ และซึ่งความสลัดออกโดยเป็นความสลัดออก อย่างนี้
			<remark  id="s2b18c7l13" />เพียงใด เราก็ยังไม่ปฏิญาณว่าได้ตรัสรู้ซึ่งอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณในโลก พร้อมทั้งเทวโลก
			<remark  id="s2b18c7l14" />มารโลก พรหมโลก ในหมู่สัตว์ พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดา  และมนุษย์เพียงนั้น เมื่อใด
			<remark  id="s2b18c7l15" />เราได้รู้ตามความเป็นจริง ซึ่งคุณแห่งอายตนะภายใน ๖ เหล่านี้ โดยเป็นคุณ ซึ่งโทษโดยความ
			<remark  id="s2b18c7l16" />เป็นโทษ และซึ่งความสลัดออกโดยเป็นความสลัดออก อย่างนี้ เมื่อนั้น เราจึงปฏิญาณว่า ได้
			<remark  id="s2b18c7l17" />ตรัสรู้ซึ่งอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณในโลก พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ในหมู่สัตว์
			<remark  id="s2b18c7l18" />พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดาและมนุษย์ ก็ญาณทัสนะเกิดขึ้นแล้วแก่เราว่า ความหลุดพ้นของ
			<remark  id="s2b18c7l19" />เราไม่กำเริบ ชาตินี้มีในที่สุด บัดนี้ภพใหม่ไม่มี ฯ
			<remark  id="s2b18c7l20" />	                 จบสูตรที่ ๑
			<remark  id="s2b18c7l21" />	                  สัมโพธสูตรที่ ๒
			<remark  id="s2b18c7l22" />	 [๑๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก่อนแต่การตรัสรู้ เมื่อเรายังเป็นโพธิสัตว์ ยังไม่ได้ตรัสรู้
			<remark  id="s2b18c7l23" />ได้มีความคิดดังนี้ว่า อะไรเป็นคุณ อะไรเป็นโทษ อะไรเป็นความสลัดออกแห่งรูป ฯลฯ แห่ง
		</para>
	</section>
	<section id="s2b18c8" >
		<para id="s2b18c8p">
			<remark  id="s2b18c8l1" />เสียง ฯลฯ แห่งกลิ่น ฯลฯ แห่งรส ฯลฯ แห่งโผฏฐัพพะ อะไรเป็นคุณ อะไรเป็นโทษ อะไร
			<remark  id="s2b18c8l2" />เป็นความสลัดออกแห่ง ธรรมารมณ์ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรานั้นได้มีความคิดดังนี้ว่า สุขโสมนัส
			<remark  id="s2b18c8l3" />เกิดขึ้นเพราะอาศัยรูป นี้เป็นคุณแห่งรูป รูปเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็น
			<remark  id="s2b18c8l4" />ธรรมดา นี้เป็นโทษแห่งรูป การกำจัด การละฉันทราคะในรูป นี้เป็นความสลัดออกแห่งรูป ฯลฯ
			<remark  id="s2b18c8l5" />สุขโสมนัสเกิดขึ้นเพราะอาศัยธรรมารมณ์ นี้เป็นคุณแห่ง ธรรมารมณ์ ธรรมารมณ์เป็นสภาพไม่
			<remark  id="s2b18c8l6" />เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็น ธรรมดา นี้เป็นโทษแห่งธรรมารมณ์ การกำจัด การละ
			<remark  id="s2b18c8l7" />ฉันทราคะในธรรมารมณ์ นี้เป็นความสลัดออกแห่งธรรมารมณ์ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรายังไม่รู้ตาม
			<remark  id="s2b18c8l8" />ความเป็นจริง ซึ่งคุณแห่งอายตนะภายนอก ๖ เหล่านี้ โดยเป็นคุณ ซึ่งโทษโดยความเป็นโทษ
			<remark  id="s2b18c8l9" />และซึ่งความสลัดออกโดยเป็นความสลัดออก อย่างนี้ เพียงใด เราก็ยัง ไม่ปฏิญาณว่า ได้ตรัสรู้
			<remark  id="s2b18c8l10" />ซึ่งอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณในโลก พร้อมทั้งเทวโลกมารโลก พรหมโลก ในหมู่สัตว์ พร้อมทั้ง
			<remark  id="s2b18c8l11" />สมณพราหมณ์ เทวดาและมนุษย์ เพียงนั้น เมื่อใด เราได้รู้ตามความเป็นจริง ซึ่งคุณแห่งอายตนะ
			<remark  id="s2b18c8l12" />ภายนอก ๖ เหล่านี้โดยเป็นคุณ ซึ่งโทษโดยความเป็นโทษ และซึ่งความสลัดออกโดยเป็นความ
			<remark  id="s2b18c8l13" />สลัด  ออกอย่างนี้ เมื่อนั้น เราจึงปฏิญาณว่า ได้ตรัสรู้ซึ่งอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณในโลกพร้อม
			<remark  id="s2b18c8l14" />ทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ในหมู่สัตว์ พร้อมทั้งสมณพราหมณ์เทวดาและมนุษย์ ก็ญาณ
			<remark  id="s2b18c8l15" />ทัสนะเกิดขึ้นแล้วแก่เราว่า ความหลุดพ้นของเราไม่กำเริบ ชาตินี้มีในที่สุด บัดนี้ภพใหม่ไม่มี ฯ
			<remark  id="s2b18c8l16" />	                 จบสูตรที่ ๒
			<remark  id="s2b18c8l17" />	                  อัสสาทสูตรที่ ๑
			<remark  id="s2b18c8l18" />	 [๑๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราได้เที่ยวแสวงหาคุณแห่งจักษุ ได้พบคุณ แห่งจักษุ ได้
			<remark  id="s2b18c8l19" />เห็นด้วยดีด้วยปัญญา เราได้เที่ยวแสวงหาโทษแห่งจักษุ ได้พบโทษแห่งจักษุ ได้เห็นด้วยดีด้วย
			<remark  id="s2b18c8l20" />ปัญญา เราได้เที่ยวแสวงหาความสลัดออกแห่งจักษุได้พบความสลัดออกแห่งจักษุ ได้เห็นด้วย
			<remark  id="s2b18c8l21" />ดีด้วยปัญญา ฯลฯ แห่งหู ฯลฯ แห่งจมูก ฯลฯ แห่งลิ้น ฯลฯ แห่งกาย ฯลฯ เราได้เที่ยว
			<remark  id="s2b18c8l22" />แสวงหาคุณแห่งใจ ได้พบ คุณแห่งใจ ได้เห็นด้วยดีด้วยปัญญา เราได้เที่ยวแสวงหาโทษแห่งใจ
			<remark  id="s2b18c8l23" />ได้พบโทษแห่งใจ ได้เห็นด้วยดีด้วยปัญญา เราได้เที่ยวแสวงหาความสลัดออกแห่งใจ ได้พบ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b18c9" >
		<para id="s2b18c9p">
			<remark  id="s2b18c9l1" />ความสลัดออกแห่งใจ ได้เห็นด้วยดีด้วยปัญญา ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรายังไม่รู้ตามความเป็นจริง
			<remark  id="s2b18c9l2" />ซึ่งคุณแห่งอายตนะภายใน ๖ เหล่านี้โดยเป็นคุณ ซึ่งโทษ โดยความเป็นโทษ ซึ่งความสลัดออก
			<remark  id="s2b18c9l3" />โดยเป็นความสลัดออก เพียงใด ฯลฯ ก็ญาณทัสนะเกิดขึ้นแล้วแก่เราว่า ความหลุดพ้นของเรา
			<remark  id="s2b18c9l4" />ไม่กำเริบ ชาตินี้มีในที่สุดบัดนี้ภพใหม่ไม่มี ฯ
			<remark  id="s2b18c9l5" />	                 จบสูตรที่ ๓
			<remark  id="s2b18c9l6" />	                  อัสสาทสูตรที่ ๒
			<remark  id="s2b18c9l7" />	 [๑๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราได้เที่ยวแสวงหาคุณแห่งรูป ได้พบคุณแห่งรูป ได้เห็น
			<remark  id="s2b18c9l8" />ด้วยดีด้วยปัญญา เราได้เที่ยวแสวงหาโทษแห่งรูป ได้พบโทษแห่งรูปได้เห็นด้วยดีด้วยปัญญา
			<remark  id="s2b18c9l9" />เราได้เที่ยวแสวงหาความสลัดออกแห่งรูป ได้พบความ  สลัดออกแห่งรูป ได้เห็นด้วยดีด้วย
			<remark  id="s2b18c9l10" />ปัญญา ฯลฯ แห่งเสียง ฯลฯ แห่งกลิ่น ฯลฯ  แห่งรส ฯลฯ แห่งโผฏฐัพพะ ฯลฯ เราได้เที่ยว
			<remark  id="s2b18c9l11" />แสวงหาคุณแห่งธรรมารมณ์ ได้เห็นด้วยดีด้วยปัญญา เราได้พบคุณแห่งธรรมารมณ์  ได้เที่ยว
			<remark  id="s2b18c9l12" />แสวงหาโทษธรรมารมณ์ ได้พบโทษแห่งธรรมารมณ์ ได้เห็นด้วยดีด้วยปัญญา เราได้เที่ยวแสวงหา
			<remark  id="s2b18c9l13" />ความสลัดออกแห่งธรรมารมณ์ ได้พบความสลัดออกแห่งธรรมารมณ์ ได้ เห็นด้วยดีด้วยปัญญา
			<remark  id="s2b18c9l14" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรายังไม่รู้ตามความเป็นจริง ซึ่งคุณแห่งอายตนะภายนอก ๖ เหล่านี้โดยเป็นคุณ
			<remark  id="s2b18c9l15" />ซึ่งโทษโดยความเป็นโทษ ซึ่งความสลัดออกโดยเป็นความสลัดออก เพียงใด ฯลฯ ก็ญาณทัสนะ
			<remark  id="s2b18c9l16" />เกิดขึ้นแล้วแก่เราว่าความหลุดพ้นของเราไม่กำเริบ ชาตินี้มีในที่สุด บัดนี้ภพใหม่ไม่มี ฯ
			<remark  id="s2b18c9l17" />	                 จบสูตรที่ ๔
			<remark  id="s2b18c9l18" />	                 โนอัสสาทสูตรที่ ๑
			<remark  id="s2b18c9l19" />	 [๑๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าคุณแห่งจักษุจักไม่มีแล้วไซร้ สัตว์ทั้งหลาย ก็จะไม่พึง
			<remark  id="s2b18c9l20" />กำหนัดในจักษุ แต่เพราะคุณในจักษุมีอยู่ ฉะนั้น สัตว์ทั้งหลายจึงกำหนัด  ในจักษุ ถ้าโทษ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b18c10" >
		<para id="s2b18c10p">
			<remark  id="s2b18c10l1" />แห่งจักษุจักไม่มีแล้วไซร้ สัตว์ทั้งหลายก็จะไม่พึงเบื่อหน่ายในจักษุ   แต่เพราะโทษแห่งจักษุ
			<remark  id="s2b18c10l2" />มีอยู่ ฉะนั้น สัตว์ทั้งหลายจึงเบื่อหน่ายในจักษุ ถ้าความ  สลัดออกแห่งจักษุจักไม่มีแล้วไซร้
			<remark  id="s2b18c10l3" />สัตว์ทั้งหลายก็ไม่พึงสลัดออกจากจักษุ แต่ เพราะความสลัดออกแห่งจักษุมีอยู่ ฉะนั้น สัตว์
			<remark  id="s2b18c10l4" />ทั้งหลายจึงสลัดออกจากจักษุ ฯลฯแห่งหู ฯลฯ แห่งจมูก ฯลฯ แห่งลิ้น ฯลฯ แห่งกาย ฯลฯ ถ้า
			<remark  id="s2b18c10l5" />คุณแห่งใจจักไม่มี  แล้วไซร้ สัตว์ทั้งหลายก็จะไม่พึงกำหนัดในใจ แต่เพราะคุณแห่งใจมีอยู่
			<remark  id="s2b18c10l6" />ฉะนั้น สัตว์ทั้งหลายจึงกำหนัดในใจ ถ้าโทษแห่งใจจักไม่มีแล้วไซร้ สัตว์ทั้งหลายก็จะ ไม่พึงเบื่อ
			<remark  id="s2b18c10l7" />หน่ายในใจ แต่เพราะโทษแห่งใจมีอยู่ ฉะนั้น สัตว์ทั้งหลายจึงเบื่อ หน่ายในใจ ถ้าความสลัด
			<remark  id="s2b18c10l8" />ออกแห่งใจจักไม่มีแล้วไซร้ สัตว์ทั้งหลายก็จะไม่พึง สลัดออกจากใจ แต่เพราะความสลัดออกแห่ง
			<remark  id="s2b18c10l9" />ใจมีอยู่ ฉะนั้น สัตว์ทั้งหลายจึงสลัดออกจากใจ ดูกรภิกษุทั้งหลาย สัตว์ทั้งหลายยังไม่รู้ตามความ
			<remark  id="s2b18c10l10" />เป็นจริง ซึ่ง คุณแห่งอายตนะภายใน ๖ เหล่านี้ โดยเป็นคุณ ซึ่งโทษโดยความเป็นโทษ ซึ่งความ
			<remark  id="s2b18c10l11" />สลัดออกโดยเป็นความสลัดออก เพียงใด สัตว์ทั้งหลายก็ยังไม่เป็นผู้ออกไป  พรากไป หลุดพ้น
			<remark  id="s2b18c10l12" />ไปจากโลก พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก จากหมู่สัตว์  พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดา
			<remark  id="s2b18c10l13" />และมนุษย์ มีใจหาเขตแดนมิได้อยู่ เพียงนั้น  แต่เมื่อใด สัตว์ทั้งหลายได้รู้ตามความเป็นจริง
			<remark  id="s2b18c10l14" />ซึ่งคุณแห่งอายตนะภายใน ๖ เหล่านี้ โดยเป็นคุณ ซึ่งโทษโดยความเป็นโทษ และซึ่งความ
			<remark  id="s2b18c10l15" />สลัดออกโดยเป็นความสลัดออก เมื่อนั้น สัตว์ทั้งหลายก็เป็นผู้ออกไป พรากไป หลุดพ้นไป
			<remark  id="s2b18c10l16" />จากโลก พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก จากหมู่สัตว์ พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดาและ
			<remark  id="s2b18c10l17" />มนุษย์ มีใจอันหาเขตแดนมิได้อยู่ ฯ
			<remark  id="s2b18c10l18" />	                 จบสูตรที่ ๕
			<remark  id="s2b18c10l19" />	                 โนอัสสาทสูตรที่ ๒
			<remark  id="s2b18c10l20" />	 [๑๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าคุณแห่งรูปจักไม่มีแล้วไซร้ สัตว์ทั้งหลายก็ จะไม่พึง
			<remark  id="s2b18c10l21" />กำหนัดในรูป แต่เพราะคุณแห่งรูปมีอยู่ ฉะนั้น สัตว์ทั้งหลายจึงกำหนัดใน รูป ถ้าโทษแห่งรูป
			<remark  id="s2b18c10l22" />จักไม่มีแล้วไซร้ สัตว์ทั้งหลายก็จะไม่พึงเบื่อหน่ายในรูป แต่ เพราะโทษแห่งรูปมีอยู่ ฉะนั้น สัตว์
			<remark  id="s2b18c10l23" />ทั้งหลายจึงเบื่อหน่ายในรูป ถ้าความสลัดออก  แห่งรูปจักไม่มีแล้วไซร้ สัตว์ทั้งหลายก็จะไม่พึง
		</para>
	</section>
	<section id="s2b18c11" >
		<para id="s2b18c11p">
			<remark  id="s2b18c11l1" />สลัดออกจากรูป แต่เพราะความ สลัดออกแห่งรูปมีอยู่ ฉะนั้น สัตว์ทั้งหลายจึงสลัดออกจาก
			<remark  id="s2b18c11l2" />รูป ฯลฯ แห่งเสียง ฯลฯ แห่งกลิ่น ฯลฯ แห่งรส ฯลฯ แห่งโผฏฐัพพะ ฯลฯ ถ้าคุณแห่ง
			<remark  id="s2b18c11l3" />ธรรมารมณ์จักไม่มีแล้วไซร้ สัตว์ทั้งหลายก็จะไม่พึงกำหนัดในธรรมารมณ์ แต่เพราะคุณแห่ง
			<remark  id="s2b18c11l4" />ธรรมารมณ์มีอยู่ ฉะนั้น สัตว์ทั้งหลายจึงกำหนัดในธรรมารมณ์ ถ้าโทษแห่ง ธรรมารมณ์จักไม่มี
			<remark  id="s2b18c11l5" />แล้วไซร้ สัตว์ทั้งหลายก็จะไม่พึงเบื่อหน่ายในธรรมารมณ์ แต่เพราะโทษแห่งธรรมารมณ์มีอยู่
			<remark  id="s2b18c11l6" />ฉะนั้นสัตว์ทั้งหลายจึงเบื่อหน่ายในธรรมารมณ์  ถ้าความสลัดออกจากธรรมารมณ์จักไม่มีแล้วไซร้
			<remark  id="s2b18c11l7" />สัตว์ทั้งหลายก็จะไม่พึงสลัดออกจากธรรมารมณ์ แต่เพราะความสลัดออกแห่งธรรมารมณ์มีอยู่
			<remark  id="s2b18c11l8" />ฉะนั้น สัตว์ทั้งหลายจึงสลัดออกจากธรรมารมณ์ ดูกรภิกษุทั้งหลาย สัตว์ทั้งหลายยังไม่รู้ตามความ
			<remark  id="s2b18c11l9" />เป็นจริง ซึ่งคุณแห่งอายตนะภายนอก ๖ เหล่านี้โดยเป็นคุณ ซึ่งโทษโดยความเป็นโทษ ซึ่งความ
			<remark  id="s2b18c11l10" />ความสลัดออกโดยเป็นความสลัดออกเพียงใด สัตว์ทั้งหลายก็ยังไม่  เป็นผู้ออกไป พรากไป หลุด
			<remark  id="s2b18c11l11" />พ้นไปจากโลก พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก จากหมู่สัตว์ พร้อมทั้งสมณพราหมณ์
			<remark  id="s2b18c11l12" />เทวดาและมนุษย์ มีใจหาเขตแดนมิได้อยู่เพียงนั้น แต่เมื่อใด สัตว์ทั้งหลายได้รู้ตามความเป็นจริง
			<remark  id="s2b18c11l13" />ซึ่งคุณแห่ง อายตนะภายนอก ๖ เหล่านี้โดยเป็นคุณ ซึ่งโทษและซึ่ง  ความสลัดออก โดยเป็นความ
			<remark  id="s2b18c11l14" />สลัดออก เมื่อนั้น สัตว์ทั้งหลายก็เป็นผู้ออกไปหลุดพ้นไปจากโลก พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก
			<remark  id="s2b18c11l15" />พรหมโลก จากหมู่ สัตว์ พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดาและมนุษย์ มีใจอันหาเขตแดนมิได้อยู่ ฯ
			<remark  id="s2b18c11l16" />	                 จบสูตรที่ ๖
			<remark  id="s2b18c11l17" />	                  อภินันทสูตรที่ ๑
			<remark  id="s2b18c11l18" />	 [๑๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ผู้ใดยังเพลิดเพลินจักษุ ผู้นั้นชื่อว่าย่อมเพลิด  เพลินทุกข์ ผู้ใด
			<remark  id="s2b18c11l19" />เพลิดเพลินทุกข์ เรากล่าวว่า ผู้นั้นยังไม่พ้นไปจากทุกข์ ฯลฯผู้ใดยังเพลิดเพลินใจ ผู้นั้นชื่อว่า
			<remark  id="s2b18c11l20" />ย่อมเพลิดเพลินทุกข์ ผู้ใดเพลิดเพลินทุกข์ เรา กล่าวว่า ผู้นั้นยังไม่พ้นไปจากทุกข์ ส่วนผู้ใดไม่
			<remark  id="s2b18c11l21" />เพลิดเพลินจักษุ ผู้นั้นชื่อว่าไม่  เพลิดเพลินทุกข์ ผู้ใดไม่เพลิดเพลินทุกข์ เรากล่าวว่า ผู้นั้นพ้น
			<remark  id="s2b18c11l22" />ไปจากทุกข์ ฯลฯ ผู้ใดไม่เพลิดเพลินใจ ผู้นั้นชื่อว่าไม่เพลิดเพลินทุกข์ ผู้ใดไม่เพลิดเพลินทุกข์
			<remark  id="s2b18c11l23" />เรากล่าวว่า ผู้นั้นพ้นไปจากทุกข์ ฯ
			<remark  id="s2b18c11l24" />	                 จบสูตรที่ ๗
		</para>
	</section>
	<section id="s2b18c12" >
		<para id="s2b18c12p">
			<remark  id="s2b18c12l1" />	                  อภินันทสูตรที่ ๒
			<remark  id="s2b18c12l2" />	 [๒๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ผู้ใดยังเพลิดเพลินรูป ผู้นั้นชื่อว่าย่อมเพลิด เพลินทุกข์ ผู้ใด
			<remark  id="s2b18c12l3" />เพลิดเพลินทุกข์ เรากล่าวว่า ผู้นั้นยังไม่พ้นไปจากทุกข์ ฯลฯผู้ใดยังเพลิดเพลินธรรมารมณ์ ผู้นั้น
			<remark  id="s2b18c12l4" />ชื่อว่าย่อมเพลิดเพลินทุกข์ ผู้ใดเพลิดเพลินทุกข์ เรากล่าวว่า ผู้นั้นยังไม่พ้นไปจากทุกข์ ส่วนผู้ใด
			<remark  id="s2b18c12l5" />ไม่เพลิดเพลินรูป ผู้นั้นชื่อว่าไม่ เพลิดเพลินทุกข์ ผู้ใดไม่เพลิดเพลินทุกข์ เรากล่าวว่า ผู้นั้นพ้น
			<remark  id="s2b18c12l6" />ไปจากทุกข์ ฯลฯ ผู้ใดไม่เพลิดเพลินธรรมารมณ์ ผู้นั้นชื่อว่าไม่เพลิดเพลินทุกข์ ผู้ใดไม่เพลิดเพลิน
			<remark  id="s2b18c12l7" />ทุกข์ เรากล่าวว่า ผู้นั้นพ้นไปจากทุกข์ ฯ
			<remark  id="s2b18c12l8" />	                 จบสูตรที่ ๘
			<remark  id="s2b18c12l9" />	                  อุปปาทสูตรที่ ๑
			<remark  id="s2b18c12l10" />	 [๒๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความเกิดขึ้น ความตั้งอยู่ ความบังเกิดความปรากฏแห่งจักษุ
			<remark  id="s2b18c12l11" />นี้เป็นความเกิดขึ้นแห่งทุกข์ เป็นความตั้งอยู่แห่งโรค เป็น ความปรากฏแห่งชราและมรณะ ฯลฯ
			<remark  id="s2b18c12l12" />ความเกิดขึ้น ความตั้งอยู่ ความบังเกิดความปรากฏแห่งใจ นี้เป็นความเกิดแห่งทุกข์ เป็นความ
			<remark  id="s2b18c12l13" />ตั้งอยู่แห่งโรค เป็นความปรากฏแห่งชราและมรณะ ส่วนความดับ ความสงบ ความไม่มีแห่งจักษุ
			<remark  id="s2b18c12l14" />นี้เป็นความดับแห่งทุกข์ เป็นความสงบแห่งโรค เป็นความไม่มีแห่งชราและมรณะ ฯลฯ ความดับ
			<remark  id="s2b18c12l15" />ความสงบ ความไม่มีแห่งใจ นี้เป็นความดับแห่งทุกข์ เป็นความสงบ แห่งโรค เป็นความไม่มี
			<remark  id="s2b18c12l16" />แห่งชราและมรณะ ฯ
			<remark  id="s2b18c12l17" />	                 จบสูตรที่ ๙
			<remark  id="s2b18c12l18" />	                  อุปปาทสูตรที่ ๒
			<remark  id="s2b18c12l19" />	 [๒๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความเกิดขึ้น ความตั้งอยู่ ความบังเกิดความปรากฏแห่งรูป
			<remark  id="s2b18c12l20" />นี้เป็นความเกิดขึ้นแห่งทุกข์ เป็นความตั้งอยู่แห่งโรค เป็นความปรากฏแห่งชราและมรณะ ฯลฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b18c13" >
		<para id="s2b18c13p">
			<remark  id="s2b18c13l1" />ความเกิดขึ้น ความตั้งอยู่ ความบังเกิดความปรากฏแห่งธรรมารมณ์ นี้เป็นความเกิดแห่งทุกข์
			<remark  id="s2b18c13l2" />เป็นความตั้งอยู่แห่งโรคเป็นความปรากฏแห่งชราและมรณะ ฯ
			<remark  id="s2b18c13l3" />	 [๒๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความดับ ความสงบ ความไม่มีแห่งรูป นี้ เป็นความดับ
			<remark  id="s2b18c13l4" />แห่งทุกข์ เป็นความสงบแห่งโรค เป็นความไม่มีแห่งชราและมรณะ  ฯลฯ ความดับ ความสงบ
			<remark  id="s2b18c13l5" />ความไม่มีแห่งธรรมารมณ์ นี้เป็นความดับแห่งทุกข์ เป็นความสงบแห่งโรค เป็นความไม่มีแห่ง
			<remark  id="s2b18c13l6" />ชราและมรณะ ฯ
			<remark  id="s2b18c13l7" />	                จบสูตรที่ ๑๐
			<remark  id="s2b18c13l8" />	                 จบยมกวรรคที่ ๒
			<remark  id="s2b18c13l9" />	                  _____________________________________
			<remark  id="s2b18c13l10" />	                รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
			<remark  id="s2b18c13l11" />	 ๑. สัมโพธสูตรที่ ๑  ๒. สัมโพธสูตรที่ ๒  ๓. อัสสาทสูตรที่ ๑  ๔. อัสสาท
			<remark  id="s2b18c13l12" />สูตรที่ ๒  ๕. โนอัสสาทสูตรที่ ๑  ๖. โนอัสสาทสูตรที่ ๒๗. อภินันทสูตรที่ ๑
			<remark  id="s2b18c13l13" />๘. อภินันทสูตรที่ ๒  ๙. อุปปาทสูตรที่ ๑  ๑๐. อุปปาท สูตรที่ ๒ ฯ
			<remark  id="s2b18c13l14" />	                _______________________
		</para>
	</section>
	<section id="s2b18c14" >
		<para id="s2b18c14p">
			<remark  id="s2b18c14l1" />	                สัพพวรรคที่ ๓
			<remark  id="s2b18c14l2" />	                  สัพพสูตร
			<remark  id="s2b18c14l3" />	 [๒๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงสิ่งทั้งปวงแก่เธอทั้งหลาย เธอ ทั้งหลายจงฟังข้อนั้น
			<remark  id="s2b18c14l4" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็อะไรเป็นสิ่งทั้งปวง จักษุกับรูป หู  กับเสียง จมูกกับกลิ่น ลิ้นกับรส
			<remark  id="s2b18c14l5" />กายกับโผฏฐัพพะ ใจกับธรรมารมณ์ อันนี้เรากล่าวว่าสิ่งทั้งปวง ดูกรภิกษุทั้งหลาย ผู้ใดพึงกล่าว
			<remark  id="s2b18c14l6" />อย่างนี้ว่า เราบอกปฏิเสธ  สิ่งทั้งปวง จักบัญญัติสิ่งอื่นแทน วาจาของผู้นั้นคงเป็นของศักดิ์สิทธิ์
			<remark  id="s2b18c14l7" />ดุจเทพเจ้าแต่ครั้นถูกถามเข้า ก็คงไม่ปริปากได้ และยิ่งจะอึดอัดลำบากใจ ข้อนั้นเพราะเหตุ
			<remark  id="s2b18c14l8" />อะไร เพราะข้อนั้นไม่ใช่วิสัย ฯ
			<remark  id="s2b18c14l9" />	                 จบสูตรที่ ๑
			<remark  id="s2b18c14l10" />	                ปหานสูตรที่ ๑
			<remark  id="s2b18c14l11" />	 [๒๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงธรรมแก่เธอทั้งหลาย เพื่อละสิ่งทั้งปวงนั้นเสีย
			<remark  id="s2b18c14l12" />เธอทั้งหลายจงฟังข้อนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ธรรมสำหรับละสิ่ง ทั้งปวงนั้นเป็นไฉน ดูกรภิกษุ
			<remark  id="s2b18c14l13" />ทั้งหลายจักษุ รูป จักษุวิญญาณ จักษุสัมผัส เป็นสิ่งที่ควรละ แม้สุขเวทนา ทุกขเวทนา
			<remark  id="s2b18c14l14" />หรืออทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะ จักษุสัมผัสเป็นปัจจัย ก็เป็นสิ่งที่ควรละ ฯลฯ ใจธรรมารมณ์
			<remark  id="s2b18c14l15" />มโนวิญญาณ มโนสัมผัส เป็นสิ่งที่ควรละ แม้สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนา
			<remark  id="s2b18c14l16" />ที่เกิดขึ้นเพราะมโนสัมผัสเป็นปัจจัย ก็เป็นสิ่งที่ควรละ ดูกรภิกษุทั้งหลาย อันนี้แล  เป็นธรรม
			<remark  id="s2b18c14l17" />สำหรับละสิ่งทั้งปวง ฯ
			<remark  id="s2b18c14l18" />	                 จบสูตรที่ ๒
		</para>
	</section>
	<section id="s2b18c15" >
		<para id="s2b18c15p">
			<remark  id="s2b18c15l1" />	                ปหานสูตรที่ ๒
			<remark  id="s2b18c15l2" />	 [๒๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงธรรมแก่เธอทั้งหลายเพื่อรู้ยิ่ง  รอบรู้แล้วละสิ่ง
			<remark  id="s2b18c15l3" />ทั้งปวง เธอทั้งหลายจงฟังธรรมนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมสำหรับรู้ยิ่ง รอบรู้แล้วละเสียซึ่ง
			<remark  id="s2b18c15l4" />สิ่งทั้งปวงเป็นไฉน จักษุ รูป จักษุวิญญาณจักษุสัมผัส เป็นสิ่งที่ควรรู้ยิ่งควรรอบรู้แล้วละ
			<remark  id="s2b18c15l5" />แม้สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรือ  อทุกขมสุขเวทนาที่เกิดเพราะจักษุสัมผัสเป็นปัจจัย ก็เป็นสิ่งที่
			<remark  id="s2b18c15l6" />ควรรู้ยิ่ง ควรรอบรู้  แล้วละเสีย ฯลฯ ใจ ธรรมารมณ์ มโนวิญญาณ มโนสัมผัส เป็นสิ่งที่
			<remark  id="s2b18c15l7" />ควรรู้ยิ่ง  ควรรอบรู้แล้วละเสีย แม้สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้น
			<remark  id="s2b18c15l8" />เพราะมโนสัมผัสเป็นปัจจัย ก็เป็นสิ่งที่ควรรู้ยิ่ง ควรรอบรู้แล้วละเสีย นี้เป็นธรรมสำหรับรู้ยิ่ง
			<remark  id="s2b18c15l9" />รอบรู้แล้วละสิ่งทั้งปวงเสีย ดูกรภิกษุทั้งหลาย อันนี้แล เป็นธรรมสำหรับรู้ยิ่ง รอบรู้แล้วละ
			<remark  id="s2b18c15l10" />สิ่งทั้งปวง ฯ
			<remark  id="s2b18c15l11" />	                 จบสูตรที่ ๓
			<remark  id="s2b18c15l12" />	                  ปริชานสูตรที่ ๑
			<remark  id="s2b18c15l13" />	 [๒๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ผู้ที่ยังไม่รู้ยิ่ง ยังไม่กำหนดรู้ ยังไม่คลาย กำหนัด ยังละ
			<remark  id="s2b18c15l14" />ไม่ได้ซึ่งสิ่งทั้งปวง ยังไม่เป็นผู้ควรเพื่อความสิ้นทุกข์ ดูกรภิกษุ  ทั้งหลาย ก็สิ่งทั้งปวงคืออะไร
			<remark  id="s2b18c15l15" />บุคคลผู้ยังไม่รู้ยิ่ง ยังไม่กำหนดรู้ ยังไม่คลายกำหนัด ยังละไม่ได้ ยังไม่เป็นผู้ควรเพื่อความสิ้น
			<remark  id="s2b18c15l16" />ทุกข์ ดูกรภิกษุทั้งหลาย คือ   จักษุ     บุคคลยังไม่รู้ยิ่ง    ยังไม่กำหนดรู้    ยังไม่คลายกำหนัด
			<remark  id="s2b18c15l17" />ยังละไม่ได้    ยังไม่  เป็นผู้ควรเพื่อความสิ้นทุกข์   รูป ฯลฯ  จักษุวิญญาณ จักษุวิญญาณ
			<remark  id="s2b18c15l18" />จักษุสัมผัส ฯลฯ สุขเวทนา ฯลฯ ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้น
			<remark  id="s2b18c15l19" />เพราะจักษุสัมผัส  เป็นปัจจัย บุคคลยังไม่รู้ยิ่ง ยังไม่กำหนดรู้ ยังไม่คลายกำหนัด ยังละไม่ได้
			<remark  id="s2b18c15l20" />ก็ ยังเป็นผู้ไม่ควรเพื่อความสิ้นทุกข์ หู ฯลฯ เสียง ฯลฯ ลิ้น ฯลฯ รส ฯลฯ กาย ฯลฯ
			<remark  id="s2b18c15l21" />โผฏฐัพพะ ฯลฯ ใจ ฯลฯ ธรรมารมณ์ ฯลฯ มโนวิญญาณ ฯลฯ มโนสัมผัส ฯลฯ แม้สุข
		</para>
	</section>
	<section id="s2b18c16" >
		<para id="s2b18c16p">
			<remark  id="s2b18c16l1" />เวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้น  เพราะมโนสัมผัสเป็นปัจจัย บุคคลยังไม่
			<remark  id="s2b18c16l2" />รู้ยิ่ง ยังไม่กำหนดรู้ ยังไม่คลายกำหนัด  ยังละไม่ได้ ก็ยังเป็นผู้ไม่ควรเพื่อความสิ้นทุกข์ ดูกร
			<remark  id="s2b18c16l3" />ภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ที่ยัง  ไม่รู้ยิ่ง ยังไม่กำหนดรู้ ยังไม่คลายกำหนัด ยังไม่ละซึ่งสิ่งทั้งปวงนี้
			<remark  id="s2b18c16l4" />ยังเป็นผู้ไม่ควรเพื่อความสิ้นทุกข์ ฯ
			<remark  id="s2b18c16l5" />	 [๒๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ส่วนบุคคลผู้ที่รู้ยิ่ง กำหนดรู้ คลายกำหนัดได้ ละได้ซึ่งสิ่ง
			<remark  id="s2b18c16l6" />ทั้งปวง เป็นผู้ควรเพื่อความสิ้นทุกข์ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สิ่งทั้งปวง  คืออะไร บุคคลรู้ยิ่ง
			<remark  id="s2b18c16l7" />กำหนดรู้ คลายกำหนัดได้ ละได้ เป็นผู้ควรเพื่อความสิ้น ทุกข์ ดูกรภิกษุทั้งหลาย คือ จักษุ
			<remark  id="s2b18c16l8" />บุคคลรู้ยิ่ง กำหนดรู้ คลายกำหนัดได้ ละ  ได้ เป็นผู้ควรเพื่อความสิ้นทุกข์ รูป ฯลฯ จักษุ
			<remark  id="s2b18c16l9" />วิญญาณ ฯลฯ จักษุสัมผัส ฯลฯ  แม้สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้น
			<remark  id="s2b18c16l10" />เพราะจักษุสัมผัสเป็น  ปัจจัย บุคคลรู้ยิ่ง กำหนดรู้ คลายกำหนัดได้ ละได้ ก็เป็นผู้ควรเพื่อ
			<remark  id="s2b18c16l11" />ความสิ้นทุกข์ หู ฯลฯ เสียง ฯลฯ ลิ้น ฯลฯ รส ฯลฯ กาย ฯลฯ โผฏฐัพพะ ฯลฯ ใจ ฯลฯ
			<remark  id="s2b18c16l12" />ธรรมารมณ์ ฯลฯ มโนวิญญาณ ฯลฯ มโนสัมผัส ฯลฯ แม้สุขเวทนา ทุกขเวทนา  หรือ
			<remark  id="s2b18c16l13" />อทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะมโนสัมผัสเป็นปัจจัย บุคคลรู้ยิ่ง กำหนดรู้ คลายกำหนัดได้
			<remark  id="s2b18c16l14" />ละได้ ก็เป็นผู้ควรเพื่อความสิ้นทุกข์ ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้รู้ยิ่ง กำหนดรู้ คลายกำหนัด
			<remark  id="s2b18c16l15" />ได้ ละได้ซึ่งสิ่งทั้งปวงนี้แล เป็นผู้ควรเพื่อความ สิ้นทุกข์ ฯ
			<remark  id="s2b18c16l16" />	                 จบสูตรที่ ๔
			<remark  id="s2b18c16l17" />	                  ปริชานสูตรที่ ๒
			<remark  id="s2b18c16l18" />	 [๒๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ผู้ที่ยังไม่รู้ยิ่ง ยังไม่กำหนดรู้ ยังไม่คลาย กำหนัด ยังละ
			<remark  id="s2b18c16l19" />ไม่ได้ซึ่งสิ่งทั้งปวง เป็นผู้ไม่ควรเพื่อความสิ้นทุกข์ ดูกรภิกษุ  ทั้งหลาย สิ่งทั้งปวง คืออะไร
			<remark  id="s2b18c16l20" />บุคคลยังไม่รู้ยิ่ง ยังไม่กำหนดรู้ ยังไม่คลาย กำหนัด ยังละไม่ได้ เป็นผู้ไม่ควรเพื่อความสิ้นทุกข์
			<remark  id="s2b18c16l21" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย คือ จักษุ  รูป จักษุวิญญาณ และธรรมที่จะพึงรู้แจ้งด้วยจักษุวิญญาณ ฯลฯ ใจ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b18c17" >
		<para id="s2b18c17p">
			<remark  id="s2b18c17l1" />ธรรมารมณ์ มโนวิญญาณ และธรรมที่จะพึงรู้แจ้งด้วยมโนวิญญาณ ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคล
			<remark  id="s2b18c17l2" />ยังไม่รู้ยิ่ง ยังไม่กำหนดรู้ ยังคลายกำหนัดไม่ได้ ยังละไม่ได้ ซึ่งสิ่งทั้งปวงนี้แล  เป็นผู้ไม่ควร
			<remark  id="s2b18c17l3" />เพื่อความสิ้นทุกข์ ฯ
			<remark  id="s2b18c17l4" />	 [๓๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ส่วนบุคคลผู้รู้ยิ่ง กำหนดรู้ คลายกำหนัดได้ ละได้ซึ่งสิ่ง
			<remark  id="s2b18c17l5" />ทั้งปวง เป็นผู้ควรเพื่อความสิ้นทุกข์ ดูกรภิกษุทั้งหลาย สิ่งทั้งปวง คืออะไร ที่บุคคลรู้ยิ่ง
			<remark  id="s2b18c17l6" />กำหนดรู้ คลายกำหนัดได้ ละได้ เป็นผู้ควรเพื่อความ  สิ้นทุกข์ ดูกรภิกษุทั้งหลาย จักษุ รูป
			<remark  id="s2b18c17l7" />จักษุวิญญาณ และธรรมที่จะพึงรู้แจ้ง  ด้วยจักษุวิญญาณ ฯลฯ ใจ ธรรมารมณ์ มโนวิญญาณ และ
			<remark  id="s2b18c17l8" />ธรรมที่จะพึงรู้แจ้งด้วยมโนวิญญาณ ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลรู้ยิ่ง กำหนดรู้ คลายกำหนัดได้
			<remark  id="s2b18c17l9" />ละได้ซึ่งสิ่งทั้งปวงนี้แล เป็นผู้ควรเพื่อความสิ้นทุกข์ ฯ
			<remark  id="s2b18c17l10" />	                 จบสูตรที่ ๕
			<remark  id="s2b18c17l11" />	                 อาทิตตปริยายสูตร
			<remark  id="s2b18c17l12" />	 [๓๑] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้
			<remark  id="s2b18c17l13" />	 สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ ตำบลคยาสีสะ ริมฝั่งแม่น้ำคยา พร้อมกับ
			<remark  id="s2b18c17l14" />ภิกษุ ๑,๐๐๐ รูป ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคได้ตรัสกะภิกษุทั้งหลายว่า  ดูกรภิกษุทั้งหลาย สิ่งทั้ง
			<remark  id="s2b18c17l15" />ปวงเป็นของร้อน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สิ่งทั้งปวงเป็น ของร้อน คืออะไร คือ จักษุ รูป
			<remark  id="s2b18c17l16" />จักษุวิญญาณ จักษุสัมผัส เป็นของร้อนแม้สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนา ที่เกิด
			<remark  id="s2b18c17l17" />ขึ้นเพราะจักษุสัมผัสเป็น  ปัจจัย ก็เป็นของร้อน ร้อนเพราะอะไร เรากล่าวว่า ร้อนเพราะไฟ คือ
			<remark  id="s2b18c17l18" />ราคะ โทสะ โมหะ ร้อนเพราะชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาส
			<remark  id="s2b18c17l19" />ฯลฯ ใจ ธรรมารมณ์ มโนวิญญาณ มโนสัมผัส เป็นของร้อนแม้สุขเวทนา ทุกขเวทนา
			<remark  id="s2b18c17l20" />หรืออทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะมโนสัมผัส  เป็นปัจจัย ก็เป็นของร้อน ร้อนเพราะอะไร
			<remark  id="s2b18c17l21" />เรากล่าวว่า ร้อนเพราะไฟ คือ  ราคะ โทสะ โมหะ ร้อนเพราะชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b18c18" >
		<para id="s2b18c18p">
			<remark  id="s2b18c18l1" />ทุกข์โทมนัสและอุปายาส ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว เห็นอยู่อย่างนี้ย่อมเบื่อ
			<remark  id="s2b18c18l2" />หน่ายทั้งในจักษุ ทั้งในรูป ทั้งในจักษุวิญญาณ ทั้งในจักษุสัมผัส ทั้งใน  สุขเวทนา ทุกขเวทนา
			<remark  id="s2b18c18l3" />หรืออทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะจักษุสัมผัสเป็น  ปัจจัย ฯลฯ ย่อมเบื่อหน่ายทั้งในใจ ทั้ง
			<remark  id="s2b18c18l4" />ในธรรมารมณ์ ทั้งในมโนวิญญาณ ทั้ง ในมโนสัมผัส ทั้งในสุขเวทนา ทุกขเวทนา หรือ
			<remark  id="s2b18c18l5" />อทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้น เพราะมโนสัมผัสเป็นปัจจัย เมื่อเบื่อหน่ายย่อมคลายกำหนัด เพราะ
			<remark  id="s2b18c18l6" />คลายกำหนัด จิตย่อมหลุดพ้น เมื่อหลุดพ้นแล้ว ย่อมมีญาณหยั่งรู้ว่า หลุดพ้นแล้ว รู้ชัดว่าชาติ
			<remark  id="s2b18c18l7" />สิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี
			<remark  id="s2b18c18l8" />พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไวยากรณ์ภาษิตนี้จบลงแล้วภิกษุเหล่านั้นต่างชื่นชมยินดีภาษิตของพระผู้มี
			<remark  id="s2b18c18l9" />พระภาค ก็แหละเมื่อพระองค์ได้ตรัสไวยากรณ์ภาษิตนี้อยู่ ภิกษุ ๑,๐๐๐ รูปนั้น ต่างมีจิตหลุดพ้น
			<remark  id="s2b18c18l10" />จากอาสวะ เพราะไม่ถือมั่น ดังนี้แล ฯ
			<remark  id="s2b18c18l11" />	                 จบสูตรที่ ๖
			<remark  id="s2b18c18l12" />	                 อันธภูตสูตร
			<remark  id="s2b18c18l13" />	 [๓๒] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้
			<remark  id="s2b18c18l14" />	 สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเวฬุวันกลันทกนิวาปสถาน ใกล้
			<remark  id="s2b18c18l15" />พระนครราชคฤห์ ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคได้ตรัสกะภิกษุทั้งหลายว่าดูกรภิกษุทั้งหลาย สิ่ง
			<remark  id="s2b18c18l16" />ทั้งปวงเป็นสิ่งมืดมน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สิ่งทั้งปวงที่เป็น  สิ่งมืดมน คืออะไร คือ จักษุ รูป
			<remark  id="s2b18c18l17" />จักษุวิญญาณ จักษุสัมผัส เป็นสิ่งมืดมน  แม้สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนา
			<remark  id="s2b18c18l18" />ที่เกิดขึ้นเพราะจักษุสัมผัสเป็นปัจจัย ก็เป็นสิ่งมืดมน มืดมนเพราะอะไร เรากล่าวว่า มืดมน
			<remark  id="s2b18c18l19" />เพราะชาติชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัสและอุปายาส ฯลฯ ใจ ธรรมารมณ์
			<remark  id="s2b18c18l20" />มโนวิญญาณ มโนสัมผัส เป็นสิ่งมืดมน แม้สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรือ  อทุกขมสุขเวทนา
			<remark  id="s2b18c18l21" />ที่เกิดขึ้นเพราะมโนสัมผัสเป็นปัจจัย  ก็เป็นสิ่งมืดมน มืดมน เพราะอะไร เรากล่าวว่า มืดมน
			<remark  id="s2b18c18l22" />เพราะชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัสและอุปายาส ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวก
			<remark  id="s2b18c18l23" />ผู้ได้สดับแล้ว เห็นอยู่อย่างนี้ย่อมเบื่อหน่ายทั้งในจักษุ ทั้งในรูป ทั้งในจักษุวิญญาณ ทั้งใน
		</para>
	</section>
	<section id="s2b18c19" >
		<para id="s2b18c19p">
			<remark  id="s2b18c19l1" />จักษุสัมผัส ทั้งใน  สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะจักษุสัมผัสเป็น
			<remark  id="s2b18c19l2" />ปัจจัยฯลฯ ย่อมเบื่อหน่ายทั้งในใจ ทั้งในธรรมารมณ์ ทั้งในมโนวิญญาณ ทั้งในมโนสัมผัส
			<remark  id="s2b18c19l3" />ทั้งในสุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะมโนสัมผัส  เป็นปัจจัย เมื่อ
			<remark  id="s2b18c19l4" />เบื่อหน่าย ย่อมคลายกำหนัด เพราะคลายกำหนัด จิตย่อมหลุด  พ้น เมื่อหลุดพ้นแล้ว ย่อมมี
			<remark  id="s2b18c19l5" />ญาณหยั่งรู้ว่า หลุดพ้นแล้ว รู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำ ทำเสร็จ
			<remark  id="s2b18c19l6" />แล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้  มิได้มี พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไวยากรณ์ภาษิตนี้จบลงแล้ว ภิกษุ
			<remark  id="s2b18c19l7" />เหล่านั้นต่างชื่นชม  ยินดีภาษิตของพระผู้มีพระภาค ก็แหละเมื่อพระองค์ได้ตรัสไวยากรณ์ภาษิตนี้
			<remark  id="s2b18c19l8" />อยู่ ภิกษุเหล่านั้นต่างมีจิตหลุดพ้นจากอาสวะ เพราะไม่ถือมั่น ดังนี้แล ฯ
			<remark  id="s2b18c19l9" />	                 จบสูตรที่ ๗
			<remark  id="s2b18c19l10" />	                 สารูปสูตร
			<remark  id="s2b18c19l11" />	 [๓๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงข้อปฏิบัติอันสมควรแก่การเพิกถอนซึ่งความ
			<remark  id="s2b18c19l12" />สำคัญสิ่งทั้งปวงด้วยตัณหา มานะและทิฐิแก่เธอทั้งหลาย เธอ ทั้งหลายจงฟัง จงใส่ใจให้ดี เรา
			<remark  id="s2b18c19l13" />จักกล่าว ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ข้อปฏิบัติอัน  สมควรแก่การเพิกถอนซึ่งความสำคัญสิ่งทั้งปวงด้วย
			<remark  id="s2b18c19l14" />ตัณหา มานะและทิฐิ เป็นไฉนดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในศาสนานี้ ย่อมไม่สำคัญซึ่งจักษุ
			<remark  id="s2b18c19l15" />ย่อมไม่สำคัญในจักษุ  ย่อมไม่สำคัญแต่จักษุ ย่อมไม่สำคัญว่า จักษุของเรา ย่อมไม่สำคัญซึ่งรูป ...
			<remark  id="s2b18c19l16" />ในรูป ... แต่รูป ... ว่า รูปของเรา ย่อมไม่สำคัญซึ่งจักษุวิญญาณ ... ในจักษุวิญญาณ ... แต่  จักษุ
			<remark  id="s2b18c19l17" />วิญญาณ ... ว่า  จักษุวิญญาณของเรา ย่อมไม่สำคัญจักษุสัมผัส ... ในจักษุสัมผัส ... แต่จักษุ
			<remark  id="s2b18c19l18" />สัมผัส ... ว่า จักษุสัมผัสของเรา ย่อมไม่สำคัญสุขเวทนา ทุกข  เวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนา
			<remark  id="s2b18c19l19" />ที่เกิดขึ้นเพราะจักษุสัมผัสเป็นปัจจัย ... ในเวทนา  นั้น ... แต่เวทนานั้น ... ว่า เวทนานั้นเป็น
			<remark  id="s2b18c19l20" />ของเรา ฯลฯ ย่อมไม่สำคัญซึ่งใจ ... ในใจ ... แต่ใจ ... ว่า ใจของเรา ย่อมไม่สำคัญซึ่งธรรมารมณ์ ...
			<remark  id="s2b18c19l21" />ในธรรมารมณ์ ...แต่ธรรมารมณ์ ... ว่า ธรรมารมณ์ของเรา ย่อมไม่สำคัญซึ่งมโนวิญญาณ ... ใน
			<remark  id="s2b18c19l22" />มโนวิญญาณ ... แต่มโนวิญญาณ ... ว่า มโนวิญญาณของเรา ย่อมไม่สำคัญซึ่ง มโนสัมผัส ... ใน
			<remark  id="s2b18c19l23" />มโนสัมผัส ... แต่มโนสัมผัส ... ว่า มโนสัมผัสของเรา ย่อมไม่สำคัญในสุขเวทนา ทุกขเวทนา
		</para>
	</section>
	<section id="s2b18c20" >
		<para id="s2b18c20p">
			<remark  id="s2b18c20l1" />หรืออทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะมโนสัมผัส เป็นปัจจัย ... ในเวทนานั้น ... แต่เวทนานั้น ...
			<remark  id="s2b18c20l2" />ว่า เวทนานั้นเป็นของเรา ย่อมไม่ สำคัญซึ่งสิ่งทั้งปวง ... ในสิ่งทั้งปวง ... แต่สิ่งทั้งปวง ... แต่สิ่ง
			<remark  id="s2b18c20l3" />ทั้งปวงเป็นของเรา  บุคคลผู้ไม่สำคัญอยู่อย่างนี้ ย่อมไม่ถือมั่นอะไรๆ ในโลก เมื่อ
			<remark  id="s2b18c20l4" />ไม่ถือมั่น ย่อมไม่  สะดุ้งกลัว เมื่อไม่สะดุ้งกลัว ย่อมปรินิพพานได้เฉพาะตนทีเดียว รู้ชัดว่า ชาติ
			<remark  id="s2b18c20l5" />สิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความ  เป็นอย่างนี้มิได้มี ดูกร
			<remark  id="s2b18c20l6" />ภิกษุทั้งหลาย อันนี้แล คือ ข้อปฏิบัติที่สมควรแก่การ  เพิกถอนซึ่งความสำคัญสิ่งทั้งปวงด้วย
			<remark  id="s2b18c20l7" />ตัณหา มานะ และทิฐิ ฯ
			<remark  id="s2b18c20l8" />	                 จบสูตรที่ ๘
			<remark  id="s2b18c20l9" />	                  สัปปายสูตรที่ ๑
			<remark  id="s2b18c20l10" />	 [๓๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงข้อปฏิบัติอันเป็นที่สบายแก่การเพิกถอนซึ่งความ
			<remark  id="s2b18c20l11" />สำคัญสิ่งทั้งปวงด้วยตัณหา มานะ และทิฐิแก่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟัง จงใส่ใจให้ดี
			<remark  id="s2b18c20l12" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ข้อปฏิบัติอันเป็นที่สบายแก่การเพิกถอนซึ่งความสำคัญ สิ่งทั้งปวงด้วยตัณหา
			<remark  id="s2b18c20l13" />มานะและทิฐิเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในศาสนานี้ ย่อมไม่สำคัญซึ่งจักษุ ... ในจักษุ ...
			<remark  id="s2b18c20l14" />แต่จักษุ ... ว่า  จักษุของเรา ย่อมไม่สำคัญรูป ... ย่อมไม่สำคัญซึ่งจักษุวิญญาณ ... ย่อมไม่สำคัญ ซึ่ง
			<remark  id="s2b18c20l15" />จักษุสัมผัส ... ย่อมไม่สำคัญซึ่งสุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะจักษุ
			<remark  id="s2b18c20l16" />สัมผัสเป็นปัจจัย ... ในเวทนานั้น ... แต่เวทนานั้น ... ว่า เวทนา  นั้นเป็นของเรา ดูกรภิกษุ
			<remark  id="s2b18c20l17" />ทั้งหลาย เพราะสิ่งใดที่ตนสำคัญไว้ เป็นที่ให้สำคัญ เป็นแดนให้สำคัญ เป็นเหตุให้สำคัญว่า
			<remark  id="s2b18c20l18" />เป็นของเรา สิ่งนั้นล้วนเป็นอื่นออกไป  จากที่สำคัญนั้น คือ สัตว์ในภพก็มีความเปลี่ยนแปลงไป
			<remark  id="s2b18c20l19" />เป็นอย่างอื่น สัตว์โลก  ย่อมเพลิดเพลินเฉพาะภพเท่านั้น ฯลฯ ย่อมไม่สำคัญซึ่งใจ ... ในใจ ...
			<remark  id="s2b18c20l20" />แต่ใจ ... ว่า ใจของเรา ย่อมไม่สำคัญซึ่งธรรมารมณ์ ... ในธรรมารมณ์ ... แต่ธรรมารมณ์ ...
			<remark  id="s2b18c20l21" />ว่า  ธรรมารมณ์ของเรา ย่อมไม่สำคัญซึ่งมโนวิญญาณ... ในมโนวิญญาณ ... แต่มโน วิญญาณ ... ว่า
			<remark  id="s2b18c20l22" />มโนวิญญาณของเรา ย่อมไม่สำคัญซึ่งมโนสัมผัส ... ในมโนสัมผัส ... แต่มโนสัมผัส ... ว่า
			<remark  id="s2b18c20l23" />มโนสัมผัสของเรา ย่อมไม่สำคัญซึ่งสุขเวทนา ทุกขเวทนาหรืออทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้น
		</para>
	</section>
	<section id="s2b18c21" >
		<para id="s2b18c21p">
			<remark  id="s2b18c21l1" />เพราะมโนสัมผัสเป็นปัจจัย... ในเวทนานั้น...  แต่เวทนานั้น ... ว่า เวทนานั้นเป็นของเรา ...
			<remark  id="s2b18c21l2" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลนั้นย่อมไม่ สำคัญซึ่งขันธ์ ธาตุและอายตนะ... ในขันธ์ ธาตุและ
			<remark  id="s2b18c21l3" />อายตนะ... แต่ขันธ์ ธาตุ และอายตนะ ... ว่า ขันธ์ ธาตุและอายตนะเป็นของเรา บุคคล
			<remark  id="s2b18c21l4" />ผู้ไม่สำคัญอยู่อย่างนี้ ย่อมไม่ถือมั่นอะไรๆ ในโลก เมื่อไม่ถือมั่น ย่อมไม่สะดุ้งกลัว เมื่อไม่
			<remark  id="s2b18c21l5" />สะดุ้งกลัว ย่อมปรินิพพานได้เฉพาะตนทีเดียว รู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว
			<remark  id="s2b18c21l6" />กิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี ดังนี้ดูกรภิกษุทั้งหลาย อันนี้แล
			<remark  id="s2b18c21l7" />คือ ข้อปฏิบัติอันเป็นที่สบายแก่การเพิกถอนซึ่งความ สำคัญสิ่งทั้งปวงด้วยตัณหา มานะและทิฐิ ฯ
			<remark  id="s2b18c21l8" />	                 จบสูตรที่ ๙
			<remark  id="s2b18c21l9" />	                  สัปปายสูตรที่ ๒
			<remark  id="s2b18c21l10" />	 [๓๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงข้อปฏิบัติอันเป็นที่สบายแก่การเพิกถอนซึ่งความ
			<remark  id="s2b18c21l11" />สำคัญสิ่งทั้งปวงด้วยตัณหา มานะและทิฐิแก่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟัง จงใส่ใจให้ดี ดูกร
			<remark  id="s2b18c21l12" />ภิกษุทั้งหลาย ข้อปฏิบัติอันเป็นที่สบายแก่การ  เพิกถอน ซึ่งความสำคัญสิ่งทั้งปวงด้วยตัณหา
			<remark  id="s2b18c21l13" />มานะและทิฐิเป็นไฉน ดูกรภิกษุ ทั้งหลาย เธอทั้งหลายจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน จักษุ
			<remark  id="s2b18c21l14" />เที่ยงหรือไม่เที่ยง ภิกษุ ทั้งหลายกราบทูลว่า ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า ฯ
			<remark  id="s2b18c21l15" />	 พ. สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า ฯ
			<remark  id="s2b18c21l16" />	 ภิ. เป็นทุกข์ พระเจ้าข้า ฯ
			<remark  id="s2b18c21l17" />	 พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ควร  หรือหนอที่จะตาม
			<remark  id="s2b18c21l18" />เห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา ฯ
			<remark  id="s2b18c21l19" />	 ภิ. ไม่ควรเห็นอย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ
			<remark  id="s2b18c21l20" />	 พ. รูป... จักษุวิญญาณ... จักษุสัมผัส... สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุข
			<remark  id="s2b18c21l21" />เวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะจักษุสัมผัสเป็นปัจจัย เที่ยงหรือไม่เที่ยง ฯ
			<remark  id="s2b18c21l22" />	 ภิ. ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b18c22" >
		<para id="s2b18c22p">
			<remark  id="s2b18c22l1" />	 พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า ฯ
			<remark  id="s2b18c22l2" />	 ภิ. เป็นทุกข์ พระเจ้าข้า ฯ
			<remark  id="s2b18c22l3" />	 พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ควร  หรือหนอที่จะตาม
			<remark  id="s2b18c22l4" />เห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา ฯ
			<remark  id="s2b18c22l5" />	 ภิ. ไม่ควรเห็นอย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯลฯ
			<remark  id="s2b18c22l6" />	 พ. ใจเที่ยงหรือไม่เที่ยง ฯ
			<remark  id="s2b18c22l7" />	 ภิ. ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า ฯ
			<remark  id="s2b18c22l8" />	 พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า ฯ
			<remark  id="s2b18c22l9" />	 ภิ. เป็นทุกข์ พระเจ้าข้า ฯ
			<remark  id="s2b18c22l10" />	 พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ควรหรือหนอที่จะตาม
			<remark  id="s2b18c22l11" />เห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา ฯ
			<remark  id="s2b18c22l12" />	 ภิ. ไม่ควรเห็นอย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ
			<remark  id="s2b18c22l13" />	 พ. ธรรมารมณ์ มโนวิญญาณ มโนสัมผัส เที่ยงหรือไม่เที่ยง ฯ
			<remark  id="s2b18c22l14" />	 ภิ. ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า ฯ
			<remark  id="s2b18c22l15" />	 พ. สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนา เที่ยงหรือไม่เที่ยง ฯ
			<remark  id="s2b18c22l16" />	 ภิ. ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า ฯ
			<remark  id="s2b18c22l17" />	 พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า ฯ
			<remark  id="s2b18c22l18" />	 ภิ. เป็นทุกข์ พระเจ้าข้า ฯ
			<remark  id="s2b18c22l19" />	 พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ควรหรือ ที่จะตามเห็น
			<remark  id="s2b18c22l20" />สิ่งนั้นว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา ฯ
			<remark  id="s2b18c22l21" />	 ภิ. ไม่ควรเห็นอย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ
			<remark  id="s2b18c22l22" />	 พ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้สดับแล้ว เห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมเบื่อ  หน่ายทั้งในจักษุ
			<remark  id="s2b18c22l23" />ทั้งในรูป ทั้งในจักษุวิญญาณ ทั้งในจักษุสัมผัส ทั้งในสุขเวทนาทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุข
			<remark  id="s2b18c22l24" />เวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะจักษุสัมผัสเป็นปัจจัย ฯลฯ ย่อมเบื่อหน่ายทั้งในใจ ทั้งในธรรมารมณ์...
			<remark  id="s2b18c22l25" />ทั้งในมโนวิญญาณ... ทั้งในมโน สัมผัส ทั้งในสุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนา
		</para>
	</section>
	<section id="s2b18c23" >
		<para id="s2b18c23p">
			<remark  id="s2b18c23l1" />ที่เกิดขึ้นเพราะ มโนสัมผัสเป็นปัจจัย เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมคลายกำหนัด เพราะคลายกำหนัด
			<remark  id="s2b18c23l2" />ย่อมหลุดพ้น เมื่อหลุดพ้นแล้ว ย่อมมีญาณหยั่งรู้ว่า หลุดพ้นแล้ว รู้ชัดว่าชาติสิ้นแล้ว
			<remark  id="s2b18c23l3" />พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความ เป็นอย่างนี้มิได้มี ดังนี้
			<remark  id="s2b18c23l4" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย อันนี้แล คือ ข้อปฏิบัติอันเป็นที่สบาย แก่การเพิกถอนซึ่งความสำคัญสิ่ง
			<remark  id="s2b18c23l5" />ทั้งปวงด้วยตัณหา มานะและทิฐิ ฯ
			<remark  id="s2b18c23l6" />	                จบสูตรที่ ๑๐
			<remark  id="s2b18c23l7" />	                  จบสัพพวรรคที่ ๓
			<remark  id="s2b18c23l8" />	                  _____________________
			<remark  id="s2b18c23l9" />	                รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
			<remark  id="s2b18c23l10" />	 ๑. สัพพสูตร ๒. ปหานสูตรที่ ๑ ๓. ปหานสูตรที่ ๒ ๔. ปริชานสูตรที่ ๑
			<remark  id="s2b18c23l11" />๕. ปริชานสูตรที่ ๒ ๖. อาทิตตปริยายสูตร ๗. อันธภูตสูตร  ๘. สารูปสูตร
			<remark  id="s2b18c23l12" />๙. สัปปายสูตรที่ ๑ ๑๐. สัปปายสูตรที่ ๒ ฯ
			<remark  id="s2b18c23l13" />	                 _____________________
		</para>
	</section>
	<section id="s2b18c24" >
		<para id="s2b18c24p">
			<remark  id="s2b18c24l1" />	                 ชาติธรรมวรรคที่ ๔
			<remark  id="s2b18c24l2" />	 [๓๖] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อาราม ของท่านอนาถ
			<remark  id="s2b18c24l3" />บิณฑิกเศรษฐี ใกล้พระนครสาวัตถี ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคได้ตรัสกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกร
			<remark  id="s2b18c24l4" />ภิกษุทั้งหลาย สิ่งทั้งปวงมีความเกิดเป็นธรรมดา  ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สิ่งทั้งปวงที่มีความเกิดเป็น
			<remark  id="s2b18c24l5" />ธรรมดาคืออะไรเล่า ดูกรภิกษุ  ทั้งหลาย คือ จักษุ รูป จักษุวิญญาณ จักษุสัมผัส มีความ
			<remark  id="s2b18c24l6" />เกิดเป็นธรรมดา แม้สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะจักษุสัมผัสเป็น
			<remark  id="s2b18c24l7" />ปัจจัย ก็มีความเกิดเป็นธรรมดา ฯลฯ ใจ ธรรมารมณ์ มโนวิญญาณ มโนสัมผัส  มีความเกิดเป็น
			<remark  id="s2b18c24l8" />ธรรมดา  แม้สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะมโนสัมผัสเป็นปัจ
			<remark  id="s2b18c24l9" />จัย ก็มีความเกิดเป็นธรรมดา ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว เห็นอยู่อย่างนี้ ย่อม
			<remark  id="s2b18c24l10" />เบื่อหน่ายทั้งในจักษุทั้งในรูป ทั้งในจักษุวิญญาณ ทั้งในจักษุสัมผัส ทั้งในสุขเวทนา ทุกขเวทนา
			<remark  id="s2b18c24l11" />หรืออทุกขมสุขเวทนาที่เกิดขึ้นเพราะจักษุสัมผัสเป็นปัจจัย ฯลฯ ทั้งในใจ ทั้งในธรรมารมณ์ ทั้ง
			<remark  id="s2b18c24l12" />ใน มโนวิญญาณ ทั้งในมโนสัมผัส ทั้งในสุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุข เวทนา ที่เกิด
			<remark  id="s2b18c24l13" />ขึ้นเพราะมโนสัมผัสเป็นปัจจัย เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมคลายกำหนัด  เพราะคลายกำหนัด ย่อมหลุด
			<remark  id="s2b18c24l14" />พ้น เมื่อหลุดพ้นแล้ว ย่อมมีญาณหยั่งรู้ว่า หลุดพ้น แล้ว รู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์
			<remark  id="s2b18c24l15" />อยู่จบแล้ว กิจควรทำทำเสร็จแล้ว กิจอื่น  เพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี ดังนี้ ฯ
			<remark  id="s2b18c24l16" />	 [๓๗] ... ดูกรภิกษุทั้งหลาย สิ่งทั้งปวงมีความแก่เป็นธรรมดา ... ฯ
			<remark  id="s2b18c24l17" />	 [๓๘] ... ดูกรภิกษุทั้งหลาย สิ่งทั้งปวงมีความป่วยไข้เป็นธรรมดา ... ฯ
			<remark  id="s2b18c24l18" />	 [๓๙] ... ดูกรภิกษุทั้งหลาย สิ่งทั้งปวงมีความตายเป็นธรรมดา ... ฯ
			<remark  id="s2b18c24l19" />	 [๔๐] ... ดูกรภิกษุทั้งหลาย สิ่งทั้งปวงมีความเศร้าโศกเป็นธรรมดา ... ฯ
			<remark  id="s2b18c24l20" />	 [๔๑] ... ดูกรภิกษุทั้งหลาย สิ่งทั้งปวงมีความเศร้าหมองเป็นธรรมดา ... ฯ
			<remark  id="s2b18c24l21" />	 [๔๒] ... ดูกรภิกษุทั้งหลาย สิ่งทั้งปวงมีความสิ้นไปเป็นธรรมดา ... ฯ
			<remark  id="s2b18c24l22" />	 [๔๓] ... ดูกรภิกษุทั้งหลาย สิ่งทั้งปวงมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา ... ฯ
			<remark  id="s2b18c24l23" />	 [๔๔] ... ดูกรภิกษุทั้งหลาย สิ่งทั้งปวงมีเหตุให้เกิดเป็นธรรมดา ... ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b18c25" >
		<para id="s2b18c25p">
			<remark  id="s2b18c25l1" />	 [๔๕] ... ดูกรภิกษุทั้งหลาย สิ่งทั้งปวงมีความดับไปเป็นธรรมดา ดูกรภิกษุทั้งหลาย
			<remark  id="s2b18c25l2" />ก็สิ่งทั้งปวงที่มีความดับไปเป็นธรรมดา คือ อะไรเล่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย คือ จักษุ รูป จักษุ
			<remark  id="s2b18c25l3" />วิญญาณ จักษุสัมผัส มีความดับไปเป็นธรรมดาแม้สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุข
			<remark  id="s2b18c25l4" />เวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะจักษุสัมผัสเป็น  ปัจจัย ก็มีความดับไปเป็นธรรมดา ฯลฯ ใจ ธรรมารมณ์
			<remark  id="s2b18c25l5" />มโนวิญญาณ มโน สัมผัส มีความดับไปเป็นธรรมดา แม้สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุข
			<remark  id="s2b18c25l6" />เวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะมโนสัมผัสเป็นปัจจัย ก็มีความดับไปเป็นธรรมดา ดูกร ภิกษุทั้งหลาย
			<remark  id="s2b18c25l7" />อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว เห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมเบื่อหน่ายทั้งในจักษุ ทั้งในรูป ทั้งในจักษุวิญญาณ
			<remark  id="s2b18c25l8" />ทั้งในจักษุสัมผัส ทั้งในสุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะจักษุสัมผัส
			<remark  id="s2b18c25l9" />เป็นปัจจัย ฯลฯ ทั้งในใจ ทั้งในธรรมารมณ์ ทั้งในมโนวิญญาณ ทั้งในมโนสัมผัส ทั้งในสุขเวทนา
			<remark  id="s2b18c25l10" />ทั้งในทุกขเวทนา ทั้งในอทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดเพราะมโนสัมผัสเป็นปัจจัย เมื่อเบื่อหน่าย ย่อม
			<remark  id="s2b18c25l11" />คลายกำหนัด เพราะคลายกำหนัด ย่อมหลุดพ้น เมื่อหลุดพ้นแล้ว ย่อมมีญาณหยั่งรู้ว่า หลุดพ้น
			<remark  id="s2b18c25l12" />แล้ว รู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว  กิจที่ควรทำทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความ
			<remark  id="s2b18c25l13" />เป็นอย่างนี้มิได้มี ฯ
			<remark  id="s2b18c25l14" />	                จบชาติธรรมวรรคที่ ๔
			<remark  id="s2b18c25l15" />	                _______________________
			<remark  id="s2b18c25l16" />	                รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
			<remark  id="s2b18c25l17" />	 ๑. ชาติธรรมสูตร ๒. ชราธรรมสูตร ๓. พยาธิธรรมสูตร ๔. มรณธรรมสูตร
			<remark  id="s2b18c25l18" />๕. โสกธรรมสูตร ๖. สังกิเลสธรรมสูตร ๗. ขยธรรมสูตร ๘. วยธรรมสูตร ๙. สมุทย
			<remark  id="s2b18c25l19" />ธรรมสูตร ๑๐. นิโรธธรรมสูตร ฯ
			<remark  id="s2b18c25l20" />	                ___________________________________
		</para>
	</section>
	<section id="s2b18c26" >
		<para id="s2b18c26p">
			<remark  id="s2b18c26l1" />	                  อนิจจวรรคที่ ๕
			<remark  id="s2b18c26l2" />	 [๔๖] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของท่านอนาถ
			<remark  id="s2b18c26l3" />บิณฑิกเศรษฐี ใกล้พระนครสาวัตถี ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคได้ตรัสกะภิกษุทั้งหลายว่า ดู
			<remark  id="s2b18c26l4" />กรภิกษุทั้งหลาย สิ่งทั้งปวงเป็นของไม่เที่ยง ดูกร ภิกษุทั้งหลาย สิ่งทั้งปวงที่เป็นของไม่เที่ยง
			<remark  id="s2b18c26l5" />คือ อะไร คือ จักษุ รูป จักษุ วิญญาณ จักษุสัมผัส เป็นของไม่เที่ยง แม้สุขเวทนา ทุกขเวทนา
			<remark  id="s2b18c26l6" />หรืออทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะจักษุสัมผัสเป็นปัจจัย ก็เป็นของไม่เที่ยง ฯลฯ  ใจ
			<remark  id="s2b18c26l7" />ธรรมารมณ์ มโนวิญญาณ มโนสัมผัส เป็นของไม่เที่ยง แม้สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรือ
			<remark  id="s2b18c26l8" />อทุกขมสุขเวทนาที่เกิดขึ้นเพราะมโนสัมผัสเป็นปัจจัย ก็เป็นของ ไม่เที่ยง ดูกรภิกษุทั้งหลาย
			<remark  id="s2b18c26l9" />อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว เห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมเบื่อหน่ายทั้งในจักษุ ทั้งในรูป ทั้งในจักษุวิญญาณ
			<remark  id="s2b18c26l10" />ทั้งในจักษุสัมผัส ทั้งในสุข  เวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะจักษุ
			<remark  id="s2b18c26l11" />สัมผัสเป็นปัจจัยฯลฯ ทั้งในใจ ทั้งในธรรมารมณ์ ทั้งในมโนวิญญาณ ทั้งในมโนสัมผัส ทั้งใน
			<remark  id="s2b18c26l12" />สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะมโนสัมผัสเป็น ปัจจัยเมื่อเบื่อ
			<remark  id="s2b18c26l13" />หน่าย ย่อมคลายกำหนัด เพราะคลายกำหนัด ย่อมหลุดพ้น เมื่อ หลุดพ้นแล้ว ย่อมมีญาณ
			<remark  id="s2b18c26l14" />หยั่งรู้ว่า หลุดพ้นแล้ว รู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำทำเสร็จแล้ว
			<remark  id="s2b18c26l15" />กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี ดังนี้ ฯ
			<remark  id="s2b18c26l16" />	 [๔๗] ... ดูกรภิกษุทั้งหลาย สิ่งทั้งปวงเป็นทุกข์ ... ฯ
			<remark  id="s2b18c26l17" />	 [๔๘] ... ดูกรภิกษุทั้งหลาย สิ่งทั้งปวงเป็นอนัตตา ... ฯ---
			<remark  id="s2b18c26l18" />	 [๔๙] ... ดูกรภิกษุทั้งหลาย สิ่งทั้งปวงเป็นของควรรู้ยิ่ง ... ฯ
			<remark  id="s2b18c26l19" />	 [๕๐] ... ดูกรภิกษุทั้งหลาย สิ่งทั้งปวงเป็นของควรกำหนดรู้ ... ฯ
			<remark  id="s2b18c26l20" />	 [๕๑] ... ดูกรภิกษุทั้งหลาย สิ่งทั้งปวงควรละ ... ฯ
			<remark  id="s2b18c26l21" />	 [๕๒] ... ดูกรภิกษุทั้งหลาย สิ่งทั้งปวงควรทำให้แจ้ง ... ฯ
			<remark  id="s2b18c26l22" />	 [๕๓] ... ดูกรภิกษุทั้งหลาย สิ่งทั้งปวงควรรู้ยิ่งแล้วกำหนดรู้ ... ฯ
			<remark  id="s2b18c26l23" />	 [๕๔] ... ดูกรภิกษุทั้งหลาย สิ่งทั้งปวงเป็นของถูกประทุษร้าย ... ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b18c27" >
		<para id="s2b18c27p">
			<remark  id="s2b18c27l1" />	 [๕๕] ... ดูกรภิกษุทั้งหลาย สิ่งทั้งปวงเป็นของถูกเบียดเบียน ดูกรภิกษุทั้งหลาย สิ่ง
			<remark  id="s2b18c27l2" />ทั้งปวงเป็นของถูกเบียดเบียน คืออะไรเล่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย  คือ จักษุ รูป จักษุวิญญาณ จักษุ
			<remark  id="s2b18c27l3" />สัมผัส เป็นของถูกเบียดเบียน ฯลฯ ใจธรรมารมณ์ มโนวิญญาณ มโนสัมผัส ก็ถูกเบียดเบียน
			<remark  id="s2b18c27l4" />แม้สุขเวทนา ทุกข  เวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะมโนสัมผัสเป็นปัจจัย ก็ถูก
			<remark  id="s2b18c27l5" />เบียดเบียน ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว เห็นอยู่อย่างนี้ ย่อม เบื่อหน่าย ทั้งใน
			<remark  id="s2b18c27l6" />จักษุ ทั้งในรูป ทั้งในจักษุวิญญาณ ทั้งในจักษุสัมผัส ทั้งใน  สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรือ
			<remark  id="s2b18c27l7" />อทุกขมสุขเวทนาที่เกิดขึ้นเพราะจักษุสัมผัสเป็นปัจจัย ฯลฯ ทั้งในใจ ทั้งในธรรมารมณ์ ทั้งใน
			<remark  id="s2b18c27l8" />มโนวิญญาณ ทั้งในมโนสัมผัส ทั้งในสุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้น
			<remark  id="s2b18c27l9" />เพราะมโนสัมผัสเป็น ปัจจัย เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมคลายกำหนัด เพราะคลายกำหนัด ย่อม
			<remark  id="s2b18c27l10" />หลุดพ้นเมื่อหลุดพ้นแล้ว ย่อมมีญาณหยั่งรู้ว่า หลุดพ้นแล้ว รู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว  พรหม
			<remark  id="s2b18c27l11" />จรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี ดังนี้ ฯ
			<remark  id="s2b18c27l12" />	                 จบอนิจจวรรคที่ ๕
			<remark  id="s2b18c27l13" />	                  _____________________
			<remark  id="s2b18c27l14" />	                รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
			<remark  id="s2b18c27l15" />	 ๑. อนิจจสูตร ๒. ทุกขสูตร ๓. อนัตตสูตร ๔. อภิญเญยยสูตร ๕. ปริญเญยย
			<remark  id="s2b18c27l16" />สูตร ๖. ปหาตัพพสูตร ๗. สัจฉิกาตัพพสูตร ๘. อภิญญาย ปริญเญยยสูตร ๙. อุปทุตสูตร
			<remark  id="s2b18c27l17" />๑๐. อุปัสสัฏฐสูตร
			<remark  id="s2b18c27l18" />	                  จบปัณณาสก์ที่ ๑ ในสฬายตนวรรค
			<remark  id="s2b18c27l19" />	                  _____________________
			<remark  id="s2b18c27l20" />	                รวมวรรคที่มีในปัณณาสก์นี้ คือ
			<remark  id="s2b18c27l21" />	 ๑. สุทธวรรค ๒. ยมกวรรค ๓. สัพพวรรค ๔. ชาติธรรมวรรค ๕. อนิจจวรรค ฯ
			<remark  id="s2b18c27l22" />	                  _____________________
		</para>
	</section>
	<section id="s2b18c28" >
		<para id="s2b18c28p">
			<remark  id="s2b18c28l1" />	                  อวิชชาวรรคที่ ๑
			<remark  id="s2b18c28l2" />	                 อวิชชาสูตร
			<remark  id="s2b18c28l3" />	 [๕๖] พระนครสาวัตถี ฯลฯ ครั้งนั้นแล ภิกษุรูปใดรูปหนึ่งเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค
			<remark  id="s2b18c28l4" />ถึงที่ประทับ ถวายอภิวาทแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้ทูลถามพระผู้มีพระภาค
			<remark  id="s2b18c28l5" />ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ บุคคลเมื่อรู้อย่างไร เห็น  อย่างไร จึงจะละอวิชชาได้ วิชาจึงจะเกิด
			<remark  id="s2b18c28l6" />ขึ้น พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุบุคคลรู้อยู่ เห็นอยู่ซึ่งจักษุ โดยความเป็นของไม่เที่ยง
			<remark  id="s2b18c28l7" />จึงจะละอวิชชาได้ วิชา จึงจะเกิด บุคคลรู้อยู่ เห็นอยู่ซึ่งรูป ... จักษุวิญญาณ จักษุสัมผัส
			<remark  id="s2b18c28l8" />สุขเวทนา  ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะจักษุสัมผัสเป็นปัจจัย โดย ความ
			<remark  id="s2b18c28l9" />เป็นของไม่เที่ยง จึงจะละอวิชชาได้ วิชาจึงจะเกิดขึ้น บุคคลรู้อยู่ เห็นอยู่ซึ่งหู จมูก ลิ้น
			<remark  id="s2b18c28l10" />กาย ใจ ธรรมารมณ์ มโนวิญญาณ มโนสัมผัส สุขเวทนาทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนา
			<remark  id="s2b18c28l11" />ที่เกิดขึ้นเพราะมโนสัมผัสเป็นปัจจัย โดยความเป็นของไม่เที่ยง จึงจะละอวิชชาได้ วิชาจึงจะ
			<remark  id="s2b18c28l12" />เกิด ดูกรภิกษุ บุคคลรู้อยู่อย่างนี้ เห็นอยู่อย่างนี้แล จึงจะละอวิชชาได้ วิชาจึงจะเกิด ฯ
			<remark  id="s2b18c28l13" />	                 จบสูตรที่ ๑
			<remark  id="s2b18c28l14" />	                  สังโยชนสูตรที่ ๑
			<remark  id="s2b18c28l15" />	 [๕๗] ภิ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อบุคคลรู้อยู่อย่างไร เห็นอยู่  อย่างไร จึงจะละ
			<remark  id="s2b18c28l16" />สังโยชน์ได้ ฯ
			<remark  id="s2b18c28l17" />	           พ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลรู้อยู่ เห็นอยู่ซึ่งจักษุ โดยความเป็นของ ไม่เที่ยง จึงจะ
			<remark  id="s2b18c28l18" />ละสังโยชน์ได้ บุคคลรู้อยู่ เห็นอยู่ซึ่งรูป ... จักษุวิญญาณ จักษุ สัมผัส สุขเวทนา ทุกขเวทนา
			<remark  id="s2b18c28l19" />หรืออทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะจักษุ  สัมผัสเป็นปัจจัย โดยความเป็นของไม่เที่ยง จึงจะละ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b18c29" >
		<para id="s2b18c29p">
			<remark  id="s2b18c29l1" />สังโยชน์ได้ ฯลฯ บุคคลรู้อยู่ เห็นอยู่ซึ่งสุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะ
			<remark  id="s2b18c29l2" />มโน  สัมผัสเป็นปัจจัย โดยความเป็นของไม่เที่ยง จึงจะละสังโยชน์ได้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย
			<remark  id="s2b18c29l3" />บุคคลรู้อยู่อย่างนี้ เห็นอยู่อย่างนี้แล จึงจะละสังโยชน์ได้ ฯ
			<remark  id="s2b18c29l4" />	                 จบสูตรที่ ๒
			<remark  id="s2b18c29l5" />	                  สังโยชนสูตรที่ ๒
			<remark  id="s2b18c29l6" />	 [๕๘] ภิ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อบุคคลรู้อยู่อย่างไร เห็นอยู่  อย่างไร สังโยชน์จึง
			<remark  id="s2b18c29l7" />ถึงความเพิกถอน ฯ
			<remark  id="s2b18c29l8" />	 พ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อบุคคลรู้อยู่ เห็นอยู่ซึ่งจักษุ โดยความเป็น อนัตตา สังโยชน์
			<remark  id="s2b18c29l9" />จึงจะถึงความเพิกถอน เมื่อบุคคลรู้อยู่ เห็นอยู่ซึ่งรูป จักษุวิญญาณ จักษุสัมผัส สุขเวทนา  ทุกข
			<remark  id="s2b18c29l10" />เวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะจักษุสัมผัสเป็นปัจจัย โดยความเป็นอนัตตา
			<remark  id="s2b18c29l11" />สังโยชน์จึงจะถึงความเพิกถอน  เมื่อบุคคลรู้อยู่ เห็นอยู่ซึ่งหู จมูก ลิ้น กาย ใจ ธรรมารมณ์
			<remark  id="s2b18c29l12" />มโนวิญญาณ  มโนสัมผัส สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะ
			<remark  id="s2b18c29l13" />มโน สัมผัสเป็นปัจจัย โดยความเป็นอนัตตา สังโยชน์จึงจะถึงความเพิกถอน ดูกรภิกษุทั้งหลาย
			<remark  id="s2b18c29l14" />เมื่อบุคคลรู้อยู่อย่างนี้ เห็นอยู่อย่างนี้แล สังโยชน์จึงจะถึงความ เพิกถอน ฯ
			<remark  id="s2b18c29l15" />	                 จบสูตรที่ ๓
			<remark  id="s2b18c29l16" />	                อาสวสูตรที่ ๑
			<remark  id="s2b18c29l17" />	 [๕๙] ภิ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อบุคคลรู้อยู่อย่างไร เห็นอยู่  อย่างไร จึงจะละอาสวะ
			<remark  id="s2b18c29l18" />ได้ ฯลฯ
			<remark  id="s2b18c29l19" />	                 จบสูตรที่ ๔
		</para>
	</section>
	<section id="s2b18c30" >
		<para id="s2b18c30p">
			<remark  id="s2b18c30l1" />	                อาสวสูตรที่ ๒
			<remark  id="s2b18c30l2" />	 [๖๐] ภิ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อบุคคลรู้อยู่อย่างไร เห็นอยู่  อย่างไร อาสวะจึงจะ
			<remark  id="s2b18c30l3" />ถึงความเพิกถอน ฯลฯ
			<remark  id="s2b18c30l4" />	                 จบสูตรที่ ๕
			<remark  id="s2b18c30l5" />	                อนุสัยสูตรที่ ๑
			<remark  id="s2b18c30l6" />	 [๖๑] ภิ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อบุคคลรู้อยู่อย่างไร เห็นอยู่อย่างไร จึงจะละอนุสัย
			<remark  id="s2b18c30l7" />ได้ ฯลฯ
			<remark  id="s2b18c30l8" />	                 จบสูตรที่ ๖
			<remark  id="s2b18c30l9" />	                อนุสัยสูตรที่ ๒
			<remark  id="s2b18c30l10" />	 [๖๒] ภิ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อบุคคลรู้อยู่อย่างไร เห็นอยู่  อย่างไร อนุสัยจึง
			<remark  id="s2b18c30l11" />จะถึงความเพิกถอน ฯ
			<remark  id="s2b18c30l12" />	 พ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อบุคคลรู้อยู่ เห็นอยู่ซึ่งจักษุ โดยความเป็น อนัตตา อนุสัย
			<remark  id="s2b18c30l13" />จึงจะถึงความเพิกถอน ฯลฯ เมื่อบุคคลรู้อยู่ เห็นอยู่ซึ่งหู จมูกลิ้น กาย ใจ ธรรมารมณ์
			<remark  id="s2b18c30l14" />มโนวิญญาณ มโนสัมผัส สุขเวทนา ทุกขเวทนา  หรืออทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะมโน
			<remark  id="s2b18c30l15" />สัมผัสเป็นปัจจัย โดยความเป็น อนัตตา อนุสัยจึงจะถึงความเพิกถอน ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อ
			<remark  id="s2b18c30l16" />บุคคลรู้อยู่อย่างนี้ เห็นอยู่อย่างนี้แล อนุสัยจึงจะถึงความเพิกถอน ฯ
			<remark  id="s2b18c30l17" />	                 จบสูตรที่ ๗
		</para>
	</section>
	<section id="s2b18c31" >
		<para id="s2b18c31p">
			<remark  id="s2b18c31l1" />	                 ปริญญาสูตร
			<remark  id="s2b18c31l2" />	 [๖๓] พ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงธรรมเพื่อกำหนดรู้อุปาทานทั้งปวงแก่เธอ
			<remark  id="s2b18c31l3" />ทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟังธรรมนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมเพื่อกำหนดรู้ซึ่งอุปาทานทั้งปวง
			<remark  id="s2b18c31l4" />เป็นไฉน อาศัยจักษุและรูป เกิดจักษุวิญญาณ รวม ธรรม ๓ ประการ เป็นผัสสะ เพราะ
			<remark  id="s2b18c31l5" />ผัสสะเป็นปัจจัยจึงเกิดเวทนา ดูกรภิกษุ  ทั้งหลาย อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว เห็นอยู่อย่างนี้ ย่อม
			<remark  id="s2b18c31l6" />เบื่อหน่ายทั้งในจักษุ ทั้ง ในรูป ทั้งในจักษุวิญญาณ ทั้งในจักษุสัมผัส ทั้งในเวทนา เมื่อเบื่อหน่าย
			<remark  id="s2b18c31l7" />ย่อมคลายกำหนัด เพราะคลายกำหนด ย่อมหลุดพ้น เธอย่อมทราบชัดว่า อุปาทาน  เรากำหนด
			<remark  id="s2b18c31l8" />รู้แล้วด้วยวิโมกข์ อาศัยหูและเสียง ฯลฯ อาศัยจมูกและกลิ่น ฯลฯอาศัยลิ้นและรส ฯลฯ อาศัย
			<remark  id="s2b18c31l9" />กายและโผฏฐัพพะ ฯลฯ อาศัยใจและธรรมารมณ์ จึง  เกิดมโนวิญญาณ รวมธรรม ๓ ประการ
			<remark  id="s2b18c31l10" />เป็นผัสสะ เพราะผัสสะเป็นปัจจัยจึงเกิด เวทนา ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว
			<remark  id="s2b18c31l11" />เห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมเบื่อ หน่ายทั้งในใจ ทั้งในธรรมารมณ์ ทั้งในมโนวิญญาณ ทั้งในมโนสัมผัส
			<remark  id="s2b18c31l12" />ทั้งในเวทนา เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมคลายกำหนัด เพราะคลายกำหนัด ย่อมหลุดพ้น เธอย่อมทราบ
			<remark  id="s2b18c31l13" />ชัดว่า อุปาทานเรากำหนดรู้แล้วด้วยวิโมกข์ ดูกรภิกษุทั้งหลาย  นี้แลเป็นธรรมเพื่อกำหนดรู้
			<remark  id="s2b18c31l14" />อุปาทานทั้งปวง ฯ
			<remark  id="s2b18c31l15" />	                 จบสูตรที่ ๘
			<remark  id="s2b18c31l16" />	                 ปริยาทานสูตรที่ ๑
			<remark  id="s2b18c31l17" />	 [๖๔] พ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงธรรมเพื่อความครอบงำอุปาทานทั้งปวงแก่
			<remark  id="s2b18c31l18" />เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟังธรรมนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลายก็ธรรมเพื่อความครอบงำอุปาทานทั้ง
			<remark  id="s2b18c31l19" />ปวงเป็นไฉน อาศัยจักษุและรูป เกิดจักษุ  วิญญาณ รวมธรรม ๓ ประการเป็นผัสสะ เพราะ
			<remark  id="s2b18c31l20" />ผัสสะเป็นปัจจัยจึงเกิดเวทนาดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว เห็นอยู่อย่างนี้ ย่อม
			<remark  id="s2b18c31l21" />เบื่อหน่าย ทั้งในจักษุ ทั้งในรูป ทั้งในจักษุวิญญาณ ทั้งในจักษุสัมผัส ทั้งในเวทนา เมื่อ
			<remark  id="s2b18c31l22" />เบื่อหน่าย ย่อมคลายกำหนัด เพราะคลายกำหนัด ย่อมหลุดพ้น เธอย่อมทราบชัดว่า อุปาทาน
		</para>
	</section>
	<section id="s2b18c32" >
		<para id="s2b18c32p">
			<remark  id="s2b18c32l1" />อันเราครอบงำได้แล้วด้วยวิโมกข์ ฯลฯ อาศัยใจและธรรมารมณ์จึงเกิดมโนวิญญาณ รวมธรรม
			<remark  id="s2b18c32l2" />๓ ประการเป็นผัสสะ เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงเกิดเวทนา อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว เห็นอยู่
			<remark  id="s2b18c32l3" />อย่างนี้ ย่อมเบื่อหน่ายทั้งในใจ ทั้งใน  ธรรมารมณ์ ทั้งในมโนวิญญาณ ทั้งในมโนสัมผัส ทั้งใน
			<remark  id="s2b18c32l4" />เวทนา เมื่อเบื่อหน่าย  ย่อมคลายกำหนัด เพราะคลายกำหนัด ย่อมหลุดพ้น เธอย่อมทราบ
			<remark  id="s2b18c32l5" />ชัดว่า  อุปาทานอันเราครอบงำได้แล้วด้วยวิโมกข์ ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้แลเป็นธรรมเพื่อความ
			<remark  id="s2b18c32l6" />ครอบงำอุปาทานทั้งปวง ฯ
			<remark  id="s2b18c32l7" />	                 จบสูตรที่ ๙
			<remark  id="s2b18c32l8" />	                 ปริยาทานสูตรที่ ๒
			<remark  id="s2b18c32l9" />	 [๖๕] พ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงธรรมเพื่อความครอบงำ  อุปาทานทั้งปวงแก่
			<remark  id="s2b18c32l10" />เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟังธรรมนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลายก็ธรรมเพื่อความครอบงำอุปาทาน
			<remark  id="s2b18c32l11" />ทั้งปวงเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน จักษุเที่ยงหรือไม่เที่ยง
			<remark  id="s2b18c32l12" />ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า ไม่เที่ยงพระเจ้าข้า ฯ
			<remark  id="s2b18c32l13" />	 พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า ฯ
			<remark  id="s2b18c32l14" />	 ภิ. เป็นทุกข์ พระเจ้าข้า ฯ
			<remark  id="s2b18c32l15" />	 พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ควรหรือ หนอที่จะ
			<remark  id="s2b18c32l16" />ตามเห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา ฯ
			<remark  id="s2b18c32l17" />	 ภิ. ไม่ควรเห็นอย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ
			<remark  id="s2b18c32l18" />	 พ. รูป ฯลฯ จักษุวิญญาณ เที่ยงหรือไม่เที่ยง ฯ
			<remark  id="s2b18c32l19" />	 ภิ. ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า ฯ
			<remark  id="s2b18c32l20" />	 พ. จักษุสัมผัสเที่ยงหรือไม่เที่ยง ฯ
			<remark  id="s2b18c32l21" />	 ภิ. ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า ฯลฯ
			<remark  id="s2b18c32l22" />	 พ. สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะจักษุสัมผัสเป็น
			<remark  id="s2b18c32l23" />ปัจจัย เที่ยงหรือไม่เที่ยง ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b18c33" >
		<para id="s2b18c33p">
			<remark  id="s2b18c33l1" />	 ภิ. ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า ฯลฯ
			<remark  id="s2b18c33l2" />	 พ. โสตะ ... ฆาน ... ชิวหา ... กาย ... ใจ ... ธรรมารมณ์ ... มโน วิญญาณ ... มโนสัมผัส ...
			<remark  id="s2b18c33l3" />สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนา ที่  เกิดขึ้นเพราะมโนสัมผัสเป็นปัจจัย เที่ยงหรือ
			<remark  id="s2b18c33l4" />ไม่เที่ยง ฯ
			<remark  id="s2b18c33l5" />	 ภิ. ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า ฯ
			<remark  id="s2b18c33l6" />	 พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า ฯ
			<remark  id="s2b18c33l7" />	 ภิ. เป็นทุกข์ พระเจ้าข้า ฯ
			<remark  id="s2b18c33l8" />	 พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ควรหรือ หนอที่จะ
			<remark  id="s2b18c33l9" />ตามเห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา ฯ
			<remark  id="s2b18c33l10" />	 ภิ. ไม่ควรเห็นอย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ
			<remark  id="s2b18c33l11" />	 พ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว เห็นอยู่อย่างนี้ ย่อม เบื่อหน่ายทั้ง
			<remark  id="s2b18c33l12" />ในจักษุ ทั้งในรูป ทั้งในจักษุวิญญาณ ทั้งในจักษุสัมผัส ทั้งในสุขเวทนา ทุกขเวทนา หรือ
			<remark  id="s2b18c33l13" />อทุกขมสุขเวทนาที่เกิดเพราะจักษุสัมผัสเป็นปัจจัย ฯลฯ ทั้งในใจ ทั้งในธรรมารมณ์ ทั้งใน
			<remark  id="s2b18c33l14" />มโนวิญญาณ ทั้งในมโนสัมผัส ทั้งในสุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนา ที่เกิด
			<remark  id="s2b18c33l15" />เพราะมโนสัมผัสเป็นปัจจัย  เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมคลายกำหนัด เพราะคลายกำหนัด ย่อมหลุดพ้น
			<remark  id="s2b18c33l16" />เมื่อหลุดพ้นแล้ว ย่อมมีญาณหยั่งรู้ว่า หลุดพ้นแล้ว รู้ชัดว่าชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่ จบแล้ว
			<remark  id="s2b18c33l17" />กิจที่ควรทำทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี ดูกรภิกษุ  ทั้งหลาย นี้แลเป็นธรรม
			<remark  id="s2b18c33l18" />เพื่อความครอบงำอุปาทานทั้งปวง ฯ
			<remark  id="s2b18c33l19" />	                จบสูตรที่ ๑๐
			<remark  id="s2b18c33l20" />	                 จบอวิชชาวรรคที่ ๑
			<remark  id="s2b18c33l21" />	                 _______________________
			<remark  id="s2b18c33l22" />	                รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
			<remark  id="s2b18c33l23" />	 ๑. อวิชชาสูตร 	๒. สังโยชนสูตรที่ ๑	 ๓. สังโยชนสูตรที่ ๒    ๔. อาสวสูตรที่ ๑
			<remark  id="s2b18c33l24" />๕. อาสวสูตรที่ ๒	 ๖. อนุสัยสูตรที่ ๑ 	๗. อนุสัยสูตรที่ ๒๘. ปริญญาสูตร ๙. ปริยาทานสูตรที่ ๑
			<remark  id="s2b18c33l25" />๑๐. ปริยาทานสูตรที่ ๒ ฯ
			<remark  id="s2b18c33l26" />	                  _____________________
		</para>
	</section>
	<section id="s2b18c34" >
		<para id="s2b18c34p">
			<remark  id="s2b18c34l1" />	                  มิคชาลวรรคที่ ๒
			<remark  id="s2b18c34l2" />	                  มิคชาลสูตรที่ ๑
			<remark  id="s2b18c34l3" />	 [๖๖] พระนครสาวัตถี ฯลฯ ครั้งนั้นแล ท่านพระมิคชาละเข้าไปเฝ้า พระผู้มีพระภาค
			<remark  id="s2b18c34l4" />ถึงที่ประทับ ถวายอภิวาทแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า
			<remark  id="s2b18c34l5" />ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ที่พระองค์ตรัสว่า ผู้มีปรกติอยู่ผู้เดียว ผู้มีปรกติอยู่ผู้เดียวฉะนี้ ด้วยเหตุ
			<remark  id="s2b18c34l6" />เพียงเท่าไร พระเจ้าข้า ภิกษุจึงชื่อว่ามีปรกติอยู่ผู้เดียว และด้วยเหตุเพียงเท่าไร ภิกษุจึงชื่อว่า
			<remark  id="s2b18c34l7" />อยู่ด้วยเพื่อน ๒ พระผู้มี  พระภาคตรัสว่า ดูกรมิคชาละ รูปที่จะพึงรู้แจ้งด้วยจักษุอันน่าปรารถนา
			<remark  id="s2b18c34l8" />น่าใคร่น่าพอใจ ให้เกิดความรัก ชักให้ใคร่ ชวนให้กำหนัดมีอยู่ ถ้าภิกษุยินดี กล่าว  สรรเสริญ
			<remark  id="s2b18c34l9" />หมกหมุ่นรูปนั้นอยู่ เมื่อเธอยินดี กล่าวสรรเสริญ หมกหมุ่นรูปนั้นอยู่ ย่อมเกิดความเพลิดเพลิน
			<remark  id="s2b18c34l10" />เมื่อมีความเพลิดเพลิน ก็มีความกำหนัดกล้า  เมื่อมีความกำหนัดกล้า   ก็มีความเกี่ยวข้อง
			<remark  id="s2b18c34l11" />ดูกรมิคชาละ ภิกษุผู้ประกอบด้วยความเพลิดเพลินและความเกี่ยวข้อง เราเรียกว่าผู้มีปรกติอยู่
			<remark  id="s2b18c34l12" />ด้วยเพื่อน ๒ ฯลฯ ธรรมา รมณ์ที่พึงรู้แจ้งด้วยใจ อันน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ ให้เกิด
			<remark  id="s2b18c34l13" />ความรัก ชัก ให้ใคร่ ชวนให้กำหนัด มีอยู่ ถ้าภิกษุยินดี กล่าวสรรเสริญ หมกมุ่นธรรมารมณ์
			<remark  id="s2b18c34l14" />นั้นอยู่ เมื่อเธอยินดี กล่าวสรรเสริญ หมกมุ่นธรรมารมณ์นั้นอยู่ ย่อมเกิดความเพลิดเพลิน
			<remark  id="s2b18c34l15" />เมื่อมีความเพลิดเพลิน ก็มีความกำหนัดกล้า เมื่อมีความกำหนัด  กล้า ก็มีความเกี่ยวข้อง ดูกร
			<remark  id="s2b18c34l16" />มิคชาละ ภิกษุผู้ประกอบด้วยความเพลิดเพลินและความเกี่ยวข้อง เราเรียกว่า มีปรกติอยู่ด้วย
			<remark  id="s2b18c34l17" />เพื่อน ๒ ดูกรมิคชาละ ภิกษุผู้มีปรกติ  อยู่ด้วยอาการอย่างนี้ ถึงจะเสพเสนาสนะอันสงัด คือ
			<remark  id="s2b18c34l18" />ป่าหญ้าและป่าไม้ เงียบเสียง ไม่อื้ออึง ปราศจากลมแต่ชนเดินเข้าออก ควรเป็นที่ประกอบกิจ
			<remark  id="s2b18c34l19" />ของมนุษย์ผู้ต้องการสงัด สมควรเป็นที่หลีกเร้นอยู่ก็จริง ถึงอย่างนั้น ก็ยังเรียกว่ามีปรกติ อยู่ด้วย
			<remark  id="s2b18c34l20" />เพื่อน ๒ ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะผู้นั้นยังมีตัณหาเป็นเพื่อน ๒ เขายังละตัณหานั้นไม่ได้
			<remark  id="s2b18c34l21" />ฉะนั้นจึงเรียกว่า มีปรกติอยู่ด้วยเพื่อน ๒
			<remark  id="s2b18c34l22" />	 [๖๗] ดูกรมิคชาละ รูปที่จะพึงรู้แจ้งด้วยจักษุ อันน่าปรารถน น่าใคร่  น่าพอใจ
			<remark  id="s2b18c34l23" />ให้เกิดความรัก ชักให้ใคร่ ชวนให้กำหนัด มีอยู่ ถ้าภิกษุไม่ยินดี ไม่กล่าวสรรเสริญ ไม่หมกมุ่น
			<remark  id="s2b18c34l24" />รูปนั้น เมื่อเธอไม่ยินดี ไม่กล่าวสรรเสริญ ไม่  หมกมุ่นรูปนั้นอยู่ ความเพลิดเพลินย่อมดับ  เมื่อ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b18c35" >
		<para id="s2b18c35p">
			<remark  id="s2b18c35l1" />ไม่มีความเพลิดเพลิน ก็ไม่มีความกำหนัด เมื่อไม่มีความกำหนัด ก็ไม่มีความเกี่ยวข้อง ดูกร
			<remark  id="s2b18c35l2" />มิคชาละ ภิกษุผู้ไม่ประกอบด้วยความเพลิดเพลินและความเกี่ยวข้อง เราเรียกว่ามีปรกติอยู่ผู้เดียว
			<remark  id="s2b18c35l3" />ฯลฯ ธรรมารมณ์ที่จะพึงรู้แจ้งด้วยใจ อันน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ ให้  เกิดความรัก ชักให้ใคร่
			<remark  id="s2b18c35l4" />ชวนให้กำหนัด มีอยู่ ถ้าภิกษุไม่ยินดี ไม่กล่าวสรรเสริญ ไม่หมกมุ่นธรรมารมณ์นั้นอยู่ เมื่อเธอ
			<remark  id="s2b18c35l5" />ไม่ยินดี ไม่กล่าวสรรเสริญ ไม่หมกมุ่น  ธรรมารมณ์นั้น ความเพลิดเพลินก็ดับ เมื่อไม่มีความ
			<remark  id="s2b18c35l6" />เพลิดเพลิน ก็ไม่มีความ กำหนัดกล้า เมื่อไม่มีความกำหนัดกล้า ก็ไม่มีความเกี่ยวข้อง ดูกรมิคชาละ
			<remark  id="s2b18c35l7" />ภิกษุ  ผู้ไม่ประกอบด้วยความเพลิดเพลินและความเกี่ยวข้อง เราเรียกว่า มีปรกติอยู่ผู้เดียว ดูกร
			<remark  id="s2b18c35l8" />มิคชาละ ภิกษุผู้มีปรกติอยู่ด้วยอาการอย่างนี้ แม้จะอยู่ปะปนกับภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา
			<remark  id="s2b18c35l9" />พระราชา มหาอำมาตย์ของพระราชา เดียรถีย์ สาวก ของเดียรถีย์ ในที่สุดบ้านก็จริง ถึงอย่างนั้น
			<remark  id="s2b18c35l10" />ก็ยังเรียกว่า มีปรกติอยู่ผู้เดียว ดูกรมิคชาละ เราเรียกผู้มีปรกติอยู่ด้วยอาการอย่างนี้ว่า มีปรกติ
			<remark  id="s2b18c35l11" />อยู่ผู้เดียว ข้อนั้น  เพราะเหตุไร เพราะตัณหาซึ่งเป็นเพื่อน ๒ เธอละได้แล้ว เพราะเหตุนั้นจึง
			<remark  id="s2b18c35l12" />เรียกว่า มีปรกติอยู่ผู้เดียว ฯ
			<remark  id="s2b18c35l13" />	                 จบสูตรที่ ๑
			<remark  id="s2b18c35l14" />	                  มิคชาลสูตรที่ ๒
			<remark  id="s2b18c35l15" />	 [๖๘] ครั้งนั้นแล ท่านพระมิคชาละเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ  ถวายอภิวาท
			<remark  id="s2b18c35l16" />แล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาค  ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
			<remark  id="s2b18c35l17" />ข้าพระองค์ขอโอกาสขอพระผู้มีพระภาคโปรดทรงแสดงธรรมแก่ข้าพระองค์โดยย่อที่ข้าพระองค์
			<remark  id="s2b18c35l18" />ได้ฟังแล้ว พึงเป็นผู้หลีกออกจากหมู่ อยู่ผู้เดียว ไม่ประมาท มีความเพียร มีตนอันส่งไปแล้วอยู่เถิด
			<remark  id="s2b18c35l19" />พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรมิคชาละ รูปที่จะพึงรู้แจ้งด้วยจักษุ อันน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ
			<remark  id="s2b18c35l20" />ให้เกิดความรัก ชักให้ใคร่ ชวนให้กำหนัด มีอยู่ ถ้าภิกษุยินดี กล่าวสรรเสริญ หมกมุ่นรูปนั้นอยู่
			<remark  id="s2b18c35l21" />ย่อมเกิดความเพลิดเพลิน เรากล่าวว่า เพราะความเพลิดเพลิน จึงเกิดทุกข์ ฯลฯ ธรรมารมณ์ที่จะพึง
			<remark  id="s2b18c35l22" />รู้แจ้งด้วยใจอันน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ ให้เกิดความรัก ชักให้ใคร่ ชวนให้กำหนัด มีอยู่
			<remark  id="s2b18c35l23" />ถ้าภิกษุยินดี กล่าวสรรเสริญ หมกมุ่นธรรมารมณ์นั้นอยู่ เมื่อเธอยินดี กล่าวสรรเสริญ หมกมุ่น
			<remark  id="s2b18c35l24" />ธรรมารมณ์นั้นอยู่ย่อมเกิดความเพลิดเพลิน เรากล่าวว่า เพราะเกิดความเพลิดเพลิน จึงเกิดทุกข์
		</para>
	</section>
	<section id="s2b18c36" >
		<para id="s2b18c36p">
			<remark  id="s2b18c36l1" />	 [๖๙] ดูกรมิคชาละรูปที่จะพึงรู้แจ้งด้วยจักษุอันน่าปรารถนา น่าใคร่  น่าพอใจ ให้เกิด
			<remark  id="s2b18c36l2" />ความรัก ชักให้ใคร่ ชวนให้กำหนัด มีอยู่ ถ้าภิกษุไม่ยินดี ไม่กล่าวสรรเสริญ ไม่หมกมุ่นรูป
			<remark  id="s2b18c36l3" />นั้นอยู่ เมื่อไม่ยินดี ไม่กล่าวสรรเสริญ ไม่ หมกมุ่นรูปนั้น ความเพลิดเพลินก็ดับ เรากล่าวว่า
			<remark  id="s2b18c36l4" />เพราะความเพลิดเพลินดับทุกข์จึงดับ ฯลฯธรรมารมณ์ที่จะพึงรู้แจ้งด้วยใจอันน่าปรารถนา น่าใคร่
			<remark  id="s2b18c36l5" />น่าพอใจ  ให้เกิดความรัก ชักให้ใคร่ ชวนให้กำหนัด มีอยู่ ถ้าภิกษุไม่ยินดี ไม่กล่าวสรรเสริญ
			<remark  id="s2b18c36l6" />ไม่หมกมุ่นธรรมารมณ์นั้นอยู่ เมื่อเธอไม่ยินดี ไม่กล่าวสรรเสริญ ไม่หมกมุ่นธรรมารมณ์นั้น
			<remark  id="s2b18c36l7" />ความเพลิดเพลินก็ดับ เรากล่าวว่า เพราะความเพลิดเพลินดับ ทุกข์จึงดับ ฯ
			<remark  id="s2b18c36l8" />	 [๗๐] ครั้งนั้นแล ท่านพระมิคชาละยินดีอนุโมทนาภาษิตของพระผู้มีพระภาค ลุกจาก
			<remark  id="s2b18c36l9" />อาสนะ ถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาค ทำประทักษิณแล้วหลีกไปครั้งนั้นแล ท่านพระมิคชาละ
			<remark  id="s2b18c36l10" />หลีกออกจากหมู่ อยู่แต่ผู้เดียว ไม่ประมาท มีความ เพียร มีตนอันส่งไปแล้ว ทำให้แจ้งซึ่งที่สุด
			<remark  id="s2b18c36l11" />แห่งพรหมจรรย์อันยอดเยี่ยม ที่กุลบุตร  ทั้งหลายออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตต้องการนั้น ด้วย
			<remark  id="s2b18c36l12" />ปัญญาอันยิ่งเองในปัจจุบันเข้าถึงอยู่ รู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำ
			<remark  id="s2b18c36l13" />ทำเสร็จแล้วกิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี และท่านพระมิคชาละได้เป็นพระอรหันต์องค์หนึ่ง
			<remark  id="s2b18c36l14" />ในจำนวนพระอรหันต์ทั้งหลาย ฉะนี้แล ฯ
			<remark  id="s2b18c36l15" />	                 จบสูตรที่ ๒
			<remark  id="s2b18c36l16" />	                สมิทธิสูตรที่ ๑
			<remark  id="s2b18c36l17" />	 [๗๑] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเวฬุวันกลันทกนิวาปสถาน
			<remark  id="s2b18c36l18" />ใกล้พระนครราชคฤห์ ครั้งนั้นแล ท่านพระสมิทธิเข้าไปเฝ้า พระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับฯลฯครั้น
			<remark  id="s2b18c36l19" />แล้วได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่ พระองค์ผู้เจริญ ที่เรียกว่า มาร มาร ดังนี้ ด้วยเหตุ
			<remark  id="s2b18c36l20" />เพียงเท่าไร พระเจ้าข้า จึงเป็นมารหรือการบัญญัติว่ามาร พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรสมิทธิ
			<remark  id="s2b18c36l21" />จักษุ รูป จักษุวิญญาณ ธรรมที่จะพึงรู้แจ้งด้วยจักษุวิญญาณ มีอยู่ ณ ที่ใดมารหรือการบัญญัติว่ามาร
			<remark  id="s2b18c36l22" />ก็มีอยู่ ณ ที่นั้น หู เสียง โสตวิญญาณ ธรรมที่พึงรู้แจ้งด้วยโสตวิญญาณมีอยู่ ณ ที่ใด มารหรือ
			<remark  id="s2b18c36l23" />การบัญญัติว่ามารก็มีอยู่ ณ ที่นั้น จมูก กลิ่น ฆานวิญญาณธรรมที่จะพึงรู้แจ้งด้วยฆานวิญญาณ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b18c37" >
		<para id="s2b18c37p">
			<remark  id="s2b18c37l1" />มีอยู่ ณ ที่ใด มารหรือการบัญญัติว่ามารก็มี  อยู่ ณ ที่นั้น ลิ้น รส ชิวหาวิญญาณ ธรรมที่พึงรู้
			<remark  id="s2b18c37l2" />แจ้งด้วยชิวหาวิญญาณมีอยู่ ณ ที่ใด มารหรือการบัญญัติว่ามารก็มีอยู่ ณ ที่นั้น กาย โผฏฐัพพะ
			<remark  id="s2b18c37l3" />กายวิญญาณ  ธรรมที่จะพึงรู้แจ้งด้วยกายวิญญาณ มีอยู่ ณ ที่ใด มารหรือการบัญญัติว่ามารก็มีอยู่
			<remark  id="s2b18c37l4" />ณ ที่นั้น ใจ ธรรมารมณ์ มโนวิญญาณ ธรรมที่จะพึงรู้แจ้งด้วยมโนวิญญาณ มีอยู่ ณ ที่ใด มาร
			<remark  id="s2b18c37l5" />หรือการบัญญัติว่ามารก็มีอยู่ ณ ที่นั้น ฯ
			<remark  id="s2b18c37l6" />	 [๗๒] ดูกรสมิทธิ จักษุ รูป จักษุวิญญาณ ธรรมที่จะพึงรู้แจ้งด้วย  จักษุวิญญาณ ไม่มี
			<remark  id="s2b18c37l7" />ณ ที่ใด มารหรือการบัญญัติว่ามารก็ไม่มี ณ ที่นั้น ฯลฯ ใจ ธรรมารมณ์ มโนวิญญาณ ธรรมที่จะ
			<remark  id="s2b18c37l8" />พึงรู้แจ้งด้วยมโนวิญญาณ ไม่มี ณ ที่ใด  มารหรือการบัญญัติว่ามารก็ไม่มี ณ ที่นั้น ฯ
			<remark  id="s2b18c37l9" />	                 จบสูตรที่ ๓
			<remark  id="s2b18c37l10" />	                สมิทธสูตรที่ ๒
			<remark  id="s2b18c37l11" />	 [๗๓] ... ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ที่เรียกว่า สัตว์ สัตว์ ดังนี้ ด้วยเหตุเพียงเท่าไร
			<remark  id="s2b18c37l12" />พระเจ้าข้า จึงเป็นสัตว์หรือบัญญัติว่าสัตว์ ฯลฯ
			<remark  id="s2b18c37l13" />	                 จบสูตรที่ ๔
			<remark  id="s2b18c37l14" />	                สมิทธิสูตรที่ ๓
			<remark  id="s2b18c37l15" />	 [๗๔] ... ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ที่เรียกว่า ทุกข์ ทุกข์ ดังนี้ ด้วยเหตุเพียงเท่าไร
			<remark  id="s2b18c37l16" />พระเจ้าข้า จะพึงเป็นทุกข์ หรือบัญญัติว่าทุกข์ ฯลฯ
			<remark  id="s2b18c37l17" />	                 จบสูตรที่ ๕
		</para>
	</section>
	<section id="s2b18c38" >
		<para id="s2b18c38p">
			<remark  id="s2b18c38l1" />	                สมิทธิสูตรที่ ๔
			<remark  id="s2b18c38l2" />	 [๗๕] ... ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ที่เรียกว่า โลก โลก ดังนี้ ด้วย เหตุเพียงเท่าไร
			<remark  id="s2b18c38l3" />จึงเป็นโลก หรือบัญญัติว่าโลก พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรสมิทธิ จักษุ รูป จักษุวิญญาณ
			<remark  id="s2b18c38l4" />ธรรมที่จะพึงรู้แจ้งด้วยจักษุวิญญาณ มีอยู่ ณ ที่ใด  โลกหรือการบัญญัติว่าโลกก็มีอยู่ ณ ที่นั้น ฯลฯ ใจ
			<remark  id="s2b18c38l5" />ธรรมารมณ์ มโนวิญญาณธรรมที่จะพึงรู้แจ้งด้วยมโนวิญญาณ มีอยู่ ณ ที่ใด โลกหรือการ
			<remark  id="s2b18c38l6" />บัญญัติว่าโลกก็มี  อยู่ ณ ที่นั้น ฯ
			<remark  id="s2b18c38l7" />	 [๗๖] ดูกรสมิทธิ จักษุ รูป จักษุวิญญาณ ธรรมที่จะพึงรู้แจ้งด้วย  จักษุวิญญาณ
			<remark  id="s2b18c38l8" />ไม่มี ณ ที่ใด โลกหรือการบัญญัติว่าโลกก็ไม่มี ณ ที่นั้น ฯลฯ ใจ ธรรมารมณ์ มโนวิญญาณ
			<remark  id="s2b18c38l9" />ธรรมที่จะพึงรู้แจ้งด้วยมโนวิญญาณ ไม่มี ณ ที่ใด โลก หรือการบัญญัติว่าโลกก็ไม่มี ณ ที่นั้น ฯ
			<remark  id="s2b18c38l10" />	                 จบสูตรที่ ๖
			<remark  id="s2b18c38l11" />	                 อุปเสนสูตร
			<remark  id="s2b18c38l12" />	 [๗๗] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคและท่านพระสารีบุตร ท่านพระ  อุปเสนะ อยู่ที่ป่า
			<remark  id="s2b18c38l13" />ชื่อสีตวัน ใกล้เงื้อมสัปปโสณฑิกะ ใกล้พระนครราชคฤห์สมัยนั้นแล อสรพิษตัวหนึ่งได้ตกลง
			<remark  id="s2b18c38l14" />ที่กายของท่านพระอุปเสนะ ครั้งนั้นแล ท่านพระอุปเสนะเรียกภิกษุทั้งหลายว่า จงมาเถิด ผู้มีอายุ
			<remark  id="s2b18c38l15" />จงยกกายเรานี้ขึ้นสู่เตียงแล้วนำออกไปในภายนอก ก่อนที่กายนี้จะเรี่ยรายในที่นี้แล ประดุจกำ
			<remark  id="s2b18c38l16" />แกลบ  เมื่อท่านพระอุปเสนะกล่าวอย่างนี้แล้ว ท่านพระสารีบุตรได้กล่าวกะท่านพระอุปเสนะว่า
			<remark  id="s2b18c38l17" />ความที่กายของท่านพระอุปเสนะเป็นอย่างอื่น หรือความแปรปรวนแห่งอินทรีย์ของท่านพระอุป
			<remark  id="s2b18c38l18" />เสนะ เราทั้งหลายยังไม่เห็นเลย เมื่อเป็นเช่นนี้ ท่านพระ  อุปเสนะยังพูดอย่างนี้ว่า จงมาเถิด ผู้มี
			<remark  id="s2b18c38l19" />อายุ จงยกกายเรานี้ขึ้นสู่เตียงแล้วนำไปภายนอก ก่อนที่กายนี้จะเรี่ยราย ณ ที่นี้ ประดุจกำแกลบ
			<remark  id="s2b18c38l20" />เล่า ท่านพระอุปเสนะกล่าวว่า ดูกรท่านพระสารีบุตร ผู้ใดพึงมีความตรึกอย่างนี้ว่า เราเป็นจักษุ
			<remark  id="s2b18c38l21" />หรือ จักษุเป็นของเรา ฯลฯ เราเป็นใจ หรือใจเป็นของเรา ความที่กายเป็นอย่างอื่น หรือความ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b18c39" >
		<para id="s2b18c39p">
			<remark  id="s2b18c39l1" />แปรปรวนแห่งอินทรีย์พึงมีแก่ผู้นั้นแน่นอน ดูกรท่านพระสารีบุตร เรามิได้มีความตรึกอย่างนี้ว่า
			<remark  id="s2b18c39l2" />เราเป็นจักษุ หรือจักษุเป็นของเรา ฯลฯ เราเป็นใจ หรือใจเป็นของเรา ความที่กายจักกลายเป็นอย่าง
			<remark  id="s2b18c39l3" />อื่น หรือความแปรปรวนแห่ง อินทรีย์จักมีแก่เรานั้น ได้อย่างไร ฯ
			<remark  id="s2b18c39l4" />	 สา. จริงอย่างนั้น ท่านพระอุปเสนะได้ถอนอหังการ มมังการและมานานุสัยได้เด็ดขาด
			<remark  id="s2b18c39l5" />เป็นเวลานานมาแล้ว ฉะนั้น ท่านพระอุปเสนะจึงไม่มีความตรึก อย่างนั้น ฯ
			<remark  id="s2b18c39l6" />	 ครั้งนั้นแล ภิกษุเหล่านั้นยกกายของท่านพระอุปเสนะขึ้นสู่เตียง นำไป ภายนอก กาย
			<remark  id="s2b18c39l7" />ของท่านพระอุปเสนะเรี่ยรายในที่นั้นเองประดุจกำแกลบ ฉะนั้น ฯ
			<remark  id="s2b18c39l8" />	                 จบสูตรที่ ๗
			<remark  id="s2b18c39l9" />	                 อุปวาณสูตร
			<remark  id="s2b18c39l10" />	 [๗๘] ครั้งนั้นแล ท่านพระอุปวาณะเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับฯลฯ ครั้น
			<remark  id="s2b18c39l11" />แล้วได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ที่ตรัสว่า ธรรม  อันผู้บรรลุจะพึงเห็นเอง
			<remark  id="s2b18c39l12" />ธรรมอันผู้บรรลุจะพึงเห็นเอง ดังนี้ ด้วยเหตุเพียงเท่าไร พระธรรมจึงชื่อว่าอันผู้บรรลุจะพึงเห็นเอง
			<remark  id="s2b18c39l13" />ไม่ประกอบด้วยกาล ควรเรียกให้มาดูควรน้อมเข้ามาในตนอันวิญญูชนพึงรู้เฉพาะตน พระเจ้าข้า ฯ
			<remark  id="s2b18c39l14" />	 [๗๙] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรอุปวาณะ ก็ภิกษุในธรรมวินัยนี้เห็นรูปด้วยจักษุแล้ว
			<remark  id="s2b18c39l15" />เป็นผู้เสวยรูป เสวยความกำหนัดในรูป และรู้ชัดซึ่งความ  กำหนัดในรูปอันมีอยู่ในภายในว่า
			<remark  id="s2b18c39l16" />เรายังมีความกำหนัดในรูปในภายใน อาการที่ ภิกษุเห็นรูปด้วยจักษุแล้วเป็นผู้เสวยรูป เสวยความ
			<remark  id="s2b18c39l17" />กำหนัดในรูป และรู้ชัดซึ่งความกำหนัดในรูปอันมีอยู่ในภายในว่า เรายังมีความกำหนัดในรูปใน
			<remark  id="s2b18c39l18" />ภายใน อย่างนี้แล  เป็นธรรมอันผู้บรรลุจะพึงเห็นเอง ไม่ประกอบด้วยกาล ควรเรียกให้มาดู ควร
			<remark  id="s2b18c39l19" />น้อมเข้ามาในตน อันวิญญูชนพึงรู้เฉพาะตน ฯ
			<remark  id="s2b18c39l20" />	 [๘๐] อีกประการหนึ่ง ดูกรอุปวาณะ ภิกษุลิ้มรสด้วยลิ้น ฯลฯ
			<remark  id="s2b18c39l21" />	 [๘๑] อีกประการหนึ่ง ดูกรอุปวาณะ ภิกษุรู้แจ้งธรรมารมณ์ ด้วยใจแล้วเป็นผู้เสวย
			<remark  id="s2b18c39l22" />ธรรมารมณ์ เสวยความกำหนัดในธรรมารมณ์ และรู้ชัดซึ่งความกำหนัดในธรรมารมณ์อันมีอยู่
			<remark  id="s2b18c39l23" />ภายในว่า เรายังมีความกำหนัดในธรรมารมณ์ในภาย ใน อาการที่ภิกษุรู้แจ้งธรรมารมณ์ด้วยใจแล้ว
		</para>
	</section>
	<section id="s2b18c40" >
		<para id="s2b18c40p">
			<remark  id="s2b18c40l1" />เป็นผู้เสวยธรรมารมณ์ เสวยความ  กำหนัดในธรรมารมณ์ และรู้ชัดซึ่งความกำหนัดในธรรมารมณ์
			<remark  id="s2b18c40l2" />อันมีอยู่ในภายในว่าเรายังมีความกำหนัดในธรรมารมณ์ในภายใน อย่างนี้แล เป็นธรรมอันผู้บรรลุ
			<remark  id="s2b18c40l3" />จะพึงเห็นเอง ไม่ประกอบด้วยกาล ควรเรียกให้มาดู ควรน้อมเข้ามาในตน อันวิญญูชน  พึงรู้
			<remark  id="s2b18c40l4" />เฉพาะตน ฯ
			<remark  id="s2b18c40l5" />	 [๘๒] ดูกรอุปวาณะ ก็ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เห็นรูปด้วยจักษุแล้วเป็นผู้เสวยรูป แต่
			<remark  id="s2b18c40l6" />ไม่เสวยความกำหนัดในรูป และรู้ชัดซึ่งความกำหนัดในรูปอันไม่มี ในภายในว่า เราไม่มีความ
			<remark  id="s2b18c40l7" />กำหนัดในรูปในภายใน อาการที่ภิกษุเป็นผู้เห็นรูปด้วย จักษุแล้วเป็นผู้เสวยรูป แต่ไม่เสวยความ
			<remark  id="s2b18c40l8" />กำหนัดในรูป และรู้ชัดซึ่งความกำหนัด ในรูปอันไม่มีในภายในว่า เราไม่มีความกำหนัดในรูปใน
			<remark  id="s2b18c40l9" />ภายในอย่างนี้แล เป็น  ธรรมอันผู้บรรลุจะพึงเห็นเอง ไม่ประกอบด้วยกาล ควรเรียกให้มาดู
			<remark  id="s2b18c40l10" />ควรน้อมเข้ามาในตน อันวิญญูชนพึงรู้เฉพาะตน ฯ
			<remark  id="s2b18c40l11" />	 [๘๓] ดูกรอุปวาณะ อีกประการหนึ่ง  ภิกษุฟังเสียงด้วยหู สูดกลิ่นด้วย จมูก ลิ้มรส
			<remark  id="s2b18c40l12" />ด้วยลิ้น ฯลฯ
			<remark  id="s2b18c40l13" />	 [๘๔] ดูกรอุปวาณะ อีกประการหนึ่ง ภิกษุรู้ซึ่งธรรมารมณ์ด้วยใจแล้วเป็นผู้เสวย
			<remark  id="s2b18c40l14" />ธรรมารมณ์ แต่ไม่เสวยความกำหนัดในธรรมารมณ์ และรู้ชัดซึ่งความ กำหนัดในธรรมารมณ์อัน
			<remark  id="s2b18c40l15" />ไม่มีในภายในว่า เราไม่มีความกำหนัดในธรรมารมณ์ใน ภายใน อาการที่ภิกษุรู้ธรรมารมณ์ด้วยใจ
			<remark  id="s2b18c40l16" />แล้วเป็นผู้เสวยธรรมารมณ์ แต่ไม่เสวย  ความกำหนัดในธรรมารมณ์ และรู้ชัดซึ่งความกำหนัดใน
			<remark  id="s2b18c40l17" />ธรรมารมณ์อันไม่มีในภาย  ในว่า เราไม่มีความกำหนัดในธรรมารมณ์ในภายใน อย่างนี้แล เป็น
			<remark  id="s2b18c40l18" />ธรรมอันผู้บรรลุจะพึงเห็นเอง ไม่ประกอบด้วยกาล ควรเรียกให้มาดู ควรน้อมเข้ามาในตน
			<remark  id="s2b18c40l19" />อันวิญญูชนพึงรู้เฉพาะตน ฯ
			<remark  id="s2b18c40l20" />	                 จบสูตรที่ ๘
			<remark  id="s2b18c40l21" />	                 ผัสสายตนสูตรที่ ๑
			<remark  id="s2b18c40l22" />	 [๘๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุรูปใดรูปหนึ่งไม่ทราบชัด ความเกิด ความดับ คุณ โทษ
			<remark  id="s2b18c40l23" />และอุบายเครื่องสลัดออกแห่งผัสสายตนะ ๖ ตามความ เป็นจริง พรหมจรรย์อันเธอไม่อยู่จบแล้ว
		</para>
	</section>
	<section id="s2b18c41" >
		<para id="s2b18c41p">
			<remark  id="s2b18c41l1" />เธอเป็นผู้ไกลจากธรรมวินัยนี้ เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว ภิกษุรูปหนึ่งได้กราบทูลพระ
			<remark  id="s2b18c41l2" />ผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่  พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์เป็นผู้ฉิบหายในศาสนานี้ เพราะข้าพระองค์ไม่
			<remark  id="s2b18c41l3" />ทราบชัด  ความเกิด ความดับ คุณ โทษ และอุบายเครื่องสลัดออกแห่งผัสสายตนะ ๖ ตามความ
			<remark  id="s2b18c41l4" />เป็นจริง ฯ
			<remark  id="s2b18c41l5" />	 พ. ดูกรภิกษุ เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน เธอพิจารณาเห็นจักษุว่า นั่นของเรา
			<remark  id="s2b18c41l6" />นั่นเป็นตัวตนของเรา ดังนี้หรือ ฯ
			<remark  id="s2b18c41l7" />	 ภิ. หามิได้ พระเจ้าข้า ฯ
			<remark  id="s2b18c41l8" />	 พ. ดีละ ภิกษุ ในข้อนี้ การที่เธอพิจารณาเห็นจักษุด้วยอาการอย่างนี้ว่า นั่นไม่ใช่ของ
			<remark  id="s2b18c41l9" />เรา นั่นไม่เป็นเรา นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา ดังนี้ จักเป็นอันเธอเห็นดีแล้วด้วยปัญญาอันชอบ
			<remark  id="s2b18c41l10" />ตามความเป็นจริง นี้แล เป็นที่สุดแห่งทุกข์ ฯลฯ
			<remark  id="s2b18c41l11" />	 พ. เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน เธอพิจารณาเห็นใจว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา
			<remark  id="s2b18c41l12" />นั่นเป็นตัวตนของเรา ดังนี้หรือ ฯ
			<remark  id="s2b18c41l13" />	 ภิ. หามิได้ พระเจ้าข้า ฯ
			<remark  id="s2b18c41l14" />	 พ. ดีละ ภิกษุ ในข้อนี้ การที่เธอพิจารณาเห็นใจว่า นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่เป็นเรา
			<remark  id="s2b18c41l15" />นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา ดังนี้ จักเป็นอันเธอเห็นดีแล้วด้วยปัญญา อันชอบ ตามความเป็นจริง
			<remark  id="s2b18c41l16" />นี้แล เป็นที่สุดแห่งทุกข์ ฯ
			<remark  id="s2b18c41l17" />	                 จบสูตรที่ ๙
			<remark  id="s2b18c41l18" />	                 ผัสสายตนสูตรที่ ๒
			<remark  id="s2b18c41l19" />	 [๘๖] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง ไม่ทราบชัด
			<remark  id="s2b18c41l20" />ความเกิด ความดับ คุณ โทษ และอุบายเครื่องสลัดออกแห่งผัสสายตนะ ๖ ตามความเป็นจริง
			<remark  id="s2b18c41l21" />พรหมจรรย์อันภิกษุนั้นไม่อยู่จบแล้ว เธอเป็นผู้ไกลจากธรรม วินัยนี้ เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัส
		</para>
	</section>
	<section id="s2b18c42" >
		<para id="s2b18c42p">
			<remark  id="s2b18c42l1" />อย่างนี้แล้ว ภิกษุรูปหนึ่งได้กราบทูลพระผู้มีพระภาค ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็ข้าพระองค์เป็น
			<remark  id="s2b18c42l2" />ผู้ฉิบหายแล้วในธรรมวินัยนี้ เพราะ  ข้าพระองค์ไม่ทราบชัดความเกิด ความดับ คุณ โทษ และ
			<remark  id="s2b18c42l3" />อุบายเครื่องสลัดออก แห่งผัสสายตนะ ๖ ตามความเป็นจริง ฯ
			<remark  id="s2b18c42l4" />	 พ. ดูกรภิกษุ เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน เธอพิจารณาเห็นจักษุ  ว่า นั่นไม่ใช่
			<remark  id="s2b18c42l5" />ของเรา นั่นไม่เป็นเรา นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา ดังนี้หรือ ฯ
			<remark  id="s2b18c42l6" />	 ภิ. อย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ
			<remark  id="s2b18c42l7" />	 พ. ดีละ ภิกษุ ในข้อนี้ การที่เธอพิจารณาเห็นจักษุว่า นั่นไม่ใช่ของ เรา นั่นไม่เป็น
			<remark  id="s2b18c42l8" />เรา นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา ดังนี้ จักเป็นอันเธอเห็นดีแล้วด้วย  ปัญญาอันชอบ ตามความเป็น
			<remark  id="s2b18c42l9" />จริง ด้วยอาการอย่างนี้ ผัสสายตนะที่ ๑ นี้จักเป็นอันเธอละได้แล้ว เพื่อมิให้ผัสสายตนะนั้น
			<remark  id="s2b18c42l10" />เกิดขึ้นอีกต่อไป ฯลฯ
			<remark  id="s2b18c42l11" />	 ภิ. อย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ
			<remark  id="s2b18c42l12" />	 พ. ดีละ ภิกษุ ในข้อนี้ การที่เธอพิจารณาเห็นใจว่า นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่เป็นเรา
			<remark  id="s2b18c42l13" />นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา ดังนี้ จักเป็นอันเธอเห็นดีแล้วด้วยปัญญา อันชอบ ตามความเป็นจริง
			<remark  id="s2b18c42l14" />ด้วยอาการอย่างนี้ ผัสสายตนะที่ ๖ นี้จักเป็นอันเธอ  ละได้แล้ว เพื่อมิให้ผัสสายตนะนั้นเกิดขึ้น
			<remark  id="s2b18c42l15" />อีกต่อไป ฯ
			<remark  id="s2b18c42l16" />	                จบสูตรที่ ๑๐
			<remark  id="s2b18c42l17" />	                 ผัสสายตนสูตรที่ ๓
			<remark  id="s2b18c42l18" />	 [๘๗] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง ไม่ทราบชัดความ
			<remark  id="s2b18c42l19" />เกิด ความดับ คุณ โทษ และอุบายเครื่องสลัดออกแห่ง ผัสสายตนะ ๖ ตามความเป็นจริง
			<remark  id="s2b18c42l20" />พรหมจรรย์อันเธอไม่อยู่จบแล้ว เธอเป็นผู้ไกลจากธรรมวินัยนี้ เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้
			<remark  id="s2b18c42l21" />แล้ว ภิกษุรูปหนึ่งได้กราบทูล  พระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์เป็นผู้ฉิบหาย
			<remark  id="s2b18c42l22" />แล้วในธรรม วินัยนี้ เพราะข้าพระองค์ไม่ทราบชัดความเกิด ความดับ คุณ โทษ และอุบาย เครื่อง
			<remark  id="s2b18c42l23" />สลัดออกแห่งผัสสายตนะ ๖ ตามความเป็นจริง ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b18c43" >
		<para id="s2b18c43p">
			<remark  id="s2b18c43l1" />	 พ. ดูกรภิกษุ เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน จักษุเที่ยงหรือไม่เที่ยง ฯ
			<remark  id="s2b18c43l2" />	 ภิ. ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า ฯ
			<remark  id="s2b18c43l3" />	 พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า ฯ
			<remark  id="s2b18c43l4" />	 ภิ. เป็นทุกข์ พระเจ้าข้า ฯ
			<remark  id="s2b18c43l5" />	 พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ควรหรือ หนอที่จะตาม
			<remark  id="s2b18c43l6" />เห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา ฯ
			<remark  id="s2b18c43l7" />	 ภิ. ไม่ควรเห็นอย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ
			<remark  id="s2b18c43l8" />	 พ. หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เที่ยงหรือไม่เที่ยง ฯ
			<remark  id="s2b18c43l9" />	 ภิ. ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า ฯ
			<remark  id="s2b18c43l10" />	 พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า ฯ
			<remark  id="s2b18c43l11" />	 ภิ. เป็นทุกข์ พระเจ้าข้า ฯ
			<remark  id="s2b18c43l12" />	 พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ควรหรือ หนอที่จะตาม
			<remark  id="s2b18c43l13" />เห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา ฯ
			<remark  id="s2b18c43l14" />	 ภิ. ไม่ควรเห็นอย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ
			<remark  id="s2b18c43l15" />	 พ. ดูกรภิกษุ อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว เห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมเบื่อหน่าย  แม้ในจักษุ
			<remark  id="s2b18c43l16" />แม้ในหู แม้ในจมูก แม้ในลิ้น แม้ในกาย แม้ในใจ เมื่อเบื่อหน่ายย่อมคลายกำหนัด เพราะ
			<remark  id="s2b18c43l17" />คลายกำหนัดจึงหลุดพ้น เมื่อหลุดพ้นแล้ว ย่อมมีญาณหยั่งรู้ว่าหลุดพ้นแล้ว รู้ชัดว่า ชาติสิ้น
			<remark  id="s2b18c43l18" />แล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี ฯ
			<remark  id="s2b18c43l19" />	                จบสูตรที่ ๑๑
			<remark  id="s2b18c43l20" />	                 จบมิคชาลวรรคที่ ๒
			<remark  id="s2b18c43l21" />	                 ______________________
			<remark  id="s2b18c43l22" />	                รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
			<remark  id="s2b18c43l23" />	 ๑. มิคชาลสูตรที่ ๑ ๒. มิคชาลสูตรที่ ๒ ๓. สมิทธิสูตรที่ ๑ ๔. สมิทธิ
			<remark  id="s2b18c43l24" />สูตรที่ ๒  ๕. สมิทธิสูตรที่ ๓ ๖. สมิทธิสูตรที่ ๔  ๗. อุปเสนสูตร ๘. อุปวาณ
			<remark  id="s2b18c43l25" />สูตร๙. ผัสสายตนสูตรที่ ๑๑๐. ผัสสายตนสูตรที่ ๒   ๑๑. ผัสสายตนสูตรที่ ๓ ฯ
			<remark  id="s2b18c43l26" />	                 ______________________
		</para>
	</section>
	<section id="s2b18c44" >
		<para id="s2b18c44p">
			<remark  id="s2b18c44l1" />	                  คิลานวรรคที่ ๓
			<remark  id="s2b18c44l2" />	                คิลานสูตรที่ ๑
			<remark  id="s2b18c44l3" />	 [๘๘] สาวัตถีนิทาน ฯ ครั้งนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ
			<remark  id="s2b18c44l4" />ถวายอภิวาทแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้  กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระ
			<remark  id="s2b18c44l5" />องค์ผู้เจริญ ในวิหารโน้น มีภิกษุรูปหนึ่งเป็นผู้ใหม่ ไม่ปรากฏนามและโคตร เป็นผู้อาพาธ ถึง
			<remark  id="s2b18c44l6" />ความทุกข์ เป็นไข้หนักข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอประทานโอกาส ขอพระผู้มีพระภาคจงอาศัย
			<remark  id="s2b18c44l7" />ความเอ็นดู  เสด็จเข้าไปหาภิกษุนั้นเถิด พระเจ้าข้า ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคทรงสดับคำว่า ภิกษุ
			<remark  id="s2b18c44l8" />ใหม่ และว่าเป็นไข้ ทรงทราบชัดว่าเป็นภิกษุไม่ปรากฏชื่อและโคตร เสด็จเข้าไปหาภิกษุนั้น
			<remark  id="s2b18c44l9" />ภิกษุนั้นได้เห็นพระผู้มีพระภาคเสด็จมาแต่ไกล ครั้นเห็นแล้ว  ปูอาสนะไว้ที่เตียง ครั้งนั้นแล
			<remark  id="s2b18c44l10" />พระผู้มีพระภาคได้ตรัสกะภิกษุนั้นว่า อย่าเลยภิกษุ เธออย่าปูอาสนะไว้ที่เตียงเลย อาสนะที่เขา
			<remark  id="s2b18c44l11" />จัดไว้เหล่านี้มีอยู่ เราจักนั่งบนอาสนะนั้น พระผู้มีพระภาคประทับนั่งบนอาสนะซึ่งเขาจัดไว้
			<remark  id="s2b18c44l12" />ครั้นแล้วได้ตรัส ถามภิกษุนั้นว่า เธอพอทนได้หรือ เธอยังอัตภาพให้เป็นไปได้หรือ ทุกขเวทนา
			<remark  id="s2b18c44l13" />ลดน้อยลง ไม่เจริญแก่กล้าหรือ ความทุเลาย่อมปรากฏ ความกำเริบไม่ปรากฏหรือ ฯ
			<remark  id="s2b18c44l14" />	 ภิ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ทนไม่ไหว ยังอัตภาพให้เป็นไปไม่ได้ทุกขเวทนา
			<remark  id="s2b18c44l15" />ของข้าพระองค์แก่กล้ายิ่งนัก ไม่ลดน้อยไปเลย ความกำเริบปรากฏความทุเลาไม่ปรากฏ พระเจ้าข้า
			<remark  id="s2b18c44l16" />	 พ. ดูกรภิกษุ เธอไม่มีความรังเกียจ ไม่มีความเดือดร้อนไรๆ หรือ ฯ
			<remark  id="s2b18c44l17" />	 ภิ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์มีความรังเกียจ มีความเดือดร้อนไม่น้อยเลย
			<remark  id="s2b18c44l18" />พระเจ้าข้า ฯ
			<remark  id="s2b18c44l19" />	 พ. ดูกรภิกษุ เธอไม่ติเตียนตนเองโดยศีลบ้างหรือ ฯ
			<remark  id="s2b18c44l20" />	 ภิ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ไม่ติเตียนตนโดยศีลเลยพระเจ้าข้า ฯ
			<remark  id="s2b18c44l21" />	 พ. ดูกรภิกษุ ถ้าเธอไม่ติเตียนตนโดยศีล เมื่อเป็นเช่นนั้น เธอจะมีความรังเกียจ มี
			<remark  id="s2b18c44l22" />ความเดือดร้อนเพราะเรื่องอะไรเล่า ฯ
			<remark  id="s2b18c44l23" />	 ภิ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ยังไม่รู้ทั่วถึงธรรมที่พระผู้มีพระภาค  ทรงแสดงเพื่อ
			<remark  id="s2b18c44l24" />สีลวิสุทธิเลย พระเจ้าข้า ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b18c45" >
		<para id="s2b18c45p">
			<remark  id="s2b18c45l1" />	 พ. ดูกรภิกษุ ถ้าว่าเธอยังไม่รู้ทั่วถึงธรรมที่เราแสดงแล้วเพื่อสีลวิสุทธิ ไซร้ เมื่อเป็น
			<remark  id="s2b18c45l2" />เช่นนั้น เธอจะรู้ทั่วถึงธรรมที่เราแสดงแล้วประพฤติเพื่ออะไรเล่า ฯ
			<remark  id="s2b18c45l3" />	 ภิ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์รู้ทั่วถึงธรรมที่พระผู้มีพระภาคทรง  แสดงแล้ว
			<remark  id="s2b18c45l4" />เพื่อคลายจากราคะ พระเจ้าข้า ฯ
			<remark  id="s2b18c45l5" />	 พ. ดีแล้วๆ ภิกษุ เป็นการถูกต้องดีแล้ว ที่เธอรู้ทั่วถึงธรรมที่แสดงแล้วเพื่อคลาย
			<remark  id="s2b18c45l6" />จากราคะ ดูกรภิกษุ เพราะว่าธรรมที่เราแสดงแล้ว ล้วนมีความคลายจากราคะเป็นความมุ่งหมาย ฯ
			<remark  id="s2b18c45l7" />	 [๘๙] พ. ดูกรภิกษุ เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน จักษุเที่ยง  หรือไม่เที่ยง ฯ
			<remark  id="s2b18c45l8" />	 ภิ. ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า ฯ
			<remark  id="s2b18c45l9" />	 พ. หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เที่ยงหรือไม่เที่ยง ฯ
			<remark  id="s2b18c45l10" />	 ภิ. ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า ฯ
			<remark  id="s2b18c45l11" />	 พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า ฯ
			<remark  id="s2b18c45l12" />	 ภิ. เป็นทุกข์ พระเจ้าข้า ฯ
			<remark  id="s2b18c45l13" />	 พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ควรหรือ หนอที่จะตาม
			<remark  id="s2b18c45l14" />เห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา ฯ
			<remark  id="s2b18c45l15" />	 ภิ. ไม่ควรเห็นอย่างนั้น พระเจ้าข้า
			<remark  id="s2b18c45l16" />	 พ. ดูกรภิกษุ อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว เห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมเบื่อหน่าย  แม้ในจักษุ ฯลฯ
			<remark  id="s2b18c45l17" />แม้ในใจ เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมคลายกำหนัด เพราะคลายกำหนัด  จึงหลุดพ้น เมื่อหลุดพ้นแล้ว
			<remark  id="s2b18c45l18" />ย่อมมีญาณหยั่งรู้ว่า หลุดพ้นแล้ว รู้ชัดว่า ชาติ  สิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำ
			<remark  id="s2b18c45l19" />ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็น  อย่างนี้มิได้มี ฯ
			<remark  id="s2b18c45l20" />	 พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไวยากรณภาษิตนี้จบลงแล้ว ภิกษุนั้นชื่นชมยินดี ภาษิตของพระ
			<remark  id="s2b18c45l21" />ผู้มีพระภาค ก็แลเมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสไวยากรณภาษิตนี้อยู่ ธรรมจักษุอันปราศจากธุลีปราศ
			<remark  id="s2b18c45l22" />จากมลทิน เกิดขึ้นแก่ภิกษุนั้นว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความ  เกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งมวลล้วน
			<remark  id="s2b18c45l23" />มีความดับไปเป็นธรรมดา ฯ
			<remark  id="s2b18c45l24" />	                 จบสูตรที่ ๑
		</para>
	</section>
	<section id="s2b18c46" >
		<para id="s2b18c46p">
			<remark  id="s2b18c46l1" />	                คิลานสูตรที่ ๒
			<remark  id="s2b18c46l2" />	 [๙๐] ครั้งนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่ง ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่ พระองค์ผู้เจริญ
			<remark  id="s2b18c46l3" />ภิกษุรูปหนึ่งในวิหารโน้น เป็นผู้ใหม่ ไม่ปรากฏชื่อและโคตร เป็นผู้อาพาธ ถึงความทุกข์ เป็น
			<remark  id="s2b18c46l4" />ไข้หนัก ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอประทาน  โอกาส ขอพระผู้มีพระภาค ทรงอาศัยความอนุเคราะห์
			<remark  id="s2b18c46l5" />เสด็จไปหาภิกษุนั้นเถิดพระเจ้าข้า ฯ
			<remark  id="s2b18c46l6" />	 ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคทรงสดับคำว่าภิกษุใหม่ เป็นไข้ทรงทราบชัด ว่า เป็นภิกษุ
			<remark  id="s2b18c46l7" />ไม่ปรากฏชื่อและโคตรจึงเสด็จเข้าไปหาภิกษุนั้น ภิกษุนั้นได้เห็น  พระผู้มีพระภาคเสด็จมาแต่ไกล
			<remark  id="s2b18c46l8" />ครั้นแล้วปูอาสนะไว้ที่เตียง ครั้งนั้นแล พระผู้มี พระภาคได้ตรัสกะภิกษุนั้นว่า อย่าเลย ภิกษุ
			<remark  id="s2b18c46l9" />เธออย่าปูอาสนะที่เตียงเลย อาสนะที่เขาจัดไว้เหล่านี้มีอยู่ เราจักนั่งบนอาสนะนั้น พระผู้มีพระภาค
			<remark  id="s2b18c46l10" />ประทับนั่งบน  อาสนะซึ่งเขาจัดไว้ ครั้นแล้วได้ตรัสกะภิกษุนั้นว่า ดูกรภิกษุ เธอพอทนได้หรือ
			<remark  id="s2b18c46l11" />เธอยังอัตภาพให้เป็นไปได้หรือ ทุกขเวทนาลดน้อยลง ไม่เจริญแก่กล้าหรือ  ความทุเลาย่อมปรากฏ
			<remark  id="s2b18c46l12" />ความกำเริบไม่ปรากฏหรือ ฯ
			<remark  id="s2b18c46l13" />	 ภิ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ทนไม่ไหว ยังอัตภาพให้เป็นไปไม่ได้ ฯลฯ
			<remark  id="s2b18c46l14" />ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ไม่ติเตียนตนโดยศีลเลย พระเจ้าข้า ฯ
			<remark  id="s2b18c46l15" />	 พ. ดูกรภิกษุ ถ้าเธอไม่ติเตียนตนโดยศีลไซร้ เมื่อเป็นเช่นนั้น เธอจะมีความรังเกียจ
			<remark  id="s2b18c46l16" />มีความเดือดร้อนเพราะเรื่องอะไรเล่า ฯ
			<remark  id="s2b18c46l17" />	 ภิ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ไม่รู้ทั่วถึงธรรมที่พระผู้มีพระภาค  ทรงแสดงเพื่อ
			<remark  id="s2b18c46l18" />สีลวิสุทธิเลย พระเจ้าข้า ฯ
			<remark  id="s2b18c46l19" />	 พ. ดูกรภิกษุ ถ้าเธอยังไม่รู้ทั่วถึงธรรมที่เราแสดงแล้วเพื่อสีลวิสุทธิไซร้        เมื่อเป็น
			<remark  id="s2b18c46l20" />เช่นนั้น เธอจะรู้ทั่วถึงธรรมที่เราแสดงแล้วประพฤติเพื่ออะไรเล่า ฯ
			<remark  id="s2b18c46l21" />	 ภิ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์รู้ทั่วถึงธรรมอันพระผู้มีพระภาคทรงแสดงแล้ว
			<remark  id="s2b18c46l22" />เพื่ออนุปาทาปรินิพพาน พระเจ้าข้า ฯ
			<remark  id="s2b18c46l23" />	 พ. ดีแล้วๆ ภิกษุ เป็นการถูกต้องดีแล้ว ที่เธอรู้ทั่วถึงธรรมอันเรา  แสดงแล้วเพื่อ
			<remark  id="s2b18c46l24" />อนุปาทาปรินิพพาน เพราะว่าธรรมที่เราแสดงแล้ว ล้วนมีอนุปาทาปรินิพพานเป็นความมุ่งหมาย ฯ
			<remark  id="s2b18c46l25" />	 [๙๑] พ. ดูกรภิกษุ เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน จักษุเที่ยง  หรือไม่เที่ยง ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b18c47" >
		<para id="s2b18c47p">
			<remark  id="s2b18c47l1" />	 ภิ. ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า ฯลฯ
			<remark  id="s2b18c47l2" />	 พ. หู จมูก ลิ้น กาย ใจ มโนวิญญาณ มโนสัมผัส แม้สุขเวทนาทุกขเวทนา หรือ
			<remark  id="s2b18c47l3" />อทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะมโนสัมผัสเป็นปัจจัย เที่ยงหรือไม่เที่ยง ฯ
			<remark  id="s2b18c47l4" />	 ภิ. ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า ฯ
			<remark  id="s2b18c47l5" />	 พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า ฯ
			<remark  id="s2b18c47l6" />	 ภิ. เป็นทุกข์ พระเจ้าข้า ฯ
			<remark  id="s2b18c47l7" />	 พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ควรหรือ หนอที่จะตาม
			<remark  id="s2b18c47l8" />เห็นสิ่งนั้นว่า  นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา ฯ
			<remark  id="s2b18c47l9" />	 ภิ. ไม่ควรเห็นอย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ
			<remark  id="s2b18c47l10" />	 พ. ดูกรภิกษุ อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว เห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมเบื่อหน่าย  แม้ในจักษุ ฯลฯ
			<remark  id="s2b18c47l11" />แม้ในสุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดเพราะมโนสัมผัสเป็นปัจจัย เมื่อ
			<remark  id="s2b18c47l12" />เบื่อหน่าย ย่อมคลายกำหนัด เพราะคลายกำหนัดจึงหลุดพ้น เมื่อหลุดพ้นแล้ว ย่อมมีวิญญาณ
			<remark  id="s2b18c47l13" />หยั่งรู้ว่า หลุดพ้นแล้ว รู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำทำเสร็จแล้ว
			<remark  id="s2b18c47l14" />กิจอื่นเพื่อความ  เป็นอย่างนี้มิได้มีฉะนี้ ฯ
			<remark  id="s2b18c47l15" />	 พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไวยากรณภาษิตนี้จบลงแล้ว ภิกษุนั้นชื่นชม ยินดีภาษิตของ
			<remark  id="s2b18c47l16" />พระผู้มีพระภาค ก็แลเมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสไวยากรณภาษิตนี้อยู่ จิต ของภิกษุนั้นหลุดพ้นจาก
			<remark  id="s2b18c47l17" />อาสวะเพราะไม่ถือมั่น ดังนี้แล ฯ
			<remark  id="s2b18c47l18" />	                 จบสูตรที่ ๒
			<remark  id="s2b18c47l19" />	                ราธสูตรที่ ๑
			<remark  id="s2b18c47l20" />	 [๙๒] ครั้งนั้นแล ท่านพระราธะเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายอภิวาท
			<remark  id="s2b18c47l21" />แล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้กราบทูล พระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
			<remark  id="s2b18c47l22" />ขอประทานโอกาส ขอพระผู้มีพระภาค ทรงแสดงธรรมแก่ข้าพระองค์โดยย่อ ซึ่งข้าพระองค์ได้
			<remark  id="s2b18c47l23" />สดับแล้ว พึงเป็นผู้ๆ เดียวหลีกออกจากหมู่ไม่ประมาท มีความเพียร มีตนส่งไปแล้วอยู่เถิด
			<remark  id="s2b18c47l24" />พระเจ้าข้า ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b18c48" >
		<para id="s2b18c48p">
			<remark  id="s2b18c48l1" />	 พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรราธะ สิ่งใดไม่เที่ยง เธอพึงละความพอใจในสิ่งนั้นเสีย
			<remark  id="s2b18c48l2" />ดูกรราธะ อะไรเล่าไม่เที่ยง จักษุแลไม่เที่ยง เธอพึงละความพอใจในจักษุนั้นเสีย รูปไม่เที่ยง
			<remark  id="s2b18c48l3" />จักษุวิญญาณ จักษุสัมผัส สุขเวทนาทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะจักษุ
			<remark  id="s2b18c48l4" />สัมผัสเป็นปัจจัย ไม่เที่ยง เธอพึงละความพอใจในเวทนานั้นเสีย ฯลฯ ใจไม่เที่ยง เธอพึงละ
			<remark  id="s2b18c48l5" />ความพอใจ ในสิ่งนั้นๆ เสีย ธรรมารมณ์ มโนวิญญาณ มโนสัมผัส สุขเวทนา ทุกขเวทนา
			<remark  id="s2b18c48l6" />หรืออทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะมโนสัมผัสเป็นปัจจัย ไม่เที่ยง เธอพึงละความพอใจใน
			<remark  id="s2b18c48l7" />เวทนานั้นเสีย ดูกรราธะ สิ่งใดแลไม่เที่ยง เธอพึงละความพอใจในสิ่งนั้นเสีย ฯ
			<remark  id="s2b18c48l8" />	                 จบสูตรที่ ๓
			<remark  id="s2b18c48l9" />	                ราธสูตรที่ ๒
			<remark  id="s2b18c48l10" />	 [๙๓] ดูกรราธะ สิ่งใดเป็นทุกข์ เธอพึงละความพอใจในสิ่งนั้นเสีย  อะไรเล่าเป็นทุกข์
			<remark  id="s2b18c48l11" />จักษุแลเป็นทุกข์ เธอพึงละความพอใจในจักษุนั้นเสีย รูป จักษุวิญญาณ จักษุสัมผัส สุขเวทนา
			<remark  id="s2b18c48l12" />ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนา ที่เกิด  ขึ้นเพราะจักษุสัมผัสเป็นปัจจัย เป็นทุกข์ เธอพึงละ
			<remark  id="s2b18c48l13" />ความพอใจในสิ่งนั้นเสีย ฯลฯ ใจเป็นทุกข์ ธรรมารมณ์ มโนวิญญาณ มโนสัมผัส สุขเวทนา
			<remark  id="s2b18c48l14" />ทุกขเวทนา  หรืออทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะมโนสัมผัสเป็นปัจจัย เป็นทุกข์ เธอพึงละ
			<remark  id="s2b18c48l15" />ความพอใจในสิ่งนั้นเสีย ดูกรราธะ สิ่งใดแลเป็นทุกข์ เธอพึงละความพอใจในสิ่งนั้นเสีย ฯ
			<remark  id="s2b18c48l16" />	                 จบสูตรที่ ๔
			<remark  id="s2b18c48l17" />	                ราธสูตรที่ ๓
			<remark  id="s2b18c48l18" />	 [๙๔] ดูกรราธะ สภาพใดแลไม่ใช่ตัวตน เธอพึงละความพอใจใน  สภาพนั้นเสีย อะไร
			<remark  id="s2b18c48l19" />เล่าไม่ใช่ตัวตน จักษุแลไม่ใช่ตัวตน เธอพึงละความพอใจในจักษุนั้นเสีย รูป จักษุสัมผัส ฯลฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b18c49" >
		<para id="s2b18c49p">
			<remark  id="s2b18c49l1" />ใจ ธรรมารมณ์  มโนวิญญาณ มโนสัมผัส สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนา ที่เกิด
			<remark  id="s2b18c49l2" />ขึ้นเพราะมโนสัมผัสเป็นปัจจัย ไม่ใช่ตัวตน เธอพึงละความพอใจในสภาพนั้นเสีย   ดูกรราธะ
			<remark  id="s2b18c49l3" />สภาพใดแลไม่ใช่ตัวตน เธอพึงละความพอใจในสภาพนั้นเสีย ฯ
			<remark  id="s2b18c49l4" />	                 จบสูตรที่ ๕
			<remark  id="s2b18c49l5" />	                  อวิชชาสูตรที่ ๑
			<remark  id="s2b18c49l6" />	 [๙๕] ครั้งนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ฯลฯ ครั้นแล้วได้
			<remark  id="s2b18c49l7" />กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ธรรมข้อหนึ่ง ซึ่งเมื่อภิกษุละได้แล้ว ย่อมละ
			<remark  id="s2b18c49l8" />อวิชชาได้ วิชชาย่อมเกิดขึ้น มีอยู่หรือ พระเจ้าข้า พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุ ธรรม
			<remark  id="s2b18c49l9" />ข้อหนึ่งซึ่งเมื่อภิกษุละได้แล้ว ย่อมละอวิชชาได้ วิชชาย่อมเกิดขึ้น มีอยู่ ฯ
			<remark  id="s2b18c49l10" />	 ภิ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ธรรมข้อหนึ่งซึ่งเมื่อภิกษุละได้แล้ว ย่อมละ อวิชชาได้
			<remark  id="s2b18c49l11" />วิชชาเกิดขึ้นนั้น เป็นไฉน พระเจ้าข้า ฯ
			<remark  id="s2b18c49l12" />	 พ. ดูกรภิกษุ ธรรมข้อหนึ่ง คือ อวิชชาแล ซึ่งเมื่อภิกษุละได้แล้ว ย่อมละอวิชชาได้
			<remark  id="s2b18c49l13" />วิชชาย่อมเกิดขึ้น ฯ
			<remark  id="s2b18c49l14" />	 ภิ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็เมื่อภิกษุรู้อยู่อย่างไร เห็นอยู่อย่างไร จึงละอวิชชาได้
			<remark  id="s2b18c49l15" />วิชชาจึงเกิดขึ้น พระเจ้าข้า ฯ
			<remark  id="s2b18c49l16" />	 พ. ดูกรภิกษุ เมื่อภิกษุรู้อยู่ เห็นอยู่ซึ่งจักษุโดยความเป็นของไม่เที่ยง จึงละอวิชชาได้
			<remark  id="s2b18c49l17" />วิชชาจึงเกิดขึ้น เมื่อภิกษุรู้อยู่เห็นอยู่ซึ่งรูปทั้งหลาย ฯลฯ ซึ่งสุขเวทนา ทุกขเวทนา หรือ
			<remark  id="s2b18c49l18" />อทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะจักษุสัมผัสเป็นปัจจัย โดยความเป็นของไม่เที่ยง จึงละอวิชชาได้
			<remark  id="s2b18c49l19" />วิชชาจึงเกิดขึ้น ดูกรภิกษุ เมื่อภิกษุรู้อยู่อย่างนี้ เห็นอยู่อย่างนี้แล จึงละอวิชชาได้ วิชชาจึงเกิดขึ้น ฯ
			<remark  id="s2b18c49l20" />	                 จบสูตรที่ ๖
		</para>
	</section>
	<section id="s2b18c50" >
		<para id="s2b18c50p">
			<remark  id="s2b18c50l1" />	                  อวิชชาสูตรที่ ๒
			<remark  id="s2b18c50l2" />	 [๙๖] ครั้งนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่ง ฯลฯ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ธรรมข้อหนึ่งซึ่งภิกษุละ
			<remark  id="s2b18c50l3" />ได้แล้ว ย่อมละอวิชชาได้ วิชชาย่อมเกิดขึ้น มีอยู่หรือหนอแล ฯ
			<remark  id="s2b18c50l4" />	 พ. ดูกรภิกษุ ธรรมข้อหนึ่งซึ่งภิกษุละได้แล้ว ย่อมละอวิชชาได้ วิชชาย่อมเกิดขึ้น มีอยู่ ฯ
			<remark  id="s2b18c50l5" />	 ภิ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ธรรมข้อหนึ่งซึ่งภิกษุละได้แล้ว ย่อมละอวิชชาได้ วิชชา
			<remark  id="s2b18c50l6" />ย่อมเกิดขึ้น เป็นไฉน พระเจ้าข้า ฯ
			<remark  id="s2b18c50l7" />	 พ. ดูกรภิกษุ ธรรมข้อหนึ่ง คือ อวิชชาแล ซึ่งภิกษุละได้แล้ว ย่อมละ อวิชชาได้
			<remark  id="s2b18c50l8" />วิชชาย่อมเกิดขึ้น ฯ
			<remark  id="s2b18c50l9" />	 ภิ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็เมื่อภิกษุรู้อย่างไร เห็นอยู่อย่างไร จึงละ  อวิชชาได้  วิชชา
			<remark  id="s2b18c50l10" />จึงเกิดขึ้น พระเจ้าข้า ฯ
			<remark  id="s2b18c50l11" />	 พ. ดูกรภิกษุ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ได้สดับว่า ธรรมทั้งปวงไม่ควรยึดมั่น  เธอย่อมรู้ยิ่งซึ่ง
			<remark  id="s2b18c50l12" />ธรรมทั้งปวง ครั้นรู้ยิ่งซึ่งธรรมทั้งปวงแล้ว ย่อมกำหนดรู้ธรรม  ทั้งปวง ครั้นกำหนดรู้ธรรมทั้ง
			<remark  id="s2b18c50l13" />ปวงแล้ว ย่อมเห็นนิมิตทั้งปวงโดยประการอื่น คือเห็นจักษุโดยประการอื่น เห็นรูป จักษุ
			<remark  id="s2b18c50l14" />วิญญาณ จักษุสัมผัส สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะจักษุสัมผัส
			<remark  id="s2b18c50l15" />เป็นปัจจัย โดยประการอื่น ฯลฯเห็นใจ ธรรมารมณ์ มโนวิญญาณ มโนสัมผัส สุขเวทนา
			<remark  id="s2b18c50l16" />ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะมโนสัมผัสเป็นปัจจัย โดยประการอื่นดูกรภิกษุ
			<remark  id="s2b18c50l17" />เมื่อภิกษุรู้อยู่อย่างนี้ เห็นอยู่อย่างนี้แล จึงละอวิชชาได้ วิชชา  จึงเกิดขึ้น ฯ
			<remark  id="s2b18c50l18" />	                 จบสูตรที่ ๗
			<remark  id="s2b18c50l19" />	                  ภิกขุสูตร
			<remark  id="s2b18c50l20" />	 [๙๗] ครั้งนั้นแล ภิกษุเป็นอันมากเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ  ฯลฯ ครั้น
			<remark  id="s2b18c50l21" />แล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พวกปริพาชกผู้ถือลัทธิอื่นในโลกนี้แล
			<remark  id="s2b18c50l22" />ย่อมถามข้าพระองค์อย่างนี้ว่า อาวุโส ท่านอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ในพระสมณโคดมเพื่ออะไรเล่า
		</para>
	</section>
	<section id="s2b18c51" >
		<para id="s2b18c51p">
			<remark  id="s2b18c51l1" />ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อข้าพระองค์  ถูกถามอย่างนี้ จึงพยากรณ์แก่ปริพาชกผู้ถือลัทธิอื่นเหล่านั้น
			<remark  id="s2b18c51l2" />อย่างนี้ว่า เราประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาค เพื่อกำหนดรู้ทุกข์ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
			<remark  id="s2b18c51l3" />เมื่อข้าพระองค์ถูกถามแล้วอย่างนี้ พยากรณ์แล้วอย่างนี้ ย่อมชื่อว่าเป็นผู้กล่าวตามพระดำรัสที่พระ
			<remark  id="s2b18c51l4" />ผู้มีพระภาคตรัสแล้ว ไม่กล่าวตู่พระผู้มีพระภาคด้วยคำไม่จริง  ย่อมพยากรณ์ธรรมสมควรแก่ธรรม
			<remark  id="s2b18c51l5" />อนึ่ง การกล่าวและกล่าวตามที่ชอบแก่เหตุ  แม้น้อยหนึ่ง จะไม่ถึงฐานะที่ควรติเตียนละหรือ ฯ
			<remark  id="s2b18c51l6" />	 พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ถูกแล้ว ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายถูกถาม  อย่างนี้แล้ว เมื่อ
			<remark  id="s2b18c51l7" />พยากรณ์อย่างนั้น ย่อมชื่อว่าเป็นผู้กล่าวตามคำที่เรากล่าวแล้ว  ไม่กล่าวตู่เราด้วยคำไม่จริง ย่อม
			<remark  id="s2b18c51l8" />พยากรณ์ธรรมสมควรแก่ธรรม ทั้งการกล่าวและกล่าวตามที่ชอบแก่เหตุแม้น้อยหนึ่ง ย่อมไม่ถึง
			<remark  id="s2b18c51l9" />ฐานะที่ควรติเตียน ดูกรภิกษุ  ทั้งหลาย เธอทั้งหลายอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ในเรา ก็เพื่อกำหนด
			<remark  id="s2b18c51l10" />รู้ทุกข์ ถ้าพวกอัญญเดียรถีย์ปริพาชกจะพึงถามเธอทั้งหลายอย่างนี้ว่า อาวุโส ก็ทุกข์ซึ่งพวกท่าน
			<remark  id="s2b18c51l11" />อยู่ประพฤติพรหมจรรย์ในพระสมณโคดมเพื่อกำหนดรู้นั้นเป็นไฉน เธอทั้งหลายถูกถามแล้ว
			<remark  id="s2b18c51l12" />อย่างนี้ พึงพยากรณ์แก่อัญญเดียรถีย์ปริพาชกเหล่านั้นอย่างนี้ว่า อาวุโส จักษุแลเป็นทุกข์ เราอยู่
			<remark  id="s2b18c51l13" />ประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาค เพื่อกำหนดรู้จักษุ  เป็นทุกข์นั้น รูป ฯลฯ สุขเวทนา
			<remark  id="s2b18c51l14" />ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนา ที่เกิด ขึ้นเพราะจักษุสัมผัสเป็นปัจจัย เป็นทุกข์ เราอยู่
			<remark  id="s2b18c51l15" />ประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาคเพื่อกำหนดรู้ทุกข์นั้น ฯลฯ ใจก็เป็นทุกข์ ฯลฯ สุขเวทนา
			<remark  id="s2b18c51l16" />ทุกขเวทนา  หรืออทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะมโนสัมผัสเป็นปัจจัยก็เป็นทุกข์ เราอยู่
			<remark  id="s2b18c51l17" />ประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาค เพื่อกำหนดรู้ทุกข์ข้อนั้นๆ อาวุโส ข้อนี้ นั้นแลเป็นทุกข์
			<remark  id="s2b18c51l18" />เราอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาค เพื่อกำหนดรู้ทุกข์ข้อนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอ
			<remark  id="s2b18c51l19" />ทั้งหลายถูกถามอย่างนี้แล้ว พึงพยากรณ์แก่  อัญญเดียรถีย์ปริพาชกเหล่านั้นอย่างนี้แล ฯ
			<remark  id="s2b18c51l20" />	                 จบสูตรที่ ๘
			<remark  id="s2b18c51l21" />	                  โลกสูตร
			<remark  id="s2b18c51l22" />	 [๙๘] ครั้งนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ฯลฯ ครั้นแล้ว
			<remark  id="s2b18c51l23" />ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ที่เรียกว่า โลก  โลก ดังนี้ ด้วยเหตุเพียงเท่าไร
			<remark  id="s2b18c51l24" />หนอแล จึงเรียกว่า โลก พระเจ้าข้า ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b18c52" >
		<para id="s2b18c52p">
			<remark  id="s2b18c52l1" />	 พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุ ที่เรียกว่าโลก เพราะจะต้องแตกสลาย อะไรเล่า
			<remark  id="s2b18c52l2" />แตกสลาย ดูกรภิกษุ จักษุแลแตกสลาย รูปแตกสลาย จักษุวิญญาณ  แตกสลาย จักษุสัมผัส
			<remark  id="s2b18c52l3" />แตกสลาย สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะจักษุสัมผัสเป็นปัจจัย
			<remark  id="s2b18c52l4" />แตกสลาย ฯลฯ ใจแตกสลาย ธรรมารมณ์  มโนวิญญาณ มโนสัมผัสแตกสลาย สุขเวทนา
			<remark  id="s2b18c52l5" />ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุข  เวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะมโนสัมผัสเป็นปัจจัย ก็แตกสลาย ดูกรภิกษุ
			<remark  id="s2b18c52l6" />ที่เรียกว่าโลก เพราะจะต้องแตกสลาย ฉะนี้ ฯ
			<remark  id="s2b18c52l7" />	                 จบสูตรที่ ๙
			<remark  id="s2b18c52l8" />	                 ผัคคุณสูตร
			<remark  id="s2b18c52l9" />	 [๙๙] ครั้งนั้นแล ท่านพระผัคคุณะเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับฯลฯ  ครั้นแล้ว
			<remark  id="s2b18c52l10" />ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ บุคคลเมื่อจะ บัญญัติ พึงบัญญัติพระพุทธเจ้า
			<remark  id="s2b18c52l11" />ผู้ตัดตัณหาเครื่องให้เนิ่นช้าแล้ว ตัดทางได้แล้ว ครอบงำวัฏฏะได้แล้ว ล่วงพ้นทุกข์ทั้งปวงปรินิพ
			<remark  id="s2b18c52l12" />พานล่วงไปแล้ว ด้วยจักษุใด จักษุนั้นมีอยู่หรือหนอ ฯลฯ บุคคลเมื่อจะบัญญัติ พึงบัญญัติ
			<remark  id="s2b18c52l13" />พระพุทธเจ้าผู้ตัดตัณหาเครื่องให้เนิ่นช้าแล้ว ตัดทางได้แล้ว ครอบงำวัฏฏะได้แล้ว ล่วงพ้นทุกข์
			<remark  id="s2b18c52l14" />ทั้งปวง ปรินิพพานล่วงไปแล้ว ด้วยใจใด ใจนั้นมีอยู่หรือหนอ พระพุทธเจ้าข้า ฯ
			<remark  id="s2b18c52l15" />	 [๑๐๐] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรผัคคุณะ บุคคลเมื่อจะบัญญัติ พึงบัญญัติพระพุทธ
			<remark  id="s2b18c52l16" />เจ้าผู้ตัดตัณหาเครื่องให้เนิ่นช้าแล้ว ตัดทางได้แล้ว ครอบงำ  วัฏฏะได้แล้ว ล่วงพ้นทุกข์ทั้งปวง
			<remark  id="s2b18c52l17" />ปรินิพพานล่วงไปแล้ว ด้วยจักษุใด จักษุนั้นไม่มีเลย ฯลฯ บุคคลเมื่อจะบัญญัติ พึงบัญญัติพระพุทธ
			<remark  id="s2b18c52l18" />เจ้าผู้ตัดตัณหาเครื่องให้  เนิ่นช้าแล้ว ตัดทางได้แล้ว ครอบงำวัฏฏะได้แล้ว ล่วงพ้นทุกข์ทั้งปวงปริ
			<remark  id="s2b18c52l19" />นิพพาน  ล่วงไปแล้ว ด้วยใจใด ใจนั้นไม่มีเลย ฯ
			<remark  id="s2b18c52l20" />	                จบสูตรที่ ๑๐
			<remark  id="s2b18c52l21" />	                 จบคิลานวรรคที่ ๓
			<remark  id="s2b18c52l22" />	                 _____________________
			<remark  id="s2b18c52l23" />	                รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
			<remark  id="s2b18c52l24" />	 ๑. คิลานสูตรที่ ๑ ๒. คิลานสูตรที่ ๒ ๓. ราธสูตรที่ ๑ ๔. ราธสูตรที่ ๒
			<remark  id="s2b18c52l25" />๕. ราธสูตรที่ ๓ ๖. อวิชชาสูตรที่  ๑ ๗. อวิชชาสูตรที่ ๒ ๘. ภิกขุสูตร ๙. โลกสูตร
			<remark  id="s2b18c52l26" />๑๐. ผัคคุณสูตร ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b18c53" >
		<para id="s2b18c53p">
			<remark  id="s2b18c53l1" />	                  ฉันนวรรคที่ ๔
			<remark  id="s2b18c53l2" />	                 ปโลกสูตร
			<remark  id="s2b18c53l3" />	 [๑๐๑] ครั้งนั้นแล ท่านพระอานนท์เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่  ประทับ ฯลฯ ครั้น
			<remark  id="s2b18c53l4" />แล้วได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ที่เรียกกันว่าโลกๆ ดังนี้ ด้วยเหตุเพียง
			<remark  id="s2b18c53l5" />เท่าไรหนอจึงเรียกกันว่า โลก พระผู้มีพระภาค ตรัสว่า ดูกรอานนท์ สิ่งใดมีความแตกสลายเป็น
			<remark  id="s2b18c53l6" />ธรรมดา นี้เรียกว่าโลกในอริยวินัย ก็อะไรเล่ามีความแตกสลายเป็นธรรมดา จักษุแลมีความ
			<remark  id="s2b18c53l7" />แตกสลายเป็นธรรมดา รูปมีความแตกสลายเป็นธรรมดา จักษุวิญญาณมีความแตกสลายเป็น
			<remark  id="s2b18c53l8" />ธรรมดา จักษุสัมผัสมีความแตกสลายเป็นธรรมดา สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนา
			<remark  id="s2b18c53l9" />ที่เกิดขึ้นเพราะจักษุสัมผัสเป็นปัจจัย ก็มีความแตกสลาย  เป็นธรรมดา ฯลฯ ใจมีความแตกสลาย
			<remark  id="s2b18c53l10" />เป็นธรรมดาธรรมารมณ์มีความแตกสลาย เป็นธรรมดามโนวิญญาณมีความแตกสลายเป็นธรรมดา
			<remark  id="s2b18c53l11" />มโนสัมผัสมีความแตกสลายเป็นธรรมดา สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนาที่เกิดขึ้น
			<remark  id="s2b18c53l12" />เพราะมโนสัมผัสเป็นปัจจัย ก็มีความแตกสลายเป็นธรรมดา ดูกรอานนท์ สิ่งใดความแตกสลาย
			<remark  id="s2b18c53l13" />เป็นธรรมดา นี้เรียกว่าโลกในอริยวินัย ฯ
			<remark  id="s2b18c53l14" />	                 จบสูตรที่ ๑
			<remark  id="s2b18c53l15" />	                  สุญญสูตร
			<remark  id="s2b18c53l16" />	 [๑๐๒] ครั้งนั้นแล ท่านพระอานนท์ ฯลฯ ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาค ว่า ข้าแต่พระองค์
			<remark  id="s2b18c53l17" />ผู้เจริญ ที่เรียกว่าโลกว่างเปล่าๆ ดังนี้ ด้วยเหตุเพียงเท่าไรหนอจึงเรียกว่า โลกว่างเปล่า  พระ
			<remark  id="s2b18c53l18" />ผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรอานนท์ เพราะว่างเปล่า จากตนหรือจากของๆ ตน ฉะนั้นจึงเรียกว่า โลก
			<remark  id="s2b18c53l19" />ว่างเปล่า อะไรเล่าว่างเปล่าจากตนหรือจากของๆ ตน จักษุแลว่างเปล่าจากตนหรือจากของๆ ตน
			<remark  id="s2b18c53l20" />รูปว่างเปล่าจากตนหรือจากของๆ ตน จักษุวิญญาณว่างเปล่าจากตนหรือจากของๆตน จักษุสัมผัส
			<remark  id="s2b18c53l21" />ว่างเปล่าจากตนหรือจากของๆ ตน สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b18c54" >
		<para id="s2b18c54p">
			<remark  id="s2b18c54l1" />จักษุสัมผัสเป็นปัจจัย ก็ว่างเปล่าจากตน หรือจากของๆ ตน ฯลฯ ใจว่างเปล่าจากตนหรือจาก
			<remark  id="s2b18c54l2" />ของๆ ตน ธรรมารมณ์ว่างเปล่าจากตนหรือจากของๆ ตน มโนวิญญาณว่างเปล่าจากตนหรือจาก
			<remark  id="s2b18c54l3" />ของๆ ตน  มโนสัมผัสว่างเปล่าจากตนหรือจากของๆ ตน สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรือ อทุกขม
			<remark  id="s2b18c54l4" />สุขเวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะมโนสัมผัสเป็นปัจจัยก็ว่างเปล่าจากตนหรือจาก ของๆ ตน ดูกรอานนท์
			<remark  id="s2b18c54l5" />เพราะว่างเปล่าจากตนหรือจากของๆ ตน ฉะนั้นจึงเรียกว่า โลกว่างเปล่า ฯ
			<remark  id="s2b18c54l6" />	                 จบสูตรที่ ๒
			<remark  id="s2b18c54l7" />	                 สังขิตสูตร
			<remark  id="s2b18c54l8" />	 [๑๐๓] ฯลฯ ท่านพระอานนท์ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
			<remark  id="s2b18c54l9" />ข้าพระองค์ขอประทานโอกาส ขอพระผู้มีพระภาคโปรดแสดง ธรรมแก่ข้าพระองค์โดยย่อ ที่
			<remark  id="s2b18c54l10" />ข้าพระองค์ได้ฟังแล้ว พึงเป็นผู้ๆ เดียว หลีกออก จากหมู่ ไม่ประมาท มีความเพียร มีใจเด็ด
			<remark  id="s2b18c54l11" />เดี่ยวอยู่เถิด พระผู้มีพระภาคตรัสว่าดูกรอานนท์ เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน จักษุเที่ยง
			<remark  id="s2b18c54l12" />หรือไม่เที่ยง ฯ
			<remark  id="s2b18c54l13" />	 ท่านพระอานนท์กราบทูลว่า ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า ฯ
			<remark  id="s2b18c54l14" />	 พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า ฯ
			<remark  id="s2b18c54l15" />	 อา. เป็นทุกข์ พระเจ้าข้า ฯ
			<remark  id="s2b18c54l16" />	 พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ควร  หรือหนอที่จะตาม
			<remark  id="s2b18c54l17" />เห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา ฯ
			<remark  id="s2b18c54l18" />	 อา. ไม่ควรเห็นอย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ
			<remark  id="s2b18c54l19" />	 พ. รูปเที่ยงหรือไม่เที่ยง ฯ
			<remark  id="s2b18c54l20" />	 อา. ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า ฯ
			<remark  id="s2b18c54l21" />	 พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า ฯ
			<remark  id="s2b18c54l22" />	 อา. เป็นทุกข์ พระเจ้าข้า ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b18c55" >
		<para id="s2b18c55p">
			<remark  id="s2b18c55l1" />	 พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ควรหรือ หนอที่จะตาม
			<remark  id="s2b18c55l2" />เห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา ฯ
			<remark  id="s2b18c55l3" />	 อา. ไม่ควรเห็นอย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ
			<remark  id="s2b18c55l4" />	 พ. จักษุวิญญาณ จักษุสัมผัส สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนา ที่
			<remark  id="s2b18c55l5" />เกิดขึ้นเพราะจักษุสัมผัสเป็นปัจจัย  เที่ยงหรือไม่เที่ยง ฯ
			<remark  id="s2b18c55l6" />	 อา. ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า ฯ
			<remark  id="s2b18c55l7" />	 พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือสุขเล่า ฯ
			<remark  id="s2b18c55l8" />	 อา. เป็นทุกข์ พระเจ้าข้า ฯ
			<remark  id="s2b18c55l9" />	 พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ควรหรือ หนอที่จะตาม
			<remark  id="s2b18c55l10" />เห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา ฯ
			<remark  id="s2b18c55l11" />	 อา. ไม่ควรเห็นอย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯลฯ
			<remark  id="s2b18c55l12" />	 พ. ใจเที่ยงหรือไม่เที่ยง ฯ
			<remark  id="s2b18c55l13" />	 อา. ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า ฯ
			<remark  id="s2b18c55l14" />	 พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า ฯ
			<remark  id="s2b18c55l15" />	 อา. เป็นทุกข์ พระเจ้าข้า ฯ
			<remark  id="s2b18c55l16" />	 พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ควรหรือ หนอที่จะตาม
			<remark  id="s2b18c55l17" />เห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา ฯ
			<remark  id="s2b18c55l18" />	 อา. ไม่ควรเห็นอย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ
			<remark  id="s2b18c55l19" />	 พ. มโนวิญญาณ มโนสัมผัส สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขม สุขเวทนา ที่
			<remark  id="s2b18c55l20" />เกิดขึ้นเพราะมโนสัมผัสเป็นปัจจัย เที่ยงหรือไม่เที่ยง ฯ
			<remark  id="s2b18c55l21" />	 อา. ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า ฯ
			<remark  id="s2b18c55l22" />	 พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า
			<remark  id="s2b18c55l23" />	 อา. เป็นทุกข์ พระเจ้าข้า
			<remark  id="s2b18c55l24" />	 พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ควรหรือ หนอที่จะตาม
			<remark  id="s2b18c55l25" />เห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา
			<remark  id="s2b18c55l26" />	 อา. ไม่ควรเห็นอย่างนั้น พระเจ้าข้า
		</para>
	</section>
	<section id="s2b18c56" >
		<para id="s2b18c56p">
			<remark  id="s2b18c56l1" />	 ดูกรอานนท์ อริยสาวกผู้สดับแล้ว เห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมเบื่อหน่ายทั้งใน จักษุ ทั้งในรูป
			<remark  id="s2b18c56l2" />ทั้งในจักษุวิญญาณ ทั้งในจักษุสัมผัส ทั้งในสุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนา ที่เกิด
			<remark  id="s2b18c56l3" />ขึ้นเพราะจักษุสัมผัสเป็นปัจจัย ฯลฯ ย่อม  เบื่อหน่ายทั้งในใจ ทั้งในธรรมารมณ์ทั้งในมโนวิญญาณ
			<remark  id="s2b18c56l4" />ทั้งในมโนสัมผัส ทั้งในสุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะมโนสัมผัส
			<remark  id="s2b18c56l5" />เป็น  ปัจจัย เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมคลายกำหนัด เพราะคลายกำหนัด จึงหลุดพ้น เมื่อ หลุดพ้นแล้ว
			<remark  id="s2b18c56l6" />ย่อมมีญาณหยั่งรู้ว่า หลุดพ้นแล้ว รู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหม จรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำ
			<remark  id="s2b18c56l7" />ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มีอีก
			<remark  id="s2b18c56l8" />	                 จบสูตรที่ ๓
			<remark  id="s2b18c56l9" />	                  ฉันนสูตร
			<remark  id="s2b18c56l10" />	 [๑๐๔] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเวฬุวัน  กลันทกนิวาป
			<remark  id="s2b18c56l11" />สถาน ใกล้พระนครราชคฤห์ สมัยนั้นแล ท่านพระสารีบุตร ท่านพระมหาจุนทะ และท่าน
			<remark  id="s2b18c56l12" />พระฉันนะ อยู่ที่ภูเขาคิชฌกูฏ สมัยนั้นแล ท่านพระ  ฉันนะอาพาธ ถึงความทุกข์ เป็นไข้หนัก
			<remark  id="s2b18c56l13" />ครั้งนั้นแล เป็นเวลาเย็น ท่านพระ  สารีบุตรออกจากที่พักผ่อนแล้ว เข้าไปหาท่านพระมหาจุนทะ
			<remark  id="s2b18c56l14" />ถึงที่อยู่ ครั้นแล้ว ได้กล่าวกะท่านพระมหาจุนทะว่า ดูกรท่านจุนทะ เราจงพากันเข้าไปหาท่าน
			<remark  id="s2b18c56l15" />พระฉันนะ ถามถึงความเป็นไข้เถิด ท่านพระมหาจุนทะรับคำท่านพระสารีบุตรแล้ว ครั้งนั้นแล
			<remark  id="s2b18c56l16" />ท่านพระสารีบุตรและท่านพระมหาจุนทะ เข้าไปหาท่านพระฉันนะถึงที่ อยู่ แล้วนั่งบนอาสนะที่ปู
			<remark  id="s2b18c56l17" />ไว้ ครั้นแล้ว ท่านพระสารีบุตรได้ถามท่านพระฉันนะว่า ดูกรท่านฉันนะ ท่านพออดทนได้หรือ
			<remark  id="s2b18c56l18" />พอยังอัตภาพให้เป็นไปได้หรือ ทุกขเวทนา  ลดลง ไม่กำเริบขึ้น ความทุเลาปรากฏ ความกำเริบ
			<remark  id="s2b18c56l19" />ไม่ปรากฏหรือ ฯ
			<remark  id="s2b18c56l20" />	 [๑๐๕] ท่านพระฉันนะกล่าวว่า ข้าแต่ท่านพระสารีบุตร กระผมทนไม่ไหว ยังอัตภาพ
			<remark  id="s2b18c56l21" />ให้เป็นไปไม่ได้ ทุกขเวทนาของกระผมกำเริบหนัก ไม่ลดลงเลย ความกำเริบปรากฏ ความทุเลาไม่
			<remark  id="s2b18c56l22" />ปรากฏ เปรียบเหมือนบุรุษผู้มีกำลัง เอาเหล็ก แหลมคมทิ่มศีรษะ ฉันใด ลมอันกล้ายิ่งเข้ากระทบ
			<remark  id="s2b18c56l23" />ที่ศีรษะของกระผม ก็ฉันนั้น เหมือนกัน ฯลฯ เปรียบเหมือนบุรุษผู้มีกำลังเอาเส้นเชือกหนังอัน
		</para>
	</section>
	<section id="s2b18c57" >
		<para id="s2b18c57p">
			<remark  id="s2b18c57l1" />เหนียวขันที่ศีรษะฉันใด ลมอันกล้ายิ่งเสียดแทงที่ศีรษะของกระผม ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ฯลฯ
			<remark  id="s2b18c57l2" />เปรียบเหมือนนายโคฆาตหรือลูกมือของนายโคฆาตผู้ขยัน เอามีดสำหรับแล่เนื้อ  โคที่คมกรีดท้อง
			<remark  id="s2b18c57l3" />แม้ฉันใด ลมอันกล้ายิ่งย่อมเสียดแทงท้องของกระผม ฉันนั้น เหมือนกัน ฯลฯ เปรียบเหมือน
			<remark  id="s2b18c57l4" />บุรุษผู้มีกำลัง ๒ คน จับบุรุษผู้มีกำลังน้อยกว่า คนละแขน ลนให้เร่าร้อนบนหลุมถ่านเพลิง แม้
			<remark  id="s2b18c57l5" />ฉันใด ความเร่าร้อนในกายของ กระผมก็มากยิ่ง ฉันนั้นเหมือนกัน ข้าแต่ท่านพระสารีบุตร กระผม
			<remark  id="s2b18c57l6" />ทนไม่ไหว เยียวยาอัตภาพให้เป็นไปไม่ได้ ทุกขเวทนาของกระผมกำเริบหนัก ไม่ลดลงเลย ความ
			<remark  id="s2b18c57l7" />กำเริบปรากฏ  ความทุเลาไม่ปรากฏ ท่านพระฉันนะกล่าวว่า ข้าแต่ท่านพระสารีบุตรกระผมจักนำ
			<remark  id="s2b18c57l8" />ศาตรามา ไม่ปรารถนาเป็นอยู่ ดังนี้แล้ว ก็นำศาตรามา ฯ
			<remark  id="s2b18c57l9" />	 [๑๐๖] ท่านพระสารีบุตรกล่าวว่า ท่านพระฉันนะจงเยียวยาอัตภาพให้เป็นไปเถิด เรา
			<remark  id="s2b18c57l10" />ทั้งหลายปรารถนาให้ท่านพระฉันนะเยียวยาอัตภาพให้เป็นไปอยู่ ถ้าโภชนะเป็นที่สบายมิได้มีแก่
			<remark  id="s2b18c57l11" />ท่านพระฉันนะ ผมจักแสวงหามาให้ ถ้าเภสัชเป็นทีสบายมิได้มีแกท่านพระฉันนะ ผมจักแสวงหา
			<remark  id="s2b18c57l12" />มาให้ ถ้าพวกอุปัฏฐากที่สมควร  มิได้มีแก่ท่านพระฉันนะ ผมจักอุปัฏฐากเอง ท่านพระฉันนะอย่า
			<remark  id="s2b18c57l13" />นำศาตรามาเลยจงเยียวยาอัตภาพให้เป็นไปเถิด เราทั้งหลายปรารถนาให้ท่านพระฉันนะเยียวยา
			<remark  id="s2b18c57l14" />อัตภาพให้เป็นไปอยู่ ท่านพระฉันนะกล่าวว่า ข้าแต่ท่านพระสารีบุตร โภชนะเป็นที่สบายของ
			<remark  id="s2b18c57l15" />กระผมมิใช่ไม่มี โภชนะเป็นที่สบายของกระผมมีอยู่ แม้เภสัช  เป็นที่สบายของกระผมก็มิใช่ไม่มี
			<remark  id="s2b18c57l16" />เภสัชเป็นที่สบายของกระผมมีอยู่ แม้อุปัฏฐากที่สมควรของกระผมมิใช่ไม่มี อุปัฏฐากที่สมควร
			<remark  id="s2b18c57l17" />ของกระผมมีอยู่ ก็พระศาสดาอันกระผมบำเรอแล้วด้วยอาการเป็นที่พอใจอย่างเดียว ไม่บำเรอ
			<remark  id="s2b18c57l18" />ด้วยอาการเป็นที่ไม่พอใจตลอดกาลนานมาข้อที่พระสาวกบำเรอพระศาสดาด้วยอาการเป็นที่พอใจ
			<remark  id="s2b18c57l19" />ไม่บำเรอด้วยอาการเป็นที่ไม่พอใจ นี้สมควรแก่พระสาวก ความบำเรอนั้นไม่เป็นไป ฉันนภิกษุ
			<remark  id="s2b18c57l20" />จักนำศาตรามา ข้าแต่ท่านพระสารีบุตร ขอท่านจงทรงจำความนี้ไว้อย่างนี้  ดังนี้เถิด ฯ
			<remark  id="s2b18c57l21" />	 [๑๐๗] สา. เราทั้งหลายขอถามปัญหาบางข้อกะท่านพระฉันนะ ถ้าท่าน พระฉันนะ
			<remark  id="s2b18c57l22" />ให้โอกาสเพื่อจะแก้ปัญหา ฯ
			<remark  id="s2b18c57l23" />	 ฉ. ข้าแต่ท่านพระสารีบุตร นิมนต์ถามเถิด กระผมฟังแล้วจักให้ทราบ ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b18c58" >
		<para id="s2b18c58p">
			<remark  id="s2b18c58l1" />	 สา. ท่านพระฉันนะ ท่านย่อมพิจารณาเห็นจักษุ จักษุวิญญาณและธรรมทั้งหลายที่พึง
			<remark  id="s2b18c58l2" />รู้แจ้งด้วยจักษุวิญญาณว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตน ของเรา ฯลฯ ท่านย่อมพิจารณา
			<remark  id="s2b18c58l3" />เห็นใจ มโนวิญญาณ และธรรมทั้งหลายที่พึงรู้ แจ้งด้วยมโนวิญญาณว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา
			<remark  id="s2b18c58l4" />นั่นเป็นตัวตนของเรา ดังนี้ หรือ ฯ
			<remark  id="s2b18c58l5" />	 ฉ. ข้าแต่ท่านพระสารีบุตร กระผมย่อมพิจารณาเห็นจักษุ จักษุวิญญาณ และธรรม
			<remark  id="s2b18c58l6" />ทั้งหลายที่พึงรู้แจ้งด้วยจักษุวิญญาณว่า นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่เป็นเรา  นั่นไม่ใช่เป็นตัวตนของ
			<remark  id="s2b18c58l7" />เรา ฯลฯ กระผมย่อมพิจารณาเห็นใจ มโนวิญญาณ และ  ธรรมทั้งหลายที่พึงรู้แจ้งด้วยมโนวิญญาณ
			<remark  id="s2b18c58l8" />ว่า นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่เป็นเรา นั่น  ไม่ใช่เป็นตัวตนของเรา ฯ
			<remark  id="s2b18c58l9" />	 [๑๐๘] สา. ดูกรท่านพระฉันนะ ท่านเห็นอย่างไร รู้อย่างไร ในจักษุ  ในจักษุวิญญาณ
			<remark  id="s2b18c58l10" />และในธรรมทั้งหลายที่พึงรู้แจ้งด้วยจักษุวิญญาณ จึงพิจารณา เห็นจักษุ จักษุวิญญาณ และธรรม
			<remark  id="s2b18c58l11" />ทั้งหลายที่พึงรู้แจ้งด้วยจักษุวิญญาณว่า นั่นไม่ ใช่ของเรา นั่นไม่เป็นเรา นั่นไม่ใช่เป็นตัวตน
			<remark  id="s2b18c58l12" />ของเรา ฯลฯ ท่านเห็นอย่างไร รู้อย่างไรในใจ ในมโนวิญญาณ และในธรรมทั้งหลายที่พึงรู้แจ้ง
			<remark  id="s2b18c58l13" />ด้วยมโนวิญญาณ จึงพิจารณาเห็นใจ มโนวิญญาณ และธรรมทั้งหลายที่พึงรู้แจ้งด้วยมโนวิญญาณ
			<remark  id="s2b18c58l14" />ว่านั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่เป็นเรา นั่นไม่ใช่เป็นตัวตนของเรา ฯ
			<remark  id="s2b18c58l15" />	 [๑๐๙] ฉ. ข้าแต่ท่านพระสารีบุตร กระผมเห็นความดับ รู้ความดับ  ในจักษุ ในจักขุ
			<remark  id="s2b18c58l16" />วิญญาณ และในธรรมทั้งหลายที่พึงรู้แจ้งด้วยจักษุวิญญาณ จึงพิจารณาเห็นจักษุ จักษุวิญญาณ
			<remark  id="s2b18c58l17" />และธรรมทั้งหลายที่พึงรู้แจ้งด้วยจักษุวิญญาณว่า  นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่เป็นเรา นั่นไม่ใช่ตัว
			<remark  id="s2b18c58l18" />ตนของเรา ฯลฯ กระผมเห็นความดับรู้ความดับ ในใจ ในมโนวิญญาณ และในธรรมทั้งหลายที่
			<remark  id="s2b18c58l19" />พึงรู้แจ้งด้วยมโนวิญญาณ จึงพิจารณาเห็นใจ มโนวิญญาณ และธรรมทั้งหลายที่พึงรู้แจ้งด้วย
			<remark  id="s2b18c58l20" />มโนวิญญาณว่า นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่เป็นเรา นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา ฯ
			<remark  id="s2b18c58l21" />	 [๑๑๐] เมื่อท่านพระฉันนะกล่าวอย่างนี้แล้ว ท่านพระมหาจุนทะได้กล่าวกะท่านพระ
			<remark  id="s2b18c58l22" />ฉันนะว่า ดูกรท่านพระฉันนะ เพราะเหตุนั้นแล แม้ความพิจารณาเห็นนี้  เป็นคำสอนของพระผู้
			<remark  id="s2b18c58l23" />มีพระภาคพระองค์นั้น ท่านพึงทำไว้ในใจให้ดีตลอดกาลเป็น นิตย์ไป ความหวั่นไหวของบุคคล
			<remark  id="s2b18c58l24" />ที่มีตัณหา มานะและทิฐิอาศัยอยู่ ยังมีอยู่  ความหวั่นไหวย่อมไม่มีแก่บุคคลที่ไม่มีตัณหา มานะ
			<remark  id="s2b18c58l25" />และทิฐิอาศัยอยู่ เมื่อความ หวั่นไหวไม่มี ย่อมมีปัสสัทธิ เมื่อมีปัสสัทธิ ก็ไม่มีความเพลิดเพลิน
			<remark  id="s2b18c58l26" />เมื่อไม่มีความเพลิดเพลิน ความมาความไปก็ไม่มี เมื่อความมาความไปไม่มี จุติและอุปบัติก็ไม่มี
		</para>
	</section>
	<section id="s2b18c59" >
		<para id="s2b18c59p">
			<remark  id="s2b18c59l1" />เมื่อจุติและอุปบัติไม่มี โลกนี้และโลกหน้าก็ไม่มี และระหว่างโลกทั้งสองก็ไม่มี นี้แหละเป็นที่
			<remark  id="s2b18c59l2" />สุดแห่งทุกข์ ครั้งนั้นแล ท่านพระสารีบุตรและท่านพระมหา  จุนทะ ครั้นกล่าวสอนท่านพระฉันนะ
			<remark  id="s2b18c59l3" />ด้วยโอวาทนี้แล้ว ลุกจากอาสนะหลีกไปครั้นเมื่อท่านทั้งสองหลีกไปแล้วไม่นาน ท่านพระฉันนะ
			<remark  id="s2b18c59l4" />ก็นำศาตรามา ฯ
			<remark  id="s2b18c59l5" />	 [๑๑๑] ครั้งนั้นแล ท่านพระสารีบุตรเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคม
			<remark  id="s2b18c59l6" />พระผู้มีพระภาคแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้ ทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่
			<remark  id="s2b18c59l7" />พระองค์ผู้เจริญ ท่านพระฉันนะนำศาตรามาแล้วท่านมีคติและอภิสัมปรายภพเป็นอย่างไร พระเจ้า
			<remark  id="s2b18c59l8" />ข้า พระผู้มีพระภาคตรัสถามว่าดูกรสารีบุตร ความเป็นผู้ไม่เข้าไป อันฉันนภิกษุพยากรณ์
			<remark  id="s2b18c59l9" />แล้วต่อหน้าเธอมิใช่  หรือ ฯ
			<remark  id="s2b18c59l10" />	 สา. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ วัชชีคามอันมีชื่อว่า บุพพวิชชนะมีอยู่ สกุล ที่เป็นมิตร
			<remark  id="s2b18c59l11" />และสกุลที่เป็นสหายในวัชชีคามนั้น เป็นสกุลที่ท่านพระฉันนะเข้าไป มีอยู่ ฯ
			<remark  id="s2b18c59l12" />	 พ. ดูกรสารีบุตร ก็สกุลที่เป็นมิตรและสกุลที่เป็นสหายเหล่านั้น เป็น สกุลที่พระ
			<remark  id="s2b18c59l13" />ฉันนภิกษุเข้าไป มีอยู่ แต่เราไม่กล่าวว่า ฉันนภิกษุมีสกุลที่ตนพึงเข้าไปด้วยเหตุเท่านั้นเลย
			<remark  id="s2b18c59l14" />ภิกษุใดแล ละทิ้งกายนี้ด้วย เข้าถือกายอื่นด้วย เรากล่าวภิกษุนั้นว่า มีสกุลที่ตนพึงเข้าไป สกุล
			<remark  id="s2b18c59l15" />นั้นย่อมไม่มีแก่ฉันนภิกษุ ฉันนภิกษุ  มิได้เข้าไป ศาตราอันฉันนภิกษุนำมาแล้ว ดูกรสารีบุตร
			<remark  id="s2b18c59l16" />เธอพึงทรงจำความนี้ไว้  อย่างนี้ดังนี้เถิด ฯ
			<remark  id="s2b18c59l17" />	                 จบสูตรที่ ๔
			<remark  id="s2b18c59l18" />	                  ปุณณสูตร
			<remark  id="s2b18c59l19" />	 [๑๑๒] ครั้งนั้นแล ท่านพระปุณณะเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ ประทับ ฯลฯ ครั้นแล้ว
			<remark  id="s2b18c59l20" />ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอ ประทานพระวโรกาส ขอพระผู้มีพระภาค
			<remark  id="s2b18c59l21" />โปรดแสดงธรรมแก่ข้าพระองค์โดยย่อที่  ข้าพระองค์ได้สดับแล้วพึงเป็นผู้ๆ เดียว หลีกออกจาก
			<remark  id="s2b18c59l22" />หมู่ ไม่ประมาท มีความ เพียร มีใจเด็ดเดี่ยว อยู่เถิด พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรปุณณะ
			<remark  id="s2b18c59l23" />รูปที่พึงรู้แจ้ง  ด้วยจักษุ อันน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ น่ารัก ชักให้ใคร่ ชวนให้กำหนัด
		</para>
	</section>
	<section id="s2b18c60" >
		<para id="s2b18c60p">
			<remark  id="s2b18c60l1" />มีอยู่ ถ้าภิกษุยินดี กล่าวสรรเสริญ พัวพันรูปนั้น เรากล่าวว่า เมื่อภิกษุนั้นยินดีกล่าวสรรเสริญ
			<remark  id="s2b18c60l2" />พัวพันรูปนั้น ความเพลินก็เกิดขึ้น ดูกรปุณณะ เพราะความ เพลินเกิดขึ้น จึงเกิด
			<remark  id="s2b18c60l3" />ทุกข์ ฯลฯ ดูกรปุณณะ ธรรมารมณ์ที่พึงรู้แจ้งด้วยใจ อันน่า ปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ น่ารัก
			<remark  id="s2b18c60l4" />ชักให้ใคร่ ชวนให้กำหนัด มีอยู่ ถ้าภิกษุ ยินดี กล่าวสรรเสริญ พัวพันธรรมารมณ์นั้น เรา
			<remark  id="s2b18c60l5" />กล่าวว่า เมื่อภิกษุนั้นยินดีกล่าวสรรเสริญ พัวพันธรรมารมณ์นั้น ความเพลินก็บังเกิดขึ้น ดูกร
			<remark  id="s2b18c60l6" />ปุณณะ  เพราะความเพลินเกิดขึ้น จึงเกิดทุกข์ ฯ
			<remark  id="s2b18c60l7" />	 [๑๑๓] ดูกรปุณณะ รูปทั้งหลายที่พึงรู้แจ้งด้วยจักษุ อันน่าปรารถนา  น่าใคร่ น่าพอใจ
			<remark  id="s2b18c60l8" />น่ารัก ชักให้ใคร่ ชวนให้กำหนัด มีอยู่ ถ้าภิกษุไม่ยินดี ไม่กล่าวสรรเสริญ ไม่พัวพันรูปนั้น
			<remark  id="s2b18c60l9" />เรากล่าวว่า เมื่อภิกษุนั้นไม่ยินดี ไม่กล่าวสรรเสริญ ไม่พัวพันรูปนั้น ความเพลิดเพลินก็ดับไป
			<remark  id="s2b18c60l10" />ดูกรปุณณะ เพราะความเพลิดเพลินดับไป ทุกข์จึงดับ ฯลฯ ดูกรปุณณะ ธรรมารมณ์ที่พึงรู้แจ้ง
			<remark  id="s2b18c60l11" />ด้วยใจ อันน่าปรารถนาน่าใคร่ น่าพอใจ น่ารัก ชักให้ใคร่ ชวนให้กำหนัด มีอยู่ ถ้าภิกษุ
			<remark  id="s2b18c60l12" />ไม่ยินดี ไม่กล่าวสรรเสริญ ไม่พัวพันธรรมารมณ์นั้น เรากล่าวว่า เมื่อภิกษุนั้นไม่ยินดีไม่กล่าว
			<remark  id="s2b18c60l13" />สรรเสริญ ไม่พัวพันธรรมารมณ์นั้น ความเพลินก็ดับไป ดูกรปุณณะ เพราะความเพลิดเพลิน
			<remark  id="s2b18c60l14" />ดับไป ทุกข์จึงดับ ดูกรปุณณะ ด้วยประการฉะนี้ เธอนั้นจึงไม่ห่างไกลจากธรรมวินัยนี้ ฯ
			<remark  id="s2b18c60l15" />	 [๑๑๔] เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว ภิกษุรูปหนึ่งได้กราบทูล พระผู้มีพระภาคว่า
			<remark  id="s2b18c60l16" />ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ยังไม่เบาใจในธรรมนี้ เพราะข้าพระองค์ยังไม่รู้ชัดตามความ
			<remark  id="s2b18c60l17" />เป็นจริง ซึ่งความเกิด ความดับ คุณ โทษและความสลัดออกแห่งผัสสายตนะ ๖ พระผู้มี
			<remark  id="s2b18c60l18" />พระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุ เธอจะ สำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน เธอย่อมพิจารณาเห็นจักษุว่า นั่น
			<remark  id="s2b18c60l19" />ไม่ใช่ของเรา นั่น  ไม่เป็นเรา นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา ดังนี้หรือ ฯ
			<remark  id="s2b18c60l20" />	 ภิ. อย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ
			<remark  id="s2b18c60l21" />	 พ. ดีละ ภิกษุ ก็ในข้อนี้ จักษุเป็นอันเธอพิจารณาเห็นด้วยดีด้วยปัญญาอันชอบตาม
			<remark  id="s2b18c60l22" />ความเป็นจริงอย่างนี้ว่า นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่เป็นเรา นั่นไม่ใช่  ตัวตนของเรา ผัสสายตนะ
			<remark  id="s2b18c60l23" />ที่ ๑ นี้เป็นอันเธอละขาดแล้วเพื่อไม่เกิดอีกต่อไป  ด้วยอาการอย่างนี้ ฯลฯ
			<remark  id="s2b18c60l24" />	 เธอพิจารณาเห็นใจว่า นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่เป็นเรา นั่นไม่ใช่ตัวตน  ของเรา ดังนี้หรือ ฯ
			<remark  id="s2b18c60l25" />	 ภิ. อย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b18c61" >
		<para id="s2b18c61p">
			<remark  id="s2b18c61l1" />	 พ. ดีละ ภิกษุ ก็ในข้อนั้น ใจจักเป็นอันเธอพิจารณาเห็นด้วยดีด้วย ปัญญาอันชอบ
			<remark  id="s2b18c61l2" />ตามความเป็นจริงอย่างนี้ว่า นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่เป็นเรา  นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา ผัสสายตนะ
			<remark  id="s2b18c61l3" />ที่ ๖ นี้ จักเป็นอันเธอละขาดแล้วเพื่อความไม่เกิดอีกต่อไป ด้วยอาการอย่างนี้ ดูกรปุณณะ ดีละ
			<remark  id="s2b18c61l4" />เธออันเรากล่าวสอนแล้ว ด้วยโอวาทอันย่อนี้ จักอยู่ในชนบทไหน ฯ
			<remark  id="s2b18c61l5" />	 ท่านพระปุณณเถระทูลว่า พระเจ้าข้า ชนบทชื่อสุนาปรันตะมีอยู่ ข้าพระองค์จักอยู่
			<remark  id="s2b18c61l6" />ในชนบทนั้น ฯ
			<remark  id="s2b18c61l7" />	 [๑๑๕] พ. ดูกรปุณณะ พวกมนุษย์ชาวสุนาปรันตชนบทดุร้าย หยาบคายนัก ถ้าพวก
			<remark  id="s2b18c61l8" />มนุษย์ชาวสุนาปรันตชนบทจักด่า จักบริภาษเธอ ในข้อนั้น เธอจักมีความคิดอย่างไร ฯ
			<remark  id="s2b18c61l9" />	 ปุ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ถ้าพวกมนุษย์ชาวสุนาปรันตชนบทจักด่า จักบริภาษข้า
			<remark  id="s2b18c61l10" />พระองค์ไซร้ ในข้อนั้น ข้าพระองค์จักมีความคิดอย่างนี้ว่า มนุษย์ชาวสุนาปรันตชนบทนี้เจริญ
			<remark  id="s2b18c61l11" />หนอ เจริญดีหนอ ที่เขาไม่ประหารเราด้วยมือ ข้าแต่พระผู้มีพระภาค ในข้อนี้ ข้าพระองค์จัก
			<remark  id="s2b18c61l12" />มีความคิดอย่างนี้ ข้าแต่พระสุคต ในข้อนี้ข้าพระองค์จักมีความคิดอย่างนี้ ฯ
			<remark  id="s2b18c61l13" />	 พ. ดูกรปุณณะ ก็ถ้าพวกมนุษย์ชาวสุนาปรันตชนบทจักประหารเธอด้วย มือเล่า ในข้อ
			<remark  id="s2b18c61l14" />นั้น เธอจักมีความคิดอย่างไร ฯ
			<remark  id="s2b18c61l15" />	 ปุ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ถ้าพวกมนุษย์ชาวสุนาปรันตชนบทจักประหารข้าพระองค์
			<remark  id="s2b18c61l16" />ด้วยมือไซร้ ในข้อนั้น  ข้าพระองค์จักมีความคิดอย่างนี้ว่า พวกมนุษย์ ชาวสุนาปรันตชนบทเจริญ
			<remark  id="s2b18c61l17" />หนอ เจริญดีหนอ ที่เขาไม่ประหารเราด้วยก้อนดินข้าแต่พระผู้มีพระภาค ในข้อนี้ ข้าพระองค์จัก
			<remark  id="s2b18c61l18" />มีความคิดอย่างนี้ ข้าแต่พระสุคตในข้อนี้ ข้าพระองค์จักมีความคิดอย่างนี้ ฯ
			<remark  id="s2b18c61l19" />	 พ. ดูกรปุณณะ ก็ถ้าพวกมนุษย์ชาวสุนาปรันตชนบทจักประหารเธอด้วย ก้อนดินเล่า
			<remark  id="s2b18c61l20" />ในข้อนั้น เธอจักมีความคิดอย่างไร ฯ
			<remark  id="s2b18c61l21" />	 ปุ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ถ้าพวกมนุษย์ชาวสุนาปรันตชนบทจักประหารข้าพระองค์
			<remark  id="s2b18c61l22" />ด้วยก้อนดินไซร้ ในข้อนั้น ข้าพระองค์จักมีความคิดอย่างนี้ว่า พวกมนุษย์ชาวสุนาปรันตชนบท
			<remark  id="s2b18c61l23" />นี้เจริญหนอ เจริญดีหนอ ที่เขาไม่ประหารเราด้วย ท่อนไม้ ข้าแต่พระผู้มีพระภาค ในข้อนี้ ข้าพระ
			<remark  id="s2b18c61l24" />องค์จักมีความคิดอย่างนี้ ข้าแต่  พระสุคต ในข้อนี้ ข้าพระองค์จักมีความคิดอย่างนี้ ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b18c62" >
		<para id="s2b18c62p">
			<remark  id="s2b18c62l1" />	 พ. ดูกรปุณณะ ถ้าพวกมนุษย์ชาวสุนาปรันตชนบทจักประหารเธอด้วยท่อนไม้เล่า
			<remark  id="s2b18c62l2" />ในข้อนั้น เธอจักมีความคิดอย่างไร ฯ
			<remark  id="s2b18c62l3" />	 ปุ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ถ้าพวกมนุษย์ชาวสุนาปรันตชนบทจักประหารข้าพระองค์ด้วย
			<remark  id="s2b18c62l4" />ท่อนไม้ไซร้ ในข้อนั้น ข้าพระองค์จักมีความคิดอย่างนี้ว่า พวกมนุษย์ ชาวสุนาปรันตชนบทนี้เจริญ
			<remark  id="s2b18c62l5" />หนอ เจริญดีหนอ ที่เขาไม่ประหารเราด้วยศาตรา  ข้าแต่พระผู้มีพระภาค ในข้อนี้ ข้าพระองค์จัก
			<remark  id="s2b18c62l6" />มีความคิดอย่างนี้ ข้าแต่พระสุคตในข้อนี้ ข้าพระองค์จักมีความคิดอย่างนี้ ฯ
			<remark  id="s2b18c62l7" />	 พ. ดูกรปุณณะ ถ้าพวกมนุษย์ชาวสุนาปรันตชนบทจักประหารเธอด้วย  ศาตราเล่า ใน
			<remark  id="s2b18c62l8" />ข้อนั้น เธอจักมีความคิดอย่างไร ฯ
			<remark  id="s2b18c62l9" />	 ปุ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ถ้าพวกมนุษย์ชาวสุนาปรันตชนบทจักประหารข้าพระองค์
			<remark  id="s2b18c62l10" />ด้วยศาตราไซร้ ในข้อนั้น ข้าพระองค์จักมีความคิดอย่างนี้ว่า พวกมนุษย์ชาวสุนาปรันตชนบทนี้
			<remark  id="s2b18c62l11" />เจริญหนอ เจริญดีหนอ ที่เขาไม่ปลงเราเสียจากชีวิต  ด้วยศาตราอันคม ข้าแต่พระผู้มีพระภาค
			<remark  id="s2b18c62l12" />ในข้อนี้ ข้าพระองค์จักมีความคิดอย่างนี้  ข้าแต่พระสุคต ในข้อนี้ ข้าพระองค์จักมีความคิดอย่างนี้ ฯ
			<remark  id="s2b18c62l13" />	 [๑๑๖] พ. ดูกรปุณณะ ถ้าพวกมนุษย์ชาวสุนาปรันตชนบทจักปลงเธอ เสียจากชีวิต
			<remark  id="s2b18c62l14" />ด้วยศาตราอันคมเล่า ในข้อนั้น เธอจักมีความคิดอย่างไร ฯ
			<remark  id="s2b18c62l15" />	 ปุ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ถ้าพวกมนุษย์ชาวสุนาปรันตชนบทจักปลงข้าพระองค์เสีย
			<remark  id="s2b18c62l16" />จากชีวิตด้วยศาตราอันคมไซร้ ในข้อนั้น ข้าพระองค์จักมีความคิด อย่างนี้ว่า พระสาวกทั้งหลาย
			<remark  id="s2b18c62l17" />ของพระผู้มีพระภาคนั้น อึดอัดระอาเกลียดชังอยู่ด้วย กายและชีวิต ย่อมแสวงหาศาตราสำหรับ
			<remark  id="s2b18c62l18" />ปลงชีวิตเสีย มีอยู่ ศาตราสำหรับปลง ชีวิตที่เราแสวงหาอยู่นั้น เราได้แล้ว ข้าแต่พระผู้มีพระภาค ใน
			<remark  id="s2b18c62l19" />ข้อนี้ ข้าพระองค์จักมีความคิดอย่างนี้ ข้าแต่พระสุคต ในข้อนี้ ข้าพระองค์จักมีความคิดอย่างนี้ ฯ
			<remark  id="s2b18c62l20" />	 พ. ดีละๆ ปุณณะ เธอประกอบด้วยทมะและอุปสมะเช่นนี้ จักอาจอยู่  ในสุนาปรันต
			<remark  id="s2b18c62l21" />ชนบทได้ บัดนี้ เธอย่อมรู้กาลอันควรไปได้ ฯ
			<remark  id="s2b18c62l22" />	 [๑๑๗] ครั้งนั้นแล ท่านพระปุณณะชื่นชมยินดีพระภาษิตของพระผู้มี  พระภาค ลุกจาก
			<remark  id="s2b18c62l23" />อาสนะ ถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาค ทำประทักษิณแล้ว เก็บเสนาสนะแล้ว ถือบาตรและจีวร
			<remark  id="s2b18c62l24" />หลีกจาริกไปทางสุนาปรันตชนบท เมื่อเที่ยวจาริก ไปโดยลำดับ ก็บรรลุถึงสุนาปรันตชนบท ได้
			<remark  id="s2b18c62l25" />ยินว่า ท่านพระปุณณะอยู่ในสุนาปรันตชนบทนั้น ครั้งนั้นแล ในระหว่างพรรษานั้น ท่านพระ
			<remark  id="s2b18c62l26" />ปุณณะให้ชาวสุนาปรันตชนบทแสดงตนเป็นอุบาสกประมาณ ๕๐๐ คน ได้ทำวิชชา ๓ ให้แจ้ง
		</para>
	</section>
	<section id="s2b18c63" >
		<para id="s2b18c63p">
			<remark  id="s2b18c63l1" />และปรินิพพานแล้ว ครั้งนั้นแล ภิกษุมากด้วยกันเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ แล้วนั่ง
			<remark  id="s2b18c63l2" />ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง แล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า  ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ กุลบุตรชื่อว่า
			<remark  id="s2b18c63l3" />ปุณณะที่พระผู้มีพระภาคตรัสสอนด้วยพระ  โอวาทอย่างย่อนั้น ทำกาละแล้ว กุลบุตรนั้นมีคติเป็น
			<remark  id="s2b18c63l4" />อย่างไร มีอภิสัมปรายภพเป็น  อย่างไร พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย กุลบุตรชื่อว่า
			<remark  id="s2b18c63l5" />ปุณณะ เป็น  บัณฑิต กล่าวคำจริง กล่าวธรรมสมควรแก่ธรรม มิได้ลำบากเพราะเหตุแห่งธรรม
			<remark  id="s2b18c63l6" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย กุลบุตรชื่อว่าปุณณะปรินิพพานแล้ว ฯ
			<remark  id="s2b18c63l7" />	                 จบสูตรที่ ๕
			<remark  id="s2b18c63l8" />	                 พาหิยสูตร
			<remark  id="s2b18c63l9" />	 [๑๑๘] ครั้งนั้นแล ท่านพระพาหิยะได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่  ประทับ ฯลฯ
			<remark  id="s2b18c63l10" />ครั้นแล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอ  ประทานพระวโรกาส ขอพระผู้
			<remark  id="s2b18c63l11" />มีพระภาคโปรดแสดงธรรมแก่ข้าพระองค์โดยย่อ  ที่ข้าพระองค์ได้ฟังแล้วพึงเป็นผู้ๆ เดียวหลีก
			<remark  id="s2b18c63l12" />ออกจากหมู่ ไม่ประมาท มีความเพียร มีใจเด็ดเดี่ยว อยู่เถิด ฯ
			<remark  id="s2b18c63l13" />	 พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรพาหิยะ เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน  จักษุเที่ยงหรือ
			<remark  id="s2b18c63l14" />ไม่เที่ยง ท่านพระพาหิยะกราบทูลว่า ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า ฯ
			<remark  id="s2b18c63l15" />	 พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า ฯ
			<remark  id="s2b18c63l16" />	 พา. เป็นทุกข์ พระเจ้าข้า ฯ
			<remark  id="s2b18c63l17" />	 พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ควรหรือ หนอที่จะตามเห็น
			<remark  id="s2b18c63l18" />สิ่งนั้นว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา ฯ
			<remark  id="s2b18c63l19" />	 พา. ไม่ควรเห็นอย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ
			<remark  id="s2b18c63l20" />	 พ. รูปเที่ยงหรือไม่เที่ยง ฯ
			<remark  id="s2b18c63l21" />	 พา. ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า ฯลฯ
			<remark  id="s2b18c63l22" />	 พ. จักษุวิญญาณ จักษุสัมผัส สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุข เวทนา ที่เกิด
			<remark  id="s2b18c63l23" />ขึ้นเพราะจักษุสัมผัสเป็นปัจจัย เที่ยงหรือไม่เที่ยง ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b18c64" >
		<para id="s2b18c64p">
			<remark  id="s2b18c64l1" />	 พา. ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า ฯ
			<remark  id="s2b18c64l2" />	 พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า ฯ
			<remark  id="s2b18c64l3" />	 พา. เป็นทุกข์ พระเจ้าข้า ฯ
			<remark  id="s2b18c64l4" />	 พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ควรหรือหนอที่จะตาม
			<remark  id="s2b18c64l5" />เห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา ฯ
			<remark  id="s2b18c64l6" />	 พา. ไม่ควรเห็นอย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ
			<remark  id="s2b18c64l7" />	 พ. ใจเที่ยงหรือไม่เที่ยง ฯ
			<remark  id="s2b18c64l8" />	 พา. ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า ฯ
			<remark  id="s2b18c64l9" />	 พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า ฯ
			<remark  id="s2b18c64l10" />	 พา. เป็นทุกข์ พระเจ้าข้า ฯ
			<remark  id="s2b18c64l11" />	 พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ควรหรือหนอที่จะตาม
			<remark  id="s2b18c64l12" />เห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา ฯ
			<remark  id="s2b18c64l13" />	 พา. ไม่ควรเห็นอย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ
			<remark  id="s2b18c64l14" />	 พ. ธรรมารมณ์เที่ยงหรือไม่เที่ยง ฯ
			<remark  id="s2b18c64l15" />	 พา. ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า ฯลฯ
			<remark  id="s2b18c64l16" />	 พ. มโนวิญญาณ มโนสัมผัส สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุข เวทนา ที่เกิดขึ้น
			<remark  id="s2b18c64l17" />เพราะมโนสัมผัสเป็นปัจจัย เที่ยงหรือไม่เที่ยง ฯ
			<remark  id="s2b18c64l18" />	 พา. ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า ฯ
			<remark  id="s2b18c64l19" />	 พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า ฯ
			<remark  id="s2b18c64l20" />	 พา. เป็นทุกข์ พระเจ้าข้า ฯ
			<remark  id="s2b18c64l21" />	 พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดาควรหรือหนอที่จะตาม
			<remark  id="s2b18c64l22" />เห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา ฯ
			<remark  id="s2b18c64l23" />	 พา. ไม่ควรเห็นอย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ
			<remark  id="s2b18c64l24" />	 พ. ดูกรพาหิยะ อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว เห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมเบื่อหน่าย ทั้งในจักษุ
			<remark  id="s2b18c64l25" />ทั้งในรูป ทั้งในจักษุวิญญาณ ทั้งในจักษุสัมผัส ทั้งในสุขเวทนา  ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุข
			<remark  id="s2b18c64l26" />เวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะจักษุสัมผัสเป็นปัจจัย ฯลฯ ย่อมเบื่อหน่ายทั้งในใจ ทั้งในธรรมารมณ์ ทั้ง
		</para>
	</section>
	<section id="s2b18c65" >
		<para id="s2b18c65p">
			<remark  id="s2b18c65l1" />ในมโนวิญญาณ ทั้งในมโนสัมผัส ทั้งในสุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนา ที่เกิด
			<remark  id="s2b18c65l2" />ขึ้นเพราะมโนสัมผัสเป็น ปัจจัย เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมคลายกำหนัด เพราะคลายกำหนัด จึงหลุด
			<remark  id="s2b18c65l3" />พ้น เมื่อ หลุดพ้นแล้ว ย่อมมีญาณหยั่งรู้ว่า หลุดพ้นแล้ว ย่อมรู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว  พรหมจรรย์
			<remark  id="s2b18c65l4" />อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้ มี ฯ
			<remark  id="s2b18c65l5" />	 [๑๑๙] ครั้งนั้นแล ท่านพระพาหิยะชื่นชมยินดีพระภาษิตของพระผู้มีพระภาค ลุกจาก
			<remark  id="s2b18c65l6" />อาสนะ ถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาค ทำประทักษิณแล้วหลีกไปครั้งนั้นแล ท่านพระพาหิยะ
			<remark  id="s2b18c65l7" />เป็นผู้ๆ เดียว หลีกออกจากหมู่ ไม่ประมาท มีความเพียร มีใจเด็ดเดี่ยว กระทำให้แจ้งซึ่งที่สุด
			<remark  id="s2b18c65l8" />แห่งพรหมจรรย์อันยอดเยี่ยม ซึ่งกุลบุตรทั้งหลายออกบวชเป็นบรรพชิตโดยชอบต้องการนั้น ด้วย
			<remark  id="s2b18c65l9" />ปัญญาอันยิ่งด้วยตนเองในปัจจุบัน เข้าถึงอยู่ ได้รู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว
			<remark  id="s2b18c65l10" />กิจที่ควร  ทำทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มีได้มี ก็แหละท่านพระพาหิยะได้ เป็น
			<remark  id="s2b18c65l11" />พระอรหันต์องค์หนึ่ง ในจำนวนพระอรหันต์ทั้งหลาย ฯ
			<remark  id="s2b18c65l12" />	                 จบสูตรที่ ๖
			<remark  id="s2b18c65l13" />	                เอชสูตรที่ ๑
			<remark  id="s2b18c65l14" />	 [๑๒๐] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความหวั่นไหว เป็นโรค ความหวั่น
			<remark  id="s2b18c65l15" />ไหวเป็นฝี ความหวั่นไหวเป็นลูกศร ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะ  เหตุนั้นแล ตถาคตเป็นผู้ไม่มี
			<remark  id="s2b18c65l16" />ความหวั่นไหว ปราศจากลูกศรอยู่ ดูกรภิกษุ ทั้งหลาย เพราะเหตุนั้นแล ถ้าแม้ภิกษุพึงหวังว่า
			<remark  id="s2b18c65l17" />เราพึงเป็นผู้ไม่มีความหวั่นไหวปราศจากลูกศรอยู่ ภิกษุไม่พึงสำคัญซึ่งจักษุ ไม่พึงสำคัญในจักษุ
			<remark  id="s2b18c65l18" />ไม่พึงสำคัญแต่ จักษุ ไม่พึงสำคัญว่าจักษุของเรา ไม่พึงสำคัญซึ่งรูปทั้งหลาย ไม่พึงสำคัญในรูป
			<remark  id="s2b18c65l19" />ทั้งหลาย ไม่พึงสำคัญแต่รูปทั้งหลาย ไม่พึงสำคัญว่า รูปทั้งหลายของเรา ไม่พึงสำคัญซึ่งจักษุ
			<remark  id="s2b18c65l20" />วิญญาณ ไม่พึงสำคัญในจักษุวิญญาณ ไม่พึงสำคัญแต่จักษุวิญญาณไม่พึงสำคัญว่า จักษุวิญญาณ
			<remark  id="s2b18c65l21" />ของเรา ไม่พึงสำคัญซึ่งจักษุสัมผัส ไม่พึงสำคัญใน จักษุสัมผัส ไม่พึงสำคัญแต่จักษุสัมผัส ไม่พึง
			<remark  id="s2b18c65l22" />สำคัญว่า จักษุสัมผัสของเรา ไม่พึงสำคัญซึ่งสุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนา ที่เกิด
			<remark  id="s2b18c65l23" />ขึ้นเพราะจักษุสัมผัสเป็นปัจจัย ไม่พึงสำคัญในสุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนา ที่
		</para>
	</section>
	<section id="s2b18c66" >
		<para id="s2b18c66p">
			<remark  id="s2b18c66l1" />เกิดขึ้นเพราะจักษุสัมผัสเป็นปัจจัย ไม่พึงสำคัญแต่สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนา
			<remark  id="s2b18c66l2" />ที่เกิดขึ้นเพราะจักษุสัมผัสเป็นปัจจัย ไม่พึงสำคัญว่า สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนา
			<remark  id="s2b18c66l3" />ที่เกิดขึ้นเพราะจักษุสัมผัสเป็นปัจจัย ของเรา ไม่พึงสำคัญซึ่งโสตะ... ไม่พึงสำคัญซึ่งฆานะ...
			<remark  id="s2b18c66l4" />ไม่พึงสำคัญซึ่งกาย... ไม่พึงสำคัญ ซึ่งใจ ไม่พึงสำคัญในใจ ไม่พึงสำคัญแต่ใจ ไม่พึงสำคัญว่า
			<remark  id="s2b18c66l5" />ใจของเรา ไม่พึง สำคัญซึ่งธรรมารมณ์ทั้งหลาย ... ไม่พึงสำคัญซึ่งมโนวิญญาณ ไม่พึงสำคัญใน
			<remark  id="s2b18c66l6" />มโน  วิญญาณ ไม่พึงสำคัญแต่มโนวิญญาณ ไม่พึงสำคัญว่า มโนวิญญาณของเรา ไม่พึงสำคัญ
			<remark  id="s2b18c66l7" />ซึ่งมโนสัมผัส ไม่พึงสำคัญในมโนสัมผัส ไม่พึงสำคัญแต่มโนสัมผัสไม่พึงสำคัญว่ามโนสัมผัส
			<remark  id="s2b18c66l8" />ของเรา ไม่พึงสำคัญซึ่งสุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะมโนสัมผัส
			<remark  id="s2b18c66l9" />เป็นปัจจัย ไม่พึงสำคัญในสุขเวทนา  ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะมโน
			<remark  id="s2b18c66l10" />สัมผัสเป็นปัจจัย ไม่พึงสำคัญแต่สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้น
			<remark  id="s2b18c66l11" />เพราะมโน  สัมผัสเป็นปัจจัย ไม่พึงสำคัญว่า สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนา
			<remark  id="s2b18c66l12" />ที่เกิดขึ้นเพราะมโนสัมผัสเป็นปัจจัย ของเรา ไม่พึงสำคัญซึ่งสิ่งทั้งปวง ไม่พึง สำคัญในสิ่งทั้งปวง
			<remark  id="s2b18c66l13" />ไม่พึงสำคัญแต่สิ่งทั้งปวง ไม่พึงสำคัญว่า สิ่งทั้งปวงของเราเธอนั้นเมื่อไม่สำคัญอย่างนี้ ก็ไม่
			<remark  id="s2b18c66l14" />ถือมั่นอะไรๆ ในโลก เมื่อไม่ถือมั่น ก็ไม่สะดุ้งย่อมดับเฉพาะตนทีเดียว ย่อมรู้ชัดว่า ชาติสิ้น
			<remark  id="s2b18c66l15" />แล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจ  ที่ควรทำทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี ฯ
			<remark  id="s2b18c66l16" />	 [๑๒๑] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความหวั่นไหวเป็น โรค ความ
			<remark  id="s2b18c66l17" />หวั่นไหวเป็นฝี ความหวั่นไหวเป็นลูกศร ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุนั้นแล ตถาคตย่อม
			<remark  id="s2b18c66l18" />เป็นผู้ไม่มีความหวั่นไหว ปราศจากลูกศร เพราะเหตุนั้นแล ถึงแม้ภิกษุก็พึงหวังว่าเราพึงเป็น
			<remark  id="s2b18c66l19" />ผู้ไม่มีความหวั่นไหว ปราศจากลูกศรอยู่ ฯ
			<remark  id="s2b18c66l20" />	                 จบสูตรที่ ๗
			<remark  id="s2b18c66l21" />	                เอชสูตรที่ ๒
			<remark  id="s2b18c66l22" />	 [๑๒๒] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ภิกษุไม่พึงสำคัญซึ่งจักษุ ไม่พึงสำคัญ ในจักษุ ไม่พึง
			<remark  id="s2b18c66l23" />สำคัญแต่จักษุ ไม่พึงสำคัญว่า จักษุของเรา ไม่พึงสำคัญซึ่งรูป ทั้งหลาย ไม่พึงสำคัญในรูปทั้งหลาย
		</para>
	</section>
	<section id="s2b18c67" >
		<para id="s2b18c67p">
			<remark  id="s2b18c67l1" />ไม่พึงสำคัญแต่รูปทั้งหลาย ไม่พึงสำคัญว่ารูปทั้งหลายของเรา ไม่พึงสำคัญซึ่งจักษุวิญญาณ ไม่พึง
			<remark  id="s2b18c67l2" />สำคัญในจักษุวิญญาณ ไม่ พึงสำคัญแต่จักษุวิญญาณ ไม่พึงสำคัญว่า จักษุวิญญาณของเรา ไม่พึง
			<remark  id="s2b18c67l3" />สำคัญซึ่งจักษุสัมผัส ไม่พึงสำคัญในจักษุสัมผัส ไม่พึงสำคัญแต่จักษุสัมผัส ไม่พึงสำคัญว่า จักษุ
			<remark  id="s2b18c67l4" />สัมผัสของเรา ไม่พึงสำคัญซึ่งสุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุข เวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะจักษุ
			<remark  id="s2b18c67l5" />สัมผัสเป็นปัจจัย ไม่พึงสำคัญในสุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะ
			<remark  id="s2b18c67l6" />จักษุสัมผัสเป็นปัจจัย ไม่พึงสำคัญแต่สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้น
			<remark  id="s2b18c67l7" />เพราะจักษุสัมผัสเป็น  ปัจจัย ไม่พึงสำคัญว่า สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนา
			<remark  id="s2b18c67l8" />ที่เกิดขึ้นเพราะจักษุสัมผัสเป็นปัจจัย ของเรา ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุย่อมสำคัญซึ่งสิ่งใด  ย่อม
			<remark  id="s2b18c67l9" />สำคัญในสิ่งใด ย่อมสำคัญแต่สิ่งใด ย่อมสำคัญว่า สิ่งใดของเรา สิ่งนั้นย่อมเป็นอย่างอื่นจาก
			<remark  id="s2b18c67l10" />สิ่งนั้น โลกมีภาวะเป็นอย่างอื่น ข้องอยู่ในภพ ย่อมยินดีภพนั่นแหละ ไม่พึงสำคัญซึ่งโสตะ ฯลฯ
			<remark  id="s2b18c67l11" />ไม่พึงสำคัญซึ่งฆานะ ฯลฯ ไม่พึงสำคัญซึ่งชิวหา ฯลฯ ไม่พึงสำคัญซึ่งกาย ฯลฯ ไม่พึงสำคัญซึ่ง
			<remark  id="s2b18c67l12" />ใจ ไม่พึงสำคัญในใจ ไม่พึงสำคัญแต่ใจ ไม่พึงสำคัญว่า ใจของเรา ไม่พึงสำคัญซึ่งธรรมารมณ์
			<remark  id="s2b18c67l13" />ทั้งหลาย ไม่พึงสำคัญในธรรมารมณ์ทั้งหลาย ไม่พึงสำคัญแต่ธรรมารมณ์ทั้งหลายไม่พึงสำคัญว่า
			<remark  id="s2b18c67l14" />ธรรมารมณ์ทั้งหลายของเรา ไม่พึงสำคัญซึ่งมโนวิญญาณ ไม่พึง สำคัญในมโนวิญญาณ ไม่พึง
			<remark  id="s2b18c67l15" />สำคัญแต่มโนวิญญาณ ไม่พึงสำคัญว่า มโนวิญญาณของเรา ไม่พึงสำคัญซึ่งมโนสัมผัส ไม่พึง
			<remark  id="s2b18c67l16" />สำคัญในมโนสัมผัส ไม่พึงสำคัญแต่  มโนสัมผัส ไม่พึงสำคัญว่า มโนสัมผัสของเรา ไม่พึง
			<remark  id="s2b18c67l17" />สำคัญซึ่งสุขเวทนา ทุกข  เวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะมโนสัมผัสเป็นปัจจัย
			<remark  id="s2b18c67l18" />ไม่พึงสำคัญ  ในสุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะมโนสัมผัสเป็น
			<remark  id="s2b18c67l19" />ปัจจัย ไม่พึงสำคัญแต่สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้น เพราะมโนสัมผัส
			<remark  id="s2b18c67l20" />เป็นปัจจัย ไม่พึงสำคัญว่า สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขม  สุขเวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะ
			<remark  id="s2b18c67l21" />มโนสัมผัสเป็นปัจจัย ของเรา ดูกรภิกษุทั้งหลาย  ก็ภิกษุย่อมสำคัญซึ่งสิ่งใด ย่อมสำคัญในสิ่งใด
			<remark  id="s2b18c67l22" />ย่อมสำคัญแต่สิ่งใด ย่อมสำคัญว่า สิ่งใดของเรา สิ่งนั้นย่อมเป็นอย่างอื่นจากสิ่งนั้น โลกมี
			<remark  id="s2b18c67l23" />ภาวะเป็นอย่างอื่น ข้อง  อยู่ในภพ ย่อมยินดีภพนั่นแหละ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงสำคัญ
			<remark  id="s2b18c67l24" />ซึ่งขันธ์  ธาตุและอายตนะ ไม่พึงสำคัญในขันธ์ ธาตุและอายตนะ ไม่พึงสำคัญแต่ขันธ์  ธาตุ
			<remark  id="s2b18c67l25" />และอายตนะ ไม่พึงสำคัญว่า ขันธ์ ธาตุ และอายตนะของเรา เธอเมื่อไม่ สำคัญอย่างนี้ ย่อมไม่
		</para>
	</section>
	<section id="s2b18c68" >
		<para id="s2b18c68p">
			<remark  id="s2b18c68l1" />ถือมั่นสิ่งอะไรๆ ในโลก เมื่อไม่ถือมั่น ย่อมไม่สะดุ้ง เมื่อ ไม่สะดุ้ง ย่อมดับเฉพาะตนทีเดียว
			<remark  id="s2b18c68l2" />ย่อมรู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่  จบแล้ว กิจที่ควรทำทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็น
			<remark  id="s2b18c68l3" />อย่างนี้มิได้มี ฯ
			<remark  id="s2b18c68l4" />	                 จบสูตรที่ ๘
			<remark  id="s2b18c68l5" />	                ทวยสูตรที่ ๑
			<remark  id="s2b18c68l6" />	 [๑๒๓] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงส่วนสองแก่เธอทั้ง
			<remark  id="s2b18c68l7" />หลาย เธอทั้งหลายจงฟัง ก็ส่วนสองเป็นไฉน คือ จักษุ และรูป ๑ โสตะและเสียง ๑ ฆานะ
			<remark  id="s2b18c68l8" />และกลิ่น ๑ ชิวหาและรส ๑ กาย และโผฏฐัพพะ ๑ ใจและธรรมารมณ์ ๑ นี้เรียกว่าส่วนสอง
			<remark  id="s2b18c68l9" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลใดพึงกล่าวอย่างนี้ว่า เราบอกเลิกส่วนสองนั้นเสียแล้ว จักบัญญัติ ส่วน
			<remark  id="s2b18c68l10" />สองเป็นอย่างอื่น วาจาของบุคคลนั้นเป็นเรื่องของเทวดา ฯ ก็บุคคลนั้นถูก  เขาถามเข้าแล้วก็อธิบาย
			<remark  id="s2b18c68l11" />ไม่ได้ และถึงความอึดอัดยิ่งขึ้น ข้อนั้นเป็นเพราะเหตุไร เพราะข้อนั้นไม่ใช่วิสัย ฯ
			<remark  id="s2b18c68l12" />	                 จบสูตรที่ ๙
			<remark  id="s2b18c68l13" />	                ทวยสูตรที่ ๒
			<remark  id="s2b18c68l14" />	 [๑๒๔] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย วิญญาณเกิดขึ้นเพราะอาศัยส่วน
			<remark  id="s2b18c68l15" />สอง วิญญาณเกิดขึ้นเพราะอาศัยส่วนสองเป็นอย่างไร จักษุ  วิญญาณเกิดขึ้นเพราะอาศัยจักษุ
			<remark  id="s2b18c68l16" />และรูป จักษุไม่เที่ยง มีความแปรปรวน มีความเป็นอย่างอื่น รูปไม่เที่ยง มีความแปรปรวน
			<remark  id="s2b18c68l17" />มีความเป็นอย่างอื่น ส่วนสองอย่าง นี้ หวั่นไหวและอาพาธ ไม่เที่ยง มีความแปรปรวน มีความ
			<remark  id="s2b18c68l18" />เป็นอย่างอื่น จักษุ วิญญาณไม่เที่ยง มีความแปรปรวน มีความเป็นอย่างอื่น แม้เหตุปัจจัยเพื่อ
			<remark  id="s2b18c68l19" />ความ  เกิดขึ้นแห่งจักษุวิญญาณก็ไม่เที่ยง มีความแปรปรวน มีความเป็นอย่างอื่น ดูกรภิกษุ
			<remark  id="s2b18c68l20" />ทั้งหลาย ก็จักษุวิญญาณที่เกิดขึ้นแล้ว  เพราะอาศัยปัจจัยอันไม่เที่ยงจักเป็นของเที่ยงแต่ไหน
			<remark  id="s2b18c68l21" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความประจวบ ความประชุม ความพร้อมกันแห่งธรรมทั้ง ๓ นี้แล เรียกว่า
			<remark  id="s2b18c68l22" />จักษุสัมผัส ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b18c69" >
		<para id="s2b18c69p">
			<remark  id="s2b18c69l1" />	 [๑๒๕] ถึงจักษุสัมผัสก็ไม่เที่ยง มีความแปรปรวน มีความเป็นอย่างอื่น แม้เหตุปัจจัย
			<remark  id="s2b18c69l2" />เพื่อความเกิดขึ้นแห่งจักษุสัมผัสก็ไม่เที่ยง มีความแปรปรวน มีความเป็นอย่างอื่น ก็จักษุสัมผัส
			<remark  id="s2b18c69l3" />ที่เกิดขึ้นแล้ว เพราะอาศัยปัจจัยอันไม่เที่ยง จักเป็น ของเที่ยงแต่ไหน ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคล
			<remark  id="s2b18c69l4" />อันผัสสะกระทบแล้วย่อมรู้สึก อัน ผัสสะกระทบแล้วย่อมคิด อันผัสสะกระทบแล้วย่อมจำ แม้
			<remark  id="s2b18c69l5" />ธรรมเหล่านี้ก็หวั่นไหวและอาพาธ ไม่เที่ยง มีความแปรปรวน มีความเป็นอย่างอื่น ฯลฯ ชิวหา
			<remark  id="s2b18c69l6" />วิญญาณย่อมเกิดขึ้นเพราะอาศัยลิ้นและรส ลิ้นไม่เที่ยง มีความแปรปรวน มีความเป็น อย่างอื่น
			<remark  id="s2b18c69l7" />รสไม่เที่ยงมีความแปรปรวน มีความเป็นอย่างอื่น ส่วนสองอย่างนี้ หวั่นไหวและอาพาธ ไม่เที่ยง
			<remark  id="s2b18c69l8" />มีความแปรปรวน มีความเป็นอย่างอื่น ชิวหา  วิญญาณ ไม่เที่ยง มีความแปรปรวน มีความเป็น
			<remark  id="s2b18c69l9" />อย่างอื่น  แม้เหตุปัจจัยเพื่อ ความเกิดขึ้นแห่งชิวหาวิญญาณ ก็ไม่เที่ยง มีความแปรปรวน มีความ
			<remark  id="s2b18c69l10" />เป็นอย่างอื่น ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ชิวหาวิญญาณที่เกิดขึ้นแล้ว  เพราะอาศัยปัจจัยอันไม่เที่ยง
			<remark  id="s2b18c69l11" />จักเป็นของเที่ยงแต่ไหน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความประจวบ ความประชุม ความ พร้อมกัน แห่ง
			<remark  id="s2b18c69l12" />ธรรมทั้ง ๓ นี้แล เรียกว่าชิวหาสัมผัส ฯ
			<remark  id="s2b18c69l13" />	 [๑๒๖] แม้ชิวหาสัมผัสก็ไม่เที่ยง มีความแปรปรวน มีความเป็นอย่างอื่น แม้เหตุ
			<remark  id="s2b18c69l14" />ปัจจัยเพื่อความเกิดขึ้นแห่งชิวหาสัมผัสก็ไม่เที่ยง มีความแปรปรวน  มีความเป็นอย่างอื่น ดูกรภิกษุ
			<remark  id="s2b18c69l15" />ทั้งหลาย ก็ชิวหาสัมผัสที่เกิดขึ้นแล้ว เพราะอาศัย---ปัจจัยอันไม่เที่ยง จักเป็นของเที่ยงแต่ไหน
			<remark  id="s2b18c69l16" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลอันผัสสะ กระทบแล้วย่อมรู้สึก อันผัสสะกระทบแล้วย่อมคิด อันผัสสะ
			<remark  id="s2b18c69l17" />กระทบแล้วย่อมจำแม้ธรรมเหล่านี้ก็หวั่นไหวและอาพาธ ไม่เที่ยง มีความแปรปรวน มีความเป็น
			<remark  id="s2b18c69l18" />อย่างอื่น ฯลฯ มโนวิญญาณเกิดขึ้นเพราะอาศัยใจและธรรมารมณ์ ใจไม่เที่ยง มี ความแปรปรวน
			<remark  id="s2b18c69l19" />มีความเป็นอย่างอื่น ธรรมทั้งหลายก็ไม่เที่ยง มีความแปรปรวน  มีความเป็นอย่างอื่น ส่วนสอง
			<remark  id="s2b18c69l20" />อย่างนี้หวั่นไหวและอาพาธ ไม่เที่ยง มีความแปรปรวน มีความเป็นอย่างอื่น มโนวิญญาณไม่
			<remark  id="s2b18c69l21" />เที่ยง มีความแปรปรวน มีความเป็นอย่างอื่น แม้เหตุปัจจัยเพื่อความเกิดขึ้นแห่งมโนวิญญาณ
			<remark  id="s2b18c69l22" />ก็ไม่เที่ยง มีความแปรปรวน มีความเป็นอย่างอื่น มโนวิญญาณที่เกิดขึ้นแล้ว เพราะอาศัยปัจจัย
			<remark  id="s2b18c69l23" />อันไม่เที่ยง จักเป็นของเที่ยงแต่ไหน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความประจวบ ความประชุม ความ
			<remark  id="s2b18c69l24" />พร้อมกัน แห่งธรรม ๓ ประการนี้แล เรียกว่ามโนสัมผัส ฯ
			<remark  id="s2b18c69l25" />	 [๑๒๗] แม้มโนสัมผัสก็ไม่เที่ยง มีความแปรปรวน มีความเป็นอย่างอื่น แม้เหตุปัจจัย
			<remark  id="s2b18c69l26" />เพื่อความเกิดขึ้นแห่งมโนสัมผัสก็ไม่เที่ยง มีความแปรปรวน มีความ เป็นอย่างอื่น ดูกรภิกษุ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b18c70" >
		<para id="s2b18c70p">
			<remark  id="s2b18c70l1" />ทั้งหลาย ก็มโนสัมผัสที่เกิดขึ้นแล้ว เพราะอาศัยปัจจัยอันไม่เที่ยง จักเป็นของเที่ยงแต่ไหน
			<remark  id="s2b18c70l2" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลอันผัสสะกระทบแล้วย่อมรู้สึก อันผัสสะกระทบแล้วย่อมคิด อันผัสสะ
			<remark  id="s2b18c70l3" />กระทบแล้วย่อมจำ แม้ ธรรมเหล่านี้ก็หวั่นไหวและอาพาธ ไม่เที่ยง มีความแปรปรวน มีความ
			<remark  id="s2b18c70l4" />เป็นอย่างอื่นดูกรภิกษุทั้งหลาย มโนวิญญาณย่อมเกิดเพราะอาศัยส่วนสองอย่าง ด้วยประการ
			<remark  id="s2b18c70l5" />ฉะนี้แล ฯ
			<remark  id="s2b18c70l6" />	                จบสูตรที่ ๑๐
			<remark  id="s2b18c70l7" />	                  จบฉันนวรรคที่ ๔
			<remark  id="s2b18c70l8" />	                  _____________________
			<remark  id="s2b18c70l9" />	                รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
			<remark  id="s2b18c70l10" />	 ๑. ปโลกสูตร ๒. สุญญสูตร ๓. สังขิตตสูตร ๔. ฉันนสูตร ๕. ปุณณสูตร
			<remark  id="s2b18c70l11" />๖. พาหิยสูตร ๗. เอชสูตรที่ ๑ ๘. เอชสูตรที่ ๒ ๙. ทวย  สูตรที่ ๑ ๑๐. ทวยสูตรที่ ๒ ฯ
			<remark  id="s2b18c70l12" />	                 ______________________
		</para>
	</section>
	<section id="s2b18c71" >
		<para id="s2b18c71p">
			<remark  id="s2b18c71l1" />	                ฉฬวรรคที่ ๕
			<remark  id="s2b18c71l2" />	                  สังคัยหสูตรที่ ๑
			<remark  id="s2b18c71l3" />	 [๑๒๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ผัสสายตนะ ๖ ประการนี้ ที่บุคคลไม่ฝึกฝน ไม่คุ้มครอง
			<remark  id="s2b18c71l4" />ไม่รักษา ไม่สำรวมระวังแล้ว ย่อมนำทุกข์หนักมาให้ ผัสสายตนะ  ๖ ประการเป็นไฉน คือ
			<remark  id="s2b18c71l5" />จักษุ โสตะ ฆานะ ชิวหา กาย ใจ ที่บุคคลไม่  ฝึกฝน ไม่คุ้มครอง ไม่รักษา ไม่สำรวมระวังแล้ว
			<remark  id="s2b18c71l6" />ย่อมนำทุกข์หนักมาให้ ดูกร ภิกษุทั้งหลาย ผัสสายตนะ ๖ ประการนี้แล ที่บุคคลไม่ฝึกฝน ไม่
			<remark  id="s2b18c71l7" />คุ้มครอง ไม่ รักษา ไม่สำรวมระวังแล้ว ย่อมนำทุกข์หนักมาให้ ฯ
			<remark  id="s2b18c71l8" />	 [๑๒๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ผัสสายตนะ ๖ ประการนี้ ที่บุคคลฝึกฝนดี  คุ้มครองดี
			<remark  id="s2b18c71l9" />รักษาดี สำรวมระวังดีแล้ว ย่อมนำสุขมากมาให้ ผัสสายตนะ ๖เป็นไฉน คือ จักษุ โสตะ
			<remark  id="s2b18c71l10" />ฆานะ ชิวหา กาย ใจ ที่บุคคลฝึกฝนดี คุ้มครองดี รักษาดี สำรวมระวังดีแล้ว ย่อมนำสุข
			<remark  id="s2b18c71l11" />มากมาให้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ผัสสายตนะ ๖ ประการนี้แล ที่บุคคลฝึกฝนดี คุ้มครองดี รักษาดี
			<remark  id="s2b18c71l12" />สำรวมระวังดีแล้ว ย่อม นำสุขมากมาให้ พระผู้มีพระภาคผู้สุคตศาสดา ครั้นได้ตรัสไวยากรณ
			<remark  id="s2b18c71l13" />ภาษิตนี้จบลง  แล้ว จึงได้ตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปอีกว่า ฯ
			<remark  id="s2b18c71l14" />	 [๑๓๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลไม่สำรวมผัสสายตนะ ๖
			<remark  id="s2b18c71l15" />นั่นแหละ เว้นการสำรวมในอายตนะใด ย่อมเข้าถึงทุกข์  บุคคลเหล่า
			<remark  id="s2b18c71l16" />ใด ได้สำรวมระวังอายตนะเหล่านั้น บุคคลเหล่านั้น มีศรัทธาเป็น
			<remark  id="s2b18c71l17" />เพื่อนสอง ย่อมเป็นผู้อันราคะไม่ชุ่มอยู่  บุคคลเห็นรูปที่ชอบใจและ
			<remark  id="s2b18c71l18" />เห็นรูปที่ไม่ชอบใจแล้ว พึง บรรเทาราคะในรูปที่ชอบใจ และไม่พึง
			<remark  id="s2b18c71l19" />เสียใจว่า รูปไม่น่ารัก ของเรา (เราเห็นรูปไม่น่ารักเข้าแล้ว) ได้ยิน
			<remark  id="s2b18c71l20" />เสียงที่น่ารักและเสียงที่ไม่น่ารัก พึงสงบใจในเสียงที่น่ารัก และพึง
			<remark  id="s2b18c71l21" />บรรเทาโทสะในเสียงที่น่ารัก และไม่พึงเสียใจว่า เสียงไม่น่ารักของเรา
			<remark  id="s2b18c71l22" />(เราได้ฟังเสียงที่ไม่น่ารักเข้าแล้ว) ได้ดมกลิ่นที่ชอบใจอันน่ายินดี
			<remark  id="s2b18c71l23" />และได้ดมกลิ่นที่ไม่สะอาด ไม่น่ารักใคร่ พึงบรรเทาความหงุดหงิดใน
			<remark  id="s2b18c71l24" />กลิ่นที่ไม่น่าใคร่ และไม่ พึงพอใจในกลิ่นที่น่าใคร่ ได้ลิ้มรสที่อร่อย
		</para>
	</section>
	<section id="s2b18c72" >
		<para id="s2b18c72p">
			<remark  id="s2b18c72l1" />เล็กน้อย และลิ้มรสที่ไม่อร่อยในบางคราว ไม่พึงลิ้มรสที่อร่อยด้วยความ
			<remark  id="s2b18c72l2" />ติดใจ และไม่ควรยินร้ายในเมื่อลิ้มรสที่ไม่อร่อย ถูกสัมผัส ที่เป็นสุข
			<remark  id="s2b18c72l3" />กระทบเข้าแล้ว และถูกผัสสะที่เป็นทุกข์กระทบเข้า แล้ว ไม่พึงหวั่นไหว
			<remark  id="s2b18c72l4" />ในระหว่างๆ ควรวางเฉยผัสสะทั้งที่เป็นสุข ทั้งที่เป็นทุกข์ทั้งสอง ไม่ควร
			<remark  id="s2b18c72l5" />ยินดี ไม่ควรยินร้ายเพราะผัสสะอะไรๆ นรชนทั้งหลายที่ทรามปัญญา
			<remark  id="s2b18c72l6" />มีความ สำคัญในกิเลสเป็นเหตุให้เนิ่นช้า ยินดีอยู่ด้วยกิเลสเป็นเหตุให้
			<remark  id="s2b18c72l7" />เนิ่นช้า เป็นสัตว์ที่มีสัญญา ย่อมวกเวียนอยู่ ก็บุคคลบรรเทาใจ ที่
			<remark  id="s2b18c72l8" />ประกอบด้วยปัญจกามคุณทั้งปวงแล้ว ย่อมรักษา ใจให้ประกอบด้วยเนก
			<remark  id="s2b18c72l9" />ขัมมะ ใจที่บุคคลเจริญดีแล้วใน อารมณ์ ๖ อย่างนี้ ในกาลใด ในกาล
			<remark  id="s2b18c72l10" />นั้น จิตของบุคคลนั้นอันสุขสัมผัสกระทบเข้าแล้ว ย่อมไม่หวั่นไหวใน
			<remark  id="s2b18c72l11" />ที่ไหนๆ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายปราบราคะและโทสะเสียแล้ว
			<remark  id="s2b18c72l12" />ย่อมเป็นผู้ถึงนิพพานซึ่งเป็นฝั่งข้างโน้นแห่งชาติและมรณะ ฯ
			<remark  id="s2b18c72l13" />	                 จบสูตรที่ ๑
			<remark  id="s2b18c72l14" />	                  สังคัยหสูตรที่ ๒
			<remark  id="s2b18c72l15" />	 [๑๓๑] ครั้งนั้นแล ท่านพระมาลุกยบุตร มีความเพียร มีใจเด็ดเดี่ยว เข้าไปเฝ้า
			<remark  id="s2b18c72l16" />พระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ฯลฯ ครั้นแล้ว ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
			<remark  id="s2b18c72l17" />ข้าพระองค์ขอประทานพระวโรกาส ขอพระผู้มีพระภาคโปรดแสดงธรรมแก่ข้าพระองค์โดยย่อ ที่ข้า
			<remark  id="s2b18c72l18" />พระองค์สดับแล้ว พึงเป็นผู้ๆ เดียวหลีกออกจากหมู่ ไม่ประมาท มีความเพียร มีใจเด็ดเดี่ยวอยู่
			<remark  id="s2b18c72l19" />เถิด พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรมาลุกยบุตร ในการที่เธอขอโอวาทนี้ในบัดนี้ เราจักบอกกะพวก
			<remark  id="s2b18c72l20" />ทหรภิกษุทำไม ก็ท่านใดแก่แล้ว เป็นผู้เฒ่า ผู้ใหญ่ ล่วงกาลผ่านวัยแล้ว ย่อม  ขอโอวาทโดย
			<remark  id="s2b18c72l21" />ย่อ เราจักบอกแก่เธอนั้น ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b18c73" >
		<para id="s2b18c73p">
			<remark  id="s2b18c73l1" />	 [๑๓๒] มา. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์แก่แล้ว  เป็นผู้เฒ่า ผู้ใหญ่ ล่วงกาล
			<remark  id="s2b18c73l2" />ผ่านวัยแล้วก็จริง ถึงกระนั้น ขอพระผู้มีพระภาคผู้สุคตโปรดแสดงธรรมโดยย่อแก่ข้าพระองค์เถิด
			<remark  id="s2b18c73l3" />ไฉนข้าพระองค์พึงรู้ถึงพระภาษิตของพระผู้มีพระภาค พึงเป็นผู้ได้รับพระภาษิตของพระผู้มีพระ
			<remark  id="s2b18c73l4" />ภาค ฯ
			<remark  id="s2b18c73l5" />	 พ. ดูกรมาลุกยบุตร เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน รูปที่พึงรู้แจ้งด้วยจักษุเหล่า
			<remark  id="s2b18c73l6" />ใด เธอไม่เห็นแล้ว ทั้งไม่เคยเห็นแล้ว ย่อมไม่เห็นในบัดนี้ด้วยความกำหนดว่า เราเห็น มิได้
			<remark  id="s2b18c73l7" />มีแก่เธอด้วย เธอมีความพอใจ มีความกำหนัดหรือมีความรักในรูปเหล่านั้นหรือ ฯ
			<remark  id="s2b18c73l8" />	 มา. ไม่มีเลย พระเจ้าข้า ฯ
			<remark  id="s2b18c73l9" />	 พ. เสียงที่พึงรู้แจ้งด้วยหูเหล่าใด เธอไม่ได้ฟังแล้ว ทั้งไม่เคยได้ฟังแล้ว ย่อมไม่ได้ฟัง
			<remark  id="s2b18c73l10" />ในบัดนี้ด้วย ความกำหนดว่า เราได้ฟัง มิได้มีแก่เธอด้วย เธอมี  ความพอใจ มีความกำหนัด
			<remark  id="s2b18c73l11" />หรือมีความรักในเสียงเหล่านั้นหรือ ฯ
			<remark  id="s2b18c73l12" />	 มา. ไม่มีเลย พระเจ้าข้า ฯ
			<remark  id="s2b18c73l13" />	 พ. กลิ่นที่พึงรู้แจ้งด้วยจมูกเหล่าใด เธอไม่ได้ดมแล้ว ทั้งไม่เคยได้ดม แล้ว ย่อมไม่
			<remark  id="s2b18c73l14" />ได้ดมในบัดนี้ด้วย ความกำหนดว่า เราได้ดม มิได้มีแก่เธอด้วย  เธอมีความพอใจ มีความกำหนัด
			<remark  id="s2b18c73l15" />หรือมีความรักในกลิ่นเหล่านั้นหรือ ฯ
			<remark  id="s2b18c73l16" />	 มา. ไม่มีเลย พระเจ้าข้า ฯ
			<remark  id="s2b18c73l17" />	 พ. รสที่พึงรู้แจ้งด้วยลิ้นเหล่าใด เธอไม่ได้ลิ้มแล้ว ทั้งไม่เคยได้ลิ้มแล้ว  ย่อมไม่ได้ลิ้ม
			<remark  id="s2b18c73l18" />ในบัดนี้ด้วย ความกำหนดว่า เราได้ลิ้ม มิได้มีแก่เธอด้วย เธอมีความพอใจ มีความกำหนัด
			<remark  id="s2b18c73l19" />หรือความรักในรสเหล่านั้นหรือ ฯ
			<remark  id="s2b18c73l20" />	 มา. ไม่มีเลย พระเจ้าข้า ฯ
			<remark  id="s2b18c73l21" />	 พ. โผฏฐัพพะที่พึงรู้แจ้งด้วยกายเหล่าใด เธอไม่ได้ถูกต้องแล้ว ทั้ง  ไม่ได้เคยถูกต้อง
			<remark  id="s2b18c73l22" />แล้ว ย่อมไม่ได้ถูกต้องในบัดนี้ด้วย ความกำหนดว่า เราถูกต้องมิได้มีแก่เธอด้วย เธอมีความ
			<remark  id="s2b18c73l23" />พอใจ มีความกำหนัด หรือมีความรักในโผฏฐัพพะเหล่านั้นหรือ ฯ
			<remark  id="s2b18c73l24" />	 มา. ไม่มีเลย พระเจ้าข้า ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b18c74" >
		<para id="s2b18c74p">
			<remark  id="s2b18c74l1" />	 พ. ธรรมารมณ์ที่พึงรู้แจ้งด้วยใจเหล่าใด เธอไม่ได้รู้แล้ว ทั้งไม่ได้เคยรู้แล้ว ย่อมไม่รู้
			<remark  id="s2b18c74l2" />ในบัดนี้ด้วย  ความกำหนดว่า เรารู้ มิได้มีแก่เธอด้วย เธอมี  ความพอใจ มีความกำหนัด หรือมี
			<remark  id="s2b18c74l3" />ความรักในธรรมารมณ์เหล่านั้นหรือ ฯ
			<remark  id="s2b18c74l4" />	  มา. ไม่มีเลย พระเจ้าข้า ฯ
			<remark  id="s2b18c74l5" />	 [๑๓๓] พ. ดูกรมาลุกยบุตร ก็ในธรรมเหล่านั้น คือ รูปที่ได้เห็น เสียงที่ได้ฟัง อารมณ์
			<remark  id="s2b18c74l6" />ที่ได้ทราบ และธรรมที่จะพึงรู้แจ้ง ในรูปที่ได้เห็นแล้ว เธอ  จักเป็นเพียงแต่ว่าเห็น ในเสียงที่ได้
			<remark  id="s2b18c74l7" />ฟังแล้ว เธอจักเป็นเพียงแต่ว่าได้ฟัง ในอารมณ์ที่ได้ทราบแล้ว เธอจักเป็นเพียงแต่ได้ทราบ ใน
			<remark  id="s2b18c74l8" />ธรรมที่ได้รู้แจ้ง เธอจัก เป็นเพียงแต่ได้รู้แจ้ง ดูกรมาลุกยบุตร ในธรรมทั้งหลาย คือ รูปที่ได้เห็น
			<remark  id="s2b18c74l9" />เสียงที่ได้ฟัง อารมณ์ที่ได้ทราบ และธรรมที่จะพึงรู้แจ้ง ในรูปที่ได้เห็นแล้ว เธอ  จักเป็นเพียง
			<remark  id="s2b18c74l10" />แต่ว่าเห็น ในเสียงที่ได้ฟังแล้ว เธอจักเป็นเพียงแต่ว่าได้ฟัง ในอารมณ์ที่ได้ทราบแล้ว เธอจักเป็น
			<remark  id="s2b18c74l11" />เพียงแต่ได้ทราบ ในธรรมที่ได้รู้แจ้งแล้ว เธอจักเป็น  เพียงแต่ได้รู้แจ้งแล้ว ในกาลใด ในกาล
			<remark  id="s2b18c74l12" />นั้น เธอจักเป็นผู้ไม่ถูกราคะย้อม ไม่  ถูกโทสะประทุษร้าย ไม่หลงเพราะโมหะ เธอจักเป็นผู้ไม่ถูก
			<remark  id="s2b18c74l13" />ราคะย้อม ไม่ถูกโทสะประทุษร้าย ไม่หลงเพราะโมหะ ในกาลใด ในกาลนั้น เธอจักไม่พัวพัน
			<remark  id="s2b18c74l14" />ในรูปที่ได้เห็น ในเสียงที่ได้ฟัง ในอารมณ์ที่ได้ทราบ หรือในธรรมารมณ์ที่ได้ รู้แจ้ง ดูกรมาลุกย
			<remark  id="s2b18c74l15" />บุตร ในโลกนี้ก็ไม่มี ในโลกอื่นก็ไม่มี ในระหว่างโลกทั้งสอง  ก็ไม่มี นี้แลเป็นที่สุดแห่งทุกข์ ฯ
			<remark  id="s2b18c74l16" />	 มา. พระเจ้าข้า ข้าพระองค์ย่อมรู้ทั่วถึงเนื้อความแห่งธรรม ที่พระผู้มีพระภาคตรัสแล้ว
			<remark  id="s2b18c74l17" />โดยย่อนี้ได้โดยพิสดารว่า
			<remark  id="s2b18c74l18" />[๑๓๔] สติหลงไปแล้วเพราะเห็นรูป บุคคลเมื่อใส่ใจถึงรูปเป็นนิมิตที่รัก
			<remark  id="s2b18c74l19" />ก็มีจิตกำหนัด เสวยอารมณ์นั้น ทั้งมีความติดใจในอารมณ์นั้นตั้งอยู่
			<remark  id="s2b18c74l20" />มีเวทนาอันมีรูปเป็นแดนเกิดเป็นอเนกทวีขึ้น และมีจิตอันอภิชฌา
			<remark  id="s2b18c74l21" />และวิหิงสาเข้าไปกระทบ เมื่อสั่งสมทุกข์อยู่อย่างนี้ บัณฑิตกล่าวว่า
			<remark  id="s2b18c74l22" />ห่างไกลนิพพาน สติหลงไปแล้ว เพราะได้ฟังเสียง บุคคลเมื่อใส่ใจ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b18c75" >
		<para id="s2b18c75p">
			<remark  id="s2b18c75l1" />ถึงเสียงเป็นนิมิตที่รัก ก็มีจิตกำหนัดเสวยอารมณ์นั้น ทั้งมีความติด
			<remark  id="s2b18c75l2" />ใจในอารมณ์นั้นตั้งอยู่ มีเวทนาอันมีเสียงเป็นแดนเกิดเป็นอเนกทวี
			<remark  id="s2b18c75l3" />ขึ้น และมีจิตอันอภิชฌาและวิหิงสาเข้าไปกระทบ เมื่อสั่งสมทุกข์
			<remark  id="s2b18c75l4" />อย่างนี้ บัณฑิตกล่าวว่า ห่างไกลนิพพาน สติหลงไปแล้วเพราะได้
			<remark  id="s2b18c75l5" />ดมกลิ่น บุคคลเมื่อใส่ใจถึงกลิ่นเป็นนิมิตที่รัก ก็มีจิตกำหนัดเสวย
			<remark  id="s2b18c75l6" />อารมณ์นั้น ทั้งมีความติดใจอารมณ์นั้นตั้งอยู่ มีเวทนาอันมีกลิ่นเป็น
			<remark  id="s2b18c75l7" />แดนเกิดเป็นอเนกทวีขึ้นและมีจิตอันอภิชฌาและวิหิงสาเข้าไปกระทบ
			<remark  id="s2b18c75l8" />เมื่อสั่งสมทุกข์อยู่อย่างนี้ บัณฑิตกล่าวว่า ห่างไกลนิพพาน สติหลง
			<remark  id="s2b18c75l9" />ไปแล้วเพราะลิ้มรส บุคคลเมื่อใส่ใจถึงรสเป็นนิมิตที่รัก ก็มีจิตกำหนัด
			<remark  id="s2b18c75l10" />เสวยอารมณ์นั้น ทั้งมีความติดใจในอารมณ์นั้นตั้งอยู่มีเวทนาอัน
			<remark  id="s2b18c75l11" />มีรสเป็นแดนเกิดเป็นอเนกทวีขึ้น และมีจิตอันอภิชฌาและวิหิงสาเข้า
			<remark  id="s2b18c75l12" />ไปกระทบ เมื่อสั่งสมทุกข์อยู่อย่างนี้บัณฑิตกล่าวว่า ห่างไกลนิพพาน
			<remark  id="s2b18c75l13" />สติหลงไปแล้ว เพราะถูกต้องโผฏฐัพพะ บุคคลเมื่อใส่ใจถึงโผฏฐัพพะ
			<remark  id="s2b18c75l14" />เป็นนิมิตที่รัก ก็มีจิตกำหนัดเสวยอารมณ์นั้น ทั้งมีความติดใจในอารมณ์
			<remark  id="s2b18c75l15" />นั้นตั้งอยู่ มีเวทนาอันมีโผฏฐัพพะเป็นแดนเกิดเป็นอเนกทวีขึ้น และ
			<remark  id="s2b18c75l16" />มีจิตอันอภิชฌาและวิหิงสาเข้าไปกระทบ เมื่อสั่งสมทุกข์อยู่อย่างนี้
			<remark  id="s2b18c75l17" />บัณฑิตกล่าวว่า ห่างไกลนิพพานสติหลงไปแล้วเพราะรู้ธรรมารมณ์
			<remark  id="s2b18c75l18" />บุคคลเมื่อใส่ใจถึงธรรมารมณ์เป็นนิมิตที่รัก ก็มีจิตกำหนัดเสวยอารมณ์
			<remark  id="s2b18c75l19" />นั้นทั้งมีความติดใจในอารมณ์นั้นตั้งอยู่ มีเวทนาอันมีธรรมารมณ์เป็น
			<remark  id="s2b18c75l20" />แดนเกิดเป็นอเนกทวีขึ้น และมีจิตอันอภิชฌาและวิหิงสาเข้าไปกระทบ
			<remark  id="s2b18c75l21" />เมื่อสั่งสมทุกข์อยู่อย่างนี้ บัณฑิตกล่าวว่าห่างไกลนิพพาน ฯ
			<remark  id="s2b18c75l22" />[๑๓๕] บุคคลนั้นเห็นรูปแล้ว มีสติไม่กำหนัดในรูปทั้งหลาย มีจิต
			<remark  id="s2b18c75l23" />คลายกำหนัดเสวยอารมณ์นั้น ทั้งไม่มีความติดใจอารมณ์นั้นตั้งอยู่
			<remark  id="s2b18c75l24" />บุคคลนั้นเมื่อเห็นรูปและเสวยเวทนาอยู่ ทุกข์สิ้นไปและไม่สั่งสมทุกข์
			<remark  id="s2b18c75l25" />ฉันใด บุคคลนั้นเป็นผู้มีสติเที่ยวไปฉันนั้น เมื่อไม่สั่งสมทุกข์อยู่อย่างนี้
		</para>
	</section>
	<section id="s2b18c76" >
		<para id="s2b18c76p">
			<remark  id="s2b18c76l1" />บัณฑิตกล่าวว่า ใกล้นิพพาน บุคคลนั้นได้ฟังเสียงแล้ว มีสติไม่
			<remark  id="s2b18c76l2" />กำหนัดในเสียงทั้งหลาย มีจิตคลายกำหนัดเสวยอารมณ์นั้น ทั้งไม่มี
			<remark  id="s2b18c76l3" />ความติดใจอารมณ์นั้นตั้งอยู่ บุคคลนั้นเมื่อได้ฟังเสียงและเสวย
			<remark  id="s2b18c76l4" />เวทนาอยู่ ทุกข์สิ้นไปและไม่สั่งสมทุกข์ ฉันใด บุคคลนั้นเป็นผู้
			<remark  id="s2b18c76l5" />มีสติเที่ยวไป ฉันนั้น เมื่อไม่สั่งสมทุกข์อยู่อย่างนี้บัณฑิตกล่าวว่า
			<remark  id="s2b18c76l6" />ใกล้นิพพาน บุคคลนั้นเมื่อดมกลิ่นแล้วมีสติไม่กำหนัดในกลิ่น
			<remark  id="s2b18c76l7" />ทั้งหลาย มีจิตคลายกำหนัดเสวยอารมณ์นั้น ทั้งไม่มีความติดใจอารมณ์
			<remark  id="s2b18c76l8" />นั้นตั้งอยู่ บุคคลนั้นเมื่อดมกลิ่นและเสวยเวทนาอยู่ ทุกข์สิ้นไปและ
			<remark  id="s2b18c76l9" />ไม่สั่งสมทุกข์ฉันใด บุคคลนั้นเป็นผู้มีสติเที่ยวไป ฉันนั้น เมื่อไม่สั่ง
			<remark  id="s2b18c76l10" />สมทุกข์อยู่อย่างนี้ บัณฑิตกล่าวว่า ใกล้นิพพาน บุคคลนั้นลิ้มรสแล้ว
			<remark  id="s2b18c76l11" />มีสติไม่กำหนัดในรสทั้งหลาย มีจิตคลายกำหนัดเสวยอารมณ์นั้น ทั้ง
			<remark  id="s2b18c76l12" />ไม่มีความติดใจอารมณ์นั้นตั้งอยู่ บุคคลนั้นเมื่อลิ้มรสและเสวยเวทนา
			<remark  id="s2b18c76l13" />อยู่ ทุกข์สิ้นไปและไม่สั่งสมทุกข์ ฉันใด บุคคลนั้นเป็นผู้มีสติเที่ยว
			<remark  id="s2b18c76l14" />ไป ฉันนั้น เมื่อไม่สั่งสมทุกข์อยู่อย่างนี้ บัณฑิตกล่าวว่า ใกล้นิพพาน
			<remark  id="s2b18c76l15" />บุคคลนั้นถูกต้องผัสสะแล้ว มีจิตไม่กำหนัดในผัสสะทั้งหลายมีจิต
			<remark  id="s2b18c76l16" />คลายกำหนัดเสวยอารมณ์นั้น ทั้งไม่มีความติดใจอารมณ์นั้นตั้งอยู่
			<remark  id="s2b18c76l17" />บุคคลนั้นเมื่อถูกต้องผัสสะและเสวยเวทนาอยู่ทุกข์สิ้นไปและไม่สั่ง
			<remark  id="s2b18c76l18" />สมทุกข์ ฉันใด บุคคลนั้นเป็นผู้มีสติเที่ยวไป ฉันนั้น เมื่อไม่สั่ง
			<remark  id="s2b18c76l19" />สมทุกข์อยู่อย่างนี้ บัณฑิตกล่าวว่า ใกล้นิพพาน บุคคลนั้นรู้ธรรมารมณ์
			<remark  id="s2b18c76l20" />แล้ว มีสติไม่กำหนัดในธรรมารมณ์ทั้งหลาย มีจิตคลายกำหนัดเสวย
			<remark  id="s2b18c76l21" />อารมณ์นั้น ทั้งไม่มีความติดใจอารมณ์นั้นตั้งอยู่ บุคคลนั้นเมื่อรู้
			<remark  id="s2b18c76l22" />ธรรมารมณ์และเสวยเวทนาอยู่ ทุกข์สิ้นไปและไม่สั่งสมทุกข์ฉันใด
			<remark  id="s2b18c76l23" />บุคคลนั้นเป็นผู้มีสติเที่ยวไป ฉันนั้น เมื่อไม่สั่งสมทุกข์อยู่อย่างนี้
			<remark  id="s2b18c76l24" />บัณฑิตกล่าวว่าใกล้นิพพาน ฯ
			<remark  id="s2b18c76l25" />ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์รู้ทั่วถึงเนื้อความแห่งธรรมที่พระผู้มีพระภาคตรัสโดย
			<remark  id="s2b18c76l26" />ย่อนี้ได้โดยพิสดาร ด้วยประการฉะนี้ ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b18c77" >
		<para id="s2b18c77p">
			<remark  id="s2b18c77l1" />[๑๓๖] พ. ดูกรมาลุกยบุตร สาธุๆ เธอรู้ทั่งถึงเนื้อความแห่งธรรมที่เรากล่าวโดยย่อ
			<remark  id="s2b18c77l2" />ได้โดยพิสดารดีอยู่แล ว่า
			<remark  id="s2b18c77l3" />[๑๓๗] สติหลงไปเพราะเห็นรูป บุคคลเมื่อใส่ใจถึงรูปเป็นนิมิตที่รัก ก็
			<remark  id="s2b18c77l4" />มีจิตกำหนัดเสวยอารมณ์นั้น ทั้งมีความติดใจอารมณ์นั้นตั้งอยู่ มี
			<remark  id="s2b18c77l5" />เวทนาอันมีรูปเป็นแดนเกิดเป็นอเนกทวีขึ้น และมีจิตอันอภิชฌา
			<remark  id="s2b18c77l6" />และวิหิงสาเข้าไปกระทบ เมื่อบุคคลสั่งสมทุกข์อยู่อย่างนี้ เรากล่าวว่า
			<remark  id="s2b18c77l7" />ไกลนิพพาน ฯลฯ
			<remark  id="s2b18c77l8" />[๑๓๘] บุคคลนั้นรู้ธรรมารมณ์แล้ว มีสติไม่กำหนัดในธรรมารมณ์ มี
			<remark  id="s2b18c77l9" />จิตคลายกำหนัดเสวยอารมณ์นั้น ทั้งไม่มีความติดใจอารมณ์นั้นตั้งอยู่
			<remark  id="s2b18c77l10" />บุคคลนั้นเมื่อรู้ธรรมารมณ์และเสวยเวทนาอยู่ทุกข์สิ้นไปและไม่สั่ง
			<remark  id="s2b18c77l11" />สมทุกข์ ฉันใด บุคคลนั้นเป็นผู้มีสติเที่ยวไป ฉันนั้น เมื่อไม่สั่ง
			<remark  id="s2b18c77l12" />สมทุกข์อยู่อย่างนี้ ฯลฯ เรากล่าวว่าใกล้นิพพาน ฯ
			<remark  id="s2b18c77l13" />ดูกรมาลุกยบุตร เธอพึงเห็นเนื้อความแห่งธรรมที่กล่าวแล้วโดยย่อนี้
			<remark  id="s2b18c77l14" />โดยพิสดารอย่างนี้แล ฯ
			<remark  id="s2b18c77l15" />[๑๓๙] ครั้งนั้นแล ท่านพระมาลุกยบุตรชื่นชมยินดีพระภาษิตของพระผู้มีพระภาค
			<remark  id="s2b18c77l16" />ลุกจากอาสนะ ถวายอภิวาท กระทำประทักษิณแล้วหลีกไป ครั้งนั้นแล ท่านพระมาลุกยบุตร
			<remark  id="s2b18c77l17" />เป็นผู้ๆ เดียว หลีกออกจากหมู่ ไม่ประมาทมีความเพียร มีจิตเด็ดเดี่ยว ไม่ช้าก็กระทำให้
			<remark  id="s2b18c77l18" />แจ้งซึ่งที่สุดแห่งพรหมจรรย์อันยอดเยี่ยมที่กุลบุตรทั้งหลายออกบวชเป็นบรรพชิตโดยชอบต้อง
			<remark  id="s2b18c77l19" />การนั้น ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง ในปัจจุบัน เข้าถึงอยู่ รู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่
			<remark  id="s2b18c77l20" />จบแล้ว กิจที่ควรทำทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี ก็แลท่านพระมาลุกยบุตร
			<remark  id="s2b18c77l21" />ได้เป็นอรหันต์องค์หนึ่งในจำนวนพระอรหันต์ทั้งหลาย ฯ
			<remark  id="s2b18c77l22" />จบสูตรที่ ๒
		</para>
	</section>
	<section id="s2b18c78" >
		<para id="s2b18c78p">
			<remark  id="s2b18c78l1" />ปริหานสูตร
			<remark  id="s2b18c78l2" />[๑๔๐] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงปริหานธรรม อปริ
			<remark  id="s2b18c78l3" />หานธรรม และอภิภายตนะ ๖ แก่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟังเถิด ก็ปริหานธรรมย่อมมีอย่าง
			<remark  id="s2b18c78l4" />ไร ดูกรภิกษุทั้งหลาย อกุศลบาปธรรมทั้งหลายมีความดำริแล่นไป เป็นฝ่ายสังโยชน์ ย่อม
			<remark  id="s2b18c78l5" />เกิดขึ้นแก่ภิกษุในศาสนานี้ เพราะเห็นรูปด้วยจักษุ ถ้าภิกษุให้กิเลสนั้นอยู่อาศัย ไม่ละ ไม่
			<remark  id="s2b18c78l6" />บรรเทา ไม่กำจัดเสีย ไม่ให้หายไป ข้อนั้นภิกษุพึงทราบว่า เราย่อมเสื่อมจากกุศลธรรมทั้งหลาย
			<remark  id="s2b18c78l7" />เหตุนี้พระผู้มีพระภาคตรัสว่าเป็นความเสื่อม ฯลฯ
			<remark  id="s2b18c78l8" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย อีกประการหนึ่ง อกุศลบาปธรรมทั้งหลาย มีความดำริแล่นไป
			<remark  id="s2b18c78l9" />เป็นฝ่ายสังโยชน์ ย่อมเกิดขึ้นแก่ภิกษุในศาสนานี้ เพราะได้ลิ้มรสด้วยลิ้น ฯลฯ
			<remark  id="s2b18c78l10" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย อีกประการหนึ่ง อกุศลบาปธรรมทั้งหลาย มีความดำริแล่นไป เป็น
			<remark  id="s2b18c78l11" />ฝ่ายสังโยชน์ ย่อมเกิดขึ้นแก่ภิกษุในศาสนานี้ เพราะได้รู้แจ้งธรรมารมณ์ด้วยใจ ถ้าภิกษุให้กิเลส
			<remark  id="s2b18c78l12" />นั้นอยู่อาศัย ไม่ละ ไม่บรรเทา ไม่กำจัดเสียไม่ให้หายไป ข้อนั้นภิกษุพึงทราบว่า เราย่อมเสื่อม
			<remark  id="s2b18c78l13" />จากกุศลธรรมทั้งหลาย เหตุนี้พระผู้มีพระภาคตรัสว่าเป็นความเสื่อม ดูกรภิกษุทั้งหลาย
			<remark  id="s2b18c78l14" />ปริหานธรรมย่อมมีอย่างนี้แล ฯ
			<remark  id="s2b18c78l15" />[๑๔๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็อปริหานธรรมย่อมมีอย่างไร อกุศลบาปธรรมทั้งหลาย
			<remark  id="s2b18c78l16" />มีความดำริแล่นไป เป็นฝ่ายสังโยชน์ ย่อมเกิดขึ้นแก่ภิกษุในศาสนานี้ เพราะเห็นรูปด้วยจักษุ
			<remark  id="s2b18c78l17" />ถ้าภิกษุไม่ให้กิเลสนั้นอยู่อาศัย ละ บรรเทา กำจัดให้หายไป ข้อนั้นภิกษุพึงทราบว่า เราย่อมไม่
			<remark  id="s2b18c78l18" />เสื่อมจากกุศลธรรมทั้งหลาย เหตุนี้พระผู้มีพระภาคตรัสว่าเป็นความไม่เสื่อม ฯลฯ
			<remark  id="s2b18c78l19" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย อีกประการหนึ่ง อกุศลบาปธรรมทั้งหลาย มีความดำริแล่นไป เป็น
			<remark  id="s2b18c78l20" />ฝ่ายสังโยชน์ ย่อมเกิดขึ้นแก่ภิกษุในศาสนานี้ เพราะได้ลิ้มรสด้วยลิ้น ฯลฯ
			<remark  id="s2b18c78l21" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย อีกประการหนึ่ง อกุศลบาปธรรมทั้งหลายมีความดำริแล่นไป เป็น
			<remark  id="s2b18c78l22" />ฝ่ายสังโยชน์ ย่อมเกิดขึ้นแก่ภิกษุในศาสนานี้ เพราะได้รู้แจ้งธรรมารมณ์ด้วยใจ ถ้าภิกษุไม่ให้
			<remark  id="s2b18c78l23" />กิเลสนั้นอยู่อาศัย ละ บรรเทา กำจัด ให้หายไป ข้อนั้นภิกษุพึงทราบว่า เราย่อมไม่เสื่อมจาก
			<remark  id="s2b18c78l24" />กุศลธรรมทั้งหลาย เหตุนี้ พระผู้มีพระภาคตรัสว่าเป็นความไม่เสื่อม ดูกรภิกษุทั้งหลาย อปริหาน
			<remark  id="s2b18c78l25" />ธรรมย่อมมีอย่างนี้แล ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b18c79" >
		<para id="s2b18c79p">
			<remark  id="s2b18c79l1" />[๑๔๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็อภิภายตนะ ๖ เป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย อกุศล
			<remark  id="s2b18c79l2" />บาปธรรมทั้งหลาย มีความดำริแล่นไป เป็นฝ่ายสังโยชน์ ย่อมไม่เกิดขึ้นแก่ภิกษุในศาสนานี้
			<remark  id="s2b18c79l3" />เพราะเห็นรูปด้วยจักษุ ข้อนั้นภิกษุพึงทราบว่า อายตนะนี้เราครอบงำแล้ว อายตนะนี้ พระผู้มี
			<remark  id="s2b18c79l4" />พระภาคตรัสว่าเป็นอภิภายตนะ ฯลฯ
			<remark  id="s2b18c79l5" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย อีกประการหนึ่ง อกุศลบาปธรรมทั้งหลายมีความดำริแล่นไป เป็น
			<remark  id="s2b18c79l6" />ฝ่ายสังโยชน์ ย่อมเกิดขึ้นแก่ภิกษุในศาสนานี้เพราะได้รู้แจ้งธรรมารมณ์  ด้วยใจ ข้อนั้นภิกษุพึง
			<remark  id="s2b18c79l7" />ทราบว่า อายตนะนี้เราครอบงำแล้ว อายตนะนี้พระผู้มีพระภาคตรัสว่าเป็นอภิภายตนะ ดูกรภิกษุ
			<remark  id="s2b18c79l8" />ทั้งหลาย อายตนะเหล่านี้ เรากล่าวว่าอภิภายตนะ ๖ ฯ
			<remark  id="s2b18c79l9" />จบสูตรที่ ๓
			<remark  id="s2b18c79l10" />ปมาทวิหารีสูตร
			<remark  id="s2b18c79l11" />[๑๔๓] พระนครสาวัตถี ฯลฯ พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราจัก
			<remark  id="s2b18c79l12" />แสดงภิกษุผู้อยู่ด้วยความประมาท และภิกษุผู้อยู่ด้วยความไม่ประมาท เธอทั้งหลายจงฟังเถิด ก็
			<remark  id="s2b18c79l13" />ภิกษุเป็นผู้อยู่ด้วยความประมาทอย่างไร ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อภิกษุไม่สำรวมจักขุนทรีย์อยู่ จิต
			<remark  id="s2b18c79l14" />ย่อมแส่ไปในรูปทั้งหลายที่พึงรู้แจ้งด้วยจักษุ เมื่อภิกษุมีจิตแส่ไปแล้ว ปราโมทย์ก็ไม่มี เมื่อ
			<remark  id="s2b18c79l15" />ปราโมทย์ไม่มี ปีติก็ไม่มี เมื่อปีติไม่มี ปัสสัทธิก็ไม่มี เมื่อปัสสัทธิไม่มี ภิกษุนั้นก็อยู่ลำบาก
			<remark  id="s2b18c79l16" />จิตของภิกษุผู้ มีความลำบาก ย่อมไม่ตั้งมั่น เมื่อจิตไม่ตั้งมั่น ธรรมทั้งหลายก็ไม่ปรากฏ เพราะ
			<remark  id="s2b18c79l17" />ธรรมทั้งหลายไม่ปรากฏ ภิกษุนั้นก็ถึงความนับว่า เป็นผู้อยู่ด้วยความประมาทแท้จริง ฯลฯ
			<remark  id="s2b18c79l18" />เมื่อภิกษุไม่สำรวมชิวหินทรีย์ จิตย่อมแส่ไปในรสทั้งหลายที่พึงรู้แจ้ง ด้วยลิ้น เมื่อภิกษุมีจิต
			<remark  id="s2b18c79l19" />แส่ไปแล้ว ฯลฯ ภิกษุนั้นก็ถึงความนับว่า เป็นผู้อยู่ด้วยความ ประมาทแท้จริง ฯลฯ เมื่อภิกษุ
			<remark  id="s2b18c79l20" />ไม่สำรวมมนินทรีย์อยู่ จิตย่อมแส่ไปในธรรมา รมณ์ทั้งหลายที่พึงรู้แจ้งด้วยใจ เมื่อภิกษุมีจิตแส่
			<remark  id="s2b18c79l21" />ไปแล้ว ปราโมทย์ก็ไม่มี ปราโมทย์ไม่มี ปีติก็ไม่มี เมื่อปีติไม่มี ปัสสัทธิก็ไม่มี เมื่อ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b18c80" >
		<para id="s2b18c80p">
			<remark  id="s2b18c80l1" />ปัสสัทธิไม่มี ภิกษุนั้นก็อยู่ลำบาก จิตของภิกษุผู้มีความลำบากย่อมไม่ตั้งมั่น เมื่อจิตไม่ตั้งมั่น
			<remark  id="s2b18c80l2" />ธรรมทั้งหลายก็ไม่ปรากฏ เพราะธรรมทั้งหลายไม่ปรากฏ ภิกษุนั้นก็ถึงความนับว่า เป็นผู้อยู่ด้วย
			<remark  id="s2b18c80l3" />ความประมาทแท้จริง ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเป็นผู้อยู่ด้วยความประมาทด้วยประการฉะนี้ ฯ
			<remark  id="s2b18c80l4" />[๑๔๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเป็นผู้อยู่ด้วยความไม่ประมาทอย่างไร  เมื่อภิกษุสำรวม
			<remark  id="s2b18c80l5" />จักขุนทรีย์อยู่ จิตก็ไม่แส่ไปในรูปทั้งหลายที่พึงรู้แจ้งด้วยจักษุเมื่อภิกษุนั้นมีจิตไม่แส่ไปแล้ว
			<remark  id="s2b18c80l6" />ปราโมทย์ก็เกิด เมื่อภิกษุเกิดปราโมทย์แล้ว ปีติก็เกิด เมื่อภิกษุมีใจเกิดปีติ กายก็สงบ ภิกษุผู้มี
			<remark  id="s2b18c80l7" />กายสงบ ก็อยู่สบาย จิตของภิกษุผู้มี ความสุขก็ตั้งมั่น เมื่อจิตตั้งมั่นแล้ว ธรรมทั้งหลายก็ปรากฏ
			<remark  id="s2b18c80l8" />เพราะธรรมทั้งหลาย ปรากฏ ภิกษุนั้นก็ถึงความนับว่า เป็นผู้อยู่ด้วยความไม่ประมาทแท้จริง ฯลฯ
			<remark  id="s2b18c80l9" />เมื่อภิกษุสำรวมชิวหินทรีย์อยู่ จิตก็ไม่แส่ไปในรสทั้งหลายที่พึงรู้แจ้งด้วยลิ้น ฯลฯเมื่อภิกษุ
			<remark  id="s2b18c80l10" />สำรวมมนินทรีย์อยู่ จิตก็ไม่แส่ไปในธรรมารมณ์ทั้งหลายที่พึงรู้แจ้งด้วยใจเมื่อภิกษุมีจิตไม่แส่ไป
			<remark  id="s2b18c80l11" />แล้ว ปราโมทย์ก็เกิด เมื่อภิกษุเกิดปราโมทย์แล้ว ปีติก็---เกิด เมื่อภิกษุมีใจเกิดปีติ กายก็สงบ ภิกษุ
			<remark  id="s2b18c80l12" />ผู้มีกายสงบแล้ว ก็อยู่สบาย จิตของภิกษุผู้มีความสุขก็ตั้งมั่น เมื่อจิตตั้งมั่นแล้ว ธรรมทั้งหลายก็
			<remark  id="s2b18c80l13" />ปรากฏ เพราะธรรมทั้งหลายปรากฏ ภิกษุนั้นก็ถึงความนับว่า เป็นผู้อยู่ด้วยความประมาท ดูกร
			<remark  id="s2b18c80l14" />ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเป็นผู้อยู่ด้วยความไม่ประมาท ด้วยประการฉะนี้ ฯ
			<remark  id="s2b18c80l15" />จบสูตรที่ ๔
			<remark  id="s2b18c80l16" />สังวรสูตร
			<remark  id="s2b18c80l17" />[๑๔๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงสังวรและอสังวรแก่เธอทั้งหลาย  เธอทั้งหลายจง
			<remark  id="s2b18c80l18" />ฟังเถิด ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็อสังวรย่อมมีอย่างไร รูปทั้งหลายที่พึงรู้แจ้งด้วยจักษุ อันน่า
			<remark  id="s2b18c80l19" />ปรารถนา น่าใคร น่าพอใจ น่ารัก ชักให้ใคร่ ชวนให้กำหนัดมีอยู่ ถ้าภิกษุยินดีกล่าวสรรเสริญ
			<remark  id="s2b18c80l20" />พัวพันรูปนั้น ข้อนั้นภิกษุพึงทราบว่า เราย่อมเสื่อมจากกุศลธรรมทั้งหลาย เหตุนั้น พระผู้มี
			<remark  id="s2b18c80l21" />พระภาคตรัสว่าเป็นความเสื่อม ฯลฯรสทั้งหลายที่พึงรู้แจ้งด้วยลิ้น อันน่าปรารถนา น่าใคร่ น่า
			<remark  id="s2b18c80l22" />พอใจ น่ารัก ชักให้ใคร่ ชวนให้กำหนัด มีอยู่ ฯลฯ ธรรมารมณ์ทั้งหลายที่พึงรู้แจ้งด้วยใจ อันน่า
		</para>
	</section>
	<section id="s2b18c81" >
		<para id="s2b18c81p">
			<remark  id="s2b18c81l1" />ปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ น่ารัก ชักให้ใคร่ ชวนให้กำหนัด มีอยู่ ถ้าภิกษุยินดีกล่าวสรรเสริญ
			<remark  id="s2b18c81l2" />พัวพันธรรมารมณ์นั้น ข้อนั้นภิกษุพึงทราบว่า เราย่อมเสื่อมจากกุศลธรรมทั้งหลาย เหตุนั้น
			<remark  id="s2b18c81l3" />พระผู้มีพระภาคตรัสว่าเป็นความเสื่อมดูกรภิกษุทั้งหลาย อสังวรย่อมมีด้วยประการฉะนี้ ฯ
			<remark  id="s2b18c81l4" />[๑๔๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สังวรย่อมมีอย่างไร ดูกรภิกษุทั้งหลาย รูปทั้งหลายที่
			<remark  id="s2b18c81l5" />พึงรู้แจ้งด้วยจักษุ อันน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ น่ารัก ชักให้ใคร่ชวนให้กำหนัด มีอยู่
			<remark  id="s2b18c81l6" />ถ้าภิกษุไม่ยินดี ไม่กล่าวสรรเสริญ ไม่พัวพันรูปนั้น ข้อนั้นภิกษุพึงทราบว่า เราย่อมไม่เสื่อม
			<remark  id="s2b18c81l7" />จากกุศลธรรมทั้งหลาย เหตุนั้น พระผู้มีพระภาคตรัสว่าเป็นความไม่เสื่อม ฯลฯ รสทั้งหลายที่
			<remark  id="s2b18c81l8" />พึงรู้แจ้งด้วยลิ้น ฯลฯ ธรรมารมณ์ทั้งหลายที่พึงรู้แจ้งด้วยใจ อันน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ น่ารัก
			<remark  id="s2b18c81l9" />ชักให้ใคร่ชวนให้กำหนัดมีอยู่ ถ้าภิกษุไม่ยินดี ไม่กล่าวสรรเสริญ ไม่พัวพันธรรมารมณ์นั้น
			<remark  id="s2b18c81l10" />พระผู้มีพระภาคตรัสว่าเป็นความไม่เสื่อม ดูกรภิกษุทั้งหลาย สังวรย่อมมีด้วยประการฉะนี้ ฯ
			<remark  id="s2b18c81l11" />จบสูตรที่ ๕
			<remark  id="s2b18c81l12" />สมาธิสูตร
			<remark  id="s2b18c81l13" />[๑๔๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงเจริญสมาธิเถิด ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้
			<remark  id="s2b18c81l14" />มีจิตตั้งมั่นแล้ว ย่อมรู้ตามความเป็นจริง รู้อะไรตามความเป็นจริงรู้ตามความเป็นจริงว่า จักษุ
			<remark  id="s2b18c81l15" />ไม่เที่ยง รู้ตามความเป็นจริงว่า รูปทั้งหลายไม่เที่ยงรู้ตามความเป็นจริงว่า จักษุวิญญาณไม่เที่ยง
			<remark  id="s2b18c81l16" />รู้ตามความเป็นจริงว่า จักษุสัมผัสไม่เที่ยง รู้ตามความเป็นจริงว่า สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรือ
			<remark  id="s2b18c81l17" />อทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะจักษุสัมผัสเป็นปัจจัย ไม่เที่ยง ฯลฯ รู้ตามความเป็นจริงว่า ใจ
			<remark  id="s2b18c81l18" />ไม่เที่ยง รู้ตามความเป็นจริงว่า ธรรมารมณ์ทั้งหลายไม่เที่ยง รู้ตามความเป็นจริงว่า มโนวิญญาณ
			<remark  id="s2b18c81l19" />ไม่เที่ยง รู้ตามความเป็นจริงว่า มโนสัมผัสไม่เที่ยง รู้ตามความเป็นจริงว่า  สุขเวทนา ทุกขเวทนา
			<remark  id="s2b18c81l20" />หรืออทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะมโนสัมผัสเป็นปัจจัย ไม่เที่ยง ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอ
			<remark  id="s2b18c81l21" />ทั้งหลาย จงเจริญสมาธิเถิด ดูกรภิกษุทั้งหลายภิกษุผู้มีจิตตั้งมั่นแล้วย่อมรู้ตามความเป็นจริง ฯ
			<remark  id="s2b18c81l22" />จบสูตรที่ ๖
		</para>
	</section>
	<section id="s2b18c82" >
		<para id="s2b18c82p">
			<remark  id="s2b18c82l1" />ปฏิสัลลีนสูตร
			<remark  id="s2b18c82l2" />[๑๔๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายเมื่ออยู่ในที่สงัด จงประกอบความเพียรเถิด ดูกร
			<remark  id="s2b18c82l3" />ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้อยู่ในที่สงัดย่อมรู้ตามความเป็นจริง รู้อะไรตามความเป็นจริง รู้ตามความ
			<remark  id="s2b18c82l4" />เป็นจริงว่า จักษุไม่เที่ยง รู้ตามความเป็นจริงว่า รูปทั้งหลายไม่เที่ยง รู้ตามความเป็นจริงว่า จักษุ
			<remark  id="s2b18c82l5" />วิญญาณไม่เที่ยง รู้ตามความเป็นจริงว่า จักษุสัมผัสไม่เที่ยง รู้ตามความเป็นจริงว่า สุขเวทนา
			<remark  id="s2b18c82l6" />ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะจักษุสัมผัสเป็นปัจจัย ไม่เที่ยง ฯลฯ รู้ตาม
			<remark  id="s2b18c82l7" />ความเป็นจริงว่า ใจไม่เที่ยง รู้ตามความเป็นจริงว่า ธรรมารมณ์ทั้งหลายไม่เที่ยง รู้ตามความเป็น
			<remark  id="s2b18c82l8" />จริงว่า มโนวิญญาณไม่เที่ยง รู้ตามความเป็นจริงว่า มโนสัมผัสไม่เที่ยง รู้ตามความเป็นจริงว่า สุข
			<remark  id="s2b18c82l9" />เวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะมโนสัมผัสเป็นปัจจัย ไม่เที่ยง ดูกรภิกษุ
			<remark  id="s2b18c82l10" />ทั้งหลาย เธอทั้งหลายเมื่ออยู่ในที่สงัด จงประกอบความเพียรเถิด ภิกษุผู้อยู่ในที่สงัด ย่อมรู้ตาม
			<remark  id="s2b18c82l11" />ความเป็นจริง ฯ
			<remark  id="s2b18c82l12" />จบสูตรที่ ๗
			<remark  id="s2b18c82l13" />นตุมหากสูตรที่ ๑
			<remark  id="s2b18c82l14" />[๑๔๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สิ่งใดไม่ใช่ของเธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงละสิ่งนั้นเสีย สิ่ง
			<remark  id="s2b18c82l15" />นั้นเธอทั้งหลายละเสียแล้ว จักมีเพื่อประโยชน์ เพื่อความสุข ดูกรภิกษุทั้งหลาย สิ่งใดเล่าไม่
			<remark  id="s2b18c82l16" />ใช่ของเธอทั้งหลาย จักษุไม่ใช่ของเธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงละจักษุนั้นเสีย จักษุนั้นเธอทั้ง
			<remark  id="s2b18c82l17" />หลายละเสียแล้ว จักมีเพื่อประโยชน์ เพื่อความสุข รูปไม่ใช่ของเธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจง
			<remark  id="s2b18c82l18" />ละรูปนั้นเสีย รูปนั้นเธอทั้งหลายละเสียแล้ว จักมีเพื่อประโยชน์ เพื่อความสุข จักษุวิญญาณ
			<remark  id="s2b18c82l19" />ไม่ใช่ของเธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงละจักษุวิญญาณนั้นเสีย จักษุวิญญาณนั้นเธอทั้งหลายละ
			<remark  id="s2b18c82l20" />เสียแล้ว จักมีเพื่อประโยชน์ เพื่อความสุข จักษุสัมผัสไม่ใช่ของเธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงละ
			<remark  id="s2b18c82l21" />จักษุสัมผัสนั้นเสีย จักษุสัมผัสนั้นเธอทั้งหลายละเสียแล้ว จักมีเพื่อประโยชน์ เพื่อความสุข
			<remark  id="s2b18c82l22" />สุขเวทนา ทุกขเวทนาหรืออทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะจักษุสัมผัสเป็นปัจจัย ไม่ใช่ของเธอ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b18c83" >
		<para id="s2b18c83p">
			<remark  id="s2b18c83l1" />ทั้งหลายเธอทั้งหลายจงละสุขเวทนา ทุกขเวทนาหรืออทุกขมสุขเวทนานั้นเสีย สุขเวทนา
			<remark  id="s2b18c83l2" />ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขนั้น เธอทั้งหลายละเสียแล้ว จักมีเพื่อประโยชน์ เพื่อความสุข
			<remark  id="s2b18c83l3" />ฯลฯ ใจไม่ใช่ของเธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงละใจนั้นเสีย ใจนั้นเธอทั้งหลายละเสียแล้ว จักมี
			<remark  id="s2b18c83l4" />เพื่อประโยชน์ เพื่อความสุขธรรมารมณ์ทั้งหลายไม่ใช่ของเธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงละ
			<remark  id="s2b18c83l5" />ธรรมารมณ์นั้นเสียธรรมารมณ์นั้น เธอทั้งหลายละเสียแล้ว จักมีเพื่อประโยชน์ เพื่อความสุขมโน
			<remark  id="s2b18c83l6" />วิญญาณไม่ใช่ของเธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงละมโนวิญญาณนั้นเสีย มโนวิญญาณนั้นเธอ
			<remark  id="s2b18c83l7" />ทั้งหลายละเสียแล้ว จักมีเพื่อประโยชน์ เพื่อความสุข มโนสัมผัสไม่ใช่ของเธอทั้งหลาย เธอ
			<remark  id="s2b18c83l8" />ทั้งหลายจงละมโนสัมผัสนั้นเสีย มโนสัมผัสนั้นเธอทั้งหลายละเสียแล้ว จักมีเพื่อประโยชน์ เพื่อ
			<remark  id="s2b18c83l9" />ความสุข สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะมโนสัมผัสเป็นปัจจัย
			<remark  id="s2b18c83l10" />ไม่ใช่ของเธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงละสุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนานั้นเสีย
			<remark  id="s2b18c83l11" />สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนานั้น เธอทั้งหลายละเสียแล้วจักมีเพื่อประโยชน์
			<remark  id="s2b18c83l12" />เพื่อความสุข ดูกรภิกษุทั้งหลาย หญ้า ไม้ กิ่งไม้ และใบไม้ อันมีที่วิหารเชตวันนี้ หญ้า
			<remark  id="s2b18c83l13" />ไม้ กิ่งไม้ และใบไม้ ชนนำไปบ้าง เผาเสียบ้าง ทำให้เป็นไปตามปัจจัยบ้าง เธอทั้งหลายมี
			<remark  id="s2b18c83l14" />ความคิดอย่างนี้บ้างไหมว่าเราทั้งหลาย ชนนำไปบ้าง ทำให้เป็นไปตามปัจจัยบ้าง ฯ
			<remark  id="s2b18c83l15" />ภิ. ข้อนั้นไม่มีเลย พระเจ้าข้า ฯ
			<remark  id="s2b18c83l16" />พ. ข้อนั้นเป็นเพราะเหตุไร ฯ
			<remark  id="s2b18c83l17" />ภิ. เพราะหญ้า ไม้ กิ่งไม้ และใบไม้นั้น ไม่ใช่ตน หรือไม่ใช่ของแห่งตนของ
			<remark  id="s2b18c83l18" />ข้าพระองค์ทั้งหลาย พระเจ้าข้า ฯ
			<remark  id="s2b18c83l19" />พ. ข้อนั้นเป็นฉันใด ข้อนี้ก็เป็นฉันนั้นแหละ ดูกรภิกษุทั้งหลาย จักษุไม่ใช่ของเธอทั้งหลาย
			<remark  id="s2b18c83l20" />เธอทั้งหลายจงละจักษุนั้นเสีย จักษุนั้นเธอทั้งหลายละเสียแล้ว จักมีเพื่อประโยชน์ เพื่อความสุข
			<remark  id="s2b18c83l21" />รูปไม่ใช่ของเธอทั้งหลาย ... จักษุวิญญาณ... จักษุสัมผัส... สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขม
			<remark  id="s2b18c83l22" />สุขเวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะมโนสัมผัสเป็นปัจจัย ไม่ใช่ของเธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงละ
			<remark  id="s2b18c83l23" />สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนานั้นเสีย สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขม
			<remark  id="s2b18c83l24" />สุขเวทนานั้น เธอทั้งหลายละเสียแล้ว จักมีเพื่อประโยชน์ เพื่อความสุข ฯ
			<remark  id="s2b18c83l25" />จบสูตรที่ ๘
		</para>
	</section>
	<section id="s2b18c84" >
		<para id="s2b18c84p">
			<remark  id="s2b18c84l1" />นตุมหากสูตรที่ ๒
			<remark  id="s2b18c84l2" />[๑๕๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง สิ่งใดไม่ใช่ของเธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงละสิ่งนั้นเสีย
			<remark  id="s2b18c84l3" />สิ่งนั้นเธอทั้งหลายละเสียแล้ว จักมีเพื่อประโยชน์ เพื่อความสุขดูกรภิกษุทั้งหลาย สิ่งไรเล่าไม่ใช่
			<remark  id="s2b18c84l4" />ของเธอทั้งหลาย จักษุไม่ใช่ของเธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงละจักษุนั้นเสีย จักษุนั้นเธอทั้งหลาย
			<remark  id="s2b18c84l5" />ละเสียแล้ว จักมีเพื่อประโยชน์เพื่อความสุข รูปไม่ใช่ของเธอทั้งหลาย เธอทั้งหลาย จงละรูป
			<remark  id="s2b18c84l6" />นั้นเสีย รูปนั้นเธอทั้งหลายละเสียแล้ว จักมีเพื่อประโยชน์ เพื่อความสุข จักษุวิญญาณไม่ใช่
			<remark  id="s2b18c84l7" />ของเธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงละจักษุวิญญาณนั้นเสีย จักษุวิญญาณนั้นเธอทั้งหลายละเสียแล้ว
			<remark  id="s2b18c84l8" />จักมีเพื่อประโยชน์ เพื่อความสุข จักษุสัมผัสไม่ใช่ของเธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงละจักษุสัมผัส
			<remark  id="s2b18c84l9" />นั้นเสีย จักษุสัมผัสนั้นเธอทั้งหลายละเสียแล้ว จักมี  เพื่อประโยชน์ เพื่อความสุข สุขเวทนา
			<remark  id="s2b18c84l10" />ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะจักษุสัมผัสเป็นปัจจัย ไม่ใช่ของเธอทั้งหลาย
			<remark  id="s2b18c84l11" />เธอทั้งหลายจงละสุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนานั้นเสีย สุขเวทนา ทุกขเวทนา
			<remark  id="s2b18c84l12" />หรืออทุกขมสุขเวทนานั้น เธอทั้งหลายละเสียแล้ว จักมีเพื่อประโยชน์ เพื่อความสุขฯลฯ ใจ
			<remark  id="s2b18c84l13" />ไม่ใช่ของเธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงละใจนั้นเสีย ใจนั้นเธอทั้งหลายละเสียแล้ว จักมีเพื่อ
			<remark  id="s2b18c84l14" />ประโยชน์ เพื่อความสุข ธรรมารมณ์ทั้งหลาย ไม่ใช่ของเธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงละธรรมา
			<remark  id="s2b18c84l15" />รมณ์นั้นเสีย ธรรมารมณ์นั้นเธอทั้งหลายละเสียแล้ว จักมีเพื่อประโยชน์ เพื่อความสุข มโน
			<remark  id="s2b18c84l16" />วิญญาณไม่ใช่ของเธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงละมโนวิญญาณนั้นเสีย มโนวิญญาณนั้นเธอ
			<remark  id="s2b18c84l17" />ทั้งหลายละเสียแล้ว  จักมีเพื่อประโยชน์ เพื่อความสุข มโนสัมผัสไม่ใช่ของเธอทั้งหลาย เธอ
			<remark  id="s2b18c84l18" />ทั้งหลายจงละมโนสัมผัสนั้นเสีย มโนสัมผัสนั้นเธอทั้งหลายละเสีย จักมีเพื่อประโยชน์ เพื่อ
			<remark  id="s2b18c84l19" />ความสุข สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะมโนสัมผัสเป็นปัจจัย
			<remark  id="s2b18c84l20" />ไม่ใช่ของเธอทั้งหลายเธอทั้งหลายจงละสุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนานั้นเสีย
			<remark  id="s2b18c84l21" />สุขเวทนาทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนานั้น เธอทั้งหลายละเสียแล้ว จักมีเพื่อประโยชน์
			<remark  id="s2b18c84l22" />เพื่อความสุข ดูกรภิกษุทั้งหลาย สิ่งใดไม่ใช่ของเธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงละสิ่งนั้นเสีย
			<remark  id="s2b18c84l23" />สิ่งนั้นเธอทั้งหลายละเสียแล้ว จักมีเพื่อประโยชน์ เพื่อ  ความสุข ฯ
			<remark  id="s2b18c84l24" />จบสูตรที่ ๙
		</para>
	</section>
	<section id="s2b18c85" >
		<para id="s2b18c85p">
			<remark  id="s2b18c85l1" />อุทกสูตร
			<remark  id="s2b18c85l2" />[๑๕๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ได้ยินว่า อุทกดาบสรามบุตร ย่อมกล่าววาจาอย่างนี้ว่า เรา
			<remark  id="s2b18c85l3" />ขอบอก เราเป็นผู้ถึงซึ่งเวทโดยส่วนเดียว เราขอบอก เราเป็นผู้ชนะก่อนโดยส่วนเดียว
			<remark  id="s2b18c85l4" />เราขอบอก เราขุดเสียแล้วซึ่งมูลรากแห่งทุกข์ที่ใครขุดไม่ได้โดยส่วนเดียว ดูกรภิกษุทั้งหลาย
			<remark  id="s2b18c85l5" />อุทกดาบสรามบุตรยังเป็นผู้ไม่ถึงซึ่งเวทก็กล่าวว่าเราเป็นผู้ถึงซึ่งเวท ยังเป็นผู้ไม่ชนะก่อน ก็กล่าวว่า
			<remark  id="s2b18c85l6" />เราเป็นผู้ชนะก่อน ยังไม่ได้ขุดมูลรากแห่งทุกข์ ก็กล่าวว่า เราขุดมูลรากแห่งทุกข์ได้แล้ว
			<remark  id="s2b18c85l7" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเมื่อจะกล่าวข้อนั้นโดยชอบ ควรกล่าวว่า เราขอบอก เราเป็นผู้ถึงซึ่ง
			<remark  id="s2b18c85l8" />เวทโดยส่วนเดียว เราขอบอก เราเป็นผู้ชนะก่อนโดยส่วนเดียว เราขอบอกเราขุดมูลรากแห่ง
			<remark  id="s2b18c85l9" />ทุกข์ที่ใครขุดไม่ได้โดยส่วนเดียว ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุย่อมเป็นผู้ถึงซึ่งเวทอย่างไร ดูกรภิกษุ
			<remark  id="s2b18c85l10" />ทั้งหลาย ภิกษุย่อมรู้ตามความเป็นจริงซึ่งความเกิดความดับ คุณ โทษ และอุบายเครื่องสลัดออก
			<remark  id="s2b18c85l11" />แห่งผัสสายตนะ ๖ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุย่อมเป็นผู้ถึงซึ่งเวทอย่างนี้แล ภิกษุย่อมเป็นผู้ชนะ
			<remark  id="s2b18c85l12" />ก่อนอย่างไรภิกษุรู้แจ้งตามความเป็นจริงซึ่งความเกิด ความดับ คุณ โทษ และอุบายเครื่อง
			<remark  id="s2b18c85l13" />สลัดออกแห่งผัสสายตนะ ๖ เป็นผู้หลุดพ้นแล้วเพราะไม่ถือมั่น ภิกษุย่อมเป็นผู้ชนะก่อนอย่างนี้
			<remark  id="s2b18c85l14" />แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย มูลรากแห่งทุกข์ที่ใครขุดไม่ได้ อันภิกษุขุดได้แล้วอย่างไร ดูกรภิกษุ
			<remark  id="s2b18c85l15" />ทั้งหลาย คำว่า "คัณฑะ" นี้ เป็นชื่อของกายนี้อันเป็นที่ประชุมแห่งมหาภูตรูป ๔ ซึ่งมีมารดา
			<remark  id="s2b18c85l16" />บิดาเป็นแดนเกิด เติบโตขึ้นเพราะข้าวสุกและขนมสด มีความไม่เที่ยง ต้องขัดสี นวดฟั้น
			<remark  id="s2b18c85l17" />แตกสลายกระจัดกระจายเป็นธรรมดา คำว่า "คัณฑมูล" นี้ เป็นชื่อของตัณหา ดูกรภิกษุทั้งหลาย
			<remark  id="s2b18c85l18" />ตัณหาภิกษุละเสียแล้ว ให้มีรากขาดแล้ว ทำให้เป็นเหมือนตาลยอดด้วน ทำให้ไม่มีไม่ให้เกิดขึ้น
			<remark  id="s2b18c85l19" />ต่อไปเป็นธรรมดา ดูกรภิกษุทั้งหลาย มูลรากแห่งทุกข์ที่ใครๆ ขุดไม่ได้ ภิกษุขุดเสียแล้วอย่าง
			<remark  id="s2b18c85l20" />นี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย ได้ยินว่า อุทกดาบสรามบุตร ย่อมกล่าววาจาอย่างนี้ว่า เราขอบอก เรา
			<remark  id="s2b18c85l21" />เป็นผู้ถึงซึ่งเวทโดยส่วนเดียวเราขอบอก เราชนะก่อนโดยส่วนเดียว เราขอบอก เราขุดเสีย
			<remark  id="s2b18c85l22" />แล้วซึ่งมูลรากแห่งทุกข์ที่ใครขุดไม่ได้โดยส่วนเดียว ดูกรภิกษุทั้งหลาย อุทกดาบสรามบุตรยังเป็น
		</para>
	</section>
	<section id="s2b18c86" >
		<para id="s2b18c86p">
			<remark  id="s2b18c86l1" />ผู้ไม่ถึงซึ่งเวท ก็กล่าวว่า เราเป็นผู้ถึงซึ่งเวท ยังเป็นผู้ไม่ชนะก่อน ก็กล่าวว่า เราชนะก่อน
			<remark  id="s2b18c86l2" />ยังขุดมูลรากแห่งทุกข์ไม่ได้ ก็กล่าวว่า เราขุดมูลรากแห่งทุกข์เสียแล้ว ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุ
			<remark  id="s2b18c86l3" />เมื่อจะกล่าวข้อนี้โดยชอบ ควรกล่าวว่า เราขอบอกเราเป็นผู้ถึงซึ่งเวทโดยส่วนเดียว เราขอบอก
			<remark  id="s2b18c86l4" />เราเป็นผู้ชนะก่อนโดยส่วนเดียวเราขอบอก เราขุดมูลรากแห่งทุกข์ที่ใครขุดไม่ได้โดยส่วนเดียว ฯ
			<remark  id="s2b18c86l5" />จบสูตรที่ ๑๐
			<remark  id="s2b18c86l6" />จบฉฬวรรคที่ ๕
			<remark  id="s2b18c86l7" />____________________
			<remark  id="s2b18c86l8" />รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
			<remark  id="s2b18c86l9" />๑. สังคัยหสูตรที่ ๑ ๒. สังคัยหสูตรที่ ๒ ๓. ปริหานสูตร ๔.ปมาทวิหารีสูตร
			<remark  id="s2b18c86l10" />๕. สังวรสูตร ๖. สมาธิสูตร ๗. ปฏิสัลลีนสูตร๘. นตุมหากสูตรที่ ๑ ๙. นตุมหากสูตรที่ ๒
			<remark  id="s2b18c86l11" />๑๐. อุทกสูตร
			<remark  id="s2b18c86l12" />รวมวรรคที่มีในทุติยปัณณาสก์ คือ
			<remark  id="s2b18c86l13" />๑. อวิชชาวรรค ๒. มิคชาลวรรค ๓. คิลานวรรค ๔. ฉันนวรรค ๕. ฉฬวรรค ฯ
			<remark  id="s2b18c86l14" />จบปฐมปัณณาสก์
			<remark  id="s2b18c86l15" />___________________
		</para>
	</section>
	<section id="s2b18c87" >
		<para id="s2b18c87p">
			<remark  id="s2b18c87l1" />โยคักเขมีวรรคที่ ๑
			<remark  id="s2b18c87l2" />โยคักเขมีสูตร
			<remark  id="s2b18c87l3" />[๑๕๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงธรรมปริยายอันเป็นเหตุแห่งบุคคลผู้มีความ
			<remark  id="s2b18c87l4" />เกษมจากโยคแก่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟัง ก็ธรรมปริยายอันเป็นเหตุแห่งบุคคลผู้มีความ
			<remark  id="s2b18c87l5" />เกษมจากโยคะเป็นไฉน ธรรมปริยายอันเป็นเหตุแห่งบุคคลผู้มีความเกษมจากโยคะนั้น คือรูปที่
			<remark  id="s2b18c87l6" />จะพึงรู้แจ้งด้วยจักษุ อันน่าปรารถนาน่าใคร่ น่าพอใจ เป็นที่รัก ชักให้ใคร่ ชวนให้กำหนัด
			<remark  id="s2b18c87l7" />อันตถาคตละได้แล้วถอนรากขึ้นหมดแล้ว ทำให้เป็นเหมือนตาลยอดด้วน ทำให้ไม่มี ไม่ให้เกิด
			<remark  id="s2b18c87l8" />ขึ้นต่อไปเป็นธรรมดา ตถาคตได้บอกความเพียรที่ควรประกอบเพื่อละรูปเหล่านั้นเพราะเหตุนั้น
			<remark  id="s2b18c87l9" />ตถาคตบัณฑิตจึงกล่าวว่า ผู้มีความเกษมจากโยคะ ฯลฯ ธรรมารมณ์ที่จะพึงรู้แจ้งด้วยใจ อันน่า
			<remark  id="s2b18c87l10" />ปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ เป็นที่รัก ชักให้ใคร่ชวนให้กำหนัด  อันตถาคตละได้แล้ว ถอน
			<remark  id="s2b18c87l11" />รากขึ้นหมดแล้ว ทำให้เป็นเหมือนตาลยอดด้วน ทำไม่ให้มี ไม่ให้เกิดต่อไปเป็นธรรมดา ตถาคต
			<remark  id="s2b18c87l12" />ได้บอกความเพียรที่ควรประกอบเพื่อละธรรมารมณ์เหล่านั้น เพราะเหตุนั้น ตถาคตบัณฑิตจึง
			<remark  id="s2b18c87l13" />กล่าวว่าผู้มีความเกษมจากโยคะ ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้แลธรรมปริยายอันเป็นเหตุแห่งบุคคลผู้มี
			<remark  id="s2b18c87l14" />ความเกษมจากโยคะ ฯ
			<remark  id="s2b18c87l15" />จบสูตรที่ ๑
			<remark  id="s2b18c87l16" />อุปาทายสูตร
			<remark  id="s2b18c87l17" />[๑๕๓] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่ออะไรมี สุขและทุกข์อันเป็น
			<remark  id="s2b18c87l18" />ภายในเกิดขึ้นเพราะอาศัยอะไร ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b18c88" >
		<para id="s2b18c88p">
			<remark  id="s2b18c88l1" />ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า พระเจ้าข้า ธรรมทั้งหลายของพวกข้าพระองค์มีพระผู้มีพระภาค
			<remark  id="s2b18c88l2" />เป็นต้นเหตุ ฯ
			<remark  id="s2b18c88l3" />พ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อจักษุมี สุขและทุกข์ที่เป็นภายในเกิดขึ้นเพราะอาศัยจักษุ
			<remark  id="s2b18c88l4" />ฯลฯ เมื่อใจมี สุขและทุกข์ที่เป็นภายในเกิดขึ้นเพราะอาศัยใจดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลาย
			<remark  id="s2b18c88l5" />จะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน จักษุเที่ยงหรือไม่เที่ยง ฯ
			<remark  id="s2b18c88l6" />ภิ. ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า ฯ
			<remark  id="s2b18c88l7" />พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า ฯ
			<remark  id="s2b18c88l8" />ภิ. เป็นทุกข์ พระเจ้าข้า ฯ
			<remark  id="s2b18c88l9" />พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา สุขและทุกข์อันเป็น
			<remark  id="s2b18c88l10" />ภายใน พึงเกิดขึ้นเพราะไม่อาศัยสิ่งนั้นหรือ ฯ
			<remark  id="s2b18c88l11" />ภิ. ไม่ใช่อย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯลฯ
			<remark  id="s2b18c88l12" />พ. ใจเที่ยงหรือไม่เที่ยง ฯ
			<remark  id="s2b18c88l13" />ภิ. ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า ฯ
			<remark  id="s2b18c88l14" />พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า ฯ
			<remark  id="s2b18c88l15" />ภิ. เป็นทุกข์ พระเจ้าข้า ฯ
			<remark  id="s2b18c88l16" />พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา สุขและทุกข์อันเป็น
			<remark  id="s2b18c88l17" />ภายใน พึงเกิดขึ้นเพราะไม่อาศัยสิ่งนั้นหรือ ฯ
			<remark  id="s2b18c88l18" />ภิ. ไม่ใช่อย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ
			<remark  id="s2b18c88l19" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว เห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมเบื่อหน่ายทั้งใน
			<remark  id="s2b18c88l20" />จักษุ ฯลฯ ทั้งในใจ เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมคลายกำหนัด เพราะคลายกำหนัด  จึงหลุดพ้น เมื่อ
			<remark  id="s2b18c88l21" />หลุดพ้นแล้ว ย่อมมีญาณหยั่งรู้ว่า หลุดพ้นแล้ว รู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว
			<remark  id="s2b18c88l22" />กิจที่ควรทำทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี ฯ
			<remark  id="s2b18c88l23" />จบสูตรที่ ๒
		</para>
	</section>
	<section id="s2b18c89" >
		<para id="s2b18c89p">
			<remark  id="s2b18c89l1" />ทุกขสูตร
			<remark  id="s2b18c89l2" />[๑๕๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงความเกิดและความดับแห่งทุกข์  เธอทั้งหลาย
			<remark  id="s2b18c89l3" />จงฟัง ก็ความเกิดแห่งทุกข์เป็นไฉน ความเกิดแห่งทุกข์นั้น คืออาศัยจักษุและรูป เกิดจักขุ
			<remark  id="s2b18c89l4" />วิญญาณ รวมธรรมทั้ง ๓ ประการเป็นผัสสะ เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงเกิดเวทนา เพราะเวทนา
			<remark  id="s2b18c89l5" />เป็นปัจจัย จึงเกิดตัณหา นี้เป็นความเกิดแห่งทุกข์ ฯลฯ อาศัยใจและธรรมารมณ์ เกิดมโน
			<remark  id="s2b18c89l6" />วิญญาณ รวมธรรม ๓ประการเป็นผัสสะ เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงเกิดเวทนา เพราะเวทนา
			<remark  id="s2b18c89l7" />เป็นปัจจัยจึงเกิดตัณหา นี้แลเป็นความเกิดแห่งทุกข์ ฯ
			<remark  id="s2b18c89l8" />[๑๕๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ความดับแห่งทุกข์เป็นไฉน ความดับแห่งทุกข์นั้น คือ
			<remark  id="s2b18c89l9" />อาศัยจักษุและรูป เกิดจักขุวิญญาณ รวมธรรม ๓ ประการเป็นผัสสะ เพราะผัสสะเป็นปัจจัย
			<remark  id="s2b18c89l10" />จึงเกิดเวทนา เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงเกิดตัณหา เพราะตัณหานั้นแลดับเพราะสำรอกโดย
			<remark  id="s2b18c89l11" />ไม่เหลือ อุปาทานจึงดับ เพราะอุปาทานดับ ภพจึงดับ เพราะภพดับ ชาติจึงดับ เพราะชาติดับ
			<remark  id="s2b18c89l12" />ชรา มรณะโสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาสจึงดับ ความดับแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้
			<remark  id="s2b18c89l13" />ย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้ นี้แลเป็นความดับแห่งทุกข์ ฯลฯ อาศัยใจและธรรมารมณ์ เกิดมโน
			<remark  id="s2b18c89l14" />วิญญาณ รวมธรรม ๓ ประการเป็นผัสสะ เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงเกิดเวทนา เพราะเวทนา
			<remark  id="s2b18c89l15" />เป็นปัจจัย จึงเกิดตัณหา เพราะตัณหานั้นแลดับเพราะสำรอกโดยไม่เหลือ อุปาทานจึงดับ เพราะ
			<remark  id="s2b18c89l16" />อุปาทานดับ ภพจึงดับเพราะภพดับ ชาติจึงดับ เพราะชาติดับ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ
			<remark  id="s2b18c89l17" />ทุกข์โทมนัส และอุปายาสจึงดับ ความดับแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้ ดูกร
			<remark  id="s2b18c89l18" />ภิกษุทั้งหลาย นี้แลเป็นความดับแห่งทุกข์ ฯ
			<remark  id="s2b18c89l19" />จบสูตรที่ ๓
			<remark  id="s2b18c89l20" />โลกสูตร
			<remark  id="s2b18c89l21" />[๑๕๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงความเกิดและความดับแห่งโลก เธอทั้งหลาย
			<remark  id="s2b18c89l22" />จงฟัง ก็ความเกิดแห่งโลกเป็นไฉน ความเกิดแห่งโลกนั้น คือ อาศัยจักษุและรูป เกิด
		</para>
	</section>
	<section id="s2b18c90" >
		<para id="s2b18c90p">
			<remark  id="s2b18c90l1" />จักขุวิญญาณ รวมธรรม ๓ ประการเป็นผัสสะ เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงเกิดเวทนา เพราะเวทนา
			<remark  id="s2b18c90l2" />เป็นปัจจัย จึงเกิดตัณหา เพราะตัณหาเป็นปัจจัย จึงเกิดอุปาทาน เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย จึงเกิด
			<remark  id="s2b18c90l3" />ภพ เพราะภพเป็นปัจจัย จึงเกิดชาติ เพราะชาติเป็นปัจจัย จึงเกิดชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ
			<remark  id="s2b18c90l4" />ทุกข์ โทมนัส และอุปายาสนี้เป็นความเกิดแห่งโลก ฯลฯ อาศัยใจและธรรมารมณ์เกิดมโน
			<remark  id="s2b18c90l5" />วิญญาณ  รวมธรรม ๓ ประการเป็นผัสสะ เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงเกิดเวทนา เพราะเวทนา
			<remark  id="s2b18c90l6" />เป็นปัจจัย จึงเกิดตัณหา เพราะตัณหาเป็นปัจจัย จึงเกิดอุปาทาน เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย
			<remark  id="s2b18c90l7" />จึงเกิดภพ เพราะภพเป็นปัจจัย  จึงเกิดชาติเพราะชาติเป็นปัจจัย ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ
			<remark  id="s2b18c90l8" />ทุกข์ โทมนัส และอุปายาสจึงเกิด ดูกรภิกษุทั้งหลาย  นี้แลเป็นความเกิดแห่งโลก ฯ
			<remark  id="s2b18c90l9" />[๑๕๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ความดับแห่งโลกเป็นไฉน ความดับแห่งโลกนั้น คือ
			<remark  id="s2b18c90l10" />อาศัยจักษุและรูป เกิดจักขุวิญญาณ รวมธรรม ๓ ประการเป็นผัสสะ เพราะผัสสะเป็นปัจจัย
			<remark  id="s2b18c90l11" />จึงเกิดเวทนา เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงเกิดตัณหา  เพราะตัณหานั้นแลดับเพราะสำรอกโดย
			<remark  id="s2b18c90l12" />ไม่เหลือ อุปาทานจึงดับ เพราะอุปาทานดับ ภพจึงดับ เพราะภพดับ ชาติจึงดับ เพราะชาติดับ
			<remark  id="s2b18c90l13" />ชรา มรณะโสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาสจึงดับ ความดับแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้
			<remark  id="s2b18c90l14" />ย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้ นี้เป็นความดับแห่งโลก ฯลฯ อาศัยใจและธรรมารมณ์ เกิดมโนวิญญาณ
			<remark  id="s2b18c90l15" />รวมธรรม ๓ ประการเป็นผัสสะ เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงเกิดเวทนา เพราะเวทนาเป็นปัจจัย
			<remark  id="s2b18c90l16" />จึงเกิดตัณหา เพราะตัณหานั้นแลดับเพราะสำรอกโดยไม่เหลือ อุปาทานจึงดับ เพราะอุปาทานดับ
			<remark  id="s2b18c90l17" />ภพจึงดับเพราะภพดับ ชาติจึงดับ เพราะชาติดับ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส
			<remark  id="s2b18c90l18" />และอุปายาสจึงดับ ความดับแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย
			<remark  id="s2b18c90l19" />นี้แลเป็นความดับแห่งโลก ฯ
			<remark  id="s2b18c90l20" />จบสูตรที่ ๔
			<remark  id="s2b18c90l21" />เสยยสูตร
			<remark  id="s2b18c90l22" />[๑๕๘] พระผู้มีพระภาคตรัสถามว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่ออะไรมี  เพราะยึดมั่นอะไร
			<remark  id="s2b18c90l23" />ถือมั่นอะไร จึงมีความสำคัญตนว่า ประเสริฐกว่าเขา เสมอเขาหรือว่าเลวกว่าเขา ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b18c91" >
		<para id="s2b18c91p">
			<remark  id="s2b18c91l1" />ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ธรรมทั้งหลายของพวกข้าพระองค์
			<remark  id="s2b18c91l2" />มีพระผู้มีพระภาคเป็นต้นเหตุ ฯ
			<remark  id="s2b18c91l3" />พ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อจักษุมี เพราะยึดมั่นจักษุ ถือมั่นจักษุ จึงมีความสำคัญตนว่า
			<remark  id="s2b18c91l4" />ประเสริฐกว่าเขา เสมอเขา หรือว่าเลวกว่าเขา ฯลฯ เมื่อใจมีเพราะยึดมั่นใจ ถือมั่นใจ จึงมี
			<remark  id="s2b18c91l5" />ความสำคัญตนว่า ประเสริฐกว่าเขา เสมอเขาหรือว่าเลวกว่าเขา ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลาย
			<remark  id="s2b18c91l6" />จะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉนจักษุเที่ยงหรือไม่เที่ยง ฯ
			<remark  id="s2b18c91l7" />ภิ. ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า ฯ
			<remark  id="s2b18c91l8" />พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือสุขเล่า ฯ
			<remark  id="s2b18c91l9" />ภิ. เป็นทุกข์ พระเจ้าข้า ฯ
			<remark  id="s2b18c91l10" />พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ไม่ยึดมั่นสิ่งนั้นแล้ว
			<remark  id="s2b18c91l11" />จะพึงมีความสำคัญตนว่า เป็นผู้ประเสริฐกว่าเขา เสมอเขา หรือว่าเลวกว่าเขา บ้างหรือหนอ ฯ
			<remark  id="s2b18c91l12" />ภิ. ไม่ใช่อย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯลฯ
			<remark  id="s2b18c91l13" />พ. ใจเที่ยงหรือไม่เที่ยง ฯ
			<remark  id="s2b18c91l14" />ภิ. ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า ฯ
			<remark  id="s2b18c91l15" />พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า ฯ
			<remark  id="s2b18c91l16" />ภิ. เป็นทุกข์ พระเจ้าข้า ฯ
			<remark  id="s2b18c91l17" />พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ไม่ยึดมั่นสิ่งนั้นแล้ว
			<remark  id="s2b18c91l18" />จะพึงมีความสำคัญตนว่า ประเสริฐกว่าเขา เสมอเขา หรือว่าเลวกว่าเขา บ้างหรือหนอ ฯ
			<remark  id="s2b18c91l19" />ภิ. ไม่ใช่อย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ
			<remark  id="s2b18c91l20" />พ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว เห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมเบื่อหน่ายทั้งใน
			<remark  id="s2b18c91l21" />จักษุ ฯลฯ ทั้งในใจ เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมคลายกำหนัด เพราะคลายกำหนัด จึงหลุดพ้น เมื่อ
			<remark  id="s2b18c91l22" />หลุดพ้นแล้ว ย่อมมีญาณหยั่งรู้ว่า หลุดพ้นแล้วรู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว
			<remark  id="s2b18c91l23" />กิจที่ควรทำทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้ มิได้มี ฯ
			<remark  id="s2b18c91l24" />จบสูตรที่ ๕
		</para>
	</section>
	<section id="s2b18c92" >
		<para id="s2b18c92p">
			<remark  id="s2b18c92l1" />สังโยชนสูตร
			<remark  id="s2b18c92l2" />[๑๕๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงธรรมเป็นเหตุแห่งสังโยชน์และสังโยชน์
			<remark  id="s2b18c92l3" />เธอทั้งหลายจงฟัง ก็ธรรมที่เป็นเหตุแห่งสังโยชน์และสังโยชน์เป็นไฉนธรรมที่เป็นเหตุแห่ง
			<remark  id="s2b18c92l4" />สังโยชน์และสังโยชน์นั้น คือ จักษุเป็นธรรมอันเป็นเหตุแห่งสังโยชน์ ความกำหนัดด้วย
			<remark  id="s2b18c92l5" />อำนาจความพอใจในจักษุนั้น เป็นสังโยชน์ในจักษุนั้น ฯลฯ ใจเป็นธรรมอันเป็นเหตุแห่งสังโยชน์
			<remark  id="s2b18c92l6" />ความกำหนัดด้วยอำนาจความพอใจในใจนั้น เป็นสังโยชน์ในใจนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เรา
			<remark  id="s2b18c92l7" />เรียกว่า ธรรมเป็นเหตุแห่งสังโยชน์และสังโยชน์ ฯ
			<remark  id="s2b18c92l8" />จบสูตรที่ ๖
			<remark  id="s2b18c92l9" />อุปาทานสูตร
			<remark  id="s2b18c92l10" />[๑๖๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงธรรมเป็นเหตุแห่งอุปาทานและอุปาทาน เธอ
			<remark  id="s2b18c92l11" />ทั้งหลายจงฟัง ก็ธรรมที่เป็นเหตุแห่งอุปาทานและอุปาทานเป็นไฉน   ธรรมที่เป็นเหตุแห่ง
			<remark  id="s2b18c92l12" />อุปาทาน ความกำหนัดด้วยอำนาจความพอใจในจักษุนั้น เป็นอุปาทานในจักษุนั้น ฯลฯ ใจเป็น
			<remark  id="s2b18c92l13" />ธรรมอันเป็นเหตุแห่งอุปาทาน ความกำหนัดด้วยอำนาจความพอใจในใจนั้น เป็นอุปาทานในใจ
			<remark  id="s2b18c92l14" />นั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เราเรียกว่า ธรรมเป็นเหตุแห่งอุปาทานและอุปาทาน ฯ
			<remark  id="s2b18c92l15" />จบสูตรที่ ๗
			<remark  id="s2b18c92l16" />อปริชานสูตรที่ ๑
			<remark  id="s2b18c92l17" />[๑๖๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลไม่รู้ยิ่ง ไม่กำหนดรู้ ไม่หน่าย ไม่ละจักษุ ย่อมไม่
			<remark  id="s2b18c92l18" />ควรเพื่อความสิ้นทุกข์ ฯลฯ บุคคลไม่รู้ยิ่ง ไม่กำหนดรู้ ไม่หน่ายไม่ละใจ ย่อมไม่ควรเพื่อความ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b18c93" >
		<para id="s2b18c93p">
			<remark  id="s2b18c93l1" />สิ้นทุกข์ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ส่วนบุคคลรู้ยิ่งกำหนดรู้ หน่าย ละจักษุ ย่อมควรเพื่อความสิ้น
			<remark  id="s2b18c93l2" />ทุกข์ ฯลฯ บุคคลรู้ยิ่ง กำหนดรู้หน่าย ละใจ ย่อมควรเพื่อความสิ้นทุกข์ ดูกรภิกษุทั้งหลาย
			<remark  id="s2b18c93l3" />บุคคลไม่รู้ยิ่ง ไม่กำหนดรู้ ไม่หน่าย ไม่ละรูป ย่อมไม่ควรเพื่อความสิ้นทุกข์ บุคคลไม่รู้ยิ่ง ไม่
			<remark  id="s2b18c93l4" />กำหนดรู้ ไม่หน่าย ไม่ละเสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ ย่อมไม่ควรเพื่อความสิ้นทุกข์
			<remark  id="s2b18c93l5" />บุคคลรู้ยิ่ง กำหนดรู้ หน่าย ละรูป ย่อมควรเพื่อความสิ้นทุกข์บุคคลรู้ยิ่ง กำหนดรู้ หน่าย ละ
			<remark  id="s2b18c93l6" />เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ ย่อมควรเพื่อความสิ้นทุกข์ ฯ
			<remark  id="s2b18c93l7" />จบสูตรที่ ๘
			<remark  id="s2b18c93l8" />อปริชานสูตรที่ ๒
			<remark  id="s2b18c93l9" />	[๑๖๒] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระตำหนัก ซึ่งมุงด้วยกระเบื้อง
			<remark  id="s2b18c93l10" />ของหมู่พระประยูรญาติ ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคประทับพักผ่อนอยู่ในที่สงัด ได้ทรงภาษิต
			<remark  id="s2b18c93l11" />ธรรมปริยายนี้ว่า อาศัยจักษุและรูป เกิดจักขุวิญญาณรวมธรรม ๓ ประการเป็นผัสสะ เพราะ
			<remark  id="s2b18c93l12" />ผัสสะเป็นปัจจัย จึงเกิดเวทนา เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงเกิดตัณหา เพราะตัณหาเป็นปัจจัย จึง
			<remark  id="s2b18c93l13" />เกิดอุปาทาน เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย จึงเกิดภพ เพราะภพเป็นปัจจัย จึงเกิดชาติ เพราะชาติ
			<remark  id="s2b18c93l14" />เป็นปัจจัย จึงเกิดชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาสความเกิดขึ้นแห่ง
			<remark  id="s2b18c93l15" />กองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้ ฯลฯ อาศัยใจและธรรมารมณ์ เกิดมโนวิญญาณ
			<remark  id="s2b18c93l16" />รวมธรรม ๓ ประการเป็นผัสสะ เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงเกิดเวทนา เพราะเวทนาเป็นปัจจัย
			<remark  id="s2b18c93l17" />จึงเกิดตัณหา เพราะตัณหาเป็นปัจจัย จึงเกิดอุปาทาน เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย จึงเกิดภพ
			<remark  id="s2b18c93l18" />เพราะภพเป็นปัจจัยจึงเกิดชาติ เพราะชาติเป็นปัจจัย จึงเกิดชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์
			<remark  id="s2b18c93l19" />โทมนัส และอุปายาส ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้ ฯ
			<remark  id="s2b18c93l20" />[๑๖๓] อาศัยจักษุและรูป เกิดจักขุวิญญาณ รวมธรรม ๓ ประการเป็นผัสสะ เพราะ
			<remark  id="s2b18c93l21" />ผัสสะเป็นปัจจัย จึงเกิดเวทนา เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงเกิดตัณหา เพราะตัณหานั้นแลดับ
			<remark  id="s2b18c93l22" />เพราะสำรอกโดยไม่เหลือ อุปาทานจึงดับ เพราะอุปาทานดับ ภพจึงดับ เพราะภพดับ ชาติจึงดับ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b18c94" >
		<para id="s2b18c94p">
			<remark  id="s2b18c94l1" />เพราะชาติดับ ชรา มรณะโสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาสจึงดับ ความดับแห่งกอง
			<remark  id="s2b18c94l2" />ทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้ ฯลฯ อาศัยใจและธรรมารมณ์ เกิดมโนวิญญาณ รวม
			<remark  id="s2b18c94l3" />ธรรม ๓ ประการเป็นผัสสะ เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงเกิดเวทนา เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึง
			<remark  id="s2b18c94l4" />เกิดตัณหา เพราะตัณหานั้นแลดับเพราะสำรอกโดยไม่เหลืออุปาทานจึงดับ เพราะอุปาทานดับ
			<remark  id="s2b18c94l5" />ภพจึงดับ เพราะภพดับ ชาติจึงดับ เพราะชาติดับ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส
			<remark  id="s2b18c94l6" />และอุปายาสจึงดับความดับแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้ ฯ
			<remark  id="s2b18c94l7" />[ ๑๖๔]ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งยืนแอบฟังพระผู้มีพระภาคอยู่  พระผู้มีพระภาค
			<remark  id="s2b18c94l8" />ทอดพระเนตรเห็นภิกษุนั้นแล้ว ตรัสถามเธอว่า ดูกรภิกษุ เธอได้ฟังธรรมปริยายนี้แล้วหรือ
			<remark  id="s2b18c94l9" />ภิกษุนั้นกราบทูลว่า ได้ฟังแล้ว พระเจ้าข้า ฯ
			<remark  id="s2b18c94l10" />พ. ดูกรภิกษุ   เธอจงเรียน   จงทรงจำธรรมปริยายนี้ไว้เถิดเพราะว่าธรรม
			<remark  id="s2b18c94l11" />ปริยายนี้ประกอบด้วยประโยชน์ เป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์ ฯ
			<remark  id="s2b18c94l12" />จบสูตรที่ ๑๐
			<remark  id="s2b18c94l13" />จบโยคักเขมิวรรรคที่ ๑
			<remark  id="s2b18c94l14" />____________________________________
			<remark  id="s2b18c94l15" />รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
			<remark  id="s2b18c94l16" />๑. โยคักเขมิสูตร ๒. อุปาทายสูตร ๓. ทุกขสูตร ๔.โลกสูตร๕. เสยยสูตร
			<remark  id="s2b18c94l17" />๖. สังโยชนสูตร ๗. อุปาทานสูตร ๘. อปริชานสูตรที่ ๑ ๙.อปริชานสูตรที่ ๒ ๑๐.
			<remark  id="s2b18c94l18" />อุปัสสุติสูตร ฯ
			<remark  id="s2b18c94l19" />_____________________
		</para>
	</section>
	<section id="s2b18c95" >
		<para id="s2b18c95p">
			<remark  id="s2b18c95l1" />โลกกามคุณวรรคที่ ๒
			<remark  id="s2b18c95l2" />มารปาสสูตรที่ ๑
			<remark  id="s2b18c95l3" />[๑๖๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย รูปที่จะพึงรู้แจ้งด้วยจักษุ อันน่าปรารถนา  น่าใคร น่าพอใจ
			<remark  id="s2b18c95l4" />น่ารัก ชักให้ใคร่ ชวนให้กำหนัด มีอยู่ หากภิกษุเพลิดเพลิน หมกมุ่น พัวพันรูปนั้น ภิกษุนี้
			<remark  id="s2b18c95l5" />เรากล่าวว่า ไปสู่ที่อยู่ของมาร ตกอยู่ในอำนาจของมาร ถูกมารคล้อง รัด มัดด้วยบ่วง ภิกษุ
			<remark  id="s2b18c95l6" />นั้นพึงถูกมารผู้มีบาปใช้บ่วงทำได้ตามปรารถนา ฯลฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมารมณ์ที่จะพึงรู้แจ้ง
			<remark  id="s2b18c95l7" />ด้วยใจ อันน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ น่ารัก ชักให้ใคร่ ชวนให้กำหนัด มีอยู่ หากภิกษุ
			<remark  id="s2b18c95l8" />เพลิดเพลิน หมกมุ่น พัวพันธรรมารมณ์นั้น ภิกษุนี้เรากล่าวว่า ไปสู่ที่อยู่ของมาร ตกอยู่ใน
			<remark  id="s2b18c95l9" />อำนาจ ถูกมารคล้อง รัด มัดด้วยบ่วง ภิกษุนั้นพึงถูกมารผู้มีบาปใช้บ่วงทำได้ตามปรารถนา ฯ
			<remark  id="s2b18c95l10" />[๑๖๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง รูปที่จะพึงรู้แจ้งด้วยจักษุอันน่าปรารถนา   น่าใคร่
			<remark  id="s2b18c95l11" />น่าพอใจ น่ารัก ชักให้ใคร่ ชวนให้กำหนัด มีอยู่ หากภิกษุไม่เพลิดเพลิน ไม่หมกมุ่น ไม่
			<remark  id="s2b18c95l12" />พัวพันรูปนั้น ภิกษุนี้เรากล่าวว่า ไม่ไปสู่ที่อยู่ของมารไม่ตกอยู่ในอำนาจของมาร ไม่ถูกมารคล้อง
			<remark  id="s2b18c95l13" />เป็นผู้พ้นจากบ่วงมาร ภิกษุนั้นอันมารผู้มีบาปพึงใช้บ่วงทำตาม ความปรารถนาไม่ได้ ฯลฯ ดูกร
			<remark  id="s2b18c95l14" />ภิกษุทั้งหลายธรรมารมณ์ที่จะพึงรู้แจ้งด้วยใจ อันน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ น่ารัก ชักให้ใคร่
			<remark  id="s2b18c95l15" />ชวนให้กำหนัด มีอยู่ หากภิกษุไม่เพลิดเพลิน ไม่หมกมุ่น ไม่พัวพันธรรมารมณ์นั้น ภิกษุนี้
			<remark  id="s2b18c95l16" />เรากล่าวว่า ไม่ไปสู่ที่อยู่ของมาร ไม่ตกอยู่ในอำนาจของมาร ไม่ถูกมารคล้อง เป็นผู้พ้นจากบ่วง
			<remark  id="s2b18c95l17" />มาร ภิกษุนั้นอันมารผู้มีบาปพึงใช้บ่วงทำตามความปรารถนาไม่ได้ ฯ
			<remark  id="s2b18c95l18" />จบสูตรที่ ๑
			<remark  id="s2b18c95l19" />มารปาสสูตรที่ ๒
			<remark  id="s2b18c95l20" />[๑๖๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย รูปที่จะพึงรู้แจ้งด้วยจักษุ อันน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ
			<remark  id="s2b18c95l21" />น่ารัก ชักให้ใคร่ ชวนให้กำหนัด มีอยู่ หากภิกษุเพลิดเพลิน หมกมุ่น พัวพันรูปนั้น ภิกษุ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b18c96" >
		<para id="s2b18c96p">
			<remark  id="s2b18c96l1" />นี้เรากล่าวว่า พัวพันอยู่ในรูป ไปสู่ที่อยู่ของมาร ตกอยู่ในอำนาจของมาร ถูกมารผู้มีบาปทำได้
			<remark  id="s2b18c96l2" />ตามปรารถนา ฯลฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมารมณ์ที่จะพึงรู้แจ้งด้วยใจ อันน่าปรารถนา น่าใคร่
			<remark  id="s2b18c96l3" />น่าพอใจน่ารัก ชักให้ใคร่ ชวนให้กำหนัด มีอยู่ หากภิกษุเพลิดเพลิน หมกมุ่น  พัวพัน
			<remark  id="s2b18c96l4" />ธรรมารมณ์นั้น ภิกษุนี้เรากล่าวว่า พัวพันอยู่ในธรรมารมณ์ ไปสู่ที่อยู่ของมาร ตกอยู่ในอำนาจ
			<remark  id="s2b18c96l5" />ของมาร ถูกมารผู้มีบาปทำได้ตามปรารถนา ฯ
			<remark  id="s2b18c96l6" />[๑๖๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง รูปที่จะพึงรู้ด้วยจักษุ อันน่าปรารถนา  น่าใคร่ น่าพอใจ
			<remark  id="s2b18c96l7" />น่ารัก ชักให้ใคร่ ชวนให้กำหนัด มีอยู่ หากภิกษุไม่เพลิดเพลิน ไม่หมกมุ่น ไม่พัวพันรูปนั้น
			<remark  id="s2b18c96l8" />ภิกษุนี้เรากล่าวว่า พ้นไปจากรูป ไม่ไปสู่ที่อยู่ของมาร ไม่ตกอยู่ในอำนาจของมาร อันมารผู้มี
			<remark  id="s2b18c96l9" />บาปพึงทำตามปรารถนาไม่ได้ฯลฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมารมณ์ที่จะพึงรู้แจ้งด้วยใจ อันน่า
			<remark  id="s2b18c96l10" />ปรารถนา น่าใคร่น่าพอใจ น่ารัก ชักให้ใคร่ ชวนให้กำหนัด  มีอยู่ หากภิกษุไม่เพลิดเพลิน
			<remark  id="s2b18c96l11" />ไม่หมกมุ่น ไม่พัวพันธรรมารมณ์นั้น ภิกษุนี้เรากล่าวว่า พ้นไปจากธรรมารมณ์  ไม่ไปสู่ที่อยู่ของ
			<remark  id="s2b18c96l12" />มาร ไม่ตกอยู่ในอำนาจของมาร อันมารผู้มีบาปพึงทำตามปรารถนาไม่ได้ ฯ
			<remark  id="s2b18c96l13" />จบสูตรที่ ๒
			<remark  id="s2b18c96l14" />โลกกามคุณสูตรที่ ๑
			<remark  id="s2b18c96l15" />[๑๖๙] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรามิได้กล่าวว่าที่สุดของโลกอัน
			<remark  id="s2b18c96l16" />บุคคลพึงรู้ พึงเห็น พึงถึงด้วยการไป และเรายังไม่ถึงที่สุดแห่งโลกแล้ว ย่อมไม่กล่าวการกระทำ
			<remark  id="s2b18c96l17" />ที่สุดทุกข์ ครั้นพระผู้มีพระภาคตรัสดังนี้แล้วก็เสด็จลุกขึ้นจากพุทธอาสน์เข้าไปสู่พระวิหาร ครั้ง
			<remark  id="s2b18c96l18" />นั้นแล เมื่อพระผู้มีพระภาคเสด็จหลีกไปไม่นาน ภิกษุเหล่านั้นกล่าวกันว่า ดูกรอาวุโสทั้งหลาย
			<remark  id="s2b18c96l19" />พระผู้มีพระภาคทรงแสดงอุเทศข้อนี้แก่เราทั้งหลายโดยย่อ ไม่ทรงจำแนกเนื้อความให้พิสดาร
			<remark  id="s2b18c96l20" />เสด็จลุกขึ้นจากพุทธอาสน์เข้าไปสู่พระวิหาร ใครหนอจะพึงจำแนกเนื้อความแห่งอุเทศที่ทรง
			<remark  id="s2b18c96l21" />แสดงโดยย่อ ไม่ทรงจำแนกเนื้อความให้พิสดารนี้โดยพิสดารได้ ลำดับนั้น ภิกษุเหล่านั้นคิดกันว่า
		</para>
	</section>
	<section id="s2b18c97" >
		<para id="s2b18c97p">
			<remark  id="s2b18c97l1" />ท่านพระอานนท์นี้พระศาสดา และเพื่อนสพรหมจารีผู้เป็นปราชญ์ ยกย่องสรรเสริญ ทั้งท่าน
			<remark  id="s2b18c97l2" />ย่อมสามารถเพื่อจำแนกเนื้อความแห่งอุเทศ ที่ทรงแสดงโดยย่อ ไม่ทรงจำแนกเนื้อความให้
			<remark  id="s2b18c97l3" />พิสดารนี้โดยพิสดารได้ ถ้ากระไร พวกเราพึงเข้าไปหาท่านพระอานนท์ถึงที่อยู่ แล้วเรียนถาม
			<remark  id="s2b18c97l4" />เนื้อความข้อนั้นกะท่านเถิด ฯ
			<remark  id="s2b18c97l5" />[๑๗๐] ครั้งนั้นแล ภิกษุเหล่านั้นพากันเข้าไปหาท่านพระอานนท์ถึงที่อยู่ได้ปราศรัยกับ
			<remark  id="s2b18c97l6" />ท่าน ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้
			<remark  id="s2b18c97l7" />กล่าวกะท่านพระอานนท์ว่า ท่านพระอานนท์ พระผู้มีพระภาคทรงแสดงอุเทศข้อนี้โดยย่อ ไม่
			<remark  id="s2b18c97l8" />ทรงจำแนกเนื้อความให้พิสดาร เสด็จลุกจากพุทธอาสน์เข้าไปสู่พระวิหารเสีย เมื่อพระองค์เสด็จ
			<remark  id="s2b18c97l9" />ลุกไปไม่นาน พวกผมจึงใคร่ครวญดูว่า ใครหนอจะช่วยจำแนกเนื้อความแห่งอุเทศที่พระผู้มี
			<remark  id="s2b18c97l10" />พระภาคทรงแสดงโดยย่อ ไม่ทรงจำแนกเนื้อความให้พิสดารนี้ โดยพิสดารได้ พวกผมจึงคิดได้ว่า
			<remark  id="s2b18c97l11" />ท่านพระอานนท์นี้ อันพระศาสดา และเพื่อนสพรหมจารีผู้เป็นปราชญ์ยกย่องสรรเสริญ ทั้งท่าน
			<remark  id="s2b18c97l12" />พระอานนท์นี้ย่อมสามารถจำแนกเนื้อความแห่งอุเทศที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงโดยย่อ ไม่ทรง
			<remark  id="s2b18c97l13" />จำแนกเนื้อความให้พิสดารนี้ โดยพิสดารได้ ถ้ากระไร เราพากันเข้าไปหาท่านพระอานนท์ถึงที่
			<remark  id="s2b18c97l14" />อยู่ แล้วไต่ถามเนื้อความข้อนั้นกะท่าน ขอท่านพระอานนท์ได้โปรดจำแนกเนื้อความเถิด ฯ
			<remark  id="s2b18c97l15" />ท่านพระอานนท์กล่าวว่า ดูกรอาวุโสทั้งหลาย เปรียบเหมือนบุรุษผู้ต้องการแก่นไม้
			<remark  id="s2b18c97l16" />แสวงหาแก่นไม้ เที่ยวหาแก่นไม้อยู่ กลับล่วงเลยรากล่วงเลยลำต้นแห่งต้นไม้มีแก่นต้นใหญ่
			<remark  id="s2b18c97l17" />ซึ่งตั้งอยู่เฉพาะหน้าไปเสีย มาสำคัญแก่นไม้ที่จะพึงแสวงหาได้ที่กิ่งและใบ ฉันใด คำอุปไมยนี้
			<remark  id="s2b18c97l18" />ก็ฉันนั้น คือ พวกท่านล่วงเลยพระผู้มีพระภาคผู้ประทับอยู่เฉพาะหน้า ในฐานะเป็นศาสดาของ
			<remark  id="s2b18c97l19" />ท่านทั้งหลายไปเสีย มาสำคัญเนื้อความที่จะไต่ถามนี้ (กะผม) แท้จริง พระผู้มีพระภาคนั้น
			<remark  id="s2b18c97l20" />เมื่อทรงทราบ ย่อมทราบ เมื่อทรงเห็น ย่อมเห็น พระองค์เป็นผู้มีพระจักษุ มีพระญาณ  มีธรรม
			<remark  id="s2b18c97l21" />เป็นผู้ประเสริฐ เป็นผู้กล่าว เป็นผู้ประกาศ เป็นผู้ทำเนื้อความให้ตื้นเป็นผู้ให้อมตธรรม เป็น
			<remark  id="s2b18c97l22" />เจ้าของแห่งธรรม เป็นผู้ถึงธรรมที่แท้ เวลานี้ เป็นกาลสมควรที่จะทูลถามเนื้อความข้อนั้นกะ
			<remark  id="s2b18c97l23" />พระผู้มีพระภาค พระองค์ทรงแก้ปัญหาแก่ท่านทั้งหลายอย่างใด ท่านทั้งหลายพึงทรงจำความข้อ
			<remark  id="s2b18c97l24" />นั้นไว้อย่างนั้นเถิด ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b18c98" >
		<para id="s2b18c98p">
			<remark  id="s2b18c98l1" />ภิ. ดูกรท่านอานนท์ ข้อที่ท่านว่านั้นเป็นการถูกต้องแล้ว พระผู้มีพระภาคเมื่อทรงทราบ
			<remark  id="s2b18c98l2" />ย่อมทราบ    เมื่อทรงเห็น   ย่อมเห็น   พระองค์เป็นผู้มีพระจักษุ   มีพระญาณ   มีธรรม   เป็นผู้
			<remark  id="s2b18c98l3" />ประเสริฐ เป็นผู้กล่าว เป็นผู้ประกาศเป็นผู้ทำเนื้อความให้ตื้น เป็นผู้ให้อมตธรรม เป็นเจ้า
			<remark  id="s2b18c98l4" />ของแห่งธรรม เป็นผู้ถึงธรรมที่แท้ เวลานี้เป็นกาลสมควรที่จะทูลถามเนื้อความข้อนั้นกะพระผู้มี
			<remark  id="s2b18c98l5" />พระภาคพระองค์ทรงแก้ปัญหาแก่พวกผมอย่างใด พวกผมควรทรงจำความข้อนั้นไว้อย่างนั้นก็แต่
			<remark  id="s2b18c98l6" />ว่าท่านอานนท์ก็เป็นผู้ที่พระศาสดา และเพื่อนสพรหมจารีผู้เป็นปราชญ์ยกย่องสรรเสริญ ทั้งท่าน
			<remark  id="s2b18c98l7" />ก็สามารถจะจำแนกเนื้อความแห่งอุเทศที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงไว้โดยย่อ ไม่ทรงจำแนกเนื้อ
			<remark  id="s2b18c98l8" />ความให้พิสดารนี้ โดยพิสดารได้ ขอท่านอย่าได้หนักใจ โปรดช่วยจำแนกเนื้อความทีเถิด ฯ
			<remark  id="s2b18c98l9" />[๑๗๑] อา. ดูกรอาวุโสทั้งหลาย ถ้าอย่างนั้น ท่านทั้งหลาย จงคอยฟังจงใส่ใจให้ดี ผม
			<remark  id="s2b18c98l10" />จักกล่าว ภิกษุเหล่านั้นรับคำท่านพระอานนท์แล้ว ท่านพระอานนท์จึงกล่าวว่า ดูกรอาวุโสทั้งหลาย
			<remark  id="s2b18c98l11" />ข้อที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงอุเทศโดยย่อ ไม่ทรงจำแนกเนื้อความให้พิสดาร เสด็จลุกจาก
			<remark  id="s2b18c98l12" />พุทธอาสน์เข้าไปสู่พระวิหารเสียนั้น ผมทราบแล้ว ดูกรอาวุโสทั้งหลาย ผมย่อมทราบเนื้อความ
			<remark  id="s2b18c98l13" />แห่งอุเทศที่---พระผู้มีพระภาคทรงแสดงโดยย่อ ไม่ทรงจำแนกเนื้อความให้พิสดารนี้ โดยพิสดารได้
			<remark  id="s2b18c98l14" />ดูกรอาวุโสทั้งหลาย บุคคลย่อมมีความสำคัญในโลกว่าโลก ถือว่าโลก ด้วยธรรมอันใด ธรรมนี้
			<remark  id="s2b18c98l15" />เรียกว่าโลกในวินัยของพระอริยะ ดูกรอาวุโสทั้งหลายบุคคลย่อมมีความสำคัญในโลกว่าโลก ถือว่า
			<remark  id="s2b18c98l16" />โลก ด้วยธรรมอะไรเล่า ดูกรอาวุโสทั้งหลาย บุคคลย่อมมีความสำคัญในโลกว่าโลก ถือว่าโลก ด้วย
			<remark  id="s2b18c98l17" />จักษุ ...ด้วยหู... ด้วยจมูก... ด้วยลิ้น... ด้วยกาย... ด้วยใจ ดูกรอาวุโสทั้งหลายบุคคลย่อมมี
			<remark  id="s2b18c98l18" />ความสำคัญในโลกว่าโลก ถือว่าโลก ด้วยธรรมอันใด ธรรมนี้เรียกว่าโลกในวินัยของพระอริยะ
			<remark  id="s2b18c98l19" />ดูกรอาวุโสทั้งหลาย ข้อที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงอุเทศโดยย่อ ไม่ทรงจำแนกเนื้อความให้
			<remark  id="s2b18c98l20" />พิสดารว่า เรามิได้กล่าวว่า ที่สุดของโลกอันบุคคลพึงรู้ พึงเห็น พึงถึงด้วยการไป และเรายังไม่ถึงที่สุด
			<remark  id="s2b18c98l21" />แห่งโลกแล้วย่อมไม่กล่าวการกระทำที่สุดทุกข์ ดังนี้แล้ว เสด็จลุกจากพุทธอาสน์เข้าไปสู่พระ
			<remark  id="s2b18c98l22" />วิหารเสียนั้น ดูกรอาวุโสทั้งหลาย ผมย่อมทราบเนื้อความแห่งอุเทศที่ทรงแสดงโดยย่อ ไม่ทรงจำ
			<remark  id="s2b18c98l23" />แนกเนื้อความให้พิสดารนี้ โดยพิสดารอย่างนี้ ท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ท่านทั้งหลายประสงค์ความ
			<remark  id="s2b18c98l24" />แจ่มแจ้ง พึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคแล้วทูลถามเนื้อความข้อนั้นเถิด พระองค์ทรงพยากรณ์แก่
			<remark  id="s2b18c98l25" />พวกท่านอย่างไร ก็พึงทรงจำข้อที่ตรัสนั้นอย่างนั้นเถิด ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b18c99" >
		<para id="s2b18c99p">
			<remark  id="s2b18c99l1" />[๑๗๒] ภิกษุเหล่านั้นรับคำท่านพระอานนท์ว่า อย่างนั้นท่านผู้มีอายุ ดังนี้แล้วลุกจาก
			<remark  id="s2b18c99l2" />อาสนะ เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วน
			<remark  id="s2b18c99l3" />ข้างหนึ่ง ครั้นแล้ว ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า พระเจ้าข้า พระผู้มีพระภาคทรงแสดงอุเทศ
			<remark  id="s2b18c99l4" />โดยย่อ ไม่ทรงจำแนกเนื้อความให้พิสดารแก่พวกข้าพระองค์ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรามิได้กล่าว
			<remark  id="s2b18c99l5" />ว่า ที่สุดของโลกอันบุคคลพึงรู้ พึงเห็น พึงถึงด้วยการไป และเรายังไม่ถึงที่สุดแห่งโลกแล้ว
			<remark  id="s2b18c99l6" />ย่อมไม่กล่าวการกระทำที่สุดทุกข์ ดังนี้แล้ว เสด็จลุกจากพุทธอาสน์เข้าไปสู่พระวิหารเสีย เมื่อ
			<remark  id="s2b18c99l7" />พระองค์เสด็จลุกไปไม่นาน พวกข้าพระองค์คิดกันว่า พระผู้มีพระภาคทรงแสดงอุเทศนี้แก่เรา
			<remark  id="s2b18c99l8" />ทั้งหลายโดยย่อ ไม่ทรงจำแนกเนื้อความให้พิสดารเสด็จลุกจากพุทธอาสน์เข้าไปสู่พระวิหารเสีย
			<remark  id="s2b18c99l9" />ใครหนอจะจำแนกเนื้อความแห่งอุเทศที่ทรงแสดงโดยย่อ ไม่ทรงแสดงเนื้อความให้พิสดารนี้ โดย
			<remark  id="s2b18c99l10" />พิสดารได้ลำดับนั้น พวกข้าพระองค์มีความคิดว่า ท่านพระอานนท์นี้เป็นผู้ที่พระศาสดาและเพื่อน
			<remark  id="s2b18c99l11" />สพรหมจารีผู้เป็นปราชญ์ยกย่องสรรเสริญ ทั้งสามารถเพื่อจะจำแนกเนื้อความแห่งอุเทศที่พระผู้มี
			<remark  id="s2b18c99l12" />พระภาคทรงแสดงโดยย่อ ไม่ทรงจำแนกเนื้อความให้พิสดารนี้ โดยพิสดารได้ ถ้ากระไรพวกเรา
			<remark  id="s2b18c99l13" />พึงเข้าไปหาท่านพระอานนท์ถึงที่อยู่แล้วพึงไต่ถามเนื้อความข้อนั้นกะท่านเถิด ครั้นคิดดังนั้นแล้ว
			<remark  id="s2b18c99l14" />พวกข้าพระองค์ก็เข้าไปหาท่านพระอานนท์ถึงที่อยู่แล้วไต่ถามเนื้อความข้อนั้นกะท่าน ท่านพระ
			<remark  id="s2b18c99l15" />อานนท์ก็จำแนกเนื้อความแก่พวกข้าพระองค์ด้วยอาการเหล่านี้ ด้วยบทเหล่านี้ด้วยพยัญชนะเหล่านี้
			<remark  id="s2b18c99l16" />พระเจ้าข้า ฯ
			<remark  id="s2b18c99l17" />พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย อานนท์เป็นบัณฑิต มีปัญญามาก หากท่าน
			<remark  id="s2b18c99l18" />ทั้งหลายพึงไต่ถามเนื้อความข้อนั้นกะเรา แม้เราก็พึงแก้ปัญหานั้นเหมือนอย่างที่อานนท์กล่าวแก้
			<remark  id="s2b18c99l19" />ปัญหานั้นแหละ นั่นเป็นเนื้อความแห่งอุเทศนั้นท่านทั้งหลายพึงทรงจำเนื้อความนั้นไว้อย่างนี้เถิด ฯ
			<remark  id="s2b18c99l20" />จบสูตรที่ ๓
			<remark  id="s2b18c99l21" />โลกกามคุณสูตรที่ ๒
			<remark  id="s2b18c99l22" />[๑๗๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อก่อนตรัสรู้ เมื่อเราเป็นพระโพธิสัตว์ยังมิได้ตรัสรู้ ได้มี
			<remark  id="s2b18c99l23" />ความปริวิตกว่า เบญจกามคุณของเราที่เราเคยสัมผัสด้วยใจมาแล้ว ล่วงไปแล้ว ดับไปแล้ว
		</para>
	</section>
	<section id="s2b18c100" >
		<para id="s2b18c100p">
			<remark  id="s2b18c100l1" />แปรปรวนไปแล้ว จิตของเราเมื่อเกิด พึงเกิดขึ้นในเบญจกามคุณที่เป็นปัจจุบันมาก หรือที่เป็น
			<remark  id="s2b18c100l2" />อนาคตน้อย ลำดับนั้น เราคิดว่าเบญจกามคุณของเราที่เราเคยสัมผัสด้วยใจมาแล้ว ล่วงไปแล้ว
			<remark  id="s2b18c100l3" />ดับไปแล้วแปรปรวนไปแล้ว เราปรารถนาประโยชน์แก่ตน พึงทำความไม่ประมาทในเบญจกาม
			<remark  id="s2b18c100l4" />คุณนั้น และสติให้เป็นเครื่องรักษาจิต เพราะเหตุนั้นแหละ เบญจกามคุณแม้ของท่านทั้งหลาย
			<remark  id="s2b18c100l5" />ที่ท่านทั้งหลายเคยสัมผัสด้วยใจมาแล้ว ล่วงไปแล้ว ดับไปแล้ว แปรปรวนไปแล้ว จิตของท่าน
			<remark  id="s2b18c100l6" />ทั้งหลายเมื่อเกิด พึงเกิดขึ้นในเบญจกามคุณที่เป็นปัจจุบันมาก หรือที่เป็นอนาคตน้อย (เช่น
			<remark  id="s2b18c100l7" />เดียวกัน) เพราะเหตุนั้นแหละเบญจกามคุณแม้ของท่านทั้งหลาย ที่ท่านทั้งหลายเคยสัมผัสด้วย
			<remark  id="s2b18c100l8" />ใจมาแล้ว ล่วงไปแล้ว ดับไปแล้ว แปรปรวนไปแล้ว ท่านทั้งหลายปรารถนาประโยชน์แก่ตน
			<remark  id="s2b18c100l9" />พึงทำความไม่ประมาทในเบญจกามคุณนั้น และสติให้เป็นเครื่องรักษาจิต แล้วพระองค์ตรัสต่อ
			<remark  id="s2b18c100l10" />ไปอีกว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุนั้นแหละ อายตนะอันบุคคลจำต้องรู้ไว้ คือ จักษุดับ
			<remark  id="s2b18c100l11" />ณ ที่ใด รูปสัญญาก็สิ้นไป ณ ที่นั้น หูดับ ณที่ใด สัททสัญญาก็สิ้นไป ณ ที่นั้น จมูกดับ
			<remark  id="s2b18c100l12" />ณ ที่ใด คันธสัญญาก็สิ้นไป ณที่นั้น ลิ้นดับไป ณ ที่ใด รสสัญญาก็สิ้นไป ณ ที่นั้น กายดับ
			<remark  id="s2b18c100l13" />ณ ที่ใด โผฏฐัพพสัญญาก็สิ้นไป ณ ที่นั้น ใจดับ ณ ที่ใด ธรรมสัญญาก็สิ้นไป ณ ที่นั้นครั้น
			<remark  id="s2b18c100l14" />พระผู้มีพระภาคตรัสดังนี้แล้ว ก็เสด็จลุกขึ้นจากพุทธอาสน์เข้าไปสู่พระวิหารเมื่อพระผู้มีพระภาค
			<remark  id="s2b18c100l15" />เสด็จไปไม่นาน ภิกษุเหล่านั้นมีความคิดว่า พระผู้มีพระภาคทรงแสดงอุเทศนี้แก่เราทั้งหลายโดยย่อ
			<remark  id="s2b18c100l16" />ไม่ทรงจำแนกเนื้อความให้พิสดารว่าเพราะเหตุนั้นแหละ อายตนะอันบุคคลจำต้องรู้ไว้ คือ จักษุดับ
			<remark  id="s2b18c100l17" />ณ ที่ใด รูปสัญญาก็สิ้นไป ณ ที่นั้น ฯลฯ ใจดับ ณ ที่ใด ธรรมสัญญาก็สิ้นไป ณ ที่นั้น ดังนี้แล้ว
			<remark  id="s2b18c100l18" />เสด็จลุกจากพุทธอาสน์เข้าไปสู่พระวิหารเสีย ใครหนอจะจำแนกเนื้อความแห่งอุเทศที่พระ
			<remark  id="s2b18c100l19" />ผู้มีพระภาคทรงแสดงโดยย่อ ไม่ทรงจำแนกเนื้อความให้พิสดารนี้โดยพิสดารได้ ลำดับนั้น ภิกษุเหล่า
			<remark  id="s2b18c100l20" />นั้นคิดว่าท่านพระอานนท์นี้ เป็นผู้ที่พระศาสดาและเพื่อนสพรหมจารีผู้เป็นปราชญ์ยกย่องสรร
			<remark  id="s2b18c100l21" />เสริญ ทั้งท่านสามารถจำแนกเนื้อความแห่งอุเทศที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงโดยย่อ ไม่ทรงจำ
			<remark  id="s2b18c100l22" />แนกเนื้อความให้พิสดารนี้ โดยพิสดารได้ ถ้ากระไร พวกเราพึงเข้าไปหาท่านพระอานนท์ถึงที่
			<remark  id="s2b18c100l23" />อยู่ แล้วพึงไต่ถามเนื้อความข้อนั้นกะท่านเถิด ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b18c101" >
		<para id="s2b18c101p">
			<remark  id="s2b18c101l1" />[๑๗๔] ครั้งนั้นแล ภิกษุเหล่านั้นจึงเข้าไปหาท่านพระอานนท์ถึงที่อยู่ได้ปราศรัยกับท่าน
			<remark  id="s2b18c101l2" />ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้ว จึงนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้กล่าวกะ
			<remark  id="s2b18c101l3" />ท่านพระอานนท์ว่า ท่านอานนท์ พระผู้มีพระภาคทรงแสดงอุเทศนี้แก่พวกผมโดยย่อ ไม่ทรงจำแนก
			<remark  id="s2b18c101l4" />เนื้อความให้พิสดาร เสด็จลุกขึ้นจากพุทธอาสน์เข้าไปสู่พระวิหารเสีย เมื่อพระองค์เสด็จลุกไป
			<remark  id="s2b18c101l5" />ไม่นาน พวกผมจึงใคร่ครวญว่า ใครหนอจะช่วยจำแนกเนื้อความแห่งอุเทศที่พระผู้มีพระภาคทรง
			<remark  id="s2b18c101l6" />แสดงโดยย่อ ไม่ทรงจำแนกเนื้อความให้พิสดารนี้ โดยพิสดารได้ พวกผมจึงคิดได้ว่า ท่านพระ
			<remark  id="s2b18c101l7" />อานนท์นี้เป็นผู้อันพระศาสดาและเพื่อนสพรหมจารีผู้เป็นปราชญ์ยกย่องสรรเสริญ ทั้งสามารถเพื่อ
			<remark  id="s2b18c101l8" />จำแนกเนื้อความแห่งอุเทศที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงโดยย่อ ไม่ทรงจำแนกเนื้อความให้พิสดาร
			<remark  id="s2b18c101l9" />นี้โดยพิสดารได้ ถ้ากระไร เราพึงเข้าไปหาท่านพระอานนท์ถึงที่อยู่ แล้วไต่ถามเนื้อความข้อนั้น
			<remark  id="s2b18c101l10" />กะท่าน ขอท่านพระอานนท์ได้โปรดจำแนกเนื้อความเถิด ท่านพระอานนท์กล่าวว่า ผู้มีอายุทั้งหลาย
			<remark  id="s2b18c101l11" />เปรียบเหมือนบุรุษผู้ต้องการแก่นไม้ แสวงหาแก่นไม้ เที่ยวหาแก่นไม้อยู่ กลับล่วงเลยราก ล่วง
			<remark  id="s2b18c101l12" />เลยลำต้น แห่งต้นไม้มีแก่นต้นใหญ่ซึ่งตั้งอยู่เฉพาะหน้าไปเสียมาสำคัญแก่นไม้ที่จะพึงแสวงหา
			<remark  id="s2b18c101l13" />ได้ที่กิ่งและใบ ฉันใด คำอุปไมยนี้ก็ฉันนั้น คือพวกท่านล่วงเลยพระผู้มีพระภาคผู้ประทับอยู่เฉพาะ
			<remark  id="s2b18c101l14" />หน้า ในฐานะเป็นศาสดาของท่านทั้งหลายไปเสีย มาสำคัญเนื้อความที่จะไต่ถามนี้กะผม แท้จริง
			<remark  id="s2b18c101l15" />พระผู้มีพระภาคเมื่อทรงทราบ ย่อมทราบ เมื่อทรงเห็น ย่อมเห็น พระองค์เป็นผู้มีพระจักษุ มีพระ
			<remark  id="s2b18c101l16" />ญาณ มีธรรม เป็นผู้ประเสริฐ เป็นผู้กล่าว เป็นผู้ประกาศ เป็นผู้ทำเนื้อความให้ตื้น เป็นผู้ให้
			<remark  id="s2b18c101l17" />อมตธรรม เป็นเจ้าของแห่งธรรม เป็นผู้ถึงธรรมที่แท้เวลานี้เป็นกาลสมควรที่จะทูลถามเนื้อความ
			<remark  id="s2b18c101l18" />ข้อนั้นกะพระผู้มีพระภาค พระองค์ทรงแก้ปัญหาแก่ท่านทั้งหลายอย่างใด ท่านทั้งหลายพึง
			<remark  id="s2b18c101l19" />ทรงจำความข้อนั้นไว้อย่างนั้นเถิด ฯ
			<remark  id="s2b18c101l20" />ภิ. ดูกรท่านอานนท์ ข้อที่ท่านว่านั้นเป็นการถูกต้องแล้ว พระผู้มีพระภาคเมื่อทรงทราบ
			<remark  id="s2b18c101l21" />ย่อมทราบ เมื่อทรงเห็น ย่อมเห็น พระองค์เป็นผู้มีพระจักษุ มีพระญาณ มีธรรม เป็นผู้กล่าว
			<remark  id="s2b18c101l22" />เป็นผู้ประกาศเป็นผู้ทำเนื้อความให้ตื้น เป็นผู้ให้อมตธรรม เป็นเจ้าของแห่งธรรม เป็นผู้ถึงธรรม
			<remark  id="s2b18c101l23" />ที่แท้ เวลานี้เป็นกาลสมควรที่จะทูลถามเนื้อความข้อนั้นกะพระผู้มีพระภาคพระองค์ทรงแก้ปัญหา
			<remark  id="s2b18c101l24" />แก่พวกผมอย่างใด พวกผมก็ควรทรงจำความข้อนั้นไว้อย่างนั้น ก็แต่ว่า ท่านอานนท์เป็นผู้ที่
		</para>
	</section>
	<section id="s2b18c102" >
		<para id="s2b18c102p">
			<remark  id="s2b18c102l1" />พระศาสดาและเพื่อนสพรหมจารีผู้เป็นปราชญ์ยกย่องสรรเสริญ ทั้งท่านก็สามารถจะจำแนกเนื้อ
			<remark  id="s2b18c102l2" />ความแห่งอุเทศที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงไว้โดยย่อ ไม่ทรงจำแนกเนื้อความให้พิสดารนี้ โดย
			<remark  id="s2b18c102l3" />พิสดารได้ ขอท่านอย่าได้หนักใจ โปรดช่วยจำแนกเนื้อความทีเถิด ฯ
			<remark  id="s2b18c102l4" />[๑๗๕] อา. ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ถ้าอย่างนั้น ท่านทั้งหลายจงฟัง จงใส่ใจให้ดี
			<remark  id="s2b18c102l5" />ผมจักกล่าว ภิกษุเหล่านั้นรับคำท่านพระอานนท์แล้ว ท่านพระอานนท์กล่าวว่า ดูกรท่านผู้มีอายุ
			<remark  id="s2b18c102l6" />ทั้งหลาย ข้อที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงอุเทศโดยย่อไม่ทรงจำแนกเนื้อความให้พิสดาร เสด็จลุก
			<remark  id="s2b18c102l7" />จากพุทธอาสน์เข้าไปสู่พระวิหารเสียนั้น ผมทราบแล้ว ผู้มีอายุทั้งหลาย ผมย่อมทราบเนื้อความ
			<remark  id="s2b18c102l8" />แห่งอุเทศที่ทรงแสดงโดยย่อ ไม่ทรงจำแนกเนื้อความให้พิสดารนี้  โดยพิสดารว่า ผู้มีอายุทั้งหลาย
			<remark  id="s2b18c102l9" />พระพุทธวจนะนั้น อันพระผู้มีพระภาคทรงภาษิต หมายเอาความดับแห่งอายตนะ ๖ข้อที่พระผู้
			<remark  id="s2b18c102l10" />มีพระภาคทรงแสดงอุเทศโดยย่อ  ไม่ทรงจำแนกเนื้อความให้พิสดารเสด็จลุกจากพุทธอาสน์เข้า
			<remark  id="s2b18c102l11" />ไปสู่พระวิหารเสียนั้น ผมรู้เนื้อความแห่งอุเทศที่ทรงแสดงโดยย่อ ไม่ทรงจำแนกเนื้อความให้
			<remark  id="s2b18c102l12" />พิสดารนี้ โดยพิสดารอย่างนี้แล ผู้มีอายุทั้งหลาย ท่านทั้งหลายประสงค์ความแจ่มแจ้ง พึงเข้า
			<remark  id="s2b18c102l13" />ไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคแล้วทูลถามเนื้อความข้อนั้น  พระองค์ทรงพยากรณ์แก่ท่านทั้งหลายอย่างไร
			<remark  id="s2b18c102l14" />ท่านทั้งหลายพึงทรงจำข้อที่ตรัสนั้นไว้อย่างนั้นเถิด ฯ
			<remark  id="s2b18c102l15" />[๑๗๖] ภิกษุเหล่านั้นรับคำท่านพระอานนท์ว่า อย่างนั้น  ท่านผู้มีอายุดังนี้แล้ว ลุกจาก
			<remark  id="s2b18c102l16" />อาสนะเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วน
			<remark  id="s2b18c102l17" />ข้างหนึ่ง ครั้นแล้ว ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า พระเจ้าข้า พระผู้มีพระภาคทรงแสดงอุเทศโดย
			<remark  id="s2b18c102l18" />ย่อ  ไม่ทรงจำแนกเนื้อความให้พิสดารแก่ข้าพระองค์ทั้งหลาย เสด็จลุกจากพุทธอาสน์เข้าไปสู่
			<remark  id="s2b18c102l19" />วิหารเสีย เมื่อพระองค์เสด็จลุกไปไม่นาน ข้าพระองค์ทั้งหลายจึงใคร่ครวญดูว่า... ใครหนอจะช่วย
			<remark  id="s2b18c102l20" />จำแนกเนื้อความแห่งอุเทศที่ทรงแสดงโดยย่อไม่ทรงจำแนกเนื้อความให้พิสดารนี้ โดยพิสดารได้
			<remark  id="s2b18c102l21" />ข้าพระองค์ทั้งหลายคิดว่า ท่านพระอานนท์นี้ เป็นผู้ที่พระศาสดาและเพื่อนสพรหมจารีผู้เป็น
			<remark  id="s2b18c102l22" />ปราชญ์ยกย่องสรรเสริญ ทั้งท่านสามารถจะจำแนกเนื้อความแห่งอุเทศที่ทรงแสดงโดยย่อ ไม่
			<remark  id="s2b18c102l23" />ทรงจำแนกเนื้อความให้พิสดารนี้ โดยพิสดารได้ ถ้ากระไร เราทั้งหลายพึงเข้าไปหาท่าน
		</para>
	</section>
	<section id="s2b18c103" >
		<para id="s2b18c103p">
			<remark  id="s2b18c103l1" />พระอานนท์ถึงที่อยู่ แล้วไต่ถามเนื้อความข้อนั้นกะท่านเถิด ครั้นคิดฉะนี้แล้ว ข้าพระองค์ทั้งหลาย
			<remark  id="s2b18c103l2" />ก็เข้าไปหาท่านพระอานนท์ถึงที่อยู่ แล้วไต่ถามเนื้อความข้อนั้นกะท่าน ท่านพระอานนท์ก็จำแนก
			<remark  id="s2b18c103l3" />เนื้อความแก่ข้าพระองค์ทั้งหลายด้วยอาการเหล่านี้ ด้วยบทเหล่านี้ ด้วยพยัญชนะเหล่านี้ พระผู้มี
			<remark  id="s2b18c103l4" />พระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย อานนท์เป็นบัณฑิต มีปัญญามากหากท่านทั้งหลายพึงถามเนื้อ
			<remark  id="s2b18c103l5" />ความข้อนั้นกะเรา แม้เราพึงพยากรณ์ปัญหานั้นเหมือนอย่างที่อานนท์พยากรณ์แล้วนั้นแหละ นั่น
			<remark  id="s2b18c103l6" />เป็นเนื้อความแห่งอุเทศนั้น ท่านทั้งหลายพึงทรงจำเนื้อความนั้นไว้อย่างนั้นเถิด ฯ
			<remark  id="s2b18c103l7" />จบสูตรที่ ๔
			<remark  id="s2b18c103l8" />สักกสูตร
			<remark  id="s2b18c103l9" />[๑๗๗] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ ภูเขาคิชฌกูฏ ใกล้พระนครราชคฤห์
			<remark  id="s2b18c103l10" />ครั้งนั้นแล ท้าวสักกะผู้เป็นจอมแห่งเทวดาทั้งหลาย เสด็จเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ
			<remark  id="s2b18c103l11" />ทรงถวายบังคมพระผู้มีพระภาคแล้ว ประทับอยู่ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้ว ได้ทูลถามพระผู้มี
			<remark  id="s2b18c103l12" />พระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญเหตุปัจจัยอะไรหนอ ที่เป็นเครื
