<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<!DOCTYPE book PUBLIC "-//OASIS//DTD DocBook XML V5.0//EN" "http://www.oasis-open.org/docbook/xml/4.5/docbookx.dtd">
<chapter id="s2b17">
	<title>สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค</title>
	<section id="s2b17c1" >
		<para id="s2b17c1p">
			<remark  id="s2b17c1l1" />		           พระสุตตันตปิฎก      
			<remark  id="s2b17c1l2" />		              	เล่ม ๙           
			<remark  id="s2b17c1l3" />		       สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค
			<remark  id="s2b17c1l4" />       ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น        
			<remark  id="s2b17c1l5" />		            ๑. ขันธสังยุต      
			<remark  id="s2b17c1l6" />		             มูลปัณณาสก์       
			<remark  id="s2b17c1l7" />		           นกุลปิตวรรคที่ ๑    
			<remark  id="s2b17c1l8" />		           ๑. นกุลปิตาสูตร     
			<remark  id="s2b17c1l9" />		      ว่าด้วยกายเปรียบด้วยฟองไข่              
			<remark  id="s2b17c1l10" />	[๑] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้:    
			<remark  id="s2b17c1l11" />     สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ เภสกฬาวัน  (ป่าเป็นที่นางยักษ์ชื่อเภสกฬา       
			<remark  id="s2b17c1l12" />อยู่อาศัย)  อันเป็นสถานที่ให้อภัยแก่หมู่มฤค   ใกล้เมืองสุงสุมารคิระในภัคคชนบท ฯลฯ        
			<remark  id="s2b17c1l13" />ครั้งนั้นแล  คฤหบดีชื่อนกุลบิดาเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค  ถวายอภิวาทแล้ว นั่ง ณ ที่ควร    
			<remark  id="s2b17c1l14" />ส่วนข้างหนึ่งแล้ว  ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า พระพุทธเจ้าข้า ข้าพระองค์เป็นผู้แก่เฒ่า   
			<remark  id="s2b17c1l15" />เป็นผู้ใหญ่ ล่วงกาลผ่านวัยแล้วโดยลำดับ มีกายกระสับกระส่าย เจ็บป่วยเนืองๆ พระพุทธเจ้าข้า  
			<remark  id="s2b17c1l16" />ก็ข้าพระองค์มิได้เห็นพระผู้มีพระภาคและภิกษุทั้งหลาย ผู้ให้เจริญใจอยู่เป็นนิตย์ ขอพระผู้มี
			<remark  id="s2b17c1l17" />พระภาคโปรดสั่งสอนข้าพระองค์ ขอพระผู้มีพระภาคโปรดพร่ำสอนข้าพระองค์ ด้วยธรรมที่เป็น        
			<remark  id="s2b17c1l18" />ไปเพื่อประโยชน์ เพื่อความสุขแก่ข้าพระองค์ตลอดกาลนานเถิด. พระผู้มีพระภาคตรัสว่า นั่น      
			<remark  id="s2b17c1l19" />ถูกแล้วๆ คฤหบดี อันที่จริง กายนี้กระสับกระส่าย เป็นดังว่าฟองไข่ อันผิวหนังหุ้มไว้ ดูกร   
			<remark  id="s2b17c1l20" />คฤหบดี ก็บุคคลผู้บริหารกายนี้อยู่ พึงรับรองความเป็นผู้ไม่มีโรคได้แม้เพียงครู่เดียว จะมีอะไร
			<remark  id="s2b17c1l21" />เล่านอกจากความเป็นคนเขลา   ดูกรคฤหบดี      เพราะเหตุนั้นแหละ     ท่านพึงศึกษาอย่างนี้ว่า           
			<remark  id="s2b17c1l22" />เมื่อเรามีกายกระสับกระส่ายอยู่ จิตของเราจักไม่กระสับกระส่าย ดูกรคฤหบดี  ท่านพึงศึกษา
			<remark  id="s2b17c1l23" />อย่างนี้แล.   
		</para>
	</section>
	<section id="s2b17c2" >
		<para id="s2b17c2p">
			<remark  id="s2b17c2l1" />	[๒] ครั้งนั้นแล คฤหบดีชื่อนกุลบิดา ชื่นชมยินดีพระภาษิตของพระผู้มีพระภาค ลุก         
			<remark  id="s2b17c2l2" />จากอาสนะ  ถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาค  ทำประทักษิณแล้ว เข้าไปหาท่านพระสารีบุตร              
			<remark  id="s2b17c2l3" />อภิวาทแล้ว นั่งอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง. ท่านพระสารีบุตร  ได้กล่าวกะนกุลปิตคฤหบดีว่า   
			<remark  id="s2b17c2l4" />คฤหบดี อินทรีย์ของท่านผ่องใสนัก สีหน้าของท่านบริสุทธิ์ เปล่งปลั่ง วันนี้ ท่านได้ฟัง      
			<remark  id="s2b17c2l5" />ธรรมีกถาในที่เฉพาะพระพักตร์พระผู้มีพระภาคหรือ?  นกุลปิตคฤหบดีตอบว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ   
			<remark  id="s2b17c2l6" />ไฉนจะไม่เป็นอย่างนี้เล่า พระผู้มีพระภาคทรงหลั่งอมฤตธรรมรดข้าพเจ้าด้วยธรรมีกถา.           
			<remark  id="s2b17c2l7" />     ส. ดูกรคฤหบดี พระผู้มีพระภาคทรงหลั่งอมฤตธรรมรดท่านด้วยธรรมีกถาอย่างไรเล่า?          
			<remark  id="s2b17c2l8" />     น. ข้าแต่ท่านผู้เจริญ (ข้าพเจ้าจะเล่าถวาย) ข้าพเจ้าเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค ถวาย    
			<remark  id="s2b17c2l9" />อภิวาทแล้ว นั่งอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า พระพุทธเจ้าข้า 
			<remark  id="s2b17c2l10" />ข้าพระองค์เป็นผู้แก่เฒ่า  เป็นผู้ใหญ่ ล่วงกาลผ่านวัยแล้วโดยลำดับ มีกายกระสับกระส่าย      
			<remark  id="s2b17c2l11" />เจ็บป่วยเนืองๆ พระพุทธเจ้าข้า ก็ข้าพระองค์มิได้เห็นพระผู้มีพระภาคและภิกษุทั้งหลาย ผู้ให้ 
			<remark  id="s2b17c2l12" />เจริญใจอยู่เป็นนิตย์ ขอพระผู้มีพระภาคโปรดสั่งสอนข้าพระองค์ ขอพระผู้มีพระภาคโปรดพร่ำ      
			<remark  id="s2b17c2l13" />สอนข้าพระองค์ด้วยธรรมที่เป็นไปเพื่อประโยชน์ เพื่อความสุขแก่ข้าพระองค์ตลอดกาลนานเถิด.     
			<remark  id="s2b17c2l14" />เมื่อข้าพเจ้ากราบทูลอย่างนี้แล้ว พระผู้มีพระภาคตรัสว่า นั่น ถูกแล้วๆ คฤหบดี อันที่จริง   
			<remark  id="s2b17c2l15" />กายนี้กระสับกระส่าย เป็นดังว่าฟองไข่ อันผิวหนังหุ้มไว้ ดูกรคฤหบดี ก็บุคคลผู้บริหารกายนี้อยู่            
			<remark  id="s2b17c2l16" />พึงรับรองความเป็นผู้ไม่มีโรคได้แม้เพียงครู่เดียว จะมีอะไรเล่า นอกจากความเป็นคนเขลา ดูกร  
			<remark  id="s2b17c2l17" />คฤหบดี เพราะเหตุนั้นแหละ ท่านพึงศึกษาอย่างนี้ว่า เมื่อเรามีกายกระสับกระส่ายอยู่ จิตของ   
			<remark  id="s2b17c2l18" />เราจักไม่กระสับกระส่าย ดูกรคฤหบดี ท่านพึงศึกษาอย่างนี้แล. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระผู้มี 
			<remark  id="s2b17c2l19" />พระภาคทรงหลั่งอมฤตธรรมรดข้าพเจ้าด้วยธรรมีกถาอย่างนี้แล.    
			<remark  id="s2b17c2l20" />	[๓] ส. ดูกรคฤหบดี ก็ท่านมิได้ทูลสอบถามพระผู้มีพระภาคต่อไปว่า พระพุทธเจ้าข้า         
			<remark  id="s2b17c2l21" />ด้วยเหตุเท่าไรหนอ?  บุคคลจึงชื่อว่าเป็นผู้มีกายกระสับกระส่ายและเป็นผู้มีจิตกระสับกระส่าย 
			<remark  id="s2b17c2l22" />และก็ด้วยเหตุเท่าไรหนอ? บุคคลแม้เป็นผู้มีกายกระสับกระส่าย แต่หาเป็นผู้มีจิตกระสับกระส่าย 
			<remark  id="s2b17c2l23" />ไม่.          
			<remark  id="s2b17c2l24" />     น. ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ข้าพเจ้ามาแม้แต่ที่ไกล เพื่อจะทราบเนื้อความแห่งภาษิตนั้นใน    
			<remark  id="s2b17c2l25" />สำนักท่านพระสารีบุตร ดีละหนอ ขอเนื้อความแห่งภาษิตนั้นจงแจ่มแจ้งกะท่านพระสารีบุตรเถิด. 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b17c3" >
		<para id="s2b17c3p">
			<remark  id="s2b17c3l1" />     ส. ดูกรคฤหบดี ถ้าเช่นนั้น ท่านจงฟัง จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าว.        
			<remark  id="s2b17c3l2" />     นกุลปิตคฤหบดีรับคำท่านพระสารีบุตรแล้ว. ท่านพระสารีบุตรจึงได้กล่าวว่า 
			<remark  id="s2b17c3l3" />		           สังกายทิฏฐิ ๒๐      
			<remark  id="s2b17c3l4" />	[๔] ดูกรคฤหบดี ก็อย่างไรเล่า?  บุคคลจึงชื่อว่าเป็นผู้มีกายกระสับกระส่ายด้วย จึง     
			<remark  id="s2b17c3l5" />ชื่อว่าเป็นผู้มีจิตกระสับกระส่ายด้วย. ดูกรคฤหบดี คือ ปุถุชนผู้มิได้สดับแล้วในโลกนี้ มิได้
			<remark  id="s2b17c3l6" />เห็นพระอริยะทั้งหลาย ไม่ฉลาดในธรรมของพระอริยะ มิได้รับแนะนำในอริยธรรม มิได้เห็น          
			<remark  id="s2b17c3l7" />สัตบุรุษทั้งหลาย ไม่ฉลาดในธรรมของสัตบุรุษ มิได้รับแนะนำในสัปปุริสธรรม ย่อมเห็นรูปโดย     
			<remark  id="s2b17c3l8" />ความเป็นตน ๑ ย่อมเห็นตนมีรูป ๑ ย่อมเห็นรูปในตน ๑ ย่อมเห็นตนในรูป ๑ เป็นผู้ตั้งอยู่       
			<remark  id="s2b17c3l9" />ด้วยความยึดมั่นว่า เราเป็นรูป รูปของเรา. เมื่อเขาตั้งอยู่ด้วยความยึดมั่นว่า เราเป็นรูป รูป              
			<remark  id="s2b17c3l10" />ของเรา รูปนั้นย่อมแปรปรวนเป็นอย่างอื่นไป  เพราะรูปแปรปรวนเป็นอย่างอื่นไป  โสกะ           
			<remark  id="s2b17c3l11" />ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัสและอุปายาสจึงเกิดขึ้น. ย่อมเห็นเวทนาโดยความเป็นตน ๑ ย่อมเห็น         
			<remark  id="s2b17c3l12" />ตนมีเวทนา ๑ ย่อมเห็นเวทนาในตน ๑ ย่อมเห็นตนในเวทนา ๑ เป็นผู้ตั้งอยู่ด้วยความยึดมั่นว่า    
			<remark  id="s2b17c3l13" />เราเป็นเวทนา เวทนาของเรา.  เมื่อเขาตั้งอยู่ด้วยความยึดมั่นว่า เราเป็นเวทนา เวทนาของเรา   
			<remark  id="s2b17c3l14" />เวทนานั้นย่อมแปรปรวนเป็นอย่างอื่นไป เพราะเวทนาแปรปรวนเป็นอย่างอื่นไป  โสกะ ปริเทวะ       
			<remark  id="s2b17c3l15" />ทุกข์ โทมนัสและอุปายาสจึงเกิดขึ้น. ย่อมเห็นสัญญา โดยความเป็นตน ๑ ย่อมเห็นตนมี            
			<remark  id="s2b17c3l16" />สัญญา ๑ ย่อมเห็นสัญญาในตน ๑ ย่อมเห็นตนในสัญญา ๑ เป็นผู้ตั้งอยู่ด้วยความยึดมั่นว่า        
			<remark  id="s2b17c3l17" />เราเป็นสัญญา สัญญาของเรา. เมื่อเขาตั้งอยู่ด้วยความยึดมั่นว่า เราเป็นสัญญา สัญญาของเรา    
			<remark  id="s2b17c3l18" />สัญญานั้นย่อมแปรปรวนเป็นอย่างอื่นไป เพราะสัญญาแปรปรวนเป็นอย่างอื่นไป โสกะ ปริเทวะ        
			<remark  id="s2b17c3l19" />ทุกข์ โทมนัสและอุปายาสจึงเกิดขึ้น. ย่อมเห็นสังขารโดยความเป็นตน ๑   ย่อมเห็นตนมี          
			<remark  id="s2b17c3l20" />สังขาร ๑ ย่อมเห็นสังขารในตน ๑ ย่อมเห็นตนในสังขาร ๑ เป็นผู้ตั้งอยู่ด้วยความยึดมั่นว่า     
			<remark  id="s2b17c3l21" />เราเป็นสังขาร สังขารของเรา. เมื่อเขาตั้งอยู่ด้วยความยึดมั่นว่า เราเป็นสังขาร สังขารของเรา
			<remark  id="s2b17c3l22" />สังขารนั้นย่อมแปรปรวนเป็นอย่างอื่นไป เพราะสังขารแปรปรวนเป็นอย่างอื่นไป โสกะ ปริเทวะ      
			<remark  id="s2b17c3l23" />ทุกข์ โทมนัสและอุปายาสจึงเกิดขึ้น. ย่อมเห็นวิญญาณโดยความเป็นตน ๑  ย่อมเห็นตนมี           
			<remark  id="s2b17c3l24" />วิญญาณ ๑ ย่อมเห็นวิญญาณในตน ๑ ย่อมเห็นตนในวิญญาณ ๑ เป็นผู้ตั้งอยู่ด้วยความยึดมั่นว่า     
			<remark  id="s2b17c3l25" />เราเป็นวิญญาณ วิญญาณของเรา เมื่อเขาตั้งอยู่ด้วยความยึดมั่นว่า เราเป็นวิญญาณ วิญญาณ   
		</para>
	</section>
	<section id="s2b17c4" >
		<para id="s2b17c4p">
			<remark  id="s2b17c4l1" />ของเรา  วิญญาณนั้นย่อมแปรปรวนเป็นอย่างอื่นไป  เพราะวิญญาณแปรปรวนเป็นอย่างอื่นไป          
			<remark  id="s2b17c4l2" />โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัสและอุปายาสจึงเกิดขึ้น.  ดูกรคฤหบดี  ด้วยเหตุอย่างนี้แล          
			<remark  id="s2b17c4l3" />บุคคลจึงชื่อว่าเป็นผู้มีกายกระสับกระส่าย และเป็นผู้มีจิตกระสับกระส่าย.    
			<remark  id="s2b17c4l4" />	[๕] ดูกรคฤหบดี ก็อย่างไรเล่า?  บุคคลแม้เป็นผู้มีกายกระสับกระส่าย แต่หาเป็นผู้มี     
			<remark  id="s2b17c4l5" />จิตกระสับกระส่ายไม่. ดูกรคฤหบดี คือ อริยสาวกผู้ได้สดับแล้วในธรรมวินัยนี้ ผู้เห็นพระอริยะ 
			<remark  id="s2b17c4l6" />ทั้งหลาย ผู้ฉลาดในธรรมของพระอริยะ  ผู้ได้รับแนะนำดีแล้วในอริยธรรม ผู้เห็นสัตบุรุษ        
			<remark  id="s2b17c4l7" />ทั้งหลาย ผู้ฉลาดในธรรมของสัตบุรุษ ผู้ได้รับแนะนำดีแล้วในสัปปุริสธรรม ย่อมไม่เห็นรูปโดย   
			<remark  id="s2b17c4l8" />ความเป็นตน ๑ ย่อมไม่เห็นตนมีรูป ๑ ย่อมไม่เห็นรูปในตน ๑ ย่อมไม่เห็นตนในรูป ๑ ไม่เป็นผู้   
			<remark  id="s2b17c4l9" />ตั้งอยู่ด้วยความยึดมั่นว่า เราเป็นรูป รูปของเรา. เมื่ออริยสาวกนั้นไม่ตั้งอยู่ด้วยความยึดมั่นว่า         
			<remark  id="s2b17c4l10" />เราเป็นรูป รูปของเรา รูปนั้นย่อมแปรปรวนเป็นอย่างอื่นไป เพราะรูปแปรปรวนเป็นอย่างอื่นไป    
			<remark  id="s2b17c4l11" />โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัสและอุปายาสจึงไม่เกิดขึ้น. ย่อมไม่เห็นเวทนาโดยความเป็นตน ๑       
			<remark  id="s2b17c4l12" />ย่อมไม่เห็นตนมีเวทนา ๑ ย่อมไม่เห็นเวทนาในตน ๑ ย่อมไม่เห็นตนในเวทนา ๑ ไม่เป็นผู้ตั้ง      
			<remark  id="s2b17c4l13" />อยู่ด้วยความยึดมั่นว่า เราเป็นเวทนา เวทนาของเรา. เมื่ออริยสาวกนั้นไม่ตั้งอยู่ด้วยความยึดมั่น            
			<remark  id="s2b17c4l14" />ว่า เราเป็นเวทนา เวทนาของเรา เวทนานั้นย่อมแปรปรวนเป็นอย่างอื่นไป เพราะเวทนาแปร           
			<remark  id="s2b17c4l15" />ปรวนเป็นอย่างอื่นไป โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัสและอุปายาสจึงไม่เกิดขึ้น. ย่อมไม่เห็น       
			<remark  id="s2b17c4l16" />สัญญาโดยความเป็นตน ๑ ย่อมไม่เห็นตนมีสัญญา ๑ ย่อมไม่เห็นสัญญาในตน ๑ ย่อมไม่เห็น           
			<remark  id="s2b17c4l17" />ตนในสัญญา ๑ ไม่เป็นผู้ตั้งอยู่ด้วยความยึดมั่นว่าเราเป็นสัญญา สัญญาของเรา.  เมื่ออริยสาวก 
			<remark  id="s2b17c4l18" />นั้นไม่ตั้งอยู่ด้วยความยึดมั่นว่า เราเป็นสัญญา สัญญาของเรา. สัญญานั้นย่อมแปรปรวนเป็น     
			<remark  id="s2b17c4l19" />อย่างอื่นไป เพราะสัญญาแปรปรวนเป็นอย่างอื่นไป  โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัสและ
			<remark  id="s2b17c4l20" />อุปายาสจึงไม่เกิดขึ้น. ย่อมไม่เห็นสังขารโดยความเป็นตน ๑ ย่อมไม่เห็นตนมีสังขาร ๑ ย่อมไม่  
			<remark  id="s2b17c4l21" />เห็นสังขารในตน ๑ ย่อมไม่เห็นตนในสังขาร ๑ ไม่เป็นผู้ตั้งอยู่ด้วยความยึดมั่นว่า เราเป็นสังขาร             
			<remark  id="s2b17c4l22" />สังขารของเรา. เมื่ออริยสาวกนั้นไม่ตั้งอยู่ด้วยความยึดมั่นว่า เราเป็นสังขาร สังขารของเรา  
			<remark  id="s2b17c4l23" />สังขารนั้นย่อมแปรปรวนเป็นอย่างอื่นไป เพราะสังขารแปรปรวนเป็นอย่างอื่นไป โสกะ ปริเทวะ      
			<remark  id="s2b17c4l24" />ทุกข์ โทมนัสและอุปายาสจึงไม่เกิดขึ้น. ย่อมไม่เห็นวิญญาณโดยความเป็นตน ๑ ย่อมไม่เห็น       
			<remark  id="s2b17c4l25" />ตนมีวิญญาณ ๑ ย่อมไม่เห็นวิญญาณในตน ๑ ย่อมไม่เห็นตนในวิญญาณ ๑ ไม่เป็นผู้ตั้งอยู่ด้วย      
			<remark  id="s2b17c4l26" />ความยึดมั่นว่า เราเป็นวิญญาณ วิญญาณของเรา. เมื่ออริยสาวกนั้นไม่ตั้งอยู่ด้วยความยึดมั่นว่า
		</para>
	</section>
	<section id="s2b17c5" >
		<para id="s2b17c5p">
			<remark  id="s2b17c5l1" />เราเป็นวิญญาณ วิญญาณของเรา วิญญาณนั้นย่อมแปรปรวนเป็นอย่างอื่นไป เพราะวิญญาณ              
			<remark  id="s2b17c5l2" />แปรปรวนเป็นอย่างอื่นไป โสกะ ปริเทวะ ทุกข์  โทมนัสและอุปายาสจึงไม่เกิดขึ้น. ดูกร          
			<remark  id="s2b17c5l3" />คฤหบดี อย่างนี้แล บุคคลแม้มีกายกระสับกระส่าย แต่หาเป็นผู้มีจิตกระสับกระส่ายไม่.          
			<remark  id="s2b17c5l4" />     ท่านพระสารีบุตรได้กล่าวคำเช่นนี้แล้ว นกุลปิตคฤหบดี ชื่นชมยินดีภาษิตของท่าน          
			<remark  id="s2b17c5l5" />พระสารีบุตร ฉะนี้แล.         
			<remark  id="s2b17c5l6" />		            จบ สูตรที่ ๑       
			<remark  id="s2b17c5l7" />		           ๒. เทวทหสูตร        
			<remark  id="s2b17c5l8" />		    ว่าด้วยการกำจัดฉันทราคะในขันธ์ ๕          
			<remark  id="s2b17c5l9" />	[๖] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้;    
			<remark  id="s2b17c5l10" />     สมัยหนึ่ง  พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ นิคมเทวทหะของศากยะทั้งหลายในสักกชนบท.         
			<remark  id="s2b17c5l11" />ครั้งนั้นแล ภิกษุมากรูปด้วยกัน ปรารถนาจะไปสู่ปัจฉาภูมชนบทเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค ถวาย   
			<remark  id="s2b17c5l12" />อภิวาทพระผู้มีพระภาคแล้ว นั่งอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า  
			<remark  id="s2b17c5l13" />พระพุทธเจ้าข้า พวกข้าพระองค์ปรารถนาจะไปสู่ปัจฉาภูมชนบท เพื่อสำเร็จการอยู่อาศัยในปัจฉา    
			<remark  id="s2b17c5l14" />ภูมชนบท. พระผู้มีพระภาคตรัสถามว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็เธอทั้งหลายลาสารีบุตรแล้วหรือ?     
			<remark  id="s2b17c5l15" />ภิกษุเหล่านั้นกราบทูลว่า พระพุทธเจ้าข้า พวกข้าพระองค์ยังมิได้ลาท่านพระสารีบุตร. พระผู้มี 
			<remark  id="s2b17c5l16" />พระภาคตรัสว่าดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงไปลาสารีบุตรเถิด. สารีบุตรเป็นบัณฑิตอนุเคราะห์              
			<remark  id="s2b17c5l17" />เพื่อนพรหมจารี. ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระผู้มีพระภาคว่าอย่างนั้น พระพุทธเจ้าข้า.           
			<remark  id="s2b17c5l18" />	[๗] ก็สมัยนั้นแล ท่านพระสารีบุตรนั่งอยู่ในมณฑปเล็กๆ แห่งหนึ่งที่มุงด้วยตะใคร่น้ำ    
			<remark  id="s2b17c5l19" />ไม่ไกลพระผู้มีพระภาค. ครั้งนั้นแล ภิกษุเหล่านั้น ชื่นชมยินดีพระภาษิตของพระผู้มีพระภาค    
			<remark  id="s2b17c5l20" />ลุกจากอาสนะ ถวายอภิวาท ทำประทักษิณพระผู้มีพระภาคแล้ว พากันเข้าไปหาท่านพระสารีบุตร        
			<remark  id="s2b17c5l21" />กล่าวคำปราศรัยกับท่านพระสารีบุตร ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกัน ไปแล้ว จึงนั่งอยู่  
			<remark  id="s2b17c5l22" />ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว ได้กล่าวกะท่านพระสารีบุตรว่า ข้าแต่ท่านพระสารีบุตร ข้าพเจ้า    
			<remark  id="s2b17c5l23" />ทั้งหลายปรารถนาจะไปปัจฉาภูมชนบท เพื่อสำเร็จการอยู่อาศัยในปัจฉาภูมชนบท. ท่านพระ          
			<remark  id="s2b17c5l24" />สารีบุตรกล่าวว่า ท่านทั้งหลาย กราบทูลลาพระศาสดาแล้วหรือ? ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย   
		</para>
	</section>
	<section id="s2b17c6" >
		<para id="s2b17c6p">
			<remark  id="s2b17c6l1" />ก็กษัตริย์ผู้เป็นบัณฑิตบ้าง พราหมณ์ผู้เป็นบัณฑิตบ้าง คฤหบดีผู้เป็นบัณฑิตบ้าง สมณะผู้เป็น 
			<remark  id="s2b17c6l2" />บัณฑิตบ้าง เป็นผู้ถามปัญหากะภิกษุผู้ไปไพรัชชประเทศต่างๆ มีอยู่ ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย 
			<remark  id="s2b17c6l3" />ก็พวกมนุษย์ที่เป็นบัณฑิตทดลองถามว่า พระศาสดาของพวกท่านมีวาทะอย่างไร? ตรัสสอน             
			<remark  id="s2b17c6l4" />อย่างไร? ธรรมทั้งหลายพวกท่านฟังดีแล้ว เรียบร้อยดีแล้ว ใส่ใจดีแล้ว   ทรงจำดีแล้ว แทง      
			<remark  id="s2b17c6l5" />ตลอดดีแล้ว ด้วยปัญญาบ้างหรือ? ท่านผู้มีอายุทั้งหลาย เมื่อพยากรณ์อย่างไร? จึงจะชื่อว่าเป็นผู้            
			<remark  id="s2b17c6l6" />กล่าวตามที่พระผู้มีพระภาคตรัสแล้ว จะไม่กล่าวตู่พระผู้มีพระภาค ด้วยคำไม่จริง และพยากรณ์   
			<remark  id="s2b17c6l7" />ธรรมสมควรแก่ธรรม ทั้งการคล้อยตามวาทะที่ถูกไรๆ จะไม่พึงถึงฐานะอันวิญญูชนจะติเตียนได้.     
			<remark  id="s2b17c6l8" />     ภิ. ข้าแต่ท่านผู้มีอายุ ข้าพเจ้าทั้งหลาย มาแม้แต่ที่ไกล เพื่อจะรู้เนื้อความแห่งภาษิต
			<remark  id="s2b17c6l9" />นั้นในสำนักท่านพระสารีบุตร ดีละหนอ ขอเนื้อความแห่งภาษิตนั้น จงแจ่มแจ้งกะท่านพระ         
			<remark  id="s2b17c6l10" />สารีบุตรเถิด.
			<remark  id="s2b17c6l11" />	[๘] ส. ถ้าเช่นนั้น ท่านทั้งหลายจงฟัง จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าว. ภิกษุเหล่านั้น       
			<remark  id="s2b17c6l12" />รับคำท่านพระสารีบุตรแล้ว. ท่านพระสารีบุตรได้กล่าวว่า ท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ก็กษัตริย์เป็น
			<remark  id="s2b17c6l13" />บัณฑิตบ้าง พราหมณ์เป็นบัณฑิตบ้าง คฤหบดีเป็นบัณฑิตบ้าง สมณะเป็นบัณฑิตบ้าง เป็นผู้ถาม      
			<remark  id="s2b17c6l14" />ปัญหากะภิกษุผู้ไปไพรัชชประเทศต่างๆ มีอยู่ ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ก็มนุษย์ทั้งหลายที่เป็น             
			<remark  id="s2b17c6l15" />บัณฑิต จะทดลองถามว่า พระศาสดาของท่านผู้มีอายุทั้งหลาย มีวาทะว่าอย่างไร ตรัสสอน           
			<remark  id="s2b17c6l16" />อย่างไร? ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ท่านทั้งหลายถูกถามอย่างนี้แล้ว พึงพยากรณ์อย่างนี้ว่า  
			<remark  id="s2b17c6l17" />ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย พระศาสดาของเราทั้งหลายตรัสสอนให้กำจัดฉันทราคะ. เมื่อท่าน       
			<remark  id="s2b17c6l18" />ทั้งหลายพยากรณ์อย่างนี้แล้ว กษัตริย์ผู้เป็นบัณฑิตบ้าง พราหมณ์ผู้เป็นบัณฑิตบ้าง คฤหบดีผู้ 
			<remark  id="s2b17c6l19" />เป็นบัณฑิตบ้าง สมณะผู้เป็นบัณฑิตบ้าง พึงถามปัญหายิ่งขึ้นไป ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย     
			<remark  id="s2b17c6l20" />ก็มนุษย์ทั้งหลายที่เป็นบัณฑิต จะทดลองถามว่า ก็พระศาสดาของท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ตรัสสอน   
			<remark  id="s2b17c6l21" />ให้กำจัดฉันทราคะในสิ่งอะไร. ท่านทั้งหลายถูกถามอย่างนี้แล้ว พึงพยากรณ์อย่างนี้ว่า ดูกรท่าน
			<remark  id="s2b17c6l22" />ผู้มีอายุทั้งหลาย พระศาสดาตรัสสอนให้กำจัดฉันทราคะในรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ.        
			<remark  id="s2b17c6l23" />ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย เมื่อท่านทั้งหลายพยากรณ์อย่างนี้แล้ว กษัตริย์ผู้เป็นบัณฑิตบ้าง 
			<remark  id="s2b17c6l24" />พราหมณ์ผู้เป็นบัณฑิตบ้าง คฤหบดีผู้เป็นบัณฑิตบ้าง สมณะผู้เป็นบัณฑิตบ้าง พึงถามปัญหา       
			<remark  id="s2b17c6l25" />ยิ่งขึ้นไป ก็มนุษย์ทั้งหลายที่เป็นบัณฑิต จะทดลองถามว่า ก็พระศาสดาของท่านผู้มีอายุทั้งหลาย
			<remark  id="s2b17c6l26" />ทรงเห็นโทษอะไร จึงตรัสสอนให้กำจัดฉันทราคะในรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ? 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b17c7" >
		<para id="s2b17c7p">
			<remark  id="s2b17c7l1" />ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ท่านทั้งหลายถูกถามอย่างนี้แล้ว พึงพยากรณ์อย่างนี้ว่า ดูกรท่านผู้มี            
			<remark  id="s2b17c7l2" />อายุทั้งหลาย เมื่อบุคคลมีความกำหนัด ความพอใจ ความรัก ความกระหาย ความกระวน 
			<remark  id="s2b17c7l3" />กระวาย ความทะยานอยากในรูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ ยังไม่ปราศจากไปแล้ว
			<remark  id="s2b17c7l4" />โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัสและอุปายาสย่อมเกิดขึ้น เพราะรูป เวทนา สัญญา สังขาร              
			<remark  id="s2b17c7l5" />และวิญญาณ แปรปรวนเป็นอย่างอื่นไป ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย พระศาสดาของเราทั้งหลาย        
			<remark  id="s2b17c7l6" />ทรงเห็นโทษนี้แล จึงตรัสสอนให้กำจัดฉันทราคะในรูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ.            
			<remark  id="s2b17c7l7" />ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย แม้เมื่อท่านทั้งหลายพยากรณ์อย่างนี้แล กษัตริย์ผู้เป็นบัณฑิตบ้าง
			<remark  id="s2b17c7l8" />พราหมณ์ผู้เป็นบัณฑิตบ้าง  คฤหบดีผู้เป็นบัณฑิตบ้าง สมณะผู้เป็นบัณฑิตบ้าง พึงถามปัญหา      
			<remark  id="s2b17c7l9" />ยิ่งขึ้นไป ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ก็มนุษย์ทั้งหลายที่เป็นบัณฑิตจะทดลองถามว่า ก็พระศาสดา              
			<remark  id="s2b17c7l10" />ของท่านผู้มีอายุทั้งหลาย  ทรงเห็นอานิสงส์อะไร?  จึงตรัสสอนให้กำจัดให้ฉันทราคะในรูป       
			<remark  id="s2b17c7l11" />เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ. ท่านทั้งหลายถูกถามอย่างนี้แล้ว พึงพยากรณ์อย่างนี้ว่า          
			<remark  id="s2b17c7l12" />ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย เมื่อบุคคลมีความกำหนัด ความพอใจ ความรัก ความกระหาย ความ        
			<remark  id="s2b17c7l13" />กระวนกระวาย ความทะยานอยากในรูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณปราศจากไปแล้ว  
			<remark  id="s2b17c7l14" />โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัสและอุปายาสย่อมไม่เกิดขึ้นเพราะรูป เวทนา สัญญา สังขาร            
			<remark  id="s2b17c7l15" />และวิญญาณ แปรปรวนเป็นอย่างอื่นไป. ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย พระศาสดาของเราทั้งหลาย       
			<remark  id="s2b17c7l16" />ทรงเห็นอานิสงส์นี้แล จึงตรัสสอนให้กำจัดฉันทราคะในรูป เวทนา สัญญา สังขาร และ              
			<remark  id="s2b17c7l17" />วิญญาณ.       
			<remark  id="s2b17c7l18" />	[๙] ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ก็เมื่อบุคคลเข้าถึงอกุศลธรรมทั้งหลายอยู่ จักได้มีการอยู่             
			<remark  id="s2b17c7l19" />สบาย ไม่มีความลำบาก ไม่มีความคับแค้น ไม่มีความเดือดร้อน ในปัจจุบันนี้ และเมื่อตาย        
			<remark  id="s2b17c7l20" />ไปแล้ว ก็พึงหวังสุคติไซร้ พระผู้มีพระภาคก็จะไม่พึงทรงสรรเสริญ การละอกุศลธรรมทั้งหลาย.    
			<remark  id="s2b17c7l21" />ก็เพราะเมื่อบุคคลเข้าถึงอกุศลธรรมทั้งหลาย ย่อมมีการอยู่เป็นทุกข์ มีความลำบาก มีความ      
			<remark  id="s2b17c7l22" />คับแค้น มีความเดือดร้อน ในปัจจุบัน และเมื่อตายไปแล้ว ก็พึงหวังได้ทุคติ ฉะนั้น            
			<remark  id="s2b17c7l23" />พระผู้มีพระภาค จึงทรงสรรเสริญ การละอกุศลธรรมทั้งหลาย.      
			<remark  id="s2b17c7l24" />	[๑๐] ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย แต่เมื่อบุคคลเข้าถึงกุศลธรรมทั้งหลายอยู่ จักได้มีการ 
			<remark  id="s2b17c7l25" />อยู่เป็นทุกข์ มีความลำบาก มีความคับแค้น มีความเดือดร้อน ในปัจจุบันนี้ และเมื่อตายไป   
		</para>
	</section>
	<section id="s2b17c8" >
		<para id="s2b17c8p">
			<remark  id="s2b17c8l1" />แล้ว ก็พึงหวังได้ทุคติไซร้ พระผู้มีพระภาค ก็จะไม่พึงทรงสรรเสริญ  การเข้าถึงอกุศลธรรม     
			<remark  id="s2b17c8l2" />ทั้งหลาย.  ก็เพราะเมื่อบุคคลเข้าถึงกุศลธรรมทั้งหลายอยู่  มีการอยู่สบาย  ไม่มีความลำบาก   
			<remark  id="s2b17c8l3" />ไม่มีความคับแค้น  ไม่มีความเดือดร้อน  ในปัจจุบันนี้  และเมื่อตายไปแล้ว ก็พึงหวังได้สุคติ 
			<remark  id="s2b17c8l4" />ฉะนั้นพระผู้มีพระภาค  จึงทรงสรรเสริญ การเข้าถึงกุศลธรรมทั้งหลาย.  ท่านพระสารีบุตรได้     
			<remark  id="s2b17c8l5" />กล่าวคำนี้แล้ว.  ภิกษุเหล่านั้น ชื่นชมยินดีภาษิตของท่านพระสารีบุตร ฉะนี้แล.              
			<remark  id="s2b17c8l6" />		            จบ สูตรที่ ๒.      
			<remark  id="s2b17c8l7" />		         ๓. หลิททิกานิสูตรที่ ๑
			<remark  id="s2b17c8l8" />		           ว่าด้วยลักษณะมุนี   
			<remark  id="s2b17c8l9" />	[๑๑] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้:   
			<remark  id="s2b17c8l10" />     สมัยหนึ่ง ท่านพระมหากัจจานะอยู่ ณ ภูเขาชันข้างหนึ่ง ใกล้กุรรฆรนครแคว้นอวันตีรัฐ     
			<remark  id="s2b17c8l11" />ครั้งนั้นแล  คฤหบดีชื่อว่าหลิททิกานิ เข้าไปหาท่านพระมหากัจจานะถึงที่อยู่  อภิวาทแล้ว  นั่งอยู่          
			<remark  id="s2b17c8l12" />ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว ได้กล่าวกะท่านมหากัจจานะว่า  ข้าแต่ท่านพระผู้เจริญ  พระผู้มีพระภาค            
			<remark  id="s2b17c8l13" />ตรัสพระภาษิตนี้ในมาคัณฑิยปัญหา  อันมีในอัฏฐกวรรคว่า        
			<remark  id="s2b17c8l14" />        มุนีละที่อยู่แล้ว ไม่มีที่พักเที่ยวไป  ไม่ทำความสนิทสนมในบ้าน     
			<remark  id="s2b17c8l15" />        เป็นผู้ว่างจากกามทั้งหลาย  ไม่มุ่งถึงกาลข้างหน้า  ไม่ทำถ้อยคำ     
			<remark  id="s2b17c8l16" />        แก่งแย่งกับชนอื่น ดังนี้.           
			<remark  id="s2b17c8l17" />     ข้าแต่ท่านผู้เจริญ  เนื้อความแห่งพระพุทธวจนะที่พระผู้มีพระภาคตรัสโดยย่อนี้  จะพึง   
			<remark  id="s2b17c8l18" />เห็นได้โดยพิสดารอย่างไร?     
			<remark  id="s2b17c8l19" />	[๑๒] พระมหากัจจานะได้กล่าวว่า  ดูกรคฤหบดี  รูปธาตุเป็นที่อยู่อาศัยของวิญญาณ         
			<remark  id="s2b17c8l20" />ก็แหละมุนีใด มีวิญญาณพัวพันด้วยราคะในรูปธาตุ มุนีนั้น ท่านกล่าวว่า มีที่อยู่อาศัยเที่ยวไป
			<remark  id="s2b17c8l21" />ดูกรคฤหบดี เวทนา ...  สัญญา ... สังขารธาตุเป็นที่อยู่อาศัยของวิญญาณ ก็แหละมุนีใด มีวิญญาณ
			<remark  id="s2b17c8l22" />พัวพันด้วยราคะในสังขารธาตุ มุนีนั้น ท่านกล่าวว่า มีที่อยู่อาศัยเที่ยวไป. ดูกรคฤหบดี มุนี 
			<remark  id="s2b17c8l23" />ชื่อว่าเป็นผู้มีที่อยู่อาศัยเที่ยวไป ด้วยประการฉะนี้แล.    
		</para>
	</section>
	<section id="s2b17c9" >
		<para id="s2b17c9p">
			<remark  id="s2b17c9l1" />	[๑๓] ดูกรคฤหบดี  ก็มุนีเป็นผู้ไม่มีที่อยู่อาศัยเที่ยวไปอย่างไร?  ดูกรคฤหบดี  ความ   
			<remark  id="s2b17c9l2" />พอใจ  ความกำหนัด  ความเพลิดเพลิน  ความทะยานอยาก ความเข้าถึง ความยึดมั่น  อัน             
			<remark  id="s2b17c9l3" />เป็นที่ตั้งที่อยู่อาศัยแห่งจิตเหล่าใด  ในรูปธาตุ  ความพอใจเป็นต้นเหล่านั้น  อันพระตถาคต  
			<remark  id="s2b17c9l4" />ทรงละเสียแล้ว  ทรงตัดรากขาดแล้ว  ทำให้เป็นดังตาลยอดด้วน  ทรงกระทำให้ไม่มี  มีอันไม่      
			<remark  id="s2b17c9l5" />เกิดขึ้นต่อไปเป็นธรรมดา  เพราะฉะนั้น พระตถาคต  บัณฑิตจึงกล่าวว่า  เป็นผู้ไม่มีที่อยู่อาศัย              
			<remark  id="s2b17c9l6" />เที่ยวไป.  ดูกรคฤหบดี  ความพอใจ ความกำหนัด  ความเพลิดเพลิน  ความทะยานอยาก 
			<remark  id="s2b17c9l7" />ความเข้าถึง  ความยึดมั่น  อันเป็นที่ตั้งที่อยู่อาศัยแห่งจิตเหล่าใดในเวทนาธาตุ ... ในสัญญาธาตุ ...       
			<remark  id="s2b17c9l8" />ในสังขารธาตุ ... ในวิญญาณธาตุ ความพอใจเป็นต้นเหล่านั้น  อันพระตถาคต  ทรงละเสียแล้ว       
			<remark  id="s2b17c9l9" />ทรงตัดรากขาดแล้ว  ทรงทำให้เป็นดังตาลยอดด้วน  ทรงกระทำให้ไม่มี มีอันไม่เกิดขึ้นต่อไปเป็น  
			<remark  id="s2b17c9l10" />ธรรมดา เพราะฉะนั้น  พระตถาคต  บัณฑิตจึงกล่าวว่า  เป็นผู้ไม่มีที่อยู่อาศัยเที่ยวไป.  ดูกร 
			<remark  id="s2b17c9l11" />คฤหบดี มุนีชื่อว่าเป็นผู้ที่ไม่มีที่อยู่อาศัยเที่ยวไปอย่างนี้แล.          
			<remark  id="s2b17c9l12" />	[๑๔] ดูกรคฤหบดี ก็มุนีเป็นผู้มีที่พักเที่ยวไปอย่างไร?  ดูกรคฤหบดี  มุนีท่านกล่าวว่า 
			<remark  id="s2b17c9l13" />เป็นผู้มีที่พักเที่ยวไป  เพราะซ่านไปและพัวพันในรูป  อันเป็นนิมิตและเป็นที่พัก.  ดูกรคฤหบดี              
			<remark  id="s2b17c9l14" />มุนีท่านกล่าวว่าเป็นผู้มีที่พักเที่ยวไป  เพราะซ่านไปและพัวพันในเสียง ... ในกลิ่น ... ในรส ... ใน        
			<remark  id="s2b17c9l15" />โผฏฐัพพะ ... ในธรรมารมณ์อันเป็นนิมิตและเป็นที่พัก.  ดูกรคฤหบดี  มุนีเป็นผู้มีที่พักเที่ยวไป             
			<remark  id="s2b17c9l16" />อย่างนี้แล.   
			<remark  id="s2b17c9l17" />	[๑๕] ดูกรคฤหบดี  ก็มุนีเป็นผู้ไม่มีที่พักเที่ยวไปอย่างไร?  ดูกรคฤหบดี  กิเลสเป็น    
			<remark  id="s2b17c9l18" />เหตุซ่านไปและพัวพันในรูปอันเป็นนิมิตและที่พัก อันพระตถาคต ทรงละเสียแล้ว ทรงตัดรากขาด     
			<remark  id="s2b17c9l19" />แล้ว  ทำให้เป็นดังตาลยอดด้วน  ทรงกระทำให้ไม่มี  มีอันไม่เกิดขึ้นต่อไปเป็นธรรมดา  เพราะ   
			<remark  id="s2b17c9l20" />ฉะนั้น  พระตถาคต  บัณฑิตจึงกล่าวว่าเป็นผู้ไม่มีที่พักเที่ยวไป.  ดูกรคฤหบดี  กิเลสเป็นเหตุ
			<remark  id="s2b17c9l21" />ซ่านไปและพัวพันในเสียง ... ในกลิ่น ... ในรส ... ในโผฏฐัพพะ ... ในธรรมารมณ์อันเป็นนิมิตและเป็น           
			<remark  id="s2b17c9l22" />ที่พักอันพระตถาคต ทรงละเสียแล้ว  ทรงตัดรากขาดแล้ว ทำให้เป็นดังตาลยอดด้วน  ทรงกระ         
			<remark  id="s2b17c9l23" />ทำให้ไม่มี มีอันไม่เกิดขึ้นต่อไปเป็นธรรมดา เพราะฉะนั้น พระตถาคต บัณฑิตจึงกล่าวว่า เป็นผู้
			<remark  id="s2b17c9l24" />ไม่มีที่พักเที่ยวไป. ดูกรคฤหบดี มุนีชื่อว่าเป็นผู้ไม่มีที่พักเที่ยวไปอย่างนี้แล.      
		</para>
	</section>
	<section id="s2b17c10" >
		<para id="s2b17c10p">
			<remark  id="s2b17c10l1" />	[๑๖] ดูกรคฤหบดี  ก็มุนีเป็นผู้สนิทสนมในบ้านอย่างไร?   ดูกรคฤหบดีมุนีบางคนใน         
			<remark  id="s2b17c10l2" />โลกนี้  เป็นผู้คลุกคลีกับพวกคฤหัสถ์อยู่  คือเป็นผู้พลอยชื่นชมกับเขา  พลอยโศกกับเขา  เมื่อ
			<remark  id="s2b17c10l3" />พวกคฤหัสถ์มีสุขก็สุขด้วย  มีทุกข์ ก็ทุกข์ด้วย  เมื่อพวกคฤหัสถ์มีกรณียกิจที่ควรทำเกิดขึ้น 
			<remark  id="s2b17c10l4" />ก็ขวนขวายในกรณียกิจเหล่านั้นด้วยตนเอง. ดูกรคฤหบดี มุนีเป็นผู้สนิทสนมในบ้าน อย่างนี้แล.   
			<remark  id="s2b17c10l5" />	[๑๗] ดูกรคฤหบดี  ก็มุนีไม่เป็นผู้สนิทสนมในบ้านอย่างไร?  ดูกรคฤหบดี  ภิกษุใน         
			<remark  id="s2b17c10l6" />ธรรมวินัยนี้  ไม่เป็นผู้คลุกคลีกับพวกคฤหัสถ์ คือ ไม่พลอยชื่นชมกับเขา  ไม่พลอยโศกกับเขา   
			<remark  id="s2b17c10l7" />เมื่อพวกคฤหัสถ์มีสุข ก็ไม่สุขด้วย  มีทุกข์ ก็ไม่ทุกข์ด้วย เมื่อคฤหัสถ์มีกรณียกิจที่ควรทำเกิดขึ้นก็      
			<remark  id="s2b17c10l8" />ไม่ขวนขวายในกรณียกิจเหล่านั้นด้วยตนเอง. ดูกรคฤหบดีมุนีไม่เป็นผู้สนิทสนมในบ้าน อย่างนี้แล.
			<remark  id="s2b17c10l9" />	[๑๘] ดูกรคฤหบดี  ก็มุนีเป็นผู้ไม่ว่างจากกามทั้งหลายอย่างไร?  ดูกรคฤหบดี มุนีบาง     
			<remark  id="s2b17c10l10" />คนในโลกนี้ ยังเป็นผู้ไม่ปราศจากความกำหนัด  ความพอใจ ความรัก ความกระหาย ความ              
			<remark  id="s2b17c10l11" />กระวนกระวาย  ความทะยานอยากในกามทั้งหลาย.  ดูกรคฤหบดี  มุนีเป็นผู้ไม่ว่างจากกามทั้ง       
			<remark  id="s2b17c10l12" />หลาย  อย่างนี้แล.            
			<remark  id="s2b17c10l13" />	[๑๙] ดูกรคฤหบดี  ก็มุนีเป็นผู้ว่างจากกามทั้งหลายอย่างไร?  ดูกรคฤหบดี ภิกษุบางรูป    
			<remark  id="s2b17c10l14" />ในธรรมวินัยนี้  ย่อมเป็นผู้ปราศจากความกำหนัด ความพอใจ ความรัก ความกระหาย ความ            
			<remark  id="s2b17c10l15" />กระวนกระวาย ความทะยานอยากในกามทั้งหลาย.  ดูกรคฤหบดี  มุนีเป็นผู้ว่างจากกามทั้งหลาย       
			<remark  id="s2b17c10l16" />อย่างนี้แล.   
			<remark  id="s2b17c10l17" />	[๒๐] ดูกรคฤหบดี  ก็มุนีเป็นผู้มุ่งถึงกาลข้างหน้าอย่างไร?  ดูกรคฤหบดี  มุนีบางคน     
			<remark  id="s2b17c10l18" />ในโลกนี้ มีความปรารถนาอย่างนี้ว่า  ในกาลข้างหน้า  ขอเราพึงเป็นผู้มีรูปอย่างนี้ มีเวทนาอย่าง             
			<remark  id="s2b17c10l19" />นี้  มีสัญญาอย่างนี้  มีสังขารอย่างนี้  มีวิญญาณอย่างนี้.  ดูกรคฤหบดี  มุนีเป็นผู้มุ่งถึงกาลข้าง        
			<remark  id="s2b17c10l20" />หน้า อย่างนี้แล.             
			<remark  id="s2b17c10l21" />	[๒๑] ดูกรคฤหบดี  ก็มุนีเป็นผู้ไม่มุ่งถึงกาลข้างหน้าอย่างไร?  ดูกรคฤหบดี  ภิกษุบาง   
			<remark  id="s2b17c10l22" />รูปในธรรมวินัยนี้  ไม่มีความปรารถนาอย่างนี้ว่า  ในกาลข้างหน้า  ขอเราพึงเป็นผู้มีรูปอย่างนี้ มี          
			<remark  id="s2b17c10l23" />เวทนาอย่างนี้ มีสัญญาอย่างนี้ มีสังขารอย่างนี้ มีวิญญาณอย่างนี้.  ดูกรคฤหบดี มุนีเป็นผู้ไม่มุ่ง         
			<remark  id="s2b17c10l24" />ถึงกาลข้างหน้า อย่างนี้แล.   
		</para>
	</section>
	<section id="s2b17c11" >
		<para id="s2b17c11p">
			<remark  id="s2b17c11l1" />	[๒๒] ดูกรคฤหบดี  ก็มุนีเป็นผู้ทำถ้อยคำแก่งแย่งกับชนอื่นอย่างไร?  ดูกรคฤหบดี มุนี    
			<remark  id="s2b17c11l2" />บางคนในโลกนี้  ย่อมเป็นผู้ทำถ้อยคำเห็นปานนี้ว่า  ท่านไม่รู้ทั่วถึงธรรมวินัยนี้  เรารู้ทั่วถึงธรรม       
			<remark  id="s2b17c11l3" />วินัยนี้  ไฉนท่านจักรู้ทั่วถึงธรรมวินัยนี้ได้  ท่านเป็นผู้ปฏิบัติผิด เราเป็นผู้ปฏิบัติชอบ คำที่ควร      
			<remark  id="s2b17c11l4" />กล่าวก่อน  ท่านกล่าวทีหลัง  คำที่ควรกล่าวทีหลัง ท่านกล่าวก่อน  คำของเรามีประโยชน์ คำ     
			<remark  id="s2b17c11l5" />ของท่านไม่มีประโยชน์  ข้อที่ท่านเคยประพฤติมาผิดเสียแล้ว  เรายกวาทะแก่ท่านแล้ว  ท่าน      
			<remark  id="s2b17c11l6" />จงประพฤติเพื่อปลดเปลื้องวาทะเสีย  ท่านเป็นผู้อันเราข่มได้แล้ว  หรือจงปลดเปลื้องเสียเองถ้า
			<remark  id="s2b17c11l7" />ท่านสามารถ.  ดูกรคฤหบดี มุนีเป็นผู้ทำถ้อยคำแก่งแย่งกับชนอื่น อย่างนี้แล.  
			<remark  id="s2b17c11l8" />	[๒๓] ดูกรคฤหบดี  ก็มุนีไม่เป็นผู้ทำคำแก่งแย่งกับชนอื่นอย่างไร?  ดูกรคฤหบดี          
			<remark  id="s2b17c11l9" />ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้  ย่อมเป็นผู้ไม่ทำถ้อยคำเห็นปานนี้ว่า  ท่านย่อมไม่รู้ทั่วถึงธรรมวินัยนี้       
			<remark  id="s2b17c11l10" />เรารู้ทั่วถึงธรรมวินัยนี้  ไฉนท่านจักรู้ทั่วถึงธรรมวินัยนี้ได้  ท่านเป็นผู้ปฏิบัติผิด  เราเป็นผู้ปฏิบัติ
			<remark  id="s2b17c11l11" />ชอบ คำที่ควรกล่าวก่อน  ท่านกล่าวทีหลัง คำที่ควรกล่าวทีหลัง ท่านกล่าวก่อน  คำของเรามี     
			<remark  id="s2b17c11l12" />ประโยชน์ คำของท่านไม่มีประโยชน์  ข้อที่ท่านเคยปฏิบัติมาผิดเสียแล้ว  เรายกวาทะแก่ท่านแล้ว 
			<remark  id="s2b17c11l13" />ท่านจงประพฤติเพื่อปลดเปลื้องวาทะเสีย  ท่านเป็นผู้อันเราข่มได้แล้ว  หรือจงปลดเปลื้องเสียเอง              
			<remark  id="s2b17c11l14" />ถ้าท่านสามารถ.  ดูกรคฤหบดี มุนีไม่เป็นผู้ทำถ้อยคำแก่งแย่งกับชนอื่น  อย่างนี้แล.          
			<remark  id="s2b17c11l15" />	[๒๔] ดูกรคฤหบดี  พระพุทธวจนะ ที่พระผู้มีพระภาค  ตรัสแล้วในมาคัณฑิยปัญหา             
			<remark  id="s2b17c11l16" />อันมีในอัฏฐกวรรคว่า          
			<remark  id="s2b17c11l17" />        มุนีละที่อยู่แล้ว  ไม่มีที่พักเที่ยวไป  ไม่ทำความสนิทสนมใน        
			<remark  id="s2b17c11l18" />        บ้าน  เป็นผู้ว่างจากกามทั้งหลาย  ไม่มุ่งถึงกาลข้างหน้า  ไม่ทำ     
			<remark  id="s2b17c11l19" />        ถ้อยคำแก่งแย่งกับชนอื่น ดังนี้.     
			<remark  id="s2b17c11l20" />     ดูกรคฤหบดี เนื้อความแห่งพระพุทธพจน์ ที่พระผู้มีพระภาคตรัส  โดยย่อนี้แล  พึง         
			<remark  id="s2b17c11l21" />เห็นโดยพิสดารอย่างนี้ ด้วยประการฉะนี้.      
			<remark  id="s2b17c11l22" />		            จบ  สูตรที่ ๓   
		</para>
	</section>
	<section id="s2b17c12" >
		<para id="s2b17c12p">
			<remark  id="s2b17c12l1" />		         ๔. หลิททิกานิสูตรที่ ๒
			<remark  id="s2b17c12l2" />		        ว่าด้วยผู้สำเร็จล่วงส่วน              
			<remark  id="s2b17c12l3" />	[๒๕] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้:   
			<remark  id="s2b17c12l4" />     สมัยหนึ่ง  ท่านพระมหากัจจานะอยู่  ณ  ภูเขาชันข้างหนึ่ง  ใกล้เมืองกุรรฆรนคร          
			<remark  id="s2b17c12l5" />แคว้นอวันตีรัฐ.  ครั้งนั้นแล คฤหบดีชื่อว่าหลิททิกานิเข้าไปหาท่านพระมหากัจจานะถึงที่อยู่  อภิวาท         
			<remark  id="s2b17c12l6" />แล้ว  นั่งอยู่ ณ ที่ควรข้างหนึ่งแล้ว  ได้ถามท่านพระมหากัจจานะว่า  ข้าแต่ท่านผู้เจริญ พระผู้มี           
			<remark  id="s2b17c12l7" />พระภาคตรัสพระภาษิตนี้ในสักกปัญหาว่า  สมณพราหมณ์เหล่าใด หลุดพ้นแล้ว เพราะความสิ้นไป       
			<remark  id="s2b17c12l8" />แห่งตัณหา  สมณพราหมณ์เหล่านั้น  เป็นผู้สำเร็จล่วงส่วน เป็นผู้มีความเกษมจากโยคธรรมล่วง    
			<remark  id="s2b17c12l9" />ส่วน  เป็นพรหมจารีบุคคลล่วงส่วน มีที่สุดล่วงส่วน  เป็นผู้ประเสริฐสุดกว่าเทวดาและมนุษย์ทั้ง              
			<remark  id="s2b17c12l10" />หลายดังนี้.  ข้าแต่ท่านผู้เจริญ เนื้อความแห่งพระพุทธพจน์  ที่พระผู้มีพระภาคตรัส  โดยย่อนี้              
			<remark  id="s2b17c12l11" />จะพึงเห็นได้โดยพิสดารอย่างไร.?              
			<remark  id="s2b17c12l12" />	[๒๖] พระมหากัจจานะได้กล่าวว่า  ดูกรคฤหบดี  ความพอใจ ความกำหนัด ความ  
			<remark  id="s2b17c12l13" />เพลิดเพลิน ความทะยานอยาก ความเข้าถึง ความยึดมั่น  อันเป็นที่ตั้งที่อยู่อาศัยแห่งจิตเหล่า 
			<remark  id="s2b17c12l14" />ใด ในรูปธาตุ  จิต  ท่านกล่าวว่าพ้นดีแล้ว เพราะความสิ้น เพราะความคลายกำหนัด เพราะความ     
			<remark  id="s2b17c12l15" />ดับ เพราะความสละ เพราะความสละคืน ซึ่งความพอใจเป็นต้นเหล่านั้น, ดูกรคฤหบดี ความ           
			<remark  id="s2b17c12l16" />พอใจ ความกำหนัด ความเพลิดเพลิน ความทะยานอยาก ความเข้าถึง ความยึดมั่น อันเป็น             
			<remark  id="s2b17c12l17" />ที่ตั้งที่อยู่อาศัยแห่งจิตเหล่าใด ในเวทนาธาตุ ... ในสัญญาธาตุ ... ในสังขารธาตุ ... ในวิญญาณ             
			<remark  id="s2b17c12l18" />ธาตุ จิต ท่านกล่าวว่าพ้นดีแล้ว  เพราะความสิ้น  เพราะความคลายกำหนัด เพราะความดับ          
			<remark  id="s2b17c12l19" />เพราะความสละ เพราะความสละคืน ซึ่งความพอใจเป็นต้นเหล่านั้น. ดูกรคฤหบดี  พระภาษิต          
			<remark  id="s2b17c12l20" />ที่พระผู้มีพระภาคตรัสในสักกปัญหาว่าสมณพราหมณ์เหล่าใดพ้นแล้ว เพราะความสิ้นไปแห่งตัณหา     
			<remark  id="s2b17c12l21" />สมณพราหมณ์เหล่านั้น เป็นผู้สำเร็จล่วงส่วน มีความเกษมจากโยคธรรมล่วงส่วน เป็นพรหมจารี      
			<remark  id="s2b17c12l22" />บุคคลล่วงส่วน  มีที่สุดล่วงส่วน เป็นผู้ประเสริฐสุดกว่าเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายดังนี้.   ดูกร              
			<remark  id="s2b17c12l23" />คฤหบดี  เนื้อความแห่งพระพุทธพจน์ ที่พระผู้มีพระภาคตรัสโดยย่อนี้แล  พึงเห็นได้โดยพิสดาร   
			<remark  id="s2b17c12l24" />อย่างนี้ ด้วยประการฉะนี้แล.  
			<remark  id="s2b17c12l25" />		            จบ สูตรที่ ๔.   
		</para>
	</section>
	<section id="s2b17c13" >
		<para id="s2b17c13p">
			<remark  id="s2b17c13l1" />		            ๕. สมาธิสูตร       
			<remark  id="s2b17c13l2" />		      ว่าด้วยสมาธิเป็นเหตุเกิดปัญญา           
			<remark  id="s2b17c13l3" />	[๒๗] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้:   
			<remark  id="s2b17c13l4" />     สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิก             
			<remark  id="s2b17c13l5" />เศรษฐี ใกล้พระนครสาวัตถี. ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาค ตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า ดูกร     
			<remark  id="s2b17c13l6" />ภิกษุทั้งหลาย. ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระดำรัสแล้ว. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย             
			<remark  id="s2b17c13l7" />เธอทั้งหลายจงเจริญสมาธิ. ภิกษุมีจิตตั้งมั่นแล้ว  ย่อมรู้ชัดตามเป็นจริง. ก็ภิกษุย่อมรู้ชัดตามเป็น        
			<remark  id="s2b17c13l8" />จริงอย่างไร. ย่อมรู้ชัดซึ่งความเกิดและความดับแห่งรูป ความเกิดและความดับแห่งเวทนา ความ    
			<remark  id="s2b17c13l9" />เกิดและความดับแห่งสัญญา  ความเกิดและความดับแห่งสังขาร  ความเกิดและความดับแห่ง            
			<remark  id="s2b17c13l10" />วิญญาณ.       
			<remark  id="s2b17c13l11" />	[๒๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็อะไรเป็นความเกิดแห่งรูป  อะไรเป็นความเกิดแห่ง              
			<remark  id="s2b17c13l12" />เวทนา อะไรเป็นความเกิดแห่งสัญญา อะไรเป็นความเกิดแห่งสังขาร อะไรเป็นความเกิดแห่ง          
			<remark  id="s2b17c13l13" />วิญญาณ? ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลในโลกนี้ ย่อมเพลิดเพลิน ย่อมพร่ำถึง ย่อมดื่มด่ำอยู่.      
			<remark  id="s2b17c13l14" />ก็บุคคลย่อมเพลิดเพลิน ย่อมพร่ำถึง ย่อมดื่มด่ำอยู่ ซึ่งอะไร. ย่อมเพลิดเพลิน ย่อมพร่ำถึง   
			<remark  id="s2b17c13l15" />ย่อมดื่มด่ำอยู่ซึ่งรูป เมื่อเพลิดเพลิน พร่ำถึง ดื่มด่ำอยู่ซึ่งรูป ความยินดีก็เกิดขึ้น ความยินดีในรูป    
			<remark  id="s2b17c13l16" />นั่นเป็นอุปาทาน เพราะอุปาทานของบุคคลนั้นเป็นปัจจัย จึงมีภพ เพราะภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ   
			<remark  id="s2b17c13l17" />เพราะชาติเป็นปัจจัย จึงมีชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์โทมนัสและอุปายาส. ความ
			<remark  id="s2b17c13l18" />เกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนั้น ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้. บุคคลย่อมเพลิดเพลินซึ่งเวทนา ฯลฯ              
			<remark  id="s2b17c13l19" />ย่อมเพลิดเพลินซึ่งสัญญา ฯลฯ ย่อมเพลิดเพลินซึ่งสังขาร ฯลฯ ย่อมเพลิดเพลิน ย่อมพร่ำถึง      
			<remark  id="s2b17c13l20" />ย่อมดื่มด่ำอยู่ซึ่งวิญญาณ เมื่อเพลิดเพลิน พร่ำถึง ดื่มด่ำอยู่ซึ่งวิญญาณ ความยินดีย่อมเกิดขึ้น           
			<remark  id="s2b17c13l21" />ความยินดีในวิญญาณ นั่นเป็นอุปาทาน เพราะอุปาทานของบุคคลนั้นเป็นปัจจัย จึงมีภพ             
			<remark  id="s2b17c13l22" />เพราะภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ เพราะชาติเป็นปัจจัย จึงมีชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์         
			<remark  id="s2b17c13l23" />โทมนัสและอุปายาส. ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้. ดูกรภิกษุ 
			<remark  id="s2b17c13l24" />ทั้งหลาย นี่เป็นความเกิดแห่งรูป นี่เป็นความเกิดแห่งเวทนา นี่เป็นความเกิดแห่งสัญญา นี่เป็น
			<remark  id="s2b17c13l25" />ความเกิดแห่งสังขาร นี่เป็นความเกิดแห่งวิญญาณ.  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b17c14" >
		<para id="s2b17c14p">
			<remark  id="s2b17c14l1" />	[๒๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็อะไรเป็นความดับแห่งรูป อะไรเป็นความดับแห่งเวทนา            
			<remark  id="s2b17c14l2" />อะไรเป็นความดับแห่งสัญญา อะไรเป็นความดับแห่งสังขาร อะไรเป็นความดับแห่งวิญญาณ?            
			<remark  id="s2b17c14l3" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมไม่เพลิดเพลิน ย่อมไม่พร่ำถึง ย่อมไม่ดื่มด่ำอยู่.              
			<remark  id="s2b17c14l4" />ก็ภิกษุย่อมไม่เพลิดเพลิน ย่อมไม่พร่ำถึง ย่อมไม่ดื่มด่ำอยู่ซึ่งอะไร. ย่อมไม่เพลิดเพลิน ย่อม              
			<remark  id="s2b17c14l5" />ไม่พร่ำถึง ย่อมไม่ดื่มด่ำอยู่ซึ่งรูป เมื่อเธอไม่เพลิดเพลิน ไม่พร่ำถึง ไม่ดื่มด่ำอยู่ซึ่งรูป ความ        
			<remark  id="s2b17c14l6" />ยินดีในรูปย่อมดับไป เพราะความยินดีของภิกษุนั้นดับไป อุปาทานจึงดับ เพราะอุปาทานดับ        
			<remark  id="s2b17c14l7" />ภพจึงดับ ฯลฯ ความดับแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้. ภิกษุย่อมไม่        
			<remark  id="s2b17c14l8" />เพลิดเพลิน ย่อมไม่พร่ำถึง ย่อมไม่ดื่มด่ำ ซึ่งเวทนา ... ซึ่งสัญญา ... ซึ่งสังขาร ...      
			<remark  id="s2b17c14l9" />ซึ่งวิญญาณ เมื่อเธอไม่เพลิดเพลิน ไม่พร่ำถึง ไม่ดื่มด่ำอยู่ซึ่งเวทนา ... ซึ่งสัญญา ... ซึ่งสังขาร ...    
			<remark  id="s2b17c14l10" />ซึ่งวิญญาณ ความยินดีในเวทนา ... ในสัญญา ... ในสังขาร ... ในวิญญาณ ย่อมดับไป เพราะความ    
			<remark  id="s2b17c14l11" />ยินดีของภิกษุนั้นดับไป อุปาทานจึงดับ เพราะอุปาทานดับ ภพจึงดับ ฯลฯ ความดับแห่งกอง         
			<remark  id="s2b17c14l12" />ทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้. ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นความดับแห่งรูป นี้เป็นความดับ        
			<remark  id="s2b17c14l13" />แห่งเวทนา นี้เป็นความดับแห่งสัญญา นี้เป็นความดับแห่งสังขาร นี้เป็นความดับแห่งวิญญาณ.     
			<remark  id="s2b17c14l14" />		            จบ สูตรที่ ๕.      
			<remark  id="s2b17c14l15" />		          ๖. ปฏิสัลลานสูตร     
			<remark  id="s2b17c14l16" />		   ว่าด้วยการหลีกเร้นเป็นเหตุเกิดปัญญา        
			<remark  id="s2b17c14l17" />	[๓๐] พระนครสาวัตถี. ณ ที่นั้นแล ฯลฯ พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุ              
			<remark  id="s2b17c14l18" />ทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงประกอบความเพียรในการหลีกออกเร้น. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้หลีก    
			<remark  id="s2b17c14l19" />ออกเร้น ย่อมรู้ชัดตามเป็นจริง ก็ภิกษุย่อมรู้ชัดตามเป็นจริงอย่างไร ย่อมรู้ชัดซึ่งความเกิดและ             
			<remark  id="s2b17c14l20" />ความดับแห่งรูป ... แห่งเวทนา ... แห่งสัญญา ... แห่งสังขาร ... แห่งวิญญาณ (ความต่อไปนี้เหมือน            
			<remark  id="s2b17c14l21" />ข้อ ๒๘-๒๙).   
			<remark  id="s2b17c14l22" />		            จบ สูตรที่ ๖.      
		</para>
	</section>
	<section id="s2b17c15" >
		<para id="s2b17c15p">
			<remark  id="s2b17c15l1" />		      ๗. อุปาทานปริตัสสนาสูตรที่ ๑            
			<remark  id="s2b17c15l2" />		      ว่าด้วยความสะดุ้งและไม่สะดุ้ง           
			<remark  id="s2b17c15l3" />	[๓๑] พระนครสาวัตถี. ณ ที่นั้นแล ฯลฯ พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุ              
			<remark  id="s2b17c15l4" />ทั้งหลาย เราจักแสดงความสะดุ้งเพราะความถือมั่น และความไม่สะดุ้งเพราะความไม่ถือมั่น        
			<remark  id="s2b17c15l5" />แก่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟัง จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าว. ภิกษุเหล่านั้น ทูลรับพระดำรัส  
			<remark  id="s2b17c15l6" />พระผู้มีพระภาคแล้ว. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสดังต่อไปนี้       
			<remark  id="s2b17c15l7" />	[๓๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ความสะดุ้งเพราะความถือมั่น ย่อมมีอย่างไร? ดูกรภิกษุ        
			<remark  id="s2b17c15l8" />ทั้งหลาย ปุถุชนผู้มิได้สดับแล้วในโลกนี้ มิได้เห็นพระอริยะทั้งหลาย ไม่ฉลาดในธรรมของ       
			<remark  id="s2b17c15l9" />พระอริยะ มิได้รับแนะนำในอริยธรรม มิได้เห็นสัตบุรุษทั้งหลาย ไม่ฉลาดในธรรมของสัตบุรุษ      
			<remark  id="s2b17c15l10" />มิได้รับแนะนำในสัปปุริสธรรม ย่อมเห็นรูปโดยความเป็นตน ๑ ย่อมเห็นตนมีรูป ๑ ย่อมเห็นรูป     
			<remark  id="s2b17c15l11" />ในตน ๑ ย่อมเห็นตนในรูป ๑ รูปของเขานั้น ย่อมแปรปรวน ย่อมเป็นอย่างอื่นไป เพราะ             
			<remark  id="s2b17c15l12" />รูปของเขาแปรปรวนและเป็นอย่างอื่นไป  วิญญาณจึงมีความหมุนเวียนไปตามความแปรปรวน             
			<remark  id="s2b17c15l13" />แห่งรูปความสะดุ้ง  และความเกิดขึ้นแห่งธรรมที่เกิดแต่ความหมุนเวียนไปตามความแปรปรวน        
			<remark  id="s2b17c15l14" />แห่งรูปย่อมครอบงำจิตของปุถุชนนั้นตั้งอยู่ เพราะจิตถูกครอบงำ ปุถุชนนั้นย่อมมีความหวาดเสียว
			<remark  id="s2b17c15l15" />มีความลำบากใจมีความห่วงใย และสะดุ้งอยู่ เพราะความถือมั่น. ย่อมเห็นเวทนาโดยความเป็น       
			<remark  id="s2b17c15l16" />ตน ๑ ย่อมเห็นตนมีเวทนา ๑ ย่อมเห็นเวทนาในตน ๑ ย่อมเห็นตนในเวทนา ๑ เวทนา    
			<remark  id="s2b17c15l17" />ของเขานั้น ย่อมแปรปรวน ย่อมเป็นอย่างอื่นไป ฯลฯ ย่อมเห็นสัญญาโดยความเป็นตน ๑              
			<remark  id="s2b17c15l18" />ย่อมเห็นตนมีสัญญา ๑ ย่อมเห็นสัญญาในตน ๑ ย่อมเห็นตนในสัญญา ๑ สัญญาของเขานั้น              
			<remark  id="s2b17c15l19" />ย่อมแปรปรวน ย่อมเป็นอย่างอื่นไป ฯลฯ ย่อมเห็นสังขารโดยความเป็นตน ๑ ย่อมเห็นตนมี           
			<remark  id="s2b17c15l20" />สังขาร ๑ ย่อมเห็นสังขารในตน ๑ ย่อมเห็นตนในสังขาร ๑ สังขารของเขานั้น ย่อมแปรปรวน          
			<remark  id="s2b17c15l21" />ย่อมเป็นอย่างอื่นไป ฯลฯ  ย่อมเห็นวิญญาณโดยความเป็นตน ๑ ย่อมเห็นตนมีวิญญาณ ๑ ย่อม         
			<remark  id="s2b17c15l22" />เห็นวิญญาณในตน ๑ ย่อมเห็นตนในวิญญาณ ๑ วิญญาณของเขานั้น ย่อมแปรปรวน ย่อม   
			<remark  id="s2b17c15l23" />เป็นอย่างอื่นไป เพราะวิญญาณแปรปรวนและเป็นอย่างอื่นไป วิญญาณจึงมีความหมุนเวียนไป          
			<remark  id="s2b17c15l24" />ตามความแปรปรวนแห่งวิญญาณ ความสะดุ้ง และความบังเกิดขึ้นแห่งธรรมที่เกิดแต่ความหมุน         
			<remark  id="s2b17c15l25" />เวียนไปตามความแปรปรวนแห่งวิญญาณ ย่อมครอบงำจิตของปุถุชนนั้นตั้งอยู่ เพราะจิตถูกครอบ      
		</para>
	</section>
	<section id="s2b17c16" >
		<para id="s2b17c16p">
			<remark  id="s2b17c16l1" />งำ ปุถุชนนั้นย่อมมีความหวาดเสียว มีความลำบากใจ มีความห่วงใยและสะดุ้งอยู่ เพราะความ       
			<remark  id="s2b17c16l2" />ถือมั่น. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความสะดุ้งเพราะความถือมั่นย่อมมีอย่างนี้แล.    
			<remark  id="s2b17c16l3" />	[๓๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ความไม่สะดุ้งเพราะความถือมั่น ย่อมมีอย่างไร?
			<remark  id="s2b17c16l4" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ ผู้ได้สดับแล้ว ได้เห็น พระอริยะทั้งหลาย ผู้ฉลาด 
			<remark  id="s2b17c16l5" />ในธรรมวินัยของพระอริยะ ผู้ได้รับแนะนำดีแล้วในอริยธรรม ผู้เห็นสัตบุรุษทั้งหลาย ผู้ฉลาด    
			<remark  id="s2b17c16l6" />ในธรรมของสัตบุรุษ ผู้ได้รับแนะนำดีแล้วในสัปปุริสธรรม ย่อมไม่เห็นรูปโดยความเป็นตน ๑       
			<remark  id="s2b17c16l7" />ย่อมไม่เห็นตนมีรูป ๑ ย่อมไม่เห็นรูปในตน ๑ ย่อมไม่เห็นตนในรูป ๑ รูปของอริยสาวกนั้น        
			<remark  id="s2b17c16l8" />ย่อมแปรปรวน  ย่อมเป็นอย่างอื่นไป เพราะรูปแปรปรวนและเป็นอย่างอื่นไป วิญญาณจึง             
			<remark  id="s2b17c16l9" />ไม่มี ความหมุนเวียนไปตามความแปรปรวนแห่งรูป ความสะดุ้ง และความบังเกิดขึ้นแห่งธรรม         
			<remark  id="s2b17c16l10" />ที่เกิดแต่ความหมุนเวียนไปตามความแปรปรวนแห่งรูป ย่อมไม่ครอบงำ จิตของอริยสาวกนั้นตั้ง      
			<remark  id="s2b17c16l11" />อยู่ เพราะจิตไม่ถูกครอบงำ อริยสาวกนั้นย่อมไม่มีความหวาดเสียว ไม่มีความลำบากใจ ไม่มี      
			<remark  id="s2b17c16l12" />ความห่วงใย และไม่สะดุ้ง เพราะไม่ถือมั่น. ย่อมไม่เห็นเวทนาโดยความเป็นตน ๑ ย่อมไม่         
			<remark  id="s2b17c16l13" />เห็นตนมีเวทนา ๑ ย่อมไม่เห็นเวทนาในตน ๑ ย่อมไม่เห็นตนในเวทนา ๑ เวทนาของอริย
			<remark  id="s2b17c16l14" />สาวกนั้น ย่อมแปรปรวน ย่อมเป็นอย่างอื่นไป ... ย่อมไม่เห็นสัญญาโดยความเป็นตน ๑ ย่อมไม่     
			<remark  id="s2b17c16l15" />เห็นตนมีสัญญา ๑ ย่อมไม่เห็นสัญญาในตน ๑ ย่อมไม่เห็นตนในสัญญา ๑ สัญญาของอริยสาวก           
			<remark  id="s2b17c16l16" />นั้น ย่อมแปรปรวน ย่อมเป็นอย่างอื่นไป ... ย่อมไม่เห็นสังขารโดยความเป็นตน ๑ ย่อมไม่เห็นตน  
			<remark  id="s2b17c16l17" />มีสังขาร ๑ ย่อมไม่เห็นตนในสังขาร ๑ ย่อมไม่เห็นสังขารในตน ๑ สังขารของอริยสาวกนั้น         
			<remark  id="s2b17c16l18" />ย่อมแปรปรวน ย่อมเป็นอย่างอื่นไป ... ย่อมไม่เห็นวิญญาณโดยความเป็นตน ๑ ย่อมไม่เห็นตนมี     
			<remark  id="s2b17c16l19" />วิญญาณ ๑ ย่อมไม่เห็นวิญญาณในตน ๑ ย่อมไม่เห็นตนในวิญญาณ ๑ วิญญาณของอริยสาวก
			<remark  id="s2b17c16l20" />นั้น ย่อมแปรปรวน ย่อมเป็นอย่างอื่นไป เพราะวิญญาณแปรปรวนและเป็นอย่างอื่นไป วิญญาณ         
			<remark  id="s2b17c16l21" />จึงไม่มีความหมุนเวียนไปตามความแปรปรวนแห่งวิญญาณ ความสะดุ้ง และความบังเกิดขึ้นแห่ง        
			<remark  id="s2b17c16l22" />ธรรมที่เกิดแต่ความหมุนเวียนไปตามความแปรปรวนแห่งวิญญาณ ย่อมไม่ครอบงำจิตของอริย            
			<remark  id="s2b17c16l23" />สาวกนั้นตั้งอยู่ เพราะจิตไม่ถูกครอบงำ อริยสาวกนั้นย่อมไม่มีความหวาดเสียว ไม่มีความลำบาก  
			<remark  id="s2b17c16l24" />ใจ ไม่มีความห่วงใย และไม่สะดุ้ง เพราะไม่ถือมั่น. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความไม่สะดุ้งเพราะ    
			<remark  id="s2b17c16l25" />ความไม่ถือมั่นย่อมมีอย่างนี้แล.             
			<remark  id="s2b17c16l26" />		            จบ สูตรที่ ๗.      
		</para>
	</section>
	<section id="s2b17c17" >
		<para id="s2b17c17p">
			<remark  id="s2b17c17l1" />		      ๘. อุปาทานปริตัสสนาสูตรที่ ๒            
			<remark  id="s2b17c17l2" />		      ว่าด้วยความสะดุ้งและไม่สะดุ้ง           
			<remark  id="s2b17c17l3" />	[๓๔] พระนครสาวัตถี. ณ ที่นั้นแล ฯลฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงความสะดุ้ง          
			<remark  id="s2b17c17l4" />เพราะความถือมั่น และความไม่สะดุ้งเพราะความไม่ถือมั่น แก่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟัง     
			<remark  id="s2b17c17l5" />จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าว ฯลฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ความสะดุ้งเพราะความถือมั่น ย่อมมีอย่างไร?              
			<remark  id="s2b17c17l6" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปุถุชนผู้ไม่สดับแล้วในโลกนี้ ย่อมตามเห็นรูปว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา  
			<remark  id="s2b17c17l7" />นั่นเป็นตัวตนของเรา รูปของเขานั้น ย่อมแปรปรวน ย่อมเป็นอย่างอื่นไป เพราะรูปแปรปรวน        
			<remark  id="s2b17c17l8" />และเป็นอย่างอื่นไป โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัสและอุปายาสจึงเกิดขึ้น. ย่อมเห็นเวทนาว่า      
			<remark  id="s2b17c17l9" />นั่นของเรา ฯลฯ ย่อมเห็นสัญญาว่า นั่นของเรา ฯลฯ ย่อมเห็นสังขารทั้งหลายว่า นั่นของเรา      
			<remark  id="s2b17c17l10" />ฯลฯ ย่อมเห็นวิญญาณว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา วิญญาณของเขานั้น        
			<remark  id="s2b17c17l11" />ย่อมแปรปรวน ย่อมเป็นอย่างอื่นไป เพราะวิญญาณแปรปรวนและเป็นอย่างอื่นไป โสกะ 
			<remark  id="s2b17c17l12" />ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัสและอุปายาสจึงเกิดขึ้น. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความสะดุ้งเพราะถือมั่น      
			<remark  id="s2b17c17l13" />ย่อมมีอย่างนี้แล.            
			<remark  id="s2b17c17l14" />	[๓๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ความไม่สะดุ้งเพราะความไม่ถือมั่น ย่อมมีอย่างไร? ดูกร      
			<remark  id="s2b17c17l15" />ภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ผู้ได้สดับแล้ว ย่อมพิจารณาเห็นรูปว่า นั่นไม่ใช่ของเรา              
			<remark  id="s2b17c17l16" />นั่นไม่เป็นเรา นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา รูปของอริยสาวกนั้น ย่อมแปรปรวน ย่อมเป็นอย่างอื่นไป  
			<remark  id="s2b17c17l17" />เพราะรูปแปรปรวนและเป็นอย่างอื่นไป โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัสและอุปายาสจึงไม่เกิดขึ้น.     
			<remark  id="s2b17c17l18" />ย่อมพิจารณาเห็นเวทนาว่า นั่นไม่ใช่ของเรา ฯลฯ ย่อมพิจารณาเห็นสัญญาว่า นั่นไม่ใช่ของเรา    
			<remark  id="s2b17c17l19" />ฯลฯ ย่อมพิจารณาเห็นสังขารว่า นั่นไม่ใช่ของเรา ฯลฯ ย่อมพิจารณาเห็นวิญญาณว่า นั่นไม่ใช่    
			<remark  id="s2b17c17l20" />ของเรา นั่นไม่เป็นเรา นั่นไม่ใช่ตัวของเรา วิญญาณของอริยสาวกนั้น ย่อมแปรปรวน ย่อมเป็น     
			<remark  id="s2b17c17l21" />อย่างอื่นไป เพราะวิญญาณแปรปรวนและเป็นอย่างอื่นไป โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัสและ            
			<remark  id="s2b17c17l22" />อุปายาสจึงไม่เกิดขึ้น. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความไม่สะดุ้งเพราะความไม่ถือมั่น ย่อมมีอย่างนี้แล.             
			<remark  id="s2b17c17l23" />		            จบ สูตรที่ ๘.      
		</para>
	</section>
	<section id="s2b17c18" >
		<para id="s2b17c18p">
			<remark  id="s2b17c18l1" />		     ๙. อตีตานาคตปัจจุปันนสูตรที่ ๑           
			<remark  id="s2b17c18l2" />		ว่าด้วยความเป็นอนิจจังแห่งขันธ์ ๕ นสามกาล     
			<remark  id="s2b17c18l3" />	[๓๖] พระนครสาวัตถี. ณ ที่นั้นแล ฯลฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย รูปที่เป็นอดีต 
			<remark  id="s2b17c18l4" />อนาคต ไม่เที่ยง จักกล่าวถึงรูปที่เป็นปัจจุบันไปไยเล่า? ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้ได้สดับ             
			<remark  id="s2b17c18l5" />แล้ว เห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมเป็นผู้ไม่มีความอาลัยในรูปที่เป็นอดีต ไม่เพลิดเพลินรูปที่เป็นอนาคต            
			<remark  id="s2b17c18l6" />ย่อมเป็นผู้ปฏิบัติเพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อคลายกำหนัด เพื่อความดับรูปที่เป็นปัจจุบัน. เวทนาที่          
			<remark  id="s2b17c18l7" />เป็นอดีต เวทนาที่เป็นอนาคต ไม่เที่ยง ฯลฯ สัญญาที่เป็นอดีต สัญญาที่เป็นอนาคตไม่เที่ยง  ฯลฯ
			<remark  id="s2b17c18l8" />สังขารที่เป็นอดีต สังขารที่เป็นอนาคตไม่เที่ยง ฯลฯ วิญญาณที่เป็นอดีต วิญญาณที่เป็นอนาคต   
			<remark  id="s2b17c18l9" />ไม่เที่ยง จักกล่าวถึงวิญญาณที่เป็นปัจจุบันไปไยเล่า? ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว            
			<remark  id="s2b17c18l10" />เห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมเป็นผู้ไม่มีความอาลัยในวิญญาณที่เป็นอดีต ไม่เพลิดเพลินวิญญาณที่เป็น 
			<remark  id="s2b17c18l11" />อนาคต ย่อมเป็นผู้ปฏิบัติเพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อคลายกำหนัด เพื่อความดับวิญญาณที่เป็น    
			<remark  id="s2b17c18l12" />ปัจจุบัน.     
			<remark  id="s2b17c18l13" />		            จบ สูตรที่ ๙.      
			<remark  id="s2b17c18l14" />		     ๑๐. อตีตานาคตปัจจุปันนสูตรที่ ๒          
			<remark  id="s2b17c18l15" />		 ว่าด้วยความเป็นทุกข์แห่งขันธ์ ๕ ในสามกาล     
			<remark  id="s2b17c18l16" />	[๓๗] พระนครสาวัตถี. ณ ที่นั้นแล ฯลฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย รูปที่เป็นอดีต รูปที่เป็น     
			<remark  id="s2b17c18l17" />อนาคตเป็นทุกข์ จักกล่าวถึงรูปที่เป็นปัจจุบันไปไยเล่า? ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้ได้สดับ              
			<remark  id="s2b17c18l18" />แล้ว เห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมเป็นผู้ไม่มีความอาลัยในรูปที่เป็นอดีต ไม่เพลิดเพลินรูปที่เป็นอนาคต            
			<remark  id="s2b17c18l19" />ย่อมเป็นผู้ปฏิบัติเพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อคลายกำหนัด เพื่อความดับรูปที่เป็นปัจจุบัน. เวทนาที่เป็น      
			<remark  id="s2b17c18l20" />อดีต เวทนาที่เป็นอนาคต เป็นทุกข์ ฯลฯ สัญญาที่เป็นอดีต สัญญาที่เป็นอนาคต เป็นทุกข์        
			<remark  id="s2b17c18l21" />ฯลฯ สังขารที่เป็นอดีต สังขารที่เป็นอนาคต เป็นทุกข์ ฯลฯ วิญญาณที่เป็นอดีต วิญญาณที่เป็น   
			<remark  id="s2b17c18l22" />อนาคต เป็นทุกข์ จักกล่าวถึงวิญญาณที่เป็นปัจจุบันไปไยเล่า? ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้ได้             
			<remark  id="s2b17c18l23" />สดับแล้ว เห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมเป็นผู้ไม่มีความอาลัยในวิญญาณที่เป็นอดีต ไม่เพลิดเพลินวิญญาณ             
			<remark  id="s2b17c18l24" />ที่เป็นอนาคต ย่อมเป็นผู้ปฏิบัติเพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อคลายกำหนัด เพื่อความดับวิญญาณ    
			<remark  id="s2b17c18l25" />ที่เป็นปัจจุบัน.             
			<remark  id="s2b17c18l26" />		           จบ สูตรที่ ๑๐. 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b17c19" >
		<para id="s2b17c19p">
			<remark  id="s2b17c19l1" />		     ๑๑. อตีตานาคตปัจจุปันนสูตรที่ ๓          
			<remark  id="s2b17c19l2" />		ว่าด้วยความเป็นอนัตตาแห่งขันธ์ ๕ ในสามกาล     
			<remark  id="s2b17c19l3" />	[๓๘] พระนครสาวัตถี. ณ ที่นั้นแล ฯลฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย รูปที่เป็นอดีต รูปที่เป็น     
			<remark  id="s2b17c19l4" />อนาคต เป็นอนัตตา จักกล่าวถึงรูปที่เป็นปัจจุบันไปไยเล่า? ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้ได้สดับ            
			<remark  id="s2b17c19l5" />แล้ว เห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมเป็นผู้ไม่มีความอาลัยในรูปที่เป็นอดีต ไม่เพลิดเพลินในรูปที่เป็นอนาคต          
			<remark  id="s2b17c19l6" />ย่อมเป็นผู้ปฏิบัติเพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อคลายกำหนัด เพื่อความดับรูปที่เป็นปัจจุบัน. เวทนาที่          
			<remark  id="s2b17c19l7" />เป็นอดีต เวทนาที่เป็นอนาคต เป็นอนัตตา ฯลฯ สัญญาที่เป็นอดีต สัญญาที่เป็นอนาคต เป็น        
			<remark  id="s2b17c19l8" />อนัตตา ฯลฯ สังขารที่เป็นอดีต สังขารที่เป็นอนาคต เป็นอนัตตา ฯลฯ วิญญาณที่เป็นอดีต         
			<remark  id="s2b17c19l9" />วิญญาณที่เป็นอนาคต เป็นอนัตตา จักกล่าวถึงวิญญาณที่เป็นปัจจุบันไปไยเล่า? ดูกรภิกษุทั้งหลาย
			<remark  id="s2b17c19l10" />อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว เห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมเป็นผู้ไม่มีความอาลัยในวิญญาณที่เป็นอดีต ไม่ 
			<remark  id="s2b17c19l11" />เพลิดเพลินวิญญาณที่เป็นอนาคต ย่อมเป็นผู้ปฏิบัติเพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อคลายกำหนัด เพื่อ 
			<remark  id="s2b17c19l12" />ความดับวิญญาณที่เป็นปัจจุบัน.
			<remark  id="s2b17c19l13" />		           	จบ สูตรที่ ๑๑.      
			<remark  id="s2b17c19l14" />		         		จบ นกุลปิตวรรคที่ ๑.  
			<remark  id="s2b17c19l15" />		         ---------------------------------------      
			<remark  id="s2b17c19l16" />		      รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ            
			<remark  id="s2b17c19l17" />     ๑. นกุลปิตาสูตร ๒. เทวทหสูตร ๓. หลิททิกานิสูตรที่ ๑ ๔.หลิททิกานิสูตรที่ ๒           
			<remark  id="s2b17c19l18" />๕. สมาธิสูตร ๖. ปฏิสัลลานสูตร ๗. อุปาทานปริตัสสนาสูตรที่ ๑ ๘.อุปาทานปริตัส              
			<remark  id="s2b17c19l19" />สนาสูตรที่ ๒  ๙.อตีตานาคตปัจจุปันนสูตรที่ ๑  ๑๐. อตีตานาคตปัจจุปันนสูตรที่ ๒            
			<remark  id="s2b17c19l20" />๑๑. อตีตานาคตปัจจุปันนสูตรที่ ๓.            
			<remark  id="s2b17c19l21" />		        -----------------------------
		</para>
	</section>
	<section id="s2b17c20" >
		<para id="s2b17c20p">
			<remark  id="s2b17c20l1" />		           อนิจจวรรคที่ ๒      
			<remark  id="s2b17c20l2" />		            อนิจจสูตรที่ ๑     
			<remark  id="s2b17c20l3" />		    ว่าด้วยความเป็นอนิจจังแห่งขันธ์ ๕         
			<remark  id="s2b17c20l4" />	[๓๙] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้:   
			<remark  id="s2b17c20l5" />     สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิก         
			<remark  id="s2b17c20l6" />เศรษฐี ใกล้พระนครสาวัตถี. ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายแล้วตรัสว่า   
			<remark  id="s2b17c20l7" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย รูปไม่เที่ยง เวทนาไม่เที่ยง สัญญาไม่เที่ยง สังขารไม่เที่ยง วิญญาณไม่เที่ยง.           
			<remark  id="s2b17c20l8" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว เห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในรูป แม้ในเวทนา             
			<remark  id="s2b17c20l9" />แม้ในสัญญา แม้ในสังขาร แม้ในวิญญาณ เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมคลายกำหนัด เพราะคลายกำหนัด        
			<remark  id="s2b17c20l10" />จึงหลุดพ้น. เมื่อหลุดพ้นแล้ว ย่อมมีญาณหยั่งรู้ว่าหลุดพ้นแล้ว. อริยสาวกนั้น ย่อมรู้ชัดว่า 
			<remark  id="s2b17c20l11" />ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี.           
			<remark  id="s2b17c20l12" />		            จบ สูตรที่ ๑.      
			<remark  id="s2b17c20l13" />		           ๒. ทุกขสูตรที่ ๑    
			<remark  id="s2b17c20l14" />		     ว่าด้วยความเป็นทุกข์แห่งขันธ์ ๕          
			<remark  id="s2b17c20l15" />	[๔๐] พระนครสาวัตถี. ณ ที่นั้นแล ฯลฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย รูปเป็นทุกข์ เวทนาเป็น        
			<remark  id="s2b17c20l16" />ทุกข์ สัญญาเป็นทุกข์ สังขารเป็นทุกข์ วิญญาณเป็นทุกข์. อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว เห็นอยู่    
			<remark  id="s2b17c20l17" />อย่างนี้ ฯลฯ ย่อมรู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้ว กิจอื่น             
			<remark  id="s2b17c20l18" />เพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี.
			<remark  id="s2b17c20l19" />		            จบ สูตรที่ ๒.      
			<remark  id="s2b17c20l20" />		          ๓. อนัตตสูตรที่ ๑    
			<remark  id="s2b17c20l21" />		    ว่าด้วยความเป็นอนัตตาแห่งขันธ์ ๕          
			<remark  id="s2b17c20l22" />	[๔๑] พระนครสาวัตถี. ณ ที่นั้นแล ฯลฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย รูปเป็นอนัตตา เวทนา           
			<remark  id="s2b17c20l23" />เป็นอนัตตา สัญญาเป็นอนัตตา สังขารเป็นอนัตตา วิญญาณเป็นอนัตตา ดูกรภิกษุทั้งหลาย        
		</para>
	</section>
	<section id="s2b17c21" >
		<para id="s2b17c21p">
			<remark  id="s2b17c21l1" />อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว เห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในรูป แม้ในเวทนา แม้ในสัญญา     
			<remark  id="s2b17c21l2" />แม้ในสังขาร แม้ในวิญญาณ เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมคลายกำหนัด เพราะคลายกำหนัด จึงหลุดพ้น.       
			<remark  id="s2b17c21l3" />เมื่อหลุดพ้นแล้ว ย่อมมีญาณหยั่งรู้ว่า หลุดพ้นแล้ว. ย่อมรู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว       
			<remark  id="s2b17c21l4" />กิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี.              
			<remark  id="s2b17c21l5" />		            จบ สูตรที่ ๓.      
			<remark  id="s2b17c21l6" />		          ๔. อนิจจสูตรที่ ๒    
			<remark  id="s2b17c21l7" />		    ว่าด้วยความเป็นอนิจจังแห่งขันธ์ ๕         
			<remark  id="s2b17c21l8" />	[๔๒] พระนครสาวัตถี. ณ ที่นั้นแล ฯลฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย รูปไม่เที่ยง สิ่งใดไม่เที่ยง  
			<remark  id="s2b17c21l9" />สิ่งนั้นเป็นทุกข์ สิ่งใดเป็นทุกข์ สิ่งนั้นเป็นอนัตตา สิ่งใดเป็นอนัตตา สิ่งนั้นไม่ใช่ของเรา ไม่          
			<remark  id="s2b17c21l10" />เป็นเรา ไม่ใช่ตัวตนของเรา ข้อนี้ อริยสาวก พึงเห็นด้วยปัญญาอันชอบ ตามความเป็นจริง         
			<remark  id="s2b17c21l11" />อย่างนี้ เวทนาไม่เที่ยง ฯลฯ สัญญาไม่เที่ยง ฯลฯ สังขารไม่เที่ยง ฯลฯ วิญญาณไม่เที่ยง สิ่งใดไม่            
			<remark  id="s2b17c21l12" />เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์ สิ่งใดเป็นทุกข์ สิ่งนั้นเป็นอนัตตา สิ่งใดเป็นอนัตตา สิ่งนั้นไม่ใช่ของ          
			<remark  id="s2b17c21l13" />เรา ไม่เป็นเรา ไม่ใช่ตัวตนของเรา ข้อนี้อริยสาวก พึงเห็นด้วยปัญญาอันชอบ ตามความเป็น       
			<remark  id="s2b17c21l14" />จริงอย่างนี้ อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว เห็นอยู่อย่างนี้ ฯลฯ ย่อมรู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์           
			<remark  id="s2b17c21l15" />อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี.   
			<remark  id="s2b17c21l16" />		            จบ สูตรที่ ๔.      
			<remark  id="s2b17c21l17" />		           ๕. ทุกขสูตรที่ ๒    
			<remark  id="s2b17c21l18" />		     ว่าด้วยความเป็นทุกข์แห่งขันธ์ ๕          
			<remark  id="s2b17c21l19" />	[๔๓] พระนครสาวัตถี. ณ ที่นั้นแล ฯลฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย รูปเป็นทุกข์ สิ่งใดเป็น       
			<remark  id="s2b17c21l20" />ทุกข์ สิ่งนั้นเป็นอนัตตา สิ่งใดเป็นอนัตตา สิ่งนั้นไม่ใช่ของเรา ไม่เป็นเรา ไม่ใช่ตัวตนของเรา             
			<remark  id="s2b17c21l21" />ข้อนี้อริยสาวก พึงเห็นด้วยสัญญาอันชอบ ตามความเป็นจริงอย่างนี้ เวทนาเป็นทุกข์ ฯลฯ สัญญา   
			<remark  id="s2b17c21l22" />เป็นทุกข์ ฯลฯ สังขารเป็นทุกข์ ฯลฯ วิญญาณเป็นทุกข์ สิ่งใดเป็นทุกข์ สิ่งนั้นเป็นอนัตตา สิ่งใด             
			<remark  id="s2b17c21l23" />เป็นอนัตตา สิ่งนั้นไม่ใช่ของเรา ไม่เป็นเรา ไม่ใช่ตัวตนของเรา ข้อนี้อริยสาวก พึงเห็นด้วย  
			<remark  id="s2b17c21l24" />ปัญญาอันชอบ ตามความเป็นจริงอย่างนี้. อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว  เห็นอยู่อย่างนี้ ฯลฯ ย่อมรู้
		</para>
	</section>
	<section id="s2b17c22" >
		<para id="s2b17c22p">
			<remark  id="s2b17c22l1" />ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่าง
			<remark  id="s2b17c22l2" />นี้มิได้มี.   
			<remark  id="s2b17c22l3" />		            จบ สูตรที่ ๕.      
			<remark  id="s2b17c22l4" />		          ๖. อนัตตสูตรที่ ๒    
			<remark  id="s2b17c22l5" />		    ว่าด้วยความเป็นอนัตตาแห่งขันธ์ ๕          
			<remark  id="s2b17c22l6" />	[๔๔] พระนครสาวัตถี. ณ ที่นั้นแล ฯลฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย รูปเป็นอนัตตา  
			<remark  id="s2b17c22l7" />รูปนั้นไม่ใช่ของเรา ไม่เป็นเรา ไม่ใช่ตัวตนของเรา ข้อนี้ อริยสาวก พึงเห็นด้วยปัญญาอัน     
			<remark  id="s2b17c22l8" />ชอบตามความเป็นจริงอย่างนี้ เวทนาเป็นอนัตตา ฯลฯ สัญญาเป็นอนัตตา ฯลฯ สังขารเป็น            
			<remark  id="s2b17c22l9" />อนัตตา ฯลฯ วิญญาณเป็นอนัตตา ฯลฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว เห็นอยู่        
			<remark  id="s2b17c22l10" />อย่างนี้ ฯลฯ ย่อมรู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้ว      
			<remark  id="s2b17c22l11" />กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี.        
			<remark  id="s2b17c22l12" />		            จบ สูตรที่ ๖.      
			<remark  id="s2b17c22l13" />		          ๗. อนิจจเหตุสูตร     
			<remark  id="s2b17c22l14" />		   ว่าด้วยความเป็นอนิจจังแห่งเหตุปัจจัย       
			<remark  id="s2b17c22l15" />	[๔๕] พระนครสาวัตถี. ณ ที่นั้นแล ฯลฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย รูปไม่เที่ยง แม้เหตุ          
			<remark  id="s2b17c22l16" />ปัจจัยที่ให้รูปเกิดขึ้น ก็ไม่เที่ยง. ดูกรภิกษุทั้งหลาย รูปที่เกิดจากสิ่งที่ไม่เที่ยง ที่ไหนจัก          
			<remark  id="s2b17c22l17" />เที่ยงเล่า? เวทนาไม่เที่ยง ฯลฯ สัญญาไม่เที่ยง ฯลฯ สังขารไม่เที่ยง ฯลฯ วิญญาณไม่เที่ยง    
			<remark  id="s2b17c22l18" />แม้เหตุปัจจัยที่ให้วิญญาณเกิดขึ้น ก็ไม่เที่ยง. ดูกรภิกษุทั้งหลายวิญญาณที่เกิดจากสิ่งไม่เที่ยง ที่       
			<remark  id="s2b17c22l19" />ไหนจะเที่ยงเล่า? อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว เห็นอยู่อย่างนี้ ฯลฯ ย่อมรู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว  
			<remark  id="s2b17c22l20" />พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี.         
			<remark  id="s2b17c22l21" />		            จบ สูตรที่ ๗. 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b17c23" >
		<para id="s2b17c23p">
			<remark  id="s2b17c23l1" />		           ๘. ทุกขเหตุสูตร     
			<remark  id="s2b17c23l2" />		    ว่าด้วยความเป็นทุกข์แห่งเหตุปัจจัย        
			<remark  id="s2b17c23l3" />	[๔๖] พระนครสาวัตถี. ณ ที่นั้นแล ฯลฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย รูปเป็นทุกข์ แม้              
			<remark  id="s2b17c23l4" />เหตุปัจจัยที่ให้รูปเกิดขึ้น ก็เป็นทุกข์.  ดูกรภิกษุทั้งหลาย รูปที่เกิดจากสิ่งที่เป็นทุกข์ ที่ไหนจะ      
			<remark  id="s2b17c23l5" />เป็นสุขเล่า? เวทนาเป็นทุกข์ ฯลฯ สัญญาเป็นทุกข์ ฯลฯ สังขารเป็นทุกข์ ฯลฯ วิญญาณ            
			<remark  id="s2b17c23l6" />เป็นทุกข์ แม้เหตุปัจจัยที่ให้วิญญาณเกิดขึ้น ก็เป็นทุกข์. ดูกรภิกษุทั้งหลาย วิญญาณที่เกิด 
			<remark  id="s2b17c23l7" />จากสิ่งที่เป็นทุกข์ ที่ไหนจักเป็นสุขเล่า? อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว เห็นอยู่อย่างนี้ ฯลฯ ย่อมรู้           
			<remark  id="s2b17c23l8" />ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็น     
			<remark  id="s2b17c23l9" />อย่างนี้มิได้มี.             
			<remark  id="s2b17c23l10" />		            จบ สูตรที่ ๘.      
			<remark  id="s2b17c23l11" />		          ๙. อนัตตเหตุสูตร     
			<remark  id="s2b17c23l12" />		   ว่าด้วยความเป็นอนัตตาแห่งเหตุปัจจัย        
			<remark  id="s2b17c23l13" />	[๔๗] พระนครสาวัตถี. ณ ที่นั้นแล ฯลฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย รูปเป็นอนัตตา  
			<remark  id="s2b17c23l14" />แม้เหตุปัจจัยที่ให้รูปเกิดขึ้น ก็เป็นอนัตตา. ดูกรภิกษุทั้งหลาย รูปเกิดจากสิ่งที่เป็นอนัตตา              
			<remark  id="s2b17c23l15" />ที่ไหนจักเป็นอัตตาเล่า? เวทนาเป็นอนัตตา ฯลฯ สัญญาเป็นอนัตตา  ฯลฯ สังขารเป็นอนัตตา        
			<remark  id="s2b17c23l16" />ฯลฯ วิญญาณเป็นอนัตตา แม้เหตุปัจจัยที่ให้วิญญาณเกิดขึ้น  ก็เป็นอนัตตา ดูกรภิกษุทั้งหลาย   
			<remark  id="s2b17c23l17" />วิญญาณที่เกิดจากสิ่งที่เป็นอนัตตา ที่ไหนจักเป็นอัตตาเล่า? อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว เห็นอยู่
			<remark  id="s2b17c23l18" />อย่างนี้ ฯลฯ ย่อมรู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้ว      
			<remark  id="s2b17c23l19" />กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี.        
			<remark  id="s2b17c23l20" />		            จบ สูตรที่ ๙.      
			<remark  id="s2b17c23l21" />		           ๑๐. อานันทสูตร      
			<remark  id="s2b17c23l22" />		       ว่าด้วยความดับแห่งขันธ์ ๕              
			<remark  id="s2b17c23l23" />	[๔๘] พระนครสาวัตถี. ฯลฯ ครั้งนั้นแล ท่านพระอานนท์เข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่       
			<remark  id="s2b17c23l24" />ประทับ ถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาคแล้ว  นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว ได้ทูลถามพระผู้มี    
		</para>
	</section>
	<section id="s2b17c24" >
		<para id="s2b17c24p">
			<remark  id="s2b17c24l1" />พระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ความดับเรียกว่านิโรธ ความดับแห่งธรรมเหล่าไหนแล เรียกว่า  
			<remark  id="s2b17c24l2" />นิโรธ. พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรอานนท์ รูปแลเป็นของไม่เที่ยง อันปัจจัยปรุงแต่ง อาศัย    
			<remark  id="s2b17c24l3" />ปัจจัยเกิดขึ้น มีความสิ้นไปเป็นธรรมดา มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา มีความคลายไปเป็นธรรมดา    
			<remark  id="s2b17c24l4" />มีความดับไปเป็นธรรมดา ความดับแห่งรูปนั้น เรียกว่านิโรธ. เวทนาไม่เที่ยง ฯลฯ สัญญาไม่      
			<remark  id="s2b17c24l5" />เที่ยง ฯลฯ สังขารไม่เที่ยง ฯลฯ วิญญาณไม่เที่ยง  อันปัจจัยปรุงแต่งอาศัยปัจจัยเกิดขึ้นมี   
			<remark  id="s2b17c24l6" />ความสิ้นไปเป็นธรรมดา มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา มีความคลายไปเป็นธรรมดา มีความดับ           
			<remark  id="s2b17c24l7" />ไปเป็นธรรมดา ความดับแห่งวิญญาณนั้น เรียกว่านิโรธ. ดูกรอานนท์ ความดับแห่งธรรม             
			<remark  id="s2b17c24l8" />เหล่านี้แล เรียกว่านิโรธ.    
			<remark  id="s2b17c24l9" />		           จบ สูตรที่ ๑๐       
			<remark  id="s2b17c24l10" />		         จบ อนิจจวรรคที่  ๒.   
			<remark  id="s2b17c24l11" />		       ------------------------------     
			<remark  id="s2b17c24l12" />		      รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ            
			<remark  id="s2b17c24l13" />          ๑. อนิจจสูตรที่ ๑              ๖. อนัตตสูตรที่ ๒ 
			<remark  id="s2b17c24l14" />          ๒. ทุกขสูตรที่ ๑๗. อนิจจเหตุสูตร  
			<remark  id="s2b17c24l15" />          ๓. อนัตตสูตรที่ ๑              ๘. ทุกขเหตุสูตร   
			<remark  id="s2b17c24l16" />          ๔. อนิจจสูตรที่ ๒              ๙. อนัตตเหตุสูตร  
			<remark  id="s2b17c24l17" />          ๕. ทุกขสูตรที่ ๒              ๑๐. อานันทสูตร.    
			<remark  id="s2b17c24l18" />		        ----------------------------------------  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b17c25" >
		<para id="s2b17c25p">
			<remark  id="s2b17c25l1" />		            ภารวรรคที่ ๓       
			<remark  id="s2b17c25l2" />		            ๑. ภารสูตร         
			<remark  id="s2b17c25l3" />		        ว่าด้วยขันธ์ ๕ เป็นภาระ
			<remark  id="s2b17c25l4" />	[๔๙] พระนครสาวัตถี. ณ ที่นั้นแล ฯลฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงภาระ 
			<remark  id="s2b17c25l5" />ผู้แบกภาระ เครื่องถือมั่นภาระ และเครื่องวางภาระ แก่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟัง  จงใส่   
			<remark  id="s2b17c25l6" />ใจให้ดี เราจักกล่าว ภิกษุเหล่านั้น ทูลรับสนองพระพุทธดำรัสแล้ว พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า   
			<remark  id="s2b17c25l7" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภาระเป็นไฉน? พึงกล่าวว่า ภาระ คืออุปาทานขันธ์  ๕ อุปาทานขันธ์ ๕      
			<remark  id="s2b17c25l8" />เป็นไฉน? คือ อุปาทานขันธ์ คือรูป อุปาทานขันธ์  คือเวทนา อุปาทานขันธ์ คือสัญญา อุปาทาน    
			<remark  id="s2b17c25l9" />ขันธ์ คือสังขาร และอุปาทานขันธ์ คือวิญญาณ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่าภาระ.            
			<remark  id="s2b17c25l10" />	[๕๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ผู้แบกภาระเป็นไฉน? พึงกล่าวว่าบุคคล บุคคลนี้นั้น คือ       
			<remark  id="s2b17c25l11" />ท่านผู้มีชื่ออย่างนี้ มีโคตรอย่างนี้. ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่าผู้แบกภาระ.           
			<remark  id="s2b17c25l12" />	[๕๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็เครื่องถือมั่นภาระเป็นไฉน? ตัณหานี้ใด นำให้เกิดภพใหม่      
			<remark  id="s2b17c25l13" />ประกอบด้วยความกำหนัด ด้วยอำนาจความเพลิดเพลิน มีปกติเพลิดเพลินยิ่งในภพหรืออารมณ์          
			<remark  id="s2b17c25l14" />นั้นๆ ได้แก่กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา. ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่าเครื่องถือมั่นภาระ. 
			<remark  id="s2b17c25l15" />	[๕๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็การวางภาระเป็นไฉน? ความที่ตัณหานั่นแลดับไปด้วย             
			<remark  id="s2b17c25l16" />สำรอกโดยไม่เหลือ ความสละ ความสละคืน ความพ้น ความไม่อาลัย. ดูกรภิกษุทั้งหลาย              
			<remark  id="s2b17c25l17" />นี้เรียกว่าการวางภาระ. พระผู้มีพระภาคผู้พระสุคตศาสดา ครั้นได้ตรัสไวยากรณภาษิตนี้จบลง     
			<remark  id="s2b17c25l18" />แล้ว จึงได้ตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปอีกในภายหลังว่า            
			<remark  id="s2b17c25l19" />	[๕๓] ขันธ์ ๕ ชื่อว่าภาระแล และผู้แบกภาระคือบุคคล เครื่องถือมั่น      
			<remark  id="s2b17c25l20" />          ภาระเป็นเหตุนำมาซึ่งความทุกข์ในโลก การวางภาระเสียได้เป็นสุข     
			<remark  id="s2b17c25l21" />          บุคคลวางภาระหนักเสียได้แล้ว ไม่ถือภาระอื่น ถอนตัณหาพร้อม        
			<remark  id="s2b17c25l22" />          ทั้งมูลรากแล้ว เป็นผู้หายหิว ดับรอบแล้วดังนี้.   
			<remark  id="s2b17c25l23" />		            จบ สูตรที่ ๑.     
		</para>
	</section>
	<section id="s2b17c26" >
		<para id="s2b17c26p">
			<remark  id="s2b17c26l1" />		           ๒. ปริญญาสูตร       
			<remark  id="s2b17c26l2" />		  ว่าด้วยธรรมที่ควรกำหนดรู้และความรอบรู้      
			<remark  id="s2b17c26l3" />	[๕๔] พระนครสาวัตถี. ณ ที่นั้นแล ฯลฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงธรรมที่             
			<remark  id="s2b17c26l4" />ควรกำหนดรู้และความรอบรู้ เธอทั้งหลายจงฟัง. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ธรรมที่ควรกำหนดรู้เป็น    
			<remark  id="s2b17c26l5" />ไฉน? ดูกรภิกษุทั้งหลาย รูปเป็นธรรมที่ควรกำหนดรู้ เวทนา สัญญา สังขารและวิญญาณ เป็น        
			<remark  id="s2b17c26l6" />ธรรมที่ควรกำหนดรู้. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เหล่านี้เรียกว่าธรรมที่ควรกำหนดรู้. 
			<remark  id="s2b17c26l7" />	[๕๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ความรอบรู้เป็นไฉน? คือความสิ้นไปแห่งราคะ ความสิ้น          
			<remark  id="s2b17c26l8" />ไปแห่งโทสะ ความสิ้นไปแห่งโมหะ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่าความรอบรู้.   
			<remark  id="s2b17c26l9" />		            จบ สูตรที่ ๒.      
			<remark  id="s2b17c26l10" />		           ๓. ปริชานสูตร       
			<remark  id="s2b17c26l11" />		     ว่าด้วยผู้ไม่ควรและผู้ควรสิ้นทุกข์       
			<remark  id="s2b17c26l12" />	[๕๖] พระนครสาวัตถี. ณ ที่นั้นแล ฯลฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลเมื่อไม่รู้ยิ่ง          
			<remark  id="s2b17c26l13" />ไม่กำหนดรู้ ไม่หน่าย ไม่ละซึ่งรูป เป็นผู้ไม่ควรเพื่อสิ้นทุกข์ บุคคลเมื่อไม่รู้ยิ่ง ไม่กำหนดรู้          
			<remark  id="s2b17c26l14" />ไม่หน่าย ไม่ละซึ่งเวทนา ซึ่งสัญญา ซึ่งสังขาร ซึ่งวิญญาณ เป็นผู้ไม่ควรเพื่อสิ้นทุกข์.     
			<remark  id="s2b17c26l15" />	[๕๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลเมื่อรู้ยิ่ง เมื่อกำหนดรู้ เมื่อหน่าย เมื่อละได้ซึ่งรูป              
			<remark  id="s2b17c26l16" />จึงเป็นผู้ควรเพื่อสิ้นทุกข์ บุคคลเมื่อรู้ยิ่ง เมื่อกำหนดรู้ เมื่อหน่าย เมื่อละได้ซึ่งเวทนา ซึ่งสัญญา    
			<remark  id="s2b17c26l17" />ซึ่งสังขาร ซึ่งวิญญาณ จึงเป็นผู้ควรเพื่อสิ้นทุกข์.         
			<remark  id="s2b17c26l18" />		            จบ สูตรที่ ๓.      
			<remark  id="s2b17c26l19" />		           ๔. ฉันทราคสูตร      
			<remark  id="s2b17c26l20" />		     ว่าด้วยการละฉันทราคะในขันธ์ ๕            
			<remark  id="s2b17c26l21" />	[๕๘] พระนครสาวัตถี. ณ ที่นั้นแล ฯลฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลาย จงละ              
			<remark  id="s2b17c26l22" />ฉันทราคะในรูปเสีย ด้วยการละอย่างนี้ รูปนั้นจักเป็นอันเธอทั้งหลายละได้แล้ว ตัดรากขาดแล้ว  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b17c27" >
		<para id="s2b17c27p">
			<remark  id="s2b17c27l1" />กระทำให้เป็นดังตาลยอดด้วน ทำให้ถึงความไม่มี ไม่ให้เกิดขึ้นต่อไปเป็นธรรมดา. เธอทั้งหลาย   
			<remark  id="s2b17c27l2" />จงละฉันทราคะในเวทนาเสีย ฯลฯ เธอทั้งหลาย จงละฉันทราคะในสัญญาเสีย ฯลฯ เธอทั้งหลาย          
			<remark  id="s2b17c27l3" />จงละฉันทราคะในสังขารเสีย ฯลฯ เธอทั้งหลาย จงละฉันทราคะในวิญญาณเสีย  ด้วยการละ             
			<remark  id="s2b17c27l4" />อย่างนี้ วิญญาณนั้นจักเป็นอันเธอทั้งหลายละได้แล้ว ตัดรากขาดแล้ว กระทำให้เป็นดังตาล       
			<remark  id="s2b17c27l5" />ยอดด้วน ทำให้ถึงความไม่มี ไม่ให้เกิดขึ้นต่อไปเป็นธรรมดา.   
			<remark  id="s2b17c27l6" />		            จบ สูตรที่ ๔.      
			<remark  id="s2b17c27l7" />		          ๕. อัสสาทสูตรที่ ๑   
			<remark  id="s2b17c27l8" />		    ว่าด้วยความปริวิตกของพระโพธิสัตว์         
			<remark  id="s2b17c27l9" />		           เกี่ยวกับขันธ์ ๕    
			<remark  id="s2b17c27l10" />	[๕๙] พระนครสาวัตถี. ณ ที่นั้นแล ฯลฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก่อนแต่ตรัสรู้ เมื่อ          
			<remark  id="s2b17c27l11" />เรายังเป็นโพธิสัตว์ ยังไม่ได้ตรัสรู้ ได้มีความปริวิตกอย่างนี้ว่า อะไรหนอเป็นคุณของรูป อะไร              
			<remark  id="s2b17c27l12" />เป็นโทษ อะไรเป็นเครื่องสลัดออก. อะไรเป็นคุณของเวทนา ... อะไรเป็นคุณของสัญญา ...          
			<remark  id="s2b17c27l13" />อะไรเป็นคุณของสังขาร ... อะไรเป็นคุณของวิญญาณ อะไรเป็นโทษ อะไรเป็นเครื่องสลัดออก.        
			<remark  id="s2b17c27l14" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรานั้นได้ปริวิตกต่อไปว่า สุขโสมนัสอันใด อาศัยรูปเกิดขึ้น นี้เป็นคุณของรูป            
			<remark  id="s2b17c27l15" />รูปใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา นี้เป็นโทษของรูป การกำจัดฉันทราคะ       
			<remark  id="s2b17c27l16" />การละฉันทราคะในรูปเสียได้ นี้เป็นเครื่องสลัดออกแห่งรูป. สุขโสมนัสอันใด อาศัยเวทนา        
			<remark  id="s2b17c27l17" />เกิดขึ้น ... สุขโสมนัสอันใด อาศัยสัญญาเกิดขึ้น ... สุขโสมนัสอันใด อาศัยสังขารเกิดขึ้น ...
			<remark  id="s2b17c27l18" />สุขโสมนัสอันใด อาศัยวิญญาณเกิดขึ้น นี้เป็นคุณแห่งวิญญาณ วิญญาณใด ไม่เที่ยง เป็นทุกข์     
			<remark  id="s2b17c27l19" />มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา นี้เป็นโทษแห่งวิญญาณ การกำจัดฉันทราคะ การละฉันทราคะใน            
			<remark  id="s2b17c27l20" />วิญญาณเสียได้ นี้เป็นเครื่องสลัดออกแห่งวิญญาณ.             
			<remark  id="s2b17c27l21" />	[๖๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรายังไม่รู้ยิ่งซึ่งคุณโดยความเป็นคุณ โทษโดยความเป็นโทษ      
			<remark  id="s2b17c27l22" />และเครื่องสลัดออกโดยความเป็นเครื่องสลัดออก แห่งอุปาทานขันธ์ ๕ เหล่านี้ ตามความเป็น       
			<remark  id="s2b17c27l23" />จริงอย่างนี้ เพียงใด เราก็ยังไม่ปฏิญาณว่าเป็นผู้ตรัสรู้ซึ่งอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณในโลก พร้อม             
			<remark  id="s2b17c27l24" />ทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ในหมู่สัตว์ พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดาและมนุษย์  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b17c28" >
		<para id="s2b17c28p">
			<remark  id="s2b17c28l1" />เพียงนั้น. เมื่อใด เรารู้ยิ่งซึ่งคุณโดยความเป็นคุณ ซึ่งโทษโดยความเป็นโทษ ซึ่งเครื่องสลัดออก             
			<remark  id="s2b17c28l2" />โดยความเป็นเครื่องสลัดออก แห่งอุปาทานขันธ์ ๕ เหล่านี้ ตามความเป็นจริงอย่างนี้ เมื่อนั้น  
			<remark  id="s2b17c28l3" />เราจึงปฏิญาณว่า เป็นผู้ตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณในโลก  พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก         
			<remark  id="s2b17c28l4" />พรหมโลก ในหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดาและมนุษย์. ก็แลญาณทัสสนะได้เกิดขึ้น          
			<remark  id="s2b17c28l5" />แล้วแก่เราว่า วิมุติของเราไม่กำเริบ ชาตินี้เป็นที่สุด บัดนี้ภพใหม่ไม่มี.  
			<remark  id="s2b17c28l6" />		            จบ สูตรที่ ๕.      
			<remark  id="s2b17c28l7" />		          ๖. อัสสาทสูตรที่ ๒   
			<remark  id="s2b17c28l8" />		     ว่าด้วยสิ่งที่พระพุทธองค์ทรงค้นพบ        
			<remark  id="s2b17c28l9" />	[๖๑] พระนครสาวัตถี. ณ ที่นั้นแล ฯลฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราได้เที่ยวค้นหาคุณแห่ง      
			<remark  id="s2b17c28l10" />รูป เราได้พบคุณแห่งรูปแล้ว เราได้เห็นคุณแห่งรูปเท่าที่มีอยู่ ด้วยปัญญาดีแล้ว. เราได้เที่ยว              
			<remark  id="s2b17c28l11" />ค้นหาโทษแห่งรูป เราได้พบโทษแห่งรูปแล้ว เราได้เห็นโทษแห่งรูปเท่าที่มีอยู่ ด้วยปัญญาดีแล้ว.
			<remark  id="s2b17c28l12" />เราได้เที่ยวค้นหา เครื่องสลัดออกแห่งรูป เราได้พบเครื่องสลัดออกแห่งรูปแล้ว เราได้เห็นเครื่อง             
			<remark  id="s2b17c28l13" />สลัดออกแห่งรูปเท่าที่มีอยู่ ด้วยปัญญาดีแล้ว. เราได้เที่ยวค้นหาคุณแห่งเวทนา ฯลฯ เราได้เที่ยว             
			<remark  id="s2b17c28l14" />ค้นหาคุณแห่งสัญญา ฯลฯ เราได้เที่ยวค้นหาคุณแห่งสังขาร ฯลฯ เราได้เที่ยวค้นหาคุณแห่ง        
			<remark  id="s2b17c28l15" />วิญญาณ เราได้พบคุณแห่งวิญญาณแล้ว เราได้เห็นคุณแห่งวิญญาณเท่าที่มีอยู่ ด้วยปัญญาดีแล้ว.   
			<remark  id="s2b17c28l16" />เราได้เที่ยวค้นหาโทษแห่งวิญญาณ เราได้พบโทษแห่งวิญญาณแล้ว เราได้เห็นโทษแห่งวิญญาณ         
			<remark  id="s2b17c28l17" />เท่าที่มีอยู่ด้วยปัญญาดีแล้ว. เราได้เที่ยวค้นหาเครื่องสลัดออกแห่งวิญญาณ เราได้พบเครื่อง  
			<remark  id="s2b17c28l18" />สลัดออกแห่งวิญญาณแล้ว เราได้เห็นเครื่องสลัดออกแห่งวิญญาณเท่าที่มีอยู่ ด้วยปัญญาดี        
			<remark  id="s2b17c28l19" />แล้ว. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรายังไม่รู้ยิ่งซึ่งคุณ โดยความเป็นคุณ โทษโดยความเป็นโทษ เครื่อง 
			<remark  id="s2b17c28l20" />สลัดออกโดยความเป็นเครื่องสลัดออก แห่งอุปาทานขันธ์ ๕ เหล่านี้ ตามความเป็นจริง เพียงใด   
			<remark  id="s2b17c28l21" />เราก็ยังไม่ปฏิญาณ ฯลฯ เพียงนั้น. ก็แลญาณทัสสนะได้เกิดขึ้นแล้วแก่เราว่า วิมุติของเราไม่กำเริบ            
			<remark  id="s2b17c28l22" />ชาตินี้เป็นที่สุด บัดนี้ภพใหม่ไม่มี.        
			<remark  id="s2b17c28l23" />		            จบ สูตรที่ ๖.     
		</para>
	</section>
	<section id="s2b17c29" >
		<para id="s2b17c29p">
			<remark  id="s2b17c29l1" />		          ๗. อัสสาทสูตรที่ ๓   
			<remark  id="s2b17c29l2" />		 ว่าด้วยคุณโทษและเครื่องสลัดออกแห่งขันธ์ ๕    
			<remark  id="s2b17c29l3" />	[๖๒] พระนครสาวัตถี. ณ ที่นั้นแล  ฯลฯ  ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าคุณแห่งรูปจักไม่มี       
			<remark  id="s2b17c29l4" />ไซร้ สัตว์ทั้งหลายก็จะไม่พึงกำหนัดในรูป. แต่เพราะคุณแห่งรูปมีอยู่ ฉะนั้น สัตว์ทั้งหลาย จึง              
			<remark  id="s2b17c29l5" />กำหนัดในรูป. ถ้าโทษแห่งรูปจักไม่มีไซร้ สัตว์ทั้งหลายก็จะไม่พึงเบื่อหน่ายในรูป. แต่เพราะโทษ              
			<remark  id="s2b17c29l6" />แห่งรูปมีอยู่ ฉะนั้น สัตว์ทั้งหลาย จึงเบื่อหน่ายในรูป. ถ้าเครื่องสลัดออกแห่งรูปจักไม่มีไซร้             
			<remark  id="s2b17c29l7" />สัตว์ทั้งหลาย ก็จะไม่พึงออกไปจากรูปได้. แต่เพราะเครื่องสลัดออกแห่งรูปมีอยู่ ฉะนั้น สัตว์ 
			<remark  id="s2b17c29l8" />ทั้งหลาย จึงออกไปจากรูปได้. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าคุณแห่งเวทนา ฯลฯ แห่งสัญญา ฯลฯ          
			<remark  id="s2b17c29l9" />แห่งสังขาร ฯลฯ แห่งวิญญาณจักไม่มีไซร้ สัตว์ทั้งหลาย ก็จะไม่พึงกำหนัดในวิญญาณ. แต่        
			<remark  id="s2b17c29l10" />เพราะคุณแห่งวิญญาณมีอยู่ ฉะนั้น สัตว์ทั้งหลาย จึงกำหนัดในวิญญาณ. ถ้าโทษแห่งวิญญาณ        
			<remark  id="s2b17c29l11" />จักไม่มีไซร้ สัตว์ทั้งหลาย ก็จะไม่พึงเบื่อหน่ายในวิญญาณ. แต่เพราะโทษแห่งวิญญาณมีอยู่     
			<remark  id="s2b17c29l12" />ฉะนั้น สัตว์ทั้งหลาย จึงเบื่อหน่ายในวิญญาณ. ถ้าเครื่องสลัดออกแห่งวิญญาณจักไม่มีไซร้      
			<remark  id="s2b17c29l13" />สัตว์ทั้งหลาย ก็จะไม่พึงออกไปจากวิญญาณได้. แต่เพราะเครื่องสลัดออกแห่งวิญญาณมีอยู่        
			<remark  id="s2b17c29l14" />ฉะนั้น สัตว์ทั้งหลาย จึงออกไปจากวิญญาณได้.  
			<remark  id="s2b17c29l15" />	[๖๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สัตว์ทั้งหลาย ยังไม่รู้ยิ่งซึ่งคุณโดยความเป็นคุณ โทษโดยความ  
			<remark  id="s2b17c29l16" />เป็นโทษ และเครื่องสลัดออกโดยความเป็นเครื่องสลัดออก แห่งอุปาทานขันธ์ ๕ เหล่านี้ ตาม       
			<remark  id="s2b17c29l17" />ความเป็นจริง เพียงใด สัตว์ทั้งหลาย ก็ยังไม่เป็นผู้ออกไป พรากไป หลุดพ้นไป มีใจอันหา       
			<remark  id="s2b17c29l18" />ขอบเขตมิได้อยู่ในโลก พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ในหมู่สัตว์ พร้อมทั้ง 
			<remark  id="s2b17c29l19" />สมณพราหมณ์ เทวดาและมนุษย์ เพียงนั้น. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อใด สัตว์ทั้งหลาย รู้ยิ่งซึ่ง 
			<remark  id="s2b17c29l20" />คุณโดยความเป็นคุณ ซึ่งโทษโดยความเป็นโทษ ซึ่งเครื่องสลัดออกโดยความเป็นเครื่องสลัดออก      
			<remark  id="s2b17c29l21" />แห่งอุปาทานขันธ์ ๕ เหล่านี้ ตามความเป็นจริง เมื่อนั้น สัตว์ทั้งหลายจึงเป็นผู้ออกไป พรากไป
			<remark  id="s2b17c29l22" />หลุดพ้นไป มีใจอันหาขอบเขตมิได้อยู่ในโลก พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ในหมู่            
			<remark  id="s2b17c29l23" />สัตว์ พร้อมทั้งสมณพราหมณ์เทวดาและมนุษย์.    
			<remark  id="s2b17c29l24" />		            จบ สูตรที่ ๗.      
		</para>
	</section>
	<section id="s2b17c30" >
		<para id="s2b17c30p">
			<remark  id="s2b17c30l1" />		          ๘.  อภินันทนสูตร     
			<remark  id="s2b17c30l2" />            ว่าด้วยผลแห่งความเพลิดเพลินและไม่เพลิดเพลิน    
			<remark  id="s2b17c30l3" />		             ในขันธ์ ๕         
			<remark  id="s2b17c30l4" />	[๖๔] พระนครสาวัตถี. ณ ที่นั้นแล ฯลฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ผู้ใดเพลิดเพลินรูป ผู้นั้น    
			<remark  id="s2b17c30l5" />ชื่อว่าเพลิดเพลินทุกข์ ผู้ใดเพลิดเพลินทุกข์ เรากล่าวว่า ผู้นั้นไม่พ้นไปจากทุกข์. ผู้ใดเพลิด             
			<remark  id="s2b17c30l6" />เพลินเวทนา ฯลฯ สัญญา ฯลฯ สังขาร ฯลฯ วิญญาณ ผู้นั้นชื่อว่าเพลิดเพลินทุกข์ ผู้ใดเพลิด      
			<remark  id="s2b17c30l7" />เพลินทุกข์ เรากล่าวว่า ผู้นั้นไม่พ้นไปจากทุกข์.            
			<remark  id="s2b17c30l8" />	[๖๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ผู้ใดแล ไม่เพลิดเพลินรูป ผู้นั้นชื่อว่าไม่เพลิดเพลินทุกข์    
			<remark  id="s2b17c30l9" />ผู้ใดไม่เพลิดเพลินทุกข์ เรากล่าวว่า ผู้นั้นพ้นไปจากทุกข์. ผู้ใดไม่เพลิดเพลินเวทนา ฯลฯ    
			<remark  id="s2b17c30l10" />สัญญา ฯลฯ สังขาร ฯลฯ วิญญาณ ผู้นั้นชื่อว่าไม่เพลิดเพลินทุกข์ ผู้ใดไม่เพลิดเพลินทุกข์ เรา 
			<remark  id="s2b17c30l11" />กล่าวว่า ผู้นั้นพ้นไปจากทุกข์ได้.           
			<remark  id="s2b17c30l12" />		            จบ สูตรที่ ๘.      
			<remark  id="s2b17c30l13" />		           ๙. อุปปาทสูตร       
			<remark  id="s2b17c30l14" />		       ว่าด้วยความเกิดและความดับทุกข์         
			<remark  id="s2b17c30l15" />	[๖๖] พระนครสาวัตถี. ณ ที่นั้นแล ฯลฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความเกิดขึ้น ความตั้งอยู่     
			<remark  id="s2b17c30l16" />ความบังเกิด ความปรากฏแห่งรูป นี้เป็นความเกิดขึ้นแห่งทุกข์ เป็นความตั้งอยู่แห่งโรค เป็น   
			<remark  id="s2b17c30l17" />ความปรากฏแห่งชราและมรณะ. ความเกิดขึ้น ความตั้งอยู่ ความบังเกิด ความปรากฏแห่ง             
			<remark  id="s2b17c30l18" />เวทนา ฯลฯ แห่งสัญญา ฯลฯ แห่งสังขาร ฯลฯ แห่งวิญญาณ นี้เป็นความเกิดแห่งทุกข์ เป็น          
			<remark  id="s2b17c30l19" />ความตั้งอยู่แห่งโรค เป็นความปรากฏแห่งชราและมรณะ.           
			<remark  id="s2b17c30l20" />	[๖๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความดับ ความเข้าไประงับ ความตั้งอยู่ไม่ได้แห่งรูป นี้        
			<remark  id="s2b17c30l21" />เป็นความดับแห่งทุกข์ เป็นความเข้าไประงับแห่งโรค เป็นความตั้งอยู่ไม่ได้แห่งชราและมรณะ.    
			<remark  id="s2b17c30l22" />ความดับ ความเข้าไประงับ ความตั้งอยู่ไม่ได้แห่งเวทนา ฯลฯ แห่งสัญญา ฯลฯ แห่งสังขาร ฯลฯ   
		</para>
	</section>
	<section id="s2b17c31" >
		<para id="s2b17c31p">
			<remark  id="s2b17c31l1" />แห่งวิญญาณ นี้เป็นความดับแห่งทุกข์ เป็นความเข้าไประงับแห่งโรค เป็นความตั้งอยู่ไม่ได้แห่ง 
			<remark  id="s2b17c31l2" />ชราและมรณะ.   
			<remark  id="s2b17c31l3" />		            จบ สูตรที่ ๙.      
			<remark  id="s2b17c31l4" />		           ๑๐. อฆมูลสูตร       
			<remark  id="s2b17c31l5" />		      ว่าด้วยทุกข์และมูลเหตุแห่งทุกข์         
			<remark  id="s2b17c31l6" />	[๖๘] พระนครสาวัตถี. ณ ที่นั้นแล ฯลฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงทุกข์และมูล         
			<remark  id="s2b17c31l7" />เหตุแห่งทุกข์แก่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟัง. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ทุกข์เป็นไฉน? ทุกข์คือ 
			<remark  id="s2b17c31l8" />รูป ทุกข์คือเวทนา ทุกข์คือสัญญา ทุกข์คือสังขาร ทุกข์คือวิญญาณ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้     
			<remark  id="s2b17c31l9" />เรียกว่าทุกข์.
			<remark  id="s2b17c31l10" />	[๖๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็มูลเหตุแห่งทุกข์เป็นไฉน? ตัณหานี้ใด นำให้เกิดในภพ          
			<remark  id="s2b17c31l11" />ใหม่ ประกอบด้วยความกำหนัดด้วยอำนาจความเพลิดเพลิน  มีปกติเพลิดเพลินยิ่งในอารมณ์           
			<remark  id="s2b17c31l12" />นั้นๆ ได้แก่กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่ามูลเหตุแห่งทุกข์.    
			<remark  id="s2b17c31l13" />		           จบ สูตรที่ ๑๐.      
			<remark  id="s2b17c31l14" />		            ๑๑. ปภังคสูตร      
			<remark  id="s2b17c31l15" />		   ว่าด้วยความสลายและไม่สลายแห่งทุกข์         
			<remark  id="s2b17c31l16" />	[๗๐] พระนครสาวัตถี. ณ ที่นั้นแล ฯลฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงภาวะสลาย            
			<remark  id="s2b17c31l17" />และภาวะไม่สลาย เธอทั้งหลายจงฟัง. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็อะไรเป็นภาวะสลาย อะไรเป็น           
			<remark  id="s2b17c31l18" />ภาวะไม่สลาย? รูปเป็นภาวะสลาย ความดับ ความเข้าไประงับ ความตั้งอยู่ไม่ได้แห่งรูปนั้น       
			<remark  id="s2b17c31l19" />นี้เป็นภาวะไม่สลาย. เวทนาเป็นภาวะสลาย ฯลฯ สัญญาเป็นภาวะสลาย ฯลฯ สังขารเป็นภาวะ           
			<remark  id="s2b17c31l20" />สลาย ฯลฯ วิญญาณเป็นภาวะสลาย ความดับ ความเข้าไประงับ ความตั้งอยู่ไม่ได้ แห่งวิญญาณ        
			<remark  id="s2b17c31l21" />นั้น นี้เป็นภาวะไม่สลาย.     
			<remark  id="s2b17c31l22" />		          	 จบ สูตรที่ ๑๑.      
			<remark  id="s2b17c31l23" />		          	จบ ภารวรรคที่ ๓.     
			<remark  id="s2b17c31l24" />		    	  ------------------------------- 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b17c32" >
		<para id="s2b17c32p">
			<remark  id="s2b17c32l1" />		      รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ            
			<remark  id="s2b17c32l2" />     ๑. ภารสูตร ๒. ปริญญาสูตร ๓. ปริชานสูตร ๔. ฉันทราคสูตร ๕. อัสสาทสูตรที่ ๑            
			<remark  id="s2b17c32l3" />๖. อัสสาทสูตรที่ ๒ ๗. อัสสาทสูตรที่ ๓ ๘. อภินันทนสูตร ๙. อุปปาทสูตร ๑๐. อฆมูลสูตร        
			<remark  id="s2b17c32l4" />๑๑. ปภังคสูตร.
			<remark  id="s2b17c32l5" />		         ------------------------------------------      
		</para>
	</section>
	<section id="s2b17c33" >
		<para id="s2b17c33p">
			<remark  id="s2b17c33l1" />		          นตุมหากวรรคที่ ๔     
			<remark  id="s2b17c33l2" />		         ๑. นตุมหากสูตรที่ ๑   
			<remark  id="s2b17c33l3" />		   ว่าด้วยการละขันธ์ ๕ อันไม่ใช่ของใคร        
			<remark  id="s2b17c33l4" />	[๗๑] พระนครสาวัตถี. ณ ที่นั้นแล ฯลฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย สิ่งใดไม่ใช่ของเธอทั้ง        
			<remark  id="s2b17c33l5" />หลาย เธอทั้งหลายจงละสิ่งนั้นเสีย สิ่งนั้นอันเธอทั้งหลายละได้แล้ว จักเป็นไปเพื่อประโยชน์  
			<remark  id="s2b17c33l6" />เกื้อกูล เพื่อสุข. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็อะไรไม่ใช่ของเธอทั้งหลาย. รูปไม่ใช่ของเธอทั้งหลาย 
			<remark  id="s2b17c33l7" />เธอทั้งหลายจงละรูปนั้นเสีย รูปนั้นอันเธอทั้งหลายละได้แล้ว จักเป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล 
			<remark  id="s2b17c33l8" />เพื่อสุข.  เวทนา ฯลฯ สัญญา ฯลฯ สังขาร ฯลฯ วิญญาณไม่ใช่ของเธอทั้งหลาย เธอทั้งหลาย         
			<remark  id="s2b17c33l9" />จงละวิญญาณนั้นเสีย วิญญาณนั้นอันเธอทั้งหลายละได้แล้ว จักเป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล      
			<remark  id="s2b17c33l10" />เพื่อสุข.     
			<remark  id="s2b17c33l11" />	[๗๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนชนพึงนำไป พึงเผา หรือพึงกระทำตามปัจจัย           
			<remark  id="s2b17c33l12" />ซึ่งหญ้า ไม้ กิ่งไม้ และใบไม้ ในเชตวันวิหารนี้ ก็เธอทั้งหลาย พึงคิดอย่างนี้หรือว่า ชน    
			<remark  id="s2b17c33l13" />ย่อมนำไป ย่อมเผา หรือย่อมกระทำตามปัจจัยซึ่งเราทั้งหลาย. ภิกษุทั้งหลาย กราบทูลว่า ไม่     
			<remark  id="s2b17c33l14" />ใช่อย่างนั้น พระเจ้าข้า.     
			<remark  id="s2b17c33l15" />     พ. ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร?
			<remark  id="s2b17c33l16" />     ภิ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เพราะสิ่งนั้น ไม่ใช่ตน หรือสิ่งที่นับเนื่องในตนของข้า     
			<remark  id="s2b17c33l17" />พระองค์ทั้งหลาย.             
			<remark  id="s2b17c33l18" />     พ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือนกัน รูปไม่ใช่ของเธอทั้งหลาย เธอทั้งหลาย จง        
			<remark  id="s2b17c33l19" />ละรูปนั้นเสีย รูปนั้นอันเธอทั้งหลายละได้แล้ว จักเป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อสุข.    
			<remark  id="s2b17c33l20" />เวทนา ฯลฯ สัญญา ฯลฯ สังขาร ฯลฯ วิญญาณไม่ใช่ของเธอทั้งหลาย เธอทั้งหลาย จงละ
			<remark  id="s2b17c33l21" />วิญญาณนั้นเสีย วิญญาณนั้น อันเธอทั้งหลายละได้แล้วจักเป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อสุข.
			<remark  id="s2b17c33l22" />		            จบ สูตรที่ ๑.   
		</para>
	</section>
	<section id="s2b17c34" >
		<para id="s2b17c34p">
			<remark  id="s2b17c34l1" />		         ๒. นตุมหากสูตรที่ ๒   
			<remark  id="s2b17c34l2" />		   ว่าด้วยการละขันธ์ ๕ อันไม่ใช่ของใคร        
			<remark  id="s2b17c34l3" />	[๗๓] พระนครสาวัตถี. ณ ที่นั้นแล ฯลฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย สิ่งใดไม่ใช่ของเธอทั้ง        
			<remark  id="s2b17c34l4" />หลาย เธอทั้งหลาย จงละสิ่งนั้นเสีย สิ่งนั้นอันเธอทั้งหลาย ละได้แล้ว จักเป็นไปเพื่อประ    
			<remark  id="s2b17c34l5" />โยชน์เกื้อกูล เพื่อสุข. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็อะไรไม่ใช่ของเธอทั้งหลาย. ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
			<remark  id="s2b17c34l6" />รูปไม่ใช่ของเธอทั้งหลาย เธอทั้งหลาย จงละรูปนั้นเสีย รูปนั้นอันเธอทั้งหลาย ละได้แล้ว      
			<remark  id="s2b17c34l7" />จักเป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อสุข. เวทนา ฯลฯ สัญญา ฯลฯ สังขาร ฯลฯ วิญญาณ           
			<remark  id="s2b17c34l8" />ไม่ใช่ของเธอทั้งหลาย เธอทั้งหลาย จงละวิญญาณนั้นเสีย วิญญาณนั้นอันเธอทั้งหลาย ละได้แล้ว   
			<remark  id="s2b17c34l9" />จักเป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อสุข. ดูกรภิกษุทั้งหลาย สิ่งใดไม่ใช่ของเธอทั้งหลาย เธอ
			<remark  id="s2b17c34l10" />ทั้งหลาย จงละสิ่งนั้นเสีย สิ่งนั้นอันเธอทั้งหลายละได้ จักเป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อสุข.          
			<remark  id="s2b17c34l11" />		            จบ สูตรที่ ๒.      
			<remark  id="s2b17c34l12" />		           ๓. ภิกขุสูตรที่ ๑   
			<remark  id="s2b17c34l13" />		  ว่าด้วยเหตุได้ชื่อว่าเป็นผู้กำหนัดขัดเคือง  
			<remark  id="s2b17c34l14" />		             และลุ่มหลง        
			<remark  id="s2b17c34l15" />	[๗๔] พระนครสาวัตถี ฯลฯ ครั้งนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่ง เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึง        
			<remark  id="s2b17c34l16" />ที่ประทับ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้กราบทูลพระผู้มี            
			<remark  id="s2b17c34l17" />พระภาคว่า ขอประทานวโรกาส พระเจ้าข้า ขอพระผู้มีพระภาค ทรงแสดงธรรมแก่ข้าพระองค์            
			<remark  id="s2b17c34l18" />โดยย่อ ที่ข้าพระองค์ฟังแล้ว พึงเป็นผู้ๆ เดียวหลีกออกจากหมู่ ไม่ประมาท มีความเพียร มี     
			<remark  id="s2b17c34l19" />ใจมั่นคงอยู่เถิด.            
			<remark  id="s2b17c34l20" />     พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุ บุคคลย่อมครุ่นคิดถึงสิ่งใด ย่อมถึงการนับเพราะสิ่ง   
			<remark  id="s2b17c34l21" />นั้น บุคคลย่อมไม่ครุ่นคิดถึงสิ่งใด ย่อมไม่ถึงการนับเพราะสิ่งนั้น.         
			<remark  id="s2b17c34l22" />     ภิ. ข้าแต่พระผู้มีพระภาค ข้าพระองค์เข้าใจแล้ว ข้าแต่พระสุคต ข้าพระองค์เข้าใจแล้ว.   
		</para>
	</section>
	<section id="s2b17c35" >
		<para id="s2b17c35p">
			<remark  id="s2b17c35l1" />     พ. ดูกรภิกษุ ก็เธอเข้าใจเนื้อความแห่งคำที่เรากล่าว โดยย่อได้โดยพิสดารอย่างไร?       
			<remark  id="s2b17c35l2" />     ภิ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ถ้าบุคคลครุ่นคิดถึงรูป ย่อมถึงการนับเพราะรูปนั้น. ถ้าครุ่นคิด            
			<remark  id="s2b17c35l3" />ถึงเวทนา ฯลฯ ถ้าครุ่นคิดถึงสัญญา ฯลฯ ถ้าครุ่นคิดถึงสังขาร ฯลฯ ถ้าครุ่นคิดถึงวิญญาณ ย่อม  
			<remark  id="s2b17c35l4" />ถึงการนับเพราะวิญญาณนั้น. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ถ้าบุคคลไม่ครุ่นคิดถึงรูป ก็ไม่ถึงการนับเพราะ           
			<remark  id="s2b17c35l5" />รูปนั้น ถ้าไม่ครุ่นคิดถึงเวทนา ฯลฯ ถ้าไม่ครุ่นคิดถึงสัญญา ฯลฯ ถ้าไม่ครุ่นคิดถึงสังขาร ฯลฯ
			<remark  id="s2b17c35l6" />ถ้าไม่ครุ่นคิดถึงวิญญาณ  ก็ไม่ถึงการนับเพราะวิญญาณนั้น. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ 
			<remark  id="s2b17c35l7" />เข้าใจเนื้อความแห่งพระภาษิตที่พระผู้มีพระภาคตรัสแล้วโดยย่อได้ โดยพิสดารอย่างนี้แล.       
			<remark  id="s2b17c35l8" />	[๗๕] พ. ถูกแล้ว ถูกแล้ว ภิกษุ เธอเข้าใจเนื้อความแห่งคำที่เรากล่าวโดยย่อได้          
			<remark  id="s2b17c35l9" />โดยพิสดารดีนักแล. ดูกรภิกษุ ถ้าบุคคลครุ่นคิดถึงรูป ก็ย่อมถึงการนับเพราะรูปนั้น ถ้าบุคคลครุ่น            
			<remark  id="s2b17c35l10" />คิดถึงเวทนา ฯลฯ ถ้าครุ่นคิดถึงสัญญา ฯลฯ ถ้าครุ่นคิดถึงสังขาร ฯลฯ ถ้าครุ่นคิดถึงวิญญาณ ก็ 
			<remark  id="s2b17c35l11" />ย่อมถึงการนับเพราะวิญญาณนั้น. ดูกรภิกษุ ถ้าบุคคลไม่ครุ่นคิดถึงรูป ก็ย่อมไม่ถึงการนับเพราะ
			<remark  id="s2b17c35l12" />รูปนั้น ถ้าไม่ครุ่นคิดถึงเวทนา ฯลฯ ถ้าไม่ครุ่นคิดถึงสัญญา ฯลฯ ถ้าไม่ครุ่นคิดถึงสังขาร ฯลฯ
			<remark  id="s2b17c35l13" />ถ้าไม่ครุ่นคิดถึงวิญญาณ ก็ย่อมไม่ถึงการนับเพราะวิญญาณนั้น. ดูกรภิกษุ เธอพึงเห็นเนื้อความ 
			<remark  id="s2b17c35l14" />แห่งคำที่เรากล่าวโดยย่อ โดยพิสดารอย่างนี้แล.
			<remark  id="s2b17c35l15" />	[๗๖] ครั้งนั้นแล ภิกษุรูปนั้น เพลิดเพลินอนุโมทนาพระภาษิตของพระผู้มีพระภาค           
			<remark  id="s2b17c35l16" />ลุกจากอาสนะ ถวายบังคม กระทำประทักษิณแล้วหลีกไป. ครั้งนั้นแล เธอได้เป็นผู้ๆ เดียว         
			<remark  id="s2b17c35l17" />หลีกออกจากหมู่ ไม่ประมาท มีความเพียร มีใจมั่นคงอยู่ ไม่นานเท่าไร ก็กระทำให้แจ้งซึ่งที่   
			<remark  id="s2b17c35l18" />สุดแห่งพรหมจรรย์อันยอดเยี่ยม ที่กุลบุตรทั้งหลาย ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตโดยชอบ          
			<remark  id="s2b17c35l19" />ต้องการนั้น ด้วยปัญญาอันยิ่งด้วยตนเอง ในปัจจุบัน เข้าถึงอยู่ รู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหม
			<remark  id="s2b17c35l20" />จรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี. ก็ภิกษุนั้นได้เป็น        
			<remark  id="s2b17c35l21" />พระอรหันต์องค์หนึ่งในจำนวนพระอรหันต์ทั้งหลาย.              
			<remark  id="s2b17c35l22" />		            จบ สูตรที่ ๓.      
		</para>
	</section>
	<section id="s2b17c36" >
		<para id="s2b17c36p">
			<remark  id="s2b17c36l1" />		           ๔. ภิกขุสูตรที่ ๒   
			<remark  id="s2b17c36l2" />		  ว่าด้วยเหตุได้ชื่อว่าเป็นผู้กำหนัดขัดเคือง  
			<remark  id="s2b17c36l3" />		             และลุ่มหลง        
			<remark  id="s2b17c36l4" />	[๗๗] พระนครสาวัตถี ฯลฯ ครั้งนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่ง เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่     
			<remark  id="s2b17c36l5" />ประทับ ฯลฯ ครั้นแล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ขอประทานวโรกาส พระเจ้าข้า ขอพระผู้       
			<remark  id="s2b17c36l6" />มีพระภาค ทรงแสดงธรรมแก่ข้าพระองค์โดยย่อ ที่ข้าพระองค์ฟังแล้วพึงเป็นผู้ๆ เดียว หลีก       
			<remark  id="s2b17c36l7" />ออกจากหมู่ ไม่ประมาท มีความเพียร มีใจมั่นคงอยู่เถิด.       
			<remark  id="s2b17c36l8" />     พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุ บุคคลครุ่นคิดถึงสิ่งใด ย่อมหมกมุ่นสิ่งนั้น หมก      
			<remark  id="s2b17c36l9" />มุ่นสิ่งใด ย่อมถึงการนับเพราะสิ่งนั้น ไม่ครุ่นคิดถึงสิ่งใด ย่อมไม่หมกมุ่นสิ่งนั้น ไม่หมกมุ่น            
			<remark  id="s2b17c36l10" />สิ่งใด ย่อมไม่ถึงการนับเพราะสิ่งนั้น.       
			<remark  id="s2b17c36l11" />     ภิ. ข้าแต่พระผู้มีพระภาค ข้าพระองค์เข้าใจแล้ว ข้าแต่พระสุคต ข้าพระองค์เข้าใจแล้ว.   
			<remark  id="s2b17c36l12" />     พ. ดูกรภิกษุ ก็เธอเข้าใจเนื้อความแห่งคำที่เรากล่าวโดยย่อได้ โดยพิสดารอย่างไร?       
			<remark  id="s2b17c36l13" />     ภิ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ถ้าบุคคลครุ่นคิดถึงรูป ย่อมหมกมุ่นรูปใด ย่อมถึงการนับ     
			<remark  id="s2b17c36l14" />เพราะรูปนั้น ถ้าครุ่นคิดถึงเวทนา ฯลฯ ถ้าครุ่นคิดถึงสัญญา ฯลฯ ถ้าครุ่นคิดถึงสังขาร ฯลฯ ถ้า
			<remark  id="s2b17c36l15" />ครุ่นคิดถึงวิญญาณ ย่อมหมกมุ่นวิญญาณนั้น หมกมุ่นวิญญาณใด ย่อมถึงการนับเพราะวิญญาณ         
			<remark  id="s2b17c36l16" />นั้น. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ถ้าบุคคลไม่ครุ่นคิดถึงรูป ย่อมไม่หมกมุ่นรูปนั้น ไม่หมกมุ่นรูปใด.            
			<remark  id="s2b17c36l17" />ย่อมไม่ถึงการนับเพราะรูปนั้น. ถ้าไม่ครุ่นคิดถึงเวทนา ฯลฯ ถ้าไม่ครุ่นคิดถึงสัญญา ฯลฯ ถ้าไม่              
			<remark  id="s2b17c36l18" />ครุ่นคิดถึงสังขาร ฯลฯ ถ้าไม่ครุ่นคิดถึงวิญญาณ ย่อมไม่หมกมุ่นวิญญาณนั้น ไม่หมกมุ่นวิญญาณ  
			<remark  id="s2b17c36l19" />ใด ย่อมไม่ถึงการนับเพราะวิญญาณนั้น. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์เข้าใจเนื้อความแห่ง  
			<remark  id="s2b17c36l20" />พระภาษิต ที่พระผู้มีพระภาคตรัสแล้วโดยย่อได้ โดยพิสดารอย่างนี้แล.          
			<remark  id="s2b17c36l21" />	[๗๘] พ. ถูกแล้ว ถูกแล้ว ภิกษุ เธอเข้าใจเนื้อความแห่งคำที่เรากล่าว โดยย่อได้         
			<remark  id="s2b17c36l22" />โดยพิสดารดีนักแล. ดูกรภิกษุ ถ้าบุคคลครุ่นคิดถึงรูป ย่อมหมกมุ่นรูปนั้น หมกมุ่นรูปใด       
			<remark  id="s2b17c36l23" />ย่อมถึงการนับเพราะรูปนั้น. ถ้าครุ่นคิดถึงเวทนา ฯลฯ ถ้าครุ่นคิดถึงสัญญา ฯลฯ ถ้าครุ่นคิดถึง
			<remark  id="s2b17c36l24" />สังขาร ฯลฯ ถ้าครุ่นคิดถึงวิญญาณ ย่อมหมกมุ่นวิญญาณนั้น หมกมุ่นวิญญาณใด ย่อมถึงการ  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b17c37" >
		<para id="s2b17c37p">
			<remark  id="s2b17c37l1" />นับเพราะวิญญาณนั้น. ดูกรภิกษุ ถ้าบุคคลไม่ครุ่นคิดถึงรูป ย่อมไม่หมกมุ่นรูปนั้น ไม่หมกมุ่น 
			<remark  id="s2b17c37l2" />รูปใด ย่อมไม่ถึงการนับเพราะรูปนั้น. ถ้าไม่ครุ่นคิดถึงเวทนา ฯลฯ ถ้าไม่ครุ่นคิดถึงสัญญา ฯลฯ
			<remark  id="s2b17c37l3" />ถ้าไม่ครุ่นคิดถึงสังขาร ฯลฯ ถ้าไม่ครุ่นคิดถึงวิญญาณ ย่อมไม่หมกมุ่นวิญญาณนั้น ไม่หมกมุ่น  
			<remark  id="s2b17c37l4" />วิญญาณใด ย่อมไม่ถึงการนับเพราะวิญญาณนั้น. ดูกรภิกษุ เธอพึงเข้าใจเนื้อความแห่งคำนี้ที่เรา 
			<remark  id="s2b17c37l5" />กล่าวแล้วโดยย่อ โดยพิสดารอย่างนี้ ฯลฯ ก็ภิกษุรูปนั้นได้เป็นพระอรหันต์องค์หนึ่ง ในจำนวน   
			<remark  id="s2b17c37l6" />พระอรหันต์ทั้งหลาย.          
			<remark  id="s2b17c37l7" />		            จบ สูตรที่ ๔.      
			<remark  id="s2b17c37l8" />		          ๕. อานันทสูตรที่ ๑   
			<remark  id="s2b17c37l9" />		    ว่าด้วยความเป็นอนิจจังแห่งขันธ์ ๕         
			<remark  id="s2b17c37l10" />	[๗๙] พระนครสาวัตถี ฯลฯ ครั้งนั้นแล ท่านพระอานนท์ออกจากที่พักผ่อนในเวลาเย็น          
			<remark  id="s2b17c37l11" />เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้าง   
			<remark  id="s2b17c37l12" />หนึ่ง ครั้นแล้ว พระผู้มีพระภาคได้ตรัสกะท่านพระอานนท์ว่า ดูกรอานนท์ ถ้าภิกษุทั้งหลาย      
			<remark  id="s2b17c37l13" />พึงถามเธออย่างนี้ว่า ท่านอานนท์ ความเกิดขึ้นแห่งธรรมเหล่าไหนย่อมปรากฏ ความเสื่อมแห่ง     
			<remark  id="s2b17c37l14" />ธรรมเหล่าไหน ย่อมปรากฏ ความเป็นอย่างอื่นแห่งธรรมเหล่าไหนที่ตั้งอยู่แล้ว ย่อมปรากฏ        
			<remark  id="s2b17c37l15" />ดังนี้ไซร้. เธอถูกถามอย่างนี้แล้ว จะพึงพยากรณ์ว่าอย่างไร?  
			<remark  id="s2b17c37l16" />     ท่านพระอานนท์กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ฯลฯ ข้าพระองค์ถูกถามอย่างนี้          
			<remark  id="s2b17c37l17" />พึงพยากรณ์อย่างนี้ว่า ดูกรอาวุโสทั้งหลาย ความบังเกิดขึ้นแห่งรูปแลย่อมปรากฏ ความเสื่อม    
			<remark  id="s2b17c37l18" />แห่งรูปย่อมปรากฏ ความเป็นอย่างอื่นแห่งรูปที่ตั้งอยู่แล้วย่อมปรากฏ. ความบังเกิดขึ้นแห่งเวทนา             
			<remark  id="s2b17c37l19" />สัญญา ฯลฯ สังขาร ฯลฯ วิญญาณย่อมปรากฏ ความเสื่อมแห่งวิญญาณย่อมปรากฏ ความ   
			<remark  id="s2b17c37l20" />เป็นอย่างอื่นแห่งวิญญาณย่อมปรากฏ. ดูกรอาวุโสทั้งหลาย ความบังเกิดขึ้นแห่งธรรมเหล่านี้แล   
			<remark  id="s2b17c37l21" />ย่อมปรากฏ ความเสื่อมแห่งธรรมเหล่านี้แล ย่อมปรากฏ ความเป็นอย่างอื่นแห่งธรรมที่ตั้งอยู่แล้ว
			<remark  id="s2b17c37l22" />ย่อมปรากฏ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ถูกถามอย่างนี้แล้ว พึงพยากรณ์อย่างนี้แล.      
			<remark  id="s2b17c37l23" />	[๘๐] พ. ถูกแล้ว ถูกแล้ว อานนท์ ความบังเกิดขึ้นแห่งรูปแลย่อมปรากฏ ความ
			<remark  id="s2b17c37l24" />เสื่อมแห่งรูปแล ย่อมปรากฏ ความเป็นอย่างอื่นแห่งรูปที่ตั้งอยู่แล้ว ย่อมปรากฏ ความ  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b17c38" >
		<para id="s2b17c38p">
			<remark  id="s2b17c38l1" />บังเกิดขึ้นแห่ง เวทนา ฯลฯ สัญญา ฯลฯ สังขาร ฯลฯ วิญญาณย่อมปรากฏ ความเสื่อม 
			<remark  id="s2b17c38l2" />แห่งวิญญาณย่อมปรากฏ ความเป็นไปอย่างอื่นแห่งวิญญาณที่ตั้งอยู่แล้ว ย่อมปรากฏ. ดูกรอานนท์   
			<remark  id="s2b17c38l3" />ความบังเกิดขึ้นแห่งธรรมเหล่านี้แล ย่อมปรากฏ ความเสื่อมแห่งธรรมเหล่านี้แล ย่อมปรากฏ       
			<remark  id="s2b17c38l4" />ความเป็นอย่างอื่นแห่งธรรมเหล่านี้ที่ตั้งอยู่แล้ว ย่อมปรากฏ. ดูกรอานนท์ เธอถูกถามอย่างนี้ 
			<remark  id="s2b17c38l5" />แล้วพึงพยากรณ์อย่างนี้.      
			<remark  id="s2b17c38l6" />		            จบ สูตรที่ ๕.      
			<remark  id="s2b17c38l7" />		          ๖. อานันทสูตรที่ ๒   
			<remark  id="s2b17c38l8" />		    ว่าด้วยความเป็นอนิจจังแห่งขันธ์ ๕         
			<remark  id="s2b17c38l9" />		             ในสามกาล          
			<remark  id="s2b17c38l10" />	[๘๑] พระนครสาวัตถี ฯลฯ ครั้นแล้ว พระผู้มีพระภาคได้ตรัสกะท่านพระอานนท์ว่า            
			<remark  id="s2b17c38l11" />ดูกรอานนท์ ถ้าภิกษุทั้งหลายพึงถามเธออย่างนี้ว่า ท่านอานนท์ ความบังเกิดขึ้นแห่งธรรมเหล่าไหน              
			<remark  id="s2b17c38l12" />ปรากฏแล้ว ความเสื่อมแห่งธรรมเหล่าไหนปรากฏแล้ว ความเป็นอย่างอื่นแห่งธรรมเหล่าไหนที่       
			<remark  id="s2b17c38l13" />ตั้งอยู่ปรากฏแล้ว. ความบังเกิดขึ้นแห่งธรรมเหล่าไหนจักปรากฏ ความเสื่อมแห่งธรรมเหล่าไหน    
			<remark  id="s2b17c38l14" />จักปรากฏ ความเป็นอย่างอื่นแห่งธรรมที่ตั้งอยู่แล้วเหล่าไหนจักปรากฏ. ความบังเกิดขึ้นแห่ง   
			<remark  id="s2b17c38l15" />ธรรมเหล่าไหนย่อมปรากฏ ความเสื่อมแห่งธรรมเหล่าไหนย่อมปรากฏ ความเป็นอย่างอื่นแห่ง          
			<remark  id="s2b17c38l16" />ธรรมที่ตั้งอยู่แล้วเหล่าไหนย่อมปรากฏ. ดูกรอานนท์เธอถูกถามอย่างนี้แล้ว พึงพยากรณ์อย่างไร? 
			<remark  id="s2b17c38l17" />     ท่านพระอานนท์กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ฯลฯ ข้าพระองค์ถูกถามอย่างนี้แล้ว      
			<remark  id="s2b17c38l18" />พึงพยากรณ์อย่างนี้ว่า ดูกรอาวุโสทั้งหลาย รูปใดแลที่ล่วงไปแล้ว ดับแล้ว แปรไปแล้ว ความ     
			<remark  id="s2b17c38l19" />บังเกิดขึ้นแห่งรูปนั้นปรากฏแล้ว ความเสื่อมแห่งรูปนั้นปรากฏแล้ว ความเป็นอย่างอื่นแห่งรูปที่              
			<remark  id="s2b17c38l20" />ตั้งอยู่แล้วนั้น ปรากฏแล้ว. เวทนา ฯลฯ สัญญา ฯลฯ สังขาร ฯลฯ  วิญญาณใดที่   
			<remark  id="s2b17c38l21" />ล่วงไปแล้ว ดับแล้ว แปรไปแล้ว ความบังเกิดขึ้นแห่งวิญญาณนั้นปรากฏแล้ว ความเสื่อมแห่ง       
			<remark  id="s2b17c38l22" />วิญญาณนั้นปรากฏแล้ว ความเป็นอย่างอื่นแห่งวิญญาณที่ตั้งอยู่แล้วนั้นปรากฏแล้ว. ดูกรอาวุโส  
			<remark  id="s2b17c38l23" />ทั้งหลาย ความบังเกิดขึ้นแห่งธรรมเหล่านี้แลปรากฏแล้ว ความเสื่อมแห่งธรรมเหล่านี้แลปรากฏ    
			<remark  id="s2b17c38l24" />แล้ว ความเป็นอย่างอื่นแห่งธรรมที่ตั้งอยู่แล้วเหล่านี้แลปรากฏแล้ว. ดูกรอาวุโสทั้งหลาย รูปใด   
		</para>
	</section>
	<section id="s2b17c39" >
		<para id="s2b17c39p">
			<remark  id="s2b17c39l1" />แลยังไม่เกิด ยังไม่ปรากฏ ความบังเกิดขึ้นแห่งรูปนั้นจักปรากฏ ความเสื่อมแห่งรูปนั้นจักปรากฏ
			<remark  id="s2b17c39l2" />ความเป็นอย่างอื่นแห่งรูปที่ตั้งอยู่แล้วนั้นจักปรากฏ. เวทนา ฯลฯ สัญญา ฯลฯ สังขาร ฯลฯ      
			<remark  id="s2b17c39l3" />วิญญาณใดยังไม่เกิด ยังไม่ปรากฏ ความบังเกิดขึ้นแห่งวิญญาณนั้นจักปรากฏ ความเสื่อมแห่ง      
			<remark  id="s2b17c39l4" />วิญญาณนั้นจักปรากฏ ความเป็นอย่างอื่นแห่งวิญญาณที่ตั้งอยู่แล้วนั้นจักปรากฏ ดูกรอาวุโส     
			<remark  id="s2b17c39l5" />ทั้งหลาย ความบังเกิดขึ้นแห่งธรรมเหล่านี้แลจักปรากฏ ความเสื่อมแห่งธรรมเหล่านี้แลจักปรากฏ  
			<remark  id="s2b17c39l6" />ความเป็นอย่างอื่นแห่งธรรมเหล่านี้ที่ตั้งอยู่แล้วแลจักปรากฏ. ดูกรอาวุโสทั้งหลาย รูปใดแลที่เกิด           
			<remark  id="s2b17c39l7" />ที่ปรากฏ ความบังเกิดขึ้นแห่งรูปนั้นย่อมปรากฏ ความเสื่อมแห่งรูปนั้นย่อมปรากฏ ความเป็น     
			<remark  id="s2b17c39l8" />อย่างอื่นแห่งรูปที่ตั้งอยู่แล้วนั้นย่อมปรากฏ. เวทนา ฯลฯ สัญญา ฯลฯ สังขาร ฯลฯ วิญญาณ      
			<remark  id="s2b17c39l9" />ใดที่เกิด ที่ปรากฏ ความบังเกิดขึ้นแห่งวิญญาณนั้นย่อมปรากฏ ความเสื่อมแห่งวิญญาณ           
			<remark  id="s2b17c39l10" />นั้นย่อมปรากฏ ความเป็นอย่างอื่นแห่งวิญญาณที่ตั้งอยู่แล้วนั้นย่อมปรากฏ. ดูกรอาวุโสทั้งหลาย
			<remark  id="s2b17c39l11" />ความบังเกิดขึ้นแห่งธรรมเหล่านี้แลย่อมปรากฏ ความเสื่อมแห่งธรรมเหล่านี้แลย่อมปรากฏ         
			<remark  id="s2b17c39l12" />ความเป็นอย่างอื่นแห่งธรรมที่ตั้งอยู่แล้วเหล่านี้แลย่อมปรากฏ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์           
			<remark  id="s2b17c39l13" />ถูกถามอย่างนี้แล้วพึงพยากรณ์อย่างนี้แล.     
			<remark  id="s2b17c39l14" />	[๘๒] พ. ถูกแล้ว ถูกแล้ว อานนท์ รูปใดที่ล่วงไปแล้ว ดับแล้ว แปรไปแล้ว  
			<remark  id="s2b17c39l15" />ความบังเกิดขึ้นแห่งรูปนั้นปรากฏแล้ว ฯลฯ  ดูกรอานนท์ ความบังเกิดขึ้นแห่งธรรมเหล่านี้แล  
			<remark  id="s2b17c39l16" />ย่อมปรากฏ ความเสื่อมแห่งธรรมเหล่านี้แลย่อมปรากฏ ความเป็นอย่างอื่นแห่งธรรมที่ตั้งอยู่เหล่า
			<remark  id="s2b17c39l17" />นี้แลย่อมปรากฏ. ดูกรอานนท์ เธอถูกถามอย่างนี้แล้ว พึงพยากรณ์อย่างนี้.      
			<remark  id="s2b17c39l18" />		            จบ สูตรที่ ๖.      
			<remark  id="s2b17c39l19" />		          ๗. อนุธัมมสูตรที่ ๑  
			<remark  id="s2b17c39l20" />		       ว่าด้วยความหน่ายในขันธ์ ๕              
			<remark  id="s2b17c39l21" />	[๘๓] พระนครสาวัตถี ฯลฯ พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ภิกษุผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่         
			<remark  id="s2b17c39l22" />ธรรม ย่อมมีธรรมอันเหมาะสม คือ พึงเป็นผู้มากไปด้วยความหน่ายในรูปอยู่ พึงเป็นผู้มากไป      
			<remark  id="s2b17c39l23" />ด้วยความหน่ายในเวทนาอยู่ พึงเป็นผู้มากไปด้วยความหน่ายในสัญญาอยู่ พึงเป็นผู้มากไป   
		</para>
	</section>
	<section id="s2b17c40" >
		<para id="s2b17c40p">
			<remark  id="s2b17c40l1" />ด้วยความหน่ายในสังขารอยู่ พึงเป็นผู้มากไปด้วยความหน่ายในวิญญาณอยู่. ภิกษุนั้น เมื่อเป็น  
			<remark  id="s2b17c40l2" />ผู้มากไปด้วยความหน่ายในรูป ในเวทนา ในสัญญา ในสังขาร ในวิญญาณอยู่ ย่อมกำหนด
			<remark  id="s2b17c40l3" />รู้รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ. เมื่อกำหนดรู้รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ.            
			<remark  id="s2b17c40l4" />ย่อมหลุดพ้นจากรูป ย่อมหลุดพ้นจากเวทนา ย่อมหลุดพ้นจากสัญญา ย่อมหลุดพ้นจากสังขาร           
			<remark  id="s2b17c40l5" />ย่อมหลุดพ้นจากวิญญาณ ย่อมหลุดพ้นจากชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส
			<remark  id="s2b17c40l6" />อุปายาส เรากล่าวว่า ย่อมหลุดพ้นจากทุกข์.    
			<remark  id="s2b17c40l7" />		            จบ สูตรที่ ๗.      
			<remark  id="s2b17c40l8" />		          ๘. อนุธัมมสูตรที่ ๒  
			<remark  id="s2b17c40l9" />		  ว่าด้วยการพิจารณาเห็นอนิจจังในขันธ์ ๕       
			<remark  id="s2b17c40l10" />	[๘๔] พระนครสาวัตถี ฯลฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม            
			<remark  id="s2b17c40l11" />ย่อมมีธรรมอันเหมาะสม คือ พึงเป็นผู้พิจารณาเห็นความไม่เที่ยงในรูป ในเวทนา ในสัญญา         
			<remark  id="s2b17c40l12" />ในสังขาร ในวิญญาณอยู่. เมื่อเธอพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงในรูป ในเวทนา ในสัญญา ใน          
			<remark  id="s2b17c40l13" />สังขาร ในวิญญาณอยู่ ย่อมกำหนดรู้รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ. เมื่อเธอกำหนดรู้รูป       
			<remark  id="s2b17c40l14" />เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ย่อมหลุดพ้นจากรูป ย่อมหลุดพ้นจากเวทนา ย่อมหลุดพ้น              
			<remark  id="s2b17c40l15" />จากสัญญา ย่อมหลุดพ้นจากสังขาร ย่อมหลุดพ้นจากวิญญาณ ย่อมหลุดพ้นจากชาติ ชรา 
			<remark  id="s2b17c40l16" />มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาส เรากล่าวว่า ย่อมหลุดพ้นจากทุกข์.   
			<remark  id="s2b17c40l17" />		            จบ สูตรที่ ๘.      
			<remark  id="s2b17c40l18" />		          ๙. อนุธัมมสูตรที่ ๓  
			<remark  id="s2b17c40l19" />		   ว่าด้วยการพิจารณาเห็นทุกข์ในขันธ์ ๕        
			<remark  id="s2b17c40l20" />	[๘๕] พระนครสาวัตถี ฯลฯ พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้          
			<remark  id="s2b17c40l21" />ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ย่อมมีธรรมอันเหมาะสม คือ พึงเป็นผู้พิจารณาเห็นทุกข์ในรูป ใน      
			<remark  id="s2b17c40l22" />เวทนา ในสัญญา ในสังขาร ในวิญญาณอยู่. เมื่อเธอพิจารณาเห็นทุกข์ในรูป ในเวทนา ใน   
		</para>
	</section>
	<section id="s2b17c41" >
		<para id="s2b17c41p">
			<remark  id="s2b17c41l1" />สัญญา ในสังขาร ในวิญญาณอยู่ ย่อมกำหนดรู้รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ.    
			<remark  id="s2b17c41l2" />เมื่อกำหนดรู้รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ. ย่อมหลุดพ้นจากรูป ย่อมหลุดพ้นจากเวทนา        
			<remark  id="s2b17c41l3" />ย่อมหลุดพ้นจากสัญญา ย่อมหลุดพ้นจากสังขาร ย่อมหลุดพ้นจากวิญญาณ ย่อมหลุดพ้นจากชาติ         
			<remark  id="s2b17c41l4" />ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาส เรากล่าวว่า ย่อมหลุดพ้นจากทุกข์.              
			<remark  id="s2b17c41l5" />		            จบ สูตรที่ ๙.      
			<remark  id="s2b17c41l6" />		         ๑๐. อนุธัมมสูตรที่ ๔  
			<remark  id="s2b17c41l7" />		  ว่าด้วยการพิจารณาเห็นอนัตตาในขันธ์ ๘        
			<remark  id="s2b17c41l8" />	[๘๖] พระนครสาวัตถี ฯลฯ พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้          
			<remark  id="s2b17c41l9" />ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ย่อมมีธรรมอันเหมาะสม คือ พึงเป็นผู้พิจารณาเห็นอนัตตาในรูป        
			<remark  id="s2b17c41l10" />ในเวทนา ในสัญญา ในสังขาร ในวิญญาณอยู่. เมื่อเธอพิจารณาเห็นอนัตตาในรูป ในเวทนา            
			<remark  id="s2b17c41l11" />ในสัญญา ในสังขาร ในวิญญาณอยู่ ย่อมกำหนดรู้รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ.  
			<remark  id="s2b17c41l12" />เมื่อเธอกำหนดรู้รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ย่อมหลุดพ้นจากรูป ย่อมหลุดพ้นจาก           
			<remark  id="s2b17c41l13" />เวทนา ย่อมหลุดพ้นจากสัญญา ย่อมหลุดพ้นจากสังขาร ย่อมหลุดพ้นจากวิญญาณ ย่อมหลุด             
			<remark  id="s2b17c41l14" />พ้นจากชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาส เรากล่าวว่า ย่อมหลุด
			<remark  id="s2b17c41l15" />พ้นจากทุกข์.  
			<remark  id="s2b17c41l16" />		           จบ สูตรที่ ๑๐.      
			<remark  id="s2b17c41l17" />		        จบ นตุมหากวรรคที่ ๔.   
			<remark  id="s2b17c41l18" />		       ---------------------------------       
			<remark  id="s2b17c41l19" />		      รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ            
			<remark  id="s2b17c41l20" />        ๑. นตุมหากสูตรที่ ๑             ๒. นตุมหากสูตรที่ ๒
			<remark  id="s2b17c41l21" />          ๓. ภิกขุสูตรที่ ๑ ๔. ภิกขุสูตรที่ ๒              
			<remark  id="s2b17c41l22" />         ๕. อานันทสูตรที่ ๑              ๖. อานันทสูตรที่ ๒
			<remark  id="s2b17c41l23" />         ๗. อนุธัมมสูตรที่ ๑              ๘. อนุธัมมสูตรที่ ๒             
			<remark  id="s2b17c41l24" />         ๙. อนุธัมมสูตรที่ ๓             ๑๐. อนุธัมมสูตรที่ ๔.            
			<remark  id="s2b17c41l25" />		        ------------------------------------------   
		</para>
	</section>
	<section id="s2b17c42" >
		<para id="s2b17c42p">
			<remark  id="s2b17c42l1" />		           อัตตทีปวรรคที่ ๕    
			<remark  id="s2b17c42l2" />		           ๑. อัตตทีปสูตร      
			<remark  id="s2b17c42l3" />		        ว่าด้วยการพึ่งตนพึ่งธรรม              
			<remark  id="s2b17c42l4" />	[๘๗] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้:   
			<remark  id="s2b17c42l5" />     สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิก         
			<remark  id="s2b17c42l6" />เศรษฐี ใกล้พระนครสาวัตถี. ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกพระภิกษุทั้งหลายแล้วตรัสว่า
			<remark  id="s2b17c42l7" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงเป็นผู้มีตนเป็นที่พึ่ง มีตนเป็นสรณะ ไม่มีสิ่งอื่นเป็นสรณะ 
			<remark  id="s2b17c42l8" />จงเป็นผู้มีธรรมเป็นที่พึ่ง มีธรรมเป็นสรณะ ไม่มีสิ่งอื่นเป็นสรณะ อยู่เถิด. ดูกรภิกษุทั้ง  
			<remark  id="s2b17c42l9" />หลาย เมื่อเธอทั้งหลายจะมีตนเป็นที่พึ่ง มีตนเป็นสรณะ ไม่มีสิ่งอื่นเป็นสรณะ มีธรรมเป็น     
			<remark  id="s2b17c42l10" />ที่พึ่ง มีธรรมเป็นสรณะ ไม่มีสิ่งอื่นเป็นสรณะอยู่ จะต้องพิจารณาโดยแยบคายว่า โสกะ          
			<remark  id="s2b17c42l11" />ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาส มีกำเนิดมาอย่างไร เกิดมาจากอะไร? ดูกรภิกษุทั้ง           
			<remark  id="s2b17c42l12" />หลาย ก็โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาส มีกำเนิดมาอย่างไร เกิดมาจากอะไร?             
			<remark  id="s2b17c42l13" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปุถุชนผู้มิได้สดับแล้วในโลกนี้ ไม่ได้เห็นพระอริยเจ้าทั้งหลาย ไม่ฉลาดใน 
			<remark  id="s2b17c42l14" />ธรรมของพระอริยเจ้า ไม่ได้รับแนะนำในอริยธรรม ไม่ได้เห็นสัตบุรุษทั้งหลาย ไม่ฉลาดในธรรม     
			<remark  id="s2b17c42l15" />ของสัตบุรุษ ไม่ได้รับแนะนำในสัปปุริสธรรม ย่อมตามเห็นรูปโดยความเป็นตน ๑ ย่อมเห็น          
			<remark  id="s2b17c42l16" />ตนมีรูป ๑  ย่อมเห็นรูปในตน ๑ ย่อมเห็นตนในรูป ๑ รูปนั้นของเขาย่อมแปรไป ย่อมเป็นอย่าง      
			<remark  id="s2b17c42l17" />อื่นไป โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาส ย่อมเกิดขึ้นแก่เขา เพราะรูปแปรไปและ          
			<remark  id="s2b17c42l18" />เป็นอื่นไป. ย่อมเห็นเวทนาโดยความเป็นตน ฯลฯ ย่อมเห็นสัญญาโดยความเป็นตน ฯลฯ ย่อม           
			<remark  id="s2b17c42l19" />เห็นสังขารโดยความเป็นตน ฯลฯ ย่อมเห็นวิญญาณโดยความเป็นตน ๑ ย่อมเห็นตนมีวิญญาณ ๑           
			<remark  id="s2b17c42l20" />ย่อมเห็นวิญญาณในตน ๑ ย่อมเห็นในมีวิญญาณ ๑ วิญญาณนั้นของเขาย่อมแปรไป ย่อม  
			<remark  id="s2b17c42l21" />เป็นอย่างอื่นไป โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาส ย่อมเกิดขึ้นแก่เขา เพราะ            
			<remark  id="s2b17c42l22" />วิญญาณแปรไปและเป็นอย่างอื่นไป.   
		</para>
	</section>
	<section id="s2b17c43" >
		<para id="s2b17c43p">
			<remark  id="s2b17c43l1" />	[๘๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็เมื่อภิกษุรู้ว่ารูปไม่เที่ยง แปรปรวนไป คลายไป ดับไป        
			<remark  id="s2b17c43l2" />เห็นตามความเป็นจริงด้วยปัญญาอันชอบอย่างนี้ว่า รูปในกาลก่อนและรูปทั้งมวลในบัดนี้ ล้วนไม่  
			<remark  id="s2b17c43l3" />เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ดังนี้ ย่อมละโสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และ      
			<remark  id="s2b17c43l4" />อุปายาสได้ เพราะละโสกะเป็นต้นเหล่านั้นได้ จึงไม่สะดุ้ง เมื่อไม่สะดุ้ง ย่อมอยู่เป็นสุข    
			<remark  id="s2b17c43l5" />ภิกษุผู้มีปกติอยู่เป็นสุข เรากล่าวว่า ผู้ดับแล้วด้วยองค์นั้น. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็เมื่อภิกษุรู้ว่า      
			<remark  id="s2b17c43l6" />เวทนาไม่เที่ยง ฯลฯ สัญญาไม่เที่ยง ฯลฯ สังขารไม่เที่ยง ฯลฯ วิญญาณไม่เที่ยง แปรปรวนไป      
			<remark  id="s2b17c43l7" />คลายไป ดับไป เห็นตามความเป็นจริงด้วยปัญญาอันชอบอย่างนี้ว่า วิญญาณในกาลก่อน และ           
			<remark  id="s2b17c43l8" />วิญญาณทั้งมวลในบัดนี้ ล้วนไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ดังนี้ ย่อมละ      
			<remark  id="s2b17c43l9" />โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาสได้ เพราะละโสกะเป็นต้นเหล่านั้นได้ ย่อมไม่           
			<remark  id="s2b17c43l10" />สะดุ้ง เมื่อไม่สะดุ้ง ย่อมอยู่เป็นสุข ภิกษุผู้มีปกติอยู่เป็นสุข เรากล่าวว่า ผู้ดับแล้วด้วยองค์นั้น.     
			<remark  id="s2b17c43l11" />		            จบ สูตรที่ ๑.      
			<remark  id="s2b17c43l12" />		           ๒. ปฏิปทาสูตร       
			<remark  id="s2b17c43l13" />		  ว่าด้วยข้อปฏิบัติเพื่อความเกิดและความดับ    
			<remark  id="s2b17c43l14" />		             สักกายทิฏฐิ       
			<remark  id="s2b17c43l15" />	[๘๙] พระนครสาวัตถี ฯลฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงปฏิปทาอันจะยังสัตว์ให้ถึง        
			<remark  id="s2b17c43l16" />สักกายสมุทัย (ความเกิดขึ้นแห่งกายตน) และปฏิปทาอันจะยังสัตว์ให้ถึงสักกายนิโรธ (ความดับ    
			<remark  id="s2b17c43l17" />แห่งกายตน) เธอทั้งหลาย จงฟังปฏิปทาทั้ง ๒ นั้น. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ปฏิปทาอันจะยังสัตว์   
			<remark  id="s2b17c43l18" />ให้ถึงสักกายสมุทัยเป็นไฉน? ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปุถุชนผู้มิได้สดับแล้วในโลกนี้ ไม่ได้เห็น   
			<remark  id="s2b17c43l19" />พระอริยเจ้าทั้งหลาย ไม่ฉลาดในธรรมแห่งพระอริยะ มิได้รับการแนะนำในอริยธรรม ไม่ได้เห็น      
			<remark  id="s2b17c43l20" />สัตบุรุษทั้งหลาย ไม่ฉลาดในธรรมของสัตบุรุษ ไม่ได้รับการแนะนำในสัปปุริสธรรม ย่อมตาม        
			<remark  id="s2b17c43l21" />เห็นรูปโดยความเป็นตน ๑ ย่อมเห็นตนมีรูป ๑ ย่อมเห็นรูปในตน ๑ ย่อมเห็นตนในรูป ๑ ย่อม        
			<remark  id="s2b17c43l22" />เห็นเวทนาโดยความเป็นตน ฯลฯ ย่อมเห็นสัญญาโดยความเป็นตน ฯลฯ ย่อมเห็นสังขารโดย    
		</para>
	</section>
	<section id="s2b17c44" >
		<para id="s2b17c44p">
			<remark  id="s2b17c44l1" />ความเป็นตน ฯลฯ ย่อมเห็นวิญญาณโดยความเป็นตน ๑ ย่อมเห็นตนมีวิญญาณ ๑ ย่อมเห็น
			<remark  id="s2b17c44l2" />วิญญาณในตน ๑ ย่อมเห็นตนในวิญญาณ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่า ปฏิปทาอันจะยังสัตว์      
			<remark  id="s2b17c44l3" />ให้ถึงสักกายสมุทัย. ดูกรภิกษุทั้งหลาย คำที่กล่าวแล้วนี้ เรียกว่า การตามเห็นอันจะยังสัตว์ 
			<remark  id="s2b17c44l4" />ให้ถึงทุกขสมุทัย (ความเกิดขึ้นแห่งทุกข์) นี้แล เป็นใจความข้อนี้.          
			<remark  id="s2b17c44l5" />	[๙๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ปฏิปทาอันจะยังสัตว์ให้ถึงสักกายนิโรธเป็นไฉน? ดูกร          
			<remark  id="s2b17c44l6" />ภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้ได้สดับแล้วในศาสนานี้ ได้เห็นพระอริยะทั้งหลาย ฉลาดในธรรม        
			<remark  id="s2b17c44l7" />ของพระอริยะ ได้รับการแนะนำดีแล้วในอริยธรรม ได้เห็นสัตบุรุษทั้งหลาย ฉลาดในธรรมของ         
			<remark  id="s2b17c44l8" />สัตบุรุษ ได้รับการแนะนำดีแล้วในสัปปุริสธรรม ย่อมไม่ตามเห็นรูปโดยความเป็นตน ๑ ย่อมไม่     
			<remark  id="s2b17c44l9" />ตามเห็นตนมีรูป ๑ ย่อมไม่ตามเห็นรูปในตน ๑ ย่อมไม่ตามเห็นตนในรูป ๑ ไม่ตามเห็นเวทนาโดย      
			<remark  id="s2b17c44l10" />ความเป็นตน ฯลฯ ไม่ตามเห็นสัญญาโดยความเป็นตน ฯลฯ ไม่ตามเห็นสังขารโดยความเป็นตน            
			<remark  id="s2b17c44l11" />ฯลฯ ไม่ตามเห็นวิญญาณโดยความเป็นตน ๑ ไม่ตามเห็นตนมีวิญญาณ ๑ ไม่ตามเห็นวิญญาณใน            
			<remark  id="s2b17c44l12" />ตน ๑ ไม่ตามเห็นตนในวิญญาณ ๑. ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่า ปฏิปทาอันจะยังสัตว์ให้ถึง     
			<remark  id="s2b17c44l13" />สักกายนิโรธ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย คำที่กล่าวแล้วนี้ เรียกว่า การพิจารณาเห็นอันจะยังสัตว์ให้ 
			<remark  id="s2b17c44l14" />ถึงทุกขนิโรธ  นี้แล เป็นใจความในข้อนี้.     
			<remark  id="s2b17c44l15" />		            จบ สูตรที่ ๒.      
			<remark  id="s2b17c44l16" />		          ๓. อนิจจสูตรที่ ๑    
			<remark  id="s2b17c44l17" />		   ว่าด้วยความเป็นไตรลักษณ์แห่งขันธ์ ๕        
			<remark  id="s2b17c44l18" />	[๙๑] พระนครสาวัตถี ฯลฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย รูปไม่เที่ยง สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้น      
			<remark  id="s2b17c44l19" />เป็นทุกข์ สิ่งใดเป็นทุกข์ สิ่งนั้นเป็นอนัตตา สิ่งใดเป็นอนัตตา เธอทั้งหลาย พึงเห็นสิ่งนั้น
			<remark  id="s2b17c44l20" />ด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริงอย่างนี้ว่า นั่นไม่ใช่ของเรา. นั่นไม่เป็นเรา นั่นไม่ใช่ตัวตน              
			<remark  id="s2b17c44l21" />ของเรา. เมื่อเห็นด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริงอย่างนี้ จิตย่อมคลายกำหนัด ย่อมหลุดพ้น    
			<remark  id="s2b17c44l22" />จากอาสวะทั้งหลาย เพราะไม่ถือมั่น. เวทนาไม่เที่ยง ... สัญญาไม่เที่ยง ... สังขารไม่เที่ยง ... วิญญาณ      
			<remark  id="s2b17c44l23" />ไม่เที่ยง สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์ สิ่งใดเป็นทุกข์ สิ่งนั้นเป็นอนัตตา สิ่งใดเป็นอนัตตา  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b17c45" >
		<para id="s2b17c45p">
			<remark  id="s2b17c45l1" />เธอทั้งหลาย พึงเห็นสิ่งนั้น ด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริงอย่างนี้ว่า นั่นไม่ใช่ของเรา.  
			<remark  id="s2b17c45l2" />นั่นไม่เป็นเรา นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา เมื่อเห็นด้วยปัญญาอันชอบตามความจริงอย่างนี้ จิตย่อม 
			<remark  id="s2b17c45l3" />คลายกำหนัด ย่อมหลุดพ้นจากอาสวะทั้งหลาย เพราะไม่ถือมั่น.    
			<remark  id="s2b17c45l4" />	[๙๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าจิตของภิกษุคลายกำหนัดแล้วจากรูปธาตุ หลุดพ้นแล้ว           
			<remark  id="s2b17c45l5" />จากอาสวะทั้งหลาย เพราะไม่ถือมั่น. ถ้าจิตของภิกษุคลายกำหนัดแล้วจากเวทนาธาตุ ... จาก       
			<remark  id="s2b17c45l6" />สัญญาธาตุ ... จากสังขารธาตุ ... จากวิญญาณธาตุ หลุดพ้นแล้วจากอาสวะทั้งหลาย เพราะไม่ถือ    
			<remark  id="s2b17c45l7" />มั่น. เพราะหลุดพ้นแล้ว จิตจึงดำรงอยู่ เพราะดำรงอยู่ จึงยินดีพร้อม เพราะยินดีพร้อม จึง    
			<remark  id="s2b17c45l8" />ไม่สะดุ้ง เมื่อไม่สะดุ้ง ย่อมดับรอบเฉพาะตนเท่านั้น ภิกษุนั้น ย่อมรู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว  
			<remark  id="s2b17c45l9" />พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี.         
			<remark  id="s2b17c45l10" />		            จบ สูตรที่ ๓.      
			<remark  id="s2b17c45l11" />		          ๔. อนิจจสูตรที่ ๒    
			<remark  id="s2b17c45l12" />		   ว่าด้วยความเป็นไตรลักษณ์แห่งขันธ์ ๕        
			<remark  id="s2b17c45l13" />	[๙๓] พระนครสาวัตถี ฯลฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย รูปไม่เที่ยง สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็น  
			<remark  id="s2b17c45l14" />ทุกข์ สิ่งใดเป็นทุกข์ สิ่งนั้นเป็นอนัตตา สิ่งใดเป็นอนัตตา เธอทั้งหลาย พึงเห็นสิ่งนั้น    
			<remark  id="s2b17c45l15" />ด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริงอย่างนี้ว่า นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่เป็นเรา นั่นไม่ใช่ตัวตน
			<remark  id="s2b17c45l16" />ของเรา. เวทนาไม่เที่ยง ... สัญญาไม่เที่ยง ... สังขารไม่เที่ยง ... วิญญาณไม่เที่ยง สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้น             
			<remark  id="s2b17c45l17" />เป็นทุกข์ สิ่งใดเป็นทุกข์ สิ่งนั้นเป็นอนัตตา สิ่งใดเป็นอนัตตา เธอทั้งหลาย พึงเห็นสิ่งนั้น ด้วย          
			<remark  id="s2b17c45l18" />ปัญญาอันชอบตามความเป็นจริงอย่างนี้ว่า นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่เป็นเรา นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา.            
			<remark  id="s2b17c45l19" />เมื่อเห็นด้วยปัญญาอันชอบ ตามความเป็นจริงอย่างนี้ ทิฏฐิเป็นไปตามส่วนเบื้องต้น (อดีต) ย่อม 
			<remark  id="s2b17c45l20" />ไม่มี เมื่อทิฏฐิเป็นไปตามส่วนเบื้องต้นไม่มี ทิฏฐิเป็นไปตามส่วนเบื้องปลาย (อนาคต) ย่อมไม่มี              
			<remark  id="s2b17c45l21" />เมื่อทิฏฐิเป็นไปตามส่วนเบื้องปลายไม่มี ความยึดมั่นอย่างแรงกล้า ย่อมไม่มี. เมื่อความยึดมั่นอย่าง         
			<remark  id="s2b17c45l22" />แรงกล้าไม่มี จิตย่อมคลายกำหนัดในรูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ ย่อมหลุดพ้น             
			<remark  id="s2b17c45l23" />จากอาสวะทั้งหลาย เพราะไม่ถือมั่น. เพราะหลุดพ้น จิตจึงดำรงอยู่ เพราะดำรงอยู่ จึงยินดีพร้อม
		</para>
	</section>
	<section id="s2b17c46" >
		<para id="s2b17c46p">
			<remark  id="s2b17c46l1" />เพราะยินดีพร้อม จึงไม่สะดุ้ง เมื่อไม่สะดุ้ง ย่อมดับรอบเฉพาะตนเท่านั้น ภิกษุนั้น ย่อมรู้ชัด              
			<remark  id="s2b17c46l2" />ว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้
			<remark  id="s2b17c46l3" />มิได้มี.      
			<remark  id="s2b17c46l4" />		            จบ สูตรที่ ๔.      
			<remark  id="s2b17c46l5" />		          ๕. สมนุปัสสนาสูตร    
			<remark  id="s2b17c46l6" />		   ว่าด้วยการพิจารณาเห็นอุปาทานขันธ์ ๕        
			<remark  id="s2b17c46l7" />	[๙๔] พระนครสาวัตถี ฯลฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง         
			<remark  id="s2b17c46l8" />เมื่อพิจารณาเห็น ย่อมพิจารณาเห็นตนเป็นหลายวิธี สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้นทั้งหมด ย่อม      
			<remark  id="s2b17c46l9" />พิจารณาเห็นอุปาทานขันธ์ ๕ หรือแต่อย่างใดอย่างหนึ่ง. อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นไฉน? ดูกรภิกษุ    
			<remark  id="s2b17c46l10" />ทั้งหลาย ปุถุชนไม่ได้สดับแล้วในโลกนี้ ไม่ได้เห็นพระอริยเจ้าทั้งหลาย ฯลฯ ไม่ได้รับการแนะนำ
			<remark  id="s2b17c46l11" />ในสัปปุริสธรรม ย่อมตามเห็นรูปโดยความเป็นตน ๑ ย่อมตามเห็นตนมีรูป ๑ ย่อมตามเห็นรูปใน       
			<remark  id="s2b17c46l12" />ตน ๑ ย่อมตามเห็นตนในรูป ๑ ย่อมตามเห็นเวทนาโดยความเป็นตน ... ย่อมตามเห็นสัญญาโดย          
			<remark  id="s2b17c46l13" />ความเป็นตน ... ย่อมตามเห็นสังขารโดยความเป็นตน ... ย่อมตามเห็นวิญญาณโดยความเป็นตน ๑       
			<remark  id="s2b17c46l14" />ย่อมตามเห็นตนมีวิญญาณ ๑ ย่อมตามเห็นวิญญาณในตน ๑ ย่อมตามเห็นตนในวิญญาณ ๑. การ             
			<remark  id="s2b17c46l15" />ตามเห็นด้วยประการดังนี้แล เป็นอันผู้นั้นยึดมั่นถือมั่นว่า เราเป็น เมื่อผู้นั้น ยึดมั่นถือมั่นว่า เรา    
			<remark  id="s2b17c46l16" />เป็นในกาลนั้นอินทรีย์ ๕ คือ จักขุนทรีย์ โสตินทรีย์ ฆานินทรีย์ ชิวหินทรีย์ กายินทรีย์ ย่อมหยั่ง          
			<remark  id="s2b17c46l17" />ลง ดูกรภิกษุทั้งหลาย มนะมีอยู่ ธรรมทั้งหลายมีอยู่ อวิชชาธาตุมีอยู่. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อ             
			<remark  id="s2b17c46l18" />ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับแล้ว อันความเสวยอารมณ์ ซึ่งเกิดจากอวิชชาสัมผัสถูกต้องแล้ว เขาย่อมมี   
			<remark  id="s2b17c46l19" />ความยึดมั่นถือมั่นว่า เราเป็นดังนี้บ้าง นี้เป็นเราดังนี้บ้าง เราจักเป็นดังนี้บ้าง จักไม่เป็นดังนี้บ้าง  
			<remark  id="s2b17c46l20" />จักมีรูปดังนี้บ้าง จักไม่มีรูปดังนี้บ้าง จักมีสัญญาดังนี้บ้าง จักไม่มีสัญญาดังนี้บ้าง จักมีสัญญาก็      
			<remark  id="s2b17c46l21" />หามิได้ ไม่มีสัญญาก็หามิได้ดังนี้บ้าง. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็อินทรีย์ ๕ ย่อมตั้งอยู่ ในเพราะการ           
			<remark  id="s2b17c46l22" />ตามเห็นนั้นทีเดียว เมื่อเป็นเช่นนี้ อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว ย่อมละอวิชชาเสียได้ อวิชชาย่อมเกิด           
			<remark  id="s2b17c46l23" />ขึ้น เพราะความคลายไปแห่งอวิชชา เพราะความเกิดขึ้นแห่งอวิชชา อริยสาวกนั้น ย่อมไม่มีความ    
			<remark  id="s2b17c46l24" />ยึดมั่นถือมั่นในอินทรีย์เหล่านั้นว่า เราเป็นดังนี้บ้าง นี้เป็นเราดังนี้บ้าง เราจักเป็นดังนี้บ้าง จักไม่ 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b17c47" >
		<para id="s2b17c47p">
			<remark  id="s2b17c47l1" />เป็นดังนี้บ้าง จักมีรูปดังนี้บ้าง จักไม่มีรูปดังนี้บ้าง จักมีสัญญาดังนี้บ้าง จักไม่มีสัญญาดังนี้บ้าง    
			<remark  id="s2b17c47l2" />จักมีสัญญาก็หามิได้ ไม่มีสัญญาก็หามิได้ดังนี้บ้าง.         
			<remark  id="s2b17c47l3" />		            จบ สูตร ๕.         
			<remark  id="s2b17c47l4" />		           ๖. ปัญจขันธสูตร     
			<remark  id="s2b17c47l5" />		      ว่าด้วยขันธ์และอุปาทานขันธ์ ๕           
			<remark  id="s2b17c47l6" />	[๙๕] พระนครสาวัตถี ฯลฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงขันธ์ ๕ และอุปาทานขันธ์ ๕        
			<remark  id="s2b17c47l7" />เธอทั้งหลายจงฟัง. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ขันธ์ ๕ เป็นไฉน? ดูกรภิกษุทั้งหลาย รูปอย่างใดอย่าง 
			<remark  id="s2b17c47l8" />หนึ่ง เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน เป็นภายในหรือภายนอก หยาบหรือละเอียด เลวหรือ             
			<remark  id="s2b17c47l9" />ประณีต อยู่ในที่ไกลหรือใกล้. นี้เรียกว่า รูปขันธ์. เวทนาอย่างใดอย่างหนึ่ง ฯลฯ สัญญาอย่าง 
			<remark  id="s2b17c47l10" />ใดอย่างหนึ่ง ฯลฯ สังขารเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ฯลฯ วิญญาณอย่างใดอย่างหนึ่ง เป็นอดีต อนาคต      
			<remark  id="s2b17c47l11" />และปัจจุบัน เป็นภายในหรือภายนอก หยาบหรือละเอียด เลวหรือประณีต อยู่ในที่ไกลหรือใกล้.      
			<remark  id="s2b17c47l12" />นี้เรียกว่า วิญญาณขันธ์. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เหล่านี้เรียกว่า ขันธ์ ๕.      
			<remark  id="s2b17c47l13" />	[๙๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นไฉน? ดูกรภิกษุทั้งหลาย รูป              
			<remark  id="s2b17c47l14" />อย่างใดอย่างหนึ่ง เป็นอดีต อนาคต ปัจจุบัน เป็นภายในหรือภายนอก หยาบหรือละเอียด            
			<remark  id="s2b17c47l15" />เลวหรือประณีต อยู่ในที่ไกลหรือใกล้ เป็นไปกับด้วยอาสวะ เป็นปัจจัยแก่อุปาทาน.              
			<remark  id="s2b17c47l16" />นี้เรียกว่า อุปาทานขันธ์คือรูป. เวทนาอย่างใดอย่างหนึ่ง ฯลฯ สัญญาอย่างใดอย่างหนึ่ง ฯลฯ    
			<remark  id="s2b17c47l17" />สังขารเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ฯลฯ วิญญาณอย่างใดอย่างหนึ่ง เป็นอดีต อนาคต ปัจจุบัน เป็น         
			<remark  id="s2b17c47l18" />ภายในหรือภายนอก หยาบหรือละเอียด เลวหรือประณีต อยู่ในที่ไกลหรือใกล้ เป็นไปกับด้วย         
			<remark  id="s2b17c47l19" />อาสวะ เป็นปัจจัยแก่อุปาทาน. นี้เรียกว่า. อุปาทานขันธ์คือวิญญาณ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เหล่านี้
			<remark  id="s2b17c47l20" />เรียกว่า อุปาทานขันธ์ ๕.     
			<remark  id="s2b17c47l21" />		            จบ สูตรที่ ๖ 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b17c48" >
		<para id="s2b17c48p">
			<remark  id="s2b17c48l1" />		          ๗. โสณสูตรที่ ๑.     
			<remark  id="s2b17c48l2" />		       ว่าด้วยขันธ์ ๕ มิใช่ของเรา             
			<remark  id="s2b17c48l3" />	[๙๗] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้:   
			<remark  id="s2b17c48l4" />     สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเวฬุวัน กลันทกนิวาปสถาน ใกล้           
			<remark  id="s2b17c48l5" />พระนครราชคฤห์. ครั้งนั้นแล คฤหบดีบุตรชื่อโสณะ เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ       
			<remark  id="s2b17c48l6" />ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้ว พระผู้มีพระภาค ได้      
			<remark  id="s2b17c48l7" />ตรัสกะคฤหบดีบุตรชื่อโสณะว่า ดูกรโสณะ ก็สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง ย่อมพิจารณา      
			<remark  id="s2b17c48l8" />เห็นว่า เราเป็นผู้ประเสริฐกว่าเขา พิจารณาเห็นว่า เราเป็นผู้เสมอเขา หรือพิจารณาเห็นว่า เรา
			<remark  id="s2b17c48l9" />เป็นผู้เลวกว่าเขา ด้วยรูปอันไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ที่เป็นดังนี้มิใช่              
			<remark  id="s2b17c48l10" />อื่นไกล นอกจากการไม่เห็นธรรม ตามความเป็นจริง. ย่อมพิจารณาเห็นว่า เราเป็นผู้ประเสริฐ      
			<remark  id="s2b17c48l11" />กว่าเขา พิจารณาเห็นว่า เราเป็นผู้เสมอเขา หรือพิจารณาเห็นว่า เราเป็นผู้เลวกว่าเขา ด้วย    
			<remark  id="s2b17c48l12" />เวทนาอันไม่เที่ยง ... ด้วยสัญญาอันไม่เที่ยง ... ด้วยสังขารอันไม่เที่ยง ... ด้วยวิญญาณอันไม่เที่ยง       
			<remark  id="s2b17c48l13" />เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ที่เป็นดังนี้มิใช่อื่นไกล นอกจากการไม่เห็นธรรม ตาม     
			<remark  id="s2b17c48l14" />ความเป็นจริง. 
			<remark  id="s2b17c48l15" />	[๙๘] ดูกรโสณะ ก็สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง ย่อมไม่พิจารณาเห็นว่า เรา          
			<remark  id="s2b17c48l16" />เป็นผู้ประเสริฐกว่าเขา ไม่พิจารณาเห็นว่า เราเป็นผู้เสมอเขา หรือไม่พิจารณาเห็นว่า เราเป็นผู้             
			<remark  id="s2b17c48l17" />เลวกว่าเขา ด้วยรูปอันไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ที่เป็นดังนี้มิใช่อื่นไกล              
			<remark  id="s2b17c48l18" />นอกจากการเห็นธรรม ตามความเป็นจริง. ย่อมไม่พิจารณาเห็นว่า เราเป็นผู้ประเสริฐกว่าเขา ไม่   
			<remark  id="s2b17c48l19" />พิจารณาเห็นว่า เราเป็นผู้เสมอเขา หรือไม่พิจารณาเห็นว่า เราเป็นผู้เลวกว่าเขา ด้วยเวทนาอัน 
			<remark  id="s2b17c48l20" />ไม่เที่ยง ... ด้วยสัญญาอันไม่เที่ยง ... ด้วยสังขารอันไม่เที่ยง ... ด้วยวิญญาณอันไม่เที่ยง ... ด้วยสังขาร
			<remark  id="s2b17c48l21" />อันไม่เที่ยง ... ด้วยวิญญาณอันไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ที่เป็นดังนี้มิใช่            
			<remark  id="s2b17c48l22" />อื่นไกล นอกจากการเห็นธรรม ตามความเป็นจริง.  
			<remark  id="s2b17c48l23" />	[๙๙] พระผู้มีพระภาคตรัสถามว่า ดูกรโสณะ ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน 
			<remark  id="s2b17c48l24" />รูปเที่ยงหรือไม่เที่ยง?  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b17c49" >
		<para id="s2b17c49p">
			<remark  id="s2b17c49l1" />     คฤหบดีบุตรชื่อโสณะทูลว่า ไม่เที่ยงพระเจ้าข้า.         
			<remark  id="s2b17c49l2" />     พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า?
			<remark  id="s2b17c49l3" />     ส. เป็นทุกข์ พระเจ้าข้า.
			<remark  id="s2b17c49l4" />     พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยงเป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ควรหรือหนอ ที่จะ              
			<remark  id="s2b17c49l5" />พิจารณาเห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นตัวตนของเรา?            
			<remark  id="s2b17c49l6" />     ส. ข้อนั้นไม่ควรเลย พระเจ้าข้า.        
			<remark  id="s2b17c49l7" />     พ. เวทนาเที่ยงหรือไม่เที่ยง?           
			<remark  id="s2b17c49l8" />     ส. ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า ฯลฯ            
			<remark  id="s2b17c49l9" />     พ. สัญญาเที่ยงหรือไม่เที่ยง?           
			<remark  id="s2b17c49l10" />     ส. ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า ฯลฯ            
			<remark  id="s2b17c49l11" />     พ. สังขารเที่ยงหรือไม่เที่ยง?          
			<remark  id="s2b17c49l12" />     ส. ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า ฯลฯ            
			<remark  id="s2b17c49l13" />     พ. วิญญาณเที่ยงหรือไม่เที่ยง?          
			<remark  id="s2b17c49l14" />     ส. ไม่เที่ยงพระเจ้าข้า  
			<remark  id="s2b17c49l15" />     พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า?
			<remark  id="s2b17c49l16" />     ส. เป็นทุกข์ พระเจ้าข้า.
			<remark  id="s2b17c49l17" />     พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ควรหรือหนอ ที่จะ             
			<remark  id="s2b17c49l18" />พิจารณาเห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นตัวตนของเรา?            
			<remark  id="s2b17c49l19" />     ส. ข้อนั้นไม่ควรเลย พระเจ้าข้า.        
			<remark  id="s2b17c49l20" />	[๑๐๐] ดูกรโสณะ เพราะเหตุนั้นแล ท่านพึงเห็นด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริง            
			<remark  id="s2b17c49l21" />อย่างนี้ว่า รูปอย่างใดอย่างหนึ่ง เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน เป็นภายในหรือภายนอก          
			<remark  id="s2b17c49l22" />หยาบหรือละเอียด เลวหรือประณีต อยู่ในที่ไกลหรือใกล้ รูปทั้งหมดนั่น ไม่ใช่ของเรา ไม่       
			<remark  id="s2b17c49l23" />เป็นเรา ไม่ใช่ตัวตนของเรา. เวทนาอย่างใดอย่างหนึ่ง ... สัญญาอย่างใดอย่างหนึ่ง ... สังขารเหล่าใด          
			<remark  id="s2b17c49l24" />เหล่าหนึ่ง ... วิญญาณอย่างใดอย่างหนึ่ง เป็นอดีต อนาคต ปัจจุบัน เป็นภายในหรือภายนอก     
		</para>
	</section>
	<section id="s2b17c50" >
		<para id="s2b17c50p">
			<remark  id="s2b17c50l1" />หยาบหรือละเอียด เลวหรือประณีต อยู่ในที่ไกลหรือใกล้ วิญญาณทั้งหมดนั่น ไม่ใช่ของเรา        
			<remark  id="s2b17c50l2" />ไม่เป็นเรา ไม่ใช่ตัวตนของเรา.
			<remark  id="s2b17c50l3" />     ดูกรโสณะ อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว เห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมเบื่อหน่าย แม้ในรูป แม้        
			<remark  id="s2b17c50l4" />ในเวทนา แม้ในสัญญา แม้ในสังขาร แม้ในวิญญาณ เมื่อเบื่อหน่ายย่อมคลายกำหนัด เพราะ           
			<remark  id="s2b17c50l5" />คลายกำหนัด จิตย่อมหลุดพ้น เมื่อจิตหลุดพ้นแล้ว ก็มีญาณหยั่งรู้ว่า หลุดพ้นแล้ว. ย่อม       
			<remark  id="s2b17c50l6" />ทราบชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความ     
			<remark  id="s2b17c50l7" />เป็นอย่างนี้มิได้มี.         
			<remark  id="s2b17c50l8" />		            จบ สูตรที่ ๗.      
			<remark  id="s2b17c50l9" />		           ๘. โสณสูตรที่ ๒     
			<remark  id="s2b17c50l10" />          ว่าด้วยผู้ควรยกย่องและไม่ควรยกย่องเป็นสมณพราหมณ์ 
			<remark  id="s2b17c50l11" />	[๑๐๑] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้:  
			<remark  id="s2b17c50l12" />     สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเวฬุวันกลันทกนิวาปสถาน ใกล้            
			<remark  id="s2b17c50l13" />พระนครราชคฤห์ ครั้งนั้นแล คฤหบดีบุตรชื่อโสณะ เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ        
			<remark  id="s2b17c50l14" />ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้ว พระผู้มีพระภาค ได้      
			<remark  id="s2b17c50l15" />ตรัสกะคฤหบดีบุตรชื่อโสณะว่า ดูกรโสณะ ก็สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง ไม่ทราบ          
			<remark  id="s2b17c50l16" />ชัดรูป ไม่ทราบชัดเหตุเกิดแห่งรูป ไม่ทราบชัดความดับแห่งรูป ไม่ทราบชัดข้อปฏิบัติให้ถึงความ 
			<remark  id="s2b17c50l17" />ดับแห่งรูป. ไม่ทราบชัดเวทนา ... ไม่ทราบชัดสัญญา ... ไม่ทราบชัดสังขาร ... ไม่ทราบชัดวิญญาณ
			<remark  id="s2b17c50l18" />ไม่ทราบชัดเหตุเกิดแห่งวิญญาณ ไม่ทราบชัดความดับแห่งวิญญาณ ไม่ทราบชัดข้อปฏิบัติให้ถึง      
			<remark  id="s2b17c50l19" />ความดับแห่งวิญญาณ. ดูกรโสณะ สมณะหรือพราหมณ์ เหล่านี้เราไม่ยกย่องว่าเป็นสมณะใน            
			<remark  id="s2b17c50l20" />หมู่สมณะ หรือว่าเป็นพราหมณ์ในหมู่พราหมณ์ อนึ่ง ท่านเหล่านั้น หาทำให้แจ้งซึ่งประโยชน์     
			<remark  id="s2b17c50l21" />แห่งความเป็นสมณะ หรือประโยชน์แห่งความเป็นพราหมณ์ ด้วยปัญญาอันรู้ยิ่งเองในปัจจุบัน        
			<remark  id="s2b17c50l22" />เข้าถึงอยู่ไม่.        
		</para>
	</section>
	<section id="s2b17c51" >
		<para id="s2b17c51p">
			<remark  id="s2b17c51l1" />	[๑๐๒] ดูกรโสณะ ส่วนสมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่งทราบชัดรูป ทราบชัด
			<remark  id="s2b17c51l2" />เหตุเกิดแห่งรูป ทราบชัดความดับแห่งรูป ทราบชัดข้อปฏิบัติให้ถึงความดับแห่งรูป. ทราบชัด     
			<remark  id="s2b17c51l3" />เวทนา ... ทราบชัดสัญญา ... ทราบชัดสังขาร ... ทราบชัดวิญญาณ ทราบชัดเหตุเกิดแห่งวิญญาณ     
			<remark  id="s2b17c51l4" />ทราบชัดความดับแห่งวิญญาณ ทราบชัดข้อปฏิบัติให้ถึงความดับแห่งวิญญาณ. ดูกรโสณะ              
			<remark  id="s2b17c51l5" />สมณะหรือพราหมณ์ เหล่านี้แล เรายกย่องว่าเป็นสมณะในหมู่สมณะ และว่าเป็นพราหมณ์ใน            
			<remark  id="s2b17c51l6" />หมู่พราหมณ์ อนึ่ง ท่านเหล่านั้น ย่อมทำให้แจ้งซึ่งประโยชน์แห่งความเป็นสมณะ และ            
			<remark  id="s2b17c51l7" />ประโยชน์แห่งความเป็นพราหมณ์ ด้วยปัญญาอันรู้ยิ่งเองในปัจจุบันเข้าถึงอยู่.  
			<remark  id="s2b17c51l8" />		            จบ สูตรที่ ๘.      
			<remark  id="s2b17c51l9" />		          ๙. นันทิขยสูตรที่ ๑  
			<remark  id="s2b17c51l10" />		ว่าด้วยการสิ้นความยินดีเป็นเหตุหลุดพ้นจากทุกข์
			<remark  id="s2b17c51l11" />	[๑๐๓] พระนครสาวัตถี ฯลฯ พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุ            
			<remark  id="s2b17c51l12" />เห็นรูปอันไม่เที่ยงนั่นแหละ ว่าไม่เที่ยง ความเห็นของเธอนั้นเป็นสัมมาทิฏฐิ เมื่อเธอเห็นโดย
			<remark  id="s2b17c51l13" />ชอบ ย่อมเบื่อหน่าย. เพราะสิ้นความยินดี จึงสิ้นความกำหนัด เพราะสิ้นความกำหนัด จึง         
			<remark  id="s2b17c51l14" />สิ้นความยินดี เพราะสิ้นความยินดี และความกำหนัด จิตหลุดพ้นแล้ว เรียกว่า หลุดพ้นดีแล้ว.    
			<remark  id="s2b17c51l15" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเห็นเวทนาอันไม่เที่ยงนั่นแหละ ว่าไม่เที่ยง ฯลฯ เห็นสัญญาอันไม่เที่ยง             
			<remark  id="s2b17c51l16" />นั่นแหละ ว่าไม่เที่ยง ฯลฯ เห็นสังขารอันไม่เที่ยงนั่นแหละ ว่าไม่เที่ยง ฯลฯ เห็นวิญญาณอัน  
			<remark  id="s2b17c51l17" />ไม่เที่ยงนั่นแหละ ว่าไม่เที่ยง ความเห็นของเธอนั้นเป็นสัมมาทิฏฐิ เมื่อเธอเห็นโดยชอบ ย่อม  
			<remark  id="s2b17c51l18" />เบื่อหน่าย เพราะสิ้นความยินดี จึงสิ้นความกำหนัด เพราะสิ้นความกำหนัด จึงสิ้นความยินดี     
			<remark  id="s2b17c51l19" />เพราะสิ้นความยินดีและความกำหนัด จิตหลุดพ้นแล้ว เรียกว่า หลุดพ้นดีแล้ว.    
			<remark  id="s2b17c51l20" />		            จบ สูตรที่ ๙.      
			<remark  id="s2b17c51l21" />		         ๑๐. นันทิขยสูตรที่ ๒  
			<remark  id="s2b17c51l22" />		ว่าด้วยการสิ้นความยินดีเป็นเหตุหลุดพ้นจากทุกข์
			<remark  id="s2b17c51l23" />	[๑๐๔] พระนครสาวัตถี ฯลฯ พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอ              
			<remark  id="s2b17c51l24" />ทั้งหลาย จงทำไว้ในใจซึ่งรูปโดยอุบายอันแยบคาย และจงพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงแห่งรูป ตาม    
		</para>
	</section>
	<section id="s2b17c52" >
		<para id="s2b17c52p">
			<remark  id="s2b17c52l1" />ความเป็นจริง. เมื่อภิกษุทำไว้ในใจซึ่งรูปโดยอุบายอันแยบคาย และพิจารณาเห็นความไม่เที่ยง    
			<remark  id="s2b17c52l2" />แห่งรูป ตามความเป็นจริง ย่อมเบื่อหน่ายในรูป เพราะสิ้นความยินดี จึงสิ้นความกำหนัด         
			<remark  id="s2b17c52l3" />เพราะสิ้นความกำหนัด จึงสิ้นความยินดี เพราะสิ้นความยินดีและความกำหนัด จิตหลุดพ้นแล้ว      
			<remark  id="s2b17c52l4" />เรียกว่า หลุดพ้นดีแล้ว ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงทำไว้ในใจซึ่งเวทนาโดยอุบายอันแยบ   
			<remark  id="s2b17c52l5" />คาย ฯลฯ ซึ่งสัญญาโดยอุบายอันแยบคาย ฯลฯ ซึ่งสังขารโดยอุบายอันแยบคาย ฯลฯ ซึ่ง              
			<remark  id="s2b17c52l6" />วิญญาณโดยอุบายอันแยบคาย และจงพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงแห่งวิญญาณ ตามความเป็นจริง.         
			<remark  id="s2b17c52l7" />เมื่อภิกษุทำไว้ในใจซึ่งวิญญาณโดยอุบายอันแยบคาย และพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงแห่งวิญญาณ     
			<remark  id="s2b17c52l8" />ตามความเป็นจริง ย่อมเบื่อหน่ายในวิญญาณ. เพราะสิ้นความยินดี จึงสิ้นความกำหนัด เพราะสิ้น   
			<remark  id="s2b17c52l9" />ความกำหนัด จึงสิ้นความยินดี เพราะสิ้นความยินดีและความกำหนัด จึงหลุดพ้นแล้ว เรียกว่า      
			<remark  id="s2b17c52l10" />หลุดพ้นดีแล้ว.
			<remark  id="s2b17c52l11" />		           	จบ สูตรที่ ๑๐.      
			<remark  id="s2b17c52l12" />		       	  จบ อัตตทีปวรรคที่ ๕.  
			<remark  id="s2b17c52l13" />		        ------------------------------------     
			<remark  id="s2b17c52l14" />		      รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ            
			<remark  id="s2b17c52l15" /> ๑. อัตตทีปสูตร     ๒. ปฏิปทาสูตร    ๓. อนิจจสูตรที่ ๑  ๔. อนิจจสูตรที่ ๒ 
			<remark  id="s2b17c52l16" /> ๕. สมนุปัสสนาสูตร  ๖. ปัญจขันธสูตร   ๗. โสณสูตรที่ ๑   ๘. โสณสูตรที่ ๒   
			<remark  id="s2b17c52l17" /> ๙. นันทิขยสูตรที่ ๑ ๑๐. นันทิขยสูตรที่ ๒.  
			<remark  id="s2b17c52l18" />		       	    จบ มูลปัณณาสก์.     
			<remark  id="s2b17c52l19" />		        -----------------------------------      
			<remark  id="s2b17c52l20" />		     รวมวรรคที่มีในมูลปัณณาสก์นี้ คือ         
			<remark  id="s2b17c52l21" /> ๑. นกุลปิตาวรรค   ๒. อนิจจวรรค    ๓. ภารวรรค    ๔. นตุมหากวรรค           
			<remark  id="s2b17c52l22" />     ๕. อัตตทีปวรรค รวม ๕ วรรค ปฐมปัณณาสก์ก็เรียกในขันธสังยุตนั้น.        
			<remark  id="s2b17c52l23" />		          -----------------------------------------------  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b17c53" >
		<para id="s2b17c53p">
			<remark  id="s2b17c53l1" />		            มัชฌิมปัณณาสก์     
			<remark  id="s2b17c53l2" />		           อุปายวรรคที่ ๑      
			<remark  id="s2b17c53l3" />		            ๑. อุปายสูตร       
			<remark  id="s2b17c53l4" />		  ว่าด้วยสิ่งที่เป็นความหลุดพ้นและไม่หลุดพ้น  
			<remark  id="s2b17c53l5" />	[๑๐๕] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้:  
			<remark  id="s2b17c53l6" />     สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิก         
			<remark  id="s2b17c53l7" />เศรษฐี ใกล้พระนครสาวัตถี. ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความเข้า              
			<remark  id="s2b17c53l8" />ถึง (ด้วยอำนาจตัณหา มานะ ทิฏฐิ) เป็นความไม่หลุดพ้น ความไม่เข้าถึง เป็นความหลุดพ้น.       
			<remark  id="s2b17c53l9" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย วิญญาณเข้าถึงรูปก็ดี เมื่อตั้งอยู่ พึงตั้งอยู่ วิญญาณที่มีรูปเป็นอารมณ์ มีรูป         
			<remark  id="s2b17c53l10" />เป็นที่ตั้ง มีความยินดีเป็นที่เข้าไปซ่องเสพ ถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ ฯลฯ วิญญาณที่มี    
			<remark  id="s2b17c53l11" />สังขารเป็นอารมณ์ มีสังขารเป็นที่ตั้ง มีความยินดีเป็นที่เข้าไปซ่องเสพ พึงถึงความเจริญงอกงาม              
			<remark  id="s2b17c53l12" />ไพบูลย์ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ผู้ใดพึงกล่าวอย่างนี้ว่า เราจักบัญญัติการมา การไป จุติ อุปบัติ 
			<remark  id="s2b17c53l13" />หรือความเจริญงอกงามไพบูลย์แห่งวิญญาณ เว้นจากรูป เวทนา สัญญา สังขาร ข้อนี้ไม่เป็น         
			<remark  id="s2b17c53l14" />ฐานะที่จะมีได้. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าความกำหนัดในรูปธาตุ ในเวทนาธาตุ ในสัญญาธาตุ ใน      
			<remark  id="s2b17c53l15" />สังขารธาตุ ในวิญญาณธาตุ เป็นอันภิกษุละได้แล้วไซร้ เพราะละความกำหนัดเสียได้ อารมณ์        
			<remark  id="s2b17c53l16" />ย่อมขาดสูญ ที่ตั้งแห่งวิญญาณย่อมไม่มี วิญญาณอันไม่มีที่ตั้ง ไม่งอกงาม ไม่แต่งปฏิสนธิ หลุด
			<remark  id="s2b17c53l17" />พ้นไป เพราะหลุดพ้นไป จึงดำรงอยู่ เพราะดำรงอยู่ จึงยินดีพร้อม เพราะยินดีพร้อม จึงไม่      
			<remark  id="s2b17c53l18" />สะดุ้ง เมื่อไม่สะดุ้ง ย่อมดับรอบเฉพาะตนเท่านั้น ภิกษุนั้น ย่อมทราบชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว    
			<remark  id="s2b17c53l19" />พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี.         
			<remark  id="s2b17c53l20" />		            จบ สูตรที่ ๑.      
		</para>
	</section>
	<section id="s2b17c54" >
		<para id="s2b17c54p">
			<remark  id="s2b17c54l1" />		             ๒. พีชสูตร        
			<remark  id="s2b17c54l2" />		       ว่าด้วยอุปมาวิญญาณด้วยพืช              
			<remark  id="s2b17c54l3" />	[๑๐๖] พระนครสาวัตถี ฯลฯ พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย พืช ๕ อย่าง         
			<remark  id="s2b17c54l4" />นี้. ๕ อย่างเป็นไฉน? คือ พืชงอกจากเหง้า ๑ พืชงอกจากลำต้น ๑ พืชงอกจากข้อ ๑ พืชงอกจาก      
			<remark  id="s2b17c54l5" />ยอด ๑ พืชงอกจากเมล็ด ๑. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็พืช ๕ อย่างนี้ มิได้ถูกทำลาย ไม่เน่า ไม่ถูก  
			<remark  id="s2b17c54l6" />ลมแดดทำให้เสีย ยังเพาะขึ้น อันบุคคลเก็บไว้ดี แต่ไม่มีดิน ไม่มีน้ำ. พืช ๕ อย่าง พึงถึงความ
			<remark  id="s2b17c54l7" />เจริญงอกงามไพบูลย์ได้หรือ?   
			<remark  id="s2b17c54l8" />     ภิกษุเหล่านั้นกราบทูลว่า ข้อนั้นไม่ได้ พระพุทธเจ้าข้า.
			<remark  id="s2b17c54l9" />     พ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย พืช ๕ อย่างนี้ มิได้ถูกทำลาย ฯลฯ อันบุคคลเก็บไว้ดี และมี       
			<remark  id="s2b17c54l10" />ดิน มีน้ำ. พืช ๕ อย่างนี้ พึงถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ได้หรือ?            
			<remark  id="s2b17c54l11" />     ภิ. ได้ พระพุทธเจ้าข้า. 
			<remark  id="s2b17c54l12" />	[๑๐๗] พ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลาย พึงเห็นวิญญาณฐิติ ๔ เหมือนปฐวีธาตุ           
			<remark  id="s2b17c54l13" />พึงเห็นความกำหนัดด้วยอำนาจความเพลิน  เหมือนอาโปธาตุ. พึงเห็นวิญญาณพร้อมด้วยอาหาร         
			<remark  id="s2b17c54l14" />เหมือนพืช ๕ อย่าง. ดูกรภิกษุทั้งหลาย วิญญาณที่เข้าถึงรูปก็ดี เมื่อตั้งอยู่ พึงตั้งอยู่ วิญญาณ           
			<remark  id="s2b17c54l15" />ที่มีรูปเป็นอารมณ์ มีรูปเป็นที่ตั้ง มีความยินดีเป็นที่เข้าไปซ่องเสพ  พึงถึงความเจริญงอกงาม              
			<remark  id="s2b17c54l16" />ไพบูลย์.  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  วิญญาณที่เข้าถึงเวทนาก็ดี ฯลฯ วิญญาณที่เข้าถึงสัญญาก็ดี ฯลฯ 
			<remark  id="s2b17c54l17" />วิญญาณที่เข้าถึงสังขารก็ดี เมื่อตั้งอยู่ พึงตั้งอยู่ วิญญาณที่มีสังขารเป็นอารมณ์ มีสังขารเป็นที่ตั้ง    
			<remark  id="s2b17c54l18" />มีความยินดีเป็นที่เข้าไปซ่องเสพ พึงถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์.  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  ผู้ใดพึง              
			<remark  id="s2b17c54l19" />กล่าวอย่างนี้ว่า เราจักบัญญัติการมา การไป จุติ อุปบัติ หรือความเจริญงอกงามไพบูลย์แห่ง    
			<remark  id="s2b17c54l20" />วิญญาณ เว้นจากรูป เวทนา สัญญา สังขาร ข้อนี้ไม่เป็นฐานะที่จะมีได้.  ดูกรภิกษุทั้งหลาย     
			<remark  id="s2b17c54l21" />ถ้าความกำหนัดในรูปธาตุ  ในเวทนาธาตุ  ในสัญญาธาตุ  ในสังขารธาตุ  ในวิญญาณธาตุ             
			<remark  id="s2b17c54l22" />เป็นอันภิกษุละได้แล้วไซร้ เพราะละความกำหนัดเสียได้ อารมณ์ย่อมขาดสูญ ที่ตั้งแห่งวิญญาณ    
			<remark  id="s2b17c54l23" />ย่อมไม่มี วิญญาณอันไม่มีที่ตั้งนั้น ไม่งอกงาม ไม่แต่งปฏิสนธิ หลุดพ้นไป เพราะหลุดพ้นไป  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b17c55" >
		<para id="s2b17c55p">
			<remark  id="s2b17c55l1" />จึงดำรงอยู่ เพราะดำรงอยู่ จึงยินดีพร้อม เพราะยินดีพร้อม จึงไม่สะดุ้ง เมื่อไม่สะดุ้ง ย่อม 
			<remark  id="s2b17c55l2" />ดับรอบเฉพาะตนเท่านั้น. เธอย่อมทราบชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำ    
			<remark  id="s2b17c55l3" />ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี.           
			<remark  id="s2b17c55l4" />		            จบ. สูตรที่ ๒.     
			<remark  id="s2b17c55l5" />		            ๓. อุทานสูตร       
			<remark  id="s2b17c55l6" />		  ว่าด้วยการตัดสังโยชน์และความสิ้นอาสวะ       
			<remark  id="s2b17c55l7" />	[๑๐๘] พระนครสาวัตถี. ฯลฯ ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาค ทรงเปล่งอุทานว่า ภิกษุ          
			<remark  id="s2b17c55l8" />น้อมใจไปอย่างนี้ว่า ถ้าว่าเราไม่พึงมี ขันธปัญจกของเราก็ไม่พึงมี กรรมสังขารจักไม่มี การ   
			<remark  id="s2b17c55l9" />ปฏิสนธิก็จักไม่มีแก่เรา ดังนี้ พึงตัดโอรัมภาคิยสังโยชน์ได้.
			<remark  id="s2b17c55l10" />	[๑๐๙] เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอุทานอย่างนี้แล้ว ภิกษุรูปหนึ่ง ได้ทูลถามว่า ข้าแต่    
			<remark  id="s2b17c55l11" />พระองค์ผู้เจริญ ก็ภิกษุน้อมใจไปอย่างนี้ว่า ถ้าว่าเราไม่พึงมี ขันธปัญจกของเราก็ไม่พึงมี กรรม             
			<remark  id="s2b17c55l12" />สังขารจักไม่มี ปฏิสนธิก็จักไม่มีแก่เรา ดังนี้ พึงตัดโอรัมภาคิยสังโยชน์ได้อย่างไร พระเจ้าข้า?            
			<remark  id="s2b17c55l13" />     พระผู้มีภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุ ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับแล้วในโลกนี้ ไม่ได้เห็นพระอริยเจ้า  
			<remark  id="s2b17c55l14" />ฯลฯ ไม่ได้รับการแนะนำในสัปปุริสธรรม ย่อมตามเห็นรูปโดยความเป็นตน ๑ ย่อมเห็นตนมีรูป ๑      
			<remark  id="s2b17c55l15" />ย่อมเห็นรูปในตน ๑ ย่อมเห็นตนในรูป ๑ ตามเห็นเวทนาโดยความเป็นตน ฯลฯ ตามเห็นสัญญา           
			<remark  id="s2b17c55l16" />โดยความเป็นตน ฯลฯ ตามเห็นสังขารโดยความเป็นตน ฯลฯ ตามเห็นวิญญาณโดยความเป็นตน ๑            
			<remark  id="s2b17c55l17" />ย่อมเห็นตนมีวิญญาณ ๑ ย่อมเห็นวิญญาณในตน ๑ ย่อมเห็นตนในวิญญาณ ๑. เขาย่อมไม่ทราบ           
			<remark  id="s2b17c55l18" />ชัดรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ อันไม่เที่ยง ตามความเป็นจริงว่า เป็นของไม่เที่ยง.       
			<remark  id="s2b17c55l19" />ไม่ทราบชัดรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ อันเป็นทุกข์ตามความเป็นจริงว่า เป็นทุกข์.        
			<remark  id="s2b17c55l20" />ไม่ทราบชัดรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ อันเป็นอนัตตา ตามความเป็นจริงว่า เป็น            
			<remark  id="s2b17c55l21" />อนัตตา. ไม่ทราบชัดรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ อันปัจจัยปรุงแต่ง ตามความเป็น            
			<remark  id="s2b17c55l22" />จริงว่า อันปัจจัยปรุงแต่ง. ไม่ทราบชัดตามความเป็นจริงว่า แม้รูป แม้เวทนา แม้สัญญา แม้     
			<remark  id="s2b17c55l23" />สังขาร แม้วิญญาณ จักมี.  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b17c56" >
		<para id="s2b17c56p">
			<remark  id="s2b17c56l1" />	[๑๑๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ส่วนอริยสาวกผู้ได้สดับแล้วแล ผู้ใดเห็นพระอริยเจ้า           
			<remark  id="s2b17c56l2" />ฉลาดในธรรมของพระอริยเจ้า ได้รับการแนะนำดีในอริยธรรม ได้เห็นสัตบุรุษ ฉลาดในธรรม           
			<remark  id="s2b17c56l3" />ของสัตบุรุษ ได้รับการแนะนำดีในสัปปุริสธรรม ย่อมไม่พิจารณาเห็นรูปโดยความเป็นตน ฯลฯ ไม่    
			<remark  id="s2b17c56l4" />พิจารณาเห็นเวทนาโดยความเป็นตน ฯลฯ ไม่พิจารณาเห็นสัญญาโดยความเป็นตน ฯลฯ ไม่
			<remark  id="s2b17c56l5" />พิจารณาเห็นสังขารโดยความเป็นตน ฯลฯ ไม่พิจารณาเห็นวิญญาณโดยความเป็นตน ฯลฯ เธอ             
			<remark  id="s2b17c56l6" />ย่อมทราบชัดรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ อันไม่เที่ยง ตามความเป็นจริงว่า ไม่เที่ยง.      
			<remark  id="s2b17c56l7" />ย่อมทราบชัดรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ อันเป็นทุกข์ ตามความเป็นจริงว่า เป็นว่า         
			<remark  id="s2b17c56l8" />ทุกข์. ย่อมทราบชัดรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ อันเป็นอนัตตา ตามความเป็นจริงว่า         
			<remark  id="s2b17c56l9" />เป็นอนัตตา. ย่อมทราบชัดรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ อันปัจจัยปรุงแต่ง ตามความ           
			<remark  id="s2b17c56l10" />เป็นจริงว่า อันปัจจัยปรุงแต่ง. ย่อมทราบชัดตามความเป็นจริงว่า แม้รูป แม้เวทนา แม้สัญญา    
			<remark  id="s2b17c56l11" />แม้สังขาร แม้วิญญาณ จักมี. ย่อมทราบชัดตามความเป็นจริงเช่นนั้น เพราะเห็นความเป็น          
			<remark  id="s2b17c56l12" />ต่างๆ แห่งรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ. ดูกรภิกษุ เมื่อภิกษุน้อมใจไปอย่างนี้แล          
			<remark  id="s2b17c56l13" />ว่า ถ้าว่าเราไม่พึงมี ขันธปัญจกของเราก็ไม่พึงมี กรรมสังขารจักไม่มี ปฏิสนธิก็จักไม่มีแก่เรา              
			<remark  id="s2b17c56l14" />ดังนี้ พึงตัดโอรัมภาคิยสังโยชน์ได้ ด้วยอาการอย่างนี้แล.    
			<remark  id="s2b17c56l15" />	[๑๑๑] ภิ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภิกษุน้อมใจไปอยู่อย่างนี้ พึงตัดโอรัมภาคิยสังโยชน์  
			<remark  id="s2b17c56l16" />เสียได้. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อภิกษุรู้เห็นอย่างไร อาสวะทั้งหลายจึงจะสิ้นไปในกาลเป็น
			<remark  id="s2b17c56l17" />ลำดับ.        
			<remark  id="s2b17c56l18" />     พ. ดูกรภิกษุ ปุถุชนผู้มิได้สดับแล้วในโลกนี้ ฯลฯ ย่อมถึงความสะดุ้ง ในฐานะอันไม่ควร   
			<remark  id="s2b17c56l19" />สะดุ้ง. ดูกรภิกษุ ก็ปุถุชนผู้มิได้สดับแล้ว ย่อมมีความสะดุ้ง ดังนี้ว่า ถ้าเราไม่พึงมี แม้ขันธ           
			<remark  id="s2b17c56l20" />ปัญจกของเราก็ไม่พึงมี กรรมสังขารจักไม่มี ปฏิสนธิของเราก็จักไม่มี ดังนี้. ดูกรภิกษุ ส่วนอริย           
			<remark  id="s2b17c56l21" />สาวกผู้ได้สดับแล้วแล ฯลฯ ย่อมไม่ถึงความสะดุ้งในฐานะอันไม่ควรสะดุ้ง. ดูกรภิกษุ อริยสาวกผู้              
			<remark  id="s2b17c56l22" />ได้สดับแล้ว ไม่มีความสะดุ้งดังนี้ว่า ถ้าเราไม่พึงมี ขันธปัญจกของเราก็ไม่พึงมี กรรมสังขารจักไม่มี        
			<remark  id="s2b17c56l23" />ปฏิสนธิของเราก็จักไม่มี ดังนี้. ดูกรภิกษุ วิญญาณที่เข้าถึงรูปก็ดี เมื่อตั้งอยู่ พึงตั้งอยู่ วิญญาณที่มีรูป   
		</para>
	</section>
	<section id="s2b17c57" >
		<para id="s2b17c57p">
			<remark  id="s2b17c57l1" />เป็นอารมณ์ มีรูปเป็นที่ตั้ง มีความยินดีเป็นที่เข้าไปซ่องเสพ พึงถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์.
			<remark  id="s2b17c57l2" />วิญญาณที่เข้าถึงเวทนาก็ดี ฯลฯ วิญญาณที่เข้าถึงสัญญาก็ดี ฯลฯ วิญญาณที่เข้าถึงสังขารก็ดี เมื่อ            
			<remark  id="s2b17c57l3" />ตั้งอยู่ พึงตั้งอยู่ วิญญาณที่มีสังขารเป็นอารมณ์ มีสังขารเป็นที่ตั้ง มีความยินดีเป็นที่เข้าไปซ่อง       
			<remark  id="s2b17c57l4" />เสพ พึงถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์. ภิกษุนั้นพึงกล่าวอย่างนี้ว่า เราจักบัญญัติการมา การไป  
			<remark  id="s2b17c57l5" />จุติ อุปบัติ หรือความเจริญงอกงามไพบูลย์แห่งวิญญาณ เว้นจากรูป เวทนา สัญญา สังขาร          
			<remark  id="s2b17c57l6" />ดังนี้ ข้อนี้ไม่เป็นฐานะที่จะมีได้. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าความกำหนัดในรูปธาตุ ในเวทนาธาตุ 
			<remark  id="s2b17c57l7" />ในสัญญาธาตุ ในสังขารธาตุ ในวิญญาณธาตุ เป็นอันภิกษุละได้แล้วไซร้ เพราะละความกำหนัด        
			<remark  id="s2b17c57l8" />เสียได้ อารมณ์ย่อมขาดสูญ ที่ตั้งแห่งวิญญาณย่อมไม่มี วิญญาณอันไม่มีที่ตั้งนั้น ไม่งอกงาม  
			<remark  id="s2b17c57l9" />ไม่แต่งปฏิสนธิ หลุดพ้นไป เพราะหลุดพ้นไป จึงดำรงอยู่ เพราะดำรงอยู่ จึงยินดีพร้อม          
			<remark  id="s2b17c57l10" />เพราะยินดีพร้อม จึงไม่สะดุ้ง เมื่อไม่สะดุ้ง ย่อมดับรอบเฉพาะตนเท่านั้น. เธอย่อมรู้ชัดว่า  
			<remark  id="s2b17c57l11" />ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้    
			<remark  id="s2b17c57l12" />มิได้มี. ดูกรภิกษุ เมื่อบุคคลรู้เห็นอย่างนี้แล อาสวะทั้งหลายย่อมสิ้นไป ในกาลเป็นลำดับ.   
			<remark  id="s2b17c57l13" />		            จบ สูตรที่ ๓.      
			<remark  id="s2b17c57l14" />		           ๔. ปริวัฏฏสูตร      
			<remark  id="s2b17c57l15" />		  ว่าด้วยการรู้อุปาทานขันธ์โดยเวียนรอบ ๔      
			<remark  id="s2b17c57l16" />	[๑๑๒] พระนครสาวัตถี. ฯลฯ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย       
			<remark  id="s2b17c57l17" />อุปาทานขันธ์ ๕ ประการนี้ ๕ ประการเป็นไฉน? คือ อุปาทานขันธ์คือรูป อุปาทานขันธ์คือเวทนา    
			<remark  id="s2b17c57l18" />อุปาทานขันธ์คือสัญญา อุปาทานขันธ์คือสังขาร อุปาทานขันธ์คือวิญญาณ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย      
			<remark  id="s2b17c57l19" />เรายังไม่รู้ยิ่งซึ่งอุปาทานขันธ์ ๕ ประการนี้ โดยเวียนรอบ ๔ ตามความเป็นจริง เพียงใด เราก็ยัง             
			<remark  id="s2b17c57l20" />ไม่ปฏิญาณว่า เป็นผู้ตรัสรู้ชอบยิ่งซึ่งสัมมาสัมโพธิญาณ อย่างยอดเยี่ยม ในโลกพร้อมทั้งเทวโลก
			<remark  id="s2b17c57l21" />มารโลก พรหมโลก ในหมู่สัตว์ พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดาและมนุษย์เพียงนั้น. ดูกร     
		</para>
	</section>
	<section id="s2b17c58" >
		<para id="s2b17c58p">
			<remark  id="s2b17c58l1" />ภิกษุทั้งหลาย เมื่อใดแล เรารู้ยิ่งซึ่งอุปาทานขันธ์ ๕ เหล่านี้ โดยเวียนรอบ ๔ ตามความเป็น  
			<remark  id="s2b17c58l2" />จริง เมื่อนั้น เราจึงปฏิญาณว่า เป็นผู้ตรัสรู้ชอบยิ่งซึ่งสัมมาสัมโพธิญาณ อย่างยอดเยี่ยม ในโลก            
			<remark  id="s2b17c58l3" />พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ในหมู่สัตว์ พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดาและ   
			<remark  id="s2b17c58l4" />มนุษย์. เวียนรอบ ๔ อย่างไร? คือ เรารู้ยิ่งซึ่งรูป ความเกิดแห่งรูป ความดับแห่งรูป ปฏิปทา  
			<remark  id="s2b17c58l5" />อันให้ถึงความดับแห่งรูป รู้ยิ่งซึ่งเวทนา ฯลฯ รู้ยิ่งซึ่งสัญญา ฯลฯ รู้ยิ่งซึ่งสังขาร ฯลฯ รู้ยิ่งซึ่ง     
			<remark  id="s2b17c58l6" />วิญญาณ ความเกิดแห่งวิญญาณ ความดับแห่งวิญญาณ ปฏิปทาอันให้ถึงความดับแห่งวิญญาณ.            
			<remark  id="s2b17c58l7" />	[๑๑๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็รูปเป็นไฉน? คือ มหาภูตรูป ๔ และรูปที่อาศัยมหาภูต          
			<remark  id="s2b17c58l8" />รูป ๔. นี้เรียกว่ารูป. ความเกิดขึ้นแห่งรูป ย่อมมีเพราะความเกิดขึ้นแห่งอาหาร ความดับแห่งรูป              
			<remark  id="s2b17c58l9" />ย่อมมีเพราะความดับแห่งอาหาร อริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘ ประการ คือ สัมมาทิฏฐิ ฯลฯ           
			<remark  id="s2b17c58l10" />สัมมาสมาธิ. นี้แลเป็นปฏิปทาอันให้ถึงความดับแห่งรูป. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สมณะหรือ         
			<remark  id="s2b17c58l11" />พราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง รู้ยิ่งซึ่งรูปอย่างนี้ รู้ยิ่งซึ่งความเกิดแห่งรูปอย่างนี้ รู้ยิ่งซึ่งความดับ   
			<remark  id="s2b17c58l12" />แห่งรูปอย่างนี้ รู้ยิ่งซึ่งปฏิปทาอันให้ถึงความดับแห่งรูปอย่างนี้ ปฏิบัติแล้วเพื่อความหน่าย เพื่อ        
			<remark  id="s2b17c58l13" />ความคลายกำหนัด เพื่อความดับรูป สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น ชื่อว่าปฏิบัติดีแล้ว ชนเหล่าใด   
			<remark  id="s2b17c58l14" />ปฏิบัติดีแล้ว ชนเหล่านั้น ชื่อว่าย่อมหยั่งลงในธรรมวินัยนี้. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สมณะหรือ 
			<remark  id="s2b17c58l15" />พราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง รู้ยิ่งซึ่งรูปอย่างนี้ รู้ยิ่งซึ่งความเกิดแห่งรูปอย่างนี้ รู้ยิ่งซึ่งความดับ   
			<remark  id="s2b17c58l16" />แห่งรูปอย่างนี้ รู้ยิ่งซึ่งข้อปฏิบัติอันให้ถึงความดับแห่งรูปอย่างนี้ เป็นผู้หลุดพ้นแล้ว เพราะเบื่อ      
			<remark  id="s2b17c58l17" />หน่าย เพราะคลายกำหนัด เพราะความดับ เพราะไม่ถือมั่นรูป สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น           
			<remark  id="s2b17c58l18" />ชื่อว่า หลุดพ้นแล้วดี สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใด หลุดพ้นดีแล้ว สมณะหรือพราหมณ์เหล่า          
			<remark  id="s2b17c58l19" />นั้น เป็นผู้มีกำลังสามารถเป็นของตน สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใด เป็นผู้มีกำลังสามารถเป็น       
			<remark  id="s2b17c58l20" />ของตน ความเวียนวนเพื่อปรากฏ ย่อมไม่มีแก่สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น.         
			<remark  id="s2b17c58l21" />	[๑๑๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็เวทนาเป็นไฉน? เวทนา ๖ หมวดนี้ คือ เวทนาเกิดแต่            
			<remark  id="s2b17c58l22" />จักขุสัมผัส เวทนาเกิดแต่โสตสัมผัส เวทนาเกิดแต่ฆานสัมผัส เวทนาเกิดแต่ชิวหาสัมผัส          
			<remark  id="s2b17c58l23" />เวทนาเกิดแต่กายสัมผัส เวทนาเกิดแต่มโนสัมผัส. ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่าเวทนา ความ     
			<remark  id="s2b17c58l24" />เกิดขึ้นแห่งเวทนา ย่อมมีเพราะความเกิดขึ้นแห่งผัสสะ ความดับแห่งเวทนา ย่อมมีเพราะความ      
		</para>
	</section>
	<section id="s2b17c59" >
		<para id="s2b17c59p">
			<remark  id="s2b17c59l1" />ดับแห่งผัสสะ อริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘ ประการ คือ สัมมาทิฏฐิ ฯลฯ สัมมาสมาธิ. นี้          
			<remark  id="s2b17c59l2" />แลเป็นปฏิปทาอันให้ถึงความดับแห่งเวทนา. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใด        
			<remark  id="s2b17c59l3" />เหล่าหนึ่ง รู้ยิ่งซึ่งเวทนาอย่างนี้ รู้ยิ่งซึ่งความเกิดแห่งเวทนาอย่างนี้ รู้ยิ่งซึ่งความดับแห่งเวทนา    
			<remark  id="s2b17c59l4" />อย่างนี้ รู้ยิ่งซึ่งปฏิปทาอันให้ถึงความดับแห่งเวทนาอย่างนี้ ปฏิบัติแล้วเพื่อความหน่าย เพื่อ             
			<remark  id="s2b17c59l5" />ความคลายกำหนัด เพื่อความดับเวทนา สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น ชื่อว่าปฏิบัติดีแล้ว ชน        
			<remark  id="s2b17c59l6" />เหล่าใด ปฏิบัติดีแล้ว ชนเหล่านั้น ชื่อว่า ย่อมหยั่งลงในธรรมวินัยนี้. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็
			<remark  id="s2b17c59l7" />สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง รู้ยิ่งซึ่งเวทนาอย่างนี้ รู้ยิ่งซึ่งความเกิดแห่งเวทนาอย่างนี้          
			<remark  id="s2b17c59l8" />รู้ยิ่งซึ่งความดับแห่งเวทนาอย่างนี้ รู้ยิ่งซึ่งข้อปฏิบัติอันให้ถึงความดับแห่งเวทนาอย่างนี้ เป็นผู้      
			<remark  id="s2b17c59l9" />หลุดพ้นแล้ว เพราะเบื่อหน่าย เพราะคลายกำหนัด เพราะความดับ เพราะไม่ถือมั่นเวทนา            
			<remark  id="s2b17c59l10" />สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น ชื่อว่า หลุดพ้นดีแล้ว สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใด หลุดพ้นดีแล้ว      
			<remark  id="s2b17c59l11" />สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น เป็นผู้มีกำลังสามารถเป็นของตน สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใด            
			<remark  id="s2b17c59l12" />เป็นผู้มีกำลังสามารถเป็นของตน ความเวียนวนเพื่อความปรากฏ ย่อมไม่มีแก่สมณะหรือพราหมณ์      
			<remark  id="s2b17c59l13" />เหล่านั้น.    
			<remark  id="s2b17c59l14" />	[๑๑๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัญญาเป็นไฉน? ดูกรภิกษุทั้งหลาย สัญญา ๖ หมวดนี้           
			<remark  id="s2b17c59l15" />คือ ความสำคัญในรูป ความสำคัญในเสียง ความสำคัญในกลิ่น ความสำคัญในรส ความสำคัญ             
			<remark  id="s2b17c59l16" />ในโผฏฐัพพะ ความสำคัญในธรรมารมณ์. ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่าสัญญา. ความเกิดขึ้น        
			<remark  id="s2b17c59l17" />แห่งสัญญา ย่อมมี เพราะความเกิดขึ้นแห่งผัสสะ ความดับแห่งสัญญา ย่อมมี เพราะความดับแห่ง     
			<remark  id="s2b17c59l18" />ผัสสะ อริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘ ประการ คือ สัมมาทิฏฐิ ฯลฯ สัมมาสมาธิ. นี้แลเป็น           
			<remark  id="s2b17c59l19" />ปฏิปทาอันให้ถึงความดับแห่งสัญญา. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง    
			<remark  id="s2b17c59l20" />รู้ยิ่งซึ่งสัญญาอย่างนี้ ฯลฯ ความวนเวียนเพื่อความปรากฏ ย่อมไม่มี แก่สมณะหรือพราหมณ์      
			<remark  id="s2b17c59l21" />เหล่านั้น.    
			<remark  id="s2b17c59l22" />	[๑๑๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สังขารเป็นไฉน? ดูกรภิกษุทั้งหลาย เจตนา ๖ หมวดนี้          
			<remark  id="s2b17c59l23" />คือ รูปสัญเจตนา สัททสัญเจตนา คันธสัญเจตนา รสสัญเจตนา โผฏฐัพพสัญเจตนา ธรรม 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b17c60" >
		<para id="s2b17c60p">
			<remark  id="s2b17c60l1" />สัญเจตนา. ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่าสังขาร. ความเกิดขึ้นแห่งสังขาร ย่อมมีเพราะความ    
			<remark  id="s2b17c60l2" />เกิดขึ้นแห่งผัสสะ ความดับแห่งสังขาร ย่อมมี เพราะความดับแห่งผัสสะ อริยมรรคประกอบ          
			<remark  id="s2b17c60l3" />ด้วยองค์ ๘ ประการ คือ สัมมาทิฏฐิ ฯลฯ สัมมาสมาธิ. นี้แลเป็นปฏิปทาอันให้ถึงความดับ         
			<remark  id="s2b17c60l4" />แห่งสังขาร. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง รู้ยิ่งซึ่งสังขารอย่าง  
			<remark  id="s2b17c60l5" />นี้ ฯลฯ ความวนเวียนเพื่อปรากฏ ย่อมไม่มี แก่สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น       
			<remark  id="s2b17c60l6" />	[๑๑๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย วิญญาณเป็นไฉน? ดูกรภิกษุทั้งหลาย วิญญาณ ๖ หมวดนี้           
			<remark  id="s2b17c60l7" />คือ จักขุวิญญาณ โสตวิญญาณ ฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ กายวิญญาณ มโนวิญญาณ. ดูกรภิกษุ           
			<remark  id="s2b17c60l8" />ทั้งหลาย นี้เรียกว่าวิญญาณ. ความเกิดขึ้นแห่งวิญญาณ ย่อมมี เพราะความเกิดขึ้นแห่งนามรูป    
			<remark  id="s2b17c60l9" />ความดับแห่งวิญญาณย่อมมี เพราะความดับแห่งนามรูป อริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘ ประการ           
			<remark  id="s2b17c60l10" />คือสัมมาทิฏฐิ ฯลฯ สัมมาสมาธิ. นี้แลเป็นปฏิปทาอันให้ถึงความดับแห่งวิญญาณ. ดูกรภิกษุทั้ง   
			<remark  id="s2b17c60l11" />หลาย ก็สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง รู้ยิ่งซึ่งวิญญาณอย่างนี้ รู้ยิ่งซึ่งเหตุเกิดแห่ง
			<remark  id="s2b17c60l12" />วิญญาณอย่างนี้ รู้ยิ่งซึ่งความดับแห่งวิญญาณอย่างนี้ รู้ยิ่งซึ่งข้อปฏิบัติอันให้ถึงความดับแห่งวิญญาณ     
			<remark  id="s2b17c60l13" />อย่างนี้ ปฏิบัติแล้ว เพื่อความหน่าย เพื่อความคลายกำหนัด เพื่อความดับวิญญาณ สมณะ          
			<remark  id="s2b17c60l14" />หรือพราหมณ์เหล่านั้น ชื่อว่าปฏิบัติดีแล้ว ชนเหล่าใด ปฏิบัติดีแล้ว ชนเหล่านั้น ชื่อว่าย่อม
			<remark  id="s2b17c60l15" />หยั่งลงในธรรมวินัยนี้. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง รู้ยิ่งซึ่ง  
			<remark  id="s2b17c60l16" />วิญญาณอย่างนี้ รู้ยิ่งซึ่งความเกิดแห่งวิญญาณอย่างนี้ รู้ยิ่งซึ่งความดับแห่งวิญญาณอย่างนี้ รู้ยิ่งซึ่ง   
			<remark  id="s2b17c60l17" />ข้อปฏิบัติอันให้ถึงความดับแห่งวิญญาณอย่างนี้ เป็นผู้หลุดพ้นแล้ว เพราะเบื่อหน่าย เพราะคลาย
			<remark  id="s2b17c60l18" />กำหนัด เพราะความดับ เพราะไม่ถือมั่นวิญญาณ สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น ชื่อว่าหลุด           
			<remark  id="s2b17c60l19" />พ้นดีแล้ว สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใด หลุดพ้นดีแล้ว สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น เป็นผู้มี        
			<remark  id="s2b17c60l20" />กำลังสามารถเป็นของตน สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเป็นผู้มีกำลังสามารถเป็นของตน ความ            
			<remark  id="s2b17c60l21" />วนเวียนเพื่อความปรากฏ ย่อมไม่มีแก่สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น.
			<remark  id="s2b17c60l22" />		            จบ สูตรที่ ๔. 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b17c61" >
		<para id="s2b17c61p">
			<remark  id="s2b17c61l1" />		          ๕. สัตตัฏฐานสูตร     
			<remark  id="s2b17c61l2" />		      ว่าด้วยการรู้ขันธ์ ๕ โดยฐานะ            
			<remark  id="s2b17c61l3" />	[๑๑๘] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้:  
			<remark  id="s2b17c61l4" />     สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิก         
			<remark  id="s2b17c61l5" />เศรษฐี ใกล้พระนครสาวัตถี. ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคได้ตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า ดูกร   
			<remark  id="s2b17c61l6" />ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระดำรัสของพระผู้มีพระภาค. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า    
			<remark  id="s2b17c61l7" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ฉลาดในฐานะ ๗ ประการ ผู้เพ่งพินิจโดยวิธี ๓ ประการ เราเรียกว่า   
			<remark  id="s2b17c61l8" />ยอดบุรุษ ผู้เสร็จกิจ อยู่จบพรหมจรรย์ ในธรรมวินัยนี้. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุผู้ฉลาดใน  
			<remark  id="s2b17c61l9" />ในฐานะ ๗ ประการ เป็นอย่างไร? ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ รู้ชัดซึ่งรูป เหตุเกิด
			<remark  id="s2b17c61l10" />แห่งรูป ความดับแห่งรูป ปฏิปทาอันให้ถึงความดับแห่งรูป คุณแห่งรูป โทษแห่งรูป และ           
			<remark  id="s2b17c61l11" />อุบายเครื่องสลัดออกแห่งรูป. รู้ชัดเวทนา ฯลฯ สัญญา ฯลฯ สังขาร ฯลฯ วิญญาณ เหตุเกิด         
			<remark  id="s2b17c61l12" />แห่งวิญญาณ ความดับแห่งวิญญาณ ปฏิปทาอันให้ถึงความดับแห่งวิญญาณ คุณแห่งวิญญาณ              
			<remark  id="s2b17c61l13" />โทษแห่งวิญญาณ และอุบายเครื่องสลัดออกแห่งวิญญาณ.            
			<remark  id="s2b17c61l14" />	[๑๑๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็รูปเป็นไฉน? มหาภูตรูป ๔ และรูปที่อาศัยมหาภูตรูป ๔         
			<remark  id="s2b17c61l15" />นี้เรียกว่ารูป. ความเกิดขึ้นแห่งรูป ย่อมมีเพราะความเกิดขึ้นแห่งอาหาร ความดับแห่งรูป ย่อม 
			<remark  id="s2b17c61l16" />มีเพราะความดับแห่งอาหาร อริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ คือ สัมมาทิฏฐิ ฯลฯ สัมมาสมาธิ.       
			<remark  id="s2b17c61l17" />นี้แลเป็นปฏิปทาอันให้ถึงความดับแห่งรูป. ความสุขโสมนัสอาศัยรูปนี้เกิดขึ้น นี้เป็นคุณแห่งรูป              
			<remark  id="s2b17c61l18" />รูปไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา นี้เป็นโทษแห่งรูป การกำจัดฉันทราคะ        
			<remark  id="s2b17c61l19" />การละฉันทราคะในรูปเสียได้ นี้เป็นอุบายเครื่องสลัดออกแห่งรูป. ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมณะ      
			<remark  id="s2b17c61l20" />หรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง รู้ยิ่งซึ่งรูป เหตุเกิดแห่งรูป ความดับแห่งรูป ปฏิปทาอันให้ถึง              
			<remark  id="s2b17c61l21" />ความดับแห่งรูป คุณแห่งรูป โทษแห่งรูป และอุบายเครื่องสลัดออกแห่งรูป อย่างนี้ๆ แล้ว        
			<remark  id="s2b17c61l22" />ปฏิบัติ เพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อคลายกำหนัด เพื่อดับรูป สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น         
			<remark  id="s2b17c61l23" />ปฏิบัติดีแล้ว สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดปฏิบัติดีแล้ว สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น ชื่อว่า       
			<remark  id="s2b17c61l24" />ย่อมหยั่งลงในธรรมวินัยนี้. ส่วน สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง รู้ยิ่งซึ่งรูป เหตุเกิด 
			<remark  id="s2b17c61l25" />แห่งรูป ความดับแห่งรูป ปฏิปทาอันให้ถึงความดับแห่งรูป คุณแห่งรูป โทษแห่งรูป และ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b17c62" >
		<para id="s2b17c62p">
			<remark  id="s2b17c62l1" />อุบายเครื่องสลัดออกแห่งรูป อย่างนี้ๆ แล้ว หลุดพ้นไป เพราะความเบื่อหน่าย คลายกำหนัด       
			<remark  id="s2b17c62l2" />ความดับ (และ) เพราะไม่ถือมั่นรูป สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น ชื่อว่าหลุดพ้นดีแล้ว สมณะ      
			<remark  id="s2b17c62l3" />หรือพราหมณ์เหล่าใด หลุดพ้นดีแล้ว สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น เป็นอันเสร็จกิจ สมณะ           
			<remark  id="s2b17c62l4" />หรือพราหมณ์เหล่าใดเสร็จกิจ สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น ย่อมไม่มีวัฏฏะเพื่อความปรากฏอีก.     
			<remark  id="s2b17c62l5" />	[๑๒๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็เวทนาเป็นไฉน? สัญญา ๖ หมวดนี้ คือ เวทนาเกิด
			<remark  id="s2b17c62l6" />เพราะจักขุสัมผัส ฯลฯ เวทนาเกิดเพราะมโนสัมผัส. นี้เรียกว่าเวทนา. ความเกิดขึ้นแห่งเวทนา    
			<remark  id="s2b17c62l7" />ย่อมมีเพราะความเกิดขึ้นแห่งผัสสะ ความดับแห่งเวทนา ย่อมมีเพราะความดับแห่งผัสสะ            
			<remark  id="s2b17c62l8" />อริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ คือ สัมมาทิฏฐิ ฯลฯ สัมมาสมาธิ. นี้แลเป็นปฏิปทาอันให้ถึง      
			<remark  id="s2b17c62l9" />ความดับแห่งเวทนา ฯลฯ สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น ย่อมไม่มีวัฏฏะเพื่อความปรากฏอีก.           
			<remark  id="s2b17c62l10" />	[๑๒๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัญญาเป็นไฉน? สัญญา ๖ หมวดนี้ คือ รูปสัญญา 
			<remark  id="s2b17c62l11" />สัททสัญญา คันธสัญญา รสสัญญา โผฏฐัพพสัญญา ธรรมสัญญา. นี้เรียกว่าสัญญา. ความ
			<remark  id="s2b17c62l12" />เกิดขึ้นแห่งสัญญา ย่อมมีเพราะความเกิดขึ้นแห่งผัสสะ ความดับแห่งสัญญา ย่อมมีเพราะความ      
			<remark  id="s2b17c62l13" />ดับแห่งผัสสะ อริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ คือ สัมมาทิฏฐิ ฯลฯ สัมมาสมาธิ. นี้แลเป็น        
			<remark  id="s2b17c62l14" />ปฏิปทาอันให้ถึงความดับแห่งสัญญา ฯลฯ สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น ย่อมไม่มีวัฏฏะเพื่อ         
			<remark  id="s2b17c62l15" />ความปรากฏอีก. 
			<remark  id="s2b17c62l16" />	[๑๒๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สังขารเป็นไฉน? เจตนา ๖ หมวดนี้ คือรูปสัญเจตนา
			<remark  id="s2b17c62l17" />ฯลฯ ธรรมสัญเจตนา. นี้เรียกว่าสังขาร. ความเกิดขึ้นแห่งสังขาร ย่อมมีเพราะความเกิดขึ้น      
			<remark  id="s2b17c62l18" />แห่งผัสสะ ความดับแห่งสังขาร ย่อมมีเพราะความดับแห่งผัสสะ อริยมรรคอันประกอบ 
			<remark  id="s2b17c62l19" />ด้วยองค์ ๘ คือ สัมมาทิฏฐิ ฯลฯ สัมมาสมาธิ. นี้แลเป็นปฏิปทาอันให้ถึงความดับแห่ง            
			<remark  id="s2b17c62l20" />สังขาร ฯลฯ สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น ย่อมไม่มีวัฏฏะเพื่อความปรากฏอีก.      
			<remark  id="s2b17c62l21" />	[๑๒๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็วิญญาณเป็นไฉน? วิญญาณ ๖ หมวดนี้ คือ จักขุ  
			<remark  id="s2b17c62l22" />วิญญาณ โสตวิญญาณ ฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ กายวิญญาณ มโนวิญญาณ นี้เรียกว่า    
			<remark  id="s2b17c62l23" />วิญญาณ. ความเกิดขึ้นแห่งวิญญาณ ย่อมมีเพราะความเกิดขึ้นแห่งนามรูป ความดับแห่ง             
			<remark  id="s2b17c62l24" />วิญญาณ ย่อมมีเพราะความดับแห่งนามรูป อริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ คือ สัมมาทิฏฐิ ฯลฯ       
			<remark  id="s2b17c62l25" />สัมมาสมาธิ. นี้แล เป็นปฏิปทาอันให้ถึงความดับแห่งวิญญาณ. สุขโสมนัสอาศัยวิญญาณเกิดขึ้น     
		</para>
	</section>
	<section id="s2b17c63" >
		<para id="s2b17c63p">
			<remark  id="s2b17c63l1" />นี้เป็นคุณแห่งวิญญาณ วิญญาณไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา นี้เป็นโทษ        
			<remark  id="s2b17c63l2" />แห่งวิญญาณ การกำจัดฉันทราคะ การละฉันทราคะในวิญญาณ นี้เป็นความสลัดออกแห่ง  
			<remark  id="s2b17c63l3" />วิญญาณ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง รู้ยิ่งซึ่งวิญญาณ เหตุ      
			<remark  id="s2b17c63l4" />เกิดแห่งวิญญาณ ความดับแห่งวิญญาณ ปฏิปทาอันให้ถึงความดับแห่งวิญญาณ คุณแห่ง 
			<remark  id="s2b17c63l5" />วิญญาณ โทษแห่งวิญญาณ และอุบายเครื่องสลัดออกแห่งวิญญาณ อย่างนี้ๆ แล้ว ปฏิบัติ             
			<remark  id="s2b17c63l6" />เพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อคลายกำหนัด เพื่อดับวิญญาณ สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น ชื่อว่า      
			<remark  id="s2b17c63l7" />ปฏิบัติดีแล้ว สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใด ปฏิบัติดีแล้ว สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น ชื่อว่า      
			<remark  id="s2b17c63l8" />ย่อมหลั่งลงในธรรมวินัยนี้. สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง รู้ยิ่งซึ่งวิญญาณ เหตุเกิด   
			<remark  id="s2b17c63l9" />แห่งวิญญาณ ความดับแห่งวิญญาณ ปฏิปทาอันให้ถึงความดับแห่งวิญญาณ คุณแห่งวิญญาณ              
			<remark  id="s2b17c63l10" />โทษแห่งวิญญาณ อุบายเครื่องสลัดออกแห่งวิญญาณ อย่างนี้ๆ แล้ว หลุดพ้นไป เพราะความ           
			<remark  id="s2b17c63l11" />เบื่อหน่าย เพราะคลายกำหนัด เพราะดับ เพราะไม่ถือมั่นวิญญาณ สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น       
			<remark  id="s2b17c63l12" />หลุดพ้นดีแล้ว สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใด หลุดพ้นดีแล้ว สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น              
			<remark  id="s2b17c63l13" />เป็นอันเสร็จกิจแล้ว สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเสร็จกิจแล้ว สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น          
			<remark  id="s2b17c63l14" />ย่อมไม่มีวัฏฏะเพื่อความปรากฏอีก.            
			<remark  id="s2b17c63l15" />	[๑๒๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุเป็นผู้เพ่งพินิจโดยวิธี ๓ ประการ เป็นอย่างไร?        
			<remark  id="s2b17c63l16" />ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมเพ่งพินิจโดยความเป็นธาตุประการหนึ่ง โดยความเป็นอายตนะประการ      
			<remark  id="s2b17c63l17" />หนึ่ง โดยความเป็นปฏิจจสมุปบาทประการหนึ่ง. ดูกรภิกษุทั้งหลาย อย่างนี้แล ภิกษุย่อมเป็นผู้  
			<remark  id="s2b17c63l18" />เพ่งพินิจโดยวิธี ๓ ประการ. ภิกษุฉลาดในฐานะ ๗ ประการ ผู้เพ่งพินิจโดยวิธี ๓ ประการ เรา     
			<remark  id="s2b17c63l19" />เรียกว่า ยอดบุรุษ ผู้เสร็จกิจ อยู่จบพรหมจรรย์ในธรรมวินัยนี้.              
			<remark  id="s2b17c63l20" />		            จบ สูตรที่ ๕.      
			<remark  id="s2b17c63l21" />		            ๖. พุทธสูตร        
			<remark  id="s2b17c63l22" />		   ว่าด้วยเหตุให้สำเร็จเป็นพระพุทธเจ้า        
			<remark  id="s2b17c63l23" />	[๑๒๕] พระนครสาวัตถี ฯลฯ ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุ              
			<remark  id="s2b17c63l24" />ทั้งหลาย พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า หลุดพ้นเพราะเบื่อหน่าย เพราะคลายกำหนัด           
			<remark  id="s2b17c63l25" />เพราะดับ เพราะไม่ถือมั่นรูป ... เวทนา ... สัญญา ... สังขาร ... วิญญาณ เทวดาและมนุษย์  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b17c64" >
		<para id="s2b17c64p">
			<remark  id="s2b17c64l1" />ต่างพากันเรียกว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้า. ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้ภิกษุผู้หลุดพ้นได้ด้วยปัญญา  
			<remark  id="s2b17c64l2" />หลุดพ้นแล้ว เพราะเบื่อหน่าย เพราะคลายกำหนัด เพราะดับ เพราะไม่ถือมั่นรูป ... เวทนา ...    
			<remark  id="s2b17c64l3" />สัญญา ... สังขาร ... วิญญาณ เราเรียกว่า ผู้หลุดพ้นได้ด้วยปัญญา.           
			<remark  id="s2b17c64l4" />	[๑๒๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในข้อนั้นจะมีอะไรเป็นข้อแปลกกัน จะมีอะไรเป็นข้อ             
			<remark  id="s2b17c64l5" />ประสงค์ที่ยิ่งกว่ากัน จะมีอะไรเป็นเหตุทำให้ต่างกัน ระหว่างพระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า 
			<remark  id="s2b17c64l6" />กับภิกษุผู้หลุดพ้นได้ด้วยปัญญา?             
			<remark  id="s2b17c64l7" />     ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ธรรมของข้าพระองค์ทั้งหลาย มีพระผู้    
			<remark  id="s2b17c64l8" />มีพระภาคเป็นรากฐาน เป็นแบบฉบับ เป็นที่อิงอาศัย ขอประทานพระวโรกาส ขออรรถแห่ง              
			<remark  id="s2b17c64l9" />ภาษิตนี้ จงแจ่มแจ้งกะพระผู้มีพระภาคทีเดียวเถิด ภิกษุทั้งหลาย ได้สดับต่อพระผู้มีพระภาคแล้ว
			<remark  id="s2b17c64l10" />จักทรงจำไว้.  
			<remark  id="s2b17c64l11" />     พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ถ้าอย่างนั้น เธอทั้งหลายจงฟัง จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าว.       
			<remark  id="s2b17c64l12" />ภิกษุเหล่านั้น ทูลรับพระผู้มีพระภาคแล้ว. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย      
			<remark  id="s2b17c64l13" />พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ยังทางที่ยังไม่เกิดให้เกิด ยังประชุมชนให้รู้จักมรรคที่ใครๆ
			<remark  id="s2b17c64l14" />ไม่รู้จัก บอกทางที่ยังไม่มีใครบอก เป็นผู้รู้จักทาง ประกาศทางให้ปรากฏ ฉลาดในทาง. ดูกร     
			<remark  id="s2b17c64l15" />ภิกษุทั้งหลาย ก็สาวกทั้งหลาย ในบัดนี้ เป็นผู้ที่ดำเนินไปตามทาง เป็นผู้ตามมาในภายหลัง.    
			<remark  id="s2b17c64l16" />อันนี้แล เป็นข้อแปลกกัน อันนี้ เป็นข้อประสงค์ยิ่งกว่ากัน อันนี้ เป็นเหตุทำให้ต่างกัน     
			<remark  id="s2b17c64l17" />ระหว่างพระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า กับภิกษุผู้หลุดพ้นได้ด้วยปัญญา.     
			<remark  id="s2b17c64l18" />		            จบ สูตรที่ ๖.      
			<remark  id="s2b17c64l19" />		           ๗. ปัญวัคคิยสูตร    
			<remark  id="s2b17c64l20" />		        ว่าด้วยลักษณะแห่งอนัตตา
			<remark  id="s2b17c64l21" />	[๑๒๗] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ใกล้  
			<remark  id="s2b17c64l22" />พระนครพาราณาสี. ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาค ตรัสเรียกภิกษุเบญจวัคคีย์ ฯลฯ แล้ว            
			<remark  id="s2b17c64l23" />ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย รูปมิใช่ตัวตน. ก็หากว่ารูปนี้จักเป็นตัวตนแล้วไซร้ รูปนี้ ก็คงไม่เป็น          
			<remark  id="s2b17c64l24" />ไปเพื่ออาพาธ ทั้งยังจะได้ตามความปรารถนาในรูปว่า ขอรูปของเรา จงเป็นอย่างนี้เถิด อย่าได้  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b17c65" >
		<para id="s2b17c65p">
			<remark  id="s2b17c65l1" />เป็นอย่างนั้นเลย. ก็เพราะเหตุที่รูปมิใช่ตัวตน ฉะนั้นรูปจึงเป็นไปเพื่ออาพาธ และไม่ได้ตาม  
			<remark  id="s2b17c65l2" />ความปรารถนาในรูปว่า ขอรูปของเรา จงเป็นอย่างนี้เถิด อย่างได้เป็นอย่างนั้นเลย. ดูกรภิกษุ   
			<remark  id="s2b17c65l3" />ทั้งหลาย เวทนา มิใช่ตัวตน. ก็หากเวทนานี้ จักเป็นตัวตนแล้วไซร้ ก็คงไม่เป็นไปเพื่ออาพาธ    
			<remark  id="s2b17c65l4" />ทั้งยังจะได้ตามความปรารถนาว่า ขอเวทนาของเรา จงเป็นอย่างนี้เถิด อย่าได้เป็นอย่างนั้นเลย.  
			<remark  id="s2b17c65l5" />ก็เพราะเหตุที่เวทนามิใช่ตัวตน ฉะนั้น เวทนาจึงเป็นไปเพื่ออาพาธ และไม่ได้ตามความปรารถนา    
			<remark  id="s2b17c65l6" />ในเวทนาว่า ขอเวทนาของเรา จงเป็นอย่างนี้เถิด อย่าได้เป็นอย่างนั้นเลย. ดูกรภิกษุทั้งหลาย   
			<remark  id="s2b17c65l7" />สัญญามิใช่ตัวตน. ก็หากสัญญานี้จักเป็นตัวตนแล้วไซร้ ก็คงไม่เป็นไปเพื่ออาพาธ ทั้งยังจะได้  
			<remark  id="s2b17c65l8" />ตามความปรารถนาในสัญญาว่า ขอสัญญาของเรา จงเป็นอย่างนี้เถิด อย่าได้เป็นอย่างนั้นเลย. ก็    
			<remark  id="s2b17c65l9" />เพราะเหตุที่สัญญามิใช่ตัวตน ฉะนั้น สัญญจึงเป็นไปเพื่ออาพาธ และไม่ได้ตามความปรารถนาใน     
			<remark  id="s2b17c65l10" />สัญญาว่า ขอสัญญาของเรา จงเป็นอย่างนี้เถิด อย่าได้เป็นอย่างนั้นเลย. ดูกรภิกษุทั้งหลาย     
			<remark  id="s2b17c65l11" />สังขารมิใช่ตัวตน. ก็หากสังขารนี้ จักเป็นตัวตนแล้วไซร้ ก็คงไม่เป็นไปเพื่ออาพาธ ทั้งยังจะได้              
			<remark  id="s2b17c65l12" />ตามความปรารถนาในสังขารว่า ขอสังขารของเรา จงเป็นอย่างนี้เถิด อย่าได้เป็นอย่างนั้นเลย.     
			<remark  id="s2b17c65l13" />ก็เพราะเหตุที่สังขารมิใช่ตัวตน ฉะนั้น สังขารจึงเป็นไปเพื่ออาพาธ และไม่ได้ตามความปรารถนา  
			<remark  id="s2b17c65l14" />ในสังขารว่า ขอสังขารของเรา จงเป็นอย่างนี้เถิด อย่าได้เป็นอย่างนั้นเลย. ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
			<remark  id="s2b17c65l15" />วิญญาณมิใช่ตัวตน ก็หากวิญญาณนี้ จักเป็นตัวตนแล้วไซร้ ก็คงไม่เป็นไปเพื่ออาพาธ ทั้งยังจะ   
			<remark  id="s2b17c65l16" />ได้ตามความปรารถนาในวิญญาณว่า ขอวิญญาณของเรา จงเป็นอย่างนี้เถิด อย่าได้เป็นอย่างนั้น      
			<remark  id="s2b17c65l17" />เลย. ก็เพราะเหตุที่วิญญาณมิใช่ตัวตน ฉะนั้น วิญญาณจึงเป็นไปเพื่ออาพาธ และไม่ได้ตาม        
			<remark  id="s2b17c65l18" />ความปรารถนาในวิญญาณว่า ขอวิญญาณของเรา จงเป็นอย่างนี้เถิด อย่าได้เป็นอย่างนั้นเลย.        
			<remark  id="s2b17c65l19" />	[๑๒๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน รูปเที่ยง หรือ         
			<remark  id="s2b17c65l20" />ไม่เที่ยง?    
			<remark  id="s2b17c65l21" />     ภิกษุเหล่านั้น กราบทูลว่า ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า.       
			<remark  id="s2b17c65l22" />     พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า?
			<remark  id="s2b17c65l23" />     ภิ. เป็นทุกข์ พระเจ้าข้า.              
			<remark  id="s2b17c65l24" />     พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ควรหรือหนอ ที่จะ             
			<remark  id="s2b17c65l25" />ตามเห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นตัวตนของเรา? 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b17c66" >
		<para id="s2b17c66p">
			<remark  id="s2b17c66l1" />     ภิ. ไม่ควรเห็นอย่างนั้น พระเจ้าข้า.    
			<remark  id="s2b17c66l2" />     พ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน เวทนา สัญญา
			<remark  id="s2b17c66l3" />สังขาร วิญญาณเที่ยงหรือไม่เที่ยง?           
			<remark  id="s2b17c66l4" />     ภิ. ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า.              
			<remark  id="s2b17c66l5" />     พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือสุขเล่า?    
			<remark  id="s2b17c66l6" />     ภิ. เป็นทุกข์ พระเจ้าข้า.              
			<remark  id="s2b17c66l7" />     พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ควรหรือหนอ ที่จะตาม          
			<remark  id="s2b17c66l8" />เห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นตัวตนของเรา?    
			<remark  id="s2b17c66l9" />     ภิ. ไม่ควรเห็นอย่างนั้น พระเจ้าข้า.    
			<remark  id="s2b17c66l10" />	[๑๒๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุนั้นแหละ รูปอย่างใดอย่างหนึ่งทั้งที่เป็นอดีต       
			<remark  id="s2b17c66l11" />อนาคต และปัจจุบัน เป็นภายในหรือภายนอก หยาบหรือละเอียด เลวหรือประณีต ทั้งที่อยู่          
			<remark  id="s2b17c66l12" />ในที่ไกลหรือใกล้ รูปทั้งหมดนั้น เธอทั้งหลายพึงเห็นด้วยปัญญาอันชอบ ตามความเป็นจริง        
			<remark  id="s2b17c66l13" />อย่างนี้ว่า นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่เป็นเรา นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา. เวทนาอย่างใดอย่างหนึ่ง
			<remark  id="s2b17c66l14" />ทั้งที่เป็นอดีต อนาคตและปัจจุบัน ฯลฯ ทั้งที่อยู่ไกลหรือใกล้ เวทนาทั้งหมดนั้น เธอ         
			<remark  id="s2b17c66l15" />ทั้งหลาย พึงเห็นด้วยปัญญาอันชอบ ตามความเป็นจริง อย่างนี้ว่า นั้นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่     
			<remark  id="s2b17c66l16" />เป็นเรา นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา. สัญญาอย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งที่เป็นอดีต อนาคต และ          
			<remark  id="s2b17c66l17" />ปัจจุบัน ฯลฯ ทั้งที่อยู่ไกลหรือใกล้ สัญญาทั้งหมดนั้น เธอทั้งหลาย พึงเห็นด้วยปัญญา        
			<remark  id="s2b17c66l18" />อันชอบ ตามความเป็นจริง อย่างนี้ว่า นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่เป็นเรา นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา.
			<remark  id="s2b17c66l19" />สังขารเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ทั้งที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน ฯลฯ ทั้งที่อยู่ไกลหรือใกล้     
			<remark  id="s2b17c66l20" />สังขารทั้งหมดนั้น เธอทั้งหลาย พึงเห็นด้วยปัญญาอันชอบ ตามความเป็นจริง อย่างนี้ว่า นั่น    
			<remark  id="s2b17c66l21" />ไม่ใช่ของเรา นั่นไม่เป็นเรา นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา. วิญญาณอย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งที่เป็นอดีต              
			<remark  id="s2b17c66l22" />อนาคต และปัจจุบัน เป็นภายในหรือภายนอก หยาบหรือละเอียด เลวหรือประณีต ทั้งที่อยู่          
			<remark  id="s2b17c66l23" />ไกลหรือใกล้ วิญญาณทั้งหมดนั้น เธอทั้งหลาย พึงเห็นด้วยปัญญาอันชอบ ตามความเป็นจริง         
			<remark  id="s2b17c66l24" />อย่างนี้ว่า นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่เป็นเรา นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา.        
			<remark  id="s2b17c66l25" />	[๑๓๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว เห็นอย่างนี้ ย่อมเบื่อหน่ายแม้ใน     
			<remark  id="s2b17c66l26" />รูป แม้ในเวทนา แม้ในสัญญา แม้ในสังขาร แม้ในวิญญาณ เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมคลายกำหนัด  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b17c67" >
		<para id="s2b17c67p">
			<remark  id="s2b17c67l1" />เพราะคลายกำหนัด จึงหลุดพ้น. เมื่อหลุดพ้นแล้ว ย่อมมีญาณหยั่งรู้ว่า หลุดพ้นแล้ว. รู้ชัดว่า 
			<remark  id="s2b17c67l2" />ชาติสิ้นแล้ว  พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้   
			<remark  id="s2b17c67l3" />มิได้มี.      
			<remark  id="s2b17c67l4" />     พระผู้มีพระภาค ได้ตรัสอนัตตลักขณสูตรนี้ จบลงแล้ว ภิกษุเบญจวัคคีย์ต่างมีใจยินดี      
			<remark  id="s2b17c67l5" />ชื่นชมพระภาษิตของผู้มีพระภาค ก็แหละเมื่อพระผู้มีพระภาคกำลังตรัสไวยากรณภาษิตนี้อยู่ ภิกษุ 
			<remark  id="s2b17c67l6" />เบญจวัคคีย์ ก็มีจิตหลุดพ้นจากอาสวะ เพราะไม่ถือมั่น.        
			<remark  id="s2b17c67l7" />		            จบ สูตรที่ ๗.      
			<remark  id="s2b17c67l8" />		            ๘. มหาลิสูตร       
			<remark  id="s2b17c67l9" />		     ว่าด้วยเหตุปัจจัยแห่งความบริสุทธิ์       
			<remark  id="s2b17c67l10" />	[๑๓๑] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ กูฏาคารศาลาป่ามหาวัน ใกล้พระนคร          
			<remark  id="s2b17c67l11" />เวสาลี. ครั้งนั้นแล เจ้ามหาลิลิจฉวีได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายอภิวาทแล้ว นั่ง          
			<remark  id="s2b17c67l12" />ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้ว ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ท่าน   
			<remark  id="s2b17c67l13" />ปูรณกัสสปพูดอย่างนี้ว่า เหตุไม่มี ปัจจัยไม่มี เพื่อความเศร้าหมองของสัตว์ สัตว์ทั้งหลายไม่มี             
			<remark  id="s2b17c67l14" />เหตุ ไม่มีปัจจัย ย่อมเศร้าหมองเอง เหตุไม่มี ปัจจัยไม่มี เพื่อความบริสุทธิ์ของสัตว์ สัตว์ 
			<remark  id="s2b17c67l15" />ทั้งหลาย ไม่มีเหตุ ไม่มีปัจจัย ย่อมบริสุทธิ์เอง. ในข้อนี้ พระผู้มีพระภาคตรัสอย่างไร? พระผู้             
			<remark  id="s2b17c67l16" />มีพระภาคตรัสว่า ดูกรมหาลิ เหตุมี ปัจจัยมี เพื่อความเศร้าหมองของสัตว์ สัตว์ทั้งหลายมี     
			<remark  id="s2b17c67l17" />เหตุ มีปัจจัย ย่อมเศร้าหมอง เหตุมี ปัจจัยมี เพื่อความบริสุทธิ์ของสัตว์ สัตว์ทั้งหลายมีเหตุ              
			<remark  id="s2b17c67l18" />มีปัจจัย ย่อมบริสุทธิ์.      
			<remark  id="s2b17c67l19" />     ม. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็เหตุปัจจัยเพื่อความเศร้าหมองของสัตว์เป็นไฉน? สัตว์       
			<remark  id="s2b17c67l20" />ทั้งหลายมีเหตุ มีปัจจัย ย่อมเศร้าหมองอย่างไร?              
			<remark  id="s2b17c67l21" />     พ. ดูกรมหาลิ ก็หากรูปนี้ จะเป็นทุกข์ถ่ายเดียว รังแต่ทุกข์ตามสนอง หยั่งลงสู่ความ     
			<remark  id="s2b17c67l22" />ทุกข์ มิได้ประกอบด้วยสุขบ้างแล้ว สัตว์ทั้งหลาย ก็จะไม่พึงกำหนัดในรูป. ก็เพราะรูปเป็นสุข  
			<remark  id="s2b17c67l23" />สุขตามสนอง หยั่งลงสู่ความสุข มิได้ประกอบด้วยทุกข์เสมอไป ฉะนั้น สัตว์ทั้งหลาย จึง     
		</para>
	</section>
	<section id="s2b17c68" >
		<para id="s2b17c68p">
			<remark  id="s2b17c68l1" />กำหนัดในรูป เพราะกำหนัด จึงถูกประกอบเข้าไว้ เพราะถูกประกอบ จึงเศร้าหมอง ดูกรมหาลิ        
			<remark  id="s2b17c68l2" />แม้ข้อนี้ก็เป็นเหตุ เป็นปัจจัย เพื่อความเศร้าหมองของสัตว์. สัตว์ทั้งหลาย มีเหตุ มีปัจจัย 
			<remark  id="s2b17c68l3" />จึงเศร้าหมอง แม้ด้วยอาการอย่างนี้. ดูกรมหาลิ ก็หากเวทนานี้ เป็นทุกข์ถ่ายเดียว ฯลฯ ก็หาก  
			<remark  id="s2b17c68l4" />สัญญานี้ เป็นทุกข์ถ่ายเดียว ฯลฯ ก็หากสังขารนี้ เป็นทุกข์ถ่ายเดียว ฯลฯ ก็หากวิญญาณนี้     
			<remark  id="s2b17c68l5" />เป็นทุกข์ถ่ายเดียว รังแต่ทุกข์ตามสนอง หยั่งลงสู่ความทุกข์ มิได้ประกอบด้วยสุขบ้างแล้ว     
			<remark  id="s2b17c68l6" />สัตว์ทั้งหลาย ก็จะไม่พึงกำหนัดในวิญญาณ. ก็เพราะวิญญาณเป็นสุข สุขตามสนอง หยั่งลง          
			<remark  id="s2b17c68l7" />สู่ความสุข มิได้ประกอบด้วยทุกข์เสมอไป ฉะนั้น สัตว์ทั้งหลาย จึงกำหนัดในวิญญาณ เพราะ       
			<remark  id="s2b17c68l8" />กำหนัด จึงถูกประกอบเข้าไว้ เพราะถูกประกอบ จึงเศร้าหมอง. ดูกรมหาลิ แม้ข้อนี้แล ก็         
			<remark  id="s2b17c68l9" />เป็นเหตุ เป็นปัจจัย เพื่อความเศร้าหมองของสัตว์. สัตว์ทั้งหลาย มีเหตุ มีปัจจัย จึงเศร้าหมอง              
			<remark  id="s2b17c68l10" />แม้ด้วยอาการอย่างนี้.        
			<remark  id="s2b17c68l11" />	[๑๓๒] ม. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ส่วนเหตุปัจจัย เพื่อความบริสุทธิ์ของสัตว์เป็น        
			<remark  id="s2b17c68l12" />ไฉน? สัตว์ทั้งหลาย มีเหตุ มีปัจจัย ย่อมบริสุทธิ์ได้อย่างไร?
			<remark  id="s2b17c68l13" />     พ. ดูกรมหาลิ ก็หากว่ารูปนี้ จักเป็นสุขถ่ายเดียว สุขตามสนอง หยั่งลงสู่ความสุข        
			<remark  id="s2b17c68l14" />มิได้ประกอบด้วยทุกข์บ้างแล้ว สัตว์ทั้งหลาย ก็จะไม่พึงเบื่อหน่ายในรูป. ก็เพราะรูปเป็นทุกข์
			<remark  id="s2b17c68l15" />ทุกข์ตามสนอง หยั่งลงสู่ความทุกข์ มิได้ประกอบด้วยสุขเสมอไป ฉะนั้น สัตว์ทั้งหลาย จึง       
			<remark  id="s2b17c68l16" />เบื่อหน่ายในรูป เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมคลายกำหนัด เพราะคลายกำหนัดจึงบริสุทธิ์. แม้ข้อนี้แล  
			<remark  id="s2b17c68l17" />ก็เป็นเหตุ เป็นปัจจัย เพื่อความบริสุทธิ์ของสัตว์. สัตว์ทั้งหลาย มีเหตุ มีปัจจัย จึงบริสุทธิ์            
			<remark  id="s2b17c68l18" />แม้ด้วยอาการอย่างนี้. ดูกรมหาลิ ก็หากว่าเวทนาเป็นสุขถ่ายเดียว ฯลฯ สัญญาเป็นสุขถ่ายเดียว  
			<remark  id="s2b17c68l19" />ฯลฯ สังขารเป็นสุขถ่ายเดียว ฯลฯ วิญญาณเป็นสุขถ่ายเดียว สุขตามสนอง หยั่งลงสู่              
			<remark  id="s2b17c68l20" />ความสุข มิได้ประกอบด้วยทุกข์บ้างแล้วไซร้ สัตว์ทั้งหลาย ก็จะไม่พึงเบื่อหน่ายในวิญญาณ.     
			<remark  id="s2b17c68l21" />ก็เพราะวิญญาณเป็นทุกข์ ทุกข์ตามสนอง หยั่งลงสู่ความทุกข์ มิได้ ประกอบด้วยสุขเสมอไป        
			<remark  id="s2b17c68l22" />ฉะนั้น สัตว์ทั้งหลาย จึงเบื่อหน่ายในวิญญาณ เมื่อเบื่อหน่าย  ย่อมคลายกำหนัด เพราะคลาย     
			<remark  id="s2b17c68l23" />กำหนัด จึงบริสุทธิ์ แม้ข้อนี้แล ก็เป็นเหตุ เป็นปัจจัย เพื่อความบริสุทธิ์ของสัตว์. สัตว์  
			<remark  id="s2b17c68l24" />ทั้งหลายมีเหตุ มีปัจจัย จึงบริสุทธิ์ แม้ด้วยอาการอย่างนี้. 
			<remark  id="s2b17c68l25" />		            จบ สูตรที่ ๘.     
		</para>
	</section>
	<section id="s2b17c69" >
		<para id="s2b17c69p">
			<remark  id="s2b17c69l1" />		           ๙. อาทิตตสูตร       
			<remark  id="s2b17c69l2" />		    ว่าด้วยความเป็นของร้อนแห่งขันธ์ ๕         
			<remark  id="s2b17c69l3" />	[๑๓๓] พระนครสาวัตถี ฯลฯ ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุ  
			<remark  id="s2b17c69l4" />ทั้งหลาย รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณร้อนนัก. ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้          
			<remark  id="s2b17c69l5" />ได้สดับแล้ว เห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมเบื่อหน่าย แม้ในรูป แม้ในเวทนา แม้ในสัญญา แม้ใน         
			<remark  id="s2b17c69l6" />สังขาร แม้ในวิญญาณ เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมคลายกำหนัด เพราะคลายกำหนัด ย่อมหลุดพ้น            
			<remark  id="s2b17c69l7" />เมื่อหลุดพ้นแล้ว ก็มีญาณหยั่งรู้แล้ว หลุดพ้นแล้ว รู้ชัดว่าชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว              
			<remark  id="s2b17c69l8" />กิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี.              
			<remark  id="s2b17c69l9" />		            จบ สูตรที่ ๙.      
			<remark  id="s2b17c69l10" />		          ๑๐. นิรุตติปถสูตร    
			<remark  id="s2b17c69l11" />		    ว่าด้วยวิถีทางแห่งนิรุตติ ๓ ประการ        
			<remark  id="s2b17c69l12" />	[๑๓๔] พระนครสาวัตถี. ฯลฯ ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุ             
			<remark  id="s2b17c69l13" />ทั้งหลาย วิถีทาง ๓ ประการ คือ หลักภาษา ชื่อ และบัญญัตินี้? ไม่ถูกทอดทิ้ง และยังไม่       
			<remark  id="s2b17c69l14" />เคยถูกทอดทิ้ง ย่อมไม่ถูกทอดทิ้ง จักไม่ถูกทอดทิ้ง อันสมณพราหมณ์ผู้วิญญูชนไม่คัดค้านแล้ว.  
			<remark  id="s2b17c69l15" />๓ ประการเป็นไฉน? ดูกรภิกษุทั้งหลาย การนับรูปผ่านพ้นไปแล้ว ดับแล้ว แปรปรวนไปแล้ว          
			<remark  id="s2b17c69l16" />ว่าได้มีแล้ว การให้ชื่อรูปนั้นว่า ได้มีแล้ว การบัญญัติรูปนั้นว่า ได้มีแล้ว รูปนั้นไม่นับว่า มี          
			<remark  id="s2b17c69l17" />อยู่ ไม่นับว่า จักมี. การนับเวทนาที่ผ่านพ้นไปแล้ว ดับแล้ว แปรปรวนแล้วว่าได้มีแล้ว การให้ 
			<remark  id="s2b17c69l18" />ชื่อเวทนานั้นว่า ได้มีแล้ว การบัญญัติเวทนานั้นว่า ได้มีแล้ว เวทนานั้นไม่นับว่า มีอยู่ ไม่นับว่า         
			<remark  id="s2b17c69l19" />จักมี. การนับสัญญาที่ผ่านพ้นไปแล้ว ดับแล้ว แปรปรวนไปแล้วว่า ได้มีแล้ว การให้ชื่อ         
			<remark  id="s2b17c69l20" />สัญญานั้นว่า ได้มีแล้ว การบัญญัติสัญญานั้นว่า ได้มีแล้ว สัญญานั้นไม่นับว่า มีอยู่ ไม่นับ 
			<remark  id="s2b17c69l21" />ว่า จักมี การนับสังขารที่ผ่านพ้นไปแล้ว ดับแล้ว แปรปรวนไปแล้วว่า ได้มีแล้ว การให้ชื่อ     
			<remark  id="s2b17c69l22" />สังขารนั้นว่า ได้มีแล้ว การบัญญัติสังขารนั้นว่า ได้มีแล้ว สังขารเหล่านั้นไม่นับว่า มีอยู่ ไม่           
			<remark  id="s2b17c69l23" />นับว่า จักมี การนับวิญญาณที่ผ่านพ้นไปแล้ว ดับแล้ว แปรปรวนไปแล้วว่า ได้มีแล้ว การ  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b17c70" >
		<para id="s2b17c70p">
			<remark  id="s2b17c70l1" />ให้ชื่อวิญญาณนั้นว่า ได้มีแล้ว การบัญญัติวิญญาณนั้นว่า ได้มีแล้ว วิญญาณนั้นไม่นับว่า มีอยู่             
			<remark  id="s2b17c70l2" />ไม่นับว่า จักมีฯ             
			<remark  id="s2b17c70l3" />	[๑๓๕] การนับรูปที่ยังไม่เกิด ยังไม่ปรากฏว่า จักมี การให้ชื่อรูปเช่นนั้นว่า จักมี    
			<remark  id="s2b17c70l4" />และการบัญญัติรูปเช่นนั้นว่า จักมี รูปนั้นไม่นับว่า มีอยู่ ไม่นับว่า มีแล้ว. การนับเวทนาที่              
			<remark  id="s2b17c70l5" />ยังไม่เกิด ยังไม่ปรากฏว่า จักมี การให้ชื่อเวทนาเช่นนั้นว่า จักมี และการบัญญัติเวทนาเช่นนั้น             
			<remark  id="s2b17c70l6" />ว่า จักมี เวทนานั้นไม่นับว่า มีอยู่ ไม่นับว่า มีแล้ว. การนับสัญญาที่ยังไม่เกิด ยังไม่ปรากฏว่า           
			<remark  id="s2b17c70l7" />จักมี การให้ชื่อสัญญาเช่นนั้นว่า จักมี และการบัญญัติสัญญาเช่นนั้นว่า จักมี สัญญานั้นไม่นับ              
			<remark  id="s2b17c70l8" />ว่า มีอยู่ ไม่นับว่า มีแล้ว. การนับสังขารที่ยังไม่เกิด ยังไม่ปรากฏว่า จักมี การให้ชื่อสังขาร            
			<remark  id="s2b17c70l9" />เช่นนั้นว่า จักมี และการบัญญัติ สังขารเช่นนั้นว่า จักมี สังขารเหล่านั้นไม่นับว่า มีอยู่  
			<remark  id="s2b17c70l10" />ไม่นับว่า มีแล้ว. การนับวิญญาณที่ยังไม่เกิด ยังไม่ปรากฏว่า จักมี การให้ชื่อวิญญาณเช่นนั้นว่า            
			<remark  id="s2b17c70l11" />จักมี และการบัญญัติวิญญาณเช่นนั้นว่า จักมี วิญญาณนั้นไม่นับว่า มีอยู่ ไม่นับว่า มีแล้ว.  
			<remark  id="s2b17c70l12" />	[๑๓๖] การนับรูปที่เกิดแล้ว ปรากฏแล้วว่า มีอยู่ การให้ชื่อรูปนั้นว่า มีอยู่ และ      
			<remark  id="s2b17c70l13" />การบัญญัติรูปเช่นนั้นว่า มีอยู่ รูปนั้นไม่นับว่า มีแล้ว ไม่นับว่า จักมี. การนับเวทนาที่เกิดแล้ว         
			<remark  id="s2b17c70l14" />ปรากฏแล้วว่า มีอยู่ การให้ชื่อเวทนาเช่นนั้นว่า มีอยู่ และการบัญญัติเวทนาเช่นนั้นว่า มีอยู่              
			<remark  id="s2b17c70l15" />เวทนานั้นไม่นับว่า มีแล้ว ไม่นับว่า จักมี. การนับสัญญาที่เกิดแล้ว ปรากฏแล้วว่า มีอยู่    
			<remark  id="s2b17c70l16" />การให้ชื่อสัญญาเช่นนั้นว่า มีอยู่ และการบัญญัติสัญญาเช่นนั้นว่า มีอยู่ สัญญานั้นไม่นับว่า มี            
			<remark  id="s2b17c70l17" />แล้ว ไม่นับว่า จักมี. การนับสังขารที่เกิดแล้ว ปรากฏแล้วว่า มีอยู่ การให้ชื่อสังขารเช่นนั้นว่า           
			<remark  id="s2b17c70l18" />มีอยู่ และการบัญญัติสังขารเช่นนั้นว่า มีอยู่ สังขารเหล่านั้น ไม่นับว่า มีแล้ว ไม่นับว่า จักมี.          
			<remark  id="s2b17c70l19" />การนับวิญญาณที่เกิดแล้ว ปรากฏแล้วว่า มีอยู่ การให้ชื่อวิญญาณเช่นนั้นว่า มีอยู่ และการบัญญัติ            
			<remark  id="s2b17c70l20" />วิญญาณเช่นนั้นว่า มีอยู่ วิญญาณนั้นไม่นับว่า มีแล้ว ไม่นับว่า จักมี. ดูกรภิกษุทั้งหลาย   
			<remark  id="s2b17c70l21" />วิถีทาง ๓ ประการ คือ หลักภาษา การตั้งชื่อ และบัญญัติ  เหล่านี้แล ไม่ถูกทอดทิ้งแล้ว       
			<remark  id="s2b17c70l22" />ยังไม่เคยถูกทอดทิ้ง ย่อมไม่ถูกทอดทิ้ง จักไม่ถูกทอดทิ้ง อันสมณพราหมณ์ผู้เป็นวิญญูชนไม่    
			<remark  id="s2b17c70l23" />คัดค้านแล้ว.  
			<remark  id="s2b17c70l24" />	[๑๓๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้ชนชาวอุกกลชนบท กับชนชาววัสสภัญญชนบททั้งสอง
			<remark  id="s2b17c70l25" />นั้น ล้วนพูดว่าไม่มีเหตุ บุญบาปที่ทำไปแล้ว ไม่เป็นอันทำ ทานที่บุคคลให้แล้วไม่มีผล ก็ได้  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b17c71" >
		<para id="s2b17c71p">
			<remark  id="s2b17c71l1" />สำคัญวิถีทาง ๓ ประการนี้ คือ หลักภาษา การตั้งชื่อ และข้อบัญญัติว่า ไม่ควรติ ไม่ควรคัดค้าน
			<remark  id="s2b17c71l2" />ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร? เพราะกลัวถูกนินทา กลัวกระทบกระทั่ง กลัวใส่โทษ และกลัวจะต่อ         
			<remark  id="s2b17c71l3" />ความยาว.      
			<remark  id="s2b17c71l4" />		           จบ สูตรที่ ๑๐.      
			<remark  id="s2b17c71l5" />		         จบ อุปายวรรคที่ ๑.    
			<remark  id="s2b17c71l6" />		        -------------------------------      
			<remark  id="s2b17c71l7" />		      รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ            
			<remark  id="s2b17c71l8" />		๑. อุปายสูตร๖. พุทธสูตร        
			<remark  id="s2b17c71l9" />           ๒. พีชสูต  ๗. ปัญจวัคคิยสูตร     
			<remark  id="s2b17c71l10" />            ๓. อุทานสูตร๘. มหาลิสูตร        
			<remark  id="s2b17c71l11" />            ๔. ปริวัฏฏสูตร              ๙. อาทิตตสูตร      
			<remark  id="s2b17c71l12" />           ๕. สัตตัฏฐานสูตร           ๑๐. นิรุตติปถสูตร.   
			<remark  id="s2b17c71l13" />		 -----------------------------------------    
		</para>
	</section>
	<section id="s2b17c72" >
		<para id="s2b17c72p">
			<remark  id="s2b17c72l1" />		           อรหันตวรรคที่ ๒     
			<remark  id="s2b17c72l2" />		           ๑. อุปาทิยสูตร      
			<remark  id="s2b17c72l3" />		    ว่าด้วยการถูกมารผูกมัดเพราะถือมั่น        
			<remark  id="s2b17c72l4" />	[๑๓๘] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้:  
			<remark  id="s2b17c72l5" />     สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของท่านอนาถ
			<remark  id="s2b17c72l6" />บิณฑิกเศรษฐี ใกล้พระนครสาวัตถี. ครั้งนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ 
			<remark  id="s2b17c72l7" />ประทับ ถวายอภิวาทแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้ว ได้กราบทูลว่า ข้าแต่พระ       
			<remark  id="s2b17c72l8" />องค์ผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคโปรดประทานพระวโรกาส แสดงพระธรรมเทศนา โดยสังเขป              
			<remark  id="s2b17c72l9" />แก่ข้าพระองค์ ที่ข้าพระองค์ได้สดับแล้ว เป็นผู้ๆ เดียว หลีกออกจากหมู่ ไม่ประมาท มีความ    
			<remark  id="s2b17c72l10" />เพียร มีใจมั่นคงอยู่เถิด.    
			<remark  id="s2b17c72l11" />     พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุ เมื่อบุคคลยังยึดมั่น ก็ต้องถูกมารมัดไว้ เมื่อไม่ยึด 
			<remark  id="s2b17c72l12" />มั่น จึงหลุดพ้นจากมาร.       
			<remark  id="s2b17c72l13" />     ภิ. ข้าแต่พระผู้มีพระภาค ข้าพระองค์ทราบแล้ว ข้าแต่พระสุคต ข้าพระองค์ทราบแล้ว.       
			<remark  id="s2b17c72l14" />     พ. ดูกรภิกษุ ก็เธอรู้ซึ้งถึงอรรถแห่งคำที่กล่าวแล้วอย่างย่อ โดยพิสดารได้อย่างไรเล่า? 
			<remark  id="s2b17c72l15" />     ภิ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อบุคคลยังยึดรูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ          
			<remark  id="s2b17c72l16" />มั่นอยู่ ก็ต้องถูกมารมัดไว้ เมื่อไม่ยึดมั่นจึงหลุดพ้นจากมาร. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์           
			<remark  id="s2b17c72l17" />รู้ซึ้งถึงอรรถ แห่งพระดำรัสที่พระผู้มีพระภาคตรัสแล้วอย่างย่อ โดยพิสดารอย่างนี้แล.        
			<remark  id="s2b17c72l18" />     พ. ดีแล้วๆ ภิกษุ เธอรู้ซึ้งถึงอรรถแห่งคำที่เรากล่าวแล้วอย่างย่อ โดยพิสดารอย่างดี    
			<remark  id="s2b17c72l19" />แล้ว. ดูกรภิกษุ บุคคลยังยึดรูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณมั่นอยู่ ก็ต้องถูกมาร         
			<remark  id="s2b17c72l20" />มัดไว้ เมื่อไม่ยึดมั่น จึงหลุดพ้นจากมาร เธอพึงทราบอรรถแห่งคำนี้ที่เรากล่าวแล้วอย่างย่อ โดย              
			<remark  id="s2b17c72l21" />พิสดารอย่างนี้เถิด.          
			<remark  id="s2b17c72l22" />	[๑๓๙] ครั้งนั้นแล. ภิกษุรูปนั้นเพลิดเพลิน อนุโมทนาพระภาษิตของพระผู้มีพระภาค         
			<remark  id="s2b17c72l23" />ลุกจากอาสนะ ถวายบังคม กระทำประทักษิณแล้วหลีกไป ครั้งนั้นแล เธอเป็นผู้ๆ เดียว             
			<remark  id="s2b17c72l24" />หลีกออกจากหมู่ ไม่ประมาท มีความเพียร มีใจมั่นคงอยู่ ไม่นานเท่าไร ก็ทำให้แจ้งซึ่งที่สุด  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b17c73" >
		<para id="s2b17c73p">
			<remark  id="s2b17c73l1" />แห่งพรหมจรรย์อันยอดเยี่ยม ที่กุลบุตรทั้งหลายออกบวชเป็นบรรพชิตโดยชอบต้องการนั้น ด้วย      
			<remark  id="s2b17c73l2" />ปัญญาอันยิ่งด้วยตนเอง ในปัจจุบัน เข้าถึงอยู่. รู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว 
			<remark  id="s2b17c73l3" />กิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี. ก็ภิกษุรูปนั้น ได้เป็นพระอรหันต์           
			<remark  id="s2b17c73l4" />องค์หนึ่ง ในจำนวนพระอรหันต์ทั้งหลาย.        
			<remark  id="s2b17c73l5" />		            จบ สูตรที่ ๑.      
			<remark  id="s2b17c73l6" />		           ๒. มัญญมานสูตร      
			<remark  id="s2b17c73l7" />		ว่าด้วยการถูกมารผูกมัดเพราะสำคัญในขันธ์ ๕     
			<remark  id="s2b17c73l8" />	[๑๔๐] พระนครสาวัตถี ฯลฯ ภิกษุรูปหนึ่ง เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวาย     
			<remark  id="s2b17c73l9" />อภิวาทแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้ว ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระ    
			<remark  id="s2b17c73l10" />องค์ผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคโปรดประทานพระวโรกาส โปรดแสดงพระธรรมเทศนา โดย 
			<remark  id="s2b17c73l11" />สังเขปแก่ข้าพระองค์ ที่ข้าพระองค์ได้สดับแล้ว เป็นผู้ๆ เดียว หลีกออกจากหมู่ ไม่ประมาท     
			<remark  id="s2b17c73l12" />มีความเพียร มีใจมั่นคงอยู่เถิด.             
			<remark  id="s2b17c73l13" />     พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุ เมื่อบุคคลยังมัวสำคัญอยู่ ก็ต้องถูกมารมัดไว้ เมื่อ  
			<remark  id="s2b17c73l14" />ไม่สำคัญ จึงหลุดพ้นจากบ่วงมาร.              
			<remark  id="s2b17c73l15" />     ภิ. ข้าแต่พระผู้มีพระภาค ข้าพระองค์ทราบแล้ว ข้าแต่พระสุคต ข้าพระองค์ทราบแล้ว.       
			<remark  id="s2b17c73l16" />     พ. ดูกรภิกษุ ก็เธอรู้ซึ้งถึงอรรถแห่งคำที่กล่าวแล้วอย่างย่อ โดยพิสดารได้อย่างไรเล่า? 
			<remark  id="s2b17c73l17" />     ภิ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อบุคคลสำคัญรูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ           
			<remark  id="s2b17c73l18" />อยู่ ก็ต้องถูกมารมัดไว้ เมื่อไม่สำคัญ จึงหลุดพ้นจากบ่วงมาร. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระ 
			<remark  id="s2b17c73l19" />องค์รู้ซึ้งถึงอรรถแห่งพระดำรัสที่พระผู้มีพระภาคตรัสแล้วอย่างย่อ โดยพิสดารอย่างนี้แล.     
			<remark  id="s2b17c73l20" />     พ. ดีแล้วๆ ภิกษุ เธอรู้ซึ้งถึงอรรถแห่งคำที่เรากล่าวแล้วอย่างย่อ โดยพิสดารอย่างดี    
			<remark  id="s2b17c73l21" />แล้ว. ดูกรภิกษุ เมื่อบุคคลสำคัญรูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณอยู่ ก็ต้องถูก     
		</para>
	</section>
	<section id="s2b17c74" >
		<para id="s2b17c74p">
			<remark  id="s2b17c74l1" />มารมัดไว้ เมื่อไม่สำคัญ จึงหลุดพ้นจากบ่วงมาร. เธอพึงทราบอรรถแห่งคำนี้ที่เรากล่าวแล้วอย่าง
			<remark  id="s2b17c74l2" />ย่อโดยพิสดารอย่างนี้เถิด.    
			<remark  id="s2b17c74l3" />      ครั้งนั้นแล ภิกษุรูปนั้น เพลิดเพลิน อนุโมทนาพระภาษิตของพระผู้มีพระภาค ลุกจาก       
			<remark  id="s2b17c74l4" />อาสนะ ถวายบังคม กระทำประทักษิณแล้วหลีกไป ครั้งนั้นแล เธอเป็นผู้ๆ เดียว หลีกออก           
			<remark  id="s2b17c74l5" />จากหมู่ ไม่ประมาท มีความเพียร มีใจมั่นคงอยู่ไม่นานเท่าไร ก็ทำให้แจ้งซึ่งที่สุดแห่งพรหมจรรย์             
			<remark  id="s2b17c74l6" />อันยอดเยี่ยม ที่กุลบุตรทั้งหลายออกบวชเป็นบรรพชิตโดยชอบต้องการนั้น ด้วยปัญญาอันยิ่งด้วย   
			<remark  id="s2b17c74l7" />ตนเอง ในปัจจุบัน เข้าถึงอยู่. รู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำ ทำเสร็จ            
			<remark  id="s2b17c74l8" />แล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี. ก็ภิกษุรูปนั้น ได้เป็นพระอรหันต์องค์หนึ่ง ในจำนวน             
			<remark  id="s2b17c74l9" />พระอรหันต์ทั้งหลาย.          
			<remark  id="s2b17c74l10" />		            จบ สูตรที่ ๒.      
			<remark  id="s2b17c74l11" />		          ๓. อภินันทมานสูตร    
			<remark  id="s2b17c74l12" />		 ว่าด้วยการถูกมารผูกมัดเพราะมัวเพลิดเพลิน     
			<remark  id="s2b17c74l13" />	[๑๔๑] พระนครสาวัตถี ฯลฯ ภิกษุรูปหนึ่ง เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวาย     
			<remark  id="s2b17c74l14" />อภิวาทแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้ว ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระ    
			<remark  id="s2b17c74l15" />องค์ผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคโปรดประทานพระวโรกาส โปรดแสดงพระธรรมเทศนา โดย 
			<remark  id="s2b17c74l16" />สังเขปแก่ข้าพระองค์ ที่ข้าพระองค์ได้สดับแล้ว ฯลฯ มีใจมั่นคงอยู่เถิด.      
			<remark  id="s2b17c74l17" />     พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุ บุคคลเมื่อยังมัวเพลิดเพลินอยู่ ก็ต้องถูกมารมัดไว้   
			<remark  id="s2b17c74l18" />เมื่อไม่เพลิดเพลิน จึงพ้นจากบ่วงมารได้.     
			<remark  id="s2b17c74l19" />     ภิ. ข้าแต่พระผู้มีพระภาค ข้าพระองค์ทราบแล้ว ข้าแต่พระสุคต ข้าพระองค์ทราบแล้ว.       
			<remark  id="s2b17c74l20" />     พ. ดูกรภิกษุ ก็เธอรู้ซึ้งถึงอรรถแห่งคำที่เรากล่าวแล้วอย่างย่อ โดยพิสดารได้อย่างไร   
			<remark  id="s2b17c74l21" />เล่า?         
			<remark  id="s2b17c74l22" />     ภิ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ บุคคลเมื่อยังมัวเพลิดเพลินรูป เวทนาสัญญา สังขาร           
			<remark  id="s2b17c74l23" />และวิญญาณอยู่ ก็ต้องถูกมารมัดไว้ เมื่อไม่เพลิดเพลิน จึงพ้นจากบ่วงมารได้. ข้าแต่พระองค์   
		</para>
	</section>
	<section id="s2b17c75" >
		<para id="s2b17c75p">
			<remark  id="s2b17c75l1" />ผู้เจริญ ข้าพระองค์รู้ซึ้งถึงอรรถแห่งพระดำรัสที่พระผู้มีพระภาคตรัสแล้วอย่างย่อ โดยพิสดาร 
			<remark  id="s2b17c75l2" />อย่างนี้แล.   
			<remark  id="s2b17c75l3" />     พ. ดีแล้วๆ ภิกษุ เธอรู้ซึ้งถึงอรรถแห่งคำที่เรากล่าวแล้วอย่างย่อ โดยพิสดารอย่างดี    
			<remark  id="s2b17c75l4" />แล้ว. ดูกรภิกษุ บุคคลเมื่อเพลิดเพลินรูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณอยู่ ก็ต้อง          
			<remark  id="s2b17c75l5" />ถูกมารมัดไว้ เมื่อไม่เพลิดเพลิน จึงหลุดพ้นจากบ่วงมาร. เธอพึงทราบอรรถแห่งคำที่เรากล่าวแล้ว
			<remark  id="s2b17c75l6" />อย่างย่อ โดยพิสดารอย่างนี้เถิด.             
			<remark  id="s2b17c75l7" />     ครั้งนั้นแล ภิกษุรูปนั้นเพลิดเพลิน อนุโมทนาพระภาษิตของพระผู้มีพระภาค ลุกจาก         
			<remark  id="s2b17c75l8" />อาสนะ ถวายบังคม กระทำประทักษิณแล้วหลีกไป ครั้งนั้นแล เธอเป็นผู้ๆ เดียว หลีกออก           
			<remark  id="s2b17c75l9" />จากหมู่ ไม่ประมาท มีความเพียร มีใจมั่นคงอยู่ไม่นานเท่าไร ก็ทำให้แจ้งซึ่งที่สุดแห่งพรหม  
			<remark  id="s2b17c75l10" />จรรย์อันยอดเยี่ยม ที่กุลบุตรทั้งหลายออกบวชเป็นบรรพชิตโดยชอบต้องการนั้น ด้วยปัญญาอัน     
			<remark  id="s2b17c75l11" />ยิ่งเอง ในปัจจุบัน เข้าถึงอยู่. รู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำ ทำ
			<remark  id="s2b17c75l12" />เสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี. ก็ภิกษุรูปนั้นได้เป็นพระอรหันต์องค์หนึ่ง ใน              
			<remark  id="s2b17c75l13" />จำนวนพระอรหันต์ทั้งหลาย.     
			<remark  id="s2b17c75l14" />		            จบ สูตรที่ ๓.      
			<remark  id="s2b17c75l15" />		            ๔. อนิจจสูตร       
			<remark  id="s2b17c75l16" />		 ว่าด้วยการละความพอใจในสิ่งที่เป็นอนิจจัง     
			<remark  id="s2b17c75l17" />	[๑๔๒] พระนครสาวัตถี ฯลฯ ภิกษุรูปหนึ่ง เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวาย     
			<remark  id="s2b17c75l18" />อภิวาทแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้ว ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์
			<remark  id="s2b17c75l19" />ผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคโปรดประทานพระวโรกาส โปรดแสดงพระธรรมเทศนา โดยสังเขป              
			<remark  id="s2b17c75l20" />แก่ข้าพระองค์ ที่ข้าพระองค์ได้สดับแล้ว ฯลฯ มีใจมั่นคงอยู่เถิด.            
			<remark  id="s2b17c75l21" />     พ. ดูกรภิกษุ สิ่งใดแล เป็นของไม่เที่ยง เธอควรละความพอใจในสิ่งนั้นเสีย.              
			<remark  id="s2b17c75l22" />     ภิ. ข้าแต่พระผู้มีพระภาค ข้าพระองค์ทราบแล้ว ข้าแต่พระสุคต ข้าพระองค์ทราบแล้ว.       
			<remark  id="s2b17c75l23" />     พ. ดูกรภิกษุ ก็เธอรู้ซึ้งถึงอรรถแห่งคำที่เรากล่าวแล้วอย่างย่อ โดยพิสดารได้อย่างไร   
			<remark  id="s2b17c75l24" />เล่า?  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b17c76" >
		<para id="s2b17c76p">
			<remark  id="s2b17c76l1" />     ภิ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณเป็นของไม่เที่ยง          
			<remark  id="s2b17c76l2" />ข้าพระองค์ควรละความพอใจในสิ่งนั้นๆ เสีย. ข้าพระองค์รู้ซึ้งถึงอรรถแห่งพระดำรัสที่พระผู้มี 
			<remark  id="s2b17c76l3" />พระภาคตรัสแล้วอย่างย่อ โดยพิสดารอย่างนี้แล. 
			<remark  id="s2b17c76l4" />     พ. ดีแล้วๆ ภิกษุ เธอรู้ซึ้งถึงอรรถแห่งคำที่เรากล่าวแล้วอย่างย่อ โดยพิสดารอย่างดี    
			<remark  id="s2b17c76l5" />แล้ว. ดูกรภิกษุ รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ เป็นของไม่เที่ยง ควรละความ              
			<remark  id="s2b17c76l6" />พอใจในสิ่งนั้นๆ เสีย. เธอพึงทราบอรรถแห่งคำที่เรากล่าวแล้วอย่างย่อ โดยพิสดารอย่างนี้เถิด  
			<remark  id="s2b17c76l7" />ฯลฯ ก็ภิกษุนั้น ได้เป็นพระอรหันต์องค์หนึ่ง ในจำนวนพระอรหันต์ทั้งหลาย.     
			<remark  id="s2b17c76l8" />		            จบ สูตรที่ ๔.      
			<remark  id="s2b17c76l9" />		            ๕. ทุกขสูตร        
			<remark  id="s2b17c76l10" />		  ว่าด้วยการละความพอใจในสิ่งที่เป็นทุกข์      
			<remark  id="s2b17c76l11" />	[๑๔๓] พระนครสาวัตถี ฯลฯ ภิกษุรูปหนึ่ง เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ. ถวาย    
			<remark  id="s2b17c76l12" />อภิวาทแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้ว ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระ    
			<remark  id="s2b17c76l13" />องค์ผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคโปรดประทานพระวโรกาส โปรดแสดงพระธรรมเทศนา โดย 
			<remark  id="s2b17c76l14" />สังเขปแก่ข้าพระองค์ ที่ข้าพระองค์ได้สดับแล้ว ฯลฯ มีใจมั่นคงอยู่เถิด.      
			<remark  id="s2b17c76l15" />     พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุ สิ่งใดแลเป็นทุกข์ เธอควรละความพอใจในสิ่งนั้น        
			<remark  id="s2b17c76l16" />เสีย.         
			<remark  id="s2b17c76l17" />     ภิ. ข้าแต่พระผู้มีพระภาค ข้าพระองค์ทราบแล้ว ข้าแต่พระสุคต ข้าพระองค์ทราบแล้ว.       
			<remark  id="s2b17c76l18" />     พ. ดูกรภิกษุ ก็เธอรู้ซึ้งถึงอรรถแห่งคำที่เรากล่าวแล้วอย่างย่อ โดยพิสดารได้อย่างไรเล่า?             
			<remark  id="s2b17c76l19" />     ภิ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ เป็นทุกข์ 
			<remark  id="s2b17c76l20" />ข้าพระองค์ควรละความพอใจในสิ่งนั้นๆ เสีย. ข้าพระองค์รู้ซึ้งถึงอรรถแห่งพระดำรัสที่พระผู้มี 
			<remark  id="s2b17c76l21" />พระภาคตรัสแล้วอย่างย่อ โดยพิสดารอย่างนี้แล. 
			<remark  id="s2b17c76l22" />     พ. ดีแล้วๆ ภิกษุ เธอรู้ซึ้งถึงอรรถแห่งคำที่เรากล่าวแล้วอย่างย่อ โดยพิสดารอย่างดี    
			<remark  id="s2b17c76l23" />แล้ว. ดูกรภิกษุ รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ เป็นทุกข์ ควรละความพอใจใน
		</para>
	</section>
	<section id="s2b17c77" >
		<para id="s2b17c77p">
			<remark  id="s2b17c77l1" />สิ่งนั้นๆ เสีย. เธอพึงทราบอรรถแห่งคำที่เรากล่าวแล้วอย่างย่อ โดยพิสดารอย่างนี้เถิด ฯลฯ    
			<remark  id="s2b17c77l2" />ภิกษุรูปนั้น ได้เป็นพระอรหันต์องค์หนึ่ง ในจำนวนพระอรหันต์ทั้งหลาย.        
			<remark  id="s2b17c77l3" />		            จบ สูตรที่ ๕.      
			<remark  id="s2b17c77l4" />		            ๖. อนัตตสูตร       
			<remark  id="s2b17c77l5" />		 ว่าด้วยการละความพอใจในสิ่งที่เป็นอนัตตา      
			<remark  id="s2b17c77l6" />	[๑๔๔] พระนครสาวัตถี ฯลฯ ภิกษุรูปหนึ่ง เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวาย     
			<remark  id="s2b17c77l7" />อภิวาทแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้ว ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระ    
			<remark  id="s2b17c77l8" />องค์ผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคโปรดประทานพระวโรกาส โปรดแสดงพระธรรมเทศนา โดย 
			<remark  id="s2b17c77l9" />สังเขปแก่ข้าพระองค์ ที่ข้าพระองค์ได้สดับแล้ว ฯลฯ มีใจมั่นคงอยู่เถิด.      
			<remark  id="s2b17c77l10" />     พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุ สิ่งใดแล เป็นอนัตตา เธอควรละความพอใจใน              
			<remark  id="s2b17c77l11" />สิ่งนั้นเสีย. 
			<remark  id="s2b17c77l12" />     ภิ. ข้าแต่พระผู้มีพระภาค ข้าพระองค์ทราบแล้ว ข้าแต่พระสุคต ข้าพระองค์ทราบแล้ว.       
			<remark  id="s2b17c77l13" />     พ. ดูกรภิกษุ ก็เธอรู้ซึ้งถึงอรรถแห่งคำที่เรากล่าวแล้วอย่างย่อ โดยพิสดารได้อย่างไรเล่า?             
			<remark  id="s2b17c77l14" />     ภิ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ เป็นอนัตตา
			<remark  id="s2b17c77l15" />ข้าพระองค์ควรละความพอใจในสิ่งนั้นๆ เสีย. ข้าพระองค์รู้ซึ้งถึงอรรถแห่งพระดำรัสที่พระผู้มี 
			<remark  id="s2b17c77l16" />พระภาคตรัสแล้วอย่างย่อ โดยพิสดารอย่างนี้แล. 
			<remark  id="s2b17c77l17" />     พ. ดีแล้วๆ ภิกษุ เธอรู้ซึ้งถึงอรรถแห่งคำที่เรากล่าวอย่างย่อ โดยพิสดารอย่างดีแล้ว.   
			<remark  id="s2b17c77l18" />ดูกรภิกษุ รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ เป็นอนัตตา ควรละความพอใจในสิ่งนั้นๆ           
			<remark  id="s2b17c77l19" />เสีย. เธอพึงทราบอรรถแห่งคำที่เรากล่าวแล้วอย่างย่อ โดยพิสดารอย่างนี้เถิด ฯลฯ ภิกษุรูปนั้น 
			<remark  id="s2b17c77l20" />ได้เป็นพระอรหันต์องค์หนึ่ง ในจำนวนพระอรหันต์ทั้งหลาย.      
			<remark  id="s2b17c77l21" />		            จบ สูตรที่ ๖.      
		</para>
	</section>
	<section id="s2b17c78" >
		<para id="s2b17c78p">
			<remark  id="s2b17c78l1" />		           ๗. อนัตตนิยสูตร     
			<remark  id="s2b17c78l2" />		 ว่าด้วยการละความพอใจในสิ่งที่มิใช่ของตน      
			<remark  id="s2b17c78l3" />	[๑๔๕] พระนครสาวัตถี ฯลฯ ภิกษุรูปหนึ่ง เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ          
			<remark  id="s2b17c78l4" />ถวายอภิวาทแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้ว ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่   
			<remark  id="s2b17c78l5" />พระองค์ผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคโปรดประทานพระวโรกาส โปรดแสดงพระธรรมเทศนา  
			<remark  id="s2b17c78l6" />โดยสังเขปแก่ข้าพระองค์ ที่ข้าพระองค์ได้สดับแล้ว ฯลฯ มีใจมั่นคงอยู่เถิด.   
			<remark  id="s2b17c78l7" />     พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุ สิ่งใดแล ไม่ใช่เป็นของตน เธอควรละความพอใจ           
			<remark  id="s2b17c78l8" />ในสิ่งนั้นเสีย.              
			<remark  id="s2b17c78l9" />     ภิ. ข้าแต่พระผู้มีพระภาค ข้าพระองค์ทราบแล้ว ข้าแต่พระสุคต ข้าพระองค์ทราบแล้ว.       
			<remark  id="s2b17c78l10" />     พ. ดูกรภิกษุ ก็เธอรู้ซึ้งถึงอรรถแห่งคำที่เรากล่าวแล้วอย่างย่อ โดยพิสดารได้อย่างไร   
			<remark  id="s2b17c78l11" />เล่า?         
			<remark  id="s2b17c78l12" />     ภิ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ มิใช่เป็นของตน           
			<remark  id="s2b17c78l13" />ข้าพระองค์ควรละความพอใจในสิ่งนั้นๆ เสีย. ข้าพระองค์รู้ซึ้งถึงอรรถแห่งพระดำรัสที่พระผู้มี 
			<remark  id="s2b17c78l14" />พระภาคตรัสแล้วอย่างย่อ โดยพิสดารอย่างนี้แล. 
			<remark  id="s2b17c78l15" />     พ. ดีแล้วๆ ภิกษุ เธอรู้ซึ้งถึงอรรถแห่งคำที่เรากล่าวแล้วอย่างย่อ โดยพิสดารอย่างดี    
			<remark  id="s2b17c78l16" />แล้ว. ดูกรภิกษุ รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ มิใช่เป็นของตน ควรละความ 
			<remark  id="s2b17c78l17" />พอใจในสิ่งนั้นๆ เสีย. เธอพึงทราบอรรถแห่งคำที่เรากล่าวแล้วอย่างย่อ โดยพิสดารอย่างนี้เถิด  
			<remark  id="s2b17c78l18" />ฯลฯ ภิกษุรูปนั้น ได้เป็นพระอรหันต์องค์หนึ่ง ในจำนวนพระอรหันต์ทั้งหลาย.    
			<remark  id="s2b17c78l19" />		            จบ สูตรที่ ๗.      
			<remark  id="s2b17c78l20" />		          ๘. รชนิยสัณฐิตสูตร   
			<remark  id="s2b17c78l21" />		ว่าด้วยการละความพอใจในสิ่งที่จูงใจให้กำหนัด   
			<remark  id="s2b17c78l22" />	[๑๔๖] พระนครสาวัตถี ฯลฯ ภิกษุรูปหนึ่ง เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวาย     
			<remark  id="s2b17c78l23" />อภิวาทแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้ว ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระ-
		</para>
	</section>
	<section id="s2b17c79" >
		<para id="s2b17c79p">
			<remark  id="s2b17c79l1" />องค์ผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคโปรดประทานพระวโรกาส โปรดแสดงพระธรรมเทศนา โดย
			<remark  id="s2b17c79l2" />สังเขปแก่ข้าพระองค์ ที่ข้าพระองค์ได้สดับแล้ว ฯลฯ มีใจมั่นคงอยู่เถิด.      
			<remark  id="s2b17c79l3" />     พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุ สิ่งใดแล จูงใจให้กำหนัด เธอควรละความพอใจ            
			<remark  id="s2b17c79l4" />ในสิ่งนั้นเสีย.              
			<remark  id="s2b17c79l5" />     ภิ. ข้าแต่พระผู้มีพระภาค ข้าพระองค์ทราบแล้ว ข้าแต่พระสุคต ข้าพระองค์ทราบแล้ว.       
			<remark  id="s2b17c79l6" />     พ. ดูกรภิกษุ ก็เธอรู้ซึ้งถึงอรรถแห่งคำที่เรากล่าวแล้วอย่างย่อ โดยพิสดารได้อย่างไร   
			<remark  id="s2b17c79l7" />เล่า?         
			<remark  id="s2b17c79l8" />     ภิ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ ล้วนจูงใจให้             
			<remark  id="s2b17c79l9" />กำหนัด ข้าพระองค์ควรละพอใจในสิ่งนั้นๆ เสีย. ข้าพระองค์รู้ซึ้งถึงอรรถแห่งพระดำรัสที่      
			<remark  id="s2b17c79l10" />พระผู้มีพระภาคตรัสแล้วอย่างย่อ โดยพิสดารอย่างนี้แล.        
			<remark  id="s2b17c79l11" />     พ. ดีแล้วๆ ภิกษุ เธอรู้ซึ้งถึงอรรถแห่งคำที่เรากล่าวแล้วอย่างย่อ โดยพิสดารอย่างดี    
			<remark  id="s2b17c79l12" />แล้ว. ดูกรภิกษุ รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ ล้วนจูงใจให้กำหนัด ควรละ 
			<remark  id="s2b17c79l13" />ความพอใจในสิ่งนั้นๆ เสีย. เธอพึงทราบอรรถแห่งคำที่เรากล่าวแล้วอย่างย่อ โดยพิสดารอย่าง     
			<remark  id="s2b17c79l14" />นี้เถิด ฯลฯ ภิกษุรูปนั้น ได้เป็นพระอรหันต์องค์หนึ่ง ในจำนวนพระอรหันต์ทั้งหลาย.           
			<remark  id="s2b17c79l15" />		            จบ สูตรที่ ๘.      
			<remark  id="s2b17c79l16" />		            ๙. ราธสูตร         
			<remark  id="s2b17c79l17" />		ว่าด้วยการไม่มีอหังการมมังการและมานานุสัย     
			<remark  id="s2b17c79l18" />	[๑๔๗] พระนครสาวัตถี ฯลฯ ณ ที่นั้นแล ท่านพระราธะ ได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค         
			<remark  id="s2b17c79l19" />ถึงที่ประทับ ครั้นแล้ว ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ บุคคลรู้เห็นอย่างไร             
			<remark  id="s2b17c79l20" />จึงจะไม่มีอหังการ มมังการ และมานานุสัย ในกายที่มีวิญญาณนี้ และในสรรพนิมิตภายนอก.         
			<remark  id="s2b17c79l21" />     พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรราธะ รูปอย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งที่เป็นอดีต อนาคต และ       
			<remark  id="s2b17c79l22" />ปัจจุบัน เป็นภายในหรือภายนอก หยาบหรือละเอียด เลวหรือประณีต อยู่ในที่ไกลหรือใกล้          
			<remark  id="s2b17c79l23" />อริยสาวก ย่อมพิจารณาเห็นรูปทั้งหมดนั้น ด้วยปัญญาอันชอบ ตามความเป็นจริง อย่างนี้ว่า       
			<remark  id="s2b17c79l24" />นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่เป็นเรา นั่นไม่ใช่ตัวของเรา. เวทนาอย่างใดอย่างหนึ่ง สัญญาอย่างใด 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b17c80" >
		<para id="s2b17c80p">
			<remark  id="s2b17c80l1" />อย่างหนึ่ง สังขาร เหล่าใดเหล่าหนึ่ง วิญญาณอย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งที่เป็นอดีต อนาคต และ    
			<remark  id="s2b17c80l2" />ปัจจุบัน ฯลฯ อยู่ในที่ไกลหรือใกล้ อริยสาวก ย่อมพิจารณาเห็นวิญญาณทั้งหมดนั้นด้วยปัญญา     
			<remark  id="s2b17c80l3" />อันชอบ ตามความเป็นจริงอย่างนี้ว่า นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่เป็นเรา นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา. 
			<remark  id="s2b17c80l4" />ดูกรราธะ บุคคลรู้เห็นอย่างนี้แล จึงไม่มีอหังการ มมังการ และมานานุสัย ในกายที่มีวิญญาณนี้ 
			<remark  id="s2b17c80l5" />และในสรรพนิมิตภายนอก ฯลฯ ท่านพระราธะได้เป็นพระอรหันต์องค์หนึ่ง ในจำนวนพระ
			<remark  id="s2b17c80l6" />อรหันต์ทั้งหลาย.            
			<remark  id="s2b17c80l7" />		            จบ สูตรที่ ๙.      
			<remark  id="s2b17c80l8" />		           ๑๐. สุราธสูตร       
			<remark  id="s2b17c80l9" />          ว่าด้วยการมีใจปราศจากอหังการมมังการและมานานุสัย  
			<remark  id="s2b17c80l10" />	[๑๔๘] พระนครสาวัตถี ฯลฯ ณ ที่นั้นแล ท่านพระสุราธะ ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาค           
			<remark  id="s2b17c80l11" />ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อบุคคลรู้เห็นอย่างไร จึงจะมีใจปราศจากอหังการ มมังการ       
			<remark  id="s2b17c80l12" />และมานานุสัย ในกายที่มีวิญญาณนี้ และในสรรพนิมิตภายนอก ก้าวล่วงมานะด้วยดี สงบ             
			<remark  id="s2b17c80l13" />ระงับ พ้นวิเศษแล้ว.          
			<remark  id="s2b17c80l14" />     พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรสุราธะ รูปอย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งที่เป็นอดีต อนาคต         
			<remark  id="s2b17c80l15" />และปัจจุบัน ฯลฯ อยู่ในที่ไกลหรือใกล้ อริยสาวก พิจารณาเห็นรูปทั้งหมดนั้น ด้วยปัญญาอัน     
			<remark  id="s2b17c80l16" />ชอบ ตามความเป็นจริงอย่างนี้ว่า นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่เป็นเรา นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา     
			<remark  id="s2b17c80l17" />ดังนี้แล้ว เป็นผู้หลุดพ้นเพราะไม่ถือมั่น. เวทนาอย่างใดอย่างหนึ่ง สัญญาอย่างใดอย่างหนึ่ง  
			<remark  id="s2b17c80l18" />สังขารเหล่าใดเหล่าหนึ่ง วิญญาณอย่างใดอย่างหนึ่ง อริยสาวก พิจารณาเห็นวิญญาณทั้งหมดนั้น    
			<remark  id="s2b17c80l19" />ด้วยปัญญาอันชอบ ตามความเป็นจริง อย่างนี้ว่า นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่เป็นเรา นั่นไม่ใช่   
			<remark  id="s2b17c80l20" />ตัวตนของเรา ดังนี้แล้ว เป็นผู้หลุดพ้นเพราะไม่ถือมั่น. ดูกรสุราธะ บุคคลเมื่อรู้เห็นอย่างนี้แล            
			<remark  id="s2b17c80l21" />จึงจะมีใจปราศจากอหังการ มมังการ และมานานุสัย ในกายที่มีวิญญาณนี้ และในสรรพนิมิต          
			<remark  id="s2b17c80l22" />ภายนอก ก้าวล่วงมานะด้วยดี สงบระงับ พ้นวิเศษแล้ว ฯลฯ  ท่านพระสุราธะ ได้เป็นพระอรหันต์     
			<remark  id="s2b17c80l23" />องค์หนึ่ง ในจำนวนพระอรหันต์ทั้งหลาย.        
			<remark  id="s2b17c80l24" />		           จบ สูตรที่ ๑๐.      
			<remark  id="s2b17c80l25" />		         จบ อรหันตวรรคที่ ๒. 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b17c81" >
		<para id="s2b17c81p">
			<remark  id="s2b17c81l1" />		      รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ            
			<remark  id="s2b17c81l2" />		 ๑. อุปาทิยสูตร           ๖. อนัตตสูตร        
			<remark  id="s2b17c81l3" />		๒. มัญญมานสูตร          ๗. อนัตตนิยสูตร       
			<remark  id="s2b17c81l4" />            ๓. อภินันทมานสูตร        ๘. รชนิยสัณฐิตสูตร    
			<remark  id="s2b17c81l5" />		 ๔. อนิจจสูตร            ๙. ราธสูตร           
			<remark  id="s2b17c81l6" />		๕. ทุกขสูตร            ๑๐. สุราธสูตร.         
			<remark  id="s2b17c81l7" />		         ------------------------------
		</para>
	</section>
	<section id="s2b17c82" >
		<para id="s2b17c82p">
			<remark  id="s2b17c82l1" />		           ขัชชนิยวรรคที่ ๓    
			<remark  id="s2b17c82l2" />		           ๑. อัสสาทสูตร       
			<remark  id="s2b17c82l3" />		 ว่าด้วยคุณโทษและอุบายสลัดออกแห่งขันธ์ ๕      
			<remark  id="s2b17c82l4" />	[๑๔๙] พระนครสาวัตถี ฯลฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับแล้ว ย่อมไม่           
			<remark  id="s2b17c82l5" />รู้ชัดตามความเป็นจริง ซึ่งคุณ โทษ และอุบายเครื่องสลัดออกแห่งรูป ฯลฯ แห่งเวทนา ฯลฯ        
			<remark  id="s2b17c82l6" />แห่งสัญญา ฯลฯ แห่งสังขาร ฯลฯ แห่งวิญญาณ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ส่วนอริยสาวก ผู้ได้           
			<remark  id="s2b17c82l7" />สดับแล้ว ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริง ซึ่งคุณ โทษ และอุบายเครื่องสลัดออกแห่งรูป ฯลฯ         
			<remark  id="s2b17c82l8" />แห่งเวทนา ฯลฯ แห่งสัญญา ฯลฯ แห่งสังขาร ฯลฯ แห่งวิญญาณ.     
			<remark  id="s2b17c82l9" />		            จบ สูตรที่ ๑.      
			<remark  id="s2b17c82l10" />		          ๒. สมุทยสูตรที่ ๑    
			<remark  id="s2b17c82l11" />		   ว่าด้วยการไม่รู้ความเกิดดับแห่งขันธ์ ๕     
			<remark  id="s2b17c82l12" />	[๑๕๐] พระนครสาวัตถี ฯลฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับแล้ว ย่อมไม่           
			<remark  id="s2b17c82l13" />ทราบชัดตามความเป็นจริง ซึ่งความเกิด ความดับ คุณ โทษ และอุบายเครื่องสลัดออกแห่ง           
			<remark  id="s2b17c82l14" />รูป ฯลฯ แห่งเวทนา ฯลฯ แห่งสัญญา ฯลฯ แห่งสังขาร ฯลฯ แห่งวิญญาณ. ดูกรภิกษุ  
			<remark  id="s2b17c82l15" />ทั้งหลาย ส่วนอริยสาวก ผู้ได้สดับแล้ว ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริง ซึ่งความเกิด ความ         
			<remark  id="s2b17c82l16" />ดับ คุณ โทษ และอุบายเครื่องสลัดออกแห่งรูป ฯลฯ แห่งเวทนา ฯลฯ แห่งสัญญา ฯลฯ 
			<remark  id="s2b17c82l17" />แห่งสังขาร ฯลฯ แห่งวิญญาณ.   
			<remark  id="s2b17c82l18" />		            จบ สูตรที่ ๒.      
			<remark  id="s2b17c82l19" />		          ๓. สมุทยสูตรที่ ๒    
			<remark  id="s2b17c82l20" />		    ว่าด้วยการรู้ความเกิดดับแห่งขันธ์ ๕       
			<remark  id="s2b17c82l21" />	[๑๕๑] พระนครสาวัตถี ฯลฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว ย่อมรู้ชัด   
		</para>
	</section>
	<section id="s2b17c83" >
		<para id="s2b17c83p">
			<remark  id="s2b17c83l1" />ตามความเป็นจริง ซึ่งความเกิด ความดับ คุณ โทษ และอุบายเครื่องสลัดออกแห่งรูป ฯลฯ           
			<remark  id="s2b17c83l2" />แห่งเวทนา ฯลฯ แห่งสัญญา ฯลฯ แห่งสังขาร ฯลฯ แห่งวิญญาณ.     
			<remark  id="s2b17c83l3" />		            จบ สูตรที่ ๓.      
			<remark  id="s2b17c83l4" />		          ๔. อรหันตสูตรที่ ๑   
			<remark  id="s2b17c83l5" />		    ว่าด้วยพระอรหันต์เป็นผู้เลิศในโลก         
			<remark  id="s2b17c83l6" />	[๑๕๒] พระนครสาวัตถี ฯลฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย รูปไม่เที่ยง ฯลฯ เวทนาไม่เที่ยง           
			<remark  id="s2b17c83l7" />ฯลฯ สัญญาไม่เที่ยง ฯลฯ สังขารไม่เที่ยง ฯลฯ วิญญาณไม่เที่ยง สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็น  
			<remark  id="s2b17c83l8" />ทุกข์ สิ่งใดเป็นทุกข์ สิ่งนั้นเป็นอนัตตา สิ่งใดเป็นอนัตตา สิ่งนั้นควรเห็นตามความเป็นจริง 
			<remark  id="s2b17c83l9" />ด้วยปัญญาอันชอบ อย่างนี้ว่า นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่เป็นเรา นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา. ดูกร  
			<remark  id="s2b17c83l10" />ภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว เห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมเบื่อหน่ายทั้งในรูป ทั้งในเวทนา
			<remark  id="s2b17c83l11" />ทั้งในสัญญา ทั้งในสังขาร ทั้งในวิญญาณ เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมคลายกำหนัด เพราะคลาย           
			<remark  id="s2b17c83l12" />กำหนัด จิตย่อมหลุดพ้น. เมื่อหลุดพ้นแล้ว ย่อมมีญาณหยั่งรู้ว่า หลุดพ้นแล้ว. ย่อมรู้ชัดว่า  
			<remark  id="s2b17c83l13" />ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้              
			<remark  id="s2b17c83l14" />มี. ดูกรภิกษุทั้งหลาย พระอรหันต์ทั้งหลาย เป็นผู้เลิศ เป็นผู้ประเสริฐสุดในโลก กว่าสัตตาวาส
			<remark  id="s2b17c83l15" />และภวัคคภพ.   
			<remark  id="s2b17c83l16" />     พระผู้มีพระภาคผู้สุคตศาสดา ครั้นได้ตรัสไวยากรณภาษิตนี้ จบลงแล้ว จึงได้ตรัสคาถา      
			<remark  id="s2b17c83l17" />ประพันธ์ต่อไปว่า             
			<remark  id="s2b17c83l18" />	[๑๕๓] พระอรหันต์ทั้งหลาย มีความสุขหนอ เพราะท่านไม่มีตัณหา            
			<remark  id="s2b17c83l19" />     ตัดอัสมิมานะได้เด็ดขาด ทำลายข่ายคือโมหะได้แล้ว. พระอรหันต์           
			<remark  id="s2b17c83l20" />     เหล่านั้น ถึงซึ่งความไม่หวั่นไหว มีจิตไม่ขุ่นมัว ท่านเหล่านั้นไม่แปด 
			<remark  id="s2b17c83l21" />     เปื้อนแล้ว  ด้วยเครื่องแปดเปื้อนคือตัณหาและทิฏฐิในโลก  เป็นผู้       
			<remark  id="s2b17c83l22" />     ประเสริฐ ไม่มีอาสวะ. เป็นสัตบุรุษ เป็นพุทธบุตร เป็นพุทธโอรส          
			<remark  id="s2b17c83l23" />     กำหนดรู้เบญจขันธ์มีสัทธรรม ๗ เป็นโคจร ควรสรรเสริญ. ท่านมหา 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b17c84" >
		<para id="s2b17c84p">
			<remark  id="s2b17c84l1" />     วีรบุรุษ  ผู้สมบูรณ์ด้วยรัตนะ ๗ ประการ  ศึกษาแล้วในไตรสิกขา          
			<remark  id="s2b17c84l2" />     ละความกลัวและความขลาดได้เด็ดขาดแล้ว ย่อมท่องเที่ยวไป โดย             
			<remark  id="s2b17c84l3" />     ลำดับ.  ท่านมหานาคผู้สมบูรณ์ด้วยองค์ ๑๐ ประการ  มีจิตตั้งมั่น        
			<remark  id="s2b17c84l4" />     ประเสริฐสุดในโลก ท่านเหล่านั้นไม่มีตัณหา. มีอเสขญาณเกิดขึ้นแล้ว      
			<remark  id="s2b17c84l5" />     มีร่างกายนี้เป็นครั้งสุดท้าย ไม่ต้องอาศัยผู้อื่น ในคุณที่เป็นแก่นสารแห่ง            
			<remark  id="s2b17c84l6" />     พรหมจรรย์. ท่านเหล่านั้นไม่หวั่นไหวเพราะมานะ หลุดพ้นจากภพใหม่        
			<remark  id="s2b17c84l7" />     ถึงอรหัตภูมิแล้ว ชนะเด็ดขาดแล้วในโลก.  ท่านเหล่านั้นไม่มีความ        
			<remark  id="s2b17c84l8" />     เพลิดเพลินอยู่ในส่วนเบื้องบน ท่ามกลาง และเบื้องล่าง เป็นพุทธ         
			<remark  id="s2b17c84l9" />     ผู้ยอดเยี่ยมในโลก ย่อมบันลือสีหนาท.    
			<remark  id="s2b17c84l10" />		            จบ สูตรที่ ๔.      
			<remark  id="s2b17c84l11" />		          ๕. อรหันตสูตรที่ ๒   
			<remark  id="s2b17c84l12" />		    ว่าด้วยพระอรหันต์เป็นผู้เลิศในโลก         
			<remark  id="s2b17c84l13" />	[๑๕๔] พระนครสาวัตถี ฯลฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย รูปไม่เที่ยง ฯลฯ เวทนาไม่เที่ยง           
			<remark  id="s2b17c84l14" />ฯลฯ สัญญาไม่เที่ยง ฯลฯ สังขารไม่เที่ยง ฯลฯ วิญญาณไม่เที่ยง สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็น  
			<remark  id="s2b17c84l15" />ทุกข์ สิ่งใดเป็นทุกข์ สิ่งนั้นเป็นอนัตตา สิ่งใดเป็นอนัตตา สิ่งนั้นควรเห็นตามความเป็นจริง 
			<remark  id="s2b17c84l16" />ด้วยปัญญาอันชอบ อย่างนี้ว่า นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่เป็นเรา นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา ฯลฯ    
			<remark  id="s2b17c84l17" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว เห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมเบื่อหน่ายทั้งในรูป ทั้งในเวทนา           
			<remark  id="s2b17c84l18" />ทั้งในสัญญา ทั้งในสังขาร ทั้งในวิญญาณ เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมคลายกำหนัด เพราะคลาย           
			<remark  id="s2b17c84l19" />กำหนัด จิตย่อมหลุดพ้น. เมื่อหลุดพ้นแล้ว ย่อมมีญาณหยั่งรู้ว่า หลุดพ้นแล้ว. ย่อมรู้ชัดว่า  
			<remark  id="s2b17c84l20" />ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้              
			<remark  id="s2b17c84l21" />มี. ดูกรภิกษุทั้งหลาย พระอรหันต์ทั้งหลายเป็นผู้เลิศ เป็นผู้ประเสริฐสุดในโลก กว่าสัตตาวาส 
			<remark  id="s2b17c84l22" />และภวัคคภพ.   
			<remark  id="s2b17c84l23" />		            จบ สูตรที่ ๕.      
		</para>
	</section>
	<section id="s2b17c85" >
		<para id="s2b17c85p">
			<remark  id="s2b17c85l1" />		             ๖. สีหสูตร        
			<remark  id="s2b17c85l2" />		   ว่าด้วยอุปมาพระพุทธเจ้ากับพญาราชสีห์       
			<remark  id="s2b17c85l3" />	[๑๕๕] พระนครสาวัตถี ฯลฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย พญาสีหมฤคราช เวลาเย็นออกจากที่            
			<remark  id="s2b17c85l4" />อาศัยแล้ว เหยียดกายแล้ว. เหลียวแลดูทิศทั้ง ๔ โดยรอบแล้ว บันลือสีหนาท ๓ ครั้ง แล้วออก     
			<remark  id="s2b17c85l5" />เดินไปเพื่อหากิน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกสัตว์ดิรัจฉานทุกหมู่เหล่าได้ยินเสียงพญาสีหมฤคราช  
			<remark  id="s2b17c85l6" />บันลือสีหนาทอยู่ โดยมากย่อมถึงความกลัว ความตกใจ และความสะดุ้ง จำพวกที่อาศัยอยู่          
			<remark  id="s2b17c85l7" />ในรู ย่อมเข้ารู จำพวกที่อาศัยอยู่ในน้ำ ย่อมดำน้ำ จำพวกที่อาศัยอยู่ในป่า ย่อมเข้าป่า      
			<remark  id="s2b17c85l8" />จำพวกปักษี ย่อมบินขึ้นสู่อากาศ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถึงพระยาช้างทั้งหลายของพระมหากษัตริย์  
			<remark  id="s2b17c85l9" />ซึ่งถูกผูกด้วยเครื่องผูก คือ เชือกหนังอันมั่นคง ในคามนิคมและราชธานี ก็สลัดทำลายเครื่อง   
			<remark  id="s2b17c85l10" />ผูกเหล่านั้นจนขาด กลัวจนมูตรคูถไหล หนีเตลิดไป. ดูกรภิกษุทั้งหลาย พญาสีหมฤคราช            
			<remark  id="s2b17c85l11" />มีฤทธิ์ศักดานุภาพยิ่งใหญ่กว่าสัตว์ดิรัจฉานทั้งหลาย เช่นนี้แล.             
			<remark  id="s2b17c85l12" />	[๑๕๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือนกัน เมื่อพระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า        
			<remark  id="s2b17c85l13" />ทรงถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ เสด็จไปดีแล้ว ทรงรู้แจ้ง ซึ่งโลก ทรงเป็นสารถีฝึกบุรุษที่ควร  
			<remark  id="s2b17c85l14" />ฝึก ไม่มีผู้อื่นยิ่งกว่า ทรงเป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ทรงเบิกบานแล้ว เป็นผู้    
			<remark  id="s2b17c85l15" />จำแนกธรรม เสด็จอุบัติขึ้นในโลก พระองค์ทรงแสดงธรรมว่า รูปเป็นดังนี้ เหตุเกิดขึ้นแห่งรูป   
			<remark  id="s2b17c85l16" />เป็นดังนี้ ความดับแห่งรูปเป็นดังนี้ เวทนาเป็นดังนี้ ฯลฯ สัญญาเป็นดังนี้ ฯลฯ สังขารเป็น   
			<remark  id="s2b17c85l17" />ดังนี้ ฯลฯ วิญญาณเป็นดังนี้ เหตุเกิดขึ้นแห่งวิญญาณเป็นดังนี้ ความดับแห่งวิญญาณเป็นดังนี้.
			<remark  id="s2b17c85l18" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย  แม้เทวดาทั้งหลายที่มีอายุยืน มีวรรณะมากด้วยความสุข ซึ่งดำรงอยู่ได้นาน 
			<remark  id="s2b17c85l19" />ในวิมานสูง ได้สดับธรรมเทศนาของพระตถาคตแล้ว โดยมากต่างก็ถึงความกลัว ความสังเวช            
			<remark  id="s2b17c85l20" />ความสะดุ้งว่า ผู้เจริญทั้งหลาย ได้ยินว่า เราทั้งหลาย เป็นผู้ไม่เที่ยงแท้ แต่ได้เข้าใจว่าเที่ยง          
			<remark  id="s2b17c85l21" />เราทั้งหลายเป็นผู้ไม่ยั่งยืนเลย แต่ได้เข้าใจว่ายั่งยืน เราทั้งหลายเป็นผู้ไม่แน่นอนเลย แต่
			<remark  id="s2b17c85l22" />ได้เข้าใจว่าแน่นอน ท่านผู้เจริญทั้งหลาย ได้ยินว่า ถึงพวกเราก็เป็นผู้ไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน 
			<remark  id="s2b17c85l23" />ไม่แน่นอน นับเนื่องแล้วในกายตน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตถาคต มีฤทธิ์ศักดานุภาพ 
			<remark  id="s2b17c85l24" />ยิ่งใหญ่กว่าโลก กับทั้งเทวโลกเช่นนี้แล.    
		</para>
	</section>
	<section id="s2b17c86" >
		<para id="s2b17c86p">
			<remark  id="s2b17c86l1" />     พระผู้มีพระภาค ผู้สุคตศาสดา ครั้นได้ตรัสไวยากรณภาษิตนี้ จบแล้ว จึงได้ตรัส           
			<remark  id="s2b17c86l2" />คาถาประพันธ์ต่อไปว่า         
			<remark  id="s2b17c86l3" />	[๑๕๗] เมื่อใด พระพุทธเจ้า ผู้เป็นศาสดา หาบุคคลเปรียบมิได้            
			<remark  id="s2b17c86l4" />     ตรัสรู้ด้วยปัญญาอันยิ่งแล้ว ทรงประกาศธรรมจักร คือ ความเกิดพร้อม      
			<remark  id="s2b17c86l5" />     แห่งกายตน  ความดับแห่งกายตน และอัฏฐังคิกมรรคอันประเสริฐ              
			<remark  id="s2b17c86l6" />     อันให้ถึงความสงบทุกข์ แก่โลกกับทั้งเทวโลก. เมื่อนั้น แม้ถึงเทวดา     
			<remark  id="s2b17c86l7" />     ทั้งหลาย ผู้มีอายุยืน มีวรรณะ มียศก็กลัว ถึงความสะดุ้งว่า ท่านผู้    
			<remark  id="s2b17c86l8" />     เจริญทั้งหลาย ได้ยินว่า พวกเราไม่เที่ยง ไม่ล่วงพ้นกายตนไปได้ ดังนี้  
			<remark  id="s2b17c86l9" />     เพราะได้สดับถ้อยคำของพระอรหันต์ผู้หลุดพ้น ผู้คงที่ เหมือนหมู่มฤค     
			<remark  id="s2b17c86l10" />     สะดุ้งต่อพญาสีหมฤคราชฉะนั้น.           
			<remark  id="s2b17c86l11" />		            จบ สูตรที่ ๖.      
			<remark  id="s2b17c86l12" />		           ๗. ขัชชนิยสูตร      
			<remark  id="s2b17c86l13" />		      ว่าด้วยสิ่งที่ถูกขันธ์ ๕ เคี้ยวกิน      
			<remark  id="s2b17c86l14" />	[๑๕๘] พระนครสาวัตถี ฯลฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่า
			<remark  id="s2b17c86l15" />หนึ่ง เมื่อตามระลึก ย่อมตามระลึกถึงชาติก่อน ได้เป็นอันมาก สมณะหรือพราหมณ์ทั้งปวงนั้น     
			<remark  id="s2b17c86l16" />ก็ย่อมตามระลึกถึงอุปาทานขันธ์ ๕ หรือกองใดกองหนึ่ง. อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นไฉน? คือ ย่อม      
			<remark  id="s2b17c86l17" />ตามระลึกถึงรูปดังนี้ว่า ในอดีตกาล เราเป็นผู้มีรูปอย่างนี้. ย่อมตามระลึกถึงเวทนาดังนี้ว่า ใน             
			<remark  id="s2b17c86l18" />อดีตกาล เราเป็นผู้มีเวทนาอย่างนี้. ย่อมตามระลึกถึงสัญญาดังนี้ว่า ในอดีตกาล เราเป็นผู้มี  
			<remark  id="s2b17c86l19" />สัญญาอย่างนี้.  ย่อมตามระลึกถึงสังขารดังนี้ว่า ในอดีตกาล เราเป็นผู้มีสังขารอย่างนี้. ย่อมตาม            
			<remark  id="s2b17c86l20" />ระลึกถึงวิญญาณดังนี้ว่า ในอดีตกาล เราเป็นผู้มีวิญญาณอย่างนี้.             
			<remark  id="s2b17c86l21" />	[๑๕๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะอะไรจึงเรียกว่ารูป เพราะสลายไป จึงเรียกว่า รูป         
			<remark  id="s2b17c86l22" />สลายไปเพราะอะไร สลายไปเพราะหนาวบ้าง เพราะร้อนบ้าง เพราะหิวบ้าง เพราะกระหายบ้าง           
			<remark  id="s2b17c86l23" />เพราะสัมผัสแห่งเหลือบ ยุง ลม แดด และสัตว์เลื้อยคลานบ้าง. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะ  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b17c87" >
		<para id="s2b17c87p">
			<remark  id="s2b17c87l1" />อะไร จึงเรียกว่า เวทนา เพราะเสวย จึงเรียกว่า เวทนา เสวยอะไร เสวยอารมณ์สุขบ้าง เสวย       
			<remark  id="s2b17c87l2" />อารมณ์ทุกข์บ้าง เสวยอารมณ์ไม่ใช่ทุกข์ไม่ใช่สุขบ้าง. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะอะไร จึงเรียก 
			<remark  id="s2b17c87l3" />ว่า สัญญา เพราะจำได้หมายรู้ จึงเรียกว่า สัญญา จำได้หมายรู้อะไร จำได้หมายรู้สีเขียวบ้าง   
			<remark  id="s2b17c87l4" />สีเหลืองบ้าง สีแดงบ้าง สีขาวบ้าง. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะอะไรจึงเรียกว่า สังขาร เพราะ    
			<remark  id="s2b17c87l5" />ปรุงแต่งสังขตธรรม จึงเรียกว่า สังขาร ปรุงแต่งสังขตธรรมอะไร ปรุงแต่งสังขตธรรม คือ รูป     
			<remark  id="s2b17c87l6" />โดยความเป็นรูป ปรุงแต่ง สังขตธรรม คือ เวทนา โดยความเป็นเวทนา ปรุงแต่งสังขตธรรม           
			<remark  id="s2b17c87l7" />คือ สัญญา โดยความเป็นสัญญา ปรุงแต่งสังขตธรรม คือ สังขาร โดยความเป็นสังขาร 
			<remark  id="s2b17c87l8" />ปรุงแต่งสังขตธรรม คือ วิญญาณ โดยความเป็นวิญญาณ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะอะไรจึงเรียก      
			<remark  id="s2b17c87l9" />ว่า วิญญาณ เพราะรู้แจ้ง จึงเรียกว่า วิญญาณ รู้แจ้งอะไร รู้แจ้งรสเปรี้ยวบ้าง รสขมบ้าง     
			<remark  id="s2b17c87l10" />รสเผ็ดบ้าง รสหวานบ้าง รสขื่นบ้าง รสไม่ขื่นบ้าง รสเค็มบ้าง รสไม่เค็มบ้าง.  
			<remark  id="s2b17c87l11" />	[๑๖๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในข้อนั้น อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว ย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า   
			<remark  id="s2b17c87l12" />บัดนี้เราถูกรูปกินอยู่ แม้ในอดีตกาล เราก็ถูกรูปกินแล้ว เหมือนกับที่ถูกรูปปัจจุบันกินอยู่ในบัดนี้        
			<remark  id="s2b17c87l13" />ก็เรานี้แล พึงชื่นชมรูปอนาคต แม้ในอนาคตกาล เราก็พึงถูกรูปกิน เหมือนกับที่ถูกรูปปัจจุบัน  
			<remark  id="s2b17c87l14" />กินอยู่ในบัดนี้. เธอพิจารณาเห็นดังนี้แล้ว ย่อมไม่มีความอาลัยในรูปอดีต ย่อมไม่ชื่นชมรูปอนาคต             
			<remark  id="s2b17c87l15" />ย่อมปฏิบัติเพื่อเบื่อหน่าย เพื่อคลายกำหนัด เพื่อความดับรูปในปัจจุบัน. อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว            
			<remark  id="s2b17c87l16" />ย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า บัดนี้เราถูกเวทนากินอยู่ ... บัดนี้เราถูกสัญญากินอยู่ ... บัดนี้เราถูกสังขาร   
			<remark  id="s2b17c87l17" />กินอยู่ ... บัดนี้เราถูกวิญญาณกินอยู่ แม้ในอดีตกาล เราก็ถูกวิญญาณกินแล้ว เหมือนกับที่ถูก 
			<remark  id="s2b17c87l18" />วิญญาณปัจจุบันกินอยู่ในบัดนี้. ก็เรานี้แล พึงชื่นชมวิญญาณอนาคต แม้ในอนาคตกาล เราก็พึง    
			<remark  id="s2b17c87l19" />ถูกวิญญาณกินอยู่เหมือนกับที่ถูกวิญญาณปัจจุบันกินอยู่ในบัดนี้. เธอพิจารณาเห็นดังนี้แล้ว ย่อม             
			<remark  id="s2b17c87l20" />ไม่มีความอาลัยในวิญญาณ แม้ที่เป็นอดีต ย่อมไม่ชื่นชมวิญญาณอนาคต ย่อมปฏิบัติเพื่อความ      
			<remark  id="s2b17c87l21" />เบื่อหน่าย เพื่อคลายกำหนัด เพื่อความดับวิญญาณปัจจุบัน.     
			<remark  id="s2b17c87l22" />	[๑๖๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจะสำคัญความข้อนั้น เป็นไฉน รูปเที่ยงหรือไม่      
			<remark  id="s2b17c87l23" />เที่ยง?       
			<remark  id="s2b17c87l24" />     ภิกษุเหล่านั้นกราบทูลว่า ไม่เที่ยงพระเจ้าข้า.         
			<remark  id="s2b17c87l25" />     พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า?
		</para>
	</section>
	<section id="s2b17c88" >
		<para id="s2b17c88p">
			<remark  id="s2b17c88l1" />     ภิ. เป็นทุกข์ พระเจ้าข้า.              
			<remark  id="s2b17c88l2" />     พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ควรหรือหนอ ที่จะตาม          
			<remark  id="s2b17c88l3" />เห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา?
			<remark  id="s2b17c88l4" />     ภิ. ไม่ควรเห็นอย่างนั้น พระเจ้าข้า.    
			<remark  id="s2b17c88l5" />     พ. เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เที่ยงหรือไม่เที่ยง?     
			<remark  id="s2b17c88l6" />     ภิ. ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า.              
			<remark  id="s2b17c88l7" />     พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า?
			<remark  id="s2b17c88l8" />     ภิ. เป็นทุกข์ พระเจ้าข้า.              
			<remark  id="s2b17c88l9" />     พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ควรหรือหนอ ที่จะตาม          
			<remark  id="s2b17c88l10" />เห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา?
			<remark  id="s2b17c88l11" />     ภิ. ไม่ควรเห็นอย่างนั้น พระเจ้าข้า.    
			<remark  id="s2b17c88l12" />	[๑๖๒] พ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย รูปอย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งที่เป็นอดีต อนาคต และ           
			<remark  id="s2b17c88l13" />ปัจจุบัน เป็นภายในหรือภายนอก หยาบหรือละเอียด เลวหรือประณีต อยู่ในที่ไกลหรือใกล้          
			<remark  id="s2b17c88l14" />รูปทั้งหมดนั้น เธอทั้งหลาย พึงเห็นด้วยปัญญาอันชอบ ตามความเป็นจริง อย่างนี้ว่า นั่นไม่ใช่ 
			<remark  id="s2b17c88l15" />ของเรา นั่นไม่เป็นเรา นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา. เวทนาอย่างใดอย่างหนึ่ง สัญญาอย่างใดอย่าง    
			<remark  id="s2b17c88l16" />หนึ่ง สังขารอย่างใดอย่างหนึ่ง วิญญาณอย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งที่เป็นอดีต อนาคต และ          
			<remark  id="s2b17c88l17" />ปัจจุบัน ฯลฯ อยู่ในที่ไกลหรือใกล้ วิญญาณทั้งหมดนั้น เธอทั้งหลาย พึงเห็นด้วยปัญญาอัน      
			<remark  id="s2b17c88l18" />ชอบตามความเป็นจริง อย่างนี้ว่า นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่เป็นเรา นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา.    
			<remark  id="s2b17c88l19" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกนี้ เราเรียกว่า ย่อมทำให้พินาศ ย่อมไม่ก่อ ย่อมละทิ้ง ย่อมไม่ถือ
			<remark  id="s2b17c88l20" />มั่น ย่อมเรี่ยราย ย่อมไม่รวบรวมเข้าไว้ ย่อมทำให้มอด ไม่ก่อให้ลุกโพลงขึ้น. 
			<remark  id="s2b17c88l21" />	[๑๖๓] อริยสาวก ย่อมทำอะไรให้พินาศ ย่อมไม่ก่ออะไร? ย่อมทำรูป เวทนา สัญญา             
			<remark  id="s2b17c88l22" />สังขาร วิญญาณ ให้พินาศ ย่อมไม่ก่อรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ. ย่อมละทิ้งอะไร           
			<remark  id="s2b17c88l23" />ย่อมไม่ถือมั่นอะไร? ย่อมละทิ้งรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ย่อมไม่ถือมั่นรูป เวทนา      
			<remark  id="s2b17c88l24" />สัญญา สังขาร วิญญาณ. ย่อมเรี่ยรายอะไร ย่อมไม่รวบรวมอะไรไว้? ย่อมเรี่ยรายรูป เวทนา        
			<remark  id="s2b17c88l25" />สัญญา สังขาร วิญญาณ ย่อมไม่รวบรวมรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ. ย่อมทำอะไร
		</para>
	</section>
	<section id="s2b17c89" >
		<para id="s2b17c89p">
			<remark  id="s2b17c89l1" />ให้มอด ย่อมไม่ก่ออะไรให้ลุกโพลงขึ้น? ย่อมทำรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ให้มอด          
			<remark  id="s2b17c89l2" />ย่อมไม่ก่อรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ให้ลุกโพลงขึ้น. ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวก       
			<remark  id="s2b17c89l3" />ผู้ได้สดับแล้ว เห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมเบื่อหน่ายทั้งในรูป ทั้งในเวทนา ทั้งในสัญญา ทั้งในสังขาร            
			<remark  id="s2b17c89l4" />ทั้งในวิญญาณ เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมคลายกำหนัด เพราะคลายกำหนัด ย่อมหลุดพ้น. เมื่อหลุด       
			<remark  id="s2b17c89l5" />พ้นแล้ว ย่อมมีญาณหยั่งรู้ว่า หลุดพ้นแล้ว. รู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว     
			<remark  id="s2b17c89l6" />กิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกนี้
			<remark  id="s2b17c89l7" />เราเรียกว่า ย่อมไม่ก่อ ย่อมไม่ทำให้พินาศ แต่เป็นผู้ทำให้พินาศได้แล้วตั้งอยู่ ย่อมไม่ละ ย่อม             
			<remark  id="s2b17c89l8" />ไม่ถือมั่น แต่เป็นผู้ละได้แล้วตั้งอยู่ ย่อมไม่เรี่ยราย ย่อมไม่รวบรวมไว้ แต่เป็นผู้เรี่ยรายได้แล้ว       
			<remark  id="s2b17c89l9" />ตั้งอยู่ ย่อมไม่ทำให้มอด ย่อมไม่ก่อให้ลุกโพลงขึ้น แต่เป็นผู้ทำให้มอดได้แล้วตั้งอยู่.     
			<remark  id="s2b17c89l10" />	[๑๖๔] อริยสาวก ย่อมไม่ก่ออะไร ย่อมไม่ทำอะไรให้พินาศ แต่ทำให้พินาศแล้ว
			<remark  id="s2b17c89l11" />ตั้งอยู่. ย่อมไม่ก่อรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ให้พินาศ แต่เป็นผู้ทำให้พินาศได้       
			<remark  id="s2b17c89l12" />แล้วตั้งอยู่. ย่อมไม่ละอะไร ย่อมไม่ถือมั่นอะไร แต่เป็นผู้ละได้แล้วตั้งอยู่ ย่อมไม่ละรูป  
			<remark  id="s2b17c89l13" />เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ย่อมไม่ถือมั่นรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ แต่ 
			<remark  id="s2b17c89l14" />เป็นผู้ละได้แล้วตั้งอยู่. ย่อมไม่เรี่ยรายอะไร ย่อมไม่รวบรวมอะไรไว้ แต่เป็นผู้เรี่ยรายได้แล้ว            
			<remark  id="s2b17c89l15" />ตั้งอยู่. ย่อมไม่เรี่ยรายรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ย่อมไม่รวบรวมรูป เวทนา            
			<remark  id="s2b17c89l16" />สัญญา สังขาร วิญญาณ แต่เป็นผู้เรี่ยรายได้แล้วตั้งอยู่. ย่อมไม่ทำอะไรให้มอด ย่อมไม่ก่อ    
			<remark  id="s2b17c89l17" />อะไรให้ลุกโพลงขึ้น แต่เป็นผู้ทำให้มอดได้แล้วตั้งอยู่. ย่อมไม่ทำรูป เวทนา สัญญา สังขาร    
			<remark  id="s2b17c89l18" />วิญญาณ ให้มอด ย่อมไม่ก่อรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ให้ลุกโพลงขึ้น แต่เป็น             
			<remark  id="s2b17c89l19" />ผู้ทำให้มอดได้แล้วตั้งอยู่. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เทวดาพร้อมด้วยอินทร์ พรหม และท้าวปชาบดี    
			<remark  id="s2b17c89l20" />ย่อมนมัสการ ภิกษุผู้มีจิตพ้นแล้ว อย่างนี้แล แต่ที่ไกลทีเดียวว่า           
			<remark  id="s2b17c89l21" />     ข้าแต่ท่านผู้เป็นบุรุษอาชาไนย ข้าพเจ้าทั้งหลายขอนอบน้อม              
			<remark  id="s2b17c89l22" />     ต่อท่าน ข้าแต่ท่านผู้เป็นอุดมบุรุษ ข้าพเจ้าทั้งหลายขอนอบน้อม         
			<remark  id="s2b17c89l23" />     ต่อท่าน ผู้ซึ่งข้าพเจ้าทั้งหลายมิได้รู้จักโดยเฉพาะ และผู้ซึ่งได้     
			<remark  id="s2b17c89l24" />     อาศัยเพ่งท่านพินิจอยู่ ดังนี้.         
			<remark  id="s2b17c89l25" />		            จบ สูตรที่ ๗.    
		</para>
	</section>
	<section id="s2b17c90" >
		<para id="s2b17c90p">
			<remark  id="s2b17c90l1" />		           ๘. ปิณโฑลยสูตร      
			<remark  id="s2b17c90l2" />		   ว่าด้วยเหตุที่ต้องดำรงชีพด้วยบิณฑบาต       
			<remark  id="s2b17c90l3" />	[๑๖๕] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ นิโครธาราม ใกล้พระนครกบิลพัสดุ์          
			<remark  id="s2b17c90l4" />สักกชนบท. ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคทรงขับไล่พระภิกษุสงฆ์ในเพราะเหตุเรื่องหนึ่งแล้ว      
			<remark  id="s2b17c90l5" />เวลาเช้า ทรงผ้าอันตรวาสก ทรงถือบาตรและจีวร เสด็จเข้าไปบิณฑบาตยังพระนครกบิลพัสดุ์         
			<remark  id="s2b17c90l6" />ครั้นแล้ว ในเวลาปัจฉาภัต เสด็จกลับจากบิณฑบาต เสด็จไปยังป่ามหาวัน เพื่อประทับพักใน        
			<remark  id="s2b17c90l7" />กลางวัน ครั้นเสด็จถึงป่ามหาวันแล้ว ได้ประทับนั่งพักกลางวัน ณ โคนต้นมะตูมหนุ่ม ครั้งนั้น  
			<remark  id="s2b17c90l8" />แล พระผู้มีพระภาคเสด็จหลีกออกเร้นอยู่ในที่ลับ ได้เกิดพระปริวิตกขึ้นว่า เราแลได้ขับไล่    
			<remark  id="s2b17c90l9" />ภิกษุสงฆ์ให้ไปแล้ว ในภิกษุสงฆ์เหล่านี้ พวกภิกษุใหม่ บวชยังไม่นาน เพิ่งมาสู่ธรรมวินัยนี้  
			<remark  id="s2b17c90l10" />มีอยู่ เมื่อภิกษุเหล่านั้นไม่เห็นเรา พึงเป็นผู้มีความกินแหนง มีใจแปรปรวน เหมือนลูกโค     
			<remark  id="s2b17c90l11" />น้อยๆ เมื่อไม่เห็นแม่ พึงมีความกินแหนง มีใจแปรปรวน ฉะนั้น เหมือนกับพืชที่ยังอ่อนๆ        
			<remark  id="s2b17c90l12" />ไม่ได้น้ำ พึงมีความผันแปรไป มีความเปลี่ยนแปรไป ฉะนั้น ถ้ากระไรเราพึงอนุเคราะห์ภิกษุสงฆ์  
			<remark  id="s2b17c90l13" />ในบัดนี้ เหมือนกับที่ได้อนุเคราะห์มาแล้วในก่อนๆ ฉะนั้นเถิด.
			<remark  id="s2b17c90l14" />	[๑๖๖] ครั้งนั้นแล ท้าวสหัมบดีพรหม ได้ทราบพระปริวิตกของพระผู้มีพระภาค ด้วย           
			<remark  id="s2b17c90l15" />ใจของตนแล้ว ได้หายไปจากพรหมโลก มาปรากฏเฉพาะพระพักตร์พระผู้มีพระภาค เหมือนกับ             
			<remark  id="s2b17c90l16" />บุรุษผู้มีกำลังเหยียดแขนที่คู้ หรือคู้แขนที่เหยียด ฉะนั้น ลำดับนั้นแล ท้าวสหัมบดีพรหม ทำ 
			<remark  id="s2b17c90l17" />ผ้าอุตราสงค์เฉวียงบ่าข้างหนึ่ง แล้วประนมมือ กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาค
			<remark  id="s2b17c90l18" />ข้อนี้เป็นอย่างนั้น ข้าแต่พระสุคต ข้อนี้เป็นอย่างนั้น พระเจ้าข้า พระผู้มีพระภาคได้ทรงขับไล่             
			<remark  id="s2b17c90l19" />ภิกษุสงฆ์ไปแล้ว ในภิกษุสงฆ์เหล่านี้ พวกภิกษุที่ยังใหม่ บวชยังไม่นาน เพิ่งมาสู่ธรรมวินัยนี้              
			<remark  id="s2b17c90l20" />มีอยู่ เมื่อภิกษุสงฆ์เหล่านั้นไม่เห็นพระผู้มีพระภาค พึงเป็นผู้มีความกินแหนง มีใจแปรปรวน  
			<remark  id="s2b17c90l21" />เหมือนกับลูกโคน้อยๆ เมื่อไม่เห็นแม่ พึงมีความกินแหนง มีใจแปรปรวน ฉะนั้น เหมือน           
			<remark  id="s2b17c90l22" />กับพืชที่ยังอ่อนๆ เมื่อไม่ได้น้ำ พึงมีความผันแปรไป มีความเปลี่ยนแปลงไป ฉะนั้น พระเจ้าข้า 
			<remark  id="s2b17c90l23" />ขอพระผู้มีพระภาคจงทรงชื่นชมกะภิกษุสงฆ์ ขอพระผู้มีพระภาค จงทรงพร่ำสอนภิกษุสงฆ์            
			<remark  id="s2b17c90l24" />จงทรงอนุเคราะห์ภิกษุสงฆ์ในบัดนี้ เหมือนกับที่ได้ทรงอนุเคราะห์มาแล้วแต่ก่อนๆ ฉะนั้นเถิด. 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b17c91" >
		<para id="s2b17c91p">
			<remark  id="s2b17c91l1" />พระผู้มีพระภาค ทรงรับอาราธนาโดยดุษณีภาพ. ลำดับนั้นแล ท้าวสหัมบดีพรหม ทราบว่า             
			<remark  id="s2b17c91l2" />พระผู้มีพระภาคทรงรับอารธนาแล้ว จึงถวายบังคมพระผู้มีพระภาคกระทำประทักษิณแล้ว อันตร       
			<remark  id="s2b17c91l3" />ธานไปจากสำนักของพระผู้มีพระภาคนั่นแล.      
			<remark  id="s2b17c91l4" />	[๑๖๗] ลำดับนั้นแล เป็นเวลาเย็น พระผู้มีพระภาคเสด็จออก จากที่พักผ่อนแล้ว             
			<remark  id="s2b17c91l5" />เสด็จไปยังนิโครธาราม แล้วประทับนั่งบนอาสนะที่เขาปูไว้ ครั้นแล้ว พระผู้มีพระภาคทรงบันดาล  
			<remark  id="s2b17c91l6" />ด้วยอิทธาภิสังขาร ให้ภิกษุเหล่านั้นเกรงกลัว เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคจนถึงที่ประทับ ทีละรูป              
			<remark  id="s2b17c91l7" />บ้าง สองรูปบ้าง ครั้นแล้วต่างก็ถวายบังคมแล้ว นั่งลง ณ สถานที่ควรส่วนข้างหนึ่ง. ครั้น     
			<remark  id="s2b17c91l8" />ภิกษุเหล่านั้น นั่งลงเรียบร้อยแล้ว พระผู้มีพระภาค จึงได้ตรัสพระพุทธวจนะว่า ดูกรภิกษุทั้ง
			<remark  id="s2b17c91l9" />หลาย ข้อเลวทรามของการเลี้ยงชีพทั้งหลาย ก็คือการแสวงหาบิณฑบาต. ภิกษุทั้งหลาย ย่อม        
			<remark  id="s2b17c91l10" />ได้รับคำแช่งด่าในโลกว่า เป็นผู้มีมือถือบาตรเที่ยวแสวงหาบิณฑบาต. ดูกรภิกษุทั้งหลายก็กุลบุตร              
			<remark  id="s2b17c91l11" />ทั้งหลาย เป็นผู้เป็นไปในอำนาจแห่งเหตุ อาศัยอำนาจแห่งเหตุ จึงเข้าถึงความเป็นผู้แสวงหา     
			<remark  id="s2b17c91l12" />บิณฑบาตนี้แล ไม่ใช่เป็นคนหนีราชทัณฑ์ ไม่ใช่เป็นคนขอให้โจรปล่อยตัวไปบวช ไม่ใช่เป็น        
			<remark  id="s2b17c91l13" />คนมีหนี้ ไม่ใช่เป็นคนมีภัย ไม่ใช่เป็นคนมีอาชีพแร้นแค้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็อีกอย่าง      
			<remark  id="s2b17c91l14" />หนึ่ง กุลบุตรนี้บวชแล้ว โดยที่คิดเช่นนี้ว่า เราทั้งหลายเป็นผู้อันชาติ ชรา มรณะ โสกะ      
			<remark  id="s2b17c91l15" />ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาส ครอบงำแล้ว ชื่อว่าเป็นผู้มีทุกข์ครอบงำแล้ว มีทุกข์ประจำ     
			<remark  id="s2b17c91l16" />แล้ว ไฉนหนอ ความทำที่สุดแห่งกองทุกข์ ทั้งมวลนี้ จะพึงปรากฏ. แต่ว่ากุลบุตรนั้น เป็นผู้    
			<remark  id="s2b17c91l17" />มากด้วยอภิชฌา มีราคะกล้าในกามทั้งหลาย มีจิตพยาบาท มีความดำริแห่งใจ อันโทษะประทุษ         
			<remark  id="s2b17c91l18" />ร้ายแล้ว มีสติหลงลืม ไม่มีสัมปชัญญะ มีใจไม่เป็นสมาธิ มีจิตหมุนไปผิด ไม่สำรวมอินทรีย์.    
			<remark  id="s2b17c91l19" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวบุคคลผู้เสื่อมแล้ว จากโภคะแห่งคฤหัสถ์ด้วย ไม่ทำประโยชน์ คือ    
			<remark  id="s2b17c91l20" />ความเป็นสมณะให้บริบูรณ์ด้วยว่า มีอุปมาเหมือนกับดุ้นฟืนในที่เผาศพ ซึ่งไฟติดทั้งสองข้าง    
			<remark  id="s2b17c91l21" />ตรงกลางก็เปื้อนคูถจะใช้เป็นฟืนในบ้านก็ไม่ได้ ฉะนั้น.       
			<remark  id="s2b17c91l22" />	[๑๖๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อกุศลวิตก ๓ อย่างนี้ คือ กามวิตก ๑ พยาบาทวิตก ๑             
			<remark  id="s2b17c91l23" />วิหิงสาวิตก ๑. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อบุคคลมีจิตตั้งมั่นดีแล้วในสติปัฏฐาน ๔ หรือเจริญอนิมิตต           
			<remark  id="s2b17c91l24" />สมาธิ อกุศลวิตก ๓ อย่างนี้แล ย่อมดับโดยไม่เหลือ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนิมิตตสมาธิควร      
			<remark  id="s2b17c91l25" />แท้ ที่จะเจริญจนกว่าจะละอกุศลวิตกนี้ได้. อนิมิตตสมาธิที่บุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว      
			<remark  id="s2b17c91l26" />ย่อมมีผลมาก มีอานิสงส์มาก.   
		</para>
	</section>
	<section id="s2b17c92" >
		<para id="s2b17c92p">
			<remark  id="s2b17c92l1" />	[๑๖๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ทิฏฐิ ๒ อย่างนี้ คือ ภวทิฏฐิ ๑ วิภวทิฏฐิ ๑. ดูกรภิกษุ       
			<remark  id="s2b17c92l2" />ทั้งหลาย อริยสาวก ผู้ได้สดับแล้ว ย่อมพิจารณาเห็นในทิฏฐิ ๒ อย่างนั้น ดังนี้ว่า เรายึดถือ  
			<remark  id="s2b17c92l3" />สิ่งใด ในโลกอยู่ จะพึงเป็นผู้ไม่มีโทษ สิ่งนั้นมีอยู่บ้างไหม? เธอย่อมทราบชัดอย่างนี้ว่า เรา              
			<remark  id="s2b17c92l4" />เรายึดถือสิ่งใดในโลกอยู่ พึงเป็นผู้ไม่มีโทษ สิ่งนั้นไม่มีเลย. เธอย่อมทราบชัดอย่างนี้ ก็เราเมื่อ         
			<remark  id="s2b17c92l5" />ยึดถือ พึงยึดถือรูปนั้นเอง เมื่อยึดถือ พึงยึดถือเวทนานั้นเอง เมื่อยึดถือ พึงยึดถือสัญญา  
			<remark  id="s2b17c92l6" />นั่นเอง เมื่อยึดถือ พึงยึดถือสังขารนั่นเอง เมื่อยึดถือ พึงยึดถือวิญญาณนั้นเอง ภพพึงมีแก่ 
			<remark  id="s2b17c92l7" />เรา เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย ชาติมีเพราะภพเป็นปัจจัย ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์           
			<remark  id="s2b17c92l8" />โทมนัส และอุปายาสมี เพราะชาติเป็นปัจจัย ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ พึงมีได้      
			<remark  id="s2b17c92l9" />ด้วยประการอย่างนี้. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจะสำคัญ ความข้อนั้นเป็นไฉน รูป ฯลฯ      
			<remark  id="s2b17c92l10" />เวทนา ฯลฯ สัญญา ฯลฯ สังขาร ฯลฯ วิญญาณ เที่ยงหรือไม่เที่ยง? ภิกษุทั้งหลายกราบทูล          
			<remark  id="s2b17c92l11" />ว่า ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า.    
			<remark  id="s2b17c92l12" />     พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า?    
			<remark  id="s2b17c92l13" />     ภิ. เป็นทุกข์ พระเจ้าข้า.              
			<remark  id="s2b17c92l14" />     พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ควรหรือหนอ ที่จะตาม          
			<remark  id="s2b17c92l15" />เห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวของตัวเรา?              
			<remark  id="s2b17c92l16" />     ภิ. ไม่ควรเห็นอย่างนั้น พระเจ้าข้า.    
			<remark  id="s2b17c92l17" />     พ. เพราะฉะนั้นแหละ ภิกษุทั้งหลาย ฯลฯ อริยสาวกผู้ได้สดับแล้วเห็นอยู่อย่างนี้ ฯลฯ     
			<remark  id="s2b17c92l18" />กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี.        
			<remark  id="s2b17c92l19" />		            จบ สูตรที่ ๘.      
			<remark  id="s2b17c92l20" />		          ๙. ปาลิเลยยสูตร      
			<remark  id="s2b17c92l21" />		     ว่าด้วยการรู้เห็นที่ทำให้สิ้นอาสวะ       
			<remark  id="s2b17c92l22" />	[๑๗๐] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ โฆสิตาราม ใกล้พระนครโกสัมพี.             
			<remark  id="s2b17c92l23" />ครั้งนั้นแล เป็นเวลาเช้า พระผู้มีพระภาค ทรงผ้าอันตรวาสก ทรงถือบาตรและจีวร เสด็จเข้า      
		</para>
	</section>
	<section id="s2b17c93" >
		<para id="s2b17c93p">
			<remark  id="s2b17c93l1" />ไปยังพระนครโกสัมพีเพื่อบิณฑบาตร ครั้นเสด็จเที่ยวบิณฑบาตในพระนครโกสัมพีแล้ว ในเวลา        
			<remark  id="s2b17c93l2" />ปัจฉาภัต เสด็จกลับจากบิณฑบาตแล้ว ทรงเก็บงำเสนาสนะด้วยพระองค์เอง ทรงถือบาตรและ            
			<remark  id="s2b17c93l3" />จีวร มิได้รับสั่งเรียกพวกภิกษุที่เป็นอุปัฏฐาก มิได้ตรัสอำลาพระภิกษุสงฆ์ พระองค์เดียวไม่มี
			<remark  id="s2b17c93l4" />เพื่อนเสด็จหลีกไปสู่ที่จาริก.
			<remark  id="s2b17c93l5" />	[๑๗๑] ครั้งนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่ง เมื่อพระผู้มีพระภาคเสด็จไปแล้วไม่นาน ได้เข้าไป      
			<remark  id="s2b17c93l6" />หาท่านพระอานนท์จนถึงที่อยู่ ครั้นแล้ว ได้กล่าวกะท่านพระอานนท์ว่า มาเถอะท่านพระอานนท์     
			<remark  id="s2b17c93l7" />พระผู้มีพระภาคทรงเก็บงำเสนาสนะด้วยพระองค์เอง ทรงถือบาตรและจีวร มิได้ทรงรับสั่งเรียก      
			<remark  id="s2b17c93l8" />พวกภิกษุที่เป็นอุปัฏฐาก มิได้ตรัสอำลาพระภิกษุสงฆ์ พระองค์เดียว ไม่มีเพื่อน เสด็จไปสู่ที่ 
			<remark  id="s2b17c93l9" />จาริก. ท่านพระอานนท์ได้ตอบว่า อาวุโส สมัยใด พระผู้มีพระภาค ทรงเก็บงำเสนาสนะ              
			<remark  id="s2b17c93l10" />ด้วยพระองค์เอง ทรงถือบาตรและจีวร มิได้ทรงรับสั่งเรียกพวกภิกษุที่เป็นอุปัฏฐาก มิได้ตรัส   
			<remark  id="s2b17c93l11" />อำลาภิกษุสงฆ์ พระองค์เดียว ไม่มีเพื่อน เสด็จหลีกไปสู่ที่จาริก สมัยนั้น พระผู้มีพระภาค    
			<remark  id="s2b17c93l12" />ย่อมทรงพระประสงค์ ที่จะประทับแต่พระองค์เดียว สมัยนั้น พระผู้มีพระภาค ย่อมเป็นผู้อัน      
			<remark  id="s2b17c93l13" />ใครๆ ไม่พึงติดตาม.           
			<remark  id="s2b17c93l14" />	[๑๗๒] ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาค เสด็จเที่ยวจาริกไปโดยลำดับ เสด็จถึงป่าปาลิ        
			<remark  id="s2b17c93l15" />เลยยกะ. ข่าวว่า พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ โคนไม้รังอันเจริญ ในป่าปาลิเลยยกะนั้น.       
			<remark  id="s2b17c93l16" />ครั้งนั้นแล ภิกษุมากรูปด้วยกัน ได้เข้าไปหาท่านพระอานนท์ถึงที่อยู่ ครั้นแล้วต่างก็สนทนา   
			<remark  id="s2b17c93l17" />ปราศรัยกับท่านพระอานนท์ ครั้นผ่านการปราศรัย พอให้ระลึกถึงกันไปแล้ว นั่ง ณ ที่ควร         
			<remark  id="s2b17c93l18" />ส่วนข้างหนึ่ง. ครั้นแล้ว ได้พากันกล่าวกะท่านพระอานนท์ว่า ท่านอานนท์ นานแล้ว ที่พวก       
			<remark  id="s2b17c93l19" />ผมได้สดับธรรมีกถาเฉพาะพระพักตร์พระผู้มีพระภาค ท่านอานนท์ พวกผมปรารถนาที่จะสดับธรรมี     
			<remark  id="s2b17c93l20" />กถาเฉพาะพระพักตร์พระผู้มีพระภาค. ลำดับนั้นแล ท่านพระอานนท์พร้อมกับภิกษุเหล่านั้น        
			<remark  id="s2b17c93l21" />พากันเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ณ โคนไม้รังอันเจริญ ในป่าปาลิเลยยกะ ครั้นแล้ว  
			<remark  id="s2b17c93l22" />ต่างถวายบังคมพระผู้มีพระภาคแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง. ครั้นแล้ว พระผู้มีพระภาคทรง  
			<remark  id="s2b17c93l23" />ยังภิกษุเหล่านั้น ให้เห็นแจ้ง ให้สมาทาน ให้อาจหาญ ให้ร่าเริงด้วยธรรมีกถา. 
			<remark  id="s2b17c93l24" />	[๑๗๓] ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่ง ได้เกิดความปริวิตกแห่งในขึ้นว่า เมื่อบุคคล      
			<remark  id="s2b17c93l25" />รู้อย่างไร เห็นอย่างไรหนอ อาสวะทั้งหลาย จึงสิ้นไปโดยลำดับ? พระผู้มีพระภาค ทรงทราบ     
		</para>
	</section>
	<section id="s2b17c94" >
		<para id="s2b17c94p">
			<remark  id="s2b17c94l1" />ความปริวิตกแห่งใจของภิกษุนั้น ด้วยพระทัย จึงตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายมาตรัสว่า ดูกรภิกษุ    
			<remark  id="s2b17c94l2" />ทั้งหลาย เราแสดงธรรมด้วยการเลือกเฟ้น แสดงสติปัฏฐาน ๔ ด้วยการเลือกเฟ้น แสดง
			<remark  id="s2b17c94l3" />สัมมัปปธาน ๔ ด้วยการเลือกเฟ้น แสดงอิทธิบาท ๔ ด้วยการเลือกเฟ้น แสดงอินทรีย์ ๕ ด้วย        
			<remark  id="s2b17c94l4" />การเลือกเฟ้น แสดงพละ ๕ ด้วยการเลือกเฟ้น แสดงโพชฌงค์ ๗ ด้วยการเลือกเฟ้น แสดง              
			<remark  id="s2b17c94l5" />อริยมรรคมีองค์ ๘ ด้วยการเลือกเฟ้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราได้แสดงธรรม ด้วยการเลือกเฟ้น      
			<remark  id="s2b17c94l6" />เช่นนี้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมอันเราแสดงแล้ว ด้วยการเลือกเฟ้นเช่นนี้ เออก็มีภิกษุบางรูป  
			<remark  id="s2b17c94l7" />ในธรรมวินัยนี้ ยังเกิดความปริวิตกแห่งใจขึ้นว่า เมื่อบุคคลรู้ได้อย่างไร เห็นอย่างไรหนอ    
			<remark  id="s2b17c94l8" />อาสวะทั้งหลาย จึงสิ้นไปโดยลำดับ.            
			<remark  id="s2b17c94l9" />	[๑๗๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อบุคคลรู้ได้อย่างไร เห็นอย่างไร อาสวะทั้งหลาย           
			<remark  id="s2b17c94l10" />ได้สดับแล้ว จึงสิ้นไปโดยลำดับ? ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปุถุชนผู้มิได้สดับแล้ว ในโลกนี้ ไม่ได้  
			<remark  id="s2b17c94l11" />เห็นพระอริยเจ้าทั้งหลาย ไม่ฉลาดในอริยธรรม มิได้รับแนะนำในอริยธรรม ไม่ได้เห็นสัตบุรุษ     
			<remark  id="s2b17c94l12" />ไม่ฉลาดในสัปปุริสธรรม ไม่ได้รับแนะนำในสัปปุริสธรรม ย่อมตามเห็นรูปโดยความเป็นตน.          
			<remark  id="s2b17c94l13" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็การตามเห็นดังนั้นแล เป็นสังขาร ก็สังขารนั้น มีอะไรเป็นเหตุ มีอะไร    
			<remark  id="s2b17c94l14" />เป็นเครื่องก่อให้เกิดขึ้น มีอะไรเป็นกำเนิด มีอะไรเป็นแดนเกิด? ดูกรภิกษุทั้งหลาย สังขาร   
			<remark  id="s2b17c94l15" />นั้น เกิดจากตัณหาที่เกิดขึ้น แก่ปุถุชนผู้มิได้สดับแล้ว ผู้อันความเสวยอารมณ์ที่เกิดแต่อวิชชา             
			<remark  id="s2b17c94l16" />สัมผัสถูกต้องแล้ว. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ด้วยประการฉะนี้แล แม้สังขารนั้นก็ไม่เที่ยง ปัจจัยปรุง              
			<remark  id="s2b17c94l17" />แต่ง อาศัยเหตุเกิดขึ้น แม้ตัณหานั้น แม้เวทนานั้น แม้ผัสสะนั้น แม้อวิชชานั้น ก็ไม่เที่ยง  
			<remark  id="s2b17c94l18" />อันปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยเหตุเกิดขึ้น. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อบุคคลรู้อยู่ แม้อย่างนี้ เห็นอยู่           
			<remark  id="s2b17c94l19" />อย่างนี้ อาสวะทั้งหลาย ย่อมสิ้นไปโดยลำดับ.  
			<remark  id="s2b17c94l20" />	[๑๗๕] ปุถุชน ย่อมไม่ตามเห็นรูป โดยความเป็นตนเลย แต่ว่าตามเห็นตนมีรูป 
			<remark  id="s2b17c94l21" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็การตามเห็นดังนั้นเป็นสังขาร. ก็สังขารนั้นมีอะไรเป็นเหตุ มีอะไรเป็น   
			<remark  id="s2b17c94l22" />เครื่องก่อให้เกิดขึ้น มีอะไรเป็นกำเนิด มีอะไรเป็นแดนเกิด? ดูกรภิกษุทั้งหลาย สังขารนั้น   
			<remark  id="s2b17c94l23" />เกิดจากตัณหาที่เกิดขึ้น แก่ปุถุชนผู้มิได้สดับ ผู้อันความเสวยอารมณ์ที่เกิดแต่อวิชชา สัมผัส
			<remark  id="s2b17c94l24" />ถูกต้องแล้ว. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ด้วยประการฉะนี้แล แม้สังขารนั้น ก็ไม่เที่ยง อันปัจจัยปรุง 
			<remark  id="s2b17c94l25" />แต่ง อันอาศัยเหตุเกิดขึ้น แม้ตัณหานั้น แม้ผัสสะนั้น แม้อวิชชานั้น ก็ไม่เที่ยง อันปัจจัย  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b17c95" >
		<para id="s2b17c95p">
			<remark  id="s2b17c95l1" />ปรุงแต่ง อาศัยเหตุเกิดขึ้น. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อบุคคลรู้อยู่ แม้อย่างนี้ เห็นอยู่อย่างนี้            
			<remark  id="s2b17c95l2" />อาสวะทั้งหลาย ย่อมสิ้นไปโดยลำดับ.           
			<remark  id="s2b17c95l3" />	[๑๗๖] ปุถุชน ย่อมไม่ตามเห็นรูป โดยความเป็นตนเลย ย่อมไม่ตามเห็นตนมีรูป
			<remark  id="s2b17c95l4" />แต่ว่าตามเห็นรูปในตน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็การตามเห็นดังนั้นแลเป็นสังขาร ก็สังขารนั้น มี  
			<remark  id="s2b17c95l5" />อะไรเป็นเหตุ มีอะไรเป็นเครื่องก่อให้เกิดขึ้น มีอะไรเป็นกำเนิด มีอะไรเป็นแดนเกิด? ดูกร    
			<remark  id="s2b17c95l6" />ภิกษุทั้งหลาย สังขารนั้น เกิดจากตัณหาที่เกิดขึ้น แก่ปุถุชนผู้มิได้สดับ ผู้อันความเสวยอารมณ์             
			<remark  id="s2b17c95l7" />ที่เกิดแต่อวิชชาสัมผัสถูกต้องแล้ว. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ด้วยประการฉะนี้ แม้สังขารนั้นก็ไม่เที่ยง           
			<remark  id="s2b17c95l8" />อันปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยเหตุเกิดขึ้น แม้ตัณหานั้น แม้เวทนานั้น แม้ผัสสะนั้น แม้อวิชชานั้น 
			<remark  id="s2b17c95l9" />ก็ไม่เที่ยง อันปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยเหตุเกิดขึ้น. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อบุคคลรู้อยู่แม้อย่างนี้         
			<remark  id="s2b17c95l10" />เห็นอยู่อย่างนี้ อาสวะทั้งหลาย ย่อมสิ้นไปโดยลำดับ.         
			<remark  id="s2b17c95l11" />	[๑๗๗] ปุถุชน ย่อมไม่ตามเห็นรูป โดยความเป็นตนเลย ย่อมไม่ตามเห็นตนมีรูป
			<remark  id="s2b17c95l12" />ย่อมไม่ตามเห็นรูปในตน แต่ว่าตามเห็นตนในรูป. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็การตามเห็นดังนั้นแล      
			<remark  id="s2b17c95l13" />เป็นสังขาร ก็สังขารนั้น มีอะไรเป็นเหตุ มีอะไรเป็นเครื่องก่อให้เกิดขึ้น มีอะไรเป็นกำเนิด  
			<remark  id="s2b17c95l14" />มีอะไรเป็นแดนเกิด? ดูกรภิกษุทั้งหลาย สังขารนั้นเกิดจากตัณหาที่เกิดขึ้น แก่ปุถุชนผู้มิได้สดับ            
			<remark  id="s2b17c95l15" />ผู้อันความเสวยอารมณ์ที่เกิดแต่อวิชชาสัมผัสถูกต้องแล้ว. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ด้วยประการฉะนี้ 
			<remark  id="s2b17c95l16" />แล แม้สังขารนั้น ก็ไม่เที่ยง อันปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยเหตุเกิดขึ้น แม้ตัณหานั้น แม้เวทนา   
			<remark  id="s2b17c95l17" />นั้น แม้ผัสสะนั้น แม้อวิชชานั้น ก็ไม่เที่ยง อันปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยเหตุเกิดขึ้น. ดูกรภิกษุ              
			<remark  id="s2b17c95l18" />ทั้งหลาย บุคคลรู้อยู่แม้อย่างนี้ เห็นอยู่อย่างนี้ อาสวะทั้งหลาย ย่อมสิ้นไปโดยลำดับ.      
			<remark  id="s2b17c95l19" />	[๑๗๘] ปุถุชน ย่อมไม่ตามเห็นรูป โดยความเป็นตนเลย ย่อมไม่ตามเห็นตนมีรูป
			<remark  id="s2b17c95l20" />ย่อมไม่ตามเห็นรูปในตน ย่อมไม่ตามเห็นตนในรูป แต่ว่าตามเห็นเวทนา โดยความเป็นตน             
			<remark  id="s2b17c95l21" />ฯลฯ แต่ว่าตามเห็นตนมีเวทนา ฯลฯ แต่ว่าตามเห็นเวทนาตนใน ฯลฯ แต่ว่าตามเห็นตนใน              
			<remark  id="s2b17c95l22" />เวทนา ฯลฯ แต่ว่าตามเห็นสัญญา โดยความเป็นตน ฯลฯ แต่ว่าตามเห็นตนมีสัญญา ฯลฯ แต่ว่า         
			<remark  id="s2b17c95l23" />ตามเห็นสัญญาในตน ฯลฯ แต่ว่าตามเห็นตนในสัญญา ฯลฯ แต่ว่าตามเห็นสังขาร โดยความ              
			<remark  id="s2b17c95l24" />เป็นตน ฯลฯ แต่ว่าตามเห็นตนมีสังขาร ฯลฯ แต่ว่าตามเห็นสังขารในตน ฯลฯ แต่ว่าตาม  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b17c96" >
		<para id="s2b17c96p">
			<remark  id="s2b17c96l1" />เห็นตนในสังขาร ฯลฯ แต่ว่าตามเห็นวิญญาณ โดยความเป็นตน ฯลฯ แต่ว่าตามเห็นตนมี
			<remark  id="s2b17c96l2" />วิญญาณ ฯลฯ แต่ว่าตามเห็นวิญญาณในตน ฯลฯ แต่ว่าตามเห็นตนในวิญญาณ. ดูกรภิกษุ 
			<remark  id="s2b17c96l3" />ทั้งหลาย ก็การตามเห็นดังนั้นแล เป็นสังขาร ก็สังขารนั้น มีอะไรเป็นเหตุ มีอะไรเป็นเครื่อง  
			<remark  id="s2b17c96l4" />ก่อให้เกิดขึ้น มีอะไรเป็นกำเนิด มีอะไรเป็นแดนเกิด? สังขารนั้น เกิดจากตัณหาที่เกิดขึ้น  
