<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<!DOCTYPE book PUBLIC "-//OASIS//DTD DocBook XML V5.0//EN" "http://www.oasis-open.org/docbook/xml/4.5/docbookx.dtd">
<chapter id="s2b16">
	<title>สังยุตตนิกาย นิทานวรรค</title>
	<section id="s2b16c1" >
		<para id="s2b16c1p">
			<remark  id="s2b16c1l1" />							พระสุตตันตปิฎก 
			<remark  id="s2b16c1l2" />								เล่ม ๘      
			<remark  id="s2b16c1l3" />						สังยุตตนิกาย นิทานวรรค            
			<remark  id="s2b16c1l4" />	ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น     
			<remark  id="s2b16c1l5" />							อภิสมัยสังยุตต์               
			<remark  id="s2b16c1l6" />							พุทธวรรคที่ ๑ 
			<remark  id="s2b16c1l7" />							๑ เทศนาสูตร   
			<remark  id="s2b16c1l8" /> 	[๑] ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้    
			<remark  id="s2b16c1l9" />     สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่าน อนาถบิณฑิกเศรษฐี 
			<remark  id="s2b16c1l10" />เขตพระนครสาวัตถี ณ ที่นั้น พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุ
			<remark  id="s2b16c1l11" />เหล่านั้น ทูลรับพระผู้มีพระภาคว่า พระพุทธเจ้าข้า พระผู้มีพระภาคได้ตรัสพระพุทธดำรัสนี้ว่า 
			<remark  id="s2b16c1l12" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดง ปฏิจจสมุปบาทแก่พวกเธอ พวกเธอจงฟังปฏิจจสมุปบาทนั้น จงใส่
			<remark  id="s2b16c1l13" />ใจให้ดีเถิด     เราจักกล่าว ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระผู้มีพระภาคแล้ว ฯ   
			<remark  id="s2b16c1l14" /> 	[๒] พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ปฏิจจสมุปบาท  เป็นไฉน ดูกรภิกษุ
			<remark  id="s2b16c1l15" />ทั้งหลาย เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร เพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ เพราะ
			<remark  id="s2b16c1l16" />วิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนามรูป เพราะนามรูป  เป็นปัจจัย จึงมีสฬายตนะ เพราะสฬายตนะเป็น
		</para>
	</section>
	<section id="s2b16c2" >
		<para id="s2b16c2p">
			<remark  id="s2b16c2l1" />ปัจจัย จึงมีผัสสะ เพราะผัสสะ  เป็นปัจจัย จึงมีเวทนา เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา เพราะตัณหา
			<remark  id="s2b16c2l2" />เป็น   ปัจจัย จึงมีอุปาทาน เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ เพราะภพเป็นปัจจัย   จึงมี
			<remark  id="s2b16c2l3" />ชาติ เพราะชาติเป็นปัจจัย จึงมีชราและมรณะ โสกปริเทวทุกขโทมนัสและ  อุปายาส ความเกิด
			<remark  id="s2b16c2l4" />ขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้ นี้เราเรียกว่า    ปฏิจจสมุปบาท ฯ         
			<remark  id="s2b16c2l5" /> 	[๓] ก็เพราะอวิชชานั่นแหละดับด้วยการสำรอกโดยไม่เหลือ สังขาร จึงดับ เพราะสังขาร
			<remark  id="s2b16c2l6" />ดับ วิญญาณจึงดับ เพราะวิญญาณดับ นามรูปจึงดับ เพราะ  นามรูปดับ สฬายตนะจึงดับ เพราะ
			<remark  id="s2b16c2l7" />สฬายตนะดับ ผัสสะจึงดับ เพราะผัสสะดับ    เวทนาจึงดับ เพราะเวทนาดับ ตัณหาจึงดับ เพราะ
			<remark  id="s2b16c2l8" />ตัณหาดับ อุปาทานจึงดับ      เพราะอุปาทานดับ ภพจึงดับ เพราะภพดับ ชาติจึงดับ เพราะชาติดับ 
			<remark  id="s2b16c2l9" />ชราและ มรณะโสกปริเทวทุกขโทมนัสและอุปายาสจึงดับ ความดับแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้  ย่อมมี
			<remark  id="s2b16c2l10" />ด้วยประการอย่างนี้ พระผู้มีพระภาคได้ตรัสพระพุทธภาษิตนี้แล้ว ภิกษุเหล่า  นั้นมีใจยินดีชื่นชม
			<remark  id="s2b16c2l11" />ภาษิตของพระผู้มีพระภาคแล้ว ฯ       
			<remark  id="s2b16c2l12" />		            จบสูตรที่ ๑  
			<remark  id="s2b16c2l13" />		           ๒ วิภังคสูตร  
			<remark  id="s2b16c2l14" /> 	[๔] พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่านอนาถ บิณฑิกเศรษฐี 
			<remark  id="s2b16c2l15" />เขตพระนครสาวัตถี ... พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย  เราจักแสดง จักจำแนกปฏิจจ
			<remark  id="s2b16c2l16" />สมุปบาทแก่พวกเธอ พวกเธอจงฟังปฏิจจสมุปบาท นั้น จงใส่ใจให้ดีเถิด เราจักกล่าว ภิกษุ
			<remark  id="s2b16c2l17" />เหล่านั้นทูลรับพระผู้มีพระภาคแล้ว ฯ             
			<remark  id="s2b16c2l18" /> 	[๕] พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ปฏิจจสมุปบาท เป็นไฉน ดูกรภิกษุ
			<remark  id="s2b16c2l19" />ทั้งหลาย เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร เพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ เพราะวิญญาณ
			<remark  id="s2b16c2l20" />เป็นปัจจัย จึงมีนามรูป เพราะนามรูป   เป็นปัจจัย จึงมีสฬายตนะ เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย 
			<remark  id="s2b16c2l21" />จึงมีผัสสะ เพราะผัสสะ   เป็นปัจจัย จึงมีเวทนา เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา เพราะตัณหา
			<remark  id="s2b16c2l22" />เป็นปัจจัย    จึงมีอุปาทาน เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ เพราะภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ
			<remark  id="s2b16c2l23" />เพราะชาติเป็นปัจจัย จึงมีชราและมรณะ โสกปริเทวทุกข์โทมนัสและอุปายาส  ความเกิดขึ้นแห่ง
			<remark  id="s2b16c2l24" />กองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้ ฯ          
		</para>
	</section>
	<section id="s2b16c3" >
		<para id="s2b16c3p">
			<remark  id="s2b16c3l1" /> 	[๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ชราและมรณะเป็นไฉน ความแก่ ภาวะของความแก่ ฟันหลุด
			<remark  id="s2b16c3l2" /> ผมหงอก หนังเหี่ยว ความเสื่อมแห่งอายุ ความแก่ หง่อมแห่งอินทรีย์ ในหมู่สัตว์นั้นๆ 
			<remark  id="s2b16c3l3" />ของเหล่าสัตว์นั้นๆ นี้เรียกว่าชรา ก็มรณะ  เป็นไฉน ความเคลื่อน ภาวะของความเคลื่อน ความ
			<remark  id="s2b16c3l4" />ทำลาย ความอันตรธาน  มฤตยู ความตาย กาลกิริยา ความแตกแห่งขันธ์ ความทอดทิ้งซากศพ 
			<remark  id="s2b16c3l5" />ความขาด แห่งชีวิตินทรีย์ จากหมู่สัตว์นั้นๆ ของเหล่าสัตว์นั้นๆ นี้เรียกว่ามรณะ ชราและ มรณะ
			<remark  id="s2b16c3l6" /> ดังพรรณนามาฉะนี้ เรียกว่า ชราและมรณะ ฯ            
			<remark  id="s2b16c3l7" /> 	[๗] ก็ชาติเป็นไฉน ความเกิด ความบังเกิด ความหยั่งลง  เกิด  เกิดจำเพาะ  ความ
			<remark  id="s2b16c3l8" />ปรากฏแห่งขันธ์ ความได้อายตนะครบในหมู่สัตว์นั้นๆ ของ เหล่าสัตว์นั้นๆ นี้เรียกว่าชาติ ฯ      
			<remark  id="s2b16c3l9" /> 	[๘] ก็ภพเป็นไฉน ภพ ๓ เหล่านี้คือ กามภพ รูปภพ อรูปภพ    นี้เรียกว่าภพ ฯ        
			<remark  id="s2b16c3l10" /> 	[๙] ก็อุปาทานเป็นไฉน อุปาทาน ๔ เหล่านี้คือ กามุปาทาน ทิฏฐุปาทาน   สีลพัตตุปาทาน 
			<remark  id="s2b16c3l11" />อัตตวาทุปาทาน นี้เรียกว่า อุปาทาน ฯ      
			<remark  id="s2b16c3l12" /> 	[๑๐] ก็ตัณหาเป็นไฉน ตัณหา ๖ หมวดเหล่านี้คือ รูปตัณหา สัททตัณหา  คันธตัณหา 
			<remark  id="s2b16c3l13" />รสตัณหา โผฏฐัพพตัณหา ธัมมตัณหา นี้เรียกว่าตัณหา ฯ            
			<remark  id="s2b16c3l14" /> 	[๑๑] ก็เวทนาเป็นไฉน เวทนา ๖ หมวดเหล่านี้คือ จักขุสัมผัสสชา เวทนา โสตสัมผัส
			<remark  id="s2b16c3l15" />สชาเวทนา ฆานสัมผัสสชาเวทนา ชิวหาสัมผัสสชาเวทนา   กายสัมผัสสชาเวทนา มโนสัมผัสสชา
			<remark  id="s2b16c3l16" />เวทนา นี้เรียกว่าเวทนา ฯ 
			<remark  id="s2b16c3l17" /> 	[๑๒] ก็ผัสสะเป็นไฉน ผัสสะ ๖ หมวดเหล่านี้คือ จักขุสัมผัส    โสตสัมผัส ฆานสัมผัส 
			<remark  id="s2b16c3l18" />ชิวหาสัมผัส กายสัมผัส มโนสัมผัส นี้เรียกว่าผัสสะ ฯ 
			<remark  id="s2b16c3l19" /> 	[๑๓] ก็สฬายตนะเป็นไฉน อายตนะคือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ      นี้เรียกว่าสฬายตนะ ฯ   
			<remark  id="s2b16c3l20" /> 	[๑๔] ก็นามรูปเป็นไฉน เวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ   นี้เรียกว่านาม มหา
			<remark  id="s2b16c3l21" />ภูตรูป ๔ และรูปที่อาศัยมหาภูตรูป ๔ นี้เรียกว่ารูป นามและ   รูปดังพรรณนามาฉะนี้ เรียกว่านาม
			<remark  id="s2b16c3l22" />รูป ฯ   
			<remark  id="s2b16c3l23" /> 	[๑๕] ก็วิญญาณเป็นไฉน วิญญาณ ๖ หมวดเหล่านี้คือ จักขุวิญญาณ   โสตวิญญาณ 
			<remark  id="s2b16c3l24" />ฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ กายวิญญาณ มโนวิญญาณ นี้เรียกว่า   วิญญาณ ฯ               
			<remark  id="s2b16c3l25" /> 	[๑๖] ก็สังขารเป็นไฉน สังขาร ๓ เหล่านี้คือ กายสังขาร วจีสังขาร  จิตสังขาร นี้เรียก
			<remark  id="s2b16c3l26" />ว่าสังขาร ฯ          
		</para>
	</section>
	<section id="s2b16c4" >
		<para id="s2b16c4p">
			<remark  id="s2b16c4l1" /> 	[๑๗] ก็อวิชชาเป็นไฉน ความไม่รู้ในทุกข์ ความไม่รู้ในเหตุเกิดแห่งทุกข์ ความไม่รู้
			<remark  id="s2b16c4l2" />ในความดับทุกข์ ความไม่รู้ในปฏิปทาที่จะให้ถึงความดับทุกข์นี้เรียกว่าอวิชชา ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
			<remark  id="s2b16c4l3" />เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร เพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ ... ดังพรรณนามาฉะนี้ 
			<remark  id="s2b16c4l4" />ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้ ฯ  
			<remark  id="s2b16c4l5" /> 	[๑๘] ก็เพราะอวิชชานั่นแหละดับด้วยการสำรอกโดยไม่เหลือ สังขารจึง ดับ เพราะสังขาร
			<remark  id="s2b16c4l6" />ดับ วิญญาณจึงดับ ... ความดับแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมี ด้วยประการอย่างนี้ ฯ   
			<remark  id="s2b16c4l7" />		            จบสูตรที่ ๒  
			<remark  id="s2b16c4l8" />		           ๓ ปฏิปทาสูตร  
			<remark  id="s2b16c4l9" /> 	[๑๙] พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี 
			<remark  id="s2b16c4l10" />เขตพระนครสาวัตถี ... พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย  เราจักแสดงมิจฉาปฏิปทา และ
			<remark  id="s2b16c4l11" />สัมมาปฏิปทา พวกเธอจงฟังปฏิปทาทั้ง ๒ นั้น  จงใส่ใจให้ดีเถิดเราจักกล่าว ภิกษุเหล่านั้นทูลรับ
			<remark  id="s2b16c4l12" />พระผู้มีพระภาคแล้ว ฯ   
			<remark  id="s2b16c4l13" /> 	[๒๐] พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็มิจฉาปฏิปทา เป็นไฉน ดูกรภิกษุ
			<remark  id="s2b16c4l14" />ทั้งหลาย เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร เพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ ... ความเกิด
			<remark  id="s2b16c4l15" />ขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการ  อย่างนี้ นี้เรียกว่ามิจฉาปฏิปทา ฯ      
			<remark  id="s2b16c4l16" /> 	[๒๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมาปฏิปทาเป็นไฉน เพราะอวิชชานั่นแหละดับด้วยการ
			<remark  id="s2b16c4l17" />สำรอกโดยไม่เหลือ สังขารจึงดับ เพราะสังขารดับ วิญญาณ จึงดับ ... ความดับแห่งกองทุกข์
			<remark  id="s2b16c4l18" />ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้ นี้เรียกว่า      สัมมาปฏิปทา ฯ          
			<remark  id="s2b16c4l19" />		            จบสูตรที่ ๓  
			<remark  id="s2b16c4l20" />		           ๔ วิปัสสีสูตร 
			<remark  id="s2b16c4l21" /> 	[๒๒] พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่านอนาถ บิณฑิกเศรษฐี 
			<remark  id="s2b16c4l22" />เขตพระนครสาวัตถี ... พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุ  ทั้งหลาย พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมา
		</para>
	</section>
	<section id="s2b16c5" >
		<para id="s2b16c5p">
			<remark  id="s2b16c5l1" />สัมพุทธเจ้า ทรงพระนามว่าวิปัสสี ก่อน แต่ตรัสรู้ เมื่อครั้งเป็นพระโพธิสัตว์ยังมิได้ตรัสรู้ ได้
			<remark  id="s2b16c5l2" />ปริวิตกว่า โลกนี้ถึงความยาก   แล้วหนอ ย่อมเกิด แก่ ตาย จุติ และอุปบัติ และเมื่อเป็นเช่นนั้น
			<remark  id="s2b16c5l3" />ก็ยังไม่รู้  ธรรมอันออกจากทุกข์ คือชราและมรณะนี้ เมื่อไรเล่าความออกจากทุกข์ คือชราและมรณะ
			<remark  id="s2b16c5l4" />นี้ จักปรากฏ ฯ  
			<remark  id="s2b16c5l5" /> 	[๒๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแล พระวิปัสสีโพธิสัตว์ได้มีความ ปริวิตกดังนี้ว่า 
			<remark  id="s2b16c5l6" />เมื่ออะไรหนอมีอยู่ ชราและมรณะจึงมี ชราและมรณะย่อมมี เพราะ อะไรเป็นปัจจัย ดูกรภิกษุ
			<remark  id="s2b16c5l7" />ทั้งหลาย ครั้งนั้นแล พระวิปัสสีโพธิสัตว์ เพราะ กระทำไว้ในใจโดยแยบคาย จึงได้รู้ด้วยปัญญา
			<remark  id="s2b16c5l8" />ว่า เมื่อชาติมีอยู่ ชราและมรณะจึงมี ชราและมรณะย่อมมี เพราะชาติเป็นปัจจัย ... เมื่ออะไรหนอ
			<remark  id="s2b16c5l9" />มีอยู่ ชาติจึงมีชาติย่อมมีเพราะอะไรเป็นปัจจัย ... เมื่อภพมีอยู่ ชาติจึงมี ชาติย่อมมีเพราะภพเป็น
			<remark  id="s2b16c5l10" />ปัจจัย ... เมื่ออะไรหนอมีอยู่ ภพจึงมี ภพย่อมมีเพราะอะไรเป็นปัจจัย ... เมื่ออุปาทานมีอยู่ ภพจึงมี 
			<remark  id="s2b16c5l11" />ภพย่อมมีเพราะอุปาทานเป็นปัจจัย ... เมื่ออะไรหนอมีอยู่อุปาทานจึงมี อุปาทานย่อมมีเพราะอะไรเป็น
			<remark  id="s2b16c5l12" />ปัจจัย ... เมื่อตัณหามีอยู่   อุปาทานจึงมี อุปาทานย่อมมีเพราะตัณหาเป็นปัจจัย ... เมื่ออะไรหนอมีอยู่  
			<remark  id="s2b16c5l13" />ตัณหาจึงมี ตัณหาย่อมมีเพราะอะไรเป็นปัจจัย ... เมื่อเวทนามีอยู่ ตัณหาจึงมี   ตัณหาย่อมมีเพราะ
			<remark  id="s2b16c5l14" />เวทนาเป็นปัจจัย ... เมื่ออะไรหนอมีอยู่ เวทนาจึงมี เวทนาย่อมมีเพราะอะไรเป็นปัจจัย ... เมื่อผัสสะ
			<remark  id="s2b16c5l15" />มีอยู่ เวทนาจึงมี เวทนาย่อมมีเพราะ  ผัสสะเป็นปัจจัย ... เมื่ออะไรหนอมีอยู่ ผัสสะจึงมี ผัสสะ
			<remark  id="s2b16c5l16" />ย่อมมีเพราะอะไร เป็นปัจจัย ... เมื่อสฬายตนะมีอยู่ ผัสสะจึงมี ผัสสะย่อมมีเพราะสฬายตนะเป็น
			<remark  id="s2b16c5l17" />ปัจจัย ... เมื่ออะไรหนอมีอยู่ สฬายตนะจึงจะมี สฬายตนะย่อมมีเพราะอะไรเป็นปัจจัย ... เมื่อนาม
			<remark  id="s2b16c5l18" />รูปมีอยู่ สฬายตนะจึงมี สฬายตนะย่อมมีเพราะนามรูป เป็นปัจจัย ... เมื่ออะไรหนอมีอยู่ นามรูป
			<remark  id="s2b16c5l19" />จึงมี นามรูปย่อมมีเพราะอะไรเป็นปัจจัย ... เมื่อวิญญาณมีอยู่ นามรูปจึงมี นามรูปย่อมมีเพราะ
			<remark  id="s2b16c5l20" />วิญญาณเป็นปัจจัย ... เมื่ออะไรหนอมีอยู่วิญญาณจึงมี วิญญาณย่อมมีเพราะอะไรเป็นปัจจัย ... เมื่อ
			<remark  id="s2b16c5l21" />สังขารมีอยู่  วิญญาณจึงมี วิญญาณย่อมมีเพราะสังขารเป็นปัจจัย ดูกรภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแล            
			<remark  id="s2b16c5l22" />พระวิปัสสีโพธิสัตว์ได้มีความปริวิตกดังนี้ว่า เมื่ออะไรหนอมีอยู่ สังขารจึงมี   สังขารย่อมมีเพราะ
			<remark  id="s2b16c5l23" />อะไรเป็นปัจจัย ดูกรภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแล พระวิปัสสีโพธิสัตว์ เพราะกระทำไว้ในใจโดย
			<remark  id="s2b16c5l24" />แยบคาย จึงได้รู้ด้วยปัญญาว่า เมื่ออวิชชา มีอยู่ สังขารจึงมี สังขารย่อมมีเพราะอวิชชาเป็นปัจจัย
			<remark  id="s2b16c5l25" /> เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร เพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ ... ดังพรรณนามาฉะนี้ 
			<remark  id="s2b16c5l26" />ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย จักษุ ญาณ ปัญญา 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b16c6" >
		<para id="s2b16c6p">
			<remark  id="s2b16c6l1" />วิชชา แสงสว่าง ได้บังเกิดขึ้นแก่พระวิปัสสีโพธิสัตว์ในธรรม   ที่ไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า ฝ่ายข้าง
			<remark  id="s2b16c6l2" />เกิด ฝ่ายข้างเกิด ดังนี้ ฯ            
			<remark  id="s2b16c6l3" /> 	[๒๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแล พระวิปัสสีโพธิสัตว์ได้มีความ ปริวิตกดังนี้ว่า 
			<remark  id="s2b16c6l4" />เมื่ออะไรหนอไม่มี ชราและมรณะจึงไม่มี เพราะอะไรดับ ชรา และมรณะจึงดับ ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
			<remark  id="s2b16c6l5" />ครั้งนั้นแล พระวิปัสสีโพธิสัตว์ เพราะ  กระทำไว้ในใจโดยแยบคาย จึงได้รู้ด้วยปัญญาว่า เมื่อชาติ
			<remark  id="s2b16c6l6" />ไม่มี ชราและมรณะ  จึงไม่มี เพราะชาติดับ ชราและมรณะจึงดับ ... เมื่ออะไรหนอไม่มี ชาติจึง
			<remark  id="s2b16c6l7" />ไม่มี  เพราะอะไรดับ ชาติจึงดับ เมื่อภพไม่มี ชาติจึงไม่มี เพราะภพดับ ชาติจึงดับ ...  เมื่ออะไร
			<remark  id="s2b16c6l8" />หนอไม่มี ภพจึงไม่มี เพราะอะไรดับ ภพจึงดับ เมื่ออุปาทานไม่มี   ภพจึงไม่มี เพราะอุปาทานดับ 
			<remark  id="s2b16c6l9" />ภพจึงดับ ... เมื่อไรหนอไม่มี อุปาทานจึงไม่มีเพราะอะไรดับ อุปาทานจึงดับ ... เมื่อตัณหาไม่มี 
			<remark  id="s2b16c6l10" />อุปาทานจึงไม่มี เพราะตัณหาดับ อุปาทานจึงดับ ... เมื่ออะไรหนอไม่มี ตัณหาจึงไม่มี เพราะ
			<remark  id="s2b16c6l11" />อะไรดับ ตัณหาจึงดับ ... เมื่อเวทนาไม่มี ตัณหาจึงไม่มี เพราะเวทนาดับ ตัณหาจึงดับ ... เมื่ออะไรหนอ
			<remark  id="s2b16c6l12" />ไม่มี เวทนาจึงไม่มี เพราะอะไรดับ เวทนาจึงดับ ... เมื่อผัสสะไม่มีเวทนาจึงไม่มี เพราะผัสสะดับ 
			<remark  id="s2b16c6l13" />เวทนาจึงดับ ... เมื่ออะไรหนอไม่มี ผัสสะจึง ไม่มี เพราะอะไรดับ ผัสสะจึงดับ ... เมื่อสฬายตนะ
			<remark  id="s2b16c6l14" />ไม่มี ผัสสะจึงไม่มี เพราะสฬายตนะดับ ผัสสะจึงดับ ... เมื่ออะไรหนอไม่มี สฬายตนะจึงไม่มี 
			<remark  id="s2b16c6l15" />เพราะอะไรดับ สฬายตนะจึงดับ ... เมื่อนามรูปไม่มี สฬายตนะจึงไม่มี เพราะนามรูป ดับ สฬายตนะ
			<remark  id="s2b16c6l16" />จึงดับ ... เมื่ออะไรหนอไม่มี นามรูปจึงไม่มี เพราะอะไรดับ นามรูปจึงดับ ... เมื่อวิญญาณไม่มี นามรูป
			<remark  id="s2b16c6l17" />จึงไม่มี เพราะวิญญาณดับ นามรูป จึงดับ ... เมื่ออะไรหนอไม่มี วิญญาณจึงไม่มี เพราะอะไรดับ
			<remark  id="s2b16c6l18" />วิญญาณจึงดับ  เมื่อสังขารไม่มี วิญญาณจึงไม่มี เพราะสังขารดับ วิญญาณจึงดับ ดูกรภิกษุ  ทั้งหลาย
			<remark  id="s2b16c6l19" /> ครั้งนั้นแล พระวิปัสสีโพธิสัตว์ได้มีความปริวิตกดังนี้ว่า เมื่ออะไรหนอ  ไม่มี สังขารจึงไม่มี เพราะ
			<remark  id="s2b16c6l20" />อะไรดับ สังขารจึงดับ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแล   พระวิปัสสีโพธิสัตว์ เพราะกระทำไว้ในใจ
			<remark  id="s2b16c6l21" />โดยแยบคาย จึงได้รู้ด้วยปัญญาว่า เมื่ออวิชชาไม่มี สังขารจึงไม่มี เพราะอวิชชาดับ สังขารจึงดับ
			<remark  id="s2b16c6l22" /> เพราะสังขารดับ วิญญาณจึงดับ ... ดังพรรณนามาฉะนี้ ความดับ  แห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมี
			<remark  id="s2b16c6l23" />ด้วยประการอย่างนี้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย จักษุ ญาณ      ปัญญา วิชชา แสงสว่าง ได้บังเกิดขึ้น
			<remark  id="s2b16c6l24" />แก่พระวิปัสสีโพธิสัตว์ ในธรรมที่ไม่ เคยได้ฟังมาก่อนว่า ฝ่ายข้างดับ ฝ่ายข้างดับ ดังนี้ ฯ    
			<remark  id="s2b16c6l25" />		            จบสูตรที่ ๔  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b16c7" >
		<para id="s2b16c7p">
			<remark  id="s2b16c7l1" />		       ๕ สิขีสูตร- ๙ กัสสปสูตร           
			<remark  id="s2b16c7l2" /> 	[๒๕] พระปริวิตกของพระพุทธเจ้าแม้ทั้ง ๗ พระองค์ ก็พึงให้พิศดาร   เหมือนอย่างนี้ 
			<remark  id="s2b16c7l3" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรง พระนามว่าสีขี ... ทรงพระนามว่า
			<remark  id="s2b16c7l4" />เวสสภู ... ทรงพระนามว่ากกุสันธะ ... ทรงพระนามว่าโกนาคมนะ ... ทรงพระนามว่ากัสสป ...  ฯ          
			<remark  id="s2b16c7l5" />		       ๑๐ มหาศักยมุนีโคตมสูตร            
			<remark  id="s2b16c7l6" /> 	[๒๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อเรายังเป็นพระโพธิสัตว์ ก่อนตรัสรู้    ยังมิได้ตรัสรู้ ได้มี
			<remark  id="s2b16c7l7" />ความปริวิตกดังนี้ว่า โลกนี้ถึงความยากแล้วหนอ ย่อมเกิด แก่   ตาย จุติ และอุปบัติ และเมื่อ
			<remark  id="s2b16c7l8" />เป็นเช่นนั้น ก็ยังไม่รู้ธรรมอันออกจากทุกข์ คือชราและมรณะนี้ เมื่อไรเล่า ความออกจากทุกข์ 
			<remark  id="s2b16c7l9" />คือชราและมรณะนี้จักปรากฏ ดูกร   ภิกษุทั้งหลาย เรานั้นได้มีความปริวิตกดังนี้ว่า เมื่ออะไรหนอ
			<remark  id="s2b16c7l10" />มีอยู่ ชราและมรณะ จึงมี ชราและมรณะย่อมมีเพราะอะไรเป็นปัจจัย ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรานั้น
			<remark  id="s2b16c7l11" />เพราะ กระทำไว้ในใจโดยแยบคาย จึงได้รู้ด้วยปัญญาว่า เมื่อชาติมีอยู่ ชราและมรณะ จึงมี ชรา
			<remark  id="s2b16c7l12" />และมรณะย่อมมีเพราะชาติเป็นปัจจัย ... เมื่ออะไรหนอมีอยู่ ชาติจึงมี    ชาติย่อมมีเพราะอะไรเป็น
			<remark  id="s2b16c7l13" />ปัจจัย ... เมื่อภพมีอยู่ ชาติจึงมี ชาติย่อมมีเพราะภพ    เป็นปัจจัย ... เมื่ออะไรหนอมีอยู่ ภพจึงมี 
			<remark  id="s2b16c7l14" />ภพย่อมมีเพราะอะไรเป็นปัจจัย ...  เมื่ออุปาทานมีอยู่ ภพจึงมี ภพย่อมมีเพราะอุปาทานเป็นปัจจัย ... 
			<remark  id="s2b16c7l15" />เมื่ออะไรหนอ   มีอยู่ อุปาทานจึงมี อุปาทานย่อมมีเพราะอะไรเป็นปัจจัย ... เมื่อตัณหามีอยู่ อุปาทาน      
			<remark  id="s2b16c7l16" />จึงมี อุปาทานย่อมมีเพราะตัณหาเป็นปัจจัย ... เมื่ออะไรหนอมีอยู่ ตัณหาจึงมี ตัณหา  ย่อมมีเพราะ
			<remark  id="s2b16c7l17" />อะไรเป็นปัจจัย ... เมื่อเวทนามีอยู่ ตัณหาจึงมี ตัณหาย่อมมีเพราะ   เวทนาเป็นปัจจัย ... เมื่ออะไรหนอ
			<remark  id="s2b16c7l18" />มีอยู่ เวทนาจึงมี เวทนาย่อมมีเพราะอะไร เป็นปัจจัย ... เมื่อผัสสะมีอยู่ เวทนาจึงมี เวทนาย่อมมี
			<remark  id="s2b16c7l19" />เพราะผัสสะเป็นปัจจัย ...  เมื่ออะไรหนอมีอยู่ ผัสสะจึงมี ผัสสะย่อมมีเพราะอะไรเป็นปัจจัย ... 
			<remark  id="s2b16c7l20" />เมื่อ สฬายตนะมีอยู่ ผัสสะจึงมี ผัสสะย่อมมีเพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย ... เมื่ออะไร   หนอ
			<remark  id="s2b16c7l21" />มีอยู่ สฬายตนะจึงมี สฬายตนะมีย่อมเพราะอะไรเป็นปัจจัย ... เมื่อนามรูปมีอยู่ สฬายตนะจึงมี 
			<remark  id="s2b16c7l22" />สฬายตนะย่อมมีเพราะนามรูปเป็นปัจจัย ... เมื่ออะไรหนอมีอยู่ นามรูปจึงมี นามรูปย่อมมี
		</para>
	</section>
	<section id="s2b16c8" >
		<para id="s2b16c8p">
			<remark  id="s2b16c8l1" />เพราะอะไรเป็นปัจจัย ... เมื่อวิญญาณมีอยู่ นามรูปจึงมี นามรูปย่อมมีเพราะวิญญาณเป็นปัจจัย ... 
			<remark  id="s2b16c8l2" />เมื่ออะไรหนอมีอยู่ วิญญาณ จึงมี วิญญาณย่อมมีเพราะอะไรเป็นปัจจัย ... เมื่อสังขารมีอยู่ วิญญาณ
			<remark  id="s2b16c8l3" />จึงมีวิญญาณย่อมมีเพราะสังขารเป็นปัจจัย ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรานั้นได้มีความปริวิตก ดังนี้ว่า 
			<remark  id="s2b16c8l4" />เมื่ออะไรหนอมีอยู่ สังขารจึงมี สังขารย่อมมีเพราะอะไรเป็นปัจจัย ดูกร ภิกษุทั้งหลาย เรานั้น 
			<remark  id="s2b16c8l5" />เพราะกระทำไว้ในใจโดยแยบคายจึงได้รู้ด้วยปัญญาว่า  เมื่ออวิชชามีอยู่ สังขารจึงมี สังขารย่อมมี
			<remark  id="s2b16c8l6" />เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย เพราะอวิชชา  เป็นปัจจัย จึงมีสังขาร เพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ ... 
			<remark  id="s2b16c8l7" />ดังพรรณนา มาฉะนี้ ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
			<remark  id="s2b16c8l8" />จักษุ ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง ได้บังเกิดขึ้นแก่เราในธรรม ที่ไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า ฝ่ายข้าง
			<remark  id="s2b16c8l9" />เกิด ฝ่ายข้างเกิด ดังนี้ ฯ            
			<remark  id="s2b16c8l10" /> 	[๒๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรานั้นได้มีความปริวิตกดังนี้ว่า เมื่ออะไร หนอไม่มี ชราและ
			<remark  id="s2b16c8l11" />มรณะจึงไม่มี เพราะอะไรดับ ชราและมรณะจึงดับ ดูกรภิกษุ    ทั้งหลาย เรานั้น เพราะกระทำไว้
			<remark  id="s2b16c8l12" />ในใจโดยแยบคายจึงได้รู้ด้วยปัญญาว่า เมื่อชาติ ไม่มี ชราและมรณะจึงไม่มี เพราะชาติดับ ชรา
			<remark  id="s2b16c8l13" />และมรณะจึงดับ ... เมื่ออะไร หนอไม่มี ชาติจึงไม่มี เพราะอะไรดับ ชาติจึงดับ ... เมื่อภพไม่มี 
			<remark  id="s2b16c8l14" />ชาติจึงไม่มี   เพราะภพดับ ชาติจึงดับ ... เมื่ออุปาทานไม่มี ภพจึงไม่มี เพราะอุปาทานดับ ภพจึงดับ ... 
			<remark  id="s2b16c8l15" />เมื่ออะไรหนอไม่มี อุปาทานจึงไม่มี เพราะอะไรดับ อุปาทานจึงดับ ...  เมื่อตัณหาไม่มี อุปาทาน
			<remark  id="s2b16c8l16" />จึงไม่มี เพราะตัณหาดับ อุปาทานจึงดับ ... เมื่ออะไร  หนอไม่มี ตัณหาจึงไม่มี เพราะอะไรดับ 
			<remark  id="s2b16c8l17" />ตัณหาจึงดับ เมื่อเวทนาไม่มี ตัณหา  จึงไม่มี เพราะเวทนาดับ ตัณหาจึงดับ ... เมื่ออะไรหนอไม่มี 
			<remark  id="s2b16c8l18" />เวทนาจึงไม่มี เพราะอะไรดับ เวทนาจึงดับ ... เมื่อผัสสะไม่มี เวทนาจึงไม่มีเพราะผัสสะดับ  เวทนา
			<remark  id="s2b16c8l19" />จึงดับ ... เมื่ออะไรหนอไม่มี ผัสสะจึงไม่มี เพราะอะไรดับ ผัสสะจึงดับ ...    เมื่อสฬายตนะไม่มี 
			<remark  id="s2b16c8l20" />ผัสสะจึงไม่มี เพราะสฬายตนะดับ ผัสสะจึงดับ ... เมื่ออะไร  หนอไม่มี สฬายตนะจึงไม่มี เพราะ
			<remark  id="s2b16c8l21" />อะไรดับ สฬายตนะจึงดับ ... เมื่อนามรูป    ไม่มี สฬายตนะจึงไม่มี เพราะนามรูปดับ สฬายตนะ
			<remark  id="s2b16c8l22" />จึงดับ ... เมื่ออะไรหนอ   ไม่มี นามรูปจึงไม่มี เพราะอะไรดับ นามรูปจึงดับ ... เมื่อวิญญาณไม่มี 
			<remark  id="s2b16c8l23" />นามรูป  จึงไม่มี เพราะวิญญาณดับ นามรูปจึงดับ ... เมื่ออะไรหนอไม่มี วิญญาณจึงไม่มี  เพราะอะไร
			<remark  id="s2b16c8l24" />ดับ วิญญาณจึงดับ ... เมื่อสังขารไม่มี วิญญาณจึงไม่มี เพราะสังขารดับ วิญญาณจึงดับ ดูกรภิกษุ
			<remark  id="s2b16c8l25" />ทั้งหลาย เรานั้นได้มีความปริวิตกดังนี้ว่า เมื่ออะไรหนอไม่มี สังขารจึงไม่มี เพราะอะไรดับ 
			<remark  id="s2b16c8l26" />สังขารจึงดับ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรานั้น เพราะกระทำไว้ในใจโดยแยบคาย จึงได้รู้ด้วยปัญญาว่า
		</para>
	</section>
	<section id="s2b16c9" >
		<para id="s2b16c9p">
			<remark  id="s2b16c9l1" /> เมื่ออวิชชาไม่มี สังขารจึงไม่มี เพราะอวิชชาดับ สังขารจึงดับ เพราะสังขารดับ วิญญาณจึงดับ ... 
			<remark  id="s2b16c9l2" />ดังพรรณนามาฉะนี้ ความดับแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
			<remark  id="s2b16c9l3" />จักษุ ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง ได้บังเกิดขึ้นแก่เราในธรรมที่ไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า 
			<remark  id="s2b16c9l4" />ฝ่ายข้างดับ ฝ่ายข้างดับ ดังนี้ ฯ               
			<remark  id="s2b16c9l5" />		           จบสูตรที่ ๑๐  
			<remark  id="s2b16c9l6" />		          จบพุทธวรรคที่ ๑
			<remark  id="s2b16c9l7" />		         ___________  
			<remark  id="s2b16c9l8" />		     รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ        
			<remark  id="s2b16c9l9" />           ๑ เทศนาสูตร    ๒ วิภังคสูตร    ๓ ปฏิปทาสูตร 
			<remark  id="s2b16c9l10" />           ๔ วิปัสสีสูตร    ๕ สิขีสูตร      ๖ เวสสภูสูตร               
			<remark  id="s2b16c9l11" />           ๗ กกุสันธสูตร   ๘ โกนาคมนสูตร ๙ กัสสปสูตร   
			<remark  id="s2b16c9l12" />          ๑๐ มหาศักยมุนีโคตมสูตร ฯ     
			<remark  id="s2b16c9l13" />		         ___________  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b16c10" >
		<para id="s2b16c10p">
			<remark  id="s2b16c10l1" />		          อาหารวรรคที่ ๒ 
			<remark  id="s2b16c10l2" />		           ๑. อาหารสูตร  
			<remark  id="s2b16c10l3" /> 	[๒๘] ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้   
			<remark  id="s2b16c10l4" />     สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่าน อนาถปิณฑิกเศรษฐี 
			<remark  id="s2b16c10l5" />เขตพระนครสาวัตถี พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย อาหาร ๔ เหล่านี้ ย่อมเป็น
			<remark  id="s2b16c10l6" />ไปเพื่อความดำรงอยู่ของหมู่สัตว์ผู้เกิดมาแล้ว   หรือเพื่ออนุเคราะห์หมู่สัตว์ผู้แสวงหาที่เกิด อาหาร
			<remark  id="s2b16c10l7" /> ๔ เป็นไฉน คือ [๑] กวฬีการาหารหยาบ หรือละเอียด [๒] ผัสสาหาร [๓] มโนสัญเจตนาหาร 
			<remark  id="s2b16c10l8" />[๔] วิญญาณาหาร อาหาร ๔ เหล่านี้แล ย่อมเป็นไปเพื่อความดำรงอยู่ของหมู่สัตว์ผู้เกิด  มาแล้ว 
			<remark  id="s2b16c10l9" />หรือเพื่ออนุเคราะห์หมู่สัตว์ผู้แสวงหาที่เกิด ฯ  
			<remark  id="s2b16c10l10" /> 	[๒๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็อาหาร ๔ เหล่านี้ มีอะไรเป็นเหตุ มีอะไร เป็นที่ตั้งขึ้น มีอะไร
			<remark  id="s2b16c10l11" />เป็นกำเนิด มีอะไรเป็นแดนเกิด อาหาร ๔ เหล่านี้ มีตัณหาเป็นเหตุ มีตัณหาเป็นที่ตั้งขึ้น มีตัณหา
			<remark  id="s2b16c10l12" />เป็นกำเนิด มีตัณหาเป็นแดนเกิด ก็ตัณหานี้ มีอะไรเป็นเหตุ มีอะไรเป็นที่ตั้งขึ้น มีอะไรเป็น
			<remark  id="s2b16c10l13" />กำเนิด มีอะไรเป็นแดนเกิดตัณหามีเวทนาเป็นเหตุ มีเวทนาเป็นที่ตั้งขึ้น มีเวทนาเป็นกำเนิด 
			<remark  id="s2b16c10l14" />มีเวทนาเป็นแดนเกิด ก็เวทนานี้ มีอะไรเป็นเหตุ มีอะไรเป็นที่ตั้งขึ้น มีอะไรเป็นกำเนิด   มีอะไร
			<remark  id="s2b16c10l15" />เป็นแดนเกิด เวทนามีผัสสะเป็นเหตุ มีผัสสะเป็นที่ตั้งขึ้น มีผัสสะเป็น  กำเนิด มีผัสสะเป็น
			<remark  id="s2b16c10l16" />แดนเกิด ก็ผัสสะนี้มีอะไรเป็นเหตุ มีอะไรเป็นที่ตั้งขึ้น มีอะไรเป็นกำเนิด มีอะไรเป็นแดนเกิด 
			<remark  id="s2b16c10l17" />ผัสสะมีสฬายตนะเป็นเหตุ มีสฬายตนะ  เป็นที่ตั้งขึ้น มีสฬายตนะเป็นกำเนิด มีสฬายตนะเป็น
			<remark  id="s2b16c10l18" />แดนเกิด ก็สฬายตนะนี้  มีอะไรเป็นเหตุ มีอะไรเป็นที่ตั้งขึ้น มีอะไรเป็นกำเนิด มีอะไรเป็นแดน
			<remark  id="s2b16c10l19" />เกิดสฬายตนะมีนามรูปเป็นเหตุ มีนามรูปเป็นที่ตั้งขึ้น มีนามรูปเป็นกำเนิด มีนามรูป  เป็น
			<remark  id="s2b16c10l20" />แดนเกิด ก็นามรูปนี้มีอะไรเป็นเหตุ มีอะไรเป็นที่ตั้งขึ้น มีอะไรเป็นกำเนิด     มีอะไรเป็นแดนเกิด 
			<remark  id="s2b16c10l21" />นามรูปมีวิญญาณเป็นเหตุ มีวิญญาณเป็นที่ตั้งขึ้น มีวิญญาณ   เป็นกำเนิด มีวิญญาณเป็นแดนเกิด 
			<remark  id="s2b16c10l22" />ก็วิญญาณนี้ มีอะไรเป็นเหตุ มีอะไรเป็นที่ตั้งขึ้น มีอะไรเป็นกำเนิด มีอะไรเป็นแดนเกิด 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b16c11" >
		<para id="s2b16c11p">
			<remark  id="s2b16c11l1" />วิญญาณมีสังขารเป็นเหตุ มี สังขารเป็นที่ตั้งขึ้น มีสังขารเป็นกำเนิด มีสังขารเป็นแดนเกิด ก็สังขาร
			<remark  id="s2b16c11l2" />เหล่านี้มีอะไรเป็นเหตุ มีอะไรเป็นที่ตั้งขึ้น มีอะไรเป็นกำเนิด มีอะไรเป็นแดนเกิด  สังขารทั้งหลาย
			<remark  id="s2b16c11l3" />มีอวิชชาเป็นเหตุ มีอวิชชาเป็นที่ตั้งขึ้น มีอวิชชาเป็นกำเนิด มี    อวิชชาเป็นแดนเกิด ดูกรภิกษุ
			<remark  id="s2b16c11l4" />ทั้งหลาย เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร เพราะสังขารเป็นปัจจัยจึงมีวิญญาณ ... ดังพรรณนา
			<remark  id="s2b16c11l5" />มาฉะนี้ ความเกิดขึ้นแห่งกอง ทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้ ฯ             
			<remark  id="s2b16c11l6" /> 	[๓๐] ก็เพราะอวิชชานั้นแหละดับด้วยการสำรอกโดยไม่เหลือ สังขาร   จึงดับ เพราะ
			<remark  id="s2b16c11l7" />สังขารดับ วิญญาณจึงดับ ... ความดับแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้ ฯ   
			<remark  id="s2b16c11l8" />		            จบสูตรที่ ๑  
			<remark  id="s2b16c11l9" />		           ๒. ผัคคุนสูตร 
			<remark  id="s2b16c11l10" /> 	[๓๑] พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี 
			<remark  id="s2b16c11l11" />เขตพระนครสาวัตถี ... พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย   อาหาร ๔ เหล่านี้ ย่อมเป็นไป
			<remark  id="s2b16c11l12" />เพื่อความดำรงอยู่ของหมู่สัตว์ผู้เกิดมาแล้ว หรือเพื่อ   อนุเคราะห์หมู่สัตว์ผู้แสวงหาที่เกิด อาหาร ๔
			<remark  id="s2b16c11l13" /> เป็นไฉน คือ [๑] กวฬีการาหารหยาบหรือละเอียด [๒] ผัสสาหาร [๓] มโนสัญเจตนาหาร 
			<remark  id="s2b16c11l14" />[๔] วิญญาณาหาร    อาหาร ๔ เหล่านี้แล ย่อมเป็นไปเพื่อความดำรงอยู่ของหมู่สัตว์ผู้เกิดมาแล้ว 
			<remark  id="s2b16c11l15" />หรือ เพื่ออนุเคราะห์หมู่สัตว์ผู้แสวงหาที่เกิด ฯ             
			<remark  id="s2b16c11l16" /> 	[๓๒] เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว ท่านพระโมลิยผัคคุนะได้   กราบทูลพระผู้มี
			<remark  id="s2b16c11l17" />พระภาคว่า พระพุทธเจ้าข้า ใครหนอย่อมกลืนกินวิญญาณาหาร    พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ตั้งปัญหา
			<remark  id="s2b16c11l18" />ยังไม่ถูก เรามิได้กล่าวว่า กลืนกิน [วิญญาณาหาร] ถ้าเรากล่าวว่ากลืนกิน [วิญญาณาหาร] ควร
			<remark  id="s2b16c11l19" />ตั้งปัญหาในข้อนั้นได้ว่า  พระพุทธเจ้าข้า ใครหนอย่อมกลืนกิน [วิญญาณาหาร] แต่เรามิได้กล่าว
			<remark  id="s2b16c11l20" />อย่างนั้นผู้ใดพึงถามเราผู้มิได้กล่าวอย่างนั้น อย่างนี้ว่า พระพุทธเจ้าข้า วิญญาณาหาร  ย่อมมีเพื่อ
			<remark  id="s2b16c11l21" />อะไรหนอ อันนี้ควรเป็นปัญหา ควรชี้แจงให้กระจ่างในปัญหานั้นว่าวิญญาณาหารย่อมมีเพื่อความ
			<remark  id="s2b16c11l22" />บังเกิดในภพใหม่ต่อไป เมื่อวิญญาณาหารนั้นเกิด  มีแล้ว จึงมีสฬายตนะ เพราะสฬายตนะเป็น
			<remark  id="s2b16c11l23" />ปัจจัย จึงมีผัสสะ ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b16c12" >
		<para id="s2b16c12p">
			<remark  id="s2b16c12l1" /> 	[๓๓] ม. พระพุทธเจ้าข้า ใครหนอย่อมถูกต้อง ฯ        
			<remark  id="s2b16c12l2" />     ภ. ตั้งปัญหายังไม่ถูก เรามิได้กล่าวว่าย่อมถูกต้อง ถ้าเรากล่าวว่าย่อมถูกต้อง ควรตั้ง
			<remark  id="s2b16c12l3" />ปัญหาในข้อนั้นได้ว่า พระพุทธเจ้าข้า ใครหนอย่อมถูกต้อง แต่ เรามิได้กล่าวอย่างนั้น ผู้ใดพึง
			<remark  id="s2b16c12l4" />ถามเราผู้มิได้กล่าวอย่างนั้น อย่างนี้ว่า พระพุทธเจ้าข้า เพราะอะไรเป็นปัจจัยหนอ จึงมีผัสสะ อันนี้
			<remark  id="s2b16c12l5" />ควรเป็นปัญหา ควรชี้แจงให้กระจ่างในปัญหานั้นว่า เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ 
			<remark  id="s2b16c12l6" />เพราะผัสสะ   เป็นปัจจัย จึงมีเวทนา ฯ
			<remark  id="s2b16c12l7" /> 	[๓๔] ม. พระพุทธเจ้าข้า ใครหนอย่อมเสวยอารมณ์ ฯ     
			<remark  id="s2b16c12l8" />     ภ. ตั้งปัญหายังไม่ถูก เรามิได้กล่าวว่า ย่อมเสวยอารมณ์ ถ้าเรากล่าวว่า ย่อมเสวย
			<remark  id="s2b16c12l9" />อารมณ์ ควรตั้งปัญหาในข้อนั้นได้ว่า พระพุทธเจ้าข้า ใครหนอย่อมเสวยอารมณ์ แต่เรามิได้
			<remark  id="s2b16c12l10" />กล่าวอย่างนั้น ผู้ใดถามเราผู้มิได้กล่าวอย่างนั้น  อย่างนี้ว่า พระพุทธเจ้าข้า เพราะอะไรเป็นปัจจัย
			<remark  id="s2b16c12l11" />หนอ จึงมีเวทนา อันนี้ควรเป็นปัญหา ควรชี้แจงให้กระจ่างในปัญหานั้นว่า เพราะผัสสะเป็น
			<remark  id="s2b16c12l12" />ปัจจัย จึงมีเวทนาเพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา ฯ      
			<remark  id="s2b16c12l13" /> 	[๓๕] ม. พระพุทธเจ้าข้า ใครหนอย่อมทะเยอทะยาน ฯ     
			<remark  id="s2b16c12l14" />     ภ. ตั้งปัญหายังไม่ถูก เรามิได้กล่าวว่า ย่อมทะเยอทะยาน ถ้าเรากล่าวว่า ย่อมทะเยอ
			<remark  id="s2b16c12l15" />ทะยาน ควรตั้งปัญหาในข้อนั้นได้ว่า พระพุทธเจ้าข้า ใครหนอย่อมทะเยอทะยาน แต่เรามิได้
			<remark  id="s2b16c12l16" />กล่าวอย่างนั้น ผู้ใดถามเราผู้มิได้กล่าวอย่างนั้น    อย่างนี้ว่า พระพุทธเจ้าข้า เพราะอะไรเป็นปัจจัย
			<remark  id="s2b16c12l17" />หนอ จึงมีตัณหา อันนี้ควรเป็นปัญหา ควรชี้แจงให้กระจ่างในปัญหานั้นว่า เพราะเวทนาเป็น
			<remark  id="s2b16c12l18" />ปัจจัย จึงมีตัณหาเพราะตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน ฯ    
			<remark  id="s2b16c12l19" /> 	[๓๖] ม. พระพุทธเจ้าข้า ใครหนอย่อมถือมั่น ฯ        
			<remark  id="s2b16c12l20" />     ภ. ตั้งปัญหายังไม่ถูก เรามิได้กล่าวว่า ย่อมถือมั่น ถ้าเราพึงกล่าวว่าย่อมถือมั่น ควรตั้ง
			<remark  id="s2b16c12l21" />ปัญหาในข้อนั้นได้ว่า พระพุทธเจ้าข้า ใครหนอย่อมถือมั่น   แต่เรามิได้กล่าวอย่างนั้น ผู้ใดถามเรา
			<remark  id="s2b16c12l22" />ผู้มิได้กล่าวอย่างนั้น อย่างนี้ว่า พระพุทธเจ้าข้า เพราะอะไรเป็นปัจจัยหนอ จึงมีอุปาทาน อันนี้
			<remark  id="s2b16c12l23" />ควรเป็นปัญหา ควรชี้แจงให้กระจ่างในปัญหานั้นว่า เพราะตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน เพราะ
			<remark  id="s2b16c12l24" />อุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ ... ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้ ฯ             
			<remark  id="s2b16c12l25" /> 	[๓๗] ดูกรผัคคุนะ ก็เพราะบ่อเกิดแห่งผัสสะทั้ง ๖ ดับด้วยการสำรอก โดยไม่เหลือ 
			<remark  id="s2b16c12l26" />ผัสสะจึงดับ เพราะผัสสะดับ เวทนาจึงดับ เพราะเวทนาดับ  ตัณหาจึงดับ เพราะตัณหาดับ 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b16c13" >
		<para id="s2b16c13p">
			<remark  id="s2b16c13l1" />อุปาทานจึงดับ เพราะอุปาทานดับ ภพจึงดับ  เพราะภพดับ ชาติจึงดับ เพราะชาติดับ ชราและ
			<remark  id="s2b16c13l2" />มรณะ โสกปริเทวทุกขโทมนัส  และอุปายาสจึงดับ ความดับแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วย
			<remark  id="s2b16c13l3" />ประการอย่างนี้ ฯ              
			<remark  id="s2b16c13l4" />		            จบสูตรที่ ๒  
			<remark  id="s2b16c13l5" />		       ๓. สมณพราหมณสูตรที่ ๑             
			<remark  id="s2b16c13l6" /> 	[๓๘] พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี 
			<remark  id="s2b16c13l7" />เขตพระนครสาวัตถี ... พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใด
			<remark  id="s2b16c13l8" />เหล่าหนึ่ง ไม่รู้จักชราและมรณะ ไม่รู้จักเหตุเกิด     แห่งชราและมรณะ ไม่รู้จักความดับแห่งชรา
			<remark  id="s2b16c13l9" />และมรณะ ไม่รู้จักปฏิปทาที่จะให้ถึง ความดับแห่งชราและมรณะ ไม่รู้จักชาติ ... ไม่รู้จักภพ ... 
			<remark  id="s2b16c13l10" />ไม่รู้จักอุปาทาน ... ไม่รู้จักตัณหา ... ไม่รู้จักเวทนา ... ไม่รู้จักผัสสะ ... ไม่รู้จักสฬายตนะ ... ไม่รู้จัก   
			<remark  id="s2b16c13l11" />นามรูป ... ไม่รู้จักวิญญาณ ... ไม่รู้จักสังขาร ไม่รู้จักเหตุเกิดแห่งสังขาร ไม่รู้จัก  ความดับแห่งสังขาร
			<remark  id="s2b16c13l12" /> ไม่รู้จักปฏิปทาที่จะให้ถึงความดับแห่งสังขาร สมณะหรือ พราหมณ์เหล่านั้นจะสมมติว่าเป็นสมณะ
			<remark  id="s2b16c13l13" />ในหมู่สมณะ หรือสมมติว่าเป็นพราหมณ์   ในหมู่พราหมณ์ หาได้ไม่ แลท่านเหล่านั้นมิได้กระทำ
			<remark  id="s2b16c13l14" />ให้แจ้งซึ่งประโยชน์ของ ความเป็นสมณะ หรือประโยชน์ของความเป็นพราหมณ์ ด้วยปัญญาอันยิ่ง
			<remark  id="s2b16c13l15" />เองใน  ปัจจุบัน เข้าถึงอยู่ ฯ 
			<remark  id="s2b16c13l16" /> 	[๓๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง รู้จักชราและมรณะ รู้จัก
			<remark  id="s2b16c13l17" />รู้จักความดับแห่งชราและมรณะ   รู้จักปฏิปทาที่จะให้ถึงความดับแห่งชราและมรณะ รู้จักชาติ ... รู้จัก
			<remark  id="s2b16c13l18" />ภพ ... รู้จักอุปาทาน ... รู้จักตัณหา ... รู้จักเวทนา ... รู้จักผัสสะ ... รู้จักสฬายตนะ ... รู้จักนามรูป ... 
			<remark  id="s2b16c13l19" />รู้จักวิญญาณ ... รู้จักสังขาร ... รู้จักเหตุเกิดแห่งสังขาร รู้จักความดับแห่งสังขาร รู้จักปฏิปทาที่จะให้
			<remark  id="s2b16c13l20" />ถึงความดับแห่งสังขาร สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้นแล สมมติได้ว่าเป็นสมณะในหมู่สมณะ 
			<remark  id="s2b16c13l21" />และสมมติได้ว่าเป็นพราหมณ์ในหมู่พราหมณ์ และท่านเหล่านั้นได้กระทำให้แจ้งซึ่งประโยชน์ของ
			<remark  id="s2b16c13l22" />ความเป็นสมณะ และประโยชน์ของความเป็นพราหมณ์ ด้วยปัญญาอันยิ่งเองในปัจจุบัน เข้าถึงอยู่ ฯ              
			<remark  id="s2b16c13l23" />		            จบสูตรที่ ๓  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b16c14" >
		<para id="s2b16c14p">
			<remark  id="s2b16c14l1" />		       ๔. สมณพราหมณสูตรที่ ๒             
			<remark  id="s2b16c14l2" /> 	[๔๐] พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี 
			<remark  id="s2b16c14l3" />เขตพระนครสาวัตถี ... พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใด
			<remark  id="s2b16c14l4" />เหล่าหนึ่ง ไม่รู้จักธรรมเหล่านี้ ไม่รู้จักเหตุเกิดแห่งธรรมเหล่านี้ ไม่รู้จักความดับแห่งธรรมเหล่านี้ 
			<remark  id="s2b16c14l5" />ไม่รู้จักปฏิปทาที่จะให้ถึงความดับแห่งธรรมเหล่านี้ ไม่รู้จักธรรมเหล่าไหน ไม่รู้จักเหตุเกิดแห่ง
			<remark  id="s2b16c14l6" />ธรรมเหล่าไหน ไม่รู้จักความดับแห่งธรรมเหล่าไหน ไม่รู้จักปฏิปทาที่จะให้ถึงความดับแห่งธรรม
			<remark  id="s2b16c14l7" />เหล่า ไหนคือ ไม่รู้จักชราและมรณะ ไม่รู้จักเหตุเกิดแห่งชราและมรณะ ไม่รู้จักปฏิปทา ที่จะให้ถึง
			<remark  id="s2b16c14l8" />ความดับแห่งชราและมรณะ ไม่รู้จักชาติ ... ไม่รู้จักภพ ... ไม่รู้จัก อุปาทาน ... ไม่รู้จักตัณหา ... ไม่รู้จัก
			<remark  id="s2b16c14l9" />เวทนา ... ไม่รู้จักผัสสะ ... ไม่รู้จักสฬายตนะ ... ไม่รู้จักนามรูป ... ไม่รู้จักวิญญาณ ... ไม่รู้จักสังขาร 
			<remark  id="s2b16c14l10" />ไม่รู้จักเหตุ  เกิดแห่งสังขาร ไม่รู้จักความดับแห่งสังขาร ไม่รู้จักปฏิปทาที่จะให้ถึงความดับแห่ง
			<remark  id="s2b16c14l11" />สังขาร ชื่อว่าไม่รู้จักธรรมเหล่านี้ ไม่รู้จักเหตุเกิดแห่งธรรมเหล่านี้ ไม่รู้จัก   ความดับแห่งธรรมนี้ ไม่รู้
			<remark  id="s2b16c14l12" />จักปฏิปทาที่จะให้ถึงความดับแห่งธรรมเหล่านี้ สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น จะสมมติว่าเป็น
			<remark  id="s2b16c14l13" />สมณะในหมู่สมณะ หรือสมมติว่าเป็น พราหมณ์ในหมู่พราหมณ์ หาได้ไม่ และท่านเหล่านั้น
			<remark  id="s2b16c14l14" /> มิได้กระทำให้แจ้งซึ่ง   ประโยชน์ของความเป็นสมณะ หรือประโยชน์ของความเป็นพราหมณ์ ด้วย
			<remark  id="s2b16c14l15" />ปัญญา       อันยิ่งเองในปัจจุบัน เข้าถึงอยู่ ฯ     
			<remark  id="s2b16c14l16" /> 	[๔๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง รู้จักธรรมเหล่านี้ 
			<remark  id="s2b16c14l17" />รู้จักเหตุเกิดแห่งธรรมเหล่านี้ รู้จักความดับแห่งธรรมเหล่านี้ รู้จัก ปฏิปทาที่จะให้ถึงความดับแห่ง
			<remark  id="s2b16c14l18" />ธรรมเหล่านี้ รู้จักธรรมเหล่าไหน รู้จักเหตุเกิดแห่งธรรมเหล่าไหน รู้จักความดับแห่งธรรมเหล่าไหน
			<remark  id="s2b16c14l19" /> รู้จักปฏิปทาที่จะให้ถึงความดับแห่งธรรมเหล่าไหน คือ รู้จักชราและมรณะ รู้จักเหตุเกิดแห่งชรา
			<remark  id="s2b16c14l20" />และมรณะ รู้จักความดับแห่งชราและมรณะ รู้จักปฏิปทาที่ให้ถึงความดับแห่งชราและมรณะ รู้จัก
			<remark  id="s2b16c14l21" />ชาติ ... รู้จักภพ ... รู้จักอุปาทาน ... รู้จักตัณหา ... รู้จักเวทนา ... รู้จักผัสสะ ...  รู้จักสฬายตนะ ... 
			<remark  id="s2b16c14l22" />รู้จักนามรูป ... รู้จักวิญญาณ ... รู้จักสังขาร รู้จักเหตุเกิดแห่ง   สังขาร รู้จักความดับแห่งสังขาร 
			<remark  id="s2b16c14l23" />รู้จักปฏิปทาที่จะให้ถึงความดับแห่งสังขาร ชื่อว่ารู้จักธรรมเหล่านี้ รู้จักเหตุเกิดแห่งธรรมเหล่านี้ 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b16c15" >
		<para id="s2b16c15p">
			<remark  id="s2b16c15l1" />รู้จักความดับแห่งธรรมเหล่านี้ รู้จัก ปฏิปทาที่จะให้ถึงความดับแห่งธรรมเหล่านี้ สมณะหรือ
			<remark  id="s2b16c15l2" />พราหมณ์เหล่านั้นแล   สมมติได้ว่าเป็นสมณะในหมู่สมณะ และสมมติได้ว่าเป็นพราหมณ์ในหมู่
			<remark  id="s2b16c15l3" />พราหมณ์   และท่านเหล่านั้น ได้กระทำให้แจ้งซึ่งประโยชน์ของความเป็นสมณะ และ  ประโยชน์
			<remark  id="s2b16c15l4" />ของความเป็นพราหมณ์ ด้วยปัญญาอันยิ่งเองในปัจจุบัน เข้าถึงอยู่ ฯ 
			<remark  id="s2b16c15l5" />		            จบสูตรที่ ๔  
			<remark  id="s2b16c15l6" />		         ๕. กัจจานโคตตสูตร               
			<remark  id="s2b16c15l7" /> 	[๔๒] พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่านอนาถ  บิณฑิกเศรษฐี 
			<remark  id="s2b16c15l8" />เขตพระนครสาวัตถี ครั้งนั้นแล ท่านพระกัจจานโคตต์ เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ 
			<remark  id="s2b16c15l9" />ครั้นแล้วถวายบังคมพระผู้มีพระภาค นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง แล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาค
			<remark  id="s2b16c15l10" />ว่า พระพุทธเจ้าข้า ที่เรียกว่าสัมมาทิฐิ สัมมาทิฐิ ดังนี้ ด้วยเหตุเพียงเท่าไรหนอ จึงจะชื่อว่า
			<remark  id="s2b16c15l11" />สัมมาทิฐิ ฯ
			<remark  id="s2b16c15l12" />[๔๓] พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรกัจจานะ โลกนี้ โดยมากอาศัยส่วน ๒ อย่าง คือ ความ
			<remark  id="s2b16c15l13" />มี  ๑ ความไม่มี  ๑ ก็เมื่อบุคคลเห็นความเกิดแห่งโลกด้วยปัญญาอันชอบตามเป็นจริงแล้ว ความ
			<remark  id="s2b16c15l14" />ไม่มีในโลก ย่อมไม่มี เมื่อบุคคลเห็นความดับแห่งโลกด้วยปัญญาอันชอบตามเป็นจริงแล้ว ความ
			<remark  id="s2b16c15l15" />มีในโลก ย่อมไม่มีโลกนี้โดยมากยังพัวพันด้วยอุบายอุปาทานและอภินิเวส แต่พระอริยสาวก 
			<remark  id="s2b16c15l16" />ย่อมไม่เข้าถึง ไม่ถือมั่น ไม่ตั้งไว้ซึ่งอุบายและอุปาทานนั้น อันเป็นอภินิเวสและอนุสัย  อันเป็น
			<remark  id="s2b16c15l17" />ที่ตั้งมั่นแห่งจิตว่า อัตตาของเรา ดังนี้ ย่อมไม่เคลือบแคลงสงสัยว่าทุกข์นั่นแหละ เมื่อบังเกิด
			<remark  id="s2b16c15l18" />ขึ้น ย่อมบังเกิดขึ้น ทุกข์เมื่อดับ ย่อมดับ พระอริยสาวกนั้นมีญาณหยั่งรู้ในเรื่องนี้โดยไม่ต้อง
			<remark  id="s2b16c15l19" />เชื่อผู้อื่นเลย ด้วยเหตุเพียงเท่านี้แล กัจจานะจึงชื่อว่าสัมมาทิฐิ ฯ
			<remark  id="s2b16c15l20" />[๔๔] ดูกรกัจจานะ ส่วนสุดข้อที่ ๑ นี้ว่า สิ่งทั้งปวงมีอยู่ ส่วนสุดข้อที่ ๒ นี้ว่า 
			<remark  id="s2b16c15l21" />สิ่งทั้งปวงไม่มี ตถาคตแสดงธรรมโดยสายกลาง ไม่เข้าไปใกล้ส่วนสุดทั้ง ๒ นั้นว่า เพราะอวิชชา
			<remark  id="s2b16c15l22" />เป็นปัจจัย จึงมีสังขาร เพราะสังขารเป็นปัจจัยจึงมีวิญญาณ ... ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ 
			<remark  id="s2b16c15l23" />ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้เพราะอวิชชานั่นแหละดับด้วยการสำรอกโดยไม่เหลือ สังขารจึงดับ 
			<remark  id="s2b16c15l24" />เพราะสังขารดับ วิญญาณจึงดับ ... ความดับแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้ ฯ
			<remark  id="s2b16c15l25" />จบสูตรที่ ๕
		</para>
	</section>
	<section id="s2b16c16" >
		<para id="s2b16c16p">
			<remark  id="s2b16c16l1" />๖. ธรรมกถิกสูตร
			<remark  id="s2b16c16l2" />[๔๕] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่านอนาถ
			<remark  id="s2b16c16l3" />บิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี ครั้งนั้นแล ภิกษุรูปใดรูปหนึ่งเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่
			<remark  id="s2b16c16l4" />ประทับ ครั้นแล้วถวายบังคมพระผู้มีพระภาค นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง แล้วได้กราบทูล
			<remark  id="s2b16c16l5" />พระผู้มีพระภาคว่า พระพุทธเจ้าข้า ที่เรียกว่า ธรรมกถึก ธรรมกถึก ดังนี้ ด้วยเหตุเพียงเท่าไร
			<remark  id="s2b16c16l6" />หนอ จึงจะชื่อว่าธรรมกถึก ฯ
			<remark  id="s2b16c16l7" />[๔๖] พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุ ถ้าภิกษุแสดงธรรมเพื่อความหน่าย เพื่อ
			<remark  id="s2b16c16l8" />ความคลายกำหนัด เพื่อความดับชราและมรณะ ควรจะกล่าวว่าภิกษุธรรมกถึก ถ้าภิกษุเป็นผู้ปฏิบัติ
			<remark  id="s2b16c16l9" />เพื่อความหน่าย เพื่อความคลายกำหนัด เพื่อความดับชราและมรณะ ควรจะกล่าวว่า ภิกษุปฏิบัติ
			<remark  id="s2b16c16l10" />ธรรมสมควรแก่ธรรม ถ้าภิกษุเป็นผู้หลุดพ้นแล้ว เพราะความหน่าย เพราะความคลายกำหนัด 
			<remark  id="s2b16c16l11" />เพราะความดับ  เพราะไม่ถือมั่นชราและมรณะ ควรจะกล่าวว่า ภิกษุบรรลุนิพพานในปัจจุบัน
			<remark  id="s2b16c16l12" />ถ้าภิกษุแสดงธรรมเพื่อความหน่าย เพื่อความคลายกำหนัด เพื่อความดับชาติ ...ภพ ... อุปาทาน ... 
			<remark  id="s2b16c16l13" />ตัณหา ... เวทนา ... ผัสสะ ... สฬายตนะ ... นามรูป ...วิญญาณ ... สังขาร ถ้าภิกษุแสดงธรรมเพื่อความ
			<remark  id="s2b16c16l14" />หน่าย เพื่อความคลายกำหนัด  เพื่อความดับอวิชชา ควรจะกล่าวว่า ภิกษุธรรมกถึก ถ้าภิกษุ
			<remark  id="s2b16c16l15" />เป็นผู้ปฏิบัติเพื่อความหน่าย เพื่อความคลายกำหนัด เพื่อความดับอวิชชา ควรจะกล่าวว่า ภิกษุ
			<remark  id="s2b16c16l16" />ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ถ้าภิกษุเป็นผู้หลุดพ้นแล้ว เพราะความหน่าย เพราะความคลายกำหนัด 
			<remark  id="s2b16c16l17" />เพราะความดับ เพราะไม่ถือมั่นอวิชชา ควรจะกล่าวว่า ภิกษุบรรลุนิพพานในปัจจุบัน ฯ
			<remark  id="s2b16c16l18" />จบสูตรที่ ๖
			<remark  id="s2b16c16l19" />๗. อเจลกัสสปสูตร
			<remark  id="s2b16c16l20" />[๔๗] ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้
			<remark  id="s2b16c16l21" />สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเวฬุวัน กลันทกนิวาปสถาน  เขตพระนคร
			<remark  id="s2b16c16l22" />ราชคฤห์ ครั้งนั้นแล เวลาเช้า พระผู้มีพระภาคทรงนุ่งแล้ว ทรงถือบาตรและจีวร เสด็จเข้าไป
			<remark  id="s2b16c16l23" />บิณฑบาตในพระนครราชคฤห์ อเจลกัสสปได้เห็นพระผู้มีพระภาคเสด็จมาแต่ไกล ครั้นแล้ว 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b16c17" >
		<para id="s2b16c17p">
			<remark  id="s2b16c17l1" />เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค ณ สถานที่นั้น  ได้ปราศรัยกับพระผู้มีพระภาค ครั้นผ่านการปราศรัย
			<remark  id="s2b16c17l2" />พอให้ระลึกถึงกันไปแล้วได้ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ฯ
			<remark  id="s2b16c17l3" />[๔๘] ครั้นแล้ว อเจลกัสสปได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ข้าพเจ้าจะขอถามเหตุ
			<remark  id="s2b16c17l4" />บางอย่างกะท่านพระโคดม ถ้าท่านพระโคดมจะทรงกระทำโอกาส เพื่อทรงตอบปัญหาแก่ข้าพเจ้า 
			<remark  id="s2b16c17l5" />พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ดูกรกัสสป ยังมิใช่เวลาจะตอบปัญหา เรากำลังเข้าไปสู่ละแวกบ้าน 
			<remark  id="s2b16c17l6" />แม้ครั้งที่ ๒ ... แม้ครั้งที่ ๓  อเจลกัสสปก็ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ข้าพเจ้าจะขอถามเหตุ
			<remark  id="s2b16c17l7" />บางอย่างกะท่านพระโคดม ถ้าท่านพระโคดมจะทรงกระทำโอกาส เพื่อทรงตอบปัญหาแก่ข้าพเจ้า
			<remark  id="s2b16c17l8" />พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ดูกรกัสสป ยังมิใช่เวลาตอบปัญหา เรากำลังเข้าไปสู่ละแวกบ้าน ฯ
			<remark  id="s2b16c17l9" />[๔๙] เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว อเจลกัสสปได้กราบทูล  พระผู้มีพระภาคว่า 
			<remark  id="s2b16c17l10" />ก็ข้าพเจ้าไม่ประสงค์จะถามท่านพระโคดมมากนัก ฯ
			<remark  id="s2b16c17l11" />ภ. ดูกรกัสสป ท่านจงถามปัญหาตามที่ท่านจำนงไว้เถิด ฯ
			<remark  id="s2b16c17l12" />ก. ข้าแต่ท่านพระโคดม ความทุกข์ตนกระทำเองหรือ ฯ
			<remark  id="s2b16c17l13" />ภ. อย่ากล่าวอย่างนั้น กัสสป ฯ
			<remark  id="s2b16c17l14" />ก. ความทุกข์ผู้อื่นกระทำให้หรือ ท่านพระโคดม ฯ
			<remark  id="s2b16c17l15" />ภ. อย่ากล่าวอย่างนั้น กัสสป ฯ
			<remark  id="s2b16c17l16" />ก. ความทุกข์ตนกระทำเองด้วย ผู้อื่นกระทำให้ด้วยหรือ ท่านโคดม ฯ
			<remark  id="s2b16c17l17" />ภ. อย่ากล่าวอย่างนั้น กัสสป ฯ
			<remark  id="s2b16c17l18" />ก. ความทุกข์บังเกิดขึ้นเพราะอาศัยการที่มิใช่ตนเองกระทำ มิใช่ผู้อื่นกระทำให้หรือ 
			<remark  id="s2b16c17l19" />ท่านพระโคดม ฯ
			<remark  id="s2b16c17l20" />ภ. อย่ากล่าวอย่างนั้น กัสสป ฯ
			<remark  id="s2b16c17l21" />ก. ความทุกข์ไม่มีหรือ ท่านพระโคดม ฯ
			<remark  id="s2b16c17l22" />ภ. ความทุกข์ไม่มีหามิได้ ความทุกข์มีอยู่ กัสสป ฯ
			<remark  id="s2b16c17l23" />ก. ถ้าอย่างนั้น ท่านพระโคดม ย่อมไม่รู้ไม่เห็นความทุกข์ ฯ
			<remark  id="s2b16c17l24" />ภ. เราย่อมไม่รู้ไม่เห็นความทุกข์หามิได้ เรารู้เห็นความทุกข์อยู่ กัสสป ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b16c18" >
		<para id="s2b16c18p">
			<remark  id="s2b16c18l1" />ก. เมื่อข้าพเจ้าถามว่า ข้าแต่ท่านพระโคดม ความทุกข์ตนกระทำเองหรือ  ท่านตรัสว่า 
			<remark  id="s2b16c18l2" />อย่ากล่าวอย่างนั้น กัสสป เมื่อข้าพเจ้าถามว่า ความทุกข์ผู้อื่นกระทำให้หรือ ท่านพระโคดม 
			<remark  id="s2b16c18l3" />ท่านตรัสว่า อย่ากล่าวอย่างนั้น กัสสป เมื่อข้าพเจ้าถามว่า ความทุกข์เกิดขึ้นเพราะอาศัยการที่
			<remark  id="s2b16c18l4" />มิใช่ตนเองกระทำ มิใช่ผู้อื่นกระทำให้หรือ ท่านพระโคดม ท่านตรัสว่า อย่ากล่าวอย่างนั้น กัสสป 
			<remark  id="s2b16c18l5" />เมื่อข้าพเจ้าถามว่าความทุกข์ไม่มีหรือ ท่านพระโคดม ท่านตรัสว่า ความทุกข์ไม่มีหามิได้ ความ
			<remark  id="s2b16c18l6" />ทุกข์มีอยู่ กัสสป เมื่อข้าพเจ้าถามว่า ถ้าอย่างนั้น ท่านพระโคดม ย่อมไม่รู้ไม่เห็นความทุกข์ 
			<remark  id="s2b16c18l7" />ท่านตรัสว่า เราย่อมไม่รู้ไม่เห็นความทุกข์หามิได้ เรารู้เห็นความทุกข์อยู่ กัสสป ข้าแต่พระองค์
			<remark  id="s2b16c18l8" />ผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคจงตรัสบอกความทุกข์แก่ข้าพเจ้า และขอพระผู้มีพระภาคจงทรงแสดง
			<remark  id="s2b16c18l9" />ความทุกข์แก่ข้าพเจ้าด้วย ฯ
			<remark  id="s2b16c18l10" />[๕๐] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรกัสสป เมื่อบุคคลถืออยู่ว่า นั่นผู้กระทำ นั่นผู้เสวย
			<remark  id="s2b16c18l11" /> [ทุกข์] เราจะกล่าวว่า ทุกข์ตนกระทำเองดังนี้ อันนี้เป็นสัสสตทิฐิไป เมื่อบุคคลถูกเวทนา
			<remark  id="s2b16c18l12" />ทิ่มแทง [รู้] อยู่ว่าผู้กระทำคนหนึ่ง ผู้เสวยเป็นอีกคนหนึ่ง เราจะกล่าวว่า ทุกข์ผู้อื่นกระทำให้
			<remark  id="s2b16c18l13" />ดังนี้ อันนี้เป็นอุจเฉททิฐิไปดูกรกัสสป ตถาคตแสดงธรรมโดยสายกลาง ไม่เข้าไปใกล้ส่วน
			<remark  id="s2b16c18l14" />สุดทั้งสองนั้นว่าเพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร เพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ ... 
			<remark  id="s2b16c18l15" />ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้ เพราะอวิชชานั่นแหละดับด้วย
			<remark  id="s2b16c18l16" />สำรอกโดยไม่เหลือ สังขารจึงดับ เพราะสังขารดับ วิญญาณจึงดับ ...ความดับแห่งกองทุกข์
			<remark  id="s2b16c18l17" />ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้ ฯ
			<remark  id="s2b16c18l18" />[๕๑] เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว อเจลกัสสปได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า 
			<remark  id="s2b16c18l19" />ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภาษิตของพระองค์
			<remark  id="s2b16c18l20" />แจ่มแจ้งนัก พระผู้มีพระภาคทรงประกาศธรรมโดยอเนกปริยาย เปรียบเหมือนบุคคลหงายของที่
			<remark  id="s2b16c18l21" />คว่ำ เปิดของที่ปิด บอกทางแก่คนหลงทาง หรือตามประทีปในที่มืดด้วยประสงค์ว่า ผู้มีจักษุ
			<remark  id="s2b16c18l22" />จักเห็นรูปฉะนั้นข้าพระองค์ขอถึงพระผู้มีพระภาคกับทั้งพระธรรมและภิกษุสงฆ์เป็นสรณะ 
			<remark  id="s2b16c18l23" />ข้าพระองค์พึงได้บรรพชา พึงได้อุปสมบทในสำนักของพระผู้มีพระภาค ฯ
			<remark  id="s2b16c18l24" />พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรกัสสป ผู้ใดเคยเป็นอัญญเดียรถีย์ หวังบรรพชาหวังอุปสมบท 
			<remark  id="s2b16c18l25" />ในธรรมวินัยนี้ ผู้นั้นจะต้องอยู่ปริวาส ๔ เดือน เมื่อล่วง ๔ เดือนภิกษุทั้งหลายเต็มใจแล้ว 
			<remark  id="s2b16c18l26" />หวังอยู่ จึงให้บรรพชา ให้อุปสมบท เพื่อความเป็นภิกษุก็แต่ว่า เรารู้ความต่างแห่งบุคคล ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b16c19" >
		<para id="s2b16c19p">
			<remark  id="s2b16c19l1" />อเจลกัสสปกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หากผู้ที่เคยเป็นอัญญเดียรถีย์หวังบรรพชา 
			<remark  id="s2b16c19l2" />หวังอุปสมบทในธรรมวินัยนี้ ผู้นั้นจะต้องอยู่ปริวาส ๔ เดือน เมื่อล่วง ๔ เดือน ภิกษุทั้งหลาย
			<remark  id="s2b16c19l3" />เต็มใจแล้วหวังอยู่ จึงให้บรรพชาให้อุปสมบท เพื่อความเป็นภิกษุไซร้ ข้าพระองค์จักอยู่ปริวาส 
			<remark  id="s2b16c19l4" />๔ ปี เมื่อล่วง ๔ ปีภิกษุทั้งหลายเต็มใจแล้ว จึงให้บรรพชา ให้อุปสมบท เพื่อความเป็นภิกษุเถิด ฯ
			<remark  id="s2b16c19l5" />[๕๒] อเจลกัสสปได้บรรพชา ได้อุปสมบทในสำนักพระผู้มีพระภาคแล้ว ครั้นท่าน
			<remark  id="s2b16c19l6" />กัสสปอุปสมบทแล้วไม่นาน หลีกออกจากหมู่อยู่ผู้เดียว ไม่ประมาทมีความเพียร มีจิตแน่วแน่ 
			<remark  id="s2b16c19l7" />ไม่นานนัก ก็ทำให้แจ้งซึ่งที่สุดแห่งพรหมจรรย์อันยอดเยี่ยม ซึ่งกุลบุตรทั้งหลาย ผู้ออกจากเรือน
			<remark  id="s2b16c19l8" />บวชเป็นบรรพชิตโดยชอบต้องการนั้น ด้วยปัญญาอันยิ่งด้วยตนเองในปัจจุบัน เข้าถึงอยู่ รู้ชัดว่า
			<remark  id="s2b16c19l9" />ชาติสิ้นแล้วพรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้
			<remark  id="s2b16c19l10" />มิได้มี ก็ท่านกัสสปได้เป็นพระอรหันต์องค์หนึ่ง ในจำนวนพระอรหันต์ทั้งหลาย ฯ
			<remark  id="s2b16c19l11" />จบสูตรที่ ๗
			<remark  id="s2b16c19l12" />๘. ติมพรุกขสูตร
			<remark  id="s2b16c19l13" />[๕๓] พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่านอนาบิณฑิกเศรษฐี 
			<remark  id="s2b16c19l14" />เขตพระนครสาวัตถี ครั้งนั้นแล ปริพาชก ชื่อติมพรุกขะ เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ 
			<remark  id="s2b16c19l15" />ครั้นแล้วได้ปราศรัยกับพระผู้มีพระภาค ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้ว จึงนั่ง ณ 
			<remark  id="s2b16c19l16" />ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ฯ
			<remark  id="s2b16c19l17" />[๕๔] ครั้นแล้ว ติมพรุกขปริพาชกได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่ท่านพระโคดม 
			<remark  id="s2b16c19l18" />สุขและทุกข์ ตนกระทำเองหรือ ฯ
			<remark  id="s2b16c19l19" />พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า อย่ากล่าวอย่างนั้น ติมพรุกขะ ฯ
			<remark  id="s2b16c19l20" />ต. สุขและทุกข์ผู้อื่นกระทำให้หรือ ท่านพระโคดม ฯ
			<remark  id="s2b16c19l21" />ภ. อย่ากล่าวอย่างนั้น ติมพรุกขะ ฯ
			<remark  id="s2b16c19l22" />ต. สุขและทุกข์ ตนกระทำเองด้วย ผู้อื่นกระทำให้ด้วยหรือท่านพระโคดม ฯ
			<remark  id="s2b16c19l23" />ภ. อย่ากล่าวอย่างนั้น ติมพรุกขะ ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b16c20" >
		<para id="s2b16c20p">
			<remark  id="s2b16c20l1" />ต. สุขและทุกข์บังเกิดขึ้น เพราะอาศัยการที่มิใช่ตนเองกระทำ มิใช่ผู้อื่นกระทำให้หรือ 
			<remark  id="s2b16c20l2" />ท่านพระโคดม ฯ
			<remark  id="s2b16c20l3" />ภ. อย่ากล่าวอย่างนั้น ติมพรุกขะ ฯ
			<remark  id="s2b16c20l4" />ต. สุขและทุกข์ไม่มีหรือ ท่านพระโคดม ฯ
			<remark  id="s2b16c20l5" />ภ. สุขและทุกข์ไม่มีหามิได้ สุขและทุกข์มีอยู่ ติมพรุกขะ ฯ
			<remark  id="s2b16c20l6" />ต. ถ้าอย่างนั้น ท่านพระโคดม ย่อมไม่รู้ ไม่เห็นสุขและทุกข์ ฯ
			<remark  id="s2b16c20l7" />ภ. เราย่อมไม่รู้ไม่เห็นสุขและทุกข์หามิได้ เรารู้เห็นสุขและทุกข์อยู่ติมพรุกขะ ฯ
			<remark  id="s2b16c20l8" />ต. เมื่อข้าพเจ้าถามว่า ข้าแต่ท่านพระโคดม สุขและทุกข์ตนกระทำเองหรือท่านตรัสว่า 
			<remark  id="s2b16c20l9" />อย่ากล่าวอย่างนั้น ติมพรุกขะ เมื่อข้าพเจ้าถามว่า สุขและทุกข์ผู้อื่นกระทำให้หรือ ท่านพระ
			<remark  id="s2b16c20l10" />โคดม ท่านตรัสว่า อย่ากล่าวอย่างนั้น ติมพรุกขะเมื่อข้าพเจ้าถามว่า สุขและทุกข์ตนกระทำ
			<remark  id="s2b16c20l11" />เองด้วย ผู้อื่นกระทำให้ด้วยหรือ ท่านพระโคดม ท่านตรัสว่า อย่ากล่าวอย่างนั้น ติมพรุกขะ
			<remark  id="s2b16c20l12" /> เมื่อข้าพเจ้าถามว่าสุขและทุกข์บังเกิดขึ้นเพราะอาศัยการที่มิใช่ตนเองกระทำ มิใช่ผู้อื่นกระทำให้ 
			<remark  id="s2b16c20l13" />หรือท่านพระโคดม ท่านตรัสว่า อย่ากล่าวอย่างนั้น ติมพรุกขะ เมื่อข้าพเจ้าถามว่า สุขและ
			<remark  id="s2b16c20l14" />ทุกข์ไม่มีหรือ ท่านตรัสว่า สุขและทุกข์ไม่มีหามิได้ สุขและทุกข์มีอยู่ ติมพรุกขะเมื่อข้าพเจ้า
			<remark  id="s2b16c20l15" />ถามว่า ถ้าอย่างนั้น ท่านพระโคดม ย่อมไม่รู้ไม่เห็นสุขและทุกข์ท่านตรัสว่า เราย่อมไม่รู้ไม่เห็น
			<remark  id="s2b16c20l16" />สุขและทุกข์หามิได้ เราเห็นสุขและทุกข์อยู่ติมพรุกขะ ขอท่านพระโคดมจงตรัสบอกสุขและ
			<remark  id="s2b16c20l17" />ทุกข์แก่ข้าพเจ้า ขอท่านพระโคดมจงทรงแสดงสุขและทุกข์แก่ข้าพเจ้า ฯ
			<remark  id="s2b16c20l18" />[๕๕] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรติมพรุกขะ เมื่อบุคคลถืออยู่ว่านั่นเวทนา นั่นผู้เสวย 
			<remark  id="s2b16c20l19" />[เวทนา] ดังนี้ แต่เราไม่กล่าวอย่างนี้ว่า สุขและทุกข์ตนกระทำเอง เมื่อบุคคลถูกเวทนาทิ่มแทง
			<remark  id="s2b16c20l20" /> [รู้] อยู่ว่าเวทนาอย่างหนึ่ง ผู้เสวย[เวทนา] เป็นอีกคนหนึ่ง ดังนี้ แต่เราไม่กล่าวอย่างนี้ว่า 
			<remark  id="s2b16c20l21" />สุขและทุกข์ผู้อื่นกระทำให้ ดูกรติมพรุกขะ ตถาคตแสดงธรรมโดยสายกลาง ไม่เข้าไปใกล้ส่วนสุด
			<remark  id="s2b16c20l22" />ทั้งสองนั้นว่า เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร เพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ ... ความ
			<remark  id="s2b16c20l23" />เกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้ เพราะอวิชชานั่นแหละดับด้วยสำรอก
			<remark  id="s2b16c20l24" />โดยไม่เหลือ สังขารจึงดับ เพราะสังขารดับวิญญาณจึงดับ ... ความดับแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ 
			<remark  id="s2b16c20l25" />ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้ ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b16c21" >
		<para id="s2b16c21p">
			<remark  id="s2b16c21l1" />[๕๖] พระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว ติมพรุกขปริพาชกได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า 
			<remark  id="s2b16c21l2" />ข้าแต่ท่านพระโคดม ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก ข้าแต่ท่านพระโคดม ภาษิตของพระองค์
			<remark  id="s2b16c21l3" />แจ่มแจ้งนัก พระผู้มีพระภาคทรงประกาศธรรมโดยอเนกปริยาย เปรียบเหมือนบุคคลหงายของ
			<remark  id="s2b16c21l4" />ที่คว่ำ เปิดของที่ปิด บอกทางแก่คนหลงทาง หรือตามประทีปในที่มืดด้วยประสงค์ว่า ผู้มีจักษุจัก
			<remark  id="s2b16c21l5" />เห็นรูปฉะนั้นข้าพระองค์ขอถึงท่านพระโคดมกับทั้งพระธรรมและพระภิกษุสงฆ์เป็นสรณะ 
			<remark  id="s2b16c21l6" />ขอท่านพระโคดมจงทรงจำข้าพระองค์ว่าเป็นอุบาสกผู้ถึงสรณะจนตลอดชีวิตจำเดิมแต่วันนี้
			<remark  id="s2b16c21l7" />เป็นต้นไป ฯ
			<remark  id="s2b16c21l8" />จบสูตรที่ ๘
			<remark  id="s2b16c21l9" />๙. พาลปัณฑิตสูตร
			<remark  id="s2b16c21l10" />[๕๗] พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี 
			<remark  id="s2b16c21l11" />เขตพระนครสาวัตถี ... พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลายกายนี้ของคนพาล ผู้อัน
			<remark  id="s2b16c21l12" />อวิชชาหุ้มห่อแล้ว ประกอบด้วยตัณหา เกิดขึ้นแล้วอย่างนี้ กายนี้ด้วย นามรูปในภายนอกด้วย 
			<remark  id="s2b16c21l13" />ย่อมมีด้วยประการดังนี้ เพราะอาศัยกายและนามรูปทั้งสองนี้ จึงเกิดผัสสะ สฬายตนะ ซึ่งทั้ง
			<remark  id="s2b16c21l14" />สองอย่างนั้นหรือแต่อย่างใดอย่างหนึ่ง ถูกต้องคนพาล เป็นเหตุให้เสวยสุขและทุกข์ กายนี้ของ
			<remark  id="s2b16c21l15" />บัณฑิตผู้อันอวิชชาหุ้มห่อแล้วประกอบด้วยตัณหา เกิดขึ้นแล้วอย่างนี้ กายนี้ด้วย นามรูป
			<remark  id="s2b16c21l16" />ในภายนอกด้วย ย่อมมีด้วยประการดังนี้ เพราะอาศัยกายและนามรูปทั้งสองนี้   จึงเกิดผัสสะ 
			<remark  id="s2b16c21l17" />สฬายตนะ ซึ่งทั้งสองอย่างนั้นหรือแต่อย่างใดอย่างหนึ่ง ถูกต้องบัณฑิต เป็นเหตุให้เสวยสุข
			<remark  id="s2b16c21l18" />และทุกข์ ฯ
			<remark  id="s2b16c21l19" />[๕๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในเรื่องนั้น จะแปลกกันอย่างไร จะมีอธิบายอย่างไร 
			<remark  id="s2b16c21l20" />จะต่างกันอย่างไร  ระหว่างบัณฑิตกับพาล พวกภิกษุกราบทูลว่า พระพุทธเจ้าข้า ธรรมของพวก
			<remark  id="s2b16c21l21" />ข้าพระองค์มีพระผู้มีพระภาคเป็นเดิม มีพระผู้มีพระภาคเป็นผู้นำ มีพระผู้มีพระภาคเป็นที่พึ่งอาศัย 
			<remark  id="s2b16c21l22" />ขอประทานพระวโรกาส เนื้อความแห่งพระภาษิตนี้ แจ่มแจ้งแก่พระผู้มีพระภาคพระองค์เดียว 
			<remark  id="s2b16c21l23" />ภิกษุทั้งหลายได้ฟังแต่พระผู้มีพระภาคแล้ว จักทรงจำไว้ ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b16c22" >
		<para id="s2b16c22p">
			<remark  id="s2b16c22l1" />พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าเช่นนั้นพวกเธอจงฟัง   จงใส่ใจให้ดีเถิด 
			<remark  id="s2b16c22l2" />เราจักกล่าว ภิกษุพวกนั้นทูลรับพระผู้มีพระภาคแล้ว ฯ
			<remark  id="s2b16c22l3" />[๕๙] พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย กายนี้ของคนพาลผู้ถูกอวิชชาใด
			<remark  id="s2b16c22l4" />หุ้มห่อแล้ว และประกอบแล้วด้วยตัณหาใด เกิดขึ้นแล้ว อวิชชานั้น   คนพาลยังละไม่ได้ และ
			<remark  id="s2b16c22l5" />ตัณหานั้นยังไม่สิ้นไป ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะคนพาลไม่ได้ประพฤติพรหมจรรย์ เพื่อความ
			<remark  id="s2b16c22l6" />สิ้นทุกข์โดยชอบ เหตุนั้น เมื่อตายไปคนพาลย่อมเข้าถึงกาย เมื่อเขาเข้าถึงกายชื่อว่ายังไม่พ้น
			<remark  id="s2b16c22l7" />จากชาติ ชรา มรณะ โสกปริเทวทุกขโทมนัสและอุปายาส เรากล่าวว่า ยังไม่พ้นไปจากทุกข์ 
			<remark  id="s2b16c22l8" />กายนี้ของบัณฑิตผู้ถูกอวิชชาใดหุ้มห่อแล้ว และประกอบด้วยตัณหาใด เกิดขึ้นแล้ว อวิชชานั้น
			<remark  id="s2b16c22l9" />บัณฑิตละได้แล้วและตัณหานั้นสิ้นไปแล้ว ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะว่าบัณฑิตได้ประพฤติ
			<remark  id="s2b16c22l10" />พรหมจรรย์ เพื่อความสิ้นทุกข์โดยชอบ เหตุนั้น เมื่อตายไป บัณฑิตย่อมไม่เข้าถึงกาย เมื่อเขา
			<remark  id="s2b16c22l11" />ไม่เข้าถึงกาย ชื่อว่าย่อมพ้นจากชาติ ชรา มรณะ  โสกปริเทวทุกขโทมนัสและอุปายาส เรากล่าว
			<remark  id="s2b16c22l12" />ว่า ย่อมพ้นจากทุกข์ อันนี้เป็นความแปลกกัน อันนี้เป็นอธิบาย อันนี้เป็นความต่างกันของ
			<remark  id="s2b16c22l13" />บัณฑิตกับคนพาล กล่าวคือการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ ฯ
			<remark  id="s2b16c22l14" />จบสูตรที่ ๙
			<remark  id="s2b16c22l15" />๑๐. ปัจจัยสูตร
			<remark  id="s2b16c22l16" />[๖๐] พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี 
			<remark  id="s2b16c22l17" />เขตพระนครสาวัตถี ... พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลายเราจักแสดงปฏิจจสมุปบาท 
			<remark  id="s2b16c22l18" />และธรรมที่อาศัยกันเกิดขึ้นแก่พวกเธอ พวกเธอจงฟังธรรมนั้น จงใส่ใจให้ดีเถิด เราจักกล่าว 
			<remark  id="s2b16c22l19" />ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระผู้มีพระภาคแล้ว ฯ
			<remark  id="s2b16c22l20" />[๖๑] พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ปฏิจจสมุปบาทเป็นไฉน ดูกร
			<remark  id="s2b16c22l21" />ภิกษุทั้งหลาย เพราะชาติเป็นปัจจัย จึงมีชราและมรณะ พระตถาคตทั้งหลายเสด็จอุบัติขึ้นก็ตาม 
			<remark  id="s2b16c22l22" />ไม่เสด็จอุบัติขึ้นก็ตาม ธาตุอันนั้น คือ ธัมมฐิติธัมมนิยาม  อิทัปปัจจัย  ก็ยังดำรงอยู่ 
			<remark  id="s2b16c22l23" />พระตถาคตย่อมตรัสรู้ ย่อมตรัสรู้ทั่วถึงซึ่งธาตุอันนั้น ครั้นแล้ว ย่อมตรัสบอก ทรงแสดง 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b16c23" >
		<para id="s2b16c23p">
			<remark  id="s2b16c23l1" />บัญญัติ แต่งตั้ง เปิดเผย จำแนก  กระทำให้ตื้น และตรัสว่า ท่านทั้งหลายจงดู ดังนี้ เพราะ
			<remark  id="s2b16c23l2" />ชาติเป็นปัจจัย จึงมีชราและมรณะ ... เพราะภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ ... เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย 
			<remark  id="s2b16c23l3" />จึงมีภพ ... เพราะตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน ... เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา ...เพราะผัสสะ
			<remark  id="s2b16c23l4" />เป็นปัจจัย จึงมีเวทนา ... เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ ...เพราะนามรูปเป็นปัจจัย จึง
			<remark  id="s2b16c23l5" />มีสฬายตนะ ... เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนามรูป ... เพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ ... 
			<remark  id="s2b16c23l6" />เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร พระตถาคตทั้งหลายเสด็จอุบัติขึ้นก็ตาม ไม่เสด็จอุบัติขึ้นก็
			<remark  id="s2b16c23l7" />ตาม ธาตุอันนั้นคือ ธัมมฐิติ ธัมมนิยาม อิทัปปัจจัย ก็ยังดำรงอยู่ พระตถาคตย่อมตรัสรู้ ย่อมตรัสรู้
			<remark  id="s2b16c23l8" />ทั่วถึงซึ่งธาตุอันนั้น ครั้นแล้วย่อมตรัสบอก ทรงแสดง บัญญัติ แต่งตั้ง เปิดเผย  จำแนก
			<remark  id="s2b16c23l9" />กระทำให้ตื้น และตรัสว่า ท่านทั้งหลายจงดู ดังนี้ เพราะอวิชชาเป็นปัจจัยจึงมีสังขาร ภิกษุ
			<remark  id="s2b16c23l10" />ทั้งหลาย ความจริงแท้ ความไม่คลาดเคลื่อน ความไม่เป็นอย่างอื่นมูลเหตุอันแน่นอนในธาตุ
			<remark  id="s2b16c23l11" />อันนั้น ดังพรรณนามาฉะนี้แล เราเรียกว่าปฏิจจสมุปบาท
			<remark  id="s2b16c23l12" />[๖๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ธรรมที่อาศัยกันเกิดขึ้นเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ชรา
			<remark  id="s2b16c23l13" />และมรณะเป็นของไม่เที่ยง อันปัจจัยประชุมแต่ง อาศัยกันเกิดขึ้นมีความสิ้นไป เสื่อมไป 
			<remark  id="s2b16c23l14" />คลายไป ดับไปเป็นธรรมดา ชาติ ... ภพ ... อุปาทาน ...ตัณหา ... เวทนา ... ผัสสะ ... สฬายตนะ ... 
			<remark  id="s2b16c23l15" />นามรูป ... วิญญาณ ... สังขาร ...อวิชชา เป็นของไม่เที่ยง อันปัจจัยประชุมแต่ง อาศัยกันเกิด
			<remark  id="s2b16c23l16" />ขึ้น มีความสิ้นไปเสื่อมไป คลายไป ดับไปเป็นธรรมดา ดูกรภิกษุทั้งหลาย เหล่านี้เรียกว่า
			<remark  id="s2b16c23l17" />ธรรมอาศัยกันเกิดขึ้น ฯ
			<remark  id="s2b16c23l18" />[๖๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อใดแล อริยสาวกเห็นด้วยดีซึ่งปฏิจจสมุปบาทนี้ และ
			<remark  id="s2b16c23l19" />ธรรมที่อาศัยกันเกิดขึ้นเหล่านี้ ด้วยปัญญาอันชอบตามเป็นจริงแล้ว  เมื่อนั้น อริยสาวกนั้นจักแล่น
			<remark  id="s2b16c23l20" />เข้าถึงที่สุดเบื้องต้นว่า ในอดีตกาลเราได้เป็นหรือหนอในอดีตกาลเราได้เป็นอะไรหนอ ในอดีต
			<remark  id="s2b16c23l21" />กาลเราได้เป็นอย่างไรหนอ ในอดีตกาลเราได้เป็นอะไร แล้วได้มาเป็นอะไรหนอ หรือว่า
			<remark  id="s2b16c23l22" />จักแล่นเข้าถึงที่สุดเบื้องปลายว่า ในอนาคตกาลเราจักเป็นหรือหนอ ในอนาคตกาลเราจักเป็น
			<remark  id="s2b16c23l23" />อะไรหนอ ในอนาคตกาลเราจักเป็นอย่างไรหนอ ในอนาคตกาลเราจักเป็นอะไร แล้วจึงจักเป็นอะไร
			<remark  id="s2b16c23l24" />หนอ หรือว่าจักยังมีความสงสัยในปัจจุบันกาลเป็นภายใน ณ บัดนี้ว่า เราเป็นอยู่หรือหนอ หรือ
			<remark  id="s2b16c23l25" />ไม่เป็นอยู่หนอ เราเป็นอะไรอยู่หนอ เราเป็นอย่างไรอยู่หนอสัตว์นี้มาแต่ไหนหนอ เขาจักไป
		</para>
	</section>
	<section id="s2b16c24" >
		<para id="s2b16c24p">
			<remark  id="s2b16c24l1" />ในที่ไหน ดังนี้ ข้อนี้ มิใช่ฐานะที่จะมีได้ เพราะเหตุไร เพราะว่าอริยสาวกเห็นด้วยดีแล้วซึ่ง
			<remark  id="s2b16c24l2" />ปฏิจจสมุปบาท และธรรมที่อาศัยกันเกิดขึ้นเหล่านี้ ด้วยปัญญาอันชอบตามเป็นจริง ฯ
			<remark  id="s2b16c24l3" />จบสูตรที่ ๑๐
			<remark  id="s2b16c24l4" />อาหารวรรคที่ ๒ จบ
			<remark  id="s2b16c24l5" />รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
			<remark  id="s2b16c24l6" />๑ อาหารสูตร  ๒ ผัคคุนสูตร  ๓ สมณพราหมณสูตรที่ ๑
			<remark  id="s2b16c24l7" />๔ สมณพราหมณสูตรที่ ๒  ๕ กัจจานโคตตสูตร  ๖ ธรรมกถิก
			<remark  id="s2b16c24l8" />สูตร  ๗ อเจลกัสสปสูตร  ๘ ติมพรุกขสูตร  ๙ พาลบัณฑิตสูตร
			<remark  id="s2b16c24l9" />๑๐ ปัจจัยสูตร ฯ
			<remark  id="s2b16c24l10" />___________
		</para>
	</section>
	<section id="s2b16c25" >
		<para id="s2b16c25p">
			<remark  id="s2b16c25l1" />ทสพลวรรคที่ ๓
			<remark  id="s2b16c25l2" />๑. ทสพลสูตรที่ ๑
			<remark  id="s2b16c25l3" />[๖๔] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้
			<remark  id="s2b16c25l4" />สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี 
			<remark  id="s2b16c25l5" />เขตพระนครสาวัตถี ... พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตถาคตประกอบด้วยทสพล
			<remark  id="s2b16c25l6" />ญาณ และจตุเวสารัชชญาณ จึงปฏิญาณฐานะของผู้องอาจ  บันลือสีหนาทในบริษัททั้งหลาย 
			<remark  id="s2b16c25l7" />ยังพรหมจักรให้เป็นไปว่า ดังนี้รูปดังนี้ความเกิดขึ้นแห่งรูป ดังนี้ความดับแห่งรูป ดังนี้เวทนา 
			<remark  id="s2b16c25l8" />ดังนี้ความเกิดขึ้นแห่งเวทนา ดังนี้ความดับแห่งเวทนา ดังนี้สัญญา ดังนี้ความเกิดขึ้นแห่งสัญญา
			<remark  id="s2b16c25l9" />ดังนี้ความดับแห่งสัญญา ดังนี้สังขารทั้งหลาย ดังนี้ความเกิดขึ้นแห่งสังขารทั้งหลายดังนี้ความ
			<remark  id="s2b16c25l10" />ดับแห่งสังขารทั้งหลาย ดังนี้วิญญาณ ดังนี้ความเกิดขึ้นแห่งวิญญาณดังนี้ความดับแห่งวิญญาณ 
			<remark  id="s2b16c25l11" />ด้วยเหตุนี้ เมื่อปัจจัยนี้มีอยู่ ผลนี้ย่อมมี เพราะการบังเกิดขึ้นแห่งปัจจัยนี้ ผลนี้จึงบังเกิดขึ้น 
			<remark  id="s2b16c25l12" />เมื่อปัจจัยนี้ไม่มีอยู่ ผลนี้ย่อมไม่มีเพราะการดับแห่งปัจจัยนี้ ผลนี้จึงดับ ข้อนี้คือ เพราะอวิชชา
			<remark  id="s2b16c25l13" />เป็นปัจจัย จึงมีสังขาร เพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ ... ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวล
			<remark  id="s2b16c25l14" />นี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้ ฯ
			<remark  id="s2b16c25l15" />ก็เพราะอวิชชานั่นแหละดับด้วยการสำรอกโดยไม่เหลือ สังขารจึงดับ  เพราะสังขารดับ 
			<remark  id="s2b16c25l16" />วิญญาณจึงดับ ... ความดับแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้ ฯ
			<remark  id="s2b16c25l17" />จบสูตรที่ ๑
			<remark  id="s2b16c25l18" />๒. ทสพลสูตรที่ ๒
			<remark  id="s2b16c25l19" />[๖๕] พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี 
			<remark  id="s2b16c25l20" />เขตพระนครสาวัตถี ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตถาคตประกอบ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b16c26" >
		<para id="s2b16c26p">
			<remark  id="s2b16c26l1" />ด้วยทสพลญาณ และจตุเวสารัชชญาณ จึงปฏิญาณฐานะของผู้องอาจ บันลือสีหนาทในบริษัท
			<remark  id="s2b16c26l2" />ทั้งหลาย ยังพรหมจักรให้เป็นไปว่าดังนี้รูป ดังนี้ความเกิดขึ้นแห่งรูป ดังนี้ความดับแห่งรูป 
			<remark  id="s2b16c26l3" />ดังนี้เวทนา ดังนี้ความเกิดขึ้นแห่งเวทนา ดังนี้ความดับแห่งเวทนา ดังนี้สัญญา ดังนี้ความเกิด
			<remark  id="s2b16c26l4" />ขึ้นแห่งสัญญา ดังนี้ความดับแห่งสัญญา ดังนี้สังขารทั้งหลาย ดังนี้ความเกิดขึ้นแห่งสังขาร
			<remark  id="s2b16c26l5" />ทั้งหลาย ดังนี้ความดับแห่งสังขารทั้งหลาย ดังนี้วิญญาณ ดังนี้ความเกิดขึ้นแห่งวิญญาณ ดังนี้
			<remark  id="s2b16c26l6" />ความดับแห่งวิญญาณ ด้วยเหตุนี้ เมื่อปัจจัยนี้มีอยู่ ผลนี้ย่อมมีเพราะการบังเกิดขึ้นแห่งปัจจัยนี้ 
			<remark  id="s2b16c26l7" />ผลนี้จึงบังเกิดขึ้น เมื่อปัจจัยนี้ไม่มีอยู่ ผลนี้ย่อมไม่มี เพราะการดับแห่งปัจจัยนี้ ผลนี้จึงดับ 
			<remark  id="s2b16c26l8" />ข้อนี้คือ เพราะอวิชชาเป็นปัจจัยจึงมีสังขาร เพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ ... ความเกิด
			<remark  id="s2b16c26l9" />ขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้ ฯ
			<remark  id="s2b16c26l10" />ก็เพราะอวิชชานั่นแหละดับด้วยการสำรอกโดยไม่เหลือ สังขารจึงดับเพราะสังขารดับ 
			<remark  id="s2b16c26l11" />วิญญาณจึงดับ ... ความดับแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้ ฯ
			<remark  id="s2b16c26l12" />[๖๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมอันเรากล่าวดีแล้วอย่างนี้ ทำให้ตื้นแล้ว  เปิดเผยแล้ว 
			<remark  id="s2b16c26l13" />ประกาศแล้ว ตัดสมณะขี้ริ้วแล้ว ดูกรภิกษุทั้งหลาย กุลบุตรผู้บวชด้วยศรัทธา สมควรแท้เพื่อ
			<remark  id="s2b16c26l14" />ปรารภความเพียรในธรรมอันเรากล่าวดีแล้วอย่างนี้  ทำให้ตื้น เปิดเผย ประกาศ ตัดสมณะขี้ริ้วแล้ว 
			<remark  id="s2b16c26l15" />ด้วยความตั้งใจว่า หนัง เอ็น และกระดูกจงเหลืออยู่ เนื้อเลือดในสรีระของเราจงเหือดแห้งไป
			<remark  id="s2b16c26l16" />ก็ตามที อิฐผลใดที่จะพึงบรรลุได้ด้วยเรี่ยวแรงของบุรุษ ด้วยความเพียรของบุรุษ ด้วยความบากบั่น
			<remark  id="s2b16c26l17" />ของบุรุษ ยังไม่บรรลุอิฐผลนั้น จักไม่หยุดความเพียร ดังนี้ ดูกรภิกษุทั้งหลายบุคคลผู้เกียจคร้าน
			<remark  id="s2b16c26l18" />อาเกียรณ์ด้วยธรรมอันเป็นบาปอกุศล ย่อมอยู่เป็นทุกข์ และย่อมยังประโยชน์ของตนอันใหญ่ให้
			<remark  id="s2b16c26l19" />เสื่อมเสีย ดูกรภิกษุทั้งหลาย ส่วนบุคคลผู้ปรารภความเพียร ผู้สงัดจากธรรมอันเป็นบาปอกุศล 
			<remark  id="s2b16c26l20" />ย่อมอยู่เป็นสุข และยังประโยชน์ของตนอันใหญ่ให้บริบูรณ์ได้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย การบรรลุธรรม
			<remark  id="s2b16c26l21" />อันเลิศด้วยธรรมอันเลว ย่อมมีไม่ได้ แต่ว่าการบรรลุธรรมอันเลิศย่อมมีได้ด้วยธรรมอันเลิศ 
			<remark  id="s2b16c26l22" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย พรหมจรรย์นี้ผ่องใส ควรดื่ม เพราะพระศาสดาอยู่พร้อมหน้าแล้ว ฯ
			<remark  id="s2b16c26l23" />[๖๗] เพราะเหตุฉะนี้แหละ ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงปรารภความเพียร เพื่อถึง
			<remark  id="s2b16c26l24" />ธรรมที่ยังไม่ถึง เพื่อบรรลุธรรมที่ยังไม่ได้บรรลุ เพื่อทำให้แจ้งธรรมที่ยังไม่ได้ทำให้แจ้ง เธอทั้ง
			<remark  id="s2b16c26l25" />หลายพึงศึกษาอย่างนี้ว่า บรรพชาของเราทั้งหลายนี้ จักไม่ต่ำทราม ไม่เป็นหมัน มีผล มีกำไร 
			<remark  id="s2b16c26l26" />พวกเราบริโภคจีวรบิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานเภสัชบริกขาร ของชนเหล่าใด สักการะ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b16c27" >
		<para id="s2b16c27p">
			<remark  id="s2b16c27l1" />เหล่านั้นของชนเหล่านั้น จักมีผลมาก มีอานิสงส์มาก เพราะเราทั้งหลาย ดังนี้ ดูกรภิกษุ
			<remark  id="s2b16c27l2" />ทั้งหลาย อันบุคคลผู้เล็งเห็นประโยชน์ตน สมควรแท้เพื่อยังกิจให้ถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาท 
			<remark  id="s2b16c27l3" />หรือบุคคลผู้เล็งเห็นประโยชน์ผู้อื่น สมควรแท้เพื่อยังกิจให้ถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาท ก็หรือว่า 
			<remark  id="s2b16c27l4" />บุคคลผู้มองเห็นประโยชน์ทั้งสองฝ่ายสมควรแท้จริงเพื่อยังกิจให้ถึงพร้อมด้วยความไม่
			<remark  id="s2b16c27l5" />ประมาท ดังนี้ ฯ
			<remark  id="s2b16c27l6" />จบสูตรที่ ๒
			<remark  id="s2b16c27l7" />๓. อุปนิสสูตร
			<remark  id="s2b16c27l8" />[๖๘] พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี 
			<remark  id="s2b16c27l9" />เขตพระนครสาวัตถี ... พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลายเมื่อเรารู้อยู่ เห็นอยู่ เราจึง
			<remark  id="s2b16c27l10" />กล่าวความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย เมื่อเราไม่รู้ไม่เห็น เราก็มิได้กล่าวความสิ้นไปแห่งอาสวะ
			<remark  id="s2b16c27l11" />ทั้งหลาย ภิกษุทั้งหลาย เมื่อเรารู้เราเห็นอะไรเล่า ความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลายย่อมมี เมื่อ
			<remark  id="s2b16c27l12" />เรารู้ เราเห็นว่าดังนี้รูป ดังนี้ความเกิดขึ้นแห่งรูป ดังนี้ความดับแห่งรูป ... ดังนี้เวทนา ... ดังนี้
			<remark  id="s2b16c27l13" />สัญญา ...ดังนี้สังขารทั้งหลาย ... ดังนี้วิญญาณ ดังนี้ความเกิดขึ้นแห่งวิญญาณ ดังนี้ความดับแห่ง
			<remark  id="s2b16c27l14" />วิญญาณ ความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลายย่อมมี ภิกษุทั้งหลาย เมื่อเรารู้ เราเห็นอย่างนี้แล 
			<remark  id="s2b16c27l15" />ความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลายย่อมมี ฯ
			<remark  id="s2b16c27l16" />[๖๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อธรรมเป็นที่สิ้นไป  เกิดขึ้นแล้ว ญาณในธรรมเป็นที่สิ้น
			<remark  id="s2b16c27l17" />ไป อันนั้นแม้ใด มีอยู่ เรากล่าวญาณแม้นั้นว่า มีเหตุเป็นที่อิงอาศัย มิได้กล่าวว่า ไม่มีเหตุ
			<remark  id="s2b16c27l18" />เป็นที่อิงอาศัย ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็อะไรเล่าเป็นเหตุที่อิงอาศัยแห่งญาณในธรรมเป็นที่สิ้นไป 
			<remark  id="s2b16c27l19" />ควรกล่าวว่า วิมุตติ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวแม้ซึ่งวิมุตติว่ามีเหตุที่อิงอาศัย มิได้กล่าวว่า
			<remark  id="s2b16c27l20" />ไม่มีเหตุที่อิงอาศัยดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็อะไรเล่า เป็นเหตุที่อิงอาศัยแห่งวิมุตติ ควรกล่าวว่า 
			<remark  id="s2b16c27l21" />วิราคะดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวแม้ซึ่งวิราคะว่ามีเหตุที่อิงอาศัย มิได้กล่าวว่าไม่มีเหตุที่อิงอาศัย 
			<remark  id="s2b16c27l22" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็อะไรเล่า เป็นเหตุที่อิงอาศัยแห่งวิราคะ ควรกล่าวว่า นิพพิทา ดูกรภิกษุ
			<remark  id="s2b16c27l23" />ทั้งหลาย เรากล่าวแม้ซึ่งนิพพิทาว่ามีเหตุที่อิงอาศัยมิได้กล่าวว่าไม่มีเหตุที่อิงอาศัย ดูกรภิกษุ
			<remark  id="s2b16c27l24" />ทั้งหลาย ก็อะไรเล่า เป็นเหตุที่อิงอาศัยแห่งนิพพิทา ควรกล่าวว่า ยถาภูตญาณทัสสนะ 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b16c28" >
		<para id="s2b16c28p">
			<remark  id="s2b16c28l1" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวแม้ซึ่งยถาภูตญาณทัสสนะว่า มีเหตุที่อิงอาศัย มิได้กล่าวว่าไม่มีเหตุที่
			<remark  id="s2b16c28l2" />อิงอาศัย ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็อะไรเล่า เป็นเหตุที่อิงอาศัยแห่งยถาภูตญาณทัสสนะ ควรกล่าวว่า
			<remark  id="s2b16c28l3" />สมาธิ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวแม้ซึ่งสมาธิว่ามีเหตุที่อิงอาศัย มิได้กล่าวว่าไม่มีเหตุที่อิง
			<remark  id="s2b16c28l4" />อาศัย  ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็อะไรเล่า เป็นเหตุที่อิงอาศัยแห่งสมาธิควรกล่าวว่า สุข 
			<remark  id="s2b16c28l5" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวแม้ซึ่งสุขว่า มีเหตุที่อิงอาศัยมิได้กล่าวว่าไม่มีเหตุที่อิงอาศัย 
			<remark  id="s2b16c28l6" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็อะไรเล่า เป็นเหตุที่อิงอาศัยแห่งสุข ควรกล่าวว่า ปัสสัทธิ ดูกร
			<remark  id="s2b16c28l7" />ภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวแม้ซึ่งปัสสัทธิว่ามีเหตุที่อิงอาศัย มิได้กล่าวว่า ไม่มีเหตุที่
			<remark  id="s2b16c28l8" />อิงอาศัย ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็อะไรเล่าเป็นเหตุที่อิงอาศัยแห่งปัสสัทธิ ควรกล่าวว่า
			<remark  id="s2b16c28l9" /> ปีติ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวแม้ซึ่งปีติว่ามีเหตุที่อิงอาศัย มิได้กล่าวว่าไม่มีเหตุที่อิงอาศัย 
			<remark  id="s2b16c28l10" />ดูกรภิกษุทั้งหลายก็อะไรเล่า เป็นเหตุที่อิงอาศัยแห่งปีติ ควรกล่าวว่า ความ
			<remark  id="s2b16c28l11" />ปราโมทย์ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวแม้ซึ่งความปราโมทย์ ว่ามีเหตุที่อิงอาศัย มิได้กล่าวว่า
			<remark  id="s2b16c28l12" />ไม่มีเหตุที่อิงอาศัย ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็อะไรเล่า เป็นเหตุที่อิงอาศัยแห่งความปราโมทย์
			<remark  id="s2b16c28l13" />ควรกล่าวว่า ศรัทธา ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวแม้ซึ่งศรัทธาว่ามีเหตุที่อิงอาศัย  มิได้
			<remark  id="s2b16c28l14" />กล่าวว่าไม่มีเหตุที่อิงอาศัย ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็อะไรเล่า เป็นเหตุที่อิงอาศัยแห่งศรัทธา 
			<remark  id="s2b16c28l15" />ควรกล่าวว่า ทุกข์ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวแม้ซึ่งทุกข์ว่ามีเหตุที่อิงอาศัย มิได้กล่าว
			<remark  id="s2b16c28l16" />ว่าไม่มีเหตุที่อิงอาศัย    มิได้กล่าวว่าไม่มีเหตุที่อิงอาศัย ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็อะไรเล่า เป็น
			<remark  id="s2b16c28l17" />เหตุที่อิงอาศัยแห่งทุกข์   ควรกล่าวว่า    ชาติ     ดูกรภิกษุทั้งหลาย    เรากล่าวแม้ซึ่งชาติว่า
			<remark  id="s2b16c28l18" />มีเหตุที่อิงอาศัย มิได้กล่าวว่าไม่มีเหตุที่อิงอาศัย ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็อะไรเล่า เป็นเหตุ
			<remark  id="s2b16c28l19" />ที่อิงอาศัยแห่งชาติ ควรกล่าวว่า ภพ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวแม้ซึ่งภพว่ามีเหตุที่
			<remark  id="s2b16c28l20" />อิงอาศัย มิได้กล่าวว่าไม่มีเหตุที่อิงอาศัย ดูกรภิกษุทั้งหลายก็อะไรเล่า เป็นเหตุที่อิงอาศัย
			<remark  id="s2b16c28l21" />แห่งภพ ควรกล่าวว่า อุปาทาน ดูกรภิกษุทั้งหลายเรากล่าวแม้ซึ่งอุปาทานว่า มีเหตุ
			<remark  id="s2b16c28l22" />ที่อิงอาศัย มิได้กล่าวว่าไม่มีเหตุที่อิงอาศัย ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็อะไรเล่า เป็นเหตุที่
			<remark  id="s2b16c28l23" />อิงอาศัยแห่งอุปาทาน ควรกล่าวว่า ตัณหาดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวแม้ซึ่งตัณหาว่า 
			<remark  id="s2b16c28l24" />มีเหตุที่อิงอาศัย มิได้กล่าวว่าไม่มีเหตุที่อิงอาศัย ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็อะไรเล่า เป็นเหตุ
			<remark  id="s2b16c28l25" />ที่อิงอาศัยแห่งตัณหาควรกล่าวว่า เวทนา ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวแม้ซึ่งเวทนาว่ามี
			<remark  id="s2b16c28l26" />เหตุที่อิงอาศัยมิได้กล่าวว่าไม่มีเหตุที่อิงอาศัย ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็อะไรเล่า เป็นเหตุที่อิง
		</para>
	</section>
	<section id="s2b16c29" >
		<para id="s2b16c29p">
			<remark  id="s2b16c29l1" />อาศัยแห่งเวทนา ควรกล่าวว่า ผัสสะ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวแม้ซึ่งผัสสะว่ามีเหตุ
			<remark  id="s2b16c29l2" />ที่อิงอาศัย มิได้กล่าวว่าไม่มีเหตุที่อิงอาศัย ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็อะไรเล่าเป็นเหตุที่อิงอาศัย
			<remark  id="s2b16c29l3" />แห่งผัสสะ ควรกล่าวว่า สฬายตนะ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวแม้ซึ่งสฬายตนะว่า 
			<remark  id="s2b16c29l4" />มีเหตุที่อิงอาศัย มิได้กล่าวว่าไม่มีเหตุที่อิงอาศัย ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็อะไรเล่า เป็นเหตุที่
			<remark  id="s2b16c29l5" />อิงอาศัยแห่งสฬายตนะ ควรกล่าวว่า นามรูปดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวแม้ซึ่งนามรูปว่า
			<remark  id="s2b16c29l6" /> มีเหตุที่อิงอาศัย มิได้กล่าวว่าไม่มีเหตุที่อิงอาศัย ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็อะไรเล่า เป็นเหตุที่
			<remark  id="s2b16c29l7" />อิงอาศัยแห่งนามรูปควรกล่าวว่า วิญญาณ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวแม้ซึ่งวิญญาณว่า มี
			<remark  id="s2b16c29l8" />เหตุที่อิงอาศัย มิได้กล่าวว่าไม่มีเหตุที่อิงอาศัย ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็อะไรเล่า เป็นเหตุที่
			<remark  id="s2b16c29l9" />อิงอาศัยแห่งวิญญาณ ควรกล่าวว่า สังขารทั้งหลาย ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวแม้ซึ่งสัง
			<remark  id="s2b16c29l10" />ขารทั้งหลายว่า มีเหตุที่อิงอาศัย มิได้กล่าวว่าไม่มีเหตุที่อิงอาศัย ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็อะไร
			<remark  id="s2b16c29l11" />เล่า เป็นเหตุที่อิงอาศัยแห่งสังขารทั้งหลาย ควรกล่าวว่าอวิชชา ด้วยเหตุดังนี้แล ภิกษุทั้ง
			<remark  id="s2b16c29l12" />หลาย สังขารทั้งหลาย มีอวิชชาเป็นที่อิงอาศัยวิญญาณมีสังขารเป็นที่อิงอาศัย นามรูปมีวิญญาณ
			<remark  id="s2b16c29l13" />เป็นที่อิงอาศัย ผัสสะมีสฬายตนะเป็นที่อิงอาศัย เวทนามีผัสสะเป็นที่อิงอาศัย ตัณหามีเวทนา
			<remark  id="s2b16c29l14" />เป็นที่อิงอาศัย อุปาทานมีตัณหาเป็นที่อิงอาศัย ภพมีอุปาทานเป็นที่อิงอาศัย ชาติมีภพเป็นที่อิงอาศัย 
			<remark  id="s2b16c29l15" />ทุกข์มีชาติเป็นที่อิงอาศัย ศรัทธามีทุกข์เป็นที่อิงอาศัย ความปราโมทย์มีศรัทธาเป็นที่อิงอาศัย 
			<remark  id="s2b16c29l16" />ปีติมีปราโมทย์เป็นที่อิงอาศัย ปัสสัทธิมีปีติเป็นที่อิงอาศัย สุขมีปัสสัทธิเป็นที่อิงอาศัย 
			<remark  id="s2b16c29l17" />สมาธิมีสุขเป็นที่อิงอาศัย ยถาภูตญาณทัสสนะมีสมาธิเป็นที่อิงอาศัย นิพพิทามียถาภูตญาณ
			<remark  id="s2b16c29l18" />ทัสสนะเป็นที่อิงอาศัย วิราคะมีนิพพิทาเป็นที่อิงอาศัย วิมุตติมีวิราคะเป็นที่อิงอาศัย ญาณ
			<remark  id="s2b16c29l19" />ในธรรมเป็นที่สิ้นไปมีวิมุตติเป็นที่อิงอาศัย ฯ
			<remark  id="s2b16c29l20" />[๗๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อฝนเมล็ดใหญ่ตกอยู่บนยอดภูเขา น้ำนั้นไหลไปตาม
			<remark  id="s2b16c29l21" />ที่ลุ่ม ยังซอกเขา ระแหง และห้วยให้เต็ม ซอกเขาระแหงและห้วย  ทั้งหลายเต็มเปี่ยม
			<remark  id="s2b16c29l22" />แล้ว ย่อมยังหนองทั้งหลายให้เต็ม หนองทั้งหลายเต็มเปี่ยมแล้วย่อมยังบึงทั้งหลายให้เต็ม 
			<remark  id="s2b16c29l23" />บึงทั้งหลายเต็มเปี่ยมแล้ว ย่อมยังแม่น้ำน้อยๆ ให้เต็มแม่น้ำน้อยๆ เต็มเปี่ยมแล้ว 
			<remark  id="s2b16c29l24" />ย่อมยังแม่น้ำใหญ่ๆ ให้เต็ม แม้น้ำใหญ่ๆ เต็มเปี่ยมแล้ว ย่อมยังมหาสมุทรให้เต็ม แม้
			<remark  id="s2b16c29l25" />ฉันใด ดูกรภิกษุทั้งหลาย สังขารทั้งหลายมีอวิชชาเป็นที่อิงอาศัย ฯลฯ ญาณในธรรมเป็นที่สิ้นไป
			<remark  id="s2b16c29l26" /> มีวิมุตติเป็นที่อิงอาศัย ฉันนั้นเหมือนกันแล ฯ
			<remark  id="s2b16c29l27" />จบสูตรที่ ๓
		</para>
	</section>
	<section id="s2b16c30" >
		<para id="s2b16c30p">
			<remark  id="s2b16c30l1" />๔. อัญญติตถิยสูตร
			<remark  id="s2b16c30l2" />[๗๑] พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเวฬุวันกลันทกนิวาปสถาน  เขตพระนคร
			<remark  id="s2b16c30l3" />ราชคฤห์ ครั้งนั้นแล เป็นเวลาเช้า ท่านพระสารีบุตรนุ่งแล้ว ถือบาตรและจีวรเข้าไปสู่พระนคร
			<remark  id="s2b16c30l4" />ราชคฤห์ เพื่อบิณฑบาต ครั้งนั้นแล ท่านพระสารีบุตรได้มีความคิดดังนี้ว่า เวลานี้ยังเช้าเกินไป
			<remark  id="s2b16c30l5" />ที่จะเที่ยวบิณฑบาตในพระนครราชคฤห์อย่ากระนั้นเลย เราพึงเข้าไปยังอารามของพวกปริพาชก
			<remark  id="s2b16c30l6" />อัญญเดียรถีย์เถิด ครั้งนั้นแล ท่านพระสารีบุตรได้เข้าไปยังอารามของพวกปริพาชกอัญญเดียรถีย์ 
			<remark  id="s2b16c30l7" />ครั้นแล้วได้สนทนาปราศรัยกับปริพาชกอัญญเดียรถีย์เหล่านั้น ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึก
			<remark  id="s2b16c30l8" />ถึงกันไปแล้ว จึงนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ฯ
			<remark  id="s2b16c30l9" />[๗๒] ท่านพระสารีบุตรพอนั่งเรียบร้อยแล้ว พวกปริพาชกอัญญเดียรถีย์ได้กล่าวกะ
			<remark  id="s2b16c30l10" />ท่านดังนี้ว่า ดูกรท่านสารีบุตร มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่งผู้กล่าวกรรมย่อมบัญญัติว่า ทุกข์ตน
			<remark  id="s2b16c30l11" />ทำเอง มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่งผู้กล่าวกรรม ย่อมบัญญัติว่า ทุกข์ผู้อื่นทำให้ มีสมณพราหมณ์
			<remark  id="s2b16c30l12" />พวกหนึ่งผู้กล่าวกรรม ย่อมบัญญัติว่า ทุกข์ตนทำเองด้วย ผู้อื่นทำให้ด้วย อนึ่ง มีสมณพราหมณ์
			<remark  id="s2b16c30l13" />พวกหนึ่งผู้กล่าวกรรม ย่อมบัญญัติว่า ทุกข์เกิดขึ้นเอง เพราะอาศัยการที่มิใช่ตนเองกระทำ 
			<remark  id="s2b16c30l14" />มิใช่ผู้อื่นกระทำดูกรท่านสารีบุตร ก็ในวาทะทั้ง ๔ นี้ พระสมณโคดมกล่าวไว้อย่างไร บอกไว้
			<remark  id="s2b16c30l15" />อย่างไร พวกข้าพเจ้าพยากรณ์อย่างไร จึงจะชื่อว่าเป็นผู้กล่าวตามที่พระสมณโคดมกล่าวแล้ว จะไม่
			<remark  id="s2b16c30l16" />กล่าวตู่พระสมณโคดมด้วยคำไม่จริง และพยากรณ์ธรรมสมควรแก่ธรรม ทั้งการคล้อยตามวาทะ
			<remark  id="s2b16c30l17" />ที่ถูกไรๆ จะไม่พึงถึงฐานะอันวิญญูชนจะติเตียนได้ ฯ
			<remark  id="s2b16c30l18" />[๗๓] ท่านพระสารีบุตรตอบว่า ดูกรท่านทั้งหลาย พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ทุกข์เป็น
			<remark  id="s2b16c30l19" />ของอาศัยเหตุเกิดขึ้น ทุกข์อาศัยอะไรเกิดขึ้น ทุกข์อาศัยผัสสะเกิดขึ้น บุคคลผู้กล่าวดังนี้ 
			<remark  id="s2b16c30l20" />จึงจะชื่อว่าเป็นผู้กล่าวตามที่พระผู้มีพระภาคตรัสแล้วไม่กล่าวตู่พระผู้มีพระภาคด้วยคำไม่จริง 
			<remark  id="s2b16c30l21" />และพยากรณ์ธรรมสมควรแก่ธรรม ทั้งการคล้อยตามวาทะที่ถูกไรๆ ก็จะไม่ถึงฐานะอันวิญญูชน
			<remark  id="s2b16c30l22" />จะติเตียนได้ ดูกรท่านทั้งหลาย ในวาทะทั้ง ๔ นั้น แม้ทุกข์ที่พวกสมณพราหมณ์ซึ่งเป็นผู้กล่าว
			<remark  id="s2b16c30l23" />กรรมบัญญัติว่า ตนทำเอง ก็ย่อมเกิดเพราะผัสสะเป็นปัจจัย แม้ทุกข์ที่พวกสมณพราหมณ์ซึ่ง
			<remark  id="s2b16c30l24" />เป็นผู้กล่าวกรรมบัญญัติว่า ผู้อื่นทำให้ ก็ย่อมเกิดเพราะผัสสะเป็นปัจจัย แม้ทุกข์ที่พวกสมณ
			<remark  id="s2b16c30l25" />พราหมณ์ผู้กล่าวกรรมบัญญัติว่า ตนทำเองด้วย ผู้อื่นทำให้ด้วย ก็ย่อมเกิดเพราะผัสสะเป็นปัจจัย 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b16c31" >
		<para id="s2b16c31p">
			<remark  id="s2b16c31l1" />แม้ทุกข์ที่พวกสมณพราหมณ์ผู้กล่าวกรรมบัญญัติว่าเกิดเอง เพราะอาศัยการที่มิใช่ตนเองกระทำ 
			<remark  id="s2b16c31l2" />มิใช่ผู้อื่นกระทำให้ก็ย่อมเกิดเพราะผัสสะเป็นปัจจัย ดูกรท่านทั้งหลาย ในวาทะทั้ง ๔ นั้น 
			<remark  id="s2b16c31l3" />พวกสมณพราหมณ์ซึ่งเป็นผู้กล่าวกรรมบัญญัติว่า ทุกข์ตนทำเอง เว้นผัสสะเสีย เขาย่อมเสวย
			<remark  id="s2b16c31l4" />ทุกข์ดังนี้ มิใช่ฐานะที่จะมีได้ แม้พวกสมณพราหมณ์ซึ่งเป็นผู้กล่าวกรรมบัญญัติว่า ทุกข์ผู้อื่น
			<remark  id="s2b16c31l5" />ทำให้ เว้นผัสสะเสีย เขาย่อมเสวยทุกข์ดังนี้ ก็มิใช่ฐานะที่จะมีได้ แม้พวกสมณพราหมณ์ซึ่ง
			<remark  id="s2b16c31l6" />เป็นผู้กล่าวกรรมบัญญัติว่า ทุกข์ตนทำเองด้วยผู้อื่นทำให้ด้วย เว้นผัสสะเสีย เขาย่อมเสวย
			<remark  id="s2b16c31l7" />ทุกข์ดังนี้ ก็มิใช่ฐานะที่จะมีได้ ถึงพวกสมณพราหมณ์ซึ่งเป็นผู้กล่าวกรรมบัญญัติว่า ทุกข์
			<remark  id="s2b16c31l8" />เกิดเอง เพราะอาศัยการที่มิใช่ตนเองกระทำ มิใช่ผู้อื่นกระทำให้ เว้นผัสสะเสีย เขาย่อม
			<remark  id="s2b16c31l9" />เสวยทุกข์  ดังนี้  ก็มิใช่ฐานะจะมีได้ ดังนี้ ฯ
			<remark  id="s2b16c31l10" />[๗๔] ท่านพระอานนท์ได้ยินท่านพระสารีบุตรสนทนาปราศรัยกับพวกปริพาชกอัญญเดียรถีย์
			<remark  id="s2b16c31l11" />เหล่านั้นแล้ว ครั้งนั้น ท่านพระอานนท์เที่ยวบิณฑบาตในพระนครราชคฤห์ ในกาลภายหลัง
			<remark  id="s2b16c31l12" />ภัตกลับจากบิณฑบาตแล้ว ได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคมแล้ว นั่ง ณ 
			<remark  id="s2b16c31l13" />ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง แล้วกราบทูลถ้อยคำสนทนาของท่านพระสารีบุตรกับพวกปริพาชกอัญญ
			<remark  id="s2b16c31l14" />เดียรถีย์ซึ่งได้มีมาแล้วทั้งหมดแด่พระผู้มีพระภาค ฯ
			<remark  id="s2b16c31l15" />[๗๕] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดีละๆ อานนท์ ตามที่สารีบุตรพยากรณ์ชื่อว่าพยากรณ์
			<remark  id="s2b16c31l16" />โดยชอบ ดูกรอานนท์ เรากล่าวว่าทุกข์เป็นของอาศัยเหตุเกิดขึ้นทุกข์อาศัยอะไรเกิดขึ้น 
			<remark  id="s2b16c31l17" />ทุกข์อาศัยผัสสะเกิดขึ้น บุคคลผู้กล่าวดังนี้ จึงจะชื่อว่าเป็นผู้กล่าวตามที่เรากล่าวแล้ว ไม่กล่าว
			<remark  id="s2b16c31l18" />ตู่เราด้วยคำไม่จริง และพยากรณ์ธรรมสมควรแก่ธรรม ทั้งการคล้อยตามวาทะที่ถูกไรๆ ก็จะ
			<remark  id="s2b16c31l19" />ไม่พึงถึงฐานะอันวิญญูชนจะติเตียนได้ ดูกรอานนท์ ในวาทะทั้ง ๔ นั้น ทุกข์ที่พวกสมณพราหมณ์
			<remark  id="s2b16c31l20" />ซึ่งเป็นผู้กล่าวกรรมบัญญัติว่าตนทำเอง ก็ย่อมเกิดเพราะผัสสะเป็นปัจจัย แม้ทุกข์ที่พวกสมณ
			<remark  id="s2b16c31l21" />พราหมณ์ซึ่งเป็นผู้กล่าวกรรมบัญญัติว่า ผู้อื่นทำให้ ก็ย่อมเกิดเพราะผัสสะเป็นปัจจัย แม้ทุกข์ที่พวก
			<remark  id="s2b16c31l22" />สมณพราหมณ์ผู้กล่าวกรรมบัญญัติว่า ตนทำเองด้วย ผู้อื่นทำให้ด้วย ก็ย่อมเกิดเพราะผัสสะ
			<remark  id="s2b16c31l23" />เป็นปัจจัย แม้ทุกข์ที่พวกสมณพราหมณ์ผู้กล่าวกรรมบัญญัติว่า เกิดเอง เพราะอาศัยการที่มิใช่
			<remark  id="s2b16c31l24" />ตนเองกระทำ มิใช่ผู้อื่นกระทำให้ ก็ย่อมเกิด เพราะผัสสะเป็นปัจจัย ดูกรอานนท์ ในวาทะ
			<remark  id="s2b16c31l25" />ทั้ง ๔ นั้นพวกสมณพราหมณ์ซึ่งเป็นผู้กล่าวกรรมบัญญัติว่า ทุกข์ตนทำเอง เว้นผัสสะเสีย
			<remark  id="s2b16c31l26" />เขาย่อมเสวยทุกข์ ดังนี้ มิใช่ฐานะที่จะมีได้ แม้พวกสมณพราหมณ์ซึ่งเป็นผู้กล่าวกรรมบัญญัติ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b16c32" >
		<para id="s2b16c32p">
			<remark  id="s2b16c32l1" />ว่า ทุกข์ผู้อื่นทำให้ เว้นผัสสะเสีย เขาย่อมเสวยทุกข์ดังนี้ ก็มิใช่ฐานะที่จะมีได้ แม้พวก
			<remark  id="s2b16c32l2" />สมณพราหมณ์ซึ่งเป็นผู้กล่าวกรรมบัญญัติว่า ทุกข์ตนทำเองด้วย ผู้อื่นทำให้ด้วย เว้นผัสสะเสีย 
			<remark  id="s2b16c32l3" />เขาย่อมเสวยทุกข์ดังนี้ ก็มิใช่ฐานะที่จะมีได้ถึงพวกสมณพราหมณ์ซึ่งเป็นผู้กล่าวกรรมบัญญัติว่า 
			<remark  id="s2b16c32l4" />ทุกข์เกิดเอง เพราะอาศัยการที่มิใช่ตนเองกระทำ มิใช่ผู้อื่นกระทำ เว้นผัสสะเสีย เขาย่อม
			<remark  id="s2b16c32l5" />เสวยทุกข์ดังนี้ก็มิใช่ฐานะที่จะมีได้ ฯ
			<remark  id="s2b16c32l6" />[๗๖] ดูกรอานนท์ สมัยหนึ่ง เราอยู่ที่เวฬุวันกลันทกนิวาปสถาน ใกล้กรุงราชคฤห์
			<remark  id="s2b16c32l7" />นี้แหละ ครั้งนั้นแล อานนท์ ในเวลาเช้า เรานุ่งแล้ว ถือบาตรและจีวรเข้าไปสู่กรุงราชคฤห์
			<remark  id="s2b16c32l8" />เพื่อบิณฑบาต ดูกรอานนท์ เรานั้นได้คิดดังนี้ว่า เวลานี้ยังเช้าเกินไปที่จะเที่ยวบิณฑบาตในกรุง
			<remark  id="s2b16c32l9" />ราชคฤห์ อย่ากระนั้นเลย เราพึงเข้าไปยังอารามของพวกปริพาชกอัญญเดียรถีย์เถิด ครั้งนั้นแล 
			<remark  id="s2b16c32l10" />อานนท์ เราได้เข้าไปยังอารามของพวกปริพาชกอัญญเดียรถีย์ ครั้นแล้ว ได้สนทนาปราศรัยกับ
			<remark  id="s2b16c32l11" />ปริพาชกอัญญเดียรถีย์เหล่านั้น ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วน
			<remark  id="s2b16c32l12" />ข้างหนึ่ง ดูกรอานนท์ พอเรานั่งเรียบร้อยแล้ว พวกปริพาชกอัญญเดียรถีย์เหล่านั้นได้กล่าว
			<remark  id="s2b16c32l13" />กะเราดังนี้ว่า ท่านพระโคดม มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่งเป็นผู้กล่าวกรรมย่อมบัญญัติว่า ทุกข์ตน
			<remark  id="s2b16c32l14" />ทำเอง อนึ่ง มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่ง เป็นผู้กล่าวกรรมย่อมบัญญัติว่า ทุกข์ผู้อื่นทำให้ 
			<remark  id="s2b16c32l15" />มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่งเป็นผู้กล่าวกรรมย่อมบัญญัติว่า ทุกข์ตนทำเองด้วย ผู้อื่นทำให้ด้วย อนึ่ง 
			<remark  id="s2b16c32l16" />มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่งเป็นผู้กล่าวกรรมย่อมบัญญัติว่า ทุกข์เกิดเอง เพราะอาศัยการที่มิใช่ตน
			<remark  id="s2b16c32l17" />เองกระทำ มิใช่ผู้อื่นกระทำ ในวาทะทั้ง ๔ นี้ ท่านพระโคดมกล่าวไว้อย่างไร บอกไว้อย่างไร 
			<remark  id="s2b16c32l18" />ข้าพเจ้าทั้งหลายพยากรณ์อย่างไร จึงจะชื่อว่าเป็นผู้กล่าวตามที่ท่านพระโคดมกล่าวแล้ว จะไม่กล่าว
			<remark  id="s2b16c32l19" />ตู่ท่านพระโคดมด้วยคำไม่จริง และพึงพยากรณ์ธรรมสมควรแก่ธรรม ทั้งการคล้อยตามวาทะที่
			<remark  id="s2b16c32l20" />ถูกไรๆ จะไม่พึงถึงฐานะอันวิญญูชนจะติเตียนได้ ดูกรอานนท์ เมื่อพวกปริพาชกอัญญเดียรถีย์
			<remark  id="s2b16c32l21" />เหล่านั้นกล่าวแล้วอย่างนี้เราได้กล่าวกะพวกปริพาชกอัญญเดียรถีย์เหล่านั้นดังนี้ว่า ดูกรท่านทั้งหลาย 
			<remark  id="s2b16c32l22" />เรากล่าวว่าทุกข์เป็นของอาศัยเหตุเกิดขึ้น ทุกข์อาศัยผัสสะเกิดขึ้น บุคคลผู้กล่าวดังนี้  จึงจะ
			<remark  id="s2b16c32l23" />ชื่อว่าเป็นผู้กล่าวตามที่เรากล่าวแล้ว ไม่กล่าวตู่เราด้วยคำไม่จริง และพยากรณ์ธรรมสมควรแก่
			<remark  id="s2b16c32l24" />ธรรม ทั้งการคล้อยตามวาทะที่ถูกไรๆ ก็จะไม่พึงถึงฐานะอันวิญญูชนจะติเตียนได้ ดูกรท่าน
			<remark  id="s2b16c32l25" />ทั้งหลาย ในวาทะทั้ง ๔ นั้น แม้ทุกข์ที่พวกสมณพราหมณ์ซึ่งเป็นผู้กล่าวกรรมบัญญัติว่า ตนทำเอง
			<remark  id="s2b16c32l26" /> ก็ย่อมเกิดเพราะผัสสะเป็นปัจจัย แม้ทุกข์ที่พวกสมณพราหมณ์ซึ่งเป็นผู้กล่าวกรรมบัญญัติว่า 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b16c33" >
		<para id="s2b16c33p">
			<remark  id="s2b16c33l1" />ผู้อื่นทำให้ก็ย่อมเกิดเพราะผัสสะเป็นปัจจัย แม้ทุกข์ที่พวกสมณพราหมณ์ผู้กล่าวกรรมบัญญัติว่า 
			<remark  id="s2b16c33l2" />ตนทำเองด้วย ผู้อื่นทำให้ด้วย ก็ย่อมเกิดเพราะผัสสะเป็นปัจจัย แม้ทุกข์ที่พวกสมณพราหมณ์
			<remark  id="s2b16c33l3" />ผู้กล่าวกรรมบัญญัติว่า เกิดเอง เพราะอาศัยการที่มิใช่ตนเองกระทำ มิใช่ผู้อื่นกระทำ ก็ย่อมเกิด
			<remark  id="s2b16c33l4" />เพราะผัสสะเป็นปัจจัย ดูกรท่านทั้งหลายในวาทะทั้ง ๔ นั้น พวกสมณพราหมณ์ซึ่งเป็นผู้
			<remark  id="s2b16c33l5" />กล่าวกรรมบัญญัติว่า ทุกข์ตนทำเองเว้นผัสสะเสีย เขาย่อมเสวยทุกข์ดังนี้ มิใช่ฐานะที่จะมีได้ 
			<remark  id="s2b16c33l6" />พวกสมณพราหมณ์ซึ่งเป็นผู้กล่าวกรรมบัญญัติว่า ทุกข์ผู้อื่นทำให้ เว้นผัสสะเสีย เขาย่อมเสวย
			<remark  id="s2b16c33l7" />ทุกข์ดังนี้ ก็มิใช่ฐานะที่จะมีได้ แม้พวกสมณพราหมณ์ซึ่งเป็นผู้กล่าวกรรมบัญญัติว่าทุกข์ตน
			<remark  id="s2b16c33l8" />ทำเองด้วย ผู้อื่นทำให้ด้วย เว้นผัสสะเสีย เขาย่อมเสวยทุกข์ดังนี้ ก็มิใช่ฐานะที่จะมีได้ ถึง
			<remark  id="s2b16c33l9" />พวกสมณพราหมณ์ซึ่งเป็นผู้กล่าวกรรมบัญญัติว่า ทุกข์เกิดเองเพราะอาศัยการที่มิใช่ตนเอง
			<remark  id="s2b16c33l10" />กระทำ มิใช่ผู้อื่นกระทำให้ เว้นผัสสะเสีย เขาย่อมเสวยทุกข์ดังนี้ ก็มิใช่ฐานะที่จะมีได้ ฯ
			<remark  id="s2b16c33l11" />[๗๗] ท่านพระอานนท์กราบทูลว่า น่าอัศจรรย์พระเจ้าข้า ไม่เคยมีพระเจ้าข้า ในการที่
			<remark  id="s2b16c33l12" />เนื้อความทั้งหมดจักเป็นอรรถอันพระองค์ตรัสแล้วด้วยบทๆเดียว เนื้อความนี้ เมื่อกล่าวโดย
			<remark  id="s2b16c33l13" />พิสดารจะเป็นอรรถอันลึกซึ้งด้วย เป็นอรรถมีกระแสความอันลึกซึ้งด้วย พึงมีไหมหนอ 
			<remark  id="s2b16c33l14" />พระเจ้าข้า ดูกรอานนท์ ถ้ากระนั้นเนื้อความในเรื่องนี้จงแจ่มแจ้งกะเธอเองเถิด ฯ
			<remark  id="s2b16c33l15" />[๗๘] ท่านพระอานนท์กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ถ้าว่าชนเหล่าอื่นจะพึงถาม
			<remark  id="s2b16c33l16" />ข้าพระองค์อย่างนี้ว่า ท่านอานนท์ ชราและมรณะมีอะไรเป็นเหตุมีอะไรเป็นที่ตั้งขึ้น 
			<remark  id="s2b16c33l17" />มีอะไรเป็นกำเนิด มีอะไรเป็นแดนเกิด ดังนี้ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์พึงพยากรณ์
			<remark  id="s2b16c33l18" />อย่างนี้ว่า ดูกรท่านทั้งหลาย ชราและมรณะมีชาติเป็นเหตุ มีชาติเป็นที่ตั้งขึ้น มีชาติ
			<remark  id="s2b16c33l19" />เป็นกำเนิด มีชาติเป็นแดนเกิด ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ถ้าว่าชนเหล่าอื่นพึงถามข้าพระองค์
			<remark  id="s2b16c33l20" />อย่างนี้ว่า ท่านอานนท์ ก็ชาติเล่า   มีอะไรเป็นเหตุ   มีอะไรเป็นที่ตั้งขึ้น   มีอะไร
			<remark  id="s2b16c33l21" />เป็นกำเนิด มีอะไรเป็นแดนเกิด ดังนี้ข้าพระองค์ถูกถามอย่างนี้แล้ว พึงพยากรณ์
			<remark  id="s2b16c33l22" />อย่างนี้ว่า ดูกรท่านทั้งหลาย ชาติมีภพเป็นเหตุ มีภพเป็นที่ตั้งขึ้น มีภพเป็นกำเนิด 
			<remark  id="s2b16c33l23" />มีภพเป็นแดนเกิด ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ถ้าว่าชนเหล่าอื่นพึงถามข้าพระองค์อย่างนี้ว่า ท่าน
			<remark  id="s2b16c33l24" />อานนท์ ก็ภพเล่า  มีอะไรเป็นเหตุ   มีอะไรเป็นที่ตั้งขึ้น    มีอะไรเป็นกำเนิด   มีอะไร
			<remark  id="s2b16c33l25" />เป็นแดนเกิด ดังนี้ข้าพระองค์ถูกถามอย่างนี้แล้ว พึงพยากรณ์อย่างนี้ว่า ดูกรท่านทั้งหลาย 
			<remark  id="s2b16c33l26" />ภพมีอุปาทานเป็นเหตุ มีอุปาทานเป็นที่ตั้งขึ้น มีอุปาทานเป็นกำเนิด มีอุปาทานเป็นแดนเกิด 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b16c34" >
		<para id="s2b16c34p">
			<remark  id="s2b16c34l1" />ดังนี้ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ถ้าว่าชนเหล่าอื่นพึงถามข้าพระองค์อย่างนี้ว่า  ท่านอานนท์ 
			<remark  id="s2b16c34l2" />ก็อุปาทานเล่า มีอะไรเป็นเหตุ มีอะไรเป็นที่ตั้งขึ้น มีอะไรเป็นกำเนิด มีอะไรเป็นแดนเกิด 
			<remark  id="s2b16c34l3" />ดังนี้ ข้าพระองค์ถูกถามอย่างนี้แล้ว พึงพยากรณ์อย่างนี้ว่า อุปาทานมีตัณหาเป็นเหตุ 
			<remark  id="s2b16c34l4" />มีตัณหาเป็นที่ตั้งขึ้น มีตัณหาเป็นกำเนิด มีตัณหาเป็นแดนเกิด ดังนี้ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ 
			<remark  id="s2b16c34l5" />ถ้าว่าชนเหล่าอื่นพึงถามข้าพระองค์อย่างนี้ว่า ท่านอานนท์ ก็ตัณหาเล่า มีอะไรเป็นเหตุ 
			<remark  id="s2b16c34l6" />มีอะไรเป็นที่ตั้งขึ้น มีอะไรเป็นกำเนิด มีอะไรเป็นแดนเกิด ดังนี้ ข้าพระองค์ถูกถามอย่างนี้
			<remark  id="s2b16c34l7" />แล้ว พึงพยากรณ์อย่างนี้ว่า ตัณหามีเวทนาเป็นเหตุ มีเวทนาเป็นที่ตั้งขึ้น มีเวทนาเป็น
			<remark  id="s2b16c34l8" />กำเนิด มีเวทนาเป็นแดนเกิด ดังนี้ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ถ้าว่าชนเหล่าอื่นพึงถาม
			<remark  id="s2b16c34l9" />ข้าพระองค์อย่างนี้ว่า ท่านอานนท์ ก็เวทนาเล่า มีอะไรเป็นเหตุ มีอะไรเป็นที่ตั้งขึ้น 
			<remark  id="s2b16c34l10" />มีอะไรเป็นกำเนิด มีอะไรเป็นแดนเกิด ดังนี้ ข้าพระองค์ ถูกถามอย่างนี้แล้ว พึง
			<remark  id="s2b16c34l11" />พยากรณ์อย่างนี้ว่า ดูกรท่านทั้งหลาย เวทนามีผัสสะเป็นเหตุมีผัสสะเป็นที่ตั้งขึ้น มีผัสสะ
			<remark  id="s2b16c34l12" />เป็นกำเนิด มีผัสสะเป็นแดนเกิด ดังนี้ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ถ้าว่าชนเหล่าอื่นพึงถาม
			<remark  id="s2b16c34l13" />ข้าพระองค์ว่า ท่านอานนท์ ก็ผัสสะเล่า มีอะไรเป็นเหตุ มีอะไรเป็นที่ตั้งขึ้น มีอะไร
			<remark  id="s2b16c34l14" />เป็นกำเนิด มีอะไรเป็นแดนเกิด ดังนี้ข้าพระองค์ ถูกถามอย่างนี้แล้ว พึงพยากรณ์อย่าง
			<remark  id="s2b16c34l15" />นี้ว่า ดูกรท่านทั้งหลาย ผัสสะมีสฬายตนะเป็นเหตุ มีสฬายตนะเป็นที่ตั้งขึ้น มีสฬายตนะ
			<remark  id="s2b16c34l16" />เป็นกำเนิด มีสฬายตนะเป็นแดนเกิด ดูกรท่านทั้งหลาย ก็เพราะผัสสายตนะ ๖ นั่น
			<remark  id="s2b16c34l17" />แหละดับด้วยสำรอกโดยไม่เหลือ ผัสสะจึงดับ เพราะผัสสะดับ เวทนาจึงดับ เพราะ
			<remark  id="s2b16c34l18" />เวทนาดับ ตัณหาจึงดับ เพราะตัณหาดับ อุปาทานจึงดับ เพราะอุปาทานดับ ภพจึงดับ เพราะภพดับ
			<remark  id="s2b16c34l19" /> ชาติจึงดับ เพราะชาติดับ ชราและมรณะโสกปริเทวทุกขโทมนัสและอุปายาสจึงดับ ความดับ
			<remark  id="s2b16c34l20" />แห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ถูกถาม
			<remark  id="s2b16c34l21" />แล้วอย่างนี้ พึงพยากรณ์อย่างนี้ดังนี้แล ฯ
			<remark  id="s2b16c34l22" />จบสูตรที่ ๔
			<remark  id="s2b16c34l23" />๕. ภูมิชสูตร
			<remark  id="s2b16c34l24" />[๗๙] พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี 
			<remark  id="s2b16c34l25" />เขตพระนครสาวัตถี ครั้งนั้นแล เป็นเวลาเย็น ท่านพระภูมิชะออกจากที่เร้น เข้าไปหา
			<remark  id="s2b16c34l26" />ท่านพระสารีบุตรถึงที่อยู่ ครั้นแล้วได้สนทนาปราศรัยกับท่านพระสารีบุตร ครั้นผ่านการปราศรัย
		</para>
	</section>
	<section id="s2b16c35" >
		<para id="s2b16c35p">
			<remark  id="s2b16c35l1" />พอให้ระลึกถึงกันไปแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นนั่งเรียบร้อยแล้วได้กล่าวกะท่านพระ
			<remark  id="s2b16c35l2" />สารีบุตรดังนี้ว่า ท่านสารีบุตร มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่งผู้กล่าวกรรมย่อมบัญญัติว่า สุขและ
			<remark  id="s2b16c35l3" />ทุกข์ตนทำเอง อนึ่ง มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่งผู้กล่าวกรรมย่อมบัญญัติว่า สุขและทุกข์ผู้อื่นทำให้ 
			<remark  id="s2b16c35l4" />มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่งผู้กล่าวกรรมย่อมบัญญัติว่า สุขและทุกข์ตนทำเองด้วย ผู้อื่น
			<remark  id="s2b16c35l5" />ทำให้ด้วย อนึ่ง มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่งผู้กล่าวกรรมย่อมบัญญัติว่า สุขและทุกข์เกิดขึ้นเอง เพราะ
			<remark  id="s2b16c35l6" />อาศัยการที่มิใช่ตนเองกระทำ มิใช่ผู้อื่นกระทำให้ ท่านสารีบุตร ในวาทะทั้ง ๔ นี้ พระผู้มีพระภาค
			<remark  id="s2b16c35l7" />ของเราทั้งหลายตรัสไว้อย่างไร ตรัสบอกไว้อย่างไร พวกเราพยากรณ์อย่างไร จึงจะชื่อว่าเป็นผู้
			<remark  id="s2b16c35l8" />กล่าวตามที่พระผู้มีพระภาคตรัสแล้ว จะไม่พึงกล่าวตู่พระผู้มีพระภาคด้วยคำไม่จริง และพยากรณ์
			<remark  id="s2b16c35l9" />ธรรมสมควรแก่ธรรม ทั้งการคล้อยตามวาทะที่ถูกไรๆ จะไม่พึงถึงฐานะอันวิญญูชนจะติเตียนได้ ฯ
			<remark  id="s2b16c35l10" />[๘๐] ท่านพระสารีบุตรตอบว่า ดูกรอาวุโส พระผู้มีพระภาคตรัสว่า   สุขและทุกข์
			<remark  id="s2b16c35l11" />เป็นของอาศัยเหตุเกิดขึ้น สุขและทุกข์อาศัยอะไรเกิดขึ้น สุขและทุกข์อาศัยผัสสะเกิดขึ้น 
			<remark  id="s2b16c35l12" />บุคคลผู้กล่าวดังนี้ จึงจะชื่อว่าเป็นผู้กล่าวตามที่พระผู้มีพระภาคตรัสแล้ว ไม่กล่าวตู่พระผู้มี
			<remark  id="s2b16c35l13" />พระภาคด้วยคำไม่จริง และพยากรณ์ธรรมสมควรแก่ธรรม ทั้งการคล้อยตามวาทะที่ถูกไรๆ 
			<remark  id="s2b16c35l14" />ก็จะไม่พึงถึงฐานะอันวิญญูชนจะติเตียนได้ ดูกรอาวุโส ในวาทะทั้ง ๔ นั้น แม้สุขและ
			<remark  id="s2b16c35l15" />ทุกข์ที่พวกสมณพราหมณ์ซึ่งเป็นผู้กล่าวกรรมบัญญัติว่า ตนทำเอง ย่อมเกิดขึ้นเพราะ
			<remark  id="s2b16c35l16" />ผัสสะเป็นปัจจัย ฯลฯแม้สุขและทุกข์ที่พวกสมณพราหมณ์ซึ่งเป็นผู้กล่าวกรรมบัญญัติว่า เกิดขึ้น
			<remark  id="s2b16c35l17" />เพราะอาศัยการที่มิใช่ตนเองกระทำ มิใช่ผู้อื่นกระทำให้ ก็ย่อมเกิดขึ้นเพราะผัสสะเป็นปัจจัย ดูกร
			<remark  id="s2b16c35l18" />อาวุโส ในวาทะทั้ง ๔ นั้น พวกสมณพราหมณ์ซึ่งเป็นผู้กล่าวกรรมย่อมบัญญัติว่า สุขและทุกข์
			<remark  id="s2b16c35l19" />ตนทำเอง เว้นผัสสะเสีย เขาย่อมเสวยสุขและทุกข์ดังนี้ มิใช่ฐานะที่จะมีได้ ฯลฯ พวกสมณ
			<remark  id="s2b16c35l20" />พราหมณ์ซึ่งเป็นผู้กล่าวกรรมย่อมบัญญัติว่า สุขและทุกข์เกิดขึ้นเพราะอาศัยการที่มิใช่ตนเองกระทำ 
			<remark  id="s2b16c35l21" />มิใช่ผู้อื่นกระทำให้เว้นผัสสะเสีย เขาย่อมเสวยสุขและทุกข์ ดังนี้ มิใช่ฐานะที่จะมีได้ ฯ
			<remark  id="s2b16c35l22" />[๘๑] ท่านพระอานนท์ ได้ยิน ท่านพระสารีบุตร สนทนาปราศรัย กับท่านพระภูมิชะ 
			<remark  id="s2b16c35l23" />ครั้งนั้นแล ท่านพระอานนท์ ได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ  ถวายบังคมพระผู้
			<remark  id="s2b16c35l24" />มีพระภาคแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง แล้วได้ทูลถ้อยคำสนทนา ของท่าน พระสารีบุตร 
			<remark  id="s2b16c35l25" />กับท่าน พระภูมิชะ เท่าที่มีมาแล้ว ทั้งหมด แด่พระผู้มีพระภาค ฯ
			<remark  id="s2b16c35l26" />[๘๒] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดีละๆ อานนท์ ตามที่สารีบุตรพยากรณ์  ชื่อว่า
			<remark  id="s2b16c35l27" />พึงพยากรณ์โดยชอบ ดูกรอานนท์ เรากล่าวว่าสุขและทุกข์เป็นของอาศัยเหตุเกิดขึ้น สุขและทุกข์
			<remark  id="s2b16c35l28" />อาศัยอะไรเกิดขึ้น สุขและทุกข์อาศัยผัสสะเกิดขึ้นบุคคลผู้กล่าวดังนี้ จึงจะชื่อว่าเป็น
		</para>
	</section>
	<section id="s2b16c36" >
		<para id="s2b16c36p">
			<remark  id="s2b16c36l1" />อันกล่าวตามที่เรากล่าวแล้ว ไม่กล่าวตู่เราด้วยคำไม่จริง และพยากรณ์ธรรมสมควรแก่ธรรม 
			<remark  id="s2b16c36l2" />ทั้งการคล้อยตามวาทะที่ถูกไรๆก็จะไม่พึงถึงฐานะอันวิญญูชนจะติเตียนได้ ดูกรอานนท์ ใน
			<remark  id="s2b16c36l3" />วาทะทั้ง ๔ นั้น แม้สุขและทุกข์ที่พวกสมณพราหมณ์ซึ่งเป็นผู้กล่าวกรรมบัญญัติว่า ตนทำเอง 
			<remark  id="s2b16c36l4" />ย่อมเกิดขึ้นเพราะผัสสะเป็นปัจจัย ฯลฯ แม้สุขและทุกข์ที่พวกสมณพราหมณ์ซึ่งเป็นผู้กล่าวกรรม
			<remark  id="s2b16c36l5" />บัญญัติว่า เกิดขึ้นเพราะอาศัยการที่มิใช่ตนเองกระทำ มิใช่ผู้อื่นกระทำให้ ก็ย่อมเกิดขึ้น
			<remark  id="s2b16c36l6" />เพราะผัสสะเป็นปัจจัย ดูกรอานนท์ ในวาทะทั้ง ๔ นั้น พวกสมณพราหมณ์ซึ่งเป็นผู้กล่าวกรรม
			<remark  id="s2b16c36l7" />บัญญัติว่า สุขและทุกข์ ตนทำเอง เว้นผัสสะเสีย เขาย่อมเสวยสุขและทุกข์ 
			<remark  id="s2b16c36l8" />ดังนี้ มิใช่ฐานะที่จะมีได้ ฯลฯ พวกสมณพราหมณ์ซึ่งเป็นผู้กล่าวกรรมบัญญัติว่า สุขและทุกข์เกิด
			<remark  id="s2b16c36l9" />ขึ้น เพราะอาศัยการที่ตนเองกระทำ มิใช่ผู้อื่นกระทำให้ เว้นผัสสะเสีย เขาย่อมเสวยสุขและ
			<remark  id="s2b16c36l10" />ทุกข์ ดังนี้มิใช่ฐานะที่จะมีได้ ฯ
			<remark  id="s2b16c36l11" />[๘๓] ดูกรอานนท์ เมื่อกายมีอยู่ สุขและทุกข์อันเป็นภายในย่อมบังเกิดขึ้น เพราะ
			<remark  id="s2b16c36l12" />ความจงใจทางกายเป็นเหตุ เมื่อวาจามีอยู่ สุขและทุกข์อันเป็นภายใน ย่อมบังเกิดขึ้น เพราะ
			<remark  id="s2b16c36l13" />ความจงใจทางวาจาเป็นเหตุ หรือว่า เมื่อใจมีอยู่สุขและทุกข์อันเป็นภายใน ย่อมบังเกิดขึ้นเพราะ
			<remark  id="s2b16c36l14" />ความจงใจทางใจเป็นเหตุ ดูกรอานนท์ เพราะอวิชชาเป็นปัจจัยนั่นแหละ บุคคลย่อมปรุงแต่ง
			<remark  id="s2b16c36l15" />กายสังขาร ซึ่งเป็นปัจจัยให้สุขและทุกข์อันเป็นภายในเกิดขึ้น ด้วยตนเองบ้าง บุคคลย่อมปรุง
			<remark  id="s2b16c36l16" />แต่งกายสังขาร ซึ่งเป็นปัจจัยให้สุขและทุกข์อันเป็นภายในเกิดขึ้น เพราะผู้อื่นบ้าง บุคคลรู้สึก
			<remark  id="s2b16c36l17" />ตัว ย่อมปรุงแต่งกายสังขาร ซึ่งเป็นปัจจัยให้สุขและทุกข์อันเป็นภายในเกิดขึ้นบ้าง บุคคลไม่รู้
			<remark  id="s2b16c36l18" />สึกตัว ย่อมปรุงแต่งกายสังขารซึ่งเป็นปัจจัยให้สุขและทุกข์อันเป็นภายในเกิดขึ้นบ้าง ดูกร
			<remark  id="s2b16c36l19" />อานนท์ บุคคลย่อมปรุงแต่งวจีสังขารซึ่งเป็นปัจจัยให้สุขและทุกข์อันเป็นภายในเกิดขึ้นด้วยตนเอง
			<remark  id="s2b16c36l20" />บ้าง บุคคลย่อมปรุงแต่งวจีสังขารซึ่งเป็นปัจจัยให้สุขและทุกข์อันเป็นภายในเกิดขึ้นเพราะผู้อื่น
			<remark  id="s2b16c36l21" />บ้าง บุคคลรู้สึกตัว ย่อมปรุงแต่งวจีสังขารซึ่งเป็นปัจจัยให้สุขและทุกข์อันเป็นภายในเกิดขึ้นบ้าง 
			<remark  id="s2b16c36l22" />บุคคลไม่รู้สึกตัว ย่อมปรุงแต่งวจีสังขาร ซึ่งเป็นปัจจัยให้สุขและทุกข์อันเป็นภายในเกิดขึ้นบ้าง 
			<remark  id="s2b16c36l23" />ดูกรอานนท์ บุคคลย่อมปรุงแต่งมโนสังขาร ซึ่งเป็นปัจจัยให้สุขและทุกข์อันเป็นภายในเกิดขึ้น
			<remark  id="s2b16c36l24" />ด้วยตนเองบ้าง บุคคลย่อมปรุงแต่งมโนสังขาร ซึ่งเป็นปัจจัยให้สุขและทุกข์อันเป็นภายในเกิด
			<remark  id="s2b16c36l25" />ขึ้นเพราะผู้อื่นบ้างบุคคลรู้สึกตัว ย่อมปรุงแต่งมโนสังขารซึ่งเป็นปัจจัยให้สุขและทุกข์อันเป็น
			<remark  id="s2b16c36l26" />ภายในเกิดขึ้นบ้าง บุคคลไม่รู้สึกตัว ย่อมปรุงแต่งมโนสังขาร ซึ่งเป็นปัจจัยให้สุขและทุกข์อัน
			<remark  id="s2b16c36l27" />เป็นภายในเกิดขึ้นบ้าง ดูกรอานนท์ อวิชชาแทรกอยู่แล้วในธรรมเหล่านี้ ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b16c37" >
		<para id="s2b16c37p">
			<remark  id="s2b16c37l1" />[๘๔] ดูกรอานนท์ ก็เพราะอวิชชาดับด้วยสำรอกโดยไม่เหลือ กายซึ่งเป็นปัจจัยให้สุข
			<remark  id="s2b16c37l2" />และทุกข์อันเป็นภายในเกิดขึ้น จึงไม่มี วาจาซึ่งเป็นปัจจัยให้สุขและทุกข์อันเป็นภายในเกิดขึ้น
			<remark  id="s2b16c37l3" />จึงไม่มี ใจซึ่งเป็นปัจจัยให้สุขและทุกข์อันเป็นภายในเกิดขึ้น จึงไม่มี เขต [ความจงใจเป็นเหตุ
			<remark  id="s2b16c37l4" />งอกงาม] ซึ่งเป็นปัจจัยให้สุขและทุกข์อันเป็นภายในเกิดขึ้นจึงไม่มี วัตถุ [ความจงใจอันเป็น
			<remark  id="s2b16c37l5" />ที่ประดิษฐาน] ซึ่งเป็นปัจจัยให้สุขและทุกข์อันเป็นภายในเกิดขึ้น จึงไม่มี อายตนะ [ความจง
			<remark  id="s2b16c37l6" />ใจอันเป็นปัจจัย] ซึ่งเป็นปัจจัยให้สุขและทุกข์อันเป็นภายในเกิดขึ้น จึงไม่มี หรืออธิกรณ์ 
			<remark  id="s2b16c37l7" />[ความจงใจอันเป็นเหตุ] ซึ่งเป็นปัจจัยให้สุขและทุกข์อันเป็นภายในเกิดขึ้น จึงไม่มี ฯ
			<remark  id="s2b16c37l8" />จบสูตรที่ ๕
			<remark  id="s2b16c37l9" />๖. อุปวาณสูตร
			<remark  id="s2b16c37l10" />[๘๕] พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี 
			<remark  id="s2b16c37l11" />เขตพระนครสาวัตถี ครั้งนั้นแล ท่านพระอุปวาณะได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ 
			<remark  id="s2b16c37l12" />ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ฯ
			<remark  id="s2b16c37l13" />[๘๖] ครั้นนั่งเรียบร้อยแล้ว ท่านพระอุปวาณะได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่
			<remark  id="s2b16c37l14" />พระองค์ผู้เจริญ มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่งย่อมบัญญัติว่า ทุกข์ตนทำเอง ส่วนสมณพราหมณ์
			<remark  id="s2b16c37l15" />พวกหนึ่งย่อมบัญญัติว่า ทุกข์ผู้อื่นทำให้ มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่งย่อมบัญญัติว่า ทุกข์ตนทำเอง
			<remark  id="s2b16c37l16" />ด้วย ผู้อื่นทำให้ด้วย มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่งย่อมบัญญัติว่า ทุกข์เกิดขึ้นเพราะอาศัยการที่มิใช่
			<remark  id="s2b16c37l17" />ตนเองกระทำมิใช่ผู้อื่นกระทำให้ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ในวาทะทั้ง ๔ นี้ พระผู้มีพระภาค
			<remark  id="s2b16c37l18" />ตรัสไว้อย่างไร ตรัสบอกไว้อย่างไร ข้าพระองค์พยากรณ์อย่างไร จึงจะชื่อว่าเป็นผู้กล่าว
			<remark  id="s2b16c37l19" />ตามที่พระผู้มีพระภาคตรัสแล้ว จะไม่กล่าวตู่พระผู้มีพระภาคด้วยคำไม่จริงและจะพยากรณ์
			<remark  id="s2b16c37l20" />ธรรมสมควรแก่ธรรม ทั้งการคล้อยตามวาทะที่ถูกไรๆ จะไม่พึงถึงฐานะอันวิญญูชนจะ
			<remark  id="s2b16c37l21" />ติเตียนได้ ฯ
			<remark  id="s2b16c37l22" />[๘๗] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรอุปวาณะ เรากล่าวทุกข์เป็นของอาศัยเหตุเกิดขึ้น 
			<remark  id="s2b16c37l23" />ทุกข์อาศัยอะไรเกิดขึ้น ทุกข์อาศัยผัสสะเกิดขึ้น บุคคลผู้กล่าวดังนี้ จึงจะชื่อว่าเป็นอันกล่าวตาม
			<remark  id="s2b16c37l24" />ที่เรากล่าวแล้ว ไม่กล่าวตู่เราด้วยคำไม่จริงพยากรณ์ธรรมสมควรแก่ธรรม ทั้งการคล้อยตาม
			<remark  id="s2b16c37l25" />วาทะที่ถูกไรๆ จะไม่พึงถึงฐานะอันวิญญูชนจะติเตียนได้ ดูกรอุปวาณะ ในวาทะทั้ง ๔ นั้น แม้
		</para>
	</section>
	<section id="s2b16c38" >
		<para id="s2b16c38p">
			<remark  id="s2b16c38l1" />ทุกข์ที่พวกสมณพราหมณ์บัญญัติว่า ตนทำเอง ย่อมเกิดขึ้นเพราะผัสสะเป็นปัจจัย ฯลฯ แม้ทุกข์
			<remark  id="s2b16c38l2" />ที่พวกสมณพราหมณ์บัญญัติว่า เกิดขึ้นเพราะอาศัยการที่มิใช่ตนเองกระทำ มิใช่ผู้อื่นกระทำให้ 
			<remark  id="s2b16c38l3" />ก็ย่อมเกิดขึ้นเพราะผัสสะเป็นปัจจัย ดูกรอุปวาณะ ในวาทะทั้ง๔ นั้น พวกสมณพราหมณ์
			<remark  id="s2b16c38l4" />บัญญัติว่า ทุกข์ตนทำเอง เว้นผัสสะเสีย เขาย่อมเสวยทุกข์ ดังนี้ มิใช่ฐานะที่จะมีได้ ฯลฯ 
			<remark  id="s2b16c38l5" />พวกสมณพราหมณ์บัญญัติว่า ทุกข์เกิดขึ้นเพราะอาศัยการที่มิใช่ตนเองกระทำ มิใช่ผู้อื่นกระทำให้ 
			<remark  id="s2b16c38l6" />เว้นผัสสะเสียเขาย่อมเสวยทุกข์ ดังนี้ มิใช่ฐานะที่จะมีได้ ฯ
			<remark  id="s2b16c38l7" />จบสูตรที่ ๖
			<remark  id="s2b16c38l8" />๗. ปัจจยสูตร
			<remark  id="s2b16c38l9" />[๘๘] พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี 
			<remark  id="s2b16c38l10" />เขตพระนครสาวัตถี ... พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลายเพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมี
			<remark  id="s2b16c38l11" />สังขาร เพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ ฯลฯความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อม
			<remark  id="s2b16c38l12" />มีด้วยประการอย่างนี้ ฯ
			<remark  id="s2b16c38l13" />[๘๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ชราและมรณะเป็นไฉน ความแก่ ภาวะของความแก่ 
			<remark  id="s2b16c38l14" />ฟันหลุด ผมหงอก หนังเหี่ยว ความเสื่อมแห่งอายุ ความแก่หง่อมแห่งอินทรีย์ ในหมู่
			<remark  id="s2b16c38l15" />สัตว์นั้นๆ ของเหล่าสัตว์นั้นๆ นี้เรียกว่าชรา ความเคลื่อน ภาวะของความเคลื่อน ความทำลาย 
			<remark  id="s2b16c38l16" />ความอันตรธาน มฤตยู ความตายกาลกิริยา ความแตกแห่งขันธ์ ความทอดทิ้งซากศพ ความ
			<remark  id="s2b16c38l17" />ขาดแห่งชีวิตินทรีย์จากหมู่สัตว์นั้นๆ ของเหล่าสัตว์นั้นๆ นี้เรียกว่ามรณะ ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
			<remark  id="s2b16c38l18" />ชราและมรณะดังพรรณนา มาฉะนี้ เรียกว่าชรามรณะ เพราะชาติเกิด ชรามรณะจึงเกิดเพราะ
			<remark  id="s2b16c38l19" />ชาติดับ ชรามรณะจึงดับ อริยมรรคมีองค์ ๘ นี้เท่านั้น คือ ความเห็นชอบ ๑ความดำริชอบ ๑
			<remark  id="s2b16c38l20" /> วาจาชอบ ๑ การงานชอบ ๑ อาชีพชอบ ๑ พยายามชอบ ๑ระลึกชอบ ๑ ความตั้งใจชอบ ๑ เป็น
			<remark  id="s2b16c38l21" />ข้อปฏิบัติให้ถึงธรรมเป็นที่ดับชรามรณะ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ชาติเป็นไฉน ฯลฯ ดูกรภิกษุ
			<remark  id="s2b16c38l22" />ทั้งหลาย ก็ภพเป็นไฉน ฯลฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็อุปาทานเป็นไฉน ฯลฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
			<remark  id="s2b16c38l23" />ก็ตัณหาเป็นไฉน ฯลฯดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็เวทนาเป็นไฉน ฯลฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ผัสสะ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b16c39" >
		<para id="s2b16c39p">
			<remark  id="s2b16c39l1" />เป็นไฉนฯลฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สฬายตนะเป็นไฉน ฯลฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็นามรูป
			<remark  id="s2b16c39l2" />เป็นไฉน ฯลฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็วิญญาณเป็นไฉน ฯลฯ ดูกรภิกษุทั้งหลายก็สังขารทั้งหลายเป็น
			<remark  id="s2b16c39l3" />ไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย สังขาร ๓ ประการ เหล่านี้คือกายสังขาร ๑ วจีสังขาร ๑ จิตตสังขาร ๑
			<remark  id="s2b16c39l4" /> นี้เรียกว่าสังขาร เพราะอวิชชาเกิดสังขารจึงเกิด เพราะอวิชชาดับ สังขารจึงดับ อริยมรรคมีองค์
			<remark  id="s2b16c39l5" /> ๘ นี้เท่านั้นคือความเห็นชอบ ๑ ความดำริชอบ ๑ วาจาชอบ ๑ การงานชอบ ๑ อาชีพชอบ ๑
			<remark  id="s2b16c39l6" />พยายามชอบ ๑ ระลึกชอบ ๑ ตั้งใจชอบ ๑ เป็นข้อปฏิบัติให้ถึงธรรมเป็นที่ดับสังขาร ฯ
			<remark  id="s2b16c39l7" />[๙๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในกาลใดแล อริยสาวกรู้ทั่วถึงปัจจัยอย่างนี้รู้ทั่วถึงเหตุเกิด
			<remark  id="s2b16c39l8" />แห่งปัจจัยอย่างนี้ รู้ทั่วถึงความดับแห่งปัจจัยอย่างนี้ รู้ทั่วถึงข้อปฏิบัตให้ถึงความดับแห่งปัจจัย
			<remark  id="s2b16c39l9" />อย่างนี้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในกาลนั้น อริยสาวกนี้เราเรียกว่า เป็นผู้สมบูรณ์ด้วยทิฐิบ้าง 
			<remark  id="s2b16c39l10" />เป็นผู้สมบูรณ์ด้วยทัศนะบ้าง เป็นผู้มาถึงสัทธรรมนี้บ้าง เห็นสัทธรรมนี้บ้าง เป็นผู้ประกอบ
			<remark  id="s2b16c39l11" />ด้วยญาณอันเป็นเสกขะบ้างเป็นผู้ประกอบด้วยวิชชาอันเป็นเสกขะบ้าง เป็นผู้บรรลุกระ
			<remark  id="s2b16c39l12" />แส แห่งธรรมบ้างเป็นพระอริยะมีปัญญาเครื่องชำแรกกิเลสบ้าง ว่าอยู่ชิดประตูอมต
			<remark  id="s2b16c39l13" />นิพพานบ้าง ฯ
			<remark  id="s2b16c39l14" />จบสูตรที่ ๗
			<remark  id="s2b16c39l15" />๘. ภิกขุสูตร	
			<remark  id="s2b16c39l16" />[๙๑] พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี 
			<remark  id="s2b16c39l17" />เขตพระนครสาวัตถี ฯลฯ พระผู้มีพระภาคได้ตรัสพระพุทธพจน์นี้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุ
			<remark  id="s2b16c39l18" />ในธรรมวินัยนี้ ย่อมรู้ทั่วถึงชรามรณะ ย่อมรู้ทั่วถึงเหตุเกิดแห่งชรามรณะ ย่อมรู้ทั่วถึงความดับ
			<remark  id="s2b16c39l19" />แห่งชรามรณะ ย่อมรู้ทั่วถึงข้อปฏิบัติให้ถึงความดับแห่งชรามรณะ ย่อมรู้ทั่วถึงชาติ ฯลฯ ย่อมรู้
			<remark  id="s2b16c39l20" />ทั่วถึงภพ ฯลฯ ย่อมรู้ทั่วถึงอุปาทาน ฯลฯ ย่อมรู้ทั่วถึงตัณหา ฯลฯ ย่อมรู้ทั่วถึงเวทนา ฯลฯ 
			<remark  id="s2b16c39l21" />ย่อมรู้ทั่วถึงผัสสะ ฯลฯ ย่อมรู้ทั่วถึงสฬายตนะ ฯลฯ ย่อมรู้ทั่วถึงนามรูป ฯลฯ ย่อมรู้ทั่วถึง
			<remark  id="s2b16c39l22" />วิญญาณ ฯลฯ ย่อมรู้ทั่วถึงสังขารทั้งหลาย ย่อมรู้ทั่วถึงเหตุเกิดแห่งสังขาร ย่อมรู้ทั่วถึงความดับ
			<remark  id="s2b16c39l23" />แห่งสังขาร ย่อมรู้ทั่วถึงข้อปฏิบัติให้ถึงความดับแห่งสังขาร ฯ
			<remark  id="s2b16c39l24" />[๙๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ชราและมรณะเป็นไฉน ความแก่ ภาวะของความแก่ ฟัน
			<remark  id="s2b16c39l25" />หลุด ผมหงอก หนังเหี่ยว ความเสื่อมแห่งอายุ ความแก่หง่อมแห่งอินทรีย์ ในหมู่สัตว์
		</para>
	</section>
	<section id="s2b16c40" >
		<para id="s2b16c40p">
			<remark  id="s2b16c40l1" />นั้นๆ ของเหล่าสัตว์นั้นๆ นี้เรียกว่าชรา ความเคลื่อน ภาวะของความเคลื่อน ความทำลาย 
			<remark  id="s2b16c40l2" />ความอันตรธาน มฤตยู ความตายกาลกิริยา ความแตกแห่งขันธ์ ความทอดทิ้งซากศพ ความ
			<remark  id="s2b16c40l3" />ขาดแห่งชีวิตินทรีย์จากหมู่สัตว์นั้นๆ ของเหล่าสัตว์นั้นๆ นี้เรียกว่ามรณะ ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
			<remark  id="s2b16c40l4" />ชราและมรณะดังพรรณนามานี้ เรียกว่าชรามรณะ เพราะชาติเกิด ชรามรณะจึงเกิด  เพราะชาติ
			<remark  id="s2b16c40l5" />ดับ ชรามรณะจึงดับ อริยมรรคมีองค์ ๘ นี้เท่านั้น คือ ความเห็นชอบ ๑ความดำริชอบ ๑ 
			<remark  id="s2b16c40l6" />วาจาชอบ ๑ การงานชอบ ๑ อาชีพชอบ ๑ พยายามชอบ๑ ระลึกชอบ ๑ ความตั้งใจชอบ ๑ เป็น
			<remark  id="s2b16c40l7" />ข้อปฏิบัติให้ถึงธรรมเป็นที่ดับชรามรณะดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ชาติเป็นไฉน ฯลฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย
			<remark  id="s2b16c40l8" /> ก็ภพเป็นไฉน ฯลฯดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็อุปาทานเป็นไฉน ฯลฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ตัณหา
			<remark  id="s2b16c40l9" />เป็นไฉนฯลฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็เวทนาเป็นไฉน ฯลฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ผัสสะเป็นไฉนฯลฯ 
			<remark  id="s2b16c40l10" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สฬายตนะเป็นไฉน ฯลฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็นามรูปเป็นไฉน ฯลฯ ดูกร
			<remark  id="s2b16c40l11" />ภิกษุทั้งหลาย ก็วิญญาณเป็นไฉน ฯลฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สังขารเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
			<remark  id="s2b16c40l12" />สังขาร ๓ ประการเหล่านี้ คือ กายสังขาร ๑วจีสังขาร ๑ จิตตสังขาร ๑ นี้เรียกว่าสังขาร เพราะ
			<remark  id="s2b16c40l13" />อวิชชาเกิด สังขารจึงเกิดเพราะอวิชชาดับ สังขารจึงดับ อริยมรรคมีองค์ ๘ นี้เท่านั้น คือ 
			<remark  id="s2b16c40l14" />ความเห็นชอบ ๑ฯลฯ ความตั้งใจชอบ ๑ เป็นข้อปฏิบัติให้ถึงธรรมเป็นที่ดับสังขาร ฯ
			<remark  id="s2b16c40l15" />[๙๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในกาลใดแล ภิกษุย่อมรู้ทั่วถึงชรามรณะอย่างนี้ ย่อมรู้ทั่ว
			<remark  id="s2b16c40l16" />ถึงเหตุเกิดแห่งชรามรณะอย่างนี้ ย่อมรู้ทั่วถึงความดับแห่งชรามรณะอย่างนี้ ย่อมรู้ทั่วถึงข้อปฏิบัติ
			<remark  id="s2b16c40l17" />ให้ถึงความดับแห่งชรามรณะอย่างนี้ ย่อมรู้ทั่วถึงชาติอย่างนี้ ฯลฯ ย่อมรู้ทั่วถึงภพอย่างนี้ ฯลฯ 
			<remark  id="s2b16c40l18" />ย่อมรู้ทั่วถึงอุปาทานอย่างนี้ ฯลฯย่อมรู้ทั่วถึงตัณหาอย่างนี้ ฯลฯ ย่อมรู้ทั่วถึงเวทนาอย่างนี้ ฯลฯ
			<remark  id="s2b16c40l19" /> ย่อมรู้ทั่วถึงผัสสะอย่างนี้ ฯลฯ ย่อมรู้ทั่วถึงสฬายตนะอย่างนี้ ฯลฯ ย่อมรู้ทั่วถึงนามรูปอย่างนี้ ฯลฯ
			<remark  id="s2b16c40l20" />ย่อมรู้ทั่วถึงวิญญาณอย่างนี้ ฯลฯ ย่อมรู้ทั่วถึงสังขารทั้งหลายอย่างนี้ ย่อมรู้ทั่วถึงเหตุเกิดแห่ง
			<remark  id="s2b16c40l21" />สังขารอย่างนี้ ย่อมรู้ทั่วถึงความดับแห่งสังขารอย่างนี้ ย่อมรู้ทั่วถึงข้อปฏิบัติให้ถึงความดับแห่ง
			<remark  id="s2b16c40l22" />สังขารอย่างนี้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในกาลนั้น ภิกษุนี้เรากล่าวว่าเป็นผู้สมบูรณ์ด้วยทิฐิบ้าง เป็น
			<remark  id="s2b16c40l23" />ผู้สมบูรณ์ด้วยทัศนะบ้าง เป็นผู้มาถึงสัทธรรมนี้บ้าง เห็นสัทธรรมนี้บ้าง เป็นผู้ประกอบด้วยญาณ
			<remark  id="s2b16c40l24" />อันเป็นเสกขะบ้างเป็นผู้ประกอบด้วยวิชชาอันเป็นเสกขะบ้าง เป็นผู้บรรลุกระแสแห่งธรรมบ้าง
			<remark  id="s2b16c40l25" />เป็นพระอริยะมีปัญญาเครื่องชำแรกกิเลสบ้าง ว่าอยู่ชิดประตูอมตนิพพานบ้าง ฯ
			<remark  id="s2b16c40l26" />จบสูตรที่ ๘
		</para>
	</section>
	<section id="s2b16c41" >
		<para id="s2b16c41p">
			<remark  id="s2b16c41l1" />๙. สมณพราหมณสูตรที่ ๑
			<remark  id="s2b16c41l2" />[๙๔] พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี 
			<remark  id="s2b16c41l3" />เขตพระนครสาวัตถี ฯลฯ พระผู้มีพระภาคได้ตรัสพระพุทธพจน์นี้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมณะ
			<remark  id="s2b16c41l4" />หรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง ย่อมไม่กำหนดรู้ชรามรณะ ย่อมไม่กำหนดรู้เหตุเกิดแห่งชรา
			<remark  id="s2b16c41l5" />มรณะ ย่อมไม่กำหนดรู้ความดับแห่งชรามรณะ ย่อมไม่กำหนดรู้ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับแห่งชรา
			<remark  id="s2b16c41l6" />มรณะ ย่อมไม่กำหนดรู้ชาติ ฯลฯ ย่อมไม่กำหนดรู้ภพ ฯลฯ ย่อมไม่กำหนดรู้อุปาทาน ฯลฯ ย่อม
			<remark  id="s2b16c41l7" />ไม่กำหนดรู้ตัณหา ฯลฯ ย่อมไม่กำหนดรู้เวทนา ฯลฯ ย่อมไม่กำหนดรู้ผัสสะ ฯลฯ  ย่อมไม่
			<remark  id="s2b16c41l8" />กำหนดรู้สฬายตนะ ฯลฯ ย่อมไม่กำหนดรู้นามรูป ฯลฯ ย่อมไม่กำหนดรู้วิญญาณ ฯลฯ ย่อมไม่
			<remark  id="s2b16c41l9" />กำหนดรู้สังขารทั้งหลาย ย่อมไม่กำหนดรู้เหตุเกิดแห่งสังขาร ย่อมไม่กำหนดรู้ความดับแห่งสังขาร
			<remark  id="s2b16c41l10" /> ย่อมไม่กำหนดรู้ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับแห่งสังขาร ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมณะหรือพราหมณ์เหล่านี้ 
			<remark  id="s2b16c41l11" />ย่อมไม่ได้รับสมมติว่าเป็นสมณะในหมู่สมณะ หรือไม่ได้รับสมมติว่าเป็นพราหมณ์ในหมู่
			<remark  id="s2b16c41l12" />พราหมณ์อนึ่ง ท่านเหล่านี้ จะทำให้แจ้งซึ่งประโยชน์แห่งความเป็นสมณะหรือประโยชน์แห่ง
			<remark  id="s2b16c41l13" />ความเป็นพราหมณ์ ด้วยปัญญาอันรู้ยิ่งด้วยตนเอง ในปัจจุบันเข้าถึงอยู่ ไม่ได้ ฯ
			<remark  id="s2b16c41l14" />[๙๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ส่วนสมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่งย่อมกำหนดรู้
			<remark  id="s2b16c41l15" />ชรามรณะ ย่อมกำหนดรู้เหตุเกิดแห่งชรามรณะ ย่อมกำหนดรู้ความดับแห่งชรามรณะ ย่อม
			<remark  id="s2b16c41l16" />กำหนดรู้ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับแห่งชรามรณะ ย่อมกำหนดรู้ชาติ ฯลฯ ย่อมกำหนดรู้ภพ ฯลฯ 
			<remark  id="s2b16c41l17" />ย่อมกำหนดรู้อุปาทาน ฯลฯ ย่อมกำหนดรู้ตัณหา ฯลฯ ย่อมกำหนดรู้เวทนา ฯลฯ ย่อมกำหนดรู้
			<remark  id="s2b16c41l18" />ผัสสะ ฯลฯ ย่อมกำหนดรู้สฬายตนะ ฯลฯ ย่อมกำหนดรู้นามรูป ฯลฯ ย่อมกำหนดรู้วิญญาณ ฯลฯ 
			<remark  id="s2b16c41l19" />ย่อมกำหนดรู้สังขารทั้งหลาย ย่อมกำหนดรู้เหตุเกิดแห่งสังขาร ย่อมกำหนดรู้ความดับแห่งสังขาร
			<remark  id="s2b16c41l20" /> ย่อมกำหนดรู้ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับแห่งสังขาร ดูกรภิกษุทั้งหลายสมณะหรือพราหมณ์เหล่านี้แล 
			<remark  id="s2b16c41l21" />ย่อมได้รับสมมติว่าเป็นสมณะในหมู่สมณะ และได้รับสมมติว่าเป็นพราหมณ์ในหมู่พราหมณ์ 
			<remark  id="s2b16c41l22" />อนึ่ง ท่านเหล่านั้นย่อมทำให้แจ้งซึ่งประโยชน์แห่งความเป็นสมณะ และประโยชน์แห่งความเป็น
			<remark  id="s2b16c41l23" />พราหมณ์ ด้วยปัญญาอันรู้ยิ่งด้วยตนเองในปัจจุบันเข้าถึงอยู่ ฯ
			<remark  id="s2b16c41l24" />จบสูตรที่ ๙
		</para>
	</section>
	<section id="s2b16c42" >
		<para id="s2b16c42p">
			<remark  id="s2b16c42l1" />๑๐. สมณพราหมณสูตรที่ ๒
			<remark  id="s2b16c42l2" />[๙๖] พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี 
			<remark  id="s2b16c42l3" />เขตพระนครสาวัตถี ฯลฯ พระผู้มีพระภาคได้ตรัสพระพุทธพจน์นี้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมณะ
			<remark  id="s2b16c42l4" />หรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง ย่อมไม่รู้ทั่วถึงชรามรณะ ย่อมไม่รู้ทั่วถึงเหตุเกิดชรามรณะ ย่อม
			<remark  id="s2b16c42l5" />ไม่รู้ทั่วถึงความดับแห่งชรามรณะย่อมไม่รู้ทั่วถึงข้อปฏิบัติให้ถึงความดับแห่งชรามรณะ สมณะ
			<remark  id="s2b16c42l6" />หรือพราหมณ์เหล่านั้นจักล่วงพ้นชรามรณะได้ ดังนี้ มิใช่ฐานะที่จะมีได้ ย่อมไม่รู้ทั่วถึงชาติ ฯลฯ
			<remark  id="s2b16c42l7" /> ย่อมไม่รู้ทั่วถึงภพ ฯลฯ ย่อมไม่รู้ทั่วถึงอุปาทาน ฯลฯ ย่อมไม่รู้ทั่วถึงตัณหา ฯลฯ ย่อมไม่รู้ทั่วถึง
			<remark  id="s2b16c42l8" />เวทนา ฯลฯ ย่อมไม่รู้ทั่วถึงสฬายตนะ ฯลฯย่อมไม่รู้ทั่วถึงนามรูป ฯลฯ ย่อมไม่รู้ทั่วถึงวิญญาณ 
			<remark  id="s2b16c42l9" />ฯลฯ ย่อมไม่รู้ทั่วถึงสังขารทั้งหลาย ย่อมไม่รู้ทั่วถึงเหตุเกิดแห่งสังขาร ย่อมไม่รู้ทั่วถึงความดับ
			<remark  id="s2b16c42l10" />แห่งสังขารย่อมไม่รู้ทั่วถึงข้อปฏิบัติให้ถึงความดับแห่งสังขาร สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น
			<remark  id="s2b16c42l11" />จักล่วงพ้นสังขารทั้งหลายได้ ดังนี้ มิใช่ฐานะที่จะมีได้ ฯ
			<remark  id="s2b16c42l12" />[๙๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่งแล  ย่อมรู้ทั่วถึงชรามรณะ 
			<remark  id="s2b16c42l13" />ย่อมรู้เหตุเกิดแห่งชรามรณะ ย่อมรู้ทั่วถึงความดับแห่งชรามรณะ ย่อมรู้ทั่วถึงข้อปฏิบัติให้ถึง
			<remark  id="s2b16c42l14" />ความดับแห่งชรามรณะ สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น จักล่วงพ้นชรามรณะได้ ดังนี้ เป็นฐานะ
			<remark  id="s2b16c42l15" />ที่จะมีได้ ย่อมรู้ทั่วถึงชาติ ฯลฯย่อมรู้ทั่วถึงภพ ฯลฯ ย่อมรู้ทั่วถึงอุปาทาน ฯลฯ ย่อมรู้ทั่วถึง
			<remark  id="s2b16c42l16" />ตัณหา ฯลฯ ย่อมรู้ทั่วถึงเวทนา ฯลฯ ย่อมรู้ทั่วถึงผัสสะ ฯลฯ ย่อมรู้ทั่วถึงสฬายตนะ ฯลฯ ย่อมรู้
			<remark  id="s2b16c42l17" />ทั่วถึงนามรูป ฯลฯ ย่อมรู้ทั่วถึงวิญญาณ ฯลฯ ย่อมรู้ทั่วถึงสังขาร ย่อมรู้ทั่วถึงเหตุเกิดแห่งสังขาร 
			<remark  id="s2b16c42l18" />ย่อมรู้ทั่วถึงความดับแห่งสังขาร ย่อมรู้ทั่วถึงข้อปฏิบัติให้ถึงความดับแห่งสังขาร สมณะหรือ
			<remark  id="s2b16c42l19" />พราหมณ์เหล่านั้น จักล่วงพ้นสังขารทั้งหลายได้ ดังนี้เป็นฐานะที่จะมีได้ ฯ
			<remark  id="s2b16c42l20" />จบสูตรที่ ๑๐
			<remark  id="s2b16c42l21" />ทสพลวรรคที่ ๓ จบ
			<remark  id="s2b16c42l22" />___________
		</para>
	</section>
	<section id="s2b16c43" >
		<para id="s2b16c43p">
			<remark  id="s2b16c43l1" />รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
			<remark  id="s2b16c43l2" />๑. ทสพลสูตรที่ ๑ 			๒. ทสพลสูตรที่ ๒
			<remark  id="s2b16c43l3" />๓. อุปนิสสูตร    			๔. อัญญติตถิยสูตร
			<remark  id="s2b16c43l4" />๕. ภูมิชสูตร 				๖. อุปวาณสูตร 
			<remark  id="s2b16c43l5" />๗. ปัจจยสูตร				๘. ภิกขุสูตร 
			<remark  id="s2b16c43l6" />๙. สมณพราหมณสูตรที่ ๑		๑๐. สมณพราหมสูณตรที่ ๒ ฯ
			<remark  id="s2b16c43l7" />___________
		</para>
	</section>
	<section id="s2b16c44" >
		<para id="s2b16c44p">
			<remark  id="s2b16c44l1" />กฬารขัตติยวรรคที่ ๔
			<remark  id="s2b16c44l2" />๑. ภูตมิทสูตร
			<remark  id="s2b16c44l3" />[๙๘] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่านอนาถ
			<remark  id="s2b16c44l4" />บิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี ... ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกท่านพระสารีบุตรมา
			<remark  id="s2b16c44l5" />ว่า ดูกรสารีบุตร อชิตมาณพได้กล่าวปัญหานี้ไว้ในอชิตปัญหา ในปรายนวรรคว่า
			<remark  id="s2b16c44l6" />ข้าแต่ท่านผู้นิรทุกข์ บุคคลที่ได้ตรัสรู้ธรรมแล้ว  และบุคคลที่ยังเป็น
			<remark  id="s2b16c44l7" />เสขบุคคลอยู่เหล่าใด มีอยู่มากในศาสนานี้ พระองค์ผู้มีปัญญาอันข้าพเจ้า
			<remark  id="s2b16c44l8" />ถามแล้ว ขอได้โปรดตรัสบอกความประพฤติของบุคคลทั้งสองพวกนั้น 
			<remark  id="s2b16c44l9" />แก่ข้าพเจ้า ดังนี้ ฯ
			<remark  id="s2b16c44l10" />ดูกรสารีบุตร เธอจะพึงเห็นเนื้อความของคาถาที่กล่าวโดยย่อนี้ โดยพิสดารได้อย่างไร ฯ
			<remark  id="s2b16c44l11" />[๙๙] เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว ท่านพระสารีบุตรได้นิ่งอยู่พระผู้มีพระภาค
			<remark  id="s2b16c44l12" />จึงตรัสกะท่านพระสารีบุตรเป็นครั้งที่สอง ฯลฯ แม้ในครั้งที่สองท่านพระสารีบุตรก็ได้นิ่งอยู่ 
			<remark  id="s2b16c44l13" />แม้ในครั้งที่สาม พระผู้มีพระภาคก็ตรัสกะท่านพระสารีบุตรว่า ดูกรสารีบุตร อชิตมาณพได้กล่าว
			<remark  id="s2b16c44l14" />ปัญหานี้ไว้ในอชิตปัญหา ในปรายนวรรคว่า
			<remark  id="s2b16c44l15" />ข้าแต่ท่านผู้นิรทุกข์ บุคคลที่ได้ตรัสรู้ธรรมแล้ว และบุคคลที่ยังเป็น
			<remark  id="s2b16c44l16" />เสขบุคคลอยู่เหล่าใด มีอยู่มากในศาสนานี้ พระองค์ผู้มีปัญญาอันข้าพเจ้า
			<remark  id="s2b16c44l17" />ถามแล้ว ขอได้โปรดตรัสบอกความประพฤติของบุคคลทั้งสองพวกนั้น 
			<remark  id="s2b16c44l18" />แก่ข้าพเจ้า ดังนี้ ฯ
			<remark  id="s2b16c44l19" />ดูกรสารีบุตร เธอจะพึงเห็นเนื้อความของคำที่กล่าวโดยย่อนี้ โดยพิสดารได้อย่างไร
			<remark  id="s2b16c44l20" />เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว ท่านพระสารีบุตรก็ยังนิ่งอยู่ แม้ในครั้งที่สาม ฯ
			<remark  id="s2b16c44l21" />[๑๐๐] พระผู้มีพระภาคตรัสถามว่า ดูกรสารีบุตร เธอเห็นไหมว่า นี้คือ  ขันธปัญจก
			<remark  id="s2b16c44l22" />ที่เกิดแล้ว ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b16c45" >
		<para id="s2b16c45p">
			<remark  id="s2b16c45l1" />ท่านพระสารีบุตรกราบทูลว่า พระพุทธเจ้าข้า บุคคลเห็นด้วยปัญญาโดยชอบตามความ
			<remark  id="s2b16c45l2" />เป็นจริงว่า นี้คือขันธปัญจกที่เกิดแล้ว ครั้นเห็นเช่นนั้นแล้ว ย่อมปฏิบัติเพื่อความหน่าย เพื่อ
			<remark  id="s2b16c45l3" />คลายความกำหนัด เพื่อความดับแห่งขันธปัญจกที่เกิดแล้ว ย่อมเห็นด้วยปัญญาโดยชอบตาม
			<remark  id="s2b16c45l4" />ความเป็นจริงว่า ขันธปัญจกนี้เกิดเพราะอาหารนั้น ครั้นเห็นเช่นนั้นแล้ว ย่อมปฏิบัติเพื่อความ
			<remark  id="s2b16c45l5" />หน่าย เพื่อคลายความกำหนัด เพื่อความดับแห่งขันธปัญจกที่เกิดเพราะอาหาร ย่อมเห็นด้วย
			<remark  id="s2b16c45l6" />ปัญญาโดยชอบตามความเป็นจริงว่า สิ่งใดเกิดแล้ว สิ่งนั้นมีความดับเป็นธรรมดา เพราะอาหาร
			<remark  id="s2b16c45l7" />นั้นดับไป ครั้นเห็นเช่นนั้นแล้ว ย่อมปฏิบัติเพื่อความหน่าย เพื่อคลายความกำหนัด เพื่อ
			<remark  id="s2b16c45l8" />ความดับแห่งขันธปัญจกซึ่งมีความดับเป็นธรรมดา พระพุทธเจ้าข้า บุคคลย่อมเป็นเสขะได้ด้วย
			<remark  id="s2b16c45l9" />การปฏิบัติอย่างนี้ ฯ
			<remark  id="s2b16c45l10" />[๑๐๑] พระพุทธเจ้าข้า บุคคลได้ชื่อว่าตรัสรู้ธรรมเป็นไฉน บุคคลเห็นด้วยปัญญาโดย
			<remark  id="s2b16c45l11" />ชอบตามความเป็นจริงว่า นี้คือขันธปัญจกที่เกิดแล้ว ครั้นเห็นเช่นนั้นแล้ว ย่อมหลุดพ้นเพราะ
			<remark  id="s2b16c45l12" />ความหน่าย เพราะคลายความกำหนัด เพราะความดับ เพราะไม่ถือมั่นซึ่งขันธปัญจกที่เกิดแล้ว 
			<remark  id="s2b16c45l13" />ย่อมเห็นด้วยปัญญาโดยชอบตามความเป็นจริงว่า ขันธปัญจกนี้เกิดเพราะอาหารนั้น ครั้นเห็นเช่น
			<remark  id="s2b16c45l14" />นั้นแล้วย่อมหลุดพ้นเพราะความหน่าย เพราะคลายความกำหนัด เพราะความดับ เพราะไม่ถือ
			<remark  id="s2b16c45l15" />มั่นซึ่งขันธปัญจกที่เกิดเพราะอาหารนั้น ย่อมเห็นด้วยปัญญาโดยชอบตามความเป็นจริงว่า สิ่งใด
			<remark  id="s2b16c45l16" />เกิดแล้ว สิ่งนั้นมีความดับเป็นธรรมดา เพราะอาหารนั้นดับไป ครั้นเห็นเช่นนั้นแล้ว ย่อมหลุด
			<remark  id="s2b16c45l17" />พ้นเพราะความหน่าย เพราะคลายความกำหนัด เพราะความดับ เพราะไม่ถือมั่นซึ่งขันธปัญจกซึ่ง
			<remark  id="s2b16c45l18" />มีความดับเป็นธรรมดาบุคคลชื่อว่าได้ตรัสรู้ธรรมแล้ว ด้วยอาการอย่างนี้แล คำที่อชิตมาณพ
			<remark  id="s2b16c45l19" />กล่าวไว้ในอชิตปัญหา ในปรายนวรรคว่า
			<remark  id="s2b16c45l20" />ข้าแต่ท่านผู้นิรทุกข์ บุคคลที่ได้ตรัสรู้ธรรมแล้ว และบุคคลที่ยังเป็น
			<remark  id="s2b16c45l21" />เสขบุคคลอยู่เหล่าใด มีอยู่มากในศาสนานี้ พระองค์ผู้มีปัญญาอันข้าพเจ้า
			<remark  id="s2b16c45l22" />ถามแล้ว ขอได้โปรดตรัสบอกความประพฤติของบุคคลทั้งสองพวกนั้น 
			<remark  id="s2b16c45l23" />แก่ข้าพเจ้า ดังนี้ ฯ
			<remark  id="s2b16c45l24" />พระพุทธเจ้าข้า ข้าพระองค์ทราบเนื้อความของคำที่กล่าวไว้โดยย่อนี้ โดยพิสดารอย่าง
			<remark  id="s2b16c45l25" />นี้แล ฯ
			<remark  id="s2b16c45l26" />[๑๐๒] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ถูกละๆ สารีบุตร บุคคลเห็นด้วยปัญญาโดยชอบตาม
			<remark  id="s2b16c45l27" />ความเป็นจริงว่า นี้คือขันธปัญจกที่เกิดแล้ว ครั้นเห็นเช่นนั้นแล้ว ย่อมปฏิบัติเพื่อความกำหนัด 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b16c46" >
		<para id="s2b16c46p">
			<remark  id="s2b16c46l1" />เพื่อความดับแห่งขันธปัญจกที่เกิดแล้ว ย่อมเห็นด้วยปัญญาโดยชอบตามความเป็นจริงว่า ขันธ
			<remark  id="s2b16c46l2" />ปัญจกนี้เกิดเพราะอาหารนั้น ครั้นเห็นเช่นนั้นแล้ว ย่อมปฏิบัติเพื่อความหน่าย เพื่อคลายความ
			<remark  id="s2b16c46l3" />กำหนัด เพื่อความดับแห่งขันธปัญจกที่เกิดเพราะอาหาร ย่อมเห็นด้วยปัญญาโดยชอบตามความ
			<remark  id="s2b16c46l4" />เป็นจริงว่า สิ่งใดเกิดแล้ว สิ่งนั้นมีความดับเป็นธรรมดา เพราะความดับแห่งอาหารนั้น ครั้น
			<remark  id="s2b16c46l5" />เห็นเช่นนั้นแล้ว ย่อมปฏิบัติเพื่อความหน่าย เพื่อคลายความกำหนัด เพื่อความดับแห่งขันธ
			<remark  id="s2b16c46l6" />ปัญจกที่มีความดับเป็นธรรมดา ดูกรสารีบุตร บุคคลชื่อว่าเป็นเสขะได้ด้วยการปฏิบัติอย่าง
			<remark  id="s2b16c46l7" />นี้แล ฯ
			<remark  id="s2b16c46l8" />[๑๐๓] ดูกรสารีบุตร ก็บุคคลชื่อว่าได้ตรัสรู้ธรรมแล้วเป็นไฉน ดูกรสารีบุตร บุคคล
			<remark  id="s2b16c46l9" />เห็นด้วยปัญญาโดยชอบตามความเป็นจริงว่า นี้คือขันธปัญจกที่เกิดแล้ว ครั้นเห็นเช่นนั้นแล้ว 
			<remark  id="s2b16c46l10" />ย่อมหลุดพ้นเพราะความหน่าย เพราะคลายความกำหนัด เพราะความดับ เพราะไม่ถือมั่นซึ่ง
			<remark  id="s2b16c46l11" />ขันธปัญจกที่เกิดแล้ว ย่อมเห็นด้วยปัญญาโดยชอบตามความเป็นจริงว่า ขันธปัญจกนี้เกิดเพราะ
			<remark  id="s2b16c46l12" />อาหารนั้น ครั้นเห็นเช่นนั้นแล้ว ย่อมหลุดพ้นเพราะความหน่าย เพราะคลายความกำหนัด 
			<remark  id="s2b16c46l13" />เพราะความดับ เพราะความไม่ถือมั่นซึ่งขันธปัญจกที่เกิดแล้วเพราะอาหาร ย่อมเห็นด้วยปัญญา
			<remark  id="s2b16c46l14" />โดยชอบตามความเป็นจริงว่า สิ่งใดเกิดแล้ว สิ่งนั้นมีความดับเป็นธรรมดา เพราะความดับแห่ง
			<remark  id="s2b16c46l15" />อาหารนั้น ครั้นเห็นเช่นนั้นแล้ว ย่อมหลุดพ้นเพราะความหน่าย เพราะคลายความกำหนัด 
			<remark  id="s2b16c46l16" />เพราะความดับ เพราะไม่ถือมั่นซึ่งขันธปัญจกที่มีความดับเป็นธรรมดา ดูกรสารีบุตร บุคคลได้
			<remark  id="s2b16c46l17" />ชื่อว่าตรัสรู้ธรรมแล้วด้วยอาการอย่างนี้แล คำที่อชิตมาณพกล่าวไว้ในอชิตปัญหาในปรายน
			<remark  id="s2b16c46l18" />วรรคว่า
			<remark  id="s2b16c46l19" />ข้าแต่ท่านผู้นิรทุกข์ บุคคลที่ได้ตรัสรู้ธรรมแล้ว และบุคคลที่ยังเป็น
			<remark  id="s2b16c46l20" />เสขะบุคคลอยู่เหล่าใด มีอยู่มากในศาสนานี้ พระองค์ผู้มีปัญญาอัน
			<remark  id="s2b16c46l21" />ข้าพเจ้าถามแล้ว ขอได้โปรดตรัสบอกความประพฤติของบุคคลทั้งสอง
			<remark  id="s2b16c46l22" />พวกนั้น แก่ข้าพเจ้า ดังนี้ ฯ
			<remark  id="s2b16c46l23" />ดูกรสารีบุตร เธอพึงเห็นเนื้อความของคำที่กล่าวโดยย่อนี้ โดยพิสดารได้อย่าง
			<remark  id="s2b16c46l24" />นี้แล ฯ
			<remark  id="s2b16c46l25" />จบสูตรที่ ๑
		</para>
	</section>
	<section id="s2b16c47" >
		<para id="s2b16c47p">
			<remark  id="s2b16c47l1" />๒. กฬารขัตติยสูตร
			<remark  id="s2b16c47l2" />[๑๐๔] พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี 
			<remark  id="s2b16c47l3" />เขตพระนครสาวัตถี ครั้งนั้นแล กฬารขัตติยภิกษุเข้าไปหาท่านพระสารีบุตรถึงที่อยู่ แล้วได้
			<remark  id="s2b16c47l4" />ปราศรัยกับท่าน ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้ว จึงนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง 
			<remark  id="s2b16c47l5" />เมื่อนั่งเรียบร้อยแล้วได้กล่าวกะท่านพระสารีบุตรว่า ข้าแต่ท่านพระสารีบุตร โมลิยผัคคุณภิกษุได้
			<remark  id="s2b16c47l6" />ลาสิกขา เวียนมาทางฝ่ายต่ำเสียแล้ว ฯ
			<remark  id="s2b16c47l7" />ท่านพระสารีบุตรกล่าวว่า ท่านโมลิยผัคคุณะนั้นคงไม่ได้ความพอใจในพระธรรมวินัยนี้
			<remark  id="s2b16c47l8" />เป็นแน่ ฯ
			<remark  id="s2b16c47l9" />ก. ถ้าเช่นนั้น ท่านพระสารีบุตรคงได้ความพอใจในพระธรรมวินัยนี้กระมัง ฯ
			<remark  id="s2b16c47l10" />สา. ท่านผู้มีอายุ ผมไม่มีความสงสัยเลย ฯ
			<remark  id="s2b16c47l11" />ก. ท่านผู้มีอายุ ก็ต่อไปเล่า ท่านไม่สงสัยหรือ ฯ
			<remark  id="s2b16c47l12" />สา. ท่านผู้มีอายุ ถึงต่อไปผมก็ไม่สงสัยเลย ฯ
			<remark  id="s2b16c47l13" />[๑๐๕] ลำดับนั้น กฬารขัตติยภิกษุลุกจากอาสนะ เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ 
			<remark  id="s2b16c47l14" />ถวายบังคมแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง แล้วได้กราบทูลว่าพระพุทธเจ้าข้า ท่านพระสารีบุตร
			<remark  id="s2b16c47l15" />อวดอ้างพระอรหัตผลว่า ข้าพเจ้ารู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำทำเสร็จ
			<remark  id="s2b16c47l16" />แล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้ไม่มี ฯ
			<remark  id="s2b16c47l17" />ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคตรัสสั่งภิกษุรูปหนึ่งว่า มานี่แน่ะภิกษุ เธอจงไปเรียกสารีบุตร
			<remark  id="s2b16c47l18" />มาตามคำของเราว่า พระศาสดารับสั่งเรียกหาท่าน ฯ
			<remark  id="s2b16c47l19" />ภิกษุนั้นรับพระพุทธพจน์แล้ว เข้าไปหาท่านพระสารีบุตรยังที่อยู่ แล้วเรียนต่อท่านว่า 
			<remark  id="s2b16c47l20" />ข้าแต่ท่านพระสารีบุตร พระศาสดารับสั่งเรียกหาท่าน ฯ
			<remark  id="s2b16c47l21" />ท่านพระสารีบุตรรับคำของภิกษุนั้นแล้ว จึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวาย
			<remark  id="s2b16c47l22" />บังคมแล้วนั่ง ณ ที่ควรข้างหนึ่ง ฯ
			<remark  id="s2b16c47l23" />[๑๐๖] พระผู้มีพระภาคได้ตรัสถามว่า ดูกรสารีบุตร เขาว่าเธออวดอ้างอรหัตผลว่า 
			<remark  id="s2b16c47l24" />เรารู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความ
			<remark  id="s2b16c47l25" />เป็นอย่างนี้ไม่มี ดังนี้ จริงหรือ ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b16c48" >
		<para id="s2b16c48p">
			<remark  id="s2b16c48l1" />ท่านพระสารีบุตรกราบทูลว่า พระพุทธเจ้าข้า ข้าพระองค์หาได้กล่าวเนื้อความตามบท 
			<remark  id="s2b16c48l2" />ตามพยัญชนะเช่นนี้ไม่ ฯ
			<remark  id="s2b16c48l3" />ภ. ดูกรสารีบุตร กุลบุตรย่อมอวดอ้างอรหัตผลโดยปริยายอย่างใดอย่างหนึ่ง เมื่อเป็น
			<remark  id="s2b16c48l4" />เช่นนั้น บุคคลทั้งหลายก็ต้องเห็นอรหัตผลที่อวดอ้างไปแล้วโดยความเป็นอันอวดอ้าง ฯ
			<remark  id="s2b16c48l5" />สา. พระพุทธเจ้าข้า แม้ข้าพระองค์ก็ได้กราบทูลไว้อย่างนี้มิใช่หรือว่าข้าพระองค์หาได้
			<remark  id="s2b16c48l6" />กล่าวเนื้อความตามบท ตามพยัญชนะเช่นนี้ไม่ ฯ
			<remark  id="s2b16c48l7" />ดูกรสารีบุตร ถ้าเขาถามเธออย่างนี้ว่า ท่านสารีบุตร ท่านรู้เห็นอย่างไร  จึงอวดอ้าง
			<remark  id="s2b16c48l8" />อรหัตผลว่า เราย่อมรู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้วกิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้ว 
			<remark  id="s2b16c48l9" />กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้ไม่มี เมื่อถูกถามอย่างนี้ เธอพึงพยากรณ์อย่างไร ฯ
			<remark  id="s2b16c48l10" />พระพุทธเจ้าข้า ถ้าเขาถามข้าพระองค์เช่นนั้น ข้าพระองค์พึงพยากรณ์อย่างนี้ว่า ข้าพเจ้า
			<remark  id="s2b16c48l11" />รู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็น
			<remark  id="s2b16c48l12" />อย่างนี้ไม่มี เพราะรู้ได้ว่า เมื่อปัจจัยแห่งชาติสิ้นแล้วเพราะปัจจัยอันเป็นต้นเหตุสิ้นไป พระพุทธ
			<remark  id="s2b16c48l13" />เจ้าข้า เมื่อข้าพระองค์ถูกถามอย่างนี้ ก็พึงพยากรณ์อย่างนี้ ฯ
			<remark  id="s2b16c48l14" />[๑๐๗] ดูกรสารีบุตร ถ้าเขาถามเธออย่างนี้ว่า ท่านสารีบุตร ก็ชาติมีอะไรเป็นเหตุ 
			<remark  id="s2b16c48l15" />มีอะไรเป็นสมุทัย มีอะไรเป็นกำเนิด มีอะไรเป็นแดนเกิด เมื่อถูกถามเช่นนี้ เธอพึงพยากรณ์
			<remark  id="s2b16c48l16" />อย่างไร ฯ
			<remark  id="s2b16c48l17" />พระพุทธเจ้าข้า ถ้าเขาถามข้าพระองค์เช่นนั้น ข้าพระองค์พึงพยากรณ์อย่างนี้ว่า ชาติมี
			<remark  id="s2b16c48l18" />ภพเป็นเหตุ มีภพเป็นสมุทัย มีภพเป็นกำเนิด มีภพเป็นแดนเกิด ฯ
			<remark  id="s2b16c48l19" />[๑๐๘] ดูกรสารีบุตร ถ้าเขาถามเธออย่างนี้ว่า ท่านสารีบุตร ก็ภพเล่า  มีอะไรเป็นเหตุ 
			<remark  id="s2b16c48l20" />มีอะไรเป็นสมุทัย มีอะไรเป็นกำเนิด มีอะไรเป็นแดนเกิด เมื่อถูกถามเช่นนี้ เธอพึงพยากรณ์
			<remark  id="s2b16c48l21" />อย่างไร ฯ
			<remark  id="s2b16c48l22" />พระพุทธเจ้าข้า ถ้าเขาถามข้าพระองค์เช่นนั้น ข้าพระองค์พึงพยากรณ์อย่างนี้ว่า ภพมี
			<remark  id="s2b16c48l23" />อุปาทานเป็นเหตุ มีอุปาทานเป็นสมุทัย มีอุปาทานเป็นกำเนิด มีอุปาทานเป็นแดนเกิด ฯ
			<remark  id="s2b16c48l24" />[๑๐๙] ดูกรสารีบุตร ถ้าเขาถามเธออย่างนี้ว่า ท่านสารีบุตร ก็อุปาทานเล่า มีอะไรเป็น
			<remark  id="s2b16c48l25" />เหตุ มีอะไรเป็นสมุทัย มีอะไรเป็นกำเนิด มีอะไรเป็นแดนเกิดเมื่อถูกถามเช่นนี้ เธอพึง
			<remark  id="s2b16c48l26" />พยากรณ์อย่างไร ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b16c49" >
		<para id="s2b16c49p">
			<remark  id="s2b16c49l1" />พระพุทธเจ้าข้า ถ้าเขาถามข้าพระองค์เช่นนั้น ข้าพระองค์พึงพยากรณ์อย่างนี้ว่า อุปาทาน
			<remark  id="s2b16c49l2" />มีตัณหาเป็นเหตุ มีตัณหาเป็นสมุทัย มีตัณหาเป็นกำเนิด มีตัณหาเป็นแดนเกิด ฯ
			<remark  id="s2b16c49l3" />[๑๑๐] ดูกรสารีบุตร ถ้าเขาถามเธออย่างนี้ว่า ท่านสารีบุตร ก็ตัณหาเล่ามีอะไรเป็น
			<remark  id="s2b16c49l4" />เหตุ มีอะไรเป็นสมุทัย มีอะไรเป็นกำเนิด มีอะไรเป็นแดนเกิดเมื่อถูกถามเช่นนี้ เธอพึง
			<remark  id="s2b16c49l5" />พยากรณ์อย่างไร ฯ
			<remark  id="s2b16c49l6" />พระพุทธเจ้าข้า ถ้าเขาถามข้าพระองค์เช่นนั้น ข้าพระองค์พึงพยากรณ์อย่างนี้ว่า ตัณหา
			<remark  id="s2b16c49l7" />มีเวทนาเป็นเหตุ มีเวทนาเป็นสมุทัย มีเวทนาเป็นกำเนิด มีเวทนาเป็นแดนเกิด ฯ
			<remark  id="s2b16c49l8" />[๑๑๑] ดูกรสารีบุตร ถ้าเขาถามเธออย่างนี้ว่า ท่านสารีบุตร ก็เวทนาเล่ามีอะไรเป็น
			<remark  id="s2b16c49l9" />เหตุ มีอะไรเป็นสมุทัย มีอะไรเป็นกำเนิด มีอะไรเป็นแดนเกิดเมื่อถูกถามเช่นนี้ เธอพึง
			<remark  id="s2b16c49l10" />พยากรณ์อย่างไร ฯ
			<remark  id="s2b16c49l11" />พระพุทธเจ้าข้า ถ้าเขาถามข้าพระองค์เช่นนั้น ข้าพระองค์พึงพยากรณ์อย่างนี้ว่า เวทนามี
			<remark  id="s2b16c49l12" />ผัสสะเป็นเหตุ มีผัสสะเป็นสมุทัย มีผัสสะเป็นกำเนิด มีผัสสะเป็นแดนเกิด ฯ
			<remark  id="s2b16c49l13" />[๑๑๒] ดูกรสารีบุตร ถ้าเขาถามเธออย่างนี้ว่า ท่านสารีบุตร ท่านรู้เห็นอย่างไร ความ
			<remark  id="s2b16c49l14" />พลิดเพลินในเวทนาจึงไม่ปรากฏ เมื่อถูกถามอย่างนี้ เธอพึงพยากรณ์อย่างไร ฯ
			<remark  id="s2b16c49l15" />ข้าพระพุทธเจ้า ถ้าเขาถามข้าพระองค์เช่นนั้น ข้าพระองค์พึงพยากรณ์  อย่างนี้ว่า 
			<remark  id="s2b16c49l16" />ข้าพเจ้ารู้ว่า เวทนา ๓ เหล่านี้คือ สุขเวทนา ทุกขเวทนา อทุกขมสุขเวทนา เป็นของไม่เที่ยง 
			<remark  id="s2b16c49l17" />สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์ ความเพลิดเพลินในเวทนาจึงไม่ปรากฏ ฯ
			<remark  id="s2b16c49l18" />[๑๑๓] ถูกละๆ สารีบุตร ตามที่เธอพยากรณ์ความข้อนั้นโดยย่อ ก็ได้ใจความดังนี้ว่า
			<remark  id="s2b16c49l19" /> เวทนาอย่างใดอย่างหนึ่งล้วนเป็นทุกข์ทั้งนั้น ดูกรสารีบุตรถ้าเขาถามเธออย่างนี้ว่า ท่าน
			<remark  id="s2b16c49l20" />สารีบุตร เพราะความหลุดพ้นเช่นไร ท่านจึงอวดอ้างอรหัตผลว่า ท่านรู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว 
			<remark  id="s2b16c49l21" />พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้ไม่มี เมื่อถูกถาม
			<remark  id="s2b16c49l22" />อย่างนี้ เธอพึงพยากรณ์อย่างไร ฯ
			<remark  id="s2b16c49l23" />พระพุทธเจ้าข้า ถ้าเขาถามข้าพระองค์เช่นนั้น ข้าพระองค์พึงพยากรณ์อย่างนี้ว่า อาสวะ
			<remark  id="s2b16c49l24" />ทั้งหลายย่อมไม่ครอบงำท่านผู้มีสติอยู่อย่างใด ข้าพเจ้าก็เป็นผู้มีสติอยู่อย่างนั้น เพราะความหลุด
			<remark  id="s2b16c49l25" />พ้นในภายใน เพราะอุปาทานทั้งปวงสิ้นไป ทั้งข้าพเจ้าก็มิได้ดูหมิ่นตนเองด้วย พระพุทธ
			<remark  id="s2b16c49l26" />เจ้าข้า เมื่อถูกถามอย่างนี้ ข้าพระองค์พึงพยากรณ์อย่างนี้ ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b16c50" >
		<para id="s2b16c50p">
			<remark  id="s2b16c50l1" />[๑๑๔] ถูกละๆ สารีบุตร ตามที่เธอพยากรณ์ความข้อนั้นโดยย่อ ก็ได้ใจความดังนี้
			<remark  id="s2b16c50l2" />ว่า อาสวะเหล่าใดอันพระสมณะกล่าวแล้ว ข้าพเจ้าไม่สงสัย ไม่เคลือบแคลง ในอาสวะเหล่า
			<remark  id="s2b16c50l3" />นั้นว่า อาสวะเหล่านั้น ข้าพเจ้าละได้แล้วหรือยัง ฯ
			<remark  id="s2b16c50l4" />ครั้นพระผู้มีพระภาคผู้พระสุคตตรัสดังนี้แล้ว เสด็จลุกขึ้นจากพุทธอาสน์เสด็จเข้าไปยัง
			<remark  id="s2b16c50l5" />พระวิหาร ฯ
			<remark  id="s2b16c50l6" />[๑๑๕] เมื่อพระผู้มีพระภาคเสด็จเข้าไปแล้วไม่นานนัก ท่านพระสารีบุตรจึงกล่าวกะ
			<remark  id="s2b16c50l7" />ภิกษุทั้งหลายในที่นั้นว่า ท่านผู้มีอายุทั้งหลาย พระผู้มีพระภาคได้ตรัสถามปัญหาข้อแรกกะผม 
			<remark  id="s2b16c50l8" />ซึ่งผมยังไม่เคยรู้มาก่อน ผมจึงทูลตอบปัญหาล่าช้าไปต่อเมื่อพระผู้มีพระภาคทรงอนุโมทนาปัญหา
			<remark  id="s2b16c50l9" />ข้อแรกของผมแล้ว ผมจึงคิดได้ว่า ถ้าพระผู้มีพระภาคจะพึงตรัสถามความข้อนั้นกะผมตลอดทั้งวัน
			<remark  id="s2b16c50l10" />ด้วยบทอื่นๆ ด้วยปริยายอื่นๆ แม้ผมก็พึงทูลตอบความข้อนั้นถวายพระผู้มีพระภาคได้ด้วยบทอื่นๆ
			<remark  id="s2b16c50l11" />ด้วยปริยายอื่นๆ ตลอดทั้งวัน แม้ถ้าพระผู้มีพระภาคจะพึงตรัสถามความข้อนั้นกะผมด้วยบทอื่นๆ 
			<remark  id="s2b16c50l12" />ด้วยปริยายอื่นๆ ตลอดทั้งคืน แม้ผมก็พึงทูลตอบความข้อนั้นถวายพระผู้มีพระภาคได้ด้วยบทอื่นๆ
			<remark  id="s2b16c50l13" /> ด้วยปริยายอื่นๆ ตลอดทั้งคืน หากพระผู้มีพระภาคจะพึงตรัสถามความข้อนั้นกะผมด้วยบทอื่นๆ ด้วย
			<remark  id="s2b16c50l14" />ปริยายอื่นๆตลอดทั้งคืนทั้งวัน แม้ผมก็พึงทูลตอบความข้อนั้นถวายพระผู้มีพระภาคได้ด้วยบทอื่นๆ 
			<remark  id="s2b16c50l15" />ด้วยปริยายอื่นๆ ตลอดทั้งคืนทั้งวัน หากพระผู้มีพระภาคจะพึงตรัสถามความข้อนั้นกะผมด้วยบท
			<remark  id="s2b16c50l16" />อื่นๆ ด้วยปริยายอื่นๆ ตลอดสองคืนสองวัน แม้ผมก็พึงทูลตอบความข้อนั้นถวายพระผู้มีพระภาค
			<remark  id="s2b16c50l17" />ได้ด้วยบทอื่นๆ ด้วยปริยายอื่นๆตลอดสองคืนสองวัน หากพระผู้มีพระภาคจะพึงตรัสถามความ
			<remark  id="s2b16c50l18" />ข้อนั้นกะผมด้วยบทอื่นๆ ด้วยปริยายอื่นๆ ตลอดสามคืนสามวัน แม้ผมก็พึงทูลตอบความข้อนั้น
			<remark  id="s2b16c50l19" />ถวายพระผู้มีพระภาคได้ด้วยบทอื่นๆ ด้วยปริยายอื่นๆ ตลอดสามคืนสามวัน หากพระผู้มีพระภาค
			<remark  id="s2b16c50l20" />จะพึงตรัสถามความข้อนั้นกะผมด้วยบทอื่นๆ ด้วยปริยายอื่นๆตลอดสี่คืนสี่วัน แม้ผมก็พึงทูล
			<remark  id="s2b16c50l21" />ตอบความข้อนั้นถวายพระผู้มีพระภาคได้ด้วยบทอื่นๆ ด้วยปริยายอื่นๆ ตลอดสี่คืนสี่วัน หาก
			<remark  id="s2b16c50l22" />พระผู้มีพระภาคจะพึงตรัสถามความข้อนั้นกะผมด้วยบทอื่นๆ ด้วยปริยายอื่นๆ ตลอดห้าคืนห้าวัน
			<remark  id="s2b16c50l23" /> แม้ผมก็พึงทูลตอบความข้อนั้นถวายพระผู้มีพระภาคได้ด้วยบทอื่นๆ ด้วยปริยายอื่นๆ ตลอด
			<remark  id="s2b16c50l24" />ห้าคืนห้าวัน หากพระผู้มีพระภาคจะพึงตรัสถามความข้อนั้นกะผมด้วยบทอื่นๆด้วยปริยายอื่นๆ 
			<remark  id="s2b16c50l25" />ตลอดหกคืนหกวัน แม้ผมก็พึงทูลตอบความข้อนั้นถวายพระผู้มีพระภาคได้ด้วยบทอื่นๆ ด้วย
			<remark  id="s2b16c50l26" />ปริยายอื่นๆ ตลอดหกคืนหกวัน หากพระผู้มีพระภาคจะพึงตรัสถามความข้อนั้นกะผมด้วย
		</para>
	</section>
	<section id="s2b16c51" >
		<para id="s2b16c51p">
			<remark  id="s2b16c51l1" />บทอื่นๆ ด้วยปริยายอื่นๆ ตลอดเจ็ดคืนเจ็ดวัน แม้ผมก็พึงทูลตอบความข้อนั้นถวายพระผู้มี
			<remark  id="s2b16c51l2" />พระภาคได้ด้วยบทอื่นๆด้วยปริยายอื่นๆ ตลอดเจ็ดคืนเจ็ดวัน ฯ
			<remark  id="s2b16c51l3" />[๑๑๖] ลำดับนั้น พระกฬารขัตติยภิกษุลุกขึ้นจากอาสนะ เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึง
			<remark  id="s2b16c51l4" />ที่ประทับ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาค แล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง เมื่อนั่งเรียบร้อยแล้ว จึง
			<remark  id="s2b16c51l5" />กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า พระพุทธเจ้าข้า ท่านพระสารีบุตรบันลือสีหนาทว่า ท่านผู้มีอายุทั้ง
			<remark  id="s2b16c51l6" />หลาย พระผู้มีพระภาคได้ตรัสถามปัญหาข้อแรกกะผม ซึ่งผมยังไม่เคยรู้มาก่อน ผมจึงทูลตอบ
			<remark  id="s2b16c51l7" />ปัญหาล่าช้าไป ต่อเมื่อพระผู้มีพระภาคทรงอนุโมทนาปัญหาข้อแรกของผมแล้ว ผมจึงคิดได้ว่า 
			<remark  id="s2b16c51l8" />ถ้าพระผู้มีพระภาคจะพึงตรัสถามความข้อนั้นกะผมตลอดทั้งวันด้วยบทอื่นๆ ด้วยปริยายอื่นๆแม้
			<remark  id="s2b16c51l9" />ผมก็พึงทูลตอบความข้อนั้นถวายพระผู้มีพระภาคด้วยบทอื่นๆ ด้วยปริยายอื่นๆตลอดทั้งวัน แม้
			<remark  id="s2b16c51l10" />ถ้าพระผู้มีพระภาคจะพึงตรัสถามความข้อนั้นกะผมด้วยบทอื่นๆด้วยปริยายอื่นๆ ตลอดทั้งคืน 
			<remark  id="s2b16c51l11" />แม้ผมก็พึงทูลตอบความข้อนั้นถวายพระผู้มีพระภาคได้ด้วยบทอื่นๆ ด้วยปริยายอื่นๆ ตลอดทั้งคืน
			<remark  id="s2b16c51l12" /> หากพระผู้มีพระภาคจะพึงตรัสถามความข้อนั้นกะผมด้วยบทอื่นๆ ด้วยปริยายอื่นๆ ตลอดทั้งคืน
			<remark  id="s2b16c51l13" />ทั้งวัน แม้ผมก็พึงทูลตอบความข้อนั้นถวายพระผู้มีพระภาคได้ด้วยบทอื่นๆ ด้วยปริยายอื่นๆ
			<remark  id="s2b16c51l14" />ตลอดทั้งคืนทั้งวัน หากพระผู้มีพระภาคจะพึงตรัสถามความข้อนั้นกะผมด้วยบทอื่นๆ ด้วยปริยาย
			<remark  id="s2b16c51l15" />อื่นๆ ตลอดสองคืนสองวัน แม้ผมก็พึงทูลตอบความข้อนั้นถวายพระผู้มีพระภาคได้ด้วยบทอื่นๆ 
			<remark  id="s2b16c51l16" />ด้วยปริยายอื่นๆ ตลอดสองคืนสองวันหากพระผู้มีพระภาคจะพึงตรัสถามความข้อนั้นกะผมด้วย
			<remark  id="s2b16c51l17" />บทอื่นๆ ด้วยปริยายอื่นๆตลอดสามคืนสามวัน แม้ผมก็พึงทูลตอบความข้อนั้นถวายพระผู้มี
			<remark  id="s2b16c51l18" />พระภาคได้ด้วยบทอื่นๆ ด้วยปริยายอื่นๆ ตลอดสามคืนสามวัน หากพระผู้มีพระภาคจะพึงตรัส
			<remark  id="s2b16c51l19" />ถามความข้อนั้นกะผมด้วยบทอื่นๆ ด้วยปริยายอื่นๆ ตลอดสี่คืนสี่วัน แม้ผมก็พึงทูลตอบความ
			<remark  id="s2b16c51l20" />ข้อนั้นถวายพระผู้มีพระภาคได้ด้วยบทอื่นๆ ด้วยปริยายอื่นๆตลอดสี่คืนสี่วัน หากพระผู้มี
			<remark  id="s2b16c51l21" />พระภาคจะพึงตรัสถามความข้อนั้นกะผมด้วยบทอื่นๆด้วยปริยายอื่นๆ ตลอดห้าคืนห้าวัน แม้ผม
			<remark  id="s2b16c51l22" />ก็พึงทูลตอบความข้อนั้นถวายพระผู้มีพระภาคได้ด้วยบทอื่นๆ ด้วยปริยายอื่นๆ ตลอดห้าคืนห้าวัน 
			<remark  id="s2b16c51l23" />หากพระผู้มีพระภาคจะพึงตรัสถามความข้อนั้นกะผมด้วยบทอื่นๆ ด้วยปริยายอื่นๆ ตลอดหกคืน
			<remark  id="s2b16c51l24" />หกวัน แม้ผมก็พึงทูลตอบความข้อนั้นถวายพระผู้มีพระภาคได้ด้วยบทอื่นๆ ด้วยปริยายอื่นๆ 
			<remark  id="s2b16c51l25" />ตลอดหกคืนหกวัน หากพระผู้มีพระภาคจะพึงตรัสถามความข้อนั้นกะผมด้วยบทอื่นๆ ด้วยปริยาย
			<remark  id="s2b16c51l26" />อื่นๆ ตลอดเจ็ดคืนเจ็ดวัน แม้ผมก็พึงทูลตอบความข้อนั้นถวายพระผู้มีพระภาคได้ด้วยบทอื่นๆ 
			<remark  id="s2b16c51l27" />ด้วยปริยายอื่นๆ ตลอดเจ็ดคืนเจ็ดวัน ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b16c52" >
		<para id="s2b16c52p">
			<remark  id="s2b16c52l1" />[๑๑๗] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุ ก็เพราะธรรมธาตุอันสารีบุตร  แทงตลอด
			<remark  id="s2b16c52l2" />ดีแล้ว แม้หากว่าเราจะพึงถามความข้อนั้นกะสารีบุตรด้วยบทอื่นๆ ด้วยปริยายอื่นๆ ตลอด
			<remark  id="s2b16c52l3" />ทั้งวัน สารีบุตรก็คงตอบความข้อนั้นแก่เราด้วยบทอื่นๆด้วยปริยายอื่นๆ ตลอดทั้งวัน 
			<remark  id="s2b16c52l4" />หากเราจะถามความข้อนั้นกะสารีบุตรด้วยบทอื่นๆด้วยปริยายอื่นๆ ตลอดทั้งคืน สารีบุตร
			<remark  id="s2b16c52l5" />ก็คงตอบความข้อนั้นแก่เราด้วยบทอื่นๆด้วยปริยายอื่นๆ ตลอดทั้งคืน หากเราจะถาม
			<remark  id="s2b16c52l6" />ความข้อนั้นกะสารีบุตรด้วยบทอื่นๆด้วยปริยายอื่นๆ ตลอดทั้งคืนทั้งวัน สารีบุตรก็คง
			<remark  id="s2b16c52l7" />ตอบความข้อนั้นแก่เราด้วยบทอื่นๆ ด้วยปริยายอื่นๆ ตลอดทั้งคืนทั้งวัน หากเราจะถามความ
			<remark  id="s2b16c52l8" />ข้อนั้นกะสารีบุตรด้วยบทอื่นๆ ด้วยปริยายอื่นๆ ตลอดสองคืนสองวัน สารีบุตร
			<remark  id="s2b16c52l9" />ก็คงตอบความข้อนั้นแก่เราได้ด้วยบทอื่นๆ ด้วยปริยายอื่นๆ ตลอดสองคืนสองวัน หากเรา
			<remark  id="s2b16c52l10" />จะถามความข้อนั้นกะสารีบุตรด้วยบทอื่นๆ ด้วยปริยายอื่นๆ ตลอดสามคืนสามวัน สารีบุตร
			<remark  id="s2b16c52l11" />ก็คงตอบความข้อนั้นแก่เราได้ด้วยบทอื่นๆ ด้วยปริยายอื่นๆตลอดสามคืนสามวัน หากเราจะ
			<remark  id="s2b16c52l12" />ถามความข้อนั้นกะสารีบุตรด้วยบทอื่นๆ ด้วยปริยายอื่นๆ ตลอดสี่คืนสี่วัน สารีบุตรก็คงตอบ
			<remark  id="s2b16c52l13" />ความข้อนั้นแก่เราได้ด้วยบทอื่นๆด้วยปริยายอื่นๆ ตลอดสี่คืนสี่วัน หากเราจะถามความข้อนั้น
			<remark  id="s2b16c52l14" />กะสารีบุตรด้วยบทอื่นๆ ด้วยปริยายอื่นๆ ตลอดห้าคืนห้าวัน สารีบุตรก็คงตอบความ
			<remark  id="s2b16c52l15" />ข้อนั้นแก่เราได้ด้วยบทอื่นๆ ด้วยปริยายอื่นๆ ตลอดห้าคืนห้าวัน หากเราจะถามความ
			<remark  id="s2b16c52l16" />ข้อนั้นกะสารีบุตรด้วยบทอื่นๆ ด้วยปริยายอื่นๆ ตลอดหกคืนหกวัน สารีบุตรก็คง
			<remark  id="s2b16c52l17" />ตอบความข้อนั้นแก่เราได้ด้วยบทอื่นๆ ด้วยปริยายอื่นๆ ตลอดหกคืนหกวันหากเราจะ
			<remark  id="s2b16c52l18" />ถามความข้อนั้นกะสารีบุตรด้วยบทอื่นๆ ด้วยปริยายอื่นๆ ตลอดเจ็ดคืนเจ็ดวัน สารีบุตร
			<remark  id="s2b16c52l19" />ก็คงตอบความข้อนั้นแก่เราได้ด้วยบทอื่นๆ ด้วยปริยายอื่นๆ ตลอดเจ็ดคืนเจ็ดวัน ฯ
			<remark  id="s2b16c52l20" />จบสูตรที่ ๒
			<remark  id="s2b16c52l21" />ญาณวัตถุสูตรที่ ๑
			<remark  id="s2b16c52l22" />[๑๑๘] พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี 
			<remark  id="s2b16c52l23" />เขตพระนครสาวัตถี ... พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลายเราจักแสดงญาณวัตถุ ๔๔ 
			<remark  id="s2b16c52l24" />แก่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงตั้งใจฟังซึ่งญาณวัตถุนั้นจงใส่ใจให้ดีเถิด เราจักกล่าว ภิกษุ
			<remark  id="s2b16c52l25" />เหล่านั้นทูลรับพระผู้มีพระภาคแล้ว ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b16c53" >
		<para id="s2b16c53p">
			<remark  id="s2b16c53l1" />[๑๑๙] พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ญาณวัตถุ ๔๔ เป็นไฉน 
			<remark  id="s2b16c53l2" />คือความรู้ในชราและมรณะ ๑ ความรู้ในเหตุเป็นแดนเกิดแห่งชราและมรณะ ๑ ความรู้ใน
			<remark  id="s2b16c53l3" />ความดับแห่งชราและมรณะ ๑ ความรู้ในปฏิปทาอันให้ถึงความดับแห่งชราและมรณะ ๑ ความรู้
			<remark  id="s2b16c53l4" />ในชาติ ๑ ความรู้ในเหตุเป็นแดนเกิดแห่งชาติ ๑ ความรู้ในความดับแห่งชาติ ๑ ความรู้ใน
			<remark  id="s2b16c53l5" />ปฏิปทาอันให้ถึงความดับแห่งชาติ ๑ ความรู้ในภพ ๑ ความรู้ในเหตุเป็นแดนเกิดแห่งภพ ๑ 
			<remark  id="s2b16c53l6" />ความรู้ในความดับแห่งภพ ๑ ความรู้ในปฏิปทาอันให้ถึงความดับแห่งภพ ๑ ความรู้ในอุปาทาน ๑
			<remark  id="s2b16c53l7" />ความรู้ในเหตุเป็นแดนเกิดแห่งอุปาทาน ๑ ความรู้ในความดับแห่งอุปาทาน ๑ความรู้ใน
			<remark  id="s2b16c53l8" />ปฏิปทาอันให้ถึงความดับแห่งอุปาทาน ๑ ความรู้ในตัณหา ๑ ความรู้ในเหตุเป็นแดนเกิด
			<remark  id="s2b16c53l9" />แห่งตัณหา ๑ ความรู้ในความดับแห่งตัณหา ๑ ความรู้ในปฏิปทาอันให้ถึงความดับแห่งตัณหา ๑
			<remark  id="s2b16c53l10" /> ความรู้ในเวทนา ๑ ความรู้ในเหตุเป็นแดนเกิดแห่งเวทนา ๑ ความรู้ในความดับแห่งเวทนา ๑ 
			<remark  id="s2b16c53l11" />ความรู้ในปฏิปทาอันให้ถึงความดับแห่งเวทนา ๑ ความรู้ในผัสสะ ๑ ความรู้ในเหตุเป็น
			<remark  id="s2b16c53l12" />แดนเกิดแห่งผัสสะ ๑ความรู้ในความดับแห่งผัสสะ ๑ ความรู้ในปฏิปทาอันให้ถึงความดับ
			<remark  id="s2b16c53l13" />แห่งผัสสะ ๑ความรู้ในสฬายตนะ ๑ ความรู้ในเหตุเป็นแดนเกิดแห่งสฬายตนะ ๑ ความ
			<remark  id="s2b16c53l14" />รู้ในความดับแห่งสฬายตนะ ๑ ความรู้ในปฏิปทาอันให้ถึงความดับแห่งสฬายตนะ ๑ความรู้
			<remark  id="s2b16c53l15" />ในนามรูป ๑ ความรู้ในเหตุเป็นแดนเกิดแห่งนามรูป ๑ ความรู้ในความดับแห่งนามรูป ๑ ความรู้
			<remark  id="s2b16c53l16" />ในปฏิปทาอันให้ถึงความดับแห่งนามรูป ๑ ความรู้ในวิญญาณ ๑ ความรู้ในเหตุเป็นแดนเกิด
			<remark  id="s2b16c53l17" />แห่งวิญญาณ ๑ ความรู้ในความดับแห่งวิญญาณ ๑ ความรู้ในปฏิปทาอันให้ถึงความดับแห่ง
			<remark  id="s2b16c53l18" />วิญญาณ ๑ ความรู้ในสังขารทั้งหลาย ๑ ความรู้ในเหตุเป็นแดนเกิดแห่งสังขาร ๑ ความรู้ใน
			<remark  id="s2b16c53l19" />ความดับแห่งสังขาร ๑ ความรู้ในปฏิปทาอันให้ถึงความดับแห่งสังขาร ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย
			<remark  id="s2b16c53l20" />เหล่านี้เรียกว่า ญาณวัตถุ ๔๔ ฯ
			<remark  id="s2b16c53l21" />[๑๒๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ชราและมรณะเป็นไฉน ความแก่ ภาวะของความแก่ 
			<remark  id="s2b16c53l22" />ฟันหลุด ผมหงอก หนังเหี่ยว ความเสื่อมแห่งอายุ ความแก่หง่อมแห่งอินทรีย์ 
			<remark  id="s2b16c53l23" />ในหมู่สัตว์นั้นๆ ของเหล่าสัตว์นั้นๆ นี้เรียกว่าชราความเคลื่อน ภาวะของความเคลื่อน 
			<remark  id="s2b16c53l24" />ความทำลาย ความอันตรธาน มฤตยูความตาย กาลกิริยา ความแตกแห่งขันธ์ 
			<remark  id="s2b16c53l25" />ความทอดทิ้งซากศพ ความขาดแห่งอินทรีย์ จากหมู่สัตว์นั้นๆ ของเหล่าสัตว์นั้นๆ นี้
			<remark  id="s2b16c53l26" />เราเรียกว่ามรณะ ชราและมรณะดังพรรณนามาฉะนี้ เรียกว่าชราและมรณะ เพราะชาติเกิด 
			<remark  id="s2b16c53l27" />ชราและมรณะจึงเกิดเพราะชาติดับ ชราและมรณะจึงดับ อริยมรรคมีองค์ ๘ นี้เท่านั้น คือ 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b16c54" >
		<para id="s2b16c54p">
			<remark  id="s2b16c54l1" />ความเห็นชอบ ๑ ความดำริชอบ ๑ วาจาชอบ ๑ การงานชอบ ๑ อาชีพชอบ ๑ 
			<remark  id="s2b16c54l2" />พยายามชอบ ๑ ระลึกชอบ ๑ ความตั้งใจไว้ชอบ ๑ เป็นข้อปฏิบัติให้ถึงธรรมเป็นที่ดับ
			<remark  id="s2b16c54l3" />ชราและมรณะ ฯ
			<remark  id="s2b16c54l4" />[๑๒๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกรู้ชัดซึ่งชราและมรณะอย่างนี้  รู้ชัดซึ่งเหตุเป็น
			<remark  id="s2b16c54l5" />แดนเกิดแห่งชราและมรณะอย่างนี้ รู้ชัดซึ่งความดับแห่งชราและมรณะอย่างนี้ รู้ชัดซึ่งปฏิปทา
			<remark  id="s2b16c54l6" />อันให้ถึงความดับแห่งชราและมรณะอย่างนี้ นี้ชื่อว่าความรู้ในธรรมของอริยสาวกนั้น อริยสาวก
			<remark  id="s2b16c54l7" />นั้นนำนัยในอดีตและอนาคตไปด้วยธรรมนี้ ซึ่งตนเห็นแล้ว รู้แล้ว ให้ผลไม่มีกำหนดกาล 
			<remark  id="s2b16c54l8" />อันตนได้บรรลุแล้วอันตนหยั่งรู้แล้ว สมณะหรือพราหมณ์ในอดีตกาลเหล่าใดเหล่าหนึ่ง 
			<remark  id="s2b16c54l9" />ก็ได้รู้ชราและมรณะ ได้รู้เหตุเป็นแดนเกิดแห่งชราและมรณะ ได้รู้ความดับแห่งชราและมรณะ
			<remark  id="s2b16c54l10" /> ได้รู้ปฏิปทาอันให้ถึง ความดับแห่งชราและมรณะ เหมือนอย่างที่เรารู้ในบัดนี้เหมือนกันทั้งนั้น 
			<remark  id="s2b16c54l11" />สมณะหรือพราหมณ์ในอนาคตกาลแม้เหล่าใดเหล่าหนึ่งก็จักรู้ชราและมรณะ จักรู้เหตุเป็นแดน
			<remark  id="s2b16c54l12" />เกิดแห่งชราและมรณะ จักรู้ความดับแห่งชราและมรณะ จักรู้ปฏิปทาอันให้ถึงความดับ
			<remark  id="s2b16c54l13" />แห่งชราและมรณะ เหมือนอย่างที่เรารู้ในบัดนี้เหมือนกันทั้งนั้น นี้ชื่อว่า อันวยญาณของอริย
			<remark  id="s2b16c54l14" />สาวกนั้น ฯ
			<remark  id="s2b16c54l15" />[๑๒๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความรู้ ๒ อย่าง คือธรรมญาณ  อันวยญาณ  ๑ 
			<remark  id="s2b16c54l16" />เหล่านี้ของอริยสาวก เป็นธรรมชาติบริสุทธิ์ผุดผ่อง ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกนี้
			<remark  id="s2b16c54l17" />เราเรียกว่า ผู้ถึงพร้อมด้วยทิฐิบ้าง ผู้ถึงพร้อมด้วยทัศนะบ้างผู้มาสู่สัทธรรมนี้บ้าง เห็น
			<remark  id="s2b16c54l18" />สัทธรรมนี้บ้าง ประกอบด้วยญาณของพระเสขะบ้างประกอบด้วยวิชชาของพระเสขะบ้าง ถึงกระ
			<remark  id="s2b16c54l19" />แสแห่งธรรมบ้าง เป็นอริยบุคคลผู้มีปัญญาเครื่องชำแรกกิเลสบ้าง อยู่ชิดประตูอมตนิพพานบ้าง ฯ
			<remark  id="s2b16c54l20" />[๑๒๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ชาติเป็นไฉน ... ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภพเป็นไฉน ... ดูกรภิกษุ
			<remark  id="s2b16c54l21" />ทั้งหลาย ก็อุปาทานเป็นไฉน ... ดูกรภิกษุทั้งหลายก็ตัณหาเป็นไฉน ... ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
			<remark  id="s2b16c54l22" />ก็เวทนาเป็นไฉน ... ดูกรภิกษุทั้งหลายก็ผัสสะเป็นไฉน ... ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สฬายตนะ
			<remark  id="s2b16c54l23" />เป็นไฉน ... ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็นามรูปเป็นไฉน ... ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็วิญญาณเป็นไฉน ... 
			<remark  id="s2b16c54l24" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สังขารเป็นไฉน ... สังขารมี ๓ คือ กายสังขาร ๑ วจีสังขาร ๑จิตสังขาร ๑ 
			<remark  id="s2b16c54l25" />นี้เรียกว่าสังขาร เพราะอวิชชาเกิด สังขารจึงเกิด เพราะอวิชชาดับ สังขารจึงดับ 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b16c55" >
		<para id="s2b16c55p">
			<remark  id="s2b16c55l1" />อริยมรรคมีองค์ ๘ นี้เท่านั้น คือความเห็นชอบ ๑ ความดำริชอบ ๑ วาจาชอบ ๑
			<remark  id="s2b16c55l2" /> การงานชอบ ๑ อาชีพชอบ ๑ พยายามชอบ ๑ระลึกชอบ ๑ ตั้งใจไว้ชอบ ๑ ฯ
			<remark  id="s2b16c55l3" />[๑๒๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกรู้ชัดสังขารอย่างนี้ รู้ชัดเหตุเป็นแดนเกิดแห่ง
			<remark  id="s2b16c55l4" />สังขารอย่างนี้ รู้ชัดความดับแห่งสังขารอย่างนี้ รู้ชัดปฏิปทาอันให้ถึงความดับแห่งสังขารอย่างนี้ 
			<remark  id="s2b16c55l5" />นี้ชื่อว่า ความรู้ในธรรมของอริยสาวกนั้น อริยสาวกนั้นย่อมนำนัยในอดีตและอนาคตไปด้วย
			<remark  id="s2b16c55l6" />ธรรมนี้ ซึ่งตนเห็นแล้ว รู้แล้วให้ผลไม่มีกำหนดกาล อันตนได้บรรลุแล้ว อันตนหยั่งรู้แล้ว
			<remark  id="s2b16c55l7" /> สมณะหรือพราหมณ์ในอดีตกาลเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ก็ได้รู้สังขาร ได้รู้เหตุเป็นแดนเกิดแห่ง
			<remark  id="s2b16c55l8" />สังขาร ได้รู้ความดับแห่งสังขาร ได้รู้ปฏิปทาอันให้ถึงความดับแห่งสังขารเหมือนอย่างที่เรารู้
			<remark  id="s2b16c55l9" />ในบัดนี้เหมือนกันทั้งนั้น สมณะหรือพราหมณ์ในอนาคตกาลแม้เหล่าใดเหล่าหนึ่ง ก็จักรู้
			<remark  id="s2b16c55l10" />สังขาร จักรู้เหตุเป็นแดนเกิดแห่งสังขาร จักรู้ความดับแห่งสังขาร จักรู้ปฏิปทาอันให้ถึง
			<remark  id="s2b16c55l11" />ความดับแห่งสังขาร เหมือนอย่างที่เรารู้ในบัดนี้เหมือนกันทั้งนั้น นี้ชื่อว่า อันวยญาณของ
			<remark  id="s2b16c55l12" />อริยสาวกนั้น ฯ
			<remark  id="s2b16c55l13" />[๑๒๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความรู้ ๒ อย่าง คือธรรมญาณ ๑ อันวยญาณ ๑ 
			<remark  id="s2b16c55l14" />เหล่านี้ ของอริยสาวก เป็นธรรมชาติบริสุทธิ์ผุดผ่อง ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกนี้
			<remark  id="s2b16c55l15" />เราเรียกว่า ผู้ถึงพร้อมด้วยทิฐิบ้าง ผู้ถึงพร้อมด้วยทัศนะบ้างผู้มาสู่สัทธรรมนี้บ้าง 
			<remark  id="s2b16c55l16" />เห็นสัทธรรมนี้บ้าง ประกอบด้วยญาณของพระเสขะบ้างประกอบด้วยวิชชา ของพระเสขะ
			<remark  id="s2b16c55l17" />บ้าง ถึงกระแสแห่งธรรมบ้าง เป็นอริยบุคคลผู้มีปัญญาเครื่องชำแรกกิเลสบ้าง อยู่ชิด
			<remark  id="s2b16c55l18" />ประตูอมตนิพพานบ้าง ดังนี้ ฯ
			<remark  id="s2b16c55l19" />จบสูตรที่ ๓
			<remark  id="s2b16c55l20" />๔. ญาณวัตถุสูตรที่ ๒
			<remark  id="s2b16c55l21" />[๑๒๖] พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี 
			<remark  id="s2b16c55l22" />เขตพระนครสาวัตถี ... พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงญาณวัตถุ ๗๗ 
			<remark  id="s2b16c55l23" />แก่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงตั้งใจฟังญาณวัตถุนั้น จงใส่ใจให้ดีเถิด เราจักกล่าว ภิกษุ
			<remark  id="s2b16c55l24" />เหล่านั้นทูลรับพระผู้มีพระภาคแล้ว ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b16c56" >
		<para id="s2b16c56p">
			<remark  id="s2b16c56l1" />[๑๒๗] พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ญาณวัตถุ ๗๗ เป็นไฉน ญาณ
			<remark  id="s2b16c56l2" />วัตถุ ๗๗ นั้น คือความรู้ว่า เพราะชาติเป็นปัจจัย ชราและมรณะจึงมี ๑ ความรู้ว่า เมื่อชาติไม่
			<remark  id="s2b16c56l3" />มี ชราและมรณะจึงไม่มี ๑ แม้ในอดีตกาลความรู้ว่า เพราะชาติเป็นปัจจัย ชราและมรณะจึง
			<remark  id="s2b16c56l4" />มี ๑ ความรู้ว่า เมื่อชาติไม่มีชราและมรณะจึงไม่มี ๑ แม้ในอนาคตกาล ความรู้ว่า เพราะชาติ
			<remark  id="s2b16c56l5" />เป็นปัจจัย ชราและมรณะจึงมี ๑ ความรู้ว่า เมื่อชาติไม่มี ชราและมรณะจึงไม่มี ๑ ความรู้ว่า
			<remark  id="s2b16c56l6" />ธรรมฐิติญาณของชาตินั้น มีความสิ้น ความเสื่อม ความคลาย ความดับเป็นธรรมดา ๑ ความ
			<remark  id="s2b16c56l7" />รู้ว่า เพราะภพเป็นปัจจัย ชาติจึงมี ๑ ความรู้ว่า เมื่อภพไม่มี ชาติจึงไม่มี ๑ แม้ในอดีตกาล 
			<remark  id="s2b16c56l8" />ความรู้ว่า เพราะภพเป็นปัจจัย ชาติจึงมี ๑ความรู้ว่า เมื่อภพไม่มี ชาติจึงไม่มี ๑ แม้ใน
			<remark  id="s2b16c56l9" />อนาคตกาล ความรู้ว่า เพราะภพเป็นปัจจัย ชาติจึงมี ๑ ความรู้ว่า เมื่อภพไม่มี ชาติจึง
			<remark  id="s2b16c56l10" />ไม่มี ๑ ความรู้ว่าธรรมฐิติญาณของภพนั้น มีความสิ้น ความเสื่อม ความคลาย ความ
			<remark  id="s2b16c56l11" />ดับเป็นธรรมดา ๑ ความรู้ว่า เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย ภพจึงมี ๑ ความรู้ว่าเมื่ออุปาทาน
			<remark  id="s2b16c56l12" />ไม่มี ภพจึงไม่มี ๑ แม้ในอดีตกาล ความรู้ว่า เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย ภพจึงมี ๑ ความ
			<remark  id="s2b16c56l13" />รู้ว่า เมื่ออุปาทานไม่มี ภพจึงไม่มี ๑ แม้ในอนาคตกาล ความรู้ว่า เพราะอุปาทานเป็น
			<remark  id="s2b16c56l14" />ปัจจัย ภพจึงมี ๑ ความรู้ว่า เมื่ออุปาทานไม่มี ภพจึงไม่มี ๑ ความรู้ว่า ธรรมฐิติญาณ
			<remark  id="s2b16c56l15" />ของอุปาทานนั้น มีความสิ้นความเสื่อม ความคลาย ความดับเป็นธรรมดา ๑ ความรู้ว่า 
			<remark  id="s2b16c56l16" />ตัณหาเป็นปัจจัยอุปาทานจึงมี ๑ ความรู้ว่า เมื่อตัณหาไม่มี อุปาทานจึงไม่มี ๑ แม้ในอดีต
			<remark  id="s2b16c56l17" />กาลความรู้ว่า เพราะตัณหาเป็นปัจจัย อุปาทานจึงมี ๑ ความรู้ว่า เมื่อตัณหาไม่มีอุปา
			<remark  id="s2b16c56l18" />ทานจึงไม่มี ๑ แม้ในอนาคตกาล ความรู้ว่า เพราะตัณหาเป็นปัจจัย อุปาทานจึงมี ๑ ความ
			<remark  id="s2b16c56l19" />รู้ว่า เมื่อตัณหาไม่มี อุปาทานจึงไม่มี ๑ ความรู้ว่า ธรรมฐิติญาณของตัณหานั้น มีความ
			<remark  id="s2b16c56l20" />สิ้น ความเสื่อม ความคลาย ความดับเป็นธรรมดา ๑ ความรู้ว่าเพราะเวทนาเป็นปัจจัย
			<remark  id="s2b16c56l21" />ตัณหาจึงมี ๑ ความรู้ว่า เมื่อเวทนาไม่มี ตัณหาจึงไม่มี ๑แม้ในอดีตกาล ความรู้ว่า 
			<remark  id="s2b16c56l22" />เพราะเวทนาเป็นปัจจัย ตัณหาจึงมี ๑ ความรู้ว่า เมื่อเวทนาไม่มี ตัณหาจึงไม่มี ๑ แม้ใน
			<remark  id="s2b16c56l23" />อนาคตกาล ความรู้ว่า เพราะเวทนาเป็นปัจจัย ตัณหาจึงมี ๑ ความรู้ว่า เมื่อเวทนาไม่มี 
			<remark  id="s2b16c56l24" />ตัณหาจึงไม่มี ๑ ความรู้ว่า ธรรมฐิติญาณของเวทนานั้น มีความสิ้น ความเสื่อม ความ
			<remark  id="s2b16c56l25" />คลาย ความดับเป็นธรรมดา ๑ ความรู้ว่าเพราะผัสสะเป็นปัจจัย เวทนาจึงมี ๑ ความรู้ว่า
			<remark  id="s2b16c56l26" /> เมื่อผัสสะไม่มี เวทนาจึงไม่มี ๑ แม้ในอดีตกาล ความรู้ว่า เพราะผัสสะเป็นปัจจัย เวท
		</para>
	</section>
	<section id="s2b16c57" >
		<para id="s2b16c57p">
			<remark  id="s2b16c57l1" />นาจึงมี ๑ความรู้ว่า เมื่อผัสสะไม่มี เวทนาจึงไม่มี ๑ แม้ในอนาคตกาล ความรู้ว่า
			<remark  id="s2b16c57l2" /> เพราะผัสสะเป็นปัจจัย เวทนาจึงมี ๑ ความรู้ว่า เมื่อผัสสะไม่มี เวทนาจึงไม่มี ๑ความ
			<remark  id="s2b16c57l3" />รู้ว่า ธรรมฐิติญาณของผัสสะนั้น มีความสิ้น ความเสื่อม ความคลายความดับเป็น
			<remark  id="s2b16c57l4" />ธรรมดา ๑ ความรู้ว่า เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย ผัสสะจึงมี ๑ความรู้ว่า เมื่อสฬายตนะ
			<remark  id="s2b16c57l5" />ไม่มี ผัสสะจึงไม่มี ๑ แม้ในอดีตกาล ความรู้ว่าเพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย ผัสสะจึง
			<remark  id="s2b16c57l6" />มี ๑ ความรู้ว่า เมื่อสฬายตนะไม่มี  ผัสสะจึงไม่มี ๑ แม้ในอนาคตกาล ความรู้ว่า 
			<remark  id="s2b16c57l7" />เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย ผัสสะจึงมี๑ ความรู้ว่า เมื่อสฬายตนะไม่มี ผัสสะจึงไม่มี ๑
			<remark  id="s2b16c57l8" /> ความรู้ว่า ธรรมฐิติญาณของสฬายตนะนั้น มีความสิ้น ความเสื่อม ความคลาย ความ
			<remark  id="s2b16c57l9" />ดับเป็นธรรมดา ๑ความรู้ว่า เพราะนามรูปเป็นปัจจัย สฬายตนะจึงมี ๑ ความรู้ว่า เมื่อ
			<remark  id="s2b16c57l10" />นามรูปไม่มี สฬายตนะจึงไม่มี ๑ แม้ในอดีตกาล ความรู้ว่า เพราะนามรูปเป็นปัจจัย
			<remark  id="s2b16c57l11" />สฬายตนะจึงมี ๑ ความรู้ว่า เมื่อนามรูปไม่มี สฬายตนะจึงไม่มี ๑ แม้ในอนาคตกาล 
			<remark  id="s2b16c57l12" />ความรู้ว่า เพราะนามรูปเป็นปัจจัย สฬายตนะจึงมี ๑ ความรู้ว่าเมื่อนามรูปไม่มี สฬาย
			<remark  id="s2b16c57l13" />ตนะจึงไม่มี ๑ ความรู้ว่า ธรรมฐิติญาณของนามรูปนั้นมีความสิ้น ความเสื่อม ความ
			<remark  id="s2b16c57l14" />คลาย ความดับเป็นธรรมดา ๑ ความรู้ว่า เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย นามรูปจึงมี ๑ ความ
			<remark  id="s2b16c57l15" />รู้ว่า เมื่อวิญญาณไม่มี นามรูปจึงไม่มี ๑แม้ในอดีตกาล ความรู้ว่า เพราะวิญญาณเป็น
			<remark  id="s2b16c57l16" />ปัจจัย นามรูปจึงมี ๑ ความรู้ว่า เมื่อวิญญาณไม่มี นามรูปจึงไม่มี ๑ แม้ในอนาคตกาล
			<remark  id="s2b16c57l17" /> ความรู้ว่า เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย นามรูปจึงมี ๑ ความรู้ว่า เมื่อวิญญาณไม่มี นามรูป
			<remark  id="s2b16c57l18" />จึงไม่มี ๑ ความรู้ว่าธรรมฐิติญาณของวิญญาณนั้น มีความสิ้น ความเสื่อม ความคลาย
			<remark  id="s2b16c57l19" /> ความดับเป็นธรรมดา ๑ ความรู้ว่า เพราะสังขารเป็นปัจจัย วิญญาณจึงมี ๑ ความรู้ว่า เมื่อ
			<remark  id="s2b16c57l20" />สังขารไม่มี วิญญาณจึงไม่มี ๑ แม้ในอดีตกาล ความรู้ว่า เพราะสังขารเป็นปัจจัย
			<remark  id="s2b16c57l21" />วิญญาณจึงมี ๑ ความรู้ว่า เมื่อสังขารไม่มี วิญญาณจึงไม่มี ๑ แม้ในอนาคตกาลความรู้ว่า
			<remark  id="s2b16c57l22" /> เพราะสังขารเป็นปัจจัย วิญญาณจึงมี ๑ ความรู้ว่า เมื่อสังขารไม่มีวิญญาณจึงไม่มี ๑ 
			<remark  id="s2b16c57l23" />ความรู้ว่า ธรรมฐิติญาณของสังขารนั้น มีความสิ้น ความเสื่อม ความคลาย ความดับ
			<remark  id="s2b16c57l24" />เป็นธรรมดา ๑ ความรู้ว่า เพราะอวิชชาเป็นปัจจัยสังขารจึงไม่มี ๑ ความรู้ว่า เมื่อ
			<remark  id="s2b16c57l25" />อวิชชาไม่มี สังขารจึงไม่มี ๑ แม้ในอดีตกาลความรู้ว่า เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย สังขาร
		</para>
	</section>
	<section id="s2b16c58" >
		<para id="s2b16c58p">
			<remark  id="s2b16c58l1" />จึงไม่มี ๑ ความรู้ว่า เมื่ออวิชชาไม่มีสังขารจึงไม่มี ๑ แม้ในอนาคตกาล ความรู้ว่า 
			<remark  id="s2b16c58l2" />เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย สังขารจึงมี ๑ ความรู้ว่า เมื่ออวิชชาไม่มี สังขารจึงไม่มี ๑ ความ
			<remark  id="s2b16c58l3" />รู้ว่า ธรรมฐิติญาณของอวิชชานั้น มีความสิ้น ความเสื่อม ความคลาย ความดับเป็น
			<remark  id="s2b16c58l4" />ธรรมดา ๑ดูกรภิกษุทั้งหลาย เหล่านี้เรียกว่า ญาณวัตถุ ๗๗ ฯ
			<remark  id="s2b16c58l5" />จบสูตรที่ ๔
			<remark  id="s2b16c58l6" />๕. อวิชชาปัจจยสูตรที่ ๑
			<remark  id="s2b16c58l7" />[๑๒๘] พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิก
			<remark  id="s2b16c58l8" />เศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี ... พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะอวิชชา
			<remark  id="s2b16c58l9" />เป็นปัจจัย จึงมีสังขาร เพราะสังขารเป็นปัจจัยจึงมีวิญญาณ ฯลฯ ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์
			<remark  id="s2b16c58l10" />ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้ ฯ
			<remark  id="s2b16c58l11" />[๑๒๙] เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว ภิกษุรูปหนึ่งทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า 
			<remark  id="s2b16c58l12" />ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ชรามรณะเป็นไฉน และชรามรณะนี้เป็นของใคร พระผู้มีพระภาคตรัส
			<remark  id="s2b16c58l13" />ตอบว่า ตั้งปัญหายังไม่ถูก ดูกรภิกษุ ผู้ใดพึงกล่าวว่า ชรามรณะเป็นไฉน และชรามรณะ
			<remark  id="s2b16c58l14" />นี้เป็นของใคร หรือพึงกล่าวว่าชรามรณะเป็นอย่างอื่น และชรามรณะนี้เป็นของผู้อื่น คำ
			<remark  id="s2b16c58l15" />ทั้งสองของผู้นั้นมีเนื้อความอย่างเดียวกัน ต่างแต่พยัญชนะเท่านั้น ดูกรภิกษุ เมื่อมีทิฐิ
			<remark  id="s2b16c58l16" />ว่า ชีพก็อันนั้น ความอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ย่อมไม่มี หรือว่าเมื่อมีทิฐิว่า ชีพอย่างหนึ่ง
			<remark  id="s2b16c58l17" />สรีระอย่างหนึ่ง ความอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ย่อมไม่มี ดูกรภิกษุ ตถาคตย่อมแสดงธรรม
			<remark  id="s2b16c58l18" />โดยสายกลาง ไม่ข้องแวะส่วนสุดทั้งสองนั้นดังนี้ว่า เพราะชาติเป็นปัจจัย จึงมีชรามรณะ ฯ
			<remark  id="s2b16c58l19" />[๑๓๐] ภิกษุรูปหนึ่งทูลถามว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ชาติเป็นไฉนและชาตินี้
			<remark  id="s2b16c58l20" />เป็นของใคร พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ตั้งปัญหายังไม่ถูก ดูกรภิกษุ  ผู้ใดพึงกล่าวว่า 
			<remark  id="s2b16c58l21" />ชาติเป็นไฉน และชาตินี้เป็นของใคร หรือพึงกล่าวว่า ชาติเป็นอย่างอื่น และชาตินี้เป็น
			<remark  id="s2b16c58l22" />ของผู้อื่น คำทั้งสองของผู้นั้น มีเนื้อความอย่างเดียวกัน ต่างแต่พยัญชนะเท่านั้น ดูกร
			<remark  id="s2b16c58l23" />ภิกษุ เมื่อมีทิฐิว่า ชีพก็อันนั้น สรีระก็อันนั้นความอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ย่อมไม่มี 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b16c59" >
		<para id="s2b16c59p">
			<remark  id="s2b16c59l1" />หรือว่าเมื่อมีทิฐิว่า ชีพอย่างหนึ่ง สรีระอย่างหนึ่ง ความอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ย่อมไม่มี 
			<remark  id="s2b16c59l2" />ดูกรภิกษุ ตถาคตแสดงธรรมโดยสายกลาง ไม่ข้องแวะส่วนสุดทั้งสองนั้น ดังนี้ว่า เพราะ
			<remark  id="s2b16c59l3" />ภพเป็นปัจจัยจึงมีชาติ ฯ
			<remark  id="s2b16c59l4" />[๑๓๑] ภิกษุรูปหนึ่งทูลถามว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภพเป็นไฉนและภพนี้เป็น
			<remark  id="s2b16c59l5" />ของใคร พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ตั้งปัญหายังไม่ถูก ดูกรภิกษุผู้ใดพึงกล่าวว่า ภพเป็นไฉน 
			<remark  id="s2b16c59l6" />และภพนี้เป็นของใคร หรือพึงกล่าวว่า ภพเป็นอย่างอื่น และภพนี้เป็นของผู้อื่น คำทั้งสองของ
			<remark  id="s2b16c59l7" />ผู้นั้น มีเนื้อความอย่างเดียวกันต่างกันแต่พยัญชนะเท่านั้น ดูกรภิกษุ เมื่อมีทิฐิว่า ชีพก็อันนั้น 
			<remark  id="s2b16c59l8" />สรีระก็อันนั้นความอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ย่อมไม่มี หรือเมื่อมีทิฐิว่า ชีพอย่างหนึ่ง 
			<remark  id="s2b16c59l9" />สรีระอย่างหนึ่ง ความอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ย่อมไม่มี ดูกรภิกษุ ตถาคตย่อมแสดงธรรม
			<remark  id="s2b16c59l10" />โดยสายกลาง ไม่ข้องแวะส่วนสุดทั้งสองนั้น ดังนี้ว่า เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ ... 
			<remark  id="s2b16c59l11" />เพราะตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน ... เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา ... เพราะผัสสะ
			<remark  id="s2b16c59l12" />เป็นปัจจัย จึงมีเวทนา ... เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ ... เพราะนามรูปเป็นปัจจัย 
			<remark  id="s2b16c59l13" />จึงมีสฬายตนะ ... เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนามรูป ... เพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญ
			<remark  id="s2b16c59l14" />ญาณ ... ฯ
			<remark  id="s2b16c59l15" />[๑๓๒] ภิกษุรูปหนึ่งทูลถามว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ สังขารเป็นไฉนและสังขาร
			<remark  id="s2b16c59l16" />นี้เป็นของใคร พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ตั้งปัญหายังไม่ถูกดูกรภิกษุ ผู้ใดพึงกล่าวว่า 
			<remark  id="s2b16c59l17" />สังขารเป็นไฉน และสังขารนี้เป็นของใคร หรือพึงกล่าวว่า สังขารเป็นอย่างอื่น และสังขาร
			<remark  id="s2b16c59l18" />นี้เป็นของผู้อื่น คำทั้งสองของผู้นั้น มีเนื้อความอย่างเดียวกัน ต่างกันแต่พยัญชนะเท่านั้น 
			<remark  id="s2b16c59l19" />ดูกรภิกษุ เมื่อมีทิฐิว่าชีพก็อันนั้น สรีระก็อันนั้น ความอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ย่อมไม่มี 
			<remark  id="s2b16c59l20" />หรือเมื่อมีทิฐิว่า ชีพอย่างหนึ่ง สรีระอย่างหนึ่ง ความอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ย่อมไม่มี
			<remark  id="s2b16c59l21" />ดูกรภิกษุ ตถาคตย่อมแสดงธรรมโดยสายกลาง ไม่ข้องแวะส่วนสุดทั้งสองนั้นดังนี้ว่า 
			<remark  id="s2b16c59l22" />เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร ฯ
			<remark  id="s2b16c59l23" />[๑๓๓] ดูกรภิกษุ ทิฐิไม่ว่าชนิดใดชนิดหนึ่ง ที่เป็นข้าศึก อันบุคคลเสพผิด 
			<remark  id="s2b16c59l24" />ส่ายหาไปว่า ชราและมรณะเป็นไฉน และชรามรณะนี้เป็นของใครหรือว่าชรามรณะเป็นของผู้
			<remark  id="s2b16c59l25" />อื่น และชรามรณะเป็นของผู้อื่น ว่าชีพก็อันนั้น สรีระก็อันนั้น หรือว่าชีพอย่างหนึ่ง 
			<remark  id="s2b16c59l26" />สรีระอย่างหนึ่ง ทิฐิเหล่านั้นทั้งสิ้น อันอริยสาวกนั้นละได้แล้ว ตัดรากขาดแล้ว กระทำให้
		</para>
	</section>
	<section id="s2b16c60" >
		<para id="s2b16c60p">
			<remark  id="s2b16c60l1" />เป็นดังตาลยอดด้วน ถึงความไม่มี มีอันไม่เกิดอีกต่อไปเป็นธรรมดา เพราะวิชชาดับด้วยสำ
			<remark  id="s2b16c60l2" />รอกโดยไม่เหลือ ฯ
			<remark  id="s2b16c60l3" />[๑๓๔] ดูกรภิกษุ ทิฐิไม่ว่าชนิดใดชนิดหนึ่ง ที่เป็นข้าศึก อันบุคคลเสพผิด 
			<remark  id="s2b16c60l4" />ส่ายหาไปว่า ชาติเป็นไฉน และชาตินี้เป็นของใคร หรือว่าชาติเป็นอย่างอื่น และชาตินี้
			<remark  id="s2b16c60l5" />เป็นของผู้อื่น ว่าชีพก็อันนั้น สรีระก็อันนั้น หรือว่าชีพอย่างหนึ่ง สรีระอย่างหนึ่ง ทิฐิ
			<remark  id="s2b16c60l6" />เหล่านั้นทั้งสิ้น อันอริยสาวกนั้นละได้แล้ว ตัดรากขาดแล้ว กระทำให้เป็นดังตาลยอดด้วน 
			<remark  id="s2b16c60l7" />ถึงความไม่มี มีอันไม่เกิดอีกต่อไปเป็นธรรมดา เพราะวิชชาดับด้วยสำรอกโดยไม่มีเหลือ ฯ
			<remark  id="s2b16c60l8" />[๑๓๕] ดูกรภิกษุ ทิฐิไม่ว่าชนิดใดชนิดหนึ่ง ที่เป็นข้าศึก อันบุคคลเสพผิด 
			<remark  id="s2b16c60l9" />ส่ายหาไปว่า ภพเป็นไฉน และภพนี้เป็นของใคร หรือว่าภพเป็นอย่างอื่น และภพนี้เป็น
			<remark  id="s2b16c60l10" />ของผู้อื่น ว่าชีพก็อันนั้น สรีระก็อันนั้น หรือว่าชีพอย่างหนึ่ง สรีระอย่างหนึ่ง ทิฐิเหล่า
			<remark  id="s2b16c60l11" />นั้นทั้งสิ้น อันอริยสาวกนั้นละได้แล้ว ตัดรากขาดแล้ว กระทำให้เป็นดังตาลยอดด้วน ถึง
			<remark  id="s2b16c60l12" />ความไม่มี มีอันไม่เกิดอีกต่อไปเป็นธรรมดา เพราะอวิชชาดับด้วยสำรอกโดยไม่เหลือ ... อุปา
			<remark  id="s2b16c60l13" />ทานเป็นไฉน ...ตัณหาเป็นไฉน ... เวทนาเป็นไฉน ... ผัสสะเป็นไฉน ... สฬายตนะเป็นไฉน ...
			<remark  id="s2b16c60l14" />นามรูปเป็นไฉน ... วิญญาณเป็นไฉน ... ฯ
			<remark  id="s2b16c60l15" />[๑๓๖] ดูกรภิกษุ ทิฐิไม่ว่าชนิดใดชนิดหนึ่ง ที่เป็นข้าศึก อันบุคคลเสพผิด ส่าย
			<remark  id="s2b16c60l16" />หาไปว่า สังขารเป็นไฉน และสังขารนี้เป็นของใคร หรือว่าสังขารเป็นอย่างอื่น และ
			<remark  id="s2b16c60l17" />สังขารนี้เป็นของผู้อื่นว่า ชีพก็อันนั้น สรีระก็อันนั้น หรือว่าชีพอย่างหนึ่ง สรีระอย่างหนึ่ง 
			<remark  id="s2b16c60l18" />ทิฐิเหล่านั้นทั้งสิ้น อันอริยสาวกนั้นละได้แล้วตัดรากขาดแล้ว กระทำให้เป็นดังตาลยอด
			<remark  id="s2b16c60l19" />ด้วน ถึงความไม่มี มีอันไม่เกิดอีกต่อไปเป็นธรรมดา เพราะอวิชชาดับด้วยสำรอกโดยไม่เหลือ ฯ
			<remark  id="s2b16c60l20" />จบ สูตรที่ ๕
			<remark  id="s2b16c60l21" />๖. อวิชชาปัจจยสูตร	ที่ ๒
			<remark  id="s2b16c60l22" />[๑๓๗] พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี 
			<remark  id="s2b16c60l23" />เขตพระนครสาวัตถี ... พระผู้มีพระภาค ได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b16c61" >
		<para id="s2b16c61p">
			<remark  id="s2b16c61l1" />จึงมีสังขาร เพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ ฯลฯ ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ 
			<remark  id="s2b16c61l2" />ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้ ฯ
			<remark  id="s2b16c61l3" />[๑๓๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ผู้ใดพึงกล่าวว่า ชรามรณะเป็นไฉน และชรามรณะนี้
			<remark  id="s2b16c61l4" />เป็นของใคร หรือพึงกล่าวว่า ชรามรณะเป็นอย่างอื่น และชรามรณะนี้เป็นองผู้อื่น คำทั้ง
			<remark  id="s2b16c61l5" />สองของผู้นั้น มีเนื้อความอย่างเดียวกัน ต่างกันแต่พยัญชนะเท่านั้น เมื่อมีทิฐิว่า ชีพก็
			<remark  id="s2b16c61l6" />อันนั้น สรีระก็อันั้น ความอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ย่อมไม่มี หรือเมื่อมีทิฐิว่า ชีพอย่างหนึ่ง 
			<remark  id="s2b16c61l7" />สรีระอย่างหนึ่ง ความอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ย่อมไม่มี ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตถาคตย่อมแสดง
			<remark  id="s2b16c61l8" />ธรรมโดยสายกลางไม่ข้องแวะส่วนสุดทั้งสองนั้น ดังนี้ว่า เพราะชาติเป็นปัจจัย 
			<remark  id="s2b16c61l9" />จึงมีชรามรณะ ฯลฯ
			<remark  id="s2b16c61l10" />ชาติเป็นไฉน ... ภพเป็นไฉน ... อุปาทานเป็นไฉน ... ตัณหาเป็นไฉน ...เวทนาเป็นไฉน ... 
			<remark  id="s2b16c61l11" />ผัสสะเป็นไฉน ... สฬายตนะเป็นไฉน ... นามรูปเป็นไฉน ...วิญญาณเป็นไฉน ... ฯ
			<remark  id="s2b16c61l12" />[๑๓๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ผู้ใดพึงกล่าวว่า สังขารเป็นไฉน และสังขารนี้เป็น
			<remark  id="s2b16c61l13" />ของใคร หรือพึงกล่าวว่า สังขารเป็นอย่างอื่น และสังขารนี้เป็นของผู้อื่น คำทั้งสอง
			<remark  id="s2b16c61l14" />ของผู้นั้น มีเนื้อความอย่างเดียวกัน ต่างกันแต่พยัญชนะเท่านั้นเมื่อมีทิฐิว่า ชีพก็อัน
			<remark  id="s2b16c61l15" />นั้น สรีระก็อันนั้น ความอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ย่อมไม่มีหรือเมื่อมีทิฐิว่า ชีพอย่างหนึ่ง 
			<remark  id="s2b16c61l16" />สรีระอย่างหนึ่ง ความอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ย่อมไม่มี ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตถาคตย่อมแสดง
			<remark  id="s2b16c61l17" />ธรรมโดยสายกลาง ไม่ข้องแวะส่วนสุดทั้งสองนั้น ดังนี้ว่า เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย 
			<remark  id="s2b16c61l18" />จึงมีสังขาร ฯลฯ
			<remark  id="s2b16c61l19" />[๑๔๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ทิฐิไม่ว่าชนิดใดชนิดหนึ่ง ที่เป็นข้าศึก อันบุคคล
			<remark  id="s2b16c61l20" />เสพผิด ส่ายหาไปว่า ชรามรณะเป็นไฉน และชรามรณะเป็นของใครหรือว่าชรามรณะ
			<remark  id="s2b16c61l21" />เป็นอย่างอื่น และชรามรณะนี้เป็นของผู้อื่น ว่าชีพก็อันนั้นสรีระก็อันนั้น หรือว่าชีพ
			<remark  id="s2b16c61l22" />อย่างหนึ่ง สรีระอย่างหนึ่ง ทิฐิเหล่านั้นทั้งสิ้น อันอริยสาวกนั้นละได้แล้ว ตัดราก
			<remark  id="s2b16c61l23" />ขาดแล้ว กระทำให้เป็นดังตาลยอดด้วน ถึงความไม่มี มีอันไม่เกิดอีกต่อไปเป็นธรรมดา 
			<remark  id="s2b16c61l24" />เพราะอวิชชาดับด้วยสำรอกโดยไม่เหลือ ฯ
			<remark  id="s2b16c61l25" />[๑๔๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ทิฐิไม่ว่าชนิดใดชนิดหนึ่ง ที่เป็นข้าศึก อันบุคคลเสพผิด 
			<remark  id="s2b16c61l26" />ส่ายหาไปว่า ชาติเป็นไฉน และชาตินี้เป็นของใคร หรือว่าชาติเป็นอย่างอื่น และชาติ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b16c62" >
		<para id="s2b16c62p">
			<remark  id="s2b16c62l1" />นี้เป็นของผู้อื่น ว่าชีพก็อันนั้น สรีระก็อันนั้น หรือว่าชีพอย่างหนึ่ง สรีระอย่างหนึ่ง 
			<remark  id="s2b16c62l2" />ทิฐิเหล่านั้นทั้งสิ้น อันอริยสาวกนั้นละได้แล้วตัดรากขาดแล้ว กระทำให้เป็นดังตาล
			<remark  id="s2b16c62l3" />ยอดด้วน ถึงความไม่มี มีอันไม่เกิดอีกต่อไปเป็นธรรมดา เพราะอวิชชาดับด้วยสำรอก
			<remark  id="s2b16c62l4" />โดยไม่เหลือ ฯลฯ
			<remark  id="s2b16c62l5" />ภพเป็นไฉน ... อุปาทานเป็นไฉน ... ตัณหาเป็นไฉน ... เวทนาเป็นไฉน ... ผัสสะเป็นไฉน ... 
			<remark  id="s2b16c62l6" />สฬายตนะเป็นไฉน ... นามรูปเป็นไฉน ... นามรูปเป็นไฉน ... วิญญาณเป็นไฉน ... ฯ
			<remark  id="s2b16c62l7" />[๑๔๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ทิฐิไม่ว่าชนิดใดชนิดหนึ่ง ที่เป็นข้าศึก อันบุคคลเสพติด 
			<remark  id="s2b16c62l8" />ส่ายหาไปว่า สังขารเป็นไฉน และสังขารนี้เป็นของใคร หรือว่าสังขารเป็นอย่างอื่น และสังขารนี้
			<remark  id="s2b16c62l9" />เป็นของผู้อื่น ว่าชีพก็อันนั้น สรีระก็อันนั้นหรือว่าชีพอย่างหนึ่ง สรีระอย่างหนึ่ง ทิฐิเหล่านั้น
			<remark  id="s2b16c62l10" />ทั้งสิ้น อันอริยสาวกนั้นละได้แล้ว ตัดรากขาดแล้ว กระทำให้เป็นดังตาลยอดด้วน ถึงความ
			<remark  id="s2b16c62l11" />ไม่มี มีอันไม่เกิดอีกต่อไปเป็นธรรมดา เพราะอวิชชาดับด้วยสำรอกโดยไม่เหลือ ฯ
			<remark  id="s2b16c62l12" />จบ สูตรที่ ๖
			<remark  id="s2b16c62l13" />๗. นตุมหากํสูตร
			<remark  id="s2b16c62l14" />[๑๔๓] พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี 
			<remark  id="s2b16c62l15" />เขตพระนครสาวัตถี ... พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย กายนี้ไม่ใช่ของเธอทั้งหลาย 
			<remark  id="s2b16c62l16" />ทั้งไม่ใช่ของผู้อื่น ดูกรภิกษุทั้งหลายกรรมเก่านี้พึงเห็นว่า อันปัจจัยปรุงแต่ง เกิดขึ้นด้วยความ
			<remark  id="s2b16c62l17" />ตั้งใจ เป็นที่ตั้งของเวทนา ฯ
			<remark  id="s2b16c62l18" />[๑๔๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้ได้สดับแล้วในเรื่องกายนั้น  ย่อมมนสิการโดย
			<remark  id="s2b16c62l19" />แยบคาย ซึ่งปฏิจจสมุปบาทเป็นอย่างดีว่า เมื่อสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี เพราะสิ่งนี้เกิดขึ้น สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น
			<remark  id="s2b16c62l20" />เมื่อสิ่งนี้ไม่มี สิ่งนี้ก็ไม่มี เพราะสิ่งนี้ดับ สิ่งนี้จึงดับ ด้วยประการดังนี้ คือ เพราะอวิชชาเป็น
			<remark  id="s2b16c62l21" />ปัจจัย จึงมีสังขารเพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ ฯลฯ ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์
		</para>
	</section>
	<section id="s2b16c63" >
		<para id="s2b16c63p">
			<remark  id="s2b16c63l1" />ทั้งมวลนี้ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้ ก็เพราะอวิชชาดับโดยสำรอกไม่เหลือ สังขารจึงดับ
			<remark  id="s2b16c63l2" />เพราะสังขารดับ วิญญาณจึงดับ ฯลฯ ความดับแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้ ฯ
			<remark  id="s2b16c63l3" />จบ สูตรที่ ๗
			<remark  id="s2b16c63l4" />๘. เจตนาสูตรที่ ๑
			<remark  id="s2b16c63l5" />[๑๔๕] พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี 
			<remark  id="s2b16c63l6" />เขตพระนครสาวัตถี ... พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุย่อมจงใจ 
			<remark  id="s2b16c63l7" />ย่อมดำริ และครุ่นคิดถึงสิ่งใด สิ่งนั้นเป็นอารัมณปัจจัยเพื่อความตั้งอยู่แห่งวิญญาณ 
			<remark  id="s2b16c63l8" />เมื่อมีอารัมณปัจจัย ความตั้งมั่นแห่งวิญญาณจึงมีเมื่อวิญญาณนั้นตั้งมั่นแล้ว เจริญขึ้นแล้ว 
			<remark  id="s2b16c63l9" />ความบังเกิดคือภพใหม่ต่อไปจึงมี เมื่อมีความบังเกิดคือภพใหม่ต่อไป ชาติ ชราและมรณะ 
			<remark  id="s2b16c63l10" />โสกปริเทวทุกขโทมนัสและอุปายาส จึงมีต่อไป ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อม
			<remark  id="s2b16c63l11" />มีด้วยประการอย่างนี้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่จงใจ ไม่ดำริ แต่ยังครุ่นคิดถึงสิ่งใด 
			<remark  id="s2b16c63l12" />สิ่งนั้นเป็นอารัมณปัจจัยเพื่อความตั้งอยู่แห่งวิญญาณ เมื่อมีอารัมณปัจจัย ความตั้งมั่นแห่ง
			<remark  id="s2b16c63l13" />วิญญาณจึงมี เมื่อวิญญาณนั้นตั้งมั่นแล้ว เจริญขึ้นแล้ว ความบังเกิดคือภพใหม่ต่อไป
			<remark  id="s2b16c63l14" />จึงมี เมื่อมีความบังเกิดคือภพใหม่ต่อไป ชาติชราและมรณะ โสกปริเทวทุกขโทมนัสและ
			<remark  id="s2b16c63l15" />อุปายาสจึงมีต่อไป ความเกิดแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้ ฯ
			<remark  id="s2b16c63l16" />[๑๔๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อภิกษุไม่จงใจ ไม่ดำริ และไม่ครุ่นคิดถึงสิ่งใด 
			<remark  id="s2b16c63l17" />สิ่งนั้นย่อมไม่เป็นอารัมณปัจจัยเพื่อความตั้งอยู่แห่งวิญญาณ เมื่อไม่มีอารัมณปัจจัย ความตั้งมั่น
			<remark  id="s2b16c63l18" />แห่งวิญญาณจึงไม่มี เมื่อวิญญาณนั้นไม่ตั้งมั่นแล้ว ไม่เจริญขึ้นแล้ว ความบังเกิดคือภพ
			<remark  id="s2b16c63l19" />ใหม่ต่อไปจึงไม่มี เมื่อความบังเกิดคือภพใหม่ต่อไปไม่มี ชาติชราและมรณะ โสกปริเทวทุกข
			<remark  id="s2b16c63l20" />โทมนัสและอุปายาสต่อไปจึงดับความดับแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้ ฯ
			<remark  id="s2b16c63l21" />จบ สูตรที่ ๘
		</para>
	</section>
	<section id="s2b16c64" >
		<para id="s2b16c64p">
			<remark  id="s2b16c64l1" />๙. เจตนาสูตรที่ ๒
			<remark  id="s2b16c64l2" />[๑๔๗] พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี 
			<remark  id="s2b16c64l3" />เขตพระนครสาวัตถี ... พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุย่อมจงใจ ย่อม
			<remark  id="s2b16c64l4" />ดำริ และครุ่นคิดถึงสิ่งใด สิ่งนั้นย่อมเป็นอารัมณปัจจัยเพื่อความตั้งอยู่แห่งวิญญาณ เมื่อมี
			<remark  id="s2b16c64l5" />อารัมณปัจจัย ความตั้งมั่นแห่งวิญญาณจึงมี เมื่อวิญญาณนั้นตั้งมั่นแล้ว เจริญขึ้นแล้ว 
			<remark  id="s2b16c64l6" />ความหยั่งลงแห่งนามรูปจึงมี เพราะนามรูปเป็นปัจจัย จึงมีสฬายตนะ เพราะสฬายตนะ
			<remark  id="s2b16c64l7" />เป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา เพราะเวทนาเป็นปัจจัย 
			<remark  id="s2b16c64l8" />จึงมีตัณหาเพราะตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ
			<remark  id="s2b16c64l9" /> เพราะภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ เพราะชาติเป็นปัจจัย จึงมีชราและมรณะ โสกปริเทวทุกข
			<remark  id="s2b16c64l10" />โทมนัสและอุปายาส ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้ ฯ
			<remark  id="s2b16c64l11" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่จงใจ ไม่ดำริ แต่ยังครุ่นคิดถึงสิ่งใด สิ่งนั้นย่อม
			<remark  id="s2b16c64l12" />เป็นอารัมณปัจจัยเพื่อความตั้งอยู่แห่งวิญญาณ เมื่อมีอารัมณปัจจัย ความตั้งมั่นแห่ง
			<remark  id="s2b16c64l13" />วิญญาณจึงมี เมื่อวิญญาณนั้นตั้งมั่นแล้ว เจริญขึ้นแล้ว ความหยั่งลงแห่งนามรูปจึงมี 
			<remark  id="s2b16c64l14" />เพราะนามรูปเป็นปัจจัย จึงมีสฬายตนะ เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ เพราะ
			<remark  id="s2b16c64l15" />ผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา เพราะเวทนาเป็นปัจจัยจึงมีตัณหา เพราะตัณหาเป็นปัจจัย 
			<remark  id="s2b16c64l16" />จึงมีอุปาทาน เพราะอุปาทานเป็นปัจจัยจึงมีภพ เพราะภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ เพราะ
			<remark  id="s2b16c64l17" />ชาติเป็นปัจจัย จึงมีชราและมรณะโสกปริเทวทุกขโทมนัสและอุปายาส ความเกิดขึ้น
			<remark  id="s2b16c64l18" />แห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้ ฯ
			<remark  id="s2b16c64l19" />[๑๔๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อภิกษุไม่จงใจ ไม่ดำริ และไม่ครุ่นคิดถึงสิ่งใด 
			<remark  id="s2b16c64l20" />สิ่งนั้นย่อมไม่เป็นอารัมณปัจจัยเพื่อความตั้งอยู่แห่งวิญญาณ เมื่อไม่มีอารัมณปัจจัย ความ
			<remark  id="s2b16c64l21" />ตั้งมั่นแห่งวิญญาณจึงไม่มี เมื่อวิญญาณนั้นไม่ตั้งมั่นแล้วไม่เจริญขึ้นแล้ว ความหยั่งลง
			<remark  id="s2b16c64l22" />แห่งนามรูปจึงไม่มี เพราะนามรูปดับ สฬายตนะจึงดับ เพราะสฬายตนะดับ ผัสสะ
			<remark  id="s2b16c64l23" />จึงดับ เพราะผัสสะดับ เวทนาจึงดับเพราะเวทนาดับ ภพจึงดับ เพราะภพดับ 
			<remark  id="s2b16c64l24" />ชาติจึงดับ เพราะชาติดับ ชราและมรณะ โสกปริเทวทุกขโทมนัสและอุปายาสต่อไปจึงดับ 
			<remark  id="s2b16c64l25" />ความดับแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้ ฯ
			<remark  id="s2b16c64l26" />จบ สูตรที่ ๙
		</para>
	</section>
	<section id="s2b16c65" >
		<para id="s2b16c65p">
			<remark  id="s2b16c65l1" />๑๐. เจตนาสูตรที่ ๓
			<remark  id="s2b16c65l2" />[๑๔๙] พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี 
			<remark  id="s2b16c65l3" />เขตพระนครสาวัตถี ... พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุย่อมจงใจ
			<remark  id="s2b16c65l4" /> ย่อมดำริ และย่อมครุ่นคิดถึงสิ่งใด สิ่งนั้นย่อมเป็นอารัมณปัจจัยเพื่อความตั้งอยู่แห่งวิญญาณ 
			<remark  id="s2b16c65l5" />เมื่อมีอารัมณปัจจัย ความตั้งมั่นแห่งวิญญาณจึงมี เมื่อวิญญาณนั้นตั้งมั่นแล้ว เจริญขึ้นแล้ว 
			<remark  id="s2b16c65l6" />ตัณหาจึงมี เมื่อมีตัณหา คติในการเวียนมาจึงมี เมื่อมีคติในการเวียนมา จุติและอุปบัติจึงมี 
			<remark  id="s2b16c65l7" />เมื่อมีจุติและอุปบัติ ชาติ ชราและมรณะ โสกปริเทวทุกขโทมนัสและอุปายาสจึงมี ความเกิดขึ้น
			<remark  id="s2b16c65l8" />แห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่จงใจ ไม่ดำริ 
			<remark  id="s2b16c65l9" />แต่ยังครุ่นคิดถึงสิ่งใด สิ่งนั้นย่อมเป็นอารัมณปัจจัยเพื่อความตั้งอยู่แห่งวิญญาณ เมื่อมีอารัมณ
			<remark  id="s2b16c65l10" />ปัจจัย ความตั้งมั่นแห่งวิญญาณจึงมี เมื่อวิญญาณนั้นตั้งมั่นแล้ว เจริญขึ้นแล้ว ตัณหาจึงมี 
			<remark  id="s2b16c65l11" />เมื่อมีตัณหา คติในการเวียนมาจึงมี เมื่อมีคติในการเวียนมา จุติและอุปบัติจึงมี เมื่อมีจุติและ
			<remark  id="s2b16c65l12" />อุปบัติ ชาติชราและมรณะโสกปริเทวทุกขโทมนัสและอุปายาสจึงมี ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์
			<remark  id="s2b16c65l13" />ทั้งมวลนี้ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้ ฯ
			<remark  id="s2b16c65l14" />[๑๕๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อภิกษุไม่จงใจ ไม่ดำริ และไม่ครุ่นคิดถึงสิ่งใด สิ่งนั้น
			<remark  id="s2b16c65l15" />ย่อมไม่เป็นอารัมณปัจจัยเพื่อความตั้งอยู่แห่งวิญญาณ เมื่อไม่มีอารัมณปัจจัย ความตั้งมั่นแห่ง
			<remark  id="s2b16c65l16" />วิญญาณจึงไม่มี เมื่อวิญญาณนั้นไม่ตั้งมั่นแล้วไม่เจริญขึ้นแล้ว ตัณหาจึงไม่มี เมื่อไม่มีตัณหา 
			<remark  id="s2b16c65l17" />คติในการเวียนมาจึงไม่มี เมื่อไม่มีคติในการเวียนมา จุติและอุปบัติจึงไม่มี เมื่อไม่มีจุติและ
			<remark  id="s2b16c65l18" />อุปบัติ ชาติ ชราและมรณะ โสกปริเทวทุกขโทมนัสและอุปายาสต่อไปจึงดับ ความดับแห่งกอง
			<remark  id="s2b16c65l19" />ทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้
			<remark  id="s2b16c65l20" />จบ สูตรที่ ๑๐
			<remark  id="s2b16c65l21" />กฬารขัตติยวรรคที่ ๔ จบ
			<remark  id="s2b16c65l22" />___________
		</para>
	</section>
	<section id="s2b16c66" >
		<para id="s2b16c66p">
			<remark  id="s2b16c66l1" />รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
			<remark  id="s2b16c66l2" />๑. ภูตมิทสูตร 	๒. กฬารขัตติยสูตร 		๓. ญาณวัตถุสูตรที่ ๑
			<remark  id="s2b16c66l3" />๔. ญาณวัตถุสูตรที่ ๒ 	๕. อวิชชาปัจจยสูตรที่ ๑ 	๖. อวิชชาปัจจยสูตรที่ ๒ 
			<remark  id="s2b16c66l4" />๗. นตุมหากํสูตร		 ๘. เจตนาสูตรที่ ๑		๙. เจตนาสูตรที่ ๗ 		
			<remark  id="s2b16c66l5" />๑๐. เจตนาสูตรที่ ๓ ฯ
			<remark  id="s2b16c66l6" />_________
		</para>
	</section>
	<section id="s2b16c67" >
		<para id="s2b16c67p">
			<remark  id="s2b16c67l1" />คหบดีวรรคที่ ๕
			<remark  id="s2b16c67l2" />๑. ปัญจเวรภยสูตรที่ ๑
			<remark  id="s2b16c67l3" />[๑๕๑] พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี 
			<remark  id="s2b16c67l4" />เขตพระนครสาวัตถี ... ครั้งนั้นแล ท่านอนาถบิณฑิกคฤหบดีเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ 
			<remark  id="s2b16c67l5" />ถวายอภิวาท แล้วนั่งอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นนั่งเรียบร้อยแล้ว พระผู้มีพระภาคได้ตรัส
			<remark  id="s2b16c67l6" />กะท่านอนาถบิณฑิกคฤหบดีว่า ดูกรคฤหบดี เมื่อใดแล ภัยเวร ๕ ประการ ของอริยสาวกสงบ
			<remark  id="s2b16c67l7" />แล้ว เมื่อนั้นอริยสาวกย่อมประกอบด้วยธรรมเป็นองค์แห่งโสดาปัตติ ๔ อย่าง และญายธรรม
			<remark  id="s2b16c67l8" />อย่างประเสริฐ อริยสาวกเห็นดีแล้ว แทงตลอดด้วยปัญญา อริยสาวกนั้นหวังอยู่พึงพยากรณ์ตน
			<remark  id="s2b16c67l9" />ด้วยตนเองได้ว่า เราเป็นผู้มีนรกสิ้นแล้ว มีกำเนิดสัตว์ดิรัจฉานสิ้นแล้ว มีปิตติวิสัยสิ้นแล้ว 
			<remark  id="s2b16c67l10" />มีอบาย ทุคติ วินิบาตสิ้นแล้ว เราเป็นโสดาบันมีอันไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยงจะตรัสรู้
			<remark  id="s2b16c67l11" />ในภายหน้า ฯ
			<remark  id="s2b16c67l12" />[๑๕๒] ภัยเวร ๕ ประการสงบแล้วเป็นไฉน ดูกรคฤหบดี บุคคลผู้ฆ่าสัตว์ ย่อมประสพ
			<remark  id="s2b16c67l13" />ภัยเวรใด อันมีในชาตินี้บ้าง อันมีในชาติหน้าบ้าง ย่อมเสวยเจตสิกทุกข์คือโทมนัสบ้าง เพราะ
			<remark  id="s2b16c67l14" />ปาณาติบาตเป็นเหตุ ภัยเวรของอริยสาวกผู้เว้นขาดจากปาณาติบาตสงบแล้วด้วยอาการอย่างนี้ 
			<remark  id="s2b16c67l15" />บุคคลผู้ลักทรัพย์ย่อมประสพภัยเวรใด อันมีในชาตินี้บ้าง อันมีในชาติหน้าบ้าง ย่อมเสวยเจต
			<remark  id="s2b16c67l16" />สิกทุกข์คือโทมนัสบ้าง เพราะอทินนาทานเป็นเหตุ ภัยเวรของอริยสาวกผู้เว้นขาดจากอทินนาทาน
			<remark  id="s2b16c67l17" />สงบแล้วด้วยอาการอย่างนี้ บุคคลผู้ประพฤติผิดในกาม ย่อมประสพภัยเวรใดอันมีในชาตินี้บ้าง 
			<remark  id="s2b16c67l18" />อันมีในชาติหน้าบ้าง ย่อมเสวยเจตสิกทุกข์คือโทมนัสบ้าง เพราะกาเมสุมิจฉาจารเป็นเหตุ ภัยเวร
			<remark  id="s2b16c67l19" />ของอริยสาวกผู้เว้นขาดจากกาเมสุมิจฉาจารสงบแล้วด้วยอาการอย่างนี้ บุคคลผู้พูดเท็จ ย่อมประสพ
			<remark  id="s2b16c67l20" />ภัยเวรใดอันมีในชาตินี้บ้าง อันมีในชาติหน้าบ้าง ย่อมเสวยเจตสิกทุกข์คือโทมนัสบ้างเพราะ
			<remark  id="s2b16c67l21" />มุสาวาทเป็นเหตุ ภัยเวรของอริยสาวกผู้เว้นขาดจากมุสาวาทสงบแล้วด้วยอาการอย่างนี้ บุคคล
			<remark  id="s2b16c67l22" />ผู้ตั้งอยู่ในความประมาท เพราะดื่มน้ำเมาคือสุราและเมรัยย่อมประสพภัยเวรใด อันมีในชาตินี้
			<remark  id="s2b16c67l23" />บ้าง อันมีในชาติหน้าบ้าง ย่อมเสวยเจตสิกทุกข์คือโทมนัสบ้าง เพราะการดื่มน้ำเมาคือสุราและ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b16c68" >
		<para id="s2b16c68p">
			<remark  id="s2b16c68l1" />เมรัย อันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาทเป็นเหตุ ภัยเวรของอริยสาวกผู้เว้นขาดจากการดื่มน้ำเมาคือ
			<remark  id="s2b16c68l2" />สุราและเมรัยอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาทสงบแล้วด้วยอาการอย่างนี้ ภัยเวร ๕ ประการนี้สงบ
			<remark  id="s2b16c68l3" />แล้ว ฯ
			<remark  id="s2b16c68l4" />[๑๕๓] อริยสาวกย่อมประกอบด้วยธรรมเป็นองค์แห่งโสดาปัตติ ๔ อย่างเป็นไฉน ดูกร
			<remark  id="s2b16c68l5" />คฤหบดี อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ ย่อมประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระพุทธ
			<remark  id="s2b16c68l6" />เจ้าว่า แม้เพราะเหตุนี้ๆ พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้นเป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้เองโดยชอบ 
			<remark  id="s2b16c68l7" />ถึงพร้อมแล้วด้วยวิชชาและจรณะ เสด็จไปดีแล้ว ทรงรู้แจ้งโลก เป็นสารถีฝึกบุรุษที่ควรฝึก 
			<remark  id="s2b16c68l8" />ไม่มีผู้อื่นยิ่งกว่า เป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เป็นผู้เบิกบานแล้ว เป็นผู้จำแนกพระ
			<remark  id="s2b16c68l9" />ธรรม ดังนี้ย่อมประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระธรรมว่า พระธรรมอันพระผู้มี
			<remark  id="s2b16c68l10" />พระภาคตรัสดีแล้ว อันผู้ได้บรรลุจะพึงเห็นเอง ไม่ประกอบด้วยกาล ควรเรียกให้มาดู ควรน้อม
			<remark  id="s2b16c68l11" />เข้ามา อันวิญญูพึงรู้เฉพาะตน ดังนี้ ย่อมประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระสงฆ์
			<remark  id="s2b16c68l12" />ว่า พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเป็นผู้ปฏิบัติดีแล้ว เป็นผู้ปฏิบัติตรง เป็นผู้ปฏิบัติเป็นธรรม
			<remark  id="s2b16c68l13" /> เป็นผู้ปฏิบัติสมควร คือคู่แห่งบุรุษ ๔ บุรุษบุคคล ๘ นี่พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาค เป็น
			<remark  id="s2b16c68l14" />ผู้ควรของคำนับ เป็นผู้ควรของต้อนรับ เป็นผู้ควรของทำบุญ เป็นผู้ควรทำอัญชลี เป็นนาบุญ
			<remark  id="s2b16c68l15" />ของโลก ไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า ดังนี้ ย่อมประกอบด้วยศีลที่พระอริยเจ้าปรารถนา อันไม่ขาด 
			<remark  id="s2b16c68l16" />ไม่ทะลุ ไม่ด่าง ไม่พร้อย เป็นไทย อันวิญญูชนสรรเสริญอันตัณหาและทิฐิไม่ครอบงำได้ 
			<remark  id="s2b16c68l17" />เป็นไปเพื่อสมาธิ อริยสาวกย่อมประกอบด้วยธรรมเป็นองค์แห่งโสดาปัตติ ๔ อย่างนี้ ฯ
			<remark  id="s2b16c68l18" />[๑๕๔] ก็ญายธรรมอันประเสริฐ อันอริยสาวกเห็นดีแล้ว แทงตลอดดีแล้วด้วยปัญญา 
			<remark  id="s2b16c68l19" />เป็นไฉน ดูกรคฤหบดี อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ กระทำไว้ในใจโดยแยบคาย ถึงปฏิจจสมุป
			<remark  id="s2b16c68l20" />บาทเป็นอย่างดีว่า เมื่อสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี เพราะสิ่งนี้เกิดขึ้น สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น เมื่อสิ่งนี้ไม่มี สิ่งนี้จึงไม่มี 
			<remark  id="s2b16c68l21" />เพราะสิ่งนี้ดับ สิ่งนี้จึงดับ ด้วยประการดังนี้ คือ เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมี
			<remark  id="s2b16c68l22" />สังขาร เพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนามรูป เพราะนามรูป
			<remark  id="s2b16c68l23" />เป็นปัจจัย จึงมีสฬายตนะ เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย จึงมีผัสสะเพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงมี
			<remark  id="s2b16c68l24" />เวทนา เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา เพราะตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน เพราะอุปาทาน
			<remark  id="s2b16c68l25" />เป็นปัจจัย จึงมีภพ เพราะภพเป็นปัจจัยจึงมีชาติ เพราะชาติเป็นปัจจัย จึงมีชราและมรณะ
			<remark  id="s2b16c68l26" />โสกปริเทวทุกขโทมนัสและอุปายาส ความเกิดแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b16c69" >
		<para id="s2b16c69p">
			<remark  id="s2b16c69l1" />อย่างนี้ ก็เพราะอวิชชาดับด้วยสำรอกโดยไม่เหลือ สังขารจึงดับ เพราะสังขารดับ วิญญาณจึงดับ
			<remark  id="s2b16c69l2" />เพราะวิญญาณดับ นามรูปจึงดับ เพราะนามรูปดับ สฬายตนะจึงดับ เพราะสฬายตนะดับ 
			<remark  id="s2b16c69l3" />ผัสสะจึงดับ เพราะผัสสะดับ เวทนาจึงดับ เพราะเวทนาดับ ตัณหาจึงดับเพราะตัณหาดับ 
			<remark  id="s2b16c69l4" />อุปาทานจึงดับ เพราะอุปาทานดับ ภพจึงดับ เพราะภพดับชาติจึงดับ เพราะชาติดับ ชราและ
			<remark  id="s2b16c69l5" />มรณะโสกปริเทวทุกขโทมนัสและอุปายาสจึงดับความดับแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วย
			<remark  id="s2b16c69l6" />ประการอย่างนี้ ญายธรรมอันประเสริฐนี้ อริยสาวกนั้นเห็นดีแล้ว แทงตลอดดีแล้ว ด้วยปัญญา ฯ
			<remark  id="s2b16c69l7" />[๑๕๕] ดูกรคฤหบดี เมื่อใดแล ภัยเวร ๕ ประการนี้ของอริยสาวกสงบแล้ว เมื่อ
			<remark  id="s2b16c69l8" />นั้น อริยสาวกย่อมประกอบด้วยธรรมเป็นองค์แห่งโสดาปัตติ ๔ อย่างและญายธรรมอย่าง
			<remark  id="s2b16c69l9" />ประเสริฐนี้ อันอริยสาวกนั้นเห็นดีแล้ว แทงตลอดดีแล้วด้วยปัญญา อริยสาวกนั้นหวังอยู่ 
			<remark  id="s2b16c69l10" />พึงพยากรณ์ตนด้วยตนเองได้ว่า เราเป็นผู้มีนรกสิ้นแล้ว มีกำเนิดสัตว์ดิรัจฉานสิ้นแล้ว มีปิตติ
			<remark  id="s2b16c69l11" />วิสัยสิ้นแล้ว มีอบาย ทุคติ วินิบาตสิ้นแล้ว เราเป็นโสดาบันมีอันไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา เป็นผู้
			<remark  id="s2b16c69l12" />เที่ยงจะตรัสรู้ในภายหน้า ฯ
			<remark  id="s2b16c69l13" />จบสูตรที่ ๑
			<remark  id="s2b16c69l14" />๒. ปัญจเวรภยสูตรที่ ๒
			<remark  id="s2b16c69l15" />[๑๕๖] พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี 
			<remark  id="s2b16c69l16" />เขตพระนครสาวัตถี ... พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อใดแล ภัยเวร ๕ ประการ
			<remark  id="s2b16c69l17" />ของอริยสาวกสงบแล้ว เมื่อนั้น อริยสาวกย่อมประกอบด้วยธรรมเป็นองค์แห่งโสดาปัตติ ๔ อย่าง
			<remark  id="s2b16c69l18" /> และญายธรรมอย่างประเสริฐ อันอริยสาวกนั้นเห็นดีแล้ว แทงตลอดดีแล้วด้วยปัญญา อริยสาวก
			<remark  id="s2b16c69l19" />นั้นหวังอยู่ พึงพยากรณ์ตนด้วยตนเองได้ว่า เราเป็นผู้มีนรกสิ้นแล้ว ฯลฯ มีอันไม่ตกต่ำเป็น
			<remark  id="s2b16c69l20" />ธรรมดา เป็นผู้เที่ยงจะตรัสรู้ในภายหน้า ฯ
			<remark  id="s2b16c69l21" />[คำทั้งปวง เป็นต้นว่า "ภิกขเว" ควรให้พิสดาร]
			<remark  id="s2b16c69l22" />[๑๕๗] ภัยเวร ๕ ประการสงบแล้วเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ฆ่าสัตว์ ย่อม
			<remark  id="s2b16c69l23" />ประสพภัยเวรใด อันมีในชาตินี้บ้าง อันมีในชาติหน้าบ้าง ย่อมเสวยเจตสิกทุกข์คือโทมนัสบ้าง 
			<remark  id="s2b16c69l24" />เพราะปาณาติบาตเป็นเหตุ ภัยเวรของอริยสาวกผู้เว้นขาดจากปาณาติบาตสงบแล้วด้วยอาการ
			<remark  id="s2b16c69l25" />อย่างนี้ บุคคลผู้ลักทรัพย์ ... บุคคลผู้ประพฤติผิดในกาม ... บุคคลผู้พูดเท็จ ... บุคคลผู้ตั้งอยู่ในความ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b16c70" >
		<para id="s2b16c70p">
			<remark  id="s2b16c70l1" />ประมาท เพราะดื่มน้ำเมาคือสุราและเมรัย ย่อมประสพภัยเวรใด อันมีในชาตินี้บ้าง อันมี
			<remark  id="s2b16c70l2" />ในชาติหน้าบ้าง ย่อมเสวยเจตสิกทุกข์คือโทมนัสบ้าง เพราะดื่มน้ำเมาคือสุราและเมรัยอันเป็น
			<remark  id="s2b16c70l3" />ที่ตั้งแห่งความประมาท ภัยเวรของอริยสาวกผู้เว้นขาดจากการดื่มน้ำเมาคือสุราและเมรัย 
			<remark  id="s2b16c70l4" />อันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาทสงบแล้วด้วยอาการอย่างนี้ ภัยเวร๕ ประการนี้ สงบแล้ว
			<remark  id="s2b16c70l5" />[๑๕๘] อริยสาวกย่อมประกอบด้วยธรรมอันเป็นองค์แห่งโสดาปัตติ ๔อย่างเป็นไฉน 
			<remark  id="s2b16c70l6" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ ย่อมประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระ
			<remark  id="s2b16c70l7" />พุทธเจ้า ... ในพระธรรม ... ในพระสงฆ์ ... และประกอบด้วยศีลที่พระอริยเจ้าปรารถนา ... ย่อม
			<remark  id="s2b16c70l8" />ประกอบด้วยธรรมเป็นองค์แห่งโสดาปัตติ ๔ อย่างนี้ ฯ
			<remark  id="s2b16c70l9" />[๑๕๙] ก็ญายธรรมอันประเสริฐ อันอริยสาวกนั้นเห็นดีแล้ว แทงตลอดดีแล้วด้วย
			<remark  id="s2b16c70l10" />ปัญญาเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ กระทำไว้ในใจโดยแยบคาย 
			<remark  id="s2b16c70l11" />ถึงปฏิจจสมุปบาทเป็นอย่างดี ฯลฯ ญายธรรมอันประเสริฐนี้อริยสาวกนั้นเห็นดีแล้ว แทงตลอด
			<remark  id="s2b16c70l12" />ดีแล้วด้วยปัญญา ฯ
			<remark  id="s2b16c70l13" />[๑๖๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อใดแล ภัยเวร ๕ ประการนี้ ของอริยสาวกสงบแล้ว 
			<remark  id="s2b16c70l14" />เมื่อนั้นอริยสาวกย่อมประกอบด้วยธรรมอันเป็นองค์แห่งโสดาปัตติ ๔อย่างนี้ และญายธรรม
			<remark  id="s2b16c70l15" />อันประเสริฐนี้ อันอริยสาวกนั้นเห็นดีแล้ว แทงตลอดดีแล้วด้วยปัญญา อริยสาวกนั้นหวังอยู่ 
			<remark  id="s2b16c70l16" />พึงพยากรณ์ตนด้วยตนเองได้ว่า เราย่อมเป็นผู้มีนรกสิ้นแล้ว มีกำเนิดสัตว์ดิรัจฉานสิ้นแล้ว 
			<remark  id="s2b16c70l17" />มีปิตติวิสัยสิ้นแล้ว มีอบาย ทุคติวินิบาตสิ้นแล้ว เราย่อมเป็นโสดาบัน มีอันไม่ตกต่ำเป็น
			<remark  id="s2b16c70l18" />ธรรมดา เป็นผู้เที่ยงจะตรัสรู้ในภายหน้า ฯ
			<remark  id="s2b16c70l19" />จบสูตรที่ ๒
			<remark  id="s2b16c70l20" />๓. ทุกขนิโรธสูตร
			<remark  id="s2b16c70l21" />[๑๖๑] พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี 
			<remark  id="s2b16c70l22" />เขตพระนครสาวัตถี ... พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลายเราจักแสดงเหตุเกิดแห่งทุกข์ 
			<remark  id="s2b16c70l23" />และความดับแห่งทุกข์ ท่านทั้งหลายจงฟัง จงทำไว้ในใจให้ดี เราจักกล่าว ภิกษุเหล่านั้นทูลรับ
			<remark  id="s2b16c70l24" />พระผู้มีพระภาคว่า พระพุทธเจ้าข้า ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b16c71" >
		<para id="s2b16c71p">
			<remark  id="s2b16c71l1" />[๑๖๒] พระผู้มีพระภาคได้ตรัสดังนี้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ความเกิดขึ้นแห่งทุกข์เป็น
			<remark  id="s2b16c71l2" />ไฉน เพราะอาศัยจักษุและรูป จึงเกิดจักขุวิญญาณ ความประชุมแห่งธรรม ๓ ประการเป็นผัสสะ 
			<remark  id="s2b16c71l3" />เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงเกิดเวทนา เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงเกิดตัณหา ภิกษุทั้งหลาย นี้แล
			<remark  id="s2b16c71l4" />เป็นความเกิดขึ้นแห่งทุกข์เพราะอาศัยหูและเสียง ... เพราะอาศัยจมูกและกลิ่น ... เพราะอาศัยลิ้น
			<remark  id="s2b16c71l5" />และรส ...เพราะอาศัยกายและโผฏฐัพพะ ... เพราะอาศัยใจและธรรม จึงเกิดมโนวิญญาณความ
			<remark  id="s2b16c71l6" />ประชุมแห่งธรรม ๓ ประการเป็นผัสสะ เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงเกิดเวทนาเพราะเวทนาเป็น
			<remark  id="s2b16c71l7" />ปัจจัย จึงเกิดตัณหา ภิกษุทั้งหลาย นี้แลเป็นความเกิดขึ้นแห่งทุกข์ ฯ
			<remark  id="s2b16c71l8" />[๑๖๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ความดับแห่งทุกข์เป็นไฉน เพราะอาศัยจักษุและรูป 
			<remark  id="s2b16c71l9" />จึงเกิดจักขุวิญญาณ ความประชุมแห่งธรรม ๓ ประการเป็นผัสสะเพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงเกิด
			<remark  id="s2b16c71l10" />เวทนา เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงเกิดตัณหาเพราะตัณหานั้นเทียวดับด้วยสำรอกโดยไม่เหลือ 
			<remark  id="s2b16c71l11" />อุปาทานจึงดับ เพราะอุปาทานดับภพจึงดับ เพราะภพดับ ชาติจึงดับ เพราะชาติดับ ชราและมรณะ
			<remark  id="s2b16c71l12" /> โสกปริเทวทุกขโทมนัสและอุปายาสจึงดับ ความดับแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการ
			<remark  id="s2b16c71l13" />อย่างนี้ ภิกษุทั้งหลาย นี้แลเป็นความดับแห่งทุกข์ เพราะอาศัยหูและเสียง ...เพราะอาศัยจมูก
			<remark  id="s2b16c71l14" />และกลิ่น ... เพราะอาศัยลิ้นและรส ... เพราะอาศัยกายและโผฏฐัพพะ ... เพราะอาศัยใจและธรรม 
			<remark  id="s2b16c71l15" />จึงเกิดมโนวิญญาณ ความประชุมแห่งธรรม ๓ ประการเป็นผัสสะ เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงเกิด
			<remark  id="s2b16c71l16" />เวทนา เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงเกิดตัณหา เพราะตัณหานั้นเทียวดับด้วยสำรอกโดยไม่เหลือ
			<remark  id="s2b16c71l17" />อุปาทานจึงดับ เพราะอุปาทานดับ ภพจึงดับ เพราะภพดับ ชาติจึงดับ เพราะชาติดับ ชราและ
			<remark  id="s2b16c71l18" />มรณะโสกปริเทวทุกขโทมนัสและอุปายาสจึงดับ ความดับแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วย
			<remark  id="s2b16c71l19" />ประการอย่างนี้ ภิกษุทั้งหลาย นี้แลเป็นความดับแห่งทุกข์ ฯ
			<remark  id="s2b16c71l20" />จบสูตรที่ ๓
			<remark  id="s2b16c71l21" />๔. โลกนิโรธสูตร
			<remark  id="s2b16c71l22" />[๑๖๔] พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี 
			<remark  id="s2b16c71l23" />เขตพระนครสาวัตถี ... ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงความเกิดและความดับแห่งโลก  เธอ
			<remark  id="s2b16c71l24" />ทั้งหลายจงฟัง ... ภิกษุทั้งหลาย ก็ความเกิดแห่งโลกเป็นไฉน เพราะอาศัยจักษุและรูป จึงเกิด
		</para>
	</section>
	<section id="s2b16c72" >
		<para id="s2b16c72p">
			<remark  id="s2b16c72l1" />จักขุวิญญาณ ความประชุมแห่งธรรม๓ ประการเป็นผัสสะ เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงเกิดเวทนา 
			<remark  id="s2b16c72l2" />เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงเกิดตัณหา เพราะตัณหาเป็นปัจจัย จึงเกิดอุปาทาน เพราะอุปาทาน
			<remark  id="s2b16c72l3" />เป็นปัจจัย จึงเกิดภพ เพราะภพเป็นปัจจัย จึงเกิดชาติ เพราะชาติเป็นปัจจัยจึงเกิดชราและ
			<remark  id="s2b16c72l4" />มรณะ โสกปริเทวทุกขโทมนัสและอุปายาส ภิกษุทั้งหลาย นี้แลเป็นความเกิดแห่งโลก เพราะ
			<remark  id="s2b16c72l5" />อาศัยหูและเสียง ... เพราะอาศัยจมูกและกลิ่น ...เพราะอาศัยลิ้นและรส ... เพราะอาศัยกายและ
			<remark  id="s2b16c72l6" />โผฏฐัพพะ ... เพราะอาศัยใจและธรรม จึงเกิดมโนวิญญาณ ความประชุมแห่งธรรม ๓ ประการ
			<remark  id="s2b16c72l7" />เป็นผัสสะ เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงเกิดเวทนา ฯลฯ เพราะชาติเป็นปัจจัย จึงเกิดชราและมรณะ
			<remark  id="s2b16c72l8" />โสกปริเทวทุกขโทมนัสและอุปายาส ภิกษุทั้งหลาย นี้แลเป็นความเกิดแห่งโลก ฯ
			<remark  id="s2b16c72l9" />[๑๖๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ความดับแห่งโลกเป็นไฉน เพราะอาศัยจักษุและรูป จึงเกิด
			<remark  id="s2b16c72l10" />จักขุวิญญาณ ความประชุมแห่งธรรม ๓ ประการเป็นผัสสะเพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงเกิดเวทนา 
			<remark  id="s2b16c72l11" />เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงเกิดตัณหาเพราะตัณหานั้นเทียวดับด้วยสำรอกโดยไม่เหลือ อุปาทาน
			<remark  id="s2b16c72l12" />จึงดับ เพราะอุปาทานดับภพจึงดับ เพราะภพดับ ชาติจึงดับ เพราะชาติดับ ชราและมรณะ 
			<remark  id="s2b16c72l13" />โสกปริเทวทุกขโทมนัสและอุปายาสจึงดับ ความดับแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการ
			<remark  id="s2b16c72l14" />อย่างนี้ ภิกษุทั้งหลาย นี้แลเป็นความดับแห่งโลก เพราะอาศัยหูและเสียง ...เพราะอาศัยจมูก
			<remark  id="s2b16c72l15" />และกลิ่น ... เพราะอาศัยลิ้นและรส ... เพราะอาศัยกายและโผฏฐัพพะ ... เพราะอาศัยใจและธรรม 
			<remark  id="s2b16c72l16" />จึงเกิดมโนวิญญาณ ความประชุมแห่งธรรม ๓ ประการเป็นผัสสะ เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงเกิด
			<remark  id="s2b16c72l17" />เวทนา เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงเกิดตัณหา เพราะตัณหานั้นเทียวดับด้วยสำรอกโดยไม่เหลือ
			<remark  id="s2b16c72l18" />อุปาทานจึงดับ เพราะอุปาทานดับ ภพจึงดับ ฯลฯ ความดับแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ย่อมมีด้วย
			<remark  id="s2b16c72l19" />ประการอย่างนี้ ภิกษุทั้งหลาย นี้แลเป็นความดับแห่งโลก ฯ
			<remark  id="s2b16c72l20" />จบสูตรที่ ๔
			<remark  id="s2b16c72l21" />๕. ญาติกสูตร
			<remark  id="s2b16c72l22" />[๑๖๖] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้
			<remark  id="s2b16c72l23" />สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่คิญชกาวาส [มหาปราสาทที่สร้างด้วยอิฐ] ใกล้
			<remark  id="s2b16c72l24" />บ้านพระญาติ ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ในที่ลับทรงเร้นอยู่ ได้ตรัสธรรมปริยายนี้ว่า 
			<remark  id="s2b16c72l25" />เพราะอาศัยจักษุและรูป จึงเกิดจักขุวิญญาณ ความประชุมแห่งธรรม ๓ ประการเป็นผัสสะ เพราะ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b16c73" >
		<para id="s2b16c73p">
			<remark  id="s2b16c73l1" />ผัสสะเป็นปัจจัย จึงเกิดเวทนาเพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงเกิดตัณหา เพราะตัณหาเป็นปัจจัย 
			<remark  id="s2b16c73l2" />จึงเกิดอุปาทาน ฯลฯความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้ เพราะอาศัยหู
			<remark  id="s2b16c73l3" />และเสียง ... เพราะอาศัยจมูกและกลิ่น ... เพราะอาศัยลิ้นและรส ... เพราะอาศัยกายและโผฏ
			<remark  id="s2b16c73l4" />ฐัพพะ ... เพราะอาศัยใจและธรรม จึงเกิดมโนวิญญาณ ความประชุมแห่งธรรม ๓ ประการ
			<remark  id="s2b16c73l5" />เป็นผัสสะ เพราะเป็นปัจจัย จึงเกิดเวทนา เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงเกิดตัณหา เพราะ
			<remark  id="s2b16c73l6" />ตัณหาเป็นปัจจัย จึงเกิดอุปาทาน ฯลฯ ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการ
			<remark  id="s2b16c73l7" />อย่างนี้ ฯ
			<remark  id="s2b16c73l8" />[๑๖๗] เพราะอาศัยจักษุและรูป จึงเกิดจักขุวิญญาณ ความประชุมแห่งธรรม ๓ ประการ
			<remark  id="s2b16c73l9" />เป็นผัสสะ เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงเกิดเวทนา เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงเกิดตัณหา เพราะ
			<remark  id="s2b16c73l10" />ตัณหานั้นเทียวดับด้วยสำรอกโดยไม่เหลืออุปาทานจึงดับ เพราะอุปาทานดับ ภพจึงดับ ฯลฯ 
			<remark  id="s2b16c73l11" />ความดับแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้ เพราะอาศัยหูและเสียง ฯลฯ เพราะ
			<remark  id="s2b16c73l12" />อาศัยใจและธรรมจึงเกิดมโนวิญญาณ ความประชุมแห่งธรรม ๓ ประการเป็นผัสสะ เพราะผัสสะ
			<remark  id="s2b16c73l13" />เป็นปัจจัย จึงเกิดเวทนา เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงเกิดตัณหา เพราะตัณหานั้นเทียวดับด้วย
			<remark  id="s2b16c73l14" />สำรอกโดยไม่เหลือ อุปาทานจึงดับ เพราะอุปาทานดับ ภพจึงดับ ฯลฯความดับแห่งกองทุกข์
			<remark  id="s2b16c73l15" />ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้ ฯ
			<remark  id="s2b16c73l16" />[๑๖๘] ก็สมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งยืนแอบฟังอยู่ใกล้พระผู้มีพระภาคพระผู้มีพระภาค
			<remark  id="s2b16c73l17" />ทรงเห็นภิกษุนั้นแล้ว ได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุ เธอได้ฟังธรรมปริยายนี้หรือ ภิกษุนั้นทูลรับว่า 
			<remark  id="s2b16c73l18" />พระพุทธเจ้าข้า ข้าพระองค์ได้ฟังอย่างนี้ พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ภิกษุเธอจงศึกษาเล่าเรียน ทรงจำ
			<remark  id="s2b16c73l19" />ธรรมปริยายนี้ ธรรมปริยายนี้ประกอบด้วยประโยชน์ เป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์ ฯ
			<remark  id="s2b16c73l20" />จบสูตรที่ ๕
			<remark  id="s2b16c73l21" />๖. อัญญตรสูตร
			<remark  id="s2b16c73l22" />[๑๖๙] พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี 
			<remark  id="s2b16c73l23" />เขตพระนครสาวัตถี ครั้งนั้นแล พราหมณ์ผู้หนึ่งเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ได้ปราศรัย
			<remark  id="s2b16c73l24" />กับพระผู้มีพระภาค ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้ว จึงนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b16c74" >
		<para id="s2b16c74p">
			<remark  id="s2b16c74l1" />[๑๗๐] พราหมณ์นั้น ครั้นนั่งเรียบร้อยแล้ว ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระ
			<remark  id="s2b16c74l2" />โคดมผู้เจริญ คนนั้นทำเหตุ คนนั้นเสวยผลหรือหนอ พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรพราหมณ์ 
			<remark  id="s2b16c74l3" />โวหารนี้ว่า คนนั้นทำเหตุ คนนั้นเสวยผล เป็นส่วนสุดที่หนึ่ง พราหมณ์นั้นทูลถามว่า 
			<remark  id="s2b16c74l4" />พระโคดมผู้เจริญ ก็คนอื่นทำเหตุ คนอื่นเสวยผลหรือ พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรพราหมณ์ 
			<remark  id="s2b16c74l5" />โวหารนี้ว่า คนอื่นทำเหตุ คนอื่นเสวยผลเป็นส่วนสุดที่สอง ดูกรพราหมณ์ ตถาคตแสดงธรรม
			<remark  id="s2b16c74l6" />โดยสายกลางไม่เข้าใกล้ส่วนสุดทั้งสองนั้นดังนี้ว่า เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร เพราะ
			<remark  id="s2b16c74l7" />สังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ ฯลฯ ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการ
			<remark  id="s2b16c74l8" />อย่างนี้ ก็เพราะอวิชชาดับด้วยสำรอกโดยไม่เหลือ สังขารจึงดับเพราะสังขารดับ วิญญาณจึงดับ
			<remark  id="s2b16c74l9" />ฯลฯ ความดับแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้ ฯ
			<remark  id="s2b16c74l10" />[๑๗๑] เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว พราหมณ์นั้นได้กราบทูลพระผู้มีพระภาค
			<remark  id="s2b16c74l11" />ว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ พระธรรมเทศนาแจ่มแจ้งยิ่งนักข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ พระธรรม
			<remark  id="s2b16c74l12" />เทศนาแจ่มแจ้งยิ่งนัก ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญเปรียบเหมือนบุคคลหงายของที่คว่ำ เปิดของที่ปิด 
			<remark  id="s2b16c74l13" />บอกทางให้แก่คนหลงทางหรือตามประทีปไว้ในที่มืด ด้วยหวังว่า คนมีจักษุจักเห็นรูปดังนี้ 
			<remark  id="s2b16c74l14" />ฉันใด พระองค์ทรงประกาศธรรมโดยอเนกปริยาย ฉันนั้นเหมือนกัน ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
			<remark  id="s2b16c74l15" />ข้าพระองค์นี้ ขอถึงท่านพระโคดมกับทั้งพระธรรมและภิกษุสงฆ์ว่าเป็นสรณะขอท่านพระโคดม
			<remark  id="s2b16c74l16" />ผู้เจริญ จงทรงจำข้าพระองค์ว่าเป็นอุบาสกผู้ถึงสรณะตลอดชีวิตตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ฯ
			<remark  id="s2b16c74l17" />จบสูตรที่ ๖
			<remark  id="s2b16c74l18" />๗. ชาณุสโสณิสูตร
			<remark  id="s2b16c74l19" />[๑๗๒] พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี 
			<remark  id="s2b16c74l20" />เขตพระนครสาวัตถี ครั้งนั้นแล พราหมณ์ชาณุสโสณีเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ได้
			<remark  id="s2b16c74l21" />ปราศรัยกับพระผู้มีพระภาค ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้ว จึงนั่ง ณ ที่ควร
			<remark  id="s2b16c74l22" />ส่วนหนึ่ง ฯ
			<remark  id="s2b16c74l23" />[๑๗๓] ครั้นนั่งเรียบร้อยแล้วชาณุสโสณีพราหมณ์ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า 
			<remark  id="s2b16c74l24" />พระโคดมผู้เจริญ สิ่งทั้งปวงมีอยู่หรือหนอแล ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b16c75" >
		<para id="s2b16c75p">
			<remark  id="s2b16c75l1" />ภ. ดูกรพราหมณ์ โวหารนี้ว่า สิ่งทั้งปวงมีอยู่ เป็นส่วนสุดที่หนึ่ง ฯ
			<remark  id="s2b16c75l2" />ชา. พระโคดมผู้เจริญ ก็สิ่งทั้งปวงไม่มีอยู่หรือ ฯ
			<remark  id="s2b16c75l3" />ภ. ดูกรพราหมณ์ โวหารนี้ว่า สิ่งทั้งปวงไม่มีอยู่ เป็นส่วนสุดที่สอง  ดูกรพราหมณ์ 
			<remark  id="s2b16c75l4" />ตถาคตแสดงธรรมโดยสายกลาง ไม่เข้าใกล้ส่วนสุดทั้งสองนั้นดังนี้ว่า เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย 
			<remark  id="s2b16c75l5" />จึงมีสังขาร เพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ ฯลฯ ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ 
			<remark  id="s2b16c75l6" />ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้ ก็เพราะอวิชชาดับด้วยสำรอกโดยไม่เหลือ สังขารจึงดับ เพราะสังขาร
			<remark  id="s2b16c75l7" />ดับ วิญญาณจึงดับ ฯลฯ ความดับแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้ ฯ
			<remark  id="s2b16c75l8" />[๑๗๔] เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว ชาณุสโสณีพราหมณ์ได้กราบทูลพระผู้มี
			<remark  id="s2b16c75l9" />พระภาคว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ พระธรรมเทศนาแจ่มแจ้งยิ่งนัก ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ 
			<remark  id="s2b16c75l10" />พระธรรมเทศนาแจ่มแจ้งยิ่งนัก ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ เปรียบเหมือนบุคคลหงายของที่คว่ำ 
			<remark  id="s2b16c75l11" />เปิดของที่ปิด บอกทางให้แก่คนหลงทาง หรือตามประทีปไว้ในที่มืด ด้วยหวังว่า คนมีจักษุจัก
			<remark  id="s2b16c75l12" />เห็นรูปดังนี้ ฉันใดพระองค์ทรงประกาศธรรมโดยอเนกปริยาย ฉันนั้นเหมือนกัน ข้าแต่พระองค์
			<remark  id="s2b16c75l13" />ผู้เจริญ ข้าพระองค์นี้ขอถึงท่านพระโคดมกับทั้งพระธรรมและภิกษุสงฆ์ว่าเป็นสรณะขอท่าน
			<remark  id="s2b16c75l14" />พระโคดมผู้เจริญ จงทรงจำข้าพระองค์ว่าเป็นอุบาสกผู้ถึงสรณะตลอดชีวิตตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ฯ
			<remark  id="s2b16c75l15" />จบสูตรที่ ๗
			<remark  id="s2b16c75l16" />๘. โลกายติกสูตร
			<remark  id="s2b16c75l17" />[๑๗๕] พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี 
			<remark  id="s2b16c75l18" />เขตพระนครสาวัตถี ... ครั้งนั้นแล พราหมณ์ผู้รอบรู้คัมภีร์โลกายตะเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่
			<remark  id="s2b16c75l19" />ประทับ ฯลฯ
			<remark  id="s2b16c75l20" />[๑๗๖] ครั้นนั่งเรียบร้อยแล้ว พราหมณ์ผู้รอบรู้คัมภีร์โลกายตะได้ทูลถามพระผู้มีพระ
			<remark  id="s2b16c75l21" />ภาคว่า พระโคดมผู้เจริญ สิ่งทั้งปวงมีอยู่หรือหนอ ฯ
			<remark  id="s2b16c75l22" />ภ. ดูกรพราหมณ์ ข้อที่ว่า สิ่งทั้งปวงมีอยู่นี้ เป็นทิฐิว่าด้วยความสืบต่อแห่งโลกที่หนึ่ง ฯ
			<remark  id="s2b16c75l23" />โล. ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ก็สิ่งทั้งปวงไม่มีอยู่หรือ ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b16c76" >
		<para id="s2b16c76p">
			<remark  id="s2b16c76l1" />ภ. ดูกรพราหมณ์ ข้อที่ว่า สิ่งทั้งปวงไม่มีอยู่นี้ เป็นทิฐิว่าด้วยความสืบต่อแห่งโลก
			<remark  id="s2b16c76l2" />ที่สอง ฯ
			<remark  id="s2b16c76l3" />โล. ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ สิ่งทั้งปวงมีสภาพเป็นอย่างเดียวกันหรือ ฯ
			<remark  id="s2b16c76l4" />ภ. ดูกรพราหมณ์ ข้อที่ว่า สิ่งทั้งปวงมีสภาพเป็นอย่างเดียวกันนี้ เป็นทิฐิว่าด้วยความ
			<remark  id="s2b16c76l5" />สืบต่อแห่งโลกที่สาม ฯ
			<remark  id="s2b16c76l6" />โล. พระโคดมผู้เจริญ ก็สิ่งทั้งปวงมีสภาพต่างกันหรือ ฯ
			<remark  id="s2b16c76l7" />ภ. ดูกรพราหมณ์ ข้อที่ว่า สิ่งทั้งปวงมีสภาพต่างกันนี้เป็นทิฐิว่าด้วยความสืบต่อแห่ง
			<remark  id="s2b16c76l8" />โลกที่สี่ ดูกรพราหมณ์ ตถาคตแสดงธรรมโดยสายกลาง ไม่เข้าใกล้ส่วนสุดทั้งสองนั้นดังนี้ว่า
			<remark  id="s2b16c76l9" /> เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร เพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ ฯลฯ ความเกิดขึ้น
			<remark  id="s2b16c76l10" />แห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้ ก็เพราะอวิชชาดับด้วยสำรอกโดยไม่เหลือ 
			<remark  id="s2b16c76l11" />สังขารจึงดับ เพราะสังขารดับ วิญญาณจึงดับ ฯลฯ ความดับแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วย
			<remark  id="s2b16c76l12" />ประการอย่างนี้ ฯ
			<remark  id="s2b16c76l13" />[๑๗๗] เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว โลกายติกพราหมณ์ได้กราบทูลพระผู้มี
			<remark  id="s2b16c76l14" />พระภาคว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ พระธรรมเทศนาแจ่มแจ้งยิ่งนัก ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ 
			<remark  id="s2b16c76l15" />พระธรรมเทศนาแจ่มแจ้งยิ่งนัก ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ เปรียบเหมือนบุคคลหงายของที่คว่ำ 
			<remark  id="s2b16c76l16" />เปิดของที่ปิด บอกทางให้แก่คนหลงทาง หรือตามประทีปไว้ในที่มืด ด้วยหวังว่า คนมีจักษุจัก
			<remark  id="s2b16c76l17" />เห็นรูปดังนี้ ฉันใดพระองค์ทรงประกาศธรรมโดยอเนกปริยาย ฉันนั้นเหมือนกัน ข้าแต่พระองค์
			<remark  id="s2b16c76l18" />ผู้เจริญ ข้าพระองค์นี้ขอถึงท่านพระโคดมกับทั้งพระธรรมและภิกษุสงฆ์ว่าเป็นสรณะขอท่าน
			<remark  id="s2b16c76l19" />พระโคดมผู้เจริญ จงทรงจำข้าพระองค์ว่าเป็นอุบาสกผู้ถึงสรณะตลอดชีวิตตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ฯ
			<remark  id="s2b16c76l20" />จบสูตรที่ ๘
			<remark  id="s2b16c76l21" />๙. อริยสาวกสูตรที่ ๑
			<remark  id="s2b16c76l22" />[๑๗๘] พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี 
			<remark  id="s2b16c76l23" />เขตพระนครสาวัตถี ณ ที่นั้นแล ... พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่าดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้ได้
			<remark  id="s2b16c76l24" />สดับมิได้มีความสงสัยอย่างนี้ว่า เมื่ออะไรมีอะไรจึงมีหรือหนอแล เพราะอะไรเกิดขึ้น อะไรจึง
		</para>
	</section>
	<section id="s2b16c77" >
		<para id="s2b16c77p">
			<remark  id="s2b16c77l1" />เกิดขึ้น เมื่ออะไรมี นามรูปจึงมี เมื่ออะไรมี สฬายตนะจึงมี เมื่ออะไรมี ผัสสะจึงมี เมื่อ
			<remark  id="s2b16c77l2" />อะไรมี เวทนาจึงมี เมื่ออะไรมี ตัณหาจึงมี เมื่ออะไรมี อุปาทานจึงมี เมื่ออะไรมี ภพจึงมี
			<remark  id="s2b16c77l3" />เมื่ออะไรมี ชาติจึงมี เมื่ออะไรมี ชราและมรณะจึงมี ฯ
			<remark  id="s2b16c77l4" />[๑๗๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย โดยที่แท้ อริยสาวกผู้ได้สดับย่อมมีญาณหยั่งรู้ในเรื่องนี้ 
			<remark  id="s2b16c77l5" />โดยไม่ต้องเชื่อผู้อื่นว่า เมื่อสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี เพราะสิ่งนี้เกิดขึ้นสิ่งนี้จึงเกิดขึ้น เมื่อวิญญาณมี
			<remark  id="s2b16c77l6" />นามรูปจึงมี เมื่อนามรูปมี สฬายตนะจึงมี เมื่อสฬายตนะมี ผัสสะจึงมี เมื่อผัสสะมี เวทนา
			<remark  id="s2b16c77l7" />จึงมี เมื่อเวทนามี ตัณหาจึงมีเมื่อตัณหามี อุปาทานจึงมี เมื่ออุปาทานมี ภพจึงมี เมื่อภพมี 
			<remark  id="s2b16c77l8" />ชาติจึงมี เมื่อชาติมี ชราและมรณะจึงมี อริยสาวกนั้นย่อมรู้ประจักษ์อย่างนี้ว่า โลกนี้ย่อมเกิดขึ้น
			<remark  id="s2b16c77l9" />อย่างนี้ ฯ
			<remark  id="s2b16c77l10" />[๑๘๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้ได้สดับ ย่อมไม่มีความสงสัยอย่างนี้ว่า เมื่อ
			<remark  id="s2b16c77l11" />อะไรไม่มี อะไรจึงไม่มีหรือหนอแล เพราะอะไรดับ อะไรจึงดับเมื่ออะไรไม่มี นามรูปจึงไม่มี 
			<remark  id="s2b16c77l12" />เมื่ออะไรไม่มี สฬายตนะจึงไม่มี เมื่ออะไรไม่มีผัสสะจึงไม่มี เมื่ออะไรไม่มี เวทนาจึงไม่มี 
			<remark  id="s2b16c77l13" />เมื่ออะไรไม่มี ตัณหาจึงไม่มี เมื่ออะไรไม่มี อุปาทานจึงไม่มี เมื่ออะไรไม่มี ภพจึงไม่มี 
			<remark  id="s2b16c77l14" />เมื่ออะไรไม่มี ชาติจึงไม่มี เมื่ออะไรไม่มี ชราและมรณะจึงไม่มี ฯ
			<remark  id="s2b16c77l15" />[๑๘๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย โดยที่แท้ อริยสาวกผู้ได้สดับย่อมมีญาณหยั่งรู้ในเรื่องนี้โดย
			<remark  id="s2b16c77l16" />ไม่ต้องเชื่อผู้อื่นว่า เมื่อสิ่งนี้ไม่มี สิ่งนี้จึงไม่มี เพราะสิ่งนี้ดับสิ่งนี้จึงดับ เมื่อวิญญาณไม่มี 
			<remark  id="s2b16c77l17" />นามรูปจึงไม่มี เมื่อนามรูปไม่มี สฬายตนะจึงไม่มี ฯลฯ อุปาทานจึงไม่มี ... ภพจึงไม่มี ... ชาติ
			<remark  id="s2b16c77l18" />จึงไม่มี เมื่อชาติไม่มี ชราและมรณะจึงไม่มี อริยสาวกนั้นย่อมรู้ประจักษ์อย่างนี้ว่า โลกนี้ย่อมดับ
			<remark  id="s2b16c77l19" />อย่างนี้ ฯ
			<remark  id="s2b16c77l20" />[๑๘๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในกาลใดแล อริยสาวกรู้ทั่วถึงเหตุเกิดและความดับไป
			<remark  id="s2b16c77l21" />แห่งโลกตามเป็นจริงอย่างนี้ ในกาลนั้น อริยสาวกนี้ เราเรียกว่าเป็นผู้สมบูรณ์ด้วยทิฐิบ้าง 
			<remark  id="s2b16c77l22" />เป็นผู้สมบูรณ์ด้วยทัศนะบ้าง เป็นผู้มาถึงสัทธรรมนี้บ้างเห็นสัทธรรมนี้บ้าง เป็นผู้ประกอบด้วย
			<remark  id="s2b16c77l23" />ญาณอันเป็นเสขะบ้าง เป็นผู้ประกอบด้วยวิชชาอันเป็นเสขะบ้าง เป็นผู้บรรลุกระแสแห่งธรรม
			<remark  id="s2b16c77l24" />บ้าง เป็นพระอริยะมีปัญญาเครื่องชำแรกกิเลสบ้าง ว่าอยู่ชิดประตูอมตนิพพานบ้าง ฯ
			<remark  id="s2b16c77l25" />จบสูตรที่ ๙
		</para>
	</section>
	<section id="s2b16c78" >
		<para id="s2b16c78p">
			<remark  id="s2b16c78l1" />๑๐. อริยสาวกสูตรที่ ๒
			<remark  id="s2b16c78l2" />[๑๘๓] พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี 
			<remark  id="s2b16c78l3" />เขตพระนครสาวัตถี ณ ที่นั้นแล ... พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่าดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้ได้
			<remark  id="s2b16c78l4" />สดับมิได้มีความสงสัยอย่างนี้ว่า เมื่ออะไรมีอะไรจึงมีหรือหนอแล เพราะอะไรเกิดขึ้น อะไร
			<remark  id="s2b16c78l5" />จึงเกิดขึ้น เมื่ออะไรมี สังขารจึงมี เมื่ออะไรมี วิญญาณจึงมี เมื่ออะไรมี นามรูปจึงมี เมื่อ
			<remark  id="s2b16c78l6" />อะไรมี สฬายตนะจึงมี เมื่ออะไรมี ผัสสะจึงมี เมื่ออะไรมี เวทนาจึงมี เมื่ออะไรมี ตัณหาจึงมี
			<remark  id="s2b16c78l7" />เมื่ออะไรมี อุปาทานจึงมี เมื่ออะไรมี ภพจึงมี เมื่ออะไรมี ชาติจึงมี เมื่ออะไรมี ชราและมรณะ
			<remark  id="s2b16c78l8" />จึงมี ฯ
			<remark  id="s2b16c78l9" />[๑๘๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย โดยที่แท้ อริยสาวกผู้ได้สดับย่อมมีญาณหยั่งรู้ในเรื่องนี้โดย
			<remark  id="s2b16c78l10" />ไม่ต้องเชื่อผู้อื่นว่า เมื่อสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี เพราะสิ่งนี้เกิดขึ้นสิ่งนี้จึงเกิดขึ้น เมื่ออวิชชามี 
			<remark  id="s2b16c78l11" />สังขารจึงมี เมื่อสังขารมี วิญญาณจึงมี เมื่อวิญญาณมี นามรูปจึงมี เมื่อนามรูปมี สฬายตนะ
			<remark  id="s2b16c78l12" />จึงมี เมื่อสฬายตนะมี ผัสสะจึงมี เมื่อผัสสะมี เวทนาจึงมี เมื่อเวทนามี ตัณหาจึงมี เมื่อ
			<remark  id="s2b16c78l13" />ตัณหามี อุปาทานจึงมี เมื่ออุปาทานมี ภพจึงมี เมื่อภพมี ชาติจึงมี เมื่อชาติมี ชราและมรณะ
			<remark  id="s2b16c78l14" />จึงมี อริยสาวกนั้นย่อมรู้ประจักษ์อย่างนี้ว่า โลกนี้ย่อมเกิดขึ้นอย่างนี้ ฯ
			<remark  id="s2b16c78l15" />[๑๘๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้ได้สดับย่อมไม่มีความสงสัยอย่างนี้ว่า เมื่ออะไร
			<remark  id="s2b16c78l16" />ไม่มี อะไรจึงไม่มีหรือหนอแล เพราะอะไรดับ อะไรจึงดับ เมื่ออะไรไม่มี สังขารจึงไม่มี เมื่อ
			<remark  id="s2b16c78l17" />อะไรไม่มี วิญญาณจึงไม่มี เมื่ออะไรไม่มี นามรูปจึงไม่มี เมื่ออะไรไม่มี สฬายตนะจึงไม่มี 
			<remark  id="s2b16c78l18" />เมื่ออะไรไม่มี ผัสสะจึงไม่มี เมื่ออะไรไม่มี เวทนาจึงไม่มี เมื่ออะไรไม่มี ตัณหาจึงไม่มี ฯลฯ
			<remark  id="s2b16c78l19" /> อุปาทาน ... ภพ ...ชาติ ... เมื่ออะไรไม่มี ชราและมรณะจึงไม่มี ฯ
			<remark  id="s2b16c78l20" />[๑๘๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย โดยที่แท้ อริยสาวกผู้สดับย่อมมีญาณหยั่งรู้ในเรื่องนี้
			<remark  id="s2b16c78l21" />โดยไม่ต้องเชื่อผู้อื่นว่า เมื่อสิ่งนี้ไม่มี สิ่งนี้จึงไม่มี เพราะสิ่งนี้ดับ สิ่งนี้จึงดับ เมื่ออวิชชาไม่มี 
			<remark  id="s2b16c78l22" />สังขารจึงไม่มี เมื่อสังขารไม่มี วิญญาณจึงไม่มี เมื่อวิญญาณไม่มี นามรูปจึงไม่มี เมื่อนามรูป
			<remark  id="s2b16c78l23" />ไม่มี สฬายตนะจึงไม่มี ฯลฯ เมื่อชาติไม่มี ชราและมรณะจึงไม่มี อริยสาวกนั้นย่อมรู้ประ
			<remark  id="s2b16c78l24" />จักษ์อย่างนี้ว่า โลกนี้ย่อมดับอย่างนี้ ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b16c79" >
		<para id="s2b16c79p">
			<remark  id="s2b16c79l1" />[๑๘๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในกาลใดแล อริยสาวกรู้ทั่วถึงทั้งเหตุเกิดและความดับไปแห่ง
			<remark  id="s2b16c79l2" />โลกตามเป็นจริงอย่างนี้ ในกาลนั้น อริยสาวกนี้ เราเรียกว่าเป็นผู้สมบูรณ์ด้วยทิฐิบ้าง เป็น
			<remark  id="s2b16c79l3" />ผู้สมบูรณ์ด้วยทัศนะบ้าง เป็นผู้มาถึงสัทธรรมนี้บ้างเห็นสัทธรรมนี้บ้าง เป็นผู้ประกอบด้วยญาณ
			<remark  id="s2b16c79l4" />อันเป็นเสขะบ้าง เป็นผู้ประกอบด้วยวิชชาอันเป็นเสขะบ้าง เป็นผู้บรรลุกระแสแห่งธรรมบ้าง 
			<remark  id="s2b16c79l5" />เป็นพระอริยะมีปัญญาเครื่องชำแรกกิเลสบ้าง ว่าอยู่ชิดประตูอมตนิพพานบ้าง ฯ
			<remark  id="s2b16c79l6" />จบสูตรที่ ๑๐
			<remark  id="s2b16c79l7" />                         คหปติวรรคที่ ๕ จบ
			<remark  id="s2b16c79l8" />________
			<remark  id="s2b16c79l9" />รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
			<remark  id="s2b16c79l10" />๑. ปัญจเวรภยสูตร ที่ ๑	 ๒. ปัญจเวรภยสูตรที่ ๒
			<remark  id="s2b16c79l11" />๓. ทุกขนิโรธสูตร 		๔. โลกนิโรธสูตร 
			<remark  id="s2b16c79l12" />๕. ญาติกสูตร		๖. อัญญตรสูตร 
			<remark  id="s2b16c79l13" />๗. ชาณุสโสณิสูตร 		๘. โลกายติกสูตร
			<remark  id="s2b16c79l14" />๙. อริยสาวกสูตรที่ ๑ 	๑๐. อริยสาวกสูตรที่ ๒ ฯ
			<remark  id="s2b16c79l15" />_________
		</para>
	</section>
	<section id="s2b16c80" >
		<para id="s2b16c80p">
			<remark  id="s2b16c80l1" />ทุกขวรรคที่ ๖
			<remark  id="s2b16c80l2" />๑. ปริวีมังสนสูตร
			<remark  id="s2b16c80l3" />[๑๘๘] ข้าพเจ้าสดับมาแล้วอย่างนี้
			<remark  id="s2b16c80l4" />สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี 
			<remark  id="s2b16c80l5" />เขตพระนครสาวัตถี ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
			<remark  id="s2b16c80l6" />ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระผู้มีพระภาคว่า พระพุทธเจ้าข้า พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
			<remark  id="s2b16c80l7" />ด้วยเหตุเท่าไรหนอแลภิกษุเมื่อพิจารณา พึงพิจารณาเพื่อความสิ้นทุกข์โดยชอบ โดยประการ
			<remark  id="s2b16c80l8" />ทั้งปวงภิกษุเหล่านั้นทูลว่า พระพุทธเจ้าข้า ธรรมทั้งหลายของพวกข้าพระองค์ มีพระผู้มีพระภาค
			<remark  id="s2b16c80l9" />เป็นที่ตั้ง มีพระผู้มีพระภาคเป็นผู้นำ มีพระผู้มีพระภาคเป็นที่พึ่ง ได้โปรดเถิดพระพุทธเจ้าข้า 
			<remark  id="s2b16c80l10" />ขอเนื้อความแห่งภาษิตนี้จงแจ่มแจ้งกะพระผู้มีพระภาคเถิดภิกษุทั้งหลายได้ฟังต่อพระผู้มีพระภาค
			<remark  id="s2b16c80l11" />แล้ว จักทรงจำไว้ พระผู้มีพระภาคตรัสว่าดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าเช่นนั้น เธอทั้งหลายจงฟัง 
			<remark  id="s2b16c80l12" />จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าวภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระผู้มีพระภาคแล้ว ฯ
			<remark  id="s2b16c80l13" />[๑๘๙] พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้  เมื่อพิจารณา 
			<remark  id="s2b16c80l14" />ย่อมพิจารณาว่า ทุกข์คือชราและมรณะมีประการต่างๆ มากมายเกิดขึ้นในโลก ทุกข์นี้มีอะไร
			<remark  id="s2b16c80l15" />เป็นเหตุ มีอะไรเป็นสมุทัย มีอะไรเป็นกำเนิด มีอะไรเป็นแดนเกิดหนอแล เมื่ออะไรมี ชรา
			<remark  id="s2b16c80l16" />และมรณะจึงมี เมื่ออะไรไม่มี ชราและมรณะจึงไม่มี ภิกษุนั้นพิจารณาอยู่ ย่อมรู้ประจักษ์ว่า
			<remark  id="s2b16c80l17" />ทุกข์คือชราและมรณะมีประการต่างๆ มากมาย เกิดขึ้นในโลก ทุกข์นี้แลมีชาติเป็นเหตุ มีชาติ
			<remark  id="s2b16c80l18" />เป็นสมุทัย มีชาติเป็นกำเนิด มีชาติเป็นแดนเกิด เมื่อชาติมี ชราและมรณะจึงมีเมื่อชาติไม่มี 
			<remark  id="s2b16c80l19" />ชราและมรณะจึงไม่มี ภิกษุนั้นย่อมรู้ประจักษ์ชราและมรณะ ย่อมรู้ประจักษ์เหตุเกิดชราและมรณะ 
			<remark  id="s2b16c80l20" />ย่อมรู้ประจักษ์ความดับแห่งชราและมรณะ ย่อมรู้ประจักษ์ปฏิปทาอันสมควรที่ให้ถึงความดับ
			<remark  id="s2b16c80l21" />แห่งชราและมรณะ และย่อมเป็นผู้ปฏิบัติอย่างนั้น เป็นผู้ประพฤติธรรมอันสมควร ดูกรภิกษุ
			<remark  id="s2b16c80l22" />ทั้งหลาย ภิกษุนี้เราเรียกว่า เป็นผู้ปฏิบัติเพื่อความสิ้นทุกข์โดยชอบ โดยประการทั้งปวง เพื่อ
			<remark  id="s2b16c80l23" />ความดับแห่งชราและมรณะ ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b16c81" >
		<para id="s2b16c81p">
			<remark  id="s2b16c81l1" />[๑๙๐] อีกประการหนึ่ง ภิกษุเมื่อพิจารณา ย่อมพิจารณาว่า ก็ชาตินี้มีอะไรเป็นเหตุ 
			<remark  id="s2b16c81l2" />มีอะไรเป็นสมุทัย มีอะไรเป็นกำเนิด มีอะไรเป็นแดนเกิด เมื่ออะไรมี ชาติจึงมี เมื่ออะไรไม่มี 
			<remark  id="s2b16c81l3" />ชาติจึงไม่มี ภิกษุนั้นพิจารณาอยู่ ย่อมรู้ประจักษ์ว่า ชาติมีภพเป็นเหตุ มีภพเป็นสมุทัย มีภพ
			<remark  id="s2b16c81l4" />เป็นกำเนิด มีภพเป็นแดนเกิดเมื่อภพมี ชาติจึงมี เมื่อภพไม่มี ชาติจึงไม่มี ภิกษุนั้นย่อม
			<remark  id="s2b16c81l5" />รู้ประจักษ์ชาติ ย่อมรู้ประจักษ์เหตุเกิดแห่งชาติ ย่อมรู้ประจักษ์ความดับแห่งชาติ ย่อมรู้ประจักษ์
			<remark  id="s2b16c81l6" />ปฏิปทาอันสมควรที่ให้ถึงความดับแห่งชาติ และย่อมเป็นผู้ปฏิบัติอย่างนั้น เป็นผู้ประพฤติธรรม
			<remark  id="s2b16c81l7" />อันสมควร ภิกษุนี้เราเรียกว่าเป็นผู้ปฏิบัติเพื่อความสิ้นทุกข์โดยชอบ โดยประการทั้งปวง เพื่อ
			<remark  id="s2b16c81l8" />ความดับแห่งชาติ ฯ
			<remark  id="s2b16c81l9" />[๑๙๑] อีกประการหนึ่ง ภิกษุเมื่อพิจารณา ย่อมพิจารณาว่า ก็ภพนี้มีอะไรเป็นเหตุ ฯลฯ
			<remark  id="s2b16c81l10" /> ก็อุปาทานนี้มีอะไรเป็นเหตุ ฯลฯ ก็ตัณหานี้มีอะไรเป็นเหตุ ฯลฯก็เวทนานี้มีอะไรเป็นเหตุ ฯลฯ 
			<remark  id="s2b16c81l11" />ก็ผัสสะนี้มีอะไรเป็นเหตุ ฯลฯ ก็สฬายตนะนี้มีอะไรเป็นเหตุ ฯลฯ ก็นามรูปนี้มีอะไรเป็นเหตุ 
			<remark  id="s2b16c81l12" />ฯลฯ ก็วิญญาณนี้มีอะไรเป็นเหตุ ฯลฯก็สังขารนี้มีอะไรเป็นเหตุ มีอะไรเป็นสมุทัย มีอะไรเป็น
			<remark  id="s2b16c81l13" />กำเนิด มีอะไรเป็นแดนเกิด เมื่ออะไรมี สังขารจึงมี เมื่ออะไรไม่มี สังขารจึงไม่มี ภิกษุนั้น
			<remark  id="s2b16c81l14" />เมื่อพิจารณาย่อมรู้ประจักษ์ว่า สังขารมีอวิชชาเป็นเหตุ มีอวิชชาเป็นสมุทัย มีอวิชชาเป็นกำเนิด 
			<remark  id="s2b16c81l15" />มีอวิชชาเป็นแดนเกิด เมื่ออวิชชามี สังขารจึงมี เมื่ออวิชชาไม่มีสังขารจึงไม่มี ภิกษุนั้นย่อมรู้
			<remark  id="s2b16c81l16" />ประจักษ์สังขาร ย่อมรู้ประจักษ์เหตุเกิดแห่งสังขารย่อมรู้ประจักษ์ความดับแห่งสังขาร ย่อมรู้
			<remark  id="s2b16c81l17" />ประจักษ์ปฏิปทาอันสมควรที่ให้ถึงความดับแห่งสังขาร และย่อมเป็นผู้ปฏิบัติอย่างนั้น เป็นผู้ประ
			<remark  id="s2b16c81l18" />พฤติธรรมอันสมควรภิกษุนี้เราเรียกว่า เป็นผู้ปฏิบัติเพื่อความสิ้นทุกข์โดยชอบ โดยประการ
			<remark  id="s2b16c81l19" />ทั้งปวงเพื่อความดับแห่งสังขาร ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลตกอยู่ในอวิชชา ถ้าสังขารที่เป็น
			<remark  id="s2b16c81l20" />บุญปรุงแต่ง วิญญาณก็เข้าถึงบุญ ถ้าสังขารที่เป็นบาปปรุงแต่ง วิญญาณก็เข้าถึงบาป ถ้าสังขาร
			<remark  id="s2b16c81l21" />ที่เป็นอเนญชาปรุงแต่ง วิญญาณก็เข้าถึงอเนญชา ฯ
			<remark  id="s2b16c81l22" />[๑๙๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในกาลใดแล ภิกษุละอวิชชาได้แล้ว วิชชาเกิดขึ้นแล้ว ใน
			<remark  id="s2b16c81l23" />กาลนั้น ภิกษุนั้นก็ไม่ทำกรรมเป็นบุญ ไม่ทำกรรมเป็นบาป ไม่ทำกรรมเป็นอเนญชา เพราะสำรอก
			<remark  id="s2b16c81l24" />อวิชชาเสีย เพราะมีวิชชาเกิดขึ้น เมื่อไม่ทำเมื่อไม่คิด ก็ไม่ถือมั่นอะไรๆ ในโลก เมื่อไม่ถือมั่น
			<remark  id="s2b16c81l25" /> ก็ไม่สะดุ้งกลัว เมื่อไม่สะดุ้งกลัว ก็ปรินิพพานเฉพาะตน ย่อมรู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว 
			<remark  id="s2b16c81l26" />กิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี ภิกษุนั้นถ้าเสวยสุขเวทนา ก็รู้ชัดว่า
		</para>
	</section>
	<section id="s2b16c82" >
		<para id="s2b16c82p">
			<remark  id="s2b16c82l1" /> สุขเวทนานั้นไม่เที่ยง อันตนไม่ยึดถือแล้วด้วยตัณหา อันตนไม่เพลิดเพลินแล้วด้วยตัณหา ถ้าเสวย
			<remark  id="s2b16c82l2" />ทุกขเวทนา ก็รู้ชัดว่า ทุกขเวทนานั้นไม่เที่ยง อันตนไม่ยึดถือแล้วด้วยตัณหา อันตนไม่เพลิดเพลิน
			<remark  id="s2b16c82l3" />แล้วด้วยตัณหาถ้าเสวยอทุกขมสุขเวทนา ก็รู้ชัดว่า อทุกขมสุขเวทนานั้นไม่เที่ยง อันตนไม่ยึด
			<remark  id="s2b16c82l4" />ถือแล้วด้วยตัณหา อันตนไม่เพลิดเพลินแล้วด้วยตัณหา ภิกษุนั้นถ้าเสวยสุขเวทนาก็วางใจเฉย
			<remark  id="s2b16c82l5" />เสวยไป ถ้าเสวยทุกขเวทนาก็วางใจเฉยเสวยไป ถ้าเสวยอทุกขมสุขเวทนา ก็วางใจเฉยเสวยไป 
			<remark  id="s2b16c82l6" />ภิกษุนั้นเมื่อเสวยเวทนาที่ปรากฏทางกาย ก็รู้ชัดว่าเราเสวยเวทนาที่ปรากฏทางกาย เมื่อเสวยเวทนา
			<remark  id="s2b16c82l7" />ที่ปรากฏทางชีวิต ก็รู้ชัดว่า เราเสวยเวทนาที่ปรากฏทางชีวิต รู้ชัดว่า เวทนาทั้งปวงอันตัณหา
			<remark  id="s2b16c82l8" />ไม่เพลิดเพลินแล้วจักเป็นของเย็น สรีรธาตุจักเหลืออยู่ในโลกนี้เท่านั้นเบื้องหน้าตั้งแต่สิ้นชีวิต
			<remark  id="s2b16c82l9" /> เพราะความแตกแห่งกาย ฯ
			<remark  id="s2b16c82l10" />[๑๙๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุรุษยกหม้อที่ยังร้อนออกจากเตาเผาหม้อวางไว้ที่พื้นดิน
			<remark  id="s2b16c82l11" />อันเรียบ ไออุ่นที่หม้อนั้นพึงหายไป กระเบื้องหม้อยังเหลืออยู่ที่พื้นดินนั้นนั่นแหละ แม้ฉันใด 
			<remark  id="s2b16c82l12" />ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเมื่อเสวยเวทนาที่ปรากฏทางกาย ก็รู้ชัดว่า เราเสวยเวทนาที่ปรากฏทางกาย 
			<remark  id="s2b16c82l13" />เมื่อเสวยเวทนาที่ปรากฏทางชีวิต ก็รู้ชัดว่า เราเสวยเวทนาที่ปรากฏทางชีวิต รู้ชัดว่า เวทนาทั้ง
			<remark  id="s2b16c82l14" />ปวงอันตัณหาไม่เพลิดเพลินแล้ว จักเป็นของเย็น สรีรธาตุจักเหลืออยู่ในโลกนี้เท่านั้นเบื้องหน้า
			<remark  id="s2b16c82l15" />ตั้งแต่สิ้นชีวิต เพราะความแตกแห่งกาย ฉันนั้นเหมือนกัน ฯ
			<remark  id="s2b16c82l16" />[๑๙๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน ภิกษุผู้ขีณาสพพึงทำ
			<remark  id="s2b16c82l17" />กรรมเป็นบุญบ้าง ทำกรรมเป็นบาปบ้าง ทำกรรมเป็นอเนญชาบ้างหรือหนอ ฯ
			<remark  id="s2b16c82l18" />ภิกษุทั้งหลายทูลว่า ไม่เป็นอย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ
			<remark  id="s2b16c82l19" />พ. ก็อีกอย่างหนึ่ง เมื่อสังขารไม่มีโดยประการทั้งปวง เพราะสังขารดับวิญญาณพึง
			<remark  id="s2b16c82l20" />ปรากฏหรือหนอ ฯ
			<remark  id="s2b16c82l21" />ภิ. ไม่เป็นอย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ
			<remark  id="s2b16c82l22" />พ. ก็อีกอย่างหนึ่ง เมื่อวิญญาณไม่มีโดยประการทั้งปวง เพราะวิญญาณดับ นามรูปพึง
			<remark  id="s2b16c82l23" />ปรากฏหรือหนอ ฯ
			<remark  id="s2b16c82l24" />ภิ. ไม่เป็นอย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ
			<remark  id="s2b16c82l25" />พ. ก็อีกอย่างหนึ่ง เมื่อนามรูปไม่มีโดยประการทั้งปวง เพราะนามรูปดับสฬายตนะ
			<remark  id="s2b16c82l26" />พึงปรากฏหรือหนอ ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b16c83" >
		<para id="s2b16c83p">
			<remark  id="s2b16c83l1" />ภิ. ไม่เป็นอย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ
			<remark  id="s2b16c83l2" />พ. ก็อีกอย่างหนึ่ง เมื่อสฬายตนะไม่มีโดยประการทั้งปวง เพราะสฬายตนะดับ ผัสสะ
			<remark  id="s2b16c83l3" />พึงปรากฏหรือหนอ ฯ
			<remark  id="s2b16c83l4" />ภิ. ไม่เป็นอย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ
			<remark  id="s2b16c83l5" />พ. ก็อีกอย่างหนึ่ง เมื่อผัสสะไม่มีโดยประการทั้งปวง เพราะผัสสะดับเวทนาพึง
			<remark  id="s2b16c83l6" />ปรากฏหรือหนอ ฯ
			<remark  id="s2b16c83l7" />ภิ. ไม่เป็นอย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ
			<remark  id="s2b16c83l8" />พ. ก็อีกอย่างหนึ่ง เมื่อเวทนาไม่มีโดยประการทั้งปวง เพราะเวทนาดับตัณหาพึงปรากฏ
			<remark  id="s2b16c83l9" />หรือหนอ ฯ
			<remark  id="s2b16c83l10" />ภิ. ไม่เป็นอย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ
			<remark  id="s2b16c83l11" />พ. ก็อีกอย่างหนึ่ง เมื่อตัณหาไม่มีโดยประการทั้งปวง เพราะตัณหาดับอุปาทาน
			<remark  id="s2b16c83l12" />พึงปรากฏหรือหนอ ฯ
			<remark  id="s2b16c83l13" />ภิ. ไม่เป็นอย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ
			<remark  id="s2b16c83l14" />พ. ก็อีกอย่างหนึ่ง เมื่ออุปาทานไม่มีโดยประการทั้งปวง เพราะอุปาทานดับ ภพพึง
			<remark  id="s2b16c83l15" />ปรากฏหรือหนอ ฯ
			<remark  id="s2b16c83l16" />ภิ. ไม่เป็นอย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ
			<remark  id="s2b16c83l17" />พ. ก็อีกอย่างหนึ่ง เมื่อภพไม่มีโดยประการทั้งปวง เพราะภพดับ ชาติพึงปรากฏหรือ
			<remark  id="s2b16c83l18" />หนอ ฯ
			<remark  id="s2b16c83l19" />ภิ. ไม่เป็นอย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ
			<remark  id="s2b16c83l20" />พ. ก็อีกอย่างหนึ่ง เมื่อชาติไม่มีโดยประการทั้งปวง เพราะชาติดับ ชราและมรณะพึง
			<remark  id="s2b16c83l21" />ปรากฏหรือหนอ ฯ
			<remark  id="s2b16c83l22" />ภิ. ไม่เป็นอย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ
			<remark  id="s2b16c83l23" />[๑๙๕] ดีละๆ ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงสำคัญ จงเชื่อซึ่งข้อนั้นไว้อย่างนั้นเถิด 
			<remark  id="s2b16c83l24" />พวกเธอจงน้อมใจไปสู่ข้อนั้นอย่างนั้นเถิด จงหมดความเคลือบแคลงสงสัยในข้อนั้นเถิด นั่นเป็น
			<remark  id="s2b16c83l25" />ที่สุดทุกข์ ฯ
			<remark  id="s2b16c83l26" />จบสูตรที่ ๑
		</para>
	</section>
	<section id="s2b16c84" >
		<para id="s2b16c84p">
			<remark  id="s2b16c84l1" />๒. อุปาทานสูตร
			<remark  id="s2b16c84l2" />[๑๙๖] พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี 
			<remark  id="s2b16c84l3" />เขตพระนครสาวัตถี ณ ที่นั้นแล ... พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่าดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อภิกษุเห็น
			<remark  id="s2b16c84l4" />ความพอใจเนืองๆ ในธรรมทั้งหลายอันเป็นปัจจัยแห่งอุปาทานอยู่ ตัณหาย่อมเจริญ เพราะตัณหา
			<remark  id="s2b16c84l5" />เป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ เพราะภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ 
			<remark  id="s2b16c84l6" />เพราะชาติเป็นปัจจัยจึงมีชราและมรณะ โสกปริเทวทุกขโทมนัสและอุปายาส ความเกิดขึ้น
			<remark  id="s2b16c84l7" />แห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้ ฯ
			<remark  id="s2b16c84l8" />[๑๙๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ไฟกองใหญ่แห่งไม้สิบเล่มเกวียนบ้าง ยี่สิบเล่มเกวียนบ้าง 
			<remark  id="s2b16c84l9" />สามสิบเล่มเกวียนบ้าง สี่สิบเล่มเกวียนบ้าง พึงลุกโพลง บุรุษใส่หญ้าแห้ง ใส่โคมัยแห้ง
			<remark  id="s2b16c84l10" /> และใส่ไม้แห้ง ในไฟกองนั้นทุกๆ ระยะ ก็เมื่อเป็นอย่างนี้ ไฟกองใหญ่นั้น มีอาหารอย่างนั้น 
			<remark  id="s2b16c84l11" />มีเชื้ออย่างนั้น พึงลุกโพลงตลอดกาลนาน แม้ฉันใด ภิกษุทั้งหลาย เมื่อภิกษุเห็นความพอใจ
			<remark  id="s2b16c84l12" />เนืองๆ ในธรรมทั้งหลายอันเป็นปัจจัยแห่งอุปาทานอยู่ ตัณหาย่อมเจริญ ฉันนั้นเหมือนกัน 
			<remark  id="s2b16c84l13" />เพราะตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน ฯลฯ ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการ
			<remark  id="s2b16c84l14" />อย่างนี้ ฯ
			<remark  id="s2b16c84l15" />[๑๙๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อภิกษุเห็นโทษเนืองๆ ในธรรมทั้งหลายอันเป็นปัจจัยแห่ง
			<remark  id="s2b16c84l16" />อุปาทานอยู่ ตัณหาย่อมดับไป เพราะตัณหาดับ อุปาทานจึงดับเพราะอุปาทานดับ ภพจึงดับ 
			<remark  id="s2b16c84l17" />เพราะภพดับ ชาติจึงดับ เพราะชาติดับ ชราและมรณะ โสกปริเทวทุกขโทมนัสและอุปายาส
			<remark  id="s2b16c84l18" />จึงดับ ความดับแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้ ฯ
			<remark  id="s2b16c84l19" />[๑๙๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ไฟกองใหญ่แห่งไม้สิบเล่มเกวียนบ้าง ยี่สิบเล่มเกวียนบ้าง 
			<remark  id="s2b16c84l20" />สามสิบเล่มเกวียนบ้าง สี่สิบเล่มเกวียนบ้าง พึงลุกโพลง บุรุษไม่ใส่หญ้าแห้ง ไม่ใส่โคมัยแห้ง 
			<remark  id="s2b16c84l21" />และไม่ใส่ไม้แห่งในไฟกองนั้นทุกๆ ระยะภิกษุทั้งหลาย ก็เมื่อเป็นอย่างนี้ ไฟกองใหญ่นั้น ไม่มี
			<remark  id="s2b16c84l22" />อาหาร พึงดับไป เพราะสิ้นเชื้อเก่า และเพราะไม่เติมเชื้อใหม่ แม้ฉันใด ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุ
			<remark  id="s2b16c84l23" />เมื่อเห็นโทษเนืองๆ ในธรรมทั้งหลายอันเป็นปัจจัยแห่งอุปาทานอยู่ ตัณหาย่อมดับฉันนั้นเหมือน
			<remark  id="s2b16c84l24" />กัน เพราะตัณหาดับ อุปาทานจึงดับ ฯลฯ
			<remark  id="s2b16c84l25" />จบสูตรที่ ๒
		</para>
	</section>
	<section id="s2b16c85" >
		<para id="s2b16c85p">
			<remark  id="s2b16c85l1" />๓. ปฐมสังโยชนสูตร
			<remark  id="s2b16c85l2" />[๒๐๐] พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี 
			<remark  id="s2b16c85l3" />เขตพระนครสาวัตถี ณ ที่นั้นแล ... พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่าดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อภิกษุเห็น
			<remark  id="s2b16c85l4" />ความพอใจเนืองๆ ในธรรมทั้งหลายอันเป็นปัจจัยแห่งสังโยชน์อยู่ ตัณหาย่อมเจริญ เพราะตัณหา
			<remark  id="s2b16c85l5" />เป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ เพราะภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ เพราะ
			<remark  id="s2b16c85l6" />ชาติเป็นปัจจัยจึงมีชราและมรณะ โสกปริเทวทุกขโทมนัสและอุปายาส ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์
			<remark  id="s2b16c85l7" />ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้ ฯ
			<remark  id="s2b16c85l8" />[๒๐๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ประทีปน้ำมันพึงติด เพราะอาศัยน้ำมันและไส้ บุรุษพึง
			<remark  id="s2b16c85l9" />เติมน้ำมันและใส่ไส้ในประทีปน้ำมันทุกๆ ระยะ ก็เมื่อเป็นอย่างนี้ประทีปน้ำมันนั้น มีอาหาร
			<remark  id="s2b16c85l10" />อย่างนั้น มีเชื้ออย่างนั้น พึงลุกโพลงตลอดกาลนาน แม้ฉันใด ภิกษุทั้งหลาย เมื่อภิกษุเห็น
			<remark  id="s2b16c85l11" />ความพอใจเนืองๆ ในธรรมทั้งหลายอันเป็นปัจจัยแห่งสังโยชน์อยู่ ตัณหาย่อมเจริญ ฉันนั้น
			<remark  id="s2b16c85l12" />เหมือนกัน เพราะตัณหาเป็นปัจจัยจึงมีอุปาทาน เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ เพราะภพ
			<remark  id="s2b16c85l13" />เป็นปัจจัย จึงมีชาติเพราะชาติเป็นปัจจัย จึงมีชราและมรณะ โสกปริเทวทุกขโทมนัสและ
			<remark  id="s2b16c85l14" />อุปายาสความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้ ฯ
			<remark  id="s2b16c85l15" />[๒๐๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อภิกษุเห็นโทษเนืองๆ ในธรรมทั้งหลาย  อันเป็นปัจจัย
			<remark  id="s2b16c85l16" />แห่งสังโยชน์อยู่ ตัณหาย่อมดับ เพราะตัณหาดับ อุปาทานจึงดับเพราะอุปาทานดับ ภพจึงดับ 
			<remark  id="s2b16c85l17" />เพราะภพดับ ชาติจึงดับ เพราะชาติดับ ชราและมรณะ โสกปริเทวทุกขโทมนัสและอุปายาส
			<remark  id="s2b16c85l18" />จึงดับ ความดับแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้ ฯ
			<remark  id="s2b16c85l19" />[๒๐๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ประทีปน้ำมันพึงติด เพราะอาศัยน้ำมันและไส้ บุรุษไม่พึง
			<remark  id="s2b16c85l20" />เติมน้ำมัน ไม่ใส่ไส้ในประทีปน้ำมันนั้นทุกๆ ระยะ ก็เมื่อเป็นอย่างนี้ ประทีปน้ำมันนั้น ไม่มี
			<remark  id="s2b16c85l21" />อาหารพึงดับไป เพราะสิ้นเชื้อเก่า และเพราะไม่เติมเชื้อใหม่ แม้ฉันใด ภิกษุทั้งหลาย เมื่อภิกษุ
			<remark  id="s2b16c85l22" />เห็นโทษเนืองๆ ในธรรมทั้งหลายอันเป็นปัจจัยแห่งสังโยชน์อยู่ ตัณหาย่อมดับ ฉันนั้นเหมือน
			<remark  id="s2b16c85l23" />กัน เพราะตัณหาดับอุปาทานจึงดับ ฯลฯ ความดับแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการ
			<remark  id="s2b16c85l24" />อย่างนี้ ฯ
			<remark  id="s2b16c85l25" />จบสูตรที่ ๓
		</para>
	</section>
	<section id="s2b16c86" >
		<para id="s2b16c86p">
			<remark  id="s2b16c86l1" />๔. ทุติยสังโยชนสูตร
			<remark  id="s2b16c86l2" />[๒๐๔] พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี 
			<remark  id="s2b16c86l3" />เขตพระนครสาวัตถี ณ ที่นั้นแล ... พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่าดูกรภิกษุทั้งหลาย ประทีปน้ำมัน
			<remark  id="s2b16c86l4" />พึงติด เพราะอาศัยน้ำมันและไส้ บุรุษเติมน้ำมันและใส่ไส้ในประทีปน้ำมันนั้นทุกๆ ระยะ ก็เมื่อ
			<remark  id="s2b16c86l5" />เป็นอย่างนี้ ประทีปน้ำมันนั้นมีอาหารอย่างนั้น มีเชื้ออย่างนั้น พึงลุกโพลงตลอดกาลแม้ฉันใด
			<remark  id="s2b16c86l6" /> ภิกษุทั้งหลายเมื่อภิกษุเห็นความพอใจเนืองๆ ในธรรมทั้งหลายอันเป็นปัจจัยแห่งสังโยชน์อยู่
			<remark  id="s2b16c86l7" />ตัณหาย่อมเจริญ ฉันนั้นเหมือนกัน เพราะตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน ฯลฯความเกิดขึ้นแห่ง
			<remark  id="s2b16c86l8" />กองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้ ฯ
			<remark  id="s2b16c86l9" />[๒๐๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ประทีปน้ำมันพึงติด เพราะอาศัยน้ำมันและไส้ บุรุษไม่เติม
			<remark  id="s2b16c86l10" />น้ำมัน ไม่ใส่ไส้ในประทีปน้ำมันนั้นทุกๆ ระยะ ก็เมื่อเป็นอย่างนี้ ประทีปน้ำมันนั้น ไม่มีอาหาร 
			<remark  id="s2b16c86l11" />พึงดับไป เพราะสิ้นเชื้อเก่า และเพราะไม่เติมเชื้อใหม่ แม้ฉันใด ภิกษุทั้งหลาย เมื่อภิกษุเห็น
			<remark  id="s2b16c86l12" />โทษเนืองๆ ในธรรมทั้งหลาย อันเป็นปัจจัยแห่งสังโยชน์อยู่ ตัณหาย่อมดับ ฉันนั้นเหมือนกัน 
			<remark  id="s2b16c86l13" />เพราะตัณหาดับ อุปาทานจึงดับ ฯลฯ ความดับแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้ ฯ
			<remark  id="s2b16c86l14" />จบสูตรที่ ๔
			<remark  id="s2b16c86l15" />๕. ปฐมมหารุกขสูตร
			<remark  id="s2b16c86l16" />[๒๐๖] พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี 
			<remark  id="s2b16c86l17" />เขตพระนครสาวัตถี ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อภิกษุเห็น
			<remark  id="s2b16c86l18" />ความพอใจเนืองๆ ในธรรมทั้งหลายอันเป็นปัจจัยแห่งอุปาทานอยู่ ตัณหาย่อมเจริญ เพราะตัณหา
			<remark  id="s2b16c86l19" />เป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ ฯลฯ ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์
			<remark  id="s2b16c86l20" />ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้ ฯ
			<remark  id="s2b16c86l21" />[๒๐๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ต้นไม้ใหญ่ มีรากหยั่งลงและแผ่ไปข้างๆรากทั้งหมดนั้น
			<remark  id="s2b16c86l22" />ย่อมดูดโอชารสไปเบื้องบน เมื่อเป็นอย่างนี้ ต้นไม้ใหญ่นั้น มีอาหารอย่างนั้น มีเชื้ออย่างนั้น 
			<remark  id="s2b16c86l23" />พึงเป็นอยู่ตลอดกาลนาน แม้ฉันใด ภิกษุทั้งหลายเมื่อภิกษุเห็นความพอใจเนืองๆ ในธรรมทั้งหลาย 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b16c87" >
		<para id="s2b16c87p">
			<remark  id="s2b16c87l1" />อันเป็นปัจจัยแห่งอุปาทานอยู่ตัณหาย่อมเจริญ ฉันนั้นเหมือนกัน เพราะตัณหาเป็นปัจจัย จึงมี
			<remark  id="s2b16c87l2" />อุปาทาน เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ ฯลฯ ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วย
			<remark  id="s2b16c87l3" />ประการอย่างนี้ ฯ
			<remark  id="s2b16c87l4" />[๒๐๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อภิกษุเห็นโทษเนืองๆ ในธรรมทั้งหลาย อันเป็นปัจจัยแห่ง
			<remark  id="s2b16c87l5" />อุปาทานอยู่ ตัณหาย่อมดับ เพราะตัณหาดับ อุปาทานจึงดับเพราะอุปาทานดับ ภพจึงดับ ฯลฯ 
			<remark  id="s2b16c87l6" />ความดับแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้ ฯ
			<remark  id="s2b16c87l7" />[๒๐๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ต้นไม้ใหญ่ตั้งอยู่อย่างนั้น ที่นั้นบุรุษเอาจอบและภาชนะมา
			<remark  id="s2b16c87l8" /> ตัดต้นไม้นั้นที่โคนต้นแล้ว ขุดลงไป ครั้นขุดลงไปแล้ว คุ้ยเอารากใหญ่เล็กแม้เท่าก้านแฝกขึ้น
			<remark  id="s2b16c87l9" />บุรุษนั้นพึงทอนต้นไม้นั้นเป็นท่อนเล็กท่อนใหญ่แล้วพึงผ่า ครั้นผ่าแล้วเจียกให้เป็นชิ้นๆ ครั้นเจียก
			<remark  id="s2b16c87l10" />ให้เป็นชิ้นๆ แล้ว พึงผึ่งลมตากแดด ครั้นผึ่งลม ตากแดดแล้ว พึงเอาไฟเผา ครั้นเอาไฟเผา
			<remark  id="s2b16c87l11" />แล้ว พึงทำให้เป็นเขม่า ครั้นทำให้เป็นเขม่าแล้ว พึงโปรยที่ลมแรงหรือลอยในแม่น้ำมีกระแส
			<remark  id="s2b16c87l12" />อันเชี่ยว ก็เมื่อเป็นอย่างนี้ ต้นไม้ใหญ่นั้น ถูกตัดเอารากขึ้นแล้ว ถูกทำให้เป็นดังตาลยอด
			<remark  id="s2b16c87l13" />ด้วน ถึงความไม่มี ไม่เกิดอีกต่อไป แม้ฉันใด ภิกษุทั้งหลาย เมื่อภิกษุเห็นโทษเนืองๆ ใน
			<remark  id="s2b16c87l14" />ธรรมทั้งหลาย อันเป็นปัจจัยแห่งอุปาทานอยู่ ตัณหาย่อมดับ ฉันนั้นเหมือนกัน เพราะตัณหาดับ 
			<remark  id="s2b16c87l15" />อุปาทานจึงดับ เพราะอุปาทานดับภพจึงดับ ฯลฯ ความดับแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการ
			<remark  id="s2b16c87l16" />อย่างนี้ ฯ
			<remark  id="s2b16c87l17" />จบสูตรที่ ๕
			<remark  id="s2b16c87l18" />๖. ทุติยมหารุกขสูตร
			<remark  id="s2b16c87l19" />[๒๑๐] พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี 
			<remark  id="s2b16c87l20" />เขตพระนครสาวัตถี ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย
			<remark  id="s2b16c87l21" /> ต้นไม้ใหญ่มีรากหยั่งลงและแผ่ไปข้างๆ รากทั้งหมดนั้นย่อมดูดโอชารสไปเบื้องบน เมื่อเป็นอย่างนี้ 
			<remark  id="s2b16c87l22" />ต้นไม้ใหญ่นั้น มีอาหารอย่างนั้น มีเชื้ออย่างนั้น พึงเป็นอยู่ตลอดกาลนาน แม้ฉันใด ภิกษุ
			<remark  id="s2b16c87l23" />ทั้งหลายเมื่อภิกษุเห็นความพอใจเนืองๆ ในธรรมทั้งหลาย อันเป็นปัจจัยแห่งอุปาทานอยู่ ตัณหา
			<remark  id="s2b16c87l24" />ย่อมเจริญ ฉันนั้นเหมือนกัน เพราะตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน ฯลฯความเกิดขึ้นแห่งกอง
			<remark  id="s2b16c87l25" />ทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้ ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b16c88" >
		<para id="s2b16c88p">
			<remark  id="s2b16c88l1" />[๒๑๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ต้นไม้ใหญ่ยืนต้นอยู่อย่างนั้น ทีนั้นบุรุษเอาจอบและภาชนะ
			<remark  id="s2b16c88l2" />มา ตัดต้นไม้นั้นที่โคนต้นแล้ว ขุดลงไป ครั้นขุดลงไปแล้วคุ้ยเอารากใหญ่เล็กแม้เท่าก้านแฝก
			<remark  id="s2b16c88l3" />ขึ้น ฯลฯ หรือลอยในแม่น้ำมีกระแสอันเชี่ยวเมื่อเป็นอย่างนี้ ต้นไม้ใหญ่นั้นถูกตัดเอารากขึ้น
			<remark  id="s2b16c88l4" />แล้ว ทำให้เป็นดังตาลยอดด้วนถึงความไม่มี ไม่เกิดอีกต่อไป แม้ฉันใด ภิกษุทั้งหลาย เมื่อ
			<remark  id="s2b16c88l5" />ภิกษุเห็นโทษเนืองๆ ในธรรมทั้งหลายอันเป็นปัจจัยแห่งอุปาทานอยู่ ตัณหาย่อมดับ ฉันนั้น
			<remark  id="s2b16c88l6" />เหมือนกัน เพราะตัณหาดับ อุปาทานจึงดับ ฯลฯ ความดับแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้  ย่อมมีด้วย
			<remark  id="s2b16c88l7" />ประการอย่างนี้ ฯ
			<remark  id="s2b16c88l8" />จบสูตรที่ ๖
			<remark  id="s2b16c88l9" />๗. ตรุณรุกขสูตร
			<remark  id="s2b16c88l10" />[๒๑๒] พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี 
			<remark  id="s2b16c88l11" />เขตพระนครสาวัตถี ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายมาว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย
			<remark  id="s2b16c88l12" /> เมื่อภิกษุเห็นความพอใจเนืองๆ ในธรรมทั้งหลาย อันเป็นปัจจัยแห่งสังโยชน์อยู่ ตัณหาย่อมเจริญ
			<remark  id="s2b16c88l13" />เพราะตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน ฯลฯ ความเกิดแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการ
			<remark  id="s2b16c88l14" />อย่างนี้ ฯ
			<remark  id="s2b16c88l15" />[๒๑๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ต้นไม้อ่อนยืนต้นอยู่ บุรุษพึงพรวนดินใส่ปุ๋ย รดน้ำเสมอๆ
			<remark  id="s2b16c88l16" /> ก็เมื่อเป็นอย่างนี้ ต้นไม้อ่อนนั้น มีอาหารอย่างนั้น มีเชื้ออย่างนั้น พึงถึงความเจริญงอกงาม
			<remark  id="s2b16c88l17" />ไพบูลย์ แม้ฉันใด ภิกษุทั้งหลาย เมื่อภิกษุเห็นความพอใจเนืองๆ ในธรรมทั้งหลายอันเป็น
			<remark  id="s2b16c88l18" />ปัจจัยแห่งสังโยชน์อยู่ ตัณหาย่อมเจริญ ฉันนั้นเหมือนกัน เพราะตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน 
			<remark  id="s2b16c88l19" />ฯลฯ ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้ ฯ
			<remark  id="s2b16c88l20" />[๒๑๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อภิกษุเห็นโทษเนืองๆ ในธรรมทั้งหลายอันเป็นปัจจัย
			<remark  id="s2b16c88l21" />แห่งสังโยชน์อยู่ ตัณหาย่อมดับ เพราะตัณหาดับ อุปาทานจึงดับ ฯลฯความดับแห่งกองทุกข์
			<remark  id="s2b16c88l22" />ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้ ฯ
			<remark  id="s2b16c88l23" />[๒๑๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ต้นไม้อ่อนยืนต้นอยู่อย่างนั้น ทีนั้นบุรุษเอาจอบและภาชนะ
			<remark  id="s2b16c88l24" />มา ฯลฯ หรือลอยในแม่น้ำมีกระแสอันเชี่ยว ก็เมื่อเป็นอย่างนี้ต้นไม้อ่อนนั้น ถูกตัดเอารากขึ้น
			<remark  id="s2b16c88l25" />แล้ว ทำให้เป็นดังตาลยอดด้วน ถึงความไม่มีไม่เกิดอีกต่อไป แม้ฉันใด ภิกษุทั้งหลาย เมื่อ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b16c89" >
		<para id="s2b16c89p">
			<remark  id="s2b16c89l1" />ภิกษุเห็นโทษเนืองๆ ในธรรมทั้งหลาย อันเป็นปัจจัยแห่งสังโยชน์อยู่ ตัณหาย่อมดับ ฉันนั้น
			<remark  id="s2b16c89l2" />เหมือนกันเพราะตัณหาดับ อุปาทานจึงดับ ฯลฯ ความดับแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วย
			<remark  id="s2b16c89l3" />ประการอย่างนี้ ฯ
			<remark  id="s2b16c89l4" />จบสูตรที่ ๗
			<remark  id="s2b16c89l5" />๘. นามรูปสูตร
			<remark  id="s2b16c89l6" />[๒๑๖] พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี 
			<remark  id="s2b16c89l7" />เขตพระนครสาวัตถี ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายมาว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
			<remark  id="s2b16c89l8" />เมื่อภิกษุเห็นความพอใจเนืองๆ ในธรรมทั้งหลาย อันเป็นปัจจัยแห่งสังโยชน์อยู่ นามรูปก็หยั่งลง
			<remark  id="s2b16c89l9" /> เพราะนามรูปเป็นปัจจัยจึงมีสฬายตนะ ฯลฯ ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วย
			<remark  id="s2b16c89l10" />ประการอย่างนี้ ฯ
			<remark  id="s2b16c89l11" />[๒๑๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ต้นไม้ใหญ่มีรากหยั่งลงและแผ่ไปข้างๆ รากทั้งหมดนั้น
			<remark  id="s2b16c89l12" />ย่อมดูดโอชารสไปเบื้องบน ก็เมื่อเป็นอย่างนี้ ต้นไม้ใหญ่นั้น มีอาหารอย่างนั้น มีเชื้ออย่างนั้น 
			<remark  id="s2b16c89l13" />พึงเป็นอยู่ตลอดกาลนาน แม้ฉันใด ภิกษุทั้งหลายเมื่อภิกษุเห็นความพอใจเนืองๆ ในธรรม
			<remark  id="s2b16c89l14" />ทั้งหลาย อันเป็นปัจจัยแห่งสังโยชน์อยู่นามรูปก็หยั่งลง ฉันนั้นเหมือนกัน เพราะนามรูปเป็น
			<remark  id="s2b16c89l15" />ปัจจัย จึงมีสฬายตนะ ฯลฯความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้ ฯ
			<remark  id="s2b16c89l16" />[๒๑๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อภิกษุเห็นโทษเนืองๆ ในธรรมทั้งหลายอันเป็นปัจจัย
			<remark  id="s2b16c89l17" />แห่งสังโยชน์อยู่ นามรูปก็ไม่หยั่งลง เพราะนามรูปดับ สฬายตนะจึงดับ ฯลฯ ความดับแห่งกอง
			<remark  id="s2b16c89l18" />ทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้ ฯ
			<remark  id="s2b16c89l19" />[๒๑๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ต้นไม้ใหญ่ยืนต้นอยู่อย่างนั้น ทีนั้นบุรุษเอาจอบและภาชนะ
			<remark  id="s2b16c89l20" />มา ฯลฯ ไม่เกิดอีกต่อไป แม้ฉันใด ภิกษุทั้งหลาย เมื่อภิกษุเห็นโทษเนืองๆ ในธรรมทั้งหลาย 
			<remark  id="s2b16c89l21" />อันเป็นปัจจัยแห่งสังโยชน์อยู่ นามรูปก็ไม่หยั่งลงฉันนั้นเหมือนกัน เพราะนามรูปดับ สฬายตนะ
			<remark  id="s2b16c89l22" />จึงดับ ฯลฯ ความดับแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้ ฯ
			<remark  id="s2b16c89l23" />จบสูตรที่ ๘
		</para>
	</section>
	<section id="s2b16c90" >
		<para id="s2b16c90p">
			<remark  id="s2b16c90l1" />๙. วิญญาณสูตร
			<remark  id="s2b16c90l2" />[๒๒๐] พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี 
			<remark  id="s2b16c90l3" />เขตพระนครสาวัตถี ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
			<remark  id="s2b16c90l4" />เมื่อภิกษุเห็นความพอใจเนืองๆ ในธรรมทั้งหลาย อันเป็นปัจจัยแห่งสังโยชน์อยู่ วิญญาณก็หยั่ง
			<remark  id="s2b16c90l5" />ลง เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนามรูป ฯลฯ ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วย
			<remark  id="s2b16c90l6" />ประการอย่างนี้ ฯ
			<remark  id="s2b16c90l7" />[๒๒๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ต้นไม้ใหญ่มีรากหยั่งลงและแผ่ไปข้างๆ ฯลฯแม้ฉันใด 
			<remark  id="s2b16c90l8" />ภิกษุทั้งหลาย เมื่อภิกษุเห็นความพอใจเนืองๆ ในธรรมทั้งหลายอันเป็นปัจจัยแห่งสังโยชน์อยู่
			<remark  id="s2b16c90l9" /> วิญญาณก็หยั่งลง ฉันนั้นเหมือนกัน เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนามรูป ฯลฯ ความเกิดขึ้น
			<remark  id="s2b16c90l10" />แห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้ ฯ
			<remark  id="s2b16c90l11" />[๒๒๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อภิกษุเห็นโทษเนืองๆ ในธรรมทั้งหลายอันเป็นปัจจัย
			<remark  id="s2b16c90l12" />แห่งสังโยชน์อยู่ วิญญาณก็ไม่หยั่งลง เพราะวิญญาณดับ นามรูปจึงดับ ฯลฯ ความดับแห่งกอง
			<remark  id="s2b16c90l13" />ทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้ ฯ
			<remark  id="s2b16c90l14" />[๒๒๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ต้นไม้ใหญ่ยืนต้นอยู่อย่างนั้น ทีนั้นบุรุษเอาจอบและภาชนะ
			<remark  id="s2b16c90l15" />มา ฯลฯ ไม่เกิดขึ้นอีกต่อไป แม้ฉันใด ภิกษุทั้งหลาย เมื่อภิกษุเห็นโทษเนืองๆ ในธรรมทั้งหลาย 
			<remark  id="s2b16c90l16" />อันเป็นปัจจัยแห่งสังโยชน์อยู่ วิญญาณก็ไม่หยั่งลง ฉันนั้นเหมือนกัน เพราะวิญญาณดับ นามรูป
			<remark  id="s2b16c90l17" />จึงดับ ฯลฯ ความดับแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้ ฯ
			<remark  id="s2b16c90l18" />จบสูตรที่ ๙
			<remark  id="s2b16c90l19" />๑๐. นิทานสูตร
			<remark  id="s2b16c90l20" />[๒๒๔] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่นิคมของหมู่ชนชาวเมืองกุรุ อันมีชื่อว่า
			<remark  id="s2b16c90l21" />กัมมาสทัมมะ แคว้นกุรุรัฐ ครั้งนั้นแล ท่านพระอานนท์เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ
			<remark  id="s2b16c90l22" /> ถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาคแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง เมื่อท่านนั่งเรียบร้อยแล้วได้กราบทูล
		</para>
	</section>
	<section id="s2b16c91" >
		<para id="s2b16c91p">
			<remark  id="s2b16c91l1" />พระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า น่าอัศจรรย์ พระเจ้าข้า ไม่เคยมีมา พระเจ้าข้า คือปฏิจจสมุปบาทนี้
			<remark  id="s2b16c91l2" />เป็นธรรมลึกซึ้งเพียงไร ทั้งมีกระแสความลึกซึ้ง แต่ถึงอย่างนั้น ก็ปรากฏเหมือนเป็นธรรมง่ายๆ
			<remark  id="s2b16c91l3" />แก่ข้าพระองค์ ฯ
			<remark  id="s2b16c91l4" />[๒๒๕] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรอานนท์ เธออย่ากล่าวอย่างนี้ดูกรอานนท์ 
			<remark  id="s2b16c91l5" />เธออย่ากล่าวอย่างนี้ ปฏิจจสมุปบาทนี้ เป็นธรรมลึกซึ้ง ทั้งมีกระแสความลึกซึ้ง เพราะไม่รู้ 
			<remark  id="s2b16c91l6" />ไม่ตรัสรู้ ไม่แทงตลอดธรรมนี้ หมู่สัตว์นี้จึงเป็นเหมือนเส้นด้ายที่ยุ่ง เป็นเหมือนกลุ่มเส้นด้าย
			<remark  id="s2b16c91l7" />ที่เป็นปม เป็นเหมือนหญ้ามุงกระต่ายและหญ้าปล้อง ย่อมไม่ผ่านพ้นอบาย ทุคติ วินิบาต สงสาร ฯ
			<remark  id="s2b16c91l8" />[๒๒๖] ดูกรอานนท์ เมื่อภิกษุเห็นความพอใจเนืองๆ ในธรรมทั้งหลายอันเป็นปัจจัย
			<remark  id="s2b16c91l9" />แห่งอุปาทานอยู่ ตัณหาย่อมเจริญ เพราะตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย
			<remark  id="s2b16c91l10" />จึงมีชาติเพราะชาติเป็นปัจจัย จึงมีชราและมรณะ โสกปริเทวทุกขโทมนัสและอุปายาส
			<remark  id="s2b16c91l11" />ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้ ฯ
			<remark  id="s2b16c91l12" />[๒๒๗] ดูกรอานนท์ ต้นไม้ใหญ่มีรากหยั่งลงและแผ่ไปข้างๆ รากทั้งหมดนั้นย่อม
			<remark  id="s2b16c91l13" />ดูดโอชารสไปเบื้องบน ก็เมื่อเป็นอย่างนี้ ต้นไม้ใหญ่นั้น มีอาหารอย่างนั้น มีเชื้ออย่างนั้น 
			<remark  id="s2b16c91l14" />พึงเป็นอยู่ตลอดกาลนาน แม้ฉันใด อานนท์ เมื่อภิกษุเห็นความพอใจเนืองๆ ในธรรมทั้งหลาย
			<remark  id="s2b16c91l15" /> อันเป็นปัจจัยแห่งอุปาทานอยู่ตัณหาย่อมเจริญ ฉันนั้นเหมือนกัน เพราะตัณหาเป็นปัจจัย 
			<remark  id="s2b16c91l16" />จึงมีอุปาทาน เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ ฯลฯ ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ 
			<remark  id="s2b16c91l17" />ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้ ฯ
			<remark  id="s2b16c91l18" />[๒๒๘] ดูกรอานนท์ เมื่อภิกษุเห็นโทษเนืองๆ ในธรรมทั้งหลายอันเป็นปัจจัยแห่ง
			<remark  id="s2b16c91l19" />อุปาทานอยู่ ตัณหาย่อมดับ เพราะตัณหาดับ อุปาทานจึงดับเพราะอุปาทานดับ ภพจึงดับ ฯลฯ
			<remark  id="s2b16c91l20" /> ความดับแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้ ฯ
			<remark  id="s2b16c91l21" />[๒๒๙] ดูกรอานนท์ ต้นไม้ใหญ่ยืนต้นอย่างนั้น ทีนั้นบุรุษเอาจอบและภาชนะมา 
			<remark  id="s2b16c91l22" />ตัดต้นไม้นั
