<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<!DOCTYPE book PUBLIC "-//OASIS//DTD DocBook XML V5.0//EN" "http://www.oasis-open.org/docbook/xml/4.5/docbookx.dtd">
<chapter id="s2b15">
	<title>สังยุตตนิกาย สคาถวรรค</title>
	<section id="s2b15c1" >
		<para id="s2b15c1p">
			<remark  id="s2b15c1l1" />					     พระสุตตันตปิฎก         
			<remark  id="s2b15c1l2" />						  เล่ม ๗  
			<remark  id="s2b15c1l3" />					   สังยุตตนิกาย สคาถวรรค     
			<remark  id="s2b15c1l4" />ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น     
			<remark  id="s2b15c1l5" />						เทวตาสังยุต           
			<remark  id="s2b15c1l6" />						นฬวรรคที่ ๑           
			<remark  id="s2b15c1l7" />					      โอฆตรณสูตรที่ ๑        
			<remark  id="s2b15c1l8" /> 	[๑] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้        
			<remark  id="s2b15c1l9" />     สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของ ท่านอนาถบิณฑิก
			<remark  id="s2b15c1l10" />เศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี ครั้งนั้นแล เมื่อปฐมยามล่วงไปแล้วเทวดาองค์หนึ่ง มีวรรณงาม 
			<remark  id="s2b15c1l11" />ยังพระวิหารเชตวันทั้งสิ้นให้สว่าง เข้าไปเฝ้าพระผู้มี      พระภาคถึงที่ประทับ ครั้นแล้ว
			<remark  id="s2b15c1l12" />ถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาค แล้วได้ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ฯ     
			<remark  id="s2b15c1l13" /> 	[๒] เทวดานั้น ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว ได้กราบทูลคำนี้   กะพระผู้มีพระภาค
			<remark  id="s2b15c1l14" />ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้ไม่มีทุกข์ ข้าพระองค์ขอทูลถาม พระองค์   ข้ามโอฆะได้อย่างไร ฯ   
			<remark  id="s2b15c1l15" />     พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ท่านผู้มีอายุ เราไม่พักอยู่ ไม่เพียรอยู่ ข้ามโอฆะได้แล้ว ฯ      
			<remark  id="s2b15c1l16" />     ท. ข้าแต่พระองค์ผู้ไม่มีทุกข์ ก็พระองค์ไม่พักไม่เพียร ข้ามโอฆะได้ อย่างไรเล่า ฯ          
		</para>
	</section>
	<section id="s2b15c2" >
		<para id="s2b15c2p">
			<remark  id="s2b15c2l1" />     พ. ท่านผู้มีอายุ เมื่อใด เรายังพักอยู่ เมื่อนั้น เรายังจมอยู่โดยแท้     เมื่อใดเรา
			<remark  id="s2b15c2l2" />ยังเพียรอยู่ เมื่อนั้น เรายังลอยอยู่โดยแท้ ท่านผู้มีอายุ เราไม่พัก เรา ไม่เพียร ข้ามโอฆะได้แล้ว
			<remark  id="s2b15c2l3" />อย่างนี้แล ฯ           
			<remark  id="s2b15c2l4" />     เทวดานั้นกล่าวคาถานี้ว่า      
			<remark  id="s2b15c2l5" />         นานหนอ ข้าพเจ้าจึงจะเห็นขีณาสวพราหมณ์ผู้ดับรอบแล้ว    ไม่พักอยู่ 
			<remark  id="s2b15c2l6" />ไม่เพียรอยู่ ข้ามตัณหาเป็นเครื่องเกาะเกี่ยวในโลก ฯ     
			<remark  id="s2b15c2l7" /> 	[๓] เทวดานั้นกล่าวคำนี้แล้ว พระศาสดาทรงอนุโมทนา ครั้งนั้นแล      เทวดานั้นดำริ
			<remark  id="s2b15c2l8" />ว่า พระศาสดาทรงอนุโมทนาคำของเรา จึงถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาค   ทำประทักษิณแล้วก็หาย
			<remark  id="s2b15c2l9" />ไป ณ ที่นั้นแล ฯ           
			<remark  id="s2b15c2l10" />		      นิโมกขสูตรที่ ๒        
			<remark  id="s2b15c2l11" /> 	[๔] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้        
			<remark  id="s2b15c2l12" />     สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิก
			<remark  id="s2b15c2l13" />เศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี ครั้งนั้นแล เมื่อปฐมยามล่วงไปแล้วเทวดาองค์หนึ่ง มีวรรณ
			<remark  id="s2b15c2l14" />งาม ยังพระวิหารเชตวันทั้งสิ้นให้สว่างเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ 
			<remark  id="s2b15c2l15" />ครั้นแล้วจึงถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาค แล้วได้ยืนอยู่ ณ           ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ฯ  
			<remark  id="s2b15c2l16" /> 	[๕] เทวดานั้น ครั้นยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้วแล ได้กราบทูล คำนี้กะ
			<remark  id="s2b15c2l17" />พระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้ไม่มีทุกข์ พระองค์ย่อมทรงทราบมรรคเป็นทางหลีกพ้น 
			<remark  id="s2b15c2l18" />ผลเป็นความหลุดพ้น นิพพานเป็นที่สงัด ของสัตว์ทั้งหลาย  หรือหนอ ฯ  
			<remark  id="s2b15c2l19" />     พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ท่านผู้มีอายุ เรารู้จักมรรคเป็นทางหลีกพ้นผลเป็นความ
			<remark  id="s2b15c2l20" />หลุดพ้น นิพพานเป็นที่สงัด ของสัตว์ทั้งหลายโดยแท้จริง ฯ       
			<remark  id="s2b15c2l21" />     ท. ข้าแต่พระองค์ผู้ไม่มีทุกข์ ก็พระองค์ย่อมทรงทราบมรรคเป็นทางหลีก พ้น ผลเป็น
			<remark  id="s2b15c2l22" />ความหลุดพ้น นิพพานเป็นที่สงัด ของสัตว์ทั้งหลายอย่างไรเล่า ฯ  
			<remark  id="s2b15c2l23" /> 	[๖] พระผู้มีพระภาคทรงวิสัชนาโดยคาถานี้ว่า 
			<remark  id="s2b15c2l24" />         ท่านผู้มีอายุ เพราะความสิ้นภพอันมีความเพลิดเพลินเป็นมูล เพราะความ
			<remark  id="s2b15c2l25" />         สิ้นแห่งสัญญาและวิญญาณ เพราะ ความดับ เพราะความสงบแห่งเวทนา
		</para>
	</section>
	<section id="s2b15c3" >
		<para id="s2b15c3p">
			<remark  id="s2b15c3l1" />         ทั้งหลาย เราย่อมรู้จัก       มรรคเป็นทางหลีกพ้น ผลเป็นความหลุดพ้น 
			<remark  id="s2b15c3l2" />        นิพพานเป็นที่ สงัด ของสัตว์ทั้งหลายอย่างนี้ ฯ       
			<remark  id="s2b15c3l3" />		      อุปเนยยสูตรที่ ๓       
			<remark  id="s2b15c3l4" /> 	[๗] เทวดานั้น ครั้นยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้วแล ได้กล่าวคาถา นี้ในสำนัก
			<remark  id="s2b15c3l5" />พระผู้มีพระภาคว่า        
			<remark  id="s2b15c3l6" />         	ชีวิตคืออายุมีประมาณน้อย ถูกต้อนเข้าไปเรื่อย เมื่อบุคคลถูก  ชราต้อน
			<remark  id="s2b15c3l7" />เข้าไปแล้ว ย่อมไม่มีผู้ป้องกัน บุคคลเมื่อเห็นภัยนี้    ในมรณะ พึงทำบุญ
			<remark  id="s2b15c3l8" />ทั้งหลายที่นำความสุขมาให้ ฯ        
			<remark  id="s2b15c3l9" /> 	[๘] ชีวิตคืออายุมีประมาณน้อย ถูกต้อนเข้าไปเรื่อย เมื่อบุคคลถูกชราต้อน
			<remark  id="s2b15c3l10" />เข้าไปแล้ว ย่อมไม่มีผู้ป้องกัน บุคคลเมื่อเห็นภัยนี้ในมรณะ พึงละ
			<remark  id="s2b15c3l11" />อามิสในโลกเสีย มุ่งสันติเถิด ฯ
			<remark  id="s2b15c3l12" />		      อัจเจนติสูตรที่ ๔      
			<remark  id="s2b15c3l13" /> 	[๙] เทวดานั้น ครั้นยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้วแล ได้กล่าวคาถานี้ในสำนัก
			<remark  id="s2b15c3l14" />พระผู้มีพระภาคว่า        
			<remark  id="s2b15c3l15" />กาลทั้งหลายย่อมล่วงไป ราตรีทั้งหลายย่อมผ่านไป ชั้นแห่งวัยย่อมละ
			<remark  id="s2b15c3l16" />ลำดับไป บุคคลเมื่อเห็นภัยนี้ในมรณะ พึงทำบุญทั้งหลายที่นำความสุข
			<remark  id="s2b15c3l17" />มาให้ ฯ
			<remark  id="s2b15c3l18" /> 	[๑๐] กาลทั้งหลายย่อมล่วงไป ราตรีทั้งหลายย่อมผ่านไป ชั้น แห่งวัยย่อมละ
			<remark  id="s2b15c3l19" />ลำดับไป บุคคลเมื่อเห็นภัยนี้ในมรณะ พึงละอามิสในโลกเสีย มุ่งสันติ
			<remark  id="s2b15c3l20" />เถิด ฯ
			<remark  id="s2b15c3l21" />		      กติฉินทิสูตรที่ ๕      
			<remark  id="s2b15c3l22" /> 	[๑๑] เทวดานั้น ครั้นยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้วแล ได้กราบทูลถามพระผู้มี
			<remark  id="s2b15c3l23" />พระภาคด้วยคาถานี้ว่า 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b15c4" >
		<para id="s2b15c4p">
			<remark  id="s2b15c4l1" />บุคคลควรตัดเท่าไร ควรละเท่าไร ควรบำเพ็ญคุณอันยิ่งเท่าไร ภิกษุ
			<remark  id="s2b15c4l2" />ล่วงธรรมเครื่องข้องเท่าไร พระองค์จึงตรัสว่าเป็นผู้ข้ามโอฆะแล้ว ฯ
			<remark  id="s2b15c4l3" /> 	[๑๒] บุคคลควรตัดสังโยชน์เป็นส่วนเบื้องต่ำ ๕ อย่าง ควรละ สังโยชน์เป็น
			<remark  id="s2b15c4l4" />ส่วนเบื้องบน ๕ อย่าง ควรบำเพ็ญอินทรีย์อันยิ่ง  ๕ อย่าง ภิกษุล่วง
			<remark  id="s2b15c4l5" />ธรรมเป็นเครื่องข้อง ๕ อย่าง เรากล่าวว่า   เป็นผู้ข้ามโอฆะแล้ว ฯ     
			<remark  id="s2b15c4l6" />		       ชาครสูตรที่ ๖         
			<remark  id="s2b15c4l7" /> 	[๑๓] เทวดานั้น ครั้นยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้วแล ได้กล่าว  คาถานี้ในสำนัก
			<remark  id="s2b15c4l8" />พระผู้มีพระภาคว่า    
			<remark  id="s2b15c4l9" />            เมื่อธรรมทั้งหลายตื่นอยู่ ธรรมประเภทไหนนับว่าหลับ เมื่อ ธรรม
			<remark  id="s2b15c4l10" />ทั้งหลายหลับ ธรรมประเภทไหนนับว่าตื่น บุคคลหมักหมมธุลีเพราะ
			<remark  id="s2b15c4l11" />ธรรมประเภทไหน บุคคลบริสุทธิ์เพราะธรรม  ประเภทไหน ฯ   
			<remark  id="s2b15c4l12" />     พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า      
			<remark  id="s2b15c4l13" />[๑๔] เมื่ออินทรีย์ ๕ อย่างตื่นอยู่ นิวรณ์ ๕ อย่างนับว่าหลับ
			<remark  id="s2b15c4l14" /> เมื่อนิวรณ์ ๕ อย่างหลับอินทรีย์ ๕ อย่าง นับว่าตื่น 
			<remark  id="s2b15c4l15" />บุคคลหมักหมมธุลีเพราะนิวรณ์ ๕ อย่าง บุคคลบริสุทธิ์เพราะอินทรีย์ 
			<remark  id="s2b15c4l16" />๕ อย่าง ฯ
			<remark  id="s2b15c4l17" />		     อัปปฏิวิทิตสูตรที่ ๗    
			<remark  id="s2b15c4l18" /> 	[๑๕] เทวดานั้น ครั้นยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้วแล ได้กล่าวคาถานี้ในสำนัก
			<remark  id="s2b15c4l19" />พระผู้มีพระภาคว่า    
			<remark  id="s2b15c4l20" />ธรรมทั้งหลายอันชนพวกใดยังไม่แทงตลอดแล้ว ชนพวกนั้นย่อมถูก
			<remark  id="s2b15c4l21" />จูงไปในวาทะของชนพวกอื่น ชนพวกนั้นชื่อว่ายังหลับ  ไม่ตื่น (กาลนี้)
			<remark  id="s2b15c4l22" /> เป็นกาลสมควร เพื่อจะตื่นของชนพวกนั้น ฯ	
		</para>
	</section>
	<section id="s2b15c5" >
		<para id="s2b15c5p">
			<remark  id="s2b15c5l1" />[๑๖] ธรรมทั้งหลาย อันชนพวกใดแทงตลอดดีแล้ว ชนพวกนั้น ย่อมไม่ถูก
			<remark  id="s2b15c5l2" />จูงไปในวาทะของชนพวกอื่น บุคคลผู้รู้ดีทั้งหลาย  รู้ทั่วถึงโดยชอบแล้ว 
			<remark  id="s2b15c5l3" />ย่อมประพฤติเสมอในหมู่สัตว์ผู้ประพฤติไม่เสมอ ฯ
			<remark  id="s2b15c5l4" />		      สุสัมมุฏฐสูตรที่ ๘     
			<remark  id="s2b15c5l5" /> 	[๑๗] เทวดานั้น ครั้นยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้วแล ได้กล่าว  คาถานี้ในสำนัก
			<remark  id="s2b15c5l6" />พระผู้มีพระภาคว่า    
			<remark  id="s2b15c5l7" />ธรรมทั้งหลายอันชนพวกใดลืมเลือนแล้ว ชนพวกนั้น ย่อมถูกจูงไปใน
			<remark  id="s2b15c5l8" />วาทะของชนพวกอื่น ชนพวกนั้นชื่อว่ายังหลับไม่ตื่น(กาลนี้) เป็นกาล
			<remark  id="s2b15c5l9" />ควรเพื่อจะตื่นของชนพวกนั้น ฯ
			<remark  id="s2b15c5l10" />[๑๘] ธรรมทั้งหลาย อันชนพวกใดไม่ลืมเลือนแล้ว ชนพวกนั้นย่อมไม่ถูก
			<remark  id="s2b15c5l11" />จูงไปในวาทะของชนพวกอื่น บุคคลผู้รู้ดีทั้งหลายรู้ทั่วถึงโดยชอบแล้ว 
			<remark  id="s2b15c5l12" />ย่อมประพฤติเสมอในหมู่สัตว์ผู้ประพฤติไม่เสมอ ฯ
			<remark  id="s2b15c5l13" />		      มานกามสูตรที่ ๙        
			<remark  id="s2b15c5l14" /> 	[๑๙] เทวดานั้น ครั้นยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้วแล ได้กล่าว  คาถานี้ในสำนัก
			<remark  id="s2b15c5l15" />พระผู้มีพระภาคว่า    
			<remark  id="s2b15c5l16" />ทมะย่อมไม่มีแก่บุคคลที่ปรารถนามานะ ความรู้ย่อมไม่มีแก่บุคคลที่มี
			<remark  id="s2b15c5l17" />จิตไม่ตั้งมั่น บุคคลผู้เดียว เมื่ออยู่ในป่าประมาทแล้ว ไม่พึงข้ามพ้นฝั่ง
			<remark  id="s2b15c5l18" />แห่งเตภูมิกวัฏอันเป็นที่ตั้งแห่งมัจจุได้ ฯ
			<remark  id="s2b15c5l19" />[๒๐] บุคคลละมานะแล้ว มีจิตตั้งมั่นดีแล้ว มีจิตดี พ้นในธรรมทั้งปวงแล้ว 
			<remark  id="s2b15c5l20" />เป็นผู้เดียว เมื่ออยู่ในป่า ไม่ประมาทแล้วบุคคลนั้นพึงข้ามฝั่งแห่ง
			<remark  id="s2b15c5l21" />เตภูมิกวัฏเป็นที่ตั้งแห่งมัจจุได้ ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b15c6" >
		<para id="s2b15c6p">
			<remark  id="s2b15c6l1" />	      อรัญญสูตรที่ ๑๐        
			<remark  id="s2b15c6l2" /> 	[๒๑] เทวดานั้น ครั้นยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้วแล ได้ทูลถาม พระผู้มีพระภาค
			<remark  id="s2b15c6l3" />ด้วยคาถาว่า          
			<remark  id="s2b15c6l4" />            วรรณของภิกษุทั้งหลายผู้อยู่ในป่า ฉันภัตอยู่หนเดียว เป็น สัตบุรุษ
			<remark  id="s2b15c6l5" />ผู้ประพฤติธรรมอันประเสริฐ ย่อมผ่องใสด้วยเหตุ     อะไร ฯ        
			<remark  id="s2b15c6l6" />     พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า      
			<remark  id="s2b15c6l7" />[๒๒] ภิกษุทั้งหลายไม่เศร้าโศกถึงปัจจัยที่ล่วงแล้ว ไม่ปรารถนาปัจจัยที่ยังมา
			<remark  id="s2b15c6l8" />ไม่ถึง เลี้ยงตนด้วยปัจจัยที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้า วรรณ (ของภิกษุทั้งหลาย
			<remark  id="s2b15c6l9" />นั้น) ย่อมผ่องใสด้วยเหตุนั้นเพราะความปรารถนาถึงปัจจัยที่ยังไม่มาถึง 
			<remark  id="s2b15c6l10" />และความโศกถึงปัจจัยที่ล่วงแล้ว พวกพาลภิกษุจึงซูบซีด เหมือนต้นอ้อ
			<remark  id="s2b15c6l11" />สดที่ถูกถอนเสียแล้ว ฉะนั้น
			<remark  id="s2b15c6l12" />		     จบ นฬวรรค ที่ ๑         
			<remark  id="s2b15c6l13" />		     ________________           
			<remark  id="s2b15c6l14" />     สูตรที่กล่าวถึงในวรรคนั้น โอฆตรณสูตร นิโมกขสูตร อุปเนยยสูตร   อัจเจนติสูตร 
			<remark  id="s2b15c6l15" />กติฉินทิสูตร ชาครสูตร อัปปฏิวิทิตสูตร สุสัมมุฏฐสูตร    มานกามสูตร อรัญญสูตร เป็นที่ ๑๐ 
			<remark  id="s2b15c6l16" />นฬวรรค ท่านกล่าวด้วยสูตรทั้ง ๑๐ นั้น   ฉะนี้แล    
			<remark  id="s2b15c6l17" />		     ___________________           
		</para>
	</section>
	<section id="s2b15c7" >
		<para id="s2b15c7p">
			<remark  id="s2b15c7l1" />		      นันทนวรรคที่ ๒         
			<remark  id="s2b15c7l2" />		       นันทนสูตรที่ ๑        
			<remark  id="s2b15c7l3" /> 	[๒๓] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อาราม   ของท่าน
			<remark  id="s2b15c7l4" />อนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาค ตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า 
			<remark  id="s2b15c7l5" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระดำรัสของ  พระผู้มีพระภาคแล้ว ฯ   
			<remark  id="s2b15c7l6" /> 	[๒๔] พระผู้มีพระภาคตรัสพระพุทธพจน์นี้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรื่อง เคยมีมาแล้ว 
			<remark  id="s2b15c7l7" />พวกเทวดาชั้นดาวดึงส์องค์หนึ่งแวดล้อมด้วยหมู่นางอัปสร อิ่มเอิบ พรั่งพร้อมด้วยเบญจกามคุณ
			<remark  id="s2b15c7l8" />อันเป็นทิพย์ พวกนางอัปสรบำเรออยู่ในสวนนันทวัน ได้กล่าวคาถานี้ในเวลานั้นว่า       
			<remark  id="s2b15c7l9" />เทวดาเหล่าใดไม่เห็นนันทวัน อันเป็นที่อยู่ของหมู่นรเทพ  สามสิบ 
			<remark  id="s2b15c7l10" />ผู้มียศ เทวดาเหล่านั้นย่อมไม่รู้จักความสุข ฯ
			<remark  id="s2b15c7l11" /> 	[๒๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อเทวดานั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว เทวดาองค์  หนึ่งได้ย้อน
			<remark  id="s2b15c7l12" />กล่าวกะเทวดานั้นด้วยคาถาว่า        
			<remark  id="s2b15c7l13" />ดูกรท่านผู้เขลา ท่านย่อมไม่รู้จักคำของพระอรหันต์ทั้งหลายว่า สังขาร
			<remark  id="s2b15c7l14" />ทั้งปวงไม่เที่ยง มีความเกิดขึ้นและเสื่อมไปเป็นธรรมดา เกิดขึ้นแล้ว
			<remark  id="s2b15c7l15" />ก็ดับไป ความสงบระงับสังขารเหล่านั้นเสียได้เป็นสุข ฯ
			<remark  id="s2b15c7l16" />		       นันทิสูตรที่ ๒        
			<remark  id="s2b15c7l17" /> 	[๒๖] เทวดานั้น ครั้นยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้วแล ได้กล่าวคาถานี้ในสำนัก
			<remark  id="s2b15c7l18" />พระผู้มีพระภาคว่า    
			<remark  id="s2b15c7l19" />         คนมีบุตรย่อมยินดีเพราะบุตรทั้งหลาย คนมีโค ย่อมยินดี   เพราะโค
			<remark  id="s2b15c7l20" />ทั้งหลายเหมือนกันฉะนั้น เพราะอุปธิเป็นความดีของ คน บุคคลใด
			<remark  id="s2b15c7l21" />ไม่มีอุปธิ บุคคลนั้นไม่มียินดีเลย ฯ     
		</para>
	</section>
	<section id="s2b15c8" >
		<para id="s2b15c8p">
			<remark  id="s2b15c8l1" />[๒๗] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า    
			<remark  id="s2b15c8l2" />บุคคลมีบุตร ย่อมเศร้าโศกเพราะบุตรทั้งหลาย บุคคลมีโคย่อมเศร้า
			<remark  id="s2b15c8l3" />โศกเพราะโคทั้งหลายเหมือนกันฉะนั้น เพราะอุปธิเป็นความเศร้าโศก
			<remark  id="s2b15c8l4" />ของคน บุคคลใดไม่มีอุปธิ บุคคลนั้นไม่เศร้าโศกเลย ฯ
			<remark  id="s2b15c8l5" />		     นัตถิปุตตสมสูตรที่ ๓    
			<remark  id="s2b15c8l6" /> 	[๒๘] เทวดานั้น ครั้นยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้วแล ได้กล่าวคาถานี้ในสำนัก
			<remark  id="s2b15c8l7" />พระผู้มีพระภาคว่า    
			<remark  id="s2b15c8l8" />ความรักเสมอด้วยความรักบุตรไม่มี ทรัพย์เสมอด้วยโคย่อมไม่มี 
			<remark  id="s2b15c8l9" />แสงสว่างเสมอด้วยดวงอาทิตย์ย่อมไม่มี สระทั้งหลายมีทะเลเป็นอย่างยิ่ง ฯ
			<remark  id="s2b15c8l10" /> 	[๒๙] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า    
			<remark  id="s2b15c8l11" />ความรักเสมอด้วยความรักตนไม่มี ทรัพย์เสมอด้วยข้าวเปลือกย่อม
			<remark  id="s2b15c8l12" />ไม่มี แสงสว่างเสมอด้วยปัญญาย่อมไม่มี ฝนต่างหากเป็นสระยอดเยี่ยม ฯ
			<remark  id="s2b15c8l13" />		       ขัตติยสูตรที่ ๔       
			<remark  id="s2b15c8l14" /> 	[๓๐] เทวดานั้น ครั้นยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้วแล ได้กล่าวคาถานี้ในสำนัก
			<remark  id="s2b15c8l15" />พระผู้มีพระภาคว่า    
			<remark  id="s2b15c8l16" />กษัตริย์ประเสริฐสุดกว่าสัตว์ ๒ เท้า โคประเสริฐสุดกว่าสัตว์ ๔ เท้า 
			<remark  id="s2b15c8l17" />ภรรยาที่เป็นนางกุมารีประเสริฐสุดกว่าภรรยาทั้งหลาย บุตรใดเป็นผู้เกิด
			<remark  id="s2b15c8l18" />ก่อน บุตรนั้นประเสริฐสุดกว่าบุตรทั้งหลาย ฯ
			<remark  id="s2b15c8l19" /> 	[๓๑] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า    
			<remark  id="s2b15c8l20" />พระสัมพุทธเจ้าประเสริฐสุดกว่าสัตว์ ๒ เท้า สัตว์อาชาไนยประเสริฐ
			<remark  id="s2b15c8l21" />สุดกว่าสัตว์ ๔ เท้า ภรรยาที่ปรนนิบัติดี ประเสริฐสุดกว่าภรรยา
			<remark  id="s2b15c8l22" />ทั้งหลาย บุตรใดเป็นผู้เชื่อฟัง บุตรนั้นประเสริฐสุดกว่าบุตรทั้งหลาย ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b15c9" >
		<para id="s2b15c9p">
			<remark  id="s2b15c9l1" />		      สกมานสูตรที่ ๕         
			<remark  id="s2b15c9l2" /> 	[๓๒] (เทวดากล่าวว่า)          
			<remark  id="s2b15c9l3" />เมื่อนกทั้งหลายพักร้อน ในเวลาตะวันเที่ยง ป่าใหญ่  ประหนึ่งว่า
			<remark  id="s2b15c9l4" />ครวญคราง ความครวญครางของป่านั้นเป็นภัยปรากฏแก่ข้าพเจ้า ฯ
			<remark  id="s2b15c9l5" /> 	[๓๓] (พระผู้มีพระภาคตรัสว่า)  
			<remark  id="s2b15c9l6" />เมื่อนกทั้งหลายพักร้อน ในเวลาตะวันเที่ยง ป่าใหญ่  ประหนึ่งว่า
			<remark  id="s2b15c9l7" />ครวญคราง นั้นเป็นความยินดีปรากฏแก่เรา ฯ
			<remark  id="s2b15c9l8" />		     นิททาตันทิสูตรที่ ๖     
			<remark  id="s2b15c9l9" /> 	[๓๔] (เทวดากล่าวว่า)          
			<remark  id="s2b15c9l10" />อริยมรรคไม่ปรากฏแก่สัตว์ทั้งหลายในโลกนี้ เพราะความหลับ ความ
			<remark  id="s2b15c9l11" />เกียจคร้าน ความบิดกาย ความไม่ยินดี และความมึนเมาเพราะภัต ฯ
			<remark  id="s2b15c9l12" /> 	[๓๕] (พระผู้มีพระภาคตรัสว่า)  
			<remark  id="s2b15c9l13" />เพราะขับไล่ความหลับ ความเกียจคร้าน ความบิดกายความไม่ยินดี 
			<remark  id="s2b15c9l14" />และความมึนเมาเพราะภัต ด้วยความเพียรอริยมรรคย่อมบริสุทธิ์ได้ ฯ
			<remark  id="s2b15c9l15" />		       ทุกกรสูตรที่ ๗        
			<remark  id="s2b15c9l16" /> 	[๓๖] (เทวดากล่าวว่า)          
			<remark  id="s2b15c9l17" />         ธรรมของสมณะ คนไม่ฉลาด ทำได้ยาก ทนได้ยาก    เพราะธรรมของ
			<remark  id="s2b15c9l18" />สมณะนั้นมีความลำบากมาก เป็นที่ติดขัดของ  คนพาล ฯ       
			<remark  id="s2b15c9l19" /> 	[๓๗] (พระผู้มีพระภาคตรัสว่า)  
			<remark  id="s2b15c9l20" />คนพาล ประพฤติธรรมของสมณะสิ้นวันเท่าใด หากไม่ห้ามจิต เขา
			<remark  id="s2b15c9l21" />ตกอยู่ในอำนาจของความดำริทั้งหลาย พึงติดขัดอยู่ทุกๆ อารมณ์ ภิกษุ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b15c10" >
		<para id="s2b15c10p">
			<remark  id="s2b15c10l1" />ยั้งวิตกในใจไว้ได้ เหมือนเต่าหดอวัยวะทั้งหลายไว้ในกระดองของตน 
			<remark  id="s2b15c10l2" />อันตัณหานิสัยและ  ทิฐินิสัยไม่พัวพันแล้ว ไม่เบียดเบียนสัตว์อื่น 
			<remark  id="s2b15c10l3" />ปรินิพพาน     แล้ว ไม่พึงติเตียนใคร ฯ   
			<remark  id="s2b15c10l4" />		        หิริสูตรที่ ๘        
			<remark  id="s2b15c10l5" />[๓๘] บุรุษที่เกียดกันอกุศลธรรมด้วยหิริ ได้มีอยู่น้อยคนในโลก ภิกษุใด
			<remark  id="s2b15c10l6" />บรรเทาความหลับเหมือนม้าดีหลบแซ่ ภิกษุนั้นมีอยู่น้อยรูปในโลก ฯ
			<remark  id="s2b15c10l7" />[๓๙] ขีณาสวภิกษุพวกใด เป็นผู้เกียดกันอกุศลธรรมด้วยหิริมีสติประพฤติอยู่
			<remark  id="s2b15c10l8" />ในกาลทั้งปวง ขีณาสวภิกษุพวกนั้นมีน้อย  ขีณาสวภิกษุทั้งหลาย 
			<remark  id="s2b15c10l9" />บรรลุนิพพานเป็นส่วนสุดแห่งทุกข์แล้ว เมื่อสัตตนิกายประพฤติไม่
			<remark  id="s2b15c10l10" />เรียบร้อย ย่อมประพฤติเรียบร้อย ฯ
			<remark  id="s2b15c10l11" />		       กุฏิกาสูตรที่ ๙       
			<remark  id="s2b15c10l12" /> 	[๔๐] (เทวดากล่าวว่า)          
			<remark  id="s2b15c10l13" />กระท่อมของท่านไม่มีหรือ รังของท่านไม่มีหรือ เครื่องสืบต่อของท่าน
			<remark  id="s2b15c10l14" />ไม่มีหรือ ท่านเป็นผู้พ้นแล้วจากเครื่องผูกหรือ ฯ
			<remark  id="s2b15c10l15" />[๔๑] (พระผู้มีพระภาคตรัสว่า)
			<remark  id="s2b15c10l16" />แน่ละ กระท่อมของเราไม่มี แน่ละ รังของเราไม่มี แน่ละเครื่อง
			<remark  id="s2b15c10l17" />สืบต่อของเราไม่มี แน่ละ เราเป็นผู้พ้นแล้วจากเครื่องผูก ฯ
			<remark  id="s2b15c10l18" />[๔๒] ข้าพเจ้ากล่าวแก่ท่านว่า อะไรเป็นกระท่อม ข้าพเจ้ากล่าวแก่ท่านว่าอะไร
			<remark  id="s2b15c10l19" />เป็นรัง ข้าพเจ้ากล่าวแก่ท่านว่าอะไรเป็นเครื่องสืบต่อ ข้าพเจ้ากล่าวแก่
			<remark  id="s2b15c10l20" />ท่านว่าอะไรเป็นเครื่องผูก ฯ
			<remark  id="s2b15c10l21" />[๔๓] ท่านกล่าวมารดาว่าเป็นกระท่อม ท่านกล่าวภรรยาว่าเป็นรัง   ท่านกล่าว
			<remark  id="s2b15c10l22" />บุตรว่าเป็นเครื่องสืบต่อ ท่านกล่าวตัณหาว่าเป็น  เครื่องผูกแก่เรา ฯ        
			<remark  id="s2b15c10l23" />         ดีจริง กระท่อมของท่านไม่มี ดีจริง รังของท่านไม่มี ดีจริง    เครื่อง
			<remark  id="s2b15c10l24" />สืบต่อของท่านไม่มี ดีจริง ท่านเป็นผู้พ้นแล้วจาก      เครื่องผูก ฯ  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b15c11" >
		<para id="s2b15c11p">
			<remark  id="s2b15c11l1" />		      สมิทธิสูตรที่ ๑๐       
			<remark  id="s2b15c11l2" /> 	[๔๔] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้       
			<remark  id="s2b15c11l3" />     สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่ตโปทาราม เขตพระนครราชคฤห์   ครั้งนั้นแล 
			<remark  id="s2b15c11l4" />พระสมิทธิเถระผู้มีอายุ ตื่นขึ้นในเวลาใกล้รุ่งแห่งราตรี เข้าไปที่ ลำน้ำตโปทาเพื่อจะล้างตัว ครั้น
			<remark  id="s2b15c11l5" />ล้างตัวแล้ว จึงกลับขึ้นยืนมีจีวรผืนเดียวรอให้ ตัวแห้ง ฯ  
			<remark  id="s2b15c11l6" /> 	[๔๕] ครั้งนั้นแล เมื่อราตรีใกล้สว่าง เทวดาองค์หนึ่ง มีวรรณงาม  ยังลำน้ำ
			<remark  id="s2b15c11l7" />ตโปทาทั้งสิ้นให้สว่างทั่ว เข้าไปหาพระสมิทธิเถระผู้มีอายุถึงที่ใกล้ ครั้นแล้ว จึงลอยอยู่ในอากาศ
			<remark  id="s2b15c11l8" /> ได้กล่าวกะพระสมิทธิเถระผู้มีอายุด้วยคาถาว่า    
			<remark  id="s2b15c11l9" />            ภิกษุ ท่านไม่บริโภคแล้ว ยังขออยู่ ท่านบริโภคแล้ว ก็ไม่    ต้องขอเลย 
			<remark  id="s2b15c11l10" />ภิกษุ ท่านบริโภคแล้ว จงขอเถิด กาลอย่า ล่วงท่านไปเสียเลย ฯ       
			<remark  id="s2b15c11l11" /> 	[๔๖] ส. เรายังไม่รู้กาล กาลยังลับ มิได้ปรากฏ เพราะ  เหตุนั้น เราไม่บริโภค
			<remark  id="s2b15c11l12" />แล้ว จึงยังขออยู่ กาลอย่าล่วงเราไป เสียเลย ฯ     
			<remark  id="s2b15c11l13" /> 	[๔๗] ครั้งนั้นแล เทวดานั้นลงมายืนที่พื้นดินแล้ว กล่าวกะพระสมิทธิ เถระว่า ภิกษุ 
			<remark  id="s2b15c11l14" />ท่านเป็นบรรพชิตยังหนุ่มแน่น มีผมดำประกอบด้วยปฐมวัย   จำเริญรุ่น จะเป็นผู้ไม่เพลิดเพลิน
			<remark  id="s2b15c11l15" />ในกามทั้งหลายเสียแล้ว ภิกษุ ท่านจงบริโภค กามทั้งหลายเป็นของมนุษย์ อย่าละกามที่เห็น
			<remark  id="s2b15c11l16" />ประจักษ์เสีย วิ่งไปหาทิพยกามอัน         มีโดยกาลเลย ฯ          
			<remark  id="s2b15c11l17" /> 	[๔๘] ส. ท่านผู้มีอายุ เราหาได้ละกามที่เห็นประจักษ์ วิ่งเข้าไปหา  ทิพยกามอันมีโดย
			<remark  id="s2b15c11l18" />กาลไม่ ท่านผู้มีอายุ เราละกามอันมีโดยกาลแล้ว วิ่งเข้าไปหา  โลกุตรธรรมที่เห็นประจักษ์ ท่าน
			<remark  id="s2b15c11l19" />ผู้มีอายุ ด้วยว่ากามทั้งหลายอันมีโดยกาล (เป็นของชั่วคราว) พระผู้มีพระภาคตรัสว่า มีทุกข์มาก
			<remark  id="s2b15c11l20" /> มีความคับแค้นมาก ในกาม  ทั้งหลายนั้นมีโทษยิ่ง โลกุตรธรรมนี้ อันบุคคลพึงเห็นเอง ให้ผล
			<remark  id="s2b15c11l21" />ไม่มีกาล ควร   เรียกร้องผู้อื่นว่า ท่านจงมาดูเถิด ควรน้อมเข้ามาในตน อันวิญญูชนทั้งหลายพึง         
			<remark  id="s2b15c11l22" />ทราบเฉพาะตน ฯ          
			<remark  id="s2b15c11l23" /> 	[๔๙] ท. ภิกษุ ก็กามทั้งหลายอันมีโดยกาล พระผู้มีพระภาคตรัสว่า  มีทุกข์มาก มี
			<remark  id="s2b15c11l24" />ความคับแค้นมาก มีโทษมาก เป็นอย่างไร โลกุตรธรรมนี้ อันบุคคลพึงเห็นเอง ให้ผลไม่มีกาล 
			<remark  id="s2b15c11l25" />ควรร้องเรียกผู้อื่นว่า ท่านจงมาดูเถิด ควรน้อมเข้ามาในตน อันวิญญูชนทั้งหลาย พึงทราบ
			<remark  id="s2b15c11l26" />เฉพาะตน เป็นอย่างไร ฯ         
		</para>
	</section>
	<section id="s2b15c12" >
		<para id="s2b15c12p">
			<remark  id="s2b15c12l1" /> 	[๕๐] ส. ท่านผู้มีอายุ เราเป็นผู้ใหม่ บวชไม่นาน เพิ่งมาสู่ธรรมวินัยนี้ เราไม่อาจ
			<remark  id="s2b15c12l2" />บอกท่านได้พิสดาร พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น เป็นพระอรหันต สัมมาสัมพุทธเจ้า เสด็จประทับ
			<remark  id="s2b15c12l3" />ที่ตโปทาราม เขตพระนครราชคฤห์ ท่านเข้า  ไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้นแล้ว ทูลถามเรื่องนี้
			<remark  id="s2b15c12l4" />เถิด พระผู้มีพระภาคทรง   พยากรณ์แก่ท่านอย่างใด ท่านพึงทรงจำเรื่องนั้นไว้อย่างนั้นเถิด ฯ         
			<remark  id="s2b15c12l5" />     ท. พระผู้มีพระภาคนั้น อันพวกเทวดามีบริวารมากจำพวกอื่นแวดล้อม  แล้ว ข้าพเจ้าจะ
			<remark  id="s2b15c12l6" />เข้าไปเฝ้าไม่ได้ง่ายเลย ภิกษุ ถ้าท่านเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค  นั้นแล้วพึงทูลถามเรื่องนี้ แม้
			<remark  id="s2b15c12l7" />ข้าพเจ้าพึงมาเพื่อฟังธรรม ฯ  
			<remark  id="s2b15c12l8" />     พระสมิทธิเถระผู้มีอายุรับต่อเทวดานั้นว่า ท่านผู้มีอายุ เราจะทูลถามอย่างนี้ แล้วจึงเข้า
			<remark  id="s2b15c12l9" />ไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค ครั้นเข้าไปแล้ว จึงถวายอภิวาท พระผู้มีพระภาค แล้วนั่งอยู่ ณ ที่ควรส่วน
			<remark  id="s2b15c12l10" />ข้างหนึ่ง ฯ        
			<remark  id="s2b15c12l11" /> 	[๕๑] พระสมิทธิเถระผู้มีอายุ ครั้นนั่งอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว   ได้ทูลคำนี้กะพระ
			<remark  id="s2b15c12l12" />ผู้มีพระภาคว่า ข้าพระองค์ขอประทานโอกาสกราบทูล ข้าพระองค์ ตื่นขึ้นในเวลาใกล้รุ่งแห่งราตรี 
			<remark  id="s2b15c12l13" />เข้าไปที่ลำน้ำตโปทาเพื่อล้างตัว ครั้นล้างตัวแล้ว กลับขึ้นยืน มีจีวรผืนเดียวรอให้ตัวแห้ง ข้าแต่
			<remark  id="s2b15c12l14" />พระองค์ผู้เจริญ ครั้งนั้นแล เมื่อราตรีใกล้สว่าง เทวดาองค์หนึ่ง มีวรรณงาม ยังลำน้ำตโปทา
			<remark  id="s2b15c12l15" />ทั้งสิ้นให้สว่างทั่ว เข้าไปหาข้าพระองค์ ครั้นแล้วจึงลอยอยู่ในอากาศ ได้กล่าวด้วยคาถานี้ว่า   
			<remark  id="s2b15c12l16" />ภิกษุ ท่านไม่บริโภคแล้ว ยังขออยู่ ท่านบริโภคแล้ว ก็ไม่ต้องขอเลย 
			<remark  id="s2b15c12l17" />ภิกษุ ท่านบริโภคแล้ว จงขอเถิด กาลอย่าล่วงท่านไปเสียเลย ฯ
			<remark  id="s2b15c12l18" />     ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อเทวดากล่าวอย่างนี้แล้ว ข้าพระองค์ได้กล่าวกะเทวดานั้นด้วย
			<remark  id="s2b15c12l19" />คาถาว่า 
			<remark  id="s2b15c12l20" />         เรายังไม่รู้กาล กาลยังลับ มิได้ปรากฏ เพราะเหตุนั้น เราไม่ บริโภคแล้ว 
			<remark  id="s2b15c12l21" />         จึงยังขออยู่ กาลอย่าล่วงเราไปเสียเลย ฯ 
			<remark  id="s2b15c12l22" />     ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ครั้งนั้นแล เทวดานั้นลงมายืนที่พื้นดินแล้วกล่าว คำนี้กะข้าพระองค์
			<remark  id="s2b15c12l23" />ว่า ภิกษุ ท่านเป็นบรรพชิตยังหนุ่มแน่น มีผมดำ ประกอบ ด้วยปฐมวัยจำเริญรุ่น จะเป็นผู้ไม่
			<remark  id="s2b15c12l24" />เพลิดเพลินในกามทั้งหลายเสียแล้ว ภิกษุ ท่านจงบริโภคกามทั้งหลายเป็นของมนุษย์ อย่าละกาม
			<remark  id="s2b15c12l25" />ที่เห็นประจักษ์ วิ่งเข้าไป   หาทิพยกามอันมีโดยกาลเลย ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อเทวดานั้น
			<remark  id="s2b15c12l26" />กล่าวอย่างนี้แล้ว      ข้าพระองค์ได้กล่าวคำนี้กะเทวดานั้นว่า ท่านผู้มีอายุ เราหาได้ละกามที่เห็น           
			<remark  id="s2b15c12l27" />ประจักษ์ วิ่งเข้าไปหาทิพยกามอันมีโดยกาลไม่ ท่านผู้มีอายุ เราละกามอันมีโดย กาลแล้ว วิ่งเข้า
		</para>
	</section>
	<section id="s2b15c13" >
		<para id="s2b15c13p">
			<remark  id="s2b15c13l1" />ไปหาโลกุตรธรรมที่เห็นประจักษ์ ท่านผู้มีอายุ ด้วยว่ากามทั้งหลาย   อันมีโดยกาล พระผู้มีพระภาค
			<remark  id="s2b15c13l2" />ตรัสว่า มีทุกข์มาก มีความคับแค้นมาก ในกาม    ทั้งหลายนั้นมีโทษยิ่ง โลกุตรธรรมนี้ อันบุคคล
			<remark  id="s2b15c13l3" />พึงเห็นเอง ให้ผลไม่มีกาล  ควรร้องเรียกผู้อื่นว่า ท่านจงมาดูเถิด ควรน้อมเข้ามาในตน อัน
			<remark  id="s2b15c13l4" />วิญญูชนทั้งหลาย     พึงทราบเฉพาะตน ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อข้าพระองค์กล่าวอย่างนี้แล้ว  
			<remark  id="s2b15c13l5" />เทวดานั้นได้กล่าวคำนี้กะข้าพระองค์ว่า ภิกษุ ก็กามทั้งหลายอันมีโดยกาล พระผู้มี พระภาคตรัสว่า
			<remark  id="s2b15c13l6" /> มีทุกข์มาก มีความคับแค้นมาก มีโทษมากเป็นอย่างไร โลกุตรธรรมนี้ อันบุคคลพึงเห็นเอง 
			<remark  id="s2b15c13l7" />ให้ผลไม่มีกาล ควรร้องเรียกผู้อื่นว่า ท่าน จงมาดูเถิด ควรน้อมเข้ามาในตน อันวิญญูชนทั้งหลาย
			<remark  id="s2b15c13l8" />พึงทราบเฉพาะตน เป็น  อย่างไร ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อเทวดานั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว ข้า
			<remark  id="s2b15c13l9" />พระองค์ได้  กล่าวคำนี้กะเทวดานั้นว่า ท่านผู้มีอายุ เราเป็นผู้บวชใหม่ เพิ่งมาสู่ธรรมวินัยนี้  เรา
			<remark  id="s2b15c13l10" />ไม่อาจบอกท่านได้พิสดาร พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า เสด็จ
			<remark  id="s2b15c13l11" />ประทับอยู่ที่ตโปทาราม เขตพระนครราชคฤห์ ท่านเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้นแล้ว 
			<remark  id="s2b15c13l12" />ทูลถามเรื่องนี้เถิด พระผู้มีพระภาคทรงพยากรณ์  แก่ท่านอย่างไร ท่านพึงทรงจำเรื่องนั้นไว้อย่างนั้น
			<remark  id="s2b15c13l13" />เถิด ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ    เมื่อข้าพระองค์กล่าวอย่างนี้แล้ว เทวดานั้นได้กล่าวคำนี้กะข้าพระ
			<remark  id="s2b15c13l14" />องค์ว่า ภิกษุ พระผู้มีพระภาคนั้น อันพวกเทวดามีบริวารมากจำพวกอื่นแวดล้อมแล้ว ข้าพเจ้า 
			<remark  id="s2b15c13l15" />จะเข้าไปเฝ้าไม่ได้ง่ายเลย ภิกษุ ถ้าท่านเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคนั้นแล้วพึงทูลถามเรื่องนี้ แม้
			<remark  id="s2b15c13l16" />ข้าพเจ้าพึงมาเพื่อฟังธรรม ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ถ้าคำของเทวดา    นั้นเป็นคำจริง เทวดานั้นพึงมา
			<remark  id="s2b15c13l17" />ในที่ใกล้วิหารนี้นี่แล ฯ      
			<remark  id="s2b15c13l18" />     เมื่อพระสมิทธิเถระทูลอย่างนี้แล้ว เทวดานั้นได้กล่าวคำนี้กะพระสมิทธิ  เถระผู้มีอายุว่า 
			<remark  id="s2b15c13l19" />ทูลถามเถิด ภิกษุ ทูลถามเถิด ภิกษุ ข้าพเจ้าตามมาถึงแล้ว ฯ         
			<remark  id="s2b15c13l20" />[๕๒] ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคได้ตรัสกะเทวดานั้นด้วยคาถาทั้งหลายว่า
			<remark  id="s2b15c13l21" />สัตว์ทั้งหลายมีความสำคัญในข้อที่ได้รับบอก ติดอยู่ในข้อที่ได้รับบอก 
			<remark  id="s2b15c13l22" />ไม่กำหนดรู้ข้อที่ได้รับบอก ย่อมมาสู่อำนาจแห่งมัจจุส่วนขีณาสวภิกษุ
			<remark  id="s2b15c13l23" />กำหนดรู้ข้อที่ได้รับบอก ย่อมไม่สำคัญข้อที่ได้รับบอกแล้ว เพราะข้อที่
			<remark  id="s2b15c13l24" />ได้รับบอกนั้น ย่อมไม่มีแก่ขีณาสวภิกษุนั้น ฉะนั้น เหตุที่จะพึงพูดถึงข้อ
			<remark  id="s2b15c13l25" />ที่ได้รับบอกจึงมิได้มีแก่ขีณาสวภิกษุนั้น ดูกรเทวดา ถ้าท่านเข้าใจก็จง
			<remark  id="s2b15c13l26" />พูด ฯ
			<remark  id="s2b15c13l27" />     เทวดานั้นทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ไม่ทราบเนื้อความแห่ง   ธรรมนี้ ที่
			<remark  id="s2b15c13l28" />พระผู้มีพระภาคตรัสโดยย่อให้ได้ความโดยพิสดารได้ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ขอพระโอกาส
		</para>
	</section>
	<section id="s2b15c14" >
		<para id="s2b15c14p">
			<remark  id="s2b15c14l1" /> ข้าพระองค์พึงทราบเนื้อความแห่งธรรมนี้ ที่พระผู้มีพระภาคตรัสโดยย่อให้ได้ความโดยพิสดารได้
			<remark  id="s2b15c14l2" />อย่างไร พระผู้มีพระภาค   โปรดตรัสแก่ข้าพระองค์อย่างนั้นเถิด ฯ           
			<remark  id="s2b15c14l3" />[๕๓] พระผู้มีพระภาคตรัสต่อไปด้วยพระคาถาว่า  
			<remark  id="s2b15c14l4" />บุคคลใดสำคัญว่าเราเสมอเขา ว่าเราดีกว่าเขา ว่าเราเลวกว่าเขาบุคคล
			<remark  id="s2b15c14l5" />นั้นพึงวิวาทกับเขา ขีณาสวภิกษุเป็นผู้ไม่หวั่นไหวอยู่ใน  มานะ๓ อย่าง 
			<remark  id="s2b15c14l6" />มานะว่าเราเสมอเขา ว่าเราดีกว่าเขา ว่าเราเลวกว่าเขา ย่อมไม่มีแก่
			<remark  id="s2b15c14l7" />ขีณาสวภิกษุนั้น ดูกรเทวดา ถ้าท่านเข้าใจก็จงพูดเถิด ฯ
			<remark  id="s2b15c14l8" />     เทวดานั้นทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ไม่ทราบเนื้อความแห่ง ธรรมนี้ ที่พระ
			<remark  id="s2b15c14l9" />ผู้มีพระภาคตรัสโดยย่อให้ได้ความโดยพิสดารได้ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ขอประทาน
			<remark  id="s2b15c14l10" />พระโอกาส ข้าพระองค์พึงทราบเนื้อความแห่งธรรมนี้ที่พระผู้มีพระภาคตรัสโดยย่อให้ได้ความโดย
			<remark  id="s2b15c14l11" />พิสดารได้อย่างใด ขอพระผู้มีพระภาคโปรดตรัสแก่ข้าพระองค์อย่างนั้นเถิด ฯ    
			<remark  id="s2b15c14l12" />[๕๔] พระผู้มีพระภาคตรัสต่อไปด้วยพระคาถาว่า
			<remark  id="s2b15c14l13" />ขีณาสวภิกษุละบัญญัติเสียแล้ว บรรลุธรรมที่ปราศจากมานะแล้ว ได้ตัด
			<remark  id="s2b15c14l14" />ตัณหาในนามรูปนี้เสียแล้ว พวกเทวดา พวกมนุษย์ในโลกนี้ก็ดี ในโลกอื่นก็ดี ใน
			<remark  id="s2b15c14l15" />สวรรค์ทั้งหลายก็ดี ในสถานที่อาศัยของสัตว์ทั้งปวงก็ดี 
			<remark  id="s2b15c14l16" />เที่ยวค้นหาก็ไม่พบขีณาสวภิกษุนั้น   ผู้มีเครื่องผูกอันตัดเสียแล้ว ไม่มีทุกข์ 
			<remark  id="s2b15c14l17" />ไม่มีตัณหา ดูกรเทวดาถ้าท่านเข้าใจก็จงพูดเถิด ฯ
			<remark  id="s2b15c14l18" /> 	[๕๕] เทวดานั้นทูลว่า ข้าแต่พระองค์ ข้าพระองค์ทราบเนื้อความแห่ง ธรรมนี้ ที่พระ
			<remark  id="s2b15c14l19" />ผู้มีพระภาคตรัสโดยย่อให้ได้ความโดยพิสดารอย่างนี้ว่า      
			<remark  id="s2b15c14l20" />     ไม่ควรทำบาปด้วยวาจา ด้วยใจ และด้วยกาย อย่างไหนๆ ในโลก ทั้งปวง ควรละกาม
			<remark  id="s2b15c14l21" />ทั้งหลายเสียแล้ว มีสติ มีสัมปชัญญะ ไม่ควรเสพทุกข์อันประกอบด้วยโทษ ไม่เป็นประโยชน์ ฯ    
			<remark  id="s2b15c14l22" />		     จบนันทนวรรคที่ ๒        
			<remark  id="s2b15c14l23" />		     __________________________           
			<remark  id="s2b15c14l24" />     สูตรที่กล่าวในนันทนวรรคนั้น นันทนสูตร นันทิสูตร นัตถิปุตตสมสูตร   ขัตติยสูตร 
			<remark  id="s2b15c14l25" />สกมานสูตร นิททาตันทิสูตร ทุกกรสูตร หิริสูตร กุฏิกาสูตร   เป็นที่ ๙ กับสมิทธิสูตร เป็น
			<remark  id="s2b15c14l26" />ที่ ๑๐ ท่านกล่าวแล้วฉะนี้ ฯ    
			<remark  id="s2b15c14l27" />		     ___________________________          
		</para>
	</section>
	<section id="s2b15c15" >
		<para id="s2b15c15p">
			<remark  id="s2b15c15l1" />		       สัตติวรรคที่ ๓        
			<remark  id="s2b15c15l2" />		       สัตติสูตรที่ ๑        
			<remark  id="s2b15c15l3" /> 	[๕๖] เทวดานั้น ครั้นยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว ได้กล่าวคาถานี้ ในสำนัก
			<remark  id="s2b15c15l4" />พระผู้มีพระภาคว่า           
			<remark  id="s2b15c15l5" />ภิกษุพึงมีสติ เว้นรอบเพื่อละกามราคะ เหมือนบุรุษที่ถูกประหารด้วยหอก 
			<remark  id="s2b15c15l6" />มุ่งถอนเสีย และเหมือนบุรุษที่ถูกไฟไหม้บนศีรษะ มุ่งดับไฟ ฉะนั้น ฯ
			<remark  id="s2b15c15l7" /> 	[๕๗] พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถาว่า         
			<remark  id="s2b15c15l8" />ภิกษุพึงมีสติ เว้นรอบเพื่ออันละสักกายทิฏฐิ เหมือนบุรุษถูกประหารด้วย
			<remark  id="s2b15c15l9" />หอก และเหมือนบุรุษที่ถูกไฟไหม้บนศีรษะ ฯ
			<remark  id="s2b15c15l10" />		       ผุสติสูตรที่ ๒        
			<remark  id="s2b15c15l11" /> 	[๕๘] ท. วิบากย่อมไม่ถูกบุคคลผู้ไม่ถูกกรรม วิบากพึงถูก บุคคลผู้ถูกกรรม
			<remark  id="s2b15c15l12" />โดยแท้ เพราะฉะนั้น วิบากย่อมถูกบุคคลผู้ถูกกรรม ผู้ประทุษร้าย นรชน
			<remark  id="s2b15c15l13" />ผู้ไม่ประทุษร้าย ฯ
			<remark  id="s2b15c15l14" />[๕๙] ภ. บุคคลใดย่อมประทุษร้ายแก่นรชน ผู้ไม่ประทุษร้ายเป็นผู้บริสุทธิ์ 
			<remark  id="s2b15c15l15" />ปราศจากกิเลส บาปย่อมกลับมาถึงบุคคลนั้น   ผู้เป็นพาลแท้ ประดุจธุลี
			<remark  id="s2b15c15l16" />อันละเอียดที่ซัดไปทวนลม ฉะนั้น ฯ
			<remark  id="s2b15c15l17" />		       ชฏาสูตรที่ ๓          
			<remark  id="s2b15c15l18" /> 	[๖๐] ท. หมู่สัตว์รกทั้งภายใน รกทั้งภายนอก ถูกรกชัฏหุ้มห่อแล้ว ข้าแต่
			<remark  id="s2b15c15l19" />พระโคดม เพราะฉะนั้น ข้าพระองค์ขอถามพระองค์ว่า ใครพึงถางรกชัฏ
			<remark  id="s2b15c15l20" />นี้ได้ ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b15c16" >
		<para id="s2b15c16p">
			<remark  id="s2b15c16l1" />[๖๑] ภ. นรชนผู้มีปัญญา ตั้งมั่นแล้วในศีล อบรมจิตและปัญญาให้เจริญ
			<remark  id="s2b15c16l2" />อยู่ เป็นผู้มีความเพียร มีปัญญารักษาตนรอดภิกษุนั้นพึงถางรกชัฏนี้
			<remark  id="s2b15c16l3" />ได้ ราคะก็ดี โทสะก็ดี อวิชชาก็ดีบุคคลทั้งหลายใด กำจัดเสียแล้ว 
			<remark  id="s2b15c16l4" />บุคคลทั้งหลายนั้น เป็นผู้มีอาสวะสิ้นแล้ว เป็นผู้ไกลจากกิเลส ตัณหา
			<remark  id="s2b15c16l5" />เป็นเครื่องยุ่งอันบุคคลทั้งหลายนั้นสางเสียแล้ว นามก็ดี รูปก็ดี 
			<remark  id="s2b15c16l6" />ปฏิฆสัญญาและรูปสัญญาก็ดี ย่อมดับหมดในที่ใด ตัณหาเป็นเครื่อง
			<remark  id="s2b15c16l7" />ยุ่งนั้น ย่อมขาดไปในที่นั้น ฯ
			<remark  id="s2b15c16l8" />		     มโนนิวารณสูตรที่ ๔      
			<remark  id="s2b15c16l9" />[๖๒] ท. บุคคลพึงห้ามใจแต่อารมณ์ใดๆ ทุกข์ย่อมไม่มาถึงบุคคลนั้นเพราะ
			<remark  id="s2b15c16l10" />อารมณ์นั้นๆ บุคคลนั้นพึงห้ามใจแต่อารมณ์ทั้งปวง บุคคลนั้นย่อม
			<remark  id="s2b15c16l11" />พ้นจากทุกข์เพราะอารมณ์ทั้งปวง ฯ
			<remark  id="s2b15c16l12" />[๖๓] ภ. บุคคลไม่ควรห้ามใจแต่อารมณ์ทั้งปวง ที่เป็นเหตุให้ใจมาถึงความ
			<remark  id="s2b15c16l13" />สำรวม บาปย่อมเกิดขึ้นแต่อารมณ์ใดๆ บุคคลพึงห้ามใจแต่อารมณ์
			<remark  id="s2b15c16l14" />นั้นๆ ฯ
			<remark  id="s2b15c16l15" />		      อรหันตสูตรที่ ๕        
			<remark  id="s2b15c16l16" />[๖๔] ท. ภิกษุใดเป็นผู้ไกลจากกิเลส มีกิจทำเสร็จแล้ว มีอาสวะสิ้นแล้ว
			<remark  id="s2b15c16l17" /> เป็นผู้ทรงไว้ซึ่งร่างกายอันมีในที่สุด ภิกษุนั้นพึงกล่าวว่า เราพูดดังนี้
			<remark  id="s2b15c16l18" />บ้าง บุคคลทั้งหลายอื่นพูดกะเราดังนี้บ้าง ฯ
			<remark  id="s2b15c16l19" />[๖๕] ภ. ภิกษุใดเป็นผู้ไกลจากกิเลส มีกิจทำเสร็จแล้ว มีอาสวะสิ้นแล้ว 
			<remark  id="s2b15c16l20" />เป็นผู้ทรงไว้ซึ่งร่างกายอันมีในที่สุด ภิกษุนั้นพึงกล่าวว่า เราพูดดังนี้บ้าง 
			<remark  id="s2b15c16l21" />บุคคลทั้งหลายอื่นพูดกะเราดังนี้บ้าง ภิกษุนั้นฉลาด ทราบคำพูดในโลก 
			<remark  id="s2b15c16l22" />พึงกล่าวตามสมมติที่พูดกัน ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b15c17" >
		<para id="s2b15c17p">
			<remark  id="s2b15c17l1" />[๖๖] ท. ภิกษุใดเป็นพระอรหันต์ มีกิจทำเสร็จแล้ว มีอาสวะสิ้นแล้ว เป็น
			<remark  id="s2b15c17l2" />ผู้ทรงไว้ซึ่งร่างกายอันมีในที่สุด ภิกษุนั้นยังติดมานะหรือหนอ จึงกล่าวว่า 
			<remark  id="s2b15c17l3" />เราพูดดังนี้บ้าง บุคคลทั้งหลายอื่นพูดกะเรา ดังนี้บ้าง ฯ
			<remark  id="s2b15c17l4" />[๖๗] ภ. กิเลสเป็นเครื่องผูกทั้งหลาย มิได้มีแก่ภิกษุที่ละมานะเสียแล้ว
			<remark  id="s2b15c17l5" /> มานะและคันถะทั้งปวง อันภิกษุนั้นกำจัดเสียแล้วภิกษุเป็นผู้มีปัญญาดี 
			<remark  id="s2b15c17l6" />ล่วงเสียแล้วซึ่งความสำคัญ ภิกษุนั้นพึงกล่าวว่า เราพูดดังนี้บ้าง บุคคล
			<remark  id="s2b15c17l7" />ทั้งหลายอื่นพูดกะเราดังนี้บ้าง ภิกษุนั้นฉลาด ทราบคำพูดในโลก พึง
			<remark  id="s2b15c17l8" />กล่าวตามสมมติที่พูดกัน ฯ
			<remark  id="s2b15c17l9" />		      ปัชโชตสูตรที่ ๖        
			<remark  id="s2b15c17l10" />[๖๘] ท. โลกย่อมรุ่งเรืองเพราะแสงสว่างทั้งหลายใด แสงสว่างทั้งหลายนั้น
			<remark  id="s2b15c17l11" />ย่อมมีอยู่เท่าไรในโลก ข้าพระองค์ทั้งหลายมาเพื่อจะทูลถามพระ
			<remark  id="s2b15c17l12" />ผู้มีพระภาค ไฉนจะรู้จักแสงสว่างที่ทูลถามนั้น ฯ
			<remark  id="s2b15c17l13" />[๖๙] ภ. แสงสว่างทั้งหลายมีอยู่ ๔ อย่างในโลก แสงสว่างที่๕ มิได้มีใน
			<remark  id="s2b15c17l14" />โลกนี้ ดวงอาทิตย์สว่างในกลางวัน ดวงจันทร์สว่างในกลางคืน อนึ่ง 
			<remark  id="s2b15c17l15" />ไฟย่อมรุ่งเรืองในกลางวันและกลางคืนทุกหนแห่ง พระสัมพุทธเจ้า
			<remark  id="s2b15c17l16" />ประเสริฐกว่าแสงสว่างทั้งหลายแสงสว่างของพระสัมพุทธเจ้า เป็น
			<remark  id="s2b15c17l17" />แสงสว่างอย่างเยี่ยม ฯ
			<remark  id="s2b15c17l18" />		        สรสูตรที่ ๗          
			<remark  id="s2b15c17l19" />[๗๐] ท. สงสารทั้งหลายย่อมกลับแต่ที่ไหน วัฏฏะย่อมไม่เป็นไปในที่ไหน 
			<remark  id="s2b15c17l20" />นามก็ดี รูปก็ดี ย่อมดับหมดในที่ไหน ฯ
			<remark  id="s2b15c17l21" />[๗๑] ภ. น้ำ ดิน ไฟ ลม ย่อมไม่ตั้งอยู่ในที่ใด สงสารทั้งหลายย่อมกลับ
			<remark  id="s2b15c17l22" />แต่ที่นี้ วัฏฏะย่อมไม่เป็นไปในที่นี้ นามก็ดีรูปก็ดี ย่อมดับหมดในที่นี้ ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b15c18" >
		<para id="s2b15c18p">
			<remark  id="s2b15c18l1" />		      มหัทธนสูตรที่ ๘        
			<remark  id="s2b15c18l2" />[๗๒] ท. กษัตริย์ทั้งหลายมีทรัพย์มาก มีสมบัติมาก ทั้งมีแว่นแคว้น ไม่รู้จัก
			<remark  id="s2b15c18l3" />พอในกามทั้งหลาย ย่อมขันแข่งซึ่งกันและกันเมื่อกษัตริย์ทั้งหลายนั้น
			<remark  id="s2b15c18l4" />มัวขวนขวาย ลอยไปตามกระแสแห่งภพ บุคคลพวกไหนไม่มีความ
			<remark  id="s2b15c18l5" />ขวนขวาย ละความโกรธและความทะเยอทะยานเสียแล้วในโลก ฯ
			<remark  id="s2b15c18l6" />[๗๓] ภ. บุคคลทั้งหลาย ละเรือน ละบุตร ละปศุสัตว์ที่รักบวชแล้ว กำจัดราคะ 
			<remark  id="s2b15c18l7" />โทสะ และอวิชชาเสียแล้ว เป็นผู้มีอาสวะสิ้นแล้ว เป็นผู้ไกลจากกิเลส 
			<remark  id="s2b15c18l8" />บุคคลพวกนั้นเป็นผู้ไม่ขวนขวายในโลก ฯ
			<remark  id="s2b15c18l9" />		      จตุจักกสูตรที่ ๙       
			<remark  id="s2b15c18l10" />[๗๔] ท. ข้าแต่พระองค์ผู้มีความเพียรมาก สรีระมีจักร ๔ มีทวาร ๙ เต็ม
			<remark  id="s2b15c18l11" />ด้วยของไม่สะอาด ประกอบด้วยโลภะ ย่อมเป็นดังว่าเปือกตม 
			<remark  id="s2b15c18l12" />ความออกไป (จากทุกข์) ได้ จักมีได้อย่างไร ฯ
			<remark  id="s2b15c18l13" />[๗๕] ภ. ตัดความผูกโกรธด้วย กิเลสเป็นเครื่องร้อยรัดด้วยความปรารถนา
			<remark  id="s2b15c18l14" />และความโลภอันลามกด้วย ถอนตัณหาอันมีอวิชชาเป็นมูลเสียแล้ว
			<remark  id="s2b15c18l15" />อย่างนี้ ความออกไป (จากทุกข์)จึงจักมีได้ ฯ
			<remark  id="s2b15c18l16" />		     เอณิชังคสูตรที่ ๑๐      
			<remark  id="s2b15c18l17" />[๗๖] ท. พวกข้าพระองค์เข้ามาเฝ้าแล้ว ขอทูลถามพระองค์ผู้มีความเพียร
			<remark  id="s2b15c18l18" />ซูบผอม มีแข้งดังเนื้อทราย มีอาหารน้อย ไม่มีความโลภ เป็นเหมือน
		</para>
	</section>
	<section id="s2b15c19" >
		<para id="s2b15c19p">
			<remark  id="s2b15c19l1" />ราชสีห์และช้างเที่ยวไปผู้เดียว ไม่มีห่วงใยในกามทั้งหลาย บุคคลจะ
			<remark  id="s2b15c19l2" />พ้นจากทุกข์ได้อย่างไร ฯ
			<remark  id="s2b15c19l3" />[๗๗] ภ. กามคุณ ๕ มีใจเป็นที่ ๖ บัณฑิตประกาศแล้วในโลก   บุคคลเลิก
			<remark  id="s2b15c19l4" />ความพอใจในนามรูปนี้ได้แล้ว ก็พ้นจากทุกข์ได้อย่างนี้ ฯ
			<remark  id="s2b15c19l5" />		      จบสัตติวรรคที่ ๓       
			<remark  id="s2b15c19l6" />		     _____________________         
			<remark  id="s2b15c19l7" />     สูตรที่กล่าวในสัตติวรรคนั้น สัตติสูตร ผุสติสูตร ชฏาสูตร มโนนิวารณสูตร 
			<remark  id="s2b15c19l8" />อรหันตสูตร ปัชโชตสูตร สรสูตร มหัทธนสูตร จตุจักกสูตร  เป็นที่ ๙ กับเอณิชังคสูตร 
			<remark  id="s2b15c19l9" />ครบ ๑๐ ฉะนี้แล ฯ     
			<remark  id="s2b15c19l10" />		     ______________________          
		</para>
	</section>
	<section id="s2b15c20" >
		<para id="s2b15c20p">
			<remark  id="s2b15c20l1" />		    สตุลลปกายิกวรรคที่ ๔     
			<remark  id="s2b15c20l2" />		       สัพภิสูตรที่ ๑        
			<remark  id="s2b15c20l3" /> 	[๗๘] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้       
			<remark  id="s2b15c20l4" />     สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของท่าน อนาถบิณฑิก
			<remark  id="s2b15c20l5" />เศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี ครั้งนั้นแล เมื่อปฐมยามล่วงไปแล้ว พวกเทวดาสตุลลปกายิกา
			<remark  id="s2b15c20l6" /> (ผู้เทิดทูนธรรมของสัตบุรุษ) มากด้วยกัน มีวรรณงาม  ยังพระวิหารเชตวันให้สว่าง
			<remark  id="s2b15c20l7" />ทั่วกัน เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ครั้นแล้ว   จึงถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาค แล้วจึง
			<remark  id="s2b15c20l8" />ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ฯ     
			<remark  id="s2b15c20l9" /> 	[๗๙] เทวดาองค์หนึ่ง ครั้นยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว ได้กล่าวคาถานี้ในสำนัก
			<remark  id="s2b15c20l10" />พระผู้มีพระภาคว่า    
			<remark  id="s2b15c20l11" />บุคคลควรนั่งร่วมกับพวกสัตบุรุษ ควรทำความสนิทกับพวกสัตบุรุษ
			<remark  id="s2b15c20l12" />บุคคลทราบสัทธรรมของพวกสัตบุรุษแล้ว มีแต่คุณอันประเสริฐ ไม่มี
			<remark  id="s2b15c20l13" />โทษอันลามกเลย ฯ
			<remark  id="s2b15c20l14" /> 	[๘๐] ลำดับนั้น เทวดาอื่นอีกได้กล่าวคาถานี้ในสำนักพระผู้มีพระภาคว่า
			<remark  id="s2b15c20l15" />บุคคลควรนั่งร่วมกับพวกสัตบุรุษ ควรทำความสนิทกับพวกสัตบุรุษ 
			<remark  id="s2b15c20l16" />บุคคลทราบสัทธรรมของพวกสัตบุรุษแล้ว ย่อมได้ปัญญา หาได้ปัญญาแต่
			<remark  id="s2b15c20l17" />คนอันธพาลอื่นไม่ ฯ
			<remark  id="s2b15c20l18" /> 	[๘๑] ลำดับนั้นแล เทวดาอื่นอีกได้กล่าวคาถานี้ในสำนักพระผู้มี      
			<remark  id="s2b15c20l19" />พระภาคว่า 
			<remark  id="s2b15c20l20" />บุคคลควรนั่งร่วมกับพวกสัตบุรุษ ควรทำความสนิทกับพวกสัตบุรุษ 
			<remark  id="s2b15c20l21" />บุคคลทราบสัทธรรมของพวกสัตบุรุษแล้ว ย่อมไม่เศร้าโศก ในท่าม
			<remark  id="s2b15c20l22" />กลางแห่งเรื่องเป็นที่ตั้งแห่งความเศร้าโศก ฯ
			<remark  id="s2b15c20l23" /> 	[๘๒] ลำดับนั้นแล เทวดาอื่นอีกได้กล่าวคาถานี้ในสำนักพระผู้มีพระภาคว่า 
			<remark  id="s2b15c20l24" />บุคคลควรนั่งร่วมกับพวกสัตบุรุษ ควรทำความสนิทกับพวกสัตบุรุษ 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b15c21" >
		<para id="s2b15c21p">
			<remark  id="s2b15c21l1" />บุคคลทราบสัทธรรมของพวกสัตบุรุษแล้ว ย่อมไพโรจน์ในท่ามกลาง
			<remark  id="s2b15c21l2" />แห่งญาติ ฯ
			<remark  id="s2b15c21l3" /> 	[๘๓] ลำดับนั้นแล เทวดาอื่นอีกได้กล่าวคาถานี้ในสำนักพระผู้มีพระภาคว่า 
			<remark  id="s2b15c21l4" />บุคคลควรนั่งร่วมกับพวกสัตบุรุษ ควรทำความสนิทกับพวกสัตบุรุษ 
			<remark  id="s2b15c21l5" />สัตว์ทั้งหลายทราบสัทธรรมของพวกสัตบุรุษแล้วย่อมไปสู่สุคติ ฯ
			<remark  id="s2b15c21l6" /> 	[๘๔] ในลำดับนั้นแล เทวดาอื่นอีก ได้กล่าวคาถานี้ในสำนักพระผู้มีพระภาคว่า      
			<remark  id="s2b15c21l7" />บุคคลควรนั่งร่วมกับพวกสัตบุรุษ ควรทำความสนิทกับพวกสัตบุรุษ 
			<remark  id="s2b15c21l8" />สัตว์ทั้งหลายทราบสัทธรรมของพวกสัตบุรุษแล้วย่อมดำรงอยู่สบาย
			<remark  id="s2b15c21l9" />เนืองๆ ฯ
			<remark  id="s2b15c21l10" />     ในลำดับนั้นแล เทวดาอื่นอีก ได้กราบทูลคำนี้กะพระผู้มีพระภาคว่า   ข้าแต่พระผู้มี
			<remark  id="s2b15c21l11" />พระภาค คำของใครหนอแลเป็นสุภาษิต ฯ
			<remark  id="s2b15c21l12" /> 	[๘๕] พระผู้มีพระภาคตรัสบอกว่า คำของพวกท่านทั้งหมดเป็นสุภาษิต      
			<remark  id="s2b15c21l13" />โดยปริยาย ก็แต่พวกท่านจงฟังซึ่งคำของเราบ้าง    
			<remark  id="s2b15c21l14" />บุคคลควรนั่งร่วมกับพวกสัตบุรุษ ควรทำความสนิทกับพวกสัตบุรุษ บุคคล
			<remark  id="s2b15c21l15" />ทราบสัทธรรมของพวกสัตบุรุษแล้ว ย่อมพ้นจากทุกข์ทั้งปวง ฯ
			<remark  id="s2b15c21l16" />		      มัจฉริยสูตรที่ ๒       
			<remark  id="s2b15c21l17" /> 	[๘๖] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของท่าน
			<remark  id="s2b15c21l18" />อนาถบิณฑิตเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี ครั้งนั้นแล เมื่อปฐมยามล่วงไป แล้ว พวกเทวดา
			<remark  id="s2b15c21l19" />สตุลลปกายิกามากด้วยกัน มีวรรณงาม ยังพระวิหารเชตวันทั้งสิ้นให้สว่าง เข้าไปเฝ้า
			<remark  id="s2b15c21l20" />พระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ครั้นแล้วจึงถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาค แล้วยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วน
			<remark  id="s2b15c21l21" />ข้างหนึ่ง ฯ    
			<remark  id="s2b15c21l22" /> 	[๘๗] เทวดาตนหนึ่ง ครั้นยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว ได้กล่าวคาถานี้ใน
			<remark  id="s2b15c21l23" />สำนักพระผู้มีพระภาคว่า    
		</para>
	</section>
	<section id="s2b15c22" >
		<para id="s2b15c22p">
			<remark  id="s2b15c22l1" />เพราะความตระหนี่ และความประมาทอย่างนี้ บุคคลจึงให้ทานไม่ได้ 
			<remark  id="s2b15c22l2" />บุคคลผู้หวังบุญ รู้แจ้งอยู่ พึงให้ทานได้ ฯ
			<remark  id="s2b15c22l3" /> 	[๘๘] ในลำดับนั้นแล เทวดาอื่นอีก ได้กล่าวคาถาทั้งหลายนี้ในสำนักพระผู้มี
			<remark  id="s2b15c22l4" />พระภาคว่า      
			<remark  id="s2b15c22l5" />คนตระหนี่กลัวภัยใดย่อมให้ทานไม่ได้ ภัยนั้นนั่นแลย่อมมีแก่คน
			<remark  id="s2b15c22l6" />ตระหนี่ผู้ไม่ให้ทาน คนตระหนี่ย่อมกลัวความหิวและความกระหายใด 
			<remark  id="s2b15c22l7" />ความหิวและความกระหายนั้นย่อมถูกต้องคนตระหนี่นั้นนั่นแลผู้เป็น
			<remark  id="s2b15c22l8" />พาลทั้งในโลกนี้และในโลกหน้า ฉะนั้นบุคคลควรกำจัดความตระหนี่อัน
			<remark  id="s2b15c22l9" />เป็นสนิมในใจ ให้ทานเถิดเพราะบุญทั้งหลายย่อมเป็นที่พึ่งของสัตว์
			<remark  id="s2b15c22l10" />ทั้งหลายในโลกหน้า ฯ
			<remark  id="s2b15c22l11" /> 	[๘๙] ในลำดับนั้นแล เทวดาอื่นอีก ได้กล่าวคาถาทั้งหลายนี้ในสำนัก พระผู้มี
			<remark  id="s2b15c22l12" />พระภาคว่า      
			<remark  id="s2b15c22l13" />ชนทั้งหลายเหล่าใด เมื่อของมีน้อยก็แบ่งให้ เหมือนพวกเดินทางไกล
			<remark  id="s2b15c22l14" />ก็แบ่งของให้แก่พวกที่เดินทางร่วมกัน ชนทั้งหลายเหล่านั้น เมื่อบุคคล
			<remark  id="s2b15c22l15" />ทั้งหลายเหล่าอื่นตายแล้ว ก็ชื่อว่าย่อมไม่ตาย ธรรมนี้เป็นของบัณฑิตแต่
			<remark  id="s2b15c22l16" />ปางก่อน ชนพวกหนึ่งเมื่อของมีน้อยก็แบ่งให้ ชนพวกหนึ่งมีของมากก็
			<remark  id="s2b15c22l17" />ไม่ให้ ทักษิณาที่ให้แต่ของน้อย นับเสมอด้วยพัน ฯ
			<remark  id="s2b15c22l18" /> 	[๙๐] ในลำดับนั้นแล เทวดาอื่นอีก ได้กล่าวคาถาทั้งหลายนี้ในสำนักพระผู้มีพระภาคว่า      
			<remark  id="s2b15c22l19" />ทาน พวกพาลชนเมื่อให้ ให้ได้ยาก กุศลธรรม พวกพาลชนเมื่อทำ 
			<remark  id="s2b15c22l20" />ทำได้ยาก พวกอสัตบุรุษย่อมไม่ทำตาม ธรรมของสัตบุรุษ อันพวก
			<remark  id="s2b15c22l21" />อสัตบุรุษดำเนินตามได้แสนยาก เพราะฉะนั้น การไปจากโลกนี้ของพวก
			<remark  id="s2b15c22l22" />สัตบุรุษและของพวกอสัตบุรุษจึงต่างกัน พวกอสัตบุรุษย่อมไปสู่นรก พวก
			<remark  id="s2b15c22l23" />สัตบุรุษย่อมเป็นผู้ดำเนินไปสู่สวรรค์ ฯ
			<remark  id="s2b15c22l24" />     ในลำดับนั้นแล เทวดาอื่นอีก ได้กราบทูลคำนี้กะพระผู้มีพระภาคว่า  ข้าแต่พระผู้มี
			<remark  id="s2b15c22l25" />พระภาค คำของใครหนอแลเป็นสุภาษิต ฯ
			<remark  id="s2b15c22l26" /> 	[๙๑] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า คำของพวกท่านทั้งหมดเป็นสุภาษิตโดยปริยาย ก็แต่
			<remark  id="s2b15c22l27" />พวกท่านจงฟังซึ่งคำของเราบ้าง       
		</para>
	</section>
	<section id="s2b15c23" >
		<para id="s2b15c23p">
			<remark  id="s2b15c23l1" />บุคคลแม้ใด ย่อมประพฤติธรรม ประพฤติสะอาด เป็นผู้เลี้ยงภริยา 
			<remark  id="s2b15c23l2" />และเมื่อของมีน้อยก็ให้ได้ เมื่อบุรุษแสนหนึ่งบูชาภิกษุพันหนึ่ง หรือ
			<remark  id="s2b15c23l3" />บริจาคทรัพย์พันกหาปณะ การบูชาของบุคคลเหล่านั้น ย่อมไม่ถึงส่วน
			<remark  id="s2b15c23l4" />ร้อย ของบุคคลอย่างนั้น ฯ
			<remark  id="s2b15c23l5" />[๙๒] ในลำดับนั้นแล เทวดาอื่นอีก ได้กล่าวกะพระผู้มีพระภาคด้วยคาถาว่า
			<remark  id="s2b15c23l6" />การบูชาอันไพบูลย์ใหญ่โตนี้ ย่อมไม่เท่าถึงส่วนแห่งทานที่บุคคลให้
			<remark  id="s2b15c23l7" />ด้วยความประพฤติธรรม เพราะเหตุอะไร เมื่อบุรุษแสนหนึ่งบูชาภิกษุ
			<remark  id="s2b15c23l8" />พันหนึ่ง หรือบริจาคทรัพย์พันกหาปณะการบูชาของบุรุษเหล่านั้นย่อม
			<remark  id="s2b15c23l9" />ไม่ถึงส่วนร้อยของบุคคลอย่างนั้น ฯ
			<remark  id="s2b15c23l10" /> 	[๙๓] ในลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคได้ตรัสกะเทวดานั้นด้วย พระคาถาว่า 
			<remark  id="s2b15c23l11" />บุคคลเหล่าหนึ่ง ตั้งอยู่ในกรรมปราศจากความสงบ (ปราศจากธรรม) 
			<remark  id="s2b15c23l12" />โบยเขา ฆ่าเขา ทำให้เขาเศร้าโศกแล้วให้ทานทานนั้นจัดว่าทาน
			<remark  id="s2b15c23l13" />มีหน้าอันนองด้วยน้ำตา จัดว่าทานเป็นไปกับด้วยอาชญา จึงย่อมไม่เท่า
			<remark  id="s2b15c23l14" />ถึงส่วนแห่งทานที่ให้ด้วยความสงบ(ประพฤติธรรม) เมื่อบุรุษแสนหนึ่ง
			<remark  id="s2b15c23l15" />บูชาภิกษุพันหนึ่ง หรือบริจาคทรัพย์พันกหาปณะ การบูชาของบุรุษ
			<remark  id="s2b15c23l16" />เหล่านั้น ย่อมไม่ถึงส่วนร้อยของบุคคลอย่างนั้น โดยนัยอย่างนี้ ฯ
			<remark  id="s2b15c23l17" />		       สาธุสูตรที่ ๓         
			<remark  id="s2b15c23l18" /> 	[๙๔] ครั้งนั้นแล เมื่อปฐมยามล่วงไปแล้ว พวกเทวดาสตุลลปกายิกามากด้วยกัน 
			<remark  id="s2b15c23l19" />มีวรรณงาม ยังพระวิหารเชตวันทั้งสิ้นให้สว่าง เข้าไปเฝ้าพระผู้มี พระภาคถึงที่
			<remark  id="s2b15c23l20" />ประทับ ครั้นถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาคแล้ว จึงได้ยืนอยู่ ณ  ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ฯ  
			<remark  id="s2b15c23l21" /> 	[๙๕] เทวดาองค์หนึ่ง ครั้นยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว ได้เปล่งอุทานนี้ใน
			<remark  id="s2b15c23l22" />สำนักพระผู้มีพระภาคว่า   
		</para>
	</section>
	<section id="s2b15c24" >
		<para id="s2b15c24p">
			<remark  id="s2b15c24l1" />ข้าแต่พระองค์ผู้ไม่มีทุกข์ ทานยังประโยชน์ให้สำเร็จได้แลเพราะความ
			<remark  id="s2b15c24l2" />ตระหนี่และความประมาทอย่างนี้ บุคคลจึงให้ทานไม่ได้ อันบุคคล
			<remark  id="s2b15c24l3" />ผู้หวังบุญ รู้แจ้งอยู่ พึงให้ทานได้ ฯ
			<remark  id="s2b15c24l4" />[๙๖] ในลำดับนั้นแล เทวดาอื่นอีก ได้เปล่งอุทานนี้ในสำนักพระผู้มีพระภาคว่า
			<remark  id="s2b15c24l5" />ข้าแต่พระองค์ผู้ไม่มีทุกข์ ทานยังประโยชน์ให้สำเร็จได้แลอนึ่ง แม้เมื่อ
			<remark  id="s2b15c24l6" />ของมีอยู่น้อย ทานก็ยังประโยชน์ให้สำเร็จได้บุคคลพวกหนึ่ง เมื่อของ
			<remark  id="s2b15c24l7" />มีน้อย ย่อมแบ่งให้ได้ บุคคลพวกหนึ่ง มีของมากก็ให้ไม่ได้ ทักษิณา
			<remark  id="s2b15c24l8" />ที่ให้แต่ของน้อย ก็นับเสมอด้วยพัน ฯ
			<remark  id="s2b15c24l9" />[๙๗] ในลำดับนั้นแล เทวดาอื่นอีก ได้เปล่งอุทานนี้ในสำนักพระผู้มีพระภาคว่า
			<remark  id="s2b15c24l10" />ข้าแต่พระองค์ผู้ไม่มีทุกข์ ทานยังประโยชน์ให้สำเร็จได้แลแม้เมื่อ
			<remark  id="s2b15c24l11" />ของมีอยู่น้อย ทานก็ยังประโยชน์ให้สำเร็จได้ อนึ่งทานที่ให้แม้ด้วยศรัทธา
			<remark  id="s2b15c24l12" />ก็ยังประโยชน์ให้สำเร็จได้ นักปราชญ์ทั้งหลายกล่าวว่าทานและการรบ
			<remark  id="s2b15c24l13" />เสมอกัน พวกวีรบุรุษแม้มีน้อย ย่อมชนะคนขลาดที่มากได้ ถ้าบุคคล
			<remark  id="s2b15c24l14" />เชื่ออยู่ย่อมให้สิ่งของแม้น้อยได้ เพราะฉะนั้นแล ทายกนั้นย่อมเป็นผู้มี
			<remark  id="s2b15c24l15" />ความสุขในโลกหน้า ฯ
			<remark  id="s2b15c24l16" />[๙๘] ในลำดับนั้นแล เทวดาอื่นอีก ได้เปล่งอุทานนี้ในสำนักพระผู้มีพระภาคว่า
			<remark  id="s2b15c24l17" />ข้าแต่พระองค์ผู้ไม่มีทุกข์ ทานยังประโยชน์ให้สำเร็จได้แลแม้เมื่อของ
			<remark  id="s2b15c24l18" />มีอยู่น้อย การให้ทานได้เป็นการดี อนึ่ง ทานที่ให้แม้ด้วยศรัทธาก็ยัง
			<remark  id="s2b15c24l19" />ประโยชน์ให้สำเร็จได้ อนึ่ง ทานที่ให้แก่บุคคลผู้มีธรรมอันได้แล้ว
			<remark  id="s2b15c24l20" /> ยิ่งเป็นการดี บุคคลใดเกิดมาย่อมให้ทานแก่ผู้มีธรรมอันได้แล้ว ผู้มี
			<remark  id="s2b15c24l21" />ธรรมอันบรรลุแล้วด้วยความหมั่นและความเพียร บุคคลนั้นล่วงพ้นนรก
			<remark  id="s2b15c24l22" />แห่งยมราช ย่อมเข้าถึงสถานอันเป็นทิพย์ ฯ
			<remark  id="s2b15c24l23" />[๙๙] ในลำดับนั้นแล เทวดาอื่นอีก ได้เปล่งอุทานนี้ในสำนักพระผู้มีพระภาคว่า
			<remark  id="s2b15c24l24" />ข้าแต่พระองค์ผู้ไม่มีทุกข์ ทานยังประโยชน์ให้สำเร็จได้แล   แม้เมื่อของ
			<remark  id="s2b15c24l25" />มีอยู่น้อย การให้ทานได้เป็นการดี ทานที่ให้แม้ด้วยศรัทธาก็ยัง
			<remark  id="s2b15c24l26" />ประโยชน์ให้สำเร็จได้ ทานที่ให้แก่บุคคลผู้มีธรรมอันได้แล้ว ยิ่งเป็น
			<remark  id="s2b15c24l27" />การดี อนึ่ง ทานที่บุคคลเลือกให้ยิ่งเป็นการดี ทานที่เลือกให้ พระสุคต
		</para>
	</section>
	<section id="s2b15c25" >
		<para id="s2b15c25p">
			<remark  id="s2b15c25l1" />ทรงสรรเสริญแล้วบุคคลทั้งหลายผู้ควรแก่ทักษิณา ย่อมมีอยู่ในโลกคือ
			<remark  id="s2b15c25l2" />หมู่สัตว์นี้ ทานทั้งหลาย อันบุคคลให้แล้วในบุคคลทั้งหลายนั้น ย่อม
			<remark  id="s2b15c25l3" />มีผลมาก เหมือนพืชทั้งหลายที่บุคคลหว่านแล้วในนาดี ฯ
			<remark  id="s2b15c25l4" />[๑๐๐] ในลำดับนั้นแล เทวดาอื่นอีก ได้เปล่งอุทานนี้ในสำนักพระผู้มีพระภาคว่า
			<remark  id="s2b15c25l5" />ข้าแต่พระองค์ผู้ไม่มีทุกข์ ทานยังประโยชน์ให้สำเร็จได้แล  แม้เมื่อของ
			<remark  id="s2b15c25l6" />มีอยู่น้อย การให้ทานได้เป็นการดี ทานที่ให้แม้ด้วยศรัทธาก็ให้
			<remark  id="s2b15c25l7" />ประโยชน์สำเร็จได้ ทานที่ให้แก่บุคคลผู้มีธรรมอันได้แล้วยิ่งเป็นการดี 
			<remark  id="s2b15c25l8" />อนึ่ง ทานที่บุคคลเลือกให้ยิ่งเป็นการดี อนึ่ง ความสำรวมแม้ในสัตว์
			<remark  id="s2b15c25l9" />ทั้งหลายยิ่งเป็นการดีบุคคลใดประพฤติเป็นผู้ไม่เบียดเบียนสัตว์ทั้งหลาย
			<remark  id="s2b15c25l10" />อยู่ ไม่ทำบาป เพราะกลัวความติเตียนแห่งผู้อื่น บัณฑิตทั้งหลายย่อม
			<remark  id="s2b15c25l11" />สรรเสริญบุคคลซึ่งเป็นผู้กลัวบาป แต่ไม่สรรเสริญบุคคลผู้กล้าในการ
			<remark  id="s2b15c25l12" />ทำบาปนั้น สัตบุรุษทั้งหลายย่อมไม่ทำบาป เพราะความกลัวบาป
			<remark  id="s2b15c25l13" />แท้จริง ฯ
			<remark  id="s2b15c25l14" />     ในลำดับนั้นแล เทวดาอื่นอีก ได้กล่าวคำนี้กะพระผู้มีพระภาคว่า   ข้าแต่พระผู้มี
			<remark  id="s2b15c25l15" />พระภาค คำของใครหนอแลเป็นสุภาษิต ฯ
			<remark  id="s2b15c25l16" /> 	[๑๐๑] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า คำของพวกท่านทั้งหมดเป็นสุภาษิต  โดยปริยาย แต่ว่าพวก
			<remark  id="s2b15c25l17" />ท่านจงฟังซึ่งคำของเราบ้าง   
			<remark  id="s2b15c25l18" />ก็ทานอันบัณฑิตสรรเสริญแล้วโดยส่วนมากโดยแท้ ก็แต่ธรรมบท 
			<remark  id="s2b15c25l19" />(นิพพาน) แหละประเสริฐว่าทาน เพราะว่าสัตบุรุษทั้งหลายผู้มีปัญญา 
			<remark  id="s2b15c25l20" />ในกาลก่อนก็ดี ในกาลก่อนกว่าก็ดี บรรลุซึ่งนิพพานแล้วแท้จริง ฯ
			<remark  id="s2b15c25l21" />		       นสันติสูตรที่ ๔       
			<remark  id="s2b15c25l22" /> 	[๑๐๒] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน  อารามของท่าน
			<remark  id="s2b15c25l23" />อนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b15c26" >
		<para id="s2b15c26p">
			<remark  id="s2b15c26l1" />     ครั้งนั้นแล เมื่อปฐมยามล่วงไปแล้ว พวกเทวดาสตุลลปกายิกามากด้วยกัน มีวรรณ
			<remark  id="s2b15c26l2" />งาม ยังพระวิหารเชตวันทั้งสิ้นให้สว่างเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ ประทับ ครั้น
			<remark  id="s2b15c26l3" />แล้วจึงถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาค แล้วยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วน   ข้างหนึ่ง ฯ
			<remark  id="s2b15c26l4" /> 	[๑๐๓] เทวดาตนหนึ่ง ครั้นยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว ได้กล่าวคาถานี้ใน
			<remark  id="s2b15c26l5" />สำนักพระผู้มีพระภาคว่า    
			<remark  id="s2b15c26l6" />กามทั้งหลายในหมู่มนุษย์ที่เป็นของเที่ยงย่อมไม่มี บุรุษผู้เกี่ยวข้องแล้ว 
			<remark  id="s2b15c26l7" />ผู้ประมาทแล้วในอารมณ์เป็นที่ตั้งแห่งความใคร่ทั้งหลายอันมีอยู่ในหมู่
			<remark  id="s2b15c26l8" />มนุษย์นี้ ไม่มาถึงนิพพานเป็นที่ไม่กลับมาแต่วัฏฏะเป็นที่ตั้งแห่งมัจจุ 
			<remark  id="s2b15c26l9" />เบญจขันธ์เกิดแต่ฉันทะทุกข์ก็เกิดแต่ฉันทะ เพราะกำจัดฉันทะเสีย 
			<remark  id="s2b15c26l10" />จึงกำจัดเบญจขันธ์ได้ เพราะกำจัดเบญจขันธ์ได้ จึงกำจัดทุกข์ได้ 
			<remark  id="s2b15c26l11" />อารมณ์อันงามทั้งหลายในโลกไม่เป็นกาม ความกำหนัดที่พร้อมไปด้วย
			<remark  id="s2b15c26l12" />ความดำริเป็นกามของบุรุษ อารมณ์อันงามทั้งหลายย่อมตั้งอยู่ในโลก
			<remark  id="s2b15c26l13" />อย่างนั้นนั่นแหละ บุคคลผู้มีปัญญาทั้งหลายย่อมกำจัดฉันทะในอารมณ์
			<remark  id="s2b15c26l14" />ทั้งหลายนั้นโดยแท้ บุคคลพึงละความโกรธเสีย พึงทิ้งมานะเสีย พึง
			<remark  id="s2b15c26l15" />ล่วงสังโยชน์ทั้งปวงเสียทุกข์ทั้งหลาย ย่อมไม่ตกถึงบุคคลนั้น ผู้ไม่
			<remark  id="s2b15c26l16" />เกี่ยวข้องในนามรูป ผู้ไม่มีกิเลสเป็นเครื่องกังวล ขีณาสวภิกษุละ
			<remark  id="s2b15c26l17" />บัญญัติเสียแล้ว ไม่ติดมานะแล้ว ได้ตัดตัณหาในนามรูปนี้เสียแล้ว
			<remark  id="s2b15c26l18" />พวกเทวดา พวกมนุษย์ ในโลกนี้ก็ดี ในโลกอื่นก็ดี ในสวรรค์
			<remark  id="s2b15c26l19" />ทั้งหลายก็ดี ในสถานเป็นที่อาศัยแห่งสัตว์ทั้งปวงก็ดีเที่ยวค้นหา ก็
			<remark  id="s2b15c26l20" />ไม่พบขีณาสวภิกษุนั้น ผู้มีเครื่องผูกอันตัดเสียแล้ว ไม่มีทุกข์ ไม่มี
			<remark  id="s2b15c26l21" />ตัณหา ฯ
			<remark  id="s2b15c26l22" />[๑๐๔] (ท่านพระโมฆราชกล่าว)
			<remark  id="s2b15c26l23" />ก็หากว่า พวกเทวดา พวกมนุษย์ ในโลกนี้ก็ดี ในโลกอื่นก็ดี ไม่
			<remark  id="s2b15c26l24" />ได้เห็นพระขีณาสพนั้น ผู้อุดมกว่านรชน ผู้ประพฤติประโยชน์เพื่อพวก
			<remark  id="s2b15c26l25" />นรชน ผู้พ้นแล้วอย่างนั้น เทวดาและมนุษย์เหล่าใด ย่อมไหว้
			<remark  id="s2b15c26l26" />พระขีณาสพนั้น เทวดาและมนุษย์เหล่านั้น ย่อมเป็นผู้อันบัณฑิตพึง
			<remark  id="s2b15c26l27" />สรรเสริญ ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b15c27" >
		<para id="s2b15c27p">
			<remark  id="s2b15c27l1" /> 	[๑๐๕] (พระผู้มีพระภาคตรัส)    
			<remark  id="s2b15c27l2" />ดูกรภิกษุ แม้พวกเทวดาและมนุษย์เหล่านั้น ย่อมเป็นผู้อันบัณฑิตพึง
			<remark  id="s2b15c27l3" />สรรเสริญ พวกเทวดาและมนุษย์เหล่าใด ย่อมไหว้ขีณาสวภิกษุนั้น ผู้พ้น
			<remark  id="s2b15c27l4" />แล้วอย่างนั้น ดูกรภิกษุ แม้พวกเทวดาและมนุษย์เหล่านั้นรู้ธรรมแล้ว 
			<remark  id="s2b15c27l5" />ละวิจิกิจฉาแล้ว ก็ย่อมเป็นผู้ล่วงแล้วซึ่งธรรมเป็นเครื่องข้อง ฯ
			<remark  id="s2b15c27l6" />		     อุชฌานสัญญีสูตรที่ ๕    
			<remark  id="s2b15c27l7" /> 	[๑๐๖] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของท่านอนาถ
			<remark  id="s2b15c27l8" />บิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี ครั้งนั้น เมื่อปฐมยามล่วงไปแล้ว พวกเทวดาผู้มีความ
			<remark  id="s2b15c27l9" />มุ่งหมายเพ่งโทษมากด้วยกัน มีวรรณงาม ยังพระ  วิหารเชตวันทั้งสิ้นให้สว่างเข้าไป
			<remark  id="s2b15c27l10" />เฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ แล้วจึงได้ลอย    อยู่ในอากาศ ฯ          
			<remark  id="s2b15c27l11" /> 	[๑๐๗] เทวดาตนหนึ่ง ครั้นลอยอยู่ในอากาศแล้ว ได้กล่าวคาถานี้ใน สำนักพระผู้มี
			<remark  id="s2b15c27l12" />พระภาคว่า 
			<remark  id="s2b15c27l13" />บุคคลใดประกาศตนอันมีอยู่โดยอาการอย่างอื่น ให้เขารู้โดยอาการอย่าง
			<remark  id="s2b15c27l14" />อื่น บุคคลนั้นลวงปัจจัยเขากินด้วยความเป็นขโมย เหมือนความลวงกิน
			<remark  id="s2b15c27l15" />แห่งพรานนก ก็บุคคลทำกรรมใดควรพูดถึงกรรมนั้น ไม่ทำกรรมใด ก็
			<remark  id="s2b15c27l16" />ไม่ควรพูดถึงกรรมนั้นบัณฑิตทั้งหลายย่อมรู้จักบุคคลนั้น ผู้ไม่ทำ มัว
			<remark  id="s2b15c27l17" />แต่พูดอยู่ ฯ
			<remark  id="s2b15c27l18" /> 	[๑๐๘] พระผู้มีพระภาคตรัสคาถาทั้งหลายนี้ว่า
			<remark  id="s2b15c27l19" />ใครๆ ไม่อาจดำเนินปฏิปทานี้ด้วยเหตุสักว่าพูด หรือฟังส่วนเดียว บุคคล
			<remark  id="s2b15c27l20" />ผู้มีปัญญาทั้งหลาย ผู้มีฌาน ย่อมพ้นจากเครื่องผูกของมาร ด้วยปฏิปทา
			<remark  id="s2b15c27l21" />อันมั่นคงนี้บุคคลผู้มีปัญญาทั้งหลาย ทราบความเป็นไปของโลกแล้วรู้
			<remark  id="s2b15c27l22" />แล้ว เป็นผู้ดับกิเลส ข้ามตัณหาเป็นเครื่องเกี่ยวข้องในโลกแล้วย่อมไม่
			<remark  id="s2b15c27l23" />พูดโดยแท้ ฯ
			<remark  id="s2b15c27l24" /> 	[๑๐๙] ในลำดับนั้นแล เทวดาเหล่านั้นลงมายืนบนแผ่นดิน หมอบลงใกล้พระบาททั้ง
			<remark  id="s2b15c27l25" />สองของพระผู้มีพระภาคแล้ว ได้ทูลคำนี้กะพระผู้มีพระภาคว่าข้าแต่พระผู้มีพระภาคผู้เจริญ โทษ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b15c28" >
		<para id="s2b15c28p">
			<remark  id="s2b15c28l1" />ของพวกข้าพเจ้าล่วงไปแล้ว พวกข้าพเจ้าเหล่าใด เป็นพาลอย่างไร เป็นผู้หลงแล้วอย่างไร 
			<remark  id="s2b15c28l2" />เป็นผู้ไม่ฉลาดอย่างไร ได้สำคัญ แล้วว่าพระผู้มีพระภาคอันพวกเราพึงรุกราน ข้าแต่พระผู้มีพระ
			<remark  id="s2b15c28l3" />ภาคผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคโปรดอดโทษของพวกข้าพเจ้านั้น เพื่อจะสำรวมในกาลต่อไป ฯ     
			<remark  id="s2b15c28l4" />     ในลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคได้ทรงยิ้มแย้ม ฯ          
			<remark  id="s2b15c28l5" /> 	[๑๑๐] ในลำดับนั้นแล เทวดาเหล่านั้นผู้เพ่งโทษโดยประมาณยิ่ง กลับ ขึ้นไปบน
			<remark  id="s2b15c28l6" />อากาศ เทวดาตนหนึ่งได้กล่าวคาถานี้ในสำนักพระผู้มีพระภาคว่า      
			<remark  id="s2b15c28l7" />เมื่อเราแสดงโทษอยู่ ถ้าบุคคลใดมีความโกรธอยู่ในภายในมีความเคือง
			<remark  id="s2b15c28l8" />หนัก ย่อมไม่อดโทษให้ บุคคลนั้นย่อมสอดสวมเวร หากว่าในโลกนี้ 
			<remark  id="s2b15c28l9" />โทษก็ไม่มี ความผิดก็ไม่มี เวรทั้งหลายก็ไม่สงบ ในโลกนี้ใครพึงเป็น
			<remark  id="s2b15c28l10" />คนฉลาด เพราะเหตุไร โทษทั้งหลายของใครก็ไม่มี ความผิดของใครก็
			<remark  id="s2b15c28l11" />ไม่มีใครไม่ถึงแล้วซึ่งความหลงใหล ในโลกนี้ ใครย่อมเป็นผู้มีปัญญา 
			<remark  id="s2b15c28l12" />เป็นผู้มีสติในกาลทั้งปวง ฯ
			<remark  id="s2b15c28l13" /> 	[๑๑๑] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า   
			<remark  id="s2b15c28l14" />โทษทั้งหลายก็ไม่มี ความผิดก็ไม่มีแก่พระตถาคตนั้น ผู้ตรัสรู้แล้ว ผู้
			<remark  id="s2b15c28l15" />เอ็นดูแก่สัตว์ทั้งปวง พระตถาคตนั้นไม่ถึงแล้วซึ่งความหลงใหล พระ
			<remark  id="s2b15c28l16" />ตถาคตนั้นย่อมเป็นผู้มีปัญญา เป็นผู้มีสติในกาลทั้งปวง เมื่อพวกท่าน
			<remark  id="s2b15c28l17" />แสดงโทษอยู่ หากบุคคลใดมีความโกรธอยู่ในภายใน มีความเคืองหนัก
			<remark  id="s2b15c28l18" /> ย่อมไม่อดโทษให้ บุคคลนั้นย่อมสอดสวมเวร เราไม่ชอบเวรนั้น เรา
			<remark  id="s2b15c28l19" />ย่อมอดโทษแก่ท่านทั้งหลาย ฯ
			<remark  id="s2b15c28l20" />		       สัทธาสูตรที่ ๖        
			<remark  id="s2b15c28l21" /> 	[๑๑๒] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของท่าน
			<remark  id="s2b15c28l22" />อนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี ครั้งนั้นแล เมื่อปฐมยามล่วง ไปแล้ว พวกเทวดา
			<remark  id="s2b15c28l23" />สตุลลปกายิกามากด้วยกัน มีวรรณงาม ยังพระวิหารเชตวัน     ทั้งสิ้นให้สว่าง เข้าไป
			<remark  id="s2b15c28l24" />เฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ครั้นแล้วจึงถวายอภิวาท  พระผู้มีพระภาคแล้วยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วน
			<remark  id="s2b15c28l25" />ข้างหนึ่ง ฯ          
		</para>
	</section>
	<section id="s2b15c29" >
		<para id="s2b15c29p">
			<remark  id="s2b15c29l1" /> 	[๑๑๓] เทวดาตนหนึ่ง ครั้นยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว ได้กล่าวคาถานี้
			<remark  id="s2b15c29l2" />ในสำนักพระผู้มีพระภาคว่า    
			<remark  id="s2b15c29l3" />ศรัทธาเป็นเพื่อนสองของคน หากว่าความเป็นผู้ไม่มีศรัทธาไม่ตั้งอยู่ แต่
			<remark  id="s2b15c29l4" />นั้นบริวารยศและเกียรติยศย่อมมีแก่เขานั้นอนึ่ง เขานั้นละทิ้งสรีระแล้ว
			<remark  id="s2b15c29l5" />ก็ไปสู่สวรรค์ บุคคลพึงละความโกรธเสีย พึงทิ้งมานะเสีย พึงล่วง
			<remark  id="s2b15c29l6" />สังโยชน์ทั้งปวงเสียกิเลสเป็นเครื่องเกี่ยวข้อง ย่อมไม่เกาะเกี่ยวบุคคล
			<remark  id="s2b15c29l7" />นั้น ผู้ไม่เกี่ยวข้องในนามรูป ผู้ไม่มีกิเลสเป็นเครื่องกังวล ฯ
			<remark  id="s2b15c29l8" /> 	[๑๑๔] (พระผู้มีพระภาคตรัสว่า) 
			<remark  id="s2b15c29l9" />พวกชนพาลผู้มีปัญญาทราม ย่อมตามประกอบความประมาทส่วนนัก
			<remark  id="s2b15c29l10" />ปราชญ์ย่อมรักษาความไม่ประมาท เหมือนบุคคลรักษาทรัพย์อันประเสริฐ 
			<remark  id="s2b15c29l11" />บุคคลอย่าตามประกอบความประมาทและอย่าตามประกอบความสนิท
			<remark  id="s2b15c29l12" />สนมด้วยอำนาจความยินดีทางกาม เพราะว่าบุคคลไม่ประมาทแล้วเพ่ง
			<remark  id="s2b15c29l13" />พินิจอยู่ ย่อมบรรลุบรมสุข ฯ
			<remark  id="s2b15c29l14" />		       สมยสูตรที่ ๗          
			<remark  id="s2b15c29l15" /> 	[๑๑๕] ข้าพเจ้าสดับมาแล้วอย่างนี้         
			<remark  id="s2b15c29l16" />     สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ ป่ามหาวัน เขตกรุงกบิลพัสดุ์ แคว้นสักกะ 
			<remark  id="s2b15c29l17" />กับด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ประมาณ ๕๐๐ รูป ล้วนเป็นพระอรหันต์   ก็พวกเทวดามาแต่โลกธาตุสิบ
			<remark  id="s2b15c29l18" />แล้ว ประชุมกันมาก เพื่อจะเห็นพระผู้มีพระภาค   และพระภิกษุสงฆ์ ฯ      
			<remark  id="s2b15c29l19" /> 	[๑๑๖] ในครั้งนั้นแล เทวดา ๔ องค์ที่เกิดในหมู่พรหมชั้นสุทธาวาส  ได้มีความดำริ
			<remark  id="s2b15c29l20" />ว่า พระผู้มีพระภาคพระองค์นี้แล ประทับอยู่ ณ ป่ามหาวัน เขต กรุงกบิลพัสดุ์ แคว้นสักกะ กับ
			<remark  id="s2b15c29l21" />ด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ประมาณ ๕๐๐ รูป ล้วน  เป็นพระอรหันต์ ก็พวกเทวดามาแต่โลกธาตุ
			<remark  id="s2b15c29l22" />สิบประชุมกันมาก เพื่อจะเห็นพระผู้มี       พระภาคและพระภิกษุสงฆ์ ไฉนหนอแม้เราทั้งหลายควร
			<remark  id="s2b15c29l23" />เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค  ครั้นเข้าไปเฝ้าแล้ว พึงกล่าวคาถาคนละคาถา ในสำนักพระผู้มี
			<remark  id="s2b15c29l24" />พระภาค ฯ       
		</para>
	</section>
	<section id="s2b15c30" >
		<para id="s2b15c30p">
			<remark  id="s2b15c30l1" /> 	[๑๑๗] ในครั้งนั้นแล พวกเทวดาทั้ง ๔ นั้นจึงหายจากหมู่พรหมชั้น  สุทธาวาส มา
			<remark  id="s2b15c30l2" />ปรากฏอยู่เฉพาะพระพักตร์พระผู้มีพระภาค เหมือนบุรุษผู้มีกำลัง เหยียดแขนที่คู้ออกหรือคู้แขนที่
			<remark  id="s2b15c30l3" />เหยียดเข้า ฉะนั้น ฯ         
			<remark  id="s2b15c30l4" /> 	[๑๑๘] เทวดาองค์หนึ่ง ครั้นยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้วได้กล่าว    คาถานี้
			<remark  id="s2b15c30l5" />ในสำนักพระผู้มีพระภาคว่า    
			<remark  id="s2b15c30l6" />การประชุมใหญ่ในป่าใหญ่ มีพวกเทวดามาประชุมกันแล้ว  พวกข้าพเจ้า
			<remark  id="s2b15c30l7" />มาสู่ที่ชุมนุมอันเป็นธรรมนี้ เพื่อจะเยี่ยมหมู่พระผู้ที่ใครๆ ให้แพ้ไม่ได้ ฯ
			<remark  id="s2b15c30l8" /> 	[๑๑๙] ในลำดับนั้นแล เทวดาองค์อื่นอีก ได้กล่าวคาถานี้ในสำนักพระผู้มีพระภาคว่า      
			<remark  id="s2b15c30l9" />ภิกษุทั้งหลายในที่ประชุมนั้นตั้งจิตมั่นแล้ว ได้ทำจิตของตนให้
			<remark  id="s2b15c30l10" />ตรงแล้วภิกษุทั้งปวงนั้นเป็นบัณฑิตย่อมรักษาอินทรีย์ทั้งหลาย
			<remark  id="s2b15c30l11" /> ดุจดังว่านายสารถีถือบังเหียน ฉะนั้น ฯ
			<remark  id="s2b15c30l12" /> 	[๑๒๐] ในลำดับนั้นแล เทวดาองค์อื่นอีก ได้กล่าวคาถานี้ในสำนัก  พระผู้มีพระภาคว่า      
			<remark  id="s2b15c30l13" />ภิกษุทั้งหลายนั้นตัดกิเลสดังตะปูเสียแล้ว ตัดกิเลสดังว่าลิ่มสลักเสีย
			<remark  id="s2b15c30l14" />แล้ว ถอนกิเลสดังว่าเสาเขื่อนเสียแล้ว มิได้มีความหวั่นไหว เป็นผู้
			<remark  id="s2b15c30l15" />หมดจดปราศจากมลทิน อันพระพุทธเจ้าผู้มีจักษุทรงฝึกดีแล้ว เป็น
			<remark  id="s2b15c30l16" />หมู่นาคหนุ่มประพฤติอยู่ ฯ
			<remark  id="s2b15c30l17" /> 	[๑๒๑] ในลำดับนั้นแล เทวดาองค์อื่นอีก ได้กล่าวคาถานี้ในสำนัก พระผู้มีพระภาคว่า      
			<remark  id="s2b15c30l18" />ชนเหล่าใดเหล่าหนึ่งถึงแล้วซึ่งพระพุทธเจ้าเป็นสรณะ ชนเหล่านั้นจัก
			<remark  id="s2b15c30l19" />ไม่ไปสู่อบายภูมิ ละร่างกายอันเป็นของมนุษย์แล้วจักยังหมู่เทวดาให้
			<remark  id="s2b15c30l20" />บริบูรณ์ ฯ
			<remark  id="s2b15c30l21" />		       สกลิกสูตรที่ ๘        
			<remark  id="s2b15c30l22" /> 	[๑๒๒] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้      
			<remark  id="s2b15c30l23" />     สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ มิคทายวัน ในสวนมัททกุจฉิ   เขตพระนคร
			<remark  id="s2b15c30l24" />ราชคฤห์
		</para>
	</section>
	<section id="s2b15c31" >
		<para id="s2b15c31p">
			<remark  id="s2b15c31l1" /> ก็โดยสมัยนั้นแล พระบาทของพระผู้มีพระภาคถูกสะเก็ด หินกระทบแล้ว ได้ยินว่า
			<remark  id="s2b15c31l2" /> เวทนาทั้งหลาย ของพระผู้มีพระภาคมาก เป็นความ     ลำบากมีในพระสรีระ กล้าแข็ง เผ็ดร้อน 
			<remark  id="s2b15c31l3" />ไม่สำราญ ไม่ทรงสบาย ได้ยินว่า   พระผู้มีพระภาคทรงมีพระสติสัมปชัญญะอดกลั้นเวทนาทั้งหลาย
			<remark  id="s2b15c31l4" /> ไม่ทรงเดือดร้อน ในครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาครับสั่งให้ปูผ้าสังฆาฏิสี่ชั้น ทรงสำเร็จสีหไสยาส        
			<remark  id="s2b15c31l5" />โดยพระปรัสเบื้องขวา ซ้อนพระบาทเหลื่อมด้วยพระบาท ทรงมีพระสติสัมปชัญญะอยู่ ฯ        
			<remark  id="s2b15c31l6" /> 	[๑๒๓] ครั้งนั้นแล เมื่อปฐมยามล่วงไปแล้ว พวกเทวดาสตุลลปกายิกา  เจ็ดร้อย มี
			<remark  id="s2b15c31l7" />วรรณงาม ยังสวนมัททกุจฉิทั้งสิ้นให้สว่าง เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค      ถึงที่ประทับ ครั้นแล้ว
			<remark  id="s2b15c31l8" />ถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาคแล้วได้ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วน      ข้างหนึ่ง ฯ
			<remark  id="s2b15c31l9" /> 	[๑๒๔] เทวดาตนหนึ่งครั้นยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว ได้เปล่ง อุทานนี้ใน
			<remark  id="s2b15c31l10" />สำนักพระผู้มีพระภาคว่า พระสมณโคดมผู้เจริญเป็นนาคหนอ ก็แหละ  พระสมณโคดม ทรงมี
			<remark  id="s2b15c31l11" />พระสติสัมปชัญญะ ทรงอดกลั้นซึ่งเวทนาทั้งหลายอันมีใน    พระสรีระเกิดขึ้นแล้ว เป็นความ
			<remark  id="s2b15c31l12" />ลำบาก กล้าแข็ง เผ็ดร้อน ไม่สำราญ ไม่ทรง   สบาย ด้วยความที่พระสมณโคดมเป็นนาค มิ
			<remark  id="s2b15c31l13" />ได้ทรงเดือดร้อน ฯ      
			<remark  id="s2b15c31l14" /> 	[๑๒๕] ในครั้งนั้นแล เทวดาอื่นอีก ได้เปล่งอุทานนี้ในสำนักพระผู้มี พระภาคว่า 
			<remark  id="s2b15c31l15" />พระสมณโคดมผู้เจริญ เป็นสีหะหนอ ก็แหละพระสมณโคดมทรง  มีพระสติสัมปชัญญะอดกลั้น
			<remark  id="s2b15c31l16" />ซึ่งเวทนาทั้งหลายอันมีในพระสรีระเกิดขึ้นแล้ว เป็น ความลำบาก กล้าแข็ง เผ็ดร้อน ไม่สำราญ 
			<remark  id="s2b15c31l17" />ไม่ทรงสบาย ด้วยความที่พระ สมณโคดมเป็นสีหะ มิได้ทรงเดือดร้อน ฯ           
			<remark  id="s2b15c31l18" /> 	[๑๒๖] ในครั้งนั้นแล เทวดาอื่นอีก ได้เปล่งอุทานนี้ในสำนักพระผู้มี พระภาคว่า 
			<remark  id="s2b15c31l19" />พระสมณโคดมผู้เจริญเป็นอาชาไนยหนอ ก็แหละพระสมณโคดมทรงมีพระสติสัมปชัญญะอด
			<remark  id="s2b15c31l20" />กลั้นเวทนาทั้งหลายอันมีในพระสรีระเกิดขึ้นแล้ว เป็น      ความลำบาก กล้าแข็ง เผ็ดร้อน ไม่
			<remark  id="s2b15c31l21" />สำราญ ไม่ทรงสบาย ด้วยความที่พระสมณโคดมเป็นอาชาไนย มิได้ทรงเดือดร้อน ฯ        
			<remark  id="s2b15c31l22" /> 	[๑๒๗] ในครั้งนั้นแล เทวดาอื่นอีก ได้เปล่งอุทานนี้ในสำนักพระผู้มี พระภาคว่า 
			<remark  id="s2b15c31l23" />พระสมณโคดมผู้เจริญเป็นผู้องอาจหนอ ก็แหละพระสมณโคดม  ทรงมีพระสติสัมปชัญญะอดกลั้น
			<remark  id="s2b15c31l24" />ซึ่งเวทนาทั้งหลาย อันมีในพระสรีระเกิดขึ้นแล้ว    เป็นความลำบาก กล้าแข็ง เผ็ดร้อน ไม่สำราญ
			<remark  id="s2b15c31l25" /> ไม่ทรงสบาย ด้วยความที่    พระสมณโคดมเป็นผู้องอาจ มิได้ทรงเดือดร้อน ฯ     
			<remark  id="s2b15c31l26" /> 	[๑๒๘] ในครั้งนั้นแล เทวดาอื่นอีก ได้เปล่งอุทานนี้ในสำนักพระผู้มี พระภาคว่า 
			<remark  id="s2b15c31l27" />พระสมณโคดมผู้เจริญเป็นผู้ใฝ่ธุระหนอ ก็แหละพระสมณโคดม ทรงมีพระสติสัมปชัญญะอดกลั้น
		</para>
	</section>
	<section id="s2b15c32" >
		<para id="s2b15c32p">
			<remark  id="s2b15c32l1" />เวทนาทั้งหลายอันมีในพระสรีระเกิดขึ้นแล้ว เป็น  ความลำบาก กล้าแข็ง เผ็ดร้อน ไม่สำราญ ไม่
			<remark  id="s2b15c32l2" />ทรงสบาย ด้วยความที่พระสมณโคดมเป็นผู้ใฝ่ธุระ มิได้ทรงเดือดร้อน ฯ   
			<remark  id="s2b15c32l3" /> 	[๑๒๙] ในครั้งนั้นแล เทวดาอื่นอีก ได้เปล่งอุทานนี้ในสำนักพระผู้มีพระภาคว่า 
			<remark  id="s2b15c32l4" />พระสมณโคดมผู้เจริญเป็นผู้ฝึกแล้วหนอ ก็แหละพระสมณโคดม    ทรงมีพระสติสัมปชัญญะ อด
			<remark  id="s2b15c32l5" />กลั้นซึ่งเวทนาทั้งหลายอันมีในพระสรีระเกิดขึ้นแล้ว        เป็นความลำบาก กล้าแข็ง เผ็ดร้อน ไม่
			<remark  id="s2b15c32l6" />สำราญ ไม่ทรงสบาย ด้วยความที่พระ    สมณโคดมเป็นผู้ฝึกแล้ว มิได้ทรงเดือดร้อน ฯ     
			<remark  id="s2b15c32l7" /> 	[๑๓๐] ในครั้งนั้นแล เทวดาอื่นอีก ได้เปล่งอุทานนี้ในสำนักพระผู้มีพระภาคว่า 
			<remark  id="s2b15c32l8" />ท่านทั้งหลายจงดูสมาธิที่พระสมณโคดมให้เจริญดีแล้ว อนึ่ง จิตพระสมณโคดมให้พ้นดีแล้ว 
			<remark  id="s2b15c32l9" />อนึ่ง จิตเป็นไปตามราคะ พระสมณโคดมไม่ให้น้อม   ไปเฉพาะแล้ว อนึ่ง จิตเป็นไปตามโทสะ
			<remark  id="s2b15c32l10" /> พระสมณโคดมไม่ให้กลับมาแล้ว  อนึ่ง จิตพระสมณโคดมหาต้องตั้งใจข่ม ต้องคอยห้ามกันไม่ 
			<remark  id="s2b15c32l11" />บุคคลใดพึงสำคัญ พระสมณโคดมผู้เป็นบุรุษนาค เป็นบุรุษสีหะ เป็นบุรุษอาชาไนย เป็นบุรุษ
			<remark  id="s2b15c32l12" />องอาจเป็นบุรุษใฝ่ธุระ เป็นบุรุษฝึกแล้วเห็นปานนี้ว่าเป็นผู้อันตนพึงล่วงเกิน บุคคลนั้น  จะเป็น
			<remark  id="s2b15c32l13" />อะไรนอกจากไม่มีตา ฯ          
			<remark  id="s2b15c32l14" />     เทวดานั้นครั้นกล่าวดังนี้แล้ว ได้กล่าวคาถาทั้งหลายนี้ว่า          
			<remark  id="s2b15c32l15" />พราหมณ์ทั้งหลายมีเวทห้า มีตบะ ประพฤติอยู่ตั้งร้อยปี  แต่จิตของ
			<remark  id="s2b15c32l16" />พราหมณ์เหล่านั้นไม่พ้นแล้วโดยชอบ พราหมณ์เหล่านั้นมีจิตเลว ย่อม
			<remark  id="s2b15c32l17" />ไม่ลุถึงฝั่ง ฯ
			<remark  id="s2b15c32l18" />พราหมณ์เหล่านั้น เป็นผู้อันตัณหาครอบงำแล้ว เกี่ยวข้องด้วยพรตและ
			<remark  id="s2b15c32l19" />ศีล ประพฤติตบะอันเศร้าหมองอยู่ตั้งร้อยปีแต่จิตของพราหมณ์เหล่า
			<remark  id="s2b15c32l20" />นั้นไม่พ้นแล้วโดยชอบ พราหมณ์เหล่านั้นมีจิตเลว ย่อมไม่ลุถึงฝั่ง ฯ	
			<remark  id="s2b15c32l21" /> ความฝึกฝนย่อมไม่มีแก่บุคคลที่ใคร่มานะ ความรู้ย่อมไม่มีแก่บุคคลที่มี
			<remark  id="s2b15c32l22" />จิตไม่ตั้งมั่น บุคคลผู้เดียวเมื่ออยู่ในป่า ประมาทอยู่แล้ว ไม่พึงข้ามพ้น
			<remark  id="s2b15c32l23" />ฝั่งแห่งแดนมัจจุได้ ฯ
			<remark  id="s2b15c32l24" />บุคคลละมานะแล้ว มีจิตตั้งมั่นดีแล้ว มีจิตดี พ้นในธรรมทั้งปวงแล้ว 
			<remark  id="s2b15c32l25" />ผู้เดียว อยู่ในป่า ไม่ประมาทแล้ว บุคคลนั้นพึงข้ามพ้นฝั่งแห่งแดนมัจจุ
			<remark  id="s2b15c32l26" />ได้ ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b15c33" >
		<para id="s2b15c33p">
			<remark  id="s2b15c33l1" />		    ปฐมปัชชุนนธีตุสูตรที่ ๙  
			<remark  id="s2b15c33l2" /> 	[๑๓๑] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้       
			<remark  id="s2b15c33l3" />     สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ กูฏาคารศาลาในป่ามหาวัน    เขตพระนคร
			<remark  id="s2b15c33l4" />เวสาลี ครั้งนั้นแล เมื่อปฐมยามล่วงไปแล้ว ธิดาของท้าวปัชชุนนะ  ชื่อโกกนทา มีวรรณิอัน
			<remark  id="s2b15c33l5" />งาม ยังป่ามหาวันทั้งสิ้นให้สว่าง เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค      ถึงที่ประทับ ครั้นแล้วจึง
			<remark  id="s2b15c33l6" />ถวายอภิวาท แล้วยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ฯ
			<remark  id="s2b15c33l7" /> 	[๑๓๒] ธิดาของท้าวปัชชุนนะ ชื่อโกกนทา ครั้นยืนอยู่ ณ ที่ควร ส่วนข้างหนึ่งแล้ว ได้
			<remark  id="s2b15c33l8" />กล่าวคาถาทั้งหลายนี้ในสำนักพระผู้มีพระภาคว่า      
			<remark  id="s2b15c33l9" />หม่อมฉันชื่อว่าโกกนทา เป็นธิดาของท้าวปัชชุนนะ ย่อมไหว้เฉพาะ
			<remark  id="s2b15c33l10" />พระสัมพุทธเจ้าผู้เลิศกว่าสัตว์ ผู้เสด็จอยู่ในป่า เขตพระนครเวสาลี 
			<remark  id="s2b15c33l11" />สุนทรพจน์ว่า ธรรมอันพระสัมพุทธเจ้าผู้มีพระปัญญาจักษุ ตามตรัสรู้
			<remark  id="s2b15c33l12" />แล้วดังนี้ หม่อมฉันได้ยินแล้วในกาลก่อน แท้จริง หม่อมฉันนั้น 
			<remark  id="s2b15c33l13" />เมื่อพระสุคตผู้เป็นมุนีทรงแสดงอยู่ ย่อมรู้ประจักษ์ในกาลนี้ ชนเหล่า
			<remark  id="s2b15c33l14" />ใดเหล่าหนึ่งมีปัญญาทราม ติเตียนธรรมอันประเสริฐเที่ยวไปอยู่   ชน
			<remark  id="s2b15c33l15" />เหล่านั้น ย่อมเข้าถึงโรรุวนรกอันร้ายกาจ ประสบทุกข์ตลอดกาลนาน 
			<remark  id="s2b15c33l16" />ส่วนชนทั้งหลายเหล่าใดแล ประกอบด้วยความอดทนและความสงบใน
			<remark  id="s2b15c33l17" />ธรรมอันประเสริฐ ชนทั้งหลายเหล่านั้น ละร่างกายอันเป็นของมนุษย์ 
			<remark  id="s2b15c33l18" />แล้วจักยังหมู่เทวดาให้บริบูรณ์ ฯ
			<remark  id="s2b15c33l19" />		   ทุติยปัชชุนนธีตุสูตรที่ ๑๐
			<remark  id="s2b15c33l20" /> 	[๑๓๓] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้       
			<remark  id="s2b15c33l21" />     สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ กูฏาคารศาลาในป่ามหาวัน    เขตพระนคร
			<remark  id="s2b15c33l22" />เวสาลี ครั้งนั้นแล เมื่อปฐมยามล่วงไปแล้ว ธิดาของท้าวปัชชุนนะ  ชื่อจุลลโกกนทา มีวรรณงาม
		</para>
	</section>
	<section id="s2b15c34" >
		<para id="s2b15c34p">
			<remark  id="s2b15c34l1" /> ยังป่ามหาวันทั้งสิ้นให้สว่าง เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ครั้นแล้วจึงถวายอภิวาท
			<remark  id="s2b15c34l2" />พระผู้มีพระภาค แล้วยืนอยู่ ณ ที่         ควรส่วนข้างหนึ่ง ฯ     
			<remark  id="s2b15c34l3" /> 	[๑๓๔] ธิดาของท้าวปัชชุนนะ ชื่อจุลลโกกนทา ครั้นยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง
			<remark  id="s2b15c34l4" /> ได้กล่าวคาถาทั้งหลายในสำนักพระผู้มีพระภาคว่า 
			<remark  id="s2b15c34l5" />ธิดาของท้าวปัชชุนนะ ชื่อโกกนทา มีวรรณสว่างดังสายฟ้ามาแล้วใน
			<remark  id="s2b15c34l6" />ที่นี้ ไหว้พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ ได้กล่าวแล้วซึ่งคาถา
			<remark  id="s2b15c34l7" />ทั้งหลายนี้มีประโยชน์เทียว หม่อมฉันพึงจำแนกธรรมนั้นโดยปริยายแม้
			<remark  id="s2b15c34l8" />มาก ธรรมเช่นนั้นมีอยู่โดยปริยาย ธรรมเท่าใดที่หม่อมฉันศึกษาแล้วด้วย
			<remark  id="s2b15c34l9" />ใจ หม่อมฉันจักกล่าวอรรถแห่งธรรมนั้นโดยย่อ ใครๆ ไม่ควรทำกรรม
			<remark  id="s2b15c34l10" />อันลามกด้วยวาจา ด้วยใจ หรือด้วยกายอย่างไรๆ ในโลกทั้งปวง 
			<remark  id="s2b15c34l11" />ใครๆ ละกามทั้งหลายแล้ว มีสติสัมปชัญญะ ไม่พึงเสพทุกข์อันไม่
			<remark  id="s2b15c34l12" />ประกอบด้วยประโยชน์ ฯ
			<remark  id="s2b15c34l13" />		  จบ สตุลลปกายิกวรรค ที่ ๔   
			<remark  id="s2b15c34l14" />		     _________________________           
			<remark  id="s2b15c34l15" />     สูตรที่กล่าวในสตุลลปกายิกวรรคนั้น สัพภิสูตร มัจฉริสูตร สาธุสูตร  นสันติสูตร 
			<remark  id="s2b15c34l16" />อุชฌานสัญญิสูตร สัทธาสูตร สมยสูตร สกลิกสูตร ปัชชุนนธีตุสูตรทั้ง ๒ สูตร ฉะนี้แล ฯ     
			<remark  id="s2b15c34l17" />		      _________________________           
		</para>
	</section>
	<section id="s2b15c35" >
		<para id="s2b15c35p">
			<remark  id="s2b15c35l1" />		      อาทิตตวรรคที่ ๕        
			<remark  id="s2b15c35l2" />		      อาทิตตสูตรที่ ๑        
			<remark  id="s2b15c35l3" /> 	[๑๓๕] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้      
			<remark  id="s2b15c35l4" />     สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของ  ท่านอานาถ
			<remark  id="s2b15c35l5" />บิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี ครั้งนั้นแล เมื่อปฐมยามล่วงไปแล้ว เทวดาองค์หนึ่ง ซึ่ง
			<remark  id="s2b15c35l6" />มีวรรณงาม ยังพระวิหารเชตวันทั้งสิ้นให้สว่าง  เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ 
			<remark  id="s2b15c35l7" />ครั้นแล้วจึงอภิวาทพระผู้มีพระภาค แล้วยืน     อยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ฯ       
			<remark  id="s2b15c35l8" /> 	[๑๓๖] เทวดานั้นยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว ได้กล่าวคาถา  เหล่านี้ในสำนักพระผู้มีพระ
			<remark  id="s2b15c35l9" />ภาคว่า   
			<remark  id="s2b15c35l10" />เมื่อเรือนถูกไฟไหม้แล้ว เจ้าของเรือนขนเอาภาชนะใดออกไปได้ ภาชนะ
			<remark  id="s2b15c35l11" />นั้นย่อมเป็นประโยชน์แก่เขา ส่วนสิ่งของที่มิได้ขนออกไป ย่อมไหม้ใน
			<remark  id="s2b15c35l12" />ไฟนั้น ฉันใด ฯ
			<remark  id="s2b15c35l13" />โลก (คือหมู่สัตว์) อันชราและมรณะเผาแล้ว ก็ฉันนั้น ควรนำออก 
			<remark  id="s2b15c35l14" />(ซึ่งโภคสมบัติ) ด้วยการให้ทาน เพราะทานวัตถุที่บุคคลให้แล้ว ได้ชื่อ
			<remark  id="s2b15c35l15" />ว่านำออกดีแล้ว ฯ
			<remark  id="s2b15c35l16" />ทานวัตถุที่บุคคลให้แล้วนั้นย่อมมีสุขเป็นผล ที่ยังมิได้ให้ย่อมไม่เป็น
			<remark  id="s2b15c35l17" />เหมือนเช่นนั้น โจรยังปล้นได้ พระราชายังริบได้เพลิงยังไหม้ได้ หรือ
			<remark  id="s2b15c35l18" />สูญหายไปได้ ฯ
			<remark  id="s2b15c35l19" />อนึ่ง บุคคลจำต้องละร่างกายพร้อมด้วยสิ่งเครื่องอาศัยด้วยตายจากไป 
			<remark  id="s2b15c35l20" />ผู้มีปัญญารู้ชัด ดั่งนี้แล้ว ควรใช้สอยและให้ทาน ฯ
			<remark  id="s2b15c35l21" />เมื่อได้ให้ทานและใช้สอยตามควรแล้ว จะไม่ถูกติฉิน เข้าถึง สถานที่
			<remark  id="s2b15c35l22" />อันเป็นสวรรค์ ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b15c36" >
		<para id="s2b15c36p">
			<remark  id="s2b15c36l1" />กินททสูตรที่ ๒
			<remark  id="s2b15c36l2" />[๑๓๗] เทวดาทูลถามว่า
			<remark  id="s2b15c36l3" />บุคคลให้สิ่งอะไรชื่อว่าให้กำลัง ให้สิ่งอะไรชื่อว่าให้วรรณะ  ให้สิ่งอะไร
			<remark  id="s2b15c36l4" />ชื่อว่าให้ความสุข ให้สิ่งอะไรชื่อว่าให้จักษุและบุคคลเช่นไรชื่อว่าให้
			<remark  id="s2b15c36l5" />ทุกสิ่งทุกอย่าง ข้าพระองค์ทูลถามพระองค์ ขอพระองค์ตรัสบอกแก่
			<remark  id="s2b15c36l6" />ข้าพระองค์ด้วยเถิด ฯ
			<remark  id="s2b15c36l7" />[๑๓๘] พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า
			<remark  id="s2b15c36l8" />บุคคลให้อาหารชื่อว่าให้กำลัง ให้ผ้าชื่อว่าให้วรรณะ ให้ยานพาหนะชื่อ
			<remark  id="s2b15c36l9" />ว่าให้ความสุข ให้ประทีปโคมไฟชื่อว่าให้จักษุและผู้ที่ให้ที่พักพาอาศัย
			<remark  id="s2b15c36l10" />ชื่อว่าให้ทุกสิ่งทุกอย่าง ส่วนผู้ที่พร่ำสอนธรรมชื่อว่าให้อมฤตธรรม ฯ
			<remark  id="s2b15c36l11" />		       อันนสูตรที่ ๓         
			<remark  id="s2b15c36l12" /> 	[๑๓๙] เทวดากราบทูลว่า         
			<remark  id="s2b15c36l13" />เทวดาและมนุษย์ทั้งสองพวก ต่างก็พอใจอาหารด้วยกันทั้งนั้น  เออ 
			<remark  id="s2b15c36l14" />ก็ผู้ที่ไม่พอใจอาหารชื่อว่ายักษ์โดยแท้ ฯ
			<remark  id="s2b15c36l15" /> 	[๑๔๐] พ. ชนเหล่าใดมีใจผ่องใสแล้ว ให้อาหารนั้นด้วยศรัทธา   อาหารนั้น
			<remark  id="s2b15c36l16" />แลย่อมพะนอเขาทั้งในโลกนี้และโลกหน้า เพราะเหตุนั้นบุคคลพึงนำ
			<remark  id="s2b15c36l17" />ความตระหนี่ให้ปราศจากไป พึงข่มความ  ตระหนี่ซึ่งเป็นตัวมลทินเสียให้
			<remark  id="s2b15c36l18" />ทาน เพราะบุญทั้งหลายเป็นที่พึ่งของเหล่าสัตว์ในโลกหน้า ฯ
			<remark  id="s2b15c36l19" />		      เอกมูลสูตรที่ ๔        
			<remark  id="s2b15c36l20" /> 	[๑๔๑] เทวดากราบทูลว่า         
			<remark  id="s2b15c36l21" />บาดาล มีรากอันเดียว มีความวนสอง มีมลทินสาม มี  เครื่องลาดห้า
			<remark  id="s2b15c36l22" />เป็นทะเล หมุนไปได้สิบสองด้าน ฤาษีข้ามพ้นแล้ว ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b15c37" >
		<para id="s2b15c37p">
			<remark  id="s2b15c37l1" />		      อโนมิยสูตรที่ ๕        
			<remark  id="s2b15c37l2" /> 	[๑๔๒] เทวดากราบทูลว่า         
			<remark  id="s2b15c37l3" />ท่านทั้งหลายเชิญดูพระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ผู้มีพระนามไม่ทราม ผู้ทรง
			<remark  id="s2b15c37l4" />เห็นประโยชน์อันละเอียด ผู้ให้ซึ่งปัญญาไม่ทรงข้องอยู่ในอาลัยคือกาม 
			<remark  id="s2b15c37l5" />ตรัสรู้ธรรมทุกอย่าง มีพระปรีชาดี ทรงก้าวไปในทางอันประเสริฐ ผู้ทรง
			<remark  id="s2b15c37l6" />แสวงคุณอันใหญ่ ฯ
			<remark  id="s2b15c37l7" />		      อัจฉราสูตรที่ ๖        
			<remark  id="s2b15c37l8" /> 	[๑๔๓] เทวดาทูลถามว่า          
			<remark  id="s2b15c37l9" />ป่าชัฏชื่อโมหนะ อันหมู่นางอัปสรประโคมแล้ว อันหมู่ปีศาจสิงอยู่แล้ว 
			<remark  id="s2b15c37l10" />ทำไฉนจึงจะหนีไปได้ ฯ
			<remark  id="s2b15c37l11" /> 	[๑๔๔] พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า
			<remark  id="s2b15c37l12" />ทางนั้นชื่อว่าเป็นทางตรง ทิศนั้นชื่อว่าไม่มีภัย รถชื่อว่าไม่มีเสียงดัง
			<remark  id="s2b15c37l13" />ประกอบด้วยล้อคือธรรม หิริเป็นฝาของรถนั้นสติเป็นเกราะกั้นของรถ
			<remark  id="s2b15c37l14" />นั้น เรากล่าวธรรมมีสัมมาทิฏฐินำหน้าว่าเป็นสารถี ยานชนิดนี้มีอยู่แก่
			<remark  id="s2b15c37l15" />ผู้ใด จะเป็นหญิงหรือชายก็ตาม เขา (ย่อมไป) ในสำนักพระนิพพาน
			<remark  id="s2b15c37l16" />ด้วยยานนี้แหละ ฯ
			<remark  id="s2b15c37l17" />		      วนโรปสูตรที่ ๗         
			<remark  id="s2b15c37l18" /> 	[๑๔๕] เทวดาทูลถามว่า          
			<remark  id="s2b15c37l19" />ชนพวกไหนมีบุญ เจริญในกาลทุกเมื่อทั้งกลางวันและกลางคืน ชน
			<remark  id="s2b15c37l20" />พวกไหนตั้งอยู่ในธรรม สมบูรณ์ด้วยศีลเป็นผู้ไปสวรรค์ ฯ
			<remark  id="s2b15c37l21" /> 	[๑๔๖] พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า
		</para>
	</section>
	<section id="s2b15c38" >
		<para id="s2b15c38p">
			<remark  id="s2b15c38l1" />ชนเหล่าใดสร้างอาราม (สวนไม้ดอกไม้ผล) ปลูกหมู่ไม้(ใช้ร่มเงา) 
			<remark  id="s2b15c38l2" />สร้างสะพาน และชนเหล่าใดให้โรงน้ำเป็นทานและบ่อน้ำทั้งบ้านที่
			<remark  id="s2b15c38l3" />พักอาศัย ชนเหล่านั้นย่อมมีบุญ เจริญในกาลทุกเมื่อทั้งกลางวันและ
			<remark  id="s2b15c38l4" />กลางคืน ชนเหล่านั้นตั้งอยู่ในธรรม สมบูรณ์ด้วยศีล เป็นผู้ไปสวรรค์ ฯ
			<remark  id="s2b15c38l5" />		      เชตวนสูตรที่ ๘         
			<remark  id="s2b15c38l6" /> 	[๑๔๗] เทวดากราบทูลว่า         
			<remark  id="s2b15c38l7" />ก็พระเชตวันมหาวิหารนี้นั้น อันหมู่แห่งท่านผู้แสวงคุณอยู่อาศัยแล้ว 
			<remark  id="s2b15c38l8" />อันพระพุทธเจ้าผู้เป็นพระธรรมราชาประทับอยู่แล้ว เป็นแหล่งที่เกิดปีติ
			<remark  id="s2b15c38l9" />ของข้าพระองค์ การงาน ๑ วิชา ๑ธรรม ๑ ศีล ๑ ชีวิตอย่างสูง ๑ 
			<remark  id="s2b15c38l10" />สัตว์ทั้งหลายย่อมบริสุทธิ์ด้วยคุณธรรม ๕ นี้ หาบริสุทธิ์ด้วยโคตรหรือ
			<remark  id="s2b15c38l11" />ด้วยทรัพย์ไม่ ฯเพราะเหตุนั้นแหละ คนผู้ฉลาด เมื่อเห็นประโยชน์
			<remark  id="s2b15c38l12" />ของตนควรเลือกเฟ้นธรรมโดยอุบายอันแยบคาย เพราะเมื่อเลือกเฟ้น
			<remark  id="s2b15c38l13" />เช่นนี้ ย่อมหมดจดได้ในธรรมเหล่านั้น ฯ
			<remark  id="s2b15c38l14" />พระสารีบุตรรูปเดียวเท่านั้น (เป็นผู้ประเสริฐ) ด้วยปัญญา  ศีล และ
			<remark  id="s2b15c38l15" />ความสงบ ภิกษุใดเป็นผู้ถึงซึ่งฝั่ง ภิกษุนั้นก็มีท่านพระสารีบุตรนั้นเป็น
			<remark  id="s2b15c38l16" />เยี่ยม ฯ
			<remark  id="s2b15c38l17" />		       มัจฉริสูตรที่ ๙       
			<remark  id="s2b15c38l18" /> 	[๑๔๘] เทวดาทูลถามว่า          
			<remark  id="s2b15c38l19" />คนเหล่าใดในโลกนี้ เป็นคนตระหนี่ เหนียวแน่น ดีแต่ว่าเขาทำการ
			<remark  id="s2b15c38l20" />กีดขวางคนเหล่าอื่นผู้ให้อยู่ ฯ
			<remark  id="s2b15c38l21" />วิบากของคนพวกนั้นจะเป็นเช่นไร และสัมปรายภพของเขาจะเป็น
			<remark  id="s2b15c38l22" />เช่นไร ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b15c39" >
		<para id="s2b15c39p">
			<remark  id="s2b15c39l1" />         ข้าพระองค์มาเพื่อทูลถามพระผู้มีพระภาค ไฉนข้าพระองค์จึง จะรู้ความ
			<remark  id="s2b15c39l2" />         ข้อนั้น ฯ        
			<remark  id="s2b15c39l3" /> 	[๑๔๙] พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า
			<remark  id="s2b15c39l4" />คนเหล่าใดในโลกนี้ เป็นคนตระหนี่ เหนียวแน่น ดีแต่ว่าเขาทำการ
			<remark  id="s2b15c39l5" />กีดขวางคนเหล่าอื่นผู้ให้อยู่ ฯ
			<remark  id="s2b15c39l6" />คนเหล่านั้นย่อมเข้าถึงนรก กำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน หรือยมโลก  ถ้าหาก
			<remark  id="s2b15c39l7" />ถึงความเป็นมนุษย์ ก็เกิดในสกุลคนยากจน ซึ่งจะหาท่อนผ้า อาหาร
			<remark  id="s2b15c39l8" /> ความร่าเริงและความสนุกสนานได้โดยยาก ฯ
			<remark  id="s2b15c39l9" />คนพาลเหล่านั้นต้องประสงค์สิ่งใดแต่ผู้อื่น เขาย่อมไม่ได้แม้สิ่งนั้น 
			<remark  id="s2b15c39l10" />สมความปรารถนา นั่นเป็นผลในภพนี้ และภพหน้าก็ยังเป็นทุคติอีก
			<remark  id="s2b15c39l11" />ด้วย ฯ
			<remark  id="s2b15c39l12" /> 	[๑๕๐] เทวดาทูลถามว่า          
			<remark  id="s2b15c39l13" />ก็ข้อนี้ข้าพระองค์เข้าใจชัดอย่างนี้ (แต่) จะทูลถามข้ออื่นกะพระโคดม 
			<remark  id="s2b15c39l14" />ชนเหล่าใดในโลกนี้ได้ความเป็นมนุษย์แล้วรู้ถ้อยคำ ปราศจากความ
			<remark  id="s2b15c39l15" />ตระหนี่ เลื่อมใสในพระพุทธเจ้าพระธรรมและพระสงฆ์ เป็นผู้มีความ
			<remark  id="s2b15c39l16" />เคารพแรงกล้า วิบากของชนเหล่านั้นจะเป็นเช่นไร และ
			<remark  id="s2b15c39l17" />สัมปรายภพของเขาจะเป็นเช่นไร ข้าพระองค์มาเพื่อทูลถามพระผู้มี
			<remark  id="s2b15c39l18" />พระภาค ไฉนข้าพระองค์จึงจะรู้ความข้อนั้น ฯ
			<remark  id="s2b15c39l19" /> 	[๑๕๑] พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า
			<remark  id="s2b15c39l20" />ชนเหล่าใดในโลกนี้ได้ความเป็นมนุษย์แล้ว รู้ถ้อยคำ ปราศจากความ
			<remark  id="s2b15c39l21" />ตระหนี่ เลื่อมใสในพระพุทธเจ้า พระธรรมและพระสงฆ์ เป็นผู้มี
			<remark  id="s2b15c39l22" />ความเคารพแรงกล้า ชนเหล่านี้ย่อมปรากฏในสวรรค์อันเป็นที่อุบัติ 
			<remark  id="s2b15c39l23" />หากถึงความเป็นมนุษย์ ย่อมเกิดในสกุลที่มั่งคั่ง ได้ผ้าอาหารความร่าเริง
			<remark  id="s2b15c39l24" />และความสนุกสนานโดยไม่ยาก พึงมีอำนาจแผ่ไปในโภคทรัพย์ที่ผู้อื่นหา
			<remark  id="s2b15c39l25" />สะสมไว้ บันเทิงใจอยู่ นั่นเป็นวิบากในภพนี้ ทั้งภพหน้าก็เป็นสุคติ ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b15c40" >
		<para id="s2b15c40p">
			<remark  id="s2b15c40l1" />		      ฆฏิกรสูตรที่ ๑๐        
			<remark  id="s2b15c40l2" /> 	[๑๕๒] ฆฏิกรพรหมกราบทูลว่า     
			<remark  id="s2b15c40l3" />ภิกษุ ๗ รูปผู้เข้าถึงพรหมโลกชื่อว่าอวิหา เป็นผู้หลุดพ้นแล้ว  มีราคะ 
			<remark  id="s2b15c40l4" />โทสะสิ้นแล้ว ข้ามเครื่องเกาะเกี่ยวในโลกได้แล้ว ฯ
			<remark  id="s2b15c40l5" />     พระผู้มีพระภาคตรัสถามว่า      
			<remark  id="s2b15c40l6" />ก็ภิกษุเหล่านั้นคือผู้ใดบ้าง ผู้ข้ามเครื่องข้องเป็นบ่วงของมารที่ข้ามได้
			<remark  id="s2b15c40l7" />แสนยาก ละกายของมนุษย์แล้วก้าวล่วงซึ่งทิพยโยคะ ฯ
			<remark  id="s2b15c40l8" />     ฆฏิกรพรหมกราบทูลว่า           
			<remark  id="s2b15c40l9" />คือท่านอุปกะ ๑ ท่านผลคัณฑะ ๑ ท่านปุกกุสาติ ๑ รวมเป็น ๓ ท่าน 
			<remark  id="s2b15c40l10" />ท่านภัททิยะ ๑ ท่านขัณฑเทวะ ๑ ท่านพหุทันตี ๑ ท่านสิงคิยะ ๑
			<remark  id="s2b15c40l11" /> (รวมเป็น ๗ ท่าน) ท่านเหล่านั้นล้วนแต่ละกายของมนุษย์ ก้าวล่วง
			<remark  id="s2b15c40l12" />ทิพยโยคะได้แล้ว ฯ
			<remark  id="s2b15c40l13" /> 	[๑๕๓] พระผู้มีพระภาคตรัสถามว่า
			<remark  id="s2b15c40l14" />ท่านเป็นคนมีความฉลาด กล่าวสรรเสริญภิกษุเหล่านั้น ผู้ละบ่วงมารได้
			<remark  id="s2b15c40l15" />แล้ว ภิกษุเหล่านั้นตรัสรู้ธรรมของใครเล่า จึงตัดเครื่องผูกคือภพเสียได้ ฯ
			<remark  id="s2b15c40l16" /> 	[๑๕๔] ฆฏิกรพรหมกราบทูลว่า     
			<remark  id="s2b15c40l17" />ท่านเหล่านั้น ตรัสรู้ธรรมของผู้ใดจึงตัดเครื่องผูกคือภพเสียได้   ผู้นั้น
			<remark  id="s2b15c40l18" />ไม่มีอื่นไปจากพระผู้มีพระภาค และธรรมนั้นไม่มีอื่นไปจากคำสั่งสอน
			<remark  id="s2b15c40l19" />ของพระองค์ ฯ
			<remark  id="s2b15c40l20" />นามและรูปดับไม่เหลือในธรรมใด ท่านเหล่านั้นได้รู้ธรรมนั้นในพระ
			<remark  id="s2b15c40l21" />ศาสนานี้ จึงตัดเครื่องผูกคือภพเสียได้ ฯ
			<remark  id="s2b15c40l22" /> 	[๑๕๕] พระผู้มีพระภาคตรัสถามว่า
			<remark  id="s2b15c40l23" />ท่านกล่าววาจาลึกรู้ได้ยาก เข้าใจให้ดีได้ยาก ท่านรู้ธรรม  ของใคร 
			<remark  id="s2b15c40l24" />จึงกล่าววาจาเช่นนี้ได้ ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b15c41" >
		<para id="s2b15c41p">
			<remark  id="s2b15c41l1" /> 	[๑๕๖] ฆฏิกรพรหมกราบทูลว่า     
			<remark  id="s2b15c41l2" />            เมื่อก่อนข้าพระองค์เป็นช่างหม้อ ทำหม้ออยู่ในเวภฬิงคชนบท    เป็น
			<remark  id="s2b15c41l3" />ผู้เลี้ยงมารดาและบิดา ได้เป็นอุบาสกของพระกัสสปพุทธเจ้า เป็นผู้
			<remark  id="s2b15c41l4" />เว้นจากเมถุนธรรม เป็นผู้ประพฤติพรหมจรรย์ไม่เกี่ยวด้วยอามิส ได้
			<remark  id="s2b15c41l5" />เคยเป็นคนร่วมบ้านกับพระองค์ ทั้งได้เคยเป็นสหายของพระองค์ในกาล
			<remark  id="s2b15c41l6" />ปางก่อน ข้าพระองค์รู้จักภิกษุ ๗ รูปเหล่านี้ ผู้หลุดพ้นแล้ว มีราคะ
			<remark  id="s2b15c41l7" />และโทสะสิ้นแล้วผู้ข้ามเครื่องข้องในโลกได้แล้ว ฯ
			<remark  id="s2b15c41l8" /> 	[๑๕๗] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า   
			<remark  id="s2b15c41l9" />แน่ะนายช่างหม้อ ท่านกล่าวเรื่องอย่างใด เรื่องนั้นได้เป็นจริงแล้วอย่าง
			<remark  id="s2b15c41l10" />นั้นในกาลนั้น เมื่อก่อนท่านเคยเป็นช่างหม้อทำหม้ออยู่ในเวภฬิงค
			<remark  id="s2b15c41l11" />ชนบท เป็นผู้เลี้ยงมารดาและบิดา เป็นอุบาสกของพระกัสสปพุทธเจ้า 
			<remark  id="s2b15c41l12" />เป็นผู้เว้นจากเมถุนธรรมเป็นผู้ประพฤติพรหมจรรย์ ไม่เกี่ยวด้วยอามิส 
			<remark  id="s2b15c41l13" />ได้เป็นคนเคยร่วมบ้านกันกับเรา ทั้งได้เคยเป็นสหายของเราในปาง
			<remark  id="s2b15c41l14" />ก่อน ฯ
			<remark  id="s2b15c41l15" />     พระสังคีติกาจารย์กล่าวว่า     
			<remark  id="s2b15c41l16" />สหายเก่าทั้งสอง ผู้มีตนอันอบรมแล้ว ทรงไว้ซึ่งสรีระมีในที่สุด ได้
			<remark  id="s2b15c41l17" />มาพบกันด้วยอาการอย่างนี้ ฯ
			<remark  id="s2b15c41l18" />		    จบ อาทิตตวรรค ที่ ๕      
			<remark  id="s2b15c41l19" />		    ___________________________          
			<remark  id="s2b15c41l20" />		สูตรที่กล่าวในอาทิตตวรรคนั้น คือ         
			<remark  id="s2b15c41l21" />     อาทิตตสูตร กินททสูตร อันนสูตร เอกมูลสูตร อโนมิยสูตร อัจฉราสูตร วนโรป
			<remark  id="s2b15c41l22" />สูตร เชตวนสูตร มัจฉริสูตร ฆฏิกรสูตร ฉะนี้แล ฯ    
			<remark  id="s2b15c41l23" />		    ________________________________          
		</para>
	</section>
	<section id="s2b15c42" >
		<para id="s2b15c42p">
			<remark  id="s2b15c42l1" />		       ชราวรรคที่ ๖          
			<remark  id="s2b15c42l2" />		       ชราสูตรที่ ๑          
			<remark  id="s2b15c42l3" /> 	[๑๕๘] เทวดาทูลถามว่า          
			<remark  id="s2b15c42l4" />อะไรหนอยังประโยชน์ให้สำเร็จ จนกระทั่งชรา อะไรหนอ  ตั้งมั่นแล้วยัง
			<remark  id="s2b15c42l5" />ประโยชน์ให้สำเร็จ อะไรหนอเป็นรัตนะของคนทั้งหลาย อะไรหนอ
			<remark  id="s2b15c42l6" />โจรลักไปได้ยาก ฯ
			<remark  id="s2b15c42l7" /> 	[๑๕๙] พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า
			<remark  id="s2b15c42l8" />ศีลยังประโยชน์ให้สำเร็จจนกระทั่งชรา ศรัทธาตั้งมั่นแล้วยังประโยชน์
			<remark  id="s2b15c42l9" />ให้สำเร็จ ปัญญาเป็นรัตนะของคนทั้งหลาย บุญอันโจรลักไปได้ยาก ฯ
			<remark  id="s2b15c42l10" />		      อชรสาสูตรที่ ๒         
			<remark  id="s2b15c42l11" /> 	[๑๖๐] เทวดาทูลถามว่า          
			<remark  id="s2b15c42l12" />อะไรหนอ เพราะไม่ชำรุดจึงยังประโยชน์ให้สำเร็จ อะไรหนอดำรงมั่น
			<remark  id="s2b15c42l13" />แล้ว ยังประโยชน์ให้สำเร็จ อะไรหนอเป็นรัตนะของชนทั้งหลาย 
			<remark  id="s2b15c42l14" />อะไรหนอบุคคลพึงนำให้พ้นจากพวกโจรได้ ฯ
			<remark  id="s2b15c42l15" /> 	[๑๖๑] พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า
			<remark  id="s2b15c42l16" />ศีล เพราะไม่ชำรุดจึงยังประโยชน์ให้สำเร็จ ศรัทธา ดำรงมั่นแล้วยัง
			<remark  id="s2b15c42l17" />ประโยชน์ให้สำเร็จ ปัญญา เป็นรัตนะของคนทั้งหลายบุญ อันบุคคล
			<remark  id="s2b15c42l18" />พึงนำไปให้พ้นจากพวกโจรได้ ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b15c43" >
		<para id="s2b15c43p">
			<remark  id="s2b15c43l1" />		       มิตตสูตรที่ ๓         
			<remark  id="s2b15c43l2" /> 	[๑๖๒] เทวดาทูลถามว่า          
			<remark  id="s2b15c43l3" />อะไรหนอเป็นมิตรของคนเดินทาง อะไรหนอเป็นมิตรในเรือนของตน 
			<remark  id="s2b15c43l4" />อะไรเป็นมิตรของคนมีธุระเกิดขึ้น อะไรหนอเป็นมิตรติดตามไปถึงภพหน้า ฯ
			<remark  id="s2b15c43l5" /> 	[๑๖๓] พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า
			<remark  id="s2b15c43l6" />พวกเกวียน พวกโคต่างเป็นมิตรของคนเดินทาง มารดาเป็นมิตรใน
			<remark  id="s2b15c43l7" />เรือนของตน สหายเป็นมิตรของคนผู้มีธุระเกิดขึ้นเนืองๆ บุญที่ตนทำ
			<remark  id="s2b15c43l8" />เองเป็นมิตรติดตามไปถึงภพหน้า ฯ
			<remark  id="s2b15c43l9" />		       วัตถุสูตรที่ ๔        
			<remark  id="s2b15c43l10" /> 	[๑๖๔] เทวดาทูลถามว่า          
			<remark  id="s2b15c43l11" />อะไรหนอเป็นที่ตั้งของมนุษย์ทั้งหลาย อะไรหนอเป็นสหายอย่างยิ่งใน
			<remark  id="s2b15c43l12" />โลกนี้ เหล่าสัตว์มีชีวิตที่อาศัยแผ่นดิน อาศัยอะไรหนอเลี้ยงชีพ ฯ
			<remark  id="s2b15c43l13" /> 	[๑๖๕] พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า
			<remark  id="s2b15c43l14" />บุตรเป็นที่ตั้งของมนุษย์ทั้งหลาย ภรรยาเป็นสหายอย่างยิ่ง  เหล่าสัตว์มี
			<remark  id="s2b15c43l15" />ชีวิตที่อาศัยแผ่นดิน อาศัยฝนเลี้ยงชีพอยู่ ฯ
			<remark  id="s2b15c43l16" />		      ปฐมชนสูตรที่ ๕         
			<remark  id="s2b15c43l17" /> 	[๑๖๖] เทวดาทูลถามว่า          
			<remark  id="s2b15c43l18" />อะไรหนอยังคนให้เกิด อะไรหนอของเขาย่อมวิ่งพล่าน  อะไรหนอ
			<remark  id="s2b15c43l19" />เวียนว่ายไปยังสงสาร อะไรหนอเป็นภัยใหญ่ของเขา ฯ
			<remark  id="s2b15c43l20" /> 	[๑๖๗] พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า
			<remark  id="s2b15c43l21" />ตัณหายังคนให้เกิด จิตของเขาย่อมวิ่งพล่าน สัตว์เวียนว่ายไปยังสงสาร 
			<remark  id="s2b15c43l22" />ทุกข์เป็นภัยใหญ่ของเขา ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b15c44" >
		<para id="s2b15c44p">
			<remark  id="s2b15c44l1" />		      ทุติยชนสูตรที่ ๖       
			<remark  id="s2b15c44l2" />	[๑๖๘] เทวดาทูลถามว่า           
			<remark  id="s2b15c44l3" />อะไรหนอยังคนให้เกิด อะไรหนอของเขาย่อมวิ่งพล่าน  อะไรหนอ
			<remark  id="s2b15c44l4" />เวียนว่ายไปยังสงสาร สัตว์ย่อมไม่หลุดพ้นจากอะไร ฯ
			<remark  id="s2b15c44l5" />	[๑๖๙] พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า 
			<remark  id="s2b15c44l6" />ตัณหายังคนให้เกิด จิตของเขาย่อมวิ่งพล่าน สัตว์เวียนว่ายไปยังสงสาร 
			<remark  id="s2b15c44l7" />สัตว์ย่อมไม่หลุดพ้นจากทุกข์ ฯ
			<remark  id="s2b15c44l8" />		      ตติยชนสูตรที่ ๗        
			<remark  id="s2b15c44l9" />	[๑๗๐] เทวดาทูลถามว่า           
			<remark  id="s2b15c44l10" />อะไรหนอยังคนให้เกิด อะไรหนอของเขาย่อมวิ่งพล่าน  อะไรหนอ
			<remark  id="s2b15c44l11" />เวียนว่ายไปยังสงสาร อะไรหนอเป็นที่พำนักของสัตว์นั้น ฯ
			<remark  id="s2b15c44l12" />	[๑๗๑] พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า 
			<remark  id="s2b15c44l13" />ตัณหายังคนให้เกิด จิตของเขาย่อมวิ่งพล่าน สัตว์เวียนว่ายไปยังสงสาร 
			<remark  id="s2b15c44l14" />กรรมเป็นที่พำนักของสัตว์นั้น ฯ
			<remark  id="s2b15c44l15" />		       อุปปถสูตรที่ ๘        
			<remark  id="s2b15c44l16" />	[๑๗๒] เทวดาทูลถามว่า           
			<remark  id="s2b15c44l17" />อะไรหนอบัณฑิตกล่าวว่าเป็นทางผิด อะไรหนอสิ้นไปตามคืนและวัน 
			<remark  id="s2b15c44l18" />อะไรหนอเป็นมลทินของพรหมจรรย์ อะไรหนอมิใช่น้ำแต่เป็นเครื่อง
			<remark  id="s2b15c44l19" />ชำระล้าง ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b15c45" >
		<para id="s2b15c45p">
			<remark  id="s2b15c45l1" />	[๑๗๓] พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า 
			<remark  id="s2b15c45l2" />ราคะบัณฑิตกล่าวว่าเป็นทางผิด วัยสิ้นไปตามคืนและวัน   หญิงเป็น
			<remark  id="s2b15c45l3" />มลทินของพรหมจรรย์ หมู่สัตว์นี้ย่อมติดอยู่ในหญิงนี้ ตบะและ
			<remark  id="s2b15c45l4" />พรหมจรรย์นั้น มิใช่น้ำแต่เป็นเครื่องชำระล้าง ฯ
			<remark  id="s2b15c45l5" />		       ทุติยสูตรที่ ๙        
			<remark  id="s2b15c45l6" />	[๑๗๔] เทวดาทูลถามว่า           
			<remark  id="s2b15c45l7" />อะไรหนอเป็นเพื่อนของคน อะไรหนอย่อมปกครองคนนั้น   และสัตว์
			<remark  id="s2b15c45l8" />ยินดีในอะไรจึงพ้นจากทุกข์ทั้งปวงได้ ฯ
			<remark  id="s2b15c45l9" />	[๑๗๕] พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า 
			<remark  id="s2b15c45l10" />ศรัทธาเป็นเพื่อนของคน ปัญญาย่อมปกครองคนนั้น สัตว์ยินดีในพระนิพ
			<remark  id="s2b15c45l11" />พานจึงพ้นจากทุกข์ทั้งปวงได้ ฯ
			<remark  id="s2b15c45l12" />		       กวิสูตรที่ ๑๐         
			<remark  id="s2b15c45l13" />	[๑๗๖] เทวดาทูลถามว่า           
			<remark  id="s2b15c45l14" />อะไรหนอเป็นต้นเหตุของคาถา อะไรหนอเป็นเครื่องปรากฏ(พยัญชนะ)
			<remark  id="s2b15c45l15" /> ของคาถาเหล่านั้น คาถาอาศัยอะไรหนอ อะไรหนอเป็นที่อาศัยของ
			<remark  id="s2b15c45l16" />คาถา ฯ
			<remark  id="s2b15c45l17" />	[๑๗๗] พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า 
			<remark  id="s2b15c45l18" />ฉันท์เป็นต้นเหตุของคาถา อักขระเป็นเครื่องปรากฏ (พยัญชนะ) ของ
			<remark  id="s2b15c45l19" />คาถา คาถาอาศัยแล้วซึ่งชื่อ กวีเป็นที่อาศัยของคาถา ฯ
			<remark  id="s2b15c45l20" />		     จบ ชราวรรค ที่ ๖        
			<remark  id="s2b15c45l21" />		    ______________________          
			<remark  id="s2b15c45l22" />		 สูตรที่กล่าวในชราวรรคนั้น คือ           
			<remark  id="s2b15c45l23" />    ชราสูตร อชรสาสูตร มิตตสูตร วัตถุสูตร ชนสูตร ๓ สูตร อุปปถสูตร ทุติยสูตร 
			<remark  id="s2b15c45l24" />กับกวิสูตร เต็มวรรคพอดี ฯ  
			<remark  id="s2b15c45l25" />		     _________________________          
		</para>
	</section>
	<section id="s2b15c46" >
		<para id="s2b15c46p">
			<remark  id="s2b15c46l1" />		       อันธวรรคที่ ๗         
			<remark  id="s2b15c46l2" />		       นามสูตรที่ ๑          
			<remark  id="s2b15c46l3" />	[๑๗๘] เทวดาทูลถามว่า           
			<remark  id="s2b15c46l4" />อะไรหนอครอบงำสิ่งทั้งปวง สิ่งทั้งปวงที่ยิ่งขึ้นไปกว่าสิ่งอะไรย่อมไม่มี 
			<remark  id="s2b15c46l5" />สิ่งทั้งปวงเป็นไปตามอำนาจของธรรมอันหนึ่งคืออะไร ฯ
			<remark  id="s2b15c46l6" />	[๑๗๙] พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า 
			<remark  id="s2b15c46l7" />ชื่อย่อมครอบงำสิ่งทั้งปวง สิ่งทั้งปวงที่ยิ่งขึ้นไปกว่าชื่อไม่มี  สิ่งทั้งปวง
			<remark  id="s2b15c46l8" />เป็นไปตามอำนาจของธรรมอันหนึ่งคือชื่อ ฯ
			<remark  id="s2b15c46l9" />		       จิตตสูตรที่ ๒         
			<remark  id="s2b15c46l10" />	[๑๘๐] เทวดาทูลถามว่า           
			<remark  id="s2b15c46l11" />โลกอันอะไรย่อมนำไป อันอะไรหนอย่อมเสือกไสไป โลกทั้งหมด
			<remark  id="s2b15c46l12" />เป็นไปตามอำนาจของธรรมอันหนึ่งคืออะไร ฯ
			<remark  id="s2b15c46l13" />	[๑๘๑] พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า 
			<remark  id="s2b15c46l14" />โลกอันจิตย่อมนำไป อันจิตย่อมเสือกไสไป โลกทั้งหมดเป็นไปตาม
			<remark  id="s2b15c46l15" />อำนาจของธรรมอันหนึ่งคือจิต ฯ
			<remark  id="s2b15c46l16" />		       ตัณหาสูตรที่ ๓        
			<remark  id="s2b15c46l17" />	[๑๘๒] เทวดาทูลถามว่า           
			<remark  id="s2b15c46l18" />โลกอันอะไรหนอย่อมนำไป อันอะไรหนอย่อมเสือกไสไป  โลกทั้งหมด
			<remark  id="s2b15c46l19" />เป็นไปตามอำนาจของธรรมอันหนึ่งคืออะไร ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b15c47" >
		<para id="s2b15c47p">
			<remark  id="s2b15c47l1" />[๑๘๓] พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า 
			<remark  id="s2b15c47l2" />โลกอันตัณหาย่อมนำไป อันตัณหาย่อมเสือกไสไป โลกทั้งหมดเป็นไป
			<remark  id="s2b15c47l3" />ตามอำนาจของธรรมอันหนึ่งคือตัณหา ฯ
			<remark  id="s2b15c47l4" />		      สัญโญชนสูตรที่ ๔       
			<remark  id="s2b15c47l5" />	[๑๘๔] เทวดาทูลถามว่า           
			<remark  id="s2b15c47l6" />โลกมีอะไรหนอเป็นเครื่องประกอบไว้ อะไรหนอเป็นเครื่องเที่ยวไปของ
			<remark  id="s2b15c47l7" />โลกนั้น เพราะละขาดซึ่งธรรมอะไรจึงเรียกว่านิพพาน ฯ
			<remark  id="s2b15c47l8" />	[๑๘๕] พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า 
			<remark  id="s2b15c47l9" />โลกมีความเพลิดเพลินเป็นเครื่องประกอบไว้ วิตกเป็นเครื่องเที่ยวไป
			<remark  id="s2b15c47l10" />ของโลกนั้น เพราะละตัณหาเสียได้ขาด จึงเรียกว่านิพพาน ฯ
			<remark  id="s2b15c47l11" />		       พันธนสูตรที่ ๕        
			<remark  id="s2b15c47l12" />	[๑๘๖] เทวดาทูลถามว่า           
			<remark  id="s2b15c47l13" />โลกมีอะไรหนอเป็นเครื่องผูกไว้ อะไรหนอเป็นเครื่องเที่ยวไปของ
			<remark  id="s2b15c47l14" />โลกนั้น เพราะละเสียได้ซึ่งอะไร จึงตัดเครื่องผูกได้หมด ฯ
			<remark  id="s2b15c47l15" />	[๑๘๗] พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า 
			<remark  id="s2b15c47l16" />โลกมีความเพลิดเพลินเป็นเครื่องผูกไว้ วิตกเป็นเครื่องเที่ยวไปของ
			<remark  id="s2b15c47l17" />โลกนั้น เพราะละตัณหาเสียได้ขาด จึงตัดเครื่องผูกได้หมด ฯ
			<remark  id="s2b15c47l18" />		      อัพภาหตสูตรที่ ๖       
			<remark  id="s2b15c47l19" />	[๑๘๘] เทวดาทูลถามว่า           
			<remark  id="s2b15c47l20" />โลกอันอะไรหนอกำจัดแล้ว อันอะไรหนอล้อมไว้แล้ว อันลูกศรคือ
			<remark  id="s2b15c47l21" />อะไรเสียบแล้ว อันอะไรเผาแล้วในกาลทุกเมื่อ ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b15c48" >
		<para id="s2b15c48p">
			<remark  id="s2b15c48l1" />[๑๘๙] พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า 
			<remark  id="s2b15c48l2" />โลกอันมฤตยูกำจัดแล้ว อันชราล้อมไว้แล้ว อันลูกศรคือ  ตัณหาเสียบ
			<remark  id="s2b15c48l3" />แล้ว อันความอยากเผาให้ร้อนแล้วในกาลทุกเมื่อ ฯ
			<remark  id="s2b15c48l4" />		       อุฑฑิตสูตรที่ ๗       
			<remark  id="s2b15c48l5" />	[๑๙๐] เทวดาทูลถามว่า           
			<remark  id="s2b15c48l6" />โลกอันอะไรหนอดักไว้ อันอะไรหนอล้อมไว้ โลกอันอะไรหนอปิดไว้ 
			<remark  id="s2b15c48l7" />โลกตั้งอยู่แล้วในอะไร ฯ
			<remark  id="s2b15c48l8" />	[๑๙๑] พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า 
			<remark  id="s2b15c48l9" />โลกอันตัณหาดักไว้ อันชราล้อมไว้ โลกอันมฤตยูปิดไว้โลกตั้งอยู่แล้ว
			<remark  id="s2b15c48l10" />ในทุกข์ ฯ
			<remark  id="s2b15c48l11" />		       ปิหิตสูตรที่ ๘        
			<remark  id="s2b15c48l12" />	[๑๙๒] เทวดาทูลถามว่า           
			<remark  id="s2b15c48l13" />โลกอันอะไรหนอปิดไว้ โลกตั้งอยู่แล้วในอะไร โลกอันอะไรหนอ
			<remark  id="s2b15c48l14" />ดักไว้ อันอะไรหนอล้อมไว้ ฯ
			<remark  id="s2b15c48l15" />	[๑๙๓] พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า 
			<remark  id="s2b15c48l16" />โลกอันมฤตยูปิดไว้ โลกตั้งอยู่แล้วในทุกข์ โลกอันตัณหาดักไว้ 
			<remark  id="s2b15c48l17" />อันชราล้อมไว้ ฯ
			<remark  id="s2b15c48l18" />		       อิจฉาสูตรที่ ๙        
			<remark  id="s2b15c48l19" />	[๑๙๔] เทวดาทูลถามว่า           
			<remark  id="s2b15c48l20" />โลกอันอะไรผูกไว้ เพราะกำจัดอะไรเสียจึงจะหลุดพ้น  เพราะละอะไร
			<remark  id="s2b15c48l21" />ได้ขาด จึงตัดเครื่องผูกได้ทุกอย่าง ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b15c49" >
		<para id="s2b15c49p">
			<remark  id="s2b15c49l1" />[๑๙๕] พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า 
			<remark  id="s2b15c49l2" />โลกอันความอยากผูกไว้ เพราะกำจัดความอยากเสียได้จึงหลุดพ้น เพราะ
			<remark  id="s2b15c49l3" />ละความอยากได้ขาด จึงตัดเครื่องผูกได้ทั้งหมด ฯ
			<remark  id="s2b15c49l4" />		       โลกสูตรที่ ๑๐         
			<remark  id="s2b15c49l5" />	[๑๙๖] เทวดาทูลถามว่า           
			<remark  id="s2b15c49l6" />เมื่ออะไรเกิดขึ้น โลกจึงเกิดขึ้น โลกย่อมชมเชยในอะไรโลกยึดถือ
			<remark  id="s2b15c49l7" />ซึ่งอะไร โลกย่อมเดือดร้อนเพราะอะไร ฯ
			<remark  id="s2b15c49l8" />	[๑๙๗] พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า 
			<remark  id="s2b15c49l9" />เมื่ออายตนะ ๖ เกิดขึ้น โลกจึงเกิดขึ้น โลกย่อมทำความชมเชยใน
			<remark  id="s2b15c49l10" />อายตนะ ๖ โลกยึดถืออายตนะ ๖ นั่นแหละโลกย่อมเดือดร้อนเพราะ
			<remark  id="s2b15c49l11" />อายตนะ ๖ ฯ
			<remark  id="s2b15c49l12" />		     จบ อันธวรรค ที่ ๗       
			<remark  id="s2b15c49l13" />		    _________________________          
			<remark  id="s2b15c49l14" />		 สูตรที่กล่าวในอันธวรรคนั้น คือ          
			<remark  id="s2b15c49l15" />    นามสูตร จิตตสูตร ตัณหาสูตร สัญโญชนสูตร พันธนสูตร   อัพภาหตสูตร
			<remark  id="s2b15c49l16" /> อุฑฑิตสูตร ปิหิตสูตร อิจฉาสูตร กับโลกสูตร รวมเป็น ๑๐ ฯ     
			<remark  id="s2b15c49l17" />		    ______________________________          
		</para>
	</section>
	<section id="s2b15c50" >
		<para id="s2b15c50p">
			<remark  id="s2b15c50l1" />		      ฆัตวาวรรคที่ ๘         
			<remark  id="s2b15c50l2" />		       ฆัตวาสูตรที่ ๑        
			<remark  id="s2b15c50l3" />	[๑๙๘] เทวดานั้น ยืน ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคด้วย
			<remark  id="s2b15c50l4" />คาถาว่า
			<remark  id="s2b15c50l5" />ฆ่าอะไรหนอจึงอยู่เป็นสุข ฆ่าอะไรหนอจึงไม่เศร้าโศก  ข้าแต่พระโคดม 
			<remark  id="s2b15c50l6" />พระองค์ชอบฆ่าอะไรซึ่งเป็นธรรมอันเดียว ฯ
			<remark  id="s2b15c50l7" />	[๑๙๙] พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า 
			<remark  id="s2b15c50l8" />ฆ่าความโกรธเสียได้จึงอยู่เป็นสุข ฆ่าความโกรธเสียจึงไม่เศร้าโศก แน่ะ 
			<remark  id="s2b15c50l9" />เทวดา พระอริยเจ้าทั้งหลาย สรรเสริญการฆ่าความโกรธ ซึ่งมีราก
			<remark  id="s2b15c50l10" />เป็นพิษ มียอดหวาน เพราะฆ่าความโกรธนั้นเสียแล้วย่อมไม่เศร้าโศก ฯ
			<remark  id="s2b15c50l11" />		        รถสูตรที่ ๒          
			<remark  id="s2b15c50l12" />	[๒๐๐] เทวดาทูลถามว่า           
			<remark  id="s2b15c50l13" />อะไรหนอเป็นสง่าของรถ อะไรหนอเป็นเครื่องปรากฏของไฟ  อะไรหนอ
			<remark  id="s2b15c50l14" />เป็นสง่าของแว่นแคว้น อะไรหนอเป็นสง่าของสตรี ฯ        
			<remark  id="s2b15c50l15" />	[๒๐๑] พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า 
			<remark  id="s2b15c50l16" />ธงเป็นสง่าของรถ ควันเป็นเครื่องปรากฏของไฟ พระราชาเป็นสง่าของ
			<remark  id="s2b15c50l17" />แว่นแคว้น ภัศดาเป็นสง่าของสตรี ฯ
			<remark  id="s2b15c50l18" />		       วิตตสูตรที่ ๓         
			<remark  id="s2b15c50l19" />	[๒๐๒] เทวดาทูลถามว่า           
		</para>
	</section>
	<section id="s2b15c51" >
		<para id="s2b15c51p">
			<remark  id="s2b15c51l1" />อะไรหนอเป็นทรัพย์เครื่องปลื้มใจอย่างประเสริฐของคนในโลกนี้ อะไร
			<remark  id="s2b15c51l2" />หนอที่บุคคลประพฤติดีแล้วนำความสุขมาให้อะไรหนอเป็นรสดีกว่า
			<remark  id="s2b15c51l3" />บรรดารสทั้งหลาย คนมีชีวิตเป็นอยู่อย่างไร นักปราชญ์ทั้งหลายกล่าวว่า
			<remark  id="s2b15c51l4" />มีชีวิตประเสริฐ ฯ
			<remark  id="s2b15c51l5" />	[๒๐๓] พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า 
			<remark  id="s2b15c51l6" />ศรัทธาเป็นทรัพย์เครื่องปลื้มใจอย่างประเสริฐของคนในโลกนี้  ธรรมที่
			<remark  id="s2b15c51l7" />บุคคลประพฤติดีแล้วนำความสุขมาให้ ความจริงเท่านั้นเป็นรสที่ดียิ่งกว่า
			<remark  id="s2b15c51l8" />รสทั้งหลาย คนที่เป็นอยู่ด้วยปัญญานักปราชญ์ทั้งหลายกล่าวว่ามีชีวิต
			<remark  id="s2b15c51l9" />ประเสริฐ ฯ
			<remark  id="s2b15c51l10" />		       วุฏฐิสูตรที่ ๔        
			<remark  id="s2b15c51l11" />	[๒๐๔] เทวดาทูลถามว่า           
			<remark  id="s2b15c51l12" />บรรดาสิ่งที่งอกขึ้น สิ่งอะไรหนอประเสริฐ บรรดาสิ่งที่ตกไป  อะไร
			<remark  id="s2b15c51l13" />หนอประเสริฐ บรรดาสัตว์ที่เดินด้วยเท้า ใครเป็นผู้ประเสริฐ 
			<remark  id="s2b15c51l14" />บรรดาชนผู้แถลงคารม ใครเป็นผู้ประเสริฐ ฯ
			<remark  id="s2b15c51l15" />	[๒๐๕] เทวดาผู้หนึ่งแก้ว่า      
			<remark  id="s2b15c51l16" />บรรดาสิ่งที่งอกขึ้น ข้าวกล้าเป็นประเสริฐ บรรดาสิ่งที่ตกไป  ฝนเป็น
			<remark  id="s2b15c51l17" />ประเสริฐ บรรดาสัตว์ที่เดินด้วยเท้า เหล่าโคเป็นประเสริฐ บรรดาชน
			<remark  id="s2b15c51l18" />ผู้แถลงคารม บุตรเป็นประเสริฐ (เพราะไม่กล่าวร้ายให้มารดาบิดา) ฯ
			<remark  id="s2b15c51l19" />	[๒๐๖] พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า 
			<remark  id="s2b15c51l20" />บรรดาสิ่งที่งอกขึ้น ความรู้เป็นประเสริฐ บรรดาสิ่งที่ตกไป  อวิชชา
			<remark  id="s2b15c51l21" />เป็นประเสริฐ บรรดาสัตว์ที่เดินด้วยเท้า พระสงฆ์เป็นประเสริฐ 
			<remark  id="s2b15c51l22" />บรรดาชนผู้แถลงคารม พระพุทธเจ้าเป็นประเสริฐ ฯ
			<remark  id="s2b15c51l23" />		        ภีตสูตรที่ ๕         
			<remark  id="s2b15c51l24" />	[๒๐๗] เทวดาทูลถามว่า           
		</para>
	</section>
	<section id="s2b15c52" >
		<para id="s2b15c52p">
			<remark  id="s2b15c52l1" />ประชุมชนเป็นอันมากในโลกนี้ กลัวอะไรหนอ มรรคาที่ดีแท้ พระ
			<remark  id="s2b15c52l2" />พุทธเจ้าตรัสไว้ด้วยเหตุมิใช่น้อย ข้าแต่พระโคดมผู้มีปัญญาดุจแผ่นดิน 
			<remark  id="s2b15c52l3" />ข้าพระองค์ขอถามถึงเหตุนั้น ว่าบุคคลตั้งอยู่ในอะไรแล้วไม่พึงกลัว
			<remark  id="s2b15c52l4" />ปรโลก ฯ
			<remark  id="s2b15c52l5" />	[๒๐๘] พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า 
			<remark  id="s2b15c52l6" />บุคคลตั้งวาจาและใจไว้โดยชอบ มิได้ทำบาปด้วยกาย อยู่ครอบครอง
			<remark  id="s2b15c52l7" />เรือนที่มีข้าวและน้ำมาก เป็นผู้มีศรัทธา เป็นผู้อ่อนโยน มีปรกติ
			<remark  id="s2b15c52l8" />เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ทราบถ้อยคำ ผู้ที่ตั้งอยู่ในธรรม ๔ อย่างเหล่านี้ ชื่อว่า
			<remark  id="s2b15c52l9" />ผู้ดำรงในธรรม ไม่ต้องกลัวปรโลก ฯ
			<remark  id="s2b15c52l10" />		       นชีรติสูตรที่ ๖       
			<remark  id="s2b15c52l11" />	[๒๐๙] เทวดาทูลถามว่า           
			<remark  id="s2b15c52l12" />อะไรหนอย่อมทรุดโทรม อะไรไม่ทรุดโทรม อะไรหนอท่านเรียกว่า
			<remark  id="s2b15c52l13" />ทางผิด อะไรหนอเป็นอันตรายแห่งธรรม อะไรหนอสิ้นไปตามคืน
			<remark  id="s2b15c52l14" />และวัน อะไรหนอเป็นมลทินของพรหมจรรย์ อะไรไม่ใช่น้ำแต่เป็น
			<remark  id="s2b15c52l15" />เครื่องชำระล้าง ในโลกมีช่องกี่ช่องที่จิตไม่ตั้งอยู่ได้ ข้าพระองค์มาเพื่อ
			<remark  id="s2b15c52l16" />ทูลถามพระผู้มีพระภาค ไฉนข้าพระองค์จะรู้ความข้อนั้นได้ ฯ
			<remark  id="s2b15c52l17" />	[๒๑๐] พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า 
			<remark  id="s2b15c52l18" />รูปของสัตว์ทั้งหลายย่อมทรุดโทรม นามและโคตรย่อมไม่ทรุดโทรม 
			<remark  id="s2b15c52l19" />ราคะท่านเรียกว่าทางผิด ความโลภเป็นอันตรายของธรรม วัยสิ้นไป
			<remark  id="s2b15c52l20" />ตามคืนและวัน หญิงเป็นมลทินของพรหมจรรย์ หมู่สัตว์นี้ย่อมข้องอยู่
			<remark  id="s2b15c52l21" />ในหญิงนี้ ตบะและพรหมจรรย์ทั้งสองนั้น มิใช่น้ำแต่เป็นเครื่อง
			<remark  id="s2b15c52l22" />ชำระล้าง ในโลกมีช่องอยู่ ๖ ช่องที่จิตไม่ตั้งอยู่ได้   คือความเกียจ
			<remark  id="s2b15c52l23" />คร้าน ๑ ความประมาท ๑ ความไม่หมั่น ๑ ความไม่สำรวม ๑ 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b15c53" >
		<para id="s2b15c53p">
			<remark  id="s2b15c53l1" />ความมักหลับ ๑ ความอ้างเลศไม่ทำงาน ๑ พึงเว้นช่องทั้ง ๖ เหล่านั้น
			<remark  id="s2b15c53l2" />เสียโดยประการทั้งปวงเถิด ฯ
			<remark  id="s2b15c53l3" />		       อิสสรสูตรที่ ๗        
			<remark  id="s2b15c53l4" />	[๒๑๑] เทวดาทูลถามว่า           
			<remark  id="s2b15c53l5" />อะไรหนอเป็นใหญ่ในโลก อะไรหนอเป็นสูงสุดแห่งภัณฑะ ทั้งหลาย 
			<remark  id="s2b15c53l6" />อะไรหนอเป็นดังสนิมศัสตราในโลก อะไรหนอเป็นเสนียดในโลก 
			<remark  id="s2b15c53l7" />ใครหนอนำของไปอยู่ย่อมถูกห้าม แต่ใครนำไปกลับเป็นที่รัก ใครหนอ
			<remark  id="s2b15c53l8" />มาหาบ่อยๆ บัณฑิตย่อมยินดีต้อนรับ ฯ
			<remark  id="s2b15c53l9" />	[๒๑๒] พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า 
			<remark  id="s2b15c53l10" />อำนาจเป็นใหญ่ในโลก หญิงเป็นสูงสุดแห่งภัณฑะทั้งหลาย  ความโกรธ
			<remark  id="s2b15c53l11" />เป็นดังสนิมศัสตราในโลก พวกโจรเป็นเสนียดในโลก โจรนำของไป
			<remark  id="s2b15c53l12" />อยู่ย่อมถูกห้าม แต่สมณะนำไปกลับเป็นที่รัก สมณะมาหาบ่อยๆ 
			<remark  id="s2b15c53l13" />บัณฑิตย่อมยินดีต้อนรับ ฯ
			<remark  id="s2b15c53l14" />		       กามสูตรที่ ๘          
			<remark  id="s2b15c53l15" />	[๒๑๓] เทวดาทูลถามว่า           
			<remark  id="s2b15c53l16" />กุลบุตรผู้ใคร่ประโยชน์ไม่ควรให้สิ่งอะไร คนไม่ควรสละอะไร อะไร
			<remark  id="s2b15c53l17" />หนอที่เป็นส่วนดีงามควรปล่อย แต่ที่เป็นส่วนลามกไม่ควรปล่อย ฯ
			<remark  id="s2b15c53l18" />	[๒๑๔] พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า 
			<remark  id="s2b15c53l19" />บุรุษไม่พึงให้ซึ่งตน ไม่พึงสละซึ่งตน วาจาที่ดีควรปล่อย  แต่วาจา
			<remark  id="s2b15c53l20" />ที่ลามกไม่ควรปล่อย
		</para>
	</section>
	<section id="s2b15c54" >
		<para id="s2b15c54p">
			<remark  id="s2b15c54l1" />		      ปาเถยยสูตรที่ ๙        
			<remark  id="s2b15c54l2" />	[๒๑๕] เทวดาทูลถามว่า           
			<remark  id="s2b15c54l3" />อะไรหนอย่อมรวบรวมไว้ซึ่งเสบียง อะไรหนอเป็นที่มานอนแห่ง
			<remark  id="s2b15c54l4" />โภคทรัพย์ทั้งหลาย อะไรหนอย่อมเสือกไสนรชนไป  อะไรหนอ
			<remark  id="s2b15c54l5" />ละได้ยากในโลก สัตว์เป็นอันมากติดอยู่ในอะไรเหมือนนกติดบ่วง ฯ
			<remark  id="s2b15c54l6" />	[๒๑๖] พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า 
			<remark  id="s2b15c54l7" />ศรัทธาย่อมรวบรวมไว้ซึ่งเสบียง ศิริ (คือมิ่งขวัญ) เป็นที่มานอน
			<remark  id="s2b15c54l8" />แห่งโภคทรัพย์ทั้งหลาย ความอยากย่อมเสือกไสนรชนไป ความอยาก
			<remark  id="s2b15c54l9" />ละได้ยากในโลก สัตว์เป็นอันมากติดอยู่ในความอยาก เหมือนนก
			<remark  id="s2b15c54l10" />ติดบ่วง ฯ
			<remark  id="s2b15c54l11" />		      ปัชโชตสูตรที่ ๑๐       
			<remark  id="s2b15c54l12" />	[๒๑๗] เทวดาทูลถามว่า           
			<remark  id="s2b15c54l13" />อะไรเป็นแสงสว่างในโลก อะไรหนอเป็นธรรมเครื่องตื่นอยู่ในโลก อะไร
			<remark  id="s2b15c54l14" />หนอเป็นสหายในการงานของผู้เป็นอยู่ด้วยการงาน อะไรหนอเป็น
			<remark  id="s2b15c54l15" />เครื่องสืบต่อชีวิตของเขา อะไรหนอย่อมพะนอเลี้ยงบุคคลผู้เกียจคร้าน
			<remark  id="s2b15c54l16" />บ้าง ไม่เกียจคร้านบ้าง บ้างมารดาเลี้ยงดูบุตร เหล่าสัตว์มีชีวิตที่อาศัย
			<remark  id="s2b15c54l17" />แผ่นดินอาศัยอะไรหนอเลี้ยงชีวิต ฯ
			<remark  id="s2b15c54l18" />	[๒๑๘] พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า 
			<remark  id="s2b15c54l19" />ปัญญาเป็นแสงสว่างในโลก สติเป็นธรรมเครื่องตื่นอยู่ในโลก ฝูงโค
			<remark  id="s2b15c54l20" />เป็นสหายในการงานของผู้เป็นอยู่ด้วยการงาน ไถเป็นเครื่องต่อชีวิต
			<remark  id="s2b15c54l21" />ของเขา ฝนย่อมเลี้ยงบุคคลผู้เกียจคร้านบ้างไม่เกียจคร้านบ้าง เหมือน
			<remark  id="s2b15c54l22" />มารดาเลี้ยงบุตร เหล่าสัตว์มีชีวิตที่อาศัยแผ่นดิน อาศัยฝนเลี้ยงชีวิต ฯ
			<remark  id="s2b15c54l23" />		       อรณสูตรที่ ๑๑         
			<remark  id="s2b15c54l24" />[๒๑๙] เทวดาทูลถามว่า     
		</para>
	</section>
	<section id="s2b15c55" >
		<para id="s2b15c55p">
			<remark  id="s2b15c55l1" />คนพวกไหนหนอไม่เป็นข้าศึกในโลกนี้ พรหมจรรย์ที่อยู่จบแล้วของ
			<remark  id="s2b15c55l2" />ชนพวกไหน ย่อมไม่เสื่อม คนพวกไหนกำหนดรู้ความอยากได้
			<remark  id="s2b15c55l3" />ในโลกนี้ ความเป็นไทยมีแก่คนพวกไหนทุกเมื่อ มารดาบิดาหรือ
			<remark  id="s2b15c55l4" />พี่น้องย่อมไหว้บุคคลนั้น ผู้ตั้งมั่นในศีลคือ ใครหนอ พวกกษัตริย์
			<remark  id="s2b15c55l5" />ย่อมอภิวาทใครหนอ ในธรรมวินัยนี้ ผู้มีชาติต่ำ ฯ   
			<remark  id="s2b15c55l6" />	[๒๒๐] พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า 
			<remark  id="s2b15c55l7" />สมณะทั้งหลายในธรรมวินัยนี้ ไม่เป็นข้าศึกในโลก พรหมจรรย์ที่อยู่
			<remark  id="s2b15c55l8" />จบแล้วของสมณะทั้งหลายย่อมไม่เสื่อม สมณะทั้งหลายย่อมกำหนดรู้
			<remark  id="s2b15c55l9" />ความอยากได้ ความเป็นไทยย่อมมีแก่สมณะทั้งหลายทุกเมื่อ มารดา
			<remark  id="s2b15c55l10" />บิดาหรือพี่น้องย่อมไหว้บุคคลนั้น ผู้ตั้งมั่น (ในศีล) คือสมณะ ถึงพวก
			<remark  id="s2b15c55l11" />กษัตริย์ก็อภิวาทสมณะในธรรมวินัยนี้ ผู้มีชาติต่ำ ฯ
			<remark  id="s2b15c55l12" />		    จบ ฆัตวาวรรค ที่ ๘       
			<remark  id="s2b15c55l13" />		    _________________________          
			<remark  id="s2b15c55l14" />		สูตรที่กล่าวในฆัตวาวรรคนั้น คือ          
			<remark  id="s2b15c55l15" />    ฆัตวาสูตร รถสูตร วิตตสูตร วุฏฐิสูตร ภีตสูตร นชีรติสูตร อิสสรสูตร กามสูตร 
			<remark  id="s2b15c55l16" />ปาเถยยสูตร ปัชโชตสูตร และอรณสูตร ฯ
			<remark  id="s2b15c55l17" />		     จบ เทวตาสังยุต ฯ        
			<remark  id="s2b15c55l18" />		     _________________________          
		</para>
	</section>
	<section id="s2b15c56" >
		<para id="s2b15c56p">
			<remark  id="s2b15c56l1" />		       เทวปุตตสงยุต          
			<remark  id="s2b15c56l2" />		        วรรคที่ ๑
			<remark  id="s2b15c56l3" />		     ปฐมกัสสปสูตรที่ ๑       
			<remark  id="s2b15c56l4" />	[๒๒๑] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้       
			<remark  id="s2b15c56l5" />    สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ในพระวิหารเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิก
			<remark  id="s2b15c56l6" />เศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี ฯ
			<remark  id="s2b15c56l7" />    ครั้งนั้น กัสสปเทวบุตร เมื่อราตรีปฐมยามสิ้นไปแล้ว มีวรรณอันงาม ยิ่งนัก 
			<remark  id="s2b15c56l8" />ยังพระวิหารเชตวันทั้งสิ้นให้สว่าง เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ  ครั้นแล้ว ก็ถวาย
			<remark  id="s2b15c56l9" />บังคมพระผู้มีพระภาคแล้ว ได้ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง    กัสสปเทวบุตรยืนอยู่ ณ ที่ควร
			<remark  id="s2b15c56l10" />ส่วนข้างหนึ่งแล้ว ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า    พระผู้มีพระภาคทรงประกาศภิกษุไว้แล้ว แต่
			<remark  id="s2b15c56l11" />ไม่ทรงประกาศคำสอนของภิกษุ ฯ     
			<remark  id="s2b15c56l12" />    พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรกัสสปเทวบุตร ถ้าอย่างนั้นคำสอนนั้นจง แจ่มแจ้ง ณ ที่นี้
			<remark  id="s2b15c56l13" />เถิด ฯ
			<remark  id="s2b15c56l14" />	[๒๒๒] กัสสปเทวบุตร ได้กราบทูลว่า บุคคลพึงศึกษาคำสุภาษิต การเข้าไปนั่งใกล้
			<remark  id="s2b15c56l15" />สมณะ การนั่งในที่เร้นลับแต่ผู้เดียว และการสงบระงับจิต ฯ           
			<remark  id="s2b15c56l16" />    พระศาสดาได้ทรงพอพระทัย ฯ       
			<remark  id="s2b15c56l17" />    ลำดับนั้น กัสสปเทวบุตรทราบว่า พระศาสดาทรงพอพระทัย จึงถวาย บังคมพระผู้มี
			<remark  id="s2b15c56l18" />พระภาค ทำประทักษิณแล้วอันตรธานไปในที่นั้นเอง ฯ
			<remark  id="s2b15c56l19" />		     ทุติยกัสสปสูตรที่ ๒     
			<remark  id="s2b15c56l20" />	[๒๒๓] ... อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี ...   กัสสปเทวบุตร 
			<remark  id="s2b15c56l21" />ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว ได้ภาษิตคาถานี้ ในสำนัก พระผู้มีพระภาคว่า  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b15c57" >
		<para id="s2b15c57p">
			<remark  id="s2b15c57l1" />ภิกษุพึงเป็นผู้เพ่งพินิจ มีจิตหลุดพ้นแล้ว พึงหวังธรรมอันไม่เป็นที่เกิด
			<remark  id="s2b15c57l2" />ขึ้นแห่งหฤทัย
			<remark  id="s2b15c57l3" />อนึ่ง ภิกษุผู้มุ่งต่อพระอรหัตนั้น พึงรู้ความเกิดขึ้น และความเสื่อมไป
			<remark  id="s2b15c57l4" />แห่งโลก พึงมีใจดี อันตัณหาและทิฐิไม่อิงอาศัยแล้ว ฯ
			<remark  id="s2b15c57l5" />		       มาฆสูตรที่ ๓          
			<remark  id="s2b15c57l6" />	[๒๒๔] ... อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถีครั้งนั้น มาฆ
			<remark  id="s2b15c57l7" />เทวบุตร เมื่อราตรีปฐมยามสิ้นไปแล้ว มีวรรณอันงามยิ่งนัก ยังพระวิหารเชตวันทั้งสิ้นให้สว่าง
			<remark  id="s2b15c57l8" /> เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ครั้นแล้ว      ก็ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคแล้ว ได้ยืน
			<remark  id="s2b15c57l9" />อยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ฯ       
			<remark  id="s2b15c57l10" />	[๒๒๕] มาฆเทวบุตรยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว ได้กราบทูล  พระผู้มีพระภาค
			<remark  id="s2b15c57l11" />ด้วยคาถาว่า          
			<remark  id="s2b15c57l12" />บุคคลฆ่าอะไรสิ จึงจะอยู่เป็นสุข ฆ่าอะไรสิ จึงจะไม่เศร้าโศก ข้าแต่
			<remark  id="s2b15c57l13" />พระโคดม พระองค์ทรงพอพระทัยการฆ่าธรรมอะไร ซึ่งเป็นธรรม
			<remark  id="s2b15c57l14" />อันเดียว ฯ
			<remark  id="s2b15c57l15" />	[๒๒๖] พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า 
			<remark  id="s2b15c57l16" />บุคคลฆ่าความโกรธแล้ว ย่อมอยู่เป็นสุข ฆ่าความโกรธแล้ว  ย่อมไม่
			<remark  id="s2b15c57l17" />เศร้าโศก ดูกรท้าววัตรภู อริยะทั้งหลาย สรรเสริญการฆ่าความโกรธ 
			<remark  id="s2b15c57l18" />ซึ่งมีรากเป็นพิษ มียอดหวาน เพราะว่าบุคคลฆ่าความโกรธนั้นแล้ว
			<remark  id="s2b15c57l19" />ย่อมไม่เศร้าโศก ฯ
			<remark  id="s2b15c57l20" />		       มาคธสูตรที่ ๔         
			<remark  id="s2b15c57l21" />	[๒๒๗] มาคธเทวบุตร ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้วได้กราบทูล พระผู้มี
			<remark  id="s2b15c57l22" />พระภาคด้วยคาถาว่า          
		</para>
	</section>
	<section id="s2b15c58" >
		<para id="s2b15c58p">
			<remark  id="s2b15c58l1" />แสงสว่างในโลก มีกี่อย่าง ข้าพระองค์มาเพื่อทูลถามพระผู้มีพระภาคแล้ว 
			<remark  id="s2b15c58l2" />ไฉนจะพึงทราบข้อนั้นได้ ฯ
			<remark  id="s2b15c58l3" />	[๒๒๘] พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า 
			<remark  id="s2b15c58l4" />แสงสว่างในโลกมี ๔ อย่าง อย่างที่ ๕ ไม่มีในโลกนี้  พระอาทิตย์ส่อง
			<remark  id="s2b15c58l5" />สว่างในกลางวัน พระจันทร์ส่องสว่างในกลางคืน ส่วนไฟส่องสว่าง
			<remark  id="s2b15c58l6" />ในที่นั้นๆ ทั้งกลางวันและกลางคืน พระสัมพุทธเจ้าประเสริฐสุดกว่า
			<remark  id="s2b15c58l7" />แสงสว่างทั้งหลายแสงสว่างนี้เป็นยอดเยี่ยม ฯ
			<remark  id="s2b15c58l8" />		       ทามลิสูตรที่ ๕        
			<remark  id="s2b15c58l9" />	[๒๒๙] ... อารามแห่งอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี ครั้ง  นั้น ทามลิเทวบุตร 
			<remark  id="s2b15c58l10" />เมื่อราตรีปฐมยามสิ้นไปแล้ว มีวรรณงามยิ่งนัก ยังพระวิหาร  เชตวันทั้งสิ้นให้สว่าง เข้าไป
			<remark  id="s2b15c58l11" />เฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ครั้นแล้วก็ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคแล้ว ได้ยืน ณ ที่ควร
			<remark  id="s2b15c58l12" />ส่วนข้างหนึ่ง ฯ     
			<remark  id="s2b15c58l13" />	[๒๓๐] ทามลิเทวบุตร ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้วได้ภาษิตคาถานี้ ใน
			<remark  id="s2b15c58l14" />สำนักพระผู้มีพระภาคว่า       
			<remark  id="s2b15c58l15" />พราหมณ์ผู้ไม่เกียจคร้าน พึงทำความเพียรนี้ เขาไม่ปรารถนาภพ
			<remark  id="s2b15c58l16" />ด้วยเหตุนั้น เพราะละกามได้ขาดแล้ว ฯ
			<remark  id="s2b15c58l17" />	[๒๓๑] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า    
			<remark  id="s2b15c58l18" />ทามลิ กิจไม่มีแก่พราหมณ์ เพราะว่า พราหมณ์ทำกิจเสร็จแล้ว บุคคล
			<remark  id="s2b15c58l19" />ยังไม่ได้ท่าจอดในแม่น้ำทั้งหลาย เพียงใด เขาเป็นสัตว์เกิด ต้อง
			<remark  id="s2b15c58l20" />พยายาม ด้วยตัวทุกอย่าง เพียงนั้น ก็ผู้นั้นได้ท่าเป็นที่จอดแล้ว ยืนอยู่
			<remark  id="s2b15c58l21" />บนบก ไม่ต้องพยายาม เพราะว่า เขาเป็นผู้ถึงฝั่งแล้ว ฯ
			<remark  id="s2b15c58l22" />ดูกรทามลิเทวบุตร นี้เป็นข้ออุปมาแห่งพราหมณ์ ผู้มีอาสวะสิ้นแล้ว 
			<remark  id="s2b15c58l23" />มีปัญญาเพ่งพินิจ ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b15c59" >
		<para id="s2b15c59p">
			<remark  id="s2b15c59l1" />พราหมณ์นั้น ถึงที่สุดแห่งชาติและมรณะแล้ว ไม่ต้องพยายาม เพราะ
			<remark  id="s2b15c59l2" />เป็นผู้ถึงฝั่งแล้ว ฯ
			<remark  id="s2b15c59l3" />		       กามทสูตรที่ ๖         
			<remark  id="s2b15c59l4" />	[๒๓๒] กามทเทวบุตร ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้วได้กราบทูลพระผู้มี
			<remark  id="s2b15c59l5" />พระภาคว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาค สมณธรรมทำได้โดยยาก ข้าแต่ พระผู้มีพระภาค สมณธรรม
			<remark  id="s2b15c59l6" />ทำได้โดยยากยิ่ง ฯ        
			<remark  id="s2b15c59l7" />    พระผู้มีพระภาคตรัสว่า          
			<remark  id="s2b15c59l8" />ชนทั้งหลาย ผู้ตั้งมั่นแล้วด้วยศีลแห่งพระเสขะ มีตนตั้งมั่นแล้ว ย่อม
			<remark  id="s2b15c59l9" />กระทำ แม้ซึ่งสมณธรรมอันบุคคลทำได้โดยยากความยินดี ย่อมนำสุข
			<remark  id="s2b15c59l10" />มาให้แก่บุคคลผู้เข้าถึงแล้วซึ่งความเป็นผู้ไม่มีเรือน ฯ
			<remark  id="s2b15c59l11" />	[๒๓๓] กามทเทวบุตรกราบทูลว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาค ข้อที่หาได้ยากนี้ คือความ
			<remark  id="s2b15c59l12" />สันโดษ ยินดี ฯ          
			<remark  id="s2b15c59l13" />    พระผู้มีพระภาคตรัสว่า          
			<remark  id="s2b15c59l14" />ชนเหล่าใด ยินดีแล้วในความสงบแห่งจิต ชนเหล่าใด มีใจยินดีแล้ว
			<remark  id="s2b15c59l15" />ในความอบรมจิต ทั้งกลางวันและกลางคืน ชนเหล่านั้น ย่อมได้แม้
			<remark  id="s2b15c59l16" />ซึ่งสิ่งที่ได้โดยยาก ฯ
			<remark  id="s2b15c59l17" />	[๒๓๔] กามทเทวบุตรกราบทูลว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาค ธรรมชาติที่ ตั้งมั่นได้ยากนี้ 
			<remark  id="s2b15c59l18" />คือจิต ฯ         
			<remark  id="s2b15c59l19" />    พระผู้มีพระภาคตรัสว่า          
			<remark  id="s2b15c59l20" />ชนเหล่าใด ยินดีแล้วในความสงบอินทรีย์ ชนเหล่านั้น  ย่อมตั้งมั่น 
			<remark  id="s2b15c59l21" />ซึ่งจิตที่ตั้งมั่นได้ยาก ดูกรกามทเทวบุตร อริยะทั้งหลายเหล่านั้นตัดข่าย
			<remark  id="s2b15c59l22" />แห่งมัจจุไปได้ ฯ
			<remark  id="s2b15c59l23" />	[๒๓๕] กามทเทวบุตรกราบทูลว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาค ทางที่ไปได้ยาก คือ ทางที่
			<remark  id="s2b15c59l24" />ไม่เสมอ ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b15c60" >
		<para id="s2b15c60p">
			<remark  id="s2b15c60l1" />    พระผู้มีพระภาคตรัสว่า          
			<remark  id="s2b15c60l2" />ดูกรกามทเทวบุตร อริยะทั้งหลาย ย่อมไปได้ แม้ในทางที่ไม่เสมอ 
			<remark  id="s2b15c60l3" />ที่ไปได้ยาก
			<remark  id="s2b15c60l4" />ผู้มิใช่อริยะ ย่อมเป็นผู้บ่ายศีรษะลงเบื้องต่ำ ตกไปในทางอันไม่เสมอ 
			<remark  id="s2b15c60l5" />ทางนั้นสม่ำเสมอสำหรับอริยะทั้งหลาย เพราะอริยะทั้งหลาย เป็นผู้
			<remark  id="s2b15c60l6" />สม่ำเสมอ ในทางอันไม่เสมอ ฯ
			<remark  id="s2b15c60l7" />		     ปัญจาลจัณฑสูตรที่ ๗     
			<remark  id="s2b15c60l8" />	[๒๓๖] ปัญจาลจัณฑเทวบุตร ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว ได้ภาษิตคาถานี้ 
			<remark  id="s2b15c60l9" />ในสำนักพระผู้มีพระภาคว่า          
			<remark  id="s2b15c60l10" />บุคคลผู้มีปัญญามาก ได้ประสบโอกาส ในที่คับแคบหนอ  ผู้ใดได้รู้ฌาน 
			<remark  id="s2b15c60l11" />เป็นผู้ตื่น ผู้นั้นเป็นผู้หลีกออกได้อย่างองอาจเป็นมุนี ฯ
			<remark  id="s2b15c60l12" />	[๒๓๗] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า    
			<remark  id="s2b15c60l13" />ชนเหล่าใด แม้อยู่ในที่คับแคบ แต่ได้เฉพาะแล้วซึ่งสติ  เพื่อการบรรลุ
			<remark  id="s2b15c60l14" />ธรรม คือพระนิพพาน ชนเหล่านั้น ตั้งมั่นดีแล้ว โดยชอบ ฯ
			<remark  id="s2b15c60l15" />		       ตายนสูตรที่ ๘         
			<remark  id="s2b15c60l16" />	[๒๓๘] ครั้งนั้น ตายนเทวบุตรผู้เป็นเจ้าลัทธิมาแต่ก่อน เมื่อราตรีปฐมยามสิ้นไป
			<remark  id="s2b15c60l17" />แล้ว มีวรรณอันงามยิ่งนัก ยังพระวิหารเชตวันทั้งสิ้นให้สว่าง เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค
			<remark  id="s2b15c60l18" />ถึงที่ประทับ ครั้นแล้วก็ถวายบังคมพระผู้มีพระภาค แล้วได้ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ฯ       
			<remark  id="s2b15c60l19" />	[๒๓๙] ตายนเทวบุตร ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้วได้ภาษิตคาถา เหล่านี้ 
			<remark  id="s2b15c60l20" />ในสำนักพระผู้มีพระภาคว่า  
			<remark  id="s2b15c60l21" />ท่านจงพยายามตัดกระแสตัณหา จงบรรเทากามเสียเถิดพราหมณ์ ฯ
			<remark  id="s2b15c60l22" />มุนีไม่ละกาม ย่อมไม่เข้าถึงความที่จิตแน่วแน่ได้ ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b15c61" >
		<para id="s2b15c61p">
			<remark  id="s2b15c61l1" />ถ้าบุคคลจะพึงทำความเพียร พึงทำความเพียรนั้นจริงๆ พึงบากบั่น
			<remark  id="s2b15c61l2" />ทำความเพียรนั้นให้มั่น เพราะว่าการบรรพชาที่ปฏิบัติย่อหย่อน ยิ่ง
			<remark  id="s2b15c61l3" />เรี่ยรายโทษดุจธุลี ฯ
			<remark  id="s2b15c61l4" />ความชั่วไม่ทำเสียเลยประเสริฐกว่า ความชั่วย่อมเผาผลาญในภายหลัง ฯ
			<remark  id="s2b15c61l5" />ก็กรรมใดทำแล้ว ไม่เดือดร้อนในภายหลัง กรรมนั้นเป็นความดี ทำแล้ว
			<remark  id="s2b15c61l6" />ประเสริฐกว่า หญ้าคาอันบุคคลจับไม่ดี ย่อมบาดมือนั่นเองฉันใด ฯ
			<remark  id="s2b15c61l7" />           ความเป็นสมณะ อันบุคคลปฏิบัติไม่ดี ย่อมฉุดเข้าไปเพื่อ เกิดในนรก 
			<remark  id="s2b15c61l8" />ฉันนั้น ฯ       
			<remark  id="s2b15c61l9" />กรรมอันย่อหย่อนอย่างใดอย่างหนึ่ง วัตรอันใดที่เศร้าหมอง และ
			<remark  id="s2b15c61l10" />พรหมจรรย์ที่น่ารังเกียจ ทั้งสามอย่างนั้น ไม่มีผลมาก ฯ
			<remark  id="s2b15c61l11" />    ตายนเทวบุตร ครั้นได้กล่าวดังนี้แล้ว ก็ถวายบังคมพระผู้มีพระภาค ทำประทักษิณแล้ว
			<remark  id="s2b15c61l12" />อันตรธานไปในที่นั้นเอง ฯ          
			<remark  id="s2b15c61l13" />	[๒๔๐] ครั้งนั้น โดยล่วงราตรีนั้นแล้ว พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุ ทั้งหลายมาว่า 
			<remark  id="s2b15c61l14" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อคืนนี้ เทวบุตรนามว่าตายนะ ผู้เป็นเจ้าลัทธิ  มาแต่ก่อน  เมื่อราตรี
			<remark  id="s2b15c61l15" />ปฐมยามสิ้นไป  มีวรรณอันงามยิ่งนัก ยังพระวิหารเชตวันทั้งสิ้นให้สว่าง  เข้ามาหาเราถึง
			<remark  id="s2b15c61l16" />ที่อยู่ ครั้นแล้ว ก็อภิวาทเราแล้ว ได้ยืนอยู่  ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ตายนเทวบุตร ยืนอยู่ ณ 
			<remark  id="s2b15c61l17" />ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว ได้ภาษิต       คาถาเหล่านี้ในสำนักของเราว่า       
			<remark  id="s2b15c61l18" />ท่านจงพยายามตัดกระแสตัณหา จงบรรเทากามเสียเถิดพราหมณ์
			<remark  id="s2b15c61l19" />มุนีไม่ละกาม ย่อมไม่เข้าถึงความที่จิตแน่วแน่ได้ ฯ 
			<remark  id="s2b15c61l20" />ถ้าบุคคลจะพึงทำความเพียร พึงทำความเพียรนั้นจริงๆ พึงบากบั่น
			<remark  id="s2b15c61l21" />ทำความเพียรนั้นให้มั่น เพราะว่าการบรรพชาที่ปฏิบัติย่อหย่อน ยิ่ง
			<remark  id="s2b15c61l22" />เรี่ยรายโทษดุจธุลี ฯ
			<remark  id="s2b15c61l23" />ความชั่ว ไม่ทำเสียเลยประเสริฐกว่า ความชั่วย่อมเผาผลาญในภายหลัง ฯ
			<remark  id="s2b15c61l24" />ก็กรรมใดทำแล้วไม่เดือดร้อนในภายหลัง กรรมนั้นเป็นความดี ทำแล้ว
			<remark  id="s2b15c61l25" />ประเสริฐกว่า หญ้าคาอันบุคคลจับไม่ดี ย่อมบาดมือนั่นเอง ฉันใด ฯ
			<remark  id="s2b15c61l26" />ความเป็นสมณะ อันบุคคลปฏิบัติไม่ดี ย่อมฉุดเข้าไปเพื่อเกิดในนรก 
			<remark  id="s2b15c61l27" />ฉันนั้น ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b15c62" >
		<para id="s2b15c62p">
			<remark  id="s2b15c62l1" />กรรมอันย่อหย่อนอย่างใดอย่างหนึ่ง วัตรอันใดที่เศร้าหมอง  และ
			<remark  id="s2b15c62l2" />พรหมจรรย์ที่น่ารังเกียจ ทั้งสามอย่างนั้น ไม่มีผลมาก ฯ
			<remark  id="s2b15c62l3" />    ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตายนเทวบุตรครั้นได้กล่าวดังนี้แล้ว ก็อภิวาทเรา ทำประทักษิณแล้ว
			<remark  id="s2b15c62l4" />อันตรธานไปในที่นั้นเอง ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลาย จงศึกษา จงเล่าเรียน จงทรงจำตายนคาถาไว้ 
			<remark  id="s2b15c62l5" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตายนคาถาประกอบ ด้วยประโยชน์ เป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์ ฯ      
			<remark  id="s2b15c62l6" />		       จันทิมสูตรที่ ๙       
			<remark  id="s2b15c62l7" />	[๒๔๑] พระผู้มีพระภาคประทับ ... เขตพระนครสาวัตถี ก็โดยสมัยนั้น จันทิมเทวบุตร
			<remark  id="s2b15c62l8" />ถูกอสุรินทราหูเข้าจับแล้ว ครั้งนั้นจันทิมเทวบุตรระลึกถึงพระผู้มีพระภาค ได้ภาษิตคาถานี้ในเวลา
			<remark  id="s2b15c62l9" />นั้นว่า       
			<remark  id="s2b15c62l10" />ข้าแต่พระพุทธเจ้า ผู้แกล้วกล้า ขอความนอบน้อมจงมีแด่พระองค์ 
			<remark  id="s2b15c62l11" />พระองค์เป็นผู้หลุดพ้นแล้วในธรรมทั้งปวง ข้าพระองค์ถึงเฉพาะแล้ว 
			<remark  id="s2b15c62l12" />ซึ่งฐานะอันคับขัน ขอพระองค์จงเป็นที่พึ่งแห่งข้าพระองค์นั้น ฯ
			<remark  id="s2b15c62l13" />	[๒๔๒] ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาค ทรงปรารภจันทิมเทวบุตรได้ตรัส กะอสุรินทราหู
			<remark  id="s2b15c62l14" />ด้วยพระคาถาว่า        
			<remark  id="s2b15c62l15" />จันทิมเทวบุตร ถึงตถาคตผู้เป็นพระอรหันต์ ว่าเป็นที่พึ่ง  ดูกรราหู 
			<remark  id="s2b15c62l16" />ท่านจงปล่อยจันทิมเทวบุตร พระพุทธเจ้าทั้งหลายเป็นผู้อนุเคราะห์
			<remark  id="s2b15c62l17" />แก่โลก ฯ
			<remark  id="s2b15c62l18" />	[๒๔๓] ลำดับนั้นอสุรินทราหู ปล่อยจันทิมเทวบุตรแล้ว มีรูปอันกระหืดกระหอบ 
			<remark  id="s2b15c62l19" />เข้าไปหาอสุรินทเวปจิตติถึงที่อยู่ ครั้นแล้วก็เป็นผู้เศร้าสลด เกิดขนพอง ได้ยืนอยู่ ณ ที่ควร
			<remark  id="s2b15c62l20" />ส่วนข้างหนึ่ง ฯ       
			<remark  id="s2b15c62l21" />	[๒๔๔] อสุรินทเวปจิตติ ได้กล่าวกะอสุรินทราหู ผู้ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง 
			<remark  id="s2b15c62l22" />ด้วยคาถาว่า          
			<remark  id="s2b15c62l23" />ดูกรราหู ทำไมหนอ ท่านจึงกระหืดกระหอบปล่อยพระจันทร์เสีย 
			<remark  id="s2b15c62l24" />ทำไมหนอ ท่านจึงมีรูปสลด มายืนกลัวอยู่ ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b15c63" >
		<para id="s2b15c63p">
			<remark  id="s2b15c63l1" />[๒๔๕] อสุรินทราหูกล่าวว่า      
			<remark  id="s2b15c63l2" />ข้าพเจ้าถูกขับด้วยคาถาของพระพุทธเจ้า หากข้าพเจ้าไม่พึงปล่อยจันทิม
			<remark  id="s2b15c63l3" />เทวบุตร ศีรษะของข้าพเจ้าพึงแตกเจ็ดเสี่ยงมีชีวิตอยู่ ก็ไม่พึงได้รับ
			<remark  id="s2b15c63l4" />ความสุข ฯ
			<remark  id="s2b15c63l5" />		       สุริยสูตรที่ ๑๐       
			<remark  id="s2b15c63l6" />	[๒๔๖] ก็โดยสมัยนั้น สุริยเทวบุตร ถูกอสุรินทราหูเข้าจับแล้ว ครั้งนั้น สุริย
			<remark  id="s2b15c63l7" />เทวบุตร ระลึกถึงพระผู้มีพระภาค ได้กล่าวคาถานี้ในเวลานั้นว่า  
			<remark  id="s2b15c63l8" />ข้าแต่พระพุทธเจ้า ผู้แกล้วกล้า ขอความนอบน้อมจงมีแด่พระองค์ 
			<remark  id="s2b15c63l9" />พระองค์เป็นผู้หลุดพ้นแล้วในธรรมทั้งปวง ข้าพระองค์ถึงเฉพาะแล้วซึ่ง
			<remark  id="s2b15c63l10" />ฐานะอันคับขัน ขอพระองค์จงเป็นที่พึ่งแห่งข้าพระองค์นั้น ฯ
			<remark  id="s2b15c63l11" />	[๒๔๗] ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงปรารภสุริยเทวบุตรได้ตรัสกะอสุรินทราหูด้วย
			<remark  id="s2b15c63l12" />พระคาถาว่า         
			<remark  id="s2b15c63l13" />สุริยเทวบุตร ถึงตถาคตผู้เป็นพระอรหันต์ ว่าเป็นที่พึง ดูกรราหู ท่าน
			<remark  id="s2b15c63l14" />จงปล่อยสุริยะ พระพุทธเจ้าทั้งหลาย เป็นผู้อนุเคราะห์แก่โลก สุริยะ
			<remark  id="s2b15c63l15" />ใดเป็นผู้ส่องแสง กระทำความสว่างในที่มืดมิด มีสัณฐานเป็นวงกลม 
			<remark  id="s2b15c63l16" />มีเดชสูง ดูกรราหู ท่านอย่ากลืนกินสุริยะนั้น ผู้เที่ยวไปในอากาศ 
			<remark  id="s2b15c63l17" />ดูกรราหู ท่านจงปล่อยสุริยะ ผู้เป็นบุตรของเรา ฯ
			<remark  id="s2b15c63l18" />	[๒๔๘] ลำดับนั้น อสุรินทราหู ปล่อยสุริยเทวบุตรแล้ว มีรูปอันกระหืดกระหอบ 
			<remark  id="s2b15c63l19" />เข้าไปหาอสุรินทเวปจิตติถึงที่อยู่ ครั้นแล้วก็เป็นผู้เศร้าสลด เกิดขนพอง ได้ยืนอยู่ ณ ที่ควร
			<remark  id="s2b15c63l20" />ส่วนข้างหนึ่ง ฯ       
			<remark  id="s2b15c63l21" />	[๒๔๙] อสุรินทเวปจิตติ ได้กล่าวกะอสุรินทราหู ผู้ยืนอยู่ ณ ที่  ควรส่วนข้างหนึ่ง 
			<remark  id="s2b15c63l22" />ด้วยคาถาว่า       
			<remark  id="s2b15c63l23" />ดูกรราหู ทำไมหนอ ท่านจึงกระหืดกระหอบ ปล่อยพระสุริยะเสีย 
			<remark  id="s2b15c63l24" />ทำไมหนอ ท่านจึงมีรูปเศร้าสลด มายืนกลัวอยู่ ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b15c64" >
		<para id="s2b15c64p">
			<remark  id="s2b15c64l1" />[๒๕๐] อสุรินทราหู กล่าวว่า     
			<remark  id="s2b15c64l2" />ข้าพเจ้าถูกขับด้วยคาถาของพระพุทธเจ้า ถ้าข้าพเจ้าไม่พึงปล่อยพระสุริยะ 
			<remark  id="s2b15c64l3" />ศีรษะของข้าพเจ้าพึงแตกเจ็ดเสี่ยง มีชีวิตอยู่ ก็ไม่พึงได้รับความสุข ฯ
			<remark  id="s2b15c64l4" />		       จบ วรรคที่ ๑          
			<remark  id="s2b15c64l5" />		       ______________________________ 
			<remark  id="s2b15c64l6" />     รวมพระสูตรในวรรคที่ ๑ นี้ มี ๑๐ สูตร คือ ปฐมกัสสปสูตรที่ ๑  ทุติยกัสสปสูตร
			<remark  id="s2b15c64l7" />ที่ ๒ มาฆสูตรที่ ๓ มาคธสูตรที่ ๔ ทามลิสูตรที่ ๕ กามทสูตร ที่ ๖ ปัญจาลจัณฑสูตรที่ ๗
			<remark  id="s2b15c64l8" /> ตายนสูตรที่ ๘ จันทิมสูตรที่ ๙ และสุริยสูตรที่ ๑๐ ฯ      
			<remark  id="s2b15c64l9" />		       _____________________________ 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b15c65" >
		<para id="s2b15c65p">
			<remark  id="s2b15c65l1" />		    อนาถปิณฑิกวรรคที่ ๒      
			<remark  id="s2b15c65l2" />		      จันทิมสสูตรที่ ๑       
			<remark  id="s2b15c65l3" />	[๒๕๑] พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ในพระวิหารเชตวัน อารามของท่าน อนาถบิณฑิกเศรษฐี 
			<remark  id="s2b15c65l4" />เขตพระนครสาวัตถี ครั้งนั้น จันทิมสเทวบุตร เมื่อปฐมยามสิ้นไปแล้ว มีวรรณงามยิ่งนัก 
			<remark  id="s2b15c65l5" />ยังพระวิหารเชตวันทั้งสิ้นให้สว่าง เข้าไปเฝ้า     พระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ครั้นแล้วก็ถวาย
			<remark  id="s2b15c65l6" />บังคมพระผู้มีพระภาค แล้วได้ยืนอยู่    ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ฯ
			<remark  id="s2b15c65l7" />	[๒๕๒] จันทิมสเทวบุตร ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว ได้    กล่าวคาถานี้ ใน
			<remark  id="s2b15c65l8" />สำนักพระผู้มีพระภาคว่า          
			<remark  id="s2b15c65l9" />ก็ชนเหล่าใด เข้าถึงฌาน มีจิตเป็นสมาธิ มีปัญญา มีสติชนเหล่า
			<remark  id="s2b15c65l10" />นั้น จักถึงความสวัสดี ประดุจเนื้อในชวากเขา ไร้ริ้นยุง ฉะนั้น ฯ
			<remark  id="s2b15c65l11" />	[๒๕๓] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า    
			<remark  id="s2b15c65l12" />ก็ชนเหล่าใด เข้าถึงฌาน ไม่ประมาท ละกิเลสได้ ชนเหล่านั้น จัก
			<remark  id="s2b15c65l13" />ถึงฝั่งประดุจปลา ทำลายข่ายได้แล้ว ฉะนั้น ฯ
			<remark  id="s2b15c65l14" />		       เวณฑุสูตรที่ ๒        
			<remark  id="s2b15c65l15" />	[๒๕๔] เวณฑุเทวบุตร ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว ได้กล่าว คาถานี้ ใน
			<remark  id="s2b15c65l16" />สำนักพระผู้มีพระภาคว่า   
			<remark  id="s2b15c65l17" />ชนเหล่าใด นั่งใกล้พระสุคต ประกอบตนในศาสนาของพระโคดม ไม่
			<remark  id="s2b15c65l18" />ประมาทแล้ว ศึกษาตามอยู่ ชนเหล่านั้นถึงความสุขแล้วหนอ ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b15c66" >
		<para id="s2b15c66p">
			<remark  id="s2b15c66l1" />[๒๕๕] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า    
			<remark  id="s2b15c66l2" />ชนเหล่าใด เป็นผู้เพ่งพินิจ ศึกษาตามในข้อสั่งสอน อันเรากล่าวไว้
			<remark  id="s2b15c66l3" />แล้ว ชนเหล่านั้น ไม่ประมาทอยู่ในกาล ไม่พึงไปสู่อำนาจแห่งมัจจุ ฯ
			<remark  id="s2b15c66l4" />		      ทีฆลัฏฐิสูตรที่ ๓      
			<remark  id="s2b15c66l5" />	[๒๕๖] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้       
			<remark  id="s2b15c66l6" />    สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเวฬุวัน อันเป็นที่ ให้เหยื่อแก่กระแต 
			<remark  id="s2b15c66l7" />เขตพระนครราชคฤห์ ครั้งนั้น ทีฆลัฏฐิเทวบุตร เมื่อ ราตรีปฐมยามสิ้นไปแล้ว มีวรรณอันงาม
			<remark  id="s2b15c66l8" />ยิ่งนัก ยังพระวิหารเวฬุวันทั้งสิ้นให้สว่าง เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ครั้นแล้ว
			<remark  id="s2b15c66l9" /> ก็ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคแล้ว     ได้ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ฯ 
			<remark  id="s2b15c66l10" />	[๒๕๗] ทีฆลัฏฐิเทวบุตร ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว ได้กล่าว คาถานี้ ใน
			<remark  id="s2b15c66l11" />สำนักพระผู้มีพระภาคว่า   
			<remark  id="s2b15c66l12" />ภิกษุพึงเป็นผู้มีปกติเพ่งพินิจ มีจิตหลุดพ้นแล้ว พึงหวังความไม่เกิดขึ้น
			<remark  id="s2b15c66l13" />แห่งหทัย รู้ความเกิดขึ้นและความเสื่อมไปแห่งโลกแล้ว มีใจดี อัน
			<remark  id="s2b15c66l14" />ตัณหาและทิฐิไม่อิงอาศัยแล้ว มีคุณข้อนั้นเป็นอานิสงส์ ฯ
			<remark  id="s2b15c66l15" />		       นันทนสูตรที่ ๔        
			<remark  id="s2b15c66l16" />	[๒๕๘] นันทนเทวบุตร ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาค
			<remark  id="s2b15c66l17" />ด้วยคาถาว่า   
			<remark  id="s2b15c66l18" />ข้าแต่พระโคดม ผู้มีพระปัญญากว้างขวาง ข้าพระองค์ขอทูลถามพระองค์
			<remark  id="s2b15c66l19" />ถึงญาณทัสสนะ อันไม่เวียนกลับแห่งพระผู้มีพระภาค  บัณฑิตทั้งหลาย
			<remark  id="s2b15c66l20" />เรียกบุคคลชนิดไรว่า เป็นผู้มีศีล เรียกบุคคลชนิดไรว่า เป็นผู้มีปัญญา 
			<remark  id="s2b15c66l21" />บุคคลชนิดไรล่วงทุกข์อยู่ได้ เทวดาทั้งหลาย บูชาบุคคลชนิดไร ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b15c67" >
		<para id="s2b15c67p">
			<remark  id="s2b15c67l1" />[๒๕๙] พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า 
			<remark  id="s2b15c67l2" />บุคคลใด มีศีล มีปัญญา มีตนอบรมแล้ว มีจิตตั้งมั่นยินดีในฌาน 
			<remark  id="s2b15c67l3" />มีสติ เขาปราศจากความโศกทั้งหมด ละได้ขาดมีอาสวะสิ้นแล้ว ทรง
			<remark  id="s2b15c67l4" />ไว้ซึ่งร่างกายมีในที่สุด บัณฑิตทั้งหลายเรียกบุคคลชนิดนั้นว่า เป็น
			<remark  id="s2b15c67l5" />ผู้มีศีล เรียกบุคคลชนิดนั้นว่าเป็นผู้มีปัญญา บุคคลชนิดนั้นล่วง
			<remark  id="s2b15c67l6" />ทุกข์อยู่ได้ เทวดาทั้งหลายบูชาบุคคลชนิดนั้น ฯ
			<remark  id="s2b15c67l7" />		       จันทนสูตรที่ ๕        
			<remark  id="s2b15c67l8" />	[๒๖๐] จันทนเทวบุตร ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว ได้  กราบทูลพระผู้มีพระ
			<remark  id="s2b15c67l9" />ภาคด้วยคาถาว่า   
			<remark  id="s2b15c67l10" />บุคคลผู้ไม่เกียจคร้านทั้งกลางคืนและกลางวัน จะข้ามโอฆะได้อย่างไรสิ 
			<remark  id="s2b15c67l11" />ใครจะไม่จมในห้วงน้ำลึก อันไม่มีที่พึ่งพิงไม่มีที่ยึดเหนี่ยว ฯ
			<remark  id="s2b15c67l12" />	[๒๖๑] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า    
			<remark  id="s2b15c67l13" />บุคคลผู้สมบูรณ์ด้วยศีล ในกาลทุกเมื่อ มีปัญญา มีใจตั้งมั่นดีแล้ว 
			<remark  id="s2b15c67l14" />ปรารภความเพียร มีตนส่งไปแล้ว ย่อมข้ามโอฆะที่ข้ามได้ยาก เข้าเว้น
			<remark  id="s2b15c67l15" />ขาดแล้วจากกามสัญญา ล่วงรูปสัญโญชน์ได้ มีภพเป็นที่เพลิดเพลิน
			<remark  id="s2b15c67l16" />สิ้นไปแล้ว ย่อมไม่จมในห้วงน้ำลึก ฯ
			<remark  id="s2b15c67l17" />		      วาสุทัตตสูตรที่ ๖      
			<remark  id="s2b15c67l18" />	[๒๖๒] วาสุทัตตเทวบุตร ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว ได้    กล่าวคาถานี้ใน
			<remark  id="s2b15c67l19" />สำนักพระผู้มีพระภาคว่า           
			<remark  id="s2b15c67l20" />ภิกษุพึงมีสติเพื่อละกามราคะ งดเว้นเสีย ประดุจบุคคลถูกแทงด้วยหอก 
			<remark  id="s2b15c67l21" />ประดุจบุคคลถูกไฟไหม้ศีรษะอยู่ ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b15c68" >
		<para id="s2b15c68p">
			<remark  id="s2b15c68l1" />[๒๖๓] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า    
			<remark  id="s2b15c68l2" />ภิกษุพึงมีสติเพื่อการละสักกายทิฏฐิ งดเว้นเสีย ประดุจบุคคลถูกแทง
			<remark  id="s2b15c68l3" />ด้วยหอก ประดุจบุคคลถูกไฟไหม้ศีรษะอยู่ ฯ
			<remark  id="s2b15c68l4" />		      สุพรหมสูตรที่ ๗        
			<remark  id="s2b15c68l5" />	[๒๖๔] สุพรหมเทวบุตร ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว ได้กราบทูลพระผู้มี
			<remark  id="s2b15c68l6" />พระภาคด้วยคาถาว่า   
			<remark  id="s2b15c68l7" />จิตนี้สะดุ้งอยู่เป็นนิตย์ ใจนี้หวาดเสียวอยู่เป็นนิตย์ ถ้าเมื่อกิจทั้งหลาย
			<remark  id="s2b15c68l8" />ยังไม่เกิดขึ้น หรือเกิดขึ้นแล้วก็ตาม ถ้าความไม่สะดุ้งกลัวมีอยู่ ข้า
			<remark  id="s2b15c68l9" />พระองค์ทูลถามแล้ว ขอจงตรัสบอกข้อนั้นแก่ข้าพระองค์ ฯ
			<remark  id="s2b15c68l10" />	[๒๖๕] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า    
			<remark  id="s2b15c68l11" />นอกจากปัญญาและความเพียร นอกจากความสำรวมอินทรีย์  นอกจาก
			<remark  id="s2b15c68l12" />ความสละวางโดยประการทั้งปวง เรายังไม่เห็นความสวัสดีแห่งสัตว์
			<remark  id="s2b15c68l13" />ทั้งหลาย ฯ
			<remark  id="s2b15c68l14" />    สุพรหมเทวบุตรได้กล่าวดังนี้แล้ว ฯลฯ ก็อันตรธานไปในที่นั้นเอง ฯ     
			<remark  id="s2b15c68l15" />		       กกุธสูตรที่ ๘         
			<remark  id="s2b15c68l16" />	[๒๖๖] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้       
			<remark  id="s2b15c68l17" />    สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระอัญชนวัน สถานพระราชทานอภัยแก่เนื้อ 
			<remark  id="s2b15c68l18" />เขตเมืองสาเกต ครั้งนั้น กกุธเทวบุตร เมื่อราตรีปฐมยามสิ้นไปแล้ว มีวรรณงามยิ่งนัก 
			<remark  id="s2b15c68l19" />ยังอัญชนวันทั้งสิ้นให้สว่าง เข้าไปเฝ้า พระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ครั้นแล้ว ก็ถวายบังคม
			<remark  id="s2b15c68l20" />พระผู้มีพระภาคแล้ว ได้ ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ฯ    
			<remark  id="s2b15c68l21" />	[๒๖๗] กกุธเทวบุตร ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว ได้กราบทูล  พระผู้มีพระภาค
			<remark  id="s2b15c68l22" />ว่า ข้าแต่พระสมณะ พระองค์ทรงยินดีอยู่หรือ ฯ  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b15c69" >
		<para id="s2b15c69p">
			<remark  id="s2b15c69l1" />พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรผู้มีอายุ เราได้อะไรจึงจะยินดี ฯ
			<remark  id="s2b15c69l2" />กกุธเทวบุตรกราบทูลว่า ข้าแต่พระสมณะ ถ้าอย่างนั้นพระองค์ทรงเศร้าโศกอยู่หรือ ฯ
			<remark  id="s2b15c69l3" />พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรผู้มีอายุ เราเสื่อมอะไรจึงจะเศร้าโศก ฯ
			<remark  id="s2b15c69l4" />กกุธเทวบุตรกราบทูลว่า ข้าแต่พระสมณะ ถ้าอย่างนั้นพระองค์ไม่ทรงยินดีเลย ไม่ทรง
			<remark  id="s2b15c69l5" />เศร้าโศกเลยหรือ ฯ
			<remark  id="s2b15c69l6" />พระผู้มีพระภาคตรัสว่า เป็นเช่นนั้นผู้มีอายุ ฯ
			<remark  id="s2b15c69l7" />	[๒๖๘] กกุธเทวบุตร กราบทูลว่า   
			<remark  id="s2b15c69l8" />ข้าแต่ภิกษุ พระองค์ไม่มีทุกข์บ้างหรือ ความเพลิดเพลินไม่มีบ้างหรือ 
			<remark  id="s2b15c69l9" />ความเบื่อหน่ายไม่ครอบงำพระองค์ผู้ประทับนั่งแต่พระองค์เดียวบ้างหรือ ฯ
			<remark  id="s2b15c69l10" />	[๒๖๙] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า    
			<remark  id="s2b15c69l11" />ดูกรท่านผู้อันคนบูชา เราไม่มีทุกข์เลย และความเพลิดเพลินก็ไม่มี 
			<remark  id="s2b15c69l12" />อนึ่ง ความเบื่อหน่าย ก็ไม่ครอบงำเราผู้นั่งแต่ผู้เดียว ฯ
			<remark  id="s2b15c69l13" />	[๒๗๐] กกุธเทวบุตรกราบทูลว่า    
			<remark  id="s2b15c69l14" />ข้าแต่ภิกษุ ทำไมพระองค์จึงไม่มีทุกข์ ทำไมความเพลิดเพลินจึงไม่มี 
			<remark  id="s2b15c69l15" />ทำไมความเบื่อหน่าย จึงไม่ครอบงำพระองค์ผู้นั่งแต่ผู้เดียว ฯ
			<remark  id="s2b15c69l16" />	[๒๗๑] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า    
			<remark  id="s2b15c69l17" />ผู้มีทุกข์นั่นแหละ จึงมีความเพลิดเพลิน ผู้มีความเพลิดเพลินนั่นแหละ 
			<remark  id="s2b15c69l18" />จึงมีทุกข์ ภิกษุย่อมเป็นผู้ไม่มีความเพลิดเพลินไม่มีทุกข์ ท่านจงรู้อย่าง
			<remark  id="s2b15c69l19" />นี้เถิด ผู้มีอายุ ฯ
			<remark  id="s2b15c69l20" />	[๒๗๒] กกุธเทวบุตรกราบทูลว่า    
			<remark  id="s2b15c69l21" />นานหนอ ข้าพระองค์จึงพบเห็นภิกษุ ผู้เป็นพราหมณ์ดับรอบแล้ว 
			<remark  id="s2b15c69l22" />ไม่มีความเพลิดเพลิน ไม่มีทุกข์ ข้ามพ้นเครื่องข้องในโลกแล้ว ฯ
			<remark  id="s2b15c69l23" />		       อุตตรสูตรที่ ๙        
			<remark  id="s2b15c69l24" />	[๒๗๓] ราชคฤหนิทาน ฯ อุตตรเทวบุตร ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้าง  หนึ่งแล้ว ได้
			<remark  id="s2b15c69l25" />กล่าวคาถานี้ ในสำนักพระผู้มีพระภาคว่า         
		</para>
	</section>
	<section id="s2b15c70" >
		<para id="s2b15c70p">
			<remark  id="s2b15c70l1" />ชีวิตมีอายุน้อย ถูกชราต้อนเข้าไป ชีวิตที่ถูกชราต้อนเข้าไปแล้ว ย่อม
			<remark  id="s2b15c70l2" />ไม่มีที่ต้านทาน บุคคลเห็นภัยในมรณะนี้แล้วพึงทำบุญอันจะนำความ
			<remark  id="s2b15c70l3" />สุขมาให้ ฯ
			<remark  id="s2b15c70l4" />	[๒๗๔] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า    
			<remark  id="s2b15c70l5" />ชีวิตมีอายุน้อย ถูกชราต้อนเข้าไป ชีวิตที่ถูกชราต้อนเข้าไปแล้ว ย่อม
			<remark  id="s2b15c70l6" />ไม่มีที่ต้านทาน ผู้เห็นภัยในความตายนี้ พึงละโลกามิสเสีย มุ่งต่อ
			<remark  id="s2b15c70l7" />สันติ ฯ
			<remark  id="s2b15c70l8" />		    อนาถปิณฑิกสูตรที่ ๑๐     
			<remark  id="s2b15c70l9" />	[๒๗๕] อนาถบิณฑิกเทวบุตร ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว ได้กล่าวคาถา
			<remark  id="s2b15c70l10" />เหล่านี้ ในสำนักพระผู้มีพระภาคว่า     
			<remark  id="s2b15c70l11" />ก็พระเชตวันนี้นั้น อันหมู่แห่งท่านผู้แสวงคุณพำนักอยู่  พระธรรมราชา
			<remark  id="s2b15c70l12" />ก็ประทับอยู่แล้ว เป็นที่ให้เกิดปีติแก่ข้าพระองค์ ฯ
			<remark  id="s2b15c70l13" />สัตว์ทั้งหลาย ย่อมบริสุทธิ์ด้วยส่วน ๕ นี้ คือ กรรม  วิชชา ธรรม 
			<remark  id="s2b15c70l14" />ศีล และชีวิตอันอุดม หาใช่บริสุทธิ์ด้วยโคตรหรือทรัพย์ไม่ ฯ
			<remark  id="s2b15c70l15" />เพราะเหตุนั้นแหละ บุรุษผู้เป็นบัณฑิต เมื่อเล็งเห็นประโยชน์ของตน 
			<remark  id="s2b15c70l16" />พึงเลือกเฟ้นธรรมโดยแยบคายอย่างนี้ จึงจะบริสุทธิ์ในธรรมนั้น พระ
			<remark  id="s2b15c70l17" />สารีบุตรรูปเดียวเท่านั้น เป็นผู้ประเสริฐด้วยปัญญา ศีล และธรรม
			<remark  id="s2b15c70l18" />เครื่องสงบระงับ ภิกษุใดเป็นผู้ถึงซึ่งฝั่ง ภิกษุนั้นก็มีท่านพระสารีบุตร
			<remark  id="s2b15c70l19" />นั้นเป็นอย่างเยี่ยม ฯ
			<remark  id="s2b15c70l20" />    อนาถบิณฑิกเทวบุตร ครั้นได้กล่าวดังนี้แล้ว ก็ถวายบังคมพระผู้มีพระภาค ทำ
			<remark  id="s2b15c70l21" />ประทักษิณแล้วอันตรธานไปในที่นั้นเอง ฯ
			<remark  id="s2b15c70l22" />	[๒๗๖] ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาค เมื่อล่วงราตรีนั้นแล้ว จึงตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายมา
			<remark  id="s2b15c70l23" />ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อคืนนี้เทวบุตรองค์หนึ่ง เมื่อราตรี ปฐมยามสิ้นไปแล้ว มีวรรณงาม
			<remark  id="s2b15c70l24" />ยิ่งนัก ยังวิหารเชตวันทั้งสิ้นให้สว่าง เข้ามาหาเราถึงที่อยู่ ครั้นแล้ว ก็อภิวาทเราแล้ว ได้
		</para>
	</section>
	<section id="s2b15c71" >
		<para id="s2b15c71p">
			<remark  id="s2b15c71l1" />ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง    เทวบุตรนั้น ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว ได้กล่าว
			<remark  id="s2b15c71l2" />คาถาเหล่านี้ในสำนัก    เราว่า     
			<remark  id="s2b15c71l3" />ก็พระเชตวันนี้นั้น อันหมู่แห่งท่านผู้แสวงคุณพำนักอยู่พระธรรมราชา
			<remark  id="s2b15c71l4" />ก็ประทับอยู่แล้ว เป็นที่ให้เกิดปีติแก่ข้าพระองค์ ฯ
			<remark  id="s2b15c71l5" />สัตว์ทั้งหลายย่อมบริสุทธิ์ด้วยส่วน ๕ นี้ คือ กรรม วิชชา  ธรรม ศีล 
			<remark  id="s2b15c71l6" />และชีวิตอันอุดม หาใช่บริสุทธิ์ด้วยโคตรหรือทรัพย์ไม่ ฯ
			<remark  id="s2b15c71l7" />เพราะเหตุนั้นแหละ บุรุษผู้เป็นบัณฑิต เมื่อเล็งเห็นประโยชน์ของตน 
			<remark  id="s2b15c71l8" />พึงเลือกเฟ้นธรรมโดยแยบคายอย่างนี้ จึงจะบริสุทธิ์ในธรรมนั้น พระ
			<remark  id="s2b15c71l9" />สารีบุตรรูปเดียวเท่านั้น เป็นผู้ประเสริฐ  ด้วยปัญญา ศีล และธรรม
			<remark  id="s2b15c71l10" />เครื่องสงบระงับ ภิกษุใดเป็นผู้ถึงซึ่งฝั่ง ภิกษุนั้นก็มีท่านพระสารีบุตร
			<remark  id="s2b15c71l11" />นั้นเป็นอย่างเยี่ยม ฯ
			<remark  id="s2b15c71l12" />    ดูกรภิกษุทั้งหลาย เทวบุตรนั้นครั้นได้กล่าวดังนี้แล้ว ก็อภิวาทเรา ทำประทักษิณแล้ว อันตรธาน
			<remark  id="s2b15c71l13" />ไปในที่นั้นเอง ฯ         
			<remark  id="s2b15c71l14" />	[๒๗๗] เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว ท่านพระอานนท์ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาค
			<remark  id="s2b15c71l15" />ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็เทวบุตรนั้นเห็นจะเป็นอนาถบิณฑิกเทวบุตรแน่ อนาถบิณฑิก
			<remark  id="s2b15c71l16" />คฤหบดีได้เลื่อมใสยิ่งนักในท่านพระสารีบุตร ฯ       
			<remark  id="s2b15c71l17" />    พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรอานนท์ ถูกละๆ ดูกรอานนท์ ข้อที่จะพึง ถึงด้วยการนึกคิด
			<remark  id="s2b15c71l18" />มีประมาณเพียงใดนั้น เธอถึงแล้ว ดูกรอานนท์ ก็เทวบุตรนั้น  คือ อนาถบิณฑิกเทวบุตร ฯ
			<remark  id="s2b15c71l19" />		   จบ อนาถบิณฑิกวรรคที่ ๒    
			<remark  id="s2b15c71l20" />		  ___________________________________        
			<remark  id="s2b15c71l21" />    รวมพระสูตรในอนาถบิณฑิกวรรคที่ ๒ นี้มี ๑๐ สูตร คือ จันทิมสสูตรที่ ๑ เวณฑุสูตร
			<remark  id="s2b15c71l22" />ที่ ๒ ทีฆลัฏฐิสูตรที่ ๓ นันทนสูตรที่ ๔ จันทนสูตรที่ ๕   วาสุทัตตสูตรที่ ๖ สุพรหมสูตรที่ ๗ 
			<remark  id="s2b15c71l23" />กกุธสูตรที่ ๘ อุตตรสูตรที่ ๙ และ     อนาถบิณฑิกสูตรที่ ๑๐ ฯ 
			<remark  id="s2b15c71l24" />		   ________________________________         
		</para>
	</section>
	<section id="s2b15c72" >
		<para id="s2b15c72p">
			<remark  id="s2b15c72l1" />		    นานาติตถิยวรรคที่ ๓      
			<remark  id="s2b15c72l2" />		        สิวสูตรที่ ๑         
			<remark  id="s2b15c72l3" />	[๒๗๘] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้       
			<remark  id="s2b15c72l4" />    สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิก
			<remark  id="s2b15c72l5" />เศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี ครั้งนั้น เมื่อปฐมยามล่วงแล้ว   สิวเทวบุตร มีวรรณะงามยิ่งนัก
			<remark  id="s2b15c72l6" /> ยังพระวิหารเชตวันทั้งสิ้นให้สว่าง เข้าไปเฝ้า พระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ครั้นแล้ว จึงถวาย
			<remark  id="s2b15c72l7" />อภิวาทพระผู้มีพระภาคแล้วได้ยืน    อยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ฯ       
			<remark  id="s2b15c72l8" />	[๒๗๙] สิวเทพบุตร ครั้นยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว ได้กล่าว คาถาเหล่านี้ ใน
			<remark  id="s2b15c72l9" />สำนักพระผู้มีพระภาคว่า          
			<remark  id="s2b15c72l10" />บุคคลควรสมาคมกับพวกสัตบุรุษ ควรทำความสนิทสนมกับพวกสัตบุรุษ 
			<remark  id="s2b15c72l11" />บุคคลรู้ทั่วถึงพระสัทธรรมของพวกสัตบุรุษแล้ว เป็นผู้ประเสริฐ ไม่
			<remark  id="s2b15c72l12" />เป็นผู้ตกต่ำ บุคคลควรสมาคมกับพวกสัตบุรุษเท่านั้น ควรทำความ
			<remark  id="s2b15c72l13" />สนิทสนมกับพวกสัตบุรุษ บุคคลรู้ทั่วถึงพระสัทธรรมของพวกสัตบุรุษ
			<remark  id="s2b15c72l14" />แล้ว ย่อมได้ปัญญา ไม่คลาดเป็นอย่างอื่น บุคคลควรสมาคมกับพวก
			<remark  id="s2b15c72l15" />สัตบุรุษเท่านั้น ควรทำความสนิทสนมกับพวกสัตบุรุษ บุคคลรู้ทั่วถึง
			<remark  id="s2b15c72l16" />พระสัทธรรมของพวกสัตบุรุษแล้ว ย่อมไม่เศร้าโศกในท่ามกลางแห่ง
			<remark  id="s2b15c72l17" />ความเศร้าโศกบุคคลควรสมาคมกับพวกสัตบุรุษเท่านั้น ควรทำความ
			<remark  id="s2b15c72l18" />สนิทสนมกับพวกสัตบุรุษ บุคคลรู้ทั่วถึงพระสัทธรรมของพวกสัตบุรุษ
			<remark  id="s2b15c72l19" />แล้วย่อม รุ่งโรจน์ในท่ามกลางหมู่ญาติ บุคคลควรสมาคมกับพวก
			<remark  id="s2b15c72l20" />สัตบุรุษเท่านั้น ควรทำความสนิทสนมกับพวกสัตบุรุษ เหล่าสัตว์รู้ทั่ว
			<remark  id="s2b15c72l21" />ถึงพระสัทธรรมของพวกสัตบุรุษแล้วย่อมถึงสุคติ บุคคลควรสมาคม
			<remark  id="s2b15c72l22" />กับพวกสัตบุรุษเท่านั้น ควรทำความสนิทสนมกับพวกสัตบุรุษ เหล่า
			<remark  id="s2b15c72l23" />สัตว์รู้ทั่วถึงพระสัทธรรมของพวกสัตบุรุษแล้ว ย่อมยืนยงตลอดไป ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b15c73" >
		<para id="s2b15c73p">
			<remark  id="s2b15c73l1" />	[๒๘๐] ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคได้ตรัสตอบสิวเทวบุตรด้วยพระคาถาว่า    
			<remark  id="s2b15c73l2" />บุคคลควรสมาคมกับพวกสัตบุรุษเท่านั้น ควรทำความสนิทสนมกับพวก
			<remark  id="s2b15c73l3" />สัตบุรุษ บุคคลรู้ทั่วถึงสัทธรรมของพวกสัตบุรุษแล้ว ย่อมพ้นจากทุกข์
			<remark  id="s2b15c73l4" />ทั้งปวง ฯ
			<remark  id="s2b15c73l5" />		       เขมสูตรที่ ๒          
			<remark  id="s2b15c73l6" />	[๒๘๑] เขมเทพบุตร ครั้นยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้วได้กล่าวคาถาเหล่านี้ 
			<remark  id="s2b15c73l7" />ในสำนักพระผู้มีพระภาคว่า          
			<remark  id="s2b15c73l8" />คนพาลผู้มีปัญญาทราม ย่อมประพฤติกับตนเองดังศัตรู ย่อมทำกรรม
			<remark  id="s2b15c73l9" />ลามกอันอำนวยผลเผ็ดร้อน บุคคลทำกรรมใดแล้ว  ย่อมเดือดร้อนภาย
			<remark  id="s2b15c73l10" />หลัง มีหน้านองด้วยน้ำตาร้องไห้อยู่ เสวยผลแห่งกรรมใด กรรมนั้น
			<remark  id="s2b15c73l11" />ทำแล้วไม่ดีเลย บุคคลทำกรรมใดแล้ว ไม่เดือดร้อนในภายหลัง มี
			<remark  id="s2b15c73l12" />หัวใจแช่มชื่นเบิกบานเสวยผลแห่งกรรมใด กรรมนั้นทำแล้วเป็นการดี 
			<remark  id="s2b15c73l13" />บุคคลรู้กรรมใดว่าเป็นประโยชน์แก่ตน ควรรีบลงมือกระทำกรรมนั้น
			<remark  id="s2b15c73l14" />ทีเดียว อย่าพยายามเป็นนักปราชญ์เจ้าความคิด ด้วยความคิดอย่างพ่อค้า
			<remark  id="s2b15c73l15" />เกวียน พ่อค้าเกวียนละหนทางสายใหญ่ที่เรียบร้อยสม่ำเสมอเสีย แวะ
			<remark  id="s2b15c73l16" />ไปสู่ทางที่ขรุขระ เพลาก็หักสะบั้นซบเซา ฉันใดบุคคลละทิ้งธรรม 
			<remark  id="s2b15c73l17" />หันไปประพฤติตามอธรรม ก็ฉันนั้น เป็นคนเขลาเบาปัญญา ดำเนิน
			<remark  id="s2b15c73l18" />ไปสู่ทางมฤตยูซบเซาอยู่ เหมือนพ่อค้าเกวียนมีเพลาเกวียนหักแล้ว
			<remark  id="s2b15c73l19" /> ฉะนั้น ฯ
			<remark  id="s2b15c73l20" />		       เสรีสูตรที่ ๓         
			<remark  id="s2b15c73l21" />	[๒๘๒] เสรีเทพบุตร ครั้นยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้วได้กล่าวคาถาทูลถวาย
			<remark  id="s2b15c73l22" />พระผู้มีพระภาคว่า       
		</para>
	</section>
	<section id="s2b15c74" >
		<para id="s2b15c74p">
			<remark  id="s2b15c74l1" />เทวดาและมนุษย์ทั้งสองพวก ต่างก็พอใจอาหารด้วยกันทั้งนั้น เออ 
			<remark  id="s2b15c74l2" />ก็ผู้ที่ไม่พอใจอาหารชื่อว่ายักษ์โดยแท้ ฯ
			<remark  id="s2b15c74l3" />	[๒๘๓] พระผู้มีพระภาคได้ตรัสตอบเสรีเทพบุตร ด้วยพระคาถาว่า           
			<remark  id="s2b15c74l4" />ชนเหล่าใดมีใจผ่องใส ให้ข้าวและน้ำด้วยศรัทธา ข้าวและน้ำนั้นแล 
			<remark  id="s2b15c74l5" />ย่อมพะนอเขาทั้งในโลกนี้และโลกหน้า เพราะเหตุนั้น สมควรเปลื้อง
			<remark  id="s2b15c74l6" />ความเหนียวแน่นเสีย ครอบงำมลทินของใจเสีย พึงให้ทาน บุญเท่านั้น
			<remark  id="s2b15c74l7" />ย่อมเป็นที่พึ่งของเหล่าสัตว์ในโลกหน้า ฯ
			<remark  id="s2b15c74l8" />	[๒๘๔] ส. น่าอัศจรรย์พระเจ้าข้า ไม่เคยมีมา พระเจ้าข้า พระดำรัสนี้ พระผู้มีพระภาค
			<remark  id="s2b15c74l9" />ตรัสแจ่มแจ้งแล้ว     
			<remark  id="s2b15c74l10" />ชนเหล่าใดมีใจผ่องใส ให้ข้าวและน้ำด้วยศรัทธา ข้าวและน้ำนั้นแล 
			<remark  id="s2b15c74l11" />ย่อมพะนอเขาทั้งในโลกนี้และโลกหน้า เพราะเหตุนั้น สมควรเปลื้อง
			<remark  id="s2b15c74l12" />ความเหนียวแน่นเสีย ครอบงำมลทินของใจเสีย พึงให้ทาน บุญ
			<remark  id="s2b15c74l13" />เท่านั้นเป็นที่พึ่งของเหล่าสัตว์ในโลกหน้า ฯ
			<remark  id="s2b15c74l14" />	[๒๘๕] ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เรื่องเคยมีมาแล้ว หม่อมฉันได้เป็น พระเจ้าแผ่นดิน
			<remark  id="s2b15c74l15" /> มีนามว่าเสรี เป็นทายก เป็นทานบดี เป็นผู้กล่าวชมการให้ทานที่ประตูทั้ง ๔ ด้าน หม่อมฉัน
			<remark  id="s2b15c74l16" />ได้ให้ทานแก่สมณพราหมณ์ คนกำพร้า คนเดินทางไกล วณิพกและยาจกทั้งหลาย ครั้นต่อมา
			<remark  id="s2b15c74l17" /> พวกฝ่ายในพากันเข้าไปหาหม่อมฉัน ได้พูดปรารภขึ้นว่า พระองค์ทรงบำเพ็ญทาน แต่พวก
			<remark  id="s2b15c74l18" />หม่อมฉันไม่ได้ให้ ทาน เป็นการชอบที่พวกหม่อมฉันจะได้อาศัยใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทให้ทาน      
			<remark  id="s2b15c74l19" />กระทำบุญบ้าง หม่อมฉันจึงคิดเห็นว่า เราเองก็เป็นทายก เป็นทานบดี เป็นผู้กล่าว   ชมการ
			<remark  id="s2b15c74l20" />ให้ทาน เมื่อมีผู้พูดว่า พวกหม่อมฉันจะให้ทาน เราจะว่าอะไร แล้วจึงมอบ   ประตูด้านแรก
			<remark  id="s2b15c74l21" />ให้แก่พวกฝ่ายในไป เขาพากันให้ทานในที่นั้น ทานของหม่อมฉันก็ลดไป ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ 
			<remark  id="s2b15c74l22" />ครั้นต่อมา พวกกษัตริย์พระราชวงศ์พากันเข้าไปหาหม่อมฉัน ได้พูดปรารภขึ้นว่า พระองค์ทรง
			<remark  id="s2b15c74l23" />บำเพ็ญทาน พวกฝ่ายในก็บำเพ็ญทาน แต่พวกข้าพระพุทธเจ้าไม่ได้ให้ทาน  เป็นการชอบที่
			<remark  id="s2b15c74l24" />พวกข้าพระพุทธเจ้าจะได้อาศัยใต้  ฝ่าละอองธุลีพระบาทกระทำบุญบ้าง หม่อมฉันก็คิดเห็นว่า 
			<remark  id="s2b15c74l25" />เราเองก็เป็นทายก เป็นทานบดี เป็นผู้กล่าวชมการให้ทาน เมื่อมีผู้พูดว่า พวกข้าพระพุทธเจ้า
			<remark  id="s2b15c74l26" />จะให้ทานเราจะ ว่าอะไร แล้วจึงมอบประตูด้านที่สองให้แก่พวกกษัตริย์พระราชวงศ์ไป พวก
		</para>
	</section>
	<section id="s2b15c75" >
		<para id="s2b15c75p">
			<remark  id="s2b15c75l1" />กษัตริย์  พระราชวงศ์ต่างก็พากันให้ทานในที่นั้น ทานของหม่อมฉันก็ลดไป ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ  
			<remark  id="s2b15c75l2" />ครั้นต่อมา พวกพลกาย (ข้าราชการฝ่ายทหาร) เข้าไปหาหม่อมฉันได้พูดปรารภ    ขึ้นว่า พระองค์
			<remark  id="s2b15c75l3" />ก็ทรงบำเพ็ญพระราชกุศล พวกฝ่ายในก็ทรงบำเพ็ญพระกุศล   พวกกษัตริย์พระราชวงศ์ก็ทรง
			<remark  id="s2b15c75l4" />บำเพ็ญพระกุศล พวกข้าพระพุทธเจ้ามิได้ให้ทาน   เป็นการชอบที่พวกข้าพระพุทธเจ้าจะได้อาศัย
			<remark  id="s2b15c75l5" />ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทให้ทานกระทำ           บุญบ้าง หม่อมฉันจึงคิดเห็นว่า เราเองก็เป็นทายก
			<remark  id="s2b15c75l6" />เป็นทานบดี เป็นผู้       กล่าวชมการให้ทาน เมื่อมีผู้พูดว่า พวกข้าพระพุทธเจ้าจะให้ทาน เราจะ
			<remark  id="s2b15c75l7" />ว่าอะไร   แล้วจึงมอบประตูด้านที่สามให้พวกพลกายไป เขาก็พากันให้ทานใน ที่นั้น ทาน ของ
			<remark  id="s2b15c75l8" />หม่อมฉันก็ลดไป ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ครั้นต่อมา มีพวกพราหมณ์    คฤหบดี (ข้าราชการ
			<remark  id="s2b15c75l9" />ฝ่ายพลเรือน) เข้าไปหาหม่อมฉันได้พูดปรารภขึ้นว่า พระองค์   ก็ทรงบำเพ็ญพระราชกุศล 
			<remark  id="s2b15c75l10" />พวกฝ่ายในก็ทรงบำเพ็ญพระกุศล พวกกษัตริย์พระราช   วงศ์ก็ทรงบำเพ็ญพระกุศล พวกข้าราชการ
			<remark  id="s2b15c75l11" />ฝ่ายทหารก็ให้ทาน แต่พวกข้าพระพุทธเจ้า  ไม่ได้ให้ทาน เป็นการชอบที่พวกข้าพระพุทธเจ้าจะได้
			<remark  id="s2b15c75l12" />อาศัยใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท  ให้ทานกระทำบุญบ้าง หม่อมฉันจึงคิดเห็นว่า เราเองก็เป็น
			<remark  id="s2b15c75l13" />ทายก เป็นทานบดี เป็น   ผู้กล่าวชมการให้ทาน เมื่อมีผู้พูดว่า พวกข้าพระพุทธเจ้าจะให้ทาน 
			<remark  id="s2b15c75l14" />เราจะว่าอะไร แล้วจึงมอบประตูด้านที่สี่ให้พวกพราหมณ์คฤหบดีไป เขาต่างก็พากันให้ทาน
			<remark  id="s2b15c75l15" />ในที่นั้น ทานของหม่อมฉันก็ลดไป ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พวกเจ้าหน้าที่   ทั้งหลายต่างพากัน
			<remark  id="s2b15c75l16" />เข้าไปหาหม่อมฉัน ได้ทูลสนองขึ้นว่า บัดนี้พระองค์จะไม่ทรง บำเพ็ญทานในที่ไหนๆ อีกหรือ
			<remark  id="s2b15c75l17" /> เมื่อเขาทูลอย่างนี้ หม่อมฉันจึงกล่าวตอบไปว่าท่านทั้งหลาย ถ้าอย่างนั้น ในท้องถิ่นชนบท
			<remark  id="s2b15c75l18" />นอกๆ ออกไป มีรายได้ใดๆ     เกิดขึ้น พวกท่านจงรวบรวมส่งเข้าไปในเมือง (เข้าท้อง
			<remark  id="s2b15c75l19" />พระคลัง) เสียกึ่งหนึ่ง      อีกกึ่งหนึ่งพวกท่านจงให้ทานแก่สมณพราหมณ์ คนกำพร้า คนเดิน
			<remark  id="s2b15c75l20" />ทางไกล         วณิพกและยาจกทั้งหลายในชนบทนั้นเถิด (เป็นเช่นดังกราบบังคมทูลถวายนี้แหละ 
			<remark  id="s2b15c75l21" />พระเจ้าข้า) หม่อมฉันจึงยังไม่ถึงที่สุดแห่งบุญที่ได้บำเพ็ญไว้ แห่งกุศลที่ได้     ก่อสร้างไว้ตลอด
			<remark  id="s2b15c75l22" />กาลนานอย่างนี้ โดยที่จะมาคำนึงถึงว่า เท่านี้เป็นบุญพอแล้ว         เท่านี้เป็นผลของบุญพอแล้ว
			<remark  id="s2b15c75l23" /> หรือเท่านี้ที่เราพึงตั้งอยู่ในสามัคคีธรรม (คือพร้อม เพรียงร่วมทำบุญกับเขาพอแล้ว) ฯ     
			<remark  id="s2b15c75l24" />	[๒๘๖] น่าอัศจรรย์ พระเจ้าข้า ไม่เคยมีมา พระเจ้าข้า พระดำรัสนี้   พระผู้มีพระภาค
			<remark  id="s2b15c75l25" />ตรัสแจ่มแจ้งแล้ว     
		</para>
	</section>
	<section id="s2b15c76" >
		<para id="s2b15c76p">
			<remark  id="s2b15c76l1" />ชนเหล่าใดมีใจผ่องใส ให้ข้าวและน้ำด้วยศรัทธา ข้าวและน้ำนั้นแล 
			<remark  id="s2b15c76l2" />ย่อมพะนอเขาทั้งในโลกนี้และโลกหน้า เพราะเหตุนั้น สมควรเปลื้อง
			<remark  id="s2b15c76l3" />ความเหนียวแน่นเสีย ครอบงำมลทินของใจเสีย พึงให้ทาน บุญ
			<remark  id="s2b15c76l4" />เท่านั้นย่อมเป็นที่พึ่งของเหล่าสัตว์ในโลกหน้า ฯ
			<remark  id="s2b15c76l5" />		      ฆฏิการสูตรที่ ๔        
			<remark  id="s2b15c76l6" />	[๒๘๗] ฆฏิการเทพบุตร ครั้นยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว ได้ กล่าวคาถานี้
			<remark  id="s2b15c76l7" />ในสำนักพระผู้มีพระภาคว่า           
			<remark  id="s2b15c76l8" />ภิกษุ ๗ รูป ผู้เข้าถึงพรหมโลกชื่อว่าอวิหาเป็นผู้หลุดพ้นแล้วสิ้นราคะ 
			<remark  id="s2b15c76l9" />โทสะแล้ว ข้ามพ้นเครื่องข้องต่างๆ ในโลกเสียได้แล้ว ฯ
			<remark  id="s2b15c76l10" />    พระผู้มีพระภาคตรัสถามว่า       
			<remark  id="s2b15c76l11" />ก็ภิกษุเหล่านั้น คือใครบ้างผู้ข้ามพ้นเครื่องข้องเป็นบ่วงมารอันแสนยาก
			<remark  id="s2b15c76l12" />ที่ใครๆ จะข้ามพ้นได้ ละกายของมนุษย์แล้วก้าวล่วงเครื่องประกอบ
			<remark  id="s2b15c76l13" />อันเป็นทิพย์ ฯ
			<remark  id="s2b15c76l14" />         ฆฏิการเทพบุตรกราบทูลว่า   
			<remark  id="s2b15c76l15" />คือ ท่านอุปกะ ๑ ท่านผลคัณฑะ ๑ ท่านปุกกุสาติ ๑ รวมเป็น  ๓ ท่าน 
			<remark  id="s2b15c76l16" />ท่านภัททิยะ ๑ ท่านขัณฑเทวะ ๑ ท่านพาหุรัคคิ ๑ ท่านลิงคิยะ ๑ 
			<remark  id="s2b15c76l17" />(รวมเป็น ๗ ท่าน) ท่านเหล่านั้นล้วนแต่ละกายของมนุษย์ ก้าวล่วง
			<remark  id="s2b15c76l18" />เครื่องประกอบอันเป็นทิพย์ได้แล้ว ฯ
			<remark  id="s2b15c76l19" />	[๒๘๘] พระผู้มีพระภาคตรัสถามว่า 
			<remark  id="s2b15c76l20" />ท่านเป็นคนมีความฉลาด กล่าวสรรเสริญภิกษุเหล่านั้น ผู้ละบ่วงมาร
			<remark  id="s2b15c76l21" />ได้แล้ว ภิกษุเหล่านั้นรู้ทั่วถึงธรรมของใคร จึงได้ตัดเครื่องผูกคือภพ
			<remark  id="s2b15c76l22" />เสียได้ ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b15c77" >
		<para id="s2b15c77p">
			<remark  id="s2b15c77l1" />[๒๘๙] ฆ. ท่านเหล่านั้นรู้ทั่วถึงธรรมของผู้ใดจึงตัดเครื่องผูกคือภพเสียได้ ผู้นั้น
			<remark  id="s2b15c77l2" />นอกจากพระผู้มีพระภาค และธรรมนั้นนอกจากพระศาสนาของพระองค์
			<remark  id="s2b15c77l3" />แล้วเป็นไม่มี ฯ
			<remark  id="s2b15c77l4" />นามและรูปดับไม่เหลือในธรรมใด ท่านเหล่านั้นได้รู้ธรรมนั้นในพระ
			<remark  id="s2b15c77l5" />ศาสนานี้ จึงตัดเครื่องผูกคือภพได้ ฯ
			<remark  id="s2b15c77l6" />[๒๙๐] พ. ท่านกล่าววาจาลึก รู้ได้ยาก เข้าใจให้ดีได้ยากท่านรู้ทั่วถึงธรรม
			<remark  id="s2b15c77l7" />ของใคร จึงกล่าววาจาเช่นนี้ได้ ฯ
			<remark  id="s2b15c77l8" />[๒๙๑] ฆ. ครั้งก่อนข้าพเจ้าเป็นช่างหม้อ ทำหม้ออยู่ในเวภฬิงคชนบท เป็น
			<remark  id="s2b15c77l9" />ผู้เลี้ยงดูมารดาบิดา เป็นอุบาสกของพระกัสสปพุทธเจ้า เว้นขาดจาก
			<remark  id="s2b15c77l10" />เมถุนธรรม ประพฤติพรหมจรรย์ ไม่มีอามิส ได้เคยเป็นคนร่วมบ้านกับ
			<remark  id="s2b15c77l11" />พระองค์ทั้งเคยได้เป็นสหายของพระองค์ในปางก่อน ข้าพเจ้ารู้จักภิกษุ
			<remark  id="s2b15c77l12" />ทั้ง ๗  รูปเหล่านี้ ผู้หลุดพ้นแล้ว สิ้นราคะ โทสะแล้วข้ามพ้นเครื่อง
			<remark  id="s2b15c77l13" />ข้องต่างๆ ในโลกได้แล้ว ฯ
			<remark  id="s2b15c77l14" />[๒๙๒] พ. แน่ นายช่างหม้อ ท่านพูดอย่างใดก็ได้เป็นจริงแล้ว  อย่างนั้นใน
			<remark  id="s2b15c77l15" />กาลนั้น ครั้งก่อนท่านเป็นช่างหม้อ ทำหม้ออยู่ในเวภฬิงคชนบท เป็น
			<remark  id="s2b15c77l16" />ผู้เลี้ยงดูมารดาบิดา เป็นอุบาสกของพระกัสสปพุทธเจ้า งดเว้นจาก
			<remark  id="s2b15c77l17" />เมถุนธรรม ประพฤติพรหมจรรย์ ไม่มีอามิส ได้เป็นคนเคยร่วมบ้านกัน
			<remark  id="s2b15c77l18" />กับเรา ทั้งได้เคยเป็นสหายของเราในปางก่อน ฯ
			<remark  id="s2b15c77l19" />    พระสังคีติกาจารย์กล่าวว่า      
			<remark  id="s2b15c77l20" />สหายเก่าทั้งสอง ผู้มีตนอันอบรมแล้ว ทรงไว้ซึ่งสรีระมีในที่สุด
			<remark  id="s2b15c77l21" /> ได้มาพบกันด้วยอาการอย่างนี้ ฯ
			<remark  id="s2b15c77l22" />		       ชันตุสูตรที่ ๕        
			<remark  id="s2b15c77l23" />	[๒๙๓] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้       
		</para>
	</section>
	<section id="s2b15c78" >
		<para id="s2b15c78p">
			<remark  id="s2b15c78l1" />    สมัยหนึ่ง ภิกษุเป็นจำนวนมากอยู่ในกุฎีอันตั้งอยู่ในป่าข้างเขาหิมวันต์  แคว้นโกศล 
			<remark  id="s2b15c78l2" />เป็นผู้ฟุ้งซ่าน เย่อหยิ่ง โอนเอน ปากกล้า วาจาสามหาว มีสติ    ฟั่นเฟือน ขาดสัมปชัญญะ
			<remark  id="s2b15c78l3" />ไม่มั่นคง  มีจิตคิดนอกทาง ประพฤติเยี่ยงคฤหัสถ์ ฯ
			<remark  id="s2b15c78l4" />	[๒๙๔] วันหนึ่งเป็นวันอุโบสก ๑๕ ค่ำ ชันตุเทพบุตรเข้าไปหาพวกภิกษุ  เหล่านั้นถึงที่อยู่ 
			<remark  id="s2b15c78l5" />ครั้นแล้วจึงได้กล่าวกะภิกษุเหล่านั้นด้วยคาถาทั้งหลายว่า        
			<remark  id="s2b15c78l6" />ครั้งก่อน พวกภิกษุผู้เป็นสาวกพระโคดมเป็นอยู่ง่าย (เลี้ยงง่าย) ไม่เป็น
			<remark  id="s2b15c78l7" />ผู้มักได้แสวงหาบิณฑบาต ไม่มักได้ที่นอนที่นั่ง ฯ
			<remark  id="s2b15c78l8" />ท่านรู้ว่าสิ่งทั้งปวงในโลกเป็นของไม่เที่ยง กระทำที่สุดแห่งทุกข์ได้ ฯ    
			<remark  id="s2b15c78l9" />ส่วนท่านเหล่านี้ ทำตนให้เป็นคนเลี้ยงยากเหมือนชาวบ้านที่โกงเขากิน 
			<remark  id="s2b15c78l10" />กินๆ แล้วก็นอน เที่ยวประจบไปในเรือนของคนอื่น ฯ
			<remark  id="s2b15c78l11" />ข้าพเจ้าขอทำอัญชลีต่อท่าน ขอพูดกะท่านบางพวกในที่นี้ว่าพวกท่าน
			<remark  id="s2b15c78l12" />ถูกเขาทอดทิ้งหมดที่พึ่ง เป็นเหมือนเปรต ฯ
			<remark  id="s2b15c78l13" />ที่ข้าพเจ้ากล่าวนี้หมายเอาบุคคลจำพวกที่ประมาทอยู่ ส่วนท่านพวกใด
			<remark  id="s2b15c78l14" />ไม่ประมาทอยู่ ข้าพเจ้าขอนมัสการท่านพวกนั้น ฯ
			<remark  id="s2b15c78l15" />		      โรหิตัสสสูตรที่ ๖      
			<remark  id="s2b15c78l16" />	[๒๙๕] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน   อารามของท่าน
			<remark  id="s2b15c78l17" />อนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี ฯ
			<remark  id="s2b15c78l18" />    ครั้งนั้นแล เมื่อปฐมยามล่วงไปแล้ว โรหิตัสสเทวบุตรมีวรรณงามยิ่งนัก  ยังพระวิหาร
			<remark  id="s2b15c78l19" />เชตวันทั้งสิ้นให้สว่าง เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ครั้นแล้ว  จึงถวายอภิวาทพระผู้มี
			<remark  id="s2b15c78l20" />พระภาคแล้ว ได้ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ฯ    
			<remark  id="s2b15c78l21" />    โรหิตัสสเทพบุตรยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้วแล ได้กราบทูล    พระผู้มีพระภาคว่า      
			<remark  id="s2b15c78l22" />    ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ บุคคลสถิตอยู่ ณ ที่ใดหนอ จึงจะไม่เกิด ไม่แก่ ไม่ตาย ไม่จุติ 
			<remark  id="s2b15c78l23" />ไม่อุปบัติ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อันบุคคลจะอาจบ้างหรือไม่      เพื่อที่จะรู้ เพื่อที่จะเห็น หรือ
			<remark  id="s2b15c78l24" />เพื่อที่จะบรรลุที่สุดโลกได้ด้วยการเดินทาง ฯ       
		</para>
	</section>
	<section id="s2b15c79" >
		<para id="s2b15c79p">
			<remark  id="s2b15c79l1" />	[๒๙๖] พ. อาวุโส ที่ใดเป็นที่ไม่เกิด ไม่แก่ ไม่ตาย ไม่จุติ ไม่อุปบัติ       เราไม่พูด
			<remark  id="s2b15c79l2" />ถึงที่นั้นอันเป็นที่สุดของโลกว่า ควรรู้ ควรเห็น ควรบรรลุด้วยการ       เดินทาง ฯ  
			<remark  id="s2b15c79l3" />    ร. น่าอัศจรรย์ พระเจ้าข้า ไม่เคยมีมา พระเจ้าข้า พระดำรัสนี้พระผู้มี      พระภาคตรัส
			<remark  id="s2b15c79l4" />แจ่มแจ้ง ดังปรากฏว่า อาวุโส ที่ใดเป็นที่ไม่เกิด ไม่แก่ ไม่ตาย       ไม่จุติ ไม่อุปบัติ เราไม่
			<remark  id="s2b15c79l5" />พูดถึงที่นั้นอันเป็นที่สุดของโลกว่า ควรรู้ ควรเห็น      ควรบรรลุด้วยการเดินทาง ฯ           
			<remark  id="s2b15c79l6" />	[๒๙๗] ร. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ แต่ปางก่อน ข้าพระองค์เป็นฤาษี     ชื่อโรหิตัสสะ
			<remark  id="s2b15c79l7" /> เป็นบุตรของอิสสรชน มีฤทธิ์ เหาะไปในอากาศได้ มีความเร็ว   ประดุจอาจารย์สอนศิลปธนู 
			<remark  id="s2b15c79l8" />จับธนูมั่น ชาญศึกษา ชำนาญมือ เคยประกวดยิงธนู   มาแล้ว ยิงผ่านเงาตาลตามขวางได้ด้วย
			<remark  id="s2b15c79l9" />ลูกศรขนาดเบาโดยสะดวกดาย ย่างเท้าของ  ข้าพระองค์เห็นปานนี้ ประดุจจากมหาสมุทรด้านทิศ
			<remark  id="s2b15c79l10" />บูรพา ก้าวถึงมหาสมุทรด้านทิศ          ประจิม ข้าพระองค์มาประสงค์อยู่แต่เพียงว่า เราจักบรรลุ
			<remark  id="s2b15c79l11" />ถึงที่สุดของโลกด้วยการ    เดินทาง ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ประกอบด้วยความเร็วขนาดนี้ 
			<remark  id="s2b15c79l12" />ด้วย ย่างเท้าขนาดนี้ เว้นจากการกิน การขบเคี้ยว และการลิ้มรสอาหาร เว้นจากการ ถ่ายอุจจาระ 
			<remark  id="s2b15c79l13" />ปัสสาวะ เว้นจากระงับความเหน็ดเหนื่อยด้วยการหลับนอน มีอายุ  ถึงร้อยปี ดำรงชีพอยู่ถึง
			<remark  id="s2b15c79l14" />ร้อยปี เดินทางตลอดร้อยปี ก็ยังไม่ถึงที่สุดของโลกได้    แต่มาทำกาลกิริยาเสียในระวาง 
			<remark  id="s2b15c79l15" />น่าอัศจรรย์นัก พระเจ้าข้า ไม่เคยมีมา พระเจ้าข้า        พระดำรัสนี้ พระผู้มีพระภาคตรัส
			<remark  id="s2b15c79l16" />แจ่มแจ้งแล้ว ดังปรากฏว่า อาวุโส ที่ใดเป็นที่     ไม่เกิด ไม่แก่ ไม่ตาย ไม่จุติ ไม่อุปบัติ เราไม่พูดถึง
			<remark  id="s2b15c79l17" />ที่นั้นอันเป็นที่สุดของโลก    ว่าควรรู้ ควรเห็น ควรบรรลุ ด้วยการเดินทาง ฯ    
			<remark  id="s2b15c79l18" />	[๒๙๘] พ. ดูกรอาวุโส ที่ใดเป็นที่ไม่เกิด ไม่แก่ ไม่ตาย ไม่จุติ    ไม่อุปบัติ 
			<remark  id="s2b15c79l19" />เราไม่พูดถึงที่นั้นอันเป็นที่สุดของโลก ว่าควรรู้ ควรเห็น ควรบรรลุ     ด้วยการเดินทาง 
			<remark  id="s2b15c79l20" />ก็ถ้าหากเรายังไม่บรรลุถึงที่สุดของโลกแล้ว ก็จะไม่กล่าวถึงการ      กระทำที่สุดทุกข์ ก็แต่ว่าเรา
			<remark  id="s2b15c79l21" />บัญญัติเรียกว่าโลก เหตุให้เกิดโลก การดับของโลก         และทางให้ถึงความดับโลก ในสรีระร่าง
			<remark  id="s2b15c79l22" /> มีประมาณวาหนึ่งนี้ และพร้อมทั้งสัญญาพร้อมทั้งใจครอง ฯ      
			<remark  id="s2b15c79l23" />    แต่ไหนแต่ไรมา ยังไม่มีใครบรรลุถึงที่สุดโลกด้วยการเดินทาง และเพราะ ที่ยังบรรลุ
			<remark  id="s2b15c79l24" />ถึงที่สุดโลกไม่ได้ จึงไม่พ้นไปจากทุกข์ ฯ        
			<remark  id="s2b15c79l25" />    เหตุนั้นแหละ คนมีปัญญาดี ตระหนักชัดเรื่องโลก ถึงที่สุดโลกได้    อยู่จบพรหมจรรย์
			<remark  id="s2b15c79l26" />แล้ว รู้จักที่สุดโลกแล้ว เป็นผู้ระงับแล้ว จึงไม่หวังโลกนี้และ   โลกหน้า ฯ  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b15c80" >
		<para id="s2b15c80p">
			<remark  id="s2b15c80l1" />		       นันทสูตรที่ ๗         
			<remark  id="s2b15c80l2" />	[๒๙๙] นันทเทพบุตร ครั้นยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง แล้วได้กล่าว คาถานี้ในสำนัก
			<remark  id="s2b15c80l3" />พระผู้มีพระภาคว่า    
			<remark  id="s2b15c80l4" />กาลย่อมล่วงไป ราตรีย่อมผ่านไป ชั้นแห่งวัยย่อมละลำดับไป ฯ
			<remark  id="s2b15c80l5" />บุคคลมาพิจารณาเห็นภัยในมรณะนี้ ควรทำบุญอันนำความสุขมาให้ ฯ
			<remark  id="s2b15c80l6" />	[๓๐๐] พ. กาลย่อมล่วงไป ราตรีย่อมผ่านไป ชั้นแห่งวัยย่อมละลำดับไป  บุคคลมา
			<remark  id="s2b15c80l7" />พิจารณาเห็นภัยในมรณะนี้ มุ่งต่อสันติ ควรละโลกามิสเสีย ฯ         
			<remark  id="s2b15c80l8" />		     นันทิวิสาลสูตรที่ ๘     
			<remark  id="s2b15c80l9" />	[๓๐๑] นันทิวิสาลเทพบุตร ครั้นยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว  จึงได้กล่าวคาถา
			<remark  id="s2b15c80l10" />ทูลถวายพระผู้มีพระภาคว่า        
			<remark  id="s2b15c80l11" />ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นมหาวีรบุรุษ สรีรยนต์ มีจักร ๑- ๔ มีทวาร ๒- ๙ 
			<remark  id="s2b15c80l12" />เต็มไปด้วยของไม่สะอาด ประกอบด้วยความโลภ ย่อมเป็นประดุจ
			<remark  id="s2b15c80l13" />เปือกตม ไฉนจักมีความออกไปจากทุกข์ได้ ฯ
			<remark  id="s2b15c80l14" />	[๓๐๒] พ. บุคคลตัดความผูกโกรธด้วย กิเลสเป็นเครื่องรัดด้วย  ความปรารถนาและ
			<remark  id="s2b15c80l15" />ความโลภอันชั่วช้าด้วย ถอนตัณหาพร้อมทั้งอวิชชาอันเป็นมูล รากเสียได้ อย่างนี้จึงจักออกไป
			<remark  id="s2b15c80l16" />จากทุกข์ได้      
			<remark  id="s2b15c80l17" />		        สุสิมสูตรที่ ๙       
			<remark  id="s2b15c80l18" />	[๓๐๓] สาวัตถีนิทาน ฯ           
			<remark  id="s2b15c80l19" />    ณ กาลครั้งหนึ่ง ท่านพระอานนท์เถระเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ ประทับ ครั้นแล้ว
			<remark  id="s2b15c80l20" />จึงถวายอภิวาท นั่งอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ฯ         
		</para>
	</section>
	<section id="s2b15c81" >
		<para id="s2b15c81p">
			<remark  id="s2b15c81l1" />    พระผู้มีพระภาคได้ตรัสกะท่านพระอานนท์ว่า อานนท์ เธอชอบสารีบุตร  หรือไม่ ฯ  
			<remark  id="s2b15c81l2" />     อ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ใครเล่าที่ไม่ใช่คนพาล ไม่ใช่คนมุทะลุ ไม่ใช่      คนงมงาย 
			<remark  id="s2b15c81l3" />ไม่ใช่คนมีจิตวิปลาส จะไม่ชอบท่านพระสารีบุตร เพราะท่านเป็น  บัณฑิต มีปัญญามาก เป็นเจ้า
			<remark  id="s2b15c81l4" />ปัญญา มีปัญญาชวนให้ร่าเริง มีปัญญาแล่น    มีปัญญาหลักแหลม มีปัญญาแทงตลอด มีความ
			<remark  id="s2b15c81l5" />ปรารถนาน้อย สันโดษ    เป็นผู้สงัดกาย สงัดใจ ไม่คลุกคลีด้วยหมู่ ปรารภความเพียร 
			<remark  id="s2b15c81l6" />เป็นผู้เข้าใจพูด     อดทนต่อถ้อยคำ เป็นผู้โจทก์ท้วงคนผิด เป็นผู้ตำหนิคนชั่ว ข้าแต่พระองค์  
			<remark  id="s2b15c81l7" />ผู้เจริญ ใครเล่าที่ไม่ใช่คนพาล ไม่ใช่คนมุทะลุ ไม่ใช่คนงมงาย ไม่ใช่คน  มีจิตวิปลาส จะไม่
			<remark  id="s2b15c81l8" />ชอบท่าน ฯ         
			<remark  id="s2b15c81l9" />	[๓๐๔] พ. อย่างนั้นๆ อานนท์ ใครเล่าที่ไม่ใช่คนพาล ไม่ใช่คนมุทะลุ   ไม่ใช่คน
			<remark  id="s2b15c81l10" />งมงาย ไม่ใช่คนมีจิตวิปลาส จะไม่ชอบสารีบุตร เพราะสารีบุตรเป็นบัณฑิต มีปัญญามาก เป็นเจ้าปัญญา 
			<remark  id="s2b15c81l11" />มีปัญญาชวนให้ร่าเริง มีปัญญาแล่น    มีปัญญาหลักแหลม มีปัญญาแทงตลอด มีความ
			<remark  id="s2b15c81l12" />ปรารถนาน้อย สันโดษ เป็นผู้ สงัดกาย สงัดใจ ไม่คลุกคลีด้วยหมู่ ปรารภความเพียร เป็นผู้
			<remark  id="s2b15c81l13" />เข้าใจพูด อดทน ต่อถ้อยคำ เป็นผู้โจทก์ท้วงคนผิด เป็นผู้ตำหนิคนชั่ว อานนท์ ใครเล่าที่ไม่ใช่
			<remark  id="s2b15c81l14" />คน       พาล ไม่ใช่คนมุทะลุ ไม่ใช่คนงมงาย ไม่ใช่คนมีจิตวิปลาส จะไม่ชอบสารีบุตร ฯ
			<remark  id="s2b15c81l15" />	[๓๐๕] ณ กาลครั้งนั้น สุสิมเทพบุตร แวดล้อมไปด้วยเทพบุตร บริษัทเป็นอันมาก 
			<remark  id="s2b15c81l16" />ขณะที่พระผู้มีพระภาคและพระอานนท์เถระ กำลังกล่าว สรรเสริญคุณท่านพระสารีบุตรอยู่ ได้เข้า
			<remark  id="s2b15c81l17" />ไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ครั้นแล้วจึงถวายอภิวาท แล้วยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง 
			<remark  id="s2b15c81l18" />เมื่อยืนเรียบร้อยแล้ว    จึงได้กราบบังคมทูลพระผู้มีพระภาคว่า จริงอย่างนั้น พระผู้มีพระภาค 
			<remark  id="s2b15c81l19" />จริง  อย่างนั้น พระสุคต อันใครเล่าที่ไม่ใช่คนพาล ไม่ใช่คนมุทะลุ ไม่ใช่คนงมงาย ไม่ใช่คน
			<remark  id="s2b15c81l20" />มีจิตวิปลาส จะไม่ชอบท่านพระสารีบุตร เพราะท่านเป็นบัณฑิต ฯลฯ   เป็นผู้ตำหนิคนชั่ว 
			<remark  id="s2b15c81l21" />ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เพราะข้าพระองค์ได้เข้าร่วมประชุม    เทพบุตรบริษัทใดๆ ก็ได้ยินเสียงอย่าง
			<remark  id="s2b15c81l22" />หนาหูว่า ท่านพระสารีบุตรเป็นบัณฑิต ฯลฯ       เป็นผู้ตำหนิคนชั่ว ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ใครเล่า
			<remark  id="s2b15c81l23" />ที่ไม่ใช่คนพาล ไม่ใช่คนมุทะลุ      ไม่ใช่คนงมงาย ไม่ใช่คนมีจิตวิปลาส จะไม่ชอบท่าน ฯ           
			<remark  id="s2b15c81l24" />	[๓๐๖] ครั้งนั้น เทพบุตรบริษัทของสุสิมเทพบุตรอยู่  เป็นผู้ปลื้มใจ เบิกบาน เกิดปีติ           
			<remark  id="s2b15c81l25" />กำลังกล่าวสรรเสริญคุณท่านพระสารีบุตรอยู่ ขณะที่สุสิมเทพบุตร  กำลังกล่าวสรรเสริญคุณท่านพระ
			<remark  id="s2b15c81l26" />สารีบุตรอยู่ เป็นผู้ปลื้มใจ เบิกบาน เกิดปีติ   โสมนัส มีรัศมีแห่งผิวพรรณแพรวพราวปรากฏอยู่ ฯ   
		</para>
	</section>
	<section id="s2b15c82" >
		<para id="s2b15c82p">
			<remark  id="s2b15c82l1" />	[๓๐๗] แก้วมณีและแก้วไพฑูรย์ อันงาม โชติช่วง แปดเหลี่ยม อันบุคคลขัดสี
			<remark  id="s2b15c82l2" />เรียบร้อยแล้ว วางไว้บนผ้ากัมพลสีเหลือง ย่อมส่องแสงแพรวพราวรุ้งร่วง ฉันใด 
			<remark  id="s2b15c82l3" />เทพบุตรบริษัทของสุสิมเทพบุตร ขณะที่สุสิมเทพบุตรกำลังกล่าว    สรรเสริญคุณท่านพระสารีบุตร
			<remark  id="s2b15c82l4" />อยู่ เป็นผู้ปลื้มใจ เบิกบาน เกิดปีติโสมนัส   มีรัศมีแห่งผิวพรรณแพรวพราวปรากฏอยู่ ฯ          
			<remark  id="s2b15c82l5" />	[๓๐๘] แท่งทองชมพูนุท เป็นของที่บุตรนายช่างทองผู้ขยันหมั่นใส่เบ้า  หลอมไล่จนสิ้น
			<remark  id="s2b15c82l6" />ราคีเสร็จแล้ว วางไว้บนผ้ากำพลสีเหลือง ย่อมขึ้นสีผุดผ่องเปล่ง     ปลั่ง ฉันใด เทพบุตรบริษัท
			<remark  id="s2b15c82l7" />ของสุสิมเทพบุตร ขณะที่สุสิมเทพบุตรกำลังกล่าว สรรเสริญคุณท่านพระสารีบุตรอยู่ เป็นผู้
			<remark  id="s2b15c82l8" />ปลื้มใจ เบิกบาน เกิดปีติโสมนัส มีรัศมี      แห่งผิวพรรณแพรวพราวปรากฏอยู่ ฯ     
			<remark  id="s2b15c82l9" />	[๓๐๙] ดาวประกายพฤกษ์ ขณะที่อากาศปลอดโปร่งปราศจากหมู่เมฆใน    ฤดูสรทกาล 
			<remark  id="s2b15c82l10" />ย่อมส่องแสงสุกสกาววาวระยับ ฉันใด เทพบุตรบริษัทของสุสิมเทพบุตร ขณะที่สุสิมเทพบุตร
			<remark  id="s2b15c82l11" />กำลังกล่าวสรรเสริญคุณท่านพระสารีบุตรอยู่ เป็นผู้  ปลื้มใจ เบิกบาน เกิดปีติโสมนัส มีรัศมี
			<remark  id="s2b15c82l12" />แห่งผิวพรรณแพรวพราวปรากฏอยู่ ฯ   
			<remark  id="s2b15c82l13" />	[๓๑๐] พระอาทิตย์ขณะที่อากาศปลอดโปร่ง ปราศจากหมู่เมฆในฤดู  สรทกาล พวยพุ่ง
			<remark  id="s2b15c82l14" />ขึ้นสู่ท้องฟ้า ขจัดความมืดที่มีอยู่ในอากาศทั้งปวง ย่อมแผดแสง แจ่มจ้าไพโรจน์ ฉันใด 
			<remark  id="s2b15c82l15" />เทพบุตรบริษัทของสุสิมเทพบุตร ขณะที่สุสิมเทพบุตร  กำลังกล่าวสรรเสริญคุณท่านพระสารีบุตร
			<remark  id="s2b15c82l16" />อยู่ เป็นผู้ปลื้มใจ เบิกบาน เกิดปีติ       โสมนัส มีรัศมีแห่งผิวพรรณแพรวพราวปรากฏอยู่ ฯ  
			<remark  id="s2b15c82l17" />	[๓๑๑] ครั้งนั้น สุสิมเทพบุตร ได้กล่าวคาถานี้ในสำนักพระผู้มีพระภาค ปรารภถึงท่าน
			<remark  id="s2b15c82l18" />พระสารีบุตรว่า         
			<remark  id="s2b15c82l19" />ท่านพระสารีบุตรคนรู้จักท่านดีว่าเป็นบัณฑิตไม่ใช่คนมักโกรธ  มีความ
			<remark  id="s2b15c82l20" />ปรารถนาน้อย สงบเสงี่ยม ฝึกฝนมาดี มีคุณงามความดี
			<remark  id="s2b15c82l21" />อันพระศาสดาทรงสรรเสริญ เป็นผู้แสวงคุณ ฯ
			<remark  id="s2b15c82l22" />	[๓๑๒] พระผู้มีพระภาคได้ภาษิตคาถาตอบสุสิมเทพบุตรปรารภถึงท่าน พระสารีบุตรว่า         
			<remark  id="s2b15c82l23" />สารีบุตรใครๆ ก็รู้จักว่าเป็นบัณฑิต ไม่ใช่คนมักโกรธ มีความ 
			<remark  id="s2b15c82l24" />ปรารถนาน้อย สงบเสงี่ยม อบรม ฝึกฝนมาดี จำนงอยู่ก็แต่กาลเป็น
			<remark  id="s2b15c82l25" />ที่ปรินิพพาน ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b15c83" >
		<para id="s2b15c83p">
			<remark  id="s2b15c83l1" />	    นานาติตถิยสูตรที่ ๑๐     
			<remark  id="s2b15c83l2" />	[๓๑๓] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้       
			<remark  id="s2b15c83l3" />    สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเวฬุวัน อันเป็นที่ให้ เหยื่อแก่กระแต 
			<remark  id="s2b15c83l4" />เขตพระนครราชคฤห์ ณ กาลครั้งหนึ่ง เมื่อปฐมยามล่วงแล้ว    พวกเทพบุตรผู้เป็นสาวกเดียรถีย์
			<remark  id="s2b15c83l5" />ต่างๆ เป็นอันมาก คือ อสมเทพบุตร สหลี    เทพบุตร นิกเทพบุตร กาโกฏกเทพบุตร 
			<remark  id="s2b15c83l6" />เวฏัมพรีเทพบุตร มาณวคามิยเทพบุตร     มีวรรณงามยิ่ง ยังพระวิหารเวฬุวันทั้งสิ้นให้
			<remark  id="s2b15c83l7" />สว่าง เข้าไปเฝ้าพระผูมีพระภาคถึงที่ประทับ ครั้นแล้วจึงอภิวาทพระผู้มีพระภาค แล้วยืน
			<remark  id="s2b15c83l8" />อยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ฯ   
			<remark  id="s2b15c83l9" />	[๓๑๔] อสมเทพบุตร ครั้นยืนอยู่ ณ ส่วนที่ควรข้างหนึ่งแล้ว ได้กล่าว คาถานี้ใน
			<remark  id="s2b15c83l10" />สำนักพระผู้มีพระภาค ปรารภถึงท่านปูรณะกัสสปว่า     
			<remark  id="s2b15c83l11" />ครูปูรณะกัสสป เพียงแต่มองไม่เห็นบาปหรือบุญของตน  ในเพราะเหตุที่
			<remark  id="s2b15c83l12" />สัตว์ถูกฟัน ถูกฆ่า ถูกโบย ถูกข่มเหง ในโลกนี้เท่านั้น ท่านบอกให้
			<remark  id="s2b15c83l13" />วางใจเสีย ท่านย่อมควรที่จะยกย่องว่าเป็นศาสดา ฯ
			<remark  id="s2b15c83l14" />	[๓๑๕] สหลีเทพบุตร ได้กล่าวคาถานี้ในสำนักพระผู้มีพระภาค ปรารภ  ถึงท่าน
			<remark  id="s2b15c83l15" />มักขลิโคศาล ต่อไปว่า        
			<remark  id="s2b15c83l16" />ครูมักขลิโคศาล สำรวมตนดีแล้ว เพราะรังเกียจบาปด้วยตบะ  ละวาจา
			<remark  id="s2b15c83l17" />ที่ก่อให้เกิดความทะเลาะกับคนเสีย เป็นผู้สม่ำเสมองดเว้นจากสิ่ง
			<remark  id="s2b15c83l18" />ที่มีโทษ พูดจริง ท่านมักขลิโคศาล จัดว่าเป็นผู้คงที่ ไม่กระทำบาป
			<remark  id="s2b15c83l19" />โดยแท้ ฯ
			<remark  id="s2b15c83l20" />	[๓๑๖] นิกเทพบุตร ได้กล่าวคาถานี้ในสำนักพระผู้มีพระภาค ปรารภถึงท่านนิครนถ์ 
			<remark  id="s2b15c83l21" />นาฏบุตรต่อไปว่า        
			<remark  id="s2b15c83l22" />ครูนิครนถ์ นาฏบุตร เป็นผู้เกลียดบาป มีปัญญารักษาตัวรอดเห็นภัย
			<remark  id="s2b15c83l23" />ในสงสาร เป็นผู้ระมัดระวังทั้ง ๔ ยาม เปิดเผยสิ่งที่ตนเห็นแล้วและ
			<remark  id="s2b15c83l24" />ฟังแล้ว น่าจะไม่ใช่ผู้หยาบช้าโดยแท้ ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b15c84" >
		<para id="s2b15c84p">
			<remark  id="s2b15c84l1" />[๓๑๗] อาโกฏกเทพบุตร ได้กล่าวคาถานี้ในสำนักพระผู้มีพระภาค  ปรารภถึงพวกเดียรถีย์
			<remark  id="s2b15c84l2" />ต่างๆ ต่อไปอีกว่า          
			<remark  id="s2b15c84l3" />ท่านปกุธะ กัจจายนะ ท่านนิครนถ์ นาฏบุตร และพวกท่านมักขลิโคศาล 
			<remark  id="s2b15c84l4" />ท่านปูรณะกัสสปเหล่านี้ ล้วนแต่เป็นศาสดาของหมู่ บรรลุถึงที่สุดใน
			<remark  id="s2b15c84l5" />สมณธรรมแล้ว ท่านเหล่านั้นคงเป็นผู้ไม่ไกลไปจากสัตบุรุษแน่นอน ฯ
			<remark  id="s2b15c84l6" />	[๓๑๘] เวฏัมพรีเทพบุตร ได้กล่าวตอบอาโกฏกเทพบุตรด้วยคาถาว่า          
			<remark  id="s2b15c84l7" />สุนัขจิ้งจอกสัตว์เลวๆ ใคร่จะตีตนเสมอราชสีห์ แม้จะไม่ใช่สัตว์
			<remark  id="s2b15c84l8" />ขี้เรื้อน แต่ก็มีบางคราวที่ทำตนเทียมราชสีห์ ฯ
			<remark  id="s2b15c84l9" />ครูของหมู่บำเพ็ญตัวเป็นคนแนะหนทาง แต่พูดคำเท็จ มีมรรยาท
			<remark  id="s2b15c84l10" />น่ารังเกียจ จะเทียบกับสัตบุรุษไม่ได้ ฯ
			<remark  id="s2b15c84l11" />	[๓๑๙] ลำดับนั้น มารผู้ลามกเข้าสิงเวฏัมพรีเทพบุตรแล้วได้กล่าวคาถานี้ใน
			<remark  id="s2b15c84l12" />สำนักพระผู้มีพระภาคว่า           
			<remark  id="s2b15c84l13" />สัตว์เหล่าใด ประกอบแล้ว ในความเกลียดบาปด้วยตบะรักษาความ
			<remark  id="s2b15c84l14" />สงบสงัดอยู่ ติดอยู่ในรูป ปรารถนาเทวโลก สัตว์เหล่านั้น ย่อม
			<remark  id="s2b15c84l15" />สั่งสอนชอบ เพื่อปรโลกโดยแท้ ฯ
			<remark  id="s2b15c84l16" />	[๓๒๐] ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงทราบว่า นี้เป็นมารตัวร้ายกาจ  จึงได้ทรงภาษิตคาถา
			<remark  id="s2b15c84l17" />ตอบมารผู้ลามกว่า 
			<remark  id="s2b15c84l18" />รูปใดๆ จะอยู่ในโลกนี้หรือโลกหน้า และจะอยู่ในอากาศ   มีรัศมี
			<remark  id="s2b15c84l19" />รุ่งเรืองก็ตามที รูปทั้งหมดเหล่านั้น อันมารสรรเสริญแล้ว วางดักสัตว์
			<remark  id="s2b15c84l20" />ไว้แล้ว เหมือนเขาเอาเหยื่อล่อเพื่อฆ่าปลาฉะนั้น ฯ
			<remark  id="s2b15c84l21" />	[๓๒๑] ลำดับนั้น มาณวคามิยเทพบุตร ได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ในสำนัก พระผู้มีพระภาค
			<remark  id="s2b15c84l22" /> ปรารภถึงพระผู้มีพระภาคว่า       
			<remark  id="s2b15c84l23" />ภูเขาวิปุละ เขากล่าวกันว่า เป็นสูงเยี่ยมกว่าภูเขาที่ตั้งอยู่ในพระนคร
			<remark  id="s2b15c84l24" />ราชคฤห์ เสตบรรพตเป็นเลิศกว่าภูเขาที่ตั้งอยู่ในป่าหิมวันต์ พระอาทิตย์
			<remark  id="s2b15c84l25" />เป็นเลิศกว่าสิ่งที่ไปในอากาศ มหาสมุทรเป็นเลิศกว่าห้วงน้ำทั้งหลาย 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b15c85" >
		<para id="s2b15c85p">
			<remark  id="s2b15c85l1" />พระจันทร์เป็นเลิศกว่าดวงดาวทั้งหลาย พระพุทธเจ้าโลกกล่าวว่าเป็น
			<remark  id="s2b15c85l2" />เลิศกว่าประชุมชนทั้งโลก พร้อมทั้งเทวโลก ฯ
			<remark  id="s2b15c85l3" />		   จบ นานาติตถิยวรรค ที่ ๓   
			<remark  id="s2b15c85l4" />		   __________________________________         
			<remark  id="s2b15c85l5" />    รวมพระสูตรในนานาติตถิยวรรคที่ ๓ นี้ มี ๑๐ สูตร คือ สิวสูตรที่ ๑   เขมสูตรที่ ๒ 
			<remark  id="s2b15c85l6" />เสรีสูตรที่ ๓ ฆฏิการสูตรที่ ๔ ชันตุสูตรที่ ๕ โรหิตัสสสูตรที่ ๖  นันทสูตรที่ ๗ นันทิวิสาล
			<remark  id="s2b15c85l7" />สูตรที่ ๘ สุสิมสูตรที่ ๙ และนานาติตถิยสูตรที่ ๑๐ ฯ         
			<remark  id="s2b15c85l8" />		     จบ เทวปุตตสังยุตต์      
			<remark  id="s2b15c85l9" />		     _________________________          
		</para>
	</section>
	<section id="s2b15c86" >
		<para id="s2b15c86p">
			<remark  id="s2b15c86l1" />		       โกสลสังยุตต์          
			<remark  id="s2b15c86l2" />		       ปฐมวรรคที่ ๑          
			<remark  id="s2b15c86l3" />		       ทหรสูตรที่ ๑          
			<remark  id="s2b15c86l4" />	[๓๒๒] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้       
			<remark  id="s2b15c86l5" />    สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของ  ท่านอนาถบิณฑิก
			<remark  id="s2b15c86l6" />เศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี ครั้งนั้นแล พระเจ้าปเสนทิโกศล   ได้เสด็จเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค
			<remark  id="s2b15c86l7" />ถึงที่ประทับ ครั้นแล้วจึงได้ทรงปราศรัยกับ    พระผู้มีพระภาค ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึง
			<remark  id="s2b15c86l8" />กันไปแล้ว จึงประทับนั่ง ณ         ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ฯ  
			<remark  id="s2b15c86l9" />	[๓๒๓] พระเจ้าปเสนทิโกศลประทับนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว ได้ ทูลถาม
			<remark  id="s2b15c86l10" />พระผู้มีพระภาคว่า แม้พระโคดมผู้เจริญย่อมทรงปฏิญาณบ้างหรือไม่ว่า  เราได้ตรัสรู้พระสัมมา
			<remark  id="s2b15c86l11" />สัมโพธิญาณอย่างยอดเยี่ยม 
			<remark  id="s2b15c86l12" />    พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ดูกรมหาบพิตร ก็พระองค์เมื่อจะตรัสโดย  ชอบก็พึงตรัสถึง
			<remark  id="s2b15c86l13" />อาตมภาพว่า ตถาคตได้ตรัสรู้พระสัมมาสัมโพธิญาณอย่างยอด เยี่ยม ดูกรมหาบพิตร เพราะว่า
			<remark  id="s2b15c86l14" />อาตมภาพได้ตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ ฯ   
			<remark  id="s2b15c86l15" />	[๓๒๔] พระเจ้าปเสนทิโกศลทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระโคดม  ผู้เจริญ แม้
			<remark  id="s2b15c86l16" />สมณพราหมณ์บางพวก เป็นเจ้าหมู่ เจ้าคณะ เป็นคณาจารย์  มี   ชื่อเสียง มีเกียรติยศ เป็นเจ้า
			<remark  id="s2b15c86l17" />ลัทธิ ชนส่วนมากยกย่องว่าดี คือ ปูรณะกัสสปมักขลิโคศาล นิครนถ์ นาฏบุตร สัญชัย 
			<remark  id="s2b15c86l18" />เวลัฏฐบุตร ปกุธะ กัจจายนะ อชิต      เกสกัมพล ฯ 
			<remark  id="s2b15c86l19" />    สมณพราหมณ์แม้เหล่านั้น เมื่อถูกหม่อมฉันถามว่า ท่านทั้งหลายย่อม ปฏิญาณได้หรือว่า 
			<remark  id="s2b15c86l20" />เราได้ตรัสรู้พระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณดังนี้ ก็ยังไม่ปฏิญาณ    ตนได้ว่า ได้ตรัสรู้พระอนุตตร
			<remark  id="s2b15c86l21" />สัมมาสัมโพธิญาณ  ส่วนพระโคดมผู้เจริญยังทรง เป็นหนุ่มโดยกำเนิดและยังทรงเป็นผู้ใหม่โดย
			<remark  id="s2b15c86l22" />บรรพชา ไฉนจึงปฏิญาณได้เล่า ฯ  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b15c87" >
		<para id="s2b15c87p">
			<remark  id="s2b15c87l1" />	[๓๒๕] พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ดูกรมหาบพิตร ของ ๔ อย่างเหล่านี้ ไม่ควรดู
			<remark  id="s2b15c87l2" />ถูกดูหมิ่นว่าเล็กน้อย ๔ อย่างเป็นไฉน ของ ๔ อย่างคือ   
			<remark  id="s2b15c87l3" />    ๑. กษัตริย์ไม่ควรดูถูกดูหมิ่นว่ายังทรงพระเยาว์         
			<remark  id="s2b15c87l4" />    ๒. งู ไม่ควรดูถูกดูหมิ่นว่าตัวเล็ก         
			<remark  id="s2b15c87l5" />    ๓. ไฟ ไม่ควรดูถูกดูหมิ่นว่าเล็กน้อย        
			<remark  id="s2b15c87l6" />    ๔. ภิกษุ ไม่ควรดูถูกดูหมิ่นว่ายังหนุ่ม     
			<remark  id="s2b15c87l7" />    ดูกรมหาบพิตร ของ ๔ อย่างเหล่านี้ ไม่ควรดูถูกดูหมิ่นว่าเล็กน้อย ฯ   
			<remark  id="s2b15c87l8" />	[๓๒๖] พระผู้มีพระภาคผู้พระสุคตศาสดา ครั้นตรัสไวยากรณ์ภาษิตนี้ จบลงแล้ว จึงได้
			<remark  id="s2b15c87l9" />ตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปอีกว่า     
			<remark  id="s2b15c87l10" />นรชนไม่พึงดูถูกดูหมิ่น กษัตริย์ผู้ถึงพร้อมด้วยพระชาติ มีพระชาติสูง 
			<remark  id="s2b15c87l11" />ผู้ทรงพระยศว่ายังทรงพระเยาว์  เพราะเหตุว่าพระองค์เป็นมนุษย์ชั้นสูง
			<remark  id="s2b15c87l12" /> ได้เสวยราชสมบัติแล้ว ทรงพระพิโรธขึ้น ย่อมทรงลงพระราชอาชญา
			<remark  id="s2b15c87l13" />อย่างหนักแก่เขาได้ฉะนั้น ผู้รักษาชีวิตของตน พึงงดเว้นการสบประ
			<remark  id="s2b15c87l14" />มาทกษัตริย์นั้นเสีย ฯ
			<remark  id="s2b15c87l15" />นรชนเห็นงูที่บ้านหรือที่ป่าก็ตาม ไม่พึงดูถูกดูหมิ่นว่าตัวเล็ก(เพราะ
			<remark  id="s2b15c87l16" />เหตุว่า) งูเป็นสัตว์มีพิษ (เดช) ย่อมเที่ยวไปด้วย  รูปร่างต่างๆ งูนั้น
			<remark  id="s2b15c87l17" />พึงมากัด ชายหญิงผู้พลั้งเผลอในบางคราวฉะนั้น ผู้รักษาชีวิตของตน
			<remark  id="s2b15c87l18" /> พึงงดเว้นการสบประมาทงูนั้นเสีย ฯ
			<remark  id="s2b15c87l19" />นรชนไม่พึงดูถูกดูหมิ่นไฟที่กินเชื้อมาก ลุกเป็นเปลว มีทางดำ (ที่ๆ 
			<remark  id="s2b15c87l20" />ไฟไหม้ไปดำ) ว่าเล็กน้อย เพราะว่าไฟนั้นได้เชื้อแล้วก็เป็นกองไฟใหญ่ 
			<remark  id="s2b15c87l21" />พึงลามไหม้ชายหญิงผู้พลั้งเผลอในบางคราว ฉะนั้น ผู้รักษาชีวิตของตน 
			<remark  id="s2b15c87l22" />พึงงดเว้นการสบประมาทไฟนั้นเสีย ฯ
			<remark  id="s2b15c87l23" />(แต่ว่า) ป่าใดที่ถูกไฟไหม้จนดำไปแล้ว เมื่อวันคืนล่วงไปๆพรรณหญ้า
			<remark  id="s2b15c87l24" />หรือต้นไม้ยังงอกขึ้นที่ป่านั้นได้ ส่วนผู้ใดถูกภิกษุผู้มีศีลแผดเผา  ด้วย
		</para>
	</section>
	<section id="s2b15c88" >
		<para id="s2b15c88p">
			<remark  id="s2b15c88l1" />เดช บุตรธิดาและปศุสัตว์ของผู้นั้นย่อมพินาศ ทายาทของเขาก็ย่อม
			<remark  id="s2b15c88l2" />ไม่ได้รับทรัพย์มรดก เขาเป็นผู้ไม่มีเผ่าพันธุ์ ย่อมเป็นเหมือนตาล
			<remark  id="s2b15c88l3" />ยอดด้วน ฯ
			<remark  id="s2b15c88l4" />ฉะนั้นแลบุคคลผู้เป็นบัณฑิต พิจารณาเห็นงู ไฟ กษัตริย์ผู้ทรงยศ 
			<remark  id="s2b15c88l5" />และภิกษุผู้มีศีล ว่าเป็นภัยแก่ตน พึงประพฤติต่อโดยชอบทีเดียว ฯ
			<remark  id="s2b15c88l6" />	[๓๒๗] เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสจบลงแล้ว พระเจ้าปเสนทิโกศลได้   กราบทูลพระผู้มี
			<remark  id="s2b15c88l7" />พระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้ง นัก ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ 
			<remark  id="s2b15c88l8" />ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก บุคคลหงายของที่คว่ำ     เปิดของที่ปิด บอกทาง
			<remark  id="s2b15c88l9" />แก่คนหลงทาง หรือส่องประทีปในที่มืดด้วยหวังว่า ผู้มีจักษุจะได้เห็นรูป ฉันใด พระผู้มี
			<remark  id="s2b15c88l10" />พระภาคได้ทรงแสดงธรรมโดยปริยายเป็นอันมากก็ฉันนั้นเหมือนกัน ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ 
			<remark  id="s2b15c88l11" />ข้าพระองค์นี้ขอถึงพระผู้มีพระภาค       พระธรรมและพระภิกษุสงฆ์ว่าเป็นที่พึ่งเป็นที่ระลึก ขอพระผู้มี
			<remark  id="s2b15c88l12" />พระภาคจงทรงจำ    ข้าพระองค์ว่าเป็นอุบาสก ผู้ถึงสรณคมน์จนตลอดชีวิตตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ฯ           
			<remark  id="s2b15c88l13" />		       ปุริสสูตรที่ ๒        
			<remark  id="s2b15c88l14" />	[๓๒๘] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้       
			<remark  id="s2b15c88l15" />    สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามแห่งท่าน อนาถบิณฑิก
			<remark  id="s2b15c88l16" />เศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี ฯ
			<remark  id="s2b15c88l17" />    ครั้งนั้นแล พระเจ้าปเสนทิโกศลเสด็จเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่  ประทับ ครั้นแล้ว
			<remark  id="s2b15c88l18" />จึงทรงถวายบังคมพระผู้มีพระภาค แล้วประทับนั่ง ณ ที่ควร  ส่วนข้างหนึ่ง ฯ        
			<remark  id="s2b15c88l19" />    พระเจ้าปเสนทิโกศลประทับนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้วแล ได้กราบ  ทูลพระผู้มี
			<remark  id="s2b15c88l20" />พระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ธรรมกี่อย่างเมื่อบังเกิดขึ้นในภายใน   ของบุคคล ย่อมบังเกิด
			<remark  id="s2b15c88l21" />ขึ้นเพื่อความไม่เป็นประโยชน์ เพื่อความทุกข์ เพื่อความอยู่ไม่สบาย ฯ          
			<remark  id="s2b15c88l22" />	[๓๒๙] พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ดูกรมหาบพิตร ธรรม ๓ อย่างแล    เมื่อบังเกิดขึ้น
			<remark  id="s2b15c88l23" />ในภายในของบุรุษ ย่อมบังเกิดขึ้นเพื่อความไม่เป็นประโยชน์ เพื่อ  ความทุกข์ เพื่อความอยู่ไม่
			<remark  id="s2b15c88l24" />สบาย ธรรม ๓ อย่างเป็นไฉน ธรรม ๓ อย่าง คือ    
		</para>
	</section>
	<section id="s2b15c89" >
		<para id="s2b15c89p">
			<remark  id="s2b15c89l1" />    ๑. โลภะ
			<remark  id="s2b15c89l2" />    ๒. โทสะ
			<remark  id="s2b15c89l3" />    ๓. โมหะ
			<remark  id="s2b15c89l4" />    ดูกรมหาบพิตร ธรรม ๓ อย่างนี้แล เมื่อบังเกิดขึ้นในภายในของบุคคล     ย่อมบังเกิดขึ้น
			<remark  id="s2b15c89l5" />เพื่อความไม่เป็นประโยชน์ เพื่อความทุกข์ เพื่อความอยู่ไม่สบาย ฯ      
			<remark  id="s2b15c89l6" />	[๓๓๐] พระผู้มีพระภาคผู้พระสุคตศาสดา ครั้นตรัสไวยากรณ์ภาษิตนี้   จบลงแล้ว จึงได้
			<remark  id="s2b15c89l7" />ตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปอีกว่า     
			<remark  id="s2b15c89l8" />โลภะ โทสะ และโมหะ ที่เกิดขึ้นในตนย่อมบั่นรอนบุคคลผู้ใจบาป เ
			<remark  id="s2b15c89l9" />หมือนผลของตนย่อมบั่นรอนต้นเต่ารั้ง ฉะนั้น ฯ
			<remark  id="s2b15c89l10" />		       ราชสูตรที่ ๓          
			<remark  id="s2b15c89l11" />	[๓๓๑] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้       
			<remark  id="s2b15c89l12" />    สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามแห่ง   ท่านอนาถบิณฑิก
			<remark  id="s2b15c89l13" />เศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี ฯ        
			<remark  id="s2b15c89l14" />    ครั้งนั้นแล พระเจ้าปเสนทิโกศลเสด็จเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ครั้นแล้ว
			<remark  id="s2b15c89l15" />จึงทรงถวายบังคมพระผู้มีพระภาค แล้วประทับนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ฯ
			<remark  id="s2b15c89l16" />     พระเจ้าปเสนทิโกศลประทับนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้วแล ได้กราบ ทูลพระผู้มีพระภาค
			<remark  id="s2b15c89l17" />ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ผู้ที่เกิดมาแล้วที่พ้นจากชราและมรณะ    มีอยู่บ้างหรือไม่ ฯ    
			<remark  id="s2b15c89l18" /> 	[๓๓๒] พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ดูกรมหาบพิตร คนเกิดมาแล้วที่   จะพ้นจากชรา
			<remark  id="s2b15c89l19" />มรณะไม่มีเลย แม้กษัตริย์มหาศาลซึ่งเป็นผู้มั่งคั่ง มีทรัพย์มาก มี โภคะมาก มีทองและเงิน
			<remark  id="s2b15c89l20" />มากมาย มีทรัพย์เครื่องอุปกรณ์น่าปลื้มใจมากมาย มี   ทรัพย์คือข้าวเปลือกมากมาย ก็ไม่มีพ้นจาก
			<remark  id="s2b15c89l21" />ชรามรณะ แม้พราหมณ์มหาศาลซึ่งเป็นผู้มั่งคั่ง ฯลฯ ก็ไม่มีพ้นจากชรามรณะ แม้คฤหบดีมหาศาล
			<remark  id="s2b15c89l22" /> ก็ไม่มีพ้นจากชรา  มรณะ ภิกษุแม้ทุกองค์ ซึ่งเป็นพระอรหันต์ หมดสิ้นอาสวะแล้ว อยู่จบ
			<remark  id="s2b15c89l23" />พรหมจรรย์    แล้ว กระทำกรณียะเสร็จแล้ว วางภาระหนักลงได้แล้ว ได้บรรลุประโยชน์ของตน   
			<remark  id="s2b15c89l24" />แล้ว หมดสิ้นกิเลสเครื่องประกอบไว้ในภพแล้ว หลุดพ้นแล้วเพราะรู้โดยชอบ    ร่างกายนี้แม้
			<remark  id="s2b15c89l25" />แห่งพระอรหันต์เหล่านั้น ก็เป็นสภาพแตกดับ ถูกทอดทิ้งเป็น   ธรรมดา ฯ   
		</para>
	</section>
	<section id="s2b15c90" >
		<para id="s2b15c90p">
			<remark  id="s2b15c90l1" /> 	[๓๓๓] พระผู้มีพระภาคผู้พระสุคตศาสดา ครั้นตรัสไวยากรณ์ภาษิตนี้    จบลงแล้ว จึงได้
			<remark  id="s2b15c90l2" />ตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปอีกว่า     
			<remark  id="s2b15c90l3" />ราชรถอันวิจิตรดีย่อมชำรุดโดยแท้ อนึ่ง แม้สรีระก็ย่อมเข้าถึงชรา แต่ว่า
			<remark  id="s2b15c90l4" />ธรรมของสัตบุรุษหาเข้าถึงชราไม่ สัตบุรุษเท่านั้น ย่อมรู้กันได้กับ
			<remark  id="s2b15c90l5" />สัตบุรุษ ฯ
			<remark  id="s2b15c90l6" />		        ปิยสูตรที่ ๔         
			<remark  id="s2b15c90l7" /> 	[๓๓๔] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้      
			<remark  id="s2b15c90l8" />     สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามแห่ง ท่านอนาถบิณฑิก
			<remark  id="s2b15c90l9" />เศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี ฯ        
			<remark  id="s2b15c90l10" />     ครั้งนั้นแล พระเจ้าปเสนทิโกศลเสด็จเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ ประทับ ครั้นแล้ว 
			<remark  id="s2b15c90l11" />จึงทรงถวายบังคมพระผู้มีพระภาคแล้วประทับนั่ง ณ ที่ควรส่วน ข้างหนึ่ง ฯ
			<remark  id="s2b15c90l12" />     พระเจ้าปเสนทิโกศลประทับนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้วแล ได้กราบ ทูลพระผู้มี
			<remark  id="s2b15c90l13" />พระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ (วันนี้) ข้าพระองค์เข้าที่ลับพักผ่อน อยู่ ได้เกิดความนึกคิด
			<remark  id="s2b15c90l14" />อย่างนี้ว่า ชนเหล่าไหนหนอแลชื่อว่ารักตน ชนเหล่าไหน   ชื่อว่าไม่รักตน ข้าพระองค์จึงได้เกิด
			<remark  id="s2b15c90l15" />ความคิดต่อไปว่า ก็ชนเหล่าใดแลย่อม  ประพฤติทุจริตด้วยกาย วาจา ใจ ชนเหล่านั้นชื่อว่าไม่
			<remark  id="s2b15c90l16" />รักตน ถึงแม้ชนเหล่านั้นจะพึง   กล่าวอย่างนี้ว่า เรารักตน ถึงเช่นนั้น ชนเหล่านั้นก็ชื่อว่าไม่รัก
			<remark  id="s2b15c90l17" />ตน ข้อนั้นเป็น    เพราะเหตุไร ก็เพราะเหตุว่า ชนผู้ไม่รักใคร่กันย่อมทำความเสียหายให้แก่ผู้ไม่         
			<remark  id="s2b15c90l18" />รักใคร่กันได้โดยประการใด ชนเหล่านั้นย่อมทำความเสียหายให้แก่ตนด้วยตนเอง ได้โดยประการนั้น 
			<remark  id="s2b15c90l19" />ฉะนั้น ชนเหล่านั้นจึงชื่อว่าไม่รักตน ส่วนว่าชนเหล่าใดแล    ย่อมประพฤติสุจริตด้วยกาย วาจา 
			<remark  id="s2b15c90l20" />ใจ ชนเหล่านั้นชื่อว่ารักตน ถึงแม้ชนเหล่านั้น    จะพึงกล่าวอย่างนี้ว่า เราไม่รักตน ถึงเช่นนั้น
			<remark  id="s2b15c90l21" />ชนเหล่านั้นก็ชื่อว่ารักตน ข้อนั้น   เป็นเพราะเหตุไร ก็เพราะเหตุว่า ชนผู้ที่รักใคร่กันย่อมทำความดี
			<remark  id="s2b15c90l22" />ความเจริญ ให้       แก่ผู้ที่รักใคร่กันได้โดยประการใด ชนเหล่านั้นย่อมทำความดีความเจริญ ให้แก่          
			<remark  id="s2b15c90l23" />ตนด้วยตนเองได้โดยประการนั้น ฉะนั้น ชนเหล่านั้นจึงชื่อว่ารักตน ฯ        
			<remark  id="s2b15c90l24" /> 	[๓๓๕] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ถูกแล้วๆ มหาบพิตร เพราะว่าชน บางพวกย่อม
			<remark  id="s2b15c90l25" />ประพฤติทุจริตด้วยกาย วาจา ใจ ชนเหล่านั้นไม่ชื่อว่ารักตน ถึง  แม้พวกเขาจะกล่าวอย่างนี้ว่า 
			<remark  id="s2b15c90l26" />เราทั้งหลายมีความรักตน ถึงเช่นนั้นพวกเขาก็ชื่อว่า    ไม่มีความรักตน ข้อนั้นเป็นเพราะเหตุไร
		</para>
	</section>
	<section id="s2b15c91" >
		<para id="s2b15c91p">
			<remark  id="s2b15c91l1" /> ก็เพราะเหตุว่า ชนผู้ไม่รักใคร่กันย่อม   ทำความเสียหายให้แก่ผู้ไม่รักใคร่กันได้โดยประการใด 
			<remark  id="s2b15c91l2" />พวกเขาเหล่านั้นย่อมทำความเสียหายแก่ตนด้วยตนเองได้โดยประการนั้น พวกเขาเหล่านั้นจึง
			<remark  id="s2b15c91l3" />ชื่อว่าไม่รัก        ตน ส่วนว่าชนบางพวกย่อมประพฤติสุจริตด้วยกาย วาจา ใจ พวกเหล่านั้นชื่อว่า 
			<remark  id="s2b15c91l4" />รักตน ถึงแม้พวกเขาจะกล่าวอย่างนี้ว่า เราไม่รักตน ถึงเช่นนั้นพวกเหล่านั้นก็ชื่อ   ว่ารักตน 
			<remark  id="s2b15c91l5" />ข้อนั้นเป็นเพราะเหตุไร ก็เพราะเหตุว่าชนผู้ที่รักใคร่กันย่อมทำความดี    ความเจริญให้แก่ชนผู้ที่
			<remark  id="s2b15c91l6" />รักใคร่กันได้โดยประการใด พวกเหล่านั้นย่อมทำความดี    ความเจริญแก่ตนด้วยตนเองได้โดย
			<remark  id="s2b15c91l7" />ประการนั้น ฉะนั้น พวกเหล่านั้นจึงชื่อว่ารักตน ฯ       
			<remark  id="s2b15c91l8" /> 	[๓๓๖] พระผู้มีพระภาคผู้พระสุคตศาสดา ครั้นตรัสไวยากรณ์ภาษิตนี้  จบลงแล้ว จึงได้
			<remark  id="s2b15c91l9" />ตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปอีกว่า     
			<remark  id="s2b15c91l10" />ถ้าบุคคลพึงรู้ว่าตนเป็นที่รัก ไม่พึงประกอบด้วยบาป เพราะว่าความสุข
			<remark  id="s2b15c91l11" />นั้นไม่เป็นผลที่บุคคลผู้ทำชั่วจะพึงได้โดยง่าย ฯ
			<remark  id="s2b15c91l12" />เมื่อบุคคลถูกมรณะครอบงำ ละทิ้งภพมนุษย์ไปอยู่ ก็อะไรเป็นสมบัติ
			<remark  id="s2b15c91l13" />ของเขา และเขาย่อมพาเอาอะไรไปได้ อนึ่ง  อะไรเล่าจะติดตามเขาไป
			<remark  id="s2b15c91l14" />ประดุจเงาติดตามตนไป ฉะนั้น ฯ
			<remark  id="s2b15c91l15" />ผู้ที่มาเกิดแล้วจำจะต้องตายในโลกนี้ ย่อมทำกรรมอันใดไว้ คือ  เป็น
			<remark  id="s2b15c91l16" />บุญและเป็นบาปทั้งสองประการ บุญและบาปนั้นแลเป็นสมบัติของเขา
			<remark  id="s2b15c91l17" /> และเขาจะพาเอาบุญและบาปนั้นไป (สู่ปรโลก)อนึ่ง บุญและบาปนั้น
			<remark  id="s2b15c91l18" />ย่อมเป็นของติดตามเขาไปประดุจเงาติดตามตนไป ฉะนั้น ฯ
			<remark  id="s2b15c91l19" />เพราะฉะนั้น บุคคลพึงทำกัลยาณกรรมสะสมไว้เป็นสมบัติในปรโลก 
			<remark  id="s2b15c91l20" />(เพราะว่า) บุญทั้งหลายย่อมเป็นที่พึ่งของสัตว์ทั้งหลายในปรโลก ฯ
			<remark  id="s2b15c91l21" />		     อัตตรักขิตสูตรที่ ๕     
			<remark  id="s2b15c91l22" /> 	[๓๓๗] พระเจ้าปเสนทิโกศล ประทับนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว   ได้กราบทูล
			<remark  id="s2b15c91l23" />พระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ วันนี้หม่อมฉันได้เข้าที่ลับ   พักผ่อนอยู่ ได้เกิดความ
			<remark  id="s2b15c91l24" />นึกคิดอย่างนี้ว่า ชนพวกไหนหนอแล ชื่อว่าเป็นผู้รักษา ตน ชนพวกไหนหนอแล ชื่อว่าเป็น
			<remark  id="s2b15c91l25" />ผู้ไม่รักษาตน ข้าพระองค์ได้คิดต่อไปว่า   ก็ชนบางพวกแลย่อมประพฤติทุจริตด้วยกาย วาจา ใจ
			<remark  id="s2b15c91l26" /> ชนพวกนั้นชื่อว่าเป็นผู้   ไม่รักษาตน ถึงแม้พลช้าง พลม้า พลรถ หรือพลเดินเท้า จะพึงรักษา
		</para>
	</section>
	<section id="s2b15c92" >
		<para id="s2b15c92p">
			<remark  id="s2b15c92l1" />เขา ถึง   เช่นนั้นชนพวกนั้น ก็ชื่อว่าไม่เป็นผู้รักษาตน ข้อนั้นเป็นเพราะเหตุไร ก็เพราะ เหตุว่า 
			<remark  id="s2b15c92l2" />การรักษาเช่นนั้น เป็นการรักษาภายนอก มิใช่เป็นการรักษาภายใน ฉะนั้น     ชนพวกนั้นจึงชื่อว่า
			<remark  id="s2b15c92l3" />เป็นผู้ไม่รักษาตน ส่วนว่าชนบางพวกย่อมประพฤติสุจริตด้วย     กาย วาจา ใจ ชนพวกนั้นชื่อว่า
			<remark  id="s2b15c92l4" />เป็นผู้รักษาตน ถึงแม้ว่าพลช้าง พลม้า พลรถ  หรือพลเดินเท้า จะไม่รักษาเขา ถึงเช่นนั้น
			<remark  id="s2b15c92l5" />ชนพวกนั้นก็ชื่อว่าเป็นผู้รักษาตน       ข้อนั้นเป็นเพราะเหตุไร ก็เพราะเหตุว่าการรักษาเช่นนั้น เป็น
			<remark  id="s2b15c92l6" />การรักษาภายใน มิใช่      เป็นการรักษาภายนอก ฉะนั้น ชนพวกนั้นจึงชื่อว่าเป็นผู้รักษาตน ฯ          
			<remark  id="s2b15c92l7" /> 	[๓๓๘] พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ถูกแล้วๆ มหาบพิตร ก็ชนบาง    พวกย่อมประพฤติ
			<remark  id="s2b15c92l8" />ทุจริตด้วยกาย วาจา ใจ ชนพวกนั้นชื่อว่าเป็นผู้ไม่รักษาตน  ถึงแม้ชนพวกนั้นจะมีพลช้าง 
			<remark  id="s2b15c92l9" />พลม้า พลรถ หรือพลเดินเท้า คอยรักษา ถึง    เช่นนั้นชนพวกนั้นก็ชื่อว่าไม่รักษาตน ข้อนั้น
			<remark  id="s2b15c92l10" />เป็นเพราะเหตุไร ก็เพราะเหตุว่า    การรักษาเช่นนั้นเป็นการรักษาภายนอก มิใช่เป็นการรักษา
			<remark  id="s2b15c92l11" />ภายใน ฉะนั้น ชนพวก นั้นจึงชื่อว่าไม่รักษาตน ส่วนว่าชนบางพวกย่อมประพฤติสุจริตด้วยกาย 
			<remark  id="s2b15c92l12" />วาจา ใจ           ชนพวกนั้นชื่อว่าเป็นผู้รักษาตน ถึงแม้ชนพวกนั้นจะไม่มีพลช้าง พลม้า พลรถ 
			<remark  id="s2b15c92l13" />หรือพลเดินเท้า คอยรักษา ถึงเช่นนั้นชนพวกนั้นก็ชื่อว่ารักษาตน ข้อนั้นเป็น   เพราะเหตุไร ก็
			<remark  id="s2b15c92l14" />เพราะเหตุว่าการรักษาเช่นนั้นเป็นการรักษาภายใน มิใช่เป็นการ   รักษาภายนอก ฉะนั้น ชนพวก
			<remark  id="s2b15c92l15" />นั้นจึงชื่อว่าเป็นผู้รักษาตน ฯ     
			<remark  id="s2b15c92l16" /> 	[๓๓๙] พระผู้มีพระภาคผู้พระสุคตศาสดา ครั้นตรัสไวยากรณ์ภาษิตนี้  จบลงแล้ว จึงได้
			<remark  id="s2b15c92l17" />ตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปอีกว่า     
			<remark  id="s2b15c92l18" />การสำรวมด้วยกายเป็นการดี การสำรวมด้วยวาจาเป็นการดีการสำรวม
			<remark  id="s2b15c92l19" />ด้วยใจเป็นการดี การสำรวมในที่ทั้งปวงเป็นการดีบุคคลสำรวมในที่
			<remark  id="s2b15c92l20" />ทั้งปวงแล้วมีความละอายต่อบาป เรากล่าวว่าเป็นผู้รักษาตน ฯ
			<remark  id="s2b15c92l21" />		       อัปปกสูตรที่ ๖        
			<remark  id="s2b15c92l22" /> 	[๓๔๐] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้      
			<remark  id="s2b15c92l23" />     สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามแห่ง ท่านอนาถบิณฑิก
			<remark  id="s2b15c92l24" />เศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี ฯ        
			<remark  id="s2b15c92l25" />     ครั้งนั้นแล พระเจ้าปเสนทิโกศลเสด็จเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่  ประทับ ครั้นแล้ว
			<remark  id="s2b15c92l26" />จึงถวายบังคมพระผู้มีพระภาคแล้วประทับนั่ง ณ ที่ควรส่วน  ข้างหนึ่ง ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b15c93" >
		<para id="s2b15c93p">
			<remark  id="s2b15c93l1" />     พระเจ้าปเสนทิโกศลประทับนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว ได้กราบทูล พระผู้มี
			<remark  id="s2b15c93l2" />พระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ วันนี้หม่อมฉันได้เข้าที่ลับพักผ่อนอยู่     ได้เกิดความคิดอย่างนี้
			<remark  id="s2b15c93l3" />ว่า สัตว์เหล่าใดได้โภคทรัพย์ยิ่งๆ แล้ว ย่อมไม่มัวเมา         ไม่ประมาท ไม่ถึงความติดอยู่ในกามคุณ 
			<remark  id="s2b15c93l4" />และไม่ประพฤติผิดในสัตว์ทั้งหลาย    สัตว์เหล่านั้นมีจำนวนน้อยในโลก ส่วนว่าสัตว์เหล่าใดได้
			<remark  id="s2b15c93l5" />โภคทรัพย์ยิ่งๆ แล้ว         ย่อมมัวเมา ประมาท ถึงความติดอยู่ในกามคุณ และประพฤติผิดในสัต
			<remark  id="s2b15c93l6" />ว์ทั้งหลาย  สัตว์เหล่านั้นแลมีจำนวนมากมายในโลก ฯ           
			<remark  id="s2b15c93l7" /> 	[๓๔๑] พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ถูกแล้วๆ มหาบพิตร สัตว์เหล่าใดได้โภคทรัพย์
			<remark  id="s2b15c93l8" />ยิ่งๆ แล้ว ย่อมไม่มัวเมา ไม่ประมาท ไม่ถึงความติดอยู่ในกามคุณ และไม่ประพฤติผิดในสัตว์
			<remark  id="s2b15c93l9" />ทั้งหลาย สัตว์เหล่านั้นมีจำนวนน้อยในโลกส่วนว่าสัตว์เหล่าใดได้โภคทรัพย์ยิ่งๆ แล้ว ย่อม
			<remark  id="s2b15c93l10" />มัวเมา ประมาท ถึงความติด อยู่ในกามคุณ และประพฤติผิดในสัตว์ทั้งหลาย สัตว์เหล่านั้นแล
			<remark  id="s2b15c93l11" />มีจำนวนมาก   มายในโลก ฯ 
			<remark  id="s2b15c93l12" /> 	[๓๔๒] พระผู้มีพระภาคผู้พระสุคตศาสดา ครั้นตรัสไวยากรณ์ภาษิตนี้  จบลงแล้ว จึงได้
			<remark  id="s2b15c93l13" />ตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปอีกว่า     
			<remark  id="s2b15c93l14" />สัตว์ทั้งหลายเป็นผู้กำหนัดกล้าในโภคทรัพย์ ที่น่าใคร่ มักมาก  หลงใหล
			<remark  id="s2b15c93l15" />ในกามคุณ ย่อมไม่รู้สึกการก้าวล่วง (ประพฤติผิดในสัตว์พวกอื่น) 
			<remark  id="s2b15c93l16" />เหมือนพวกเนื้อไม่รู้สึกแร้วซึ่งโก่งดักไว้ฉะนั้น ผลเผ็ดร้อนย่อมมีแก่
			<remark  id="s2b15c93l17" />สัตว์พวกนั้นในภายหลัง เพราะว่ากรรมเช่นนั้นมีวิบากเลวทราม ฯ
			<remark  id="s2b15c93l18" />		     อรรถกรณสูตรที่ ๗        
			<remark  id="s2b15c93l19" /> 	[๓๔๓] พระเจ้าปเสนทิโกศล ประทับนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว ได้กราบทูล
			<remark  id="s2b15c93l20" />พระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ วันนี้หม่อมฉันได้นั่ง ณ ที่  พิจารณาคดี เห็นกษัตริย์
			<remark  id="s2b15c93l21" />มหาศาลบ้าง พราหมณ์มหาศาลบ้าง คฤหบดีมหาศาลบ้าง   ซึ่งเป็นผู้มั่งคั่ง มีทรัพย์มาก มีโภคะ
			<remark  id="s2b15c93l22" />มาก มีทองและเงินมากมาย มีทรัพย์เครื่อง      อุปกรณ์น่าปลื้มใจมากมาย มีทรัพย์คือข้าวเปลือก
			<remark  id="s2b15c93l23" />มากมาย ยังกล่าวมุสาทั้งที่รู้สึก   อยู่ เพราะเหตุแห่งกาม เพราะเรื่องกาม เพราะมีกามเป็นเค้ามูล 
			<remark  id="s2b15c93l24" />หม่อมฉันได้ เกิดความนึกคิดอย่างนี้ว่า เป็นการไม่สมควรเลยด้วยการที่เราจะพิจารณาคดีในบัดนี้      
			<remark  id="s2b15c93l25" />(เพราะ) บัดนี้ ราชโอรสนามว่าวิฑูฑภะผู้มีหน้าชื่นบาน จักปรากฏโดยการ   พิจารณาคดี ฯ  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b15c94" >
		<para id="s2b15c94p">
			<remark  id="s2b15c94l1" /> 	[๓๔๔] พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ชอบแล้วๆ มหาบพิตร กษัตริย์ มหาศาล 
			<remark  id="s2b15c94l2" />พราหมณ์มหาศาล คฤหบดีมหาศาล แม้บางพวกเป็นผู้มั่งคั่ง มีทรัพย์ มาก ฯลฯ มีทรัพย์คือ
			<remark  id="s2b15c94l3" />ข้าวเปลือกมากมาย ยังจักกล่าวมุสาทั้งที่รู้สึกอยู่ เพราะเหตุแห่งกาม เพราะเรื่องกาม เพราะมี
			<remark  id="s2b15c94l4" />กามเป็นเค้ามูล ข้อนั้นจักเป็นไปเพื่อความ เสื่อมประโยชน์ เพื่อความทุกข์แก่พวกเขาตลอดกาล
			<remark  id="s2b15c94l5" />นาน ฯ         
			<remark  id="s2b15c94l6" /> 	[๓๔๕] พระผู้มีพระภาคผู้พระสุคตศาสดา ครั้นตรัสไวยากรณ์ภาษิตนี้ จบลงแล้ว จึงได้
			<remark  id="s2b15c94l7" />ตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปอีกว่า     
			<remark  id="s2b15c94l8" />สัตว์ทั้งหลายเป็นผู้กำหนัดกล้าในโภคทรัพย์ที่น่าใคร่ มักมากหลงใหล
			<remark  id="s2b15c94l9" />ในกามคุณ ย่อมไม่รู้สึกการล่วงเกิน เหมือนพวกปลากำลังเข้าไปสู่เครื่อง
			<remark  id="s2b15c94l10" />ดัก ซึ่งอ้าดักอยู่ ฉะนั้น ผลอันเผ็ดร้อนย่อมมีแก่สัตว์พวกนั้นใน
			<remark  id="s2b15c94l11" />ภายหลัง เพราะว่ากรรมเช่นนั้นมีวิบากเลวทราม ฯ
			<remark  id="s2b15c94l12" />		       มัลลิกาสูตรที่ ๘      
			<remark  id="s2b15c94l13" /> 	[๓๔๖] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้      
			<remark  id="s2b15c94l14" />         สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามแห่ง ท่านอนาถบิณฑิก
			<remark  id="s2b15c94l15" />เศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี ฯ        
			<remark  id="s2b15c94l16" />         ก็โดยสมัยนั้นแล พระเจ้าปเสนทิโกศลได้ประทับ ณ ปราสาทอันประเสริฐชั้นบน 
			<remark  id="s2b15c94l17" />พร้อมด้วยพระนางมัลลิการาชเทวี ฯ 
			<remark  id="s2b15c94l18" />         ครั้งนั้นแล พระเจ้าปเสนทิโกศลได้ตรัสกับพระนางมัลลิการาชเทวีว่า แน่ะ มัลลิกา 
			<remark  id="s2b15c94l19" />ก็คนอื่นคือใครเล่าซึ่งเป็นที่รักยิ่งกว่าตน ย่อมมีแก่เธอหรือหนอแล ฯ         
			<remark  id="s2b15c94l20" />         พระนางมัลลิกาได้ทูลสนองว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า ก็คนอื่นคือใครเล่าซึ่ง   เป็นที่รักยิ่งกว่าตน 
			<remark  id="s2b15c94l21" />ย่อมไม่มีแก่หม่อมฉันแล ก็คนอื่นคือใครเล่าซึ่งเป็นที่รักยิ่ง  กว่าตน ย่อมมีแก่พระองค์หรือไฉน ฯ   
			<remark  id="s2b15c94l22" />         พระเจ้าปเสนทิโกศลตรัสว่า แน่ะมัลลิกา คนอื่นใครๆ ซึ่งเป็นที่รักยิ่ง   กว่าตนย่อมไม่มี
			<remark  id="s2b15c94l23" />แม้แก่ฉัน ฯ         
			<remark  id="s2b15c94l24" /> 	[๓๔๗] ครั้งนั้นแล พระเจ้าปเสนทิโกศลเสด็จลงจากปราสาทเข้าไปเฝ้า  พระผู้มีพระภาค
			<remark  id="s2b15c94l25" />ถึงที่ประทับ ครั้นแล้ว จึงถวายบังคมพระผู้มีพระภาค แล้วประทับ     นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ฯ       
		</para>
	</section>
	<section id="s2b15c95" >
		<para id="s2b15c95p">
			<remark  id="s2b15c95l1" />         พระเจ้าปเสนทิโกศลประทับนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว ได้กราบทูล      พระผู้มีพระ
			<remark  id="s2b15c95l2" />ภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ วันนี้หม่อมฉันได้อยู่ที่ปราสาทอัน  ประเสริฐชั้นบนกับด้วยพระนาง
			<remark  id="s2b15c95l3" />มัลลิการาชเทวี ได้พูดกับพระนางมัลลิการาชเทวีว่า     แน่ะมัลลิกา ก็คนอื่นคือใครเล่าซึ่งเป็นที่รัก
			<remark  id="s2b15c95l4" />ยิ่งกว่าตน ย่อมมีอยู่หรือหนอแล       ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ครั้นหม่อมฉันพูดอย่างนี้แล้ว พระนาง
			<remark  id="s2b15c95l5" />มัลลิการาชเทวีได้ทูล     สนองหม่อมฉันว่า ข้าแต่พระมหาราชเจ้า ก็คนอื่นคือใครเล่าซึ่งเป็นที่รักยิ่ง
			<remark  id="s2b15c95l6" />กว่าตน     ย่อมไม่มีแก่หม่อมฉันแล ก็คนอื่นใครๆ ซึ่งเป็นที่รักยิ่งกว่าตนย่อมมีอยู่แก่พระองค์
			<remark  id="s2b15c95l7" />หรือไฉน ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ครั้นพระนางมัลลิกาทูลสนองอย่างนี้แล้วหม่อมฉันได้พูดกับ
			<remark  id="s2b15c95l8" />พระนางมัลลิการาชเทวีว่า แน่ะมัลลิกา คนอื่นใครๆ ซึ่งเป็น      ที่รักยิ่งกว่าตน ย่อมไม่มีแม้แ
			<remark  id="s2b15c95l9" />ก่ฉันแล ฯ        
			<remark  id="s2b15c95l10" /> 	[๓๔๘] ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคทรงทราบเนื้อความนั้นแล้ว จึงได้  ตรัสพระคาถานี้
			<remark  id="s2b15c95l11" />ในเวลานั้นว่า        
			<remark  id="s2b15c95l12" />บุคคลค้นหาด้วยจิตตลอดทิศทั้งหมด ไม่ได้พบใครซึ่งเป็นที่รักยิ่งกว่าตน
			<remark  id="s2b15c95l13" />ในที่ไหนๆ เลย สัตว์ทั้งหลายเหล่าอื่นก็รักตนมากเช่นนั้นเหมือนกัน 
			<remark  id="s2b15c95l14" />ฉะนั้น ผู้รักตนจึงไม่ควรเบียดเบียนสัตว์อื่น ฯ
			<remark  id="s2b15c95l15" />		       ยัญญสูตรที่ ๙         
			<remark  id="s2b15c95l16" /> 	[๓๔๙] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้      
			<remark  id="s2b15c95l17" />     สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามแห่งท่านอนาถบิณฑิก
			<remark  id="s2b15c95l18" />เศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี ฯ        
			<remark  id="s2b15c95l19" />     ก็โดยสมัยนั้นแล พระเจ้าปเสนทิโกศลได้ตระเตรียมการบูชามหายัญ     โคผู้ ๕๐๐ 
			<remark  id="s2b15c95l20" />ตัว ลูกโคผู้ ๕๐๐ ตัว ลูกโคตัวเมีย ๕๐๐ ตัว แพะ ๕๐๐ ตัว และ    แกะ ๕๐๐ ตัว ถูกนำไปผูก
			<remark  id="s2b15c95l21" />ไว้ที่หลักเพื่อบูชายัญ แม้ชนบางคนของพระเจ้า     ปเสนทิโกศลนั้น เป็นทาส คนใช้หรือกรรมกร
			<remark  id="s2b15c95l22" />ที่มีอยู่ แม้ชนเหล่านั้นถูกอาชญา ถูกภัยคุกคาม มีหน้านองด้วยน้ำตาร้องไห้พลาง กระทำ
			<remark  id="s2b15c95l23" />บริกรรมไปพลาง ฯ        
			<remark  id="s2b15c95l24" /> 	[๓๕๐] ครั้งนั้นแล พวกภิกษุหลายรูปครองผ้าเรียบร้อยแล้วในเวลาเช้า  ถือบาตรและ
			<remark  id="s2b15c95l25" />จีวรเข้าไปสู่กรุงสาวัตถี เพื่อบิณฑบาต กลับจากบิณฑบาตในเวลาหลัง   ภัตแล้ว เข้าไปเฝ้าพระผู้มี
			<remark  id="s2b15c95l26" />พระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคแล้ว      ได้นั่งอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b15c96" >
		<para id="s2b15c96p">
			<remark  id="s2b15c96l1" />     ภิกษุเหล่านั้นนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาค   ว่า ข้าแต่
			<remark  id="s2b15c96l2" />พระองค์ผู้เจริญ วันนี้พระเจ้าปเสนทิโกศลได้ตระเตรียมการบูชามหายัญ    โคผู้ ๕๐๐ ตัว ลูก
			<remark  id="s2b15c96l3" />โคผู้ ๕๐๐ ตัว ลูกโคตัวเมีย ๕๐๐ ตัว แพะ ๕๐๐ ตัว และ    แกะ ๕๐๐ ตัว ถูกนำไปผูกไว้ที่หลัก
			<remark  id="s2b15c96l4" />เพื่อบูชายัญ แม้ชนบางคนของพระเจ้า      ปเสนทิโกศลนั้น เป็นทาส คนใช้ หรือกรรมกร 
			<remark  id="s2b15c96l5" />ที่มีอยู่ ชนแม้เหล่านั้นถูกอาชญา           ถูกภัยคุกคาม มีหน้านองด้วยน้ำตาร้องไห้พลาง กระทำ
			<remark  id="s2b15c96l6" />บริกรรมไปพลาง ฯ        
			<remark  id="s2b15c96l7" /> 	[๓๕๑] ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคทรงทราบเนื้อความนั้นแล้ว จึงได้  ตรัสพระคาถา
			<remark  id="s2b15c96l8" />เหล่านี้ในเวลานั้นว่า   
			<remark  id="s2b15c96l9" />มหายัญที่มีการตระเตรียมมาก มีการฆ่าแพะ แกะ โค และสัตว์
			<remark  id="s2b15c96l10" />ชนิดต่างๆ คือ อัศวเมธ  ปุริสเมธ  สัมมาปาสะ  วาชเปยยะ  
			<remark  id="s2b15c96l11" />นิรัคคฬะ  มหายัญเหล่านั้น เป็นยัญไม่มีผลมาก (เพราะ) 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b15c97" >
		<para id="s2b15c97p">
			<remark  id="s2b15c97l1" />พระพุทธเจ้าเป็นต้นผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ผู้ดำเนินปฏิปทาอันชอบ 
			<remark  id="s2b15c97l2" />ย่อมไม่เข้าไปใกล้ยัญนั้น ฯ
			<remark  id="s2b15c97l3" />ส่วนยัญใด มีการตระเตรียมน้อย ไม่มีการฆ่า แพะ แกะโค และ
			<remark  id="s2b15c97l4" />สัตว์ชนิดต่างๆ ซึ่งบุคคลบูชาสืบตระกูลทุกเมื่อพระพุทธเจ้าเป็นต้น
			<remark  id="s2b15c97l5" />ผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ ผู้ดำเนินปฏิปทาอันชอบ ย่อมเข้าไปใกล้ยัญ
			<remark  id="s2b15c97l6" />นั้น ฯ
			<remark  id="s2b15c97l7" />ผู้มีปัญญาควรบูชายัญนั้น ยัญนั้นเป็นยัญมีผลมาก เมื่อบุคคลบูชา
			<remark  id="s2b15c97l8" />ยัญนั้นนั่นแหละ ย่อมมีแต่ความดี ไม่มีความชั่วช้าเลวทราม ยัญก็
			<remark  id="s2b15c97l9" />เป็นยัญอย่างไพบูลย์ และเทวดาย่อมเลื่อมใส ฯ
			<remark  id="s2b15c97l10" />		      พันธนสูตรที่ ๑๐        
			<remark  id="s2b15c97l11" /> 	[๓๕๒] ก็โดยสมัยนั้นแล หมู่มหาชนถูกพระเจ้าปเสนทิโกศลให้จองจำ ไว้แล้ว บาง
			<remark  id="s2b15c97l12" />พวกถูกจองจำด้วยเชือก บางพวกถูกจองจำด้วยขื่อคา บางพวกถูก   จองจำด้วยโซ่ตรวน ฯ     
			<remark  id="s2b15c97l13" />     ครั้งนั้นแล ภิกษุหลายรูปครองผ้าเรียบร้อยแล้วในเวลาเช้าถือบาตและจีวร  เข้าไปสู่พระ
			<remark  id="s2b15c97l14" />นครสาวัตถี เพื่อบิณฑบาต ครั้นกลับจากบิณฑบาตในเวลาหลัง    ภัตตาหารแล้ว เข้าไปเฝ้า
			<remark  id="s2b15c97l15" />พระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ครั้นแล้วจึงถวายบังคพระผู้มีพระภาค แล้วได้นั่งอยู่ ณ ที่ควรส่วน
			<remark  id="s2b15c97l16" />ข้างหนึ่ง ฯ     
			<remark  id="s2b15c97l17" />     พวกภิกษุเหล่านั้นนั่งอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า 
			<remark  id="s2b15c97l18" />ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ วันนี้หมู่มหาชนถูกพระเจ้าปเสนทิโกศลใหจองจำไว้แล้ว บางพวกถูก
			<remark  id="s2b15c97l19" />จองจำด้วยเชือก บางพวกถูกจองจำด้วยขื่อคา บางพวก   ถูกจองจำด้วยโซ่ตรวน ฯ  
			<remark  id="s2b15c97l20" /> 	[๓๕๓] ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคทรงทราบเนื้อความนั้นแล้ว จึงได้  ตรัสพระคาถา
			<remark  id="s2b15c97l21" />เหล่านี้ในเวลานั้นว่า   
			<remark  id="s2b15c97l22" />นักปราชญ์ทั้งหลายไม่ได้กล่าวเครื่องจองจำที่ทำด้วยเหล็ก ทำด้วยไม้ 
			<remark  id="s2b15c97l23" />และทำด้วยหญ้า (เชือก) ว่าเป็นเครื่องจองจำที่มั่นนักปราชญ์ทั้งหลาย
		</para>
	</section>
	<section id="s2b15c98" >
		<para id="s2b15c98p">
			<remark  id="s2b15c98l1" />กล่าวความรักใคร่พอใจนักในแก้วมณี  และกุณฑล และความห่วงอาลัย
			<remark  id="s2b15c98l2" />ในบุตรและภรรยาทั้งหลายว่าเป็นเครื่องจองจำที่มั่น พาให้ตกต่ำ เป็น
			<remark  id="s2b15c98l3" />เครื่องจำที่หย่อนๆแต่ปลดเปลื้องได้ยาก นักปราชญ์ทั้งหลายตัด
			<remark  id="s2b15c98l4" />เครื่องจองจำแม้เช่นนั้นออกบวช เป็นผู้ไม่มีความห่วงอาลัย ละกามสุข
			<remark  id="s2b15c98l5" />เสียแล้ว ฯ
			<remark  id="s2b15c98l6" />		       จบ วรรคที่ ๑          
			<remark  id="s2b15c98l7" />		       ________________________
			<remark  id="s2b15c98l8" />   รวมพระสูตรในปฐมวรรคที่ ๑ นี้ คือ
			<remark  id="s2b15c98l9" />     ทหรสูตรที่ ๑ ปุริสสูตรที่ ๒ ราชสูตรที่ ๓ ปิยสูตรที่ ๔ อัตตรักขิต สูตรที่ ๕ 
			<remark  id="s2b15c98l10" />อัปปกสูตรที่ ๖ อรรถกรณสูตรที่ ๗ มัลลิกาสูตรที่ ๘ ยัญญสูตรที่ ๙  และพันธนสูตรที่ ๑๐ ฯ   
			<remark  id="s2b15c98l11" />		   _____________________________ 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b15c99" >
		<para id="s2b15c99p">
			<remark  id="s2b15c99l1" />		       ทุติยวรรคที่ ๒        
			<remark  id="s2b15c99l2" />		       ชฏิลสูตรที่ ๑         
			<remark  id="s2b15c99l3" /> 	[๓๕๔] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารบุพพาราม   ปราสาทของมิคาร
			<remark  id="s2b15c99l4" />มารดา เขตพระนครสาวัตถี ฯ         
			<remark  id="s2b15c99l5" />     ก็สมัยนั้น ในเวลาเย็น พระผู้มีพระภาคเสด็จออกจากที่ทรงพักผ่อนแล้ว  ประทับนั่งที่
			<remark  id="s2b15c99l6" />ภายนอกซุ้มประตู ฯ     
			<remark  id="s2b15c99l7" />     ครั้งนั้น พระเจ้าปเสนทิโกศลเสด็จเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ     ครั้นแล้วก็
			<remark  id="s2b15c99l8" />ถวายบังคมพระผู้มีพระภาค แล้วประทับนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ฯ          
			<remark  id="s2b15c99l9" /> 	[๓๕๕] ก็สมัยนั้น ชฎิล ๗ คน นิครนถ์ ๗ คน อเจลก ๗ คน    เอกสาฎกนิครนถ์ 
			<remark  id="s2b15c99l10" />๗ คน ปริพาชก ๗ คน ผู้มีขนรักแร้ เล็บ และขนยาว ถือ     เครื่องบริขารต่างๆ เดินผ่านไปใน
			<remark  id="s2b15c99l11" />ที่ไม่ไกล พระผู้มีพระภาค ฯ  
			<remark  id="s2b15c99l12" />     ทันใดนั้น พระเจ้าปเสนทิโกศลก็เสด็จลุกจากอาสนะทรงกระทำพระภูษา เฉวียงพระอังสา
			<remark  id="s2b15c99l13" />ข้างหนึ่ง ทรงจดพระชานุมณฑลเบื้องขวา ณ พื้นแผ่นดิน ทรง   ประนมอัญชลีไปทางชฎิล ๗ คน 
			<remark  id="s2b15c99l14" />นิครนถ์ ๗ คน อเจลก ๗ คน เอกสาฏก นิครนถ์ ๗ คน ปริพาชก ๗ คน เหล่านั้นแล้ว ทรง
			<remark  id="s2b15c99l15" />ประกาศพระนาม ๓ ครั้งว่า   ท่านเจ้าข้า ข้าพเจ้าคือพระราชาปเสนทิโกศล... ท่านเจ้าข้า ข้าพเจ้า
			<remark  id="s2b15c99l16" />คือพระราชา         ปเสนทิโกศล ฯ           
			<remark  id="s2b15c99l17" />     ลำดับนั้น เมื่อชฎิล ๗ คน นิครนถ์ ๗ คน อเจลก ๗ คน เอกสาฎกนิครนถ์ ๗ คน 
			<remark  id="s2b15c99l18" />ปริพาชก ๗ คนเหล่านั้น เดินผ่านไปได้ไม่นาน พระเจ้าปเสนทิโกศล เสด็จเข้าไปเฝ้าพระผู้มี
			<remark  id="s2b15c99l19" />พระภาคถึงที่ประทับ ครั้นแล้ว ก็ถวายบังคม    พระผู้มีพระภาคแล้ว ประทับนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้าง
			<remark  id="s2b15c99l20" />หนึ่ง ฯ      
			<remark  id="s2b15c99l21" />     พระเจ้าปเสนทิโกศลประทับนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว ได้กราบทูล พระผู้มีพระ
			<remark  id="s2b15c99l22" />ภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พวกนักบวชเหล่านั้น คงเป็นพระอรหันต์ หรือท่านพระอรหัตมรรค
			<remark  id="s2b15c99l23" />เหล่าใดเหล่าหนึ่งในโลก ฯ          
		</para>
	</section>
	<section id="s2b15c100" >
		<para id="s2b15c100p">
			<remark  id="s2b15c100l1" /> 	[๓๕๖] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรมหาบพิตร พระองค์เป็นคฤหัสถ์  บริโภคกาม
			<remark  id="s2b15c100l2" /> ครอบครองเรือน บรรทมเบียดพระโอรสและพระชายา ทาจุรณจันทน์     อันมาแต่แคว้นกาสี ทรง
			<remark  id="s2b15c100l3" />มาลาของหอมและเครื่องลูบไล้ ยินดีเงินและทอง ยากที่ จะรู้เรื่องนี้ว่า คนพวกนี้เป็นพระอรหันต์ 
			<remark  id="s2b15c100l4" />หรือคนพวกนี้บรรลุอรหัตมรรค ฯ  
			<remark  id="s2b15c100l5" />     ดูกรมหาบพิตร ศีลพึงรู้ได้ด้วยการอยู่ร่วมกัน ก็ศีลนั้นจะพึงรู้ได้โดย  กาลนาน ไม่ใช่
			<remark  id="s2b15c100l6" />ด้วยกาลเล็กน้อย ผู้สนใจจึงจะรู้ได้ ผู้ไม่สนใจก็ไม่รู้ ผู้มีปัญญา  จึงจะรู้ได้ ผู้มีปัญญาทรามก็ไม่รู้ ฯ           
			<remark  id="s2b15c100l7" />     ดูกรมหาบพิตร ความสะอาดพึงรู้ได้ด้วยการงาน ก็ความสะอาดนั้นจะพึง  รู้ได้ด้วยกาล
			<remark  id="s2b15c100l8" />นาน ไม่ใช่ด้วยกาลเล็กน้อย ผู้สนใจจึงจะรู้ได้ ผู้ไม่สนใจก็ไม่รู้   ผู้มีปัญญาจึงจะรู้ได้ ผู้มีปัญญา
			<remark  id="s2b15c100l9" />ทรามก็ไม่รู้ ฯ 
			<remark  id="s2b15c100l10" />     ดูกรมหาบพิตร กำลังใจพึงรู้ได้ในคราวมีอันตราย ก็กำลังใจนั้น จะพึงรู้ ได้ด้วยกาลนาน 
			<remark  id="s2b15c100l11" />ไม่ใช่ด้วยกาลเล็กน้อย ผู้สนใจจึงจะรู้ได้ ผู้ไม่สนใจก็ไม่รู้      ผู้มีปัญญาจึงจะรู้ได้ ผู้มีปัญญาทราม
			<remark  id="s2b15c100l12" />ก็ไม่รู้ ฯ 
			<remark  id="s2b15c100l13" />     ดูกรมหาบพิตร ปัญญาพึงรู้ได้ด้วยการสนทนา ก็ปัญญานั้นจะพึงรู้ได้ด้วยกาลนาน
			<remark  id="s2b15c100l14" /> ไม่ใช่ด้วยกาลเล็กน้อย ผู้สนใจจึงจะรู้ได้ ผู้ไม่สนใจก็ไม่รู้ ผู้มีปัญญา  จึงจะรู้ได้ ผู้มีปัญญาทราม
			<remark  id="s2b15c100l15" />ก็ไม่รู้ ฯ           
			<remark  id="s2b15c100l16" /> 	[๓๕๗] พระเจ้าปเสนทิโกศลกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ น่า อัศจรรย์ ข้าแต่
			<remark  id="s2b15c100l17" />พระองค์ผู้เจริญ เรื่องไม่เคยมีแล้ว ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เท่าที่   พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกร
			<remark  id="s2b15c100l18" />มหาบพิตร พระองค์เป็นคฤหัสถ์ บริโภคกาม...    ยากที่จะรู้เรื่องนี้... ผู้มีปัญญาจึงจะรู้ได้ ผู้มี
			<remark  id="s2b15c100l19" />ปัญญาทรามก็ไม่รู้ ดังนี้ เป็นอันตรัส   ดีแล้ว ฯ   
			<remark  id="s2b15c100l20" />     ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ นักบวชเหล่านั้นเป็นคนของหม่อมฉัน เป็นจารบุรุษ   เป็นคนสืบ
			<remark  id="s2b15c100l21" />ข่าวลับ เที่ยวสอดแนมไปยังชนบทแล้วพากันมา ในภายหลังข้าพระองค์  จึงจะรู้เรื่องราวที่คน
			<remark  id="s2b15c100l22" />เหล่านั้นสืบได้ก่อน ฯ    
			<remark  id="s2b15c100l23" />     ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ บัดนี้คนเหล่านั้น ชำระล้างละอองธุลีนั้นแล้ว อาบดี ประเทือง
			<remark  id="s2b15c100l24" />ผิวดี โกนผมและหนวดแล้ว นุ่งห่มผ้าขาว เอิบอิ่มเพรียบพร้อม ด้วยเบญจกามคุณ บำเรอ
			<remark  id="s2b15c100l25" />ข้าพระองค์อยู่ ฯ           
		</para>
	</section>
	<section id="s2b15c101" >
		<para id="s2b15c101p">
			<remark  id="s2b15c101l1" /> 	[๓๕๘] ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคทรงทราบความนี้แล้ว จึงได้ทรงภาษิตพระคาถา
			<remark  id="s2b15c101l2" />เหล่านี้ในเวลานั้นว่า  
			<remark  id="s2b15c101l3" />คนผู้เกิดมาดี ไม่ควรไว้วางใจ เพราะผิวพรรณและรูปร่าง  ไม่ควรไว้
			<remark  id="s2b15c101l4" />วางใจ เพราะการเห็นกันชั่วครู่เดียว เพราะว่านักบวชผู้ไม่สำรวม
			<remark  id="s2b15c101l5" />ทั้งหลาย ย่อมเที่ยวไปยังโลกนี้ ด้วยเครื่องบริขารของเหล่านักบวชผู้
			<remark  id="s2b15c101l6" />สำรวมดีแล้ว ประดุจกุณฑลดิน และมาสกโลหะหุ้มด้วยทองคำปลอม
			<remark  id="s2b15c101l7" />ไว้ คนทั้งหลายไม่บริสุทธิ์ในภายใน งามแต่ภายนอก แวดล้อมด้วย
			<remark  id="s2b15c101l8" />บริวารท่องเที่ยวอยู่ในโลก ฯ
			<remark  id="s2b15c101l9" />		      ปัญจราชสูตรที่ ๒       
			<remark  id="s2b15c101l10" /> 	[๓๕๙] พระผู้มีพระภาคประทับ ... เขตพระนครสาวัตถี ฯ     
			<remark  id="s2b15c101l11" />     ก็สมัยนั้น พระราชา ๕ พระองค์ มีพระเจ้าปเสนทิโกศลเป็นประมุข    ผู้เอิบอิ่มเพรียบ
			<remark  id="s2b15c101l12" />พร้อมได้รับบำเรออยู่ด้วยเบญจพิธกามคุณ เกิดถ้อยคำโต้เถียงกันขึ้นว่า อะไรหนอเป็นยอดแห่ง
			<remark  id="s2b15c101l13" />กามทั้งหลาย ฯ        
			<remark  id="s2b15c101l14" />     ในพระราชาเหล่านั้น บางองค์ได้ตรัสอย่างนี้ว่า รูปทั้งหลายเป็นยอดแห่งกามทั้งหลาย ฯ          
			<remark  id="s2b15c101l15" />     บางองค์ได้ตรัสอย่างนี้ว่า เสียงทั้งหลายเป็นยอดแห่งกามทั้งหลาย ฯ   
			<remark  id="s2b15c101l16" />     บางองค์ได้ตรัสอย่างนี้ว่า กลิ่นทั้งหลายเป็นยอดแห่งกามทั้งหลาย ฯ   
			<remark  id="s2b15c101l17" />     บางองค์ได้ตรัสอย่างนี้ว่า รสทั้งหลายเป็นยอดแห่งกามทั้งหลาย ฯ      
			<remark  id="s2b15c101l18" />     บางองค์ได้ตรัสอย่างนี้ว่า โผฏฐัพพะทั้งหลายเป็นยอดแห่งกามทั้งหลาย ฯ
			<remark  id="s2b15c101l19" />     เพราะเหตุที่พระราชาเหล่านั้น ไม่อาจทรงยังกันและกันให้เข้าพระทัยได้ จึงพระเจ้า
			<remark  id="s2b15c101l20" />ปเสนทิโกศล ได้ตรัสกะพระราชาเหล่านั้นว่า มาเถิดท่านสหายทั้งหลาย  เราจักเข้าไปเฝ้าพระผู้มี
			<remark  id="s2b15c101l21" />พระภาคถึงที่ประทับ ครั้นแล้วจักทูลถามความข้อนี้กะพระผู้มีพระภาค พระผู้มีพระภาคจักทรง
			<remark  id="s2b15c101l22" />พยากรณ์แก่เราทั้งหลายอย่างใด เราทั้งหลาย   พึงจำคำพยากรณ์นั้นไว้อย่างนั้นเถิด ฯ           
			<remark  id="s2b15c101l23" />     พระราชาเหล่านั้น ทรงรับพระดำรัสของพระเจ้าปเสนทิโกศลแล้ว ฯ         
		</para>
	</section>
	<section id="s2b15c102" >
		<para id="s2b15c102p">
			<remark  id="s2b15c102l1" /> 	[๓๖๐] ครั้งนั้น พระราชา ๕ พระองค์เหล่านั้น มีพระเจ้าปเสนทิโกศล   เป็นประมุข 
			<remark  id="s2b15c102l2" />เสด็จเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ครั้นแล้วก็ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคแล้ว ประทับนั่ง ณ 
			<remark  id="s2b15c102l3" />ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ฯ      
			<remark  id="s2b15c102l4" />     พระเจ้าปเสนทิโกศล ประทับนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว ได้กราบทูล พระผู้มี
			<remark  id="s2b15c102l5" />พระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ทั้งหลายในที่นี้ เป็นราชา ทั้ง ๕ คน เอิบอิ่ม
			<remark  id="s2b15c102l6" />เพรียบพร้อมได้รับบำเรออยู่ด้วยเบญจกามคุณ เกิดมีถ้อยคำ     โต้เถียงกันขึ้นว่า     
			<remark  id="s2b15c102l7" />     อะไรหนอเป็นยอดแห่งกามทั้งหลาย บางท่านกล่าวอย่างนี้ว่า รูปทั้งหลาย เป็นยอดแห่ง
			<remark  id="s2b15c102l8" />กามทั้งหลาย บางท่านกล่าวอย่างนี้ว่า เสียงทั้งหลายเป็นยอดแห่งกามทั้งหลาย บางท่านกล่าว
			<remark  id="s2b15c102l9" />อย่างนี้ว่า กลิ่นทั้งหลายเป็นยอดแห่งกามทั้งหลายบางท่านกล่าวอย่างนี้ว่า รสทั้งหลาย
			<remark  id="s2b15c102l10" />เป็นยอดแห่งกามทั้งหลาย บางท่านกล่าวอย่างนี้ ว่า โผฏฐัพพะทั้งหลายเป็นยอดแห่งกามทั้งหลาย 
			<remark  id="s2b15c102l11" />ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อะไร  หนอเป็นยอดแห่งกามทั้งหลาย ฯ        
			<remark  id="s2b15c102l12" /> 	[๓๖๑] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรมหาบพิตร ยอดสุดแห่งความพอใจนั่นแหละ
			<remark  id="s2b15c102l13" />อาตมภาพกล่าวว่าเป็นยอดในเบญจกามคุณ ดูกรมหาบพิตร รูปเหล่าใดเป็นที่พอใจของคนบาง
			<remark  id="s2b15c102l14" />คน รูปเหล่านั้นไม่เป็นที่พอใจของคนบางคน เขา ดีใจ มีความดำริบริบูรณ์ด้วยรูปเหล่าใด รูป
			<remark  id="s2b15c102l15" />อื่นจากรูปเหล่านั้น จะยิ่งกว่า หรือ  ประณีตกว่า เขาก็ไม่ปรารถนา รูปเหล่านั้นเป็นอย่างยิ่งสำหรับ
			<remark  id="s2b15c102l16" />เขา รูปเหล่านั้นเป็นยอดเยี่ยมสำหรับเขา ดูกรมหาบพิตร เสียงเหล่าใด ... ดูกรมหาบพิตร      
			<remark  id="s2b15c102l17" />กลิ่นเหล่าใด ... ดูกรมหาบพิตร รสเหล่าใด ... ดูกรมหาบพิตร โผฏฐัพพะ  เหล่าใด เป็นที่พอใจ
			<remark  id="s2b15c102l18" />ของคนบางคน โผฏฐัพพะเหล่านั้น ไม่เป็นที่พอใจของคน    บางคน เขาดีใจ มีความดำริบริบูรณ์
			<remark  id="s2b15c102l19" />ด้วยโผฏฐัพพะเหล่าใด โผฏฐัพพะอื่นจาก   โผฏฐัพพะเหล่านั้น จะยิ่งกว่า หรือประณีตกว่า เขา
			<remark  id="s2b15c102l20" />ก็ไม่ปรารถนา โผฏฐัพพะ เหล่านั้นเป็นอย่างยิ่งสำหรับเขา โผฏฐัพพะเหล่านั้นเป็นยอดเยี่ยม
			<remark  id="s2b15c102l21" />สำหรับเขา ฯ          
			<remark  id="s2b15c102l22" /> 	[๓๖๒] ก็สมัยนั้น จันทนังคลิกอุบาสกนั่งอยู่ในบริษัทนั้น ฯ          
			<remark  id="s2b15c102l23" />     ลำดับนั้น จันทนังคลิกอุบาสกลุกจากอาสนะ ทำผ้าห่มเฉวียงบ่าข้างหนึ่ง ประนมอัญชลี
			<remark  id="s2b15c102l24" />ไปทางพระผู้มีพระภาค แล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่  พระผู้มีพระภาค เหตุอย่างหนึ่ง 
			<remark  id="s2b15c102l25" />ย่อมแจ่มแจ้งกะข้าพระองค์ ข้าแต่พระสุคต   เหตุอย่างหนึ่งย่อมแจ่มแจ้งกะข้าพระองค์ ฯ       
			<remark  id="s2b15c102l26" />     พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรจันทนังคลิกะ ขอเหตุนั้นจงแจ่มแจ้งเถิด ฯ 
			<remark  id="s2b15c102l27" />     ลำดับนั้น จันทนังคลิกอุบาสก ได้สรรเสริญพระผู้มีพระภาคเฉพาะพระพักตร์ ด้วย
			<remark  id="s2b15c102l28" />คาถาที่สมควรแก่เหตุนั้นว่า         
		</para>
	</section>
	<section id="s2b15c103" >
		<para id="s2b15c103p">
			<remark  id="s2b15c103l1" />ดอกปทุมชื่อโกกนุท บานในเวลาเช้า ยังไม่สิ้นกลิ่นยังมีกลิ่นหอมอยู่ 
			<remark  id="s2b15c103l2" />ฉันใด ท่านจงดูพระอังคีรส ผู้ไพโรจน์อยู่ดุจดวงอาทิตย์ รุ่งโรจน์อยู่
			<remark  id="s2b15c103l3" />ในอากาศ ฉะนั้น ฯ
			<remark  id="s2b15c103l4" /> 	[๓๖๓] ลำดับนั้น พระราชา ๕ พระองค์เหล่านั้น ทรงให้จันทนังคลิกอุบาสกห่มด้วย
			<remark  id="s2b15c103l5" />ผ้า ๕ ผืน (คือพระราชทานผ้าห่ม ๕ ผืน) ฯ        
			<remark  id="s2b15c103l6" />     ทันใดนั้น จันทนังคลิกอุบาสก ก็ถวายให้พระผู้มีพระภาคทรงห่มด้วย ผ้า ๕ ผืน
			<remark  id="s2b15c103l7" />เหล่านั้น ฯ   
			<remark  id="s2b15c103l8" />		      โทณปากสูตรที่ ๓        
			<remark  id="s2b15c103l9" /> 	[๓๖๔] พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ... เขตพระนครสาวัตถี ฯ 
			<remark  id="s2b15c103l10" />     ก็สมัยนั้น พระเจ้าปเสนทิโกศลเสวยพระสุธาหารหุงด้วยข้าวสารหนึ่งทะนาน ครั้งนั้น 
			<remark  id="s2b15c103l11" />พระเจ้าปเสนทิโกศลเสวยแล้วทรงอึดอัด เสด็จเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ครั้นแล้ว
			<remark  id="s2b15c103l12" />ก็ถวายบังคมพระผู้มีพระภาค แล้วประทับนั่ง ณ   ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ฯ  
			<remark  id="s2b15c103l13" /> 	[๓๖๕] ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงทราบว่า พระเจ้าปเสนทิโกศลนั้นเสวยแล้วทรง
			<remark  id="s2b15c103l14" />อึดอัด จึงได้ทรงภาษิตพระคาถานี้ในเวลานั้นว่า
			<remark  id="s2b15c103l15" />มนุษย์ผู้มีสติอยู่ทุกเมื่อ รู้จักประมาณในโภชนะที่ได้มา  ย่อมมีเวทนา
			<remark  id="s2b15c103l16" />เบาบาง เขาย่อมแก่ช้า ครองอายุได้ยืนนาน ฯ
			<remark  id="s2b15c103l17" /> 	[๓๖๖] ก็สมัยนั้น มาณพชื่อสุทัศนะ ยืนอยู่เบื้องพระปฤษฎางค์ พระเจ้าปเสนทิโกศล ฯ    
			<remark  id="s2b15c103l18" />     ลำดับนั้น พระเจ้าปเสนทิโกศลจึงตรัสเรียกสุทัสสนมาณพมารับสั่งว่า มาเถิด เจ้า
			<remark  id="s2b15c103l19" />สุทัศนะ เจ้าจงเรียนคาถานี้ในสำนักพระผู้มีพระภาค แล้วจงกล่าวใน   เวลาเราบริโภคอาหาร อนึ่ง 
			<remark  id="s2b15c103l20" />เราจะให้นิตยภัตแก่เจ้าวันละ ๑๐๐ กหาปณะทุกวัน ฯ
			<remark  id="s2b15c103l21" />     สุทัสสนมาณพรับสนองพระดำรัสพระเจ้าปเสนทิโกศลว่า เป็นพระมหากรุณาอย่างยิ่ง 
			<remark  id="s2b15c103l22" />พระพุทธเจ้าข้า ดังนี้ แล้วเรียนคาถานี้ในสำนักพระผู้มีพระภาค กล่าวในเวลาที่พระเจ้าปเสนทิโกศล 
			<remark  id="s2b15c103l23" />เสวยพระกระยาหารว่า         
		</para>
	</section>
	<section id="s2b15c104" >
		<para id="s2b15c104p">
			<remark  id="s2b15c104l1" />มนุษย์ผู้มีสติอยู่ทุกเมื่อ รู้จักประมาณในโภชนะที่ได้มา  ย่อมมีเวทนา
			<remark  id="s2b15c104l2" />เบาบาง เขาย่อมแก่ช้า ครองอายุได้ยืนนาน ฯ
			<remark  id="s2b15c104l3" /> 	[๓๖๗] ครั้งนั้น พระเจ้าปเสนทิโกศล ทรงดำรงอยู่โดยมีพระกระยาหารหนึ่งทะนาน
			<remark  id="s2b15c104l4" />ข้าวสุกเป็นอย่างมากเป็นลำดับมา ฯ     
			<remark  id="s2b15c104l5" />     ในลำดับต่อมา พระเจ้าปเสนทิโกศลมีพระวรกายกระปรี้กระเปร่าดี ทรงลูบพระวรกาย
			<remark  id="s2b15c104l6" />ด้วยฝ่าพระหัตถ์ ทรงเปล่งพระอุทานนี้ในเวลานั้นว่า พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ทรงอนุเคราะห์
			<remark  id="s2b15c104l7" />เราด้วยประโยชน์ทั้ง ๒ คือ ประโยชน์ภพนี้ และ ประโยชน์ภพหน้าหนอ ฯ    
			<remark  id="s2b15c104l8" />		   ปฐมสังคามวัตถุสูตรที่ ๔   
			<remark  id="s2b15c104l9" /> 	[๓๖๘] พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ... เขตพระนครสาวัตถี ฯ 
			<remark  id="s2b15c104l10" />     ครั้งนั้น พระเจ้าแผ่นดินมคธอชาตสัตรู เวเทหิบุตร ทรงตระเตรียม จตุรงคินีเสนา ยกไปรุกราน
			<remark  id="s2b15c104l11" />พระเจ้าปเสนทิโกศล ถึงแคว้นกาสี ฯ   
			<remark  id="s2b15c104l12" />     พระเจ้าปเสนทิโกศลได้ทรงสดับข่าวว่า พระเจ้าแผ่นดินมคธอชาตสัตรู    เวเทหิบุตร 
			<remark  id="s2b15c104l13" />ทรงตระเตรียมจตุรงคินีเสนายกมารุกรานเราถึงแคว้นกาสี ฯ        
			<remark  id="s2b15c104l14" />     ลำดับนั้น พระเจ้าปเสนทิโกศลจึงทรงจัดจตุรงคินีเสนา ยกออกไปต่อสู้   พระเจ้าแผ่นดิน
			<remark  id="s2b15c104l15" />มคธ อชาตสัตรู เวเทหิบุตร ป้องกันแคว้นกาสี ฯ  
			<remark  id="s2b15c104l16" />     ครั้งนั้น พระเจ้าแผ่นดินมคธอชาตสัตรู เวเทหิบุตร กับพระเจ้าปเสนทิโกศล ทรงทำ
			<remark  id="s2b15c104l17" />สงครามกันแล้ว แต่ในสงครามครั้งนั้น พระเจ้าแผ่นดินมคธอชาตสัตรู เวเทหิบุตรทรงชำนะ
			<remark  id="s2b15c104l18" />พระเจ้าปเสนทิโกศล ฯ
			<remark  id="s2b15c104l19" />     ฝ่ายพระเจ้าปเสนทิโกศลผู้ปราชัย ก็เสด็จล่าทัพกลับพระนครสาวัตถี  ราชธานีของพระองค์ ฯ    
			<remark  id="s2b15c104l20" /> 	[๓๖๙] ครั้งนั้น เวลาเช้า ภิกษุเป็นจำนวนมากนุ่งห่มแล้ว ถือบาตรและ จีวรเข้าไป
			<remark  id="s2b15c104l21" />บิณฑบาตยังพระนครสาวัตถี เที่ยวบิณฑบาตไปในพระนครสาวัตถีแล้ว  ในเวลาปัจฉาภัต กลับจาก
			<remark  id="s2b15c104l22" />บิณฑบาตแล้ว เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ครั้นแล้ว ก็ถวายบังคมพระผู้มีพระภาค 
			<remark  id="s2b15c104l23" />แล้วนั่งอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ฯ           
		</para>
	</section>
	<section id="s2b15c105" >
		<para id="s2b15c105p">
			<remark  id="s2b15c105l1" />     ภิกษุเหล่านั้นนั่งอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาค  ว่า ข้าแต่
			<remark  id="s2b15c105l2" />พระองค์ผู้เจริญ ขอประทานพระโอกาส พระเจ้าแผ่นดินมคธอชาตสัตรู  เวเทหิบุตร ทรง
			<remark  id="s2b15c105l3" />ตระเตรียมจตุรงคินีเสนา ยกมารุกรานพระเจ้าปเสนทิโกศลถึง   แคว้นกาสี พระเจ้าปเสนทิโกศล
			<remark  id="s2b15c105l4" />ได้ทรงสดับข่าวว่า พระเจ้าแผ่นดินมคธอชาตสัตรูเวเทหิบุตร ทรงตระเตรียมจตุรงคินีเสนา 
			<remark  id="s2b15c105l5" />ยกมารุกรานเราถึงแคว้นกาสี ข้าแต่ พระองค์ผู้เจริญ ลำดับนั้น พระเจ้าปเสนทิโกศล จึงทรงจัด
			<remark  id="s2b15c105l6" />จตุรงคินีเสนา ยก ออกไปต่อสู้พระเจ้าแผ่นดินมคธอชาตสัตรู เวเทหิบุตร ป้องกันแคว้นกาสี 
			<remark  id="s2b15c105l7" />ครั้งนั้น        พระเจ้าแผ่นดินมคธอชาตสัตรู เวเทหิบุตร กับพระเจ้าปเสนทิโกศลทรงทำสงคราม  
			<remark  id="s2b15c105l8" />กันแล้ว แต่ในสงครามครั้งนั้น พระเจ้าแผ่นดินมคธอชาตสัตรู เวเทหิบุตร ทรง ชำนะพระเจ้าปเสน
			<remark  id="s2b15c105l9" />ทิโกศล ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ฝ่ายพระเจ้าปเสนทิโกศล     ผู้ปราชัย ก็เสด็จล่าทัพกลับพระนคร
			<remark  id="s2b15c105l10" />สาวัตถีราชธานีของพระองค์ ฯ
			<remark  id="s2b15c105l11" /> 	[๓๗๐] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย พระเจ้าแผ่นดิน มคธอชาตสัตรู 
			<remark  id="s2b15c105l12" />เวเทหิบุตร มีมิตรเลวทราม มีสหายเลวทราม มีพระทัยน้อมไปในคนเลวทราม ดูกรภิกษุทั้งหลาย
			<remark  id="s2b15c105l13" /> ฝ่ายพระเจ้าปเสนทิโกศล มีมิตรดีงาม มีสหายดีงาม มีพระทัยน้อมไปในคนดีงาม ดูกรภิกษุทั้งหลาย วัน
			<remark  id="s2b15c105l14" />นี้พระเจ้าปเสน ทิโกศลทรงแพ้มาแล้วอย่างนี้ จักบรรทมเป็นทุกข์ตลอดราตรีนี้ ฯ
			<remark  id="s2b15c105l15" /> 	[๓๗๑] พระผู้มีพระภาคผู้พระสุคตศาสดา ครั้นตรัสไวยากรณ์ภาษิตนี้  จบลงแล้ว จึงได้
			<remark  id="s2b15c105l16" />ตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปอีกว่า     
			<remark  id="s2b15c105l17" />ผู้ชำนะย่อมก่อเวร ผู้แพ้ย่อมนอนเป็นทุกข์ บุคคลละความชนะและ
			<remark  id="s2b15c105l18" />ความแพ้เสียแล้ว จึงสงบระงับ นอนเป็นสุข ฯ
			<remark  id="s2b15c105l19" />		   ทุติยสังคามวัตถุสูตรที่ ๕ 
			<remark  id="s2b15c105l20" /> 	[๓๗๒] ครั้งนั้น พระเจ้าแผ่นดินมคธอชาตสัตรู เวเทหิบุตร ทรงตระเตรียมจตุรง
			<remark  id="s2b15c105l21" />คินีเสนา ยกไปรุกรานพระเจ้าปเสนทิโกศลถึงแคว้นกาสี ฯ       
			<remark  id="s2b15c105l22" />     พระเจ้าปเสนทิโกศลได้ทรงสดับข่าวว่า พระเจ้าแผ่นดินมคธอชาตสัตรู   เวเทหิบุตร 
			<remark  id="s2b15c105l23" />ทรงตระเตรียมจตุรงคินีเสนา ยกมารุกรานเราถึงแคว้นกาสี ฯ       
		</para>
	</section>
	<section id="s2b15c106" >
		<para id="s2b15c106p">
			<remark  id="s2b15c106l1" />     ลำดับนั้น พระเจ้าปเสนทิโกศลจึงทรงจัดจตุรงคินีเสนา ยกออกไปต่อสู้   พระเจ้าแผ่นดิน
			<remark  id="s2b15c106l2" />มคธอชาตสัตรู เวเทหิบุตร ป้องกันแคว้นกาสี ฯ   
			<remark  id="s2b15c106l3" />     ครั้งนั้น พระเจ้าแผ่นดินมคธอชาตสัตรู เวเทหิบุตร กับพระเจ้าปเสนทิโกศลทรงทำ
			<remark  id="s2b15c106l4" />สงครามกันแล้ว แต่ในสงครามครั้งนั้นพระเจ้าปเสนทิโกศลทรงชำนะพระเจ้าแผ่นดินมคธ
			<remark  id="s2b15c106l5" />อชาตสัตรู เวเทหิบุตร และทรงจับพระองค์เป็นเชลย     ศึกได้ ฯ   
			<remark  id="s2b15c106l6" /> 	[๓๗๓] ครั้งนั้น พระเจ้าปเสนทิโกศลได้มีพระดำริว่า ถึงแม้พระเจ้าแผ่นดินมคธ
			<remark  id="s2b15c106l7" />อชาตสัตรู เวเทหิบุตรนี้ จะประทุษร้ายเราผู้มิได้ประทุษร้าย แต่เธอก็ยัง   เป็นพระภาคิไนยของเรา 
			<remark  id="s2b15c106l8" />อย่ากระนั้นเลย เราควรยึดพลช้างทั้งหมด ยึดพลม้า  ทั้งหมด ยึดพลรถทั้งหมด ยึดพล
			<remark  id="s2b15c106l9" />เดินเท้าทั้งหมดของพระเจ้าแผ่นดินมคธอชาตสัตรู       เวเทหิบุตร แล้วปล่อยพระองค์ไปทั้ง
			<remark  id="s2b15c106l10" />ยังมีพระชนม์อยู่เถิด ฯ    
			<remark  id="s2b15c106l11" />     ลำดับนั้น พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงยึดพลช้างทั้งหมด ทรงยึดพลม้า   ทั้งหมด ทรงยึด
			<remark  id="s2b15c106l12" />พลเดินเท้าทั้งหมด ของพระเจ้าแผ่นดินมคธอชาตสัตรู เวเทหิบุตร แล้วทรงปล่อยพระองค์
			<remark  id="s2b15c106l13" />ไปทั้งยังมีพระชนม์อยู่ ฯ    
			<remark  id="s2b15c106l14" /> 	[๓๗๔] ครั้งนั้น เวลาเช้า ภิกษุเป็นจำนวนมาก นุ่งห่มแล้ว ถือบาตร  และจีวร เข้าไป
			<remark  id="s2b15c106l15" />บิณฑบาตยังพระนครสาวัตถี เที่ยวบิณฑบาตไปในพระนครสาวัตถี  แล้ว ในเวลาปัจฉาภัต
			<remark  id="s2b15c106l16" /> กลับจากบิณฑบาตแล้ว เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่  ประทับ ครั้นแล้วก็ถวายบังคมพระผู้มี
			<remark  id="s2b15c106l17" />พระภาค แล้วนั่งอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ฯ     
			<remark  id="s2b15c106l18" />     ภิกษุเหล่านั้น นั่งอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า 
			<remark  id="s2b15c106l19" />ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอประทานพระโอกาส พระเจ้าแผ่นดินมคธ  อชาตสัตรู เวเทหิบุตร 
			<remark  id="s2b15c106l20" />ทรงตระเตรียมจตุรงคินีเสนา ยกมารุกรานพระเจ้าปเสนทิโกศลถึงแคว้นกาสี พระเจ้าปเสนทิ
			<remark  id="s2b15c106l21" />โกศลได้ทรงสดับข่าวว่า พระเจ้าแผ่นดินมคธ อชาตสัตรู เวเทหิบุตร ทรงตระเตรียมจตุรงคินีเสนา
			<remark  id="s2b15c106l22" /> ยกมารุกรานถึงแคว้นกาสี ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ลำดับนั้น พระเจ้าปเสนทิโกศลจึงทรงจัดจตุรงคินีเสนา
			<remark  id="s2b15c106l23" />ยกออกไปต่อสู้พระเจ้าแผ่นดินมคธอชาตสัตรู เวเทหิบุตร ป้องกันแคว้นกาสี   ครั้งนั้น พระเจ้า
			<remark  id="s2b15c106l24" />แผ่นดินมคธอชาตสัตรู เวเทหิบุตรกับพระเจ้าปเสนทิโกศล ทรงทำสงครามกันแล้ว ข้าแต่
			<remark  id="s2b15c106l25" />พระองค์ผู้เจริญ แต่ในสงครามครั้งนั้น พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงชำนะพระเจ้าแผ่นดินมคธ
			<remark  id="s2b15c106l26" />อชาตสัตรู เวเทหิบุตร และทรงจับพระองค์   เป็นเชลยศึกได้ด้วย ครั้งนั้น พระเจ้าปเสนทิโกศล
			<remark  id="s2b15c106l27" />ได้มีพระดำริว่า ถึงแม้พระเจ้า     แผ่นดินมคธอชาตสัตรู เวเทหิบุตรนี้ จะประทุษร้ายเราผู้มิได้
		</para>
	</section>
	<section id="s2b15c107" >
		<para id="s2b15c107p">
			<remark  id="s2b15c107l1" />ประทุษร้าย แต่เธอ        ก็ยังเป็นพระภาคิไนยของเรา อย่ากระนั้นเลยเราควรยึดพลช้างทั้งหมด ยึด
			<remark  id="s2b15c107l2" />พลม้าทั้งหมด ยึดพลรถทั้งหมด ยึดพลเดินเท้าทั้งหมด ของพระเจ้าแผ่นดินมคธอชาตสัตรู          
			<remark  id="s2b15c107l3" />เวเทหิบุตร แล้วปล่อยพระองค์ไปทั้งยังมีพระชนม์อยู่เถิด ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ   ลำดับนั้น 
			<remark  id="s2b15c107l4" />พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงยึดพลช้างทั้งหมด ทรงยึดพลม้าทั้งหมด ทรง  ยึดพลรถทั้งหมด ทรงยึด
			<remark  id="s2b15c107l5" />พลเดินเท้าทั้งหมด ของพระเจ้าแผ่นดินมคธอชาตสัตรู   เวเทหิบุตร แล้วทรงปล่อยพระองค์
			<remark  id="s2b15c107l6" />ไปทั้งยังมีพระชนม์อยู่ ฯ     
			<remark  id="s2b15c107l7" /> 	[๓๗๕] ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงทราบเนื้อความนี้แล้วจึงได้ทรง  ภาษิตพระคาถา
			<remark  id="s2b15c107l8" />เหล่านี้ในเวลานั้นว่า  
			<remark  id="s2b15c107l9" />บุรุษจะแย่งชิงเขาได้ ก็ชั่วกาลที่การแย่งชิงของเขายังพอสำเร็จได้ แต่
			<remark  id="s2b15c107l10" />เมื่อใด คนเหล่าอื่นย่อมแย่งชิง ผู้แย่งชิงนั้น ย่อมถูกเขากลับแย่งชิง
			<remark  id="s2b15c107l11" />เมื่อนั้น ฯ
			<remark  id="s2b15c107l12" />เพราะว่า คนพาลย่อมสำคัญว่า เป็นฐานะตราบเท่าที่บาปยังไม่ให้ผล 
			<remark  id="s2b15c107l13" />แต่บาปให้ผลเมื่อใด คนพาลย่อมเข้าถึงทุกข์เมื่อนั้น ฯ
			<remark  id="s2b15c107l14" />ผู้ฆ่าย่อมได้รับการฆ่าตอบ ผู้ชำนะย่อมได้รับการชนะตอบ  ผู้ด่า
			<remark  id="s2b15c107l15" />ย่อมได้รับการด่าตอบ และผู้ขึ้งเคียดย่อมได้รับความขึ้งเคียดตอบ 
			<remark  id="s2b15c107l16" />ฉะนั้น เพราะความหมุนเวียนแห่งกรรม ผู้แย่งชิงนั้น ย่อมถูกเขากลับ
			<remark  id="s2b15c107l17" />แย่งชิงคืน ฯ
			<remark  id="s2b15c107l18" />		        ธีตุสูตรที่ ๖        
			<remark  id="s2b15c107l19" /> 	[๓๗๖] สาวัตถีนิทาน ฯ          
			<remark  id="s2b15c107l20" />     ครั้งนั้น พระเจ้าปเสนทิโกศลเสด็จเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ    ครั้นแล้ว 
			<remark  id="s2b15c107l21" />ก็ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคแล้ว ประทับนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ฯ         
			<remark  id="s2b15c107l22" />     ลำดับนั้น ราชบุรุษเข้าไปเฝ้าพระเจ้าปเสนทิโกศลถึงที่ประทับ ครั้นแล้ว  ก็กราบทูล 
			<remark  id="s2b15c107l23" />ณ ที่ใกล้พระกรรณของพระเจ้าปเสนทิโกศลว่า ข้าแต่พระองค์   ผู้ประเสริฐ พระนางมัลลิกาเทวี
			<remark  id="s2b15c107l24" />ทรงประสูติพระธิดาแล้ว ฯ       
		</para>
	</section>
	<section id="s2b15c108" >
		<para id="s2b15c108p">
			<remark  id="s2b15c108l1" />     เมื่อบุรุษกราบทูลอย่างนี้แล้ว พระเจ้าปเสนทิโกศลก็ไม่ทรงเบิกบาน    พระทัย ฯ   
			<remark  id="s2b15c108l2" /> 	[๓๗๗] ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคทรงทราบว่า พระเจ้าปเสนทิโกศล   ไม่ทรงเบิกบาน
			<remark  id="s2b15c108l3" />พระทัย จึงได้ทรงภาษิตพระคาถาเหล่านี้ในเวลานั้นว่า         
			<remark  id="s2b15c108l4" />ดูกรมหาบพิตรผู้เป็นใหญ่ยิ่งกว่าปวงชน แท้จริง แม้สตรีบางคนก็เป็น
			<remark  id="s2b15c108l5" />ผู้ประเสริฐ พระองค์จงชุบเลี้ยงไว้ สตรีที่มีปัญญา มีศีล ปฏิบัติแม่ผัว
			<remark  id="s2b15c108l6" />พ่อผัวดังเทวดา จงรักสามี ฯ
			<remark  id="s2b15c108l7" />บุรุษที่เกิดจากสตรีนั้น ย่อมเป็นคนแกล้วกล้า เป็นเจ้าแห่งทิศได้ 
			<remark  id="s2b15c108l8" />บุตรของภริยาดีเช่นนั้น แม้ราชสมบัติก็ครอบครองได้ ฯ
			<remark  id="s2b15c108l9" />		    ปฐมอัปปมาทสูตรที่ ๗      
			<remark  id="s2b15c108l10" /> 	[๓๗๘] พระผู้มีพระภาคประทับ ... เขตพระนครสาวัตถี ... พระเจ้าปเสนทิโกศล 
			<remark  id="s2b15c108l11" />ประทับนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาค ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ 
			<remark  id="s2b15c108l12" />ธรรมอย่างหนึ่งที่ยึดไว้ได้ซึ่งประโยชน์ทั้ง ๒ คือ   ประโยชน์ภพนี้ และประโยชน์ภพหน้า มีอยู่
			<remark  id="s2b15c108l13" />หรือ พระเจ้าข้า ฯ    
			<remark  id="s2b15c108l14" />     พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรมหาบพิตร ธรรมอย่างหนึ่งที่ยึดไว้ได้ซึ่ง ประโยชน์ทั้ง ๒ คือ 
			<remark  id="s2b15c108l15" />ประโยชน์ภพนี้ และประโยชน์ภพหน้ามีอยู่ ฯ 
			<remark  id="s2b15c108l16" />     พระเจ้าปเสนทิโกศลกราบทูลถามว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ธรรมอย่าง  หนึ่งที่ยึดไว้ได้ซึ่ง
			<remark  id="s2b15c108l17" />ประโยชน์ทั้ง ๒ คือ ประโยชน์ภพนี้ และประโยชน์ภพหน้า    คืออะไร ฯ  
			<remark  id="s2b15c108l18" /> 	[๓๗๙] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรมหาบพิตร ธรรมอย่างหนึ่งที่ยึด    ไว้ได้ซึ่ง
			<remark  id="s2b15c108l19" />ประโยชน์ทั้ง ๒ คือ ประโยชน์ภพนี้ และประโยชน์ภพหน้า คือ ความ  ไม่ประมาท ฯ
			<remark  id="s2b15c108l20" />     ดูกรมหาบพิตร รอยเท้าของสัตว์ทั้งหลายที่สัญจรไปบนแผ่นดิน ชนิดใด   ชนิดหนึ่ง
			<remark  id="s2b15c108l21" /> รอยเท้าเหล่านั้นทั้งหมด ย่อมถึงการรวมลงในรอยเท้าช้าง รอยเท้าช้าง    ย่อมกล่าวกันว่า 
			<remark  id="s2b15c108l22" />เป็นเลิศกว่ารอยเท้าเหล่านั้น เพราะเป็นของใหญ่ ข้อนี้มีอุปมา    ฉันใด ดูกรมหาบพิตร ธรรม
			<remark  id="s2b15c108l23" />อย่างหนึ่งที่ยึดไว้ได้ซึ่งประโยชน์ทั้ง ๒ คือ ประโยชน์     ภพนี้ และประโยชน์ภพหน้า คือความ
			<remark  id="s2b15c108l24" />ไม่ประมาท ก็มีอุปไมยฉันนั้น ฯ           
		</para>
	</section>
	<section id="s2b15c109" >
		<para id="s2b15c109p">
			<remark  id="s2b15c109l1" /> 	[๓๘๐] พระผู้มีพระภาคผู้พระสุคตศาสดา ครั้นตรัสไวยากรณ์ภาษิตนี้  จบลงแล้ว จึงได้
			<remark  id="s2b15c109l2" />ตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปอีกว่า     
			<remark  id="s2b15c109l3" />บุคคลปรารถนาอยู่ซึ่งอายุ ความไม่มีโรค วรรณะ สวรรค์  ความเกิด
			<remark  id="s2b15c109l4" />ในตระกูลสูง และความยินดีอันโอฬารต่อๆ ไปพึงบำเพ็ญความ
			<remark  id="s2b15c109l5" />ไม่ประมาท บัณฑิตทั้งหลายย่อมสรรเสริญความไม่ประมาทในบุญ
			<remark  id="s2b15c109l6" />กิริยาทั้งหลาย บัณฑิตผู้ไม่ประมาทย่อมยึดไว้ได้ซึ่งประโยชน์ทั้ง ๒ คือ
			<remark  id="s2b15c109l7" /> ประโยชน์ภพนี้ และประโยชน์ภพหน้า เพราะยึดไว้ได้ซึ่งประโยชน์ 
			<remark  id="s2b15c109l8" />ผู้มีปัญญาจึงได้นามว่า "บัณฑิต" ฯ
			<remark  id="s2b15c109l9" />		    ทุติยอัปปมาทสูตรที่ ๘    
			<remark  id="s2b15c109l10" /> 	[๓๘๑] พระผู้มีพระภาคประทับ ... เขตพระนครสาวัตถี ...  พระเจ้าปเสนทิโกศล
			<remark  id="s2b15c109l11" />ประทับนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ 
			<remark  id="s2b15c109l12" />ขอประทานพระโอกาส ความปริวิตกแห่งใจ บังเกิดขึ้นแก่ข้าพระองค์ผู้เข้าที่ลับพักผ่อนอยู่อย่างนี้ว่า 
			<remark  id="s2b15c109l13" />ธรรมที่พระผู้มีพระภาค  ตรัสดีแล้วนั่นแหละ สำหรับผู้มีมิตรดี มีสหายดี มีจิตน้อมไปในคนที่ดี 
			<remark  id="s2b15c109l14" />ไม่ใช่          สำหรับผู้มีมิตรชั่ว มีสหายชั่ว มีจิตน้อมไปในคนที่ชั่ว ฯ    
			<remark  id="s2b15c109l15" />     พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรมหาบพิตร ข้อนี้เป็นอย่างนั้น ดูกรมหาบพิตร ข้อนี้เป็น
			<remark  id="s2b15c109l16" />อย่างนั้น ดูกรมหาบพิตร ธรรมที่อาตมภาพกล่าวดีแล้วนั่นแหละ สำหรับผู้มีมิตรดี มีสหายดี 
			<remark  id="s2b15c109l17" />มีจิตน้อมไปในคนดี ไม่ใช่สำหรับผู้มีมิตรชั่ว มี สหายชั่ว มีจิตน้อมไปในคนที่ชั่ว ฯ  
			<remark  id="s2b15c109l18" /> 	[๓๘๒] ดูกรมหาบพิตร สมัยหนึ่ง อาตมภาพอยู่ที่นิคมของหมู่เจ้าศากยะ ชื่อว่านครกะ 
			<remark  id="s2b15c109l19" />ในสักกชนบท ดูกรมหาบพิตร ครั้งนั้น ภิกษุอานนท์    เข้าไปหาอาตมภาพถึงที่อยู่ ครั้นแล้ว 
			<remark  id="s2b15c109l20" />ก็อภิวาทอาตมภาพ แล้วนั่งอยู่ ณ ที่ควร    ส่วนข้างหนึ่ง ดูกรมหาบพิตร ภิกษุอานนท์นั่งอยู่
			<remark  id="s2b15c109l21" /> ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว   ได้กล่าวกะอาตมภาพว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ความเป็นผู้มีมิตรดี 
			<remark  id="s2b15c109l22" />มีสหายดีมีจิตน้อมไปในคนที่ดี เป็นคุณกึ่งหนึ่งแห่งพรหมจรรย์ ดูกรมหาบพิตร เมื่อภิกษุ         
			<remark  id="s2b15c109l23" />อานนท์กล่าวอย่างนี้แล้ว อาตมภาพได้กล่าวกะภิกษุอานนท์ว่า ดูกรอานนท์ เธออย่ากล่าวอย่างนั้น
		</para>
	</section>
	<section id="s2b15c110" >
		<para id="s2b15c110p">
			<remark  id="s2b15c110l1" /> ดูกรอานนท์ ความเป็นผู้มีมิตรดี มีสหายดี มีจิตน้อมไปในคนที่ดีนี้ เป็นพรหมจรรย์ทั้งสิ้น
			<remark  id="s2b15c110l2" />ทีเดียว ดูกรอานนท์ นี่ภิกษุผู้มีมิตรดีพึง   ปรารถนา ภิกษุผู้มีมิตรดี มีสหายดี มีจิตน้อมไปใน
			<remark  id="s2b15c110l3" />คนที่ดี จักเจริญอริยมรรคมีองค์แปด จักกระทำซึ่งอริยมรรคมีองค์แปดให้มากได้ ฯ         
			<remark  id="s2b15c110l4" /> 	[๓๘๓] ดูกรอานนท์ ก็ภิกษุผู้มีมิตรดี มีสหายดี มีจิตน้อมไปในคนที่ดี ย่อมเจริญ
			<remark  id="s2b15c110l5" />อริยมรรคมีองค์แปด ย่อมกระทำซึ่งอริยมรรคมีองค์แปดให้มากได้อย่างไร ฯ  
			<remark  id="s2b15c110l6" />     ดูกรอานนท์ ภิกษุในศาสนานี้ ย่อมเจริญสัมมาทิฐิ อันอาศัยวิเวก   อาศัยวิราคะ 
			<remark  id="s2b15c110l7" />อาศัยนิโรธ น้อมไปเพื่อความสละคืน ย่อมเจริญสัมมาสังกัปปะ ...ย่อมเจริญสัมมาวาจา .
			<remark  id="s2b15c110l8" />.. ย่อมเจริญสัมมากัมมันตะ ... ย่อมเจริญสัมมาอาชีวะ ...   ย่อมเจริญสัมมาวายามะ ... ย่อมเจริญ
			<remark  id="s2b15c110l9" />สัมมาสติ ... ย่อมเจริญสัมมาสมาธิ อัน อาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปเพื่อความ
			<remark  id="s2b15c110l10" />สละคืน ฯ  
			<remark  id="s2b15c110l11" />     ดูกรอานนท์ ภิกษุผู้มีมิตรดี มีสหายดี มีจิตน้อมไปในคนที่ดี ย่อมเจริญ  อริยมรรค
			<remark  id="s2b15c110l12" />มีองค์แปด ย่อมกระทำซึ่งอริยมรรคมีองค์แปดให้มากได้ อย่างนี้แล ฯ 
			<remark  id="s2b15c110l13" />     ดูกรอานนท์ โดยปริยายแม้นี้ พึงทราบว่า ความเป็นผู้มีมิตรดี มีสหายดี  มีจิตน้อมไป
			<remark  id="s2b15c110l14" />ในคนที่ดี นี้เป็นพรหมจรรย์ทั้งสิ้นทีเดียว ฯ     
			<remark  id="s2b15c110l15" />     ดูกรอานนท์ ด้วยว่าอาศัยเราเป็นมิตรดี สัตว์ทั้งหลายผู้มีความเกิดเป็น ธรรมดา ย่อม
			<remark  id="s2b15c110l16" />หลุดพ้นจากความเกิดได้ สัตว์ทั้งหลายผู้มีความแก่เป็นธรรมดา ย่อมหลุดพ้นจากความแก่ได้ สัตว์
			<remark  id="s2b15c110l17" />ทั้งหลายผู้มีความเจ็บป่วยเป็นธรรมดา ย่อมหลุดพ้น จากความเจ็บป่วยได้ สัตว์ทั้งหลายผู้มี
			<remark  id="s2b15c110l18" />ความตายเป็นธรรมดา ย่อมหลุดพ้นจาก  ความตายได้ สัตว์ทั้งหลายผู้มีความโศก ความร่ำไร 
			<remark  id="s2b15c110l19" />ความทุกข์ ความเสียใจ   และความคับแค้นใจเป็นธรรมดา ย่อมหลุดพ้นจากความโศก ความ
			<remark  id="s2b15c110l20" />ร่ำไร ความทุกข์ ความเสียใจ และความคับแค้นใจได้ ฯ     
			<remark  id="s2b15c110l21" />     ดูกรอานนท์ โดยปริยายนี้แล พึงทราบว่า ความเป็นผู้มีมิตรดี มีสหายดี มีจิตน้อมไป
			<remark  id="s2b15c110l22" />ในคนที่ดีนี้ เป็นพรหมจรรย์ทั้งสิ้นทีเดียว ฯ     
			<remark  id="s2b15c110l23" /> 	[๓๘๔] ดูกรมหาบพิตร เพราะเหตุนั้นแหละ พระองค์พึงทรงสำเหนียก  อย่างนี้ว่า 
			<remark  id="s2b15c110l24" />เราจักเป็นผู้มีมิตรดี มีสหายดี มีจิตน้อมไปในคนที่ดี ดูกรมหาบพิตร พระองค์พึงทรงสำเหนียก
			<remark  id="s2b15c110l25" />อย่างนี้แล ฯ  
			<remark  id="s2b15c110l26" />     ดูกรมหาบพิตร ธรรมอย่างหนึ่งนี้ คือความไม่ประมาทในกุศลธรรม  ทั้งหลาย พระองค์
			<remark  id="s2b15c110l27" />ผู้มีมิตรดี มีสหายดี มีจิตน้อมไปในคนที่ดี พึงทรงอาศัย  อยู่เถิด ฯ 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b15c111" >
		<para id="s2b15c111p">
			<remark  id="s2b15c111l1" />     ดูกรมหาบพิตร เมื่อพระองค์ไม่ประมาท อาศัยความไม่ประมาท หมู่นางสนมผู้ตามเสด็จ
			<remark  id="s2b15c111l2" />จักมีความคิดอย่างนี้ว่า พระราชาเป็นผู้ไม่ประมาท อาศัยความไม่ประมาท ถ้ากระนั้น แม้พวก
			<remark  id="s2b15c111l3" />เราก็จักเป็นผู้ไม่ประมาท อาศัยความไม่ประมาท ฯ           
			<remark  id="s2b15c111l4" />     ดูกรมหาบพิตร เมื่อพระองค์ไม่ประมาท อาศัยความไม่ประมาท แม้กษัตริย์ทั้งหลาย
			<remark  id="s2b15c111l5" />ผู้ตามเสด็จจักมีความคิดอย่างนี้ว่า พระราชาเป็นผู้ไม่ประมาท อาศัยความไม่ประมาท ถ้ากระนั้น 
			<remark  id="s2b15c111l6" />แม้พวกเราก็จักเป็นผู้ไม่ประมาท อาศัยความไม่  ประมาท ฯ   
			<remark  id="s2b15c111l7" />     ดูกรมหาบพิตร เมื่อพระองค์ไม่ประมาท อาศัยความไม่ประมาท แม้ กองทัพ (ข้าราชการ
			<remark  id="s2b15c111l8" />ฝ่ายทหาร) ก็จักมีความคิดอย่างนี้ว่า พระราชาเป็นผู้ไม่ ประมาท อาศัยความไม่ประมาท 
			<remark  id="s2b15c111l9" />ถ้ากระนั้น แม้พวกเราก็จักเป็นผู้ไม่ประมาท   อาศัยความไม่ประมาท ฯ   
			<remark  id="s2b15c111l10" />     ดูกรมหาบพิตร เมื่อพระองค์ไม่ประมาท อาศัยความไม่ประมาท แม้  ชาวนิคมและ
			<remark  id="s2b15c111l11" />ชาวชนบทก็จักมีความคิดอย่างนี้ว่า พระราชาเป็นผู้ไม่ประมาท อาศัยความไม่ประมาท ถ้ากระนั้น 
			<remark  id="s2b15c111l12" />แม้พวกเราก็จักเป็นผู้ไม่ประมาท อาศัยความไม่   ประมาท ฯ   
			<remark  id="s2b15c111l13" />     ดูกรมหาบพิตร เมื่อพระองค์ไม่ประมาท อาศัยความไม่ประมาท แม้พระองค์เองก็จัก
			<remark  id="s2b15c111l14" />เป็นผู้ได้รับคุ้มครองแล้ว ได้รับรักษาแล้ว แม้หมู่นางสนมก็จัก  เป็นผู้ได้รับคุ้มครองแล้ว ได้รับ
			<remark  id="s2b15c111l15" />รักษาแล้ว แม้เรือนคลังก็จักเป็นอันได้รับ    คุ้มครองแล้ว ได้รับรักษาแล้ว ฯ     
			<remark  id="s2b15c111l16" /> 	[๓๘๕] พระผู้มีพระภาคผู้พระสุคตศาสดา ครั้นตรัสไวยากรณ์ภาษิตนี้ จบลงแล้ว จึงได้
			<remark  id="s2b15c111l17" />ตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปอีกว่า     
			<remark  id="s2b15c111l18" />บุคคลผู้ปรารถนาโภคะอันโอฬารต่อๆ ไป พึงบำเพ็ญความไม่ประมาท 
			<remark  id="s2b15c111l19" />บัณฑิตทั้งหลาย ย่อมสรรเสริญความไม่ประมาทในบุญกิริยาทั้งหลาย 
			<remark  id="s2b15c111l20" />บัณฑิตผู้ไม่ประมาทย่อมยึดไว้ได้ซึ่งประโยชน์ทั้ง ๒ คือประโยชน์ภพนี้ 
			<remark  id="s2b15c111l21" />และประโยชน์ภพหน้าเพราะยึดไว้ได้ซึ่งประโยชน์ ผู้มีปัญญาจึงได้
			<remark  id="s2b15c111l22" />นามว่า"บัณฑิต" ฯ
			<remark  id="s2b15c111l23" />		     ปฐมาปุตตกสูตรที่ ๙      
			<remark  id="s2b15c111l24" /> 	[๓๘๖] สาวัตถีนิทาน ฯ          
		</para>
	</section>
	<section id="s2b15c112" >
		<para id="s2b15c112p">
			<remark  id="s2b15c112l1" />     ครั้งนั้น พระเจ้าปเสนทิโกศลเสด็จเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับในเวลาเที่ยงวัน 
			<remark  id="s2b15c112l2" />ครั้นแล้ว ก็ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคแล้วประทับนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ฯ        
			<remark  id="s2b15c112l3" />     พระผู้มีพระภาคได้ตรัสกะพระเจ้าปเสนทิโกศลผู้ประทับนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งว่า เชิญ
			<remark  id="s2b15c112l4" />เถอะมหาบพิตร พระองค์เสด็จมาจากไหนหนอ ในเวลาเที่ยงวัน ฯ
			<remark  id="s2b15c112l5" />     พระเจ้าปเสนทิโกศลกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ คฤหบดีผู้เป็นเศรษฐีในพระนคร
			<remark  id="s2b15c112l6" />สาวัตถีนี้ กระทำกาลกิริยาแล้ว หม่อมฉันให้ขนทรัพย์สมบัติ  อันไม่มีบุตรรับมรดกนั้น มาไว้
			<remark  id="s2b15c112l7" />ภายในพระราชวังแล้วก็มา ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ   เฉพาะเงินเท่านั้นมี ๘,๐๐๐,๐๐๐ ส่วนเครื่อง
			<remark  id="s2b15c112l8" />รูปิยะไม่ต้องพูดถึง ก็แต่คฤหบดีผู้เป็น เศรษฐีนั้น ได้บริโภคอาหารเห็นปานนี้ คือบริโภค
			<remark  id="s2b15c112l9" />ปลายข้าวกับน้ำส้มพอูม ได้ใช้   ผ้าเครื่องนุ่งห่มเห็นปานนี้ คือนุ่งห่มผ้าเนื้อหยาบที่ตัดเป็น
			<remark  id="s2b15c112l10" />สามชิ้นเย็บติดกัน ได้ใช้ยานพาหนะเห็นปานนี้ คือใช้รถเก่าๆ กั้นร่มทำด้วยใบไม้ ฯ      
			<remark  id="s2b15c112l11" /> 	[๓๘๗] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรมหาบพิตร ข้อนี้เป็นอย่างนั้น  ดูกรมหาบพิตร 
			<remark  id="s2b15c112l12" />ข้อนี้เป็นอย่างนั้น ดูกรมหาบพิตร อสัตบุรุษได้โภคะอันโอฬาร แล้ว ไม่ยังตนให้ได้รับความสุข 
			<remark  id="s2b15c112l13" />ให้ได้รับความอิ่มหนำเลย ไม่ยังมารดาและบิดา  ให้ได้รับความสุข ให้ได้รับความอิ่มหนำ ไม่ยัง
			<remark  id="s2b15c112l14" />บุตรและภรรยาให้ได้รับความสุข   ให้ได้รับความอิ่มหนำ ไม่ยังทาสกรรมกรให้ได้รับความสุข 
			<remark  id="s2b15c112l15" />ให้ได้รับความอิ่มหนำ  ไม่ยังมิตรและอำมาตย์ให้ได้รับความสุข ให้ได้รับความอิ่มหนำ ไม่ยัง
			<remark  id="s2b15c112l16" />ทักษิณาอัน         มีผลในเบื้องบน มีอารมณ์ดี มีวิบากเป็นสุข เป็นไปเพื่อสวรรค์ ให้ตั้งอยู่ใน           
			<remark  id="s2b15c112l17" />สมณพราหมณ์ทั้งหลาย โภคะเหล่านั้นของเขาที่มิได้ใช้สอยโดยชอบอย่างนี้  พระราชาทั้งหลายย่อม
			<remark  id="s2b15c112l18" />นำไปบ้าง โจรทั้งหลายย่อมนำไปบ้าง ไฟย่อมไหม้เสียบ้าง น้ำย่อมพัดไปเสียบ้าง ทายาท
			<remark  id="s2b15c112l19" />ทั้งหลายผู้ไม่เป็นที่รักย่อมนำไปบ้าง ฯ       
			<remark  id="s2b15c112l20" />     ดูกรมหาบพิตร เมื่อเป็นเช่นนี้ โภคะที่มิได้ใช้สอยโดยชอบของเขา   เหล่านั้น ย่อมถึง
			<remark  id="s2b15c112l21" />ความหมดสิ้นไปเปล่าโดยไม่ถึงการบริโภค ฯ    
			<remark  id="s2b15c112l22" />     ดูกรมหาบพิตร ในที่ของอมนุษย์ มีสระโบกขรณีซึ่งมีน้ำใส มีน้ำเย็น    มีน้ำจืดสนิท 
			<remark  id="s2b15c112l23" />ใสตลอด มีท่าดี น่ารื่นรมย์ น้ำนั้นคนไม่พึงตักเอาไปเลย ไม่พึงดื่ม ไม่พึงอาบ หรือไม่พึง
			<remark  id="s2b15c112l24" />กระทำตามความต้องการได้ ดูกรมหาบพิตร ก็เมื่อ เป็นเช่นนี้ น้ำที่มิได้บริโภคโดยชอบนั้น พึง
			<remark  id="s2b15c112l25" />ถึงความหมดสิ้นไปเปล่า โดยไม่ถึงการบริโภค แม้ฉันใด ดูกรมหาบพิตร อสัตบุรุษได้โภคะ
			<remark  id="s2b15c112l26" />อันโอฬารแล้ว ไม่ยัง  ตนให้ได้รับความสุข ให้ได้รับความอิ่มหนำเลย ฯลฯ ดูกรมหาบพิตร เมื่อ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b15c113" >
		<para id="s2b15c113p">
			<remark  id="s2b15c113l1" />เป็น  เช่นนี้ โภคะที่มิได้บริโภคโดยชอบของเขาเหล่านั้น ย่อมถึงความหมดสิ้นไป  เปล่าโดยไม่ถึง
			<remark  id="s2b15c113l2" />การบริโภค ฉันนั้นเหมือนกัน ฯ     
			<remark  id="s2b15c113l3" /> 	[๓๘๘] ดูกรมหาบพิตร ส่วนสัตบุรุษได้โภคะอันโอฬารแล้ว ย่อมยัง  ตนให้ได้รับ
			<remark  id="s2b15c113l4" />ความสุข ให้ได้รับความอิ่มหนำ ย่อมยังมารดาและบิดาให้ได้รับความสุข ให้ได้รับความอิ่มหนำ 
			<remark  id="s2b15c113l5" />ย่อมยังบุตรและภรรยาให้ได้รับความสุข ให้ได้รับ ความอิ่มหนำ ย่อมยังทาสกรรมกรให้ได้รับ
			<remark  id="s2b15c113l6" />ความสุข ให้ได้รับความอิ่มหนำ ย่อม ยังมิตรและอำมาตย์ให้ได้รับความสุข ให้ได้รับความอิ่มหนำ 
			<remark  id="s2b15c113l7" />ย่อมประดิษฐานไว้ซึ่งทักษิณาอันมีผลในเบื้องบน มีอารมณ์ดี มีวิบากเป็นสุข เป็นไปเพื่อสวรรค์           
			<remark  id="s2b15c113l8" />ในสมณพราหมณ์ทั้งหลาย โภคะเหล่านั้นของเขา ที่บริโภคโดยชอบอยู่อย่างนี้  พระราชาทั้งหลาย
			<remark  id="s2b15c113l9" />ย่อมนำไปไม่ได้ โจรทั้งหลายย่อมนำไปไม่ได้ ไฟย่อมไม่ไหม้  น้ำย่อมไม่พัดไป ทายาททั้งหลาย
			<remark  id="s2b15c113l10" />ผู้ไม่เป็นที่รักย่อมนำไปไม่ได้ ฯ          
			<remark  id="s2b15c113l11" />     ดูกรมหาบพิตร เมื่อเป็นเช่นนี้ โภคะที่บริโภคอยู่โดยชอบของเขาเหล่า นั้น ย่อมถึงการ
			<remark  id="s2b15c113l12" />บริโภค ไม่ถึงความหมดสิ้นไปเปล่า ฯ           
			<remark  id="s2b15c113l13" />     ดูกรมหาบพิตร ในที่ไม่ไกลคามหรือนิคม มีสระโบกขรณี ซึ่งมีน้ำใส   มีน้ำเย็น มีน้ำ
			<remark  id="s2b15c113l14" />จืดสนิท ใสตลอด มีท่าดี น่ารื่นรมย์ น้ำนั้นคนพึงตักไปบ้างพึงดื่มบ้าง พึงอาบบ้าง พึงกระทำ
			<remark  id="s2b15c113l15" />ตามความต้องการบ้าง ดูกรมหาบพิตร ก็เมื่อ เป็นเช่นนี้ น้ำที่บริโภคอยู่โดยชอบนั้น พึงถึงการ
			<remark  id="s2b15c113l16" />บริโภค ไม่ถึงความหมดสิ้นไป   เปล่า แม้ฉันใด ดูกรมหาบพิตร สัตบุรุษได้โภคะอันโอฬารแล้ว 
			<remark  id="s2b15c113l17" />ย่อมยังตนให้   ได้รับความสุข ให้ได้รับความอิ่มหนำ ฯลฯ เมื่อเป็นเช่นนี้ โภคะที่บริโภคอยู่ โดย
			<remark  id="s2b15c113l18" />ชอบของเขาเหล่านั้น ย่อมถึงการบริโภค ไม่ถึงความหมดสิ้นไปเปล่า ฉัน   นั้นเหมือนกัน ฯ        
			<remark  id="s2b15c113l19" /> 	[๓๘๙] พระผู้มีพระภาคผู้พระสุคตศาสดา ครั้นตรัสไวยากรณ์ภาษิตนี้ จบลงแล้ว จึงได้
			<remark  id="s2b15c113l20" />ตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปอีกว่า     
			<remark  id="s2b15c113l21" />น้ำมีอยู่ในที่ของอมนุษย์ คนย่อมงดน้ำที่ไม่พึงดื่มนั้น ฉันใด  คนชั่วได้
			<remark  id="s2b15c113l22" />ทรัพย์แล้ว ย่อมไม่บริโภคด้วยตนเอง ย่อมไม่ให้ทาน ฉันนั้น ส่วน
			<remark  id="s2b15c113l23" />วิญญูชนผู้มีปัญญา ได้โภคะแล้ว เขาย่อมบริโภค และทำกิจ เขาเป็น
			<remark  id="s2b15c113l24" />คนอาจหาญ เลี้ยงดูหมู่   ญาติ ไม่ถูกติเตียน ย่อมเข้าถึงแดนสวรรค์ ฯ 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b15c114" >
		<para id="s2b15c114p">
			<remark  id="s2b15c114l1" />		     ทุติยาปุตตกสูตรที่ ๑๐   
			<remark  id="s2b15c114l2" /> 	[๓๙๐] ครั้งนั้น พระเจ้าปเสนทิโกศล เสด็จเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค ถึงที่ประทับใน
			<remark  id="s2b15c114l3" />เวลาเที่ยงวัน ครั้นแล้ว ก็ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคแล้ว ประทับนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ฯ       
			<remark  id="s2b15c114l4" />     พระผู้มีพระภาคได้ตรัสกะพระเจ้าปเสนทิโกศลผู้ประทับนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งว่า เชิญ
			<remark  id="s2b15c114l5" />เถอะมหาบพิตร พระองค์เสด็จมาจากไหนหนอ ในเวลาเที่ยงวัน ฯ
			<remark  id="s2b15c114l6" />     พระเจ้าปเสนทิโกศลกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ คฤหบดีผู้เป็นเศรษฐีในพระนคร
			<remark  id="s2b15c114l7" />สาวัตถีนี้ กระทำกาลกิริยาแล้ว หม่อมฉันให้ขนทรัพย์สมบัติ  อันไม่มีบุตรรับมรดกนั้น มาไว้ใน
			<remark  id="s2b15c114l8" />พระราชวังแล้วก็มา ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เฉพาะเงินเท่านั้นมี ๑๐,๐๐๐,๐๐๐ ส่วนเครื่องรูปิยะ
			<remark  id="s2b15c114l9" />ไม่ต้องพูดถึง ข้าแต่พระองค์   ผู้เจริญ ก็คฤหบดีผู้เป็นเศรษฐีนั้น ได้บริโภคอาหารเห็นปานนี้ คือ
			<remark  id="s2b15c114l10" />บริโภคปลาย   ข้าวกับน้ำส้มพอูม ได้ใช้ผ้าเครื่องนุ่งห่มเห็นปานนี้ คือนุ่งห่มผ้าเนื้อหยาบที่ตัด เป็น
			<remark  id="s2b15c114l11" />สามชิ้นเย็บติดกัน ได้ใช้ยานพาหนะเห็นปานนี้ คือใช้รถเก่าๆ กั้นร่มทำด้วย     ใบไม้ ฯ    
			<remark  id="s2b15c114l12" /> 	[๓๙๑] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรมหาบพิตร ข้อนี้เป็นอย่างนั้น   ดูกรมหาบพิตร
			<remark  id="s2b15c114l13" /> ข้อนี้เป็นอย่างนั้น ดูกรมหาบพิตร เรื่องเคยมีมาแล้ว คฤหบดี ผู้เป็นเศรษฐีนั้น ได้สั่งให้จัด
			<remark  id="s2b15c114l14" />บิณฑบาตถวายพระปัจเจกสัมพุทธะ นามว่า ตครสิขี    ว่าท่านทั้งหลาย จงถวายบิณฑะแก่สมณะ
			<remark  id="s2b15c114l15" />แล้วลุกจากอาสนะเดินหลีกไป แต่ครั้น  ถวายแล้ว ภายหลังได้มีวิปฏิสารว่า บิณฑบาตนี้ ทาส
			<remark  id="s2b15c114l16" />หรือกรรมกรพึงบริโภคยัง  ดีกว่า นอกจากนี้เขายังปลงชีวิตบุตรน้อยคนเดียวของพี่ชาย เพราะเหตุ
			<remark  id="s2b15c114l17" />ทรัพย์ สมบัติอีก ดูกรมหาบพิตร การที่คฤหบดีผู้เป็นเศรษฐีนั้น สั่งให้จัดบิณฑบาต ถวาย
			<remark  id="s2b15c114l18" />พระตครสิขีปัจเจกสัมพุทธะ ด้วยวิบากของกรรมนั้น เขาจึงเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ๗ ครั้ง ด้วย
			<remark  id="s2b15c114l19" />วิบากอันเป็นส่วนเหลือของกรรมนั้นเหมือนกัน ได้ครอง   ความเป็นเศรษฐีในพระนครสาวัตถีนี้
			<remark  id="s2b15c114l20" />แหละถึง ๗ ครั้ง ฯ          
			<remark  id="s2b15c114l21" />     ดูกรมหาบพิตร การที่คฤหบดีผู้เป็นเศรษฐีนั้นถวายแล้วภายหลังได้มี  วิปฏิสารว่า บิณฑบาต
			<remark  id="s2b15c114l22" />นี้ทาสหรือกรรมกรพึงบริโภคยังดีกว่า ด้วยวิบากของกรรม นั้น จิตของเขาจึงไม่น้อมไปเพื่อบริโภค
			<remark  id="s2b15c114l23" />อาหารอันโอฬาร จิตของเขาจึงไม่น้อมไป     เพื่อใช้ผ้าเครื่องนุ่งห่มอันโอฬาร จิตของเขาจึงไม่น้อม
			<remark  id="s2b15c114l24" />ไปเพื่อใช้ยานพาหนะอัน โอฬาร จิตของเขาจึงไม่น้อมไปเพื่อบริโภคเบญจกามคุณอันโอฬาร ฯ 
			<remark  id="s2b15c114l25" />     ดูกรมหาบพิตร ก็แหละการที่คฤหบดีผู้เป็นเศรษฐีนั้น ปลงชีวิตบุตรน้อย คนเดียวของ
			<remark  id="s2b15c114l26" />พี่ชาย เพราะเหตุทรัพย์สมบัติ ด้วยวิบากของกรรมนั้น เขาจึงถูกไฟเผาอยู่ในนรกหลายปี 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b15c115" >
		<para id="s2b15c115p">
			<remark  id="s2b15c115l1" />หลายพันปี หลายแสนปี ด้วยวิบากอันเป็นส่วนเหลือของ  กรรมนั้นเหมือนกัน ทรัพย์สมบัติ
			<remark  id="s2b15c115l2" />อันไม่มีบุตรรับมรดกของเขานี้ จึงถูกขนเข้าพระคลังหลวงเป็นครั้งที่ ๗ ฯ        
			<remark  id="s2b15c115l3" />     ดูกรมหาบพิตร ก็บุญเก่าของคฤหบดีผู้เป็นเศรษฐีนั้นหมดสิ้นแล้ว และบุญใหม่ก็ไม่ได้
			<remark  id="s2b15c115l4" />สะสมไว้ ฯ           
			<remark  id="s2b15c115l5" />     ดูกรมหาบพิตร ก็ในวันนี้ คฤหบดีผู้เป็นเศรษฐี ถูกไฟเผาอยู่ใน มหาโรรุวนรก ฯ          
			<remark  id="s2b15c115l6" />     พระเจ้าปเสนทิโกศลกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ คฤหบดีผู้เป็น  เศรษฐี เข้าถึง
			<remark  id="s2b15c115l7" />มหาโรรุวนรกอย่างนั้นหรือ ฯ       
			<remark  id="s2b15c115l8" />     พระผู้มีพระภาคตรัสว่า อย่างนั้นมหาบพิตร คฤหบดีผู้เป็นเศรษฐี เข้า ถึงมหาโรรุวนรก
			<remark  id="s2b15c115l9" />แล้ว ฯ   
			<remark  id="s2b15c115l10" /> 	[๓๙๒] พระผู้มีพระภาคผู้พระสุคตศาสดา ครั้นตรัสไวยากรณ์ภาษิตนี้  จบลงแล้ว จึงได้
			<remark  id="s2b15c115l11" />ตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปอีกว่า     
			<remark  id="s2b15c115l12" />ข้าวเปลือก ทรัพย์ เงินทอง หรือข้าวของ ที่หวงแหนอย่างใดอย่างหนึ่ง
			<remark  id="s2b15c115l13" />มีอยู่ ทาส กรรมกร คนใช้ และผู้อาศัยของเขา พึงพาเอาไปไม่ได้
			<remark  id="s2b15c115l14" />ทั้งหมด จะต้องถึงซึ่งการละทิ้งไว้ทั้งหมด ฯ
			<remark  id="s2b15c115l15" />ก็บุคคลทำกรรมใด ด้วยกาย ด้วยวาจา หรือด้วยใจ กรรมนั้นแหละ 
			<remark  id="s2b15c115l16" />เป็นของๆ เขา และเขาย่อมพาเอากรรมนั้นไป  อนึ่งกรรมนั้นย่อม
			<remark  id="s2b15c115l17" />ติดตามเขาไป เหมือนเงาติดตามตน ฉะนั้นเพราะฉะนั้น บุคคลควร
			<remark  id="s2b15c115l18" />ทำกรรมดี สั่งสมไว้สำหรับภพหน้าบุญทั้งหลายย่อมเป็นที่พึ่งของสัตว์
			<remark  id="s2b15c115l19" />ทั้งหลายในโลกหน้า ฯ
			<remark  id="s2b15c115l20" />		       จบ วรรคที่ ๒          
			<remark  id="s2b15c115l21" />		       __________________________________
			<remark  id="s2b15c115l22" />     รวมพระสูตรในวรรคที่ ๒ นี้ มี ๑๐ สูตร คือ ชฏิลสูตรที่ ๑ ปัญจราชสูตรที่ ๒ 
			<remark  id="s2b15c115l23" />โทณปากสูตรที่ ๓ สังคามวัตถุสูตร กล่าวไว้ ๒ สูตร เป็นที่ ๔  และที่ ๕ ธีตุสูตรที่ ๖ อัปปมาท
			<remark  id="s2b15c115l24" />สูตร ๒ สูตร เป็นที่ ๗ และที่ ๘ กับอปุตตกสูตร กล่าวไว้ ๒ สูตร เป็นที่ ๙ และที่ ๑๐ 
			<remark  id="s2b15c115l25" />ครบวรรคพอดี ฯ    
			<remark  id="s2b15c115l26" />		      ______________________________           
		</para>
	</section>
	<section id="s2b15c116" >
		<para id="s2b15c116p">
			<remark  id="s2b15c116l1" />		       ตติยวรรคที่ ๓         
			<remark  id="s2b15c116l2" />		       ปุคคลสูตรที่ ๑        
			<remark  id="s2b15c116l3" /> 	[๓๙๓] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้      
			<remark  id="s2b15c116l4" />     สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ในพระเชตวัน อารามของท่าน  อนาถบิณฑิกเศรษฐี 
			<remark  id="s2b15c116l5" />เขตพระนครสาวัตถี ฯ
			<remark  id="s2b15c116l6" />     ครั้งนั้นแล พระเจ้าปเสนทิโกศล เสด็จเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ ประทับ ครั้นแล้ว
			<remark  id="s2b15c116l7" />ทรงถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาค แล้วได้ประทับนั่ง ณ ที่ควร ส่วนข้างหนึ่ง ฯ        
			<remark  id="s2b15c116l8" />     พระผู้มีพระภาคได้ตรัสกะท้าวเธอผู้ประทับนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งว่า    ดูกรมหาบพิตร 
			<remark  id="s2b15c116l9" />บุคคล ๔ จำพวกนี้มีปรากฏอยู่ในโลก บุคคล ๔ จำพวกเป็นไฉน   บุคคล ๔ จำพวกคือ บุคคล
			<remark  id="s2b15c116l10" />ผู้มืดแล้วมืดต่อไปจำพวก ๑ บุคคลผู้มืดแล้วกลับ    สว่างต่อไปจำพวก ๑ บุคคลผู้สว่างแล้วกลับมืด
			<remark  id="s2b15c116l11" />ต่อไปจำพวก ๑ บุคคลผู้สว่างแล้ว   คงสว่างต่อไปจำพวก ๑ ฯ  
			<remark  id="s2b15c116l12" /> 	[๓๙๔] ดูกรมหาบพิตร ก็อย่างไร บุคคลชื่อว่ามืดแล้วคงมืดต่อไป   ดูกรมหาบพิตร 
			<remark  id="s2b15c116l13" />บุคคลบางคนในโลกนี้ เกิดมาภายหลังในตระกูลอันต่ำ คือในตระกูลจัณฑาล ในตระกูลช่าง
			<remark  id="s2b15c116l14" />จักสาน ในตระกูลพราน ในตระกูลช่างรถ หรือ  ในตระกูลคนเทหยากเยื่อ ซึ่งขัดสน มีข้าวน้ำ
			<remark  id="s2b15c116l15" />โภชนาหารน้อย มีอาชีพฝืดเคือง  เป็นตระกูลที่หาอาหารและผ้านุ่งห่มได้โดยยาก และเขาเป็นคน
			<remark  id="s2b15c116l16" />ที่มีผิวพรรณทรามไม่น่าดูไม่น่าชม เป็นคนเล็กแคระ มีอาพาธมาก เป็นคนเสียจักษุ เป็นง่อย  เป็น
			<remark  id="s2b15c116l17" />คนกระจอกหรือเป็นเปลี้ย  มักหาข้าว น้ำ ผ้านุ่งห่ม ยวดยาน ดอกไม้   ของหอม เครื่องลูบไล้ 
			<remark  id="s2b15c116l18" />ที่นอน ที่อยู่อาศัย เครื่องประทีปไม่ใคร่ได้ เขาซ้ำประพฤติทุจริตด้วยกาย วาจา ใจ ครั้นเขา
			<remark  id="s2b15c116l19" />ประพฤติทุจริตด้วยกาย วาจา ใจแล้ว  ครั้นตายไปย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ดูกร
			<remark  id=
