<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<!DOCTYPE book PUBLIC "-//OASIS//DTD DocBook XML V5.0//EN" "http://www.oasis-open.org/docbook/xml/4.5/docbookx.dtd">
<chapter id="s2b14">
	<title>มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์</title>
	<section id="s2b14c1" >
		<para id="s2b14c1p">
			<remark  id="s2b14c1l1" />					พระสุตตันตปิฎก
			<remark  id="s2b14c1l2" />					เล่ม  ๖
			<remark  id="s2b14c1l3" />					มัชฌิมนิกาย  อุปริปัณณาสก์
			<remark  id="s2b14c1l4" />ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
			<remark  id="s2b14c1l5" />					เทวทหวรรค
			<remark  id="s2b14c1l6" />					๑.  เทวทหสูตร  (๑๐๑)
			<remark  id="s2b14c1l7" />	[๑]  ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้
			<remark  id="s2b14c1l8" />	สมัยหนึ่ง  พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่สักยนิคม  อันมีนามว่า  เทวทหะ  ในสักกชนบท  สมัยนั้น
			<remark  id="s2b14c1l9" />แล  พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระดำรัสแล้ว  ฯ
			<remark  id="s2b14c1l10" />	[๒]  พระผู้มีพระภาคได้ตรัสดังนี้ว่า  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  มีสมณพราหมณ์  พวกหนึ่ง
			<remark  id="s2b14c1l11" />มีวาทะอย่างนี้  มีทิฐิอย่างนี้ว่า  ปุริสบุคคลนี้ย่อมเสวยเวทนาอย่างใดอย่างหนึ่ง  เป็นสุขก็ดี
			<remark  id="s2b14c1l12" />เป็นทุกข์ก็ดี  มิใช่ทุกข์มิใช่สุขก็ดี ข้อนั้นทั้งหมดเป็นเพราะเหตุแห่งกรรมที่ตนทำไว้ในก่อน
			<remark  id="s2b14c1l13" />ทั้งนี้  เพราะหมดกรรมเก่าด้วยตบะ  ไม่ทำกรรมใหม่จักมีความไม่ถูกบังคับต่อไป  เพราะไม่
			<remark  id="s2b14c1l14" />ถูกบังคับต่อไป  จักมีความสิ้นกรรม  เพราะสิ้นกรรม  จักมีความสิ้นทุกข์  เพราะสิ้น
			<remark  id="s2b14c1l15" />ทุกข์  จักมีความสิ้นเวทนา  เพราะสิ้นเวทนา  ทุกข์ทั้งปวงจักเป็นของอันปุริสบุคคลนั้นสลัดได้แล้ว
			<remark  id="s2b14c1l16" />ดูกรภิกษุทั้งหลายพวกนิครนถ์มักมีวาทะอย่างนี้  ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b14c2" >
		<para id="s2b14c2p">
			<remark  id="s2b14c2l1" />	[๓]  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  เราเข้าไปหาพวกนิครนถ์ผู้มีวาทะอย่างนี้แล้ว  ถามอย่างนี้ว่า
			<remark  id="s2b14c2l2" />ดูกรนิครนถ์ผู้มีอายุ  จริงหรือที่มีข่าวว่า  พวกท่านมีวาทะอย่างนี้  มีทิฐิอย่างนี้ว่า  ปุริสบุคคล
			<remark  id="s2b14c2l3" />นี้ย่อมเสวยเวทนาอย่างใดอย่างหนึ่ง  เป็นสุขก็ดี  เป็น  ทุกข์ก็ดี  มิใช่ทุกข์มิใช่สุขก็ดี  ข้อนั้น
			<remark  id="s2b14c2l4" />ทั้งหมดเป็นเพราะเหตุแห่งกรรมที่ตนทำไว้  ในก่อน  ทั้งนี้เพราะหมดกรรมเก่าด้วยตบะ  ไม่ทำกรรม
			<remark  id="s2b14c2l5" />ใหม่  จักมีความไม่ถูกบังคับต่อไป  จักมีความสิ้นกรรม  เพราะสิ้นกรรม  จักมีความ  สิ้นทุกข์  เพราะสิ้น
			<remark  id="s2b14c2l6" />ทุกข์  จักมีความสิ้นเวทนา  เพราะสิ้นเวทนา  ทุกข์ทั้งปวงจักเป็นของอันปุริสบุคคลนั้นสลัดได้แล้ว  ฯ
			<remark  id="s2b14c2l7" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย  พวกนิครนถ์นั้น  ถูกเราถามอย่างนี้แล้วย่อมยืนยัน  เราจึงถามพวกนิครนถ์นั้น
			<remark  id="s2b14c2l8" />อย่างนี้ว่า  ดูกรนิครนถ์ผู้มีอายุ  พวกท่านทราบละหรือว่าเราทั้งหลายได้มีแล้วใน
			<remark  id="s2b14c2l9" />ก่อน  มิใช่ไม่ได้มีแล้ว  ฯ
			<remark  id="s2b14c2l10" />	นิครนถ์เหล่านั้นตอบว่า  ดูกรท่านผู้มีอายุ  ข้อนี้หามิได้เลย  ฯ
			<remark  id="s2b14c2l11" />	เรา.  ดูกรนิครนถ์ผู้มีอายุ  พวกท่านทราบละหรือว่า  เราทั้งหลายได้ทำบาปกรรมไว้ใน
			<remark  id="s2b14c2l12" />ก่อน  มิใช่ไม่ได้ทำไว้  ฯ
			<remark  id="s2b14c2l13" />	นิ.  ดูกรท่านผู้มีอายุ  ข้อนี้หามิได้เลย  ฯ
			<remark  id="s2b14c2l14" />	เรา.  ดูกรนิครนถ์ผู้มีอายุ  พวกท่านทราบละหรือว่า  เราทั้งหลายได้ทำบาปกรรมอย่างนี้บ้างๆ  ฯ
			<remark  id="s2b14c2l15" />	นิ.  ดูกรท่านผู้มีอายุ  ข้อนี้หามิได้เลย  ฯ
			<remark  id="s2b14c2l16" />	เรา.  ดูกรนิครนถ์ผู้มีอายุ  พวกท่านทราบละหรือว่า  ทุกข์เท่านี้เราสลัดได้แล้ว  หรือว่า
			<remark  id="s2b14c2l17" />ทุกข์เท่านี้เราต้องสลัดเสีย  หรือว่าเมื่อทุกข์เท่านี้เราสลัดได้แล้วจักเป็นอันเราสลัดทุกข์ได้
			<remark  id="s2b14c2l18" />ทั้งหมด  ฯ
			<remark  id="s2b14c2l19" />	นิ.  ดูกรท่านผู้มีอายุ  ข้อนี้หามิได้เลย  ฯ
			<remark  id="s2b14c2l20" />	เรา.  ดูกรนิครนถ์ผู้มีอายุ  พวกท่านทราบการละอกุศลธรรม  การบำเพ็ญกุศลธรรมในปัจจุบันละ
			<remark  id="s2b14c2l21" />หรือ  ฯ
			<remark  id="s2b14c2l22" />	นิ.  ดูกรท่านผู้มีอายุ  ข้อนี้หามิได้เลย  ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b14c3" >
		<para id="s2b14c3p">
			<remark  id="s2b14c3l1" />	[๔]  เรา.  ดูกรนิครนถ์ผู้มีอายุ  เท่าที่พูดกันมานี้เป็นอันว่า  พวกท่านไม่ทราบว่า  เรา
			<remark  id="s2b14c3l2" />ทั้งหลายได้มีแล้วในก่อน มิใช่ไม่ได้มีแล้วไม่ทราบว่า เราทั้งหลาย ได้ทำบาปกรรมไว้ในก่อน  มิใช่
			<remark  id="s2b14c3l3" />ไม่ได้ทำไว้  ไม่ทราบว่า  เราทั้งหลายได้ทำบาปกรรมอย่างนี้บ้างๆ  ไม่ทราบว่า  ทุกข์เท่านี้เราสลัด
			<remark  id="s2b14c3l4" />ได้แล้ว  หรือว่าทุกข์เท่านี้เราต้อง  สลัดเสีย  หรือว่าเมื่อทุกข์เท่านี้เราสลัดได้แล้ว  จักเป็นอันเรา
			<remark  id="s2b14c3l5" />สลัดทุกข์ได้ทั้งหมดไม่ทราบการละอกุศลธรรม  การบำเพ็ญกุศลธรรมในปัจจุบัน  เมื่อเป็น
			<remark  id="s2b14c3l6" />เช่นนี้พวกนิครนถ์ผู้มีอายุ  ไม่บังควรจะพยากรณ์ว่า  ปุริสบุคคลนี้ย่อมเสวยเวทนาอย่างใดอย่าง
			<remark  id="s2b14c3l7" />หนึ่ง  เป็นสุขก็ดี  เป็นทุกข์ก็ดี  มิใช่ทุกข์มิใช่สุขก็ดี  ข้อนั้นทั้งหมดเป็น  เพราะเหตุแห่งกรรม
			<remark  id="s2b14c3l8" />ที่ตนทำไว้ในก่อน  ทั้งนี้  เพราะหมดกรรมเก่าด้วยตบะ  ไม่ทำกรรมใหม่  จักมีความไม่ถูกบังคับ
			<remark  id="s2b14c3l9" />ต่อไป  เพราะไม่ถูกบังคับต่อไป  จักมีความสิ้นกรรม  เพราะสิ้นกรรม  จักมีความสิ้นทุกข์  เพราะ
			<remark  id="s2b14c3l10" />สิ้นทุกข์  จักมีความสิ้นเวทนาเพราะสิ้นเวทนา  ทุกข์ทั้งปวงจักเป็นของอันปุริสบุคคลนั้นสลัดได้แล้ว  ฯ
			<remark  id="s2b14c3l11" />	ดูกรนิครนถ์ผู้มีอายุ  ก็ถ้าพวกท่านพึงทราบว่า  เราทั้งหลายได้มีแล้วในก่อนมิใช่ไม่ได้
			<remark  id="s2b14c3l12" />มีแล้ว  พึงทราบว่า  เราทั้งหลายได้ทำบาปกรรมไว้ในก่อน  มิใช่ไม่ได้ทำไว้  พึงทราบว่า  เรา
			<remark  id="s2b14c3l13" />ทั้งหลายได้ทำบาปกรรมอย่างนี้บ้างๆ  พึงทราบว่า  ทุกข์  เท่านี้เราสลัดได้แล้ว  หรือว่าทุกข์เท่านี้
			<remark  id="s2b14c3l14" />เราต้องสลัดเสีย  หรือว่าเมื่อทุกข์เท่านี้เราสลัดได้แล้ว  จักเป็นอันเราสลัดทุกข์ได้ทั้งหมด  พึง
			<remark  id="s2b14c3l15" />ทราบการละอกุศลธรรมการบำเพ็ญกุศลธรรมในปัจจุบัน  เมื่อเป็นเช่นนี้  พวกนิครนถ์ผู้มีอายุ
			<remark  id="s2b14c3l16" />ควรจะ  พยากรณ์ได้ว่า  ปุริสบุคคลนี้ย่อมเสวยเวทนาอย่างใดอย่างหนึ่ง  เป็นสุขก็ดี  เป็นทุกข์ก็ดี
			<remark  id="s2b14c3l17" />มิใช่ทุกข์มิใช่สุขก็ดี  ข้อนั้นทั้งหมดเป็นเพราะเหตุแห่งกรรมที่ตนทำไว้  ในก่อน  ทั้งนี้เพราะหมด
			<remark  id="s2b14c3l18" />กรรมเก่าด้วยตบะ  ไม่ทำกรรมใหม่  จักมีความไม่ถูกบังคับต่อไป  เพราะไม่ถูกบังคับต่อไป  จักมี
			<remark  id="s2b14c3l19" />ความสิ้นกรรม  เพราะสิ้นกรรมจักมีความสิ้นทุกข์  เพราะสิ้นทุกข์  จักมีความสิ้นเวทนา
			<remark  id="s2b14c3l20" />เพราะสิ้นเวทนา  ทุกข์ทั้งปวงจักเป็นของอันปุริสบุคคลนั้นสลัดได้แล้ว  ฯ
			<remark  id="s2b14c3l21" />	[๕]  ดูกรนิครนถ์ผู้มีอายุ  เปรียบเหมือนบุรุษถูกยิงด้วยลูกศรที่มียาพิษอาบไว้อย่างหนา
			<remark  id="s2b14c3l22" />แล้ว  พึงเสวยเวทนาอันเป็นทุกข์  กล้าเจ็บแสบ  เพราะเหตุการเสียดแทงของลูกศร  มิตร
			<remark  id="s2b14c3l23" />อำมาตย์  ญาติสาโลหิตของเขาพึงให้หมอผ่าตัดรักษาหมอผ่าตัดใช้ศาตราชำแหละปากแผลของ
			<remark  id="s2b14c3l24" />เขา  เขาพึงเสวยเวทนาอันเป็นทุกข์กล้าเจ็บแสบ  แม้เพราะเหตุถูกศาตราชำแหละปากแผล
		</para>
	</section>
	<section id="s2b14c4" >
		<para id="s2b14c4p">
			<remark  id="s2b14c4l1" />หมอผ่าตัดใช้เครื่องตรวจค้นหาลูกศร  เขาพึงเสวยเวทนาอันเป็นทุกข์กล้า  เจ็บแสบ  แม้เพราะ
			<remark  id="s2b14c4l2" />เหตุถูกเครื่อง  ตรวจค้นหาลูกศร  หมอผ่าตัดถอนลูกศรออก  เขาพึงเสวยเวทนาอันเป็นทุกข์กล้า
			<remark  id="s2b14c4l3" />เจ็บแสบ  แม้เพราะเหตุถอนลูกศรออก  หมอผ่าตัดใส่ยาถอนพิษที่ปากแผล  เขาพึงเสวยเวทนา
			<remark  id="s2b14c4l4" />อันเป็นทุกข์กล้า  เจ็บแสบ  แม้เพราะเหตุใส่ยาถอนพิษที่ปากแผล  สมัยต่อมา  เขามีแผลหาย
			<remark  id="s2b14c4l5" />มีผิวหนังสนิท  จึงไม่มีโรค  มีความสุข  เสรี  เป็นอยู่ได้ตามลำพัง  ไปไหนไปได้  จึงมีความ
			<remark  id="s2b14c4l6" />คิดอย่างนี้ว่า  เมื่อก่อน  เราถูกยิงด้วยลูกศรที่มียาพิษอาบไว้อย่างหนา  ได้เสวยเวทนาอันเป็น
			<remark  id="s2b14c4l7" />ทุกข์กล้า  เจ็บแสบ  แม้  เพราะเหตุการเสียดแทงของลูกศร  มิตร  อำมาตย์  ญาติสาโลหิตของเรา
			<remark  id="s2b14c4l8" />ให้หมอผ่าตัดรักษา  หมอผ่าตัดใช้ศาตราชำแหละปากแผล  เรานั้นได้เสวยเวทนาอันเป็นทุกข์
			<remark  id="s2b14c4l9" />กล้าเจ็บแสบ  แม้เพราะเหตุถูกศาตราชำแหละปากแผล  หมอผ่าตัดใช้เครื่องตรวจค้นหา
			<remark  id="s2b14c4l10" />ลูกศร  เรานั้นได้เสวยเวทนาอันเป็นทุกข์กล้า  เจ็บแสบ  แม้เพราะเหตุถูกเครื่องตรวจค้นหา
			<remark  id="s2b14c4l11" />ลูกศร  หมอผ่าตัดถอนลูกศรออก  เรานั้นได้เสวยเวทนาอันเป็น  ทุกข์กล้า  เจ็บแสบ  แม้เพราะ
			<remark  id="s2b14c4l12" />เหตุถอนลูกศรออก  หมอผ่าตัดใส่ยาถอนพิษที่ปากแผล  เรานั้นได้เสวยเวทนาอันเป็นทุกข์
			<remark  id="s2b14c4l13" />กล้า  เจ็บแสบ  แม้เพราะเหตุใส่ยาถอนพิษที่ปากแผล  เดี๋ยวนี้  เรานั้นมีแผลหาย  มีผิวหนังสนิท
			<remark  id="s2b14c4l14" />จึงไม่มีโรคมีความสุข  เสรี  เป็นอยู่ได้ตามลำพัง  ไปไหนไปได้  ฉันใด  ฯ
			<remark  id="s2b14c4l15" />	ดูกรนิครนถ์ผู้มีอายุ  ฉันนั้นเหมือนกันแล  ถ้าพวกท่านพึงทราบว่า  เรา  ทั้งหลาย  ได้มี
			<remark  id="s2b14c4l16" />แล้วในก่อน  มิใช่ไม่ได้มีแล้ว  พึงทราบว่า  เราทั้งหลายได้ทำบาปกรรมไว้ในก่อน  มิใช่ไม่ได้
			<remark  id="s2b14c4l17" />ทำไว้  พึงทราบว่า  เราทั้งหลายได้ทำบาปกรรม  อย่างนี้บ้างๆ  พึงทราบว่า  ทุกข์เท่านี้เราสลัด
			<remark  id="s2b14c4l18" />ได้แล้ว  หรือว่าทุกข์เท่านี้เราต้องสลัดเสีย  หรือว่าเมื่อทุกข์เท่านี้เราสลัดได้แล้ว  จักเป็นอัน
			<remark  id="s2b14c4l19" />เราสลัดทุกข์  ได้ทั้งหมด  พึงทราบการละอกุศลธรรม  การบำเพ็ญกุศลธรรมในปัจจุบัน  เมื่อ
			<remark  id="s2b14c4l20" />เป็น  เช่นนี้  พวกนิครนถ์ผู้มีอายุ  ควรจะพยากรณ์ได้ว่า  ปุริสบุคคลนี้ย่อมเสวยเวทนาอย่างใด
			<remark  id="s2b14c4l21" />อย่างหนึ่ง  เป็นสุขก็ดี  เป็นทุกข์ก็ดี  มิใช่ทุกข์มิใช่สุขก็ดี  ข้อนั้นทั้งหมดเป็นเพราะเหตุแห่ง
			<remark  id="s2b14c4l22" />กรรมที่ตนทำไว้ในก่อน  ทั้งนี้  เพราะหมดกรรมเก่าด้วยตบะ  ไม่ทำกรรมใหม่  จักมีความไม่
			<remark  id="s2b14c4l23" />ถูกบังคับต่อไป  เพราะไม่ถูกบังคับต่อไป  จักมีความ  สิ้นกรรม  เพราะสิ้นกรรม  จักมีความสิ้น
		</para>
	</section>
	<section id="s2b14c5" >
		<para id="s2b14c5p">
			<remark  id="s2b14c5l1" />ทุกข์  เพราะสิ้นทุกข์  จักมีความสิ้นเวทนาเพราะสิ้นเวทนา  ทุกข์ทั้งปวงจักเป็นของอัน
			<remark  id="s2b14c5l2" />ปุริสบุคคลนั้นสลัดได้แล้ว  ฯ
			<remark  id="s2b14c5l3" />	ดูกรนิครนถ์ผู้มีอายุ  ก็เพราะเหตุที่พวกท่านไม่ทราบว่า  เราทั้งหลายได้มีแล้วในก่อน
			<remark  id="s2b14c5l4" />มิใช่ไม่ได้มีแล้ว  ไม่ทราบว่า  เราทั้งหลายได้ทำบาปกรรมไว้ในก่อนมิใช่ไม่ได้ทำไว้  ไม่ทราบ
			<remark  id="s2b14c5l5" />ว่า  เราทั้งหลายได้ทำบาปกรรมอย่างนี้บ้างๆ  ไม่ทราบว่าทุกข์เท่านี้เราสลัดได้แล้ว  หรือว่าทุกข์
			<remark  id="s2b14c5l6" />เท่านี้เราต้องสลัดเสีย  หรือว่าเมื่อทุกข์เท่านี้  เราสลัดได้แล้ว  จักเป็นอันเราสลัดทุกข์ได้ทั้งหมด
			<remark  id="s2b14c5l7" />ไม่ทราบการละอกุศลธรรม  การบำเพ็ญกุศลธรรมในปัจจุบัน  ฉะนั้น  พวกนิครนถ์ผู้มีอายุ  จึง
			<remark  id="s2b14c5l8" />ไม่บังควรจะ  พยากรณ์ว่า  ปุริสบุคคลนี้ย่อมเสวยเวทนาอย่างใดอย่างหนึ่ง  เป็นสุขก็ดี  เป็นทุกข์
			<remark  id="s2b14c5l9" />ก็ดี  มิใช่ทุกข์มิใช่สุขก็ดี  ข้อนั้นทั้งหมดเป็นเพราะเหตุแห่งกรรมที่ตนทำไว้ในก่อนทั้งนี้  เพราะ
			<remark  id="s2b14c5l10" />หมดกรรมเก่าด้วยตบะ  ไม่ทำกรรมใหม่  จักมีความไม่ถูกบังคับต่อไปเพราะไม่ถูกบังคับต่อไป
			<remark  id="s2b14c5l11" />จักมีความสิ้นกรรม  เพราะสิ้นกรรม  จักมีความสิ้นทุกข์เพราะสิ้นทุกข์  จักมีความสิ้นเวทนา
			<remark  id="s2b14c5l12" />เพราะสิ้นเวทนา  ทุกข์ทั้งปวงจักเป็นของอันปุริสบุคคลนั้นสลัดได้แล้ว  ฯ
			<remark  id="s2b14c5l13" />	[๖]  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  เมื่อเรากล่าวอย่างนี้  พวกนิครนถ์นั้นได้กล่าวกะเราดังนี้ว่า
			<remark  id="s2b14c5l14" />ดูกรท่านผู้มีอายุ  ท่านนิครนถ์นาฏบุตร  เป็นผู้รู้ธรรมทั้งปวง  เป็นผู้เห็นธรรมทั้งปวง  ยืนยันญาณ
			<remark  id="s2b14c5l15" />ทัสสนะตลอดทุกส่วนว่า  เมื่อเราเดินก็ดี  ยืนก็ดี  หลับก็ดี  ตื่นก็ดี  ญาณทัสสนะได้ปรากฏ
			<remark  id="s2b14c5l16" />ติดต่อเสมอไป  ท่านกล่าวอย่างนี้ว่าดูกรพวกนิครนถ์ผู้มีอายุ  บาปกรรมที่พวกท่านทำไว้ในก่อน
			<remark  id="s2b14c5l17" />มีอยู่  พวกท่านจงสลัดบาปกรรมนั้นเสีย  ด้วยปฏิปทาประกอบด้วยการกระทำที่ทำได้ยากอันเผ็ด
			<remark  id="s2b14c5l18" />ร้อนนี้  ข้อที่ท่านทั้งหลายเป็นผู้สำรวมกาย  สำรวมวาจา  สำรวมใจ  ในบัดนี้นั้น  เป็นการไม่ทำ
			<remark  id="s2b14c5l19" />บาปกรรมต่อไป  ทั้งนี้เพราะหมดกรรมเก่าด้วยตบะ  ไม่ทำกรรมใหม่  จักมีความไม่ถูกบังคับ
			<remark  id="s2b14c5l20" />ต่อไป  เพราะไม่ถูกบังคับต่อไป  จักมีความสิ้นกรรม  เพราะสิ้นกรรม  จักมีความสิ้นทุกข์  เพราะ
			<remark  id="s2b14c5l21" />สิ้นทุกข์  จักมีความสิ้นเวทนา  เพราะสิ้นเวทนา  จักเป็นอันพวกท่านสลัดทุกข์ได้ทั้งหมด  ก็
			<remark  id="s2b14c5l22" />แหละคำนั้นถูกใจและควร  แก่พวกข้าพเจ้า  และเพราะเหตุนั้น  พวกข้าพเจ้าจึงได้ชื่นชม  ฯ
			<remark  id="s2b14c5l23" />	[๗]  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  เมื่อพวกนิครนถ์กล่าวแล้วอย่างนี้  เราได้กล่าวกะพวกนิครนถ์
			<remark  id="s2b14c5l24" />นั้น  ดังนี้ว่า  ดูกรนิครนถ์ผู้มีอายุ  ธรรม  ๕  ประการนี้แล  มีวิบาก๒  ทางในปัจจุบัน  ๕  ประการ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b14c6" >
		<para id="s2b14c6p">
			<remark  id="s2b14c6l1" />เป็นไฉน  คือความเชื่อ  ความชอบใจ  การฟัง  ตามเขาว่า  ความตรึกตามอาการ  ความปักใจดิ่ง
			<remark  id="s2b14c6l2" />ด้วยทิฐิ  ดูกรนิครนถ์ผู้มีอายุ  เหล่านี้แล  ธรรม  ๕  ประการ  มีวิบาก  ๒  ทางในปัจจุบัน
			<remark  id="s2b14c6l3" />บรรดาธรรม  ๕  ประการนั้นพวกนิครนถ์ผู้มีอายุ  มีความเชื่ออย่างไร  ชอบใจอย่างไร  ร่ำเรียน
			<remark  id="s2b14c6l4" />มาอย่างไร  ได้ยินมาอย่างไร  ตรึกตามอาการอย่างไร  ปักใจดิ่งด้วยทิฐิอย่างไร  ในศาสดาผู้มี
			<remark  id="s2b14c6l5" />วาทะเป็นส่วนอดีต  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  เรามีวาทะอย่างนี้แล  จึงไม่เล็งเห็นการโต้ตอบวาทะอัน
			<remark  id="s2b14c6l6" />ชอบด้วยเหตุอะไรๆ  ในพวกนิครนถ์  ฯ
			<remark  id="s2b14c6l7" />	[๘]  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  เรากล่าวกะพวกนิครนถ์นั้นต่อไปอีกอย่างนี้ว่า  ดูกรนิครนถ์ผู้
			<remark  id="s2b14c6l8" />มีอายุ  พวกท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน  สมัยใด  พวกท่านมีความพยายามแรงกล้า  มี
			<remark  id="s2b14c6l9" />ความเพียรแรงกล้า  สมัยนั้น  พวกท่านย่อมเสวยเวทนาอันเป็นทุกข์กล้า  เจ็บแสบ  อันเกิดแต่
			<remark  id="s2b14c6l10" />ความพยายามแรงกล้า  แต่สมัยใด  พวกท่านไม่มีความความพยายามแรงกล้า  ไม่มีความเพียรแรงกล้า
			<remark  id="s2b14c6l11" />สมัยนั้น  พวกท่าน  ย่อมไม่เสวยเวทนาอันเป็นทุกข์กล้า  เจ็บแสบ  อันเกิดแต่ความพยายามแรง
			<remark  id="s2b14c6l12" />กล้า  ฯ
			<remark  id="s2b14c6l13" />	นิครนถ์รับว่า  พระโคดมผู้มีอายุ  สมัยใด  พวกข้าพเจ้ามีความพยายามแรงกล้า  มีความ
			<remark  id="s2b14c6l14" />เพียรแรงกล้า  สมัยนั้น  พวกข้าพเจ้าย่อมเสวยเวทนาอันเป็นทุกข์กล้า  เจ็บแสบ  อันเกิดแต่
			<remark  id="s2b14c6l15" />ความพยายามแรงกล้า  สมัยใด  พวกข้าพเจ้าไม่มี  ความพยายามแรงกล้า  สมัยนั้น  พวกข้าพเจ้า
			<remark  id="s2b14c6l16" />ย่อมไม่เสวยเวทนาอันเป็นทุกข์กล้า  เจ็บแสบ  อันเกิดแต่ความพยายามแรงกล้า  ฯ
			<remark  id="s2b14c6l17" />	[๙]  พ.  ดูกรนิครนถ์ผู้มีอายุ  เท่าที่พูดกันมานี้เป็นอันว่า  สมัยใด  พวกท่านมีความ
			<remark  id="s2b14c6l18" />พยายามแรงกล้า  มีความเพียรแรงกล้า  สมัยนั้น  พวกท่านย่อมเสวยเวทนาอันเป็นทุกข์กล้า  เจ็บ
			<remark  id="s2b14c6l19" />แสบ  อันเกิดแต่ความพยายามแรงกล้า  แต่สมัยใดพวกท่านไม่มีความพยายามแรงกล้า  ไม่มี
			<remark  id="s2b14c6l20" />ความเพียรแรงกล้า  สมัยนั้น  พวกท่านย่อมไม่เสวยเวทนาอันเป็นทุกข์กล้า  เจ็บแสบ  อันเกิด
			<remark  id="s2b14c6l21" />แต่ความพยายามแรงกล้าเมื่อเป็นเช่นนี้  พวกนิครนถ์ผู้มีอายุ  ไม่บังควรจะพยากรณ์ว่า  ปุริส
			<remark  id="s2b14c6l22" />บุคคลนี้ย่อมเสวยเวทนาอย่างใดอย่างหนึ่ง  เป็นสุขก็ดี  เป็นทุกข์ก็ดี  มิใช่ทุกข์มิใช่สุขก็ดีข้อนั้น
			<remark  id="s2b14c6l23" />ทั้งหมดเป็นเพราะเหตุแห่งกรรมที่ตนทำไว้ในก่อน  ทั้งนี้  เพราะหมดกรรมเก่าด้วยตบะ  ไม่ทำกรรม
			<remark  id="s2b14c6l24" />ใหม่  จักมีความไม่ถูกบังคับต่อไป  เพราะไม่ถูกบังคับต่อไปจักมีความสิ้นกรรม  เพราะสิ้นกรรม
			<remark  id="s2b14c6l25" />จักมีความสิ้นทุกข์  เพราะสิ้นทุกข์  จักมีความสิ้นเวทนา  เพราะสิ้นเวทนา  ทุกข์ทั้งปวงจักเป็น
			<remark  id="s2b14c6l26" />ของอันปุริสบุคคลนั้นสลัดได้แล้ว  ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b14c7" >
		<para id="s2b14c7p">
			<remark  id="s2b14c7l1" />	ดูกรนิครนถ์ผู้มีอายุ  ถ้าสมัยใด  พวกท่านมีความพยายามแรงกล้า  มีความ  เพียรแรงกล้า
			<remark  id="s2b14c7l2" />สมัยนั้น  เวทนาอันเป็นทุกข์กล้า  เจ็บแสบ  อันเกิดแต่ความพยายามพึงหยุดได้เอง  และสมัย
			<remark  id="s2b14c7l3" />ใด  พวกท่านไม่มีความพยายามแรงกล้า  ไม่มีความเพียรแรงกล้า  สมัยนั้น  เวทนาอันเป็น
			<remark  id="s2b14c7l4" />ทุกข์กล้า  เจ็บแสบ  อันเกิดแต่ความพยายามพึงหยุดได้เอง  เมื่อเป็นเช่นนี้  พวกนิครนถ์
			<remark  id="s2b14c7l5" />ผู้มีอายุก็ควรพยากรณ์ได้ว่า  ปุริสบุคคลนี้ย่อมเสวยเวทนาอย่างใดอย่างหนึ่ง  เป็นสุขก็ดี  เป็น
			<remark  id="s2b14c7l6" />ทุกข์ก็ดี  มิใช่ทุกข์มิใช่สุขก็ดีข้อนั้นทั้งหมดเป็นเพราะเหตุแห่งกรรมที่ตนทำไว้ในก่อน  ทั้งนี้
			<remark  id="s2b14c7l7" />เพราะหมดกรรมเก่าด้วยตบะ  ไม่ทำกรรมใหม่  จักมีความไม่ถูกบังคับต่อไป  เพราะไม่ถูกบังคับ
			<remark  id="s2b14c7l8" />ต่อไปจักมีความสิ้นกรรม  เพราะสิ้นกรรม  จักมีความสิ้นทุกข์  เพราะสิ้นทุกข์  จักมีความสิ้น
			<remark  id="s2b14c7l9" />เวทนา  เพราะสิ้นเวทนา  ทุกข์ทั้งปวงจักเป็นของอันปุริสบุคคลนั้นสลัดได้แล้ว  ฯ
			<remark  id="s2b14c7l10" />	ดูกรนิครนถ์ผู้มีอายุ  ก็เพราะเหตุที่  สมัยใด  พวกท่านมีความพยายามแรงกล้า  มีความ
			<remark  id="s2b14c7l11" />เพียรแรงกล้า  สมัยนั้น  พวกท่านจึงเสวยเวทนาอันเป็นทุกข์กล้าเจ็บแสบ  อันเกิดแต่ความ
			<remark  id="s2b14c7l12" />พยายามแรงกล้า  แต่สมัยใด  พวกท่านไม่มีความพยายามแรงกล้า  ไม่มีความเพียรแรงกล้า
			<remark  id="s2b14c7l13" />สมัยนั้น  พวกท่านจึงไม่เสวยเวทนาอันเป็นทุกข์กล้า  เจ็บแสบ  อันเกิดแต่ความพยายามแรง
			<remark  id="s2b14c7l14" />กล้า  พวกท่านนั้นเสวยเวทนาอันเป็นทุกข์กล้า  เจ็บแสบ  อันเกิดแต่ความเพียรเองทีเดียว  ย่อม
			<remark  id="s2b14c7l15" />เชื่อผิดไป  เพราะอวิชชา  เพราะความไม่รู้  เพราะความหลงว่า  ปุริสบุคคลนี้ย่อมเสวยเวทนา
			<remark  id="s2b14c7l16" />อย่างใดอย่างหนึ่ง  เป็นสุขก็ดี  เป็นทุกข์ก็ดี  มิใช่ทุกข์มิใช่สุขก็ดี  ข้อนั้นทั้งหมดเป็นเพราะเหตุ
			<remark  id="s2b14c7l17" />แห่งกรรมที่ตนทำไว้ในก่อน  ทั้งนี้  เพราะหมดกรรมเก่าด้วยตบะ  ไม่ทำกรรมใหม่  จักมีความไม่
			<remark  id="s2b14c7l18" />ถูกบังคับต่อไป  เพราะไม่ถูกบังคับต่อไป  จักมีความสิ้นกรรม  เพราะสิ้นกรรม  จักมีความสิ้น
			<remark  id="s2b14c7l19" />ทุกข์  เพราะสิ้นทุกข์  จักมีความสิ้นเวทนาเพราะสิ้นเวทนา  ทุกข์ทั้งปวงจักเป็นของอันปุริส
			<remark  id="s2b14c7l20" />บุคคลนั้นสลัดได้แล้ว  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  เรามีวาทะแม้อย่างนี้แล  จึงไม่เล็งเห็นการโต้ตอบวาทะ
			<remark  id="s2b14c7l21" />อันชอบด้วยเหตุอะไรๆ  ในพวกนิครนถ์  ฯ
			<remark  id="s2b14c7l22" />	[๑๐]  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  เรากล่าวกะพวกนิครนถ์นั้นต่อไปอีกอย่างนี้ว่าดูกรนิครนถ์
			<remark  id="s2b14c7l23" />ผู้มีอายุ  พวกท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน  พวกท่านจะพึงปรารถนาได้ดังนี้หรือว่า  กรรม
		</para>
	</section>
	<section id="s2b14c8" >
		<para id="s2b14c8p">
			<remark  id="s2b14c8l1" />ใดเป็นของให้ผลในปัจจุบัน  ขอกรรมนั้นจงเป็นของให้ผล  ในชาติหน้า  ด้วยความพยายาม
			<remark  id="s2b14c8l2" />หรือด้วยความเพียรเถิด  พวกนิครนถ์นั้นกล่าวว่า  ดูกรท่านผู้มีอายุ  ข้อนี้หามิได้เลย  ฯ
			<remark  id="s2b14c8l3" />	พ.  และพวกท่านจะพึงปรารถนาได้ดังนี้หรือว่า  กรรมใดเป็นของให้ผลในชาติหน้า
			<remark  id="s2b14c8l4" />ขอกรรมนั้นจงเป็นของให้ผลในปัจจุบันด้วยความพยายามหรือด้วยความเพียรเถิด  ฯ
			<remark  id="s2b14c8l5" />	นิ.  ดูกรท่านผู้มีอายุ  ข้อนี้หามิได้เลย  ฯ
			<remark  id="s2b14c8l6" />	พ.  ดูกรนิครนถ์ผู้มีอายุ  พวกท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน  พวกท่านจะพึง
			<remark  id="s2b14c8l7" />ปรารถนาได้ดังนี้หรือว่า  กรรมใดเป็นของให้ผลเป็นสุข  ขอกรรมนั้น  จงเป็นของให้ผลเป็นทุกข์
			<remark  id="s2b14c8l8" /> ด้วยความพยายามหรือด้วยความเพียรเถิด  ฯ
			<remark  id="s2b14c8l9" />	นิ.  ดูกรท่านผู้มีอายุ  ข้อนี้หามิได้เลย  ฯ
			<remark  id="s2b14c8l10" />	พ.  และพวกท่านจะพึงปรารถนาได้ดังนี้หรือว่า  กรรมใดเป็นของให้ผลเป็นทุกข์  ขอ
			<remark  id="s2b14c8l11" />กรรมนั้นจงเป็นของให้ผลเป็นสุข  ด้วยความพยายามหรือด้วยความเพียรเถิด  ฯ
			<remark  id="s2b14c8l12" />	นิ.  ดูกรท่านผู้มีอายุ  ข้อนี้หามิได้เลย  ฯ
			<remark  id="s2b14c8l13" />	พ.  ดูกรนิครนถ์ผู้มีอายุ  พวกท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน  พวกท่านจะพึง
			<remark  id="s2b14c8l14" />ปรารถนาได้ดังนี้หรือว่า  กรรมใดเป็นของให้ผลเสร็จสิ้นแล้ว  ขอกรรมนั้นจงเป็นของให้ผล
			<remark  id="s2b14c8l15" />อย่าเพ่อเสร็จสิ้น  ด้วยความพยายามหรือด้วยความเพียรเถิด  ฯ
			<remark  id="s2b14c8l16" />	นิ.  ดูกรท่านผู้มีอายุ  ข้อนี้หามิได้เลย  ฯ
			<remark  id="s2b14c8l17" />	พ.  และพวกท่านจะพึงปรารถนาได้ดังนี้หรือว่า  กรรมใดเป็นของให้ผลยังไม่เสร็จสิ้น
			<remark  id="s2b14c8l18" />ขอกรรมนั้นจงเป็นของให้ผลเสร็จสิ้น  ด้วยความพยายามหรือด้วยความเพียรเถิด  ฯ
			<remark  id="s2b14c8l19" />	นิ.  ดูกรท่านผู้มีอายุ  ข้อนี้หามิได้เลย  ฯ
			<remark  id="s2b14c8l20" />	พ.  ดูกรนิครนถ์ผู้มีอายุ  พวกท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน  พวกท่านจะพึง
			<remark  id="s2b14c8l21" />ปรารถนาได้ดังนี้หรือว่า  กรรมใดเป็นของให้ผลมาก  ขอกรรมนั้นจงเป็นของให้ผลน้อย  ด้วย
			<remark  id="s2b14c8l22" />ความพยายามหรือด้วยความเพียรเถิด  ฯ
			<remark  id="s2b14c8l23" />	นิ.  ดูกรท่านผู้มีอายุ  ข้อนี้หามิได้เลย  ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b14c9" >
		<para id="s2b14c9p">
			<remark  id="s2b14c9l1" />	พ.  และพวกท่านจะพึงปรารถนาได้ดังนี้หรือว่า  กรรมใดเป็นของให้ผลน้อย  ขอกรรม
			<remark  id="s2b14c9l2" />นั้นจงเป็นของให้ผลมาก  ด้วยความพยายามหรือด้วยความ  เพียรเถิด  ฯ
			<remark  id="s2b14c9l3" />	นิ.  ดูกรท่านผู้มีอายุ  ข้อนี้หามิได้เลย  ฯ
			<remark  id="s2b14c9l4" />	พ.  ดูกรนิครนถ์ผู้มีอายุ  พวกท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน  พวกท่านจะพึง
			<remark  id="s2b14c9l5" />ปรารถนาได้ดังนี้หรือว่า  กรรมใดเป็นของให้ผล  ขอกรรมนั้นจงเป็นของอย่าให้ผล  ด้วยความ
			<remark  id="s2b14c9l6" />พยายามหรือด้วยความเพียรเถิด  ฯ
			<remark  id="s2b14c9l7" />	นิ.  ดูกรท่านผู้มีอายุ  ข้อนี้หามิได้เลย  ฯ
			<remark  id="s2b14c9l8" />	พ.  และพวกท่านจะพึงปรารถนาได้ดังนี้หรือว่า  กรรมใดเป็นของไม่ให้ผลขอกรรม
			<remark  id="s2b14c9l9" />นั้นจงเป็นของให้ผล  ด้วยความพยายาม  หรือด้วยความเพียรเถิด  ฯ
			<remark  id="s2b14c9l10" />	นิ.  ดูกรท่านผู้มีอายุ  ข้อนี้หามิได้เลย  ฯ
			<remark  id="s2b14c9l11" />	[๑๑]  พ.  ดูกรนิครนถ์ผู้มีอายุ  เท่าที่พูดกันมานี้เป็นอันว่า  พวกท่านจะพึงปรารถนา
			<remark  id="s2b14c9l12" />ไม่ได้ดังนี้ว่า  กรรมใดเป็นของให้ผลในปัจจุบัน  ขอกรรมนั้นจงเป็นของให้ผลในชาติหน้า
			<remark  id="s2b14c9l13" />  ด้วยความพยายามหรือด้วยความเพียรเถิด  ว่ากรรมใดเป็นของให้ผลในชาติหน้า  ขอกรรมนั้น
			<remark  id="s2b14c9l14" />จงเป็นของให้ผลในปัจจุบัน  ด้วยความพยายามหรือด้วยความเพียรเถิด  ว่ากรรมใดเป็นของ
			<remark  id="s2b14c9l15" />ให้ผลเป็นสุข  ขอกรรมนั้นจงเป็นของให้ผลเป็นทุกข์  ด้วยความพยายามหรือด้วยความเพียร
			<remark  id="s2b14c9l16" />เถิด  ว่ากรรมใด  เป็นของให้ผลเป็นทุกข์  ขอกรรมนั้นจงเป็นของให้ผลเป็นสุข  ด้วยความ
			<remark  id="s2b14c9l17" />พยายามหรือด้วยความเพียรเถิด  ว่ากรรมใดเป็นของให้ผลเสร็จสิ้นแล้ว  ขอกรรมนั้นจงเป็น
			<remark  id="s2b14c9l18" />ของให้ผลอย่าเพ่อเสร็จสิ้น  ด้วยความพยายามหรือด้วยความเพียรเถิด  ว่ากรรมใดเป็นของให้
			<remark  id="s2b14c9l19" />ผลยังไม่เสร็จสิ้น  ขอกรรมนั้นจงเป็นของให้ผลเสร็จสิ้นด้วยความพยายามหรือด้วยความเพียร
			<remark  id="s2b14c9l20" />เถิด  ว่ากรรมใดเป็นของให้ผลมาก  ขอกรรมนั้นจงเป็นของให้ผลน้อย  ด้วยความพยายาม
			<remark  id="s2b14c9l21" />หรือด้วยความเพียรเถิด  ว่ากรรมใดเป็นของให้ผลน้อย  ขอกรรมนั้นจงเป็นของให้ผลมาก
			<remark  id="s2b14c9l22" /> ด้วยความพยายามหรือด้วยความเพียรเถิด  ว่ากรรมใดเป็นของให้ผล  ขอกรรมนั้นจงเป็นของ
			<remark  id="s2b14c9l23" />อย่าให้ผลด้วยความพยายามหรือด้วยความเพียรเถิด  ว่ากรรมใดเป็นของไม่ให้ผล  ขอกรรม
		</para>
	</section>
	<section id="s2b14c10" >
		<para id="s2b14c10p">
			<remark  id="s2b14c10l1" />นั้นจงเป็นของให้ผล  ด้วยความพยายามหรือด้วยความเพียรเถิด  เมื่อเป็นเช่นนี้ความพยายาม
			<remark  id="s2b14c10l2" />ของพวกนิครนถ์ผู้มีอายุก็ไร้ผล  ความเพียรก็ไร้ผล  ฯ
			<remark  id="s2b14c10l3" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย  พวกนิครนถ์มีวาทะอย่างนี้  การกล่าวก่อนและการกล่าวตาม
			<remark  id="s2b14c10l4" />๑๐  ประการอันชอบด้วยเหตุของพวกนิครนถ์  ผู้มีวาทะอย่างนี้ย่อมถึงฐานะน่าตำหนิ  ฯ
			<remark  id="s2b14c10l5" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย  ถ้าหมู่สัตว์ย่อมเสวยสุขและทุกข์  เพราะเหตุแห่งกรรมที่ตนทำไว้
			<remark  id="s2b14c10l6" />ในก่อน  พวกนิครนถ์ต้องเป็นผู้ทำกรรมชั่วไว้ก่อนแน่  ในบัดนี้พวกเขาจึงได้เสวยเวทนาอัน
			<remark  id="s2b14c10l7" />เป็นทุกข์  กล้าเจ็บแสบเห็นปานนี้  ถ้าหมู่สัตว์ย่อมเสวยสุขและทุกข์  เพราะเหตุที่อิศวร
			<remark  id="s2b14c10l8" />เนรมิตให้  พวกนิครนถ์ต้องเป็นผู้ถูกอิศวรชั้นเลวเนรมิตมาแน่  ในบัดนี้  พวกเขาจึงได้เสวย
			<remark  id="s2b14c10l9" />เวทนาอันเป็นทุกข์กล้าเจ็บแสบเห็นปานนี้  ถ้าหมู่สัตว์ย่อมเสวยสุขและทุกข์  เพราะเหตุ
			<remark  id="s2b14c10l10" />ที่มีความบังเอิญ  พวกนิครนถ์ต้องเป็นผู้มีความบังเอิญชั่วแน่  ในบัดนี้  พวกเขาจึงได้เสวย
			<remark  id="s2b14c10l11" />เวทนาอันเป็นทุกข์กล้าเจ็บแสบเห็นปานนี้  ถ้าหมู่สัตว์ย่อมเสวยสุขและทุกข์  เพราะเหตุ
			<remark  id="s2b14c10l12" />แห่งอภิชาติ  พวกนิครนถ์ต้องเป็นผู้มีอภิชาติเลวแน่  ในบัดนี้  พวกเขาจึงได้เสวย  เวทนา
			<remark  id="s2b14c10l13" />อันเป็นทุกข์กล้า  เจ็บแสบเห็นปานนี้  ถ้าหมู่สัตว์ย่อมเสวยสุขและทุกข์เพราะเหตุแห่งความ
			<remark  id="s2b14c10l14" />พยายามในปัจจุบัน  พวกนิครนถ์ต้องเป็นผู้มีความพยายามใน  ปัจจุบันเลวแน่  ในบัดนี้  พวก
			<remark  id="s2b14c10l15" />เขาจึงได้เสวยเวทนาอันเป็นทุกข์กล้าเจ็บแสบเห็นปานนี้  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  ถ้าหมู่สัตว์ย่อม
			<remark  id="s2b14c10l16" />เสวยสุขและทุกข์  เพราะเหตุแห่งกรรมที่ตนทำไว้ในก่อน  พวกนิครนถ์ต้องน่าตำหนิ  ถ้าหมู่
			<remark  id="s2b14c10l17" />สัตว์ไม่ใช่เสวยสุขและทุกข์เพราะเหตุแห่งกรรมที่ตนทำไว้ในก่อน  พวกนิครนถ์ก็ต้องน่า
			<remark  id="s2b14c10l18" />ตำหนิ  ถ้าหมู่สัตว์ย่อมเสวยสุขและทุกข์  เพราะเหตุที่อิศวรเนรมิตให้  พวกนิครนถ์ต้องน่า
			<remark  id="s2b14c10l19" />ตำหนิ  ถ้าหมู่สัตว์ไม่ใช่เสวยสุขและทุกข์  เพราะเหตุที่อิศวรเนรมิตให้  พวกนิครนถ์ก็ต้อง
			<remark  id="s2b14c10l20" />น่าตำหนิ  ถ้าหมู่สัตว์ย่อมเสวยสุขและทุกข์  เพราะเหตุที่มีความบังเอิญ  พวกนิครนถ์ต้องน่า
			<remark  id="s2b14c10l21" />ตำหนิ  ถ้าหมู่สัตว์ไม่ใช่เสวยสุขและทุกข์  เพราะเหตุที่มีความบังเอิญ  พวกนิครนถ์ก็ต้องน่า
			<remark  id="s2b14c10l22" />ตำหนิ  ถ้าหมู่สัตว์ย่อมเสวยสุขและทุกข์  เพราะ  เหตุแห่งอภิชาติ  พวกนิครนถ์ต้องน่าตำหนิ
			<remark  id="s2b14c10l23" />ถ้าหมู่สัตว์ไม่ใช่เสวยสุขและทุกข์เพราะเหตุแห่งอภิชาติ  พวกนิครนถ์ก็ต้องน่าตำหนิ  ถ้าหมู่
		</para>
	</section>
	<section id="s2b14c11" >
		<para id="s2b14c11p">
			<remark  id="s2b14c11l1" />สัตว์ย่อมเสวยสุขและทุกข์  เพราะเหตุแห่งความพยายามในปัจจุบัน  พวกนิครนถ์ต้องน่าตำหนิ
			<remark  id="s2b14c11l2" />ถ้าหมู่สัตว์ไม่ใช่เสวยสุขและทุกข์  เพราะเหตุแห่งความพยายามในปัจจุบัน  พวกนิครนถ์ก็ต้อง
			<remark  id="s2b14c11l3" />น่าตำหนิ  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  พวกนิครนถ์มีวาทะอย่างนี้  การกล่าวก่อนและการกล่าวตาม  ๑๐
			<remark  id="s2b14c11l4" />ประการ  อันชอบด้วยเหตุของพวกนิครนถ์ผู้มีวาทะอย่างนี้  ย่อมถึงฐานะน่าตำหนิ  ดูกรภิกษุ
			<remark  id="s2b14c11l5" />ทั้งหลาย  ความพยายามไร้ผล  ความเพียรไร้ผล  อย่างนี้แล  ฯ
			<remark  id="s2b14c11l6" />	[๑๒]  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  ก็อย่างไร  ความพยายามจึงจะมีผล  ความ  เพียรจึงจะมีผล
			<remark  id="s2b14c11l7" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย  ภิกษุในธรรมวินัยนี้  ไม่เอาทุกข์ทับถมตนที่ไม่มีทุกข์ทับถม  ๑  ไม่สละความ
			<remark  id="s2b14c11l8" />สุขที่เกิดโดยธรรม  ๑  ไม่เป็นผู้หมกมุ่นในความสุขนั้น  ๑  เธอย่อมทราบชัดอย่างนี้ว่า  ถึงเรานี้
			<remark  id="s2b14c11l9" />จักยังมีเหตุแห่งทุกข์  เมื่อเริ่มตั้งความเพียร  วิราคะย่อมมีได้เพราะการตั้งความเพียร  อนึ่ง  ถึง
			<remark  id="s2b14c11l10" />เรานี้จะยังมีเหตุแห่ง  ทุกข์  เมื่อวางเฉย  บำเพ็ญอุเบกขาอยู่  วิราคะก็ย่อมมีได้  เธอพึงเริ่มตั้งความ
			<remark  id="s2b14c11l11" />เพียร  ในทำนองที่ภิกษุยังมีเหตุแห่งทุกข์  เริ่มตั้งความเพียร  ย่อมมีวิราคะเพราะการเริ่มตั้ง
			<remark  id="s2b14c11l12" />ความเพียร  และบำเพ็ญอุเบกขา  ในทำนองที่ภิกษุยังมีเหตุแห่งทุกข์  วางเฉย  บำเพ็ญอุเบกขา
			<remark  id="s2b14c11l13" />อยู่  ย่อมมีวิราคะ  เมื่อเธอนั้นยังมีเหตุแห่งทุกข์เริ่มตั้งความเพียร  วิราคะย่อมมีได้เพราะการ
			<remark  id="s2b14c11l14" />ตั้งความเพียร  แม้อย่างนี้  ทุกข์นั้นก็เป็นอันเธอสลัดได้แล้ว  เมื่อเธอนั้นยังมีเหตุแห่งทุกข์  วางเฉย
			<remark  id="s2b14c11l15" />บำเพ็ญอุเบกขาอยู่  วิราคะย่อมมีได้  แม้อย่างนี้  ทุกข์นั้นก็เป็นอันเธอสลัดได้แล้ว  ฯ
			<remark  id="s2b14c11l16" />	[๑๓]  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  เปรียบเหมือนชายผู้กำหนัด  มีจิตปฏิพัทธ์พอใจอย่างแรงกล้า
			<remark  id="s2b14c11l17" />มุ่งหมายอย่างแรงกล้าในหญิง  เขาเห็นหญิงนั้นยืนพูดจากระซิกกระซี้ร่าเริงอยู่กับชายอื่น  ดูกรภิกษุ
			<remark  id="s2b14c11l18" />ทั้งหลาย  พวกเธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน  ความโศก  ความรำพัน  ความทุกข์กาย  ความ
			<remark  id="s2b14c11l19" />ทุกข์ใจและความคับแค้นใจ  จะพึงเกิดขึ้นแก่ชายนั้น  เพราะเห็นหญิงคนโน้นยืนพูดจากระซิก
			<remark  id="s2b14c11l20" />กระซี้ร่าเริงอยู่กับชายอื่นบ้างหรือไม่  ฯ
			<remark  id="s2b14c11l21" />	พวกภิกษุทูลว่า  ต้องเป็นเช่นนั้น  พระพุทธเจ้าข้า  ฯ
			<remark  id="s2b14c11l22" />	พ.  ข้อนั้นเพราะเหตุไร  ฯ
			<remark  id="s2b14c11l23" />	ภิ.  พระพุทธเจ้าข้า  เพราะชายคนโน้นกำหนัดนักแล้ว  มีจิตปฏิพัทธ์พอใจอย่างแรงกล้า
			<remark  id="s2b14c11l24" />มุ่งหมายอย่างแรงกล้าในหญิงคนโน้น  ฉะนั้น  ความโศกความรำพัน  ความทุกข์กาย  ความ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b14c12" >
		<para id="s2b14c12p">
			<remark  id="s2b14c12l1" />ทุกข์ใจและความคับแค้นใจ  จึงเกิดขึ้นได้แก่เขา  เพราะเห็นหญิงนั้นยืนพูดจากระซิกกระซี้
			<remark  id="s2b14c12l2" />ร่าเริงอยู่กับชายอื่น  ฯ
			<remark  id="s2b14c12l3" />	พ.  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  ต่อมาชายคนนั้นมีความดำริอย่างนี้ว่า  เรากำหนัดนักแล้ว  มี
			<remark  id="s2b14c12l4" />จิตปฏิพัทธ์  พอใจอย่างแรงกล้า  มุ่งหมายอย่างแรงกล้าในหญิงคนโน้น  ความโศก  ความรำพัน
			<remark  id="s2b14c12l5" />ความทุกข์กาย  ความทุกข์ใจและความคับแค้นใจ  จึงเกิดขึ้นแก่เราได้  เพราะเห็นหญิงคน
			<remark  id="s2b14c12l6" />โน้นยืนพูดจากระซิกกระซี้  ร่าเริงอยู่กับชายอื่น  อย่ากระนั้นเลย  เราพึงละความกำหนัดพอใจใน
			<remark  id="s2b14c12l7" />หญิงคนโน้นที่เรามีนั้นเสียเถิด  เขาจึงละความกำหนัดพอใจในหญิงคนโน้นนั้นเสีย  สมัยต่อมา
			<remark  id="s2b14c12l8" />เขาเห็นหญิงคนนั้นยืนพูดจากระซิกกระซี้ร่าเริงอยู่กับชายอื่น  ดูกรภิกษุทั้งหลายพวกเธอจะ
			<remark  id="s2b14c12l9" />สำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน  ความโศก  ความรำพัน  ความทุกข์กาย  ความทุกข์ใจ  และความคับ
			<remark  id="s2b14c12l10" />แค้นใจ  จะพึงเกิดขึ้นแก่ชายนั้น  เพราะเห็นหญิงคนโน้นยืนพูดจากระซิกกระซี้ร่าเริงอยู่กับชาย
			<remark  id="s2b14c12l11" />อื่นบ้างหรือไม่  ฯ
			<remark  id="s2b14c12l12" />	ภิ.  ข้อนั้นหามิได้  พระพุทธเจ้าข้า  ฯ
			<remark  id="s2b14c12l13" />	พ.  ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร  ฯ
			<remark  id="s2b14c12l14" />	ภิ.  พระพุทธเจ้าข้า  เพราะชายคนโน้น  คลายกำหนัดในหญิงคนโน้น  แล้ว  ฉะนั้น
			<remark  id="s2b14c12l15" /> ความโศก  ความรำพัน  ความทุกข์กาย  ความทุกข์ใจ  และความ  คับแค้นใจ  จึงไม่เกิดขึ้นแก่เขา
			<remark  id="s2b14c12l16" />เพราะเห็นหญิงนั้นยืนพูดกระซิกกระซี้ร่าเริงอยู่  กับชายอื่น  ฯ
			<remark  id="s2b14c12l17" />	[๑๔]  พ.  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  ฉันนั้นเหมือนกันแล  ภิกษุไม่เอาทุกข์ทับถมตนที่ไม่
			<remark  id="s2b14c12l18" />มีทุกข์ทับถม  ๑  ไม่สละความสุขที่เกิดขึ้นโดยธรรม  ๑  ไม่เป็นผู้หมกมุ่นในความสุขนั้น  ๑  เธอ
			<remark  id="s2b14c12l19" />ย่อมทราบชัดอย่างนี้ว่า  ถึงเรานี้จะยังมีเหตุ  แห่งทุกข์  เมื่อเริ่มตั้งความเพียร  วิราคะย่อมมีได้เพราะ
			<remark  id="s2b14c12l20" />การตั้งความเพียร  อนึ่งถึงเรานี้จะยังมีเหตุแห่งทุกข์  เมื่อวางเฉย  บำเพ็ญอุเบกขาอยู่  วิราคะก็
			<remark  id="s2b14c12l21" />ย่อมมีได้  เธอจึงเริ่มตั้งความเพียร  ในทำนองที่ภิกษุยังมีเหตุแห่งทุกข์  เริ่มตั้งความเพียร  ย่อม
			<remark  id="s2b14c12l22" />มีวิราคะ  เพราะการเริ่มตั้งความเพียร  และบำเพ็ญอุเบกขา  ในทำนองที่ภิกษุยังมีเหตุแห่งทุกข์
			<remark  id="s2b14c12l23" />วางเฉย  บำเพ็ญอุเบกขาอยู่  ย่อมมีวิราคะ  เมื่อเธอนั้นยังมีเหตุแห่งทุกข์  เริ่มตั้งความเพียร
		</para>
	</section>
	<section id="s2b14c13" >
		<para id="s2b14c13p">
			<remark  id="s2b14c13l1" />วิราคะย่อมมีได้เพราะการตั้งความเพียร  แม้อย่างนี้  ทุกข์นั้นก็เป็นอันเธอสลัดได้แล้ว  เมื่อเธอนั้น
			<remark  id="s2b14c13l2" />ยังมีเหตุแห่งทุกข์  วางเฉย  บำเพ็ญ  อุเบกขาอยู่  วิราคะย่อมมีได้  แม้อย่างนี้  ทุกข์นั้นก็เป็นอัน
			<remark  id="s2b14c13l3" />เธอสลัดได้แล้วดูกรภิกษุทั้งหลาย  ความพยายามมีผล  ความเพียรมีผล  แม้อย่างนี้  ฯ
			<remark  id="s2b14c13l4" />	[๑๕]  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  อีกประการหนึ่ง  ภิกษุพิจารณาเห็นดังนี้ว่าเมื่อเราอยู่ตามสบาย
			<remark  id="s2b14c13l5" />อกุศลธรรมย่อมเจริญยิ่ง  กุศลธรรมย่อมเสื่อม  แต่เมื่อเราเริ่ม  ตั้งตนเพื่อความลำบาก  อกุศลธรรม
			<remark  id="s2b14c13l6" />ย่อมเสื่อม  กุศลธรรมย่อมเจริญยิ่ง  อย่ากระนั้นเลย  เราพึงเริ่มตั้งตนเพื่อความลำบากเถิด
			<remark  id="s2b14c13l7" />เธอจึงเริ่มตั้งตนเพื่อความลำบากเมื่อเธอเริ่มตั้งตนเพื่อความลำบากอยู่  อกุศลธรรมย่อมเสื่อม
			<remark  id="s2b14c13l8" /> กุศลธรรมย่อมเจริญยิ่งสมัยต่อมา  เธอไม่ต้องเริ่มตั้งตนเพื่อความลำบากได้  ข้อนั้นเพราะเหตุไร
			<remark  id="s2b14c13l9" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย  เพราะภิกษุนั้นเริ่มตั้งตนเพื่อความลำบาก  เพื่อประโยชน์ใดประโยชน์นั้น
			<remark  id="s2b14c13l10" />ของเธอ  เป็นอันสำเร็จแล้ว  ฉะนั้น  สมัยต่อมา  เธอจึงไม่ต้องเริ่มตั้งตนเพื่อความลำบากได้
			<remark  id="s2b14c13l11" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย  เปรียบเหมือนช่างศร  ย่างลนลูกศรบนข่าไฟ  ๒  อัน  ดัดให้ตรงจนใช้การได้
			<remark  id="s2b14c13l12" />เพราะเหตุที่ลูกศรเป็นของอันช่างศรย่างลนบนข่าไฟ  ๒  อัน  ดัดให้ตรงจนใช้การได้แล้ว  สมัยต่อมา
			<remark  id="s2b14c13l13" />ช่างศรนั้นไม่ต้องย่างลนลูกศรนั้นบนข่าไฟ  ๒  อัน  ดัดให้ตรงจนใช้การได้  ข้อนั้นเพราะเหตุไร
			<remark  id="s2b14c13l14" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย  เพราะช่างศรนั้นพึงย่างลนลูกศรบนข่าไฟ  ๒  อันดัดให้ตรงจนใช้การได้  เพื่อ
			<remark  id="s2b14c13l15" />ประโยชน์ใด  ประโยชน์นั้นของเขาเป็นอันสำเร็จแล้ว  ฉะนั้น  สมัยต่อมา  ช่างศรจึงไม่ต้อง
			<remark  id="s2b14c13l16" />ย่างลนลูกศรบนข่าไฟ  ๒  อัน  ดัดให้  ตรงจนใช้การได้  ฉันใด  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  ฉันนั้น
			<remark  id="s2b14c13l17" />เหมือนกันแล  ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า  เมื่อเราอยู่ตามสบาย  อกุศลธรรมย่อมเจริญยิ่ง
			<remark  id="s2b14c13l18" />กุศลธรรมย่อมเสื่อม  แต่เมื่อเราเริ่มตั้งตนเพื่อความลำบาก  อกุศลธรรมย่อมเสื่อมกุศลธรรม
			<remark  id="s2b14c13l19" />ย่อมเจริญยิ่ง  อย่ากระนั้นเลย  เราพึงเริ่มตั้งตนเพื่อความลำบากเถิด  เธอจึงเริ่มตั้งตนเพื่อความ
			<remark  id="s2b14c13l20" />ลำบาก  เมื่อเธอเริ่มตั้งตนเพื่อความลำบากอยู่  อกุศลธรรมย่อม  เสื่อม  กุศลธรรมย่อมเจริญยิ่ง
			<remark  id="s2b14c13l21" /> สมัยต่อมา  เธอไม่ต้องเริ่มตั้งตนเพื่อความ  ลำบากได้  ข้อนั้นเพราะเหตุไร  ดูกรภิกษุทั้งหลาย
			<remark  id="s2b14c13l22" /> เพราะภิกษุนั้นเริ่มตั้งตนเพื่อความลำบาก  เพื่อประโยชน์ใด  ประโยชน์นั้นของเธอ  เป็นอันสำเร็จ
			<remark  id="s2b14c13l23" />แล้ว  ฉะนั้น  สมัยต่อมา  เธอจึงไม่ต้องเริ่มตั้งตนเพื่อความลำบากแล  ดูกรภิกษุทั้งหลาย
			<remark  id="s2b14c13l24" />ความพยายามมีผล  ความเพียรมีผล  แม้อย่างนี้  ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b14c14" >
		<para id="s2b14c14p">
			<remark  id="s2b14c14l1" />	[๑๖]  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  อีกประการหนึ่ง  ตถาคตอุบัติขึ้นในโลกนี้เป็นพระอรหันต์
			<remark  id="s2b14c14l2" />ตรัสรู้เองโดยชอบ  ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ  ดำเนินไปดีรู้แจ้งโลก  เป็นสารถีผู้ฝึกบุรุษ
			<remark  id="s2b14c14l3" />ที่ควรฝึกอย่างหาคนอื่นยิ่งกว่ามิได้  เป็นครูของ  เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย  เป็นผู้ตื่นแล้ว  เป็นผู้
			<remark  id="s2b14c14l4" />แจกธรรม  ตถาคตนั้นทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งเองแล้ว  สอนโลกนี้พร้อมทั้งเทวโลก  มารโลก
			<remark  id="s2b14c14l5" /> พรหมโลกหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์  เทวดาและมนุษย์  ให้รู้ทั่ว  แสดงธรรมไพเราะ
			<remark  id="s2b14c14l6" />ในเบื้องต้น  ในท่ามกลาง  ในที่สุด  พร้อมทั้งอรรถทั้งพยัญชนะ  ประกาศพรหมจรรย์อันบริสุทธิ์
			<remark  id="s2b14c14l7" />บริบูรณ์สิ้นเชิง  คฤหบดีก็ดี  บุตรของคฤหบดีก็ดี  คนเกิดภายหลังในสกุลใดสกุลหนึ่งก็ดี
			<remark  id="s2b14c14l8" />ย่อมฟังธรรมนั้น  ครั้นฟังแล้ว  ย่อมได้ความ  เชื่อในตถาคต  เขาประกอบด้วยการได้ความเชื่อ
			<remark  id="s2b14c14l9" />โดยเฉพาะนั้น  จึงพิจารณาเห็นดังนี้ว่า  ฆราวาสคับแคบ  เป็นทางมาแห่งธุลี  บรรพชาเป็น
			<remark  id="s2b14c14l10" />ช่องว่าง  เรายังอยู่  ครองเรือนจะประพฤติพรหมจรรย์ให้บริสุทธิ์บริบูรณ์  โดยส่วนเดียวดุจสังข์
			<remark  id="s2b14c14l11" />ที่เขาขัดแล้วนี้ไม่ใช่ทำได้ง่าย  อย่ากระนั้นเลย  เราพึงปลงผมและหนวดนุ่งห่มผ้า  กาสาวพัสตร์แล้ว
			<remark  id="s2b14c14l12" />ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตเถิด  สมัยต่อมา  เขาละ  โภคสมบัติน้อยบ้าง  มากบ้าง  ละเครือ
			<remark  id="s2b14c14l13" />ญาติเล็กบ้าง  ใหญ่บ้าง  ปลงผมและหนวดนุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์แล้วออกจากเรือนบวชเป็น
			<remark  id="s2b14c14l14" />บรรพชิต  เขาบวชแล้วอย่างนี้  ถึงพร้อมด้วยสิกขาสาชีพของภิกษุทั้งหลาย  ละปาณาติบาต
			<remark  id="s2b14c14l15" />เป็นผู้เว้นขาดจากปาณาติบาต  วางอาชญา  วางศาตราแล้ว  มีความละอาย  ถึงความเอ็นดู
			<remark  id="s2b14c14l16" />อนุเคราะห์  ด้วยความเกื้อกูลในสรรพสัตว์อยู่  ละอทินนาทาน  เป็นผู้เว้นขาดจากอทินนาทาน
			<remark  id="s2b14c14l17" />ถือเอาแต่ของที่เขาให้  หวังแต่ของที่เขาให้  มีตนเป็นคนสะอาดไม่ใช่ขโมยอยู่  ละกรรมอันเป็น
			<remark  id="s2b14c14l18" />ข้าศึกแก่พรหมจรรย์  เป็นผู้ประพฤติพรหมจรรย์  ประพฤติห่างไกล  เว้นเมถุนอันเป็นธรรมดา
			<remark  id="s2b14c14l19" />ของชาวบ้าน  ละมุสาวาท  เป็นผู้เว้น  ขาดจากมุสาวาท  เป็นผู้กล่าวคำจริง  ดำรงอยู่ในคำสัตย์
			<remark  id="s2b14c14l20" />เป็นหลักฐานเชื่อถือได้ไม่พูดลวงโลก  ละวาจาส่อเสียด  เป็นผู้เว้นขาดจากวาจาส่อเสียด
			<remark  id="s2b14c14l21" />ได้ยินจากฝ่ายนี้แล้ว  ไม่บอกฝ่ายโน้น  เพื่อทำลายฝ่ายนี้  หรือได้ยินจากฝ่ายโน้นแล้ว  ไม่บอก
			<remark  id="s2b14c14l22" />ฝ่ายนี้  เพื่อทำลายฝ่ายโน้น  ทั้งนี้  เมื่อเขาแตกแยกกันแล้ว  ก็สมานให้ดีกันหรือเมื่อเขาดีกันอยู่
			<remark  id="s2b14c14l23" />ก็ส่งเสริม  ชอบความพร้อมเพรียงกัน  ยินดีในคนที่พร้อมเพรียงกัน  ชื่นชมในคนที่พร้อมเพรียงกัน
		</para>
	</section>
	<section id="s2b14c15" >
		<para id="s2b14c15p">
			<remark  id="s2b14c15l1" /> เป็นผู้กล่าววาจาสมานสามัคคีกัน  ละวาจาหยาบ  เป็นผู้เว้นขาดจากวาจาหยาบ  เป็นผู้กล่าววาจาซึ่ง
			<remark  id="s2b14c15l2" />ไม่มีโทษเสนาะหู  ชวนให้รักใคร่  จับใจ  เป็นภาษาชาวเมือง  อันคนส่วนมากปรารถนาและ
			<remark  id="s2b14c15l3" />ชอบใจ  ละการเจรจาเพ้อเจ้อ  เป็นผู้เว้นขาดจากการเจรจาเพ้อเจ้อ  กล่าวถูกกาล  กล่าวตาม
			<remark  id="s2b14c15l4" />เป็นจริง  กล่าวอิงอรรถ  กล่าวอิงธรรม  กล่าวอิงวินัย  เป็นผู้กล่าววาจามีหลักฐาน  มีที่อ้าง
			<remark  id="s2b14c15l5" />มีขอบเขต  ประกอบด้วยประโยชน์  ตามกาลเธอเป็นผู้เว้นจากการพรากพืชคามและภูตคาม
			<remark  id="s2b14c15l6" />เป็นผู้ฉันหนเดียว  งดฉันในเวลา  ราตรี  เว้นขาดจากการฉันในเวลาวิกาล  เป็นผู้เว้นขาดจากการ
			<remark  id="s2b14c15l7" />ฟ้อนรำขับร้องประโคมดนตรี  และดูการเล่น  อันเป็นข้าศึกแก่กุศล  เป็นผู้เว้นขาดจากการ
			<remark  id="s2b14c15l8" />ทัดทรงและตกแต่งด้วยดอกไม้ของหอม  และเครื่องประเทืองผิวอันเป็นฐานะแห่งการแต่งตัว
			<remark  id="s2b14c15l9" />เป็นผู้เว้นขาดจากการนั่งนอนบนที่นั่งที่นอนอันสูงใหญ่  เป็นผู้เว้นขาดจากการรับทองและเงิน
			<remark  id="s2b14c15l10" />เป็นผู้เว้นขาดจากการรับธัญญชาติดิบ  เป็นผู้เว้นขาดจากการรับเนื้อดิบ  เป็นผู้เว้นขาดจากการ
			<remark  id="s2b14c15l11" />รับหญิงและกุมารี  เป็นผู้เว้นขาดจากการรับทาสีและทาส  เป็นผู้เว้นขาดจากการรับแพะและแกะ
			<remark  id="s2b14c15l12" />เป็นผู้เว้นขาดจากการรับไก่และสุกร  เป็นผู้เว้นขาดจากการรับช้าง  โค  ม้าและลา  เป็นผู้เว้นขาด
			<remark  id="s2b14c15l13" />จากการรับไร่นาและที่ดิน  เป็นผู้เว้นขาดจากการประกอบทูตกรรมและการรับใช้  เป็นผู้เว้นขาด
			<remark  id="s2b14c15l14" />จากการซื้อและการขาย  เป็นผู้เว้นขาดจากการโกงด้วยตาชั่ง  การโกงด้วยของปลอมและการโกง
			<remark  id="s2b14c15l15" />ด้วยเครื่องตวงวัด  เป็นผู้เว้นขาดจากการรับสินบน  การล่อลวงและการตลบตะแลง  เป็นผู้เว้นขาด
			<remark  id="s2b14c15l16" />จากการตัด  การฆ่า  การจองจำ  การตีชิง  การปล้นและการกรรโชก  เธอเป็นผู้สันโดษ
			<remark  id="s2b14c15l17" />ด้วยจีวรเป็นเครื่องบริหารกาย  และบิณฑบาตเป็นเครื่องบริหารท้อง  จะไปที่ใดๆย่อมถือเอาบริขาร
			<remark  id="s2b14c15l18" />ไปได้หมด  เหมือนนกมีปีก  จะบินไปที่ใดๆ  ย่อมมีแต่ปีกของตัวเท่านั้นเป็นภาระบินไป  ฯ
			<remark  id="s2b14c15l19" />	[๑๗]  เธอประกอบด้วยศีลขันธ์อันเป็นอริยะเช่นนี้แล้ว  ย่อมเสวยสุขอันปราศจากโทษ
			<remark  id="s2b14c15l20" />ในภายใน  เห็นรูปด้วยจักษุแล้ว  ย่อมไม่เป็นผู้ถือเอาโดยนิมิต  และโดยอนุพยัญชนะ  ย่อมปฏิบัติ
			<remark  id="s2b14c15l21" />เพื่อสำรวมจักขุนทรีย์  ที่เมื่อไม่สำรวมแล้ว  พึงเป็นเหตุให้อกุศลธรรมอันลามกคืออภิชฌาและ
			<remark  id="s2b14c15l22" />โทมนัสครอบงำได้  ย่อมรักษาจักขุนทรีย์  ถึงความสำรวมในจักขุนทรีย์  ได้ยินเสียงด้วยโสต  ...
		</para>
	</section>
	<section id="s2b14c16" >
		<para id="s2b14c16p">
			<remark  id="s2b14c16l1" />ได้ดมกลิ่นด้วยฆานะ  ...  ได้ลิ้มรสด้วยชิวหา  ...  ได้ถูกต้องโผฏฐัพพะด้วยกาย  ...  ได้รู้แจ้ง
			<remark  id="s2b14c16l2" />ธรรมารมณ์ด้วยใจแล้ว  ย่อมไม่เป็นผู้ถือเอาโดยนิมิตและโดยอนุพยัญชนะ  ย่อม ปฏิบัติเพื่อสำรวม
			<remark  id="s2b14c16l3" />มนินทรีย์  ที่เมื่อไม่สำรวมแล้ว  พึงเป็นเหตุให้อกุศลธรรมอันลามกคืออภิชฌาและโทมนัสครอบงำ
			<remark  id="s2b14c16l4" />ได้  ย่อมรักษามนินทรีย์  ถึงความสำรวมในมนินทรีย์  ฯ
			<remark  id="s2b14c16l5" />	[๑๘]  เธอประกอบด้วยอินทรีย์สังวรอันเป็นอริยะ  เช่นนี้แล้ว  ย่อมเสวยสุขอันไม่
			<remark  id="s2b14c16l6" />เจือทุกข์ในภายใน  เป็นผู้ทำความรู้สึกตัวในเวลาก้าวไปและถอย  กลับ  ในเวลาแลดูและเหลียวดู
			<remark  id="s2b14c16l7" />ในเวลาคู้เข้าและเหยียดออก  ในเวลาทรง  สังฆาฏิ  บาตรและจีวร  ในเวลาฉัน  ดื่ม  เคี้ยว
			<remark  id="s2b14c16l8" />และลิ้ม  ในเวลาถ่ายอุจจาระและปัสสาวะ  ในเวลาเดิน  ยืน  นั่ง  นอนหลับ  ตื่น  พูด
			<remark  id="s2b14c16l9" /> และนิ่ง  ฯ
			<remark  id="s2b14c16l10" />	[๑๙]  เธอประกอบด้วยศีลขันธ์อันเป็นอริยะเช่นนี้  ประกอบด้วย  อินทรีย์สังวรอันเป็น
			<remark  id="s2b14c16l11" />อริยะเช่นนี้  และประกอบด้วยสติสัมปชัญญะอันเป็นอริยะ  เช่นนี้แล้ว  ย่อมพอใจเสนาสนะ
			<remark  id="s2b14c16l12" />อันสงัด  คือ  ป่า  โคนไม้  ภูเขา  ถ้ำป่าช้า  ป่าชัฏ  ที่แจ้ง  และลอมฟาง  เธอกลับจาก
			<remark  id="s2b14c16l13" />บิณฑบาต  ภายหลังเวลาอาหารแล้ว  นั่งคู่บัลลังก์  ตั้งกายตรง  ดำรงสติมั่นเฉพาะหน้า  ละอภิชญา
			<remark  id="s2b14c16l14" />ในโลกได้แล้วมีจิตปราศจากอภิชฌาอยู่  ย่อมชำระจิตให้บริสุทธิ์จากอภิชฌา  ละความประทุษร้าย
			<remark  id="s2b14c16l15" />คือพยาบาท  เป็นผู้มีจิตไม่พยาบาท  อนุเคราะห์ด้วยความเกื้อกูลในสรรพสัตว์อยู่ย่อมชำระจิต
			<remark  id="s2b14c16l16" />ให้บริสุทธิ์จากความประทุษร้ายคือพยาบาท  ละถีนมิทธะแล้ว  เป็นผู้มีจิตปราศจากถีนมิทธะ
			<remark  id="s2b14c16l17" />มีอาโลกสัญญา  มีสติสัมปชัญญะอยู่  ย่อมชำระจิตให้บริสุทธิ์จากถีนมิทธะได้  ละอุทธัจจะกุกกุจจะ
			<remark  id="s2b14c16l18" />แล้ว  เป็นผู้ไม่ฟุ้งซ่าน  มีจิตสงบภายในอยู่  ย่อมชำระจิตให้บริสุทธิ์จากอุทธัจจะกุกกุจจะได้
			<remark  id="s2b14c16l19" />ละวิจิกิจฉาแล้วเป็นผู้ข้ามความสงสัย  ไม่มีปัญหาอะไรในกุศลธรรมทั้งหลายอยู่  ย่อมชำระจิต
			<remark  id="s2b14c16l20" />ให้บริสุทธิ์จากวิจิกิจฉาได้  ฯ
			<remark  id="s2b14c16l21" />	[๒๐]  เธอครั้นละนิวรณ์  ๕  ประการอันเป็นเครื่องทำใจให้เศร้าหมอง  ทำปัญญาให้ถอย
			<remark  id="s2b14c16l22" />กำลังนี้ได้แล้ว  จึงสงัดจากกาม  สงัดจากอกุศลธรรม  เข้าปฐมฌานมีวิตก  มีวิจาร  มีปีติและ
			<remark  id="s2b14c16l23" />สุขเกิดแต่วิเวกอยู่  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  แม้อย่างนี้ก็ชื่อว่าความพยายามมีผล  ความเพียรมีผล  ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b14c17" >
		<para id="s2b14c17p">
			<remark  id="s2b14c17l1" />	[๒๑]  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  ประการอื่นยังมีอีก  ภิกษุเข้าทุติยฌาน  มีความผ่องใสแห่งใจ
			<remark  id="s2b14c17l2" />ภายใน  มีความเป็นธรรมเอกผุดขึ้น  เพราะสงบวิตกและวิจารไม่มีวิตก  ไม่มีวิจาร  มีปีติและ
			<remark  id="s2b14c17l3" />สุขเกิดแต่สมาธิอยู่  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  แม้อย่างนี้ก็ชื่อว่า  ความพยายามมีผล  ความเพียรมีผล  ฯ
			<remark  id="s2b14c17l4" />	[๒๒]  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  ประการอื่นยังมีอีก  ภิกษุเป็นผู้วางเฉยเพราะ  หน่ายปีติ  มี
			<remark  id="s2b14c17l5" />สติสัมปชัญญะอยู่  และเสวยสุขด้วยนามกาย  เข้าตติยฌานที่พระอริยะเรียกเธอได้ว่า  ผู้วางเฉย
			<remark  id="s2b14c17l6" />มีสติ  อยู่เป็นสุขอยู่  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  แม้อย่างนี้ก็ชื่อว่า  ความพยายามมีผล  ความเพียรมีผล  ฯ
			<remark  id="s2b14c17l7" />	[๒๓]  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  ประการอื่นยังมีอีก  ภิกษุเข้าจตุตถฌาน  อันไม่มีทุกข์  ไม่มีสุข
			<remark  id="s2b14c17l8" />เพราะละสุข  ละทุกข์  และดับโสมนัสโทมนัสก่อนๆ  ได้มีสติบริสุทธิ์เพราะอุเบกขาอยู่  ดูกร
			<remark  id="s2b14c17l9" />ภิกษุทั้งหลาย  แม้อย่างนี้ก็ชื่อว่า  ความพยายามมีผล  ความเพียรมีผล  ฯ
			<remark  id="s2b14c17l10" />	[๒๔]  เธอ  เมื่อจิตเป็นสมาธิ  บริสุทธิ์ผุดผ่อง  ไม่มีกิเลสเครื่องยียวน ปราศจาก
			<remark  id="s2b14c17l11" />อุปกิเลส  เป็นจิตอ่อนโยน  ควรแก่การงาน  ตั้งมั่น  ถึงความไม่หวั่นไหวอย่างนี้แล้ว  ย่อม
			<remark  id="s2b14c17l12" />น้อมจิตไปเพื่อปุพเพนิวาสานุสสติญาณ  ระลึกขันธ์ที่อยู่อาศัยในชาติก่อนได้เป็นอเนกประการ
			<remark  id="s2b14c17l13" />คือ  ระลึกได้ชาติหนึ่งบ้าง  สองชาติบ้าง  สามชาติบ้าง  สี่ชาติบ้าง  ห้าชาติบ้าง  สิบชาติบ้าง
			<remark  id="s2b14c17l14" />ยี่สิบชาติบ้าง  สามสิบชาติบ้าง  สี่สิบ  ชาติบ้าง  ห้าสิบชาติบ้าง  ร้อยชาติบ้าง  พันชาติบ้าง
			<remark  id="s2b14c17l15" />แสนชาติบ้าง  หลายสังวัฏกัปบ้าง  หลายวิวัฏกัปบ้าง  หลายสังวัฏวิวัฏกัปบ้าง  ว่าในชาติโน้น
			<remark  id="s2b14c17l16" /> เรามีชื่ออย่างนี้มีโคตรอย่างนี้  มีผิวพรรณอย่างนี้  มีอาหารอย่างนี้  เสวยสุขและทุกข์อย่างนี้
			<remark  id="s2b14c17l17" />มีกำหนดอายุเท่านี้  เรานั้นเคลื่อนจากชาตินั้นแล้ว  บังเกิดในชาติโน้น  แม้ในชาตินั้น  เราก็มีชื่อ
			<remark  id="s2b14c17l18" />อย่างนี้  มีโคตรอย่างนี้  มีผิวพรรณอย่างนี้  มีอาหารอย่างนี้  เสวยสุขและทุกข์อย่างนี้  มีกำหนด
			<remark  id="s2b14c17l19" />อายุเท่านี้  เรานั้นเคลื่อนจากชาตินั้นแล้ว  จึงเข้าถึงในชาตินี้เธอย่อมระลึกขันธ์ที่อยู่อาศัยใน
			<remark  id="s2b14c17l20" />ชาติก่อนได้เป็นอเนกประการ  พร้อมทั้งอาการพร้อมทั้งอุเทศ  เช่นนี้  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  แม้
			<remark  id="s2b14c17l21" />อย่างนี้ก็ชื่อว่า  ความพยายามมีผลความเพียรมีผล  ฯ
			<remark  id="s2b14c17l22" />	[๒๕]  เธอ  เมื่อจิตเป็นสมาธิ  บริสุทธิ์ผุดผ่อง  ไม่มีกิเลสเครื่องยียวนปราศจาก
			<remark  id="s2b14c17l23" />อุปกิเลส  เป็นจิตอ่อนโยน  ควรแก่การงาน  ตั้งมั่น  ถึงความไม่หวั่นไหวอย่างนี้แล้ว  ย่อมน้อม
			<remark  id="s2b14c17l24" />จิตไปเพื่อญาณเครื่องรู้จุติและอุปบัติของสัตว์ทั้งหลาย  มองเห็นหมู่สัตว์กำลังจุติ  กำลังอุปบัติ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b14c18" >
		<para id="s2b14c18p">
			<remark  id="s2b14c18l1" /> เลว  ประณีต  มีผิวพรรณดี  มีผิวพรรณทรามได้ดี  ตกยาก  ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์  ล่วง
			<remark  id="s2b14c18l2" />จักษุของมนุษย์  ทราบชัดหมู่สัตว์ผู้เป็นไปตามกรรมได้ว่า  สัตว์ผู้กำลังเป็นอยู่เหล่านี้  ประกอบ
			<remark  id="s2b14c18l3" />แล้วด้วยกายทุจริตวจีทุจริต  มโนทุจริต  ติเตียนพระอริยะ  เป็นมิจฉาทิฐิ  เชื่อมั่นกรรมด้วย
			<remark  id="s2b14c18l4" />อำนาจมิจฉาทิฐิ  เมื่อตายไป  จึงได้เข้าถึงอบาย  ทุคติ  วินิบาต  นรก  ส่วนสัตว์ผู้กำลังเป็นอยู่
			<remark  id="s2b14c18l5" />เหล่านี้  ประกอบแล้วด้วยกายสุจริต  วจีสุจริต  มโนสุจริต  ไม่ติเตียนพระอริยะ  เป็นสัมมาทิฐิ
			<remark  id="s2b14c18l6" />เชื่อมั่นกรรมด้วยอำนาจสัมมาทิฐิ  เมื่อตายไป  จึงได้เข้าถึงสุคติโลกสวรรค์  เธอย่อมมอง
			<remark  id="s2b14c18l7" />เห็นหมู่สัตว์ที่กำลังจุติ  กำลังอุปบัติ  เลวประณีต  มีผิวพรรณดี  มีผิวพรรณทราม  ได้ดี  ตกยาก
			<remark  id="s2b14c18l8" /> ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์  ล่วงจักษุของมนุษย์  ย่อมทราบชัดหมู่สัตว์ผู้เป็นไปตามกรรม  เช่นนี้
			<remark  id="s2b14c18l9" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย  แม้อย่างนี้ก็ชื่อว่า  ความพยายามมีผล  ความเพียรมีผล  ฯ
			<remark  id="s2b14c18l10" />	[๒๖]  เธอ  เมื่อจิตเป็นสมาธิ  บริสุทธิ์ผุดผ่อง  ไม่มีกิเลสเครื่องยียวนปราศจาก
			<remark  id="s2b14c18l11" />อุปกิเลส  เป็นจิตอ่อนโยน  ควรแก่การงาน  ตั้งมั่น  ถึงความไม่หวั่นไหวอย่างนี้แล้ว  ย่อมน้อม
			<remark  id="s2b14c18l12" />จิตไปเพื่ออาสวักขยญาณ  รู้ชัดตามเป็นจริงว่า  นี้ทุกข์นี้เหตุให้เกิดทุกข์  นี้ที่ดับทุกข์  นี้ปฏิปทา
			<remark  id="s2b14c18l13" />ให้ถึงที่ดับทุกข์  รู้ชัดตามเป็นจริงว่าเหล่านี้อาสวะ  นี้เหตุให้เกิดอาสวะ  นี้ที่ดับอาสวะ
			<remark  id="s2b14c18l14" />นี้ปฏิปทาให้ถึงที่ดับอาสวะเมื่อเธอรู้อย่างนี้  เห็นอย่างนี้  จิตก็หลุดพ้นแม้จากกามาสวะ  แม้จาก
			<remark  id="s2b14c18l15" />ภวาสวะแม้จากอวิชชาสวะ  เมื่อจิตหลุดพ้นแล้ว  ย่อมมีญาณรู้ว่าหลุดพ้นแล้ว  รู้ชัดว่าชาติสิ้น
			<remark  id="s2b14c18l16" />แล้ว  พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว  กิจที่ควรทำได้ทำเสร็จแล้ว  กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี
			<remark  id="s2b14c18l17" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย  อย่างนี้แล  ความพยายามจึงมีผล  ความเพียรจึงมีผล  ฯ
			<remark  id="s2b14c18l18" />	[๒๗]  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  ตถาคตมีวาทะอย่างนี้  วาทะ  ๑๐  ประการ  อันชอบด้วยเหตุ
			<remark  id="s2b14c18l19" />ของตถาคตผู้มีวาทะอย่างนี้  ย่อมถึงฐานะควรสรรเสริญ  ฯ
			<remark  id="s2b14c18l20" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย  ถ้าหมู่สัตว์ย่อมเสวยสุขและทุกข์  เพราะเหตุแห่งกรรมที่ตนทำไว้ใน
			<remark  id="s2b14c18l21" />ก่อน  ตถาคตต้องเป็นผู้ทำกรรมดีไว้ในก่อนแน่  ผลในบัดนี้  จึงเสวยเวทนาอันเป็นสุขหาอาสวะ
			<remark  id="s2b14c18l22" />มิได้เห็นปานนี้  ถ้าหมู่สัตว์ย่อมเสวยสุขและทุกข์  เพราะเหตุที่อิศวรเนรมิตให้  ตถาคตต้องเป็นผู้
			<remark  id="s2b14c18l23" />อันอิศวรชั้นดีเนรมิตแน่  ผลในบัดนี้  จึงเสวยเวทนาอันเป็นสุขหาอาสวะมิได้เห็นปานนี้  ถ้า
			<remark  id="s2b14c18l24" />หมู่สัตว์ย่อมเสวยสุขและทุกข์เพราะเหตุที่มีความบังเอิญ  ตถาคตต้องเป็นผู้มีความบังเอิญดีแน่
			<remark  id="s2b14c18l25" />  ผลในบัดนี้  จึงเสวยเวทนาอันเป็นสุขหาอาสวะมิได้เห็นปานนี้  ถ้าหมู่สัตว์ย่อมเสวยสุขและทุกข์
		</para>
	</section>
	<section id="s2b14c19" >
		<para id="s2b14c19p">
			<remark  id="s2b14c19l1" />เพราะเหตุแห่งอภิชาติ  ตถาคตต้องเป็นผู้มีอภิชาติดีแน่  ผลในบัดนี้  จึงเสวยเวทนาอันเป็นสุขหา
			<remark  id="s2b14c19l2" />อาสวะมิได้เห็นปานนี้  ถ้าหมู่สัตว์ย่อมเสวยสุขและทุกข์  เพราะเหตุแห่งความพยายามในปัจจุบัน
			<remark  id="s2b14c19l3" />ตถาคตต้องเป็นผู้มีความพยายามในปัจจุบันดีแน่  ผลในบัดนี้  จึงเสวยเวทนาอันเป็นสุขหาอาสวะ
			<remark  id="s2b14c19l4" />มิได้เห็นปานนี้  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  ถ้าหมู่สัตว์ย่อมเสวยสุขและทุกข์  เพราะเหตุแห่งกรรมที่ตน
			<remark  id="s2b14c19l5" />ทำไว้ในก่อน  ตถาคตต้องน่าสรรเสริญ  ถ้าหมู่สัตว์ไม่ใช่เสวยสุขและทุกข์  เพราะเหตุแห่งกรรม
			<remark  id="s2b14c19l6" />ที่ตนทำไว้ในก่อน  ตถาคตก็ต้องน่าสรรเสริญ  ถ้าหมู่สัตว์ย่อมเสวยสุขและทุกข์  เพราะ  เหตุที่
			<remark  id="s2b14c19l7" />อิศวรเนรมิตให้  ตถาคตต้องน่าสรรเสริญ  ถ้าหมู่สัตว์ไม่ใช่เสวยสุขและทุกข์เพราะเหตุที่อิศวร
			<remark  id="s2b14c19l8" />เนรมิตให้  ตถาคตก็ต้องน่าสรรเสริญ  ถ้าหมู่สัตว์ย่อมเสวยสุขและทุกข์  เพราะเหตุที่มีความบังเอิญ
			<remark  id="s2b14c19l9" />ตถาคตต้องน่าสรรเสริญ  ถ้าหมู่สัตว์ไม่ใช่เสวยสุขและทุกข์  เพราะเหตุที่มีความบังเอิญ  ตถาคต
			<remark  id="s2b14c19l10" />ก็ต้องน่าสรรเสริญ  ถ้าหมู่สัตว์ย่อมเสวยสุขและทุกข์  เพราะเหตุแห่งอภิชาติ  ตถาคตต้องน่า
			<remark  id="s2b14c19l11" />สรรเสริญ  ถ้าหมู่สัตว์ไม่ใช่เสวยสุขและทุกข์  เพราะเหตุแห่งอภิชาติ  ตถาคตก็ต้องน่า
			<remark  id="s2b14c19l12" />สรรเสริญ  ถ้าหมู่สัตว์ย่อมเสวยสุขและทุกข์  เพราะเหตุแห่งความพยายามในปัจจุบัน
			<remark  id="s2b14c19l13" />ตถาคตต้องน่าสรรเสริญ  ถ้าหมู่สัตว์ไม่ใช่เสวยสุขและทุกข์  เพราะเหตุแห่งความพยายามในปัจจุบัน
			<remark  id="s2b14c19l14" />ตถาคตก็ต้องน่าสรรเสริญ  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  ตถาคตมีวาทะอย่างนี้  วาทะ  ๑๐  ประการ  อันชอบ
			<remark  id="s2b14c19l15" />ด้วยเหตุของตถาคตผู้มีวาทะอย่างนี้  จึงถึงฐานะควรสรรเสริญ  ฯ
			<remark  id="s2b14c19l16" />	พระผู้มีพระภาคได้ตรัสพระภาษิตนี้แล้ว  ภิกษุเหล่านั้นต่างชื่นชมยินดี  พระภาษิตของ
			<remark  id="s2b14c19l17" />พระผู้มีพระภาคแล  ฯ
			<remark  id="s2b14c19l18" />	    จบ  เทวทหสูตร  ที่  ๑
			<remark  id="s2b14c19l19" /> ______________________________
		</para>
	</section>
	<section id="s2b14c20" >
		<para id="s2b14c20p">
			<remark  id="s2b14c20l1" />	    ๒.  ปัญจัตตยสูตร  (๑๐๒)
			<remark  id="s2b14c20l2" />	    ______________________________
			<remark  id="s2b14c20l3" />	[๒๘]  ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้
			<remark  id="s2b14c20l4" />	สมัยหนึ่ง  พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่พระวิหารเชตวัน  อารามของอนาถบิณฑิก
			<remark  id="s2b14c20l5" />เศรษฐี  เขตพระนครสาวัตถี  สมัยนั้นแล  พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า  ดูกรภิกษุ
			<remark  id="s2b14c20l6" />ทั้งหลาย  ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระดำรัสแล้ว  ฯ
			<remark  id="s2b14c20l7" />	[๒๙]  พระผู้มีพระภาคได้ตรัสดังนี้ว่า  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่ง
			<remark  id="s2b14c20l8" />กำหนดขันธ์ส่วนอนาคต  มีทิฐิคล้อยตามขันธ์ส่วนอนาคตย่อมปรารภขันธ์ส่วนอนาคต
			<remark  id="s2b14c20l9" />กล่าวยืนยันบทแห่งความเชื่อมั่นหลายประการ  คือพวกหนึ่งกล่าวยืนยันอย่างนี้ว่า  อัตตาที่มี
			<remark  id="s2b14c20l10" />สัญญาเป็นของยั่งยืน  เบื้องหน้าแต่ตายไปพวกหนึ่งกล่าวยืนยันอย่างนี้ว่า  อัตตาที่ไม่มีสัญญา
			<remark  id="s2b14c20l11" />เป็นของยั่งยืน  เบื้องหน้าแต่ตายไป  พวกหนึ่งกล่าวยืนยันอย่างนี้ว่า  อัตตาที่มีสัญญาก็มิใช่ไม่มี
			<remark  id="s2b14c20l12" />สัญญาก็มิใช่เป็น  ของยั่งยืน  เบื้องหน้าแต่ตายไป  อีกพวกหนึ่งบัญญัติความขาดศูนย์  ความพินาศ
			<remark  id="s2b14c20l13" />ความไม่เกิดของสัตว์ที่มีอยู่  และอีกพวกหนึ่งกล่าวยืนยันนิพพานในปัจจุบัน  เป็นอันว่าสมณ
			<remark  id="s2b14c20l14" />พราหมณ์ทั้งหลาย  ย่อมบัญญัติอัตตาที่มีอยู่ว่ายั่งยืนเบื้องหน้าแต่ตายไปพวกหนึ่ง  บัญญัติ
			<remark  id="s2b14c20l15" />ความขาดศูนย์  ความพินาศ  ความไม่เกิดของสัตว์ที่มีอยู่พวกหนึ่ง  กล่าวยืนยันนิพพานใน
			<remark  id="s2b14c20l16" />ปัจจุบัน  อีกพวกหนึ่ง  รวมบทแห่งความเชื่อมั่นเหล่านี้  เป็น  ๕  บท  แล้ว  เป็น  ๓  บท  เป็น
			<remark  id="s2b14c20l17" /> ๓  ขยายเป็น  ๕  นี้อุเทศของบทห้า๓  หมวด  ของความเชื่อมั่น  ฯ
			<remark  id="s2b14c20l18" />	[๓๐]  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  บรรดาสมณพราหมณ์เหล่านั้น  ท่านสมณพราหมณ์พวก
			<remark  id="s2b14c20l19" />บัญญัติอัตตาที่มีสัญญาว่ายั่งยืนเบื้องหน้าแต่ตายไป  ย่อมบัญญัติอัตตาที่มีสัญญา
			<remark  id="s2b14c20l20" />	(๑)  ชนิดมีรูป  ว่ายั่งยืน  เบื้องหน้าแต่ตายไป  ก็มี
			<remark  id="s2b14c20l21" />	(๒)  ชนิดไม่มีรูป  ว่ายั่งยืน  เบื้องหน้าแต่ตายไป  ก็มี
		</para>
	</section>
	<section id="s2b14c21" >
		<para id="s2b14c21p">
			<remark  id="s2b14c21l1" />	(๓)  ชนิดทั้งมีรูปและไม่มีรูป  ว่ายั่งยืน  เบื้องหน้าแต่ตายไป  ก็มี
			<remark  id="s2b14c21l2" />	(๔)  ชนิดมีรูปก็มิใช่ไม่มีรูปก็มิใช่  ว่ายั่งยืน  เบื้องหน้าแต่ตายไป  ก็มี
			<remark  id="s2b14c21l3" />	(๕)  ชนิดมีสัญญาอย่างเดียวกัน  ว่ายั่งยืน  เบื้องหน้าแต่ตายไป  ก็มี
			<remark  id="s2b14c21l4" />	(๖)  ชนิดมีสัญญาต่างกัน  ว่ายั่งยืน  เบื้องหน้าแต่ตายไป  ก็มี
			<remark  id="s2b14c21l5" />	(๗)  ชนิดมีสัญญาย่อมเยา  ว่ายั่งยืน  เบื้องหน้าแต่ตายไป  ก็มี
			<remark  id="s2b14c21l6" />	(๘)  ชนิดมีสัญญาหาประมาณมิได้  ว่ายั่งยืน  เบื้องหน้าแต่ตายไป  ก็มี
			<remark  id="s2b14c21l7" />	แต่ยังมีอีกพวกหนึ่ง  กล่าวยืนยันวิญญาณกสิณของอัตตามีสัญญาชนิดใดชนิดหนึ่งเหล่านี้
			<remark  id="s2b14c21l8" />ที่เป็นไปล่วงชนิดทั้ง  ๗  ว่า  หาประมาณมิได้  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  ตถาคตย่อมทราบเรื่องนี้ดี  ฯ
			<remark  id="s2b14c21l9" />	ท่านสมณพราหมณ์  พวกบัญญัติอัตตาที่มีสัญญาว่ายั่งยืนเบื้องหน้าแต่ตายไป  ย่อม
			<remark  id="s2b14c21l10" />บัญญัติอัตตาที่มีสัญญา
			<remark  id="s2b14c21l11" />	(๑)  ชนิดมีรูป  ว่ายั่งยืน  เบื้องหน้าแต่ตายไป  ก็มี
			<remark  id="s2b14c21l12" />	(๒)  ชนิดไม่มีรูป  ว่ายั่งยืน  เบื้องหน้าแต่ตายไป  ก็มี
			<remark  id="s2b14c21l13" />	(๓)  ชนิดทั้งมีรูปและไม่มีรูป  ว่ายั่งยืน  เบื้องหน้าแต่ตายไป  ก็มี
			<remark  id="s2b14c21l14" />	(๔)  ชนิดมีรูปก็มิใช่ไม่มีรูปก็มิใช่  ว่ายั่งยืน  เบื้องหน้าแต่ตายไป  ก็มี
			<remark  id="s2b14c21l15" />	(๕)  ชนิดมีสัญญาอย่างเดียวกัน  ว่ายั่งยืน  เบื้องหน้าแต่ตายไป  ก็มี
			<remark  id="s2b14c21l16" />	(๖)  ชนิดมีสัญญาต่างกัน  ว่ายั่งยืน  เบื้องหน้าแต่ตายไป  ก็มี
			<remark  id="s2b14c21l17" />	(๗)  ชนิดมีสัญญาย่อมเยา  ว่ายั่งยืน  เบื้องหน้าแต่ตายไป  ก็มี
			<remark  id="s2b14c21l18" />	(๘)  ชนิดมีสัญญาหาประมาณมิได้  ว่ายั่งยืน  เบื้องหน้าแต่ตายไป  ก็มี
			<remark  id="s2b14c21l19" />	แต่ยังมีอีกพวกหนึ่ง  กล่าวยืนยันอากิญจัญญายตนะว่า  หาประมาณมิได้ไม่หวั่นไหว
			<remark  id="s2b14c21l20" />ด้วยเหตุที่สัญญาอันบัณฑิตกล่าวว่าบริสุทธิ์  เยี่ยมยอด  ไม่มีสัญญาอื่นยิ่งกว่าสัญญาเหล่านี้
			<remark  id="s2b14c21l21" />ทั้งที่เป็นสัญญาในรูป  ทั้งที่เป็นสัญญาในอรูป  ทั้งที่เป็นสัญญาอย่างเดียวกัน  ทั้งที่เป็นสัญญาต่างกัน
			<remark  id="s2b14c21l22" />ไม่มีสักน้อยหนึ่ง  เรื่องสัญญาดังนี้  นั้น  อันปัจจัยปรุงแต่ง  เป็นของหยาบ  และความดับของ
			<remark  id="s2b14c21l23" />สิ่งที่ปัจจัยปรุงแต่งมีอยู่ตถาคตทราบว่าสิ่งนี้ยังมีอยู่  จึงเห็นอุบายเป็นเครื่องสลัดออกจากสิ่งที่
			<remark  id="s2b14c21l24" />ปัจจัยปรุงแต่งนั้น  เป็นไปล่วงสิ่งที่ปัจจัยปรุงแต่งนั้นได้  ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b14c22" >
		<para id="s2b14c22p">
			<remark  id="s2b14c22l1" />	[๓๑]  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  บรรดาสมณพราหมณ์เหล่านั้น  ท่านสมณ พราหมณ์พวก
			<remark  id="s2b14c22l2" />บัญญัติอัตตาที่ไม่มีสัญญาว่ายั่งยืนเบื้องหน้าแต่ตายไป  ย่อมบัญญัติอัตตาที่ไม่มีสัญญา
			<remark  id="s2b14c22l3" />	(๑)  ชนิดมีรูป  ว่ายั่งยืน  เบื้องหน้าแต่ตายไป  ก็มี
			<remark  id="s2b14c22l4" />	(๒)  ชนิดไม่มีรูป  ว่ายั่งยืน  เบื้องหน้าแต่ตายไป  ก็มี
			<remark  id="s2b14c22l5" />	(๓)  ชนิดทั้งมีรูปและไม่มีรูป  ว่ายั่งยืน  เบื้องหน้าแต่ตายไป  ก็มี
			<remark  id="s2b14c22l6" />	(๔)  ชนิดมีรูปก็มิใช่ไม่มีรูปก็มิใช่  ว่ายั่งยืน  เบื้องหน้าแต่ตายไป  ก็มี  ฯ
			<remark  id="s2b14c22l7" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย  บรรดาสมณพราหมณ์เหล่านั้น  สมณพราหมณ์พวก  บัญญัติอัตตาที่มี
			<remark  id="s2b14c22l8" />สัญญาว่ายั่งยืนเบื้องหน้าแต่ตายไป  ย่อมคัดค้านสมณพราหมณ์พวกอสัญญีวาทะนั้น  นั่นเพราะ
			<remark  id="s2b14c22l9" />เหตุไร  เพราะสัญญาเป็นเหมือนโรค  เป็นเหมือนหัวฝี  เป็นเหมือนลูกศร  สิ่งดี  ประณีต  นี้คือ
			<remark  id="s2b14c22l10" />ความไม่มีสัญญา  ดูกรภิกษุทั้งหลายตถาคตย่อมทราบเรื่องนี้ดี  ฯ
			<remark  id="s2b14c22l11" />	ท่านสมณพราหมณ์พวกบัญญัติอัตตาที่ไม่มีสัญญาว่ายั่งยืนเบื้องหน้าแต่ตายไป  ย่อม
			<remark  id="s2b14c22l12" />บัญญัติอัตตาที่ไม่มีสัญญา
			<remark  id="s2b14c22l13" />	(๑)  ชนิดมีรูป  ว่ายั่งยืน  เบื้องหน้าแต่ตายไป  ก็มี
			<remark  id="s2b14c22l14" />	(๒)  ชนิดไม่มีรูป  ว่ายั่งยืน  เบื้องหน้าแต่ตายไป  ก็มี
			<remark  id="s2b14c22l15" />	(๓)  ชนิดทั้งมีรูปและไม่มีรูป  ว่ายั่งยืน  เบื้องหน้าแต่ตายไป  ก็มี
			<remark  id="s2b14c22l16" />	(๔)  ชนิดมีรูปก็มิใช่ไม่มีรูปก็มิใช่  ว่ายั่งยืน  เบื้องหน้าแต่ตายไป  ก็มี  ฯ
			<remark  id="s2b14c22l17" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย  ก็สมณพราหมณ์ผู้ใดผู้หนึ่งพึงกล่าวอย่างนี้ว่า  เราจักบัญญัติการมาเกิด
			<remark  id="s2b14c22l18" />หรือการไปเกิด  การจุติ  การอุปบัติ  ความเจริญ  ความงอกงาม  ความไพบูลย์  นอกจากรูป
			<remark  id="s2b14c22l19" />นอกจากเวทนา  นอกจากสัญญา  นอกจากสังขารนอกจากวิญญาณ  คำกล่าวดังนี้ของ
			<remark  id="s2b14c22l20" />สมณพราหมณ์นั้น  ไม่ใช่ฐานะที่มีได้  เรื่อง  ไม่มีสัญญาดังนี้นั้น  อันปัจจัยปรุงแต่ง  เป็นของหยาบ
			<remark  id="s2b14c22l21" />และความดับของสิ่งที่ปัจจัยปรุงแต่งมีอยู่  ตถาคตทราบว่าสิ่งนี้ยังมีอยู่  จึงเห็นอุบายเป็นเครื่อง
			<remark  id="s2b14c22l22" />สลัดออกจากสิ่งที่ปัจจัยปรุงแต่งนั้น  เป็นไปล่วงสิ่งที่ปัจจัยปรุงแต่งนั้นได้  ฯ
			<remark  id="s2b14c22l23" />	[๓๒]  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  บรรดาสมณพราหมณ์เหล่านั้น  ท่านสมณ  พราหมณ์พวก
			<remark  id="s2b14c22l24" />บัญญัติอัตตาที่มีสัญญาก็มิใช่  ไม่มีสัญญาก็มิใช่  ว่ายั่งยืน  เบื้องหน้าแต่ตายไป  ย่อมบัญญัติ
			<remark  id="s2b14c22l25" />อัตตาที่มีสัญญาก็มิใช่  ไม่มีสัญญาก็มิใช่
		</para>
	</section>
	<section id="s2b14c23" >
		<para id="s2b14c23p">
			<remark  id="s2b14c23l1" />	(๑)  ชนิดมีรูป  ว่ายั่งยืน  เบื้องหน้าแต่ตายไป  ก็มี
			<remark  id="s2b14c23l2" />	(๒)  ชนิดไม่มีรูป  ว่ายั่งยืน  เบื้องหน้าแต่ตายไป  ก็มี
			<remark  id="s2b14c23l3" />	(๓)  ชนิดทั้งมีรูปและไม่มีรูป  ว่ายั่งยืน  เบื้องหน้าแต่ตายไป  ก็มี
			<remark  id="s2b14c23l4" />	(๔)  ชนิดมีรูปก็มิใช่  ไม่มีรูปก็มิใช่  ว่ายั่งยืน  เบื้องหน้าแต่ตายไป  ก็มี  ฯ
			<remark  id="s2b14c23l5" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย  บรรดาสมณพราหมณ์เหล่านั้น  สมณพราหมณ์พวก บัญญัติอัตตาที่มี
			<remark  id="s2b14c23l6" />สัญญาว่ายั่งยืนเบื้องหน้าแต่ตายไป  ย่อมคัดค้านสมณพราหมณ์พวกเนวสัญญีนาสัญญีวาทะนั้น
			<remark  id="s2b14c23l7" />แม้ท่านสมณพราหมณ์พวกบัญญัติอัตตาที่ไม่มีสัญญาว่ายั่งยืนเบื้องหน้าแต่ตายไป  ก็ย่อมคัดค้าน
			<remark  id="s2b14c23l8" />สมณพราหมณ์พวกเนวสัญญีนาสัญญีวาทะนั้น  นั่นเพราะเหตุไร  เพราะสัญญาเป็นเหมือนโรค
			<remark  id="s2b14c23l9" /> เป็นเหมือนหัวฝี  เป็นเหมือนลูกศร  ความไม่มีสัญญา  เป็นความหลง  สิ่งดี  ประณีตนี้  คือ
			<remark  id="s2b14c23l10" />ความมีสัญญาก็มิใช่  ไม่มีสัญญาก็มิใช่  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  ตถาคตย่อมทราบเรื่องนี้ดี  ฯ
			<remark  id="s2b14c23l11" />	ท่านสมณพราหมณ์พวกบัญญัติอัตตาที่มีสัญญาก็มิใช่  ไม่มีสัญญาก็มิใช่
			<remark  id="s2b14c23l12" />ว่ายั่งยืน  เบื้องหน้าแต่ตายไป  ย่อมบัญญัติอัตตาที่มีสัญญาก็มิใช่  ไม่มีสัญญาก็มิใช่
			<remark  id="s2b14c23l13" />	(๑)  ชนิดมีรูป  ว่ายั่งยืน  เบื้องหน้าแต่ตายไป  ก็มี
			<remark  id="s2b14c23l14" />	(๒)  ชนิดไม่มีรูป  ว่ายั่งยืน  เบื้องหน้าแต่ตายไป  ก็มี
			<remark  id="s2b14c23l15" />	(๓)  ชนิดทั้งมีรูปและไม่มีรูป  ว่ายั่งยืน  เบื้องหน้าแต่ตายไป  ก็มี
			<remark  id="s2b14c23l16" />	(๔)  ชนิดมีรูปก็มิใช่ไม่มีรูปก็มิใช่  ว่ายั่งยืน  เบื้องหน้าแต่ตายไป  ก็มี  ฯ
			<remark  id="s2b14c23l17" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย  ก็สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่งบัญญัติการเข้าอายตนะนี้
			<remark  id="s2b14c23l18" />ด้วยเหตุเพียงสังขารที่ตนรู้แจ้ง  โดยได้เห็นได้ยินและได้ทราบ  การบัญญัติของสมณะหรือพราหมณ์
			<remark  id="s2b14c23l19" />เหล่านั้น  บัณฑิตกล่าวว่า  เป็นความพินาศของการ  เข้าอายตนะนี้  เพราะอายตนะนี้  ท่านไม่
			<remark  id="s2b14c23l20" />กล่าวว่า  พึงบรรลุด้วยความถึงพร้อมของสังขาร  แต่ท่านกล่าวว่า  พึงบรรลุด้วยความถึงพร้อมของ
			<remark  id="s2b14c23l21" />ขันธ์ที่เหลือจากสังขารเรื่องเนวสัญญานาสัญญายตนะดังนี้นั้น  อันปัจจัยปรุงแต่งเป็นของหยาบ
			<remark  id="s2b14c23l22" />และความดับของสิ่งที่ปัจจัยปรุงแต่งมีอยู่  ตถาคตทราบว่าสิ่งนี้ยังมีอยู่  จึงเห็นอุบายเป็นเครื่อง
			<remark  id="s2b14c23l23" /> สลัดออกจากสิ่งที่ปัจจัยปรุงแต่งนั้น  เป็นไปล่วงสิ่งที่ปัจจัยปรุงแต่งนั้นได้  ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b14c24" >
		<para id="s2b14c24p">
			<remark  id="s2b14c24l1" />	[๓๓]  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  บรรดาสมณพราหมณ์ที่กำหนดขันธ์ส่วนอนาคตนั้น  สมณ
			<remark  id="s2b14c24l2" />พราหมณ์พวกบัญญัติอัตตาที่มีสัญญา  ว่ายั่งยืนเบื้องหน้าแต่ตายไปย่อมคัดค้านสมณพราหมณ์
			<remark  id="s2b14c24l3" />พวกบัญญัติความขาดศูนย์  ความพินาศ  ความไม่เกิดของสัตว์ที่มีอยู่  แม้ท่านสมณพราหมณ์พวก
			<remark  id="s2b14c24l4" />บัญญัติอัตตาที่ไม่มีสัญญา  ว่ายั่งยืน  เบื้องหน้าแต่ตายไป  ก็ย่อมคัดค้านสมณพราหมณ์พวก
			<remark  id="s2b14c24l5" />อุจเฉทวาทะนั้น  แม้ท่านสมณพราหมณ์พวกบัญญัติอัตตาที่มีสัญญาก็มิใช่  ไม่มีสัญญาก็มิใช่  ว่า
			<remark  id="s2b14c24l6" />ยั่งยืนเบื้องหน้าแต่ตายไป  ก็ย่อมคัดค้านสมณพราหมณ์พวกอุจเฉทวาทะนั้น  นั่นเพราะเหตุไร
			<remark  id="s2b14c24l7" />เพราะท่านสมณพราหมณ์เหล่านี้แม้ทั้งหมด  ย่อมหมายมั่นกาลข้างหน้า  กล่าวยืนยันความหวัง
			<remark  id="s2b14c24l8" />อย่างเดียวว่า  เราละโลกไปแล้ว  จักเป็นเช่นนี้ๆ  เปรียบเหมือนพ่อค้าไปค้าขายย่อมมีความหวัง
			<remark  id="s2b14c24l9" />ว่า  ผลจากการค้าเท่านี้  จักมีแก่เรา  เพราะการค้าขายนี้เราจักได้ผลเท่านี้  ดังนี้ฉันใด  ท่าน
			<remark  id="s2b14c24l10" />สมณพราหมณ์พวกนี้  ก็ฉันนั้นเหมือนกันแลชะรอยจะเห็นปรากฏเหมือนพ่อค้า  จึงหวังว่า
			<remark  id="s2b14c24l11" />  เราละโลกไปแล้ว  จักเป็นเช่นนี้ๆ  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  ตถาคตย่อมทราบเรื่องนี้ดี  ฯ
			<remark  id="s2b14c24l12" />	ท่านสมณพราหมณ์พวกบัญญัติความขาดศูนย์  ความพินาศ  ความไม่เกิดของสัตว์ที่มีอยู่
			<remark  id="s2b14c24l13" /> เป็นผู้กลัวสักกายะ  เกลียดสักกายะ  แต่ยังวนเวียนไปตามสักกายะอยู่นั่นแล  เปรียบเหมือน
			<remark  id="s2b14c24l14" />สุนัขที่เขาผูกโซ่ล่ามไว้ที่เสาหรือที่หลักมั่น  ย่อมวนเวียนไปตามเสาหรือหลักนั่นเอง  ฉันใด
			<remark  id="s2b14c24l15" />ท่านสมณพราหมณ์พวกนี้  ก็ฉันนั้นเหมือนกัน เป็นผู้กลัวสักกายะ  เกลียดสักกายะ  แต่ยัง
			<remark  id="s2b14c24l16" />วนเวียนไปตามสักกายะอยู่นั่นแล  เรื่องสักกายะดังนี้นั้น  อันปัจจัยปรุงแต่ง  เป็นของหยาบ
			<remark  id="s2b14c24l17" />และความดับของสิ่งที่ปัจจัยปรุงแต่งมีอยู่  ตถาคตทราบว่าสิ่งนี้ยังมีอยู่  จึงเห็นอุบายเป็นเครื่อง
			<remark  id="s2b14c24l18" />สลัดออกจากสิ่งที่ปัจจัยปรุงแต่งนั้น  เป็นไปล่วงสิ่งที่ปัจจัยปรุงแต่งนั้นได้  ฯ
			<remark  id="s2b14c24l19" />	[๓๔]  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  สมณพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง  กำหนดขันธ์ส่วนอนาคต
			<remark  id="s2b14c24l20" />มีทิฐิคล้อยตามขันธ์ส่วนอนาคต  ย่อมปรารภขันธ์ส่วนอนาคต  กล่าวยืนยันบทแห่งความเชื่อมั่น
			<remark  id="s2b14c24l21" />หลายประการ  สมณพราหมณ์เหล่านั้นทั้งหมด  ย่อมกล่าวยืนยันอายตนะ  ๕  นี้ทั้งมวล  หรือ
			<remark  id="s2b14c24l22" />เฉพาะอายตนะใดอายตนะหนึ่ง  ฯ
			<remark  id="s2b14c24l23" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย  มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่ง  กำหนดขันธ์ส่วนอดีต  มีทิฐิคล้อยตาม
			<remark  id="s2b14c24l24" />ขันธ์ส่วนอดีต  ย่อมปรารภขันธ์ส่วนอดีต  กล่าวยืนยันบทแห่งความเชื่อมั่นหลายประการ  คือ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b14c25" >
		<para id="s2b14c25p">
			<remark  id="s2b14c25l1" />	พวกหนึ่งกล่าวยืนยันอย่างนี้ว่า  อัตตาและโลกเที่ยง  นี้เท่านั้นจริง  อย่างอื่นเปล่า
			<remark  id="s2b14c25l2" />	พวกหนึ่ง...ว่า  อัตตาและโลกไม่เที่ยง...
			<remark  id="s2b14c25l3" />	พวกหนึ่ง...ว่า  อัตตาและโลกทั้งเที่ยงและไม่เที่ยง...
			<remark  id="s2b14c25l4" />	พวกหนึ่ง...ว่า  อัตตาและโลกเที่ยงก็มิใช่  ไม่เที่ยงก็มิใช่...
			<remark  id="s2b14c25l5" />	พวกหนึ่ง...ว่า  อัตตาและโลกมีที่สุด...
			<remark  id="s2b14c25l6" />	พวกหนึ่ง...ว่า  อัตตาและโลกไม่มีที่สุด...
			<remark  id="s2b14c25l7" />	พวกหนึ่ง...ว่า  อัตตาและโลกทั้งมีที่สุดและไม่มีที่สุด...
			<remark  id="s2b14c25l8" />	พวกหนึ่ง...ว่า  อัตตาและโลกมีที่สุดก็มิใช่  ไม่มีที่สุดก็มิใช่...
			<remark  id="s2b14c25l9" />	พวกหนึ่ง...ว่า  อัตตาและโลกมีสัญญาอย่างเดียวกัน...
			<remark  id="s2b14c25l10" />	พวกหนึ่ง...ว่า  อัตตาและโลกมีสัญญาต่างกัน...
			<remark  id="s2b14c25l11" />	พวกหนึ่ง...ว่า  อัตตาและโลกมีสัญญาย่อมเยา...
			<remark  id="s2b14c25l12" />	พวกหนึ่ง...ว่า  อัตตาและโลกมีสัญญาหาประมาณมิได้...
			<remark  id="s2b14c25l13" />	พวกหนึ่ง...ว่า  อัตตาและโลกมีสุขโดยส่วนเดียว...
			<remark  id="s2b14c25l14" />	พวกหนึ่ง...ว่า  อัตตาและโลกมีทุกข์โดยส่วนเดียว...
			<remark  id="s2b14c25l15" />	พวกหนึ่ง...ว่า  อัตตาและโลกมีทั้งสุขและทุกข์...
			<remark  id="s2b14c25l16" />	พวกหนึ่งกล่าวยืนยันอย่างนี้ว่า  อัตตาและโลก  มีทุกข์ก็มิใช่  สุขก็มิใช่นี้เท่านั้นจริง
			<remark  id="s2b14c25l17" />อย่างอื่นเปล่า  ฯ
			<remark  id="s2b14c25l18" />	[๓๕]  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  บรรดาสมณพราหมณ์เหล่านั้น  มีวาทะอย่างนี้  มีทิฐิอย่างนี้
			<remark  id="s2b14c25l19" />ว่า  อัตตาและโลกเที่ยง  นี้เท่านั้นจริง  อย่าง  อื่นเปล่า  ข้อที่ญาณเฉพาะตัวอันบริสุทธิ์ผุดผ่องของ
			<remark  id="s2b14c25l20" />สมณพราหมณ์พวกนั้น  จักมีเองได้  นอกจากความเชื่อ  ความชอบใจ  การฟังตามเขาว่า  ความ
			<remark  id="s2b14c25l21" />ตรึกตามอาการความปักใจดิ่งด้วยทิฐิ  นั่นไม่ใช่ฐานะที่มีได้  ฯ
			<remark  id="s2b14c25l22" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย  ก็เมื่อไม่มีญาณเฉพาะตัวอันบริสุทธิ์ผุดผ่อง  ท่านสมณพราหมณ์
			<remark  id="s2b14c25l23" />พวกนั้น  ย่อมให้เพียงส่วนของความรู้แม้ใดในญาณนั้นแจ่มแจ้ง  แม้ส่วนของความรู้นั้น  บัณฑิต
		</para>
	</section>
	<section id="s2b14c26" >
		<para id="s2b14c26p">
			<remark  id="s2b14c26l1" />ก็เรียกว่า  อุปาทานของท่านสมณพราหมณ์พวกนั้น  เรื่อง  อุปาทานดังนี้นั้น  อันปัจจัยปรุงแต่ง
			<remark  id="s2b14c26l2" />เป็นของหยาบ  และความดับของสิ่งที่ปัจจัยปรุงแต่งมีอยู่  จึงเห็นอุบายเป็นเครื่องสลัดออกจาก
			<remark  id="s2b14c26l3" />สิ่งที่ปัจจัยปรุงแต่งนั้น  เป็นไปล่วงสิ่งที่ปัจจัยปรุงแต่งนั้นได้  ฯ
			<remark  id="s2b14c26l4" />	[๓๖]  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  บรรดาสมณพราหมณ์เหล่านั้น  สมณพราหมณ์พวกใด  มี
			<remark  id="s2b14c26l5" />วาทะอย่างนี้  มีทิฐิอย่างนี้ว่า  อัตตาและโลกไม่เที่ยง  นี้เท่านั้นจริงอย่างอื่นเปล่า...
			<remark  id="s2b14c26l6" />	ว่า  อัตตาและโลกทั้งเที่ยงและไม่เที่ยง  นี้เท่านั้นจริง  อย่างอื่นเปล่า...
			<remark  id="s2b14c26l7" />	ว่า  อัตตาและโลกเที่ยงก็มิใช่  ไม่เที่ยงก็มิใช่  นี้เท่านั้นจริง  อย่างอื่นเปล่า...
			<remark  id="s2b14c26l8" />	ว่า  อัตตาและโลกมีที่สุด  นี้เท่านั้นจริง  อย่างอื่นเปล่า...
			<remark  id="s2b14c26l9" />	ว่า  อัตตาและโลกไม่มีที่สุด  นี้เท่านั้นจริง  อย่างอื่นเปล่า...
			<remark  id="s2b14c26l10" />	ว่า  อัตตาและโลกทั้งมีที่สุดและไม่มีที่สุด  นี้เท่านั้นจริง  อย่างอื่นเปล่า...
			<remark  id="s2b14c26l11" />	ว่า  อัตตาและโลกมีที่สุดก็มิใช่ไม่มีที่สุดก็มิใช่  นี้เท่านั้นจริง  อย่างอื่นเปล่า...
			<remark  id="s2b14c26l12" />	ว่า  อัตตาและโลกมีสัญญาอย่างเดียวกัน  นี้เท่านั้นจริง  อย่างอื่นเปล่า...
			<remark  id="s2b14c26l13" />	ว่า  อัตตาและโลกมีสัญญาต่างกัน  นี้เท่านั้นจริง  อย่างอื่นเปล่า...
			<remark  id="s2b14c26l14" />	ว่า  อัตตาและโลกมีสัญญาย่อมเยา  นี้เท่านั้นจริง  อย่างอื่นเปล่า...
			<remark  id="s2b14c26l15" />	ว่า  อัตตาและโลกมีสัญญาหาประมาณมิได้  นี้เท่านั้นจริง  อย่างอื่นเปล่า...
			<remark  id="s2b14c26l16" />	ว่า  อัตตาและโลกมีสุขโดยส่วนเดียว  นี้เท่านั้นจริง  อย่างอื่นเปล่า...
			<remark  id="s2b14c26l17" />	ว่า  อัตตาและโลกมีทุกข์โดยส่วนเดียว  นี้เท่านั้นจริง  อย่างอื่นเปล่า...
			<remark  id="s2b14c26l18" />	ว่า  อัตตาและโลกมีทั้งสุขและทุกข์  นี้เท่านั้นจริง  อย่างอื่นเปล่า...
			<remark  id="s2b14c26l19" />	ว่า  อัตตาและโลก  มีทุกข์ก็มิใช่  สุขก็มิใช่  นี้เท่านั้นจริง  อย่างอื่นเปล่า  ข้อที่ญาณ
			<remark  id="s2b14c26l20" />เฉพาะตัวอันบริสุทธิ์ผุดผ่องของสมณพราหมณ์พวกนั้นๆ  จักมีเองได้  นอกจากความเชื่อ  ความ
			<remark  id="s2b14c26l21" />ชอบใจ  การฟังตามเขาว่า  ความตรึกตามอาการ  ความปักใจดิ่งด้วยทิฐิ  นั่นไม่ใช่ฐานะที่มีได้  ฯ
			<remark  id="s2b14c26l22" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย  ก็เมื่อไม่มีญาณเฉพาะตัวอันบริสุทธิ์ผุดผ่อง  ท่านสมณพราหมณ์
			<remark  id="s2b14c26l23" />พวกนั้นๆ  ย่อมให้เพียงส่วนของความรู้แม้ใดในญาณนั้นแจ่มแจ้ง  แม้  ส่วนของความรู้นั้น
			<remark  id="s2b14c26l24" />บัณฑิตก็เรียกว่าอุปาทานของท่านสมณพราหมณ์พวกนั้นๆเรื่องอุปาทานดังนี้นั้น  อันปัจจัย
		</para>
	</section>
	<section id="s2b14c27" >
		<para id="s2b14c27p">
			<remark  id="s2b14c27l1" />ปรุงแต่ง  เป็นของหยาบ  และความดับของสิ่งที่ปัจจัยปรุงแต่งมีอยู่  ตถาคตทราบว่าสิ่งนี้ยังมีอยู่
			<remark  id="s2b14c27l2" />จึงเห็นอุบายเป็นเครื่องสลัดออกจากสิ่งที่ปัจจัยปรุงแต่งนั้น  เป็นไปล่วงสิ่งที่ปัจจัยปรุงแต่งนั้นได้  ฯ
			<remark  id="s2b14c27l3" />	[๓๗]  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  สมณะหรือพราหมณ์บางคนในโลกนี้  เพราะ ไม่ตั้ง
			<remark  id="s2b14c27l4" />กามสัญโญชน์ไว้โดยประการทั้งปวง  เหตุสลัดทิฐิอันคล้อยตามขันธ์ส่วนอดีตและทิฐิอันคล้อย
			<remark  id="s2b14c27l5" />ตามขันธ์ส่วนอนาคตเสียได้  ย่อมเข้าถึงปีติอันเกิดแต่วิเวกอยู่ด้วยสำคัญว่า  เรากำลังเข้าถึง
			<remark  id="s2b14c27l6" />สิ่งที่ดี  ประณีต  คือปีติเกิดแต่วิเวกอยู่  ปีติเกิดแต่วิเวกนั้นของเธอย่อมดับไปได้  เพราะปีติเกิด
			<remark  id="s2b14c27l7" />แต่วิเวกดับ  ย่อมเกิดโทมนัส  เพราะโทมนัสดับ  ย่อมเกิดปีติเกิดแต่วิเวก  เปรียบเหมือนร่มเงา
			<remark  id="s2b14c27l8" />ละที่แห่งใด  แดดย่อมแผ่ไปยังที่แห่งนั้น  แดดละที่แห่งใด  ร่มเงาก็ย่อมแผ่ไปยังที่แห่งนั้น
			<remark  id="s2b14c27l9" />ฉันใดฉันนั้นเหมือนกันแล  เพราะปีติเกิดแต่วิเวกดับ  ย่อมเกิดโทมนัส  เพราะโทมนัสดับ
			<remark  id="s2b14c27l10" />ย่อมเกิดปีติเกิดแต่วิเวก  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  ตถาคตย่อมทราบเรื่องนี้ดี  ฯ
			<remark  id="s2b14c27l11" />	ท่านสมณะหรือพราหมณ์นี้แล  เพราะไม่ตั้งกามสัญโญชน์ไว้โดยประการทั้งปวง  เหตุ
			<remark  id="s2b14c27l12" />สลัดทิฐิอันคล้อยตามขันธ์ส่วนอดีต  และทิฐิอันคล้อยตามขันธ์ส่วนอนาคตเสียได้  ย่อมเข้า
			<remark  id="s2b14c27l13" />ถึงปีติอันเกิดแต่วิเวกอยู่  ด้วยสำคัญว่า  เรากำลังเข้าถึงสิ่งที่ดี  ประณีต  คือปีติเกิดแต่วิเวกอยู่
			<remark  id="s2b14c27l14" />ปีติเกิดแต่วิเวกนั้นของเธอ  ย่อมดับไป  ได้  เพราะปีติเกิดแต่วิเวกดับ  ย่อมเกิดโทมนัส
			<remark  id="s2b14c27l15" /> เพราะโทมนัสดับ  ย่อมเกิดปีติเกิดแต่วิเวก  เรื่องปีติเกิดแต่วิเวกดังนี้นั้น  อันปัจจัยปรุงแต่ง
			<remark  id="s2b14c27l16" />เป็นของหยาบ  และความดับของสิ่งที่ปัจจัยปรุงแต่งมีอยู่  ตถาคตทราบว่าสิ่งนี้ยังมีอยู่  จึงเห็น
			<remark  id="s2b14c27l17" />อุบายเป็นเครื่องสลัดออกจากสิ่งที่ปัจจัยปรุงแต่งนั้น  เป็นไปล่วงสิ่งที่ปัจจัยปรุงแต่งนั้นได้  ฯ
			<remark  id="s2b14c27l18" />	[๓๘]  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  แต่สมณะหรือพราหมณ์บางคนในโลกนี้เพราะไม่ตั้ง
			<remark  id="s2b14c27l19" />กามสัญโญชน์ไว้โดยประการทั้งปวง  เหตุสลัดทิฐิอันคล้อยตามขันธ์ส่วนอดีต  และทิฐิอันคล้อย
			<remark  id="s2b14c27l20" />ตามขันธ์ส่วนอนาคตเสียได้  และเพราะก้าวล่วงปีติ  เกิดแต่วิเวกได้  ย่อมเข้าถึงสุขเสมือน
			<remark  id="s2b14c27l21" />ปราศจากอามิสอยู่  ด้วยสำคัญว่า  เรากำลังเข้าถึงสิ่งที่ดี  ประณีต  คือนิรามิสสุขอยู่  สุขเสมือน
			<remark  id="s2b14c27l22" />ปราศจากอามิสนั้นของเธอย่อมดับไปได้  เพราะสุขเสมือนปราศจากอามิสดับ  ย่อมเกิดปีติ
			<remark  id="s2b14c27l23" />อันเกิดแต่วิเวก  เพราะปีติอันเกิดแต่วิเวกดับ  ย่อมเกิดสุขเสมือนปราศจากอามิส  เปรียบ
			<remark  id="s2b14c27l24" />เหมือน  ร่มเงาละที่แห่งใด  แดดย่อมแผ่ไปยังที่แห่งนั้น  แดดละที่แห่งใด  ร่มเงาก็ย่อมแผ่ไป
		</para>
	</section>
	<section id="s2b14c28" >
		<para id="s2b14c28p">
			<remark  id="s2b14c28l1" />ยังที่แห่งนั้น  ฉันใด  ฉันนั้นเหมือนกันแล  เพราะสุขเสมือนปราศจากอามิสดับ  ย่อมเกิดปีติ
			<remark  id="s2b14c28l2" />อันเกิดแต่วิเวก  เพราะปีติอันเกิดแต่วิเวกดับ  ย่อมเกิดสุขเสมือน  ปราศจากอามิส  ดูกรภิกษุ
			<remark  id="s2b14c28l3" />ทั้งหลาย  ตถาคตย่อมทราบเรื่องนี้ดี  ฯ
			<remark  id="s2b14c28l4" />	ท่านสมณะหรือพราหมณ์นี้แล  เพราะไม่ตั้งกามสัญโญชน์ไว้โดยประการทั้งปวง  เหตุ
			<remark  id="s2b14c28l5" />สลัดทิฐิอันคล้อยตามขันธ์ส่วนอดีต  และทิฐิอันคล้อยตามขันธ์ส่วนอนาคตเสียได้  และ
			<remark  id="s2b14c28l6" />เพราะก้าวล่วงปีติอันเกิดแต่วิเวกได้  ย่อมเข้าถึงสุขเสมือนปราศจากอามิสอยู่  ด้วยสำคัญว่า
			<remark  id="s2b14c28l7" />เรากำลังเข้าถึงสิ่งที่ดี  ประณีต  คือนิรามิสสุขอยู่  สุขเสมือนปราศจากอามิสนั้นของเธอ  ย่อม
			<remark  id="s2b14c28l8" />ดับไปได้  เพราะสุขเสมือนปราศจากอามิสดับ  ย่อมเกิดปีติอันเกิดแต่วิเวก  เพราะปีติอันเกิด
			<remark  id="s2b14c28l9" />แต่วิเวกดับย่อมเกิดสุขเสมือนปราศจากอามิส  เรื่องสุขเสมือนปราศจากอามิสดังนี้นั้น  อันปัจจัย
			<remark  id="s2b14c28l10" />ปรุงแต่ง  เป็นของหยาบ  และความดับของสิ่งที่ปัจจัยปรุงแต่งมีอยู่  ตถาคตทราบว่าสิ่งนี้ยังมีอยู่
			<remark  id="s2b14c28l11" />จึงเห็นอุบายเป็นเครื่องสลัดออกจากสิ่งที่ปัจจัยปรุงแต่งนั้น  เป็นไปล่วงสิ่งที่ปัจจัยปรุงแต่งนั้นได้  ฯ
			<remark  id="s2b14c28l12" />	[๓๙]  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  สมณะหรือพราหมณ์บางคนในโลกนี้  เพราะไม่ตั้ง
			<remark  id="s2b14c28l13" />กามสัญโญชน์ไว้โดยประการทั้งปวง  เหตุสลัดทิฐิอันคล้อยตามขันธ์ส่วนอดีตและทิฐิอันคล้อย
			<remark  id="s2b14c28l14" />ตามขันธ์ส่วนอนาคตเสียได้  และเพราะก้าวล่วงปีติอันเกิดแต่วิเวกก้าวล่วงสุขเสมือน
			<remark  id="s2b14c28l15" />ปราศจากอามิสได้  ย่อมเข้าถึงเวทนาอันเป็นทุกข์ก็มิใช่สุขก็มิใช่  อยู่  ด้วยสำคัญว่า  เรากำลัง
			<remark  id="s2b14c28l16" />เข้าถึงสิ่งที่ดี  ประณีต  คืออทุกขมสุขเวทนาอยู่เวทนาอันเป็นทุกข์ก็มิใช่สุขก็มิใช่นั้นของเธอ
			<remark  id="s2b14c28l17" />  ย่อมดับไปได้  เพราะเวทนาอันเป็นทุกข์ก็มิใช่สุขก็มิใช่ดับ  ย่อมเกิดสุขเสมือนปราศจากอามิส
			<remark  id="s2b14c28l18" /> เพราะสุขเสมือน  ปราศจากอามิสดับ  ย่อมเกิดเวทนาอันเป็นทุกข์ก็มิใช่สุขก็มิใช่  เปรียบเหมือน
			<remark  id="s2b14c28l19" />ร่มเงาละที่แห่งใด  แดดย่อมแผ่ไปยังที่แห่งนั้น  แดดละที่แห่งใด  ร่มเงาก็ย่อมแผ่ไปยังที่แห่ง
			<remark  id="s2b14c28l20" />นั้น  ฉันใด  ฉันนั้นเหมือนกันแล  เพราะเวทนาอันเป็นทุกข์ก็มิใช่สุขก็มิใช่ดับ  ย่อมเกิดสุข
			<remark  id="s2b14c28l21" />เสมือนปราศจากอามิส  เพราะสุขเสมือนปราศจากอามิสดับ  ย่อมเกิดเวทนาอันเป็นทุกข์ก็มิใช่
			<remark  id="s2b14c28l22" />สุขก็มิใช่  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  ตถาคตย่อมทราบเรื่องนี้ดี  ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b14c29" >
		<para id="s2b14c29p">
			<remark  id="s2b14c29l1" />	ท่านสมณะหรือพราหมณ์นี้แล  เพราะไม่ตั้งกามสัญโญชน์ไว้โดยประการทั้งปวง  เหตุ
			<remark  id="s2b14c29l2" />สลัดทิฐิอันคล้อยตามขันธ์ส่วนอดีต  และทิฐิอันคล้อยตามขันธ์ส่วนอนาคตเสียได้  และ
			<remark  id="s2b14c29l3" />เพราะก้าวล่วงปีติอันเกิดแต่วิเวก  ก้าวล่วงสุขเสมือนปราศจากอามิสได้  ย่อมเข้าถึงเวทนาอัน
			<remark  id="s2b14c29l4" />เป็นทุกข์ก็มิใช่สุขก็มิใช่อยู่  ด้วยสำคัญว่า  เรากำลังเข้าถึงสิ่งที่ดี  ประณีต  คืออทุกขมสุขเวทนาอยู่
			<remark  id="s2b14c29l5" />เวทนาอันเป็นทุกข์ก็มิใช่สุขก็มิใช่นั้นของเธอ  ย่อมดับไปได้  เพราะเวทนาอันเป็นทุกข์ก็มิใช่สุขก็มิใช่
			<remark  id="s2b14c29l6" />ดับย่อมเกิดสุขเสมือนปราศจากอามิส  เพราะสุขเสมือนปราศจากอามิสดับ  ย่อมเกิด
			<remark  id="s2b14c29l7" />เวทนาอันเป็นทุกข์ก็มิใช่สุขก็มิใช่  เรื่องเวทนาอันทุกข์ก็มิใช่สุขก็มิใช่ดังนี้นั้น  อันปัจจัย
			<remark  id="s2b14c29l8" />ปรุงแต่งเป็นของหยาบ  และความดับของสิ่งที่ปัจจัยปรุงแต่งมีอยู่  ตถาคตทราบว่าสิ่งนี้ยังมีอยู่
			<remark  id="s2b14c29l9" />จึงเห็นอุบายเป็นเครื่องสลัดออกจากสิ่งที่ปัจจัยปรุงแต่งนั้น  เป็นไปล่วงสิ่งที่ปัจจัยปรุงแต่งนั้นได้  ฯ
			<remark  id="s2b14c29l10" />	[๔๐]  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  แต่สมณะหรือพราหมณ์บางคนในโลกนี้  เพราะไม่ตั้ง
			<remark  id="s2b14c29l11" />กามสัญโญชน์ไว้โดยประการทั้งปวง  เหตุสลัดทิฐิอันคล้อยตามขันธ์ส่วนอดีตและทิฐิอัน
			<remark  id="s2b14c29l12" />คล้อยตามขันธ์ส่วนอนาคตเสียได้  และเพราะก้าวล่วงปีติอันเกิดแต่วิเวกก้าวล่วงสุขเสมือน
			<remark  id="s2b14c29l13" />ปราศจากอามิส  ก้าวล่วงเวทนาอันเป็นทุกข์ก็มิใช่สุขก็มิใช่ได้ย่อมเล็งเห็นตัวเองว่า  เป็นผู้สงบ
			<remark  id="s2b14c29l14" />แล้ว  เป็นผู้ดับแล้ว  เป็นผู้ไม่มีอุปาทาน  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  ตถาคตย่อมทราบเรื่องนี้ดี  ฯ
			<remark  id="s2b14c29l15" />	ท่านสมณะหรือพราหมณ์นี้แล  เพราะไม่ตั้งกามสัญโญชน์ไว้โดยประการทั้งปวง  เหตุ
			<remark  id="s2b14c29l16" />สลัดทิฐิอันคล้อยตามขันธ์ส่วนอดีต  และทิฐิอันคล้อยตามขันธ์ส่วนอนาคตเสียได้  และ
			<remark  id="s2b14c29l17" />เพราะก้าวล่วงปีติอันเกิดแต่วิเวก  ก้าวล่วงสุขเสมือนปราศจากอามิส  ก้าวล่วงเวทนาอันเป็นทุกข์
			<remark  id="s2b14c29l18" />ก็มิใช่สุขก็มิใช่ได้  ย่อมเล็งเห็นตัวเองว่า  เป็น  ผู้สงบแล้ว  เป็นผู้ดับแล้ว  เป็นผู้ไม่มีอุปาทาน
			<remark  id="s2b14c29l19" />ท่านผู้นี้  ย่อมกล่าวยืนยันปฏิปทา  ที่ให้สำเร็จนิพพานอย่างเดียวโดยแท้  แต่ก็ท่านสมณะหรือ
			<remark  id="s2b14c29l20" />พราหมณ์นี้  เมื่อถือมั่นทิฐิอันคล้อยตามขันธ์ส่วนอดีต  ก็ชื่อว่ายังถือมั่นอยู่  หรือเมื่อถือมั่น
			<remark  id="s2b14c29l21" />ทิฐิอันคล้อยตามขันธ์ส่วนอนาคต  ก็ชื่อว่า  ยังถือมั่นอยู่  หรือเมื่อถือมั่นกามสัญโญชน์  ก็ชื่อว่า
			<remark  id="s2b14c29l22" />ยังถือมั่นอยู่  หรือเมื่อถือมั่นปีติอันเกิดแต่วิเวก  ก็ชื่อว่ายังถือมั่นอยู่  หรือเมื่อถือมั่นสุขเสมือน
			<remark  id="s2b14c29l23" />ปราศจากอามิส  ก็ชื่อว่า  ยังถือมั่นอยู่  หรือเมื่อถือมั่นเวทนาอัน  เป็นทุกข์ก็มิใช่สุขก็มิใช่  ก็ชื่อว่า
			<remark  id="s2b14c29l24" />ยังถือมั่นอยู่  และแม้ข้อที่ท่านผู้นี้เล็งเห็นตัวเองว่า  เป็นผู้สงบแล้ว  เป็นผู้ดับแล้ว  เป็นผู้ไม่มี
			<remark  id="s2b14c29l25" />อุปาทานนั้น  บัณฑิตก็เรียกว่าอุปาทานของท่านสมณพราหมณ์นี้  เรื่องอุปาทานดังนี้นั้น  อันปัจจัย
		</para>
	</section>
	<section id="s2b14c30" >
		<para id="s2b14c30p">
			<remark  id="s2b14c30l1" />ปรุงแต่ง  เป็นของหยาบ  และความดับของสิ่งที่ปัจจัยปรุงแต่งมีอยู่  ตถาคตทราบว่าสิ่งนี้ยังมีอยู่
			<remark  id="s2b14c30l2" /> จึงเห็นอุบายเป็นเครื่องสลัดออกจากสิ่งที่ปัจจัยปรุงแต่งนั้น  เป็นไปล่วงสิ่งที่ปัจจัยปรุงแต่งนั้นได้  ฯ
			<remark  id="s2b14c30l3" />	[๔๑]  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  ก็บทอันประเสริฐ  สงบ  ไม่มีบทอื่นยิ่งกว่า  ที่ตถาคต
			<remark  id="s2b14c30l4" />ตรัสรู้เองด้วยปัญญาอันยิ่งนี้แล  คือ  ความรู้เหตุเกิด  เหตุดับ  คุณ  โทษและอุบายเป็น
			<remark  id="s2b14c30l5" />เครื่องออกไปแห่งผัสสายตนะทั้ง  ๖  ตามความเป็นจริง  แล้วหลุดพ้นได้ด้วยไม่ถือมั่น  ดูกรภิกษุ
			<remark  id="s2b14c30l6" />ทั้งหลาย  บทอันประเสริฐ  สงบ  ไม่มีบทอื่นกว่านี้นั้นคือ  ความรู้เหตุเกิด  เหตุดับ  คุณ
			<remark  id="s2b14c30l7" />โทษ  และอุบายเป็นเครื่องออกไปแห่งผัสสายตนะทั้ง  ๖  ตามความเป็นจริง  แล้วหลุดพ้นได้ด้วย
			<remark  id="s2b14c30l8" />ไม่ถือมั่น  ฯ
			<remark  id="s2b14c30l9" />	พระผู้มีพระภาคได้ตรัสพระภาษิตนี้แล้ว  ภิกษุเหล่านั้นต่างชื่นชมยินดีพระภาษิตของ
			<remark  id="s2b14c30l10" />พระผู้มีพระภาคแล  ฯ
			<remark  id="s2b14c30l11" />	            จบ  ปัญจัตตยสูตรที่  ๒
			<remark  id="s2b14c30l12" />	    ___________________________________
		</para>
	</section>
	<section id="s2b14c31" >
		<para id="s2b14c31p">
			<remark  id="s2b14c31l1" />	            ๓.  กินติสูตร  (๑๐๓)
			<remark  id="s2b14c31l2" />	[๔๒]  ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้
			<remark  id="s2b14c31l3" />	สมัยหนึ่ง  พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ในป่าชัฏ  สถานที่บวงสรวงพลีเขตเมืองกุสินารา
			<remark  id="s2b14c31l4" />สมัยนั้นแล  พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  ภิกษุเหล่านั้นทูลรับ
			<remark  id="s2b14c31l5" />พระดำรัสแล้ว  ฯ
			<remark  id="s2b14c31l6" />	พระผู้มีพระภาคได้ตรัสดังนี้ว่า  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  พวกเธอมีความดำริ  ในเราบ้างหรือว่า
			<remark  id="s2b14c31l7" />สมณโคดมแสดงธรรมเพราะเหตุจีวร  หรือเพราะเหตุบิณฑบาตหรือเพราะเหตุเสนาสนะ
			<remark  id="s2b14c31l8" />หรือเพราะเหตุหวังสุขในภพน้อยภพใหญ่ด้วยอาการนี้  ฯ
			<remark  id="s2b14c31l9" />	ภิกษุเหล่านั้นทูลว่า  ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ  พวกข้าพระองค์ไม่มีความดำริในพระผู้มีพระภาค
			<remark  id="s2b14c31l10" />อย่างนี้เลยว่า  พระสมณโคดมทรงแสดงธรรมเพราะเหตุจีวร  หรือเพราะเหตุบิณฑบาต  หรือ
			<remark  id="s2b14c31l11" />เพราะเหตุเสนาสนะ  หรือเพราะเหตุหวังสุขในภพน้อยภพใหญ่ด้วยอาการนี้  ฯ
			<remark  id="s2b14c31l12" />	[๔๓]  พ.  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  เป็นอันว่า  พวกเธอไม่มีความดำริในเราอย่างนี้เลยว่า
			<remark  id="s2b14c31l13" />สมณโคดมแสดงธรรมเพราะเหตุจีวร  หรือเพราะเหตุบิณฑบาตหรือเพราะเหตุเสนาสนะ
			<remark  id="s2b14c31l14" />หรือเพราะเหตุหวังสุขในภพน้อยภพใหญ่ด้วยอาการนี้ถ้าเช่นนั้น  พวกเธอมีความดำริในเรา
			<remark  id="s2b14c31l15" />อย่างไรเล่า  ฯ
			<remark  id="s2b14c31l16" />	ภิ.  ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ  พวกข้าพระองค์มีความดำริในพระผู้มีพระภาค  อย่างนี้แล  ว่า
			<remark  id="s2b14c31l17" />พระผู้มีพระภาคผู้ทรงอนุเคราะห์  ทรงแสวงหาประโยชน์เกื้อกูล  ทรงอาศัยความอนุเคราะห์
			<remark  id="s2b14c31l18" />แสดงธรรม  ฯ
			<remark  id="s2b14c31l19" />	[๔๔]  พ.  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  เป็นอันว่าพวกเธอมีความดำริในเราอย่างนี้ว่า  พระผู้มี
			<remark  id="s2b14c31l20" />พระภาคผู้อนุเคราะห์  แสวงหาประโยชน์เกื้อกูล  อาศัยความอนุเคราะห์แสดงธรรม  เพราะ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b14c32" >
		<para id="s2b14c32p">
			<remark  id="s2b14c32l1" />ฉะนั้นแล  ธรรมเหล่าใด  อันเราแสดงแล้วแก่เธอทั้งหลายด้วยความรู้ยิ่ง  คือ  สติปัฏฐาน  ๔
			<remark  id="s2b14c32l2" />สัมมัปปธาน  ๔  อิทธิบาท  ๔  อินทรีย์๕  พละ  ๕  โพชฌงค์  ๗  อริยมรรคมีองค์  ๘  เธอทั้งปวง
			<remark  id="s2b14c32l3" />พึงเป็นผู้พร้อมเพรียงกัน  ยินดีต่อกัน  ไม่วิวาทกัน  ศึกษาอยู่ในธรรมเหล่านั้น  ดูกรภิกษุทั้งหลาย
			<remark  id="s2b14c32l4" />ก็เมื่อพวกเธอนั้นพร้อมเพรียงกัน  ยินดีต่อกัน  ไม่วิวาทกัน  ศึกษาอยู่  จะพึงมีภิกษุผู้กล่าวต่างกัน
			<remark  id="s2b14c32l5" />ในธรรมอันยิ่ง  เป็นสองรูป  ฯ
			<remark  id="s2b14c32l6" />	[๔๕]  ถ้าพวกเธอมีความเห็นในภิกษุสองรูปนั้นอย่างนี้ว่า  ท่านทั้งสองนี้แล  มีวาทะ
			<remark  id="s2b14c32l7" />ต่างกันโดยอรรถและโดยพยัญชนะ  พวกเธอสำคัญภิกษุรูปใดในสองรูปนั้นว่า  ว่าง่ายกว่ากัน
			<remark  id="s2b14c32l8" />พึงเข้าไปหาภิกษุรูปนั้น  แล้วกล่าวแก่เธออย่างนี้ว่าท่านผู้มีอายุทั้งสอง  มีวาทะต่างกันโดยอรรถ
			<remark  id="s2b14c32l9" />และโดยพยัญชนะ  ขอท่านโปรดทราบ  ความต่างกันนี้นั้น  แม้โดยอาการที่ต่างกันโดยอรรถและ
			<remark  id="s2b14c32l10" />โดยพยัญชนะ  ท่านผู้มี  อายุทั้งสอง  อย่าถึงต้องวิวาทกันเลย  ต่อนั้น  พวกเธอสำคัญภิกษุอื่นๆ
			<remark  id="s2b14c32l11" />ที่เป็นฝ่ายเดียวกันรูปใดว่า  ว่าง่ายกว่ากัน  พึงเข้าไปหารูปนั้น  แล้วกล่าวแก่เธออย่างนี้ว่า
			<remark  id="s2b14c32l12" />ท่านผู้มีอายุทั้งสอง  มีวาทะต่างกันโดยอรรถและโดยพยัญชนะ  ขอท่านโปรดทราบความต่างกันนี้
			<remark  id="s2b14c32l13" />นั้น  แม้โดยอาการที่ต่างกันโดยอรรถและโดยพยัญชนะ  ท่านผู้มี  อายุทั้งสอง  อย่าถึงต้องวิวาท
			<remark  id="s2b14c32l14" />กันเลย  ด้วยประการนี้  พวกเธอต้องจำข้อที่ภิกษุทั้งสองนั้นถือผิด  โดยเป็นข้อผิดไว้  ครั้นจำได้แล้ว
			<remark  id="s2b14c32l15" />ข้อใดเป็นธรรม  เป็นวินัยพึงกล่าวข้อนั้น  ฯ
			<remark  id="s2b14c32l16" />	[๔๖]  ถ้าพวกเธอมีความเห็นในภิกษุสองรูปนั้นอย่างนี้ว่า  ท่านทั้งสองนี้แล  มีวาทะ
			<remark  id="s2b14c32l17" />ต่างกันแต่โดยอรรถ  ย่อมลงกันได้โดยพยัญชนะ  พวกเธอสำคัญ  ภิกษุรูปใดในสองรูปนั้นว่า
			<remark  id="s2b14c32l18" />ว่าง่ายกว่ากัน  พึงเข้าไปหาภิกษุรูปนั้น  แล้วกล่าวแก่  เธออย่างนี้ว่า  ท่านผู้มีอายุทั้งสองแล
			<remark  id="s2b14c32l19" />มีวาทะต่างกันแต่โดยอรรถ  ย่อมลงกันได้โดยพยัญชนะ  ขอท่านโปรดทราบความต่างกันนี้นั้น
			<remark  id="s2b14c32l20" />แม้โดยอาการที่ลงกันได้โดย  พยัญชนะ  ท่านผู้มีอายุทั้งสอง  อย่าถึงต้องวิวาทกันเลย  ต่อนั้น
			<remark  id="s2b14c32l21" />พวกเธอสำคัญภิกษุอื่นๆ  ที่เป็นฝ่ายเดียวกันรูปใดว่า  ว่าง่ายกว่า  พึงเข้าไปหารูปนั้น  แล้วกล่าว
			<remark  id="s2b14c32l22" />แก่เธออย่างนี้ว่า  ท่านผู้มีอายุทั้งสองแล  มีวาทะต่างกันแต่โดยอรรถ  ย่อมลงกันได้โดยพยัญชนะ
			<remark  id="s2b14c32l23" /> ขอท่านโปรดทราบความต่างกันนี้นั้น  แม้โดยอาการที่ลงกันได้  โดยพยัญชนะ  ท่านผู้มีอายุทั้งสอง
		</para>
	</section>
	<section id="s2b14c33" >
		<para id="s2b14c33p">
			<remark  id="s2b14c33l1" />อย่าถึงต้องวิวาทกันเลย  ด้วยประการนี้  พวกเธอต้องจำข้อที่ภิกษุทั้งสองนั้นถือผิด  โดยเป็นข้อผิด
			<remark  id="s2b14c33l2" />และจำข้อที่ภิกษุทั้งสองนั้นถือถูก  โดยเป็นข้อถูกไว้  ครั้นจำได้แล้ว  ข้อใดเป็นธรรม  เป็นวินัย
			<remark  id="s2b14c33l3" />พึงกล่าวข้อนั้น  ฯ
			<remark  id="s2b14c33l4" />	[๔๗]  ถ้าพวกเธอมีความเห็นในภิกษุสองรูปนั้นอย่างนี้ว่า  ท่านทั้งสองนี้แล  มีวาทะ
			<remark  id="s2b14c33l5" />ลงกันได้โดยอรรถ  ยังต่างกันแต่โดยพยัญชนะ  พวกเธอสำคัญภิกษุรูปใดในสองรูปนั้นว่า
			<remark  id="s2b14c33l6" />ว่าง่ายกว่ากัน  พึงเข้าไปหาภิกษุรูปนั้น  แล้วกล่าวแก่เธออย่างนี้ว่า  ท่านผู้มีอายุทั้งสองแล
			<remark  id="s2b14c33l7" />มีวาทะลงกันได้โดยอรรถ  ยังต่างกันแต่โดยพยัญชนะ  ขอท่านโปรดทราบความต่างกันนี้นั้น
			<remark  id="s2b14c33l8" />แม้โดยอาการที่ลงกันได้โดยอรรถ  ต่างกันแต่โดยพยัญชนะ  ก็เรื่องพยัญชนะนี้เป็นเรื่องเล็กน้อย
			<remark  id="s2b14c33l9" />  ท่านผู้มีอายุทั้งสอง  อย่าถึงต้องวิวาทกันในเรื่องเล็กน้อยเลย  ต่อนั้น  พวกเธอสำคัญภิกษุอื่นๆ
			<remark  id="s2b14c33l10" />ที่เป็นฝ่ายเดียวกัน  รูปใดว่า  ว่าง่ายกว่า  พึงเข้าไปหารูปนั้น  แล้วกล่าวแก่เธออย่างนี้ว่า
			<remark  id="s2b14c33l11" />ท่านผู้มีอายุทั้งสองแล  มีวาทะลงกันได้โดยอรรถ  ต่างกันแต่โดยพยัญชนะ  ขอท่านโปรดทราบ
			<remark  id="s2b14c33l12" />ความต่างกันนี้นั้น  แม้โดยอาการที่ลงกันได้โดยอรรถ  ต่างกันแต่โดยพยัญชนะ  ก็เรื่องพยัญชนะนี้
			<remark  id="s2b14c33l13" />เป็นเรื่องเล็กน้อย  ท่านผู้มีอายุทั้งสอง  อย่าถึงต้องวิวาทกันในเรื่องเล็กน้อยเลย  ด้วยประการนี้
			<remark  id="s2b14c33l14" />พวกเธอต้องจำข้อที่ภิกษุทั้งสองนั้น  ถือถูก  โดยเป็นข้อถูก  และจำข้อที่ภิกษุทั้งสองนั้นถือผิด
			<remark  id="s2b14c33l15" />โดยเป็นข้อผิดไว้ครั้นจำได้แล้ว  ข้อใดเป็นธรรม  เป็นวินัย  พึงกล่าวข้อนั้น  ฯ
			<remark  id="s2b14c33l16" />	[๔๘]  ถ้าพวกเธอมีความเห็นในภิกษุสองรูปนั้นอย่างนี้ว่า  ท่านทั้งสอง  นี้แล  มีวาทะ
			<remark  id="s2b14c33l17" />สมกันลงกันทั้งโดยอรรถและโดยพยัญชนะ  พวกเธอสำคัญภิกษุรูปใดในสองรูปนั้นว่า  ว่าง่าย
			<remark  id="s2b14c33l18" />กว่ากัน  พึงเข้าไปหาภิกษุรูปนั้น  แล้วกล่าวแก่เธออย่าง  นี้ว่า  ท่านผู้มีอายุทั้งสองแล  มีวาทะสมกัน
			<remark  id="s2b14c33l19" />ลงกันทั้งโดยอรรถและโดยพยัญชนะ  ขอท่านโปรดทราบคำที่ต่างกันนี้นั้น  แม้โดยอาการที่สมกัน
			<remark  id="s2b14c33l20" />ลงกันได้ทั้งโดยอรรถและโดยพยัญชนะ  ท่านผู้มีอายุทั้งสอง  อย่าถึงต้องวิวาทกันเลย  ต่อนั้น
			<remark  id="s2b14c33l21" />พวก  เธอสำคัญภิกษุอื่นๆ  ที่เป็นฝ่ายเดียวกันรูปใดว่า  ว่าง่ายกว่า  พึงเข้าไปหารูปนั้น แล้วกล่าวแก่
			<remark  id="s2b14c33l22" />เธออย่างนี้ว่า  ท่านผู้มีอายุทั้งสองแล  มีวาทะสมกันลงกันทั้งโดยอรรถและโดยพยัญชนะ
			<remark  id="s2b14c33l23" />ขอท่านโปรดทราบคำที่ต่างกันนี้นั้น  แม้โดยอาการที่สมกันลงกันได้ทั้งโดยอรรถและโดยพยัญชนะ
			<remark  id="s2b14c33l24" />ท่านผู้มีอายุทั้งสอง  อย่างถึงต้อง  วิวาทกันเลย  ด้วยประการนี้  พวกเธอต้องจำข้อที่ภิกษุทั้งสองนั้น
			<remark  id="s2b14c33l25" />ถือถูก  โดยเป็นข้อถูกไว้  ครั้นจำได้แล้ว  ข้อใดเป็นธรรม  เป็นวินัย  พึงกล่าวข้อนั้น  ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b14c34" >
		<para id="s2b14c34p">
			<remark  id="s2b14c34l1" />	[๔๙]  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  ก็เมื่อพวกเธอนั้นพร้อมเพรียงกัน  ยินดีต่อกันไม่วิวาทกัน
			<remark  id="s2b14c34l2" />ศึกษาอยู่  ภิกษุรูปใดรูปหนึ่งพึงมีอาบัติ  มีวิติกกมโทษ  พวกเธออย่าเพ่อโจทภิกษุรูปนั้นด้วย
			<remark  id="s2b14c34l3" />ข้อโจท  พึงใคร่ครวญบุคคลก่อนว่า  ด้วยอาการนี้  ความไม่ลำบากจักมีแก่เรา  และความไม่ขัดใจ
			<remark  id="s2b14c34l4" />จักมีแก่บุคคลผู้ต้องอาบัติ  เพราะบุคคลผู้ต้องอาบัติ  เป็นคนไม่มักโกรธ  ไม่ผูกโกรธ  ไม่มีทิฐิมั่น
			<remark  id="s2b14c34l5" />  ยอมสละคืนได้ง่ายและเราอาจจะให้เขาออกจากอกุศล  ดำรงอยู่ในกุศลได้  ดูกรภิกษุทั้งหลาย
			<remark  id="s2b14c34l6" />ถ้าพวกเธอมีความเห็นอย่างนี้  ก็ควรพูด
			<remark  id="s2b14c34l7" />	อนึ่ง  ถ้าพวกเธอมีความเห็นอย่างนี้ว่า  ความไม่ลำบากจักมีแก่เรา  แต่ความขัดใจจักมี
			<remark  id="s2b14c34l8" />แก่บุคคลผู้ต้องอาบัติ  เพราะบุคคลผู้ต้องอาบัติ  เป็นคนมักโกรธ  มีความผูกโกรธ  มีทิฐิมั่น
			<remark  id="s2b14c34l9" />แต่ยอมสละคืนได้ง่าย  และเราอาจจะให้เขาออกจากอกุศล  ดำรงอยู่ในกุศลได้  ก็เรื่องความขัดใจ
			<remark  id="s2b14c34l10" />ของบุคคลผู้ต้องอาบัตินี้  เป็นเรื่องเล็กน้อย  ส่วนเรื่องที่เราอาจจะให้เขาออกจากอกุศล  ดำรงอยู่
			<remark  id="s2b14c34l11" />ในกุศลนั่นแล  เป็นเรื่องใหญ่กว่า  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  ถ้าพวกเธอมีความเห็นอย่างนี้  ก็ควรพูด
			<remark  id="s2b14c34l12" />	อนึ่ง  ถ้าพวกเธอมีความเห็นอย่างนี้ว่า  ความลำบากจักมีแก่เรา  แต่ความไม่ขัดใจจักมี
			<remark  id="s2b14c34l13" />แก่บุคคลผู้ต้องอาบัติ  เพราะบุคคลผู้ต้องอาบัติ  เป็นคนไม่มักโกรธ  ไม่ผูกโกรธ  แต่มีทิฐิมั่น
			<remark  id="s2b14c34l14" />ยอมสละคืนได้ง่าย  และเราอาจจะให้เขาออกจากอกุศล  ดำรงอยู่ในกุศลได้  ก็เรื่องความลำบาก
			<remark  id="s2b14c34l15" />ของเรา  เป็นเรื่องเล็กน้อย  ส่วนเรื่องที่เราอาจจะให้เขาออกจากอกุศล  ดำรงอยู่ในกุศลได้นั่นแล
			<remark  id="s2b14c34l16" />เป็นเรื่องใหญ่กว่า  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  ถ้าพวกเธอมีความเห็นอย่างนี้  ก็ควรพูด
			<remark  id="s2b14c34l17" />	ถ้าพวกเธอมีความเห็นอย่างนี้ว่า  ความลำบากจักมีแก่เรา  และความขัดใจจักมีแก่บุคคล
			<remark  id="s2b14c34l18" />ผู้ต้องอาบัติ  เพราะบุคคลผู้ต้องอาบัติ  เป็นคนมักโกรธ  มีความผูกโกรธ  มีทิฐิมั่น  สละคืน
			<remark  id="s2b14c34l19" />ได้ยาก  แต่เราอาจจะให้เขาออกจากอกุศล  ดำรง  อยู่ในกุศลได้  ก็เรื่องความลำบากของเราและ
			<remark  id="s2b14c34l20" />ความขัดใจของบุคคลผู้ต้องอาบัตินี้เป็นเรื่องเล็กน้อย  ส่วนเรื่องที่เราอาจจะให้เขาออกจากอกุศล
			<remark  id="s2b14c34l21" />ดำรงอยู่ในกุศลได้นั่นแล  เป็นเรื่องใหญ่กว่า  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  ถ้าพวกเธอมีความเห็นอย่างนี้
			<remark  id="s2b14c34l22" />ก็ควรพูด
			<remark  id="s2b14c34l23" />	แต่ถ้าพวกเธอมีความเห็นอย่างนี้ว่า  ความลำบากจักมีแก่เรา  และความขัดใจจักมีแก่
			<remark  id="s2b14c34l24" />บุคคลผู้ต้องอาบัติ  เพราะบุคคลผู้ต้องอาบัติ  เป็นคนมักโกรธ  มีความผูกโกรธ  มีทิฐิมั่น
		</para>
	</section>
	<section id="s2b14c35" >
		<para id="s2b14c35p">
			<remark  id="s2b14c35l1" />สละคืนได้ยาก  ทั้งเราก็ไม่อาจจะให้เขาออกจากอกุศล  ดำรงอยู่ในกุศลได้  พวกเธอก็ต้องไม่ละเลย
			<remark  id="s2b14c35l2" />อุเบกขาในบุคคลเช่นนี้  ฯ
			<remark  id="s2b14c35l3" />	[๕๐]  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  ก็เมื่อพวกเธอนั้นพร้อมเพรียงกัน  ยินดีต่อกันไม่วิวาทกัน
			<remark  id="s2b14c35l4" />ศึกษาอยู่  พึงเกิดการพูดเล่นสำนวนกัน  แข่งขันกันด้วยทิฐิ  ผูกใจเจ็บกัน  ไม่เชื่อถือกัน
			<remark  id="s2b14c35l5" />ไม่ยินดีต่อกันขึ้น  พวกเธอพึงสำคัญภิกษุที่เป็นฝ่ายเดียว  กันในที่นั้นรูปใดว่า  ว่าง่าย  พึงเข้าไปหา
			<remark  id="s2b14c35l6" />รูปนั้น  แล้วกล่าวแก่เธออย่างนี้ว่า  ดูกรท่านผู้มีอายุ  เรื่องที่พวกเราพร้อมเพรียงกัน  ยินดีต่อกัน
			<remark  id="s2b14c35l7" />ไม่วิวาทกัน  ศึกษาอยู่  เกิดการพูดเล่นสำนวนกัน  แข่งขันกันด้วยทิฐิ  ผูกใจเจ็บกัน
			<remark  id="s2b14c35l8" />ไม่เชื่อถือกัน  ไม่ยินดีต่อกันขึ้นนั้น  พระสมณะเมื่อทรงทราบจะพึงทรงติเตียนได้  ดูกรภิกษุทั้งหลาย
			<remark  id="s2b14c35l9" />เมื่อภิกษุจะชี้แจงโดยชอบ  พึงชี้แจงอย่างนี้ว่า  ดูกรท่านผู้มีอายุ  เรื่องที่พวกเราพร้อมเพรียงกัน
			<remark  id="s2b14c35l10" />ยินดีต่อกัน  ไม่วิวาทกัน  ศึกษาอยู่  เกิดการพูดเล่นสำนวนกัน  แข่งขันกันด้วยทิฐิ  ผูกใจเจ็บกัน
			<remark  id="s2b14c35l11" />ไม่เชื่อถือกัน  ไม่ยินดีต่อกันขึ้นนั้น  พระสมณะเมื่อทรงทราบจะพึงทรงติเตียนได้  ก็ภิกษุอื่นๆ
			<remark  id="s2b14c35l12" />จะพึงถามเธอว่า  ดูกรท่านผู้มีอายุ  ภิกษุไม่ละภาวะที่ดำรงอยู่นี้แล้วจะพึงทำนิพพานให้แจ้งได้หรือ
			<remark  id="s2b14c35l13" /> ดูกรภิกษุทั้งหลาย  ภิกษุเมื่อจะพยากรณ์โดยชอบ  พึงพยากรณ์อย่างนี้ว่า  ดูกร  ท่านผู้มีอายุ  ภิกษุ
			<remark  id="s2b14c35l14" />ไม่ละภาวะที่ดำรงอยู่นี้แล้วแล  จะพึงทำนิพพานให้แจ้งไม่ได้ต่อนั้น  พวกเธอสำคัญภิกษุอื่นๆ
			<remark  id="s2b14c35l15" /> ที่เป็นฝ่ายเดียวกันรูปใดว่า  ว่าง่าย  พึงเข้าไปหารูปนั้น  แล้วกล่าวแก่เธออย่างนี้ว่า  ดูกรท่านผู้มีอายุ
			<remark  id="s2b14c35l16" />เรื่องที่พวกเราพร้อมเพรียงกัน  ยินดีต่อกัน  ไม่วิวาทกัน  ศึกษาอยู่  เกิดการพูดเล่นสำนวนกัน
			<remark  id="s2b14c35l17" />แข่งขันกันด้วยทิฐิ  ผูกใจเจ็บกัน  ไม่เชื่อถือกัน  ไม่ยินดีต่อกันขึ้นนั้น  พระสมณะเมื่อทรงทราบ
			<remark  id="s2b14c35l18" />จะพึงทรงติเตียนได้  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  ภิกษุเมื่อจะชี้แจงโดยชอบ  พึง  ชี้แจงอย่างนี้ว่า
			<remark  id="s2b14c35l19" />ดูกรท่านผู้มีอายุ  เรื่องที่พวกเราพร้อมเพรียงกัน  ยินดีต่อกัน  ไม่วิวาทกัน  ศึกษาอยู่  เกิดการ
			<remark  id="s2b14c35l20" />พูดเล่นสำนวนกัน  แข่งขันกันด้วยทิฐิ  ผูกใจเจ็บกัน  ไม่เชื่อถือกัน  ไม่ยินดีต่อกันขึ้นนั้น
			<remark  id="s2b14c35l21" />พระสมณะเมื่อทรงทราบจะพึงติเตียนได้ก็ภิกษุอื่นๆ  จะพึงถามเธอว่า  ดูกรท่านผู้มีอายุ  ภิกษุไม่
			<remark  id="s2b14c35l22" />ละภาวะที่ดำรงอยู่นี้แล้ว  จะพึงทำนิพพานให้แจ้งได้หรือ  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  ภิกษุเมื่อจะพยากรณ์
			<remark  id="s2b14c35l23" />โดยชอบพึงพยากรณ์อย่างนี้ว่า  ดูกรท่านผู้มีอายุ  ภิกษุไม่ละภาวะที่ดำรงอยู่นี้แล้วแล  จะพึงทำ
			<remark  id="s2b14c35l24" />นิพพานให้แจ้งไม่ได้
		</para>
	</section>
	<section id="s2b14c36" >
		<para id="s2b14c36p">
			<remark  id="s2b14c36l1" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย  ถ้าภิกษุอื่นๆ  พึงถามเธออย่างนี้ว่า  ท่านให้ภิกษุเหล่านี้ของพวกเรา
			<remark  id="s2b14c36l2" />ออกจากอกุศล  ดำรงอยู่ในกุศลแล้วหรือ  ภิกษุเมื่อจะพยากรณ์โดยชอบ  พึงพยากรณ์อย่างนี้ว่า
			<remark  id="s2b14c36l3" />ดูกรท่านผู้มีอายุ  ในเรื่องนี้  ข้าพเจ้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคแล้ว  พระผู้มีพระภาคทรงแสดงธรรม
			<remark  id="s2b14c36l4" />แก่ข้าพเจ้า  ข้าพเจ้าฟังธรรมของพระองค์แล้ว  ได้กล่าวแก่ภิกษุเหล่านั้น  ภิกษุเหล่านั้นฟังธรรม
			<remark  id="s2b14c36l5" />แล้ว  ออกจากอกุศล  และดำรงอยู่ในกุศลได้แล้ว  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  ภิกษุเมื่อพยากรณ์อย่างนี้
			<remark  id="s2b14c36l6" />แล  ชื่อว่าไม่ยกตน  ไม่ข่มคนอื่น  พยากรณ์ธรรมสมควรแก่ธรรมด้วย  ทั้งการกล่าวก่อนและ
			<remark  id="s2b14c36l7" />การกล่าวตามกันอะไรๆ  อันชอบด้วยเหตุ  ย่อมไม่ถึงฐานะน่าตำหนิ  ด้วย  ฯ
			<remark  id="s2b14c36l8" />	พระผู้มีพระภาคได้ตรัสพระภาษิตนี้แล้ว  ภิกษุเหล่านั้นต่างชื่นชมยินดีพระภาษิตของ
			<remark  id="s2b14c36l9" />พระผู้มีพระภาคแล  ฯ
			<remark  id="s2b14c36l10" />	    จบ  กินติสูตรที่  ๓
			<remark  id="s2b14c36l11" />	    ______________________________
		</para>
	</section>
	<section id="s2b14c37" >
		<para id="s2b14c37p">
			<remark  id="s2b14c37l1" />	    ๔.  สามคามสูตร  (๑๐๔)
			<remark  id="s2b14c37l2" />	[๕๑]  ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้
			<remark  id="s2b14c37l3" />	สมัยหนึ่ง  พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่หมู่บ้านสามคาม  ในสักกชนบท  ก็สมัย
			<remark  id="s2b14c37l4" />นั้นแล  นิครนถ์  นาฏบุตรตายลงใหม่ๆ  ที่เมืองปาวา  เพราะการตายของนิครนถ์  นาฏบุตรนั้น
			<remark  id="s2b14c37l5" />พวกนิครนถ์แตกกันเป็น  ๒  พวก  เกิดขัดใจทะเลาะวิวาทกัน  เสียดสีกันและกันด้วยฝีปาก
			<remark  id="s2b14c37l6" />อยู่ว่า  ท่านไม่รู้ทั่วถึงธรรมวินัยนี้  เรารู้ทั่วถึงธรรมวินัยนี้  ท่านปฏิบัติผิด  เราปฏิบัติถูก  ของ
			<remark  id="s2b14c37l7" />เรามีประโยชน์  ของท่านไม่มีประโยชน์  คำที่ควรพูดก่อน  ท่านพูดทีหลัง  คำที่  ควรพูดทีหลัง
			<remark  id="s2b14c37l8" />ท่านพูดก่อน  ข้อปฏิบัติที่เคยชินอย่างดียิ่งของท่านกลายเป็นผิดแม้วาทะของท่านที่ยกขึ้นมา
			<remark  id="s2b14c37l9" /> เราก็ข่มได้  ท่านจงเที่ยวแก้คำพูดหรือจงถอนคำเสียถ้าสามารถ  นิครนถ์เหล่านั้นทะเลาะกันแล้ว
			<remark  id="s2b14c37l10" />ความตายประการเดียวเท่านั้นเป็น  สำคัญ  เป็นไปในพวกนิครนถ์ศิษย์นาฏบุตร  แม้สาวกของ
			<remark  id="s2b14c37l11" />นิครนถ์  นาฏบุตรฝ่ายคฤหัสถ์  ผู้นุ่งขาวห่มขาว  ก็เป็นผู้เบื่อหน่าย  คลายยินดี  มีใจถอยกลับ
			<remark  id="s2b14c37l12" />ในพวกนิครนถ์ศิษย์นาฏบุตร  ดุจว่าเบื่อหน่าย  คลายยินดี  มีใจถอยกลับในธรรมวินัย  ที่นิครนถ์
			<remark  id="s2b14c37l13" />นาฏบุตรกล่าวผิด  ให้รู้ผิด  ไม่ใช่นำออกจากทุกข์  ไม่เป็นไปเพื่อความสงบ  มิใช่ธรรมวินัย
			<remark  id="s2b14c37l14" />ที่พระสัมมาสัมพุทธให้รู้ทั่ว  เป็นสถูปที่พัง  ไม่เป็นที่พึ่งอาศัยได้  ฯ
			<remark  id="s2b14c37l15" />	[๕๒]  ครั้งนั้นแล  สมณุทเทสจุนทะ  จำพรรษาที่เมืองปาวาแล้วเข้าไปยังบ้านสามคาม
			<remark  id="s2b14c37l16" />หาท่านพระอานนท์  กราบท่านพระอานนท์แล้วนั่ง  ณ  ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง  พอนั่งเรียบร้อยแล้ว
			<remark  id="s2b14c37l17" /> ได้กล่าวกะท่านพระอานนท์ดังนี้ว่า  ข้าแต่ท่านผู้เจริญ  นิครนถ์  นาฏบุตรตายลงใหม่ๆ  ที่เมือง
			<remark  id="s2b14c37l18" />ปาวา  เพราะการตายของนิครนถ์  นาฏบุตรนั้น  พวกนิครนถ์จึงแตกกันเป็น  ๒  พวก  เกิดขัดใจ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b14c38" >
		<para id="s2b14c38p">
			<remark  id="s2b14c38l1" />ทะเลาะวิวาทกันเสียดสีกันด้วยฝีปากอยู่ว่า  ท่านไม่รู้ทั่วถึงธรรมวินัยนี้  เรารู้ทั่วถึงธรรมวินัยนี้
			<remark  id="s2b14c38l2" />ไฉนท่านจักรู้ทั่วถึงธรรมวินัยนี้  ท่านปฏิบัติผิด  เราปฏิบัติถูก  ของเรามีประโยชน์  ของท่านไม่มี
			<remark  id="s2b14c38l3" />ประโยชน์  คำที่ควรพูดก่อน  ท่านพูดทีหลัง  คำที่ควรพูดทีหลังท่านพูดก่อน  ข้อปฏิบัติที่เคยชินอย่าง
			<remark  id="s2b14c38l4" />ดียิ่งของท่านกลายเป็นผิด  แม้วาทะของท่านที่ยกขึ้นมา  เราก็ข่มได้  ท่านจงเที่ยวแก้คำพูดหรือจง
			<remark  id="s2b14c38l5" />ถอนคำเสีย  ถ้าสามารถ  นิครนถ์เหล่านั้นทะเลาะกันแล้ว  ความตายประการเดียวเท่านั้นเป็น
			<remark  id="s2b14c38l6" />สำคัญ  เป็น  ไปในพวกนิครนถ์ศิษย์นาฏบุตร  แม้สาวกของนิครนถ์  นาฏบุตรฝ่ายคฤหัสถ์  ผู้
			<remark  id="s2b14c38l7" />นุ่งขาวห่มขาว  ก็เป็นผู้เบื่อหน่าย  คลายยินดี  มีใจถอยกลับในพวกนิครนถ์ศิษย์นาฏบุตร  ดุจว่า
			<remark  id="s2b14c38l8" />เบื่อหน่าย  คลายยินดี  มีใจถอยกลับในธรรมวินัย  ที่นิครนถ์นาฏบุตรกล่าวผิด  ให้รู้ผิด  ไม่ใช่
			<remark  id="s2b14c38l9" />นำออกจากทุกข์  ไม่เป็นไปเพื่อความสงบ  มิใช่ธรรมวินัยที่พระสัมมาสัมพุทธให้รู้ทั่ว  เป็นสถูป
			<remark  id="s2b14c38l10" />ที่พัง  ไม่เป็นที่พึ่งอาศัยได้  เมื่อสมณุทเทสจุนทะกล่าวอย่างนี้แล้ว  ท่านพระอานนท์จึงกล่าว
			<remark  id="s2b14c38l11" />ดังนี้ว่า  ดูกรจุนทะผู้มีอายุ  เรื่องนี้  มีเค้าพอจะเฝ้าพระผู้มีพระภาคได้  มาเถิด  เราทั้ง  ๒  จักเข้า
			<remark  id="s2b14c38l12" />เฝ้าพระผู้มีพระภาค  แล้วกราบทูลเรื่องนี้แด่พระผู้มีพระภาค  สมณุทเทสจุนทะรับคำท่านพระ
			<remark  id="s2b14c38l13" />อานนท์แล้ว  ฯ
			<remark  id="s2b14c38l14" />	[๕๓]  ครั้งนั้นแล  ท่านพระอานนท์และสมณุทเทสจุนทะ  เข้าไปเฝ้า  พระผู้มีพระภาค
			<remark  id="s2b14c38l15" />ยังที่ประทับ  ครั้นแล้วถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาค  นั่ง  ณ  ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง  ท่านพระอานนท์
			<remark  id="s2b14c38l16" />พอนั่งเรียบร้อยแล้ว  ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า  ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ  สมณุทเทส
			<remark  id="s2b14c38l17" />จุนทะนี้กล่าวอย่างนี้ว่า  ข้าแต่ท่านผู้เจริญ  นิครนถ์  นาฏบุตรตายลงใหม่ๆ  ที่เมืองปาวา  เพราะ
			<remark  id="s2b14c38l18" />การตายของนิครนถ์  นาฏบุตรนั้น  พวกนิครนถ์จึงแตกกันเป็น  ๒  พวก  เกิดขัดใจทะเลาะวิวาท
			<remark  id="s2b14c38l19" />กันเสียดสีกันด้วยฝีปากอยู่ว่า  ท่านไม่รู้ทั่วถึงธรรมวินัยนี้  เรารู้ทั่วถึงธรรมวินัยนี้  ฯลฯ  แม้
			<remark  id="s2b14c38l20" />สาวกของนิครนถ์  นาฏบุตรฝ่ายคฤหัสถ์  ผู้นุ่งขาวห่มขาว  ก็เป็นผู้เบื่อหน่ายคลายยินดี  มีใจ
			<remark  id="s2b14c38l21" />ถอยกลับในพวกนิครนถ์ศิษย์นาฏบุตร  ดุจว่าเบื่อหน่าย  คลายยินดี  มีใจถอยกลับในธรรมวินัย
			<remark  id="s2b14c38l22" />ที่นิครนถ์  นาฏบุตร  กล่าวผิด  ให้รู้ผิด  ไม่ใช่นำออกจากทุกข์  ไม่เป็นไปเพื่อความสงบ  มิใช่
			<remark  id="s2b14c38l23" />ธรรมวินัยที่พระสัมมาสัมพุทธให้รู้ทั่ว  เป็นสถูปที่พัง  ไม่เป็นที่พึ่งอาศัยได้  ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
			<remark  id="s2b14c38l24" />ข้าพระองค์มีความดำริอย่างนี้ว่า  สมัยเมื่อพระผู้มีพระภาคล่วงลับไป  ความวิวาทอย่าได้เกิดขึ้น
		</para>
	</section>
	<section id="s2b14c39" >
		<para id="s2b14c39p">
			<remark  id="s2b14c39l1" />ในสงฆ์เลย  ความวิวาทนั้นมีแต่เพื่อไม่เกื้อกูลแก่ชนมาก  ไม่ใช่สุขของชนมาก  ไม่ใช่ประโยชน์
			<remark  id="s2b14c39l2" />ของชนมาก  เพื่อไม่เกื้อกูล  เพื่อความทุกข์แก่เทวดาและมนุษย์  ฯ
			<remark  id="s2b14c39l3" />	[๕๔]  พระผู้มีพระภาคตรัสว่า  ดูกรอานนท์  เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน  ธรรม
			<remark  id="s2b14c39l4" />เหล่าใด  อันเราแสดงแล้วแก่เธอทั้งหลายด้วยความรู้ยิ่ง  คือ  สติปัฏฐาน  ๔  สัมมัปปธาน  ๔
			<remark  id="s2b14c39l5" />อิทธิบาท  ๔  อินทรีย์  ๕  พละ  ๕  โพชฌงค์  ๗  อริยมรรค  มีองค์  ๘  ดูกรอานนท์  เธอจะยัง
			<remark  id="s2b14c39l6" />เห็นภิกษุของเรา  แม้สองรูป  มีวาทะต่างกันได้  ในธรรมเหล่านี้หรือ  ฯ
			<remark  id="s2b14c39l7" />	ท่านพระอานนท์ทูลว่า  ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ  ธรรมเหล่าใด  อัน  พระผู้มีพระภาคทรง
			<remark  id="s2b14c39l8" />แสดงแล้ว  แก่ข้าพระองค์ทั้งหลายด้วยความรู้ยิ่ง  คือ  สติปัฏฐาน  ๔  สัมมัปปธาน  ๔  อิทธิบาท  ๔
			<remark  id="s2b14c39l9" />อินทรีย์  ๕  พละ  ๕  โพชฌงค์  ๗  อริยมรรคมีองค์  ๘ข้าพระองค์ยังไม่เห็นภิกษุแม้สองรูป
			<remark  id="s2b14c39l10" />มีวาทะต่างกันในธรรมเหล่านี้  ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ  มีได้แล  ที่บุคคลทั้งหลายผู้อาศัยพระผู้มี
			<remark  id="s2b14c39l11" />พระภาคอยู่นั้น  พอสมัยพระผู้มีพระภาคล่วงลับไป  จะพึงก่อวิวาทให้เกิดในสงฆ์ได้  เพราะ
			<remark  id="s2b14c39l12" />เหตุอาชีวะอันยิ่งหรือปาติโมกข์อันยิ่ง  ความวิวาทนั้นมีแต่เพื่อไม่เกื้อกูลแก่ชนมาก  ไม่ใช่สุข
			<remark  id="s2b14c39l13" />ของชนมาก  ไม่ใช่ประโยชน์ของชนมาก  เพื่อไม่เกื้อกูล  เพื่อความทุกข์แก่เทวดาและมนุษย์  ฯ
			<remark  id="s2b14c39l14" />	พ.  ดูกรอานนท์  ความวิวาทที่เกิดเพราะเหตุอาชีวะอันยิ่งหรือปาติโมกข์  อันยิ่ง  นั้นเล็ก
			<remark  id="s2b14c39l15" />น้อย  ส่วนความวิวาทอันเกิดในสงฆ์  ที่เกิดเพราะเหตุมรรคหรือปฏิปทา  ความวิวาทนั้นมีแต่
			<remark  id="s2b14c39l16" />เพื่อไม่เกื้อกูลแก่ชนมาก  ไม่ใช่สุขของชนมาก  ไม่ใช่ประโยชน์ของชนมาก  เพื่อไม่เกื้อกูล
			<remark  id="s2b14c39l17" />เพื่อความทุกข์แก่เทวดาและมนุษย์  ฯ
			<remark  id="s2b14c39l18" />	[๕๕]  ดูกรอานนท์  มูลเหตุแห่งความวิวาทนี้มี  ๖  อย่าง  ๖  อย่างเป็นไฉน  ดูกร
			<remark  id="s2b14c39l19" />อานนท์
			<remark  id="s2b14c39l20" />	(๑)  ภิกษุในธรรมวินัยนี้  เป็นผู้มักโกรธ  มีความผูกโกรธ  ภิกษุที่เป็น  ผู้มักโกรธ  มี
			<remark  id="s2b14c39l21" />ความผูกโกรธนั้น  ย่อมไม่มีความเคารพ  ไม่มีความยำเกรง  แม้ใน  พระศาสดา  แม้ในพระธรรม
			<remark  id="s2b14c39l22" />แม้ในพระสงฆ์อยู่  ทั้งไม่เป็นผู้ทำให้บริบูรณ์ในสิกขา  ภิกษุที่ไม่มีความเคารพ  ไม่มีความยำเกรง
			<remark  id="s2b14c39l23" />แม้ในพระศาสดา  แม้ในพระธรรมแม้ในพระสงฆ์อยู่  ทั้งไม่เป็นผู้ทำให้บริบูรณ์ในสิกขา
		</para>
	</section>
	<section id="s2b14c40" >
		<para id="s2b14c40p">
			<remark  id="s2b14c40l1" />นั้น  ย่อมก่อความวิวาทให้เกิดในสงฆ์  ซึ่งเป็นความวิวาท  มีเพื่อไม่เกื้อกูลแก่ชนมาก  ไม่ใช่สุข
			<remark  id="s2b14c40l2" />ของชนมากไม่ใช่ประโยชน์ของชนมาก  เพื่อไม่เกื้อกูล  เพื่อความทุกข์แก่เทวดาและมนุษย์
			<remark  id="s2b14c40l3" />ดูกรอานนท์  ถ้าหากพวกเธอพิจารณาเห็นมูลเหตุแห่งความวิวาทเช่นนี้ในภายในหรือในภายนอก
			<remark  id="s2b14c40l4" />พวกเธอพึงพยายามละมูลเหตุแห่งความวิวาทอันลามกนั้นเสียในที่นั้น  ถ้าพวกเธอพิจารณาไม่เห็น
			<remark  id="s2b14c40l5" />มูลเหตุแห่งความวิวาทเช่นนี้ในภายในหรือในภายนอก  พวกเธอพึงปฏิบัติไม่ให้มูลเหตุแห่ง
			<remark  id="s2b14c40l6" />ความวิวาทอันลามกนั้นแล  ลุกลามต่อ  ไปในที่นั้น  การละมูลเหตุแห่งความวิวาทอันลามกนี้
			<remark  id="s2b14c40l7" />ย่อมมีได้ด้วยอาการเช่นนี้  ความไม่ลุกลามต่อไปของมูลเหตุแห่งความวิวาทอันลามกนี้  ย่อมมีได้
			<remark  id="s2b14c40l8" />ด้วยอาการเช่นนี้  ฯ
			<remark  id="s2b14c40l9" />	[๕๖]  ดูกรอานนท์  ประการอื่นยังมีอีก
			<remark  id="s2b14c40l10" />	(๒)  ภิกษุเป็นผู้มีความลบหลู่  มีความตีเสมอ...
			<remark  id="s2b14c40l11" />	(๓)  ภิกษุเป็นผู้มีความริษยา  มีความตระหนี่...
			<remark  id="s2b14c40l12" />	(๔)  ภิกษุเป็นผู้โอ้อวด  เป็นผู้มีมายา...
			<remark  id="s2b14c40l13" />	(๕)  ภิกษุเป็นผู้มีความปรารถนาลามก  มีความเห็นผิด...
			<remark  id="s2b14c40l14" />	(๖)  ภิกษุเป็นผู้มีความเห็นเอาเอง  มีความเชื่อถือผิวเผิน  มีความถือรั้นสละคืนได้ยาก
			<remark  id="s2b14c40l15" /> ภิกษุที่เป็นผู้มีความเห็นเอาเอง  มีความเชื่อถือผิวเผิน  มีความถือรั้น  สละคืนได้ยากนั้น  ย่อม
			<remark  id="s2b14c40l16" />ไม่มีความเคารพ  ไม่มีความยำเกรง  แม้ในพระศาสดา  แม้ในพระธรรม  แม้ในพระสงฆ์อยู่
			<remark  id="s2b14c40l17" />ทั้งไม่เป็นผู้ทำให้บริบูรณ์ในสิกขา  ภิกษุที่ไม่มีความเคารพ  ไม่มีความยำเกรง  แม้ในพระศาสดา  
			<remark  id="s2b14c40l18" />แม้ในพระธรรม  แม้ในพระสงฆ์อยู่  ทั้งไม่เป็นผู้ทำให้บริบูรณ์ในสิกขานั้น  ย่อมก่อความวิวาท
			<remark  id="s2b14c40l19" />ให้เกิดในสงฆ์  ซึ่งเป็นความวิวาท  มีเพื่อไม่เกื้อกูลแก่ชนมาก  ไม่ใช่สุขของชนมาก  ไม่ใช่
			<remark  id="s2b14c40l20" />ประโยชน์ของชนมาก  เพื่อไม่เกื้อกูล  เพื่อความทุกข์แก่เทวดาและมนุษย์  ดูกร  อานนท์  ถ้า
			<remark  id="s2b14c40l21" />พวกเธอพิจารณาเห็นมูลเหตุแห่งความวิวาทเช่นนี้ในภายในหรือในภาย นอก  พวกเธอพึงพยายาม
			<remark  id="s2b14c40l22" />ละมูลเหตุแห่งความวิวาทอันลามกนั้นเสียในที่นั้น  ถ้า  พวกเธอพิจารณาไม่เห็นมูลเหตุแห่งความ
			<remark  id="s2b14c40l23" />วิวาทเช่นนี้ในภายในหรือในภายนอก  พวก  เธอพึงปฏิบัติไม่ให้มูลเหตุแห่งความวิวาทอันลามก
		</para>
	</section>
	<section id="s2b14c41" >
		<para id="s2b14c41p">
			<remark  id="s2b14c41l1" />นั้นแล  ลุกลามต่อไปในที่นั้นการละมูลเหตุแห่งความวิวาทอันลามกนี้  ย่อมมีได้ด้วยอาการ
			<remark  id="s2b14c41l2" />เช่นนี้  ความไม่ลุกลามต่อไปของมูลเหตุแห่งความวิวาทอันลามกนี้  ย่อมมีได้ด้วยอาการเช่นนี้
			<remark  id="s2b14c41l3" />ดูกรอานนท์เหล่านี้แล  มูลเหตุแห่งความวิวาท  ๖  อย่าง  ฯ
			<remark  id="s2b14c41l4" />	[๕๗]  ดูกรอานนท์  อธิกรณ์นี้มี  ๔  อย่าง  ๔  อย่างเป็นไฉน  คือ  วิวาทาธิกรณ์
			<remark  id="s2b14c41l5" />อนุวาทาธิกรณ์  อาปัตตาธิกรณ์  กิจจาธิกรณ์  ดูกรอานนท์  เหล่านี้แลอธิกรณ์  ๔  อย่าง  ฯ
			<remark  id="s2b14c41l6" />	ดูกรอานนท์  ก็อธิกรณ์สมถะนี้มี  ๗  อย่างแล  คือ  เพื่อระงับอธิกรณ์อันเกิดแล้วๆ
			<remark  id="s2b14c41l7" />สงฆ์พึงใช้สัมมุขาวินัย  สติวินัย  อมุฬหวินัย  ปฏิญญาตกรณะเยภุยยสิกา  ตัสสปาปิยสิกา
			<remark  id="s2b14c41l8" />ติณวัตถารกะ  ฯ
			<remark  id="s2b14c41l9" />	[๕๘]  ดูกรอานนท์  ก็สัมมุขาวินัยเป็นอย่างไร  คือ  พวกภิกษุในธรรมวินัยนี้  ย่อม
			<remark  id="s2b14c41l10" />วิวาทกัน  ว่าเป็นธรรมหรือมิใช่ธรรม  ว่าเป็นวินัยหรือมิใช่วินัย  ดูกร  อานนท์  ภิกษุเหล่านั้น
			<remark  id="s2b14c41l11" />ทั้งหมดแล  พึงพร้อมเพรียงกันประชุมพิจารณาแบบแผนธรรม  ครั้นพิจารณาแล้ว  พึงให้อธิกรณ์
			<remark  id="s2b14c41l12" />นั้นระงับโดยอาการที่เรื่องลงกันได้ในแบบแผนธรรมนั้น  ดูกรอานนท์  อย่างนี้แล  เป็นสัมมุขา
			<remark  id="s2b14c41l13" />วินัย  ก็แหละความระงับอธิกรณ์บางอย่างในธรรมวินัยนี้  ย่อมมีได้ด้วยสัมมุขาวินัยอย่างนี้  ฯ
			<remark  id="s2b14c41l14" />	[๕๙]  ดูกรอานนท์  ก็เยภุยยสิกาเป็นอย่างไร  คือ  ภิกษุเหล่านั้นไม่อาจ  ระงับอธิกรณ์
			<remark  id="s2b14c41l15" />นั้นในอาวาสนั้นได้  พึงพากันไปยังอาวาสที่มีภิกษุมากกว่า  ภิกษุทั้งหมดพึงพร้อมเพรียงกัน
			<remark  id="s2b14c41l16" />ประชุมในอาวาสนั้น  ครั้นแล้วพึงพิจารณาแบบแผนธรรมครั้นพิจารณาแล้ว  พึงให้อธิกรณ์นั้น
			<remark  id="s2b14c41l17" />ระงับโดยอาการที่เรื่องลงกันได้ในแบบแผนธรรมนั้น  ดูกรอานนท์  อย่างนี้แล  เป็นเยภุยยสิกา
			<remark  id="s2b14c41l18" /> ก็แหละ  ความระงับอธิกรณ์  บางอย่างในธรรมวินัยนี้  ย่อมมีได้ด้วยเยภุยยสิกาอย่างนี้  ฯ
			<remark  id="s2b14c41l19" />	[๖๐]  ดูกรอานนท์  ก็สติวินัยเป็นอย่างไร  คือ  พวกภิกษุในธรรมวินัยนี้  โจทภิกษุ
			<remark  id="s2b14c41l20" />ด้วยอาบัติหนักเห็นปานนี้  คือ  ปาราชิก  หรือใกล้เคียงปาราชิกว่า  ท่านผู้มีอายุระลึกได้หรือไม่ว่า
			<remark  id="s2b14c41l21" />ท่านต้องอาบัติหนักเห็นปานนี้  คือปาราชิกหรือใกล้เคียงปาราชิกแล้ว  ภิกษุนั้นตอบอย่างนี้ว่า
		</para>
	</section>
	<section id="s2b14c42" >
		<para id="s2b14c42p">
			<remark  id="s2b14c42l1" /> ท่านผู้มีอายุทั้งหลาย  ข้าพเจ้าระลึกไม่ได้เลยว่า  ข้าพเจ้าต้องอาบัติหนักเห็นปานนี้  คือ  ปาราชิก
			<remark  id="s2b14c42l2" />หรือใกล้เคียงปาราชิก  เมื่อเป็น  เช่นนี้  สงฆ์ต้องให้สติวินัยแก่ภิกษุนั้นแล  ดูกรอานนท์  อย่างนี้แล
			<remark  id="s2b14c42l3" />เป็นสติวินัยก็แหละความระงับอธิกรณ์บางอย่างในธรรมวินัยนี้  ย่อมมีได้ด้วยสติวินัยอย่างนี้  ฯ
			<remark  id="s2b14c42l4" />	[๖๑]  ดูกรอานนท์  ก็อมูฬหวินัยเป็นอย่างไร  คือ  พวกภิกษุในธรรมวินัยนี้  โจทภิกษุ
			<remark  id="s2b14c42l5" />ด้วยอาบัติหนักเห็นปานนี้  คือ  ปาราชิกหรือใกล้เคียงปาราชิกว่าท่านผู้มีอายุ  จงระลึกดูเถิดว่า
			<remark  id="s2b14c42l6" />ท่านต้องอาบัติหนักเห็นปานนี้  คือ  ปาราชิกหรือใกล้เคียงปาราชิกแล้ว  ภิกษุนั้นตอบอย่างนี้ว่า
			<remark  id="s2b14c42l7" />ท่านผู้มีอายุทั้งหลาย  ข้าพเจ้าระลึกไม่ได้เลยว่า  ข้าพเจ้าต้องอาบัติหนักเห็นปานนี้  คือ  ปาราชิก
			<remark  id="s2b14c42l8" />หรือใกล้เคียงปาราชิก  ภิกษุผู้โจทนั้นปลอบโยนเธอผู้กำลังทำลายอยู่นี้ว่า  เอาเถอะ  ท่านผู้มีอายุ
			<remark  id="s2b14c42l9" />จงรู้ตัวให้ดีเถิด  เผื่อจะระลึกได้ว่าต้องอาบัติหนักเห็นปานนี้  คือ  ปาราชิกหรือใกล้เคียงปาราชิก
			<remark  id="s2b14c42l10" />แล้ว  ภิกษุนั้นกล่าวอย่างนี้ว่า  ท่านผู้มีอายุทั้งหลาย  ข้าพเจ้าถึงความเป็นบ้า  ใจฟุ้งซ่านแล้ว
			<remark  id="s2b14c42l11" />กรรมอันไม่สมควรแก่สมณะเป็นอันมาก  ข้าพเจ้าผู้เป็นบ้าได้ประพฤติล่วง  และได้พูดละเมิดไป
			<remark  id="s2b14c42l12" />ข้าพเจ้าระลึกมันไม่ได้ว่า  ข้าพเจ้าผู้หลงทำกรรมนี้ไปแล้ว  เมื่อเป็นเช่นนี้  สงฆ์ต้องให้อมุฬหวินัย
			<remark  id="s2b14c42l13" />แก่ภิกษุนั้นแล  ดูกรอานนท์  อย่างนี้แล  เป็นอมูฬหวินัย  ก็แหละ  ความระงับอธิกรณ์บางอย่าง
			<remark  id="s2b14c42l14" />ในธรรมวินัยนี้  ย่อมมีได้ด้วยอมูฬหวินัยอย่างนี้  ฯ
			<remark  id="s2b14c42l15" />	[๖๒]  ดูกรอานนท์  ก็ปฏิญญาตกรณะเป็นอย่างไร  คือ  ภิกษุในธรรม  วินัยนี้  ถูกโจท
			<remark  id="s2b14c42l16" />หรือไม่ถูกโจทก็ตาม  ย่อมระลึกและเปิดเผยอาบัติได้  เธอพึงเข้าไปหาภิกษุผู้แก่กว่า  ห่มจีวร
			<remark  id="s2b14c42l17" />เฉวียงบ่าข้างหนึ่ง  แล้วไหว้เท้านั่งกระหย่งประคองอัญชลี  กล่าวแก่ภิกษุนั้นอย่างนี้ว่า  ข้าแต่
			<remark  id="s2b14c42l18" />ท่านผู้เจริญ  ข้าพเจ้าต้องอาบัติชื่อนี้แล้วขอแสดงคืนอาบัตินั้น  ภิกษุผู้แก่กว่านั้นกล่าวอย่างนี้ว่า
			<remark  id="s2b14c42l19" />ท่านเห็นหรือ  เธอตอบว่า  ข้าพเจ้าเห็น  ภิกษุผู้แก่กว่านั้นกล่าวว่า  ท่านพึงถึงความสำรวมต่อไป
			<remark  id="s2b14c42l20" />เถิด  เธอกล่าว  ว่า  ข้าพเจ้าจักถึงความสำรวม  ดูกรอานนท์  อย่างนี้แล  เป็นปฏิญญาตกรณะ
			<remark  id="s2b14c42l21" />ก็แหละ  ความระงับอธิกรณ์บางอย่างในธรรมวินัยนี้  ย่อมมีได้ด้วยปฏิญญาตกรณะ  อย่างนี้  ฯ
			<remark  id="s2b14c42l22" />	[๖๓]  ดูกรอานนท์  ก็ตัสสปาปิยสิกาเป็นอย่างไร  คือ  พวกภิกษุใน  ธรรมวินัยนี้  โจท
			<remark  id="s2b14c42l23" />ภิกษุด้วยอาบัติหนักเห็นปานนี้  คือ  ปาราชิกหรือใกล้เคียงปาราชิก  ว่า  ท่านผู้มีอายุระลึกได้หรือไม่
			<remark  id="s2b14c42l24" />ว่า  ท่านต้องอาบัติหนักเห็นปานนี้  คือ  ปาราชิกหรือใกล้เคียงปาราชิกแล้ว  ภิกษุนั้นตอบอย่างนี้
		</para>
	</section>
	<section id="s2b14c43" >
		<para id="s2b14c43p">
			<remark  id="s2b14c43l1" />ว่า  ท่านผู้มีอายุทั้งหลาย  ข้าพเจ้าระลึกไม่ได้เลยว่า  ข้าพเจ้าต้องอาบัติหนักเห็นปานนี้  คือ
			<remark  id="s2b14c43l2" />ปาราชิกหรือใกล้เคียงปาราชิก  ภิกษุผู้โจทนั้นปลอบโยนเธอผู้กำลังทำลายอยู่นี้ว่า  เอาเถอะ  ท่าน
			<remark  id="s2b14c43l3" />ผู้มีอายุ  จงรู้ตัวให้ดีเถิด  เผื่อจะระลึกได้ว่าต้องอาบัติหนักเห็นปานนี้  คือ  ปาราชิกหรือใกล้เคียง
			<remark  id="s2b14c43l4" />ปาราชิกแล้ว  ภิกษุนั้นกล่าวอย่างนี้ว่า  ท่านผู้มีอายุทั้งหลาย  ข้าพเจ้าระลึกไม่ได้เลยว่า  ข้าพเจ้า
			<remark  id="s2b14c43l5" />ต้องอาบัติหนักเห็นปานนี้  คือ  ปาราชิกหรือใกล้เคียงปาราชิก  แต่ข้าพเจ้าระลึกได้ว่า  ข้าพเจ้า
			<remark  id="s2b14c43l6" />ต้องอาบัติชื่อนี้เพียงเล็กน้อย  ภิกษุผู้โจทก์นั้นปลอบโยนเธอผู้กำลังทำลายอยู่นี้ว่า  เอาเถอะ  ท่าน
			<remark  id="s2b14c43l7" />ผู้มีอายุจงรู้ตัวให้ดีเถิด  เผื่อจะระลึกได้ว่าต้องอาบัติหนักเห็นปานนี้  คือ  ปาราชิกหรือใกล้เคียง
			<remark  id="s2b14c43l8" />ปาราชิกแล้ว  ภิกษุนั้นกล่าวอย่างนี้ว่า  ท่านผู้มีอายุทั้งหลาย  อันที่จริง  ข้าพเจ้าต้องอาบัติชื่อนี้
			<remark  id="s2b14c43l9" />เพียงเล็กน้อยไม่ถูกใครถามยังรับ  ไฉนข้าพเจ้าต้องอาบัติหนักเห็นปานนี้  คือ  ปาราชิกหรือ
			<remark  id="s2b14c43l10" />ใกล้เคียงปาราชิกแล้ว  ถูกถาม  จักไม่รับเล่า  ภิกษุผู้โจทก์นั้นกล่าวอย่างนี้ว่า  ท่านผู้มีอายุ ก็ท่านต้อง
			<remark  id="s2b14c43l11" />อาบัติชื่อนี้เพียงเล็กน้อย  ไม่ถูกถามยังไม่รับ  ไฉนท่านต้องอาบัติหนัก  เห็นปานนี้  คือ  ปาราชิก
			<remark  id="s2b14c43l12" />หรือใกล้เคียงปาราชิกแล้ว  ไม่ถูกถามจักรับเล่า  เอาเถอะท่านผู้มีอายุ  จงรู้ตัวให้ดีเถิด  เผื่อ
			<remark  id="s2b14c43l13" />จะระลึกได้ว่าต้องอาบัติหนักเห็นปานนี้  คือ  ปาราชิกหรือใกล้เคียงปาราชิกแล้ว  ภิกษุนั้นกล่าว
			<remark  id="s2b14c43l14" />อย่างนี้ว่า  ท่านผู้มีอายุทั้งหลายข้าพเจ้ากำลังระลึกได้แล  ข้าพเจ้าต้องอาบัติหนักเห็นปานนี้  คือ
			<remark  id="s2b14c43l15" />ปาราชิกหรือใกล้เคียงปาราชิกแล้ว  คำที่ว่า  ข้าพเจ้าระลึกไม่ได้ว่า  ข้าพเจ้าต้องอาบัติหนักเห็น
			<remark  id="s2b14c43l16" />ปานนี้คือ  ปาราชิกหรือใกล้เคียงปาราชิกนี้  ข้าพเจ้าพูดพลั้งพูดพลาดไป  ดูกรอานนท์อย่างนี้แล
			<remark  id="s2b14c43l17" />เป็นตัสสปาปิยสิกา  ก็แหละ  ความระงับอธิกรณ์บางอย่างในธรรมวินัยนี้  ย่อมมีได้ด้วยตัสส
			<remark  id="s2b14c43l18" />ปาปิยสิกาอย่างนี้  ฯ
			<remark  id="s2b14c43l19" />	[๖๔]  ดูกรอานนท์  ก็ติณวัตถารกะเป็นอย่างไร  คือ  พวกภิกษุในธรรมวินัยนี้  เกิด
			<remark  id="s2b14c43l20" />ขัดใจทะเลาะวิวาทกันอยู่  ได้ประพฤติล่วงและได้พูดละเมิดกรรมอันไม่สมควรแก่สมณะเป็น
			<remark  id="s2b14c43l21" />อันมาก  ภิกษุเหล่านั้นทั้งหมด  พึงพร้อมเพรียงกันประชุมครั้นแล้ว  ภิกษุผู้ฉลาดในบรรดาภิกษุ
			<remark  id="s2b14c43l22" />ที่เป็นฝ่ายเดียวกัน  พึงลุกจากอาสนะ  ห่มจีวรเฉวียงบ่าข้างหนึ่ง  ประนมอัญชลี  ประกาศให้
			<remark  id="s2b14c43l23" />สงฆ์ทราบว่า  ข้าแต่สงฆ์ผู้เจริญ  ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า  เราทั้งหลายในที่นี้  เกิดขัดใจทะเลาะ
			<remark  id="s2b14c43l24" />วิวาทกันอยู่  ได้ประพฤติ  ล่วง  และได้พูดละเมิดกรรมอันไม่สมควรแก่สมณะเป็นอันมาก  ถ้า
		</para>
	</section>
	<section id="s2b14c44" >
		<para id="s2b14c44p">
			<remark  id="s2b14c44l1" />สงฆ์มีความพรั่งพร้อมถึงที่แล้ว  ข้าพเจ้าพึงแสดงอาบัติของท่านผู้มีอายุเหล่านี้และของตน  ยกเว้น
			<remark  id="s2b14c44l2" />อาบัติที่มีโทษหยาบและอาบัติที่พัวพันกับคฤหัสถ์  ด้วยวินัยเพียงดังว่ากลบไว้ด้วย  หญ้า  ในท่าม
			<remark  id="s2b14c44l3" />กลางสงฆ์  เพื่อประโยชน์แก่ท่านผู้มีอายุเหล่านี้และแก่ตน  ต่อนั้นภิกษุผู้ฉลาดในบรรดาภิกษุที่
			<remark  id="s2b14c44l4" />เป็นฝ่ายเดียวกันอีกฝ่ายหนึ่ง  พึงลุกจากอาสนะ  ห่มจีวร  เฉวียงบ่าข้างหนึ่ง  ประนมอัญชลี
			<remark  id="s2b14c44l5" />ประกาศให้สงฆ์ทราบว่า  ข้าแต่สงฆ์ผู้เจริญ  ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า  เราทั้งหลายในที่นี้  เกิดขัดใจ
			<remark  id="s2b14c44l6" />ทะเลาะวิวาทกันอยู่  ได้ประพฤติ  ล่วง  และได้พูดละเมิดกรรมอันไม่สมควรแก่สมณะเป็นอันมาก
			<remark  id="s2b14c44l7" />ถ้าสงฆ์มีความพรั่งพร้อมถึงที่แล้ว  ข้าพเจ้าพึงแสดงอาบัติของท่านผู้มีอายุเหล่านี้และของตน  ยก
			<remark  id="s2b14c44l8" />เว้นอาบัติที่มีโทษหยาบและอาบัติที่พัวพันกับคฤหัสถ์  ด้วยวินัยเพียงดังว่ากลบไว้  ด้วยหญ้า  ใน
			<remark  id="s2b14c44l9" />ท่ามกลางสงฆ์  เพื่อประโยชน์แก่ท่านผู้มีอายุเหล่านี้และแก่ตน  ดูกรอานนท์  อย่างนี้แล  เป็น
			<remark  id="s2b14c44l10" />ติณวัตถารกะ  ก็แหละ  ความระงับอธิกรณ์บางอย่างใน
			<remark  id="s2b14c44l11" />ธรรมวินัยนี้  ย่อมมีได้ด้วยติณวัตถารกะอย่างนี้  ฯ
			<remark  id="s2b14c44l12" />	[๖๕]  ดูกรอานนท์  ธรรมเป็นที่ตั้งแห่งความระลึกถึงกัน  เป็นเหตุก่อความรัก  ก่อความ
			<remark  id="s2b14c44l13" />เคารพ  เป็นไปเพื่อสงเคราะห์กัน  เพื่อไม่วิวาทกัน  เพื่อความพร้อมเพรียงกัน  เพื่อเป็นอันหนึ่ง
			<remark  id="s2b14c44l14" />อันเดียวกันนี้มี  ๖  อย่าง  ๖  อย่างเป็นไฉน
			<remark  id="s2b14c44l15" />	(๑)  ดูกรอานนท์  ภิกษุในธรรมวินัยนี้  มีกายกรรมประกอบด้วยเมตตา  ปรากฏใน
			<remark  id="s2b14c44l16" />เพื่อนร่วมประพฤติพรหมจรรย์  ทั้งในที่แจ้ง  ทั้งในที่ลับ  นี้คือธรรมเป็นที่ตั้งแห่งความระลึกถึงกัน
			<remark  id="s2b14c44l17" />เป็นเหตุก่อความรัก  ก่อความเคารพ  เป็นไปเพื่อ  สงเคราะห์กัน  เพื่อไม่วิวาทกัน  เพื่อความ
			<remark  id="s2b14c44l18" />พร้อมเพรียงกัน  เพื่อเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน  ประการหนึ่ง  ฯ
			<remark  id="s2b14c44l19" />	(๒)  ดูกรอานนท์  ประการอื่นยังมีอีก  ภิกษุมีวจีกรรมประกอบด้วยเมตตา ปรากฏใน
			<remark  id="s2b14c44l20" />เพื่อนร่วมประพฤติพรหมจรรย์  ทั้งในที่แจ้ง  ทั้งในที่ลับ  นี้ก็ธรรม  เป็นที่ตั้งแห่งความระลึกถึงกัน
			<remark  id="s2b14c44l21" />เป็นเหตุก่อความรัก  ก่อความเคารพ  เป็นไปเพื่อสงเคราะห์กัน  เพื่อไม่วิวาทกัน  เพื่อความ
			<remark  id="s2b14c44l22" />พร้อมเพรียงกัน  เพื่อเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน  ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b14c45" >
		<para id="s2b14c45p">
			<remark  id="s2b14c45l1" />	(๓)  ดูกรอานนท์  ประการอื่นยังมีอีก  ภิกษุมีมโนกรรมประกอบด้วยเมตตา  ปรากฏใน
			<remark  id="s2b14c45l2" />เพื่อนร่วมพรหมจรรย์  ทั้งในที่แจ้ง  ทั้งในที่ลับ  นี้ก็ธรรมเป็นที่ตั้งแห่งความระลึกถึงกัน  เป็น
			<remark  id="s2b14c45l3" />เหตุก่อความรัก  ก่อความเคารพ  เป็นไปเพื่อ  สงเคราะห์กัน  เพื่อไม่วิวาทกัน  เพื่อความพร้อมเพรียง
			<remark  id="s2b14c45l4" />กัน  เพื่อเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน  ฯ
			<remark  id="s2b14c45l5" />	(๔)  ดูกรอานนท์  ประการอื่นยังมีอีก  ภิกษุมีลาภใดๆ  เกิดโดยธรรมได้แล้วโดยธรรม
			<remark  id="s2b14c45l6" />ที่สุดแม้เพียงอาหารติดบาตร  เป็นผู้ไม่แบ่งกันเอาลาภเห็นปานนั้นไว้บริโภคแต่เฉพาะผู้เดียว
			<remark  id="s2b14c45l7" />ย่อมเป็นผู้บริโภคเฉลี่ยทั่วไปกับเพื่อนร่วมประพฤติพรหมจรรย์ผู้มีศีล  นี้ก็ธรรมเป็นที่ตั้งแห่ง
			<remark  id="s2b14c45l8" />ความระลึกถึงกัน  เป็นเหตุก่อความรักก่อความเคารพ  เป็นไปเพื่อสงเคราะห์กัน  เพื่อไม่วิวาท
			<remark  id="s2b14c45l9" />กัน  เพื่อความพร้อมเพรียงกัน  เพื่อเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน  ฯ
			<remark  id="s2b14c45l10" />	(๕)  ดูกรอานนท์  ประการอื่นยังมีอีก  ภิกษุถึงความเป็นผู้เสมอกันโดยศีล  ในศีล
			<remark  id="s2b14c45l11" />ทั้งหลาย  ที่ไม่ขาด  ไม่ทะลุ  ไม่ด่าง  ไม่พร้อย  เป็นไท  อันวิญญูชนสรรเสริญ  อันตัณหา
			<remark  id="s2b14c45l12" />และทิฐิไม่แตะต้อง  เป็นไปพร้อมเพื่อสมาธิ  เห็นปานนั้น  กับเพื่อนร่วมประพฤติ
			<remark  id="s2b14c45l13" />พรหมจรรย์อยู่  ทั้งในที่แจ้ง  ทั้งในที่ลับ  นี้ก็ธรรมเป็นที่ตั้งแห่งความระลึกถึงกัน  เป็นเหตุก่อความ
			<remark  id="s2b14c45l14" />รัก  ก่อความเคารพ  เป็นไปเพื่อสงเคราะห์กัน  เพื่อไม่วิวาทกัน  เพื่อความพร้อมเพรียงกัน  เพื่อ
			<remark  id="s2b14c45l15" />เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน  ฯ
			<remark  id="s2b14c45l16" />	(๖)  ดูกรอานนท์  ประการอื่นๆ  ยังมีอีก  ภิกษุถึงความเป็นผู้เสมอกันโดยทิฐิ  ใน
			<remark  id="s2b14c45l17" />ทิฐิที่เป็นของพระอริยะ  อันนำออก  ชักนำผู้กระทำตามเพื่อความสิ้นทุกข์โดยชอบ  เห็นปานนั้น
			<remark  id="s2b14c45l18" />กับเพื่อนร่วมประพฤติพรหมจรรย์อยู่  ทั้งในที่แจ้ง  ทั้งในที่ลับ  นี้ก็ธรรมเป็นที่ตั้งแห่งความระลึก
			<remark  id="s2b14c45l19" />ถึงกัน  เป็นเหตุก่อความรัก  ก่อความเคารพเป็นไปเพื่อสงเคราะห์  เพื่อไม่วิวาทกัน  เพื่อความ
			<remark  id="s2b14c45l20" />พร้อมเพรียงกัน  เพื่อเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน  ฯ
			<remark  id="s2b14c45l21" />	ดูกรอานนท์  นี้แล  ธรรม  ๖  อย่าง  เป็นที่ตั้งแห่งความระลึกถึงกัน  เป็นเหตุก่อความ
			<remark  id="s2b14c45l22" />รัก  ก่อความเคารพ  เป็นไปเพื่อสงเคราะห์กัน  เพื่อไม่วิวาทกันเพื่อความพร้อมเพรียงกัน  เพื่อ
			<remark  id="s2b14c45l23" />เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน  ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b14c46" >
		<para id="s2b14c46p">
			<remark  id="s2b14c46l1" />	[๖๖]  ดูกรอานนท์  ถ้าพวกเธอพึงสมาทานสาราณียธรรมทั้ง  ๖  อย่างนี้  ประพฤติอยู่
			<remark  id="s2b14c46l2" />พวกเธอจะยังเห็นทางว่ากล่าวพวกเราได้  น้อยก็ตาม  มากก็ตามซึ่งจะอดกลั้นไว้ไม่ได้ละหรือ  ฯ
			<remark  id="s2b14c46l3" />	ท่านพระอานนท์กราบทูลว่า  ข้อนี้หามิได้เลย  พระพุทธเจ้าข้า  ฯ
			<remark  id="s2b14c46l4" />	พ.  ดูกรอานนท์  เพราะฉะนั้นแล  พวกเธอพึงสมาทานสาราณียธรรมทั้ง๖  อย่างนี้  ประพฤติ
			<remark  id="s2b14c46l5" />เถิด  ข้อนั้นจักเป็นไปเพื่อประโยชน์  เพื่อความสุขแก่พวกเธอตลอดกาลนาน  ฯ
			<remark  id="s2b14c46l6" />	พระผู้มีพระภาคได้ตรัสพระภาษิตนี้แล้ว  ท่านพระอานนท์ชื่นชมยินดี  พระภาษิตของ
			<remark  id="s2b14c46l7" />พระผู้มีพระภาคแล  ฯ
			<remark  id="s2b14c46l8" />	    จบ  สามคามสูตร  ที่  ๔
			<remark  id="s2b14c46l9" />	    ________________________________________
		</para>
	</section>
	<section id="s2b14c47" >
		<para id="s2b14c47p">
			<remark  id="s2b14c47l1" />	    ๕.  สุนักขัตตสูตร  (๑๐๕)
			<remark  id="s2b14c47l2" />	[๖๗]  ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้
			<remark  id="s2b14c47l3" />	สมัยหนึ่ง  พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่กูฏาคารศาลา  ในป่ามหาวัน  เขต พระนครเวสาลี
			<remark  id="s2b14c47l4" />ก็สมัยนั้นแล  มีภิกษุมากด้วยกันทูลพยากรณ์อรหัตผลในสำนักของพระผู้มีพระภาคว่า  พวกข้า
			<remark  id="s2b14c47l5" />พระองค์รู้ชัดว่า  ชาติสิ้นแล้ว  พรหมจรรย์อยู่จบแล้วกิจที่ควรทำได้ทำเสร็จแล้ว  กิจอื่นเพื่อ
			<remark  id="s2b14c47l6" />ความเป็นอย่างนี้มิได้มี  ฯ
			<remark  id="s2b14c47l7" />	[๖๘]  พระสุนักขัตตะ  ลิจฉวีบุตร  ได้ทราบข่าวว่า  มีภิกษุมากด้วยกันได้  ทูลพยากรณ์
			<remark  id="s2b14c47l8" />อรหัตผล  ในสำนักของพระผู้มีพระภาคว่า  พวกข้าพระองค์รู้ชัดว่าชาติสิ้นแล้ว  พรหมจรรย์
			<remark  id="s2b14c47l9" />อยู่จบแล้ว  กิจที่ควรทำได้ทำเสร็จแล้ว  กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี  จึงเข้าไปเฝ้าพระผู้
			<remark  id="s2b14c47l10" />มีพระภาคยังที่ประทับ  แล้วถวายอภิวาทพระ  ผู้มีพระภาค  นั่ง  ณ  ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง  พอนั่ง
			<remark  id="s2b14c47l11" />เรียบร้อยแล้ว  ได้กราบทูลพระผู้มี  พระภาคดังนี้ว่า  ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ  ข้าพระองค์ได้ทราบ
			<remark  id="s2b14c47l12" />ข่าวดังนี้ว่า  มีภิกษุมากด้วยกันได้ทูลพยากรณ์อรหัตผลในสำนักของพระผู้มีพระภาคว่า  พวกข้า
			<remark  id="s2b14c47l13" />พระองค์รู้ชัดว่า  ชาติสิ้นแล้ว  พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว  กิจที่ควรทำได้ทำเสร็จแล้ว  กิจอื่นเพื่อ
			<remark  id="s2b14c47l14" />ความเป็นอย่างนี้มิได้มี  ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ  พวกภิกษุที่ทูลพยากรณ์อรหัตผลในสำนักของ
			<remark  id="s2b14c47l15" />พระผู้มีพระภาคดังนั้น  ได้ทูลพยากรณ์อรหัตผลโดยชอบหรือ  หรือว่า  ภิกษุบางเหล่าในพวกนี้
			<remark  id="s2b14c47l16" />ได้ทูลพยากรณ์อรหัตผล  ด้วยความสำคัญว่าตนได้บรรลุ  ฯ
			<remark  id="s2b14c47l17" />	[๖๙]  พระผู้มีพระภาคตรัสว่า  ดูกรสุนักขัตตะ  พวกภิกษุที่พยากรณ์อรหัตผลในสำนัก
			<remark  id="s2b14c47l18" />ของเราว่า  พวกข้าพระองค์รู้ชัดว่า  ชาติสิ้นแล้ว  พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว  กิจที่ควรทำได้ทำเสร็จ
			<remark  id="s2b14c47l19" />แล้ว  กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี  นั้น  มีบางเหล่าในพวกนี้ได้พยากรณ์อรหัตผลโดยชอบ
			<remark  id="s2b14c47l20" />แท้  แต่ก็มีภิกษุบางเหล่าในที่นี้ได้พยากรณ์อรหัตผล  ด้วยความสำคัญว่า  ตนได้บรรลุบ้าง
		</para>
	</section>
	<section id="s2b14c48" >
		<para id="s2b14c48p">
			<remark  id="s2b14c48l1" />ดูกรสุนักขัตตะ  ในภิกษุเหล่านั้น  ภิกษุพวกที่พยากรณ์อรหัตผลโดยชอบแท้นั้น  ย่อมมีอรหัตผล
			<remark  id="s2b14c48l2" />จริงทีเดียว  ส่วนในภิกษุพวกที่พยากรณ์อรหัตผลด้วยความสำคัญว่าตนได้บรรลุนั้น ตถาคตมี
			<remark  id="s2b14c48l3" />ความดำริอย่างนี้ว่า  จักแสดงธรรมแก่เธอ  ดูกรสุนักขัตตะ  ในเรื่องนี้ตถาคตมีความดำริว่า
			<remark  id="s2b14c48l4" />จักแสดงธรรมแก่ภิกษุเหล่านั้นด้วยประการฉะนี้  แต่ถ้าธรรมวินัยนี้มีโมฆบุรุษบางพวกคิดแต่ง
			<remark  id="s2b14c48l5" />ปัญหาเข้ามาถามตถาคต  ข้อที่ตถาคตมีความดำริในภิกษุเหล่านั้นอย่างนี้ว่า  จักแสดงธรรมแก่
			<remark  id="s2b14c48l6" />เธอนั้น  ก็จะเป็นอย่างอื่นไป  ฯ
			<remark  id="s2b14c48l7" />	พระสุนักขัตตะทูลว่า  ข้าแต่พระผู้มีพระภาคผู้สุคต  ขณะนี้เป็นกาลสมควรแล้วๆ  ที่
			<remark  id="s2b14c48l8" />พระผู้มีพระภาคจะทรงแสดงธรรม  ภิกษุทั้งหลายได้ฟังต่อพระผู้มีพระภาคแล้ว  จักทรงจำไว้  ฯ
			<remark  id="s2b14c48l9" />	พ.  ดูกรสุนักขัตตะ  ถ้าเช่นนั้น  เธอจงฟัง  จงใส่ใจให้ดี  เราจักกล่าวต่อไป  ฯ
			<remark  id="s2b14c48l10" />	พระสุนักขัตตะ  ลิจฉวีบุตร  ทูลรับพระดำรัสแล้ว  ฯ
			<remark  id="s2b14c48l11" />	[๗๐]  พระผู้มีพระภาคได้ตรัสดังนี้ว่า  ดูกรสุนักขัตตะ  กามคุณนี้มี  ๕  อย่างแล
			<remark  id="s2b14c48l12" />๕  อย่างเป็นไฉน  คือ
			<remark  id="s2b14c48l13" />	(๑)  รูปที่รู้ได้ด้วยจักษุ  อันน่าปรารถนา  น่าใคร่  น่าพอใจ  เป็นที่รักประกอบด้วยกาม
			<remark  id="s2b14c48l14" />เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด
			<remark  id="s2b14c48l15" />	(๒)  เสียงที่รู้ได้ด้วยโสต  อันน่าปรารถนา  น่าใคร่  น่าพอใจ  เป็นที่รักประกอบด้วย
			<remark  id="s2b14c48l16" />กาม  เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด
			<remark  id="s2b14c48l17" />	(๓)  กลิ่นที่รู้ได้ด้วยฆานะ  อันน่าปรารถนา  น่าใคร่  น่าพอใจ  เป็นที่รักประกอบด้วย
			<remark  id="s2b14c48l18" />กาม  เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด
			<remark  id="s2b14c48l19" />	(๔)  รสที่รู้ได้ด้วยชิวหา  อันน่าปรารถนา  น่าใคร่  น่าพอใจ  เป็นที่รัก  ประกอบด้วย
			<remark  id="s2b14c48l20" />กาม  เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด
			<remark  id="s2b14c48l21" />	(๕)  โผฏฐัพพะที่รู้ได้ด้วยกาย  อันน่าปรารถนา  น่าใคร่  น่าพอใจเป็นที่รัก  ประกอบ
			<remark  id="s2b14c48l22" />ด้วยกาม  เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด
			<remark  id="s2b14c48l23" />	ดูกรสุนักขัตตะ  นี้แลกามคุณ  ๕  อย่าง  ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b14c49" >
		<para id="s2b14c49p">
			<remark  id="s2b14c49l1" />	[๗๑]  ดูกรสุนักขัตตะ  ข้อที่ปุริสบุคคลบางคนในโลกนี้  พึงเป็นผู้น้อม  ใจไปในโลกามิส
			<remark  id="s2b14c49l2" />นั่นเป็นฐานะที่มีได้แล  ปุริสบุคคลผู้น้อมใจไปในโลกามิสถนัดแต่เรื่องที่เหมาะแก่โลกามิส
			<remark  id="s2b14c49l3" />เท่านั้น  ย่อมตรึก  ย่อมตรองธรรมอันควรแก่  โลกามิส  คบแต่คนชนิดเดียวกัน  และถึง
			<remark  id="s2b14c49l4" />ความใฝ่ใจกับคนเช่นนั้น  แต่เมื่อมีใคร  พูดเรื่องเกี่ยวกับอาเนญชสมาบัติ  ย่อมไม่สนใจฟัง  ไม่
			<remark  id="s2b14c49l5" />เงี่ยโสตสดับ  ไม่ตั้งจิตรับรู้ไม่คบคนชนิดนั้น  และไม่ถึงความใฝ่ใจกับคนชนิดนั้น  เปรียบ
			<remark  id="s2b14c49l6" />เหมือนคนที่จากบ้านหรือนิคมของตนไปนาน  พบบุรุษคนใดคนหนึ่งผู้จากบ้านหรือนิคมนั้น
			<remark  id="s2b14c49l7" />ไปใหม่ๆต้องถามบุรุษนั้นถึงเรื่องที่บ้านหรือนิคมนั้นมีความเกษม  ทำมาหากินดี  และมีโรคภัย
			<remark  id="s2b14c49l8" />ไข้เจ็บน้อย  บุรุษนั้นพึงบอกเรื่องที่บ้านหรือนิคมนั้นมีความเกษม  ทำมาหากินดี  และมีโรคภัย
			<remark  id="s2b14c49l9" />ไข้เจ็บน้อยแก่เขา  ดูกรสุนักขัตตะ  เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน  เขาจะพึงสนใจฟัง
			<remark  id="s2b14c49l10" />บุรุษนั้น  เงี่ยโสตสดับ  ตั้งจิตรับรู้  คบบุรุษนั้นและถึงความใฝ่ใจกับบุรุษนั้นบ้างไหมหนอ  ฯ
			<remark  id="s2b14c49l11" />	สุ.  แน่นอน  พระพุทธเจ้าข้า  ฯ
			<remark  id="s2b14c49l12" />	พ.  ดูกรสุนักขัตตะ  ฉันนั้นเหมือนกันแล  ข้อที่ปุริสบุคคลบางคนในโลกนี้  พึงเป็นผู้
			<remark  id="s2b14c49l13" />น้อมใจไปในโลกามิส  นั่นเป็นฐานะที่มีได้แล  ปุริสบุคคลผู้น้อมใจไปในโลกามิส  ถนัดแต่
			<remark  id="s2b14c49l14" />เรื่องที่เหมาะแก่โลกามิสเท่านั้น  ย่อมตรึก  ย่อมตรองธรรมอันควรแก่โลกามิส  คบแต่คนชนิด
			<remark  id="s2b14c49l15" />เดียวกัน  และถึงความใฝ่ใจกับคนเช่นนั้น  แต่เมื่อมีใครพูดเรื่องเกี่ยวกับอาเนญชสมาบัติ  ย่อม
			<remark  id="s2b14c49l16" />ไม่สนใจฟัง  ไม่เงี่ยโสตสดับไม่ตั้งจิตรับรู้  ไม่คบคนชนิดนั้น  และไม่ถึงความใฝ่ใจกับคน
			<remark  id="s2b14c49l17" />ชนิดนั้น  บุคคลที่เป็นอย่างนี้นั้น  พึงทราบเถิดว่า  เป็นปุริสบุคคลผู้น้อมใจไปในโลกามิส  ฯ
			<remark  id="s2b14c49l18" />	[๗๒]  ดูกรสุนักขัตตะ  ข้อที่ปุริสบุคคลบางคนในโลกนี้  พึงเป็นผู้น้อม  ใจไปใน
			<remark  id="s2b14c49l19" />อาเนญชสมาบัติ  นั่นเป็นฐานะที่มีได้แล  ปุริสบุคคลผู้น้อมใจไปในอาเนญชสมาบัติ  ถนัดแต่
			<remark  id="s2b14c49l20" />เรื่องที่เหมาะแก่อาเนญชสมาบัติเท่านั้น  ย่อมตรึก  ย่อมตรองธรรมอันควรแก่อาเนญชสมาบัติ
			<remark  id="s2b14c49l21" />คบแต่คนชนิดเดียวกัน  และถึงความใฝ่ใจกับคนเช่นนั้น  แต่เมื่อมีใครพูดเรื่องเกี่ยวกับโลกามิส
			<remark  id="s2b14c49l22" />ย่อมไม่สนใจฟัง  ไม่เงี่ยโสตสดับ  ไม่ตั้งจิตรับรู้  ไม่คบคนชนิดนั้น  และไม่ถึงความใฝ่ใจกับ
			<remark  id="s2b14c49l23" />คนชนิดนั้นเปรียบเหมือนใบไม้เหลือง  หลุดจากขั้วแล้ว  ไม่อาจเป็นของเขียวสดได้  ฉันใด
			<remark  id="s2b14c49l24" />ดูกรสุนักขัตตะ  ฉันนั้นเหมือนกันแล  เมื่อความเกี่ยวข้องในโลกามิสของปุริสบุคคลผู้น้อมใจ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b14c50" >
		<para id="s2b14c50p">
			<remark  id="s2b14c50l1" />ไปในอาเนญชสมาบัติหลุดไปแล้ว  บุคคลที่เป็นอย่างนี้นั้น  พึงทราบเถิดว่า  เป็นปุริสบุคคลผู้
			<remark  id="s2b14c50l2" />น้อมใจไปในอาเนญชสมาบัติ  พรากแล้วจากความเกี่ยวข้องในโลกามิส  ฯ
			<remark  id="s2b14c50l3" />	[๗๓]  ดูกรสุนักขัตตะ  ข้อที่ปุริสบุคคลบางคนในโลกนี้  พึงเป็นผู้น้อม  ใจไปใน
			<remark  id="s2b14c50l4" />อากิญจัญญายตนสมาบัติ  นั่นเป็นฐานะที่มีได้แล  ปุริสบุคคลผู้น้อมใจไปในอากิญจัญญายตน
			<remark  id="s2b14c50l5" />สมาบัติ  ถนัดแต่เรื่องที่เหมาะแก่อากิญจัญญายตนสมาบัติเท่านั้น  ย่อมตรึก  ย่อมตรอง  ธรรม
			<remark  id="s2b14c50l6" />อันควรแก่อากิญจัญญายตนสมาบัติ  คบแต่คนชนิดเดียวกัน  และถึงความใฝ่ใจกับคนเช่นนั้น
			<remark  id="s2b14c50l7" />แต่เมื่อมีใครพูดเรื่องเกี่ยวกับอาเนญชสมาบัติ  ย่อมไม่สนใจฟัง  ไม่เงี่ยโสตสดับ  ไม่ตั้งจิตรับรู้
			<remark  id="s2b14c50l8" />ไม่คบคน ชนิดนั้น  และไม่ถึงความใฝ่ใจกับคนชนิดนั้น  เปรียบเหมือนศิลาก้อน  แตกออก
			<remark  id="s2b14c50l9" />เป็น  ๒  ซีกแล้ว  ย่อมเป็นของเชื่อมกันให้สนิทไม่ได้  ฉันใด  ดูกรสุนักขัตตะ ฉันนั้นเหมือน
			<remark  id="s2b14c50l10" />กันแล  เมื่อความเกี่ยวข้องในอาเนญชสมาบัติของปุริสบุคคลผู้น้อมใจไปในอากิญจัญญายตน
			<remark  id="s2b14c50l11" />สมาบัติแตกไปแล้ว  บุคคลที่เป็นอย่างนี้นั้น  พึงทราบเถิดว่า  เป็นปุริสบุคคลผู้น้อมใจไปใน
			<remark  id="s2b14c50l12" />อากิญจัญญายตนสมาบัติ  พรากแล้วจากความเกี่ยวข้องในอาเนญชสมาบัติ  ฯ
			<remark  id="s2b14c50l13" />	[๗๔]  ดูกรสุนักขัตตะ  ข้อที่ปุริสบุคคลบางคนในโลกนี้  พึงเป็นผู้น้อม ใจไปใน
			<remark  id="s2b14c50l14" />เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ  นั่นเป็นฐานะที่มีได้แล  ปุริสบุคคลผู้น้อมใจไปในเนว
			<remark  id="s2b14c50l15" />สัญญานาสัญญายตนสมาบัติ  ถนัดแต่เรื่องที่เหมาะแก่เนวสัญญา  นาสัญญายตนสมาบัติ  ย่อมตรึก
			<remark  id="s2b14c50l16" /> ย่อมตรอง  ธรรมอันควรแก่เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ  คบแต่คนเช่นเดียวกัน  และถึง
			<remark  id="s2b14c50l17" />ความใฝ่ใจกับคนเช่นนั้น  แต่เมื่อมีใครพูดถึงเรื่องเกี่ยวกับอากิญจัญญายตนสมาบัติ  ย่อมไม่สนใจ
			<remark  id="s2b14c50l18" />ฟัง  ไม่เงี่ยโสตสดับไม่ตั้งจิตรับรู้  ไม่คบคนชนิดนั้น  และไม่ถึงความใฝ่ใจกับคนชนิดนั้น
			<remark  id="s2b14c50l19" />เปรียบเหมือนคนบริโภคโภชนะที่ถูกใจอิ่มหนำแล้ว  พึงทิ้งเสีย  ดูกรสุนักขัตตะ  เธอจะสำคัญ
			<remark  id="s2b14c50l20" />ความข้อนั้นเป็นไฉน  เขาจะพึงมีความปรารถนาในภัตนั้นบ้างไหมหนอ  ฯ
			<remark  id="s2b14c50l21" />	สุ.  ข้อนี้หามิได้เลย  พระพุทธเจ้าข้า  ฯ
			<remark  id="s2b14c50l22" />	พ.  นั่นเพราะเหตุไร  ฯ
			<remark  id="s2b14c50l23" />	สุ.  เพราะว่าภัตโน้น  ตนเองรู้สึกว่า  เป็นของปฏิกูลเสียแล้ว  ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b14c51" >
		<para id="s2b14c51p">
			<remark  id="s2b14c51l1" />	พ.  ดูกรสุนักขัตตะ  ฉันนั้นเหมือนกันแล  เมื่อความเกี่ยวข้องในอากิญ จัญญายตนสมา
			<remark  id="s2b14c51l2" />บัติ  อันปุริสบุคคลผู้น้อมใจไปในเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติคายได้แล้ว  บุคคลที่เป็น
			<remark  id="s2b14c51l3" />อย่างนี้นั้น  พึงทราบเถิดว่า  เป็นปุริสบุคคลผู้น้อมใจไปในเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ
			<remark  id="s2b14c51l4" />พรากแล้วจากความเกี่ยวข้องในอากิญจัญญายตนสมาบัติ  ฯ
			<remark  id="s2b14c51l5" />	[๗๕]  ดูกรสุนักขัตตะ  ข้อที่ปุริสบุคคลบางคนในโลกนี้  เป็นผู้น้อมใจไปในนิพพาน
			<remark  id="s2b14c51l6" />โดยชอบ  นั่นเป็นฐานะที่มีได้แล  ปุริสบุคคลผู้น้อมใจไปในนิพพาน  โดยชอบ  ถนัดแต่เรื่อง
			<remark  id="s2b14c51l7" />ที่เหมาะแก่นิพพานโดยชอบเท่านั้น  ย่อมตรึก  ย่อมตรอง  ธรรมอันควรแก่นิพพานโดยชอบ
			<remark  id="s2b14c51l8" /> คบแต่คนเช่นเดียวกัน  และถึงความใฝ่ใจกับคนเช่นนั้น  แต่เมื่อมีใครพูดถึงเรื่องเกี่ยวกับ
			<remark  id="s2b14c51l9" />เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ  ย่อมไม่สนใจฟัง  ไม่เงี่ยโสตสดับ  ไม่ตั้งจิตรับรู้  ไม่คบคน
			<remark  id="s2b14c51l10" />ชนิดนั้นและไม่ถึงความใฝ่ใจกับคนชนิดนั้น  เปรียบเหมือนตาลยอดด้วนไม่อาจงอกงามได้อีก
			<remark  id="s2b14c51l11" />ฉันใดดูกรสุนักขัตตะ  ฉันนั้นเหมือนกันแล  เมื่อความเกี่ยวข้องในเนวสัญญานาสัญญายตน
			<remark  id="s2b14c51l12" />สมาบัติ  อันปุริสบุคคลผู้น้อมใจไปในนิพพานโดยชอบตัดขาดแล้ว  ถอนรากขึ้นแล้ว  ไม่มีเหตุ
			<remark  id="s2b14c51l13" />ตั้งอยู่ได้ดังต้นตาล  ถึงความเป็นไปไม่ได้แล้ว  มีความไม่เกิดต่อไปเป็นธรรมดา  บุคคลที่เป็น
			<remark  id="s2b14c51l14" />อย่างนี้นั้น  พึงทราบเถิดว่าเป็นปุริสบุคคลผู้น้อมใจไปในนิพพานโดยชอบ  พรากแล้วจากความ
			<remark  id="s2b14c51l15" />เกี่ยวข้องในเนวสัญญานาสัญญา  ยตนสมาบัติ  ฯ
			<remark  id="s2b14c51l16" />	[๗๖]  ดูกรสุนักขัตตะ  ข้อที่ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้  พึงมีความดำริอย่างนี้ว่า  พระ
			<remark  id="s2b14c51l17" />สมณะตรัสลูกศรคือตัณหาไว้แล  โทษอันเป็นพิษคืออวิชชา  ย่อม  งอกงามได้ด้วยฉันทราคะ
			<remark  id="s2b14c51l18" />และพยาบาท  เราละลูกศรคือตัณหานั้นได้แล้ว  กำจัดโทษอันเป็นพิษคืออวิชชาได้แล้ว  จึงเป็น
			<remark  id="s2b14c51l19" />ผู้มีใจน้อมไปในนิพพานโดยชอบ  นั่น  เป็นฐานะที่มีได้แล  สิ่งที่เป็นผลเบื้องต้นพึงมีได้อย่างนี้
			<remark  id="s2b14c51l20" />คือ  เธอประกอบเนืองๆ  ซึ่งอารมณ์อันไม่เป็นที่สบายของใจอันน้อมไปในนิพพานโดยชอบ
			<remark  id="s2b14c51l21" /> ได้แก่ประกอบเนืองๆ  ซึ่งทัสสนะคือรูปอันไม่เป็นที่สบายด้วยจักษุ  ประกอบเนืองๆ  ซึ่งเสียง
			<remark  id="s2b14c51l22" />อันไม่เป็นที่สบายด้วยโสต  ประกอบเนืองๆ  ซึ่งกลิ่นอันไม่เป็นที่สบายด้วยฆานะประกอบ
			<remark  id="s2b14c51l23" />เนืองๆ  ซึ่งรสอันไม่เป็นที่สบายด้วยชิวหา  ประกอบเนืองๆ  ซึ่งโผฏฐัพพะอันไม่เป็นที่สบาย
			<remark  id="s2b14c51l24" />ด้วยกาย  ประกอบเนืองๆ  ซึ่งธรรมารมณ์อันไม่เป็นที่สบายด้วยมโน  เมื่อเธอประกอบเนืองๆ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b14c52" >
		<para id="s2b14c52p">
			<remark  id="s2b14c52l1" />ซึ่งทัสสนะคือรูปอันไม่เป็นที่สบายด้วยจักษุ  ซึ่งเสียงอันไม่เป็นที่สบายด้วยโสต  ซึ่งกลิ่น
			<remark  id="s2b14c52l2" />อันไม่เป็นที่สบายด้วยฆานะ  ซึ่งรสอันไม่  เป็นที่สบายด้วยชิวหา  ซึ่งโผฏฐัพพะอันไม่เป็นที่
			<remark  id="s2b14c52l3" />สบายด้วยกาย  ซึ่งธรรมารมณ์อันไม่เป็นที่สบายด้วยมโนแล้ว  ราคะพึงตามกำจัดจิต  เธอมี
			<remark  id="s2b14c52l4" />จิตถูกราคะตามกำจัดแล้ว  พึงเข้าถึงความตาย  หรือทุกข์ปางตาย  เปรียบเหมือนบุรุษถูกลูกศร
			<remark  id="s2b14c52l5" />ที่มีอาพิษอาบไว้อย่างหนาแล้ว  มิตรอำมาตย์  ญาติสาโลหิตของเขาให้หมอผ่าตัดรักษา  หมอ
			<remark  id="s2b14c52l6" />ผ่าตัดใช้ศาตราชำแหละปากแผลของเขา  ครั้นแล้วใช้เครื่องตรวจค้นหาลูกศร  แล้วถอนลูกศร
			<remark  id="s2b14c52l7" />ออก  กำจัดโทษคือพิษที่ยังมีเชื้อเหลือติดอยู่  จนรู้ว่าไม่มีเชื้อเหลือติด  อยู่  จึงบอกอย่างนี้ว่า
			<remark  id="s2b14c52l8" />ดูกรพ่อมหาจำเริญ  เราถอนลูกศรให้ท่านเสร็จแล้ว  โทษคือพิษเราก็กำจัดจนไม่มีเชื้อเหลือติด
			<remark  id="s2b14c52l9" />อยู่แล้ว  ท่านหมดอันตราย  และพึงบริโภคโภชนะที่สบายได้  เมื่อท่านจะบริโภคโภชนะที่
			<remark  id="s2b14c52l10" />แสลง  ก็อย่าให้แผลต้องกำเริบและท่านต้องชะแผลทุกเวลา  ทายาสมานปากแผลทุกเวลา  เมื่อ
			<remark  id="s2b14c52l11" />ท่านชะแผลทุกเวลา  ทายาสมานปากแผลทุกเวลา  อย่าให้น้ำเหลืองและเลือดรัดปากแผลได้
			<remark  id="s2b14c52l12" />และท่านอย่าเที่ยวตากลมตากแดดไปเนืองๆ  เมื่อท่านเที่ยวตากลม  ตากแดดไปเนืองๆ  แล้ว
			<remark  id="s2b14c52l13" />ก็อย่าให้ละอองและของโสโครกติดตามทำลายปากแผลได้  ดูกรพ่อมหาจำเริญ  ท่านต้องคอย
			<remark  id="s2b14c52l14" />รักษาแผลอยู่จนกว่าแผลจะประสานกัน  บุรุษนั้นมีความ  คิดอย่างนี้ว่า  หมอถอนลูกศรให้เรา
			<remark  id="s2b14c52l15" />เสร็จแล้ว  โทษคือพิษหมอก็กำจัดจนไม่มีเชื้อเหลือติดอยู่แล้ว  เราหมดอันตราย  เขาจึงบริโภค
			<remark  id="s2b14c52l16" />โภชนะที่แสลง  เมื่อบริโภคโภชนะที่แสลงอยู่  แผลก็กำเริบ  และไม่ชะแผลทุกเวลา  ไม่ทายา
			<remark  id="s2b14c52l17" />สมานปากแผลทุกเวลา  เมื่อเขาไม่ชะแผลทุกเวลา  ไม่ทายาสมานปากแผลทุกเวลา  น้ำเหลือง
			<remark  id="s2b14c52l18" />และเลือดก็รัดปากแผล  และเขาเที่ยวตากลม  ตากแดด  ไปเนืองๆ  เมื่อเขาเที่ยวตากลม  ตาก
			<remark  id="s2b14c52l19" />แดดไปเนืองๆ  แล้ว  ปล่อยให้ละอองและของโสโครกติดตามทำลายปากแผลได้  ไม่คอยรักษา
			<remark  id="s2b14c52l20" />แผลอยู่  จนแผลประสานกันไม่ได้  เพราะเขาทำสิ่งที่แสลงนี้แล  แผลจึงถึงความบวมได้ด้วย
			<remark  id="s2b14c52l21" />เหตุ  ๒  ประการคือ  ไม่กำจัดของไม่สะอาดและโทษคือพิษอันยังมีเชื้อเหลือติดอยู่  เขามีแผล
			<remark  id="s2b14c52l22" />ถึงความ  บวมแล้ว  พึงเข้าถึงความตาย  หรือทุกข์ปางตายได้  ฉันใด  ดูกรสุนักขัตตะ  ฉันนั้น
			<remark  id="s2b14c52l23" />เหมือนกันแล  ข้อที่ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้  พึงมีความดำริอย่างนี้ว่าพระสมณะตรัสลูกศร
			<remark  id="s2b14c52l24" />คือตัณหาไว้แล  โทษอันเป็นพิษคืออวิชชาย่อมงอกงามได้ด้วยฉันทราคะและพยาบาท  เราละ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b14c53" >
		<para id="s2b14c53p">
			<remark  id="s2b14c53l1" />ลูกศรคือตัณหานั้นได้แล้ว  กำจัดโทษอันเป็นพิษคืออวิชชาได้แล้ว  จึงเป็นผู้มีใจน้อมไปใน
			<remark  id="s2b14c53l2" />นิพพานโดยชอบ  นั่นเป็น  ฐานะที่มีได้  สิ่งที่เป็นผลเบื้องต้นพึงมีได้อย่างนี้  คือ  เธอประกอบ
			<remark  id="s2b14c53l3" />เนืองๆ  ซึ่งอารมณ์อันไม่เป็นที่สบายของใจอันน้อมไปในนิพพานโดยชอบ  ได้แก่ประกอบ
			<remark  id="s2b14c53l4" />เนืองๆ  ซึ่งทัสสนะคือรูปอันไม่เป็นที่สบายด้วยจักษุ  ประกอบเนืองๆ  ซึ่งเสียงอันไม่เป็นที่
			<remark  id="s2b14c53l5" />สบายด้วยโสต  ประกอบเนืองๆ  ซึ่งกลิ่นอันไม่เป็นที่สบายด้วยฆานะประกอบเนืองๆ  ซึ่ง
			<remark  id="s2b14c53l6" />รสอันไม่เป็นที่สบายด้วยชิวหา  ประกอบเนืองๆ  ซึ่งโผฏฐัพพะอันไม่เป็นที่สบายด้วยกาย
			<remark  id="s2b14c53l7" />ประกอบเนืองๆ  ซึ่งธรรมารมณ์อันไม่เป็นที่สบายด้วยมโน  เมื่อเธอประกอบเนืองๆ  ซึ่ง
			<remark  id="s2b14c53l8" />ทัสสนะ  คือ  รูปอันไม่เป็นสบายด้วยจักษุ  ซึ่งเสียงอันไม่เป็นที่สบายด้วยโสต  ซึ่งกลิ่นอัน
			<remark  id="s2b14c53l9" />ไม่เป็นที่สบายด้วยฆานะ  ซึ่งรสอันไม่เป็นที่สบายด้วยชิวหา  ซึ่งโผฏฐัพพะอันไม่เป็นที่สบาย
			<remark  id="s2b14c53l10" />ด้วยกาย  ซึ่งธรรมารมณ์อันไม่เป็นที่สบายด้วยมโนแล้ว  ราคะพึงตามกำจัดจิตเธอมีจิตถูกราคะ
			<remark  id="s2b14c53l11" />ตามกำจัดแล้ว  พึงเข้าถึงความตาย  หรือทุกข์ปางตาย
			<remark  id="s2b14c53l12" />	ดูกรสุนักขัตตะ  ก็ความตายนี้ในวินัยของพระอริยะ  ได้แก่ลักษณะที่ภิกษุบอกคืนสิกขา
			<remark  id="s2b14c53l13" />แล้วเวียนมาเพื่อหีนเพศ  ส่วนทุกข์ปางตายนี้  ได้แก่ลักษณะที่ภิกษุต้องอาบัติมัวหมองข้อใด
			<remark  id="s2b14c53l14" />ข้อหนึ่ง  ฯ
			<remark  id="s2b14c53l15" />	[๗๗]  ดูกรสุนักขัตตะ  ข้อที่ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้  พึงมีความดำริ  อย่างนี้ว่า
			<remark  id="s2b14c53l16" />พระสมณะตรัสลูกศรคือตัณหาไว้แล  โทษอันเป็นพิษคืออวิชชา  ย่อม  งอกงามได้ด้วยฉันทราคะ
			<remark  id="s2b14c53l17" />และพยาบาท  เราละลูกศรคือตัณหานั้นได้แล้ว  กำจัดโทษ  อันเป็นพิษคืออวิชชาได้แล้ว  จึง
			<remark  id="s2b14c53l18" />เป็นผู้มีใจน้อมไปในนิพพานโดยชอบ  นั่นเป็น  ฐานะที่มีได้แล  เมื่อใจน้อมไปในนิพพานโดย
			<remark  id="s2b14c53l19" />ชอบนั่นแล  เธอไม่ประกอบเนืองๆซึ่งอารมณ์อันไม่เป็นที่สบายของใจอันน้อมไปในนิพพาน
			<remark  id="s2b14c53l20" />โดยชอบแล้ว  ได้แก่ไม่  ประกอบเนืองๆ  ซึ่งทัสสนะคือรูปอันไม่เป็นที่สบายด้วยจักษุ  ไม่ประกอบ
			<remark  id="s2b14c53l21" />เนืองๆซึ่งเสียงอันไม่เป็นที่สบายด้วยโสต  ไม่ประกอบเนืองๆ  ซึ่งกลิ่นอันไม่เป็นที่สบายด้วย
			<remark  id="s2b14c53l22" />ฆานะ  ไม่ประกอบเนืองๆ  ซึ่งรสอันไม่เป็นที่สบายด้วยชิวหา  ไม่ประกอบเนืองๆ  ซึ่งโผฏฐัพพะ
			<remark  id="s2b14c53l23" />อันไม่เป็นที่สบายด้วยกาย  ไม่ประกอบเนืองๆ  ซึ่งธรรมา  รมณ์อันไม่เป็นที่สบายด้วยมโน
		</para>
	</section>
	<section id="s2b14c54" >
		<para id="s2b14c54p">
			<remark  id="s2b14c54l1" /> เมื่อเธอไม่ประกอบเนืองๆ  ซึ่งทัสสนะคือรูปอันไม่เป็นที่สบายด้วยจักษุ  ซึ่งเสียงอันไม่เป็นที่สบาย
			<remark  id="s2b14c54l2" />ด้วยโสต  ซึ่งกลิ่นอันไม่เป็นที่สบายด้วยฆานะ  ซึ่งรสอันไม่เป็นที่สบายด้วยชิวหา  ซึ่งโผฏฐัพพะ
			<remark  id="s2b14c54l3" />อันไม่เป็นที่สบายด้วยกาย  ซึ่งธรรมารมณ์อันไม่เป็นที่สบายด้วยมโน  ราคะก็ไม่ตามกำจัดจิต
			<remark  id="s2b14c54l4" />เธอมีจิตไม่ถูกราคะตามกำจัดแล้ว  ไม่พึงเข้าถึงความตาย  หรือทุกข์ปางตาย  เปรียบเหมือน
			<remark  id="s2b14c54l5" />บุรุษถูกลูกศรมียาพิษอาบไว้อย่างหนาแล้ว  มิตร  อำมาตย์  ญาติสาโลหิต  ของเขาให้หมอผ่าตัด
			<remark  id="s2b14c54l6" />รักษา  หมอผ่าตัดใช้ศาตราชำแหละปากแผลของเขา  ครั้นแล้ว  ใช้เครื่องตรวจค้นหาลูกศร  แล้ว
			<remark  id="s2b14c54l7" />ถอนลูกศรออก  กำจัดโทษคือพิษที่ยังมีเชื้อเหลือติดอยู่  จนรู้ว่าไม่มีเชื้อเหลืออยู่  จึงบอก
			<remark  id="s2b14c54l8" />อย่างนี้ว่า  ดูกรพ่อมหาจำเริญ  เราถอน  ลูกศรให้ท่านเสร็จแล้ว  โทษคือพิษเราก็กำจัดจนไม่มี
			<remark  id="s2b14c54l9" />เชื้อเหลือติดอยู่แล้ว  ท่านหมดอันตราย  และพึงบริโภคโภชนะที่สบายได้  เมื่อท่านจะบริโภค
			<remark  id="s2b14c54l10" />โภชนะที่แสลงก็อย่าให้แผลต้องกำเริบ  และท่านต้องชะแผลทุกเวลา  ทายาสมานปากแผล
			<remark  id="s2b14c54l11" />ทุกเวลา  เมื่อท่านชะแผลทุกเวลา  ทายาสมานปากแผลทุกเวลา  อย่าให้น้ำเหลืองและเลือด
			<remark  id="s2b14c54l12" />รัดปากแผลได้  และท่านอย่าเที่ยวตากลมตากแดดไปเนืองๆ  เมื่อท่านเที่ยวตากลมตากแดด
			<remark  id="s2b14c54l13" />ไปเนืองๆ  แล้ว  ก็อย่าให้ละอองและของโสโครกติดตามทำลายปากแผลได้  ดูกรพ่อมหาจำเริญ
			<remark  id="s2b14c54l14" /> ท่านต้องคอยรักษาแผลอยู่จนกว่าแผลจะประสานกัน  บุรุษนั้นมีความคิดอย่างนี้ว่า  หมอถอน
			<remark  id="s2b14c54l15" />ลูกศรให้เราเสร็จแล้ว  โทษ  คือพิษหมอก็กำจัดจนไม่มีเชื้อเหลือติดอยู่แล้ว  เราหมดอันตราย
			<remark  id="s2b14c54l16" />เขาจึงบริโภคโภชนะที่สบาย  เมื่อบริโภคโภชนะที่สบายอยู่  และชะแผลทุกเวลา  ทายาสมาน
			<remark  id="s2b14c54l17" />ปากแผลทุกเวลา  เมื่อเขาชะแผลทุกเวลา  ทายาสมานปากแผลทุกเวลาน้ำเหลืองและเลือด
			<remark  id="s2b14c54l18" />ก็ไม่รัดปากแผล  และเขาไม่เที่ยวตากลมตากแดดไปเนืองๆ  เมื่อเขาไม่เที่ยวตากลมตากแดด
			<remark  id="s2b14c54l19" />ไปเนืองๆ  ละอองและของโสโครกก็ไม่ติดตามทำลายปากแผล  เขาคอยรักษาแผลอยู่  จนแผลหาย
			<remark  id="s2b14c54l20" />ประสานกัน  เพราะเขาทำสิ่งที่สบายนี้แล  แผลจึงหายได้ด้วย  ๒  ประการ  คือ  กำจัด
			<remark  id="s2b14c54l21" />ของไม่สะอาดและโทษคือพิษจนไม่มีเชื้อเหลือติดอยู่แล้ว  เขามีแผลหาย  ผิวหนังสนิทแล้ว
			<remark  id="s2b14c54l22" />จึงไม่พึงเข้าถึงความตาย  หรือทุกข์ปางตาย  ฉันใด  ดูกรสุนักขัตตะ  ฉันนั้นเหมือนกันแล
			<remark  id="s2b14c54l23" />ข้อที่  ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้  พึงมีความดำริอย่างนี้ว่า  พระสมณะตรัสลูกศรคือตัณหาไว้แล
			<remark  id="s2b14c54l24" />โทษอันเป็นพิษคืออวิชชา  ย่อมงอกงามได้ด้วยฉันทราคะและพยาบาท  เราละลูกศรคือตัณหา
		</para>
	</section>
	<section id="s2b14c55" >
		<para id="s2b14c55p">
			<remark  id="s2b14c55l1" />ได้แล้ว  กำจัดโทษอันเป็นพิษคืออวิชชาได้แล้ว  จึงเป็นผู้มีใจน้อมไปในนิพพานโดยชอบ  นั่น
			<remark  id="s2b14c55l2" />เป็นฐานะที่มีได้  เมื่อใจน้อมไปในนิพพานโดยชอบ  อยู่นั่นแล  เธอไม่ประกอบเนืองๆ  ซึ่ง
			<remark  id="s2b14c55l3" />อารมณ์อันไม่เป็นที่สบายของใจอันน้อมไปในนิพพานโดยชอบแล้ว  ได้แก่  ไม่ประกอบเนืองๆ
			<remark  id="s2b14c55l4" />ซึ่งทัสสนะคือรูปอันไม่เป็นที่สบายด้วยจักษุ  ไม่ประกอบเนืองๆ  ซึ่งเสียงอันไม่เป็นที่สบายด้วย
			<remark  id="s2b14c55l5" />โสต  ไม่ประกอบเนืองๆ  ซึ่งกลิ่นอันไม่เป็นที่สบายด้วยฆานะ  ไม่ประกอบเนืองๆ  ซึ่งรส
			<remark  id="s2b14c55l6" />อันไม่เป็นที่สบายด้วยชิวหา  ไม่ประกอบเนืองๆ  ซึ่งโผฏฐัพพะอันไม่เป็นที่สบายด้วยกาย  ไม่
			<remark  id="s2b14c55l7" />ประกอบเนืองๆ  ซึ่งธรรมารมณ์อันไม่เป็นที่สบายด้วยมโน  เมื่อเธอไม่ประกอบเนืองๆ  ซึ่ง
			<remark  id="s2b14c55l8" />ทัสสนะคือรูปอันไม่เป็นที่สบายด้วยจักษุ  ซึ่งเสียงอันไม่เป็นที่สบายด้วยโสต  ซึ่งกลิ่นอันไม่เป็นที่
			<remark  id="s2b14c55l9" />สบายด้วยฆานะ  ซึ่งรสอันไม่เป็นที่สบายด้วยชิวหาซึ่งโผฏฐัพพะอันไม่เป็นที่สบายด้วยกาย
			<remark  id="s2b14c55l10" />ซึ่งธรรมารมณ์อันไม่เป็นที่สบายด้วยมโนแล้ว  ราคะก็ไม่ตามกำจัดจิต  เธอมีจิตไม่ถูกราคะตาม
			<remark  id="s2b14c55l11" />กำจัดแล้ว  ไม่พึงเข้าถึง  ความตาย  หรือทุกข์ปางตาย
			<remark  id="s2b14c55l12" />	ดูกรสุนักขัตตะ  เราอุปมาเปรียบเทียบดังนี้  เพื่อให้รู้เนื้อความ  เนื้อความในอุปมานี้  คำว่า
			<remark  id="s2b14c55l13" />แผล  เป็นชื่อของอายตนะภายใน  ๖  โทษคือพิษ  เป็นชื่อของอวิชชา  ลูกศร  เป็นชื่อของตัณหา
			<remark  id="s2b14c55l14" /> เครื่องตรวจเป็นชื่อของสติ  ศาตรา  เป็นชื่อของปัญญาของพระอริยะ  หมอผ่าตัดเป็นชื่อ
			<remark  id="s2b14c55l15" />ของตถาคตผู้ไกลจากกิเลส  ตรัสรู้เองโดย  ชอบแล้ว  ดูกรสุนักขัตตะ  ข้อที่ภิกษุนั้นทำความ
			<remark  id="s2b14c55l16" />สำรวมในอายตนะอันที่เป็นกระทบ  ๖  อย่าง  รู้ดังนี้ว่า  อุปธิเป็นรากเหง้าแห่งทุกข์  จึงเป็นผู้
			<remark  id="s2b14c55l17" />ปราศจากอุปธิพ้นวิเศษแล้วในธรรมเป็นที่สิ้นอุปธิ  จักน้อมกายหรือปล่อยจิตไปในอุปธิ  นั่นไม่
			<remark  id="s2b14c55l18" />ใช่ฐานะที่มีได้  เปรียบเหมือนภาชนะมีน้ำดื่มเต็มเปี่ยม  ถึงพร้อมด้วยสี  ด้วยกลิ่น  ด้วยรส
			<remark  id="s2b14c55l19" />แต่ระคนด้วยยาพิษ  เมื่อบุรุษผู้รักชีวิต  ยังไม่อยากตาย  ปรารถนาสุข  เกลียดทุกข์  พึงมาถึงเข้า
			<remark  id="s2b14c55l20" />ดูกรสุนักขัตตะ  เธอสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน  บุรุษนั้นจะพึงดื่มน้ำที่เต็มเปี่ยมภาชนะนั้น
			<remark  id="s2b14c55l21" /> ทั้งๆ  ที่รู้ว่า  ดื่มแล้วจะเข้าถึงความตายหรือทุกข์ปางตาย  บ้างไหมหนอ  ฯ
			<remark  id="s2b14c55l22" />	สุ.  ข้อนี้หามิได้เลย  พระพุทธเจ้าข้า  ฯ
			<remark  id="s2b14c55l23" />	[๗๘]  พ.  ดูกรสุนักขัตตะ  ฉันนั้นเหมือนกันแล  ข้อที่ภิกษุนั้นทำความสำรวมใน
			<remark  id="s2b14c55l24" />อายตนะอันเป็นที่กระทบ  ๖  อย่าง  รู้ดังนี้ว่าอุปธิเป็นรากเหง้าแห่งทุกข์  จึงเป็นผู้ปราศจากอุปธิ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b14c56" >
		<para id="s2b14c56p">
			<remark  id="s2b14c56l1" /> พ้นวิเศษแล้วในธรรมเป็นที่สิ้นอุปธิ  จักน้อมกายหรือปล่อยจิตไปในอุปธิ  นั่นไม่ใช่ฐานะที่มีได้  ดูกร
			<remark  id="s2b14c56l2" />สุนักขัตตะ  เปรียบเหมือนงูพิษ  มีพิษร้ายแรง  เมื่อบุรุษผู้รักชีวิต  ยังไม่อยากตาย  ปรารถนาสุข
			<remark  id="s2b14c56l3" />เกลียดทุกข์  พึงมาถึงเข้า  ดูกรสุนักขัตตะ  เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน  บุรุษนั้นจะพึง
			<remark  id="s2b14c56l4" />ยื่นมือหรือ  หัวแม่มือให้แก่งูพิษ  ที่มีพิษร้ายแรงนั้น  ทั้งๆ  ที่รู้ว่า  ถูกงูกัดแล้ว  จะเข้าถึงความตาย
			<remark  id="s2b14c56l5" />หรือทุกข์ปางตาย  บ้างไหมหนอ  ฯ
			<remark  id="s2b14c56l6" />	สุ.  ข้อนี้หามิได้เลย  พระพุทธเจ้าข้า  ฯ
			<remark  id="s2b14c56l7" />	[๗๙]  พ.  ดูกรสุนักขัตตะ  ฉันนั้นเหมือนกันแล  ข้อที่ภิกษุนั้นทำความสำรวมใน
			<remark  id="s2b14c56l8" />อายตนะเป็นที่กระทบ  ๖  อย่าง  รู้ดังนี้ว่า  อุปธิเป็นรากเหง้าแห่งทุกข์  จึงเป็นผู้ปราศจากอุปธิ
			<remark  id="s2b14c56l9" />พ้นวิเศษแล้วในธรรมเป็นที่สิ้นอุปธิ  จักน้อมกายหรือปล่อยจิตไปในอุปธิ  นั่นไม่ใช่ฐานะที่
			<remark  id="s2b14c56l10" />มีได้  ฯ
			<remark  id="s2b14c56l11" />	พระผู้มีพระภาคได้ตรัสพระภาษิตนี้แล้ว  พระสุนักขัตตะลิจฉวีบุตรชื่นชมยินดีพระภาษิต
			<remark  id="s2b14c56l12" />ของพระผู้มีพระภาคแล  ฯ
			<remark  id="s2b14c56l13" />	    จบ  สุนักขัตตสูตร  ที่  ๕
			<remark  id="s2b14c56l14" />	    ___________________________________
		</para>
	</section>
	<section id="s2b14c57" >
		<para id="s2b14c57p">
			<remark  id="s2b14c57l1" />	      ๖.  อาเนญชสัปปายสูตร  (๑๐๖)
			<remark  id="s2b14c57l2" />	[๘๐]  ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้
			<remark  id="s2b14c57l3" />	สมัยหนึ่ง  พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่นิคมชื่อกัมมาสธรรม  ของชาวกุรุในแคว้นกุรุ
			<remark  id="s2b14c57l4" />สมัยนั้นแล  พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  ภิกษุเหล่านั้นทูลรับ
			<remark  id="s2b14c57l5" />พระดำรัสแล้ว  ฯ
			<remark  id="s2b14c57l6" />	[๘๑]  พระมีพระภาคได้ตรัสดังนี้ว่า  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  กามไม่เที่ยง  เป็นของว่าง
			<remark  id="s2b14c57l7" />เปล่า  เลือนหายไปเป็นธรรมดา  ลักษณะของกามดังนี้  ได้ทำความล่อลวงเป็นที่บ่นถึงของคน
			<remark  id="s2b14c57l8" />พาล  กามทั้งที่มีในภพนี้  ทั้งที่มีในภพหน้า  และกามสัญญาทั้งที่มีในภพนี้  ทั้งที่มีในภพหน้า
			<remark  id="s2b14c57l9" />ทั้ง  ๒  อย่างนี้  เป็นบ่วงแห่งมาร  เป็นแดนแห่ง  มาร  เป็นเหยื่อแห่งมาร  เป็นที่หากินของมาร
			<remark  id="s2b14c57l10" />ในกามนี้  ย่อมมีอกุศลลามกเหล่านี้เกิดที่ใจคือ  อภิชฌาบ้าง  พยาบาทบ้าง  สารัมภะบ้าง  เป็นไป
			<remark  id="s2b14c57l11" />กามนั่นเอง  ย่อม  เกิดเพื่อเป็นอันตรายแก่อริยสาวกผู้ตามศึกษาอยู่ในธรรมวินัยนี้  ฯ
			<remark  id="s2b14c57l12" />	[๘๒]  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  อริยสาวกย่อมพิจารณาเห็นในเรื่องกามนั้น  ดังนี้ว่า  กามทั้ง
			<remark  id="s2b14c57l13" />ที่มีในภพนี้  ทั้งที่มีในภพหน้า  และกามสัญญาทั้งที่มีในภพนี้  ทั้งที่มีในภพหน้า  ทั้ง  ๒  อย่างนี้
			<remark  id="s2b14c57l14" />เป็นบ่วงแห่งมาร  เป็นแดนแห่งมาร  เป็นเหยื่อแห่งมาร  เป็นที่หากินของมาร  ในกามนี้  ย่อมมี
			<remark  id="s2b14c57l15" />อกุศลลามกเหล่านี้เกิดที่ใจคืออภิชฌาบ้าง  พยาบาทบ้าง  สารัมภะบ้าง  เป็นไป  กามนั่นเอง
			<remark  id="s2b14c57l16" />ย่อมเกิดเพื่อเป็นอันตรายแก่อริยสาวกผู้ตามศึกษาอยู่ในธรรมวินัยนี้  ไฉนหนอ  เราพึงมีจิต
			<remark  id="s2b14c57l17" />เป็นมหัคคตะอย่างไพบูลย์  อธิษฐานใจครอบโลกอยู่  เพราะเมื่อเรามีจิตเป็น  มหัคคตะอย่างไพบูลย์
			<remark  id="s2b14c57l18" />อธิษฐานใจครอบโลกอยู่  อกุศลลามกเกิดที่ใจ  ได้แก่อภิชฌาบ้าง  พยาบาทบ้าง  สารัมภะบ้าง
			<remark  id="s2b14c57l19" />นั้นจักไม่มี  เพราะละอกุศลเหล่านั้นได้จิตของเราที่ไม่เล็กน้อยนั่นแหละ  จักกลายเป็นจิตหา
			<remark  id="s2b14c57l20" />ประมาณมิได้  อันเราอบรม  ดีแล้ว  เมื่ออริยสาวกนั้นปฏิบัติแล้วอย่างนี้  เป็นผู้มากด้วยปฏิปทานั้น
		</para>
	</section>
	<section id="s2b14c58" >
		<para id="s2b14c58p">
			<remark  id="s2b14c58l1" />อยู่  จิตย่อมผ่องใสในอายตนะ  เมื่อมีความผ่องใส  ก็จะเข้าถึงอาเนญชสมาบัติ  หรือจะน้อมใจ  ไป
			<remark  id="s2b14c58l2" />ในปัญญาได้  ในปัจจุบัน  เมื่อตายไป  ข้อที่วิญญาณอันจะเป็นไปในภพนั้นๆพึงเป็นวิญญาณ
			<remark  id="s2b14c58l3" />เข้าถึงสภาพหาความหวั่นไหวมิได้  นั่นเป็นฐานะที่มีได้  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  นี้เราเรียกว่า  ปฏิปทา
			<remark  id="s2b14c58l4" />มีอาเนญชสมาบัติเป็นที่สบายข้อที่  ๑  ฯ
			<remark  id="s2b14c58l5" />	[๘๓]  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  ประการอื่นยังมีอีก  อริยสาวกพิจารณาเห็น  ดังนี้ซึ่งกามทั้งที่
			<remark  id="s2b14c58l6" />มีในภพนี้  ทั้งที่มีในภพหน้า  และกามสัญญาทั้งที่มีในภพนี้  ทั้งที่มีในภพหน้า  ซึ่งรูปบางชนิด
			<remark  id="s2b14c58l7" />และรูปทั้งหมด  คือ  มหาภูต  ๔  และรูปอาศัยมหาภูต  ทั้ง  ๔  เมื่ออริยสาวกนั้นปฏิบัติแล้วอย่างนี้
			<remark  id="s2b14c58l8" /> ด้วยประการนี้  เป็นผู้มากด้วยปฏิปทา  นั้นอยู่  จิตย่อมผ่องใสในอายตนะ  เมื่อมีความผ่องใส
			<remark  id="s2b14c58l9" />ก็จะเข้าถึงอาเนญชสมาบัติหรือจะน้อมใจไปในปัญญาได้ในปัจจุบัน  เมื่อตายไป  ข้อที่วิญญาณ
			<remark  id="s2b14c58l10" />อันจะเป็นไป  ในภพนั้นๆ  พึงเป็นวิญญาณเข้าถึงสภาพหาความหวั่นไหวมิได้  นั่นเป็นฐานะ
			<remark  id="s2b14c58l11" />ที่  มิได้  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  นี้เราเรียกว่า  ปฏิปทามีอาเนญชสมาบัติเป็นที่สบายข้อที่  ๒  ฯ
			<remark  id="s2b14c58l12" />	[๘๔]  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  ประการอื่นยังมีอีก  อริยสาวกย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า  กาม
			<remark  id="s2b14c58l13" />ทั้งที่มีในภพนี้  ทั้งที่มีในภพหน้าและกามสัญญาทั้งที่มีในภพนี้  ทั้งที่มีในภพหน้า  รูปทั้งที่มีใน
			<remark  id="s2b14c58l14" />ภพนี้  ทั้งที่มีในภพหน้า  และรูปสัญญาทั้งที่มีในภพนี้ทั้งที่มีในภพหน้า  ทั้ง  ๒  อย่างนี้  เป็น
			<remark  id="s2b14c58l15" />ของไม่เที่ยง  สิ่งใดไม่เที่ยง  สิ่งนั้นไม่ควรยินดี  ไม่ควรบ่นถึง  ไม่ควรติดใจ  เมื่ออริยสาวก
			<remark  id="s2b14c58l16" />นั้นปฏิบัติแล้วอย่างนี้  เป็นผู้มากด้วยปฏิปทานั้นอยู่  จิตย่อมผ่องใสในอายตนะ  เมื่อมีความผ่องใส
			<remark  id="s2b14c58l17" />ก็จะเข้าถึงอาเนญชสมาบัติ  หรือจะน้อมใจไปในปัญญาได้ในปัจจุบัน  เมื่อตายไป  ข้อที่วิญญาณ
			<remark  id="s2b14c58l18" />อันจะเป็นไปในภพนั้นๆ  พึงเป็นวิญญาณเข้าถึงสภาพหาความหวั่นไหวมิได้  นั่นเป็นฐานะที่
			<remark  id="s2b14c58l19" />มีได้  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  นี้เราเรียกว่า  ปฏิปทามีอาเนญชสมาบัติเป็นที่สบายข้อที่  ๓  ฯ
			<remark  id="s2b14c58l20" />	[๘๕]  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  ประการอื่นยังมีอีก  อริยสาวกย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า  กาม
			<remark  id="s2b14c58l21" />ทั้งที่มีในภพนี้  ทั้งที่มีในภพหน้า  และกามสัญญาทั้งที่มีในภพนี้ทั้งที่มีในภพหน้า  รูปทั้งที่มี
			<remark  id="s2b14c58l22" />ในภพนี้  ทั้งที่มีในภพหน้า  และรูปสัญญาทั้งที่มีในภพนี้ทั้งที่มีในภพหน้า  และอาเนญช
			<remark  id="s2b14c58l23" />สัญญา  สัญญาทั้งหมดนี้  ย่อมดับไม่มีเหลือในที่ใดที่นั้นคืออากิญจัญญายตนะ  อันดี  ประณีต
			<remark  id="s2b14c58l24" />เมื่ออริยสาวกปฏิบัติแล้วอย่างนี้  เป็นผู้  มากด้วยปฏิปทานั้นอยู่  จิตย่อมผ่องใสในอายตนะ  เมื่อ
			<remark  id="s2b14c58l25" />มีความผ่องใส  ก็จะเข้าถึงอากิญจัญญายตนะ  หรือจะน้อมใจไปในปัญญาได้ในปัจจุบัน  เมื่อ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b14c59" >
		<para id="s2b14c59p">
			<remark  id="s2b14c59l1" />ตายไป  ข้อที่วิญญาณอันจะเป็นไปในภพนั้นๆ  พึงเป็นวิญญาณเข้าถึงภพอากิญจัญญายตนะ  นั่น
			<remark  id="s2b14c59l2" />เป็นฐานะที่มีได้  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  นี้เราเรียกว่า  ปฏิปทามีอากิญจัญญายตนสมาบัติเป็นที่
			<remark  id="s2b14c59l3" />สบายข้อที่  ๑  ฯ
			<remark  id="s2b14c59l4" />	[๘๖]  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  ประการอื่นยังมีอีก  อริยสาวกอยู่ในป่าก็ดี   อยู่ที่โคนไม้ก็ดี
			<remark  id="s2b14c59l5" />อยู่ในเรือนว่างก็ดี  ย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า  สิ่งนี้ว่างเปล่าจากตนหรือจากความเป็นของตน
			<remark  id="s2b14c59l6" />เมื่ออริยสาวกนั้นปฏิบัติแล้วอย่างนี้  เป็นผู้มากด้วยปฏิปทานั้นอยู่  จิตย่อมผ่องใสในอายตนะ
			<remark  id="s2b14c59l7" />เมื่อมีความผ่องใส  ก็จะเข้าถึงอากิญจัญญายตนะ  หรือจะน้อมใจไปในปัญญาได้ในปัจจุบัน  เมื่อ
			<remark  id="s2b14c59l8" />ตายไป  ข้อที่วิญญาณ  อันจะเป็นไปในภพนั้นๆ  พึงเป็นวิญญาณเข้าถึงภพอากิญจัญญายตนะ  นั่น
			<remark  id="s2b14c59l9" />เป็นฐานะที่มีได้  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  นี้เราเรียกว่า  ปฏิปทามีอากิญจัญญายตนสมาบัติเป็นที่สบาย
			<remark  id="s2b14c59l10" />ข้อที่  ๒  ฯ
			<remark  id="s2b14c59l11" />	[๘๗]  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  ประการอื่นยังมีอีก  อริยสาวกย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า  เรา
			<remark  id="s2b14c59l12" />ไม่มีในที่ไหนๆ  สิ่งน้อยหนึ่งของใครๆ  หามีในเรานั้นไม่  และสิ่งน้อยหนึ่งของเราก็หามีใน
			<remark  id="s2b14c59l13" />ที่ไหนๆ  ไม่  ในใครๆ  ย่อมไม่มีสิ่งน้อยหนึ่งเลยเมื่ออริยสาวกนั้นปฏิบัติแล้วอย่างนี้  เป็น
			<remark  id="s2b14c59l14" />ผู้มากด้วยปฏิปทานั้นอยู่  จิตย่อมผ่องใสในอายตนะ  เมื่อมีความผ่องใส  ก็จะเข้าถึงอากิญ
			<remark  id="s2b14c59l15" />จัญญายตนะ  หรือจะน้อมใจไปในปัญญาได้ในปัจจุบัน  เมื่อตายไป  ข้อที่วิญญาณอันจะเป็น
			<remark  id="s2b14c59l16" />ไปในภพนั้นๆพึงเป็นวิญญาณเข้าถึงภพอากิญจัญญายตนะ  นั่นเป็นฐานะที่มีได้  ดูกรภิกษุ
			<remark  id="s2b14c59l17" />ทั้งหลายนี้เราเรียกว่า  ปฏิปทามีอากิญจัญญายตนสมาบัติเป็นที่สบายข้อที่  ๓  ฯ
			<remark  id="s2b14c59l18" />	[๘๘]  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  ประการอื่นยังมีอีก  อริยสาวกย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า  กาม
			<remark  id="s2b14c59l19" />ทั้งที่มีในภพนี้  ทั้งที่มีในภพหน้า  และกามสัญญา  ทั้งที่มีในภพนี้  ทั้งที่มีในภพนี้  รูปทั้งที่มี
			<remark  id="s2b14c59l20" />ในภพนี้  ทั้งที่มีในภพหน้า  และรูปสัญญาทั้งที่มีในภพนี้  ทั้งที่มีในภพหน้า  และอาเนญชสัญญา
			<remark  id="s2b14c59l21" />อากิญจัญญายตนสัญญาสัญญาทั้งหมดนี้  ย่อมดับไม่มีเหลือในที่ใด  ที่นั่นคือเนวสัญญานา
			<remark  id="s2b14c59l22" />สัญญายตนะอันดีประณีต  เมื่ออริยสาวกปฏิบัติแล้วอย่างนี้  เป็นผู้มากด้วยปฏิปทานั้นอยู่
			<remark  id="s2b14c59l23" />จิตย่อมผ่องใสในอายตนะ  เมื่อมีความผ่องใส  ก็จะเข้าถึงเนวสัญญานาสัญญายตนะ  หรือจะ
			<remark  id="s2b14c59l24" />น้อมใจไปในปัญญาได้ในปัจจุบัน  เมื่อตายไป  ข้อที่วิญญาณอันจะเป็นไปในภพนั้นๆ  พึงเป็น
		</para>
	</section>
	<section id="s2b14c60" >
		<para id="s2b14c60p">
			<remark  id="s2b14c60l1" />วิญญาณเข้าถึงภพเนวสัญญานาสัญญายตนะ  นั่นเป็นฐานะที่มีได้  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  นี้เราเรียก
			<remark  id="s2b14c60l2" />ว่า  ปฏิปทามีเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติเป็น  ที่สบาย  ฯ
			<remark  id="s2b14c60l3" />	[๘๙]  เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสแล้วอย่างนี้  ท่านพระอานนท์ได้ทูลพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า
			<remark  id="s2b14c60l4" />ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ  ภิกษุในธรรมวินัยนี้  เป็นผู้ปฏิบัติแล้วอย่างนี้  ย่อมได้อุเบกขาโดยเฉพาะ
			<remark  id="s2b14c60l5" />ด้วยคิดว่า  สิ่งที่ไม่มีก็ไม่พึงมีแก่เรา  และ  จักไม่มีแก่เรา  เราจะละสิ่งที่กำลังมีอยู่  และมีมาแล้ว
			<remark  id="s2b14c60l6" />นั้นๆ  เสีย  ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ  ภิกษุนั้นพึงปรินิพพานหรือหนอ  หรือว่าไม่พึงปรินิพพาน  ฯ
			<remark  id="s2b14c60l7" />	พระผู้มีพระภาคตรัสว่า  ดูกรอานนท์  ภิกษุบางรูปพึงปรินิพพานในอัตภาพ  นี้ก็มี  บางรูป
			<remark  id="s2b14c60l8" />ไม่พึงปรินิพพานในอัตภาพนี้ก็มี  ฯ
			<remark  id="s2b14c60l9" />	อา.  ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ  อะไรหนอแล  เป็นเหตุ  เป็นปัจจัยให้ภิกษุบางรูปปรินิพพาน
			<remark  id="s2b14c60l10" />ในอัตภาพนี้ก็มี  บางรูปไม่ปรินิพพานในอัตภาพนี้ก็มี  ฯ
			<remark  id="s2b14c60l11" />	[๙๐]  พ.  ดูกรอานนท์  ภิกษุในธรรมวินัยนี้  เป็นผู้ปฏิบัติแล้วอย่างนี้  ย่อมได้อุเบกขา
			<remark  id="s2b14c60l12" />โดยเฉพาะด้วยคิดว่า  สิ่งที่ไม่มีก็ไม่พึงมีแก่เรา  และจักไม่มีแก่เราเราจะละสิ่งที่กำลังมีอยู่  และ
			<remark  id="s2b14c60l13" />มีมาแล้วนั้นๆ  เสีย  เธอยินดี  บ่นถึง  ติดใจอุเบกขานั้นอยู่  เมื่อเธอยินดี  บ่นถึง  ติดใจ
			<remark  id="s2b14c60l14" />อุเบกขานั้นอยู่  วิญญาณย่อมเป็นอันอาศัยอุเบกขานั้น  ยึดมั่นอุเบกขานั้น  ดูกรอานนท์  ภิกษุผู้มี
			<remark  id="s2b14c60l15" />ความยึดมั่นอยู่  ย่อมปรินิพพานไม่ได้  ฯ
			<remark  id="s2b14c60l16" />	อา.  ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ  ก็ภิกษุนั้นเมื่อเข้าถือเอา  จะเข้าถือเอาที่ไหน  ฯ
			<remark  id="s2b14c60l17" />	พ.  ดูกรอานนท์  ย่อมเข้าถือเอาเนวสัญญานาสัญญายตนภพ  ฯ
			<remark  id="s2b14c60l18" />	อา.  ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ  ข้าพระองค์ขอทราบว่า  ภิกษุนั้นเมื่อเข้าถือเอา  ชื่อว่าย่อม
			<remark  id="s2b14c60l19" />เข้าถือเอาแดนอันประเสริฐสุดที่ควรเข้าถือเอาหรือ  ฯ
			<remark  id="s2b14c60l20" />	พ.  ดูกรอานนท์  ภิกษุนั้นเมื่อเข้าถือเอา  ย่อมเข้าถือเอาแดนอันประเสริฐสุดที่ควร
			<remark  id="s2b14c60l21" />เข้าถือเอาได้  ก็แดนอันประเสริฐสุดที่ควรเข้าถือเอาได้นี้  คือ  เนวสัญญา  นาสัญญายตนะ  ฯ
			<remark  id="s2b14c60l22" />	[๙๑]  ดูกรอานนท์  ภิกษุในธรรมวินัยนี้  เป็นผู้ปฏิบัติแล้วอย่างนี้  ย่อมได้อุเบกขา
			<remark  id="s2b14c60l23" />โดยเฉพาะด้วยคิดว่า  สิ่งที่ไม่มีก็ไม่พึงมีแก่เรา  และจักไม่มีแก่เรา  เราจะละสิ่งที่กำลังมีอยู่
			<remark  id="s2b14c60l24" />และมีมาแล้วนั้นๆ  เสีย  เธอไม่ยินดี  ไม่บ่นถึง  ไม่ติดใจ  อุเบกขานั้นอยู่  เมื่อเธอไม่ยินดี
			<remark  id="s2b14c60l25" />ไม่บ่นถึง  ไม่ติดใจอุเบกขานั้นอยู่  วิญญาณก็ไม่เป็นอันอาศัยอุเบกขานั้น  และไม่ยึดมั่นอุเบกขา
			<remark  id="s2b14c60l26" />นั้น  ดูกรอานนท์  ภิกษุผู้ไม่มีความยึดมั่น  ย่อมปรินิพพานได้  ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b14c61" >
		<para id="s2b14c61p">
			<remark  id="s2b14c61l1" />	อา.  น่าอัศจรรย์จริง  พระพุทธเจ้าข้า  ไม่น่าเป็นไปได้  พระพุทธเจ้าข้า  อาศัยเหตุนี้
			<remark  id="s2b14c61l2" />เป็นอันว่า  พระผู้มีพระภาคตรัสบอกปฏิปทาเครื่องข้ามพ้นโอฆะแก่พวกข้าพระองค์แล้ว  ข้าแต่
			<remark  id="s2b14c61l3" />พระองค์ผู้เจริญ  วิโมกข์ของพระอริยะเป็นไฉน  ฯ
			<remark  id="s2b14c61l4" />	[๙๒]  พ.  ดูกรอานนท์  อริยสาวกในธรรมวินัยนี้  ย่อมพิจารณาเห็นดังนี้  ซึ่งกามทั้งที่มี
			<remark  id="s2b14c61l5" />ในภพนี้  ทั้งที่มีในภพหน้า  และกามสัญญาทั้งที่มีในภพนี้  ทั้งที่มีในภพหน้า  ซึ่งรูปทั้งที่มีใน
			<remark  id="s2b14c61l6" />ภพนี้  ทั้งที่มีในภพหน้า  และรูปสัญญาทั้งที่มีในภพนี้  ทั้งที่มีในภพหน้า  ซึ่งอาเนญชสัญญา
			<remark  id="s2b14c61l7" />ซึ่งอากิญจัญญายตนสัญญา  ซึ่งเนวสัญญา  นาสัญญายตนสัญญา  ซึ่งสักกายะเท่าที่มีอยู่นี้  ซึ่งอมตะ
			<remark  id="s2b14c61l8" />คือความหลุดพ้นแห่งจิตเพราะไม่ถือมั่น  ดูกรอานนท์  ด้วยประการนี้แล  เราแสดงปฏิปทา
			<remark  id="s2b14c61l9" />มีอาเนญชสมาบัติเป็นที่สบายแล้ว  เราแสดงปฏิปทามีอากิญจัญญายตนสมาบัติเป็นที่สบายแล้ว
			<remark  id="s2b14c61l10" /> เรา  แสดงปฏิปทามีเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติเป็นที่สบายแล้ว  อาศัยเหตุนี้  เป็น อันเรา
			<remark  id="s2b14c61l11" />แสดงปฏิปทาเครื่องข้ามพ้นโอฆะ  คือวิโมกข์ของพระอริยะแล้ว  ดูกรอานนท์ กิจใดอันศาสดา
			<remark  id="s2b14c61l12" />ผู้แสวงหาประโยชน์เกื้อกูล  ผู้อนุเคราะห์  อาศัยความอนุเคราะห์พึงทำแก่สาวกทั้งหลาย  กิจ
			<remark  id="s2b14c61l13" />นั้นเราทำแล้วแก่พวกเธอ  ดูกรอานนท์  นั่นโคนไม้นั่นเรือนว่าง  เธอทั้งหลายจงเพ่งฌาน  อย่า
			<remark  id="s2b14c61l14" />ประมาท  อย่าได้เป็นผู้เดือดร้อนในภายหลัง  นี้เป็นคำพร่ำสอนของเราแก่พวกเธอ  ฯ
			<remark  id="s2b14c61l15" />	พระผู้มีพระภาคได้ตรัสพระภาษิตนี้แล้ว  ท่านพระอานนท์  ชื่นชมยินดี  พระภาษิตของ
			<remark  id="s2b14c61l16" />พระผู้มีพระภาคแล  ฯ
			<remark  id="s2b14c61l17" />	      จบ  อาเนญชสัปปายสูตร  ที่  ๖
			<remark  id="s2b14c61l18" />	    ________________________________________
		</para>
	</section>
	<section id="s2b14c62" >
		<para id="s2b14c62p">
			<remark  id="s2b14c62l1" />	      ๗.  คณกโมคคัลลานสูตร  (๑๐๗)
			<remark  id="s2b14c62l2" />	[๙๓]  ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้
			<remark  id="s2b14c62l3" />	สมัยหนึ่ง  พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่ปราสาทของอุบาสิกาวิสาขา  มิคารมารดา  ใน
			<remark  id="s2b14c62l4" />พระวิหารบุพพาราม  เขตพระนครสาวัตถี  ครั้งนั้นแล  พราหมณ์คณกะโมคคัลลานะเข้าไปเฝ้า
			<remark  id="s2b14c62l5" />พระผู้มีพระภาคยังที่ประทับ  แล้วได้ทักทายปราศรัยกับ  พระผู้มีพระภาค  ครั้นผ่านคำทักทาย
			<remark  id="s2b14c62l6" />ปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้ว  จึงนั่ง  ณ  ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง  พอนั่งเรียบร้อยแล้ว  ได้
			<remark  id="s2b14c62l7" />ทูลพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า  ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ  ตัวอย่างเช่นปราสาทของมิคารมารดาหลังนี้
			<remark  id="s2b14c62l8" />ย่อมปรากฏมีการ  ศึกษาโดยลำดับ  การกระทำโดยลำดับ  การปฏิบัติโดยลำดับ  คือกระทั่งโครงร่าง
			<remark  id="s2b14c62l9" />ของบันไดชั้นล่าง  แม้พวกพราหมณ์เหล่านี้  ก็ปรากฏมีการศึกษาโดยลำดับ  การกระทำโดยลำดับ
			<remark  id="s2b14c62l10" />การปฏิบัติโดยลำดับ  คือ  ในเรื่องเล่าเรียน  แม้พวกนักรบเหล่านี้  ก็ปรากฏมีการศึกษาโดยลำดับ
			<remark  id="s2b14c62l11" />การกระทำโดยลำดับ  การปฏิบัติโดยลำดับ  คือ  ในเรื่องใช้อาวุธ  แม้พวกข้าพเจ้าผู้เป็นนักคำนวณ
			<remark  id="s2b14c62l12" />มีอาชีพในทางคำนวณก็ปรากฏมีการศึกษาโดยลำดับ  การกระทำโดยลำดับ  การปฏิบัติโดยลำดับ
			<remark  id="s2b14c62l13" />คือในเรื่องนับจำนวน  เพราะพวกข้าพเจ้าได้ศิษย์แล้ว  เริ่มต้นให้นับอย่างนี้ว่า  หนึ่ง  หมวดหนึ่ง
			<remark  id="s2b14c62l14" /> สอง  หมวดสอง  สาม  หมวดสาม  สี่  หมวดสี่  ห้า  หมวดห้าหก  หมวดหก  เจ็ด  หมวดเจ็ด
			<remark  id="s2b14c62l15" />แปด  หมวดแปด  เก้า  หมวดเก้า  สิบ  หมวดสิบ  ย่อมให้นับไปถึงจำนวนร้อย  ข้าแต่พระ
			<remark  id="s2b14c62l16" />โคดมผู้เจริญ  พระองค์อาจหรือหนอ  เพื่อจะบัญญัติการศึกษาโดยลำดับ  การกระทำโดยลำดับ
			<remark  id="s2b14c62l17" />การปฏิบัติโดยลำดับ  ในธรรมวินัยแม้นี้  ให้เหมือนอย่างนั้น  ฯ
			<remark  id="s2b14c62l18" />	[๙๔]  พระผู้มีพระภาคตรัสว่า  ดูกรพราหมณ์  เราอาจบัญญัติการศึกษาโดยลำดับ  การ
			<remark  id="s2b14c62l19" />กระทำโดยลำดับ  การปฏิบัติโดยลำดับ  ในธรรมวินัยนี้ได้  เปรียบ  เหมือนคนฝึกม้าผู้ฉลาด  ได้ม้า
			<remark  id="s2b14c62l20" />อาชาไนยตัวงามแล้ว  เริ่มต้นทีเดียว  ให้ทำสิ่งควรให้ทำในบังเหียน  ต่อไปจึงให้ทำสิ่งที่ควร
		</para>
	</section>
	<section id="s2b14c63" >
		<para id="s2b14c63p">
			<remark  id="s2b14c63l1" />ให้ทำยิ่งๆ  ขึ้นไป  ฉันใด  ดูกรพราหมณ์ฉันนั้นเหมือนกันแล  ตถาคตได้บุรุษที่ควรฝึกแล้ว
			<remark  id="s2b14c63l2" />เริ่มต้น  ย่อมแนะนำอย่างนี้ว่าดูกรภิกษุ  มาเถิด  เธอจงเป็นผู้มีศีล  สำรวมด้วยปาติโมกขสังวร
			<remark  id="s2b14c63l3" /> ถึงพร้อมด้วย  อาจาระและโคจรอยู่  จงเป็นผู้เห็นภัยในโทษเพียงเล็กน้อย  สมาทานศึกษาใน
			<remark  id="s2b14c63l4" />สิกขาบททั้งหลายเถิด  ฯ
			<remark  id="s2b14c63l5" />	[๙๕]  ดูกรพราหมณ์  ในเมื่อภิกษุเป็นผู้มีศีล  สำรวมด้วยปาติโมกขสังวร  ถึงพร้อมด้วย
			<remark  id="s2b14c63l6" />อาจาระและโคจรอยู่  เป็นผู้เห็นภัยในโทษเพียงเล็กน้อย  สมาทาน  ศึกษาในสิกขาบททั้งหลายแล้ว
			<remark  id="s2b14c63l7" />ตถาคตย่อมแนะนำเธอให้ยิ่งขึ้นไปว่า  ดูกรภิกษุ  มาเถิด  เธอจงเป็นผู้คุ้มครองทวารในอินทรีย์
			<remark  id="s2b14c63l8" />ทั้งหลาย  เธอเห็นรูปด้วยจักษุแล้วจงอย่าถือเอาโดยนิมิต  อย่าถือเอาโดยอนุพยัญชนะ  จง
			<remark  id="s2b14c63l9" />ปฏิบัติเพื่อสำรวมจักขุนทรีย์อันมีการเห็นรูปเป็นเหตุ  ซึ่งบุคคลผู้ไม่สำรวมอยู่  พึงถูกอกุศล
			<remark  id="s2b14c63l10" />ธรรมอันลามกคืออภิชฌาและโทมนัสครอบงำได้  จงรักษาจักขุนทรีย์  ถึงความสำรวมใน
			<remark  id="s2b14c63l11" />จักขุนทรีย์เถิดเธอได้ยินเสียงด้วยโสตแล้ว  ...  เธอดมกลิ่นด้วยฆานะแล้ว  ...  เธอลิ้มรสด้วยชิวหา
			<remark  id="s2b14c63l12" />แล้ว  ...  เธอถูกต้องโผฏฐัพพะด้วยกายแล้ว  ...  เธอรู้ธรรมารมณ์ด้วยมโน  แล้ว  จงอย่าถือเอาโดยนิมิต
			<remark  id="s2b14c63l13" />อย่าถือเอาโดยอนุพยัญชนะ  จงปฏิบัติเพื่อสำรวม  มนินทรีย์อันมีการรู้ธรรมารมณ์เป็นเหตุ  ซึ่งบุคคล
			<remark  id="s2b14c63l14" />ผู้ไม่สำรวมอยู่  พึงถูกอกุศลธรรม  อันลามกคืออภิชฌาและโทมนัสครอบงำได้  จงรักษามนินทรีย์
			<remark  id="s2b14c63l15" /> ถึงความสำรวมในมนินทรีย์เถิด  ฯ
			<remark  id="s2b14c63l16" />	[๙๖]  ดูกรพราหมณ์  ในเมื่อภิกษุเป็นผู้คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลายได้ตถาคตย่อม
			<remark  id="s2b14c63l17" />แนะนำเธอให้ยิ่งขึ้นไปว่า  ดูกรภิกษุ  มาเถิด  เธอจงเป็นผู้รู้จักประมาณในโภชนะ  คือ  พึงบริโภค
			<remark  id="s2b14c63l18" />อาหาร  พิจารณาโดยแยบคายว่า  เราบริโภคมิใช่เพื่อจะเล่น  มิใช่เพื่อจะมัวเมา  มิใช่เพื่อจะ
			<remark  id="s2b14c63l19" />ตบแต่งร่างกายเลยบริโภคเพียงเพื่อร่างกายดำรงอยู่  เพื่อให้ชีวิตเป็นไป  เพื่อบรรเทาความ
			<remark  id="s2b14c63l20" />ลำบากเพื่ออนุเคราะห์พรหมจรรย์เท่านั้น  ด้วยอุบายนี้  เราจะป้องกันเวทนาเก่า  ไม่ให้เวทนา
			<remark  id="s2b14c63l21" />ใหม่เกิดขึ้น  และความเป็นไปแห่งชีวิต  ความไม่มีโทษ  ความอยู่สบายจักมีแก่เรา  ฯ
			<remark  id="s2b14c63l22" />	[๙๗]  ดูกรพราหมณ์  ในเมื่อภิกษุเป็นผู้รู้จักประมาณในโภชนะได้  ตถาคต  ย่อมแนะนำ
			<remark  id="s2b14c63l23" />เธอให้ยิ่งขึ้นไปว่า  ดูกรภิกษุ  มาเถิด  เธอจงเป็นผู้ประกอบเนืองๆ  ซึ่งความเป็นผู้ตื่นอยู่  คือ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b14c64" >
		<para id="s2b14c64p">
			<remark  id="s2b14c64l1" />จงชำระจิตให้บริสุทธิ์จากอาวรณียธรรม  ด้วยการเดินจงกรมและการนั่งตลอดวัน  จงชำระจิตให้
			<remark  id="s2b14c64l2" />บริสุทธิ์จากอาวรณียธรรม  ด้วยการเดิน  จงกรมและการนั่งตลอดปฐมยามแห่งราตรี  พึงเอาเท้า
			<remark  id="s2b14c64l3" />ซ้อนเท้า  มีสติรู้สึกตัวทำความสำคัญว่า  จะลุกขึ้น  ไว้ในใจแล้วสำเร็จสีหไสยาโดยข้างเบื้องขวา
			<remark  id="s2b14c64l4" />ตลอด  มัชฌิมยามแห่งราตรี  จงลุกขึ้นชำระจิตให้บริสุทธิ์จากอาวรณียธรรม  ด้วยการเดินจงกรม
			<remark  id="s2b14c64l5" />และการนั่งตลอดปัจฉิมยามแห่งราตรีเถิด  ฯ
			<remark  id="s2b14c64l6" />	[๙๘]  ดูกรพราหมณ์  ในเมื่อภิกษุเป็นผู้ประกอบเนืองๆ  ซึ่งความเป็นผู้  ตื่นอยู่ได้  ตถาคต
			<remark  id="s2b14c64l7" />ย่อมแนะนำเธอให้ยิ่งขึ้นไปว่า  ดูกรภิกษุ  มาเถิด  เธอจงเป็นผู้ประกอบด้วยสติสัมปชัญญะ  คือ
			<remark  id="s2b14c64l8" />ทำความรู้สึกตัวในเวลาก้าวไปและถอยกลับในเวลาแลดูและเหลียวดู  ในเวลางอแขนและ
			<remark  id="s2b14c64l9" />เหยียดแขน  ในเวลาทรงผ้าสังฆาฏิบาตรและจีวร  ในเวลาฉัน  ดื่ม  เคี้ยว  และลิ้มรส  ใน
			<remark  id="s2b14c64l10" />เวลาถ่ายอุจจาระและปัสสาวะ  ในเวลาเดิน  ยืน  นั่ง  นอนหลับ  ตื่น  พูด  และนิ่งเถิด  ฯ
			<remark  id="s2b14c64l11" />	[๙๙]  ดูกรพราหมณ์  ในเมื่อภิกษุเป็นผู้ประกอบด้วยสติสัมปชัญญะได้  ตถาคตย่อม
			<remark  id="s2b14c64l12" />แนะนำเธอให้ยิ่งขึ้นไปว่า  ดูกรภิกษุ  มาเถิด  เธอจงพอใจเสนาสนะอันสงัด  คือ  ป่า  โคนไม้
			<remark  id="s2b14c64l13" />ภูเขา  ซอกเขา  ถ้ำ  ป่าช้า  ป่าชัฏ  ที่แจ้ง  และลอมฟาง  เธอกลับจากบิณฑบาตภายหลังเวลา
			<remark  id="s2b14c64l14" />อาหารแล้ว  นั่งคู้บัลลังก์ตั้งกายตรง  ดำรงสติมั่นเฉพาะหน้า  ละอภิชฌาในโลกแล้ว  มีใจปราศจาก
			<remark  id="s2b14c64l15" />อภิชฌาอยู่  ย่อมชำระจิตให้บริสุทธิ์จากอภิชฌาได้ละความชั่วคือพยาบาทแล้ว  เป็นผู้มีจิตไม่พยาบาท
			<remark  id="s2b14c64l16" />อนุเคราะห์ด้วยความเกื้อกูลในสรรพสัตว์และภูตอยู่  ย่อมชำระจิตให้บริสุทธิ์จากความชั่วคือ
			<remark  id="s2b14c64l17" />พยาบาทได้  ละถีนมิทธะแล้ว  เป็นผู้มีจิตปราศจากถีนมิทธะ  มีอาโลกสัญญา  มีสติสัมปชัญญะ
			<remark  id="s2b14c64l18" />อยู่ย่อมชำระจิตให้บริสุทธิ์จากถีนมิทธะได้  ละอุทธัจจกุกกุจจะแล้ว  เป็นผู้ไม่ฟุ้งซ่าน  มีจิตสงบ
			<remark  id="s2b14c64l19" />ภายในอยู่  ย่อมชำระจิตให้บริสุทธิ์จากอุทธัจจกุกกุจจะได้  ละวิจิกิจฉาแล้ว  เป็นผู้ข้ามความสงสัย
			<remark  id="s2b14c64l20" />ไม่มีปัญหาอะไรในกุศลธรรมทั้งหลายอยู่  ย่อมชำระจิตให้บริสุทธิ์จากวิจิกิจฉาได้  ฯ
			<remark  id="s2b14c64l21" />	[๑๐๐]  เธอครั้นละนิวรณ์  ๕  ประการ  อันเป็นเครื่องทำใจให้เศร้าหมองทำปัญญาให้ถ้อยกำลัง
			<remark  id="s2b14c64l22" />นี้ได้แล้ว  จึงสงัดจากกาม  สงัดจากอกุศลธรรม  เข้าปฐมฌาน  มีวิตก  มีวิจาร  มีปีติและสุขเกิดแต่
			<remark  id="s2b14c64l23" />วิเวกอยู่  เข้าทุติยฌาน  มีความ  ผ่องใสแห่งใจภายใน  มีความเป็นธรรมเอกผุดขึ้น  เพราะ
			<remark  id="s2b14c64l24" />สงบวิตกและวิจารไม่มีวิตก  ไม่มีวิจาร  มีปีติและสุขเกิดแต่สมาธิอยู่  เป็นผู้วางเฉยเพราะหน่าย
		</para>
	</section>
	<section id="s2b14c65" >
		<para id="s2b14c65p">
			<remark  id="s2b14c65l1" />ปีติ  มีสติสัมปชัญญะอยู่  และเสวยสุขด้วยนามกาย  เข้าตติยฌานที่พระอริยะเรียกเธอ ได้ว่า
			<remark  id="s2b14c65l2" />ผู้วางเฉย  มีสติ  อยู่เป็นสุขอยู่  เข้าจตุตถฌาน  อันไม่มีทุกข์  ไม่มีสุขเพราะละสุข  ละทุกข์
			<remark  id="s2b14c65l3" />และดับโสมนัส  โทมนัสก่อนๆ  ได้  มีสติบริสุทธิ์  เพราะอุเบกขาอยู่  ดูกรพราหมณ์  ในพวกภิกษุ
			<remark  id="s2b14c65l4" />ที่ยังเป็นเสขะ  ยังไม่บรรลุพระอรหัตมรรค  ยังปรารถนาธรรมที่เกษมจากโยคะอย่างหาธรรมอื่น
			<remark  id="s2b14c65l5" />ยิ่งกว่ามิได้  อยู่นั้น  เรามีคำพร่ำสอนเห็นปานฉะนี้  ส่วนสำหรับภิกษุพวกที่เป็นอรหันตขีณาสพ
			<remark  id="s2b14c65l6" />อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว  ทำกิจที่ควรทำเสร็จแล้ว  ปลงภาระได้แล้ว  บรรลุประโยชน์ตนแล้วโดย
			<remark  id="s2b14c65l7" />ลำดับ  สิ้นสัญโญชน์ในภพแล้ว  พ้นวิเศษแล้วเพราะผู้ชอบนั้น  ธรรมเหล่านี้ย่อมเป็นไปเพื่อ
			<remark  id="s2b14c65l8" />ความอยู่สบาย  ในปัจจุบันและเพื่อสติสัมปชัญญะ  ฯ
			<remark  id="s2b14c65l9" />	[๑๐๑]  เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสแล้วอย่างนี้  พราหมณ์คณกะ  โมคคัลลานะได้ทูลพระผู้มี
			<remark  id="s2b14c65l10" />พระภาคดังนี้ว่า  สาวกของพระโคดมผู้เจริญ  อันพระโคดมผู้เจริญโอวาทสั่งสอนอยู่อย่างนี้
			<remark  id="s2b14c65l11" />ย่อมยินดีนิพพานอันมีความสำเร็จล่วงส่วน  ทุกรูปทีเดียวหรือหนอ  หรือว่าบางพวกก็ไม่ยินดี  ฯ
			<remark  id="s2b14c65l12" />	พ.  ดูกรพราหมณ์  สาวกของเรา  อันเราโอวาทสั่งสอนอยู่อย่างนี้  บางพวกเพียงส่วน
			<remark  id="s2b14c65l13" />น้อย  ยินดีนิพพานอันมีความสำเร็จล่วงส่วน  บางพวกก็ไม่ยินดี  ฯ.
			<remark  id="s2b14c65l14" />	ค.  ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ  อะไรหนอแล  เป็นเหตุ  เป็นปัจจัย  ใน เมื่อนิพพานก็ยัง
			<remark  id="s2b14c65l15" />ดำรงอยู่  ทางให้ถึงนิพพานก็ยังดำรงอยู่  พระโคดมผู้เจริญ  ผู้ชักชวนก็ยังดำรงอยู่  แต่ก็สาวก
			<remark  id="s2b14c65l16" />ของพระโคดมผู้เจริญ  อันพระโคดมผู้เจริญ  โอวาทสั่งสอนอยู่อย่างนี้  บางพวกเพียงส่วนน้อย
			<remark  id="s2b14c65l17" />จึงยินดีนิพพานอันมีความสำเร็จล่วงส่วน  บางพวกก็ไม่ยินดี  ฯ
			<remark  id="s2b14c65l18" />	[๑๐๒]  พ.  ดูกรพราหมณ์  ถ้าเช่นนั้น  เราจักย้อนถามท่านในเรื่องนี้  ท่านชอบใจ
			<remark  id="s2b14c65l19" />อย่างไร  พึงพยากรณ์อย่างนั้น  ดูกรพราหมณ์  ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน  ท่านชำนาญ
			<remark  id="s2b14c65l20" />ทางไปเมืองราชคฤห์มิใช่หรือ  ฯ
			<remark  id="s2b14c65l21" />	ค.  แน่นอน  พระเจ้าข้า  ฯ
			<remark  id="s2b14c65l22" />	พ.  ดูกรพราหมณ์  ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน  บุรุษผู้ปรารถนาจะไปเมืองราชคฤห์
			<remark  id="s2b14c65l23" /> พึงมาในสำนักของท่าน  เข้ามาหาท่านแล้วพูดอย่างนี้ว่าท่านผู้เจริญ  ข้าพเจ้าปรารถนาจะไป
			<remark  id="s2b14c65l24" />เมืองราชคฤห์  ขอท่านจงชี้ทางไปเมืองราชคฤห์แก่ข้าพเจ้าด้วยเถิด  ท่านพึงบอกแก่เขาอย่างนี้ว่า
		</para>
	</section>
	<section id="s2b14c66" >
		<para id="s2b14c66p">
			<remark  id="s2b14c66l1" />ดูกรพ่อมหาจำเริญ  มาเถิดทางนี้ไปเมืองราชคฤห์  ท่านจงไปตามทางนั้นชั่วครู่หนึ่งแล้ว  จักเห็น
			<remark  id="s2b14c66l2" />บ้านชื่อโน้นไปตามทางนั้นชั่วครู่หนึ่งแล้ว  จักเห็นนิคมชื่อโน้น  ไปตามทางนั้นชั่วครู่หนึ่งแล้ว
			<remark  id="s2b14c66l3" />จักเห็นสวนที่น่ารื่นรมย์  ป่าที่น่ารื่นรมย์  ภูมิภาคที่น่ารื่นรมย์  สระโบกขรณีที่น่ารื่นรมย์ของเมือง
			<remark  id="s2b14c66l4" />ราชคฤห์  บุรุษนั้นอันท่านแนะนำพร่ำสั่งอยู่อย่างนี้  จำทางผิดกลับเดินไปเสียตรงกันข้าม  ต่อมา
			<remark  id="s2b14c66l5" />บุรุษคนที่สองปรารถนาจะไปเมืองราชคฤห์พึงมาในสำนักของท่าน  เข้ามาหาท่านแล้วพูดอย่างนี้ว่า
			<remark  id="s2b14c66l6" />ท่านผู้เจริญ  ข้าพเจ้าปรารถนาจะไปเมืองราชคฤห์  ขอท่านจงชี้ทางไปเมืองราชคฤห์แก่ข้าพเจ้าด้วย
			<remark  id="s2b14c66l7" />เถิดท่านพึงบอกแก่เขาอย่างนี้ว่า  ดูกรพ่อมหาจำเริญ  มาเถิด  ทางนี้ไปเมืองราชคฤห์  ท่านจงไป
			<remark  id="s2b14c66l8" />ตามทางนั้นชั่วครู่หนึ่งแล้ว  จักเห็นบ้านชื่อโน้น  ไปตามทางนั้นชั่วครู่หนึ่งแล้ว  จักเห็นนิคมชื่อ
			<remark  id="s2b14c66l9" />โน้น  ไปตามทางนั้นชั่วครู่หนึ่งแล้ว  จักเห็นสวนที่น่ารื่นรมย์  ป่าที่น่ารื่นรมย์  ภูมิภาคที่น่ารื่นรมย์
			<remark  id="s2b14c66l10" /> สระโบกขรณีที่น่ารื่นรมย์ของเมืองราชคฤห์  บุรุษนั้นอันท่านแนะนำพร่ำสั่งอยู่อย่างนี้  พึงไป
			<remark  id="s2b14c66l11" />ถึงเมืองราชคฤห์โดยสวัสดี  ดูกรพราหมณ์  อะไรหนอแล  เป็นเหตุ  เป็นปัจจัย  ในเมื่อ
			<remark  id="s2b14c66l12" />เมืองราชคฤห์ก็ดำรงอยู่  ทางไปเมืองราชคฤห์ก็ดำรงอยู่  ท่านผู้ชี้แจงก็ดำรงอยู่  แต่ก็บุรุษอันท่าน
			<remark  id="s2b14c66l13" />แนะนำพร่ำสั่งอย่างนี้  คนหนึ่งจำทางผิด  กลับเดินไปทางตรงกันข้ามคนหนึ่งไปถึงเมืองราช
			<remark  id="s2b14c66l14" />คฤห์ได้โดยสวัสดี  ฯ
			<remark  id="s2b14c66l15" />	ค.  ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ  ในเรื่องนี้  ข้าพเจ้าจะทำอย่างไรได้  ข้าพเจ้าเป็นแต่ผู้
			<remark  id="s2b14c66l16" />บอกทาง  ฯ
			<remark  id="s2b14c66l17" />	[๑๐๓]  พ.  ดูกรพราหมณ์  ฉันนั้นเหมือนกันแล  ในเมื่อนิพพานก็ดำรงอยู่  ทางไป
			<remark  id="s2b14c66l18" />นิพพานก็ดำรงอยู่  เราผู้ชักชวนก็ดำรงอยู่  แต่ก็สาวกของเรา  อันเราโอวาทสั่งสอนอยู่อย่างนี้
			<remark  id="s2b14c66l19" />บางพวกเพียงส่วนน้อย  ยินดีนิพพานอันมีความสำเร็จล่วงส่วน  บางพวกก็ไม่ยินดี  ดูกร
			<remark  id="s2b14c66l20" />พราหมณ์  ในเรื่องนี้  เราจะทำอย่างไรได้ตถาคตเป็นแต่ผู้บอกหนทางให้  ฯ
			<remark  id="s2b14c66l21" />	[๑๐๔]  เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสแล้วอย่างนี้  พราหมณ์คณกะ  โมคคัลลานะได้ทูลพระผู้
			<remark  id="s2b14c66l22" />มีพระภาคดังนี้ว่า  ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ  บุคคลจำพวกที่ไม่มีศรัทธา  ประสงค์จะเลี้ยงชีวิต
			<remark  id="s2b14c66l23" />ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต  เป็นผู้โอ้อวด  มีมายา  เจ้าเล่ห์  ฟุ้งซ่าน  ยกตัว  กลับกลอก
			<remark  id="s2b14c66l24" />ปากกล้า  มีวาจา  เหลวไหล  ไม่คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย  ไม่รู้จักประมาณในโภชนะ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b14c67" >
		<para id="s2b14c67p">
			<remark  id="s2b14c67l1" />ไม่ประกอบเนืองๆ  ซึ่งความเป็นผู้ตื่น  ไม่มุ่งความเป็นสมณะ  ไม่มีความเคารพ  กล้าในสิกขา
			<remark  id="s2b14c67l2" /> มีความประพฤติมักมาก  มีความปฏิบัติย่อหย่อน  เป็นหัวหน้าในทางเชือนแช  ทอดธุระในความ
			<remark  id="s2b14c67l3" />สงัดเงียบ  เกียจคร้าน  ละเลยความเพียรหลงลืมสติ  ไม่รู้สึกตัว  ไม่มั่นคง  มีจิตรวนเร  มี
			<remark  id="s2b14c67l4" />ปัญญาทราม  เป็นดังคนหนวก  คนใบ้  พระโคดมผู้เจริญย่อมไม่อยู่ร่วมกับบุคคลจำพวกนั้น
			<remark  id="s2b14c67l5" />ส่วนพวกกุลบุตรที่มีศรัทธา  ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต  ไม่โอ้อวด  ไม่มีมายา  ไม่เป็น
			<remark  id="s2b14c67l6" />คน  เจ้าเล่ห์  ไม่ฟุ้งซ่าน  ไม่ยกตน  ไม่กลับกลอก  ไม่ปากกล้า  ไม่มีวาจาเหลวไหล  คุ้มครอง
			<remark  id="s2b14c67l7" />ทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย  รู้จักประมาณในโภชนะ  ประกอบเนืองๆ  ซึ่งความเป็นผู้ตื่น  มุ่งความ
			<remark  id="s2b14c67l8" />เป็นสมณะ  เคารพกล้าในสิกขา  ไม่มีความประพฤติมักมาก  ไม่มีความปฏิบัติย่อหย่อน  ทอดธุระ
			<remark  id="s2b14c67l9" />ในทางเชือนแช  เป็นหัวหน้าในความสงัดเงียบ  ปรารภความเพียร  ส่งตนไปในธรรม  ตั้งสติมั่น
			<remark  id="s2b14c67l10" />รู้สึกตัวมั่นคง  มีจิตแน่วแน่  มีปัญญา  ไม่เป็นดังคนหนวก  คนใบ้  พระโคดมผู้เจริญ  ย่อม
			<remark  id="s2b14c67l11" />อยู่ร่วมกับกุลบุตรพวกนั้น  ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ  เปรียบเหมือนบรรดาไม้ที่มีรากหอม  เขากล่าว
			<remark  id="s2b14c67l12" />กฤษณาว่าเป็นเลิศ  บรรดาไม้ที่มีแก่นหอม  เขากล่าวแก่นจันทน์แดงว่าเป็นเลิศ  บรรดาไม้ที่มีดอก
			<remark  id="s2b14c67l13" />หอม  เขากล่าวดอกมะลิว่าเป็นเลิศฉันใด  โอวาทของพระโคดมผู้เจริญ  ก็ฉันนั้นเหมือนกันแล
			<remark  id="s2b14c67l14" />บัณฑิตกล่าวได้ว่าเป็นเลิศในบรรดาธรรมของครูอย่างแพะที่นับว่าเยี่ยม  แจ่มแจ้งแล้ว
			<remark  id="s2b14c67l15" />พระเจ้าข้าแจ่มแจ้งแล้ว  พระเจ้าข้า  พระโคดมผู้เจริญทรงประกาศธรรมโดยปริยายมิใช่น้อย  เปรียบ
			<remark  id="s2b14c67l16" />เหมือนหงายของที่คว่ำ  หรือเปิดของที่ปิด  หรือบอกทางแก่คนหลงทางหรือตามประทีปในที่มืด
			<remark  id="s2b14c67l17" />ด้วยหวังว่า  ผู้มีตาดีจักเห็นรูปทั้งหลายได้  ฉะนั้น  ข้าพระองค์นี้ขอถึงพระโคดมผู้เจริญ  พระธรรม
			<remark  id="s2b14c67l18" />และพระภิกษุสงฆ์ว่าเป็นสรณะขอพระโคดมผู้เจริญ  จงทรงจำข้าพระองค์ว่าเป็นอุบาสก  ผู้ถึง
			<remark  id="s2b14c67l19" />สรณะตลอดชีวิตตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป  ฯ
			<remark  id="s2b14c67l20" />	      จบ  คณกโมคคัลลานสูตร  ที่  ๗
			<remark  id="s2b14c67l21" />	    ________________________________________
		</para>
	</section>
	<section id="s2b14c68" >
		<para id="s2b14c68p">
			<remark  id="s2b14c68l1" />	    ๘.  โคปกโมคคัลลานสูตร  (๑๐๘)
			<remark  id="s2b14c68l2" />	[๑๐๕]  ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้
			<remark  id="s2b14c68l3" />	สมัยหนึ่ง  เมื่อพระผู้มีพระภาคปรินิพพานแล้วไม่นาน  ท่านพระอานนท์อยู่ที่พระวิหาร
			<remark  id="s2b14c68l4" />เวฬุวัน  อันเคยเป็นสถานที่พระราชทานเหยื่อแก่กระแต  เขตพระนครราชคฤห์  สมัยนั้นแล
			<remark  id="s2b14c68l5" /> พระเจ้าอชาตสัตรู  เวเทหิบุตร  เป็นจอมแห่งมคธรัฐ  ทรงระแวงพระเจ้าปัชโชต  จึงรับสั่งให้
			<remark  id="s2b14c68l6" />ซ่อมแซมพระนครราชคฤห์ครั้งนั้นแล  ท่านพระอานนท์นุ่งสบง  ทรงบาตรจีวร  เข้าไป
			<remark  id="s2b14c68l7" />บิณฑบาตยังพระนครราชคฤห์ในเวลาเช้า  ขณะนั้น  ท่านมีความดำริดังนี้ว่า  ยังเช้าเกินควรที่จะ
			<remark  id="s2b14c68l8" />เที่ยวบิณฑบาตในพระนครราชคฤห์ก่อน  ถ้ากระไร  เราพึงเข้าไปหาพราหมณ์โคปกะโมคคัลลานะ
			<remark  id="s2b14c68l9" />ยังที่ทำงานและที่อยู่เถิด  ครั้นแล้วท่านพระอานนท์จึงเข้าไปยังที่นั้น  พราหมณ์โคปกะโมคคัลลานะ
			<remark  id="s2b14c68l10" />แลเห็นท่านพระอานนท์เดินมาแต่ไกล  จึงได้กล่าวกะท่านพระอานนท์ดังนี้ว่า  นิมนต์เถิด  พระ
			<remark  id="s2b14c68l11" />อานนท์ผู้เจริญ  ท่านมาดีแล้วนานทีเดียวที่ท่านได้แวะเวียนมาที่นี่  นิมนต์นั่งเถิด  นี่อาสนะ
			<remark  id="s2b14c68l12" />แต่งตั้งไว้แล้วท่านพระอานนท์นั่งบนอาสนะที่แต่งตั้งไว้แล้ว  ฝ่ายพราหมณ์โคปกะโมคคัลลานะ
			<remark  id="s2b14c68l13" />ก็ถือเอาอาสนะต่ำแห่งหนึ่งนั่งลง  ฯ
			<remark  id="s2b14c68l14" />	[๑๐๖]  พอนั่งเรียบร้อยแล้ว  พราหมณ์โคปกะ  โมคคัลลานะ  ได้กล่าวกะท่านพระอานนท์
			<remark  id="s2b14c68l15" />ดังนี้ว่า  ข้าแต่พระอานนท์ผู้เจริญ  มีภิกษุสักรูปหนึ่งบ้างไหมหนอ  ผู้ถึงพร้อมด้วยธรรมทุกๆ
			<remark  id="s2b14c68l16" />ข้อ  และทุกๆ  ประการ  ที่พระโคดมผู้เจริญพระองค์นั้น  ผู้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธทรงถึง
			<remark  id="s2b14c68l17" />พร้อมแล้ว  ฯ
			<remark  id="s2b14c68l18" />	ท่านพระอานนท์กล่าวว่า  ดูกรพราหมณ์  ไม่มีเลยแม้สักรูปหนึ่งผู้ถึงพร้อมด้วยธรรมทุกๆ
			<remark  id="s2b14c68l19" /> ข้อ  และทุกๆ  ประการ  ที่พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้นผู้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธทรงถึง
		</para>
	</section>
	<section id="s2b14c69" >
		<para id="s2b14c69p">
			<remark  id="s2b14c69l1" />พร้อมแล้ว  เพราะพระผู้มีพระภาคพระองค์  นั้น  ทรงให้มรรคที่ยังไม่อุบัติได้อุบัติ  ที่ยังไม่เกิด
			<remark  id="s2b14c69l2" />ได้เกิด  ตรัสบอกมรรคที่ยังไม่มีใครบอก  ทรงทราบชัดมรรค  ทรงรู้แจ้งมรรค  และทรงฉลาด
			<remark  id="s2b14c69l3" />ในมรรค  ส่วน  เหล่าสาวกในบัดนี้  เป็นผู้ดำเนินตามมรรค  จึงถึงพร้อมในภายหลังอยู่  ก็แหละ
			<remark  id="s2b14c69l4" />คำพูดระหว่างท่านพระอานนท์กับพราหมณ์โคปกะ  โมคคัลลานะได้ค้างอยู่เพียงนี้  ฯ
			<remark  id="s2b14c69l5" />	[๑๐๗]  ขณะนั้น  วัสสการพราหมณ์มหาอำมาตย์แห่งมคธรัฐ  เที่ยวตรวจราชการใน
			<remark  id="s2b14c69l6" />พระนครราชคฤห์  ได้เข้าไปยังที่ทำงานของพราหมณ์โคปกะโมคคัลลานะ  ที่มีท่านพระอานนท์
			<remark  id="s2b14c69l7" />อยู่ด้วย  แล้วได้ทักทายปราศรัยกับท่านพระอานนท์  ครั้นผ่านคำทักทายปราศรัยพอให้ระลึกถึง
			<remark  id="s2b14c69l8" />กันไปแล้ว  จึงนั่ง  ณ  ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง  พอนั่งเรียบร้อยแล้ว  ได้กล่าวกะท่านพระอานนท์ดังนี้
			<remark  id="s2b14c69l9" />ว่า  ข้าแต่พระอานนท์ผู้เจริญ  ณ  บัดนี้  พระคุณท่านนั่งสนทนากันด้วยเรื่องอะไรหนอ
			<remark  id="s2b14c69l10" />และพระคุณท่านพูดเรื่องอะไรค้างอยู่ในระหว่าง  ฯ
			<remark  id="s2b14c69l11" />	ท่านพระอานนท์กล่าวว่า  ดูกรพราหมณ์  ในเรื่องที่พูดกันอยู่นี้  พราหมณ์โคปกะ
			<remark  id="s2b14c69l12" />โมคคัลลานะได้ถามอาตมภาพอย่างนี้ว่า  ข้าแต่พระอานนท์ผู้เจริญ  มีภิกษุสักรูปหนึ่งบ้างไหม
			<remark  id="s2b14c69l13" />หนอ  ผู้ถึงพร้อมด้วยธรรมทุกๆ  ข้อ  และทุกๆ  ประการ  ที่พระโคดมผู้เจริญพระองค์นั้น  ผู้
			<remark  id="s2b14c69l14" />เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธทรงถึงพร้อมแล้วเมื่อพราหมณ์โคปกะ  โมคคัลลานะถามแล้ว
			<remark  id="s2b14c69l15" />อย่างนี้  อาตมภาพได้ตอบ  ดังนี้ว่าดูกรพราหมณ์  ไม่มีเลยแม้สักรูปหนึ่งผู้ถึงพร้อมด้วยธรรม
			<remark  id="s2b14c69l16" />ทุกๆ  ข้อ  และทุกๆ  ประการ  ที่พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น  ผู้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธทรง
			<remark  id="s2b14c69l17" />ถึง  พร้อมแล้ว  เพราะพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น  ทรงให้มรรคที่ยังไม่อุบัติได้อุบัติที่ยังไม่เกิด
			<remark  id="s2b14c69l18" />ได้เกิด  ตรัสบอกมรรคที่ยังไม่มีใครบอก  ทรงทราบชัดมรรค  ทรงรู้แจ้งมรรค  และทรงฉลาดใน
			<remark  id="s2b14c69l19" />มรรค  ส่วนเหล่าสาวกในบัดนี้เป็นผู้ดำเนินตามมรรคจึงถึงพร้อมในภายหลังอยู่  นี่แลคำพูด
			<remark  id="s2b14c69l20" />ระหว่างอาตมภาพกับพราหมณ์โคปกะโมคคัลลานะได้ค้างอยู่  ต่อนั้นท่านก็มาถึง  ฯ
			<remark  id="s2b14c69l21" />	[๑๐๘]  ว.  ข้าแต่พระอานนท์ผู้เจริญ  มีภิกษุสักรูปหนึ่งบ้างไหมหนอ  อันพระโคดม
			<remark  id="s2b14c69l22" />ผู้เจริญพระองค์นั้นทรงแต่งตั้งไว้ว่า  เมื่อเราล่วงลับไปแล้ว  ภิกษุรูปนี้จักเป็นที่พึงอาศัยของท่าน
			<remark  id="s2b14c69l23" />ทั้งหลาย  ซึ่งพระคุณเจ้าทั้งหลายจะพึงเข้าไปหาได้  ในบัดนี้  ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b14c70" >
		<para id="s2b14c70p">
			<remark  id="s2b14c70l1" />	อา.  ดูกรพราหมณ์  ไม่มีเลยแม้สักรูปหนึ่งอันพระผู้มีพระภาคพระองค์  นั้น  ผู้ทรงรู้
			<remark  id="s2b14c70l2" /> ทรงเห็น  เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธ  ทรงแต่งตั้งไว้ว่า  เมื่อเราล่วงลับไปแล้ว  ภิกษุรูปนี้จัก
			<remark  id="s2b14c70l3" />เป็นที่พึ่งอาศัยของท่านทั้งหลาย  ซึ่งอาตมภาพทั้งหลายจะพึงเข้าไปหาได้ในบัดนี้  ฯ
			<remark  id="s2b14c70l4" />	[๑๐๙]  ว.  ข้าแต่พระอานนท์ผู้เจริญ  มีภิกษุสักรูปหนึ่งบ้างไหมเล่า  อันสงฆ์ที่ภิกษุผู้
			<remark  id="s2b14c70l5" />เป็นเถระมากรูปด้วยกันสมมติแล้ว  แต่งตั้งไว้ว่า  เมื่อพระผู้มีพระภาคเสด็จล่วงลับไปแล้ว  ภิกษุ
			<remark  id="s2b14c70l6" />รูปนี้จักเป็นที่พึ่งอาศัยของเราทั้งหลาย  ซึ่งพระคุณเจ้า  ทั้งหลายจะพึงเข้าไปหาได้ในบัดนี้  ฯ
			<remark  id="s2b14c70l7" />	อา.  ดูกรพราหมณ์  ไม่มีเลยแม้สักรูปหนึ่ง  อันสงฆ์ที่ภิกษุผู้เป็นเถระ  มากรูปด้วยกัน
			<remark  id="s2b14c70l8" />สมมติแล้ว  แต่งตั้งไว้ว่า  เมื่อพระผู้มีพระภาคเสด็จล่วงลับไปแล้ว  ภิกษุรูปนี้จักเป็นที่พึ่งอาศัย
			<remark  id="s2b14c70l9" />ของเราทั้งหลาย  ซึ่งอาตมภาพทั้งหลายจะพึงเข้าไปหา  ได้ในบัดนี้  ฯ
			<remark  id="s2b14c70l10" />	ว.  ข้าแต่พระอานนท์ผู้เจริญ  ก็เมื่อไม่มีที่พึ่งอาศัยอย่างนี้  อะไรเล่าจะเป็นเหตุแห่ง
			<remark  id="s2b14c70l11" />ความสามัคคีกันโดยธรรม  ฯ
			<remark  id="s2b14c70l12" />	อา.  ดูกรพราหมณ์  อาตมภาพทั้งหลายมิใช่ไม่มีที่พึ่งอาศัยเลย  พวกอาตมภาพมีที่พึ่ง
			<remark  id="s2b14c70l13" />อาศัย  คือ  มีธรรมเป็นที่พึ่งอาศัย  ฯ
			<remark  id="s2b14c70l14" />	[๑๑๐]  ว.  ข้าแต่พระอานนท์ผู้เจริญ  กระผมถามพระคุณเจ้าดังนี้ว่า  มีภิกษุสักรูปหนึ่ง
			<remark  id="s2b14c70l15" />บ้างไหมหนอ  อันพระโคดมผู้เจริญพระองค์นั้น  ทรงแต่งตั้งไว้ว่าเมื่อเราล่วงลับไปแล้ว
			<remark  id="s2b14c70l16" />ภิกษุรูปนี้จักเป็นที่พึ่งอาศัยของท่านทั้งหลาย  ซึ่งพระคุณเจ้า  ทั้งหลายจะพึเข้าไปหาได้ในบัดนี้  พระ
			<remark  id="s2b14c70l17" />คุณเจ้าตอบว่า  ดูกรพราหมณ์  ไม่มีเลยแม้สักรูปหนึ่ง  อันพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น  ผู้ทรง
			<remark  id="s2b14c70l18" />รู้  ทรงเห็น  เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธ  ทรงแต่งตั้งไว้ว่า  เมื่อเราล่วงลับไปแล้ว  ภิกษุรูปนี้
			<remark  id="s2b14c70l19" />จักเป็นที่พึ่งอาศัยของท่านทั้งหลาย  ซึ่งอาตมภาพทั้งหลายจะพึงเข้าไปหาในบัดนี้  กระผมถาม
			<remark  id="s2b14c70l20" />ต่อไปว่า  มีภิกษุสักรูปหนึ่งบ้างไหมเล่า  อันสงฆ์ที่ภิกษุผู้เป็นเถระมากรูปด้วยกัน  สมมติแล้ว
			<remark  id="s2b14c70l21" />แต่งตั้งไว้ว่า  เมื่อพระผู้มีพระภาคเสด็จล่วงลับไปแล้ว  ภิกษุรูปนี้จักเป็นที่พึ่งอาศัยของเราทั้งหลาย
			<remark  id="s2b14c70l22" />ซึ่งพระคุณเจ้าทั้งหลายจะพึงเข้าไปหาได้ในบัดนี้พระคุณเจ้าตอบว่า  ดูกรพราหมณ์  ไม่มีเลย
			<remark  id="s2b14c70l23" />แม้สักรูปหนึ่ง  อันสงฆ์ที่ภิกษุผู้เป็นเถระมากรูปด้วยกันสมมติแล้ว  แต่งตั้งไว้ว่า  เมื่อพระผู้มี
			<remark  id="s2b14c70l24" />พระภาคเสด็จล่วงลับไปแล้ว  ภิกษุรูปนี้จักเป็นที่พึ่งอาศัยของเราทั้งหลาย  ซึ่งอาตมภาพทั้งหลาย
		</para>
	</section>
	<section id="s2b14c71" >
		<para id="s2b14c71p">
			<remark  id="s2b14c71l1" />จะพึงเข้าไปหาได้ในบัดนี้  และกระผมถามต่อไปว่า  ก็เมื่อไม่มีที่พึ่งอาศัยอย่างนี้  อะไรเล่าจะ
			<remark  id="s2b14c71l2" />เป็นเหตุแห่งความสามัคคีกันโดยธรรม  พระคุณเจ้าตอบว่า  ดูกรพราหมณ์อาตมภาพทั้งหลาย
			<remark  id="s2b14c71l3" />มิใช่ไม่มีที่พึ่งอาศัย  พวกอาตมภาพมีที่พึ่งอาศัย  คือ  มีธรรมเป็นที่พึ่งอาศัย  ข้าแต่พระอานนท์
			<remark  id="s2b14c71l4" />ผู้เจริญ  ก็คำที่พระคุณเจ้ากล่าวแล้วนี้  กระผมจะพึงเห็นเนื้อความได้อย่างไร  ฯ
			<remark  id="s2b14c71l5" />	[๑๑๑]  อา.  ดูกรพราหมณ์  มีอยู่แล  ที่พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้นผู้ทรงรู้  ทรงเห็น
			<remark  id="s2b14c71l6" />เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธ  ทรงบัญญัติสิกขาบทแก่ภิกษุทั้งหลาย  ทรงแสดงปาติโมกข์
			<remark  id="s2b14c71l7" />แก่ภิกษุทั้งหลาย  ทุกๆ  วันอุโบสถ  อาตมภาพ  ทั้งหลายเท่าที่มีอยู่นั้น  จะเข้าไปอาศัยคามเขต
			<remark  id="s2b14c71l8" />แห่งหนึ่งอยู่  ทุกๆ  รูปจะประชุมร่วมกัน  ครั้นแล้วจะเชิญภิกษุรูปที่สวดปาติโมกข์ได้  ให้สวด  ถ้า
			<remark  id="s2b14c71l9" />ขณะที่สวด  ปาติโมกข์อยู่  ปรากฏภิกษุมีอาบัติและโทษที่ล่วงละเมิด  อาตมภาพทั้งหลายจะให้
			<remark  id="s2b14c71l10" />เธอทำตามธรรม  ตามคำที่ทรงสั่งสอนไว้  เพราะฉะนั้น  เป็นอันว่า  ภิกษุผู้เจริญทั้งหลาย  มิได้
			<remark  id="s2b14c71l11" />ให้พวกอาตมภาพกระทำ  ธรรมต่างหากให้พวกอาตมภาพกระทำ  ฯ
			<remark  id="s2b14c71l12" />	ว.  ข้าแต่พระอานนท์ผู้เจริญ  มีภิกษุสักรูปหนึ่งบ้างไหมหนอ  ซึ่งพระคุณเจ้าทั้งหลาย
			<remark  id="s2b14c71l13" />สักการะ  เคารพ  นับถือ  บูชา  ครั้นสักการะ  เคารพแล้วย่อมเข้าไปอาศัยอยู่ในบัดนี้  ฯ
			<remark  id="s2b14c71l14" />	อา.  ดูกรพราหมณ์  มีอยู่รูปหนึ่งแล  ซึ่งอาตมภาพทั้งหลาย  สักการะ  เคารพ
			<remark  id="s2b14c71l15" />นับถือ  บูชา  ครั้นสักการะ  เคารพแล้ว  ย่อมเข้าไปอาศัยอยู่ในบัดนี้  ฯ
			<remark  id="s2b14c71l16" />	[๑๑๒]  ว.  ข้าแต่พระอานนท์ผู้เจริญ  กระผมถามพระคุณเจ้าดังนี้ว่า   มีภิกษุสักรูป
			<remark  id="s2b14c71l17" />หนึ่งบ้างไหมหนอ  อันพระโคดมผู้เจริญพระองค์นั้น  ทรงแต่งตั้งไว้ว่าเมื่อเราล่วงลับไปแล้ว
			<remark  id="s2b14c71l18" />ภิกษุรูปนี้จักเป็นที่พึ่งอาศัยของท่านทั้งหลาย  ซึ่งพระคุณเจ้าทั้งหลายจะพึงเข้าไปหาได้ในบัดนี้
			<remark  id="s2b14c71l19" />พระคุณเจ้าตอบว่า  ดูกรพราหมณ์  ไม่มีเลย  แม้สักรูปหนึ่ง  อันพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น
			<remark  id="s2b14c71l20" />ผู้ทรงรู้  ทรงเห็น  เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธ  ทรงแต่งตั้งไว้ว่า  เมื่อเราล่วงลับไปแล้ว  ภิกษุ
			<remark  id="s2b14c71l21" />รูปนี้จักเป็นที่พึ่งอาศัยของท่านทั้งหลาย  ซึ่งอาตมภาพทั้งหลายจะพึงเข้าไปหาได้ในบัดนี้  กระผม
			<remark  id="s2b14c71l22" />ถามต่อไปว่า  มีภิกษุสักรูปหนึ่งบ้างไหมเล่า  อันสงฆ์ที่ภิกษุผู้เป็นเถระมากรูปด้วยกันสมมติ
			<remark  id="s2b14c71l23" />แล้ว  แต่งตั้งไว้ว่า  เมื่อพระผู้มีพระภาคเสด็จล่วงลับไปแล้วภิกษุรูปนี้จักเป็นที่พึ่งอาศัยของ
			<remark  id="s2b14c71l24" />เราทั้งหลาย  ซึ่งพระคุณเจ้าทั้งหลายจะพึงเข้าไปหาได้ในบัดนี้  พระคุณเจ้าตอบว่า  ดูกรพราหมณ์
		</para>
	</section>
	<section id="s2b14c72" >
		<para id="s2b14c72p">
			<remark  id="s2b14c72l1" />ไม่มีเลยแม้สักรูปหนึ่ง  อันสงฆ์ที่ภิกษุผู้เป็นเถระมากรูปด้วยกันสมมติแล้ว  แต่งตั้งไว้ว่า  เมื่อ
			<remark  id="s2b14c72l2" />พระผู้มีพระภาคเสด็จล่วงลับไปแล้ว  ภิกษุรูปนี้จักเป็นที่พึ่งอาศัยของเราทั้งหลาย  ซึ่งอาตมภาพ
			<remark  id="s2b14c72l3" />ทั้งหลายจักพึงเข้าไปหาได้ในบัดนี้  กระผมถามต่อไปว่า  มีภิกษุสักรูปหนึ่งบ้างไหมหนอ  ซึ่ง
			<remark  id="s2b14c72l4" />พระคุณเจ้าทั้งหลายสักการะ  เคารพ  นับถือ  บูชา  ครั้นสักการะ  เคารพแล้ว  ย่อมเข้าไปอาศัย
			<remark  id="s2b14c72l5" />อยู่ในบัดนี้  พระคุณเจ้าตอบว่า  ดูกรพราหมณ์  มีอยู่รูปหนึ่งแล  ซึ่งอาตมภาพทั้งหลายสักการะ  เคารพ
			<remark  id="s2b14c72l6" />นับถือ  บูชา  ครั้นสักการะ  เคารพแล้ว  ย่อมเข้าไปอาศัยอยู่ในบัดนี้  ข้าแต่พระอานนท์
			<remark  id="s2b14c72l7" />ผู้เจริญคำที่พระคุณเจ้ากล่าวแล้วนี้  กระผมจะพึงเห็นเนื้อความได้อย่างไร  ฯ
			<remark  id="s2b14c72l8" />	[๑๑๓]  อา.  ดูกรพราหมณ์  มีอยู่แล  ที่พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น  ผู้ทรงรู้  ทรงเห็น
			<remark  id="s2b14c72l9" />เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธ  ตรัสบอกธรรมเป็นที่ตั้งแห่ง  ความเลื่อมใสไว้  ๑๐  ประการ  บรรดา
			<remark  id="s2b14c72l10" />พวกอาตมภาพ  รูปใดมีธรรมเหล่านั้น  อาตมภาพทั้งหลายย่อมสักการะ  เคารพ  นับถือ  บูชา
			<remark  id="s2b14c72l11" />รูปนั้น  ครั้นสักการะเคารพแล้ว  ย่อมเข้าไปอาศัยอยู่ในบัดนี้  ธรรม  ๑๐  ประการเป็นไฉน
			<remark  id="s2b14c72l12" />ดูกรพราหมณ์  ภิกษุในธรรมวินัยนี้
			<remark  id="s2b14c72l13" />	(๑)  เป็นผู้มีศีล  สำรวมด้วยปาติโมกขสังวร  ถึงพร้อมด้วยอาจาระและโคจรอยู่  ย่อม
			<remark  id="s2b14c72l14" />เป็นผู้เห็นภัยในโทษเพียงเล็กน้อย  สมาทานศึกษาในสิกขาบททั้งหลาย
			<remark  id="s2b14c72l15" />	(๒)  เป็นพหูสูต  ทรงการศึกษา  สั่งสมการศึกษา  ธรรมที่งามในเบื้องต้น  งามใน
			<remark  id="s2b14c72l16" />ท่ามกลาง  งามในที่สุด  พร้อมทั้งอรรถ  พร้อมทั้งพยัญชนะ  ประกาศพรหมจรรย์บริสุทธิ์บริบูรณ์
			<remark  id="s2b14c72l17" />สิ้นเชิง  เห็นปานนั้น  ย่อมเป็นอันเธอได้สดับแล้วมากทรงจำไว้ได้  คล่องปาก  เพ่งตามได้ด้วย
			<remark  id="s2b14c72l18" />ใจ  แทงตลอดดีด้วยความเห็น
			<remark  id="s2b14c72l19" />	(๓)  เป็นผู้สันโดษด้วยจีวร  บิณฑบาต  เสนาสนะ  และคิลานปัจจัย  เภสัชบริขาร
			<remark  id="s2b14c72l20" />	(๔)  เป็นผู้ได้ฌาน  ๔  อันเกิดมีในมหัคคตจิตเครื่องอยู่สบายในปัจจุบัน  ตามความ
			<remark  id="s2b14c72l21" />ปรารถนา  ได้ไม่ยาก  ไม่ลำบาก
			<remark  id="s2b14c72l22" />	(๕)  ย่อมแสดงฤทธิ์ได้เป็นอเนกประการ  คือ  คนเดียวเป็นหลายคนก็ได้หลายคนเป็นคน
			<remark  id="s2b14c72l23" />เดียวก็ได้  ปรากฏตัวหรือหายตัวไปนอกฝา  นอกกำแพง  นอกภูเขาได้ไม่ติดขัด  เหมือนไปในที่ว่าง
			<remark  id="s2b14c72l24" />ก็ได้  ทำการผุดขึ้นและดำลงในแผ่นดิน  เหมือนในน้ำก็ได้  เดินบนน้ำไม่แตกเหมือนเดินบน
		</para>
	</section>
	<section id="s2b14c73" >
		<para id="s2b14c73p">
			<remark  id="s2b14c73l1" />แผ่นดินก็ได้  เหาะไปในอากาศโดยบัลลังก์เหมือนนกก็ได้  ลูบคลำพระจันทร์และพระอาทิตย์
			<remark  id="s2b14c73l2" />ซึ่งมีฤทธิ์มีอานุภาพมากปานฉะนี้ด้วยฝ่ามือก็ได้  ใช้อำนาจทางกายไปจนถึงพรหมโลกก็ได้
			<remark  id="s2b14c73l3" />	(๖)  ย่อมฟังเสียงทั้งสอง  คือ  เสียงทิพย์  และเสียงมนุษย์  ทั้งที่ไกล  และที่ใกล้ได้ด้วย
			<remark  id="s2b14c73l4" />ทิพยโสตธาตุ  อันบริสุทธิ์  ล่วงโสตของมนุษย์
			<remark  id="s2b14c73l5" />	(๗)  ย่อมกำหนดรู้ใจของสัตว์อื่น  และบุคคลอื่นได้ด้วยใจ  คือ  จิตมีราคะก็รู้ว่าจิตมี
			<remark  id="s2b14c73l6" />ราคะ  หรือจิตปราศจากราคะก็รู้ว่าจิตปราศจากราคะ  จิตมีโทสะก็รู้ว่าจิตมีโทสะ  หรือจิตปราศจาก
			<remark  id="s2b14c73l7" />โทสะก็รู้ว่าจิตปราศจากโทสะ  จิตมีโมหะก็รู้ว่าจิตมีโมหะหรือจิตปราศจากโมหะก็รู้ว่าจิตปราศจาก
			<remark  id="s2b14c73l8" />โมหะ  จิตหดหู่ก็รู้ว่าจิตหดหู่  หรือจิตฟุ้งซ่านก็รู้ว่าจิตฟุ้งซ่าน  จิตเป็นมหัคคตะก็รู้ว่าจิตเป็น
			<remark  id="s2b14c73l9" />มหัคคตะ  จิตไม่เป็นมหัคคตะก็รู้ว่าจิตไม่เป็นมหัคคตะ  จิตยังมีจิตอื่นยิ่งกว่าก็รู้ว่าจิตยังมีจิตอื่น
			<remark  id="s2b14c73l10" />ยิ่งกว่า  หรือจิตไม่มีจิตอื่นยิ่งกว่าก็รู้ว่าจิตไม่มีจิตอื่นยิ่งกว่า  จิตตั้งมั่นก็รู้ว่าจิตตั้งมั่น  หรือจิตไม่
			<remark  id="s2b14c73l11" />ตั้งมั่นก็รู้ว่า  จิตไม่ตั้งมั่น  จิตหลุดพ้นแล้วก็รู้ว่าจิตหลุดพ้นแล้ว  หรือจิตยังไม่หลุดพ้นก็รู้ว่าจิตยัง
			<remark  id="s2b14c73l12" />ไม่หลุดพ้น
			<remark  id="s2b14c73l13" />	(๘)  ย่อมระลึกขันธ์ที่อยู่อาศัยในชาติก่อนได้เป็นอเนกประการ  คือ  ระลึกได้ชาติหนึ่งบ้าง
			<remark  id="s2b14c73l14" />สองชาติบ้าง  สามชาติบ้าง  สี่ชาติบ้าง  ห้าชาติบ้าง  สิบชาติบ้างยี่สิบชาติบ้าง  สามสิบชาติบ้าง
			<remark  id="s2b14c73l15" />สี่สิบชาติบ้าง  ห้าสิบชาติบ้าง  ร้อยชาติบ้างพันชาติบ้าง  แสนชาติบ้าง  หลายสังวัฏกัปบ้าง
			<remark  id="s2b14c73l16" />หลายวิวัฏกัปบ้าง  หลายสังวัฏ  วิวัฏกัปบ้าง  ว่าในชาติโน้น  เรามีชื่ออย่างนี้  มีโคตรอย่างนี้
			<remark  id="s2b14c73l17" />มีผิวพรรณอย่างนี้  มีอาหารอย่างนี้  เสวยสุขและทุกข์อย่างนี้  มีกำหนดอายุเท่านี้  เรานั้นเคลื่อน
			<remark  id="s2b14c73l18" />จากชาตินั้นแล้ว  บังเกิดในชาติโน้น  แม้ในชาตินั้น  เราก็มีชื่ออย่างนี้  มีโคตรอย่างนี้  มีผิวพรรณ
			<remark  id="s2b14c73l19" />อย่างนี้  มีอาหารอย่างนี้  เสวยสุขและทุกข์อย่างนี้  มีกำหนดอายุเท่านี้เรานั้นเคลื่อนจากชาติ
			<remark  id="s2b14c73l20" />นั้นแล้ว  จึงเข้าถึงในชาตินี้  ย่อมระลึกขันธ์ที่อยู่อาศัยในชาติก่อนได้เป็นอเนกประการ  พร้อมทั้ง
			<remark  id="s2b14c73l21" />อาการ  พร้อมทั้งอุเทศ  เช่นนี้
			<remark  id="s2b14c73l22" />	(๙)  ย่อมมองเห็นหมู่สัตว์  กำลังจุติ  กำลังอุปบัติ  เลว  ประณีต  มีผิว พรรณดี
			<remark  id="s2b14c73l23" />มีผิวพรรณทราม  ได้ดี  ตกยาก  ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์  ล่วงจักษุของมนุษย์  ฯลฯ  ย่อมมอง
		</para>
	</section>
	<section id="s2b14c74" >
		<para id="s2b14c74p">
			<remark  id="s2b14c74l1" />เห็นหมู่สัตว์ที่กำลังจุติ  กำลังอุปบัติ  เลว  ประณีตมีผิวพรรณดี  มีผิวพรรณทราม  ได้ดี  ตกยาก
			<remark  id="s2b14c74l2" />ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์  ล่วงจักษุของมนุษย์  ย่อมทราบชัดหมู่สัตว์ผู้เป็นไปตามกรรม  เช่นนี้
			<remark  id="s2b14c74l3" />	(๑๐)  ย่อมเข้าถึงเจโตวิมุตติ  ปัญญาวิมุตติ  อันหาอาสวะมิได้  เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไป
			<remark  id="s2b14c74l4" />ทำให้แจ้งเพราะรู้ยิ่งด้วยตนเองในปัจจุบันอยู่  ฯ
			<remark  id="s2b14c74l5" />	ดูกรพราหมณ์  เหล่านี้แล  ธรรมเป็นที่ตั้งแห่งความเลื่อมใส  ๑๐  ประการ  อันพระผู้
			<remark  id="s2b14c74l6" />มีพระภาคพระองค์นั้น  ผู้ทรงรู้  ทรงเห็น  เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธตรัสบอกไว้  บรรดาพวก
			<remark  id="s2b14c74l7" />อาตมภาพ  รูปใดมีธรรมเหล่านี้  อาตมภาพทั้งหลายย่อมสักการะ  เคารพ  นับถือ  บูชารูปนั้น
			<remark  id="s2b14c74l8" />ครั้นสักการะ  เคารพแล้ว  ย่อมเข้าไปอาศัยอยู่ในบัดนี้  ฯ
			<remark  id="s2b14c74l9" />	[๑๑๔]  เมื่อท่านพระอานนท์กล่าวแล้วอย่างนี้  วัสสการพราหมณ์มหาอำมาตย์แห่งมคธรัฐ
			<remark  id="s2b14c74l10" />ได้เรียกอุปนันทะเสนาบดีมาพูดว่า  ดูกรเสนาบดี  ท่านจะ  สำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน  ที่พระคุณเจ้า
			<remark  id="s2b14c74l11" />เหล่านี้  สักการะธรรมที่ควรสักการะ  เคารพธรรมที่ควรเคารพ  นับถือธรรมที่ควรนับถือ  บูชาธรรม
			<remark  id="s2b14c74l12" />ที่ควรบูชาอยู่อย่างนี้ตกลงพระคุณเจ้าเหล่านี้  ย่อมสักการะธรรมที่ควรสักการะ  เคารพธรรมที่
			<remark  id="s2b14c74l13" />ควรเคารพนับถือธรรมที่ควรนับถือ  บูชาธรรมที่ควรบูชา  ก็ในเมื่อพระคุณเจ้าเหล่านั้นจะไม่พึง
			<remark  id="s2b14c74l14" />สักการะ  เคารพ  นับถือ  บูชาสิ่งนี้  พระคุณเจ้าเหล่านั้น  จะพึงสักการะเคารพ  นับถือ  บูชาสิ่งไร
			<remark  id="s2b14c74l15" />แล้วจะเข้าไปอาศัยสิ่งไรอยู่ได้เล่า  ฯ
			<remark  id="s2b14c74l16" />	[๑๑๕]  ต่อนั้น  วัสสการพราหมณ์มหาอำมาตย์แห่งมคธรัฐ  ถามท่าน  พระอานนท์ดังนี้ว่า
			<remark  id="s2b14c74l17" />ก็เวลานี้  พระอานนท์อยู่ที่ไหน  ฯ
			<remark  id="s2b14c74l18" />	อา.  ดูกรพราหมณ์  เวลานี้  อาตมภาพอยู่ที่พระวิหารเวฬุวัน  ฯ
			<remark  id="s2b14c74l19" />	ว.  ข้าแต่พระอานนท์ผู้เจริญ  ก็พระวิหารเวฬุวัน  เป็นที่รื่นรมย์  เงียบเสียงและไม่อึกทึก
			<remark  id="s2b14c74l20" />ครึกโครม  มีลมพัดเย็นสบาย  เป็นที่พักผ่อนของมนุษย์  สมควรแก่  การหลีกออกเร้นอยู่หรือ  ฯ
			<remark  id="s2b14c74l21" />	อา.  ดูกรพราหมณ์  แน่นอน  พระวิหารเวฬุวัน  จะเป็นที่รื่นรมย์  เงียบเสียง  และไม่
			<remark  id="s2b14c74l22" />อึกทึกครึกโครม  มีลมพัดเย็นสบาย  เป็นที่พักผ่อนของมนุษย์  สมควรแก่การหลีกออกเร้นอยู่
			<remark  id="s2b14c74l23" />ก็ด้วยมีผู้รักษาคุ้มครองเช่นท่าน  ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b14c75" >
		<para id="s2b14c75p">
			<remark  id="s2b14c75l1" />	[๑๑๖]  ว.  ข้าแต่พระอานนท์ผู้เจริญ  ความจริง  พระวิหารเวฬุวัน  จะเป็นที่รื่นรมย์
			<remark  id="s2b14c75l2" />เงียบเสียง  และไม่อึกทึกครึกโครม  มีลมพัดเย็นสบาย  เป็นที่พักผ่อนของมนุษย์  สมควรแก่การ
			<remark  id="s2b14c75l3" />หลีกออกเร้นอยู่  ก็ด้วยมีพระคุณเจ้าทั้งหลาย  เพ่งฌานและมีฌานเป็นปรกติต่างหาก  พระคุณเจ้า
			<remark  id="s2b14c75l4" />ทั้งหลายทั้งเพ่งฌานและมีฌาน  เป็นปรกติทีเดียว  ข้าแต่พระอานนท์ผู้เจริญ  กระผมขอเล่าถวาย
			<remark  id="s2b14c75l5" /> สมัยหนึ่งพระโคดมผู้เจริญพระองค์นั้น  ประทับอยู่ที่กูฏาคารศาลา  ในป่ามหาวัน  เขตพระนครเวสาลี
			<remark  id="s2b14c75l6" />ครั้งนั้นแล  กระผมเข้าไปเฝ้าพระโคดมผู้เจริญพระองค์นั้นยังที่ประทับ  ณกูฏาคารศาลา  ป่ามหาวัน
			<remark  id="s2b14c75l7" />ณ  ที่นั้นแล  พระองค์ได้ตรัสฌานกถาโดยอเนกปริยายพระองค์ทั้งเป็นผู้เพ่งฌานและเป็นผู้มีฌาน
			<remark  id="s2b14c75l8" />เป็นปรกติ  แต่ก็ทรงสรรเสริญฌาน  ทั้งปวง  ฯ
			<remark  id="s2b14c75l9" />	[๑๑๗]  อา.  ดูกรพราหมณ์  พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้นทรงสรรเสริญฌานทั้งปวงก็มิใช่
			<remark  id="s2b14c75l10" />ไม่ทรงสรรเสริญฌานทั้งปวงก็มิใช่  พระองค์ไม่ทรงสรรเสริญฌานเช่นไร  ดูกรพราหมณ์  ภิกษุ
			<remark  id="s2b14c75l11" />บางรูปในธรรมวินัยนี้  มีใจรัญจวนด้วยกามราคะ  ถูกกามราคะครอบงำอยู่  และไม่รู้จักสลัดกามราคะ
			<remark  id="s2b14c75l12" />อันเกิดขึ้นแล้ว  ตามความเป็นจริง  เธอย่อมเพ่งเล็ง  จดจ่อ  ปักใจ  มุ่งหมายเฉพาะกามราคะ
			<remark  id="s2b14c75l13" />ทำกามราคะไว้ในภายใน  มีใจปั่นป่วนด้วยพยาบาท  ถูกพยาบาทครอบงำอยู่  และไม่รู้จักสลัด
			<remark  id="s2b14c75l14" />พยาบาทอันเกิดขึ้นแล้ว  ตามความเป็นจริง  เธอย่อมเพ่งเล็ง  จดจ่อ  ปักใจมุ่งหมายเฉพาะพยาบาท
			<remark  id="s2b14c75l15" /> ทำพยาบาทไว้ในภายใน  มีใจกลัดกลุ้มด้วยถีนมิทธะถูกถีนมิทธะครอบงำอยู่  และไม่รู้จักสลัด
			<remark  id="s2b14c75l16" />ถีนมิทธะอันเกิดขึ้นแล้ว  ตามความเป็นจริง  เธอย่อมเพ่งเล็ง  จดจ่อ  ปักใจ  มุ่งหมายเฉพาะถีนมิทธะ
			<remark  id="s2b14c75l17" />ทำถีนมิทธะไว้ในภายใน  มีใจกลัดกลุ้มด้วยอุทธัจจกุกกุจจะ  ถูกอุทธัจจกุกกุจจะครอบงำอยู่  และไม่
			<remark  id="s2b14c75l18" />รู้จักสลัดอุทธัจจกุกกุจจะอันเกิดขึ้นแล้ว  ตามความเป็นจริง  เธอย่อมเพ่งเล็ง  จดจ่อ  ปักใจ  มุ่งหมาย
			<remark  id="s2b14c75l19" />เฉพาะอุทธัจจกุกกุจจะ  ทำอุทธัจจกุกกุจจะไว้ในภายในมีใจกลัดกลุ้มด้วยวิจิกิจฉา  ถูกวิจิกิจฉา
			<remark  id="s2b14c75l20" />ครอบงำอยู่  และไม่รู้จักสลัดวิจิกิจฉาอันเกิดขึ้นแล้ว  ตามความเป็นจริง  เธอย่อมเพ่งเล็ง  จดจ่อ
			<remark  id="s2b14c75l21" /> ปักใจ  มุ่งหมายเฉพาะวิจิกิจฉา  ทำวิจิกิจฉาไว้ในภายใน  ดูกรพราหมณ์  พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น
			<remark  id="s2b14c75l22" />ไม่ทรงสรรเสริญฌานเช่นนี้แล  ดูกรพราหมณ์  ก็พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้นทรง  สรรเสริญฌาน
			<remark  id="s2b14c75l23" />เช่นไรเล่า  ภิกษุในธรรมวินัยนี้  สงัดจากกาม  สงัดจากอกุศลธรรม  เข้าปฐมฌาน  มีวิตก  มีวิจาร  มีปีติ
			<remark  id="s2b14c75l24" />และสุขเกิดแต่วิเวกอยู่  เข้าทุติยฌาน  มีความผ่องใสแห่งใจภายใน  มีความเป็นธรรมเอกผุดขึ้น
		</para>
	</section>
	<section id="s2b14c76" >
		<para id="s2b14c76p">
			<remark  id="s2b14c76l1" />เพราะสงบ  วิตกและวิจารไม่มีวิตก  ไม่มีวิจาร  มีปีติและสุขเกิดแต่สมาธิอยู่  เป็นผู้วางเฉย
			<remark  id="s2b14c76l2" />เพราะหน่ายปีติ  มีสติสัมปชัญญะอยู่  และเสวยสุขด้วยนามกาย  เข้าตติยฌานที่พระอริยะเรียก
			<remark  id="s2b14c76l3" />เธอ  ได้ว่า  ผู้วางเฉย  มีสติอยู่เป็นสุขอยู่  เข้าจตุตถฌาน  อันไม่มีทุกข์  ไม่มีสุขเพราะละสุข
			<remark  id="s2b14c76l4" />ละทุกข์  และดับโสมนัสโทมนัสก่อนๆ  ได้  มีสติบริสุทธิ์เพราะอุเบกขาอยู่  ดูกรพราหมณ์
			<remark  id="s2b14c76l5" />พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้นทรงสรรเสริญฌานเช่นนี้  แล  ฯ
			<remark  id="s2b14c76l6" />	[๑๑๘]  ว.  ข้าแต่พระอานนท์ผู้เจริญ  เป็นอันว่า  พระโคดมผู้เจริญ พระองค์นั้น  ทรงติเตียน
			<remark  id="s2b14c76l7" />ฌานที่ควรติเตียน  ทรงสรรเสริญฌานที่ควรสรรเสริญเอาละ  กระผมมีกิจมาก  มีกรณียะมาก
			<remark  id="s2b14c76l8" />จะขอลาไปในบัดนี้  ฯ
			<remark  id="s2b14c76l9" />	อา.  ดูกรพราหมณ์  ขอท่านโปรดสำคัญกาลอันควรในบัดนี้เถิด  ต่อนั้น  วัสสการพราหมณ์
			<remark  id="s2b14c76l10" />มหาอำมาตย์แห่งมคธรัฐ  ชื่นชมยินดีภาษิตของท่านพระอานนท์แล้ว  ลุกจากอาสนะหลีกไป  ฯ
			<remark  id="s2b14c76l11" />	[๑๑๙]  ครั้งนั้นแล  เมื่อวัสสการพราหมณ์มหาอำมาตย์แห่งมคธรัฐ  หลีกไปแล้วไม่นาน
			<remark  id="s2b14c76l12" />พราหมณ์โคปกะ  โมคคัลลานะ  ได้กล่าวกะท่านพระอานนท์ดังนี้ว่า  ปัญหาของกระผม  ซึ่งกระผม
			<remark  id="s2b14c76l13" />ได้ถามพระอานนท์ผู้เจริญนั้น  พระคุณเจ้ายังมิได้พยากรณ์แก่กระผมเลย  ฯ
			<remark  id="s2b14c76l14" />	ท่านพระอานนท์กล่าวว่า  ดูกรพราหมณ์  เราได้กล่าวแก่ท่านแล้วมิใช่หรือว่า ดูกรพราหมณ์
			<remark  id="s2b14c76l15" />ไม่มีเลยแม้สักรูปหนึ่งผู้ถึงพร้อมด้วยธรรมทุกๆ  ข้อ  และทุกๆ  ประการ  ที่พระผู้มีพระภาค
			<remark  id="s2b14c76l16" />พระองค์นั้น  ผู้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธทรงถึง  พร้อมแล้ว  เพราะพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น
			<remark  id="s2b14c76l17" />ทรงให้มรรคที่ยังไม่อุบัติได้อุบัติที่ยังไม่เกิดได้เกิด  ตรัสบอกมรรคที่ยังไม่มีใครบอก  ทรงทราบ
			<remark  id="s2b14c76l18" />ชัดมรรค  ทรงรู้แจ้งมรรค  และทรงฉลาดในมรรค  ส่วนเหล่าสาวกในบัดนี้  เป็นผู้ดำเนินตามมรรค
			<remark  id="s2b14c76l19" />จึงถึงพร้อมในภายหลังอยู่  ฯ
			<remark  id="s2b14c76l20" />	      จบ  โคปกโมคคัลลานสูตร  ที่  ๘
			<remark  id="s2b14c76l21" />	    ________________________________________
		</para>
	</section>
	<section id="s2b14c77" >
		<para id="s2b14c77p">
			<remark  id="s2b14c77l1" />	    ๙.  มหาปุณณมสูตร  (๑๐๙)
			<remark  id="s2b14c77l2" />	[๑๒๐]  ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้
			<remark  id="s2b14c77l3" />	สมัยหนึ่ง  พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่ปราสาทของอุบาสิกา  วิสาขามิคารมารดา  ใน
			<remark  id="s2b14c77l4" />พระวิหารบุพพาราม  เขตพระนครสาวัตถี  สมัยนั้นแล  พระผู้มีพระภาคมีภิกษุสงฆ์ห้อมล้อม
			<remark  id="s2b14c77l5" />ประทับนั่งกลางแจ้ง  ในราตรีมีจันทร์เพ็ญ  วันนี้เป็นวันอุโบสถ  ๑๕  ค่ำ  ขณะนั้น  ภิกษุรูปหนึ่งลุก
			<remark  id="s2b14c77l6" />จากอาสนะ  ห่มจีวรเฉวียงบ่า  ข้างหนึ่ง  ประนมอัญชลีไปทางที่ประทับของพระผู้มีพระภาค
			<remark  id="s2b14c77l7" /> แล้วกราบทูลพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า  ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ  ข้าพระองค์จะขอทูลถามปัญหาสัก
			<remark  id="s2b14c77l8" />เล็กน้อยกะพระผู้มีพระภาค  ถ้าพระผู้มีพระภาคจะประทานโอกาสเพื่อพยากรณ์ปัญหาแก่ข้า
			<remark  id="s2b14c77l9" />พระองค์  ฯ
			<remark  id="s2b14c77l10" />	พระผู้มีพระภาคตรัสว่า  ดูกรภิกษุ  ถ้าอย่างนั้น  เธอจงนั่งลงยังอาสนะ  ของตน  ประสงค์
			<remark  id="s2b14c77l11" />จะถามปัญหาข้อใด  ก็ถามเถิด  ฯ
			<remark  id="s2b14c77l12" />	[๑๒๑]  ครั้งนั้นแล  ภิกษุรูปนั้นนั่งยังอาสนะของตนแล้ว  ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาค
			<remark  id="s2b14c77l13" />ดังนี้ว่า  ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ  อุปาทานขันธ์  คือ  รูปูปาทานขันธ์  เวทนูปาทานขันธ์  สัญญู
			<remark  id="s2b14c77l14" />ปาทานขันธ์  สังขารูปาทานขันธ์  วิญญาณูปาทานขันธ์มี  ๕  ประการเท่านี้หรือหนอแล  ฯ
			<remark  id="s2b14c77l15" />	พ.  ดูกรภิกษุ  อุปาทานขันธ์  มี  ๕  ประการเท่านี้  คือ  รูปูปาทานขันธ์เวทนูปาทานขันธ์
			<remark  id="s2b14c77l16" />สัญญูปาทานขันธ์  สังขารูปาทานขันธ์  วิญญาณูปาทานขันธ์  ฯ
			<remark  id="s2b14c77l17" />	ภิกษุนั้นกล่าว  ชื่นชม  ยินดีพระภาษิตของพระผู้มีพระภาคว่า  ชอบแล้วพระพุทธเจ้าข้า
			<remark  id="s2b14c77l18" />แล้วทูลถามปัญหากะพระผู้มีพระภาคยิ่งขึ้นไปว่า  ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ  ก็อุปาทานขันธ์  ๕  เหล่านี้
			<remark  id="s2b14c77l19" /> มีอะไรเป็นมูล  ฯ
			<remark  id="s2b14c77l20" />	พ.  ดูกรภิกษุ  อุปาทานขันธ์  ๕  เหล่านี้  มีฉันทะเป็นมูล  ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b14c78" >
		<para id="s2b14c78p">
			<remark  id="s2b14c78l1" />	ภิ.  ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ  อุปาทานกับอุปาทานขันธ์  ๕  นั้นอย่างเดียวกันหรือ  หรือว่า
			<remark  id="s2b14c78l2" />อุปาทานอื่นจากอุปาทานขันธ์  ๕  ฯ
			<remark  id="s2b14c78l3" />	พ.  ดูกรภิกษุ  อุปาทานกับอุปาทานขันธ์  ๕  นั้น  จะอย่างเดียวกันก็มิใช่  อุปาทานจะอื่นจาก
			<remark  id="s2b14c78l4" />อุปาทานขันธ์  ๕  ก็มิใช่  ดูกรภิกษุ  ความกำหนัดพอใจ  ในอุปาทานขันธ์  ๕  นั่นแล  เป็นตัว
			<remark  id="s2b14c78l5" />อุปาทานในอุปาทานขันธ์  ๕  นั้น  ฯ
			<remark  id="s2b14c78l6" />	[๑๒๒]  ภิ.  ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ  ก็ความต่างแห่งความกำหนัด  พอใจในอุปาทานขันธ์
			<remark  id="s2b14c78l7" />ทั้ง  ๕  พึงมีหรือ  ฯ
			<remark  id="s2b14c78l8" />	พระผู้มีพระภาคทรงรับว่า  มี  แล้วตรัสว่า  ดูกรภิกษุ  บุคคลบางคนในโลกนี้  มีความ
			<remark  id="s2b14c78l9" />ปรารถนาอย่างนี้ว่า  ขอเราพึงมีรูปอย่างนี้  เวทนาอย่างนี้  สัญญาอย่างนี้  สังขารอย่างนี้  วิญญาณ
			<remark  id="s2b14c78l10" />อย่างนี้  ในอนาคตกาลเถิด  ดูกรภิกษุ  อย่างนี้แล   เป็นความต่างแห่งความกำหนัดพอใจใน
			<remark  id="s2b14c78l11" />อุปาทานขันธ์ทั้ง  ๕  ฯ
			<remark  id="s2b14c78l12" />	[๑๒๓]  ภิ.  ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ  ขันธ์ทั้งหลายมีชื่อเรียกว่าขันธ์  ได้ด้วยเหตุเท่าไร  ฯ
			<remark  id="s2b14c78l13" />	พ.  ดูกรภิกษุ  รูปอย่างใดอย่างหนึ่ง  ทั้งที่เป็นอดีต  ทั้งที่เป็นอนาคตทั้งที่เป็นปัจจุบัน
			<remark  id="s2b14c78l14" />เป็นไปในภายในหรือมีในภายนอกก็ตาม  หยาบหรือละเอียดก็ตาม  เลวหรือประณีตก็ตาม
			<remark  id="s2b14c78l15" />อยู่ในที่ไกล  หรือในที่ใกล้ก็ตาม  นี่เป็นรูปขันธ์เวทนาอย่างใดอย่างหนึ่ง  ทั้งที่เป็นอดีต  ทั้ง
			<remark  id="s2b14c78l16" />ที่เป็นอนาคต  ทั้งที่เป็นปัจจุบัน  เป็นไปภายในหรือมีในภายนอกก็ตาม  หยาบหรือละเอียด
			<remark  id="s2b14c78l17" />ก็ตาม  เลวหรือประณีตก็ตามอยู่ในที่ไกลหรือในที่ใกล้ก็ตาม  นี่เป็นเวทนาขันธ์  สัญญา
			<remark  id="s2b14c78l18" />อย่างใดอย่างหนึ่ง  ทั้งที่เป็นอดีต  ทั้งที่เป็นอนาคต  ทั้งที่เป็นปัจจุบัน  เป็นไปในภายในหรือมี
			<remark  id="s2b14c78l19" />ในภายนอกก็ตาม  หยาบหรือละเอียดก็ตาม  เลวหรือประณีตก็ตาม  อยู่ในที่ไกลหรือในที่ใกล้
			<remark  id="s2b14c78l20" />ก็ตาม  นี่เป็นสัญญาขันธ์  สังขารเหล่าใดเหล่าหนึ่ง  ทั้งที่เป็นอดีต  ทั้งที่เป็นอนาคต  ทั้งที่เป็น
			<remark  id="s2b14c78l21" />ปัจจุบัน  เป็นไปในภายในหรือมีในภายนอกก็ตาม  หยาบหรือละเอียดก็ตาม  เลวหรือประณีต
			<remark  id="s2b14c78l22" />ก็ตาม  อยู่ในที่ไกลหรือในที่ใกล้ก็ตาม  นี่เป็น  สังขารขันธ์  วิญญาณอย่างใดอย่างหนึ่ง  ทั้งที่เป็น
		</para>
	</section>
	<section id="s2b14c79" >
		<para id="s2b14c79p">
			<remark  id="s2b14c79l1" />อดีต  ทั้งที่เป็นอนาคต  ทั้งที่เป็นปัจจุบัน  เป็นไปในภายในหรือมีในภายนอกก็ตาม  หยาบหรือ
			<remark  id="s2b14c79l2" />ละเอียดก็ตาม  เลวหรือประณีตก็ตาม  อยู่ในที่ไกลหรือในที่ใกล้ก็ตาม  นี่เป็นวิญญาณขันธ์
			<remark  id="s2b14c79l3" />ดูกรภิกษุขันธ์ทั้งหลาย  ย่อมมีชื่อเรียกว่าขันธ์  ด้วยเหตุเพียงเท่านี้แล  ฯ
			<remark  id="s2b14c79l4" />	[๑๒๔]  ภิ.  ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ  อะไรหนอแล  เป็นเหตุ  เป็นปัจจัย  แห่งการบัญญัติ
			<remark  id="s2b14c79l5" />รูปขันธ์  อะไรหนอแล  เป็นเหตุ  เป็นปัจจัย  แห่งการบัญญัติเวทนาขันธ์  อะไรหนอแล
			<remark  id="s2b14c79l6" />เป็นเหตุ  เป็นปัจจัย  แห่งการบัญญัติ  สัญญาขันธ์อะไรหนอแล  เป็นเหตุ  เป็นปัจจัย  แห่ง
			<remark  id="s2b14c79l7" />การบัญญัติสังขารขันธ์  อะไรหนอแลเป็นเหตุ  เป็นปัจจัย  แห่งการบัญญัติวิญญาณขันธ์  ฯ
			<remark  id="s2b14c79l8" />	พ.  ดูกรภิกษุ  มหาภูตรูป  ๔  เป็นเหตุ  เป็นปัจจัย  แห่งการบัญญัติรูปขันธ์  ผัสสะ
			<remark  id="s2b14c79l9" />เป็นเหตุ  เป็นปัจจัย  แห่งการบัญญัติเวทนาขันธ์  ผัสสะเป็นเหตุ  เป็นปัจจัย  แห่งการบัญญัติ
			<remark  id="s2b14c79l10" />สัญญาขันธ์  ผัสสะเป็นเหตุ  เป็นปัจจัย  แห่งการบัญญัติสังขารขันธ์  นามรูปเป็นเหตุ  เป็น
			<remark  id="s2b14c79l11" />ปัจจัย  แห่งการบัญญัติวิญญาณขันธ์  ฯ
			<remark  id="s2b14c79l12" />	[๑๒๕]  ภิ.  ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ  ก็สักกายทิฐิ  จะมีได้อย่างไร  ฯ
			<remark  id="s2b14c79l13" />	พ.  ดูกรภิกษุ  ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับในโลกนี้  เป็นผู้ไม่ได้เห็นพระอริยะ  ไม่ฉลาดใน
			<remark  id="s2b14c79l14" />ธรรมของพระอริยะ  ไม่ได้ฝึกในธรรมของพระอริยะ  ไม่ได้เห็นสัตบุรุษ  ไม่ฉลาดในธรรม
			<remark  id="s2b14c79l15" />ของสัตบุรุษ  ไม่ได้ฝึกในธรรมของสัตบุรุษ  ย่อมเล็งเห็นรูปโดย  ความเป็นอัตตาบ้าง  เล็งเห็น
			<remark  id="s2b14c79l16" />อัตตาว่ามีรูปบ้าง  เล็งเห็นรูปในอัตตาบ้าง  เล็งเห็นอัตตาในรูปบ้าง  ย่อมเล็งเห็นเวทนาโดย
			<remark  id="s2b14c79l17" />ความเป็นอัตตาบ้าง  เล็งเห็นอัตตาว่ามีเวทนาบ้าง  เล็งเห็นเวทนาในอัตตาบ้าง  เล็งเห็นอัตตา
			<remark  id="s2b14c79l18" />ในเวทนาบ้าง  ย่อมเล็งเห็นสัญญาโดยความเป็นอัตตาบ้าง  เล็งเห็นอัตตาว่ามีสัญญาบ้าง  เล็ง
			<remark  id="s2b14c79l19" />เห็นสัญญาในอัตตาบ้างเล็งเห็นอัตตาในสัญญาบ้าง  ย่อมเล็งเห็นสังขารโดยความเป็นอัตตา
			<remark  id="s2b14c79l20" />บ้าง  เล็งเห็นอัตตาว่ามีสังขารบ้าง  เล็งเห็นสังขารในอัตตาบ้าง  เล็งเห็นอัตตาในสังขารบ้าง
			<remark  id="s2b14c79l21" />ย่อมเล็งเห็นวิญญาณโดยความเป็นอัตตาบ้าง  เล็งเห็นอัตตาว่ามีวิญญาณบ้าง  เล็งเห็นวิญญาณ
			<remark  id="s2b14c79l22" />ในอัตตาบ้าง  เล็งเห็นอัตตาในวิญญาณบ้าง  ดูกรภิกษุ  อย่างนี้แลสักกายทิฐิจึงมีได้  ฯ
			<remark  id="s2b14c79l23" />	[๑๒๖]  ภิ.  ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ  สักกายทิฐิจะไม่มีได้อย่างไร  ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b14c80" >
		<para id="s2b14c80p">
			<remark  id="s2b14c80l1" />	พ.  ดูกรภิกษุ  อริยสาวกผู้ได้สดับแล้วในธรรมวินัยนี้  เป็นผู้ได้เห็น พระอริยะ  ฉลาด
			<remark  id="s2b14c80l2" />ในธรรมของพระอริยะ  ฝึกดีแล้วในธรรมของพระอริยะ  ได้เห็นสัตบุรุษ  ฉลาดในธรรม
			<remark  id="s2b14c80l3" />ของสัตบุรุษ  ฝึกดีแล้วในธรรมของสัตบุรุษ  ย่อมไม่เล็งเห็นรูปโดยความเป็นอัตตาบ้าง  ไม่
			<remark  id="s2b14c80l4" />เล็งเห็นอัตตาว่ามีรูปบ้าง  ไม่เล็งเห็นรูปในอัตตาบ้าง  ไม่เล็งเห็นอัตตาในรูปบ้าง  ย่อมไม่เล็ง
			<remark  id="s2b14c80l5" />เห็นเวทนาโดยความเป็นอัตตาบ้าง  ไม่เล็งเห็นอัตตาว่ามีเวทนาบ้าง  ไม่เล็งเห็นเวทนาในอัตตา
			<remark  id="s2b14c80l6" />บ้าง  ไม่เล็งเห็นอัตตาในเวทนาบ้าง  ย่อมไม่เล็งเห็นสัญญาโดยความเป็นอัตตาบ้าง  ไม่เล็งเห็น
			<remark  id="s2b14c80l7" />อัตตาว่ามีสัญญาบ้างไม่เล็งเห็นสัญญาในอัตตาบ้าง  ไม่เล็งเห็นอัตตาในสัญญาบ้าง  ย่อมไม่
			<remark  id="s2b14c80l8" />เล็งเห็นสังขารโดยความเป็นอัตตาบ้าง  ไม่เล็งเห็นอัตตาว่ามีสังขารบ้าง  ไม่เล็งเห็นสังขารใน
			<remark  id="s2b14c80l9" />อัตตาบ้าง  ไม่เล็งเห็นอัตตาในสังขารบ้าง  ย่อมไม่เล็งเห็นวิญญาณโดยความเป็นอัตตาบ้าง  ไม่
			<remark  id="s2b14c80l10" />เล็งเห็นอัตตาว่ามีวิญญาณบ้าง  ไม่เล็งเห็นวิญญาณในอัตตาบ้าง  ไม่เล็งเห็นอัตตาในวิญญาณ
			<remark  id="s2b14c80l11" />บ้าง  ดูกรภิกษุ  อย่างนี้แล  สักกายทิฐิจึงไม่มี  ฯ
			<remark  id="s2b14c80l12" />	[๑๒๗]  ภิ.  ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ  อะไรหนอแลเป็นคุณเป็นโทษ  เป็นทางสลัดออก
			<remark  id="s2b14c80l13" />ในรูป  อะไรเป็นคุณ  เป็นโทษ  เป็นทางสลัดออกในเวทนา  อะไร  เป็นคุณ  เป็นโทษ  เป็นทาง
			<remark  id="s2b14c80l14" />สลัดออกในสัญญา  อะไรเป็นคุณ  เป็นโทษ  เป็น  ทางสลัดออกในสังขาร  อะไรเป็นคุณ  เป็น
			<remark  id="s2b14c80l15" />โทษ  เป็นทางสลัดออกในวิญญาณ  ฯ
			<remark  id="s2b14c80l16" />	พ.  ดูกรภิกษุ  อาการที่สุขโสมนัสอาศัยรูปเกิดขึ้น  นี้เป็นคุณในรูป  อาการที่รูปไม่เที่ยง
			<remark  id="s2b14c80l17" />เป็นทุกข์  มีความแปรปรวนไปเป็นธรรมดา  นี้เป็นโทษในรูป  อาการที่กำจัดฉันทราคะ  ละ
			<remark  id="s2b14c80l18" />ฉันทราคะ  ในรูปได้  นี้เป็นทางสลัดออกในรูปอาการที่สุขโสมนัสอาศัยเวทนาเกิดขึ้น  นี้เป็น
			<remark  id="s2b14c80l19" />คุณในเวทนา  อาการที่เวทนาไม่เที่ยงเป็นทุกข์  มีความแปรปรวนไปเป็นธรรมดา  นี้เป็นโทษ
			<remark  id="s2b14c80l20" />ในเวทนา  อาการที่กำจัดฉันทราคะ  ละฉันทราคะในเวทนาได้  นี้เป็นทางสลัดออกในเวทนา
			<remark  id="s2b14c80l21" />อาการที่สุขโสมนัสอาศัยสัญญาเกิดขึ้น  นี้เป็นคุณในสัญญา  อาการที่สัญญาไม่เที่ยง  เป็นทุกข์
			<remark  id="s2b14c80l22" />มีความแปรปรวนไปเป็นธรรมดา  นี้เป็นโทษในสัญญา  อาการที่กำจัดฉันทราคะ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b14c81" >
		<para id="s2b14c81p">
			<remark  id="s2b14c81l1" />ในสัญญาได้  นี้เป็นทางสลัดออกในสัญญา  อาการที่สุขโสมนัสอาศัยสังขารเกิดขึ้น  นี้เป็นคุณ
			<remark  id="s2b14c81l2" />ในสังขาร  อาการที่สังขารไม่เที่ยง  เป็นทุกข์  มีความแปรปรวนไปเป็นธรรมดา  นี้เป็นโทษในสังขาร
			<remark  id="s2b14c81l3" />อาการที่กำจัดฉันทราคะละฉันทราคะในสังขารได้  นี้เป็นทางสลัดออกในสังขาร  อาการที่สุข
			<remark  id="s2b14c81l4" />โสมนัสอาศัย  วิญญาณเกิดขึ้น  นี้เป็นคุณในวิญญาณ  อาการที่วิญญาณไม่เที่ยง  เป็นทุกข์  มีความ
			<remark  id="s2b14c81l5" />แปรปรวนไปเป็นธรรมดา  นี้เป็นโทษในวิญญาณ  อาการที่กำจัดฉันทราคะ  ละฉันทราคะใน
			<remark  id="s2b14c81l6" />วิญญาณได้  นี้เป็นทางสลัดออกในวิญญาณ  ฯ
			<remark  id="s2b14c81l7" />	[๑๒๘]  ภิ.  ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ  ก็เมื่อรู้  เมื่อเห็นอย่างไรจึงไม่มีอนุสัยคือความถือตัว
			<remark  id="s2b14c81l8" />ว่าเป็นเรา  ว่าของเรา  ในกายอันมีวิญญาณนี้  และในนิมิตทั้งหมดในภายนอก  ฯ
			<remark  id="s2b14c81l9" />	พ.  ดูกรภิกษุ  บุคคลเห็นด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริงดังนี้ว่า  รูป  อย่างใด
			<remark  id="s2b14c81l10" />อย่างหนึ่ง  ทั้งที่เป็นอดีต  ทั้งที่เป็นอนาคต  ทั้งที่เป็นปัจจุบัน  เป็นไปในภายในหรือมีในภายนอก
			<remark  id="s2b14c81l11" />ก็ตาม  หยาบหรือละเอียดก็ตาม  เลวหรือประณีตก็ตาม  อยู่  ในที่ไกลหรือในที่ใกล้ก็ตาม  ทั้งหมดนั่น
			<remark  id="s2b14c81l12" />ไม่ใช่ของเรา  ไม่ใช่เรา  ไม่ใช่อัตตาของเรา  เห็นด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริงดังนี้ว่า
			<remark  id="s2b14c81l13" />เวทนาอย่างใดอย่างหนึ่ง  ทั้งที่เป็นอดีต  ทั้งที่เป็นอนาคต  ทั้งที่เป็นปัจจุบัน  เป็นไปในภายใน
			<remark  id="s2b14c81l14" />หรือมีในภายนอกก็ตาม  หยาบหรือละเอียดก็ตาม  เลวหรือประณีตก็ตาม  อยู่ในที่ไกลหรือใน
			<remark  id="s2b14c81l15" />ที่ใกล้ก็ตาม  ทั้งหมดนั่น  ไม่ใช่ของเรา  ไม่ใช่เรา  ไม่ใช่อัตตาของเรา  เห็นด้วยปัญญาอันชอบ
			<remark  id="s2b14c81l16" />ตามความเป็นจริงดังนี้ว่า  สัญญาอย่างใดอย่างหนึ่ง  ทั้งที่เป็นอดีตทั้งที่เป็นอนาคต  ทั้งที่เป็น
			<remark  id="s2b14c81l17" />ปัจจุบัน  เป็นไปในภายใน  หรือมีในภายนอกก็ตาม  หยาบหรือละเอียดก็ตาม  เลวหรือประณีตก็ตาม
			<remark  id="s2b14c81l18" />อยู่ในที่ไกลหรือในที่ใกล้ก็ตาม  ทั้งหมดนั่น  ไม่ใช่ของเรา  ไม่ใช่เรา  ไม่ใช่อัตตาของเรา  เห็นด้วย
			<remark  id="s2b14c81l19" />ปัญญาอันชอบตามความเป็นจริงดังนี้ว่า  สังขารเหล่าใดเหล่าหนึ่ง  ทั้งที่เป็นอดีต  ทั้งที่เป็นอนาคต
			<remark  id="s2b14c81l20" />ทั้งที่เป็นปัจจุบัน  เป็นไปในภายในหรือมีในภายนอกก็ตาม  หยาบหรือละเอียดก็ตาม  เลวหรือ
			<remark  id="s2b14c81l21" />ประณีตก็ตาม  อยู่ในที่ไกลหรือในที่ใกล้ก็ตาม  ทั้งหมดนั่นไม่ใช่ของเรา  ไม่ใช่เรา  ไม่ใช่อัตตา
			<remark  id="s2b14c81l22" />ของเรา  เห็นด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริงดังนี้ว่า  วิญญาณอย่างใดอย่างหนึ่ง  ทั้งที่เป็นอดีต
			<remark  id="s2b14c81l23" /> ทั้งที่เป็นอนาคต  ทั้งที่เป็นปัจจุบัน  เป็นไปในภายในหรือมีในภายนอกก็ตาม  หยาบหรือละเอียดก็ตาม
		</para>
	</section>
	<section id="s2b14c82" >
		<para id="s2b14c82p">
			<remark  id="s2b14c82l1" />เลวหรือประณีตก็ตาม  อยู่ในที่ไกลหรือในที่ใกล้ก็ตาม  ทั้งหมดนั่น  ไม่ใช่ของเราไม่ใช่เรา  ไม่ใช่
			<remark  id="s2b14c82l2" />อัตตาของเรา  ดูกรภิกษุ  เมื่อรู้  เมื่อเห็นอย่างนี้แล  จึงไม่มีอนุสัยคือความถือตัวว่าเป็นเราว่าของเรา
			<remark  id="s2b14c82l3" /> ในกายอันมีวิญญาณนี้  และในนิมิตทั้งหมดในภายนอก  ฯ
			<remark  id="s2b14c82l4" />	[๑๒๙]  ลำดับนั้นแล  มีภิกษุรูปหนึ่ง  เกิดความปริวิตกแห่งใจขึ้นอย่าง  นี้ว่า  จำเริญละ
			<remark  id="s2b14c82l5" />เท่าที่ว่ามานี้  เป็นอันว่า  รูป  เวทนา  สัญญา  สังขาร  วิญญาณเป็นอนัตตา  กรรมที่อนัตตาทำแล้ว
			<remark  id="s2b14c82l6" />จักถูกตนได้อย่างไร  ครั้งนั้นแล  พระผู้มีพระภาคทรงทราบความปริวิตกแห่งใจของภิกษุรูปนั้นด้วย
			<remark  id="s2b14c82l7" />พระหฤทัย  จึงรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  ข้อที่โมฆบุรุษบางคนในธรรมวินัยนี้
			<remark  id="s2b14c82l8" /> ไม่รู้แล้ว  ตกอยู่ในอวิชชา  ใจมีตัณหาเป็นใหญ่  พึงสำคัญคำสั่งสอนของศาสดาอย่างสะเพร่า
			<remark  id="s2b14c82l9" />ด้วยความปริวิตกว่าจำเริญละ  เท่าที่ว่ามานี้  เป็นอันว่า  รูป  เวทนา  สัญญา  สังขาร  วิญญาณ
			<remark  id="s2b14c82l10" />เป็น  อนัตตา  กรรมที่อนัตตาทำแล้ว  จักถูกตนได้อย่างไร  เราจะขอสอบถาม  ดูกรภิกษุทั้งหลาย
			<remark  id="s2b14c82l11" />เราได้แนะนำพวกเธอในธรรมนั้นๆ  แล้วแล  พวกเธอจะสำคัญความ  ข้อนั้นเป็นไฉน  รูปเที่ยงหรือ
			<remark  id="s2b14c82l12" />ไม่เที่ยง  ฯ
			<remark  id="s2b14c82l13" />	ภิกษุเหล่านั้นทูลว่า  ไม่เที่ยง  พระพุทธเจ้าข้า  ฯ
			<remark  id="s2b14c82l14" />	พ.  ก็สิ่งใดไม่เที่ยง  สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือสุขเล่า  ฯ
			<remark  id="s2b14c82l15" />	ภิ.  เป็นทุกข์  พระพุทธเจ้าข้า  ฯ
			<remark  id="s2b14c82l16" />	พ.  ก็สิ่งใดไม่เที่ยง  เป็นทุกข์  มีความแปรปรวนไปเป็นธรรมดา  ควรหรือหนอที่จะเล็ง
			<remark  id="s2b14c82l17" />เห็นสิ่งนั้นว่า  นั่นของเรา  นั่นเรา  นั่นอัตตาของเรา  ฯ
			<remark  id="s2b14c82l18" />	ภิ.  ไม่ควรเลย  พระพุทธเจ้าข้า  ฯ
			<remark  id="s2b14c82l19" />	พ.  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  พวกเธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน  เวทนาเที่ยงหรือไม่เที่ยง  ฯ
			<remark  id="s2b14c82l20" />	ภิ.  ไม่เที่ยง  พระพุทธเจ้าข้า  ฯ
			<remark  id="s2b14c82l21" />	พ.  ก็สิ่งใดไม่เที่ยง  สิ่งนั้นเป็นทุกข์  หรือเป็นสุขเล่า  ฯ
			<remark  id="s2b14c82l22" />	ภิ.  เป็นทุกข์  พระพุทธเจ้าข้า  ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b14c83" >
		<para id="s2b14c83p">
			<remark  id="s2b14c83l1" />	พ.  ก็สิ่งใดไม่เที่ยง  เป็นทุกข์  มีความแปรปรวนไปเป็นธรรมดา  ควรหรือหนอที่จะเล็ง
			<remark  id="s2b14c83l2" />เห็นสิ่งนั้นว่า  นั่นของเรา  นั่นเรา  นั่นอัตตาของเรา  ฯ
			<remark  id="s2b14c83l3" />	ภิ.  ไม่ควรเลย  พระพุทธเจ้าข้า  ฯ
			<remark  id="s2b14c83l4" />	พ.  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  พวกเธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน  สัญญาเที่ยงหรือไม่เที่ยง  ฯ
			<remark  id="s2b14c83l5" />	ภิ.  ไม่เที่ยง  พระพุทธเจ้าข้า  ฯ
			<remark  id="s2b14c83l6" />	พ.  ก็สิ่งใดไม่เที่ยง  สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า  ฯ
			<remark  id="s2b14c83l7" />	ภิ.  เป็นทุกข์  พระพุทธเจ้าข้า  ฯ
			<remark  id="s2b14c83l8" />	พ.  ก็สิ่งใดไม่เที่ยง  เป็นทุกข์  มีความแปรปรวนไปเป็นธรรมดา  ควรหรือหนอที่จะเล็ง
			<remark  id="s2b14c83l9" />เห็นสิ่งนั้นว่า  นั่นของเรา  นั่นเรา  นั่นอัตตาของเรา  ฯ
			<remark  id="s2b14c83l10" />	ภิ.  ไม่ควรเลย  พระพุทธเจ้าข้า  ฯ
			<remark  id="s2b14c83l11" />	พ.  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  พวกเธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน  สังขารเที่ยง  หรือไม่เที่ยง  ฯ
			<remark  id="s2b14c83l12" />	ภิ.  ไม่เที่ยง  พระพุทธเจ้าข้า  ฯ
			<remark  id="s2b14c83l13" />	พ.  ก็สิ่งใดไม่เที่ยง  สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า  ฯ
			<remark  id="s2b14c83l14" />	ภิ.  เป็นทุกข์  พระพุทธเจ้าข้า  ฯ
			<remark  id="s2b14c83l15" />	พ.  ก็สิ่งใดไม่เที่ยง  เป็นทุกข์  มีความแปรปรวนไปเป็นธรรมดา  ควรหรือหนอที่จะเล็ง
			<remark  id="s2b14c83l16" />เห็นสิ่งนั้นว่า  นั่นของเรา  นั่นเรา  นั่นอัตตาของเรา  ฯ
			<remark  id="s2b14c83l17" />	ภิ.  ไม่ควรเลย  พระพุทธเจ้าข้า  ฯ
			<remark  id="s2b14c83l18" />	พ.  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  พวกเธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน  วิญญาณเที่ยงหรือไม่เที่ยง  ฯ
			<remark  id="s2b14c83l19" />	ภิ.  ไม่เที่ยง  พระพุทธเจ้าข้า  ฯ
			<remark  id="s2b14c83l20" />	พ.  ก็สิ่งใดไม่เที่ยง  สิ่งนั้นเป็นทุกข์  หรือเป็นสุขเล่า  ฯ
			<remark  id="s2b14c83l21" />	ภิ.  เป็นทุกข์  พระพุทธเจ้าข้า  ฯ
			<remark  id="s2b14c83l22" />	พ.  ก็สิ่งใดไม่เที่ยง  เป็นทุกข์  มีความแปรปรวนไปเป็นธรรมดา  ควรหรือหนอที่จะเล็ง
			<remark  id="s2b14c83l23" />เห็นสิ่งนั้นว่า  นั่นของเรา  นั่นเรา  นั่นอัตตาของเรา  ฯ
			<remark  id="s2b14c83l24" />	ภิ.  ไม่ควรเลย  พระพุทธเจ้าข้า  ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b14c84" >
		<para id="s2b14c84p">
			<remark  id="s2b14c84l1" />	พ.  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  เพราะเหตุนั้นแล  พวกเธอพึงเห็นด้วยปัญญาอันชอบตามความ
			<remark  id="s2b14c84l2" />เป็นจริงดังนี้ว่า  รูปอย่างใดอย่างหนึ่ง  ทั้งที่เป็นอดีต  ทั้งที่เป็นอนาคตทั้งที่เป็นปัจจุบัน  เป็นไป
			<remark  id="s2b14c84l3" />ในภายใน  หรือมีในภายนอกก็ตาม  หยาบหรือละเอียด  ก็ตาม  เลวหรือประณีตก็ตาม  อยู่ในที่ไกล
			<remark  id="s2b14c84l4" />หรือในที่ใกล้ก็ตาม  ทั้งหมดนั่น  ไม่ใช่ของเรา  ไม่ใช่เรา  ไม่ใช่อัตตาของเรา  พึงเห็นด้วยปัญญา
			<remark  id="s2b14c84l5" />อันชอบตามความเป็นจริงดังนี้ว่า  เวทนาอย่างใดอย่างหนึ่ง  ทั้งที่เป็นอดีต  ทั้งที่เป็นอนาคต  ทั้งที่
			<remark  id="s2b14c84l6" />เป็นปัจจุบัน  เป็นไปในภายในหรือมีในภายนอกก็ตาม  หยาบหรือละเอียดก็ตาม  เลวหรือประณีต
			<remark  id="s2b14c84l7" />ก็ตาม  อยู่ในที่ไกลหรือในที่ใกล้ก็ตาม  ทั้งหมดนั่น  ไม่ใช่ของเราไม่ใช่เรา  ไม่ใช่อัตตาของเรา
			<remark  id="s2b14c84l8" />พึงเห็นด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริงดังนี้ว่าสัญญาอย่างใดอย่างหนึ่ง  ทั้งที่เป็นอดีต
			<remark  id="s2b14c84l9" />ทั้งที่เป็นอนาคต  ทั้งที่เป็นปัจจุบัน  เป็นไปในภายในหรือมีในภายนอกก็ตาม  หยาบหรือละเอียด
			<remark  id="s2b14c84l10" />ก็ตาม  เลวหรือประณีตก็ตามอยู่ในที่ไกลหรือในที่ใกล้ก็ตาม  ทั้งหมดนั่น  ไม่ใช่ของเรา  ไม่ใช่เรา
			<remark  id="s2b14c84l11" /> ไม่ใช่อัตตาของเรา  พึงเห็นด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริงดังนี้ว่า  วิญญาณอย่างใดอย่างหนึ่ง
			<remark  id="s2b14c84l12" />ที่เป็นอดีต  ทั้งที่เป็นอนาคต  ทั้งที่เป็นปัจจุบัน  เป็นไปในภายในหรือมีในภายนอกก็ตาม
			<remark  id="s2b14c84l13" />หยาบหรือละเอียดก็ตาม  เลวหรือประณีตก็ตาม  อยู่ในที่ไกลหรือในที่ใกล้ก็ตาม  ทั้งหมดนั่น
			<remark  id="s2b14c84l14" />ไม่ใช่ของเรา  ไม่ใช่เรา  ไม่ใช่อัตตาของเรา  ดูกรภิกษุทั้งหลายอริยสาวกผู้สดับแล้วเห็นอยู่อย่างนี้
			<remark  id="s2b14c84l15" /> ย่อมเบื่อหน่าย  แม้ในรูป  แม้ในเวทนา  แม้ในสัญญา  แม้ในสังขาร  แม้ในวิญญาณ  เมื่อเบื่อหน่าย
			<remark  id="s2b14c84l16" />ย่อมคลายกำหนัด  เพราะคลายกำหนัด  จิตย่อมหลุดพ้น  เมื่อจิตหลุดพ้นแล้ว  ย่อมมีญาณรู้ว่า
			<remark  id="s2b14c84l17" />หลุดพ้นแล้วรู้ชัดว่า  ชาติสิ้นแล้ว  พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว  กิจที่ควรทำ  ได้ทำเสร็จแล้ว  กิจอื่น
			<remark  id="s2b14c84l18" /> เพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี  ฯ
			<remark  id="s2b14c84l19" />	พระผู้มีพระภาคได้ตรัสพระภาษิตนี้แล้ว  ภิกษุเหล่านั้นต่างชื่นชมยินดีพระภาษิตของพระ
			<remark  id="s2b14c84l20" />ผู้มีพระภาค  และเมื่อพระผู้มีพระภาคกำลังตรัสไวยากรณ์ภาษิตนี้อยู่  ภิกษุประมาณ  ๖๐  รูป  ได้มี
			<remark  id="s2b14c84l21" />จิตหลุดพ้นจากอาสวะ  เพราะไม่ถือมั่นแล  ฯ
			<remark  id="s2b14c84l22" />	    จบ  มหาปุณณมสูตร  ที่  ๙
			<remark  id="s2b14c84l23" />	    ___________________________________
		</para>
	</section>
	<section id="s2b14c85" >
		<para id="s2b14c85p">
			<remark  id="s2b14c85l1" />	    ๑๐.  จูฬปุณณมสูตร  (๑๑๐)
			<remark  id="s2b14c85l2" />	[๑๓๐]  ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้
			<remark  id="s2b14c85l3" />	สมัยหนึ่ง  พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่ปราสาทของอุบาสิกา  วิสาขามิคารมารดา  ใน
			<remark  id="s2b14c85l4" />พระวิหารบุพพาราม  เขตพระนครสาวัตถี  สมัยนั้นแล  พระผู้มีพระภาคมีภิกษุสงฆ์ห้อมล้อม
			<remark  id="s2b14c85l5" />ประทับนั่งกลางแจ้ง  ในราตรีมีจันทร์เพ็ญ  วันนั้นเป็นวันอุโบสถ  ๑๕  ค่ำ  ฯ
			<remark  id="s2b14c85l6" />	[๑๓๑]  ขณะนั้น  พระผู้มีพระภาคทรงเหลียวดูภิกษุสงฆ์ซึ่งนิ่งเงียบอยู่โดยลำดับ  จึง
			<remark  id="s2b14c85l7" />ตรัสถามภิกษุทั้งหลายว่า  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  อสัตบุรุษจะพึงรู้จักอสัตบุรุษว่า  ผู้นี้เป็นอสัตบุรุษ
			<remark  id="s2b14c85l8" />หรือไม่หนอ  ฯ
			<remark  id="s2b14c85l9" />	ภิกษุเหล่านั้นทูลว่า  ข้อนี้หามิได้เลย  พระพุทธเจ้าข้า  ฯ
			<remark  id="s2b14c85l10" />	พ.  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  ถูกละ  ข้อที่อสัตบุรุษจะพึงรู้จักอสัตบุรุษว่า  ผู้นี้เป็นอสัตบุรุษ
			<remark  id="s2b14c85l11" />นั่นไม่ใช่ฐานะ  ไม่ใช่โอกาส  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  ก็อสัตบุรุษจะพึงรู้จักสัตบุรุษว่า  ผู้นี้เป็น
			<remark  id="s2b14c85l12" />สัตบุรุษไหมเล่า  ฯ
			<remark  id="s2b14c85l13" />	ภิ.  ข้อนี้หามิได้เลย  พระพุทธเจ้าข้า  ฯ
			<remark  id="s2b14c85l14" />	พ.  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  ถูกละ  แม้ข้อที่อสัตบุรุษจะพึงรู้จักสัตบุรุษว่าผู้นี้เป็นสัตบุรุษ
			<remark  id="s2b14c85l15" />นั่นก็ไม่ใช่ฐานะ  ไม่ใช่โอกาส  ฯ
			<remark  id="s2b14c85l16" />	[๑๓๒]  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  อสัตบุรุษย่อมเป็นผู้ประกอบด้วยธรรมของอสัตบุรุษ  ภักดี
			<remark  id="s2b14c85l17" />ต่ออสัตบุรุษ  มีความคิดอย่างอสัตบุรุษ  มีความรู้อย่างอสัตบุรุษ  มี  ถ้อยคำอย่างอสัตบุรุษ  มีการ
			<remark  id="s2b14c85l18" />งานอย่างอสัตบุรุษ  มีความเห็นอย่างอสัตบุรุษ  ย่อมให้ทานอย่างอสัตบุรุษ  ฯ
			<remark  id="s2b14c85l19" />	[๑๓๓]  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  ก็อสัตบุรุษเป็นผู้ประกอบด้วยธรรมของอสัต บุรุษอย่างไร  คือ
			<remark  id="s2b14c85l20" />อสัตบุรุษในโลกนี้  เป็นผู้ไม่มีศรัทธา  ไม่มีหิริ  ไม่มีโอตตัปปะ  มีสุตะน้อย  เกียจคร้าน  มีสติ
			<remark  id="s2b14c85l21" />หลงลืม  มีปัญญาทราม  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  อย่างนี้แล  อสัตบุรุษชื่อว่าเป็นผู้ประกอบด้วยธรรม
			<remark  id="s2b14c85l22" />ของอสัตบุรุษ  ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b14c86" >
		<para id="s2b14c86p">
			<remark  id="s2b14c86l1" />	[๑๓๔]  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  อสัตบุรุษเป็นผู้ภักดีต่ออสัตบุรุษอย่างไร  คือ อสัตบุรุษใน
			<remark  id="s2b14c86l2" />โลกนี้  มีสมณพราหมณ์ชนิดที่ไม่มีศรัทธา  ไม่มีหิริ  ไม่มีโอตตัปปะมีสุตะน้อย  เกียจคร้าน
			<remark  id="s2b14c86l3" />มีสติหลงลืม  มีปัญญาทราม  เป็นมิตร  เป็นสหาย  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  อย่างนี้แล  อสัตบุรุษชื่อ
			<remark  id="s2b14c86l4" />ว่าเป็นผู้ภักดีต่ออสัตบุรุษ  ฯ
			<remark  id="s2b14c86l5" />	[๑๓๕]  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  อสัตบุรุษเป็นผู้มีความคิดอย่างอสัตบุรุษอย่างไร  คือ  อสัต
			<remark  id="s2b14c86l6" />บุรุษในโลกนี้  ย่อมคิดเบียดเบียนตนเองบ้าง  คิดเบียดเบียนผู้อื่นบ้าง  คิดเบียดเบียนทั้ง
			<remark  id="s2b14c86l7" />ตนเองและผู้อื่นทั้งสองฝ่ายบ้าง  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  อย่างนี้แล  อสัตบุรุษชื่อว่าเป็นผู้มีความ
			<remark  id="s2b14c86l8" />คิดอย่างอสัตบุรุษ  ฯ
			<remark  id="s2b14c86l9" />	[๑๓๖]  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  อสัตบุรุษเป็นผู้มีความรู้อย่างอสัตบุรุษอย่างไร คือ  อสัตบุรุษ
			<remark  id="s2b14c86l10" />ในโลกนี้  ย่อมรู้เพื่อเบียดเบียนตนเองบ้าง  รู้เพื่อเบียดเบียนผู้อื่นบ้างรู้เพื่อเบียดเบียนทั้งตนเอง
			<remark  id="s2b14c86l11" />และผู้อื่นทั้งสองฝ่ายบ้าง  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  อย่างนี้แล  อสัตบุรุษชื่อว่าเป็นผู้รู้อย่างอสัตบุรุษ  ฯ
			<remark  id="s2b14c86l12" />	[๑๓๗]  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  อสัตบุรุษเป็นผู้มีถ้อยคำอย่างอสัตบุรุษอย่างไร คือ  อสัตบุรุษ
			<remark  id="s2b14c86l13" />ในโลกนี้  เป็นผู้มักพูดเท็จ  พูดส่อเสียด  พูดคำหยาบ  เจรจาเพ้อเจ้อ  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  อย่างนี้แล
			<remark  id="s2b14c86l14" />อสัตบุรุษชื่อว่าเป็นผู้มีถ้อยคำอย่างอสัตบุรุษ  ฯ
			<remark  id="s2b14c86l15" />	[๑๓๘]  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  อสัตบุรุษเป็นผู้มีการงานอย่างอสัตบุรุษอย่างไร คือ  อสัตบุรุษ
			<remark  id="s2b14c86l16" />ในโลกนี้  มักเป็นผู้ทำชีวิตสัตว์ให้ตกล่วง  มักถือเอาสิ่งของที่เจ้าของมิได้ให้  มักประพฤติ
			<remark  id="s2b14c86l17" />ผิดในกาม  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  อย่างนี้แล  อสัตบุรุษชื่อว่าเป็น  ผู้มีการงานอย่างอสัตบุรุษ  ฯ
			<remark  id="s2b14c86l18" />	[๑๓๙]  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  อสัตบุรุษเป็นผู้มีความเห็นอย่างอสัตบุรุษ  อย่างไร  คือ
			<remark  id="s2b14c86l19" />อสัตบุรุษในโลกนี้  เป็นผู้มีความเห็นอย่างนี้ว่า  ทานที่ให้แล้ว  ไม่มีผลยัญที่บูชาแล้ว  ไม่มีผล
			<remark  id="s2b14c86l20" />สังเวยที่บวงสรวงแล้ว  ไม่มีผล  ผลวิบากของกรรมที่ทำดีทำชั่วแล้ว  ไม่มี  โลกนี้ไม่มี  โลกหน้า
			<remark  id="s2b14c86l21" />ไม่มี  มารดาไม่มี  บิดาไม่มี  สัตว์ที่เป็นอุปปาติกะไม่มี  สมณพราหมณ์ทั้งหลายผู้ดำเนินชอบ
			<remark  id="s2b14c86l22" /> ปฏิบัติชอบ  ซึ่งประกาศโลกนี้  โลกหน้าให้แจ่มแจ้ง  เพราะรู้ยิ่งด้วยตนเอง  ในโลกไม่มี  ดูกร
			<remark  id="s2b14c86l23" />ภิกษุทั้งหลายอย่างนี้แล  อสัตบุรุษชื่อว่าเป็นผู้มีความเห็นอย่างอสัตบุรุษ  ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b14c87" >
		<para id="s2b14c87p">
			<remark  id="s2b14c87l1" />	[๑๔๐]  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  อสัตบุรุษย่อมให้ทานอย่างอสัตบุรุษอย่างไร  คือ  อสัตบุรุษ
			<remark  id="s2b14c87l2" />ในโลกนี้  ย่อมให้ทานโดยไม่เคารพ  ให้ทานไม่ใช่ด้วยมือของตน  ทำความไม่อ่อนน้อมให้ทาน
			<remark  id="s2b14c87l3" />ให้ทานอย่างไม่เข้าใจ  เป็นผู้มีความเห็นว่าไร้ผล  ให้ทานดูกรภิกษุทั้งหลาย  อย่างนี้แล  อสัตบุรุษ
			<remark  id="s2b14c87l4" />ชื่อว่าย่อมให้ทานอย่างอสัตบุรุษ  ฯ
			<remark  id="s2b14c87l5" />	[๑๔๑]  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  อสัตบุรุษนั่นแหละ  เป็นผู้ประกอบด้วยธรรมของอสัตบุรุษ
			<remark  id="s2b14c87l6" />อย่างนี้  ภักดีต่ออสัตบุรุษอย่างนี้  มีความคิดอย่างอสัตบุรุษอย่างนี้  มีความรู้อย่างอสัตบุรุษ
			<remark  id="s2b14c87l7" />อย่างนี้  มีถ้อยคำอย่างอสัตบุรุษอย่างนี้  มีการงานอย่างอสัตบุรุษอย่างนี้  มีความเห็นอย่าง
			<remark  id="s2b14c87l8" />อสัตบุรุษอย่างนี้  ให้ทานอย่างอสัตบุรุษอย่างนี้แล้ว  เมื่อตายไป  ย่อมบังเกิดในคติของอสัตบุรุษ
			<remark  id="s2b14c87l9" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย  ก็คติของอสัตบุรุษคืออะไร  คือ  นรก  หรือกำเนิดสัตว์เดียรฉาน  ฯ
			<remark  id="s2b14c87l10" />	[๑๔๒]  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  สัตบุรุษจะพึงรู้จักสัตบุรุษว่า  ผู้นี้เป็นสัตบุรุษ  หรือไม่
			<remark  id="s2b14c87l11" />หนอ  ฯ
			<remark  id="s2b14c87l12" />	ภิกษุเหล่านั้นทูลว่า  รู้  พระพุทธเจ้าข้า  ฯ
			<remark  id="s2b14c87l13" />	พ.  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  ถูกละ  ข้อที่สัตบุรุษจะพึงรู้จักสัตบุรุษว่า  ผู้นี้เป็นสัตบุรุษ  นั่น
			<remark  id="s2b14c87l14" />เป็นฐานะที่มีได้  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  ก็สัตบุรุษจะพึงรู้จักอสัตบุรุษว่าผู้นี้เป็นอสัตบุรุษไหม
			<remark  id="s2b14c87l15" />เล่า  ฯ
			<remark  id="s2b14c87l16" />	ภิ.  รู้  พระพุทธเจ้าข้า  ฯ
			<remark  id="s2b14c87l17" />	พ.  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  ถูกละ  แม้ข้อที่สัตบุรุษจะพึงรู้จักอสัตบุรุษว่า  ผู้นี้เป็นอสัตบุรุษ
			<remark  id="s2b14c87l18" />นั่นก็เป็นฐานะที่มีได้  ฯ
			<remark  id="s2b14c87l19" />	[๑๔๓]  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  สัตบุรุษย่อมเป็นผู้ประกอบด้วยธรรมของสัตบุรุษ  ภักดี
			<remark  id="s2b14c87l20" />ต่อสัตบุรุษ  มีความคิดอย่างสัตบุรุษ  มีความรู้อย่างสัตบุรุษ  มีถ้อยคำอย่างสัตบุรุษ  มีการงาน
			<remark  id="s2b14c87l21" />อย่างสัตบุรุษ  มีความเห็นอย่างสัตบุรุษ  ย่อมให้ทานอย่างสัตบุรุษ  ฯ
			<remark  id="s2b14c87l22" />	[๑๔๔]  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  สัตบุรุษเป็นผู้ประกอบด้วยธรรมของสัตบุรุษ  อย่างไร  คือ
			<remark  id="s2b14c87l23" />สัตบุรุษในโลกนี้  เป็นผู้มีศรัทธา  มีหิริ  มีโอตตัปปะ  มีสุตะมากมีความเพียรปรารภแล้ว
		</para>
	</section>
	<section id="s2b14c88" >
		<para id="s2b14c88p">
			<remark  id="s2b14c88l1" /> มีสติตั้งมั่น  มีปัญญา  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  อย่างนี้แลสัตบุรุษชื่อว่าเป็นผู้ประกอบด้วยธรรม
			<remark  id="s2b14c88l2" />ของสัตบุรุษ  ฯ
			<remark  id="s2b14c88l3" />	[๑๔๕]  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  สัตบุรุษเป็นผู้ภักดีต่อสัตบุรุษอย่างไร  คือ สัตบุรุษในโลกนี้
			<remark  id="s2b14c88l4" />มีสมณพราหมณ์ชนิดที่มีศรัทธา  มีหิริ  มีโอตตัปปะ  มีสุตะมากมีความเพียรปรารภแล้ว  มีสติ
			<remark  id="s2b14c88l5" />ตั้งมั่น  มีปัญญา  เป็นมิตร  เป็นสหาย  ดูกรภิกษุ  ทั้งหลาย  อย่างนี้แล  สัตบุรุษชื่อว่าเป็นผู้
			<remark  id="s2b14c88l6" />ภักดีต่อสัตบุรุษ  ฯ
			<remark  id="s2b14c88l7" />	[๑๔๖]  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  สัตบุรุษเป็นผู้มีความคิดอย่างสัตบุรุษอย่างไรคือ  สัตบุรุษ
			<remark  id="s2b14c88l8" />ในโลกนี้  ย่อมไม่คิดเบียดเบียนตนเอง  ไม่คิดเบียดเบียนผู้อื่น  ไม่คิดเบียดเบียนทั้งตนเอง
			<remark  id="s2b14c88l9" />และผู้อื่นทั้งสองฝ่าย  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  อย่างนี้แล  สัตบุรุษชื่อว่าเป็นผู้มีความคิดอย่าง
			<remark  id="s2b14c88l10" />สัตบุรุษ  ฯ
			<remark  id="s2b14c88l11" />	[๑๔๗]  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  สัตบุรุษเป็นผู้มีความรู้อย่างสัตบุรุษอย่างไรคือ  สัตบุรุษ
			<remark  id="s2b14c88l12" />ในโลกนี้  ย่อมไม่รู้เพื่อเบียดเบียนตนเอง  ไม่รู้เพื่อเบียดเบียนผู้อื่นไม่รู้เพื่อเบียดเบียนทั้ง
			<remark  id="s2b14c88l13" />ตนเองและผู้อื่นทั้งสองฝ่าย  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  อย่างนี้แลสัตบุรุษชื่อว่าเป็นผู้มีความรู้อย่าง
			<remark  id="s2b14c88l14" />สัตบุรุษ  ฯ
			<remark  id="s2b14c88l15" />	[๑๔๘]  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  สัตบุรุษเป็นผู้มีถ้อยคำอย่างสัตบุรุษอย่างไรคือ  สัตบุรุษ
			<remark  id="s2b14c88l16" />ในโลกนี้  เป็นผู้งดเว้นจากการพูดเท็จ  งดเว้นจากคำพูดส่อเสียด  งดเว้นจากคำหยาบ  งดเว้น
			<remark  id="s2b14c88l17" />จากการเจรจาเพ้อเจ้อ  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  อย่างนี้แล  สัตบุรุษชื่อว่าเป็นผู้มีถ้อยคำอย่างสัตบุรุษ  ฯ
			<remark  id="s2b14c88l18" />	[๑๔๙]  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  สัตบุรุษเป็นผู้มีการงานอย่างสัตบุรุษอย่างไรคือ  สัตบุรุษ
			<remark  id="s2b14c88l19" />ในโลกนี้  เป็นผู้งดเว้นจากปาณาติบาต  งดเว้นจากอทินนาทาน  งดเว้นจากกาเมสุมิจฉาจาร
			<remark  id="s2b14c88l20" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย  อย่างนี้แล  สัตบุรุษชื่อว่าเป็นผู้มีการงาน  อย่างสัตบุรุษ  ฯ
			<remark  id="s2b14c88l21" />	[๑๕๐]  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  สัตบุรุษเป็นผู้มีความเห็นอย่างสัตบุรุษอย่างไรคือ  สัตบุรุษ
			<remark  id="s2b14c88l22" />ในโลกนี้  เป็นผู้มีความเห็นอย่างนี้ว่า  ทานที่ให้แล้ว  มีผล  ยัญที่บูชาแล้ว  มีผล  สังเวยที่
			<remark  id="s2b14c88l23" />บวงสรวงแล้ว  มีผล  ผลวิบากของกรรมที่ทำดีทำชั่ว  มีอยู่โลกนี้มี  โลกหน้ามี  มารดามี  บิดามี
			<remark  id="s2b14c88l24" />สัตว์ที่เป็นอุปปาติกะมี  สมณพราหมณ์ทั้งหลาย  ผู้ดำเนินชอบ  ปฏิบัติชอบ  ซึ่งประกาศโลกนี้
		</para>
	</section>
	<section id="s2b14c89" >
		<para id="s2b14c89p">
			<remark  id="s2b14c89l1" /> โลกหน้าให้แจ่มแจ้งเพราะรู้ยิ่งด้วยตนเอง  ในโลกมีอยู่  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  อย่างนี้แล  สัตบุรุษ
			<remark  id="s2b14c89l2" />ชื่อว่า  เป็นผู้มีความเห็นอย่างสัตบุรุษ  ฯ
			<remark  id="s2b14c89l3" />	[๑๕๑]  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  สัตบุรุษย่อมให้ทานอย่างสัตบุรุษอย่างไร  คือสัตบุรุษใน
			<remark  id="s2b14c89l4" />โลกนี้  ย่อมให้ทานโดยเคารพ  ทำความอ่อนน้อมให้ทาน  ให้ทานอย่างบริสุทธิ์  เป็นผู้มีความ
			<remark  id="s2b14c89l5" />เห็นว่ามีผล  จึงให้ทาน  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  อย่างนี้แลสัตบุรุษชื่อว่าย่อมให้ทานอย่างสัตบุรุษ  ฯ
			<remark  id="s2b14c89l6" />	[๑๕๒]  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  สัตบุรุษนั่นแหละ  เป็นผู้ประกอบด้วยธรรมของสัตบุรุษ
			<remark  id="s2b14c89l7" />อย่างนี้  ภักดีต่อสัตบุรุษอย่างนี้  มีความคิดอย่างสัตบุรุษอย่างนี้  มีความรู้อย่างสัตบุรุษอย่างนี้
			<remark  id="s2b14c89l8" />มีถ้อยคำอย่างสัตบุรุษอย่างนี้  มีการงานอย่างสัตบุรุษอย่างนี้มีความเห็นอย่างสัตบุรุษอย่างนี้
			<remark  id="s2b14c89l9" />ให้ทานอย่างสัตบุรุษอย่างนี้แล้ว  เมื่อตายไป  ย่อมบังเกิดในคติของสัตบุรุษ  ดูกรภิกษุทั้งหลาย
			<remark  id="s2b14c89l10" /> ก็คติของสัตบุรุษคืออะไร  คือ  ความเป็นผู้มีตนควรบูชาในเทวดา  หรือความเป็นผู้มีตนควรบูชา
			<remark  id="s2b14c89l11" />ในมนุษย์  ฯ
			<remark  id="s2b14c89l12" />	พระผู้มีพระภาคได้ตรัสพระภาษิตนี้แล้ว  ภิกษุเหล่านั้นต่างชื่นชมยินดีพระภาษิตของ
			<remark  id="s2b14c89l13" />พระผู้มีพระภาคแล  ฯ
			<remark  id="s2b14c89l14" />	    จบ  จูฬปุณณมสูตร  ที่  ๑๐
			<remark  id="s2b14c89l15" />	    จบ  เทวทหวรรค  ที่  ๑
			<remark  id="s2b14c89l16" />	    ________________________________________
			<remark  id="s2b14c89l17" />	    หัวข้อเรื่องของเทวทหวรรคนั้น  ดังนี้
			<remark  id="s2b14c89l18" />	๑.  เรื่องเทวทหะ  ๒.  เรื่องปัญจัตตยะ  ๓.  เรื่องสำคัญอย่างไร  ๔.  เรื่องนิครนถ์
			<remark  id="s2b14c89l19" />๕.  เรื่องพยากรณ์อรหัตตผล  ๖.  เรื่องแคว้นกุรุ  ๗.  เรื่อง พราหมณ์คณกะ  ๘.  เรื่องพราหมณ์
			<remark  id="s2b14c89l20" />โคปกะ  ๙.  และ  ๑๐.  เรื่องวันเพ็ญสอง  วัน  รวมเป็นวรรคสำคัญชื่อเทวทหวรรค  ที่  ๑  ฯ
			<remark  id="s2b14c89l21" />	    _____________________________________________
		</para>
	</section>
	<section id="s2b14c90" >
		<para id="s2b14c90p">
			<remark  id="s2b14c90l1" />	      รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้  คือ
			<remark  id="s2b14c90l2" />	๑.  เทวทหสูตร			๒.  ปัญจัตตยสูตร
			<remark  id="s2b14c90l3" />	๓.  กินติสูตร         			๔.  สามคามสูตร
			<remark  id="s2b14c90l4" />	๕.  สุนักขัตตสูตร           		๖.  อาเนญชสัปปายสูตร
			<remark  id="s2b14c90l5" />	๗.  คณกโมคคัลลานสูตร          	๘.  โคปกโมคคัลลานสูตร
			<remark  id="s2b14c90l6" />	๙.  มหาปุณณมสูตร        		๑๐.  จูฬปุณณมสูตร
			<remark  id="s2b14c90l7" />	    ___________________________________
		</para>
	</section>
	<section id="s2b14c91" >
		<para id="s2b14c91p">
			<remark  id="s2b14c91l1" />	      อนุปทวรรค
			<remark  id="s2b14c91l2" />	    ๑.  อนุปทสูตร  (๑๑๑)
			<remark  id="s2b14c91l3" />	[๑๕๓]  ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้
			<remark  id="s2b14c91l4" />	สมัยหนึ่ง  พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่พระวิหารเชตวัน  อารามของอนาถ  บิณฑิกเศรษฐี
			<remark  id="s2b14c91l5" />เขตพระนครสาวัตถี  สมัยนั้นแล  พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุ  ทั้งหลายว่า  ดูกรภิกษุทั้งหลาย
			<remark  id="s2b14c91l6" />ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระดำรัสแล้ว  ฯ
			<remark  id="s2b14c91l7" />	[๑๕๔]  พระผู้มีพระภาคได้ตรัสดังนี้ว่า  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  สารีบุตรเป็นบัณฑิต  มี
			<remark  id="s2b14c91l8" />ปัญญามาก  มีปัญญากว้างขวาง  มีปัญญาร่าเริง  มีปัญญาว่องไว  มีปัญญาเฉียบแหลม  มีปัญญา
			<remark  id="s2b14c91l9" />ทำลายกิเลส  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  สารีบุตรเห็นแจ้งธรรมตาม  ลำดับบทได้เพียงกึ่งเดือน  ในการเห็น
			<remark  id="s2b14c91l10" />แจ้งธรรมตามลำดับบทของสารีบุตรนั้น  เป็นดังต่อไปนี้  ฯ
			<remark  id="s2b14c91l11" />	[๑๕๕]  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  ในเรื่องนี้  สารีบุตรสงัดจากกาม  สงัดจากอกุศลธรรม
			<remark  id="s2b14c91l12" /> เข้าปฐมฌาน  มีวิตก  มีวิจาร  มีปีติและสุขเกิดแต่วิเวก  อยู่  ก็ธรรมในปฐมฌาน  คือ  วิตก  วิจาร  ปีติ
			<remark  id="s2b14c91l13" />สุข  จิตเตกัคคตา  ผัสสะ  เวทนา  สัญญา  เจตนา  วิญญาณ  ฉันทะ  อธิโมกข์  วิริยะ  สติ
			<remark  id="s2b14c91l14" />อุเบกขา  มนสิการ  เป็นอัน  สารีบุตรกำหนดได้ตามลำดับบท  เป็นอันสารีบุตรรู้แจ้งแล้ว  ทั้ง
			<remark  id="s2b14c91l15" />ที่เกิดขึ้น  ตั้งอยู่  และถึงความดับ  เธอรู้ชัดอย่างนี้ว่า  ด้วยประการนี้  เป็นอันว่า  ธรรมที่ไม่มี
			<remark  id="s2b14c91l16" />แก่เรา  ย่อมมี  ที่มีแล้ว  ย่อมเสื่อมไป  เธอไม่ยินดี  ไม่ยินร้าย  อันกิเลสไม่อาศัย  ไม่พัวพัน
			<remark  id="s2b14c91l17" /> พ้นวิเศษแล้ว  พรากได้แล้วในธรรมนั้นๆ  มีใจอันกระทำให้ปราศจากเขตแดนได้แล้วอยู่  ย่อมรู้ชัด
			<remark  id="s2b14c91l18" />ว่า  ยังมีธรรมเครื่องสลัดออกยิ่งขึ้นไปอยู่  และมีความเห็นต่อไปว่า  ผู้ที่ทำเครื่องสลัดออกนั้น
			<remark  id="s2b14c91l19" />ให้มาก  ก็มีอยู่  ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b14c92" >
		<para id="s2b14c92p">
			<remark  id="s2b14c92l1" />	[๑๕๖]  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  ประการอื่นยังมีอีก  สารีบุตรเข้าทุติยฌานมีความผ่องใส
			<remark  id="s2b14c92l2" />แห่งใจภายใน  มีความเป็นธรรมเอกผุดขึ้น  เพราะสงบวิตกและวิจาร  ไม่มีวิตก  ไม่มีวิจาร
			<remark  id="s2b14c92l3" />มีปีติและสุขเกิดแต่สมาธิ  อยู่  ก็ธรรมในทุติยฌาน  คือความผ่องใสแห่งใจภายใน  ปีติ  สุข
			<remark  id="s2b14c92l4" />จิตเตกัคคตา  ผัสสะ  เวทนา  สัญญาเจตนา  วิญญาณ  ฉันทะ  อธิโมกข์  วิริยะ  สติ  อุเบกขา
			<remark  id="s2b14c92l5" />มนสิการ  เป็นอัน  สารีบุตรกำหนดได้ตามลำดับบท  เป็นอันสารีบุตรรู้แจ้งแล้ว  ทั้งที่เกิดขึ้น
			<remark  id="s2b14c92l6" />ตั้งอยู่  และถึงความดับ  เธอรู้ชัดอย่างนี้ว่า  ด้วยประการนี้  เป็นอันว่า  ธรรมที่ไม่มีแก่เรา ย่อมมี
			<remark  id="s2b14c92l7" />ที่มีแล้ว  ย่อมเสื่อมไป  เธอไม่ยินดี  ไม่ยินร้าย  อันกิเลสไม่อาศัย  ไม่พัวพัน  พ้นวิเศษแล้ว
			<remark  id="s2b14c92l8" />พรากได้แล้วในธรรมนั้นๆ  มีใจอันกระทำให้ปราศจากเขตแดนได้แล้วอยู่  ย่อมรู้ชัดว่า  ยังมีธรรม
			<remark  id="s2b14c92l9" />เครื่องสลัดออกยิ่งขึ้นไปอยู่  และมีความเห็นต่อไปว่า  ผู้ที่ทำเครื่องสลัดออกนั้นให้มาก  ก็มีอยู่  ฯ
			<remark  id="s2b14c92l10" />	[๑๕๗]  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  ประการอื่นยังมีอีก  สารีบุตรเป็นผู้วางเฉย  เพราะหน่ายปีติ
			<remark  id="s2b14c92l11" />มีสติสัมปชัญญะอยู่  และเสวยสุขด้วยนามกาย  เข้าตติยฌานที่  พระอริยะเรียกเธอได้ว่า  ผู้
			<remark  id="s2b14c92l12" />วางเฉย  มีสติ  อยู่  เป็นสุข  อยู่  ก็ธรรมในตติยฌานคือ  อุเบกขา  สุข  สติ  สัมปชัญญะ
			<remark  id="s2b14c92l13" />จิตเตกัคคตา  ผัสสะ  เวทนา  สัญญาเจตนา  วิญญาณ  ฉันทะ  อธิโมกข์  วิริยะ  สติ  อุเบกขา
			<remark  id="s2b14c92l14" />มนสิการ  เป็นอัน  สารีบุตรกำหนดได้ตามลำดับบท  เป็นอันสารีบุตรรู้แจ้งแล้ว  ทั้งที่เกิดขึ้น  ตั้งอยู่
			<remark  id="s2b14c92l15" /> และถึงความดับ  เธอรู้ชัดอย่างนี้ว่า  ด้วยประการนี้  เป็นอันว่าธรรมที่ไม่มีแก่เรา  ย่อมมี  ที่มี
			<remark  id="s2b14c92l16" />แล้ว  ย่อมเสื่อมไป  เธอไม่ยินดี  ไม่ยินร้าย  อันกิเลสไม่อาศัย  ไม่พัวพัน  พ้นวิเศษแล้ว
			<remark  id="s2b14c92l17" />พรากได้แล้วในธรรมนั้นๆ  มีใจอันกระทำให้ปราศจากเขตแดนได้แล้วอยู่  ย่อมรู้ชัดว่า  ยังมี
			<remark  id="s2b14c92l18" />ธรรมเครื่องสลัดออกยิ่งขึ้นไปอยู่  และมีความเห็นต่อไปว่า  ผู้ที่ทำเครื่องสลัดออกนั้นให้มาก
			<remark  id="s2b14c92l19" />  ก็มีอยู่  ฯ
			<remark  id="s2b14c92l20" />	[๑๕๘]  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  ประการอื่นยังมีอีก  สารีบุตรเข้าจตุตถฌานอันไม่มีทุกข์
			<remark  id="s2b14c92l21" /> ไม่มีสุข  เพราะละสุข  ละทุกข์  และดับโสมนัสโทมนัสก่อนๆได้  มีสติบริสุทธิ์เพราะอุเบกขา
			<remark  id="s2b14c92l22" /> อยู่  ก็ธรรมในจตุตถฌาน  คือ  อุเบกขาอทุกขมสุขเวทนา  ความไม่คำนึงแห่งใจ  เพราะ
			<remark  id="s2b14c92l23" />บริสุทธิ์แล้ว  สติบริสุทธิ์  จิตเตกัคคตา  ผัสสะ  เวทนา  สัญญา  เจตนา  วิญญาณ  ฉันทะ
			<remark  id="s2b14c92l24" />อธิโมกข์  วิริยะสติ  อุเบกขา  มนสิการ  เป็นอันสารีบุตรกำหนดได้ตามลำดับบท  เป็นอัน
		</para>
	</section>
	<section id="s2b14c93" >
		<para id="s2b14c93p">
			<remark  id="s2b14c93l1" />สารีบุตร  รู้แจ้งแล้ว  ทั้งที่เกิดขึ้น  ตั้งอยู่  และถึงความดับ  เธอรู้ชัดอย่างนี้ว่า  ด้วยประการนี้
			<remark  id="s2b14c93l2" /> เป็นอันว่า  ธรรมที่ไม่มีแก่เรา  ย่อมมี  ที่มีแล้ว  ย่อมเสื่อมไป  เธอไม่ยินดีไม่ยินร้าย  อันกิเลส
			<remark  id="s2b14c93l3" />ไม่อาศัย  ไม่พัวพัน  พ้นวิเศษแล้ว  พรากได้แล้วในธรรมนั้นๆ  มีใจอันกระทำให้ปราศจากเขตแดน
			<remark  id="s2b14c93l4" />ได้แล้วอยู่  ย่อมรู้ชัดว่า  ยังมีธรรม  เครื่องสลัดออกยิ่งขึ้นไปอยู่  และมีความเห็นต่อไปว่า  ผู้ที่ทำ
			<remark  id="s2b14c93l5" />เครื่องสลัดออกนั้น  ให้มาก  ก็มีอยู่  ฯ
			<remark  id="s2b14c93l6" />	[๑๕๙]  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  ประการอื่นยังมีอีก  สารีบุตรเข้าอากาสานัญ  จายตนฌานด้วย
			<remark  id="s2b14c93l7" />มนสิการว่า  อากาศไม่มีที่สุด  อยู่  เพราะล่วงรูปสัญญาได้โดย  ประการทั้งปวง  เพราะดับปฏิฆ
			<remark  id="s2b14c93l8" />สัญญาได้  เพราะไม่มนสิการนานัตตสัญญา  ก็ธรรมในอากาสานัญจายตนฌาน  คือ  อากาสานัญ
			<remark  id="s2b14c93l9" />จายตนสัญญา  จิตเตกัคคตา  ผัสสะ  เวทนา  สัญญา  เจตนา  วิญญาณ  ฉันทะ  อธิโมกข์  วิริยะ
			<remark  id="s2b14c93l10" />สติ  อุเบกขามนสิการ  เป็นอันสารีบุตรกำหนดได้ตามลำดับบท  เป็นอันสารีบุตรรู้แจ้งแล้ว
			<remark  id="s2b14c93l11" />ทั้งที่เกิดขึ้น  ตั้งอยู่  และถึงความดับ  เธอรู้ชัดอย่างนี้ว่า  ด้วยประการนี้  เป็นอันว่าธรรมที่
			<remark  id="s2b14c93l12" />ไม่มีแก่เรา  ย่อมมี  ที่มีแล้ว  ย่อมเสื่อมไป  เธอไม่ยินดี  ไม่ยินร้าย  อันกิเลสไม่อาศัย  ไม่พัวพัน
			<remark  id="s2b14c93l13" /> พ้นวิเศษแล้ว  พรากได้แล้วในธรรมนั้นๆ  มีใจอันกระทำให้ปราศจากเขตแดนได้แล้วอยู่  ย่อมรู้
			<remark  id="s2b14c93l14" />ชัดว่า  ยังมีธรรมเครื่องสลัดออกยิ่งขึ้นไปอยู่  และมีความเห็นต่อไปว่า  ผู้ที่ทำเครื่องสลัดออกนั้น
			<remark  id="s2b14c93l15" />ให้มาก  ก็มีอยู่  ฯ
			<remark  id="s2b14c93l16" />	[๑๖๐]  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  ประการอื่นยังมีอีก  สารีบุตรล่วงอากาสานัญจายตนฌาน
			<remark  id="s2b14c93l17" />โดยประการทั้งปวงแล้ว  เข้าวิญญาณัญจายตนฌานด้วยมนสิการว่าวิญญาณไม่มีที่สุด  อยู่  ก็ธรรม
			<remark  id="s2b14c93l18" />ในวิญญาณัญจายตนฌาน  คือ  วิญญาณัญจายตนฌาน  จิตเตกัคคตา  ผัสสะ  เวทนา  สัญญา
			<remark  id="s2b14c93l19" />เจตนา  วิญญาณ  ฉันทะ  อธิโมกข์  วิริยะ  สติ  อุเบกขา  มนสิการ  เป็นอันสารีบุตรกำหนด
			<remark  id="s2b14c93l20" />ได้ตามลำดับบท  เป็นอันสารีบุตรรู้แจ้งแล้ว  ทั้งที่เกิดขึ้น  ตั้งอยู่  และถึงความดับ  เธอรู้ชัด
			<remark  id="s2b14c93l21" />อย่างนี้ว่าด้วยประการนี้  เป็นอันว่า  ธรรมที่ไม่มีแก่เรา  ย่อมมี  ที่มีแล้ว  ย่อมเสื่อมไป
			<remark  id="s2b14c93l22" />เธอไม่ยินดี  ไม่ยินร้าย  อันกิเลสไม่อาศัย  ไม่พัวพัน  พ้นวิเศษแล้ว  พรากได้  แล้วในธรรมนั้นๆ
			<remark  id="s2b14c93l23" /> มีใจอันกระทำให้ปราศจากเขตแดนได้แล้วอยู่  ย่อมรู้ชัดว่า  ยังมีธรรมเครื่องสลัดออกยิ่งขึ้นไปอยู่
			<remark  id="s2b14c93l24" />และมีความเห็นต่อไปว่า  ผู้ที่ทำเครื่องสลัดออกนั้นให้มาก  ก็มีอยู่  ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b14c94" >
		<para id="s2b14c94p">
			<remark  id="s2b14c94l1" />	[๑๖๑]  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  ประการอื่นยังมีอีก  สารีบุตรล่วงวิญญาณัญจายตนฌานโดย
			<remark  id="s2b14c94l2" />ประการทั้งปวงแล้ว  เข้าอากิญจัญญายตนฌานด้วยมนสิการว่า  ไม่มีอะไรสักน้อยหนึ่ง  อยู่  ก็ธรรม
			<remark  id="s2b14c94l3" />ในอากิญจัญญายตนฌาน  คือ  อากิญจัญญายตนฌาน  จิตเตกัคคตา  ผัสสะ  เวทนา  สัญญา  เจ
