<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<!DOCTYPE book PUBLIC "-//OASIS//DTD DocBook XML V5.0//EN" "http://www.oasis-open.org/docbook/xml/4.5/docbookx.dtd">
<chapter id="s2b11">
	<title>ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค</title>
	<section id="s2b11c1" >
		<para id="s2b11c1p">
			<remark  id="s2b11c1l1" />					พระสุตตันตปิฎก 
			<remark  id="s2b11c1l2" />						   เล่ม ๓      
			<remark  id="s2b11c1l3" />					ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค 
			<remark  id="s2b11c1l4" />ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น      
			<remark  id="s2b11c1l5" />					     ๑. ปาฏิกสูตร (๒๔)
			<remark  id="s2b11c1l6" />	[๑] ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้    
			<remark  id="s2b11c1l7" />	สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่อนุปิยนิคม ของชาวมัลละ ใน  แคว้นมัลละ
			<remark  id="s2b11c1l8" /> ครั้งนั้นแลเวลาเช้า พระผู้มีพระภาคทรงนุ่งแล้ว ทรงถือบาตรและจีวร   เสด็จเข้าไปบิณฑบาตยัง
			<remark  id="s2b11c1l9" />อนุปิยนิคม ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคได้ทรงพระดำริว่า     ยังเช้านักที่จะเข้าไปบิณฑบาตยัง
			<remark  id="s2b11c1l10" />อนุปิยนิคม ถ้ากระไร เราพึงไปหาปริพาชก ชื่อ  ภัคควโคตรที่อารามของเขา ลำดับนั้น
			<remark  id="s2b11c1l11" /> พระผู้มีพระภาคเสด็จเข้าไปหาปริพาชกชื่อ      ภัคควโคตรที่อารามของเขาแล้ว ฯ          
			<remark  id="s2b11c1l12" />	ปริพาชกชื่อภัคควโคตรได้กราบทูลเชิญพระผู้มีพระภาคว่า ขอเชิญพระผู้มีพระภาคเสด็จ
			<remark  id="s2b11c1l13" />มาเถิด พระเจ้าข้า พระองค์เสด็จมาดีแล้ว นานๆ พระองค์จึง  จะมีโอกาสเสด็จมาที่นี้ ขอเชิญ
			<remark  id="s2b11c1l14" />ประทับนั่ง นี้อาสนะที่จัดไว้ พระผู้มีพระภาคได้   ประทับนั่งบนอาสนะที่จัดไว้แล้ว ฝ่ายปริพาชก
			<remark  id="s2b11c1l15" />ชื่อภัคควโคตร ถือเอาอาสนะต่ำแห่ง   หนึ่งนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้ว จึงได้กราบทูลว่า 
			<remark  id="s2b11c1l16" />ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ     วันก่อนๆ พระโอรสเจ้าลิจฉวีชื่อสุนักขัตตะ ได้เข้ามาหาข้าพระองค์ถึงที่อยู่
		</para>
	</section>
	<section id="s2b11c2" >
		<para id="s2b11c2p">
			<remark  id="s2b11c2l1" /> แล้ว   บอกว่า ดูกรภัคควะ บัดนี้ ข้าพเจ้าบอกคืนพระผู้มีพระภาคแล้ว ข้าพเจ้าไม่อยู่อุทิศต่อ
			<remark  id="s2b11c2l2" />พระผู้มีพระภาค ดังนี้ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ คำนั้นเป็นดังที่เขากล่าวหรือ ฯ          
			<remark  id="s2b11c2l3" />     ก็เป็นดังที่โอรสเจ้าลิจฉวีชื่อสุนักขัตตะกล่าวนั้นแล ภัคควะ ในวันก่อนๆ  เขาได้
			<remark  id="s2b11c2l4" />เข้ามาหาเราถึงที่อยู่ ถวายอภิวาทแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ได้ทูลว่า  ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ 
			<remark  id="s2b11c2l5" />ข้าพระองค์ขอบอกคืนพระผู้มีพระภาค ข้าพระองค์จักไม่อยู่  อุทิศต่อพระผู้มีพระภาค เมื่อเขากล่าว
			<remark  id="s2b11c2l6" />อย่างนี้แล้ว เราจึงได้กล่าวว่า ดูกรสุนักขัตตะ  เราได้กล่าวกะเธออย่างนี้ว่า มาเถิด สุนักขัตตะ 
			<remark  id="s2b11c2l7" />เธอจงอยู่อุทิศต่อเรา ดังนี้บ้าง หรือ ฯ 
			<remark  id="s2b11c2l8" />     หามิได้ พระเจ้าข้า ฯ              
			<remark  id="s2b11c2l9" />     หรือว่า เธอได้กล่าวกะเราอย่างนี้ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์   จักอยู่อุทิศต่อ
			<remark  id="s2b11c2l10" />พระผู้มีพระภาค ฯ        
			<remark  id="s2b11c2l11" />     หามิได้ พระเจ้าข้า ฯ              
			<remark  id="s2b11c2l12" />     ดูกรสุนักขัตตะ เพราะเหตุที่เราไม่ได้กล่าวกะเธอว่า มาเถิด สุนักขัตตะ   เธอจงอยู่
			<remark  id="s2b11c2l13" />อุทิศต่อเรา ดังนี้ อนึ่ง เธอก็ไม่ได้กล่าวกะเราว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ    ข้าพระองค์จักอยู่
			<remark  id="s2b11c2l14" />อุทิศต่อพระผู้มีพระภาค ดังนี้ ดูกรโมฆบุรุษ เมื่อเป็นเช่นนี้       เธอเมื่อบอกคืน จะชื่อว่าบอก
			<remark  id="s2b11c2l15" />คืนใคร เธอจงเห็นว่า ข้อนี้เป็นความผิดของเธอ เท่านั้น ฯ             
			<remark  id="s2b11c2l16" />  	[๒] ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็พระผู้มีพระภาคมิได้ทรงกระทำอิทธิปาฏิหาริย์ที่เป็นธรรม
			<remark  id="s2b11c2l17" />ยิ่งยวดของมนุษย์แก่ข้าพระองค์เลย ฯ   
			<remark  id="s2b11c2l18" />     ดูกรสุนักขัตตะ เราได้กล่าวกะเธออย่างนี้ว่า มาเถิดสุนักขัตตะ เธอจงอยู่ อุทิศต่อเรา 
			<remark  id="s2b11c2l19" />เราจะกระทำอิทธิปาฏิหาริย์ที่เป็นธรรมยิ่งยวดของมนุษย์แก่เธอ ดังนี้      บ้างหรือ ฯ             
			<remark  id="s2b11c2l20" />     หามิได้ พระเจ้าข้า ฯ              
			<remark  id="s2b11c2l21" />     หรือว่า เธอได้กล่าวกะเราอย่างนี้ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ จักอยู่อุทิศต่อ
			<remark  id="s2b11c2l22" />พระผู้มีพระภาค พระผู้มีพระภาคจักทรงกระทำอิทธิปาฏิหาริย์ที่เป็น  ธรรมยิ่งยวดของมนุษย์แก่
			<remark  id="s2b11c2l23" />ข้าพระองค์ ฯ    
			<remark  id="s2b11c2l24" />     หามิได้ พระเจ้าข้า ฯ              
			<remark  id="s2b11c2l25" />     ดูกรสุนักขัตตะ เพราะเหตุที่เรามิได้กล่าวกะเธอว่า มาเถิด สุนักขัตตะเธอจงอยู่อุทิศ
			<remark  id="s2b11c2l26" />ต่อเรา เราจักกระทำอิทธิปาฏิหาริย์ที่เป็นธรรมยิ่งยวดของมนุษย์แก่เธอ   ดังนี้ อนึ่ง เธอก็มิได้
			<remark  id="s2b11c2l27" />กล่าวกะเราว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์จักอยู่อุทิศ   ต่อพระผู้มีพระภาค พระผู้มีพระภาค
		</para>
	</section>
	<section id="s2b11c3" >
		<para id="s2b11c3p">
			<remark  id="s2b11c3l1" />จักทรงกระทำอิทธิปาฏิหาริย์ที่เป็นธรรมยิ่งยวด  ของมนุษย์แก่ข้าพระองค์ ดังนี้ ดูกรโมฆบุรุษ เมื่อ
			<remark  id="s2b11c3l2" />เป็นเช่นนี้ เธอเมื่อบอกคืน      จะชื่อว่าบอกคืนใคร ดูกรสุนักขัตตะ เธอจะสำคัญความข้อนั้น
			<remark  id="s2b11c3l3" />เป็นไฉน คือเมื่อเราได้กระทำอิทธิปาฏิหาริย์ที่เป็นธรรมยิ่งยวดของมนุษย์ หรือมิได้กระทำก็ดี 
			<remark  id="s2b11c3l4" />ธรรม ที่เราได้แสดงไว้ ย่อมนำผู้ประพฤติให้สิ้นทุกข์โดยชอบ [หรือหาไม่] ฯ      
			<remark  id="s2b11c3l5" />     ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อพระองค์ได้ทรงกระทำอิทธิปาฏิหาริย์ที่เป็น       ธรรมยิ่งยวดของ
			<remark  id="s2b11c3l6" />มนุษย์ หรือมิได้ทรงกระทำก็ดี ธรรมที่พระองค์ได้ทรงแสดงไว้ ย่อมนำผู้ประพฤติให้สิ้นทุกข์
			<remark  id="s2b11c3l7" />โดยชอบ พระเจ้าข้าฯ         
			<remark  id="s2b11c3l8" />     ดูกรสุนักขัตตะ เพราะเหตุที่เมื่อเราได้กระทำอิทธิปาฏิหาริย์ที่เป็นธรรม ยิ่งยวดของมนุษย์ 
			<remark  id="s2b11c3l9" />หรือมิได้กระทำก็ดี ธรรมที่เราได้แสดงไว้ย่อมนำผู้ประพฤติให้  สิ้นทุกข์โดยชอบ เช่นนี้ เธอจะ
			<remark  id="s2b11c3l10" />ปรารถนาการกระทำอิทธิปาฏิหาริย์ที่เป็นธรรม ยิ่งยวดของมนุษย์ไปทำไม ดูกรโมฆบุรุษ เธอจง
			<remark  id="s2b11c3l11" />เห็นว่า ข้อนี้เป็นความผิดของเธอ   เท่านั้น ฯ             
			<remark  id="s2b11c3l12" />  	[๓] ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระผู้มีพระภาคมิได้ทรงบัญญัติสิ่งที่โลก สมมติว่าเลิศแก่
			<remark  id="s2b11c3l13" />ข้าพระองค์เลย ฯ         
			<remark  id="s2b11c3l14" />     ดูกรสุนักขัตตะ เราได้กล่าวกะเธออย่างนี้ว่า มาเถิดสุนักขัตตะ เธอจงอยู่    อุทิศต่อเรา 
			<remark  id="s2b11c3l15" />เราจักบัญญัติสิ่งที่โลกสมมติว่าเลิศแก่เธอ ดังนี้ บ้างหรือ ฯ
			<remark  id="s2b11c3l16" />     หามิได้ พระเจ้าข้า ฯ              
			<remark  id="s2b11c3l17" />     หรือว่า เธอได้กล่าวกะเราอย่างนี้ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์  จักอยู่อุทิศต่อ
			<remark  id="s2b11c3l18" />พระผู้มีพระภาค พระผู้มีพระภาคจักทรงบัญญัติสิ่งที่โลกสมมติว่าเลิศ แก่ข้าพระองค์ ฯ        
			<remark  id="s2b11c3l19" />     หามิได้ พระเจ้าข้า ฯ              
			<remark  id="s2b11c3l20" />     ดูกรสุนักขัตตะ เพราะเหตุที่เรามิได้กล่าวกะเธอว่า มาเถิด สุนักขัตตะเธอจงอยู่อุทิศ
			<remark  id="s2b11c3l21" />ต่อเรา เราจักบัญญัติสิ่งที่โลกสมมติว่าเลิศแก่เธอ ดังนี้ อนึ่ง เธอ     ก็มิได้กล่าวกะเราว่า ข้าแต่
			<remark  id="s2b11c3l22" />พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์จักอยู่อุทิศต่อพระผู้มีพระภาค  พระผู้มีพระภาคจักทรงบัญญัติสิ่งที่โลก
			<remark  id="s2b11c3l23" />สมมติว่าเลิศแก่ข้าพระองค์ ดังนี้ ดูกรโมฆบุรุษ เมื่อเป็นเช่นนี้ เธอเมื่อบอกคืน จะชื่อว่า
			<remark  id="s2b11c3l24" />บอกคืนใคร ดูกรสุนักขัตตะ    เธอจะเข้าใจความข้อนั้นเป็นไฉน คือเมื่อเราได้บัญญัติสิ่ง
			<remark  id="s2b11c3l25" />ที่โลกสมมติว่าเลิศ หรือ     มิได้บัญญัติก็ดี ธรรมที่เราได้แสดงไว้ ย่อมนำผู้ประพฤติให้สิ้นทุกข์
			<remark  id="s2b11c3l26" />โดยชอบ   [หรือหาไม่] ฯ          
		</para>
	</section>
	<section id="s2b11c4" >
		<para id="s2b11c4p">
			<remark  id="s2b11c4l1" />     ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อพระองค์ได้บัญญัติสิ่งที่โลกสมมติว่าเลิศ หรือ    มิได้บัญญัติก็ดี 
			<remark  id="s2b11c4l2" />ธรรมที่พระองค์ได้แสดงไว้ ย่อมนำผู้ประพฤติให้สิ้นทุกข์โดย   ชอบ ฯ  
			<remark  id="s2b11c4l3" />     ดูกรสุนักขัตตะ เพราะเหตุที่เมื่อเราได้บัญญัติสิ่งที่โลกสมมติว่าเลิศหรือ    มิได้บัญญัติก็ดี 
			<remark  id="s2b11c4l4" />ธรรมที่เราได้แสดงไว้ ย่อมนำผู้ประพฤติให้สิ้นทุกข์โดยชอบ เช่นนี้   เธอจะปรารถนาการบัญญัติสิ่งที่
			<remark  id="s2b11c4l5" />โลกสมมติว่าเลิศไปทำไม ดูกรโมฆบุรุษ เธอจง  เห็นว่า ข้อนี้ เป็นความผิดของเธอเท่านั้น 
			<remark  id="s2b11c4l6" />สุนักขัตตะ เธอได้สรรเสริญเราที่      วัชชีคาม โดยปริยายมิใช่น้อยว่า แม้เพราะเหตุนี้ๆ 
			<remark  id="s2b11c4l7" />พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น  เป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้เองโดยชอบ ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ
			<remark  id="s2b11c4l8" /> เสด็จไปดีแล้ว ทรงรู้แจ้งโลก เป็นสารถีฝึกบุรุษที่ควรฝึกไม่มีผู้อื่นยิ่งกว่า เป็นศาสดาของเทวดา         
			<remark  id="s2b11c4l9" />และมนุษย์ทั้งหลาย เป็นผู้เบิกบานแล้ว เป็นผู้จำแนกพระธรรม ดังนี้ เธอได้ สรรเสริญ
			<remark  id="s2b11c4l10" />พระธรรมที่วัชชีคามโดยปริยายมิใช่น้อยว่า พระธรรมอันพระผู้มีพระภาค  ตรัสดีแล้ว อันผู้บรรลุ
			<remark  id="s2b11c4l11" />พึงเห็นเอง ไม่ประกอบด้วยกาล ควรเรียกให้มาดู ควร  น้อมเข้าไปในตน อันวิญญูชนพึงรู้
			<remark  id="s2b11c4l12" />เฉพาะตน ดังนี้ และเธอได้สรรเสริญพระสงฆ์ ที่วัชชีคาม โดยปริยายมิใช่น้อยว่า พระสงฆ์
			<remark  id="s2b11c4l13" />สาวกของพระผู้มีพระภาค เป็นผู้ ปฏิบัติดีแล้ว ปฏิบัติตรง ปฏิบัติเป็นธรรม ปฏิบัติชอบ คือคู่
			<remark  id="s2b11c4l14" />บุรุษ ๔ บุรุษบุคคล๘ นั่นคือพระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาค เป็นผู้ควรรับของบูชา เป็นผู้
			<remark  id="s2b11c4l15" />ควรรับ ของต้อนรับ เป็นผู้ควรรับของทำบุญ เป็นผู้ควรทำอัญชลี เป็นบุญญเขตของ ชาวโลกไม่มี
			<remark  id="s2b11c4l16" />เขตอื่นยิ่งกว่า ดังนี้ สุนักขัตตะ เราขอบอกเธอ เราขอเตือนเธอว่า    จักมีผู้กล่าวติเตียนเธอว่า 
			<remark  id="s2b11c4l17" />โอรสเจ้าลิจฉวีชื่อสุนักขัตตะ ไม่สามารถประพฤติพรหมจรรย์ในพระสมณโคดม บอกคืนสิกขาเวียน
			<remark  id="s2b11c4l18" />มาเพื่อความเป็นคนเลว ดังนี้  ดูกรภัคควะ โอรสเจ้าลิจฉวีชื่อสุนักขัตตะ ถึงแม้ถูกเรากล่าวอยู่
			<remark  id="s2b11c4l19" />อย่างนี้ ก็ได้หนี      ไปจากธรรมวินัยนี้ เหมือนสัตว์อบาย เหมือนสัตว์นรก
			<remark  id="s2b11c4l20" /> ฉะนั้น ฯ              
			<remark  id="s2b11c4l21" />  	[๔] ดูกรภัคควะ สมัยหนึ่ง เราอยู่ที่นิคมแห่งชาวถูลูชื่ออุตตรกาในถูลู ชนบทครั้งนั้น
			<remark  id="s2b11c4l22" />เป็นเวลาเช้า เรานุ่งแล้วถือบาตรและจีวร มีโอรสเจ้าลิจฉวีชื่อสุนัก      ขัตตะเป็นปัจฉาสมณะ เข้า
			<remark  id="s2b11c4l23" />ไปบิณฑบาตที่อุตตรกานิคม สมัยนั้น มีอเจลกคน     หนึ่งชื่อโกรักขัตติยะ ประพฤติอย่างสุนัข
			<remark  id="s2b11c4l24" /> เดินด้วยข้อศอกและเข่า กินอาหารที่     กองบนพื้นด้วยปาก ดูกรภัคควะ โอรสเจ้าลิจฉวีชื่อ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b11c5" >
		<para id="s2b11c5p">
			<remark  id="s2b11c5l1" />สุนักขัตตะ ได้เห็นแล้วจึงคิดว่าเขาเป็นสมณะอรหันต์ที่ดีผู้หนึ่ง ครั้งนั้น เราได้ทราบความคิด
			<remark  id="s2b11c5l2" />ในใจของโอรส    เจ้าลิจฉวีชื่อสุนักขัตตะด้วยใจแล้ว จึงกล่าวกะเขาว่า ดูกรโมฆบุรุษ แม้คน
			<remark  id="s2b11c5l3" />เช่นเธอ     ก็ยังจักปฏิญาณตนว่าเป็นศากยบุตรอยู่หรือ ฯ              
			<remark  id="s2b11c5l4" />     ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ไฉนพระผู้มีพระภาคจึงตรัสกะข้าพระองค์อย่างนี้ว่า     ดูกรโมฆบุรุษ 
			<remark  id="s2b11c5l5" />แม้คนเช่นเธอ ก็ยังจักปฏิญาณตนว่าเป็นศากยบุตรอยู่หรือ ฯ    
			<remark  id="s2b11c5l6" />     ดูกรสุนักขัตตะ เธอได้เห็นโกรักขัตติยอเจลกคนนี้ ซึ่งประพฤติอย่างสุนัข     เดินด้วยข้อศอก
			<remark  id="s2b11c5l7" />และเข่า กินอาหารที่กองบนพื้นด้วยปาก แล้วเธอจึงได้คิดต่อไปว่า เขาเป็นสมณะอรหันต์ที่ดี
			<remark  id="s2b11c5l8" />ผู้หนึ่งมิใช่หรือ ฯ         
			<remark  id="s2b11c5l9" />     ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็เมื่อเป็นเช่นนี้ พระผู้มีพระภาคยังทรงหวง  พระอรหันต์อยู่หรือ ฯ   
			<remark  id="s2b11c5l10" />     ดูกรโมฆบุรุษ เรามิได้หวงพระอรหันต์ แต่ว่า เธอได้เกิดทิฐิลามกขึ้น  เธอจงละ
			<remark  id="s2b11c5l11" />มันเสีย ทิฐิลามกนั้นอย่าได้มีแก่เธอ เพื่อไม่เป็นประโยชน์เกื้อกูลและ        เพื่อทุกข์ตลอดกาลนาน
			<remark  id="s2b11c5l12" />อนึ่ง เธอย่อมเข้าใจโกรักขัตติยอเจลกว่า เป็นสมณะ  อรหันต์ที่ดีผู้หนึ่ง อีก ๗ วัน เขาจักตาย
			<remark  id="s2b11c5l13" />ด้วยโรคอลสกะ  ครั้นแล้ว จักบังเกิด      ในเหล่าอสูรชื่อกาลกัญชิกา  ซึ่งเลวกว่าอสุรกาย
			<remark  id="s2b11c5l14" />ทั้งปวง และจักถูกเขานำไปทิ้ง   ที่ป่าช้าชื่อวีรณัตถัมภกะ และเมื่อเธอประสงค์อยู่ พึงเข้าไปถาม
			<remark  id="s2b11c5l15" />โกรักขัตติยอเจลก   ว่า ดูกรโกรักขัตติยะผู้มีอายุ ท่านย่อมทราบคติของตนหรือ ข้อที่โกรัก
			<remark  id="s2b11c5l16" />ขัตติย     อเจลกพึงตอบเธอว่า ดูกรสุนักขัตตะผู้มีอายุ  ข้าพเจ้าทราบคติของตนอยู่ คือ   ข้าพเจ้า
			<remark  id="s2b11c5l17" />ไปเกิดในเหล่าอสูรชื่อกาลกัญชิกา ซึ่งเลวกว่าอสุรกายทั้งปวง ดังนี้ เป็น    ฐานะที่มีได้ 
			<remark  id="s2b11c5l18" />ครั้งนั้น โอรสเจ้าลิจฉวีชื่อสุนักขัตตะ ได้เข้าไปหาโกรักขัตติยอเจลก  แล้วจึงบอกว่า 
			<remark  id="s2b11c5l19" />ดูกรโกรักขัตติยะผู้มีอายุ ท่านถูกพระสมณโคดมทรงพยากรณ์ว่า อีก วัน โกรักขัตติยอเจลก
			<remark  id="s2b11c5l20" />จักตายด้วยโรคอลสกะ แล้วจักบังเกิดในเหล่าอสูร ชื่อกาลกัญชิกา ซึ่งเลวกว่าอสุรกายทั้งปวง 
			<remark  id="s2b11c5l21" />และจักถูกเขานำไปทิ้งที่ป่าช้าชื่อ   วีรณัตถัมภกะ ฉะนั้น ท่านจงกินอาหารและดื่มน้ำแต่พอสมควร 
			<remark  id="s2b11c5l22" />จงให้คำพูดของ  พระสมณโคดมเป็นผิด ครั้งนั้น โอรสเจ้าลิจฉวีชื่อสุนักขัตตะ ได้นับวันตั้งแต่              
			<remark  id="s2b11c5l23" />วันที่ ๑ ที่ ๒ ตลอดไปจนครบ ๗ วัน เพราะเขาไม่เชื่อต่อพระตถาคต 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b11c6" >
		<para id="s2b11c6p">
			<remark  id="s2b11c6l1" />ครั้งนั้นโกรักขัตติยอเจลก ได้ตายด้วยโรคอลสกะในวันที่ ๗ แล้วได้ไปบังเกิดใน
			<remark  id="s2b11c6l2" />เหล่า  อสูรชื่อกาลกัญชิกา ซึ่งเลวกว่าอสุรกายทั้งปวง และถูกเขานำไปทิ้งไว้ที่ป่าช้าชื่อวีรณัต
			<remark  id="s2b11c6l3" />ถัมภกะ
			<remark  id="s2b11c6l4" />โอรสเจ้าลิจฉวีชื่อสุนักขัตตะ ได้ทราบข่าวว่า โกรักขัตติยอเจลก ได้ตายด้วยโรคอลสกะ
			<remark  id="s2b11c6l5" />ได้ถูกเขานำไปทิ้งไว้ที่ป่าช้าชื่อวีรณัตถัมภกะ ครั้นแล้ว    จึงเข้าไปหาศพโกรักขัตติยอเจลกที่ป่าช้าชื่อ
			<remark  id="s2b11c6l6" />วีรณัตถัมภกะ แล้วจึงเอามือตบซากศพ        เขาถึง ๓ ครั้ง แล้วถามว่า ดูกรโกรักขัตติยะ ท่านทราบ
			<remark  id="s2b11c6l7" />คติของตนหรือ ครั้งนั้น   ซากศพโกรักขัตติยอเจลกได้ลุกขึ้นยืนพลางเอามือลูบหลังตนเอง
			<remark  id="s2b11c6l8" />ตอบว่า ดูกรสุนัก    ขัตตะผู้มีอายุ ข้าพเจ้าทราบคติของตนอยู่ คือข้าพเจ้าไปบังเกิดในเหล่าอสูรชื่อ
			<remark  id="s2b11c6l9" />กาล       กัญชิกา ซึ่งเลวกว่าอสุรกายทั้งปวง ดังนี้ แล้วล้มลงนอนหงายอยู่ ณ ที่นั้นเอง             
			<remark  id="s2b11c6l10" />ดูกรภัคควะ ครั้งนั้น โอรสเจ้าลิจฉวีชื่อสุนักขัตตะได้เข้ามาหาเราถึงที่อยู่ ถวายอภิวาท
			<remark  id="s2b11c6l11" />แล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง เราได้กล่าวกะเขาผู้นั่งเรียบร้อยแล้วว่า  สุนักขัตตะ เธอจะสำคัญ
			<remark  id="s2b11c6l12" />ความข้อนั้นเป็นไฉน วิบากนั้นได้มีแล้ว เหมือนดังที่เราได้พยากรณ์โกรักขัตติยอเจลกไว้แก่เธอ 
			<remark  id="s2b11c6l13" />มิใช่โดยประการอื่น ฯ            
			<remark  id="s2b11c6l14" />     ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ วิบากนั้นได้มีแล้ว เหมือนดังที่พระผู้มีพระภาค     ได้ทรงพยากรณ์ 
			<remark  id="s2b11c6l15" />โกรักขัตติยอเจลกไว้แก่ข้าพระองค์ มิใช่โดยประการอื่น ฯ    
			<remark  id="s2b11c6l16" />     ดูกรสุนักขัตตะ เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน เมื่อเป็นเช่นนี้ อิทธิปาฏิหาริย์
			<remark  id="s2b11c6l17" />ที่เป็นธรรมยอดเยี่ยมของมนุษย์ ชื่อว่าเป็นคุณอันเราได้แสดงไว้แล้วหรือไม่ได้แสดงไว้            
			<remark  id="s2b11c6l18" />     ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เป็นอันทรงแสดงไว้แล้ว แน่นอน มิใช่ไม่ได้   ทรงแสดงไว้ ฯ           
			<remark  id="s2b11c6l19" />     ดูกรโมฆบุรุษ แม้เมื่อเป็นเช่นนี้ เธอยังจะกล่าวกะเราผู้แสดงอิทธิปาฏิหาริย์ที่เป็นธรรม
			<remark  id="s2b11c6l20" />ยอดเยี่ยมของมนุษย์อย่างนี้ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระผู้มีพระภาคมิได้ทรงแสดงอิทธิปาฏิหาริย์ที่เป็น
			<remark  id="s2b11c6l21" />ธรรมยอดเยี่ยมของมนุษย์ แก่ข้าพระองค์      ดังนี้ ดูกรโมฆบุรุษ เธอจงเห็นว่า ข้อนี้ เป็นความผิด
			<remark  id="s2b11c6l22" />ของเธอเท่านั้น ดูกรภัคควะ  โอรสเจ้าลิจฉวีชื่อว่าสุนักขัตตะ ถูกเรากล่าวอยู่อย่างนี้ ได้หนีไปจาก
			<remark  id="s2b11c6l23" />พระธรรมวินัย     นี้ เหมือนสัตว์ผู้ควรเกิดในอบาย เหมือนสัตว์ผู้ควรเกิดในนรก ฉะนั้น ฯ    
			<remark  id="s2b11c6l24" />  	[๕] ดูกรภัคควะ สมัยหนึ่ง เราอยู่ที่กูฏาคารศาลาในป่ามหาวัน เขต เมืองเวสาลี 
			<remark  id="s2b11c6l25" />สมัยนั้น อเจลกคนหนึ่งชื่อกฬารมัชฌกะอาศัยอยู่ที่วัชชีคามเขตเมืองเวสาลี เป็นผู้เลิศด้วยลาภ
			<remark  id="s2b11c6l26" />และยศ เขาได้ยึดถือสมาทานข้อวัตรทั้ง ๗ คือ:   
		</para>
	</section>
	<section id="s2b11c7" >
		<para id="s2b11c7p">
			<remark  id="s2b11c7l1" />     ๑. เราพึงเปลือยกาย ไม่นุ่งห่มผ้าตลอดชีวิต ฯ       
			<remark  id="s2b11c7l2" />     ๒. เราพึงประพฤติพรหมจรรย์ไม่เสพเมถุนธรรมตลอดชีวิต ฯ               
			<remark  id="s2b11c7l3" />     ๓. เราพึงเลี้ยงชีวิตด้วยการดื่มสุราและกินเนื้อสัตว์ ไม่กินข้าวและขนม ตลอดชีวิต ฯ            
			<remark  id="s2b11c7l4" />     ๔. เราพึงไม่ล่วงเกินอุเทนเจดีย์ ซึ่งอยู่ทิศบูรพาแห่งเมืองเวสาลี ฯ 
			<remark  id="s2b11c7l5" />     ๕. เราพึงไม่ล่วงเกินโคตมเจดีย์ ซึ่งอยู่ทิศทักษิณแห่งเมืองเวสาลี ฯ 
			<remark  id="s2b11c7l6" />     ๖. เราพึงไม่ล่วงเกินสัตตัมพเจดีย์ ซึ่งอยู่ที่ทิศประจิมแห่งเมืองเวสาลี ฯ           
			<remark  id="s2b11c7l7" />     ๗. เราพึงไม่ล่วงเกินพหุปุตตกเจดีย์ ซึ่งอยู่ทิศอุดรแห่งเมืองเวสาลี ฯ               
			<remark  id="s2b11c7l8" />     เพราะการสมาทานข้อวัตรทั้ง ๗ นี้ เขาจึงเป็นผู้เลิศด้วยลาภและยศอยู่ที่วัชชีคาม ครั้งนั้น
			<remark  id="s2b11c7l9" /> โอรสเจ้าลิจฉวีชื่อสุนักขัตตะได้เข้าไปหาอเจลกชื่อกฬารมัชฌกะ   แล้วถามปัญหากะเขา เขาไม่
			<remark  id="s2b11c7l10" />สามารถแก้ปัญหาของโอรสเจ้าลิจฉวีชื่อสุนักขัตตะ ให้ถูกต้องได้ จึงแสดงความโกรธ โทสะและ
			<remark  id="s2b11c7l11" />ความโทมนัสให้ปรากฏ ครั้งนั้น      โอรสเจ้าลิจฉวีชื่อสุนักขัตตะได้คิดว่า ตนได้รุกรานสมณะผู้เป็น
			<remark  id="s2b11c7l12" />พระอรหันต์ที่ดี            ข้อนั้นอย่าได้มีแก่เราเพื่อไม่เป็นประโยชน์เกื้อกูลและเพื่อทุกข์สิ้นกาลนาน 
			<remark  id="s2b11c7l13" />ครั้ง       นั้น โอรสเจ้าลิจฉวีชื่อสุนักขัตตะได้เข้ามาหาเราถวายอภิวาทแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วน   ข้างหนึ่ง 
			<remark  id="s2b11c7l14" />เราได้กล่าวกะเขาผู้นั่งเรียบร้อยแล้วว่า ดูกรโมฆบุรุษ แม้คนเช่นเธอก็       ยังจักปฏิญาณตนเป็น
			<remark  id="s2b11c7l15" />ศากยบุตรอยู่หรือ ฯ   
			<remark  id="s2b11c7l16" />     ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ไฉนพระผู้มีพระภาคจึงตรัสกะข้าพระองค์อย่างนี้ว่า      ดูกรโมฆบุรุษ
			<remark  id="s2b11c7l17" /> แม้คนเช่นเธอ ก็ยังจักปฏิญาณตนเป็นศากยบุตรอยู่หรือ ฯ       
			<remark  id="s2b11c7l18" />     ดูกรสุนักขัตตะ เธอได้เข้าไปหาอเจลกชื่อกฬารมัชฌกะแล้วถามปัญหากะเขา เขาไม่
			<remark  id="s2b11c7l19" />สามารถแก้ปัญหาของเธอให้ถูกต้องได้ จึงได้แสดงความโกรธ โทสะ  และความโทมนัสให้ปรากฏ 
			<remark  id="s2b11c7l20" />เธอจึงได้คิดว่า ตนได้รุกรานสมณะผู้เป็นพระอรหันต์ ที่ดี ข้อนั้นอย่าได้มีแก่เราเพื่อไม่เป็น
			<remark  id="s2b11c7l21" />ประโยชน์เกื้อกูลและเพื่อทุกข์สิ้นกาลนาน      ดังนี้ มิใช่หรือ ฯ     
			<remark  id="s2b11c7l22" />     ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็เมื่อเป็นเช่นนี้ พระผู้มีพระภาคก็ยังทรงหวงพระอรหัต 
			<remark  id="s2b11c7l23" />อยู่หรือ ฯ    
			<remark  id="s2b11c7l24" />     ดูกรโมฆบุรุษ เรามิได้หวงพระอรหัต แต่ว่าเธอได้เกิดทิฐิลามก เธอจง ละมันเสีย 
			<remark  id="s2b11c7l25" />ทิฐิอันลามกนี้อย่าได้เกิดแก่เธอ เพื่อไม่เป็นประโยชน์เกื้อกูลและเพื่อทุกข์สิ้นกาลนาน อนึ่ง 
			<remark  id="s2b11c7l26" />เธอย่อมเข้าใจอเจลกชื่อกฬารมัชฌกะ ว่าเป็นสมณะผู้เป็นพระอรหันต์ที่ดีผู้หนึ่ง ต่อไปไม่นาน 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b11c8" >
		<para id="s2b11c8p">
			<remark  id="s2b11c8l1" />เขาจักกลับนุ่งห่มผ้า มีภรรยา กินข้าวและ  ขนม ล่วงเกินเจดีย์ที่มีอยู่ในเมืองเวสาลีทั้งหมด 
			<remark  id="s2b11c8l2" />กลายเป็นคนเสื่อมยศ แล้วตายไป      
			<remark  id="s2b11c8l3" />ดูกรภัคควะ ต่อมาไม่นาน อเจลกชื่อกฬารมัชฌกะ ก็กลับนุ่งห่มผ้า มีภรรยา   กินข้าว
			<remark  id="s2b11c8l4" />และขนม ล่วงเกินเจดีย์ที่มีอยู่ในเมืองเวสาลีทั้งหมดกลายเป็นคนเสื่อมยศ  แล้วตายไป 
			<remark  id="s2b11c8l5" />โอรสเจ้าลิจฉวีชื่อสุนักขัตตะได้ทราบข่าวว่า อเจลกชื่อกฬารมัชฌกะ   กลับนุ่งห่มผ้า มีภรรยา 
			<remark  id="s2b11c8l6" />กินข้าวและขนม ล่วงเกินเจดีย์ที่มีอยู่ในเมืองเวสาลีทั้งหมด กลายเป็นคนเสื่อมยศ แล้วตายไป 
			<remark  id="s2b11c8l7" />จึงได้เข้ามาหาเราถวายอภิวาทแล้วนั่ง   ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง เราจึงกล่าวกะเขาผู้นั่งเรียบร้อย
			<remark  id="s2b11c8l8" />แล้วว่า สุนักขัตตะ เธอ จะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน วิบากนั้น ได้มีแล้วเหมือนดังที่เราได้
			<remark  id="s2b11c8l9" />พยากรณ์ อเจลกชื่อกฬารมัชฌกะไว้แก่เธอ มิใช่โดยประการอื่น ฯ      
			<remark  id="s2b11c8l10" />     ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ วิบากนั้นได้มีแล้ว เหมือนดังที่พระผู้มีพระภาคได้    ทรงพยากรณ์
			<remark  id="s2b11c8l11" />อเจลกชื่อกฬารมัชฌกะไว้แก่ข้าพระองค์ มิใช่โดยประการอื่น ฯ     
			<remark  id="s2b11c8l12" />     ดูกรสุนักขัตตะ เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน เมื่อเป็นเช่นนี้ อิทธิปาฏิหาริย์
			<remark  id="s2b11c8l13" />ที่เป็นธรรมยอดเยี่ยมของมนุษย์ ชื่อว่าเป็นคุณอันเราได้แสดงไว้แล้ว     หรือมิใช่ ฯ            
			<remark  id="s2b11c8l14" />     ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เป็นอันทรงแสดงแล้วแน่นอน มิใช่ไม่ทรง     แสดง ฯ 
			<remark  id="s2b11c8l15" />     ดูกรโมฆบุรุษ แม้เมื่อเป็นเช่นนี้ เธอยังจะกล่าวกะเราผู้แสดงอิทธิปาฏิหาริย์ที่เป็น
			<remark  id="s2b11c8l16" />ธรรมยอดเยี่ยมของมนุษย์อย่างนี้ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระผู้มีพระภาคมิได้ทรงแสดงอิทธิ
			<remark  id="s2b11c8l17" />ปาฏิหาริย์ที่เป็นธรรมยอดเยี่ยมของมนุษย์แก่ข้าพระองค์    ดังนี้ ดูกรโมฆบุรุษ เธอจงเห็นว่า ข้อนี้
			<remark  id="s2b11c8l18" />เป็นความผิดของเธอเท่านั้น ดูกรภัคควะ   โอรสเจ้าลิจฉวีชื่อสุนักขัตตะ ถูกเรากล่าวอยู่อย่างนี้ 
			<remark  id="s2b11c8l19" />ได้หนีไปจากพระธรรมวินัยนี้  เหมือนสัตว์ผู้ควรเกิดในอบาย เหมือนสัตว์ผู้ควรเกิดในนรก ฉะนั้น ฯ        
			<remark  id="s2b11c8l20" />  	[๖] ดูกรภัคควะ สมัยหนึ่ง เราอยู่ที่กูฏาคารศาลาในป่ามหาวัน เขต  เมืองเวสาลีนั้นเอง 
			<remark  id="s2b11c8l21" />สมัยนั้น อเจลกชื่อปาฏิกบุตร อาศัยอยู่ที่วัชชีคาม เขตเมืองเวสาลี เป็นผู้เลิศด้วยลาภและยศ 
			<remark  id="s2b11c8l22" />เขากล่าววาจาในบริษัทที่เมืองเวสาลีอย่างนี้ว่า     แม้พระสมณโคดมก็เป็นญาณวาท แม้เราก็เป็น
			<remark  id="s2b11c8l23" />ญาณวาท ก็ผู้ที่เป็นญาณวาท ย่อม  ควรแสดงอิทธิปาฏิหาริย์ที่เป็นธรรมยอดเยี่ยมของมนุษย์กับ
			<remark  id="s2b11c8l24" />ผู้ที่เป็นญาณวาท พระสมณโคดมพึงเสด็จไปกึ่งหนทาง แม้เราก็พึงไปกึ่งหนทาง ในที่พบกันนั้น 
			<remark  id="s2b11c8l25" />แม้เรา  ทั้ง ๒ พึงกระทำอิทธิปาฏิหาริย์ที่เป็นธรรมยอดเยี่ยมของมนุษย์ ถ้าพระสมณโคดม   จักทรง
		</para>
	</section>
	<section id="s2b11c9" >
		<para id="s2b11c9p">
			<remark  id="s2b11c9l1" />กระทำอิทธิปาฏิหาริย์ที่เป็นธรรมยอดเยี่ยมของมนุษย์ ๑ อย่าง เราจักกระทำ   ๒ อย่าง ถ้าพระ
			<remark  id="s2b11c9l2" />สมณโคดมจักทรงกระทำ ๒ อย่าง เราจักกระทำ ๔ อย่าง ถ้า สมณโคดมจักทรงกระทำ 
			<remark  id="s2b11c9l3" />๔ อย่าง เราจักกระทำ ๘ อย่าง พระสมณโคดมจักทรง   กระทำเท่าใดๆ เราก็จักกระทำให้มาก
			<remark  id="s2b11c9l4" />กว่านั้นเป็นทวีคูณๆ
			<remark  id="s2b11c9l5" />โอรสเจ้าลิจฉวีชื่อ สุนักขัตตะทราบข่าวนั้น จึงเข้ามาหาเราถวายอภิวาทแล้วนั่ง ณ ที่ควร
			<remark  id="s2b11c9l6" />ส่วนข้างหนึ่งแล้วจึงกล่าวกะเราว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อเจลกชื่อปาฏิกบุตรอาศัยอยู่ที่    วัชชีคาม 
			<remark  id="s2b11c9l7" />เขตเมืองเวสาลี เป็นผู้เลิศด้วยลาภและยศ เขากล่าววาจาในบริษัทที่เมืองเวสาลีอย่างนี้ว่า แม้
			<remark  id="s2b11c9l8" />พระสมณโคดมก็เป็นญาณวาท แม้เราก็เป็นญาณวาท    ก็ผู้ที่เป็นญาณวาท ย่อมควรแสดง
			<remark  id="s2b11c9l9" />อิทธิปาฏิหาริย์ที่เป็นธรรมยอดเยี่ยมของมนุษย์       กับผู้ที่เป็นญาณวาท พระสมณโคดมพึงเสด็จไปกึ่ง
			<remark  id="s2b11c9l10" />หนทาง แม้เราก็พึงไปกึ่งหนทาง             ในที่พบกันนั้น แม้เราทั้ง ๒ พึงกระทำอิทธิปาฏิหาริย์ที่เป็น
			<remark  id="s2b11c9l11" />ธรรมยอดเยี่ยมของ      มนุษย์ ถ้าพระสมณโคดมจักทรงกระทำอิทธิปาฏิหาริย์ที่เป็นธรรมยอดเยี่ยม
			<remark  id="s2b11c9l12" />ของ มนุษย์ ๑ อย่าง เราจักกระทำ ๒ อย่าง ถ้าพระสมณโคดมจักทรงทำ ๒ อย่าง  เราจัก
			<remark  id="s2b11c9l13" />กระทำ ๔ อย่าง ถ้าพระสมณโคดมจักกระทำ ๔ อย่าง เราจักกระทำ ๘ อย่าง  พระ
			<remark  id="s2b11c9l14" />สมณโคดมจักทรงกระทำเท่าใดๆ เราจักกระทำให้มากกว่านั้นเป็นทวีคูณๆ  เมื่อโอรสเจ้าลิจฉวีชื่อ
			<remark  id="s2b11c9l15" />สุนักขัตตะ กล่าวอย่างนี้ เราได้กล่าวกะเขาว่า สุนักขัตตะ     อเจลกชื่อปาฏิกบุตร เมื่อไม่ละวาจา 
			<remark  id="s2b11c9l16" />จิต และสละคืนทิฐิเช่นนั้น ก็ไม่สามารถที่จะมาพบเห็นเราได้ แม้ถ้าเขาพึงคิดเห็นอย่างนี้ว่า
			<remark  id="s2b11c9l17" /> เราไม่ละวาจา จิต และสละคืน          ทิฐิเช่นนั้น ก็พึงไปพบเห็นพระสมณโคดมได้ ดังนี้ แม้ศีรษะ
			<remark  id="s2b11c9l18" />เขาจะพึงแตกออก ฯ
			<remark  id="s2b11c9l19" />     ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคจงทรงรักษาพระวาจานั้น ขอพระสุคตจงทรงรักษา
			<remark  id="s2b11c9l20" />พระวาจานั้น ฯ         
			<remark  id="s2b11c9l21" />     ดูกรสุนักขัตตะ ก็ไฉนเธอจึงกล่าวกะเราอย่างนี้ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ     ขอพระผู้มี
			<remark  id="s2b11c9l22" />พระภาคจงทรงรักษาพระวาจานั้น ขอพระสุคตจงทรงรักษาพระวาจานั้น ฯ 
			<remark  id="s2b11c9l23" />     ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เพราะพระผู้มีพระภาคตรัสวาจาโดยแน่นอนว่า  อเจลกชื่อปาฏิกบุตร 
			<remark  id="s2b11c9l24" />เมื่อไม่ละวาจา จิต และสละคืนทิฐิเช่นนั้น ก็ไม่สามารถจะมาพบเห็นเราได้ แม้ถ้าเขาพึง
			<remark  id="s2b11c9l25" />คิดเห็นอย่างนี้ว่า เราไม่ละวาจา จิต และสละคืน     ทิฐิเช่นนั้น ก็พึงไปพบเห็นพระสมณโคดมได้ 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b11c10" >
		<para id="s2b11c10p">
			<remark  id="s2b11c10l1" />ดังนี้ แม้ศีรษะเขาจะพึงแตกออก ดังนี้ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็อเจลกชื่อปาฏิกบุตรอาจแปลง
			<remark  id="s2b11c10l2" />รูปมาพบเห็นพระผู้มีพระภาคก็ได้ ในคราวนั้น พระดำรัสของพระผู้มีพระภาคก็พึงเป็นมุสา ฯ        
			<remark  id="s2b11c10l3" />     ดูกรสุนักขัตตะ ตถาคตเคยกล่าววาจาที่เป็น ๒ ไว้บ้างหรือ ฯ           
			<remark  id="s2b11c10l4" />     ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็พระผู้มีพระภาคทรงทราบอเจลกชื่อปาฏิกบุตร โดยแจ้งชัด
			<remark  id="s2b11c10l5" />ด้วยพระหฤทัยว่า เขาเมื่อไม่ละวาจา จิต และสละคืนทิฐิเช่นนั้น ก็ไม่       สามารถที่จะมาพบ
			<remark  id="s2b11c10l6" />เห็นเราได้ แม้ถ้าเขาพึงคิดเห็นอย่างนี้ว่า เราไม่ละวาจา จิต และ     สละคืนทิฐิเช่นนั้น 
			<remark  id="s2b11c10l7" />ก็พึงไปพบเห็นพระสมณโคดมได้ ดังนี้ แม้ศีรษะเขาจะพึง  แตกออกหรือเทวดามาทูลความนั้น
			<remark  id="s2b11c10l8" />แด่พระผู้มีพระภาคว่า เขาเมื่อไม่ละวาจา จิต และสละคืนทิฐิเช่นนั้น ก็ไม่สามารถที่จะมาพบ
			<remark  id="s2b11c10l9" />เห็นพระองค์ได้ แม้ถ้าเขาพึงคิดเห็น           อย่างนี้ว่า เราไม่ละวาจา จิต และสละคืนทิฐิเช่นนั้น 
			<remark  id="s2b11c10l10" />ก็พึงไปพบเห็นพระสมณ โคดมได้ ดังนี้ แม้ศีรษะเขาจะพึงแตกออก ฯ
			<remark  id="s2b11c10l11" />     ดูกรสุนักขัตตะ เราทราบอเจลกชื่อปาฏิกบุตร โดยแจ้งชัดด้วยใจของเรา  ว่า เขาไม่ละ
			<remark  id="s2b11c10l12" />วาจา จิต และสละคืนทิฐิเช่นนั้น จึงไม่สามารถที่จะมาพบเห็นเราได้       แม้ถ้าเขาพึงคิดเห็น
			<remark  id="s2b11c10l13" />อย่างนี้ว่า เราไม่ละวาจา จิต และสละคืนทิฐิเช่นนั้น ก็พึงไป         พบเห็นสมณโคดมได้
			<remark  id="s2b11c10l14" />ดังนี้ แม้ศีรษะเขาจะพึงแตกออก แม้เทวดาก็ได้บอกความ     นั้นแก่เราว่า เขาเมื่อไม่ละวาจา จิต 
			<remark  id="s2b11c10l15" />และสละคืนทิฐิเช่นนั้น ก็ไม่สามารถจะมา              พบเห็นพระองค์ได้ ถ้าแม้เขาพึงคิดเห็นอย่างนี้ว่า 
			<remark  id="s2b11c10l16" />เราไม่ละวาจา จิต และสละคืน             ทิฐิเช่นนั้น ก็พึงไปพบเห็นสมณโคดมได้ ดังนี้ แม้ศีรษะ
			<remark  id="s2b11c10l17" />เขาจะพึงแตกออก แม้ เสนาบดีแห่งเจ้าลิจฉวีชื่ออชิตะ ซึ่งได้ตายไปแล้วเมื่อเร็วๆ นี้ ได้เข้าถึง
			<remark  id="s2b11c10l18" />พวก            เทวดาชั้นดาวดึงส์ ก็ได้เข้ามาบอกเราอย่างนี้ว่า อเจลกชื่อปาฏิกบุตรเป็นคนไม่ละอาย 
			<remark  id="s2b11c10l19" />ชอบกล่าวมุสา ทั้งได้พยากรณ์ข้าพระองค์ว่า เสนาบดีแห่งเจ้าลิจฉวี   ชื่ออชิตะ ในวัชชีคาม 
			<remark  id="s2b11c10l20" />เข้าถึงมหานรก แต่ข้าพระองค์มิได้เข้าถึงมหานรก ได้เข้า ถึงพวกเทวดาชั้นดาวดึงส์ เขาไม่ละอาย 
			<remark  id="s2b11c10l21" />ชอบกล่าวมุสา เขาเมื่อไม่ละวาจา จิต และสละคืนทิฐิเช่นนั้น ก็ไม่สามารถจะมาพบเห็น
			<remark  id="s2b11c10l22" />พระองค์ได้ แม้ถ้าเขาพึงคิดเห็น  อย่างนี้ว่า เราไม่ละวาจา จิต และสละคืนทิฐิเช่นนั้น ก็พึงไปพบเห็น
			<remark  id="s2b11c10l23" />พระสมณโคดม             ได้ ดังนี้ แม้ศีรษะเขาจะพึงแตกออก แม้เพราะเหตุนี้แล สุนักขัตตะ 
			<remark  id="s2b11c10l24" />เราทราบ อเจลกชื่อปาฏิกบุตรโดยแจ้งชัดด้วยใจของเราว่า เขาไม่ละวาจา จิต สละคืนทิฐิ
			<remark  id="s2b11c10l25" />เช่นนั้น ไม่ควรมาพบเห็นเรา แม้ถ้าเขาพึงคิดเห็นอย่างนี้ว่า เราไม่ละวาจา จิต   และสละคืน
			<remark  id="s2b11c10l26" />ทิฐิเช่นนั้น ก็พึงไปพบเห็นพระสมณโคดมได้ ดังนี้ ศีรษะเขาจะพึง แตกออก แม้เทวดาก็
		</para>
	</section>
	<section id="s2b11c11" >
		<para id="s2b11c11p">
			<remark  id="s2b11c11l1" />บอกความนี้แก่เราว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อเจลกชื่อ ปาฏิกบุตร ไม่ละวาจา จิต และสละ
			<remark  id="s2b11c11l2" />คืนทิฐิเช่นนั้น ไม่ควรมาพบเห็นพระผู้มี พระภาค ถ้าแม้เขาพึงมีความคิดเห็นอย่างนี้ว่า 
			<remark  id="s2b11c11l3" />เราไม่ละวาจา จิต และสละคืนทิฐิ            เช่นนั้น พึงไปพบเห็นสมณโคดมได้ ดังนี้ แม้ศีรษะ
			<remark  id="s2b11c11l4" />ของเขาจะพึงแตกออก ดูกร   สุนักขัตตะ เรานี้แล เที่ยวไปบิณฑบาตที่เมืองเวสาลี กลับจาก
			<remark  id="s2b11c11l5" />บิณฑบาตในเวลา ปัจฉาภัต แล้วเข้าไปยังอารามของอเจลกชื่อปาฏิกบุตร เพื่อพักผ่อนกลางวัน 
			<remark  id="s2b11c11l6" />บัดนี้            ถ้าเธอปรารถนาก็จงไปบอกเขาเถิด ฯ        
			<remark  id="s2b11c11l7" />  	[๗] ดูกรภัคควะ ครั้งนั้นเป็นเวลาเช้า เรานุ่งแล้ว ถือบาตรและจีวร  เข้าไปบิณฑบาต
			<remark  id="s2b11c11l8" />ที่เมืองเวสาลี กลับจากบิณฑบาตในเวลาปัจฉาภัต แล้วเข้าไป   ยังอารามของอเจลกชื่อปาฏิกบุตร 
			<remark  id="s2b11c11l9" />เพื่อพักผ่อนกลางวัน ครั้งนั้น โอรสเจ้าลิจฉวี             ชื่อสุนักขัตตะ รีบเข้าไปเมืองเวสาลีแล้ว 
			<remark  id="s2b11c11l10" />เข้าไปหาพวกเจ้าลิจฉวีที่มีชื่อเสียงบอกว่า    ท่านผู้เจริญ พระผู้มีพระภาคเสด็จเข้าไปบิณฑบาตที่
			<remark  id="s2b11c11l11" />เมืองเวสาลี กลับจากบิณฑบาต    ในเวลาปัจฉาภัต แล้วเสด็จเข้าไปยังอารามของอเจลกชื่อปาฏิกบุตร 
			<remark  id="s2b11c11l12" />เพื่อทรงพักผ่อน          กลางวัน ขอพวกท่านจงรีบออกไป จักมีการแสดงอิทธิปาฏิหาริย์ที่เป็นธรรม     
			<remark  id="s2b11c11l13" />ยอดเยี่ยมของมนุษย์ ของพวกสมณะที่ดี ฯ   
			<remark  id="s2b11c11l14" />     ครั้งนั้น พวกเจ้าลิจฉวีผู้มีชื่อเสียงได้คิดกันว่า ท่านผู้เจริญทราบข่าวว่า     จักมีการแสดงอิทธิ
			<remark  id="s2b11c11l15" />ปาฏิหาริย์ที่เป็นธรรมยอดเยี่ยมของมนุษย์ ของพวกสมณะที่ดี             ฉะนั้น เชิญพวกเราไปกัน 
			<remark  id="s2b11c11l16" />และโอรสเจ้าลิจฉวีชื่อสุนักขัตตะ เข้าไปหาพวก    พราหมณ์มหาศาล คฤหบดีผู้มั่งคั่ง เหล่าเดียรถีย์
			<remark  id="s2b11c11l17" />ต่างๆ และสมณพราหมณ์ผู้มีชื่อ   เสียง แล้วบอกว่า ท่านผู้เจริญ พระผู้มีพระภาคเสด็จเข้าไปบิณฑบาต
			<remark  id="s2b11c11l18" />ที่เมืองเวสาลี         กลับจากบิณฑบาตในเวลาปัจฉาภัตแล้วเสด็จเข้าไปยังอารามของอเจลกชื่อปาฏิก
			<remark  id="s2b11c11l19" />บุตร   เพื่อทรงพักผ่อนกลางวัน ขอพวกท่านจงรีบออกไป จักมีการแสดงอิทธิปาฏิหาริย์ที่ เป็นธรรม
			<remark  id="s2b11c11l20" />ยอดเยี่ยมของมนุษย์ ของพวกสมณะที่ดี ครั้งนั้น พวกพราหมณ์มหาศาล คฤหบดีผู้มั่งคั่ง เหล่า
			<remark  id="s2b11c11l21" />เดียรถีย์ต่างๆ และสมณพราหมณ์ผู้มีชื่อเสียง ได้คิดกันว่า     ท่านผู้เจริญ ทราบข่าวว่า จักมีการแสดง
			<remark  id="s2b11c11l22" />อิทธิปาฏิหาริย์ที่เป็นธรรมยอดเยี่ยม ของ      พวกสมณะที่ดี ฉะนั้น เชิญพวกเราไปกัน ฯ  
			<remark  id="s2b11c11l23" />     ครั้งนั้น พวกเจ้าลิจฉวีผู้มีชื่อเสียง และพราหมณ์มหาศาล คฤหบดีผู้มั่งคั่ง     เหล่า
			<remark  id="s2b11c11l24" />เดียรถีย์ต่างๆ และสมณพราหมณ์ผู้มีชื่อเสียง ได้เข้าไปยังอารามของอเจลก    ชื่อปาฏิกบุตร ดูกร
			<remark  id="s2b11c11l25" />ภัคควะ บริษัทนั้นๆ มีหลายร้อย หลายพันคน ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b11c12" >
		<para id="s2b11c12p">
			<remark  id="s2b11c12l1" />     อเจลกชื่อปาฏิกบุตรได้ทราบข่าวว่า  บรรดาเจ้าลิจฉวีผู้มีชื่อเสียง และ พราหมณ์มหาศาล 
			<remark  id="s2b11c12l2" />คฤหบดีผู้มั่งคั่ง เหล่าเดียรถีย์ต่างๆ และสมณพราหมณ์ผู้มี ชื่อเสียง ได้พากันออกมาแล้ว แม้
			<remark  id="s2b11c12l3" />พระสมณโคดมก็ทรงนั่งพักผ่อนกลางวันที่อาราม   ของเรา ครั้นแล้ว จึงเกิดความกลัว ความหวาด
			<remark  id="s2b11c12l4" />เสียว ขนพองสยองเกล้า ครั้งนั้นอเจลกชื่อปาฏิกบุตร เมื่อกลัว หวาดเสียว ขนพองสยอง
			<remark  id="s2b11c12l5" />เกล้า จึงเข้าไปยังอารามของปริพาชกชื่อติณฑุกขานุ บริษัทนั้นได้ทราบข่าวว่า อเจลกชื่อปาฏิกบุตร
			<remark  id="s2b11c12l6" />กลัว               หวาดเสียว ขนพองสยองเกล้า เข้าไปยังอารามของปริพาชกชื่อติณฑุกขานุ ฯ      
			<remark  id="s2b11c12l7" />     ครั้งนั้น บริษัทนั้นได้เรียกบุรุษคนหนึ่งมาสั่งว่า บุรุษผู้เจริญ ท่านจงไปหาอเจลก
			<remark  id="s2b11c12l8" />ชื่อปาฏิกบุตรที่อารามของปริพาชกชื่อติณฑุกขานุ แล้วจงบอกกะเขาอย่างนี้ว่า   ท่านปาฏิกบุตร 
			<remark  id="s2b11c12l9" />ท่านจงกลับไป บรรดาเจ้าลิจฉวีผู้มีชื่อเสียง และพราหมณ์มหาศาล  คฤหบดีผู้มั่งคั่ง เหล่าเดียรถีย์
			<remark  id="s2b11c12l10" />ต่างๆ และสมณพราหมณ์ผู้มีชื่อเสียง ได้พากัน      ออกมาแล้ว แม้สมณโคดมก็ประทับนั่งพัก
			<remark  id="s2b11c12l11" />ผ่อนกลางวันที่อารามของท่าน อนึ่ง ท่าน       ได้กล่าววาจาในบริษัทที่เมืองเวสาลีอย่างนี้ว่า แม้พระ
			<remark  id="s2b11c12l12" />สมณโคดมก็เป็นญาณวาทแม้เราก็เป็นญาณวาท ก็ผู้ที่เป็นญาณวาท ย่อมควรแสดงอิทธิปาฏิหาริย์ที่เป็น
			<remark  id="s2b11c12l13" />ธรรม            
			<remark  id="s2b11c12l14" />ยอดเยี่ยมของมนุษย์กับผู้ที่เป็นญาณวาท พระสมณโคดมพึงเสด็จมากึ่งหนทาง  แม้เราก็พึงไปกึ่ง
			<remark  id="s2b11c12l15" />หนทาง ในที่พบกันนั้น แม้เราทั้ง ๒ พึงกระทำอิทธิปาฏิหาริย์      ที่เป็นธรรมยอดเยี่ยมของมนุษย์ 
			<remark  id="s2b11c12l16" />ถ้าพระสมณโคดมจักทรงกระทำอิทธิปาฏิหาริย์ที่          เป็นธรรมยอดเยี่ยมของมนุษย์ ๑ อย่าง เราจัก
			<remark  id="s2b11c12l17" />กระทำ ๒ อย่าง ถ้าพระสมณโคดมจักทรงกระทำ ๒ อย่าง เราจักกระทำ ๔ อย่าง ถ้าพระสมณ
			<remark  id="s2b11c12l18" />โคดมจักทรงกระทำ       ๔ อย่าง เราจักกระทำ ๘ อย่าง พระสมณโคดมจักทรงกระทำเท่าใดๆ 
			<remark  id="s2b11c12l19" />เราก็จัก      กระทำให้มากกว่านั้นเป็นทวีคูณๆ ดังนี้ ท่านปาฏิกบุตร ท่านจงออกไปกึ่งหนทาง               
			<remark  id="s2b11c12l20" />พระสมณโคดมเสด็จมาก่อนคนทั้งปวงทีเดียว ประทับนั่งพักผ่อนกลางวันที่อาราม ของท่าน ฯ              
			<remark  id="s2b11c12l21" />     ดูกรภัคควะ บุรุษนั้นรับคำสั่งบริษัทนั้นแล้ว จึงเข้าไปหาอเจลก    ชื่อปาฏิกบุตร ที่อาราม
			<remark  id="s2b11c12l22" />ของปริพาชกชื่อติณฑุกขานุ แล้วบอกกะเขาอย่างนี้ว่า ท่านปาฏิกบุตร ท่านจงกลับไป พวกเจ้า
			<remark  id="s2b11c12l23" />ลิจฉวีผู้มีชื่อเสียง และพราหมณ์มหาศาลคฤหบดีผู้มั่งคั่ง เหล่าเดียรถีย์ต่างๆ และสมณพราหมณ์
			<remark  id="s2b11c12l24" />ผู้มีชื่อเสียงได้พากันออก      มาแล้ว แม้พระสมณโคดมก็ประทับนั่งพักผ่อนกลางวันที่อารามของท่าน 
			<remark  id="s2b11c12l25" />อนึ่ง    ท่านได้กล่าววาจาในที่บริษัทที่เมืองเวสาลี อย่างนี้ว่า แม้พระสมณโคดมก็เป็นญาณวาท แม้เราก็
			<remark  id="s2b11c12l26" />เป็น
			<remark  id="s2b11c12l27" />ญาณวาท ก็ผู้ที่เป็นญาณวาท ย่อมควรแสดงอิทธิปาฏิหาริย์ที่เป็นธรรมยอดเยี่ยมของมนุษย์กับผู้ที่
			<remark  id="s2b11c12l28" />เป็นญาณวาท พระสมณโคดมพึงเสด็จมา  กึ่งหนทาง แม้เราก็พึงไปกึ่งหนทาง ในที่พบกันนั้น แม้เรา
			<remark  id="s2b11c12l29" />ทั้ง ๒ พึงกระทำ  อิทธิปาฏิหาริย์ ที่เป็นธรรมยอดเยี่ยมของมนุษย์ ถ้าพระสมณโคดมจักทรงกระทำ อิทธิ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b11c13" >
		<para id="s2b11c13p">
			<remark  id="s2b11c13l1" />ปาฏิหาริย์ที่เป็นธรรมยอดเยี่ยมของมนุษย์ ๑ อย่าง เราจักกระทำ ๒ อย่าง     ถ้าพระสมณโคดม
			<remark  id="s2b11c13l2" />จักทรงกระทำ ๒ อย่าง เราจักกระทำ ๔ อย่าง ถ้าพระสมณโคดม    จักทรงกระทำ ๔ อย่าง เราจักกระทำ 
			<remark  id="s2b11c13l3" />๘ อย่าง พระสมณโคดมจักทรงกระทำเท่าใดๆ   เราจักกระทำให้มากกว่านั้นเป็นทวีคูณๆ ดังนี้ 
			<remark  id="s2b11c13l4" />ท่านปาฏิกบุตร ท่านจงออกไป  กึ่งหนทาง พระสมณโคดมเสด็จมาก่อนคนทั้งปวงทีเดียว ประทับ
			<remark  id="s2b11c13l5" />นั่งพักผ่อนกลางวัน               ที่อารามของท่าน เมื่อบุรุษนั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว อเจลกชื่อปาฏิกบุตรจึง
			<remark  id="s2b11c13l6" />กล่าวว่า          
			<remark  id="s2b11c13l7" />เราจะไปๆ แล้วซบศีรษะอยู่ในที่นั้นเอง ไม่อาจลุกขึ้นจากอาสนะได้ ฯ        
			<remark  id="s2b11c13l8" />     ครั้งนั้น บุรุษนั้นได้กล่าวกะเขาว่า ท่านปาฏิกบุตร ไฉนท่านจึงเป็นอย่างนี้      ตะโพก
			<remark  id="s2b11c13l9" />ของท่านติดกับที่นั่ง หรือว่าที่นั่งติดกับตะโพกของท่าน ท่านกล่าวว่า เราจะ        ไปๆ แต่กลับซบ
			<remark  id="s2b11c13l10" />ศีรษะอยู่ในที่นั้นเอง ไม่อาจลุกขึ้นจากอาสนะได้ ดูกรภัคควะ อเจลกชื่อปาฏิกบุตร แม้ถูกกล่าว
			<remark  id="s2b11c13l11" />อยู่อย่างนี้ ก็ยังกล่าวว่า เราจะไปๆ แล้วก็ซบ    ศีรษะอยู่ในที่นั้นเอง ไม่อาจลุกขึ้นจากอาสนะได้ 
			<remark  id="s2b11c13l12" />เมื่อบุรุษนั้นได้ทราบว่า อเจลก      ชื่อปาฏิกบุตรนี้เป็นผู้แพ้แล้ว ก็ยังกล่าวว่า เราจะไปๆ แล้วก็
			<remark  id="s2b11c13l13" />ซบศีรษะอยู่ในที่นั้น  เอง ไม่อาจลุกขึ้นจากอาสนะได้ จึงกลับมาหาบริษัทนั้น แล้วบอกว่า ท่านผู้
			<remark  id="s2b11c13l14" />เจริญ             อเจลกชื่อปาฏิกบุตรนี้ เป็นผู้แพ้แล้ว ก็ยังกล่าวว่า เราจะไปๆ แล้วก็ซบศีรษะอยู่ในที่
			<remark  id="s2b11c13l15" />นั้นเอง ไม่อาจลุกขึ้นจากอาสนะได้ ฯ            
			<remark  id="s2b11c13l16" />     ดูกรภัคควะ เมื่อบุรุษนั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว เราจึงได้กล่าวกะบริษัทนั้นว่า     ท่านทั้งหลาย 
			<remark  id="s2b11c13l17" />อเจลกชื่อปาฏิกบุตร เมื่อไม่ละวาจา จิต และสละคืนทิฐิเช่นนั้น   ก็ไม่สามารถที่จะมาพบเห็น
			<remark  id="s2b11c13l18" />เราได้ แม้ถ้าเขาพึงคิดเห็นอย่างนี้ว่า เราไม่ละวาจา จิต    และสละคืนทิฐิเช่นนั้น ก็พึงไปพบเห็น
			<remark  id="s2b11c13l19" />พระสมณโคดมได้ ดังนี้ แม้ศีรษะเขาจะพึงแตกออก ฯ               
			<remark  id="s2b11c13l20" />		      จบ ภาณวาร ที่หนึ่ง              
			<remark  id="s2b11c13l21" />		       -___________    
			<remark  id="s2b11c13l22" />  	[๘] ดูกรภัคควะ ครั้งนั้น มหาอำมาตย์แห่งเจ้าลิจฉวีคนหนึ่ง ลุกขึ้นยืนกล่าวกะ
			<remark  id="s2b11c13l23" />บริษัทนั้นว่า ท่านผู้เจริญ ถ้าเช่นนั้น ขอให้พวกท่านจงรอคอยสักครู่หนึ่ง พอให้ข้าพเจ้าไป 
			<remark  id="s2b11c13l24" />บางทีข้าพเจ้าอาจนำเอาอเจลกชื่อปาฏิกบุตรมาสู่บริษัทนี้ได้ ครั้งนั้น   มหาอำมาตย์แห่งเจ้าลิจฉวี
			<remark  id="s2b11c13l25" />คนนั้น จึงเข้าไปหาอเจลกชื่อปาฏิกบุตร ที่อารามของ ปริพาชกชื่อติณฑุกขานุ แล้วจึงกล่าวว่า ท่าน
			<remark  id="s2b11c13l26" />ปาฏิกบุตร ท่านจงกลับไป การกลับ    ไปของท่านเป็นการดี พวกเจ้าลิจฉวีผู้มีชื่อเสียง และพราหมณ์
			<remark  id="s2b11c13l27" />มหาศาล คฤหบดี ผู้มั่งคั่ง เหล่าเดียรถีย์ต่างๆ และสมณพราหมณ์ผู้มีชื่อเสียง ได้พากันออกมาแล้ว  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b11c14" >
		<para id="s2b11c14p">
			<remark  id="s2b11c14l1" />แม้พระสมณโคดมก็ประทับนั่งพักผ่อนกลางวันที่อารามของท่าน อนึ่ง ท่านได้กล่าววาจาในบริษัท
			<remark  id="s2b11c14l2" />ที่เมืองเวสาลีอย่างนี้ว่า แม้พระสมณโคดมก็เป็นญาณวาท แม้เราก็เป็นญาณวาท ก็ผู้ที่เป็นญาณ
			<remark  id="s2b11c14l3" />วาท ย่อมควรแสดงอิทธิปาฏิหาริย์ที่เป็นธรรมยอดเยี่ยม  ของมนุษย์กับผู้ที่เป็นญาณวาท พระสมณ
			<remark  id="s2b11c14l4" />โคดมพึงเสด็จมากึ่งหนทาง แม้เราก็พึง ไปกึ่งหนทาง ในที่พบกันนั้น แม้เราทั้ง ๒ พึงกระทำอิทธิ
			<remark  id="s2b11c14l5" />ปาฏิหาริย์ที่เป็นธรรม  ยอดเยี่ยมของมนุษย์ ถ้าพระสมณโคดมจักทรงกระทำอิทธิปาฏิหาริย์ที่เป็น
			<remark  id="s2b11c14l6" />ธรรม  ยอดเยี่ยมของมนุษย์ ๑ อย่าง เราจักกระทำ ๒ อย่าง ถ้าพระสมณโคดมจักทรง    กระทำ ๒ อย่าง 
			<remark  id="s2b11c14l7" />เราจักกระทำ ๔ อย่าง ถ้าพระสมณโคดมจักทรงกระทำ ๔ อย่าง   เราจักกระทำ ๘ อย่าง พระสมณ
			<remark  id="s2b11c14l8" />โคดมจักทรงกระทำเท่าใดๆ เราจักกระทำให้      มากกว่านั้นเป็นทวีคูณๆ ดังนี้ ท่านปาฏิกบุตร ท่านจง
			<remark  id="s2b11c14l9" />ออกไปกึ่งหนทาง พระสมณ โคดมเสด็จมาก่อนคนทั้งปวงทีเดียว ประทับนั่งพักผ่อนกลางวันที่
			<remark  id="s2b11c14l10" />อารามของท่าน              อนึ่ง พระสมณโคดมได้ตรัสวาจาในบริษัทว่า อเจลกชื่อปาฏิกบุตร เมื่อไม่
			<remark  id="s2b11c14l11" />ละวาจา      จิต และสละคืนทิฐิเช่นนั้น ก็ไม่สามารถที่จะมาพบเห็นเราได้ แม้ถ้าเขาพึงคิดเห็น           
			<remark  id="s2b11c14l12" />อย่างนี้ว่า เราไม่ละวาจา จิต และสละคืนทิฐิเช่นนั้น ก็พึงไปพบเห็นพระสมณโคดม    ได้ ดังนี้ 
			<remark  id="s2b11c14l13" />แม้ศีรษะของเขาจะพึงแตกออก ดังนี้ ท่านปาฏิกบุตร ท่านจงกลับไป ด้วยการกลับไปนั่นแหละ 
			<remark  id="s2b11c14l14" />พวกข้าพเจ้าจักให้ชัยชนะแก่ท่าน จักให้ความปราชัย  แก่พระสมณโคดม ฯ        
			<remark  id="s2b11c14l15" />     ดูกรภัคควะ เมื่อมหาอำมาตย์แห่งเจ้าลิจฉวีกล่าวแล้วอย่างนี้ อเจลก   ชื่อปาฏิกบุตรจึง
			<remark  id="s2b11c14l16" />กล่าวว่า เราจะไปๆ แล้วกลับซบศีรษะอยู่ในที่นั้นเอง ไม่อาจ        ลุกขึ้นจากอาสนะได้ ครั้งนั้น 
			<remark  id="s2b11c14l17" />มหาอำมาตย์แห่งเจ้าลิจฉวีจึงกล่าวกะเขาว่า ท่าน     ปาฏิกบุตร ท่านเป็นอย่างไรไปเล่า ตะโพก
			<remark  id="s2b11c14l18" />ของท่านติดกับที่นั่ง หรือว่าที่นั่งติดกับ      ตะโพกของท่าน ท่านกล่าวว่า เราจะไปๆ แล้วกลับซบ
			<remark  id="s2b11c14l19" />ศีรษะอยู่ในที่นั้นเอง     ไม่อาจลุกขึ้นจากอาสนะได้ เมื่อมหาอำมาตย์แห่งเจ้าลิจฉวีนั้นได้ทราบว่า อเจลก             
			<remark  id="s2b11c14l20" />ชื่อปาฏิกบุตรนี้เป็นผู้แพ้แล้ว ก็ยังกล่าวว่า เราจะไปๆ แล้วกลับซบศีรษะอยู่ใน     ที่นั้นเอง 
			<remark  id="s2b11c14l21" />ไม่อาจลุกขึ้นจากอาสนะได้ จึงมาหาบริษัทนั้นแล้วบอกว่า ดังนี้ ท่าน ผู้เจริญ อเจลกชื่อปาฏิกบุตรนี้
			<remark  id="s2b11c14l22" />เป็นผู้แพ้แล้ว ก็ยังกล่าวว่า เราจะไปๆ แล้วกลับ      ซบศีรษะอยู่ในที่นั้นเอง ไม่อาจลุกขึ้นจาก
			<remark  id="s2b11c14l23" />อาสนะได้ ฯ     
			<remark  id="s2b11c14l24" />     ดูกรภัคควะ เมื่อมหาอำมาตย์แห่งเจ้าลิจฉวีนั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว เราจึง  กล่าวกะบริษัท
			<remark  id="s2b11c14l25" />นั้นว่า ท่านทั้งหลาย อเจลกชื่อปาฏิกบุตร เมื่อไม่ละวาจา จิต และ    สละคืนทิฐิเช่นนั้น 
			<remark  id="s2b11c14l26" />ก็ไม่สามารถที่จะมาพบเห็นเราได้ แม้ถ้าเขาพึงคิดเห็นอย่างนี้ว่า   เราไม่ละวาจา  จิต และสละคืน
		</para>
	</section>
	<section id="s2b11c15" >
		<para id="s2b11c15p">
			<remark  id="s2b11c15l1" />ทิฐิเช่นนั้น ก็พึงไปพบเห็นพระสมณโคดมได้ ดังนี้ แม้ศีรษะของเขาจะพึงแตกออก แม้ถ้า
			<remark  id="s2b11c15l2" />พวกเจ้าลิจฉวีพึงคิดเห็นอย่างนี้ว่า พวกเรา   จักเอาเชือกมัดอเจลกชื่อปาฏิกบุตร แล้วจึงฉุดมา
			<remark  id="s2b11c15l3" />ด้วยคู่โคมากคู่ เชือกเหล่านั้น           หรืออเจลกชื่อปาฏิกบุตรพึงขาดออก ก็อเจลกชื่อปาฏิกบุตร 
			<remark  id="s2b11c15l4" />เมื่อไม่ละวาจา จิตและสละคืนทิฐิเช่นนั้น ก็ไม่สามารถที่จะมาพบเห็นเราได้ แม้ถ้าเขาพึงคิด
			<remark  id="s2b11c15l5" />เห็น   อย่างนี้ว่า เราไม่ละวาจา จิต และสละคืนทิฐิเช่นนั้น ก็พึงไปพบเห็นพระสมณโคดมได้ 
			<remark  id="s2b11c15l6" />ดังนี้ แม้ศีรษะของเขาจะพึงแตกออก ฯ            
			<remark  id="s2b11c15l7" />  	[๙] ดูกรภัคควะ ครั้งนั้น ศิษย์ช่างกลึงบาตรไม้ ชื่อชาลิยะลุกขึ้นยืนกล่าวกะบริษัท
			<remark  id="s2b11c15l8" />นั้นว่า ท่านผู้เจริญ ถ้าเช่นนั้น ขอให้พวกท่านจงรอคอยสักครู่หนึ่ง        พอให้ข้าพเจ้าไป บางที
			<remark  id="s2b11c15l9" />ข้าพเจ้าอาจนำเอาอเจลกชื่อปาฏิกบุตรมาสู่บริษัทนี้ได้ ครั้งนั้น     ศิษย์ช่างกลึงบาตรไม้ ชื่อชาลิยะ 
			<remark  id="s2b11c15l10" />จึงเข้าไปหาอเจลกชื่อปาฏิกบุตร ที่อารามของ          ปริพาชก ชื่อติณฑุกขานุ แล้วจึงกล่าวว่า ท่านปา
			<remark  id="s2b11c15l11" />ฏิกบุตร ท่านจงกลับไป การกลับ             ของท่านเป็นการดี พวกเจ้าลิจฉวีผู้มีชื่อเสียง และพราหมณ์
			<remark  id="s2b11c15l12" />มหาศาล คฤหบดี   ผู้มั่งคั่ง เหล่าเดียรถีย์ต่างๆ และสมณพราหมณ์ผู้มีชื่อเสียง ได้พากันออกมาแล้ว          
			<remark  id="s2b11c15l13" />แม้พระสมณโคดมก็ประทับนั่งพักผ่อนกลางวันที่อารามของท่าน อนึ่ง ท่านได้กล่าววาจาในบริษัทที่
			<remark  id="s2b11c15l14" />เมืองเวสาลีอย่างนี้ว่า แม้พระสมณโคดมก็เป็นญาณวาท แม้เราก็เป็นญาณวาท ก็ผู้ที่เป็นญาณวาท 
			<remark  id="s2b11c15l15" />ย่อมควรแสดงอิทธิปาฏิหาริย์ที่เป็นธรรมยอดเยี่ยม     ของมนุษย์กับผู้ที่เป็นญาณวาท พระสมณ
			<remark  id="s2b11c15l16" />โคดมพึงเสด็จมากึ่งหนทาง แม้เราก็พึงไป      กึ่งหนทาง ในที่พบกันนั้น แม้เราทั้ง ๒ พึงกระทำ
			<remark  id="s2b11c15l17" />อิทธิปาฏิหาริย์ที่เป็นธรรม     ยอดเยี่ยมของมนุษย์ ถ้าพระสมณโคดมจักทรงกระทำอิทธิปาฏิหาริย์ที่
			<remark  id="s2b11c15l18" />เป็นธรรม  ยอดเยี่ยมของมนุษย์ ๑ อย่าง เราจักกระทำ ๒ อย่าง ถ้าพระสมณโคดมจักทรง กระทำ ๒ 
			<remark  id="s2b11c15l19" />อย่าง 
			<remark  id="s2b11c15l20" />เราจักกระทำ ๔ อย่าง  ถ้าพระสมณโคดมจักทรงกระทำ ๔ อย่าง  เราจักกระทำ ๘ อย่าง 
			<remark  id="s2b11c15l21" />พระสมณโคดมจักทรงกระทำเท่าใดๆ เราจักกระทำให้มากกว่านั้นเป็นทวีคูณๆ ดังนี้ ท่าน
			<remark  id="s2b11c15l22" />ปาฏิกบุตร ท่านจงออกไปกึ่งหนทาง  พระสมณโคดมเสด็จมาก่อนคนทั้งปวงทีเดียว  ประทับนั่งพัก
			<remark  id="s2b11c15l23" />ผ่อนกลางวันที่    อารามของท่าน อนึ่ง พระสมณโคดมได้ตรัสวาจาในบริษัทว่า อเจลกชื่อปาฏิกบุตร 
			<remark  id="s2b11c15l24" />เมื่อไม่ละวาจา จิต และสละคืนทิฐิเช่นนั้น ก็ไม่สามารถที่จะมาพบเห็นเราได้แม้ถ้าเขาพึงคิด
			<remark  id="s2b11c15l25" />เห็นอย่างนี้ว่า เราไม่ละวาจา จิต และสละคืนทิฐิเช่นนั้น  ก็พึงไปพบเห็นพระสมณโคดมได้ 
			<remark  id="s2b11c15l26" />ดังนี้ แม้ศีรษะของเขาจะพึงแตกออก แม้ถ้า    พวกเจ้าลิจฉวีจะพึงคิดเห็นอย่างนี้ว่า พวกเราจัก
			<remark  id="s2b11c15l27" />เอาเชือกมัดอเจลกชื่อปาฏิกบุตร    แล้วจึงฉุดมาด้วยคู่โคมากคู่ เชือกเหล่านั้นหรืออเจลกชื่อปาฏิก
			<remark  id="s2b11c15l28" />บุตรพึงขาดออก        ก็อเจลกชื่อปาฏิกบุตร เมื่อไม่ละวาจา จิต และสละคืนทิฐิเช่นนั้น ก็ไม่
		</para>
	</section>
	<section id="s2b11c16" >
		<para id="s2b11c16p">
			<remark  id="s2b11c16l1" />สามารถที่จะมาพบเห็นเราได้ แม้ถ้าเขาพึงคิดเห็นอย่างนี้ว่า เราไม่ละวาจา จิต และสละ คืนทิฐิ
			<remark  id="s2b11c16l2" />เช่นนั้น ก็พึงไปพบเห็นพระสมณโคดมได้ ดังนี้ แม้ศีรษะของเขาจะพึง แตกออก ดังนี้ ท่าน
			<remark  id="s2b11c16l3" />ปาฏิกบุตร ท่านจงกลับไป ด้วยการกลับไปนั่นแหละ พวกข้าพเจ้าจักให้ชัยชนะแก่ท่าน จักให้
			<remark  id="s2b11c16l4" />ความปราชัยแก่พระสมณโคดม ฯ            
			<remark  id="s2b11c16l5" />     ดูกรภัคควะ เมื่อศิษย์ช่างกลึงบาตรไม้ชื่อชาลิยะกล่าวแล้วอย่างนี้ อเจลกชื่อปาฏิกบุตร
			<remark  id="s2b11c16l6" />กล่าวว่า เราจะไปๆ แล้วกลับซบศีรษะอยู่ในที่นั้นเอง ไม่อาจลุกขึ้น จากอาสนะได้ ครั้งนั้น 
			<remark  id="s2b11c16l7" />ศิษย์ช่างกลึงบาตรไม้ชื่อชาลิยะจึงกล่าวกะเขาว่า ท่านปาฏิกบุตร ท่านเป็นอย่างไรไปเปล่า 
			<remark  id="s2b11c16l8" />ตะโพกของท่านติดกับที่นั่ง หรือว่าที่นั่งติด  กับตะโพกของท่าน ท่านกล่าวว่า เราจะไปๆ แล้ว
			<remark  id="s2b11c16l9" />กลับซบศีรษะอยู่ในที่นั้นเอง ไม่อาจลุกขึ้นจากอาสนะได้ อเจลกชื่อปาฏิกบุตร แม้ถูกว่าอย่างนี้ 
			<remark  id="s2b11c16l10" />ก็ยังกล่าวว่า เรา จะไปๆ แล้วกลับซบศีรษะอยู่ในที่นั้นเองไม้อาจลุกขึ้นจากอาสนะได้ เมื่อศิษย์               
			<remark  id="s2b11c16l11" />ช่างกลึงบาตรไม่ชื่อชาลียะได้ทราบว่า อเจลกชื่อปาฏิกบุตรนี้เป็นผู้แพ้แล้ว ก็ยัง   กล่าวว่า เรา
			<remark  id="s2b11c16l12" />จะไปๆ แล้วกลับซบศีรษะอยู่ในที่นั้นเอง ไม่อาจลุกจากอาสนะได้ จึงกล่าวกะเขาต่อไปว่า 
			<remark  id="s2b11c16l13" />     ดูกรท่านปาฏิกบุตร เรื่องเคยมีมาแล้ว คือพญาสีหมิคราชได้คิดอย่างนี้ ว่า ถ้ากระไร 
			<remark  id="s2b11c16l14" />เราพึงอาศัยป่าทึบบางแห่งซ่อนอยู่ แล้วออกจากที่ซ่อนในเวลา  เย็น ดัดกาย เหลียวดูทิศทั้ง ๔ 
			<remark  id="s2b11c16l15" />โดยรอบ แล้วบันลือสีหนาท ๓ ครั้ง จึงเที่ยวไปหากิน เราต้องฆ่าหมูเนื้อตัวล่ำสันกินเนื้อ
			<remark  id="s2b11c16l16" />ที่อ่อนนุ่มๆ แล้วกลับมาซ่อนตัวอยู่          ตามเคย ครั้งนั้น พญาสีหมิคราชนั้น จึงอาศัยป่าทึบบาง
			<remark  id="s2b11c16l17" />แห่งซ่อนอยู่ ออกจาก ที่ซ่อนในเวลาเย็น ดัดกาย เหลียวดูทิศทั้ง ๔ โดยรอบ บันลือสีหนาท 
			<remark  id="s2b11c16l18" />๓ ครั้ง เที่ยวไปหากิน มันฆ่าหมูเนื้อตัวล่ำสัน กินเนื้อที่อ่อนนุ่มๆ แล้วกลับมาซ่อนอยู่ ตามเคย 
			<remark  id="s2b11c16l19" />ท่านปาฏิกบุตร มีสุนัขจิ้งจอกแก่ตัวหนึ่ง กินเนื้อที่เป็นแดนของพญา สีหมิคราชตัวนั้น แล้วก็
			<remark  id="s2b11c16l20" />เจริญอ้วนท้วนมีกำลัง ต่อมา สุนัขจิ้งจอกแก่ตัวนั้นจึง  เกิดความคิดว่า เราคือใคร พญาสีหมิค
			<remark  id="s2b11c16l21" />ราชคือใคร ถ้ากระไร เราพึงอาศัยป่าทึบ บางแห่งซ่อนอยู่ ออกจากที่ซ่อนในเวลาเย็น 
			<remark  id="s2b11c16l22" />ดัดกาย เหลียวดูทิศทั้ง ๔ โดย  รอบบันลือสีหนาท ๓ ครั้ง เที่ยวไปหากิน เราต้องฆ่าหมู
			<remark  id="s2b11c16l23" />เนื้อตัวล่ำสันกินเนื้อ      อ่อนนุ่มๆ แล้วก็กลับมาซ่อนอยู่ตามเคย ครั้งนั้น สุนัขจิ้งจอกแก่ตัว
			<remark  id="s2b11c16l24" />นั้นอาศัย  ป่าทึบบางแห่งซ่อนอยู่ ออกจากที่ซ่อนในเวลาเย็น ดัดกาย เหลียวดูทิศทั้ง ๔ โดยรอบ 
			<remark  id="s2b11c16l25" />แล้วคิดว่า เราจักบันลือสีหนาท ๓ ครั้ง แต่กลับบันลือเสียงสุนัข   จิ้งจอกอย่างน่ากลัวน่าเกลียด
		</para>
	</section>
	<section id="s2b11c17" >
		<para id="s2b11c17p">
			<remark  id="s2b11c17l1" /> สุนัขจิ้งจอกตัวลามกเป็นอย่างไร และการบันลือของสีหะเป็นอย่างไร ดูกรท่านปาฏิกบุตร 
			<remark  id="s2b11c17l2" />ท่านก็เป็นเช่นนั้น ดำรงชีพตามแบบพระสุคตบริโภค  อาหารที่เป็นเดนพระสุคต ยังสำคัญการ
			<remark  id="s2b11c17l3" />รุกรานพระตถาคตผู้เป็น    พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านปาฏิกบุตรเป็นอย่างไร การรุกราน
			<remark  id="s2b11c17l4" />พระตถาคตผู้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นอย่างไร               
			<remark  id="s2b11c17l5" />     ดูกรภัคควะ เมื่อศิษย์ช่างกลึงบาตรไม้ชื่อชาลิยะ ไม่สามารถที่จะให้  อเจลกชื่อปาฏิกบุตร
			<remark  id="s2b11c17l6" />เคลื่อนจากอาสนะนั้นได้ แม้ด้วยคำเปรียบเปรยเช่นนี้ จึงได้     กล่าวคาถาประพันธ์ดังนี้ว่า             
			<remark  id="s2b11c17l7" />            สุนัขจิ้งจอกเข้าใจว่า ตนเป็นสีหะ           
			<remark  id="s2b11c17l8" />          จึงได้ถือตัวว่าเป็นมิคราช    
			<remark  id="s2b11c17l9" />          มันได้บันลือเสียงสุนัขจิ้งจอกเช่นนั้น        
			<remark  id="s2b11c17l10" />          สุนัขจิ้งจอกตัวลามกเป็นอย่างไร               
			<remark  id="s2b11c17l11" />          การบันลือของสีหะเป็นอย่างไร ฯ
			<remark  id="s2b11c17l12" />  	[๑๐] ดูกรท่านปาฏิกบุตร ท่านก็เป็นเช่นนั้น ดำรงชีพตามแบบ พระสุคต บริโภค
			<remark  id="s2b11c17l13" />อาหารที่เป็นเดนพระสุคต ยังสำคัญการรุกรานพระตถาคตผู้เป็น พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
			<remark  id="s2b11c17l14" /> ท่านปาฏิกบุตรเป็นอย่างไร การรุกรานพระตถาคตผู้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นอย่างไร 
			<remark  id="s2b11c17l15" />ดูกรภัคควะ เมื่อศิษย์ช่างกลึงบาตรไม้ชื่อชาลิยะไม่สามารถที่จะให้อเจลกชื่อปาฏิกบุตรเคลื่อนจาก
			<remark  id="s2b11c17l16" />อาสนะนั้นได้ แม้ ด้วยคำเปรียบเปรยเช่นนี้ จึงได้กล่าวคาถาประพันธ์ดังนี้ว่า               
			<remark  id="s2b11c17l17" />          สุนัขจิ้งจอกจ้องดูเงาของตนซึ่งปรากฎในน้ำ     
			<remark  id="s2b11c17l18" />          ที่บ่อไม่เห็นตนตามความเป็นจริง จึงถือตัวว่า  
			<remark  id="s2b11c17l19" />          เป็นสีหะ มันได้บันลือเสียงสุนัขจิ้งจอกเช่นนั้น 
			<remark  id="s2b11c17l20" />          เสียงสุนัขจิ้งจอกตัวลามกเป็นอย่างไร     
			<remark  id="s2b11c17l21" />          การบันลือของสีหะเป็นอย่างไร ฯ
			<remark  id="s2b11c17l22" />  	[๑๑] ดูกรท่านปาฏิกบุตร ท่านก็เป็นเช่นนั้น ดำรงชีพตามแบบพระสุคต บริโภคอาหาร
			<remark  id="s2b11c17l23" />ที่เป็นเดนพระสุคต ยังสำคัญการรุกรานพระตถาคตผู้เป็น พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b11c18" >
		<para id="s2b11c18p">
			<remark  id="s2b11c18l1" />ท่านปาฏิกบุตรเป็นอย่างไร การรุกรานพระตถาคต  ผู้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็น
			<remark  id="s2b11c18l2" />อย่างไร ดูกรภัคควะ เมื่อศิษย์ช่างกลึงบาตรไม้ชื่อชาลิยะไม่สามารถที่จะให้อเจลกชื่อปาฏิกบุตร
			<remark  id="s2b11c18l3" />เคลื่อนจากอาสนะนั้นได้ แม้ด้วยคำเปรียบเปรยเช่นนี้ จึงได้กล่าวคาถาประพันธ์ดังนี้ว่า               
			<remark  id="s2b11c18l4" />          สุนัขจิ้งจอกกินกบ [ตามบ่อ] และหนูตามลาน      
			<remark  id="s2b11c18l5" />          ข้าว ซากศพที่ทิ้งตามป่าช้า จึงอ้วนพีอยู่ตาม  
			<remark  id="s2b11c18l6" />          ป่าใหญ่ ตามป่าที่ว่างเปล่า จึงได้ถือตัวว่าเป็น               
			<remark  id="s2b11c18l7" />          มิคราช มันได้บันลือเสียงสุนัขจิ้งจอกเช่นนั้น 
			<remark  id="s2b11c18l8" />          สุนัขจิ้งจอกตัวลามกเป็นอย่างไร การบันลือ     
			<remark  id="s2b11c18l9" />          ของสีหะเป็นอย่างไร ฯ         
			<remark  id="s2b11c18l10" />  	[๑๒] ดูกรท่านปาฏิกบุตร ท่านก็เป็นเช่นนั้น ดำรงชีพตามแบบพระสุคต บริโภค
			<remark  id="s2b11c18l11" />อาหารที่เป็นเดนพระสุคต ยังสำคัญการรุกรานพระตถาคตผู้เป็น  พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า 
			<remark  id="s2b11c18l12" />ท่านปาฏิกบุตรเป็นอย่างไร การรุกรานพระตถาคตผู้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็น
			<remark  id="s2b11c18l13" />อย่างไร ฯ             
			<remark  id="s2b11c18l14" />     ดูกรภัคควะ เมื่อศิษย์ช่างกลึงบาตรไม้ชื่อชาลิยะ ไม่สามารถที่จะให้  อเจลกชื่อปาฏิกบุตร
			<remark  id="s2b11c18l15" />เคลื่อนจากอาสนะนั้นได้ แม้ด้วยคำเปรียบเปรยเช่นนี้ จึงกลับมาหาบริษัทนั้น แล้วบอกว่า 
			<remark  id="s2b11c18l16" />ท่านผู้เจริญ อเจลกชื่อปาฏิกบุตรนี้เป็นผู้แพ้แล้ว ก็ยังกล่าวว่า เราจะไปๆ แล้วกลับซบศีรษะอยู่ใน
			<remark  id="s2b11c18l17" />ที่นั้นเอง ไม่อาจลุกขึ้นจาก  อาสนะได้ ดูกรภัคควะ เมื่อศิษย์ช่างกลึงบาตรไม้ชื่อชาลิยะนั้นกล่าว
			<remark  id="s2b11c18l18" />อย่างนี้แล้ว เรา    จึงกล่าวกะบริษัทนั้นว่า ท่านทั้งหลาย อเจลกชื่อปาฏิกบุตร เมื่อไม่ละวาจา จิต             
			<remark  id="s2b11c18l19" />และสละคืนทิฐิเช่นนั้น ก็ไม่สามารถที่จะมาพบเห็นเราได้ แม้ถ้าเขาพึงคิดเห็น อย่างนี้ว่า เราไม่ละ
			<remark  id="s2b11c18l20" />วาจา จิต และสละคืนทิฐิเช่นนั้นก็พึงไปพบเห็นพระสมณโคดมได้ ดังนี้ แม้ศีรษะของเขา
			<remark  id="s2b11c18l21" />จะพึงแตกออก แม้ถ้าพวกเจ้าลิจฉวีจะพึงคิดเห็นอย่าง  นี้ว่า พวกเราจะเอาเชือกมัดอเจลกชื่อ
			<remark  id="s2b11c18l22" />ปาฏิกบุตรแล้วจึงฉุดมาด้วยคู่โคมากคู่ เชือก เหล่านั้นหรืออเจลกชื่อปาฏิกบุตรพึงขาดออก ก็อเจลก
			<remark  id="s2b11c18l23" />ชื่อปาฏิกบุตร เมื่อไม่ละวาจา จิต และสละคืนทิฐิเช่นนั้น ก็ไม่สามารถที่จะมาพบเห็น
			<remark  id="s2b11c18l24" />เราได้ แม้ถ้าเขาพึงคิดเห็นอย่างนี้ว่า เราไม่ละวาจา จิต และสละคืนทิฐิเช่นนั้น ก็พึงไปพบเห็น             
			<remark  id="s2b11c18l25" />พระสมณโคดมได้ ดังนี้ แม้ศีรษะของเขาพึงแตกออก ฯ 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b11c19" >
		<para id="s2b11c19p">
			<remark  id="s2b11c19l1" />     ดูกรภัคควะ ลำดับนั้น เราจึงยังบริษัทนั้นให้เห็นแจ้ง ให้สมาทาน ให้ อาจหาญ 
			<remark  id="s2b11c19l2" />ให้รื่นเริง ด้วยธรรมีกถา ทำให้พ้นจากเครื่องผูกใหญ่  รื้อถอน   สัตว์ประมาณ ๘๔,๐๐๐ ขึ้นจาก
			<remark  id="s2b11c19l3" />หล่มใหญ่จึงเข้าเตโชธาตุกสิณเหาะขึ้นสู่เวหาส์สูง ประมาณ ๗ ชั่วลำตาล นิรมิตไฟอื่นให้
			<remark  id="s2b11c19l4" />ลุกโพลงมีควันกลบ สูงประมาณ ๗ ชั่ว    ลำตาล แล้วจึงกลับมาปรากฎที่กูฏาคารศาลาป่ามหาวัน 
			<remark  id="s2b11c19l5" />ดูกรภัคควะ ครั้งนั้น   โอรสเจ้าลิจฉวีชื่อสุนักขัตตะ ได้เข้ามาหาเราถึงที่อยู่ ถวายอภิวาท
			<remark  id="s2b11c19l6" />แล้วนั่ง ณ ทีควรส่วนข้างหนึ่ง เราจึงได้กล่าวกะเขาผู้นั่งเรียบร้อยแล้วว่า สุนักขัตตะ เธอจะสำคัญ
			<remark  id="s2b11c19l7" />ความข้อนั้นเป็นไฉน วิบากนั้น ได้มีแล้ว เหมือนดังที่เราได้พยากรณ์  อเจลกชื่อปาฏิกบุตรแก่เธอ 
			<remark  id="s2b11c19l8" />มิใช่โดยประการอื่น ฯ          
			<remark  id="s2b11c19l9" />     ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ วิบากนั้น ได้มีแล้ว เหมือนดังที่พระผู้มีพระภาค  ได้ทรงพยากรณ์
			<remark  id="s2b11c19l10" />อเจลกชื่อปาฏิกบุตรแก่ข้าพระองค์ มิใช่โดยประการอื่น ฯ      
			<remark  id="s2b11c19l11" />     ดูกรสุนักขัตตะ เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน เมื่อเป็นเช่นนี้ อิทธิปาฏิหาริย์
			<remark  id="s2b11c19l12" />ที่เป็นธรรมยอดเยี่ยมของมนุษย์ ชื่อว่าเป็นคุณอันเราได้แสดงแล้ว หรือ  มิใช่ ฯ
			<remark  id="s2b11c19l13" />     ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เป็นอันทรงแสดงไว้แล้วแน่นอน มิใช่ไม่ทรง แสดง ฯ 
			<remark  id="s2b11c19l14" />     ดูกรโมฆบุรุษ แม้เมื่อเป็นเช่นนี้ เธอยังจะกล่าวกะเราผู้แสดงอิทธิ ปาฏิหาริย์ที่เป็น
			<remark  id="s2b11c19l15" />ธรรมยอดเยี่ยมของมนุษย์อย่างนี้ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระผู้มีพระภาคมิได้ทรงแสดงอิทธิ
			<remark  id="s2b11c19l16" />ปาฏิหาริย์ที่เป็นธรรมยอดเยี่ยมของมนุษย์แก่ข้าพระองค์ ดังนี้ เธอจงเห็นว่า ข้อนี้เป็นความผิด
			<remark  id="s2b11c19l17" />ของเธอเท่านั้น ดูกรภัคควะ โอรสเจ้าลิจฉวีชื่อสุนักขัตตะถูกเรากล่าวอย่างนี้ ได้หนีไปจาก
			<remark  id="s2b11c19l18" />พระธรรมวินัยนี้ เหมือนสัตว์ผู้ควรเกิดในอบาย เหมือนสัตว์ผู้ควรเกิดในนรก ฉะนั้น ฯ              
			<remark  id="s2b11c19l19" />  	[๑๓] ดูกรภัคควะ อนึ่ง เราย่อมทราบชัดซึ่งสิ่งที่โลกสมมติว่าเลิศ ทั้ง รู้ชัดยิ่งกว่านั้น 
			<remark  id="s2b11c19l20" />และไม่ยึดมั่นความรู้ชัดนั้นด้วย เมื่อไม่ยึดมั่น จึงทราบความดับ  ได้เฉพาะตน ฉะนั้น ตถาคตจึง
			<remark  id="s2b11c19l21" />ไม่ถึงทุกข์ ฯ
			<remark  id="s2b11c19l22" />     ดูกรภัคควะ มีสมณพราหมณ์บางพวกบัญญัติสิ่งที่โลกสมมติว่าเลิศ ว่า  พระอิศวรทำให้ 
			<remark  id="s2b11c19l23" />ว่าพระพรหมทำให้ ตามลัทธิอาจารย์ เราจึงเข้าไปถามเขาอย่างนี้ว่า   ได้ยินว่า ท่านทั้งหลาย
			<remark  id="s2b11c19l24" />บัญญัติสิ่งที่โลกสมมติว่าเลิศ ว่าพระอิศวรทำให้ ว่าพระ พรหมทำให้ ตามลัทธิอาจารย์จริงหรือ 
			<remark  id="s2b11c19l25" />สมณพราหมณ์เหล่านั้น ถูกเราถามอย่างนี้   แล้วยืนยันว่าเป็นเช่นนั้น เราจึงถามต่อไปว่า 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b11c20" >
		<para id="s2b11c20p">
			<remark  id="s2b11c20l1" />พวกท่านบัญญัติสิ่งที่โลกสมมติว่า   เลิศ ว่าพระอิศวรทำให้ ว่าพระพรหมทำให้ ตามลัทธิอาจารย์
			<remark  id="s2b11c20l2" />มีแบบอย่างไร    สมณพราหมณ์เหล่านั้นถูกเราถามอย่างนี้ เมื่อตอบไม่ถูก จึงย้อนถามเรา 
			<remark  id="s2b11c20l3" />เราถูกถามแล้วจึงพยากรณ์ว่า ท่านทั้งหลาย มีสมัยบางครั้งบางคราวโดยระยะกาลยืดยาวช้านาน 
			<remark  id="s2b11c20l4" />ที่โลกนี้จะพินาศ เมื่อโลกกำลังพินาศอยู่ โดยมากเหล่าสัตว์ย่อมเกิดใน  ชั้นอาภัสสรพรหม สัตว์
			<remark  id="s2b11c20l5" />เหล่านั้นได้สำเร็จทางใจ มีปีติเป็นอาหาร มีรัศมีซ่านออก    จากกายตนเอง สัญจรไปได้ในอากาศ
			<remark  id="s2b11c20l6" /> อยู่ในวิมานอันงาม สถิตอยู่ในภพนั้นสิ้น  กาลยืดยาวช้านาน ฯ      
			<remark  id="s2b11c20l7" />     ดูกรท่านทั้งหลาย มีสมัยบางครั้งบางคราวโดยระยะกาลยืดยาวช้านาน ที่โลกนี้จะกลับเจริญ 
			<remark  id="s2b11c20l8" />เมื่อโลกกำลังเจริญอยู่ วิมานของพรหมปรากฎว่าว่างเปล่า       ครั้งนั้น สัตว์ผู้ใดผู้หนึ่งจุติจากชั้น
			<remark  id="s2b11c20l9" />อาภัสสรพรหม เพราะสิ้นอายุหรือสิ้นบุญย่อม     เข้าถึงวิมานพรหมที่ว่างเปล่า แม้สัตว์ผู้นั้น
			<remark  id="s2b11c20l10" />ก็ได้สำเร็จทางใจ มีปีติเป็นอาหารมี        รัศมีซ่านออกจากกายตนเอง สัญจรไปได้ในอากาศ อยู่ใน
			<remark  id="s2b11c20l11" />วิมานอันงามสถิตอยู่ใน  ภพนั้นสิ้นกาลยืดยาวช้านาน เพราะสัตว์นั้นอยู่แต่ผู้เดียวเป็นเวลานาน 
			<remark  id="s2b11c20l12" />จึงเกิดความ         กระสันความดิ้นรนขึ้นว่า โอหนอ แม้สัตว์เหล่าอื่นก็พึงมาเป็นอย่างนี้บ้าง ต่อมา           
			<remark  id="s2b11c20l13" />สัตว์เหล่าอื่นก็จุติจากชั้นอาภัสสรพรหม เพราะสิ้นอายุหรือเพราะสิ้นบุญ ย่อมเข้า ถึงวิมาน
			<remark  id="s2b11c20l14" />พรหมที่ว่าง เป็นสหายของสัตว์ผู้นั้น แม้สัตว์พวกนั้นก็ได้สำเร็จทางใจ   มีปีติเป็นอาหาร มี
			<remark  id="s2b11c20l15" />รัศมีซ่านออกจากกายตนเอง สัญจรไปได้ในอากาศ อยู่ใน    วิมานอันงาม สถิตอยู่ในภพนั้น
			<remark  id="s2b11c20l16" />สิ้นกาลยืดยาวช้านาน ฯ      
			<remark  id="s2b11c20l17" />     ดูกรท่านทั้งหลาย บรรดาสัตว์จำพวกนั้น ผู้ใดเกิดก่อน ผู้นั้นย่อมมีความคิดเห็นอย่างนี้ว่า 
			<remark  id="s2b11c20l18" />เราเป็นพรหม เราเป็นมหาพรหม เป็นใหญ่ไม่มีใครข่มได้ เห็นถ่องแท้ เป็นผู้กุมอำนาจ 
			<remark  id="s2b11c20l19" />เป็นอิศวร เป็นผู้สร้าง เป็นผู้นิรมิต เป็นผู้ประเสริฐ   เป็นผู้บงการ เป็นผู้ทรงอำนาจ เป็นบิดาของหมู่สัตว์
			<remark  id="s2b11c20l20" />ผู้เป็นแล้วและกำลังเป็น สัตว์         เหล่านี้ เราเนรมิตขึ้น ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะว่า เราได้มี
			<remark  id="s2b11c20l21" />ความคิดอย่างนี้ก่อนว่า      โอหนอแม้สัตว์เหล่าอื่นก็พึงมาเป็นอย่างนี้บ้าง ความตั้งใจของเราเป็น
			<remark  id="s2b11c20l22" />เช่นนี้และ  สัตว์เหล่านี้ก็ได้มาเป็นอย่างนี้แล้ว แม้พวกสัตว์ที่เกิดภายหลังก็มีความคิดเห็นอย่างนี้ว่า
			<remark  id="s2b11c20l23" />ท่านผู้เจริญนี้แลเป็นพรหม เป็นมหาพรหม เป็นใหญ่ ไม่มีใครข่มได้ เห็น ถ่องแท้ เป็นผู้กุมอำนาจ 
			<remark  id="s2b11c20l24" />เป็นอิศวร เป็นผู้สร้าง เป็นผู้นิรมิต เป็นผู้ประเสริฐ    เป็นผู้บงการ เป็นผู้ทรงอำนาจ เป็นบิดา
			<remark  id="s2b11c20l25" />ของหมู่สัตว์ผู้เป็นแล้วและกำลังเป็น พวก   เราอันพระพรหมผู้เจริญนี้นิรมิตแล้ว ข้อนั้นเพราะ
			<remark  id="s2b11c20l26" />เหตุไร เพราะว่าพวกเราได้เห็น       ท่านพรหมผู้นี้เกิดก่อน ส่วนพวกเราเกิดภายหลัง ฯ   
		</para>
	</section>
	<section id="s2b11c21" >
		<para id="s2b11c21p">
			<remark  id="s2b11c21l1" />     ดูกรท่านทั้งหลาย บรรดาสัตว์จำพวกนั้นสัตว์ใดเกิดก่อน สัตว์นั้นมีอายุ ยืนกว่า 
			<remark  id="s2b11c21l2" />มีผิวพรรณงามกว่า มีศักดิ์มากกว่า ส่วนสัตว์ที่เกิดภายหลังมีอายุน้อย  กว่า มีผิวพรรณทรามกว่า 
			<remark  id="s2b11c21l3" />มีศักดิ์น้อยกว่า ดูกรท่านทั้งหลาย ก็เป็นฐานะที่จะมี      ได้แล ที่สัตว์ผู้ใดผู้หนึ่งจุติจากชั้นนั้น
			<remark  id="s2b11c21l4" />แล้วมาเป็น  อย่างนี้ เมื่อมาเป็นอย่างนี้แล้ว       จึงออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต เมื่อบวชแล้ว
			<remark  id="s2b11c21l5" /> อาศัยความเพียรเป็นเครื่องเผา กิเลส อาศัยความเพียรที่ตั้งมั่น อาศัยความประกอบเนืองๆ 
			<remark  id="s2b11c21l6" />อาศัยความไม่ประมาท       อาศัยมนสิการโดยชอบ แล้วบรรลุเจโตสมาธิ ที่เมื่อตั้งมั่นแล้ว ย่อม
			<remark  id="s2b11c21l7" />ตามระลึกถึงขันธ์ที่เคยอาศัยอยู่ในกาลก่อนนั้นได้ หลังแต่นั้นไประลึกไม่ได้ เขาจึงกล่าวอย่าง      
			<remark  id="s2b11c21l8" />นี้ว่า ท่านผู้ใดแลเป็นพรหม เป็นมหาพรหม เป็นใหญ่ ไม่มีใครข่มได้ เห็น   ถ่องแท้ เป็นผู้กุมอำนาจ 
			<remark  id="s2b11c21l9" />เป็นผู้สร้าง เป็นผู้นิรมิต เป็นผู้ประเสริฐ เป็นผู้บงการ   เป็นผู้ทรงอำนาจ เป็นบิดาของ
			<remark  id="s2b11c21l10" />หมู่สัตว์ผู้เป็นแล้วและกำลังเป็น พระพรหมผู้เจริญ         ใดที่นิรมิตพวกเรา พระพรหมผู้เจริญนั้นเป็น
			<remark  id="s2b11c21l11" />ผู้เที่ยงยั่งยืน คงทน มีอายุยืน มีอันไม่     แปรผันเป็นธรรมดา จักตั้งอยู่เที่ยงเสมอไปเช่นนั้น
			<remark  id="s2b11c21l12" />ทีเดียว ส่วนพวกเราที่พระพรหม        ผู้เจริญนั้นนิรมิตแล้วนั้น เป็นผู้ไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน ไม่คงทน 
			<remark  id="s2b11c21l13" />มีอายุน้อย ยังต้อง      จุติมาเป็นอย่างนี้ ก็พวกท่านบัญญัติสิ่งที่โลกสมมติว่าเลิศ ว่าพระอิศวรทำให้             
			<remark  id="s2b11c21l14" />ว่าพระพรหมทำให้ตามลัทธิอาจารย์ มีแบบเช่นนี้หรือมิใช่ สมณพราหมณ์เหล่านั้น        ตอบ
			<remark  id="s2b11c21l15" />อย่างนี้ว่า ท่านโคดม พวกข้าพเจ้าได้ทราบมาดังที่ท่านโคดมได้กล่าวมานี้แล ฯ            
			<remark  id="s2b11c21l16" />     ดูกรภัคควะ เราย่อมทราบชัดซึ่งสิ่งที่โลกสมมติว่าเลิศ ทั้งรู้ชัดยิ่งกว่านั้น   และไม่ยึดมั่น
			<remark  id="s2b11c21l17" />ความรู้ชัดนั้นด้วย เมื่อไม่ยึดมั่น จึงทราบความดับได้เฉพาะตนฉะนั้น ตถาคตจึงไม่ถึงทุกข์ ฯ           
			<remark  id="s2b11c21l18" />  	[๑๔] ดูกรภัคควะ มีสมณพราหมณ์บางพวกบัญญัติสิ่งที่โลกสมมติว่าเลิศ  ว่ามีมูลมาแต่
			<remark  id="s2b11c21l19" />เทวดาเหล่าขิฑฑาปโทสิกะ ตามลัทธิอาจารย์ เราจึงเข้าไปถามอย่างนี้   ว่า ทราบว่าท่านทั้งหลาย
			<remark  id="s2b11c21l20" />บัญญัติสิ่งโลกสมมติว่าเลิศ ว่ามีมูลมาแต่เทวดาเหล่า   ขิฑฑาปโทสิกะ ตามลัทธิอาจารย์
			<remark  id="s2b11c21l21" />จริงหรือ สมณพราหมณ์เหล่านั้นถูกเราถามอย่าง นี้แล้ว ยืนยันว่าเป็นเช่นนั้น เราจึงถาม
			<remark  id="s2b11c21l22" />ต่อไปว่า พวกท่านบัญญัติสิ่งที่โลกสมมติ  ว่าเลิศ ว่ามีมูลมาแต่เทวดาเหล่าขิฑฑาปโทสิกะตาม
			<remark  id="s2b11c21l23" />ลัทธิอาจารย์ มีแบบอย่างไรสมณพราหมณ์เหล่านั้นถูกเราถามอย่างนี้แล้ว ตอบไม่ถูก เมื่อ
			<remark  id="s2b11c21l24" />ตอบไม่ถูก จึงย้อน         ถามเรา เราถูกถามแล้ว จึงพยากรณ์ว่า    
		</para>
	</section>
	<section id="s2b11c22" >
		<para id="s2b11c22p">
			<remark  id="s2b11c22l1" />     ดูกรท่านทั้งหลาย พวกเทวดาชื่อว่าขิฑฑาปโทสิกะมีอยู่ พวกนั้นพากัน หมกมุ่นอยู่แต่
			<remark  id="s2b11c22l2" />ในความรื่นรมย์ คือการสรวลเสและการเล่นหัวจนเกินเวลา เมื่อพวก นั้นพากันหมกมุ่นอยู่แต่
			<remark  id="s2b11c22l3" />ในความรื่นรมย์ คือการสรวลเสและการเล่นหัวจนเกินเวลา    สติก็ย่อมหลงลืม เพราะสติ
			<remark  id="s2b11c22l4" />หลงลืม จึงพากันจุติจากชั้นนั้น ดูกรท่านทั้งหลาย ก็เป็น  ฐานะที่จะมีได้แล ที่สัตว์ผู้ใด
			<remark  id="s2b11c22l5" />ผู้หนึ่งจุติจากชั้นนั้นแล้วมาเป็นอย่างนี้ เมื่อมาเป็น   อย่างนี้แล้ว จึงออกจากเรือนบวชเป็น
			<remark  id="s2b11c22l6" />บรรพชิต เมื่อบวชแล้วอาศัยความเพียร  เป็นเครื่องเผากิเลส อาศัยความเพียรที่ตั้งมั่น อาศัยความ
			<remark  id="s2b11c22l7" />ประกอบเนืองๆ อาศัย   ความไม่ประมาท อาศัยมนสิการโดยชอบ แล้วบรรลุเจโตสมาธิที่เมื่อ
			<remark  id="s2b11c22l8" />ตั้งมั่นแล้วย่อมตามระลึกถึงขันธ์ที่เคยอาศัยอยู่ในกาลก่อนนั้นได้ หลังแต่นั้นไประลึกไม่ได้           
			<remark  id="s2b11c22l9" />เขาจึงกล่าวอย่างนี้ว่า ท่าน พวกเทวดาผู้มิใช่เหล่าขิฑฑาปโทสิกะ ย่อมไม่พากัน  หมกมุ่นอยู่แต่
			<remark  id="s2b11c22l10" />ในความรื่นรมย์ คือการสรวลเสและการเล่นหัวจนเกินเวลา สติ  ย่อมไม่หลงลืม เพราะสติ
			<remark  id="s2b11c22l11" />ไม่หลงลืม พวกเหล่านั้นจึงไม่จุติจากชั้นนั้น เป็นผู้เที่ยง    ยั่งยืน คงทน มีอายุยืน มีอันไม่แปรผัน
			<remark  id="s2b11c22l12" />เป็นธรรมดา จักตั้งอยู่เที่ยงเสมอไปเช่นนั้น      ทีเดียว ส่วนพวกเราเหล่าขิฑฑาปโทสิกะ หมกมุ่น
			<remark  id="s2b11c22l13" />อยู่แต่ในความรื่นรมย์ คือการสรวลเสและการเล่นหัวจนเกินเวลา สติย่อมหลงลืม เพราะสติ
			<remark  id="s2b11c22l14" />หลงลืม พวกเราจึง   พากันจุติจากชั้นนั้น เป็นผู้ไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน ไม่คงทน มีอายุน้อย ยังต้อง
			<remark  id="s2b11c22l15" />จุติมาเป็น  อย่างนี้ ก็พวกท่านบัญญัติสิ่งที่โลกสมมติว่าเลิศ ว่ามีมูลมาแต่เทวดาเหล่าขิฑฑาป โทสิกะ
			<remark  id="s2b11c22l16" /> ตามลัทธิอาจารย์ มีแบบเช่นนี้หรือมิใช่ สมณพราหมณ์เหล่านั้นตอบ  อย่างนี้ว่า ท่านโคดม 
			<remark  id="s2b11c22l17" />พวกข้าพเจ้าได้ทราบมาดังที่ท่านโคดมได้กล่าวมานี้แล ดูกรภัคควะ เราย่อมทราบชัดซึ่งสิ่งที่โลก
			<remark  id="s2b11c22l18" />สมมติว่าเลิศ ทั้งรู้ชัดยิ่งกว่านั้น และไม่ยึดมั่น  ความรู้ชัดนั้นด้วย เมื่อไม่ยึดมั่น จึงทราบ
			<remark  id="s2b11c22l19" />ความดับเฉพาะตน ฉะนั้น ตถาคต  จึงไม่ถึงทุกข์ ฯ       
			<remark  id="s2b11c22l20" />  	[๑๕] ดูกรภัคควะ มีสมณพราหมณ์บางจำพวกบัญญัติสิ่งที่โลกสมมติ ว่าเลิศ ว่ามีมูล
			<remark  id="s2b11c22l21" />มาแต่เทวดาเหล่ามโนปโทสิกะ ตามลัทธิอาจารย์ เราจึงเข้าไปถาม     เขาอย่างนี้ว่า ทราบว่าท่าน
			<remark  id="s2b11c22l22" />ทั้งหลายบัญญัติสิ่งที่โลกสมมติว่าเลิศว่ามีมูลมาแต่เทวดา     เหล่ามโนปโทสิกะ ตามลัทธิอาจารย์
			<remark  id="s2b11c22l23" />จริงหรือ สมณพราหมณ์เหล่านั้นถูกเราถาม   อย่างนี้แล้ว ยืนยันว่าเป็นเช่นนั้น เราจึงถาม
			<remark  id="s2b11c22l24" />ต่อไปว่า พวกท่านบัญญัติสิ่งที่โลก    สมมติว่าเลิศ ว่ามีมูลมาแต่เทวดาเหล่ามโนปโทสิกะ ตาม
		</para>
	</section>
	<section id="s2b11c23" >
		<para id="s2b11c23p">
			<remark  id="s2b11c23l1" />ลัทธิอาจารย์ มีแบบ   อย่างไร สมณพราหมณ์เหล่านั้นถูกเราถามอย่างนี้แล้ว ตอบไม่ถูก 
			<remark  id="s2b11c23l2" />เมื่อตอบไม่ถูก    จึงย้อนถามเรา เราถูกถามแล้ว จึงพยากรณ์ว่า             
			<remark  id="s2b11c23l3" />     ดูกรท่านทั้งหลาย พวกเทวดาชื่อมโนปโทสิกะมีอยู่ พวกนั้นมักเพ่งโทษ   กันและกัน
			<remark  id="s2b11c23l4" />เกินควร เมื่อมัวเพ่งโทษกันและกันเกินควร ย่อมคิดมุ่งร้ายกันและกัน          เมื่อต่างคิดมุ่งร้าย
			<remark  id="s2b11c23l5" />กันและกัน จึงลำบากกายลำบากใจ พากันจุติจากชั้นนั้น ดูกร             ท่านทั้งหลาย ก็เป็นฐานะที่จะ
			<remark  id="s2b11c23l6" />มีได้แล ที่สัตว์ผู้ใดผู้หนึ่งจุติจากชั้นนั้นแล้วมาเป็น     อย่างนี้ เมื่อมาเป็นอย่างนี้แล้ว จึงออก
			<remark  id="s2b11c23l7" />จากเรือนบวชเป็นบรรพชิต เมื่อบวชแล้ว             อาศัยความเพียรเป็นเครื่องเผากิเลส อาศัยความ
			<remark  id="s2b11c23l8" />เพียรที่ตั้งมั่น อาศัยความประกอบ            เนืองๆ อาศัยความไม่ประมาท อาศัยมนสิการโดยชอบ 
			<remark  id="s2b11c23l9" />แล้วบรรลุเจโตสมาธิ        ที่เมื่อตั้งมั่นแล้ว ย่อมตามระลึกถึงขันธ์ที่เคยอาศัยอยู่ในกาลก่อนนั้นได้ 
			<remark  id="s2b11c23l10" />หลังแต่       นั้นไประลึกไม่ได้ เขาจึงกล่าวอย่างนี้ว่า ท่าน พวกเทวดาผู้มิใช่เหล่ามโนปโทสิกะ          
			<remark  id="s2b11c23l11" />ย่อมไม่มัวเพ่งโทษกันและกันเกินควร เมื่อไม่มัวเพ่งโทษกันและกันเกินควร ก็ไม่คิดมุ่งร้ายกัน
			<remark  id="s2b11c23l12" />และกัน เมื่อต่างไม่คิดมุ่งร้ายกันและกันแล้ว ก็ไม่ลำบากกาย  ไม่ลำบากใจ พวกนั้นจึงไม่จุติ
			<remark  id="s2b11c23l13" />จากชั้นนั้น เป็นผู้เที่ยง ยั่งยืน คงทน มีอายุยืน        มีอันไม่แปรผันเป็นธรรมดา จักตั้งอยู่เที่ยง
			<remark  id="s2b11c23l14" />เสมอไปเช่นนั้นทีเดียว ส่วนพวกเรา     เหล่ามโนปโทสิกะมัวเพ่งโทษกันและกันเกินควร เมื่อมัว
			<remark  id="s2b11c23l15" />เพ่งโทษกันและกันเกินควร ก็คิดมุ่งร้ายกันและกัน เมื่อต่างคิดมุ่งร้ายกันและกัน จึงพากัน
			<remark  id="s2b11c23l16" />ลำบากกาย             ลำบากใจ พวกเราจึงพากันจุติจากชั้นนั้น เป็นผู้ไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน ไม่คงทน              
			<remark  id="s2b11c23l17" />มีอายุน้อย ยังต้องจุติมาเป็นอย่างนี้ ก็พวกท่านบัญญัติสิ่งที่โลกสมมติว่าเลิศ ว่า  มีมูลมาแต่เทวดา
			<remark  id="s2b11c23l18" />เหล่ามโนปโทสิกะ ตามลัทธิอาจารย์ มีแบบเช่นนี้ หรือมิใช่ สมณพราหมณ์เหล่านั้น
			<remark  id="s2b11c23l19" />ตอบอย่างนี้ว่า ท่านโคดม พวกข้าพเจ้าได้ทราบมาดังที่  ท่านโคดมได้กล่าวมานี้แล ดูกรภัคควะ 
			<remark  id="s2b11c23l20" />เราย่อมทราบชัดซึ่งสิ่งที่โลกสมมติว่าเลิศ         ทั้งรู้ชัดยิ่งกว่านั้น แต่เราไม่ยึดมั่นความรู้ชัดนั้นด้วย 
			<remark  id="s2b11c23l21" />เมื่อไม่ยึดมั่น จึงทราบ      ความดับเฉพาะตน ฉะนั้น ตถาคตจึงไม่ถึงทุกข์ ฯ            
			<remark  id="s2b11c23l22" />  	[๑๖] ดูกรภัคควะ มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่งบัญญัติสิ่งที่โลกสมมติว่า  เลิศ ถือกันว่าเกิด
			<remark  id="s2b11c23l23" />ขึ้นลอยๆ ตามลัทธิอาจารย์ เราจึงเข้าไปถามเขาอย่างนี้ว่า          ทราบว่า ท่านทั้งหลายบัญญัติสิ่งที่
			<remark  id="s2b11c23l24" />โลกสมมติว่าเลิศ ถือกันว่าเกิดขึ้นลอยๆ ตามลัทธิอาจารย์ จริงหรือ สมณพราหมณ์เหล่านั้น
			<remark  id="s2b11c23l25" />ถูกเราถามอย่างนี้แล้ว ยืนยันว่า      เป็นเช่นนั้น เราจึงถามต่อไปว่า พวกท่านบัญญัติสิ่งที่โลก
		</para>
	</section>
	<section id="s2b11c24" >
		<para id="s2b11c24p">
			<remark  id="s2b11c24l1" />สมมติว่าเลิศ ถือกันว่า     เกิดขึ้นลอยๆ ตามลัทธิอาจารย์ มีแบบอย่างไร สมณพราหมณ์
			<remark  id="s2b11c24l2" />เหล่านั้นถูกเราถาม อย่างนี้แล้ว ตอบไม่ถูก เมื่อตอบไม่ถูก จึงย้อนถามเรา เราถูกถามแล้ว 
			<remark  id="s2b11c24l3" />จึง  พยากรณ์ว่า            
			<remark  id="s2b11c24l4" />     ดูกรท่านทั้งหลาย มีเทวดาเหล่าอสัญญีสัตว์ ก็แลเทวดาเหล่านั้นย่อมจุติ   จากชั้นนั้น 
			<remark  id="s2b11c24l5" />เพราะความเกิดขึ้นแห่งสัญญา ดูกรท่านทั้งหลาย ก็เป็นฐานะที่จะมี     ได้แล ที่สัตว์ผู้ใดผู้หนึ่งจุติ
			<remark  id="s2b11c24l6" />จากชั้นนั้น แล้วมาเป็นอย่างนี้ เมื่อมาเป็นอย่างนี้แล้ว  จึงออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต เมื่อ
			<remark  id="s2b11c24l7" />บวชแล้ว อาศัยความเพียรเป็นเครื่องเผา กิเลส อาศัยความเพียรเป็นที่ตั้งมั่น อาศัยความ
			<remark  id="s2b11c24l8" />ประกอบเนืองๆ อาศัยความไม่ ประมาท อาศัยมนสิการโดยชอบ แล้วบรรลุเจโตสมาธิที่เมื่อ
			<remark  id="s2b11c24l9" />ตั้งมั่นแล้ว ย่อม  ตามระลึกถึงความเกิดขึ้นแห่งสัญญานั้นได้ หลังแต่นั้นไประลึกไม่ได้ เขาจึง
			<remark  id="s2b11c24l10" />กล่าว           อย่างนี้ว่า อัตตาและโลกเกิดขึ้นลอยๆ ข้อนั้นเป็นเพราะเหตุไร เพราะว่า เมื่อก่อน
			<remark  id="s2b11c24l11" />ข้าพเจ้าไม่ได้มีแล้ว  [ไม่ได้มีสัญญา] เดี๋ยวนี้ข้าพเจ้านั้นไม่มี เพราะน้อมไป   เพื่อความเป็นผู้
			<remark  id="s2b11c24l12" />สงบแล้ว ก็พวกท่านบัญญัติสิ่งที่โลกสมมติว่าเลิศ ถือกันว่าเกิดขึ้น    ลอยๆ ตามลัทธิอาจารย์ 
			<remark  id="s2b11c24l13" />มีแบบเช่นนี้หรือ สมณพราหมณ์เหล่านั้นตอบอย่างนี้ว่าท่านโคดม พวกข้าพเจ้าก็ได้ทราบมา
			<remark  id="s2b11c24l14" />ดังที่ท่านโคดมได้กล่าวมานี้แล ดูกรภัคควะเราย่อมทราบชัดซึ่งสิ่งที่โลกสมมติว่าเลิศ ทั้งรู้ชัด
			<remark  id="s2b11c24l15" />ยิ่งกว่านั้น และไม่ยึดมั่นความรู้ชัดนั้นด้วย เมื่อไม่ยึดมั่น จึงทราบความดับเฉพาะตน ฉะนั้น
			<remark  id="s2b11c24l16" /> ตถาคตจึงไม่ถึงทุกข์ ฯ            
			<remark  id="s2b11c24l17" />  	[๑๗] ดูกรภัคควะ สมณพราหมณ์บางจำพวกกล่าวตู่เรา ผู้กล่าวอยู่อย่างนี้เห็นอยู่
			<remark  id="s2b11c24l18" />อย่างนี้ ด้วยคำที่ไม่มีจริง ด้วยคำเปล่า ด้วยคำมุสา ด้วยคำที่ไม่เป็นจริงว่า  พระสมณโคดม 
			<remark  id="s2b11c24l19" />และพวกภิกษุวิปริตไปแล้ว เพราะพระสมณโคดมตรัสอย่างนี้ว่า   สมัยใด พระโยคาวจรเข้า
			<remark  id="s2b11c24l20" />สุภวิโมกข์อยู่ สมัยนั้น ย่อมทราบชัดซึ่งสิ่งทั้งปวงว่า ไม่งาม ดูกรภัคควะ ก็เราไม่ได้กล่าว
			<remark  id="s2b11c24l21" />อย่างนี้เลยว่า สมัยใด พระโยคาวจรย่อมเข้า    สุภวิโมกข์อยู่ สมัยนั้น ย่อมทราบชัดซึ่งสิ่งทั้งปวง
			<remark  id="s2b11c24l22" />ว่า ไม่งาม แต่เราย่อมกล่าว          อย่างนี้ว่า สมัยใด พระโยคาวจรย่อมเข้าสุภวิโมกข์อยู่ สมัยนั้น 
			<remark  id="s2b11c24l23" />ย่อมทราบชัด   แต่สิ่งที่งามเท่านั้น ปริพาชกชื่อภัคควโคตร  จึงกราบทูลว่า ก็ผู้ที่ชื่อว่าวิปริต
			<remark  id="s2b11c24l24" />ไปแล้ว ก็คือผู้ที่กล่าวร้ายพระผู้มีพระภาค และพวกภิกษุ เพราะตนวิปริตไปเองว่า ข้าแต่
			<remark  id="s2b11c24l25" />พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์เลื่อมใส     ในพระผู้มีพระภาคอย่างนี้ พระผู้มีพระภาคทรงสามารถ
			<remark  id="s2b11c24l26" />แสดงธรรมให้ข้าพระองค์  เข้าถึงสุภวิโมกข์อยู่ ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b11c25" >
		<para id="s2b11c25p">
			<remark  id="s2b11c25l1" />     ดูกรภัคควะ การที่ท่านผู้มีความเห็นไปทางหนึ่ง มีความพอใจไปทางหนึ่ง มีความชอบใจ
			<remark  id="s2b11c25l2" />ไปทางหนึ่ง ไม่มีความเพียรเป็นเครื่องประกอบ ไม่มีลัทธิอาจารย์จะเข้าถึงสุภวิโมกข์อยู่ 
			<remark  id="s2b11c25l3" />เป็นของยากมาก ขอให้ท่านจงพยายามรักษาความเลื่อมใส  ในเราเท่าที่ท่านมีอยู่ให้ดีก็พอ ฯ      
			<remark  id="s2b11c25l4" />     ปริพาชกชื่อภัคควโคตร จึงกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ถ้าว่าการที่ข้าพระองค์
			<remark  id="s2b11c25l5" />ผู้มีความเห็นไปทางหนึ่ง มีความพอใจไปทางหนึ่ง มีความชอบใจ  ไปทางหนึ่ง ไม่มีความเพียร
			<remark  id="s2b11c25l6" />เป็นเครื่องประกอบ ไม่มีลัทธิอาจารย์เข้าถึงสุภวิโมกข์       อยู่ เป็นของยากไซร้ ข้าพระองค์
			<remark  id="s2b11c25l7" />ก็จักพยายามรักษาความเลื่อมใสในพระผู้มีพระภาค             เท่าที่ข้าพระองค์มีอยู่ให้ดี ฯ         
			<remark  id="s2b11c25l8" />     พระผู้มีพระภาคได้ตรัสพุทธพจน์นี้แล้ว ปริพาชกชื่อภัคควโคตร ยินดี   ชื่นชม เพลิด
			<remark  id="s2b11c25l9" />เพลินพระภาษิตของพระผู้มีพระภาคแล้วแล ฯ     
			<remark  id="s2b11c25l10" />		      จบ ปาฏิกสูตร ที่ ๑              
			<remark  id="s2b11c25l11" />		      _______________  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b11c26" >
		<para id="s2b11c26p">
			<remark  id="s2b11c26l1" />		    ๒. อุทุมพริกสูตร (๒๕)             
			<remark  id="s2b11c26l2" />		        _________     
			<remark  id="s2b11c26l3" />  	[๑๘] ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้   
			<remark  id="s2b11c26l4" />     สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ เขาคิชฌกูฏ เขตพระนครราชคฤห์ ก็สมัยนั้น
			<remark  id="s2b11c26l5" />นิโครธปริพาชก อาศัยอยู่ในปริพาชการามของพระนางอุทุมพริกา      พร้อมด้วยปริพาชกบริษัท
			<remark  id="s2b11c26l6" />หมู่ใหญ่ ประมาณ ๓,๐๐๐ ครั้งนั้น สันธานคฤหบดี   ออกจากพระนครราชคฤห์ในเวลาบ่ายวันหนึ่ง
			<remark  id="s2b11c26l7" />เพื่อจะเฝ้าพระผู้มีพระภาค สันธาน คฤหบดีดำริว่า เวลานี้ยังไม่เป็นเวลาอันสมควรเพื่อจะเฝ้า
			<remark  id="s2b11c26l8" />พระผู้มีพระภาคก่อน    พระผู้มีพระภาคยังกำลังทรงหลีกเร้นอยู่ แม้ภิกษุทั้งหลายผู้อบรมใจ 
			<remark  id="s2b11c26l9" />ก็ไม่ใช่สมัย     ที่จะพบ ภิกษุทั้งหลายผู้อบรมใจก็ยังหลีกเร้นอยู่ ถ้ากระไร เราควรจะเข้าไปหา              
			<remark  id="s2b11c26l10" />นิโครธปริพาชกยังปริพาชการามของพระนางอุทุมพริกา จึงเข้าไป ณ ที่นั้น ฯ   
			<remark  id="s2b11c26l11" />  	[๑๙] สมัยนั้น นิโครธปริพาชกนั่งอยู่กับปริพาชกบริษัทหมู่ใหญ่ กำลัง สนทนา
			<remark  id="s2b11c26l12" />ติรัจฉานกถาต่างเรื่อง ด้วยเสียงดั่งลั่นอึกทึก คือพูดเรื่องพระราชา เรื่องโจร   เรื่องมหาอำมาตย์ 
			<remark  id="s2b11c26l13" />เรื่องกองทัพ เรื่องภัย เรื่องรบ เรื่องข้าว เรื่องน้ำ เรื่องผ้า      เรื่องที่นอน เรื่องดอกไม้ 
			<remark  id="s2b11c26l14" />เรื่องของหอม เรื่องญาติ เรื่องยาน เรื่องบ้าน เรื่องนิคม เรื่องชนบท เรื่องนคร เรื่องสตรี
			<remark  id="s2b11c26l15" /> เรื่องบุรุษ เรื่องดื่มสุรา เรื่องตรอก       เรื่องท่าน้ำ เรื่องคนที่ล่วงลับไปแล้ว เรื่องเบ็ดเตล็ด 
			<remark  id="s2b11c26l16" />เรื่องโลก เรื่องทะเล             เรื่องความเจริญและความเสื่อม ด้วยประการนั้นๆ พอนิโครธปริพาชก
			<remark  id="s2b11c26l17" />ได้เห็น   สันธานคฤหบดีมาแต่ไกล จึงห้ามบริษัทของตนให้สงบว่า ขอท่านทั้งหลายเบาๆ  เสียง
			<remark  id="s2b11c26l18" />หน่อย อย่าส่งเสียงอึงนัก สันธานคฤหบดีนี้ เป็นสาวกของพระสมณโคดม  กำลังมา สาวกของ
			<remark  id="s2b11c26l19" />พระสมณโคดมที่เป็นคฤหัสถ์นุ่งผ้าขาวมีประมาณเท่าใด อาศัยอยู่ในเมืองราชคฤห์ บรรดาสาวก
			<remark  id="s2b11c26l20" />เหล่านั้น สันธานคฤหบดีนี้เป็นสาวกคนหนึ่ง ท่าน  เหล่านั้นชอบเสียงเบาและกล่าวสรรเสริญ
			<remark  id="s2b11c26l21" />คุณของเสียงเบา บางทีสันธานคฤหบดี   นี้ทราบว่า บริษัทมีเสียงเบาแล้ว พึงสำคัญที่จะเข้ามาก็ได้ 
			<remark  id="s2b11c26l22" />เมื่อนิโครธปริพาชก            กล่าวอย่างนี้แล้ว พวกปริพาชกเหล่านั้นได้พากันนิ่งอยู่ ฯ
			<remark  id="s2b11c26l23" />  	[๒๐] ครั้งนั้นแล สันธานคฤหบดีเข้าไปหานิโครธปริพาชกถึงที่อยู่ ได้  ปราศรัย
			<remark  id="s2b11c26l24" />กับนิโครธปริพาชก ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้ว ได้นั่ง ณ    ที่ควรส่วน
			<remark  id="s2b11c26l25" />ข้างหนึ่ง แล้วได้กล่าวกะนิโครธปริพาชกว่า พวกปริพาชกอัญญเดียรถีย์ ผู้เจริญเหล่านี้ มาพบ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b11c27" >
		<para id="s2b11c27p">
			<remark  id="s2b11c27l1" />มาประชุมพร้อมกันแล้วมีเสียงดังลั่นอึกทึก ขวนขวายติรัจฉาน   กถาต่างเรื่องอยู่โดยประการ
			<remark  id="s2b11c27l2" />อื่นแล คือขวนขวายเรื่องพระราชา เรื่องโจร ฯลฯ ด้วยประการนั้นๆ ส่วนพระผู้มี
			<remark  id="s2b11c27l3" />พระภาคนั้น พระองค์ทรงเสพราวไพรในป่าเสนาสนะอันสงัด มีเสียงน้อย มีเสียงกึกก้องน้อย 
			<remark  id="s2b11c27l4" />ปราศจากลมแต่ชนผู้เดิน   เข้าออก สมควรแก่การทำกรรมอันเร้นลับของมนุษย์ สมควรแก่การ
			<remark  id="s2b11c27l5" />หลีกเร้นโดย    ประการอื่นแล เมื่อสันธานคฤหบดีกล่าวอย่างนี้แล้ว นิโครธปริพาชกได้กล่าวกะ
			<remark  id="s2b11c27l6" />สันธานคฤหบดีว่า เอาเถิด คฤหบดี ท่านพึงรู้พระสมณโคดมจะทรงเจรจากับใคร   จะถึงการ
			<remark  id="s2b11c27l7" />สนทนาด้วยใคร จะถึงความเป็นผู้ฉลาดด้วยพระปัญญา กว่าใคร   พระปัญญาของพระสมณโคดม
			<remark  id="s2b11c27l8" />ฉิบหายเสียในเรือนอันสงัด พระสมณโคดมไม่กล้า        เสด็จเที่ยวไปในบริษัท ไม่สามารถเพื่อจะ
			<remark  id="s2b11c27l9" />ทรงเจรจา พระองค์ท่านทรงเสพที่อันสงัด  ณ ภายใน ฉะนั้น เอาเถิด คฤหบดี พระ
			<remark  id="s2b11c27l10" />สมณโคดมพึงเสด็จมาสู่บริษัทนี้ พวก     ข้าพเจ้าพึงสนทนากะพระองค์ท่านด้วยปัญหาข้อเดียวเท่านั้น 
			<remark  id="s2b11c27l11" />เห็นจักพึงบีบรัดพระองค์ท่านเหมือนบุคคลบีบรัดหม้อเปล่า ฉะนั้น ฯ         
			<remark  id="s2b11c27l12" />  	[๒๑] พระผู้มีพระภาคได้ทรงสดับการเจรจาของสันธานคฤหบดี กับ  นิโครธปริพาชกนี้
			<remark  id="s2b11c27l13" />ด้วยพระทิพยโสตธาตุ อันบริสุทธิ์ ล่วงโสตของมนุษย์ ครั้งนั้น      พระผู้มีพระภาคเสด็จ
			<remark  id="s2b11c27l14" />ลงจากภูเขาคิชฌกูฏ แล้วเสด็จเข้าไปยังที่ให้เหยื่อแก่นกยูง       ที่ฝั่งสระโบกขรณีสุมาคธา 
			<remark  id="s2b11c27l15" />ครั้นแล้ว เสด็จจงกรมอยู่ในที่แจ้ง ณ ที่ให้เหยื่อ          แก่นกยูง ที่ฝั่งสระโบกขรณีสุมาคธา พอ
			<remark  id="s2b11c27l16" />นิโครธปริพาชกได้เห็นพระผู้มีพระภาคเสด็จจงกรมอยู่ในที่แจ้ง ณ ที่ให้เหยื่อแก่นกยูง ที่ฝั่งสระ
			<remark  id="s2b11c27l17" />โบกขรณีสุมาคธา จึงห้าม       บริษัทของตนให้สงบว่า ขอท่านทั้งหลายเบาๆ เสียงหน่อย อย่าส่งเสียง
			<remark  id="s2b11c27l18" />อึงนัก พระสมณโคดมนี้ เสด็จจงกรมอยู่ในที่แจ้ง ณ ที่ให้เหยื่อแก่นกยูง ที่ฝั่ง สระโบกขรณี
			<remark  id="s2b11c27l19" />สุมาคธา พระองค์ท่านโปรดเสียงเบา และกล่าวสรรเสริญคุณของเสียงเบา บางทีพระองค์
			<remark  id="s2b11c27l20" />ท่านทรงทราบว่า บริษัทนี้มีเสียงเบาแล้ว พึงสำคัญที่จะ        เสด็จเข้ามาก็ได้ ถ้าว่าพระสมณโคดม
			<remark  id="s2b11c27l21" />จะพึงเสด็จมาสู่บริษัทนี้ไซร้ เราจะพึงทูลถาม    ปัญหากะพระองค์ท่านว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ 
			<remark  id="s2b11c27l22" />ธรรมของพระผู้มีพระภาคสำหรับทรง    แนะนำพระสาวกนั้นชื่ออะไร ธรรมชื่ออะไร สำหรับ
			<remark  id="s2b11c27l23" />รู้แจ้งชัดอาทิพรหมจรรย์   อันเป็นที่อาศัยอยู่แห่งพระสาวกที่พระผู้มีพระภาคทรงแนะนำ แล้วถึง
			<remark  id="s2b11c27l24" />ความยินดี      เมื่อนิโครธปริพาชกกล่าวอย่างนี้แล้ว พวกปริพาชกเหล่านั้นได้พากันนิ่งอยู่ ฯ 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b11c28" >
		<para id="s2b11c28p">
			<remark  id="s2b11c28l1" />  	[๒๒] เมื่อพระผู้มีพระภาคเสด็จเข้าไปหานิโครธปริพาชก ถึงที่อยู่แล้ว นิโครธ
			<remark  id="s2b11c28l2" />ปริพาชกจึงกราบทูลเชิญพระผู้มีพระภาคว่า ขอเชิญพระผู้มีพระภาคเสด็จ มาเถิด พระเจ้าข้า 
			<remark  id="s2b11c28l3" />พระองค์เสด็จมาดีแล้ว นานๆ พระองค์จึงจะมีโอกาสเสด็จ   มาที่นี่ ขอเชิญประทับนั่ง นี้อาสนะที่
			<remark  id="s2b11c28l4" />จัดไว้ พระผู้มีพระภาคประทับนั่งบนอาสนะ    ที่จัดไว้ ฝ่ายนิโครธปริพาชกถือเอาอาสนะต่ำแห่งหนึ่ง 
			<remark  id="s2b11c28l5" />นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง    แล้ว ฯ 
			<remark  id="s2b11c28l6" />     พระผู้มีพระภาครับสั่งถามนิโครธปริพาชกว่า ดูกรนิโครธะ บัดนี้ พวก  ท่านนั่งสนทนา
			<remark  id="s2b11c28l7" />กันด้วยเรื่องอะไรหนอ และเรื่องอะไรเล่าที่พวกท่านสนทนาค้างอยู่     เมื่อพระผู้มีพระภาค
			<remark  id="s2b11c28l8" />ตรัสอย่างนี้แล้ว นิโครธปริพาชกได้กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พวกข้าพระองค์
			<remark  id="s2b11c28l9" />ได้เห็นพระผู้มีพระภาคเสด็จจงกรมอยู่ในที่แจ้ง ณ ที่ให้เหยื่อแก่นกยูง ที่ฝั่งสระโบกขรณีสุมาคธา 
			<remark  id="s2b11c28l10" />จึงได้กล่าวอย่างนี้ว่า ถ้าว่าพระสมณโคดม  จะพึงเสด็จมาสู่บริษัทนี้ไซร้ พวกเราจะพึงถาม
			<remark  id="s2b11c28l11" />ปัญหานี้กะพระองค์ท่านว่า ข้าแต่ พระองค์ผู้เจริญ ธรรมของพระผู้มีพระภาคสำหรับทรงแนะนำ
			<remark  id="s2b11c28l12" />พระสาวกนั้นชื่ออะไร ธรรมชื่ออะไรสำหรับรู้แจ้งชัด อาทิพรหมจรรย์อันเป็นที่อาศัยอยู่แห่ง
			<remark  id="s2b11c28l13" />พระสาวก     ที่พระผู้มีพระภาคทรงแนะนำ แล้วถึงความยินดี ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เรื่องนี้แล           
			<remark  id="s2b11c28l14" />ที่พวกข้าพระองค์สนทนาค้างอยู่ พอดีพระองค์เสด็จมาถึง พระผู้มีพระภาคตรัสว่า     ดูกร
			<remark  id="s2b11c28l15" />นิโครธะ การที่ท่านมีความเห็นไปทางหนึ่ง มีความพอใจไปทางหนึ่ง มีความ ชอบใจไป
			<remark  id="s2b11c28l16" />ทางหนึ่ง ไม่มีความพยายาม ไม่มีลัทธิอาจารย์ ยากที่จะรู้ธรรมที่เราแนะนำพระสาวก ยากที่จะรู้
			<remark  id="s2b11c28l17" />ธรรมสำหรับรู้แจ้งชัด อาทิพรหมจรรย์อันเป็นที่อาศัย อยู่แห่งพระสาวกที่เราแนะนำ แล้วถึงความ
			<remark  id="s2b11c28l18" />ยินดี เชิญเถิดนิโครธะ ท่านจงถาม  ปัญหาในการหน่ายบาปอย่างยิ่ง ในลัทธิอาจารย์ของตน
			<remark  id="s2b11c28l19" />กะเราว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ     การหน่ายบาปด้วยตบะที่บริบูรณ์ มีอย่างไรหนอแล ที่ไม่บริบูรณ์ 
			<remark  id="s2b11c28l20" />มีอย่างไร   เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว พวกปริพาชกเหล่านั้นได้เป็นผู้มีเสียงดังลั่น        
			<remark  id="s2b11c28l21" />อึกทึกขึ้นว่า อัศจรรย์นัก ท่านผู้เจริญ ไม่เคยมีมา ท่านผู้เจริญ พระสมณโคดม  มีฤทธิ์ 
			<remark  id="s2b11c28l22" />มีอานุภาพมาก พระองค์จักหยุดวาทะของพระองค์ไว้ จักปวารณาด้วยวาทะ ของผู้อื่น ฯ           
			<remark  id="s2b11c28l23" />  	[๒๓] ครั้งนั้น นิโครธปริพาชกห้ามพวกปริพาชกเหล่านั้นให้เบาเสียงแล้วได้กราบทูล
			<remark  id="s2b11c28l24" />พระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พวกข้าพระองค์แล   กล่าวการหน่ายปาปด้วยตบะ 
			<remark  id="s2b11c28l25" />ติดการหน่ายบาปด้วยตบะอยู่ การหน่ายบาปด้วยตบะที่บริบูรณ์มีอย่างไรหนอแล ที่ไม่บริบูรณ์ 
			<remark  id="s2b11c28l26" />มีอย่างไร ฯ              
		</para>
	</section>
	<section id="s2b11c29" >
		<para id="s2b11c29p">
			<remark  id="s2b11c29l1" />     พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรนิโครธะ บุคคลผู้มีตบะในโลกนี้เป็นคนเปลือย    ไร้มรรยาท 
			<remark  id="s2b11c29l2" />เลียมือ เขาเชิญให้รับภิกษาก็ไม่มา เขาเชิญให้หยุดก็ไม่หยุด ไม่รับภิกษาที่เขานำมาไว้ก่อน ไม่
			<remark  id="s2b11c29l3" />รับภิกษาที่เขาทำเฉพาะ ไม่รับภิกษาที่เขานิมนต์ เขาไม่    รับภิกษาปากหม้อ ไม่รับภิกษาจากหม้อ
			<remark  id="s2b11c29l4" />ข้าว ไม่รับภิกษาที่บุคคลยืนคร่อมธรณีประตูนำมา ไม่รับภิกษาที่บุคคลยืนคร่อมครกนำมา ไม่รับ
			<remark  id="s2b11c29l5" />ภิกษาที่บุคคลยืนคร่อม    สากนำมา ไม่รับภิกษาที่บุคคลยืนคร่อมท่อนไม้นำมา ไม่รับภิกษาของคน
			<remark  id="s2b11c29l6" />๒ คน   ที่กำลังบริโภคอยู่ ไม่รับภิกษาของหญิงมีครรภ์ ไม่รับภิกษาของหญิงผู้กำลังให้ลูก  ดื่มนม 
			<remark  id="s2b11c29l7" />ไม่รับภิกษาที่เขานัดแนะกันทำไว้ ไม่รับภิกษาในที่ซึ่งสุนัขได้รับเลี้ยงดู ไม่รับ ในที่แมลงวัน
			<remark  id="s2b11c29l8" />ไต่ตอมเป็นกลุ่ม ไม่กินปลา ไม่กินเนื้อ ไม่ดื่มสุรา ไม่ดื่มเมรัย   ภิกษา ไม่ดื่มยาดอง เขารับภิกษาที่
			<remark  id="s2b11c29l9" />เรือนหลังเดียว เยียวยาอัตภาพด้วยข้าวคำเดียวบ้าง    รับภิกษาที่เรือน ๒ หลัง เยียวยาอัตภาพด้วย
			<remark  id="s2b11c29l10" />ข้าว ๒ คำบ้าง รับภิกษาที่เรือน ๗ หลัง      เยียวยาอัตภาพด้วยข้าว ๗ คำบ้าง เยียวยาอัตภาพด้วย
			<remark  id="s2b11c29l11" />ภิกษาในถาดน้อยใบเดียวบ้าง     ๒ ใบบ้าง ๗ ใบบ้าง กินอาหารที่มีระหว่างเว้นวันหนึ่งบ้าง ๒ 
			<remark  id="s2b11c29l12" />วันบ้าง ๗ วันบ้าง        เป็นผู้ประกอบด้วยความขวนขวายในการบริโภคภัตที่เวียนมา มีระหว่างเว้น
			<remark  id="s2b11c29l13" />ตั้งกึ่ง   เดือนเช่นนี้บ้าง เขาเป็นผู้มีผักดองเป็นภักษาบ้าง มีข้าวฟ่างเป็นภักษาบ้าง มีลูก เดือยเป็น
			<remark  id="s2b11c29l14" />ภักษาบ้าง มีกากข้าวเป็นภักษาบ้าง มียางหรือสาหร่ายเป็นภักษาบ้างมีรำเป็นภักษาบ้าง มีข้าว
			<remark  id="s2b11c29l15" />ตังเป็นภักษาบ้าง มีกำยานเป็นภักษาบ้าง มีหญ้าเป็นภักษาบ้าง มีโคมัยเป็นภักษาบ้าง มีเง่าและ
			<remark  id="s2b11c29l16" />ผลไม้ในป่าเป็นอาหาร บริโภคผลไม้หล่นเอง เยียวยาอัตภาพ เขาทรงผ้าป่านบ้าง ผ้าแกมกันบ้าง 
			<remark  id="s2b11c29l17" />ผ้าห่อศพบ้าง ผ้าบังสุกุลบ้าง   ผ้าเปลือกไม้บ้าง หนังเสือบ้างหนังเสือทั้งเล็บบ้าง ผ้าคากรอง
			<remark  id="s2b11c29l18" />บ้าง ผ้าเปลือกปอกรอง     บ้าง ผ้าผลไม้กรองบ้าง ผ้ากัมพลทำด้วยผมคนบ้าง ผ้ากัมพลทำด้วยขน
			<remark  id="s2b11c29l19" />สัตว์บ้าง ผ้าทำ    ด้วยขนปีกนกเค้าบ้าง เป็นผู้ถอนผมและหนวด คือประกอบความขวนขวายใน
			<remark  id="s2b11c29l20" />การ      ถอนผมและหนวดบ้าง เป็นผู้ยืนคือห้ามอาสนะบ้าง เป็นผู้กระโหย่ง คือประกอบ  ความเพียร
			<remark  id="s2b11c29l21" />ในการกระโหย่งบ้าง เป็นผู้นอนบนหนามคือสำเร็จการนอนบนหนามบ้าง   สำเร็จการนอนบนแผ่น
			<remark  id="s2b11c29l22" />กระดานบ้าง สำเร็จการนอนบนเนินดินบ้าง เป็นผู้นอน      ตะแคงข้างเดียวบ้าง เป็นผู้หมักหมมด้วย
			<remark  id="s2b11c29l23" />ธุลีบ้าง เป็นผู้อยู่กลางแจ้งบ้าง เป็นผู้นั่ง     บนอาสนะตามที่ลาดไว้บ้าง เป็นผู้บริโภคคูถ คือประกอบ
			<remark  id="s2b11c29l24" />ความขวนขวายในการ    บริโภคคูถบ้าง เป็นผู้ห้ามน้ำเย็น คือขวนขวายในการห้ามน้ำเย็นบ้าง เป็น
			<remark  id="s2b11c29l25" />ผู้อาบน้ำ    วันละ ๓ ครั้ง คือประกอบความขวนขวายในการลงน้ำบ้าง ดูกรนิโครธะ ท่าน จะสำคัญ
			<remark  id="s2b11c29l26" />ความข้อนั้นอย่างไร ถ้าเมื่อเป็นเช่นนี้ การหน่ายบาปด้วยตบะ เป็นการหน่ายบริบูรณ์หรือไม่
			<remark  id="s2b11c29l27" />บริบูรณ์ ฯ         
		</para>
	</section>
	<section id="s2b11c30" >
		<para id="s2b11c30p">
			<remark  id="s2b11c30l1" />     นิโครธปริพาชกกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อเป็นเช่นนี้ การหน่ายบาปด้วย
			<remark  id="s2b11c30l2" />ตบะ เป็นการหน่ายบริบูรณ์หามิได้ ฯ          
			<remark  id="s2b11c30l3" />     พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรนิโครธะ เรากล่าวอุปกิเลสมากอย่างในการหน่ายบาปด้วย
			<remark  id="s2b11c30l4" />ตบะ แม้ที่บริบูรณ์แล้ว อย่างนี้แล ฯ        
			<remark  id="s2b11c30l5" />  	[๒๔] นิโครธปริพาชกทูลถามว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็พระผู้มีพระภาคตรัสอุปกิเลส
			<remark  id="s2b11c30l6" />มากอย่างในการหน่ายบาปด้วยตบะที่บริบูรณ์แล้วอย่างนี้ อย่างไรเล่า ฯ          
			<remark  id="s2b11c30l7" />     พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรนิโครธะ บุคคลผู้มีตบะในโลกนี้ย่อมถือ มั่นตบะ เขาเป็น
			<remark  id="s2b11c30l8" />ผู้ดีใจ มีความดำริบริบูรณ์ด้วยตบะนั้น แม้ข้อที่ผู้มีตบะ ถือมั่นตบะ    ดีใจ มีความดำริบริบูรณ์
			<remark  id="s2b11c30l9" />ด้วยตบะนั้น นี้แล ย่อมเป็นอุปกิเลสแก่บุคคลผู้มีตบะ ฯ            
			<remark  id="s2b11c30l10" />     ดูกรนิโครธะ คำอื่นที่ควรกล่าวยังมีอยู่อีก บุคคลผู้มีตบะย่อมถือมั่นตบะ    เขาย่อมยกตน
			<remark  id="s2b11c30l11" />ข่มผู้อื่นด้วยตบะนั้น แม้ข้อที่ผู้มีตบะ ถือมั่นตบะ ยกตนข่มผู้อื่นด้วย      ตบะนั้น นี้แล ย่อมเป็น
			<remark  id="s2b11c30l12" />อุปกิเลสแก่บุคคลผู้มีตบะ ฯ       
			<remark  id="s2b11c30l13" />     ดูกรนิโครธะ คำอื่นที่ควรกล่าวยังมีอยู่อีก บุคคลผู้มีตบะย่อมถือมั่นตบะ    เขาย่อมเมา 
			<remark  id="s2b11c30l14" />ย่อมลืมสติ ย่อมถึงความเมาด้วยตบะนั้น แม้ข้อที่ผู้มีตบะ ถือมั่นตบะ  เมา ลืมสติ ถึงความ
			<remark  id="s2b11c30l15" />เมาด้วยตบะนั้น นี้แล ย่อมเป็นอุปกิเลสแก่บุคคลผู้มีตบะ ฯ              
			<remark  id="s2b11c30l16" />     ดูกรนิโครธะ คำอื่นที่ควรกล่าวยังมีอยู่อีก บุคคลผู้มีตบะ ย่อมถือมั่นตบะ    เขาให้ลาภ
			<remark  id="s2b11c30l17" />สักการะและความสรรเสริญเกิดขึ้นด้วยตบะนั้น เขาเป็นผู้ดีใจ มีความ   ดำริบริบูรณ์ด้วยลาภ
			<remark  id="s2b11c30l18" />สักการะและความสรรเสริญนั้น แม้ข้อที่ผู้มีตบะ ดีใจ มีความ     ดำริบริบูรณ์ด้วยลาภสักการะและ
			<remark  id="s2b11c30l19" />ความสรรเสริญนั้น นี้แล ย่อมเป็นอุปกิเลสแก่บุคคลผู้มีตบะ ฯ        
			<remark  id="s2b11c30l20" />     ดูกรนิโครธะ คำอื่นที่ควรกล่าวยังมีอยู่อีก บุคคลผู้มีตบะย่อมถือมั่นตบะ   เขาให้ลาภ
			<remark  id="s2b11c30l21" />สักการะและความสรรเสริญเกิดขึ้นด้วยตบะนั้น เขาย่อมยกตนข่มผู้อื่น    ด้วยสักการะและความ
			<remark  id="s2b11c30l22" />สรรเสริญนั้น แม้ข้อที่ผู้มีตบะ ถือมั่นตบะ ยังลาภสักการะ   และความสรรเสริญให้เกิดขึ้นด้วย
			<remark  id="s2b11c30l23" />ตบะนั้น ยกตนข่มผู้อื่นด้วยลาภสักการะและความ        สรรเสริญนั้นนี้แล ย่อมเป็นอุปกิเลสแก่
			<remark  id="s2b11c30l24" />บุคคลผู้มีตบะ ฯ   
		</para>
	</section>
	<section id="s2b11c31" >
		<para id="s2b11c31p">
			<remark  id="s2b11c31l1" />     ดูกรนิโครธะ คำอื่นที่ควรกล่าวยังมีอีก บุคคลผู้มีตบะย่อมถือมั่นตบะ เขาให้ลาภ
			<remark  id="s2b11c31l2" />สักการะและความสรรเสริญเกิดขึ้นด้วยตบะนั้น เขาย่อมเมา ย่อมลืมสติ      ย่อมถึงความเมาด้วย
			<remark  id="s2b11c31l3" />ลาภสักการะและความสรรเสริญนั้น แม้ข้อที่ผู้มีตบะ ถือมั่นตบะ     ยังลาภสักการะและความสรรเสริญ
			<remark  id="s2b11c31l4" />ให้เกิดขึ้นด้วยตบะนั้น เมา ลืมสติ ถึงความเมา     ด้วยลาภสักการะและความสรรเสริญนั้น นี้แล 
			<remark  id="s2b11c31l5" />ย่อมเป็นอุปกิเลสแก่บุคคลผู้มีตบะ ฯ             
			<remark  id="s2b11c31l6" />     ดูกรนิโครธะ คำอื่นที่ควรกล่าวยังมีอยู่อีก บุคคลผู้มีตบะ ย่อมถือมั่นตบะ       ย่อมถึง
			<remark  id="s2b11c31l7" />ส่วน ๒ ในโภชนะทั้งหลายว่า สิ่งนี้ควรแก่เรา สิ่งนี้ไม่ควรแก่เรา ก็สิ่งใดแล     ไม่ควรแก่เขา 
			<remark  id="s2b11c31l8" />เขามุ่งละสิ่งนั้นเสีย แต่ส่วนสิ่งใดควรแก่เขา เขากำหนัด ลืมสติ        ติดสิ่งนั้น ไม่แลเห็นโทษ 
			<remark  id="s2b11c31l9" />ไม่มีปัญญาคิดสลัดออก บริโภคอยู่ แม้ข้อนี้แล ย่อมเป็นอุปกิเลสแก่บุคคลผู้มีตบะ ฯ         
			<remark  id="s2b11c31l10" />     ดูกรนิโครธะ คำอื่นที่ควรกล่าวยังมีอยู่อีก บุคคลผู้มีตบะ ย่อมถือมั่นตบะ     ด้วยคิดว่า 
			<remark  id="s2b11c31l11" />พระราชา มหาอำมาตย์ของพระราชากษัตริย์ พราหมณ์ คฤหบดี เดียรถีย์    จักสักการะเรา 
			<remark  id="s2b11c31l12" />เพราะเหตุแห่งความใคร่ลาภสักการะและความสรรเสริญ แม้ข้อ   นี้แล ย่อมเป็นอุปกิเลสแก่บุคคล
			<remark  id="s2b11c31l13" />ผู้มีตบะ ฯ               
			<remark  id="s2b11c31l14" />     ดูกรนิโครธะ คำอื่นที่ควรกล่าวยังมีอยู่อีก บุคคลผู้มีตบะ ย่อมเป็นผู้ รุกรานสมณะหรือ
			<remark  id="s2b11c31l15" />พราหมณ์อื่นแต่ที่ไหนๆ ว่า ก็ไฉน ผู้นี้เลี้ยงชีพด้วยวัตถุหลาย      อย่าง กินวัตถุทุกๆ อย่าง 
			<remark  id="s2b11c31l16" />คือพืชเกิดแต่เง่า พืชเกิดแต่ลำต้น พืชเกิดแต่ผลพืชเกิดแต่ยอด พืชเกิดแต่เมล็ดเป็นที่ครบ
			<remark  id="s2b11c31l17" />ห้า ปลายฟันของผู้นี้คมประดุจสายฟ้า   คนทั้งหลายย่อมจำกันได้ด้วยวาทะว่าเป็นสมณะ แม้ข้อ
			<remark  id="s2b11c31l18" />นี้แล ย่อมเป็นอุปกิเลสแก่              บุคคลผู้มีตบะ ฯ        
			<remark  id="s2b11c31l19" />     ดูกรนิโครธะ คำอื่นที่ควรกล่าวยังมีอยู่อีก บุคคลผู้มีตบะเห็นสมณะหรือ  พราหมณ์อื่น 
			<remark  id="s2b11c31l20" />ที่เขาสักการะ เคารพ นับถือ บูชาอยู่ในสกุลทั้งหลาย เขาดำริอย่างนี้ว่า      คนทั้งหลายย่อม
			<remark  id="s2b11c31l21" />สักการะ เคารพ นับถือ บูชา สมณะหรือพราหมณ์ชื่อนี้แล    ผู้เลี้ยงชีพด้วยวัตถุหลายอย่าง 
			<remark  id="s2b11c31l22" />ในสกุลทั้งหลาย แต่ไม่สักการะ ไม่เคารพ ไม่นับถือ      ไม่บูชาเราผู้มีตบะ เลี้ยงชีพด้วยวัตถุ
			<remark  id="s2b11c31l23" />เศร้าหมอง เขาเป็นผู้ให้ความริษยาและความตระ    หนี่เกิดขึ้นในสกุลทั้งหลาย ดังนี้ แม้ข้อ
			<remark  id="s2b11c31l24" />นี้แล ย่อมเป็นอุปกิเลสแก่บุคคลผู้มีตบะ ฯ       
			<remark  id="s2b11c31l25" />     ดูกรนิโครธะ คำอื่นที่ควรกล่าวยังมีอยู่อีก บุคคลผู้มีตบะ เป็นผู้นั่งในที่ เป็นทางที่คน
			<remark  id="s2b11c31l26" />แลเห็น แม้ข้อนี้แล ย่อมเป็นอุปกิเลสแก่บุคคลผู้มีตบะ ฯ      
		</para>
	</section>
	<section id="s2b11c32" >
		<para id="s2b11c32p">
			<remark  id="s2b11c32l1" />     ดูกรนิโครธะ คำอื่นที่ควรกล่าวยังมีอยู่อีก บุคคลผู้มีตบะ ย่อมเที่ยวแสดง    ตนไปใน
			<remark  id="s2b11c32l2" />สกุลทั้งหลายว่า กรรมแม้นี้อยู่ในตบะของเรา กรรมแม้นี้อยู่ในตบะของเรา   แม้ข้อนี้แล ย่อม
			<remark  id="s2b11c32l3" />เป็นอุปกิเลสแก่บุคคลผู้มีตบะ ฯ         
			<remark  id="s2b11c32l4" />     ดูกรนิโครธะ คำอื่นที่ควรกล่าวยังมีอยู่อีก บุคคลผู้มีตบะย่อมเสพโทษอัน   ปกปิดบางอย่าง 
			<remark  id="s2b11c32l5" />เขาถูกผู้อื่นถามว่า โทษนี้ควรแก่ท่านหรือ กล่าวโทษที่ไม่ควรว่าควร    กล่าวโทษที่ควรว่าไม่ควร 
			<remark  id="s2b11c32l6" />เขาเป็นผู้กล่าวเท็จทั้งรู้อยู่ ดังนี้ แม้ข้อนี้แล ย่อมเป็น    อุปกิเลสแก่บุคคลผู้มีตบะ ฯ             
			<remark  id="s2b11c32l7" />     ดูกรนิโครธะ คำอื่นที่ควรกล่าวยังมีอยู่อีก บุคคลผู้มีตบะ เมื่อพระตถาคต    หรือสาวก
			<remark  id="s2b11c32l8" />ของพระตถาคตแสดงธรรมอยู่ ย่อมไม่ผ่อนตามปริยายซึ่งควรจะผ่อนตาม  อันมีอยู่ แม้ข้อนี้แล 
			<remark  id="s2b11c32l9" />ย่อมเป็นอุปกิเลสแก่บุคคลผู้มีตบะ ฯ               
			<remark  id="s2b11c32l10" />     ดูกรนิโครธะ คำอื่นที่ควรกล่าวยังมีอยู่อีก บุคคลผู้มีตบะเป็นผู้มักโกรธ       มักผูกโกรธ 
			<remark  id="s2b11c32l11" />แม้ข้อนี้แล ย่อมเป็นอุปกิเลสแก่บุคคลผู้มีตบะ ฯ              
			<remark  id="s2b11c32l12" />     ดูกรนิโครธะ คำอื่นที่ควรกล่าวยังมีอยู่อีก บุคคลผู้มีตบะเป็นผู้มีความ      ลบหลู่ ตีเสมอ 
			<remark  id="s2b11c32l13" />ริษยา ตระหนี่ โอ้อวด มีมารยา กระด้าง ถือตัวจัด เป็นผู้มี ความปรารถนาลามก ไปสู่อำนาจ
			<remark  id="s2b11c32l14" />แห่งความปรารถนาอันลามก เป็นมิจฉาทิฐิ   ประกอบด้วยทิฐิอันดิ่งถึงที่สุด เป็นผู้ลูบคลำทิฐิ
			<remark  id="s2b11c32l15" />เอง เป็นผู้ถือมั่น สละคืนได้ยาก      แม้ข้อนี้แล ย่อมเป็นอุปกิเลสแก่บุคคลผู้มีตบะ ฯ         
			<remark  id="s2b11c32l16" />     ดูกรนิโครธะ ท่านจะพึงสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน การหน่ายบาปด้วย  ตบะเหล่านี้ 
			<remark  id="s2b11c32l17" />เป็นอุปกิเลสหรือไม่เป็นอุปกิเลส ฯ          
			<remark  id="s2b11c32l18" />     นิโครธปริพาชกกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ การหน่ายบาปด้วยตบะ  เหล่านี้ เป็น
			<remark  id="s2b11c32l19" />อุปกิเลสแน่แท้ ไม่เป็นอุปกิเลสหามิได้ บุคคลผู้มีตบะในโลกนี้ พึงเป็น  ผู้ประกอบด้วยอุปกิเลส
			<remark  id="s2b11c32l20" />เหล่านี้มีครบทุกอย่าง ข้อนี้แล เป็นฐานะที่จะมีได้ จะป่วย    กล่าวไปไยถึงอุปกิเลสเพียงบางข้อๆ ฯ     
			<remark  id="s2b11c32l21" />  	[๒๕] ดูกรนิโครธะ บุคคลผู้มีตบะในโลกนี้ ย่อมถือมั่นตบะ เขาเป็นผู้  ไม่ดีใจ ไม่มี
			<remark  id="s2b11c32l22" />ความดำริบริบูรณ์ ด้วยตบะนั้น ข้อที่ผู้มีตบะ ถือมั่นตบะ ไม่ดีใจ     ไม่มีความดำริบริบูรณ์ ด้วยตบะ
			<remark  id="s2b11c32l23" />นั้น อย่างนี้ เขาย่อมเป็นผู้บริสุทธิ์ในฐานะนั้น ฯ         
			<remark  id="s2b11c32l24" />     ดูกรนิโครธะ คำอื่นที่ควรกล่าวยังมีอยู่อีก บุคคลผู้มีตบะ ย่อมถือมั่นตบะ     เขาย่อม
			<remark  id="s2b11c32l25" />ไม่ยกตน ไม่ข่มผู้อื่น ด้วยตบะนั้น ... อย่างนี้ เขาย่อมเป็นผู้บริสุทธิ์  ในฐานะนั้น ฯ  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b11c33" >
		<para id="s2b11c33p">
			<remark  id="s2b11c33l1" />     ดูกรนิโครธะ คำอื่นที่ควรกล่าวยังมีอยู่อีก บุคคลผู้มีตบะ ย่อมถือมั่นตบะ   เขาย่อม
			<remark  id="s2b11c33l2" />ไม่เมา ไม่ลืมสติ ย่อมไม่ถึงความเมา ด้วยตบะนั้น ... อย่างนี้ เขาย่อม    เป็นผู้บริสุทธิ์ในฐานะ
			<remark  id="s2b11c33l3" />นั้น ฯ           
			<remark  id="s2b11c33l4" />     ดูกรนิโครธะ คำอื่นที่ควรกล่าวยังมีอยู่อีก บุคคลผู้มีตบะ ย่อมถือมั่นตบะ    เขาให้ลาภ
			<remark  id="s2b11c33l5" />สักการะและความสรรเสริญ เกิดขึ้นด้วยตบะนั้น เขาเป็นผู้ไม่ดีใจ  ไม่มีความดำริบริบูรณ์ด้วย
			<remark  id="s2b11c33l6" />ลาภสักการะและความสรรเสริญนั้น ... อย่างนี้ เขาย่อม     เป็นผู้บริสุทธิ์ในฐานะนั้น ฯ           
			<remark  id="s2b11c33l7" />     ดูกรนิโครธะ คำอื่นที่ควรกล่าวยังมีอยู่อีก บุคคลผู้มีตบะ ย่อมถือมั่นตบะ      เขาให้ลาภ
			<remark  id="s2b11c33l8" />สักการะและความสรรเสริญ เกิดขึ้นด้วยตบะนั้น เขาย่อมไม่ยกตน    ไม่ข่มผู้อื่น ด้วยลาภ
			<remark  id="s2b11c33l9" />สักการะและความสรรเสริญนั้น ... อย่างนี้ เขาเป็นผู้บริสุทธิ์     ในฐานะนั้น ฯ           
			<remark  id="s2b11c33l10" />     ดูกรนิโครธะ คำอื่นที่ควรกล่าวยังมีอยู่อีก บุคคลผู้มีตบะ ย่อมถือมั่นตบะ    ย่อมไม่ถึง
			<remark  id="s2b11c33l11" />ส่วน ๒ ในโภชนะทั้งหลายว่า สิ่งนี้ควรแก่เรา สิ่งนี้ไม่ควรแก่เรา       ก็สิ่งใดแลไม่ควรแก่เขา 
			<remark  id="s2b11c33l12" />เขาไม่มุ่งละสิ่งนั้นเสีย ส่วนสิ่งใดควรแก่เขา เขาไม่     กำหนัด ไม่ลืมสติ ไม่ติดสิ่งนั้น แลเห็น
			<remark  id="s2b11c33l13" />โทษ มีปัญญาคิดสลัดออก บริโภค     อยู่ อย่างนี้ เขาย่อมเป็นผู้บริสุทธิ์ในฐานะนั้น ฯ      
			<remark  id="s2b11c33l14" />     ดูกรนิโครธะ คำอื่นที่ควรกล่าวยังมีอยู่อีก บุคคลผู้มีตบะ ย่อมถือมั่นตบะ    แต่เขาไม่
			<remark  id="s2b11c33l15" />คิดว่า พระราชา มหาอำมาตย์ของพระราชา กษัตริย์ พราหมณ์ คฤหบดี   เดียรถีย์ จักสักการะ
			<remark  id="s2b11c33l16" />เรา เพราะเหตุแห่งความใคร่ลาภสักการะและความสรรเสริญ อย่างนี้ เขาย่อมเป็นผู้บริสุทธิ์ใน
			<remark  id="s2b11c33l17" />ฐานะนั้น ฯ           
			<remark  id="s2b11c33l18" />     ดูกรนิโครธะ คำอื่นที่ควรกล่าวยังมีอยู่อีก บุคคลผู้มีตบะ ไม่เป็นผู้รุกรานสมณะหรือ
			<remark  id="s2b11c33l19" />พราหมณ์อื่นว่า ก็ไฉน ผู้นี้เลี้ยงชีพด้วยวัตถุหลายอย่าง กินวัตถุทุกๆ อย่าง คือ พืชเกิดแต่
			<remark  id="s2b11c33l20" />เง่า พืชเกิดแต่ลำต้น พืชเกิดแต่ผล พืชเกิดแต่ยอด    พืชเกิดแต่เมล็ดเป็นที่ครบห้า ปลายฟัน
			<remark  id="s2b11c33l21" />ของผู้นี้คมประดุจสายฟ้า คนทั้งหลายย่อม  จำกันได้ด้วยวาทะเป็นสมณะ อย่างนี้ เขาย่อมเป็นผู้
			<remark  id="s2b11c33l22" />บริสุทธิ์ในฐานะนั้น ฯ  
			<remark  id="s2b11c33l23" />     ดูกรนิโครธะ คำอื่นที่ควรกล่าวยังมีอยู่อีก บุคคลผู้มีตบะ เห็นสมณะ  หรือพราหมณ์อื่น
			<remark  id="s2b11c33l24" />ที่เขาสักการะเคารพนับถือบูชาอยู่ในสกุลทั้งหลาย เขาไม่ดำริ    อย่างนี้ว่า คนทั้งหลายย่อมสักการะ 
			<remark  id="s2b11c33l25" />เคารพนับถือ บูชาสมณะหรือพราหมณ์ชื่อนี้แล     ผู้เลี้ยงชีพด้วยวัตถุหลายอย่างในสกุลทั้งหลาย 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b11c34" >
		<para id="s2b11c34p">
			<remark  id="s2b11c34l1" />แต่ไม่สักการะ ไม่เคารพ ไม่นับถือ    ไม่บูชาเราผู้มีตบะ เลี้ยงชีพด้วยวัตถุเศร้าหมอง เขาไม่ให้
			<remark  id="s2b11c34l2" />ความริษยาและความตระหนี่เกิดขึ้นในสกุลทั้งหลาย ดังนี้ อย่างนี้ เขาย่อมเป็นผู้บริสุทธิ์ใน
			<remark  id="s2b11c34l3" />ฐานะนั้น ฯ         
			<remark  id="s2b11c34l4" />     ดูกรนิโครธะ คำอื่นที่ควรกล่าวยังมีอยู่อีก บุคคลผู้มีตบะ เป็นผู้ไม่นั่งในที่เป็นทางที่คน
			<remark  id="s2b11c34l5" />แลเห็น อย่างนี้ เขาย่อมเป็นผู้บริสุทธิ์ในฐานะนั้น ฯ   
			<remark  id="s2b11c34l6" />     ดูกรนิโครธะ คำอื่นที่ควรกล่าวยังมีอยู่อีก บุคคลผู้มีตบะ ย่อมไม่เที่ยวแสดงตนไปใน
			<remark  id="s2b11c34l7" />สกุลทั้งหลายว่า กรรมแม้นี้อยู่ในตบะ ของเรา กรรมแม้นี้อยู่ในตบะ    ของเรา อย่างนี้ เขา
			<remark  id="s2b11c34l8" />ย่อมเป็นผู้บริสุทธิ์ในฐานะนั้น ฯ    
			<remark  id="s2b11c34l9" />     ดูกรนิโครธะ คำอื่นที่ควรกล่าวยังมีอยู่อีก บุคคลผู้มีตบะ ย่อมไม่เสพโทษอันปกปิด
			<remark  id="s2b11c34l10" />บางอย่าง เขาถูกผู้อื่นถามว่า โทษนี้ควรแก่ท่านหรือ กล่าวโทษที่  ไม่ควรว่าไม่ควร กล่าวโทษที่
			<remark  id="s2b11c34l11" />ควรว่าควร เขาเป็นผู้ไม่กล่าวเท็จทั้งรู้อยู่ ดังนี้   อย่างนี้ เขาย่อมเป็นผู้บริสุทธิ์ในฐานะนั้น ฯ           
			<remark  id="s2b11c34l12" />     ดูกรนิโครธะ คำอื่นที่ควรกล่าวยังมีอยู่อีก บุคคลผู้มีตบะ เมื่อพระตถาคต หรือสาวก
			<remark  id="s2b11c34l13" />ของพระตถาคตแสดงธรรมอยู่ ย่อมผ่อนตามปริยายซึ่งควรผ่อนตามอันมี  อยู่อย่างนี้ เขาย่อมเป็นผู้
			<remark  id="s2b11c34l14" />บริสุทธิ์ในฐานะนั้น ฯ       
			<remark  id="s2b11c34l15" />     ดูกรนิโครธะ คำอื่นที่ควรกล่าวยังมีอยู่อีก บุคคลผู้มีตบะ ไม่เป็นผู้มักโกรธ  ไม่มักผูก
			<remark  id="s2b11c34l16" />โกรธ อย่างนี้ เขาย่อมเป็นผู้บริสุทธิ์ในฐานะนั้น ฯ             
			<remark  id="s2b11c34l17" />     ดูกรนิโครธะ คำอื่นที่ควรกล่าวยังมีอยู่อีก บุคคลผู้มีตบะ ไม่เป็นผู้มีความ   ลบหลู่ ไม่ตี
			<remark  id="s2b11c34l18" />เสมอ ไม่ริษยา ไม่ตระหนี่ ไม่โอ้อวด ไม่มีมารยา ไม่กระด้าง   ไม่ถือตัวจัด ไม่เป็นผู้มี
			<remark  id="s2b11c34l19" />ความปรารถนาลามก ไม่ไปสู่อำนาจแห่งความปรารถนา  อันลามก ไม่เป็นมิจฉาทิฐิ ไม่ประกอบ
			<remark  id="s2b11c34l20" />ด้วยทิฐิอันดิ่งถึงที่สุด ไม่เป็นผู้ลูบคลำทิฐิเอง   ไม่เป็นผู้ถือมั่น สละคืนได้ง่าย อย่างนี้ เขา
			<remark  id="s2b11c34l21" />ย่อมเป็นผู้บริสุทธิ์ในฐานะนั้น ฯ           
			<remark  id="s2b11c34l22" />     ดูกรนิโครธะ ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน ถ้าเมื่อเป็นเช่นนี้ การ หน่ายบาป
			<remark  id="s2b11c34l23" />ด้วยตบะ จะบริสุทธิ์หรือไม่บริสุทธิ์ ฯ          
			<remark  id="s2b11c34l24" />     นิโครธปริพาชกกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อเป็นเช่นนี้ การหน่ายบาปด้วย
			<remark  id="s2b11c34l25" />ตบะเหล่านี้บริสุทธิ์แน่แท้ ไม่บริสุทธิ์หามิได้ เป็นกิริยาที่ถึงยอดและ    ถึงแก่น พระผู้มีพระภาค
			<remark  id="s2b11c34l26" />ตรัสว่า ดูกรนิโครธะ การหน่ายบาปด้วยตบะ ด้วยเหตุ  เพียงเท่านี้ เป็นกิริยาที่ถึงยอดถึง
			<remark  id="s2b11c34l27" />แก่น หามิได้ ที่แท้ เป็นกิริยาที่ถึงเสก็ดเท่านั้น ฯ 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b11c35" >
		<para id="s2b11c35p">
			<remark  id="s2b11c35l1" />  	[๒๖] นิโครธปริพาชกกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็การหน่ายบาปด้วยตบะ 
			<remark  id="s2b11c35l2" />เป็นกิริยาที่ถึงยอดและถึงแก่น ด้วยเหตุเพียงเท่าไร ขอประทาน  พระวโรกาส ขอพระผู้มีพระภาค
			<remark  id="s2b11c35l3" />จงให้ข้าพระองค์ถึงยอดถึงแก่นแห่งการหน่ายบาป  ด้วยตบะเถิด ฯ          
			<remark  id="s2b11c35l4" />     พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรนิโครธะ บุคคลผู้มีตบะในโลกนี้ เป็นผู้   สังวรแล้วด้วย
			<remark  id="s2b11c35l5" />สังวร ๔ ประการ ๔ ประการเป็นไฉน            
			<remark  id="s2b11c35l6" />     ดูกรนิโครธะ บุคคลผู้มีตบะในโลกนี้ 
			<remark  id="s2b11c35l7" />     ๑. ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ใช้ผู้อื่นให้ฆ่าสัตว์ เมื่อผู้อื่นฆ่าสัตว์ ไม่เป็นผู้ดีใจ ฯ     
			<remark  id="s2b11c35l8" />     ๒. ไม่ถือเอาสิ่งของที่เจ้าของเขาไม่ได้ให้ ไม่ใช้ให้ผู้อื่นถือเอาสิ่งของที่เจ้าของเขาไม่ได้ให้
			<remark  id="s2b11c35l9" /> 	เมื่อผู้อื่นถือเอาสิ่งของที่เจ้าของไม่ได้ให้ ไม่เป็นผู้ดีใจ ฯ      
			<remark  id="s2b11c35l10" />     ๓. ไม่พูดเท็จ ไม่ใช้ผู้อื่นให้พูดเท็จ เมื่อผู้อื่นพูดเท็จ ไม่เป็นผู้ดีใจ ฯ        
			<remark  id="s2b11c35l11" />     ๔. ไม่เสพกามคุณ ไม่ใช้ให้ผู้อื่นเสพกามคุณ เมื่อผู้อื่นเสพกามคุณไม่เป็นผู้ดีใจ ฯ               
			<remark  id="s2b11c35l12" />     ดูกรนิโครธะ บุคคลผู้มีตบะเป็นผู้สังวรแล้วด้วยสังวร ๔ ประการอย่างนี้   ดูกรนิโครธะ เพราะว่า
			<remark  id="s2b11c35l13" />บุคคลผู้มีตบะเป็นผู้สังวรแล้วด้วยสังวร ๔ ประการ ข้อที่จะกล่าวต่อไปนี้ จึงเป็นลักษณะ
			<remark  id="s2b11c35l14" />ของเขา เพราะเป็นผู้มีตบะ เขารักษายิ่งซึ่งศีล    ไม่เวียนมาเพื่อเพศอันเลว เขาเสพเสนาสนะอัน
			<remark  id="s2b11c35l15" />สงัด คือ ป่า โคนไม้ ภูเขา   ซอกเขา ถ้ำในภูเขา ป่าช้า ป่าชัด ที่แจ้ง ลอมฟาง ใน
			<remark  id="s2b11c35l16" />ปัจฉาภัต เขากลับ    จากบิณฑบาตแล้ว นั่งคู้บัลลังก์ ตั้งกายตรง ดำรงสติไว้จำเพาะหน้า เขาละ
			<remark  id="s2b11c35l17" />ความเพ่งเล็งในโลกเสียแล้ว มีใจปราศจากความเพ่งเล็ง ย่อมชำระจิตให้บริสุทธิ์จาก    ความเพ่ง
			<remark  id="s2b11c35l18" />เล็งได้ ละความประทุษร้าย คือ พยาบาท ไม่พยาบาท มีความกรุณา    หวังประโยชน์แก่สัตว์ทั้ง
			<remark  id="s2b11c35l19" />ปวงอยู่ ย่อมชำระจิตให้บริสุทธิ์จากความประทุษร้าย คือ    พยาบาทได้ ละถีนมิทธะแล้ว เป็นผู้
			<remark  id="s2b11c35l20" />ปราศจากถีนมิทธะ มีความกำหนดหมายอยู่   ที่แสงสว่าง มีสติ มีสัมปชัญญะอยู่ ย่อมชำระจิตให้
			<remark  id="s2b11c35l21" />บริสุทธิ์จากถีนมิทธะได้ละอุทธัจจกุกกุจจะ เป็นผู้ไม่ฟุ้งซ่าน มีจิตสงบ ณ ภายในอยู่ ย่อมชำระ
			<remark  id="s2b11c35l22" />จิตให้บริสุทธิ์จากอุทธัจจกุกกุจจะได้ ละวิจิกิจฉา เป็นผู้ข้ามวิจิกิจฉา ไม่มีความสงสัย   ในกุศลธรรม
			<remark  id="s2b11c35l23" />ทั้งหลายอยู่ ย่อมชำระจิตให้บริสุทธิ์จากวิจิกิจฉาได้ เขาละนิวรณ์ ๕     เหล่านี้ อันเป็นอุปกิเลส
			<remark  id="s2b11c35l24" />แห่งใจที่ทำให้ปัญญาถอยกำลัง มีใจประกอบด้วยเมตตาแผ่ไปตลอดทิศหนึ่งอยู่ ทิศที่สอง ทิศที่
		</para>
	</section>
	<section id="s2b11c36" >
		<para id="s2b11c36p">
			<remark  id="s2b11c36l1" />สาม ทิศที่สี่ก็เหมือนกัน ตามนัยนี้ ทั้งเบื้องบน เบื้องล่าง เบื้องขวาง แผ่ไปตลอดโลก 
			<remark  id="s2b11c36l2" />ทั่วสัตว์ทุกเหล่า ในที่ทุกสถาน  ด้วยใจอันประกอบด้วยเมตตา อันไพบูลย์ ถึงความเป็นใหญ่ หา
			<remark  id="s2b11c36l3" />ประมาณมิได้ ไม่  มีเวร ไม่มีความเบียดเบียนอยู่ เขามีใจประกอบด้วยกรุณา แผ่ไปตลอดทิศหนึ่ง 
			<remark  id="s2b11c36l4" />อยู่ ทิศที่สอง ทิศที่สาม ทิศที่สี่ก็เหมือนกัน ตามนัยนี้ ทั้งเบื้องบน เบื้องล่าง    เบื้องขวาง 
			<remark  id="s2b11c36l5" />แผ่ไปตลอดโลก ทั่วสัตว์ทุกเหล่า ในที่ทุกสถานด้วยใจอันประกอบ  ด้วยกรุณา อันไพบูลย์ ถึง
			<remark  id="s2b11c36l6" />ความเป็นใหญ่ หาประมาณมิได้ ไม่มีเวร ไม่มีความ  เบียดเบียนอยู่ เขามีใจประกอบด้วยมุทิตา 
			<remark  id="s2b11c36l7" />แผ่ไปตลอดทิศหนึ่งอยู่ ทิศที่สอง ทิศที่สาม ทิศที่สี่ ก็เหมือนกัน ตามนัยนี้ ทั้งเบื้องบน เบื้อง
			<remark  id="s2b11c36l8" />ล่าง เบื้องขวาง      แผ่ไปตลอดโลก ทั่วสัตว์ทุกเหล่า ในที่ทุกสถาน ด้วยใจอันประกอบด้วยมุทิตา  
			<remark  id="s2b11c36l9" />อันไพบูลย์ ถึงความเป็นใหญ่ หาประมาณมิได้ ไม่มีเวร ไม่มีความเบียดเบียน  อยู่ เขามีใจ
			<remark  id="s2b11c36l10" />ประกอบด้วยอุเบกขา แผ่ไปตลอดทิศหนึ่งอยู่ ทิศที่สอง ทิศที่สามทิศที่สี่ก็เหมือนกัน ตาม
			<remark  id="s2b11c36l11" />นัยนี้ ทั้งเบื้องบน เบื้องล่าง เบื้องขวาง แผ่ไปตลอด   โลก ทั่วสัตว์ทุกเหล่า ในที่ทุกสถาน
			<remark  id="s2b11c36l12" />ด้วยใจอันประกอบด้วยอุเบกขาอันไพบูลย์ ถึงความเป็นใหญ่ หาประมาณมิได้ ไม่มีเวร ไม่มี
			<remark  id="s2b11c36l13" />ความเบียดเบียนอยู่ ฯ       
			<remark  id="s2b11c36l14" />     ดูกรนิโครธะ ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน ถ้าเมื่อเป็นเช่นนี้ การ หน่ายบาป
			<remark  id="s2b11c36l15" />ด้วยตบะ จะบริสุทธิ์หรือไม่บริสุทธิ์ ฯ          
			<remark  id="s2b11c36l16" />     นิโครธปริพาชกกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อเป็นเช่นนี้ การหน่ายบาปด้วย
			<remark  id="s2b11c36l17" />ความเพียร บริสุทธิ์แน่แท้ ไม่บริสุทธิ์หามิได้ เป็นกิริยาที่ถึงยอด และถึงแก่น พระผู้มีพระภาค
			<remark  id="s2b11c36l18" />ตรัสว่า ดูกรนิโครธะ การหน่ายบาปด้วยตบะ ด้วย เหตุเพียงเท่านี้ เป็นกิริยาที่ถึงยอดหรือถึง
			<remark  id="s2b11c36l19" />แก่นหามิได้ ที่แท้ เป็นกิริยาที่ถึงเปลือก   เท่านั้น ฯ             
			<remark  id="s2b11c36l20" />  	[๒๗] นิโครธปริพาชกกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็การหน่าย บาปด้วยตบะ
			<remark  id="s2b11c36l21" /> เป็นกิริยาที่ถึงยอดและถึงแก่น ด้วยเหตุเพียงเท่าไร ขอประทาน  พระวโรกาส ขอพระผู้มีพระภาค
			<remark  id="s2b11c36l22" />จงให้ข้าพระองค์ถึงยอดถึงแก่นแห่งการหน่ายบาป  ด้วยตบะเถิด ฯ          
			<remark  id="s2b11c36l23" />     พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรนิโครธะ บุคคลผู้มีตบะในโลกนี้ เป็นผู้ สังวรแล้วด้วย
			<remark  id="s2b11c36l24" />สังวร ๔ ประการ ๔ ประการเป็นไฉน ฯลฯ ดูกรนิโครธะ เพราะ ว่า บุคคลผู้มีตบะ เป็นผู้
			<remark  id="s2b11c36l25" />สังวรแล้วด้วยสังวร ๔ ประการ ข้อที่จะกล่าวต่อไปนี้       จึงเป็นลักษณะของเขา เพราะเป็นผู้มีตบะ 
			<remark  id="s2b11c36l26" />เขารักษายิ่งซึ่งศีล ไม่เวียนมาเพื่อเพศ    อันเลว เขาเสพเสนาสนะอันสงัด ฯลฯ เขาละนิวรณ์ ๕ 
			<remark  id="s2b11c36l27" />เหล่านี้ อันเป็นอุปกิเลส แห่งใจ ที่ทำให้ปัญญาถอยกำลัง มีใจประกอบด้วยเมตตา แผ่ไป
		</para>
	</section>
	<section id="s2b11c37" >
		<para id="s2b11c37p">
			<remark  id="s2b11c37l1" />ตลอดทิศหนึ่ง     อยู่ ฯลฯ เขาย่อมระลึกถึงชาติก่อนได้เป็นอันมาก คือ ระลึกได้ชาติหนึ่งบ้าง
			<remark  id="s2b11c37l2" />สองชาติบ้าง สามชาติบ้าง สี่ชาติบ้าง ห้าชาติบ้าง ฯลฯ สิบชาติบ้าง ยี่สิบ ชาติบ้าง สามสิบ
			<remark  id="s2b11c37l3" />ชาติบ้าง สี่สิบชาติบ้าง ห้าสิบชาติบ้าง ร้อยชาติบ้าง พันชาติ        บ้าง แสนชาติบ้าง ตลอด
			<remark  id="s2b11c37l4" />สังวัฏฏวิวัฏฏกัปเป็นอันมากบ้าง ตลอดวิวัฏฏกัปเป็นอัน      มากบ้าง ตลอดสังวัฏฏวิวัฏฏกัปเป็นอันมาก
			<remark  id="s2b11c37l5" />บ้างว่า ในภพโน้น เรามีชื่ออย่างนั้น      มีโคตรอย่างนั้นมีผิวพรรณอย่างนั้น มีอาหารอย่างนั้น 
			<remark  id="s2b11c37l6" />เสวยสุขเสวยทุกข์อย่างนั้นๆ     มีกำหนดอายุเพียงเท่านั้น ครั้นจุติจากภพนั้นแล้วได้ไปเกิดในภพ
			<remark  id="s2b11c37l7" />โน้น แม้ในภพ      นั้น เราก็ได้มีชื่ออย่างนั้น มีโคตรอย่างนั้น มีผิวพรรณอย่างนั้น มีอาหารอย่าง           
			<remark  id="s2b11c37l8" />นั้น เสวยสุขเสวยทุกข์อย่างนั้นๆ มีกำหนดอายุเพียงเท่านั้น ครั้นจุติจากภพนั้น   แล้ว ได้มา
			<remark  id="s2b11c37l9" />เกิดในภพนี้ เขาย่อมระลึกถึงชาติก่อนได้เป็นอันมาก พร้อมทั้งอาการ     พร้อมทั้งอุเทศ ด้วย
			<remark  id="s2b11c37l10" />ประการฉะนี้ ฯ       
			<remark  id="s2b11c37l11" />     ดูกรนิโครธะ ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน ถ้าเมื่อเป็นเช่นนี้ การ หน่ายบาป
			<remark  id="s2b11c37l12" />ด้วยตบะ จะบริสุทธิ์หรือไม่บริสุทธิ์ ฯ          
			<remark  id="s2b11c37l13" />     นิโครธปริพาชกกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อเป็นเช่นนี้ การหน่ายบาปด้วย
			<remark  id="s2b11c37l14" />ตบะ บริสุทธิ์แน่แท้ ไม่บริสุทธิ์หามิได้เป็นกิริยาที่ถึงยอดและถึงแก่น พระผู้มีพระภาคตรัส
			<remark  id="s2b11c37l15" />ว่า ดูกรนิโครธะการหน่ายบาปด้วยตบะ ด้วยเหตุเพียง เท่านี้ เป็นกิริยาที่ถึงยอดหรือถึงแก่นหามิ
			<remark  id="s2b11c37l16" />ได้ ที่แท้ เป็นกิริยาที่ถึงกะพี้เท่านั้น ฯ   
			<remark  id="s2b11c37l17" />  	[๒๘] นิโครธปริพาชกกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็การหน่าย   บาปด้วยตบะ 
			<remark  id="s2b11c37l18" />เป็นกิริยาที่ถึงยอดและถึงแก่น ด้วยเหตุเพียงเท่าไร ขอประทาน  พระวโรกาส ขอพระผู้มีพระ
			<remark  id="s2b11c37l19" />ภาคจงให้ข้าพระองค์ถึงยอดถึงแก่นแห่งการหน่ายบาป  ด้วยตบะเถิด ฯ          
			<remark  id="s2b11c37l20" />     พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรนิโครธะ บุคคลผู้มีตบะในโลกนี้ เป็นผู้ สังวรแล้วด้วย
			<remark  id="s2b11c37l21" />สังวร ๔ ประการ ฯลฯ เขาย่อมระลึกถึงชาติก่อนได้เป็นอันมาก คือ   ระลึกได้ชาติหนึ่งบ้าง สอง
			<remark  id="s2b11c37l22" />ชาติบ้าง ฯลฯ เขาระลึกถึงชาติก่อนได้เป็นอันมาก พร้อมทั้งอาการ พร้อมทั้งอุเทศ ด้วยประ
			<remark  id="s2b11c37l23" />การฉะนี้ เขาเห็นหมู่สัตว์ที่กำลังจุติ   กำลังอุปบัติ เลว ประณีต มีผิวพรรณดี มีผิวพรรณทราม 
			<remark  id="s2b11c37l24" />ได้ดี ตกยาก ด้วย    ทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ ล่วงจักษุของมนุษย์ ย่อมรู้ชัดซึ่งหมู่สัตว์ผู้เป็นไปตาม
			<remark  id="s2b11c37l25" />กรรม       ว่า สัตว์เหล่านี้ ประกอบด้วยกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต ติเตียนพระอริยเจ้า     เป็น
			<remark  id="s2b11c37l26" />มิจฉาทิฐิ ยึดถือการกระทำด้วยอำนาจมิจฉาทิฐิ เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก เขาย่อมเข้า
			<remark  id="s2b11c37l27" />ถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ส่วนสัตว์เหล่านี้ ประกอบด้วย  กายสุจริต วจีสุจริต มโนสุจริต 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b11c38" >
		<para id="s2b11c38p">
			<remark  id="s2b11c38l1" />ไม่ติเตียนพระอริยเจ้า เป็นสัมมาทิฐิ ยึดถือ   การกระทำด้วยอำนาจสัมมาทิฐิ เบื้องหน้าแต่ตาย
			<remark  id="s2b11c38l2" />เพราะกายแตก เขาย่อมเข้าถึง  สุคติโลกสวรรค์ ดังนี้ เขาย่อมเห็นหมู่สัตว์กำลังจุติ กำลังอุปบัติ 
			<remark  id="s2b11c38l3" />เลว ประณีต       มีผิวพรรณดี มีผิวพรรณทราม ได้ดี ตกยาก ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ ล่วง
			<remark  id="s2b11c38l4" />จักษุ    ของมนุษย์ ย่อมรู้ชัดซึ่งหมู่สัตว์ผู้เป็นไปตามกรรม ด้วยประการฉะนี้ ดูกรนิโครธะ  ท่าน
			<remark  id="s2b11c38l5" />จะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน ถ้าเมื่อเป็นเช่นนี้ การหน่ายบาปด้วยตบะ จะบริสุทธิ์หรือไม่
			<remark  id="s2b11c38l6" />บริสุทธิ์ ฯ            
			<remark  id="s2b11c38l7" />     นิโครธปริพาชกกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อเป็นเช่นนี้ การหน่ายบาปด้วย
			<remark  id="s2b11c38l8" />ตบะ บริสุทธิ์แน่แท้ ไม่บริสุทธิ์ หามิได้ เป็นกิริยาที่ถึงยอดและ      ถึงแก่น ฯ              
			<remark  id="s2b11c38l9" />     พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรนิโครธะ การหน่ายบาปด้วยตบะ เป็นกิริยาที่ถึงยอดและ
			<remark  id="s2b11c38l10" />ถึงแก่น ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ ดูกรนิโครธะ ท่านได้กล่าวกะเราอย่างนี้ว่า ธรรมของพระผู้มีพระ
			<remark  id="s2b11c38l11" />ภาค สำหรับทรงแนะนำสาวกนั้นชื่ออะไร ธรรมชื่อ   อะไรสำหรับรู้แจ้งชัดอาทิพรหมจรรย์ อัน
			<remark  id="s2b11c38l12" />เป็นที่อาศัยอยู่แห่งพระสาวกที่พระผู้มีพระภาคทรงแนะนำแล้ว ถึงความยินดี ดูกรนิโครธะ 
			<remark  id="s2b11c38l13" />ฐานะที่ยิ่งกว่าและประณีตกว่า ดังนี้  แล เป็นธรรมสำหรับเราแนะนำสาวก เป็นธรรมสำหรับรู้แจ้ง
			<remark  id="s2b11c38l14" />ชัดอาทิพรหมจรรย์    อันเป็นที่อาศัยอยู่แห่งพระสาวกที่เราแนะนำแล้ว ถึงความยินดี เมื่อพระผู้มี
			<remark  id="s2b11c38l15" />พระ ภาคตรัสอย่างนี้แล้ว พวกปริพาชกเหล่านั้น ได้เป็นผู้มีเสียงดังลั่นอึกทึกว่า พวก เรากับ
			<remark  id="s2b11c38l16" />อาจารย์ยังไม่เห็นในคัมภีร์มีคัมภีร์อเจลกเป็นต้นนี้ พวกเรากับอาจารย์ยังไม่ เห็นในบาลีมีบาลี
			<remark  id="s2b11c38l17" />อเจลกเป็นต้นนี้ พวกเรายังไม่รู้ชัด การบรรลุคุณวิเศษที่ยิ่งไป           กว่านี้ ฯ              
			<remark  id="s2b11c38l18" />  	[๒๙] ในกาลที่สันธานคฤหบดีได้ทราบว่า บัดนี้ พวกปริพาชกอัญญเดียร์ถีย์เหล่านี้ตั้ง
			<remark  id="s2b11c38l19" />ใจฟัง เงี่ยโสตสดับ ตั้งจิตเพื่อรู้ถึงภาษิตของพระผู้มีพระภาคโดย  แท้แล จึงได้กล่าวกะนิโครธ
			<remark  id="s2b11c38l20" />ปริพาชกว่า ดูกรท่านนิโครธะ ท่านได้กล่าวกะเรา  อย่างนี้แลว่า เอาเถิด คฤหบดี ท่านพึงรู้ 
			<remark  id="s2b11c38l21" />พระสมณโคดมจะทรงเจรจากับใคร     จะถึงการสนทนาด้วยใคร จะถึงความเป็นผู้ฉลาดด้วยพระ
			<remark  id="s2b11c38l22" />ปัญญากว่าใคร พระปัญญาของพระสมณโคดมฉิบหายเสียในเรือนอันสงัด พระสมณโคดมไม่
			<remark  id="s2b11c38l23" />กล้าเสด็จ   เที่ยวไปในบริษัท ไม่สามารถเพื่อจะทรงเจรจา พระองค์ท่านทรงเสพที่อันสงัด ณภาย
			<remark  id="s2b11c38l24" />ในอย่างเดียว อุปมาเหมือนแม่โคบอดเที่ยววนเวียน เสพที่อันสงัด ณ ภาย   ใน ฉะนั้น เอา
			<remark  id="s2b11c38l25" />เถิด คฤหบดี พระสมณโคดมพึงเสด็จมาสู่บริษัทนี้ พวกข้าพเจ้า  พึงสนทนากะพระองค์ท่าน 
			<remark  id="s2b11c38l26" />ด้วยปัญหาข้อเดียวเท่านั้น เห็นจะพึงบีบรัดพระองค์ ท่าน เหมือนบุคคลบีบรัดหม้อเปล่า ฉะนั้น 
			<remark  id="s2b11c38l27" />ดูกรท่านนิโครธะ บัดนี้ พระผู้มี พระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้นเสด็จถึงแล้ว ณ ที่
		</para>
	</section>
	<section id="s2b11c39" >
		<para id="s2b11c39p">
			<remark  id="s2b11c39l1" />นี้ ก็พวกท่านจง   ทำพระองค์ท่านไม่ให้กล้าเสด็จเที่ยวไปในบริษัท จงทำให้เป็นเหมือนแม่โคบอด 
			<remark  id="s2b11c39l2" />เที่ยววนเวียน จงสนทนากะพระองค์ท่านด้วยปัญหาข้อเดียวเท่านั้น เห็นจะบีบรัด     พระองค์ท่าน 
			<remark  id="s2b11c39l3" />เหมือนบุคคลบีบรัดหม้อเปล่า ฉะนั้น เมื่อสันธานคฤหบดีกล่าว  อย่างนี้แล้ว นิโครธปริพาชก
			<remark  id="s2b11c39l4" />เป็นผู้นิ่ง เก้อเขิน คอตก ก้มหน้า ซบเซา ไม่มีปฏิภาณ ฯ               
			<remark  id="s2b11c39l5" />  	[๓๐] ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคทรงทราบซึ่งนิโครธปริพาชกเป็นผู้นิ่ง  เก้อเขิน คอตก 
			<remark  id="s2b11c39l6" />ก้มหน้า ซบเซา ไม่มีปฏิภาณ จึงตรัสกะนิโครธปริพาชกว่า     ดูกรนิโครธะ วาจานี้ท่านกล่าวจริง
			<remark  id="s2b11c39l7" />หรือ นิโครธปริพาชกทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้        เจริญ วาจานี้ ข้าพระองค์กล่าวจริง ด้วยความ
			<remark  id="s2b11c39l8" />เป็นคนเขลา คนหลง ไม่ฉลาด    พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรนิโครธะ ท่านจะสำคัญความข้อ
			<remark  id="s2b11c39l9" />นั้นเป็นไฉน ท่านเคยได้ยินปริพาชกผู้เฒ่าผู้แก่ เป็นอาจารย์และปาจารย์กล่าวว่ากระไร พระ
			<remark  id="s2b11c39l10" />อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลาย ได้มีแล้วในอดีตกาล พระผู้มีพระภาคทั้งหลายเหล่านั้น ประชุม
			<remark  id="s2b11c39l11" />พร้อมกันแล้ว มีเสียงดังลั่นอึกทึก ขวนขวายติรัจฉานกถาต่างเรื่องอยู่ คือ   ขวนขวายเรื่องพระราชา 
			<remark  id="s2b11c39l12" />เรื่องโจร ฯลฯ เรื่องความเจริญ และความเสื่อม ด้วย  ประการนั้นๆ เหมือนท่านกับอาจารย์ใน
			<remark  id="s2b11c39l13" />บัดนี้ อย่างนี้หรือ หรือว่า พระผู้มีพระภาคทั้งหลายเหล่านั้น ย่อมทรงเสพราวไพรในป่า 
			<remark  id="s2b11c39l14" />เสนาสนะอันสงัด ซึ่งมีเสียง  น้อย มีเสียงกึกก้องน้อย ปราศจากลมแต่ชนผู้เดินเข้าออก 
			<remark  id="s2b11c39l15" />สมควรแก่การทำกรรม อันเร้นลับแห่งมนุษย์ สมควรแก่การหลีกเร้น เหมือนเราในบัดนี้ 
			<remark  id="s2b11c39l16" />นิโครธปริพาชก กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์เคยได้ยินปริพาชกผู้เฒ่าผู้แก่ เป็น          
			<remark  id="s2b11c39l17" />อาจารย์และปาจารย์กล่าวว่า พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลายได้มีแล้วใน อดีตกาล พระผู้มี
			<remark  id="s2b11c39l18" />พระภาคทั้งหลายนั้น ประชุมพร้อมกันแล้ว มีเสียงดังลั่นอึกทึก  ขวนขวายติรัจฉานกถาต่างเรื่อง
			<remark  id="s2b11c39l19" />อยู่อย่างนี้ คือ ขวนขวายเรื่องพระราชา เรื่องโจร     ฯลฯ เรื่องความเจริญและความเสื่อม ด้วย
			<remark  id="s2b11c39l20" />ประการนั้นๆ เหมือนข้าพระองค์กับ   อาจารย์ในบัดนี้ อย่างนี้ หามิได้ พระผู้มีพระภาคทั้งหลาย
			<remark  id="s2b11c39l21" />เหล่านั้น ย่อมทรงเสพ            ราวไพรในป่า เสนาสนะอันสงัด มีเสียงน้อย มีเสียงกึกก้องน้อย 
			<remark  id="s2b11c39l22" />ปราศจาก   ลมแต่ชนผู้เดินเข้าออก สมควรแก่การทำกรรมอันเร้นลับแห่งมนุษย์ สมควรแก่การหลีก
			<remark  id="s2b11c39l23" />เร้น เหมือนพระผู้มีพระภาคในบัดนี้ อย่างนี้แล พระผู้มีพระภาคตรัสว่า   ดูกรนิโครธะ ท่าน
			<remark  id="s2b11c39l24" />แลเป็นผู้รู้ เป็นผู้แก่ ไม่ได้ดำริว่า พระผู้มีพระภาคนั้น เป็น พระพุทธะ ย่อมทรงแสดงธรรมเพื่อ
			<remark  id="s2b11c39l25" />ความตรัสรู้ พระผู้มีพระภาคนั้น เป็นผู้ฝึกแล้ว     ย่อมทรงแสดงธรรมเพื่อความฝึก พระผู้มีพระ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b11c40" >
		<para id="s2b11c40p">
			<remark  id="s2b11c40l1" />ภาคนั้นเป็นผู้สงบระงับแล้ว ย่อมทรง แสดงธรรมเพื่อความสงบระงับ พระผู้มีพระภาคนั้นเป็นผู้
			<remark  id="s2b11c40l2" />ข้ามได้แล้ว ย่อมทรง แสดงธรรมเพื่อความข้าม พระผู้มีพระภาคนั้นเป็นผู้ดับแล้ว ย่อมทรง
			<remark  id="s2b11c40l3" />แสดงธรรม เพื่อความดับ ฯ         
			<remark  id="s2b11c40l4" />  	[๓๑] เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว นิโครธปริพาชกได้กราบทูล พระผู้มีพระภาค
			<remark  id="s2b11c40l5" />ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ โทษได้ครอบงำ ข้าพระองค์ซึ่งเป็นคนเขลา คนหลง ไม่ฉลาด จึง
			<remark  id="s2b11c40l6" />ได้กล่าวกะพระผู้มีพระภาคอย่างนี้ ขอพระผู้มีพระภาค    จงทรงรับทราบความผิดของข้าพระองค์นั้น
			<remark  id="s2b11c40l7" /> โดยเป็นความผิด เพื่อสำรวมต่อไป    พระผู้มีพระภาคตรัสว่า จริง จริง นิโครธะ ความผิดได้
			<remark  id="s2b11c40l8" />ครอบงำท่าน ซึ่งเป็น  คนเขลา คนหลง ไม่ฉลาด จึงได้กล่าวกะเราอย่างนี้ เราขอรับทราบความ
			<remark  id="s2b11c40l9" />ผิดของ   ท่าน เพราะท่านได้เห็นความผิดโดยเป็นความผิดแล้วสารภาพตามเป็นจริง ก็การที่บุคคล
			<remark  id="s2b11c40l10" />เห็นความผิดโดยเป็นความผิดจริง แล้วสารภาพตามเป็นจริง รับสังวรต่อไปนี้ เป็นความเจริญ
			<remark  id="s2b11c40l11" />ในพระวินัยของพระอริยเจ้าแล ดูกรนิโครธะ ก็เรากล่าว   อย่างนี้ว่า บุรุษผู้รู้ ไม่โอ้อวด ไม่มี
			<remark  id="s2b11c40l12" />มารยา มีชาติตรง จงมาเถิด เราจะสั่งสอน      เราจะแสดงธรรม เขาปฏิบัติอยู่ตามคำสั่งสอน 
			<remark  id="s2b11c40l13" />จักทำให้แจ้งซึ่งประโยชน์อันยอดเยี่ยม ที่กุลบุตรทั้งหลายผู้ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตโดย
			<remark  id="s2b11c40l14" />ชอบต้องการ อัน อันเป็นที่สุดแห่งพรหมจรรย์ ด้วยปัญญาอันยิ่งด้วยตนเองในปัจจุบันเข้าถึงอยู่ 
			<remark  id="s2b11c40l15" />ตลอด    เจ็ดปี ดูกรนิโครธะ เจ็ดปีจงยกไว้ บุรุษผู้รู้ ไม่โอ้อวด ไม่มีมารยา มีชาติตรง  จงมา
			<remark  id="s2b11c40l16" />เถิด เราจะสั่งสอน เราจะแสดงธรรม เขาปฏิบัติอยู่ตามคำสั่งสอน จักทำ   ให้แจ้งซึ่งประโยชน์
			<remark  id="s2b11c40l17" />อันยอดเยี่ยม ที่กุลบุตรทั้งหลายผู้ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตโดยชอบต้องการ อันเป็นที่สุด
			<remark  id="s2b11c40l18" />แห่งพรหมจรรย์ ด้วยปัญญาอันยิ่งด้วยตนเอง     ในปัจจุบันเข้าถึงอยู่ ตลอดหกปี ... ห้าปี ... สี่ปี ... 
			<remark  id="s2b11c40l19" />สามปี ... สองปี ... ปีหนึ่ง    ดูกรนิโครธะ ปีหนึ่ง จงยกไว้ บุรุษผู้รู้ ไม่โอ้อวด ไม่มีมารยา 
			<remark  id="s2b11c40l20" />มีชาติตรง จงมาเถิด เราจะสั่งสอน เราจะแสดงธรรม เขาปฏิบัติอยู่อย่างนั้นตามคำสั่งสอนจักทำให้แจ้ง
			<remark  id="s2b11c40l21" />ซึ่ง
			<remark  id="s2b11c40l22" />ประโยชน์อันยอดเยี่ยม ที่กุลบุตรทั้งหลายผู้ออกจากเรือนบวชเป็น    บรรพชิตโดยชอบต้องการ อัน
			<remark  id="s2b11c40l23" />เป็นที่สุดแห่งพรหมจรรย์ ด้วยปัญญาอันยิ่งด้วยตนเอง            ในปัจจุบันเข้าถึงอยู่ ตลอดเจ็ดเดือน 
			<remark  id="s2b11c40l24" />ดูกรนิโครธะ เจ็ดเดือนจงยกไว้ บุรุษผู้รู้          ไม่โอ้อวด ไม่มีมารยา มีชาติตรง จงมาเถิด เราจะ
			<remark  id="s2b11c40l25" />สั่งสอน เราจะแสดงธรรม     เขาปฏิบัติอยู่อย่างนั้นตามคำสั่งสอน จักทำให้แจ้งซึ่งประโยชน์อัน
			<remark  id="s2b11c40l26" />ยอดเยี่ยม ที่กุลบุตรทั้งหลายผู้ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตโดยชอบต้องการ อันเป็นที่สุดแห่ง
		</para>
	</section>
	<section id="s2b11c41" >
		<para id="s2b11c41p">
			<remark  id="s2b11c41l1" />พรหมจรรย์ ด้วยปัญญาอันยิ่งด้วยตนเอง ในปัจจุบันเข้าถึงอยู่ ตลอดหกเดือน ...  ห้าเดือน ... 
			<remark  id="s2b11c41l2" />สี่เดือน ... สามเดือน ... สองเดือน ... เดือนหนึ่ง ... กึ่งเดือน     ดูกรนิโครธะ กึ่งเดือนจงยกไว้ 
			<remark  id="s2b11c41l3" />บุรุษผู้รู้ ไม่โอ้อวด ไม่มีมารยา มีชาติตรงจงมาเถิด เราจะสั่งสอน เราจะแสดงธรรม เขา
			<remark  id="s2b11c41l4" />ปฏิบัติอยู่ตามคำสั่งสอน    จักทำให้แจ้งประโยชน์อันยอดเยี่ยม ที่กุลบุตรทั้งหลายผู้ออกจากเรือน
			<remark  id="s2b11c41l5" />บวช   เป็นบรรพชิตโดยชอบต้องการ อันเป็นที่สุดแห่งพรหมจรรย์ ด้วยปัญญา   อันยิ่งด้วยตนเอง 
			<remark  id="s2b11c41l6" />ในปัจจุบันเข้าถึงอยู่ ตลอดเจ็ดวัน ดูกรนิโครธะ แต่บางทีท่านจะพึงดำริอย่างนี้ว่า พระสมณ
			<remark  id="s2b11c41l7" />โคดมตรัสอย่างนี้ เพราะใคร่ได้อันเตวาสิก ข้อนั้นท่านไม่พึงเห็นอย่างนี้ ผู้ใดเป็นอาจารย์ของ
			<remark  id="s2b11c41l8" />ท่านได้อย่างนี้ ผู้นั้นแหละจงเป็น    อาจารย์ของท่าน ดูกรนิโครธะ แต่บางทีท่านจะพึงดำริอย่างนี้
			<remark  id="s2b11c41l9" />ว่า พระสมณโคดม ปรารถนาจะให้เราเคลื่อนจากอุเทศ [เสื่อมจากการเล่าเรียน] จึงตรัสอย่างนี้ 
			<remark  id="s2b11c41l10" />ข้อนั้น ท่านไม่พึงเห็นอย่างนั้น อุเทศใดของท่านได้อย่างนี้ อุเทศนั้นแหละจงเป็นอุเทศของ
			<remark  id="s2b11c41l11" />ท่าน ดูกรนิโครธะ แต่บางทีท่านจะพึงดำริอย่างนี้ว่า พระสมณโคดม    ปรารถนาจะให้เราเคลื่อน
			<remark  id="s2b11c41l12" />จากอาชีวะ จึงตรัสอย่างนี้ ข้อนั้นท่านไม่พึงเห็นอย่างนั้น   ก็อาชีวะของท่านนั้นแหละ จงเป็น
			<remark  id="s2b11c41l13" />อาชีวะของท่าน ดูกรนิโครธะ แต่บางทีท่าน   จะพึงดำริอย่างนี้ว่า พระสมณโคดมปรารถนาจะให้
			<remark  id="s2b11c41l14" />เรากับอาจารย์ตั้งอยู่ในอกุศลธรรม         ซึ่งเป็นส่วนอกุศล จึงตรัสอย่างนี้ ข้อนั้น ท่านไม่พึงเห็น
			<remark  id="s2b11c41l15" />อย่างนั้น อกุศลธรรม     เหล่านั้นแหละ จงเป็นส่วนอกุศลของท่านกับอาจารย์ ดูกรนิโครธะ แต่
			<remark  id="s2b11c41l16" />บางที    ท่านจะพึงดำริอย่างนี้ว่า พระสมณโคดมปรารถนาจะให้เรากับอาจารย์ห่างจากกุศลธรรม ซึ่ง
			<remark  id="s2b11c41l17" />เป็นส่วนกุศล จึงตรัสอย่างนี้ ข้อนั้นท่านไม่พึงเห็นอย่างนั้น กุศลธรรม     เหล่านั้นแหละ จงเป็น
			<remark  id="s2b11c41l18" />ส่วนกุศลของท่านกับอาจารย์ ดูกรนิโครธะ ด้วยประการ   ดังนี้แล เรากล่าวอย่างนี้ เพราะใคร่ได้
			<remark  id="s2b11c41l19" />อันเตวาสิก หามิได้ เราปรารถนาจะให้        ท่านเคลื่อนจากอุเทศ จึงกล่าวอย่างนี้ ก็ไม่ใช่ ปรารถนา
			<remark  id="s2b11c41l20" />จะให้เคลื่อนจากอาชีวะ   จึงกล่าวอย่างนี้ ก็ไม่ใช่ ปรารถนาจะให้ท่านกับอาจารย์ตั้งอยู่ในอกุศลธรรม 
			<remark  id="s2b11c41l21" />ซึ่ง    เป็นส่วนอกุศล จึงกล่าวอย่างนี้ ก็ไม่ใช่ ปรารถนาจะให้ท่านกับอาจารย์ห่างจาก    กุศลธรรม 
			<remark  id="s2b11c41l22" />ซึ่งเป็นส่วนกุศล จึงกล่าวอย่างนี้ ก็ไม่ใช่ ดูกรนิโครธะ ก็อกุศลธรรม     อันเป็นเครื่องเศร้าหมอง 
			<remark  id="s2b11c41l23" />มีปรกติทำภพใหม่ มีความกระวนกระวาย มีทุกข์เป็นผลเป็นปัจจัยแห่งชาติชรามรณะต่อไป 
			<remark  id="s2b11c41l24" />ซึ่งท่านยังละไม่ได้ มีอยู่ ที่เราจะแสดงธรรม      เพื่อละเสีย ธรรมเป็นเครื่องเศร้าหมอง อันท่าน
			<remark  id="s2b11c41l25" />ปฏิบัติแล้วอย่างไร จักละได้ธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งความผ่องแผ้ว จักเจริญยิ่ง ท่านจักทำให้แจ้ง
		</para>
	</section>
	<section id="s2b11c42" >
		<para id="s2b11c42p">
			<remark  id="s2b11c42l1" />ซึ่งความบริบูรณ์      แห่งมรรคปัญญาและความไพบูลย์แห่งผลปัญญา ด้วยปัญญาอันยิ่งด้วยตนเอง       
			<remark  id="s2b11c42l2" />ในปัจจุบันเข้าถึงอยู่ เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว พวกปริพาชกเหล่านั้น   เป็นผู้นิ่ง เก้อ
			<remark  id="s2b11c42l3" />เขิน คอตก ก้มหน้า ซบเซา ไม่มีปฏิภาณ เหมือนถูกมารดลใจ   ฉะนั้น ฯ               
			<remark  id="s2b11c42l4" />  	[๓๒] ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคทรงดำริว่า พวกโมฆบุรุษเหล่านี้   แม้ทั้งหมด ถูกมาร
			<remark  id="s2b11c42l5" />ดลใจแล้ว ในพวกเขาแม้สักคนหนึ่ง ไม่มีใครคิดอย่างนี้ว่า เอาเถิด พวกเราจะพฤติ
			<remark  id="s2b11c42l6" />พรหมจรรย์ในพระสมณโคดม เพื่อความรู้ทั่วถึงบ้าง   เจ็ดวันจักทำอะไร ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคทรง
			<remark  id="s2b11c42l7" />บันลือสีหนาท ในปริพาชการาม ของพระนางอุทุมพริกาแล้ว เหาะขึ้นสู่เวหาส์ ปรากฏอยู่บนภูเขา
			<remark  id="s2b11c42l8" />คิชฌกูฏ สันธานคฤหบดีเข้าไปสู่พระนครราชคฤห์ในขณะนั้นเอง ดังนี้แล ฯ    
			<remark  id="s2b11c42l9" />		     จบ อุทุมพริกสูตร ที่ ๒           
			<remark  id="s2b11c42l10" />		      _______________  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b11c43" >
		<para id="s2b11c43p">
			<remark  id="s2b11c43l1" />		    ๓. จักกวัตติสูตร (๒๖)             
			<remark  id="s2b11c43l2" />		    _________________ 
			<remark  id="s2b11c43l3" />  	[๓๓] ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้   
			<remark  id="s2b11c43l4" />     สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ เมืองมาตุลาในแคว้นมคธ ณ ที่  นั้นแล พระผู้มี
			<remark  id="s2b11c43l5" />พระภาคตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ฯ     
			<remark  id="s2b11c43l6" />     ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระผู้มีพระภาคแล้ว พระผู้มีพระภาคจึงตรัสดังนี้ว่า             
			<remark  id="s2b11c43l7" />     ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงมีตนเป็นเกาะ มีตนเป็นที่พึ่ง อย่ามีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่ง 
			<remark  id="s2b11c43l8" />จงมีธรรมเป็นเกาะ มีธรรมเป็นที่พึ่ง อย่ามีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่งอยู่   ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุผู้มีตน
			<remark  id="s2b11c43l9" />เป็นเกาะ มีตนเป็นที่พึ่ง ไม่มีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่ง      มีธรรมเป็นเกาะ มีธรรมเป็นที่พึ่ง ไม่มีสิ่งอื่นเป็น
			<remark  id="s2b11c43l10" />ที่พึ่ง เป็นไฉน      
			<remark  id="s2b11c43l11" />     ๑. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ พิจารณาเห็นกายในกายอยู่ มีความ
			<remark  id="s2b11c43l12" />          เพียร มีสัมปชัญญะ มีสติกำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้ ฯ      
			<remark  id="s2b11c43l13" />     ๒. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ พิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาทั้งหลาย
			<remark  id="s2b11c43l14" />          อยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัด อภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้ ฯ  
			<remark  id="s2b11c43l15" />     ๓. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ พิจารณาเห็นจิตในจิตอยู่   มีความ
			<remark  id="s2b11c43l16" />          เพียร มีสัมปชัญญะ มีสติกำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลก เสียได้ ฯ      
			<remark  id="s2b11c43l17" />     ๔. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ พิจารณาเห็นธรรมในธรรม ทั้งหลายอยู่ 
			<remark  id="s2b11c43l18" />          มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้ ฯ           
			<remark  id="s2b11c43l19" />     ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุมีตนเป็นเกาะ มีตนเป็นที่พึ่ง ไม่มีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่ง    มีธรรม
			<remark  id="s2b11c43l20" />เป็นเกาะ มีธรรมเป็นที่พึ่ง ไม่มีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่งอยู่ อย่างนี้แล ดูกรภิกษุ    ทั้งหลาย เธอทั้ง
			<remark  id="s2b11c43l21" />หลายจงเที่ยวไปในโคจรซึ่งเป็นวิสัยอันสืบมาจากบิดาของตน  ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อเธอทั้ง
			<remark  id="s2b11c43l22" />หลายเที่ยวไปในโคจร ซึ่งเป็นวิสัยอันสืบมาจากบิดา  ของตน มารจักไม่ได้โอกาส มารจักไม่ได้
			<remark  id="s2b11c43l23" />อารมณ์ ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุญนี้    เจริญขึ้นอย่างนี้ เพราะเหตุถือมั่นธรรมทั้งหลายอันเป็นกุศล ฯ 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b11c44" >
		<para id="s2b11c44p">
			<remark  id="s2b11c44l1" />  	[๓๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรื่องเคยมีมาแล้ว มีพระราชาจักรพรรดิ์   พระนามว่า ทัลหเนมิ 
			<remark  id="s2b11c44l2" />ผู้ทรงธรรม เป็นพระราชาโดยธรรม เป็นใหญ่ในแผ่นดิน    มีมหาสมุทร ๔ เป็นขอบเขต ทรง
			<remark  id="s2b11c44l3" />ชำนะแล้ว มีราชอาณาจักรมั่นคง สมบูรณ์        ด้วยแก้ว ๗ ประการ คือ จักรแก้ว ช้างแก้ว ม้า
			<remark  id="s2b11c44l4" />แก้ว แก้วมณี นางแก้ว     คฤหบดีแก้ว ปริณายกแก้ว เป็นที่ ๗ พระราชบุตรของพระองค์มี
			<remark  id="s2b11c44l5" />กว่าพัน ล้วน    กล้าหาญ มีรูปทรงสมเป็นวีรกษัตริย์ สามารถย่ำยีเสนาของข้าศึกได้ พระองค์  
			<remark  id="s2b11c44l6" />ทรงชำนะโดยธรรม มิต้องใช้อาชญา มิต้องใช้ศัสตราครอบครองแผ่นดิน มีสาคร   เป็นขอบเขต 
			<remark  id="s2b11c44l7" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้น โดยล่วงไปหลายปี หลายร้อยปี หลาย พันปี ท้าวเธอตรัสเรียก
			<remark  id="s2b11c44l8" />บุรุษคนหนึ่งมารับสั่งว่า ดูกรบุรุษผู้เจริญ ท่านเห็นจักรแก้ว   อันเป็นทิพย์ถอยเคลื่อนจากที่ในกาลใด 
			<remark  id="s2b11c44l9" />พึงบอกแก่เราในกาลนั้นทีเดียว ดูกรภิกษุ        ทั้งหลาย บุรุษนั้นทูลสนองพระราชดำรัสของท้าวเธอ
			<remark  id="s2b11c44l10" />แล้ว ดูกรภิกษุทั้งหลาย   โดยล่วงไปอีกหลายปี หลายร้อยปี หลายพันปี บุรุษนั้นได้เห็นจักรแก้ว
			<remark  id="s2b11c44l11" />อันเป็นทิพย์ถอยเคลื่อนจากที่ จึงเข้าไปเฝ้าท้าวเธอถึงที่ประทับ แล้วได้กราบทูลว่า ขอเดชะพระ
			<remark  id="s2b11c44l12" />พุทธเจ้าข้า ขอพระองค์พึงทรงทราบ จักรแก้วอันเป็นทิพย์ของพระองค์ถอย  เคลื่อนจากที่แล้ว ฯ   
			<remark  id="s2b11c44l13" />     ดูกรภิกษุทั้งหลาย ลำดับนั้น ท้าวเธอตรัสเรียกพระกุมารองค์ใหญ่มา รับสั่งว่า ดูกรพ่อ
			<remark  id="s2b11c44l14" />กุมาร ได้ยินว่า จักรแก้วอันเป็นทิพย์ของพ่อถอยเคลื่อนจากที่แล้ว    ก็พ่อได้สดับมาดังนี้ว่า 
			<remark  id="s2b11c44l15" />จักรแก้วอันเป็นทิพย์ของพระเจ้าจักรพรรดิ์องค์ใด ถอยเคลื่อนจากที่ พระเจ้าจักรพรรดิ์พระองค์
			<remark  id="s2b11c44l16" />นั้น พึงทรงพระชนม์อยู่ได้ไม่นานในบัดนี้      ก็กามทั้งหลายอันเป็นของมนุษย์ พ่อได้บริโภคแล้ว 
			<remark  id="s2b11c44l17" />บัดนี้เป็นสมัยที่จะแสวงหากามทั้งหลายอันเป็นทิพย์ของพ่อ มาเถิดพ่อกุมาร พ่อจงปกครองแผ่น
			<remark  id="s2b11c44l18" />ดิน อันมีสมุทรเป็นขอบเขตนี้  ฝ่ายพ่อจักปลงผมและหนวด นุ่งห่มผ้าย้อมน้ำฝาด ออกจากเรือน
			<remark  id="s2b11c44l19" />บวชเป็นบรรพชิต ฯ  
			<remark  id="s2b11c44l20" />     ดูกรภิกษุทั้งหลาย ลำดับนั้น ท้าวเธอทรงสั่งสอนพระกุมารองค์ใหญ่  ในราชสมบัติเรียบ
			<remark  id="s2b11c44l21" />ร้อยแล้ว ทรงปลงพระเกศาและพระมัสสุ ทรงครองผ้าย้อม น้ำฝาด เสด็จออกจากเรือน ทรง
			<remark  id="s2b11c44l22" />ผนวชเป็นบรรพชิตแล้ว ดูกรภิกษุทั้งหลาย    ก็เมื่อพระราชฤาษี ทรงผนวชได้ ๗ วัน จักรแก้ว
			<remark  id="s2b11c44l23" />อันเป็นทิพย์อันตรธานไปแล้ว ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b11c45" >
		<para id="s2b11c45p">
			<remark  id="s2b11c45l1" />  	[๓๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้น ราชบุรุษคนหนึ่งเข้าไปเฝ้าพระราชา ผู้เป็นกษัตริย์ 
			<remark  id="s2b11c45l2" />ซึ่งได้มูรธาภิเษกแล้ว ถึงที่ประทับ ครั้นแล้วได้กราบทูลว่า ขอเดชะ  พระพุทธเจ้าข้า พระองค์
			<remark  id="s2b11c45l3" />พึงทรงทราบเถิด จักรแก้วอันเป็นทิพย์อันตรธานไปแล้วดูกรภิกษุทั้งหลาย ลำดับนั้น เมื่อ
			<remark  id="s2b11c45l4" />จักรแก้วอันเป็นทิพย์อันตรธานไปแล้ว    ท้าวเธอได้ทรงเสียพระทัยและทรงเสวยแต่ความเสีย
			<remark  id="s2b11c45l5" />พระทัย ท้าวเธอเสด็จเข้าไป  หาพระราชฤาษีถึงที่ประทับ แล้วได้กราบทูลว่า ขอเดชะ พระพุทธ
			<remark  id="s2b11c45l6" />เจ้าข้า   พระองค์พึงทรงทราบว่าจักรแก้วอันเป็นทิพย์อันตรธานไปแล้ว ดูกรภิกษุทั้งหลาย    เมื่อ
			<remark  id="s2b11c45l7" />ท้าวเธอกราบทูลอย่างนี้แล้ว พระราชฤาษีจึงตรัสกะท้าวเธอว่า ดูกรพ่อ พ่อ   อย่าเสียใจ และ
			<remark  id="s2b11c45l8" />อย่าเสวยแต่ความเสียใจไปเลย ในเมื่อจักรแก้วอันเป็นทิพย์   อันตรธานไปแล้ว ดูกรพ่อ ด้วย
			<remark  id="s2b11c45l9" />ว่าจักรแก้วอันเป็นทิพย์หาใช่สมบัติสืบมาจาก  บิดาของพ่อไม่ ดูกรพ่อ เชิญพ่อประพฤติใน
			<remark  id="s2b11c45l10" />จักกวัตติวัตรอันประเสริฐเถิด ข้อนี้   เป็นฐานะที่จะมีได้แล เมื่อพ่อประพฤติในจักกวัตติวัตรอัน
			<remark  id="s2b11c45l11" />ประเสริฐ จักรแก้วอันเป็นทิพย์ซึ่งมีกำพันหนึ่ง มีกง มีดุม บริบูรณ์ด้วยอาการทุกอย่าง จัก
			<remark  id="s2b11c45l12" />ปรากฏมี แก่พ่อผู้สระพระเศียร แล้วรักษาอุโบสถอยู่ ณ ปราสาทอันประเสริฐชั้นบน ในวัน
			<remark  id="s2b11c45l13" />อุโบสถ ๑๕ ค่ำ ฯ     
			<remark  id="s2b11c45l14" />     ร. พระพุทธเจ้าข้า ก็จักกวัตติวัตรอันประเสริฐนั้น เป็นไฉน ฯ        
			<remark  id="s2b11c45l15" />     ราช. ดูกรพ่อ ถ้าเช่นนั้น พ่อจงอาศัยธรรมเท่านั้น สักการะธรรม   ทำความเคารพ
			<remark  id="s2b11c45l16" />ธรรม นับถือธรรม บูชาธรรม ยำเกรงธรรม มีธรรมเป็นธงชัย    มีธรรมเป็นยอด มีธรรมเป็น
			<remark  id="s2b11c45l17" />ใหญ่ จงจัดการรักษาป้องกันและคุ้มครองอันเป็นธรรมในชนภายใน ในหมู่พล ในพวกกษัตริย์
			<remark  id="s2b11c45l18" />ผู้เป็นอนุยนต์ ในพวกพราหมณ์และ   คฤหบดี ในชาวนิคมและชาวชนบททั้งหลาย ในพวกสมณ
			<remark  id="s2b11c45l19" />พราหมณ์ ในเหล่าเนื้อ     และนก ดูกรพ่อ การอธรรมอย่าให้มีได้ในแว่นแคว้นของพ่อเลย ดูกร
			<remark  id="s2b11c45l20" />พ่อ อนึ่ง บุคคลเหล่าใดในแว่นแคว้นของพ่อ ไม่มีทรัพย์ พ่อพึงให้ทรัพย์แก่บุคคลเหล่านั้น ด้วย 
			<remark  id="s2b11c45l21" />ดูกรพ่อ อนึ่ง สมณพราหมณ์เหล่าใด ในแว่นแคว้นของพ่อ งดเว้นจาก  ความเมาและความ
			<remark  id="s2b11c45l22" />ประมาท ตั้งมั่นอยู่ในขันติและโสรัจจะ ฝึกตนแต่ผู้เดียว สงบตนแต่ผู้เดียว ให้ตนดับกิเลส
			<remark  id="s2b11c45l23" />อยู่แต่ผู้เดียว พึงเข้าไปหาสมณพราหมณ์เหล่านั้น       โดยกาลอันควร แล้วไต่ถามสอบถามว่า ท่าน
			<remark  id="s2b11c45l24" />ขอรับ กุศลคืออะไร ท่านขอรับ     อกุศลคืออะไร กรรมมีโทษคืออะไร กรรมไม่มีโทษคืออะไร 
			<remark  id="s2b11c45l25" />กรรมอะไรควรเสพ       กรรมอะไรไม่ควรเสพ กรรมอะไรอันข้าพเจ้ากระทำอยู่ พึงมีเพื่อไม่เป็น
			<remark  id="s2b11c45l26" />ประโยชน์    เพื่อทุกข์ สิ้นกาลนาน หรือว่ากรรมอะไรที่ข้าพเจ้ากระทำอยู่ พึงมีเพื่อประโยชน์  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b11c46" >
		<para id="s2b11c46p">
			<remark  id="s2b11c46l1" />เพื่อความสุข สิ้นกาลนาน พ่อได้ฟังคำของสมณพราหมณ์เหล่านั้นแล้ว สิ่งใด  เป็นอกุศล พึงละ
			<remark  id="s2b11c46l2" />เว้นสิ่งนั้นเสีย สิ่งใดเป็นกุศลพึงถือมั่นสิ่งนั้นประพฤติ ดูกรพ่อ        นี้แล คือจักกวัตติวัตรอัน
			<remark  id="s2b11c46l3" />ประเสริฐนั้น ฯ
			<remark  id="s2b11c46l4" />     ดูกรภิกษุทั้งหลาย ท้าวเธอรับสนองพระดำรัสพระราชฤาษีแล้ว ทรง   ประพฤติในจักกวัตติวัตร
			<remark  id="s2b11c46l5" />อันประเสริฐ เมื่อท้าวเธอทรงประพฤติจักกวัตติวัตรอัน      ประเสริฐอยู่ จักรแก้วอันเป็นทิพย์ซึ่งมี
			<remark  id="s2b11c46l6" />กำพันหนึ่ง มีกง มีดุม บริบูรณ์ด้วย            อาการทุกอย่าง ปรากฏมีแก่ท้าวเธอผู้สระพระเศียร ทรง
			<remark  id="s2b11c46l7" />รักษาอุโบสถอยู่ ณ     ปราสาทอันประเสริฐชั้นบน ในวันอุโบสถ ๑๕ ค่ำ ท้าวเธอทอดพระเนตร
			<remark  id="s2b11c46l8" />เห็นแล้ว   มีพระดำริว่า ก็เราได้สดับมาว่า จักรแก้วอันเป็นทิพย์ มีกำพันหนึ่ง มีกง มีดุม            
			<remark  id="s2b11c46l9" />บริบูรณ์ด้วยอาการทุกอย่าง ปรากฎมีแก่พระราชาผู้เป็นกษัตริย์พระองค์ใด ผู้ได้มูรธาภิเษก สระ
			<remark  id="s2b11c46l10" />พระเศียร ทรงรักษาอุโบสถอยู่ ณ ปราสาทอันประเสริฐชั้นบน    ในวันอุโบสถ ๑๕ ค่ำ พระ
			<remark  id="s2b11c46l11" />ราชาพระองค์นั้น เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ์ เราได้เป็น พระเจ้าจักพรรดิ์หรือหนอ ฯ              
			<remark  id="s2b11c46l12" />  	[๓๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ลำดับนั้น ท้าวเธอเสด็จลุกจากพระที่แล้ว   ทรงทำผ้าอุตตราสงค์
			<remark  id="s2b11c46l13" />เฉวียงพระอังสาข้างหนึ่ง จับพระเต้าด้วยพระหัตถ์ซ้าย ทรง ประคองจักรแก้วด้วยพระหัตถ์ขวา 
			<remark  id="s2b11c46l14" />แล้วตรัสว่า ขอจักรแก้วอันประเสริฐ จงเป็น ไปเถิด ขอจักรแก้วอันประเสริฐ จงชนะโลกทั้ง
			<remark  id="s2b11c46l15" />ปวงเถิด ฯ     
			<remark  id="s2b11c46l16" />     ดูกรภิกษุทั้งหลาย ขณะนั้น จักรแก้วนั้นก็เป็นไปทางทิศบูรพา พระเจ้า จักรพรรดิ
			<remark  id="s2b11c46l17" />พร้อมด้วยจตุรงคินีเสนา ก็เสด็จติดตามไป ฯ     
			<remark  id="s2b11c46l18" />     ดูกรภิกษุทั้งหลาย ฝ่ายพระเจ้าแผ่นดินที่อยู่ ณ ทิศบูรพาพากันเสด็จ เข้าไปเฝ้าพระเจ้า
			<remark  id="s2b11c46l19" />จักรพรรดิ์ ได้กราบทูลอย่างนี้ว่า ขอเชิญเสด็จมาเถิด มหาราชเจ้า พระองค์เสด็จมาดีแล้ว 
			<remark  id="s2b11c46l20" />ราชอาณาจักรเหล่านี้ เป็นของพระองค์ทั้งสิ้น ขอ พระองค์พระราชทานพระบรมราโชวาทเถิด 
			<remark  id="s2b11c46l21" />มหาราชเจ้า ท้าวเธอจึงตรัสอย่างนี้ว่า 
			<remark  id="s2b11c46l22" />              พวกท่านไม่พึงฆ่าสัตว์    
			<remark  id="s2b11c46l23" />              ไม่พึงถือเอาของที่เจ้าของไม่ได้ให้       
			<remark  id="s2b11c46l24" />              ไม่พึงประพฤติผิดในกามทั้งหลาย            
			<remark  id="s2b11c46l25" />              ไม่พึงกล่าวคำเท็จ        
			<remark  id="s2b11c46l26" />              ไม่พึงดื่มน้ำเมา         
			<remark  id="s2b11c46l27" />              จงบริโภคตามเดิมเถิด      
		</para>
	</section>
	<section id="s2b11c47" >
		<para id="s2b11c47p">
			<remark  id="s2b11c47l1" />     ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกพระเจ้าแผ่นดินที่อยู่ ณ ทิศบูรพาได้พากันตาม  เสด็จท้าวเธอไป 
			<remark  id="s2b11c47l2" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย ลำดับนั้น จักรแก้วนั้น ก็ลงไปสู่สมุทร ด้านบูรพา แล้วโผล่ขึ้นไปลงที่
			<remark  id="s2b11c47l3" />สมุทรด้านทักษิณ แล้วโผล่ขึ้นไปสู่ทิศปัจฉิมท้าวเธอพร้อมด้วยจตุรงคินีเสนาก็เสด็จติดตาม
			<remark  id="s2b11c47l4" />ไป ดูกรภิกษุทั้งหลาย จักรแก้วประดิษฐานอยู่ ณ ประเทศใด ท้าวเธอก็เสด็จเข้าไปพักอยู่ ณ 
			<remark  id="s2b11c47l5" />ประเทศนั้น     พร้อมด้วยจตุรงคินีเสนา ฯ               
			<remark  id="s2b11c47l6" />     ดูกรภิกษุทั้งหลาย ฝ่ายพระเจ้าแผ่นดินที่อยู่ ณ ทิศปัจฉิมก็พากันเสด็จ เข้าไปเฝ้าท้าวเธอ 
			<remark  id="s2b11c47l7" />ได้กราบทูลอย่างนี้ว่า ขอเชิญเสด็จมาเถิด มหาราชเจ้า   พระองค์เสด็จมาดีแล้ว มหาราชเจ้า 
			<remark  id="s2b11c47l8" />อาณาจักรเหล่านี้เป็นของพระองค์ทั้งสิ้น มหาราชเจ้า ขอพระองค์พระราชทานพระบรมราโชวาท
			<remark  id="s2b11c47l9" />เถิด ท้าวเธอจึงตรัสอย่างนี้ว่า               
			<remark  id="s2b11c47l10" />              พวกท่านไม่พึงฆ่าสัตว์    
			<remark  id="s2b11c47l11" />              ไม่พึงเอาสิ่งของที่เจ้าของไม่ได้ให้      
			<remark  id="s2b11c47l12" />              ไม่พึงประพฤติผิดในกามทั้งหลาย            
			<remark  id="s2b11c47l13" />              ไม่พึงกล่าวคำเท็จ        
			<remark  id="s2b11c47l14" />              ไม่พึงดื่มน้ำเมา         
			<remark  id="s2b11c47l15" />              จงบริโภคตามเดิมเถิด      
			<remark  id="s2b11c47l16" />     ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกพระเจ้าแผ่นดินที่อยู่ ณ ทิศอุดร ได้พากันตาม เสด็จท้าวเธอไป 
			<remark  id="s2b11c47l17" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย ลำดับนั้น จักรแก้วนั้นได้ชนะวิเศษยิ่งซึ่ง     แผ่นดินมีสมุทรเป็นขอบเขตได้แล้ว 
			<remark  id="s2b11c47l18" />จึงกลับคืนสู่ราชธานีนั้น ได้หยุดอยู่ที่ประตู     พระราชวังของท้าวเธอ ปรากฏเหมือนเครื่องประดับ 
			<remark  id="s2b11c47l19" />ณ มุขสำหรับทำเรื่องราว    สว่างไสวอยู่ทั่วภายในพระราชวังของท้าวเธอ ฯ             
			<remark  id="s2b11c47l20" />  	[๓๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย พระเจ้าจักรพรรดิ์องค์ที่ ๒ ก็ดี องค์ที่ ๓ ก็ดี      องค์ที่ ๔ ก็ดี 
			<remark  id="s2b11c47l21" />องค์ที่ ๕ ก็ดี องค์ที่ ๖ ก็ดี องค์ที่ ๗ ก็ดี โดยกาลล่วงไป         หลายปี หลายร้อยปี หลายพันปี 
			<remark  id="s2b11c47l22" />ได้ตรัสเรียกบุรุษคนหนึ่งมารับสั่งว่า ดูกรบุรุษ   ผู้เจริญ ท่านเห็นจักรแก้วอันเป็นทิพย์ ถอย
			<remark  id="s2b11c47l23" />เคลื่อนจากที่ในกาลใด พ่อพึงบอกแก่เราในกาลนั้นทีเดียว ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุรุษนั้นทูล
			<remark  id="s2b11c47l24" />สนองพระราชดำรัสของท้าวเธอแล้ว ดูกรภิกษุทั้งหลาย โดยล่วงไปอีกหลายปี หลายร้อยปี 
			<remark  id="s2b11c47l25" />หลายพันปี  บุรุษนั้นได้แลเห็นจักรแก้วอันเป็นทิพย์ถอยเคลื่อนจากที่ จึงเข้าไปเฝ้าท้าวเธอถึงที่      
			<remark  id="s2b11c47l26" />ประทับ แล้วได้กราบทูลว่า ขอเดชะ พระพุทธเจ้าข้า ขอพระองค์พึงทรงทราบ    จักรแก้วอัน
		</para>
	</section>
	<section id="s2b11c48" >
		<para id="s2b11c48p">
			<remark  id="s2b11c48l1" />เป็นทิพย์ของพระองค์ถอยเคลื่อนจากที่แล้ว ดูกรภิกษุทั้งหลาย ลำดับ     นั้น ท้าวเธอตรัสเรียก
			<remark  id="s2b11c48l2" />พระกุมารองค์ใหญ่มารับสั่งว่า ดูกรพ่อกุมาร ได้ยินว่า  จักรแก้วอันเป็นทิพย์ของพ่อถอยเคลื่อนจากที่
			<remark  id="s2b11c48l3" />แล้ว ก็พ่อได้สดับมาดังนี้ว่า จักร   แก้วอันเป็นทิพย์ของพระเจ้าจักรพรรดิ์พระองค์ใด ถอย
			<remark  id="s2b11c48l4" />เคลื่อนออกจากที่ พระเจ้าจักรพรรดิ์พระองค์นั้นพึงทรงพระชนม์อยู่ได้ไม่นาน ในบัดนี้ ก็กาม
			<remark  id="s2b11c48l5" />ทั้งหลาย    อันเป็นของมนุษย์ พ่อได้บริโภคแล้ว บัดนี้เป็นสมัยที่จะแสวงหากามทั้งหลาย อันเป็น
			<remark  id="s2b11c48l6" />ทิพย์ของพ่อ มาเถิดพ่อกุมาร พ่อจงปกครองแผ่นดินอันมีสมุทรเป็น    ขอบเขตนี้ ฝ่ายพ่อจะปลง
			<remark  id="s2b11c48l7" />ผมและหนวด นุ่งห่มผ้าย้อมน้ำฝาด ออกจากเรือนบวช    เป็นบรรพชิต ดูกรภิกษุทั้งหลาย
			<remark  id="s2b11c48l8" /> ลำดับนั้น ท้าวเธอทรงสั่งสอนพระกุมารองค์  ใหญ่ในราชสมบัติเรียบร้อยแล้ว ทรงปลงพระเกศา
			<remark  id="s2b11c48l9" />และพระมัสสุ ทรงครองผ้า       ย้อมน้ำฝาด เสด็จออกจากเรือนทรงผนวชเป็นบรรพชิตแล้ว ดูกร
			<remark  id="s2b11c48l10" />ภิกษุทั้งหลาย    ก็เมื่อพระราชฤาษี ทรงพระผนวชได้ ๗ วัน จักรแก้วอันเป็นทิพย์อันตรธาน ไปแล้ว ฯ               
			<remark  id="s2b11c48l11" />  	[๓๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ลำดับนั้น บุรุษคนหนึ่งเข้าไปเฝ้าพระราชา ผู้กษัตริย์ ซึ่งได้
			<remark  id="s2b11c48l12" />มูรธาภิเษกแล้วถึงที่ประทับ ครั้นแล้ว ได้กราบทูลว่า ขอเดชะ  พระพุทธเจ้าข้า พระองค์พึงทรง
			<remark  id="s2b11c48l13" />ทราบเถิด จักรแก้วอันเป็นทิพย์อันตรธานไปแล้วดูกรภิกษุทั้งหลาย ลำดับนั้น ท้าวเธอเมื่อ
			<remark  id="s2b11c48l14" />จักรแก้วอันเป็นทิพย์อันตรธานไปแล้ว       ได้ทรงเสียพระทัย และได้ทรงเสวยแต่ความเสียพระทัย 
			<remark  id="s2b11c48l15" />แต่ไม่ได้เสด็จเข้าไป   เฝ้าพระราชฤาษี ทูลถามจึงจักกวัตติวัตรอันประเสริฐ นัยว่าท้าวเธอทรงปกครอง
			<remark  id="s2b11c48l16" />ประชาราษฎร์ ตามพระมติของพระองค์เอง ประชาราษฎร์ก็ไม่เจริญต่อไป เหมือนเก่าก่อน เหมือน               
			<remark  id="s2b11c48l17" />เมื่อกษัตริย์พระองค์ก่อนๆ ซึ่งได้ทรงประพฤติในจักกวัตติวัตรอันประเสริฐอยู่     ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
			<remark  id="s2b11c48l18" />ครั้งนั้น คณะอำมาตย์ข้าราชบริพารโหราจารย์และมหาอำมาตย์     นายกองช้าง นายกองม้า เป็น
			<remark  id="s2b11c48l19" />ต้น จนคนรักษาประตู และคนเลี้ยงชีพด้วยปัญญา    ได้ประชุมกันกราบทูลท้าวเธอว่า พระพุทธ
			<remark  id="s2b11c48l20" />เจ้าข้า ได้ยินว่าเมื่อพระองค์ทรงปกครอง   ประชาราษฎร์ตามพระมติของพระองค์เอง ประชาราษฎร์
			<remark  id="s2b11c48l21" />ไม่เจริญเหมือนเก่าก่อน    เหมือนเมื่อกษัตริย์พระองค์ก่อนๆ ซึ่งได้ทรงประพฤติในจักกวัตติวัตร
			<remark  id="s2b11c48l22" />อันประเสริฐ          อยู่ พระพุทธเจ้าข้า ในแว่นแคว้นของพระองค์มีอำมาตย์ข้าราชบริพาร โหราจารย์               
			<remark  id="s2b11c48l23" />และมหาอำมาตย์ นายกองช้าง นายกองม้า เป็นต้น จนคนรักษาประตู และคน    เลี้ยงชีพด้วย
			<remark  id="s2b11c48l24" />ปัญญา อยู่พร้อมทีเดียว ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลาย คือข้าพระพุทธเจ้า   ทั้งหลายด้วยและประชา
			<remark  id="s2b11c48l25" />ราษฎร์ เหล่าอื่นด้วย จำทรงจักกวัตติวัตรอันประเสริฐได้อยู่    ขอเชิญพระองค์โปรดตรัสถามถึง
			<remark  id="s2b11c48l26" />จักกวัตติวัตรอันประเสริฐเถิด พวกข้าพระพุทธ เจ้าอันพระองค์ตรัสถามแล้ว จักกราบทูลแก้
			<remark  id="s2b11c48l27" />จักกวัตติวัตรอันประเสริฐถวายพระองค์ฯ           
		</para>
	</section>
	<section id="s2b11c49" >
		<para id="s2b11c49p">
			<remark  id="s2b11c49l1" />  	[๓๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ลำดับนั้น ท้าวเธอโปรดให้ประชุมอำมาตย์ราช  บริพารโหราจารย์
			<remark  id="s2b11c49l2" />และมหาอำมาตย์ นายกองช้าง นายกองม้าเป็นต้น จนคนรักษา   ประตู และคนเลี้ยงชีพด้วย
			<remark  id="s2b11c49l3" />ปัญญา แล้วตรัสถามจักกวัตติวัตรอันประเสริฐ เขา  เหล่านั้นอันท้าวเธอตรัสถามจักกวัตติวัตร
			<remark  id="s2b11c49l4" />อันประเสริฐแล้ว จึงกราบทูลแก้ถวาย         ท้าวเธอ ท้าวเธอได้ฟังคำทูลแก้ของพวกเขาแล้ว จึงทรง
			<remark  id="s2b11c49l5" />จัดการรักษาป้องกัน   และคุ้มครอง อันชอบธรรม แต่ไม่ได้พระราชทานทรัพย์ให้แก่คนที่ไม่มี
			<remark  id="s2b11c49l6" />ทรัพย์  เมื่อไม่พระราชทานทรัพย์ให้แก่คนที่ไม่มีทรัพย์ ความขัดสนจึงได้ถึงความแพร่หลาย 
			<remark  id="s2b11c49l7" />เมื่อความขัดสนถึงความแพร่หลาย บุรุษคนหนึ่งจึงขโมยทรัพย์ของคนอื่น  ไป เขาช่วยกันจับ
			<remark  id="s2b11c49l8" />บุรุษนั้นได้แล้ว แสดงแก่ท้าวเธอพร้อมด้วยกราบทูลว่า     พระพุทธเจ้าข้า บุรุษคนนี้ขโมย
			<remark  id="s2b11c49l9" />เอาทรัพย์ของคนอื่นไป ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อ  เขาพากันกราบทูลอย่างนี้แล้ว ท้าวเธอจึงตรัส
			<remark  id="s2b11c49l10" />คำนี้กะบุรุษผู้นั้นว่า พ่อบุรุษ ได้       ยินว่า เธอขโมยเอาทรัพย์ของคนอื่นไปจริงหรือ ฯ           
			<remark  id="s2b11c49l11" />     บุ. จริง พระพุทธเจ้าข้า ฯ         
			<remark  id="s2b11c49l12" />     ร. เพราะเหตุไร ฯ  
			<remark  id="s2b11c49l13" />     บุ. เพราะข้าพระพุทธเจ้าไม่มีอะไรจะเลี้ยงชีพ ฯ     
			<remark  id="s2b11c49l14" />     ดูกรภิกษุทั้งหลาย ลำดับนั้น ท้าวเธอจึงพระราชทานทรัพย์ให้แก่เขา  แล้วรับสั่งว่า พ่อ
			<remark  id="s2b11c49l15" />บุรุษ เธอจงเลี้ยงชีพ จงเลี้ยงมารดาบิดา จงเลี้ยงบุตรภรรยา     จงประกอบการงานทั้งหลาย จงตั้ง
			<remark  id="s2b11c49l16" />ทักษิณาที่มีผลในเบื้องบน อันเกื้อกูลแก่สวรรค์     มีสุขเป็นผล เป็นไปเพื่อสวรรค์ ในสมณพราหมณ์
			<remark  id="s2b11c49l17" />ทั้งหลายด้วยทรัพย์นี้เถิด    ดูกรภิกษุทั้งหลาย เขาได้สนองพระราชดำรัสของท้าวเธอแล้ว ฯ
			<remark  id="s2b11c49l18" />     ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้บุรุษอีกคนหนึ่งก็ได้ขโมยทรัพย์ของคนอื่นไป เขาช่วยกันจับ
			<remark  id="s2b11c49l19" />บุรุษนั้นได้แล้วจึงแสดงแก่ท้าวเธอพร้อมด้วยกราบทูลว่า พระพุทธเจ้าข้า       บุรุษผู้นี้ขโมยเอา
			<remark  id="s2b11c49l20" />ทรัพย์ของคนอื่นไป ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อเขาพากันกราบทูล     อย่างนี้แล้ว ท้าวเธอจึงตรัส
			<remark  id="s2b11c49l21" />คำนี้กะบุรุษผู้นั้นว่า พ่อบุรุษ ได้ยินว่า เธอขโมย   เอาทรัพย์ของคนอื่นไป จริงหรือ ฯ        
			<remark  id="s2b11c49l22" />     บุ. จริงพระพุทธเจ้าข้า ฯ          
			<remark  id="s2b11c49l23" />     ร. เพราะเหตุไร ฯ  
			<remark  id="s2b11c49l24" />     บุ. เพราะข้าพระพุทธเจ้าไม่มีอะไรจะเลี้ยงชีพ ฯ     
		</para>
	</section>
	<section id="s2b11c50" >
		<para id="s2b11c50p">
			<remark  id="s2b11c50l1" />     ดูกรภิกษุทั้งหลาย ลำดับนั้น ท้าวเธอจึงพระราชทานทรัพย์ให้แก่เขา   แล้วรับสั่งว่า พ่อบุรุษ
			<remark  id="s2b11c50l2" /> เธอจงเลี้ยงชีพ จงเลี้ยงชีพมารดาบิดา จงเลี้ยงบุตรภรรยา         จงประกอบการงานทั้งหลาย จงตั้ง
			<remark  id="s2b11c50l3" />ทักษิณาที่มีผล ในเบื้องบน อันเกื้อกูลแก่ สวรรค์ มีสุขเป็นผล เป็นไปเพื่อสวรรค์ ใน
			<remark  id="s2b11c50l4" />สมณพราหมณ์ทั้งหลายด้วยทรัพย์    นี้เถิด ดูกรภิกษุทั้งหลาย เขาได้สนองพระราชดำรัสของ
			<remark  id="s2b11c50l5" />ท้าวเธอแล้ว ฯ        
			<remark  id="s2b11c50l6" />     ดูกรภิกษุทั้งหลาย มนุษย์ทั้งหลายได้ฟังมาว่า ดูกรท่านผู้เจริญทั้งหลาย        ได้ยินว่า 
			<remark  id="s2b11c50l7" />คนขโมยทรัพย์ของคนพวกอื่นไป พระเจ้าแผ่นดินยังทรงพระราชทาน   ทรัพย์ให้อีก เขาได้ยินมา 
			<remark  id="s2b11c50l8" />จึงพากันคิดเห็นอย่างนี้ว่า อย่ากระนั้นเลย แม้เราทั้งหลายก็ควรขโมยเอาทรัพย์ของคนอื่นบ้าง ฯ              
			<remark  id="s2b11c50l9" />  	[๔๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ลำดับนั้น บุรุษคนหนึ่งขโมยเอาทรัพย์ของ   คนอื่นไป เขาช่วย
			<remark  id="s2b11c50l10" />กันจับบุรุษนั้นได้แล้ว จึงแสดงแก่ท้าวเธอพร้อมด้วยกราบทูลว่า    พระพุทธเจ้าข้า บุรุษผู้นี้ขโมย
			<remark  id="s2b11c50l11" />เอาทรัพย์ของคนอื่นไป ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อ   เขาพากันกราบทูลอย่างนี้แล้ว ท้าวเธอจึงตรัส
			<remark  id="s2b11c50l12" />คำนี้กะบุรุษผู้นั้นว่า พ่อบุรุษ ได้    ยินว่า เธอขโมยเอาทรัพย์ของคนอื่นไปจริงหรือ ฯ           
			<remark  id="s2b11c50l13" />     บุ. จริง พระพุทธเจ้าข้า ฯ         
			<remark  id="s2b11c50l14" />     ร. เพราะเหตุไร ฯ  
			<remark  id="s2b11c50l15" />     บุ. เพราะข้าพระพุทธเจ้าไม่มีอะไรจะเลี้ยงชีพ ฯ     
			<remark  id="s2b11c50l16" />     ดูกรภิกษุทั้งหลาย ลำดับนั้น ท้าวเธอจึงทรงพระดำริอย่างนี้ว่า ถ้าเราจักให้ทรัพย์แก่คน
			<remark  id="s2b11c50l17" />ที่ขโมยเอาทรัพย์ของคนอื่นเสมอไป อทินนาทานนี้จักเจริญทวี     ขึ้นด้วยประการอย่างนี้ อย่า
			<remark  id="s2b11c50l18" />กระนั้นเลย เราจะให้คุมตัวบุรุษผู้นี้ให้แข็งแรง จะทำ       การตัดต้นตอ ตัดศีรษะของบุรุษนั้นเสีย 
			<remark  id="s2b11c50l19" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย ลำดับนั้น ท้าวเธอ           ตรัสสั่งบังคับราชบุรุษทั้งหลายว่า แน่ะ พนาย ถ้าเช่นนั้น 
			<remark  id="s2b11c50l20" />ท่านจงเอาเชือก เหนียวๆ มัดบุรุษนี้ให้มือไพล่หลังให้แน่น เอามีดโกนๆ ศีรษะให้โล้น แล้ว
			<remark  id="s2b11c50l21" />พาตระเวนตามถนน ตามตรอก ด้วยบัณเฑาะว์เสียงกร้าว ออกทางประตู     ด้านทักษิณ จงคุมตัว
			<remark  id="s2b11c50l22" />ให้แข็งแรง ทำการตัดต้นตอ ตัดศีรษะบุรุษนั้นเสีย นอก  พระนครทิศทักษิณ ราชบุรุษทั้งหลาย
			<remark  id="s2b11c50l23" />รับพระราชดำรัสของเธอแล้ว จึงเอาเชือก   เหนียวมัดบุรุษนั้นให้มือไพล่หลังให้แน่น เอามีด
			<remark  id="s2b11c50l24" />โกนๆ ศีรษะให้โล้น แล้วพา ตระเวนตามถนน ตามตรอก ด้วยบัณเฑาะว์เสียงกร้าว ออก
			<remark  id="s2b11c50l25" />ทางประตูด้านทักษิณ     คุมตัวให้แข็งแรง ทำการตัดต้นตอ ตัดศีรษะบุรุษนั้น นอกพระนคร             
			<remark  id="s2b11c50l26" />ทิศทักษิณแล้ว ฯ        
		</para>
	</section>
	<section id="s2b11c51" >
		<para id="s2b11c51p">
			<remark  id="s2b11c51l1" />  	[๔๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย มนุษย์ทั้งหลายได้ฟังมาว่า ดูกรท่านผู้เจริญ ทั้งหลาย ได้ยินว่า 
			<remark  id="s2b11c51l2" />พระเจ้าแผ่นดินให้คุมตัวบุคคลผู้ขโมยเอาทรัพย์ของคนอื่น      อย่างแข็งแรง ทำการตัดต้นตอ ตัดศีรษะ
			<remark  id="s2b11c51l3" />พวกเขาเสีย เพราะได้ฟังมา พวกเขา     จึงมีความคิดเห็นอย่างนี้ว่า อย่ากระนั้นเลย แม้พวกเรา
			<remark  id="s2b11c51l4" />ควรให้ช่างทำศัสตรา อย่างคม ครั้นแล้วจะคุมตัวบุรุษที่เราจักขโมยเอาทรัพย์ให้แข็งแรง จักทำการ
			<remark  id="s2b11c51l5" />ตัด      ต้นตอ ตัดศีรษะพวกมันเสีย พวกเขาจึงให้ช่างทำศัสตราอย่างคม ครั้นแล้ว จึงเริ่มทำการปล้น
			<remark  id="s2b11c51l6" />บ้านบ้าง ปล้นนิคมบ้าง ปล้นพระนครบ้าง ปล้นตามถนน       หนทางบ้าง คุมตัวบุคคลที่พวกเขาจัก
			<remark  id="s2b11c51l7" />ขโมยเอาทรัพย์ไว้อย่างแข็งแรง ทำการตัด ต้นตอ ตัดศีรษะบุคคลนั้นเสีย ฯ          
			<remark  id="s2b11c51l8" />  	[๔๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ด้วยประการดังพรรณนามานี้ เมื่อพระมหากษัตริย์ไม่พระ
			<remark  id="s2b11c51l9" />ราชทานทรัพย์ให้แก่คนที่ไม่มีทรัพย์ ความขัดสนก็ได้ถึงความแพร่         หลาย เมื่อความขัดสนถึง
			<remark  id="s2b11c51l10" />ความแพร่หลาย อทินนาทานก็ได้ถึงความแพร่หลาย      เมื่ออทินนาทานถึงความแพร่หลาย ศัสตรา
			<remark  id="s2b11c51l11" />ก็ได้ถึงความแพร่หลาย เมื่อศัสตราถึงความแพร่หลาย ปาณาติบาตก็ได้ถึงความแพร่หลาย เมื่อ
			<remark  id="s2b11c51l12" />ปาณาติบาตถึงความแพร่   หลาย มุสาวาทก็ได้ถึงความแพร่หลาย เมื่อมุสาวาทถึงความแพร่หลาย 
			<remark  id="s2b11c51l13" />แม้อายุ   ของสัตว์เหล่านั้นก็เสื่อมถอย แม้วรรณะก็เสื่อมถอย เมื่อพวกเขาเสื่อมถอยจาก อายุบ้าง 
			<remark  id="s2b11c51l14" />เสื่อมถอยจากวรรณบ้าง บุตรของมนุษย์ที่มีอายุ ๘๐,๐๐๐ ปี ก็มีอายุถอยลง เหลือ ๔๐,๐๐๐ ปี 
			<remark  id="s2b11c51l15" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในเมื่อมนุษย์มีอายุ ๔๐,๐๐๐ ปี  บุรุษคนหนึ่งขโมยเอาทรัพย์ของคนอื่นไป 
			<remark  id="s2b11c51l16" />เขาช่วยกันจับบุรุษนั้นได้แล้ว จึงแสดง     แก่พระราชาผู้กษัตริย์ ซึ่งได้มูรธาภิเษกพร้อมด้วย
			<remark  id="s2b11c51l17" />กราบทูลว่า พระพุทธเจ้าข้า             บุรุษผู้นี้ขโมยเอาทรัพย์ของคนอื่นไป ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
			<remark  id="s2b11c51l18" />เมื่อเขาพากันกราบทูลอย่าง  นี้แล้ว ท้าวเธอจึงตรัสคำนี้กะบุรุษนั้นว่า พ่อบุรุษ ได้ยินว่า เธอขโมย
			<remark  id="s2b11c51l19" />เอาทรัพย์ของ    คนอื่นไปจริงหรือ บุรุษนั้นได้กราบทูล คำเท็จทั้งรู้อยู่ว่า ไม่จริงเลยพระพุทธเจ้าข้า ฯ   
			<remark  id="s2b11c51l20" />  	[๔๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ด้วยประการดังพรรณนามานี้ เมื่อพระมหากษัตริย์ไม่
			<remark  id="s2b11c51l21" />พระราชทานทรัพย์ให้แก่คนที่ไม่มีทรัพย์ ความขัดสนก็ได้ถึงความแพร่หลาย เมื่อความขัดสน
			<remark  id="s2b11c51l22" />ถึงความแพร่หลาย อทินนาทานก็ได้ถึงความแพร่หลาย   เมื่ออทินนาทานถึงความแพร่หลาย 
			<remark  id="s2b11c51l23" />ศัสตราก็ได้ถึงความแพร่หลาย เมื่อศัสตราถึงความแพร่หลาย ปาณาติบาตก็ได้ถึงความแพร่หลาย 
			<remark  id="s2b11c51l24" />เมื่อปาณาติบาตถึงความแพร่  หลาย มุสาวาทก็ได้ถึงความแพร่หลาย เมื่อมุสาวาทถึงความ
			<remark  id="s2b11c51l25" />แพร่หลาย แม้อายุ   ของสัตว์เหล่านั้นก็เสื่อมถอย แม้วรรณะก็เสื่อมถอย เมื่อพวกเขาเสื่อม
		</para>
	</section>
	<section id="s2b11c52" >
		<para id="s2b11c52p">
			<remark  id="s2b11c52l1" />ถอยจาก   อายุบ้าง เสื่อมถอยจากวรรณะบ้าง บุตรของมนุษย์ที่มีอายุ ๔๐,๐๐๐ ปี ก็มี  อายุ 
			<remark  id="s2b11c52l2" />๒๐,๐๐๐ ปี ฯ       
			<remark  id="s2b11c52l3" />     ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในเมื่อมนุษย์มีอายุ ๒๐,๐๐๐ ปี บุรุษคนหนึ่งขโมย  เอาทรัพย์ของ
			<remark  id="s2b11c52l4" />คนอื่นไป บุรุษอีกคนหนึ่งจึงกราบทูลแก่พระราชาผู้กษัตริย์ซึ่งได้      มูรธาภิเษกเป็นการส่อเสียดว่า 
			<remark  id="s2b11c52l5" />พระพุทธเจ้าข้า บุรุษชื่อนี้ ขโมยเอาทรัพย์ ของคนอื่นไป ฯ          
			<remark  id="s2b11c52l6" />  	[๔๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ด้วยประการดังพรรณนามานี้ เมื่อพระมหากษัตริย์ไม่
			<remark  id="s2b11c52l7" />พระราชทานทรัพย์ให้แก่คนที่ไม่มีทรัพย์ ความขัดสนก็ได้ถึงความแพร่หลาย เมื่อความขัดสน
			<remark  id="s2b11c52l8" />ถึงความแพร่หลาย ปิสุณาวาจาก็ได้ถึงความแพร่หลาย      เมื่อปิสุณาวาจาถึงความแพร่หลาย 
			<remark  id="s2b11c52l9" />แม้อายุของสัตว์เหล่านั้นก็เสื่อมถอย แม้ วรรณก็เสื่อมถอย เมื่อพวกเขาเสื่อมถอยจากอายุบ้าง 
			<remark  id="s2b11c52l10" />เสื่อมถอยจากวรรณะบ้าง  บุตรของมนุษย์ที่มีอายุ ๒๐,๐๐๐ ปี ก็มีอายุถอยลงเหลือ ๑๐,๐๐๐ ปี ฯ        
			<remark  id="s2b11c52l11" />     ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในเมื่อมนุษย์มีอายุ ๑๐,๐๐๐ ปี สัตว์บางพวกมีวรรณะดี สัตว์บางพวก
			<remark  id="s2b11c52l12" />มีวรรณะไม่ดี ในสัตว์ทั้งสองพวกนั้น สัตว์พวกที่มีวรรณะไม่ดี     ก็เพ่งเล็งสัตว์พวกที่มีวรรณดี 
			<remark  id="s2b11c52l13" />ถึงความประพฤติล่วงในภรรยาของคนอื่น ฯ     
			<remark  id="s2b11c52l14" />  	[๔๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ด้วยประการดังพรรณนามานี้ เมื่อพระมหา กษัตริย์ไม่
			<remark  id="s2b11c52l15" />พระราชทานทรัพย์ให้แก่คนที่ไม่มีทรัพย์ ความขัดสนก็ได้ถึงความแพร่ หลาย เมื่อความขัดสน
			<remark  id="s2b11c52l16" />ถึงความแพร่หลาย อทินนาทานก็ได้ถึงความแพร่หลาย      เมื่ออทินนาทานถึงความแพร่หลาย 
			<remark  id="s2b11c52l17" />กาเมสุมิจฉาจารก็ได้ถึงความแพร่หลาย เมื่อ กาเมสุมิจฉาจารถึงความแพร่หลาย แม้อายุของสัตว์
			<remark  id="s2b11c52l18" />เหล่านั้นก็เสื่อมถอย แม้ วรรณะก็เสื่อมถอย เมื่อพวกเขาเสื่อมถอยจากอายุบ้าง เสื่อมถอยจาก
			<remark  id="s2b11c52l19" />วรรณะบ้าง บุตรของมนุษย์ที่มีอายุ ๑๐,๐๐๐ ปี ก็มีอายุถอยลงเหลือ ๕,๐๐๐ ปี ฯ         
			<remark  id="s2b11c52l20" />     ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในเมื่อมนุษย์มีอายุ ๕,๐๐๐ ปี ธรรม ๒ ประการคือ  ผรุสวาจาและ
			<remark  id="s2b11c52l21" />สัมผัปปลาปะก็ได้ถึงความแพร่หลาย เมื่อธรรม ๒ ประการถึงความ   แพร่หลาย แม้อายุของสัตว์
			<remark  id="s2b11c52l22" />เหล่านั้นก็เสื่อมถอย แม้วรรณะก็เสื่อมถอย เมื่อพวกเขาเสื่อมถอยจากอายุบ้าง เสื่อมถอยจาก
			<remark  id="s2b11c52l23" />วรรณะบ้าง บุตรของมนุษย์ที่มีอายุ   ๕,๐๐๐ ปี บางพวกมีอายุ ๒,๕๐๐ ปี บางพวกมีอายุ ๒,๐๐๐ ปี ฯ 
			<remark  id="s2b11c52l24" />     ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในเมื่อมนุษย์มีอายุ ๒,๕๐๐ ปี อภิชฌาและพยาบาท    ก็ได้ถึงความ
			<remark  id="s2b11c52l25" />แพร่หลาย เมื่ออภิชฌาและพยาบาทถึงความแพร่หลาย แม้อายุของ   สัตว์เหล่านั้นก็เสื่อมถอย 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b11c53" >
		<para id="s2b11c53p">
			<remark  id="s2b11c53l1" />แม้วรรณะก็เสื่อมถอย เมื่อพวกเขาเสื่อมถอยจากอายุ       บ้าง เสื่อมถอยจากวรรณะบ้าง บุตรของ
			<remark  id="s2b11c53l2" />มนุษย์ที่มีอายุ ๒,๕๐๐ ปี ก็มีอายุถอยลง    เหลือ ๑,๐๐๐ ปี ฯ       
			<remark  id="s2b11c53l3" />     ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในเมื่อมนุษย์มีอายุ ๑,๐๐๐ ปี มิจฉาทิฐิก็ได้ถึงความ    แพร่หลาย
			<remark  id="s2b11c53l4" /> เมื่อมิจฉาทิฐิถึงความแพร่หลาย แม้อายุของสัตว์เหล่านั้นก็เสื่อมถอย     แม้วรรณะก็เสื่อมถอย 
			<remark  id="s2b11c53l5" />เมื่อพวกเขาเสื่อมถอยจากอายุบ้าง เสื่อมถอยจากวรรณะ  บ้าง บุตรของมนุษย์ที่มีอายุ ๑,๐๐๐ ปี 
			<remark  id="s2b11c53l6" />ก็มีอายุถอยลงเหลือ ๕๐๐ ปี ฯ       
			<remark  id="s2b11c53l7" />     ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในเมื่อมนุษย์มีอายุ ๕๐๐ ปี ธรรม ๓ ประการคือ    อธรรมราคะ  
			<remark  id="s2b11c53l8" />วิสมโลภ  มิจฉาธรรม  ก็ได้ถึงแก่ความแพร่หลาย เมื่อธรรม ๓ ประการถึงความแพร่หลาย 
			<remark  id="s2b11c53l9" />แม้อายุของสัตว์เหล่านั้นก็เสื่อมถอย แม้วรรณะก็ เสื่อมถอย เมื่อพวกเขาเสื่อมถอยจากอายุบ้าง
			<remark  id="s2b11c53l10" /> เสื่อมถอยจากวรรณะบ้าง บุตร   ของมนุษย์ที่มีอายุ ๕๐๐ ปี บางพวกมีอายุ ๒๕๐ ปี บางพวกมี
			<remark  id="s2b11c53l11" />อายุ ๒๐๐ ปี ฯ    
			<remark  id="s2b11c53l12" />     ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในเมื่อมนุษย์มีอายุ ๒๕๐ ปี ธรรมเหล่านี้คือ ความ ไม่ปฏิบัติชอบ
			<remark  id="s2b11c53l13" />ในมารดา ความไม่ปฏิบัติชอบในบิดา ความไม่ปฏิบัติชอบในสมณะ   ความไม่ปฏิบัติชอบใน
			<remark  id="s2b11c53l14" />พราหมณ์ ความไม่อ่อนน้อมต่อท่านผู้ใหญ่ในตระกูล ก็ได้ ถึงความแพร่หลาย ฯ      
			<remark  id="s2b11c53l15" />     ดูกรภิกษุทั้งหลาย ด้วยประการดังพรรณนามานี้ เมื่อพระมหากษัตริย์ไม่ พระราชทาน
			<remark  id="s2b11c53l16" />ทรัพย์ให้แก่คนที่ไม่มีทรัพย์ ความขัดสนก็ได้ถึงแก่ความแพร่หลาย เมื่อความขัดสนถึงความ
			<remark  id="s2b11c53l17" />แพร่หลาย อทินนาทานก็ได้ถึงความแพร่หลาย เมื่อ      อทินนาทานถึงความแพร่หลาย ศัสตราก็ได้
			<remark  id="s2b11c53l18" />ถึงความแพร่หลาย เมื่อศัสตราถึงความ แพร่หลาย ปาณาติบาตถึงความแพร่หลาย เมื่อ
			<remark  id="s2b11c53l19" />ปาณาติบาตถึงความแพร่หลาย        มุสาวาทก็ได้ถึงความแพร่หลาย เมื่อมุสาวาทถึงความแพร่หลาย
			<remark  id="s2b11c53l20" /> ปิสุณาวาจาก็ได้ถึงความแพร่หลาย เมื่อปิสุณาวาจาถึงความแพร่หลาย กาเมสุมิจฉาจารก็ได้
			<remark  id="s2b11c53l21" />ถึงความ              แพร่หลาย เมื่อกาเมสุมิจฉาจารถึงความแพร่หลาย ธรรม ๒ ประการคือ ผรุสวาจา  
			<remark  id="s2b11c53l22" />และสัมผัปปลาปะก็ได้ถึงความแพร่หลาย เมื่อธรรม ๒ ประการถึงความแพร่หลาย   อภิชฌาและ
			<remark  id="s2b11c53l23" />พยาบาทก็ได้ถึงความแพร่หลาย เมื่ออภิชฌาและพยาบาทถึงความ        แพร่หลาย มิจฉาทิฐิก็ได้ถึง
			<remark  id="s2b11c53l24" />ความแพร่หลาย เมื่อมิจฉาทิฐิถึงความแพร่หลาย   ธรรม ๓ ประการคือ อธรรมราคะ วิสมโลภ 
			<remark  id="s2b11c53l25" />มิจฉาธรรม ก็ได้ถึงความแพร่หลาย      เมื่อธรรม ๓ ประการถึงความแพร่หลาย ธรรมเหล่านี้ 
			<remark  id="s2b11c53l26" />คือ ความไม่ปฏิบัติชอบใน มารดา ความไม่ปฏิบัติชอบในบิดา ความไม่ปฏิบัติชอบในสมณะ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b11c54" >
		<para id="s2b11c54p">
			<remark  id="s2b11c54l1" /> ความไม่ปฏิบัติ   ชอบในพราหมณ์ ความไม่อ่อนน้อมต่อผู้ใหญ่ในตระกูล ก็ได้ถึงความแพร่หลาย    
			<remark  id="s2b11c54l2" />เมื่อธรรมเหล่านี้ถึงความแพร่หลาย แม้อายุของสัตว์เหล่านั้นก็เสื่อมถอย แม้  วรรณะก็เสื่อมถอย 
			<remark  id="s2b11c54l3" />เมื่อสัตว์เหล่านั้นเสื่อมถอยจากอายุบ้าง เสื่อมถอยจากวรรณะ   บ้าง บุตรของมนุษย์ที่มีอายุ ๒๕๐ ปี 
			<remark  id="s2b11c54l4" />ก็มีอายุถอยลงเหลือ ๑๐๐ ปี ฯ         
			<remark  id="s2b11c54l5" />  	[๔๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย จักมีสมัยที่มนุษย์เหล่านี้มีบุตรอายุ ๑๐ ปี ใน     เมื่อมนุษย์มีอายุ 
			<remark  id="s2b11c54l6" />๑๐ ปี เด็กหญิงมีอายุ ๕ ปี จักสมควรมีสามีได้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในเมื่อมนุษย์มีอายุ 
			<remark  id="s2b11c54l7" />๑๐ ปี รสเหล่านี้คือเนยใส เนยข้น น้ำมัน น้ำผึ้ง        น้ำอ้อย และเกลือ จักอันตรธานไปสิ้น 
			<remark  id="s2b11c54l8" />ดูกรภิกษุทั้งหลายในเมื่อมนุษย์ มีอายุ      ๑๐ ปี หญ้ากับแก้  จักเป็นอาหารอย่างดี ดูกรภิกษุ
			<remark  id="s2b11c54l9" />ทั้งหลายเปรียบเหมือนข้าวสุก     ข้าวสาลีระคนกับเนื้อสัตว์ จักเป็นอาหารอย่างดี ในบัดนี้
			<remark  id="s2b11c54l10" />ฉันใด ดูกรภิกษุทั้งหลาย     ในเมื่อมนุษย์มีอายุ ๑๐ ปี หญ้ากับแก้ก็จักเป็นอาหารอย่างดี ฉันนั้น
			<remark  id="s2b11c54l11" />เหมือนกัน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในเมื่อมนุษย์มีอายุ ๑๐ ปี กุศลกรรมบถ ๑๐ จักอันตรธานไป
			<remark  id="s2b11c54l12" />หมดสิ้น อกุศลกรรมบถ ๑๐ จักรุ่งเรืองเหลือเกิน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในเมื่อมนุษย์มีอายุ   ๑๐ ปี 
			<remark  id="s2b11c54l13" />แม้แต่ชื่อว่ากุศลก็จักไม่มี และคนทำกุศลจักมีแต่ไหน ดูกรภิกษุทั้งหลาย   ในเมื่อมนุษย์มี
			<remark  id="s2b11c54l14" />อายุ ๑๐ ปี คนทั้งหลายจักไม่ปฏิบัติชอบในมารดา จักไม่ปฏิบัติชอบในบิดา จักไม่ปฏิบัติชอบใน
			<remark  id="s2b11c54l15" />สมณะ จักไม่ปฏิบัติชอบในพราหมณ์ จักไม่      ประพฤติอ่อนน้อมต่อท่านผู้ใหญ่ในตระกูล เขา
			<remark  id="s2b11c54l16" />เหล่านั้นก็จักได้รับการบูชา และ    ได้รับการสรรเสริญ เหมือนคนปฏิบัติชอบในมารดา ปฏิบัติชอบ
			<remark  id="s2b11c54l17" />ในบิดา ปฏิบัติ   ชอบในสมณะ ปฏิบัติชอบในพราหมณ์ ประพฤติอ่อนน้อมต่อท่านผู้ใหญ่ใน          
			<remark  id="s2b11c54l18" />ตระกูล ในบัดนี้ ฯ      
			<remark  id="s2b11c54l19" />     ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในเมื่อมนุษย์มีอายุ ๑๐ ปี เขาจักไม่มีจิตคิดเคารพยำเกรงว่า 
			<remark  id="s2b11c54l20" />นี่แม่ นี่น้า นี่พ่อ นี่อา นี่ป้า นี่ภรรยาของอาจารย์ หรือว่านี่ภรรยา    ของท่านที่เคารพทั้งหลาย
			<remark  id="s2b11c54l21" /> สัตว์โลกจักถึงความสมสู่ปะปนกันหมด เปรียบเหมือน แพะ ไก่ สุนัขบ้าน สุนัขจิ้งจอก ฉะนั้น 
			<remark  id="s2b11c54l22" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในเมื่อมนุษย์มีอายุ  ๑๐ ปี สัตว์เหล่านั้นต่างก็จักเกิดความอาฆาต ความ
			<remark  id="s2b11c54l23" />พยาบาท ความคิดร้าย ความ คิดจะฆ่าอย่างแรงกล้าในกันและกัน มารดากับบุตรก็ดี บุตรกับ
			<remark  id="s2b11c54l24" />มารดาก็ดี บิดากับ   บุตรก็ดี บุตรกับบิดาก็ดี พี่ชายกับน้องหญิงก็ดี น้องหญิงกับพี่ชายก็ดี จักเกิด
			<remark  id="s2b11c54l25" />ความ     อาฆาต ความพยาบาท ความคิดร้าย ความคิดจะฆ่ากันอย่างแรงกล้า นายพรานเนื้อเห็นเนื้อ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b11c55" >
		<para id="s2b11c55p">
			<remark  id="s2b11c55l1" />เข้าเกิดความอาฆาต ความพยาบาท ความคิดร้าย ความคิดจะฆ่า อย่างแรงกล้าฉันใด ฉันนั้น
			<remark  id="s2b11c55l2" />เหมือนกัน ฯ   
			<remark  id="s2b11c55l3" />  	[๔๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในเมื่อมนุษย์มีอายุ ๑๐ ปี จักมีสัตถันตรกัปสิ้น ๗ วัน 
			<remark  id="s2b11c55l4" />มนุษย์เหล่านั้นจักกลับได้ความสำคัญกันเองว่าเป็นเนื้อ ศัสตราทั้ง   หลายอันคมจักปรากฏมีในมือของ
			<remark  id="s2b11c55l5" />พวกเขา พวกเขาจะฆ่ากันเองด้วยศัสตราอันคม    นั้นโดยสำคัญว่า นี้เนื้อ ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
			<remark  id="s2b11c55l6" />ครั้งนั้น สัตว์เหล่านั้น บางพวกมี           ความคิดอย่างนี้ว่า พวกเราอย่าฆ่าใครๆ และใครๆ ก็อย่า
			<remark  id="s2b11c55l7" />ฆ่าเรา อย่ากระนั้น  เลย เราควรเข้าไปตามป่าหญ้าสุมทุมป่าไม้ ระหว่างเกาะ หรือซอกเขา 
			<remark  id="s2b11c55l8" />มีรากไม้และผลไม้ในป่าเป็นอาหารเลี้ยงชีวิตอยู่ เขาพากันเข้าไปตามป่าหญ้าสุมทุมป่าไม้   ระหว่าง
			<remark  id="s2b11c55l9" />เกาะหรือซอกเขา มีรากไม้และผลไม้ ในป่าเป็นอาหารเลี้ยงชีวิตอยู่ตลอด    ๗ วัน เมื่อล่วง ๗ วันไป 
			<remark  id="s2b11c55l10" />เขาพากันออกจากป่าหญ้าสุมทุมป่าไม้ ระหว่างเกาะ  ซอกเขา แล้วต่างสวมกอดกันและกัน 
			<remark  id="s2b11c55l11" />จักขับร้องดีใจอย่างเหลือเกินในที่ประชุม ว่า สัตว์ผู้เจริญ เราพบเห็นกันแล้ว ท่านยังมีชีวิตอยู่
			<remark  id="s2b11c55l12" />หรือๆ ฯ           
			<remark  id="s2b11c55l13" />     ดูกรภิกษุทั้งหลาย ลำดับนั้น สัตว์เหล่านั้น จักมีความคิดอย่างนี้ว่า เรา ถึงความ
			<remark  id="s2b11c55l14" />สิ้นญาติอย่างใหญ่เห็นปานนี้ เหตุเพราะสมาทานธรรมที่เป็นอกุศล อย่ากระนั้นเลยเราควร
			<remark  id="s2b11c55l15" />ทำกุศล ควรทำกุศลอะไร เราควรงดเว้นปาณาติบาต ควรสมาทาน กุศลธรรมนี้แล้ว
			<remark  id="s2b11c55l16" />ประพฤติ เขาจักงดเว้นจากปาณาติบาต จักสมาทานกุศลธรรมนี้แล้วประพฤติ เพราะเหตุที่
			<remark  id="s2b11c55l17" />สมาทานกุศลธรรม เขาจักเจริญด้วยอายุบ้าง  จักเจริญด้วยวรรณะบ้าง เมื่อเขาเจริญด้วยอายุบ้าง 
			<remark  id="s2b11c55l18" />เจริญด้วยวรรณะบ้าง บุตรของมนุษย์ทั้งหลายที่มีอายุ ๑๐ ปี จักมีอายุเจริญขึ้นถึง ๒๐ ปี ฯ         
			<remark  id="s2b11c55l19" />     ดูกรภิกษุทั้งหลาย ลำดับนั้นสัตว์เหล่านั้นจักมีความคิดอย่างนี้ว่า เรา เจริญด้วยอายุบ้าง 
			<remark  id="s2b11c55l20" />เจริญด้วยวรรณะบ้าง เพราะเหตุที่สมาทานกุศลธรรม อย่า กระนั้นเลย เราควรทำกุศลยิ่งๆ
			<remark  id="s2b11c55l21" /> ขึ้นไป ควรทำกุศลอะไร เราควรงดเว้นจาก   อทินนาทาน ควรงดเว้นจากกาเมสุมิจฉาจาร 
			<remark  id="s2b11c55l22" />ควรงดเว้นจากปิสุณาวาจา ควรงดเว้น  จากผรุสวาจา ควรงดเว้นจากสัมผัปปลาปะ ควรละอภิชฌา 
			<remark  id="s2b11c55l23" />ควรละพยาบาท ควรละมิจฉาทิฐิ ควรละธรรม ๓ ประการ คืออธรรมราคะ วิสมโลภ มิจฉาธรรม       
			<remark  id="s2b11c55l24" />อย่ากระนั้นเลยเราควรปฏิบัติชอบในมารดา ควรปฏิบัติชอบในบิดา ควรปฏิบัติชอบในสมณะ 
			<remark  id="s2b11c55l25" />ควรปฏิบัติชอบในพราหมณ์ ควรประพฤติอ่อนน้อมต่อท่านผู้ใหญ่ใน    ตระกูล ควรสมาทาน
			<remark  id="s2b11c55l26" />กุศลธรรมนี้แล้วประพฤติ เขาเหล่านั้นจักปฏิบัติชอบในมารดาปฏิบัติชอบในบิดา ปฏิบัติชอบ
			<remark  id="s2b11c55l27" />ในสมณะ ปฏิบัติชอบในพราหมณ์ ประพฤติ   อ่อนน้อมต่อท่านผู้ใหญ่ในตระกูล จักสมาทาน
			<remark  id="s2b11c55l28" />กุศลธรรมนี้แล้วประพฤติ เพราะ   เหตุที่สมาทานกุศลธรรมเหล่านั้น เขาเหล่านั้นจักเจริญด้วย
		</para>
	</section>
	<section id="s2b11c56" >
		<para id="s2b11c56p">
			<remark  id="s2b11c56l1" />อายุบ้าง จักเจริญด้วย  วรรณะบ้าง เมื่อเขาเหล่านั้นเจริญด้วยอายุบ้าง เจริญด้วยวรรณะบ้าง 
			<remark  id="s2b11c56l2" />บุตรของคน ผู้มีอายุ ๒๐ ปี จักมีอายุเจริญขึ้นถึง ๔๐ ปี บุตรของคนผู้มีอายุ ๔๐ ปี จักมีอายุเจริญ
			<remark  id="s2b11c56l3" />ขึ้นถึง ๘๐ ปี บุตรของคนผู้มีอายุ ๘๐ ปี จักมีอายุเจริญขึ้นถึง ๑๖๐ ปี บุตรของคนผู้มีอายุ 
			<remark  id="s2b11c56l4" />๑๖๐ ปี จักมีอายุเจริญขึ้นถึง ๓๒๐ ปี บุตรของคนผู้มีอายุ ๓๒๐ ปี  จักมีอายุเจริญขึ้นถึง ๖๔๐ ปี 
			<remark  id="s2b11c56l5" />บุตรของคนผู้มีอายุ ๖๔๐ ปี จักมีอายุเจริญขึ้นถึง ๒,๐๐๐ ปี บุตรของคนผู้มีอายุ ๒,๐๐๐ ปี 
			<remark  id="s2b11c56l6" />จักมีอายุเจริญขึ้นถึง ๔,๐๐๐ ปี บุตร ของคนผู้มีอายุ ๔,๐๐๐ ปี จักมีอายุเจริญขึ้นถึง ๘,๐๐๐ ปี 
			<remark  id="s2b11c56l7" />บุตรของคนมีอายุ ๘,๐๐๐ ปี จักมีอายุเจริญขึ้นถึง ๒๐,๐๐๐ ปี บุตรของคนผู้มีอายุ ๒๐,๐๐๐ ปี  
			<remark  id="s2b11c56l8" />จักมีอายุเจริญขึ้นถึง ๔๐,๐๐๐ ปี บุตรของคนผู้มีอายุ ๔๐,๐๐๐ ปี จักมีอายุเจริญ ขึ้นถึง ๘๐,๐๐๐ ปี ฯ    
			<remark  id="s2b11c56l9" />  	[๔๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในเมื่อมนุษย์มีอายุ ๘๐,๐๐๐ ปี เด็กหญิงมี  อายุ ๕๐๐ ปี 
			<remark  id="s2b11c56l10" />จึงจักสมควรมีสามีได้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในเมื่อมนุษย์มีอายุ ๘๐,๐๐๐ ปี จักเกิดมีอาพาธ 
			<remark  id="s2b11c56l11" />๓ อย่าง คือ ความอยากกิน ๑ ความไม่อยากกิน ๑    ความแก่ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในเมื่อ
			<remark  id="s2b11c56l12" />มนุษย์มีอายุ ๘๐,๐๐๐ ปี ชมพูทวีปนี้จัก       มั่งคั่งและรุ่งเรือง มีบ้านนิคมและราชธานีพอชั่วไก่
			<remark  id="s2b11c56l13" />บินตก ดูกรภิกษุทั้งหลาย      ในเมื่อมนุษย์มีอายุ ๘๐,๐๐๐ ปี ชมพูทวีปนี้ประหนึ่งว่าอเวจีนรก 
			<remark  id="s2b11c56l14" />จักยัดเยียดไป    ด้วยผู้คนทั้งหลาย เปรียบเหมือนป่าไม้อ้อ หรือป่าสาลพฤกษ์ฉะนั้น ฯ        
			<remark  id="s2b11c56l15" />     ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในเมื่อมนุษย์มีอายุ ๘๐,๐๐๐ ปี เมืองพาราณสีนี้ จัก เป็นราชธานี
			<remark  id="s2b11c56l16" />มีนามว่า เกตุมดี เป็นเมืองที่มั่งคั่งและรุ่งเรืองมีพลเมืองมาก มีผู้คน   คับคั่ง และมีอาหาร
			<remark  id="s2b11c56l17" />สมบูรณ์ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในเมื่อมนุษย์มีอายุ ๘๐,๐๐๐ ปี    ในชมพูทวีปนี้จักมีเมือง 
			<remark  id="s2b11c56l18" />๘๔,๐๐๐ เมือง มีเกตุมดีราชธานีเป็นประมุข ฯ      
			<remark  id="s2b11c56l19" />     ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในเมื่อมนุษย์มีอายุ ๘๐,๐๐๐ ปี จักมีพระเจ้าจักรพรรดิ์ทรงพระนาม
			<remark  id="s2b11c56l20" />ว่า พระเจ้าสังขะ ทรงอุบัติขึ้น ณ เกตุมดีราชธานี เป็นผู้ทรงธรรม เป็นพระราชาโดยธรรม 
			<remark  id="s2b11c56l21" />เป็นใหญ่ในแผ่นดิน มีมหาสมุทร ๔ เป็นขอบเขต    ทรงชนะแล้ว มีราชอาณาจักรมั่นคง
			<remark  id="s2b11c56l22" />สมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ คือจักรแก้ว ๑  ช้างแก้ว ๑ ม้าแก้ว ๑ แก้วมณี ๑ นางแก้ว ๑
			<remark  id="s2b11c56l23" /> คฤหบดีแก้ว ๑ ปริณายกแก้วเป็น  ที่ ๗ พระราชบุตรของพระองค์มีกว่าพัน ล้วนกล้าหาญ 
			<remark  id="s2b11c56l24" />มีรูปทรงสมเป็นวีรกษัตริย์              สามารถย่ำยีเสนาของข้าศึกได้ พระองค์ทรงชำนะโดย
			<remark  id="s2b11c56l25" />ธรรมมิต้องใช้อาชญา มิต้อง ใช้ศัสตรา ครอบครองแผ่นดินมีสาครเป็นขอบเขต ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b11c57" >
		<para id="s2b11c57p">
			<remark  id="s2b11c57l1" />     ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในเมื่อมนุษย์มีอายุ ๘๐,๐๐๐ ปี พระผู้มีพระภาคทรง พระนามว่า
			<remark  id="s2b11c57l2" />เมตไตรย์ จักเสด็จอุบัติขึ้นในโลก พระองค์เป็นอรหันต์ ตรัสรู้เองโดยชอบ ถึงพร้อม
			<remark  id="s2b11c57l3" />ด้วยวิชชาและจรณะ เสด็จไปดีแล้ว ทรงรู้แจ้งโลก เป็นสารถี  ฝึกบุรุษที่ควรฝึกไม่มีผู้อื่น
			<remark  id="s2b11c57l4" />ยิ่งกว่า เป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เป็นผู้       เบิกบานแล้ว เป็นผู้จำแนกพระธรรม 
			<remark  id="s2b11c57l5" />เหมือนตถาคตอุบัติขึ้นแล้วในโลกในบัดนี้ เป็นอรหันต์ ตรัสรู้เองโดยชอบ ถึงพร้อมด้วยวิชชา
			<remark  id="s2b11c57l6" />และจรณะ ไปดีแล้ว รู้แจ้ง โลก เป็นสารถีฝึกบุรุษที่ควรฝึกไม่มีผู้อื่นยิ่งกว่า เป็นศาสดาของเทวดา
			<remark  id="s2b11c57l7" />และมนุษย์   ทั้งหลาย เป็นผู้เบิกบานแล้ว เป็นผู้จำแนกพระธรรม พระผู้มีพระภาคพระนามว่าเมตไตรย์
			<remark  id="s2b11c57l8" />พระองค์นั้น จักทรงทำโลกนี้พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ให้   แจ้งชัดด้วยพระปัญญา
			<remark  id="s2b11c57l9" />อันยิ่งด้วยพระองค์เองแล้ว ทรงสอนหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์เทวดาและมนุษย์ให้
			<remark  id="s2b11c57l10" />รู้ตาม เหมือนตถาคตในบัดนี้ ทำโลกนี้พร้อมทั้งเทวโลก      มารโลก พรหมโลก ให้แจ้งชัดด้วย
			<remark  id="s2b11c57l11" />ปัญญาอันยิ่งด้วยตถาคตเองแล้ว สอนหมู่สัตว์ พร้อมทั้งสมณพราหมณ์เทวดาและมนุษย์
			<remark  id="s2b11c57l12" />ให้รู้ตามอยู่ พระผู้มีพระภาคพระนามว่า เมตไตรย์พระองค์นั้นจักทรงแสดงธรรม งามใน
			<remark  id="s2b11c57l13" />เบื้องต้น งามในท่ามกลาง งาม    ในที่สุด ทรงประกาศพรหมจรรย์ พร้อมทั้งอรรถ พร้อมทั้ง
			<remark  id="s2b11c57l14" />พยัญชนะ บริสุทธิ์  บริบูรณ์สิ้นเชิง บริบูรณ์สิ้นเชิง พระผู้มีพระภาคพระนามว่าเมตไตรย์พระองค์นั้น 
			<remark  id="s2b11c57l15" />จักทรงบริหาร    ภิกษุสงฆ์หลายพัน เหมือนตถาคตบริหารภิกษุสงฆ์หลายร้อย ในบัดนี้ฉะนั้น ฯ   
			<remark  id="s2b11c57l16" />     ดูกรภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้น พระเจ้าสังขะจักทรงให้ยกขึ้นซึ่งปราสาทที่  พระเจ้ามหาปนาทะ
			<remark  id="s2b11c57l17" />ทรงสร้างไว้ แล้วประทับอยู่ แล้วจักทรงสละ จักทรงบำเพ็ญ ทาน แก่สมณพราหมณ์ คนกำพร้า 
			<remark  id="s2b11c57l18" />คนเดินทาง วณิพก และยาจกทั้งหลาย จัก       ทรงปลงพระเกศาและพระมัสสุ ทรงครองผ้า
			<remark  id="s2b11c57l19" />กาสาวพัสตร์ เสด็จออกจากเรือน ทรง   ผนวชเป็นบรรพชิต ในสำนักของพระผู้มีพระภาคพระ
			<remark  id="s2b11c57l20" />นามว่า เมตไตรย์อรหันต      สัมมาสัมพุทธเจ้า ท้าวเธอทรงผนวชอย่างนี้แล้ว ทรงปลีกพระองค์อยู่
			<remark  id="s2b11c57l21" />แต่ผู้เดียว  ไม่ประมาท มีความเพียร มีตนส่งไปแล้ว ไม่ช้านักก็จักทรงทำให้แจ้งซึ่งประโยชน์  อัน
			<remark  id="s2b11c57l22" />ยอดเยี่ยมที่กุลบุตรทั้งหลาย พากันออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตโดยชอบ  ต้องการ อันเป็นที่สุด
			<remark  id="s2b11c57l23" />แห่งพรหมจรรย์ ด้วยพระปัญญาอันยิ่งด้วยพระองค์เอง ในทิฐธรรมเทียว เข้าถึงอยู่ ฯ             
			<remark  id="s2b11c57l24" />  	[๔๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงมีตนเป็นเกาะ มีตนเป็นที่พึ่ง  อย่ามีสิ่งอื่นเป็น
			<remark  id="s2b11c57l25" />ที่พึ่ง จงมีธรรมเป็นเกาะ มีธรรมเป็นที่พึ่ง อย่ามีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่งอยู่      ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b11c58" >
		<para id="s2b11c58p">
			<remark  id="s2b11c58l1" />ผู้มีตนเป็นเกาะ มีตนเป็นที่พึ่ง ไม่มีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่ง มีธรรมเป็นเกาะ มีธรรมเป็นที่พึ่ง ไม่มี
			<remark  id="s2b11c58l2" />สิ่งอื่นเป็นที่พึ่งอยู่ อย่างไรเล่า ฯ              
			<remark  id="s2b11c58l3" />     ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ พิจารณาเห็นกายในกายอยู่  มีความเพียร 
			<remark  id="s2b11c58l4" />มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้ ฯ       
			<remark  id="s2b11c58l5" />     ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ พิจารณาเห็นเวทนาในเวทนา  ทั้งหลายอยู่ 
			<remark  id="s2b11c58l6" />มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติกำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลก    เสียได้ ฯ              
			<remark  id="s2b11c58l7" />     ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ พิจารณาเห็นจิตในจิตอยู่ มี  ความเพียร 
			<remark  id="s2b11c58l8" />มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้ ฯ         
			<remark  id="s2b11c58l9" />     ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ พิจารณาเห็นธรรมในธรรม  ทั้งหลายอยู่ มี
			<remark  id="s2b11c58l10" />ความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติกำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลก    เสียได้ ฯ              
			<remark  id="s2b11c58l11" />     ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุมีตนเป็นเกาะ มีตนเป็นที่พึ่ง ไม่มีสิ่งอื่นเป็นที่ พึ่ง มีธรรม
			<remark  id="s2b11c58l12" />เป็นเกาะ มีธรรมเป็นที่พึ่ง ไม่มีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่งอยู่อย่างนี้แล ฯ         
			<remark  id="s2b11c58l13" />  	[๕๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงเที่ยวไปในโคจร ซึ่งเป็นวิสัย อันสืบเนื่องมา
			<remark  id="s2b11c58l14" />จากบิดาของตน ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อเธอทั้งหลายเที่ยวไปในโคจร  ซึ่งเป็นวิสัยอันสืบมาจาก
			<remark  id="s2b11c58l15" />บิดาของตน จักเจริญทั้งด้วยอายุ จักเจริญทั้งด้วยวรรณะ  จักเจริญทั้งด้วยสุข จักเจริญทั้งด้วย
			<remark  id="s2b11c58l16" />โภคะ จักเจริญทั้งด้วยพละ ฯ         
			<remark  id="s2b11c58l17" />     ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในเรื่องอายุของภิกษุ มีอธิบายอย่างไร ดูกรภิกษุ  ทั้งหลาย ภิกษุ
			<remark  id="s2b11c58l18" />ในพระธรรมวินัยนี้ เจริญอิทธิบาทประกอบด้วยฉันทะสมาธิปธาน  สังขาร เจริญอิทธิบาทประกอบ
			<remark  id="s2b11c58l19" />ด้วยวิริยะสมาธิปธานสังขาร เจริญอิทธิบาท    ประกอบด้วยจิตตสมาธิปธานสังขาร เจริญอิทธิบาท
			<remark  id="s2b11c58l20" />ประกอบด้วยวิมังสาสมาธิปธาน  สังขาร เธอนั้น เพราะเจริญอิทธิบาท ๔ เหล่านี้ เพราะกระทำ
			<remark  id="s2b11c58l21" />ให้มากซึ่งอิทธิบาท              ๔ เหล่านี้ เมื่อปรารถนาก็พึงตั้งอยู่ได้ถึงกัป ๑ หรือเกินกว่ากัป ๑ ดูกร
			<remark  id="s2b11c58l22" />ภิกษุ            ทั้งหลาย นี้แลเป็นอธิบายในเรื่องอายุของภิกษุ ฯ         
			<remark  id="s2b11c58l23" />     ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในเรื่องวรรณะของภิกษุ มีอธิบายอย่างไร ดูกรภิกษุ ทั้งหลาย ภิกษุ
			<remark  id="s2b11c58l24" />ในพระธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีศีล สำรวมระวังในพระปาติโมกข์  ถึงพร้อมด้วยมรรยาทและโคจร 
			<remark  id="s2b11c58l25" />มีปรกติเห็นภัยในโทษเพียงเล็กน้อย สมาทาน    ศึกษาอยู่ในสิกขาบททั้งหลาย ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
			<remark  id="s2b11c58l26" />นี้แลเป็นอธิบายในเรื่องวรรณะ ของภิกษุ ฯ             
		</para>
	</section>
	<section id="s2b11c59" >
		<para id="s2b11c59p">
			<remark  id="s2b11c59l1" />     ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในเรื่องสุขของภิกษุ มีอธิบายอย่างไร ดูกรภิกษุ   ทั้งหลาย ภิกษุใน
			<remark  id="s2b11c59l2" />พระธรรมวินัยนี้ สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม บรรลุ      ปฐมฌาน มีวิตก มีวิจาร มีปีติ
			<remark  id="s2b11c59l3" />และสุข เกิดแก่วิเวกอยู่ บรรลุทุติยฌาน มี   ความผ่องใสแห่งจิต ณ ภายใน เป็นธรรมเอกผุด
			<remark  id="s2b11c59l4" />ขึ้น เพราะวิตกวิจารสงบไป       ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร มีปีติและสุขเกิดแต่สมาธิอยู่ เป็นผู้มีอุเบกขา 
			<remark  id="s2b11c59l5" />มีสติ มี สัมปชัญญะ เสวยสุขด้วยกาย เพราะปีติสิ้นไป บรรลุตติยฌาน ที่พระอริยะทั้งหลาย
			<remark  id="s2b11c59l6" />สรรเสริญว่า ผู้ได้ฌานนี้ เป็นผู้มีอุเบกขา มีสติ อยู่เป็นสุข บรรลุจตุตถฌาน ไม่มีทุกข์ 
			<remark  id="s2b11c59l7" />ไม่มีสุข เพราะละสุขละทุกข์และดับโสมนัสโทมนัสก่อนๆ  ได้ มีอุเบกขาเป็นเหตุให้สติ
			<remark  id="s2b11c59l8" />บริสุทธิ์อยู่ ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้แลเป็นอธิบายใน      เรื่องสุขของภิกษุ ฯ    
			<remark  id="s2b11c59l9" />     ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในเรื่องโภคะของภิกษุ มีอธิบายอย่างไร ดูกรภิกษุ  ทั้งหลาย ภิกษุ
			<remark  id="s2b11c59l10" />ในพระธรรมวินัยนี้ มีจิตประกอบด้วยเมตตาแผ่ไปตลอดทิศ ๑ อยู่ทิศที่ ๒ ทิศที่ ๓ ทิศที่ 
			<remark  id="s2b11c59l11" />๔ ก็เหมือนกัน ตามนัยนี้ ทั้งเบื้องบน เบื้องล่าง         เบื้องขวาง ด้วยจิตประกอบด้วยเมตตาอัน
			<remark  id="s2b11c59l12" />ไพบูลย์ ถึงความเป็นใหญ่ หาประมาณ   มิได้ ไม่มีเวร ไม่มีความเบียดเบียน แผ่ไปตลอดโลก 
			<remark  id="s2b11c59l13" />ทั่วสัตว์ทุกเหล่า ในที่ทุก   สถาน ด้วยมีจิตประกอบด้วยกรุณา แผ่ไปตลอดทิศ ๑ อยู่ ทิศที่ ๒ 
			<remark  id="s2b11c59l14" />ทิศที่ ๓    ทิศที่ ๔ ก็เหมือนกัน ตามนัยนี้ ทั้งเบื้องบน เบื้องล่าง เบื้องขวาง ด้วยจิต ประกอบ
			<remark  id="s2b11c59l15" />ด้วยกรุณาอันไพบูลย์ ถึงความเป็นใหญ่ หาประมาณมิได้ ไม่มีเวร ไม่มี ความเบียดเบียน แผ่
			<remark  id="s2b11c59l16" />ไปตลอดโลก ทั่วสัตว์ทุกเหล่า ในที่ทุกสถาน ด้วยมีจิต   ประกอบด้วยมุทิตา แผ่ไปตลอดทิศ ๑ 
			<remark  id="s2b11c59l17" />อยู่ ทิศที่ ๒ ทิศที่ ๓ ทิศที่ ๔ ก็เหมือนกัน ตามนัยนี้ ทั้งเบื้องบน เบื้องล่าง เบื้องขวาง 
			<remark  id="s2b11c59l18" />ด้วยจิตประกอบด้วยมุทิตา       อันไพบูลย์ ถึงความเป็นใหญ่หาประมาณมิได้ ไม่มีเวร ไม่มีความ
			<remark  id="s2b11c59l19" />เบียดเบียน แผ่       ไปตลอดโลก ทั่วสัตว์ทุกเหล่า ในที่ทุกสถาน ด้วยมีจิตประกอบด้วยอุเบกขา    
			<remark  id="s2b11c59l20" />แผ่ไปตลอดทิศ ๑ อยู่ ทิศที่ ๒ ทิศที่ ๓ ทิศที่ ๔ ก็เหมือนกัน ตามนัยนี้ ทั้ง เบื้องบน 
			<remark  id="s2b11c59l21" />เบื้องล่าง เบื้องขวาง ด้วยจิตประกอบด้วยอุเบกขาอันไพบูลย์ ถึงความ  เป็นใหญ่ หาประมาณ
			<remark  id="s2b11c59l22" />มิได้ ไม่มีเวร ไม่มีความเบียดเบียน แผ่ไปตลอดโลก    ทั่วสัตว์ทุกเหล่า ในที่ทุกสถาน ดูกร
			<remark  id="s2b11c59l23" />ภิกษุทั้งหลาย นี้แลเป็นอธิบายในเรื่องโภคะ    ของภิกษุ ฯ             
			<remark  id="s2b11c59l24" />     ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในเรื่องพละของภิกษุ มีอธิบายอย่างไร ดูกรภิกษุ   ทั้งหลาย ภิกษุ
			<remark  id="s2b11c59l25" />ในพระธรรมวินัยนี้ ทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติและปัญญาวิมุติ อันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะสิ้นไป 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b11c60" >
		<para id="s2b11c60p">
			<remark  id="s2b11c60l1" />ด้วยปัญญาอันยิ่งด้วยตนเอง ในทิฐธรรมเทียว   เข้าถึงอยู่ ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้แลเป็นอธิบายใน
			<remark  id="s2b11c60l2" />เรื่องพละของภิกษุ ฯ     
			<remark  id="s2b11c60l3" />     ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราไม่เล็งเห็นแม้กำลังสักอย่างหนึ่งอื่น อันข่มได้   แสนยาก เหมือน
			<remark  id="s2b11c60l4" />กำลังของมารนี้เลย ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุญนี้จะเจริญขึ้นได้ อย่างนี้ เพราะเหตุถือมั่นกุศลธรรม
			<remark  id="s2b11c60l5" />ทั้งหลาย ฯ            
			<remark  id="s2b11c60l6" />     พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสพระพุทธพจน์นี้แล้ว      ภิกษุเหล่านั้นยินดีชื่นชม พระภาษิต
			<remark  id="s2b11c60l7" />ของพระผู้มีพระภาคแล้วดังนี้แล ฯ
			<remark  id="s2b11c60l8" />		     จบ จักกวัตติสูตร ที่ ๓           
			<remark  id="s2b11c60l9" />		       ____________   
		</para>
	</section>
	<section id="s2b11c61" >
		<para id="s2b11c61p">
			<remark  id="s2b11c61l1" />		       ๔. อัคคัญญสูตร 
			<remark  id="s2b11c61l2" />  	[๕๑] ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้   
			<remark  id="s2b11c61l3" />     สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารบุพพาราม เป็นปราสาท ของนาง
			<remark  id="s2b11c61l4" />วิสาขามิคารมารดา เขตพระนครสาวัตถี ก็โดยสมัยนั้นแล วาเสฏฐ     สามเณรกับภารทวาชสามเณร 
			<remark  id="s2b11c61l5" />เมื่อจำนงความเป็นภิกษุอยู่      อยู่อบรมในสำนักภิกษทั้งหลาย เย็นวัน
			<remark  id="s2b11c61l6" />หนึ่ง พระผู้มีพระภาคเสด็จออกจากที่หลีกเร้น เสด็จลงจาก  ปราสาทแล้ว ทรงจงกรมอยู่ ณ ที่
			<remark  id="s2b11c61l7" />แจ้งในร่มเงาปราสาท วาเสฏฐสามเณรได้เห็น    พระผู้มีพระภาค เสด็จออกจากที่หลีกเร้น เสด็จ
			<remark  id="s2b11c61l8" />ลงจากปราสาทกำลังเสด็จจงกรม  อยู่ในที่แจ้ง ในร่มเงาปราสาทในเวลาเย็น ครั้นแล้วจึงเรียก
			<remark  id="s2b11c61l9" />ภารทวาชสามเณรมาพูดว่า ดูกรภารทวาชะผู้มีอายุ นี้พระผู้มีพระภาคเสด็จออกจากที่หลีกเร้นใน
			<remark  id="s2b11c61l10" />เวลา      เย็น เสด็จลงจากปราสาททรงจงกรมอยู่ ณ ที่แจ้งในร่มเงาปราสาท เรามาไปกัน   เถิด  พากันเข้า
			<remark  id="s2b11c61l11" />ไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ บางทีเราจะได้ฟังธรรมีกถา  เฉพาะพระพักตร์ของพระองค์บ้างเป็น
			<remark  id="s2b11c61l12" />แม่นมั่น ส่วนภารทวาชสามเณรรับคำของ  วาเสฏฐสามเณรแล้ว ทันใดนั้น วาเสฏฐสามเณร
			<remark  id="s2b11c61l13" />กับภารทวาชสามเณร พากัน      เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ครั้นแล้วถวายบังคมพระผู้มี
			<remark  id="s2b11c61l14" />พระภาค แล้ว  ชวนกันเดินตามเสด็จพระองค์ผู้กำลังเสด็จจงกรมอยู่ ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาค             
			<remark  id="s2b11c61l15" />ตรัสเรียกวาเสฏฐสามเณรมาแล้วตรัสว่า ดูกรวาเสฏฐะและภารทวาชะ เธอทั้งสอง   มีชาติเป็น
			<remark  id="s2b11c61l16" />พราหมณ์ มีตระกูลเป็นพราหมณ์ ออกบวชจากตระกูลพราหมณ์ ดูกร   วาเสฏฐะและภารทวาชะ 
			<remark  id="s2b11c61l17" />พวกพราหมณ์ไม่ด่าว่าเธอทั้งสองบ้างดอกหรือ ฯ          
			<remark  id="s2b11c61l18" />     สามเณรทั้งสองนั้นจึงกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พวกพราหมณ์   พากันด่าว่าข้า
			<remark  id="s2b11c61l19" />พระองค์ทั้ง ๒ ด้วยคำเหยียดหยามอย่างสมใจ อย่างเต็มที่ ไม่มีลดหย่อนเลย พระผู้มี
			<remark  id="s2b11c61l20" />พระภาคจึงตรัสถามต่อไปว่า ก็พวกพราหมณ์พากันด่าว่าเธอ  ทั้งสองด้วยถ้อยคำอันเหยียดหยาม
			<remark  id="s2b11c61l21" />อย่างสมใจ อย่างเต็มที่ ไม่มีลดหย่อนอย่างไร      เล่า สามเณรทั้งสองกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์
			<remark  id="s2b11c61l22" />ผู้เจริญ พวกพราหมณ์พากันว่า  อย่างนี้ว่า พราหมณ์พวกเดียวเป็นวรรณะที่ประเสริฐที่สุด วรรณะ
			<remark  id="s2b11c61l23" />อื่นเลวทราม พราหมณ์พวกเดียวเป็นวรรณะขาว พวกอื่นเป็นวรรณะดำ พราหมณ์พวกเดียว
		</para>
	</section>
	<section id="s2b11c62" >
		<para id="s2b11c62p">
			<remark  id="s2b11c62l1" />บริสุทธิ์ พวกอื่นนอกจากพราหมณ์หาบริสุทธิ์ไม่ พวกพราหมณ์เป็นบุตรเกิดจาก อุระ เกิดจาก
			<remark  id="s2b11c62l2" />ปากของพรหม มีกำเนิดมาจากพรหม พรหมเนรมิตขึ้น เป็นทายาท     ของพรหม เจ้าทั้งสองคนมา
			<remark  id="s2b11c62l3" />ละวรรณะที่ประเสริฐที่สุดเสียแล้ว ไปเข้ารีดวรรณะที่เลวทราม คือ พวกสมณะที่มีศีรษะโล้น
			<remark  id="s2b11c62l4" /> เป็นพวกคฤหบดี เป็นพวกดำ เป็น      พวกเกิดจากเท้าของพรหม เจ้าทั้งสองคนมาละพวกที่ประ
			<remark  id="s2b11c62l5" />เสริฐที่สุดใดเสีย ไป   เข้ารีดวรรณะเลวทราม คือพวกสมณะที่มีศีรษะโล้น เป็นพวกคฤหบดี 
			<remark  id="s2b11c62l6" />เป็นพวกดำ   เป็นพวกเกิดจากเท้าของพรหม ข้อนั้นไม่ดี ไม่สมควรเลย ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ               
			<remark  id="s2b11c62l7" />พวกพราหมณ์พากันด่าว่าข้าพระองค์ทั้งสองด้วยถ้อยคำที่เหยียดหยาม อย่างสมใจอย่างเต็มที่ 
			<remark  id="s2b11c62l8" />ไม่มีลดหย่อนเลยอย่างนี้แล พระองค์จึงตรัสว่า ดูกรวาเสฏฐะและภารทวาชะ พวกพราหมณ์
			<remark  id="s2b11c62l9" />ระลึกถึงเรื่องเก่าของพวกเขาไม่ได้ จึงพากันพูดอย่างนี้     พราหมณ์พวกเดียวเป็นวรรณะที่ประเสริฐ
			<remark  id="s2b11c62l10" />ที่สุด วรรณะอื่นเลวทราม พราหมณ์    พวกเดียวเป็นวรรณะขาว พวกอื่นเป็นวรรณะดำ พราหมณ์
			<remark  id="s2b11c62l11" />พวกเดียวบริสุทธิ์       พวกอื่นนอกจากพราหมณ์หาบริสุทธิ์ไม่ พวกพราหมณ์เป็นบุตรเกิดจากอุระ 
			<remark  id="s2b11c62l12" />เกิด  จากปากของพรหม มีกำเนิดมาจากพรหม พรหมเนรมิตขึ้น เป็นทายาทของพรหม ดังนี้ 
			<remark  id="s2b11c62l13" />ดูกรวาเสฏฐะและภารทวาชะ ก็ตามที่ปรากฎอยู่แล คือ นางพราหมณี    ทั้งหลายของพวกพราหมณ์ 
			<remark  id="s2b11c62l14" />มีระดูบ้าง มีครรภ์บ้าง คลอดอยู่บ้าง ให้ลูกกินนม  อยู่บ้าง อันที่จริง พวกพราหมณ์เหล่านั้น 
			<remark  id="s2b11c62l15" />ก็ล้วนแต่เกิดจากช่องคลอดของนาง พราหมณีทั้งนั้น พากันอวดอ้างอย่างนี้ว่า พราหมณ์พวกเดียว
			<remark  id="s2b11c62l16" />เป็นวรรณะที่ประเสริฐ          ที่สุด วรรณะอื่นเลวทราม พราหมณ์พวกเดียวเป็นวรรณะขาว พวกอื่น
			<remark  id="s2b11c62l17" />เป็น    วรรณะดำ พราหมณ์พวกเดียวบริสุทธิ์ พวกอื่นนอกจากพราหมณ์หาบริสุทธิ์ไม่  พวก
			<remark  id="s2b11c62l18" />พราหมณ์เป็นบุตรเกิดจากอุระ เกิดจากปากของพรหม มีกำเนิดมาจากพรหม   พรหมเนรมิตขึ้น 
			<remark  id="s2b11c62l19" />เป็นทายาทของพรหม เขาเหล่านั้นกล่าวตู่พรหม และพูดเท็จ    ก็จะประสบแต่บาปเป็นอันมาก ฯ            
			<remark  id="s2b11c62l20" />  	[๕๒] ดูกรวาเสฏฐะและภารทวาชะ วรรณะเหล่านี้ มีอยู่สี่คือ กษัตริย์   พราหมณ์ 
			<remark  id="s2b11c62l21" />แพศย์ ศูทร ก็กษัตริย์บางพระองค์ในโลกนี้ มีปรกติฆ่าสัตว์ มีปรกติลักทรัพย์ มีปรกติ
			<remark  id="s2b11c62l22" />ประพฤติผิดในกามทั้งหลาย มีปรกติพูดเท็จ พูดส่อเสียด    พูดคำหยาบ พูดเพ้อเจ้อ ละโมบ
			<remark  id="s2b11c62l23" />มาก คิดปองร้ายผู้อื่น มีความเห็นผิด ดูกร    วาเสฏฐะและภารทวาชะ ด้วยประการดังที่กล่าวมานี้
			<remark  id="s2b11c62l24" />แล ธรรมเหล่าใดเป็นอกุศล   นับว่าเป็นอกุศล เป็นธรรมมีโทษ นับว่าเป็นธรรมมีโทษ เป็น
			<remark  id="s2b11c62l25" />ธรรมไม่ควรเสพ   นับว่าเป็นธรรมไม่ควรเสพ ไม่ควรเป็นอริยธรรม นับว่าไม่ควรเป็นอริยธรรม    
			<remark  id="s2b11c62l26" />เป็นธรรมดำ มีวิบากดำ วิญญูชนติเตียน อกุศลธรรมเหล่านั้น มีปรากฏอยู่แม้  ในกษัตริย์บาง
		</para>
	</section>
	<section id="s2b11c63" >
		<para id="s2b11c63p">
			<remark  id="s2b11c63l1" />พระองค์ในโลกนี้ ดูกรวาเสฏฐะและภารทวาชะ แม้พราหมณ์บางคน   ในโลกนี้ ฯลฯ แม้แพศย์
			<remark  id="s2b11c63l2" />บางคนในโลกนี้ ฯลฯ 
			<remark  id="s2b11c63l3" />     ดูกรวาเสฏฐะและภารทวาชะ แม้ศูทรบางคนในโลกนี้ มีปรกติฆ่าสัตว์   มีปรกติลักทรัพย์ 
			<remark  id="s2b11c63l4" />มีปรกติประพฤติผิดในกามทั้งหลาย มีปรกติพูดเท็จ พูดส่อเสียด     พูดคำหยาบ พูดเพ้อเจ้อ 
			<remark  id="s2b11c63l5" />ละโมภมาก คิดปองร้ายผู้อื่น มีความเห็นผิด ดูกร    วาเสฏฐะและภารทวาชะ ด้วยประการดังที่
			<remark  id="s2b11c63l6" />กล่าวมานี้แล ธรรมเหล่าใดเป็นอกุศล   นับว่าเป็นอกุศล เป็นธรรมมีโทษ นับว่าเป็นธรรมมี
			<remark  id="s2b11c63l7" />โทษ เป็นธรรมไม่ควรเสพ    นับว่าเป็นธรรมไม่ควรเสพ ไม่ควรเป็นอริยธรรม นับว่าไม่ควร
			<remark  id="s2b11c63l8" />เป็นอริยธรรม    เป็นธรรมดำ มีวิบากดำ วิญญูชนติเตียน ธรรมเหล่านั้นมีปรากฎอยู่แม้ใน
			<remark  id="s2b11c63l9" />ศูทร  บางคนในโลกนี้ ฯ        
			<remark  id="s2b11c63l10" />  	[๕๓] ดูกรวาเสฏฐะและภารทวาชะ ฝ่ายกษัตริย์บางพระองค์ในโลกนี้     เป็นผู้เว้นขาด
			<remark  id="s2b11c63l11" />จากการฆ่าสัตว์ เป็นผู้เว้นขาดจากการลักทรัพย์ เป็นผู้เว้นขาดจาก    การประพฤติผิดในกาม เป็นผู้
			<remark  id="s2b11c63l12" />เว้นขาดจากการพูดเท็จ เป็นผู้เว้นขาดจากการพูด ส่อเสียด เป็นผู้เว้นขาดจากการพูดคำหยาบ 
			<remark  id="s2b11c63l13" />เป็นผู้เว้นขาดจากการพูดเพ้อเจ้อ ไม่             ละโมภมาก ไม่คิดปองร้ายผู้อื่น มีความเห็นชอบ ดูกร
			<remark  id="s2b11c63l14" />วาเสฏฐะและภารทวาชะ     ด้วยประการดังที่กล่าวมานี้แล ธรรมเหล่าใดเป็นกุศล นับว่าเป็นกุศล 
			<remark  id="s2b11c63l15" />เป็นธรรม  ไม่มีโทษ นับว่าเป็นธรรมไม่มีโทษ เป็นธรรมที่ควรเสพ นับว่าเป็นธรรมที่   ควรเสพ 
			<remark  id="s2b11c63l16" />ควรเป็นอริยธรรม ควรนับว่าเป็นอริยธรรม เป็นธรรมขาว มีวิบากขาว   วิญญูชนสรรเสริญ 
			<remark  id="s2b11c63l17" />ธรรมเหล่านั้นมีปรากฏอยู่แม้ในกษัตริย์บางพระองค์ในโลกนี้ดูกรวาเสฏฐะและภารทวาชะ แม้
			<remark  id="s2b11c63l18" />พราหมณ์บางคนในโลกนี้ ฯลฯ แม้แพศย์บางคน  ในโลกนี้ ฯลฯ แม้ศูทรบางคนในโลกนี้ เป็น
			<remark  id="s2b11c63l19" />ผู้เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ ฯลฯ ไม่ ละโมภมาก ไม่คิดปองร้ายผู้อื่น มีความเห็นชอบ ด้วยประการ
			<remark  id="s2b11c63l20" />ดังที่กล่าวมานี้แล    ธรรมเหล่าใดที่เป็นกุศล นับว่าเป็นกุศล เป็นธรรมไม่มีโทษ นับว่าเป็นธรรม
			<remark  id="s2b11c63l21" />ไม่มี   โทษ เป็นธรรมที่ควรเสพ นับว่าเป็นธรรมที่ควรเสพ ควรเป็นอริยธรรม นับว่า ควรเป็น
			<remark  id="s2b11c63l22" />อริยธรรม เป็นธรรมขาว มีวิบากขาว วิญญูชนสรรเสริญ ธรรมเหล่านั้น   มีปรากฏอยู่แม้ในศูทร
			<remark  id="s2b11c63l23" />บางคนในโลกนี้ 
			<remark  id="s2b11c63l24" />ดูกรวาเสฏฐะและภารทวาชะ ก็เมื่อวรรณะ  ทั้งสี่เหล่านี้แล รวมเป็นบุคคลสองจำพวก
			<remark  id="s2b11c63l25" />คือพวกที่ตั้งอยู่ในธรรมดำ วิญญูชนติเตียนจำพวกหนึ่ง  พวกที่ตั้งอยู่ในธรรมขาว วิญญูชนสรร
		</para>
	</section>
	<section id="s2b11c64" >
		<para id="s2b11c64p">
			<remark  id="s2b11c64l1" />เสริญจำพวกหนึ่ง  เช่นนี้ ไฉนพวกพราหมณ์จึงพากันอวดอ้างอยู่อย่างนี้ว่า พราหมณ์พวกเดียว
			<remark  id="s2b11c64l2" />เป็นวรรณะที่ประเสริฐที่สุด วรรณะอื่นเลวทราม พวกพราหมณ์เป็นวรรณะขาว พวกอื่นเป็น
			<remark  id="s2b11c64l3" />วรรณะดำ พราหมณ์พวกเดียวบริสุทธิ์ พวกอื่นนอกจากพราหมณ์หาบริสุทธิ์ไม่ พราหมณ์พวก
			<remark  id="s2b11c64l4" />เดียวเป็นบุตรเกิดจากอุระ เกิดจากปากของพรหม มี   กำเนิดมาจากพรหม พรหมเนรมิตขึ้น เป็น
			<remark  id="s2b11c64l5" />ทายาทของพรหม ดังนี้เล่า ท่านผู้รู้  ทั้งหลายย่อมไม่รับรองถ้อยคำของพวกเขา ข้อนั้นเพราะเหตุ
			<remark  id="s2b11c64l6" />ไร ดูกรวาเสฏฐะและ ภารทวาชะ เพราะว่า บรรดาวรรณะทั้งสี่เหล่านั้น ผู้ใดเป็นภิกษุสิ้น
			<remark  id="s2b11c64l7" />กิเลสและอาสวะแล้ว อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว มีกิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้ว ได้วางภาระเสีย แล้ว 
			<remark  id="s2b11c64l8" />ลุถึงประโยชน์ของตนแล้ว สิ้นเครื่องเกาะเกี่ยวในภพแล้ว หลุดพ้นไปแล้วเพราะรู้โดยชอบ 
			<remark  id="s2b11c64l9" />ผู้นั้นปรากฏว่าเป็นผู้เลิศกว่าคนทั้งหลายโดยชอบธรรมแท้ มิได้  ปรากฎโดยไม่ชอบธรรมเลย ด้วย
			<remark  id="s2b11c64l10" />ว่าธรรมเป็นของประเสริฐที่สุดในหมู่ชน ทั้งใน  เวลาที่เห็นอยู่ ทั้งในเวลาภายหน้า ดูกรวาเสฏฐะ
			<remark  id="s2b11c64l11" />และภารทวาชะ โดยบรรยาย    นี้แล เธอทั้งสองพึงทราบเถิดว่า ธรรมเท่านั้นเป็นของประเสริฐที่
			<remark  id="s2b11c64l12" />สุดในหมู่ชน     ทั้งในเวลาที่เห็นอยู่ ทั้งในเวลาภายหน้า ฯ              
			<remark  id="s2b11c64l13" />  	[๕๔] ดูกรวาเสฏฐะและภารทวาชะ พระเจ้าปัสเสนทิโกศล ทรงทราบ แน่ชัดว่า 
			<remark  id="s2b11c64l14" />พระสมณโคดมผู้ยอดเยี่ยมได้ทรงผนวชจากศากยตระกูล ดังนี้ ดูกร วาเสฏฐะและภารทวาชะ ก็
			<remark  id="s2b11c64l15" />พวกศากยตระกูลยังต้องเป็นผู้โดยเสด็จพระเจ้าปัสเสน ทิโกศลอยู่ทุกๆ ขณะและพวกเจ้าศากยะ
			<remark  id="s2b11c64l16" />ต้องทำการนอบน้อม กราบไหว้ ต้อนรับ    อัญชลีกรรม สามีจิกรรมในพระเจ้าปัสเสนทิโกศล
			<remark  id="s2b11c64l17" />อยู่ ดูกรวาเสฏฐะและภารทวาชะ ด้วยประการดังที่กล่าวมานี้แล พวกเจ้าศากยะยังต้องกระทำการ      
			<remark  id="s2b11c64l18" />นอบน้อม กราบไหว้ ต้อนรับ อัญชลีกรรม สามีจิกรรมอันใดอยู่ในพระเจ้าปัสเสนทิโกศล 
			<remark  id="s2b11c64l19" />แต่งถึงกระนั้น กิริยาที่นอบน้อม กราบไหว้ ต้อนรับ อัญชลี   กรรม และสามีจิกรรมอันนั้น 
			<remark  id="s2b11c64l20" />พระเจ้าปัสเสนทิโกศลก็ยังทรงกระทำอยู่ในตถาคต  ด้วยทรงถือว่า พระสมณโคดมเป็นผู้มีพระชาติ
			<remark  id="s2b11c64l21" />สูง เรามีชาติต่ำกว่า พระสมณ  โคดมเป็นผู้มีพระกำลัง เรามีกำลังน้อยกว่า พระสมณ
			<remark  id="s2b11c64l22" />โคดมเป็นผู้มีคุณน่าเลื่อมใส            เรามีคุณน่าเลื่อมใสน้อยกว่า พระสมณโคดมเป็นผู้สูงศักดิ์ เราเป็น
			<remark  id="s2b11c64l23" />ผู้ต่ำศักดิ์กว่า     ดังนี้ แต่ที่แท้ พระเจ้าปัสเสนทิโกศลทรงสักการะ เคารพ นับถือ บูชา ไหว้ 
			<remark  id="s2b11c64l24" />ต้อนรับ อัญชลีกรรม สามีจิกรรม ในตถาคตอยู่ด้วยอาการอย่างนี้ ดูกร  วาเสฏฐะและภารทวาชะ 
			<remark  id="s2b11c64l25" />โดยปริยายนี้แล เธอทั้งสองพึงทราบเถิดว่า ธรรม เท่านั้นเป็นของประเสริฐที่สุดในหมู่ชน ทั้ง
			<remark  id="s2b11c64l26" />ในเวลาที่เห็นอยู่ ทั้งในเวลาภายหน้า ฯ   
		</para>
	</section>
	<section id="s2b11c65" >
		<para id="s2b11c65p">
			<remark  id="s2b11c65l1" />  	[๕๕] พระผู้มีพระภาคได้ตรัสต่อไปว่า ดูกรวาเสฏฐะและภารทวาชะ เธอทั้งสองคนมี
			<remark  id="s2b11c65l2" />ชาติก็ต่างกัน มีชื่อก็เพี้ยนกัน มีโคตรก็แผกกัน มีตระกูลก็ผิดกัน   พากันทิ้งเหย้าเรือนเสีย มา
			<remark  id="s2b11c65l3" />บวชเป็นบรรพชิต เมื่อจะมีผู้ถามว่า ท่านทั้งสองนี้เป็น     พวกไหน เธอทั้งสองพึงตอบเขาว่า 
			<remark  id="s2b11c65l4" />ข้าพเจ้าทั้งสองเป็นพวกพระสมณศากยบุตร     ดังนี้เถิด ดูกรวาเสฏฐะและภารทวาชะ ก็ผู้ใดแล 
			<remark  id="s2b11c65l5" />มีศรัทธาตั้งมั่นเกิดขึ้นแล้วแต่     รากแก้วคืออริยมรรค ประดิษฐานมั่นคง อันสมณพราหมณ์ เทวดา 
			<remark  id="s2b11c65l6" />มาร พรหม     หรือผู้ใดผู้หนึ่งในโลก ไม่พรากไปได้ ควรเรียกผู้นั้นว่า เป็นบุตรเกิดแต่พระอุระ          
			<remark  id="s2b11c65l7" />เกิดแต่พระโอฐของพระผู้มีพระภาค เป็นผู้เกิดแต่พระธรรม เป็นผู้ที่พระธรรม เนรมิตขึ้น เป็นผู้
			<remark  id="s2b11c65l8" />รับมรดกพระธรรม ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะคำว่า ธรรมกาย ก็ดี ว่าพรหมกาย ก็ดี ว่าธรรมภูต ก็ดี ว่า
			<remark  id="s2b11c65l9" />พรหมภูต ก็ดี เป็นชื่อของตถาคต ฯ
			<remark  id="s2b11c65l10" />  	[๕๖] ดูกรวาเสฏฐะและภารทวาชะ มีสมัยบางครั้งบางคราว โดยล่วง  ระยะกาลยืดยาว
			<remark  id="s2b11c65l11" />ช้านานที่โลกนี้จะพินาศ เมื่อโลกกำลังพินาศอยู่ โดยมากเหล่า สัตว์ย่อมเกิดในชั้นอาภัสสร
			<remark  id="s2b11c65l12" />พรหม สัตว์เหล่านั้นได้สำเร็จทางใจ มีปีติเป็นอาหาร    มีรัศมีซ่านออกจากกายตนเอง 
			<remark  id="s2b11c65l13" />สัญจรไปได้ในอากาศ อยู่ในวิมานอันงาม สถิต    อยู่ในภพนั้นสิ้นกาลยืดยาวช้านาน ดูกรวาเสฏฐะ
			<remark  id="s2b11c65l14" />และภารทวาชะ มีสมัยบางครั้ง  บางคราว โดยระยะกาลยืดยาวช้านาน ที่โลกนี้จะกลับเจริญ 
			<remark  id="s2b11c65l15" />เมื่อโลกกำลังเจริญ อยู่โดยมาก เหล่าสัตว์พากันจฺติจากชั้นอาภัสสรพรหมลงมาเป็นอย่างนี้ และ
			<remark  id="s2b11c65l16" />สัตว์นั้น      ได้สำเร็จทางใจ มีปีติเป็นอาหาร มีรัศมีซ่านออกจากกายตนเอง สัญจรไปได้ในอากาศ 
			<remark  id="s2b11c65l17" />อยู่ในวิมานอันงาม สถิตอยู่ในภพนั้นสิ้นกาลยืดยาวช้านาน ก็แหละ  สมัยนั้นจักรวาลทั้งสิ้นนี้
			<remark  id="s2b11c65l18" />แลเป็นน้ำทั้งนั้น มืดมนแลไม่เห็นอะไร ดวงจันทร์และ   ดวงอาทิตย์ก็ยังไม่ปรากฎ ดวงดาวนักษัตร
			<remark  id="s2b11c65l19" />ทั้งหลายก็ยังไม่ปรากฎ กลางวันกลาง คืนก็ยังไม่ปรากฎ เดือนหนึ่งและกึ่งเดือนก็ยังไม่ปรากฎ 
			<remark  id="s2b11c65l20" />ฤดูและปีก็ยังไม่ปรากฎ        เพศชายและเพศหญิงก็ยังไม่ปรากฎ สัตว์ทั้งหลาย ถึงซึ่งอันนับเพียงว่า
			<remark  id="s2b11c65l21" />สัตว์เท่า   นั้น ดูกรวาเสฏฐะและภารทวาชะ ครั้นต่อมา โดยล่วงระยะกาลยืดยาวช้านาน เกิด 
			<remark  id="s2b11c65l22" />ง้วนดินลอยอยู่บนน้ำทั่วไป ได้ปรากฎแก่สัตว์เหล่านั้นเหมือนนมสดที่บุคคลเคี่ยว   ให้งวด แล้ว
			<remark  id="s2b11c65l23" />ตั้งไว้ให้เย็นจับเป็นฝาอยู่ข้างบน ฉะนั้นง้วนดินนั้นถึงพร้อมด้วยสี    กลิ่น รส มีสีคล้ายเนยใส 
			<remark  id="s2b11c65l24" />หรือเนยข้นอย่างดี ฉะนั้น มีรสอร่อยดุจรวงผึ้ง   เล็กอันหาโทษมิได้ ฉะนั้น ฯ             
			<remark  id="s2b11c65l25" />     ดูกรวาเสฏฐะและภารทวาชะ ต่อมามีสัตว์ผู้หนึ่งเป็นคนโลนพูดว่า ท่าน ผู้เจริญทั้งหลาย 
			<remark  id="s2b11c65l26" />นี่จักเป็นอะไร แล้วเอานิ้วช้อนง้วนดินขึ้นลองลิ้มดู เมื่อเขาเอา     นิ้วช้อนง้วนดินขึ้นลองลิ้มดูอยู่ 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b11c66" >
		<para id="s2b11c66p">
			<remark  id="s2b11c66l1" />ง้วนดินได้ซาบซ่านไปแล้ว เขาจึงเกิดความอยาก  ขึ้น ดูกรวาเสฏฐะและภารทวาชะ แม้สัตว์
			<remark  id="s2b11c66l2" />พวกอื่นก็พากันกระทำตามอย่างสัตว์นั้น   เอานิ้วช้อนง้วนดินขึ้นลองลิ้มดู เมื่อสัตว์เหล่านั้นพากัน
			<remark  id="s2b11c66l3" />เอานิ้วช้อนง้วนดินขึ้นลอง     ลิ้มดูอยู่ ง้วนดินได้ซาบซ่านไปแล้ว สัตว์เหล่านั้นจึงเกิดความอยากขึ้น 
			<remark  id="s2b11c66l4" />ต่อมาสัตว์  เหล่านั้นพยายามเพื่อจะปั้นง้วนดินให้เป็นคำๆ ด้วยมือแล้วบริโภค ดูกรเสฏฐะและ
			<remark  id="s2b11c66l5" />ภารทวาชะ ในคราวที่พวกสัตว์พยายามเพื่อจะปั้นง้วนดินให้เป็นคำๆ ด้วยมือแล้วบริโภคอยู่
			<remark  id="s2b11c66l6" />นั้น เมื่อรัศมีกายของสัตว์เหล่านั้นก็หายไปแล้ว ดวงจันทร์และดวง   อาทิตย์ก็ปรากฏ เมื่อดวงจันทร์และ
			<remark  id="s2b11c66l7" />ดวงอาทิตย์ปรากฏแล้ว ดวงดาวนักษัตรทั้งหลาย   ก็ปรากฏ เมื่อดวงดาวนักษัตรปรากฏ
			<remark  id="s2b11c66l8" />แล้ว กลางคืนและกลางวันก็ปรากฏ เมื่อ    กลางคืนและกลางวันปรากฏแล้ว 
			<remark  id="s2b11c66l9" />เดือนหนึ่งและกึ่งเดือนก็ปรากฏ เมื่อเดือนหนึ่ง   และกึ่งเดือนปรากฏอยู่ ฤดูและปีก็ปรากฏ 
			<remark  id="s2b11c66l10" />ดูกรวาเสฏฐะและภารทวาชะ ด้วย  เหตุเพียงเท่านี้แล โลกนี้จึงกลับเจริญขึ้นมาอีก ฯ       
			<remark  id="s2b11c66l11" />  	[๕๗] ดูกรวาเสฏฐะและภารทวาชะ ครั้นต่อมาสัตว์เหล่านั้นพากันบริ โภคง้วนดิน 
			<remark  id="s2b11c66l12" />รับประทานง้วนดิน มีง้วนดินเป็นอาหาร ดำรงอยู่ได้สิ้นกาลช้านาน  ด้วยเหตุที่สัตว์เหล่า
			<remark  id="s2b11c66l13" />นั้นมัวเพลินบริโภคง้วนดินอยู่ รับประทานง้วนดิน มีง้วนดิน   เป็นอาหาร ดำรงอยู่ได้สิ้นกาลช้า
			<remark  id="s2b11c66l14" />นาน สัตว์เหล่านั้นจึงมีร่างกายแข็งกล้าขึ้นทุกที ทั้ง    ผิวพรรณก็ปรากฏว่าแตกต่างกันไป สัตว์
			<remark  id="s2b11c66l15" />บางพวกมีผิวพรรณงาม สัตว์บางพวกมี    ผิวพรรณไม่งาม ในสัตว์ทั้งสองพวกนั้น สัตว์พวกที่มี
			<remark  id="s2b11c66l16" />ผิวพรรณงามนั้นพากันดูหมิ่น      สัตว์พวกที่มีผิวพรรณไม่งามว่า พวกเรามีผิวพรรณดีกว่าพวกท่าน 
			<remark  id="s2b11c66l17" />พวกท่านมีผิวพรรณเลวกว่าพวกเรา ดังนี้ เมื่อสัตว์ทั้งสองพวกนั้นเกิดมีการไว้ตัวดูหมิ่นกัน
			<remark  id="s2b11c66l18" />ขึ้น เพราะทะนงตัวปรารภผิวพรรณเป็นปัจจัย ง้วนดินก็หายไป เมื่อง้วนดินหายไป  แล้ว
			<remark  id="s2b11c66l19" /> สัตว์เหล่านั้นจึงพากันจับกลุ่ม ครั้นแล้ว ต่างก็บ่นถึงกันว่า รสดีจริง รส   ดีจริง ดังนี้ ถึงทุกวันนี้
			<remark  id="s2b11c66l20" />ก็เหมือนกัน คนเป็นอันมากได้ของที่มีรสดีอย่างใดอย่าง   หนึ่ง มักพูดกันอย่างนี้ว่า รสอร่อยแท้ๆ 
			<remark  id="s2b11c66l21" />รสอร่อยแท้ๆ ดังนี้ พวกพราหมณ์   ระลึกได้ถึงอักขระ  ที่รู้กันว่าเป็นของดี เป็นของโบราณนั้นเท่านั้น 
			<remark  id="s2b11c66l22" />แต่ไม่รู้ชัดถึง    เนื้อความแห่งอักขระนั้นเลย ฯ           
			<remark  id="s2b11c66l23" />  	[๕๘] ดูกรวาเสฏฐะและภารทวาชะ ครั้นต่อมา เมื่อง้วนดินของสัตว์ เหล่านั้นหายไปแล้ว 
			<remark  id="s2b11c66l24" />ก็เกิดมีกระบิดินขึ้น กระบิดินนั้นปรากฏลักษณะคล้ายเห็ด      กระบิดินนั้นถึงพร้อมด้วยสี กลิ่น 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b11c67" >
		<para id="s2b11c67p">
			<remark  id="s2b11c67l1" />รส มีสีเหมือนเนยใส หรือเนยข้นอย่างดีฉะนั้น      ได้มีรสอร่อยดุจรวงผึ้งเล็กอันหาโทษมิได้ฉะนั้น 
			<remark  id="s2b11c67l2" />ดูกรวาเสฏฐะและภารทวาชะ  ครั้งนั้น สัตว์เหล่านั้นพยายามจะบริโภคกระบิดิน สัตว์เหล่านั้น
			<remark  id="s2b11c67l3" />บริโภคกระบิดินอยู่      รับประทานกระบิดิน มีกระบิดินเป็นอาหาร ดำรงอยู่ได้สิ้นกาลนาน ดูกร
			<remark  id="s2b11c67l4" />วาเสฏฐะและภารทวาชะ โดยประการที่สัตว์เหล่านั้นบริโภคกระบิดินอยู่ รับประทานกระบิดิน             
			<remark  id="s2b11c67l5" />มีกระบิดินเป็นอาหาร ดำรงอยู่ได้สิ้นกาลช้านาน สัตว์เหล่านั้นจึงมีร่างกายแข็งกล้า  ขึ้นทุกที 
			<remark  id="s2b11c67l6" />ทั้งผิวพรรณก็ปรากฏว่าแตกต่างกันไป สัตว์บางพวกมีผิวพรรณงาม สัตว์   บางพวกมีผิวพรรณไม่งาม
			<remark  id="s2b11c67l7" /> ในสัตว์ทั้งสองจำพวกนั้น สัตว์พวกที่มีผิวพรรณงาม พากันดูหมิ่นสัตว์พวกที่มีผิวพรรณไม่งามว่า
			<remark  id="s2b11c67l8" />พวกเรามีผิวพรรณดีกว่าพวกท่าน พวกท่านมีผิวพรรณเลวกว่าพวกเรา ดังนี้ เมื่อสัตว์ทั้งสอง
			<remark  id="s2b11c67l9" />พวกนั้น เกิดมีการไว้ตัวดู      หมิ่นกันขึ้น เพราะทะนงตัวปรารภผิวพรรณเป็นปัจจัย กระบิดินก็
			<remark  id="s2b11c67l10" />หายไป เมื่อกระบิ   ดินหายไปแล้ว ก็เกิดมีเครือดินขึ้น เครือดินนั้นปรากฏคล้ายผลมะพร้าว
			<remark  id="s2b11c67l11" />ทีเดียว    เครือดินนั้น ถึงพร้อมด้วยสี รส กลิ่น มีสีคล้ายเนยใส หรือเนยข้นอย่างดี  ฉะนั้น 
			<remark  id="s2b11c67l12" />ได้มีรสอร่อยดุจรวงผึ้งเล็กอันหาโทษมิได้ฉะนั้น ฯ 
			<remark  id="s2b11c67l13" />     ดูกรวาเสฏฐะและภารทวาชะ ครั้งนั้น สัตว์เหล่านั้นพยายามจะบริโภค   เครือดิน 
			<remark  id="s2b11c67l14" />สัตว์เหล่านั้นบริโภคเครือดินอยู่ รับประทานเครือดิน มีเครือดินเป็น  อาหาร ดำรงมาได้สิ้นกาล
			<remark  id="s2b11c67l15" />ช้านาน โดยประการที่สัตว์เหล่านั้นบริโภคเครือดินอยู่   รับประทานเครือดิน มีเครือดินนั้นเป็นอาหาร 
			<remark  id="s2b11c67l16" />ดำรงมาได้สิ้นกาลช้านาน สัตว์เหล่านั้นจึงมีร่างกายแข็งกล้าขึ้นทุกที ทั้งผิวพรรณก็ปรากฏว่าแตก
			<remark  id="s2b11c67l17" />ต่างกันไป      สัตว์บางพวกมีผิวพรรณงาม สัตว์บางพวกมีผิวพรรณไม่งาม ในสัตว์ทั้งสองพวกนั้น               
			<remark  id="s2b11c67l18" />สัตว์พวกที่มีผิวพรรณงาม พากันดูหมิ่นพวกที่มีผิวพรรณไม่งามว่า พวกเรามี  ผิวพรรณดีกว่าพวกท่าน 
			<remark  id="s2b11c67l19" />พวกท่านมีผิวพรรณเลวกว่าพวกเรา ดังนี้ เมื่อสัตว์ทั้งสอง        พวกนั้นเกิดมีการไว้ตัวดูหมิ่นกัน 
			<remark  id="s2b11c67l20" />เพราะทะนงตัวปรารภผิวพรรณเป็นปัจจัย เครือดิน      ก็หายไป เมื่อเครือดินหายไปแล้ว สัตว์เหล่า
			<remark  id="s2b11c67l21" />นั้นก็พากันจับกลุ่ม ครั้นแล้วต่างก็          บ่นถึงกันว่า เครือดินได้เคยมีแก่พวกเราหนอ เดี๋ยวนี้
			<remark  id="s2b11c67l22" />เครือดินของพวกเราได้สูญหายเสียแล้วหนอ ดังนี้ ถึงทุกวันนี้ก็เหมือนกัน คนเป็นอันมาก 
			<remark  id="s2b11c67l23" />พอถูกความระทมทุกข์อย่างใดอย่างหนึ่งมากระทบ ก็มักบ่นกันอย่างนี้ว่า สิ่งของของเราทั้งหลาย         
			<remark  id="s2b11c67l24" />ได้เคยมีแล้วหนอ แต่เดี๋ยวนี้ สิ่งของของเราทั้งหลายได้มาสูญหายเสียแล้วหนอ  ดังนี้ พวก
			<remark  id="s2b11c67l25" />พราหมณ์ระลึกได้ถึงอักขระที่รู้กันว่าเป็นของดีเป็นของโบราณนั้นเท่านั้นแต่ไม่รู้ชัดถึงเนื้อความ
			<remark  id="s2b11c67l26" />แห่งอักขระนั้นเลย ฯ            
		</para>
	</section>
	<section id="s2b11c68" >
		<para id="s2b11c68p">
			<remark  id="s2b11c68l1" />  	[๕๙] ดูกรวาเสฏฐะและภารทวาชะ ครั้นต่อมา เมื่อเครือดินของสัตว์  เหล่านั้นหายไป
			<remark  id="s2b11c68l2" />แล้ว ก็เกิดมีข้าวสาลีขึ้นเองในที่ที่ไม่ต้องไถ เป็นข้าวไม่มีรำ ไม่มี      แกลบ ขาวสะอาด กลิ่นหอม
			<remark  id="s2b11c68l3" /> มีเมล็ดเป็นข้าวสาร ตอนเย็นสัตว์เหล่านั้นนำเอา   ข้าวสาลีชนิดใดมาเพื่อบริโภคในเวลาเย็น 
			<remark  id="s2b11c68l4" />ตอนเช้าข้าวสาลีชนิดนั้นที่มีเมล็ดสุกก็     งอกขึ้นแทนที่ ตอนเช้าเขาพากันไปนำเอาข้าวสาลีใดมา
			<remark  id="s2b11c68l5" />เพื่อบริโภคในเวลาเช้า  ตอนเย็นข้าวสาลีชนิดนั้นที่มีเมล็ดสุกแล้วก็งอกขึ้นแทนที่ ไม่ปรากฏว่าบก
			<remark  id="s2b11c68l6" />พร่อง  ไปเลย ดูกรวาเสฏฐะและภารทวาชะ ครั้งนั้น พวกสัตว์บริโภคข้าวสาลีที่เกิด  ขึ้นเอง
			<remark  id="s2b11c68l7" />ในที่ที่ไม่ต้องไถ พากันรับประทานข้าวสาลีนั้น มีข้าวสาลีนั้นเป็นอาหาร    ดำรงมาได้สิ้นกาล
			<remark  id="s2b11c68l8" />ช้านาน ก็โดยประการที่สัตว์เหล่านั้นบริโภคข้าวสาลีอันเกิดขึ้นเองอยู่ รับประทานข้าวสาลีนั้น 
			<remark  id="s2b11c68l9" />มีข้าวสาลีนั้นเป็นอาหาร ดำรงมาได้สิ้นการช้านาน สัตว์เหล่านั้นจึงมีร่างกายแข็งกล้าขึ้นทุกที 
			<remark  id="s2b11c68l10" />ทั้งผิวพรรณก็ปรากฏว่าแตกต่าง  กันออกไป สตรีก็มีเพศหญิงปรากฏ และบุรุษก็มีเพศชายปรากฏ 
			<remark  id="s2b11c68l11" />นัยว่า สตรีก็  เพ่งดูบุรุษอยู่เสมอ และบุรุษก็เพ่งดูสตรีอยู่เสมอ เมื่อคนทั้งสองเพศ ต่างก็เพ่ง
			<remark  id="s2b11c68l12" />ดูกันอยู่เสมอ ก็เกิดความกำหนัดขึ้น เกิดความเร่าร้อนขึ้นในกาย เพราะความเร่าร้อนเป็นปัจจัย 
			<remark  id="s2b11c68l13" />เขาทั้งสองจึงเสพเมถุนธรรมกัน ฯ          
			<remark  id="s2b11c68l14" />     ดูกรวาเสฏฐะและภารทวาชะ ก็โดยสมัยนั้นแล สัตว์พวกใดเห็นพวก  อื่นเสพเมถุน
			<remark  id="s2b11c68l15" />ธรรมกันอยู่ ย่อมโปรยฝุ่นใส่บ้าง โปรยเถ้าใส่บ้าง โยนมูลโคใส่บ้าง พร้อมกับพูดว่า 
			<remark  id="s2b11c68l16" />คนชาติชั่ว จงฉิบหาย คนชาติชั่ว จงฉิบหาย ดังนี้ แล้วพูดต่อไปว่า ก็ทำไมขึ้นชื่อว่าสัตว์ 
			<remark  id="s2b11c68l17" />จึงทำแก่สัตว์เช่นนี้เล่า ข้อที่ว่ามานั้น จึงได้   เป็นธรรมเนียมมาจนถึงทุกวันนี้ ในชนบทบางแห่ง 
			<remark  id="s2b11c68l18" />คนทั้งหลาย โปรยฝุ่นใส่  บ้าง โปรยเถ้าใส่บ้าง โยนมูลโคใส่บ้าง ในเมื่อเขาจะนำสัตว์ที่ประพฤติ
			<remark  id="s2b11c68l19" />ชั่วร้าย   ไปสู่ตะแลงแกง พวกพราหมณ์มาระลึกถึงอักขระที่รู้กันว่าเป็นของดี อันเป็นของ โบราณนั้น
			<remark  id="s2b11c68l20" />เท่านั้น แต่พวกเขาไม่รู้ชัดถึงเนื้อความแห่งอักขระนั้นเลย ฯ    
			<remark  id="s2b11c68l21" />  	[๖๐] ดูกรวาเสฏฐะและภารวาชะ ก็สมัยนั้นการโปรยฝุ่นใส่กันเป็นต้น   นั้นแล
			<remark  id="s2b11c68l22" /> สมมติกันว่าไม่เป็นธรรม มาในบัดนี้ สมมติกันว่าเป็นธรรมขึ้น ก็สมัยนั้น     สัตว์พวกใด เสพ
			<remark  id="s2b11c68l23" />เมถุนกัน สัตว์พวกนั้นเข้าบ้านหรือนิคมไม่ได้ สิ้นสองเดือนบ้าง สามเดือนบ้าง ดูกรวาเสฏฐะ
			<remark  id="s2b11c68l24" />และภารทวาชะ เมื่อใดแล สัตว์ทั้งหลายพา   กันเสพอสัทธรรมนั่นอยู่เสมอ เมื่อนั้น จึงพยายาม
			<remark  id="s2b11c68l25" />สร้างเรือนกันขึ้น เพื่อเป็นที่ กำบังอสัทธรรมนั้น ครั้งนั้น สัตว์ผู้หนึ่ง เกิดความเกียจคร้านขึ้น จึงได้
			<remark  id="s2b11c68l26" />มีความ เห็นอย่างนี้ว่า ดูกรท่านผู้เจริญ เราช่างลำบากเสียนี่กระไร ที่ต้องไปเก็บข้าวสาลี มา ทั้งใน
			<remark  id="s2b11c68l27" />เวลาเย็นสำหรับอาหารเย็น ทั้งในเวลาเช้าสำหรับอาหารเช้า อย่ากระ นั้นเลย เราควรไปเก็บเอาข้าว
		</para>
	</section>
	<section id="s2b11c69" >
		<para id="s2b11c69p">
			<remark  id="s2b11c69l1" />สาลีมาไว้เพื่อบริโภคทั้งเย็นทั้งเช้าเสียคราวเดียวเถิด     ดูกรวาเสฏฐะและภารทวาชะ ต่อแต่นั้นมา 
			<remark  id="s2b11c69l2" />สัตว์ผู้นั้นก็ไปเก็บเอาข้าวสาลีมาไว้      เพื่อบริโภคทั้งเย็นทั้งเช้าเสียคราวเดียวกัน ฉะนี้แล ดูกร
			<remark  id="s2b11c69l3" />วาเสฏฐะและภารทวาชะ   ครั้งนั้น สัตว์ผู้หนึ่งเข้าไปหาสัตว์ผู้นั้นแล้วชวนว่า ดูกรสัตว์ผู้เจริญ 
			<remark  id="s2b11c69l4" />มาเถิด เรา    จักไปเก็บข้าวสาลีกัน สัตว์ผู้นั้นตอบว่า ดูกรสัตว์ผู้เจริญ ฉันไปเก็บเอาข้าวสาลี         
			<remark  id="s2b11c69l5" />มาไว้เพื่อบริโภคพอทั้งเย็นทั้งเช้าเสียคราวเดียวแล้ว ต่อมา สัตว์ผู้นั้นถือตามแบบ   อย่างของสัตว์
			<remark  id="s2b11c69l6" />ผู้นั้น จึงไปเก็บเอาข้าวสาลีมาไว้คราวเดียวเพื่อสองวัน แล้วพูดว่า  ได้ยินว่า แม้อย่างนี้ก็ดีเหมือน
			<remark  id="s2b11c69l7" />กันท่านผู้เจริญ ดูกรวาเสฏฐะและภารทวาชะ ต่อ    มาสัตว์อีกผู้หนึ่ง เข้าไปหาสัตว์ผู้นั้น แล้วชวน
			<remark  id="s2b11c69l8" />ว่า ดูกรสัตว์ผู้เจริญ มาเถิด เรา   จักไปเก็บข้าวสาลีกัน สัตว์ผู้นั้นตอบว่า ดูกรสัตว์ผู้เจริญ 
			<remark  id="s2b11c69l9" />ฉันไปเก็บเอาข้าวสาลี   มาไว้เพื่อบริโภคพอทั้งเย็นทั้งเช้าเสียคราวเดียวแล้ว ฯ  
			<remark  id="s2b11c69l10" />     ดูกรวาเสฏฐะและภารทวาชะ ครั้งนั้นแล สัตว์ผู้นั้นถือตามแบบอย่างของ สัตว์นั้น 
			<remark  id="s2b11c69l11" />จึงไปเก็บเอาข้าวสาลีมาไว้คราวเดียว เพื่อสี่วัน แล้วพูดว่า แม้อย่างนี้    ก็ดีเหมือนกัน ท่านผู้เจริญ 
			<remark  id="s2b11c69l12" />ดูกรวาเสฏฐะและภารทวาชะ ต่อมาสัตว์อีกผู้หนึ่งเข้าไปหาสัตว์ผู้นั้น แล้วชวนว่า ดูกรสัตว์ผู้
			<remark  id="s2b11c69l13" />เจริญ มาเถิด เราจักไปเก็บข้าวสาลี กัน สัตว์ผู้นั้นตอบว่า ดูกรสัตว์ผู้เจริญ ข้าพเจ้าได้ไปเก็บ
			<remark  id="s2b11c69l14" />ข้าวสาลีมาไว้คราวเดียว   เพื่อสี่วันแล้ว ครั้งนั้นแล สัตว์ผู้นั้น ถือตามแบบอย่างของสัตว์นั้น 
			<remark  id="s2b11c69l15" />จึงไปเก็บ   ข้าวสาลีมาไว้คราวเดียว เพื่อแปดวัน แล้วพูดว่า แม้อย่างนี้ก็ดีเหมือนกันท่านผู้เจริญ 
			<remark  id="s2b11c69l16" />เมื่อใด สัตว์ทั้งหลายเหล่านั้นพยายามเก็บข้าวสาลีสะสมไว้เพื่อบริโภคกัน   ขึ้น เมื่อนั้นแล 
			<remark  id="s2b11c69l17" />ข้าวสาลีนั้นจึงกลายเป็นข้าวมีรำห่อเมล็ดบ้าง มีแกลบหุ้มเมล็ด บ้าง ต้นที่ถูกเกี่ยวแล้วก็ไม่กลับ
			<remark  id="s2b11c69l18" />งอกแทน ปรากฏว่าขาดเป็นตอนๆ (ตั้งแต่นั้นมา) จึงได้มีข้าวสาลีเป็นกลุ่มๆ ฯ       
			<remark  id="s2b11c69l19" />  	[๖๑] ดูกรวาเสฏฐะและภารทวาชะ ในครั้งนั้น สัตว์เหล่านั้นพากันมาจับกลุ่ม ครั้น
			<remark  id="s2b11c69l20" />แล้วต่างก็มาปรับทุกข์กันว่า ดูกรท่านผู้เจริญ เดี๋ยวนี้ เกิดมีธรรม   ทั้งหลายอันเลวทรามปรากฏขึ้น
			<remark  id="s2b11c69l21" />ในสัตว์ทั้งหลายแล้ว ด้วยว่า เมื่อก่อนพวกเราได้    เป็นผู้สำเร็จทางใจ มีปีติเป็นอาหาร มีรัศมี
			<remark  id="s2b11c69l22" />ซ่านออกจากกายตนเอง สัญจรไปได้ในอากาศ อยู่ในวิมานอันงาม สถิตอยู่ในวิมานนั้นสิ้นกาล
			<remark  id="s2b11c69l23" />ยืดยาวช้านาน บาง   ครั้งบางคราวโดยระยะยืดยาวช้านาน เกิดง้วนดินลอยขึ้นบนน้ำ ทั่วไปแก่เรา
			<remark  id="s2b11c69l24" />ทุกคน    ง้วนดินนั้นถึงพร้อมด้วยสี กลิ่น รส พวกเราทุกคนพยายามปั้นง้วนดินกระทำให้เป็น            
			<remark  id="s2b11c69l25" />คำๆ ด้วยมือทั้งสองเพื่อจะบริโภค เมื่อพวกเราทุกคน พยายามปั้นง้วนดินกระ  ทำให้เป็นคำๆ 
			<remark  id="s2b11c69l26" />ด้วยมือทั้งสองเพื่อจะบริโภคอยู่ รัศมีกายก็หายไป เมื่อรัศมีกาย   หายไปแล้ว  ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์
			<remark  id="s2b11c69l27" />ก็ปรากฏขึ้น เมื่อดวงจันทร์ดวงอาทิตย์ปรากฏขึ้น     แล้ว ดาวนักษัตรทั้งหลายก็ปรากฏขึ้น เมื่อดวง
		</para>
	</section>
	<section id="s2b11c70" >
		<para id="s2b11c70p">
			<remark  id="s2b11c70l1" />ดาวนักษัตรทั้งหลายปรากฏขึ้นแล้ว  กลางคืนและกลางวันก็ปรากฏขึ้น เมื่อกลางคืนและกลางวัน
			<remark  id="s2b11c70l2" />ปรากฎขึ้นแล้ว เดือน หนึ่งและกึ่งเดือนก็ปรากฏขึ้น เมื่อเดือนหนึ่งและกึ่งเดือนปรากฏขึ้นแล้ว 
			<remark  id="s2b11c70l3" />ฤดูและ  ปีก็ปรากฏ 
			<remark  id="s2b11c70l4" />พวกเราทุกคนบริโภคง้วนดินอยู่ รับประทานง้วนดิน มีง้วนดินเป็น อาหารดำรงชีพอยู่
			<remark  id="s2b11c70l5" />ได้สิ้นกาลช้านาน เพราะมีธรรมทั้งหลายที่เป็นอกุศลชั่วช้าปรากฏ   ขึ้นแก่พวกเรา ง้วนดินจึงหายไป 
			<remark  id="s2b11c70l6" />เมื่อง้วนดินหายไปแล้ว จึงมีกระบิดินปรากฏขึ้น        ระบิดินนั้นถึงพร้อมด้วยสี กลิ่น รส 
			<remark  id="s2b11c70l7" />พวกเราทุกคนบริโภคระบิดิน เมื่อพวกเราทุกคนบริโภคระบิดินนั้นอยู่ รับประทานระบิดิน 
			<remark  id="s2b11c70l8" />มีระบิดินเป็นอาหาร ดำรงอยู่ได้สิ้นกาลช้านาน เพราะมีธรรมทั้งหลายที่เป็นอกุศลชั่วช้าปรากฏ
			<remark  id="s2b11c70l9" />ขึ้นแก่พวกเรา              ระบิดินจึงหายไป เมื่อระบิดินหายไปแล้ว จึงมีเครือดินปรากฏขึ้น เครือดิน
			<remark  id="s2b11c70l10" />นั้น         ถึงพร้อมด้วยสี กลิ่น รส พวกเราทุกคนพยายามบริโภคเครือดิน เมื่อพวกเรา   ทุกคนบริโภค
			<remark  id="s2b11c70l11" />เครือดินนั้นอยู่ รับประทานเครือดิน มีเครือดินเป็นอาหาร ดำรงอยู่      ได้สิ้นกาลช้านาน เพราะมี
			<remark  id="s2b11c70l12" />ธรรมทั้งหลายที่เป็นอกุศลชั่วช้าปรากฏขึ้นแก่พวกเรา   เครือดินจึงหายไป 
			<remark  id="s2b11c70l13" />เมื่อเครือดินหายไปแล้ว จึงมีข้าวสาลีปรากฏขึ้นเองในที่ไม่ต้องไถ เป็นข้าวที่ไม่มีรำ ไม่มี
			<remark  id="s2b11c70l14" />แกลบ ขาวสะอาด กลิ่นหอม มีเมล็ดเป็นข้าว  สาร ตอนเย็นพวกเราทุกคนไปนำเอาข้าวสาลีชนิดใด
			<remark  id="s2b11c70l15" />มาเพื่อบริโภคในเวลาเย็น   ตอนเช้าข้าวสาลีชนิดนั้นที่มีเมล็ดสุกก็งอกขึ้นแทนที่ ตอนเช้าพวกเรา
			<remark  id="s2b11c70l16" />ทุกคนไปนำเอาข้าวสาลีชนิดใดมาเพื่อบริโภคในเวลาเช้า ตอนเย็น ข้าวสาลีชนิดนั้นที่มีเมล็ด  สุกก็
			<remark  id="s2b11c70l17" />งอกขึ้นแทนที่ ไม่ปรากฏว่าบกพร่องไปเลย เมื่อพวกเราทุกคนบริโภคข้าวสาลี    ซึ่งเกิดขึ้นเองในที่
			<remark  id="s2b11c70l18" />ไม่ต้องไถอยู่ รับประทานข้าวสาลีนั้น มีข้าวสาลีนั้นเป็นอาหาร  ดำรงอยู่ได้สิ้นกาลช้านาน เพราะมี
			<remark  id="s2b11c70l19" />ธรรมทั้งหลายที่เป็นอกุศลชั่วช้าปรากฏขึ้นแก่  พวกเรา ข้าวสาลีนั้นจึงกลายเป็นข้าวมีรำหุ้มเมล็ดบ้าง 
			<remark  id="s2b11c70l20" />มีแกลบห่อเมล็ดไว้บ้าง แม้ต้นที่เกี่ยวแล้วก็ไม่งอกขึ้นแทนที่ ปรากฏว่าขาดเป็นตอนๆ จึงได้มี
			<remark  id="s2b11c70l21" />ข้าวสาลี เป็นกลุ่มๆ อย่ากระนั้นเลย พวกเราควรมาแบ่งข้าวสาลีและปักปันเขตแดนกัน  เสียเถิด 
			<remark  id="s2b11c70l22" />ดูกรวาเสฏฐะและภารทวาชะ ครั้นแล้ว สัตว์ทั้งหลายจึงแบ่งข้าวสาลี ปักปันเขตแดนกัน ฯ      
			<remark  id="s2b11c70l23" />  	[๖๒] ดูกรวาเสฏฐะและภารทวาชะ ครั้งนั้นแล สัตว์ผู้หนึ่งเป็นคน  โลภ สงวนส่วน
			<remark  id="s2b11c70l24" />ของตนไว้ ไปเก็บเอาส่วนอื่นที่เขาไม่ได้ให้มาบริโภค สัตว์    ทั้งหลายจึงช่วยกันจับสัตว์ผู้นั้น 
			<remark  id="s2b11c70l25" />ครั้นแล้ว ได้ตักเตือนอย่างนี้ว่า แน่ะสัตว์    ผู้เจริญ ก็ท่านกระทำกรรมชั่วช้านัก ที่สงวนส่วนของ
			<remark  id="s2b11c70l26" />ตนไว้ ไปเก็บเอาส่วนอื่นที่  เขาไม่ได้ให้มาบริโภค ท่านอย่าได้กระทำกรรมชั่วช้าเห็นปานนี้
			<remark  id="s2b11c70l27" />อีกเลย ดูกร  วาเสฏฐะและภารทวาชะ สัตว์ผู้นั้นแล รับคำของสัตว์เหล่านั้นแล้ว แม้ครั้ง  ที่ ๒
		</para>
	</section>
	<section id="s2b11c71" >
		<para id="s2b11c71p">
			<remark  id="s2b11c71l1" /> ... แม้ครั้งที่ ๓ สัตว์นั้นสงวนส่วนของตนไว้ ไปเก็บเอาส่วนอื่นที่เขาไม่ได้    ให้มาบริโภค สัตว์
			<remark  id="s2b11c71l2" />เหล่านั้นจึงช่วยกันจับสัตว์ผู้นั้น ครั้นแล้ว ได้ตักเตือนว่า   แน่ะ สัตว์ผู้เจริญ ท่านทำกรรมอันชั่ว
			<remark  id="s2b11c71l3" />ช้านัก ที่สงวนส่วนของตนไว้ ไปเอาส่วน   ที่เขาไม่ได้ให้มาบริโภค ท่านอย่าได้กระทำกรรมอัน
			<remark  id="s2b11c71l4" />ชั่วช้าเห็นปานนี้อีกเลย สัตว์ พวกหนึ่งประหารด้วยฝ่ามือ พวกหนึ่งประหารด้วยก้อนดินบ้าง พวก
			<remark  id="s2b11c71l5" />หนึ่งประหาร  ด้วยท่อนไม้ ดูกรวาเสฏฐะและภารทวาชะ ก็นัยเพราะมีเหตุเช่นนั้นเป็นต้นมา  การ
			<remark  id="s2b11c71l6" />ถือเอาสิ่งของที่เจ้าของไม่ได้ให้จึงปรากฏ การติเตียนจึงปรากฏ การกล่าวเท็จ    จึงปรากฏ การถือ
			<remark  id="s2b11c71l7" />ท่อนไม้จึงปรากฏ ครั้งนั้นแล พวกสัตว์ที่เป็นผู้ใหญ่จึงประชุม       กัน ครั้นแล้ว ต่างก็ปรับทุกข์กันว่า 
			<remark  id="s2b11c71l8" />พ่อเอ๋ย ก็การถือเอาสิ่งของที่เจ้าของไม่ได้    ให้จักปรากฏ การติเตียนจักปรากฏ การพูดเท็จจักปรากฏ 
			<remark  id="s2b11c71l9" />การถือท่อนไม้จัก  ปรากฏ ในเพราะบาปธรรมเหล่าใด บาปธรรมเหล่านั้นเกิดปรากฏแล้วในสัตว์       
			<remark  id="s2b11c71l10" />ทั้งหลาย อย่ากระนั้นเลย พวกเราจักสมมติสัตว์ผู้หนึ่งให้เป็นผู้ว่ากล่าวผู้ที่ควร    ว่ากล่าวได้โดยชอบ 
			<remark  id="s2b11c71l11" />ให้เป็นผู้ติเตียนผู้ที่ควรติเตียนได้โดยชอบ ให้เป็นผู้ขับไล่ ผู้ที่ควรขับไล่ได้โดยชอบ ส่วนพวก
			<remark  id="s2b11c71l12" />เราจักแบ่งส่วนข้าวสาลีให้แก่ผู้นั้น ดังนี้   ดูกรวาเสฏฐะและภารทวาชะ ครั้นแล้ว สัตว์เหล่านั้น 
			<remark  id="s2b11c71l13" />พากันเข้าไปหาสัตว์ที่  สวยงามกว่า น่าดูน่าชมกว่า น่าเลื่อมใสกว่า และน่าเกรงขามมากกว่า
			<remark  id="s2b11c71l14" />สัตว์ทุกคน         แล้ว จึงแจ้งเรื่องนี้ว่า ข้าแต่สัตว์ผู้เจริญ มาเถิดพ่อ ขอพ่อจงว่ากล่าวผู้ที่ควรว่ากล่าว
			<remark  id="s2b11c71l15" />ได้โดยชอบ จงติเตียนผู้ที่ควรติเตียนได้โดยชอบ จงขับไล่ผู้ที่ควรขับไล่ได้      โดยชอบเถิด ส่วน
			<remark  id="s2b11c71l16" />พวกข้าพเจ้าจักแบ่งส่วนข้าวสาลีให้แก่พ่อ ดูกรวาเสฏฐะและ  ภารทวาชะ สัตว์ผู้นั้นแลรับคำของ
			<remark  id="s2b11c71l17" />สัตว์เหล่านั้นแล้ว จึงว่ากล่าวผู้ที่ควรว่ากล่าวได้      โดยชอบ ติเตียนผู้ที่ควรติเตียนได้โดยชอบ 
			<remark  id="s2b11c71l18" />ขับไล่ผู้ที่ควรขับไล่ได้โดยชอบ ส่วนสัตว์เหล่านั้นก็แบ่งส่วนข้าวสาลีให้แก่สัตว์ที่เป็นหัวหน้านั้น ฯ    
			<remark  id="s2b11c71l19" />  	[๖๓] ดูกรวาเสฏฐะและภารทวาชะ เพราะเหตุผู้ที่เป็นหัวหน้าอัน    มหาชนสมมติ ดังนี้แล 
			<remark  id="s2b11c71l20" />อักขระว่า มหาชนสมมติ จึงอุบัติขึ้นเป็นอันดับแรก เพราะเหตุผู้ที่เป็นหัวหน้า เป็นใหญ่ยิ่ง
			<remark  id="s2b11c71l21" />แห่งเขตทั้งหลาย ดังนี้แล อักขระว่า              กษัตริย์ กษัตริย์ จึงอุบัติขึ้นเป็นอันดับที่สอง เพราะ
			<remark  id="s2b11c71l22" />เหตุที่ผู้เป็นหัวหน้ายังชน        เหล่าอื่นให้สุขใจได้โดยธรรม ดังนี้แล อักขระว่า ราชา ราชา จึงอุบัติ
			<remark  id="s2b11c71l23" />ขึ้นเป็น        อันดับที่สาม ดูกรวาเสฏฐะและภารทวาชะ ด้วยประการดังนี้แล การบังเกิดขึ้น แห่งพวก
			<remark  id="s2b11c71l24" />กษัตริย์นั้น มีขึ้นได้ เพราะอักขระที่รู้กันว่าเป็นของดี เป็นของโบราณ   อย่างนี้แล เรื่องของสัตว์
			<remark  id="s2b11c71l25" />เหล่านั้น จะต่างกันหรือเหมือนกัน จะไม่ต่างกันหรือ      ไม่เหมือนกัน ก็ด้วยธรรมเท่านั้น ไม่ใช่
		</para>
	</section>
	<section id="s2b11c72" >
		<para id="s2b11c72p">
			<remark  id="s2b11c72l1" />นอกไปจากธรรม ดูกรวาเสฏฐะและ    ภารทวาชะ ความจริง ธรรมเท่านั้นเป็นของประเสริฐสุด
			<remark  id="s2b11c72l2" />ในประชุมชนทั้งในเวลา   ที่เห็นอยู่ ทั้งในเวลาภายหน้า ฯ        
			<remark  id="s2b11c72l3" />  	[๖๔] ดูกรวาเสฏฐะและภารทวาชะ ครั้งนั้นแล สัตว์บางจำพวกได้มี      ความคิดขึ้น
			<remark  id="s2b11c72l4" />อย่างนี้ว่า พ่อเอ๋ย การถือเอาสิ่งของที่เจ้าของไม่ได้ให้จักปรากฏ การ         ติเตียนจักปรากฏ การกล่าว
			<remark  id="s2b11c72l5" />เท็จจักปรากฏ การถือท่อนไม้จักปรากฏ การขับไล่   จักปรากฏ ในเพราะบาปธรรมเหล่าใด บาปธรรม
			<remark  id="s2b11c72l6" />เหล่านั้นเกิดปรากฏแล้วในสัตว์    ทั้งหลาย อย่ากระนั้นเลย พวกเราควรไปลอยอกุศลธรรมที่ชั่ว
			<remark  id="s2b11c72l7" />ช้ากันเถิด สัตว์ เหล่านั้นพากันลอยอกุศลธรรมที่ชั่วช้าแล้ว ดูกรวาเสฏฐะและภารทวาชะ 
			<remark  id="s2b11c72l8" />เพราะ  เหตุที่สัตว์เหล่านั้นพากันลอยอกุศลธรรมที่ชั่วช้าอยู่ ดังนี้แล อักขระว่า พวก  พราหมณ์ๆ 
			<remark  id="s2b11c72l9" />จึงอุบัติขึ้นเป็นอันดับแรก พราหมณ์เหล่านั้นพากันสร้างกระท่อมซึ่ง   มุงและบังด้วยใบไม้ใน
			<remark  id="s2b11c72l10" />ราวป่า เพ่งอยู่ในกระท่อมซึ่งมุงและบังด้วยใบไม้ พวกเขา         ไม่มีการหุงต้ม และไม่มีการตำข้าว 
			<remark  id="s2b11c72l11" />เวลาเย็น เวลาเช้า ก็พากันเที่ยวแสวงหา อาหารตามคามนิคมและราชธานี เพื่อบริโภคในเวลาเย็น
			<remark  id="s2b11c72l12" />เวลาเช้า เขาเหล่านั้น   ครั้นได้อาหารแล้ว จึงพากันกลับไปเพ่งอยู่ในกระท่อมซึ่งมุงและบังด้วย
			<remark  id="s2b11c72l13" />ใบไม้ใน             ราวป่าอีก คนทั้งหลายเห็นพฤติการณ์ของพวกพราหมณ์นั้นแล้วพากันพูดอย่างนี้ว่า              
			<remark  id="s2b11c72l14" />พ่อเอ๋ย สัตว์พวกนี้แลพากันมาสร้างกระท่อมซึ่งมุงและบังด้วยใบไม้ในราวป่า แล้วเพ่งอยู่ใน
			<remark  id="s2b11c72l15" />กระท่อมซึ่งมุงและบังด้วยใบไม้ ไม่มีการหุงต้ม ไม่มีการตำข้าว     เวลาเย็นเวลาเช้า ก็พากันเที่ยว
			<remark  id="s2b11c72l16" />แสวงหาอาหารตามคามนิคมและราชธานี เพื่อ    บริโภคในเวลาเย็นเวลาเช้า เขาเหล่านั้นครั้นได้
			<remark  id="s2b11c72l17" />อาหารแล้วจึงพากันกลับไปเพ่งอยู่           ในกระท่อมซึ่งมุงและบังด้วยใบไม้ในราวป่าอีก ฯ           
			<remark  id="s2b11c72l18" />     ดูกรวาเสฏฐะและภารทวาชะ เพราะเหตุนั้นแล อักขระว่า พวกเจริญฌาน พวกเจริญ
			<remark  id="s2b11c72l19" />ฌาน ดังนี้ จึงอุบัติขึ้นเป็นอันดับที่สอง บรรดาสัตว์เหล่านั้นแล      สัตว์บางพวกเมื่อไม่อาจสำเร็จ
			<remark  id="s2b11c72l20" />ฌานได้ ที่กระท่อมซึ่งมุงและบังด้วยใบไม้ในราวป่า    จึงเที่ยวไปยังคามและนิคมที่ใกล้เคียงแล้ว
			<remark  id="s2b11c72l21" />ก็จัดทำพระคัมภีร์มาอยู่ คนทั้งหลายเห็น         พฤติการณ์ของพวกพราหมณ์นี้นั้นแล้ว จึงพูด
			<remark  id="s2b11c72l22" />อย่างนี้ว่า พ่อเอ๋ย ก็สัตว์เหล่านี้     ไม่อาจสำเร็จฌานได้ที่กระท่อมซึ่งมุงและบังด้วยใบไม้ในทวาชะ
			<remark  id="s2b11c72l23" />ราวป่า เที่ยวไปยังบ้าน        และนิคมที่ใกล้เคียง จัดทำพระคัมภีร์ไปอยู่ ดูกรวาเสฏฐะและภาร
			<remark  id="s2b11c72l24" />ทวาชะ บัดนี้พวกชนเหล่านี้ไม่เพ่งอยู่ บัดนี้ พวกชนเหล่านี้ไม่เพ่งอยู่ ดังนี้แล อักขระว่า            
			<remark  id="s2b11c72l25" />อชฺฌายิกา  อชฺฌายิกา จึงอุบัติขึ้นเป็นอันดับที่สาม ดูกรวาเสฏฐะและภารทวาชะ         ก็สมัยนั้น 
			<remark  id="s2b11c72l26" />การทรงจำ การสอน การบอกมนต์ ถูกสมมติว่าเลว มาในบัดนี้       สมมติว่าประเสริฐ ด้วยประการ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b11c73" >
		<para id="s2b11c73p">
			<remark  id="s2b11c73l1" />ดังกล่าวมานี้แล การอุบัติขึ้นแห่งพวกพราหมณ์ นั้นมีขึ้นได้ เพราะอักขระที่รู้กันว่าเป็นของดีเป็น
			<remark  id="s2b11c73l2" />ของโบราณอย่างนี้แล เรื่องของ         สัตว์เหล่านั้นจะต่างกันหรือเหมือนกันจะไม่ต่างกันหรือไม่
			<remark  id="s2b11c73l3" />เหมือนกัน ก็ด้วยธรรม            เท่านั้น ไม่ใช่นอกไปจากธรรม ดูกรวาเสฏฐะและภารทวาชะ ความจริง 
			<remark  id="s2b11c73l4" />ธรรม       เท่านั้นเป็นของประเสริฐสุดในประชุมชน ทั้งในเวลาที่เห็นอยู่ ทั้งในเวลา  ภายหน้า ฯ              
			<remark  id="s2b11c73l5" />  	[๖๕] ดูกรวาเสฏฐะและภารทวาชะ บรรดาสัตว์เหล่านั้นแล สัตว์บาง       จำพวกยึดมั่น
			<remark  id="s2b11c73l6" />เมถุนธรรม แล้วประกอบการงานเป็นแผนกๆ เพราะเหตุที่สัตว์      เหล่านั้นยึดมั่นเมถุนธรรม 
			<remark  id="s2b11c73l7" />แล้วประกอบการงานเป็นแผนกๆ นั้นแล อักขระว่า   เวสฺสา เวสฺสา ดังนี้ จึงอุบัติขึ้น 
			<remark  id="s2b11c73l8" />ดูกรวาเสฏฐะและภารทวาชะ ด้วยประการ   ดังที่กล่าวมานี้ การอุบัติขึ้นแห่งพวกแพศย์นั้นมีขึ้นได้ 
			<remark  id="s2b11c73l9" />เพราะอักขระที่รู้กันว่าเป็น    ของดี เป็นของโบราณ อย่างนี้แล เรื่องของสัตว์เหล่านั้นจะต่างกัน
			<remark  id="s2b11c73l10" />หรือเหมือนกัน            จะไม่ต่างกันหรือไม่เหมือนกัน ก็ด้วยธรรมเท่านั้น ไม่ใช่นอกไปจากธรรม ฯลฯ 
			<remark  id="s2b11c73l11" />ดูกรวาเสฏฐะและภารทวาชะ ด้วยประการดังที่กล่าวมานี้แล การอุบัติขึ้นแห่งพวก     ศูทรนั้นมี
			<remark  id="s2b11c73l12" />ขึ้นได้ เพราะอักขระที่รู้กันว่าเป็นของดี เป็นของโบราณ อย่างนี้แล        เรื่องของสัตว์เหล่านั้นจะต่าง
			<remark  id="s2b11c73l13" />กันหรือเหมือนกัน จะไม่ต่างกันหรือไม่เหมือนกัน   ก็ด้วยธรรมเท่านั้น ไม่ใช่นอกไปจากธรรม 
			<remark  id="s2b11c73l14" />ดูกรวาเสฏฐะและภารทวาชะ ความ      จริง ธรรมเท่านั้นเป็นของประเสริฐสุดในประชุมชนทั้งใน
			<remark  id="s2b11c73l15" />เวลาที่เห็นอยู่ ทั้งใน              เวลาภายหน้า ฯ          
			<remark  id="s2b11c73l16" />  	[๖๖] ดูกรวาเสฏฐะและภารทวาชะ มีสมัยอยู่ ที่กษัตริย์บ้าง พราหมณ์  บ้าง แพศย์บ้าง 
			<remark  id="s2b11c73l17" /> ศูทรบ้าง ตำหนิธรรมของตน จึงได้ออกจากเรือนบวชเป็น     บรรพชิต ด้วยประสงค์ว่า เราจักเป็น
			<remark  id="s2b11c73l18" />สมณะ ดูกรวาเสฏฐะและภารทวาชะ พวก       สมณะจะเกิดมีขึ้นได้ จากวรรณะทั้งสี่ นี้แล เรื่องของ
			<remark  id="s2b11c73l19" />สัตว์เหล่านั้นจะต่างกัน             หรือเหมือนกัน จะไม่ต่างกันหรือไม่เหมือนกัน ก็ด้วยธรรมเท่านั้น ไม่
			<remark  id="s2b11c73l20" />ใช่
			<remark  id="s2b11c73l21" />นอกไปจากธรรม ความจริงธรรมเท่านั้นเป็นของประเสริฐที่สุดในประชุมชน ทั้งใน   เวลาที่เห็นอยู่ 
			<remark  id="s2b11c73l22" />ทั้งในเวลาภายหน้า ฯ    
			<remark  id="s2b11c73l23" />  	[๖๗] ดูกรวาเสฏฐะและภารทวาชะ กษัตริย์ก็ดี ... พราหมณ์ก็ดี ... แพศย์ก็ดี ... ศูทรก็ดี ... 
			<remark  id="s2b11c73l24" />สมณะก็ดี ... ประพฤติกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต เป็นมิจฉาทิฐิ  ยึดถือการกระทำด้วยอำนาจ
			<remark  id="s2b11c73l25" />มิจฉาทิฐิ เพราะยึดถือการกระทำด้วยอำนาจมิจฉาทิฐิ เป็นเหตุเบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก 
			<remark  id="s2b11c73l26" />ย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก  ทั้งสิ้น ฯ             
		</para>
	</section>
	<section id="s2b11c74" >
		<para id="s2b11c74p">
			<remark  id="s2b11c74l1" />  	[๖๘] ดูกรวาเสฏฐะและภารทวาชะ กษัตริย์ก็ดี ... พราหมณ์ก็ดี ... แพศย์ก็ดี ... ศูทรก็ดี ... 
			<remark  id="s2b11c74l2" />สมณะก็ดี ... ประพฤติกายสุจริต วจีสุจริต มโนสุจริต เป็นสัมมาทิฐิ  ยึดถือการกระทำด้วย
			<remark  id="s2b11c74l3" />อำนาจสัมมาทิฐิ เพราะยึดถือการกระทำด้วยอำนาจสัมมาทิฐิ เป็นเหตุ เบื้องหน้าแต่ตายเพราะ
			<remark  id="s2b11c74l4" />กายแตก ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ฯ       
			<remark  id="s2b11c74l5" />  	[๖๙] ดูกรวาเสฏฐะและภารทวาชะ กษัตริย์ก็ดี ... พราหมณ์ก็ดี ... แพศย์ก็ดี ... ศูทรก็ดี ... 
			<remark  id="s2b11c74l6" />สมณะก็ดี ... มีปรกติกระทำกรรมทั้งสอง [คือสุจริตและทุจริต] ด้วย   กาย มีปรกติกระทำกรรม
			<remark  id="s2b11c74l7" />ทั้งสองด้วยวาจา มีปรกติกระทำกรรมทั้งสองด้วยใจ มี   ความเห็นปนกัน ยึดถือการกระทำด้วย
			<remark  id="s2b11c74l8" />อำนาจความเห็นปนกัน เพราะยึดถือการ      กระทำด้วยอำนาจความเห็นปนกันเป็นเหตุ เบื้องหน้า
			<remark  id="s2b11c74l9" />แต่ตายเพราะกายแตก ย่อม   เสวยสุขบ้าง ทุกข์บ้าง ฯ
			<remark  id="s2b11c74l10" />  	[๗๐] ดูกรวาเสฏฐะและภารทวาชะ กษัตริย์ก็ดี ... พราหมณ์ก็ดี ... แพศย์ก็ดี ... ศูทรก็ดี ... 
			<remark  id="s2b11c74l11" />สำรวมกาย สำรวมวาจา สำรวมใจ อาศัยการเจริญโพธิปักขิยธรรม         ทั้ง ๗ แล้ว ย่อมปรินิพพาน
			<remark  id="s2b11c74l12" />ในปัจจุบันนี้ทีเดียว ฯ        
			<remark  id="s2b11c74l13" />  	[๗๑] ดูกรวาเสฏฐะและภารทวาชะ ก็บรรดาวรรณะทั้งสี่นี้ วรรณะใด  เป็นภิกษุ สิ้น
			<remark  id="s2b11c74l14" />อาสวะแล้ว มีพรหมจรรย์อยู่จบแล้ว มีกิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้ววางภาระเสียได้แล้ว ลุถึงประโยชน์
			<remark  id="s2b11c74l15" />ของตนแล้ว หมดเครื่องเกาะเกี่ยวในภพแล้ว หลุดพ้นแล้ว เพราะรู้โดยชอบ วรรณะนั้นปรากฏว่า
			<remark  id="s2b11c74l16" /> เป็นผู้เลิศกว่าคนทั้งหลาย โดยธรรมแท้จริง มิใช่นอกไปจากธรรมเลย ดูกรวาเสฏฐะและภาร
			<remark  id="s2b11c74l17" />ทวาชะ ความ        จริงธรรมเท่านั้นเป็นของประเสริฐที่สุดในประชุมชน ทั้งในเวลาเห็นอยู่ ทั้งใน              
			<remark  id="s2b11c74l18" />เวลาภายหน้า ฯ          
			<remark  id="s2b11c74l19" />  	[๗๒] ดูกรวาเสฏฐะและภารทวาชะ แม้สนังกุมารพรหมก็ได้ภาษิต            คาถาไว้ว่า             
			<remark  id="s2b11c74l20" />          กษัตริย์เป็นประเสริฐที่สุด ในหมู่ชนผู้รังเกียจ               
			<remark  id="s2b11c74l21" />          ด้วยโคตร ท่านผู้ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ     
			<remark  id="s2b11c74l22" />          เป็นประเสริฐที่สุดในหมู่เทวดาและมนุษย์ ฯ     
			<remark  id="s2b11c74l23" />     ดูกรวาเสฏฐะและภารทวาชะ ก็คาถานี้สนังกุมารพรหมขับถูกไม่ผิด ภาษิต   ไว้ถูก ไม่ผิด 
			<remark  id="s2b11c74l24" />ประกอบด้วยประโยชน์ มิใช่ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ เราเห็น    ด้วย ดูกรวาเสฏฐะและภารทวาชะ
			<remark  id="s2b11c74l25" /> ถึงเราก็กล่าวอย่างนี้ว่า   
		</para>
	</section>
	<section id="s2b11c75" >
		<para id="s2b11c75p">
			<remark  id="s2b11c75l1" />          กษัตริย์เป็นประเสริฐที่สุดในหมู่ชนผู้รังเกียจ
			<remark  id="s2b11c75l2" />          ด้วยโคตร ท่านผู้ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ     
			<remark  id="s2b11c75l3" />          เป็นประเสริฐที่สุดในหมู่เทวดาและมนุษย์ ฯ     
			<remark  id="s2b11c75l4" />          พระผู้มีพระภาคตรัสพระพุทธพจน์แล้ว วาเสฏฐะและภารทวาชะยินดี    ชื่นชมพระภาษิต
			<remark  id="s2b11c75l5" />ของพระผู้มีพระภาคแล้วแล ฯ
			<remark  id="s2b11c75l6" />		     จบ อัคคัญญสูตร ที่ ๔             
			<remark  id="s2b11c75l7" />		       ____________   
		</para>
	</section>
	<section id="s2b11c76" >
		<para id="s2b11c76p">
			<remark  id="s2b11c76l1" />		   ๕. สัมปสาทนียสูตร (๒๘)             
			<remark  id="s2b11c76l2" />		        ___________    
			<remark  id="s2b11c76l3" />  	[๗๓] ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้   
			<remark  id="s2b11c76l4" />     สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ สวนมะม่วงของปาวาริกเศรษฐี    เขตเมือง
			<remark  id="s2b11c76l5" />นาลันทา ครั้งนั้น ท่านพระสารีบุตรเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ   ถวายอภิวาทแล้ว นั่ง ณ 
			<remark  id="s2b11c76l6" />ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นนั่งเรียบร้อยแล้ว ได้กราบทูล            พระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ 
			<remark  id="s2b11c76l7" />ข้าพระองค์เลื่อมใสในพระผู้มีพระภาค             อย่างนี้ว่า ทั้งอดีต อนาคต และปัจจุบัน ไม่มีสมณะหรือ
			<remark  id="s2b11c76l8" />พราหมณ์อื่นที่จะมี ความรู้ยิ่งไปกว่าพระผู้มีพระภาคในทางพระสัมโพธิญาณ ฯ    
			<remark  id="s2b11c76l9" />     พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรสารีบุตร เธอกล่าวอาสภิวาจานี้ประเสริฐแท้เธอบันลือ
			<remark  id="s2b11c76l10" />สีหนาทซึ่งเธอถือเอาโดยเฉพาะว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์    เลื่อมใสในพระผู้มีพระภาค
			<remark  id="s2b11c76l11" />อย่างนี้ว่า ทั้งอดีต อนาคต และปัจจุบัน ไม่มีสมณะ       หรือพราหมณ์อื่นที่จะมีความรู้ยิ่งไปกว่า
			<remark  id="s2b11c76l12" />พระผู้มีพระภาคในทางพระสัมโพธิญาณ ฯ              
			<remark  id="s2b11c76l13" />  	[๗๔] ดูกรสารีบุตร เธอกำหนดใจด้วยใจ แล้วรู้ซึ่งพระผู้มีพระภาค อรหันตสัมมา
			<remark  id="s2b11c76l14" />สัมพุทธเจ้าทั้งหมด ซึ่งได้มีแล้วในอดีต ว่าพระผู้มีพระภาคเหล่านั้น    ได้มีศีลอย่างนี้ มีธรรมอย่างนี้ 
			<remark  id="s2b11c76l15" />มีพระปัญญาอย่างนี้ มีวิหารธรรมอย่างนี้ มีวิมุตติ       อย่างนี้ ได้ละหรือ ฯ   
			<remark  id="s2b11c76l16" />     สา. ข้อนั้นเป็นไปไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ           
			<remark  id="s2b11c76l17" />     ดูกรสารีบุตร ก็เธอกำหนดใจด้วยใจ แล้วรู้ซึ่งพระผู้มีพระภาคอรหันต  สัมมาสัมพุทธเจ้า
			<remark  id="s2b11c76l18" />ทั้งหมด ซึ่งจักมีในอนาคตว่า พระผู้มีพระภาคเหล่านั้น จักมีศีล         อย่างนี้ มีธรรมอย่างนี้ มีพระ
			<remark  id="s2b11c76l19" />ปัญญาอย่างนี้ มีวิหารธรรมอย่างนี้ มีวิมุตติอย่างนี้       ได้ละหรือ ฯ            
			<remark  id="s2b11c76l20" />      ข้อนั้นเป็นไปไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ              
			<remark  id="s2b11c76l21" />     ดูกรสารีบุตร ก็เธอกำหนดใจด้วยใจ แล้วรู้เราผู้เป็นพระอรหันตสัมมา  สัมพุทธเจ้าอยู่ ณ 
			<remark  id="s2b11c76l22" />บัดนี้ว่า พระผู้มีพระภาคมีศีลอย่างนี้ มีธรรมอย่างนี้ มีพระปัญญา     อย่างนี้ มีวิหารธรรมอย่างนี้ 
			<remark  id="s2b11c76l23" />มีวิมุตติอย่างนี้ ได้ละหรือ ฯ             
		</para>
	</section>
	<section id="s2b11c77" >
		<para id="s2b11c77p">
			<remark  id="s2b11c77l1" />ข้อนั้นเป็นไปไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ               
			<remark  id="s2b11c77l2" />     ดูกรสารีบุตร ก็เธอไม่มีเจโตปริยญาณในพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าที่มีในอดีต อนาคต 
			<remark  id="s2b11c77l3" />และปัจจุบันเหล่านั้น เหตุไฉน เธอจึงหาญกล่าวอาสภิวาจาอัน   ประเสริฐนี้ บันลือสีหนาทซึ่ง
			<remark  id="s2b11c77l4" />เธอถือเอาโดยเฉพาะว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์เลื่อมใสในพระผู้มีพระภาคอย่างนี้ว่า 
			<remark  id="s2b11c77l5" />ทั้งอดีต อนาคต และปัจจุบัน ไม่มี         สมณะหรือพราหมณ์อื่น ที่จะมีความรู้ยิ่งไปกว่าพระผู้มี
			<remark  id="s2b11c77l6" />พระภาคในทางพระสัม โพธิญาณ ฯ             
			<remark  id="s2b11c77l7" />     ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ถึงว่าข้าพระองค์จะไม่มีเจโตปริยญาณในพระอรหันต  สัมมา
			<remark  id="s2b11c77l8" />สัมพุทธเจ้าที่มีในอดีต อนาคต และปัจจุบันก็จริง แต่ข้าพระองค์ก็ทราบ    อาการที่เป็นแนวของ
			<remark  id="s2b11c77l9" />ธรรมได้ เปรียบเหมือนเมืองชายแดนของพระราชา มีป้อม     แน่นหนา มีกำแพงและเชิงเทินมั่นคง 
			<remark  id="s2b11c77l10" />มีประตูๆ เดียว คนยามเฝ้าประตูที่เมือง นั้นเป็นบัณฑิต เฉียบแหลม มีปัญญา คอยห้ามคน
			<remark  id="s2b11c77l11" />ที่ตนไม่รู้จัก ยอมให้แต่คนที่รู้จักเข้าไป เขาเที่ยวตรวจดูทางแนวกำแพงรอบๆ เมืองนั้น 
			<remark  id="s2b11c77l12" />ไม่เห็นที่ต่อหรือช่อง            กำแพง โดยที่สุดแม้พอแมวลอดออกมาได้ จึงคิดว่า สัตว์ที่มีร่างใหญ่
			<remark  id="s2b11c77l13" />จะเข้ามาสู่             เมืองนี้หรือจะออกไป สัตว์ทั้งหมดสิ้น จะต้องเข้าออกทางประตูนี้เท่านั้น ฉันใด            
			<remark  id="s2b11c77l14" />ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ก็ทราบอาการที่เป็นแนวของธรรมได้ ฉันนั้นพระผู้มีพระภาค
			<remark  id="s2b11c77l15" />อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ได้มีแล้วในอดีตทั้งสิ้น ล้วนทรงละนิวรณ์       ๕ อันเป็นเครื่องเศร้าหมองใจ 
			<remark  id="s2b11c77l16" />ทอนกำลังปัญญา ล้วนมีพระมนัสตั้งมั่นแล้วใน  สติปัฏฐาน ๔ เจริญสัมโพชฌงค์ ๗ ตามเป็นจริง
			<remark  id="s2b11c77l17" />จึงได้ตรัสรู้พระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ แม้พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าซึ่งจักมีใน
			<remark  id="s2b11c77l18" />อนาคตทั้งสิ้นก็จักต้องทรงละนิวรณ์ ๕ อันเป็นเครื่องเศร้าหมองใจ ทอนกำลังปัญญา จักมี  พระมนัส
			<remark  id="s2b11c77l19" />ตั้งมั่นแล้วในสติปัฏฐาน ๔ ทรงเจริญสัมโพชฌงค์ ๗ ตามเป็นจริง จึงจะได้         ตรัสรู้พระอนุตร
			<remark  id="s2b11c77l20" />สัมมาสัมโพธิญาณ ถึงแม้พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า        ณ บัดนี้ ก็ทรงละนิวรณ์ ๕ 
			<remark  id="s2b11c77l21" />อันเป็นเครื่องเศร้าหมองใจ ทอนกำลังปัญญา มี    พระมนัสตั้งมั่นแล้วในสติปัฏฐาน ๔ ทรงเจริญ
			<remark  id="s2b11c77l22" />สัมโพชฌงค์ ๗ ตามเป็นจริง จึงได้               ตรัสรู้พระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ ข้าพระองค์เข้าไปเฝ้า
			<remark  id="s2b11c77l23" />พระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ          เพื่อฟังธรรม พระองค์ทรงแสดงธรรมอย่างยอดเยี่ยม ประณีตยิ่งนัก 
			<remark  id="s2b11c77l24" />ทั้งฝ่ายดำ ฝ่ายขาว พร้อมด้วยอุปมาแก่ข้าพระองค์ พระองค์ทรงแสดงธรรมอย่างยอดเยี่ยม   
			<remark  id="s2b11c77l25" />ประณีตยิ่งนัก ทั้งฝ่ายดำฝ่ายขาว พร้อมด้วยอุปมาด้วยประการใดๆ ข้าพระองค์ก็รู้   ยิ่งในธรรมนั้น
			<remark  id="s2b11c77l26" />ด้วยประการนั้นๆ ได้ถึงความสำเร็จธรรมบางส่วนในธรรมทั้งหลายแล้ว จึงเลื่อมใสในพระองค์ว่า 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b11c78" >
		<para id="s2b11c78p">
			<remark  id="s2b11c78l1" />พระผู้มีพระภาคเป็นผู้ตรัสรู้ด้วยพระองค์เองโดยชอบ     พระธรรมอันพระผู้มีพระภาคตรัสดีแล้ว 
			<remark  id="s2b11c78l2" />พระสงฆ์เป็นผู้ปฏิบัติชอบแล้ว ฯ      
			<remark  id="s2b11c78l3" />  	[๗๕] ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ยังมีอีกข้อหนึ่ง ซึ่งเป็นข้อธรรมที่เยี่ยม     คือพระผู้มี
			<remark  id="s2b11c78l4" />พระภาคทรงแสดงธรรมในฝ่ายกุศลธรรมทั้งหลาย ซึ่งได้แก่กุศลธรรม  เหล่านี้ คือ สติปัฏฐาน ๔ 
			<remark  id="s2b11c78l5" />สัมมัปปธาน ๔ อิทธิบาท ๔ อินทรีย์ ๕ พละ ๕      โพชฌงค์ ๗ อริยมรรค ประกอบด้วยองค์ ๘ 
			<remark  id="s2b11c78l6" />ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ ทำให้แจ้งซึ่ง           เจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติ อันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะ
			<remark  id="s2b11c78l7" />ทั้งหลายสิ้นไปด้วยปัญญา      อันยิ่งเองในปัจจุบัน นี้ก็เป็นข้อธรรมที่เยี่ยมในกุศลธรรมทั้งหลาย 
			<remark  id="s2b11c78l8" />พระผู้มีพระภาค    ย่อมทรงรู้ยิ่งธรรมข้อนั้นได้หมดสิ้น เมื่อทรงรู้ยิ่งธรรมข้อนั้นได้หมดสิ้น ก็ไม่มี
			<remark  id="s2b11c78l9" />ธรรม  ข้ออื่นที่จะทรงรู้ยิ่งขึ้นไป ซึ่งสมณะหรือพราหมณ์อื่นรู้ยิ่งแล้วจะมีความรู้ยิ่งไปกว่า พระองค์ 
			<remark  id="s2b11c78l10" />ในฝ่ายกุศลธรรมทั้งหลาย ฯ       
			<remark  id="s2b11c78l11" />  	[๗๖] ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ยังมีอีกข้อหนึ่ง ซึ่งเป็นข้อธรรมที่เยี่ยม     คือพระผู้มี
			<remark  id="s2b11c78l12" />พระภาคทรงแสดงธรรมในฝ่ายบัญญัติอายตนะ อันได้แก่อายตนะภายใน   และอายตนะภายนอก 
			<remark  id="s2b11c78l13" />อย่างละ ๖ เหล่านี้ คือ จักษุกับรูป โสตกับเสียง ฆานะ    กับกลิ่น ชิวหากับรส กายกับโผฏฐัพพะ 
			<remark  id="s2b11c78l14" />มนะกับธรรมารมณ์ นี้ก็เป็นข้อธรรมที่เยี่ยม     ในฝ่ายบัญญัติอายตนะ พระผู้มีพระภาคย่อมทรงรู้ยิ่ง
			<remark  id="s2b11c78l15" />ธรรมข้อนั้นได้หมดสิ้น เมื่อ     ทรงรู้ยิ่งธรรมข้อนั้นได้หมดสิ้น ก็ไม่มีธรรมข้ออื่นที่จะทรงรู้ยิ่งขึ้นไป 
			<remark  id="s2b11c78l16" />ซึ่งสมณะ       หรือพราหมณ์อื่นรู้ยิ่งแล้วจะมีความรู้ยิ่งไปกว่าพระองค์ ในฝ่ายบัญญัติอายตนะ ฯ           
			<remark  id="s2b11c78l17" />  	[๗๗] ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ยังมีอีกข้อหนึ่ง เป็นข้อธรรมที่เยี่ยม คือ       พระผู้มีพระภาค
			<remark  id="s2b11c78l18" />ทรงแสดงธรรมในการก้าวลงสู่ครรภ์ การก้าวลงสู่ครรภ์ ๔ เหล่านี้      คือ   
			<remark  id="s2b11c78l19" />     สัตว์บางชนิดในโลกนี้ ไม่รู้สึกตัวก้าวลงสู่ครรภ์มารดา ไม่รู้สึกตัวอยู่ใน ครรภ์มารดา 
			<remark  id="s2b11c78l20" />ไม่รู้สึกตัวคลอดจากครรภ์มารดา นี้เป็นการก้าวลงสู่ครรภ์ข้อที่ ๑ ฯ            
			<remark  id="s2b11c78l21" />     ยังอีกข้อหนึ่ง สัตว์บางชนิดในโลกนี้ รู้สึกตัวก้าวลงสู่ครรภ์มารดาอย่าง เดียว แต่ไม่
			<remark  id="s2b11c78l22" />รู้สึกตัวอยู่ในครรภ์มารดา ไม่รู้สึกตัวคลอดจากครรภ์มารดา นี้เป็นการ   ก้าวลงสู่ครรภ์ข้อที่ ๒ ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b11c79" >
		<para id="s2b11c79p">
			<remark  id="s2b11c79l1" />       ยังอีกข้อหนึ่ง สัตว์บางชนิดในโลกนี้ รู้สึกตัวก้าวลงสู่ครรภ์มารดา รู้สึก ตัวอยู่ในครรภ์
			<remark  id="s2b11c79l2" />มารดา แต่ไม่รู้สึกตัวคลอดจากครรภ์มารดา นี้เป็นการก้าวลงสู่ครรภ์          ข้อที่ ๓ ฯ             
			<remark  id="s2b11c79l3" />     ยังอีกข้อหนึ่ง สัตว์บางชนิดในโลกนี้ รู้สึกตัวก้าวลงสู่ครรภ์มารดา  รู้สึกตัวอยู่ใน
			<remark  id="s2b11c79l4" />ครรภ์มารดา รู้สึกตัวคลอดจากครรภ์มารดา นี้เป็นการก้าวลงสู่ครรภ์          ข้อที่ ๔ ฯ             
			<remark  id="s2b11c79l5" />     ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ นี้ก็เป็นข้อธรรมที่เยี่ยม ในการก้าวลงสู่ครรภ์ ฯ             
			<remark  id="s2b11c79l6" />  	[๗๘] ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ยังมีอีกข้อหนึ่ง ซึ่งเป็นธรรมที่เยี่ยม คือ     พระผู้มีพระภาค
			<remark  id="s2b11c79l7" />ทรงแสดงธรรมในวิธีแห่งการดักใจคน วิธีแห่งการดักใจคน ๔     อย่างเหล่านี้ คือ     
			<remark  id="s2b11c79l8" />     คนบางคนในโลกนี้ ดักใจได้ด้วยนิมิตว่า ใจของท่านอย่างนี้ ใจของท่าน  เป็นอย่างนี้ 
			<remark  id="s2b11c79l9" />จิตของท่านเป็นดังนี้ เขาดักใจได้มากอย่างทีเดียวว่า เรื่องนั้นต้องเป็น  เหมือนอย่างนั้นแน่นอน 
			<remark  id="s2b11c79l10" />เป็นอย่างอื่นไปไม่ได้ นี้วิธีแห่งการดักใจคนข้อที่ ๑ ฯ            
			<remark  id="s2b11c79l11" />     ยังอีกข้อหนึ่ง บางคนในโลกนี้ มิได้ดักใจได้ด้วยนิมิต ต่อได้ฟังเสียงของมนุษย์ 
			<remark  id="s2b11c79l12" />หรืออมนุษย์ หรือเทวดาทั้งหลายแล้ว จึงดักใจได้ว่า ใจของท่าน   อย่างนี้ ใจของท่านเป็นอย่างนี้ 
			<remark  id="s2b11c79l13" />จิตของท่านเป็นดังนี้ เขาดักใจได้มากอย่างทีเดียว        ว่า เรื่องนั้นต้องเป็นเหมือนอย่างนั้นแน่นอน
			<remark  id="s2b11c79l14" /> เป็นอย่างอื่นไปไม่ได้ นี้วิธีแห่งการ       ดักใจคนข้อที่ ๒ ฯ      
			<remark  id="s2b11c79l15" />     ยังอีกข้อหนึ่ง คนบางคนในโลกนี้ มิได้ดักใจได้ด้วยนิมิต ทั้งมิได้ฟังเสียง  ของมนุษย์
			<remark  id="s2b11c79l16" />หรืออมนุษย์หรือเทวดาทั้งหลายดักใจได้เลย ต่อได้ฟังเสียงละเมอของผู้วิตก   วิจาร 
			<remark  id="s2b11c79l17" />จึงดักใจได้ว่า ใจของท่านอย่างนี้ ใจของท่านเป็นอย่างนี้ จิตของท่านเป็น ดังนี้ เขาดักใจได้มาก
			<remark  id="s2b11c79l18" />อย่างทีเดียวว่า เรื่องนั้นต้องเป็นเหมือนอย่างนั้นแน่นอน      เป็นอย่างอื่นไปไม่ได้ นี้วิธีแห่งการ
			<remark  id="s2b11c79l19" />ดักใจคนข้อที่ ๓ ฯ  
			<remark  id="s2b11c79l20" />     ยังอีกข้อหนึ่ง คนบางคนในโลกนี้ มิได้ดักใจได้ด้วยนิมิต มิได้ฟังเสียง     ของมนุษย์หรือ
			<remark  id="s2b11c79l21" />อมนุษย์หรือเทวดาทั้งหลาย ดักใจได้เลย ทั้งมิได้ฟังเสียงละเมอของ ผู้วิตกวิจารดักใจได้เลย 
			<remark  id="s2b11c79l22" />แต่ย่อมกำหนดรู้ใจของผู้ได้สมาธิซึ่งยังมีวิตกวิจารด้วยใจ  ได้ว่า มโนสังขารของท่านผู้นี้ตั้งอยู่ด้วย
			<remark  id="s2b11c79l23" />ประการใด เขาจะต้องตรึกถึงวิตกชื่อนี้     ในลำดับจิตขณะนี้ ด้วยประการนั้น เขาดักใจได้มาก
			<remark  id="s2b11c79l24" />อย่างทีเดียวว่า เรื่องนั้นต้อง เป็นเหมือนอย่างนั้นแน่นอน เป็นอย่างอื่นไปไม่ได้ นี้วิธีแห่งการ
			<remark  id="s2b11c79l25" />ดักใจคนข้อที่ ๔ ฯ        
			<remark  id="s2b11c79l26" />     ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ นี้ก็เป็นข้อธรรมที่เยี่ยม ในวิธีแห่งการดักใจคน ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b11c80" >
		<para id="s2b11c80p">
			<remark  id="s2b11c80l1" />  	[๗๙] ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ยังมีอีกข้อหนึ่ง ซึ่งเป็นข้อธรรมที่เยี่ยม คือ  พระผู้มี
			<remark  id="s2b11c80l2" />พระภาคทรงแสดงธรรมในทัศนสมาบัติ ทัศนสมาบัติ ๔ อย่างเหล่านี้ คือ
			<remark  id="s2b11c80l3" />     สมณะหรือพราหมณ์บางคนในโลกนี้ อาศัยความเพียรเครื่องเผากิเลส        อาศัยความเพียร
			<remark  id="s2b11c80l4" />ที่ตั้งมั่น อาศัยความประกอบเนืองๆ อาศัยความไม่ประมาท     อาศัยมนสิการโดยชอบแล้ว 
			<remark  id="s2b11c80l5" />ได้บรรลุเจโตสมาธิที่เมื่อจิตตั้งมั่นแล้ว ย่อมพิจารณา            กายนี้แหละ แต่พื้นเท้าขึ้นไป แต่ปลายผม
			<remark  id="s2b11c80l6" />ลงมา มีหนังห่อหุ้มโดยรอบ เต็มไปด้วย              ของไม่สะอาดมีประการต่างๆ ว่ามีอยู่ในกายนี้ คือ
			<remark  id="s2b11c80l7" /> ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ               เอ็น กระดูก เยื่อในกระดูก ม้าม หัวใจ ตับ พังผืด 
			<remark  id="s2b11c80l8" />ไต ปอด ไส้ใหญ่ ไส้น้อย อาหารใหม่ อาหารเก่า น้ำดี เสลด น้ำเหลือง เลือด เหงื่อ 
			<remark  id="s2b11c80l9" />มันข้น น้ำตา มันเหลว น้ำลาย น้ำมูก ไขข้อ มูตร นี้ทัศนสมาบัติ ข้อที่ ๑ ฯ               
			<remark  id="s2b11c80l10" />     ยังอีกข้อหนึ่ง สมณะหรือพราหมณ์บางคนในโลกนี้ อาศัยความเพียร    เครื่องเผากิเลส 
			<remark  id="s2b11c80l11" />อาศัยความเพียรที่ตั้งมั่น อาศัยความประกอบเนืองๆ อาศัยความ       ไม่ประมาท อาศัยมนสิการ
			<remark  id="s2b11c80l12" />โดยชอบแล้วได้บรรลุเจโตสมาธิที่เมื่อจิตตั้งมั่นแล้ว        ย่อมพิจารณากายนี้แหละ แต่พื้นเท้าขึ้นไป 
			<remark  id="s2b11c80l13" />แต่ปลายผมลงมา มีหนังห่อหุ้มโดย รอบ เต็มไปด้วยของไม่สะอาดมีประการต่างๆ ว่า มีอยู่
			<remark  id="s2b11c80l14" />ในกายนี้ คือ ผม ขน    เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก เยื่อในกระดูก ม้าม หัวใจ
			<remark  id="s2b11c80l15" /> ตับ พังผืด ไต ปอด ไส้ใหญ่ ไส้น้อย อาหารใหม่ อาหารเก่า น้ำดี เสลด น้ำเหลือง 
			<remark  id="s2b11c80l16" />เลือด     เหงื่อ มันข้น น้ำตา มันเหลว น้ำลาย น้ำมูก ไขข้อ มูตร เธอพิจารณาเห็น กระดูก 
			<remark  id="s2b11c80l17" />ก้าวล่วงผิวหนังเนื้อและเลือดของบุรุษเสีย นี้ทัศนสมาบัติข้อที่ ๒ ฯ               
			<remark  id="s2b11c80l18" />     ยังอีกข้อหนึ่ง สมณะหรือพราหมณ์บางคนในโลกนี้ อาศัยความเพียร    เครื่องเผากิเลส 
			<remark  id="s2b11c80l19" />อาศัยความเพียรที่ตั้งมั่น อาศัยความประกอบเนืองๆ อาศัยความ         ไม่ประมาท อาศัยมนสิการ
			<remark  id="s2b11c80l20" />โดยชอบแล้วได้บรรลุเจโตสมาธิ ที่เมื่อจิตตั้งมั่นแล้ว            ย่อมพิจารณากายนี้แหละ แต่พื้นเท้า
			<remark  id="s2b11c80l21" />ขึ้นไป แต่ปลายผมลงมา มีหนังห่อหุ้มโดยรอบ         เต็มไปด้วยของไม่สะอาดมีประการต่างๆ ว่า 
			<remark  id="s2b11c80l22" />มีอยู่ในกายนี้ คือ ผม ขน เล็บ ฟัน       หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก เยื่อในกระดูก ม้าม 
			<remark  id="s2b11c80l23" />หัวใจ ตับ พังผืด ไต ปอด ไส้ใหญ่      ไส้น้อย อาหารใหม่ อาหารเก่า น้ำดี เสลด น้ำเหลือง 
			<remark  id="s2b11c80l24" />เลือด เหงื่อ มันข้น   น้ำตา มันเหลว น้ำลาย น้ำมูก ไขข้อ มูตร เธอพิจารณาเห็นกระดูก 
			<remark  id="s2b11c80l25" />ก้าวล่วง   ผิวหนังเนื้อและเลือดของบุรุษเสีย และย่อมรู้กระแสวิญญาณของบุรุษซึ่งขาดแล้วโดย
			<remark  id="s2b11c80l26" />ส่วนสอง คือทั้งที่ตั้งอยู่ในโลกนี้ ทั้งที่ตั้งอยู่ในปรโลกได้ นี้ทัศนสมาบัติ     ข้อที่ ๓ ฯ             
		</para>
	</section>
	<section id="s2b11c81" >
		<para id="s2b11c81p">
			<remark  id="s2b11c81l1" />     ยังอีกข้อหนึ่ง สมณะหรือพราหมณ์บางคนในโลกนี้ อาศัยความเพียร     เครื่องเผากิเลส 
			<remark  id="s2b11c81l2" />อาศัยความเพียรที่ตั้งมั่น อาศัยความประกอบเนืองๆ อาศัยความ        ไม่ประมาท อาศัยมนสิการ
			<remark  id="s2b11c81l3" />โดยชอบ แล้วได้บรรลุเจโตสมาธิที่เมื่อจิตตั้งมั่นแล้ว         ย่อมพิจารณาเห็นกายนี้แหละ แต่พื้นเท้า
			<remark  id="s2b11c81l4" />ขึ้นไป แต่ปลายผมลงมา มีหนังห่อหุ้มโดย        รอบ เต็มไปด้วยของไม่สะอาดมีประการต่างๆ ว่า
			<remark  id="s2b11c81l5" /> มีอยู่ในกายนี้ คือ ผม ขน เล็บ           ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก เยื่อในกระดูก ม้าม 
			<remark  id="s2b11c81l6" />หัวใจ ตับ พังผืด ไต     ปอด ไส้ใหญ่ ไส้น้อย อาหารใหม่ อาหารเก่า น้ำดี เสลด 
			<remark  id="s2b11c81l7" />น้ำเหลือง เลือด     เหงื่อ มันข้น น้ำตา มันเหลว น้ำลาย น้ำมูก ไขข้อ มูตร เธอย่อม
			<remark  id="s2b11c81l8" />พิจารณา    เห็นกระดูก ก้าวล่วง ผิวหนังเนื้อและเลือดของบุรุษเสีย และย่อมรู้กระแสวิญญาณ             
			<remark  id="s2b11c81l9" />ของบุรุษ ซึ่งขาดแล้วโดยส่วนสอง คือทั้งที่ไม่ตั้งอยู่ในโลกนี้ ทั้งที่ไม่ตั้งอยู่ใน  ปรโลก นี้ทัศน
			<remark  id="s2b11c81l10" />สมาบัติข้อที่ ๔ ฯ         
			<remark  id="s2b11c81l11" />     ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ นี้เป็นธรรมที่เยี่ยมในทัศนสมาบัติ ฯ         
			<remark  id="s2b11c81l12" />  	[๘๐] ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ยังมีอีกข้อหนึ่ง ซึ่งเป็นธรรมที่เยี่ยม คือ     พระผู้มีพระภาค
			<remark  id="s2b11c81l13" />ทรงแสดงธรรมในฝ่ายบุคคลบัญญัติ บุคคล ๗ พวกเหล่านี้ คือ    อุภโตภาควิมุตติ ๑ ปัญญา
			<remark  id="s2b11c81l14" />วิมุตติ ๑ กายสักขิ ๑ ทิฏฐิปัตตะ ๑ สัทธาวิมุตติ ๑ธรรมานุสารี ๑ สัทธานุสารี ๑ ข้าแต่
			<remark  id="s2b11c81l15" />พระองค์ผู้เจริญ นี้เป็นธรรมที่เยี่ยม ในฝ่าย          บุคคลบัญญัติ ฯ         
			<remark  id="s2b11c81l16" />  	[๘๑] ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ยังมีอีกข้อหนึ่ง ซึ่งเป็นข้อธรรมที่เยี่ยม      คือพระผู้มี
			<remark  id="s2b11c81l17" />พระภาคทรงแสดงธรรมในฝ่ายธรรม เป็นที่ตั้งมั่น โพชฌงค์ ๗ เหล่านี้      คือ สติสัมโพชฌงค์ ๑
			<remark  id="s2b11c81l18" /> ธรรมวิจยสัมโพชฌงค์ ๑ วิริยสัมโพชฌงค์ ๑ ปีติ        สัมโพชฌงค์ ๑ ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ ๑ 
			<remark  id="s2b11c81l19" />สมาธิสัมโพชฌงค์ ๑ อุเบกขาสัมโพชฌงค์ ๑ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ นี้เป็นธรรมที่เยี่ยมในฝ่าย
			<remark  id="s2b11c81l20" />ธรรมที่ตั้งมั่น ฯ      
			<remark  id="s2b11c81l21" />  	[๘๒] ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ยังมีอีกข้อหนึ่ง ซึ่งเป็นธรรมที่เยี่ยม คือ      พระผู้มีพระภาค
			<remark  id="s2b11c81l22" />ทรงแสดงธรรมในฝ่ายปฏิปทา ปฏิปทา ๔ เหล่านี้ คือ           
			<remark  id="s2b11c81l23" />     ๑. ทุกขาปฏิปทา ทันธาภิญญา ปฏิปทาที่ปฏิบัติลำบาก ทั้งรู้ได้ช้า ฯ   
		</para>
	</section>
	<section id="s2b11c82" >
		<para id="s2b11c82p">
			<remark  id="s2b11c82l1" />     ๒. ทุกขาปฏิปทา ขิปปาภิญญา ปฏิปทาที่ปฏิบัติลำบาก แต่รู้ได้เร็ว ฯ   
			<remark  id="s2b11c82l2" />     ๓. สุขาปฏิปทา ทันธาภิญญา ปฏิปทาที่ปฏิบัติได้สะดวก แต่รู้ได้ช้า ฯ  
			<remark  id="s2b11c82l3" />     ๔. สุขาปฏิปทา ขิปปาภิญญา ปฏิปทาที่ปฏิบัติได้สะดวก ทั้งรู้ได้เร็ว ฯ
			<remark  id="s2b11c82l4" />     ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ในปฏิปทา ๔ นั้น ปฏิปทาที่ปฏิบัติลำบากทั้งรู้ได้ช้า     นี้ นับว่าเป็น
			<remark  id="s2b11c82l5" />ปฏิปทาที่ทราม เพราะประการทั้งสอง คือ เพราะปฏิบัติลำบากและเพราะรู้ได้ช้า อนึ่ง 
			<remark  id="s2b11c82l6" />ปฏิปทาที่ปฏิบัติลำบากแต่รู้ได้เร็วนี้ นับว่าเป็นปฏิปทาที่ทราม  เพราะปฏิบัติลำบาก ปฏิปทาที่
			<remark  id="s2b11c82l7" />ปฏิบัติได้สะดวกแต่รู้ได้ช้านี้ นับว่าเป็นปฏิปทาที่ทราม  เพราะรู้ได้ช้า ส่วนปฏิปทาที่ปฏิบัติสะดวก
			<remark  id="s2b11c82l8" />ทั้งรู้ได้เร็วนี้ นับว่าเป็นปฏิปทาประณีต       เพราะประการทั้งสอง คือ เพราะปฏิบัติสะดวกและเพราะ
			<remark  id="s2b11c82l9" />รู้ได้เร็ว ข้าแต่พระองค์               ผู้เจริญ นี้เป็นธรรมที่เยี่ยมในฝ่ายปฏิปทา ฯ            
			<remark  id="s2b11c82l10" />  	[๘๓] ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ยังมีอีกข้อหนึ่ง ซึ่งเป็นธรรมที่เยี่ยม คือ      พระผู้มีพระภาค
			<remark  id="s2b11c82l11" />ทรงแสดงธรรมในฝ่ายภัสสสมาจาร (มรรยาทเกี่ยวด้วยคำพูด) คน   บางคนในโลกนี้ ไม่กล่าว
			<remark  id="s2b11c82l12" />วาจาเกี่ยวด้วยมุสาวาท ไม่กล่าววาจาส่อเสียด อันทำ ความแตกร้าวกัน ไม่กล่าววาจาอันเกิดแต่
			<remark  id="s2b11c82l13" />ความแข่งดีกัน ไม่มุ่งความชนะ กล่าวแต่วาจา ซึ่งไตร่ตรองด้วยปัญญา อันควรฝังไว้ในใจ 
			<remark  id="s2b11c82l14" />ตามกาลอันควร ข้าแต่พระองค์              ผู้เจริญ นี้เป็นข้อธรรมที่เยี่ยมในฝ่ายภัสสสมาจาร ฯ     
			<remark  id="s2b11c82l15" />  	[๘๔] ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ยังมีอีกข้อหนึ่ง ซึ่งเป็นข้อธรรมที่เยี่ยม     คือพระผู้มี
			<remark  id="s2b11c82l16" />พระภาคทรงแสดงธรรมในฝ่ายศีลสมาจารของบุรุษ คนบางคนในโลกนี้    เป็นคนมีสัจจะ มีศรัทธา 
			<remark  id="s2b11c82l17" />ไม่เป็นคนพูดหลอกลวง ไม่พูดเลียบเคียง ไม่พูด     หว่านล้อม ไม่พูดและเล็ม ไม่แสวงหาลาภด้วยลาภ 
			<remark  id="s2b11c82l18" />เป็นผู้คุ้มครองทวารในอินทรีย์     ทั้งหลาย รู้จักประมาณในโภชนะ ทำความสม่ำเสมอ 
			<remark  id="s2b11c82l19" />ประกอบชาคริยานุโยค ไม่     เกียจคร้าน ปรารภความเพียร เพ่งฌาน มีสติ พูดดี และมีปฏิภาณ 
			<remark  id="s2b11c82l20" />มีคติ มี     ปัญญาทรงจำ มีความรู้ ไม่ติดอยู่ในกาม มีสติ มีปัญญารักษาตน เที่ยวไป ข้าแต่             
			<remark  id="s2b11c82l21" />พระองค์ผู้เจริญ นี้เป็นธรรมที่เยี่ยมในฝ่ายศีลสมาจารของบุรุษ ฯ         
			<remark  id="s2b11c82l22" />  	[๘๕] ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ยังมีอีกข้อหนึ่ง ซึ่งเป็นธรรมที่เยี่ยม คือ     พระผู้มีพระภาค
			<remark  id="s2b11c82l23" />ทรงแสดงธรรมในฝ่ายอนุสาสนวิธี อนุสาสนวิธี ๔ อย่างเหล่านี้ คือ             
		</para>
	</section>
	<section id="s2b11c83" >
		<para id="s2b11c83p">
			<remark  id="s2b11c83l1" />     ๑. พระผู้มีพระภาคย่อมทรงทราบบุคคลอื่น ด้วยมนสิการโดยชอบเฉพาะ   พระองค์ว่า บุคคลนี้ 
			<remark  id="s2b11c83l2" />เมื่อปฏิบัติตามที่สั่งสอน จักเป็นพระโสดาบัน มีอันไม่        ตกต่ำเป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยง มีอันจะ
			<remark  id="s2b11c83l3" />ตรัสรู้ในเบื้องหน้า เพราะสังโยชน์ ๓      สิ้นไป ฯ               
			<remark  id="s2b11c83l4" />     ๒. พระผู้มีพระภาคย่อมทรงทราบบุคคลอื่นด้วยมนสิการโดยชอบเฉพาะ   พระองค์ว่า 
			<remark  id="s2b11c83l5" />บุคคลนี้ เมื่อปฏิบัติตามที่สั่งสอน จักเป็นพระสกทาคามี จักมาสู่โลก      นี้อีกคราวเดียวเท่านั้น 
			<remark  id="s2b11c83l6" />แล้วจักทำที่สุดแห่งทุกข์ เพราะสังโยชน
