<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<!DOCTYPE book PUBLIC "-//OASIS//DTD DocBook XML V5.0//EN" "http://www.oasis-open.org/docbook/xml/4.5/docbookx.dtd">
<chapter id="s2b10">
	<title>ทีฆนิกาย มหาวรรค</title>
	<section id="s2b10c1" >
		<para id="s2b10c1p">
			<remark  id="s2b10c1l1" />					พระสุตตันตปิฎก    
			<remark  id="s2b10c1l2" />						 เล่ม ๒  
			<remark  id="s2b10c1l3" />					ทีฆนิกาย มหาวรรค   
			<remark  id="s2b10c1l4" /> ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น  
			<remark  id="s2b10c1l5" />					๑. มหาปทานสูตร (๑๔)  
			<remark  id="s2b10c1l6" />	[๑] ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้
			<remark  id="s2b10c1l7" />      สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ กุฎี ใกล้ไม้กุ่มน้ำ ณ พระวิหารเชตวัน อาราม
			<remark  id="s2b10c1l8" />ของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี ฯ 
			<remark  id="s2b10c1l9" />      ครั้งนั้น ภิกษุมากรูป ในเวลาปัจฉาภัต กลับจากบิณฑบาตแล้ว นั่งประชุมกันใน
			<remark  id="s2b10c1l10" />โรงกลมใกล้ไม้กุ่มน้ำ เกิดสนทนาธรรมกันขึ้นเกี่ยวด้วยบุพเพนิวาสว่า  บุพเพนิวาส บุพเพนิวาส 
			<remark  id="s2b10c1l11" />ดังนี้ ฯ     
			<remark  id="s2b10c1l12" />      พระผู้มีพระภาคได้ทรงสดับถ้อยคำเจรจาอันนี้ของภิกษุเหล่านั้น ด้วยพระทิพยโสตธาตุ
			<remark  id="s2b10c1l13" />อันบริสุทธิ์ ล่วงโสตของมนุษย์ ฯ    
			<remark  id="s2b10c1l14" />      ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเสด็จลุกจากอาสนะ เสด็จเข้าไปยังโรงกลมใกล้ ไม้กุ่มน้ำ 
			<remark  id="s2b10c1l15" />ประทับนั่งบนอาสนะที่ปูลาดไว้ พระผู้มีพระภาคครั้นประทับนั่ง แล้ว  ถามภิกษุทั้งหลายว่า ดูกร
			<remark  id="s2b10c1l16" />ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ พวกเธอนั่งประชุมสนทนาอะไรกัน   เรื่องอะไรที่พวกเธอพูดค้างไว้ เมื่อตรัส
			<remark  id="s2b10c1l17" />อย่างนี้แล้ว ภิกษุเหล่านั้นได้กราบทูล  พระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พวกข้าพระองค์ 
			<remark  id="s2b10c1l18" />ในเวลาปัจฉาภัต   กลับจากบิณฑบาตแล้ว ได้นั่งประชุมกันในโรงกลมใกล้ไม้กุ่มน้ำ แล้วเกิด    
			<remark  id="s2b10c1l19" /> สนทนาธรรมกันขึ้นเกี่ยวด้วยบุพเพนิวาสว่า บุพเพนิวาส บุพเพนิวาส แม้ดังนี้   ข้าแต่พระองค์
			<remark  id="s2b10c1l20" />ผู้เจริญ เรื่องนี้แลที่พวกข้าพระองค์พูดค้างไว้ พอดีพระองค์เสด็จ  มาถึง ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b10c2" >
		<para id="s2b10c2p">
			<remark  id="s2b10c2l1" />      พระผู้มีพระภาคตรัสถามว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกเธอปรารถนาหรือไม่   ที่จะฟังธรรมมี
			<remark  id="s2b10c2l2" />กถาซึ่งเกี่ยวด้วยบุพเพนิวาส ภิกษุเหล่านั้นกราบทูลว่า ข้าแต่พระผู้มี    พระภาค เป็นการสมควร
			<remark  id="s2b10c2l3" />แล้วที่พระผู้มีพระภาคจะพึงทรงกระทำธรรมีกถาซึ่งเกี่ยว ด้วยบุพเพนิวาส ข้าแต่พระสุคต เป็นการ
			<remark  id="s2b10c2l4" />สมควรแล้วที่พระผู้มีพระภาคจะพึงทรงกระทำธรรมีกถาซึ่งเกี่ยวด้วยบุพเพนิวาส ภิกษุทั้งหลายได้
			<remark  id="s2b10c2l5" />ฟังพระดำรัสของพระผู้มี พระภาคแล้ว จักได้ทรงจำไว้ พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
			<remark  id="s2b10c2l6" />ถ้า อย่างนั้นพวกเธอจงฟัง จงใส่ใจให้ดีเถิด เราจักกล่าว ภิกษุเหล่านั้นทูลรับ พระผู้มีพระภาคแล้ว 
			<remark  id="s2b10c2l7" />พระผู้มีพระภาคได้ตรัสพุทธพจน์นี้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย   นับแต่นี้ไป ๙๑ กัป พระผู้มีพระภาค
			<remark  id="s2b10c2l8" />อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า พระนามว่าวิปัสสี    ได้เสด็จอุบัติขึ้นในโลก นับแต่นี้ไป ๓๑ กัป พระผู้
			<remark  id="s2b10c2l9" />มีพระภาคอรหันตสัมมา  สัมพุทธเจ้า พระนามว่าสิขี ได้เสด็จอุบัติขึ้นในโลก ในกัปที่ ๓๑ นั่นเอง
			<remark  id="s2b10c2l10" />พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า พระนามว่า เวสสภู ได้เสด็จอุบัติขึ้นในโลก ดูกร
			<remark  id="s2b10c2l11" />ภิกษุทั้งหลาย ในภัททกัปนี้แหละ พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า  พระนามว่ากกุสันธะ 
			<remark  id="s2b10c2l12" />ได้เสด็จอุบัติขึ้นในโลก ในภัททกัปนี้แหละ พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า พระนามว่า
			<remark  id="s2b10c2l13" />โกนาคมนะ ได้เสด็จอุบัติขึ้นในโลกในภัททกัปนี้แหละ พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า 
			<remark  id="s2b10c2l14" />พระนามว่ากัสสปะ ได้เสด็จอุบัติขึ้นในโลก ในภัททกัปนี้แหละ เราผู้อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า 
			<remark  id="s2b10c2l15" /> ในบัดนี้อุบัติขึ้นแล้วในโลก ฯ      
			<remark  id="s2b10c2l16" />	[๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่าวิปัสสี 
			<remark  id="s2b10c2l17" />ได้เป็นกษัตริย์โดยพระชาติ ทรงอุบัติในขัตติยสกุล พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า 
			<remark  id="s2b10c2l18" />พระนามว่าสิขี ได้เป็นกษัตริย์โดยพระชาติ ทรงอุบัติในขัตติยสกุล พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมา
			<remark  id="s2b10c2l19" />สัมพุทธเจ้า พระนามว่าเวสสภู ได้เป็นกษัตริย์โดยพระชาติ ทรงอุบัติในขัตติยสกุล พระผู้มี
			<remark  id="s2b10c2l20" />พระภาคอรหันต  สัมมาสัมพุทธเจ้า พระนามว่ากกุสันธะ ได้เป็นพราหมณ์โดยพระชาติ ทรงอุบัติ 
			<remark  id="s2b10c2l21" /> ในพราหมณสกุล พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า พระนามว่าโกนาคมนะ    ได้เป็น
			<remark  id="s2b10c2l22" />พราหมณ์โดยพระชาติ ทรงอุบัติในพราหมณสกุล พระผู้มีพระภาคอหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า 
			<remark  id="s2b10c2l23" />พระนามว่ากัสสปะ ได้เป็นพราหมณ์โดยพระชาติ ทรงอุบัติ ในพราหมณสกุล ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
			<remark  id="s2b10c2l24" />เราผู้อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าในบัดนี้ ได้เป็น   กษัตริย์โดยชาติ อุบัติในขัตติยสกุล ฯ      
			<remark  id="s2b10c2l25" />	[๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย					พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
			<remark  id="s2b10c2l26" /> พระนามว่าวิปัสสี เป็นโกณฑัญญโคตร	พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า 
			<remark  id="s2b10c2l27" /> พระนามว่าสิขี เป็นโกณฑัญญโคตร		พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า    
		</para>
	</section>
	<section id="s2b10c3" >
		<para id="s2b10c3p">
			<remark  id="s2b10c3l1" />พระนามว่าเวสสภู เป็นโกณฑัญญโคตร 	พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า   
			<remark  id="s2b10c3l2" />พระนามว่ากกุสันธะ เป็นกัสสปโคตร 		พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า  
			<remark  id="s2b10c3l3" /> พระนามว่าโกนาคมนะ เป็นกัสสปโคตร 	พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า  
			<remark  id="s2b10c3l4" /> พระนามว่ากัสสปะ เป็นกัสสปโคตร ดูกรภิกษุทั้งหลาย  เราผู้อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าในบัดนี้ 
			<remark  id="s2b10c3l5" />เป็นโคตมโคตร ฯ
			<remark  id="s2b10c3l6" />	[๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย   พระชนมายุของพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า 
			<remark  id="s2b10c3l7" />พระนามว่าวิปัสสี ประมาณ ๘๐,๐๐๐ ปี พระชนมายุของพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า 
			<remark  id="s2b10c3l8" />พระนามว่าสิขี ประมาณ ๗๐,๐๐๐ ปี พระชนมายุ ของพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า 
			<remark  id="s2b10c3l9" />พระนามว่าเวสสภู ประมาณ ๖๐,๐๐๐ ปีพระชนมายุของพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า 
			<remark  id="s2b10c3l10" />พระนามว่ากกุสันธะ ประมาณ ๔๐,๐๐๐ ปี พระชนมายุของพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมา-
			<remark  id="s2b10c3l11" />สัมพุทธเจ้า พระนามว่าโกนาคมนะ ประมาณ ๓๐,๐๐๐ ปี พระชนมายุของพระผู้มีพระภาค 
			<remark  id="s2b10c3l12" /> อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า พระนามว่ากัสสปะ ประมาณ ๒๐,๐๐๐ ปี ดูกรภิกษุทั้งหลาย ชนมายุ
			<remark  id="s2b10c3l13" />ของเราในบัดนี้มีประมาณน้อยนิดเดียว ผู้ที่มีชีวิตอยู่อย่างนาน ก็เพียง ๑๐๐ ปี บางทีก็น้อยกว่าบ้าง 
			<remark  id="s2b10c3l14" />มากกว่าบ้าง ฯ 
			<remark  id="s2b10c3l15" />	[๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า พระนามว่าวิปัสสี 
			<remark  id="s2b10c3l16" />ตรัสรู้ที่ควงไม้แคฝอย พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า  พระนามว่าสิขี ตรัสรู้ที่ควงไม้
			<remark  id="s2b10c3l17" />กุ่มบก พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า  พระนามว่าเวสสภู ตรัสรู้ที่ควงไม้สาละ 
			<remark  id="s2b10c3l18" />พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่ากกุสันธะ ตรัสรู้ที่ควงไม้ซึก พระผู้มีพระภาค
			<remark  id="s2b10c3l19" />อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า พระนามว่าโกนาคมนะ ตรัสรู้ที่ควงไม้มะเดื่อ พระผู้มีพระภาคอรหันต-
			<remark  id="s2b10c3l20" />สัมมา   สัมพุทธเจ้า พระนามว่ากัสสปะ ตรัสรู้ที่ควงไม้ไทร ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราผู้  อรหันตสัมมา
			<remark  id="s2b10c3l21" />สัมพุทธเจ้าในบัดนี้ ตรัสรู้ที่ควงไม้โพธิ์ ฯ  
			<remark  id="s2b10c3l22" />	[๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า พระนามว่าวิปัสสี 
			<remark  id="s2b10c3l23" />มีพระขัณฑะและพระติสสะเป็นคู่พระอัครสาวก ซึ่งเป็นคู่อันเจริญ  พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมา-
			<remark  id="s2b10c3l24" />สัมพุทธเจ้า พระนามว่าสิขี มีพระอภิภู และพระ  สัมภวะ เป็นคู่พระอัครสาวก ซึ่งเป็นคู่อัน
			<remark  id="s2b10c3l25" />เจริญ พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมา   สัมพุทธเจ้า พระนามว่าเวสสภู มีพระโสนะและพระอุตตระ 
			<remark  id="s2b10c3l26" />เป็นคู่พระอัครสาวก ซึ่งเป็นคู่อันเจริญ พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า พระนามว่า
		</para>
	</section>
	<section id="s2b10c4" >
		<para id="s2b10c4p">
			<remark  id="s2b10c4l1" />กกุสันธะ   มีพระวิธูระ และพระสัญชีวะ เป็นคู่พระอัครสาวก ซึ่งเป็นคู่อันเจริญ พระผู้มีพระ
			<remark  id="s2b10c4l2" />ภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า พระนามว่าโกนาคมนะ มีพระภิยโยสะ และ    พระอุตตระ เป็นคู่
			<remark  id="s2b10c4l3" />พระอัครสาวก ซึ่งเป็นคู่อันเจริญ พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมา สัมพุทธเจ้า พระนามว่ากัสสปะ 
			<remark  id="s2b10c4l4" />มีพระติสสะ และพระภารทวาชะ เป็นคู่  พระอัครสาวก ซึ่งเป็นคู่อันเจริญ ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
			<remark  id="s2b10c4l5" />เราในบัดนี้ มีสารีบุตร   และโมคคัลลานะ เป็นคู่อัครสาวก ซึ่งเป็นคู่อันเจริญ ฯ     
			<remark  id="s2b10c4l6" />	[๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย การประชุมกันแห่งสาวกของพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมา
			<remark  id="s2b10c4l7" />สัมพุทธเจ้า พระนามว่าวิปัสสี ได้มีสามครั้ง ครั้งหนึ่ง มีพระสาวก   ประชุมกันเป็นจำนวนภิกษุ
			<remark  id="s2b10c4l8" />หกล้านแปดแสนรูป อีกครั้งหนึ่ง มีพระสาวกประชุม กันเป็นจำนวนภิกษุแสนรูป อีกครั้งหนึ่ง 
			<remark  id="s2b10c4l9" />มีพระสาวกประชุมกันเป็นจำนวนภิกษุแปดหมื่นรูป สาวกของพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมา
			<remark  id="s2b10c4l10" />สัมพุทธเจ้า พระนามว่าวิปัสสี   ซึ่งได้ประชุมกันทั้งสามครั้งนี้ ล้วนเป็นพระขีณาสพทั้งสิ้น 
			<remark  id="s2b10c4l11" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย การประชุมกันแห่งพระสาวกของพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า 
			<remark  id="s2b10c4l12" />พระ นามว่าสิขี ได้มีสามครั้ง ครั้งหนึ่งมีพระสาวกประชุมกันเป็นจำนวนภิกษุแสนรูป อีกครั้งหนึ่ง 
			<remark  id="s2b10c4l13" />มีพระสาวกประชุมกันเป็นจำนวนภิกษุแปดหมื่นรูป อีกครั้งหนึ่ง     มีพระสาวกประชุมกันเป็น
			<remark  id="s2b10c4l14" />จำนวนภิกษุเจ็ดหมื่นรูป พระสาวกของพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า พระนามว่าสิขี 
			<remark  id="s2b10c4l15" />ซึ่งได้ประชุมกันทั้งสามครั้งนี้ ล้วนเป็น      พระขีณาสพทั้งสิ้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย การประชุมกัน
			<remark  id="s2b10c4l16" />แห่งพระสาวกของพระผู้มี     พระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า พระนามว่าเวสสภู ได้มี ๓ ครั้ง 
			<remark  id="s2b10c4l17" />ครั้งหนึ่ง มีพระสาวกประชุมกันเป็นจำนวนภิกษุแปดหมื่นรูป อีกครั้งหนึ่ง   มีพระสาวกประชุม
			<remark  id="s2b10c4l18" />กันเป็นจำนวนภิกษุเจ็ดหมื่นรูป อีกครั้งหนึ่ง มีพระสาวกประชุมกันเป็นจำนวนภิกษุหกหมื่นรูป 
			<remark  id="s2b10c4l19" />พระสาวกของพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า   พระนามว่าเวสสภู ซึ่งได้ประชุมกันทั้ง
			<remark  id="s2b10c4l20" />สามครั้งนี้ ล้วนเป็นพระขีณาสพทั้งสิ้น   ดูกรภิกษุทั้งหลาย การประชุมกันแห่งพระสาวกของพระ
			<remark  id="s2b10c4l21" />ผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า พระนามว่ากกุสันธะ ได้มีครั้งเดียว มีจำนวนภิกษุสี่หมื่นรูป 
			<remark  id="s2b10c4l22" />พระสาวกของพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า พระนามว่ากกุสันธะ ซึ่งได้ประชุมกัน
			<remark  id="s2b10c4l23" />ครั้งเดียวนี้ ล้วนเป็นพระขีณาสพทั้งสิ้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย การประชุมกัน แห่งพระสาวกของ
			<remark  id="s2b10c4l24" />พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า พระนามว่าโกนาคมนะ   ได้มีครั้งเดียว มีจำนวนภิกษุ
			<remark  id="s2b10c4l25" />สามหมื่นรูป พระสาวกของพระผู้มีพระภาคอรหันต    สัมมาสัมพุทธเจ้า พระนามว่าโกนาคมนะ 
			<remark  id="s2b10c4l26" />ซึ่งได้ประชุมกันครั้งเดียวนี้ ล้วนเป็น   พระขีณาสพทั้งสิ้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย การประชุมกันแห่ง
			<remark  id="s2b10c4l27" />พระสาวกของพระผู้มี    พระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า พระนามว่ากัสสปะ ได้มีครั้งเดียว มี
		</para>
	</section>
	<section id="s2b10c5" >
		<para id="s2b10c5p">
			<remark  id="s2b10c5l1" />จำนวน  ภิกษุสองหมื่นรูป พระสาวกของพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า พระนามว่า
			<remark  id="s2b10c5l2" />กัสสปะ ที่ได้ประชุมกันครั้งเดียวนี้ ล้วนเป็นพระขีณาสพทั้งสิ้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย การประชุม
			<remark  id="s2b10c5l3" />กันแห่งสาวกของเราในบัดนี้ ได้มีครั้งเดียว มีจำนวน ภิกษุหนึ่งพันสองร้อยห้าสิบรูป สาวกของเรา 
			<remark  id="s2b10c5l4" />ซึ่งได้ประชุมกันครั้งเดียวนี้ ล้วนเป็นพระขีณาสพทั้งสิ้น ฯ  
			<remark  id="s2b10c5l5" />	[๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุชื่อว่าอโสกะ เป็นอัครอุปัฏฐากของพระผู้มีพระภาค
			<remark  id="s2b10c5l6" />อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า พระนามว่าวิปัสสี ภิกษุชื่อว่าเขมังกระ เป็นอัครอุปัฏฐากของพระผู้มี
			<remark  id="s2b10c5l7" />พระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า พระนามว่าสิขี ภิกษุชื่อว่าอุปสันตะ เป็นอัครอุปัฏฐากของ
			<remark  id="s2b10c5l8" />พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า  พระนามว่าเวสสภู ภิกษุชื่อว่าวุฑฒิชะ เป็นอัคร
			<remark  id="s2b10c5l9" />อุปัฏฐากของพระผู้มีพระภาค อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า พระนามว่ากกุสันธะ ภิกษุชื่อว่าโสตถิชะ 
			<remark  id="s2b10c5l10" />เป็นอัครอุปัฏฐากของพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า พระนามว่าโกนาคมนะภิกษุชื่อว่า 
			<remark  id="s2b10c5l11" />สัพพมิตตะ เป็นอัครอุปัฏฐากของพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า พระนามว่ากัสสปะ 
			<remark  id="s2b10c5l12" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ชื่อว่าอานนท์ ได้เป็น อัครอุปัฏฐากของเราในบัดนี้ ฯ
			<remark  id="s2b10c5l13" />	[๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย พระราชาพระนามว่าพันธุมา เป็นพระชนก   พระเทวีพระนามว่า
			<remark  id="s2b10c5l14" />พันธุมดี เป็นพระชนนีบังเกิดเกล้าของพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า พระนามว่า
			<remark  id="s2b10c5l15" />วิปัสสี พระนครชื่อว่าพันธุมดีได้เป็นราชธานีของพระเจ้าพันธุมา พระราชาพระนามว่าอรุณะ
			<remark  id="s2b10c5l16" />เป็นพระชนก พระเทวีพระนามว่าปภาวดี เป็นพระชนนีบังเกิดเกล้าของพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมา
			<remark  id="s2b10c5l17" />สัมพุทธเจ้า พระนามว่า สิขี พระนครชื่อว่าอรุณวดี ได้เป็นราชธานีของพระเจ้าอรุณะ พระราชา
			<remark  id="s2b10c5l18" />พระนามว่าสุปปตีตะ เป็นพระชนก พระเทวีพระนามว่ายสวดี เป็นพระชนนีบังเกิดเกล้า  ของ
			<remark  id="s2b10c5l19" />พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า พระนามว่าเวสสภู พระนครชื่อว่า อโนมะ ได้เป็น
			<remark  id="s2b10c5l20" />ราชธานีของพระเจ้าสุปปตีตะ พราหมณ์ชื่อว่าอัคคิทัตตะ เป็น   พระชนก พราหมณีชื่อว่าวิสาขา 
			<remark  id="s2b10c5l21" />เป็นพระชนนีบังเกิดเกล้าของพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า พระนามว่ากกุสันธะ ภิกษุ
			<remark  id="s2b10c5l22" />ทั้งหลาย ก็พระราชาพระนามว่าเขมะ ได้มีแล้วโดยสมัยนั้นแล พระนครชื่อว่าเขมวดี ได้เป็น
			<remark  id="s2b10c5l23" />ราชธานีของพระเจ้าเขมะ พราหมณ์ชื่อว่ายัญญทัตตะ เป็นพระชนก พราหมณีชื่อว่าอุตตรา   
			<remark  id="s2b10c5l24" /> เป็นพระชนนีบังเกิดเกล้าของพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า พระนามว่าโกนาคมนะ ก็
			<remark  id="s2b10c5l25" />พระราชาพระนามว่าโสภะ ได้มีแล้วโดยสมัยนั้นแล พระนครชื่อว่าโสภวดี ได้เป็นราชธานีของ
			<remark  id="s2b10c5l26" />พระเจ้าโสภะ พราหมณ์ชื่อว่าพรหมทัตตะ เป็น     พระชนก พราหมณีชื่อธนวดี เป็นพระชนนี
			<remark  id="s2b10c5l27" />บังเกิดเกล้าของพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า พระนามว่ากัสสปะ ก็พระราชาพระนาม
		</para>
	</section>
	<section id="s2b10c6" >
		<para id="s2b10c6p">
			<remark  id="s2b10c6l1" />ว่ากิงกี ได้มีแล้ว โดยสมัยนั้นแล พระนครชื่อว่าพาราณสี ได้เป็นราชธานีของพระเจ้ากิงกี ดูกร 
			<remark  id="s2b10c6l2" /> ภิกษุทั้งหลาย พระราชาพระนามว่าสุทโธทนะ เป็นพระชนก พระเทวีพระนามว่า   มายา เป็นพระ
			<remark  id="s2b10c6l3" />ชนนีบังเกิดเกล้าของเราในบัดนี้ พระนครชื่อว่า กบิลพัสดุ์   ได้เป็นราชธานีของพระเจ้าสุทโธทนะ  
			<remark  id="s2b10c6l4" />      พระผู้มีพระภาคตรัสดั่งนี้แล้วเสด็จลุกจากอาสนะ เสด็จเข้าพระวิหาร ฯ
			<remark  id="s2b10c6l5" />	[๑๐] ครั้งนั้นแล เมื่อพระผู้มีพระภาคเสด็จหลีกไปแล้วไม่นาน ภิกษุ เหล่านั้นได้
			<remark  id="s2b10c6l6" />สนทนากันขึ้นในระหว่างนี้ว่า น่าอัศจรรย์ ผู้มีอายุทั้งหลาย ไม่เคย  มีแล้ว ผู้มีอายุทั้งหลาย 
			<remark  id="s2b10c6l7" />พระตถาคตต้องทรงมีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมาก จึงจักทรงระลึกได้ถึงพระพุทธเจ้าทั้งหลายที่ล่วงไป
			<remark  id="s2b10c6l8" />แล้ว ซึ่งปรินิพพานแล้ว ตัดธรรมเครื่อง  ทำให้เนิ่นช้าได้แล้ว มีวัฏฏะอันตัดแล้ว ล่วงสรรพทุกข์
			<remark  id="s2b10c6l9" />แล้ว   แม้โดยพระชาติ แม้โดยพระนาม แม้โดยพระโคตร แม้โดยประมาณแห่ง     พระชนมายุ  
			<remark  id="s2b10c6l10" />แม้โดยคู่แห่งพระสาวก แม้โดยประชุมแห่งพระสาวกว่า แม้ด้วย  เหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเหล่านั้น 
			<remark  id="s2b10c6l11" />จึงได้มีพระชาติเช่นนี้ แม้ด้วยเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเหล่านั้น จึงได้มีพระนามเช่นนี้ แม้ด้วย
			<remark  id="s2b10c6l12" />เหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเหล่านั้น จึงได้มีพระโคตรเช่นนี้ แม้ด้วยเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเหล่านั้น
			<remark  id="s2b10c6l13" />จึงได้มีศีลเช่นนี้    แม้ด้วยเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเหล่านั้นจึงได้มีธรรมเช่นนี้ แม้ด้วยเหตุนี้ พระ
			<remark  id="s2b10c6l14" />ผู้มี  พระภาคเหล่านั้นจึงได้มีพระปัญญาเช่นนี้ แม้ด้วยเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเหล่านั้นจึงได้มีวิหาร
			<remark  id="s2b10c6l15" />ธรรมเช่นนี้ แม้ด้วยเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเหล่านั้น จึงได้มีวิมุตติเช่นนี้     ท่านผู้มีอายุทั้งหลาย 
			<remark  id="s2b10c6l16" />เป็นอย่างไรหนอแลพระตถาคตพระองค์เดียวจึงทรงแทงตลอดธรรมธาตุนี้เพราะเหตุที่พระตถาคต
			<remark  id="s2b10c6l17" />ทรงแทงตลอดธรรมธาตุแล้ว ฉะนั้น  จึงทรงระลึกได้ถึงพระพุทธเจ้าทั้งหลายที่ล่วงไปแล้ว ซึ่ง
			<remark  id="s2b10c6l18" />ปรินิพพานแล้ว ตัดธรรม เครื่องทำให้เนิ่นช้าได้แล้ว ทรงครอบงำวัฏฏะแล้ว ล่วงสรรพทุกข์แล้ว 
			<remark  id="s2b10c6l19" />แม้โดยพระชาติ แม้โดยพระโคตร แม้โดยประมาณแห่งพระชนมายุ แม้โดยคู่แห่งพระสาวก  
			<remark  id="s2b10c6l20" />แม้โดยประชุมแห่งสาวกว่า แม้ด้วยเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเหล่านั้นจึงได้มีพระชาติเช่นนี้ มี
			<remark  id="s2b10c6l21" />พระนามเช่นนี้ มีพระโคตรเช่นนี้ มีศีลเช่นนี้ มีธรรมเช่นนี้ มีพระปัญญาเช่นนี้ มีวิหารธรรม
			<remark  id="s2b10c6l22" />เช่นนี้ มีวิมุตติ    เช่นนี้ ดังนี้ หรือว่า เพราะความข้อนี้ พวกเทวดาได้กราบทูลแด่พระตถาคต  
			<remark  id="s2b10c6l23" />พระตถาคตจึงทรงระลึกได้ถึงพระพุทธเจ้าที่ล่วงไปแล้ว ซึ่งปรินิพพานแล้ว ตัดธรรม เครื่องทำให้
			<remark  id="s2b10c6l24" />เนิ่นช้าได้แล้ว มีวัฏฏะอันตัดแล้ว ทรงครอบงำวัฏฏะแล้ว ล่วงสรรพทุกข์แล้ว แม้โดยพระชาติ 
			<remark  id="s2b10c6l25" />แม้โดยพระนาม แม้โดยพระโคตร แม้โดยประมาณแห่งพระชนมายุ แม้โดยคู่แห่งพระสาวก 
			<remark  id="s2b10c6l26" />แม้โดยประชุมแห่งพระสาวกว่า แม้ด้วย  เหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเหล่านั้นจึงได้มีพระชาติเช่นนี้ 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b10c7" >
		<para id="s2b10c7p">
			<remark  id="s2b10c7l1" />มีพระนามเช่นนี้ มีพระโคตร     เช่นนี้ มีศีลเช่นนี้ มีธรรมเช่นนี้ มีพระปัญญาเช่นนี้ มีวิหารธรรม
			<remark  id="s2b10c7l2" />เช่นนี้ มีวิมุตติ   เช่นนี้ ก็ภิกษุเหล่านั้นยังค้างการสนทนากันอยู่ตรงนี้ ฯ  
			<remark  id="s2b10c7l3" />	[๑๑] ลำดับนั้นพระผู้มีพระภาค เสด็จออกจากที่ประทับพักผ่อนในเวลา  เย็น เสด็จ
			<remark  id="s2b10c7l4" />ตรงไปยังโรงใกล้หมู่ไม้กุ่มน้ำ แล้วประทับนั่งบนอาสนะที่ปูลาดไว้ แล้วพระผู้มีพระภาคตรัสเรียก
			<remark  id="s2b10c7l5" />ภิกษุทั้งหลายมาว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย บัดนี้พวกเธอ นั่งประชุมสนทนาอะไรกัน เรื่องอะไรที่พวก
			<remark  id="s2b10c7l6" />เธอพูดค้างไว้ เมื่อพระผู้มีพระภาค      ตรัสถามดังนี้ ภิกษุเหล่านั้นได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า 
			<remark  id="s2b10c7l7" />ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญเมื่อพระผู้มีพระภาคเสด็จหลีกไปแล้วไม่นาน พวกข้าพระองค์ได้สนทนา
			<remark  id="s2b10c7l8" />กันขึ้นใน   ระหว่างนี้ว่า น่าอัศจรรย์ ท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ไม่เคยมีแล้ว ท่านผู้มีอายุทั้งหลาย  
			<remark  id="s2b10c7l9" />พระตถาคตจะต้องทรงมีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมาก จึงจักทรงระลึกได้ถึงพระพุทธเจ้าทั้งหลายที่ล่วง
			<remark  id="s2b10c7l10" />ไปแล้ว ซึ่งปรินิพพานแล้ว ตัดธรรมที่ทำให้เนิ่นช้าได้แล้ว มีวัฏฏะ    อันตัดแล้ว ทรงครอบงำ
			<remark  id="s2b10c7l11" />วัฏฏะแล้ว ล่วงสรรพทุกข์ได้แล้ว แม้โดยพระชาติ แม้  โดยพระนาม แม้โดยพระโคตร แม้โดย
			<remark  id="s2b10c7l12" />ประมาณแห่งพระชนมายุ แม้โดยคู่แห่งพระสาวก แม้โดยประชุมแห่งพระสาวกว่า แม้ด้วยเหตุนี้ 
			<remark  id="s2b10c7l13" />พระผู้มีพระภาคเหล่า นั้น จึงได้มีพระชาติเช่นนี้ ฯลฯ มีวิมุตติเช่นนี้ ท่านผู้มีอายุทั้งหลาย เป็น
			<remark  id="s2b10c7l14" />อย่างไร  หนอแล พระตถาคตพระองค์เดียว จึงทรงแทงตลอดธรรมธาตุนี้ เพราะเหตุที่พระตถาคต
			<remark  id="s2b10c7l15" />ทรงแทงตลอดธรรมธาตุแล้วฉะนั้น จึงทรงระลึกได้ถึงพระพุทธเจ้า  ทั้งหลายที่ล่วงไปแล้ว ซึ่ง
			<remark  id="s2b10c7l16" />ปรินิพพานแล้ว ตัดธรรมเครื่องทำให้เนิ่นช้าได้แล้ว มีวัฏฏะอันตัดแล้ว ทรงครอบงำวัฏฏะแล้ว 
			<remark  id="s2b10c7l17" />ล่วงสรรพทุกข์แล้ว แม้โดยพระชาติ   แม้โดยพระนาม แม้โดยพระโคตร แม้โดยประมาณแห่ง
			<remark  id="s2b10c7l18" />พระชนมายุ แม้โดยคู่ แห่งพระสาวก แม้โดยประชุมแห่งพระสาวกว่า แม้ด้วยเหตุนี้ พระผู้มี
			<remark  id="s2b10c7l19" />พระภาคเหล่านั้น จึงได้มีพระชาติเช่นนี้ มีพระนามเช่นนี้ มีพระโคตรเช่นนี้ มีศีลเช่นนี้      
			<remark  id="s2b10c7l20" />มีธรรมเช่นนี้ มีพระปัญญาเช่นนี้ มีวิหารธรรมเช่นนี้ มีวิมุตติเช่นนี้ หรือว่าเพราะ ความข้อนี้ 
			<remark  id="s2b10c7l21" />พวกเทวดาได้กราบทูลแด่พระตถาคตพระตถาคตจึงทรงระลึกได้ถึงพระพุทธเจ้าทั้งหลายที่ล่วงไป
			<remark  id="s2b10c7l22" />แล้ว ซึ่งปรินิพพานแล้ว ตัดธรรมเครื่องทำให้เนิ่นช้าได้แล้ว มีวัฏฏะอันตัดแล้ว ครอบงำวัฏฏะแล้ว 
			<remark  id="s2b10c7l23" />ล่วงสรรพทุกข์แล้ว แม้โดย พระชาติ แม้โดยพระนาม ฯลฯ แม้โดยประชุมแห่งพระสาวกว่า 
			<remark  id="s2b10c7l24" />แม้ด้วยเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเหล่านั้น จึงได้มีพระชาติเช่นนี้ มีพระนามเช่นนี้ ฯลฯ มี  วิมุตติ
			<remark  id="s2b10c7l25" />เช่นนี้ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เรื่องนี้แลที่พวกข้าพระองค์พูดค้างไว้ พอดีพระผู้มีพระภาคเสด็จ
			<remark  id="s2b10c7l26" />มาถึง ฯ     
		</para>
	</section>
	<section id="s2b10c8" >
		<para id="s2b10c8p">
			<remark  id="s2b10c8l1" />      พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุที่ตถาคตแทงตลอด  ธรรมธาตุแล้ว 
			<remark  id="s2b10c8l2" />ฉะนั้น ตถาคตจึงระลึกได้ถึงพระพุทธเจ้าที่ล่วงไปแล้ว ซึ่งปรินิพพานแล้ว ตัดธรรมเครื่องทำให้
			<remark  id="s2b10c8l3" />เนิ่นช้าได้แล้ว มีวัฏฏะอันตัดแล้ว ครอบงำวัฏฏะแล้ว แม้โดยพระชาติ แม้โดยพระนาม แม้
			<remark  id="s2b10c8l4" />โดยพระโคตร แม้โดยประมาณแห่งพระชนมายุ แม้โดยคู่แห่งพระสาวก แม้โดยการประชุมกัน
			<remark  id="s2b10c8l5" />แห่งพระสาวกว่า แม้ด้วยเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเหล่านั้นจึงได้มีพระชาติเช่นนี้มีพระนามเช่นนี้ 
			<remark  id="s2b10c8l6" />ฯลฯ มีวิมุตติเช่นนี้ ความข้อนี้ แม้พวกเทวดาก็ได้กราบทูลแด่ตถาคต ตถาคต     จึงระลึกได้ 
			<remark  id="s2b10c8l7" />ถึงพระพุทธเจ้าทั้งหลายที่ล่วงไปแล้ว ซึ่งปรินิพพานแล้ว ตัดธรรม เครื่องทำให้เนิ่นช้าได้แล้ว 
			<remark  id="s2b10c8l8" />มีวัฏฏะอันตัดแล้ว ครอบงำวัฏฏะแล้ว ล่วงสรรพทุกข์ แล้ว แม้โดยพระชาติ แม้โดยพระนาม 
			<remark  id="s2b10c8l9" />ฯลฯ แม้โดยการประชุมกันแห่งพระสาวกว่า แม้ด้วยเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเหล่านั้นจึงได้มี
			<remark  id="s2b10c8l10" />พระชาติเช่นนี้ มีพระนามเช่นนี้ มีวิมุตติเช่นนี้ ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอปรารถนาหรือไม่ที่จะฟัง    
			<remark  id="s2b10c8l11" />ธรรมีกถาซึ่งเกี่ยวด้วยบุพเพนิวาสโดยยิ่งกว่าประมาณ ภิกษุเหล่านั้นได้กราบทูลว่าข้าแต่พระผู้มี
			<remark  id="s2b10c8l12" />พระภาค เป็นกาลสมควรแล้ว ข้าแต่พระสุคต เป็นกาลสมควรแล้วที่   พระผู้มีพระภาคจะพึง
			<remark  id="s2b10c8l13" />ทรงกระทำธรรมีกถาซึ่งเกี่ยวด้วยบุพเพนิวาส โดยยิ่งกว่า  ประมาณ ภิกษุทั้งหลายได้ฟังพระดำรัส
			<remark  id="s2b10c8l14" />ของพระผู้มีพระภาคแล้วจักได้ทรงจำไว้ ฯ      
			<remark  id="s2b10c8l15" />      พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าอย่างนั้น พวกเธอจงฟัง จงใส่ใจให้ดี 
			<remark  id="s2b10c8l16" />เราจักกล่าว ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระผู้มีพระภาคแล้ว พระผู้มีพระภาคได้ตรัสพระพุทธพจน์นี้ว่า    
			<remark  id="s2b10c8l17" />      ดูกรภิกษุทั้งหลาย นับแต่นี้ไป ๙๑ กัป พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า 
			<remark  id="s2b10c8l18" />พระนามว่าวิปัสสี เสด็จอุบัติแล้วในโลก พระองค์เป็นกษัตริย์โดย  พระชาติ เสด็จอุบัติแล้วใน
			<remark  id="s2b10c8l19" />ขัตติยสกุล เป็นโกณฑัญญโดยพระโคตร มีพระชนมายุ ประมาณ ๘๐,๐๐๐ ปี พระองค์ได้ตรัสรู้
			<remark  id="s2b10c8l20" />ที่ควงไม้แคฝอย มีพระขัณฑะ และพระติสสะ เป็นคู่พระอัครสาวก ซึ่งเป็นคู่อันเจริญ 
			<remark  id="s2b10c8l21" />การประชุมแห่งพระสาวกของพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่าวิปัสสีได้มีแล้ว 
			<remark  id="s2b10c8l22" />๓ ครั้ง  ครั้งหนึ่ง มีพระสาวกประชุมกันเป็นจำนวนภิกษุหกล้านแปดแสนรูป อีกครั้งหนึ่ง     
			<remark  id="s2b10c8l23" /> มีพระสาวกประชุมกันเป็นจำนวนภิกษุแสนรูป อีกครั้งหนึ่ง มีพระสาวกประชุมกัน   เป็นจำนวน
			<remark  id="s2b10c8l24" />ภิกษุแปดหมื่นรูปภิกษุทั้งหลายพระสาวกของพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่า
		</para>
	</section>
	<section id="s2b10c9" >
		<para id="s2b10c9p">
			<remark  id="s2b10c9l1" />วิปัสสี ซึ่งได้ประชุมกันทั้ง ๓  ครั้งนี้ ล้วนเป็น   พระขีณาสพทั้งสิ้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย  ภิกษุผู้
			<remark  id="s2b10c9l2" />อุปัฏฐากชื่อว่าอโสกะ ได้เป็นอัครอุปัฏฐากของพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนาม
			<remark  id="s2b10c9l3" />ว่าวิปัสสี ดูกรภิกษุทั้งหลาย  พระราชาพระนามว่าพันธุมา เป็นพระชนก พระเทวีพระนาม
			<remark  id="s2b10c9l4" />ว่าพันธุมดี เป็นพระชนนีบังเกิดเกล้าของพระองค์  พระนครชื่อว่าพันธุมดี ได้เป็นราชธานีของ
			<remark  id="s2b10c9l5" />พระเจ้าพันธุมา ฯ 
			<remark  id="s2b10c9l6" />	[๑๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแล พระโพธิสัตว์พระนามว่าวิปัสสี  จุติจากชั้นดุสิต
			<remark  id="s2b10c9l7" />แล้ว มีพระสติสัมปชัญญะ เสด็จลงสู่พระครรภ์ของพระมารดา   ข้อนี้เป็นธรรมดาในเรื่องนี้ ฯ      
			<remark  id="s2b10c9l8" />	[๑๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมดามีอยู่ดังนี้ เมื่อใดพระโพธิสัตว์จุติจาก   ชั้นดุสิต เสด็จ
			<remark  id="s2b10c9l9" />ลงสู่พระครรภ์ของพระมารดา เมื่อนั้นในโลกพร้อมทั้งเทวโลก  มารโลก พรหมโลก ในหมู่สัตว์
			<remark  id="s2b10c9l10" />พร้อมทั้งสมณพราหมณ์เทวดาและมนุษย์ แสง สว่างอันยิ่งไม่มีประมาณปรากฎในโลก ล่วงเทวานุภาพ
			<remark  id="s2b10c9l11" />ของเทวดาทั้งหลาย ช่องว่าง     ซึ่งอยู่ที่สุดโลก มิได้ถูกอะไรปกปิดไว้ ที่มืดมิดก็ดี สถานที่ที่พระจันทร์
			<remark  id="s2b10c9l12" />และ พระอาทิตย์เหล่านี้ ซึ่งมีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมากปานนี้ส่องแสงไปไม่ถึงก็ดี ในที่ ทั้งสอง
			<remark  id="s2b10c9l13" />ชนิดนั้น แสงสว่างอันยิ่งไม่มีประมาณ ย่อมปรากฎล่วงเทวานุภาพของเทวดา   ทั้งหลาย ถึงสัตว์
			<remark  id="s2b10c9l14" />ทั้งหลายที่เกิดในสถานที่เหล่านั้นก็จำกันและกันได้ ด้วยแสงนั้น  ว่า พ่อเฮ้ย ได้ยินว่า ถึงสัตว์
			<remark  id="s2b10c9l15" />พวกอื่นที่เกิดในนี้ก็มีอยู่เหมือนกัน ทั้งหมื่นโลก  ธาตุนี้ ย่อมหวั่นไหว สะเทื้อนสะท้าน ทั้ง
			<remark  id="s2b10c9l16" />แสงสว่างอันยิ่งไม่มีประมาณย่อมปรากฎในโลกล่วงเทวานุภาพของเทวดาทั้งหลาย ข้อนี้เป็น
			<remark  id="s2b10c9l17" />ธรรมดาในเรื่องนี้ ฯ 
			<remark  id="s2b10c9l18" />	[๑๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมดามีอยู่ดังนี้ ในเวลาที่พระโพธิสัตว์เสด็จ ลงสู่พระครรภ์
			<remark  id="s2b10c9l19" />พระมารดา เทวบุตร ๔ องค์ ย่อมเข้าไปรักษาทิศทั้ง ๔ โดยตั้งใจว่า ใครๆ คือ มนุษย์ หรือ
			<remark  id="s2b10c9l20" />อมนุษย์ก็ตามอย่าเบียดเบียนพระโพธิสัตว์ หรือพระมารดา    ของพระโพธิสัตว์นั้นได้ ข้อนี้เป็น
			<remark  id="s2b10c9l21" />ธรรมดาในเรื่องนี้ ฯ    
			<remark  id="s2b10c9l22" />	[๑๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมดามีอยู่ดังนี้ ในเวลาที่พระโพธิสัตว์เสด็จ ลงสู่พระครรภ์
			<remark  id="s2b10c9l23" />ของพระมารดา พระมารดาของพระโพธิสัตว์โดยปรกติทรงศีล งดเว้น จากการฆ่าสัตว์ งดเว้นจาก
			<remark  id="s2b10c9l24" />การลักทรัพย์ งดเว้นจากการประพฤติผิดในกาม งดเว้น   จากการกล่าวเท็จ งดเว้นจากการดื่มน้ำเมา 
			<remark  id="s2b10c9l25" />คือ สุราและเมรัยอันเป็นฐานแห่งความ    ประมาท ข้อนี้เป็นธรรมดาในเรื่องนี้ ฯ      
		</para>
	</section>
	<section id="s2b10c10" >
		<para id="s2b10c10p">
			<remark  id="s2b10c10l1" />	[๑๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมดามีอยู่ดังนี้ ในเวลาที่พระโพธิสัตว์เสด็จลงสู่
			<remark  id="s2b10c10l2" />พระครรภ์ของพระมารดา พระมารดาของพระโพธิสัตว์ย่อมไม่เกิดมานัส ซึ่งเกี่ยวด้วยกามคุณใน
			<remark  id="s2b10c10l3" />บุรุษทั้งหลาย พระมารดาของพระโพธิสัตว์ย่อมเป็นหญิงที่บุรุษใดๆ ซึ่งมีจิตกำหนัดแล้วจะล่วง
			<remark  id="s2b10c10l4" />เกินไม่ได้ ข้อนี้เป็นธรรมดาในเรื่องนี้ ฯ   
			<remark  id="s2b10c10l5" />	[๑๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมดามีอยู่ดังนี้ ในเวลาที่พระโพธิสัตว์เสด็จลงสู่
			<remark  id="s2b10c10l6" />พระครรภ์ของพระมารดา พระมารดาของพระโพธิสัตว์ย่อมได้กามคุณ ๕  พระนางเพียบพร้อม
			<remark  id="s2b10c10l7" />พรั่งพร้อมด้วยกามคุณ ๕ ได้รับบำเรออยู่ ข้อนี้เป็นธรรมดาในเรื่องนี้ ฯ 
			<remark  id="s2b10c10l8" />	[๑๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมดามีอยู่ดังนี้ ในเวลาที่พระโพธิสัตว์เสด็จลงสู่
			<remark  id="s2b10c10l9" />พระครรภ์ของพระมารดา อาพาธใดๆ ย่อมไม่เกิดแก่พระมารดาของ  พระโพธิสัตว์เลย พระ
			<remark  id="s2b10c10l10" />มารดาของพระโพธิสัตว์ย่อมทรงสำราญ ไม่ลำบากพระกาย  และพระมารดาของพระโพธิสัตว์ 
			<remark  id="s2b10c10l11" />ทอดพระเนตรเห็นพระโพธิสัตว์ซึ่งเสด็จอยู่   ภายในพระครรภ์มีอวัยวะน้อยใหญ่ครบถ้วน มีอินทรีย์
			<remark  id="s2b10c10l12" />ไม่บกพร่อง ดูกรภิกษุ   ทั้งหลาย เปรียบเหมือนแก้วไพฑูรย์อันงาม เกิดเองอย่างบริสุทธิ์ แปด
			<remark  id="s2b10c10l13" />เหลี่ยม  นายช่างเจียรไนดีแล้ว สุกใสแวววาว สมส่วนทุกอย่าง มีด้าย เขียว เหลือง แดง    ขาว
			<remark  id="s2b10c10l14" />หรือนวล   ร้อยอยู่ในนั้น   บุรุษผู้มีจักษุจะพึงหยิบแก้วไพฑูรย์นี้นั้นวางไว้ในมือแล้ว 
			<remark  id="s2b10c10l15" />พิจารณาเห็นว่า แก้วไพฑูรย์นี้งาม เกิดเองอย่างบริสุทธิ์ แปดเหลี่ยม นายช่าง เจียรไนดีแล้ว 
			<remark  id="s2b10c10l16" />สุกใสแวววาว สมส่วนทุกอย่าง มีด้าย เขียว เหลือง แดง ขาว  หรือนวล ร้อยอยู่ในแก้วไพฑูรย์
			<remark  id="s2b10c10l17" />นั้น แม้ฉันใด ดูกรภิกษุทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือน  กันแล ในเวลาที่พระโพธิสัตว์เสด็จลงสู่พระครรภ์
			<remark  id="s2b10c10l18" />ของพระมารดา อาพาธใดๆ   ย่อมไม่เกิดแก่พระมารดาของพระโพธิสัตว์เลย พระมารดาของพระ
			<remark  id="s2b10c10l19" />โพธิสัตว์ทรงสำราญ ไม่ลำบากพระกาย และพระมารดาของพระโพธิสัตว์ย่อมทอดพระเนตรเห็น
			<remark  id="s2b10c10l20" />พระโพธิสัตว์ผู้เสด็จอยู่ ณ ภายในพระครรภ์ มีอวัยวะน้อยใหญ่ครบถ้วน มี     อินทรีย์ไม่บกพร่อง 
			<remark  id="s2b10c10l21" />ข้อนี้เป็นธรรมดาในเรื่องนี้ ฯ 
			<remark  id="s2b10c10l22" />	[๑๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมดามีอยู่ดังนี้ ในเมื่อพระโพธิสัตว์ประสูติ แล้วได้ ๗ วัน 
			<remark  id="s2b10c10l23" />พระมารดาของพระโพธิสัตว์ย่อมทิวงคตเสด็จเข้าถึงชั้นดุสิต ข้อนี้  เป็นธรรมดาในเรื่องนี้ ฯ     
			<remark  id="s2b10c10l24" />	[๒๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมดามีอยู่ดังนี้ หญิงอื่นๆ บริหารครรภ์  ๙ เดือนบ้าง 
			<remark  id="s2b10c10l25" />๑๐ เดือนบ้าง จึงคลอด พระมารดาของพระโพธิสัตว์หาเหมือนอย่างนั้นไม่พระมารดาของพระโพธิ
			<remark  id="s2b10c10l26" />สัตว์บริหารพระโพธิสัตว์ด้วยพระครรภ์ครบ ๑๐ เดือน ถ้วน จึงประสูติ ข้อนี้เป็นธรรมดาในเรื่องนี้ ฯ    
		</para>
	</section>
	<section id="s2b10c11" >
		<para id="s2b10c11p">
			<remark  id="s2b10c11l1" />	[๒๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมดามีอยู่ดังนี้ พระมารดาของพระโพธิสัตว์ ย่อมไม่
			<remark  id="s2b10c11l2" />ประสูติเหมือนหญิงอื่นๆ ซึ่งนั่งหรือนอนคลอด ส่วนพระมารดาของ    พระโพธิสัตว์ประทับยืน
			<remark  id="s2b10c11l3" />ประสูติพระโพธิสัตว์ ข้อนี้เป็นธรรมดาในเรื่องนี้ ฯ
			<remark  id="s2b10c11l4" />	[๒๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมดามีอยู่ดังนี้ ในเวลาที่พระโพธิสัตว์เสด็จออกจาก
			<remark  id="s2b10c11l5" />พระครรภ์พระมารดา พวกเทวดารับก่อน พวกมนุษย์รับทีหลัง ข้อนี้ เป็นธรรมดาในเรื่องนี้ ฯ     
			<remark  id="s2b10c11l6" />	[๒๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมดามีอยู่ดังนี้ ในเวลาที่พระโพธิสัตว์เสด็จ  ออกจาก
			<remark  id="s2b10c11l7" />พระครรภ์พระมารดาและยังไม่ทันถึงแผ่นดิน เทวบุตร ๔ องค์ประคองรับ  พระโพธิสัตว์นั้นแล้ว
			<remark  id="s2b10c11l8" />วางไว้เบื้องหน้าพระมารดา กราบทูลว่า ขอจงมีพระทัยยินดีเถิดพระเทวี พระโอรสของพระองค์
			<remark  id="s2b10c11l9" />ที่เกิดมีศักดิ์ใหญ่ นี้เป็นธรรมดาในเรื่องนี้ ฯ      
			<remark  id="s2b10c11l10" />	[๒๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมดามีอยู่ดังนี้ ในเวลาที่พระโพธิสัตว์เสด็จ ออกจาก
			<remark  id="s2b10c11l11" />พระครรภ์พระมารดา เสด็จออกอย่างง่ายดายทีเดียว ไม่เปรอะเปื้อนด้วยน้ำ   ไม่เปรอะเปื้อนด้วย
			<remark  id="s2b10c11l12" />เสมหะ ไม่เปรอะเปื้อนด้วยโลหิต ไม่เปรอะเปื้อนด้วยอสุจิ  อย่างใดอย่างหนึ่ง เป็นผู้บริสุทธิ์
			<remark  id="s2b10c11l13" />ผุดผ่อง ดูกรภิกษุทั้งหลาย แก้วมณีอันบุคคล  วางลงไว้ในผ้ากาสิกพัสตร์ แก้วมณีย่อมไม่ทำผ้า
			<remark  id="s2b10c11l14" />กาสิกพัสตร์ให้เปรอะเปื้อนเลย   ถึงแม้ผ้ากาสิกพัสตร์ก็ไม่ทำแก้วมณีให้เปรอะเปื้อน เพราะเหตุไร
			<remark  id="s2b10c11l15" />จึงเป็นดังนั้น เพราะสิ่งทั้งสองเป็นของบริสุทธิ์  แม้ฉันใด  ดูกรภิกษุทั้งหลายฉันนั้นเหมือนกัน แล 
			<remark  id="s2b10c11l16" />ในเวลาที่พระโพธิสัตว์เสด็จออกจากพระครรภ์พระมารดา เสด็จออกอย่าง    ง่ายดายทีเดียว ไม่
			<remark  id="s2b10c11l17" />เปรอะเปื้อนด้วยน้ำ ไม่เปรอะเปื้อนด้วยเสมหะ ไม่เปรอะเปื้อน  ด้วยโลหิต ไม่เปรอะเปื้อนด้วย
			<remark  id="s2b10c11l18" />อสุจิ อย่างใดอย่างหนึ่ง เป็นผู้บริสุทธิ์ผุดผ่อง  ข้อนี้เป็นธรรมดาในเรื่องนี้ ฯ      
			<remark  id="s2b10c11l19" />	[๒๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมดามีอยู่ดังนี้ ในเวลาที่พระโพธิสัตว์  เสด็จออกจาก
			<remark  id="s2b10c11l20" />พระครรภ์พระมารดา ธารน้ำย่อมปรากฏจากอากาศสองธาร เย็นธาร    หนึ่ง ร้อนธารหนึ่ง สำหรับ
			<remark  id="s2b10c11l21" />กระทำอุทกกิจ แก่พระโพธิสัตว์และพระมารดา ข้อนี้     เป็นธรรมดาในเรื่องนี้ ฯ     
			<remark  id="s2b10c11l22" />	[๒๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมดามีอยู่ดังนี้ พระโพธิสัตว์ผู้ประสูติแล้ว ได้ครู่หนึ่ง 
			<remark  id="s2b10c11l23" />ประทับยืนด้วยพระบาททั้งสองอันสม่ำเสมอ ผินพระพักตร์ทางด้าน ทิศอุดร เสด็จดำเนินไปเจ็ดก้าว 
			<remark  id="s2b10c11l24" />และเมื่อฝูงเทพดากั้นเสวตฉัตรตามเสด็จอยู่ทรงเหลียวแลดูทั่วทุกทิศ เปล่งวาจาว่าอันองอาจว่า
			<remark  id="s2b10c11l25" /> เราเป็นยอดของโลก เราเป็นใหญ่แห่งโลก  เราเป็นผู้ประเสริฐแห่งโลก ความเกิดของเรานี้เป็น
			<remark  id="s2b10c11l26" />ครั้งที่สุด บัดนี้ความเกิดอีกมิได้   มี ดังนี้ ข้อนี้เป็นธรรมดาในเรื่องนี้ ฯ   
		</para>
	</section>
	<section id="s2b10c12" >
		<para id="s2b10c12p">
			<remark  id="s2b10c12l1" />	[๒๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมดามีอยู่ดังนี้ เมื่อใด พระโพธิสัตว์ เสด็จออกจาก
			<remark  id="s2b10c12l2" />พระครรภ์พระมารดา เมื่อนั้น ในโลกพร้อมทั้งเทวโลก มารโลก  พรหมโลก ในหมู่สัตว์พร้อม
			<remark  id="s2b10c12l3" />ทั้งสมณพราหมณ์เทวดาและมนุษย์ แสงสว่างอันยิ่ง ไม่มีประมาณ ย่อมปรากฏล่วงเทวานุภาพของ
			<remark  id="s2b10c12l4" />เทวดาทั้งหลาย ช่องว่างซึ่งอยู่ที่สุด โลกมิได้ถูกอะไรปกปิด ที่มืดมิดก็ดี สถานที่ที่พระจันทร์
			<remark  id="s2b10c12l5" />และพระอาทิตย์เหล่านี้  ซึ่งมีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมากปานนี้ส่องแสงไปไม่ถึงก็ดี ในที่ทั้งสอง
			<remark  id="s2b10c12l6" />ชนิดนั้น  แสงสว่างอันยิ่งไม่มีประมาณ ย่อมปรากฏล่วงเทวานุภาพของเทวดาทั้งหลาย ถึงสัตว์
			<remark  id="s2b10c12l7" />ทั้งหลายที่เกิดในสถานที่เหล่านั้นก็จำกันและกันได้ ด้วยแสงสว่างนั้นว่า  พ่อเฮ้ย ได้ยินว่าถึงสัตว์
			<remark  id="s2b10c12l8" />พวกอื่นที่เกิดในนี้ก็มีอยู่เหมือนกัน และหมื่นโลกธาตุนี้   ย่อมหวั่นไหวสะเทื้อนสะท้าน ทั้ง
			<remark  id="s2b10c12l9" />แสงสว่างอันยิ่งไม่มีประมาณ ย่อมปรากฏในโลก    ล่วงเทวานุภาพของเทวดาทั้งหลาย ข้อนี้เป็น
			<remark  id="s2b10c12l10" />ธรรมดาในเรื่องนี้ ฯ    
			<remark  id="s2b10c12l11" />	[๒๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็เมื่อพระวิปัสสีราชกุมารประสูติแล้วแล    พวกอำมาตย์ได้
			<remark  id="s2b10c12l12" />กราบทูลแด่พระเจ้าพันธุมาว่า ขอเดชะ พระราชโอรสของพระองค์  ประสูติแล้ว ขอพระองค์จงทอด
			<remark  id="s2b10c12l13" />พระเนตร พระราชโอรสนั้นเถิด ภิกษุทั้งหลาย  พระเจ้าพันธุมาได้ทอดพระเนตรเห็นพระวิปัสสี
			<remark  id="s2b10c12l14" />ราชกุมาร แล้วรับสั่งเรียกพวก พราหมณ์ผู้รู้นิมิตมาแล้วตรัสว่า ขอพวกพราหมณ์ผู้รู้นิมิตผู้เจริญจง
			<remark  id="s2b10c12l15" />ตรวจดูพระราชกุมารเถิด ภิกษุทั้งหลาย พวกพราหมณ์ผู้รู้นิมิตได้เห็นพระวิปัสสีราชกุมารนั้นแล้ว 
			<remark  id="s2b10c12l16" />ได้กราบทูลพระเจ้าพันธุมานั้นดังนี้      
			<remark  id="s2b10c12l17" />      ขอเดชะ ขอพระองค์จงดีพระทัยเถิด พระราชโอรสของพระองค์ที่ทรง เกิดแล้วมีศักดิ์
			<remark  id="s2b10c12l18" />ใหญ่ ข้าแต่มหาราช เป็นลาภของพระองค์ ผู้เป็นเจ้าของสกุล อันเป็นที่บังเกิดแห่งพระราชโอรส 
			<remark  id="s2b10c12l19" />เห็นปานดังนี้ ขอเดชะ พระองค์ได้ดีแล้ว  เพราะพระราชกุมารนี้ประกอบด้วยมหาปุริสลักษณะ 
			<remark  id="s2b10c12l20" />๓๒ ซึ่งมีคติเป็นสองเท่านั้น ไม่   เป็นอย่างอื่น คือ ถ้าครองเรือนจะได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิผู้ทรง
			<remark  id="s2b10c12l21" />ธรรม เป็นพระราชา โดยธรรม เป็นใหญ่ในแผ่นดินมีมหาสมุทร ๔ เป็นขอบเขต ทรงชนะแล้ว 
			<remark  id="s2b10c12l22" />มี  ราชอาณาจักรมั่นคง สมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ คือ จักรแก้ว ช้างแก้ว ม้าแก้ว     แก้วมณี 
			<remark  id="s2b10c12l23" />นางแก้ว คฤหบดีแก้ว ปริณายกแก้ว เป็นที่ ๗ พระราชบุตรของพระองค์  มีกว่าพัน ล้วนกล้าหาญ 
			<remark  id="s2b10c12l24" />มีรูปทรงสมเป็นวีรกษัตริย์ สามารถย่ำยีเสนาของข้าศึกได้   พระองค์ทรงชำนะโดยธรรม มิต้องใช้
		</para>
	</section>
	<section id="s2b10c13" >
		<para id="s2b10c13p">
			<remark  id="s2b10c13l1" />อาญา มิต้องใช้ศัสตรา ครอบครองแผ่นดิน    มีสาครเป็นขอบเขต ถ้าเสด็จออกผนวชเป็น
			<remark  id="s2b10c13l2" />บรรพชิต จะได้เป็นพระอรหันตสัมมา    สัมพุทธเจ้า มีหลังคาคือกิเลสอันเปิดแล้วในโลก ฯ   
			<remark  id="s2b10c13l3" />      ขอเดชะ ก็พระราชกุมารนี้ประกอบด้วยมหาปุริสลักษณะ ๓๒ เหล่าไหน       อันเป็นเหตุ
			<remark  id="s2b10c13l4" />ให้มีคติเป็นสองเท่านั้น ไม่เป็นอย่างอื่น คือ ถ้าครองเรือนจักได้เป็น     พระเจ้าจักรพรรดิผู้ทรงธรรม
			<remark  id="s2b10c13l5" />เป็นพระราชาโดยธรรม เป็นใหญ่ในแผ่นดิน มี    มหาสมุทร ๔ เป็นขอบเขต ทรงชนะแล้ว
			<remark  id="s2b10c13l6" />มีพระราชอาณาจักรมั่นคงสมบูรณ์ด้วย     แก้ว ๗ ประการ คือ จักรแก้ว ฯลฯ ครอบครองแผ่นดินมี
			<remark  id="s2b10c13l7" />สาคร ๔ เป็นขอบเขต      ถ้าเสด็จออกผนวชเป็นบรรพชิต จะได้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า 
			<remark  id="s2b10c13l8" />มีหลังคา คือกิเลสอันเปิดแล้วในโลก ฯ  
			<remark  id="s2b10c13l9" />	[๒๙] ๑. ขอเดชะ ก็ พระราชกุมารนี้มีพระบาทประดิษฐานเป็นอันดี (เรียบเสมอ) 
			<remark  id="s2b10c13l10" />ข้าแต่สมมติเทพ การที่พระราชกุมารนี้มีพระบาทประดิษฐานเป็นอันดี    นี้เป็นมหาปุริสลักษณะของ
			<remark  id="s2b10c13l11" />มหาบุรุษนั้น ฯ    
			<remark  id="s2b10c13l12" />      ๒. ณ พื้นภายใต้ฝ่าพระบาททั้ง ๒ ของพระราชกุมารนี้ มีจักรเกิดขึ้น   มีซี่กำข้างละพัน 
			<remark  id="s2b10c13l13" />มีกง มีดุม บริบูรณ์ด้วยอาการทั้งปวง ข้าแต่สมมติเทพ แม้     การที่พื้นภายใต้ฝ่าพระบาททั้ง ๒ 
			<remark  id="s2b10c13l14" />ของพระราชกุมารนี้มีจักรเกิดขึ้น มีซี่กำข้างละพัน    มีกง มีดุม บริบูรณ์ด้วยอาการทั้งปวง นี้ก็เป็น
			<remark  id="s2b10c13l15" />มหาปุริสลักษณะของมหาบุรุษนั้น ฯ 
			<remark  id="s2b10c13l16" />      ๓. มีส้นพระบาทยาว ฯ    
			<remark  id="s2b10c13l17" />      ๔. มีพระองคุลียาว ฯ    
			<remark  id="s2b10c13l18" />      ๕. มีฝ่าพระหัตถ์และฝ่าพระบาทอ่อนนุ่ม ฯ      
			<remark  id="s2b10c13l19" />      ๖. มีฝ่าพระหัตถ์และฝ่าพระบาทมีลายดุจตาข่าย ฯ
			<remark  id="s2b10c13l20" />      ๗. มีพระบาทเหมือนสังข์คว่ำ ฯ  
			<remark  id="s2b10c13l21" />      ๘. มีพระชงฆ์รีเรียวดุจแข้งเนื้อทราย ฯ
			<remark  id="s2b10c13l22" />      ๙. เสด็จสถิตยืนอยู่มิได้น้อมลง เอาฝ่าพระหัตถ์ทั้งสองลูบคลำได้ถึง  พระชาณุทั้งสอง ฯ     
			<remark  id="s2b10c13l23" />      ๑๐. มีพระคุยหะเร้นอยู่ในฝัก ฯ 
			<remark  id="s2b10c13l24" />      ๑๑. มีพระฉวีวรรณดุจวรรณแห่งทองคำ คือ มีพระตจะประดุจหุ้มด้วย       ทอง ฯ  
			<remark  id="s2b10c13l25" />      ๑๒. มีพระฉวีละเอียด เพราะพระฉวีละเอียด ธุลีละอองจึงมิติดอยู่ใน    พระกายได้ ฯ   
		</para>
	</section>
	<section id="s2b10c14" >
		<para id="s2b10c14p">
			<remark  id="s2b10c14l1" />      ๑๓. มีพระโลมชาติเส้นหนึ่งๆ เกิดในขุมละเส้นๆ ฯ      
			<remark  id="s2b10c14l2" />      ๑๔. มีพระโลมชาติที่มีปลายช้อยขึ้นข้างบน มีสีเขียว มีสีเหมือนดอก   อัญชัญ ขด
			<remark  id="s2b10c14l3" />เป็นกุณฑลทักษิณาวัฏ ฯ     
			<remark  id="s2b10c14l4" />      ๑๕. มีพระกายตรงเหมือนกายพรหม ฯ
			<remark  id="s2b10c14l5" />      ๑๖. มีพระมังสะเต็มในที่ ๗ สถาน ฯ     
			<remark  id="s2b10c14l6" />      ๑๗. มีกึ่งพระกายท่อนบนเหมือนกึ่งกายท่อนหน้าของสีหะ ฯ      
			<remark  id="s2b10c14l7" />      ๑๘. มีระหว่างพระอังสะเต็ม ฯ   
			<remark  id="s2b10c14l8" />      ๑๙. มีปริมณฑลดุจไม้นิโครธ วาของพระองค์เท่ากับพระกายของพระองค์     พระกาย
			<remark  id="s2b10c14l9" />ของพระองค์เท่ากับวาของพระองค์ ฯ     
			<remark  id="s2b10c14l10" />      ๒๐. มีลำพระศอกลมเท่ากัน ฯ     
			<remark  id="s2b10c14l11" />      ๒๑. มีปลายเส้นประสาทสำหรับนำรสอาหารอันดี ฯ  
			<remark  id="s2b10c14l12" />      ๒๒. มีพระหนุดุจคางราชสีห์ ฯ   
			<remark  id="s2b10c14l13" />      ๒๓. มีพระทนต์ ๔๐ ซี่ ฯ 
			<remark  id="s2b10c14l14" />      ๒๔. มีพระทนต์เรียบเสมอกัน ฯ   
			<remark  id="s2b10c14l15" />      ๒๕. มีพระทนต์ไม่ห่าง ฯ 
			<remark  id="s2b10c14l16" />      ๒๖. มีพระทาฐะขาวงาม ฯ  
			<remark  id="s2b10c14l17" />      ๒๗. มีพระชิวหาใหญ่ ฯ   
			<remark  id="s2b10c14l18" />      ๒๘. มีพระสุรเสียงดุจเสียงแห่งพรหม ตรัสมีสำเนียงดังนกการวิก ฯ     
			<remark  id="s2b10c14l19" />      ๒๙. มีพระเนตรดำสนิท (ดำคม) ฯ  
			<remark  id="s2b10c14l20" />      ๓๐. มีดวงพระเนตรดุจตาแห่งโค ฯ 
			<remark  id="s2b10c14l21" />      ๓๑. มีพระอุณณาโลมบังเกิด ณ ระหว่างแห่งขนง มีสีขาวอ่อนควร   เปรียบด้วยนุ่น ฯ     
			<remark  id="s2b10c14l22" />      ๓๒. มีพระเศียรดุจประดับด้วยกรอบพระพักตร์ ข้าแต่สมมติเทพ แม้      การที่พระราช
			<remark  id="s2b10c14l23" />กุมารนี้ มีพระเศียรดุจประดับด้วยกรอบพระพักตร์นี้ ก็เป็นมหาปุริส   ลักษณะของมหาบุรุษนั้น ฯ     
			<remark  id="s2b10c14l24" />	[๓๐] ขอเดชะ พระราชกุมารนี้ประกอบด้วยมหาปุริสลักษณะ ๓๒ เหล่า     นี้ ซึ่งมีคติ
			<remark  id="s2b10c14l25" />เป็นสองเท่านั้น ไม่เป็นอย่างอื่น คือ ถ้าครองเรือนจะได้เป็นพระเจ้า     จักรพรรดิผู้ทรงธรรม เป็น
			<remark  id="s2b10c14l26" />พระราชาโดยธรรม เป็นใหญ่ในแผ่นดินมีมหาสมุทร ๔   เป็นขอบเขต ทรงชำนะแล้ว มีราชอาณา
		</para>
	</section>
	<section id="s2b10c15" >
		<para id="s2b10c15p">
			<remark  id="s2b10c15l1" />จักรมั่นคง สมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ    คือ จักรแก้ว ช้างแก้ว ม้าแก้ว แก้วมณี นางแก้ว
			<remark  id="s2b10c15l2" /> คฤหบดีแก้ว ปริณายาแก้ว   เป็นที่ ๗ พระราชบุตรของพระองค์มีกว่าพัน ล้วนกล้าหาญ มีรูป
			<remark  id="s2b10c15l3" />ทรงสมเป็น     วีรกษัตริย์ สามารถย่ำยีเสนาของข้าศึกได้ พระองค์ทรงชำนะโดยธรรม มิต้อง ใช้
			<remark  id="s2b10c15l4" />อาชญา มิต้องใช้ศาตรา ครอบครองแผ่นดินมีสาครเป็นขอบเขต ถ้าเสด็จออก    ผนวชเป็นบรรพชิต 
			<remark  id="s2b10c15l5" />จะได้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า มีหลังคาคือกิเลส    อันเปิดแล้วในโลก ฯ   
			<remark  id="s2b10c15l6" />	[๓๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแล พระเจ้าพันธุมาโปรดให้พวก     พราหมณ์ผู้รู้นิมิต
			<remark  id="s2b10c15l7" />นุ่งห่มผ้าใหม่แล้ว เลี้ยงดูให้อิ่มหนำด้วยสิ่งที่ต้องประสงค์ทุกสิ่ง ภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแล 
			<remark  id="s2b10c15l8" />พระเจ้าพันธุมารับสั่งตั้งพี่เลี้ยงนางนมแก่พระวิปัสสี       ราชกุมาร หญิงพวกหนึ่งให้เสวยน้ำนม หญิง
			<remark  id="s2b10c15l9" />พวกหนึ่งให้สรงสนาน หญิงพวกหนึ่ง  อุ้ม หญิงพวกหนึ่งใส่สะเอว ฯ 
			<remark  id="s2b10c15l10" />      ดูกรภิกษุทั้งหลาย ราชบุรุษทั้งหลาย ได้กั้นเสวตฉัตรเพื่อพระวิปัสสี ราชกุมารผู้
			<remark  id="s2b10c15l11" />ประสูติแล้วนั้นทั้งกลางวันและกลางคืน ด้วยหวังว่า หนาว ร้อน หญ้า    ละออง หรือน้ำค้าง อย่า
			<remark  id="s2b10c15l12" />ได้ต้องพระองค์ ฯ    
			<remark  id="s2b10c15l13" />      ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็พระวิปัสสีราชกุมารผู้ประสูติมาแล เป็นที่รักเป็นที่   เจริญใจของชน
			<remark  id="s2b10c15l14" />เป็นอันมาก ดอกอุบล ดอกประทุม หรือดอกปุณฑริก เป็นที่รัก     เป็นที่เจริญใจของชนเป็น
			<remark  id="s2b10c15l15" />อันมาก แม้ฉันใด พระวิปัสสีราชกุมารก็ได้เป็นที่รัก     เป็นที่เจริญใจของชนเป็นอันมาก ฉันนั้น
			<remark  id="s2b10c15l16" />เหมือนกัน ได้ยินว่า พระวิปัสสีราชกุมาร   นั้นอันบุคคลผลัดเปลี่ยนกันอุ้มใส่สะเอวอยู่เสมอ ฯ 
			<remark  id="s2b10c15l17" />      ดูกรภิกษุทั้งหลาย พระวิปัสสีราชกุมารผู้ประสูติมาแล เป็นผู้มีพระสุระ   เสียงกลมเกลี้ยง 
			<remark  id="s2b10c15l18" />ไพเราะ อ่อนหวาน และเป็นที่ตั้งแห่งความรัก  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  หมู่นกการวิก บนหิมวันต
			<remark  id="s2b10c15l19" />บรรพตมีสำเนียงกลมเกลี้ยง ไพเราะ อ่อนหวาน และเป็นที่ตั้งแห่งความ    ปรีเปรม ฉันใด 
			<remark  id="s2b10c15l20" />พระวิปัสสีราชกุมาร ก็ฉันนั้นเหมือนกัน เป็นผู้มีพระสุระเสียง    กลมเกลี้ยง ไพเราะ อ่อนหวาน เป็น
			<remark  id="s2b10c15l21" />ที่ตั้งแห่งความรัก ฯ     
			<remark  id="s2b10c15l22" />      ดูกรภิกษุทั้งหลาย ทิพยจักษุอันเกิดแต่กรรมวิบาก อันเป็นเหตุให้เห็นได้  ไกลโดยรอบ
			<remark  id="s2b10c15l23" />โยชน์หนึ่งทั้งกลางวันและกลางคืน  ได้ปรากฏแก่พระวิปัสสีราชกุมาร  ผู้ประสูติแล้วแล ฯ   
			<remark  id="s2b10c15l24" />      ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็พระวิปัสสีราชกุมารผู้ประสูติมาแล ไม่กะพริบ  พระเนตรเพ่งแลดู 
			<remark  id="s2b10c15l25" />ภิกษุทั้งหลาย พวกเทวดาชั้นดาวดึงส์ ไม่กะพริบเนตรเพ่งแลดู    แม้ฉันใด พระวิปัสสีราช
			<remark  id="s2b10c15l26" />กุมาร ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ไม่กะพริบพระเนตรเพ่ง แลดู ฯ 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b10c16" >
		<para id="s2b10c16p">
			<remark  id="s2b10c16l1" />      ดูกรภิกษุทั้งหลาย  สมญาว่า วิปัสสี ดังนี้แล ได้บังเกิดขึ้นแล้วแก่พระวิปัสสีราชกุมาร
			<remark  id="s2b10c16l2" />ผู้ประสูติมาแล ฯ 
			<remark  id="s2b10c16l3" />      ดูกรภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแล พระเจ้าพันธุมาประทับนั่งในศาลสำหรับ พิพากษาคดี 
			<remark  id="s2b10c16l4" />ให้พระวิปัสสีราชกุมารนั่งบนพระเพลาไต่สวนคดีอยู่ ฯ   
			<remark  id="s2b10c16l5" />      ดูกรภิกษุทั้งหลาย ได้ยินว่า พระวิปัสสีราชกุมารประทับนั่งบนพระเพลา ของพระชนก 
			<remark  id="s2b10c16l6" />ณ ศาลสำหรับพิพากษาคดีนั้น ทรงสอดส่องพิจารณาคดีแล้ว ทรงทราบ   ได้ด้วยพระญาณ พระราช
			<remark  id="s2b10c16l7" />กุมารสอดส่องพิจารณาคดีแล้ว ย่อมทรงทราบได้ด้วย     พระญาณ ภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้น สมญาว่า 
			<remark  id="s2b10c16l8" />วิปัสสี ดังนี้แล ได้บังเกิดขึ้นแล้ว    แก่พระวิปัสสีราชกุมารนั้น โดยยิ่งกว่าประมาณ ลำดับนั้นแล 
			<remark  id="s2b10c16l9" />พระเจ้าพันธุมา ได้โปรดให้สร้างปราสาทสำหรับพระวิปัสสีราชกุมาร ๓ หลัง คือ หลังหนึ่งสำหรับ     
			<remark  id="s2b10c16l10" /> ประทับในฤดูฝน หลังหนึ่งสำหรับประทับในฤดูหนาว อีกหลังหนึ่งสำหรับประทับ  ในฤดูร้อน 
			<remark  id="s2b10c16l11" />โปรดให้บำรุงพระราชกุมารด้วยเบ็ญจกามคุณ ได้ยินว่า พระวิปัสสีราชกุมารได้รับการบำรุงบำเรอ
			<remark  id="s2b10c16l12" />ด้วยดนตรีไม่มีบุรุษปนตลอด ๔ เดือนในปราสาท   สำหรับประทับในฤดูฝน ในบรรดาปราสาททั้ง ๓ 
			<remark  id="s2b10c16l13" />หลังนั้น มิได้เสด็จลงสู่ปราสาท ชั้นล่างเลย ดังนี้แล ฯ      
			<remark  id="s2b10c16l14" />		     จบภาณวารที่หนึ่ง  
			<remark  id="s2b10c16l15" />		    ----------------------------     
			<remark  id="s2b10c16l16" />	[๓๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแล โดยกาลล่วงไปหลายปี หลาย ร้อยปี หลายพันปี 
			<remark  id="s2b10c16l17" />พระวิปัสสีราชกุมารได้ตรัสเรียกนายสารถีมาสั่งว่า นายสารถี     ผู้สหาย เธอจงเทียมยานที่ดีๆ เรา
			<remark  id="s2b10c16l18" />จะไปสวนเพื่อชมพื้นที่อันสวยสด ภิกษุทั้งหลาย    นายสารถีรับรับสั่งของพระวิปัสสีราชกุมารแล้ว 
			<remark  id="s2b10c16l19" />เทียมยานที่ดีๆ เสร็จแล้ว จึง     กราบทูลแด่พระวิปัสสีราชกุมารว่า ขอเดชะ ข้าพระพุทธเจ้าได้
			<remark  id="s2b10c16l20" />เทียมยานที่ดีๆ เสร็จแล้ว บัดนี้ พระองค์ทรงกำหนดเวลาอันสมควรเถิด ฯ      
			<remark  id="s2b10c16l21" />      ดูกรภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแล พระวิปัสสีราชกุมารทรงยานอันดี เสด็จ ประพาสพระ
			<remark  id="s2b10c16l22" />อุทยาน พร้อมกับยานที่ดีๆ ทั้งหลาย ดูกรภิกษุทั้งหลาย พระวิปัสสีราชกุมาร ขณะเมื่อ เสด็จ
			<remark  id="s2b10c16l23" />ประพาสพระอุทยาน ได้ทอดพระเนตรชายชรา มีซี่โครงคดเหมือนกลอน  หลังงอ ถือไม้เท้า 
			<remark  id="s2b10c16l24" />เดินงกๆ เงิ่นๆ กระสับกระส่าย หมดความหนุ่มแน่น ครั้นทอดพระเนตรแล้ว จึงรับสั่งถาม
			<remark  id="s2b10c16l25" />นายสารถีว่า นายสารถีผู้สหาย ก็ชายผู้นี้      ถูกใครทำอะไรให้ แม้ผมของเขาก็ไม่เหมือนของคนอื่นๆ 
			<remark  id="s2b10c16l26" />แม้ร่างกายของเขาก็ไม่ เหมือนของคนอื่นๆ ฯ   
		</para>
	</section>
	<section id="s2b10c17" >
		<para id="s2b10c17p">
			<remark  id="s2b10c17l1" />      นายสารถีกราบทูลว่า ขอเดชะ นี้แลเรียกว่า คนชรา ฯ    
			<remark  id="s2b10c17l2" />      นายสารถีผู้สหาย นี้หรือเรียกว่า คนชรา ฯ     
			<remark  id="s2b10c17l3" />      ขอเดชะ นี้แลเรียกว่า คนชรา บัดนี้ เขาจักพึงมีชีวิตอยู่ได้ไม่นาน ฯ
			<remark  id="s2b10c17l4" />      นายสารถี ถึงตัวเราก็จะต้องมีความแก่เป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้นความแก่   ไปได้
			<remark  id="s2b10c17l5" />หรือ ฯ   
			<remark  id="s2b10c17l6" />      ขอเดชะ พระองค์และข้าพระพุทธเจ้า ล้วนแต่จะต้องมีความแก่เป็น ธรรมดา ไม่ล่วง
			<remark  id="s2b10c17l7" />พ้นความแก่ไปได้ ฯ    
			<remark  id="s2b10c17l8" />      นายสารถีผู้สหาย ถ้าเช่นนั้น วันนี้พอแล้วสำหรับภูมิภาคแห่งสวน    เธอจงนำเรากลับ
			<remark  id="s2b10c17l9" />ภายในบุรีจากสวนนี้เถิด ฯ    
			<remark  id="s2b10c17l10" />      นายสารถีรับรับสั่งของพระวิปัสสีราชกุมารแล้ว ได้นำเสด็จกลับไปยัง  ภายในบุรีจาก
			<remark  id="s2b10c17l11" />พระอุทยานนั้น ฯ 
			<remark  id="s2b10c17l12" />      ดูกรภิกษุทั้งหลาย ได้ยินว่า ครั้งนั้นพระวิปัสสีราชกุมารเสด็จถึงภายใน บุรีแล้ว ทรง
			<remark  id="s2b10c17l13" />เป็นทุกข์เศร้าพระทัยทรงพระดำริว่า ผู้เจริญทั้งหลาย ได้ยินว่า ขึ้นชื่อ  ว่าความเกิดเป็นของ
			<remark  id="s2b10c17l14" />น่ารังเกียจ เพราะธรรมดาว่า เมื่อความเกิดมีอยู่ ความแก่จักปรากฏแก่ผู้ที่เกิดมาแล้ว ฯ      
			<remark  id="s2b10c17l15" />	[๓๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแล พระเจ้าพันธุมารับสั่งหานายสารถี     มาตรัส
			<remark  id="s2b10c17l16" />ถามว่า นายสารถีผู้สหาย ราชกุมารได้อภิรมย์ ในภูมิภาคแห่งสวนแลหรือ นายสารถีผู้สหาย 
			<remark  id="s2b10c17l17" />ราชกุมารพอพระทัย ในภูมิภาคแห่งสวนแลหรือ นายสารถี     กราบทูลว่า ขอเดชะ พระราชกุมาร
			<remark  id="s2b10c17l18" />มิได้ทรงอภิรมย์ในภูมิภาคแห่งพระอุทยาน   ขอเดชะ พระราชกุมารมิได้ทรงพอพระทัยในภูมิภาค
			<remark  id="s2b10c17l19" />แห่งพระอุทยาน ดังนี้ ตรัส  ถามต่อไปว่า ดูกรนายสารถีผู้สหาย ก็ราชกุมารขณะเมื่อเสด็จประพาส
			<remark  id="s2b10c17l20" />สวนได้    ทอดพระเนตรอะไรเข้า ฯ 
			<remark  id="s2b10c17l21" />      นายสารถีได้กราบทูลว่า ขอเดชะ พระราชกุมารขณะเมื่อเสด็จประพาส  พระอุทยาน 
			<remark  id="s2b10c17l22" />ได้ทอดพระเนตรชายชรามีซี่โครงคดเหมือนกลอน หลังงอ ถือไม้เท้า   เดินงกๆ เงิ่นๆ กระสับ
			<remark  id="s2b10c17l23" />กระส่าย หมดความหนุ่มแน่น ครั้นได้ทอดพระเนตร      แล้ว ได้มีรับสั่งถามข้าพระพุทธเจ้าว่า 
			<remark  id="s2b10c17l24" />นายสารถีผู้สหาย ก็ชายผู้นี้ถูกใครทำอะ ให้ แม้ผมของเขาก็ไม่เหมือนของคนอื่นๆ แม้
			<remark  id="s2b10c17l25" />ร่างกายของเขาก็ไม่เหมือนของ   คนอื่นๆ เมื่อข้าพระพุทธเจ้ากราบทูลว่า ขอเดชะ นี้แล เรียกว่า 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b10c18" >
		<para id="s2b10c18p">
			<remark  id="s2b10c18l1" />คนชรา พระองค์  ได้ตรัสถามย้ำว่า นายสารถีผู้สหาย นี้หรือเรียกว่า คนชรา เมื่อข้าพระพุทธเจ้า   
			<remark  id="s2b10c18l2" /> กราบทูลว่า ขอเดชะ นี้แลเรียกว่าคนชรา บัดนี้เขาจักพึงมีชีวิตอยู่ได้ไม่นาน   พระราชกุมารได้
			<remark  id="s2b10c18l3" />ตรัสถามว่า นายสารถีผู้สหาย ถึงตัวเราก็จะต้องมีความแก่เป็น ธรรมดาไม่ล่วงพ้นความแก่ไปได้
			<remark  id="s2b10c18l4" />หรือ เมื่อข้าพระพุทธเจ้ากราบทูลว่า ขอเดชะ พระองค์และข้าพระพุทธเจ้าล้วนแต่จะต้องมี
			<remark  id="s2b10c18l5" />ความแก่เป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้นความแก่ไปได้ พระองค์ตรัสสั่งว่า นายสารถีผู้สหาย ถ้าเช่นนั้น 
			<remark  id="s2b10c18l6" />วันนี้พอแล้วสำหรับ ภูมิภาคแห่งสวน เธอจงนำเรากลับไปภายในบุรีจากสวนนี้ ขอเดชะ ข้าพระ
			<remark  id="s2b10c18l7" />พุทธเจ้า  รับรับสั่งของพระวิปัสสีราชกุมาร แล้วได้นำเสด็จกลับไปภายในบุรีจากพระอุทยานนั้น 
			<remark  id="s2b10c18l8" />ขอเดชะ พระราชกุมารนั้นแล เสด็จถึงภายในบุรีแล้ว ทรงเป็นทุกข์เศร้าพระทัย ทรงพระดำริว่า 
			<remark  id="s2b10c18l9" />ผู้เจริญทั้งหลาย ได้ยินว่า ขึ้นชื่อว่าความเกิดเป็นของ น่ารังเกียจ เพราะธรรมดาว่า เมื่อความเกิด
			<remark  id="s2b10c18l10" />มีอยู่ ความแก่จักปรากฏแก่ผู้ที่เกิด   มาแล้ว ฯ      
			<remark  id="s2b10c18l11" />      ดูกรภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแล พระเจ้าพันธุมา ทรงพระดำริว่า วิปัสสี   ราชกุมาร
			<remark  id="s2b10c18l12" />อย่าไม่เสวยราชย์เสียเลย วิปัสสีราชกุมารอย่าออกผนวชเป็นบรรพชิตเลย ถ้อยคำของเนมิตต
			<remark  id="s2b10c18l13" />พราหมณ์อย่าพึงเป็นความจริงเลย ฯ   
			<remark  id="s2b10c18l14" />      ดูกรภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแล พระเจ้าพันธุมารับสั่งให้บำรุงบำเรอพระวิปัสสีราช
			<remark  id="s2b10c18l15" />กุมารด้วยกามคุณ ๕ ยิ่งกว่าแต่ก่อน โดยอาการที่จะให้พระวิปัสสี  ราชกุมารเสวยราชย์ โดยอาการ
			<remark  id="s2b10c18l16" />ที่จะไม่ให้พระวิปัสสีราชกุมารเสด็จออกผนวช  เป็นบรรพชิต โดยอาการที่จะให้ถ้อยคำของเนมิตต
			<remark  id="s2b10c18l17" />พราหมณ์เป็นผิด ภิกษุทั้งหลาย  ได้ยินว่า ครั้งนั้น พระวิปัสสีราชกุมารเพียบพร้อมพรั่งพร้อมด้วย
			<remark  id="s2b10c18l18" />กามคุณ ๕ ได้รับ การบำรุงบำเรออยู่ ฯ  
			<remark  id="s2b10c18l19" />	[๓๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแล โดยกาลล่วงไปหลายปี พระวิปัสสีราชกุมาร 
			<remark  id="s2b10c18l20" />ฯลฯ ภิกษุทั้งหลาย พระวิปัสสีราชกุมาร ขณะเมื่อเสด็จประพาสพระอุทยาน ได้ทอดพระเนตร
			<remark  id="s2b10c18l21" />คนเจ็บ ถึงความลำบาก เป็นไข้หนัก นอนจมอยู่ ในมูตรและกรีสของตน คนอื่นๆ ต้องช่วย
			<remark  id="s2b10c18l22" />พยุงให้ลุก ผู้อื่นต้องช่วยให้กิน ครั้น  ทอดพระเนตรแล้ว จึงรับสั่งถามนายสารถีว่า นายสารถี
			<remark  id="s2b10c18l23" />ผู้สหาย ก็ชายนี้ถูกใคร ทำอะไรให้ แม้ตาทั้งสองของเขาก็ไม่เหมือนของคนอื่นๆ แม้ศีรษะของ
			<remark  id="s2b10c18l24" />เขาก็ไม่  เหมือนของคนอื่นๆ ฯ   
			<remark  id="s2b10c18l25" />      นายสารถีกราบทูลว่า ขอเดชะ นี้แลเรียกว่า คนเจ็บ ฯ   
			<remark  id="s2b10c18l26" />      นายสารถีผู้สหาย นี้หรือเรียกว่า คนเจ็บ ฯ    
		</para>
	</section>
	<section id="s2b10c19" >
		<para id="s2b10c19p">
			<remark  id="s2b10c19l1" />      ขอเดชะ นี้แลเรียกว่า คนเจ็บ ไฉนเล่าเขาจะพึงหายจากความเจ็บ  นั้นได้ ฯ     
			<remark  id="s2b10c19l2" />      นายสารถีผู้สหาย ถึงตัวเราก็จะต้องมีความเจ็บเป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้น ความเจ็บไปได้
			<remark  id="s2b10c19l3" />หรือ ฯ  
			<remark  id="s2b10c19l4" />      ขอเดชะ พระองค์และข้าพระพุทธเจ้า ล้วนจะต้องมีความเจ็บเป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้น
			<remark  id="s2b10c19l5" />ความเจ็บไปได้ ฯ   
			<remark  id="s2b10c19l6" />      นายสารถีผู้สหาย ถ้าเช่นนั้น วันนี้พอแล้วสำหรับภูมิภาคแห่งสวน   เธอจงนำเรากลับ
			<remark  id="s2b10c19l7" />ไปยังภายในบุรีจากสวนนี้เถิด ฯ      
			<remark  id="s2b10c19l8" />      นายสารถีรับรับสั่งของพระวิปัสสีราชกุมารแล้ว ได้นำเสด็จกลับไปยัง  ภายในบุรี จาก
			<remark  id="s2b10c19l9" />พระอุทยานนั้น ฯ
			<remark  id="s2b10c19l10" />      ดูกรภิกษุทั้งหลาย ได้ยินว่า ครั้งนั้น พระวิปัสสีราชกุมารเสด็จถึงภายในบุรีแล้ว 
			<remark  id="s2b10c19l11" />ทรงเป็นทุกข์เศร้าพระทัย ทรงพระดำริว่า ผู้เจริญทั้งหลาย ได้ยินว่า ขึ้นชื่อว่าความเกิดเป็นของ
			<remark  id="s2b10c19l12" />น่ารังเกียจ เพราะธรรมดาว่า เมื่อความเกิดมีอยู่ ความ แก่จักปรากฏ ความเจ็บจักปรากฏ แก่ผู้ที่เกิด
			<remark  id="s2b10c19l13" />มาแล้ว ฯ      
			<remark  id="s2b10c19l14" />	[๓๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแล พระเจ้าพันธุมารับสั่งหานายสารถี มาตรัสถาม
			<remark  id="s2b10c19l15" />ว่า นายสารถีผู้สหาย ราชกุมารได้อภิรมย์ในภูมิภาคแห่งสวนแลหรือ นายสารถีผู้สหาย 
			<remark  id="s2b10c19l16" />ราชกุมารพอพระทัยในภูมิภาคแห่งสวนแลหรือ นายสารถี กราบทูลว่า ขอเดชะ พระราชกุมารมิได้
			<remark  id="s2b10c19l17" />ทรงอภิรมย์ในภูมิภาคแห่งพระอุทยาน   ขอเดชะ พระราชกุมารมิได้ทรงพอพระทัยในภูมิภาคแห่ง
			<remark  id="s2b10c19l18" />พระอุทยานดังนี้ ตรัสถาม ต่อไปว่า นายสารถีผู้สหาย ก็ราชกุมารขณะเมื่อเสด็จประพาสสวนได้
			<remark  id="s2b10c19l19" />ทอดพระเนตร อะไรเข้า ฯ    
			<remark  id="s2b10c19l20" />      นายสารถีกราบทูลว่า ขอเดชะ พระราชกุมารขณะเมื่อเสด็จประพาส  พระอุทยาน ได้
			<remark  id="s2b10c19l21" />ทอดพระเนตรคนเจ็บ ถึงความลำบาก เป็นไข้หนัก นอนจมอยู่    ในมูตรและกรีสของตน บุคคล
			<remark  id="s2b10c19l22" />อื่นๆ ต้องช่วยพยุงให้ลุก ผู้อื่นต้องช่วยให้กิน ครั้นทอดพระเนตรแล้ว ได้รับสั่งถามข้าพระ
			<remark  id="s2b10c19l23" />พุทธเจ้าว่า นายสารถีผู้สหาย ชาย คนนี้ถูกใครทำอะไรให้ แม้ตาทั้งสองของเขาก็ไม่เหมือนของ
			<remark  id="s2b10c19l24" />คนอื่นๆ แม้ศีรษะ  ของเขาก็ไม่เหมือนของคนอื่นๆ เมื่อข้าพระพุทธเจ้ากราบทูลว่า ขอเดชะ นี้แล
			<remark  id="s2b10c19l25" /> เรียกว่า คนเจ็บ พระองค์ได้ตรัสถามย้ำว่า นายสารถีผู้สหาย นี้หรือเรียกว่า   คนเจ็บ เมื่อ
			<remark  id="s2b10c19l26" />ข้าพระพุทธเจ้ากราบทูลว่า ขอเดชะ นี้แลเรียกว่า คนเจ็บ ไฉน  เล่าเขาจะพึงหายจากความเจ็บ
			<remark  id="s2b10c19l27" />นั้นได้ พระราชกุมารได้ตรัสถามว่า นายสารถีผู้สหาย    แม้ถึงตัวเราก็จะต้องมีความเจ็บเป็น
		</para>
	</section>
	<section id="s2b10c20" >
		<para id="s2b10c20p">
			<remark  id="s2b10c20l1" />ธรรมดา ไม่ล่วงพ้นความเจ็บไปได้หรือ แต่พอ  ข้าพระพุทธเจ้ากราบทูลว่า ขอเดชะ พระองค์
			<remark  id="s2b10c20l2" />และข้าพระพุทธเจ้าล้วนแต่จะต้องมี   ความเจ็บป่วยเป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้นความเจ็บป่วยไปได้ 
			<remark  id="s2b10c20l3" />พระองค์ตรัสสั่งว่า นายสารถีผู้สหาย ถ้าเช่นนั้น วันนี้พอแล้วสำหรับภูมิภาคแห่งสวน เธอจง
			<remark  id="s2b10c20l4" />นำเรา   กลับไปยังภายในบุรีจากสวนนี้ ขอเดชะ ข้าพระพุทธเจ้ารับรับสั่งของพระวิปัสสี ราชกุมาร
			<remark  id="s2b10c20l5" />แล้ว ได้นำเสด็จกลับไปภายในบุรีจากพระอุทยานนั้น ขอเดชะ พระราชกุมารนั้นแล เสด็จถึง
			<remark  id="s2b10c20l6" />ภายในบุรีแล้ว ทรงเป็นทุกข์ เศร้าพระทัย ทรงพระดำริว่า     ผู้เจริญทั้งหลาย ได้ยินว่า ขึ้นชื่อว่า
			<remark  id="s2b10c20l7" /> ความเกิดเป็นของน่ารังเกียจ เพราะธรรมดาว่า     เมื่อความเกิดมีอยู่ ความแก่จักปรากฏ ความ
			<remark  id="s2b10c20l8" />เจ็บป่วยจักปรากฏแก่ผู้ที่เกิดมาแล้ว ฯ
			<remark  id="s2b10c20l9" />      ดูกรภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแล พระเจ้าพันธุมาทรงพระดำริว่า วิปัสสี ราชกุมาร อย่าไม่
			<remark  id="s2b10c20l10" />เสวยราชเสียเลย วิปัสสีราชกุมารอย่าออกผนวชเป็นบรรพชิต   เลย ถ้อยคำของเนมิตตพราหมณ์
			<remark  id="s2b10c20l11" />อย่าพึงเป็นความจริงเลย ฯ     
			<remark  id="s2b10c20l12" /> ดูกรภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแล พระเจ้าพันธุมารับสั่งให้บำรุงบำเรอ พระวิปัสสีราชกุมาร
			<remark  id="s2b10c20l13" />ด้วยกามคุณ ๕ ยิ่งกว่าแต่ก่อน โดยอาการที่จะให้พระวิปัสสีราชกุมารเสวยราชย์ โดยอาการที่จะ
			<remark  id="s2b10c20l14" />ไม่ให้พระวิปัสสีราชกุมารเสด็จออกผนวช  เป็นบรรพชิต โดยอาการที่จะให้ถ้อยคำของเนมิตต
			<remark  id="s2b10c20l15" />พราหมณ์เป็นผิด ภิกษุทั้งหลาย ได้ยินว่า ครั้งนั้น พระวิปัสสีราชกุมารเพียบพร้อมพรั่งพร้อมด้วย
			<remark  id="s2b10c20l16" />กามคุณ ๕ ได้รับ การบำรุงบำเรออยู่ ฯลฯ
			<remark  id="s2b10c20l17" />	[๓๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย พระวิปัสสีราชกุมารขณะเมื่อเสด็จประพาส  พระอุทยานได้
			<remark  id="s2b10c20l18" />ทอดพระเนตรหมู่มหาชนประชุมกัน และวอที่ทำด้วยผ้าสีต่างๆ    ครั้นทอดพระเนตรแล้ว จึง
			<remark  id="s2b10c20l19" />รับสั่งถามนายสารถีว่า นายสารถีผู้สหาย หมู่มหาชน เขาประชุมกันทำไม และเขาทำวอด้วยผ้า
			<remark  id="s2b10c20l20" />สีต่างๆ กันทำไม นายสารถีได้กราบทูล   ว่า ขอเดชะ นี้แลเรียกว่า คนตาย พระวิปัสสี
			<remark  id="s2b10c20l21" />ราชกุมารได้ตรัสสั่งว่า นายสารถี    ถ้าเช่นนั้น เธอจงขับรถไปทางคนตายนั้น ฯ    
			<remark  id="s2b10c20l22" />      ดูกรภิกษุทั้งหลาย นายสารถีรับรับสั่งของพระวิปัสสีราชกุมารแล้ว ได้ ขับรถไปทาง
			<remark  id="s2b10c20l23" />คนตายนั้น ภิกษุทั้งหลาย พระวิปัสสีราชกุมารได้ทอดพระเนตร   คนตายไปแล้ว ได้ตรัสเรียกนาย
			<remark  id="s2b10c20l24" />สารถีมารับสั่งถามว่า นายสารถีผู้สหาย นี้หรือ    เรียกว่าคนตาย ฯ      
		</para>
	</section>
	<section id="s2b10c21" >
		<para id="s2b10c21p">
			<remark  id="s2b10c21l1" />      นายสารถีกราบทูลว่า ขอเดชะ นี้แลเรียกว่าคนตาย บัดนี้ มารดาบิดา  หรือญาติสาโล
			<remark  id="s2b10c21l2" />หิตอื่นๆ จักไม่เห็นเขา แม้เขาก็จักไม่เห็นมารดาบิดาหรือญาติ สาโลหิตอื่นๆ ฯ
			<remark  id="s2b10c21l3" />      นายสารถีผู้สหาย ถึงตัวเราก็จะต้องมีความตายเป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้น  ความตายไป
			<remark  id="s2b10c21l4" />ได้หรือ พระเจ้าแผ่นดิน พระเทวี หรือพระญาติสาโลหิตอื่นๆ จัก   ไม่เห็นเราหรือ แม้เรา
			<remark  id="s2b10c21l5" />ก็จักไม่เห็นพระเจ้าแผ่นดิน พระเทวี หรือพระญาติ    สาโลหิตอื่นๆ หรือ ฯ  
			<remark  id="s2b10c21l6" />      ขอเดชะ พระองค์และข้าพระพุทธเจ้าล้วนแต่จะต้องมีความตายเป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้น
			<remark  id="s2b10c21l7" />ความตายไปได้ พระเจ้าแผ่นดิน พระเทวี หรือพระญาติ  สาโลหิตอื่นๆ จักไม่เห็นพระองค์ แม้
			<remark  id="s2b10c21l8" />พระองค์ก็จะไม่เห็น พระเจ้าแผ่นดิน พระเทวี   หรือพระญาติสาโลหิตอื่นๆ นายสารถีผู้สหาย ถ้า
			<remark  id="s2b10c21l9" />เช่นนั้น วันนี้พอแล้วสำหรับ ภูมิภาคแห่งสวน เธอจงนำเรากลับไปภายในบุรีจากสวนนี้เถิด ฯ 
			<remark  id="s2b10c21l10" />      ดูกรภิกษุทั้งหลาย นายสารถีรับรับสั่งของพระวิปัสสีราชกุมารแล้ว ได้นำ  เสด็จกลับ
			<remark  id="s2b10c21l11" />ไปภายในบุรี จากพระอุทยานนั้น ฯ   
			<remark  id="s2b10c21l12" />      ดูกรภิกษุทั้งหลาย ได้ยินว่า ครั้งนั้น พระวิปัสสีราชกุมารเสด็จถึงภายในบุรีแล้ว 
			<remark  id="s2b10c21l13" />ทรงเป็นทุกข์เศร้าพระทัย ทรงพระดำริว่า ผู้เจริญทั้งหลาย ได้ยินว่า ขึ้นชื่อว่าความเกิดเป็นของ
			<remark  id="s2b10c21l14" />น่ารังเกียจ เพราะธรรมดาว่า เมื่อความเกิดมีอยู่  ความแก่จักปรากฏ ความเจ็บจักปรากฏ ความตาย
			<remark  id="s2b10c21l15" />จักปรากฏ แก่ผู้ที่เกิดมาแล้ว ฯ
			<remark  id="s2b10c21l16" />	[๓๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแล พระเจ้าพันธุมารับสั่งหานายสารถี มาตรัสถามว่า 
			<remark  id="s2b10c21l17" />นายสารถีผู้สหาย ราชกุมารได้ทรงอภิรมย์ในภูมิภาคแห่งสวน แลหรือ นายสารถีผู้สหาย 
			<remark  id="s2b10c21l18" />ราชกุมารพอพระทัยในภูมิภาคแห่งสวนแลหรือ  นายสารถีกราบทูลว่า ขอเดชะ พระราชกุมาร
			<remark  id="s2b10c21l19" />มิได้ทรงอภิรมย์ในภูมิภาคแห่ง   พระอุทยาน ขอเดชะ พระราชกุมารมิได้ทรงพอพระทัยในภูมิภาค
			<remark  id="s2b10c21l20" />แห่งพระอุทยาน   ดังนี้ ตรัสถามต่อไปว่า นายสารถีผู้สหาย ก็ราชกุมารขณะเมื่อเสด็จประพาส
			<remark  id="s2b10c21l21" />สวน   ได้ทอดพระเนตรอะไรเข้า ฯ     
			<remark  id="s2b10c21l22" />      นายสารถีกราบทูลว่า ขอเดชะ พระราชกุมารขณะเมื่อเสด็จประพาส พระอุทยาน ได้
			<remark  id="s2b10c21l23" />ทอดพระเนตรหมู่มหาชนประชุมกันและวอที่ทำด้วยผ้าสีต่างๆ แล้ว ได้ตรัสถามข้าพระพุทธเจ้า
			<remark  id="s2b10c21l24" />ว่า นายสารถีผู้สหาย หมู่มหาชนประชุมกันทำไม เขา กระทำวอด้วยผ้าสีต่างๆ กันทำไม เมื่อ
			<remark  id="s2b10c21l25" />ข้าพระพุทธเจ้ากราบทูลว่า นี้แลเรียกว่า  คนตาย พระองค์ได้ตรัสสั่งว่า นายสารถีผู้สหาย ถ้า
			<remark  id="s2b10c21l26" />เช่นนั้น เธอจงขับรถไปทาง   คนตายนั้น ขอเดชะ ข้าพระพุทธเจ้ารับรับสั่งของพระวิปัสสีราชกุมาร
		</para>
	</section>
	<section id="s2b10c22" >
		<para id="s2b10c22p">
			<remark  id="s2b10c22l1" />แล้ว ได้ขับรถไปทางคนตายนั้น ขอเดชะ พระราชกุมารได้ทอดพระเนตรคนตายเข้าแล้วได้ตรัส   
			<remark  id="s2b10c22l2" /> ถามข้าพระพุทธเจ้าว่า นายสารถีผู้สหาย นี้หรือเรียกว่าคนตาย เมื่อข้าพระพุทธเจ้า  กราบทูลว่า 
			<remark  id="s2b10c22l3" />ขอเดชะ นี้แลเรียกว่าคนตาย บัดนี้ มารดาบิดาและญาติสาโลหิตอื่นๆ   จักไม่เห็นเขา แม้เขา
			<remark  id="s2b10c22l4" />ก็จักไม่เห็นมารดาบิดาหรือญาติสาโลหิตอื่นๆ ดังนี้ พระองค์ได้ตรัสถามว่า นายสารถีผู้สหาย 
			<remark  id="s2b10c22l5" />ถึงตัวเราก็จะต้องมีความตายเป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้นความตายไปได้หรือ พระเจ้าแผ่นดิน พระเทวี 
			<remark  id="s2b10c22l6" />หรือพระญาติสาโลหิตอื่นๆ จักไม่เห็น เราหรือ แม้เราก็จักไม่เห็นพระเจ้าแผ่นดิน พระเทวีหรือ
			<remark  id="s2b10c22l7" />พระญาติสาโลหิตอื่นๆ หรือ เมื่อข้าพระพุทธเจ้ากราบทูลว่า ขอเดชะ พระองค์และข้าพระพุทธเจ้า
			<remark  id="s2b10c22l8" />ล้วนแต่จะต้อง มีความตายเป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้นความตายไปได้ พระเจ้าแผ่นดิน พระเทวี หรือ
			<remark  id="s2b10c22l9" />พระญาติสาโลหิตอื่นๆ จักไม่เห็นพระองค์ แม้พระองค์ก็จักไม่เห็นพระเจ้าแผ่นดิน   พระเทวี 
			<remark  id="s2b10c22l10" />หรือพระญาติสาโลหิตอื่นๆ ดังนี้ พระองค์ตรัสสั่งว่า นายสารถีผู้สหาย    ถ้าเช่นนั้น วันนี้พอแล้ว
			<remark  id="s2b10c22l11" />สำหรับภูมิภาคแห่งสวน เธอจงนำเรากลับไปในบุรีจาก สวนนี้ ขอเดชะ ข้าพระพุทธเจ้ารับรับสั่ง
			<remark  id="s2b10c22l12" />ของพระวิปัสสีราชกุมารแล้ว ได้นำเสด็จ    กลับไปภายในบุรีจากพระอุทยานนั้น ขอเดชะ พระราช
			<remark  id="s2b10c22l13" />กุมารนั้น เสด็จถึงภายในบุรี    แล้วทรงเป็นทุกข์เศร้าพระทัย ทรงพระดำริว่า ผู้เจริญทั้งหลาย ได้
			<remark  id="s2b10c22l14" />ยินว่า ขึ้นชื่อว่า   ความเกิดเป็นของน่ารังเกียจ เพราะเมื่อความเกิดมีอยู่ ความแก่จักปรากฏ ความ     
			<remark  id="s2b10c22l15" /> เจ็บจักปรากฏ ความตายจักปรากฏ แก่ผู้ที่เกิดมาแล้ว ฯ      
			<remark  id="s2b10c22l16" />      ดูกรภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแล พระเจ้าพันธุมาทรงพระดำริว่า วิปัสสี  ราชกุมารอย่าไม่
			<remark  id="s2b10c22l17" />พึงเสวยราชย์เลย วิปัสสีราชกุมารอย่าออกผนวชเป็นบรรพชิตเลย   ถ้อยคำของเนมิตตพราหมณ์
			<remark  id="s2b10c22l18" />ทั้งหลายอย่าเป็นความจริงเลย ฯ     
			<remark  id="s2b10c22l19" />      ดูกรภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแล พระเจ้าพันธุมาได้รับสั่งให้บำรุงบำเรอพระวิปัสสี
			<remark  id="s2b10c22l20" />ราชกุมารด้วยกามคุณ ๕ ยิ่งกว่าแต่ก่อน โดยอาการที่จะให้พระวิปัสสีราชกุมารเสวยราชย์ โดย
			<remark  id="s2b10c22l21" />อาการที่จะไม่ให้พระวิปัสสีราชกุมารเสด็จออกผนวชเป็นบรรพชิต โดยอาการที่จะให้ถ้อยคำของ
			<remark  id="s2b10c22l22" />เนมิตตพราหมณ์เป็นผิด ภิกษุทั้งหลาย  ได้ยินว่า ครั้งนั้น พระวิปัสสีราชกุมารเพียบพร้อม 
			<remark  id="s2b10c22l23" />พรั่งพร้อมด้วยกามคุณ ๕       ได้รับการบำรุงบำเรออยู่ ฯ   
			<remark  id="s2b10c22l24" />	[๓๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแล โดยกาลล่วงไปหลายปี หลาย ร้อยปี หลาย
			<remark  id="s2b10c22l25" />พันปี พระวิปัสสีราชกุมารได้ตรัสเรียกนายสารถีมาสั่งว่า นายสารถี   ผู้สหาย เธอจงเทียมยานที่ดีๆ 
			<remark  id="s2b10c22l26" />เราจะไปในสวนเพื่อชมพื้นที่อันสวยสด  ภิกษุทั้งหลาย นายสารถีรับรับสั่งของพระวิปัสสีราชกุมาร
		</para>
	</section>
	<section id="s2b10c23" >
		<para id="s2b10c23p">
			<remark  id="s2b10c23l1" />แล้วเทียมยานที่ดีๆ เสร็จ แล้ว ได้กราบทูลแด่พระวิปัสสีราชกุมารว่า ขอเดชะ ข้าพระพุทธเจ้า
			<remark  id="s2b10c23l2" />เทียมยาน  ที่ดีๆ เสร็จแล้ว บัดนี้ พระองค์ทรงกำหนดเวลาอันสมควรเถิด ฯ      
			<remark  id="s2b10c23l3" />      ดูกรภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแล พระวิปัสสีราชกุมารทรงยานที่ดีเสด็จ ประพาสพระ
			<remark  id="s2b10c23l4" />อุทยานพร้อมกับยานที่ดีๆ ทั้งหลาย ภิกษุทั้งหลาย พระวิปัสสีราชกุมาร   ขณะเมื่อเสด็จประพาส
			<remark  id="s2b10c23l5" />พระอุทยาน ได้ทอดพระเนตรบุรุษบรรพชิตศีรษะโล้น นุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์ ครั้นทอดพระเนตร
			<remark  id="s2b10c23l6" />แล้ว จึงรับสั่งถามนายสารถีว่า นายสารถี   ผู้สหาย บุรุษนี้ถูกใครทำอะไรให้ แม้ศีรษะของเขาก็
			<remark  id="s2b10c23l7" />ไม่เหมือนคนอื่นๆ แม้ผ้า      ทั้งหลายของเขาก็ไม่เหมือนคนอื่นๆ   
			<remark  id="s2b10c23l8" />      นายสารถีกราบทูลว่า ขอเดชะ นี้แลเรียกว่าบรรพชิต ฯ   
			<remark  id="s2b10c23l9" />      นายสารถีผู้สหาย นี้หรือเรียกว่า บรรพชิต ฯ   
			<remark  id="s2b10c23l10" />      ขอเดชะ นี้แลเรียกว่า บรรพชิต การประพฤติธรรมเป็นความดี การ ประพฤติสม่ำ
			<remark  id="s2b10c23l11" />เสมอเป็นความดี การประพฤติกุศลเป็นความดี การกระทำบุญเป็น  ความดี การไม่เบียดเบียนเป็น
			<remark  id="s2b10c23l12" />ความดี การอนุเคราะห์แก่หมู่สัตว์เป็นความดี ฯ      
			<remark  id="s2b10c23l13" />      นายสารถีผู้สหาย ดีละ ที่บุคคลนั้นได้นามว่า บรรพชิต การประพฤติ  ธรรมเป็น
			<remark  id="s2b10c23l14" />ความดี การประพฤติสม่ำเสมอเป็นความดี การประพฤติกุศลเป็นความดี   การกระทำบุญเป็นความ
			<remark  id="s2b10c23l15" />ดี การไม่เบียดเบียนเป็นความดี การอนุเคราะห์แก่หมู่สัตว์  เป็นความดี นายสารถีผู้สหาย ถ้า
			<remark  id="s2b10c23l16" />เช่นนั้น เธอจงขับรถไปทางบรรพชิตนั้น ฯ   
			<remark  id="s2b10c23l17" />      ดูกรภิกษุทั้งหลาย นายสารถีรับรับสั่งของพระวิปัสสีราชกุมารแล้ว ขับรถไปทาง
			<remark  id="s2b10c23l18" />บรรพชิตนั้น ฯ   
			<remark  id="s2b10c23l19" />      ดูกรภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแล พระวิปัสสีราชกุมารได้ตรัสถามบรรพชิต นั้นว่า สหาย 
			<remark  id="s2b10c23l20" />ท่านถูกใครทำอะไรให้ แม้ศีรษะของท่านก็ไม่เหมือนของคนอื่นๆ  แม้ผ้าทั้งหลายของท่านก็ไม่
			<remark  id="s2b10c23l21" />เหมือนของคนอื่นๆ ฯ     
			<remark  id="s2b10c23l22" />      บรรพชิตนั้นได้ทูลว่า ขอถวายพระพร อาตมภาพแลชื่อบรรพชิต ฯ   
			<remark  id="s2b10c23l23" />      สหาย ก็ท่านหรือชื่อบรรพชิต ฯ  
			<remark  id="s2b10c23l24" />      ขอถวายพระพร อาตมภาพชื่อบรรพชิต การประพฤติธรรมเป็นความดี   การประพฤติ
			<remark  id="s2b10c23l25" />สม่ำเสมอเป็นความดี การประพฤติกุศลเป็นความดี การกระทำบุญ     เป็นความดี การไม่เบียดเบียน
			<remark  id="s2b10c23l26" />เป็นความดี การอนุเคราะห์แก่หมู่สัตว์เป็นความดี ฯ  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b10c24" >
		<para id="s2b10c24p">
			<remark  id="s2b10c24l1" />      ดีละสหาย ที่ท่านได้นามว่าบรรพชิต การประพฤติธรรมเป็นความดี  การประพฤติ
			<remark  id="s2b10c24l2" />สม่ำเสมอเป็นความดี การประพฤติกุศลเป็นความดี การกระทำบุญ      เป็นความดี การไม่เบียดเบียน
			<remark  id="s2b10c24l3" />เป็นความดี การอนุเคราะห์แก่หมู่สัตว์เป็นความดี ฯ  
			<remark  id="s2b10c24l4" />      ดูกรภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแล พระวิปัสสีราชกุมารได้ตรัสเรียกนาย  สารถีมาสั่งว่า 
			<remark  id="s2b10c24l5" />นายสารถีผู้สหาย ถ้าเช่นนั้น เธอจงนำรถกลับไปภายในบุรี    จากสวนนี้ ส่วนเราจักปลงผมและ
			<remark  id="s2b10c24l6" />หนวด นุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์ ออกบวชเป็น     บรรพชิต ณ สวนนี้แหละ ฯ      
			<remark  id="s2b10c24l7" />      ดูกรภิกษุทั้งหลาย นายสารถีรับรับสั่งของพระวิปัสสีราชกุมารแล้ว ได้พารถกลับไปยัง
			<remark  id="s2b10c24l8" />ภายในบุรี จากสวนนั้น ส่วนพระวิปัสสีราชกุมารได้ทรงปลงพระเกศา และพระมัสสุ ทรงครองผ้า
			<remark  id="s2b10c24l9" />กาสาวพัสตร์เสด็จออกทรงผนวชเป็นบรรพชิตแล้ว ณ      พระอุทยานนั้นเอง ฯ   
			<remark  id="s2b10c24l10" />      ดูกรภิกษุทั้งหลาย หมู่มหาชนในพระนครพันธุมดีราชธานีประมาณ  ๘๔,๐๐๐ คน ได้
			<remark  id="s2b10c24l11" />สดับข่าวว่า พระวิปัสสีราชกุมารได้ทรงปลงพระเกศาและพระมัสสุ ทรงครองผ้ากาสาวพัสตร์เสด็จ
			<remark  id="s2b10c24l12" />ออกทรงผนวชเป็นบรรพชิตเสียแล้ว ดังนี้ ครั้นแล้ว    มหาชนเหล่านั้น ได้ดำริดังนี้ว่า ก็พระ
			<remark  id="s2b10c24l13" />วิปัสสีราชกุมารได้ทรงปลงพระเกศาและ   พระมัสสุ ทรงครองผ้ากาสาวพัสตร์ เสด็จออกทรงผนวช
			<remark  id="s2b10c24l14" />เป็นบรรพชิตในพระธรรมวินัยใด พระธรรมวินัยนั้นคงไม่เลวทรามเป็นแน่ บรรพชานั้นคงไม่
			<remark  id="s2b10c24l15" />เลวทราม  เป็นแน่ แต่พระวิปัสสีราชกุมารยังทรงปลง พระเกศาและพระมัสสุ ทรงครองผ้า  
			<remark  id="s2b10c24l16" /> กาสาวพัสตร์เสด็จออกทรงผนวชเป็นบรรพชิตได้ พวกเราทำไมจึงจักบวชไม่ได้เล่า ฯ     
			<remark  id="s2b10c24l17" />      ดูกรภิกษุทั้งหลาย  ครั้งนั้นแล  หมู่มหาชนประมาณ   ๘๔,๐๐๐   คน  ได้พากันโกนผม
			<remark  id="s2b10c24l18" />และหนวด นุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์ออกบวชเป็นบรรพชิตตามเสด็จพระวิปัสสีโพธิสัตว์แล้ว ได้ยิน
			<remark  id="s2b10c24l19" />ว่าพระวิปัสสีโพธิสัตว์อันบริษัทนั้นห้อมล้อม เสด็จเที่ยวจาริก  ไปในบ้าน นิคม ชนบท และ
			<remark  id="s2b10c24l20" />ราชธานี ฯ    
			<remark  id="s2b10c24l21" />      ดูกรภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแล พระวิปัสสีโพธิสัตว์เสด็จหลีกออกเร้นอยู่   ในที่ลับ ได้
			<remark  id="s2b10c24l22" />ทรงพระปริวิตกเช่นนี้ว่า การที่เราเป็นผู้ปะปนอยู่เช่นนี้ ไม่สมควรเลย ไฉนหนอ เราพึงหลีกออก
			<remark  id="s2b10c24l23" />จากหมู่อยู่แต่ผู้เดียว ภิกษุทั้งหลาย ครั้นสมัยต่อมา พระวิปัสสีโพธิสัตว์ได้เสด็จหลีกออกจาก
			<remark  id="s2b10c24l24" />หมู่อยู่แต่พระองค์เดียว บรรพชิต ๘๔,๐๐๐ รูป ได้พากันไปทางหนึ่ง พระวิปัสสีโพธิสัตว์ได้เสด็จไป
			<remark  id="s2b10c24l25" />ทางหนึ่ง ฯ 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b10c25" >
		<para id="s2b10c25p">
			<remark  id="s2b10c25l1" />      ดูกรภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแล พระวิปัสสีโพธิสัตว์ผู้เสด็จหลีกออกเร้นอยู่ในที่ลับ 
			<remark  id="s2b10c25l2" />ได้ทรงพระปริวิตกเช่นนี้ว่า โลกนี้ถึงความยาก ย่อมเกิด แก่ ตาย และ  เวียนตาย เวียนเกิด
			<remark  id="s2b10c25l3" />เออก็แหละบุคคลไม่รู้ชัดถึงอุบายเครื่องพ้นทุกข์ คือ ชราและ  มรณะนี้ การพ้นทุกข์ คือ ชราและ
			<remark  id="s2b10c25l4" />มรณะนี้ จักปรากฏได้เมื่อไรเล่า ฯ 
			<remark  id="s2b10c25l5" />	[๓๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแล พระวิปัสสีโพธิสัตว์ได้ทรงพระดำริว่า   เมื่ออะไร
			<remark  id="s2b10c25l6" />มีอยู่หนอ ชราและมรณะจึงมี ชราและมรณะมีเพราะอะไรเป็นปัจจัย ภิกษุ    ทั้งหลาย ครั้งนั้นแล 
			<remark  id="s2b10c25l7" />การตรัสรู้ด้วยปัญญาว่า เมื่อชาติมีอยู่ ชราและมรณะจึงมี ชรา   และมรณะมีเพราะชาติเป็นปัจจัย 
			<remark  id="s2b10c25l8" />ดังนี้ ได้มีแล้วแก่พระวิปัสสีโพธิสัตว์เพราะทรง  กระทำไว้ในพระทัยโดยอุบายอันแยบคาย ฯ
			<remark  id="s2b10c25l9" />      ดูกรภิกษุทั้งหลาย ต่อแต่นั้น พระวิปัสสีโพธิสัตว์ทรงพระดำริว่า เมื่ออะไร  มีอยู่หนอ 
			<remark  id="s2b10c25l10" />ชาติจึงมี ชาติมีเพราะอะไรเป็นปัจจัย ภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแล การตรัส   รู้ด้วยปัญญาว่า เมื่อภพมี
			<remark  id="s2b10c25l11" />อยู่ชาติจึงมี ชาติมีเพราะภพเป็นปัจจัย ดังนี้ ได้มีแล้วแก่  พระวิปัสสีโพธิสัตว์ เพราะทรงกระทำไว้
			<remark  id="s2b10c25l12" />ในพระทัยโดยอุบายอันแยบคาย ฯ
			<remark  id="s2b10c25l13" />      ดูกรภิกษุทั้งหลาย ต่อแต่นั้น พระวิปัสสีโพธิสัตว์ทรงพระดำริว่า เมื่ออะไร มีอยู่หนอ 
			<remark  id="s2b10c25l14" />ภพจึงมี ภพมีเพราะอะไรเป็นปัจจัย ภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแล การตรัสรู้     ด้วยปัญญาว่า เมื่อ
			<remark  id="s2b10c25l15" />อุปาทานมีอยู่ภพจึงมี ภพมีเพราะอุปาทานเป็นปัจจัย ดังนี้ ได้มี    แล้วแก่พระวิปัสสีโพธิสัตว์ 
			<remark  id="s2b10c25l16" />เพราะทรงกระทำไว้ในพระทัยโดยอุบายอันแยบคาย ฯ
			<remark  id="s2b10c25l17" />      ดูกรภิกษุทั้งหลาย ต่อแต่นั้น พระวิปัสสีโพธิสัตว์ทรงพระดำริว่า เมื่ออะไร  มีอยู่หนอ 
			<remark  id="s2b10c25l18" />อุปาทานจึงมี อุปาทานมีเพราะอะไรเป็นปัจจัย ภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแล การตรัสรู้ด้วยปัญญาว่า 
			<remark  id="s2b10c25l19" />เมื่อตัณหามีอยู่ อุปาทานจึงมี อุปาทานมีเพราะตัณหาเป็น  ปัจจัย ดังนี้ ได้มีแล้วแก่พระวิปัสสี
			<remark  id="s2b10c25l20" />โพธิสัตว์ เพราะทรงกระทำไว้ในพระทัยโดยอุบาย     อันแยบคาย ฯ   
			<remark  id="s2b10c25l21" />      ดูกรภิกษุทั้งหลาย ต่อแต่นั้น พระวิปัสสีโพธิสัตว์ทรงพระดำริว่า เมื่ออะไร  มีอยู่หนอ 
			<remark  id="s2b10c25l22" />ตัณหาจึงมี ตัณหามีเพราะอะไรเป็นปัจจัย ภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแล การตรัสรู้ด้วยปัญญาว่า 
			<remark  id="s2b10c25l23" />เมื่อเวทนามีอยู่ ตัณหาจึงมี ตัณหามีเพราะเวทนาเป็นปัจจัย ดังนี้  ได้มีแล้วแก่พระวิปัสสีโพธิสัตว์ 
			<remark  id="s2b10c25l24" />เพราะทรงกระทำไว้ในพระทัยโดยอุบายอัน แยบคาย ฯ     
		</para>
	</section>
	<section id="s2b10c26" >
		<para id="s2b10c26p">
			<remark  id="s2b10c26l1" />      ดูกรภิกษุทั้งหลาย ต่อแต่นั้น พระวิปัสสีโพธิสัตว์ทรงพระดำริว่า เมื่ออะไร มีอยู่หนอ 
			<remark  id="s2b10c26l2" />เวทนาจึงมี เวทนามีเพราะอะไรเป็นปัจจัย ภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแล    การตรัสรู้ด้วยปัญญาว่า 
			<remark  id="s2b10c26l3" />เมื่อผัสสะมีอยู่ เวทนาจึงมี เวทนามีเพราะผัสสะเป็นปัจจัย       ดังนี้ ได้มีแล้วแก่พระวิปัสสีโพธิสัตว์ 
			<remark  id="s2b10c26l4" />เพราะทรงกระทำไว้ในพระทัยโดยอุบาย       อันแยบคาย ฯ   
			<remark  id="s2b10c26l5" />      ดูกรภิกษุทั้งหลาย ต่อแต่นั้น พระวิปัสสีโพธิสัตว์ทรงพระดำริว่า เมื่ออะไร  มีอยู่หนอ 
			<remark  id="s2b10c26l6" />ผัสสะจึงมี ผัสสะมีเพราะอะไรเป็นปัจจัย ภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแล   การตรัสรู้ด้วยปัญญาว่า 
			<remark  id="s2b10c26l7" />เมื่อสฬายตนะมีอยู่ ผัสสะจึงมี ผัสสะมีเพราะสฬายตนะ    เป็นปัจจัย ดังนี้ ได้มีแล้วแก่พระวิปัสสี
			<remark  id="s2b10c26l8" />โพธิสัตว์ เพราะทรงกระทำไว้ในพระทัย   โดยอุบายอันแยบคาย ฯ  
			<remark  id="s2b10c26l9" />      ดูกรภิกษุทั้งหลาย ต่อแต่นั้น พระวิปัสสีโพธิสัตว์ทรงพระดำริว่า เมื่ออะไร  มีอยู่หนอ 
			<remark  id="s2b10c26l10" />สฬายตนะจึงมี สฬายตนะมีเพราะอะไรเป็นปัจจัยภิกษุทั้งหลายครั้งนั้นแล  การตรัสรู้ด้วยปัญญาว่า 
			<remark  id="s2b10c26l11" />เมื่อนามรูปมีอยู่ สฬายตนะจึงมี สฬายตนะมีเพราะนามรูป    เป็นปัจจัย ดังนี้ ได้มีแล้วแก่พระวิปัสสี
			<remark  id="s2b10c26l12" />โพธิสัตว์ เพราะทรงกระทำไว้ในพระทัย    โดยอุบายอันแยบคาย ฯ  
			<remark  id="s2b10c26l13" />      ดูกรภิกษุทั้งหลาย ต่อแต่นั้น พระวิปัสสีโพธิสัตว์ทรงพระดำริว่า เมื่ออะไร มีอยู่หนอ 
			<remark  id="s2b10c26l14" />นามรูปจึงมี นามรูปมีเพราะอะไรเป็นปัจจัย ภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแล  การตรัสรู้ด้วยปัญญาว่า 
			<remark  id="s2b10c26l15" />เมื่อวิญญาณมีอยู่ นามรูปจึงมี นามรูปมีเพราะวิญญาณ   เป็นปัจจัย ดังนี้ ได้มีแล้วแก่พระวิปัสสี
			<remark  id="s2b10c26l16" />โพธิสัตว์ เพราะทรงกระทำไว้ในพระทัย    โดยอุบายอันแยบคาย ฯ  
			<remark  id="s2b10c26l17" />      ดูกรภิกษุทั้งหลาย ต่อแต่นั้น พระวิปัสสีโพธิสัตว์ทรงพระดำริว่า เมื่ออะไร มีอยู่หนอ 
			<remark  id="s2b10c26l18" />วิญญาณจึงมี วิญญาณมีเพราะอะไรเป็นปัจจัย ภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแล   การตรัสรู้ด้วยปัญญาว่า 
			<remark  id="s2b10c26l19" />เมื่อนามรูปมีอยู่ วิญญาณจึงมี วิญญาณมีเพราะนามรูปเป็น  ปัจจัย ดังนี้ ได้มีแล้วแก่พระวิปัสสี
			<remark  id="s2b10c26l20" />โพธิสัตว์ เพราะทรงกระทำไว้ในพระทัยโดย  อุบายอันแยบคาย ฯ     
			<remark  id="s2b10c26l21" />      ดูกรภิกษุทั้งหลาย ต่อแต่นั้น พระวิปัสสีโพธิสัตว์ทรงพระดำริว่า วิญญาณนี้ย่อมกลับ
			<remark  id="s2b10c26l22" />เวียนมาแต่นามรูป หาใช่อย่างอื่นไม่ โดยความเป็นไปเพียงเท่านี้ สัตว์ โลกพึงเกิดบ้าง พึงแก่บ้าง 
			<remark  id="s2b10c26l23" />พึงตายบ้าง พึงจุติบ้าง พึงอุปบัติบ้าง ความเป็นไปนั้นคือ  วิญญาณมีเพราะนามรูปเป็นปัจจัย 
			<remark  id="s2b10c26l24" />นามรูปมีเพราะวิญญาณเป็นปัจจัย สฬายตนะ  มีเพราะนามรูปเป็นปัจจัย ผัสสะมีเพราะสฬายตนะ
			<remark  id="s2b10c26l25" />เป็นปัจจัย เวทนามีเพราะผัสสะเป็นปัจจัย อุปาทานมีเพราะตัณหาเป็นปัจจัย ภพมีเพราะอุปาทาน
			<remark  id="s2b10c26l26" />เป็นปัจจัย ชาติมีเพราะภพเป็นปัจจัย ชรามรณะโสกปริเทวทุกข   โทมนัสและอุปายาสย่อมมีพร้อม
			<remark  id="s2b10c26l27" />เพราะชาติเป็นปัจจัย ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์    ทั้งมวลนี้ย่อมมีได้ด้วยประการฉะนี้ ฯ      
		</para>
	</section>
	<section id="s2b10c27" >
		<para id="s2b10c27p">
			<remark  id="s2b10c27l1" />      ดูกรภิกษุทั้งหลาย จักษุ ญาณ ปรีชา ความรู้แจ้งชัด แสงสว่างว่า สมุทัยๆ     (เหตุ
			<remark  id="s2b10c27l2" />เกิดขึ้นพร้อมๆ ) ดังนี้ ได้เกิดขึ้นแล้วแก่ พระวิปัสสีโพธิสัตว์ ในธรรม   ทั้งหลายที่พระองค์มิได้
			<remark  id="s2b10c27l3" />สดับมาแล้วในกาลก่อนเลย ฯ  
			<remark  id="s2b10c27l4" />	[๔๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแล พระวิปัสสีโพธิสัตว์ ได้ทรงพระดำริว่า เมื่อ
			<remark  id="s2b10c27l5" />อะไรไม่มีเล่าหนอ ชราและมรณะจึงไม่มี เพราะอะไรดับ ชราและมรณะ     จึงดับ ภิกษุทั้งหลาย
			<remark  id="s2b10c27l6" /> ครั้งนั้นแล การตรัสรู้ด้วยปัญญาว่า เมื่อชาติไม่มี ชราและ มรณะย่อมไม่มี เพราะชาติดับ ชรา
			<remark  id="s2b10c27l7" />และมรณะจึงดับ ดังนี้ ได้มีแล้วแก่พระวิปัสสี   โพธิสัตว์ เพราะทรงกระทำไว้ในพระทัยโดยอุบาย
			<remark  id="s2b10c27l8" />อันแยบคาย ฯ   
			<remark  id="s2b10c27l9" />      ดูกรภิกษุทั้งหลาย ต่อแต่นั้น พระวิปัสสีโพธิสัตว์ทรงพระดำริว่า เมื่ออะไรไม่มีเล่า
			<remark  id="s2b10c27l10" />หนอ ชาติจึงไม่มี เพราะอะไรดับ ชาติจึงดับ ภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแล  การตรัสรู้ด้วยปัญญา
			<remark  id="s2b10c27l11" />ว่า เมื่อภพไม่มีชาติย่อมไม่มี เพราะภพดับ ชาติจึงดับ ดังนี้ ได้มี แล้วแก่พระวิปัสสีโพธิสัตว์ 
			<remark  id="s2b10c27l12" />เพราะทรงกระทำไว้ในพระทัยโดยอุบายอันแยบคาย ฯ
			<remark  id="s2b10c27l13" />      ดูกรภิกษุทั้งหลาย ต่อแต่นั้น พระวิปัสสีโพธิสัตว์ทรงพระดำริว่า เมื่ออะไรไม่มีเล่าหนอ 
			<remark  id="s2b10c27l14" />ภพจึงไม่มี เพราะอะไรดับ ภพจึงดับ ภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแล    การตรัสรู้ด้วยปัญญาว่า เมื่อ
			<remark  id="s2b10c27l15" />อุปาทานไม่มี ภพย่อมไม่มี เพราะอุปาทานดับ ภพจึงดับ ดังนี้ ได้มีแล้วแก่พระวิปัสสีโพธิสัตว์ 
			<remark  id="s2b10c27l16" />เพราะทรงกระทำไว้ในพระทัยโดยอุบาย    อันแยบคาย ฯ   
			<remark  id="s2b10c27l17" />      ดูกรภิกษุทั้งหลาย ต่อแต่นั้น พระวิปัสสีโพธิสัตว์ทรงพระดำริว่า เมื่ออะไรไม่มี
			<remark  id="s2b10c27l18" />เล่าหนอ อุปาทานจึงไม่มี เพราะอะไรดับ อุปาทานจึงดับ ภิกษุทั้งหลาย  ครั้งนั้นแล การตรัสรู้
			<remark  id="s2b10c27l19" />ด้วยปัญญาว่า เมื่อตัณหาไม่มี อุปาทานย่อมไม่มี เพราะตัณหาดับ   อุปาทานจึงดับ ดังนี้ ได้มีแล้ว
			<remark  id="s2b10c27l20" />แก่พระวิปัสสีโพธิสัตว์ เพราะทรงกระทำไว้ในพระทัย โดยอุบายอันแยบคาย ฯ  
			<remark  id="s2b10c27l21" />      ดูกรภิกษุทั้งหลาย ต่อแต่นั้น พระวิปัสสีโพธิสัตว์ทรงพระดำริว่า เมื่ออะไร ไม่มี
			<remark  id="s2b10c27l22" />เล่าหนอ ตัณหาจึงไม่มี เพราะอะไรดับ ตัณหาจึงดับ ภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแล การตรัสรู้ด้วย
			<remark  id="s2b10c27l23" />ปัญญาว่า เมื่อเวทนาไม่มี ตัณหาย่อมไม่มี เพราะเวทนาดับ ตัณหา  จึงดับ ดังนี้ ได้มีแล้วแก่
			<remark  id="s2b10c27l24" />พระวิปัสสีโพธิสัตว์ เพราะทรงกระทำไว้ในพระทัยโดยอุบายอันแยบคาย ฯ   
			<remark  id="s2b10c27l25" />      ดูกรภิกษุทั้งหลาย ต่อแต่นั้น พระวิปัสสีโพธิสัตว์ทรงพระดำริว่า เมื่ออะไร ไม่มี
			<remark  id="s2b10c27l26" />เล่าหนอ เวทนาจึงไม่มี เพราะอะไรดับ เวทนาจึงดับ ภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแล การตรัสรู้ด้วย
		</para>
	</section>
	<section id="s2b10c28" >
		<para id="s2b10c28p">
			<remark  id="s2b10c28l1" />ปัญญาว่า เมื่อผัสสะไม่มี เวทนาย่อมไม่มี เพราะผัสสะดับ เวทนา   จึงดับ ดังนี้ ได้มีแล้วแก่
			<remark  id="s2b10c28l2" />พระวิปัสสีโพธิสัตว์ เพราะทรงกระทำไว้ในพระทัย โดยอุบายอันแยบคาย ฯ  
			<remark  id="s2b10c28l3" />      ดูกรภิกษุทั้งหลาย ต่อแต่นั้น พระวิปัสสีโพธิสัตว์ทรงพระดำริว่า เมื่ออะไร ไม่มี
			<remark  id="s2b10c28l4" />เล่าหนอ ผัสสะจึงไม่มี เพราะอะไรดับ ผัสสะจึงดับ ภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแล การตรัสรู้ด้วย
			<remark  id="s2b10c28l5" />ปัญญาว่า เมื่อสฬายตนะไม่มี ผัสสะย่อมไม่มี เพราะสฬายตนะดับ   ผัสสะจึงดับ ดังนี้ ได้มี
			<remark  id="s2b10c28l6" />แล้วแก่พระวิปัสสีโพธิสัตว์ เพราะทรงกระทำไว้ในพระทัย   โดยอุบายอันแยบคาย ฯ  
			<remark  id="s2b10c28l7" />      ดูกรภิกษุทั้งหลาย ต่อแต่นั้น พระวิปัสสีโพธิสัตว์ทรงพระดำริว่า เมื่ออะไรไม่มี
			<remark  id="s2b10c28l8" />เล่าหนอ สฬายตนะจึงไม่มี เพราะอะไรดับ สฬายตนะจึงดับ ภิกษุทั้งหลาย  ครั้งนั้นแล การ
			<remark  id="s2b10c28l9" />ตรัสรู้ด้วยปัญญาว่า เมื่อนามรูปไม่มี สฬายตนะย่อมไม่มี เพราะนามรูปดับ สฬายตนะจึงดับ 
			<remark  id="s2b10c28l10" />ดังนี้ ได้มีแล้วแก่พระวิปัสสีโพธิสัตว์ เพราะทรงกระทำ   ไว้ในพระทัยโดยอุบายอันแยบคาย ฯ     
			<remark  id="s2b10c28l11" />      ดูกรภิกษุทั้งหลาย ต่อแต่นั้น พระวิปัสสีโพธิสัตว์ทรงพระดำริว่า เมื่ออะไร ไม่มีเล่าหนอ 
			<remark  id="s2b10c28l12" />นามรูปจึงไม่มี เพราะอะไรดับ นามรูปจึงดับ ภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแล     การตรัสรู้ด้วยปัญญาว่า 
			<remark  id="s2b10c28l13" />เมื่อวิญญาณไม่มี นามรูปย่อมไม่มี เพราะวิญญาณดับ นาม   รูปจึงดับ ดังนี้ ได้มีแล้วแก่พระ
			<remark  id="s2b10c28l14" />วิปัสสีโพธิสัตว์ เพราะทรงกระทำไว้ในพระทัย    โดยอุบายอันแยบคาย ฯ  
			<remark  id="s2b10c28l15" />      ดูกรภิกษุทั้งหลาย ต่อแต่นั้น พระวิปัสสีโพธิสัตว์ทรงพระดำริว่า เมื่ออะไรไม่เล่าหนอ
			<remark  id="s2b10c28l16" />วิญญาณจึงไม่มี เพราะอะไรดับ วิญญาณจึงดับ ภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแล  การตรัสรู้ด้วยปัญญาว่า 
			<remark  id="s2b10c28l17" />เมื่อนามรูปไม่มี วิญญาณย่อมไม่มี เพราะนามรูปดับ วิญญาณ จึงดับ ดังนี้ ได้มีแล้วแก่พระวิปัสสี
			<remark  id="s2b10c28l18" />โพธิสัตว์ เพราะทรงกระทำไว้ในพระทัยโดยอุบาย       อันแยบคาย ฯ   
			<remark  id="s2b10c28l19" />      ดูกรภิกษุทั้งหลาย ต่อแต่นั้น พระวิปัสสีโพธิสัตว์ทรงพระดำริว่า หนทาง   เพื่อความ
			<remark  id="s2b10c28l20" />ตรัสรู้นี้เราได้บรรลุแล้วแล คือเพราะนามรูปดับ วิญญาณจึงดับ เพราะ    วิญญาณดับ นามรูปจึงดับ 
			<remark  id="s2b10c28l21" />เพราะนามรูปดับ สฬายตนะจึงดับ เพราะสฬายตนะดับ   ผัสสะจึงดับ เพราะผัสสะดับ เวทนา
			<remark  id="s2b10c28l22" />จึงดับ เพราะเวทนาจึงดับ ตัณหาดั เพราะตัณหาดับ อุปาทานจึงดับ เพราะอุปาทานดับ ภพจึง
			<remark  id="s2b10c28l23" />ดับ เพราะภพดับ ชาติจึงดับ เพราะชาติดับ ชรามรณะโสกปริเทวทุกขโทมนัสและอุปายาสจึงดับ
			<remark  id="s2b10c28l24" />โดย  ไม่เหลือ ความดับแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีได้ด้วยประการฉะนี้ ฯ     
			<remark  id="s2b10c28l25" />      ดูกรภิกษุทั้งหลาย จักษุ ญาณ ปรีชา ความรู้แจ้งชัด แสงสว่างว่า นิโรธๆ     
			<remark  id="s2b10c28l26" /> (ความดับๆ ) ดังนี้ ได้เกิดขึ้นแล้วแก่พระวิปัสสีโพธิสัตว์ ในธรรมทั้งหลายที่พระองค์   มิได้สดับ
			<remark  id="s2b10c28l27" />มาแล้วในกาลก่อนเลย ฯ      
		</para>
	</section>
	<section id="s2b10c29" >
		<para id="s2b10c29p">
			<remark  id="s2b10c29l1" />	[๔๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ครั้นสมัยอื่น พระวิปัสสีโพธิสัตว์ทรงพิจารณา   เห็นความ
			<remark  id="s2b10c29l2" />เกิดขึ้น และความเสื่อมไปในอุปาทานขันธ์ ๕ ว่า ดังนี้รูป ดังนี้เหตุ     เกิดแห่งรูป ดังนี้ความดับ
			<remark  id="s2b10c29l3" />แห่งรูป ดังนี้เวทนา ดังนี้เหตุเกิดแห่งเวทนา ดังนี้   ความดับแห่งเวทนา ดังนี้สัญญา ดังนี้เหตุ
			<remark  id="s2b10c29l4" />เกิดแห่งสัญญา ดังนี้ความดับแห่ สัญญา ดังนี้สังขาร ดังนี้เหตุเกิดแห่งสังขาร ดังนี้ความดับ
			<remark  id="s2b10c29l5" />แห่งสังขาร ดังนี้    วิญญาณ ดังนี้เหตุเกิดแห่งวิญญาณ ดังนี้ความดับแห่งวิญญาณ เมื่อพระองค์  
			<remark  id="s2b10c29l6" /> ทรงพิจารณาเห็นความเกิดขึ้น และความเสื่อมไปในอุปาทานขันธ์ ๕ อยู่ไม่นานนัก   จิตก็หลุดพ้น
			<remark  id="s2b10c29l7" />จากอาสวะทั้งหลายเพราะไม่ยึดมั่นแล ฯ  
			<remark  id="s2b10c29l8" />		     จบภาณวารที่สอง    
			<remark  id="s2b10c29l9" />		   ------------------------------     
			<remark  id="s2b10c29l10" />	[๔๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธ  เจ้าพระ
			<remark  id="s2b10c29l11" />นามว่าวิปัสสี ได้ทรงพระดำริว่า ไฉนหนอเราพึงแสดงธรรม ดูกรภิกษุ ทั้งหลายลำดับนั้น พระ
			<remark  id="s2b10c29l12" />ผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่าวิปัสสี ได้ทรง พระดำริว่า ธรรมที่เราบรรลุแล้วนี้ 
			<remark  id="s2b10c29l13" />เป็นธรรมลึกซึ้ง เห็นได้ยาก รู้ตามได้ยาก สงบ ประณีต จะคาดคะเนเอาไม่ได้ ละเอียด รู้ได้
			<remark  id="s2b10c29l14" />เฉพาะบัณฑิต ส่วนหมู่สัตว์นี้ มีอาลัย  เป็นที่ยินดี ยินดีแล้วในอาลัย เบิกบานแล้วในอาลัย 
			<remark  id="s2b10c29l15" />ก็อันหมู่สัตว์ผู้มีอาลัยเป็นที่   ยินดี ยินดีแล้วในอาลัย เบิกบานแล้วในอาลัย ยากที่จะเห็นได้ซึ่ง
			<remark  id="s2b10c29l16" />ฐานะนี้ คือ ปัจจัย   แห่งสภาวธรรมอันเป็นที่อาศัยกันเกิดขึ้น (ปฏิจจสมุบาท) ยากที่จะเห็นได้
			<remark  id="s2b10c29l17" />ซึ่งฐานะ  แม้นี้คือพระนิพพาน ซึ่งเป็นที่ระงับแห่งสังขารทั้งปวง เป็นที่สลัดอุปธิทั้งปวง เป็นที่
			<remark  id="s2b10c29l18" />สิ้นไปแห่งตัณหา คลายความกำหนัด ดับทุกข์ ก็และเราพึงแสดงธรรม   แต่สัตว์เหล่าอื่นไม่พึงรู้
			<remark  id="s2b10c29l19" />ทั่วถึงธรรมของเรา นั้นพึงเป็นความลำบากแก่เรา นั้นพึง      เป็นความเดือดร้อนแก่เรา ฯ   
			<remark  id="s2b10c29l20" />      ดูกรภิกษุทั้งหลาย ได้ยินว่า คาถาทั้งหลายที่น่าอัศจรรย์ยิ่งนักซึ่งพระองค์ มิได้เคยสดับ
			<remark  id="s2b10c29l21" />มาแล้วแต่ก่อน ได้แจ่มแจ้งกะพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่าวิปัสสี ดังนี้
			<remark  id="s2b10c29l22" />     บัดนี้ ไม่ควรเลยที่จะประกาศธรรมที่เราได้บรรลุ แล้วโดยแสนยาก 
			<remark  id="s2b10c29l23" />     ธรรมนี้อันสัตว์ที่ถูกราคะและโทสะครอบงำแล้ว ไม่ตรัสรู้ได้โดย
			<remark  id="s2b10c29l24" />     ง่าย สัตว์ที่ถูกราคะย้อมไว้ ถูกกองแห่งความมืดหุ้มห่อไว้แล้ว  
			<remark  id="s2b10c29l25" />     จักเห็นไม่ได้ซึ่งธรรมที่มีปรกติไปทวนกระแส  อันละเอียด ลึกซึ้ง 
			<remark  id="s2b10c29l26" />    เห็นได้ยาก เป็นอณู ฯ      
		</para>
	</section>
	<section id="s2b10c30" >
		<para id="s2b10c30p">
			<remark  id="s2b10c30l1" />	[๔๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า พระนามว่า
			<remark  id="s2b10c30l2" />วิปัสสี พิจารณาเห็นดังนี้ พระทัยก็น้อมไปเพื่อความขวนขวายน้อย  มิได้น้อมไปเพื่อจะทรง
			<remark  id="s2b10c30l3" />แสดงธรรม ฯ    
			<remark  id="s2b10c30l4" />	[๔๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแล ท้าวมหาพรหมองค์หนึ่งได้ ทราบพระ
			<remark  id="s2b10c30l5" />ปริวิตกในพระทัยของพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่าวิปัสสีด้วยใจ แล้วจึงดำริ
			<remark  id="s2b10c30l6" />ว่า ผู้เจริญทั้งหลาย โลกจะฉิบหายเสียละหนอ ผู้เจริญ   ทั้งหลาย โลกจะพินาศเสียละหนอ 
			<remark  id="s2b10c30l7" />เพราะว่า พระทัยของพระผู้มีพระภาคอรหันต   สัมมาสัมพุทธเจ้า พระนามว่าวิปัสสี ได้น้อมไปเพื่อ
			<remark  id="s2b10c30l8" />ความขวนขวายน้อยเสียแล้ว      มิได้น้อมไปเพื่อจะทรงแสดงธรรม ฯ    
			<remark  id="s2b10c30l9" />      ดูกรภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแล ท้าวมหาพรหมนั้นหายไปในพรหมโลก   มาปรากฏเฉพาะ
			<remark  id="s2b10c30l10" />พระพักตร์พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่า วิปัสสี เหมือนบุรุษที่มีกำลัง เหยียด
			<remark  id="s2b10c30l11" />ออกซึ่งแขนที่คู้เข้าไว้ หรือคู้เข้าซึ่งแขนที่    ได้เหยียดออกไว้ฉะนั้น ฯ     
			<remark  id="s2b10c30l12" />      ดูกรภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแล ท้าวมหาพรหมกระทำผ้าอุตตราสงค์   เฉวียงบ่าข้างหนึ่ง 
			<remark  id="s2b10c30l13" />คุกชาณุมณฑลเบื้องขวาลงบนแผ่นดินประนมมือไปทางที่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า 
			<remark  id="s2b10c30l14" />พระนามว่าวิปัสสี ประทับอยู่แล้ว ได้กราบทูลกะพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
			<remark  id="s2b10c30l15" />พระนามว่าวิปัสสีว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคจงทรงแสดงธรรม ข้าแต่พระองค์
			<remark  id="s2b10c30l16" />ผู้เจริญ ขอพระสุคต จงทรงแสดงธรรม ในโลกนี้สัตว์ที่มีกิเลสเพียงดังธุลีในจักษุเบาบางยังมีอยู่ 
			<remark  id="s2b10c30l17" />เพราะ มิได้ฟังธรรม สัตว์เหล่านั้นจึงเสื่อมเสียไป ผู้ที่รู้ทั่วถึงธรรมได้ยังจักมีอยู่
			<remark  id="s2b10c30l18" />      ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อท้าวมหาพรหมนั้นกราบทูลเช่นนี้ พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมา
			<remark  id="s2b10c30l19" />สัมพุทธเจ้าพระนามว่าวิปัสสี ได้ตรัสกะท้าวมหาพรหมนั้นว่า ดูกรพรหม แม้เราก็ได้ดำริแล้ว
			<remark  id="s2b10c30l20" />เช่นนี้ว่า ไฉนหนอเราพึงแสดงธรรม ดูกรพรหม   แต่เรานั้นได้คิดเห็นดังนี้ว่า ธรรมที่เราบรรลุ
			<remark  id="s2b10c30l21" />แล้วนี้ เป็นธรรมลึกซึ้ง เห็นได้ยาก   รู้ตามได้ยาก สงบประณีต จะคาดคะเนเอาไม่ได้ ละเอียด 
			<remark  id="s2b10c30l22" />รู้ได้เฉพาะบัณฑิต  ส่วนหมู่สัตว์นี้ มีอาลัยเป็นที่ยินดี ยินดีแล้วในอาลัย เบิกบานแล้วในอาลัย     
			<remark  id="s2b10c30l23" /> ก็อันหมู่สัตว์ผู้มีอาลัยเป็นที่ยินดี ยินดีแล้วในอาลัย เบิกบานแล้วในอาลัย ยาก ที่จะเห็นได้ซึ่ง
			<remark  id="s2b10c30l24" />ฐานะนี้ คือ ปัจจัยแห่งสภาวะธรรมอันเป็นที่อาศัยกันเกิดขึ้น   (ปฏิจจสมุบาท) ยากที่จะเห็นได้
		</para>
	</section>
	<section id="s2b10c31" >
		<para id="s2b10c31p">
			<remark  id="s2b10c31l1" />ซึ่งฐานะแม้นี้คือ พระนิพพาน ซึ่งเป็นที่ระงับ   แห่งสังขารทั้งปวง เป็นที่สลัดอุปธิทั้งปวง เป็นที่
			<remark  id="s2b10c31l2" />สิ้นไปแห่งตัณหา คลายความ  กำหนัด ดับทุกข์ ก็และเราพึงแสดงธรรม แต่สัตว์เหล่าอื่นไม่พึง
			<remark  id="s2b10c31l3" />รู้ทั่วถึงธรรม  ของเรา นั้นพึงเป็นความลำบากแก่เรา นั้นพึงเป็นความเดือดร้อนแก่เรา ดูกรพรหม    
			<remark  id="s2b10c31l4" /> คาถาที่น่าอัศจรรย์ยิ่งนัก ซึ่งเรามิได้สดับมาแล้วแต่ก่อนหรือได้แจ่มแจ้งแล้วดังนี้  บัดนี้ ไม่ควร
			<remark  id="s2b10c31l5" />เลยที่จะประกาศธรรมที่เราได้บรรลุแล้วโดยแสนยาก ฯลฯ 
			<remark  id="s2b10c31l6" />      ดูกรพรหม เมื่อเราพิจารณาเห็นดังนี้ จิตก็น้อมไปเพื่อความขวนขวายน้อย    มิได้น้อม
			<remark  id="s2b10c31l7" />ไปเพื่อจะแสดงธรรม ฯ
			<remark  id="s2b10c31l8" />      ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้ครั้งที่สอง ท้าวมหาพรหมนั้นก็ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาค
			<remark  id="s2b10c31l9" />อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่าวิปัสสีดังนั้น... ฯ      
			<remark  id="s2b10c31l10" />      ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้ครั้งที่สาม ท้าวมหาพรหมนั้นก็ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาค
			<remark  id="s2b10c31l11" />อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่าวิปัสสีว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญขอพระผู้ มีพระภาคจงทรงแสดง
			<remark  id="s2b10c31l12" />ธรรม ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระสุคตจงทรงแสดงธรรม  ในโลกนี้สัตว์ที่มีกิเลสเพียงดังธุลีใน
			<remark  id="s2b10c31l13" />จักษุเบาบางยังมีอยู่ เพราะมิได้ฟังธรรม สัตว์เหล่านั้นจึงเสื่อมเสียไป ผู้รู้ทั่วถึงธรรมได้ ยังจักมี
			<remark  id="s2b10c31l14" />อยู่ดังนี้ 
			<remark  id="s2b10c31l15" />      ดูกรภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่า
			<remark  id="s2b10c31l16" />วิปัสสี ทรงทราบการทูลเชิญของพรหมแล้วทรงอาศัยพระกรุณาในหมู่สัตว์ จึงได้ตรวจดูโลกด้วย
			<remark  id="s2b10c31l17" />พุทธจักษุ ภิกษุทั้งหลาย พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่าวิปัสสี เมื่อทรง
			<remark  id="s2b10c31l18" />ตรวจดูโลกด้วยพุทธจักษุก็ได้ทรงเห็น หมู่สัตว์ บางพวกมีกิเลสเพียงดังธุลีในจักษุน้อย บางพวก
			<remark  id="s2b10c31l19" />มีกิเลสเพียงดังธุลีใน จักษุมาก บางพวกมีอินทรีย์แก่กล้า บางพวกมีอินทรีย์อ่อน บางพวก
			<remark  id="s2b10c31l20" />มีอาการดี บางพวกมีอาการทราม บางพวกจะพึงให้รู้แจ้งได้ง่าย บางพวกจะพึงให้รู้แจ้ง ได้ยาก 
			<remark  id="s2b10c31l21" />บางพวกเป็นภัพพสัตว์ บางพวกเป็นอภัพพสัตว์ บางพวกมักเห็นปรโลก และโทษโดยความ
			<remark  id="s2b10c31l22" />เป็นภัย ฯ      
			<remark  id="s2b10c31l23" />      ในกออุบล หรือกอบัวหลวง หรือในกอบัวขาว ดอกอุบล ดอกบัวหลวง  หรือ
			<remark  id="s2b10c31l24" />ดอกบัวขาว เกิดแล้วในน้ำ เจริญแล้วในน้ำ น้ำเลี้ยงอุปถัมภ์ไว้ บางเหล่า    ยังจมอยู่ภายในน้ำ 
			<remark  id="s2b10c31l25" />บางเหล่าตั้งอยู่เสมอน้ำ บางเหล่าตั้งขึ้นพ้นน้ำ อันน้ำมิได้ติดใบ    แม้ฉันใด ภิกษุทั้งหลาย 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b10c32" >
		<para id="s2b10c32p">
			<remark  id="s2b10c32l1" />หมู่สัตว์ที่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า พระนามว่าวิปัสสีทรงตรวจดูด้วยพุทธจักษุ 
			<remark  id="s2b10c32l2" />ทรงเห็นก็ฉันนั้นเหมือนกัน บางพวกมีกิเลสเพียงดังธุลีในจักษุน้อย บางพวกมีกิเลสเพียงดังธุลี
			<remark  id="s2b10c32l3" />ในจักษุมาก บางพวกมีอินทรีย์  แก่กล้า บางพวกมีอินทรีย์อ่อน บางพวกมีอาการดี บางพวก
			<remark  id="s2b10c32l4" />มีอาการทราม  บางพวกจะพึงให้รู้แจ้งได้ง่าย บางพวกจะพึงให้รู้แจ้งได้ยาก บางพวกเป็นภัพพสัตว์ 
			<remark  id="s2b10c32l5" /> บางพวกเป็นอภัพพสัตว์ บางพวกมักเห็นปรโลกและโทษโดยความเป็นภัย ฯ  
			<remark  id="s2b10c32l6" />      ดูกรภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแล ท้าวมหาพรหมทราบพระปริวิตกในพระทัยของพระผู้มี
			<remark  id="s2b10c32l7" />พระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่าวิปัสสี ด้วยใจ แล้วจึง ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาค
			<remark  id="s2b10c32l8" />อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่าวิปัสสี ด้วยคาถาทั้งหลายความว่า      
			<remark  id="s2b10c32l9" />	[๔๕] ผู้ที่ยืนอยู่ยอดภูเขาสิลาล้วน พึงเห็นประชุมชน ได้โดยรอบ ฉันใด 
			<remark  id="s2b10c32l10" />ท่านผู้มีเมธาดีมีจักษุโดยรอบก็ฉันนั้นเหมือนกัน ขึ้นสู่ปราสาทอันสำเร็จ
			<remark  id="s2b10c32l11" />แล้วด้วย  ธรรม เป็นผู้ปราศจากความเศร้าโศก ทรงพิจารณา เห็นประชุมชน
			<remark  id="s2b10c32l12" />ผู้เกลื่อนกล่นไปด้วยความเศร้าโศกถูกชาติและชราครอบงำแล้ว ข้าแต่
			<remark  id="s2b10c32l13" />พระองค์ผู้กล้าผู้ชนะสงครามแล้ว เป็นนายพวก ปราศจากหนี้    ขอ
			<remark  id="s2b10c32l14" />พระองค์จงเสด็จลุกขึ้น เปิดเผยโลก   ขอผู้มีพระภาคจงทรงแสดงธรรม    
			<remark  id="s2b10c32l15" />ผู้ที่รู้ทั่วถึงธรรมได้ ยังจักมี ฯ   
			<remark  id="s2b10c32l16" />	[๔๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อท้าวมหาพรหมนั้นได้กราบทูลแล้ว ดังนี้  พระผู้มีพระภาค
			<remark  id="s2b10c32l17" />อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่าวิปัสสี จึงได้ตรัสกะท้าวมหาพรหมนั้นด้วยพระคาถาว่า  
			<remark  id="s2b10c32l18" />เราได้เปิดเผยประตูอมตะไว้สำหรับท่านแล้ว ผู้มีโสต   จงปล่อยศรัทธามาเถิด 
			<remark  id="s2b10c32l19" />ดูกรพรหม เรารู้สึกลำบาก จึงมิได้กล่าวธรรมอันประณีตซึ่งเราให้คล่อง
			<remark  id="s2b10c32l20" />แคล่วแล้ว ในหมู่มนุษย์ ดังนี้ ฯ  
			<remark  id="s2b10c32l21" />	[๔๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแล ท้าวมหาพรหมคิดว่าเราเป็นผู้มี  โอกาส อัน
			<remark  id="s2b10c32l22" />พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่าวิปัสสี ได้ทรง   กระทำแล้ว เพื่อจะทรงแสดง
			<remark  id="s2b10c32l23" />ธรรม จึงถวายบังคมพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมา   สัมพุทธเจ้าพระนามว่าวิปัสสี กระทำประทักษิณ
			<remark  id="s2b10c32l24" />แล้วหายไป ณ ที่นั้นเอง ฯ   
			<remark  id="s2b10c32l25" />	[๔๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
			<remark  id="s2b10c32l26" />พระนามว่าวิปัสสี ทรงพระดำริว่า เราควรแสดงธรรมแก่ใครก่อน  เล่าหนอ ใครจะรู้ทั่วถึงธรรมนี้
		</para>
	</section>
	<section id="s2b10c33" >
		<para id="s2b10c33p">
			<remark  id="s2b10c33l1" />ได้เร็วพลันทีเดียว ภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแล   พระผู้มีภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนาม
			<remark  id="s2b10c33l2" />ว่าวิปัสสี ได้ทรงพระดำริว่า พระ     ราชโอรสพระนามว่าขัณฑะ และบุตรปุโรหิตชื่อว่า ติสสะ นี้ 
			<remark  id="s2b10c33l3" />ผู้อาศัยอยู่ใน  พระนครพันธุมดีราชธานี เป็นคนฉลาด เฉียบแหลม มีปัญญา มีกิเลสเพียง ดังธุลี
			<remark  id="s2b10c33l4" />ในจักษุเบาบางสิ้นกาลนาน ไฉนหนอ เราพึงแสดงธรรมแก่พระราชโอรส    พระนามว่าขัณฑะ 
			<remark  id="s2b10c33l5" />และบุตรปุโรหิตชื่อว่า ติสสะก่อน คนทั้งสองนั้นจักรู้ทั่วถึง    ธรรมนี้ได้รวดเร็วทีเดียว ฯ  
			<remark  id="s2b10c33l6" />      ดูกรภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า   พระนามว่า
			<remark  id="s2b10c33l7" />วิปัสสี ได้หายพระองค์ที่ควงโพธิพฤกษ์ไปปรากฏพระองค์ ณ มฤคทายวันชื่อว่าเขมะ ในพระ
			<remark  id="s2b10c33l8" />นครพันธุมดีราชธานี เปรียบเหมือนบุรุษที่กำลังเหยียด    ออกซึ่งแขนที่คู้เข้าไว้ หรือคู้เข้าซึ่งแขนที่
			<remark  id="s2b10c33l9" />ได้เหยียดออกไว้ ฉะนั้น ฯ 
			<remark  id="s2b10c33l10" />      ดูกรภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า    พระนามว่า
			<remark  id="s2b10c33l11" />วิปัสสี ตรัสเรียกคนเฝ้าสวนมฤคทายวันมาว่า มานี่ นายมฤคทายบาล   เธอจงเข้าไปยังพระนคร
			<remark  id="s2b10c33l12" />พันธุมดีราชธานี แล้วบอกกะพระราชโอรสพระนามว่า     ขัณฑะ และบุตรปุโรหิตชื่อติสสะ ดังนี้ว่า 
			<remark  id="s2b10c33l13" />พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า  พระนามว่าวิปัสสี ได้เสด็จถึงพระนครพันธุมดีราชธานี
			<remark  id="s2b10c33l14" />แล้ว กำลังประทับอยู่ที่     มฤคทายวันชื่อว่าเขมะ พระองค์ทรงพระประสงค์จะพบท่านทั้งสอง ฯ     
			<remark  id="s2b10c33l15" />      ดูกรภิกษุทั้งหลาย นายมฤคทายบาลรับพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมา
			<remark  id="s2b10c33l16" />สัมพุทธเจ้าพระนามว่าวิปัสสีแล้ว เข้าไปยังพระนครพันธุมดี แล้ว   แจ้งข่าวกะพระราชโอรส
			<remark  id="s2b10c33l17" />พระนามว่า ขัณฑะ และบุตรปุโรหิตชื่อว่า ติสสะ ว่า   พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
			<remark  id="s2b10c33l18" />พระนามว่า วิปัสสี เสด็จถึงพระนคร  พันธุมดีราชธานีแล้ว กำลังประทับอยู่ที่มฤคทายวันชื่อว่า 
			<remark  id="s2b10c33l19" />เขมะ พระองค์ทรง พระประสงค์ที่จะพบท่านทั้งสอง ฯ     
			<remark  id="s2b10c33l20" />      ภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแล พระราชโอรสพระนามว่าขัณฑะ และบุตร ปุโรหิตชื่อว่า
			<remark  id="s2b10c33l21" />ติสสะ สั่งให้บุรุษเทียมยานที่ดีๆ แล้วขึ้นสู่ยานที่ดีๆ ออกจาก   พระนครพันธุมดีราชธานี 
			<remark  id="s2b10c33l22" />พร้อมกับยานดีๆ ทั้งหลาย ขับตรงไปยังมฤคทายวัน   ชื่อว่าเขมะ ไปด้วยยานตลอดภูมิประเทศ
			<remark  id="s2b10c33l23" />เท่าที่ยานจะไปได้แล้ว ลงจากยานเดินตรง    เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
			<remark  id="s2b10c33l24" />พระนามว่า วิปัสสี ถึงที่ประทับ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนาม
		</para>
	</section>
	<section id="s2b10c34" >
		<para id="s2b10c34p">
			<remark  id="s2b10c34l1" />ว่าวิปัสสีแล้ว  นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่า     
			<remark  id="s2b10c34l2" /> วิปัสสี ได้ตรัสอนุปุพพิกถาแก่ท่านทั้งสองนั้น คือ ทรงประกาศทานกถา สีลกถา  สัคคกถา โทษ
			<remark  id="s2b10c34l3" />ของกามที่ต่ำช้า เศร้าหมอง และอานิสงส์ในการออกบวช เมื่อพระผู้มีพระภาคได้ทรงทราบว่า
			<remark  id="s2b10c34l4" />ท่านทั้งสองนั้นมีจิตคล่อง มีจิตอ่อน มีจิตปราศ   จากนิวรณ์ มีจิตสูง มีจิตผ่องใส จึงได้ทรง
			<remark  id="s2b10c34l5" />ประกาศธรรมเทศนาที่พระพุทธเจ้า ทั้งหลายทรงยกขึ้นแสดงด้วยพระองค์เอง คือ ทุกข์ สมุทัย 
			<remark  id="s2b10c34l6" />นิโรธ มรรค ดวงตา  เห็นธรรมอันปราศจากธุลี ปราศจากมลทิน ได้เกิดขึ้นแล้วแก่พระราชโอรส      
			<remark  id="s2b10c34l7" /> พระนามว่าขัณฑะ และบุตรปุโรหิตชื่อว่าติสสะ ว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้น  เป็นธรรมดา
			<remark  id="s2b10c34l8" /> สิ่งนั้นทั้งมวลมีความดับไปเป็นธรรมดา ณ ที่นั่งนั้นแล เหมือนผ้าที่  สะอาด ปราศจากมลทินควร
			<remark  id="s2b10c34l9" />รับน้ำย้อมด้วยดีฉะนั้น ท่านทั้งสองนั้น เห็นธรรม  ถึงธรรม รู้แจ้งธรรม หยั่งทราบธรรม ข้าม
			<remark  id="s2b10c34l10" />ความสงสัย ปราศจากความ   เคลือบแคลง ถึงความแกล้วกล้า ไม่ต้องเชื่อผู้อื่นในสัตถุศาสนา 
			<remark  id="s2b10c34l11" />ได้ กราบทูลพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่า วิปัสสี ว่า ข้าแต่  พระองค์ผู้เจริญ 
			<remark  id="s2b10c34l12" />ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภาษิต ของพระองค์ก็แจ่มแจ้งนัก 
			<remark  id="s2b10c34l13" />เปรียบเหมือนบุคคลหงายของที่คว่ำ เปิดของที่ปิด  บอกทางแก่คนหลงทาง หรือส่องประทีป
			<remark  id="s2b10c34l14" />ในที่มืดด้วยคิดว่าผู้มีจักษุจักเห็นรูปดังนี้  ฉันใด พระผู้มีพระภาคทรงประกาศพระธรรมโดย
			<remark  id="s2b10c34l15" />อเนกปริยายฉันนั้นเหมือนกัน   ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์เหล่านี้ขอถึงพระผู้มีพระภาค
			<remark  id="s2b10c34l16" />และพระธรรมว่าเป็น  ที่พึ่ง ขอพวกข้าพระองค์พึงได้บรรพชา พึงได้อุปสมบท ในสำนักของพระผู้มี 
			<remark  id="s2b10c34l17" /> พระภาค ฯ     
			<remark  id="s2b10c34l18" />      ดูกรภิกษุทั้งหลาย พระราชโอรสพระนามว่า ขัณฑะ และบุตรปุโรหิต ชื่อว่าติสสะ 
			<remark  id="s2b10c34l19" />ได้บรรพชา ได้อุปสมบทในสำนักของพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมา   สัมพุทธเจ้าพระนามว่า วิปัสสี 
			<remark  id="s2b10c34l20" />พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระ   นามว่า วิปัสสี ได้ทรงยังท่านทั้งสองนั้นให้เห็นแจ้ง
			<remark  id="s2b10c34l21" /> ให้สมาทาน ให้อาจ    หาญ ให้ร่าเริงด้วยธรรมีกถา แล้วประกาศโทษของสังขารอันต่ำช้าเศร้าหมอง
			<remark  id="s2b10c34l22" />และ อานิสงส์ในการออกบวช จิตของท่านทั้งสองนั้นผู้อันพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
			<remark  id="s2b10c34l23" />พระนามว่า วิปัสสี ทรงให้เห็นแจ้ง ให้สมาทาน ให้อาจหาญ  ให้รื่นเริงด้วยธรรมีกถา ไม่
			<remark  id="s2b10c34l24" />นานนัก ก็หลุดพ้นจากอาสวะ เพราะไม่ยึดมั่น ฯ 
			<remark  id="s2b10c34l25" />	[๔๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย หมู่มหาชนชาวพระนครพันธุมดีราชธานี ประมาณ   ๘๔,๐๐๐ 
			<remark  id="s2b10c34l26" />คน ได้สดับข่าวว่า พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่า วิปัสสี เสด็จถึงพระนคร
			<remark  id="s2b10c34l27" />พันธุมดีราชธานีโดยลำดับแล้ว ประทับอยู่ ณ มฤคทายวัน    ชื่อ เขมะ ข่าวว่าพระราชโอรส
		</para>
	</section>
	<section id="s2b10c35" >
		<para id="s2b10c35p">
			<remark  id="s2b10c35l1" />พระนามว่า ขัณฑะ และบุตรปุโรหิตชื่อ ติสสะ    ปลงผมและหนวด นุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์ออกบวช
			<remark  id="s2b10c35l2" />เป็นบรรพชิต ณ สำนักของพระ    ผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนาม วิปัสสี แล้ว ดังนี้ 
			<remark  id="s2b10c35l3" />คนเหล่านั้นครั้น  ได้ฟังแล้วต่างคิดเห็นกันว่า ก็พระราชโอรสพระนามว่า ขัณฑะและบุตรปุโรหิต
			<remark  id="s2b10c35l4" />ชื่อ    ว่า ติสสะ ปลงผมและหนวดนุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์ออกบวชเป็นบรรพชิตในพระธรรมวินัยใด 
			<remark  id="s2b10c35l5" />พระธรรมวินัยนั้น คงไม่ต่ำทรามแน่นอน บรรพชานั้นคงไม่ต่ำทราม แต่พระราชโอรสพระนามว่า 
			<remark  id="s2b10c35l6" />ขัณฑะ และบุตรปุโรหิตชื่อว่า ติสสะ ยังปลง   ผมและหนวด นุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์ออกบวช
			<remark  id="s2b10c35l7" />เป็นบรรพชิตได้ ไฉนพวกเราจึงจัก   ออกบวชเป็นบรรพชิตบ้างไม่ได้เล่า ฯ  
			<remark  id="s2b10c35l8" />      ดูกรภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแล หมู่มหาชนประมาณ ๘๔,๐๐๐ คนได้ชวน  กันออกจาก
			<remark  id="s2b10c35l9" />พระนครพันธุมดีราชธานีเข้าไปทางเขมมฤคทายวัน ที่พระผู้มีพระภาค ประทับอยู่ ครั้นเข้าไปเฝ้า
			<remark  id="s2b10c35l10" />แล้วถวายบังคมพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า   พระนามว่า วิปัสสี แล้วนั่ง ณ ที่ควร
			<remark  id="s2b10c35l11" />ส่วนข้างหนึ่ง พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมา    สัมพุทธเจ้าพระนามว่า วิปัสสี ได้ตรัสอนุปุพพิกถา
			<remark  id="s2b10c35l12" />แก่ชนเหล่านั้น คือทรงประ       กาศทานกถา สีลกถา สัคคกถา โทษของกามที่ต่ำช้าเศร้าหมอง และ
			<remark  id="s2b10c35l13" />อานิสงส์ใน   การออกบวช เมื่อพระผู้มีพระภาคได้ทรงทราบว่า ชนเหล่านั้น มีจิตคล่อง มีจิต  อ่อน 
			<remark  id="s2b10c35l14" />มีจิตปราศจากนิวรณ์ มีจิตสูง มีจิตผ่องใส จึงได้ทรงประกาศพระธรรม เทศนาที่พระพุทธเจ้า
			<remark  id="s2b10c35l15" />ทั้งหลายทรงยกขึ้นแสดงด้วยพระองค์เอง คือ ทุกข์ สมุทัย   นิโรธ มรรค ดวงตาเห็นธรรม
			<remark  id="s2b10c35l16" />อันปราศจากธุลี  ปราศจากมลทิน ได้เกิดขึ้นแล้ว   แก่หมู่มหาชน ๘๔,๐๐๐ คน นั้นว่า สิ่งใด
			<remark  id="s2b10c35l17" />สิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่ง   นั้นทั้งมวลมีความดับไปเป็นธรรมดา ณ ที่นั่งนั้นแล 
			<remark  id="s2b10c35l18" />เหมือนผ้าที่สะอาดปราศจาก     มลทินควรรับน้ำย้อมด้วยดีฉะนั้น ชนเหล่านั้น เห็นธรรม ถึงธรรม 
			<remark  id="s2b10c35l19" />รู้แจ้งธรรม    หยั่งทราบธรรม ข้ามความสงสัยปราศจากความเคลือบแคลง ถึงความแกล้วกล้า     
			<remark  id="s2b10c35l20" /> ไม่ต้องเชื่อผู้อื่นในสัตถุศาสนา ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่า 
			<remark  id="s2b10c35l21" />วิปัสสี ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้ง   นักข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภาษิต
			<remark  id="s2b10c35l22" />ของพระองค์แจ่มแจ้งนัก เปรียบเหมือนบุคคลหงาย   ของที่คว่ำ เปิดของที่ปิด บอกทางแก่คน
			<remark  id="s2b10c35l23" />หลงทาง หรือส่องประทีปในที่มืดด้วย คิดว่า ผู้มีจักษุจักเห็นรูป ดังนี้ฉันใด พระผู้มีพระภาคทรง
			<remark  id="s2b10c35l24" />ประกาศพระธรรมโดย  อเนกปริยาย ฉันนั้นเหมือนกัน ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์เหล่านี้
			<remark  id="s2b10c35l25" />ขอถึง    พระผู้มีพระภาคกับพระธรรมและพระภิกษุสงฆ์ ว่าเป็นที่พึ่ง ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ  พวกข้า
			<remark  id="s2b10c35l26" />พระองค์พึงได้บรรพชา พึงได้อุปสมบทในสำนักของพระผู้มีพระภาค ฯ     
		</para>
	</section>
	<section id="s2b10c36" >
		<para id="s2b10c36p">
			<remark  id="s2b10c36l1" />      ดูกรภิกษุทั้งหลาย หมู่มหาชน ๘๔,๐๐๐ คนเหล่านั้น ได้บรรพชา ได้    อุปสมบทใน
			<remark  id="s2b10c36l2" />สำนักของพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่า วิปัสสี แล้ว พระผู้มีพระภาค
			<remark  id="s2b10c36l3" />อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่า วิปัสสี ได้ทรงยัง   ภิกษุเหล่านั้นให้เห็นแจ้ง ให้สมาทาน 
			<remark  id="s2b10c36l4" />ให้อาจหาญ ให้รื่นเริง ด้วยธรรมี    กถาแล้ว ทรงประกาศโทษของสังขารที่ต่ำช้าเศร้าหมอง และ
			<remark  id="s2b10c36l5" />อานิสงส์ในพระนิพพาน จิตของภิกษุเหล่านั้น ผู้อันพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
			<remark  id="s2b10c36l6" /> พระนามว่า วิปัสสี ทรงให้เห็นแจ้ง ให้สมาทาน ให้อาจหาญ ให้รื่น   เริงด้วยธรรมีกถา ไม่
			<remark  id="s2b10c36l7" />นานนัก ก็หลุดพ้นจากอาสวะ เพราะไม่ยึดมั่น ฯ 
			<remark  id="s2b10c36l8" />	[๕๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรพชิต ๘๔,๐๐๐ รูปเหล่านั้น ได้สดับข่าวว่า พระผู้มี
			<remark  id="s2b10c36l9" />พระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่า วิปัสสี เสด็จถึงพระนครพันธุมดีราชธานีโดยลำดับ 
			<remark  id="s2b10c36l10" />ประทับอยู่ ณ มฤคทายวันชื่อว่า เขมะ และมี  ข่าวว่า กำลังทรงแสดงธรรมอยู่ ภิกษุทั้งหลาย 
			<remark  id="s2b10c36l11" />ครั้งนั้นแล บรรพชิต ๘๔,๐๐๐  รูปเหล่านั้น ได้พากันไปทางพระนครพันธุมดีราชธานีทางมฤค
			<remark  id="s2b10c36l12" />ทายวันชื่อว่า เขมะ       ที่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่า วิปัสสี ประทับอยู่ 
			<remark  id="s2b10c36l13" />ครั้น     ถึงแล้ว ได้ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่า วิปัสสี  แล้วพากัน
			<remark  id="s2b10c36l14" />นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า  พระนามว่า วิปัสสี ได้ตรัส
			<remark  id="s2b10c36l15" />อนุปุพพิกถาแก่บรรพชิตเหล่านั้น คือ ทรงประกาศ  ทานกถา สีลกถา สัคคกถา โทษของกามที่
			<remark  id="s2b10c36l16" />ต่ำช้าเศร้าหมอง และอานิสงส์   ในการออกบวช เมื่อทรงทราบว่า บรรพชิตเหล่านั้นมีจิตคล่อง 
			<remark  id="s2b10c36l17" />มีจิตอ่อน   มีจิตปราศจากนิวรณ์ มีจิตสูง มีจิตผ่องใส จึงได้ทรงประกาศพระธรรมเทศนาที่ พระ
			<remark  id="s2b10c36l18" />พุทธเจ้าทั้งหลายทรงยกขึ้นแสดงด้วยพระองค์เอง คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ  มรรค ดวงตาเห็น
			<remark  id="s2b10c36l19" />ธรรมที่ปราศจากธุลี ปราศจากมลทิน ได้เกิดขึ้นแล้วแก่บรรพชิต    ๘๔,๐๐๐ รูปนั้นว่า สิ่งใด
			<remark  id="s2b10c36l20" />สิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งมวล    มีความดับไปเป็นธรรมดา ณ ที่นั่งนั้นแล เหมือน
			<remark  id="s2b10c36l21" />ผ้าที่สะอาดปราศจากมลทินควร รับน้ำย้อมด้วยดี ฉะนั้น บรรพชิตเหล่านั้นเห็นธรรม ถึงธรรม 
			<remark  id="s2b10c36l22" />รู้แจ้งธรรม หยั่ง  ทราบธรรม ข้ามความสงสัย ปราศจากความเคลือบแคลง ถึงความแกล้วกล้า  
			<remark  id="s2b10c36l23" /> ไม่ต้องเชื่อผู้อื่นในสัตถุสาสนา ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธ  เจ้าพระนามว่า 
			<remark  id="s2b10c36l24" />วิปัสสีว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก   ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภาษิต
			<remark  id="s2b10c36l25" />ของพระองค์แจ่มแจ้งนัก เปรียบเหมือนบุคคลหงาย ของที่คว่ำ เปิดของที่ปิด บอกทางแก่คน
			<remark  id="s2b10c36l26" />หลงทาง หรือส่องประทีปในที่มืดด้วยคิดว่า  ผู้มีจักษุจักเห็นรูป ดังนี้ ฉันใด พระผู้มีพระภาคทรง
			<remark  id="s2b10c36l27" />ประกาศพระธรรมโดยอเนก     ปริยาย ฉันนั้นเหมือนกัน ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์เหล่านี้ 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b10c37" >
		<para id="s2b10c37p">
			<remark  id="s2b10c37l1" />ขอถึงพระผู้มีพระภาคกับพระธรรมและพระภิกษุสงฆ์ว่าเป็นที่พึ่ง ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พวกข้า     
			<remark  id="s2b10c37l2" /> พระองค์พึงได้บรรพชาพึงได้อุปสมบทในสำนักของพระผู้มีพระภาค ฯ     
			<remark  id="s2b10c37l3" />      ดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรพชิต ๘๔,๐๐๐ รูปเหล่านั้นได้บรรพชาได้  อุปสมบทในสำนัก
			<remark  id="s2b10c37l4" />ของพระผู้มีพระภาค พระนามว่าวิปัสสีแล้ว พระผู้มีพระภาค   อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่า
			<remark  id="s2b10c37l5" />วิปัสสี ได้ทรงยังภิกษุเหล่านั้นให้เห็นแจ้ง     ให้สมาทาน ให้อาจหาญ ให้รื่นเริงด้วยธรรมีกถา 
			<remark  id="s2b10c37l6" />ทรงประกาศโทษของสังขาร      ที่ต่ำช้าเศร้าหมอง และอานิสงส์ในพระนิพพาน จิตของภิกษุเหล่านั้น 
			<remark  id="s2b10c37l7" />ผู้อันพระ   ผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่าวิปัสสี ทรงให้เห็นแจ้ง ให้   สมาทาน
			<remark  id="s2b10c37l8" /> ให้อาจหาญ ให้รื่นเริง ด้วยธรรมีกถา  ไม่นานนักก็หลุดพ้นจากอาสวะ  เพราะไม่ยึดมั่น ฯ    
			<remark  id="s2b10c37l9" />	[๕๑] ก็สมัยนั้น ในพระนครพันธุมดีราชธานี มีภิกษุสงฆ์อาศัยอยู่    มากประมาณ
			<remark  id="s2b10c37l10" />หกล้านแปดแสนรูป ภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแลพระผู้มีพระภาค      อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนาม
			<remark  id="s2b10c37l11" />ว่าวิปัสสี ผู้เสด็จเร้นอยู่ในที่ลับ เกิดความ      รำพึงในพระทัยว่า บัดนี้ ในพระนครพันธุมดีราชธานี 
			<remark  id="s2b10c37l12" />มีภิกษุสงฆ์อาศัยอยู่เป็น      จำนวนมาก ประมาณหกล้านแปดแสนรูป ถ้ากระไร เราพึงอนุญาตภิกษุ
			<remark  id="s2b10c37l13" />ทั้งหลาย    ว่า ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงเที่ยวจาริกไป เพื่อประโยชน์แก่ชนเป็นอันมากเพื่อ   ความสุข
			<remark  id="s2b10c37l14" />แก่ชนเป็นอันมาก เพื่ออนุเคราะห์สัตว์โลก เพื่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูล    เพื่อความสุข แก่เทพดา
			<remark  id="s2b10c37l15" />และมนุษย์ทั้งหลาย แต่อย่าได้ไปทางเดียวกันสองรูป เธอ     ทั้งหลายจงแสดงธรรมงามในเบื้องต้น 
			<remark  id="s2b10c37l16" />งามในท่ามกลาง งามในที่สุด จงประกาศ    พรหมจรรย์พร้อมทั้งอรรถ พร้อมทั้งพยัญชนะ บริสุทธิ์
			<remark  id="s2b10c37l17" />บริบูรณ์สิ้นเชิง ในโลกนี้    สัตว์พวกนี้ที่มีกิเลสเพียงดังธุลีในจักษุเบาบางยังมีอยู่ เพราะไม่ได้
			<remark  id="s2b10c37l18" />ฟังธรรม สัตว์     พวกนั้นจึงเสื่อมเสียไป ผู้ที่รู้ทั่วถึงธรรมได้ยังจักมี แต่ว่าโดยหกปีๆ ล่วงไป 
			<remark  id="s2b10c37l19" /> พวกเธอพึงกลับมายังพระนครพันธุมดีราชธานี เพื่อแสดงพระปาติโมกข์ ฯ
			<remark  id="s2b10c37l20" />      ดูกรภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแล ท้าวมหาพรหมองค์หนึ่ง ได้ทราบความ   รำพึงในพระทัย
			<remark  id="s2b10c37l21" />ของพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่าวิปัสสี ด้วย     ใจแล้ว จึงได้หายตัวที่
			<remark  id="s2b10c37l22" />พรหมโลก ไปปรากฏอยู่เฉพาะพระพักตร์ของพระผู้มีพระ  ภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่า
			<remark  id="s2b10c37l23" />วิปัสสี เปรียบเหมือนบุรุษที่มีกำลัง เหยียด  ออกซึ่งแขนที่คู้เข้าไว้ หรือคู้เข้าซึ่งแขนที่เหยียด
			<remark  id="s2b10c37l24" />ออกไว้ ฉะนั้น ฯ    
			<remark  id="s2b10c37l25" />      ดูกรภิกษุทั้งหลาย ทันใดนั้น ท้าวมหาพรหมนั้นกระทำผ้าอุตตราสงค์    เฉวียงบ่าข้างหนึ่ง 
			<remark  id="s2b10c37l26" />ประนมอัญชลีไปทางที่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า    พระนามว่าวิปัสสีประทับอยู่ ได้
			<remark  id="s2b10c37l27" />กราบทูลพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า     พระนามว่าวิปัสสีว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาค ข้อนี้
		</para>
	</section>
	<section id="s2b10c38" >
		<para id="s2b10c38p">
			<remark  id="s2b10c38l1" />เป็นอย่างนั้น ข้าแต่พระสุคต   ข้อนี้เป็นอย่างนั้น ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ บัดนี้ ในพระนคร
			<remark  id="s2b10c38l2" />พันธุมดีราชธานีมี    ภิกษุสงฆ์อาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก ประมาณหกล้านแปดแสนรูป ข้าแต่พระองค์
			<remark  id="s2b10c38l3" />ผู้  เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคจงทรงอนุญาตภิกษุทั้งหลายเถิดว่า ภิกษุทั้งหลาย พวก     เธอจงเที่ยว
			<remark  id="s2b10c38l4" />จาริกไป เพื่อประโยชน์แก่ชนเป็นอันมาก เพื่อความสุขแก่ชนเป็นอัน      มาก เพื่ออนุเคราะห์สัตว์
			<remark  id="s2b10c38l5" />โลก เพื่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูล เพื่อความสุข แก่      เทพดาและมนุษย์ทั้งหลาย แต่อย่าได้ไป
			<remark  id="s2b10c38l6" />ทางเดียวกันสองรูป ภิกษุทั้งหลาย     เธอทั้งหลาย จงแสดงธรรมงามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง 
			<remark  id="s2b10c38l7" />งามในที่สุด จง ประกาศพรหมจรรย์ พร้อมทั้งอรรถ พร้อมทั้งพยัญชนะบริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิง
			<remark  id="s2b10c38l8" /> ใน    โลกนี้ สัตว์พวกที่มีกิเลสเพียงดังธุลีในจักษุเบาบางยังมีอยู่ เพราะไม่ได้ฟังธรรม    สัตว์พวกนั้น
			<remark  id="s2b10c38l9" />จึงเสื่อมเสียไป ผู้ที่รู้ทั่วถึงธรรมได้ยังจักมี ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ    แม้ข้าพระองค์ก็จักกระทำโดย
			<remark  id="s2b10c38l10" />ที่จะให้ภิกษุทั้งหลายกลับมายังพระนครพันธุมดีราช    ธานี เพื่อแสดงพระปาติโมกข์โดยหกปีๆ ล่วงไป      
			<remark  id="s2b10c38l11" />      ดูกรภิกษุทั้งหลาย ท้าวมหาพรหมนั้นได้กราบทูลดังนี้แล้วถวายบังคมพระ ผู้มีพระภาค
			<remark  id="s2b10c38l12" />อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า พระนามว่าวิปัสสี กระทำประทักษิณแล้ว หาย     ไป ณ ที่นั้นเอง ฯ    
			<remark  id="s2b10c38l13" />	[๕๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย  ครั้งนั้นแล  พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า    
			<remark  id="s2b10c38l14" />พระนามว่าวิปัสสี ในเวลาเย็น เสด็จออกจากที่เร้นแล้วตรัสเรียกภิกษุทั้งหลาย    มาว่า ภิกษุ
			<remark  id="s2b10c38l15" />ทั้งหลาย วันนี้เราไปเร้นอยู่ในที่ลับ เกิดความรำพึงในใจว่า ใน      พระนครพันธุมดีราชธานี มีภิกษุ
			<remark  id="s2b10c38l16" />สงฆ์อาศัยอยู่เป็นจำนวนมากประมาณหกล้าน    แปดแสนรูป ถ้ากระไรเราพึงอนุญาตภิกษุทั้งหลายว่า 
			<remark  id="s2b10c38l17" />ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจง เที่ยวจาริกไปเพื่อประโยชน์แก่ชนเป็นอันมาก เพื่อความสุขแก่ชนเป็น
			<remark  id="s2b10c38l18" />อันมาก  เพื่ออนุเคราะห์สัตว์โลก เพื่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูล เพื่อความสุขแก่เทพดาและ  มนุษย์
			<remark  id="s2b10c38l19" />ทั้งหลาย แต่อย่าได้ไปทางเดียวกันสองรูป เธอทั้งหลายจงแสดงธรรมงาม ในเบื้องต้น งามในท่าม
			<remark  id="s2b10c38l20" />กลาง งามในที่สุด จงประกาศพรหมจรรย์ พร้อมทั้ง      อรรถ พร้อมทั้งพยัญชนะบริสุทธิ์บริบูรณ์
			<remark  id="s2b10c38l21" />สิ้นเชิง ในโลกนี้ สัตว์พวกที่มีกิเลส    เพียงดังธุลีในจักษุเบาบางยังมีอยู่ เพราะไม่ได้ฟังธรรม สัตว์
			<remark  id="s2b10c38l22" />พวกนั้นจึงเสื่อมเสีย      ไป ผู้ที่รู้ทั่วถึงธรรมได้ยังจักมี แต่ว่า โดยหกปีๆ ล่วงไปพวกเธอพึงกลับมายัง  
			<remark  id="s2b10c38l23" /> พระนครพันธุมดีราชธานี เพื่อแสดงปาติโมกข์ ภิกษุทั้งหลาย ทันใดนั้นแล ท้าว   มหาพรหมองค์หนึ่ง 
			<remark  id="s2b10c38l24" />ได้ทราบความรำพึงในใจของเราด้วยใจ แล้วจึงได้หายตัวที่  พรหมโลก มาปรากฏเฉพาะหน้าเรา 
			<remark  id="s2b10c38l25" />เปรียบเหมือนบุรุษที่มีกำลังเหยียดออกซึ่ง   แขนที่คู้เข้าไว้ หรือคู้เข้าซึ่งแขนที่เหยียดออกไว้ ฉะนั้น 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b10c39" >
		<para id="s2b10c39p">
			<remark  id="s2b10c39l1" />ภิกษุทั้งหลาย ที่นั้น ท้าว มหาพรหมนั้น กระทำผ้าอุตตราสงค์เฉวียงบ่าข้างหนึ่งประนมอัญชลีมาทาง
			<remark  id="s2b10c39l2" />เราแล้ว       พูดกะเราว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาค ข้อนี้เป็นอย่างนั้น ข้าแต่พระสุคต ข้อนี้เป็นอย่าง  
			<remark  id="s2b10c39l3" /> นั้น บัดนี้ในพระนครพันธุมดีราชธานี มีภิกษุสงฆ์อาศัยอยู่เป็นจำนวนมากประมาณ หกล้านแปดแสน
			<remark  id="s2b10c39l4" />รูป ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคจงทรงอนุญาตภิกษุ ทั้งหลายเถิดว่า ภิกษุทั้งหลาย 
			<remark  id="s2b10c39l5" />พวกเธอจงเที่ยวจาริกไปเพื่อประโยชน์แก่ชนเป็น     อันมาก เพื่อความสุขแก่ชนเป็นอันมาก เพื่อ
			<remark  id="s2b10c39l6" />อนุเคราะห์สัตว์โลก เพื่อประโยชน์      เพื่อเกื้อกูล เพื่อความสุข แก่เทพดาและมนุษย์ทั้งหลาย 
			<remark  id="s2b10c39l7" />แต่อย่าได้ไปทางเดียวกัน  สองรูป ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงแสดงธรรมงามในเบื้องต้น งามใน
			<remark  id="s2b10c39l8" />ท่ามกลาง งามในที่สุด จงประกาศพรหมจรรย์พร้อมทั้งอรรถ พร้อมทั้งพยัญชนะ บริสุทธิ์ 
			<remark  id="s2b10c39l9" /> บริบูรณ์สิ้นเชิง ในโลกนี้สัตว์พวกที่มีกิเลสเพียงดังธุลีในจักษุเบาบางยังมีอยู่ เพราะไม่ได้ฟังธรรม
			<remark  id="s2b10c39l10" /> สัตว์พวกนั้นจึงเสื่อมเสียไป ผู้ที่รู้ทั่วถึงธรรมได้ยังจักมี ข้าแต่   พระองค์ผู้เจริญแม้ข้าพระองค์ก็จัก
			<remark  id="s2b10c39l11" />กระทำโดยที่จะให้ภิกษุทั้งหลายกลับมายังพระนคร พันธุมดีราชธานี เพื่อแสดงพระปาติโมกข์โดย
			<remark  id="s2b10c39l12" />หกปีๆ ล่วงไป ภิกษุทั้งหลาย ท้าว       มหาพรหมนั้นพูดกะเรา ดังนี้แล้วไหว้เรา กระทำประทักษิณ 
			<remark  id="s2b10c39l13" />แล้วหายไปในที่นั้นเอง ฯ 
			<remark  id="s2b10c39l14" />      ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาต พวกเธอจงเที่ยวจาริกไปเพื่อประโยชน์  แก่ชนเป็นอันมาก
			<remark  id="s2b10c39l15" /> เพื่อความสุขแก่ชนเป็นอันมาก เพื่ออนุเคราะห์สัตว์โลก เพื่อ     ประโยชน์ เพื่อเกื้อกูล เพื่อความ
			<remark  id="s2b10c39l16" />สุขแก่เทพดาและมนุษย์ทั้งหลาย แต่อย่าได้ไป     ทางเดียวกันสองรูป ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลาย
			<remark  id="s2b10c39l17" />จงแสดงธรรมงามในเบื้องต้น    งามในท่ามกลาง งามในที่สุด จงประกาศพรหมจรรย์ พร้อมทั้ง
			<remark  id="s2b10c39l18" />อรรถ พร้อมทั้ง    พยัญชนะ บริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิง ในโลกนี้ สัตว์พวกที่มีกิเลสเพียงดังธุลีใน  
			<remark  id="s2b10c39l19" /> จักษุเบาบางยังมีอยู่ เพราะไม่ได้ฟังธรรมสัตว์พวกนั้นจึงเสื่อมเสียไป ผู้ที่รู้ทั่วถึง ธรรมได้ยังจักมี 
			<remark  id="s2b10c39l20" />แม้เราก็จักกระทำ โดยที่ให้พระนครพันธุมดีเป็นสถานที่อันเธอ   ทั้งหลายพึงกลับมาแสดงพระ
			<remark  id="s2b10c39l21" />ปาติโมกข์โดยหกปีๆ ล่วงไป ดังนี้ ฯ      
			<remark  id="s2b10c39l22" />      ดูกรภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแล ภิกษุทั้งหลายได้เที่ยวจาริกไปในชนบท โดยวันเดียว
			<remark  id="s2b10c39l23" />เท่านั้นโดยมาก ฯ 
			<remark  id="s2b10c39l24" />	[๕๓] ก็โดยสมัยนั้นแล ในชมพูทวีปมีอาวาสอยู่ ๘๔,๐๐๐ อาวาส   เมื่อล่วงไปได้
			<remark  id="s2b10c39l25" />พรรษาหนึ่งแล้ว เทพดาทั้งหลายได้ร้องประกาศว่า ข้าแต่ท่านผู้นิรทุกข์     ทั้งหลาย ล่วงไปพรรษา
		</para>
	</section>
	<section id="s2b10c40" >
		<para id="s2b10c40p">
			<remark  id="s2b10c40l1" />หนึ่งแล้ว บัดนี้ ยังเหลือห้าพรรษา โดยอีกห้าพรรษา   ล่วงไป ท่านทั้งหลายพึงเข้าไปยังพระนคร
			<remark  id="s2b10c40l2" />พันธุมดีราชธานี เพื่อสวดพระปาติโมกข์     เมื่อล่วงไปได้สองพรรษาแล้ว เทพดาทั้งหลายได้ร้อง
			<remark  id="s2b10c40l3" />ประกาศว่า ข้าแต่ท่านผู้ นิรทุกข์ทั้งหลาย ล่วงไปสองพรรษาแล้ว บัดนี้ ยังเหลือสี่พรรษา โดยอีก    
			<remark  id="s2b10c40l4" /> สี่พรรษาล่วงไป ท่านทั้งหลายพึงเข้าไปยังพระนครพันธุมดีราชธานีเพื่อสวดพระปาติโมกข์ เมื่อ
			<remark  id="s2b10c40l5" />ล่วงไปได้สามพรรษาแล้ว เทพดาทั้งหลายได้ร้องประกาศว่า ข้า แต่ท่านผู้นิรทุกข์ทั้งหลาย ล่วงไป
			<remark  id="s2b10c40l6" />สามพรรษาแล้ว บัดนี้ ยังเหลือสามพรรษา โดย     อีกสามพรรษาล่วงไป ท่านทั้งหลายพึงเข้าไปยัง
			<remark  id="s2b10c40l7" />พระนครพันธุมดีราชธานี เพื่อสวด      พระปาติโมกข์ เมื่อล่วงไปได้สี่พรรษาแล้ว เทพดาทั้งหลายได้
			<remark  id="s2b10c40l8" />ร้องประกาศว่า ข้าแต่ท่านผู้นิรทุกข์ทั้งหลาย ล่วงไปสี่พรรษาแล้ว บัดนี้ ยังเหลือสองพรรษา โดย    
			<remark  id="s2b10c40l9" /> อีกสองพรรษาล่วงไป ท่านทั้งหลายพึงเข้าไปยังพระนครพันธุมดีราชธานี เพื่อ  สวดพระปาติโมกข์ 
			<remark  id="s2b10c40l10" />เมื่อล่วงไปได้ห้าพรรษาแล้ว เทพดาทั้งหลายได้ร้องประกาศว่า      ข้าแต่ท่านผู้นิรทุกข์ทั้งหลาย 
			<remark  id="s2b10c40l11" />ล่วงไปห้าพรรษาแล้ว บัดนี้ ยังเหลือพรรษาเดียว    โดยอีกพรรษาเดียวล่วงไป ท่านทั้งหลายพึง
			<remark  id="s2b10c40l12" />เข้าไปยังพระนครพันธุมดีราชธานี เพื่อ    สวดพระปาติโมกข์ เมื่อล่วงไปได้หกพรรษาแล้ว เทพดา
			<remark  id="s2b10c40l13" />ทั้งหลายได้ร้องประกาศว่า       ล่วงไปหกพรรษาแล้ว บัดนี้ถึงเวลาละ ท่านทั้งหลายพึงเข้าไปยัง
			<remark  id="s2b10c40l14" />พระนครพันธุมดี  ราชธานี เพื่อสวดพระปาติโมกข์ ฯ     
			<remark  id="s2b10c40l15" />      ดูกรภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแล ภิกษุเหล่านั้น บางพวกไปด้วยอิทธานุภาพของตน 
			<remark  id="s2b10c40l16" />บางพวกไปด้วยอิทธานุภาพของเทวดา เข้าไปยังพระนครพันธุมดีราชธานี โดยวันเดียวนั้น เพื่อ
			<remark  id="s2b10c40l17" />สวดพระปาติโมกข์ ฯ   
			<remark  id="s2b10c40l18" />	[๕๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ได้ยินว่า ณ ที่นั้น พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธ
			<remark  id="s2b10c40l19" />เจ้าพระนามว่าวิปัสสี ทรงสวดพระปาติโมกข์ในที่ประชุม   พระภิกษุสงฆ์ดังนี้   
			<remark  id="s2b10c40l20" />ขันติคือความทนทานเป็นตบะอย่างยิ่ง    พระพุทธเจ้าทั้งหลายตรัสว่า
			<remark  id="s2b10c40l21" /> พระนิพพานเป็นธรรมอย่างยิ่ง   ผู้ทำร้ายผู้อื่นผู้เบียดเบียนผู้อื่น 
			<remark  id="s2b10c40l22" />ไม่ชื่อว่าเป็นบรรพชิต ไม่ชื่อว่าเป็นสมณะเลย   การไม่ทำบาปทั้งสิ้น 
			<remark  id="s2b10c40l23" />การยังกุศลให้ถึงพร้อม   การทำจิตของตนให้ผ่องใส นี้เป็นคำสั่งสอน
			<remark  id="s2b10c40l24" />ของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย การไม่กล่าวร้าย ๑ การไม่ทำร้าย ๑ 
			<remark  id="s2b10c40l25" />ความสำรวมในพระปาติโมกข์ ๑ ความเป็นผู้รู้ประมาณในภัตตาหาร ๑  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b10c41" >
		<para id="s2b10c41p">
			<remark  id="s2b10c41l1" /> ที่นอนที่นั่งอันสงัด ๑ การประกอบความเพียรในอธิจิต ๑
			<remark  id="s2b10c41l2" />หกอย่างนี้ เป็นคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ฯ   
			<remark  id="s2b10c41l3" />	[๕๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมัยหนึ่ง เราอยู่ที่ควงไม้พญาสาลพฤกษ์ ใน   ป่าสุภวัน 
			<remark  id="s2b10c41l4" />ใกล้อุกกัฏฐนคร ภิกษุทั้งหลายเมื่อเรานั้นไปเร้นอยู่ในที่ลับ เกิดความ รำพึงในใจว่า ชั้นสุทธาวาส
			<remark  id="s2b10c41l5" />ซึ่งเรามิได้เคยอยู่เลย โดยเวลาอันยืดยาวนานนี้ นอกจากเทวดาเหล่าสุทธาวาสแล้ว ไม่ใช่
			<remark  id="s2b10c41l6" />โอกาสที่ใครๆ จะได้โดยง่าย ถ้า       กระไรเราพึงเข้าไปหาเทวดาเหล่าสุทธาวาสจนถึงที่อยู่ ภิกษุ
			<remark  id="s2b10c41l7" />ทั้งหลายทันใดนั้น เรา  ได้หายไปที่ควงไม้พญาสาลพฤกษ์ ในป่าสุภวันใกล้อุกกัฏฐนคร ไปปรากฏ
			<remark  id="s2b10c41l8" />ในพวกเทพดาเหล่าอวิหา เปรียบเหมือนบุรุษที่มีกำลัง เหยียดออกซึ่งแขนที่คู้เข้าไว้  หรือคู้เข้าซึ่ง
			<remark  id="s2b10c41l9" />แขนที่เหยียดออกไว้ ฉะนั้น ฯ
			<remark  id="s2b10c41l10" />      ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในหมู่เทพดานั้นแล เทพดานับร้อยนับพันเป็นอันมาก  ได้เข้า
			<remark  id="s2b10c41l11" />มาหาเรา ครั้นเข้ามาหา ไหว้เราแล้ว ได้ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้น เทพดาเหล่านั้น
			<remark  id="s2b10c41l12" />ยืนเรียบร้อยแล้วได้กล่าวกะเราว่า ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ นับแต่นี้    ไป ๙๑ กัป พระผู้มีพระภาค
			<remark  id="s2b10c41l13" />อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่าวิปัสสี เสด็จ อุบัติในโลก ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ พระผู้มี
			<remark  id="s2b10c41l14" />พระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า พระนามว่าวิปัสสี เป็นกษัตริย์โดยพระชาติ เสด็จอุบัติในขัตติย
			<remark  id="s2b10c41l15" />สกุล เป็นโกณฑัญญะโดยพระโคตร มีพระชนมายุประมาณแปดหมื่นปี พระองค์ได้ตรัสรู้ที่ควง
			<remark  id="s2b10c41l16" />ไม้ แคฝอยมีพระขันฑเถระ และพระติสสเถระ เป็นคู่พระอัครสาวก ซึ่งเป็นคู่อันเจริญ ข้าแต่
			<remark  id="s2b10c41l17" />พระองค์ผู้นิรทุกข์ การประชุมกันแห่งพระสาวกของพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนาม
			<remark  id="s2b10c41l18" />ว่า
			<remark  id="s2b10c41l19" />วิปัสสี ได้มีแล้วสามครั้ง ครั้งหนึ่งมีพระสาวกประชุมกันเป็นจำนวนภิกษุหกล้านแปดแสนรูป 
			<remark  id="s2b10c41l20" />อีกครั้งหนึ่ง มีพระสาวกประชุมกันเป็นจำนวนแสนรูป อีกครั้งหนึ่ง มีพระสาวกประชุมกันเป็น
			<remark  id="s2b10c41l21" />จำนวนแปดหมื่นรูป พระสาวกของพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า พระนามว่าวิปัสสีที่ได้
			<remark  id="s2b10c41l22" />ประชุมกันทั้งสามครั้งนี้ ล้วนแต่เป็นพระขีณาสพทั้งสิ้น ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ ภิกษุผู้อุปัฏฐาก
			<remark  id="s2b10c41l23" />ชื่ออโสกะ ได้เป็นอัครอุปัฏฐากของพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมพุทธเจ้าพระนามว่าวิปัสสี 
			<remark  id="s2b10c41l24" />พระราชาพระนามว่าพันธุมา เป็นพระชนกพระเทวีพระนามว่า พันธุมดีเป็นพระชนนีบังเกิดเกล้า
			<remark  id="s2b10c41l25" />ของพระองค์ พระนครชื่อว่าพันธุมดี เป็นราชธานีของพระเจ้าพันธุมา ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b10c42" >
		<para id="s2b10c42p">
			<remark  id="s2b10c42l1" />การออกมหาภิเนษกรมณ์ การบรรพชา การตั้งความเพียร การตรัสรู้การประกาศ พระธรรมจักร 
			<remark  id="s2b10c42l2" />ของพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่าวิปัสสี  เป็นอย่างนี้ๆ ข้าแต่พระองค์
			<remark  id="s2b10c42l3" />ผู้นิรทุกข์ พวกข้าพระองค์นั้น ประพฤติพรหมจรรย์   ในพระผู้มีพระภาค พระนามว่าวิปัสสี คลาย
			<remark  id="s2b10c42l4" />กามฉันท์ในกามทั้งหลายแล้วจึงได้ บังเกิดในที่นี้ ฯ    
			<remark  id="s2b10c42l5" />      ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในหมู่เทพดานั้นเอง เทพดานับร้อยนับพันเป็นอันมาก ได้เข้า
			<remark  id="s2b10c42l6" />มาหาเราครั้นเข้ามาหา ไหว้เราแล้ว ได้ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้น เทพดาเหล่านั้น
			<remark  id="s2b10c42l7" />ยืนเรียบร้อยแล้วได้กล่าวกะเราว่า ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์นับ  แต่นี้ไป ๓๑ กัป พระผู้มีพระภาค
			<remark  id="s2b10c42l8" />อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า พระนามว่าสิขี เสด็จ      อุบัติในโลก พระองค์เป็นกษัตริย์โดยพระชาติ 
			<remark  id="s2b10c42l9" />เสด็จอุบัติในขัตติยสกุล เป็น โกณฑัญญะโดยโคตร มีพระชนมายุประมาณเจ็ดหมื่นปี พระองค์
			<remark  id="s2b10c42l10" />ได้ตรัสรู้ที่ควงไม้      กุ่มบก มีพระอภิภูเถระและพระสัมภวเถระ เป็นคู่พระอัครสาวก ซึ่งเป็นคู่อัน
			<remark  id="s2b10c42l11" />เจริญ   การประชุมกันแห่งพระสาวกของพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า พระนามว่าสิขี ได้
			<remark  id="s2b10c42l12" />มีแล้วสามครั้ง ครั้งหนึ่งมีพระสาวกประชุมกันเป็นจำนวนภิกษุแสนรูป อีกครั้งหนึ่ง มีพระสาวก
			<remark  id="s2b10c42l13" />ประชุมกัน เป็นจำนวนภิกษุแปดหมื่นรูป อีกครั้งหนึ่งมีพระสาวกประชุมกันเป็นจำนวนภิกษุ
			<remark  id="s2b10c42l14" />เจ็ดหมื่นรูป ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ พระสาวกของพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนาม
			<remark  id="s2b10c42l15" />ว่าสิขี ที่ ได้ประชุมกันทั้งสามครั้งนี้ ล้วนแต่เป็นพระขีณาสพทั้งสิ้น ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์   
			<remark  id="s2b10c42l16" /> ภิกษุผู้อุปัฏฐาก ชื่อเขมังกระ ได้เป็นอัครอุปัฏฐากของพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
			<remark  id="s2b10c42l17" />พระนามว่าสิขี พระราชาพระนามว่าอรุณะ เป็นพระชนก พระเทวีพระนามว่าปภาวดี เป็นพระชนนี 
			<remark  id="s2b10c42l18" />บังเกิดเกล้าของพระองค์ พระนครชื่อว่าอรุณวดี เป็นราชธานีของพระเจ้าอรุณ ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ 
			<remark  id="s2b10c42l19" />การเสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์    การบรรพชา การตั้งความเพียร การตรัสรู้ การประกาศพระธรรม
			<remark  id="s2b10c42l20" />จักร ของพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่าสิขี เป็นอย่างนี้ๆ พวกข้า  พระองค์นั้น 
			<remark  id="s2b10c42l21" />ประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า พระนามว่าสิขี คลายกามฉันท์
			<remark  id="s2b10c42l22" />ในกามทั้งหลายแล้ว จึงได้บังเกิดในที่นี้ ฯ      
			<remark  id="s2b10c42l23" />      ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในหมู่เทพดานั้นเอง เทพดานับร้อยนับพันเป็นอันมากได้เข้าหา
			<remark  id="s2b10c42l24" />เรา ครั้นเข้ามาหาไหว้เราแล้ว ได้ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้น เทวดาเหล่านั้นยืนเรียบร้อย
			<remark  id="s2b10c42l25" />แล้วได้กล่าวกะเราว่า ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ในกัปที่  ๓๑ นั้นเอง พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมา
			<remark  id="s2b10c42l26" />สัมพุทธเจ้า พระนามว่าเวสสภู ได้  เสด็จอุบัติในโลก พระองค์เป็นกษัตริย์โดยพระชาติ เสด็จอุบัติ
			<remark  id="s2b10c42l27" />ในขัตติยสกุลเป็นโกณฑัญญะโดยพระโคตร มีพระชนมายุประมาณหกหมื่นปี พระองค์ได้ตรัสรู้   
		</para>
	</section>
	<section id="s2b10c43" >
		<para id="s2b10c43p">
			<remark  id="s2b10c43l1" /> ที่ควงไม้สาลพฤกษ์ มีพระโสนเถระและพระอุตตรเถระเป็นคู่พระอัครสาวกซึ่งเป็นคู่อันเจริญ 
			<remark  id="s2b10c43l2" />ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ การประชุมกันแห่งพระสาวกของพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า 
			<remark  id="s2b10c43l3" />พระนามว่าเวสสภู ได้มีแล้วสามครั้ง ครั้งหนึ่ง  มีสาวกประชุมกันเป็นจำนวนแปดหมื่นรูป 
			<remark  id="s2b10c43l4" />อีกครั้งหนึ่งมีสาวกประชุมกันเป็น จำนวนภิกษุเจ็ดหมื่นรูป อีกครั้งหนึ่งมีสาวกประชุมกันเป็นจำนวน
			<remark  id="s2b10c43l5" />ภิกษุหกหมื่นรูปสาวกของพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่าเวสสภู ที่ได้
			<remark  id="s2b10c43l6" />ประชุม   กันทั้งสามครั้งนี้ ล้วนแต่เป็นพระขีณาสพทั้งสิ้น ภิกษุผู้อุปัฏฐากชื่อว่าอุปสันตะ ได้เป็น
			<remark  id="s2b10c43l7" />อัครอุปัฏฐากของพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่าเวสสภู  พระราชาพระนามว่า 
			<remark  id="s2b10c43l8" />สุปปตีตะ เป็นพระชนก พระเทวีพระนามว่าสวดี เป็น พระชนนีบังเกิดเกล้าของพระองค์ พระนคร
			<remark  id="s2b10c43l9" />ชื่อว่าอโนมะ เป็นราชธานีของพระเจ้าสุปปตีตะ ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ การเสด็จออกมหาภิเนษ
			<remark  id="s2b10c43l10" />กรมณ์ การบรรพชา การตั้งความเพียร การตรัสรู้ การประกาศพระธรรมจักร ของพระผู้มีพระภาค    
			<remark  id="s2b10c43l11" /> อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า พระนามว่าเวสสภู เป็นอย่างนี้ๆ ข้าแต่พระองค์ผู้ นิรทุกข์ พวกข้า
			<remark  id="s2b10c43l12" />พระองค์นั้นประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาคพระนามว่า  เวสสภู คลายกามฉันท์ในกาม
			<remark  id="s2b10c43l13" />ทั้งหลายแล้ว จึงได้บังเกิดในที่นี้ ฯ   
			<remark  id="s2b10c43l14" />      ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในหมู่เทพดานั้นเอง เทพดานับร้อยนับพันเป็นอันมากได้เข้ามาหา
			<remark  id="s2b10c43l15" />เรา ครั้นเข้ามาหาไหว้เราแล้ว ได้ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง   ครั้นเทพดาเหล่านั้นยืนเรียบร้อย
			<remark  id="s2b10c43l16" />แล้วได้กล่าวกะเราว่า ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ ใน   ภัททกัปนี้เอง พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมา
			<remark  id="s2b10c43l17" />สัมพุทธเจ้าพระนามว่า กกุสันธะ ได้   เสด็จอุบัติในโลก พระองค์เป็นพราหมณ์โดยพระชาติ เสด็จ
			<remark  id="s2b10c43l18" />อุบัติในพราหมณสกุล เป็นกัสสปะโดยพระโคตร มีพระชนมายุประมาณสี่หมื่นปี พระองค์ได้
			<remark  id="s2b10c43l19" />ตรัสรู้ที่ ควงไม้ซีก มีพระวิธูรเถระและพระสัญชีวเถระ เป็นคู่พระอัครสาวก ซึ่งเป็นคู่  อันเจริญ
			<remark  id="s2b10c43l20" /> ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ การประชุมกันแห่งสาวกของพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระ
			<remark  id="s2b10c43l21" />นามว่า กกุสันธะ ได้มีแล้วครั้งเดียว เป็นจำนวนภิกษุสี่หมื่นรูป ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ สาวก
			<remark  id="s2b10c43l22" />ของพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่ากกุสันธะ ที่ได้ประชุมกันครั้งเดียวนี้ 
			<remark  id="s2b10c43l23" />ล้วนแต่เป็นพระขีณาสพทั้งสิ้น ภิกษุผู้อุปัฏฐากชื่อว่า วุฑฒิชะ ได้เป็นอัครอุปัฏฐากของ พระผู้มี
			<remark  id="s2b10c43l24" />พระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่ากกุสันธะ พราหมณ์ชื่อ  อัคคิทัตตะ เป็นพระชนก 
			<remark  id="s2b10c43l25" />พราหมณีชื่อว่า วิสาขา เป็นพระชนนีบังเกิดเกล้าของพระองค์ ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ ก็เวลานั้น 
			<remark  id="s2b10c43l26" />พระเจ้าเขมะ เป็นพระเจ้าแผ่นดิน  พระนครชื่อว่า เมมวดี เป็นราชธานี ของพระเจ้าเขมะ การเสด็จ
			<remark  id="s2b10c43l27" />ออก  มหาภิเนษกรมณ์ การบรรพชา การตั้งความเพียร การตรัสรู้ การประกาศ พระธรรมจักร 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b10c44" >
		<para id="s2b10c44p">
			<remark  id="s2b10c44l1" />ของพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่ากกุสันธะ  เป็นอย่างนี้ๆ ข้าแต่พระองค์
			<remark  id="s2b10c44l2" />ผู้นิรทุกข์ พวกข้าพระองค์นั้นประพฤติพรหมจรรย์    ในพระผู้มีพระภาคพระนามว่ากกุสันธะ คลาย
			<remark  id="s2b10c44l3" />กามฉันท์ในกามทั้งหลายแล้ว จึงได้ บังเกิดในที่นี้ ฯ    
			<remark  id="s2b10c44l4" />      ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในหมู่เทพดานั้นเอง เทพดานับร้อยนับพันเป็นอันมากได้เข้ามาหา
			<remark  id="s2b10c44l5" />เรา ครั้นเข้ามาหาไหว้เราแล้ว ได้ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง     ครั้นเทวดาเหล่านั้นยืนเรียบร้อย
			<remark  id="s2b10c44l6" />แล้วได้กล่าวกะเราว่า ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ ใน      ภัททกัปนี้เอง พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมา
			<remark  id="s2b10c44l7" />สัมพุทธเจ้าพระนามว่า โกนาคมนะ  ได้เสด็จอุบัติในโลก พระองค์เป็นพราหมณ์โดยพระชาติ เสด็จ
			<remark  id="s2b10c44l8" />อุบัติในพราหมสกุล  เป็นกัสสปะโดยพระโคตร มีพระชนมายุประมาณสามหมื่นปี พระองค์ได้
			<remark  id="s2b10c44l9" />ตรัสรู้ที่  ควงไม้มะเดื่อ มีพระภิยโยสเถระ และพระอุตตรเถระ เป็นคู่พระอัครสาวก ซึ่งเป็นคู่
			<remark  id="s2b10c44l10" />อันเจริญ ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ การประชุมกันแห่งสาวกของพระผู้มี พระภาคอรหันตสัมมา
			<remark  id="s2b10c44l11" />สัมพุทธเจ้าพระนามว่า โกนาคมนะ ได้มีแล้วครั้งเดียว เป็น  จำนวนภิกษุสามหมื่นรูป พระสาวก
			<remark  id="s2b10c44l12" />ของพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่า โกนาคมนะ ที่ได้ประชุมกันครั้งเดียวนี้ 
			<remark  id="s2b10c44l13" />ล้วนแต่เป็นพระขีณาสพ ทั้งสิ้น ภิกษุผู้อุปัฏฐากชื่อโสตถิชะ เป็นอัครอุปัฏฐากของพระผู้มีพระภาค
			<remark  id="s2b10c44l14" /> อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า พระนามว่าโกนาคมนะ ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์  พราหมณ์ชื่อว่า 
			<remark  id="s2b10c44l15" />ยัญญทัตตะ เป็นพระชนก พราหมณีชื่อว่า อุตตรา เป็นพระชนนี บังเกิดเกล้าของพระองค์ ก็ครั้งนั้น 
			<remark  id="s2b10c44l16" />พระเจ้าโสภะเป็นพระเจ้าแผ่นดิน พระนคร   ชื่อว่าโสภวดี เป็นราชธานีของพระเจ้าโสภะ ข้าแต่
			<remark  id="s2b10c44l17" />พระองค์ผู้นิรทุกข์ การเสด็จ  ออกมหาภิเนษกรมณ์ การบรรพชา การตั้งความเพียร การตรัสรู้ 
			<remark  id="s2b10c44l18" />การประกาศ    พระธรรมจักร ของพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่าโกนาคมนะ 
			<remark  id="s2b10c44l19" />เป็นอย่างนี้ๆ ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ พวกข้าพระองค์นั้น  ประพฤติพรหมจรรย์ ในพระผู้มี
			<remark  id="s2b10c44l20" />พระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่า   โกนาคมนะ คลายกามฉันท์ในกามทั้งหลายแล้ว 
			<remark  id="s2b10c44l21" />จึงได้บังเกิดในที่นี้ ฯ 
			<remark  id="s2b10c44l22" />      ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในหมู่เทพดานั้นเอง เทพดานับร้อยนับพันเป็นอันมากได้เข้า
			<remark  id="s2b10c44l23" />มาหาเรา ครั้นเข้ามาหาไหว้เราแล้ว ได้ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง    ครั้นเทวดาเหล่านั้น
			<remark  id="s2b10c44l24" />ยืนเรียบร้อยแล้วได้กล่าวกะเราว่า ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ ใน    ภัททกัปนี้เอง พระผู้มีพระภาคอรหันต
			<remark  id="s2b10c44l25" />สัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่า กัสสปะ ได้เสด็จอุบัติในโลก พระองค์เป็นพราหมณ์โดยพระชาติ 
			<remark  id="s2b10c44l26" />เสด็จอุบัติในพราหมณสกุล เป็นกัสสปะโดยพระโคตร มีพระชนมายุประมาณสองหมื่นปี 
			<remark  id="s2b10c44l27" />พระองค์ได้ตรัสรู้   ที่ควงไม้ไทร มีพระติสสเถระและพระภารทวาชเถระ เป็นคู่พระอัครสาวก ซึ่ง   
		</para>
	</section>
	<section id="s2b10c45" >
		<para id="s2b10c45p">
			<remark  id="s2b10c45l1" /> เป็นคู่อันเจริญ ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ การประชุมกันแห่งพระสาวกของพระผู้มีพระภาคอรหันต
			<remark  id="s2b10c45l2" />สัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่า กัสสปะ ได้มีแล้วครั้งเดียว เป็น จำนวนภิกษุสองหมื่นรูป ข้าแต่
			<remark  id="s2b10c45l3" />พระองค์ผู้นิรทุกข์ พระสาวกของพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า พระนามว่า กัสสปะ ที่
			<remark  id="s2b10c45l4" />ได้ประชุมกันครั้งเดียวนี้   ล้วนแต่เป็นพระขีณาสพทั้งสิ้น ภิกษุผู้อุปัฏฐากชื่อว่า สัพพมิตะ ได้เป็น 
			<remark  id="s2b10c45l5" /> อัครอุปัฏฐากของพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า พระนามว่ากัสสปะ  พราหมณ์ชื่อ 
			<remark  id="s2b10c45l6" />พรหมทัตต์ เป็นพระชนก พราหมณีชื่อ ธนวดี เป็นพระชนนี บังเกิดเกล้าของพระองค์ ข้าแต่พระองค์
			<remark  id="s2b10c45l7" />ผู้นิรทุกข์ ก็ครั้งนั้นพระเจ้ากิงกี เป็น พระเจ้าแผ่นดิน พระนครพาราณสี เป็นราชธานีของพระเจ้ากิงกี 
			<remark  id="s2b10c45l8" />ข้าแต่พระองค์ ผู้นิรทุกข์ การเสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์ การบรรพชา การตั้งความเพียร 
			<remark  id="s2b10c45l9" />การตรัสรู้ การประกาศพระธรรมจักร ของพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่า
			<remark  id="s2b10c45l10" />กัสสปะ เป็นอย่างนี้ๆ ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ พวกข้าพระองค์นั้น    ประพฤติพรหมจรรย์ใน
			<remark  id="s2b10c45l11" />พระผู้มีพระภาคพระนามว่า กัสสปะ คลายกามฉันท์ในกามทั้งหลายแล้ว จึงได้บังเกิดในที่นี้ ฯ   
			<remark  id="s2b10c45l12" />      ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในหมู่เทพดานั้นเอง เทพดานับร้อยนับพันเป็นอันมากได้เข้ามาหา
			<remark  id="s2b10c45l13" />เรา ครั้นเข้ามาหาไหว้เราแล้ว ได้ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง   ครั้นเทวดาเหล่านั้นยืนเรียบร้อย
			<remark  id="s2b10c45l14" />แล้วได้กล่าวกะเราว่า ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ ใน  ภัททกัปนี้เอง บัดนี้ พระผู้มีพระภาคอรหันต
			<remark  id="s2b10c45l15" />สัมมาสัมพุทธเจ้า ได้เสด็จอุบัติ   ในโลก พระองค์เป็นกษัตริย์โดยพระชาติ เสด็จอุบัติในขัตติยสกุล 
			<remark  id="s2b10c45l16" />เป็นโคตมโดย  พระโคตร ประมาณพระชนมายุของพระผู้มีพระภาคน้อยนิดเดียว เร็วพลัน ผู้ที่มี
			<remark  id="s2b10c45l17" />ชีวิตอยู่นานก็เป็นอยู่ได้เพียงร้อยปี บางทีก็มีชีวิตอยู่น้อยกว่าบ้าง มากกว่าบ้าง   พระผู้มีพระภาค
			<remark  id="s2b10c45l18" />ตรัสรู้ ที่ควงไม้โพธิ์ มีพระสารีบุตรเถระ และพระโมคคัลลานเถระ เป็นคู่พระอัครสาวกซึ่งเป็น
			<remark  id="s2b10c45l19" />คู่อันเจริญของพระผู้มีพระภาค ข้าแต่พระองค์  ผู้นิรทุกข์ การประชุมกันแห่งพระสาวกของพระผู้มี
			<remark  id="s2b10c45l20" />พระภาค ได้มีแล้วครั้งเดียว  เป็นจำนวนภิกษุหนึ่งพันสองร้อยห้าสิบรูป ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ 
			<remark  id="s2b10c45l21" />สาวกของ   พระผู้มีพระภาคที่ได้ประชุมกันครั้งเดียวนี้ ล้วนแต่เป็นพระขีณาสพทั้งสิ้น ภิกษุผู้อุปัฏฐาก
			<remark  id="s2b10c45l22" />ชื่ออานันทะ ได้เป็นอัครอุปัฏฐากของพระผู้มีพระภาค ข้าแต่พระองค์ผู้ นิรทุกข์ พระราชาพระนามว่า 
			<remark  id="s2b10c45l23" />สุทโธทนะ เป็นพระชนก พระเทวีพระนามว่า มายา เป็นพระชนนีบังเกิดเกล้าของพระผู้มีพระภาค 
			<remark  id="s2b10c45l24" />พระนครชื่อกบิลพัสดุ์ เป็น ราชธานี ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ การเสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์ การ
			<remark  id="s2b10c45l25" />บรรพชา  การตั้งความเพียร การตรัสรู้ การประกาศพระธรรมจักร ของพระผู้มีพระภาค   เป็น
			<remark  id="s2b10c45l26" />อย่างนี้ๆ ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ พวกข้าพระองค์นั้นประพฤติพรหมจรรย์  ในพระผู้มีพระภาค 
			<remark  id="s2b10c45l27" />คลายกามฉันท์ในกามทั้งหลายแล้ว จึงได้บังเกิดในที่นี้ ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b10c46" >
		<para id="s2b10c46p">
			<remark  id="s2b10c46l1" />      ดูกรภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแล เราพร้อมด้วยเทพดาเหล่าอวิหาได้เข้าไปหา  เทพดาเหล่า
			<remark  id="s2b10c46l2" />อตัปปา ภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแล เราพร้อมด้วยเทพดาเหล่าอวิหาและเหล่าอตัปปา ได้เข้าไปหา
			<remark  id="s2b10c46l3" />เทพดาเหล่าสุทัสสา ภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแล เราพร้อมด้วยเทพดาเหล่าอวิหา เหล่าอตัปปา 
			<remark  id="s2b10c46l4" />และเหล่าสุทัสสา ได้เข้าไปหา เทพดาเหล่าสุทัสสี ภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแล เราพร้อมด้วย 
			<remark  id="s2b10c46l5" />เทพดาเหล่าอวิหา   เหล่าอตัปปา เหล่าสุทัสสา และเหล่าสุทัสสี ได้เข้าไปหาเทพดาเหล่า 
			<remark  id="s2b10c46l6" />อกนิฏฐาแล้ว ฯ 
			<remark  id="s2b10c46l7" />      ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในหมู่เทพดานั้นเอง เทพดานับร้อยนับพันเป็นอันมาก ได้เข้า
			<remark  id="s2b10c46l8" />มาหาเรา ครั้นเข้ามาหาไหว้เราแล้ว ได้ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง   ครั้นเทพดาเหล่านั้น
			<remark  id="s2b10c46l9" />ยืนเรียบร้อยแล้วได้กล่าวกะเราว่า ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ นับถอยหลังแต่นี้ไปได้ ๙๑ กัป พระผู้มี
			<remark  id="s2b10c46l10" />พระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่า วิปัสสี เสด็จอุบัติในโลก พระองค์เป็นกษัตริย์โดย
			<remark  id="s2b10c46l11" />พระชาติ เสด็จอุบัติในขัตติยสกุล เป็นโกณฑัญญะโดยพระโคตร มีพระชนมายุประมาณ แปด
			<remark  id="s2b10c46l12" />หมื่นปี พระองค์ได้ตรัสรู้ที่ควงไม้แคฝอย มีพระขัณฑเถระและพระติสสเถระเป็นคู่พระอัครสาวก 
			<remark  id="s2b10c46l13" />ซึ่งเป็นคู่อันเจริญ ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ การประชุมกัน แห่งพระสาวกของพระผู้มีพระภาค
			<remark  id="s2b10c46l14" />อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่า วิปัสสี ได้   มีแล้ว ๓ ครั้ง ครั้งหนึ่งมีพระสาวกประชุมกันเป็น
			<remark  id="s2b10c46l15" />จำนวนภิกษุหกล้านแปดแสนรูป อีกครั้งหนึ่งมีพระสาวก  ประชุมกันเป็นจำนวนภิกษุแปดหมื่นรูป 
			<remark  id="s2b10c46l16" />พระสาวกของพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่า วิปัสสี ที่ได้ประชุมกันทั้งหมด
			<remark  id="s2b10c46l17" />ครั้งนี้ ล้วนแต่เป็นพระขีณาสพทั้งสิ้น ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ ภิกษุผู้อุปัฏฐากชื่อ อโสกะ ได้
			<remark  id="s2b10c46l18" />เป็นอัครอุปัฏฐาก ของพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่า วิปัสสี พระราชา
			<remark  id="s2b10c46l19" />พระนามว่า พันธุมา เป็นพระชนก พระเทวีพระนามว่า พันธุมดี เป็น  พระชนนีบังเกิดเกล้าของ
			<remark  id="s2b10c46l20" />พระองค์ พระนครชื่อพันธุมดี เป็นราชธานีของพระเจ้าพันธุมา ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ การเสด็จ
			<remark  id="s2b10c46l21" />ออกมหาภิเนษกรมณ์ การบรรพชา  การตั้งความเพียร การตรัสรู้ การประกาศพระธรรมจักร ของ
			<remark  id="s2b10c46l22" />พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่า วิปัสสี เป็นอย่างนี้ๆ ข้าแต่พระองค์ผู้ นิรทุกข์ 
			<remark  id="s2b10c46l23" />พวกข้าพระองค์นั้น ประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาคพระนามว่า วิปัสสี คลายกามฉันท์ใน
			<remark  id="s2b10c46l24" />กามทั้งหลายแล้ว จึงได้บังเกิดในที่นี้ ฯ  
			<remark  id="s2b10c46l25" />      ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในหมู่เทพดานั้นเอง เทพดานับร้อยนับพันเป็นอันมากได้เข้า
			<remark  id="s2b10c46l26" />มาหาเรา ครั้นเข้ามาหาไหว้เราแล้ว ได้ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง   ครั้นเทพดาเหล่านั้น
			<remark  id="s2b10c46l27" />ยืนเรียบร้อยแล้วได้กล่าวกะเราว่า ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ นับถอยหลังแต่นี้ไป ๓๑ กัป พระผู้มี
		</para>
	</section>
	<section id="s2b10c47" >
		<para id="s2b10c47p">
			<remark  id="s2b10c47l1" />พระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่า   สิขี ได้เสด็จอุบัติในโลก ฯลฯ ข้าแต่พระองค์ผู้
			<remark  id="s2b10c47l2" />นิรทุกข์ พวกข้าพระองค์นั้น    ประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
			<remark  id="s2b10c47l3" />พระนามว่า สิขี  คลายกามฉันท์ในกามทั้งหลายแล้ว จึงได้บังเกิดในที่นี้ ฯ   
			<remark  id="s2b10c47l4" />      ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในหมู่เทพดานั้นเอง เทพดานับร้อยนับพันเป็นอันมาก  ได้เข้า
			<remark  id="s2b10c47l5" />มาหาเรา ครั้นเข้ามาหาไหว้เราแล้ว ได้ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง   ครั้นเทพดาเหล่านั้น
			<remark  id="s2b10c47l6" />ยืนเรียบร้อยแล้วได้กล่าวกะเราว่า ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ใน   กัปที่ ๓๑ นั่นเองแล พระผู้มีพระภาค
			<remark  id="s2b10c47l7" />อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่า เวสสภู   ได้เสด็จอุบัติในโลก ฯลฯ ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ 
			<remark  id="s2b10c47l8" />พวกข้าพระองค์นั้น ประพฤติ  พรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาค พระนามว่า เวสสภู คลายกามฉันท์ใน
			<remark  id="s2b10c47l9" />กามทั้งหลาย  แล้ว จึงได้บังเกิดในที่นี้ ฯ
			<remark  id="s2b10c47l10" />      ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในหมู่เทพดานั้นเอง เทพดานับร้อย  นับพันเป็นอันมาก  ได้เข้า
			<remark  id="s2b10c47l11" />มาหาเรา ครั้นเข้ามาหาไหว้เราแล้ว ได้ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง    ครั้นเทพดาเหล่านั้นยืน
			<remark  id="s2b10c47l12" />เรียบร้อยแล้วได้กล่าวกะเราว่า ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ ใน   ภัททกัปนี้เอง พระผู้มีพระภาค
			<remark  id="s2b10c47l13" />อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่า กกุสันธะ ได้เสด็จอุบัติในโลก ฯลฯ ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ 
			<remark  id="s2b10c47l14" />พวกข้าพระองค์ประพฤติ พรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาคพระนามว่า กกุสันธะ คลายกามฉันท์
			<remark  id="s2b10c47l15" />ในกาม   ทั้งหลายแล้ว จึงได้บังเกิดในที่นี้ ฯ      
			<remark  id="s2b10c47l16" />      ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในหมู่เทพดานั้นเอง เทพดานับร้อยนับพันเป็นอันมาก  ได้เข้า
			<remark  id="s2b10c47l17" />มาหาเรา ครั้นเข้ามาหาไหว้เราแล้ว ได้ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง   ครั้นเทพดาเหล่านั้น
			<remark  id="s2b10c47l18" />ยืนเรียบร้อยแล้วได้กล่าวกะเราว่า ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ ใน   ภัททกัปนี้เอง พระผู้มีพระภาค
			<remark  id="s2b10c47l19" />อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่า โกนาคมนะ  ได้เสด็จอุบัติในโลก ฯลฯ ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ 
			<remark  id="s2b10c47l20" />พวกข้าพระองค์ ประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาคพระนามว่า โกนาคมนะ คลายกาม
			<remark  id="s2b10c47l21" />ฉันท์ในกาม   ทั้งหลายแล้ว จึงได้บังเกิดในที่นี้ ฯ      
			<remark  id="s2b10c47l22" />      ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในหมู่เทพดานั้นเอง เทพดานับร้อยนับพันเป็นอันมาก ได้เข้า
			<remark  id="s2b10c47l23" />มาหาเรา ครั้นเข้ามาหาไหว้เราแล้ว ได้ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง    ครั้นเทพดาเหล่านั้น
			<remark  id="s2b10c47l24" />ยืนเรียบร้อยแล้วได้กล่าวกะเราว่า ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ ใน    ภัททกัปนี้เอง พระผู้มีพระภาค
			<remark  id="s2b10c47l25" />อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่า กัสสปะ ได้ เสด็จอุบัติในโลก ฯลฯ ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ 
			<remark  id="s2b10c47l26" />พวกข้าพระองค์ ประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาคพระนามว่า กัสสปะ คลายกามฉันท์
			<remark  id="s2b10c47l27" />ในกามทั้งหลายแล้ว จึงได้บังเกิดในที่นี้ ฯ      
		</para>
	</section>
	<section id="s2b10c48" >
		<para id="s2b10c48p">
			<remark  id="s2b10c48l1" />      ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในหมู่เทพดานั้นเอง เทพดานับร้อยนับพันเป็นอันมาก  ได้เข้า
			<remark  id="s2b10c48l2" />มาหาเรา ครั้นเข้ามาหาไหว้เราแล้ว ได้ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง    ครั้นเทพดาเหล่านั้น
			<remark  id="s2b10c48l3" />ยืนเรียบร้อยแล้วได้กล่าวกะเราว่า ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ ใน   ภัททกัปนี้เอง พระผู้มีพระภาค
			<remark  id="s2b10c48l4" />อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้เสด็จอุบัติในโลก พระองค์เป็นกษัตริย์โดยพระชาติ เสด็จอุบัติใน
			<remark  id="s2b10c48l5" />ขัตติยสกุล เป็นโคตมะโดย   พระโคตร ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ พระชนมายุของพระผู้มีพระภาค
			<remark  id="s2b10c48l6" />น้อยนิดเดียว    เร็วพลัน ผู้ที่มีชีวิตอยู่นานก็เป็นอยู่ได้เพียงร้อยปี บางทีก็น้อยกว่าบ้าง มากกว่า
			<remark  id="s2b10c48l7" />บ้าง     พระผู้มีพระภาคตรัสรู้ที่ควงไม้โพธิ ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ พระสารีบุตรเถระ และพระ
			<remark  id="s2b10c48l8" />โมคคัลลานเถระเป็นคู่พระอัครสาวก ซึ่งเป็นคู่อันเจริญของพระผู้มีพระภาค  การประชุมกันแห่ง
			<remark  id="s2b10c48l9" />พระสาวกของพระผู้มีพระภาคได้มีแล้วครั้งเดียว เป็นจำนวน ภิกษุหนึ่งพันสองร้อยห้าสิบรูป ข้าแต่
			<remark  id="s2b10c48l10" />พระองค์ผู้นิรทุกข์ พระสาวกของพระผู้มีพระภาคที่ได้ประชุมกันแล้วครั้งเดียวนี้ ล้วนแต่เป็น
			<remark  id="s2b10c48l11" />พระขีณาสพทั้งสิ้น ข้าแต่ พระองค์ผู้นิรทุกข์ ภิกษุผู้อุปัฏฐากชื่อว่า อานันทะ ได้เป็นอัครอุปัฏฐาก
			<remark  id="s2b10c48l12" />ของ พระผู้มีพระภาค ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ พระราชาพระนามว่า สุทโธทนะ เป็นพระชนก พระ
			<remark  id="s2b10c48l13" />เทวีพระนามว่า มายา เป็นพระชนนีบังเกิดเกล้าของพระผู้มีพระภาคพระนครชื่อกบิลพัสดุ์เป็น
			<remark  id="s2b10c48l14" />ราชธานี ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ การเสด็จออก มหาภิเนษกรมณ์ การบรรพชา การตั้งความเพียร 
			<remark  id="s2b10c48l15" />การตรัสรู้ การประกาศ พระธรรมจักร์ของพระผู้มีพระภาคเป็นอย่างนี้ๆ ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ 
			<remark  id="s2b10c48l16" />พวก  ข้าพระองค์ ประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาค คลายความพอใจในกาม  ทั้งหลายแล้ว 
			<remark  id="s2b10c48l17" />จึงได้บังเกิดในที่นี้ ฯ      
			<remark  id="s2b10c48l18" />	[๕๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย   เพราะเหตุที่ธรรมธาตุนี้    ตถาคตแทงตลอดแล้วอย่างดี
			<remark  id="s2b10c48l19" />ด้วยประการฉะนี้แล ฉะนั้น พระพุทธเจ้าที่ล่วงไปแล้ว ปรินิพพานแล้ว ตัดธรรมเป็นเหตุทำให้เนิ่นช้า
			<remark  id="s2b10c48l20" />ได้แล้ว ตัดวัฏฏะได้แล้ว ครอบงำวัฏฏะได้    แล้ว ล่วงสรรพทุกข์แล้ว ตถาคตย่อมระลึกถึงได้
			<remark  id="s2b10c48l21" />แม้โดยพระชาติ แม้โดยพระนาม แม้โดยพระโคตร แม้โดยประมาณแห่งพระชนมายุ แม้โดยคู่
			<remark  id="s2b10c48l22" />แห่งพระสาวก แม้    โดยการประชุมกันแห่งพระสาวกว่า แม้ด้วยเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเหล่านั้น 
			<remark  id="s2b10c48l23" />จึง  มีพระชาติอย่างนี้   จึงมีพระนามอย่างนี้    จึงมีพระโคตรอย่างนี้   จึงมีศีลอย่างนี้   จึง มีธรรม
			<remark  id="s2b10c48l24" />อย่างนี้ จึงมีปัญญาอย่างนี้ จึงมีวิหารธรรมอย่างนี้ จึงมีวิมุติอย่างนี้ ฯ      
			<remark  id="s2b10c48l25" />      แม้พวกเทพดาก็ได้บอกเนื้อความนี้แก่ตถาคต ซึ่งเป็นเหตุให้ตถาคตระลึกถึงได้ซึ่ง
			<remark  id="s2b10c48l26" />พระพุทธเจ้าทั้งหลายที่ล่วงไปแล้ว ปรินิพพานแล้ว ตัดธรรมเป็นเหตุทำให้เนิ่นช้าได้แล้ว ตัดวัฏฏะ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b10c49" >
		<para id="s2b10c49p">
			<remark  id="s2b10c49l1" />ได้แล้ว ครอบงำวัฏฏะได้แล้ว ล่วงสรรพทุกข์แล้ว   แม้โดยพระชาติ แม้โดยพระนาม แม้
			<remark  id="s2b10c49l2" />โดยพระโคตร แม้โดยประมาณแห่ง  พระชนมายุ แม้โดยคู่แห่งพระสาวก แม้โดยการประชุมกัน
			<remark  id="s2b10c49l3" />แห่งพระสาวกว่าแม้ด้วยเหตุนี้  พระผู้มีพระภาคเหล่านั้น   จึงมีพระชาติอย่างนี้   จึงมีพระนาม
			<remark  id="s2b10c49l4" />อย่างนี้   จึงมีพระโคตรอย่างนี้ จึงมีศีลอย่างนี้ จึงมีปัญญาอย่างนี้ จึงมีวิหารธรรมอย่างนี้     
			<remark  id="s2b10c49l5" /> จึงมีวิมุติอย่างนี้ ฯ
			<remark  id="s2b10c49l6" />      พระผู้มีพระภาคตรัสพระพุทธพจน์นี้แล้ว   ภิกษุเหล่านั้นยินดีชื่นชมภาษิตของพระผู้มี
			<remark  id="s2b10c49l7" />พระภาคแล้วแล ฯ   
			<remark  id="s2b10c49l8" />		   จบมหาปทานสูตร ที่ ๑ 
			<remark  id="s2b10c49l9" />		  ----------------------------------    
		</para>
	</section>
	<section id="s2b10c50" >
		<para id="s2b10c50p">
			<remark  id="s2b10c50l1" />		  ๒. มหานิทานสูตร (๑๕) 
			<remark  id="s2b10c50l2" />	[๕๗] ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้:     
			<remark  id="s2b10c50l3" />      สมัยหนึ่งพระผู้มีพระภาค ประทับอยู่ ณ กุรุชนบท มีนิคมของชาวกุรุ นามว่า กัมมาส
			<remark  id="s2b10c50l4" />ทัมมะ ครั้งนั้น ท่านพระอานนท์เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึง ที่ประทับ ครั้นเข้าไปเฝ้าแล้วถวาย
			<remark  id="s2b10c50l5" />อภิวาทพระผู้มีพระภาค แล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วน  ข้างหนึ่ง ครั้นท่านพระอานนท์นั่งเรียบร้อยแล้ว 
			<remark  id="s2b10c50l6" />ได้กราบทูลความข้อนี้กะ พระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ น่าอัศจรรย์ ไม่เคยมีมา ข้าแต่
			<remark  id="s2b10c50l7" />พระองค์ ผู้เจริญ ปฏิจจสมุบาทนี้ลึกซึ้งสุดประมาณ และปรากฏเป็นของลึก ก็แหละถึงจะเป็น
			<remark  id="s2b10c50l8" />เช่นนั้น ก็ยังปรากฏแก่ข้าพระองค์ เหมือนเป็นของตื้นนัก ฯ    
			<remark  id="s2b10c50l9" />      พระผู้มีพระภาคตรัสว่า เธออย่าพูดอย่างนั้น อานนท์ เธออย่าพูดอย่างนั้น    อานนท์ 
			<remark  id="s2b10c50l10" />ปฏิจจสมุบาทนี้ ลึกซึ้งสุดประมาณและปรากฏเป็นของลึก ดูกรอานนท์   เพราะไม่รู้จริง เพราะ
			<remark  id="s2b10c50l11" />ไม่แทงตลอด ซึ่งธรรมอันนี้ หมู่สัตว์นี้ จึงเกิดเป็นผู้ยุ่งประดุจด้ายของช่างหูก เกิดเป็นปม
			<remark  id="s2b10c50l12" />ประหนึ่งกระจุกด้าย เป็นผู้เกิดมาเหมือนหญ้ามุงกระต่ายและหญ้าปล้อง จึงไม่พ้นอุบาย ทุคติ 
			<remark  id="s2b10c50l13" />วินิบาต สงสาร ดูกรอานนท์   เมื่อเธอถูกถามว่า ชรามรณะ มีสิ่งเป็นปัจจัยหรือ เธอพึง
			<remark  id="s2b10c50l14" />ตอบว่า มี ถ้าเขาถามว่า  ชรามรณะมีอะไรเป็นปัจจัย เธอพึงตอบว่า มีชาติเป็นปัจจัย เมื่อ
			<remark  id="s2b10c50l15" />เธอถูกถามว่า ชาติมีสิ่งเป็นปัจจัยหรือ เธอพึงตอบว่า มี ถ้าเขาถามว่า ชาติมีอะไรเป็นปัจจัย   
			<remark  id="s2b10c50l16" />เธอพึงตอบว่า มีภพเป็นปัจจัย เมื่อเธอถูกถามว่า ภพมีสิ่งเป็นปัจจัยหรือ เธอพึงตอบว่า มี 
			<remark  id="s2b10c50l17" />ถ้าเขาถามว่า ภพมีอะไรเป็นปัจจัย เธอพึงตอบว่า มีอุปาทานเป็น ปัจจัย เมื่อเธอถูกถามว่า 
			<remark  id="s2b10c50l18" />อุปาทานมีสิ่งเป็นปัจจัยหรือ เธอพึงตอบว่า มี ถ้าเขา  ถามว่า อุปาทานมีอะไรเป็นปัจจัย 
			<remark  id="s2b10c50l19" />เธอพึงตอบว่า มีตัณหาเป็นปัจจัย เมื่อเธอถูกถามว่า ตัณหามีสิ่งเป็นปัจจัยหรือ เธอพึงตอบว่า 
			<remark  id="s2b10c50l20" />มี ถ้าเขาถามว่า ตัณหามี    อะไรเป็นปัจจัย เธอพึงตอบว่า มีเวทนาเป็นปัจจัย เมื่อเธอถูกถามว่า 
			<remark  id="s2b10c50l21" />เวทนามี      สิ่งเป็นปัจจัยหรือ เธอพึงตอบว่า มี ถ้าเขาถามว่า เวทนามีอะไรเป็นปัจจัย เธอ
			<remark  id="s2b10c50l22" />พึงตอบว่า มีผัสสะเป็นปัจจัย เมื่อเธอถูกถามว่า ผัสสะมีสิ่งเป็นปัจจัยหรือ เธอ  พึงตอบว่า 
			<remark  id="s2b10c50l23" />มี ถ้าเขาถามว่า ผัสสะมีอะไรเป็นปัจจัย เธอพึงตอบว่า มีนามรูป  เป็นปัจจัย เมื่อเธอถูก
			<remark  id="s2b10c50l24" />ถามว่า นามรูปมีสิ่งเป็นปัจจัยหรือ เธอพึงตอบว่า มี ถ้า   เขาถามว่า นามรูปมีอะไรเป็นปัจจัย 
			<remark  id="s2b10c50l25" />เธอพึงตอบว่า มีวิญญาณเป็นปัจจัย เมื่อ เธอถูกถามว่า วิญญาณมีสิ่งเป็นปัจจัยหรือ เธอพึง
		</para>
	</section>
	<section id="s2b10c51" >
		<para id="s2b10c51p">
			<remark  id="s2b10c51l1" />ตอบว่า มี ถ้าเขาถามว่า วิญญาณมีอะไรเป็นปัจจัย เธอพึงตอบว่า มีนามรูปเป็นปัจจัย ดูกร
			<remark  id="s2b10c51l2" />อานนท์     เพราะนามรูปเป็นปัจจัยดังนี้แล จึงเกิดวิญญาณ เพราะวิญญาณเป็นปัจจัยจึงเกิด นามรูป 
			<remark  id="s2b10c51l3" />เพราะนามรูปเป็นปัจจัย จึงเกิดผัสสะ เพราะผัสสะเป็นปัจจัยจึงเกิด เวทนา เพราะเวทนาเป็น
			<remark  id="s2b10c51l4" />ปัจจัยจึงเกิดตัณหา เพราะตัณหาเป็นปัจจัยจึงเกิดอุปาทาน   เพราะอุปาทานเป็นปัจจัยจึงเกิดภพ 
			<remark  id="s2b10c51l5" />เพราะภพเป็นปัจจัยจึงเกิดชาติ เพราะชาติเป็น   ปัจจัย จึงเกิดชรามรณะ โสกปริเทวทุกขโทมนัส
			<remark  id="s2b10c51l6" />อุปายาส ฯ      
			<remark  id="s2b10c51l7" />      ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ย่อมมีด้วยประการฉะนี้ ฯ 
			<remark  id="s2b10c51l8" />	[๕๘] ก็คำนี้ว่า เพราะชาติเป็นปัจจัยจึงเกิดชรามรณะ เรากล่าวอธิบาย ดังต่อไปนี้  
			<remark  id="s2b10c51l9" />      ดูกรอานนท์ เธอพึงทราบความข้อนี้ โดยปริยายแม้นี้ เหมือนที่เราได้   กล่าวไว้ว่า 
			<remark  id="s2b10c51l10" />เพราะชาติเป็นปัจจัยจึงเกิดชรามรณะ ดูกรอานนท์ ก็แลถ้าชาติมิได้   มีแก่ใครๆ ในภพไหนๆ 
			<remark  id="s2b10c51l11" />ทั่วไปทุกแห่งหน คือ มิได้มีเพื่อความเป็นเทพแห่งพวกเทพ เพื่อความเป็นคนธรรพ์แห่งพวก
			<remark  id="s2b10c51l12" />คนธรรพ์ เพื่อความเป็นยักษ์แห่งพวกยักษ์ เพื่อความเป็นภูตแห่งพวกภูต เพื่อความเป็นมนุษย์
			<remark  id="s2b10c51l13" />แห่งพวกมนุษย์ เพื่อความเป็น  สัตว์สี่เท้าแห่งพวกสัตว์สี่เท้า เพื่อความเป็นปักษีแห่งพวกปักษี 
			<remark  id="s2b10c51l14" />เพื่อความเป็น สัตว์เลื้อยคลานแห่งพวกสัตว์เลื้อยคลาน ดูกรอานนท์ ก็ถ้าชาติมิได้มีเพื่อความ   
			<remark  id="s2b10c51l15" /> เป็นอย่างนั้นๆ แห่งสัตว์พวกนั้นๆ เมื่อชาติไม่มีโดยประการทั้งปวง เพราะชาติ   ดับไป ชรา
			<remark  id="s2b10c51l16" />และมรณะจะพึงปรากฏได้บ้างไหม ฯ    
			<remark  id="s2b10c51l17" />      ไม่ได้เลยพระเจ้าข้า ฯ  
			<remark  id="s2b10c51l18" />      เพราะเหตุนั้นแหละ อานนท์ เหตุ นิทาน สมุทัย ปัจจัยแห่งชรามรณะ  ก็คือชาติ
			<remark  id="s2b10c51l19" />นั่นเอง ฯ   
			<remark  id="s2b10c51l20" />      ก็คำนี้ว่า เพราะภพเป็นปัจจัยจึงเกิดชาติ เรากล่าวอธิบายดังต่อไปนี้      
			<remark  id="s2b10c51l21" />      ดูกรอานนท์ เธอพึงทราบข้อความนี้ โดยปริยายแม้นี้ เหมือนที่เราได้   กล่าวไว้ว่า 
			<remark  id="s2b10c51l22" />เพราะภพเป็นปัจจัยจึงเกิดชาติ ดูกรอานนท์ ก็ถ้าภพมิได้มีแก่ใครๆ    ในภพไหนๆ ทั่วไปทุก
			<remark  id="s2b10c51l23" />แห่งหน คือ กามภพ รูปภพ อรูปภพ เมื่อภพไม่มีโดย ประการทั้งปวง เพราะภพดับไป 
			<remark  id="s2b10c51l24" />ชาติจะพึงปรากฏได้บ้างไหม ฯ   
			<remark  id="s2b10c51l25" />      ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ 
			<remark  id="s2b10c51l26" />      เพราะเหตุนั้นแหละ อานนท์ เหตุ นิทาน สมุทัย ปัจจัยแห่งชาติ ก็คือภพนั่นเอง ฯ     
			<remark  id="s2b10c51l27" />      ก็คำนี้ว่า เพราะอุปาทานเป็นปัจจัยจึงเกิดภพ เรากล่าวอธิบายดัง ต่อไปนี้     
		</para>
	</section>
	<section id="s2b10c52" >
		<para id="s2b10c52p">
			<remark  id="s2b10c52l1" />      ดูกรอานนท์ เธอพึงทราบความข้อนี้ โดยปริยายแม้นี้ เหมือนที่เราได้ กล่าวไว้ว่า  
			<remark  id="s2b10c52l2" />เพราะอุปาทานเป็นปัจจัยจึงเกิดภพ ดูกรอานนท์ ก็ถ้าอุปาทานมิได้มี   แก่ใครๆ ในภพไหนๆ 
			<remark  id="s2b10c52l3" />ทั่วไปทุกแห่งหน คือ กามุปาทาน ทิฏฐุปาทาน    สีลัพพตุปาทาน อัตตวาทุปาทาน เมื่ออุปาทาน
			<remark  id="s2b10c52l4" />ไม่มี โดยประการทั้งปวง เพราะ   อุปาทานดับไป ภพจะพึงปรากฏได้บ้างไหม ฯ     
			<remark  id="s2b10c52l5" />      ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ 
			<remark  id="s2b10c52l6" />      เพราะเหตุนั้นแหละ อานนท์ เหตุ นิทาน สมุทัย ปัจจัยแห่งภพ    ก็คืออุปาทานนั่นเอง ฯ
			<remark  id="s2b10c52l7" />      ก็คำนี้ว่า เพราะตัณหาเป็นปัจจัยจึงเกิดอุปาทาน เรากล่าวอธิบายดัง   ต่อไปนี้     
			<remark  id="s2b10c52l8" />      ดูกรอานนท์ เธอพึงทราบความข้อนี้ โดยปริยายแม้นี้ เหมือนที่เราได้   กล่าวไว้ว่า 
			<remark  id="s2b10c52l9" />เพราะตัณหาเป็นปัจจัยจึงเกิดอุปาทาน ดูกรอานนท์ ก็ถ้าตัณหามิได้มี   แก่ใครๆ ในภพไหนๆ 
			<remark  id="s2b10c52l10" />ทั่วไปทุกแห่งหน คือรูปตัณหา สัททตัณหา คันธตัณหา       รสตัณหา โผฏฐัพพตัณหา ธรรมตัณหา 
			<remark  id="s2b10c52l11" />เมื่อตัณหาไม่มีโดยประการทั้งปวง เพราะ   ตัณหาดับไป อุปาทานจะพึงปรากฏได้บ้างไหม ฯ  
			<remark  id="s2b10c52l12" />      ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ 
			<remark  id="s2b10c52l13" />      เพราะเหตุนั้นแหละ อานนท์ เหตุ นิทาน สมุทัย ปัจจัยแห่งอุปาทาน    ก็คือตัณหา
			<remark  id="s2b10c52l14" />นั่นเอง ฯ  
			<remark  id="s2b10c52l15" />      ก็คำนี้ว่า เพราะเวทนาเป็นปัจจัยจึงเกิดตัณหา เรากล่าวอธิบายไว้    ดังต่อไปนี้  
			<remark  id="s2b10c52l16" />      ดูกรอานนท์ เธอพึงทราบความข้อนี้ โดยปริยายแม้นี้ เหมือนที่เราได้   กล่าวไว้ว่า 
			<remark  id="s2b10c52l17" />เพราะเวทนาเป็นปัจจัยจึงเกิดตัณหา ดูกรอานนท์ ก็ถ้าเวทนามิได้มี   แก่ใครๆ ในภพไหนๆ ทั่วไป
			<remark  id="s2b10c52l18" />ทุกแห่งหน คือ เวทนาที่เกิดเพราะจักษุสัมผัส    โสตสัมผัส ฆานสัมผัส ชิวหาสัมผัส กายสัมผัส 
			<remark  id="s2b10c52l19" />มโนสัมผัส เมื่อเวทนาไม่มี   โดยประการทั้งปวง เพราะเวทนาดับไป ตัณหาจะพึงปรากฏได้
			<remark  id="s2b10c52l20" />บ้างไหม ฯ   
			<remark  id="s2b10c52l21" />      ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ 
			<remark  id="s2b10c52l22" />      เพราะเหตุนั้นแหละ อานนท์ เหตุ นิทาน สมุทัย ปัจจัยแห่งตัณหา ก็คือเวทนา
			<remark  id="s2b10c52l23" />นั่นเอง ฯ  
			<remark  id="s2b10c52l24" />	[๕๙] ดูกรอานนท์ ก็ด้วยประการดังนี้แล คำนี้ คือ เพราะอาศัย  เวทนาจึงเกิดตัณหา 
			<remark  id="s2b10c52l25" />เพราะอาศัยตัณหาจึงเกิดการแสวงหา เพราะอาศัยการแสวงหา  จึงเกิดลาภ เพราะอาศัยลาภจึงเกิด
			<remark  id="s2b10c52l26" />การตกลงใจ เพราะอาศัยการตกลงใจจึงเกิดการ รักใคร่พึงใจ เพราะอาศัยการรักใคร่พึงใจจึงเกิด
			<remark  id="s2b10c52l27" />การพะวง เพราะอาศัยการพะวง จึงเกิดความยึดถือ เพราะอาศัยความยึดถือจึงเกิดความตระหนี่ 
			<remark  id="s2b10c52l28" />เพราะอาศัยความ       ตระหนี่จึงเกิดการป้องกัน เพราะอาศัยการป้องกันจึงเกิดเรื่องในการป้องกันขึ้น   
		</para>
	</section>
	<section id="s2b10c53" >
		<para id="s2b10c53p">
			<remark  id="s2b10c53l1" /> อกุศลธรรมอันชั่วช้าลามกมิใช่น้อย คือการถือไม้ ถือมีด การทะเลาะ การ     แก่งแย่ง การวิวาท 
			<remark  id="s2b10c53l2" />การกล่าวว่า มึง มึง การพูดคำส่อเสียด และการพูดเท็จ   ย่อมเกิดขึ้น คำนี้เรากล่าวไว้ด้วย
			<remark  id="s2b10c53l3" />ประการฉะนี้แล ดูกรอานนท์ เธอพึงทราบความ      ข้อนี้ โดยปริยายแม้นี้ เหมือนที่เราได้กล่าวว่า 
			<remark  id="s2b10c53l4" />เรื่องในการป้องกันอกุศลธรรม   อันชั่วช้าลามกมิใช่น้อย คือการถือไม้ ถือมีด การทะเลาะ การ
			<remark  id="s2b10c53l5" />แก่งแย่ง การ  วิวาท การกล่าวว่า มึง มึง การพูดคำส่อเสียด และการพูดเท็จ ย่อมเกิดขึ้น 
			<remark  id="s2b10c53l6" /> ดูกรอานนท์ ก็ถ้าการป้องกันมิได้มีแก่ใครๆ ในภพไหนๆ ทั่วไปทุกแห่งหน    เมื่อไม่มีการ
			<remark  id="s2b10c53l7" />ป้องกันโดยประการทั้งปวง เพราะหมดการป้องกัน อกุศลธรรมอัน  ชั่วช้าลามกมิใช่น้อย คือการ
			<remark  id="s2b10c53l8" />ถือไม้ ถือมีด การทะเลาะ การแก่งแย่ง การวิวาท     การกล่าวว่า มึง มึง การพูดคำส่อเสียด 
			<remark  id="s2b10c53l9" />และการพูดเท็จ จะพึงเกิดขึ้นได้    บ้างไหม ฯ     
			<remark  id="s2b10c53l10" />      ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ 
			<remark  id="s2b10c53l11" />      เพราะเหตุนั้นแหละ อานนท์ เหตุ นิทาน สมุทัย ปัจจัยแห่งการเกิด ขึ้นแห่งอกุศล
			<remark  id="s2b10c53l12" />ธรรมอันชั่วช้าลามกเหล่านี้ คือ การถือไม้ ถือมีด การทะเลาะ การ  แก่งแย่ง การวิวาท การ
			<remark  id="s2b10c53l13" />กล่าวว่า มึง มึง การกล่าวคำส่อเสียด และการพูดเท็จ ก็คือการป้องกันนั่นเอง ฯ    
			<remark  id="s2b10c53l14" />      ก็คำนี้ว่า เพราะอาศัยความตระหนี่จึงเกิดการป้องกัน เรากล่าวอธิบาย  ดังต่อไปนี้  
			<remark  id="s2b10c53l15" />      ดูกรอานนท์ เธอพึงทราบความข้อนี้ โดยปริยายแม้นี้ เหมือนที่เราได้   กล่าวไว้ว่า 
			<remark  id="s2b10c53l16" />เพราะอาศัยความตระหนี่จึงเกิดการป้องกัน ดูกรอานนท์ ก็ถ้าความ  ตระหนี่มิได้มีแก่ใครๆ ในภพ
			<remark  id="s2b10c53l17" />ไหนๆ ทั่วไปทุกแห่งหน เมื่อไม่มีความตระหนี่  โดยประการทั้งปวง เพราะหมดความตระหนี่ 
			<remark  id="s2b10c53l18" />การป้องกันจะพึงปรากฏได้    บ้างไหม ฯ     
			<remark  id="s2b10c53l19" />      ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ 
			<remark  id="s2b10c53l20" />      เพราะเหตุนั้นแหละ อานนท์ เหตุ นิทาน สมุทัย ปัจจัยแห่งการ   ป้องกัน ก็คือ
			<remark  id="s2b10c53l21" />ความตระหนี่นั่นเอง ฯ  
			<remark  id="s2b10c53l22" />      ก็คำนี้ว่า เพราะอาศัยความยึดถือจึงเกิดความตระหนี่ เรากล่าวอธิบาย  ดังต่อไปนี้  
			<remark  id="s2b10c53l23" />      ดูกรอานนท์ เธอพึงทราบความข้อนี้ โดยปริยายแม้นี้ เหมือนที่เราได้   กล่าวไว้ว่า 
			<remark  id="s2b10c53l24" />เพราะอาศัยความยึดถือจึงเกิดความตระหนี่ ดูกรอานนท์ ก็ถ้าความ   ยึดถือมิได้มีแก่ใครๆ ในภาพไหนๆ 
			<remark  id="s2b10c53l25" />ทั่วไปทุกแห่งหน เมื่อไม่มีความยึดถือโดย  ประการทั้งปวง เพราะดับความยึดถือเสียได้ ความ
			<remark  id="s2b10c53l26" />ตระหนี่จะพึงปรากฏ   ได้บ้างไหม ฯ  
			<remark  id="s2b10c53l27" />      ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b10c54" >
		<para id="s2b10c54p">
			<remark  id="s2b10c54l1" />      เพราะเหตุนั้นแหละ อานนท์ เหตุ นิทาน สมุทัย ปัจจัยแห่งความ  ตระหนี่ ก็คือ
			<remark  id="s2b10c54l2" />ความยึดถือนั้นเอง ฯ   
			<remark  id="s2b10c54l3" />      ก็คำนี้ว่า เพราะอาศัยการพะวงจึงเกิดความยึดถือ เรากล่าวอธิบาย    ดังต่อไปนี้  
			<remark  id="s2b10c54l4" />      ดูกรอานนท์ เธอพึงทราบความข้อนี้ โดยปริยายแม้นี้ เหมือนที่เราได้  กล่าวไว้ว่า 
			<remark  id="s2b10c54l5" />เพราะอาศัยการพะวงจึงเกิดความยึดถือ ดูกรอานนท์ ก็ถ้าการพะวงมิ  ได้มีแก่ใครๆ ในภพไหนๆ 
			<remark  id="s2b10c54l6" />ทั่วไปทุกแห่งหน เมื่อไม่มีการพะวงโดยประการ  ทั้งปวง เพราะดับการพะวงเสียได้ ความยึดถือ
			<remark  id="s2b10c54l7" />จะพึงปรากฏได้บ้างไหม ฯ
			<remark  id="s2b10c54l8" />      ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ 
			<remark  id="s2b10c54l9" />      เพราะเหตุนั้นแหละ อานนท์ เหตุ นิทาน สมุทัย ปัจจัยแห่งความ  ยึดถือ ก็คือ
			<remark  id="s2b10c54l10" />การพะวงนั่นเอง ฯ
			<remark  id="s2b10c54l11" />      ก็คำนี้ว่า เพราะอาศัยความรักใคร่พึงใจจึงเกิดการพะวง เรากล่าวอธิบาย    ดังต่อไปนี้  
			<remark  id="s2b10c54l12" />      ดูกรอานนท์ เธอพึงทราบความข้อนี้โดยปริยายแม้นี้ เหมือนที่เราได้    กล่าวไว้ว่า เพราะ
			<remark  id="s2b10c54l13" />อาศัยความรักใคร่พึงใจจึงเกิดการพะวง ดูกรอานนท์ ก็ถ้าความ รักใคร่พึงใจมิได้มีแก่ใครๆ ใน
			<remark  id="s2b10c54l14" />ภพไหนๆ ทั่วไปทุกแห่งหน เมื่อไม่มีความรัก ใคร่พึงใจโดยประการทั้งปวง เพราะดับความ
			<remark  id="s2b10c54l15" />รักใคร่พึงใจเสียได้ การพะวงจะพึง ปรากฏได้บ้างไหม ฯ    
			<remark  id="s2b10c54l16" />      ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ 
			<remark  id="s2b10c54l17" />      เพราะเหตุนั้นแหละ อานนท์ เหตุ นิทาน สมุทัย ปัจจัยแห่งการพะวง  ก็คือความรัก
			<remark  id="s2b10c54l18" />ใคร่พึงใจนั่นเอง ฯ     
			<remark  id="s2b10c54l19" />      ก็คำนี้ว่า เพราะอาศัยความตกลงใจจึงเกิดความรักใคร่พึงใจ เรากล่าว   อธิบายดังต่อไป
			<remark  id="s2b10c54l20" />นี้   
			<remark  id="s2b10c54l21" />      ดูกรอานนท์ เธอพึงทราบความข้อนี้โดยปริยายแม้นี้ เหมือนที่เราได้กล่าว  ไว้ว่า เพราะ
			<remark  id="s2b10c54l22" />อาศัยความตกลงใจจึงเกิดความรักใคร่พึงใจ ดูกรอานนท์ ก็ถ้าความ ตกลงใจมิได้มีแก่ใครๆ ใน
			<remark  id="s2b10c54l23" />ภพไหนๆ ทั่วไปทุกแห่งหน เมื่อไม่มีความตกลงใจ   โดยประการทั้งปวง เพราะดับความตกลงใจ
			<remark  id="s2b10c54l24" />เสียได้ ความรักใคร่พึงใจจะพึงปรากฏ  ได้บ้างไหม ฯ  
			<remark  id="s2b10c54l25" />      ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ 
			<remark  id="s2b10c54l26" />      เพราะเหตุนั้นแหละ อานนท์ เหตุ นิทาน สมุทัย ปัจจัยความรักใคร่    พึงใจ ก็คือ
			<remark  id="s2b10c54l27" />ความตกลงใจนั่นเอง ฯ     
		</para>
	</section>
	<section id="s2b10c55" >
		<para id="s2b10c55p">
			<remark  id="s2b10c55l1" />      ก็คำนี้ว่า เพราะอาศัยลาภจึงเกิดความตกลงใจ เรากล่าวอธิบายดังต่อไปนี้    
			<remark  id="s2b10c55l2" />      ดูกรอานนท์ เธอพึงทราบความข้อนี้โดยปริยายแม้นี้ เหมือนที่เราได้กล่าว ไว้ว่า เพราะ
			<remark  id="s2b10c55l3" />อาศัยลาภจึงเกิดความตกลงใจ ดูกรอานนท์ ก็ถ้าลาภมิได้มีแก่ใครๆ   ในภพไหนๆ ทั่วไปทุก
			<remark  id="s2b10c55l4" />แห่งหน เมื่อไม่มีลาภโดยประการทั้งปวง เพราะหมดลาภ    ความตกลงใจจะพึงปรากฏได้บ้างไหม ฯ   
			<remark  id="s2b10c55l5" />      ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ 
			<remark  id="s2b10c55l6" />      เพราะเหตุนั้นแหละ อานนท์ เหตุ นิทาน สมุทัย ปัจจัยแห่งความ  ตกลงใจ ก็คือ
			<remark  id="s2b10c55l7" />ลาภนั่นเอง ฯ    
			<remark  id="s2b10c55l8" />      ก็คำนี้ว่า เพราะอาศัยการแสวงหาจึงเกิดลาภ เรากล่าวอธิบายดังต่อ  ไปนี้ 
			<remark  id="s2b10c55l9" />      ดูกรอานนท์ เธอพึงทราบความข้อนี้ โดยปริยายแม้นี้ เหมือนที่เรา   ได้กล่าวไว้ว่า เพราะ
			<remark  id="s2b10c55l10" />อาศัยการแสวงหาจึงเกิดลาภ ดูกรอานนท์ ก็ถ้าการแสวงหา มิได้มีแก่ใครๆ ในภพไหนๆ 
			<remark  id="s2b10c55l11" />ทั่วไปทุกแห่งหน เมื่อไม่มีการแสวงหาโดย  ประการทั้งปวง เพราะหมดการแสวงหาลาภจะพึง
			<remark  id="s2b10c55l12" />ปรากฏได้บ้างไหม ฯ
			<remark  id="s2b10c55l13" />      ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ 
			<remark  id="s2b10c55l14" />      เพราะเหตุนั้นแหละ อานนท์ เหตุ นิทาน สมุทัย ปัจจัยของลาภ    ก็คือ การแสวงหา
			<remark  id="s2b10c55l15" />นั่นเอง ฯ    
			<remark  id="s2b10c55l16" />      ก็คำนี้ว่า เพราะอาศัยตัณหาจึงเกิดการแสวงหา เรากล่าวอธิบายดังต่อ   ไปนี้ 
			<remark  id="s2b10c55l17" />      ดูกรอานนท์ เธอพึงทราบความข้อนี้โดยปริยายแม้นี้ เหมือนที่เราได้กล่าว   ไว้ว่า เพราะ
			<remark  id="s2b10c55l18" />อาศัยตัณหาจึงเกิดการแสวงหา ดูกรอานนท์ ก็ถ้าตัณหามิได้มีแก่ใครๆ   ในภพไหนๆ ทั่วไป
			<remark  id="s2b10c55l19" />ทุกแห่งหน คือ กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา เมื่อ  ไม่มีตัณหาโดยประการทั้งปวง เพราะ
			<remark  id="s2b10c55l20" />ดับตัณหาเสียได้ การแสวงหาจะพึงปรากฏ   ได้บ้างไหม ฯ  
			<remark  id="s2b10c55l21" />      ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ 
			<remark  id="s2b10c55l22" />      เพราะเหตุนั้นแหละ อานนท์ เหตุ นิทาน สมุทัย ปัจจัยของการ    แสวงหาก็คือตัณหา
			<remark  id="s2b10c55l23" />นั่นเอง ฯ   
			<remark  id="s2b10c55l24" />	[๖๐] ดูกรอานนท์ ธรรมทั้งสองเหล่านี้ รวมเป็นอันเดียวกันกับเวทนา   โดยส่วนสอง 
			<remark  id="s2b10c55l25" />ด้วยประการดังนี้แล ฯ    
			<remark  id="s2b10c55l26" />      ก็คำนี้ว่า เพราะผัสสะเป็นปัจจัยจึงเกิดเวทนา เรากล่าวอธิบายดังต่อ  ไปนี้  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b10c56" >
		<para id="s2b10c56p">
			<remark  id="s2b10c56l1" />      ดูกรอานนท์ เธอพึงทราบความข้อนี้โดยปริยายแม้นี้ เหมือนที่เราได้กล่าว   ไว้ว่า เพราะ
			<remark  id="s2b10c56l2" />ผัสสะเป็นปัจจัยจึงเกิดเวทนา ดูกรอานนท์ ก็ถ้าผัสสะมิได้มีแก่ใครๆ   ในภพไหนๆ ทั่วไปทุก
			<remark  id="s2b10c56l3" />แห่งหน คือจักษุสัมผัส โสตสัมผัส ฆานสัมผัส ชิวหา     สัมผัส กายสัมผัส มโนสัมผัส 
			<remark  id="s2b10c56l4" />เมื่อไม่มีผัสสะโดยประการทั้งปวง เพราะ ดับผัสสะเสียได้เวทนาจะพึงปรากฏได้บ้างไหม ฯ
			<remark  id="s2b10c56l5" />      ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ 
			<remark  id="s2b10c56l6" />      เพราะเหตุนั้นแหละ อานนท์ เหตุ นิทาน สมุทัย ปัจจัยแห่งเวทนา ก็คือผัสสะ
			<remark  id="s2b10c56l7" />นั่นเอง ฯ  
			<remark  id="s2b10c56l8" />      ก็คำนี้ว่า เพราะนามรูปเป็นปัจจัยจึงเกิดผัสสะ เรากล่าวอธิบายดังต่อ ไปนี้ 
			<remark  id="s2b10c56l9" />      ดูกรอานนท์ เธอพึงทราบความข้อนี้โดยปริยายแม้นี้ เหมือนที่เราได้กล่าว  ไว้ว่า เพราะ
			<remark  id="s2b10c56l10" />นามรูปเป็นปัจจัยจึงเกิดผัสสะ ดูกรอานนท์ การบัญญัตินามกาย  ต้องพร้อมด้วยอาการ เพศ นิมิต 
			<remark  id="s2b10c56l11" />อุเทศ เมื่ออาการ เพศ นิมิต และอุเทศ    นั้นๆ ไม่มี การสัมผัสเพียงแต่ชื่อในรูปกายจะพึง
			<remark  id="s2b10c56l12" />ปรากฏได้บ้างไหม ฯ
			<remark  id="s2b10c56l13" />      ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ 
			<remark  id="s2b10c56l14" />      ดูกรอานนท์ การบัญญัติรูปกาย ต้องพร้อมด้วยอาการ เพศ นิมิต อุเทศ   เมื่ออาการ 
			<remark  id="s2b10c56l15" />เพศ นิมิต อุเทศนั้นๆ ไม่มี การสัมผัสโดยการกระทบ จะพึง    ปรากฏในนามกายได้บ้างไหม ฯ   
			<remark  id="s2b10c56l16" />      ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ 
			<remark  id="s2b10c56l17" />      ดูกรอานนท์ การบัญญัตินามก็ดี รูปกายก็ดี ต้องพร้อมด้วยอาการ เพศ   นิมิต อุเทศ 
			<remark  id="s2b10c56l18" />เมื่ออาการ เพศ นิมิต อุเทศนั้นๆ ไม่มี การสัมผัสเพียงแต่ชื่อ    ก็ดี การสัมผัสโดยการกระทบ
			<remark  id="s2b10c56l19" />ก็ดี จะพึงปรากฏได้บ้างไหม ฯ    
			<remark  id="s2b10c56l20" />      ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ 
			<remark  id="s2b10c56l21" />      ดูกรอานนท์ การบัญญัตินามรูปต้องพร้อมด้วยอาการ เพศ นิมิต อุเทศ     เมื่ออาการ 
			<remark  id="s2b10c56l22" />เพศ นิมิต อุเทศนั้นๆ ไม่มี ผัสสะจะพึงปรากฏได้บ้างไหม ฯ     
			<remark  id="s2b10c56l23" />      ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ 
			<remark  id="s2b10c56l24" />      เพราะเหตุนั้นแหละ อานนท์ เหตุ นิทาน สมุทัย ปัจจัยแห่งผัสสะ ก็คือนามรูป
			<remark  id="s2b10c56l25" />นั่นเอง ฯ 
			<remark  id="s2b10c56l26" />      ก็คำนี้ว่า เพราะวิญญาณเป็นปัจจัยจึงเกิดนามรูป เรากล่าวอธิบายดังต่อ  ไปนี้ 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b10c57" >
		<para id="s2b10c57p">
			<remark  id="s2b10c57l1" />      ดูกรอานนท์ เธอพึงทราบความข้อนี้โดยปริยายแม้นี้ เหมือนที่เราได้กล่าว ไว้ว่า เพราะ
			<remark  id="s2b10c57l2" />วิญญาณเป็นปัจจัยจึงเกิดนามรูป ดูกรอานนท์ ก็วิญญาณจักไม่หยั่งลง   ในท้องแห่งมารดา นามรูป
			<remark  id="s2b10c57l3" />จักขาดในท้องแห่งมารดาได้บ้างไหม ฯ 
			<remark  id="s2b10c57l4" />      ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ 
			<remark  id="s2b10c57l5" />      ดูกรอานนท์ ก็ถ้าวิญญาณหยั่งลงในท้องแห่งมารดาแล้วจักล่วงเลยไป    นามรูปจักบังเกิด
			<remark  id="s2b10c57l6" />เพื่อความเป็นอย่างนี้ได้บ้างไหม ฯ
			<remark  id="s2b10c57l7" />      ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ 
			<remark  id="s2b10c57l8" />      ดูกรอานนท์ ก็ถ้าวิญญาณ ของกุมารก็ดี ของกุมาริกาก็ดี ผู้ยังเยาว์วัยอยู่  จักขาดความ
			<remark  id="s2b10c57l9" />สืบต่อ นามรูปจักถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ ได้บ้างไหม ฯ      
			<remark  id="s2b10c57l10" />      ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ 
			<remark  id="s2b10c57l11" />      เพราะเหตุนั้นแหละ อานนท์ เหตุ นิทาน สมุทัย ปัจจัยแห่งนามรูป     ก็คือวิญญาณ
			<remark  id="s2b10c57l12" />นั่นเอง ฯ 
			<remark  id="s2b10c57l13" />      ก็คำนี้ว่า เพราะนามรูปเป็นปัจจัยจึงเกิดวิญญาณ เรากล่าวอธิบายดังต่อ    ไปนี้ 
			<remark  id="s2b10c57l14" />      ดูกรอานนท์ เธอพึงทราบความข้อนี้โดยปริยายแม้นี้ เหมือนที่เราได้กล่าว ไว้ว่า เพราะ
			<remark  id="s2b10c57l15" />นามรูปเป็นปัจจัยจึงเกิดวิญญาณ ดูกรอานนท์ ก็ถ้าวิญญาณจักไม่ได้    อาศัยในนามรูปแล้ว ความ
			<remark  id="s2b10c57l16" />เกิดขึ้นแห่งชาติชรามรณะและกองทุกข์ พึงปรากฏ     ต่อไปได้บ้างไหม ฯ    
			<remark  id="s2b10c57l17" />      ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ 
			<remark  id="s2b10c57l18" />      เพราะเหตุนั้นแหละ อานนท์ เหตุ นิทาน สมุทัย ปัจจัยแห่งวิญญาณ     ก็คือนามรูป
			<remark  id="s2b10c57l19" />นั่นเอง ด้วยเหตุผลเพียงเท่านี้แหละ อานนท์ วิญญาณและนามรูป   จึงยังเกิด แก่ ตาย จุติ 
			<remark  id="s2b10c57l20" />หรืออุปบัติ ทางแห่งชื่อ ทางแห่งนิรุติ ทางแห่งบัญญัติ  ทางที่กำหนดรู้ด้วยปัญญาและวัฏฏสังสาร 
			<remark  id="s2b10c57l21" />ย่อมเป็นไปด้วยเหตุเพียงเท่านี้ๆ ความ    เป็นอย่างนี้ ย่อมมีเพื่อบัญญัติ คือนามรูปกับวิญญาณ ฯ    
			<remark  id="s2b10c57l22" />	[๖๑] ดูกรอานนท์ บุคคลเมื่อจะบัญญัติอัตตา ย่อมบัญญัติด้วยเหตุ    ประมาณเท่าไร 
			<remark  id="s2b10c57l23" />ก็เมื่อบุคคลจะบัญญัติอัตตา มีรูปเป็นกามาวจร ย่อมบัญญัติว่า      อัตตาของเรามีรูปเป็นกามาวจร 
			<remark  id="s2b10c57l24" />เมื่อบัญญัติอัตตามีรูปหาที่สุดมิได้ ย่อมบัญญัติว่า   อัตตาของเรามีรูปหาที่สุดมิได้ เมื่อบัญญัติ
		</para>
	</section>
	<section id="s2b10c58" >
		<para id="s2b10c58p">
			<remark  id="s2b10c58l1" />อัตตาไม่มีรูปเป็นกามาวจร ย่อมบัญญัติว่า   อัตตาของเราไม่มีรูปเป็นกามาวจร เมื่อบัญญัติอัตตา
			<remark  id="s2b10c58l2" />ไม่มีรูปหาที่สุดมิได้ ย่อม    บัญญัติว่า อัตตาของเราไม่มีรูปหาที่สุดมิได้ ฯ    
			<remark  id="s2b10c58l3" />      ดูกรอานนท์ บรรดาความเห็น ๔ อย่างนั้น ผู้ที่บัญญัติอัตตามีรูปเป็น  กามาวจรนั้น 
			<remark  id="s2b10c58l4" />ย่อมบัญญัติในกาลบัดนี้ หรือบัญญัติซึ่งสภาพที่เป็นอย่างนั้น หรือ  มีความเห็นว่า เราจักยังสภาพ
			<remark  id="s2b10c58l5" />อันไม่เที่ยงแท้ที่มีอยู่ให้สำเร็จ เพื่อเป็นสภาพที่ เที่ยงแท้ อานนท์ การลงความเห็นว่าอัตตาเป็น
			<remark  id="s2b10c58l6" />กามาวจร ย่อมติดสันดานผู้มีรูปที่   เป็นอย่างนี้ เพราะฉะนั้น จึงควรกล่าวไว้ด้วย ฯ    
			<remark  id="s2b10c58l7" />      ดูกรอานนท์ บรรดาความเห็น ๔ อย่างนั้น ผู้มีบัญญัติอัตตามีรูปหาที่สุด    มิได้นั้น ย่อม
			<remark  id="s2b10c58l8" />บัญญัติในกาลบัดนี้ หรือบัญญัติซึ่งสภาพที่เป็นอย่างนั้น หรือมี   ความเห็นว่า เราจักยังสภาพที่ไม่
			<remark  id="s2b10c58l9" />เที่ยงแท้อันมีอยู่ให้สำเร็จ เพื่อเป็นสภาพที่เที่ยงแท้ อานนท์ การลงความเห็นว่า อัตตาหาที่สุด
			<remark  id="s2b10c58l10" />มิได้ ย่อมติดสันดานผู้มีรูปที่เป็นอย่างนี้      เพราะฉะนั้น จึงควรกล่าวไว้ด้วย ฯ   
			<remark  id="s2b10c58l11" />      ดูกรอานนท์ บรรดาความเห็น ๔ อย่างนั้น ผู้ที่บัญญัติอัตตาไม่มีรูปเป็น   กามาวจรนั้น 
			<remark  id="s2b10c58l12" />ย่อมบัญญัติในกาลบัดนี้ หรือบัญญัติซึ่งสภาพที่เป็นอย่างนั้น หรือ  มีความเห็นว่า เราจักยังสภาพ
			<remark  id="s2b10c58l13" />อันไม่เที่ยงแท้ที่มีอยู่ให้สำเร็จ เพื่อเป็นสภาพที่ เที่ยงแท้ อานนท์ การลงความเห็นว่าอัตตาเป็น
			<remark  id="s2b10c58l14" />กามาวจร ย่อมติดสันดานผู้มีอรูป     ที่เป็นอย่างนี้ เพราะฉะนั้น จึงควรกล่าวไว้ด้วย ฯ 
			<remark  id="s2b10c58l15" />      ดูกรอานนท์ บรรดาความเห็น ๔ อย่างนั้น ส่วนผู้ที่บัญญัติอัตตาไม่มีรูป  ทั้งหาที่สุดมิ
			<remark  id="s2b10c58l16" />ได้นั้น ย่อมบัญญัติในกาลบัดนี้ หรือบัญญัติซึ่งสภาพที่เป็นอย่างนั้น   หรือมีความเห็นว่า เราจัก
			<remark  id="s2b10c58l17" />ยังสภาพที่ไม่เที่ยงแท้อันมีอยู่ให้สำเร็จ เพื่อเป็นสภาพที่เที่ยงแท้ อานนท์ การลงความเห็นว่า 
			<remark  id="s2b10c58l18" />อัตตาหาที่สุดมิได้ ย่อมติดสันดาน ผู้มีอรูป เพราะฉะนั้น จึงควรกล่าวไว้ด้วย ฯ
			<remark  id="s2b10c58l19" />      ดูกรอานนท์ บุคคลเมื่อจะบัญญัติอัตตาย่อมบัญญัติด้วยเหตุมีประมาณเท่า    นี้แล ฯ
			<remark  id="s2b10c58l20" />	[๖๒] ดูกรอานนท์ บุคคลเมื่อไม่บัญญัติอัตตา ย่อมไม่บัญญัติด้วยเหตุ  มีประมาณ
			<remark  id="s2b10c58l21" />เท่าไร อานนท์ ก็เมื่อบุคคลไม่บัญญัติอัตตามีรูปเป็นกามาวจร ย่อมไม่   บัญญัติว่า อัตตาของเรา
			<remark  id="s2b10c58l22" />มีรูปเป็นกามาวจร เมื่อไม่บัญญัติอัตตามีรูปอันหาที่สุดมิได้     ย่อมไม่บัญญัติว่า อัตตา
			<remark  id="s2b10c58l23" />ของเรามีรูปหาที่สุดมิได้ หรือเมื่อไม่บัญญัติอัตตาไม่มี รูปเป็นกามาวจร ย่อมไม่บัญญัติว่า อัตตา
			<remark  id="s2b10c58l24" />ของเราไม่มีรูปเป็นกามาจร เมื่อไม่       บัญญัติอัตตาไม่มีรูปหาที่สุดมิได้ ย่อมไม่บัญญัติว่า อัตตา
			<remark  id="s2b10c58l25" />ของเราไม่มีรูปหาที่สุดมิได้ อานนท์ บรรดาความเห็น ๔ อย่างนั้น ผู้ที่ไม่บัญญัติอัตตามีรูปเป็น
		</para>
	</section>
	<section id="s2b10c59" >
		<para id="s2b10c59p">
			<remark  id="s2b10c59l1" />กามาวจรนั้น  ย่อมไม่บัญญัติในกาลบัดนี้ หรือไม่บัญญัติซึ่งสภาพที่เป็นอย่างนั้น หรือไม่มีความ      
			<remark  id="s2b10c59l2" /> เห็นว่า เราจักยังสภาพอันไม่เที่ยงแท้ที่มีอยู่ให้สำเร็จ เพื่อเป็นสภาพที่เที่ยงแท้   อานนท์ การลง
			<remark  id="s2b10c59l3" />ความเห็นว่า อัตตาเป็นกามาวจร ย่อมไม่ติดสันดานผู้มีรูปที่เป็น   อย่างนี้ เพราะฉะนั้น จึงควร
			<remark  id="s2b10c59l4" />กล่าวไว้ด้วย   
			<remark  id="s2b10c59l5" />        อานนท์   ผู้ที่ไม่บัญญัติอัตตามีรูปหาที่สุดมิได้นั้น ย่อมไม่บัญญัติในกาลบัดนี้ หรือ  ไม่
			<remark  id="s2b10c59l6" />บัญญัติซึ่งสภาพที่เป็นอย่างนั้น หรือไม่มีความเห็นว่า เราจักยังสภาพอัน ไม่เที่ยงแท้ที่มีอยู่ให้สำเร็จ 
			<remark  id="s2b10c59l7" />เพื่อเป็นสภาพที่เที่ยงแท้ อานนท์ การลงความเห็นว่า  อัตตาหาที่สุดมิได้ ย่อมไม่ติดสันดาน
			<remark  id="s2b10c59l8" />ผู้มีรูปที่เป็นอย่างนี้ เพราะฉะนั้น จึงควร กล่าวไว้ด้วย  
			<remark  id="s2b10c59l9" />      ส่วนผู้ที่ไม่บัญญัติอัตตาไม่มีรูปเป็นกามาวจรนั้น ย่อมไม่บัญญัติในกาล   บัดนี้ หรือไม่
			<remark  id="s2b10c59l10" />บัญญัติซึ่งสภาพที่เป็นอย่างนั้น หรือไม่มีความเห็นว่า เราจักยังสภาพ   อันไม่เที่ยงแท้ที่มีอยู่ให้
			<remark  id="s2b10c59l11" />สำเร็จ เพื่อเป็นสภาพที่เที่ยงแท้ อานนท์ การลงความเห็นว่า อัตตาเป็นกามาวจร ย่อมไม่
			<remark  id="s2b10c59l12" />ติดสันดานผู้มีอรูปที่เป็นอย่างนี้ เพราะฉะนั้น จึงควร  กล่าวไว้ด้วย  
			<remark  id="s2b10c59l13" />      ผู้ที่ไม่บัญญัติอัตตาไม่มีรูปหาที่สุดมิได้นั้น ย่อมไม่บัญญัติในกาลบัดนี้หรือไม่บัญญัติ
			<remark  id="s2b10c59l14" />ซึ่งสภาพที่เป็นอย่างนั้น หรือไม่มีความเห็นว่า เราจักยังสภาพอัน ไม่เที่ยงแท้ที่มีอยู่ให้สำเร็จ เพื่อ
			<remark  id="s2b10c59l15" />เป็นสภาพที่เที่ยงแท้ อานนท์ การลงความเห็นว่า  อัตตาหาที่สุดมิได้ ย่อมไม่ติดสันดานผู้มีอรูป
			<remark  id="s2b10c59l16" />ที่เป็นอย่างนี้ เพราะฉะนั้น จึงควร     กล่าวไว้ด้วย ฯ
			<remark  id="s2b10c59l17" />      ดูกรอานนท์ บุคคลเมื่อไม่บัญญัติอัตตา ย่อมไม่บัญญัติด้วยเหตุมีประมาณ    เท่านี้แล ฯ   
			<remark  id="s2b10c59l18" />	[๖๓] ดูกรอานนท์ บุคคลเมื่อเล็งเห็นอัตตา ย่อมเล็งเห็นด้วยเหตุมี ประมาณเท่าไร
			<remark  id="s2b10c59l19" />ก็บุคคลเมื่อเล็งเห็นเวทนาเป็นอัตตา ย่อมเล็งเห็นว่า เวทนาเป็น    อัตตาของเรา ถ้าเวทนา
			<remark  id="s2b10c59l20" />ไม่เป็นอัตตาของเราแล้ว อัตตาของเราก็ไม่ต้องเสวยเวทนา    อานนท์ หรือเล็งเห็นอัตตา ดังนี้ว่า 
			<remark  id="s2b10c59l21" />เวทนาไม่เป็นอัตตาของเราเลย จะว่าอัตตา   ของเราไม่ต้องเสวยเวทนาก็ไม่ใช่ อัตตาของเรายังต้อง
			<remark  id="s2b10c59l22" />เสวยเวทนาอยู่ เพราะฉะนั้น   อัตตาของเรามีเวทนาเป็นธรรมดา อานนท์ บรรดาความเห็น ๓ อย่าง
			<remark  id="s2b10c59l23" />นั้น ผู้ที่กล่าว    อย่างนี้ว่า เวทนาเป็นอัตตาของเรา เขาจะพึงถูกซักถามอย่างนี้ว่า อาวุโส เวทนา   
			<remark  id="s2b10c59l24" /> มี ๓ อย่างนี้ คือ สุขเวทนา ทุกขเวทนา อทุกขมสุขเวทนา บรรดาเวทนา ๓ ประการนี้ ท่านเล็ง
			<remark  id="s2b10c59l25" />เห็นอันไหนโดยความเป็นอัตตา อานนท์ ในสมัยใด อัตตา  เสวยสุขเวทนา ในสมัยนั้น ไม่ได้เสวย
			<remark  id="s2b10c59l26" />ทุกขเวทนา ไม่ได้เสวยอทุกขมสุขเวทนา  คงเสวยแต่สุขเวทนาอย่างเดียวเท่านั้น อานนท์ ใน
		</para>
	</section>
	<section id="s2b10c60" >
		<para id="s2b10c60p">
			<remark  id="s2b10c60l1" />สมัยใดอัตตาเสวยทุกขเวทนาไม่ได้   เสวยสุขเวทนา ไม่ได้เสวยอทุกขมสุขเวทนา คง
			<remark  id="s2b10c60l2" />เสวยแต่ทุกขเวทนาอย่างเดียว    เท่านั้น ในสมัยใด อัตตาเสวยอทุกขมสุขเวทนา ใน
			<remark  id="s2b10c60l3" />สมัยนั้นไม่ได้เสวยสุขเวทนา ไม่ได้เสวยทุกขเวทนา คงเสวยแต่อทุกขมสุขเวทนาอย่างเดียวเท่านั้น  
			<remark  id="s2b10c60l4" />      ดูกรอานนท์ เวทนาแม้ที่เป็นสุขก็ดี แม้ที่เป็นทุกข์ก็ดี แม้ที่เป็นอทุกขม  สุขก็ดี 
			<remark  id="s2b10c60l5" />ล้วนไม่เที่ยง เป็นเพียงปัจจัยปรุงแต่งขึ้น มีความสิ้นความเสื่อม ความ คลาย และความดับ
			<remark  id="s2b10c60l6" />ไปเป็นธรรมดา เมื่อเขาเสวยสุขเวทนา ย่อมมีความเห็นว่า    นี้เป็นอัตตาของเรา ต่อสุขเวทนา
			<remark  id="s2b10c60l7" />อันนั้นดับไป จึงมีความเห็นว่า อัตตาของเรา       ดับไปแล้ว เมื่อเสวยทุกขเวทนา ย่อมมีความเห็น
			<remark  id="s2b10c60l8" />ว่า นี้เป็นอัตตาของเรา ต่อ  ทุกขเวทนาอันนั้นแลดับไป จึงมีความเห็นว่า อัตตาของเราดับไป
			<remark  id="s2b10c60l9" />แล้ว เมื่อเสวย       อทุกขมสุขเวทนา ย่อมมีความเห็นว่า นี้เป็นอัตตาของเรา ต่ออทุกขมสุขเวทนา 
			<remark  id="s2b10c60l10" /> อันนั้นแลดับไป จึงมีความเห็นว่า อัตตาของเราดับไปแล้ว ผู้ที่กล่าวอย่างนี้ว่า  เวทนาเป็นอัตตา
			<remark  id="s2b10c60l11" />ของเรานั้น เมื่อเล็งเห็นอัตตา ย่อมเล็งเห็นเวทนาอันไม่เที่ยง     เกลื่อนกล่นไปด้วยสุขและทุกข์ 
			<remark  id="s2b10c60l12" />มีความเกิดขึ้นและเสื่อมไปเป็นธรรมดา เป็น  อัตตาในปัจจุบันเท่านั้น เพราะเหตุนั้นแหละ 
			<remark  id="s2b10c60l13" />อานนท์ ข้อนี้จึงยังไม่ควรที่จะ     เล็งเห็นว่า เวทนาเป็นอัตตาของเรา แม้ด้วยคำดังกล่าวแล้วนี้ ผู้ที่
			<remark  id="s2b10c60l14" />กล่าวอย่างนี้ว่า     ถ้าเวทนาไม่เป็นอัตตาของเราแล้ว อัตตาของเราก็ไม่ต้องเสวยเวทนา เขาจะพึง 
			<remark  id="s2b10c60l15" /> ถูกซักอย่างนี้ว่า ในรูปขันธ์ล้วนๆ ก็ยังมิได้มีความเสวยอารมณ์อยู่ทั้งหมด ใน  รูปขันธ์นั้น ยัง
			<remark  id="s2b10c60l16" />จะเกิดอหังการว่าเป็นเราได้หรือ ฯ 
			<remark  id="s2b10c60l17" />      ไม่ได้ พระเจ้าข้า ฯ    
			<remark  id="s2b10c60l18" />      เพราะเหตุนั้นแหละ อานนท์ ข้อนี้จึงยังไม่ควรที่จะเล็งเห็นว่า ถ้าเวทนา ไม่เป็นอัตตา
			<remark  id="s2b10c60l19" />ของเราแล้ว อัตตาของเราก็ไม่ต้องเสวยเวทนา แม้ด้วยคำดังกล่าว แล้วนี้ ส่วนผู้ที่กล่าวอย่างนี้ว่า 
			<remark  id="s2b10c60l20" />เวทนาไม่เป็นอัตตาของเราเลย อัตตาของเราไม่  ต้องเสวยเวทนาก็ไม่ใช่ อัตตาของเรายังต้องเสวย
			<remark  id="s2b10c60l21" />เวทนาอยู่ เพราะว่า อัตตาของ       เรามีเวทนาเป็นธรรมดา เขาจะพึงถูกซักอย่างนี้ว่า อาวุโส ก็
			<remark  id="s2b10c60l22" />เพราะเวทนาจะต้อง   ดับไปทั้งหมดทั้งสิ้น ไม่เหลือเศษ เมื่อเวทนาไม่มีโดยประการทั้งปวง เพราะ
			<remark  id="s2b10c60l23" /> เวทนาดับไป ยังจะเกิดอหังการว่า เป็นเราได้หรือ ในเมื่อขันธ์นั้นๆ ดับ    ไปแล้ว ฯ      
			<remark  id="s2b10c60l24" />      ไม่ได้ พระเจ้าข้า ฯ    
			<remark  id="s2b10c60l25" />      เพราะเหตุนั้นแหละ อานนท์ ข้อนี้จึงยังไม่ควรที่จะเล็งเห็นว่า  เวทนาไม่เป็นอัตตา
			<remark  id="s2b10c60l26" />ของเราแล้ว อัตตาของเราไม่ต้องเสวยเวทนาเลยก็ไม่ใช่ อัตตาของเรายังต้องเสวยเวทนาอยู่ 
			<remark  id="s2b10c60l27" />เพราะว่า อัตตาของเรามีเวทนาเป็นธรรมดา แม้ด้วยคำ    ดังกล่าวแล้วนี้ ฯ    
		</para>
	</section>
	<section id="s2b10c61" >
		<para id="s2b10c61p">
			<remark  id="s2b10c61l1" />	[๖๔] ดูกรอานนท์ คราวใดเล่า ภิกษุไม่เล็งเห็นเวทนาเป็นอัตตา ไม่    เล็งเห็นอัตตา
			<remark  id="s2b10c61l2" />ว่าไม่ต้องเสวยเวทนาก็ไม่ใช่ ไม่เล็งเห็นว่าอัตตายังต้องเสวยเวทนา  อยู่ เพราะว่า อัตตาของเรามี
			<remark  id="s2b10c61l3" />เวทนาเป็นธรรมดา ภิกษุนั้น เมื่อเล็งเห็นอยู่อย่างนี้     ย่อมไม่ยึดมั่นอะไรๆ ในโลก และเมื่อ
			<remark  id="s2b10c61l4" />ไม่ยึดมั่น ย่อมไม่สะทกสะท้าน เมื่อไม่      สะทกสะท้านย่อมปรินิพพานได้เฉพาะตน ทั้งรู้ชัดว่า 
			<remark  id="s2b10c61l5" />ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์ อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี 
			<remark  id="s2b10c61l6" />อานนท์  ผู้ใดกล่าวอย่างนี้ว่า ทิฐิว่าเบื้องหน้าแต่ตาย สัตว์ยังมีอยู่ ว่าเบื้องหน้าแต่ตาย   สัตว์
			<remark  id="s2b10c61l7" />ไม่มีอยู่ ว่าเบื้องหน้าแต่ตาย สัตว์มีอยู่ด้วย ไม่มีอยู่ด้วย ว่าเบื้องหน้าแต่ตาย   สัตว์มีอยู่ก็หา 
			<remark  id="s2b10c61l8" />มิได้ ไม่มีอยู่ก็หามิได้ ดังนี้ กะภิกษุผู้หลุดพ้นแล้วอย่างนี้ การกล่าวของบุคคลนั้นไม่สมควร ฯ 
			<remark  id="s2b10c61l9" />      ข้อนั้น เพราะเหตุไร    
			<remark  id="s2b10c61l10" />      ดูกรอานนท์ ชื่อ ทางแห่งชื่อ ทางแห่งนิรุติ บัญญัติ ทางแห่งบัญญัติ  การแต่งตั้ง 
			<remark  id="s2b10c61l11" />ทางที่กำหนดรู้ด้วยปัญญา วัฏฏะยังเป็นไปอยู่ตราบใด วัฏฏสงสาร ยังคงหมุนเวียนอยู่ตราบนั้น 
			<remark  id="s2b10c61l12" />เพราะรู้ยิ่ง วัฏฏสงสารนั้น ภิกษุจึงหลุดพ้น ข้อที่มี   ทิฐิว่า ใครๆ ย่อมไม่รู้ ย่อมไม่เห็นภิกษุ
			<remark  id="s2b10c61l13" />ผู้หลุดพ้น เพราะรู้ยิ่งวัฏฏสงสารนั้น  นั้นไม่สมควร ฯ
			<remark  id="s2b10c61l14" />	[๖๕] ดูกรอานนท์ วิญญาณฐิติ ๗ อายตนะ ๒ เหล่านี้ วิญญาณฐิติ ๗    เป็นไฉน 
			<remark  id="s2b10c61l15" />คือ  
			<remark  id="s2b10c61l16" />      ๑. สัตว์มีกายต่างกัน มีสัญญาต่างกัน ได้แก่พวกมนุษย์ และพวกเทพบางพวก 
			<remark  id="s2b10c61l17" />พวกวินิบาตบางพวก นี้เป็นวิญญาณฐิติที่ ๑   
			<remark  id="s2b10c61l18" />      ๒. สัตว์มีกายต่างกัน มีสัญญาอย่างเดียวกัน ได้แก่พวกเทพผู้นับเนื่องในชั้นพรหม
			<remark  id="s2b10c61l19" />ผู้บังเกิดด้วยปฐมฌาน และสัตว์ผู้เกิดในอบาย ๔ นี้เป็นวิญญาณ  ฐิติที่ ๒     
			<remark  id="s2b10c61l20" />      ๓. สัตว์มีกายอย่างเดียวกัน มีสัญญาต่างกัน ได้แก่พวกเทพชั้นอาภัสสร   นี้เป็น
			<remark  id="s2b10c61l21" />วิญญาณฐิติที่ ๓      
			<remark  id="s2b10c61l22" />      ๔. สัตว์ที่มีกายอย่างเดียวกัน มีสัญญาอย่างเดียวกัน ได้แก่พวกเทพ   ชั้นสุภกิณหะ 
			<remark  id="s2b10c61l23" />นี้เป็นวิญญาณฐิติที่ ๔
		</para>
	</section>
	<section id="s2b10c62" >
		<para id="s2b10c62p">
			<remark  id="s2b10c62l1" />      ๕. สัตว์ที่เข้าถึงชั้นอากาสานัญจายตนะด้วยมนสิการว่า อากาศหาที่สุด มิได้ เพราะ
			<remark  id="s2b10c62l2" />ล่วงรูปสัญญา เพราะดับปฏิฆะสัญญา เพราะไม่ใส่ใจถึงนานัตตสัญญา โดยประการทั้งปวง 
			<remark  id="s2b10c62l3" />นี้เป็นวิญญาณฐิติที่ ๕   
			<remark  id="s2b10c62l4" />      ๖. สัตว์ที่เข้าถึงชั้นวิญญาณัญจายตนะด้วยมนสิการว่า วิญญาณหาที่สุด มิได้ เพราะ
			<remark  id="s2b10c62l5" />ล่วงชั้นอากาสานัญจายตนะโดยประการทั้งปวง นี้เป็นวิญญาณฐิติที่ ๖    
			<remark  id="s2b10c62l6" />      ๗. สัตว์ที่เข้าถึงชั้นอากิญจัญญายตนะ ด้วยมนสิการว่า ไม่มีอะไร    เพราะล่วงชั้น
			<remark  id="s2b10c62l7" />วิญญาณัญจายตนะ โดยประการทั้งปวง นี้เป็นวิญญาณฐิติที่ ๗   
			<remark  id="s2b10c62l8" />      ส่วนอายตนะอีก ๒ คือ อสัญญีสัตตายตนะ (ข้อที่ ๑) และข้อที่ ๒ คือ เนวสัญญานา
			<remark  id="s2b10c62l9" />สัญญายตนะ     
			<remark  id="s2b10c62l10" />      ดูกรอานนท์ บรรดาวิญญาณฐิติทั้ง ๗ ประการนั้น วิญญาณฐิติข้อที่ ๑ มี ว่า สัตว์มี
			<remark  id="s2b10c62l11" />กายต่างกัน มีสัญญาต่างกัน ได้แก่พวกมนุษย์และพวกเทพบางพวก   พวกวินิบาตบางพวก 
			<remark  id="s2b10c62l12" />ผู้ที่รู้ชัดวิญญาณฐิติข้อนั้น รู้ความเกิดและความดับ รู้คุณ   และโทษ แห่งวิญญาณฐิติข้อนั้น 
			<remark  id="s2b10c62l13" />และรู้อุบายเป็นเครื่องออกไปจากวิญญาณฐิติ  ข้อนั้น เขายังจะควรเพื่อเพลิดเพลินวิญญาณฐิติ
			<remark  id="s2b10c62l14" />นั้นอีกหรือ ฯ      
			<remark  id="s2b10c62l15" />      ไม่ควร พระเจ้าข้า ฯ    
			<remark  id="s2b10c62l16" />		ฯลฯ    ฯลฯ      
			<remark  id="s2b10c62l17" />      วิญญาณฐิติที่ ๗ มีว่า สัตว์ผู้เข้าถึงชั้นอากิญจัญญายตนะ ด้วยมนสิการ ว่า ไม่มีอะไร 
			<remark  id="s2b10c62l18" />เพราะล่วงชั้นวิญญาณณัญจายตนะโดยประการทั้งปวง ผู้ที่รู้ชัด   วิญญาณฐิติข้อนั้น รู้ความ
			<remark  id="s2b10c62l19" />เกิดและความดับ รู้คุณและโทษ แห่งวิญญาณฐิติ   ข้อนั้น และรู้อุบายเป็นเครื่องออกไปจาก
			<remark  id="s2b10c62l20" />วิญญาณฐิติข้อนั้น เขายังจะควร    เพลิดเพลินวิญญาณฐิตินั้นอีกหรือ ฯ  
			<remark  id="s2b10c62l21" />      ไม่ควร พระเจ้าข้า ฯ    
			<remark  id="s2b10c62l22" />      ดูกรอานนท์ ส่วนบรรดาอายตนะทั้ง ๒ นั้นเล่า ข้อที่ ๑ คือ อสัญญี    สัตตายตนะ 
			<remark  id="s2b10c62l23" />ผู้ที่รู้ชัดอสัญญีสัตตายตนะข้อนั้น รู้ความเกิดและความดับ รู้คุณ    และโทษ แห่งอสัญญีสัตตายตนะ
			<remark  id="s2b10c62l24" />ข้อนั้น และรู้อุบายเป็นเครื่องออกไปจาก   อสัญญีสัตตายตนะข้อนั้น เขายังจะควรเพื่อเพลิดเพลิน
			<remark  id="s2b10c62l25" />อสัญญีสัตตายตนะนั้น   อีกหรือ ฯ     
		</para>
	</section>
	<section id="s2b10c63" >
		<para id="s2b10c63p">
			<remark  id="s2b10c63l1" />      ไม่ควร พระเจ้าข้า ฯ    
			<remark  id="s2b10c63l2" />      ส่วนข้อที่ ๒ คือ เนวสัญญานาสัญญายตนะ ผู้ที่รู้ชัดเนวสัญญานา    สัญญายตนะข้อนั้น 
			<remark  id="s2b10c63l3" />รู้ความเกิดและความดับ รู้คุณและโทษแห่งเนวสัญญานา    สัญญายตนะข้อนั้น และรู้อุบายเป็น
			<remark  id="s2b10c63l4" />เครื่องออกไปจากเนวสัญญานาสัญญายตนะ    ข้อนั้น เขายังจะควรเพื่อเพลิดเพลินเนวสัญญานา
			<remark  id="s2b10c63l5" />สัญญายตนะข้อนั้นอีกหรือ ฯ 
			<remark  id="s2b10c63l6" />      ไม่ควร พระเจ้าข้า ฯ    
			<remark  id="s2b10c63l7" />      ดูกรอานนท์ เพราะภิกษุมาทราบชัดความเกิดและความดับทั้งคุณและโทษ   และอุบาย
			<remark  id="s2b10c63l8" />เป็นเครื่องออกไปจากวิญญาณฐิติ ๗ และอายตนะ ๒ เหล่านี้ ตามเป็น  จริงแล้ว ย่อมเป็นผู้หลุดพ้น
			<remark  id="s2b10c63l9" />ได้ เพราะไม่ยึดมั่น อานนท์ ภิกษุนี้เราเรียกว่า     ปัญญาวิมุตติ ฯ
			<remark  id="s2b10c63l10" />	[๖๖] ดูกรอานนท์ วิโมกข์ ๘ ประการเหล่านี้ ๘ ประการเป็นไฉน คือ     
			<remark  id="s2b10c63l11" />      ๑. ผู้ได้รูปฌานย่อมเห็นรูป นี้เป็นวิโมกข์ข้อที่ ๑  
			<remark  id="s2b10c63l12" />      ๒. ผู้ไม่มีความสำคัญในรูปในภายใน ย่อมเห็นรูปในภายนอก นี้เป็น    วิโมกข์ข้อที่ ๒      
			<remark  id="s2b10c63l13" />      ๓. ผู้ที่น้อมใจเชื่อว่า กสิณเป็นของงาม นี้เป็นวิโมกข์ข้อที่ ๓    
			<remark  id="s2b10c63l14" />      ๔. ผู้บรรลุอากาสานัญจายตนะด้วยมนสิการว่า อากาศหาที่สุดมิได้     เพราะล่วงรูป
			<remark  id="s2b10c63l15" />สัญญา เพราะดับปฏิฆสัญญา เพราะไม่ใส่ใจถึงนานัตตสัญญา โดย ประการทั้งปวง นี้เป็นวิโมกข์
			<remark  id="s2b10c63l16" />ข้อที่ ๔      
			<remark  id="s2b10c63l17" />      ๕. ผู้ที่บรรลุวิญญาณัญจายตนะ ด้วยมนสิการว่า วิญญาณหาที่สุดมิได้  เพราะล่วงชั้น
			<remark  id="s2b10c63l18" />อากาสานัญจายตนะ โดยประการทั้งปวง นี้เป็นวิโมกข์ที่ ๕     
			<remark  id="s2b10c63l19" />      ๖. ผู้ที่บรรลุอากิญจัญญายตนะ ด้วยมนสิการว่า ไม่มีอะไร เพราะล่วง   วิญญาณัญ
			<remark  id="s2b10c63l20" />จายตนะ โดยประการทั้งปวง นี้เป็นวิโมกข์ข้อที่ ๖  
			<remark  id="s2b10c63l21" />      ๗. ผู้ที่บรรลุเนวสัญญานาสัญญายตนะ เพราะล่วงอากิญจัญญายตนะ  โดยประการ
			<remark  id="s2b10c63l22" />ทั้งปวง นี้เป็นวิโมกข์ข้อที่ ๗   
			<remark  id="s2b10c63l23" />      ๘. ผู้ที่บรรลุสัญญาเวทยิตนิโรธ เพราะล่วงเนวสัญญานาสัญญายตนะ   โดยประการ
			<remark  id="s2b10c63l24" />ทั้งปวง นี้เป็นวิโมกข์ข้อที่ ๘   
		</para>
	</section>
	<section id="s2b10c64" >
		<para id="s2b10c64p">
			<remark  id="s2b10c64l1" />      ดูกรอานนท์ เหล่านี้แล วิโมกข์ ๘ ประการ ภิกษุเข้าวิโมกข์ ๘ ประการ  เหล่านี้ เป็น
			<remark  id="s2b10c64l2" />อนุโลมบ้าง เป็นปฏิโลมบ้าง เข้าทั้งอนุโลมและปฏิโลมบ้าง เข้าบ้าง   ออกบ้าง ตามคราวที่
			<remark  id="s2b10c64l3" />ต้องการ ตามสิ่งที่ปรารถนา และตามกำหนดที่ต้องประสงค์  จึงบรรลุเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติ 
			<remark  id="s2b10c64l4" />อันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะสิ้นไป เพราะ       ทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งด้วยตนเองในปัจจุบัน 
			<remark  id="s2b10c64l5" />อานนท์ ภิกษุนี้ เราเรียกว่า      อุภโตภาควิมุตติ อุภโตภาควิมุตติอื่นจากอุภโตภาควิมุตตินี้ที่จะยิ่ง
			<remark  id="s2b10c64l6" />หรือประณีตไป กว่าไม่มี พระผู้มีพระภาคตรัสพระพุทธพจน์นี้แล้ว ท่านพระอานนท์ยินดี ชื่นชม     
			<remark  id="s2b10c64l7" /> พระภาษิตของพระผู้มีพระภาคแล้วแล ฯ  
			<remark  id="s2b10c64l8" />		   จบมหานิทานสูตร ที่ ๒
			<remark  id="s2b10c64l9" />		  ------------------------------------   
		</para>
	</section>
	<section id="s2b10c65" >
		<para id="s2b10c65p">
			<remark  id="s2b10c65l1" />		๓. มหาปรินิพพานสูตร (๑๖)      
			<remark  id="s2b10c65l2" />	[๖๗] ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้      
			<remark  id="s2b10c65l3" />      สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับบนภูเขาคิชฌกูฏ เขตพระนครราชคฤห์ ก็สมัยนั้น 
			<remark  id="s2b10c65l4" />พระเจ้าแผ่นดินมคธ พระนามว่าอชาตศัตรู เวเทหีบุตร    ทรงปรารถนาจะเสด็จไปปราบแคว้นวัชชี 
			<remark  id="s2b10c65l5" />ท้าวเธอรับสั่งอย่างนี้ว่า ก็เราจักตัดพวก    เจ้าวัชชีผู้มีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมาก อย่างนี้ๆ จักให้
			<remark  id="s2b10c65l6" />แคว้นวัชชีพินาศถึงความ    วอดวาย ลำดับนั้น ท้าวเธอตรัสเรียกวัสสการพราหมณ์ อำมาตย์
			<remark  id="s2b10c65l7" />ผู้ใหญ่ในมคธรัฐ มาตรัสสั่งว่า ดูกรพราหมณ์ ท่านจงไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ครั้นแล้ว   
			<remark  id="s2b10c65l8" /> จงถวายบังคมพระบาททั้งสองของพระผู้มีพระภาคด้วยเศียรเกล้าตามคำของเรา ทูล ถามถึงอาพาธ
			<remark  id="s2b10c65l9" />น้อย พระโรคเบาบาง ความกระปรี้กระเปร่า พระกำลัง การประทับ    อยู่สำราญว่า ข้าแต่พระองค์
			<remark  id="s2b10c65l10" />ผู้เจริญ พระเจ้าแผ่นดินมคธ พระนามว่าอชาตศัตรู     เวเทหีบุตร ขอถวายบังคมพระบาททั้งสอง
			<remark  id="s2b10c65l11" />ของพระผู้มีพระภาคด้วยเศียรเกล้า ทูล ถามถึงอาพาธน้อย พระโรคเบาบาง ความกระปรี้กระเปร่า
			<remark  id="s2b10c65l12" />พระกำลัง การประทับ   อยู่สำราญ และจงทูลอย่างนี้ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระเจ้าแผ่นดินมคธ 
			<remark  id="s2b10c65l13" /> พระนามว่าอชาตศัตรู เวเทหีบุตร ปรารถนาจะเสด็จไปปราบแคว้นวัชชี ท้าวเธอ  รับสั่งอย่างนี้ว่า 
			<remark  id="s2b10c65l14" />ก็เราจักตัดพวกเจ้าวัชชีผู้มีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมากอย่างนี้ๆ จัก  ให้แคว้นวัชชีพินาศถึงความ
			<remark  id="s2b10c65l15" />วอดวาย ดังนี้ และพระผู้มีพระภาคทรงพยากรณ์แก่ ท่านอย่างไร ท่านพึงจำข้อนั้นมาบอกเรา 
			<remark  id="s2b10c65l16" />พระตถาคตทั้งหลายย่อมไม่ตรัสคำที่ไม่     จริงเลย ฯ     
			<remark  id="s2b10c65l17" />      วัสสการพราหมณ์ อำมาตย์ผู้ใหญ่ในมคธรัฐ รับพระราชดำรัสของพระเจ้าแผ่นดินมคธ 
			<remark  id="s2b10c65l18" />พระนามว่าอชาตศัตรู เวเทหีบุตร แล้วเทียมยานที่ดีๆ ขึ้น ยานออกจากพระนครราชคฤห์ตรงไป
			<remark  id="s2b10c65l19" />ยังภูเขาคิชฌกูฏ จนสุดภูมิประเทศเท่าที่ยาน จะไปได้ จึงลงจากยานเดินเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค
			<remark  id="s2b10c65l20" />ถึงที่ประทับ ครั้นเข้าไปเฝ้าแล้วได้ปราศรัยกับพระผู้มีพระภาค ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึก
			<remark  id="s2b10c65l21" />ถึงกันไปแล้ว    จึงนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นวัสสการพราหมณ์อำมาตย์ผู้ใหญ่ในมคธรัฐนั่ง  
			<remark  id="s2b10c65l22" /> เรียบร้อยแล้วทูลว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ พระเจ้าแผ่นดินมคธ พระนามว่า  อชาตศัตรู เวเทหี
		</para>
	</section>
	<section id="s2b10c66" >
		<para id="s2b10c66p">
			<remark  id="s2b10c66l1" />บุตร ขอถวายบังคมพระบาททั้งสองของท่านพระโคดมด้วยเศียรเกล้า ทูลถามถึงอาพาธน้อย 
			<remark  id="s2b10c66l2" />พระโรคเบาบาง ความกระปรี้กระเปร่า พระกำลังการประทับอยู่สำราญ ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ 
			<remark  id="s2b10c66l3" />พระเจ้าแผ่นดินมคธ พระนามว่า อชาตศัตรู เวเทหีบุตร ทรงปรารถนาจะเสด็จไปปราบแคว้นวัชชี 
			<remark  id="s2b10c66l4" />ท้าวเธอรับสั่งอย่างนี้ว่า ก็เราจักตัดพวกเจ้าวัชชีผู้มีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมากอย่างนี้ๆ จักให้
			<remark  id="s2b10c66l5" /> แคว้นวัชชีพินาศถึงความวอดวาย ฯ     
			<remark  id="s2b10c66l6" />	[๖๘] ก็สมัยนั้น ท่านพระอานนท์ ยืนถวายอยู่งานพัดพระผู้มีพระภาค อยู่ ณ เบื้อง
			<remark  id="s2b10c66l7" />พระปฤษฎางค์ ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งกะท่านพระอานนท์ว่า  ดูกรอานนท์ เธอได้ยิน
			<remark  id="s2b10c66l8" />มาอย่างไร พวกเจ้าวัชชีหมั่นประชุมกันเนืองๆ หรือ ฯ  
			<remark  id="s2b10c66l9" />     ท่านพระอานนท์ทูลว่า ข้าพระองค์ได้ยินมาอย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ     
			<remark  id="s2b10c66l10" />      ดูกรอานนท์ พวกเจ้าวัชชีจักหมั่นประชุมกันเนืองๆ อยู่เพียงใด พึง หวังได้ซึ่งความ
			<remark  id="s2b10c66l11" />เจริญอย่างเดียว ไม่มีเสื่อม เพียงนั้น ฯ  
			<remark  id="s2b10c66l12" />      ดูกรอานนท์ เธอได้ยินมาอย่างไร พวกเจ้าวัชชีพร้อมเพรียงกันประชุม    พร้อมเพรียงกัน
			<remark  id="s2b10c66l13" />เลิกประชุม และพร้อมเพรียงกันทำกิจที่เจ้าวัชชีพึงกระทำหรือ ฯ    
			<remark  id="s2b10c66l14" />      ข้าพระองค์ได้ยินมาอย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ    
			<remark  id="s2b10c66l15" />      ดูกรอานนท์ พวกเจ้าวัชชีจักพร้อมเพรียงกันประชุม จักพร้อมเพรียงกัน  เลิกประชุม 
			<remark  id="s2b10c66l16" />และจักพร้อมเพรียงกันทำกิจที่เจ้าวัชชีพึงกระทำอยู่เพียงใด พึงหวัง ได้ซึ่งความเจริญอย่างเดียว 
			<remark  id="s2b10c66l17" />ไม่มีเสื่อมเพียงนั้น ฯ
			<remark  id="s2b10c66l18" />      ดูกรอานนท์ เธอได้ยินมาอย่างไร พวกเจ้าวัชชีไม่ได้บัญญัติสิ่งที่มิได้    บัญญัติไว้ ไม่
			<remark  id="s2b10c66l19" />ถอนสิ่งที่ได้บัญญัติไว้แล้ว สมาทานประพฤติอยู่ในวัชชีธรรมของ  เก่าตามที่บัญญัติไว้แล้วหรือ ฯ     
			<remark  id="s2b10c66l20" />      ข้าพระองค์ได้ยินมาอย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ    
			<remark  id="s2b10c66l21" />      ดูกรอานนท์ พวกเจ้าวัชชีจักไม่บัญญัติสิ่งที่มิได้บัญญัติไว้ จักไม่ถอน   สิ่งที่ได้บัญญัติไว้
			<remark  id="s2b10c66l22" />แล้ว จักสมาทานประพฤติอยู่ในวัชชีธรรมของเก่าตามที่บัญญัติไว้      แล้วอยู่เพียงใด พึงหวังได้
			<remark  id="s2b10c66l23" />ซึ่งความเจริญอย่างเดียว ไม่มีเสื่อม เพียงนั้น ฯ    
			<remark  id="s2b10c66l24" />      ดูกรอานนท์ เธอได้ยินมาอย่างไร พวกเจ้าวัชชีสักการเคารพนับถือบูชา   ท่านที่เป็น
			<remark  id="s2b10c66l25" />ผู้ใหญ่ของพวกเจ้าวัชชี และเชื่อฟังถ้อยคำของท่านเหล่านั้นหรือ ฯ    
		</para>
	</section>
	<section id="s2b10c67" >
		<para id="s2b10c67p">
			<remark  id="s2b10c67l1" />      ข้าพระองค์ได้ยินมาอย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ    
			<remark  id="s2b10c67l2" />      ดูกรอานนท์ พวกเจ้าวัชชีจักสักการะเคารพนับถือบูชาท่านที่เป็นผู้ใหญ่    ของพวกเจ้า
			<remark  id="s2b10c67l3" />วัชชี และจักเชื่อฟังถ้อยคำของท่านเหล่านั้นอยู่เพียงใด พึงหวังได้    ซึ่งความเจริญอย่างเดียว ไม่มี
			<remark  id="s2b10c67l4" />เสื่อม เพียงนั้น ฯ  
			<remark  id="s2b10c67l5" />      ดูกรอานนท์ เธอได้ยินมาอย่างไร พวกเจ้าวัชชีไม่ฉุดคร่าขืนใจสตรีหรือ กุมารีในสกุล
			<remark  id="s2b10c67l6" />ให้อยู่ร่วมด้วยหรือ ฯ  
			<remark  id="s2b10c67l7" />      ข้าพระองค์ได้ยินมาอย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ    
			<remark  id="s2b10c67l8" />      ดูกรอานนท์ พวกเจ้าวัชชีจักไม่ฉุดคร่าขืนใจสตรีหรือกุมารีในสกุล ให้ อยู่ร่วมด้วยอยู่
			<remark  id="s2b10c67l9" />เพียงใด พึงหวังได้ซึ่งความเจริญอย่างเดียว ไม่มีเสื่อม เพียงนั้น ฯ   
			<remark  id="s2b10c67l10" />      ดูกรอานนท์ เธอได้ยินมาอย่างไร พวกเจ้าวัชชีสักการะเคารพ นับถือ บูชาเจดีย์ของ
			<remark  id="s2b10c67l11" />พวกเจ้าวัชชีทั้งภายในภายนอก และไม่ปล่อยให้ธรรมิกพลี ที่เคยให้   ที่เคยกระทำ แก่เจดีย์
			<remark  id="s2b10c67l12" />เหล่านั้นเสื่อมทรามไปหรือ ฯ 
			<remark  id="s2b10c67l13" />      ข้าพระองค์ได้ยินมาอย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ    
			<remark  id="s2b10c67l14" />      ดูกรอานนท์ พวกเจ้าวัชชีจักสักการะ เคารพ นับถือ บูชาเจดีย์ของ  พวกเจ้าวัชชี
			<remark  id="s2b10c67l15" />ทั้งภายในภายนอก และจักไม่ปล่อยให้ธรรมิกพลี ที่เคยให้ ที่เคย   กระทำ แก่เจดีย์เหล่านั้น 
			<remark  id="s2b10c67l16" />เสื่อมทรามไปอยู่เพียงใด พึงหวังได้ซึ่งความเจริญ    อย่างเดียว ไม่มีเสื่อม เพียงนั้น ฯ 
			<remark  id="s2b10c67l17" />      ดูกรอานนท์ เธอได้ยินมาอย่างไร พวกเจ้าวัชชีจัดแจงไว้ดีแล้ว ซึ่ง  ความอารักขา
			<remark  id="s2b10c67l18" />ป้องกันคุ้มครองอันเป็นธรรมในพระอรหันต์ทั้งหลาย ด้วยตั้งใจว่า  ไฉนหนอ พระอรหันต์ที่ยัง
			<remark  id="s2b10c67l19" />มิได้มา พึงมาสู่แว่นแคว้นและที่มาแล้ว พึงอยู่เป็น   ผาสุกในแว่นแคว้น ดังนี้หรือ ฯ      
			<remark  id="s2b10c67l20" />      ข้าพระองค์ได้ยินมาอย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ    
			<remark  id="s2b10c67l21" />      ดูกรอานนท์ พวกเจ้าวัชชีจักจัดแจงไว้ดีแล้ว ซึ่งความอารักขา ป้องกัน คุ้มครองอัน
			<remark  id="s2b10c67l22" />เป็นธรรม ในพระอรหันต์ทั้งหลาย ด้วยตั้งใจว่า ไฉนหนอ พระอรหันต์  ที่ยังมิได้มา พึงมาสู่
			<remark  id="s2b10c67l23" />แว่นแคว้น และที่มาแล้ว พึงอยู่เป็นผาสุกในแว่นแคว้น   ดังนี้ อยู่เพียงใด พึงหวังได้
			<remark  id="s2b10c67l24" />ซึ่งความเจริญอย่างเดียว ไม่มีเสื่อม เพียงนั้น ฯ 
			<remark  id="s2b10c67l25" />	[๖๙] ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งกะวัสสการพราหมณ์ อำมาตย์    ผู้ใหญ่ในมคธ
			<remark  id="s2b10c67l26" />รัฐว่า ดูกรพราหมณ์ สมัยหนึ่ง เราอยู่ที่สารันททเจดีย์เขตเมือง    เวสาลีนี้ ณ ที่นั้นเราได้แสดง
			<remark  id="s2b10c67l27" />อปริหานิยธรรมทั้ง ๗ นี้ แก่พวกเจ้าวัชชี ก็อปริหา    นิยธรรมทั้ง ๗ นี้ จักตั้งอยู่ในพวกเจ้าวัชชี 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b10c68" >
		<para id="s2b10c68p">
			<remark  id="s2b10c68l1" />และพวกเจ้าวัชชีจักสนใจในอปริหานิยธรรมทั้ง ๗ นี้ อยู่เพียงใดพราหมณ์  พึงหวังได้ซึ่งความ
			<remark  id="s2b10c68l2" />เจริญอย่างเดียว ไม่มีเสื่อม  เพียงนั้น ฯ   
			<remark  id="s2b10c68l3" />      เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว วัสสการพราหมณ์ อำมาตย์ผู้ใหญ่ ในมคธรัฐได้
			<remark  id="s2b10c68l4" />ทูลว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ พวกเจ้าวัชชีมาประกอบด้วยอปริหานิยธรรม แม้ข้อหนึ่งๆ ก็ยัง
			<remark  id="s2b10c68l5" />หวังได้ซึ่งความเจริญอย่างเดียว ไม่มีเสื่อม จะป่วย  กล่าวไปไยถึงอปรินิยธรรมทั้ง ๗ ข้อเล่า 
			<remark  id="s2b10c68l6" />พระเจ้าแผ่นดินมคธ พระนามว่าอชาตศัตรู    เวเทหีบุตร ไม่ควรกระทำการรบกับเจ้าวัชชี นอกจาก
			<remark  id="s2b10c68l7" />จะปรองดอง นอกจากจะยุ     ให้แตกกันเป็นพวก ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ข้าพเจ้ามีกิจมาก มีกรณียะ
			<remark  id="s2b10c68l8" />มาก    จะขอลาไปในบัดนี้ พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรพราหมณ์ ท่านย่อมทราบกาลอัน  ควรใน
			<remark  id="s2b10c68l9" />บัดนี้เถิด ลำดับนั้น วัสสการพราหมณ์ อำมาตย์ผู้ใหญ่ในมคธรัฐ ชื่นชม ยินดีพระภาษิต ของ
			<remark  id="s2b10c68l10" />พระผู้มีพระภาค ลุกจากอาสนะหลีกไปแล้ว ฯ 
			<remark  id="s2b10c68l11" />	[๗๐] ครั้งนั้น เมื่อวัสสการพราหมณ์อำมาตย์ผู้ใหญ่ในมคธรัฐหลีกไป   ไม่นาน พระผู้
			<remark  id="s2b10c68l12" />มีพระภาครับสั่งกะท่านพระอานนท์ว่า ดูกรอานนท์ เธอจงไป      จงสั่งให้ภิกษุทุกรูปซึ่งอยู่อาศัย
			<remark  id="s2b10c68l13" />พระนครราชคฤห์ ให้มาประชุมกันในอุปัฏฐานศาลา   ท่านพระอานนท์รับพระดำรัสของพระผู้มี
			<remark  id="s2b10c68l14" />พระภาคแล้ว สั่งให้ภิกษุทุกรูปซึ่งอยู่อาศัย พระนครราชคฤห์ให้ประชุมกันในอุปัฏฐานศาลา แล้ว
			<remark  id="s2b10c68l15" />จึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค       ถึงที่ประทับ ครั้นเข้าไปเฝ้าแล้ว ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคแล้วยืนอยู่ 
			<remark  id="s2b10c68l16" />ณ ที่ควร  ส่วนข้างหนึ่ง ครั้นท่านพระอานนท์นั่งเรียบร้อยแล้วได้ทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ    
			<remark  id="s2b10c68l17" /> ภิกษุสงฆ์ประชุมกันแล้ว ขอพระองค์ทรงทราบกาลอันควรในบัดนี้เถิด ฯ 
			<remark  id="s2b10c68l18" />      ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงลุกจากอาสนะ เสด็จเข้าไปยังอุปัฏฐาน  ศาลา แล้ว
			<remark  id="s2b10c68l19" />ประทับนั่งบนอาสนะที่ปูลาดไว้ ครั้นประทับนั่งแล้ว รับสั่งกะภิกษุ ทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
			<remark  id="s2b10c68l20" />เราจักแสดงอปริหานิยธรรมทั้ง ๗ แก่พวกเธอ  พวกเธอจงฟัง จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าว ภิกษุ
			<remark  id="s2b10c68l21" />เหล่านั้นทูลรับพระดำรัสของพระผู้มี  พระภาคแล้ว พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า
			<remark  id="s2b10c68l22" />      ๑. ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกภิกษุจักหมั่นประชุมกันเนืองๆ อยู่เพียงใด  พึงหวังได้
			<remark  id="s2b10c68l23" />ซึ่งความเจริญอย่างเดียว ไม่มีเสื่อมเพียงนั้น ฯ
			<remark  id="s2b10c68l24" />      ๒. ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกภิกษุจักพร้อมเพรียงกันประชุม จักพร้อมเพรียงกันเลิก
			<remark  id="s2b10c68l25" />ประชุม และจักพร้อมเพรียงช่วยกันทำกิจที่สงฆ์พึงกระทำ อยู่เพียงใด  พึงหวังได้ซึ่งความเจริญ
			<remark  id="s2b10c68l26" />อย่างเดียว ไม่มีเสื่อม เพียงนั้น ฯ      
		</para>
	</section>
	<section id="s2b10c69" >
		<para id="s2b10c69p">
			<remark  id="s2b10c69l1" />      ๓. ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกภิกษุจักไม่บัญญัติสิ่งที่มิได้บัญญัติไว้แล้ว   จักไม่ถอนสิ่ง
			<remark  id="s2b10c69l2" />ที่ได้บัญญัติไว้แล้ว จักสมาทานประพฤติอยู่ในสิกขาบททั้งหลาย    ตามที่ได้บัญญัติไว้แล้ว อยู่เพียงใด 
			<remark  id="s2b10c69l3" />พึงหวังได้ซึ่งความเจริญอย่างเดียว ไม่มีเสื่อม    เพียงนั้น ฯ   
			<remark  id="s2b10c69l4" />      ๔. ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกภิกษุจักสักการะ เคารพ นับถือ บูชาภิกษุ    ผู้เป็นเถระ 
			<remark  id="s2b10c69l5" />ผู้รัตตัญญู บวชนาน เป็นสังฆบิดร เป็นสังฆปริณายก และจักเชื่อฟัง   ถ้อยคำของท่านเหล่านั้น
			<remark  id="s2b10c69l6" />อยู่เพียงใด พึงหวังได้ซึ่งความเจริญอย่างเดียว ไม่มีเสื่อม    เพียงนั้น ฯ   
			<remark  id="s2b10c69l7" />      ๕. ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกภิกษุจักไม่ลุอำนาจแก่ตัณหาอันจะก่อให้เกิด ภพใหม่ซึ่ง
			<remark  id="s2b10c69l8" />บังเกิดขึ้นแล้ว อยู่เพียงใด พึงหวังได้ซึ่งความเจริญอย่างเดียว ไม่มีเสื่อม  เพียงนั้น ฯ   
			<remark  id="s2b10c69l9" />      ๖. ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกภิกษุจักเป็นผู้ยินดีในเสนาสนะป่า อยู่เพียงใด   พึงหวัง
			<remark  id="s2b10c69l10" />ได้ซึ่งความเจริญอย่างเดียว ไม่มีเสื่อม เพียงนั้น ฯ      
			<remark  id="s2b10c69l11" />      ๗. ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกภิกษุจักเข้าไปตั้งสติไว้ในภายในว่า ไฉนหนอ เพื่อน
			<remark  id="s2b10c69l12" />พรหมจรรย์ผู้มีศีลเป็นที่รักที่ยังมิได้มา พึงมาเถิดและที่มาแล้ว พึงอยู่เป็นผาสุก       ดังนี้ อยู่เพียงใด 
			<remark  id="s2b10c69l13" />พึงหวังได้ซึ่งความเจริญอย่างเดียว ไม่มีเสื่อม เพียงนั้น ฯ 
			<remark  id="s2b10c69l14" />      ดูกรภิกษุทั้งหลาย อปริหานิยธรรม ทั้ง ๗ นี้ จักตั้งอยู่ในหมู่ภิกษุ และ   หมู่ภิกษุจัก
			<remark  id="s2b10c69l15" />สนใจในอปริหานิยธรรม ทั้ง ๗ นี้ อยู่เพียงใด หมู่ภิกษุพึงหวังได้ซึ่ง    ความเจริญอย่างเดียว ไม่มี
			<remark  id="s2b10c69l16" />เสื่อม เพียงนั้น ฯ      
			<remark  id="s2b10c69l17" />	[๗๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงอปริหานิยธรรม ๗ อีกหมวดหนึ่ง   แก่พวกเธอ 
			<remark  id="s2b10c69l18" />พวกเธอจงฟัง จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าว ภิกษุเหล่านั้น ทูลรับ  พระดำรัสของพระผู้มีพระภาค
			<remark  id="s2b10c69l19" />แล้ว พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า 
			<remark  id="s2b10c69l20" />      ๑. ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกภิกษุจักไม่เป็นผู้ชอบการงาน ไม่ยินดีแล้ว  ในการงาน 
			<remark  id="s2b10c69l21" />ไม่ประกอบตามซึ่งความเป็นผู้ชอบการงาน อยู่เพียงใด พึงหวังได้ซึ่ง    ความเจริญอย่างเดียว ไม่มี
			<remark  id="s2b10c69l22" />เสื่อม เพียงนั้น ฯ      
			<remark  id="s2b10c69l23" />      ๒. ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกภิกษุจักไม่เป็นผู้ชอบการคุย ไม่ยินดีแล้ว  ในการคุย ไม่
			<remark  id="s2b10c69l24" />ประกอบตามซึ่งความเป็นผู้ชอบการคุย อยู่เพียงใด พึงหวังได้ซึ่ง     ความเจริญอย่างเดียว ไม่มีเสื่อม
			<remark  id="s2b10c69l25" /> เพียงนั้น ฯ      
		</para>
	</section>
	<section id="s2b10c70" >
		<para id="s2b10c70p">
			<remark  id="s2b10c70l1" />      ๓. ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกภิกษุจักไม่เป็นผู้ชอบการนอนหลับ ไม่ยินดี  แล้วในการ
			<remark  id="s2b10c70l2" />นอนหลับ ไม่ประกอบตามซึ่งความเป็นผู้ชอบการนอนหลับ อยู่เพียงใด  พึงหวังได้ซึ่งความเจริญ
			<remark  id="s2b10c70l3" />อย่างเดียว ไม่มีเสื่อม เพียงนั้น ฯ      
			<remark  id="s2b10c70l4" />      ๔. ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกภิกษุจักไม่เป็นผู้ชอบคลุกคลีด้วยหมู่ ไม่ยินดี   แล้วใน
			<remark  id="s2b10c70l5" />ความคลุกคลีด้วยหมู่ ไม่ประกอบตามซึ่งความเป็นผู้ชอบความคลุกคลีด้วย     หมู่ อยู่เพียงใด พึง
			<remark  id="s2b10c70l6" />หวังได้ซึ่งความเจริญอย่างเดียว ไม่มีเสื่อม เพียงนั้น ฯ   
			<remark  id="s2b10c70l7" />      ๕. ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกภิกษุจักไม่เป็นผู้มีความปรารถนาลามก ไม่ลุอำนาจแก่
			<remark  id="s2b10c70l8" />ความปรารถนาอันลามก อยู่เพียงใด พึงหวังได้ซึ่งความเจริญอย่างเดียว   ไม่มีเสื่อม เพียงนั้น ฯ     
			<remark  id="s2b10c70l9" />      ๖. ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกภิกษุจักเป็นผู้ไม่มีมิตรชั่ว ไม่มีสหายชั่ว    ไม่คบคนชั่ว 
			<remark  id="s2b10c70l10" />อยู่เพียงใด พึงหวังได้ซึ่งความเจริญอย่างเดียว ไม่มีเสื่อม  เพียงนั้น ฯ   
			<remark  id="s2b10c70l11" />      ๗. ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกภิกษุจักไม่ถึงความนอนใจในระหว่าง เพราะ  การบรรลุคุณ
			<remark  id="s2b10c70l12" />วิเศษเพียงขั้นต่ำ อยู่เพียงใด พึงหวังได้ซึ่งความเจริญอย่างเดียว    ไม่มีเสื่อม เพียงนั้น ฯ     
			<remark  id="s2b10c70l13" />      ดูกรภิกษุทั้งหลาย อปริหานิยธรรม ทั้ง ๗ นี้ จักตั้งอยู่ในหมู่ภิกษุ และ  หมู่ภิกษุจัก
			<remark  id="s2b10c70l14" />สนใจในอปริหานิยธรรม ทั้ง ๗ นี้ อยู่เพียงใด พึงหวังได้ซึ่งความเจริญ   อย่างเดียว ไม่มีเสื่อม 
			<remark  id="s2b10c70l15" />เพียงนั้น ฯ 
			<remark  id="s2b10c70l16" />	[๗๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงอปริหานิยธรรม ๗ อีกหมวดหนึ่ง   แก่พวกเธอ 
			<remark  id="s2b10c70l17" />พวกเธอจงฟัง จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าว ภิกษุเหล่านั้นทูลรับ  พระดำรัสของพระผู้มีพระภาคแล้ว 
			<remark  id="s2b10c70l18" />พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย     ๑. พวกภิกษุจักเป็นผู้มีศรัทธา... ๒. ...มีใจ
			<remark  id="s2b10c70l19" />ประกอบด้วยหิริ... ๓. ...มีโอตตัปปะ... ๔. ...เป็นพหูสูตร... ๕. ...ปรารภความเพียร... 
			<remark  id="s2b10c70l20" />๖. ...มีสติตั้งมั่น... ๗. พวกภิกษุจักเป็นผู้มีปัญญา อยู่เพียงใด พึงหวังได้ซึ่งความเจริญอย่าง
			<remark  id="s2b10c70l21" />เดียว    ไม่มีเสื่อม เพียงนั้น ฯ     
			<remark  id="s2b10c70l22" />      ดูกรภิกษุทั้งหลาย อปริหานิยธรรม ทั้ง ๗ นี้ จักตั้งอยู่ในหมู่ภิกษุ และหมู่ภิกษุจัก
			<remark  id="s2b10c70l23" />สนใจในอปริหานิยธรรม ทั้ง ๗ นี้ อยู่เพียงใด พึงหวังได้ซึ่งความเจริญ    อย่างเดียว ไม่มีเสื่อม 
			<remark  id="s2b10c70l24" />เพียงนั้น ฯ 
			<remark  id="s2b10c70l25" />	[๗๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงอปริหานิยธรรม ๗ อีกหมวดหนึ่ง  แก่พวกเธอ
			<remark  id="s2b10c70l26" /> พวกเธอจงฟัง จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าว ภิกษุเหล่านั้นทูลรับ  พระดำรัสของพระผู้มีพระภาคแล้ว 
			<remark  id="s2b10c70l27" />พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย   ๑. พวกภิกษุจักเจริญสติสัมโพชฌงค์...., ๒. ...พวก
		</para>
	</section>
	<section id="s2b10c71" >
		<para id="s2b10c71p">
			<remark  id="s2b10c71l1" />ภิกษุจักเจริญธรรมวิจยสัมโพชฌงค์... ๓. ...พวกภิกษุจักเจริญวิริยสัมโพชฌงค์... ๔. ... พวกภิก
			<remark  id="s2b10c71l2" />ษุจักเจริญปีติสัมโพชฌงค์... ๕. ... พวกภิกษุจักเจริญปัสสัทธิสัมโพชฌงค์   ๖.... พวกภิกษุจักเจริญ
			<remark  id="s2b10c71l3" />สมาธิสัมโพชฌงค์... ๗. พวกภิกษุจักเจริญอุเบกขาสัมโพชฌงค์ อยู่ เพียงใด พึงหวังได้ซึ่งความ
			<remark  id="s2b10c71l4" />เจริญอย่างเดียว ไม่มีเสื่อม เพียงนั้น ฯ     
			<remark  id="s2b10c71l5" />      ดูกรภิกษุทั้งหลาย อปริหานิยธรรม ทั้ง ๗ นี้ จักตั้งอยู่ในหมู่ภิกษุ และ หมู่ภิกษุจัก
			<remark  id="s2b10c71l6" />สนใจในอปริหานิยธรรม ทั้ง ๗ นี้ อยู่เพียงใด พึงหวังได้ซึ่งความ   เจริญอย่างเดียว ไม่มีเสื่อม 
			<remark  id="s2b10c71l7" />เพียงนั้น ฯ   
			<remark  id="s2b10c71l8" />	[๗๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงอปริหานิยธรรม ๗ อีกหมวดหนึ่ง  แก่พวกเธอ 
			<remark  id="s2b10c71l9" />พวกเธอจงฟัง จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าว ภิกษุเหล่านั้นทูลรับ  พระดำรัสของพระผู้มีพระภาคแล้ว 
			<remark  id="s2b10c71l10" />พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย   ๑. พวกภิกษุจักเจริญอนิจจสัญญา... ๒. ... พวก
			<remark  id="s2b10c71l11" />ภิกษุจักเจริญอนัตตสัญญา... ๓. ... พวกภิกษุจักเจริญอสุภสัญญา... ๔. ... พวกภิกษุจักเจริญอาทีนว
			<remark  id="s2b10c71l12" />สัญญา... ๕. ... พวกภิกษุจักเจริญปหานสัญญา ๖. ... พวกภิกษุจักเจริญวิราคสัญญา... ๗. พวก ภิกษุ
			<remark  id="s2b10c71l13" />จักเจริญนิโรธสัญญา อยู่เพียงใด พึงหวังได้ซึ่งความเจริญอย่างเดียว  ไม่มีเสื่อม เพียงนั้น ฯ     
			<remark  id="s2b10c71l14" />      ดูกรภิกษุทั้งหลาย อปริหานิยธรรมทั้ง ๗ นี้ จักตั้งอยู่ในหมู่ภิกษุ และ หมู่ภิกษุจัก
			<remark  id="s2b10c71l15" />สนใจในอปริหานิยธรรมทั้ง ๗ นี้ อยู่เพียงใด พึงหวังได้ซึ่งความเจริญ อย่างเดียว ไม่มีเสื่อม
			<remark  id="s2b10c71l16" /> เพียงนั้น ฯ 
			<remark  id="s2b10c71l17" />	[๗๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงอปริหานิยธรรม ๖ อีกหมวดหนึ่ง   แก่พวกเธอ 
			<remark  id="s2b10c71l18" />พวกเธอจงฟัง จงใส่ใจให้ดี ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระดำรัสขอ พระผู้มีพระภาค
			<remark  id="s2b10c71l19" />แล้ว พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า      
			<remark  id="s2b10c71l20" />      ๑. ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกภิกษุจักเข้าไปตั้งกายกรรม ประกอบด้วยเมตตา ในเพื่อน
			<remark  id="s2b10c71l21" />พรหมจรรย์ทั้งหลาย ทั้งในที่แจ้งและที่ลับ อยู่เพียงใด พึงหวังได้ซึ่งความเจริญอย่างเดียว 
			<remark  id="s2b10c71l22" />ไม่มีเสื่อม เพียงนั้น ฯ  
			<remark  id="s2b10c71l23" />      ๒. ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกภิกษุจักเข้าไปตั้งวจีกรรมประกอบด้วยเมตตา ในเพื่อน
			<remark  id="s2b10c71l24" />พรหมจรรย์ทั้งหลาย ทั้งในที่แจ้งและที่ลับ อยู่เพียงใด พึงหวังได้ซึ่ง  ความเจริญอย่างเดียว ไม่มี
			<remark  id="s2b10c71l25" />เสื่อม เพียงนั้น ฯ      
		</para>
	</section>
	<section id="s2b10c72" >
		<para id="s2b10c72p">
			<remark  id="s2b10c72l1" />      ๓. ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกภิกษุจักเข้าไปตั้งมโนกรรม ประกอบด้วย   เมตตาในเพื่อน
			<remark  id="s2b10c72l2" />พรหมจรรย์ทั้งหลาย ทั้งในที่แจ้งและที่ลับ อยู่เพียงใด พึงหวังได้ ซึ่งความเจริญอย่างเดียว ไม่มี
			<remark  id="s2b10c72l3" />เสื่อม เพียงนั้น ฯ  
			<remark  id="s2b10c72l4" />      ๔. ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกภิกษุจักเป็นผู้แบ่งปันลาภอันเป็นธรรม ที่ได้ มาโดยธรรม 
			<remark  id="s2b10c72l5" />โดยที่สุดแม้มาตรว่าอาหารอันนับเนื่องในบาตร คือเฉลี่ยกันบริโภค    กับเพื่อนพรหมจรรย์ผู้มีศีล
			<remark  id="s2b10c72l6" />ทั้งหลาย อยู่เพียงใด พึงหวังได้ซึ่งความเจริญอย่างเดียว ไม่มีเสื่อม เพียงนั้น ฯ     
			<remark  id="s2b10c72l7" />      ๕. ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกภิกษุจักมีศีลเสมอกันกับเพื่อนพรหมจรรย์  ทั้งหลาย ทั้งใน
			<remark  id="s2b10c72l8" />ที่แจ้งและที่ลับ ในศีลอันไม่ขาด ไม่ทะลุ ไม่ด่าง ไม่พร้อยเป็นไทย อันวิญญูชนสรรเสริญ
			<remark  id="s2b10c72l9" />แล้ว อันตัณหาทิฐิไม่ลูบคลำแล้ว เป็นไปเพื่อสมาธิ  อยู่เพียงใด พึงหวังได้ซึ่งความเจริญ
			<remark  id="s2b10c72l10" />อย่างเดียว ไม่มีเสื่อม เพียงนั้น ฯ 
			<remark  id="s2b10c72l11" />      ๖. ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกภิกษุจักเป็นผู้มีทิฐิเสมอกันกับเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลาย 
			<remark  id="s2b10c72l12" />ทั้งในที่แจ้งและที่ลับ ในทิฐิอันประเสริฐนำออกไปจากทุกข์ นำผู้ ปฏิบัติตามเพื่อความสิ้นทุกข์
			<remark  id="s2b10c72l13" />โดยชอบ อยู่เพียงใด พึงหวังได้ซึ่งความเจริญ อย่างเดียว ไม่มีเสื่อม เพียงนั้น ฯ 
			<remark  id="s2b10c72l14" />      ดูกรภิกษุทั้งหลาย อปริหานิยธรรมทั้ง ๖ นี้ จักตั้งอยู่ในหมู่ภิกษุ และ  หมู่ภิกษุจัก
			<remark  id="s2b10c72l15" />สนใจในอปริหานิยธรรมทั้ง ๖ นี้ อยู่เพียงใด พึงหวังได้ซึ่งความเจริญอย่างเดียว ไม่มีเสื่อม 
			<remark  id="s2b10c72l16" />เพียงนั้น ฯ 
			<remark  id="s2b10c72l17" />      ได้ยินว่า พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ ภูเขาคิชฌกูฏ เขตพระนครราชคฤห์แม้นั้น 
			<remark  id="s2b10c72l18" />ทรงกระทำธรรมีกถาอันนี้แหละเป็นอันมากแก่พวกภิกษุว่า อย่างนี้ ศีล อย่างนี้สมาธิ อย่างนี้
			<remark  id="s2b10c72l19" />ปัญญา สมาธิอันศีลอบรมแล้ว ย่อมมีผลใหญ่ มีอานิสงส์ ใหญ่ ปัญญาอันสมาธิอบรมแล้ว 
			<remark  id="s2b10c72l20" />ย่อมมีผลใหญ่ มีอานิสงส์ใหญ่ จิตอันปัญญาอบรมแล้ว ย่อมหลุดพ้นอาสวะโดยชอบ คือ
			<remark  id="s2b10c72l21" />กามาสวะ ภวาสวะ อวิชชาสวะ ฯ  
			<remark  id="s2b10c72l22" />	[๗๖] ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ตามความพอพระทัยใน พระนครราชคฤห์ 
			<remark  id="s2b10c72l23" />แล้วตรัสเรียกท่านพระอานนท์มารับสั่งว่า ดูกรอานนท์ มาไปกันเถิด เราจักไปยังอัมพลัฏฐิกา 
			<remark  id="s2b10c72l24" />ท่านพระอานนท์ทูลรับพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคแล้ว ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคพร้อมด้วย
			<remark  id="s2b10c72l25" />ภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ เสด็จถึง   อัมพลัฏฐิกาแล้ว ได้ยินว่า พระผู้มีพระภาคเสด็จประทับ ณ พระตำ
			<remark  id="s2b10c72l26" />หนักหลวง  ในอัมพลัฏฐิกาแม้นั้น ทรงกระทำธรรมีกถาอันนี้แหละเป็นอันมากแก่พวกภิกษุว่า      
		</para>
	</section>
	<section id="s2b10c73" >
		<para id="s2b10c73p">
			<remark  id="s2b10c73l1" /> อย่างนี้ศีล อย่างนี้สมาธิ อย่างนี้ปัญญา สมาธิอันศีลอบรมแล้ว ย่อมมีผลใหญ่   มีอานิสงส์ใหญ่ 
			<remark  id="s2b10c73l2" />จิตอันปัญญาอบรมแล้ว ย่อมหลุดพ้นจากอาสวะโดยชอบ คือ    กามาสวะ ภวาสวะ อวิชชาสวะ ฯ  
			<remark  id="s2b10c73l3" />	[๗๗] ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ตามความพอพระทัยในอัมพลัฏฐิกา แล้ว
			<remark  id="s2b10c73l4" />ตรัสเรียกท่านพระอานนท์มารับสั่งว่า ดูกรอานนท์ มาไปกันเถิด    เราจักไปยังบ้านนาฬันทคาม 
			<remark  id="s2b10c73l5" />ท่านพระอานนท์ทูลรับพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคแล้ว ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคพร้อมด้วย
			<remark  id="s2b10c73l6" />ภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ เสด็จถึงบ้านนาฬันทคามแล้ว ได้ยินว่า พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ในป่าวาทิก
			<remark  id="s2b10c73l7" />อัมพวัน ในบ้านนาฬันทคาม   นั้น ครั้งนั้น ท่านพระสารีบุตรเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ 
			<remark  id="s2b10c73l8" />ครั้นเข้าไปเฝ้า   แล้วถวายบังคมพระผู้มีพระภาค นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง เมื่อท่านพระสารีบุตร  
			<remark  id="s2b10c73l9" /> นั่งเรียบร้อยแล้วกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์เลื่อมใสในพระผู้มี  พระภาคอย่างนี้
			<remark  id="s2b10c73l10" />ว่า สมณะหรือพราหมณ์ผู้อื่นซึ่งจะรู้เกินไปกว่าพระผู้มีพระภาค  ในทางสัมโพธิญาณมิได้มีแล้ว จัก
			<remark  id="s2b10c73l11" />ไม่มี และไม่มีอยู่ในบัดนี้ ฯ     
			<remark  id="s2b10c73l12" />      พ. ดูกรสารีบุตร เธอกล่าวอาสภิวาจาอันยิ่งนี้ เธอถือเอาส่วนเดียว   บันลือสีหนาทว่า 
			<remark  id="s2b10c73l13" />ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์เลื่อมใสในพระผู้มีพระภาค  อย่างนี้ว่า สมณะหรือพราหมณ์ผู้อื่น
			<remark  id="s2b10c73l14" />ซึ่งจะรู้เกินไปกว่าพระผู้มีพระภาคในทางพระสัมโพธิญาณมิได้มีแล้ว จักไม่มี และไม่มีอยู่ในบัดนี้ 
			<remark  id="s2b10c73l15" />ดูกรสารีบุตร พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกพระองค์ซึ่งได้มีแล้วในอดีตกาล อัน
			<remark  id="s2b10c73l16" />เธอ กำหนดซึ่งใจด้วยใจแล้วรู้ว่า พระผู้มีพระภาคเหล่านั้น มีศีลอย่างนี้แล้ว แม้เพราะเหตุนี้มี
			<remark  id="s2b10c73l17" />ธรรมอย่างนี้แล้ว มีปัญญาอย่างนี้แล้ว มีวิหารธรรมอย่างนี้แล้ว มีวิมุตติ อย่างนี้แล้ว แม้เพราะ
			<remark  id="s2b10c73l18" />เหตุนี้ ดังนี้หรือ ฯ 
			<remark  id="s2b10c73l19" />      ส. มิใช่อย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ
			<remark  id="s2b10c73l20" />      ดูกรสารีบุตร ก็พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกพระองค์ ซึ่ง จักมีในอนาคต
			<remark  id="s2b10c73l21" />กาล อันเธอกำหนดซึ่งใจด้วยใจแล้วรู้ว่า พระผู้มีพระภาคเหล่านั้น   จักเป็นผู้มีศีลอย่างนี้ แม้
			<remark  id="s2b10c73l22" />เพราะเหตุนี้ มีธรรมอย่างนี้ มีปัญญาอย่างนี้ มีวิหารธรรม อย่างนี้ มีวิมุตติอย่างนี้ แม้เพราะ
			<remark  id="s2b10c73l23" />เหตุนี้ ดังนี้หรือ ฯ 
			<remark  id="s2b10c73l24" />      มิใช่อย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ   
		</para>
	</section>
	<section id="s2b10c74" >
		<para id="s2b10c74p">
			<remark  id="s2b10c74l1" />      ดูกรสารีบุตร ก็เราผู้เป็นอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าในบัดนี้ อันเธอกำหนด    ซึ่งใจ
			<remark  id="s2b10c74l2" />ด้วยใจแล้วรู้ว่า พระผู้มีพระภาคมีศีลอย่างนี้ แม้เพราะเหตุนี้ มีธรรมอย่างนี้   มีปัญญาอย่างนี้ 
			<remark  id="s2b10c74l3" />มีวิหารธรรมอย่างนี้ มีวิมุตติอย่างนี้ แม้เพราะเหตุนี้ ดังนี้หรือ ฯ  
			<remark  id="s2b10c74l4" />      มิใช่อย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ   
			<remark  id="s2b10c74l5" />      ดูกรสารีบุตร ก็ในเรื่องนี้ เธอไม่มีญาณเพื่อกำหนดรู้ซึ่งในใจพระอรหันต สัมมาสัมพุทธ
			<remark  id="s2b10c74l6" />เจ้าทั้งในอดีต อนาคต และปัจจุบัน เมื่อเป็นเช่นนั้น ในบัดนี้      อย่างไรเล่า เธอจึงได้กล่าว
			<remark  id="s2b10c74l7" />อาสภิวาจาอันยิ่งนี้ เธอถือเอาส่วนเดียว บันลือสีหนาทว่า     ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์
			<remark  id="s2b10c74l8" />เลื่อมใสในพระผู้มีพระภาคอย่างนี้ว่า สมณะหรือ  พราหมณ์ผู้อื่นซึ่งจะรู้เกินไปกว่าพระผู้มีพระภาค
			<remark  id="s2b10c74l9" />ในทางพระสัมโพธิญาณ มิได้มีแล้ว จักไม่มี และไม่มีอยู่ในบัดนี้ ฯ    
			<remark  id="s2b10c74l10" />      ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ไม่มีญาณเพื่อกำหนดรู้ซึ่งใจในพระ อรหันตสัมมา
			<remark  id="s2b10c74l11" />สัมพุทธเจ้าทั้งในอดีต อนาคต และปัจจุบัน แต่ว่า ข้าพระองค์  รู้แนวธรรม ข้าแต่พระองค์
			<remark  id="s2b10c74l12" />ผู้เจริญ ปัจจันตนครของพระราชามีประตูมั่นคง มีกำแพงและเสาระเนียดมั่นคง มีประตูช่องเดียว 
			<remark  id="s2b10c74l13" />คนเฝ้าประตูพระนครนั้น เป็นคนฉลาด เฉียบแหลมมีปัญญา ห้ามคนที่ไม่รู้จัก ปล่อยคนที่รู้จักให้
			<remark  id="s2b10c74l14" />เข้าไปได้ เขาเดินตรวจดูหนทางตามลำดับโดยรอบพระนครนั้น ไม่เห็นที่หัวประจบแห่งกำแพง
			<remark  id="s2b10c74l15" />หรือช่องกำแพง โดยที่สุดแม้เพียงแมวลอดออกได้ เขาพึงมีความรู้สึกว่า สัตว์ที่ตัวโต   ทุกชนิด
			<remark  id="s2b10c74l16" />จะเข้าออกนครนี้ ย่อมเข้าออกโดยประตูนี้ แม้ฉันใด แนวแห่งธรรม   ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ข้า
			<remark  id="s2b10c74l17" />พระองค์รู้ว่า พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า  ที่ได้มีแล้วในอดีตกาลทุกพระองค์ ทรง
			<remark  id="s2b10c74l18" />ละนิวรณ์ทั้ง ๕ ซึ่งเป็นเครื่องเศร้าหมอง แห่งจิต กระทำปัญญาให้ทุรพล มีพระทัยตั้งมั่นดีแล้ว 
			<remark  id="s2b10c74l19" />ในสติปัฏฐาน ๔ ทรงเจริญ โพชฌงค์ ๗ ตามความเป็นจริง ตรัสรู้พระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณแล้ว 
			<remark  id="s2b10c74l20" />แม้   พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าที่จักมีในอนาคตกาลทุกพระองค์ จักทรงละนิวรณ์ ๕ 
			<remark  id="s2b10c74l21" />ซึ่งเป็นเครื่องเศร้าหมองแห่งจิต กระทำปัญญาให้ทุรพล มีพระทัยตั้งมั่นดีแล้วในสติปัฏฐาน ๔ 
			<remark  id="s2b10c74l22" />ทรงเจริญโพชฌงค์ ๗ ตามความเป็นจริง จักตรัสรู้   พระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ พระผู้มีพระภาค
			<remark  id="s2b10c74l23" />อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าในบัดนี้ ก็ทรงละนิวรณ์ ๕ ซึ่งเป็นเครื่องเศร้าหมองแห่งจิต กระทำ
			<remark  id="s2b10c74l24" />ปัญญาให้ทุรพล มี พระทัยตั้งมั่นดีแล้วในสติปัฏฐาน ๔ ทรงเจริญโพชฌงค์ ๗ ตามความเป็นจริง   
			<remark  id="s2b10c74l25" /> ตรัสรู้พระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ ฯ   
			<remark  id="s2b10c74l26" />      ได้ยินว่า พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ในปาวาทิกอัมพวัน ในบ้านนาฬันทา แม้นั้น 
			<remark  id="s2b10c74l27" />ทรงกระทำธรรมีกถานี้แหละเป็นอันมากแก่พวกภิกษุว่า อย่างนี้ศีล อย่างนี้  สมาธิ อย่างนี้ปัญญา 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b10c75" >
		<para id="s2b10c75p">
			<remark  id="s2b10c75l1" />สมาธิอันศีลอบรมแล้ว ย่อมมีผลใหญ่ มีอานิสงส์ใหญ่  ปัญญาอันสมาธิอบรมแล้ว ย่อมมีผล
			<remark  id="s2b10c75l2" />ใหญ่ มีอานิสงส์ใหญ่ จิตอันปัญญาอบรมแล้ว ย่อมหลุดพ้นจากอาสวะโดยชอบ คือกามาสวะ 
			<remark  id="s2b10c75l3" />ภวาสวะ อวิชชาสวะ ฯ 
			<remark  id="s2b10c75l4" />	[๗๘] ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ตามความพอพระทัย ในบ้าน   นาฬันทคาม 
			<remark  id="s2b10c75l5" />แล้วตรัสเรียกท่านพระอานนท์มารับสั่งว่า ดูกรอานนท์ มาไปกันเถิด    เราจักไปยังปาฏลิคาม 
			<remark  id="s2b10c75l6" />ท่านพระอานนท์ทูลรับพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคแล้ว  ลำดับนั้นพระผู้มีพระภาคพร้อมด้วย
			<remark  id="s2b10c75l7" />ภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ เสด็จถึงปาฏลิคามแล้วพวกอุบาสกชาวปาฏลิคามได้สดับข่าวว่า พระผู้มี
			<remark  id="s2b10c75l8" />พระภาคเสด็จถึงปาฏลิคามแล้ว จึงพากันเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ครั้นเข้าไปเฝ้าแล้ว
			<remark  id="s2b10c75l9" />ถวายบังคม  พระผู้มีพระภาค นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นพวกอุบาสกชาวปาฏลิคามนั่ง  เรียบร้อย
			<remark  id="s2b10c75l10" />แล้ว จึงกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคจงทรง   รับเรือนสำหรับพักของพวก
			<remark  id="s2b10c75l11" />ข้าพระองค์เถิด พระผู้มีพระภาคทรงรับด้วยดุษณีภาพลำดับนั้น พวกอุบาสกชาวปาฏลิคามทราบ
			<remark  id="s2b10c75l12" />การทรงรับของพระผู้มีพระภาคแล้ว    จึงลุกจากอาสนะถวายบังคมพระผู้มีพระภาค กระทำประทักษิณ
			<remark  id="s2b10c75l13" />กลับไปยังเรือน  สำหรับพัก ครั้นเข้าไปแล้วปูลาดเรือนสำหรับพักอย่างเรียบร้อยทั่วทุกแห่ง แต่ง
			<remark  id="s2b10c75l14" />ตั้ง     อาสนะ ตั้งหม้อน้ำไว้ ตามประทีปไว้แล้ว จึงกลับเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค ถึงที่ประทับ ครั้น
			<remark  id="s2b10c75l15" />เข้าไปเฝ้าแล้วถวายบังคมพระผู้มีพระภาคยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วน  ข้างหนึ่ง ครั้นพวกอุบาสกชาว
			<remark  id="s2b10c75l16" />ปาฏลิคามยืนเรียบร้อยแล้ว จึงกราบทูลพระผู้มี     พระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พวกข้าพระองค์
			<remark  id="s2b10c75l17" />ปูลาดเรือนสำหรับพักอย่างเรียบร้อย    ทั่วทุกแห่งแล้ว แต่งตั้งอาสนะไว้ ตั้งหม้อน้ำไว้ ตามประทีป
			<remark  id="s2b10c75l18" />ไว้แล้ว ขอพระผู้มี  พระภาคจงทรงทราบกาลอันควรในบัดนี้เถิด ฯ   
			<remark  id="s2b10c75l19" />      ครั้งนั้น เวลาเช้า พระผู้มีพระภาคทรงนุ่งแล้ว ทรงถือบาตรและจีวร  พร้อมด้วยภิกษุ
			<remark  id="s2b10c75l20" />สงฆ์เสด็จไปยังเรือนสำหรับพัก ครั้นเสด็จเข้าไปแล้ว ทรงล้าง   พระบาทแล้ว เสด็จเข้าไปยังเรือน
			<remark  id="s2b10c75l21" />สำหรับพัก ประทับนั่งพิงเสากลาง บ่ายพระพักตร์  ไปทางบูรพทิศ ฝ่ายภิกษุสงฆ์ล้างเท้าแล้ว
			<remark  id="s2b10c75l22" />เข้าไปยังเรือนสำหรับพัก นั่งพิงฝาด้านหลัง   บ่ายหน้าไปทางบูรพทิศแวดล้อมพระผู้มีพระภาค 
			<remark  id="s2b10c75l23" />ส่วนพวกอุบาสกชาวปาฏลิคาม  ล้างเท้าแล้ว เข้าไปยังเรือนสำหรับพัก นั่งพิงฝาด้านหน้า บ่ายหน้า
			<remark  id="s2b10c75l24" />ไปทางปัจฉิมทิศแวดล้อมพระผู้มีพระภาค ฯ     
			<remark  id="s2b10c75l25" />	[๗๙] ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งกะพวกอุบาสกชาวปาฏลิคามว่า   ดูกรคฤหบดี
			<remark  id="s2b10c75l26" />ทั้งหลาย โทษแห่งศีลวิบัติของคนทุศีล ๕ ประการเหล่านี้ ๕ ประการ       เป็นไฉน ฯ     
		</para>
	</section>
	<section id="s2b10c76" >
		<para id="s2b10c76p">
			<remark  id="s2b10c76l1" />      ดูกรคฤหบดีทั้งหลาย คนทุศีล มีศีลวิบัติแล้วในโลกนี้ ย่อมเข้าถึง  ความเสื่อมแห่ง
			<remark  id="s2b10c76l2" />โภคะอย่างใหญ่อันมีความประมาทเป็นเหตุ อันนี้เป็นโทษข้อที่หนึ่งแห่งศีลวิบัติของคนทุศีล ฯ   
			<remark  id="s2b10c76l3" />      อีกข้อหนึ่ง 	เกียรติศัพท์อันชั่วของคนทุศีล 	มีศีลวิบัติแล้วย่อม
			<remark  id="s2b10c76l4" />กระฉ่อนไป 	อันนี้เป็นโทษข้อที่สองแห่งศีลวิบัติของคนทุศีล ฯ  
			<remark  id="s2b10c76l5" />      อีกข้อหนึ่ง 		คนทุศีล 	มีศีลวิบัติแล้ว		 จะเข้าไปสู่บริษัทใดๆ 
			<remark  id="s2b10c76l6" />คือ ขัตติย   บริษัท พราหมณบริษัท คฤหบดีบริษัท หรือสมณบริษัท ย่อมครั่นคร้าม เก้อเขิน      
			<remark  id="s2b10c76l7" /> อันนี้เป็นโทษข้อที่สามแห่งศีลวิบัติของคนทุศีล ฯ  
			<remark  id="s2b10c76l8" />      อีกข้อหนึ่ง		 คนทุศีล 	มีศีลวิบัติแล้ว 		ย่อมหลงกระทำกาละ 	
			<remark  id="s2b10c76l9" />อันนี้เป็นโทษ      ข้อที่สี่แห่งศีลวิบัติของคนทุศีล ฯ 
			<remark  id="s2b10c76l10" />      อีกข้อหนึ่ง คนทุศีล มีศีลวิบัติแล้ว เบื้องหน้าแต่ตายเพราะ
			<remark  id="s2b10c76l11" />กายแตก ย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก อันนี้เป็นโทษข้อที่ห้าแห่งศีลวิบัติของคน ทุศีล ฯ
			<remark  id="s2b10c76l12" />      ดูกรคฤหบดีทั้งหลาย โทษแห่งศีลวิบัติของคนทุศีล ๕ ประการเหล่านี้แล ฯ      
			<remark  id="s2b10c76l13" />	[๘๐] ดูกรคฤหบดีทั้งหลาย อานิสงส์แห่งศีลสมบัติของคนมีศีล ๕  ประการเหล่านี้ 
			<remark  id="s2b10c76l14" />๕ ประการเป็นไฉน     
			<remark  id="s2b10c76l15" />      ดูกรคฤหบดีทั้งหลาย คนมีศีล ถึงพร้อมแล้วด้วยศีล ย่อมได้รับ  กองโภคะใหญ่ อัน
			<remark  id="s2b10c76l16" />มีความไม่ประมาทเป็นเหตุ อันนี้เป็นอานิสงส์ข้อที่หนึ่ง   แห่งศีลสมบัติของคนมีศีล ฯ   
			<remark  id="s2b10c76l17" />      อีกข้อหนึ่ง เกียรติศัพท์อันงามของคนมีศีล ถึงพร้อมแล้วด้วยศีล ย่อม ขจรไป อันนี้
			<remark  id="s2b10c76l18" />เป็นอานิสงส์ข้อที่สอง แห่งศีลสมบัติของคนมีศีล ฯ    
			<remark  id="s2b10c76l19" />      อีกข้อหนึ่ง คนมีศีล ถึงพร้อมแล้วด้วยศีล จะเข้าไปสู่บริษัทใดๆ คือ  ขัตติยบริษัท 
			<remark  id="s2b10c76l20" />พราหมณบริษัท คฤหบดีบริษัท หรือสมณบริษัท ย่อมองอาจ  ไม่เก้อเขิน อันนี้เป็นอานิสงส์
			<remark  id="s2b10c76l21" />ข้อที่สาม แห่งศีลสมบัติของคนมีศีล ฯ     
			<remark  id="s2b10c76l22" />      อีกข้อหนึ่ง คนมีศีล ถึงพร้อมแล้วด้วยศีล ย่อมไม่หลงทำกาละ อันนี้  เป็นอานิสงส์
			<remark  id="s2b10c76l23" />ข้อที่สี่ แห่งศีลสมบัติของคนมีศีล ฯ  
			<remark  id="s2b10c76l24" />      อีกข้อหนึ่ง คนมีศีล ถึงพร้อมแล้วด้วยศีล เบื้องหน้าแต่ตายเพราะ กายแตก ย่อม
			<remark  id="s2b10c76l25" />เข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ อันนี้เป็นอานิสงส์ข้อที่ห้า แห่งศีลสมบัติ    ของคนมีศีล ฯ  
			<remark  id="s2b10c76l26" />      ดูกรคฤหบดีทั้งหลาย อานิสงส์แห่งศีลสมบัติของคนมีศีล ๕ ประการ     เหล่านี้แล ฯ  
		</para>
	</section>
	<section id="s2b10c77" >
		<para id="s2b10c77p">
			<remark  id="s2b10c77l1" />	[๘๑] ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคทรงยังพวกอุบาสกชาวปาฏลิคามให้เห็น แจ้ง ให้
			<remark  id="s2b10c77l2" />สมาทาน ให้อาจหาญ ให้รื่นเริงด้วยธรรมีกถาตลอดราตรีแล้ว ทรงส่ง ไปด้วยพระดำรัสว่า    
			<remark  id="s2b10c77l3" />      ดูกรคฤหบดีทั้งหลาย ราตรีสว่างแล้ว พวกท่านจงทราบกาลอันควร  ในบัดนี้เถิด พวก
			<remark  id="s2b10c77l4" />อุบาสกชาวปาฏลิคามทูลรับพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคแล้ว  ลุกจากอาสนะ ถวายบังคมพระผู้มี
			<remark  id="s2b10c77l5" />พระภาคกระทำประทักษิณหลีกไปแล้ว ลำดับนั้น  เมื่ออุบาสกชาวปาฏลิคามหลีกไปแล้วไม่นาน 
			<remark  id="s2b10c77l6" />พระผู้มีพระภาคเสด็จเข้าไปสู่สุญญา   คารแล้ว ฯ    
			<remark  id="s2b10c77l7" />	[๘๒] ก็สมัยนั้น สุนีธะ และวัสสการะ อำมาตย์ผู้ใหญ่ในมคธรัฐ  สร้างเมืองใน
			<remark  id="s2b10c77l8" />ปาฏลิคามเพื่อป้องกันพวกเจ้าวัชชี ก็สมัยนั้นเทวดาเป็นอันมากนับเป็น พันๆ หวงแหนที่ใน
			<remark  id="s2b10c77l9" />ปาฏลิคาม เทวดาผู้มีศักดิ์ใหญ่หวงแหนที่ในส่วนใด จิตของ  พระราชาและราชมหาอำมาตย์ผู้มี
			<remark  id="s2b10c77l10" />ศักดิ์ใหญ่ ก็น้อมไปเพื่อจะสร้างนิเวศน์ในส่วนนั้น  เทวดาชั้นกลางหวงแหนที่ในส่วนใด จิต
			<remark  id="s2b10c77l11" />ของพระราชาและพระราชมหาอำมาตย์ ชั้นกลาง ก็น้อมไปเพื่อสร้างนิเวศน์ในส่วนนั้น เทวดาชั้น
			<remark  id="s2b10c77l12" />ต่ำหวงแหนที่ในส่วนใด   จิตของพระราชาและราชมหาอำมาตย์ชั้นต่ำ ก็น้อมไปเพื่อสร้างนิเวศน์
			<remark  id="s2b10c77l13" />ในส่วนนั้น    พระผู้มีพระภาคได้ทรงเห็นเทวดาเหล่านั้นนับเป็นพันๆ หวงแหนที่ในปาฏลิคาม ด้วย
			<remark  id="s2b10c77l14" />ทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ ล่วงจักษุของมนุษย์ ฯ   
			<remark  id="s2b10c77l15" />      ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเสด็จลุกขึ้นในเวลาปัจจุสสมัยแห่งราตรี ตรัส    เรียกพระ
			<remark  id="s2b10c77l16" />อานนท์มารับสั่งว่า ดูกรอานนท์ ใครหนอจะสร้างเมืองในปาฏลิคาม ฯ  
			<remark  id="s2b10c77l17" />      อ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ สุนีธะและวัสสการะอำมาตย์ผู้ใหญ่ในมคธรัฐ  จะสร้างเมือง
			<remark  id="s2b10c77l18" />ปาฏลิคาม เพื่อป้องกันพวกเจ้าวัชชี ฯ  
			<remark  id="s2b10c77l19" />      ดูกรอานนท์ สุนีธะและวัสสการะอำมาตย์ผู้ใหญ่ในมคธรัฐจะสร้างเมือง  ในปาฏลิคาม 
			<remark  id="s2b10c77l20" />เพื่อป้องกันพวกเจ้าวัชชี ก็เปรียบเหมือนท้าวสักกะทรงปรึกษา   กับพวกเทวดาชั้นดาวดึงส์ ในที่นี้ 
			<remark  id="s2b10c77l21" />เราได้เห็นเทวดาเป็นอันมากนับเป็นพันๆ  หวงแหนที่ในปาฏลิคามด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ ล่วง
			<remark  id="s2b10c77l22" />จักษุของมนุษย์ เทวดาผู้มี    ศักดิ์ใหญ่หวงแหนที่ในส่วนใด จิตของพระราชาและราชมหาอำมาตย์ผู้
			<remark  id="s2b10c77l23" />มีศักดิ์ใหญ่      ก็น้อมไปเพื่อสร้างนิเวศน์ในส่วนนั้น เทวดาชั้นกลางหวงแหนที่ในส่วนใด จิต ของ
			<remark  id="s2b10c77l24" />พระราชาและราชมหาอำมาตย์ชั้นกลาง ก็น้อมไปเพื่อสร้างนิเวศน์ในส่วนนั้น เทวดาชั้นต่ำ
			<remark  id="s2b10c77l25" />หวงแหนที่ในส่วนใด จิตของพระราชาและราชมหาอำมาตย์ชั้นต่ำ   ก็น้อมไปเพื่อสร้างนิเวศน์ใน
			<remark  id="s2b10c77l26" />ส่วนนั้น ดูกรอานนท์ ที่นี้จักเป็นที่อยู่อันประเสริฐ  เป็นทางค้าขาย เป็นนครอันเลิศ ชื่อว่า 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b10c78" >
		<para id="s2b10c78p">
			<remark  id="s2b10c78l1" />ปาฏลีบุตร เป็นที่แก้ห่อภัณฑะ นครปาฏลีบุตรจักมีอันตราย ๓ ประการ คือ ไฟ น้ำ หรือการ
			<remark  id="s2b10c78l2" />ยุให้แตกพวก ฯ 
			<remark  id="s2b10c78l3" />	[๘๓] ครั้งนั้น สุนีธะและวัสสการะ อำมาตย์ผู้ใหญ่ในมคธรัฐ เข้าไป เฝ้าพระผู้มี
			<remark  id="s2b10c78l4" />พระภาคถึงที่ประทับ ครั้นเข้าไปเฝ้าแล้วได้ปราศรัยกับพระผู้มีพระภาค ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้
			<remark  id="s2b10c78l5" />ระลึกถึงกันไปแล้วได้ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง แล้ว    ได้กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ 
			<remark  id="s2b10c78l6" />ขอท่านพระโคดมพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์จงทรง    รับภัตของข้าพระองค์เพื่อเสวยในวันนี้ พระผู้มีพระ
			<remark  id="s2b10c78l7" />ภาคทรงรับด้วยดุษณีภาพ  ลำดับนั้น สุนีธะและวัสสการะอำมาตย์ผู้ใหญ่ในมคธรัฐ ทราบว่า
			<remark  id="s2b10c78l8" />พระผู้มีพระภาค       ทรงรับแล้ว จึงเข้าไปยังที่พักของตนๆ ครั้นแล้วจัดแต่งของเคี้ยวของฉันอัน
			<remark  id="s2b10c78l9" /> ประณีตในที่พักของตนๆ แล้วให้ทูลเวลาแด่พระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่ท่าน    พระโคดมผู้เจริญ 
			<remark  id="s2b10c78l10" />ได้เวลาแล้วภัตตาหารสำเร็จแล้ว ฯ  
			<remark  id="s2b10c78l11" />      ครั้งนั้น เวลาเช้า พระผู้มีพระภาคทรงนุ่งแล้ว ทรงถือบาตรและจีวร   พร้อมด้วย
			<remark  id="s2b10c78l12" />ภิกษุสงฆ์เสด็จเข้าไปยังที่พักของสุนีธะและวัสสการะอำมาตย์ผู้ใหญ่ใน   มคธรัฐ ประทับนั่งบน
			<remark  id="s2b10c78l13" />อาสนะที่เขาจัดถวาย สุนีธะและวัสสการะอำมาตย์ผู้ใหญ่  ในมคธรัฐ อังคาสภิกษุสงฆ์
			<remark  id="s2b10c78l14" />มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุขให้อิ่มหนำ เพียงพอด้วย  ของเคี้ยวของฉันอันประณีต ด้วยมือของตนๆ 
			<remark  id="s2b10c78l15" />ครั้นพระผู้มีพระภาคเสวยเสร็จ   วางพระหัตถ์จากบาตรแล้ว สุนีธะและวัสสการะถืออาสนะต่ำ 
			<remark  id="s2b10c78l16" />นั่งเฝ้าอยู่ ณ ที่ควร     ส่วนข้างหนึ่ง เมื่อสุนีธะและวัสสการะอำมาตย์ผู้ใหญ่ในมคธรัฐ นั่งเฝ้าอยู่
			<remark  id="s2b10c78l17" />อย่าง  นี้แล้ว พระผู้มีพระภาคทรงอนุโมทนาด้วยคาถาเหล่านี้ ความว่า      
			<remark  id="s2b10c78l18" />	[๘๔] บัณฑิตยชาติสำเร็จการอยู่ในประเทศใด ย่อมเชื้อเชิญท่าน ผู้มีศีล ผู้สำรวม
			<remark  id="s2b10c78l19" />แล้วประพฤติพรหมจรรย์ ให้บริโภคในประเทศ นั้น ได้อุทิศทักษิณาทานให้แก่เทวดาที่มีอยู่ ณ 
			<remark  id="s2b10c78l20" />ที่นั้น เทวดา เหล่านั้นได้รับบูชาแล้ว ย่อมบูชาตอบเขา ได้รับความนับถือ   แล้ว ย่อมนับถือตอบ
			<remark  id="s2b10c78l21" />เขา แต่นั้นย่อมอนุเคราะห์เขา เหมือน     มารดาอนุเคราะห์บุตรซึ่งเกิดแต่อกฉะนั้น บุรุษผู้อันเทวดา
			<remark  id="s2b10c78l22" />อนุเคราะห์แล้ว ย่อมเห็นความเจริญทุกเมื่อ ฯ    
			<remark  id="s2b10c78l23" />	[๘๕] ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคทรงอนุโมทนากะสุนีธะและวัสสการะ อำมาตย์ผู้ใหญ่
			<remark  id="s2b10c78l24" />ในมคธรัฐด้วยพระคาถาเหล่านี้แล้ว เสด็จลุกจากอาสนะหลีกไปแล้ว    ก็สมัยนั้น สุนีธะและ
			<remark  id="s2b10c78l25" />วัสสการะอำมาตย์ผู้ใหญ่ในมคธรัฐ ต่างตามเสด็จพระผู้มีพระภาคไปเบื้องพระปฤษฎางค์ด้วยคิดว่า 
			<remark  id="s2b10c78l26" />วันนี้พระสมณโคดมจักเสด็จออกทาง    ประตูใด ประตูนั้นจักมีนามว่าประตูโคดม จักเสด็จข้ามแม่น้ำ
			<remark  id="s2b10c78l27" />คงคาทางท่าใด ท่านั้นจักมีนามว่าท่าโคดม ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเสด็จออกทางประตูใด ประตู   
		</para>
	</section>
	<section id="s2b10c79" >
		<para id="s2b10c79p">
			<remark  id="s2b10c79l1" /> นั้นได้นามว่าประตูโคดมแล้ว ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเสด็จไปยังแม่น้ำคงคา    แล้ว ก็สมัยนั้น 
			<remark  id="s2b10c79l2" />แม่น้ำคงคาเต็มเปี่ยมเสมอฝั่ง กาดื่มกินได้ พวกมนุษย์ผู้ประสงค์จะข้ามฟาก บางพวก เที่ยวหา
			<remark  id="s2b10c79l3" />เรือ บางพวกเที่ยวหาแพ บางพวกผูกทุ่น ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคกับภิกษุสงฆ์ทรงหายไป ณ 
			<remark  id="s2b10c79l4" />ที่ฝั่งนี้แห่งแม่น้ำคงคา ไปปรากฏตน     ที่ฝั่งโน้น เหมือนบุรุษผู้มีกำลังเหยียดแขนที่คู้ไว้ หรือคู้แขน
			<remark  id="s2b10c79l5" />ที่เหยียดออกแล้ว    ฉะนั้น พระผู้มีพระภาคได้ทอดพระเนตรมนุษย์เหล่านั้น ผู้ประสงค์จะข้ามฟาก 
			<remark  id="s2b10c79l6" /> บางพวกเที่ยวหาเรือ บางพวกเที่ยวหาแพ บางพวกผูกทุ่นอยู่ พระองค์ทรงทราบ  เนื้อความนี้แล้ว 
			<remark  id="s2b10c79l7" />ทรงเปล่งพระอุทานนี้ในเวลานั้นว่า
			<remark  id="s2b10c79l8" />เหล่าชนที่จะข้ามสระ คือ ตัณหาอันเวิ้งว้าง ต้องสร้างสะพาน  คือ (อริย
			<remark  id="s2b10c79l9" />มรรค) พ้นเปือกตม ก็และขณะที่ชนกำลังผูกทุ่นอยู่   หมู่ชนผู้มีปัญญา 
			<remark  id="s2b10c79l10" />ข้ามได้แล้ว ฯ
			<remark  id="s2b10c79l11" />		    จบภาณวารที่หนึ่ง ฯ 
			<remark  id="s2b10c79l12" />	[๘๖] ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาค ตรัสเรียกท่านพระอานนท์มารับสั่งว่า  ดูกรอานนท์ 
			<remark  id="s2b10c79l13" />มาไปกันเถิด เราจักไปโกฏิคาม ท่านพระอานนท์ทูลรับพระดำรัส     ของพระผู้มีพระภาคแล้ว 
			<remark  id="s2b10c79l14" />ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่      เสด็จถึงโกฏิคามแล้ว ได้ยินว่า พระ
			<remark  id="s2b10c79l15" />ผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ โกฏิคามนั้น ณ ที่    นั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกร
			<remark  id="s2b10c79l16" />ภิกษุทั้งหลาย เพราะไม่รู้แจ้ง    แทงตลอดอริยสัจ ๔ เราและพวกเธอจึงเร่ร่อนท่องเที่ยวไปสิ้นกาล
			<remark  id="s2b10c79l17" />นานอย่างนี้  เพราะไม่รู้แจ้งแทงตลอดอริยสัจ ๔ เป็นไฉน เพราะไม่รู้แจ้งแทงตลอดทุกขอริยสัจ    
			<remark  id="s2b10c79l18" /> เราและพวกเธอจึงเร่ร่อนท่องเที่ยวไปตลอดกาลนานอย่างนี้ เพราะไม่รู้แจ้งแทงตลอด ทุกขสมุทัย
			<remark  id="s2b10c79l19" />อริยสัจ ... ทุกขนิโรธอริยสัจ ... ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจเราและพวกเธอจึงเร่ร่อนท่องเที่ยว
			<remark  id="s2b10c79l20" />ไปสิ้นกาลนานอย่างนี้ ฯ  
			<remark  id="s2b10c79l21" />      ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราได้รู้แจ้งแทงตลอดทุกขอริยสัจ ทุกขสมุทัยอริยสัจ    ทุกขนิโรธ
			<remark  id="s2b10c79l22" />อริยสัจ ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจแล้ว ตัณหาในภพ เราถอนเสีย แล้ว ตัณหาอันจะนำไป
			<remark  id="s2b10c79l23" />สู่ภพสิ้นแล้ว บัดนี้ ภพใหม่ไม่มี ฯ   
			<remark  id="s2b10c79l24" />      พระผู้มีพระภาคผู้สุคตศาสดาครั้นได้ตรัสไวยากรณ์ภาษิตนี้จบลงแล้ว จึง       ได้ตรัสคาถา
			<remark  id="s2b10c79l25" />ประพันธ์ต่อไปอีกว่า     
		</para>
	</section>
	<section id="s2b10c80" >
		<para id="s2b10c80p">
			<remark  id="s2b10c80l1" />	[๘๗] เพราะไม่เห็นอริยสัจ ๔ ตามเป็นจริง เราและพวกเธอจึงท่องเที่ยวไปในชาติ
			<remark  id="s2b10c80l2" />นั้นๆ สิ้นกาลนานเราได้เห็นอริยสัจ ๔ เหล่านั้นแล้ว    เราถอนตัณหาอันจะนำไปสู่ภพเสียได้แล้ว 
			<remark  id="s2b10c80l3" />มูลแห่งทุกข์เราตัดได้ขาดแล้ว บัดนี้ ภพใหม่ไม่มี ดังนี้ ฯ  
			<remark  id="s2b10c80l4" />	[๘๘] ได้ยินว่า พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ โกฏิคามแม้นั้น ทรงกระทำธรรมีกถา
			<remark  id="s2b10c80l5" />นี้แหละเป็นอันมากแก่พวกภิกษุว่า อย่างนี้ศีล อย่างนี้สมาธิ อย่างนี้ปัญญา สมาธิอันศีลอบรม
			<remark  id="s2b10c80l6" />แล้ว ย่อมมีผลใหญ่ มีอานิสงส์ใหญ่ ปัญญาอันสมาธิ อบรมแล้ว ย่อมมีผลใหญ่ มีอานิสงส์
			<remark  id="s2b10c80l7" />ใหญ่ จิตอันปัญญาอบรมแล้ว ย่อมหลุดพ้น   จากอาสวะโดยชอบ คือ กามาสวะ ภวาสวะ 
			<remark  id="s2b10c80l8" />อวิชชาสวะ ฯ    
			<remark  id="s2b10c80l9" />	[๘๙] ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ตามความพอพระทัยในโกฏิคาม แล้ว ตรัส
			<remark  id="s2b10c80l10" />เรียกท่านพระอานนท์มารับสั่งว่า ดูกรอานนท์ มาไปกันเถิด เราจักไป    ยังนาทิกคาม ท่านพระ
			<remark  id="s2b10c80l11" />อานนท์ทูลรับพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคแล้ว ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์
			<remark  id="s2b10c80l12" />หมู่ใหญ่ เสด็จถึงนาทิกคามแล้ว ได้ยินว่า       พระผู้มีพระภาคประทับในที่พักซึ่งก่อด้วยอิฐที่นาทิกคาม
			<remark  id="s2b10c80l13" />นั้น ท่านพระอานนท์เข้าไป เฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ครั้นเข้าไปเฝ้าแล้วถวายบังคม
			<remark  id="s2b10c80l14" />พระผู้มีพระภาค นั่ง ณ   ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นท่านพระอานนท์นั่งเรียบร้อยแล้วได้กราบทูล
			<remark  id="s2b10c80l15" />พระผู้มี   พระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภิกษุนามว่าสาฬหะ มรณภาพแล้วในนาทิกคาม คติและ
			<remark  id="s2b10c80l16" />ภพเบื้องหน้าของเธอเป็นไฉน ภิกษุณีนามว่า นันทา มรณภาพแล้วใน   นาทิกคาม คติและภพ
			<remark  id="s2b10c80l17" />เบื้องหน้าของเธอเป็นไฉน อุบาสกนามว่า สุทัตตะ ... อุบาสิกา   นามว่า สุชาดา ... อุบาสกนามว่า 
			<remark  id="s2b10c80l18" />กกุธะ ... อุบาสกนามว่า การฬิมพะ ... อุบาสก   นามว่า นิกฏะ ... อุบาสกนามว่า กฏิสสหะ ... อุบาสก
			<remark  id="s2b10c80l19" />นามว่า ตุฏฐะ ... อุบาสก   นามว่า สันตุฏฐะ ... อุบาสกนามว่า ภฏะ ... อุบาสกนามว่า สุภฏะ ทำ
			<remark  id="s2b10c80l20" />กาละ   แล้วในนาทิกคาม คติและภพเบื้องหน้าของเขาเป็นไฉน ฯ 
			<remark  id="s2b10c80l21" />      พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ดูกรอานนท์ ภิกษุนามว่าสาฬหะ กระทำให้ แจ้งซึ่ง
			<remark  id="s2b10c80l22" />เจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติ อันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะสิ้นไป ด้วยปัญญา อันยิ่งของตนเอง
			<remark  id="s2b10c80l23" />ในปัจจุบัน เข้าถึงอยู่ ภิกษุณีนามว่า นันทา เพราะสังโยชน์    เบื้องต่ำ ๕ สิ้นไป เป็นโอปปาติกะ 
			<remark  id="s2b10c80l24" />ปรินิพพานในภพนั้น มีอันไม่กลับมาจากโลก    นั้นเป็นธรรมดา อุบาสกนามว่า สุทัตตะ เพราะ
			<remark  id="s2b10c80l25" />สังโยชน์ ๓ สิ้นไป และเพราะ  ราคะ โทสะ โมหะเบาบาง เป็นพระสกทาคามี กลับมายังโลก
		</para>
	</section>
	<section id="s2b10c81" >
		<para id="s2b10c81p">
			<remark  id="s2b10c81l1" />นี้คราวเดียวเท่านั้น แล้วจักทำที่สุดแห่งทุกข์ อุบาสิกานามว่า สุชาดา เพราะสังโยชน์ ๓ สิ้นไป 
			<remark  id="s2b10c81l2" />เป็น  พระโสดาบัน มีอันไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยง มีอันจะตรัสรู้ในภายหน้า   อุบาสกนาม
			<remark  id="s2b10c81l3" />ว่า กกุธะ เพราะสังโยชน์เบื้องต่ำ ๕ สิ้นไป เป็นโอปปาติกะ ปรินิพพาน  ในภพนั้น มีอันไม่
			<remark  id="s2b10c81l4" />กลับมาจากโลกนั้นเป็นธรรมดา อุบาสกนามว่า การฬิมพะ ... อุบาสกนามว่า นิกฏะ ... อุบาสกนามว่า 
			<remark  id="s2b10c81l5" />กฏิสสหะ ... อุบาสกนามว่า ตุฏฐะ ...อุบาสกนามว่า สันตุฏฐะ ... อุบาสกนามว่า ภฏะ ... อุบาสก
			<remark  id="s2b10c81l6" />นามว่า สุภฏะ เพราะ    สังโยชน์เบื้องต่ำ ๕ สิ้นไป เป็นโอปปาติกะ ปรินิพพานในภพนั้น มีอัน
			<remark  id="s2b10c81l7" />ไม่กลับมาจากโลกนั้นเป็นธรรมดา ฯ      
			<remark  id="s2b10c81l8" />      ดูกรอานนท์ พวกอุบาสกในนาทิกคาม อีก ๕๐ คน กระทำกาละแล้ว  เพราะสังโยชน์
			<remark  id="s2b10c81l9" />เบื้องต่ำ ๕ สิ้นไป เป็นโอปปาติกะ ปรินิพพานในภพนั้น มีอันไม่   กลับมาจากโลกนั้นเป็นธรรมดา 
			<remark  id="s2b10c81l10" />พวกอุบาสกในนาทิกคาม ๙๖ คน ทำกาละแล้วเพราะสังโยชน์ ๓ สิ้นไป และเพราะราคะ 
			<remark  id="s2b10c81l11" />โทสะ โมหะเบาบาง เป็นพระสกทาคามี กลับมายังโลกนี้คราวเดียวเท่านั้น แล้วจักทำที่สุดแห่ง
			<remark  id="s2b10c81l12" />ทุกข์ พวกอุบาสกในนาทิกคาม๕๑๐ คน ทำกาละแล้ว เพราะสังโยชน์ ๓ สิ้นไป 
			<remark  id="s2b10c81l13" />เป็นพระโสดาบัน มีอันไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยง มีอันจะตรัสรู้ในภายหน้า ฯ 
			<remark  id="s2b10c81l14" />      ดูกรอานนท์ ข้อที่ผู้เกิดมาเป็นมนุษย์แล้วจะพึงทำกาละนั้นไม่อัศจรรย์     เมื่อผู้นั้นๆ 
			<remark  id="s2b10c81l15" />ทำกาละแล้ว พวกเธอจักเข้าไปเฝ้าพระตถาคต แล้วทูลถามเนื้อความ นั้น อันนี้เป็นความลำบาก
			<remark  id="s2b10c81l16" />แก่พระตถาคต เพราะฉะนั้น เราจักแสดงธรรมปริยาย  ชื่อธรรมาทาส สำหรับที่จะให้อริยสาวกผู้
			<remark  id="s2b10c81l17" />ประกอบแล้ว เมื่อจำนงอยู่ พึงพยากรณ์   ตนด้วยตนเองได้ว่า เรามีนรกสิ้นแล้ว มีกำเนิดแห่ง
			<remark  id="s2b10c81l18" />สัตว์ดิรัจฉานสิ้นแล้ว มีเปรต  วิสัยสิ้นแล้ว มีอบาย ทุคติ วินิบาต สิ้นแล้ว เราเป็นพระโสดาบัน 
			<remark  id="s2b10c81l19" />มีอันไม่   ตกต่ำเป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยง มีอันจะตรัสรู้ในภายหน้าดังนี้ ก็ธรรมปริยายชื่อว่า   ธรรมา
			<remark  id="s2b10c81l20" />ทาส นั้น เป็นไฉน ดูกรอานนท์ อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ประกอบ ด้วยความเลื่อมใสอัน
			<remark  id="s2b10c81l21" />ไม่หวั่นไหวในพระพุทธเจ้าว่า แม้เพราะเหตุนี้ๆ พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น เป็นพระอรหันต์ 
			<remark  id="s2b10c81l22" />ตรัสรู้เองโดยชอบ ถึงพร้อมด้วยวิชชา และจรณะ เสด็จไปดีแล้ว ทรงรู้แจ้งซึ่งโลก เป็นสารถี
			<remark  id="s2b10c81l23" />ฝึกบุรุษที่ควรฝึกไม่มีผู้อื่น  ยิ่งไปกว่า เป็นพระศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เป็นผู้เบิกบาน
			<remark  id="s2b10c81l24" />แล้ว เป็น    ผู้จำแนกพระธรรม ดังนี้ เป็นผู้ประกอบด้วยความเลื่อมใส อันไม่หวั่นไหวใน  พระธรรม
		</para>
	</section>
	<section id="s2b10c82" >
		<para id="s2b10c82p">
			<remark  id="s2b10c82l1" />ว่า พระธรรมอันพระผู้มีพระภาคตรัสดีแล้ว อันผู้ปฏิบัติพึงเห็นเอง  ไม่ประกอบด้วยกาล ควรเรียก
			<remark  id="s2b10c82l2" />ให้มาดู ควรน้อมเข้ามาในตน อันวิญญูชนพึงรู้เฉพาะ     ตน ดังนี้ เป็นผู้ประกอบด้วยความเลื่อมใส 
			<remark  id="s2b10c82l3" />อันไม่หวั่นไหว ในพระสงฆ์ว่า   พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเป็นผู้ปฏิบัติดีแล้ว เป็นผู้
			<remark  id="s2b10c82l4" />ปฏิบัติตรง เป็นผู้ปฏิบัติ    เป็นธรรม เป็นผู้ปฏิบัติชอบ คือคู่บุรุษสี่ บุรุษบุคคลแปด นี้พระสงฆ์
			<remark  id="s2b10c82l5" />สาวกของ     พระผู้มีพระภาค เป็นผู้ควรของคำนับ เป็นผู้ควรแก่ทักษิณา เป็นผู้ควรทำอัญชลี    เป็น
			<remark  id="s2b10c82l6" />นาบุญของโลกไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า ดังนี้ เป็นผู้ประกอบด้วยศีลอันพระอริยะ  ใคร่แล้ว อันไม่ขาด 
			<remark  id="s2b10c82l7" />ไม่ทะลุ ไม่ด่าง ไม่พร้อย เป็นไทย อันวิญญูชนสรรเสริญ แล้ว อันตัณหาและทิฐิไม่ลูบคลำ
			<remark  id="s2b10c82l8" />แล้ว เป็นไปเพื่อสมาธิ ฯ    
			<remark  id="s2b10c82l9" />      ดูกรอานนท์ อันนี้แลคือธรรมปริยายชื่อว่าธรรมาทาส สำหรับที่จะให้    อริยสาวก
			<remark  id="s2b10c82l10" />ผู้ประกอบแล้ว เมื่อจำนงอยู่ พึงพยากรณ์ตนด้วยตนเองได้ว่า เรามีนรก  สิ้นแล้ว มีกำเนิดแห่ง
			<remark  id="s2b10c82l11" />สัตว์ดิรัจฉานสิ้นแล้ว มีเปรตวิสัยสิ้นแล้ว มีอบาย ทุคติ   วินิบาต สิ้นแล้ว เราเป็นพระโสดาบัน 
			<remark  id="s2b10c82l12" />มีอันไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยงมี   อันจะตรัสรู้ในภายหน้า ฯ     
			<remark  id="s2b10c82l13" />      ได้ยินว่า พระผู้มีพระภาคประทับในที่พักซึ่งก่อด้วยอิฐในนาทิกคามนั้น  ทรงกระทำมีกถา
			<remark  id="s2b10c82l14" />นี้แหละเป็นอันมากแก่พวกภิกษุว่า อย่างนี้ศีล อย่างนี้สมาธิ    อย่างนี้ปัญญา สมาธิอันศีลอบรม
			<remark  id="s2b10c82l15" />แล้วย่อมมีผลใหญ่ มีอานิสงส์ใหญ่ ปัญญา     อันสมาธิอบรมแล้วย่อมมีผลใหญ่ มีอานิสงส์ใหญ่ 
			<remark  id="s2b10c82l16" />จิตอันปัญญาอบรมแล้ว ย่อม   หลุดพ้นจากอาสวะโดยชอบ คือ กามาสวะ ภวาสวะ อวิชชาสวะ ฯ    
			<remark  id="s2b10c82l17" />	[๙๐] ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ตามความพอพระทัยในนาทิกคาม แล้ว ตรัส
			<remark  id="s2b10c82l18" />เรียกท่านพระอานนท์มารับสั่งว่า ดูกรอานนท์ มาไปกันเถิด เราจักไปยัง    เมืองเวสาลี ท่าน
			<remark  id="s2b10c82l19" />พระอานนท์ทูลรับพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคแล้ว ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคพร้อมด้วยภิกษุ
			<remark  id="s2b10c82l20" />สงฆ์หมู่ใหญ่เสด็จถึงเมืองเวสาลีแล้ว ได้ยินว่า   พระผู้มีพระภาคประทับในอัมพปาลีวัน เขตเมือง
			<remark  id="s2b10c82l21" />เวสาลีนั้น ณ ที่นั้น พระผู้มีพระภาค ตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายมารับสั่งว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุ
			<remark  id="s2b10c82l22" />ควรเป็นผู้มีสติสัมปชัญญะ อยู่ นี้เป็นอนุสาสนีของเราสำหรับเธอ ดูกรภิกษุทั้งหลาย อย่างไรเล่า
			<remark  id="s2b10c82l23" />ภิกษุจึงจะ   ชื่อว่าเป็นผู้มีสติ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมพิจารณาเห็นกายในกายอยู่ พิจารณา  เห็น
			<remark  id="s2b10c82l24" />เวทนาในเวทนาอยู่ พิจารณาเห็นจิตในจิตอยู่ พิจารณาเห็นธรรมในธรรมอยู่ เป็นผู้มีเพียร มี
			<remark  id="s2b10c82l25" />สัมปชัญญะ มีสติ พึงกำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกอย่างนี้แล    ภิกษุจึงจะชื่อว่าเป็นผู้มีสติ 
			<remark  id="s2b10c82l26" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย อย่างไรเล่า ภิกษุจึงจะชื่อว่าเป็นผู้ ประกอบด้วยสัมปชัญญะ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ 
		</para>
	</section>
	<section id="s2b10c83" >
		<para id="s2b10c83p">
			<remark  id="s2b10c83l1" />เป็นผู้กระทำความรู้ตัวในการก้าว      ในการถอย ในการแล ในการเหลียว ในการคู้เข้า ในการ
			<remark  id="s2b10c83l2" />เหยียดออก ในการทรงสังฆาฏิ บาตรและจีวร ในการฉัน การดื่ม การเคี้ยว การลิ้ม ในการ
			<remark  id="s2b10c83l3" />ถ่ายอุจจาระปัสสาวะ ย่อมทำความรู้สึกตัวในการเดิน การยืน การนั่ง การหลับ   การตื่น การพูด 
			<remark  id="s2b10c83l4" />การนิ่ง อย่างนี้แล ภิกษุจึงจะชื่อว่า เป็นผู้ประกอบด้วยสัมปชัญญะ    ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุ
			<remark  id="s2b10c83l5" />ควรเป็นผู้มีสติสัมปชัญญะอยู่ นี้เป็นอนุสาสนีของเรา   สำหรับเธอ ฯ   
			<remark  id="s2b10c83l6" />	[๙๑] นางอัมพปาลีคณิกา ได้ทราบข่าวว่า พระผู้มีพระภาคเสด็จถึงเมือง เวสาลี 
			<remark  id="s2b10c83l7" />ประทับอยู่ ณ อัมพวันของเรา เขตเมืองเวสาลี ครั้งนั้น นางอัมพปาลีคณิกา  สั่งให้จัดยานที่ดีๆ 
			<remark  id="s2b10c83l8" />แล้ว ขึ้นยานออกจากเมืองเวสาลีตรงไปยังอารามของตน จน ตลอดภูมิประเทศเท่าที่ยานจะไปได้
			<remark  id="s2b10c83l9" /> ลงจากยานเดินเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่   ประทับ ครั้นแล้วถวายบังคมพระผู้มีพระภาค นั่ง ณ 
			<remark  id="s2b10c83l10" />ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง พระผู้มี  พระภาคทรงยังนางอัมพปาลีคณิกาผู้นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งให้เห็น
			<remark  id="s2b10c83l11" />แจ้ง ให้สมาทาน      ให้อาจหาญ ให้รื่นเริงด้วยธรรมีกถา นางอัมพปาลีคณิกา อันพระผู้มีพระภาค
			<remark  id="s2b10c83l12" />ทรง       ให้เห็นแจ้ง ให้สมาทาน ให้อาจหาญ ให้รื่นเริงด้วยธรรมีกถาแล้ว ได้กราบทูล พระผู้มี
			<remark  id="s2b10c83l13" />พระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์   จงทรงรับภัตของหม่อม
			<remark  id="s2b10c83l14" />ฉันในวันพรุ่งนี้ พระผู้มีพระภาคทรงรับด้วยดุษณีภาพ ลำดับ  นั้น นางอัมพปาลีคณิกาทราบว่า 
			<remark  id="s2b10c83l15" />พระผู้มีพระภาคทรงรับแล้ว จึงลุกจากอาสนะ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคกระทำประทักษิณหลีกไป
			<remark  id="s2b10c83l16" />แล้ว ฯ
			<remark  id="s2b10c83l17" />	[๙๒] พวกเจ้าลิจฉวี เมืองเวสาลี ได้ทราบข่าวว่า พระผู้มีพระภาคเสด็จ ถึงเมือง
			<remark  id="s2b10c83l18" />เวสาลี ประทับอยู่ ณ อัมพปาลีวันเขตเมืองเวสาลี ครั้งนั้น พวกเจ้าลิจฉวี รับสั่งให้จัดยานที่ดีๆ 
			<remark  id="s2b10c83l19" />แล้วเสด็จขึ้นยานออกจากเมืองเวสาลีไปแล้ว ในพวกเจ้า     ลิจฉวีนั้น บางพวก เขียวล้วน คือมี
			<remark  id="s2b10c83l20" />วรรณะเขียว มีผ้าเขียว มีเครื่องประดับเขียว  บางพวกเหลืองล้วน คือมีวรรณะเหลือง มีผ้าเหลือง 
			<remark  id="s2b10c83l21" />มีเครื่องประดับเหลือง    บางพวกแดงล้วน คือมีวรรณะแดง มีผ้าแดง มีเครื่องประดับแดง 
			<remark  id="s2b10c83l22" />บาง
