<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<!DOCTYPE book PUBLIC "-//OASIS//DTD DocBook XML V5.0//EN" "http://www.oasis-open.org/docbook/xml/4.5/docbookx.dtd">
<chapter id="s1b8">
	<title>ปริวาร</title>
	<section id="s1b8c1" >
		<para id="s1b8c1p">
			<remark  id="s1b8c1l1" />					พระวินัยปิฎก  
			<remark  id="s1b8c1l2" />						เล่ม ๘  
			<remark  id="s1b8c1l3" />						ปริวาร  
			<remark  id="s1b8c1l4" />ขอนอบน้อมแต่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น  
			<remark  id="s1b8c1l5" />					    มหาวิภังค์ ๑๖ มหาวาร  
			<remark  id="s1b8c1l6" />					   ปาราชิกกัณฑ์  
			<remark  id="s1b8c1l7" />					 กัตถปัญญัติวารที่ ๑  
			<remark  id="s1b8c1l8" />	[๑] พระผู้มีพระภาค ผู้ทรงรู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น  
			<remark  id="s1b8c1l9" />ทรงบัญญัติปาราชิกสิกขาบทที่ ๑ ณ ที่ไหน? ทรงปรารภใคร? เพราะเรื่องอะไร? ในปาราชิก  
			<remark  id="s1b8c1l10" />สิกขาบทที่ ๑ นั้น มีบัญญัติ อนุบัญญัติ อนุปันนบัญญัติ สัพพัตถบัญญัติ ปเทสบัญญัติ  
			<remark  id="s1b8c1l11" />สาธารณบัญญติ อสาธารณบัญญัติ เอกโตบัญญัติ อุภโตบัญญัติ หรือ? บรรดาปาติโมกขุทเทศ ๕  
			<remark  id="s1b8c1l12" />ปาราชิกสิกขาบทที่ ๑ นั้น จัดเข้าในอุเทศไหน? นับเนื่องในอุเทศไหน? มาสู่อุเทศโดยอุเทศ  
			<remark  id="s1b8c1l13" />ที่เท่าไร? บรรดาวิบัติ ๔ เป็นวิบัติอย่างไหน? บรรดาอาบัติ ๗ กอง เป็นอาบัติกองไหน?  
			<remark  id="s1b8c1l14" />บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ อย่าง เกิดขึ้นด้วยสมุฏฐานเท่าไร? บรรดาอธิกรณ์ ๔ เป็นอธิกรณ์  
			<remark  id="s1b8c1l15" />อย่างไหน? บรรดาสมถะ ๗ ย่อมระงับด้วยสมถะเท่าไร? ในปาราชิกสิกขาบทที่ ๑ นั้น อะไร  
			<remark  id="s1b8c1l16" />เป็นวินัย? ในปาราชิกสิกขาบทที่ ๑ นั้น อะไรเป็นอภิวินัย? ในปาราชิกสิกขาบทที่ ๑ นั้น  
			<remark  id="s1b8c1l17" />อะไรเป็นปาติโมกข์? ในปาราชิกสิกขาบทที่ ๑ นั้น อะไรเป็นอธิปาติโมกข์? อะไรเป็นวิบัติ?  
			<remark  id="s1b8c1l18" />อะไรเป็นสมบัติ? อะไรเป็นข้อปฏิบัติ? พระผู้มีพระภาคทรงบัญญัติปาราชิกสิกขาบทที่ ๑  
			<remark  id="s1b8c1l19" />เพราะทรงอาศัยอำนาจประโยชน์เท่าไร? พวกไหนศึกษา? พวกไหนมีสิกขาอันศึกษาแล้ว?  
			<remark  id="s1b8c1l20" />ปาราชิกสิกขาบทที่ ๑ นั้น ตั้งอยู่ในใคร? พวกไหนย่อมทรงไว้? เป็นถ้อยคำของใคร? ใคร  
			<remark  id="s1b8c1l21" />นำมา  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b8c2" >
		<para id="s1b8c2p">
			<remark  id="s1b8c2l1" />		   คำถามและคำตอบในปาราชิกสิกขาบทที่ ๑  
			<remark  id="s1b8c2l2" />	[๒] ถามว่า พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์  
			<remark  id="s1b8c2l3" />นั้น ทรงบัญญัติปาราชิกสิกขาบทที่ ๑ ณ ที่ไหน?  
			<remark  id="s1b8c2l4" />ตอบว่า ทรงบัญญัติ ณ พระนครเวสาลี.  
			<remark  id="s1b8c2l5" />ถ. ทรงปรารภใคร?  
			<remark  id="s1b8c2l6" />ต. ทรงปรารภพระสุทินน์ กลันทบุตร.  
			<remark  id="s1b8c2l7" />ถ. เพราะเรื่องอะไร?  
			<remark  id="s1b8c2l8" />ต. เพราะเรื่องที่พระสุทินน์ กลันทบุตร เสพเมถุนธรรมในปุราณทุติยิกา.  
			<remark  id="s1b8c2l9" />ถ. ในปาราชิกสิกขาบทที่ ๑ นั้น มีบัญญัติ อนุบัญญัติ อนุปันนบัญญัติ หรือ?  
			<remark  id="s1b8c2l10" />ต. มีบัญญัติ ๑ อนุบัญญัติ ๒, อนุปันนบัญญัติ ไม่มี ในปาราชิกสิกขาบทที่ ๑ นั้น.  
			<remark  id="s1b8c2l11" />ถ. มีสัพพัตถบัญญัติ ปเทสบัญญัติ หรือ?  
			<remark  id="s1b8c2l12" />ต. มีแต่สัพพัตถบัญญัติ.  
			<remark  id="s1b8c2l13" />ถ. มีสาธารณบัญญัติ อสาธารณบัญญัติ หรือ?  
			<remark  id="s1b8c2l14" />ต. มีแต่สาธารณบัญญัติ.  
			<remark  id="s1b8c2l15" />ถ. มีเอกโตบัญญัติ อุภโตบัญญัติ หรือ?  
			<remark  id="s1b8c2l16" />ต. มีแต่อุภโตบัญญัติ.  
			<remark  id="s1b8c2l17" />ถ. บรรดาปาติโมกขุทเทศ ๕ ปาราชิกสิกขาบทที่ ๑ นั้น จักเข้าในอุเทศไหน? นับ  
			<remark  id="s1b8c2l18" />เนื่องในอุเทศไหน?  
			<remark  id="s1b8c2l19" />ต. จัดเข้าในนิทาน นับเนื่องในนิทาน.  
			<remark  id="s1b8c2l20" />ถ. มาสู่อุเทศโดยอุเทศที่เท่าไร?  
			<remark  id="s1b8c2l21" />ต. มาสู่อุเทศโดยอุเทศที่ ๒.  
			<remark  id="s1b8c2l22" />ถ. บรรดาวิบัติ ๔ เป็นวิบัติอย่างไหน?  
			<remark  id="s1b8c2l23" />ต. เป็นศีลวิบัติ.  
			<remark  id="s1b8c2l24" />ถ. บรรดาอาบัติ ๗ กอง เป็นอาบัติกองไหน?  
			<remark  id="s1b8c2l25" />ต. เป็นอาบัติกองปาราชิก.  
			<remark  id="s1b8c2l26" />ถ. บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ อย่าง ปาราชิกสิกขาบทที่ ๑ นั้น เกิดด้วยสมุฏฐาน  
			<remark  id="s1b8c2l27" />เท่าไร?  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b8c3" >
		<para id="s1b8c3p">
			<remark  id="s1b8c3l1" />ต. เกิดด้วยสมุฏฐานอันหนึ่ง คือ เกิดแต่กายกับจิต มิใช่วาจา.  
			<remark  id="s1b8c3l2" />ถ. บรรดาอธิกรณ์ ๔ เป็นอธิกรณ์อะไร?  
			<remark  id="s1b8c3l3" />ต. เป็นอาปัตตาธิกรณ์.  
			<remark  id="s1b8c3l4" />ถ. บรรดาสมถะ ๗ ระงับด้วยสมถะเท่าไร?  
			<remark  id="s1b8c3l5" />ต. ระงับด้วยสมถะ ๒ อย่าง คือ สัมมุขาวินัย ๑ ปฏิญญาตกรณะ ๑.  
			<remark  id="s1b8c3l6" />ถ. ในปาราชิกสิกขาบทที่ ๑ นั้น อะไรเป็นวินัย? ในปาราชิกสิกขาบทที่ ๑ นั้น  
			<remark  id="s1b8c3l7" />อะไรเป็นอภิวินัย?  
			<remark  id="s1b8c3l8" />ต. พระบัญญัติเป็นวินัย การจำแนกเป็นอภิวินัย.  
			<remark  id="s1b8c3l9" />ถ. ในปาราชิกสิกขาบทที่ ๑ นั้น อะไรเป็นปาติโมกข์? ในปาราชิกสิกขาบทที่ ๑ นั้น  
			<remark  id="s1b8c3l10" />อะไรเป็นอธิปาติโมกข์?  
			<remark  id="s1b8c3l11" />ต. พระบัญญัติเป็นปาติโมกข์ การจำแนกเป็นอธิปาติโมกข์  
			<remark  id="s1b8c3l12" />ถ. อะไรเป็นวิบัติ?  
			<remark  id="s1b8c3l13" />ต. ความไม่สังวรเป็นวิบัติ.  
			<remark  id="s1b8c3l14" />ถ. อะไรเป็นสมบัติ?  
			<remark  id="s1b8c3l15" />ต. ความสังวรเป็นสมบัติ.  
			<remark  id="s1b8c3l16" />ถ. อะไรเป็นข้อปฏิบัติ?  
			<remark  id="s1b8c3l17" />ต. ข้อที่ภิกษุสมาทานอาปาณโกฏิกศีลตลอดชีวิตว่า จักไม่ทำกรรมเห็นปานนี้ แล้ว  
			<remark  id="s1b8c3l18" />ศึกษาอยู่ในสิกขาบททั้งหลาย เป็นข้อปฏิบัติ.  
			<remark  id="s1b8c3l19" />ถ. พระผู้มีพระภาคทรงบัญญัติปาราชิกสิกขาบทที่ ๑ เพราะทรงอาศัยอำนาจประโยชน์  
			<remark  id="s1b8c3l20" />เท่าไร?  
			<remark  id="s1b8c3l21" />ต. พระผู้มีพระภาคทรงบัญญัติปาราชิกสิกขาบทที่ ๑ เพราะทรงอาศัยอำนาจประโยชน์  
			<remark  id="s1b8c3l22" />๑๐ ประการ คือ เพื่อความรับว่าดีแห่งสงฆ์ ๑ เพื่อความสำราญแห่งสงฆ์ ๑ เพื่อข่มบุคคลผู้  
			<remark  id="s1b8c3l23" />แก้อยาก ๑ เพื่ออยู่สำราญแห่งภิกษุผู้มีศีลเป็นที่รัก ๑ เพื่อป้องกันอาสวะอันจะบังเกิดในปัจจุบัน ๑  
			<remark  id="s1b8c3l24" />เพื่อกำจัดอาสวะอันจักบังเกิดในอนาคต ๑ เพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส ๑ เพื่อ  
			<remark  id="s1b8c3l25" />ความเลื่อมใสยิ่งของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว ๑ เพื่อความดำรงมั่นแห่งพระสัทธรรม ๑ เพื่ออนุ  
			<remark  id="s1b8c3l26" />เคราะห์พระวินัย ๑.  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b8c4" >
		<para id="s1b8c4p">
			<remark  id="s1b8c4l1" />ถ. พวกไหนศึกษา?  
			<remark  id="s1b8c4l2" />ต. พระเสขะและกัลยาณปุชนศึกษา.  
			<remark  id="s1b8c4l3" />ถ. พวกไหนมีสิกขาอันศึกษาแล้ว?  
			<remark  id="s1b8c4l4" />ต. พระอรหันต์มีสิกขาอันศึกษาแล้ว.  
			<remark  id="s1b8c4l5" />ถ. ปาราชิกสิกขาบทที่ ๑ นั้น ตั้งอยู่ในใคร?  
			<remark  id="s1b8c4l6" />ต. ตั้งอยู่ในสิกขากามบุคคล.  
			<remark  id="s1b8c4l7" />ถ. พวกไหนย่อมทรงไว้?  
			<remark  id="s1b8c4l8" />ต. ปาราชิกสิกขาบทที่ ๑ ย่อมเป็นไปแก่พระเถระพวกใด พระเถระพวกนั้นย่อม  
			<remark  id="s1b8c4l9" />ทรงไว้.  
			<remark  id="s1b8c4l10" />ถ. เป็นถ้อยคำของใคร?  
			<remark  id="s1b8c4l11" />ต. เป็นพระดำรัสของพระผู้มีพระภาค อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า.  
			<remark  id="s1b8c4l12" />ถ. ใครนำมา?  
			<remark  id="s1b8c4l13" />ต. พระเถระทั้งหลายนำสืบๆ กันมา.  
			<remark  id="s1b8c4l14" />		 รายนามพระเถระผู้ทรงพระวินัย  
			<remark  id="s1b8c4l15" />	[๓] พระเถระเหล่านี้ คือ พระอุบาลี พระทาสกะ พระโสณกะ พระสิคควะ  
			<remark  id="s1b8c4l16" />รวมเป็น ๕ ทั้งพระโมคคัลลีบุตร นำพระวินัยมาในทวีปชื่อว่าชมพู อันมีสิริ.  
			<remark  id="s1b8c4l17" />แต่นั้น พระเถระผู้ประเสริฐมีปัญญามากเหล่านี้ คือ พระมหินทะ ๑ พระ-  
			<remark  id="s1b8c4l18" />อิฏฏิยะ ๑ พระอุตติยะ ๑ พระสัมพละ ๑ พระเถระชื่อภัททะผู้เป็นบัณฑิต ๑  
			<remark  id="s1b8c4l19" />มาในเกาะสิงหฬนี้ แต่ชมพูทวีป พวกท่านสอนพระวินัยปิฎกในเกาะตามพ-  
			<remark  id="s1b8c4l20" />ปัณณิ สอนนิกาย ๕ และปกรณ์ ๗ แล้ว. ภายหลังพระอริฏฐะผู้มีปัญญา  
			<remark  id="s1b8c4l21" />พระติสสทัตตะผู้ฉลาด พระกาฬสุมนะผู้องอาจ พระเถระมีชื่อว่าทีฆะ พระ-  
			<remark  id="s1b8c4l22" />ทีฆสุมนะผู้บัณฑิต ต่อมาอีก พระกาฬสุมนะ พระนาคเถระ พระพุทธรักขิตะ  
			<remark  id="s1b8c4l23" />พระติสสเถระผู้มีปัญญา พระเทวเถระผู้ฉลาด ต่อมาอีก พระสุมนะผู้มีปัญญา  
			<remark  id="s1b8c4l24" />และเชี่ยวชาญในพระวินัย พระจูฬนาค ผู้พหูสูต ดุจช้างซับมัน พระเถระ  
			<remark  id="s1b8c4l25" />ชื่อธัมมปาลิตะ อันสาธุชนบูชาแล้วในโรหนชนบท ศิษย์ของพระธรรมปาลิตะ  
			<remark  id="s1b8c4l26" />นั้น มีปัญญามาก ชื่อพระเขมะ ทรงจำพระไตรปิฎก รุ่งเรืองอยู่ในเกาะ ด้วย  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b8c5" >
		<para id="s1b8c5p">
			<remark  id="s1b8c5l1" />ปัญญา ดุจพระจันทร์ พระอุปติสสะผู้มีปัญญา พระปุสสเทวะผู้มหากถึก  
			<remark  id="s1b8c5l2" />ต่อมาอีก พระสุมนะผู้มีปัญญา พระเถระชื่อปุปผะ ผู้พหูสูต พระมหาสีวะ  
			<remark  id="s1b8c5l3" />ผู้มหากถึก ฉลาดในพระปิฎกทั้งปวง ต่อมาอีก พระอุบาลี ผู้มีปัญญา  
			<remark  id="s1b8c5l4" />เชี่ยวชาญในพระวินัย พระมหานาค ผู้มีปัญญามาก ฉลาดในวงศ์พระสัทธรรม  
			<remark  id="s1b8c5l5" />ต่อมาอีก พระอภยะ ผู้มีปัญญา ฉลาดในพระปิฎกทั้งปวง พระติสสเถระ  
			<remark  id="s1b8c5l6" />ผู้มีปัญญา เชี่ยวชาญในพระวินัย ศิษย์ของพระติสสเถระนั้น มีปัญญามาก  
			<remark  id="s1b8c5l7" />ชื่อปุสสะ เป็นพหูสูต ตามรักษาพระศาสนา อยู่ในชมพูทวีป พระจูฬาภยะ  
			<remark  id="s1b8c5l8" />ผู้มีปัญญาและเชี่ยวชาญในพระวินัย พระติสสเถระ ผู้มีปัญญา ฉลาดในวงศ์  
			<remark  id="s1b8c5l9" />พระสัทธรรม พระจูฬาเทวะ ผู้มีปัญญาและเชี่ยวชาญในพระวินัย และพระ  
			<remark  id="s1b8c5l10" />สิวเถระผู้มีปัญญา ฉลาดในพระวินัยทั้งมวล พระเถระผู้ประเสริฐมีปัญญามาก  
			<remark  id="s1b8c5l11" />เหล่านี้ รู้พระวินัย ฉลาดในมรรคา ได้ประกาศพระวินัยปิฎกไว้ในเกาะตัม  
			<remark  id="s1b8c5l12" />พปัณณิ.  
			<remark  id="s1b8c5l13" />		  คำถามและคำตอบในปาราชิกสิกขาบทที่ ๒.  
			<remark  id="s1b8c5l14" />	[๔] ถามว่า พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์  
			<remark  id="s1b8c5l15" />นั้น ทรงบัญญัติปาราชิกสิกขาบทที่ ๒ ณ ที่ไหน?  
			<remark  id="s1b8c5l16" />ตอบว่า ทรงบัญญัติ ณ พระนครราชคฤห์.  
			<remark  id="s1b8c5l17" />ถ. ทรงปรารภใคร?  
			<remark  id="s1b8c5l18" />ต. ทรงปรารภพระธนิยะ กุมภการบุตร.  
			<remark  id="s1b8c5l19" />ถ. เพราะเรื่องอะไร?  
			<remark  id="s1b8c5l20" />ต. เพราะเรื่องที่พระธนิยะ กุมภการบุตร ถือเอาไม้ของหลวง ซึ่งไม่ได้รับพระราชทาน.  
			<remark  id="s1b8c5l21" />มีบัญญัติ ๑ อนุบัญญัติ ๑ อนุปันนปัญญัติไม่มี. บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖  
			<remark  id="s1b8c5l22" />สิกขาบทนี้ เกิดด้วยสมุฏฐาน ๓ คือ บางทีเกิดแต่กายกับจิต มิใช่วาจา, บางทีเกิดแต่วาจากับ  
			<remark  id="s1b8c5l23" />จิต มิใช่กาย, บางทีเกิดแต่กาย วาจา และจิต ...  
			<remark  id="s1b8c5l24" />		   คำถามและคำตอบในปาราชิกสิกขาบทที่ ๓  
			<remark  id="s1b8c5l25" />	[๕] ถามว่า ปาราชิกสิกขาบทที่ ๓ ทรงบัญญัติ ณ ที่ไหน?  
			<remark  id="s1b8c5l26" />ตอบว่า ทรงบัญญัติ ณ พระนครเวสาลี.  
			<remark  id="s1b8c5l27" />ถ. ทรงปรารภใคร?  
			<remark  id="s1b8c5l28" />ต. ทรงปรารภภิกษุมากรูปด้วยกัน.  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b8c6" >
		<para id="s1b8c6p">
			<remark  id="s1b8c6l1" />ถ. เพราะเรื่องอะไร?  
			<remark  id="s1b8c6l2" />ต. เพราะเรื่องที่ภิกษุมากรูปด้วยกัน ปลงชีวิตกันและกัน.  
			<remark  id="s1b8c6l3" />มีบัญญัติ ๑ อนุบัญญัติ ๑ อนุปันนบัญญติไม่มี. บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖  
			<remark  id="s1b8c6l4" />สิกขาบทนี้เกิดด้วยสมุฏฐาน ๓ คือ บางทีเกิดแต่กายกับจิต มิใช่วาจา, บางทีเกิดแต่วาจากับจิต  
			<remark  id="s1b8c6l5" />มิใช่กาย, บางทีเกิดแต่กาย วาจา และจิต ...  
			<remark  id="s1b8c6l6" />		   คำถามและคำตอบในปาราชิกสิกขาบทที่ ๔  
			<remark  id="s1b8c6l7" />	[๖] ถามว่า ปาราชิกสิกขาบทที่ ๔ ทรงบัญญัติ ณ ที่ไหน?  
			<remark  id="s1b8c6l8" />ตอบว่า ทรงบัญญัติ ณ พระนครเวสาลี.  
			<remark  id="s1b8c6l9" />ถ. ทรงปรารภใคร?  
			<remark  id="s1b8c6l10" />ต. ทรงปรารภภิกษุพวกฝั่งแม่น้ำวัคคุมุทา.  
			<remark  id="s1b8c6l11" />ถ. เพราะเรื่องอะไร?  
			<remark  id="s1b8c6l12" />ต. เพราะเรื่องที่ภิกษุพวกฝั่งแม่น้ำวัคคุมุทา กล่าวสรรเสริญอุตตริมนุสสธรรม ของ  
			<remark  id="s1b8c6l13" />กันและกัน แก่พวกคฤหัสถ์.  
			<remark  id="s1b8c6l14" />มีบัญญัติ ๑ อนุบัญญติ ๑ อนุปันนบัญญัติไม่มี. บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖  
			<remark  id="s1b8c6l15" />สิกขาบทนี้เกิดด้วยสมุฏฐาน ๓ คือ บางทีเกิดแต่กายกับจิต ไม่ใช่วาจา, บางทีเกิดแต่วาจากับจิต  
			<remark  id="s1b8c6l16" />มิใช่กาย, บางทีเกิดแต่กาย วาจา และจิต ...  
			<remark  id="s1b8c6l17" />		    ปาราชิก ๔ สิกขาบท จบ  
			<remark  id="s1b8c6l18" />		  หัวข้อประจำกัณฑ์  
			<remark  id="s1b8c6l19" />	[๗] ปาราชิก ๔ คือ เมถุนธรรม ๑ อทินนาทาน ๑ มนุสสวิคคหะ ๑ อุตตริ  
			<remark  id="s1b8c6l20" />มนุสสธรรม ๑ เป็นวัตถุแห่งมูลเฉท หาความสงสัยมิได้ ดังนี้แล.  
			<remark  id="s1b8c6l21" />		 -------------  
			<remark  id="s1b8c6l22" />		  สังฆาทิเสสกัณฑ์  
			<remark  id="s1b8c6l23" />		   กัตถปัญญัติวาร  
			<remark  id="s1b8c6l24" />	[๘] พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น  
			<remark  id="s1b8c6l25" />ทรงบัญญัติสังฆาทิเสส แก่ภิกษุผู้พยายามปล่อยอสุจิ ณ ที่ไหน? ทรงปรารภใคร? เพราะเรื่อง  
			<remark  id="s1b8c6l26" />อะไร? ในสังฆาทิเสสสิกขาบทที่ ๑ นั้น มีบัญญัติ อนุบัญญติ อนุปันนบัญญัติ สัพพัตถ  
			<remark  id="s1b8c6l27" />บัญญัติ ปเทสบัญญัติ สาธารณบัญญัติ อสาธารณบัญญัติ เอกโตบัญญัติ อุภโตบัญญัติ หรือ? 
		</para>
	</section>
	<section id="s1b8c7" >
		<para id="s1b8c7p">
			<remark  id="s1b8c7l1" />บรรดาปาติโมกขุทเทศ ๕ สังฆาทิเสสสิกขาบทที่ ๑ นั้น หยั่งลงในอุเทศไหน? นับเนื่องใน  
			<remark  id="s1b8c7l2" />อุเทศไหน? มาสู่อุเทศโดยอุเทศที่เท่าไร? บรรดาวิบัติ ๔ เป็นวิบัติอย่างไหน? บรรดาอาบัติ  
			<remark  id="s1b8c7l3" />๗ กอง เป็นอาบัติกองไหน? บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ อย่าง ย่อมเกิดขึ้นด้วยสมุฏฐาน  
			<remark  id="s1b8c7l4" />เท่าไร? บรรดาอธิกรณ์ ๔ เป็นอธิกรณ์อย่างไหน? บรรดาสมถะ ๗ ย่อมระงับด้วยสมถะเท่าไร?  
			<remark  id="s1b8c7l5" />ในสังฆาทิเสสสิกขาบทที่ ๑ นั้น อะไรเป็นวินัย? ในสังฆาทิเสสสิกขาบทที่ ๑ นั้น อะไรเป็น  
			<remark  id="s1b8c7l6" />อภิวินัย? ในสังฆาทิเสสสิกขาบทที่ ๑ นั้น อะไรเป็นปาติโมกข์? ในสังฆาทิเสสสิกขาบทที่ ๑  
			<remark  id="s1b8c7l7" />นั้น อะไรเป็นอธิปาติโมกข์? อะไรเป็นวิบัติ? อะไรเป็นสมบัติ? อะไรเป็นข้อปฏิบัติ?  
			<remark  id="s1b8c7l8" />พระผู้มีพระภาคทรงบัญญัติสังฆาทิเสสแก่ภิกษุผู้พยายามปล่อยอสุจิ เพราะทรงอาศัยอำนาจ  
			<remark  id="s1b8c7l9" />ประโยชน์เท่าไร? พวกไหนศึกษา? พวกไหนมีสิกขาอันศึกษาแล้ว? สังฆาทิเสสสิกขาบทที่ ๑  
			<remark  id="s1b8c7l10" />นั้น ตั้งอยู่ในใคร? พวกไหนย่อมทรงไว้? เป็นถ้อยคำของใคร? ใครนำมา?  
			<remark  id="s1b8c7l11" />		  คำถามและคำตอบในสังฆาทิเสสสิกขาบทที่ ๑  
			<remark  id="s1b8c7l12" />	[๙] ถามว่า พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์  
			<remark  id="s1b8c7l13" />นั้น ทรงบัญญัติสังฆาทิเสสแก่ภิกษุผู้พยายามปล่อยอสุจิ ณ ที่ไหน?  
			<remark  id="s1b8c7l14" />ตอบว่า ทรงบัญญัติ ณ พระนครสาวัตถี.  
			<remark  id="s1b8c7l15" />ถ. ทรงปรารภใคร?  
			<remark  id="s1b8c7l16" />ต. ทรงปรารภท่านพระเสยยสกะ.  
			<remark  id="s1b8c7l17" />ถ. เพราะเรื่องอะไร?  
			<remark  id="s1b8c7l18" />ต. เพราะเรื่องที่ท่านพระเสยยสกะพยายามปล่อยอสุจิด้วยมือ.  
			<remark  id="s1b8c7l19" />ถ. ในสังฆาทิเสสสิกขาบทที่ ๑ นั้น มีบัญญัติ อนุบัญญัติ อนุปันนบัญญัติ หรือ?  
			<remark  id="s1b8c7l20" />ต. มีบัญญัติ ๑ อนุบัญญัติ ๑ อนุปันนบัญญัติไม่มี ในสังฆาทิเสสสิกขาบทที่ ๑ นั้น.  
			<remark  id="s1b8c7l21" />ถ. มีสัพพัตถบัญญัติ ปเทสบัญญติ หรือ?  
			<remark  id="s1b8c7l22" />ต. มีแต่สัพพัตถบัญญัติ.  
			<remark  id="s1b8c7l23" />ถ. มีสาธารณบัญญัติ อสาธารณบัญญัติ หรือ?  
			<remark  id="s1b8c7l24" />ต. มีแต่อสาธารณบัญญัติ.  
			<remark  id="s1b8c7l25" />ถ. มีเอกโตบัญญัติ อุภโตบัญญัติ หรือ?  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b8c8" >
		<para id="s1b8c8p">
			<remark  id="s1b8c8l1" />ต. มีแต่เอกโตบัญญัติ.  
			<remark  id="s1b8c8l2" />ถ. บรรดาปาติโมกขุทเทศ ๕ สังฆาทิเสสสิกขาบทที่ ๑ นั้น หยั่งลงในอุเทศไหน?  
			<remark  id="s1b8c8l3" />นับเนื่องในอุเทศไหน?  
			<remark  id="s1b8c8l4" />ต. หยั่งลงในนิทาน นับเนื่องในนิทาน.  
			<remark  id="s1b8c8l5" />ถ. มาสู่อุเทศโดยอุเทศที่เท่าไร?  
			<remark  id="s1b8c8l6" />ต. มาสู่อุเทศโดยอุเทศที่ ๓.  
			<remark  id="s1b8c8l7" />ถ. บรรดาวิบัติ ๔ เป็นวิบัติอย่างไหน?  
			<remark  id="s1b8c8l8" />ต. เป็นศีลวิบัติ.  
			<remark  id="s1b8c8l9" />ถ. บรรดาอาบัติ ๗ กอง เป็นอาบัติกองไหน?  
			<remark  id="s1b8c8l10" />ต. เป็นอาบัติกองสังฆาทิเสส.  
			<remark  id="s1b8c8l11" />ถ. บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ อย่าง สังฆาทิเสสสิกขาบทที่ ๑ นั้น ย่อมเกิดด้วย  
			<remark  id="s1b8c8l12" />สมุฏฐานเท่าไร?  
			<remark  id="s1b8c8l13" />ต. ย่อมเกิดด้วยสมุฏฐานอันหนึ่ง คือ เกิดแต่กายกับจิต มิใช่วาจา.  
			<remark  id="s1b8c8l14" />ถ. บรรดาอธิกรณ์ ๔ เป็นอธิกรณ์อะไร?  
			<remark  id="s1b8c8l15" />ต. เป็นอาปัตตาธิกรณ์.  
			<remark  id="s1b8c8l16" />ถ. บรรดาสมถะ ๗ ระงับด้วยสมถะเท่าไร?  
			<remark  id="s1b8c8l17" />ต. ระงับด้วยสมถะ ๒ อย่าง คือ สัมมุขาวินัย ๑ ปฏิญญาตกรณะ ๑.  
			<remark  id="s1b8c8l18" />ถ. ในสังฆาทิเสสสิกขาบทที่ ๑ นั้น อะไรเป็นวินัย? ในสังฆาทิเสสสิกขาบทที่ ๑  
			<remark  id="s1b8c8l19" />นั้น อะไรเป็นอภิวินัย?  
			<remark  id="s1b8c8l20" />ต. พระบัญญัติเป็นวินัย การจำแนกเป็นอภิวินัย.  
			<remark  id="s1b8c8l21" />ถ. ในสังฆาทิเสสสิกขาบทที่ ๑ นั้น อะไรเป็นปาติโมกข์? ในสังฆาทิเสสสิกขาบท  
			<remark  id="s1b8c8l22" />ที่ ๑ นั้น อะไรเป็นอธิปาติโมกข์?  
			<remark  id="s1b8c8l23" />ต. พระบัญญัติเป็นปาติโมกข์ การจำแนกเป็นอธิปาติโมกข์.  
			<remark  id="s1b8c8l24" />ถ. อะไรเป็นวิบัติ?  
			<remark  id="s1b8c8l25" />ต. ความไม่สังวรเป็นวิบัติ.  
			<remark  id="s1b8c8l26" />ถ. อะไรเป็นสมบัติ?  
			<remark  id="s1b8c8l27" />ต. ความสังวรเป็นสมบัติ.  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b8c9" >
		<para id="s1b8c9p">
			<remark  id="s1b8c9l1" />ถ. อะไรเป็นข้อปฏิบัติ?  
			<remark  id="s1b8c9l2" />ต. ข้อที่ภิกษุสมาทานอาปาณโกฏิกศีลตลอดชีวิตว่า จักไม่ทำกรรมเห็นปานนี้ แล้ว  
			<remark  id="s1b8c9l3" />ศึกษาอยู่ในสิกขาบททั้งหลาย เป็นข้อปฏิบัติ.  
			<remark  id="s1b8c9l4" />ถ. พระผู้มีพระภาค ทรงบัญญัติสังฆาทิเสสแก่ภิกษุผู้พยายามปล่อยอสุจิ เพราะทรง  
			<remark  id="s1b8c9l5" />อาศัยอำนาจประโยชน์เท่าไร?  
			<remark  id="s1b8c9l6" />ต. พระผู้มีพระภาค ทรงบัญญัติสังฆาทิเสสแก่ภิกษุผู้พยายามปล่อยอสุจิ เพราะทรง  
			<remark  id="s1b8c9l7" />อาศัยอำนาจประโยชน์ ๑๐ ประการ คือ เพื่อความรับว่าดีแห่งสงฆ์ ๑ เพื่อความสำราญแห่งสงฆ์ ๑  
			<remark  id="s1b8c9l8" />เพื่อข่มบุคคลผู้เก้อยาก ๑ เพื่ออยู่สำราญแห่งภิกษุผู้มีศีลเป็นที่รัก ๑ เพื่อป้องกันอาสวะอันจะบังเกิด  
			<remark  id="s1b8c9l9" />ในปัจจุบัน ๑ เพื่อกำจัดอาสวะ อันจักบังเกิดในอนาคต ๑ เพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่  
			<remark  id="s1b8c9l10" />เลื่อมใส ๑ เพื่อความเลื่อมใสยิ่งของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว ๑ เพื่อความดำรงมั่นแห่งพระสัทธรรม ๑  
			<remark  id="s1b8c9l11" />เพื่ออนุเคราะห์พระวินัย ๑.  
			<remark  id="s1b8c9l12" />ถ. พวกไหนศึกษา?  
			<remark  id="s1b8c9l13" />ต. พระเสขะและกัลยาณปุถุชนศึกษา  
			<remark  id="s1b8c9l14" />ถ. พวกไหนมีสิกขาอันศึกษาแล้ว?  
			<remark  id="s1b8c9l15" />ต. พระอรหันต์มีสิกขาอันศึกษาแล้ว.  
			<remark  id="s1b8c9l16" />ถ. ตั้งอยู่ในใคร?  
			<remark  id="s1b8c9l17" />ต. ตั้งอยู่ในสิกขากามบุคคล.  
			<remark  id="s1b8c9l18" />ถ. พวกไหนย่อมทรงไว้?  
			<remark  id="s1b8c9l19" />ต. สังฆาทิเสสสิกขาบทที่ ๑ ย่อมเป็นไปแก่พระเถระพวกใด พระเถระพวกนั้นย่อม  
			<remark  id="s1b8c9l20" />ทรงไว้.  
			<remark  id="s1b8c9l21" />ถ. เป็นถ้อยคำของใคร?  
			<remark  id="s1b8c9l22" />ต. เป็นพระดำรัสของพระผู้มีพระภาค อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า.  
			<remark  id="s1b8c9l23" />ถ. ใครนำมา?  
			<remark  id="s1b8c9l24" />ต. พระเถระทั้งหลายนำสืบๆ กันมา. 
		</para>
	</section>
	<section id="s1b8c10" >
		<para id="s1b8c10p">
			<remark  id="s1b8c10l1" />		 รายนามพระเถระผู้ทรงพระวินัย  
			<remark  id="s1b8c10l2" />พระเถระเหล่านี้ คือ พระอุบาลี พระทาสกะ พระโสณกะ พระสิคควะ  
			<remark  id="s1b8c10l3" />รวมเป็น ๕ ทั้งพระโมคคัลลีบุตร นำพระวินัยมาในทวีปชื่อว่า ชมพู อันมีสิริ.  
			<remark  id="s1b8c10l4" />แต่นั้น พระเถระผู้ประเสริฐ มีปัญญามากเหล่านี้ คือ พระมหินทะ ๑  
			<remark  id="s1b8c10l5" />พระอิฏฏิยะ ๑ พระอุตติยะ ๑ พระสัมพละ ๑ ... พระเถระผู้ประเสริฐ  
			<remark  id="s1b8c10l6" />มีปัญญามากเหล่านี้ รู้พระวินัย ฉลาดในมรรคา ได้ประกาศพระวินัยปิฎก  
			<remark  id="s1b8c10l7" />ไว้ในเกาะตามปัณณิ.  
			<remark  id="s1b8c10l8" />		    คำถามและคำตอบในสังฆาทิเสสสิกขาบทที่ ๒  
			<remark  id="s1b8c10l9" />	[๑๐] ถามว่า พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์  
			<remark  id="s1b8c10l10" />นั้น ทรงบัญญัติสังฆาทิเสสแก่ภิกษุผู้ถึงความเคล้าคลึงด้วยกายกับมาตุคาม ณ ที่ไหน?  
			<remark  id="s1b8c10l11" />ตอบว่า ทรงบัญญัติ ณ พระนครสาวัตถี.  
			<remark  id="s1b8c10l12" />ถ. ทรงปรารภใคร?  
			<remark  id="s1b8c10l13" />ต. ทรงปรารภท่านพระอุทายี.  
			<remark  id="s1b8c10l14" />ถ. เพราะเรื่องอะไร?  
			<remark  id="s1b8c10l15" />ต. เพราะเรื่องที่ท่านพระอุทายีถึงความเคล้าคลึงด้วยกายกับมาตุคาม.  
			<remark  id="s1b8c10l16" />มีบัญญัติ ๑ บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สิกขาบทนี้เกิดด้วยสมุฏฐานอันหนึ่ง คือ  
			<remark  id="s1b8c10l17" />เกิดแต่กายกับจิต มิใช่วาจา ...  
			<remark  id="s1b8c10l18" />		    คำถามและคำตอบในสังฆาทิเสสสิกขาบทที่ ๓  
			<remark  id="s1b8c10l19" />	[๑๑] ถามว่า พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์  
			<remark  id="s1b8c10l20" />นั้น ทรงบัญญัติสังฆาทิเสสแก่ภิกษุผู้พูดเคาะมาตุคามด้วยวาจาชั่วหยาบ ณ ที่ไหน?  
			<remark  id="s1b8c10l21" />ตอบว่า ทรงบัญญัติ ณ พระนครสาวัตถี.  
			<remark  id="s1b8c10l22" />ถ. ทรงปรารภใคร?  
			<remark  id="s1b8c10l23" />ต. ทรงปรารภท่านพระอุทายี.  
			<remark  id="s1b8c10l24" />ถ. เพราะเรื่องอะไร?  
			<remark  id="s1b8c10l25" />ต. เพราะเรื่องที่ท่านพระอุทายีพูดเคาะมาตุคาม ด้วยวาจาชั่วหยาบ.  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b8c11" >
		<para id="s1b8c11p">
			<remark  id="s1b8c11l1" />มีบัญญัติ ๑ บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สิกขาบทนี้เกิดด้วยสมุฏฐาน ๓ คือ บางที  
			<remark  id="s1b8c11l2" />เกิดแต่กายกับจิต มิใช่วาจา บางทีเกิดแต่วาจากับจิต มิใช่กาย บางทีเกิดแต่กาย วาจา และ  
			<remark  id="s1b8c11l3" />จิต ...  
			<remark  id="s1b8c11l4" />		    คำถามและคำตอบในสังฆาทิเสสสิกขาบทที่ ๔  
			<remark  id="s1b8c11l5" />	[๑๒] ถามว่า พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์  
			<remark  id="s1b8c11l6" />นั้น ทรงบัญญัติสังฆาทิเสสแก่ภิกษุผู้กล่าวคุณแห่งการบำเรอตนด้วยกาม ในสำนักมาตุคาม ณ  
			<remark  id="s1b8c11l7" />ที่ไหน?  
			<remark  id="s1b8c11l8" />ตอบว่า ทรงบัญญัติ ณ พระนครสาวัตถี.  
			<remark  id="s1b8c11l9" />ถ. ทรงปรารภใคร?  
			<remark  id="s1b8c11l10" />ต. ทรงปรารภท่านพระอุทายี.  
			<remark  id="s1b8c11l11" />ถ. เพราะเรื่องอะไร?  
			<remark  id="s1b8c11l12" />ต. เพราะเรื่องที่ท่านพระอุทายี กล่าวคุณแห่งการบำเรอตนด้วยกามในสำนักมาตุคาม  
			<remark  id="s1b8c11l13" />มีบัญญัติ ๑ บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สิกขาบทนี้ เกิดด้วยสมุฏฐาน ๓ ...  
			<remark  id="s1b8c11l14" />		    คำถามและคำตอบในสังฆาทิเสสสิกขาบทที่ ๕  
			<remark  id="s1b8c11l15" />	[๑๓] ถามว่า พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์  
			<remark  id="s1b8c11l16" />นั้น ทรงบัญญัติสังฆาทิเสสแก่ภิกษุผู้ถึงความเป็นผู้เที่ยวชักสื่อ ณ ที่ไหน?  
			<remark  id="s1b8c11l17" />ตอบว่า ทรงบัญญัติ ณ พระนครสาวัตถี.  
			<remark  id="s1b8c11l18" />ถ. ทรงปรารภใคร?  
			<remark  id="s1b8c11l19" />ต. ทรงปรารภท่านพระอุทายี.  
			<remark  id="s1b8c11l20" />ถ. เพราะเรื่องอะไร?  
			<remark  id="s1b8c11l21" />ต. เพราะเรื่องที่ท่านพระอุทายีถึงความเป็นผู้เที่ยวชักสื่อ.  
			<remark  id="s1b8c11l22" />มีบัญญัติ ๑ อนุบัญญัติ ๑. บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สิกขาบทนี้เกิดด้วยสมุฏฐาน ๖  
			<remark  id="s1b8c11l23" />คือ บางทีเกิดแต่กาย มิใช่วาจา มิใช่จิต บางทีเกิดแต่วาจา มิใช่กาย มิใช่จิต บางทีเกิดแต่  
			<remark  id="s1b8c11l24" />กายกับวาจา มิใช่จิต บางทีเกิดแต่กายกับจิต มิใช่วาจา บางที่เกิดแต่วาจากับจิต มิใช่กาย  
			<remark  id="s1b8c11l25" />บางทีเกิดแต่กาย วาจา และจิต ...  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b8c12" >
		<para id="s1b8c12p">
			<remark  id="s1b8c12l1" />		    คำถามและคำตอบในสังฆาทิเสสสิกขาบทที่ ๖  
			<remark  id="s1b8c12l2" />	[๑๔] ถามว่า พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์  
			<remark  id="s1b8c12l3" />นั้น ทรงบัญญัติสังฆาทิเสสแก่ภิกษุผู้ให้ทำกุฎีด้วยอาการขอเอาเอง ณ ที่ไหน?  
			<remark  id="s1b8c12l4" />ตอบว่า ทรงบัญญัติ ณ เมืองอาฬวี.  
			<remark  id="s1b8c12l5" />ถ. ทรงปรารภใคร?  
			<remark  id="s1b8c12l6" />ต. ทรงปรารภภิกษุชาวเมืองอาฬวี.  
			<remark  id="s1b8c12l7" />ถ. เพราะเรื่องอะไร?  
			<remark  id="s1b8c12l8" />ต. เพราะเรื่องที่ภิกษุพวกเมืองอาฬวีให้ทำกุฎีด้วยอาการขอเอาเอง.  
			<remark  id="s1b8c12l9" />มีบัญญัติ ๑ บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สิกขาบทนี้ เกิดด้วยสมุฏฐาน ๖ ...  
			<remark  id="s1b8c12l10" />		    คำถามและคำตอบในสังฆาทิเสสสิกขาบทที่ ๗  
			<remark  id="s1b8c12l11" />	[๑๕] ถามว่า พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์  
			<remark  id="s1b8c12l12" />นั้น ทรงบัญญัติสังฆาทิเสสแก่ภิกษุผู้ให้ทำวิหารใหญ่ ณ ที่ไหน?  
			<remark  id="s1b8c12l13" />ตอบว่า ทรงบัญญัติ ณ พระนครโกสัมพี.  
			<remark  id="s1b8c12l14" />ถ. ทรงปรารภใคร?  
			<remark  id="s1b8c12l15" />ต. ทรงปรารภท่านพระฉันนะ.  
			<remark  id="s1b8c12l16" />ถ. เพราะเรื่องอะไร?  
			<remark  id="s1b8c12l17" />ต. เพราะเรื่องที่ท่านพระฉันนะแผ้วถางพื้นที่วิหาร ได้สั่งให้ตัดต้นไม้ที่เขาสมมติว่า  
			<remark  id="s1b8c12l18" />เป็นเจดีย์ต้นหนึ่ง.  
			<remark  id="s1b8c12l19" />มีบัญญัติ ๑ บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สิกขาบทนี้ เกิดด้วยสมุฏฐาน ๖ ...  
			<remark  id="s1b8c12l20" />		    คำถามและคำตอบในสังฆาทิเสสสิกขาบทที่ ๘  
			<remark  id="s1b8c12l21" />	[๑๖] ถามว่า พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์  
			<remark  id="s1b8c12l22" />นั้น ทรงบัญญัติสังฆาทิเสสแก่ภิกษุผู้ตามกำจัดภิกษุ ด้วยธรรมมีโทษถึงปาราชิกอันหามูลมิได้  
			<remark  id="s1b8c12l23" />ณ ที่ไหน?  
			<remark  id="s1b8c12l24" />ตอบว่า ทรงบัญญัติ ณ พระนครราชคฤห์.  
			<remark  id="s1b8c12l25" />ถ. ทรงปรารภใคร?  
			<remark  id="s1b8c12l26" />ต. ทรงปรารภพระเมตติยะและพระภุมมชกะ.  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b8c13" >
		<para id="s1b8c13p">
			<remark  id="s1b8c13l1" />ถ. เพราะเรื่องอะไร?  
			<remark  id="s1b8c13l2" />ต. เพราะเรื่องที่พระเมตติยะ และพระภุมมชกะตามกำจัดท่านพระทัพพมัลลบุตร ด้วย  
			<remark  id="s1b8c13l3" />ธรรมมีโทษถึงปาราชิกอันหามูลมิได้.  
			<remark  id="s1b8c13l4" />มีบัญญัติ ๑ บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สิกขาบทนี้ เกิดด้วยสมุฏฐาน ๓ ...  
			<remark  id="s1b8c13l5" />		    คำถามและคำตอบในสังฆาทิเสสสิกขาบทที่ ๙  
			<remark  id="s1b8c13l6" />	[๑๗] ถามว่า พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์  
			<remark  id="s1b8c13l7" />นั้น ทรงบัญญัติสังฆาทิเสสแก่ภิกษุผู้ถือเอาเอกเทศบางอย่างแห่งอธิกรณ์อันเป็นเรื่องอื่น ให้เป็น  
			<remark  id="s1b8c13l8" />เพียงเลศ ตามกำจัดภิกษุด้วยธรรมอันมีโทษถึงปาราชิก ณ ที่ไหน?  
			<remark  id="s1b8c13l9" />ตอบว่า ทรงบัญญัติ ณ กรุงราชคฤห์.  
			<remark  id="s1b8c13l10" />ถ. ทรงปรารภใคร?  
			<remark  id="s1b8c13l11" />ต. ทรงปรารภพระเมตติยะและพระภุมมชกะ.  
			<remark  id="s1b8c13l12" />ถ. เพราะเรื่องอะไร?  
			<remark  id="s1b8c13l13" />ต. เพราะเรื่องที่พระเมตติยะและพระภุมมชกะ ถือเอาเอกเทศบางอย่างแห่งอธิกรณ์  
			<remark  id="s1b8c13l14" />อันเป็นเรื่องอื่น ให้เป็นเพียงเลศ ตามกำจัดท่านพระทัพพมัลลบุตรด้วยธรรมอันมีโทษถึงปาราชิก.  
			<remark  id="s1b8c13l15" />มีบัญญัติ ๑ บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สิกขาบทนี้ เกิดด้วยสมุฏฐาน ๓ ...  
			<remark  id="s1b8c13l16" />		   คำถามและคำตอบในสังฆาทิเสสสิกขาบทที่ ๑๐  
			<remark  id="s1b8c13l17" />	[๑๘] ถามว่า พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์  
			<remark  id="s1b8c13l18" />นั้น ทรงบัญญัติสังฆาทิเสสแก่ภิกษุผู้ทำลายสงฆ์ ผู้ไม่สละกรรม เพราะสวดสมนุภาสกว่าจะ  
			<remark  id="s1b8c13l19" />ครบ ๓ จบ ณ ที่ไหน?  
			<remark  id="s1b8c13l20" />ตอบว่า ทรงบัญญัติ ณ กรุงราชคฤห์.  
			<remark  id="s1b8c13l21" />ถ. ทรงปรารภใคร?  
			<remark  id="s1b8c13l22" />ต. ทรงปรารภพระเทวทัต.  
			<remark  id="s1b8c13l23" />ถ. เพราะเรื่องอะไร?  
			<remark  id="s1b8c13l24" />ต. เพราะเรื่องที่พระเทวทัต ตะเกียกตะกายเพื่อทำลายสงฆ์ผู้พร้อมเพรียงกัน.  
			<remark  id="s1b8c13l25" />มีบัญญัติ ๑ บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สิกขาบทนี้เกิดด้วยสมุฏฐานอันหนึ่ง  
			<remark  id="s1b8c13l26" />คือ เกิดแก่ตาย วาจา กับจิต ... 
		</para>
	</section>
	<section id="s1b8c14" >
		<para id="s1b8c14p">
			<remark  id="s1b8c14l1" />		   คำถามและคำตอบในสังฆาทิเสสสิกขาบทที่ ๑๑  
			<remark  id="s1b8c14l2" />	[๑๙] ถามว่า พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์  
			<remark  id="s1b8c14l3" />นั้น ทรงบัญญัติสังฆาทิเสสแก่พวกภิกษุผู้ประพฤติตามภิกษุผู้ทำลายสงฆ์ ผู้ไม่สละกรรมเพราะ  
			<remark  id="s1b8c14l4" />สวดสมนุภาสกว่าจะครบ ๓ จบ ณ ที่ไหน?  
			<remark  id="s1b8c14l5" />ตอบว่า ทรงบัญญัติ ณ กรุงราชคฤห์.  
			<remark  id="s1b8c14l6" />ถ. ทรงปรารภใคร?  
			<remark  id="s1b8c14l7" />ต. ทรงปรารภภิกษุหลายรูป.  
			<remark  id="s1b8c14l8" />ถ. เพราะเรื่องอะไร?  
			<remark  id="s1b8c14l9" />ต. เพราะเรื่องที่ภิกษุหลายรูป ได้ประพฤติตามพระเทวทัตผู้ตะเกียกตะกายเพื่อทำลาย  
			<remark  id="s1b8c14l10" />สงฆ์.  
			<remark  id="s1b8c14l11" />มีบัญญัติ ๑ บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สิกขาบทนี้เกิดด้วยสมุฏฐานอันหนึ่ง  
			<remark  id="s1b8c14l12" />คือ เกิดแต่กาย วาจา กับจิต ...  
			<remark  id="s1b8c14l13" />		   คำถามและคำตอบในสังฆาทิเสสสิกขาบท ที่ ๑๒  
			<remark  id="s1b8c14l14" />	[๒๐] ถามว่า พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์  
			<remark  id="s1b8c14l15" />นั้น ทรงบัญญัติสังฆาทิเสสแก่ภิกษุผู้ว่ายาก ไม่สละกรรมเพราะสวดสมนุภาสกว่าจะครบ ๓ จบ  
			<remark  id="s1b8c14l16" />ณ ที่ไหน?  
			<remark  id="s1b8c14l17" />ตอบว่า ทรงบัญญัติ ณ พระนครโกสัมพี.  
			<remark  id="s1b8c14l18" />ถ. ทรงปรารภใคร?  
			<remark  id="s1b8c14l19" />ต. ทรงปรารภท่านพระฉันนะ.  
			<remark  id="s1b8c14l20" />ถ. เพราะเรื่องอะไร?  
			<remark  id="s1b8c14l21" />ต. เพราะเรื่องที่ท่านพระฉันนะ อันภิกษุทั้งหลายว่ากล่าวอยู่โดยชอบธรรม ได้ทำตน  
			<remark  id="s1b8c14l22" />ให้เป็นผู้อันใครๆ ว่ากล่าวไม่ได้.  
			<remark  id="s1b8c14l23" />มีบัญญัติ ๑ บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สิกขาบทนี้เกิดด้วยสมุฏฐานอันหนึ่ง  
			<remark  id="s1b8c14l24" />คือ เกิดแต่กาย วาจา กับจิต ...  
			<remark  id="s1b8c14l25" />		   คำถามและคำตอบในสังฆาทิเสสสิกขาบทที่ ๑๓  
			<remark  id="s1b8c14l26" />	[๒๑] ถามว่า พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์  
			<remark  id="s1b8c14l27" />นั้น ทรงบัญญัติสังฆาทิเสสแก่ภิกษุผู้ประทุษร้ายสกุล ไม่สละกรรมเพราะสวดสมนุภาสกว่าจะ  
			<remark  id="s1b8c14l28" />ครบ ๓ จบ ณ ที่ไหน?  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b8c15" >
		<para id="s1b8c15p">
			<remark  id="s1b8c15l1" />ตอบว่า ทรงบัญญัติ ณ พระนครสาวัตถี.  
			<remark  id="s1b8c15l2" />ถ. ทรงปรารภใคร?  
			<remark  id="s1b8c15l3" />ต. ทรงปรารภภิกษุพวกพระอัสสชิ และพระปุนัพพสุกะ.  
			<remark  id="s1b8c15l4" />ถ. เพราะเรื่องอะไร?  
			<remark  id="s1b8c15l5" />ต. เพราะเรื่องที่ภิกษุพวกพระอัสสชิและพระปุนัพพสุกะถูกสงฆ์ลงปัพพาชนียกรรม  
			<remark  id="s1b8c15l6" />แล้วกลับหาว่า ภิกษุทั้งหลายถึงความพอใจ ถึงความขัดเคือง ถึงความหลง ถึงความกลัว.  
			<remark  id="s1b8c15l7" />มีบัญญัติ ๑ บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สิกขาบทนี้เกิดด้วยสมุฏฐานอันหนึ่ง  
			<remark  id="s1b8c15l8" />คือ เกิดแต่กาย วาจา กับจิต ...  
			<remark  id="s1b8c15l9" />		    สังฆาทิเสส ๑๓ สิกขาบท จบ  
			<remark  id="s1b8c15l10" />		  หัวข้อประจำกัณฑ์  
			<remark  id="s1b8c15l11" />	[๒๒] สังฆาทิเสส ๑๓ สิกขาบท คือ ปล่อยน้ำสุกกะ ๑ เคล้าคลึง กาย ๑ วาจา  
			<remark  id="s1b8c15l12" />ชั่วหยาบ ๑ บำเรอตนด้วยกาม ๑ เที่ยวชักสื่อ ๑ สร้างกุฎี ๑ สร้างวิหาร ๑ ปาราชิกาบัติไม่มี  
			<remark  id="s1b8c15l13" />มูล ๑ อ้างเลศบางอย่าง ๑ ทำลายสงฆ์ ๑ ประพฤติตามภิกษุผู้ทำลายสงฆ์ ๑ ว่ายาก ๑ ประทุษ  
			<remark  id="s1b8c15l14" />ร้ายสกุล ๑  
			<remark  id="s1b8c15l15" />		----------------  
			<remark  id="s1b8c15l16" />		    อนิยตกัณฑ์  
			<remark  id="s1b8c15l17" />		   กัตถปัญญัติวาร  
			<remark  id="s1b8c15l18" />	[๒๓] พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ทรง  
			<remark  id="s1b8c15l19" />บัญญัติอนิยตสิกขาบทที่ ๑ ณ ที่ไหน? ทรงปรารภใคร? เพราะเรื่องอะไร? ในอนิยตสิกขาบทที่ ๑  
			<remark  id="s1b8c15l20" />นั้น มีบัญญัติ อนุบัญญัติ อนุปันนบัญญัติ สัพพัตถบัญญัติ  ปเทสบัญญัติ  สาธารณบัญญัติ  
			<remark  id="s1b8c15l21" />อสาธารณบัญญัติ เอกโตบัญญัติ อุภโตบัญญัติ หรือ? บรรดาปาติโมกขุทเทศ ๕ อนิยตสิกขาบทที่ ๑  
			<remark  id="s1b8c15l22" />นั้นหยั่งลงในอุเทศไหน? นับเนื่องในอุเทศไหน? มาสู่อุเทศโดยอุเทศที่เท่าไร? บรรดาวิบัติ ๔  
			<remark  id="s1b8c15l23" />เป็นวิบัติอย่างไหน? บรรดาอาบัติ ๗ กองเป็นอาบัติกองไหน? บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ อย่าง  
			<remark  id="s1b8c15l24" />เกิดด้วยสมุฏฐานเท่าไร? บรรดาอธิกรณ์ ๔ เป็นอธิกรณ์อย่างไหน? บรรดาสมถะ ๗ ย่อมระงับ  
			<remark  id="s1b8c15l25" />ด้วยสมถะเท่าไร? ในอนิยตสิกขาบทที่ ๑ นั้น อะไรเป็นวินัย? ในอนิยตสิกขาบทที่ ๑ นั้น  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b8c16" >
		<para id="s1b8c16p">
			<remark  id="s1b8c16l1" />อะไรเป็นอภิวินัย? ในอนิยตสิกขาบทที่ ๑ นั้น อะไรเป็นปาติโมกข์? ในอนิยตสิกขาบทที่ ๑  
			<remark  id="s1b8c16l2" />นั้น อะไรเป็นอธิปาติโมกข์? อะไรเป็นวิบัติ? อะไรเป็นสมบัติ? อะไรเป็นข้อปฏิบัติ? พระผู้  
			<remark  id="s1b8c16l3" />มีพระภาคทรงบัญญัติอนิยตสิกขาบทที่ ๑ เพราะทรงอาศัยอำนาจประโยชน์เท่าไร? พวกไหนศึกษา?  
			<remark  id="s1b8c16l4" />พวกไหนมีสิกขาอันศึกษาแล้ว? อนิยตสิกขาบทที่ ๑ นั้น ตั้งอยู่ในใคร? พวกไหนย่อมทรงไว้?  
			<remark  id="s1b8c16l5" />เป็นถ้อยคำของใคร? ใครนำมา?  
			<remark  id="s1b8c16l6" />		    คำถามและคำตอบในอนิยตสิกขาบทที่ ๑  
			<remark  id="s1b8c16l7" />	[๒๔] ถามว่า พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์  
			<remark  id="s1b8c16l8" />นั้น ทรงบัญญัติอนิยตสิกขาบทที่ ๑ ณ ที่ไหน?  
			<remark  id="s1b8c16l9" />ตอบว่า ทรงบัญญัติ ณ พระนครสาวัตถี.  
			<remark  id="s1b8c16l10" />ถ. ทรงปรารภใคร?  
			<remark  id="s1b8c16l11" />ต. ทรงปรารภท่านพระอุทายี.  
			<remark  id="s1b8c16l12" />ถ. เพราะเรื่องอะไร?  
			<remark  id="s1b8c16l13" />ต. เพราะเรื่องที่ท่านพระอุทายีผู้เดียว สำเร็จการนั่งในที่ลับคือในอาสนะกำบัง พอ  
			<remark  id="s1b8c16l14" />จะทำการได้ กับมาตุคามผู้เดียว.  
			<remark  id="s1b8c16l15" />ถ. ในอนิยตสิกขาบทที่ ๑ นั้น มีบัญญัติ อนุบัญญัติ อนุปันนบัญญัติหรือ?  
			<remark  id="s1b8c16l16" />ต. มีบัญญัติ ๑ อนุบัญญัติ อนุปันนบัญญัติ ไม่มี ในอนิยตสิกขาบทที่ ๑ นั้น  
			<remark  id="s1b8c16l17" />ถ. มีสัพพัตถบัญญัติ ปเทสบัญญัติ หรือ?  
			<remark  id="s1b8c16l18" />ต. มีแต่สัพพัตถบัญญัติ.  
			<remark  id="s1b8c16l19" />ถ. มีสาธารณบัญญัติ อสาธารณบัญญัติ หรือ?  
			<remark  id="s1b8c16l20" />ต. มีแต่อสาธารณบัญญัติ.  
			<remark  id="s1b8c16l21" />ถ. มีเอกโตบัญญัติ อุภโตบัญญัติ หรือ?  
			<remark  id="s1b8c16l22" />ต. มีแต่เอกโตบัญญัติ.  
			<remark  id="s1b8c16l23" />ถ. บรรดาปาติโมกขุทเทศ ๕ อนิยตสิกขาบทที่ ๑ นั้น หยั่งลงในอุเทศไหน? นับ  
			<remark  id="s1b8c16l24" />เนื่องในอุเทศไหน?  
			<remark  id="s1b8c16l25" />ต. หยั่งลงในนิทาน นับเนื่องในนิทาน. 
		</para>
	</section>
	<section id="s1b8c17" >
		<para id="s1b8c17p">
			<remark  id="s1b8c17l1" />ถ. มาสู่อุเทศโดยอุเทศที่เท่าไร?  
			<remark  id="s1b8c17l2" />ต. มาสู่อุเทศโดยอุเทศที่ ๔.  
			<remark  id="s1b8c17l3" />ถ. บรรดาวิบัติ ๔ เป็นวิบัติอย่างไหน?  
			<remark  id="s1b8c17l4" />ต. บางทีเป็นศีลวิบัติ บางทีเป็นอาจารวิบัติ.  
			<remark  id="s1b8c17l5" />ถ. บรรดาอาบัติ ๗ กอง เป็นอาบัติกองไหน?  
			<remark  id="s1b8c17l6" />ต. บางทีเป็นอาบัติกองปาราชิก บางทีเป็นอาบัติกองสังฆาทิเสส บางทีเป็นอาบัติกอง  
			<remark  id="s1b8c17l7" />ปาจิตตีย์.  
			<remark  id="s1b8c17l8" />ถ. บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ อย่าง อนิยตสิกขาบทที่ ๑ นั้น เกิดด้วยสมุฏฐาน  
			<remark  id="s1b8c17l9" />เท่าไร?  
			<remark  id="s1b8c17l10" />ต. เกิดด้วยสมุฏฐานอันหนึ่ง คือ เกิดแต่กายกับจิต มิใช่วาจา.  
			<remark  id="s1b8c17l11" />ถ. บรรดาอธิกรณ์ ๔ เป็นอธิกรณ์อะไร?  
			<remark  id="s1b8c17l12" />ต. เป็นอาปัตตาธิกรณ์.  
			<remark  id="s1b8c17l13" />ถ. บรรดาสมถะ ๗ ระงับด้วยสมถะเท่าไร?  
			<remark  id="s1b8c17l14" />ต. ระงับด้วยสมถะ ๓ อย่าง คือ บางทีระงับด้วยสัมมุขาวินัยกับปฏิญญาตกรณะ  
			<remark  id="s1b8c17l15" />บางทีระงับด้วยสัมมุขาวินัย บางทีระงับด้วยติณวัตถารกะ.  
			<remark  id="s1b8c17l16" />ถ. ในอนิยตสิกขาบทที่ ๑ นั้น อะไรเป็นวินัย? ในอนิยตสิกขาบทที่ ๑ นั้น อะไร  
			<remark  id="s1b8c17l17" />เป็นอภิวินัย?  
			<remark  id="s1b8c17l18" />ต. พระบัญญัติเป็นวินัย การจำแนกเป็นอภิวินัย.  
			<remark  id="s1b8c17l19" />ถ. ในอนิยตสิกขาบทที่ ๑ นั้น อะไรเป็นปาติโมกข์? ในอนิยตสิกขาบทที่ ๑ นั้น  
			<remark  id="s1b8c17l20" />อะไรเป็นอธิปาติโมกข์?  
			<remark  id="s1b8c17l21" />ต. พระบัญญัติเป็นปาติโมกข์ การจำแนกเป็นอธิปาติโมกข์.  
			<remark  id="s1b8c17l22" />ถ. อะไรเป็นวิบัติ?  
			<remark  id="s1b8c17l23" />ต. ความไม่สังวรเป็นวิบัติ.  
			<remark  id="s1b8c17l24" />ถ. อะไรเป็นสมบัติ?  
			<remark  id="s1b8c17l25" />ต. ความสังวรเป็นสมบัติ.  
			<remark  id="s1b8c17l26" />ถ. อะไรเป็นข้อปฏิบัติ?  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b8c18" >
		<para id="s1b8c18p">
			<remark  id="s1b8c18l1" />ต. ข้อที่ภิกษุสมาทานอาปาณโกฏิกศีลตลอดชีวิตว่า จักไม่ทำกรรมเห็นปานนี้ แล้ว  
			<remark  id="s1b8c18l2" />ศึกษาอยู่ในสิกขาบททั้งหลาย เป็นข้อปฏิบัติ.  
			<remark  id="s1b8c18l3" />ถ. พระผู้มีพระภาคทรงบัญญัติอนิยตสิกขาบทที่ ๑ เพราะทรงอาศัยอำนาจประโยชน์  
			<remark  id="s1b8c18l4" />เท่าไร?  
			<remark  id="s1b8c18l5" />ต. พระผู้มีพระภาคทรงบัญญัติอนิยตสิกขาบทที่ ๑ เพราะทรงอาศัยอำนาจประโยชน์  
			<remark  id="s1b8c18l6" />๑๐ ประการ คือ เพื่อความรับว่าดีแห่งสงฆ์ ๑ เพื่อความสำราญแห่งสงฆ์ ๑ เพื่อข่มบุคคลผู้เก้อ  
			<remark  id="s1b8c18l7" />ยาก ๑ เพื่ออยู่สำราญแห่งภิกษุผู้มีศีลเป็นที่รัก ๑ เพื่อป้องกันอาสวะอันจะบังเกิดในปัจจุบัน ๑ เพื่อ  
			<remark  id="s1b8c18l8" />กำจัดอาสวะอันจักบังเกิดในอนาคต ๑ เพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส ๑ เพื่อความ  
			<remark  id="s1b8c18l9" />เลื่อมใสยิ่งของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว ๑ เพื่อความดำรงมั่นแห่งพระสัทธรรม ๑ เพื่ออนุเคราะห์  
			<remark  id="s1b8c18l10" />พระวินัย ๑  
			<remark  id="s1b8c18l11" />ถ. พวกไหนศึกษา?  
			<remark  id="s1b8c18l12" />ต. พระเสขะและกัลยาณปุถุชนศึกษา.  
			<remark  id="s1b8c18l13" />ถ. พวกไหนมีสิกขาอันศึกษาแล้ว?  
			<remark  id="s1b8c18l14" />ต. พระอรหันต์มีสิกขาอันศึกษาแล้ว.  
			<remark  id="s1b8c18l15" />ถ. อนิยตสิกขาบทที่ ๑ นั้น ตั้งอยู่ในใคร?  
			<remark  id="s1b8c18l16" />ต. ตั้งอยู่ในสิกขากามบุคคล.  
			<remark  id="s1b8c18l17" />ถ. พวกไหนย่อมทรงไว้?  
			<remark  id="s1b8c18l18" />ต. อนิยตสิกขาบทที่ ๑ ย่อมเป็นไปแก่พระเถระพวกใด พระเถระพวกนั้นย่อมทรงไว้.  
			<remark  id="s1b8c18l19" />ถ. เป็นถ้อยคำของใคร?  
			<remark  id="s1b8c18l20" />ต. เป็นพระดำรัสของพระผู้มีพระภาค อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า.  
			<remark  id="s1b8c18l21" />ถ. ใครนำมา?  
			<remark  id="s1b8c18l22" />ต. พระเถระทั้งหลายนำสืบๆ กันมา.  
			<remark  id="s1b8c18l23" />		 รายนามพระเถระผู้ทรงพระวินัย  
			<remark  id="s1b8c18l24" />พระเถระเหล่านี้ คือ พระอุบาลี พระทาสกะ พระโสณกะ พระสิคควะ  
			<remark  id="s1b8c18l25" />รวมเป็น ๕ ทั้งพระโมคคัลลีบุตร นำพระวินัยมาในทวีปชื่อว่าชมพู อันมีสิริ.  
			<remark  id="s1b8c18l26" />แต่นั้น พระเถระผู้ประเสริฐ มีปัญญามาก เหล่านี้ คือ พระมหินทะ ๑  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b8c19" >
		<para id="s1b8c19p">
			<remark  id="s1b8c19l1" />พระอิฏฏิยะ ๑ พระอุตติยะ ๑ พระสัมพละ ๑ ... พระเถระผู้ประเสริฐ  
			<remark  id="s1b8c19l2" />มีปัญญามากเหล่านี้รู้พระวินัย ฉลาดในมรรคา ได้ประกาศพระวินัยปิฎกไว้ใน  
			<remark  id="s1b8c19l3" />ตามพปัณณิ.  
			<remark  id="s1b8c19l4" />		    คำถามและคำตอบในอนิยตสิกขาบทที่ ๒  
			<remark  id="s1b8c19l5" />	[๒๕] ถามว่า พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์  
			<remark  id="s1b8c19l6" />นั้น ทรงบัญญัติอนิยตสิกขาบทที่ ๒ ณ ที่ไหน?  
			<remark  id="s1b8c19l7" />ตอบว่า ทรงบัญญัติ ณ พระนครสาวัตถี.  
			<remark  id="s1b8c19l8" />ถ. ทรงปรารภใคร?  
			<remark  id="s1b8c19l9" />ต. ทรงปรารภท่านพระอุทายี.  
			<remark  id="s1b8c19l10" />ถ. เพราะเรื่องอะไร?  
			<remark  id="s1b8c19l11" />ต. เพราะเรื่องที่ท่านพระอุทายีผู้เดียว สำเร็จการนั่งในที่ลับกับมาตุคามผู้เดียว.  
			<remark  id="s1b8c19l12" />ถ. ในอนิยตสิกขาบทที่ ๒ นั้น มีบัญญัติ อนุบัญญัติ อนุปันนบัญญัติหรือ?  
			<remark  id="s1b8c19l13" />ต. มีแต่บัญญัติ ๑ อนุบัญญัติ อนุปันนบัญญัติ ไม่มีในอนิยตสิกขาบทที่ ๒ นั้น.  
			<remark  id="s1b8c19l14" />ถ. มีสัพพัตถบัญญัติ ปเทสบัญญัติ หรือ?  
			<remark  id="s1b8c19l15" />ต. มีแต่สัพพัตถบัญญัติ.  
			<remark  id="s1b8c19l16" />ถ. มีสาธารณบัญญัติ อสาธารณบัญญัติ หรือ?  
			<remark  id="s1b8c19l17" />ต. มีแต่อสาธารณบัญญัติ.  
			<remark  id="s1b8c19l18" />ถ. มีเอกโตบัญญัติ อุภโตบัญญัติ หรือ?  
			<remark  id="s1b8c19l19" />ต. มีแต่เอกโตบัญญัติ.  
			<remark  id="s1b8c19l20" />ถ. บรรดาปาติโมกขุทเทศ ๕ อนิยตสิกขาบทที่ ๒ นั้น หยั่งลงในอุเทศไหน?  
			<remark  id="s1b8c19l21" />นับเนื่องในอุเทศ?  
			<remark  id="s1b8c19l22" />ต. หยั่งลงในนิทาน นับเนื่องในนิทาน.  
			<remark  id="s1b8c19l23" />ถ. มาสู่อุเทศโดยอุเทศที่เท่าไร?  
			<remark  id="s1b8c19l24" />ต. มาสู่อุเทศโดยอุเทศที่ ๔.  
			<remark  id="s1b8c19l25" />ถ. บรรดาวิบัติ ๔ เป็นวิบัติอย่างไหน?  
			<remark  id="s1b8c19l26" />ต. บางทีเป็นศีลวิบัติ บางทีเป็นอาจารวิบัติ.  
			<remark  id="s1b8c19l27" />ถ. บรรดาอาบัติ ๗ กอง เป็นอาบัติกองไหน?  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b8c20" >
		<para id="s1b8c20p">
			<remark  id="s1b8c20l1" />ต. บางทีเป็นอาบัติกองสังฆาทิเสส บางทีเป็นอาบัติกองปาจิตตีย์.  
			<remark  id="s1b8c20l2" />ถ. บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ อย่าง อนิยตสิกขาบทที่ ๒ นั้น เกิดด้วยสมุฏฐาน  
			<remark  id="s1b8c20l3" />เท่าไร?  
			<remark  id="s1b8c20l4" />ต. เกิดขึ้นด้วยสมุฏฐาน ๓ คือ บางทีเกิดแต่กายกับจิต มิใช่วาจา บางทีเกิดแต่  
			<remark  id="s1b8c20l5" />วาจากับจิต มิใช่กาย บางทีเกิดแต่กาย วาจา กับจิต ...  
			<remark  id="s1b8c20l6" />ถ. บรรดาอธิกรณ์ ๔ เป็นอธิกรณ์อะไร?  
			<remark  id="s1b8c20l7" />ต. เป็นอาปัตตาธิกรณ์.  
			<remark  id="s1b8c20l8" />ถ. บรรดาสมถะ ๗ ระงับด้วยสมถะเท่าไร?  
			<remark  id="s1b8c20l9" />ต. ระงับด้วยสมถะ ๓ อย่าง คือ บางทีระงับด้วยสัมมุขาวินัยกับปฏิญญาตกรณะ  
			<remark  id="s1b8c20l10" />บางทีระงับด้วยสัมมุขาวินัย บางทีระงับด้วยติณวัตถารกะ.  
			<remark  id="s1b8c20l11" />		    อนิยต ๒ สิกขาบท จบ.  
			<remark  id="s1b8c20l12" />		  หัวข้อประจำกัณฑ์  
			<remark  id="s1b8c20l13" />	[๒๖] อนิยต ๒ สิกขาบท คือ สิกขาบทว่าด้วยอาสนะกำบังพอจะทำการได้ ๑  
			<remark  id="s1b8c20l14" />อาสนะกำบังไม่ถึงขนาดนั้น ๑ อันพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐ ผู้คงที่ ทรงบัญญัติไว้ดีแล้วแล.  
			<remark  id="s1b8c20l15" />		----------------  
			<remark  id="s1b8c20l16" />		   นิสสัคคิยกัณฑ์  
			<remark  id="s1b8c20l17" />		คำถามและคำตอบในกฐินวรรคที่ ๑  
			<remark  id="s1b8c20l18" />	[๒๗] ถามว่า พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์  
			<remark  id="s1b8c20l19" />นั้น ทรงบัญญัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์ แก่ภิกษุผู้เก็บอติเรกจีวรล่วง ๑๐ วัน ณ ที่ไหน?  
			<remark  id="s1b8c20l20" />ตอบว่า ทรงบัญญัติ ณ พระนครเวสาลี.  
			<remark  id="s1b8c20l21" />ถ. ทรงปรารภใคร?  
			<remark  id="s1b8c20l22" />ต. ทรงปรารภพระฉัพพัคคีย์.  
			<remark  id="s1b8c20l23" />ถ. เพราะเรื่องอะไร?  
			<remark  id="s1b8c20l24" />ต. เพราะเรื่องที่พระฉัพพัคคีย์เก็บอติเรกจีวร.  
			<remark  id="s1b8c20l25" />มีบัญญัติ ๑ อนุบัญญัติ ๑ บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สิกขาบทนี้เกิดด้วยสมุฏฐาน  
			<remark  id="s1b8c20l26" />๒ คือ บางทีเกิดแต่กายกับวาจา มิใช่จิต บางทีเกิดแต่กายวาจา กับจิต ...  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b8c21" >
		<para id="s1b8c21p">
			<remark  id="s1b8c21l1" />	[๒๘] ถามว่า พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์  
			<remark  id="s1b8c21l2" />นั้น ทรงบัญญัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์ แก่ภิกษุผู้อยู่ปราศจากไตรจีวรสิ้นราตรีหนึ่ง ณ ที่ไหน?  
			<remark  id="s1b8c21l3" />ตอบว่า ทรงบัญญัติ ณ พระนครสาวัตถี.  
			<remark  id="s1b8c21l4" />ถ. ทรงปรารภใคร?  
			<remark  id="s1b8c21l5" />ต. ทรงปรารภภิกษุหลายรูป.  
			<remark  id="s1b8c21l6" />ถ. เพราะเรื่องอะไร?  
			<remark  id="s1b8c21l7" />ต. เพราะเรื่องที่ภิกษุหลายรูปฝากจีวรไว้ในมือของภิกษุทั้งหลายแล้ว มีแต่ผ้าอุตรา  
			<remark  id="s1b8c21l8" />สงค์กับผ้าอันตรวาสก หลีกไปสู่จาริกในชนบท.  
			<remark  id="s1b8c21l9" />มีบัญญัติ ๑ อนุบัญญัติ ๑ บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สิกขาบทนี้เกิดด้วยสมุฏฐาน ๒  
			<remark  id="s1b8c21l10" />คือ บางทีเกิดแต่กายกับวาจา มิใช่จิต บางทีเกิดแต่กายวาจากับจิต ...  
			<remark  id="s1b8c21l11" />	[๒๙] ถามว่า พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์  
			<remark  id="s1b8c21l12" />นั้น ทรงบัญญัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์ แก่ภิกษุผู้รับอกาลจีวรแล้วเก็บไว้เกินเดือนหนึ่ง ณ ที่ไหน?  
			<remark  id="s1b8c21l13" />ตอบว่า ทรงบัญญัติ ณ พระนครสาวัตถี.  
			<remark  id="s1b8c21l14" />ถ. ทรงปรารภใคร?  
			<remark  id="s1b8c21l15" />ต. ทรงปรารภภิกษุหลายรูป.  
			<remark  id="s1b8c21l16" />ถ. เพราะเรื่องอะไร?  
			<remark  id="s1b8c21l17" />ต. เพราะเรื่องที่ภิกษุหลายรูปรับอกาลจีวร แล้วเก็บไว้เกินเดือนหนึ่ง.  
			<remark  id="s1b8c21l18" />มีบัญญัติ ๑ บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สิกขาบทนี้ เกิดด้วยสมุฏฐาน ๒  
			<remark  id="s1b8c21l19" />คือ บางทีเกิดแต่กายกับวาจา มิใช่จิต บางทีเกิดแต่กาย วาจากับจิต ...  
			<remark  id="s1b8c21l20" />	[๓๐] ถามว่า พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์  
			<remark  id="s1b8c21l21" />นั้น ทรงบัญญัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์ แก่ภิกษุผู้ใช้ภิกษุณีมิใช่ญาติให้ซักจีวรเก่า ณ ที่ไหน?  
			<remark  id="s1b8c21l22" />ตอบว่า ทรงบัญญัติ ณ พระนครสาวัตถี.  
			<remark  id="s1b8c21l23" />ถ. ทรงปรารภใคร?  
			<remark  id="s1b8c21l24" />ต. ทรงปรารภท่านพระอุทายี.  
			<remark  id="s1b8c21l25" />ถ. เพราะเรื่องอะไร?  
			<remark  id="s1b8c21l26" />ต. เพราะเรื่องที่ท่านพระอุทายี ใช้ภิกษุณีผู้มิใช่ญาติให้ซักจีวรเก่า.  
			<remark  id="s1b8c21l27" />มีบัญญัติ ๑ บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สิกขาบทนี้ เกิดด้วยสมุฏฐาน ๖ ...  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b8c22" >
		<para id="s1b8c22p">
			<remark  id="s1b8c22l1" />	[๓๑] ถามว่า พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์  
			<remark  id="s1b8c22l2" />นั้น ทรงบัญญัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์ แก่ภิกษุผู้รับจีวรจากมือภิกษุณีผู้มิใช่ญาติ ณ ที่ไหน?  
			<remark  id="s1b8c22l3" />ตอบว่า ทรงบัญญัติ ณ กรุงราชคฤห์.  
			<remark  id="s1b8c22l4" />ถ. ทรงปรารภใคร?  
			<remark  id="s1b8c22l5" />ต. ทรงปรารภท่านพระอุทายี.  
			<remark  id="s1b8c22l6" />ถ. เพราะเรื่องอะไร?  
			<remark  id="s1b8c22l7" />ต. เพราะเรื่องที่ท่านพระอุทายี รับจีวรจากมือภิกษุณีผู้มิใช่ญาติ.  
			<remark  id="s1b8c22l8" />มีบัญญัติ ๑ อนุบัญญัติ ๑ บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สิกขาบทนี้เกิดด้วยสมุฏ  
			<remark  id="s1b8c22l9" />ฐาน ๖ ...  
			<remark  id="s1b8c22l10" />	[๓๒] ถามว่า พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์  
			<remark  id="s1b8c22l11" />นั้น ทรงบัญญัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์ แก่ภิกษุผู้ขอจีวรกะพ่อเจ้าเรือนก็ดี กะแม่เจ้าเรือนก็ดี ผู้มิใช่  
			<remark  id="s1b8c22l12" />ญาติ ณ ที่ไหน?  
			<remark  id="s1b8c22l13" />ตอบว่า ทรงบัญญัติ ณ พระนครสาวัตถี.  
			<remark  id="s1b8c22l14" />ถ. ทรงปรารภใคร?  
			<remark  id="s1b8c22l15" />ต. ทรงปรารภท่านพระอุปนันทศากยบุตร.  
			<remark  id="s1b8c22l16" />ถ. เพราะเรื่องอะไร?  
			<remark  id="s1b8c22l17" />ต. เพราะเรื่องที่ท่านพระอุปนันทศากยบุตร ขอจีวรกะเศรษฐีบุตรผู้มิใช่ญาติ.  
			<remark  id="s1b8c22l18" />มีบัญญัติ ๑ อนุบัญญัติ ๑ บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สิกขาบทนี้เกิดด้วย  
			<remark  id="s1b8c22l19" />สมุฏฐาน ๖ ...  
			<remark  id="s1b8c22l20" />	[๓๓] ถามว่า พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์  
			<remark  id="s1b8c22l21" />นั้น ทรงบัญญัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์ แก่ภิกษุผู้ขอจีวรยิ่งกว่านั้น กะพ่อเจ้าเรือนก็ดี กะแม่เจ้า  
			<remark  id="s1b8c22l22" />เรือนก็ดี ผู้มิใช่ญาติ ณ ที่ไหน?  
			<remark  id="s1b8c22l23" />ตอบว่า ทรงบัญญัติ ณ พระนครสาวัตถี.  
			<remark  id="s1b8c22l24" />ถ. ทรงปรารภใคร?  
			<remark  id="s1b8c22l25" />ต. ทรงปรารภพระฉัพพัคคีย์.  
			<remark  id="s1b8c22l26" />ถ. เพราะเรื่องอะไร?  
			<remark  id="s1b8c22l27" />ต. เพราะเรื่องที่พระฉัพพัคคีย์ ไม่รู้ประมาณแล้วขอจีวรเป็นอันมาก. 
		</para>
	</section>
	<section id="s1b8c23" >
		<para id="s1b8c23p">
			<remark  id="s1b8c23l1" />มีบัญญัติ ๑ บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สิกขาบทนี้ เกิดด้วยสมุฏฐาน ๖ ...  
			<remark  id="s1b8c23l2" />	[๓๔] ถามว่า พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์  
			<remark  id="s1b8c23l3" />นั้น ทรงบัญญัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์ แก่ภิกษุผู้อันเขาไม่ได้ปวารณาไว้ก่อน เข้าไปหาพ่อเจ้าเรือน  
			<remark  id="s1b8c23l4" />ผู้มิใช่ญาติแล้วถึงการกำหนดในจีวร ณ ที่ไหน?  
			<remark  id="s1b8c23l5" />ตอบว่า ทรงบัญญัติ ณ พระนครสาวัตถี.  
			<remark  id="s1b8c23l6" />ถ. ทรงปรารภใคร?  
			<remark  id="s1b8c23l7" />ต. ทรงปรารภท่านพระอุปนันทศากยบุตร.  
			<remark  id="s1b8c23l8" />ถ. เพราะเรื่องอะไร?  
			<remark  id="s1b8c23l9" />ต. เพราะเรื่องท่านพระอุปนันทศากยบุตร เขาไม่ได้ปวารณาไว้ก่อนเข้าไปหาพ่อเจ้า  
			<remark  id="s1b8c23l10" />เรือนผู้มิใช่ญาติ แล้วถึงการกำหนดในจีวร.  
			<remark  id="s1b8c23l11" />มีบัญญัติ ๑ บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สิกขาบทนี้ เกิดด้วยสมุฏฐาน ๖ ...  
			<remark  id="s1b8c23l12" />	[๓๕] ถามว่า พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์  
			<remark  id="s1b8c23l13" />นั้น ทรงบัญญัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์ แก่ภิกษุผู้อันเขาไม่ได้ปวารณาไว้ก่อน เข้าไปหาพ่อเจ้าเรือน  
			<remark  id="s1b8c23l14" />ทั้งหลายผู้มิใช่ญาติแล้วถึงการกำหนดในจีวร ณ ที่ไหน?  
			<remark  id="s1b8c23l15" />ตอบว่า ทรงบัญญัติ ณ พระนครสาวัตถี.  
			<remark  id="s1b8c23l16" />ถ. ทรงปรารภใคร?  
			<remark  id="s1b8c23l17" />ต. ทรงปรารภท่านพระอุปนันทศากยบุตร.  
			<remark  id="s1b8c23l18" />ถ. เพราะเรื่องอะไร?  
			<remark  id="s1b8c23l19" />ต. เพราะเรื่องที่ท่านพระอุปนันทศากยบุตร อันเขาไม่ได้ปวารณาไว้ก่อน เข้าไปหาพ่อ  
			<remark  id="s1b8c23l20" />เจ้าเรือนทั้งหลายผู้มิใช่ญาติ แล้วถึงการกำหนดในจีวร.  
			<remark  id="s1b8c23l21" />มีบัญญัติ ๑ บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สิกขาบทนี้ เกิดด้วยสมุฏฐาน ๖ ...  
			<remark  id="s1b8c23l22" />	[๓๖] ถามว่า พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์  
			<remark  id="s1b8c23l23" />นั้น ทรงบัญญัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์ แก่ภิกษุผู้ยังจีวรให้สำเร็จด้วยการทวงเกิน ๓ ครั้ง ยืนเกิน ๖  
			<remark  id="s1b8c23l24" />ครั้ง ณ ที่ไหน?  
			<remark  id="s1b8c23l25" />ตอบว่า ทรงบัญญัติ ณ พระนครสาวัตถี.  
			<remark  id="s1b8c23l26" />ถ. ทรงปรารภใคร?  
			<remark  id="s1b8c23l27" />ต. ทรงปรารภท่านพระอุปนันทศากยบุตร.  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b8c24" >
		<para id="s1b8c24p">
			<remark  id="s1b8c24l1" />ถ. เพราะเรื่องอะไร?  
			<remark  id="s1b8c24l2" />ต. เพราะเรื่องที่ท่านพระอุปนันทศากยบุตร อันอุบาสกกราบเรียนว่า ขอพระคุณเจ้า  
			<remark  id="s1b8c24l3" />จงรอสักวันหนึ่ง ก็มิได้รอ.  
			<remark  id="s1b8c24l4" />มีบัญญัติ ๑ บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สิกขาบทนี้ เกิดด้วยสมุฏฐาน ๖ ...  
			<remark  id="s1b8c24l5" />		 กฐินวรรค ที่ ๑ จบ  
			<remark  id="s1b8c24l6" />		 หัวข้อประจำวรรค  
			<remark  id="s1b8c24l7" />	[๓๗] อติเรกจีวร ๑ ราตรีเดียว ๑ อกาลจีวร ๑ ซักจีวรเก่า ๑ รับจีวรเป็นข้อที่ ๕ ขอ  
			<remark  id="s1b8c24l8" />จีวร ๑ ขอเกินกำหนด ๑ เขามิได้ปวารณา ๒ สิกขาบทกับทวง ๓ ครั้ง.  
			<remark  id="s1b8c24l9" />		คำถามและคำตอบในโกสิยวรรคที่ ๒  
			<remark  id="s1b8c24l10" />	[๓๘] ถามว่า พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์  
			<remark  id="s1b8c24l11" />นั้น ทรงบัญญัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์ แก่ภิกษุผู้ให้ทำสันถัตเจือด้วยไหม ณ ที่ไหน?  
			<remark  id="s1b8c24l12" />ตอบว่า ทรงบัญญัติ ณ เมืองอาฬวี.  
			<remark  id="s1b8c24l13" />ถ. ทรงปรารภใคร?  
			<remark  id="s1b8c24l14" />ต. ทรงปรารภพระฉัพพัคคีย์.  
			<remark  id="s1b8c24l15" />ถ. เพราะเรื่องอะไร?  
			<remark  id="s1b8c24l16" />ต. เพราะเรื่องที่พระฉัพพัคคีย์เข้าไปหาพวกช่างไหม แล้วพูดอย่างนี้ว่า ท่านทั้งหลาย  
			<remark  id="s1b8c24l17" />ขอจงต้มตัวไหมให้มาก จงให้แก่พวกฉันบ้าง แม้พวกฉันก็ปรารถนาจะให้ทำสันถัตเจือด้วยไหม.  
			<remark  id="s1b8c24l18" />มีบัญญัติ ๑ บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สิกขาบทนี้ เกิดด้วยสมุฏฐาน ๖ ...  
			<remark  id="s1b8c24l19" />	[๓๙] ถามว่า พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์  
			<remark  id="s1b8c24l20" />นั้น ทรงบัญญัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์ แก่ภิกษุผู้ให้ทำสันถัตแห่งขนเจียมดำล้วน ณ ที่ไหน?  
			<remark  id="s1b8c24l21" />ตอบว่า ทรงบัญญัติ ณ พระนครเวสาลี.  
			<remark  id="s1b8c24l22" />ถ. ทรงปรารภใคร?  
			<remark  id="s1b8c24l23" />ต. ทรงปรารภพระฉัพพัคคีย์.  
			<remark  id="s1b8c24l24" />ถ. เพราะเรื่องอะไร?  
			<remark  id="s1b8c24l25" />ต. เพราะเรื่องที่พระฉัพพัคคีย์ให้ทำสันถัตแห่งขนเจียมดำล้วน.  
			<remark  id="s1b8c24l26" />มีบัญญัติ ๑ บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สิกขาบทนี้ เกิดด้วยสมุฏฐาน ๖ ...  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b8c25" >
		<para id="s1b8c25p">
			<remark  id="s1b8c25l1" />	[๔๐] ถามว่า พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์  
			<remark  id="s1b8c25l2" />นั้น ทรงบัญญัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์ แก่ภิกษุผู้ไม่ถือเอาขนเจียมขาว ๑ ส่วน ขนเจียมแดง ๑ ส่วน  
			<remark  id="s1b8c25l3" />แล้วให้ทำสันถัตใหม่ ณ ที่ไหน?  
			<remark  id="s1b8c25l4" />ตอบว่า ทรงบัญญัติ ณ พระนครสาวัตถี.  
			<remark  id="s1b8c25l5" />ถ. ทรงปรารภใคร?  
			<remark  id="s1b8c25l6" />ต. ทรงปรารภพระฉัพพัคคีย์.  
			<remark  id="s1b8c25l7" />ถ. เพราะเรื่องอะไร?  
			<remark  id="s1b8c25l8" />ต. เพราะเรื่องที่พระฉัพพัคคีย์ ถือเอาชายขนเจียมขาวนิดหน่อยเท่านั้น แล้วให้ทำ  
			<remark  id="s1b8c25l9" />สันถัตขนเจียมดำล้วนเช่นนั้นแหละ  
			<remark  id="s1b8c25l10" />มีบัญญัติ ๑ บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สิกขาบทนี้ เกิดด้วยสมุฏฐาน ๖ ...  
			<remark  id="s1b8c25l11" />	[๔๑] ถามว่า พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์  
			<remark  id="s1b8c25l12" />นั้น ทรงบัญญัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์ แก่ภิกษุผู้ให้ทำสันถัตทุกปี ณ ที่ไหน?  
			<remark  id="s1b8c25l13" />ตอบว่า ทรงบัญญัติ ณ พระนครสาวัตถี.  
			<remark  id="s1b8c25l14" />ถ. ทรงปรารภใคร?  
			<remark  id="s1b8c25l15" />ต. ทรงปรารภภิกษุหลายรูป.  
			<remark  id="s1b8c25l16" />ถ. เพราะเรื่องอะไร?  
			<remark  id="s1b8c25l17" />ต. เพราะเรื่องที่ภิกษุหลายรูปให้ทำสันถัตทุกปี.  
			<remark  id="s1b8c25l18" />มีบัญญัติ ๑ อนุบัญญัติ ๑ บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สิกขาบทนี้เกิดด้วย  
			<remark  id="s1b8c25l19" />สมุฏฐาน ๖ ...  
			<remark  id="s1b8c25l20" />	[๔๒] ถามว่า พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์  
			<remark  id="s1b8c25l21" />นั้น ทรงบัญญัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์ แก่ภิกษุผู้ไม่ถือเอาสันถัตเก่า โดยรอบหนึ่งคืบพระสุคต  
			<remark  id="s1b8c25l22" />แล้วให้ทำสันถัตสำหรับนั่งใหม่ ณ ที่ไหน?  
			<remark  id="s1b8c25l23" />ตอบว่า ทรงบัญญัติ ณ พระนครสาวัตถี.  
			<remark  id="s1b8c25l24" />ถ. ทรงปรารภใคร?  
			<remark  id="s1b8c25l25" />ต. ทรงปรารภภิกษุหลายรูป.  
			<remark  id="s1b8c25l26" />ถ. เพราะเรื่องอะไร?  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b8c26" >
		<para id="s1b8c26p">
			<remark  id="s1b8c26l1" />ต. เพราะเรื่องที่ภิกษุหลายรูปทิ้งสันถัต แล้วสมาทานอารัญญิกธุดงค์ บิณฑปาติธุกดงค์  
			<remark  id="s1b8c26l2" />ปังสุกูลิกธุดงค์.  
			<remark  id="s1b8c26l3" />มีบัญญัติ ๑ บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สิกขาบทนี้ เกิดด้วยสมุฏฐาน ๖ ...  
			<remark  id="s1b8c26l4" />	[๔๓] ถามว่า พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์  
			<remark  id="s1b8c26l5" />นั้น ทรงบัญญัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์ แก่ภิกษุผู้รับขนเจียมแล้วเดินทางไปเกิน ๓ โยชน์ ณ ที่ไหน?  
			<remark  id="s1b8c26l6" />ตอบว่า ทรงบัญญัติ ณ พระนครสาวัตถี.  
			<remark  id="s1b8c26l7" />ถ. ทรงปรารภใคร?  
			<remark  id="s1b8c26l8" />ต. ทรงปรารภภิกษุรูปหนึ่ง.  
			<remark  id="s1b8c26l9" />ถ. เพราะเรื่องอะไร?  
			<remark  id="s1b8c26l10" />ต. เพราะเรื่องที่ภิกษุรูปหนึ่ง รับขนเจียมแล้วเดินทางไปเกิน ๓ โยชน์.  
			<remark  id="s1b8c26l11" />มีบัญญัติ ๑ บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สิกขาบทนี้เกิดด้วยสมุฏฐาน ๒ คือ  
			<remark  id="s1b8c26l12" />บางทีเกิดแต่กาย มิใช่วาจา มิใช่จิต บางทีเกิดแต่กายกับจิต มิใช่วาจา ...  
			<remark  id="s1b8c26l13" />	[๔๔] ถามว่า พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์  
			<remark  id="s1b8c26l14" />นั้น ทรงบัญญัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์ แก่ภิกษุใช้ภิกษุณีผู้มิใช่ญาติให้ซักขนเจียม ณ ที่ไหน?  
			<remark  id="s1b8c26l15" />ตอบว่า ทรงบัญญัติ ณ สักกชนบท.  
			<remark  id="s1b8c26l16" />ถ. ทรงปรารภใคร?  
			<remark  id="s1b8c26l17" />ต. ทรงปรารภพระฉัพพัคคีย์.  
			<remark  id="s1b8c26l18" />ถ. เพราะเรื่องอะไร?  
			<remark  id="s1b8c26l19" />ต. เพราะเรื่องที่พระฉัพพัคคีย์ ใช้ภิกษุณีผู้มิใช่ญาติให้ซักขนเจียม.  
			<remark  id="s1b8c26l20" />มีบัญญัติ ๑ บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สิกขาบทนี้เกิดด้วยสมุฏฐาน ๖ ...  
			<remark  id="s1b8c26l21" />	[๔๕] ถามว่า พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์  
			<remark  id="s1b8c26l22" />นั้น ทรงบัญญัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์ แก่ภิกษุผู้รับรูปิยะ ณ ที่ไหน?  
			<remark  id="s1b8c26l23" />ตอบว่า ทรงบัญญัติ ณ พระนครราชคฤห์.  
			<remark  id="s1b8c26l24" />ถ. ทรงปรารภใคร?  
			<remark  id="s1b8c26l25" />ต. ทรงปรารภท่านพระอุปนันทศากยบุตร.  
			<remark  id="s1b8c26l26" />ถ. เพราะเรื่องอะไร?  
			<remark  id="s1b8c26l27" />ต. เพราะเรื่องที่ท่านพระอุปนันทศากยบุตร รับรูปิยะ. มีบัญญัติ ๑ บรรดาสมุฏฐาน  
			<remark  id="s1b8c26l28" />แห่งอาบัติ ๖ สิกขาบทนี้เกิดด้วยสมุฏฐาน ๖ ... 
		</para>
	</section>
	<section id="s1b8c27" >
		<para id="s1b8c27p">
			<remark  id="s1b8c27l1" />	[๔๖] ถามว่า พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์  
			<remark  id="s1b8c27l2" />นั้น ทรงบัญญัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์ แก่ภิกษุผู้ถึงความแลกเปลี่ยนด้วยรูปิยะมีประการต่างๆ ณ  
			<remark  id="s1b8c27l3" />ที่ไหน?  
			<remark  id="s1b8c27l4" />ตอบว่า ทรงบัญญัติ ณ พระนครสาวัตถี.  
			<remark  id="s1b8c27l5" />ถ. ทรงปรารภใคร?  
			<remark  id="s1b8c27l6" />ต. ทรงปรารภพระฉัพพัคคีย์.  
			<remark  id="s1b8c27l7" />ถ. เพราะเรื่องอะไร?  
			<remark  id="s1b8c27l8" />ต. เพราะเรื่องที่พระฉัพพัคคีย์ ถึงความแลกเปลี่ยนด้วยรูปิยะมีประการต่างๆ  
			<remark  id="s1b8c27l9" />มีบัญญัติ ๑ บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สิกขาบทนี้ เกิดด้วยสมุฏฐาน ๖ ...  
			<remark  id="s1b8c27l10" />	[๔๗] ถามว่า พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์  
			<remark  id="s1b8c27l11" />นั้น ทรงบัญญัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์ แก่ภิกษุผู้ถึงการซื้อและขายมีประการต่างๆ ณ ที่ไหน?  
			<remark  id="s1b8c27l12" />ตอบว่า ทรงบัญญัติ ณ พระนครสาวัตถี.  
			<remark  id="s1b8c27l13" />ถ. ทรงปรารภใคร?  
			<remark  id="s1b8c27l14" />ต. ทรงปรารภท่านพระอุปนันทศากยบุตร.  
			<remark  id="s1b8c27l15" />ถ. เพราะเรื่องอะไร?  
			<remark  id="s1b8c27l16" />ต. เพราะเรื่องที่ท่านพระอุปนันทศากยบุตร ถึงการซื้อและขายกับปริพาชก.  
			<remark  id="s1b8c27l17" />มีบัญญัติ ๑ บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สิกขาบทนี้เกิดด้วยสมุฏฐาน ๖ ...  
			<remark  id="s1b8c27l18" />		โกสิยวรรค ที่ ๒ จบ  
			<remark  id="s1b8c27l19" />		 หัวข้อประจำวรรค  
			<remark  id="s1b8c27l20" />	[๔๘] สันถัตเจือไหม ๑ ดำล้วน ๑ ไม่ได้ส่วน ๑ ทำทุกปี ๑ สันถัตเก่า ๑ กับ  
			<remark  id="s1b8c27l21" />การนำขนเจียมไป ๑ ซักขนเจียม ๑ รับรูปิยะ ๑ แลกเปลี่ยนและซื้อขายมีประการต่างๆ ๒  
			<remark  id="s1b8c27l22" />สิกขาบท.  
			<remark  id="s1b8c27l23" />		---------------  
			<remark  id="s1b8c27l24" />		คำถามและคำตอบในปัตตวรรคที่ ๓  
			<remark  id="s1b8c27l25" />	[๔๙] ถามว่า พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์  
			<remark  id="s1b8c27l26" />นั้น ทรงบัญญัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์ แก่ภิกษุผู้เก็บอติเรกบาตรไว้เกิน ๑๐ วัน ณ ที่ไหน?  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b8c28" >
		<para id="s1b8c28p">
			<remark  id="s1b8c28l1" />ตอบว่า ทรงบัญญัติ ณ พระนครสาวัตถี.  
			<remark  id="s1b8c28l2" />ถ. ทรงปรารภใคร?  
			<remark  id="s1b8c28l3" />ต. ทรงปรารภพระฉัพพัคคีย์.  
			<remark  id="s1b8c28l4" />ถ. เพราะเรื่องอะไร?  
			<remark  id="s1b8c28l5" />ต. เพราะเรื่องที่พระฉัพพัคคีย์เก็บอติเรกบาตร.  
			<remark  id="s1b8c28l6" />มีบัญญัติ ๑ อนุบัญญัติ ๑ บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สิกขาบทนี้ เกิดด้วย  
			<remark  id="s1b8c28l7" />สมุฏฐาน ๒ คือ บางทีเกิดแต่กายกับวาจา มิใช่จิต บางทีเกิดแต่กายวาจากับจิต ...  
			<remark  id="s1b8c28l8" />	[๕๐] ถามว่า พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์  
			<remark  id="s1b8c28l9" />นั้น ทรงบัญญัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์แก่ภิกษุผู้มีบาตร มีรอยร้าวหย่อน ๕ แห่ง ให้จ่ายบาตรใหม่  
			<remark  id="s1b8c28l10" />ณ ที่ไหน?  
			<remark  id="s1b8c28l11" />ตอบว่า ทรงบัญญัติ ณ สักกชนบท.  
			<remark  id="s1b8c28l12" />ถ. ทรงปรารภใคร?  
			<remark  id="s1b8c28l13" />ต. ทรงปรารภพระฉัพพัคคีย์.  
			<remark  id="s1b8c28l14" />ถ. เพราะเรื่องอะไร?  
			<remark  id="s1b8c28l15" />ต. เพราะเรื่องที่พระฉัพพัคคีย์ผู้มีบาตรทะลุเพียงเล็กน้อยบ้าง ร้าวเพียงเล็กน้อยบ้าง  
			<remark  id="s1b8c28l16" />เพียงเป็นรอยขีดบ้าง ก็ขอบาตรเป็นอันมาก.  
			<remark  id="s1b8c28l17" />มีบัญญัติ ๑ บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สิกขาบทนี้เกิดด้วยสมุฏฐาน ๖ ...  
			<remark  id="s1b8c28l18" />	[๕๑] ถามว่า พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์  
			<remark  id="s1b8c28l19" />นั้น ทรงบัญญัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์ แก่ภิกษุผู้รับประเคนเภสัชแล้วเก็บไว้เกิน ๗ วัน ณ ที่ไหน?  
			<remark  id="s1b8c28l20" />ตอบว่า ทรงบัญญัติ ณ พระนครสาวัตถี.  
			<remark  id="s1b8c28l21" />ถ. ทรงปรารภใคร?  
			<remark  id="s1b8c28l22" />ต. ทรงปรารภภิกษุหลายรูป.  
			<remark  id="s1b8c28l23" />ถ. เพราะเรื่องอะไร?  
			<remark  id="s1b8c28l24" />ต. เพราะเรื่องที่ภิกษุหลายรูปรับประเคนเภสัชแล้วเก็บไว้เกิน ๗ วัน.  
			<remark  id="s1b8c28l25" />มีบัญญัติ ๑ บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สิกขาบทนี้เกิดด้วยสมุฏฐาน ๒  
			<remark  id="s1b8c28l26" />(เหมือนในกฐินสิกขาบท) ...  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b8c29" >
		<para id="s1b8c29p">
			<remark  id="s1b8c29l1" />	[๕๒] ถามว่า พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์  
			<remark  id="s1b8c29l2" />นั้น ทรงบัญญัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์แก่ภิกษุผู้แสวงหาผ้าอาบน้ำฝน เมื่อฤดูร้อนเหลือเกินกว่า ๑  
			<remark  id="s1b8c29l3" />เดือน ณ ที่ไหน?  
			<remark  id="s1b8c29l4" />ตอบว่า ทรงบัญญัติ ณ พระนครสาวัตถี.  
			<remark  id="s1b8c29l5" />ถ. ทรงปรารภใคร?  
			<remark  id="s1b8c29l6" />ต. ทรงปรารภพระฉัพพัคคีย์.  
			<remark  id="s1b8c29l7" />ถ. เพราะเรื่องอะไร?  
			<remark  id="s1b8c29l8" />ต. เพราะเรื่องที่พระฉัพพัคคีย์แสวงหาผ้าอาบน้ำฝน เมื่อฤดูร้อนเหลือเกินกว่า ๑ เดือน.  
			<remark  id="s1b8c29l9" />มีบัญญัติ ๑ บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สิกขาบทนี้ เกิดด้วยสมุฏฐาน ๖ ...  
			<remark  id="s1b8c29l10" />	[๕๓] ถามว่า พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์  
			<remark  id="s1b8c29l11" />นั้น ทรงบัญญัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์แก่ภิกษุผู้ให้จีวรแก่ภิกษุเอง แล้วโกรธ น้อยใจ ชิงเอาคืนมา  
			<remark  id="s1b8c29l12" />ณ ที่ไหน?  
			<remark  id="s1b8c29l13" />ตอบว่า ทรงบัญญัติ ณ พระนครสาวัตถี.  
			<remark  id="s1b8c29l14" />ถ. ทรงปรารภใคร?  
			<remark  id="s1b8c29l15" />ต. ทรงปรารภท่านพระอุปนันทศากยบุตร.  
			<remark  id="s1b8c29l16" />ถ. เพราะเรื่องอะไร?  
			<remark  id="s1b8c29l17" />ต. เพราะเรื่องที่ท่านพระอุปนันทศากยบุตร ให้จีวรแก่ภิกษุเองแล้วโกรธ น้อยใจ  
			<remark  id="s1b8c29l18" />ชิงเอาคืนมา.  
			<remark  id="s1b8c29l19" />มีบัญญัติ ๑ บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สิกขาบทนี้ เกิดด้วยสมุฏฐาน ๓ ...  
			<remark  id="s1b8c29l20" />	[๕๔] ถามว่า พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์  
			<remark  id="s1b8c29l21" />นั้น ทรงบัญญัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์ แก่ภิกษุผู้ขอด้ายมาเอง ให้ช่างหูกทอจีวร ณ ที่ไหน?  
			<remark  id="s1b8c29l22" />ตอบว่า ทรงบัญญัติ ณ กรุงราชคฤห์.  
			<remark  id="s1b8c29l23" />ถ. ทรงปรารภใคร?  
			<remark  id="s1b8c29l24" />ต. ทรงปรารภพระฉัพพัคคีย์.  
			<remark  id="s1b8c29l25" />ถ. เพราะเรื่องอะไร?  
			<remark  id="s1b8c29l26" />ต. เพราะเรื่องที่พระฉัพพัคคีย์ขอด้ายมาเองแล้ว ใช้ช่างหูกทอจีวร.  
			<remark  id="s1b8c29l27" />มีบัญญัติ ๑ บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สิกขาบทนี้ เกิดด้วยสมุฏฐาน ๖ ...  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b8c30" >
		<para id="s1b8c30p">
			<remark  id="s1b8c30l1" />	[๕๕] ถามว่า พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์  
			<remark  id="s1b8c30l2" />นั้น ทรงบัญญัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์ แก่ภิกษุผู้อันเขาไม่ได้ปวารณาไว้ก่อน เข้าไปหาช่างหูก  
			<remark  id="s1b8c30l3" />ของพ่อเจ้าเรือนผู้มิใช่ญาติ แล้วถึงความกำหนดในจีวร ณ ที่ไหน?  
			<remark  id="s1b8c30l4" />ตอบว่า ทรงบัญญัติ ณ พระนครสาวัตถี.  
			<remark  id="s1b8c30l5" />ถ. ทรงปรารภใคร?  
			<remark  id="s1b8c30l6" />ต. ทรงปรารภท่านพระอุปนันทศากยบุตร.  
			<remark  id="s1b8c30l7" />ถ. เพราะเรื่องอะไร?  
			<remark  id="s1b8c30l8" />ต. เพราะเรื่องที่ท่านพระอุปนันทศากยบุตร เขาไม่ได้ปวารณาไว้ก่อน เข้าไปหาช่างหูก  
			<remark  id="s1b8c30l9" />ของพ่อเจ้าเรือนผู้มิใช่ญาติ แล้วถึงความกำหนดในจีวร.  
			<remark  id="s1b8c30l10" />มีบัญญัติ ๑ บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สิกขาบทนี้เกิดด้วยสมุฏฐาน ๖ ...  
			<remark  id="s1b8c30l11" />	[๕๖] ถามว่า พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์  
			<remark  id="s1b8c30l12" />นั้น ทรงบัญญัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์ แก่ภิกษุผู้รับอัจเจกจีวรแล้วเก็บไว้เลยสมัยจีวรกาล ณ ที่ไหน?  
			<remark  id="s1b8c30l13" />ตอบว่า ทรงบัญญัติ ณ พระนครสาวัตถี.  
			<remark  id="s1b8c30l14" />ถ. ทรงปรารภใคร?  
			<remark  id="s1b8c30l15" />ต. ทรงปรารภภิกษุหลายรูป.  
			<remark  id="s1b8c30l16" />ถ. เพราะเรื่องอะไร?  
			<remark  id="s1b8c30l17" />ต. เพราะเรื่องที่ภิกษุหลายรูปรับอัจเจกจีวร แล้วเก็บไว้เลยสมัยจีวรกาล.  
			<remark  id="s1b8c30l18" />มีบัญญัติ ๑ บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สิกขาบทนี้เกิดด้วยสมุฏฐาน ๒  
			<remark  id="s1b8c30l19" />(เหมือนในกฐินสิกขาบท) ...  
			<remark  id="s1b8c30l20" />	[๕๗] ถามว่า พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์  
			<remark  id="s1b8c30l21" />นั้น ทรงบัญญัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์แก่ภิกษุผู้เก็บจีวร ๓ ผืน ผืนใดผืนหนึ่งไว้ในละแวกบ้าน แล้ว  
			<remark  id="s1b8c30l22" />อยู่ปราศเกิน ๖ ราตรี ณ ที่ไหน?  
			<remark  id="s1b8c30l23" />ตอบว่า ทรงบัญญัติ ณ พระนครสาวัตถี.  
			<remark  id="s1b8c30l24" />ถ. ทรงปรารภใคร?  
			<remark  id="s1b8c30l25" />ต. ทรงปรารภภิกษุหลายรูป.  
			<remark  id="s1b8c30l26" />ถ. เพราะเรื่องอะไร? 
		</para>
	</section>
	<section id="s1b8c31" >
		<para id="s1b8c31p">
			<remark  id="s1b8c31l1" />ต. เพราะเรื่องที่ภิกษุหลายรูปเก็บจีวร ๓ ผืน ผืนใดผืนหนึ่งไว้ในละแวกบ้าน แล้ว  
			<remark  id="s1b8c31l2" />อยู่ปราศเกิน ๖ ราตรี.  
			<remark  id="s1b8c31l3" />มีบัญญัติ ๑ บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สิกขาบทนี้เกิดด้วยสมุฏฐาน ๒ (เหมือน  
			<remark  id="s1b8c31l4" />ในกฐินสิกขาบท) ...  
			<remark  id="s1b8c31l5" />	[๕๘] ถามว่า พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์  
			<remark  id="s1b8c31l6" />นั้น ทรงบัญญัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์ แก่ภิกษุผู้รู้อยู่ น้อมลาภที่เขาน้อมมาจะถวายสงฆ์ มาเพื่อตน  
			<remark  id="s1b8c31l7" />ณ ที่ไหน?  
			<remark  id="s1b8c31l8" />ตอบว่า ทรงบัญญัติ ณ พระนครสาวัตถี.  
			<remark  id="s1b8c31l9" />ถ. ทรงปรารภใคร?  
			<remark  id="s1b8c31l10" />ต. ทรงปรารภพระฉัพพัคคีย์.  
			<remark  id="s1b8c31l11" />ถ. เพราะเรื่องอะไร?  
			<remark  id="s1b8c31l12" />ต. เพราะเรื่องที่พระฉัพพัคคีย์รู้อยู่ น้อมลาภที่เขาน้อมมาจะถวายสงฆ์ มาเพื่อตน.  
			<remark  id="s1b8c31l13" />มีบัญญัติ ๑ บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สิกขาบทนี้เกิดด้วยสมุฏฐาน ๓ ...  
			<remark  id="s1b8c31l14" />		 ปัตตวรรค ที่ ๓ จบ  
			<remark  id="s1b8c31l15" />		 หัวข้อประจำวรรค  
			<remark  id="s1b8c31l16" />	[๕๙] อติเรกบาตร ๑ กับบาตรมีรอยร้าวหย่อน ๑ เภสัช ๑ ผ้าอาบน้ำฝน ๑ โกรธ  
			<remark  id="s1b8c31l17" />ชิงจีวร ๑ ช่างหูก ๒ สิกขาบท กับอัจเจกจีวร ๑ อยู่ปราศ ๖ ราตรี ๑ น้อมลาภมาเพื่อตน ๑  
			<remark  id="s1b8c31l18" />		นิสสัคคิยปาจิตตีย์ ๓๐ สิกขาบท จบ  
			<remark  id="s1b8c31l19" />		 --------------  
			<remark  id="s1b8c31l20" />		   ปาจิตติยกัณฑ์  
			<remark  id="s1b8c31l21" />		    คำถามและคำตอบในมุสาวาทวรรคที่ ๑  
			<remark  id="s1b8c31l22" />	[๖๐] ถามว่า พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์  
			<remark  id="s1b8c31l23" />นั้น ทรงบัญญัติปาจิตตีย์ในเพราะสัมปชานมุสาวาท ณ ที่ไหน?  
			<remark  id="s1b8c31l24" />ตอบว่า ทรงบัญญัติ ณ พระนครสาวัตถี.  
			<remark  id="s1b8c31l25" />ถ. ทรงปรารภใคร?  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b8c32" >
		<para id="s1b8c32p">
			<remark  id="s1b8c32l1" />ต. ทรงปรารภพระหัตถกศากยบุตร.  
			<remark  id="s1b8c32l2" />ถ. เพราะเรื่องอะไร?  
			<remark  id="s1b8c32l3" />ต. เพราะเรื่องที่พระหัตถกศากยบุตร เจรจากับพวกเดียรถีย์กล่าวปฏิเสธแล้วรับ  
			<remark  id="s1b8c32l4" />กล่าวรับแล้วปฏิเสธ.  
			<remark  id="s1b8c32l5" />มีบัญญัติ ๑. บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สิกขาบทนี้เกิดด้วยสมุฏฐาน ๓ คือ  
			<remark  id="s1b8c32l6" />บางทีเกิดแต่กายกับจิต มิใช่วาจา บางทีเกิดแต่วาจากับจิต มิใช่กาย บางทีเกิดแต่กาย วาจา  
			<remark  id="s1b8c32l7" />และจิต ...  
			<remark  id="s1b8c32l8" />	[๖๑] ถามว่า พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์  
			<remark  id="s1b8c32l9" />นั้น ทรงบัญญัติปาจิตตีย์ในเพราะโอมสวาท ณ ที่ไหน?  
			<remark  id="s1b8c32l10" />ตอบว่า ทรงบัญญัติ ณ พระนครสาวัตถี.  
			<remark  id="s1b8c32l11" />ถ. ทรงปรารภใคร?  
			<remark  id="s1b8c32l12" />ต. ทรงปรารภพระฉัพพัคคีย์.  
			<remark  id="s1b8c32l13" />ถ. เพราะเรื่องอะไร?  
			<remark  id="s1b8c32l14" />ต. เพราะเรื่องที่พระฉัพพัคคีย์ทะเลาะกับพวกภิกษุผู้มีศีลเป็นที่รัก ด่าภิกษุผู้มีศีลเป็น  
			<remark  id="s1b8c32l15" />ที่รัก.  
			<remark  id="s1b8c32l16" />มีบัญญัติ ๑ บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สิกขาบทนี้ เกิดด้วยสมุฏฐาน ๓ ...  
			<remark  id="s1b8c32l17" />	[๖๒] ถามว่า พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์  
			<remark  id="s1b8c32l18" />นั้น ทรงบัญญัติปาจิตตีย์ในเพราะส่อเสียดภิกษุ ณ ที่ไหน?  
			<remark  id="s1b8c32l19" />ตอบว่า ทรงบัญญัติ ณ พระนครสาวัตถี.  
			<remark  id="s1b8c32l20" />ถ. ทรงปรารภใคร?  
			<remark  id="s1b8c32l21" />ต. ทรงปรารภพระฉัพพัคคีย์.  
			<remark  id="s1b8c32l22" />ถ. เพราะเรื่องอะไร?  
			<remark  id="s1b8c32l23" />ต. เพราะเรื่องที่พระฉัพพัคคีย์เก็บเอาคำส่อเสียด ไปบอกแก่ภิกษุผู้หมางกัน เกิด  
			<remark  id="s1b8c32l24" />ทะเลาะกัน ถึงการวิวาทกัน.  
			<remark  id="s1b8c32l25" />มีบัญญัติ ๑ บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สิกขาบทนี้ เกิดด้วยสมุฏฐาน ๓ ...  
			<remark  id="s1b8c32l26" />	[๖๓] ถามว่า พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์  
			<remark  id="s1b8c32l27" />นั้น ทรงบัญญัติปาจิตตีย์ แก่ภิกษุผู้สอนธรรมแก่อนุปสัมบันว่าพร้อมกัน ณ ที่ไหน?  
			<remark  id="s1b8c32l28" />ตอบว่า ทรงบัญญัติ ณ พระนครสาวัตถี.  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b8c33" >
		<para id="s1b8c33p">
			<remark  id="s1b8c33l1" />ถ. ทรงปรารภใคร?  
			<remark  id="s1b8c33l2" />ต. ทรงปรารภพระฉัพพัคคีย์.  
			<remark  id="s1b8c33l3" />ถ. เพราะเรื่องอะไร?  
			<remark  id="s1b8c33l4" />ต. เพราะเรื่องที่พระฉัพพัคคีย์สอนธรรมแก่อุบาสกอุบาสิกาว่าพร้อมกัน.  
			<remark  id="s1b8c33l5" />มีบัญญัติ ๑ บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สิกขาบทนี้เกิดด้วยสมุฏฐาน ๒ คือ บางที  
			<remark  id="s1b8c33l6" />เกิดแต่วาจา มิใช่กาย มิใช่จิต บางทีเกิดแต่วาจากับจิต มิใช่กาย  ...  
			<remark  id="s1b8c33l7" />	[๖๔] ถามว่า พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์  
			<remark  id="s1b8c33l8" />นั้น ทรงบัญญัติปาจิตตีย์แก่ภิกษุผู้สำเร็จการนอนร่วมกับอนุปสัมบันยิ่งกว่า ๒-๓ คืน ณ ที่ไหน?  
			<remark  id="s1b8c33l9" />ตอบว่า ทรงบัญญัติ ณ เมืองอาฬวี.  
			<remark  id="s1b8c33l10" />ถ. ทรงปรารภใคร?  
			<remark  id="s1b8c33l11" />ต. ทรงปรารภภิกษุหลายรูป.  
			<remark  id="s1b8c33l12" />ถ. เพราะเรื่องอะไร?  
			<remark  id="s1b8c33l13" />ต. เพราะเรื่องที่ภิกษุหลายรูป สำเร็จการนอนร่วมกับอนุปสัมบัน.  
			<remark  id="s1b8c33l14" />มีบัญญัติ ๑ อนุบัญญัติ ๑ บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สิกขาบทนี้เกิดด้วยสมุฏ  
			<remark  id="s1b8c33l15" />ฐาน ๒ คือ บางทีเกิดแต่กาย มิใช่วาจา มิใช่จิต บางทีเกิดแต่กายกับจิต มิใช่วาจา ...  
			<remark  id="s1b8c33l16" />	[๖๕] ถามว่า พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์  
			<remark  id="s1b8c33l17" />นั้น ทรงบัญญัติปาจิตตีย์แก่ภิกษุ ผู้สำเร็จการนอนร่วมกับมาตุคาม ณ ที่ไหน?  
			<remark  id="s1b8c33l18" />ตอบว่า ทรงบัญญัติ ณ พระนครสาวัตถี.  
			<remark  id="s1b8c33l19" />ถ. ทรงปรารภ?  
			<remark  id="s1b8c33l20" />ต. ทรงปรารภท่านพระอนุรุทธะ.  
			<remark  id="s1b8c33l21" />ถ. เพราะเรื่องอะไร?  
			<remark  id="s1b8c33l22" />ต. เพราะเรื่องที่ท่านพระอนุรุทธะนอนร่วมกับมาตุคาม.  
			<remark  id="s1b8c33l23" />มีบัญญัติ ๑ บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สิกขาบทนี้เกิดด้วยสมุฏฐาน ๒ (เหมือน  
			<remark  id="s1b8c33l24" />เอฬกโลมสิกขาบท) ...  
			<remark  id="s1b8c33l25" />	[๖๖] ถามว่า พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์  
			<remark  id="s1b8c33l26" />นั้น ทรงบัญญัติปาจิตตีย์แก่ภิกษุผู้แสดงธรรมแก่มาตุคามยิ่งกว่า ๕-๖ คำ ณ ที่ไหน?  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b8c34" >
		<para id="s1b8c34p">
			<remark  id="s1b8c34l1" />ตอบว่า ทรงบัญญัติ ณ พระนครสาวัตถี.  
			<remark  id="s1b8c34l2" />ถ. ทรงปรารภใคร?  
			<remark  id="s1b8c34l3" />ต. ทรงปรารภท่านพระอุทายี.  
			<remark  id="s1b8c34l4" />ถ. เพราะเรื่องอะไร?  
			<remark  id="s1b8c34l5" />ต. เพราะเรื่องที่ท่านอุทายีแสดงธรรมแก่มาตุคาม.  
			<remark  id="s1b8c34l6" />มีบัญญัติ ๑ อนุบัญญัติ ๒ บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สิกขาบทนี้ เกิดด้วยสมุฏ  
			<remark  id="s1b8c34l7" />ฐาน ๒ (เหมือนปทโสธัมมสิกขาบท) ...  
			<remark  id="s1b8c34l8" />	[๖๗] ถามว่า พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์  
			<remark  id="s1b8c34l9" />นั้น ทรงบัญญัติปาจิตตีย์แก่ภิกษุผู้บอกอุตตริมนุสสธรรมอันมีจริงแก่อนุปสัมบัน ณ ที่ไหน?  
			<remark  id="s1b8c34l10" />ตอบว่า ทรงบัญญัติ ณ พระนครเวสาลี.  
			<remark  id="s1b8c34l11" />ถ. ทรงปรารภใคร?  
			<remark  id="s1b8c34l12" />ต. ทรงปรารภภิกษุพวกฝั่งแม่น้ำวัคคุมุทา.  
			<remark  id="s1b8c34l13" />ถ. เพราะเรื่องอะไร?  
			<remark  id="s1b8c34l14" />ต. เพราะเรื่องที่ภิกษุพวกฝั่งแม่น้ำวัคคุมุทา พรรณนาคุณแห่งอุตตริมนุสสธรรมของ  
			<remark  id="s1b8c34l15" />กันและกัน แก่พวกคฤหัสถ์.  
			<remark  id="s1b8c34l16" />มีบัญญัติ ๑ บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สิกขาบทนี้เกิดด้วยสมุฏฐาน ๓ คือ  
			<remark  id="s1b8c34l17" />บางทีเกิดแต่กาย มิใช่วาจา มิใช่จิต บางทีเกิดแต่วาจา มิใช่กาย มิใช่จิต บางทีเกิดแต่กายกับ  
			<remark  id="s1b8c34l18" />วาจา มิใช่จิต ...  
			<remark  id="s1b8c34l19" />	[๖๘] ถามว่า พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์  
			<remark  id="s1b8c34l20" />นั้น ทรงบัญญัติปาจิตตีย์แก่ภิกษุผู้บอกอาบัติชั่วหยาบของภิกษุแก่อนุปสัมบัน ณ ที่ไหน?  
			<remark  id="s1b8c34l21" />ตอบว่า ทรงบัญญัติ ณ พระนครสาวัตถี.  
			<remark  id="s1b8c34l22" />ถ. ทรงปรารภใคร?  
			<remark  id="s1b8c34l23" />ต. ทรงปรารภพระฉัพพัคคีย์.  
			<remark  id="s1b8c34l24" />ถ. เพราะเรื่องอะไร?  
			<remark  id="s1b8c34l25" />ต. เพราะเรื่องที่พระฉัพพัคคีย์บอกอาบัติชั่วหยาบของภิกษุแก่อนุปสัมบัน.  
			<remark  id="s1b8c34l26" />มีบัญญัติ ๑ บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สิกขาบทนี้เกิดด้วยสมุฏฐาน ๓  
			<remark  id="s1b8c34l27" />(เหมือนอทินนาทานสิกขาบท) ... 
		</para>
	</section>
	<section id="s1b8c35" >
		<para id="s1b8c35p">
			<remark  id="s1b8c35l1" />	[๖๙] ถามว่า พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์  
			<remark  id="s1b8c35l2" />นั้น ทรงบัญญัติปาจิตตีย์แก่ภิกษุผู้ขุดดิน ณ ที่ไหน?  
			<remark  id="s1b8c35l3" />ตอบว่า ทรงบัญญัติ ณ เมืองอาฬวี.  
			<remark  id="s1b8c35l4" />ถ. ทรงปรารภใคร?  
			<remark  id="s1b8c35l5" />ต. ทรงปรารภภิกษุพวกเมืองอาฬวี.  
			<remark  id="s1b8c35l6" />ถ. เพราะเรื่องอะไร?  
			<remark  id="s1b8c35l7" />ต. เพราะเรื่องที่ภิกษุพวกเมืองอาฬวีขุดดิน.  
			<remark  id="s1b8c35l8" />มีบัญญัติ ๑ บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สิกขาบทนี้เกิดด้วยสมุฏฐาน ๓ ...  
			<remark  id="s1b8c35l9" />		    มุสาวาทวรรค ที่ ๑ จบ.  
			<remark  id="s1b8c35l10" />		 หัวข้อประจำวรรค  
			<remark  id="s1b8c35l11" />	[๗๐] พูจเท็จ ๑ ด่า ๑ ส่อเสียด ๑ สอนว่าพร้อมกัน ๑ นอน ๒ แสดงธรรม ๑  
			<remark  id="s1b8c35l12" />บอกอุตตริมนุสสธรรม ๑ อาบัติชั่วหยาบ ๑ ขุดดิน ๑  
			<remark  id="s1b8c35l13" />		    คำถามและคำตอบในภูตคามวรรคที่ ๒  
			<remark  id="s1b8c35l14" />	[๗๑] ถามว่า พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์  
			<remark  id="s1b8c35l15" />นั้น ทรงบัญญัติปาจิตตีย์ ในเพราะพรากภูตคาม ณ ที่ไหน?  
			<remark  id="s1b8c35l16" />ตอบว่า ทรงบัญญัติ ณ เมืองอาฬวี.  
			<remark  id="s1b8c35l17" />ถ. ทรงปรารภใคร?  
			<remark  id="s1b8c35l18" />ต. ทรงปรารภภิกษุพวกเมืองอาฬวี.  
			<remark  id="s1b8c35l19" />ถ. เพราะเรื่องอะไร?  
			<remark  id="s1b8c35l20" />ต. เพราะเรื่องที่ภิกษุพวกเมืองอาฬวีตัดต้นไม้.  
			<remark  id="s1b8c35l21" />มีบัญญัติ ๑ บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สิกขาบทนี้เกิดด้วยสมุฏฐาน ๓ ...  
			<remark  id="s1b8c35l22" />	[๗๒] ถามว่า พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์  
			<remark  id="s1b8c35l23" />นั้น ทรงบัญญัติปาจิตตีย์ในเพราะแกล้งกล่าวคำอื่น ในเพราะทำให้ลำบาก ณ ที่ไหน?  
			<remark  id="s1b8c35l24" />ตอบว่า ทรงบัญญัติ ณ พระนครโกสัมพี.  
			<remark  id="s1b8c35l25" />ถ. ทรงปรารภใคร?  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b8c36" >
		<para id="s1b8c36p">
			<remark  id="s1b8c36l1" />ต. ทรงปรารภท่านพระฉันนะ.  
			<remark  id="s1b8c36l2" />ถ. เพราะเรื่องอะไร?  
			<remark  id="s1b8c36l3" />ต. เพราะเรื่องที่พระฉันนะ ถูกสงฆ์ซักถามอยู่ด้วยอาบัติในท่ามกลางสงฆ์กลับเอาเรื่อง  
			<remark  id="s1b8c36l4" />อื่นมาพูดกลบเกลื่อนเสีย.  
			<remark  id="s1b8c36l5" />มีบัญญัติ ๑ อนุบัญญัติ ๑ บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สิกขาบทนี้เกิดด้วย  
			<remark  id="s1b8c36l6" />สมุฏฐาน ๓ ...  
			<remark  id="s1b8c36l7" />	[๗๓] ถามว่า พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์  
			<remark  id="s1b8c36l8" />นั้น ทรงบัญญัติปาจิตตีย์ ในเพราะความเป็นผู้โพนทะนา ในเพราะความเป็นผู้บ่นว่า ณ ที่ไหน?  
			<remark  id="s1b8c36l9" />ตอบว่า ทรงบัญญัติ ณ พระนครราชคฤห์.  
			<remark  id="s1b8c36l10" />ถ. ทรงปรารภใคร?  
			<remark  id="s1b8c36l11" />ต. ทรงปรารภพระเมตติยะและพระภุมมชกะ.  
			<remark  id="s1b8c36l12" />ถ. เพราะเรื่องอะไร?  
			<remark  id="s1b8c36l13" />ต. เพราะเรื่องที่พระเมตติยะและพระภุมมชกะยังภิกษุทั้งหลายให้ยกโทษท่านพระ  
			<remark  id="s1b8c36l14" />ทัพพมัลลบุตร.  
			<remark  id="s1b8c36l15" />มีบัญญัติ ๑ อนุบัญญัติ ๑ บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สิกขาบทนี้เกิดด้วย  
			<remark  id="s1b8c36l16" />สมุฏฐาน ๓ ...  
			<remark  id="s1b8c36l17" />	[๗๔] ถามว่า พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์  
			<remark  id="s1b8c36l18" />นั้น ทรงบัญญัติปาจิตตีย์แก่ภิกษุผู้วางเตียงก็ดี ตั่งก็ดี ฟูกก็ดี เก้าอี้ก็ดี อันเป็นของสงฆ์ในที่  
			<remark  id="s1b8c36l19" />แจ้งแล้วไม่เก็บ ไม่บอกสั่ง หลีกไปเสีย ณ ที่ไหน?  
			<remark  id="s1b8c36l20" />ตอบว่า ทรงบัญญัติ ณ พระนครสาวัตถี.  
			<remark  id="s1b8c36l21" />ถ. ทรงปรารภใคร?  
			<remark  id="s1b8c36l22" />ต. ทรงปรารภภิกษุหลายรูป.  
			<remark  id="s1b8c36l23" />ถ. เพราะเรื่องอะไร?  
			<remark  id="s1b8c36l24" />ต. เพราะเรื่องที่ภิกษุหลายรูป วางเสนาสนะอันเป็นของสงฆ์ ในที่แจ้งแล้วไม่เก็บ  
			<remark  id="s1b8c36l25" />ไม่บอกสั่ง หลีกไปเสีย.  
			<remark  id="s1b8c36l26" />มีบัญญัติ ๑ อนุบัญญัติ ๑ บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สิกขาบทนี้ เกิดด้วย  
			<remark  id="s1b8c36l27" />สมุฏฐาน ๒ (เหมือนกฐินสิกขาบท) ...  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b8c37" >
		<para id="s1b8c37p">
			<remark  id="s1b8c37l1" />	[๗๕] ถามว่า พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์  
			<remark  id="s1b8c37l2" />นั้น ทรงบัญญัติปาจิตตีย์แก่ภิกษุผู้ปูที่นอนในวิหารเป็นของสงฆ์แล้วไม่เก็บ ไม่บอกสั่ง หลีก  
			<remark  id="s1b8c37l3" />ไปเสีย ณ ที่ไหน?  
			<remark  id="s1b8c37l4" />ตอบว่า ทรงบัญญัติ ณ พระนครสาวัตถี.  
			<remark  id="s1b8c37l5" />ถ. ทรงปรารภใคร?  
			<remark  id="s1b8c37l6" />ต. ทรงปรารภพระสัตตรสวัคคีย์.  
			<remark  id="s1b8c37l7" />ถ. เพราะเรื่องอะไร?  
			<remark  id="s1b8c37l8" />ต. เพราะเรื่องที่พระสัตตรสวัคคีย์ปูที่นอนในวิหารเป็นของสงฆ์ แล้วไม่เก็บ ไม่บอก  
			<remark  id="s1b8c37l9" />สั่ง หลีกไปเสีย.  
			<remark  id="s1b8c37l10" />มีบัญญัติ ๑ บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สิกขาบทนี้เกิดด้วยสมุฏฐาน ๒ (เหมือน  
			<remark  id="s1b8c37l11" />กฐินสิกขาบท) ...  
			<remark  id="s1b8c37l12" />	[๗๖] ถามว่า พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์  
			<remark  id="s1b8c37l13" />นั้น ทรงบัญญัติปาจิตตีย์ แก่ภิกษุผู้รู้อยู่ สำเร็จการนอนแซกแซงภิกษุผู้เข้าไปก่อนในวิหารของ  
			<remark  id="s1b8c37l14" />สงฆ์ ณ ที่ไหน?  
			<remark  id="s1b8c37l15" />ตอบว่า ทรงบัญญัติ ณ พระนครสาวัตถี.  
			<remark  id="s1b8c37l16" />ถ. ทรงปรารภใคร?  
			<remark  id="s1b8c37l17" />ต. ทรงปรารภพระฉัพพัคคีย์.  
			<remark  id="s1b8c37l18" />ถ. เพราะเรื่องอะไร?  
			<remark  id="s1b8c37l19" />ต. เพราะเรื่องที่พระฉัพพัคคีย์สำเร็จการนอนแซกแซงภิกษุผู้เถระ.  
			<remark  id="s1b8c37l20" />มีบัญญัติ ๑ บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สิกขาบทนี้เกิดด้วยสมุฏฐาน อันหนึ่ง  
			<remark  id="s1b8c37l21" />คือ เกิดแต่กายกับจิต มิใช่วาจา ...  
			<remark  id="s1b8c37l22" />	[๗๗] ถามว่า พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์  
			<remark  id="s1b8c37l23" />นั้น ทรงบัญญัติปาจิตตีย์ แก่ภิกษุผู้โกรธ ขัดใจ ฉุดคร่าภิกษุจากวิหารของสงฆ์ ณ ที่ไหน?  
			<remark  id="s1b8c37l24" />ตอบว่า ทรงบัญญัติ ณ พระนครสาวัตถี.  
			<remark  id="s1b8c37l25" />ถ. ทรงปรารภใคร?  
			<remark  id="s1b8c37l26" />ต. ทรงปรารภพระฉัพพัคคีย์.  
			<remark  id="s1b8c37l27" />ถ. เพราะเรื่องอะไร?  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b8c38" >
		<para id="s1b8c38p">
			<remark  id="s1b8c38l1" />ต. เพราะเรื่องที่พระฉัพพัคคีย์โกรธ ขัดใจ ฉุดคร่าภิกษุทั้งหลายจากวิหารของสงฆ์.  
			<remark  id="s1b8c38l2" />มีบัญญัติ ๑ บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สิกขาบทนี้เกิดด้วยสมุฏฐาน ๓ ...  
			<remark  id="s1b8c38l3" />	[๗๘] ถามว่า พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์  
			<remark  id="s1b8c38l4" />นั้น ทรงบัญญัติปาจิตตีย์ แก่ภิกษุผู้นั่งทับเตียงก็ดี ตั่งก็ดี อันมีเท้าเสียบบนร้านในวิหารเป็นของ  
			<remark  id="s1b8c38l5" />สงฆ์ ณ ที่ไหน?  
			<remark  id="s1b8c38l6" />ตอบว่า ทรงบัญญัติ ณ พระนครสาวัตถี.  
			<remark  id="s1b8c38l7" />ถ. ทรงปรารภใคร?  
			<remark  id="s1b8c38l8" />ต. ทรงปรารภภิกษุรูปหนึ่ง.  
			<remark  id="s1b8c38l9" />ถ. เพราะเรื่องอะไร?  
			<remark  id="s1b8c38l10" />ต. เพราะเรื่องที่ภิกษุรูปหนึ่ง นั่งทับเตียงอันมีเท้าเสียบบนร้านในวิหารเป็นของสงฆ์  
			<remark  id="s1b8c38l11" />โดยแรง.  
			<remark  id="s1b8c38l12" />มีบัญญัติ ๑ บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สิกขาบทนี้เกิดด้วยสมุฏฐาน ๒ คือ  
			<remark  id="s1b8c38l13" />บางทีเกิดแต่กาย มิใช่วาจา มิใช่จิต บางทีเกิดแต่กายกับจิต มิใช่วาจา ...  
			<remark  id="s1b8c38l14" />	[๗๙] ถามว่า พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์  
			<remark  id="s1b8c38l15" />นั้น ทรงบัญญัติปาจิตตีย์แก่ภิกษุผู้อำนวยให้พอก ๒-๓ ชั้น แล้วอำนวยยิ่งกว่านั้น ณ ที่ไหน?  
			<remark  id="s1b8c38l16" />ตอบว่า ทรงบัญญัติ ณ พระนครโกสัมพี.  
			<remark  id="s1b8c38l17" />ถ. ทรงปรารภใคร?  
			<remark  id="s1b8c38l18" />ต. ทรงปรารภท่านพระฉันนะ.  
			<remark  id="s1b8c38l19" />ถ. เพราะเรื่องอะไร?  
			<remark  id="s1b8c38l20" />ต. เพราะเรื่องที่ท่านพระฉันนะให้มุงวิหารที่สร้างสำเร็จแล้วบ่อยๆ ให้โบกฉาบบ่อยๆ  
			<remark  id="s1b8c38l21" />วิหารหนักเกินไปก็ทลายลง.  
			<remark  id="s1b8c38l22" />มีบัญญัติ ๑ บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สิกขาบทนี้ เกิดด้วยสมุฏฐาน ๖ ...  
			<remark  id="s1b8c38l23" />	[๘๐] ถามว่า พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์  
			<remark  id="s1b8c38l24" />นั้น ทรงบัญญัติปาจิตตีย์แก่ภิกษุผู้รู้อยู่ว่า น้ำมีตัวสัตว์ เอารดหญ้าก็ดี ดินก็ดี ณ ที่ไหน?  
			<remark  id="s1b8c38l25" />ตอบว่า ทรงบัญญัติ ณ เมืองอาฬวี.  
			<remark  id="s1b8c38l26" />ถ. ทรงปรารภใคร?  
			<remark  id="s1b8c38l27" />ต. ทรงปรารภภิกษุพวกเมืองอาฬวี.  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b8c39" >
		<para id="s1b8c39p">
			<remark  id="s1b8c39l1" />ถ. เพราะเรื่องอะไร?  
			<remark  id="s1b8c39l2" />ต. เพราะเรื่องที่ภิกษุพวกเมืองอาฬวี รู้อยู่ว่าน้ำมีตัวสัตว์ เอารดหญ้าบ้าง รดดินบ้าง.  
			<remark  id="s1b8c39l3" />มีบัญญัติ ๑ บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สิกขาบทนี้เกิดด้วยสมุฏฐาน ๓ ...  
			<remark  id="s1b8c39l4" />		    ภูตคามวรรค ที่ ๒ จบ.  
			<remark  id="s1b8c39l5" />		 หัวข้อประจำวรรค  
			<remark  id="s1b8c39l6" />	[๘๑] ตัดต้นไม้ ๑ กล่าวส่อเสียด ๑ โพนทะนา ๑ ที่แจ้ง ๑ วิหาร ๑ นอนเบียด ๑  
			<remark  id="s1b8c39l7" />ฉุดคร่า ๑ บนร้าน ๑ โบกฉาบ ๑ เอาน้ำมีตัวสัตว์รดทิ้งเสีย ๑  
			<remark  id="s1b8c39l8" />		   ----------  
			<remark  id="s1b8c39l9" />		    คำถามและคำตอบในโอวาทวรรคที่ ๓  
			<remark  id="s1b8c39l10" />	[๘๒] ถามว่า พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์  
			<remark  id="s1b8c39l11" />นั้น ทรงบัญญัติปาจิตตีย์ แก่ภิกษุผู้ไม่ได้รับสมมติ สั่งสอนภิกษุณี ณ ที่ไหน?  
			<remark  id="s1b8c39l12" />ตอบว่า ทรงบัญญัติ ณ พระนครสาวัตถี.  
			<remark  id="s1b8c39l13" />ถ. ทรงปรารภใคร?  
			<remark  id="s1b8c39l14" />ต. ทรงปรารภพระฉัพพัคคีย์.  
			<remark  id="s1b8c39l15" />ถ. เพราะเรื่องอะไร?  
			<remark  id="s1b8c39l16" />ต. เพราะเรื่องที่พระฉัพพัคคีย์ ไม่ได้รับสมมติ สั่งสอนภิกษุณี.  
			<remark  id="s1b8c39l17" />ถ. ในสิกขาบทนั้นมีบัญญัติ อนุบัญญัติ อนุปันนบัญญัติ หรือ?  
			<remark  id="s1b8c39l18" />ต. มีบัญญัติ ๑ อนุบัญญัติ ๑ อนุปันนบัญญัติไม่มีในสิกขาบทนั้น.  
			<remark  id="s1b8c39l19" />บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สิกขาบทนี้ เกิดด้วยสมุฏฐาน ๒ คือ บางทีเกิดแต่  
			<remark  id="s1b8c39l20" />วาจา มิใช่กาย มิใช่จิต บางทีเกิดแต่วาจากับจิต มิใช่กาย ...  
			<remark  id="s1b8c39l21" />	[๘๓] ถามว่า พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์  
			<remark  id="s1b8c39l22" />นั้น ทรงบัญญัติปาจิตตีย์แก่ภิกษุผู้สั่งสอนภิกษุณี เมื่อพระอาทิตย์อัสดงแล้ว ณ ที่ไหน?  
			<remark  id="s1b8c39l23" />ตอบว่า ทรงบัญญัติ ณ พระนครสาวัตถี.  
			<remark  id="s1b8c39l24" />ถ. ทรงปรารภใคร?  
			<remark  id="s1b8c39l25" />ต. ทรงปรารภท่านพระจูฬปันถก.  
			<remark  id="s1b8c39l26" />ถ. เพราะเรื่องอะไร?  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b8c40" >
		<para id="s1b8c40p">
			<remark  id="s1b8c40l1" />ต. เพราะเรื่องที่ท่านพระจูฬปันถก สั่งสอนภิกษุณี เมื่อพระอาทิตย์อัสดงแล้ว.  
			<remark  id="s1b8c40l2" />มีบัญญัติ ๑ บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สิกขาบทนี้ เกิดด้วยสมุฏฐาน ๒ (เหมือน  
			<remark  id="s1b8c40l3" />ปทโสธัมมสิกขาบท) ...  
			<remark  id="s1b8c40l4" />	[๘๔] ถามว่า พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์  
			<remark  id="s1b8c40l5" />นั้น ทรงบัญญัติปาจิตตีย์แก่ภิกษุผู้เข้าไปสู่ที่อาศัยแห่งภิกษุณีแล้ว สั่งสอนพวกภิกษุณี ณ ที่ไหน?  
			<remark  id="s1b8c40l6" />ตอบว่า ทรงบัญญัติ ณ สักกชนบท.  
			<remark  id="s1b8c40l7" />ถ. ทรงปรารภใคร?  
			<remark  id="s1b8c40l8" />ต. ทรงปรารภพระฉัพพัคคีย์.  
			<remark  id="s1b8c40l9" />ถ. เพราะเรื่องอะไร?  
			<remark  id="s1b8c40l10" />ต. เพราะเรื่องที่พระฉัพพัคคีย์เข้าไปสู่ที่อาศัยแห่งภิกษุณีแล้วสั่งสอนพวกภิกษุณี.  
			<remark  id="s1b8c40l11" />มีบัญญัติ ๑ อนุบัญญัติ ๑ บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สิกขาบทนี้ เกิดด้วย  
			<remark  id="s1b8c40l12" />สมุฏฐาน ๒ (เหมือนในกฐินสิกขาบท) ...  
			<remark  id="s1b8c40l13" />	[๘๕] ถามว่า พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์  
			<remark  id="s1b8c40l14" />นั้น ทรงบัญญัติปาจิตตีย์แก่ภิกษุผู้กล่าวว่า พวกภิกษุกล่าวสอนพวกภิกษุณีเพราะเหตุอามิส ณ  
			<remark  id="s1b8c40l15" />ที่ไหน?  
			<remark  id="s1b8c40l16" />ตอบว่า ทรงบัญญัติ ณ พระนครสาวัตถี.  
			<remark  id="s1b8c40l17" />ถ. ทรงปรารภใคร?  
			<remark  id="s1b8c40l18" />ต. ทรงปรารภพระฉัพพัคคีย์.  
			<remark  id="s1b8c40l19" />ถ. เพราะเรื่องอะไร?  
			<remark  id="s1b8c40l20" />ต. เพราะเรื่องที่พระฉัพพัคคีย์กล่าวว่า พวกภิกษุสั่งสอนพวกภิกษุณีเพราะเหตุอามิส.  
			<remark  id="s1b8c40l21" />มีบัญญัติ ๑ บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สิกขาบทนี้ เกิดด้วยสมุฏฐาน ๓ ...  
			<remark  id="s1b8c40l22" />	[๘๖] ถามว่า พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์  
			<remark  id="s1b8c40l23" />นั้น ทรงบัญญัติปาจิตตีย์แก่ภิกษุผู้ให้จีวรแก่ภิกษุณีผู้มิใช่ญาติ ณ ที่ไหน?  
			<remark  id="s1b8c40l24" />ตอบว่า ทรงบัญญัติ ณ พระนครสาวัตถี.  
			<remark  id="s1b8c40l25" />ถ. ทรงปรารภใคร?  
			<remark  id="s1b8c40l26" />ต. ทรงปรารภภิกษุรูปหนึ่ง.  
			<remark  id="s1b8c40l27" />ถ. เพราะเรื่องอะไร?  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b8c41" >
		<para id="s1b8c41p">
			<remark  id="s1b8c41l1" />ต. เพราะเรื่องที่ภิกษุรูปหนึ่งได้ให้จีวรแก่ภิกษุณีผู้มิใช่ญาติ.  
			<remark  id="s1b8c41l2" />มีบัญญัติ ๑ อนุบัญญัติ ๑ บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สิกขาบทนี้เกิดด้วย  
			<remark  id="s1b8c41l3" />สมุฏฐาน ๖ ...  
			<remark  id="s1b8c41l4" />	[๘๗] ถามว่า พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์  
			<remark  id="s1b8c41l5" />นั้น ทรงบัญญัติปาจิตตีย์แก่ภิกษุผู้เย็บจีวรเพื่อภิกษุณีผู้มิใช่ญาติ ณ ที่ไหน?  
			<remark  id="s1b8c41l6" />ตอบว่า ทรงบัญญัติ ณ พระนครสาวัตถี.  
			<remark  id="s1b8c41l7" />ถ. ทรงปรารภใคร?  
			<remark  id="s1b8c41l8" />ต. ทรงปรารภท่านพระอุทายี.  
			<remark  id="s1b8c41l9" />ถ. เพราะเรื่องอะไร?  
			<remark  id="s1b8c41l10" />ต. เพราะเรื่องที่ท่านพระอุทายีเย็บจีวร เพื่อภิกษุณีผู้มิใช่ญาติ.  
			<remark  id="s1b8c41l11" />มีบัญญัติ ๑ บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สิกขาบทนี้ เกิดด้วยสมุฏฐาน ๖ ...  
			<remark  id="s1b8c41l12" />	[๘๘] ถามว่า พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์  
			<remark  id="s1b8c41l13" />นั้น ทรงบัญญัติปาจิตตีย์แก่ภิกษุผู้ชักชวนภิกษุณี แล้วเดินทางไกลร่วมกัน ณ ที่ไหน?  
			<remark  id="s1b8c41l14" />ตอบว่า ทรงบัญญัติ ณ พระนครสาวัตถี.  
			<remark  id="s1b8c41l15" />ถ. ทรงปรารภใคร?  
			<remark  id="s1b8c41l16" />ต. ทรงปรารภพระฉัพพัคคีย์.  
			<remark  id="s1b8c41l17" />ถ. เพราะเรื่องอะไร?  
			<remark  id="s1b8c41l18" />ต. เพราะเรื่องที่พระฉัพพัคคีย์ ชักชวนพวกภิกษุณีเดินทางไกลร่วมกัน.  
			<remark  id="s1b8c41l19" />มีบัญญัติ ๑ อนุบัญญัติ ๑ บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สิกขาบทนี้ เกิดด้วยสมุฏฐาน  
			<remark  id="s1b8c41l20" />๔ คือ บางทีเกิดแต่กาย มิใช่วาจา มิใช่จิต บางทีเกิดแต่กาย กับวาจา มิใช่จิต บางทีเกิดแต่  
			<remark  id="s1b8c41l21" />กายกับจิต มิใช่วาจา บางทีเกิดแต่กาย วาจาและจิต ...  
			<remark  id="s1b8c41l22" />	[๘๙] ถามว่า พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์  
			<remark  id="s1b8c41l23" />นั้น ทรงบัญญัติปาจิตตีย์ แก่ภิกษุผู้ชักชวนภิกษุณีแล้ว โดยสารเรือลำเดียวกัน ณ ที่ไหน?  
			<remark  id="s1b8c41l24" />ตอบว่า ทรงบัญญัติ ณ พระนครสาวัตถี.  
			<remark  id="s1b8c41l25" />ถ. ทรงปรารภใคร?  
			<remark  id="s1b8c41l26" />ต. ทรงปรารภพระฉัพพัคคีย์.  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b8c42" >
		<para id="s1b8c42p">
			<remark  id="s1b8c42l1" />ถ. เพราะเรื่องอะไร?  
			<remark  id="s1b8c42l2" />ต. เพราะเรื่องที่พระฉัพพัคคีย์ ชักชวนพวกภิกษุณีแล้วโดยสารเรือลำเดียวกัน.  
			<remark  id="s1b8c42l3" />มีบัญญัติ ๑ อนุบัญญัติ ๑ บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สิกขาบทนี้เกิดด้วย  
			<remark  id="s1b8c42l4" />สมุฏฐาน ๔ ...  
			<remark  id="s1b8c42l5" />	[๙๐] ถามว่า พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์  
			<remark  id="s1b8c42l6" />นั้น ทรงบัญญัติปาจิตตีย์ แก่ภิกษุผู้รู้อยู่ ฉันบิณฑบาตอันภิกษุณีแนะนำให้ถวาย ณ ที่ไหน?  
			<remark  id="s1b8c42l7" />ตอบว่า ทรงบัญญัติ ณ พระนครราชคฤห์.  
			<remark  id="s1b8c42l8" />ถ. ทรงปรารภใคร?  
			<remark  id="s1b8c42l9" />ต. ทรงปรารภพระเทวทัต.  
			<remark  id="s1b8c42l10" />ถ. เพราะเรื่องอะไร?  
			<remark  id="s1b8c42l11" />ต. เพราะเรื่องที่พระเทวทัตรู้อยู่ ฉันบินฑบาตอันภิกษุณีแนะนำให้ถวาย.  
			<remark  id="s1b8c42l12" />มีบัญญัติ ๑ อนุบัญญัติ ๑ บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สิกขาบทนี้ เกิดด้วยสมุฏ  
			<remark  id="s1b8c42l13" />ฐานอันหนึ่ง คือ เกิดแต่กายกับจิต มิใช่วาจา ...  
			<remark  id="s1b8c42l14" />	[๙๑] ถามว่า พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์  
			<remark  id="s1b8c42l15" />นั้น ทรงบัญญัติปาจิตตีย์แก่ภิกษุผู้เดียวสำเร็จการนั่งในที่ลับกับภิกษุณีผู้เดียว ณ ที่ไหน?  
			<remark  id="s1b8c42l16" />ตอบว่า ทรงบัญญัติ ณ พระนครสาวัตถี.  
			<remark  id="s1b8c42l17" />ถ. ทรงปรารภใคร?  
			<remark  id="s1b8c42l18" />ต. ทรงปรารภท่านพระอุทายี.  
			<remark  id="s1b8c42l19" />ถ. เพราะเรื่องอะไร?  
			<remark  id="s1b8c42l20" />ต. เพราะเรื่องที่ท่านพระอุทายีผู้เดียวสำเร็จการนั่งในที่ลับกับภิกษุณีผู้เดียว.  
			<remark  id="s1b8c42l21" />มีบัญญัติ ๑ บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สิกขาบทนี้ เกิดด้วยสมุฏฐานอันหนึ่ง  
			<remark  id="s1b8c42l22" />คือ เกิดแต่กายกับจิต มิใช่วาจา ... ฯ  
			<remark  id="s1b8c42l23" />		    โอวาทวรรค ที่ ๓ จบ.  
			<remark  id="s1b8c42l24" />		 หัวข้อประจำวรรค  
			<remark  id="s1b8c42l25" />	[๙๒]  ไม่ได้รับสมมติสั่งสอน ๑ พระอาทิตย์อัสดง ๑ ที่อาศัย ๑ เหตุอามิส ๑ ให้  
			<remark  id="s1b8c42l26" />จีวร ๑ เย็บจีวร ๑ ชักชวนกันแล้วเดินทาง ๑ ชักชวนกันแล้วโดยสารเรือ ๑ ภัตที่ภิกษุณี  
			<remark  id="s1b8c42l27" />แนะนำให้ถาย ๑ นั่งในที่ลับ ๑  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b8c43" >
		<para id="s1b8c43p">
			<remark  id="s1b8c43l1" />		คำถามและคำตอบในโภชนวรรคที่ ๔  
			<remark  id="s1b8c43l2" />	[๙๓] ถามว่า พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์  
			<remark  id="s1b8c43l3" />นั้น ทรงบัญญัติปาจิตตีย์ แก่ภิกษุผู้ฉันอาหารในโรงทานยิ่งกว่าครั้งหนึ่งนั้น ณ ที่ไหน?  
			<remark  id="s1b8c43l4" />ตอบว่า ทรงบัญญัติ ณ พระนครสาวัตถี.  
			<remark  id="s1b8c43l5" />ถ. ทรงปรารภใคร?  
			<remark  id="s1b8c43l6" />ต. ทรงปรารภพระฉัพพัคคีย์.  
			<remark  id="s1b8c43l7" />ถ. เพราะเรื่องอะไร?  
			<remark  id="s1b8c43l8" />ต. เพราะเรื่องที่พระฉัพพัคคีย์ อยู่ฉันอาหารในโรงทานเป็นประจำ.  
			<remark  id="s1b8c43l9" />มีบัญญัติ ๑ อนุบัญญัติ ๑ บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สิกขาบทนี้ เกิดด้วย  
			<remark  id="s1b8c43l10" />สมุฏฐาน ๒ (เหมือนเอฬกโลมสิกขาบท) ...  
			<remark  id="s1b8c43l11" />	[๙๔] ถามว่า พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์  
			<remark  id="s1b8c43l12" />นั้น ทรงบัญญัติปาจิตตีย์ ในเพราะฉันเป็นหมู่ ณ ที่ไหน?  
			<remark  id="s1b8c43l13" />ตอบว่า ทรงบัญญัติ ณ พระนครราชคฤห์.  
			<remark  id="s1b8c43l14" />ถ. ทรงปรารภใคร?  
			<remark  id="s1b8c43l15" />ต. ทรงปรารภพระเทวทัต.  
			<remark  id="s1b8c43l16" />ถ. เพราะเรื่องอะไร?  
			<remark  id="s1b8c43l17" />ต. เพราะเรื่องที่พระเทวทัตพร้อมด้วยบริษัท เที่ยวขอในสกุลทั้งหลายมาฉัน.  
			<remark  id="s1b8c43l18" />มีบัญญัติ ๑ อนุบัญญัติ ๗ บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สิกขาบทนี้เกิดด้วยสมุฏ  
			<remark  id="s1b8c43l19" />ฐาน ๒ (เหมือนเอฬกโลมสิกขาบท) ...  
			<remark  id="s1b8c43l20" />	[๙๕] ถามว่า พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์  
			<remark  id="s1b8c43l21" />นั้น ทรงบัญญัติปาจิตตีย์ ในเพราะโภชนะทีหลัง ณ ที่ไหน?  
			<remark  id="s1b8c43l22" />ตอบว่า ทรงบัญญัติ ณ พระนครเวสาลี.  
			<remark  id="s1b8c43l23" />ถ. ทรงปรารภใคร?  
			<remark  id="s1b8c43l24" />ต. ทรงปรารภภิกษุหลายรูป.  
			<remark  id="s1b8c43l25" />ถ. เพราะเรื่องอะไร?  
			<remark  id="s1b8c43l26" />ต. เพราะเรื่องที่ภิกษุหลายรูป รับนิมนต์ไว้ในที่แห่งหนึ่งแล้ว ฉันในที่อื่น.  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b8c44" >
		<para id="s1b8c44p">
			<remark  id="s1b8c44l1" />มีบัญญัติ ๑ อนุบัญญัติ ๓ บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สิกขาบทนี้เกิดด้วยสมุฏฐาน  
			<remark  id="s1b8c44l2" />๒ (เหมือนกฐินสิกขาบท) ...  
			<remark  id="s1b8c44l3" />	[๙๖] ถามว่า พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์  
			<remark  id="s1b8c44l4" />นั้น ทรงบัญญัติปาจิตตีย์ แก่ภิกษุผู้รับขนมเต็ม ๒-๓ บาตร แล้วรับยิ่งกว่านั้น ณ ที่ไหน?  
			<remark  id="s1b8c44l5" />ตอบว่า ทรงบัญญัติ ณ พระนครสาวัตถี.  
			<remark  id="s1b8c44l6" />ถ. ทรงปรารภใคร?  
			<remark  id="s1b8c44l7" />ต. ทรงปรารภภิกษุหลายรูป.  
			<remark  id="s1b8c44l8" />ถ. เพราะเรื่องอะไร?  
			<remark  id="s1b8c44l9" />ต. เพราะเรื่องที่ภิกษุหลายรูปไม่รู้จักประมาณรับ.  
			<remark  id="s1b8c44l10" />มีบัญญัติ ๑ บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สิกขาบทนี้ เกิดด้วยสมุฏฐาน ๖ ...  
			<remark  id="s1b8c44l11" />	[๙๗] ถามว่า พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์  
			<remark  id="s1b8c44l12" />นั้น ทรงบัญญัติปาจิตตีย์ แก่ภิกษุผู้ฉันเสร็จ ห้ามภัตแล้วฉันของขบเคี้ยวก็ดี ของฉันก็ดี ที่ไม่  
			<remark  id="s1b8c44l13" />เป็นเดน ณ ที่ไหน?  
			<remark  id="s1b8c44l14" />ตอบว่า ทรงบัญญัติ ณ พระนครสาวัตถี.  
			<remark  id="s1b8c44l15" />ถ. ทรงปรารภใคร?  
			<remark  id="s1b8c44l16" />ต. ทรงปรารภภิกษุหลายรูป.  
			<remark  id="s1b8c44l17" />ถ. เพราะเรื่องอะไร?  
			<remark  id="s1b8c44l18" />ต. เพราะเรื่องที่ภิกษุหลายรูปฉันเสร็จ ห้ามภัตแล้ว ฉันในที่แห่งอื่น.  
			<remark  id="s1b8c44l19" />มีบัญญัติ ๑ อนุบัญญัติ ๑ บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สิกขาบทนี้ เกิดด้วย  
			<remark  id="s1b8c44l20" />สมุฏฐาน ๒ (เหมือนกฐินสิกขาบท) ...  
			<remark  id="s1b8c44l21" />	[๙๘] ถามว่า พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์  
			<remark  id="s1b8c44l22" />นั้น ทรงบัญญัติปาจิตตีย์ แก่ภิกษุผู้นำของเคี้ยวก็ดี ของฉันก็ดี อันไม่เป็นเดน ไปล่อภิกษุ  
			<remark  id="s1b8c44l23" />ผู้ฉันเสร็จ ห้ามภัตแล้ว ให้ฉัน ณ ที่ไหน?  
			<remark  id="s1b8c44l24" />ตอบว่า ทรงบัญญัติ ณ พระนครสาวัตถี.  
			<remark  id="s1b8c44l25" />ถ. ทรงปรารภใคร?  
			<remark  id="s1b8c44l26" />ต. ทรงปรารภภิกษุรูปหนึ่ง.  
			<remark  id="s1b8c44l27" />ถ. เพราะเรื่องอะไร?  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b8c45" >
		<para id="s1b8c45p">
			<remark  id="s1b8c45l1" />ต. เพราะเรื่องที่ภิกษุรูปหนึ่ง นำของฉันอันไม่เป็นเดนไปล่อภิกษุผู้ฉันเสร็จ ห้าม  
			<remark  id="s1b8c45l2" />ภัตแล้ว ให้ฉัน.  
			<remark  id="s1b8c45l3" />มีบัญญัติ ๑ บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สิกขาบทนี้ เกิดด้วยสมุฏฐาน ๓ ...  
			<remark  id="s1b8c45l4" />	[๙๙] ถามว่า พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์  
			<remark  id="s1b8c45l5" />นั้น ทรงบัญญัติปาจิตตีย์แก่ภิกษุผู้ฉันของเคี้ยวก็ดี ของฉันก็ดี ในเวลาวิกาล ณ ที่ไหน?  
			<remark  id="s1b8c45l6" />ตอบว่า ทรงบัญญัติ ณ พระนครราชคฤห์.  
			<remark  id="s1b8c45l7" />ถ. ทรงปรารภใคร?  
			<remark  id="s1b8c45l8" />ต. ทรงปรารภพระสัตตรสวัคคีย์.  
			<remark  id="s1b8c45l9" />ถ. เพราะเรื่องอะไร?  
			<remark  id="s1b8c45l10" />ต. เพราะเรื่องที่พระสัตตรสวัคคีย์ฉันโภชนะในเวลาวิกาล.  
			<remark  id="s1b8c45l11" />มีบัญญัติ ๑ บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สิกขาบทนี้ เกิดด้วยสมุฏฐาน ๒  
			<remark  id="s1b8c45l12" />(เหมือนเอฬกโลมสิกขาบท) ...  
			<remark  id="s1b8c45l13" />	[๑๐๐] ถามว่า พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์  
			<remark  id="s1b8c45l14" />นั้น ทรงบัญญัติปาจิตตีย์แก่ภิกษุผู้ฉันของเคี้ยวก็ดี ของฉันก็ดี ซึ่งรับประเคนไว้ค้างคืน ณ ที่  
			<remark  id="s1b8c45l15" />ไหน?  
			<remark  id="s1b8c45l16" />ตอบว่า ทรงบัญญัติ ณ พระนครเวสาลี.  
			<remark  id="s1b8c45l17" />ถ. ทรงปรารภใคร?  
			<remark  id="s1b8c45l18" />ต. ทรงปรารภท่านพระเวลัฏฐสีสะ.  
			<remark  id="s1b8c45l19" />ถ. เพราะเรื่องอะไร?  
			<remark  id="s1b8c45l20" />ต. เพราะเรื่องที่ท่านพระเวลัฏฐสีสะ ฉันโภชนะที่รับประเคนไว้ค้างคืน.  
			<remark  id="s1b8c45l21" />มีบัญญัติ ๑ บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สิกขาบทนี้ เกิดด้วยสมุฏฐาน ๒  
			<remark  id="s1b8c45l22" />(เหมือนเอฬกโลมสิกขาบท) ...  
			<remark  id="s1b8c45l23" />	[๑๐๑] ถามว่า พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์  
			<remark  id="s1b8c45l24" />นั้น ทรงบัญญัติปาจิตตีย์ แก่ภิกษุผู้ขอโภชนะอันประณีตเพื่อประโยชน์แก่ตนมาฉัน ณ ที่ไหน?  
			<remark  id="s1b8c45l25" />ตอบว่า ทรงบัญญัติ ณ พระนครสาวัตถี.  
			<remark  id="s1b8c45l26" />ถ. ทรงปรารภใคร?  
			<remark  id="s1b8c45l27" />ต. ทรงปรารภพระฉัพพัคคีย์.  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b8c46" >
		<para id="s1b8c46p">
			<remark  id="s1b8c46l1" />ถ. เพราะเรื่องอะไร?  
			<remark  id="s1b8c46l2" />ต. เพราะเรื่องที่พระฉัพพัคคีย์ขอโภชนะอันประณีต เพื่อประโยชน์แก่ตนมาฉัน.  
			<remark  id="s1b8c46l3" />มีบัญญัติ ๑ อนุบัญญัติ ๑ บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สิกขาบทนี้ เกิดด้วย  
			<remark  id="s1b8c46l4" />สมุฏฐาน ๔ ...  
			<remark  id="s1b8c46l5" />	[๑๐๒] ถามว่า พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์  
			<remark  id="s1b8c46l6" />นั้น ทรงบัญญัติปาจิตตีย์ แก่ภิกษุผู้กลืนอาหารที่เขาไม่ได้ให้ล่วงช่องปาก ณ ที่ไหน?  
			<remark  id="s1b8c46l7" />ตอบว่า ทรงบัญญัติ ณ พระนครเวสาลี.  
			<remark  id="s1b8c46l8" />ถ. ทรงปรารภใคร?  
			<remark  id="s1b8c46l9" />ต. ทรงปรารภภิกษุรูปหนึ่ง.  
			<remark  id="s1b8c46l10" />ถ. เพราะเรื่องอะไร?  
			<remark  id="s1b8c46l11" />ต. เพราะเรื่องที่ภิกษุรูปหนึ่ง กลืนอาหารที่เขายังไม่ได้ให้ ล่วงช่องปาก.  
			<remark  id="s1b8c46l12" />มีบัญญัติ ๑ อนุบัญญัติ ๑ บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สิกขาบทนี้ เกิดด้วย  
			<remark  id="s1b8c46l13" />สมุฏฐาน ๒ (เหมือนเอฬกโลมสิกขาบท) ...  
			<remark  id="s1b8c46l14" />		โภชนวรรค ที่ ๔ จบ  
			<remark  id="s1b8c46l15" />		 หัวข้อประจำวรรค  
			<remark  id="s1b8c46l16" />	[๑๐๓] อาหารในโรงทาน ๑ ฉันเป็นหมู่ ๑ โภชนะทีหลัง ๑ เต็ม ๒ บาตร ๑  
			<remark  id="s1b8c46l17" />ห้ามภัตร ๑ เวลาวิกาล ๑ ของเคี้ยว ๑ รับประเคนไว้ค้างคืน ๑ โภชนะประณีต ๑ อาหารที่เขา  
			<remark  id="s1b8c46l18" />ไม่ได้ให้ล่วงช่องปาก ๑  
			<remark  id="s1b8c46l19" />		 -------------  
			<remark  id="s1b8c46l20" />		    คำถามและคำตอบในอเจลกวรรคที่ ๕  
			<remark  id="s1b8c46l21" />	[๑๐๔] ถามว่า พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า  
			<remark  id="s1b8c46l22" />พระองค์นั้น ทรงบัญญัติปาจิตตีย์ แก่ภิกษุผู้ให้ของเคี้ยวก็ดี ของฉันก็ดี แก่อเจลกก็ดี แก่  
			<remark  id="s1b8c46l23" />ปริพาชกก็ดี แก่ปริพาชิกาก็ดี ด้วยมือของตน ณ ที่ไหน?  
			<remark  id="s1b8c46l24" />ตอบว่า ทรงบัญญัติ ณ พระนครเวสาลี.  
			<remark  id="s1b8c46l25" />ถ. ทรงปรารภใคร?  
			<remark  id="s1b8c46l26" />ต. ทรงปรารภท่านพระอานนท์.  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b8c47" >
		<para id="s1b8c47p">
			<remark  id="s1b8c47l1" />ถ. เพราะเรื่องอะไร?  
			<remark  id="s1b8c47l2" />ต. เพราะเรื่องที่ท่านพระอานนท์เข้าใจว่า ขนมชิ้นหนึ่ง ได้ให้ขนม ๒ ชิ้น แก่  
			<remark  id="s1b8c47l3" />ปริพาชิกานางหนึ่ง.  
			<remark  id="s1b8c47l4" />มีบัญญัติ ๑ บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สิกขาบทนี้ เกิดด้วยสมุฏฐาน ๒  
			<remark  id="s1b8c47l5" />(เหมือนเอฬกโลมสิกขาบท) ...  
			<remark  id="s1b8c47l6" />	[๑๐๕] ถามว่า พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า  
			<remark  id="s1b8c47l7" />พระองค์นั้น ทรงบัญญัติปาจิตตีย์แก่ภิกษุผู้ชวนภิกษุว่า มาเถิด คุณ เรา จักเข้าไปสู่บ้านหรือสู่  
			<remark  id="s1b8c47l8" />นิคม เพื่อบิณฑบาตด้วยกัน แล้วให้เขาถวายก็ดี ไม่ให้ถวายก็ดี แก่เธอ แล้วส่งกลับไปเสีย  
			<remark  id="s1b8c47l9" />ณ ที่ไหน?  
			<remark  id="s1b8c47l10" />ตอบว่า ทรงบัญญัติ ณ พระนครสาวัตถี.  
			<remark  id="s1b8c47l11" />ถ. ทรงปรารภใคร?  
			<remark  id="s1b8c47l12" />ต. ทรงปรารภท่านพระอุปนนท ศากยบุตร.  
			<remark  id="s1b8c47l13" />ถ. เพราะเรื่องอะไร?  
			<remark  id="s1b8c47l14" />ต. เพราะเรื่องที่ท่านพระอุปนนท ศากยบุตร ชวนภิกษุว่า มาเถิด คุณ เราจักเข้าไป  
			<remark  id="s1b8c47l15" />สู่บ้านเพื่อบิณฑบาตด้วยกัน ไม่ให้เขาถวายแก่เธอ แล้วส่งกลับไป.  
			<remark  id="s1b8c47l16" />มีบัญญัติ ๑ บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สิกขาบทนี้เกิดด้วยสมุฏฐาน ๓ ...  
			<remark  id="s1b8c47l17" />	[๑๐๖] ถามว่า พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์  
			<remark  id="s1b8c47l18" />นั้น ทรงบัญญัติปาจิตตีย์ แก่ภิกษุผู้สำเร็จการนั่งแทรกแซงในสโภชนสกุล ณ ที่ไหน?  
			<remark  id="s1b8c47l19" />ตอบว่า ทรงบัญญัติ ณ พระนครสาวัตถี.  
			<remark  id="s1b8c47l20" />ถ. ทรงปรารภใคร?  
			<remark  id="s1b8c47l21" />ต. ทรงปรารภท่านพระอุปนนท ศากยบุตร.  
			<remark  id="s1b8c47l22" />ถ. เพราะเรื่องอะไร?  
			<remark  id="s1b8c47l23" />ต. เพราะเรื่องที่ท่านพระอุปนนท ศากยบุตร สำเร็จการนั่งแทรกแซงในสโภชนสกุล.  
			<remark  id="s1b8c47l24" />มีบัญญัติ ๑ บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สิกขาบทนี้เกิดด้วยสมุฏฐานอันหนึ่ง  
			<remark  id="s1b8c47l25" />คือ เกิดแต่กายกับจิต มิใช่วาจา ...  
			<remark  id="s1b8c47l26" />	[๑๐๗] ถามว่า พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์  
			<remark  id="s1b8c47l27" />นั้น ทรงบัญญัติปาจิตตีย์ แก่ภิกษุผู้สำเร็จการนั่งในที่ลับ คือ ในอาสนะกำบัง กับมาตุคาม ณ  
			<remark  id="s1b8c47l28" />ที่ไหน?  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b8c48" >
		<para id="s1b8c48p">
			<remark  id="s1b8c48l1" />ตอบว่า ทรงบัญญัติ ณ พระนครสาวัตถี.  
			<remark  id="s1b8c48l2" />ถ. ทรงปรารภใคร?  
			<remark  id="s1b8c48l3" />ต. ทรงปรารภท่านพระอุปนนท ศากยบุตร.  
			<remark  id="s1b8c48l4" />ถ. เพราะเรื่องอะไร?  
			<remark  id="s1b8c48l5" />ต. เพราะเรื่องที่ท่านพระอุปนนท ศากยบุตร สำเร็จการนั่งในที่ลับ คือ ในอาสนะ  
			<remark  id="s1b8c48l6" />กำบัง กับมาตุคาม.  
			<remark  id="s1b8c48l7" />มีบัญญัติ ๑ บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สิกขาบทนี้เกิดด้วยสมุฏฐานอันหนึ่ง  
			<remark  id="s1b8c48l8" />คือ เกิดแต่กายกับจิต มิใช่วาจา ...  
			<remark  id="s1b8c48l9" />	[๑๐๘] ถามว่า พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์  
			<remark  id="s1b8c48l10" />นั้น ทรงบัญญัติปาจิตตีย์ แก่ภิกษุผู้เดียว สำเร็จการนั่งในที่ลับกับมาตุคามผู้เดียว ณ ที่ไหน?  
			<remark  id="s1b8c48l11" />ตอบว่า ทรงบัญญัติ ณ พระนครสาวัตถี.  
			<remark  id="s1b8c48l12" />ถ. ทรงปรารภใคร?  
			<remark  id="s1b8c48l13" />ต. ทรงปรารภท่านพระอุปนนท ศากยบุตร.  
			<remark  id="s1b8c48l14" />ถ. เพราะเรื่องอะไร?  
			<remark  id="s1b8c48l15" />ต. เพราะเรื่องที่ท่านพระอุปนนท ศากยบุตร ผู้เดียวสำเร็จการนั่งในที่ลับกับมาตุคาม  
			<remark  id="s1b8c48l16" />ผู้เดียว.  
			<remark  id="s1b8c48l17" />มีบัญญัติ ๑ บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สิกขาบทนี้เกิดด้วยสมุฏฐานอันหนึ่ง  
			<remark  id="s1b8c48l18" />คือ เกิดแต่กายกับจิต มิใช่วาจา ...  
			<remark  id="s1b8c48l19" />	[๑๐๙] ถามว่า พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์  
			<remark  id="s1b8c48l20" />นั้น ทรงบัญญัติปาจิตตีย์ แก่ภิกษุผู้รับนิมนต์แล้ว มีภัตอยู่ ไม่บอกลาภิกษุซึ่งมีอยู่ ถึงความ  
			<remark  id="s1b8c48l21" />เป็นผู้เที่ยวไปในสกุลทั้งหลาย ก่อนเวลาฉันก็ดี หลังเวลาฉันก็ดี ณ ที่ไหน?  
			<remark  id="s1b8c48l22" />ตอบว่า ทรงบัญญัติ ณ พระนครราชคฤห์.  
			<remark  id="s1b8c48l23" />ถ. ทรงปรารภใคร?  
			<remark  id="s1b8c48l24" />ต. ทรงปรารภท่านพระอุปนนท ศากยบุตร.  
			<remark  id="s1b8c48l25" />ถ. เพราะเรื่องอะไร?  
			<remark  id="s1b8c48l26" />ต. เพราะเรื่องที่ท่านพระอุปนนท ศากยบุตร รับนิมนต์แล้ว มีภัตอยู่ ถึงความ  
			<remark  id="s1b8c48l27" />เป็นผู้เที่ยวไปในสกุลทั้งหลาย ก่อนเวลาฉัน หลังเวลาฉัน.  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b8c49" >
		<para id="s1b8c49p">
			<remark  id="s1b8c49l1" />มีบัญญัติ ๑ อนุบัญญัติ ๔ บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สิกขาบทนี้ เกิดด้วย  
			<remark  id="s1b8c49l2" />สมุฏฐาน ๒ (เหมือนกฐินสิกขาบท) ...  
			<remark  id="s1b8c49l3" />	[๑๑๐] ถามว่า พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์  
			<remark  id="s1b8c49l4" />นั้น ทรงบัญญัติปาจิตตีย์ แก่ภิกษุผู้ขอเภสัชยิ่งกว่ากำหนดนั้น ณ ที่ไหน?  
			<remark  id="s1b8c49l5" />ตอบว่า ทรงบัญญัติ ณ สักกชนบท.  
			<remark  id="s1b8c49l6" />ถ. ทรงปรารภใคร?  
			<remark  id="s1b8c49l7" />ต. ทรงปรารภพระฉัพพัคคีย์.  
			<remark  id="s1b8c49l8" />ถ. เพราะเรื่องอะไร?  
			<remark  id="s1b8c49l9" />ต. เพราะเรื่องที่พระฉัพพัคคีย์ อันมหานามศากยะกล่าวว่า วันนี้ ขอท่านจงรอ ก็มิ  
			<remark  id="s1b8c49l10" />ได้รอ.  
			<remark  id="s1b8c49l11" />มีบัญญัติ ๑ อนุบัญญัติ ๑ บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สิกขาบทนี้ เกิดด้วย  
			<remark  id="s1b8c49l12" />สมุฏฐาน ๖ ...  
			<remark  id="s1b8c49l13" />	[๑๑๑] ถามว่า พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์  
			<remark  id="s1b8c49l14" />นั้น ทรงบัญญัติปาจิตตีย์ แก่ภิกษุผู้ไปเพื่อดูกองทัพซึ่งยกออกไป ณ ที่ไหน?  
			<remark  id="s1b8c49l15" />ตอบว่า ทรงบัญญัติ ณ พระนครสาวัตถี.  
			<remark  id="s1b8c49l16" />ถ. ทรงปรารภใคร?  
			<remark  id="s1b8c49l17" />ต. ทรงปรารภพระฉัพพัคคีย์.  
			<remark  id="s1b8c49l18" />ถ. เพราะเรื่องอะไร?  
			<remark  id="s1b8c49l19" />ต. เพราะเรื่องที่พระฉัพพัคคีย์ ได้ไปเพื่อจะดูกองทัพซึ่งยกออกไป.  
			<remark  id="s1b8c49l20" />มีบัญญัติ ๑ อนุบัญญัติ ๑ บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สิกขาบทนี้ เกิดด้วย  
			<remark  id="s1b8c49l21" />สมุฏฐาน ๒ (เหมือนเอฬกโลมสิกขาบท) ...  
			<remark  id="s1b8c49l22" />	[๑๑๒] ถามว่า พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์  
			<remark  id="s1b8c49l23" />นั้น ทรงบัญญัติปาจิตตีย์ แก่ภิกษุผู้อยู่ในกองทัพเกินกว่า ๓ คืน ณ ที่ไหน?  
			<remark  id="s1b8c49l24" />ตอบว่า ทรงบัญญัติ ณ พระนครสาวัตถี.  
			<remark  id="s1b8c49l25" />ถ. ทรงปรารภใคร?  
			<remark  id="s1b8c49l26" />ต. ทรงปรารภพระฉัพพัคคีย์.  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b8c50" >
		<para id="s1b8c50p">
			<remark  id="s1b8c50l1" />ถ. เพราะเรื่องอะไร?  
			<remark  id="s1b8c50l2" />ต. เพราะเรื่องที่พระฉัพพัคคีย์อยู่ในกองทัพเกินกว่า ๓ คืน.  
			<remark  id="s1b8c50l3" />มีบัญญัติ ๑ บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สิกขาบทนี้ เกิดด้วยสมุฏฐาน ๒  
			<remark  id="s1b8c50l4" />(เหมือนเอฬกโลมสิกขาบท) ...  
			<remark  id="s1b8c50l5" />	[๑๑๓] ถามว่า พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์  
			<remark  id="s1b8c50l6" />นั้น ทรงบัญญัติปาจิตตีย์แก่ภิกษุผู้ไปสู่สนามรบ ณ ที่ไหน?  
			<remark  id="s1b8c50l7" />ตอบว่า ทรงบัญญัติ ณ พระนครสาวัตถี.  
			<remark  id="s1b8c50l8" />ถ. ทรงปรารภใคร?  
			<remark  id="s1b8c50l9" />ต. ทรงปรารภพระฉัพพัคคีย์.  
			<remark  id="s1b8c50l10" />ถ. เพราะเรื่องอะไร?  
			<remark  id="s1b8c50l11" />ต. เพราะเรื่องที่พระฉัพพัคคีย์ได้ไปสู่สนามรบ.  
			<remark  id="s1b8c50l12" />มีบัญญัติ ๑ บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สิกขาบทนี้ เกิดด้วยสมุฏฐาน ๒  
			<remark  id="s1b8c50l13" />(เหมือนเอฬกโลมสิกขาบท) ...  
			<remark  id="s1b8c50l14" />		    อเจลกวรรค ที่ ๕ จบ.  
			<remark  id="s1b8c50l15" />		 หัวข้อประจำวรรค  
			<remark  id="s1b8c50l16" />	[๑๑๔] ให้แก่อเจลก ๑ ส่งภิกษุกลับไป ๑ สโภชนสกุล ๑ นั่งในที่ลับ ๒ สิกขาบท  
			<remark  id="s1b8c50l17" />ภิกษุมีอยู่ ๑ เภสัช ๑ ดูกองทัพที่ยกออกไป ๑ อยู่เกิน ๓ ราตรี ๑ ไปสู่สนามรบ ๑  
			<remark  id="s1b8c50l18" />		  ------------  
			<remark  id="s1b8c50l19" />		   คำถามและคำตอบในสุราเมรยวรรคที่ ๖  
			<remark  id="s1b8c50l20" />	[๑๑๕] ถามว่า พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์  
			<remark  id="s1b8c50l21" />นั้น ทรงบัญญัติปาจิตตีย์ในเพราะดื่มสุราและเมรัย ณ ที่ไหน?  
			<remark  id="s1b8c50l22" />ตอบว่า ทรงบัญญัติ ณ พระนครโกสัมพี.  
			<remark  id="s1b8c50l23" />ถ. ทรงปรารภใคร?  
			<remark  id="s1b8c50l24" />ต. ทรงปรารภท่านพระสาคตะ.  
			<remark  id="s1b8c50l25" />ถ. เพราะเรื่องอะไร?  
			<remark  id="s1b8c50l26" />ต. เพราะเรื่องที่ท่านพระสาคตะดื่มน้ำเมา.  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b8c51" >
		<para id="s1b8c51p">
			<remark  id="s1b8c51l1" />มีบัญญัติ ๑ บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สิกขาบทนี้ เกิดด้วยสมุฏฐาน ๒ คือ  
			<remark  id="s1b8c51l2" />บางทีเกิดแต่กาย มิใช่วาจา มิใช่จิต บางทีเกิดแต่กายกับจิต มิใช่วาจา ...  
			<remark  id="s1b8c51l3" />	[๑๑๖] ถามว่า พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์  
			<remark  id="s1b8c51l4" />นั้น ทรงบัญญัติปาจิตตีย์ในเพราะจี้ด้วยนิ้วมือ ณ ที่ไหน?  
			<remark  id="s1b8c51l5" />ตอบว่า ทรงบัญญัติ ณ พระนครสาวัตถี.  
			<remark  id="s1b8c51l6" />ถ. ทรงปรารภใคร?  
			<remark  id="s1b8c51l7" />ต. ทรงปรารภพระฉัพพัคคีย์.  
			<remark  id="s1b8c51l8" />ถ. เพราะเรื่องอะไร?  
			<remark  id="s1b8c51l9" />ต. เพราะเรื่องที่พระฉัพพัคคีย์ใช้นิ้วมือจี้ภิกษุให้หัวเราะ.  
			<remark  id="s1b8c51l10" />มีบัญญัติ ๑ บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สิกขาบทนี้เกิดด้วยสมุฏฐานอันหนึ่ง  
			<remark  id="s1b8c51l11" />คือเกิดแต่กายกับจิต มิใช่วาจา ...  
			<remark  id="s1b8c51l12" />	[๑๑๗] ถามว่า พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์  
			<remark  id="s1b8c51l13" />นั้น ทรงบัญญัติปาจิตตีย์ในเพราะเล่นน้ำ ณ ที่ไหน?  
			<remark  id="s1b8c51l14" />ตอบว่า ทรงบัญญัติ ณ พระนครสาวัตถี.  
			<remark  id="s1b8c51l15" />ถ. ทรงปรารภใคร?  
			<remark  id="s1b8c51l16" />ต. ทรงปรารภพระสัตตรสวัคคีย์.  
			<remark  id="s1b8c51l17" />ถ. เพราะเรื่องอะไร?  
			<remark  id="s1b8c51l18" />ต. เพราะเรื่องที่พระสัตตรสวัคคีย์เล่นน้ำในแม่น้ำอจิรวดี.  
			<remark  id="s1b8c51l19" />มีบัญญัติ ๑ บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สิกขาบทนี้ เกิดด้วยสมุฏฐานอันหนึ่ง  
			<remark  id="s1b8c51l20" />คือ เกิดแต่กายกับจิต มิใช่วาจา ...  
			<remark  id="s1b8c51l21" />	[๑๑๘] ถามว่า พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์  
			<remark  id="s1b8c51l22" />นั้น ทรงบัญญัติปาจิตตีย์ในเพราะความไม่เอื้อเฟื้อ ณ ที่ไหน?  
			<remark  id="s1b8c51l23" />ตอบว่า ทรงบัญญัติ ณ พระนครโกสัมพี.  
			<remark  id="s1b8c51l24" />ถ. ทรงปรารภใคร?  
			<remark  id="s1b8c51l25" />ต. ทรงปรารภท่านพระฉันนะ.  
			<remark  id="s1b8c51l26" />ถ. เพราะเรื่องอะไร?  
			<remark  id="s1b8c51l27" />ต. เพราะเรื่องที่ท่านพระฉันนะได้ทำความไม่เอื้อเฟื้อ.
		</para>
	</section>
	<section id="s1b8c52" >
		<para id="s1b8c52p">
			<remark  id="s1b8c52l1" />มีบัญญัติ ๑ บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สิกขาบทนี้ เกิดด้วยสมุฏฐาน ๓ ...  
			<remark  id="s1b8c52l2" />	[๑๑๙] ถามว่า พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์  
			<remark  id="s1b8c52l3" />นั้น ทรงบัญญัติปาจิตตีย์ แก่ภิกษุผู้หลอนภิกษุ ณ ที่ไหน?  
			<remark  id="s1b8c52l4" />ตอบว่า ทรงบัญญัติ ณ พระนครสาวัตถี.  
			<remark  id="s1b8c52l5" />ถ. ทรงปรารภใคร?  
			<remark  id="s1b8c52l6" />ต. ทรงปรารภพระฉัพพัคคีย์.  
			<remark  id="s1b8c52l7" />ถ. เพราะเรื่องอะไร?  
			<remark  id="s1b8c52l8" />ต. เพราะเรื่องที่พระฉัพพัคคีย์หลอนภิกษุ.  
			<remark  id="s1b8c52l9" />มีบัญญัติ ๑ บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สิกขาบทนี้ เกิดด้วยสมุฏฐาน ๓ ...  
			<remark  id="s1b8c52l10" />	[๑๒๐] ถามว่า พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์  
			<remark  id="s1b8c52l11" />นั้น ทรงบัญญัติปาจิตตีย์ แก่ภิกษุผู้ติดไฟผิง ณ ที่ไหน?  
			<remark  id="s1b8c52l12" />ตอบว่า ทรงบัญญัติ ณ ภัคคชนบท.  
			<remark  id="s1b8c52l13" />ถ. ทรงปรารภใคร?  
			<remark  id="s1b8c52l14" />ต. ทรงปรารภภิกษุหลายรูป.  
			<remark  id="s1b8c52l15" />ถ. เพราะเรื่องอะไร?  
			<remark  id="s1b8c52l16" />ต. เพราะเรื่องที่ภิกษุหลายรูปก่อไฟผิง.  
			<remark  id="s1b8c52l17" />มีบัญญัติ ๑ อนุบัญญัติ ๒ บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สิกขาบทนี้ เกิดด้วย  
			<remark  id="s1b8c52l18" />สมุฏฐาน ๖ ...  
			<remark  id="s1b8c52l19" />	[๑๒๑] ถามว่า พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์  
			<remark  id="s1b8c52l20" />นั้น ทรงบัญญัติปาจิตตีย์ แก่ภิกษุผู้อาบน้ำหย่อนกึ่งเดือน ณ ที่ไหน?  
			<remark  id="s1b8c52l21" />ตอบว่า ทรงบัญญัติ ณ พระนครราชคฤห์.  
			<remark  id="s1b8c52l22" />ถ. ทรงปรารภใคร?  
			<remark  id="s1b8c52l23" />ต. ทรงปรารภภิกษุหลายรูป.  
			<remark  id="s1b8c52l24" />ถ. เพราะเรื่องอะไร?  
			<remark  id="s1b8c52l25" />ต. เพราะเรื่องที่ภิกษุหลายรูปเห็นพระราชาแล้ว ก็ยังไม่รู้จักประมาณอาบน้ำ.  
			<remark  id="s1b8c52l26" />มีบัญญัติ ๑ อนุบัญญัติ ๖  
			<remark  id="s1b8c52l27" />ถ. มีสัพพัตถบัญญัติ ปเทสบัญญัติ หรือ?  
			<remark  id="s1b8c52l28" />ต. มีแต่ปเทสบัญญัติ.  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b8c53" >
		<para id="s1b8c53p">
			<remark  id="s1b8c53l1" />บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สิกขาบทนี้ เกิดด้วยสมุฏฐาน ๒ (เหมือนเอฬกโลม  
			<remark  id="s1b8c53l2" />สิกขาบท) ...  
			<remark  id="s1b8c53l3" />	[๑๒๒] ถามว่า พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า  
			<remark  id="s1b8c53l4" />พระองค์นั้น ทรงบัญญัติปาจิตตีย์ แก่ภิกษุผู้ไม่ถือเอาวัตถุสำหรับทำให้เสียสี ๓ อย่าง อย่างใด  
			<remark  id="s1b8c53l5" />อย่างหนึ่ง แล้วใช้จีวรใหม่ ณ ที่ไหน?  
			<remark  id="s1b8c53l6" />ตอบว่า ทรงบัญญัติ ณ พระนครสาวัตถี.  
			<remark  id="s1b8c53l7" />ถ. ทรงปรารภใคร?  
			<remark  id="s1b8c53l8" />ต. ทรงปรารภภิกษุหลายรูป.  
			<remark  id="s1b8c53l9" />ถ. เพราะเรื่องอะไร?  
			<remark  id="s1b8c53l10" />ต. เพราะเรื่องที่ภิกษุหลายรูปจำจีวรของตนไม่ได้.  
			<remark  id="s1b8c53l11" />มีบัญญัติ ๑ บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สิกขาบทนี้ เกิดด้วยสมุฏฐาน ๒  
			<remark  id="s1b8c53l12" />(เหมือนเอฬกโลมสิกขาบท) ...  
			<remark  id="s1b8c53l13" />	[๑๒๓] ถามว่า พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า  
			<remark  id="s1b8c53l14" />พระองค์นั้น ทรงบัญญัติปาจิตตีย์ แก่ภิกษุผู้วิกัปจีวรเอง แก่ภิกษุก็ดี แก่ภิกษุณีก็ดี แก่  
			<remark  id="s1b8c53l15" />สิกขมานาก็ดี แก่สามเณรก็ดี แก่สามเณรีก็ดี แล้วใช้สอยจีวรนั้น ซึ่งไม่ให้เขาถอนก่อน ณ  
			<remark  id="s1b8c53l16" />ที่ไหน?  
			<remark  id="s1b8c53l17" />ตอบว่า ทรงบัญญัติ ณ พระนครสาวัตถี.  
			<remark  id="s1b8c53l18" />ถ. ทรงปรารภใคร?  
			<remark  id="s1b8c53l19" />ต. ทรงปรารภท่านพระอุปนนท ศากยบุตร.  
			<remark  id="s1b8c53l20" />ถ. เพราะเรื่องอะไร?  
			<remark  id="s1b8c53l21" />ต. เพราะเรื่องที่ท่านพระอุปนนท ศากยบุตร วิกัปจีวรเองแก่ภิกษุแล้วใช้สอยจีวรนั้น  
			<remark  id="s1b8c53l22" />ซึ่งไม่ให้เขาถอนก่อน.  
			<remark  id="s1b8c53l23" />มีบัญญัติ ๑ บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สิกขาบทนี้ เกิดด้วยสมุฏฐาน ๒  
			<remark  id="s1b8c53l24" />(เหมือนกฐินสิกขาบท) ...  
			<remark  id="s1b8c53l25" />	[๑๒๔] ถามว่า พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า  
			<remark  id="s1b8c53l26" />พระองค์นั้น ทรงบัญญัติปาจิตตีย์ แก่ภิกษุผู้ซ่อนบาตรก็ดี จีวรก็ดี ผ้าปูนั่งก็ดี กล่องเข็มก็ดี  
			<remark  id="s1b8c53l27" />ประคตเอวก็ดี ของภิกษุ ณ ที่ไหน?  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b8c54" >
		<para id="s1b8c54p">
			<remark  id="s1b8c54l1" />ตอบว่า ทรงบัญญัติ ณ พระนครสาวัตถี.  
			<remark  id="s1b8c54l2" />ถ. ทรงปรารภใคร?  
			<remark  id="s1b8c54l3" />ต. ทรงปรารภพระฉัพพัคคีย์.  
			<remark  id="s1b8c54l4" />ถ. เพราะเรื่องอะไร?  
			<remark  id="s1b8c54l5" />ต. เพราะเรื่องที่พระฉัพพัคคีย์ซ่อนบาตรบ้าง จีวรบ้าง ผ้าปูนั่งบ้าง กล่องเข็มบ้าง  
			<remark  id="s1b8c54l6" />ประคตเอวบ้าง ของภิกษุทั้งหลาย.  
			<remark  id="s1b8c54l7" />มีบัญญัติ ๑ บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สิกขาบทนี้ เกิดด้วยสมุฏฐาน ๓ ...  
			<remark  id="s1b8c54l8" />		   สุราเมรยวรรค ที่ ๖ จบ.  
			<remark  id="s1b8c54l9" />		 หัวข้อประจำวรรค  
			<remark  id="s1b8c54l10" />	[๑๒๕] สุรา ๑ จี้ด้วยนิ้วมือ ๑ เล่นน้ำ ๑ ไม่เอื้อเฟื้อ ๑ หลอนภิกษุ ๑ ติดไฟผิง ๑  
			<remark  id="s1b8c54l11" />อาบน้ำ ๑ วัตถุทำให้เสียสี ๑ วิกัป ๑ ซ่อนจีวร ๑  
			<remark  id="s1b8c54l12" />		----------------  
			<remark  id="s1b8c54l13" />		    คำถามและคำตอบในสัปปาณกวรรคที่ ๗  
			<remark  id="s1b8c54l14" />	[๑๒๖] ถามว่า พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า  
			<remark  id="s1b8c54l15" />พระองค์นั้น ทรงบัญญัติปาจิตตีย์ แก่ภิกษุผู้แกล้งฆ่าสัตว์ให้ตาย ณ ที่ไหน?  
			<remark  id="s1b8c54l16" />ตอบว่า ทรงบัญญัติ ณ พระนครสาวัตถี.  
			<remark  id="s1b8c54l17" />ถ. ทรงปรารภใคร?  
			<remark  id="s1b8c54l18" />ต. ทรงปรารภท่านพระอุทายี.  
			<remark  id="s1b8c54l19" />ถ. เพราะเรื่องอะไร?  
			<remark  id="s1b8c54l20" />ต. เพราะเรื่องที่ท่านพระอุทายีแกล้งฆ่าสัตว์ให้ตาย.  
			<remark  id="s1b8c54l21" />มีบัญญัติ ๑ บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สิกขาบทนี้ เกิดด้วยสมุฏฐาน ๓ ...  
			<remark  id="s1b8c54l22" />	[๑๒๗] ถามว่า พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์  
			<remark  id="s1b8c54l23" />นั้น ทรงบัญญัติปาจิตตีย์ แก่ภิกษุผู้รู้อยู่บริโภคน้ำมีตัวสัตว์ ณ ที่ไหน?  
			<remark  id="s1b8c54l24" />ตอบว่า ทรงบัญญัติ ณ พระนครสาวัตถี.  
			<remark  id="s1b8c54l25" />ถ. ทรงปรารภใคร?  
			<remark  id="s1b8c54l26" />ต. ทรงปรารภพระฉัพพัคคีย์.  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b8c55" >
		<para id="s1b8c55p">
			<remark  id="s1b8c55l1" />ถ. เพราะเรื่องอะไร?  
			<remark  id="s1b8c55l2" />ต. เพราะเรื่องที่พระฉัพพัคคีย์รู้อยู่ บริโภคน้ำมีตัวสัตว์.  
			<remark  id="s1b8c55l3" />มีบัญญัติ ๑ บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สิกขาบทนี้ เกิดด้วยสมุฏฐาน ๓ ...  
			<remark  id="s1b8c55l4" />	[๑๒๘] ถามว่า พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า  
			<remark  id="s1b8c55l5" />พระองค์นั้น ทรงบัญญัติปาจิตตีย์ แก่ภิกษุผู้รู้อยู่ฟื้นอธิกรณ์ที่ทำเสร็จแล้วตามธรรม เพื่อทำอีก  
			<remark  id="s1b8c55l6" />ณ ที่ไหน?  
			<remark  id="s1b8c55l7" />ตอบว่า ทรงบัญญัติ ณ พระนครสาวัตถี.  
			<remark  id="s1b8c55l8" />ถ. ทรงปรารภใคร?  
			<remark  id="s1b8c55l9" />ต. ทรงปรารภพระฉัพพัคคีย์.  
			<remark  id="s1b8c55l10" />ถ. เพราะเรื่องอะไร?  
			<remark  id="s1b8c55l11" />ต. เพราะเรื่องที่พระฉัพพัคคีย์รู้อยู่ ฟื้นอธิกรณ์ที่ทำเสร็จแล้วตามธรรมเพื่อทำอีก.  
			<remark  id="s1b8c55l12" />มีบัญญัติ ๑ บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สิกขาบทนี้ เกิดด้วยสมุฏฐาน ๓ ...  
			<remark  id="s1b8c55l13" />	[๑๒๙] ถามว่า พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า  
			<remark  id="s1b8c55l14" />พระองค์นั้น ทรงบัญญัติปาจิตตีย์ แก่ภิกษุผู้รู้อยู่ ปิดอาบัติชั่วหยาบของภิกษุ ณ ที่ไหน?  
			<remark  id="s1b8c55l15" />ตอบว่า ทรงบัญญัติ ณ พระนครสาวัตถี.  
			<remark  id="s1b8c55l16" />ถ. ทรงปรารภใคร?  
			<remark  id="s1b8c55l17" />ต. ทรงปรารภภิกษุรูปหนึ่ง.  
			<remark  id="s1b8c55l18" />ต. เพราะเรื่องอะไร?  
			<remark  id="s1b8c55l19" />ต. เพราะเรื่องที่ภิกษุรูปหนึ่งรู้อยู่ ปิดอาบัติชั่วหยาบของภิกษุ.  
			<remark  id="s1b8c55l20" />มีบัญญัติ ๑ บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สิกขาบทนี้ เกิดด้วยสมุฏฐานอันหนึ่ง  
			<remark  id="s1b8c55l21" />คือ เกิดแต่กาย วาจา และจิต ...  
			<remark  id="s1b8c55l22" />	[๑๓๐] ถามว่า พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์  
			<remark  id="s1b8c55l23" />นั้น ทรงบัญญัติปาจิตตีย์ แก่ภิกษุผู้รู้อยู่ยังบุคคลผู้มีอายุหย่อน ๒๐ ปี ให้อุปสมบท ณ ที่ไหน?  
			<remark  id="s1b8c55l24" />ตอบว่า ทรงบัญญัติ ณ พระนครราชคฤห์.  
			<remark  id="s1b8c55l25" />ถ. ทรงปรารภใคร?  
			<remark  id="s1b8c55l26" />ต. ทรงปรารภภิกษุหลายรูป.  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b8c56" >
		<para id="s1b8c56p">
			<remark  id="s1b8c56l1" />ถ. เพราะเรื่องอะไร?  
			<remark  id="s1b8c56l2" />ต. เพราะเรื่องที่ภิกษุหลายรูปรู้อยู่ยังบุคคลมีอายุหย่อน ๒๐ ปี ให้อุปสมบท.  
			<remark  id="s1b8c56l3" />มีบัญญัติ ๑ บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สิกขาบทนี้ เกิดด้วยสมุฏฐาน ๓ ...  
			<remark  id="s1b8c56l4" />	[๑๓๑] ถามว่า พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์  
			<remark  id="s1b8c56l5" />นั้น ทรงบัญญัติปาจิตตีย์ แก่ภิกษุผู้รู้อยู่ชักชวนแล้วเดินทางไกลสายเดียวกันกับพวกพ่อค้าผู้เป็น  
			<remark  id="s1b8c56l6" />โจร ณ ที่ไหน?  
			<remark  id="s1b8c56l7" />ตอบว่า ทรงบัญญัติ ณ พระนครสาวัตถี.  
			<remark  id="s1b8c56l8" />ถ. ทรงปรารภใคร?  
			<remark  id="s1b8c56l9" />ต. ทรงปรารภภิกษุรูปหนึ่ง.  
			<remark  id="s1b8c56l10" />ถ. เพราะเรื่องอะไร?  
			<remark  id="s1b8c56l11" />ต. เพราะเรื่องที่ภิกษุรูปหนึ่งรู้อยู่ ชักชวนเดินทางไกลสายเดียวกันกับพวกพ่อค้าผู้  
			<remark  id="s1b8c56l12" />เป็นโจร.  
			<remark  id="s1b8c56l13" />มีบัญญัติ ๑ บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สิกขาบทนี้เกิดด้วยสมุฏฐาน ๒ คือ  
			<remark  id="s1b8c56l14" />บางทีเกิดแต่กายกับจิต มิใช่วาจา บางทีเกิดแต่กาย วาจา และจิต ...  
			<remark  id="s1b8c56l15" />	[๑๓๒] ถามว่า พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์  
			<remark  id="s1b8c56l16" />นั้น ทรงบัญญัติปาจิตตีย์ แก่ภิกษุผู้ชักชวนเดินทางไกลสายเดียวกันกับมาตุคาม ณ ที่ไหน?  
			<remark  id="s1b8c56l17" />ตอบว่า ทรงบัญญัติ ณ พระนครสาวัตถี.  
			<remark  id="s1b8c56l18" />ถ. ทรงปรารภใคร?  
			<remark  id="s1b8c56l19" />ต. ทรงปรารภภิกษุรูปหนึ่ง.  
			<remark  id="s1b8c56l20" />ถ. เพราะเรื่องอะไร?  
			<remark  id="s1b8c56l21" />ต. เพราะเรื่องที่ภิกษุรูปหนึ่งชักชวน เดินทางไกลสายเดียวกันกับมาตุคาม.  
			<remark  id="s1b8c56l22" />มีบัญญัติ ๑ บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สิกขาบทนี้ เกิดด้วยสมุฏฐาน ๔ ...  
			<remark  id="s1b8c56l23" />	[๑๓๓] ถามว่า พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์  
			<remark  id="s1b8c56l24" />นั้น ทรงบัญญัติปาจิตตีย์ แก่ภิกษุผู้ไม่สละทิฏฐิอันชั่วช้า เมื่อสวดสมนุภาสจบหนที่ ๓ ณ ที่ไหน?  
			<remark  id="s1b8c56l25" />ตอบว่า ทรงบัญญัติ ณ พระนครสาวัตถี.  
			<remark  id="s1b8c56l26" />ถ. ทรงปรารภใคร?  
			<remark  id="s1b8c56l27" />ต. ทรงปรารภพระอริฏฐะ ผู้เคยเป็นคนฆ่าแร้ง.  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b8c57" >
		<para id="s1b8c57p">
			<remark  id="s1b8c57l1" />ถ. เพราะเรื่องอะไร?  
			<remark  id="s1b8c57l2" />ต. เพราะเรื่องที่พระอริฏฐะ ผู้เคยเป็นคนฆ่าแร้ง ไม่สละทิฏฐิอันชั่วช้าเมื่อสวด  
			<remark  id="s1b8c57l3" />สมนุภาสจบหนที่ ๓.  
			<remark  id="s1b8c57l4" />มีบัญญัติ ๑ บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สิกขาบทนี้เกิดด้วยสมุฏฐานอันหนึ่ง  
			<remark  id="s1b8c57l5" />คือ เกิดแต่กาย วาจา และจิต ...  
			<remark  id="s1b8c57l6" />	[๑๓๔] ถามว่า พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์  
			<remark  id="s1b8c57l7" />นั้น ทรงบัญญัติปาจิตตีย์ แก่ภิกษุผู้รู้อยู่ กินร่วมกับพระอริฏฐะผู้กล่าวอย่างนั้น มีธรรมอันสมควร  
			<remark  id="s1b8c57l8" />ยังไม่ได้ทำ ยังไม่ได้สละทิฏฐินั้น ณ ที่ไหน?  
			<remark  id="s1b8c57l9" />ตอบว่า ทรงบัญญัติ ณ พระนครสาวัตถี.  
			<remark  id="s1b8c57l10" />ถ. ทรงปรารภใคร?  
			<remark  id="s1b8c57l11" />ต. ทรงปรารภพระฉัพพัคคีย์.  
			<remark  id="s1b8c57l12" />ถ. เพราะเรื่องอะไร?  
			<remark  id="s1b8c57l13" />ต. เพราะเรื่องที่พระฉัพพัคคีย์ รู้อยู่ กินร่วมกับพระอริฏฐะ ผู้กล่าวอย่างนั้น มีธรรม  
			<remark  id="s1b8c57l14" />อันสมควรยังไม่ได้ทำ ยังไม่ได้สละทิฏฐินั้น.  
			<remark  id="s1b8c57l15" />มีบัญญัติ ๑ บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สิกขาบทนี้เกิดด้วยสมุฏฐาน ๓ ...  
			<remark  id="s1b8c57l16" />	[๑๓๕] ถามว่า พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์  
			<remark  id="s1b8c57l17" />นั้น ทรงบัญญัติปาจิตตีย์ แก่ภิกษุผู้รู้อยู่ เกลี้ยกล่อมสมณุทเทส ผู้ถูกสงฆ์นาสนะอย่างนั้นแล้ว  
			<remark  id="s1b8c57l18" />ณ ที่ไหน?  
			<remark  id="s1b8c57l19" />ตอบว่า ทรงบัญญัติ ณ พระนครสาวัตถี.  
			<remark  id="s1b8c57l20" />ถ. ทรงปรารภใคร?  
			<remark  id="s1b8c57l21" />ต. ทรงปรารภพระฉัพพัคคีย์.  
			<remark  id="s1b8c57l22" />ถ. เพราะเรื่องอะไร?  
			<remark  id="s1b8c57l23" />ต. เพราะเรื่องที่พระฉัพพัคคีย์ รู้อยู่ เกลี้ยกล่อมกัณฑกะสมณุทเทสผู้ถูกสงฆ์  
			<remark  id="s1b8c57l24" />นาสนะอย่างนั้นแล้ว.  
			<remark  id="s1b8c57l25" />มีบัญญัติ ๑ บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สิกขาบทนี้เกิดด้วยสมุฏฐาน ๓ ...  
			<remark  id="s1b8c57l26" />		    สัปปาณกวรรคที่ ๗ จบ.  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b8c58" >
		<para id="s1b8c58p">
			<remark  id="s1b8c58l1" />		 หัวข้อประจำวรรค  
			<remark  id="s1b8c58l2" />	[๑๓๖] แกล้งฆ่าสัตว์ให้ตาย ๑ บริโภคน้ำที่มีตัวสัตว์ ๑ ฟื้นอธิกรณ์ที่ทำเสร็จแล้ว  
			<remark  id="s1b8c58l3" />ตามธรรม ๑ รู้อยู่ปิดอาบัติชั่วหยาบ ๑ อายุหย่อน ๒๐ ปี ๑ ชักชวนเดินทางกลับพ่อค้าผู้เป็นโจร ๑  
			<remark  id="s1b8c58l4" />ชักชวนเดินทางกับมาตุคาม ๑ กินร่วม ๑ เกลี้ยกล่อมสมณุทเทสผู้ถูกสงฆ์นาสนะแล้ว ๑.  
			<remark  id="s1b8c58l5" />		 -------------  
			<remark  id="s1b8c58l6" />		   คำถามและคำตอบในสหธรรมมิกวรรคที่ ๘  
			<remark  id="s1b8c58l7" />	[๑๓๗] ถามว่า พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์  
			<remark  id="s1b8c58l8" />นั้น ทรงบัญญัติปาจิตตีย์ แก่ภิกษุผู้อันภิกษุทั้งหลายว่ากล่าวอยู่โดยชอบธรรม กล่าวว่า แนะเธอ  
			<remark  id="s1b8c58l9" />ฉันจักยังไม่ศึกษาในสิกขาบทนี้ ตลอดเวลาที่ยังไม่ได้สอบถามภิกษุอื่นผู้ฉลาด ผู้ทรงวินัย ณ  
			<remark  id="s1b8c58l10" />ที่ไหน?  
			<remark  id="s1b8c58l11" />ตอบว่า ทรงบัญญัติ ณ พระนครโกสัมพี.  
			<remark  id="s1b8c58l12" />ถ. ทรงปรารภใคร?  
			<remark  id="s1b8c58l13" />ต. ทรงปรารภท่านพระฉันนะ.  
			<remark  id="s1b8c58l14" />ถ. เพราะเรื่องอะไร?  
			<remark  id="s1b8c58l15" />ต. เพราะเรื่องที่ท่านพระฉันนะ อันภิกษุทั้งหลายว่ากล่าวอยู่โดยชอบธรรม กล่าวว่า  
			<remark  id="s1b8c58l16" />แนะเธอ ฉันจักยังไม่ศึกษาในสิกขาบทนี้ ตลอดเวลาที่ยังไม่ได้สอบถามภิกษุอื่นผู้ฉลาด ผู้ทรง  
			<remark  id="s1b8c58l17" />วินัย.  
			<remark  id="s1b8c58l18" />มีบัญญัติ ๑ บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สิกขาบทนี้เกิดด้วยสมุฏฐาน ๓ ...  
			<remark  id="s1b8c58l19" />	[๑๓๘] ถามว่า พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์  
			<remark  id="s1b8c58l20" />นั้น ทรงบัญญัติปาจิตตีย์ แก่ภิกษุผู้ก่นพระวินัย ณ ที่ไหน?  
			<remark  id="s1b8c58l21" />ตอบว่า ทรงบัญญัติ ณ พระนครสาวัตถี.  
			<remark  id="s1b8c58l22" />ถ. ทรงปรารภใคร?  
			<remark  id="s1b8c58l23" />ต. ทรงปรารภพระฉัพพัคคีย์.  
			<remark  id="s1b8c58l24" />ถ. เพราะเรื่องอะไร?  
			<remark  id="s1b8c58l25" />ต. เพราะเรื่องที่พระฉัพพัคคีย์ก่นพระวินัย.  
			<remark  id="s1b8c58l26" />มีบัญญัติ ๑ บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สิกขาบทนี้เกิดด้วยสมุฏฐาน ๓ ... 
		</para>
	</section>
	<section id="s1b8c59" >
		<para id="s1b8c59p">
			<remark  id="s1b8c59l1" />	[๑๓๙] ถามว่า พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์  
			<remark  id="s1b8c59l2" />นั้น ทรงบัญญัติปาจิตตีย์แก่ภิกษุ ในเพราะความเป็นผู้แสร้งทำหลง ณ ที่ไหน?  
			<remark  id="s1b8c59l3" />ตอบว่า ทรงบัญญัติ ณ พระนครสาวัตถี.  
			<remark  id="s1b8c59l4" />ถ. ทรงปรารภใคร?  
			<remark  id="s1b8c59l5" />ต. ทรงปรารภพระฉัพพัคคีย์.  
			<remark  id="s1b8c59l6" />ถ. เพราะเรื่องอะไร?  
			<remark  id="s1b8c59l7" />ต. เพราะเรื่องที่พระฉัพพัคคีย์แสร้งทำหลง.  
			<remark  id="s1b8c59l8" />มีบัญญัติ ๑ บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สิกขาบทนี้เกิดด้วยสมุฏฐาน ๓ ...  
			<remark  id="s1b8c59l9" />	[๑๔๐] ถามว่า พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์  
			<remark  id="s1b8c59l10" />นั้น ทรงบัญญัติปาจิตตีย์ แก่ภิกษุผู้โกรธ ขัดใจ ให้ประหารภิกษุ ณ ที่ไหน?  
			<remark  id="s1b8c59l11" />ตอบว่า ทรงบัญญัติ ณ พระนครสาวัตถี.  
			<remark  id="s1b8c59l12" />ถ. ทรงปรารภใคร?  
			<remark  id="s1b8c59l13" />ต. ทรงปรารภพระฉัพพัคคีย์.  
			<remark  id="s1b8c59l14" />ถ. เพราะเรื่องอะไร?  
			<remark  id="s1b8c59l15" />ต. เพราะเรื่องที่พระฉัพพัคคีย์โกรธ ขัดใจ ให้ประหารแก่ภิกษุทั้งหลาย.  
			<remark  id="s1b8c59l16" />มีบัญญัติ ๑ บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สิกขาบทนี้เกิดด้วยสมุฏฐานอันหนึ่ง  
			<remark  id="s1b8c59l17" />คือเกิดแต่กายกับจิต มิใช่วาจา ...  
			<remark  id="s1b8c59l18" />	[๑๔๑] ถามว่า พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์  
			<remark  id="s1b8c59l19" />นั้น ทรงบัญญัติปาจิตตีย์ แก่ภิกษุผู้โกรธ ขัดใจ เงื้อหอกคือฝ่ามือ แก่ภิกษุ ณ ที่ไหน?  
			<remark  id="s1b8c59l20" />ตอบว่า ทรงบัญญัติ ณ พระนครสาวัตถี.  
			<remark  id="s1b8c59l21" />ถ. ทรงปรารภใคร?  
			<remark  id="s1b8c59l22" />ต. ทรงปรารภพระฉัพพัคคีย์.  
			<remark  id="s1b8c59l23" />ถ. เพราะเรื่องอะไร?  
			<remark  id="s1b8c59l24" />ต. เพราะเรื่องที่พระฉัพพัคคีย์โกรธ ขัดใจ เงื้อหอกคือฝ่ามือ แก่ภิกษุทั้งหลาย.  
			<remark  id="s1b8c59l25" />มีบัญญัติ ๑ บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สิกขาบทนี้เกิดด้วยสมุฏฐานอันหนึ่ง  
			<remark  id="s1b8c59l26" />คือเกิดแต่กายกับจิต มิใช่วาจา ...  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b8c60" >
		<para id="s1b8c60p">
			<remark  id="s1b8c60l1" />	[๑๔๒] ถามว่า พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์  
			<remark  id="s1b8c60l2" />นั้น ทรงบัญญัติปาจิตตีย์ แก่ภิกษุผู้กำจัดภิกษุด้วยอาบัติสังฆาทิเสสหามูลมิได้ ณ ที่ไหน?  
			<remark  id="s1b8c60l3" />ตอบว่า ทรงบัญญัติ ณ พระนครสาวัตถี.  
			<remark  id="s1b8c60l4" />ถ. ทรงปรารภใคร?  
			<remark  id="s1b8c60l5" />ต. ทรงปรารภพระฉัพพัคคีย์.  
			<remark  id="s1b8c60l6" />ถ. เพราะเรื่องอะไร?  
			<remark  id="s1b8c60l7" />ต. เพราะเรื่องที่พระฉัพพัคคีย์กำจัดภิกษุด้วยอาบัติสังฆาทิเสสหามูลมิได้.  
			<remark  id="s1b8c60l8" />มีบัญญัติ ๑ บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สิกขาบทนี้เกิดด้วยสมุฏฐาน ๓ ...  
			<remark  id="s1b8c60l9" />	[๑๔๓] ถามว่า พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์  
			<remark  id="s1b8c60l10" />นั้น ทรงบัญญัติปาจิตตีย์ แก่ภิกษุผู้แกล้งก่อความรำคาญแก่ภิกษุ  ณ ที่ไหน?  
			<remark  id="s1b8c60l11" />ตอบว่า  ทรงบัญญัติ ณ พระนครสาวัตถี.  
			<remark  id="s1b8c60l12" />ถ. ทรงปรารภใคร?  
			<remark  id="s1b8c60l13" />ต. ทรงปรารภพระฉัพพัคคีย์.  
			<remark  id="s1b8c60l14" />ถ. เพราะเรื่องอะไร?  
			<remark  id="s1b8c60l15" />ต. เพราะเรื่องที่พระฉัพพัคคีย์แกล้งก่อความรำคาญแก่ภิกษุทั้งหลาย.  
			<remark  id="s1b8c60l16" />มีบัญญัติ ๑ บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สิกขาบทนี้เกิดด้วยสมุฏฐาน ๓ ...  
			<remark  id="s1b8c60l17" />	[๑๔๔] ถามว่า พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์  
			<remark  id="s1b8c60l18" />นั้น ทรงบัญญัติปาจิตตีย์ แก่ภิกษุผู้ยืนแอบฟังความ เมื่อภิกษุทั้งหลายเกิดบาดหมางกัน เกิด  
			<remark  id="s1b8c60l19" />ทะเลาะกัน ถึงการวิวาทกัน ณ ที่ไหน?  
			<remark  id="s1b8c60l20" />ตอบว่า ทรงบัญญัติ ณ พระนครสาวัตถี.  
			<remark  id="s1b8c60l21" />ถ. ทรงปรารภใคร?  
			<remark  id="s1b8c60l22" />ต. ทรงปรารภพระฉัพพัคคีย์.  
			<remark  id="s1b8c60l23" />ถ. เพราะเรื่องอะไร?  
			<remark  id="s1b8c60l24" />ต. เพราะเรื่องที่พระฉัพพัคคีย์ยืนแอบฟังความ เมื่อภิกษุทั้งหลายเกิดบาดหมางกัน  
			<remark  id="s1b8c60l25" />เกิดทะเลาะกัน ถึงการวิวาทกัน.  
			<remark  id="s1b8c60l26" />มีบัญญัติ ๑ บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สิกขาบทนี้เกิดด้วยสมุฏฐาน ๒ คือ  
			<remark  id="s1b8c60l27" />บางทีเกิดแต่กายกับจิต มิใช่วาจา บางทีเกิดแต่กาย วาจา และจิต ...  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b8c61" >
		<para id="s1b8c61p">
			<remark  id="s1b8c61l1" />	[๑๔๕] ถามว่า พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์  
			<remark  id="s1b8c61l2" />นั้น ทรงบัญญัติปาจิตตีย์ แก่ภิกษุผู้ให้ฉันทะ เพื่อกรรมอันเป็นธรรมแล้ว ถึงธรรมคือความ  
			<remark  id="s1b8c61l3" />บ่นว่าในภายหลัง ณ ที่ไหน?  
			<remark  id="s1b8c61l4" />ตอบว่า ทรงบัญญัติ ณ พระนครสาวัตถี.  
			<remark  id="s1b8c61l5" />ถ. ทรงปรารภใคร?  
			<remark  id="s1b8c61l6" />ต. ทรงปรารภพระฉัพพัคคีย์.  
			<remark  id="s1b8c61l7" />ถ. เพราะเรื่องอะไร?  
			<remark  id="s1b8c61l8" />ต. เพราะเรื่องที่พระฉัพพัคคีย์ให้ฉันทะ เพื่อกรรมอันเป็นธรรมแล้ว ถึงธรรมคือความ  
			<remark  id="s1b8c61l9" />บ่นว่าในภายหลัง.  
			<remark  id="s1b8c61l10" />มีบัญญัติ ๑ บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สิกขาบทนี้ เกิดด้วยสมุฏฐาน ๓ ...  
			<remark  id="s1b8c61l11" />	[๑๔๖] ถามว่า พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์  
			<remark  id="s1b8c61l12" />นั้น ทรงบัญญัติปาจิตตีย์ แก่ภิกษุผู้เมื่อเรื่องอันจะพึงวินิจฉัยยังเป็นไปอยู่ในสงฆ์ ไม่ให้ฉันทะ  
			<remark  id="s1b8c61l13" />แล้วลุกจากอาสนะกลับไปเสีย ณ ที่ไหน?  
			<remark  id="s1b8c61l14" />ตอบว่า ทรงบัญญัติ ณ พระนครสาวัตถี.  
			<remark  id="s1b8c61l15" />ถ. ทรงปรารภใคร?  
			<remark  id="s1b8c61l16" />ต. ทรงปรารภภิกษุรูปหนึ่ง.  
			<remark  id="s1b8c61l17" />ถ. เพราะเรื่องอะไร?  
			<remark  id="s1b8c61l18" />ต. เพราะเรื่องที่ภิกษุรูปหนึ่ง เมื่อเรื่องอันจะพึงวินิจฉัยยังเป็นไปอยู่ในสงฆ์ ไม่ให้  
			<remark  id="s1b8c61l19" />ฉันทะแล้วลุกจากอาสนะกลับไปเสีย.  
			<remark  id="s1b8c61l20" />มีบัญญัติ ๑. บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สิกขาบทนี้เกิดด้วยสมุฏฐานอันหนึ่ง  
			<remark  id="s1b8c61l21" />คือเกิดแต่กาย วาจา และจิต ...  
			<remark  id="s1b8c61l22" />	[๑๔๗] ถามว่า พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์  
			<remark  id="s1b8c61l23" />นั้น ทรงบัญญัติปาจิตตีย์ แก่ภิกษุผู้พร้อมกับสงฆ์ผู้พร้อมเพรียงกันให้จีวร แล้วถึงธรรมคือความ  
			<remark  id="s1b8c61l24" />บ่นว่าในภายหลัง ณ ที่ไหน?  
			<remark  id="s1b8c61l25" />ตอบว่า ทรงบัญญัติ ณ พระนครราชคฤห์.  
			<remark  id="s1b8c61l26" />ถ. ทรงปรารภใคร?  
			<remark  id="s1b8c61l27" />ต. ทรงปรารภพระฉัพพัคคีย์.  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b8c62" >
		<para id="s1b8c62p">
			<remark  id="s1b8c62l1" />ถ. เพราะเรื่องอะไร?  
			<remark  id="s1b8c62l2" />ต. เพราะเรื่องที่พระฉัพพัคคีย์ ผู้พร้อมกับสงฆ์ผู้พร้อมเพรียงกันให้จีวรแก่ภิกษุ แล้ว  
			<remark  id="s1b8c62l3" />ถึงธรรมคือความบ่นว่าในภายหลัง.  
			<remark  id="s1b8c62l4" />มีบัญญัติ ๑ บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สิกขาบทนี้เกิดด้วยสมุฏฐาน ๓ ...  
			<remark  id="s1b8c62l5" />	[๑๔๘] ถามว่า พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์  
			<remark  id="s1b8c62l6" />นั้น  ทรงบัญญัติปาจิตตีย์ แก่ภิกษุผู้รู้อยู่ น้อมลาภที่เขาน้อมไปจะถวายสงฆ์ มาเพื่อบุคคล ณ  
			<remark  id="s1b8c62l7" />ที่ไหน?  
			<remark  id="s1b8c62l8" />ตอบว่า ทรงบัญญัติ  ณ พระนครสาวัตถี.  
			<remark  id="s1b8c62l9" />ถ. ทรงปรารภใคร?  
			<remark  id="s1b8c62l10" />ต. ทรงปรารภพระฉัพพัคคีย์.  
			<remark  id="s1b8c62l11" />ถ. เพราะเรื่องอะไร?  
			<remark  id="s1b8c62l12" />ต. เพราะเรื่องที่พระฉัพพัคคีย์ผู้รู้อยู่  น้อมลาภที่เขาน้อมไปจะถวายสงฆ์มาเพื่อบุคคล.  
			<remark  id="s1b8c62l13" />มีบัญญัติ ๑ บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สิกขาบทนี้เกิดด้วยสมุฏฐาน ๓ ...  
			<remark  id="s1b8c62l14" />		   สหธรรมมิกวรรคที่ ๘ จบ.  
			<remark  id="s1b8c62l15" />		 หัวข้อประจำวรรค  
			<remark  id="s1b8c62l16" />	[๑๔๙] ภิกษุกล่าวโดยชอบธรรม ๑  ก่นวินัย ๑ แสร้งทำหลง ๑ ให้ประหาร ๑  
			<remark  id="s1b8c62l17" />เงื้อหอกคือฝ่ามือ  ๑ อาบัติสังฆาทิเสสไม่มีมูล ๑ ก่อความรำคาญ  ๑ ยืนแอบฟังความ ๑ กรรม  
			<remark  id="s1b8c62l18" />อันเป็นธรรม ๑ วินิจฉัย ๑ สงฆ์ผู้พร้อมเพรียงกันให้ ๑ น้อมลาภมาเพื่อบุคคล ๑  
			<remark  id="s1b8c62l19" />		    ----------------  
			<remark  id="s1b8c62l20" />		คำถามและคำตอบในราชวรรคที่ ๙  
			<remark  id="s1b8c62l21" />	[๑๕๐] ถามว่า พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์  
			<remark  id="s1b8c62l22" />นั้น ทรงบัญญัติปาจิตตีย์ แก่ภิกษุผู้ไม่ได้รับบอกก่อน เข้าไปสู่ภายในพระตำหนักหลวง ณ ที่ไหน?  
			<remark  id="s1b8c62l23" />ตอบว่า ทรงบัญญัติ ณ พระนครสาวัตถี.  
			<remark  id="s1b8c62l24" />ถ. ทรงปรารภใคร?  
			<remark  id="s1b8c62l25" />ต. ทรงปรารภท่านพระอานนท์.  
			<remark  id="s1b8c62l26" />ถ. เพราะเรื่องอะไร?  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b8c63" >
		<para id="s1b8c63p">
			<remark  id="s1b8c63l1" />ต. เพราะเรื่องที่ท่านพระอานนท์ยังไม่ได้รับบอกก่อน เข้าไปสู่ภายในพระตำหนัก  
			<remark  id="s1b8c63l2" />หลวง.  
			<remark  id="s1b8c63l3" />มีบัญญัติ ๑ บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สิกขาบทนี้ เกิดด้วยสมุฏฐาน ๒  
			<remark  id="s1b8c63l4" />(เหมือนกฐินสิกขาบท) ...  
			<remark  id="s1b8c63l5" />	[๑๕๑] ถามว่า พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์  
			<remark  id="s1b8c63l6" />นั้น  ทรงบัญญัติปาจิตตีย์ แก่ภิกษุผู้เก็บรัตนะ  ณ ที่ไหน?  
			<remark  id="s1b8c63l7" />ตอบว่า ทรงบัญญัติ ณ พระนครสาวัตถี.  
			<remark  id="s1b8c63l8" />ถ. ทรงปรารภใคร?  
			<remark  id="s1b8c63l9" />ต. ทรงปรารภภิกษุรูปหนึ่ง.  
			<remark  id="s1b8c63l10" />ถ. เพราะเรื่องอะไร?  
			<remark  id="s1b8c63l11" />ต. เพราะเรื่องที่ภิกษุรูปหนึ่งเก็บรัตนะ.  
			<remark  id="s1b8c63l12" />มีบัญญัติ ๑ อนุบัญญัติ ๒ บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สิกขาบทนี้เกิดด้วย  
			<remark  id="s1b8c63l13" />สมุฏฐาน  ๖ ...  
			<remark  id="s1b8c63l14" />	[๑๕๒] ถามว่า พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์  
			<remark  id="s1b8c63l15" />นั้น ทรงบัญญัติปาจิตตีย์ แก่ภิกษุผู้ไม่บอกลาภิกษุที่มีอยู่เข้าไปสู่บ้านในเวลาวิกาล ณ  ที่ไหน?  
			<remark  id="s1b8c63l16" />ตอบว่า ทรงบัญญัติ ณ พระนครสาวัตถี.  
			<remark  id="s1b8c63l17" />ถ. ทรงปรารภใคร?  
			<remark  id="s1b8c63l18" />ต. ทรงปรารภพระฉัพพัคคีย์.  
			<remark  id="s1b8c63l19" />ถ. เพราะเรื่องอะไร?  
			<remark  id="s1b8c63l20" />ต. เพราะเรื่องที่พระฉัพพัคคีย์ไม่บอกลาภิกษุที่มีอยู่ แล้วเข้าไปสู่บ้านในเวลาวิกาล.  
			<remark  id="s1b8c63l21" />มีบัญญัติ ๑ อนุบัญญัติ ๓ บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สิกขาบทนี้เกิดด้วย  
			<remark  id="s1b8c63l22" />สมุฏฐาน ๒ (เหมือนกฐินสิกขาบท) ...  
			<remark  id="s1b8c63l23" />	[๑๕๓] ถามว่า พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์  
			<remark  id="s1b8c63l24" />นั้น ทรงบัญญัติปาจิตตีย์ แก่ภิกษุผู้ให้ทำกล่องเข็มแล้วด้วยกระดูกก็ดี แล้วด้วยงาก็ดี  แล้วด้วย  
			<remark  id="s1b8c63l25" />เขาก็ดี ณ ที่ไหน?  
			<remark  id="s1b8c63l26" />ตอบว่า ทรงบัญญัติ ณ สักกชนบท.  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b8c64" >
		<para id="s1b8c64p">
			<remark  id="s1b8c64l1" />ถ. ทรงปรารภใคร?  
			<remark  id="s1b8c64l2" />ต. ทรงปรารภภิกษุหลายรูป.  
			<remark  id="s1b8c64l3" />ถ. เพราะเรื่องอะไร?  
			<remark  id="s1b8c64l4" />ต. เพราะเรื่องที่ภิกษุหลายรูปไม่รู้จักประมาณ ขอกล่องเข็มเป็นจำนวนมาก.  
			<remark  id="s1b8c64l5" />มีบัญญัติ ๑ บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สิกขาบทนี้เกิดด้วยสมุฏฐาน ๖ ...  
			<remark  id="s1b8c64l6" />	[๑๕๔] ถามว่า พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์  
			<remark  id="s1b8c64l7" />นั้น  ทรงบัญญัติปาจิตตีย์ แก่ภิกษุผู้ให้ทำเตียงก็ดี ตั่งก็ดี เกินประมาณ ณ ที่ไหน?  
			<remark  id="s1b8c64l8" />ตอบว่า ทรงบัญญัติ ณ พระนครสาวัตถี.  
			<remark  id="s1b8c64l9" />ถ. ทรงปรารภใคร?  
			<remark  id="s1b8c64l10" />ต. ทรงปรารภท่านพระอุปนันทะศากยบุตร.  
			<remark  id="s1b8c64l11" />ถ. เพราะเรื่องอะไร?  
			<remark  id="s1b8c64l12" />ต. เพราะเรื่องที่ท่านพระอุปนันทะศากยบุตร ให้ทำเตียงสูง.  
			<remark  id="s1b8c64l13" />มีบัญญัติ ๑ บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สิกขาบทนี้ เกิดด้วยสมุฏฐาน ๖ ...  
			<remark  id="s1b8c64l14" />	[๑๕๕] ถามว่า พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์  
			<remark  id="s1b8c64l15" />นั้น ทรงบัญญัติปาจิตตีย์ แก่ภิกษุผู้ให้ทำเตียงก็ดี ตั่งก็ดี เป็นของหุ้มนุ่น ณ ที่ไหน?  
			<remark  id="s1b8c64l16" />ตอบว่า ทรงบัญญัติ ณ พระนครสาวัตถี.  
			<remark  id="s1b8c64l17" />ถ. ทรงปรารภใคร?  
			<remark  id="s1b8c64l18" />ต. ทรงปรารภพระฉัพพัคคีย์.  
			<remark  id="s1b8c64l19" />ถ. เพราะเรื่องอะไร?  
			<remark  id="s1b8c64l20" />ต. เพราะเรื่องที่พระฉัพพัคคีย์ ให้ทำเตียงก็ดี ตั่งก็ดี เป็นของหุ้มนุ่น.  
			<remark  id="s1b8c64l21" />มีบัญญัติ ๑ บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สิกขาบทนี้ เกิดด้วยสมุฏฐาน ๖ ...  
			<remark  id="s1b8c64l22" />	[๑๕๖] ถามว่า พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์  
			<remark  id="s1b8c64l23" />นั้น ทรงบัญญัติปาจิตตีย์ แก่ภิกษุผู้ให้ทำผ้าปูนั่งเกินประมาณ ณ ที่ไหน?  
			<remark  id="s1b8c64l24" />ตอบว่า ทรงบัญญัติ ณ พระนครสาวัตถี.  
			<remark  id="s1b8c64l25" />ถ. ทรงปรารภใคร?  
			<remark  id="s1b8c64l26" />ต. ทรงปรารภพระฉัพพัคคีย์.  
			<remark  id="s1b8c64l27" />ถ. เพราะเรื่องอะไร?  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b8c65" >
		<para id="s1b8c65p">
			<remark  id="s1b8c65l1" />ต. เพราะเรื่องที่พระฉัพพัคคีย์ให้ทำผ้าปูนั่งไม่มีประมาณ.  
			<remark  id="s1b8c65l2" />มีบัญญัติ ๑ อนุบัญญัติ ๑ บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สิกขาบทนี้เกิดด้วย  
			<remark  id="s1b8c65l3" />สมุฏฐาน ๖ ...  
			<remark  id="s1b8c65l4" />	[๑๕๗] ถามว่า พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์  
			<remark  id="s1b8c65l5" />นั้น ทรงบัญญัติปาจิตตีย์ แก่ภิกษุผู้ให้ทำผ้าปิดฝีเกินประมาณ ณ ที่ไหน?  
			<remark  id="s1b8c65l6" />ตอบว่า ทรงบัญญัติ ณ พระนครสาวัตถี.  
			<remark  id="s1b8c65l7" />ถ. ทรงปรารภใคร?  
			<remark  id="s1b8c65l8" />ต. ทรงปรารภพระฉัพพัคคีย์.  
			<remark  id="s1b8c65l9" />ถ. เพราะเรื่องอะไร?  
			<remark  id="s1b8c65l10" />ต. เพราะเรื่องที่พระฉัพพัคคีย์ใช้ผ้าปิดฝีไม่มีประมาณ.  
			<remark  id="s1b8c65l11" />มีบัญญัติ ๑ บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สิกขาบทนี้ เกิดด้วยสมุฏฐาน ๖ ...  
			<remark  id="s1b8c65l12" />	[๑๕๘] ถามว่า พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์  
			<remark  id="s1b8c65l13" />นั้น ทรงบัญญัติปาจิตตีย์ แก่ภิกษุผู้ให้ทำผ้าอาบน้ำฝนเกินประมาณ ณ ที่ไหน?  
			<remark  id="s1b8c65l14" />ตอบว่า ทรงบัญญัติ ณ พระนครสาวัตถี.  
			<remark  id="s1b8c65l15" />ถ. ทรงปรารภใคร?  
			<remark  id="s1b8c65l16" />ต. ทรงปรารภพระฉัพพัคคีย์.  
			<remark  id="s1b8c65l17" />ถ. เพราะเรื่องอะไร?  
			<remark  id="s1b8c65l18" />ต. เพราะเรื่องที่พระฉัพพัคคีย์ใช้ผ้าอาบน้ำฝน ไม่มีประมาณ.  
			<remark  id="s1b8c65l19" />มีบัญญัติ ๑ บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สิกขาบทนี้ เกิดด้วยสมุฏฐาน ๖ ...  
			<remark  id="s1b8c65l20" />	[๑๕๙] ถามว่า พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์  
			<remark  id="s1b8c65l21" />นั้น ทรงบัญญัติปาจิตตีย์  แก่ภิกษุผู้ให้ทำจีวรมีประมาณเท่าจีวรพระสุคต ณ ที่ไหน?  
			<remark  id="s1b8c65l22" />ตอบว่า ทรงบัญญัติ ณ พระนครสาวัตถี.  
			<remark  id="s1b8c65l23" />ถ. ทรงปรารภใคร?  
			<remark  id="s1b8c65l24" />ต. ทรงปรารภท่านพระอานนท์.  
			<remark  id="s1b8c65l25" />ถ. เพราะเรื่องอะไร?  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b8c66" >
		<para id="s1b8c66p">
			<remark  id="s1b8c66l1" />ต. เพราะเรื่องที่ท่านพระอานนท์ ใช้จีวรมีประมาณเท่าจีวรพระสุคต.  
			<remark  id="s1b8c66l2" />มีบัญญัติ ๑ บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สิกขาบทนี้ เกิดด้วยสมุฏฐาน ๖ ...  
			<remark  id="s1b8c66l3" />		 ราชวรรคที่ ๙ จบ.  
			<remark  id="s1b8c66l4" />		 หัวข้อประจำวรรค  
			<remark  id="s1b8c66l5" />	[๑๖๐] ภายในพระตำหนักหลวง ๑ เก็บ ๑ ไม่อำลาแล้วเข้าบ้าน ๑ กล่องเข็ม ๑ เตียง ๑  
			<remark  id="s1b8c66l6" />เตียงหุ้มนุ่น ๑  ผ้าปูนั่ง ๑ ผ้าปิดฝี ๑ ผ้าอาบน้ำฝน ๑ ใช้จีวรเท่าสุคตจีวร ๑  
			<remark  id="s1b8c66l7" />		   ปาจิตตีย์ ๙๒ สิกขาบท จบ.  
			<remark  id="s1b8c66l8" />		    หัวข้อบอกวรรคเหล่านั้น  
			<remark  id="s1b8c66l9" />	[๑๖๑] วรรคเหล่านั้น คือ มุสาวาทวรรค ๑ ภูตคามวรรค ๑ โอวาทวรรค ๑  
			<remark  id="s1b8c66l10" />โภชนวรรค ๑ อเจลกวรรค ๑ สุราเมรยวรรค ๑ สัปปาณกวรรค ๑ สหธรรมิกวรรค ๑  
			<remark  id="s1b8c66l11" />รวมเป็น ๙ กับราชวรรค.  
			<remark  id="s1b8c66l12" />		  ------------  
			<remark  id="s1b8c66l13" />		  ปาฏิเทสนียกัณฑ์  
			<remark  id="s1b8c66l14" />		  คำถามและคำตอบในสิกขาบทที่ ๑  
			<remark  id="s1b8c66l15" />	[๑๖๒] ถามว่า พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์  
			<remark  id="s1b8c66l16" />นั้น ทรงบัญญัติปาฏิเทสนียะ แก่ภิกษุผู้เข้าไปสู่ละแวกบ้านแล้ว รับของเคี้ยวก็ดี ของฉันก็ดี  
			<remark  id="s1b8c66l17" />ด้วยมือของตนจากมือของภิกษุณีผู้มิใช่ญาติแล้วฉัน ณ ที่ไหน?  
			<remark  id="s1b8c66l18" />ตอบว่า ทรงบัญญัติ ณ พระนครสาวัตถี.  
			<remark  id="s1b8c66l19" />ถ. ทรงปรารภใคร?  
			<remark  id="s1b8c66l20" />ต. ทรงปรารภภิกษุรูปหนึ่ง.  
			<remark  id="s1b8c66l21" />ถ. เพราะเรื่องอะไร?  
			<remark  id="s1b8c66l22" />ต. เพราะเรื่องที่ภิกษุรูปหนึ่ง เข้าไปสู่ละแวกบ้านแล้วรับอามิสจากมือของภิกษุณี ผู้  
			<remark  id="s1b8c66l23" />มิใช่ญาติ.  
			<remark  id="s1b8c66l24" />มีบัญญัติ ๑ บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สิกขาบทนี้เกิดด้วยสมุฏฐาน ๒ คือ  
			<remark  id="s1b8c66l25" />บางทีเกิดแต่กาย มิใช่วาจา มิใช่จิต บางทีเกิดแต่กายกับจิต มิใช่วาจา ...  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b8c67" >
		<para id="s1b8c67p">
			<remark  id="s1b8c67l1" />		 คำถามและคำตอบในสิกขาบทที่ ๒  
			<remark  id="s1b8c67l2" />	[๑๖๓] ถามว่า พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์  
			<remark  id="s1b8c67l3" />นั้น ทรงบัญญัติปาฏิเทสนียะ แก่ภิกษุผู้ไม่ห้ามภิกษุณีผู้สั่งเสียแล้วฉัน ณ ที่ไหน?  
			<remark  id="s1b8c67l4" />ตอบว่า ทรงบัญญัติ ณ พระนครราชคฤห์.  
			<remark  id="s1b8c67l5" />ถ. ทรงปรารภใคร?  
			<remark  id="s1b8c67l6" />ต. ทรงปรารภพระฉัพพัคคีย์.  
			<remark  id="s1b8c67l7" />ถ. เพราะเรื่องอะไร?  
			<remark  id="s1b8c67l8" />ต. เพราะเรื่องที่พระฉัพพัคคีย์ ไม่ห้ามภิกษุณีผู้สั่งเสียอยู่.  
			<remark  id="s1b8c67l9" />มีบัญญัติ ๑ บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สิกขาบทนี้เกิดด้วยสมุฏฐาน ๒ คือ  
			<remark  id="s1b8c67l10" />บางทีเกิดแต่กายกับวาจา มิใช่จิต บางทีเกิดแต่กายวาจา และจิต ...  
			<remark  id="s1b8c67l11" />		 คำถามและคำตอบในสิกขาบทที่ ๓  
			<remark  id="s1b8c67l12" />	[๑๖๔] ถามว่า พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์  
			<remark  id="s1b8c67l13" />นั้น ทรงบัญญัติปาฏิเทสนียะ แก่ภิกษุ ผู้รับของเคี้ยวก็ดี ของฉันก็ดี ในสกุลที่สงฆ์สมมติว่า  
			<remark  id="s1b8c67l14" />เป็นเสขะด้วยมือของตนแล้วฉัน ณ ที่ไหน?  
			<remark  id="s1b8c67l15" />ตอบว่า ทรงบัญญัติ ณ พระนครสาวัตถี.  
			<remark  id="s1b8c67l16" />ถ. ทรงปรารภใคร?  
			<remark  id="s1b8c67l17" />ต. ทรงปรารภภิกษุหลายรูป.  
			<remark  id="s1b8c67l18" />ถ. เพราะเรื่องอะไร?  
			<remark  id="s1b8c67l19" />ต. เพราะเรื่องที่ภิกษุหลายรูปไม่รู้ประมาณแล้วรับ.  
			<remark  id="s1b8c67l20" />มีบัญญัติ ๑ อนุบัญญัติ ๒ บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สิกขาบทนี้เกิดด้วย  
			<remark  id="s1b8c67l21" />สมุฏฐาน ๒ คือ บางทีเกิดแต่กาย มิใช่วาจา มิใช่จิต บางทีเกิดแต่กายกับจิต มิใช่วาจา ...  
			<remark  id="s1b8c67l22" />		 คำถามและคำตอบในสิกขาบทที่ ๔  
			<remark  id="s1b8c67l23" />	[๑๖๕] ถามว่า พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์  
			<remark  id="s1b8c67l24" />นั้น ทรงบัญญัติปาฏิเทสนียะ แก่ภิกษุผู้รับของเคี้ยวก็ดี ของฉันก็ดี อันเขาไม่ได้บอกให้รู้ไว้ก่อน  
			<remark  id="s1b8c67l25" />ในเสนาสนะป่า ด้วยมือของตนในวัดที่อยู่ ณ ที่ไหน?  
			<remark  id="s1b8c67l26" />ตอบว่า ทรงบัญญัติ ณ สักกชนบท.  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b8c68" >
		<para id="s1b8c68p">
			<remark  id="s1b8c68l1" />ถ. ทรงปรารภใคร?  
			<remark  id="s1b8c68l2" />ต. ทรงปรารภภิกษุหลายรูป.  
			<remark  id="s1b8c68l3" />ถ. เพราะเรื่องอะไร?  
			<remark  id="s1b8c68l4" />ต. เพราะเรื่องที่ภิกษุหลายรูปไม่บอกว่าโจรอาศัยอยู่ในอาราม.  
			<remark  id="s1b8c68l5" />มีบัญญัติ ๑ อนุบัญญัติ ๑ บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สิกขาบทนี้ เกิดด้วย  
			<remark  id="s1b8c68l6" />สมุฏฐาน ๒ คือ บางทีเกิดแต่กายกับวาจา มิใช่จิต บางทีเกิดแต่กายวาจา และจิต ...  
			<remark  id="s1b8c68l7" />		  ปาฏิเทสนียะ ๔ สิกขาบท จบ.  
			<remark  id="s1b8c68l8" />		  หัวข้อประจำกัณฑ์  
			<remark  id="s1b8c68l9" />	[๑๖๖] ปาฏิเทสนียะ ๔ สิกขาบท คือ ภิกษุณีมิใช่ญาติ ๑ ภิกษุณีสั่งเสีย ๑ สกุล  
			<remark  id="s1b8c68l10" />เสขะ ๑ เสนาสนะป่า ๑ อันพระสัมพุทธเจ้าทรงประกาศแล้วแล.  
			<remark  id="s1b8c68l11" />		  ------------  
			<remark  id="s1b8c68l12" />		    เสขิยกัณฑ์  
			<remark  id="s1b8c68l13" />		    คำถามและคำตอบในปริมัณฑลวรรคที่ ๑  
			<remark  id="s1b8c68l14" />	[๑๖๗] ถามว่า พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์  
			<remark  id="s1b8c68l15" />นั้น ทรงบัญญัติทุกกฏแก่ภิกษุผู้อาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ นุ่งผ้าเลื้อยหน้าหรือเลื้อยหลัง ณ ที่ไหน?  
			<remark  id="s1b8c68l16" />ตอบว่า ทรงบัญญัติ ณ พระนครสาวัตถี.  
			<remark  id="s1b8c68l17" />ถ. ทรงปรารภใคร?  
			<remark  id="s1b8c68l18" />ต. ทรงปรารภพระฉัพพัคคีย์.  
			<remark  id="s1b8c68l19" />ถ. เพราะเรื่องอะไร?  
			<remark  id="s1b8c68l20" />ต. เพราะเรื่องที่พระฉัพพัคคีย์นุ่งผ้าเลื้อยหน้าบ้างเลื้อยหลังบ้าง.  
			<remark  id="s1b8c68l21" />มีบัญญัติ ๑ บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สิกขาบทนี้เกิดด้วยสมุฏฐานอันหนึ่ง คือ  
			<remark  id="s1b8c68l22" />เกิดแต่กายกับจิต มิใช่วาจา ...  
			<remark  id="s1b8c68l23" />	[๑๖๘] ถามว่า พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์  
			<remark  id="s1b8c68l24" />นั้น ทรงบัญญัติทุกกฏแก่ภิกษุผู้อาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ ห่มผ้าเลื้อยหน้าหรือเลื้อยหลัง ณ ที่ไหน?  
			<remark  id="s1b8c68l25" />ตอบว่า ทรงบัญญัติ ณ พระนครสาวัตถี.  
			<remark  id="s1b8c68l26" />ถ. ทรงปรารภใคร?  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b8c69" >
		<para id="s1b8c69p">
			<remark  id="s1b8c69l1" />ต. ทรงปรารภพระฉัพพัคคีย์.  
			<remark  id="s1b8c69l2" />ถ. เพราะเรื่องอะไร?  
			<remark  id="s1b8c69l3" />ต. เพราะเรื่องที่พระฉัพพัคคีย์ห่มผ้าเลื้อยหน้าบ้างเลื้อยหลังบ้าง.  
			<remark  id="s1b8c69l4" />มีบัญญัติ ๑ บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สิกขาบทนี้เกิดด้วยสมุฏฐานอันหนึ่ง  
			<remark  id="s1b8c69l5" />คือ เกิดแต่กายกับจิต มิใช่วาจา ...  
			<remark  id="s1b8c69l6" />	[๑๖๙] ถามว่า พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์  
			<remark  id="s1b8c69l7" />นั้น ทรงบัญญัติทุกกฏแก่ภิกษุผู้อาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ เปิดกายเดินไปในละแวกบ้าน ณ ที่ไหน?  
			<remark  id="s1b8c69l8" />ตอบว่า ทรงบัญญัติ ณ พระนครสาวัตถี.  
			<remark  id="s1b8c69l9" />ถ. ทรงปรารภใคร?  
			<remark  id="s1b8c69l10" />ต. ทรงปรารภพระฉัพพัคคีย์.  
			<remark  id="s1b8c69l11" />ถ. เพราะเรื่องอะไร?  
			<remark  id="s1b8c69l12" />ต. เพราะเรื่องที่พระฉัพพัคคีย์เปิดกายเดินไปในละแวกบ้าน.  
			<remark  id="s1b8c69l13" />มีบัญญัติ ๑ บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สิกขาบทนี้เกิดด้วยสมุฏฐานอันหนึ่ง  
			<remark  id="s1b8c69l14" />(เหมือนปฐมปาราชิกสิกขาบท) ...  
			<remark  id="s1b8c69l15" />	[๑๗๐] ถามว่า พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์  
			<remark  id="s1b8c69l16" />นั้น ทรงบัญญัติทุกกฏแก่ภิกษุผู้อาศัยความไม่เอื้อเฟื้อเปิดกายนั่งในละแวกบ้าน ณ ที่ไหน?  
			<remark  id="s1b8c69l17" />ตอบว่า ทรงบัญญัติ ณ พระนครสาวัตถี.  
			<remark  id="s1b8c69l18" />ถ. ทรงปรารภใคร?  
			<remark  id="s1b8c69l19" />ต. ทรงปรารภพระฉัพพัคคีย์.  
			<remark  id="s1b8c69l20" />ถ. เพราะเรื่องอะไร?  
			<remark  id="s1b8c69l21" />ต. เพราะเรื่องที่พระฉัพพัคคีย์เปิดกายนั่งในละแวกบ้าน.  
			<remark  id="s1b8c69l22" />มีบัญญัติ ๑ บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สิกขาบทนี้เกิดด้วยสมุฏฐานอันหนึ่ง  
			<remark  id="s1b8c69l23" />(เหมือนปฐมปาราชิกสิกขาบท) ...  
			<remark  id="s1b8c69l24" />	[๑๗๑] ถามว่า พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์  
			<remark  id="s1b8c69l25" />นั้น ทรงบัญญัติทุกกฏแก่ภิกษุผู้อาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ คะนองมือหรือเท้า เดินไปในละแวกบ้าน  
			<remark  id="s1b8c69l26" />ณ ที่ไหน?  
			<remark  id="s1b8c69l27" />ตอบว่า ทรงบัญญัติ ณ พระนครสาวัตถี.  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b8c70" >
		<para id="s1b8c70p">
			<remark  id="s1b8c70l1" />ถ. ทรงปรารภใคร?  
			<remark  id="s1b8c70l2" />ต. ทรงปรารภพระฉัพพัคคีย์.  
			<remark  id="s1b8c70l3" />ถ. เพราะเรื่องอะไร?  
			<remark  id="s1b8c70l4" />ต. เพราะเรื่องที่พระฉัพพัคคีย์เปิดกายนั่งในละแวกบ้าน.  
			<remark  id="s1b8c70l5" />มีบัญญัติ ๑ บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สิกขาบทนี้เกิดด้วยสมุฏฐานอันหนึ่ง  
			<remark  id="s1b8c70l6" />(เหมือนปฐมปาราชิกสิกขาบท) ...  
			<remark  id="s1b8c70l7" />	[๑๗๒] ถามว่า พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์  
			<remark  id="s1b8c70l8" />นั้น ทรงบัญญัติทุกกฏแก่ภิกษุผู้อาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ คะนองมือหรือเท้า นั่งในละแวกบ้าน ณ  
			<remark  id="s1b8c70l9" />ที่ไหน?  
			<remark  id="s1b8c70l10" />ตอบว่า ทรงบัญญัติ ณ พระนครสาวัตถี.  
			<remark  id="s1b8c70l11" />ถ. ทรงปรารภใคร?  
			<remark  id="s1b8c70l12" />ต. ทรงปรารภพระฉัพพัคคีย์.  
			<remark  id="s1b8c70l13" />ถ. เพราะเรื่องอะไร?  
			<remark  id="s1b8c70l14" />ต. เพราะเรื่องที่พระฉัพพัคคีย์คะนองมือบ้างเท้าบ้าง นั่งในละแวกบ้าน.  
			<remark  id="s1b8c70l15" />มีบัญญัติ ๑ บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สิกขาบทนี้เกิดด้วยสมุฏฐานอันหนึ่ง  
			<remark  id="s1b8c70l16" />(เหมือนปฐมปาราชิกสิกขาบท) ...  
			<remark  id="s1b8c70l17" />	[๑๗๓] ถามว่า พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์  
			<remark  id="s1b8c70l18" />นั้น ทรงบัญญัติทุกกฏแก่ภิกษุผู้อาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ แลดูในที่นั้นๆ เดินไปในละแวกบ้าน  
			<remark  id="s1b8c70l19" />ณ ที่ไหน?  
			<remark  id="s1b8c70l20" />ตอบว่า ทรงบัญญัติ ณ พระนครสาวัตถี.  
			<remark  id="s1b8c70l21" />ถ. ทรงปรารภใคร?  
			<remark  id="s1b8c70l22" />ต. ทรงปรารภพระฉัพพัคคีย์.  
			<remark  id="s1b8c70l23" />ถ. เพราะเรื่องอะไร?  
			<remark  id="s1b8c70l24" />ต. เพราะเรื่องที่พระฉัพพัคคีย์แลดูในที่นั้นๆ เดินไปในละแวกบ้าน.  
			<remark  id="s1b8c70l25" />มีบัญญัติ ๑ บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สิกขาบทนี้เกิดด้วยสมุฏฐานอันหนึ่ง  
			<remark  id="s1b8c70l26" />(เหมือนปฐมปาราชิกสิกขาบท) ...  
			<remark  id="s1b8c70l27" />	[๑๗๔] ถามว่า พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์  
			<remark  id="s1b8c70l28" />นั้น ทรงบัญญัติทุกกฏแก่ภิกษุผู้อาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ แลดูในที่นั้นๆ นั่งในละแวกบ้าน ณ  
			<remark  id="s1b8c70l29" />ที่ไหน?  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b8c71" >
		<para id="s1b8c71p">
			<remark  id="s1b8c71l1" />ตอบว่า ทรงบัญญัติ ณ พระนครสาวัตถี.  
			<remark  id="s1b8c71l2" />ถ. ทรงปรารภใคร?  
			<remark  id="s1b8c71l3" />ต. ทรงปรารภพระฉัพพัคคีย์.  
			<remark  id="s1b8c71l4" />ถ. เพราะเรื่องอะไร?  
			<remark  id="s1b8c71l5" />ต. เพราะเรื่องที่พระฉัพพัคคีย์แลดูในที่นั้นๆ นั่งในละแวกบ้าน.  
			<remark  id="s1b8c71l6" />มีบัญญัติ ๑ บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สิกขาบทนี้เกิดด้วยสมุฏฐานอันหนึ่ง  
			<remark  id="s1b8c71l7" />(เหมือนปฐมปาราชิกสิกขาบท) ...  
			<remark  id="s1b8c71l8" />	[๑๗๕] ถามว่า พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์  
			<remark  id="s1b8c71l9" />นั้น ทรงบัญญัติทุกกฏแก่ภิกษุผู้อาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ เดินเวิกผ้าไปในละแวกบ้าน ณ ที่ไหน?  
			<remark  id="s1b8c71l10" />ตอบว่า ทรงบัญญัติ ณ พระนครสาวัตถี.  
			<remark  id="s1b8c71l11" />ถ. ทรงปรารภใคร?  
			<remark  id="s1b8c71l12" />ต. ทรงปรารภพระฉัพพัคคีย์.  
			<remark  id="s1b8c71l13" />ถ. เพราะเรื่องอะไร?  
			<remark  id="s1b8c71l14" />ต. เพราะเรื่องที่พระฉัพพัคคีย์เดินเวิกผ้าไปในละแวกบ้าน.  
			<remark  id="s1b8c71l15" />มีบัญญัติ ๑ บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สิกขาบทนี้เกิดด้วยสมุฏฐานอันหนึ่ง  
			<remark  id="s1b8c71l16" />(เหมือนปฐมปาราชิกสิกขาบท) ...  
			<remark  id="s1b8c71l17" />	[๑๗๖] ถามว่า พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์  
			<remark  id="s1b8c71l18" />นั้น ทรงบัญญัติทุกกฏแก่ภิกษุผู้อาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ นั่งเวิกผ้าในละแวกบ้าน ณ ที่ไหน?  
			<remark  id="s1b8c71l19" />ตอบว่า ทรงบัญญัติ ณ พระนครสาวัตถี.  
			<remark  id="s1b8c71l20" />ถ. ทรงปรารภใคร?  
			<remark  id="s1b8c71l21" />ต. ทรงปรารภพระฉัพพัคคีย์.  
			<remark  id="s1b8c71l22" />ถ. เพราะเรื่องอะไร?  
			<remark  id="s1b8c71l23" />ต. เพราะเรื่องที่พระฉัพพัคคีย์ นั่งเวิกผ้าในละแวกบ้าน.  
			<remark  id="s1b8c71l24" />มีบัญญัติ ๑ บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สิกขาบทนี้เกิดด้วยสมุฏฐานอันหนึ่ง  
			<remark  id="s1b8c71l25" />(เหมือนปฐมปาราชิกสิกขาบท) ...  
			<remark  id="s1b8c71l26" />		    ปริมัณฑลวรรคที่ ๑ จบ. 
		</para>
	</section>
	<section id="s1b8c72" >
		<para id="s1b8c72p">
			<remark  id="s1b8c72l1" />		    คำถามและคำตอบในอุชชัคฆิกวรรคที่ ๒  
			<remark  id="s1b8c72l2" />	[๑๗๗] ถามว่า พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์  
			<remark  id="s1b8c72l3" />นั้น ทรงบัญญัติทุกกฏแก่ภิกษุผู้อาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ เดินหัวเราะไปในละแวกบ้าน ณ ที่ไหน?  
			<remark  id="s1b8c72l4" />ตอบว่า ทรงบัญญัติ ณ พระนครสาวัตถี.  
			<remark  id="s1b8c72l5" />ถ. ทรงปรารภใคร?  
			<remark  id="s1b8c72l6" />ต. ทรงปรารภพระฉัพพัคคีย์.  
			<remark  id="s1b8c72l7" />ถ. เพราะเรื่องอะไร?  
			<remark  id="s1b8c72l8" />ต. เพราะเรื่องที่พระฉัพพัคคีย์เดินหัวเราะเสียงดังไปในละแวกบ้าน.  
			<remark  id="s1b8c72l9" />มีบัญญัติ ๑ บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สิกขาบทนี้เกิดด้วยสมุฏฐานอันหนึ่ง คือ  
			<remark  id="s1b8c72l10" />เกิดแต่กาย วาจาและจิต  
			<remark  id="s1b8c72l11" />	[๑๗๘] ถามว่า พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์  
			<remark  id="s1b8c72l12" />นั้น ทรงบัญญัติทุกกฏแก่ภิกษุผู้อาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ นั่งหัวเราะในละแวกบ้าน ณ ที่ไหน?  
			<remark  id="s1b8c72l13" />ตอบว่า ทรงบัญญัติ ณ พระนครสาวัตถี.  
			<remark  id="s1b8c72l14" />ถ. ทรงปรารภใคร?  
			<remark  id="s1b8c72l15" />ต. ทรงปรารภพระฉัพพัคคีย์.  
			<remark  id="s1b8c72l16" />ถ. เพราะเรื่องอะไร?  
			<remark  id="s1b8c72l17" />ต. เพราะเรื่องที่พระฉัพพัคคีย์นั่งหัวเราะเสียงดังในละแวกบ้าน.  
			<remark  id="s1b8c72l18" />มีบัญญัติ ๑ บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สิกขาบทนี้เกิดด้วยสมุฏฐานอันหนึ่ง คือ  
			<remark  id="s1b8c72l19" />เกิดแต่กาย วาจา และจิต  
			<remark  id="s1b8c72l20" />	[๑๗๙] ถามว่า พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์  
			<remark  id="s1b8c72l21" />นั้น ทรงบัญญัติทุกกฏแก่ภิกษุผู้อาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ เดินพูดเสียงดังลั่นในละแวกบ้าน ณ ที่ไหน?  
			<remark  id="s1b8c72l22" />ตอบว่า ทรงบัญญัติ ณ พระนครสาวัตถี.  
			<remark  id="s1b8c72l23" />ถ. ทรงปรารภใคร?  
			<remark  id="s1b8c72l24" />ต. ทรงปรารภพระฉัพพัคคีย์.  
			<remark  id="s1b8c72l25" />ถ. เพราะเรื่องอะไร?  
			<remark  id="s1b8c72l26" />ต. เพราะเรื่องที่พระฉัพพัคคีย์เดินพูดเสียงดังลั่นในละแวกบ้าน. 
		</para>
	</section>
	<section id="s1b8c73" >
		<para id="s1b8c73p">
			<remark  id="s1b8c73l1" />มีบัญญัติ ๑ บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สิกขาบทนี้เกิดด้วยสมุฏฐานอันหนึ่ง  
			<remark  id="s1b8c73l2" />(เหมือนสมนุภาสนสิกขาบท)  
			<remark  id="s1b8c73l3" />	[๑๘๐] ถามว่า พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์  
			<remark  id="s1b8c73l4" />นั้น ทรงบัญญัติทุกกฏแก่ภิกษุผู้อาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ นั่งพูดเสียงดังลั่นในละแวกบ้าน  
			<remark  id="s1b8c73l5" />ณ ที่ไหน?  
			<remark  id="s1b8c73l6" />ตอบว่า ทรงบัญญัติ ณ พระนครสาวัตถี.  
			<remark  id="s1b8c73l7" />ถ. ทรงปรารภใคร?  
			<remark  id="s1b8c73l8" />ต. ทรงปรารภพระฉัพพัคคีย์.  
			<remark  id="s1b8c73l9" />ถ. เพราะเรื่องอะไร?  
			<remark  id="s1b8c73l10" />ต. เพราะเรื่องที่พระฉัพพัคคีย์นั่งพูดเสียงดังลั่นในละแวกบ้าน.  
			<remark  id="s1b8c73l11" />มีบัญญัติ ๑ บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สิกขาบทนี้เกิดด้วยสมุฏฐานอันหนึ่ง  
			<remark  id="s1b8c73l12" />(เหมือนสมนุภาสนสิกขาบท)  
			<remark  id="s1b8c73l13" />	[๑๘๑] ถามว่า พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์  
			<remark  id="s1b8c73l14" />นั้น ทรงบัญญัติทุกกฏแก่ภิกษุผู้อาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ เดินโคลงกายไปในละแวกบ้าน ณ ที่ไหน?  
			<remark  id="s1b8c73l15" />ตอบว่า ทรงบัญญัติ ณ พระนครสาวัตถี.  
			<remark  id="s1b8c73l16" />ถ. ทรงปรารภใคร?  
			<remark  id="s1b8c73l17" />ต. ทรงปรารภพระฉัพพัคคีย์.  
			<remark  id="s1b8c73l18" />ถ. เพราะเรื่องอะไร?  
			<remark  id="s1b8c73l19" />ต. เพราะเรื่องที่พระฉัพพัคคีย์เดินโคลงกายไปในละแวกบ้าน.  
			<remark  id="s1b8c73l20" />มีบัญญัติ ๑ บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สิกขาบทนี้เกิดด้วยสมุฏฐานอันหนึ่ง  
			<remark  id="s1b8c73l21" />(เหมือนปฐมปาราชิกสิกขาบท)  
			<remark  id="s1b8c73l22" />	[๑๘๒] ถามว่า พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์  
			<remark  id="s1b8c73l23" />นั้น ทรงบัญญัติทุกกฏแก่ภิกษุผู้อาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ นั่งโคลงกายในละแวกบ้าน ณ ที่ไหน?  
			<remark  id="s1b8c73l24" />ตอบว่า ทรงบัญญัติ ณ พระนครสาวัตถี.  
			<remark  id="s1b8c73l25" />ถ. ทรงปรารภใคร?  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b8c74" >
		<para id="s1b8c74p">
			<remark  id="s1b8c74l1" />ต. ทรงปรารภพระฉัพพัคคีย์.  
			<remark  id="s1b8c74l2" />ถ. เพราะเรื่องอะไร?  
			<remark  id="s1b8c74l3" />ต. เพราะเรื่องที่พระฉัพพัคคีย์นั่งโคลงกายในละแวกบ้าน.  
			<remark  id="s1b8c74l4" />มีบัญญัติ ๑ บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สิกขาบทนี้เกิดด้วยสมุฏฐานอันหนึ่ง  
			<remark  id="s1b8c74l5" />(เหมือนปฐมปาราชิกสิกขาบท)  
			<remark  id="s1b8c74l6" />	[๑๘๓] ถามว่า พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์  
			<remark  id="s1b8c74l7" />นั้น ทรงบัญญัติทุกกฏแก่ภิกษุผู้อาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ เดินไกวแขนไปในละแวกบ้าน ณ ที่ไหน?  
			<remark  id="s1b8c74l8" />ตอบว่า ทรงบัญญัติ ณ พระนครสาวัตถี.  
			<remark  id="s1b8c74l9" />ถ. ทรงปรารภใคร?  
			<remark  id="s1b8c74l10" />ต. ทรงปรารภพระฉัพพัคคีย์.  
			<remark  id="s1b8c74l11" />ถ. เพราะเรื่องอะไร?  
			<remark  id="s1b8c74l12" />ต. เพราะเรื่องที่พระฉัพพัคคีย์เดินไกวแขนไปในละแวกบ้าน.  
			<remark  id="s1b8c74l13" />มีบัญญัติ ๑ บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สิกขาบทนี้เกิดด้วยสมุฏฐานอันหนึ่ง  
			<remark  id="s1b8c74l14" />(เหมือนปฐมปาราชิกสิกขาบท)  
			<remark  id="s1b8c74l15" />	[๑๘๔] ถามว่า พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์  
			<remark  id="s1b8c74l16" />นั้น ทรงบัญญัติทุกกฏแก่ภิกษุผู้อาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ นั่งไกวแขนในละแวกบ้าน ณ ที่ไหน?  
			<remark  id="s1b8c74l17" />ตอบว่า ทรงบัญญัติ ณ พระนครสาวัตถี.  
			<remark  id="s1b8c74l18" />ถ. ทรงปรารภใคร?  
			<remark  id="s1b8c74l19" />ต. ทรงปรารภพระฉัพพัคคีย์.  
			<remark  id="s1b8c74l20" />ถ. เพราะเรื่องอะไร?  
			<remark  id="s1b8c74l21" />ต. เพราะเรื่องที่พระฉัพพัคคีย์นั่งไกวแขวนในละแวกบ้าน.  
			<remark  id="s1b8c74l22" />มีบัญญัติ ๑ บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สิกขาบทนี้เกิดด้วยสมุฏฐานอันหนึ่ง  
			<remark  id="s1b8c74l23" />(เหมือนปฐมปาราชิกสิกขาบท)  
			<remark  id="s1b8c74l24" />	[๑๘๕] ถามว่า พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์  
			<remark  id="s1b8c74l25" />นั้น ทรงบัญญัติทุกกฏแก่ภิกษุผู้อาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ เดินโคลงศีรษะไปในละแวกบ้าน ณ ที่ไหน?  
			<remark  id="s1b8c74l26" />ตอบว่า ทรงบัญญัติ ณ พระนครสาวัตถี.  
			<remark  id="s1b8c74l27" />ถ. ทรงปรารภใคร?  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b8c75" >
		<para id="s1b8c75p">
			<remark  id="s1b8c75l1" />ต. ทรงปรารภพระฉัพพัคคีย์.  
			<remark  id="s1b8c75l2" />ถ. เพราะเรื่องอะไร?  
			<remark  id="s1b8c75l3" />ต. เพราะเรื่องที่พระฉัพพัคคีย์เดินโคลงศีรษะไปในละแวกบ้าน.  
			<remark  id="s1b8c75l4" />มีบัญญัติ ๑ บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สิกขาบทนี้เกิดด้วยสมุฏฐานอันหนึ่ง  
			<remark  id="s1b8c75l5" />(เหมือนปฐมปาราชิกสิกขาบท)  
			<remark  id="s1b8c75l6" />	[๑๘๖] ถามว่า พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์  
			<remark  id="s1b8c75l7" />นั้น ทรงบัญญัติทุกกฏแก่ภิกษุผู้อาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ นั่งโคลงศีรษะในละแวกบ้าน ณ ที่ไหน?  
			<remark  id="s1b8c75l8" />ตอบว่า ทรงบัญญัติ ณ พระนครสาวัตถี.  
			<remark  id="s1b8c75l9" />ถ. ทรงปรารภใคร?  
			<remark  id="s1b8c75l10" />ต. ทรงปรารภพระฉัพพัคคีย์.  
			<remark  id="s1b8c75l11" />ถ. เพราะเรื่องอะไร?  
			<remark  id="s1b8c75l12" />ต. เพราะเรื่องที่พระฉัพพัคคีย์นั่งโคลงศีรษะในละแวกบ้าน.  
			<remark  id="s1b8c75l13" />มีบัญญัติ ๑ บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สิกขาบทนี้เกิดด้วยสมุฏฐานอันหนึ่ง  
			<remark  id="s1b8c75l14" />(เหมือนปฐมปาราชิกสิกขาบท)  
			<remark  id="s1b8c75l15" />		อุชชัคฆิกวรรคที่ ๒ จบ  
			<remark  id="s1b8c75l16" />		----------------  
			<remark  id="s1b8c75l17" />		    คำถามและคำตอบในขัมภกตวรรคที่ ๓  
			<remark  id="s1b8c75l18" />	[๑๘๗] ถามว่า พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์  
			<remark  id="s1b8c75l19" />นั้น ทรงบัญญัติทุกกฏแก่ภิกษุผู้อาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ เดินค้ำกายไปในละแวกบ้าน ณ ที่ไหน?  
			<remark  id="s1b8c75l20" />ตอบว่า ทรงบัญญัติ ณ พระนครสาวัตถี.  
			<remark  id="s1b8c75l21" />ถ. ทรงปรารภใคร?  
			<remark  id="s1b8c75l22" />ต. ทรงปรารภพระฉัพพัคคีย์.  
			<remark  id="s1b8c75l23" />ถ. เพราะเรื่องอะไร?  
			<remark  id="s1b8c75l24" />ต. เพราะเรื่องที่พระฉัพพัคคีย์เดินค้ำกายไปในละแวกบ้าน.  
			<remark  id="s1b8c75l25" />มีบัญญัติ ๑ บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สิกขาบทนี้เกิดด้วยสมุฏฐานอันหนึ่ง  
			<remark  id="s1b8c75l26" />(เหมือนปฐมปาราชิกสิกขาบท)  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b8c76" >
		<para id="s1b8c76p">
			<remark  id="s1b8c76l1" />	[๑๘๘] ถามว่า พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์  
			<remark  id="s1b8c76l2" />นั้น ทรงบัญญัติทุกกฏแก่ภิกษุผู้อาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ นั่งค้ำกายในละแวกบ้าน ณ ที่ไหน?  
			<remark  id="s1b8c76l3" />ตอบว่า ทรงบัญญัติ ณ พระนครสาวัตถี.  
			<remark  id="s1b8c76l4" />ถ. ทรงปรารภใคร?  
			<remark  id="s1b8c76l5" />ต. ทรงปรารภพระฉัพพัคคีย์.  
			<remark  id="s1b8c76l6" />ถ. เพราะเรื่องอะไร?  
			<remark  id="s1b8c76l7" />ต. เพราะเรื่องที่พระฉัพพัคคีย์นั่งค้ำกายในละแวกบ้าน.  
			<remark  id="s1b8c76l8" />มีบัญญัติ ๑ บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สิกขาบทนี้เกิดด้วยสมุฏฐานอันหนึ่ง  
			<remark  id="s1b8c76l9" />(เหมือนปฐมปาราชิกสิกขาบท)  
			<remark  id="s1b8c76l10" />	[๑๘๙] ถามว่า พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์  
			<remark  id="s1b8c76l11" />นั้น ทรงบัญญัติทุกกฏแก่ภิกษุผู้อาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ เดินคลุมศีรษะไปในละแวกบ้าน ณ ที่ไหน?  
			<remark  id="s1b8c76l12" />ตอบว่า ทรงบัญญัติ ณ พระนครสาวัตถี.  
			<remark  id="s1b8c76l13" />ถ. ทรงปรารภใคร?  
			<remark  id="s1b8c76l14" />ต. ทรงปรารภพระฉัพพัคคีย์.  
			<remark  id="s1b8c76l15" />ถ. เพราะเรื่องอะไร?  
			<remark  id="s1b8c76l16" />ต. เพราะเรื่องที่พระฉัพพัคคีย์ เดินคลุมกายตลอดศีรษะไปในละแวกบ้าน.  
			<remark  id="s1b8c76l17" />มีบัญญัติ ๑ บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สิกขาบทนี้เกิดด้วยสมุฏฐานอันหนึ่ง  
			<remark  id="s1b8c76l18" />(เหมือนปฐมปาราชิกสิกขาบท)  
			<remark  id="s1b8c76l19" />	[๑๙๐] ถามว่า พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์  
			<remark  id="s1b8c76l20" />นั้น ทรงบัญญัติทุกกฏแก่ภิกษุผู้อาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ นั่งคลุมศีรษะในละแวกบ้าน ณ ที่ไหน?  
			<remark  id="s1b8c76l21" />ตอบว่า ทรงบัญญัติ ณ พระนครสาวัตถี.  
			<remark  id="s1b8c76l22" />ถ. ทรงปรารภใคร?  
			<remark  id="s1b8c76l23" />ต. ทรงปรารภพระฉัพพัคคีย์.  
			<remark  id="s1b8c76l24" />ถ. เพราะเรื่องอะไร?  
			<remark  id="s1b8c76l25" />ต. เพราะเรื่องที่พระฉัพพัคคีย์นั่งคลุมกายตลอดศีรษะ ในละแวกบ้าน.  
			<remark  id="s1b8c76l26" />มีบัญญัติ ๑ บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สิกขาบทนี้เกิดด้วยสมุฏฐานอันหนึ่ง  
			<remark  id="s1b8c76l27" />(เหมือนปฐมปาราชิกสิกขาบท)  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b8c77" >
		<para id="s1b8c77p">
			<remark  id="s1b8c77l1" />	[๑๙๑] ถามว่า พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์  
			<remark  id="s1b8c77l2" />นั้น ทรงบัญญัติทุกกฏแก่ภิกษุผู้อาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ เดินกระโหย่งเท้าไปในละแวกบ้าน ณ  
			<remark  id="s1b8c77l3" />ที่ไหน?  
			<remark  id="s1b8c77l4" />ตอบว่า ทรงบัญญัติ ณ พระนครสาวัตถี.  
			<remark  id="s1b8c77l5" />ถ. ทรงปรารภใคร?  
			<remark  id="s1b8c77l6" />ต. ทรงปรารภพระฉัพพัคคีย์.  
			<remark  id="s1b8c77l7" />ถ. เพราะเรื่องอะไร?  
			<remark  id="s1b8c77l8" />ต. เพราะเรื่องที่พระฉัพพัคคีย์เดินกระโหย่งเท้าไปในละแวกบ้าน.  
			<remark  id="s1b8c77l9" />มีบัญญัติ ๑ บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สิกขาบทนี้เกิดด้วยสมุฏฐานอันหนึ่ง  
			<remark  id="s1b8c77l10" />(เหมือนปฐมปาราชิกสิกขาบท)  
			<remark  id="s1b8c77l11" />	[๑๙๒] ถามว่า พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์  
			<remark  id="s1b8c77l12" />นั้น ทรงบัญญัติทุกกฏแก่ภิกษุผู้อาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ นั่งรัดเข่าในละแวกบ้าน ณ ที่ไหน?  
			<remark  id="s1b8c77l13" />ตอบว่า ทรงบัญญัติ ณ พระนครสาวัตถี.  
			<remark  id="s1b8c77l14" />ถ. ทรงปรารภใคร?  
			<remark  id="s1b8c77l15" />ต. ทรงปรารภพระฉัพพัคคีย์.  
			<remark  id="s1b8c77l16" />ถ. เพราะเรื่องอะไร?  
			<remark  id="s1b8c77l17" />ต. เพราะเรื่องที่พระฉัพพัคคีย์นั่งรัดเข่าในละแวกบ้าน.  
			<remark  id="s1b8c77l18" />มีบัญญัติ ๑ บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สิกขาบทนี้เกิดด้วยสมุฏฐานอันหนึ่ง  
			<remark  id="s1b8c77l19" />(เหมือนปฐมปาราชิกสิกขาบท)  
			<remark  id="s1b8c77l20" />	[๑๙๓] ถามว่า พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์  
			<remark  id="s1b8c77l21" />นั้น ทรงบัญญัติทุกกฏแก่ภิกษุผู้อาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ รับบิณฑบาตโดยไม่เคารพ ณ ที่ไหน?  
			<remark  id="s1b8c77l22" />ตอบว่า ทรงบัญญัติ ณ พระนครสาวัตถี.  
			<remark  id="s1b8c77l23" />ถ. ทรงปรารภใคร?  
			<remark  id="s1b8c77l24" />ต. ทรงปรารภพระฉัพพัคคีย์.  
			<remark  id="s1b8c77l25" />ถ. เพราะเรื่องอะไร?  
			<remark  id="s1b8c77l26" />ต. เพราะเรื่องที่พระฉัพพัคคีย์รับบิณฑบาตโดยไม่เคารพ.  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b8c78" >
		<para id="s1b8c78p">
			<remark  id="s1b8c78l1" />มีบัญญัติ ๑ บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สิกขาบทนี้เกิดด้วยสมุฏฐานอันหนึ่ง  
			<remark  id="s1b8c78l2" />(เหมือนปฐมปาราชิกสิกขาบท)  
			<remark  id="s1b8c78l3" />	[๑๙๔] ถามว่า พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์  
			<remark  id="s1b8c78l4" />นั้น ทรงบัญญัติทุกกฏแก่ภิกษุผู้อาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ แลดูในที่นั้นๆ รับบิณฑบาต ณ ที่ไหน?  
			<remark  id="s1b8c78l5" />ตอบว่า ทรงบัญญัติ ณ พระนครสาวัตถี.  
			<remark  id="s1b8c78l6" />ถ. ทรงปรารภใคร?  
			<remark  id="s1b8c78l7" />ต. ทรงปรารภพระฉัพพัคคีย์.  
			<remark  id="s1b8c78l8" />ถ. เพราะเรื่องอะไร?  
			<remark  id="s1b8c78l9" />ต. เพราะเรื่องที่พระฉัพพัคคีย์แลดูในที่นั้นๆ รับบิณฑบาต.  
			<remark  id="s1b8c78l10" />มีบัญญัติ ๑ บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สิกขาบทนี้เกิดด้วยสมุฏฐานอันหนึ่ง  
			<remark  id="s1b8c78l11" />(เหมือนปฐมปาราชิกสิกขาบท)  
			<remark  id="s1b8c78l12" />	[๑๙๕] ถามว่า พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์  
			<remark  id="s1b8c78l13" />นั้น ทรงบัญญัติทุกกฏแก่ภิกษุผู้อาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ รับแต่แกงมาก ณ ที่ไหน?  
			<remark  id="s1b8c78l14" />ตอบว่า ทรงบัญญัติ ณ พระนครสาวัตถี.  
			<remark  id="s1b8c78l15" />ถ. ทรงปรารภใคร?  
			<remark  id="s1b8c78l16" />ต. ทรงปรารภพระฉัพพัคคีย์.  
			<remark  id="s1b8c78l17" />ถ. เพราะเรื่องอะไร?  
			<remark  id="s1b8c78l18" />ต. เพราะเรื่องที่พระฉัพพัคคีย์รับแต่แกงมาก.  
			<remark  id="s1b8c78l19" />มีบัญญัติ ๑ บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สิกขาบทนี้เกิดด้วยสมุฏฐานอันหนึ่ง  
			<remark  id="s1b8c78l20" />(เหมือนปฐมปาราชิกสิกขาบท)  
			<remark  id="s1b8c78l21" />	[๑๙๖] ถามว่า พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์  
			<remark  id="s1b8c78l22" />นั้น ทรงบัญญัติทุกกฏแก่ภิกษุผู้อาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ รับบิณฑบาตจนพูนบาตร ณ ที่ไหน?  
			<remark  id="s1b8c78l23" />ตอบว่า ทรงบัญญัติ ณ พระนครสาวัตถี.  
			<remark  id="s1b8c78l24" />ถ. ทรงปรารภใคร?  
			<remark  id="s1b8c78l25" />ต. ทรงปรารภพระฉัพพัคคีย์.  
			<remark  id="s1b8c78l26" />ถ. เพราะเรื่องอะไร?  
			<remark  id="s1b8c78l27" />ต. เพราะเรื่องที่พระฉัพพัคคีย์รับบิณฑบาตจนพูนบาตร.  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b8c79" >
		<para id="s1b8c79p">
			<remark  id="s1b8c79l1" />มีบัญญัติ ๑ บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สิกขาบทนี้เกิดด้วยสมุฏฐานอันหนึ่ง  
			<remark  id="s1b8c79l2" />(เหมือนปฐมปาราชิกสิกขาบท)  
			<remark  id="s1b8c79l3" />		ขัมภกตวรรคที่ ๓ จบ.  
			<remark  id="s1b8c79l4" />		---------------  
			<remark  id="s1b8c79l5" />		    คำถามและคำตอบในปีณฑปาตวรรคที่ ๔  
			<remark  id="s1b8c79l6" />	[๑๙๗] ถามว่า พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์  
			<remark  id="s1b8c79l7" />นั้น ทรงบัญญัติทุกกฏแก่ภิกษุผู้อาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ ฉันบิณฑบาตโดยไม่เคารพ ณ ที่ไหน?  
			<remark  id="s1b8c79l8" />ตอบว่า ทรงบัญญัติ ณ พระนครสาวัตถี.  
			<remark  id="s1b8c79l9" />ถ. ทรงปรารภใคร?  
			<remark  id="s1b8c79l10" />ต. ทรงปรารภพระฉัพพัคคีย์.  
			<remark  id="s1b8c79l11" />ถ. เพราะเรื่องอะไร?  
			<remark  id="s1b8c79l12" />ต. เพราะเรื่องที่พระฉัพพัคคีย์ฉันบิณฑบาตโดยไม่เคารพ.  
			<remark  id="s1b8c79l13" />มีบัญญัติ ๑ บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สิกขาบทนี้เกิดด้วยสมุฏฐานอันหนึ่ง  
			<remark  id="s1b8c79l14" />(เหมือนปฐมปาราชิกสิกขาบท).  
			<remark  id="s1b8c79l15" />	[๑๙๘] ถามว่า พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์  
			<remark  id="s1b8c79l16" />นั้น ทรงบัญญัติทุกกฏแก่ภิกษุผู้อาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ แลดูในที่นั้นๆ ฉันบิณฑบาต ณ ที่ไหน?  
			<remark  id="s1b8c79l17" />ตอบว่า ทรงบัญญัติ ณ พระนครสาวัตถี.  
			<remark  id="s1b8c79l18" />ถ. ทรงปรารภใคร?  
			<remark  id="s1b8c79l19" />ต. ทรงปรารภพระฉัพพัคคีย์.  
			<remark  id="s1b8c79l20" />ถ. เพราะเรื่องอะไร?  
			<remark  id="s1b8c79l21" />ต. เพราะเรื่องที่พระฉัพพัคคีย์แลดูในที่นั้นๆ ฉันบิณฑบาต.  
			<remark  id="s1b8c79l22" />มีบัญญัติ ๑ บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สิกขาบทนี้เกิดด้วยสมุฏฐานอันหนึ่ง  
			<remark  id="s1b8c79l23" />(เหมือนปฐมปาราชิกสิกขาบท).  
			<remark  id="s1b8c79l24" />	[๑๙๙] ถามว่า พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์  
			<remark  id="s1b8c79l25" />นั้น ทรงบัญญัติทุกกฏแก่ภิกษุผู้อาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ ฉันบิณฑบาตให้แหว่งในที่นั้นๆ ณ ที่ไหน?  
			<remark  id="s1b8c79l26" />ตอบว่า ทรงบัญญัติ ณ พระนครสาวัตถี.  
			<remark  id="s1b8c79l27" />ถ. ทรงปรารภใคร?  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b8c80" >
		<para id="s1b8c80p">
			<remark  id="s1b8c80l1" />ต. ทรงปรารภพระฉัพพัคคีย์.  
			<remark  id="s1b8c80l2" />ถ. เพราะเรื่องอะไร?  
			<remark  id="s1b8c80l3" />ต. เพราะเรื่องที่พระฉัพพัคคีย์ฉันบิณฑบาตให้แหว่งในที่นั้นๆ  
			<remark  id="s1b8c80l4" />มีบัญญัติ ๑ บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สิกขาบทนี้เกิดด้วยสมุฏฐานอันหนึ่ง  
			<remark  id="s1b8c80l5" />(เหมือนปฐมปาราชิกสิกขาบท)  
			<remark  id="s1b8c80l6" />	[๒๐๐] ถามว่า พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์  
			<remark  id="s1b8c80l7" />นั้น ทรงบัญญัติทุกกฏแก่ภิกษุผู้อาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ ฉันแต่แกงมาก ณ ที่ไหน?  
			<remark  id="s1b8c80l8" />ตอบว่า ทรงบัญญัติ ณ พระนครสาวัตถี.  
			<remark  id="s1b8c80l9" />ถ. ทรงปรารภใคร?  
			<remark  id="s1b8c80l10" />ต. ทรงปรารภพระฉัพพัคคีย์.  
			<remark  id="s1b8c80l11" />ถ. เพราะเรื่องอะไร?  
			<remark  id="s1b8c80l12" />ต. เพราะเรื่องที่พระฉัพพัคคีย์ ฉันแต่แกงมาก.  
			<remark  id="s1b8c80l13" />มีบัญญัติ ๑ บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สิกขาบทนี้เกิดด้วยสมุฏฐานอันหนึ่ง  
			<remark  id="s1b8c80l14" />(เหมือนปฐมปาราชิกสิกขาบท)  
			<remark  id="s1b8c80l15" />	[๒๐๑] ถามว่า พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์  
			<remark  id="s1b8c80l16" />นั้น ทรงบัญญัติทุกกฏแก่ภิกษุผู้อาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ ฉันบิณฑบาตขยุ้มแต่ยอดลงไป ณ ที่ไหน?  
			<remark  id="s1b8c80l17" />ตอบว่า ทรงบัญญัติ ณ พระนครสาวัตถี.  
			<remark  id="s1b8c80l18" />ถ. ทรงปรารภใคร?  
			<remark  id="s1b8c80l19" />ต. ทรงปรารภพระฉัพพัคคีย์.  
			<remark  id="s1b8c80l20" />ถ. เพราะเรื่องอะไร?  
			<remark  id="s1b8c80l21" />ต. เพราะเรื่องที่พระฉัพพัคคีย์ฉันบิณฑบาตขยุ้มแต่ยอดลงไป.  
			<remark  id="s1b8c80l22" />มีบัญญัติ ๑ บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สิกขาบทนี้เกิดด้วยสมุฏฐานอันหนึ่ง  
			<remark  id="s1b8c80l23" />(เหมือนปฐมปาราชิกสิกขาบท)  
			<remark  id="s1b8c80l24" />	[๒๐๒] ถามว่า พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์  
			<remark  id="s1b8c80l25" />นั้น ทรงบัญญัติทุกกฏแก่ภิกษุผู้อาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ กลบแกงบ้าง กับบ้าง ด้วยข้าวสุก ณ  
			<remark  id="s1b8c80l26" />ที่ไหน?  
			<remark  id="s1b8c80l27" />ตอบว่า ทรงบัญญัติ ณ พระนครสาวัตถี.  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b8c81" >
		<para id="s1b8c81p">
			<remark  id="s1b8c81l1" />ถ. ทรงปรารภใคร?  
			<remark  id="s1b8c81l2" />ต. ทรงปรารภพระฉัพพัคคีย์.  
			<remark  id="s1b8c81l3" />ถ. เพราะเรื่องอะไร?  
			<remark  id="s1b8c81l4" />ต. เพราะเรื่องที่พระฉัพพัคคีย์กลบแกงบ้าง กับบ้าง ด้วยข้าวสุก.  
			<remark  id="s1b8c81l5" />มีบัญญัติ ๑ บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สิกขาบทนี้เกิดด้วยสมุฏฐานอันหนึ่ง  
			<remark  id="s1b8c81l6" />(เหมือนปฐมปาราชิกสิกขาบท)  
			<remark  id="s1b8c81l7" />	[๒๐๓] ถามว่า พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์  
			<remark  id="s1b8c81l8" />นั้น ทรงบัญญัติทุกกฏแก่ภิกษุผู้อาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ ขอแกงบ้าง ข้าวสุกบ้าง เพื่อประโยชน์  
			<remark  id="s1b8c81l9" />แก่ตนมาฉัน ณ ที่ไหน?  
			<remark  id="s1b8c81l10" />ตอบว่า ทรงบัญญัติ ณ พระนครสาวัตถี.  
			<remark  id="s1b8c81l11" />ถ. ทรงปรารภใคร?  
			<remark  id="s1b8c81l12" />ต. ทรงปรารภพระฉัพพัคคีย์.  
			<remark  id="s1b8c81l13" />ถ. เพราะเรื่องอะไร?  
			<remark  id="s1b8c81l14" />ต. เพราะเรื่องที่พระฉัพพัคคีย์ ขอแกงบ้าง ข้าวสุกบ้าง เพื่อประโยชน์แก่ตนมาฉัน.  
			<remark  id="s1b8c81l15" />มีบัญญัติ ๑ อนุบัญญัติ ๑ บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สิกขาบทนี้เกิดด้วยสมุฏฐาน  
			<remark  id="s1b8c81l16" />๒ คือ บางทีเกิดแต่กายกับจิต มิใช่วาจา บางทีเกิดแต่กายวาจา และจิต.  
			<remark  id="s1b8c81l17" />	[๒๐๔] ถามว่า พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์  
			<remark  id="s1b8c81l18" />นั้น ทรงบัญญัติทุกกฏแก่ภิกษุผู้อาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ แลดูบาตรของภิกษุรูปอื่น ด้วยหมายจะยก  
			<remark  id="s1b8c81l19" />โทษ ณ ที่ไหน?  
			<remark  id="s1b8c81l20" />ตอบว่า ทรงบัญญัติ ณ พระนครสาวัตถี.  
			<remark  id="s1b8c81l21" />ถ. ทรงปรารภใคร?  
			<remark  id="s1b8c81l22" />ต. ทรงปรารภพระฉัพพัคคีย์.  
			<remark  id="s1b8c81l23" />ถ. เพราะเรื่องอะไร?  
			<remark  id="s1b8c81l24" />ต. เพราะเรื่องที่พระฉัพพัคคีย์แลดูบาตรของภิกษุรูปอื่นด้วยหมายจะยกโทษ.  
			<remark  id="s1b8c81l25" />มีบัญญัติ ๑ บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สิกขาบทนี้เกิดด้วยสมุฏฐานอันหนึ่ง  
			<remark  id="s1b8c81l26" />(เหมือนปฐมปาราชิกสิกขาบท)  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b8c82" >
		<para id="s1b8c82p">
			<remark  id="s1b8c82l1" />	[๒๐๕] ถามว่า พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์  
			<remark  id="s1b8c82l2" />นั้น ทรงบัญญัติทุกกฏแก่ภิกษุผู้อาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ ทำคำข้าวให้ใหญ่ ณ ที่ไหน?  
			<remark  id="s1b8c82l3" />ตอบว่า ทรงบัญญัติ ณ พระนครสาวัตถี.  
			<remark  id="s1b8c82l4" />ถ. ทรงปรารภใคร?  
			<remark  id="s1b8c82l5" />ต. ทรงปรารภพระฉัพพัคคีย์.  
			<remark  id="s1b8c82l6" />ถ. เพราะเรื่องอะไร?  
			<remark  id="s1b8c82l7" />ต. เพราะเรื่องที่พระฉัพพัคคีย์ทำคำข้าวให้ใหญ่.  
			<remark  id="s1b8c82l8" />มีบัญญัติ ๑ บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สิกขาบทนี้เกิดด้วยสมุฏฐานอันหนึ่ง  
			<remark  id="s1b8c82l9" />(เหมือนปฐมปาราชิกสิกขาบท)  
			<remark  id="s1b8c82l10" />	[๒๐๖] ถามว่า พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์  
			<remark  id="s1b8c82l11" />นั้น ทรงบัญญัติทุกกฏแก่ภิกษุผู้อาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ ทำคำข้าวให้ยาว ณ ที่ไหน?  
			<remark  id="s1b8c82l12" />ตอบว่า ทรงบัญญัติ ณ พระนครสาวัตถี.  
			<remark  id="s1b8c82l13" />ถ. ทรงปรารภใคร?  
			<remark  id="s1b8c82l14" />ต. ทรงปรารภพระฉัพพัคคีย์.  
			<remark  id="s1b8c82l15" />ถ. เพราะเรื่องอะไร?  
			<remark  id="s1b8c82l16" />ต. เพราะเรื่องที่พระฉัพพัคคีย์ทำคำข้าวให้ยาว.  
			<remark  id="s1b8c82l17" />มีบัญญัติ ๑ บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สิกขาบทนี้เกิดด้วยสมุฏฐานอันหนึ่ง  
			<remark  id="s1b8c82l18" />(เหมือนปฐมปาราชิกสิกขาบท)  
			<remark  id="s1b8c82l19" />		    ปิณฑปาตวรรคที่ ๔ จบ.  
			<remark  id="s1b8c82l20" />		 -------------  
			<remark  id="s1b8c82l21" />		คำถามและคำตอบในกพฬวรรคที่ ๕  
			<remark  id="s1b8c82l22" />	[๒๐๗] ถามว่า พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์  
			<remark  id="s1b8c82l23" />นั้น ทรงบัญญัติทุกกฏแก่ภิกษุผู้อาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ เมื่อคำข้าวยังไม่ถึงปาก อ้าปากไว้ท่า  
			<remark  id="s1b8c82l24" />ณ ที่ไหน?  
			<remark  id="s1b8c82l25" />ตอบว่า ทรงบัญญัติ ณ พระนครสาวัตถี.  
			<remark  id="s1b8c82l26" />ถ. ทรงปรารภใคร?  
			<remark  id="s1b8c82l27" />ต. ทรงปรารภพระฉัพพัคคีย์.  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b8c83" >
		<para id="s1b8c83p">
			<remark  id="s1b8c83l1" />ถ. เพราะเรื่องอะไร?  
			<remark  id="s1b8c83l2" />ต. เพราะเรื่องที่พระฉัพพัคคีย์ เมื่อคำข้าวยังไม่ถึงปาก อ้าปากไว้ท่า.  
			<remark  id="s1b8c83l3" />มีบัญญัติ ๑ บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สิกขาบทนี้เกิดด้วยสมุฏฐานอันหนึ่ง  
			<remark  id="s1b8c83l4" />(เหมือนปฐมปาราชิกสิกขาบท)  
			<remark  id="s1b8c83l5" />	[๒๐๘] ถามว่า พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์  
			<remark  id="s1b8c83l6" />นั้น ทรงบัญญัติทุกกฏแก่ภิกษุผู้อาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ ฉันสอดมือทั้งหมดเข้าในปาก  
			<remark  id="s1b8c83l7" />ณ ที่ไหน?  
			<remark  id="s1b8c83l8" />ตอบว่า ทรงบัญญัติ ณ พระนครสาวัตถี.  
			<remark  id="s1b8c83l9" />ถ. ทรงปรารภใคร?  
			<remark  id="s1b8c83l10" />ต. ทรงปรารภพระฉัพพัคคีย์.  
			<remark  id="s1b8c83l11" />ถ. เพราะเรื่องอะไร?  
			<remark  id="s1b8c83l12" />ต. เพราะเรื่องที่พระฉัพพัคคีย์ฉันสอดมือทั้งหมดเข้าในปาก.  
			<remark  id="s1b8c83l13" />มีบัญญัติ ๑ บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สิกขาบทนี้เกิดด้วยสมุฏฐานอันหนึ่ง  
			<remark  id="s1b8c83l14" />(เหมือนปฐมปาราชิกสิกขาบท)  
			<remark  id="s1b8c83l15" />	[๒๐๙] ถามว่า พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์  
			<remark  id="s1b8c83l16" />นั้น ทรงบัญญัติทุกกฏแก่ภิกษุผู้อาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ พูดทั้งคำข้าวมีในปาก ณ ที่ไหน?  
			<remark  id="s1b8c83l17" />ตอบว่า ทรงบัญญัติ ณ พระนครสาวัตถี.  
			<remark  id="s1b8c83l18" />ถ. ทรงปรารภใคร?  
			<remark  id="s1b8c83l19" />ต. ทรงปรารภพระฉัพพัคคีย์.  
			<remark  id="s1b8c83l20" />ถ. เพราะเรื่องอะไร?  
			<remark  id="s1b8c83l21" />ต. เพราะเรื่องที่พระฉัพพัคคีย์พูดทั้งคำข้าวมีในปาก.  
			<remark  id="s1b8c83l22" />มีบัญญัติ ๑ บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สิกขาบทนี้เกิดด้วยสมุฏฐานอันหนึ่ง คือ  
			<remark  id="s1b8c83l23" />เกิดแต่กายวาจา และจิต.  
			<remark  id="s1b8c83l24" />	[๒๑๐] ถามว่า พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์  
			<remark  id="s1b8c83l25" />นั้น ทรงบัญญัติทุกกฏแก่ภิกษุผู้อาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ ฉันเดาะคำข้าว ณ ที่ไหน?  
			<remark  id="s1b8c83l26" />ตอบว่า ทรงบัญญัติ ณ พระนครสาวัตถี.  
			<remark  id="s1b8c83l27" />ถ. ทรงปรารภใคร?  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b8c84" >
		<para id="s1b8c84p">
			<remark  id="s1b8c84l1" />ต. ทรงปรารภพระฉัพพัคคีย์.  
			<remark  id="s1b8c84l2" />ถ. เพราะเรื่องอะไร?  
			<remark  id="s1b8c84l3" />ต. เพราะเรื่องที่พระฉัพพัคคีย์ฉันเดาะคำข้าว.  
			<remark  id="s1b8c84l4" />มีบัญญัติ ๑ บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สิกขาบทนี้เกิดด้วยสมุฏฐานอันหนึ่ง  
			<remark  id="s1b8c84l5" />(เหมือนปฐมปาราชิกสิกขาบท)  
			<remark  id="s1b8c84l6" />	[๒๑๑] ถามว่า พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์  
			<remark  id="s1b8c84l7" />นั้น ทรงบัญญัติทุกกฏแก่ภิกษุผู้อาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ ฉันกัดคำข้าว ณ ที่ไหน?  
			<remark  id="s1b8c84l8" />ตอบว่า ทรงบัญญัติ ณ พระนครสาวัตถี.  
			<remark  id="s1b8c84l9" />ถ. ทรงปรารภใคร?  
			<remark  id="s1b8c84l10" />ต. ทรงปรารภพระฉัพพัคคีย์.  
			<remark  id="s1b8c84l11" />ถ. เพราะเรื่องอะไร?  
			<remark  id="s1b8c84l12" />ต. เพราะเรื่องที่พระฉัพพัคคีย์ฉันกัดคำข้าว.  
			<remark  id="s1b8c84l13" />มีบัญญัติ ๑ บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สิกขาบทนี้เกิดด้วยสมุฏฐานอันหนึ่ง  
			<remark  id="s1b8c84l14" />(เหมือนปฐมปาราชิกสิกขาบท)  
			<remark  id="s1b8c84l15" />	[๒๑๒] ถามว่า พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์  
			<remark  id="s1b8c84l16" />นั้น ทรงบัญญัติทุกกฏแก่ภิกษุผู้อาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ ฉันทำกระพุ้งแก้มให้ตุ่ย ณ ที่ไหน?  
			<remark  id="s1b8c84l17" />ตอบว่า ทรงบัญญัติ ณ พระนครสาวัตถี.  
			<remark  id="s1b8c84l18" />ถ. ทรงปรารภใคร?  
			<remark  id="s1b8c84l19" />ต. ทรงปรารภพระฉัพพัคคีย์.  
			<remark  id="s1b8c84l20" />ถ. เพราะเรื่องอะไร?  
			<remark  id="s1b8c84l21" />ต. เพราะเรื่องที่พระฉัพพัคคีย์ฉันทำกระพุ้งแก้มให้ตุ่ย.  
			<remark  id="s1b8c84l22" />มีบัญญัติ ๑ บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สิกขาบทนี้เกิดด้วยสมุฏฐานอันหนึ่ง  
			<remark  id="s1b8c84l23" />(เหมือนปฐมปาราชิกสิกขาบท)  
			<remark  id="s1b8c84l24" />	[๒๑๓] ถามว่า พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์  
			<remark  id="s1b8c84l25" />นั้น ทรงบัญญัติทุกกฏแก่ภิกษุผู้อาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ ฉันสลัดมือ ณ ที่ไหน?  
			<remark  id="s1b8c84l26" />ตอบว่า ทรงบัญญัติ ณ พระนครสาวัตถี.  
			<remark  id="s1b8c84l27" />ถ. ทรงปรารภใคร?  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b8c85" >
		<para id="s1b8c85p">
			<remark  id="s1b8c85l1" />ต. ทรงปรารภพระฉัพพัคคีย์.  
			<remark  id="s1b8c85l2" />ถ. เพราะเรื่องอะไร?  
			<remark  id="s1b8c85l3" />ต. เพราะเรื่องที่พระฉัพพัคคีย์ฉันสลัดมือ.  
			<remark  id="s1b8c85l4" />มีบัญญัติ ๑ บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สิกขาบทนี้เกิดด้วยสมุฏฐานอันหนึ่ง  
			<remark  id="s1b8c85l5" />(เหมือนปฐมปาราชิกสิกขาบท)  
			<remark  id="s1b8c85l6" />	[๒๑๔] ถามว่า พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์  
			<remark  id="s1b8c85l7" />นั้น ทรงบัญญัติทุกกฏแก่ภิกษุผู้อาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ ฉันโปรยเมล็ดข้าว ณ ที่ไหน?  
			<remark  id="s1b8c85l8" />ตอบว่า ทรงบัญญัติ ณ พระนครสาวัตถี.  
			<remark  id="s1b8c85l9" />ถ. ทรงปรารภใคร?  
			<remark  id="s1b8c85l10" />ต. ทรงปรารภพระฉัพพัคคีย์.  
			<remark  id="s1b8c85l11" />ถ. เพราะเรื่องอะไร?  
			<remark  id="s1b8c85l12" />ต. เพราะเรื่องที่พระฉัพพัคคีย์ฉันโปรยเมล็ดข้าว.  
			<remark  id="s1b8c85l13" />มีบัญญัติ ๑ บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สิกขาบทนี้เกิดด้วยสมุฏฐานอันหนึ่ง  
			<remark  id="s1b8c85l14" />(เหมือนปฐมปาราชิกสิกขาบท)  
			<remark  id="s1b8c85l15" />	[๒๑๕] ถามว่า พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์  
			<remark  id="s1b8c85l16" />นั้น ทรงบัญญัติทุกกฏแก่ภิกษุผู้อาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ ฉันแลบลิ้น ณ ที่ไหน?  
			<remark  id="s1b8c85l17" />ตอบว่า ทรงบัญญัติ ณ พระนครสาวัตถี.  
			<remark  id="s1b8c85l18" />ถ. ทรงปรารภใคร?  
			<remark  id="s1b8c85l19" />ต. ทรงปรารภพระฉัพพัคคีย์.  
			<remark  id="s1b8c85l20" />ถ. เพราะเรื่องอะไร?  
			<remark  id="s1b8c85l21" />ต. เพราะเรื่องที่พระฉัพพัคคีย์ฉันแลบลิ้น.  
			<remark  id="s1b8c85l22" />มีบัญญัติ ๑ บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สิกขาบทนี้เกิดด้วยสมุฏฐานอันหนึ่ง  
			<remark  id="s1b8c85l23" />(เหมือนปฐมปาราชิกสิกขาบท)  
			<remark  id="s1b8c85l24" />	[๒๑๖] ถามว่า พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์  
			<remark  id="s1b8c85l25" />นั้น ทรงบัญญัติทุกกฏแก่ภิกษุผู้อาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ ฉันดังจั๊บๆ ณ ที่ไหน?  
			<remark  id="s1b8c85l26" />ตอบว่า ทรงบัญญัติ ณ พระนครสาวัตถี.  
			<remark  id="s1b8c85l27" />ถ. ทรงปรารภใคร? 
		</para>
	</section>
	<section id="s1b8c86" >
		<para id="s1b8c86p">
			<remark  id="s1b8c86l1" />ต. ทรงปรารภพระฉัพพัคคีย์.  
			<remark  id="s1b8c86l2" />ถ. เพราะเรื่องอะไร?  
			<remark  id="s1b8c86l3" />ต. เพราะเรื่องที่พระฉัพพัคคีย์ฉันดังจั๊บๆ  
			<remark  id="s1b8c86l4" />มีบัญญัติ ๑ บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สิกขาบทนี้เกิดด้วยสมุฏฐานอันหนึ่ง  
			<remark  id="s1b8c86l5" />(เหมือนปฐมปาราชิกสิกขาบท)  
			<remark  id="s1b8c86l6" />		 กพฬวรรคที่ ๕ จบ.  
			<remark  id="s1b8c86l7" />		----------------  
			<remark  id="s1b8c86l8" />		คำถามและคำตอบในสุรุสุรุวรรคที่ ๖  
			<remark  id="s1b8c86l9" />	[๒๑๗] ถามว่า พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์  
			<remark  id="s1b8c86l10" />นั้น ทรงบัญญัติทุกกฏแก่ภิกษุผู้อาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ ฉันดังซู้ดๆ ณ ที่ไหน?  
			<remark  id="s1b8c86l11" />ตอบว่า ทรงบัญญัติ ณ พระนครโกสัมพี.  
			<remark  id="s1b8c86l12" />ถ. ทรงปรารภใคร?  
			<remark  id="s1b8c86l13" />ต. ทรงปรารภภิกษุหลายรูป.  
			<remark  id="s1b8c86l14" />ถ. เพราะเรื่องอะไร?  
			<remark  id="s1b8c86l15" />ต. เพราะเรื่องที่ภิกษุหลายรูปดื่มนมสดดังซู้ดๆ  
			<remark  id="s1b8c86l16" />มีบัญญัติ ๑ บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สิกขาบทนี้เกิดด้วยสมุฏฐานอันหนึ่ง  
			<remark  id="s1b8c86l17" />(เหมือนปฐมปาราชิกสิกขาบท)  
			<remark  id="s1b8c86l18" />	[๒๑๘] ถามว่า พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์  
			<remark  id="s1b8c86l19" />นั้น ทรงบัญญัติทุกกฏแก่ภิกษุผู้อาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ ฉันเลียมือ ณ ที่ไหน?  
			<remark  id="s1b8c86l20" />ตอบว่า ทรงบัญญัติ ณ พระนครโกสัมพี.  
			<remark  id="s1b8c86l21" />ถ. ทรงปรารภใคร?  
			<remark  id="s1b8c86l22" />ต. ทรงปรารภพระฉัพพัคคีย์.  
			<remark  id="s1b8c86l23" />ถ. เพราะเรื่องอะไร?  
			<remark  id="s1b8c86l24" />ต. เพราะเรื่องที่พระฉัพพัคคีย์ฉันเลียมือ.  
			<remark  id="s1b8c86l25" />มีบัญญัติ ๑ บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สิกขาบทนี้เกิดด้วยสมุฏฐานอันหนึ่ง  
			<remark  id="s1b8c86l26" />(เหมือนปฐมปาราชิกสิกขาบท)
		</para>
	</section>
	<section id="s1b8c87" >
		<para id="s1b8c87p">
			<remark  id="s1b8c87l1" />	[๒๑๙] ถามว่า พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์  
			<remark  id="s1b8c87l2" />นั้น ทรงบัญญัติทุกกฏแก่ภิกษุผู้อาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ ฉันขอดบาตร ณ ที่ไหน?  
			<remark  id="s1b8c87l3" />ตอบว่า ทรงบัญญัติ ณ พระนครโกสัมพี.  
			<remark  id="s1b8c87l4" />ถ. ทรงปรารภใคร?  
			<remark  id="s1b8c87l5" />ต. ทรงปรารภพระฉัพพัคคีย์.  
			<remark  id="s1b8c87l6" />ถ. เพราะเรื่องอะไร?  
			<remark  id="s1b8c87l7" />ต. เพราะเรื่องที่พระฉัพพัคคีย์ฉันขอดบาตร.  
			<remark  id="s1b8c87l8" />มีบัญญัติ ๑ บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สิกขาบทนี้เกิดด้วยสมุฏฐานอันหนึ่ง  
			<remark  id="s1b8c87l9" />(เหมือนปฐมปาราชิกสิกขาบท)  
			<remark  id="s1b8c87l10" />	[๒๒๐] ถามว่า พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์  
			<remark  id="s1b8c87l11" />นั้น ทรงบัญญัติทุกกฏแก่ภิกษุผู้อาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ ฉันเลียริมฝีปาก ณ ที่ไหน?  
			<remark  id="s1b8c87l12" />ตอบว่า ทรงบัญญัติ ณ พระนครโกสัมพี.  
			<remark  id="s1b8c87l13" />ถ. ทรงปรารภใคร?  
			<remark  id="s1b8c87l14" />ต. ทรงปรารภพระฉัพพัคคีย์.  
			<remark  id="s1b8c87l15" />ถ. เพราะเรื่องอะไร?  
			<remark  id="s1b8c87l16" />ต. เพราะเรื่องที่พระฉัพพัคคีย์ฉันเลียริมฝีปาก.  
			<remark  id="s1b8c87l17" />มีบัญญัติ ๑ บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สิกขาบทนี้เกิดด้วยสมุฏฐานอันหนึ่ง  
			<remark  id="s1b8c87l18" />(เหมือนปฐมปาราชิกสิกขาบท)  
			<remark  id="s1b8c87l19" />	[๒๒๑] ถามว่า พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์  
			<remark  id="s1b8c87l20" />นั้น ทรงบัญญัติทุกกฏแก่ภิกษุผู้อาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ รับโอน้ำด้วยมือเปื้อนอามิส ณ ที่ไหน?  
			<remark  id="s1b8c87l21" />ตอบว่า ทรงบัญญัติ ณ ภัคคชนบท.  
			<remark  id="s1b8c87l22" />ถ. ทรงปรารภใคร?  
			<remark  id="s1b8c87l23" />ต. ทรงปรารภภิกษุหลายรูป.  
			<remark  id="s1b8c87l24" />ถ. เพราะเรื่องอะไร?  
			<remark  id="s1b8c87l25" />ต. เพราะเรื่องที่ภิกษุหลายรูปรับโอน้ำด้วยมือเปื้อนอามิส.  
			<remark  id="s1b8c87l26" />มีบัญญัติ ๑ บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สิกขาบทนี้เกิดด้วยสมุฏฐานอันหนึ่ง คือ  
			<remark  id="s1b8c87l27" />เกิดแต่กายกับจิต มิใช่วาจา.  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b8c88" >
		<para id="s1b8c88p">
			<remark  id="s1b8c88l1" />	[๒๒๒] ถามว่า พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์  
			<remark  id="s1b8c88l2" />นั้น ทรงบัญญัติทุกกฏแก่ภิกษุผู้อาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ เทน้ำล้างบาตรมีเมล็ดข้าวในละแวกบ้าน  
			<remark  id="s1b8c88l3" />ณ ที่ไหน?  
			<remark  id="s1b8c88l4" />ตอบว่า ทรงบัญญัติ ณ ภัคคชนบท.  
			<remark  id="s1b8c88l5" />ถ. ทรงปรารภใคร?  
			<remark  id="s1b8c88l6" />ต. ทรงปรารภภิกษุหลายรูป.  
			<remark  id="s1b8c88l7" />ถ. เพราะเรื่องอะไร?  
			<remark  id="s1b8c88l8" />ต. เพราะเรื่องที่ภิกษุหลายรูปเทน้ำล้างบาตรมีเมล็ดข้าว ในละแวกบ้าน.  
			<remark  id="s1b8c88l9" />มีบัญญัติ ๑ บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สิกขาบทนี้เกิดด้วยสมุฏฐานอันหนึ่ง คือ  
			<remark  id="s1b8c88l10" />กายกับจิต มิใช่วาจา.  
			<remark  id="s1b8c88l11" />	[๒๒๓] ถามว่า พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์  
			<remark  id="s1b8c88l12" />นั้น ทรงบัญญัติทุกกฏแก่ภิกษุผู้อาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ แสดงธรรมแก่บุคคลมีร่มในมือ ณ ที่ไหน?  
			<remark  id="s1b8c88l13" />ตอบว่า ทรงบัญญัติ ณ พระนครสาวัตถี.  
			<remark  id="s1b8c88l14" />ถ. ทรงปรารภใคร?  
			<remark  id="s1b8c88l15" />ต. ทรงปรารภพระฉัพพัคคีย์.  
			<remark  id="s1b8c88l16" />ถ. เพราะเรื่องอะไร?  
			<remark  id="s1b8c88l17" />ต. เพราะเรื่องที่พระฉัพพัคคีย์แสดงธรรมแก่บุคคลมีร่มในมือ.  
			<remark  id="s1b8c88l18" />มีบัญญัติ ๑ อนุบัญญัติ ๑ บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สิกขาบทนี้เกิดด้วย  
			<remark  id="s1b8c88l19" />สมุฏฐานอันหนึ่ง คือ เกิดแต่วาจากับจิต มิใช่กาย.  
			<remark  id="s1b8c88l20" />	[๒๒๔] ถามว่า พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์  
			<remark  id="s1b8c88l21" />นั้น ทรงบัญญัติทุกกฏแก่ภิกษุผู้อาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ แสดงธรรมแก่บุคคลมีไม้พลองในมือ  
			<remark  id="s1b8c88l22" />ณ ที่ไหน?  
			<remark  id="s1b8c88l23" />ตอบว่า ทรงบัญญัติ ณ พระนครสาวัตถี.  
			<remark  id="s1b8c88l24" />ถ. ทรงปรารภใคร?  
			<remark  id="s1b8c88l25" />ต. ทรงปรารภพระฉัพพัคคีย์.  
			<remark  id="s1b8c88l26" />ถ. เพราะเรื่องอะไร?  
			<remark  id="s1b8c88l27" />ต. เพราะเรื่องที่พระฉัพพัคคีย์แสดงธรรมแก่บุคคลมีไม้พลองในมือ.  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b8c89" >
		<para id="s1b8c89p">
			<remark  id="s1b8c89l1" />มีบัญญัติ ๑ อนุบัญญัติ ๑ บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สิกขาบทนี้เกิดด้วยสมุฏฐาน  
			<remark  id="s1b8c89l2" />อันหนึ่ง คือ เกิดแต่วาจากับจิต มิใช่กาย.  
			<remark  id="s1b8c89l3" />	[๒๒๕] ถามว่า พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์  
			<remark  id="s1b8c89l4" />นั้น ทรงบัญญัติทุกกฏแก่ภิกษุผู้อาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ แสดงธรรมแก่บุคคลมีศัสตราในมือ  
			<remark  id="s1b8c89l5" />ณ ที่ไหน?  
			<remark  id="s1b8c89l6" />ตอบว่า ทรงบัญญัติ ณ พระนครสาวัตถี.  
			<remark  id="s1b8c89l7" />ถ. ทรงปรารภใคร?  
			<remark  id="s1b8c89l8" />ต. ทรงปรารภพระฉัพพัคคีย์.  
			<remark  id="s1b8c89l9" />ถ. เพราะเรื่องอะไร?  
			<remark  id="s1b8c89l10" />ต. เพราะเรื่องที่พระฉัพพัคคีย์แสดงธรรมแก่บุคคลมีศัสตราในมือ.  
			<remark  id="s1b8c89l11" />มีบัญญัติ ๑ อนุบัญญัติ ๑ บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สิกขาบทนี้เกิดด้วย  
			<remark  id="s1b8c89l12" />สมุฏฐานอันหนึ่ง คือ เกิดแต่วาจากับจิต มิใช่กาย.  
			<remark  id="s1b8c89l13" />	[๒๒๖] ถามว่า พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์  
			<remark  id="s1b8c89l14" />นั้น ทรงบัญญัติทุกกฏแก่ภิกษุผู้อาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ แสดงธรรมแก่บุคคลมีอาวุธในมือ  
			<remark  id="s1b8c89l15" />ณ ที่ไหน?  
			<remark  id="s1b8c89l16" />ตอบว่า ทรงบัญญัติ ณ พระนครสาวัตถี.  
			<remark  id="s1b8c89l17" />ถ. ทรงปรารภใคร?  
			<remark  id="s1b8c89l18" />ต. ทรงปรารภพระฉัพพัคคีย์.  
			<remark  id="s1b8c89l19" />ถ. เพราะเรื่องอะไร?  
			<remark  id="s1b8c89l20" />ต. เพราะเรื่องที่พระฉัพพัคคีย์แสดงธรรมแก่บุคคลมีอาวุธในมือ.  
			<remark  id="s1b8c89l21" />มีบัญญัติ ๑ อนุบัญญัติ ๑ บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สิกขาบทนี้เกิดด้วย  
			<remark  id="s1b8c89l22" />สมุฏฐานอันหนึ่ง คือ เกิดแต่วาจากับจิต มิใช่กาย.  
			<remark  id="s1b8c89l23" />		สุรุสุรุวรรคที่ ๖ จบ.  
			<remark  id="s1b8c89l24" />		    ----------------  
			<remark  id="s1b8c89l25" />		    คำถามและคำตอบในปาทุกาวรรคที่ ๗  
			<remark  id="s1b8c89l26" />	[๒๒๗] ถามว่า พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์  
			<remark  id="s1b8c89l27" />นั้น ทรงบัญญัติทุกกฏแก่ภิกษุผู้อาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ แสดงธรรมแก่บุคคลสวมเขียงเท้า  
			<remark  id="s1b8c89l28" />ณ ที่ไหน?  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b8c90" >
		<para id="s1b8c90p">
			<remark  id="s1b8c90l1" />ตอบว่า ทรงบัญญัติ ณ พระนครสาวัตถี.  
			<remark  id="s1b8c90l2" />ถ. ทรงปรารภใคร?  
			<remark  id="s1b8c90l3" />ต. ทรงปรารภพระฉัพพัคคีย์.  
			<remark  id="s1b8c90l4" />ถ. เพราะเรื่องอะไร?  
			<remark  id="s1b8c90l5" />ต. เพราะเรื่องที่พระฉัพพัคคีย์ แสดงธรรมแก่บุคคลสวมเขียงเท้า.  
			<remark  id="s1b8c90l6" />มีบัญญัติ ๑ อนุบัญญัติ ๑ บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สิกขาบทนี้เกิดด้วย  
			<remark  id="s1b8c90l7" />สมุฏฐานอันหนึ่ง คือ เกิดแต่วาจากับจิต มิใช่กาย.  
			<remark  id="s1b8c90l8" />	[๒๒๘] ถามว่า พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์  
			<remark  id="s1b8c90l9" />นั้น ทรงบัญญัติทุกกฏแก่ภิกษุผู้อาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ แสดงธรรมแก่บุคคลสวมรองเท้า ณ ที่ไหน?  
			<remark  id="s1b8c90l10" />ตอบว่า ทรงบัญญัติ ณ พระนครสาวัตถี.  
			<remark  id="s1b8c90l11" />ถ. ทรงปรารภใคร?  
			<remark  id="s1b8c90l12" />ต. ทรงปรารภพระฉัพพัคคีย์.  
			<remark  id="s1b8c90l13" />ถ. เพราะเรื่องอะไร?  
			<remark  id="s1b8c90l14" />ต. เพราะเรื่องที่พระฉัพพัคคีย์ แสดงธรรมแก่บุคคลสวมรองเท้า.  
			<remark  id="s1b8c90l15" />มีบัญญัติ ๑ อนุบัญญัติ ๑ บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สิกขาบทนี้เกิดด้วย  
			<remark  id="s1b8c90l16" />สมุฏฐานอันหนึ่ง คือ เกิดแต่วาจากับจิต มิใช่กาย.  
			<remark  id="s1b8c90l17" />	[๒๒๙] ถามว่า พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์  
			<remark  id="s1b8c90l18" />นั้น ทรงบัญญัติทุกกฏแก่ภิกษุผู้อาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ แสดงธรรมแก่บุคคลไปในยาน ณ ที่ไหน?  
			<remark  id="s1b8c90l19" />ตอบว่า ทรงบัญญัติ ณ พระนครสาวัตถี.  
			<remark  id="s1b8c90l20" />ถ. ทรงปรารภใคร?  
			<remark  id="s1b8c90l21" />ต. ทรงปรารภพระฉัพพัคคีย์.  
			<remark  id="s1b8c90l22" />ถ. เพราะเรื่องอะไร?  
			<remark  id="s1b8c90l23" />ต. เพราะเรื่องที่พระฉัพพัคคีย์แสดงธรรมแก่บุคคลไปในยาน.  
			<remark  id="s1b8c90l24" />มีบัญญัติ ๑ อนุบัญญัติ ๑ บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สิกขาบทนี้เกิดด้วย  
			<remark  id="s1b8c90l25" />สมุฏฐานอันหนึ่ง คือ เกิดแต่วาจากับจิต มิใช่กาย.  
			<remark  id="s1b8c90l26" />	[๒๓๐] ถามว่า พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์  
			<remark  id="s1b8c90l27" />นั้น ทรงบัญญัติทุกกฏแก่ภิกษุผู้อาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ แสดงธรรมแก่บุคคลผู้อยู่บนที่นอน  
			<remark  id="s1b8c90l28" />ณ ที่ไหน?  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b8c91" >
		<para id="s1b8c91p">
			<remark  id="s1b8c91l1" />ตอบว่า ทรงบัญญัติ ณ พระนครสาวัตถี.  
			<remark  id="s1b8c91l2" />ถ. ทรงปรารภใคร?  
			<remark  id="s1b8c91l3" />ต. ทรงปรารภพระฉัพพัคคีย์.  
			<remark  id="s1b8c91l4" />ถ. เพราะเรื่องอะไร?  
			<remark  id="s1b8c91l5" />ต. เพราะเรื่องที่พระฉัพพัคคีย์ แสดงธรรมแก่บุคคลผู้อยู่บนที่นอน.  
			<remark  id="s1b8c91l6" />มีบัญญัติ ๑ อนุบัญญัติ ๑ บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สิกขาบทนี้เกิดด้วย  
			<remark  id="s1b8c91l7" />สมุฏฐานอันหนึ่ง คือ เกิดแต่วาจากับจิต มิใช่กาย.  
			<remark  id="s1b8c91l8" />	[๒๓๑] ถามว่า พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์  
			<remark  id="s1b8c91l9" />นั้น ทรงบัญญัติทุกกฏแก่ภิกษุผู้อาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ แสดงธรรมแก่บุคคลผู้นั่งรัดเข่า ณ ที่ไหน?  
			<remark  id="s1b8c91l10" />ตอบว่า ทรงบัญญัติ ณ พระนครสาวัตถี.  
			<remark  id="s1b8c91l11" />ถ. ทรงปรารภใคร?  
			<remark  id="s1b8c91l12" />ต. ทรงปรารภพระฉัพพัคคีย์.  
			<remark  id="s1b8c91l13" />ถ. เพราะเรื่องอะไร?  
			<remark  id="s1b8c91l14" />ต. เพราะเรื่องที่พระฉัพพัคคีย์ แสดงธรรมแก่บุคคลผู้นั่งรัดเข่า.  
			<remark  id="s1b8c91l15" />มีบัญญัติ ๑ อนุบัญญัติ ๑ บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สิกขาบทนี้เกิดด้วย  
			<remark  id="s1b8c91l16" />สมุฏฐานอันหนึ่ง คือ เกิดแต่วาจากับจิต มิใช่กาย.  
			<remark  id="s1b8c91l17" />	[๒๓๒] ถามว่า พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์  
			<remark  id="s1b8c91l18" />นั้น ทรงบัญญัติทุกกฏแก่ภิกษุผู้อาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ แสดงธรรมแก่บุคคลผู้โพกศีรษะ  
			<remark  id="s1b8c91l19" />ณ ที่ไหน?  
			<remark  id="s1b8c91l20" />ตอบว่า ทรงบัญญัติ ณ พระนครสาวัตถี.  
			<remark  id="s1b8c91l21" />ถ. ทรงปรารภใคร?  
			<remark  id="s1b8c91l22" />ต. ทรงปรารภพระฉัพพัคคีย์.  
			<remark  id="s1b8c91l23" />ถ. เพราะเรื่องอะไร?  
			<remark  id="s1b8c91l24" />ต. เพราะเรื่องที่พระฉัพพัคคีย์แสดงธรรมแก่บุคคลผู้โพกศีรษะ.  
			<remark  id="s1b8c91l25" />มีบัญญัติ ๑ อนุบัญญัติ ๑ บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สิกขาบทนี้เกิดด้วย  
			<remark  id="s1b8c91l26" />สมุฏฐานอันหนึ่ง คือ เกิดแต่วาจากับจิต มิใช่กาย.  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b8c92" >
		<para id="s1b8c92p">
			<remark  id="s1b8c92l1" />	[๒๓๓] ถามว่า พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์  
			<remark  id="s1b8c92l2" />นั้น ทรงบัญญัติทุกกฏแก่ภิกษุผู้อาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ แสดงธรรมแก่บุคคลผู้คลุมศีรษะ ณ ที่ไหน?  
			<remark  id="s1b8c92l3" />ตอบว่า ทรงบัญญัติ ณ พระนครสาวัตถี.  
			<remark  id="s1b8c92l4" />ถ. ทรงปรารภใคร?  
			<remark  id="s1b8c92l5" />ต. ทรงปรารภพระฉัพพัคคีย์.  
			<remark  id="s1b8c92l6" />ถ. เพราะเรื่องอะไร?  
			<remark  id="s1b8c92l7" />ต. เพราะเรื่องที่พระฉัพพัคคีย์แสดงธรรมแก่บุคคลผู้คลุมศีรษะ.  
			<remark  id="s1b8c92l8" />มีบัญญัติ ๑ อนุบัญญัติ ๑ บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สิกขาบทนี้เกิดด้วย  
			<remark  id="s1b8c92l9" />สมุฏฐานอันหนึ่ง คือ เกิดแต่วาจากับจิต มิใช่กาย.  
			<remark  id="s1b8c92l10" />	[๒๓๔] ถามว่า พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์  
			<remark  id="s1b8c92l11" />นั้น ทรงบัญญัติทุกกฏแก่ภิกษุผู้อาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ นั่งอยู่ที่แผ่นดินแสดงธรรม แก่บุคคลผู้นั่ง  
			<remark  id="s1b8c92l12" />บนอาสนะ ณ ที่ไหน?  
			<remark  id="s1b8c92l13" />ตอบว่า ทรงบัญญัติ ณ พระนครสาวัตถี.  
			<remark  id="s1b8c92l14" />ถ. ทรงปรารภใคร?  
			<remark  id="s1b8c92l15" />ต. ทรงปรารภพระฉัพพัคคีย์.  
			<remark  id="s1b8c92l16" />ถ. เพราะเรื่องอะไร?  
			<remark  id="s1b8c92l17" />ต. เพราะเรื่องที่พระฉัพพัคคีย์ นั่งอยู่ที่แผ่นดินแสดงธรรมแก่บุคคลผู้นั่งบนอาสนะ.  
			<remark  id="s1b8c92l18" />มีบัญญัติ ๑ อนุบัญญัติ ๑ บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สิกขาบทนี้เกิดด้วย  
			<remark  id="s1b8c92l19" />สมุฏฐานอันหนึ่ง คือ เกิดแต่วาจากับจิต มิใช่กาย.  
			<remark  id="s1b8c92l20" />	[๒๓๕] ถามว่า พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์  
			<remark  id="s1b8c92l21" />นั้น ทรงบัญญัติทุกกฏแก่ภิกษุผู้อาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ นั่งบนอาสนะต่ำ แสดงธรรมแก่บุคคล  
			<remark  id="s1b8c92l22" />ผู้นั่งบนอาสนะสูง ณ ที่ไหน?  
			<remark  id="s1b8c92l23" />ตอบว่า ทรงบัญญัติ ณ พระนครสาวัตถี.  
			<remark  id="s1b8c92l24" />ถ. ทรงปรารภใคร?  
			<remark  id="s1b8c92l25" />ต. ทรงปรารภพระฉัพพัคคีย์.  
			<remark  id="s1b8c92l26" />ถ. เพราะเรื่องอะไร?  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b8c93" >
		<para id="s1b8c93p">
			<remark  id="s1b8c93l1" />ต. เพราะเรื่องที่พระฉัพพัคคีย์ นั่งบนอาสนะต่ำ แสดงธรรมแก่บุคคลผู้นั่งบน  
			<remark  id="s1b8c93l2" />อาสนะสูง.  
			<remark  id="s1b8c93l3" />มีบัญญัติ ๑ อนุบัญญัติ ๑ บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สิกขาบทนี้เกิดด้วย  
			<remark  id="s1b8c93l4" />สมุฏฐานอันหนึ่ง คือ เกิดแก่กายกับจิต มิใช่วาจา.  
			<remark  id="s1b8c93l5" />	[๒๓๖] ถามว่า พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์  
			<remark  id="s1b8c93l6" />นั้น ทรงบัญญัติทุกกฏแก่ภิกษุผู้อาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ ยืนแสดงธรรมแก่บุคคลผู้นั่ง ณ ที่ไหน?  
			<remark  id="s1b8c93l7" />ตอบว่า ทรงบัญญัติ ณ พระนครสาวัตถี.  
			<remark  id="s1b8c93l8" />ถ. ทรงปรารภใคร?  
			<remark  id="s1b8c93l9" />ต. ทรงปรารภพระฉัพพัคคีย์.  
			<remark  id="s1b8c93l10" />ถ. เพราะเรื่องอะไร?  
			<remark  id="s1b8c93l11" />ต. เพราะเรื่องที่พระฉัพพัคคีย์ยืนแสดงธรรมแก่บุคคลผู้นั่ง.  
			<remark  id="s1b8c93l12" />มีบัญญัติ ๑ อนุบัญญัติ ๑ บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สิกขาบทนี้เกิดด้วยสมุฏฐาน  
			<remark  id="s1b8c93l13" />อันหนึ่ง คือ เกิดแต่วาจากับจิต มิใช่กาย.  
			<remark  id="s1b8c93l14" />	[๒๓๗] ถามว่า พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า  
			<remark  id="s1b8c93l15" />พระองค์นั้น ทรงบัญญัติทุกกฏแก่ภิกษุผู้อาศัยความไม่เอื้อเฟื้อเดินไปข้างหลัง แสดงธรรมแก่  
			<remark  id="s1b8c93l16" />บุคคลผู้เดินไปข้างหน้า ณ ที่ไหน?  
			<remark  id="s1b8c93l17" />ตอบว่า ทรงบัญญัติ ณ พระนครสาวัตถี.  
			<remark  id="s1b8c93l18" />ถ. ทรงปรารภใคร?  
			<remark  id="s1b8c93l19" />ต. ทรงปรารภพระฉัพพัคคีย์.  
			<remark  id="s1b8c93l20" />ถ. เพราะเรื่องอะไร?  
			<remark  id="s1b8c93l21" />ต. เพราะเรื่องที่พระฉัพพัคคีย์เดินไปข้างหลัง แสดงธรรมแก่บุคคลผู้เดินไปข้างหน้า.  
			<remark  id="s1b8c93l22" />มีบัญญัติ ๑ อนุบัญญัติ ๑ บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สิกขาบทนี้เกิดด้วย  
			<remark  id="s1b8c93l23" />สมุฏฐานอันหนึ่ง คือ เกิดแต่กาย วาจา และจิต.  
			<remark  id="s1b8c93l24" />	[๒๓๘] ถามว่า พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์  
			<remark  id="s1b8c93l25" />นั้น ทรงบัญญัติทุกกฏแก่ภิกษุผู้อาศัยความไม่เอื้อเฟื้อเดินไปนอกทาง แสดงธรรมแก่บุคคลผู้เดิน  
			<remark  id="s1b8c93l26" />ในทาง ณ ที่ไหน?  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b8c94" >
		<para id="s1b8c94p">
			<remark  id="s1b8c94l1" />ตอบว่า ทรงบัญญัติ ณ พระนครสาวัตถี.  
			<remark  id="s1b8c94l2" />ถ. ทรงปรารภใคร?  
			<remark  id="s1b8c94l3" />ต. ทรงปรารภพระฉัพพัคคีย์.  
			<remark  id="s1b8c94l4" />ถ. เพราะเรื่องอะไร?  
			<remark  id="s1b8c94l5" />ต. เพราะเรื่องที่พระฉัพพัคคีย์เดินไปนอกทาง แสดงธรรมแก่บุคคลผู้เดินในทาง.  
			<remark  id="s1b8c94l6" />มีบัญญัติ ๑ อนุบัญญัติ ๑ บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สิกขาบทนี้เกิดด้วย  
			<remark  id="s1b8c94l7" />สมุฏฐานอันหนึ่ง คือ เกิดแต่กาย วาจา และจิต.  
			<remark  id="s1b8c94l8" />	[๒๓๙] ถามว่า พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์  
			<remark  id="s1b8c94l9" />นั้น ทรงบัญญัติทุกกฏแก่ภิกษุผู้อาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ ยืนถ่ายอุจจาระ หรือปัสสาวะ ณ ที่ไหน?  
			<remark  id="s1b8c94l10" />ตอบว่า ทรงบัญญัติ ณ พระนครสาวัตถี.  
			<remark  id="s1b8c94l11" />ถ. ทรงปรารภใคร?  
			<remark  id="s1b8c94l12" />ต. ทรงปรารภพระฉัพพัคคีย์.  
			<remark  id="s1b8c94l13" />ถ. เพราะเรื่องอะไร?  
			<remark  id="s1b8c94l14" />ต. เพราะเรื่องที่พระฉัพพัคคีย์ ยืนถ่ายอุจจาระ หรือถ่ายปัสสาวะ.  
			<remark  id="s1b8c94l15" />มีบัญญัติ ๑ อนุบัญญัติ ๑ บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สิกขาบทนี้เกิดด้วย  
			<remark  id="s1b8c94l16" />สมุฏฐานอันหนึ่ง คือ เกิดแต่กายกับจิต มิใช่วาจา.  
			<remark  id="s1b8c94l17" />	[๒๔๐] ถามว่า พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์  
			<remark  id="s1b8c94l18" />นั้น ทรงบัญญัติทุกกฏแก่ภิกษุผู้อาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ ถ่ายอุจจาระ หรือปัสสาวะ หรือบ้วนเขฬะ  
			<remark  id="s1b8c94l19" />ลงบนของเขียวสด ณ ที่ไหน?  
			<remark  id="s1b8c94l20" />ตอบว่า ทรงบัญญัติ ณ พระนครสาวัตถี.  
			<remark  id="s1b8c94l21" />ถ. ทรงปรารภใคร?  
			<remark  id="s1b8c94l22" />ต. ทรงปรารภพระฉัพพัคคีย์.  
			<remark  id="s1b8c94l23" />ถ. เพราะเรื่องอะไร?  
			<remark  id="s1b8c94l24" />ต. เพราะเรื่องที่พระฉัพพัคคีย์ ถ่ายอุจจาระ หรือปัสสาวะ หรือบ้วนเขฬะลงบน  
			<remark  id="s1b8c94l25" />ของเขียวสด.  
			<remark  id="s1b8c94l26" />มีบัญญัติ ๑ อนุบัญญัติ ๑ บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สิกขาบทนี้เกิดด้วย  
			<remark  id="s1b8c94l27" />สมุฏฐานอันหนึ่ง คือ เกิดแต่กายกับจิต มิใช่วาจา.
		</para>
	</section>
	<section id="s1b8c95" >
		<para id="s1b8c95p">
			<remark  id="s1b8c95l1" />	[๒๔๑] ถามว่า พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์  
			<remark  id="s1b8c95l2" />นั้น ทรงบัญญัติทุกกฏแก่ภิกษุผู้อาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ ถ่ายอุจจาระ หรือปัสสาวะ หรือบ้วนเขฬะ  
			<remark  id="s1b8c95l3" />ลงในน้ำ ณ ที่ไหน?  
			<remark  id="s1b8c95l4" />ตอบว่า ทรงบัญญัติ ณ พระนครสาวัตถี.  
			<remark  id="s1b8c95l5" />ถ. ทรงปรารภใคร?  
			<remark  id="s1b8c95l6" />ต. ทรงปรารภพระฉัพพัคคีย์.  
			<remark  id="s1b8c95l7" />ถ. เพราะเรื่องอะไร?  
			<remark  id="s1b8c95l8" />ต. เพราะเรื่องที่พระฉัพพัคคีย์ ถ่ายอุจจาระบ้าง ปัสสาวะบ้าง บ้วนเขฬะบ้าง ลงในน้ำ.  
			<remark  id="s1b8c95l9" />มีบัญญัติ ๑ อนุบัญญัติ ๑ บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สิกขาบทนี้เกิดด้วย  
			<remark  id="s1b8c95l10" />สมุฏฐานอันหนึ่ง คือ เกิดแต่กายกับจิต มิใช่วาจา.  
			<remark  id="s1b8c95l11" />					ปาทุกาวรรคที่ ๗ จบ.  
			<remark  id="s1b8c95l12" />					   เสขิยะ ๗๕ สิกขาบท จบ.  
			<remark  id="s1b8c95l13" />					 กัตถปัญญัตติวาร มหาวิภังค์ จบ.  
			<remark  id="s1b8c95l14" />					 หัวข้อประจำเรื่อง  
			<remark  id="s1b8c95l15" />	[๒๔๒] นุ่งห่มเป็นปริมณฑล ปกปิดกาย สำรวมดี มีตาทอดลง เวิกผ้า หัวเราะ  
			<remark  id="s1b8c95l16" />ลั่น มีเสียงดัง โคลงกาย ไกวแขน โคลงศีรษะรวม ๓ ค้ำกาย คลุมศีรษะ กระโหย่ง รัดเข่า  
			<remark  id="s1b8c95l17" />รับบิณฑบาตโดยเอื้อเฟื้อ แลดูในบาตร แกงพอสมควร รับบิณฑบาตเสมอขอบ ฉันบิณฑบาต  
			<remark  id="s1b8c95l18" />โดยเอื้อเฟื้อ แลดูในบาตร ฉันบิณฑบาตไม่แหว่ง ฉันแกงพอสมควร ขยุ้มแต่ยอด กลบ ขอ  
			<remark  id="s1b8c95l19" />เพ่งโพนทะนา ไม่ใหญ่ กลมกล่อม ช่องปาก มือทั้งหมด ไม่พูด ฉันเดาะ ฉันกัด ฉันทำ  
			<remark  id="s1b8c95l20" />ให้ตุ่ย สลัดมือ ฉันโปรยเมล็ดข้าว ฉันแลบลิ้น ฉันเสียงจั๊บๆ ซู้ดๆ เลียมือ ขอดบาตร  
			<remark  id="s1b8c95l21" />เลียริมฝีปาก เปื้อนอามิส น้ำมีเมล็ดข้าว พระตถาคตทั้งหลายย่อมไม่ทรงแสดงสัทธรรม แก่  
			<remark  id="s1b8c95l22" />บุคคลผู้มีร่มในมือ มีไม้พลองในมือ มีศัสตราวุธในมือ สวมเขียงเท้า สวมรองเท้า ไปในยาน  
			<remark  id="s1b8c95l23" />อยู่บนที่นอน นั่งรัดเข่า โพกศีรษะ คลุมศีรษะ ที่แผ่นดิน อาสนะต่ำ ยืนอยู่ เดินไปข้างหลัง  
			<remark  id="s1b8c95l24" />เดินไปนอกทาง ไม่ยืนถ่าย ถ่ายบนของเขียวสด และในน้ำ.  
			<remark  id="s1b8c95l25" />		    หัวข้อบอกวรรคเหล่านั้น  
			<remark  id="s1b8c95l26" />	[๒๔๓] ปริมัณฑลวรรค ๑ อุชชัคฆิกวรรค ๑ ขัมภกตวรรค ๑ ปิณฑปาตวรรค ๑  
			<remark  id="s1b8c95l27" />กพฬวรรค ๑ สุรุสุรุวรรค ๑ ปาทุกาวรรค ๑ เป็นที่ ๗ แล.  
			<remark  id="s1b8c95l28" />		----------------  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b8c96" >
		<para id="s1b8c96p">
			<remark  id="s1b8c96l1" />		  กตาปัตติวารที่ ๒  
			<remark  id="s1b8c96l2" />		 คำถามและคำตอบในปาราชิกกัณฑ์  
			<remark  id="s1b8c96l3" />		ปาราชิก ๔ สิกขาบท  
			<remark  id="s1b8c96l4" />	[๒๔๔] ถามว่า ภิกษุเสพเมถุนธรรม ต้องอาบัติเท่าไร?  
			<remark  id="s1b8c96l5" />ตอบว่า ภิกษุเสพเมถุนธรรม ต้องอาบัติ ๓ คือ เสพเมถุนธรรมในสรีระที่สัตว์มิได้  
			<remark  id="s1b8c96l6" />กัด ต้องอาบัติปาราชิก ๑ เสพเมถุนธรรมในสรีระที่สัตว์กัดแล้วโดยมาก ต้องอาบัติถุลลัจจัย ๑  
			<remark  id="s1b8c96l7" />สอดองค์กำเนิดเข้าในปากที่อ้า มิได้ถูกต้อง ต้องอาบัติทุกกฏ ๑  
			<remark  id="s1b8c96l8" />ภิกษุเสพเมถุนธรรม ต้องอาบัติ ๓ เหล่านี้.  
			<remark  id="s1b8c96l9" />	[๒๔๕] ถามว่า ภิกษุถือเอาทรัพย์ที่เจ้าของมิได้ให้ ต้องอาบัติเท่าไร?  
			<remark  id="s1b8c96l10" />ตอบว่า ภิกษุถือเอาทรัพย์ที่เจ้าของมิได้ให้ ต้องอาบัติ ๓ คือ ถือเอาทรัพย์ที่เจ้าของ  
			<remark  id="s1b8c96l11" />มิได้ให้เป็นส่วนแห่งโจรกรรม มีราคา ๕ มาสก หรือเกินกว่า ๕ มาสก ต้องอาบัติปาราชิก ๑  
			<remark  id="s1b8c96l12" />ถือเอาทรัพย์ที่เจ้าของมิได้ให้เป็นส่วนแห่งโจรกรรม มีราคาเกินกว่า ๑ มาสก หรือหย่อนกว่า ๕  
			<remark  id="s1b8c96l13" />มาสก ต้องอาบัติถุลลัจจัย ๑ ถือเอาทรัพย์ที่เจ้าของมิได้ให้เป็นส่วนแห่งโจรกรรม มีราคามาสก  
			<remark  id="s1b8c96l14" />หนึ่ง หรือหย่อนกว่ามาสกหนึ่ง ต้องอาบัติทุกกฏ ๑  
			<remark  id="s1b8c96l15" />ภิกษุถือเอาทรัพย์ที่เจ้าของมิได้ให้ ต้องอาบัติ ๓ เหล่านี้.  
			<remark  id="s1b8c96l16" />	[๒๔๖] ถามว่า ภิกษุแกล้งพรากกายมนุษย์จากชีวิตต้องอาบัติเท่าไร?  
			<remark  id="s1b8c96l17" />ตอบว่า ภิกษุแกล้งพรากกายมนุษย์จากชีวิต ต้องอาบัติ ๓ คือ ขุดบ่อ เจาะจงมนุษย์  
			<remark  id="s1b8c96l18" />ว่าจักตกลงตาย ต้องอาบัติทุกกฏ ๑ เมื่อตกแล้ว ทุกขเวทนาเกิดขึ้น ต้องอาบัติถุลลัจจัย ๑ ตาย  
			<remark  id="s1b8c96l19" />ต้องอาบัติปาราชิก ๑  
			<remark  id="s1b8c96l20" />ภิกษุแกล้งพรากกายมนุษย์จากชีวิต ต้องอาบัติ ๓ เหล่านี้.  
			<remark  id="s1b8c96l21" />	[๒๔๗] ถามว่า ภิกษุกล่าวอวดอุตตริมนุสสธรรม อันไม่มีอยู่ ไม่เป็นจริง ต้องอาบัติ  
			<remark  id="s1b8c96l22" />เท่าไร?  
			<remark  id="s1b8c96l23" />ตอบว่า ภิกษุกล่าวอวดอุตตริมนุสสธรรม อันไม่มีอยู่ ไม่เป็นจริง ต้องอาบัติ ๓ คือ  
			<remark  id="s1b8c96l24" />ภิกษุมีความปรารถนาลามก ถูกความปรารถนาลามกครอบงำ กล่าวอวดอุตตริมนุสสธรรมอันไม่มี  
			<remark  id="s1b8c96l25" />ไม่เป็นจริง ต้องอาบัติปาราชิก ๑ ภิกษุกล่าวว่า ภิกษุใดอยู่ในวิหารของท่าน ภิกษุนั้นเป็นพระอรหันต์  
			<remark  id="s1b8c96l26" />เมื่อผู้ฟังเข้าใจความ ต้องอาบัติถุลลัจจัย ๑ เมื่อไม่เข้าใจความ ต้องอาบัติทุกกฏ ๑  
			<remark  id="s1b8c96l27" />ภิกษุกล่าวอวดอุตตริมนุสสธรรมอันไม่มี ไม่เป็นจริง ต้องอาบัติเหล่านี้.  
			<remark  id="s1b8c96l28" />		   ปาราชิก ๔ สิกขาบท จบ.  
			<remark  id="s1b8c96l29" />		---------------- 
		</para>
	</section>
	<section id="s1b8c97" >
		<para id="s1b8c97p">
			<remark  id="s1b8c97l1" />		    คำถามและคำตอบในสังฆาทิเสสกัณฑ์  
			<remark  id="s1b8c97l2" />		   สังฆาทิเสส ๑๓ สิกขาบท  
			<remark  id="s1b8c97l3" />	[๒๔๘] ถามว่า ภิกษุพยายามปล่อยอสุจิ ต้องอาบัติเท่าไร?  
			<remark  id="s1b8c97l4" />ตอบว่า ภิกษุพยายามปล่อยอสุจิ ต้องอาบัติ ๓ คือ ตั้งใจพยายาม อสุจิเคลื่อน  
			<remark  id="s1b8c97l5" />ต้องอาบัติสังฆาทิเสส ๑ ตั้งใจพยายาม แต่อสุจิไม่เคลื่อน ต้องอาบัติถุลลัจจัย ๑ เป็นทุกกฏ  
			<remark  id="s1b8c97l6" />ในประโยค ๑.  
			<remark  id="s1b8c97l7" />	[๒๔๙] ภิกษุถึงความเคล้าคลึงด้วยกายกับมาตุคาม ต้องอาบัติ ๓ คือ ถูกต้องกาย  
			<remark  id="s1b8c97l8" />ด้วยกาย ต้องอาบัติสังฆาทิเสส ๑ เอากายถูกต้องของเนื่องด้วยกาย ต้องอาบัติถุลลัจจัย ๑  
			<remark  id="s1b8c97l9" />เอาของเนื่องด้วยกาย ถูกต้องของเนื่องด้วยกาย ต้องอาบัติทุกกฏ ๑.  
			<remark  id="s1b8c97l10" />	[๒๕๐] ภิกษุพูดเคาะมาตุคามด้วยวาจาชั่วหยาบ ต้องอาบัติ ๓ คือ พูดชมก็ดี พูดติ  
			<remark  id="s1b8c97l11" />ก็ดี พาดพิงวัจจมรรค ปัสสาวมรรค ต้องอาบัติสังฆาทิเสส ๑ พูดชมก็ดี พูดติก็ดี พาดพิง  
			<remark  id="s1b8c97l12" />อวัยวะใต้รากขวัญลงมา เหนือหัวเข่าขึ้นไป เว้นวัจจมรรค ปัสสาวมรรค ต้องอาบัติถุลลัจจัย ๑  
			<remark  id="s1b8c97l13" />พูดชมก็ดี พูดติก็ดี พาดพิงของเนื่องด้วยกาย ต้องอาบัติทุกกฏ ๑.  
			<remark  id="s1b8c97l14" />	[๒๕๑] ภิกษุกล่าวคุณแห่งการบำเรอตนด้วยกาม ต้องอาบัติ ๓ คือ กล่าวคุณแห่งการ  
			<remark  id="s1b8c97l15" />บำเรอตนด้วยกาม ในสำนักมาตุคาม ต้องอาบัติสังฆาทิเสส ๑ กล่าวคุณแห่งการบำเรอตนด้วย  
			<remark  id="s1b8c97l16" />กาม ในสำนักบัณเฑาะก์ต้องอาบัติถุลลัจจัย ๑ กล่าวคุณแห่งการบำเรอตนด้วยกาม ในสำนัก  
			<remark  id="s1b8c97l17" />ดิรัจฉาน ต้องอาบัติทุกกฏ ๑.  
			<remark  id="s1b8c97l18" />	[๒๕๒] ภิกษุถึงความเป็นผู้เที่ยวชักสื่อ ต้องอาบัติ ๓ คือ รับคำ นำไปบอก กลับ  
			<remark  id="s1b8c97l19" />มาบอก ต้องอาบัติสังฆาทิเสส ๑ รับคำ นำไปบอก แต่ไม่กลับมาบอก ต้องอาบัติถุลลัจจัย ๑  
			<remark  id="s1b8c97l20" />รับคำ แต่ไม่บอก ไม่กลับมาบอก ต้องอาบัติทุกกฏ ๑.  
			<remark  id="s1b8c97l21" />	[๒๕๓] ภิกษุให้ทำกุฏิ ด้วยอาการขอเอาเอง ต้องอาบัติ ๓ คือ ให้ทำเป็นทุกกฏใน  
			<remark  id="s1b8c97l22" />ประโยค ๑ เมื่อก้อนดินอีกก้อนหนึ่งยังไม่มา ต้องอาบัติถุลลัจจัย ๑ เมื่อก้อนดินนั้นมาแล้ว  
			<remark  id="s1b8c97l23" />ต้องอาบัติสังฆาทิเสส ๑.  
			<remark  id="s1b8c97l24" />	[๒๕๔] ภิกษุให้ทำวิหารใหญ่ ต้องอาบัติ ๓ คือ ให้ทำ เป็นทุกกฏในประโยค ๑  
			<remark  id="s1b8c97l25" />เมื่อก้อนดินอีกก้อนหนึ่งยังไม่มา ต้องอาบัติถุลลัจจัย ๑ เมื่อก้อนดินนั้นมาแล้ว ต้องอาบัติ  
			<remark  id="s1b8c97l26" />สังฆาทิเสส ๑.  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b8c98" >
		<para id="s1b8c98p">
			<remark  id="s1b8c98l1" />	[๒๕๕] ภิกษุตามกำจัดภิกษุด้วยธรรมมีโทษถึงปาราชิก อันหามูลมิได้ ต้องอาบัติ ๓  
			<remark  id="s1b8c98l2" />คือ ไม่ให้ทำโอกาส ประสงค์จะให้เคลื่อน โจท ต้องอาบัติทุกกฏ ๑ กับสังฆาทิเสส ๑ ให้ทำ  
			<remark  id="s1b8c98l3" />โอกาสประสงค์จะด่า โจท ต้องอาบัติโอมสวาท ๑.  
			<remark  id="s1b8c98l4" />	[๒๕๖] ภิกษุถือเอาเอกเทศบางอย่าง แห่งอธิกรณ์อันเป็นเรื่องอื่นให้เป็นเพียงเลส  
			<remark  id="s1b8c98l5" />ตามกำจัดภิกษุด้วยธรรมอันมีโทษถึงปาราชิก ต้องอาบัติ ๓ คือ ไม่ให้ทำโอกาส ประสงค์จะให้  
			<remark  id="s1b8c98l6" />เคลื่อน โจท ต้องอาบัติทุกกฏ ๑ กับสังฆาทิเสส ๑ ให้ทำโอกาส ประสงค์จะด่า โจท ต้อง  
			<remark  id="s1b8c98l7" />อาบัติโอมสวาท ๑.  
			<remark  id="s1b8c98l8" />	[๒๕๗] ภิกษุผู้ทำลายสงฆ์ ถูกสวดสมนุภาสกว่าจะครบ ๓ จบ ไม่สละอยู่ ต้อง  
			<remark  id="s1b8c98l9" />อาบัติ ๓ คือ จบญัตติ ต้องอาบัติทุกกฏ ๑ จบกรรมวาจาสองครั้ง ต้องอาบัติถุลลัจจัย ๑ จบ  
			<remark  id="s1b8c98l10" />กรรมวาจาครั้งสุด ต้องอาบัติสังฆาทิเสส ๑.  
			<remark  id="s1b8c98l11" />	[๒๕๘] ภิกษุทั้งหลายผู้ประพฤติตามภิกษุผู้ทำลายสงฆ์ ถูกสวดสมนุภาสกว่าจะครบ  
			<remark  id="s1b8c98l12" />๓ จบ ไม่สละอยู่ ต้องอาบัติ ๓ คือ จบบัญญัติ ต้องอาบัติทุกกฏ ๑ จบกรรมวาจาสองครั้ง  
			<remark  id="s1b8c98l13" />ต้องอาบัติถุลลัจจัย ๑ จบกรรมวาจาครั้งสุด ต้องอาบัติสังฆาทิเสส.  
			<remark  id="s1b8c98l14" />	[๒๕๙] ภิกษุผู้ว่ายาก ถูกสวดสมนุภาสกว่าจะครบ ๓ จบ ไม่สละอยู่ ต้องอาบัติ  
			<remark  id="s1b8c98l15" />๓ คือ จบญัตติ ต้องอาบัติทุกกฏ ๑ จบกรรมวาจาสองครั้ง ต้องอาบัติถุลลัจจัย ๑ จบกรรม  
			<remark  id="s1b8c98l16" />วาจาครั้งสุด ต้องอาบัติสังฆาทิเสส ๑.  
			<remark  id="s1b8c98l17" />	[๒๖๐] ภิกษุผู้ประทุษร้ายสกุล ถูกสวดสมนุภาสกว่าจะครบ ๓ จบ ไม่สละอยู่  
			<remark  id="s1b8c98l18" />ต้องอาบัติ ๓ คือ จบญัตติ ต้องอาบัติทุกกฏ ๑ จบกรรมวาจาสองครั้ง ต้องอาบัติถุลลัจจัย ๑  
			<remark  id="s1b8c98l19" />จบกรรมวาจาครั้งสุด ต้องอาบัติสังฆาทิเสส.  
			<remark  id="s1b8c98l20" />		  สังฆาทิเสส ๑๓ สิกขาบท จบ.  
			<remark  id="s1b8c98l21" />		---------------  
			<remark  id="s1b8c98l22" />		อาบัติในนิสสัคคิยกัณฑ์  
			<remark  id="s1b8c98l23" />		   กฐินวรรคที่ ๑  
			<remark  id="s1b8c98l24" />	[๒๖๑] ภิกษุยังอติเรกจีวรให้ล่วง ๑๐ วัน ต้องอาบัติ ๑ คือ นิสสัคคิยปาจิตตีย์.  
			<remark  id="s1b8c98l25" />	[๒๖๒] ภิกษุอยู่ปราศจากไตรจีวรสิ้นราตรีหนึ่ง ต้องอาบัติ ๑ คือ นิสสัคคิยปาจิตตีย์.  
			<remark  id="s1b8c98l26" />	[๒๖๓] ภิกษุรับอกาลจีวรแล้ว ให้ล่วงเดือนหนึ่งต้องอาบัติ ๑ คือ นิสสัคคิยปาจิตตีย์.  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b8c99" >
		<para id="s1b8c99p">
			<remark  id="s1b8c99l1" />	[๒๖๔] ภิกษุใช้ภิกษุณีผู้มิใช่ญาติ ให้ซักจีวรเก่า ต้องอาบัติ ๒ คือ ให้ซัก เป็น  
			<remark  id="s1b8c99l2" />ทุกกฏในประโยค ๑ ให้ซักเสร็จแล้ว เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์ ๑.  
			<remark  id="s1b8c99l3" />	[๒๖๕] ภิกษุรับจีวรจากมือภิกษุณีผู้มิใช่ญาติ ต้องอาบัติ ๒ คือ รับเป็นทุกกฏใน  
			<remark  id="s1b8c99l4" />ประโยค ๑ รับจีวรแล้ว เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์ ๑.  
			<remark  id="s1b8c99l5" />	[๒๖๖] ภิกษุขอจีวรต่อพ่อเจ้าเรือนก็ดี ต่อแม่เจ้าเรือนก็ดี ผู้มิใช่ญาติ ต้องอาบัติ ๒  
			<remark  id="s1b8c99l6" />คือ ขอเป็นทุกกฏในประโยค ๑ ขอได้แล้ว เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์ ๑.  
			<remark  id="s1b8c99l7" />	[๒๖๗] ภิกษุของจีวรต่อพ่อเจ้าเรือนก็ดี ต่อแม่เจ้าเรือนก็ดี ผู้มิใช่ญาติ ยิ่งกว่ากำหนด  
			<remark  id="s1b8c99l8" />นั้น ต้องอาบัติ ๒ คือ ขอ เป็นทุกกฏในประโยค ๑ ขอได้แล้ว เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์ ๑.  
			<remark  id="s1b8c99l9" />	[๒๖๘] ภิกษุอันเขาไม่ได้ปวารณาไว้ก่อน เข้าไปหาพ่อเจ้าเรือนผู้มิใช่ญาติแล้ว ถึงการ  
			<remark  id="s1b8c99l10" />กำหนดในจีวร ต้องอาบัติ ๒ คือ ถึงการกำหนด เป็นทุกกฏในประโยค ๑ ถึงการกำหนดแล้ว  
			<remark  id="s1b8c99l11" />เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์ ๑.  
			<remark  id="s1b8c99l12" />	[๒๖๙] ภิกษุอันเขาไม่ได้ปวารณาไว้ก่อน เข้าไปหาพ่อเจ้าเรือนหลายคน ผู้มิใช่ญาติ  
			<remark  id="s1b8c99l13" />แล้วถึงการกำหนดในจีวร ต้องอาบัติ ๒ คือ ถึงการกำหนด เป็นทุกกฏในประโยค ๑ ถึงการ  
			<remark  id="s1b8c99l14" />กำหนดแล้ว เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์ ๑.  
			<remark  id="s1b8c99l15" />	[๒๗๐] ภิกษุยังจีวรให้สำเร็จด้วยทวงเกิน ๓ ครั้ง ด้วยยืนเกิน ๖ ครั้ง ต้องอาบัติ ๒  
			<remark  id="s1b8c99l16" />คือ ให้สำเร็จ เป็นทุกกฏในประโยค ๑ ให้สำเร็จแล้ว เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์ ๑.  
			<remark  id="s1b8c99l17" />		 กฐินวรรคที่ ๑ จบ.  
			<remark  id="s1b8c99l18" />		----------------  
			<remark  id="s1b8c99l19" />		  โกสิยวรรคที่ ๒  
			<remark  id="s1b8c99l20" />	[๒๗๑] ภิกษุให้ทำสันถัตเจือด้วยไหม ต้องอาบัติ ๒ คือ ให้ทำเป็นทุกกฏในประโยค ๑  
			<remark  id="s1b8c99l21" />ให้ทำเสร็จแล้ว เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์ ๑.  
			<remark  id="s1b8c99l22" />	[๒๗๒] ภิกษุให้ทำสันถัตด้วยขนเจียมดำล้วน ต้องอาบัติ ๒ คือ ให้ทำเป็นทุกกฏ  
			<remark  id="s1b8c99l23" />ในประโยค ๑ ให้ทำเสร็จแล้ว เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์ ๑.  
			<remark  id="s1b8c99l24" />	[๒๗๓] ภิกษุไม่ถือเอาขนเจียมขาว ๑ ส่วน ขนเจียมแดง ๑ ส่วน แล้วให้ทำสันถัต  
			<remark  id="s1b8c99l25" />ใหม่ ต้องอาบัติ ๒ คือ ให้ทำ เป็นทุกกฏในประโยค ๑ ให้ทำเสร็จแล้ว เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์ ๑.  
			<remark  id="s1b8c99l26" />	[๒๗๔] ภิกษุให้ทำสันถัตทุกปี ต้องอาบัติ ๒ คือ ให้ทำเป็นทุกกฏในประโยค ๑  
			<remark  id="s1b8c99l27" />ให้ทำเสร็จแล้ว เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์ ๑.  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b8c100" >
		<para id="s1b8c100p">
			<remark  id="s1b8c100l1" />	[๒๗๕] ภิกษุไม่ถือเอาคืบสุคตโดยรอบแห่งสันถัตเก่า แล้วให้ทำสันถัตสำหรับนั่ง  
			<remark  id="s1b8c100l2" />ใหม่ต้องอาบัติ ๒ คือ ให้ทำ เป็นทุกกฏในประโยค ๑ ให้ทำเสร็จแล้ว เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์ ๑.  
			<remark  id="s1b8c100l3" />	[๒๗๖] ภิกษุรับขนเจียมแล้วเดินทางเกิน ๓ โยชน์ ต้องอาบัติ ๒ คือ เกิน ๓ โยชน์  
			<remark  id="s1b8c100l4" />ไปก้าวที่ ๑ ต้องอาบัติทุกกฏ ๑ เกินไปก้าวที่ ๒ เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์ ๑.  
			<remark  id="s1b8c100l5" />	[๒๗๗] ภิกษุใช้ภิกษุณีผู้มิใช่ญาติให้ซักขนเจียม ต้องอาบัติ ๒ คือให้ซัก เป็นทุกกฏ  
			<remark  id="s1b8c100l6" />ในประโยค ๑ ให้ซักแล้ว เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์ ๑.  
			<remark  id="s1b8c100l7" />	[๒๗๘] ภิกษุรับรูปิยะ ต้องอาบัติ ๒ คือ รับ เป็นทุกกฏในประโยค ๑ รับแล้ว  
			<remark  id="s1b8c100l8" />เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์ ๑.  
			<remark  id="s1b8c100l9" />	[๒๗๙] ภิกษุถึงความแลกเปลี่ยนด้วยรูปิยะมีประการต่างๆ ต้องอาบัติ ๒ คือ ถึง  
			<remark  id="s1b8c100l10" />เป็นทุกกฏในประโยค ๑ ถึงแล้ว เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์ ๑.  
			<remark  id="s1b8c100l11" />	[๒๘๐] ภิกษุถึงการซื้อและขายมีประการต่างๆ ต้องอาบัติ ๒ คือ ถึงเป็นทุกกฏ  
			<remark  id="s1b8c100l12" />ในประโยค ๑ ถึงแล้ว เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์ ๑.  
			<remark  id="s1b8c100l13" />		โกสิยวรรคที่ ๒ จบ.  
			<remark  id="s1b8c100l14" />		----------------  
			<remark  id="s1b8c100l15" />		   ปัตตวรรคที่ ๓  
			<remark  id="s1b8c100l16" />	[๒๘๑] ภิกษุเก็บอติเรกบาตรล่วง ๑๐ วัน ต้องอาบัติ ๑ คือ นิสสัคคิยปาจิตตีย์.  
			<remark  id="s1b8c100l17" />	[๒๘๒] ภิกษุมีบาตร มีรอยร้าวหย่อน ๕ แห่ง ให้จ่ายบาตรอื่นใหม่ ต้องอาบัติ ๒  
			<remark  id="s1b8c100l18" />คือให้จ่าย เป็นทุกกฏในประโยค ๑ ให้จ่ายแล้ว เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์ ๑.  
			<remark  id="s1b8c100l19" />	[๒๘๓] ภิกษุรับประเคนเภสัชแล้วเก็บไว้เกิน ๗ วัน ต้องอาบัติ ๑ คือ นิสสัคคิย  
			<remark  id="s1b8c100l20" />ปาจิตตีย์.  
			<remark  id="s1b8c100l21" />	[๒๘๔] ภิกษุแสวงหาจีวร คือ ผ้าอาบน้ำฝน เมื่อฤดูร้อนยังเหลือเกิน ๑ เดือน ต้อง  
			<remark  id="s1b8c100l22" />อาบัติ ๒ คือ แสวงหา เป็นทุกกฏในประโยค ๑ แสวงหาได้แล้วเป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์ ๑.  
			<remark  id="s1b8c100l23" />	[๒๘๕] ภิกษุให้จีวรแก่ภิกษุเองแล้ว โกรธ ขัดใจ ชิงเอามา ต้องอาบัติ ๒ คือ  
			<remark  id="s1b8c100l24" />ชิงเอามา เป็นทุกกฏในประโยค ๑ ชิงเอามาแล้ว เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์ ๑.  
			<remark  id="s1b8c100l25" />	[๒๘๖] ภิกษุขอด้ายมาเองแล้ว ให้ช่างหูกทอจีวร ต้องอาบัติ ๒ คือ ให้ทอ เป็น  
			<remark  id="s1b8c100l26" />ทุกกฏในประโยค ๑ ให้ทอเสร็จแล้ว เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์ ๑.  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b8c101" >
		<para id="s1b8c101p">
			<remark  id="s1b8c101l1" />	[๒๘๗] ภิกษุอันเขาไม่ได้ปวารณาไว้ก่อน เข้าไปหาช่างหูกของพ่อเจ้าเรือนผู้มิใช่ญาติ  
			<remark  id="s1b8c101l2" />แล้วถึงความกำหนดในจีวร ต้องอาบัติ ๒ คือ ถึงความกำหนดเป็นทุกกฏในประโยค ๑ ถึงความ  
			<remark  id="s1b8c101l3" />กำหนดแล้ว เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์ ๑.  
			<remark  id="s1b8c101l4" />	[๒๘๘] ภิกษุรับอัจเจกจีวรแล้ว เก็บไว้เกินสมัยที่เป็นจีวรกาล ต้องอาบัติ ๑ คือ  
			<remark  id="s1b8c101l5" />นิสสัคคิยปาจิตตีย์.  
			<remark  id="s1b8c101l6" />	[๒๘๙] ภิกษุเก็บจีวร ๓ ผืน ผืนใดผืนหนึ่ง ไว้ในละแวกบ้านแล้วอยู่ปราศเกิน ๖  
			<remark  id="s1b8c101l7" />ราตรี ต้องอาบัติ ๑ คือ นิสสัคคิยปาจิตตีย์.  
			<remark  id="s1b8c101l8" />	[๒๙๐] ภิกษุรู้อยู่ น้อมลาภที่เขาน้อมไว้เป็นของจะถวายสงฆ์ มาเพื่อตนต้องอาบัติ ๒  
			<remark  id="s1b8c101l9" />คือ น้อมมา เป็นทุกกฏในประโยค ๑ น้อมมาแล้ว เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์ ๑.  
			<remark  id="s1b8c101l10" />		 ปัตตวรรคที่ ๓ จบ.  
			<remark  id="s1b8c101l11" />		นิสสัคคิยปาจิตตีย์ ๓๐ สิกขาบท จบ.  
			<remark  id="s1b8c101l12" />		 ----------------  
			<remark  id="s1b8c101l13" />		  คำถามและคำตอบปาจิตติยกัณฑ์  
			<remark  id="s1b8c101l14" />		 มุสาวาทวรรคที่ ๑  
			<remark  id="s1b8c101l15" />	[๒๙๑] ถามว่า ภิกษุกล่าวเท็จทั้งรู้อยู่ ต้องอาบัติเท่าไร? ตอบว่าภิกษุกล่าวเท็จทั้งรู้อยู่  
			<remark  id="s1b8c101l16" />ต้องอาบัติ ๕ คือ ภิกษุมีความปรารถนาลามก ถูกความปรารถนาลามกครอบงำ กล่าวอวดอุตต  
			<remark  id="s1b8c101l17" />ริมนุสสธรรมอันไม่มีอยู่ ไม่เป็นจริง ต้องอาบัติปาราชิก ๑ ตามกำจัดภิกษุด้วยธรรมมีโทษถึงปาราชิก  
			<remark  id="s1b8c101l18" />อันไม่มีมูล ต้องอาบัติสังฆาทิเสส ๑ ภิกษุกล่าวว่า ภิกษุใดอยู่ในวิหารของท่าน ภิกษุนั้นเป็น  
			<remark  id="s1b8c101l19" />พระอรหันต์ เมื่อผู้ฟังเข้าใจความ ต้องอาบัติถุลลัจจัย ๑ ไม่เข้าใจความ ต้องอาบัติทุกกฏ ๑ เป็น  
			<remark  id="s1b8c101l20" />ปาจิตตีย์ในเพราะสัมปชานมุสาวาท ๑ ภิกษุกล่าวเท็จทั้งรู้อยู่ ต้องอาบัติ ๕ เหล่านี้.  
			<remark  id="s1b8c101l21" />	[๒๙๒] ภิกษุด่า ต้องอาบัติ ๒ คือ ด่าอุปสัมบัน ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ๑ ด่าอนุปสัมบัน  
			<remark  id="s1b8c101l22" />ต้องอาบัติทุกกฏ ๑.  
			<remark  id="s1b8c101l23" />	[๒๙๓] ภิกษุกล่าวคำส่อเสียด ต้องอาบัติ ๒ คือ กล่าวคำส่อเสียดแก่อุปสัมบัน  
			<remark  id="s1b8c101l24" />ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ๑ กล่าวคำส่อเสียดแก่อนุปสัมบัน ต้องอาบัติทุกกฏ ๑.  
			<remark  id="s1b8c101l25" />	[๒๙๔] ภิกษุสอนธรรมแก่อนุปสัมบันโดยว่าพร้อมกัน ต้องอาบัติ ๒ คือ สอนให้ว่า  
			<remark  id="s1b8c101l26" />เป็นทุกกฏในประโยค ๑ ต้องอาบัติปาจิตตีย์ทุกๆ บท ๑. 
		</para>
	</section>
	<section id="s1b8c102" >
		<para id="s1b8c102p">
			<remark  id="s1b8c102l1" />	[๒๙๕] ภิกษุสำเร็จการนอนร่วมกับอนุปสัมบันเกิน ๒-๓ คืน ต้องอาบัติ ๒ คือ  
			<remark  id="s1b8c102l2" />นอน เป็นอาบัติทุกกฏในประโยค ๑ นอนแล้ว ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ๑.  
			<remark  id="s1b8c102l3" />	[๒๙๖] ภิกษุสำเร็จการนอนร่วมกับมาตุคาม ต้องอาบัติ ๒ คือ นอนเป็นทุกกฏใน  
			<remark  id="s1b8c102l4" />ประโยค ๑ นอนแล้ว ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ๑.  
			<remark  id="s1b8c102l5" />	[๒๙๗] ภิกษุแสดงธรรมแก่มาตุคามเกินกว่า ๕-๖ คำ ต้องอาบัติ ๒ คือ แสดง  
			<remark  id="s1b8c102l6" />เป็นทุกกฏในประโยค ๑ ต้องอาบัติปาจิตตีย์ทุกๆ บท ๑.  
			<remark  id="s1b8c102l7" />	[๒๙๘] ภิกษุบอกอุตตริมนุสสธรรมที่มีจริงแก่อนุปสันบัน ต้องอาบัติ ๒ คือ บอก  
			<remark  id="s1b8c102l8" />เป็นทุกกฏในประโยค ๑ บอกแล้ว ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ๑.  
			<remark  id="s1b8c102l9" />	[๒๙๙] ภิกษุบอกอาบัติชั่วหยาบของภิกษุแก่อนุปสัมบัน ต้องอาบัติ ๒ คือ บอก  
			<remark  id="s1b8c102l10" />เป็นทุกกฏในประโยค ๑ บอกแล้ว ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ๑.  
			<remark  id="s1b8c102l11" />	[๓๐๐] ภิกษุขุดดิน ต้องอาบัติ ๒ คือ ขุด เป็นทุกกฏในประโยค ๑ ต้องอาบัติ  
			<remark  id="s1b8c102l12" />ปาจิตตีย์ ทุกๆ คราวที่ขุด ๑.  
			<remark  id="s1b8c102l13" />		    มุสาวาทวรรคที่ ๑ จบ.  
			<remark  id="s1b8c102l14" />		----------------  
			<remark  id="s1b8c102l15" />		  ภูตคามวรรคที่ ๒  
			<remark  id="s1b8c102l16" />	[๓๐๑] ภิกษุพรากภูตคาม ต้องอาบัติ ๒ คือ พราก เป็นทุกกฏในประโยค ๑ ต้อง  
			<remark  id="s1b8c102l17" />อาบัติปาจิตตีย์ทุกๆ คราวที่พราก ๑.  
			<remark  id="s1b8c102l18" />	[๓๐๒] ภิกษุกลับเอาเรื่องอื่นมาพูดกลบเกลื่อน ต้องอาบัติ ๒ คือ เมื่อสงฆ์ยังไม่ยก  
			<remark  id="s1b8c102l19" />อัญญวาทกกรรม กลับเอาเรื่องอื่นมาพูดกลบเกลื่อน ต้องอาบัติทุกกฏ ๑ เมื่อสงฆ์ยกอัญญวาทก  
			<remark  id="s1b8c102l20" />กรรมแล้ว กลับเอาเรื่องอื่นมาพูดกลบเกลื่อนต้องอาบัติปาจิตตีย์ ๑.  
			<remark  id="s1b8c102l21" />	[๓๐๓] ภิกษุโพนทะนาภิกษุ ต้องอาบัติ ๒ คือ โพนทะนาเป็นทุกกฏในประโยค ๑  
			<remark  id="s1b8c102l22" />โพนทะนาแล้ว ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ๑.  
			<remark  id="s1b8c102l23" />	[๓๐๔] ภิกษุวางเตียงก็ดี ตั่งก็ดี ฟูกก็ดี เก้าอี้ก็ดี อันเป็นของสงฆ์ในที่แจ้งแล้วไม่  
			<remark  id="s1b8c102l24" />เก็บ ไม่บอกสั่ง หลีกไปเสีย ต้องอาบัติ ๒ คือ ก้าวเท้าเลยเลฑฑุบาตไป ๑ ก้าว ต้องอาบัติ  
			<remark  id="s1b8c102l25" />ทุกกฏ ๑ ก้าวเท้าเลยเลฑฑุบาตไป ๒ ก้าว ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ๑.  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b8c103" >
		<para id="s1b8c103p">
			<remark  id="s1b8c103l1" />	[๓๐๕] ภิกษุปูที่นอนในวิหารเป็นของสงฆ์แล้วไม่เก็บ ไม่บอกสั่ง หลีกไปเสีย ต้อง  
			<remark  id="s1b8c103l2" />อาบัติ ๒ คือ ก้าวเท้าเลยเครื่องล้อมไป ๑ ก้าว ต้องอาบัติทุกกฏ ๑ ก้าวเท้าเลยเครื่องล้อมไป ๒  
			<remark  id="s1b8c103l3" />ก้าว ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ๑.  
			<remark  id="s1b8c103l4" />	[๓๐๖] ภิกษุรู้อยู่ สำเร็จการนอนเบียดเสียดภิกษุผู้เข้าไปก่อนในวิหารของสงฆ์ ต้อง  
			<remark  id="s1b8c103l5" />อาบัติ ๒ คือ นอน เป็นทุกกฏในประโยค ๑ นอนแล้ว ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ๑.  
			<remark  id="s1b8c103l6" />	[๓๐๗] ภิกษุโกรธ ขัดใจ ฉุดคร่าภิกษุจากวิหารของสงฆ์ ต้องอาบัติ ๒ คือ ฉุดคร่า  
			<remark  id="s1b8c103l7" />เป็นทุกกฏในประโยค ๑ ฉุดคร่าแล้ว ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ๑.  
			<remark  id="s1b8c103l8" />	[๓๐๘] ภิกษุนั่งทับเตียงก็ดี ตั่งก็ดี อันมีเท้าเสียบในกุฎีมีร้านในวิหารเป็นของสงฆ์  
			<remark  id="s1b8c103l9" />ต้องอาบัติ ๒ คือ นั่งทับ เป็นทุกกฏในประโยค ๑ นั่งทับแล้วต้องอาบัติปาจิตตีย์ ๑.  
			<remark  id="s1b8c103l10" />	[๓๐๙] ภิกษุอำนวยให้พอก ๒-๓ ชั้น แล้วอำนวยยิ่งกว่านั้น ต้องอาบัติ ๒ คือ  
			<remark  id="s1b8c103l11" />อำนวย เป็นทุกกฏในประโยค ๑ อำนวยแล้ว ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ๑.  
			<remark  id="s1b8c103l12" />	[๓๑๐] ภิกษุรู้อยู่ว่า น้ำมีตัวสัตว์ รดหญ้าก็ดี ดินก็ดี ต้องอาบัติ ๒ คือ กำลังรด  
			<remark  id="s1b8c103l13" />เป็นทุกกฏในประโยค ๑ รดแล้ว ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ๑.  
			<remark  id="s1b8c103l14" />		ภูตคามวรรคที่ ๒ จบ.  
			<remark  id="s1b8c103l15" />		----------------  
			<remark  id="s1b8c103l16" />		  โอวาทวรรคที่ ๓  
			<remark  id="s1b8c103l17" />	[๓๑๑] ภิกษุไม่ได้รับสมมติสั่งสอนภิกษุณี ต้องอาบัติ ๒ คือ กำลังสั่งสอน เป็น  
			<remark  id="s1b8c103l18" />ทุกกฏในประโยค ๑ สั่งสอนแล้ว ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ๑.  
			<remark  id="s1b8c103l19" />	[๓๑๒] ภิกษุสั่งสอนพวกภิกษุณี เมื่อพระอาทิตย์อัสดงแล้ว ต้องอาบัติ ๒ คือ กำลัง  
			<remark  id="s1b8c103l20" />สั่งสอน เป็นทุกกฏในประโยค ๑ สั่งสอนแล้ว ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ๑.  
			<remark  id="s1b8c103l21" />	[๓๑๓] ภิกษุเข้าไปสู่ที่อาศัยของภิกษุณีแล้ว สั่งสอนพวกภิกษุณี ต้องอาบัติ ๒ คือ  
			<remark  id="s1b8c103l22" />กำลังสั่งสอน เป็นทุกกฏในประโยค ๑ สั่งสอนแล้ว ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ๑.  
			<remark  id="s1b8c103l23" />	[๓๑๔] ภิกษุกล่าวว่า พวกภิกษุสั่งสอนพวกภิกษุณี เพราะเหตุอามิสต้องอาบัติ ๒  
			<remark  id="s1b8c103l24" />๒ คือกำลังกล่าว เป็นทุกกฏในประโยค ๑ กล่าวแล้ว ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ๑.  
			<remark  id="s1b8c103l25" />	[๓๑๕] ภิกษุให้จีวรแก่ภิกษุณีผู้มิใช่ญาติ ต้องอาบัติ ๒ คือ กำลังให้เป็นทุกกฏใน  
			<remark  id="s1b8c103l26" />ประโยค ๑ ให้แล้ว ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ๑.  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b8c104" >
		<para id="s1b8c104p">
			<remark  id="s1b8c104l1" />	[๓๑๖] ภิกษุเย็บจีวรของภิกษุณีผู้มิใช่ญาติ ต้องอาบัติ ๒ คือ กำลังเย็บ เป็นทุกกฏ  
			<remark  id="s1b8c104l2" />ในประโยค ๑ ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ทุกๆ รอยเย็บ ๑.  
			<remark  id="s1b8c104l3" />	[๓๑๗] ภิกษุชักชวนภิกษุณีเดินทางไกลด้วยกัน ต้องอาบัติ ๒ คือ กำลังเดิน เป็น  
			<remark  id="s1b8c104l4" />ทุกกฏในประโยค ๑ เดินแล้ว ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ๑.  
			<remark  id="s1b8c104l5" />	[๓๑๘] ภิกษุชักชวนภิกษุณีลงเรือลำเดียวกัน ต้องอาบัติ ๒ คือ กำลังลงเป็นทุกกฏ  
			<remark  id="s1b8c104l6" />ในประโยค ๑ ลงแล้ว ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ๑.  
			<remark  id="s1b8c104l7" />	[๓๑๙] ภิกษุรู้อยู่ ฉันบิณฑบาตอันภิกษุณีแนะนำให้ถวาย ต้องอาบัติ ๒ คือ รับ  
			<remark  id="s1b8c104l8" />ด้วยตั้งใจว่าจักฉัน ต้องอาบัติทุกกฏ ๑ ต้องอาบัติปาจิตตีย์ทุกๆ คำกลืน ๑.  
			<remark  id="s1b8c104l9" />	[๓๒๐] ภิกษุรูปเดียวสำเร็จการนั่งในที่ลับกับภิกษุณีผู้เดียว ต้องอาบัติ ๒ คือ กำลังนั่ง  
			<remark  id="s1b8c104l10" />เป็นทุกกฏในประโยค ๑ นั่งแล้ว ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ๑.  
			<remark  id="s1b8c104l11" />		โอวาทวรรคที่ ๓ จบ.  
			<remark  id="s1b8c104l12" />		    -----------------  
			<remark  id="s1b8c104l13" />		  โภคชนวรรคที่ ๔  
			<remark  id="s1b8c104l14" />	[๓๒๑] ภิกษุฉันอาหารในโรงทานยิ่งกว่าครั้งหนึ่ง ต้องอาบัติ ๒ คือ รับด้วยตั้งใจว่า  
			<remark  id="s1b8c104l15" />จักฉัน ต้องอาบัติทุกกฏ ๑ ต้องอาบัติปาจิตตีย์ทุกๆ คำกลืน ๑.  
			<remark  id="s1b8c104l16" />	[๓๒๒] ภิกษุฉันเป็นหมู่ ต้องอาบัติ ๒ คือ รับด้วยตั้งใจว่าจักฉัน ต้องอาบัติทุกกฏ  
			<remark  id="s1b8c104l17" />๑ ต้องอาบัติปาจิตตีย์ทุกๆ คำกลืน ๑.  
			<remark  id="s1b8c104l18" />	[๓๒๓] ภิกษุฉันโภชนะทีหลัง ต้องอาบัติ ๒ คือ รับด้วยตั้งใจว่าจักฉัน ต้องอาบัติ  
			<remark  id="s1b8c104l19" />ทุกกฏ ๑ ต้องอาบัติปาจิตตีย์ทุกๆ คำกลืน ๑.  
			<remark  id="s1b8c104l20" />	[๓๒๔] ภิกษุรับขนมเต็ม ๒-๓ บาตรแล้ว รับยิ่งกว่านั้น ต้องอาบัติ ๒ คือ กำลัง  
			<remark  id="s1b8c104l21" />รับ เป็นทุกกฏในประโยค ๑ รับแล้ว ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ๑.  
			<remark  id="s1b8c104l22" />	[๓๒๕] ภิกษุฉันเสร็จ ห้ามภัตเสียแล้ว ฉันของเคี้ยวก็ดี ของฉันก็ดี อันมิใช่เดน  
			<remark  id="s1b8c104l23" />ต้องอาบัติ ๒ คือ รับด้วยตั้งใจว่าจักฉัน ต้องอาบัติทุกกฏ ๑ ต้องอาบัติปาจิตตีย์ทุกๆ คำกลืน ๑.  
			<remark  id="s1b8c104l24" />	[๓๒๖] ภิกษุนำของเคี้ยวก็ดี ของฉันก็ดี อันมิใช่เดนไปล่อภิกษุผู้ฉันเสร็จ  
			<remark  id="s1b8c104l25" />ห้ามภัตแล้วให้ฉัน ต้องอาบัติ ๒ คือ ภิกษุรับด้วยตั้งใจว่าจักเคี้ยว จักฉัน ตามคำของภิกษุนั้น  
			<remark  id="s1b8c104l26" />ต้องอาบัติทุกกฏ ๑ ฉันเสร็จ ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ๑.  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b8c105" >
		<para id="s1b8c105p">
			<remark  id="s1b8c105l1" />	[๓๒๗] ภิกษุฉันของเคี้ยวก็ดี ของฉันก็ดี ในเวลาวิกาล ต้องอาบัติ ๒ คือ รับด้วย  
			<remark  id="s1b8c105l2" />ตั้งใจว่าจักฉัน ต้องอาบัติทุกกฏ ๑ ต้องอาบัติปาจิตตีย์ทุกๆ คำกลืน ๑.  
			<remark  id="s1b8c105l3" />	[๓๒๘] ภิกษุฉันของเคี้ยวก็ดี ของฉันก็ดี ซึ่งรับประเคนไว้ค้างคืน ต้องอาบัติ ๒ คือ  
			<remark  id="s1b8c105l4" />รับด้วยตั้งใจว่าจักฉัน ต้องอาบัติทุกกฏ ๑ ต้องอาบัติปาจิตตีย์ทุกๆ คำกลืน ๑.  
			<remark  id="s1b8c105l5" />	[๓๒๙] ภิกษุขอโภชนะอันประณีตเพื่อประโยชน์แก่ตนมาฉัน ต้องอาบัติ ๒ คือ รับ  
			<remark  id="s1b8c105l6" />ด้วยตั้งใจว่าจักฉัน ต้องอาบัติทุกกฏ ๑ ต้องอาบัติปาจิตตีย์ทุกๆ คำกลืน ๑.  
			<remark  id="s1b8c105l7" />	[๓๓๐] ภิกษุกลืนกินอาหารที่เขายังไม่ได้ให้ ล่วงช่องปาก ต้องอาบัติ ๒ คือ รับด้วย  
			<remark  id="s1b8c105l8" />ตั้งใจว่าจักฉัน ต้องอาบัติทุกกฏ ๑ ต้องอาบัติปาจิตตีย์ทุกๆ คำกลืน ๑.  
			<remark  id="s1b8c105l9" />		 โภชนวรรคที่ ๔ จบ  
			<remark  id="s1b8c105l10" />		  ------------  
			<remark  id="s1b8c105l11" />		  อเจลกวรรคที่ ๕  
			<remark  id="s1b8c105l12" />	[๓๓๑] ภิกษุให้ของเคี้ยวก็ดี ของฉันก็ดี แก่อเจลกก็ดี แก่ปริพาชกก็ดี ด้วยมือ  
			<remark  id="s1b8c105l13" />ของตน ต้องอาบัติ ๒ คือ กำลังให้ เป็นทุกกฏในประโยค ๑ ให้แล้ว ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ๑.  
			<remark  id="s1b8c105l14" />	[๓๓๒] ภิกษุชวนภิกษุว่า มาเถิด คุณ เราจักเข้าไปสู่บ้าน หรือนิคมเพื่อบิณฑบาต  
			<remark  id="s1b8c105l15" />ด้วยกัน แล้วให้เขาถวายก็ดี ไม่ให้ถวายก็ดี แก่เธอ แล้วส่งกลับไป ต้องอาบัติ ๒ คือ ส่งไป  
			<remark  id="s1b8c105l16" />เป็นทุกกฏในประโยค ๑ ส่งไปแล้ว ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ๑.  
			<remark  id="s1b8c105l17" />	[๓๓๓] ภิกษุสำเร็จการนั่งแทรกแซงในสโภชนสกุล ต้องอาบัติ ๒ คือ นั่ง เป็น  
			<remark  id="s1b8c105l18" />ทุกกฏในประโยค ๑ นั่งแล้ว ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ๑.  
			<remark  id="s1b8c105l19" />	[๓๓๔] ภิกษุสำเร็จการนั่งในที่ลับ คือ ในอาสนะกำบังกับมาตุคามต้องอาบัติ ๒ คือ  
			<remark  id="s1b8c105l20" />กำลังนั่ง เป็นทุกกฏในประโยค ๑ นั่งแล้ว ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ๑.  
			<remark  id="s1b8c105l21" />	[๓๓๕] ภิกษุผู้เดียวสำเร็จการนั่งในที่ลับกับมาตุคามผู้เดียว ต้องอาบัติ ๒ คือ กำลัง  
			<remark  id="s1b8c105l22" />นั่ง เป็นทุกกฏในประโยค ๑ นั่งแล้ว ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ๑.  
			<remark  id="s1b8c105l23" />	[๓๓๖] ภิกษุรับนิมนต์แล้ว มีภัตรอยู่ ไม่บอกลาภิกษุซึ่งมีอยู่ ถึงความเป็นผู้เที่ยวไป  
			<remark  id="s1b8c105l24" />ในสกุลทั้งหลาย ก่อนเวลาฉันก็ดี หลังเวลาฉันก็ดี ต้องอาบัติ ๒ คือ ก้าวเท้าเลยธรณีประตู ๑  
			<remark  id="s1b8c105l25" />ก้าว ต้องอาบัติทุกกฏ ๑ ก้าวเท้าเลย ๒ ก้าว ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ๑.  
			<remark  id="s1b8c105l26" />	[๓๓๗] ภิกษุขอเภสัชยิ่งกว่าที่เขาปวารณาไว้ ต้องอาบัติ ๒ คือ กำลังขอ เป็นทุกกฏ  
			<remark  id="s1b8c105l27" />ในประโยค ๑ ขอแล้ว ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ๑.  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b8c106" >
		<para id="s1b8c106p">
			<remark  id="s1b8c106l1" />	[๓๓๘] ภิกษุไปเพื่อดูกองทัพซึ่งยกออกไปแล้ว ต้องอาบัติ ๒ คือ กำลังไป ต้อง  
			<remark  id="s1b8c106l2" />อาบัติทุกกฏ ๑ อยู่ ณ ที่ใดมองเห็น ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ๑.  
			<remark  id="s1b8c106l3" />	[๓๓๙] ภิกษุอยู่ในกองทัพเกินกว่า ๓ คืน ต้องอาบัติ ๒ คือ กำลังอยู่เป็นทุกกฏใน  
			<remark  id="s1b8c106l4" />ประโยค ๑ อยู่แล้ว ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ๑.  
			<remark  id="s1b8c106l5" />	[๓๔๐] ภิกษุไปสู่สนามรบ ต้องอาบัติ ๒ คือ กำลังไป ต้องอาบัติทุกกฏ ๑ อยู่ ณ  
			<remark  id="s1b8c106l6" />ที่ใดมองเห็นได้ ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ๑.  
			<remark  id="s1b8c106l7" />		อเจลกวรรคที่ ๕ จบ  
			<remark  id="s1b8c106l8" />		 -------------  
			<remark  id="s1b8c106l9" />		 สุราเมรยวรรคที่ ๖  
			<remark  id="s1b8c106l10" />	[๓๔๑] ภิกษุดื่มน้ำเมา ต้องอาบัติ ๒ คือ รับด้วยตั้งใจว่าจักดื่ม ต้องอาบัติทุกกฏ ๑  
			<remark  id="s1b8c106l11" />ต้องอาบัติปาจิตตีย์ทุกคราวที่ดื่ม ๑.  
			<remark  id="s1b8c106l12" />	[๓๔๒] ภิกษุใช้นิ้วมือจี้ภิกษุให้หัวเราะ ต้องอาบัติ ๒ คือ ให้หัวเราะเป็นทุกกฏใน  
			<remark  id="s1b8c106l13" />ประโยค ๑ ให้หัวเราะแล้ว ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ๑.  
			<remark  id="s1b8c106l14" />	[๓๔๓] ภิกษุเล่นในน้ำ ต้องอาบัติ ๒ คือ เล่นในน้ำใต้ข้อเท้า ต้องอาบัติทุกกฏ ๑  
			<remark  id="s1b8c106l15" />เล่นในน้ำเหนือข้อเท้า ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ๑.  
			<remark  id="s1b8c106l16" />	[๓๔๔] ภิกษุทำความไม่เอื้อเฟื้อ ต้องอาบัติ ๒ คือ กำลังทำ เป็นทุกกฏในประโยค  
			<remark  id="s1b8c106l17" />๑ ทำแล้ว ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ๑.  
			<remark  id="s1b8c106l18" />	[๓๔๕] ภิกษุหลอนภิกษุให้กลัว ต้องอาบัติ ๒ คือ กำลังหลอนให้กลัว เป็นทุกกฏ  
			<remark  id="s1b8c106l19" />ในประโยค ๑ หลอนให้กลัวแล้ว ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ๑.  
			<remark  id="s1b8c106l20" />	[๓๔๖] ภิกษุก่อไฟผิง ต้องอาบัติ ๒ คือ กำลังผิง เป็นทุกกฏในประโยค ๑ ผิงแล้ว  
			<remark  id="s1b8c106l21" />ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ๑.  
			<remark  id="s1b8c106l22" />	[๓๔๗] ยังไม่ถึงกึ่งเดือนภิกษุอาบน้ำ ต้องอาบัติ ๒ คือกำลังอาบเป็นทุกกฏในประโยค  
			<remark  id="s1b8c106l23" />๑ อาบแล้ว ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ๑.  
			<remark  id="s1b8c106l24" />	[๓๔๘] ภิกษุไม่ถือเอาวัตถุทำให้เสียสี ๓ อย่าง อย่างใดอย่างหนึ่ง ใช้จีวรใหม่ ต้อง  
			<remark  id="s1b8c106l25" />อาบัติ ๒ คือ กำลังใช้ เป็นทุกกฏในประโยค ๑  ใช้แล้ว ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ๑.
		</para>
	</section>
	<section id="s1b8c107" >
		<para id="s1b8c107p">
			<remark  id="s1b8c107l1" />	[๓๔๙] ภิกษุวิกัปจีวรเอง แก่ภิกษุก็ดี แก่ภิกษุณีก็ดี แก่สิกขมานาก็ดี แก่สามเณร  
			<remark  id="s1b8c107l2" />ก็ดี แก่สามเณรีก็ดี ไม่ให้เขาถอนก่อน ใช้ ต้องอาบัติ ๒ คือ กำลังใช้ เป็นทุกกฏในประโยค  
			<remark  id="s1b8c107l3" />๑ ใช้แล้ว ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ๑.  
			<remark  id="s1b8c107l4" />	[๓๕๐] ภิกษุซ่อนบาตรก็ดี จีวรก็ดี ผ้าปูนั่งก็ดี กล่องเข็มก็ดี ประคตเอวก็ดี ของ  
			<remark  id="s1b8c107l5" />ภิกษุ ต้องอาบัติ ๒ คือ กำลังซ่อน เป็นทุกกฏในประโยค ๑ ซ่อนแล้ว ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ๑.  
			<remark  id="s1b8c107l6" />		    สุราเมรยวรรคที่ ๖ จบ  
			<remark  id="s1b8c107l7" />		---------------  
			<remark  id="s1b8c107l8" />		 สัปปาณกวรรคที่ ๗  
			<remark  id="s1b8c107l9" />	[๓๕๑] ถามว่า ภิกษุแกล้งฆ่าสัตว์ให้ตาย ต้องอาบัติเท่าไร?  
			<remark  id="s1b8c107l10" />ตอบว่า ภิกษุแกล้งฆ่าสัตว์ให้ตาย ต้องอาบัติ ๔ คือ ขุดบ่อไม่เจาะจงว่า ผู้ใดผู้หนึ่ง  
			<remark  id="s1b8c107l11" />จักตกตาย ต้องอาบัติทุกกฏ ๑ มนุษย์ตกลงในบ่อนั้นตาย ต้องอาบัติปาราชิก ๑ ยักษ์ก็ดี เปรต  
			<remark  id="s1b8c107l12" />ก็ดี ดิรัจฉานก็ดี มีร่างกายดุจมนุษย์ก็ดี ตกลงในบ่อนั้นตาย ต้องอาบัติถุลลัจจัย ๑ ดิรัจฉาน  
			<remark  id="s1b8c107l13" />ตกลงในบ่อนั้นตาย ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ๑.  
			<remark  id="s1b8c107l14" />ภิกษุแกล้งฆ่าสัตว์ให้ตาย ต้องอาบัติ ๔ เหล่านี้  
			<remark  id="s1b8c107l15" />	[๓๕๒] ภิกษุรู้อยู่ บริโภคน้ำมีตัวสัตว์ ต้องอาบัติ ๒ คือ กำลังบริโภค เป็นทุกกฏ  
			<remark  id="s1b8c107l16" />ในประโยค ๑ บริโภคแล้ว ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ๑.  
			<remark  id="s1b8c107l17" />	[๓๕๓] ภิกษุรู้อยู่ ฟื้นอธิกรณ์ที่ทำเสร็จแล้วตามธรรม เพื่อทำอีก ต้องอาบัติ ๒ คือ  
			<remark  id="s1b8c107l18" />กำลังฟื้น เป็นทุกกฏในประโยค ๑ ฟื้นแล้ว ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ๑.  
			<remark  id="s1b8c107l19" />	[๓๕๔] ภิกษุรู้อยู่ ปิดอาบัติชั่วหยาบของภิกษุ ต้องอาบัติ ๑ คือ ปาจิตตีย์.  
			<remark  id="s1b8c107l20" />	[๓๕๕] ภิกษุรู้อยู่ ให้บุคคลมีอายุหย่อน ๒๐ ปีอุปสมบท ต้องอาบัติ ๒ คือ กำลัง  
			<remark  id="s1b8c107l21" />ให้อุปสมบท เป็นทุกกฏในประโยค ๑ ให้อุปสมบทแล้ว ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ๑.  
			<remark  id="s1b8c107l22" />	[๓๕๖] ภิกษุรู้อยู่ชักชวนแล้ว เดินทางไกลสายเดียวกันกับพวกพ่อค้าผู้เป็นโจร ต้อง  
			<remark  id="s1b8c107l23" />อาบัติ ๒ คือ กำลังเดินทาง เป็นทุกกฏในประโยค ๑ เดินทางแล้ว ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ๑.  
			<remark  id="s1b8c107l24" />	[๓๕๗] ภิกษุชักชวนแล้ว เดินทางไกลสายเดียวกันกับมาตุคาม ต้องอาบัติ ๒ คือ  
			<remark  id="s1b8c107l25" />กำลังเดินทาง เป็นทุกกฏในประโยค ๑ เดินทางแล้ว ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ๑.  
			<remark  id="s1b8c107l26" />	[๓๕๘] ภิกษุไม่สละทิฏฐิอันชั่วช้า เมื่อสวดสมนุภาสน์จบหนที่ ๓ ต้องอาบัติ ๒  
			<remark  id="s1b8c107l27" />คือ จบญัตติ เป็นทุกกฏ ๑ จบกรรมวาจา ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ๑.  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b8c108" >
		<para id="s1b8c108p">
			<remark  id="s1b8c108l1" />	[๓๕๙] ภิกษุรู้อยู่ กินร่วมกับภิกษุผู้กล่าวอย่างนั้น มีธรรมอันสมควรยังไม่ได้ทำ  
			<remark  id="s1b8c108l2" />ยังไม่ได้สละทิฏฐินั้น ต้องอาบัติ ๒ คือกำลังกินร่วม เป็นทุกกฏในประโยค ๑ กินร่วมแล้ว  
			<remark  id="s1b8c108l3" />ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ๑.  
			<remark  id="s1b8c108l4" />	[๓๖๐] ภิกษุรู้อยู่ เกลี้ยกล่อมสมณุทเทส ผู้ถูกสงฆ์นาสนะแล้วอย่างนั้น ต้องอาบัติ  
			<remark  id="s1b8c108l5" />๒ คือ กำลังเกลี้ยกล่อม เป็นทุกกฏในประโยค ๑ เกลี้ยกล่อมแล้ว ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ๑.  
			<remark  id="s1b8c108l6" />		สัปปาณกวรรคที่ ๗ จบ  
			<remark  id="s1b8c108l7" />		----------------  
			<remark  id="s1b8c108l8" />		สหธรรมมิกวรรคที่ ๘  
			<remark  id="s1b8c108l9" />	[๓๖๑] ภิกษุอันภิกษุทั้งหลายว่ากล่าวอยู่โดยชอบธรรม กล่าวว่า แน่ะเธอฉันจักยังไม่  
			<remark  id="s1b8c108l10" />ศึกษาในสิกขาบทนี้ จนกว่าจะได้ถามภิกษุอื่นผู้ฉลาด ผู้ทรงวินัย ต้องอาบัติ ๒ คือ กำลังพูด  
			<remark  id="s1b8c108l11" />เป็นทุกกฏในประโยค ๑ พูดแล้ว ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ๑.  
			<remark  id="s1b8c108l12" />	[๓๖๒] ภิกษุก่นวินัย ต้องอาบัติ ๒ คือ กำลังก่น เป็นทุกกฏในประโยค ๑ ก่นแล้ว  
			<remark  id="s1b8c108l13" />ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ๑.  
			<remark  id="s1b8c108l14" />	[๓๖๓] ภิกษุแสร้งทำหลง ต้องอาบัติ ๒ คือ เมื่อความหลงอันภิกษุทั้งหลายยังไม่  
			<remark  id="s1b8c108l15" />ยกขึ้นประกาศ ทำหลง ต้องอาบัติทุกกฏ ๑ เมื่อความหลงอันภิกษุทั้งหลายยกขึ้นประกาศแล้ว  
			<remark  id="s1b8c108l16" />ทำหลง ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ๑.  
			<remark  id="s1b8c108l17" />	[๓๖๔] ภิกษุโกรธ ขัดใจ ให้ประหารแก่ภิกษุ ต้องอาบัติ ๒ คือ กำลังประหาร  
			<remark  id="s1b8c108l18" />เป็นทุกกฏในประโยค ๑ ประหารแล้ว ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ๑  
			<remark  id="s1b8c108l19" />	[๓๖๕] ภิกษุโกรธ ขัดใจ เงื้อหอกคือฝ่ามือแก่ภิกษุ  ต้องอาบัติ ๒ คือ กำลังเงื้อ  
			<remark  id="s1b8c108l20" />เป็นทุกกฏในประโยค ๑ เงื้อแล้ว ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ๑.  
			<remark  id="s1b8c108l21" />	[๓๖๖] ภิกษุกำจัดภิกษุด้วยอาบัติสังฆาทิเสสหามูลมิได้ ต้องอาบัติ ๒ คือ กำลังกำจัด  
			<remark  id="s1b8c108l22" />เป็นทุกกฏในประโยค ๑ กำจัดแล้วต้องอาบัติปาจิตตีย์ ๑.  
			<remark  id="s1b8c108l23" />	[๓๖๗] ภิกษุแกล้งก่อความรำคาญแก่ภิกษุ ต้องอาบัติ ๒ คือ กำลังก่อ เป็นทุกกฏ  
			<remark  id="s1b8c108l24" />ในประโยค ๑ ก่อแล้ว ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ๑.  
			<remark  id="s1b8c108l25" />	[๓๖๘] เมื่อภิกษุทั้งหลายเกิดบาดหมางกัน เกิดทะเลาะกัน ถึงการวิวาทกัน ภิกษุ  
			<remark  id="s1b8c108l26" />ยืนแอบฟัง ต้องอาบัติ ๒ คือ เดินไปด้วยตั้งใจว่าจักฟัง ต้องอาบัติทุกกฏ ๑ ยืนที่ใดได้ยิน  
			<remark  id="s1b8c108l27" />ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ๑.  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b8c109" >
		<para id="s1b8c109p">
			<remark  id="s1b8c109l1" />	[๓๖๙] ภิกษุให้ฉันทะเพื่อกรรมอันเป็นธรรมแล้ว ถึงธรรมคือความบ่นว่าในภายหลัง  
			<remark  id="s1b8c109l2" />ต้องอาบัติ ๒ คือ กำลังบ่นว่า เป็นทุกกฏในประโยค ๑ บ่นว่าแล้ว ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ๑.  
			<remark  id="s1b8c109l3" />	[๓๗๐] เมื่อเรื่องอันจะพึงวินิจฉัยยังเป็นไปอยู่ในสงฆ์ ภิกษุไม่ให้ฉันทะ แล้วลุกจาก  
			<remark  id="s1b8c109l4" />อาสนะหลีกไปเสีย ต้องอาบัติ ๒ คือ เมื่อยังไม่ละหัตถบาสแห่งบริษัท ต้องอาบัติทุกกฏ ๑  
			<remark  id="s1b8c109l5" />ละแล้ว ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ๑.  
			<remark  id="s1b8c109l6" />	[๓๗๑] ภิกษุกับสงฆ์ผู้พร้อมเพียงกัน ให้จีวร แล้วภายหลังถึงธรรมคือ ความบ่นว่า  
			<remark  id="s1b8c109l7" />ต้องอาบัติ ๒ คือ กำลังบ่นว่า เป็นทุกกฏในประโยค ๑ บ่นว่าแล้ว ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ๑.  
			<remark  id="s1b8c109l8" />	[๓๗๒] ภิกษุรู้อยู่ น้อมลาภที่เขาน้อมไปจะถวายสงฆ์มาเพื่อบุคคล ต้องอาบัติ ๒  
			<remark  id="s1b8c109l9" />คือ กำลังน้อมมา เป็นทุกกฏในประโยค ๑ น้อมมาแล้ว ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ๑.  
			<remark  id="s1b8c109l10" />		    สหธรรมิกวรรคที่ ๘ จบ  
			<remark  id="s1b8c109l11" />		    ----------------  
			<remark  id="s1b8c109l12" />		   ราชวรรคที่ ๙  
			<remark  id="s1b8c109l13" />	[๓๗๓] ภิกษุไม่ได้รับบอกก่อน เข้าไปสู่ภายในพระตำหนักหลวง ต้องอาบัติ ๒ คือ  
			<remark  id="s1b8c109l14" />ก้าวเท้าที่ ๑ ล่วงธรณีประตู ต้องอาบัติทุกกฏ ๑ ก้าวเท้าที่ ๒ ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ๑.  
			<remark  id="s1b8c109l15" />	[๓๗๔] ภิกษุเก็บรัตนะ ต้องอาบัติ ๒ คือ กำลังเก็บ เป็นทุกกฏในประโยค ๑ เก็บ  
			<remark  id="s1b8c109l16" />แล้ว ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ๑.  
			<remark  id="s1b8c109l17" />	[๓๗๕] ภิกษุไม่บอกลาภิกษุที่มีอยู่ แล้วเข้าไปสู่บ้านในเวลาวิกาล ต้องอาบัติ ๒ คือ  
			<remark  id="s1b8c109l18" />เข้าไปสู่ที่ล้อมเลย ๑ ก้าว ต้องอาบัติทุกกฏ ๑ เลย ๒ ก้าว ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ๑.  
			<remark  id="s1b8c109l19" />	[๓๗๖] ภิกษุให้ทำกล่องเข็ม แล้วด้วยกระดูกก็ดี แล้วด้วยงาก็ดี แล้วด้วยเขาก็ดี  
			<remark  id="s1b8c109l20" />ต้องอาบัติ ๒ คือ กำลังให้ทำเป็นทุกกฏในประโยค ๑ ให้ทำแล้ว ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ๑.  
			<remark  id="s1b8c109l21" />	[๓๗๗] ภิกษุให้ทำเตียงก็ดี ตั่งก็ดี เกินประมาณ ต้องอาบัติ ๒ คือ กำลังให้ทำ  
			<remark  id="s1b8c109l22" />เป็นทุกกฏในประโยค ๑ ให้ทำแล้วต้องอาบัติปาจิตตีย์ ๑.  
			<remark  id="s1b8c109l23" />	[๓๗๘] ภิกษุให้ทำเตียงก็ดี ตั่งก็ดี เป็นของหุ้มนุ่น ต้องอาบัติ ๒ คือ กำลังให้ทำ  
			<remark  id="s1b8c109l24" />เป็นทุกกฏในประโยค ๑ ให้ทำแล้วต้องอาบัติปาจิตตีย์ ๑.  
			<remark  id="s1b8c109l25" />	[๓๗๙] ภิกษุให้ทำผ้าสำหรับปูนั่ง เกินประมาณ ต้องอาบัติ ๒ คือ กำลังให้ทำ เป็น  
			<remark  id="s1b8c109l26" />ทุกกฏในประโยค ๑ ให้ทำแล้วต้องอาบัติปาจิตตีย์ ๑.  
			<remark  id="s1b8c109l27" />	[๓๘๐] ภิกษุให้ทำผ้าปิดฝี เกินประมาณ ต้องอาบัติ ๒ คือ กำลังให้ทำ เป็นทุกกฏ  
			<remark  id="s1b8c109l28" />ในประโยค ๑ ให้ทำแล้ว ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ๑.  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b8c110" >
		<para id="s1b8c110p">
			<remark  id="s1b8c110l1" />	[๓๘๑] ภิกษุให้ทำผ้าอาบน้ำฝน เกินประมาณ ต้องอาบัติ ๒ คือ กำลังให้ทำ เป็น  
			<remark  id="s1b8c110l2" />ทุกกฏในประโยค ๑ ให้ทำแล้ว ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ๑.  
			<remark  id="s1b8c110l3" />	[๓๘๒] ถามว่า ภิกษุให้ทำจีวรมีประมาณเท่าจีวรพระสุคตต้องอาบัติเท่าไร?  
			<remark  id="s1b8c110l4" />ตอบว่า ภิกษุให้ทำจีวร มีประมาณเท่าจีวรพระสุคต ต้องอาบัติ ๒ คือ กำลังให้ทำ  
			<remark  id="s1b8c110l5" />เป็นทุกกฏในประโยค ๑ ให้ทำแล้วต้องอาบัติปาจิตตีย์ ๑.  
			<remark  id="s1b8c110l6" />ภิกษุให้ทำจีวรมีประมาณเท่าจีวรพระสุคต ต้องอาบัติ ๒ เหล่านี้  
			<remark  id="s1b8c110l7" />		 ราชวรรคที่ ๙ จบ  
			<remark  id="s1b8c110l8" />		 ขุททกสิกขาบท จบ  
			<remark  id="s1b8c110l9" />		----------------  
			<remark  id="s1b8c110l10" />		คำถามและคำตอบในปาฏิเทสนียกัณฑ์  
			<remark  id="s1b8c110l11" />		   สิกขาบทที่ ๑  
			<remark  id="s1b8c110l12" />	[๓๘๓] ถามว่า ภิกษุเข้าไปสู่ละแวกบ้าน รับของเคี้ยวก็ดี ของฉันก็ดี ด้วยมือ  
			<remark  id="s1b8c110l13" />ของตน จากมือของภิกษุณีมิใช่ญาติ แล้วฉันต้องอาบัติเท่าไร?  
			<remark  id="s1b8c110l14" />ตอบว่า ภิกษุเข้าไปสู่ละแวกบ้าน รับของเคี้ยวก็ดี ของฉันก็ดี ด้วยมือของตน จาก  
			<remark  id="s1b8c110l15" />มือของภิกษุณีมิใช่ญาติ แล้วฉันต้องอาบัติ ๒ คือ รับด้วยมุ่งจักฉัน ต้องอาบัติทุกกฏ ๑ ต้องอาบัติ  
			<remark  id="s1b8c110l16" />ปาฏิเทสนียะทุกๆ คำกลืน ๑.  
			<remark  id="s1b8c110l17" />ภิกษุเข้าไปสู่ละแวกบ้าน รับของเคี้ยวก็ดี ของฉันก็ดีด้วยมือของตน จากมือของ  
			<remark  id="s1b8c110l18" />ภิกษุณีมิใช่ญาติแล้วฉัน ต้องอาบัติ ๒ เหล่านี้.  
			<remark  id="s1b8c110l19" />		   สิกขาบทที่ ๒  
			<remark  id="s1b8c110l20" />	[๓๘๔] ภิกษุไม่ห้ามภิกษุณีผู้ยืนสั่งเสียอยู่ แล้วฉัน ต้องอาบัติ ๒ คือ รับด้วยมุ่งจัก  
			<remark  id="s1b8c110l21" />ฉัน ต้องอาบัติทุกกฏ ๑ ต้องอาบัติปาฏิเทสนียะทุกๆ คำกลืน ๑.  
			<remark  id="s1b8c110l22" />		   สิกขาบทที่ ๓  
			<remark  id="s1b8c110l23" />	[๓๘๕] ภิกษุรับของเคี้ยวก็ดี ของฉันก็ดี ในสกุลที่สงฆ์สมมติว่าเป็นเสกขะ ด้วยมือ  
			<remark  id="s1b8c110l24" />ของตนมาฉัน ต้องอาบัติ ๒ คือ รับด้วยมุ่งจักฉัน ต้องอาบัติทุกกฏ ๑ ต้องอาบัติปาฏิเทสนียะ  
			<remark  id="s1b8c110l25" />ทุกๆ คำกลืน ๑.  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b8c111" >
		<para id="s1b8c111p">
			<remark  id="s1b8c111l1" />		   สิกขาบทที่ ๔  
			<remark  id="s1b8c111l2" />	[๓๘๖] ถามว่า ภิกษุรับของเคี้ยวก็ดี ของฉันก็ดี อันเขาไม่ได้บอกให้รู้ไว้ก่อน ใน  
			<remark  id="s1b8c111l3" />เสนาสนะป่า ด้วยมือของตน ในวัดที่อยู่แล้วฉัน ต้องอาบัติเท่าไร?  
			<remark  id="s1b8c111l4" />ตอบว่า ภิกษุรับของเคี้ยวก็ดี ของฉันก็ดี อันเขาไม่ได้บอกให้รู้ไว้ก่อน ในเสนาสนะ  
			<remark  id="s1b8c111l5" />ป่า ด้วยมือของตน ในวัดที่อยู่แล้วฉัน ต้องอาบัติ ๒ คือ รับด้วยมุ่งจักฉัน ต้องอาบัติทุกกฏ ๑  
			<remark  id="s1b8c111l6" />ต้องอาบัติปาฏิเทสนียะทุกๆ คำกลืน ๑.  
			<remark  id="s1b8c111l7" />ภิกษุรับของเคี้ยวก็ดี ของฉันก็ดี อันเขาไม่ได้บอกให้รู้ไว้ก่อนในเสนาสนะป่า ด้วย  
			<remark  id="s1b8c111l8" />มือของตน ในวัดที่อยู่แล้วฉัน ต้องอาบัติ ๒ เหล่านี้.  
			<remark  id="s1b8c111l9" />		  ปาฏิเทสนียะ ๔ สิกขาบท จบ  
			<remark  id="s1b8c111l10" />		----------------  
			<remark  id="s1b8c111l11" />		  คำถามและคำตอบในเสขิยกัณฑ์  
			<remark  id="s1b8c111l12" />		    วรรคที่ ๑  
			<remark  id="s1b8c111l13" />	[๓๘๗] ถามว่า ภิกษุอาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ นุ่งผ้าเลื้อยหน้า หรือเลื้อยหลัง ต้อง  
			<remark  id="s1b8c111l14" />อาบัติเท่าไร?  
			<remark  id="s1b8c111l15" />ตอบว่า ภิกษุอาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ นุ่งผ้าเลื้อยหน้า หรือเลื้อยหลัง ต้องอาบัติ  
			<remark  id="s1b8c111l16" />ตัวหนึ่ง คือ ทุกกฏ.  
			<remark  id="s1b8c111l17" />ภิกษุอาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ นุ่งผ้าเลื้อยหน้า หรือเลื้อยหลัง ต้องอาบัติตัวหนึ่งนี้.  
			<remark  id="s1b8c111l18" />	[๓๘๘] ภิกษุอาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ ห่มผ้าเลื้อยหน้า หรือเลื้อยหลัง ต้องอาบัติ  
			<remark  id="s1b8c111l19" />ตัวหนึ่ง คือ ทุกกฏ.  
			<remark  id="s1b8c111l20" />	[๓๘๙] ภิกษุอาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ เปิดกาย เดินไปในละแวกบ้าน ต้องอาบัติ  
			<remark  id="s1b8c111l21" />ตัวหนึ่ง คือ ทุกกฏ.  
			<remark  id="s1b8c111l22" />	[๓๙๐] ภิกษุอาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ เปิดกาย นั่งในละแวกบ้าน ต้องอาบัติตัวหนึ่ง  
			<remark  id="s1b8c111l23" />คือ ทุกกฏ.  
			<remark  id="s1b8c111l24" />	[๓๙๑] ภิกษุอาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ คะนองมือ หรือเท้าไปในละแวกบ้าน ต้องอาบัติ  
			<remark  id="s1b8c111l25" />ตัวหนึ่ง คือ ทุกกฏ.  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b8c112" >
		<para id="s1b8c112p">
			<remark  id="s1b8c112l1" />	[๓๙๒] ภิกษุอาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ คะนองมือ หรือเท้านั่งในละแวกบ้าน ต้อง  
			<remark  id="s1b8c112l2" />อาบัติตัวหนึ่ง คือ ทุกกฏ.  
			<remark  id="s1b8c112l3" />	[๓๙๓] ภิกษุอาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ แลดูในที่นั้นๆ ไปในละแวกบ้าน ต้องอาบัติ  
			<remark  id="s1b8c112l4" />ตัวหนึ่ง คือ ทุกกฏ.  
			<remark  id="s1b8c112l5" />	[๓๙๔] ภิกษุอาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ แลดูในที่นั้นๆ นั่งในละแวกบ้าน ต้องอาบัติ  
			<remark  id="s1b8c112l6" />ตัวหนึ่ง คือ ทุกกฏ.  
			<remark  id="s1b8c112l7" />	[๓๙๕] ภิกษุอาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ เดินเวิกผ้าไปในละแวกบ้าน ต้องอาบัติตัวหนึ่ง  
			<remark  id="s1b8c112l8" />คือ ทุกกฏ.  
			<remark  id="s1b8c112l9" />	[๓๙๖] ภิกษุอาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ นั่งเวิกผ้าในละแวกบ้าน ต้องอาบัติตัวหนึ่ง คือ  
			<remark  id="s1b8c112l10" />ทุกกฏ.  
			<remark  id="s1b8c112l11" />		   วรรคที่ ๑ จบ  
			<remark  id="s1b8c112l12" />		----------------  
			<remark  id="s1b8c112l13" />		    วรรคที่ ๒  
			<remark  id="s1b8c112l14" />	[๓๙๗] ภิกษุอาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ เดินหัวเราะไปในละแวกบ้าน ต้องอาบัติตัวหนึ่ง  
			<remark  id="s1b8c112l15" />คือ ทุกกฏ.  
			<remark  id="s1b8c112l16" />	[๓๙๘] ภิกษุอาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ นั่งหัวเราะในละแวกบ้าน ต้องอาบัติตัวหนึ่ง  
			<remark  id="s1b8c112l17" />คือ ทุกกฏ.  
			<remark  id="s1b8c112l18" />	[๓๙๙] ภิกษุอาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ เดินพูดเสียงดังลั่นไปในละแวกบ้าน ต้องอาบัติ  
			<remark  id="s1b8c112l19" />ตัวหนึ่ง คือ ทุกกฏ.  
			<remark  id="s1b8c112l20" />	[๔๐๐] ภิกษุอาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ นั่งพูดเสียงดังในละแวกบ้าน ต้องอาบัติตัวหนึ่ง  
			<remark  id="s1b8c112l21" />คือ ทุกกฏ.  
			<remark  id="s1b8c112l22" />	[๔๐๑] ภิกษุอาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ เดินโคลงกายไปในละแวกบ้าน ต้องอาบัติ  
			<remark  id="s1b8c112l23" />ตัวหนึ่ง คือ ทุกกฏ.  
			<remark  id="s1b8c112l24" />	[๔๐๒] ภิกษุอาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ นั่งโคลงกายในละแวกบ้าน ต้องอาบัติตัวหนึ่ง  
			<remark  id="s1b8c112l25" />คือ ทุกกฏ.  
			<remark  id="s1b8c112l26" />	[๔๐๓] ภิกษุอาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ เดินไกวแขนไปในละแวกบ้าน ต้องอาบัติ  
			<remark  id="s1b8c112l27" />ตัวหนึ่ง คือ ทุกกฏ.  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b8c113" >
		<para id="s1b8c113p">
			<remark  id="s1b8c113l1" />	[๔๐๔] ภิกษุอาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ นั่งไกวแขนในละแวกบ้าน ต้องอาบัติตัวหนึ่ง  
			<remark  id="s1b8c113l2" />คือ ทุกกฏ.  
			<remark  id="s1b8c113l3" />	[๔๐๕] ภิกษุอาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ เดินโคลงศีรษะไปในละแวกบ้าน ต้องอาบัติ  
			<remark  id="s1b8c113l4" />ตัวหนึ่ง คือ ทุกกฏ.  
			<remark  id="s1b8c113l5" />	[๔๐๖] ภิกษุอาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ นั่งโคลงศีรษะในละแวกบ้าน ต้องอาบัติตัวหนึ่ง  
			<remark  id="s1b8c113l6" />คือ ทุกกฏ.  
			<remark  id="s1b8c113l7" />		   วรรคที่ ๒ จบ  
			<remark  id="s1b8c113l8" />		    ----------------  
			<remark  id="s1b8c113l9" />		    วรรคที่ ๓  
			<remark  id="s1b8c113l10" />	[๔๐๗] ภิกษุอาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ เดินค้ำกายไปในละแวกบ้าน ต้องอาบัติตัวหนึ่ง  
			<remark  id="s1b8c113l11" />คือ ทุกกฏ.  
			<remark  id="s1b8c113l12" />	[๔๐๘] ภิกษุอาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ นั่งค้ำกายในละแวกบ้าน ต้องอาบัติตัวหนึ่ง คือ  
			<remark  id="s1b8c113l13" />ทุกกฏ.  
			<remark  id="s1b8c113l14" />	[๔๐๙] ภิกษุอาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ เดินคลุมศีรษะไปในละแวกบ้าน ต้องอาบัติ  
			<remark  id="s1b8c113l15" />ตัวหนึ่ง คือ ทุกกฏ.  
			<remark  id="s1b8c113l16" />	[๔๑๐] ภิกษุอาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ นั่งคลุมศีรษะในละแวกบ้าน ต้องอาบัติตัวหนึ่ง  
			<remark  id="s1b8c113l17" />คือ ทุกกฏ.  
			<remark  id="s1b8c113l18" />	[๔๑๑] ภิกษุอาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ เดินกระโหย่งเท้าไปในละแวกบ้าน ต้องอาบัติ  
			<remark  id="s1b8c113l19" />ตัวหนึ่ง คือ ทุกกฏ.  
			<remark  id="s1b8c113l20" />	[๔๑๒] ภิกษุอาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ นั่งรัดเข่าในละแวกบ้าน ต้องอาบัติตัวหนึ่ง คือ  
			<remark  id="s1b8c113l21" />ทุกกฏ.  
			<remark  id="s1b8c113l22" />	[๔๑๓] ภิกษุอาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ รับบิณฑบาตโดยไม่เคารพ ต้องอาบัติตัวหนึ่ง  
			<remark  id="s1b8c113l23" />คือ ทุกกฏ.  
			<remark  id="s1b8c113l24" />	[๔๑๔] ภิกษุอาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ แลดูในที่นั้นๆ รับบิณฑบาต ต้องอาบัติตัวหนึ่ง  
			<remark  id="s1b8c113l25" />คือ ทุกกฏ.  
			<remark  id="s1b8c113l26" />	[๔๑๕] ภิกษุอาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ รับแต่แกงมาก ต้องอาบัติตัวหนึ่ง คือ ทุกกฏ.  
			<remark  id="s1b8c113l27" />	[๔๑๖] ภิกษุอาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ รับบิณฑบาตจนพูนบาตร ต้องอาบัติตัวหนึ่ง คือ  
			<remark  id="s1b8c113l28" />ทุกกฏ.  
			<remark  id="s1b8c113l29" />		   วรรคที่ ๓ จบ  
			<remark  id="s1b8c113l30" />		----------------  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b8c114" >
		<para id="s1b8c114p">
			<remark  id="s1b8c114l1" />		    วรรคที่ ๔  
			<remark  id="s1b8c114l2" />	[๔๑๗] ภิกษุอาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ ฉันบิณฑบาตโดยไม่เคารพ ต้องอาบัติตัวหนึ่ง  
			<remark  id="s1b8c114l3" />คือ ทุกกฏ.  
			<remark  id="s1b8c114l4" />	[๔๑๘] ภิกษุอาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ แลดูในที่นั้นๆ ฉันบิณฑบาต ต้องอาบัติตัวหนึ่ง  
			<remark  id="s1b8c114l5" />คือ ทุกกฏ.  
			<remark  id="s1b8c114l6" />	[๔๑๙] ภิกษุอาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ ฉันบิณฑบาตให้แหว่งในที่นั้นๆ ต้องอาบัติ  
			<remark  id="s1b8c114l7" />ตัวหนึ่ง คือ ทุกกฏ.  
			<remark  id="s1b8c114l8" />	[๔๒๐] ภิกษุอาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ ฉันแต่แกงมาก ต้องอาบัติตัวหนึ่ง คือ ทุกกฏ.  
			<remark  id="s1b8c114l9" />	[๔๒๑] ภิกษุอาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ ฉันบิณฑบาตขยุ้มแต่ยอดลงไป ต้องอาบัติตัวหนึ่ง  
			<remark  id="s1b8c114l10" />คือ ทุกกฏ.  
			<remark  id="s1b8c114l11" />	[๔๒๒] ภิกษุอาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ กลบแกงหรือกับด้วยข้าวสุก ต้องอาบัติตัวหนึ่ง  
			<remark  id="s1b8c114l12" />คือ ทุกกฏ.  
			<remark  id="s1b8c114l13" />	[๔๒๓] ภิกษุอาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ ไม่อาพาธ ขอแกงก็ดี ข้าวสุกก็ดี เพื่อประโยชน์  
			<remark  id="s1b8c114l14" />แก่ตนมาฉัน ต้องอาบัติตัวหนึ่ง คือ ทุกกฏ.  
			<remark  id="s1b8c114l15" />	[๔๒๔] ภิกษุอาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ มุ่งจะยกโทษ แลดูบาตรของภิกษุอื่น ต้องอาบัติ  
			<remark  id="s1b8c114l16" />ตัวหนึ่ง คือ ทุกกฏ.  
			<remark  id="s1b8c114l17" />	[๔๒๕] ภิกษุอาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ ทำคำข้าวให้ใหญ่ ต้องอาบัติตัวหนึ่ง คือ ทุกกฏ.  
			<remark  id="s1b8c114l18" />	[๔๒๖] ภิกษุอาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ ทำคำข้าวให้ยาว ต้องอาบัติตัวหนึ่ง คือ ทุกกฏ.  
			<remark  id="s1b8c114l19" />		   วรรคที่ ๔ จบ  
			<remark  id="s1b8c114l20" />		----------------  
			<remark  id="s1b8c114l21" />		    วรรคที่ ๕  
			<remark  id="s1b8c114l22" />	[๔๒๗] ภิกษุอาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ เมื่อคำข้าวยังไม่ถึงปากอ้าปากไว้ท่า ต้องอาบัติ  
			<remark  id="s1b8c114l23" />ตัวหนึ่ง คือ ทุกกฏ.  
			<remark  id="s1b8c114l24" />	[๔๒๘] ภิกษุอาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ สอดมือทั้งหมดเข้าในปาก ต้องอาบัติตัวหนึ่ง  
			<remark  id="s1b8c114l25" />คือ ทุกกฏ.  
			<remark  id="s1b8c114l26" />	[๔๒๙] ภิกษุอาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ พูดทั้งคำข้าวมีอยู่ในปาก ต้องอาบัติตัวหนึ่ง คือ  
			<remark  id="s1b8c114l27" />ทุกกฏ.  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b8c115" >
		<para id="s1b8c115p">
			<remark  id="s1b8c115l1" />	[๔๓๐] ภิกษุอาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ ฉันเดาะคำข้าว ต้องอาบัติตัวหนึ่ง คือ ทุกกฏ.  
			<remark  id="s1b8c115l2" />	[๔๓๑] ภิกษุอาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ ฉันกัดคำข้าว ต้องอาบัติตัวหนึ่ง คือ ทุกกฏ.  
			<remark  id="s1b8c115l3" />	[๔๓๒] ภิกษุอาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ ฉันทำกระพุ้งแก้มให้ตุ่ย ต้องอาบัติตัวหนึ่ง คือ  
			<remark  id="s1b8c115l4" />ทุกกฏ.  
			<remark  id="s1b8c115l5" />	[๔๓๓] ภิกษุอาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ ฉันสลัดมือ ต้องอาบัติตัวหนึ่ง คือ ทุกกฏ.  
			<remark  id="s1b8c115l6" />	[๔๓๔] ภิกษุอาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ ฉันโปรยเมล็ดข้าว ต้องอาบัติตัวหนึ่ง คือ ทุกกฏ.  
			<remark  id="s1b8c115l7" />	[๔๓๕] ภิกษุอาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ ฉันแลบลิ้น ต้องอาบัติตัวหนึ่ง คือ ทุกกฏ.  
			<remark  id="s1b8c115l8" />	[๔๓๖] ภิกษุอาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ ฉันดังจั๊บๆ ต้องอาบัติตัวหนึ่ง คือ ทุกกฏ.  
			<remark  id="s1b8c115l9" />		   วรรคที่ ๕ จบ  
			<remark  id="s1b8c115l10" />		----------------  
			<remark  id="s1b8c115l11" />		    วรรคที่ ๖  
			<remark  id="s1b8c115l12" />	[๔๓๗] ภิกษุอาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ ฉันดังซู๊ดๆ ต้องอาบัติตัวหนึ่ง คือ ทุกกฏ.  
			<remark  id="s1b8c115l13" />	[๔๓๘] ภิกษุอาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ ฉันเลียมือ ต้องอาบัติตัวหนึ่ง คือ ทุกกฏ.  
			<remark  id="s1b8c115l14" />	[๔๓๙] ภิกษุอาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ ฉันขอดบาตร ต้องอาบัติตัวหนึ่ง คือ ทุกกฏ.  
			<remark  id="s1b8c115l15" />	[๔๔๐] ภิกษุอาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ ฉันเลียริมฝีปาก ต้องอาบัติตัวหนึ่ง คือ ทุกกฏ.  
			<remark  id="s1b8c115l16" />	[๔๔๑] ภิกษุอาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ รับโอน้ำด้วยมือเปื้อนอามิส ต้องอาบัติตัวหนึ่ง  
			<remark  id="s1b8c115l17" />คือ ทุกกฏ.  
			<remark  id="s1b8c115l18" />	[๔๔๒] ภิกษุอาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ เทน้ำล้างบาตรมีเมล็ดข้าวในละแวกบ้าน ต้อง  
			<remark  id="s1b8c115l19" />อาบัติตัวหนึ่ง คือ ทุกกฏ.  
			<remark  id="s1b8c115l20" />	[๔๔๓] ภิกษุอาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ แสดงธรรมแก่บุคคลมีร่มในมือ ต้องอาบัติ  
			<remark  id="s1b8c115l21" />ตัวหนึ่ง คือ ทุกกฏ.  
			<remark  id="s1b8c115l22" />	[๔๔๔] ภิกษุอาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ แสดงธรรมแก่บุคคลมีไม้พลองในมือ ต้องอาบัติ  
			<remark  id="s1b8c115l23" />ตัวหนึ่ง คือ ทุกกฏ.  
			<remark  id="s1b8c115l24" />	[๔๔๕] ภิกษุอาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ แสดงธรรมแก่บุคคลมีศัตราในมือ ต้องอาบัติ  
			<remark  id="s1b8c115l25" />ตัวหนึ่ง คือ ทุกกฏ.  
			<remark  id="s1b8c115l26" />	[๔๔๖] ภิกษุอาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ แสดงธรรมแก่บุคคลมีอาวุธในมือ ต้องอาบัติ  
			<remark  id="s1b8c115l27" />ตัวหนึ่ง คือ ทุกกฏ.  
			<remark  id="s1b8c115l28" />		   วรรคที่ ๖ จบ  
			<remark  id="s1b8c115l29" />		----------------  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b8c116" >
		<para id="s1b8c116p">
			<remark  id="s1b8c116l1" />		    วรรคที่ ๗  
			<remark  id="s1b8c116l2" />	[๔๔๗] ภิกษุอาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ แสดงธรรมแก่บุคคลสวมเขียงเท้า ต้องอาบัติ  
			<remark  id="s1b8c116l3" />ตัวหนึ่ง คือ ทุกกฏ.  
			<remark  id="s1b8c116l4" />	[๔๔๘] ภิกษุอาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ แสดงธรรมแก่บุคคลสวมรองเท้า ต้องอาบัติ  
			<remark  id="s1b8c116l5" />ตัวหนึ่ง คือ ทุกกฏ.  
			<remark  id="s1b8c116l6" />	[๔๔๙] ภิกษุอาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ แสดงธรรมแก่บุคคลไปในยาน ต้องอาบัติตัวหนึ่ง  
			<remark  id="s1b8c116l7" />คือ ทุกกฏ.  
			<remark  id="s1b8c116l8" />	[๔๕๐] ภิกษุอาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ แสดงธรรมแก่บุคคลผู้อยู่บนที่นอน ต้องอาบัติ  
			<remark  id="s1b8c116l9" />ตัวหนึ่ง คือ ทุกกฏ.  
			<remark  id="s1b8c116l10" />	[๔๕๑] ภิกษุอาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ แสดงธรรมแก่บุคคลผู้นั่งรัดเข่า ต้องอาบัติ  
			<remark  id="s1b8c116l11" />ตัวหนึ่ง คือ ทุกกฏ.  
			<remark  id="s1b8c116l12" />	[๔๕๒] ภิกษุอาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ แสดงธรรมแก่บุคคลผู้โพกศีรษะ ต้องอาบัติ  
			<remark  id="s1b8c116l13" />ตัวหนึ่ง คือ ทุกกฏ.  
			<remark  id="s1b8c116l14" />	[๔๕๓] ภิกษุอาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ แสดงธรรมแก่บุคคลผู้คลุมศีรษะ ต้องอาบัติ  
			<remark  id="s1b8c116l15" />ตัวหนึ่ง คือ ทุกกฏ.  
			<remark  id="s1b8c116l16" />	[๔๕๔] ภิกษุอาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ นั่งอยู่ที่แผ่นดินแสดงธรรมแก่บุคคลผู้นั่งบน  
			<remark  id="s1b8c116l17" />อาสนะ ต้องอาบัติตัวหนึ่ง คือ ทุกกฏ.  
			<remark  id="s1b8c116l18" />	[๔๕๕] ภิกษุอาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ นั่งบนอาสนะต่ำแสดงธรรมแก่บุคคลผู้นั่งบน  
			<remark  id="s1b8c116l19" />อาสนะสูง ต้องอาบัติตัวหนึ่ง คือ ทุกกฏ.  
			<remark  id="s1b8c116l20" />	[๔๕๖] ภิกษุอาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ ยืนอยู่ แสดงธรรมแก่บุคคลผู้นั่งอยู่ ต้องอาบัติ  
			<remark  id="s1b8c116l21" />ตัวหนึ่ง คือ ทุกกฏ.  
			<remark  id="s1b8c116l22" />	[๔๕๗] ภิกษุอาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ เดินไปข้างหลัง แสดงธรรมแก่บุคคลผู้เดินไป  
			<remark  id="s1b8c116l23" />ข้างหน้า ต้องอาบัติตัวหนึ่ง คือ ทุกกฏ.  
			<remark  id="s1b8c116l24" />	[๔๕๘] ภิกษุอาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ เดินไปนอกทาง แสดงธรรมแก่บุคคลผู้เดินไป  
			<remark  id="s1b8c116l25" />ในทาง ต้องอาบัติตัวหนึ่ง คือ ทุกกฏ.  
			<remark  id="s1b8c116l26" />	[๔๕๙] ภิกษุอาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ ยืนถ่ายอุจจาระ หรือ ปัสสาวะ ต้องอาบัติ  
			<remark  id="s1b8c116l27" />ตัวหนึ่ง คือ ทุกกฏ.  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b8c117" >
		<para id="s1b8c117p">
			<remark  id="s1b8c117l1" />	[๔๖๐] ภิกษุอาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ ถ่ายอุจจาระหรือปัสสาวะ หรือบ้วนเขฬะลงบน  
			<remark  id="s1b8c117l2" />ของเขียวสด ต้องอาบัติตัวหนึ่ง คือ ทุกกฏ.  
			<remark  id="s1b8c117l3" />	[๔๖๑] ถามว่า ภิกษุอาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ ถ่ายอุจจาระ หรือปัสสาวะ หรือบ้วน  
			<remark  id="s1b8c117l4" />เขฬะลงในน้ำ ต้องอาบัติเท่าไร?  
			<remark  id="s1b8c117l5" />ตอบว่า ภิกษุอาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ ถ่ายอุจจาระ หรือปัสสาวะ หรือบ้วนเขฬะลง  
			<remark  id="s1b8c117l6" />ในน้ำ ต้องอาบัติตัวหนึ่ง คือ ทุกกฏ.  
			<remark  id="s1b8c117l7" />ภิกษุอาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ ถ่ายอุจจาระหรือปัสสาวะ หรือบ้วนเขฬะลงในน้ำ ต้อง  
			<remark  id="s1b8c117l8" />อาบัติตัวหนึ่งนี้.  
			<remark  id="s1b8c117l9" />		   วรรคที่ ๗ จบ  
			<remark  id="s1b8c117l10" />		   เสขิยวัตร ๗๕ สิกขาบท จบ  
			<remark  id="s1b8c117l11" />		กตาปัตติวารที่ ๒ จบ  
			<remark  id="s1b8c117l12" />		----------------  
			<remark  id="s1b8c117l13" />		   วิปัตติวารที่ ๓  
			<remark  id="s1b8c117l14" />	[๔๖๒] ถามว่า อาบัติของภิกษุผู้เสพเมถุนธรรม จัดเป็นวิบัติเท่าไร บรรดาวิบัติ ๔  
			<remark  id="s1b8c117l15" />อย่าง?  
			<remark  id="s1b8c117l16" />ตอบว่า อาบัติของภิกษุผู้เสพเมถุนธรรม จัดเป็นวิบัติ ๒ บรรดาวิบัติ ๔ อย่าง คือ  
			<remark  id="s1b8c117l17" />บางทีเป็นศีลวิบัติ บางทีเป็นอาจารวิบัติ ...  
			<remark  id="s1b8c117l18" />ถามว่า อาบัติของภิกษุผู้อาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ ถ่ายอุจจาระ หรือปัสสาวะ หรือบ้วน  
			<remark  id="s1b8c117l19" />เขฬะลงในน้ำ จัดเป็นวิบัติเท่าไร บรรดาวิบัติ ๔ อย่าง?  
			<remark  id="s1b8c117l20" />ตอบว่า อาบัติของภิกษุอาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ ถ่ายอุจจาระ หรือปัสสาวะ หรือบ้วน  
			<remark  id="s1b8c117l21" />เขฬะลงในน้ำ จัดเป็นวิบัติอันหนึ่ง คือ อาจารวิบัติ บรรดาวิบัติ ๔ อย่าง.  
			<remark  id="s1b8c117l22" />		 วิปัตติวารที่ ๓ จบ  
			<remark  id="s1b8c117l23" />		----------------  
			<remark  id="s1b8c117l24" />		  สังคหิตวารที่ ๔  
			<remark  id="s1b8c117l25" />	[๔๖๓] ถามว่า อาบัติของภิกษุผู้เสพเมถุนธรรม สงเคราะห์ด้วยกองอาบัติเท่าไร  
			<remark  id="s1b8c117l26" />บรรดาอาบัติ ๗ กอง?  
			<remark  id="s1b8c117l27" />ตอบว่า อาบัติของภิกษุผู้เสพเมถุนธรรม สงเคราะห์ด้วยอาบัติ ๓ กอง บรรดาอาบัติ  
			<remark  id="s1b8c117l28" />๗ กอง คือ บางทีด้วยกองอาบัติปาราชิก บางทีด้วยกองอาบัติถุลลัจจัย บางทีด้วยกองอาบัติ  
			<remark  id="s1b8c117l29" />ทุกกฏ ...  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b8c118" >
		<para id="s1b8c118p">
			<remark  id="s1b8c118l1" />ถามว่า อาบัติของภิกษุผู้อาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ ถ่ายอุจจาระ หรือปัสสาวะ หรือบ้วน  
			<remark  id="s1b8c118l2" />เขฬะลงในน้ำ สงเคราะห์ด้วยกองอาบัติเท่าไร บรรดาอาบัติ ๗ กอง?  
			<remark  id="s1b8c118l3" />ตอบว่า อาบัติของภิกษุผู้อาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ ถ่ายอุจจาระ หรือปัสสาวะ หรือบ้วน  
			<remark  id="s1b8c118l4" />เขฬะลงในน้ำ สงเคราะห์ด้วยกองอาบัติ ๑ คือ กองอาบัติทุกกฏ บรรดาอาบัติ ๗ กอง.  
			<remark  id="s1b8c118l5" />		 สังคหิตวารที่ ๔ จบ  
			<remark  id="s1b8c118l6" />		----------------  
			<remark  id="s1b8c118l7" />		  สมุฏฐานวารที่ ๕  
			<remark  id="s1b8c118l8" />	[๔๖๔] ถามว่า อาบัติของภิกษุผู้เสพเมถุนธรรม เกิดด้วยสมุฏฐานเท่าไร บรรดา  
			<remark  id="s1b8c118l9" />สมุฏฐานแห่งอาบัติ ๕?  
			<remark  id="s1b8c118l10" />ตอบว่า อาบัติของภิกษุผู้เสพเมถุนธรรม เกิดด้วยสมุฏฐานอันหนึ่ง บรรดาสมุฏฐาน  
			<remark  id="s1b8c118l11" />แห่งอาบัติ ๖ คือ เกิดแต่กายกับจิต มิใช่วาจา ...  
			<remark  id="s1b8c118l12" />ถามว่า อาบัติของภิกษุผู้อาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ ถ่ายอุจจาระ หรือปัสสาวะ หรือบ้วน  
			<remark  id="s1b8c118l13" />เขฬะลงในน้ำ เกิดขึ้นด้วยสมุฏฐานเท่าไร บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖?  
			<remark  id="s1b8c118l14" />ตอบว่า อาบัติของภิกษุผู้อาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ ถ่ายอุจจาระ หรือปัสสาวะ หรือบ้วน  
			<remark  id="s1b8c118l15" />เขฬะลงในน้ำ เกิดด้วยสมุฏฐานอันหนึ่ง บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ คือ เกิดแต่กายกับจิต  
			<remark  id="s1b8c118l16" />มิใช่วาจา.  
			<remark  id="s1b8c118l17" />		สมุฏฐานวารที่ ๕ จบ  
			<remark  id="s1b8c118l18" />		----------------  
			<remark  id="s1b8c118l19" />		  อธิกรณวารที่ ๖  
			<remark  id="s1b8c118l20" />	[๔๖๕] ถามว่า อาบัติของภิกษุผู้เสพเมถุนธรรม เป็นอธิกรณ์ไหน บรรดาอธิกรณ์ ๔?  
			<remark  id="s1b8c118l21" />ตอบว่า อาบัติของภิกษุผู้เสพเมถุนธรรม เป็นอาปัตตาธิกรณ์ บรรดาอธิกรณ์ ๔ ...  
			<remark  id="s1b8c118l22" />ถามว่
