<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<!DOCTYPE book PUBLIC "-//OASIS//DTD DocBook XML V5.0//EN" "http://www.oasis-open.org/docbook/xml/4.5/docbookx.dtd">
<chapter id="s1b7">
	<title>จุลวรรคภาค ๒</title>
	<section id="s1b7c1" >
		<para id="s1b7c1p">
			<remark  id="s1b7c1l1" />	 					พระวินัยปิฎก  
			<remark  id="s1b7c1l2" />	   						เล่ม ๗ 
			<remark  id="s1b7c1l3" />						จุลวรรค ภาค ๒  
			<remark  id="s1b7c1l4" />	   ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น   
			<remark  id="s1b7c1l5" />						ขุททกวัตถุขันธกะ    
			<remark  id="s1b7c1l6" />	  				เรื่องพระฉัพพัคคีย์ วัตรในการอาบน้ำ   
			<remark  id="s1b7c1l7" />	 [๑] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระเวฬุวันวิหาร อันเป็น
			<remark  id="s1b7c1l8" />สถานที่พระราชทานเหยื่อแก่กระแต เขตกรุงราชคฤห์ ครั้งนั้นแลพระฉัพพัคคีย์อาบน้ำ 
			<remark  id="s1b7c1l9" />สีกาย คือ ขาบ้าง แขนบ้าง อกบ้าง หลังบ้าง ที่ต้นไม้  ชาวบ้านเห็นแล้วเพ่งโทษ ติเตียน 
			<remark  id="s1b7c1l10" />โพนทะนาว่า ไฉนพระสมณะเชื้อสายพระ  ศากยบุตรทั้งหลายอาบน้ำ จึงสีกาย คือ ขาบ้าง 
			<remark  id="s1b7c1l11" />แขนบ้าง อกบ้าง หลังบ้าง ที่ต้นไม้ เหมือนพวกนักมวยผู้ชกกันด้วยหมัด เหมือนพวกชาวบ้าน
			<remark  id="s1b7c1l12" />ผู้ชอบแต่งผิวเล่า ภิกษุทั้งหลายได้ยินพวกนั้นเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาอยู่ ... จึงกราบทูลเรื่อง
			<remark  id="s1b7c1l13" />นั้นแด่พระผู้มีพระภาค  
			<remark  id="s1b7c1l14" />					  ประชุมสงฆ์ทรงสอบถาม 
			<remark  id="s1b7c1l15" />	 ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งให้ประชุมภิกษุสงฆ์ในเพราะเหตุเป็นเค้า  มูลนั้น ใน
			<remark  id="s1b7c1l16" />เพราะเหตุแรกเกิดนั้น แล้วทรงสอบถามภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุ ทั้งหลาย ข่าวว่า ภิกษุฉัพพัคคีย์
			<remark  id="s1b7c1l17" />อาบน้ำ สีกาย คือ ขาบ้าง แขนบ้าง อกบ้างหลังบ้าง ที่ต้นไม้ จริงหรือ  
			<remark  id="s1b7c1l18" />	 ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า จริง พระพุทธเจ้าข้า 
		</para>
	</section>
	<section id="s1b7c2" >
		<para id="s1b7c2p">
			<remark  id="s1b7c2l1" />							  ทรงติเตียน
			<remark  id="s1b7c2l2" />	 พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า ทรงติเตียนว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย การกระทำของโมฆบุรุษ
			<remark  id="s1b7c2l3" />เหล่านั้นนั่น ไม่เหมาะสม ไม่สม ไม่ควร มิใช่กิจของสมณะ ใช้ไม่ได้ ไม่ควรทำ ไฉน 
			<remark  id="s1b7c2l4" />โมฆบุรุษเหล่านั้นอาบน้ำจึงสีกาย คือ ขาบ้าง แขนบ้าง อกบ้าง  หลังบ้าง ที่ต้นไม้เล่า การ
			<remark  id="s1b7c2l5" />กระทำของโมฆบุรุษเหล่านั้นนั่น ไม่เป็นไปเพื่อความ เลื่อมใส ของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส ... ครั้น
			<remark  id="s1b7c2l6" />แล้วทรงทำธรรมมีกถารับสั่งกะภิกษุ    ทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุอาบน้ำ ไม่พึงสีกาย ที่ต้นไม้ 
			<remark  id="s1b7c2l7" />รูปใดสี ต้อง    อาบัติทุกกฏ ฯ 
			<remark  id="s1b7c2l8" />	 [๒] สมัยต่อมา พระฉัพพัคคีย์อาบน้ำ สีกาย คือ ขาบ้าง แขนบ้าง  อกบ้าง หลังบ้าง 
			<remark  id="s1b7c2l9" />ที่เสา ชาวบ้านเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนพระ สมณะเชื้อสายพระศากยบุตรทั้งหลาย
			<remark  id="s1b7c2l10" />อาบน้ำ จึงได้สีกาย คือ ขาบ้าง แขนบ้าง อกบ้าง หลังบ้าง ที่เสา เหมือนพวกนักมวยผู้ชก
			<remark  id="s1b7c2l11" />กันด้วยหมัด เหมือนพวกชาว   บ้านผู้ชอบแต่งผิวเล่า ภิกษุทั้งหลายได้ยินพวกนั้นเพ่งโทษ ติเตียน 
			<remark  id="s1b7c2l12" />โพนทะนาอยู่ ...จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค  
			<remark  id="s1b7c2l13" />	 พระผู้มีพระภาคทรงสอบถามภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข่าวว่า ...จริงหรือ 
			<remark  id="s1b7c2l14" />	 ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า จริง พระพุทธเจ้าข้า 
			<remark  id="s1b7c2l15" />	 พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงติเตียน ... ครั้นแล้วทรงทำธรรมีกถารับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า
			<remark  id="s1b7c2l16" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุอาบน้ำไม่พึงสีกายที่เสา รูปใดสี ต้อง อาบัติทุกกฏ ฯ 
			<remark  id="s1b7c2l17" />	 [๓] สมัยต่อมา พระฉัพพัคคีย์อาบน้ำ สีกาย คือ ขาบ้าง แขนบ้าง อกบ้าง หลังบ้าง
			<remark  id="s1b7c2l18" />ที่ฝา ชาวบ้านเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนพระ  สมณะเชื้อสายพระศากยบุตรทั้งหลาย
			<remark  id="s1b7c2l19" />อาบน้ำ จึงได้สีกาย คือ ขาบ้าง แขนบ้าง อกบ้าง หลังบ้าง ที่ฝา เหมือนพวกนักมวยผู้ชก
			<remark  id="s1b7c2l20" />กันด้วยหมัด เหมือนพวกชาวบ้านผู้  ชอบแต่งผิวเล่า ... 
			<remark  id="s1b7c2l21" />	 พระผู้มีพระภาค ... รับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุ  อาบน้ำ ไม่พึงสีกาย
			<remark  id="s1b7c2l22" />ที่ฝา รูปใดสี ต้องอาบัติทุกกฏ ฯ
			<remark  id="s1b7c2l23" />	 [๔] สมัยต่อมา พระฉัพพัคคีย์อาบน้ำ ย่อมอาบในสถานที่อันไม่สม ควร ชาวบ้านเพ่งโทษ
			<remark  id="s1b7c2l24" />ติเตียน โพนทะนาว่า ... เหมือนพวกคฤหัสถ์ผู้บริโภคกาม    ภิกษุทั้งหลายได้ยินพวกนั้นเพ่งโทษ
			<remark  id="s1b7c2l25" />ติเตียน โพนทะนาอยู่ ... จึงกราบทูลเรื่องนั้น  แด่พระผู้มีพระภาค  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b7c3" >
		<para id="s1b7c3p">
			<remark  id="s1b7c3l1" />	 พระผู้มีพระภาค ... ทรงสอบถามภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย   ข่าวว่า ... จริงหรือ    
			<remark  id="s1b7c3l2" />	 ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า จริง พระพุทธเจ้าข้า 
			<remark  id="s1b7c3l3" />	 พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงติเตียน ... ครั้นแล้วทรงทำธรรมีกถารับสั่ง กะภิกษุทั้งหลายว่า
			<remark  id="s1b7c3l4" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุอาบน้ำ ไม่พึงอาบในสถานที่อันไม่  สมควร รูปใดอาบ ต้องอาบัติทุกกฏ ฯ  
			<remark  id="s1b7c3l5" />	 [๕] สมัยต่อมา พระฉัพพัคคีย์อาบน้ำถูด้วยมือที่ทำด้วยไม้ ชาวบ้าน   เพ่งโทษ ติเตียน 
			<remark  id="s1b7c3l6" />โพนทะนาว่า ... เหมือนพวกคฤหัสถ์ผู้บริโภคกาม ภิกษุทั้งหลายได้ยินพวกนั้นเพ่งโทษ ติเตียน 
			<remark  id="s1b7c3l7" />โพนทะนาอยู่ ... จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่  พระผู้มีพระภาค
			<remark  id="s1b7c3l8" />	 พระผู้มีพระภาค ... รับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุ  ไม่พึงอาบน้ำ
			<remark  id="s1b7c3l9" />ถูด้วยมือที่ทำด้วยไม้ รูปใดอาบ ต้องอาบัติทุกกฏ ฯ    
			<remark  id="s1b7c3l10" />	 [๖] สมัยต่อมา พระฉัพพัคคีย์อาบน้ำถูด้วยก้อนจุรณหินสีดั่งพลอยแดง  ชาวบ้าน
			<remark  id="s1b7c3l11" />เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ... เหมือนพวกคฤหัสถ์ผู้บริโภคกาม ภิกษุ   ทั้งหลาย ... จึงกราบทูล
			<remark  id="s1b7c3l12" />เรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค    
			<remark  id="s1b7c3l13" />	 พระผู้มีพระภาค ... รับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุ  ไม่พึงอาบน้ำถูด้วย
			<remark  id="s1b7c3l14" />ก้อนจุรณหินสีดั่งพลอยแดง รูปใดอาบ ต้องอาบัติทุกกฏ ฯ
			<remark  id="s1b7c3l15" />	 [๗] สมัยต่อมา พระฉัพพัคคีย์ผลัดกันถูตัว ชาวบ้านเพ่งโทษ ติเตียน   โพนทะนาว่า ... 
			<remark  id="s1b7c3l16" />เหมือนพวกคฤหัสถ์ผู้บริโภคกาม ภิกษุทั้งหลาย ... จึงกราบทูล   เรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค  
			<remark  id="s1b7c3l17" />	 พระผู้มีพระภาค ... รับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่    พึงผลัดกันถูตัว
			<remark  id="s1b7c3l18" />รูปใดให้ทำ ต้องอาบัติทุกกฏ ฯ
			<remark  id="s1b7c3l19" />	 [๘] สมัยต่อมา พระฉัพพัคคีย์อาบน้ำถูด้วยไม้บังเวียนที่จักเป็นฟันมังกร  ชาวบ้านเพ่งโทษ
			<remark  id="s1b7c3l20" />ติเตียน โพนทะนาว่า ... เหมือนพวกคฤหัสถ์ผู้บริโภคกาม    ภิกษุทั้งหลาย ... จึงกราบทูลเรื่องนั้น
			<remark  id="s1b7c3l21" />แด่พระผู้มีพระภาค    
			<remark  id="s1b7c3l22" />	 พระผู้มีพระภาค ... รับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุ  ไม่พึงอาบน้ำถูด้วย
			<remark  id="s1b7c3l23" />ไม้บังเวียนที่จักเป็นฟันมังกร รูปใดอาบ ต้องอาบัติทุกกฏ ฯ
			<remark  id="s1b7c3l24" />	 [๙] สมัยต่อมา ภิกษุรูปหนึ่งอาพาธเป็นโรคหิด ภิกษุนั้นเว้นไม้บังเวียน   ที่จักเป็นฟัน
			<remark  id="s1b7c3l25" />มังกรเสีย ย่อมไม่สบาย ... ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่   พระผู้มีพระภาค
			<remark  id="s1b7c3l26" />	 พระผู้มีพระภาค ... รับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรา   อนุญาตไม้บังเวียน
			<remark  id="s1b7c3l27" />ที่มิได้จักเป็นฟันมังกรแก่ภิกษุอาพาธ ฯ   
		</para>
	</section>
	<section id="s1b7c4" >
		<para id="s1b7c4p">
			<remark  id="s1b7c4l1" />	 [๑๐] สมัยต่อมา ภิกษุรูปหนึ่งทุพพลภาพเพราะชรา เมื่ออาบน้ำ ไม่  สามารถจะถูกายตน
			<remark  id="s1b7c4l2" />ได้ ... ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค 
			<remark  id="s1b7c4l3" />	 พระผู้มีพระภาค ... รับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรา   อนุญาตเกลียวผ้า ฯ  
			<remark  id="s1b7c4l4" />	 [๑๑] สมัยต่อมา ภิกษุรูปหนึ่งรังเกียจเพื่อจะทำการถูหลัง ...  ภิกษุทั้งหลายกราบทูล
			<remark  id="s1b7c4l5" />เรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค  
			<remark  id="s1b7c4l6" />	 พระผู้มีพระภาค ... รับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตการถูหลังด้วยมือ ฯ
			<remark  id="s1b7c4l7" />							 เรื่องเครื่องประดับต่างชนิด  
			<remark  id="s1b7c4l8" />	 [๑๒] สมัยต่อมา พระฉัพพัคคีย์ทรงเครื่องประดับหู ... ทรงสังวาล ทรงสร้อยคอ 
			<remark  id="s1b7c4l9" />ทรงเครื่องประดับเอว ทรงวลัย ทรงสร้อยตาบ ทรงเครื่องประดับ   ข้อมือ ทรงแหวนประดับ
			<remark  id="s1b7c4l10" />นิ้วมือ ชาวบ้านเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ...เหมือนพวกคฤหัสถ์ผู้บริโภคกาม ภิกษุทั้งหลาย
			<remark  id="s1b7c4l11" />ได้ยินพวกนั้นเพ่งโทษ ติเตียนโพนทะนาอยู่ ... จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค 
			<remark  id="s1b7c4l12" />	 ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาค ... ทรงสอบถามว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข่าวว่า   ภิกษุฉัพพัคคีย์
			<remark  id="s1b7c4l13" />ทรงเครื่องประดับหู ทรงสังวาล ทรงสร้อยคอ ทรงเครื่องประดับ   เอว ทรงวลัย ทรงสร้อยตาบ
			<remark  id="s1b7c4l14" />ทรงเครื่องประดับข้อมือ ทรงแหวนประดับนิ้วมือ  จริงหรือ 
			<remark  id="s1b7c4l15" />	 ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า จริง พระพุทธเจ้าข้า 
			<remark  id="s1b7c4l16" />	 พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงติเตียน ... ครั้นแล้วทรงทำธรรมีกถารับสั่ง    กะภิกษุทั้งหลายว่า
			<remark  id="s1b7c4l17" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงทรงเครื่องประดับหู ไม่พึงทรง    สังวาล ไม่พึงทรงสร้อยคอ ไม่พึงทรง
			<remark  id="s1b7c4l18" />เครื่องประดับเอว ไม่พึงทรงวลัย ไม่พึงทรงสร้อยตาบ ไม่พึงทรงเครื่องประดับข้อมือ ไม่พึงทรง
			<remark  id="s1b7c4l19" />แหวนประดับนิ้วมือ รูปใด  ทรง ต้องอาบัติทุกกฏ ฯ   
			<remark  id="s1b7c4l20" />							เรื่องไว้ผมยาว และเสยผม  หวีผม
			<remark  id="s1b7c4l21" />	 [๑๓] สมัยต่อมา พระฉัพพัคคีย์ไว้ผมยาว ชาวบ้านเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ... 
			<remark  id="s1b7c4l22" />เหมือนพวกคฤหัสถ์ผู้บริโภคกาม ภิกษุทั้งหลาย ... กราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค   
			<remark  id="s1b7c4l23" />	 พระผู้มีพระภาค ... รับสั่งว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงไว้ผมยาว   รูปใดไว้ ต้องอาบัติ
			<remark  id="s1b7c4l24" />ทุกกฏดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ไว้ผมได้สองเดือน หรือยาวสององคุลี ฯ    
			<remark  id="s1b7c4l25" />	 [๑๔] สมัยต่อมา พระฉัพพัคคีย์เสยผมด้วยแปรง เสยผมด้วยหวี เสยผมด้วยนิ้วมือต่างหวี 
			<remark  id="s1b7c4l26" />เสยผมด้วยน้ำมันผสมกับขี้ผึ้ง เสยผมด้วยน้ำมันผสม    กับน้ำ ชาวบ้านเพ่งโทษ ติเตียน 
		</para>
	</section>
	<section id="s1b7c5" >
		<para id="s1b7c5p">
			<remark  id="s1b7c5l1" />โพนทะนาว่า ... เหมือนพวกคฤหัสถ์ผู้บริโภคกาม ... ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มี
			<remark  id="s1b7c5l2" />พระภาค    
			<remark  id="s1b7c5l3" />	 พระผู้มีพระภาค ... ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงเสยผมด้วยแปรง ไม่พึงเสยผม
			<remark  id="s1b7c5l4" />ด้วยหวี ไม่พึงเสยผมด้วยนิ้วมือต่างหวี ไม่พึงเสยผมด้วย น้ำมันผสมกับขี้ผึ้ง ไม่พึงเสยผมด้วย
			<remark  id="s1b7c5l5" />น้ำมันผสมกับน้ำ รูปใดเสย ต้องอาบัติทุกกฏ ฯ  
			<remark  id="s1b7c5l6" />						    เรื่องส่องดูเงาหน้า  
			<remark  id="s1b7c5l7" />	 [๑๕] สมัยต่อมา พระฉัพพัคคีย์ส่องดูเงาหน้าในแว่นบ้าง ในภาชนะ น้ำบ้าง ชาวบ้าน
			<remark  id="s1b7c5l8" />เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ... เหมือนพวกคฤหัสถ์ผู้บริโภค    กาม ... ภิกษุทั้งหลายกราบทูล
			<remark  id="s1b7c5l9" />เรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค    
			<remark  id="s1b7c5l10" />	 พระผู้มีพระภาค ... ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงดูเงาหน้าใน   แว่นหรือในภาชนะ
			<remark  id="s1b7c5l11" />น้ำ รูปใดดู ต้องอาบัติทุกกฏ  ฯ    
			<remark  id="s1b7c5l12" />	 [๑๖] สมัยต่อมา ภิกษุรูปหนึ่ง เป็นแผลที่หน้า เธอถามภิกษุทั้งหลายว่า    แผลของผม
			<remark  id="s1b7c5l13" />เป็นเช่นไร ขอรับ ภิกษุทั้งหลายตอบอย่างนี้ว่า แผลของคุณเป็นเช่นนี้  ขอรับ เธอไม่เชื่อ 
			<remark  id="s1b7c5l14" />ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค    
			<remark  id="s1b7c5l15" />	 พระผู้มีพระภาค ... ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ดูเงาหน้า    ที่แว่นหรือที่ภาชนะ
			<remark  id="s1b7c5l16" />น้ำได้ เพราะเหตุอาพาธ ฯ  
			<remark  id="s1b7c5l17" />	    							เรื่องทาหน้าเป็นต้น    
			<remark  id="s1b7c5l18" />	 [๑๗] สมัยต่อมา พระฉัพพัคคีย์ทาหน้า ถูหน้า ผัดหน้า เจิมหน้า ด้วยมโนศิลา ย้อมตัว 
			<remark  id="s1b7c5l19" />ย้อมหน้า ย้อมทั้งตัวและหน้า ชาวบ้านเพ่งโทษ ติเตียนโพนทะนาว่า ... เหมือนพวกคฤหัสถ์
			<remark  id="s1b7c5l20" />ผู้บริโภคกาม ภิกษุทั้งหลาย ... กราบทูล เรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค  
			<remark  id="s1b7c5l21" />	 พระผู้มีพระภาค ... ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงทาหน้า ไม่    พึงถูหน้า ไม่พึง
			<remark  id="s1b7c5l22" />ผัดหน้า ไม่พึงเจิมหน้าด้วยมโนศิลา ไม่พึงย้อมตัว ไม่พึงย้อมหน้า ไม่พึงย้อมทั้งตัวและหน้า
			<remark  id="s1b7c5l23" />รูปใดทำ ต้องอาบัติทุกกฏ ฯ   
			<remark  id="s1b7c5l24" />	 [๑๘] สมัยต่อมา ภิกษุรูปหนึ่งอาพาธด้วยโรคนัยน์ตา ภิกษุทั้งหลาย    กราบทูลเรื่องนั้น
			<remark  id="s1b7c5l25" />แด่พระผู้มีพระภาค
		</para>
	</section>
	<section id="s1b7c6" >
		<para id="s1b7c6p">
			<remark  id="s1b7c6l1" />	 พระผู้มีพระภาค ... ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ทาหน้าได้    เพราะเหตุอาพาธฯ   
			<remark  id="s1b7c6l2" />	 [๑๙] สมัยต่อมา ที่พระนครราชคฤห์ มีงานมหรสพบนยอดเขา พระฉัพพัคคีย์ได้ไป
			<remark  id="s1b7c6l3" />เที่ยวดูงานมหรสพ ชาวบ้านเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉน พระสมณะเชื้อสายพระศากยบุตร 
			<remark  id="s1b7c6l4" />จึงได้ไปดูการฟ้อนรำ การขับร้อง และการ ประโคมดนตรี เหมือนพวกคฤหัสถ์ผู้บริโภคกาม 
			<remark  id="s1b7c6l5" />ภิกษุทั้งหลาย ... กราบทูลเรื่อง   นั้นแด่พระผู้มีพระภาค   
			<remark  id="s1b7c6l6" />	 พระผู้มีพระภาค ... ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงไปดูการฟ้อนรำ การขับร้อง 
			<remark  id="s1b7c6l7" />หรือการประโคมดนตรี รูปใดไป ต้องอาบัติทุกกฏ ฯ    
			<remark  id="s1b7c6l8" />						เรื่องสวดพระธรรมด้วยทำนอง
			<remark  id="s1b7c6l9" />	 [๒๐] สมัยต่อมา พระฉัพพัคคีย์สวดพระธรรมด้วยทำนองยาวคล้ายเพลงขับ ชาวบ้าน
			<remark  id="s1b7c6l10" />เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า พระสมณะเชื้อสายพระศากยบุตรเหล่านี้ สวดพระธรรมด้วย
			<remark  id="s1b7c6l11" />ทำนองยาวคล้ายเพลงขับ เหมือนพวกเราขับ ภิกษุทั้งหลายได้ยินพวกนั้นเพ่งโทษ ติเตียน 
			<remark  id="s1b7c6l12" />โพนทะนาอยู่ บรรดาที่เป็นผู้มักน้อย ...ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนพระฉัพพัคคีย์
			<remark  id="s1b7c6l13" />จึงได้สวดพระธรรม    ด้วยทำนองยาวคล้ายเพลงขับ แล้วกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค 
			<remark  id="s1b7c6l14" />	 พระผู้มีพระภาค ... ทรงสอบถามภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย   ข่าวว่า ... จริงหรือ    
			<remark  id="s1b7c6l15" />	 ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า จริง พระพุทธเจ้าข้า 
			<remark  id="s1b7c6l16" />	 พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงติเตียน ... ครั้นแล้วทรงทำธรรมีกถารับสั่ง กะภิกษุทั้งหลายว่า
			<remark  id="s1b7c6l17" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุสวดพระธรรมด้วยทำนองยาวคล้ายเพลง  ขับ มีโทษ ๕ ประการนี้ คือ:  
			<remark  id="s1b7c6l18" />	 ๑. ตนยินดีในเสียงนั้น   
			<remark  id="s1b7c6l19" />	 ๒. คนอื่นก็ยินดีในเสียงนั้น  
			<remark  id="s1b7c6l20" />	 ๓. ชาวบ้านติเตียน  
			<remark  id="s1b7c6l21" />	 ๔. สมาธิของผู้พอใจการทำเสียงย่อมเสียไป 
			<remark  id="s1b7c6l22" />	 ๕. ภิกษุชั้นหลังจะถือเป็นเยี่ยงอย่าง   
			<remark  id="s1b7c6l23" />	 ดูกรภิกษุทั้งหลาย โทษ ๕ ประการนี้แล ของภิกษุผู้สวดพระธรรมด้วย    ทำนองยาวคล้าย
			<remark  id="s1b7c6l24" />เพลงขับ    
			<remark  id="s1b7c6l25" />	 ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงสวดพระธรรมด้วยทำนองยาวคล้ายเพลงขับ  รูปใดสวด 
			<remark  id="s1b7c6l26" />ต้องอาบัติทุกกฏ ฯ   
		</para>
	</section>
	<section id="s1b7c7" >
		<para id="s1b7c7p">
			<remark  id="s1b7c7l1" />						   เรื่องการสวดสรภัญญะ   
			<remark  id="s1b7c7l2" />	 [๒๑] สมัยต่อมา ภิกษุทั้งหลายรังเกียจในการสวดสรภัญญะ จึงกราบ ทูลเรื่องนั้น
			<remark  id="s1b7c7l3" />แด่พระผู้มีพระภาค    
			<remark  id="s1b7c7l4" />	 พระผู้มีพระภาคทรงอนุญาตว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้สวดเป็น ทำนองสรภัญ
			<remark  id="s1b7c7l5" />ญะได้ ฯ  
			<remark  id="s1b7c7l6" />	 [๒๒] สมัยต่อมา พระฉัพพัคคีย์ห่มผ้าขนสัตว์ มีขนข้างนอก ชาวบ้าน    เพ่งโทษ
			<remark  id="s1b7c7l7" />ติเตียน โพนทะนาว่า ... เหมือนพวกคฤหัสถ์ผู้บริโภคกาม ภิกษุทั้งหลาย  กราบทูลเรื่องนั้นแด่
			<remark  id="s1b7c7l8" />พระผู้มีพระภาค
			<remark  id="s1b7c7l9" />	 พระผู้มีพระภาค ... ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงห่มผ้าขนสัตว์ มีขนข้างนอก
			<remark  id="s1b7c7l10" />รูปใดห่ม ต้องอาบัติทุกกฏ ฯ 
			<remark  id="s1b7c7l11" />	  					เรื่องทรงห้ามฉันมะม่วง 
			<remark  id="s1b7c7l12" />	 [๒๓] สมัยต่อมา มะม่วงที่พระราชอุทยานของพระเจ้าพิมพิสารจอม   เสนามาคธราช 
			<remark  id="s1b7c7l13" />กำลังมีผล พระองค์ทรงอนุญาตไว้ว่า ขออาราธนาพระคุณเจ้า ทั้งหลาย ฉันผลมะม่วงตามสบายเถิด 
			<remark  id="s1b7c7l14" />พระฉัพพัคคีย์สอยผลมะม่วงกระทั่ง  ผลอ่อนๆ ฉัน พระเจ้าพิมพิสารจอมเสนามาคธราชต้องพระ
			<remark  id="s1b7c7l15" />ประสงค์ผลมะม่วง จึงรับสั่งกับมหาดเล็กว่า ไปเถิด พนาย จงไปสวนเก็บมะม่วงมา มหาดเล็ก
			<remark  id="s1b7c7l16" />รับพระบรมราชโองการแล้ว ไปสู่พระราชอุทยาน บอกคนรักษาพระราชอุทยานว่า ในหลวง มีพระ
			<remark  id="s1b7c7l17" />ประสงค์ผลมะม่วง ท่านจงถวายผลมะม่วง คนรักษาพระราชอุทยานตอบว่า ผลมะม่วงไม่มี ภิกษุ
			<remark  id="s1b7c7l18" />ทั้งหลายเก็บไปฉันหมด กระทั่งผลอ่อนๆ มหาดเล็กเหล่านั้น   จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระเจ้าพิม
			<remark  id="s1b7c7l19" />พิสารๆ รับสั่งว่า พระคุณเจ้าทั้งหลายฉันผล มะม่วงหมดก็ดีแล้ว แต่พระผู้มีพระภาคทรงสรรเสริญ
			<remark  id="s1b7c7l20" />ความรู้จักประมาณ ชาวบ้านเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนพระสมณะเชื้อสายพระศากยบุตร
			<remark  id="s1b7c7l21" />จึงไม่   รู้จักประมาณ ฉันผลมะม่วงของในหลวงหมด ภิกษุทั้งหลายได้ยินพวกนั้นเพ่งโทษ   ติเตียน 
			<remark  id="s1b7c7l22" />โพนทะนาอยู่ ... จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค   
			<remark  id="s1b7c7l23" />	 พระผู้มีพระภาค .ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงฉันผลมะม่วง   รูปใดฉันต้องอาบัติ
			<remark  id="s1b7c7l24" />ทุกกฏ ฯ    
			<remark  id="s1b7c7l25" />	 [๒๔] สมัยต่อมา สัปบุรุษหมู่หนึ่งถวายภัตตาหารแก่สงฆ์ เขาจัดผลมะม่วงเป็นชิ้นๆ 
			<remark  id="s1b7c7l26" />ไว้ในกับข้าว ภิกษุทั้งหลายรังเกียจ ไม่รับประเคน ...  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b7c8" >
		<para id="s1b7c8p">
			<remark  id="s1b7c8l1" />	 พระผู้มีพระภาค ... ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงรับประเคน   ฉันเถิด เราอนุญาต
			<remark  id="s1b7c8l2" />ผลมะม่วงเป็นชิ้นๆ ฯ   
			<remark  id="s1b7c8l3" />	 					   สมณกัปปะ ๕ อย่าง
			<remark  id="s1b7c8l4" />	 [๒๕] สมัยต่อมา สัปบุรุษหมู่หนึ่งถวายภัตตาหารแก่สงฆ์ เขาไม่ได้ฝาน มะม่วงเป็น
			<remark  id="s1b7c8l5" />ชิ้นๆ ในโรงอาหารล้วนแล้วไปด้วยผลมะม่วงทั้งนั้น ภิกษุทั้งหลายรังเกียจไม่รับประเคน ...
			<remark  id="s1b7c8l6" />	 พระผู้มีพระภาค ... ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงรับประเคน   ฉันเถิด เราอนุญาต
			<remark  id="s1b7c8l7" />ให้ฉันผลไม้โดยสมณกัปปะ ๕ อย่าง คือ   
			<remark  id="s1b7c8l8" />	 ๑. ผลไม้ที่ลนด้วยไฟ
			<remark  id="s1b7c8l9" />	 ๒. ผลไม้ที่กรีดด้วยศัสตรา    
			<remark  id="s1b7c8l10" />	 ๓. ผลไม้ที่จิกด้วยเล็บ  
			<remark  id="s1b7c8l11" />	 ๔. ผลไม้ที่ไม่มีเมล็ด   
			<remark  id="s1b7c8l12" />	 ๕. ผลไม้ที่ปล้อนเมล็ดออกแล้ว 
			<remark  id="s1b7c8l13" />	 ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ฉันผลไม้โดยสมณกัปปะ ๕ อย่างนี้ ฯ  
			<remark  id="s1b7c8l14" />								เรื่องภิกษุถูกงูกัด 
			<remark  id="s1b7c8l15" />	 [๒๖] สมัยต่อมา ภิกษุรูปหนึ่งถูกงูกัดถึงมรณภาพ ภิกษุทั้งหลาย กราบทูลเรื่องนั้น
			<remark  id="s1b7c8l16" />แด่พระผู้มีพระภาค
			<remark  id="s1b7c8l17" />	 พระผู้มีพระภาค ... ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุรูปนั้นไม่ได้แผ่    เมตตาจิตไปสู่ตระกูล
			<remark  id="s1b7c8l18" />พญางูทั้ง ๔ เป็นแน่ เพราะถ้าภิกษุรูปนั้นแผ่เมตตาจิตไปสู่ตระกูลพญางูทั้ง ๔ ภิกษุรูปนั้นจะไม่พึง
			<remark  id="s1b7c8l19" />ถูกงูกัดถึงมรณภาพ ตระกูลพญางูทั้ง ๔  อะไรบ้าง คือ  
			<remark  id="s1b7c8l20" />	 ๑. ตระกูลพญางูวิรูปักขะ 
			<remark  id="s1b7c8l21" />	 ๒. ตระกูลพญางูเอราปถะ   
			<remark  id="s1b7c8l22" />	 ๓. ตระกูลพญางูฉัพยาปุตตะ
			<remark  id="s1b7c8l23" />	 ๔. ตระกูลพญางูกัณหาโคตมกะ    
			<remark  id="s1b7c8l24" />	 ภิกษุรูปนั้นไม่ได้แผ่เมตตาจิตไปสู่ตระกูลพญางูทั้ง ๔ นี้เป็นแน่ เพราะถ้า    ภิกษุนั้นแผ่
			<remark  id="s1b7c8l25" />เมตตาจิตไปสู่ตระกูลพญางูทั้ง ๔ นี้ ภิกษุนั้นจะไม่พึงถูกงูกัดถึงมรณภาพ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรา
			<remark  id="s1b7c8l26" />อนุญาตให้แผ่เมตตาจิตไปสู่ตระกูลพญางูทั้ง ๔ นี้   เพื่อคุ้มครองตน เพื่อรักษาตน เพื่อป้องกันตน
			<remark  id="s1b7c8l27" />ก็แล พึงทำการแผ่อย่างนี้:    
		</para>
	</section>
	<section id="s1b7c9" >
		<para id="s1b7c9p">
			<remark  id="s1b7c9l1" />	   					คาถาแผ่เมตตากันงูกัด  	
			<remark  id="s1b7c9l2" />	 [๒๗] เรากับพญางูตระกูลวิรูปักขะ 		จงมีเมตตาต่อกัน  
			<remark  id="s1b7c9l3" />	 เรากับพญางูตระกูลเอราปถะ 				จงมีเมตตาต่อกัน    
			<remark  id="s1b7c9l4" />	 เรากับพญางูตระกูลฉัพยาปุตตะ 			จงมีเมตตาต่อกัน 
			<remark  id="s1b7c9l5" />	 เรากับพญางูตระกูลกัณหาโคตมกะ 		จงมีเมตตาต่อกัน
			<remark  id="s1b7c9l6" />	 เรากับฝูงสัตว์ที่ไม่มีเท้า 					จงมีเมตตาต่อกัน  
			<remark  id="s1b7c9l7" />	 เรากับฝูงสัตว์ ๒ เท้า 						จงมีเมตตาต่อกัน  
			<remark  id="s1b7c9l8" />	 เรากับฝูงสัตว์ ๔ เท้า 						จงมีเมตตาต่อกัน  
			<remark  id="s1b7c9l9" />	 เรากับฝูงสัตว์มีเท้ามาก 					จงมีเมตตาต่อกัน
			<remark  id="s1b7c9l10" />	 	สัตว์ไม่มีเท้าอย่าได้เบียดเบียนเรา สัตว์ ๒ เท้า
			<remark  id="s1b7c9l11" />	 	อย่าได้เบียดเบียนเรา สัตว์ ๔ เท้าอย่าได้เบียดเบียนเรา
			<remark  id="s1b7c9l12" />	 	สัตว์มีเท้ามากอย่าได้เบียดเบียนเรา แลสัตว์ที่เกิด
			<remark  id="s1b7c9l13" />	 	แล้วยังมีชีวิตทั้งมวลทุกหมู่เหล่า จงประสพความ    
			<remark  id="s1b7c9l14" />		 เจริญ อย่าได้พบเห็นสิ่งลามกสักน้อยหนึ่งเลย  
			<remark  id="s1b7c9l15" /> 	พระพุทธเจ้ามีพระคุณหาประมาณมิได้ พระธรรมมีพระคุณหาประมาณมิได้ พระสงฆ์มี
			<remark  id="s1b7c9l16" /> พระคุณหาประมาณมิได้ แต่สัตว์เสือกคลานทั้งหลาย คือ งู แมลงป่อง   ตะขาบ แมลงมุม ตุ๊กแก
			<remark  id="s1b7c9l17" /> หนู มีคุณพอประมาณ ความรักษาอันเราทำแล้วความป้องกันอันเราทำแล้ว ขอฝูงสัตว์ทั้งหลาย
			<remark  id="s1b7c9l18" /> จงถอยกลับไปเถิด เรานั้นขอมนัส การแด่พระผู้มีพระภาค ขอนมัสการแด่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
			<remark  id="s1b7c9l19" /> ทั้ง ๗ พระองค์ ฯ 
			<remark  id="s1b7c9l20" />						  เรื่องภิกษุตัดองค์กำเนิด    
			<remark  id="s1b7c9l21" />	 [๒๘] สมัยต่อมา ภิกษุรูปหนึ่งถูกความกระสันเบียดเบียน ได้ตัดองค์ กำเนิดของตนเสีย
			<remark  id="s1b7c9l22" />ภิกษุทั้งหลาย ... กราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค 
			<remark  id="s1b7c9l23" />	 พระผู้มีพระภาค ... ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย โมฆบุรุษนั้น เมื่อสิ่งที่ จะพึงตัดอย่างอื่น
			<remark  id="s1b7c9l24" />ยังมี ไพล่ไปตัดเสียอีกอย่าง ภิกษุไม่พึงตัดองค์กำเนิดของตน รูปใดตัด ต้องอาบัติถุลลัจจัย ฯ   
		</para>
	</section>
	<section id="s1b7c10" >
		<para id="s1b7c10p">
			<remark  id="s1b7c10l1" />						   เรื่องบาตรปุ่มไม้จันทน์    
			<remark  id="s1b7c10l2" />	 [๒๙] สมัยต่อมา ปุ่มไม้แก่จันทน์มีราคามาก ได้บังเกิดแก่เศรษฐี    ชาวเมืองราชคฤห์ 
			<remark  id="s1b7c10l3" />จึงราชคหเศรษฐีได้คิดว่า ถ้ากระไรเราจะให้กลึงบาตรด้วยปุ่มไม้ แก่จันทน์นี้ ส่วนที่กลึงเหลือเรา
			<remark  id="s1b7c10l4" />จักเก็บไว้ใช้ และเราจักให้บาตรเป็นทาน หลัง จากนั้น ท่านราชคหเศรษฐีให้กลึงบาตรด้วยปุ่มไม้
			<remark  id="s1b7c10l5" />แก่นจันทน์นั้น แล้วใส่สาแหลก  แขวนไว้ที่ปลายไม้ไผ่ผูกต่อๆ กันขึ้นไป แล้วกล่าวอย่างนี้ว่า 
			<remark  id="s1b7c10l6" />สมณะหรือพราหมณ์ ผู้ใด เป็นพระอรหันต์และมีฤทธิ์ จงปลดบาตรที่เราให้แล้วไปเถิด ฯ   
			<remark  id="s1b7c10l7" />	 [๓๐] ขณะนั้น ปูรณะกัสสปเข้าไปหาท่านราชคหเศรษฐีแล้ว กล่าวว่า ท่านคหบดี 
			<remark  id="s1b7c10l8" />อาตมานี้แหละเป็นพระอรหันต์และมีฤทธิ์ ขอท่านจงให้บาตรแก่ อาตมาเถิด ท่านเศรษฐีตอบว่า
			<remark  id="s1b7c10l9" />ท่านเจ้าข้า ถ้าพระคุณเจ้าเป็นพระอรหันต์และ มีฤทธิ์ ก็จงปลดบาตรที่ข้าพเจ้าให้แล้วนั่นแลไปเถิด
			<remark  id="s1b7c10l10" />	 ต่อมา ท่านมักขลิโคสาล ท่านอชิตเกสกัมพล ท่านปกุธกัจจายนะท่านสัญชัยเวลัฏฐบุตร
			<remark  id="s1b7c10l11" />ท่านนิครนถ์นาฏบุตร ได้เข้าไปหาท่านราชคหเศรษฐี แล้วกล่าวว่า ท่านคหบดี อาตมานี้แหละเป็น
			<remark  id="s1b7c10l12" />พระอรหันต์ และมีฤทธิ์ ขอท่าน   จงให้บาตรแก่อาตมาเถิด ท่านเศรษฐีตอบว่า ท่านเจ้าข้า ถ้าพระคุณ
			<remark  id="s1b7c10l13" />เจ้าเป็นพระ    อรหันต์และมีฤทธิ์ ก็จงปลดบาตรที่ข้าพเจ้าให้แล้วนั่นแลไปเถิด ฯ   
			<remark  id="s1b7c10l14" />	    					เรื่องพระปิณโฑลภารทวาชเถระ
			<remark  id="s1b7c10l15" />	 [๓๑] สมัยต่อมา ท่านพระมหาโมคคัลลานะกับท่านพระปิณโฑลภาร  ทวาชะ ครองอันตร
			<remark  id="s1b7c10l16" />วาสกในเวลาเช้าแล้ว ถือบาตรจีวร เข้าไปบิณฑบาตในเมือง   ราชคฤห์ อันที่แท้ ท่านพระปิณโฑล
			<remark  id="s1b7c10l17" />ภารทวาชะ เป็นพระอรหันต์และมีฤทธิ์ แม้ท่านพระมหาโมคคัลลานะก็เป็นพระอรหันต์และมีฤทธิ์ 
			<remark  id="s1b7c10l18" />จึงท่านพระปิณโฑลภาร ทวาชะ ได้กล่าวกะท่านพระมหาโมคคัลลานะว่า ไปเถิด ท่านโมคคัลลานะ   
			<remark  id="s1b7c10l19" /> จงปลดบาตรนั้นลง บาตรนั้นของท่าน แม้ท่านพระโมคคัลลานะก็กล่าวกะท่านพระปิณโฑลภาร
			<remark  id="s1b7c10l20" /> ทวาชะว่า ไปเถิด ท่านภารทวาชะ จงปลดบาตรนั้นลง บาตรนั้นของท่าน จึงท่านพระปิณโฑล
			<remark  id="s1b7c10l21" /> ภารทวาชะเหาะขึ้นสู่เวหาส ถือบาตรนั้นเวียนไป   รอบเมืองราชคฤห์ ๓ รอบ ฯ 
			<remark  id="s1b7c10l22" />	 [๓๒] ครั้งนั้น ท่านราชคหเศรษฐีพร้อมกับบุตรภรรยา ยืนอยู่ในเรือน   ของตน ประคอง
			<remark  id="s1b7c10l23" />อัญชลีนมัสการ กล่าวนิมนต์ว่า ท่านเจ้าข้า ขอพระคุณเจ้าภารทวาชะ จงประดิษฐานในเรือนของ
			<remark  id="s1b7c10l24" />ข้าพเจ้านี้เถิด จึงท่านพระปิณโฑลภารทวาชะ ประดิษฐานในเรือนของท่านราชคหเศรษฐี ขณะนั้น 
			<remark  id="s1b7c10l25" />ท่านราชคหเศรษฐีรับบาตรจากมือของท่านพระปิณโฑลภารทวาชะ แล้วได้จัดของเคี้ยวมีค่ามาก 
			<remark  id="s1b7c10l26" />ถวายท่าน  พระปิณโฑลภารทวาชะ ท่านพระปิณโฑลภารทวาชะได้รับบาตรนั้นไปสู่พระอาราม   
			<remark  id="s1b7c10l27" /> ชาวบ้านได้ทราบข่าวว่า ท่านพระปิณโฑลภารทวาชะปลดบาตรของราชคหเศรษฐี ไปแล้วและชาว
		</para>
	</section>
	<section id="s1b7c11" >
		<para id="s1b7c11p">
			<remark  id="s1b7c11l1" /> บ้านเหล่านั้นมีเสียงอึกทึกเกรียวกราว ติดตามพระปิณโฑลภารทวาชะไปข้างหลังๆ พระผู้มีพระภาค
			<remark  id="s1b7c11l2" /> ได้ทรงสดับเสียงอึกทึกเกรียวกราว ครั้นแล้ว  ตรัสถามท่านพระอานนท์ว่า อานนท์ นั่นเสียงอึกทึก
			<remark  id="s1b7c11l3" /> เกรียวกราว เรื่องอะไรกันท่านพระอานนท์กราบทูลว่า พระพุทธเจ้าข้า ท่านพระปิณโฑลภารทวาชะ
			<remark  id="s1b7c11l4" /> ปลดบาตร  ของท่านราชคหเศรษฐีลงแล้ว พวกชาวบ้านทราบข่าวว่า ท่านพระปิณโฑลภารทวาชะ 
			<remark  id="s1b7c11l5" /> ปลดบาตรของท่านราชคหเศรษฐีลง จึงพากันติดตามท่านพระปิณโฑลภารทวาชะมา  ข้างหลังๆ 
			<remark  id="s1b7c11l6" /> อย่างอึกทึกเกรียวกราว พระพุทธเจ้าข้า เสียงอึกทึกเกรียวกราวนี้    คือเสียงนั้น พระพุทธเจ้าข้า ฯ
			<remark  id="s1b7c11l7" />	 [๓๓] ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งให้ประชุมภิกษุสงฆ์ในเพราะเหตุ เป็นเค้ามูลนั้น 
			<remark  id="s1b7c11l8" />ในเพราะเหตุแรกเกิดนั้น แล้วทรงสอบถามท่านพระปิณโฑลภาร ทวาชะว่า ภารทวาชะ ข่าวว่า
			<remark  id="s1b7c11l9" />เธอปลดบาตรของราชคหเศรษฐีลง จริงหรือ  
			<remark  id="s1b7c11l10" />	 ท่านพระปิณโฑลภารทวาชะทูลรับว่า จริง พระพุทธเจ้าข้า    
			<remark  id="s1b7c11l11" />	 พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงติเตียนว่า ภารทวาชะ การกระทำของเธอนั่น  ไม่เหมาะ ไม่สม
			<remark  id="s1b7c11l12" />ไม่ควร ไม่ใช่กิจของสมณะ ใช้ไม่ได้ ไม่ควรทำ ไฉน เธอจึงได้แสดงอิทธิปาฏิหาริย์ ซึ่งเป็นธรรม
			<remark  id="s1b7c11l13" />อันยวดยิ่งของมนุษย์ แก่พวกคฤหัสถ์ เพราะเหตุแห่งบาตรไม้ ซึ่งเป็นดุจซากศพเล่า มาตุคาม
			<remark  id="s1b7c11l14" />แสดงของลับ เพราะเหตุแห่งทรัพย์ซึ่งเป็นดุจซากศพแม้ฉันใด เธอก็ฉันนั้นเหมือนกัน ได้แสดง
			<remark  id="s1b7c11l15" />อิทธิปาฏิหาริย์ซึ่งเป็นธรรมอันยวดยิ่งของมนุษย์ แก่พวกคฤหัสถ์ เพราะเหตุแห่งบาตร ไม้ซึ่งเป็น
			<remark  id="s1b7c11l16" />ดุจซากศพ การกระทำของเธอนั่นไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของชุมชน   ที่ยังไม่เลื่อมใส ... ครั้นแล้ว
			<remark  id="s1b7c11l17" />ทรงทำธรรมีกถารับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุ ทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงแสดงอิทธิปาฎิหาริย์ ซึ่ง
			<remark  id="s1b7c11l18" />เป็นธรรมอันยวดยิ่งของมนุษย์ แก่พวกคฤหัสถ์ รูปใดแสดง ต้องอาบัติทุกกฏ   ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
			<remark  id="s1b7c11l19" />พวกเธอจงทำลายบาตรไม้นั่น บดให้ละเอียด ใช้เป็นยาหยอดตาของภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ภิกษุไม่พึง
			<remark  id="s1b7c11l20" />ใช้บาตรไม้ รูปใดใช้ ต้องอาบัติทุกกฏ ฯ  
			<remark  id="s1b7c11l21" />								  เรื่องบาตร   
			<remark  id="s1b7c11l22" />	 [๓๔] สมัยต่อมา พระฉัพพัคคีย์ใช้บาตรต่างๆ คือ บาตรทำด้วยทองคำ  บาตรทำด้วยเงิน 
			<remark  id="s1b7c11l23" />ชาวบ้านเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ... เหมือนพวกคฤหัสถ์ ผู้บริโภคกาม ภิกษุทั้งหลาย ... กราบทูล
			<remark  id="s1b7c11l24" />เรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค    
			<remark  id="s1b7c11l25" />	 พระผู้มีพระภาค ... ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงใช้บาตรทองคำ  ไม่พึงใช้บาตรเงิน
			<remark  id="s1b7c11l26" />ไม่พึงใช้บาตรแก้วมณี ไม่พึงใช้บาตรแก้วไพฑูรย์ ไม่พึงใช้  บาตรแก้วผลึก ไม่พึงใช้บาตรทอง
			<remark  id="s1b7c11l27" />สัมฤทธิ์ ไม่พึงใช้บาตรกระจก ไม่พึงใช้บาตรดีบุก ไม่พึงใช้บาตรตะกั่ว ไม่พึงใช้บาตรทองแดง
		</para>
	</section>
	<section id="s1b7c12" >
		<para id="s1b7c12p">
			<remark  id="s1b7c12l1" />รูปใดใช้ ต้องอาบัติทุกกฏ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตบาตร ๒ ชนิด คือ บาตรเหล็ก ๑ 
			<remark  id="s1b7c12l2" />บาตร ดิน ๑ ฯ  
			<remark  id="s1b7c12l3" />	 [๓๕] สมัยต่อมา ก้นบาตรสึก ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค
			<remark  id="s1b7c12l4" />พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตบังเวียนรองบาตร ฯ    
			<remark  id="s1b7c12l5" />	 [๓๖] สมัยต่อมา พระฉัพพัคคีย์ใช้บังเวียนรองบาตรต่างๆ ทำด้วยทอง    ทำด้วยเงิน 
			<remark  id="s1b7c12l6" />ชาวบ้านเพ่งโทษ ติเตียนโพนทะนาว่า ... เหมือนพวกคฤหัสถ์ผู้บริโภค  กาม ภิกษุทั้งหลาย ... กราบทูล
			<remark  id="s1b7c12l7" />เรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค   
			<remark  id="s1b7c12l8" />	 พระผู้มีพระภาค ... ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงใช้บังเวียน   รองบาตรต่างๆ รูปใด
			<remark  id="s1b7c12l9" />ใช้ ต้องอาบัติทุกกฏ  ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตบังเวียนรองบาตร ๒ ชนิด คือ ทำด้วย ดีบุก ๑ 
			<remark  id="s1b7c12l10" />ทำด้วยตะกั่ว ๑ บังเวียนรองบาตรหนา ไม่กระชับกับบาตร ภิกษุ ทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่
			<remark  id="s1b7c12l11" />พระผู้มีพระภาค  พระผู้มีพระภาค ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรา  อนุญาตให้กลึงบังเวียนรองบาตร
			<remark  id="s1b7c12l12" />ที่กลึงแล้วยังเป็นคลื่น ... ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย    เราอนุญาตให้จักเป็นฟันมังกร ฯ
			<remark  id="s1b7c12l13" />	 [๓๗] สมัยต่อมา พระฉัพพัคคีย์ใช้บังเวียนรองบาตรอันวิจิตร จ้างเขา  ทำให้มีลวดลาย
			<remark  id="s1b7c12l14" />เป็นรูปภาพ เที่ยวแสดงไปแม้ตามถนน ชาวบ้านเพ่งโทษ ติเตียน  โพนทะนาว่า ... เหมือนพวก
			<remark  id="s1b7c12l15" />คฤหัสถ์ผู้บริโภคกาม ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้น แด่พระผู้มีพระภาค  พระผู้มีพระภาคตรัสว่า 
			<remark  id="s1b7c12l16" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงใช้บังเวียนรองบาตร อันวิจิตร ที่จ้างเขาทำให้มีลวดลายเป็นรูปภาพ 
			<remark  id="s1b7c12l17" />รูปใดใช้ ต้องอาบัติทุกกฏ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ใช้บังเวียนรองบาตรอย่างธรรมดา ฯ   
			<remark  id="s1b7c12l18" />	 [๓๘] สมัยต่อมา ภิกษุทั้งหลายเก็บงำบาตรทั้งที่ยังมีน้ำ บาตรเหม็นอับ    ภิกษุทั้งหลาย
			<remark  id="s1b7c12l19" />กราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค  
			<remark  id="s1b7c12l20" />	 พระผู้มีพระภาค ... ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย บาตรที่ยังมีน้ำ ภิกษุ    ไม่พึงเง็บงำ รูปใดเก็บงำ 
			<remark  id="s1b7c12l21" />ต้องอาบัติทุกกฏ    ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ผึ่งแล้วจึงเก็บงำบาตร ฯ 
			<remark  id="s1b7c12l22" />	 [๓๙] สมัยต่อมา ภิกษุทั้งหลายผึ่งบาตรทั้งที่ยังมีน้ำ บาตรมีกลิ่นเหม็น  ภิกษุทั้งหลาย
			<remark  id="s1b7c12l23" />กราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค  
			<remark  id="s1b7c12l24" />	 พระผู้มีพระภาค ... ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย บาตรที่ยังมีน้ำ ภิกษุไม่พึง   ผึ่งไว้ รูปใดผึ่งไว้ 
			<remark  id="s1b7c12l25" />ต้องอาบัติทุกกฏ   ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ทำให้หมดน้ำเสียก่อนผึ่ง แล้วจึงเก็บงำ   บาตร ฯ   
			<remark  id="s1b7c12l26" />	 [๔๐] สมัยต่อมา ภิกษุทั้งหลายวางบาตรไว้ในที่ร้อน ผิวบาตรเสีย ภิกษุ ทั้งหลาย
			<remark  id="s1b7c12l27" />กราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคๆ ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงวางบาตร
		</para>
	</section>
	<section id="s1b7c13" >
		<para id="s1b7c13p">
			<remark  id="s1b7c13l1" />ไว้ในที่ร้อน รูปใดวางไว้ ต้องอาบัติทุกกฏ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ผึ่งไว้ในที่ร้อนครู่เดียว 
			<remark  id="s1b7c13l2" />แล้วจึงเก็บงำบาตร ฯ    
			<remark  id="s1b7c13l3" />	 [๔๑] สมัยต่อมา บาตรเป็นอันมาก ไม่มีเชิงรอง ภิกษุทั้งหลายวาง เก็บไว้ในที่แจ้ง 
			<remark  id="s1b7c13l4" />บาตรถูกลมหัวด้วนพัดกลิ้งตกแตก ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้น   แด่พระผู้มีพระภาค  
			<remark  id="s1b7c13l5" />	 พระผู้มีพระภาค ... ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตเชิงรองบาตร ฯ  
			<remark  id="s1b7c13l6" />	 [๔๒] สมัยต่อมา ภิกษุทั้งหลายวางบาตรไว้ริมกระดานเลียบ บาตรกลิ้ง   ตกแตก ภิกษุ
			<remark  id="s1b7c13l7" />ทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค 
			<remark  id="s1b7c13l8" />	 พระผู้มีพระภาค ... ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงวางบาตรไว้    ริมกระดานเลียบ
			<remark  id="s1b7c13l9" />รูปใดวางไว้ ต้องอาบัติทุกกฏ ฯ
			<remark  id="s1b7c13l10" />	 [๔๓] สมัยต่อมา ภิกษุทั้งหลายวางบาตรไว้ริมกระดานเลียบเล็กๆ   นอกฝา บาตรกลิ้ง
			<remark  id="s1b7c13l11" />ตกแตก ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค 
			<remark  id="s1b7c13l12" />	 พระผู้มีพระภาค ... ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงวางบาตรไว้   ริมกระดานเลียบเล็กๆ 
			<remark  id="s1b7c13l13" />นอกฝา รูปใดวางไว้ ต้องอาบัติทุกกฏ ฯ    
			<remark  id="s1b7c13l14" />	 [๔๔] สมัยต่อมา ภิกษุทั้งหลายคว่ำบาตรไว้ที่พื้นดิน ขอบบาตรสึกภิกษุทั้งหลาย
			<remark  id="s1b7c13l15" />กราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค  
			<remark  id="s1b7c13l16" />	 พระผู้มีพระภาค ... ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ใช้หญ้ารอง หญ้าที่รองถูกปลวก
			<remark  id="s1b7c13l17" />กัด ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค 
			<remark  id="s1b7c13l18" />	 พระผู้มีพระภาค ... ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ใช้ท่อนผ้า รอง ท่อนผ้าถูก
			<remark  id="s1b7c13l19" />ปลวกกัด ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค
			<remark  id="s1b7c13l20" />	 พระผู้มีพระภาค ... ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตแท่นเก็บบาตร    บาตรตกจาก
			<remark  id="s1b7c13l21" />แท่นเก็บ บาตรแตก ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค 
			<remark  id="s1b7c13l22" />	 พระผู้มีพระภาค ... ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ใช้หม้อ เก็บบาตร บาตรครูดสี
			<remark  id="s1b7c13l23" />กับหม้อเก็บบาตร ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มี    พระภาค   
			<remark  id="s1b7c13l24" />	 พระผู้มีพระภาค ... ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ใช้ถุงบาตร   สายโยกไม่มี 
			<remark  id="s1b7c13l25" />ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค
			<remark  id="s1b7c13l26" />	พระผู้มีพระภาค ... ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตสายโยกเป็น ด้ายถัก ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s1b7c14" >
		<para id="s1b7c14p">
			<remark  id="s1b7c14l1" />	 [๔๕] สมัยต่อมา ภิกษุทั้งหลายแขวนบาตรไว้ที่ไม้เดือยข้างฝาบ้าง ที่ไม้นาคทนต์บ้าง 
			<remark  id="s1b7c14l2" />บาตรพลัดตกแตก ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มี   พระภาค   
			<remark  id="s1b7c14l3" />	 พระผู้มีพระภาค ... ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงแขวนบาตรไว้   รูปใดแขวนไว้ 
			<remark  id="s1b7c14l4" />ต้องอาบัติทุกกฏ ฯ    
			<remark  id="s1b7c14l5" />	 [๔๖] สมัยต่อมา ภิกษุทั้งหลายเก็บบาตรไว้บนเตียง เผลอสตินั่งทับ    บาตรแตก ภิกษุ
			<remark  id="s1b7c14l6" />ทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค    
			<remark  id="s1b7c14l7" />	 พระผู้มีพระภาค ... ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงเก็บบาตรไว้   บนเตียง รูปใดเก็บ
			<remark  id="s1b7c14l8" />ต้องอาบัติทุกกฏ ฯ    
			<remark  id="s1b7c14l9" />	 [๔๗] สมัยต่อมา ภิกษุทั้งหลายเก็บบาตรไว้บนตั่ง เผลอสตินั่งทับบาตรแตก ภิกษุ
			<remark  id="s1b7c14l10" />ทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค    
			<remark  id="s1b7c14l11" />	 พระผู้มีพระภาค ... ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงเก็บบาตรไว้   บนตั่ง รูปใดเก็บ 
			<remark  id="s1b7c14l12" />ต้องอาบัติทุกกฏ ฯ
			<remark  id="s1b7c14l13" />	 [๔๘] สมัยต่อมา ภิกษุทั้งหลายวางบาตรไว้บนตัก เผลอสติลุกขึ้น  บาตรตกแตก ภิกษุ
			<remark  id="s1b7c14l14" />ทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค  
			<remark  id="s1b7c14l15" />	 พระผู้มีพระภาค ... ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงวางบาตรไว้    บนตัก รูปใดวาง
			<remark  id="s1b7c14l16" />ต้องอาบัติทุกกฏ ฯ  
			<remark  id="s1b7c14l17" />	 [๔๙] สมัยต่อมา ภิกษุทั้งหลายเก็บบาตรไว้บนกลด กลดถูกลมหัวด้วนพัด บาตรตก
			<remark  id="s1b7c14l18" />แตก ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค   
			<remark  id="s1b7c14l19" />	 พระผู้มีพระภาค ... ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงเก็บบาตรไว้   บนกลด รูปใดเก็บไว้ 
			<remark  id="s1b7c14l20" />ต้องอาบัติทุกกฏ ฯ   
			<remark  id="s1b7c14l21" />	 [๕๐] สมัยต่อมา ภิกษุทั้งหลายถือบาตรอยู่ ผลักบานประตูเข้าไป บาตร  กระทบบาน
			<remark  id="s1b7c14l22" />ประตูแตก ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค
			<remark  id="s1b7c14l23" />	 พระผู้มีพระภาค ... ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุถือบาตรอยู่ ไม่พึง  ผลักบานประตูเข้าไป 
			<remark  id="s1b7c14l24" />รูปใดผลัก ต้องอาบัติทุกกฏ ฯ   
			<remark  id="s1b7c14l25" />	 [๕๑] สมัยต่อมา ภิกษุทั้งหลายใช้กระโหลกน้ำเต้าเที่ยวบิณฑบาต ชาว บ้านเพ่งโทษ 
			<remark  id="s1b7c14l26" />ติเตียน โพนทะนาว่า ... เหมือนพวกเดียรถีย์ ภิกษุทั้งหลาย   กราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค
		</para>
	</section>
	<section id="s1b7c15" >
		<para id="s1b7c15p">
			<remark  id="s1b7c15l1" />	 พระผู้มีพระภาค ... ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงใช้กระโหลก  น้ำเต้าเที่ยวบิณฑบาต
			<remark  id="s1b7c15l2" />รูปใดใช้ ต้องอาบัติทุกกฏ ฯ  
			<remark  id="s1b7c15l3" />	 [๕๒] สมัยต่อมา ภิกษุทั้งหลายใช้กระเบื้องหม้อเที่ยวบิณฑบาต ชาว    บ้านเพ่งโทษ
			<remark  id="s1b7c15l4" />ติเตียน โพนทะนาว่า ... เหมือนพวกเดียรถีย์ ภิกษุทั้งหลาย   กราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค
			<remark  id="s1b7c15l5" />	 พระผู้มีพระภาค ... ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงใช้กระเบื้องหม้อ   เที่ยวบิณฑบาต
			<remark  id="s1b7c15l6" />รูปใดใช้ ต้องอาบัติทุกกฏ ฯ    
			<remark  id="s1b7c15l7" />	 [๕๓] สมัยต่อมา ภิกษุรูปหนึ่งใช้ของบังสุกุลทุกอย่าง เธอใช้บาตร    กระโหลกผี สตรี
			<remark  id="s1b7c15l8" />ผู้หนึ่งเห็นเข้า กลัว ได้ร้องเสียงวีดแสดงความหวาดเสียวว่า    นี้ปีศาจแน่ ชาวบ้านเพ่งโทษ ติเตียน 
			<remark  id="s1b7c15l9" />โพนทะนาว่า ไฉนพระสมณะเชื้อสาย พระศากยบุตรจึงใช้บาตรกระโหลกผีเหมือนพวกปีศาจ
			<remark  id="s1b7c15l10" />ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่อง    นั้นแด่พระผู้มีพระภาค   
			<remark  id="s1b7c15l11" />	 พระผู้มีพระภาค ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงใช้บาตรกระโหลกผี  รูปใดใช้ 
			<remark  id="s1b7c15l12" />ต้องอาบัติทุกกฏ อนึ่ง ภิกษุไม่พึงใช้ของบังสุกุลทุกอย่าง รูปใดใช้  ต้องอาบัติทุกกฏ ฯ  
			<remark  id="s1b7c15l13" />	 [๕๔] สมัยต่อมา ภิกษุทั้งหลายใช้บาตรรับเศษอาหารบ้าง ก้างบ้าง น้ำ  บ้วนปากบ้าง 
			<remark  id="s1b7c15l14" />ชาวบ้านเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนพระสมณะเชื้อสาย พระศากยบุตรเหล่านี้จึงใช้บาตร
			<remark  id="s1b7c15l15" />ต่างกระโถน ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่  พระผู้มีพระภาค
			<remark  id="s1b7c15l16" />	 พระผู้มีพระภาค ... ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงใช้บาตรรับเศษ อาหาร ก้าง หรือ
			<remark  id="s1b7c15l17" />น้ำบ้วนปาก รูปใดใช้ ต้องอาบัติทุกกฏ เราอนุญาตให้ใช้    กระโถน ฯ 
			<remark  id="s1b7c15l18" />								  เรื่องจีวร   
			<remark  id="s1b7c15l19" />	 [๕๕] สมัยต่อมา ภิกษุทั้งหลายใช้มือฉีกผ้าแล้วเย็บเป็นจีวร จีวรมีแนว    ไม่เสมอกัน 
			<remark  id="s1b7c15l20" />ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค 
			<remark  id="s1b7c15l21" />	 พระผู้มีพระภาค ... ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ใช้มีดมีผ้าพัน ฯ 
			<remark  id="s1b7c15l22" />	 [๕๖] สมัยต่อมา มีดมีด้ามบังเกิดแก่สงฆ์ ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้น แด่พระผู้มี
			<remark  id="s1b7c15l23" />พระภาค  
			<remark  id="s1b7c15l24" />	 พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ใช้มีดมีด้าม ฯ   
			<remark  id="s1b7c15l25" />	 [๕๗] สมัยต่อมา พระฉัพพัคคีย์ใช้ด้ามมีดต่างๆ ทำด้วยทอง ทำด้วยเงิน ชาวบ้าน
			<remark  id="s1b7c15l26" />เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ... เหมือนพวกคฤหัสถ์ผู้บริโภคกาม ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้น
			<remark  id="s1b7c15l27" />แด่พระผู้มีพระภาค  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b7c16" >
		<para id="s1b7c16p">
			<remark  id="s1b7c16l1" />	 พระผู้มีพระภาค ... ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงใช้ด้ามมีดต่างๆ    รูปใดใช้ 
			<remark  id="s1b7c16l2" />ต้องอาบัติทุกกฏดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ใช้ด้ามมีดที่ทำด้วยกระดูก งา เขา ไม้อ้อ ไม้ไผ่ 
			<remark  id="s1b7c16l3" />ไม้ธรรมดา ครั่ง เมล็ดผลไม้ โลหะ และกระดองสังข์ ฯ    
			<remark  id="s1b7c16l4" />	 [๕๘] สมัยต่อมา ภิกษุทั้งหลายใช้ขนไก่บ้าง ไม้กลัดบ้าง เย็บจีวร    จีวรเย็บแล้วไม่ดี 
			<remark  id="s1b7c16l5" />ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค    
			<remark  id="s1b7c16l6" />	 พระผู้มีพระภาค ... ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ใช้เข็ม เข็มขึ้น  สนิม ... ตรัสว่า
			<remark  id="s1b7c16l7" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ใช้กล่องเข็ม แม้ในกล่องเข็ม ก็ยังขึ้นสนิม ... ตรัสว่า ดูกรภิกษุ
			<remark  id="s1b7c16l8" />ทั้งหลาย เราอนุญาตให้โรยด้วยแป้งข้าวหมากแม้ในแป้งข้าวหมาก เข็มก็ยังขึ้นสนิม ... ตรัสว่า 
			<remark  id="s1b7c16l9" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้โรยด้วยแป้งเจือขมิ้นผง แม้ในแป้งเจือขมิ้นผงเข็มก็ยังขึ้นสนิม
			<remark  id="s1b7c16l10" />ได้ ... ตรัสว่า ดูกร  ภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ใช้ฝุ่นหิน แม้ในฝุ่นหินเข็มก็ยังขึ้นสนิม ... ตรัสว่า 
			<remark  id="s1b7c16l11" /> ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ทาด้วยขี้ผึ้ง ฝุ่นหินแตก ... ตรัสว่า ดูกรภิกษุ   ทั้งหลาย เราอนุญาต
			<remark  id="s1b7c16l12" /> ให้ใช้ผ้ามัดขี้ผึ้งพอกฝุ่นหิน ฯ
			<remark  id="s1b7c16l13" />	 							เรื่องไม้สะดึง
			<remark  id="s1b7c16l14" />	 [๕๙] สมัยต่อมา ภิกษุทั้งหลายตอกหลักลงในที่นั้นๆ ผูกขึงเย็บจีวร   จีวรเสียมุม 
			<remark  id="s1b7c16l15" />ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค
			<remark  id="s1b7c16l16" />	 พระผู้มีพระภาค ... ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตไม้สะดึง เชือกผูก  ไม้สะดึง ให้ผูก
			<remark  id="s1b7c16l17" />ลงในที่นั้นๆ เย็บจีวรได้ ภิกษุทั้งหลายขึงไม้สะดึงในที่ไม่เรียบ   ไม้สะดึงหัก ... พระผู้มีพระภาค
			<remark  id="s1b7c16l18" />ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงขึงไม้สะดึง  ในที่ไม่เสมอ รูปใดขึง ต้องอาบัติทุกกฏ  
			<remark  id="s1b7c16l19" />	 ภิกษุทั้งหลายขึงไม้สะดึงบนพื้นดิน ไม้สะดึงเปื้อนฝุ่น ... ตรัสว่า ดูกร ภิกษุทั้งหลาย เรา
			<remark  id="s1b7c16l20" />อนุญาตให้ใช้หญ้ารอง ขอบไม้สะดึงชำรุด ... ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ดามขอบ
			<remark  id="s1b7c16l21" />เหมือนผ้าอนุวาต ไม้สะดึงไม่พอ ... ตรัสว่า ดูกร  ภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตไม้สะดึงเล็ก ไม้ประกับ 
			<remark  id="s1b7c16l22" />ซี่ไม้สำหรับสอดเข้าในระหว่าง จีวรสองชั้น เชือกรัดสะดึงในกับสะดึงนอก ด้ายผูกจีวรลงกับสะดึง
			<remark  id="s1b7c16l23" />ใน ครั้นขึงแล้วจึงเย็บจีวร ด้ายเกษียนภายในไม่เสมอ ... ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้
			<remark  id="s1b7c16l24" />ทำหมาย เส้นด้ายคด ... ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตเส้นด้าย  ตีบรรทัด ฯ    
			<remark  id="s1b7c16l25" />	 [๖๐]  สมัยต่อมา ภิกษุทั้งหลายมีเท้าเปื้อนเหยียบไม้สะดึง ไม้สะดึง เสียหาย ภิกษุ
			<remark  id="s1b7c16l26" />ทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค    
		</para>
	</section>
	<section id="s1b7c17" >
		<para id="s1b7c17p">
			<remark  id="s1b7c17l1" />	 พระผู้มีพระภาค ... ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุมีเท้าเปื้อนไม่พึงเหยียบ ไม้สะดึง รูปใด
			<remark  id="s1b7c17l2" />เหยียบ ต้องอาบัติทุกกฏ ฯ 
			<remark  id="s1b7c17l3" />	 [๖๑] สมัยต่อมา ภิกษุทั้งหลายมีเท้าเปียกเหยียบไม้สะดึง ไม้สะดึง   เสียหาย ภิกษุ
			<remark  id="s1b7c17l4" />ทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค    
			<remark  id="s1b7c17l5" />	 พระผู้มีพระภาค ... ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุมีเท้าเปียก ไม่พึงเหยียบ ไม้สะดึง
			<remark  id="s1b7c17l6" />รูปใดเหยียบ ต้องอาบัติทุกกฏ ฯ 
			<remark  id="s1b7c17l7" />	 [๖๒] สมัยต่อมา ภิกษุทั้งหลายสวมรองเท้าเหยียบไม้สะดึง ไม้สะดึง    เสียหาย ภิกษุ
			<remark  id="s1b7c17l8" />ทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค    
			<remark  id="s1b7c17l9" />	 พระผู้มีพระภาค ... ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุสวมรองเท้าไม่พึงเหยียบ   ไม้สะดึง
			<remark  id="s1b7c17l10" />รูปใดเหยียบ ต้องอาบัติทุกกฏ ฯ 
			<remark  id="s1b7c17l11" />	 [๖๓] สมัยต่อมา ภิกษุทั้งหลายเย็บจีวร รับเข็มด้วยนิ้วมือ นิ้วมือก็เจ็บ ภิกษุทั้งหลาย
			<remark  id="s1b7c17l12" />กราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค  
			<remark  id="s1b7c17l13" />	 พระผู้มีพระภาค ... ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ใช้ปลอกสวม   นิ้วมือ ฯ
			<remark  id="s1b7c17l14" />	 [๖๔] สมัยต่อมา พระฉัพพัคคีย์ใช้ปลอกสวมนิ้วมือต่างๆ คือ ทำด้วย    ทอง ทำด้วยเงิน 
			<remark  id="s1b7c17l15" />ชาวบ้านเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ... เหมือนพวกคฤหัสถ์ ผู้บริโภคกาม ภิกษุทั้งหลาย
			<remark  id="s1b7c17l16" />กราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค    
			<remark  id="s1b7c17l17" />	 พระผู้มีพระภาค ... ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงใช้ปลอกสวม    นิ้วมือต่างๆ รูปใด
			<remark  id="s1b7c17l18" />ใช้ ต้องอาบัติทุกกฏ  ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ใช้ปลอกสวมนิ้วมือที่ทำด้วยกระดูก ...    ทำ
			<remark  id="s1b7c17l19" />ด้วยกระดองสังข์ ฯ
			<remark  id="s1b7c17l20" />	 [๖๕] สมัยต่อมา เข็มบ้าง มีดบ้าง ปลอกสวมนิ้วมือบ้าง หายไป  ภิกษุทั้งหลาย
			<remark  id="s1b7c17l21" />กราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค  
			<remark  id="s1b7c17l22" />	 พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตกล่องเก็บเครื่องเย็บผ้า ภิกษุ
			<remark  id="s1b7c17l23" />ทั้งหลายมัวพะวงอยู่แต่ในกล่องเก็บเครื่องเย็บผ้า ภิกษุทั้งหลายกราบทูล    เรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค  
			<remark  id="s1b7c17l24" />	 พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตถุงเก็บปลอก   นิ้วมือ สายโยก
			<remark  id="s1b7c17l25" />ไม่มี ... ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตสายโยกเป็นด้ายถัก ฯ 
		</para>
	</section>
	<section id="s1b7c18" >
		<para id="s1b7c18p">
			<remark  id="s1b7c18l1" />							เรื่องโรงสะดึง 
			<remark  id="s1b7c18l2" />	 [๖๖] สมัยต่อมา ภิกษุทั้งหลายเย็บจีวรอยู่ในที่แจ้ง ลำบากด้วยความ  หนาวบ้าง 
			<remark  id="s1b7c18l3" />ความร้อนบ้าง จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค
			<remark  id="s1b7c18l4" />	 พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตโรงสะดึง ปะรำ   สะดึง โรงสะดึง
			<remark  id="s1b7c18l5" />มีพื้นที่ต่ำ น้ำท่วม
			<remark  id="s1b7c18l6" />	 ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค พระผู้มีพระภาค ตรัสว่า ดูกรภิกษุ    
			<remark  id="s1b7c18l7" />ทั้งหลาย เราอนุญาตให้ถมพื้นที่ให้สูง ดินที่ถมพังทะลาย พระผู้มีพระภาคทรง    อนุญาตว่า 
			<remark  id="s1b7c18l8" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ก่อมูลดินที่ถม ๓ อย่าง คือ ก่อด้วย อิฐ ๑ ก่อด้วยศิลา ๑
			<remark  id="s1b7c18l9" />ก่อด้วยไม้ ๑ ภิกษุทั้งหลายขึ้นลงลำบาก ... ตรัสว่า ดูกร ภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตบันได
			<remark  id="s1b7c18l10" />๓ อย่าง คือ บันไดอิฐ ๑ บันไดหิน ๑ บันไดไม้ ๑ 
			<remark  id="s1b7c18l11" />	 ภิกษุทั้งหลายขึ้นลงพลัดตก ... ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตราว  สำหรับยึด ฯ   
			<remark  id="s1b7c18l12" />	 [๖๗] สมัยต่อมา ผงหญ้าที่มุงร่วงลงในโรงสะดึง ... ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาต
			<remark  id="s1b7c18l13" />ให้รื้อลงแล้วฉาบด้วยดินทั้งข้างนอกข้างใน ให้มีสีขาว สีดำ สีเหลือง จำหลักเป็นพวง
			<remark  id="s1b7c18l14" />ดอกไม้ เครือไม้ ฟันมังกร ดอกจอกห้ากลีบ ราวจีวร  สายระเดียงจีวรได้ ฯ
			<remark  id="s1b7c18l15" />	 [๖๘] สมัยต่อมา ภิกษุทั้งหลายเย็บจีวรเสร็จแล้ว ละทิ้งไม้สดึงไว้ใน ที่นั้นเองแล้ว
			<remark  id="s1b7c18l16" />หลีกไป หนูบ้าง ปลวกบ้าง กัดกิน ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค
			<remark  id="s1b7c18l17" />พระผู้มีพระภาค ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ม้วนไม้สะดึงเก็บไว้    ไม้สะดึงหัก ... ตรัสว่า
			<remark  id="s1b7c18l18" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้สอดท่อนไม้ม้วนไม้สะดึง    เข้าไป ไม้สะดึงคลี่ออก ... ตรัสว่า ดูกร
			<remark  id="s1b7c18l19" />ภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตเชือกผูก ฯ  
			<remark  id="s1b7c18l20" />	 [๖๙] สมัยต่อมา ภิกษุทั้งหลายยกไม้สะดึงเก็บไว้ที่ฝาบ้าง ที่เสาบ้างแล้วหลีกไป 
			<remark  id="s1b7c18l21" />ไม้สะดึงพลัดตกเสียหาย ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มี พระภาค พระผู้มีพระภาค
			<remark  id="s1b7c18l22" />ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้แขวนไว้ที่เดือยข้างฝา หรือที่    ไม้นาคทนต์ ฯ  
			<remark  id="s1b7c18l23" />	 [๗๐] ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ในพระนครราชคฤห์ตามพุทธา   ภิรมย์ แล้วเสด็จ
			<remark  id="s1b7c18l24" />จาริกทางพระนครเวสาลี ครั้งนั้น ภิกษุทั้งหลายใช้บาตรบรรจุ   เข็มบ้าง มีดบ้าง เครื่องยาบ้าง เดินทาง
			<remark  id="s1b7c18l25" />ไป ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่ พระผู้มีพระภาคๆ ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรา
			<remark  id="s1b7c18l26" />อนุญาตถุงเก็บเครื่องยา สายโยก ไม่มี ... ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตสายโยกเป็นด้ายถัก ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s1b7c19" >
		<para id="s1b7c19p">
			<remark  id="s1b7c19l1" />	 [๗๑] สมัยต่อมา ภิกษุรูปหนึ่งใช้ประคตเอวผูกรองเท้าเข้าไปบิณฑบาต   ในบ้าน อุบาสก
			<remark  id="s1b7c19l2" />ผู้หนึ่งกราบภิกษุรูปนั้น ศีรษะกระทบรองเท้า ภิกษุนั้นขวยใจครั้นเธอกลับไปถึงวัดแล้ว แจ้ง
			<remark  id="s1b7c19l3" />เรื่องนั้นแก่ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุทั้งหลาย  กราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค พระผู้มีพระภาค 
			<remark  id="s1b7c19l4" />ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตถุงเก็บรองเท้า สายโยก   ไม่มี ... ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย
			<remark  id="s1b7c19l5" />เราอนุญาตสายโยกเป็นด้ายถัก ฯ
			<remark  id="s1b7c19l6" />							เรื่องผ้ากรองน้ำ    
			<remark  id="s1b7c19l7" />	 [๗๒] สมัยต่อมา น้ำในระหว่างทาง เป็นอกัปปิยะ ผ้าสำหรับกรองน้ำไม่มี ภิกษุ
			<remark  id="s1b7c19l8" />ทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลายเรา
			<remark  id="s1b7c19l9" />อนุญาตผ้ากรองน้ำ ท่อนผ้าไม่พอ ... ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตผ้า กรองทำรูปคล้ายช้อน 
			<remark  id="s1b7c19l10" />ผ้าไม่พอ ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค พรผู้มีพระภาค ตรัสว่า ดูกรภิกษุ
			<remark  id="s1b7c19l11" />ทั้งหลาย เราอนุญาตให้ใช้กระบอกกรองน้ำ ฯ   
			<remark  id="s1b7c19l12" />	 [๗๓] สมัยต่อมา ภิกษุ ๒ รูปเดินทางไปในโกศลชนบท ภิกษุรูปหนึ่ง ประพฤติ
			<remark  id="s1b7c19l13" />อนาจาร ภิกษุเพื่อนเตือนภิกษุรูปนั้นว่า คุณอย่าทำอย่างนี้ซิ ขอรับ การ  ทำนี้ไม่ควร ภิกษุนั้น
			<remark  id="s1b7c19l14" />ผูกโกรธภิกษุเพื่อน ครั้นภิกษุเพื่อนกระหายน้ำ พูดอ้อนวอน    ภิกษุรูปที่ผูกโกรธว่า โปรดให้
			<remark  id="s1b7c19l15" />ผ้ากรองน้ำแก่ผม ผมจักดื่มน้ำ ภิกษุรูปที่ผูกโกรธไม่ ยอมให้ ภิกษุเพื่อนกระหายน้ำถึงมรณภาพ
			<remark  id="s1b7c19l16" />ครั้นภิกษุรูปที่ผูกโกรธไปถึงวัดแล้ว   เล่าความนั้นแก่ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุทั้งหลายถามว่า ท่าน
			<remark  id="s1b7c19l17" />ถูกเพื่อนอ้อนวอนขอผ้ากรองน้ำ ก็   ไม่ให้เทียวหรือ เธอรับว่า อย่างนั้น ขอรับ บรรดาภิกษุ
			<remark  id="s1b7c19l18" />ที่เป็นผู้มักน้อย ... ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนภิกษุเมื่อถูกขอผ้ากรองน้ำจึงไม่ให้กัน
			<remark  id="s1b7c19l19" />แล้ว  กราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค ฯ   
			<remark  id="s1b7c19l20" />	    						ประชุมสงฆ์สอบถาม
			<remark  id="s1b7c19l21" />	 [๗๔] ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งให้ประชุมภิกษุสงฆ์ ในเพราะ   เหตุเป็นเค้ามูลนั้น
			<remark  id="s1b7c19l22" />ในเพราะเหตุแรกเกิดนั้น แล้วทรงสอบถามภิกษุนั้นว่า ดูกร  ภิกษุ ข่าวว่า เธอถูกอ้อนวอนขอผ้า
			<remark  id="s1b7c19l23" />กรองน้ำ ก็ไม่ยอมให้ จริงหรือ    
			<remark  id="s1b7c19l24" />	 ภิกษุนั้นทูลรับว่า จริง พระพุทธเจ้าข้า 
			<remark  id="s1b7c19l25" />							  ทรงติเตียน   
			<remark  id="s1b7c19l26" />	 พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงติเตียนว่า ดูกรโมฆบุรุษ การกระทำของเธอนั่น   ไม่เหมาะ 
			<remark  id="s1b7c19l27" />ไม่สม ไม่ควร ไม่ใช่กิจของสมณะ ใช้ไม่ได้ ไม่ควรทำ ไฉนเมื่อ    เธอถูกเขาอ้อนวอนขอผ้า
		</para>
	</section>
	<section id="s1b7c20" >
		<para id="s1b7c20p">
			<remark  id="s1b7c20l1" />กรองน้ำจึงไม่ยอมให้ การกระทำของเธอนั่นไม่เป็นไปเพื่อ ความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส ...
			<remark  id="s1b7c20l2" />ครั้นแล้วทรงทำธรรมีกถารับสั่งกะภิกษุ  ทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้เดินทางเมื่อถูกเขา
			<remark  id="s1b7c20l3" />อ้อนวอนขอผ้ากรองน้ำจะไม่พึงให้ ไม่ควร รูปใดไม่ให้ ต้องอาบัติทุกกฏ   อนึ่ง ภิกษุไม่มีผ้า
			<remark  id="s1b7c20l4" />กรองน้ำ อย่าเดินทางไกล รูปใดเดินทาง ต้องอาบัติทุกกฏ    ถ้าผ้ากรองน้ำ หรือกระบอกกรองน้ำ
			<remark  id="s1b7c20l5" />ไม่มี แม้มุมผ้าสังฆาฏิ ก็พึงอธิฐานว่า เราจักกรองน้ำด้วยมุมผ้าสังฆาฏินี้ดื่ม ดังนี้ ฯ   
			<remark  id="s1b7c20l6" />	 [๗๕] ครั้นพระผู้มีพระภาคเสด็จจาริกโดยลำดับ ถึงพระนครเวสาลีแล้ว   ทราบว่า
			<remark  id="s1b7c20l7" />พระองค์ประทับอยู่ ณ กูฏาคารสาลา ป่ามหาวัน เขตพระนครเวสาลีนั้น ฯ   
			<remark  id="s1b7c20l8" />	 [๗๖] สมัยนั้น ภิกษุทั้งหลายทำนวกรรมอยู่ ผ้ากรองน้ำไม่พอกัน ภิกษุ ทั้งหลาย
			<remark  id="s1b7c20l9" />กราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคๆ ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรา  อนุญาตผ้า
			<remark  id="s1b7c20l10" />กรองน้ำมีขอบ ผ้ากรองน้ำมีขอบไม่พอใช้ ภิกษุทั้งหลายจึงกราบทูล เรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค
			<remark  id="s1b7c20l11" />พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ลาดผ้าลงบนน้ำ ฯ  
			<remark  id="s1b7c20l12" />	 [๗๗] สมัยนั้น ภิกษุทั้งหลายถูกยุงรบกวน จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่   พระผู้มีพระภาค
			<remark  id="s1b7c20l13" />พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตมุ้ง ฯ  
			<remark  id="s1b7c20l14" />	 				เรื่องที่จงกรมและเรือนไฟ
			<remark  id="s1b7c20l15" />	 [๗๘] สมัยนั้น ทายกทายิกาในพระนครเวสาลีเริ่มจัดปรุงอาหารประณีต    ขึ้นตามลำดับ
			<remark  id="s1b7c20l16" />ภิกษุทั้งหลายฉันอาหารอันประณีตแล้ว มีร่างกายอันโทษสั่งสม มีอาพาธมาก ครั้งนั้น 
			<remark  id="s1b7c20l17" />หมอชีวกโกมารภัจได้ไปสู่เมืองเวสาลีด้วยกิจจำเป็นบางอย่าง    ได้เห็นภิกษุทั้งหลาย มีร่างกายอัน
			<remark  id="s1b7c20l18" />โทษสั่งสม มีอาพาธมาก ครั้นแล้วเข้าไปเฝ้า  พระผู้มีพระภาค ถวายบังคมแล้วนั่ง ณ ที่ควร
			<remark  id="s1b7c20l19" />ส่วนข้างหนึ่ง ได้กราบทูลพระผู้มี  พระภาคว่า พระพุทธเจ้าข้า บัดนี้ ภิกษุทั้งหลายมีร่างกาย
			<remark  id="s1b7c20l20" />อันโทษสั่งสม มีอาพาธ มาก ข้าพระพุทธเจ้าขอประทานพระวโรกาส ขอพระผู้มีพระภาค ได้โปรด
			<remark  id="s1b7c20l21" />ทรง อนุญาตที่จงกรมและเรือนไฟแก่ภิกษุทั้งหลายเถิด พระพุทธเจ้าข้า เมื่อเป็นเช่นนี้    ภิกษุ
			<remark  id="s1b7c20l22" />ทั้งหลายจักมีอาพาธน้อย  
			<remark  id="s1b7c20l23" />	 ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคทรงชี้แจงให้หมอชีวกโกมารภัจเห็นแจ้ง สมาทาน    อาจหาญ 
			<remark  id="s1b7c20l24" />ร่าเริงด้วยธรรมีกถา จึงหมอชีวกโกมารภัจลุกจากที่นั่ง ถวายบังคม  พระผู้มีพระภาค ทำ
			<remark  id="s1b7c20l25" />ประทักษิณกลับไป ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s1b7c21" >
		<para id="s1b7c21p">
			<remark  id="s1b7c21l1" />	    				พุทธานุญาตที่จงกรมและเรือนไฟ   
			<remark  id="s1b7c21l2" />	 [๗๙] ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงทำธรรมีกถาในเพราะเหตุเป็นเค้ามูล นั้น ใน
			<remark  id="s1b7c21l3" />เพราะเหตุแรกเกิดนั้น แล้วรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย   เราอนุญาตที่จงกรมและ
			<remark  id="s1b7c21l4" />เรือนไฟ ฯ
			<remark  id="s1b7c21l5" />	 [๘๐] สมัยต่อมา ภิกษุทั้งหลายจงกรมในที่ขรุขระ เท้าเจ็บ จึงกราบทูล เรื่องนั้นแด่
			<remark  id="s1b7c21l6" />พระผู้มีพระภาคๆ ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ทำที่จงกรม   ให้เรียบ ฯ    
			<remark  id="s1b7c21l7" />	 [๘๑] สมัยต่อมา ที่จงกรมมีพื้นที่ต่ำ น้ำท่วม ... ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย  เราอนุญาต
			<remark  id="s1b7c21l8" />ให้ทำที่จงกรมให้สูง ที่ถมพังลง ... ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาต ให้ก่อมูลดินที่ถม 
			<remark  id="s1b7c21l9" />๓ ชนิด  คือ ก่อด้วยอิฐ ๑ ก่อด้วยหิน ๑ ก่อด้วยไม้ ๑ ภิกษุ ทั้งหลายขึ้นลงลำบาก ... ตรัสว่า 
			<remark  id="s1b7c21l10" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตบันได ๓ ชนิด    คือ บันไดอิฐ ๑ บันไดหิน ๑ บันไดไม้ ๑ ภิกษุ
			<remark  id="s1b7c21l11" />ทั้งหลายขึ้นลงพลัดตก ... ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตราวสำหรับยึด ฯ   
			<remark  id="s1b7c21l12" />	 [๘๒] สมัยนั้น ภิกษุทั้งหลายจงกรมอยู่ในที่จงกรม พลัดตกลงมา   ภิกษุทั้งหลาย
			<remark  id="s1b7c21l13" />กราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคๆ ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาต
			<remark  id="s1b7c21l14" />รั้วรอบที่จงกรม ฯ   
			<remark  id="s1b7c21l15" />	 [๘๓] สมัยต่อมา ภิกษุทั้งหลายจงกรมอยู่กลางแจ้ง ลำบาก ด้วย    หนาวบ้าง ร้อนบ้าง 
			<remark  id="s1b7c21l16" />ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคๆ ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรา
			<remark  id="s1b7c21l17" />อนุญาตโรงจงกรม ผงหญ้าที่มุงหล่นเกลื่อนในโรงจงกรม ...  ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาต
			<remark  id="s1b7c21l18" />ให้รื้อลงแล้วฉาบด้วยดินทั้งข้างนอกข้างในทำให้มีสีขาว สีดำ สีเหลือง จำหลักเป็นพวงดอกไม้ 
			<remark  id="s1b7c21l19" />เครือไม้ ฟันมังกรดอกจอกห้ากลีบ ราวจีวร สายระเดียงจีวร ฯ 
			<remark  id="s1b7c21l20" />	 [๘๔] สมัยนั้น เรือนไฟมีพื้นต่ำไป น้ำท่วมได้ ... ตรัสว่า ดูกร   ภิกษุทั้งหลาย เรา
			<remark  id="s1b7c21l21" />อนุญาตให้ถมพื้นให้สูง พื้นที่ถมพังลงมา ... ตรัสว่า ดูกร   ภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ก่อมูลดินที่
			<remark  id="s1b7c21l22" />ถม ๓ ชนิด คือ ก่อด้วยอิฐ ๑ ก่อด้วย   หิน ๑ ก่อด้วยไม้ ๑ ภิกษุทั้งหลายขึ้นลงลำบาก ... ตรัสว่า
			<remark  id="s1b7c21l23" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย  เราอนุญาตบันได ๓ ชนิด คือ บันไดอิฐ ๑ บันไดหิน ๑ บันไดไม้ ๑ ภิกษุ
			<remark  id="s1b7c21l24" /> ทั้งหลายขึ้นลงพลัดตกลงมา ... ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตราว   สำหรับยึด เรือนไฟไม่มี
			<remark  id="s1b7c21l25" /> บานประตู ... ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตบานประตู กรอบเช็ดหน้า ครกรองเดือยประตู 
			<remark  id="s1b7c21l26" /> ห่วงข้างบน สายยู ไม้หัวลิงกลอน ลิ่ม ช่องดาน ช่องสำหรับชักเชือก เชือกสำหรับชัก
		</para>
	</section>
	<section id="s1b7c22" >
		<para id="s1b7c22p">
			<remark  id="s1b7c22l1" /> เชิงฝาเรือนไฟชำรุด ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคๆ ตรัสว่า 
			<remark  id="s1b7c22l2" />ดูกรภิกษุทั้ง    หลาย เราอนุญาตให้ก่อให้ต่ำ เรือนไฟไม่มีปล่องควัน ... ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย
			<remark  id="s1b7c22l3" />เราอนุญาตปล่องควัน ฯ
			<remark  id="s1b7c22l4" />	 [๘๕] สมัยต่อมา ภิกษุทั้งหลายทำที่ตั้งเตาไฟไว้กลางเรือนไฟขนาดเล็ก ไม่มีอุปจาร ...
			<remark  id="s1b7c22l5" />ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ทำที่ตั้งเตาไฟไว้ส่วนข้างหนึ่ง เฉพาะเรือนไฟ
			<remark  id="s1b7c22l6" />ขนาดเล็ก เรือนไฟขนาดกว้าง ตั้งไว้ตรงกลางได้ ไฟ  ในเรือนไฟลวกหน้า ... ตรัสว่า ดูกรภิกษุ
			<remark  id="s1b7c22l7" />ทั้งหลาย เราอนุญาตดินสำหรับทาหน้า    ภิกษุทั้งหลายละลายดินด้วยมือ ... ตรัสว่า ดูกรภิกษุ
			<remark  id="s1b7c22l8" />ทั้งหลาย เราอนุญาตราง    สำหรับละลายดิน ดินมีกลิ่นเหม็น ... ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรา
			<remark  id="s1b7c22l9" />อนุญาตให้  อบกลิ่น ฯ
			<remark  id="s1b7c22l10" />	 [๘๖] สมัยต่อมา ไฟในเรือนไฟลนกาย ... ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย    เราอนุญาตให้
			<remark  id="s1b7c22l11" />ตักน้ำมาไว้มากๆ ภิกษุทั้งหลายใช้ถาดบ้าง บาตรบ้าง ตักน้ำ ...    ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรา
			<remark  id="s1b7c22l12" />อนุญาตที่ขังน้ำ ขันตักน้ำ เรือนไฟที่มุงด้วยหญ้า    ไหม้เกรียม ... ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาต
			<remark  id="s1b7c22l13" />ให้รื้อลงฉาบดินทั้งข้างบนข้างล่าง เรือนไฟเป็นตม ... ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาต
			<remark  id="s1b7c22l14" />ให้ปูเครื่อง ลาด ๓ อย่าง คือเครื่องลาดอิฐ ๑ เครื่องลาดหิน ๑ เครื่องลาดไม้ ๑ เรือนไฟ  ก็ยัง
			<remark  id="s1b7c22l15" />เป็นตมอยู่นั้นเอง ... ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ชำระล้าง  น้ำขัง ... ตรัสว่า ดูกรภิกษุ
			<remark  id="s1b7c22l16" />ทั้งหลาย เราอนุญาตท่อระบายน้ำ ฯ
			<remark  id="s1b7c22l17" />	 [๘๗] สมัยต่อมา ภิกษุทั้งหลายนั่งบนพื้นดินในเรือนไฟ เนื้อตัวคัน ...    ตรัสว่า ดูกร
			<remark  id="s1b7c22l18" />ภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตตั่งในเรือนไฟ ฯ    
			<remark  id="s1b7c22l19" />	 [๘๘] สมัยต่อมา เรือนไฟยังไม่มีเครื่องล้อม ... ตรัสว่า ดูกรภิกษุ  ทั้งหลาย เราอนุญาต
			<remark  id="s1b7c22l20" />ให้ล้อมรั้ว ๓ อย่าง คือ รั้วอิฐ ๑ รั้วหิน ๑ รั้วไม้ ๑   ซุ้มไม่มี ... ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
			<remark  id="s1b7c22l21" />เราอนุญาตซุ้ม ซุ้มต่ำไป น้ำท่วมได้ ...  ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ทำพื้นที่ให้สูง 
			<remark  id="s1b7c22l22" />พื้นที่ก่อพัง ... ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ก่อมูลดิน ๓ อย่าง คือ ก่อด้วยอิฐ ๑ 
			<remark  id="s1b7c22l23" />ก่อด้วย   หิน ๑ ก่อด้วยไม้ ๑ ภิกษุทั้งหลายขึ้นลงลำบาก ... ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย  เราอนุญาต
			<remark  id="s1b7c22l24" />บันได ๓ อย่าง คือ บันไดอิฐ ๑ บันไดหิน ๑ บันไดไม้ ๑ ภิกษุทั้งหลายขึ้นลงพลัดตกลงมา ... 
			<remark  id="s1b7c22l25" />ตรัสว่า  ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตราวสำหรับ ยึด  ซุ้มยังไม่มีประตู  ... ตรัสว่า  ดูกรภิกษุ
			<remark  id="s1b7c22l26" />ทั้งหลาย  เราอนุญาตบานประตู  กรอบเช็ดหน้า ครกรองรับเดือยบานประตู  ห่วงข้างบน  สายยู 
			<remark  id="s1b7c22l27" />ไม้หัวลิง  กลอน    ลิ่ม  ช่องดาล ช่องเชือกชัก เชือกชัก ฯ  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b7c23" >
		<para id="s1b7c23p">
			<remark  id="s1b7c23l1" />	 [๘๙] สมัยต่อมา   ผงหญ้าหล่นเกลื่อนซุ้ม ... ตรัสว่า   ดูกรภิกษุ   ทั้งหลาย เราอนุญาตให้
			<remark  id="s1b7c23l2" />รื้อลงฉาบดินทั้งข้างบนข้างล่าง ทำให้มีสีขาว สีดำ สีเหลือง  จำหลักเป็นพวงดอกไม้ เครือไม้ 
			<remark  id="s1b7c23l3" />ฟันมังกร ดอกจอกห้ากลีบ บริเวณเป็นตม ...  ตรัสว่า  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  เราอนุญาตให้โรย
			<remark  id="s1b7c23l4" />กรวดแร่  กรวดแร่ยังไม่เต็ม ...  ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้วางศิลาเรียบ น้ำขัง ... 
			<remark  id="s1b7c23l5" />ตรัสว่า ดูกร ภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตท่อระบายน้ำ ฯ   
			<remark  id="s1b7c23l6" />					   เรื่องการเปลือยกาย    
			<remark  id="s1b7c23l7" />	 [๙๐] สมัยนั้น  ภิกษุเปลือยกายไหว้ภิกษุเปลือยกาย  ภิกษุเปลือยกาย  ไหว้ภิกษุไม่
			<remark  id="s1b7c23l8" />เปลือยกาย  ภิกษุเปลือยกายให้ภิกษุเปลือยกายไหว้ตน ภิกษุเปลือย   กายให้ภิกษุไม่เปลือยกาย
			<remark  id="s1b7c23l9" />ไหว้ตน ภิกษุเปลือยกายทำบริกรรมให้แก่ภิกษุเปลือยกาย  ภิกษุเปลือยกายใช้ให้ทำบริกรรมแก่
			<remark  id="s1b7c23l10" />ภิกษุเปลือยกาย   ภิกษุเปลือยกายให้ของแก่   ภิกษุเปลือยกาย  ภิกษุเปลือยกายรับประเคน 
			<remark  id="s1b7c23l11" />เปลือยกายเคี้ยว  เปลือยกายฉันเปลือยกายลิ้มรส  เปลือยกายดื่ม  ภิกษุทั้งหลาย  กราบทูลเรื่อง
			<remark  id="s1b7c23l12" />นั้นแด่พระผู้มีพระภาค   
			<remark  id="s1b7c23l13" />	 พระผู้มีพระภาค ... ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเปลือยกายไม่พึง  ไหว้ภิกษุเปลือยกาย
			<remark  id="s1b7c23l14" />ภิกษุเปลือยกายไม่พึงไหว้ภิกษุเปลือยกายไม่พึงให้ภิกษุ  เปลือยกายไหว้ตน  ภิกษุเปลือยกายไม่
			<remark  id="s1b7c23l15" />พึงให้ภิกษุไม่เปลือยกายไหว้ตน   ไม่พึง   เปลือยกายทำบริกรรมแก่ภิกษุเปลือยกาย ไม่พึงใช้ภิกษุเปลือยกายทำ
			<remark  id="s1b7c23l16" />บริกรรม ไม่พึงเปลือยกายให้ของแก่ภิกษุเปลือยกาย ไม่พึงเปลือยกายรับประเคน ไม่พึงเปลือยกาย
			<remark  id="s1b7c23l17" />เคี้ยวของ ไม่พึงเปลือยกายฉันอาหาร ไม่พึงเปลือยกายลิ้มรส ไม่  พึงเปลือยกายดื่ม รูปใดดื่ม 
			<remark  id="s1b7c23l18" />ต้องอาบัติทุกกฏ ฯ
			<remark  id="s1b7c23l19" />						เรื่องศาลาเรือนไฟและบ่อน้ำ    
			<remark  id="s1b7c23l20" />	 [๙๑] สมัยนั้น ภิกษุทั้งหลายวางจีวรไว้บนพื้นดินในเรือนไฟจีวรเปื้อนฝุ่น ภิกษุ
			<remark  id="s1b7c23l21" />ทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ...  ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาต
			<remark  id="s1b7c23l22" />ราวจีวร สายระเดียงจีวรในเรือนไฟ ครั้นฝนตก  จีวรถูกฝนเปียก ตรัสว่า ... ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
			<remark  id="s1b7c23l23" />เราอนุญาตศาลาใกล้เรือนไฟ ศาลาใกล้เรือนไฟมีพื้นต่ำ น้ำท่วม ... ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
			<remark  id="s1b7c23l24" />เราอนุญาต   ให้ถมให้สูง ดินที่ถมพังลง ... ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ก่อ มูลดิน ... 
			<remark  id="s1b7c23l25" />ภิกษุทั้งหลายขึ้นลงลำบาก ... ขึ้นลงพลัดตก ... ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตราวสำหรับยึด ฯ  
			<remark  id="s1b7c23l26" />	 [๙๒] สมัยต่อมา ผงหญ้าบนศาลาเรือนไฟตกเกลื่อน ... ตรัสว่า    ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรา
			<remark  id="s1b7c23l27" />อนุญาตให้รื้อลงฉาบดินทั้งข้างบนข้างล่าง ... ราวจีวร   สายระเดียงจีวร ฯ   
		</para>
	</section>
	<section id="s1b7c24" >
		<para id="s1b7c24p">
			<remark  id="s1b7c24l1" />	 [๙๓] สมัยนั้น ภิกษุทั้งหลายรังเกียจที่จะถูหลังทั้งในเรือนไฟ ทั้งในน้ำ จึงกราบทูล
			<remark  id="s1b7c24l2" />เรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคๆ ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาต เครื่องกำบัง
			<remark  id="s1b7c24l3" />๓ ชนิด คือ เรือนไฟ ๑ น้ำ ๑ ผ้า ๑ ฯ  
			<remark  id="s1b7c24l4" />	[๙๔]  สมัยต่อมา น้ำในเรือนไฟไม่มี  ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้น   แด่พระผู้มี
			<remark  id="s1b7c24l5" />พระภาคๆ ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตบ่อน้ำ ขอบบ่อน้ำ    ทรุดพัง ... 
			<remark  id="s1b7c24l6" />ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ก่อมูลดิน ๓ อย่าง คือ    ก่อด้วยอิฐ ๑ ก่อด้วยหิน ๑ 
			<remark  id="s1b7c24l7" />ก่อด้วยไม้ ๑ บ่อน้ำต่ำไป น้ำท่วมได้ ภิกษุทั้ง  หลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค
			<remark  id="s1b7c24l8" />พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ถมให้สูง ดินที่ถมพังทะลาย ... ภิกษุ
			<remark  id="s1b7c24l9" />ทั้งหลายขึ้นลงลำบาก ... ขึ้นลง พลัดตก ... ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตราวสำหรับยึด ฯ    
			<remark  id="s1b7c24l10" />	 [๙๕] สมัยนั้น ภิกษุทั้งหลายใช้เถาวัลย์บ้าง ประคดเอวบ้าง ผูกภาชนะตักน้ำ ... ตรัสว่า
			<remark  id="s1b7c24l11" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตเชือกสำหรับบ่อน้ำ  มือเจ็บ ... ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรา
			<remark  id="s1b7c24l12" />อนุญาตคันโพงคล้ายคันชั่ง ระหัดชัก ระหัดถีบ ภาชนะแตกเสียมาก ... ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย
			<remark  id="s1b7c24l13" />เราอนุญาต ถังน้ำ ๓ อย่าง คือ ถังน้ำโลหะ ๑ ถังน้ำไม้ ๑ ถังน้ำหนัง ๑ ฯ 
			<remark  id="s1b7c24l14" />	 [๙๖] สมัยต่อมา ภิกษุทั้งหลายตักน้ำในที่แจ้ง ลำบาก ด้วยหนาวบ้าง  ร้อนบ้าง
			<remark  id="s1b7c24l15" />จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคๆ ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย  เราอนุญาต
			<remark  id="s1b7c24l16" />ศาลาสำหรับบ่อน้ำ ผงหญ้าที่ศาลาบ่อน้ำหล่นเกลื่อน ... ตรัสว่า  ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้
			<remark  id="s1b7c24l17" />รื้อลงฉาบด้วยดินทั้งข้างบนข้างล่าง ทำให้มีสีขาว   สีดำ สีเหลือง จำหลักเป็นพวงดอกไม้ 
			<remark  id="s1b7c24l18" />เครือไม้ ฟันมังกร ดอกจอกห้ากลีบราวจีวร สายระเดียงจีวร ฯ
			<remark  id="s1b7c24l19" />	 [๙๗] สมัยนั้น บ่อน้ำยังไม่มีฝาปิด ผงหญ้าบ้าง ฝุ่นบ้าง ตกลง ตรัสว่า ดูกรภิกษุ
			<remark  id="s1b7c24l20" />ทั้งหลาย เราอนุญาตฝาปิด ฯ  
			<remark  id="s1b7c24l21" />	 [๙๘] สมัยต่อมา ภาชนะสำหรับขังน้ำยังไม่มี ... ตรัสว่า ดูกรภิกษุ  ทั้งหลาย เราอนุญาต
			<remark  id="s1b7c24l22" />รางน้ำ อ่างน้ำ ฯ
			<remark  id="s1b7c24l23" />	 [๙๙] สมัยนั้น ภิกษุทั้งหลายสรงน้ำในที่นั้นๆ ในอาราม  อารามเป็นตม ภิกษุ
			<remark  id="s1b7c24l24" />ทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคๆ ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรา 
			<remark  id="s1b7c24l25" />อนุญาตลำรางระบายน้ำ ลำราง โล่งโถง ภิกษุทั้งหลายอายที่จะสรงน้ำ ... ตรัสว่า  ดูกรภิกษุ
			<remark  id="s1b7c24l26" />ทั้งหลาย เราอนุญาตให้กั้นกำแพง ๓ ชนิด คือกำแพงอิฐ ๑ กำแพงหิน ๑ กำแพงไม้ ๑ 
		</para>
	</section>
	<section id="s1b7c25" >
		<para id="s1b7c25p">
			<remark  id="s1b7c25l1" />ลำรางระบายน้ำเป็นตม ... ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย    เราอนุญาตเครื่องลาด ๓ ชนิด คืออิฐ ๑ 
			<remark  id="s1b7c25l2" />หิน ๑ ไม้ ๑ น้ำขัง ... ตรัสว่า    ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตท่อระบายน้ำ ฯ    
			<remark  id="s1b7c25l3" />	 [๑๐๐] สมัยนั้น ภิกษุทั้งหลายมีเนื้อตัวตกหนาว จึงกราบทูลเรื่องนั้น แด่พระผู้มีพระภาค
			<remark  id="s1b7c25l4" />พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้เอาผ้าชุบน้ำเช็ดตัว ฯ
			<remark  id="s1b7c25l5" />	 							เรื่องสรงน้ำ  
			<remark  id="s1b7c25l6" />	 [๑๐๑] สมัยนั้น อุบาสกผู้หนึ่งใคร่จะสร้างสระน้ำถวายสงฆ์ ภิกษุทั้งหลายกราบทูล
			<remark  id="s1b7c25l7" />เรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค พระผู้มีพระภาค ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตสระน้ำ 
			<remark  id="s1b7c25l8" />ขอบสระน้ำชำรุด ... ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ก่อ ขอบสระ ๓ อย่าง คือ ก่อด้วยอิฐ ๑ 
			<remark  id="s1b7c25l9" />ก่อด้วยหิน ๑ ก่อด้วยไม้ ๑ ภิกษุทั้งหลาย    ขึ้นลงลำบาก พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุ
			<remark  id="s1b7c25l10" />ทั้งหลาย เราอนุญาตบันได ๓  อย่าง คือ บันไดอิฐ ๑ บันไดหิน ๑ บันไดไม้ ๑ ภิกษุทั้งหลาย
			<remark  id="s1b7c25l11" />ขึ้นลงพลัดตก ... ตรัสว่า   ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตราวสำหรับยึด น้ำในสระเป็นน้ำเก่า ... 
			<remark  id="s1b7c25l12" />ตรัสว่า    ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตรางน้ำ ท่อระบายน้ำ ฯ  
			<remark  id="s1b7c25l13" />	 [๑๐๒] สมัยต่อมา อุบาสกผู้หนึ่งประสงค์จะสร้างเรือนไฟ มีปั้นลมถวายภิกษุสงฆ์ 
			<remark  id="s1b7c25l14" />ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคๆ ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรา
			<remark  id="s1b7c25l15" />อนุญาตเรือนไฟมีปั้นลม ฯ    
			<remark  id="s1b7c25l16" />	 [๑๐๓] สมัยนั้น พระฉัพพัคคีย์อยู่ปราศจากผ้านิสีทนะถึง ๔ เดือนภิกษุทั้งหลาย
			<remark  id="s1b7c25l17" />กราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคๆ ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึง
			<remark  id="s1b7c25l18" />อยู่ปราศจากผ้านิสีทนะถึง ๔ เดือน รูปใดอยู่ปราศ ต้องอาบัติทุกกฏ ฯ    
			<remark  id="s1b7c25l19" />						 ทรงห้ามนอนบนที่นอนดอกไม้
			<remark  id="s1b7c25l20" />	 [๑๐๔] สมัยต่อมา พระฉัพพัคคีย์นอนบนที่นอนอันเกลื่อนด้วยดอกไม้    ชาวบ้าน
			<remark  id="s1b7c25l21" />เดินเที่ยวชมวิหารพบเห็นเข้า จึงเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ...  เหมือนพวกคฤหัสถ์ผู้บริโภค
			<remark  id="s1b7c25l22" />กาม ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค    ... ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย
			<remark  id="s1b7c25l23" />ภิกษุไม่พึงนอนที่นอนอันเกลื่อนด้วยดอกไม้รูปใดนอน ต้องอาบัติทุกกฏ ฯ   
			<remark  id="s1b7c25l24" />	   						พุทธานุญาตรับของหอม   
			<remark  id="s1b7c25l25" />	 [๑๐๕] สมัยนั้น ชาวบ้านถือของหอมบ้าง ดอกไม้บ้างไปวัด ภิกษุ   ทั้งหลายรังเกียจไม่
			<remark  id="s1b7c25l26" />รับประเคน จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคๆ ตรัสว่าดูกรภิกษุทั้งหลาย 
		</para>
	</section>
	<section id="s1b7c26" >
		<para id="s1b7c26p">
			<remark  id="s1b7c26l1" />เราอนุญาตให้รับของหอมแล้วเจิมไว้ที่บานประตูหน้าต่าง ให้  รับดอกไม้แล้ววางไว้ในส่วนข้างหนึ่ง
			<remark  id="s1b7c26l2" />ในวิหาร ฯ 
			<remark  id="s1b7c26l3" />	 [๑๐๖] สมัยนั้น สันถัดขนเจียมหล่อบังเกิดแก่สงฆ์ ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้น
			<remark  id="s1b7c26l4" />แด่พระผู้มีพระภาคๆ ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาต    สันถัดขนเจียมหล่อ 
			<remark  id="s1b7c26l5" />ครั้งนั้น ภิกษุทั้งหลายคิดกันว่า สันถัดขนเจียมหล่อจะต้อง อธิษฐานหรือวิกัปป์ ... ตรัสว่า ดูกรภิกษุ
			<remark  id="s1b7c26l6" />ทั้งหลาย สันถัดขนเจียมที่หล่อไม่   ต้องอธิษฐาน ไม่ต้องวิกัปป์ ฯ 
			<remark  id="s1b7c26l7" />	 [๑๐๗] สมัยนั้น พระฉัพพัคคีย์ฉันจังหันบนเตียบ ชาวบ้านเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนา
			<remark  id="s1b7c26l8" />ว่า ... เหมือนพวกคฤหัสถ์ผู้บริโภคกาม ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค พระผู้
			<remark  id="s1b7c26l9" />มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงฉัน    อาหารบนเตียบ รูปใดฉัน ต้องอาบัติทุกกฏ ฯ
			<remark  id="s1b7c26l10" />	 [๑๐๘] สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งอาพาธ เวลาฉันจังหัน เธอไม่สามารถจะทรงบาตรไว้
			<remark  id="s1b7c26l11" />ด้วยมือได้ ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคๆ    ทรงอนุญาตว่า 
			<remark  id="s1b7c26l12" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตโตก ฯ    
			<remark  id="s1b7c26l13" />	   					ทรงห้ามฉันในภาชนะเดียวกันเป็นต้น
			<remark  id="s1b7c26l14" />	 [๑๐๙] สมัยนั้น พระฉัพพัคคีย์ฉันจังหันในภาชนะเดียวกันบ้าง ดื่มน้ำ ในขันเดียวกันบ้าง
			<remark  id="s1b7c26l15" />นอนบนเตียงเดียวกันบ้าง นอนบนเครื่องลาดเดียวกันบ้าง  นอนในผ้าห่มผืนเดียวกันบ้าง นอนบน
			<remark  id="s1b7c26l16" />เครื่องลาดและผ้าห่มร่วมผืนเดียวกันบ้างชาวบ้านต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ... เหมือนพวก
			<remark  id="s1b7c26l17" />คฤหัสถ์ผู้บริโภค กาม ... ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค ... ตรัสว่า ดูกร ภิกษุ
			<remark  id="s1b7c26l18" />ทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงฉันร่วมภาชนะเดียวกัน ไม่พึงดื่มร่วมขันใบเดียวกัน  ไม่พึงนอนร่วมเตียง
			<remark  id="s1b7c26l19" />เดียวกัน ไม่พึงนอนร่วมเครื่องลาดเดียวกัน ไม่พึงนอน  ร่วมผ้าห่มผืนเดียวกัน ไม่พึงนอนร่วม
			<remark  id="s1b7c26l20" />เครื่องลาดและผ้าห่มผืนเดียวกัน รูปใดนอน ต้องอาบัติทุกกฏ ฯ  
			<remark  id="s1b7c26l21" />					   เรื่องเจ้าวัฑฒะลิจฉวี 
			<remark  id="s1b7c26l22" />	 [๑๑๐] สมัยนั้น เจ้าวัฑฒะลิจฉวีเป็นสหายของพระเมตติยะ และพระ  ภุมมชกะ จึง
			<remark  id="s1b7c26l23" />เจ้าวัฑฒะลิจฉวี เข้าไปหาพระเมตติยะและพระภุมมชกะ แล้ว  กล่าวว่า ผมไหว้ขอรับ เมื่อเธอ
			<remark  id="s1b7c26l24" />กล่าวอย่างนั้น ภิกษุทั้งสองรูปก็มิได้ทักทาย   ปราศรัย แม้ครั้งที่สอง เจ้าวัฑฒะลิจฉวีได้กล่าวว่า
			<remark  id="s1b7c26l25" />ผมไหว้ขอรับ แม้ครั้งที่สอง    ภิกษุทั้งสองรูปก็มิได้ทักทายปราศรัย แม้ครั้งที่สาม เจ้าวัฑฒะลิจฉวี
			<remark  id="s1b7c26l26" />ได้กล่าวว่า   ผมไหว้ขอรับ แม้ครั้งที่สาม ภิกษุทั้งสองรูปก็มิได้ทักทายปราศรัย  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b7c27" >
		<para id="s1b7c27p">
			<remark  id="s1b7c27l1" />	 ว. ผมผิดอะไรต่อพระคุณเจ้าอย่างไร ทำไม พระคุณเจ้าจึงไม่ทักทาย  ปราศรัยกับผม  
			<remark  id="s1b7c27l2" />	 ภิกษุทั้งสองตอบว่า ก็จริงอย่างนั้นแหละ ท่านวัฑฒะ พวกอาตมาถูก  พวกพระทัพพมัลล
			<remark  id="s1b7c27l3" />บุตรเบียดเบียนอยู่ ท่านยังเพิกเฉยได้    
			<remark  id="s1b7c27l4" />	 ว. ผมจะช่วยเหลืออย่างไร ขอรับ
			<remark  id="s1b7c27l5" />	 ภิ. ท่านวัฑฒะ ถ้าท่านเต็มใจช่วย วันนี้พระผู้มีพระภาค ต้องให้พระ  ทัพพมัลลบุตรสึก    
			<remark  id="s1b7c27l6" />	 ว. ผมจะทำอย่างไร ผมสามารถจะช่วยได้ด้วยวิธีไหน    
			<remark  id="s1b7c27l7" />	 ภิ. มาเถิด ท่านวัฑฒะ ท่านจงเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคแล้ว กราบทูล    อย่างนี้ว่า กรรมนี้
			<remark  id="s1b7c27l8" />ไม่แนบเนียน ไม่สมควร ทิศที่ไม่มีภัย ไม่มีจัญไร ไม่มี    อันตราย บัดนี้กลับมามีภัย มีจัญไร
			<remark  id="s1b7c27l9" />มีอันตราย ณ สถานที่ไม่มีลม บัดนี้กลับมี  ลมแรงขึ้น ประชาบดีของหม่อมฉัน ถูกพระทัพพมัลลบุตร
			<remark  id="s1b7c27l10" />ประทุษร้าย คล้ายน้ำถูกไฟเผาพระพุทธเจ้าข้า
			<remark  id="s1b7c27l11" />	 เจ้าวัฑฒะลิจฉวีรับคำของพระเมตติยะและพระภุมมชกะ แล้วเข้าเฝ้าพระ   ผู้มีพระภาค 
			<remark  id="s1b7c27l12" />ถวายบังคม แล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง กราบทูลว่า พระพุทธ   เจ้าข้า กรรมนี้ไม่แนบเนียน
			<remark  id="s1b7c27l13" />ไม่สมควร ทิศที่ไม่มีภัย ไม่มีจัญไร ไม่มีอันตรายบัดนี้ กลับมามีภัย มีจัญไร มีอันตราย 
			<remark  id="s1b7c27l14" />ณ สถานที่ไม่มีลม บัดนี้กลับมีลมแรง    ขึ้น ประชาบดีของหม่อมฉันถูกพระทัพพมัลลบุตร
			<remark  id="s1b7c27l15" />ประทุษร้าย คล้ายน้ำถูกไฟเผา พระพุทธเจ้าข้า ฯ   
			<remark  id="s1b7c27l16" />	 [๑๑๑] ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งให้ประชุมภิกษุสงฆ์ในเพราะ  เหตุเป็นเค้ามูลนั้น
			<remark  id="s1b7c27l17" />ในเพราะเหตุแรกเกิดนั้น แล้วทรงสอบถามท่านพระทัพพมัลล  บุตรว่า ดูกรทัพพะ เธอยังระลึก
			<remark  id="s1b7c27l18" />ได้หรือว่า เป็นผู้ทำกรรมตามที่เจ้าวัฑฒะลิจฉวีนี้  กล่าวหา ท่านพระทัพพมัลลบุตรกราบทูลว่า
			<remark  id="s1b7c27l19" />พระองค์ย่อมทรงทราบว่า ข้าพระพุทธ    เจ้าเป็นอย่างไร พระพุทธเจ้าข้า   
			<remark  id="s1b7c27l20" />	 แม้ครั้งที่สอง พระผู้มีพระภาค ... 
			<remark  id="s1b7c27l21" />	 แม้ครั้งที่สาม พระผู้มีพระภาคทรงสอบถามท่านพระทัพพมัลลบุตรว่า ดูกร ทัพพะ เธอยัง
			<remark  id="s1b7c27l22" />ระลึกได้หรือว่า เป็นผู้ทำกรรมตามที่เจ้าวัฑฒะลิจฉวีนี้กล่าวหา   ท่านพระทัพพมัลลบุตรกราบทูลว่า 
			<remark  id="s1b7c27l23" />พระองค์ย่อมทรงทราบว่า ข้าพระพุทธเจ้า    เป็นอย่างไร พระพุทธเจ้าข้า   
			<remark  id="s1b7c27l24" />	 ภ. ดูกรทัพพะ บัณฑิตย่อมไม่กล่าวแก้คำกล่าวหาอย่างนี้ ถ้าเธอทำ   จงบอกว่าทำ
			<remark  id="s1b7c27l25" />ถ้าไม่ได้ทำ จงบอกว่าไม่ได้ทำ
			<remark  id="s1b7c27l26" />	 ท. ตั้งแต่ข้าพระพุทธเจ้าเกิดมาแล้ว แม้โดยความฝัน ก็ยังไม่รู้จักเสพ    เมถุนธรรม 
			<remark  id="s1b7c27l27" />จะกล่าวไยถึงเมื่อตื่นอยู่เล่า พระพุทธเจ้าข้า
		</para>
	</section>
	<section id="s1b7c28" >
		<para id="s1b7c28p">
			<remark  id="s1b7c28l1" />	 [๑๑๒] ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุ ทั้งหลาย ถ้า
			<remark  id="s1b7c28l2" />เช่นนั้น สงฆ์จงคว่ำบาตรเจ้าวัฑฒะลิจฉวี คือ อย่าให้คบกับสงฆ์ ฯ 
			<remark  id="s1b7c28l3" />					   องค์แห่งการคว่ำบาตร   
			<remark  id="s1b7c28l4" />	 [๑๑๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สงฆ์พึงคว่ำบาตรแก่อุบาสกผู้ประกอบด้วย    องค์ ๘ คือ:  
			<remark  id="s1b7c28l5" />	 ๑. ขวนขวายเพื่อมิใช่ลาภแห่งภิกษุทั้งหลาย    
			<remark  id="s1b7c28l6" />	 ๒. ขวนขวายเพื่อมิใช่ประโยชน์แห่งภิกษุทั้งหลาย    
			<remark  id="s1b7c28l7" />	 ๓. ขวนขวายเพื่ออยู่ไม่ได้แห่งภิกษุทั้งหลาย  
			<remark  id="s1b7c28l8" />	 ๔. ด่าว่าเปรียบเปรยภิกษุทั้งหลาย  
			<remark  id="s1b7c28l9" />	 ๕. ยุยงภิกษุทั้งหลายให้แตกกัน
			<remark  id="s1b7c28l10" />	 ๖. กล่าวติเตียนพระพุทธเจ้า   
			<remark  id="s1b7c28l11" />	 ๗. กล่าวติเตียนพระธรรม  
			<remark  id="s1b7c28l12" />	 ๘. กล่าวติเตียนพระสงฆ์  
			<remark  id="s1b7c28l13" />	 ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้คว่ำบาตรแก่อุบาสกผู้ประกอบด้วยองค์ ๘ นี้ ฯ  
			<remark  id="s1b7c28l14" />	 [๑๑๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แล สงฆ์พึงคว่ำบาตรอย่างนี้ ภิกษุผู้ฉลาดผู้สามารถ 
			<remark  id="s1b7c28l15" />พึงประกาศให้สงฆ์ทราบด้วยญัตติทุติยกรรมวาจา ว่าดังนี้:
			<remark  id="s1b7c28l16" />	 				  กรรมวาจาคว่ำบาตร 
			<remark  id="s1b7c28l17" />	 ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า เจ้าวัฑฒะลิจฉวี โจท   ท่านพระทัพพมัลลบุตร
			<remark  id="s1b7c28l18" />ด้วยศีลวิบัติอันไม่มีมูล ถ้าความพร้อมพรั่งของสงฆ์ถึงที่แล้ว สงฆ์พึงคว่ำบาตรแก่เจ้า
			<remark  id="s1b7c28l19" />วัฑฒะลิจฉวี คือ อย่าให้คบกับ สงฆ์ นี้เป็นญัตติ  
			<remark  id="s1b7c28l20" />	 ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า เจ้าวัฑฒะลิจฉวีโจทท่านพระทัพพมัลลบุตร
			<remark  id="s1b7c28l21" />ด้วยศีลวิบัติอันไม่มีมูล สงฆ์คว่ำบาตรแก่เจ้าวัฑฒะ    ลิจฉวี คือ ไม่ให้คบกับสงฆ์ การ
			<remark  id="s1b7c28l22" />คว่ำบาตรแก่เจ้าวัฑฒะลิจฉวี คือ    ไม่ให้คบกับสงฆ์ ชอบแก่ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้น พึงเป็นผู้นิ่ง 
			<remark  id="s1b7c28l23" />ไม่ชอบแก่ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้นพึงพูด    
			<remark  id="s1b7c28l24" />	 บาตรอันสงฆ์คว่ำแล้วแก่เจ้าวัฑฒะลิจฉวี คือ ไม่ให้คบกับสงฆ์  ชอบแก่สงฆ์ เหตุนั้น
			<remark  id="s1b7c28l25" />จึงนิ่ง ข้าพเจ้าทรงความนี้ไว้ด้วยอย่างนี้ ฯ  
			<remark  id="s1b7c28l26" />	 [๑๑๕] ครั้นเวลาเช้า ท่านพระอานนท์ครองอันตรวาสกแล้วถือบาตรจีวร เข้าไปยังนิเวศน์
			<remark  id="s1b7c28l27" />ของเจ้าวัฑฒะลิจฉวี ครั้นแล้วได้กล่าวคำนี้กะเจ้าวัฑฒะลิจฉวีว่า ท่านวัฑฒะ สงฆ์คว่ำบาตรแก่ท่านแล้ว 
		</para>
	</section>
	<section id="s1b7c29" >
		<para id="s1b7c29p">
			<remark  id="s1b7c29l1" />ท่านคบกับสงฆ์ไม่ได้ พอเจ้าวัฑฒะลิจฉวี    ทราบข่าวว่า สงฆ์คว่ำบาตรแก่เราแล้ว เราคบกับสงฆ์
			<remark  id="s1b7c29l2" />ไม่ได้แล้ว ก็สลบล้มลง  ณ ที่นั้นเอง  
			<remark  id="s1b7c29l3" />	 ขณะนั้น มิตรอำมาตย์ญาติสาโลหิต ของเจ้าวัฑฒะลิจฉวี ได้กล่าวคำนี้  กะเจ้าวัฑฒะลิจฉวีว่า 
			<remark  id="s1b7c29l4" />ไม่ควร ท่านวัฑฒะ อย่าเศร้าโศก อย่าคร่ำครวญไปนักเลย    พวกเราจักให้พระผู้มีพระภาคและ
			<remark  id="s1b7c29l5" />ภิกษุสงฆ์เลื่อมใส จึงเจ้าวัฑฒะลิจฉวีพร้อมด้วย บุตรภรรยา พร้อมด้วยมิตรอำมาตย์ พร้อมด้วย
			<remark  id="s1b7c29l6" />ญาติสาโลหิต มีผ้าเปียก มีผมเปียก   เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค ซบศรีษะลงแทบพระบาทของ
			<remark  id="s1b7c29l7" />พระผู้มีพระภาค แล้วกราบทูลว่า พระพุทธเจ้าข้า โทษได้มาถึงหม่อมฉันแล้ว ตามความโง่ ตาม
			<remark  id="s1b7c29l8" />ความ เขลา ตามอกุศล ขอพระองค์ทรงพระกรุณารับโทษของหม่อมฉันที่ได้โจทพระคุณ เจ้าทัพพ
			<remark  id="s1b7c29l9" />มัลลบุตร ด้วยศีลวิบัติอันไม่มีมูล โดยความเป็นโทษ เพื่อความสำรวม    ต่อไปเถิด พระพุทธเจ้าข้า
			<remark  id="s1b7c29l10" />	 พระผู้มีพระภาคตรัสว่า เชิญเถิด เจ้าวัฑฒะ โทษได้มาถึงท่านแล้ว    ตามความโง่ 
			<remark  id="s1b7c29l11" />ตามความเขลา ตามอกุศล ท่านได้เห็นโทษที่ได้โจททัพพมัลลบุตร   ด้วยศีลวิบัติอันไม่มีมูล
			<remark  id="s1b7c29l12" />โดยความเป็นโทษแล้วทำคืนตามธรรม เราขอรับโทษนั้น    ของท่าน การที่ท่านเห็นโทษ โดยความ
			<remark  id="s1b7c29l13" />เป็นโทษ แล้วทำคืนตามธรรม ถึงความสำรวมต่อไป นี้เป็นความเจริญในอริยวินัย ฯ    
			<remark  id="s1b7c29l14" />	 [๑๑๖] ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุ  ทั้งหลาย ถ้าเช่นนั้น
			<remark  id="s1b7c29l15" />สงฆ์จงหงายบาตร แก่เจ้าวัฑฒะลิจฉวี คือ ทำให้คบ    กับสงฆ์ได้    
			<remark  id="s1b7c29l16" />	  					องค์แห่งการหงายบาตร    
			<remark  id="s1b7c29l17" />	 ดูกรภิกษุทั้งหลาย สงฆ์พึงหงายบาตรแก่อุบาสก ผู้ประกอบด้วยองค์ ๘ คือ: 
			<remark  id="s1b7c29l18" />	 ๑. ไม่ขวนขวายเพื่อมิใช่ลาภแห่งภิกษุทั้งหลาย 
			<remark  id="s1b7c29l19" />	 ๒. ไม่ขวนขวายเพื่อไม่เป็นประโยชน์แห่งภิกษุทั้งหลาย    
			<remark  id="s1b7c29l20" />	 ๓. ไม่ขวนขวายเพื่ออยู่ไม่ได้แห่งภิกษุทั้งหลาย    
			<remark  id="s1b7c29l21" />	 ๔. ไม่ด่าว่าเปรียบเปรยภิกษุทั้งหลาย    
			<remark  id="s1b7c29l22" />	 ๕. ไม่ยุยงภิกษุทั้งหลายให้แตกร้าวกัน   
			<remark  id="s1b7c29l23" />	 ๖. ไม่กล่าวติเตียนพระพุทธเจ้า
			<remark  id="s1b7c29l24" />	 ๗. ไม่กล่าวติเตียนพระธรรม    
			<remark  id="s1b7c29l25" />	 ๘. ไม่กล่าวติเตียนพระสงฆ์    
			<remark  id="s1b7c29l26" />	 ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้หงายบาตร แก่อุบาสกผู้ประกอบด้วย    องค์ ๘ นี้ ฯ  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b7c30" >
		<para id="s1b7c30p">
			<remark  id="s1b7c30l1" />	 [๑๑๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แล สงฆ์พึงหงายบาตรอย่างนี้ เจ้าวัฑฒะ  ลิจฉวีนั้นพึงเข้าไป
			<remark  id="s1b7c30l2" />หาสงฆ์ ห่มผ้าเฉวียงบ่า กราบเท้าภิกษุทั้งหลาย นั่งกระหย่งประ คองอัญชลี แล้วกล่าวอย่างนี้ว่า
			<remark  id="s1b7c30l3" />ท่านเจ้าข้า สงฆ์คว่ำบาตรแก่ข้าพเจ้าแล้ว ข้าพเจ้า คบกับสงฆ์ไม่ได้ ท่านเจ้าข้า ข้าพเจ้านั้น
			<remark  id="s1b7c30l4" />ประพฤติชอบ หายเย่อหยิ่ง ประพฤติแก้ตัว   ได้ ขอการหงายบาตรกะสงฆ์ 
			<remark  id="s1b7c30l5" />	 พึงขอแม้ครั้งที่สอง พึงขอแม้ครั้งที่สาม ฯ   
			<remark  id="s1b7c30l6" />	 [๑๑๘] ภิกษุผู้ฉลาด ผู้สามารถ พึงประกาศให้สงฆ์ทราบด้วยญัตติทุติย กรรมวาจา ว่า
			<remark  id="s1b7c30l7" />ดังนี้:   
			<remark  id="s1b7c30l8" />	   					กรรมวาจาหงายบาตร 
			<remark  id="s1b7c30l9" />	 ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า สงฆ์คว่ำบาตรแก่เจ้าวัฑฒะ   ลิจฉวีแล้ว คือ 
			<remark  id="s1b7c30l10" />ไม่ให้คบกับสงฆ์ เธอประพฤติชอบ หายเย่อหยิ่ง  ประพฤติแก้ตัวได้ ขอการหงายบาตร
			<remark  id="s1b7c30l11" />กะสงฆ์ ถ้าความพร้อมพรั่งของ  สงฆ์ถึงที่แล้ว สงฆ์พึงหงายบาตรแก่เจ้าวัฑฒะลิจฉวี คือ 
			<remark  id="s1b7c30l12" />ทำให้คบกับสงฆ์ได้ นี้เป็นญัตติ 
			<remark  id="s1b7c30l13" />	 ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า สงฆ์คว่ำบาตรแก่เจ้าวัฑฒะ    ลิจฉวีแล้ว คือ ไม่ให้
			<remark  id="s1b7c30l14" />คบกับสงฆ์ เธอประพฤติชอบ หายเย่อหยิ่ง  ประพฤติแก้ตัวได้ ขอการหงายบาตร
			<remark  id="s1b7c30l15" />กะสงฆ์ สงฆ์หงายบาตรแก่เจ้า    วัฑฒะลิจฉวี คือ ทำให้คบกับสงฆ์ได้ การหงายบาตร
			<remark  id="s1b7c30l16" />แก่เจ้าวัฑฒะ   ลิจฉวี คือ ทำให้คบกับสงฆ์ได้ ชอบแก่ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้นพึงเป็น  ผู้นิ่ง 
			<remark  id="s1b7c30l17" />ไม่ชอบแก่ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้นพึงพูด
			<remark  id="s1b7c30l18" />	 บาตรอันสงฆ์หงายแล้วแก่เจ้าวัฑฒะลิจฉวี คือ ทำให้คบกับสงฆ์    ได้ ชอบแก่สงฆ์ 
			<remark  id="s1b7c30l19" />เหตุนั้นจึงนิ่ง ข้าพเจ้าทรงความนี้ไว้ด้วยอย่างนี้ ฯ   
			<remark  id="s1b7c30l20" />	 [๑๑๙] ครั้นพระผู้มีพระภาคประทับอยู่ในเขตพระนครเวสาลีตามพระพุท   ธาภิรมย์แล้ว
			<remark  id="s1b7c30l21" />เสด็จจาริกทางภัคคะชนบท เสด็จจาริกโดยลำดับ ถึงภัคคะชนบท แล้ว ทราบว่า พระองค์ประทับ
			<remark  id="s1b7c30l22" />อยู่ที่เภสกฬามฤคทายวัน เขตเมืองสุงสุมารคิระ ในแคว้นภัคคะชนบทนั้น ฯ  
			<remark  id="s1b7c30l23" />	    					เรื่องโพธิราชกุมาร   
			<remark  id="s1b7c30l24" />	 [๑๒๐] สมัยนั้น ปราสาทโกกนุทของโพธิราชกุมาร สร้างเสร็จใหม่ๆ  ยังไม่มี
			<remark  id="s1b7c30l25" />สมณพราหมณ์ หรือผู้ใดผู้หนึ่งอยู่อาศัย จึงโพธิราชกุมาร รับสั่งกะมาณพสัญชิกาบุตรว่า 
			<remark  id="s1b7c30l26" />พ่อสหายสัญชิกาบุตร เธอจงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค ถวายบังคม  พระบาทด้วยเศียรเกล้า แล้ว
		</para>
	</section>
	<section id="s1b7c31" >
		<para id="s1b7c31p">
			<remark  id="s1b7c31l1" />ถามถึงพระประชวรเบาบาง พระโรคน้อย ความทรงกระปรี้กระเปร่า พระกำลัง ทรงพระสำราญ 
			<remark  id="s1b7c31l2" />ตามคำของเราว่า พระพุทธเจ้าข้า    โพธิราชกุมารขอถวายบังคมพระบาทของพระองค์ด้วยเศียรเกล้า 
			<remark  id="s1b7c31l3" />ทูลถามถึงพระ    ประชวรเบาบาง พระโรคน้อย ความทรงกระปรี้กระเปร่า พระกำลัง ทรงพระ
			<remark  id="s1b7c31l4" /> สำราญและจงทูลอาราธนาอย่างนี้ว่า ขอพระองค์พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ จงทรงรับ  ภัตตาหารของ
			<remark  id="s1b7c31l5" /> โพธิราชกุมาร เพื่อเสวยในวันพรุ่งนี้ พระพุทธเจ้าข้า มาณพสัญชิ   กาบุตรรับคำสั่งโพธิราชกุมาร
			<remark  id="s1b7c31l6" /> แล้วเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค กราบทูลปราศรัยกับพระผู้มีพระภาค ครั้นผ่านการปราศรัยพอเป็นที่
			<remark  id="s1b7c31l7" /> ชื่นชม เป็นที่ให้ระลึกถึงกันแล้วนั่งณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง กราบทูลว่า โพธิราชกุมารขอถวาย
			<remark  id="s1b7c31l8" /> บังคมพระบาท ของพระองค์ผู้เจริญด้วยเศียรเกล้า ทูลถามพระประชวรเบาบาง พระโรคน้อย 
			<remark  id="s1b7c31l9" />ทรงกระปรี้    กระเปร่า พระกำลัง ทรงพระสำราญ และกราบทูลอย่างนี้ว่า ขอพระโคดมผู้เจริญ
			<remark  id="s1b7c31l10" /> พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ จงทรงรับภัตตาหารของโพธิราชกุมาร เพื่อเสวยในวันพรุ่งนี้  พระผู้มีพระภาค
			<remark  id="s1b7c31l11" /> ทรงรับด้วยดุษณีภาพ ครั้นมาณพสัญชิกาบุตรทราบว่า พระผู้มีพระ  ภาคทรงรับอาราธนาแล้วลุก
			<remark  id="s1b7c31l12" /> จากที่นั่งเข้าไปเฝ้าโพธิราชกุมาร แล้วทูลว่า เกล้า   กระหม่อมได้กราบทูลท่านพระโคดมนั้นตามรับ
			<remark  id="s1b7c31l13" /> สั่งของพระองค์แล้วว่า โพธิราช กุมาร ขอถวายบังคมพระบาทของท่านพระโคดมผู้เจริญด้วยเศียรเกล้า 
			<remark  id="s1b7c31l14" />ทูลถามถึงพระประชวรเบาบาง พระโรคน้อย ทรงกระปรี้กระเปร่า พระกำลัง ทรงพระ สำราญ
			<remark  id="s1b7c31l15" />และกราบทูลอย่างนี้ว่า ขอพระโคดมผู้เจริญ พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ จง ทรงรับภัตตาหารของ
			<remark  id="s1b7c31l16" />โพธิราชกุมาร เพื่อเสวยในวันพรุ่งนี้ ก็แลพระสมณโคดม   ทรงรับอาราธนาแล้ว ฯ
			<remark  id="s1b7c31l17" />	 [๑๒๑] ครั้นล่วงราตรีนั้น โพธิราชกุมารรับสั่งให้ตกแต่งของเคี้ยวของฉัน  อันประณีต แล
			<remark  id="s1b7c31l18" />รับสั่งให้ปูลาดโกกนุทปราสาทด้วยผ้าขาว ตราบเท่าถึงบันไดขั้นที่สุด แล้วรับสั่งกะมาณพสัญชิกา
			<remark  id="s1b7c31l19" />บุตรว่า พ่อสหายสัญชิกาบุตร เธอจงไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค กราบทูลภัตกาลแด่พระผู้มีพระภาคว่า 
			<remark  id="s1b7c31l20" />ได้เวลาแล้ว พระพุทธเจ้าข้า   ภัตตาหารเสร็จแล้ว มาณพสัญชิกาบุตรรับคำสั่งโพธิราชกุมาร แล้ว
			<remark  id="s1b7c31l21" />เข้าไปเฝ้าพระ   ผู้มีพระภาค กราบทูลภัตกาลแด่พระผู้มีพระภาคว่า ได้เวลาแล้ว พระพุทธเจ้าข้า  
			<remark  id="s1b7c31l22" /> ภัตตาหารเสร็จแล้ว ฯ
			<remark  id="s1b7c31l23" />	 [๑๒๒] ขณะนั้นเป็นเวลาเช้า พระผู้มีพระภาคทรงครองอันตรวาสกแล้วทรงถือบาตรจีวร
			<remark  id="s1b7c31l24" />เสด็จเข้าสู่นิเวศน์ของโพธิราชกุมาร ก็แลเวลานั้น โพธิราช    กุมารกำลังประทับรอพระผู้มีพระภาค
			<remark  id="s1b7c31l25" />อยู่ ที่ซุ้มพระทวารชั้นนอก ได้ทอดพระเนตร  เห็นพระผู้มีพระภาคกำลังเสด็จมาแต่ไกล ครั้น
			<remark  id="s1b7c31l26" />แล้วเสด็จไปรับแต่ที่ไกลนั้น ถวาย บังคมพระผู้มีพระภาคให้เสด็จไปข้างหน้า ทรงดำเนินไปทาง
			<remark  id="s1b7c31l27" />โกกนุทปราสาท พระ  ผู้มีพระภาคได้ประทับยืนอยู่ใกล้บันไดขั้นแรก จึงโพธิราชกุมาร กราบทูล
		</para>
	</section>
	<section id="s1b7c32" >
		<para id="s1b7c32p">
			<remark  id="s1b7c32l1" />พระผู้มี  พระภาคว่า พระพุทธเจ้าข้า ขอพระผู้มีพระภาคจงทรงเหยียบผ้า ขอพระสุคตจงทรงเหยียบ
			<remark  id="s1b7c32l2" />ผ้า เพื่อความเกื้อกูล เพื่อความสุขแก่ข้าพระพุทธเจ้าสิ้นกาลนานเมื่อโพธิราชกุมารกราบทูลอย่างนี้
			<remark  id="s1b7c32l3" />แล้ว พระผู้มีพระภาคทรงดุษณีภาพ  
			<remark  id="s1b7c32l4" />	 แม้ครั้งที่สอง ... แม้ครั้งที่สาม โพธิราชกุมารกราบทูลพระผู้มีพระภาคว่าพระพุทธเจ้าข้า 
			<remark  id="s1b7c32l5" />ขอพระผู้มีพระภาคจงทรงเหยียบผ้า ขอพระสุคตจงทรงเหยียบผ้า เพื่อความเกื้อกูล เพื่อความสุข 
			<remark  id="s1b7c32l6" />แก่ข้าพระพุทธเจ้าสิ้นกาลนาน 
			<remark  id="s1b7c32l7" />	 ขณะนั้น พระผู้มีพระภาคทรงชำเลืองดูท่านพระอานนท์ จึงท่านพระ  อานนท์ได้ถวาย
			<remark  id="s1b7c32l8" />พรแก่โพธิราชกุมารว่า จงม้วนผ้าเถิด พระราชกุมาร พระผู้มีพระ    ภาคจักไม่ทรงเหยียบผ้า 
			<remark  id="s1b7c32l9" />พระตถาคตทรงอนุเคราะห์หมู่ชนชั้นหลัง จึงโพธิราชกุมาร  รับสั่งให้ม้วนผ้า แล้วให้ปูอาสนะ 
			<remark  id="s1b7c32l10" />ณ เบื้องบนโกกนุทปราสาท ครั้นพระผู้มีพระ   ภาคเสด็จขึ้นโกกนุทปราสาท แล้วประทับนั่งเหนือ
			<remark  id="s1b7c32l11" />อาสนะที่ปูถวายพร้อมด้วยภิกษุ  สงฆ์ จึงโพธิราชกุมารทรงอังคาสภิกษุสงฆ์ มีพระพุทธเจ้า
			<remark  id="s1b7c32l12" />เป็นประมุข ด้วย   ขาทนียโภชนียาหารอันประณีต ด้วยพระหัตถ์ของพระองค์ จนพระผู้มีพระภาค    
			<remark  id="s1b7c32l13" /> เสวยแล้ว ทรงลดพระหัตถ์จากบาตร ห้ามภัตรแล้ว ได้ประทับนั่ง ณ ที่ควรส่วน ข้างหนึ่ง พระผู้
			<remark  id="s1b7c32l14" /> มีพระภาคทรงชี้แจงให้โพธิราชกุมารเห็นแจ้ง สมาทาน อาจหาญร่าเริง ด้วยธรรมีกถา เสด็จ
			<remark  id="s1b7c32l15" /> ลุกจากอาสนะ เสด็จกลับ ฯ
			<remark  id="s1b7c32l16" />					   ทรงห้ามเหยียบแผ่นผ้า  
			<remark  id="s1b7c32l17" />	 [๑๒๓] หลังจากนั้น พระผู้มีพระภาคทรงทำธรรมีกถา ในเพราะเหตุ   เป็นเค้ามูลนั้น ใน
			<remark  id="s1b7c32l18" />เพราะเหตุแรกเกิดนั้น แล้วรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุ  ทั้งหลาย  ภิกษุไม่พึงเหยียบผืนผ้าที่ปู
			<remark  id="s1b7c32l19" />ไว้ รูปใดเหยียบ ต้องอาบัติทุกกฏ ฯ   
			<remark  id="s1b7c32l20" />	 [๑๒๔] สมัยต่อมา สตรีผู้หนึ่งปราศจากครรภ์ นิมนต์ภิกษุทั้งหลายไป   ปูผ้าแล้ว ได้กล่าว
			<remark  id="s1b7c32l21" />ว่า ท่านเจ้าข้า ขอพระคุณเจ้าจงเหยียบผ้า ภิกษุทั้งหลายรังเกียจ ไม่เหยียบ นางได้กล่าวอีกว่า 
			<remark  id="s1b7c32l22" />ท่านเจ้าข้า ขอพระคุณเจ้าจงเหยียบผ้าเพื่อประสงค์ให้เป็นมงคล ภิกษุทั้งหลายรังเกียจ ไม่เหยียบ 
			<remark  id="s1b7c32l23" />จึงสตรีผู้นั้น เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า เมื่อเขาขอเพื่อประสงค์ให้เป็นมงคล ไฉน
			<remark  id="s1b7c32l24" />พระคุณเจ้าทั้งหลายจึงไม่   เหยียบผืนผ้าที่ปูให้ ภิกษุทั้งหลายได้ยินสตรีผู้นั้น เพ่งโทษ ติเตียน 
			<remark  id="s1b7c32l25" />โพนทะนาอยู่ จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคๆ ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย
			<remark  id="s1b7c32l26" />คฤหัสถ์   ต้องการมงคล เราอนุญาตให้ผู้ที่ถูกคฤหัสถ์ขอร้องให้เหยียบเพื่อความเป็นมงคล   เหยียบ
			<remark  id="s1b7c32l27" />ผืนผ้าได้ ฯ  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b7c33" >
		<para id="s1b7c33p">
			<remark  id="s1b7c33l1" />	 [๑๒๕] สมัยต่อมา ภิกษุทั้งหลายรังเกียจที่จะเหยียบผ้าสำหรับเช็ดเท้าที่ล้างแล้ว จึง
			<remark  id="s1b7c33l2" />กราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคๆ ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย    เราอนุญาตให้
			<remark  id="s1b7c33l3" />เหยียบผ้าสำหรับเช็ดเท้าที่ล้างแล้ว ฯ 
			<remark  id="s1b7c33l4" />							ทุติยภาณวาร จบ 
			<remark  id="s1b7c33l5" />	   					__________________  
			<remark  id="s1b7c33l6" />						เรื่องนางวิสาขา มิคารมารดา    
			<remark  id="s1b7c33l7" />	 [๑๒๖] ครั้นพระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ ภัคคะชนบท ตามพระพุทธาภิรมย์ แล้วเสด็จ
			<remark  id="s1b7c33l8" />จาริกทางพระนครสาวัตถี เสด็จจาริกโดยลำดับถึงพระนครสาวัตถี  แล้ว ทราบว่าพระองค์ประทับ
			<remark  id="s1b7c33l9" />อยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกคหบดี เขตพระนครสาวัตถีนั้น ครั้งนั้น 
			<remark  id="s1b7c33l10" />นางวิสาขามิคารมารดา ถือหม้อน้ำ   ปุ่มไม้สำหรับเช็ดเท้า และไม้กวาด เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค 
			<remark  id="s1b7c33l11" />ถวายบังคมแล้ว    นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้กราบทูลว่า ขอพระองค์จงทรงรับหม้อน้ำ
			<remark  id="s1b7c33l12" /> ปุ่มไม้สำหรับเช็ดเท้า และไม้กวาดของหม่อมฉัน เพื่อประโยชน์เพื่อความสุขแก่  หม่อมฉัน 
			<remark  id="s1b7c33l13" /> สิ้นกาลนาน พระเจ้าข้า พระผู้มีพระภาคทรงรับหม้อน้ำ และไม้กวาดมิได้ทรงรับปุ่มไม้สำหรับ
			<remark  id="s1b7c33l14" /> เช็ดเท้า ครั้นพระผู้มีพระภาคทรงชี้แจงให้นางวิสาขามิคารมารดาเห็นแจ้ง สมาทาน อาจหาญ 
			<remark  id="s1b7c33l15" /> ร่าเริงด้วยธรรมีกถา นางได้ลุกจากที่นั่ง ถวายบังคม ทำประทักษิณแล้วกลับไป ฯ 
			<remark  id="s1b7c33l16" />	 [๑๒๗] ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงทำธรรมีกถา ในเพราะเหตุเป็น เค้ามูลนั้น ใน
			<remark  id="s1b7c33l17" />เพราะเหตุแรกเกิดนั้น แล้วรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุ ทั้งหลาย เราอนุญาตหม้อน้ำ และ
			<remark  id="s1b7c33l18" />ไม้กวาด ภิกษุไม่พึงใช้ปุ่มไม้สำหรับเช็ดเท้า   รูปใดใช้ ต้องอาบัติทุกกฏดูกรภิกษุทั้งหลาย เรา
			<remark  id="s1b7c33l19" />อนุญาตที่เช็ดเท้า ๓ ชนิด คือ หินกรวด ๑ กระเบื้อง ๑ หินฟองน้ำในทะเล ๑ ฯ   
			<remark  id="s1b7c33l20" />	 [๑๒๘] ต่อจากนั้นมา นางวิสาขามิคารมารดา ถือพัดโบกและบัดใบตาล เข้าไปเฝ้า
			<remark  id="s1b7c33l21" />พระผู้มีพระภาค ถวายบังคมแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ได้กราบทูลว่า ขอพระองค์
			<remark  id="s1b7c33l22" />จงทรงรับพัดโบก และพัดใบตาลของหม่อมฉัน เพื่อประโยชน์ เพื่อความสุข แก่หม่อมฉัน
			<remark  id="s1b7c33l23" />ตลอดกาลนาน  พระเจ้าข้า พระผู้มีพระภาคทรงรับพัดโบกและพัดใบตาลแล้ว ได้ทรงชี้แจงให้
			<remark  id="s1b7c33l24" />นางวิสาขามิคารมารดาเห็นแจ้ง ... ด้วยธรรมีกถา นางวิสาขา ... ทำประทักษิณแล้วกลับไป ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s1b7c34" >
		<para id="s1b7c34p">
			<remark  id="s1b7c34l1" />								   เรื่องพัด   
			<remark  id="s1b7c34l2" />	 [๑๒๙] ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงทำธรรมีกถา ในเพราะเหตุเป็น เค้ามูลนั้น ในเพราะ
			<remark  id="s1b7c34l3" />เหตุแรกเกิดนั้น แล้วรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุ ทั้งหลาย เราอนุญาตพัดโบก และพัด
			<remark  id="s1b7c34l4" />ใบตาล ฯ 
			<remark  id="s1b7c34l5" />	 [๑๓๐] สมัยนั้นไม้ปัดยุงเกิดแก่สงฆ์ ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่  พระผู้มีพระภาค
			<remark  id="s1b7c34l6" />พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตไม้ปัดยุง แส้จามรี บังเกิดแก่สงฆ์
			<remark  id="s1b7c34l7" />ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคๆ ตรัสว่า ดูกรภิกษุ ทั้งหลาย ภิกษุ
			<remark  id="s1b7c34l8" />ไม่พึงใช้แส้จามรี รูปใดใช้ ต้องอาบัติทุกกฏ   ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตพัด ๓ ชนิด คือ 
			<remark  id="s1b7c34l9" />พัดทำด้วยปอ ๑ พัด ทำด้วยแฝก ๑ พัดทำด้วยขนปีกขนหางนกยูง ๑ ฯ    
			<remark  id="s1b7c34l10" />								   เรื่องร่ม   
			<remark  id="s1b7c34l11" />	 [๑๓๑] สมัยนั้น ร่มบังเกิดแก่สงฆ์ ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่    พระผู้มีพระภาค
			<remark  id="s1b7c34l12" />พระผู้มีพระภาค ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย  เราอนุญาตร่ม ฯ  
			<remark  id="s1b7c34l13" />	 [๑๓๒] สมัยนั้น พระฉัพพัคคีย์เดินกั้นร่มเที่ยวไป ครั้งนั้น อุบาสก ผู้หนึ่งได้ไปเที่ยว
			<remark  id="s1b7c34l14" />สวนกับสาวกของอาชีวกหลายคน พวกสาวกของอาชีวกเหล่านั้น  ได้เห็นพระฉัพพัคคีย์เดินกั้นร่ม
			<remark  id="s1b7c34l15" />มาแต่ไกล ครั้นแล้วได้กล่าวกะอุบาสกผู้นั้นว่าพระคุณเจ้าเหล่านี้ เป็นผู้เจริญของพวกท่าน เดิน
			<remark  id="s1b7c34l16" />กั้นร่มมาคล้ายมหาอำมาตย์โหราจารย์ อุบาสกผู้นั้นกล่าวว่า นั่นมิใช่ภิกษุ เป็นปริพาชก ขอรับ 
			<remark  id="s1b7c34l17" />พวกเขา    แคลงใจว่า ภิกษุหรือมิใช่ภิกษุ ครั้นอุบาสกเข้าไปใกล้ ก็จำได้ จึงเพ่งโทษติเตียน 
			<remark  id="s1b7c34l18" />โพนทะนาว่า ไฉน พระคุณเจ้าทั้งหลายจึงเดินกั้นร่ม ภิกษุทั้งหลายได้   ยินอุบาสกนั้น เพ่งโทษ
			<remark  id="s1b7c34l19" />ติเตียน โพนทะนาอยู่ จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มี  พระภาคๆ ตรัสถามว่า ดูกรภิกษุ
			<remark  id="s1b7c34l20" />ทั้งหลาย ข่าวว่า ... จริงหรือ  
			<remark  id="s1b7c34l21" />	 ภิกษุเหล่านั้นกราบทูลว่า จริงพระพุทธเจ้าข้า 
			<remark  id="s1b7c34l22" />	 พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงติเตียน ... ครั้นแล้วทรงทำธรรมีกถา รับสั่งกะ ภิกษุทั้งหลายว่า 
			<remark  id="s1b7c34l23" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงกั้นร่ม รูปใดกั้น ต้องอาบัติทุกกฏ ฯ   
			<remark  id="s1b7c34l24" />	 [๑๓๓] สมัยต่อมา ภิกษุรูปหนึ่งอาพาธ เธอเว้นร่มแล้วไม่สบาย ภิกษุ   ทั้งหลายกราบทูล
			<remark  id="s1b7c34l25" />เรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคๆ ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรา  อนุญาตร่มแก่ภิกษุ
			<remark  id="s1b7c34l26" />อาพาธ ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s1b7c35" >
		<para id="s1b7c35p">
			<remark  id="s1b7c35l1" />	 [๑๓๔] สมัยต่อมา ภิกษุทั้งหลายทราบว่า พระผู้มีพระภาคทรงอนุญาต  ร่มแก่ภิกษุอาพาธ
			<remark  id="s1b7c35l2" />เท่านั้น ไม่ได้ทรงอนุญาตแก่ภิกษุไม่อาพาธ จึงรังเกียจที่จะกั้น   ร่มในวัดและอุปจารของวัด ภิกษุ
			<remark  id="s1b7c35l3" />ทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค   
			<remark  id="s1b7c35l4" />	 พระผู้มีพระภาค ... ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ภิกษุแม้ไม่  อาพาธกั้นร่มในวัด 
			<remark  id="s1b7c35l5" />หรือในอุปจารของวัดได้ ฯ   
			<remark  id="s1b7c35l6" />	 							เรื่องไม้เท้า 
			<remark  id="s1b7c35l7" />	 [๑๓๕] สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งวางบาตรไว้ในสาแหรก แล้วห้อยไว้ที่    ไม้เท้า เดินผ่านไป
			<remark  id="s1b7c35l8" />ทางประตูบ้านแห่งหนึ่งในเวลาพลบค่ำ ชาวบ้านบอกกันว่า  พวกเรา นั่นโจรกำลังเดินไป ดาบของ
			<remark  id="s1b7c35l9" />มันส่องแสงวาว แล้วตามไล่ไปจับตัวได้   รู้แล้วปล่อยไป ครั้นภิกษุนั้นไปถึงวัดแล้ว แจ้งเรื่องนั้น
			<remark  id="s1b7c35l10" />แก่ภิกษุทั้งหลายๆ ถาม   ว่า ก็คุณถือไม้เท้ากับสาแหรกหรือ ภิกษุนั้นรับว่า ถูกแล้ว 
			<remark  id="s1b7c35l11" />ขอรับ บรรดาภิกษุ  ที่เป็นผู้มักน้อย ... ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉน ภิกษุจึงได้ถือไม้เท้า
			<remark  id="s1b7c35l12" />กับสาแหรกเล่า แล้วกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค พระผู้มีพระภาคทรง ติเตียน ... ครั้นแล้ว
			<remark  id="s1b7c35l13" />ทรงทำธรรมีกถารับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย   ภิกษุไม่พึงถือไม้เท้ากับสาแหรก รูปใด
			<remark  id="s1b7c35l14" />ถือ ต้องอาบัติทุกกฏ ฯ  
			<remark  id="s1b7c35l15" />	 [๑๓๖] สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งอาพาธ ปราศจากไม้เท้า ไม่สามารถจะเดินไปไหนได้ 
			<remark  id="s1b7c35l16" />ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคๆ ตรัสว่า ดูกร ภิกษุทั้งหลาย เรา
			<remark  id="s1b7c35l17" />อนุญาตให้สมมติไม้เท้าแก่ภิกษุอาพาธ ฯ 
			<remark  id="s1b7c35l18" />	 [๑๓๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แล สงฆ์พึงให้สมมติไม้เท้าอย่างนี้:   
			<remark  id="s1b7c35l19" />	 ภิกษุอาพาธนั้นพึงเข้าไปหาสงฆ์ ห่มผ้าอุตราสงค์เฉวียงบ่า ไหว้เท้าภิกษุ  ผู้แก่กว่า นั่ง
			<remark  id="s1b7c35l20" />กระหย่งประคองอัญชลี แล้วกล่าวคำขออย่างนี้ ว่าดังนี้: 
			<remark  id="s1b7c35l21" />	 ท่านเจ้าข้า ข้าพเจ้าอาพาธ ไม่ใช้ไม้เท้าไม่สามารถไปไหนได้ ท่านเจ้าข้า  ข้าพเจ้านั้นขอ
			<remark  id="s1b7c35l22" />ทัณฑสมมติ กะสงฆ์    
			<remark  id="s1b7c35l23" />	 พึงขอแม้ครั้งที่สอง พึงขอแม้ครั้งที่สาม ฯ   
			<remark  id="s1b7c35l24" />	 [๑๓๘] ภิกษุผู้ฉลาด ผู้สามารถ พึงประกาศให้สงฆ์ทราบด้วยญัตติ ทุติยกรรมวาจา 
			<remark  id="s1b7c35l25" />ว่าดังนี้:   
		</para>
	</section>
	<section id="s1b7c36" >
		<para id="s1b7c36p">
			<remark  id="s1b7c36l1" />	  			กรรมวาจาให้ทัณฑสมมติ   
			<remark  id="s1b7c36l2" />	 ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ภิกษุมีชื่อนี้รูปนี้อาพาธ  ไม่ใช้ไม้เท้าไม่
			<remark  id="s1b7c36l3" />สามารถจะไปไหนได้ เธอขอทัณฑสมมติกะสงฆ์ ถ้า  ความพร้อมพรั่งของสงฆ์ถึงที่แล้ว 
			<remark  id="s1b7c36l4" />สงฆ์พึงให้ทัณฑสมมติแก่ภิกษุมีชื่อนี้  นี้เป็นญัตติ  
			<remark  id="s1b7c36l5" />	 ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ภิกษุมีชื่อนี้รูปนี้อาพาธ   ไม่ใช้ไม้เท้าไม่
			<remark  id="s1b7c36l6" />สามารถจะไปไหนได้ เธอขอทัณฑสมมติกะสงฆ์ สงฆ์ ให้ทัณฑสมมติแก่ภิกษุมีชื่อนี้ 
			<remark  id="s1b7c36l7" />การให้ทัณฑสมมติแก่ภิกษุมีชื่อนี้ ชอบ    แก่ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้นพึงเป็นผู้นิ่ง ไม่ชอบแก่
			<remark  id="s1b7c36l8" />ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้น พึงพูด   
			<remark  id="s1b7c36l9" />	 ทัณฑสมมติ อันสงฆ์ให้แล้วแก่ภิกษุมีชื่อนี้ ชอบแก่สงฆ์ เหตุ   นั้นจึงนิ่ง ข้าพเจ้า
			<remark  id="s1b7c36l10" />ทรงความนี้ไว้ ด้วยอย่างนี้ ฯ 
			<remark  id="s1b7c36l11" />	 [๑๓๙] สมัยต่อมา ภิกษุรูปหนึ่งอาพาธ ไม่ใช้สาแหรก ไม่สามารถ   จะนำบาตรไปได้ 
			<remark  id="s1b7c36l12" />ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคๆ ตรัสว่าดูกรภิกษุทั้งหลาย 
			<remark  id="s1b7c36l13" />เราอนุญาตให้สมมติสาแหรกแก่ภิกษุอาพาธ ฯ   
			<remark  id="s1b7c36l14" />	 [๑๔๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แล สงฆ์พึงให้สมมติอย่างนี้  
			<remark  id="s1b7c36l15" />	 ภิกษุอาพาธนั้น พึงเข้าไปหาสงฆ์ ห่มผ้าอุตราสงค์เฉวียงบ่า ไหว้เท้า ภิกษุผู้แก่กว่า นั่งกระเหย่ง
			<remark  id="s1b7c36l16" />ประคองอัญชลี แล้วกล่าวคำขออย่างนี้ ว่าดังนี้:
			<remark  id="s1b7c36l17" />							คำขอสิกกาสมมติ 
			<remark  id="s1b7c36l18" />	 ท่านเจ้าข้า ข้าพเจ้าอาพาธ ไม่มีสาแหรกไม่สามารถจะนำบาตรไปได้ ท่านเจ้าข้า ข้าพเจ้านั้น
			<remark  id="s1b7c36l19" />ขอสิกกาสมมติกะสงฆ์  
			<remark  id="s1b7c36l20" />	 พึงขอแม้ครั้งที่สอง พึงขอแม้ครั้งที่สาม ฯ   
			<remark  id="s1b7c36l21" />	 [๑๔๑] ภิกษุผู้ฉลาด ผู้สามารถ พึงประกาศให้สงฆ์ทราบด้วยญัตติทุติย กรรมวาจา ว่า
			<remark  id="s1b7c36l22" />ดังนี้:   
			<remark  id="s1b7c36l23" />	  				กรรมวาจาให้สิกกาสมมติ  
			<remark  id="s1b7c36l24" />	 ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ภิกษุมีชื่อนี้รูปนี้อาพาธ  ไม่ใช้สาแหรกไม่
			<remark  id="s1b7c36l25" />สามารถจะนำบาตรไปได้ เธอขอสิกกาสมมติกะสงฆ์    ถ้าความพร้อมพรั่งของสงฆ์ถึงที่
			<remark  id="s1b7c36l26" />แล้ว สงฆ์พึงให้สิกกาสมมติแก่ภิกษุมีชื่อนี้ นี้เป็นญัตติ    
		</para>
	</section>
	<section id="s1b7c37" >
		<para id="s1b7c37p">
			<remark  id="s1b7c37l1" />	 ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ภิกษุมีชื่อนี้รูปนี้อาพาธ   ไม่ใช้สาแหรกไม่
			<remark  id="s1b7c37l2" />สามารถจะนำบาตรไปได้ เธอขอสิกกาสมมติกะสงฆ์    สงฆ์ให้สิกกาสมมติแก่ภิกษุมีชื่อนี้ 
			<remark  id="s1b7c37l3" />การให้สิกกาสมมติแก่ภิกษุมีชื่อนี้  ชอบแก่ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้นพึงเป็นผู้นิ่ง ไม่ชอบแก่
			<remark  id="s1b7c37l4" />ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้นพึงพูด 
			<remark  id="s1b7c37l5" />	 สิกกาสมมติ อันสงฆ์ให้แล้วแก่ภิกษุมีชื่อนี้ ชอบแก่สงฆ์ เหตุ  นั้นจึงนิ่ง ข้าพเจ้า
			<remark  id="s1b7c37l6" />ทรงความนี้ไว้ ด้วยอย่างนี้ ฯ 
			<remark  id="s1b7c37l7" />	 [๑๔๒] สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งอาพาธ ไม่ใช้ไม้เท้าไม่สามารถจะไปไหน  ได้ และไม่ใช้
			<remark  id="s1b7c37l8" />สาแหรกไม่สามารถนำบาตรไปได้ ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค พรผู้มีพระ
			<remark  id="s1b7c37l9" />ภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้สมมติไม้เท้าและ   สาแหรกแก่ภิกษุอาพาธ
			<remark  id="s1b7c37l10" />	 ก็แล สงฆ์พึงให้สมมติอย่างนี้ ภิกษุอาพาธนั้นพึงเข้าไปหาสงฆ์ ห่มผ้าอุตราสงค์เฉวียงบ่า 
			<remark  id="s1b7c37l11" />ไหว้เท้าภิกษุผู้แก่กว่า นั่งกระหย่งประคองอัญชลี แล้วกล่าว    คำขออย่างนี้ ว่าดังนี้:
			<remark  id="s1b7c37l12" />	   						คำขอทัณฑสิกกาสมมติ    
			<remark  id="s1b7c37l13" />	 ท่านเจ้าข้า ข้าพเจ้าอาพาธ ไม่ใช้ไม้เท้าไม่สามารถจะไปไหนได้ และ   ไม่ใช้สาแหรกไม่
			<remark  id="s1b7c37l14" />สามารถจะนำบาตรไปได้ ท่านเจ้าข้า ข้าพเจ้านั้นขอทัณฑสิกกา    สมมติกะสงฆ์  
			<remark  id="s1b7c37l15" />	 พึงขอแม้ครั้งที่สอง พึงขอแม้ครั้งที่สาม ฯ   
			<remark  id="s1b7c37l16" />	 [๑๔๓] ภิกษุผู้ฉลาด ผู้สามารถ พึงประกาศให้สงฆ์ทราบด้วยญัตติทุติย กรรมวาจา ว่า
			<remark  id="s1b7c37l17" />ดังนี้:   
			<remark  id="s1b7c37l18" />						กรรมวาจาให้ทัณฑสิกกาสมมติ
			<remark  id="s1b7c37l19" />	 ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ภิกษุมีชื่อนี้รูปนี้อาพาธ  ไม่ใช้ไม้เท้าไม่
			<remark  id="s1b7c37l20" />สามารถจะเดินไปไหนได้ และไม่ใช้สาแหรกไม่    สามารถจะนำบาตรไปได้ เธอขอ
			<remark  id="s1b7c37l21" />ทัณฑสิกกาสมมติกะสงฆ์ ถ้าความ  พร้อมพรั่งของสงฆ์ถึงที่แล้ว สงฆ์พึงให้ทัณฑสิกกา
			<remark  id="s1b7c37l22" />สมมติแก่ภิกษุมีชื่อนี้ นี้เป็นญัตติ  
			<remark  id="s1b7c37l23" />	 ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ภิกษุมีชื่อนี้รูปนี้อาพาธ   ไม่ใช้ไม้เท้าไม่
			<remark  id="s1b7c37l24" />สามารถเดินไปไหนได้ และไม่ใช้สาแหรกไม่สามารถจะนำบาตรไปได้ เธอขอทัณฑ
			<remark  id="s1b7c37l25" />สิกกาสมมติกะสงฆ์ สงฆ์ให้ทัณฑสิกกา   สมมติแก่ภิกษุมีชื่อนี้ การให้ทัณฑสิกกาสมมติแก่
		</para>
	</section>
	<section id="s1b7c38" >
		<para id="s1b7c38p">
			<remark  id="s1b7c38l1" />ภิกษุมีชื่อนี้ ชอบแก่  ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้นพึงเป็นผู้นิ่ง ไม่ชอบแก่ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้น
			<remark  id="s1b7c38l2" />พึงพูด  
			<remark  id="s1b7c38l3" />	 ทัณฑสิกกาสมมติ อันสงฆ์ให้แล้วแก่ภิกษุมีชื่อนี้ ชอบแก่สงฆ์   เหตุนั้นจึงนิ่ง
			<remark  id="s1b7c38l4" />ข้าพเจ้าทรงความนี้ไว้ ด้วยอย่างนี้ ฯ  
			<remark  id="s1b7c38l5" />	 						เรื่องการอ้วกและการเก็บอาหาร
			<remark  id="s1b7c38l6" />	 [๑๔๔] สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งเป็นโรคเรอ เธอเรออ้วกแล้วกลับกลืน    เข้าไป ภิกษุ
			<remark  id="s1b7c38l7" />ทั้งหลาย เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ภิกษุนี้ฉันอาหารในเวลาวิกาล  แล้วกราบทูลเรื่องนั้น
			<remark  id="s1b7c38l8" />แด่พระผู้มีพระภาคๆ ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย   ภิกษุรูปนี้จุติมาจากกำเนิดโคไม่นาน
			<remark  id="s1b7c38l9" />เราอนุญาตอาหารที่อ้วกแก่ภิกษุผู้มักอ้วก แต่  ออกมานอกปากแล้วไม่พึงกลืนเข้าไป รูปใดกลืน
			<remark  id="s1b7c38l10" />เข้าไป พึงปรับตามธรรม ฯ
			<remark  id="s1b7c38l11" />	 [๑๔๕] สมัยนั้น สังฆภัตรเกิดแก่สงฆ์หมู่หนึ่ง เมล็ดข้าวเป็นอันมาก  กลาดเกลื่อนใน
			<remark  id="s1b7c38l12" />โรงอาหาร ชาวบ้านเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า เมื่อเขาถวาย  ข้าวสุก ไฉนพระสมณะเชื้อสาย
			<remark  id="s1b7c38l13" />พระศากยบุตรจึงได้ไม่รับโดยเคารพ ข้าวแต่ละ   เมล็ดจะสำเร็จได้ด้วยการกระทำหลายครั้ง ภิกษุ
			<remark  id="s1b7c38l14" />ทั้งหลายได้ยินชาวบ้านพวกนั้น    เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาอยู่ จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มี
			<remark  id="s1b7c38l15" />พระภาค  พระผู้มีพระภาค ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย สิ่งใดทายกถวายตกหล่น เราอนุญาตให้เก็บ
			<remark  id="s1b7c38l16" />สิ่งนั้นฉันเอง  ได้ ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะของนั้นทายกบริจาคแล้ว ฯ   
			<remark  id="s1b7c38l17" />	 							เรื่องการไว้เล็บและตัดเล็บ
			<remark  id="s1b7c38l18" />	 [๑๔๖] สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งไว้เล็บยาวเที่ยวบิณฑบาต สตรีผู้หนึ่งเห็น  เข้า จึงได้กล่าว
			<remark  id="s1b7c38l19" />ชวนภิกษุรูปนั้นว่า ท่านเจ้าข้า นิมนต์มาเสพเมถุน ภิกษุนั้นตอบ    ว่า อย่าเลย น้องหญิง 
			<remark  id="s1b7c38l20" />เรื่องเช่นนี้ไม่สมควร  
			<remark  id="s1b7c38l21" />	 ส. ถ้าท่านไม่เสพ ดิฉันจักหยิกข่วนเนื้อตัวด้วยเล็บของดิฉัน แล้วร้อง    โวยวายขึ้นใน
			<remark  id="s1b7c38l22" />บัดนี้ว่า ภิกษุนี้ข่มขืนดิฉัน   
			<remark  id="s1b7c38l23" />	 ภิ. จงรู้เองเถิด น้องหญิง    
			<remark  id="s1b7c38l24" />	 สตรีผู้นั้นหยิกข่วนเนื้อตัวของตนด้วยเล็บ แล้วได้ร้องโวยวายขึ้นว่า ภิกษุ    นี้ข่มขืนเรา 
			<remark  id="s1b7c38l25" />ชาวบ้านได้วิ่งเข้าไปจับกุมภิกษุนั้น พวกเขาได้เห็นผิวหนังและเลือด   ที่เล็บมือของสตรีผู้นั้น ครั้น
			<remark  id="s1b7c38l26" />แล้วลงความเห็นว่า การกระทำนี้ของสตรีผู้นี้ต่างหาก ภิกษุไม่ใช่เป็นผู้กระทำ แล้วปล่อยภิกษุนั้นไป 
		</para>
	</section>
	<section id="s1b7c39" >
		<para id="s1b7c39p">
			<remark  id="s1b7c39l1" />ครั้นภิกษุนั้นไปถึงวัดแล้ว ได้เล่าเรื่องนั้นแก่ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุทั้งหลายถามว่า ก็คุณไว้เล็บยาว
			<remark  id="s1b7c39l2" />หรือ ภิกษุรูป นั้นรับว่า เป็นอย่างนั้น ขอรับ บรรดาภิกษุที่เป็นผู้มักน้อย ... ต่างก็เพ่งโทษ    ติเตียน
			<remark  id="s1b7c39l3" />โพนทะนาว่า ไฉน ภิกษุจึงได้ไว้เล็บยาว  แล้วกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระ  ผู้มีพระภาค ... ตรัสว่า ดูกร
			<remark  id="s1b7c39l4" />ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงไว้เล็บยาว รูปใดไว้ ต้อง   อาบัติทุกกฏ ฯ 
			<remark  id="s1b7c39l5" />	 [๑๔๗] สมัยนั้น ภิกษุทั้งหลายตัดเล็บมือด้วยเล็บมือบ้าง ตัดเล็บมือ ด้วยปากบ้าง ครูด
			<remark  id="s1b7c39l6" />เล็บมือที่ฝาผนังบ้าง นิ้วมือเจ็บ ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่   พระผู้มีพระภาค ... ตรัสว่า ดูกร
			<remark  id="s1b7c39l7" />ภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตมีดตัดเล็บภิกษุทั้งหลายตัดเล็บจนเลือดออก นิ้วมือเจ็บ ... ตรัสว่า
			<remark  id="s1b7c39l8" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรา    อนุญาตให้ตัดเล็บเสมอเนื้อ ฯ  
			<remark  id="s1b7c39l9" />									 เรื่องขัดเล็บ 
			<remark  id="s1b7c39l10" />	 [๑๔๘] สมัยต่อมา พระฉัพพัคคีย์วานกันให้ขัดเล็บทั้ง ๒๐ นิ้ว ชาวบ้านเพ่งโทษ ติเตียน
			<remark  id="s1b7c39l11" />โพนทะนาว่า ... เหมือนพวกคฤหัสถ์ผู้บริโภคกาม ภิกษุทั้งหลาย  กราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค
			<remark  id="s1b7c39l12" />พระผู้มีพระภาค ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงวาน กันให้ขัดเล็บทั้ง ๒๐ นิ้ว รูปใดให้ขัด
			<remark  id="s1b7c39l13" />ต้องอาบัติทุกกฏ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้แคะขี้เล็บได้ ฯ
			<remark  id="s1b7c39l14" />									 เรื่องมีดโกน  
			<remark  id="s1b7c39l15" />	 [๑๔๙] สมัยนั้น ภิกษุทั้งหลายมีผมยาว ได้กราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มี พระภาค พระผู้
			<remark  id="s1b7c39l16" />มีพระภาคตรัสถามว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุสามารถจะปลงผมให้แก่กันได้   หรือ ภิกษุทั้งหลาย
			<remark  id="s1b7c39l17" />กราบทูลว่า สามารถ พระพุทธเจ้าข้า ลำดับนั้น พระผู้มีพระ   ภาครับสั่งให้ประชุมภิกษุสงฆ์ในเพราะ
			<remark  id="s1b7c39l18" />เหตุเป็นเค้ามูลนั้น ในเพราะเหตุแรก เกิดนั้น ... รับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรา
			<remark  id="s1b7c39l19" />อนุญาตมีดโกน หิน    ลับมีดโกน ฝักมีดโกน ผ้าพันมีดโกน เครื่องมีดโกนทุกอย่าง ฯ   
			<remark  id="s1b7c39l20" />								เรื่องแต่งหนวด 
			<remark  id="s1b7c39l21" />	 [๑๕๐] สมัยนั้น พระฉัพพัคคีย์วานกันตัดหนวด ปล่อยหนวดไว้ให้ยาว  ไว้เครา แต่ง
			<remark  id="s1b7c39l22" />หนวดเป็นสี่เหลี่ยม ขมวดกลุ่มขนหน้าอก ไว้กลุ่มขนท้อง ไว้หนวด    เป็นเขี้ยวโง้ง โกนขนใน
			<remark  id="s1b7c39l23" />ที่แคบ ชาวบ้านเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ...    เหมือนพวกคฤหัสถ์ผู้บริโภคกาม ... ภิกษุทั้งหลาย
			<remark  id="s1b7c39l24" />กราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระ  ภาค ... ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงตัดหนวด ไม่พึงปล่อย
			<remark  id="s1b7c39l25" />หนวดไว้ให้ ยาว ไม่พึงไว้เครา ไม่พึงแต่งหนวดเป็นสี่เหลี่ยม ไม่พึงขมวดกลุ่มขนหน้าอก  ไม่พึง
			<remark  id="s1b7c39l26" />ไว้กลุ่มขนท้อง ไม่พึงไว้หนวดเป็นเขี้ยวโง้ง ไม่พึงโกนขนในที่แคบ รูปใด โกน ต้องอาบัติทุกกฏ ฯ   
		</para>
	</section>
	<section id="s1b7c40" >
		<para id="s1b7c40p">
			<remark  id="s1b7c40l1" />	   						เรื่องโกนขนในที่แคบ   
			<remark  id="s1b7c40l2" />	 [๑๕๑] สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งเป็นแผลในที่แคบ ทายาไม่ติด ... ภิกษุ ทั้งหลายกราบทูล
			<remark  id="s1b7c40l3" />เรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคๆ ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรา  อนุญาตให้โกนขนใน
			<remark  id="s1b7c40l4" />ที่แคบได้ เพราะเหตุอาพาธ ฯ  
			<remark  id="s1b7c40l5" />	 [๑๕๒] สมัยนั้น พระฉัพพัคคีย์ใช้กันและกันให้ตัดผมด้วยกรรไกร  ชาวบ้าน เพ่งโทษ
			<remark  id="s1b7c40l6" />ติเตียน โพนทะนาว่า ... เหมือนพวกคฤหัสถ์ผู้บริโภคกาม ...    ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้
			<remark  id="s1b7c40l7" />มีพระภาค ... ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย   ภิกษุไม่พึงให้ตัดผมด้วยกรรไกร รูปใดให้ตัด ต้องอาบัติ
			<remark  id="s1b7c40l8" />ทุกกฏ ฯ
			<remark  id="s1b7c40l9" />	 [๑๕๓] สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งเป็นแผลที่ศีรษะ ไม่อาจปลงผมด้วยมีด   ภิกษุทั้งหลาย
			<remark  id="s1b7c40l10" />กราบทูลเรื่องนั้นแด่พระภาคๆ ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาต    ให้ตัด
			<remark  id="s1b7c40l11" />ผมด้วยกรรไกรได้ เพราะเหตุอาพาธ ฯ 
			<remark  id="s1b7c40l12" />	    						เรื่องไว้ขนจมูกยาว   
			<remark  id="s1b7c40l13" />	 [๑๕๔] สมัยนั้น ภิกษุทั้งหลายปล่อยขนจมูกไว้ยาว ชาวบ้าน เพ่งโทษ    ติเตียน โพน
			<remark  id="s1b7c40l14" />ทะนาว่า ... เหมือนพวกปีศาจ ... ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค พระผู้มีพระภาค
			<remark  id="s1b7c40l15" />ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงไว้ขนจมูกยาว รูปใดไว้ ต้องอาบัติทุกกฏ ฯ  
			<remark  id="s1b7c40l16" />	 [๑๕๕] สมัยนั้น ภิกษุทั้งหลายให้ถอนขนจมูกด้วยกรวดบ้าง ด้วยขี้ผึ้ง บ้าง จมูกเจ็บ ... 
			<remark  id="s1b7c40l17" />ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตแหนบ ฯ
			<remark  id="s1b7c40l18" />	 [๑๕๖] สมัยนั้น พระฉัพพัคคีย์ใช้กันถอนผมหงอก ชาวบ้าน เพ่งโทษ ติเตียน โพน
			<remark  id="s1b7c40l19" />ทะนาว่า ... เหมือนพวกคฤหัสถ์ผู้บริโภคกาม ... ภิกษุทั้งหลาย กราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค ... 
			<remark  id="s1b7c40l20" />ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงให้ ถอนผมหงอก รูปใดให้ถอน ต้องอาบัติทุกกฏ ฯ
			<remark  id="s1b7c40l21" />	 [๑๕๗] สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งมีขี้หูจุกช่องหู ... ภิกษุทั้งหลายกราบทูล เรื่องนั้นแด่พระผู้มี
			<remark  id="s1b7c40l22" />พระภาค ... ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตไม้แคะหู ฯ  
			<remark  id="s1b7c40l23" />	 [๑๕๘] สมัยนั้น พระฉัพพัคคีย์ใช้ไม้แคะหูต่างๆ คือ ทำด้วยทอง  ทำด้วยเงิน ชาวบ้าน
			<remark  id="s1b7c40l24" />เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ... เหมือนพวกคฤหัสถ์    ผู้บริโภคกาม ... ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้น
			<remark  id="s1b7c40l25" />แด่พระผู้มีพระภาค ... ตรัสว่า    ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงใช้ไม้แคะหูต่างๆ รูปใดใช้ ต้องอาบัติ
			<remark  id="s1b7c40l26" />ทุกกฏ เรา อนุญาตไม้แคะหูที่ทำด้วยกระดูก งา เขา ไม้อ้อ ไม้ไผ่ ไม้จริง ยางไม้ เมล็ดผลไม้   
			<remark  id="s1b7c40l27" /> โลหะ กระดองสังข์ ฯ 
		</para>
	</section>
	<section id="s1b7c41" >
		<para id="s1b7c41p">
			<remark  id="s1b7c41l1" />	 				ทรงห้ามสั่งสมเครื่องโลหะเครื่องสัมฤทธิ์
			<remark  id="s1b7c41l2" />	 [๑๕๙] ก็โดยสมัยนั้นแล พระฉัพพัคคีย์สั่งสมเครื่องโลหะ เครื่องทอง  สัมฤทธิ์ไว้เป็น
			<remark  id="s1b7c41l3" />อันมาก ชาวบ้านไปเที่ยวชมตามวิหารพบเข้า แล้วเพ่งโทษ ติเตียน  โพนทะนาว่า ไฉน พระสมณะ
			<remark  id="s1b7c41l4" />เชื้อสายพระศากยบุตรจึงได้สั่งสมเครื่องโลหะ เครื่องทองสัมฤทธิ์ ไว้มากมายคล้ายพ่อค้าขายเครื่อง
			<remark  id="s1b7c41l5" />ทองสัมฤทธิ์ ... ภิกษุทั้งหลาย  กราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค ... ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุ
			<remark  id="s1b7c41l6" />ไม่พึง   สั่งสมเครื่องโลหะ เครื่องทองสัมฤทธิ์ รูปใดสั่งสม ต้องอาบัติทุกกฏ ฯ   
			<remark  id="s1b7c41l7" />	 [๑๖๐] สมัยนั้น ภิกษุทั้งหลายรังเกียจกล่องยาตา ไม้ป้ายยาตา ไม้แคะหู    ซึ่งเพียงห่อ
			<remark  id="s1b7c41l8" />รวมกันไว้ จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค ... ตรัสว่า ดูกรภิกษุ    ทั้งหลาย เราอนุญาตกล่อง
			<remark  id="s1b7c41l9" />ยาตา ไม้ป้ายยาตา ไม้แคะหู เพียงห่อรวมกันไว้ ฯ 
			<remark  id="s1b7c41l10" />	 [๑๖๑] สมัยนั้น พระฉัพพัคคีย์นั่งรัดเข่าด้วยผ้าสังฆาฏิ แผ่นผ้าสังฆาฏิ  หลุด ภิกษุ
			<remark  id="s1b7c41l11" />ทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค ... ตรัสว่า ดูกรภิกษุ ทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงนั่งรัดเข่าด้วยผ้า
			<remark  id="s1b7c41l12" />สังฆาฏิ รูปใดนั่ง ต้องอาบัติทุกกฏ ฯ 
			<remark  id="s1b7c41l13" />	 [๑๖๒] สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งอาพาธ เธอเว้นผ้ารัดเข่าเสียไม่สบาย ...    ภิกษุทั้งหลาย
			<remark  id="s1b7c41l14" />กราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค ... ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย   เราอนุญาตผ้ารัดเข่า ภิกษุทั้งหลาย
			<remark  id="s1b7c41l15" />สงสัยว่า เราจะพึงรู้ได้อย่างไรว่าเป็นผ้ารัดเข่าจึงได้กราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค ... ตรัสว่า 
			<remark  id="s1b7c41l16" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตไม้สะดึงที่แผ่ด้วย ฟืม ด้ายพัน ไม้สลักทอ และเครื่องหูกทุกอย่าง ฯ
			<remark  id="s1b7c41l17" />							เรื่องประคดเอว 
			<remark  id="s1b7c41l18" />	 [๑๖๓] สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งไม่ได้คาดรัดประคด เข้าบ้านไปบิณฑบาต  ผ้าสบงของ
			<remark  id="s1b7c41l19" />เธอหลุดที่ถนน ชาวบ้านเห็นแล้วพากันโห่ ภิกษุนั้นกระดากอาย ครั้น    ไปถึงวัดแล้ว เล่าเรื่องนั้น
			<remark  id="s1b7c41l20" />แก่ภิกษุทั้งหลายๆ กราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค ...  ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่มีรัด
			<remark  id="s1b7c41l21" />ประคดไม่พึงเข้าบ้าน รูปใดเข้าบ้าน   ต้องอาบัติทุกกฏ เราอนุญาตผ้ารัดประคด ฯ 
			<remark  id="s1b7c41l22" />	 [๑๖๔] สมัยนั้น พระฉัพพัคคีย์ใช้ผ้าประคดต่างๆ คือ ประคดถักเชือก   หลายเส้น 
			<remark  id="s1b7c41l23" />ประคดถักเป็นศีรษะงูน้ำ ประคดกลมคล้ายเกลียวเชือก ประคดคล้าย   สังวาล ชาวบ้าน เพ่งโทษ 
			<remark  id="s1b7c41l24" />ติเตียน โพนทะนาว่า ... เหมือนพวกคฤหัสถ์ผู้บริโภค    กาม ... ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระ
			<remark  id="s1b7c41l25" />ผู้มีพระภาค พระผู้มีพระภาค ... เส้น ประคดถักเป็นศีรษะงูน้ำ ประคดกลมคล้ายเกลียวเชือก ประคดคล้าย
		</para>
	</section>
	<section id="s1b7c42" >
		<para id="s1b7c42p">
			<remark  id="s1b7c42l1" />สังวาล   รูปใดใช้ ต้องอาบัติทุกกฏดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตประคด ๒ ชนิด คือ 
			<remark  id="s1b7c42l2" />ประคดแผ่นผ้า ๑  ประคดกลมดังไส้สุกร ๑ ...
			<remark  id="s1b7c42l3" />	ชายผ้าประคดเก่า ... ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรา อนุญาตให้ถักกลมคล้ายเกลียวเชือก 
			<remark  id="s1b7c42l4" />ให้ถักคล้ายสังวาลได้ ปลายประคดเก่า ...ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตเย็บทบเข้ามา
			<remark  id="s1b7c42l5" />ถักเป็นห่วง ที่สุดห่วงประคดเก่า ... ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตลูกถวิล ฯ 
			<remark  id="s1b7c42l6" />								เรื่องลูกถวิล 
			<remark  id="s1b7c42l7" />	 [๑๖๕] สมัยนั้น พระฉัพพัคคีย์ใช้ลูกถวิลต่างๆ คือ ทำด้วยทอง ทำ  ด้วยเงิน ชาว
			<remark  id="s1b7c42l8" />บ้านเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า เหมือนพวกคฤหัสถ์ผู้บริโภค  กาม ... ภิกษุทั้งหลายกราบทูล
			<remark  id="s1b7c42l9" />เรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค พระผู้มีพระภาค ... ตรัสว่า   ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงใช้ลูกถวิล
			<remark  id="s1b7c42l10" />ต่างๆ รูปใดใช้ ต้องอาบัติทุกกฏดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตลูกถวิล ทำด้วยกระดูก งา 
			<remark  id="s1b7c42l11" />เขา ไม้อ้อ    ไม้ไผ่ ... กระดองสังข์ เส้นด้าย ฯ 
			<remark  id="s1b7c42l12" />								  เรื่องลูกดุม 
			<remark  id="s1b7c42l13" />	 [๑๖๖] สมัยนั้น ท่านพระอานนท์ห่มผ้าสังฆาฏิเนื้อบางเข้าบ้านบิณฑบาต สังฆาฏิของ
			<remark  id="s1b7c42l14" />ท่านถูกลมหัวด้วนพัดเลิกขึ้น ครั้นท่านกลับถึงอารามแล้ว ได้แจ้งเรื่อง   นั้นแก่ภิกษุทั้งหลายๆ 
			<remark  id="s1b7c42l15" />กราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค พระผู้มีพระภาค    ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาต
			<remark  id="s1b7c42l16" />ลูกดุมและรังดุม ฯ  
			<remark  id="s1b7c42l17" />	 [๑๖๗] สมัยนั้น พระฉัพพัคคีย์ใช้ลูกดุมต่างๆ คือ ทำด้วยทอง ทำด้วย  เงิน ชาวบ้าน
			<remark  id="s1b7c42l18" />เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ... เหมือนพวกคฤหัสถ์ผู้บริโภค  กาม ... ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้น
			<remark  id="s1b7c42l19" />แด่พระผู้มีพระภาค พระผู้มีพระภาค ... ตรัสว่า   ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงใช้ลูกดุมต่างๆ รูปใด
			<remark  id="s1b7c42l20" />ใช้ ต้องอาบัติทุกกฏ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตลูกดุม ทำด้วยกระดูก งา เขา ไม้อ้อ   
			<remark  id="s1b7c42l21" />ไม้ไผ่ ไม้จริง ยางไม้ เมล็ดผลไม้ โลหะ กระดองสังข์ เส้นด้าย ฯ    
			<remark  id="s1b7c42l22" />	 [๑๖๘] สมัยนั้น ภิกษุทั้งหลายเย็บตรึงลูกดุมบ้าง รังดุมบ้าง ลงที่จีวร   จีวรชำรุด
			<remark  id="s1b7c42l23" />ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค พระผู้มีพระภาค ...    ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
			<remark  id="s1b7c42l24" />เราอนุญาตแผ่นผ้ารองลูกดุม แผ่นผ้ารองรังดุม ภิกษุ ทั้งหลายเย็บตรึงแผ่นผ้ารองลูกดุมแผ่นผ้า
			<remark  id="s1b7c42l25" />รองรังดุมลงที่ชายจีวร มุมผ้าเปิด ภิกษุ   ทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค พระผู้มี
			<remark  id="s1b7c42l26" />พระภาค ... ตรัสว่า ดูกรภิกษุ ทั้งหลาย เราอนุญาตให้ติดแผ่นผ้ารองลูกดุม แผ่นผ้ารองรังดุมที่ชาย
			<remark  id="s1b7c42l27" />ผ้าลึกเข้าไป๗-๘ องคุลี ฯ  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b7c43" >
		<para id="s1b7c43p">
			<remark  id="s1b7c43l1" />				   เรื่องพระฉัพพัคคีย์นุ่งผ้าอย่างคฤหัสถ์    
			<remark  id="s1b7c43l2" />	 [๑๖๙] สมัยนั้น พระฉัพพัคคีย์นุ่งผ้าอย่างคฤหัสถ์ คือ นุ่งห้อยชาย  เหมือนงวงช้าง 
			<remark  id="s1b7c43l3" />นุ่งปล่อยชายคล้ายหางปลา นุ่งปล่อยชายสี่แฉก นุ่งห้อยชาย  คล้ายก้านตาล นุ่งยกกลีบตั้งร้อย 
			<remark  id="s1b7c43l4" />ชาวบ้านเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ... เหมือนพวกคฤหัสถ์ผู้บริโภคกาม ... ภิกษุทั้งหลายกราบ
			<remark  id="s1b7c43l5" />ทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระ  ภาค พระผู้มีพระภาค ... ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงนุ่งผ้า
			<remark  id="s1b7c43l6" />อย่างคฤหัสถ์คือ นุ่งห้อยชายเหมือนงวงช้าง นุ่งปล่อยชายคล้ายหางปลา นุ่งปล่อยชายเป็น
			<remark  id="s1b7c43l7" />สี่   แฉก นุ่งห้อยชายคล้ายก้านตาล นุ่งยกกลีบตั้งร้อย รูปใดนุ่ง ต้องอาบัติทุกกฏ ฯ
			<remark  id="s1b7c43l8" />	 [๑๗๐] สมัยต่อมา พระฉัพพัคคีย์ห่มผ้าอย่างคฤหัสถ์ ชาวบ้านเพ่งโทษ   ติเตียน 
			<remark  id="s1b7c43l9" />โพนทะนาว่า ... เหมือนพวกคฤหัสถ์ผู้บริโภคกาม ... ภิกษุทั้งหลายกราบ  ทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้
			<remark  id="s1b7c43l10" />มีพระภาค พระผู้มีพระภาค ... ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลายภิกษุไม่พึงห่มผ้าอย่างคฤหัสถ์ รูปใดห่มต้องอาบัติ
			<remark  id="s1b7c43l11" />ทุกกฏ ฯ    
			<remark  id="s1b7c43l12" />	 [๑๗๑] สมัยต่อมา พระฉัพพัคคีย์นุ่งผ้าเหน็บชายกระเบน ชาวบ้าน  เพ่งโทษ ติเตียน 
			<remark  id="s1b7c43l13" />โพนทะนาว่า ... เหมือนคนหาบของหลวง ... ภิกษุทั้งหลาย   กราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค พระผู้
			<remark  id="s1b7c43l14" />มีพระภาค ... ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงนุ่งผ้าเหน็บชายกระเบน รูปใดนุ่ง ต้องอาบัติ
			<remark  id="s1b7c43l15" />ทุกกฏ ฯ    
			<remark  id="s1b7c43l16" />	 [๑๗๒] สมัยต่อมา พระฉัพพัคคีย์หาบของสองข้าง ชาวบ้านเพ่งโทษ   ติเตียน 
			<remark  id="s1b7c43l17" />โพนทะนาว่า ... เหมือนคนหาบของหลวง ... ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่อง   นั้นแด่พระผู้มีพระภาค พระ
			<remark  id="s1b7c43l18" />ผู้มีพระภาค ... ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึง  หาบของสองข้าง รูปใดหาบ ต้องอาบัติทุกกฏ 
			<remark  id="s1b7c43l19" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้คอน หาม เทิน แบก กระเดียด หิ้ว ฯ   
			<remark  id="s1b7c43l20" />							เรื่องไม้ชำระฟัน    
			<remark  id="s1b7c43l21" />	 [๑๗๓] สมัยนั้น ภิกษุทั้งหลายไม่เคี้ยวไม้ชำระฟัน ปากมีกลิ่นเหม็น  ภิกษุทั้งหลาย
			<remark  id="s1b7c43l22" />กราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค พระผู้มีพระภาค ... ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย การไม่เคี้ยว
			<remark  id="s1b7c43l23" />ไม้ชำระฟันมีโทษ ๕ ประการนี้ คือ นัยน์ตาไม่แจ่ม    ใส ๑ ปากมีกลิ่นเหม็น ๑ ลิ้นรับรสอาหาร
			<remark  id="s1b7c43l24" />ไม่บริสุทธิ์ ๑ ดีและเสมหะหุ้มห่อ อาหาร ๑ ไม่ชอบฉันอาหาร ๑ ไม่เคี้ยวไม้ชำระฟันมีโทษ ๕ 
			<remark  id="s1b7c43l25" />ประการนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย การเคี้ยวไม้ชำระฟันมีอานิสงส์ ๕ ประการนี้ คือ นัยน์ตา   
			<remark  id="s1b7c43l26" /> แจ่มใส ๑ ปากไม่มีกลิ่นเหม็น ๑ ลิ้นรับรสอาหารบริสุทธิ์ ๑ ดีและเสมหะไม่หุ้มห่อ  อาหาร ๑ ชอบ
			<remark  id="s1b7c43l27" /> ฉันอาหาร ๑ การเคี้ยวไม้ชำระฟัน มีอานิสงส์ ๕ ประการนี้แล    เราอนุญาตไม้ชำระฟัน ฯ 
		</para>
	</section>
	<section id="s1b7c44" >
		<para id="s1b7c44p">
			<remark  id="s1b7c44l1" />	 [๑๗๔] สมัยนั้น พระฉัพพัคคีย์เคี้ยวไม้ชำระฟันยาว และตีสามเณรด้วยไม้ชำฟัน
			<remark  id="s1b7c44l2" />เหล่านั้น ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค พระผู้มี  พระภาค ... ตรัสว่า ดูกร
			<remark  id="s1b7c44l3" />ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงเคี้ยวไม้ชำระฟันยาว รูปใด  เคี้ยว ต้องอาบัติทุกกฏ ดูกรภิกษุ
			<remark  id="s1b7c44l4" />ทั้งหลาย   เราอนุญาตไม้ชำระฟันยาว ๘ นิ้วเป็นอย่างยิ่ง และไม่พึงตีสามเณรด้วย ไม้นั้น รูปใดตี
			<remark  id="s1b7c44l5" />ต้องอาบัติทุกกฏ ฯ 
			<remark  id="s1b7c44l6" />	 [๑๗๕] สมัยต่อมา ภิกษุรูปหนึ่งเคี้ยวไม้ชำระฟันสั้นเกินไป ไม้ชำระ ฟันหลุดเข้าไป
			<remark  id="s1b7c44l7" />ติดในคอ ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค พระผู้มี  พระภาค ... ตรัสว่า ดูกร
			<remark  id="s1b7c44l8" />ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงเคี้ยวไม้ชำระฟันสั้นเกินไป รูปใดเคี้ยว ต้องอาบัติทุกกฏ ฯ ดูกรภิกษุ
			<remark  id="s1b7c44l9" />ทั้งหลาย   เราอนุญาตไม้ชำระฟันขนาด ๔ องคุลีเป็นอย่างต่ำ ฯ   
			<remark  id="s1b7c44l10" />					   เรื่องพระฉัพพัคคีย์จุดไฟเผากองหญ้า   
			<remark  id="s1b7c44l11" />	 [๑๗๖] ก็โดยสมัยนั้นแล พระฉัพพัคคีย์จุดไฟเผากองหญ้า ชาวบ้านเพ่ง  โทษ ติเตียน 
			<remark  id="s1b7c44l12" />โพนทะนาว่า ... เหมือนคนเผาป่า ... ภิกษุทั้งหลาย กราบทูลเรื่อง นั้นแด่พระผู้มีพระภาค พระผู้มี
			<remark  id="s1b7c44l13" />พระภาค ... ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึง  เผากองหญ้า รูปใดเผา ต้องอาบัติทุกกฏ ฯ  
			<remark  id="s1b7c44l14" />	 [๑๗๗] สมัยนั้น วิหารที่อยู่มีหญ้าขึ้นรก เมื่อไฟป่าไหม้มาถึง วิหารถูกไฟไหม้ ภิกษุ
			<remark  id="s1b7c44l15" />ทั้งหลายรังเกียจที่จะจุดไฟรับเพื่อทำการป้องกัน ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค 
			<remark  id="s1b7c44l16" />พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตไว้เมื่อไฟป่าไหม้มาถึง ให้จุดไฟรับเพื่อ
			<remark  id="s1b7c44l17" />ป้องกัน ฯ  
			<remark  id="s1b7c44l18" />							 เรื่องขึ้นต้นไม้   
			<remark  id="s1b7c44l19" />	 [๑๗๘] สมัยนั้น พระฉัพพัคคีย์ขึ้นต้นไม้ ไต่จากต้นหนึ่ง ไปสู่ต้นหนึ่ง   ชาวบ้าน
			<remark  id="s1b7c44l20" />เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ... เหมือนลิง ... ภิกษุทั้งหลายกราบทูล   เรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค 
			<remark  id="s1b7c44l21" />พระผู้มีพระภาค ... ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุ  ไม่พึงขึ้นต้นไม้ รูปใดขึ้น ต้องอาบัติทุกกฏ ฯ
			<remark  id="s1b7c44l22" />	 [๑๗๙] สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งไปเมืองสาวัตถีในโกศลชนบท ช้างไล่ในระหว่างทาง
			<remark  id="s1b7c44l23" />จึงภิกษุนั้นวิ่งเข้าไปยังโคนต้นไม้ รังเกียจไม่ขึ้นต้นไม้ ช้างนั้นได้    ไปทางอื่น ครั้นภิกษุนั้นไปถึง
			<remark  id="s1b7c44l24" />เมืองสาวัตถีแล้ว ได้แจ้งเรื่องนั้นแก่ภิกษุทั้งหลายๆกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค พระผู้มี
			<remark  id="s1b7c44l25" />พระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อมีกิจจำเป็น  เราอนุญาตให้ขึ้นต้นไม้สูงชั่วบุรุษ ใน
			<remark  id="s1b7c44l26" />คราวมีอันตราย ขึ้นได้ตามประสงค์ ฯ    
		</para>
	</section>
	<section id="s1b7c45" >
		<para id="s1b7c45p">
			<remark  id="s1b7c45l1" />	 [๑๘๐] สมัยนั้น ภิกษุสองรูปเป็นพี่น้องกัน ชื่อเมฏฐะและโกกุฏฐะเป็นชาติ
			<remark  id="s1b7c45l2" />พราหมณ์ พูดจาอ่อนหวาน เสียงไพเราะ เธอสองรูปนั้นเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค ถวาย
			<remark  id="s1b7c45l3" />บังคม นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง แล้วกราบทูลว่า พระ    พุทธเจ้าข้า บัดนี้ ภิกษุทั้งหลายต่างชื่อ
			<remark  id="s1b7c45l4" />ต่างโคตร ต่างชาติ ต่างสกุลกันเข้ามา   บวช พวกเธอจะทำพระพุทธวจนะให้ผิดเพี้ยนจากภาษาเดิม 
			<remark  id="s1b7c45l5" />มิฉะนั้น ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายจะขอยกพระพุทธวจนะขึ้นโดยภาษาสันสกฤต  
			<remark  id="s1b7c45l6" />	 พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงติเตียนว่า ดูกรโมฆะบุรุษทั้งหลาย ไฉน พวก   เธอจึงได้
			<remark  id="s1b7c45l7" />กล่าวอย่างนี้ว่า มิฉะนั้น ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายจะขอยกพระพุทธวจนะ ขึ้นโดยภาษาสันสกฤตดังนี้
			<remark  id="s1b7c45l8" />เล่า ดูกรโมฆะบุรุษทั้งหลาย การกระทำของพวกเธอนั่น   ไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของชุมชน
			<remark  id="s1b7c45l9" />ที่ยังไม่เลื่อมใส ... ครั้นแล้วทรงทำธรรมีกถา  รับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึง
			<remark  id="s1b7c45l10" />ยกพุทธวจนะขึ้นโดยภาษา    สันสกฤต รูปใดยกขึ้น ต้องอาบัติทุกกฏ ดูกรภิกษุทั้งหลาย  เรา
			<remark  id="s1b7c45l11" />อนุญาตให้เล่าเรียนพุทธวจนะตามภาษาเดิม ฯ  
			<remark  id="s1b7c45l12" />						 เรื่องเรียนคัมภีร์โลกายตะ    
			<remark  id="s1b7c45l13" />	 [๑๘๑] สมัยนั้น พระฉัพพัคคีย์เรียนคัมภีร์โลกายตะ ชาวบ้านเพ่งโทษ   ติเตียน
			<remark  id="s1b7c45l14" />โพนทะนาว่า ... เหมือนคฤหัสถ์ผู้บริโภคกาม ภิกษุทั้งหลายได้ยินชาวบ้านเพ่งโทษ ติเตียน
			<remark  id="s1b7c45l15" />โพนทะนาอยู่ ... จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค
			<remark  id="s1b7c45l16" />	 พระผู้มีพระภาค ... ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ผู้ที่เห็นคัมภีร์โลกายตะ ว่ามีสาระจะพึง
			<remark  id="s1b7c45l17" />ถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ในธรรมวินัยนี้หรือ  
			<remark  id="s1b7c45l18" />	 ภิ. ไม่อย่างนั้น พระพุทธเจ้าข้า   
			<remark  id="s1b7c45l19" />	 ภ. อันผู้ที่เห็นธรรมวินัยนี้ว่ามีสาระ จะพึงเล่าเรียนคัมภีร์โลกายตะหรือ    
			<remark  id="s1b7c45l20" />	 ภิ. ไม่อย่างนั้น พระพุทธเจ้าข้า   
			<remark  id="s1b7c45l21" />	 ภ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงเรียนคัมภีร์โลกายตะ รูปใดเรียน   ต้องอาบัติทุกกฏ ฯ  
			<remark  id="s1b7c45l22" />	 [๑๘๒] สมัยต่อมา พระฉัพพัคคีย์สอนคัมภีร์โลกายตะ ชาวบ้านเพ่ง  โทษ ติเตียน
			<remark  id="s1b7c45l23" />โพนทะนาว่า ... เหมือนพวกคฤหัสถ์ผู้บริโภคกาม ... ภิกษุ   ทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแก่พระผู้ม
			<remark  id="s1b7c45l24" />ีพระภาค  
			<remark  id="s1b7c45l25" />	 พระผู้มีพระภาค ... ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงสอนคัมภีร์  โลกายตะ รูปใด
			<remark  id="s1b7c45l26" />สอน ต้องอาบัติทุกกฏ ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s1b7c46" >
		<para id="s1b7c46p">
			<remark  id="s1b7c46l1" />	  				เรื่องเรียนดิรัจฉานวิชา  และการให้พรเมื่อมีผู้จาม
			<remark  id="s1b7c46l2" />	 [๑๘๓] สมัยต่อมา พระฉัพพัคคีย์เรียนดิรัจฉานวิชา ... ภิกษุ   ทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้น
			<remark  id="s1b7c46l3" />แด่พระผู้มีพระภาค  
			<remark  id="s1b7c46l4" />	 พระผู้มีพระภาค ... ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงเรียนดิรัจฉาน วิชา รูปใดเรียน
			<remark  id="s1b7c46l5" />ต้องอาบัติทุกกฏ ฯ 
			<remark  id="s1b7c46l6" />	 [๑๘๔] สมัยต่อมา พระฉัพพัคคีย์สอนดิรัจฉานวิชา ชาวบ้านเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนา
			<remark  id="s1b7c46l7" />ว่า ... เหมือนพวกคฤหัสถ์ผู้บริโภคกาม ... ภิกษุทั้งหลายกราบ  ทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค    
			<remark  id="s1b7c46l8" />	 พระผู้มีพระภาค ... ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงสอนดิรัจฉาน  วิชา รูปใดสอน
			<remark  id="s1b7c46l9" />ต้องอาบัติทุกกฏ ฯ  
			<remark  id="s1b7c46l10" />	 [๑๘๕] สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า อันบริษัทหมู่ใหญ่แวดล้อม   แล้ว กำลังทรง
			<remark  id="s1b7c46l11" />แสดงธรรม ได้ทรงจามขึ้น ภิกษุทั้งหลายได้ถวายพระพรอย่าง    อึงมี่ว่า ขอพระผู้มีพระภาคจงทรง
			<remark  id="s1b7c46l12" />พระชนมายุ ขอพระสุคตจงทรงพระชนมายุเถิด  พระพุทธเจ้าข้า ธรรมกถาได้พักในระหว่างเพราะ
			<remark  id="s1b7c46l13" />เสียงนั้น จึงพระผู้มีพระภาค รับสั่งถามภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลที่ถูกเขาให้พรว่า 
			<remark  id="s1b7c46l14" />ขอจงเจริญ   ชนมายุในเวลาจาม จะพึงเป็น หรือพึงตายเพราะเหตุที่ให้พรนั้นหรือ   
			<remark  id="s1b7c46l15" />	 ภิ. ไม่อย่างนั้น พระพุทธเจ้าข้า   
			<remark  id="s1b7c46l16" />	 ภ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงกล่าวคำให้พรว่า ขอจงมีชนมายุ ใน  เวลาที่เขาจาม 
			<remark  id="s1b7c46l17" />รูปใดให้พร ต้องอาบัติทุกกฏ ฯ  
			<remark  id="s1b7c46l18" />	 [๑๘๖] สมัยนั้น ชาวบ้านให้พรในเวลาที่ภิกษุทั้งหลายจามว่า ขอท่าน   จงมีชนมายุ 
			<remark  id="s1b7c46l19" />ภิกษุทั้งหลายรังเกียจ มิได้ให้พรตอบ ชาวบ้านเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉน พระสมณะ
			<remark  id="s1b7c46l20" />เชื้อสายพระศากยบุตร เมื่อเขาให้พรว่า จงเจริญ    ชนมายุ จึงไม่ให้พรตอบเล่า ภิกษุทั้งหลาย
			<remark  id="s1b7c46l21" />กราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค  พระผู้มีพระภาคๆ ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ชาวบ้าน
			<remark  id="s1b7c46l22" />มีความต้องการด้วยสิ่งเป็นมงคล เราอนุญาตให้ภิกษุผู้ที่เขาให้พรว่า จงเจริญชนมายุ ดังนี้ ให้พร
			<remark  id="s1b7c46l23" />ตอบ แก่ชาวบ้านว่า ขอท่านจงเจริญชนมายุยืนนาน ฯ   
			<remark  id="s1b7c46l24" />	    					เรื่องฉันกระเทียม    
			<remark  id="s1b7c46l25" />	 [๑๘๗] สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคอันบริษัทหมู่ใหญ่แวดล้อม ประทับนั่ง แสดงธรรมอยู่ 
			<remark  id="s1b7c46l26" />ภิกษุรูปหนึ่งฉันกระเทียม แลเธอคิดว่า ภิกษุทั้งหลายอย่าได้รบกวน จึงนั่ง ณ ที่สุดส่วนข้าง
			<remark  id="s1b7c46l27" />หนึ่ง พระผู้มีพระภาคทอดพระเนตรเห็นภิกษุนั้น  นั่ง ณ ที่สุดส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วจึงรับสั่ง
		</para>
	</section>
	<section id="s1b7c47" >
		<para id="s1b7c47p">
			<remark  id="s1b7c47l1" />กะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย   ทำไมหนอ ภิกษุนั้นจึงนั่ง ณ ที่สุดส่วนข้างหนึ่ง ภิกษุ
			<remark  id="s1b7c47l2" />ทั้งหลายกราบทูลว่า ภิกษุ    นั้นฉันกระเทียม พระพุทธเจ้าข้า แลเธอคิดว่า ภิกษุทั้งหลายอย่ารบกวน
			<remark  id="s1b7c47l3" />จึงนั่ง ณ ที่สุดส่วนข้างหนึ่ง   
			<remark  id="s1b7c47l4" />	 ภ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุฉันของใดแล้ว จะพึงเป็นผู้เหินห่างจาก  ธรรมกถาเห็นปาน
			<remark  id="s1b7c47l5" />นี้ ภิกษุควรฉันของนั้นหรือ    
			<remark  id="s1b7c47l6" />	 ภิ. ไม่ควรฉัน พระพุทธเจ้าข้า 
			<remark  id="s1b7c47l7" />	 ภ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงฉันกระเทียม รูปใดฉัน ต้องอาบัติ  ทุกกฏ ฯ  
			<remark  id="s1b7c47l8" />	 [๑๘๘] สมัยนั้น ท่านพระสารีบุตรอาพาธเป็นลมเสียดท้อง ครั้งนั้นท่านพระมหา
			<remark  id="s1b7c47l9" />โมคคัลลานะเข้าไปหาท่านพระสารีบุตรแล้วถามว่า เมื่อก่อนท่านเป็น    ลมเสียดท้อง หายด้วย
			<remark  id="s1b7c47l10" />ยาอะไร ท่านพระสารีบุตรตอบว่า ผมหายด้วยกระเทียมภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่
			<remark  id="s1b7c47l11" />พระผู้มีพระภาคๆ ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ฉันกระเทียมได้ 
			<remark  id="s1b7c47l12" />เพราะเหตุอาพาธ ฯ 
			<remark  id="s1b7c47l13" />						    เรื่องหม้อปัสสาวะ    
			<remark  id="s1b7c47l14" />	 [๑๘๙] สมัยนั้น ภิกษุทั้งหลายถ่ายปัสสาวะลงในที่นั้นๆ ใน อาราม อารามสกปรก
			<remark  id="s1b7c47l15" />ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคๆตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย
			<remark  id="s1b7c47l16" />เราอนุญาตให้ถ่ายปัสสาวะในที่ควรส่วนข้างหนึ่ง อาราม    มีกลิ่นเหม็น ... ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย
			<remark  id="s1b7c47l17" />เราอนุญาตหม้อปัสสาวะ ภิกษุ ทั้งหลายนั่งถ่ายปัสสาวะลำบาก ... ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรา
			<remark  id="s1b7c47l18" />อนุญาตเขียง  รองเท้าถ่ายปัสสาวะ เขียงรองเท้าถ่ายปัสสาวะเปิดเผย ภิกษุทั้งหลายละอายที่จะ
			<remark  id="s1b7c47l19" /> ถ่ายปัสสาวะ ... ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ล้อมเครื่องล้อม ๓ ชนิด    คือ เครื่อง
			<remark  id="s1b7c47l20" /> ล้อมอิฐ เครื่องล้อมหิน ฝาไม้ หม้อปัสสาวะไม่มีฝาปิด มีกลิ่นเหม็น ... ตรัสว่า ดูกรภิกษุ
			<remark  id="s1b7c47l21" /> ทั้งหลาย เราอนุญาตฝาปิด ฯ  
			<remark  id="s1b7c47l22" />					 พุทธานุญาตหลุมถ่ายอุจจาระ    
			<remark  id="s1b7c47l23" />	 [๑๙๐] สมัยนั้น ภิกษุทั้งหลายถ่ายอุจจาระลงในที่นั้นๆ ในอารามอารามสกปรก ... 
			<remark  id="s1b7c47l24" />ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค  ... ตรัสว่าดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ถ่าย
			<remark  id="s1b7c47l25" />อุจจาระในที่ควรส่วนข้างหนึ่ง อารามมีกลิ่นเหม็น ... ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตหลุม
			<remark  id="s1b7c47l26" />ถ่ายอุจจาระ ขอบปากหลุม    พัง ... ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ก่อกรุ ๓ อย่าง คือ
		</para>
	</section>
	<section id="s1b7c48" >
		<para id="s1b7c48p">
			<remark  id="s1b7c48l1" />ก่อด้วยอิฐก่อด้วยศิลา ก่อด้วยไม้ หลุมอุจจาระมีพื้นต่ำน้ำท่วมได้ ... ตรัสว่า ดูกรภิกษุ    
			<remark  id="s1b7c48l2" /> ทั้งหลาย เราอนุญาตให้ถมพื้นให้สูง ดินที่ถมพื้นพัง ... ตรัสว่า ดูกรภิกษุ    ทั้งหลาย เราอนุญาต
			<remark  id="s1b7c48l3" /> ให้ก่อกรุ ๓ อย่าง คือ ก่อด้วยอิฐ ก่อด้วยศิลา ก่อด้วยไม้ ภิกษุทั้งหลายขึ้นลงลำบาก ... ตรัสว่า
			<remark  id="s1b7c48l4" /> ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตบันได ๓   อย่าง คือ บันไดอิฐ บันไดหิน บันไดไม้ ภิกษุทั้งหลาย
			<remark  id="s1b7c48l5" /> ขึ้นลงพลัดตกลงมา ...    ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตราวสำหรับยึด ภิกษุทั้งหลายนั่งถ่าย
			<remark  id="s1b7c48l6" /> อุจจาระ   ที่ริมหลุมพลัดตกลงไป ... ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ลาดพื้นแล้วเจาะช่อง
			<remark  id="s1b7c48l7" /> ถ่ายอุจจาระตรงกลาง ภิกษุทั้งหลายนั่งถ่ายอุจจาระลำบาก ... ตรัสว่าดูกร  ภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาต
			<remark  id="s1b7c48l8" /> เขียงรองเท้าถ่ายอุจจาระ ภิกษุทั้งหลายถ่ายปัสสาวะออก ไปข้างนอก ... ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย
			<remark  id="s1b7c48l9" /> เราอนุญาตรางรองปัสสาวะ ไม้ชำระไม่มี ... ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตไม้ชำระ
			<remark  id="s1b7c48l10" /> ตะกร้ารองรับไม้ชำระ   ไม่มี ... ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตตะกร้ารองรับไม้ชำระ หลุม
			<remark  id="s1b7c48l11" /> อุจจาระ   ไม่ได้ปิดมีกลิ่นเหม็น ... ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตฝาปิด ฯ 
			<remark  id="s1b7c48l12" />								    พุทธานุญาตวัจจกุฎี   
			<remark  id="s1b7c48l13" />	 [๑๙๑] สมัยนั้น ภิกษุทั้งหลายถ่ายอุจจาระในที่แจ้งลำบากด้วยร้อนบ้าง   หนาวบ้าง 
			<remark  id="s1b7c48l14" />จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค ... ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย  เราอนุญาตวัจจกุฎี วัจจกุฎี
			<remark  id="s1b7c48l15" />ไม่มีบานประตู ... ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรา  อนุญาตบานประตู กรอบเช็ดหน้า ครกรับเดือย
			<remark  id="s1b7c48l16" />บานประตู ห่วงข้างบน สายยู ไม้หัวลิง กลอน ลิ่ม ช่องดาล ช่องเชือกชัก เชือกชัก ผงหญ้า
			<remark  id="s1b7c48l17" />ที่มุงวัจจกุฎีตกลงเกลื่อน ... ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้รื้อลงฉาบดินทั้งข้างบน   ข้างล่าง 
			<remark  id="s1b7c48l18" />ทำให้มีสีขาว สีดำ สีเหลือง จำหลักเป็นพวงดอกไม้ เครือไม้ ฟัน  มังกร ดอกจอกห้ากลีบ
			<remark  id="s1b7c48l19" />ราวจีวร สายระเดียงจีวร ฯ
			<remark  id="s1b7c48l20" />	 [๑๙๒] สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งชราทุพพลภาพ ถ่ายอุจจาระแล้วลุกขึ้น   ล้มลง ภิกษุ
			<remark  id="s1b7c48l21" />ทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค ... ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตเชือกห้อย
			<remark  id="s1b7c48l22" />สำหรับเหนี่ยว ฯ  
			<remark  id="s1b7c48l23" />	 [๑๙๓] สมัยนั้น วัจจกุฎีไม่ได้ล้อม ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่   พระผู้มีพระภาค
			<remark  id="s1b7c48l24" />พระผู้มีพระภาค ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ล้อมเครื่องล้อม ๓  อย่าง คือ อิฐ ศิลา ไม้ ฯ
			<remark  id="s1b7c48l25" />	 [๑๙๔] ซุ้มประตูไม่มี ... ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตซุ้ม ประตู ซุ้มประตูมี
			<remark  id="s1b7c48l26" />พื้นต่ำ ... ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตถมพื้นให้สูง    ดินที่ถมพัง ... ตรัสว่า ดูกรภิกษุ
			<remark  id="s1b7c48l27" />ทั้งหลาย เราอนุญาตให้ก่อกรุ ๓ อย่าง คือ   ก่อด้วยอิฐ ก่อด้วยศิลา ก่อด้วยไม้ ภิกษุทั้งหลาย
		</para>
	</section>
	<section id="s1b7c49" >
		<para id="s1b7c49p">
			<remark  id="s1b7c49l1" />ขึ้นลงลำบาก ... ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตบันได ๓ อย่าง คือ บันไดอิฐ บันไดหิน
			<remark  id="s1b7c49l2" />บันไดไม้   ภิกษุทั้งหลายขึ้นลงพลัดตกลงมา ... ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตราว   สำหรับยึด 
			<remark  id="s1b7c49l3" />บานซุ้มประตูไม่มี ... ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตซุ้ม    ประตู กรอบเช็ดหน้า ครกรอง
			<remark  id="s1b7c49l4" />เดือยประตู ห่วงข้างบน สายยู ไม้หัวลิง กลอน   ลิ่มช่องดาล ช่องเชือกชัก เชือกชัก ผงหญ้า
			<remark  id="s1b7c49l5" />ที่มุงบนซุ้มประตูหล่นเกลื่อน ...   ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้รื้อลง ฉาบด้วยดิน
			<remark  id="s1b7c49l6" />ทั้งข้างบนข้างล่าง  ทำให้มีสีขาว สีดำ สีเหลือง จำหลักเป็นพวงดอกไม้ เครือไม้ ฟันมังกร
			<remark  id="s1b7c49l7" /> ดอกจอกห้ากลีบ บริเวณลื่น ... ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้โรยกรวดแร่ กรวดแร่
			<remark  id="s1b7c49l8" /> ไม่เต็ม ... ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้วางศิลา   เลียบ น้ำขัง ... ตรัสว่า ดูกรภิกษุ
			<remark  id="s1b7c49l9" /> ทั้งหลาย เราอนุญาตท่อระบายน้ำ หม้ออุจจาระ    ไม่มี ... ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาต
			<remark  id="s1b7c49l10" /> หม้ออุจจาระ กระบอกตักน้ำชำระ อุจจาระไม่มี ... ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตกระบอก
			<remark  id="s1b7c49l11" /> ตักน้ำชำระอุจจาระภิกษุทั้งหลายนั่งถ่ายลำบาก ... ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตเขียงไม้
			<remark  id="s1b7c49l12" /> สำหรับนั่งถ่าย เขียงไม้สำหรับนั่งถ่ายอยู่เปิดเผย ภิกษุทั้งหลายละอายที่จะถ่าย   ... ตรัสว่า ดูกรภิกษุ
			<remark  id="s1b7c49l13" /> ทั้งหลาย เราอนุญาตให้ล้อมเครื่องล้อม ๓ ชนิด คือ อิฐ   ศิลา ไม้ หม้ออุจจาระไม่ได้ปิด 
			<remark  id="s1b7c49l14" /> ผงหญ้าและขี้ฝุ่นตกลง ... ตรัสว่า ดูกรภิกษุ  ทั้งหลาย เราอนุญาตฝาปิด 
			<remark  id="s1b7c49l15" />						   ประพฤติอนาจารต่างๆ    
			<remark  id="s1b7c49l16" />	 [๑๙๕] สมัยนั้น พระฉัพพัคคีย์ประพฤติอนาจารเห็นปานดังนี้ คือ ปลูก ต้นไม้ดอกเอง
			<remark  id="s1b7c49l17" />บ้าง ใช้ให้ผู้อื่นปลูกบ้าง รดน้ำเองบ้าง ใช้ให้ผู้อื่นรดบ้าง เก็บ    ดอกไม้เองบ้าง ใช้ให้ผู้อื่นเก็บ
			<remark  id="s1b7c49l18" />บ้าง ร้อยกรองดอกไม้เองบ้าง ใช้ให้ผู้อื่นร้อยกรอง บ้าง ทำมาลัยต่อก้านเองบ้าง ใช้ให้ผู้อื่นทำบ้าง
			<remark  id="s1b7c49l19" />ทำมาลัยเรียงก้านเองบ้าง ใช้ให้   ผู้อื่นทำบ้าง ทำดอกไม้ช่อเองบ้าง ใช้ให้ผู้อื่นทำบ้าง ทำดอกไม้
			<remark  id="s1b7c49l20" />พุ่มเองบ้าง ใช้ให้ ผู้อื่นทำบ้าง ทำดอกไม้เทริดเองบ้าง ใช้ให้ผู้อื่นทำบ้าง ทำดอกไม้พวงเองบ้าง
			<remark  id="s1b7c49l21" /> ใช้ให้ผู้อื่นทำบ้าง ทำดอกไม้ตาข่ายประดับอกเองบ้าง ใช้ให้ผู้อื่นทำบ้าง ภิกษุ พวกนั้นนำไปเองบ้าง 
			<remark  id="s1b7c49l22" /> ใช้ให้ผู้อื่นนำไปบ้าง ซึ่งมาลัยต่อก้าน นำไปเองบ้าง ใช้ให้ผู้อื่นนำไปบ้าง ซึ่งมาลัยเรียงก้าน
			<remark  id="s1b7c49l23" /> นำไปเองบ้าง ใช้ให้ผู้อื่นนำไปบ้าง ซึ่งดอกไม้ช่อ นำไปเองบ้าง ใช้ผู้อื่นนำไปบ้าง ซึ่งดอกไม้พุ่ม 
			<remark  id="s1b7c49l24" /> นำไปเองบ้าง   ใช้ให้ผู้อื่นนำไปบ้าง ซึ่งดอกไม้เทริด นำไปเองบ้าง ใช้ให้ผู้อื่นนำไปบ้าง ซึ่ง   
			<remark  id="s1b7c49l25" /> ดอกไม้พวง นำไปเองบ้าง ใช้ให้ผู้อื่นนำไปบ้าง ซึ่งดอกไม้ตาข่ายประดับอก  เพื่อกุลสตรี เพื่อ
			<remark  id="s1b7c49l26" /> กุลธิดา เพื่อกุมารีแห่งสกุล เพื่อสะใภ้แห่งสกุล เพื่อกุลทาสี  ภิกษุพวกนั้นฉันอาหารในภาชนะ
			<remark  id="s1b7c49l27" /> เดียวกันบ้าง ดื่มน้ำในขันเดียวกันบ้าง นั่งบน   อาสนะเดียวกันบ้าง นอนบนเตียงเดียวกันบ้าง
		</para>
	</section>
	<section id="s1b7c50" >
		<para id="s1b7c50p">
			<remark  id="s1b7c50l1" /> นอนร่วมเครื่องลาดเดียวกันบ้าง นอน คลุมผ้าห่มผืนเดียวกันบ้าง นอนร่วมเครื่องลาดและคลุมผ้า
			<remark  id="s1b7c50l2" /> ห่มร่วมกันบ้าง กับ    กุลสตรี กุลธิดา กุมารีแห่งสกุล สะใภ้แห่งสกุล กุลทาสี ฉันอาหารในเวลา  
			<remark  id="s1b7c50l3" /> วิกาลบ้าง ดื่มน้ำเมาบ้าง ทัดทรงดอกไม้ของหอมและเครื่องลูบไล้บ้าง ฟ้อนรำ บ้าง ขับร้องบ้าง
			<remark  id="s1b7c50l4" /> ประโคมบ้าง เต้นรำบ้าง ฟ้อนรำกับหญิงฟ้อนรำบ้าง ขับร้อง  กับหญิงฟ้อนรำบ้าง ประโคมกับหญิง
			<remark  id="s1b7c50l5" /> ฟ้อนรำบ้าง เต้นรำกับหญิงฟ้อนรำบ้าง ... ฟ้อนรำกับหญิงเต้นรำบ้าง ขับร้องกับหญิงเต้นรำบ้าง 
			<remark  id="s1b7c50l6" /> ประโคมกับหญิงเต้นรำบ้าง   เต้นรำกับหญิงเต้นรำบ้าง เล่นหมากรุกแถวละแปดตาบ้าง เล่นหมากรุก
			<remark  id="s1b7c50l7" /> แถวละ   สิบตาบ้าง เล่นหมากเก็บบ้าง เล่นชิงนางบ้าง เล่นหมากไหวบ้าง เล่นโยนห่วง บ้าง
			<remark  id="s1b7c50l8" /> เล่นไม้หึ่งบ้าง เล่นฟาดให้เป็นรูปต่างๆ บ้าง เล่นสะกาบ้าง เล่นเป่าใบไม้บ้าง เล่นไถน้อยๆ
			<remark  id="s1b7c50l9" /> บ้าง เล่นหกคะเมนบ้าง เล่นไม้กังหันบ้าง เล่นตวงทราย  ด้วยใบไม้บ้าง เล่นรถน้อยๆ บ้าง
			<remark  id="s1b7c50l10" /> เล่นธนูน้อยบ้าง เล่นเขียนทายบ้าง เล่น  ทายใจบ้าง เล่นเลียนคนพิการบ้าง หัดขี่ช้างบ้าง หัดขี่ม้า
			<remark  id="s1b7c50l11" /> บ้าง หัดขี่รถบ้าง   หัดยิงธนูบ้าง หัดเพลงอาวุธบ้าง วิ่งผลัดช้างบ้าง วิ่งผลัดม้าบ้าง วิ่งผลัดรถบ้าง 
			<remark  id="s1b7c50l12" /> วิ่งขับกันบ้าง วิ่งเปี้ยวกันบ้าง ผิวปากบ้าง ปรบมือบ้าง ปล้ำกันบ้าง ชกมวย   กันบ้าง ปูลาดผ้า
			<remark  id="s1b7c50l13" /> สังฆาฏิ ณ กลางสถานที่เต้นรำ แล้วพูดกับหญิงฟ้อนรำอย่างนี้ว่าน้องหญิง เธอจงฟ้อนรำ ณ ที่นี้ 
			<remark  id="s1b7c50l14" /> ดังนี้บ้าง ให้การคำนับบ้าง ประพฤติอนาจารมีอย่างต่างๆ บ้าง ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้น
			<remark  id="s1b7c50l15" /> แด่พระผู้มีพระภาค    
			<remark  id="s1b7c50l16" />	 พระผู้มีพระภาค ... ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงประพฤติ  อนาจารมีอย่างต่างๆ
			<remark  id="s1b7c50l17" />รูปใดประพฤติ พึงปรับอาบัติตามธรรม ฯ
			<remark  id="s1b7c50l18" />					พุทธานุญาตเครื่องโลหะเป็นต้น  
			<remark  id="s1b7c50l19" />	 [๑๙๖] สมัยต่อมา เมื่อท่านพระอุรุเวลกัสสปบวชแล้ว เครื่องโลหะ เครื่องไม้ เครื่องดิน
			<remark  id="s1b7c50l20" />บังเกิดแก่สงฆ์เป็นอันมาก ครั้งนั้น ภิกษุทั้งหลายคิดว่า    เครื่องโลหะชนิดไหน พระผู้มีพระภาค
			<remark  id="s1b7c50l21" />ทรงอนุญาต ชนิดไหนไม่ทรงอนุญาต   เครื่องไม้ชนิดไหน ทรงอนุญาต ชนิดไหนไม่ทรงอนุญาต
			<remark  id="s1b7c50l22" />เครื่องดินชนิดไหนทรงอนุญาต ชนิดไหน ไม่ทรงอนุญาต จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค 
			<remark  id="s1b7c50l23" />	 ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคทางทำธรรมีกถาในเพราะเหตุเป็นเค้ามูลนั้น  ในเพราะเหตุแรก
			<remark  id="s1b7c50l24" />เกิดนั้น แล้วรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่าดูกรภิกษุทั้งหลาย เรา  อนุญาตเครื่องโลหะทุกชนิด เว้นเครื่อง
			<remark  id="s1b7c50l25" />ประหาร อนุญาตเครื่องไม้ทุกชนิด เว้น    เก้าอี้นอนมีแคร่ บัลลังก์ บาตรไม้และเขียงไม้ อนุญาต
			<remark  id="s1b7c50l26" />เครื่องดินทุกชนิด เว้น  เครื่องเช็ดเท้าและกุฎีที่ทำด้วยดินเผา ฯ
			<remark  id="s1b7c50l27" />	 					ขุททกวัตถุขันธกะ ที่ ๕ จบ    
		</para>
	</section>
	<section id="s1b7c51" >
		<para id="s1b7c51p">
			<remark  id="s1b7c51l1" />						    หัวข้อประจำขันธกะ    
			<remark  id="s1b7c51l2" />	 [๑๙๗] ๑. เรื่องขัดสีกายที่ต้นไม้ ๒. ขัดสีกายที่เสา ๓. ขัดสีกาย   ที่ฝา ๔. อาบน้ำ
			<remark  id="s1b7c51l3" />ในที่ไม่ควร ๕. อาบน้ำขัดสีกายด้วยมือทำด้วยไม้ ๖. ขัด   สีกายด้วยจุณหินสีดังพลอยแดง
			<remark  id="s1b7c51l4" />๗. ผลัดกันถูตัว ๘. อาบน้ำถูด้วยไม้   บังเวียน ๙. ภิกษุเป็นหิด ๑๐. ภิกษุชรา ๑๑. ถูหลัง
			<remark  id="s1b7c51l5" />ด้วยฝ่ามือ ๑๒. เครื่องตุ้มหู ๑๓. สังวาล ๑๔. สร้อยคอ ๑๕. เครื่องประดับเอว 
			<remark  id="s1b7c51l6" />๑๖. ทรงวลัย   ๑๗. ทรงสร้อยตาบ ๑๘. ทรงเครื่องประดับข้อมือ ๑๙. ทรงแหวนประดับนิ้วมือ  
			<remark  id="s1b7c51l7" /> ๒๐. ไว้ผมยาว ๒๑. เสยผมด้วยแปรง ๒๒. เสยผมด้วยมือ ๒๓. เสยผมด้วยน้ำมันผสมขี้ผึ้ง
			<remark  id="s1b7c51l8" /> ๒๔. เสยผมด้วยน้ำมันผสมน้ำ ๒๕. ส่องเงาหน้าใน   แว่น ในขันน้ำ ๒๖. แผลเป็นที่หน้า 
			<remark  id="s1b7c51l9" /> ๒๗. ผัดหน้า ๒๘. ทาหน้า ถูหน้า   ผัดหน้า เจิมหน้า ย้อมตัว ย้อมหน้า ย้อมทั้งหน้าทั้งตัว
			<remark  id="s1b7c51l10" /> ๒๙. โรคนัยน์ตา ๓๐.  มหรสพ ๓๑. สวดเสียงยาว ๓๒. สวดสรภัญญะ ๓๓. ห่มผ้าขนสัตว์ 
			<remark  id="s1b7c51l11" /> มีขนข้างนอก ๓๔. มะม่วงทั้งผล ๓๕. ชิ้นมะม่วง ๓๖. มะม่วงล้วน ๓๗. เรื่องงู  
			<remark  id="s1b7c51l12" /> ๓๘. ตัดองค์กำเนิด ๓๙. บาตรไม้จันทน์ ๔๐. เรื่องบาตรต่างๆ ๔๑. บังเวียน รองบาตร 
			<remark  id="s1b7c51l13" /> ๔๒. บังเวียนทองรองบาตร หนาไป ทรงอนุญาตให้กลึง ๔๓. บังเวียน    รองบาตรวิจิตร 
			<remark  id="s1b7c51l14" /> ๔๔. บาตรเหม็นอับ ๔๕. บาตรมีกลิ่นเหม็น ๔๖. วางบาตรไว้ในที่ร้อน ๔๗. บาตรกลิ้งตกแตก
			<remark  id="s1b7c51l15" /> ๔๘. เก็บบาตรไว้ที่กระดานเลียบ๔๙. เก็บบาตรไว้ริมกระดานเลียบนอกฝา ๕๐. หญ้ารองบาตร
			<remark  id="s1b7c51l16" /> ๕๑. ท่อน ผ้ารองบาตร ๕๒. แท่นเก็บบาตร หม้อเก็บบาตร ๕๓. ถุงบาตรและสาย  โยกเป็นด้ายถัก 
			<remark  id="s1b7c51l17" /> ๕๔. แขวนบาตรไว้ที่ไม้เดือย ๕๕. เก็บบาตรไว้บนเตียง ๕๖. เก็บบาตรไว้บนตั่ง ๕๗. วางบาตร
			<remark  id="s1b7c51l18" /> ไว้บนตัก ๕๘. เก็บบาตรไว้บนกลด   ๕๙. ถือบาตรอยู่ผลักประตูเข้าไป ๖๐. ใช้กระโหลกน้ำ
			<remark  id="s1b7c51l19" /> เต้าแทนบาตร ๖๑. ใช้  กระเบื้องหม้อแทนบาตร ๖๒. ใช้กระโหลกผีแทนบาตร ๖๓. ใช้บาตร
			<remark  id="s1b7c51l20" />ต่างกระโถน ๖๔. ใช้มีดตัดจีวร ๖๕. เรื่องใช้มีดมีด้าม ๖๖. ใช้ด้ามมีดทำด้วยทอง ๖๗. ใช้ขนไก่
			<remark  id="s1b7c51l21" />และไม้กลัดเย็บจีวร กล่องเข็ม แป้งข้าวหมาก ฝุ่น    หิน ขี้ผึ้ง ผ้ามัดขี้ผึ้ง ๖๘. จีวรเสียมุม 
			<remark  id="s1b7c51l22" />ผูกสะดึง ขึงสะดึงในที่ไม่เสมอ   ขึงสะดึงที่พื้นดิน ขอบสะดึงชำรุด และไม่พอ ทำเครื่องหมาย
			<remark  id="s1b7c51l23" />และตีบรรทัด    ๖๙. ไม่ล้างเท้าเหยียบสะดึง ๗๐. เท้าเปียกเหยียบสะดึง ๗๑. สวมรอ เท้าเหยียบ
			<remark  id="s1b7c51l24" />สะดึง ๗๒. ใช้นิ้วมือรับเข็ม ๗๓. ปลอกนิ้วมือ ๗๔. กล่อง สำหรับเก็บเครื่องเย็บผ้า และสาย
			<remark  id="s1b7c51l25" />โยก เป็นด้ายถัก ๗๕. เย็บจีวรในที่แจ้ง  โรงไม้สะดึงต่ำ ถมพื้นให้สูง ขึ้นลงลำบาก 
			<remark  id="s1b7c51l26" />๗๖. ผงหญ้าที่มุงตกเกลื่อนพระวินายกทรงอนุญาตให้รื้อลงฉาบด้วยดินทั้งข้างนอกข้างใน
			<remark  id="s1b7c51l27" />ทำให้มีสีขาว สีดำ   สีเหลือง จำหลักเป็นพวงดอกไม้ เครือไม้ ฟันมังกร ดอกจอกห้ากลีบ 
		</para>
	</section>
	<section id="s1b7c52" >
		<para id="s1b7c52p">
			<remark  id="s1b7c52l1" />ราวจีวร  สายระเดียงจีวร ๗๗. ทิ้งไม้สะดึงแล้วหลีกไป ไม้สะดึงหักเสียหาย คลี่ออก 
			<remark  id="s1b7c52l2" /> ๗๘. เก็บสะดึงไว้ที่ฝากุฏิ ๗๙. ใช้บาตรบรรจุเข็ม มีด เครื่องยาเดินทาง   ถุงเก็บเครื่องยา 
			<remark  id="s1b7c52l3" /> สายโยกเป็นด้ายถัก ๘๐. ใช้ผ้ากายพันธ์ผูกรองเท้า ถุงเก็บ    รองเท้า สายโยกเป็นด้ายถัก
			<remark  id="s1b7c52l4" /> ๘๑. น้ำในระหว่างทางเป็นอกัปปิยะ ผ้ากรองน้ำ กระบอกกรองน้ำ ๘๒. ภิกษุสองรูปเดินทาง
			<remark  id="s1b7c52l5" /> ไปเมืองเวสาลี ๘๓. พระมหามุนีทรงอนุญาตผ้ากรองน้ำมีขอบและผ้าลาดลงบนน้ำ ๘๔. ยุงรบกวน 
			<remark  id="s1b7c52l6" />๘๕. อาหาร  ประณีต เกิดโรคมาก หมอชีวกทูลขออนุญาตสร้างที่จงกรมและเรือนไฟ ๘๖. ที่  
			<remark  id="s1b7c52l7" /> จงกรมขรุขระ ๘๗. พื้นที่จงกรมต่ำ ทรงอนุญาตให้ก่อกรุดินที่ถม ๓ ชนิด ขึ้นลงลำบาก ทรง
			<remark  id="s1b7c52l8" /> อนุญาตบันไดและราวสำหรับยึด ๘๘. ทรงอนุญาตรั้วรอบที่จง  กรม ๘๙. จงกรมในที่แจ้งผงหญ้า
			<remark  id="s1b7c52l9" /> หล่นเกลื่อน ทรงอนุญาตให้รื้อลงฉาบด้วยดิน  ทำให้มี สีขาว สีดำ สีเหลือง จำหลักเป็นพวง
			<remark  id="s1b7c52l10" /> ดอกไม้ เครือไม้ ฟันมังกร    ดอกจอกห้ากลีบ ราวจีวร สายระเดียงจีวร ๙๐. ทรงอนุญาตให้ถม
			<remark  id="s1b7c52l11" /> เรือนไฟ   ให้สูงกั้นกรุ บันได ราวบันได บานประตู กรอบเช็ดหน้า ครกรองเดือยประตู   ห่วงข้างบน 
			<remark  id="s1b7c52l12" /> สายยู ไม้หัวลิง กลอน ลิ่ม ช่องดาล ช่องชักเชือก เชือกชัก   ก่อฝาเรือนไฟให้ต่ำ และ
			<remark  id="s1b7c52l13" /> ปล่องควัน ๙๑. เรือนไฟตั้งอยู่กลาง ทรงอนุญาตดิน ทาหน้า รางละลายดิน ดินมีกลิ่นเหม็น
			<remark  id="s1b7c52l14" /> ๙๒. ไฟลนกาย ทรงอนุญาตที่ขังน้ำขันตักน้ำ เรือนไฟไหม้เกรียม พื้นที่เป็นตม ทรงอนุญาต
			<remark  id="s1b7c52l15" /> ให้ล้าง ทำท่อระบายน้ำ   ๙๓. ตั่งรองนั่งในเรือนไฟ ๙๔. ทำซุ้ม ๙๕. ทรงอนุญาตโรยกรวดแร่ 
			<remark  id="s1b7c52l16" />วาง  ศิลาเลียบ ท่อระบายน้ำ ๙๖. เปลือยกายไหว้กัน ๙๗. วางจีวรไว้บนพื้นดิน    ฝนตกเปียก
			<remark  id="s1b7c52l17" />๙๘. ทรงอนุญาตเครื่องกำบัง ๓ ชนิด ๙๙. บ่อน้ำ ๑๐๐. ใช้  ผ้ากายพันธ์และเถาวัลย์
			<remark  id="s1b7c52l18" />ผูกภาชนะตักน้ำ ทรงอนุญาตคันโพง ระหัดชัก ระหัดถีบภาชนะตักน้ำแตก ทรงอนุญาตถังน้ำ
			<remark  id="s1b7c52l19" />ทำด้วยโลหะไม้และท่อนหนัง ๑๐๑. ทรง  อนุญาตศาลาใกล้บ่อน้ำ ๑๐๒. ทรงอนุญาตฝาปิดบ่อ
			<remark  id="s1b7c52l20" />กันผงหญ้า ๑๐๓. ทรง    อนุญาตรางไม้ ๑๐๔. ทรงอนุญาตท่อระบายน้ำ และกำแพงกั้น น้ำขังลื่น  
			<remark  id="s1b7c52l21" /> ทรงอนุญาตท่อระบายน้ำ ๑๐๕. เนื้อตัวตกหนาว ทรงอนุญาตผ้าชุบน้ำ ๑๐๖. ทรง  อนุญาตสระน้ำ 
			<remark  id="s1b7c52l22" /> น้ำในสระเก่า ทรงอนุญาตให้ทำท่อระบายน้ำ ๑๐๗. ทรงอนุญาตเรือนไฟมีปั้นลม ๑๐๘. ไม่อยู่
			<remark  id="s1b7c52l23" /> ปราศจากผ้านิสีทนะ ๔ เดือน ๑๐๙. นอน  บนที่นอนอันเดียรดาษด้วยดอกได้ ๑๑๐. ไม่รับประเคน
			<remark  id="s1b7c52l24" /> ดอกไม้ของหอม ๑๑๑. ไม่ต้องอธิษฐานสันถัตขนเจียมหล่อ ๑๑๒. ฉันจังหันบนเตียบ ๑๑๓.
			<remark  id="s1b7c52l25" /> ทรง   อนุญาตโตก ๑๑๔. ฉันจังหันและนอนร่วมกัน ๑๑๕. เจ้าวัฑฒะลิจฉวี  ๑๑๖. โพธิราชกุมาร
			<remark  id="s1b7c52l26" /> พระพุทธเจ้าไม่ทรงเหยียบผ้า ๑๑๗. หม้อน้ำ ปุ่มไม้สำหรับเช็ดเท้า และไม้กวาด ๑๑๘. ทรงอนุญาต
			<remark  id="s1b7c52l27" /> ที่เช็ดเท้าทำด้วยหิน กรวดกระเบื้อง หินฟองน้ำ ๑๑๙. ทรงอนุญาตพัดโบก พัดใบตาล ๑๒๐. ไม้ 
		</para>
	</section>
	<section id="s1b7c53" >
		<para id="s1b7c53p">
			<remark  id="s1b7c53l1" /> ปัดยุง แส้จามรี ๑๒๑. ทรงอนุญาตร่ม ๑๒๒. ไม่มีร่มไม่สบาย ๑๒๓. ทรง อนุญาตร่มในวัด 
			<remark  id="s1b7c53l2" /> รวม ๓ เรื่อง ๑๒๔. วางบาตรไว้ในสาแหรก ๑๒๕. สมมติ  สาแหรก สมมติไม้เท้าและสาแหรก
			<remark  id="s1b7c53l3" /> ๑๒๖. โรคเรอ ๑๒๗. เมล็ดข้าว    เกลื่อน ๑๒๘. ไว้เล็บยาว ๑๒๙. ตัดเล็บ นิ้วมือเจ็บ ตัดเล็บ
			<remark  id="s1b7c53l4" /> จนถึงเลือด   ทรงอนุญาตให้ตัดพอดีเนื้อ ๑๓๐. ขัดเล็บทั้ง ๒๐ นิ้ว ๑๓๑. ไว้ผมยาวทรงอนุญาต
			<remark  id="s1b7c53l5" /> มีดโกน หินลับมีดโกน ปลอกมีดโกน ผ้าพันมีดโกน เครื่องมือ  โกนผมทุกอย่าง ๑๓๒. ตัดหนวด 
			<remark  id="s1b7c53l6" /> ไว้หนวด ไว้เครา ไว้หนวดสี่เหลี่ยม    ขมวดกลุ่มขนหน้าอก ไว้กลุ่มขนท้อง ไว้หนวดเป็นเขี้ยวโง้ง 
			<remark  id="s1b7c53l7" /> โกนขนในที่แคบ  ๑๓๓. อาพาธโกนขนในที่แคบได้ ๑๓๔. ตัดผมด้วยกรรไกร ๑๓๕. ศีรษะ 
			<remark  id="s1b7c53l8" /> เป็นแผล ๑๓๖. ไว้ขนจมูกยาว ๑๓๗. ถอนขนจมูกด้วยก้อนกรวด ๑๓๘. เรื่อง ถอนผมหงอก 
			<remark  id="s1b7c53l9" /> ๑๓๙. เรื่องมูลหูจุกช่องหู ๑๔๐. ใช้ไม้แคะหู ๑๔๑. เรื่อง สั่งสมเครื่องโลหะกับไม้ป้ายยาตา ๑๔๒.
			<remark  id="s1b7c53l10" /> นั่งรัดเข่า ๑๔๓. ผ้ารัดเข่า ด้าย พัน ๑๔๔. ผ้ารัดประคต ๑๔๕. ภิกษุใช้รัดประคตเป็นเชือกหลายเส้น
			<remark  id="s1b7c53l11" /> ประคตถักเป็นศีรษะงูน้ำ ประคตกลมคล้ายเกลียวเชือก ประคตคล้ายสังวาลทรงอนุญาตรัดประคต
			<remark  id="s1b7c53l12" /> แผ่นผ้า และรัดประคตกลม ชายผ้ารัดประคตเก่า ทรง   อนุญาตให้เย็บทบ ถักเป็นห่วง ที่สุดห่วงรัด
			<remark  id="s1b7c53l13" /> ประคตเก่า ทรงอนุญาตลูกถวิน   ๑๔๖. ทรงอนุญาตลูกดุม และรังดุม ๑๔๗. ทำลูกดุมต่างๆ ๑๔๘. 
			<remark  id="s1b7c53l14" /> ติด แผ่นผ้ารองลูกดุม และรังดุม ๑๔๙. นุ่งผ้าอย่างคฤหัสถ์ คือ นุ่งห้อยชาย  เหมือนงวงช้าง นุ่งปล่อย
			<remark  id="s1b7c53l15" /> ชายคล้ายหางปลา นุ่งปล่อยชายเป็นสี่แฉก นุ่งห้อยชาย   คล้ายก้านตาล นุ่งยกกลีบตั้งร้อย ๑๕๐.
			<remark  id="s1b7c53l16" /> ห่มผ้าอย่างคฤหัสถ์ ๑๕๑. นุ่งผ้า  เหน็บชายกระเบน ๑๕๒. หาบของสองข้าง ๑๕๓. ไม้ชำระฟัน
			<remark  id="s1b7c53l17" /> ๑๕๔. ใช้  ไม้ชำระฟันตีสามเณร ๑๕๕. ไม้ชำระฟันติดคอ ๑๕๖. จุดไฟเผากองหญ้า    ๑๕๗. จุดไฟรับ 
			<remark  id="s1b7c53l18" /> ๑๕๘. ขึ้นต้นไม้ ๑๕๙. หนีช้าง ๑๖๐. ภาษาสันสกฤต๑๖๑. เรียนโลกายตศาสตร์ ๑๖๒. 
			<remark  id="s1b7c53l19" /> สอนโลกายตศาสตร์ ๑๖๓. เรียน ดิรัจฉานวิชา ๑๖๔. สอนดิรัจฉานวิชา ๑๖๕. ทรงจาม
			<remark  id="s1b7c53l20" /> ๑๖๖. เรื่องมงคล   ๑๖๗. ฉันกระเทียม ๑๖๘. อาพาธเป็นลม ฉันกระเทียมได้ ๑๖๙. อาราม
			<remark  id="s1b7c53l21" /> สกปรกมีกลิ่นเหม็น นั่งปัสสาวะลำบาก ทรงอนุญาตเขียงรองเท้าถ่ายปัสสาวะ ภิกษุทั้งหลายละอาย 
			<remark  id="s1b7c53l22" /> หม้อปัสสาวะไม่มีฝาปิด มีกลิ่นเหม็น ถ่ายอุจจาระลงในที่   นั้นๆ มีกลิ่นเหม็น หลุมถ่ายอุจจาระ
			<remark  id="s1b7c53l23" /> พัง ทรงอนุญาตให้ถมขอบปากให้สูง และ ให้ก่อกรุ บันได ราวสำหรับยึด นั่งริมๆ ถ่ายอุจจาระ
			<remark  id="s1b7c53l24" /> นั่งถ่ายอุจจาระลำบาก    ทรงอนุญาตเขียงรองเท้าถ่ายอุจจาระ ถ่ายปัสสาวะออกไปข้างนอก ทรงอนุญาต   
			<remark  id="s1b7c53l25" /> รางรองปัสสาวะ ไม้ชำระ ตะกร้ารองรับไม้ชำระ หลุมวัจจกุฎีไม่ได้ปิด ทรง  อนุญาตฝาปิด ๑๗๐. 
			<remark  id="s1b7c53l26" /> วัจจกุฎี บานประตู กรอบเช็ดหน้า ครกรับเดือยบาน   ประตู ห่วงข้างบน สายยู ไม้หัวลิง กลอน ลิ่ม 
			<remark  id="s1b7c53l27" /> ช่องดาล ช่องเชือกชัก เชือกชัก ผงหญ้าตกลงเกลื่อน ทรงอนุญาตให้รื้อลงฉาบด้วยดินทั้งข้างบน
		</para>
	</section>
	<section id="s1b7c54" >
		<para id="s1b7c54p">
			<remark  id="s1b7c54l1" /> ข้างล่าง ทำให้มีสีขาว สีดำ สีเหลือง จำหลักเป็นพวงดอกไม้ เครือไม้ ฟันมังกรดอกจอก
			<remark  id="s1b7c54l2" /> ห้ากลีบ ราวจีวร สายระเดียง ๑๗๑. ภิกษุชราทุพพลภาพ ๑๗๒. ทรง อนุญาตให้ล้อมเครื่องล้อม
			<remark  id="s1b7c54l3" /> ๑๗๓. ทรงอนุญาตซุ้มประตูวัจจกุฎี โรยกรวดแร่  วางศิลาเลียบ น้ำขัง ทรงอนุญาตท่อระบายน้ำ 
			<remark  id="s1b7c54l4" /> หม้อน้ำชำระ ขันตักน้ำชำระ นั่ง    ชำระลำบาก ละอาย ทรงอนุญาตฝาปิด ๑๗๔. พระฉัพพัคคีย์
			<remark  id="s1b7c54l5" /> ประพฤติอนาจาร   ๑๗๕. ทรงอนุญาตเครื่องโลหะ เว้นเครื่องประหาร พระมหามุนีทรงอนุญาต
			<remark  id="s1b7c54l6" /> เครื่อง    ไม้ทั้งปวง เว้นเก้าอี้นอนมีแคร่ บัลลังก์ บาตรไม้และเขียงไม้ พระตถาคตผู้ทรง อนุเคราะห์ 
			<remark  id="s1b7c54l7" /> ทรงอนุญาตเครื่องดินแม้ทั้งมวล เว้นเครื่องเช็ดเท้า และกุฎีที่ทำด้วย   ดินเผา   
			<remark  id="s1b7c54l8" />	 นิทเทศแห่งวัตถุใด ถ้าเหมือนกับข้างต้น นักวินัยพึงทราบวัตถุนั้นว่าท่านย่อไว้ในอุทาน
			<remark  id="s1b7c54l9" />โดยนัย
			<remark  id="s1b7c54l10" />	 เรื่องในขุททกวัตถุขันธกะ ที่แสดงมานี้มี ๑๑๐ เรื่อง  พระวินัยธรผู้   ศึกษาดีแล้ว มีจิต
			<remark  id="s1b7c54l11" />เกื้อกูล มีศีลเป็นที่รักด้วยดี มีปัญญาส่องสว่างดังดวงประทีป    เป็นพหูสูต ควรบูชา จะเป็นผู้ดำรง
			<remark  id="s1b7c54l12" />พระสัทธรรม และอนุเคราะห์แก่เหล่า สพรหมจารีผู้มีศีลเป็นที่รัก ฯ
			<remark  id="s1b7c54l13" />	  						หัวข้อประจำขันธกะ จบ   
			<remark  id="s1b7c54l14" />	    						__________________   
			<remark  id="s1b7c54l15" />							เสนาสนะขันธกะ  		
			<remark  id="s1b7c54l16" />						เรื่องราชคหเศรษฐีถวายวิหาร    
			<remark  id="s1b7c54l17" />	 [๑๙๘] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระเวฬุวัน  วิหาร อันเป็น
			<remark  id="s1b7c54l18" />สถานที่พระราชทานเหยื่อแก่กระแต เขตพระนครราชคฤห์ ครั้งนั้นพระผู้มีพระภาคยังมิได้ทรง
			<remark  id="s1b7c54l19" />บัญญัติเสนาสนะแก่ภิกษุทั้งหลาย และภิกษุเหล่านั้น  ก็อยู่ในที่นั้นๆ คือ ป่า โคนไม้ ภูเขา
			<remark  id="s1b7c54l20" />ซอกเขา ถ้ำเขา ป่าช้า ป่าชัฏ ที่แจ้ง  ลอมฟาง ภิกษุเหล่านั้นออกจากที่อยู่นั้นๆ คือ ป่า
			<remark  id="s1b7c54l21" />โคนไม้ ภูเขา ซอกเขา   ถ้ำเขา ป่าช้า ป่าชัฏ ที่แจ้ง ลอมฟาง แต่เช้าตรู่ มีอาการเดินทางไป
			<remark  id="s1b7c54l22" />ข้างหน้า ถอย  กลับ แลเหลียว คู้แขน เหยียดแขน หน้าเลื่อมใส มีจักษุทอดลง สมบูรณ์
			<remark  id="s1b7c54l23" /> ด้วยอิริยาบถ ฯ
			<remark  id="s1b7c54l24" />	 [๑๙๙] สมัยนั้น ราชคหเศรษฐีได้ไปสวนแต่เช้าตรู่ ได้แลเห็นภิกษุเหล่านั้นเดินออก
			<remark  id="s1b7c54l25" />จากที่อยู่นั้นๆ คือ ป่า โคนไม้ ภูเขา ซอกเขา ถ้ำเขา ป่าช้า  ป่าชัฏ ที่แจ้ง ลอมฟาง แต่เช้าตรู่ 
		</para>
	</section>
	<section id="s1b7c55" >
		<para id="s1b7c55p">
			<remark  id="s1b7c55l1" />มีอาการเดินไปข้างหน้า ถอยกลับ แลเหลียว   คู้แขน เหยียดแขน หน้าเลื่อมใส มีจักษุทอดลง
			<remark  id="s1b7c55l2" />สมบูรณ์ด้วยอิริยาบถ ครั้น  แล้วก็มีจิตเลื่อมใส จึงเข้าไปหาภิกษุเหล่านั้น เรียนถามว่า ท่านเจ้าข้า 
			<remark  id="s1b7c55l3" />หาก  ข้าพเจ้าสร้างวิหารถวาย พระคุณเจ้าจะอยู่ในวิหารของข้าพเจ้าหรือไม่
			<remark  id="s1b7c55l4" />	 ภิกษุเหล่านั้นตอบว่า ดูกรคหบดี พระผู้มีพระภาคยังมิได้ทรงอนุญาต   วิหาร    
			<remark  id="s1b7c55l5" />	 เศรษฐีกล่าวว่า ท่านเจ้าข้า ถ้าเช่นนั้น พระคุณเจ้าจงทูลถามพระผู้มีพระภาค แล้วแจ้ง
			<remark  id="s1b7c55l6" />แก่ข้าพเจ้า   
			<remark  id="s1b7c55l7" />	 ภิกษุเหล่านั้นรับคำของราชคหเศรษฐี แล้วเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค   ถวายบังคมนั่ง ณ ที่
			<remark  id="s1b7c55l8" />ควรส่วนข้างหนึ่ง แล้วทูลถามว่า พระพุทธเจ้าข้า ราชคห    เศรษฐีประสงค์จะสร้างวิหารถวาย 
			<remark  id="s1b7c55l9" />ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายจะพึงปฏิบัติอย่างไร   พระพุทธเจ้าข้า ฯ   
			<remark  id="s1b7c55l10" />							พุทธานุญาตเสนาสนะ ๕ ชนิด 
			<remark  id="s1b7c55l11" />	 [๒๐๐] ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงทำธรรมีกถา ในเพราะเหตุเป็น เค้ามูลนั้น ใน
			<remark  id="s1b7c55l12" />เพราะเหตุแรกเกิดนั้น แล้วรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุ ทั้งหลาย เราอนุญาตเสนาสนะ ๕
			<remark  id="s1b7c55l13" />ชนิด คือ วิหาร ๑ เรือนมุงแถบเดียว ๑  เรือนชั้น ๑ เรือนโล้น ๑ ถ้ำ ๑ ฯ   
			<remark  id="s1b7c55l14" />	 [๒๐๑] ต่อมา ภิกษุเหล่านั้นเข้าไปหาท่านราชคหเศรษฐีแล้วได้กล่าวว่า คหบดี พระผู้มี
			<remark  id="s1b7c55l15" />พระภาคทรงอนุญาตวิหารแล้ว บัดนี้เป็นการสมควรที่จะสร้างได้ราชคหเศรษฐีให้สร้างวิหาร ๖๐ 
			<remark  id="s1b7c55l16" />หลังโดยวันเดียวเท่านั้น ครั้นให้สร้างเสร็จแล้ว จึงเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาค ถวายบังคมนั่ง ณ ที่
			<remark  id="s1b7c55l17" />ควรส่วนข้างหนึ่ง แล้วกราบทูล  อาราธนาว่า พระพุทธเจ้าข้า ขอพระผู้มีพระภาคกับภิกษุสงฆ์ 
			<remark  id="s1b7c55l18" />จงทรงรับภัตตาหาร    ของข้าพระพุทธเจ้า เพื่อเสวยในวันพรุ่งนี้ พระผู้มีพระภาคทรงรับอาราธนาโดย   
			<remark  id="s1b7c55l19" /> ดุษณีภาพ ครั้นเศรษฐีทราบว่า ทรงรับอาราธนาแล้วจึงลุกจากอาสนะ ถวายบังคมทำประทักษิณ
			<remark  id="s1b7c55l20" /> กลับไปแล้ว ให้ตกแต่งขาทนียโภชนียาหาร อันประณีตโดยล่วง ราตรีนั้น แล้วให้คนไปกราบทูล
			<remark  id="s1b7c55l21" /> ภัตกาลแด่พระผู้มีพระภาคว่า ถึงเวลาแล้ว    ภัตตาหารเสร็จแล้ว พระพุทธเจ้าข้า ฯ
			<remark  id="s1b7c55l22" />	  							ถวายวิหาร    
			<remark  id="s1b7c55l23" />	 [๒๐๒] ครั้นเวลาเช้า พระผู้มีพระภาคทรงอันตรวาสก ถือบาตรจีวร  เสด็จไปยังนิเวศน์
			<remark  id="s1b7c55l24" />ของราชคหเศรษฐี ครั้นแล้วประทับนั่งเหนืออาสนะที่เขาปูลาด   ถวาย พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ 
			<remark  id="s1b7c55l25" />จึงราชคหเศรษฐี อังคาสภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็น    ประมุข ด้วยขาทนียโภชนียาหารอันประณีต
			<remark  id="s1b7c55l26" />ด้วยมือของตน จนยังพระผู้มีพระภาค  ผู้เสวยแล้ว ลดพระหัสถ์จากบาตร ให้ห้ามภัตรแล้ว นั่ง ณ
			<remark  id="s1b7c55l27" />ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง   กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า พระพุทธเจ้าข้า ข้าพระพุทธเจ้าต้องการบุญ ต้อง
		</para>
	</section>
	<section id="s1b7c56" >
		<para id="s1b7c56p">
			<remark  id="s1b7c56l1" />การ   สวรรค์ ได้ให้สร้างวิหาร ๖๐ หลังนี้ไว้แล้ว ข้าพระพุทธเจ้าจะพึงปฏิบัติอย่างไร ในวิหารเหล่านั้น
			<remark  id="s1b7c56l2" />พระพุทธเจ้าข้า   
			<remark  id="s1b7c56l3" />	 พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรคหบดี ถ้าเช่นนั้น เธอจงถวายวิหารเหล่า  นั้นแก่สงฆ์
			<remark  id="s1b7c56l4" />จาตุรทิศ ทั้งที่มาแล้วและยังไม่มา ราชคหเศรษฐีทูลรับพระพุทธดำรัส แล้ว ได้ถวายวิหารเหล่านั้น 
			<remark  id="s1b7c56l5" />แก่สงฆ์ จาตุรทิศ ทั้งที่มาแล้วและยังไม่มา 
			<remark  id="s1b7c56l6" />	 ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงอนุโมทนาแก่ราชคหเศรษฐีด้วยคาถาเหล่านี้ว่าดังนี้:   
			<remark  id="s1b7c56l7" />						  คาถาอนุโมทนาวิหารทาน   
			<remark  id="s1b7c56l8" />	 [๒๐๓] วิหารย่อมป้องกันหนาว ร้อน และเนื้อร้าย นอกจากนั้นยัง ป้องกันงู
			<remark  id="s1b7c56l9" />	 และยุง ฝนในสิสิรฤดู นอกจากนั้นวิหารยังป้องกันลมและแดดอันกล้าที่เกิด
			<remark  id="s1b7c56l10" />	 ขึ้นได้ การถวายวิหารแก่สงฆ์ เพื่อ    หลีกเร้นอยู่ เพื่อความสุข เพื่อเพ่งพิจารณา
			<remark  id="s1b7c56l11" />	 และเพื่อเห็น    แจ้ง พระพุทธเจ้าทรงสรรเสริญว่า เป็นทานอันเลิศ เพราะเหตุนั้น
			<remark  id="s1b7c56l12" />	 แล คนผู้ฉลาด เมื่อเล็งเห็นประโยชน์ตน พึงสร้าง วิหารอันรื่นรมย์ให้ภิกษุ
			<remark  id="s1b7c56l13" />	 ทั้งหลายผู้พหูสูต อยู่ในวิหารนี้เถิด อนึ่ง  พึงมีใจเลื่อมใสถวายข้าว น้ำ ผ้า 
			<remark  id="s1b7c56l14" />	 และเสนาสนะ อันเหมาะ   สมแก่พวกเธอ ในพวกเธอผู้ซื่อตรง เพราะพวกเธอ
			<remark  id="s1b7c56l15" />	 ย่อม  แสดงธรรมอันเป็นเครื่องบรรเทาสรรพทุกข์แก่เขา เขารู้ทั่วถึง  แล้ว จะเป็นผู้
			<remark  id="s1b7c56l16" />	 ไม่มีอาสวะ ปรินิพพานในโลกนี้ 
			<remark  id="s1b7c56l17" />	 ครั้นพระผู้มีพระภาคทรงอนุโมทนาท่านราชคหเศรษฐี ด้วยคาถาเหล่านี้  แล้ว ทรงลุกจาก
			<remark  id="s1b7c56l18" />อาสนะเสด็จกลับ ฯ    
			<remark  id="s1b7c56l19" />	   				พุทธานุญาตบานประตู    
			<remark  id="s1b7c56l20" />	 [๒๐๔] ชาวบ้านได้ทราบข่าวว่า พระผู้มีพระภาคทรงอนุญาตวิหารแล้ว  จึงช่วยกันสร้าง
			<remark  id="s1b7c56l21" />วิหารถวายโดยเคารพ วิหารเหล่านั้นยังไม่มีบานประตู งู แมลงป่องและตะขาบ เข้าอาศัย 
			<remark  id="s1b7c56l22" />ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคๆ ตรัส   ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
			<remark  id="s1b7c56l23" />เราอนุญาตบานประตู ภิกษุทั้งหลายเจาะช่องฝา ผูกบานประตูด้วยเถาวัลย์บ้าง เชือกบ้าง หนู
			<remark  id="s1b7c56l24" />และปลวกกัด เชือกที่ผูกไว้ถูกกัดขาด บานประตูล้มลงมา ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้น
			<remark  id="s1b7c56l25" />แด่พระผู้มีพระภาคๆ ตรัสว่า   ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตกรอบเช็ดหน้า
			<remark  id="s1b7c56l26" />ครกรับเดือยประตู ห่วงข้างบน   บานประตูปิดไม่สนิท ... ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาต
			<remark  id="s1b7c56l27" />ช่องเชือก ชักเชือก    สำหรับชัก บานประตูปิดไม่อยู่ ... ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตสายยู 
			<remark  id="s1b7c56l28" /> ไม้หัวลิง ลิ่ม กลอน ฯ   
		</para>
	</section>
	<section id="s1b7c57" >
		<para id="s1b7c57p">
			<remark  id="s1b7c57l1" />						    พุทธานุญาตลูกดาล
			<remark  id="s1b7c57l2" />	 [๒๐๕] สมัยนั้น ภิกษุทั้งหลายไม่สามารถปิดบานประตูได้ จึงกราบทูล  เรื่องนั้นแด่
			<remark  id="s1b7c57l3" />พระผู้มีพระภาคๆ ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตช่องลูกดาล ลูกดาลมี 
			<remark  id="s1b7c57l4" />๓ ชนิด คือ ลูกดาลโลหะ ๑ ลูกดาลไม้ ๑ ลูกดาลเขา ๑ ภิกษุ   ทั้งหลายไขลูกดาลเข้าไป วิหาร
			<remark  id="s1b7c57l5" />ยังคุ้มไม่ได้ จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มี  พระภาคๆ ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
			<remark  id="s1b7c57l6" />เราอนุญาตลิ่มยนต์ ฯ 
			<remark  id="s1b7c57l7" />	 [๒๐๖] สมัยนั้น วิหารมุงด้วยหญ้า ถึงฤดูหนาวก็หนาว ถึงฤดูร้อนก็    ร้อน ภิกษุ
			<remark  id="s1b7c57l8" />ทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคๆ ตรัสว่า ดูกรภิกษุ    ทั้งหลาย เรา
			<remark  id="s1b7c57l9" />อนุญาตให้รื้อลงแล้วฉาบด้วยดินทั้งข้างนอกข้างใน ฯ    
			<remark  id="s1b7c57l10" />					  พุทธานุญาตบานหน้าต่าง  
			<remark  id="s1b7c57l11" />	 [๒๐๗] สมัยนั้น วิหารยังไม่มีหน้าต่าง ไม่เป็นประโยชน์แก่นัยน์ตา   อบกลิ่นเหม็นไว้ 
			<remark  id="s1b7c57l12" />ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคๆ ตรัสว่า ดูกร   ภิกษุทั้งหลาย 
			<remark  id="s1b7c57l13" />เราอนุญาตหน้าต่าง ๓ ชนิด คือ หน้าต่างมีชุกชี ๑ หน้าต่างมีข่าย ๑   หน้าต่างมีซี่กรง ๑ ที่ซอก
			<remark  id="s1b7c57l14" />หน้าต่าง กระแตและค้างคาวเข้าไปได้ ภิกษุทั้งหลาย   กราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค พระผู้มี
			<remark  id="s1b7c57l15" />พระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตผ้า ผืนเล็กสำหรับหน้าต่าง ที่ริมผ้าผืนเล็ก กระแต
			<remark  id="s1b7c57l16" />และค้างคาวยังเข้าไปได้ ... ตรัสว่า  ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตบานหน้าต่าง มู่ลี่หน้าต่าง ฯ    
			<remark  id="s1b7c57l17" />					   พุทธานุญาตเครื่องลาด  
			<remark  id="s1b7c57l18" />	 [๒๐๘] สมัยนั้น ภิกษุทั้งหลายนอนบนพื้นดิน เนื้อตัวและจีวรแปด เปื้อนด้วยฝุ่น จึง
			<remark  id="s1b7c57l19" />กราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคๆ ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้
			<remark  id="s1b7c57l20" />ลาดด้วยหญ้า หญ้าที่ลาดถูกหนูบ้าง ปลวกบ้างกัด ... ตรัสว่า ดูกร  ภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตแผ่น
			<remark  id="s1b7c57l21" />กระดานคล้ายตั่ง เมื่อนอนบนแผ่นกระดานคล้ายตั่ง   เนื้อตัวไม่สบาย ... ตรัสว่า ดูกรภิกษุ
			<remark  id="s1b7c57l22" />ทั้งหลาย เราอนุญาตเตียงถักหรือสาน ฯ  
			<remark  id="s1b7c57l23" />				    พุทธานุญาตเตียงและตั่งชนิดต่างๆ
			<remark  id="s1b7c57l24" />	 [๒๐๙] สมัยนั้น เตียงมีแม่แคร่สอดเข้าในเท้า ซึ่งทอดทิ้งอยู่ในป่าช้า    บังเกิดแก่สงฆ์ 
			<remark  id="s1b7c57l25" />ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคๆ ตรัสว่า ดูกร    ภิกษุทั้งหลาย เรา
		</para>
	</section>
	<section id="s1b7c58" >
		<para id="s1b7c58p">
			<remark  id="s1b7c58l1" />อนุญาตเตียงมีแคร่สอดเข้าในเท้า ตั่งมีแม่แคร่สอดเข้าในเท้า บังเกิดแล้ว ภิกษุทั้งหลายกราบทูล
			<remark  id="s1b7c58l2" />เรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคๆ ตรัสว่า ดูกร  ภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตตั่งมีแม่แคร่
			<remark  id="s1b7c58l3" />สอดเข้าในเท้า ฯ   
			<remark  id="s1b7c58l4" />	 [๒๑๐] สมัยนั้น เตียงมีแม่แคร่ติดกับเท้า ซึ่งทอดทิ้งอยู่ในป่าช้า  บังเกิดแก่สงฆ์ 
			<remark  id="s1b7c58l5" />ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคๆ ตรัสว่า ดูกร   ภิกษุทั้งหลาย เรา
			<remark  id="s1b7c58l6" />อนุญาตเตียงมีแม่แคร่ติดกับเท้า ตั่งมีแม่แคร่ติดกับเท้าบังเกิด  แล้ว ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้น
			<remark  id="s1b7c58l7" />แด่พระผู้มีพระภาคๆ ตรัสว่า ดูกรภิกษุ    ทั้งหลาย เราอนุญาตตั่งมีแม่แคร่ติดกับเท้า ฯ 
			<remark  id="s1b7c58l8" />	[๒๑๑] สมัยนั้น เตียงมีเท้าดังก้ามปู ซึ่งทอดทิ้งอยู่ในป่าช้า บังเกิด   แก่สงฆ์ ภิกษุ
			<remark  id="s1b7c58l9" />ทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคๆ ตรัสว่า ดูกรภิกษุ ทั้งหลาย เรา
			<remark  id="s1b7c58l10" />อนุญาตเตียงมีเท้าดังก้ามปู ตั่งมีเท้าดังก้ามปูบังเกิดแล้ว ภิกษุทั้งหลาย  กราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มี
			<remark  id="s1b7c58l11" />พระภาคๆ ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตตั่งมี   เท้าดังก้ามปู ฯ    
			<remark  id="s1b7c58l12" />	 [๒๑๒] สมัยนั้น เตียงมีเท้าจดแม่แคร่ ซึ่งทอดทิ้งอยู่ในป่าช้า บังเกิด   แก่สงฆ์ ภิกษุ
			<remark  id="s1b7c58l13" />ทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคๆ ตรัสว่า ดูกรภิกษุ ทั้งหลาย เรา
			<remark  id="s1b7c58l14" />อนุญาตเตียงมีเท้าจดแม่แคร่ ตั่งมีเท้าจดแม่แคร่บังเกิดแล้ว ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่
			<remark  id="s1b7c58l15" />พระผู้มีพระภาคๆ ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรา  อนุญาตตั่งมีเท้าจดแม่แคร่ ฯ  
			<remark  id="s1b7c58l16" />					  พุทธานุญาตม้าชนิดต่างๆ 
			<remark  id="s1b7c58l17" />	 [๒๑๓] สมัยนั้น ม้าสี่เหลี่ยมบังเกิดแก่สงฆ์ ภิกษุทั้งหลายกราบทูล  เรื่องนั้นแด่พระผู้มี
			<remark  id="s1b7c58l18" />พระภาคๆ ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตม้าสี่เหลี่ยม   ม้าสี่เหลี่ยมชนิดสูง
			<remark  id="s1b7c58l19" />บังเกิดแล้ว ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคๆตรัสว่า ดูกรภิกษุ
			<remark  id="s1b7c58l20" />ทั้งหลาย เราอนุญาตม้าสี่เหลี่ยมชนิดสูง ม้าสี่เหลี่ยมชนิดสูง    มีพนักสามด้านบังเกิดแล้ว ภิกษุ
			<remark  id="s1b7c58l21" />ทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคๆ  ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรา
			<remark  id="s1b7c58l22" />อนุญาตม้าสี่เหลี่ยมมีพนักสามด้าน ม้าสี่เหลี่ยมมี   พนักสามด้านชนิดสูงบังเกิดแล้ว ภิกษุทั้งหลาย
			<remark  id="s1b7c58l23" />กราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มี    พระภาคๆ ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตม้า
			<remark  id="s1b7c58l24" />สี่เหลี่ยมมีพนักสามด้านชนิด  สูง ตั่งหวายบังเกิดแล้ว ... ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาต
		</para>
	</section>
	<section id="s1b7c59" >
		<para id="s1b7c59p">
			<remark  id="s1b7c59l1" />ตั่งหวาย ตั่งหุ้มด้วยผ้าบังเกิดแล้ว ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค พระผู้มี
			<remark  id="s1b7c59l2" />พระภาคตรัสว่า   ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตตั่งหุ้มด้วยผ้า ตั่งขาทรายบังเกิดแล้ว ภิกษุ
			<remark  id="s1b7c59l3" />ทั้งหลาย  กราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคๆ ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรา
			<remark  id="s1b7c59l4" />อนุญาตตั่งขาทราย ตั่งก้ามมะขามป้อมบังเกิดแล้ว ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่
			<remark  id="s1b7c59l5" />พระผู้มี   พระภาคๆ ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตตั่งก้ามมะขามป้อม 
			<remark  id="s1b7c59l6" />แผ่นกระดานบังเกิดแล้ว ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค พระผู้มีพระภาค
			<remark  id="s1b7c59l7" />ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตแผ่นกระดาน เก้าอี้บังเกิดแล้ว ภิกษุทั้งหลายกราบ ทูล
			<remark  id="s1b7c59l8" />เรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคๆ ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตเก้าอี้ ตั่ง ฟาง
			<remark  id="s1b7c59l9" />บังเกิดแล้ว ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคๆ ตรัสว่า ดูกร   
			<remark  id="s1b7c59l10" />ภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตตั่งฟาง ฯ  
			<remark  id="s1b7c59l11" />					  ทรงห้ามนอนบนเตียงสูง   
			<remark  id="s1b7c59l12" />	 [๒๑๔] สมัยนั้น พระฉัพพัคคีย์นอนบนเตียงสูง ชาวบ้านเที่ยวชม   วิหาร เห็นแล้วเพ่ง
			<remark  id="s1b7c59l13" />โทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ... เหมือนพวกคฤหัสถ์ผู้บริโภคกาม ... ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้น
			<remark  id="s1b7c59l14" />แด่พระผู้มีพระภาคๆ ตรัสว่า ดูกรภิกษุ ทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงนอนบนเตียงสูง รูป
			<remark  id="s1b7c59l15" />ใดนอน ต้องอาบัติทุกกฏ ฯ    
			<remark  id="s1b7c59l16" />					พุทธานุญาตเขียงรองเท้าเตียง   
			<remark  id="s1b7c59l17" />	 [๒๑๕] สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งนอนบนเตียงต่ำ ถูกงูกัด ภิกษุทั้งหลาย กราบทูลเรื่อง
			<remark  id="s1b7c59l18" />นั้นแด่พระผู้มีพระภาคๆ ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตเขียง    รองเท้าเตียง ฯ
			<remark  id="s1b7c59l19" />	 [๒๑๖] สมัยนั้น พระฉัพพัคคีย์ใช้เขียงรองเท้าเตียงสูงเจาะติดกับเขียง    รองเท้าเตียง
			<remark  id="s1b7c59l20" />ชาวบ้านเที่ยวชมวิหาร เห็นแล้วเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ...   เหมือนพวกคฤหัสถ์ผู้ บริโภค
			<remark  id="s1b7c59l21" />กาม ... ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มี    พระภาคๆ ตรัสว่า ดูกรภิกษุ
			<remark  id="s1b7c59l22" />ทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงใช้เขียงรองเท้าเตียงสูง รูปใดใช้  ต้องอาบัติทุกกฏ    ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
			<remark  id="s1b7c59l23" />เราอนุญาตเขียงรองเท้าเตียงสูง ๘ นิ้ว เป็นอย่างยิ่ง ฯ    
			<remark  id="s1b7c59l24" />						พุทธานุญาตด้าย 
			<remark  id="s1b7c59l25" />	 [๒๑๗] สมัยนั้น ด้ายบังเกิดแก่สงฆ์ ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้น แด่พระผู้มี
			<remark  id="s1b7c59l26" />พระภาคๆ ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตด้ายไว้ถักเตียง ตัว  เตียงกินด้าย
		</para>
	</section>
	<section id="s1b7c60" >
		<para id="s1b7c60p">
			<remark  id="s1b7c60l1" />มาก ... ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้เจาะตัวเตียงแล้วถัก   เป็นตาหมากรุก ผ้าสามัญ
			<remark  id="s1b7c60l2" />ผืนน้อยๆ บังเกิดแล้ว ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้น  แด่พระผู้มีพระภาคๆ ตรัสว่า
			<remark  id="s1b7c60l3" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ทำเป็นผ้ารองพื้น  นุ่นบังเกิดแล้ว ... ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย
			<remark  id="s1b7c60l4" />เราอนุญาตให้สางออกทำเป็นหมอน นุ่นมี ๓ ชนิด คือ นุ่นต้นไม้ ๑ นุ่นเถาวัลย์ ๑ นุ่นหญ้า ๑ ฯ 
			<remark  id="s1b7c60l5" />					พุทธานุญาตหมอน 
			<remark  id="s1b7c60l6" />	 [๒๑๘] สมัยนั้น พระฉัพพัคคีย์ใช้หมอนยาวกึ่งกาย ชาวบ้านเที่ยวชม    วิหารพบเห็น
			<remark  id="s1b7c60l7" />แล้ว เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ... เหมือนพวกคฤหัสถ์ผู้บริโภค   กาม ... ภิกษุทั้งหลายกราบทูล
			<remark  id="s1b7c60l8" />เรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคๆ ตรัสว่า ดูกรภิกษุ ทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงใช้หมอนยาว
			<remark  id="s1b7c60l9" />กึ่งกาย รูปใดใช้ ต้องอาบัติทุกกฏ เราอนุญาต   ให้ทำหมอนพอดีกับศีรษะ ฯ 
			<remark  id="s1b7c60l10" />					   พุทธานุญาตฟูก ๕ ชนิด  
			<remark  id="s1b7c60l11" />	 [๒๑๙] สมัยนั้น ในเมืองราชคฤห์มีมหรสพบนยอดเขา ชาวบ้านจัดแจงฟูกสำหรับพวก
			<remark  id="s1b7c60l12" />มหาอำมาตย์ คือ ฟูกขนสัตว์ ฟูกผ้า ฟูกเปลือกไม้ ฟูกหญ้า  ฟูกใบไม้ ครั้นมหรสพเลิกแล้ว
			<remark  id="s1b7c60l13" />เขาก็เลิกผ้าหุ้มไป ภิกษุทั้งหลายได้เห็นขนสัตว์ บ้าง ท่อนผ้าบ้าง เปลือกไม้บ้าง หญ้า
			<remark  id="s1b7c60l14" />บ้าง ใบไม้บ้าง เป็นอันมาก ซึ่งเขาทิ้ง   ไว้ในที่เล่นมหรสพ ครั้นแล้วได้กราบทูลเรื่องนั้นแด่
			<remark  id="s1b7c60l15" />พระผู้มีพระภาคๆ ตรัสว่า  ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตฟูก ๕ ชนิด คือ ฟูกขน
			<remark  id="s1b7c60l16" />สัตว์ ฟูกผ้า ฟูกเปลือก ไม้ ฟูกหญ้า ฟูกใบไม้ ฯ  
			<remark  id="s1b7c60l17" />	 [๒๒๐] สมัยนั้น ผ้าอันเป็นบริขารของเสนาสนะ บังเกิดแก่สงฆ์    ภิกษุทั้งหลายกราบ
			<remark  id="s1b7c60l18" />ทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคๆ ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้หุ้มฟูก ฯ   
			<remark  id="s1b7c60l19" />					   พุทธานุญาตเตียงหุ้มฟูก
			<remark  id="s1b7c60l20" />	 [๒๒๑] สมัยนั้น ภิกษุทั้งหลายปูฟูกเตียงลงบนตั่ง ปูฟูกตั่งลงบนเตียงฟูกทั้งหลาย
			<remark  id="s1b7c60l21" />ขาดทำลาย ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคๆ ตรัสว่า    ดูกรภิกษุ
			<remark  id="s1b7c60l22" />ทั้งหลาย เราอนุญาตเตียงหุ้มฟูก ตั่งหุ้มฟูก ภิกษุทั้งหลายปูลงไปไม่ได้   ใช้ผ้ารองล่าง ฟูกย้อยลงข้าง
			<remark  id="s1b7c60l23" />ล่าง ... ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ใช้   ผ้ารองปูแล้วหุ้มฟูก โจรลักเลิกผ้าหุ้มไป ...
			<remark  id="s1b7c60l24" />ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาต ให้จดไว้ โจรก็ยังลักไป ... ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรา
			<remark  id="s1b7c60l25" />อนุญาตให้ทำรอยไว้  ถึงอย่างนั้นก็ยังลักไป ... ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้พิมพ์
			<remark  id="s1b7c60l26" />รอย  นิ้วมือไว้ ฯ  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b7c61" >
		<para id="s1b7c61p">
			<remark  id="s1b7c61l1" />	 [๒๒๒] สมัยนั้น ที่อยู่อาศัยของพวกเดียรถีย์ทาสีขาว พื้นเขาแต่งให้ เป็นสีดำ ฝา
			<remark  id="s1b7c61l2" />เขาทำบริกรรมให้เป็นสีเหลือง ชาวบ้านเป็นอันมาก พากันไปดูที่อยู่  พวกเดียรถีย์ ภิกษุทั้งหลาย
			<remark  id="s1b7c61l3" />กราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคๆ ตรัสว่า ดูกร ภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตสีขาว  
			<remark  id="s1b7c61l4" />สีดำ ทำบริกรรมด้วยสีเหลือง ในวิหาร ฯ    
			<remark  id="s1b7c61l5" />	 [๒๒๓] สมัยนั้น ฝาหยาบ สีขาวไม่จับ ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มี
			<remark  id="s1b7c61l6" />พระภาคๆ ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ใช้ดินปนแกลบ  แล้วกวด
			<remark  id="s1b7c61l7" />ด้วยเกรียง สีขาวจะได้จับ สีขาวยังไม่ติด ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่อง  นั้นแด่พระผู้มีพระภาค
			<remark  id="s1b7c61l8" />พระผู้มีพระภาค ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ใช้ดินละเอียด แล้วกวดด้วยเกรียงให้
			<remark  id="s1b7c61l9" />สีขาวจับ สีขาวก็ยังไม่จับ ... ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลายเราอนุญาตให้ใช้ยางไม้ แป้งเปียก ฯ 
			<remark  id="s1b7c61l10" />					   พุทธานุญาตดินปนแกลบ   
			<remark  id="s1b7c61l11" />	 [๒๒๔] สมัยนั้น ฝาหยาบสีเหลืองไม่จับ ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่อง   นั้นแด่พระผู้มี
			<remark  id="s1b7c61l12" />พระภาคๆ ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ใช้ดินปนแกลบ  แล้วกวดด้วย
			<remark  id="s1b7c61l13" />เกรียงให้สีเหลืองจับ สีเหลืองไม่ติด ... ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย    เราอนุญาตให้ใช้ดินปนรำ 
			<remark  id="s1b7c61l14" />แล้วกวดด้วยเกรียงให้สีเหลืองจับ สีเหลืองก็ยังไม่ติด ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มี
			<remark  id="s1b7c61l15" />พระภาคๆ ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรา  อนุญาตให้ใช้แป้งเมล็ดพรรณผักกาด ขี้ผึ้ง
			<remark  id="s1b7c61l16" />เหลว ครั้นหนาเกินไป ภิกษุทั้งหลาย   กราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคท พระผู้มีพระภาค
			<remark  id="s1b7c61l17" />ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ เช็ดออกด้วยท่อนผ้า ฯ    
			<remark  id="s1b7c61l18" />	 [๒๒๕] สมัยนั้น พื้นดินหยาบไป สีดำไม่จับ ... ตรัสว่า ดูกรภิกษุ    ทั้งหลาย เรา
			<remark  id="s1b7c61l19" />อนุญาตให้ใช้ดินปนแกลบ แล้วกวดด้วยเกรียง สีดำจะได้จับ สีดำ ก็ยังไม่จับ ภิกษุทั้งหลาย
			<remark  id="s1b7c61l20" />กราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคๆ ตรัสว่า ดูกรภิกษุ  ทั้งหลาย เราอนุญาตให้
			<remark  id="s1b7c61l21" />ใช้ยางไม้ น้ำฝาด ฯ
			<remark  id="s1b7c61l22" />						พุทธานุญาตภาพดอกไม้เป็นต้น    
			<remark  id="s1b7c61l23" />	 [๒๒๖] สมัยนั้น พระฉัพพัคคีย์ให้ช่างเขียนภาพสตรีบุรุษไว้ในวิหาร   ชาวบ้านเที่ยว
			<remark  id="s1b7c61l24" />ชมวิหารเห็นเข้า จึงเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ... เหมือนพวก   คฤหัสถ์ผู้บริโภคกาม ... ภิกษุ
			<remark  id="s1b7c61l25" />ทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคๆ   ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุ
			<remark  id="s1b7c61l26" />ไม่พึงให้เขียนภาพสตรีบุรุษ รูปใดให้เขียน    ต้องอาบัติทุกกฏ เราอนุญาตภาพดอกไม้ ภาพ
			<remark  id="s1b7c61l27" />เครือเถา ฟันมังกร ดอกจอก   ห้ากลีบ ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s1b7c62" >
		<para id="s1b7c62p">
			<remark  id="s1b7c62l1" />						    เรื่องวิหารมีพื้นที่ต่ำ   
			<remark  id="s1b7c62l2" />	 [๒๒๗] สมัยนั้น วิหารมีพื้นต่ำ น้ำท่วมได้ ภิกษุทั้งหลายกราบทูล    เรื่องนั้นแด่พระผู้
			<remark  id="s1b7c62l3" />มีพระภาคๆ ... ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ถมพื้นที่ให้สูง ดินที่ถม
			<remark  id="s1b7c62l4" />พัง ... ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตก่อกรุ ๓ อย่าง คือ    ก่อด้วยอิฐ ศิลา ไม้ ภิกษุ
			<remark  id="s1b7c62l5" />ทั้งหลายขึ้นลงลำบาก ... ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตบันได ๓ อย่าง คือ บันไดอิฐ
			<remark  id="s1b7c62l6" />ศิลา ไม้ ภิกษุทั้งหลายขึ้นลงพลัดตก... ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตราวสำหรับยึด ฯ 
			<remark  id="s1b7c62l7" />						  เรื่องวิหารมีพื้นโล่งโถง    
			<remark  id="s1b7c62l8" />	 [๒๒๘] สมัยนั้น วิหารมีพื้นโล่งโถง ภิกษุทั้งหลายละอายที่จะนอนจึงกราบทูลเรื่อง
			<remark  id="s1b7c62l9" />นั้นแด่พระผู้มีพระภาคๆ ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาต ผ้าม่าน ภิกษุ
			<remark  id="s1b7c62l10" />ทั้งหลายเลิกผ้าม่านมองดูกัน ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่ พระผู้มีพระภาค พระผู้มีพระภาค
			<remark  id="s1b7c62l11" />ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตฝากึ่งหนึ่ง คนมองดูข้างบนจากฝากึ่งหนึ่งได้ ภิกษุ
			<remark  id="s1b7c62l12" />ทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคๆ ตรัสว่าดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาต
			<remark  id="s1b7c62l13" />ห้อง ๓ ชนิด คือ ห้องสี่เหลี่ยมจัตุรัส ๑ ห้องยาว ๑    ห้องคล้ายตึกโล้น ๑ ฯ    
			<remark  id="s1b7c62l14" />							เรื่องวิหารเล็ก
			<remark  id="s1b7c62l15" />	 [๒๒๙] สมัยนั้น วิหารเล็ก ภิกษุทั้งหลายกั้นห้องไว้ตรงกลาง อุปจาร  ไม่มี จึงกราบ
			<remark  id="s1b7c62l16" />ทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคๆ ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรา อนุญาตให้ทำห้อง
			<remark  id="s1b7c62l17" />ไว้ส่วนข้างหนึ่งในวิหารเล็ก แต่ในวิหารใหญ่ ทำไว้ตรงกลางได้ ฯ    
			<remark  id="s1b7c62l18" />	 [๒๓๐] สมัยนั้น เชิงฝาวิหารเก่า ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่ พระผู้มีพระภาค
			<remark  id="s1b7c62l19" />พระผู้มีพระภาค ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตกรอบเชิงฝา ฝาวิหารถูกฝน สาด ... ตรัสว่า 
			<remark  id="s1b7c62l20" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตแผงกันสาด ดินปนเถ้ากับขี้วัว ฯ 
			<remark  id="s1b7c62l21" />	 [๒๓๑] สมัยนั้น งูตกจากหลังคามุงหญ้าถูกคอภิกษุรูปหนึ่ง เธอกลัว    ร้องโวยวาย
			<remark  id="s1b7c62l22" />ภิกษุทั้งหลายรีบเข้าไปถามเธอว่า ทำไม คุณจึงได้ร้องโวยวาย   เธอจึงแจ้งเรื่องนั้นแก่ภิกษุ
			<remark  id="s1b7c62l23" />ทั้งหลายๆ กราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคๆ ตรัส  ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตเพดาน ฯ 
			<remark  id="s1b7c62l24" />						 พุทธานุญาตไม้สำหรับแขวน 
			<remark  id="s1b7c62l25" />	 [๒๓๒] สมัยนั้น ภิกษุทั้งหลายแขวนถุงไว้ที่เท้าเตียงบ้าง ที่เท้าตั่งบ้าง   หนูและปลวก
			<remark  id="s1b7c62l26" />กัดกิน ภิกษุทั้งหลายจึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคๆ ตรัส  ว่า ดูกรภิกษุ
			<remark  id="s1b7c62l27" />ทั้งหลาย เราอนุญาตไม้เดือยติดฝา ไม้นาคทนต์ ฯ  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b7c63" >
		<para id="s1b7c63p">
			<remark  id="s1b7c63l1" />					 พุทธานุญาตราวไม้เก็บจีวร
			<remark  id="s1b7c63l2" />	 [๒๓๓] สมัยนั้น ภิกษุทั้งหลายเก็บจีวรไว้บนเตียงบ้าง บนตั่งบ้าง    จีวรขาด จึง
			<remark  id="s1b7c63l3" />กราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคๆ ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย   เราอนุญาตราว
			<remark  id="s1b7c63l4" />จีวร สายระเดียง ในวิหาร ฯ  
			<remark  id="s1b7c63l5" />	 [๒๓๔] สมัยนั้น วิหารยังไม่มีระเบียง หาที่พักอาศัยมิได้ ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่อง
			<remark  id="s1b7c63l6" />นั้นแด่พระผู้มีพระภาคๆ ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรา  อนุญาตระเบียง เฉลียง
			<remark  id="s1b7c63l7" />ลับแล หน้ามุขมีหลังคา ระเบียงโล่งโถง ภิกษุทั้งหลายละอายที่จะนอน ... ตรัสว่า ดูกรภิกษุ
			<remark  id="s1b7c63l8" />ทั้งหลาย เราอนุญาตกันสาดเลื่อนฝาค้ำ ฯ  
			<remark  id="s1b7c63l9" />						พุทธานุญาตหอฉัน
			<remark  id="s1b7c63l10" />	 [๒๓๕] สมัยนั้น ภิกษุทั้งหลายฉันอาหารในที่แจ้ง ลำบากด้วยหนาว บ้าง ร้อนบ้าง
			<remark  id="s1b7c63l11" />จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคๆ ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาต
			<remark  id="s1b7c63l12" />หอฉัน หอฉันมีพื้นที่ต่ำ น้ำท่วมได้ ... ตรัสว่า ดูกรภิกษุ ทั้งหลาย เราอนุญาตหอฉัน
			<remark  id="s1b7c63l13" />ให้ถมพื้นที่ให้สูง ดินที่ถมพัง ... ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย  เราอนุญาตให้ก่อกรุ ดินที่ถม ๓ ชนิด 
			<remark  id="s1b7c63l14" />คือ อิฐ ศิลา ไม้ ภิกษุทั้งหลายขึ้นลง    ลำบาก ... ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตบันได
			<remark  id="s1b7c63l15" />๓ ชนิด คือ บันไดอิฐศิลา ไม้ ภิกษุทั้งหลายขึ้นลงพลัดตก ... ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย
			<remark  id="s1b7c63l16" />เราอนุญาต ราวสำหรับยึด ผงหญ้าที่มุงหอฉันตกลงเกลื่อน ... ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย    เรา
			<remark  id="s1b7c63l17" />อนุญาตให้รื้อลงแล้วฉาบโบกดินทั้งข้างบนข้างล่างให้มีสีขาว สีดำ สีเหลือง  มีลวดลาย ดอกไม้ 
			<remark  id="s1b7c63l18" />เครือเถา ฟันมังกร ดอกจอกห้ากลีบ ราวจีวร สายระเดียง ฯ 
			<remark  id="s1b7c63l19" />	 [๒๓๖] สมัยนั้น ภิกษุทั้งหลายปูจีวรลงบนพื้นดินกลางแจ้ง จีวรเปื้อน ฝุ่น ... ตรัสว่า 
			<remark  id="s1b7c63l20" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตราวจีวร สายระเดียง ไว้กลางแจ้ง ... น้ำฉันถูกแดดเผา ... ตรัสว่า 
			<remark  id="s1b7c63l21" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตโรงน้ำฉัน ปะรำน้ำฉัน โรงน้ำฉันมีพื้นต่ำ น้ำท่วมได้ ... ตรัสว่า ดูกร
			<remark  id="s1b7c63l22" />ภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ถม พื้นให้สูง ดินที่ถมพัง ... ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาต
			<remark  id="s1b7c63l23" />ให้ก่อกรุ ๓ ชนิด  คือ ก่อด้วยอิฐ ก่อด้วยศิลา กรุด้วยไม้ ภิกษุทั้งหลายขึ้นลงลำบาก ... ตรัสว่า
			<remark  id="s1b7c63l24" /> ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตบันได ๓ ชนิด คือ บันไดอิฐ ศิลา ไม้ ภิกษุ   ทั้งหลายขึ้นลง
			<remark  id="s1b7c63l25" /> พลัดตก ... ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตราวสำหรับยึด  ผงหญ้าที่มุงโรงน้ำฉันตก
			<remark  id="s1b7c63l26" /> เกลื่อน ... ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้รื้อ  ลงฉาบด้วยดินทั้งข้างบนข้างล่างให้มีสีขาว 
			<remark  id="s1b7c63l27" /> สีดำ สีเหลือง มีลายดอกไม้ เครือ  เถา ฟันมังกร ดอกจอกห้ากลีบ ราวจีวร สายระเดียง
			<remark  id="s1b7c63l28" /> ภาชนะตักน้ำฉันยังไม่มี ... ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตสังข์ตักน้ำดื่ม ขันตักน้ำดื่ม ฯ  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b7c64" >
		<para id="s1b7c64p">
			<remark  id="s1b7c64l1" />	 [๒๓๗] สมัยนั้น วิหารยังไม่มีเครื่องล้อม ... ตรัสว่า ดูกรภิกษุ   ทั้งหลาย เราอนุญาตให้
			<remark  id="s1b7c64l2" />ล้อมด้วยเครื่องล้อม ๓ อย่าง คือ อิฐ ศิลา ไม้ ซุ้มประตูยังไม่มี ... ตรัสว่า ดูกรภิกษุ
			<remark  id="s1b7c64l3" />ทั้งหลาย เราอนุญาตซุ้มประตู ซุ้มประตูมีพื้น  ต่ำไป น้ำท่วมได้ ... ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
			<remark  id="s1b7c64l4" />เราอนุญาตให้ถมให้สูง ซุ้ม   ประตูไม่มีบาน ... ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตบานประต
			<remark  id="s1b7c64l5" />ู กรอบ    เช็ดหน้า ครกรองรับเดือยประตู ห่วงข้างบน สายยู ไม้หัวลิง ลิ่ม กลอนช่องดาล
			<remark  id="s1b7c64l6" />ช่องเชือกชัก เชือกชัก ผงหญ้าที่มุงซุ้มประตูตกเกลื่อน ... ตรัสว่า   ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาต
			<remark  id="s1b7c64l7" />ให้รื้อลง ฉาบทั้งข้างบนข้างล่าง ให้มีสีขาว สีดำ สีเหลือง มีลายดอกไม้ เครือเถา ฟันมังกร
			<remark  id="s1b7c64l8" />ดอกจอกห้ากลีบ ฯ
			<remark  id="s1b7c64l9" />						  พุทธานุญาตท่อระบายน้ำ  
			<remark  id="s1b7c64l10" />	 [๒๓๘] สมัยนั้น บริเวณเป็นตม ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่    พระผู้มีพระภาค
			<remark  id="s1b7c64l11" />พระผู้มีพระภาค ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้โรยกรวดแร่ กรวด แร่ไม่เต็ม ... ตรัสว่า 
			<remark  id="s1b7c64l12" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ปูศิลาเรียบ น้ำขัง ...ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาต
			<remark  id="s1b7c64l13" />ท่อระบายน้ำ ฯ 
			<remark  id="s1b7c64l14" />						    พุทธานุญาตโรงไฟ 
			<remark  id="s1b7c64l15" />	 [๒๓๙] สมัยนั้น ภิกษุทั้งหลายก่อกองไฟไว้ในที่นั้นๆ ทั่วบริเวณบริเวณสกปรก 
			<remark  id="s1b7c64l16" />ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคๆ ตรัสว่า ดูกร  ภิกษุทั้งหลาย
			<remark  id="s1b7c64l17" />เราอนุญาตให้ทำโรงไฟไว้ในที่ควรส่วนข้างหนึ่ง โรงไฟมีพื้นที่ต่ำน้ำท่วมได้ ... ตรัสว่า ดูกรภิกษุ
			<remark  id="s1b7c64l18" />ทั้งหลาย เราอนุญาตให้ถมให้สูง ดินที่ถมพัง ...   ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ก่อกรุ
			<remark  id="s1b7c64l19" />๓ ชนิด คือ อิฐ ศิลา ไม้  ภิกษุทั้งหลายขึ้นลงลำบาก ... ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรา
			<remark  id="s1b7c64l20" />อนุญาตบันได ๓ ชนิด    คือ บันไดอิฐ ศิลา ไม้ ภิกษุทั้งหลายขึ้นลงพลัดตก ... ตรัสว่า ดูกร
			<remark  id="s1b7c64l21" />ภิกษุ ทั้งหลาย เราอนุญาตราวสำหรับยึด โรงไฟไม่มีบานประตู ... ตรัสว่า ดูกรภิกษุ ทั้งหลาย เรา
			<remark  id="s1b7c64l22" />อนุญาตบานประตู กรอบเช็ดหน้า ครกรับเดือยประตู ห่วงข้างบน   สายยู ไม้หัวลิง ลิ่ม กลอน
			<remark  id="s1b7c64l23" />ช่องดาล ช่องเชือกชัก เชือกชัก ผงหญ้าที่มุง  โรงไฟหล่นเกลื่อน ... ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย
			<remark  id="s1b7c64l24" />เราอนุญาตให้รื้อลง ฉาบทั้ง  ข้างบนทั้งข้างล่างให้มีสีขาว สีดำ สีเหลือง มีลายดอกไม้ เครือเถา
			<remark  id="s1b7c64l25" />ฟันมังกร   ดอกจอกห้ากลีบ ราวจีวร สายระเดียง อารามไม่มีเครื่องล้อม แพะบ้าง ปสุสัตว์   
			<remark  id="s1b7c64l26" /> บ้าง เบียดเบียนสิ่งที่ปลูกไว้ ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค พระผู้มีพระภาค
		</para>
	</section>
	<section id="s1b7c65" >
		<para id="s1b7c65p">
			<remark  id="s1b7c65l1" /> ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ล้อมรั้ว ๓ อย่าง คือ รั้วไม้ไผ่ รั้ว หนาม คู ซุ้ม
			<remark  id="s1b7c65l2" /> ประตูไม่มี แพะบ้าง ปสุสัตว์บ้าง ยังรบกวนสิ่งที่ปลูกไว้ตามเดิม ... ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย
			<remark  id="s1b7c65l3" /> เราอนุญาตซุ้มประตู เครื่องไม้คร่าว บานประตูคู่   เสาระเนียด กลอนเหล็ก ผงหญ้าที่มุงซุ้มหล่น
			<remark  id="s1b7c65l4" /> เกลื่อน ... ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้รื้อลงแล้วฉาบทั้งข้างบนข้างล่างให้มีสีขาว
			<remark  id="s1b7c65l5" /> สีดำ สี  เหลือง มีลายดอกไม้ เครือเถา ฟันมังกร ดอกจอกห้ากลีบ อารามเป็นตม ...   ตรัสว่า 
			<remark  id="s1b7c65l6" /> ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้โรยหินแร่ หินแร่ไม่พอ ... ตรัสว่า   ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรา
			<remark  id="s1b7c65l7" /> อนุญาตให้ปูหินเรียบ น้ำขัง ... ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย  เราอนุญาตท่อระบายน้ำ ฯ  
			<remark  id="s1b7c65l8" />	 [๒๔๐] สมัยนั้น พระเจ้าพิมพิสารจอมเสนามาคธราช มีพระีราช ประสงค์จะทรงสร้าง
			<remark  id="s1b7c65l9" />ปราสาทฉาบปูนขาวถวายสงฆ์ ครั้งนั้น ภิกษุทั้งหลายเกิด สนเท่ห์ว่า พระผู้มีพระภาคทรงอนุญาต
			<remark  id="s1b7c65l10" />เครื่องมุงชนิดไรไว้บ้างหนอ จึงกราบทูล    เรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคๆ ตรัสว่า 
			<remark  id="s1b7c65l11" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตเครื่องมุง ๕ ชนิด คือ กระเบื้อง ๑ หิน ๑ ปูนขาว ๑ หญ้า ๑ 
			<remark  id="s1b7c65l12" />ใบไม้ ๑ ฯ
			<remark  id="s1b7c65l13" />								ภาณวารที่ ๑ จบ 
			<remark  id="s1b7c65l14" />							__________________
			<remark  id="s1b7c65l15" />	 เรื่องอนาถบิณฑกคหบดีเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าครั้งแรก  
			<remark  id="s1b7c65l16" />	 [๒๔๑] สมัยนั้น อนาถบิณฑิกคหบดี เป็นน้องเขยของราชคหเศรษฐี    ครั้งนั้น อนาถ
			<remark  id="s1b7c65l17" />บิณฑิกคหบดีไปเมืองราชคฤห์ ด้วยกรณียกิจบางอย่าง ฯ  
			<remark  id="s1b7c65l18" />	 [๒๔๒] สมัยนั้น ราชคหเศรษฐีได้นิมนต์พระสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็น ประมุข เพื่อฉัน
			<remark  id="s1b7c65l19" />ในวันรุ่งขึ้น จึงได้สั่งทาสและกรรมกรทั้งหลายว่า พนาย ถ้า    เช่นนั้น พวกท่านจงลุกขึ้นแต่เช้า
			<remark  id="s1b7c65l20" />ตรู่ ต้มข้าว หุงข้าว ต้มแกง จงช่วยกันจัดหา อาหารที่มีรสอร่อย ฯ
			<remark  id="s1b7c65l21" />	 [๒๔๓] ขณะนั้น อนาถบิณฑิกคหบดีได้คิดว่า เมื่อเรามาคราวก่อน   ท่านคหบดีผู้นี้จัดทำ
			<remark  id="s1b7c65l22" />ธุระทุกอย่างเสร็จแล้ว สนทนาปราศรัยกับเราผู้เดียว บัดนี้เขา  มีท่าทีเปลี่ยนไป สั่งทาสและ
			<remark  id="s1b7c65l23" />กรรมกรทั้งหลายว่า พนาย ถ้ากระนั้นพวกท่าน   จงลุกขึ้นแต่เช้าตรู่ ต้มข้าว หุงข้าว ต้มแกง
			<remark  id="s1b7c65l24" />จงช่วยกันจัดหาอาหารที่มีรสอร่อยๆ    บางทีคหบดีผู้นี้จักมีงานอาวาหมงคล วิวาหมงคล หรือ
			<remark  id="s1b7c65l25" />ประกอบมหายัญ หรือจัก  ทูลเชิญเสด็จพระเจ้าพิมพิสารจอมเสนามาคธราช พร้อมทั้งกองพลมา
			<remark  id="s1b7c65l26" />เลี้ยงในวัน รุ่งขึ้นกระมัง ฯ   
		</para>
	</section>
	<section id="s1b7c66" >
		<para id="s1b7c66p">
			<remark  id="s1b7c66l1" />	 [๒๔๔] ครั้นราชคหเศรษฐีสั่งทาสและกรรมกรแล้ว เข้าไปหาอนาถบิณ ฑิกคหบดี ได้นั่ง
			<remark  id="s1b7c66l2" />สนทนากัน ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง อนาถบิณฑิกคหบดีได้    ถามว่า ท่านคหบดี คราวก่อนเมื่อฉัน
			<remark  id="s1b7c66l3" />มาแล้ว ท่านได้จัดทำธุระทุกอย่างเสร็จแล้ว  ก็สนทนากับฉันผู้เดียว บัดนี้ท่านนั้นมัวสาละวนสั่ง
			<remark  id="s1b7c66l4" />ทาสและกรรมกรว่า ถ้ากระนั้นพวกท่านจงลุกขึ้นแต่เช้าตรู่ ต้มข้าว หุงข้าว ต้มแกง จงช่วยกัน
			<remark  id="s1b7c66l5" />จัดหาอาหารที่มีรส   อร่อยๆ บางทีท่านคหบดี จักมีงานอาวาหมงคล วิวาหมงคล หรือประกอบ
			<remark  id="s1b7c66l6" /> มหายัญ หรือจักทูลเชิญเสด็จพระเจ้าพิมพิสารจอมเสนามาคธราช พร้อมทั้งกองพล มาเลี้ยงในวัน
			<remark  id="s1b7c66l7" /> พรุ่งนี้กระมัง ฯ
			<remark  id="s1b7c66l8" />	 ราชคหเศรษฐีตอบว่า ท่านคหบดี ฉันจะได้มีงานอาวาหมงคล หรือวิวาหมงคล ก็หาไม่
			<remark  id="s1b7c66l9" />แม้พระเจ้าพิมพิสารจอมเสนามาคธราช พร้อมทั้งกองพลฉันก็มิได้เชิญเสด็จมาเลี้ยงในวันพรุ่งนี้ 
			<remark  id="s1b7c66l10" />ที่ถูกฉันจะประกอบมหายัญ คือ ฉันได้นิมนต์พระสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข เพื่อเลี้ยงในวัน
			<remark  id="s1b7c66l11" />พรุ่งนี้   
			<remark  id="s1b7c66l12" />	 อ. ท่านคหบดี ท่านกล่าวว่า พระพุทธเจ้า ดังนี้หรือ 
			<remark  id="s1b7c66l13" />	 ร. ท่านคหบดี ฉันกล่าวว่า พระพุทธเจ้า ดังนี้จ้ะ   
			<remark  id="s1b7c66l14" />	 อ. ท่านคหบดี ท่านกล่าวว่า พระพุทธเจ้า ดังนี้หรือ 
			<remark  id="s1b7c66l15" />	 ร. ท่านคหบดี ฉันกล่าวว่า พระพุทธเจ้า ดังนี้จ้ะ   
			<remark  id="s1b7c66l16" />	 อ. ท่านคหบดี ท่านกล่าวว่า พระพุทธเจ้า ดังนี้หรือ 
			<remark  id="s1b7c66l17" />	 ร. ท่านคหบดี ฉันกล่าวว่า พระพุทธเจ้า ดังนี้จ้ะ   
			<remark  id="s1b7c66l18" />	 อ. ท่านคหบดี แม้เสียงว่า พุทธะ นี้ก็ยากที่จะหาได้ในโลก
			<remark  id="s1b7c66l19" />	 ท่านคหบดี ฉันสามารถจะเข้าเฝ้าเยี่ยมพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมา  สัมพุทธเจ้าพระองค์
			<remark  id="s1b7c66l20" />นั้น ในเวลานี้ได้ไหม 
			<remark  id="s1b7c66l21" />	 ร. ท่านคหบดี เวลานี้ยังไม่ควรที่จะเข้าเฝ้าเยี่ยมพระผู้มีพระภาคอรหันต สัมมาสัมพุทธเจ้า
			<remark  id="s1b7c66l22" />พระองค์นั้น พรุ่งนี้ท่านจึงจะได้เข้าเฝ้าเยี่ยมพระผู้มีพระภาค   อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ฯ    
			<remark  id="s1b7c66l23" />	 [๒๔๕] หลังจากนั้น อนาถบิณฑิกคหบดีนอนนึกถึงพระพุทธเจ้าเป็น   อารมณ์ว่า พรุ่งนี้ 
			<remark  id="s1b7c66l24" />เราจะได้เข้าเฝ้าเยี่ยมพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า   พระองค์นั้น ข่าวว่า เธอลุกขึ้นใน
			<remark  id="s1b7c66l25" />กลางคืนถึงสามครั้งเข้าใจว่า สว่างแล้ว จึงได้    เดินไปโดยทางอันจะไปประตูป่าสีตวัน พวกอมนุษย์
			<remark  id="s1b7c66l26" />เปิดประตูให้ ขณะเมื่อเดิน ออกจากพระนคร แสงสว่างได้หายไป ความมืดปรากฏแทน ความ
			<remark  id="s1b7c66l27" />กลัว ความ หวาดเสียว ความขนพองสยองเกล้าได้บังเกิดแล้ว เธอได้คิดกลับจากที่นั้น
		</para>
	</section>
	<section id="s1b7c67" >
		<para id="s1b7c67p">
			<remark  id="s1b7c67l1" />	 [๒๔๖] ขณะนั้น สีวกยักษ์ไม่ปรากฏร่าง ให้ได้ยินแต่เสียงโดยคาถาว่าดังนี้
			<remark  id="s1b7c67l2" />	 ช้าง ๑ แสน ม้า ๑ แสน รถม้าอัสดร ๑ แสน สาวน้อยประดับ   
			<remark  id="s1b7c67l3" />	 ต่างหูเพชร ๑ แสนก็ยังไม่เท่า เสี้ยวที่ ๑๖ แห่งการย่างเท้าไป
			<remark  id="s1b7c67l4" />	 ก้าวหนึ่ง เชิญก้าวไปข้างหน้าเถิด ท่านคหบดี เชิญก้าวไปข้าง  
			<remark  id="s1b7c67l5" />	 หน้าเถิด ท่านคหบดี ท่านก้าวไปข้างหน้าดีกว่า อย่าถอยกลับเลย ฯ    
			<remark  id="s1b7c67l6" />	 [๒๔๗] ทันใดนั้น ความมืดหายไป แสงสว่างได้ปรากฏแก่อนาถ  บิณฑิกคหบดี ความ
			<remark  id="s1b7c67l7" />กลัว ความหวาดเสียว ความขนพองสยองเกล้า อันใดได้มีแล้ว อันนั้นได้สงบแล้ว  
			<remark  id="s1b7c67l8" />	 แม้ครั้งที่สอง ... 
			<remark  id="s1b7c67l9" />	 แม้ครั้งที่สาม แสงสว่างหายไป ความมืดได้ปรากฏแก่อนาถบิณฑิก  คหบดี ความกลัว 
			<remark  id="s1b7c67l10" />ความหวาดเสียว ความขนพองสยองเกล้าได้บังเกิด เธอคิดจะ   กลับจากที่นั้นอีก แม้ครั้งที่สาม
			<remark  id="s1b7c67l11" />สีวกยักษ์ไม่ปรากฏร่าง ให้ได้ยินแต่เสียง โดยคาถาว่าดังนี้:   
			<remark  id="s1b7c67l12" />	 ช้าง ๑ แสน ม้า ๑ แสน รถม้าอัสดร ๑ แสน สาวน้อย   
			<remark  id="s1b7c67l13" />	 ประดับต่างหูเพชร ๑ แสน ก็ยังไม่เท่าเสี้ยวที่ ๑๖ แห่งการ   
			<remark  id="s1b7c67l14" />	 ย่างเท้าไปก้าวหนึ่ง เชิญก้าวไปข้างหน้าเถิด ท่านคหบดี เชิญ  
			<remark  id="s1b7c67l15" />	 ก้าวไปข้างหน้าเถิด ท่านคหบดี ท่านก้าวไปข้างหน้าดีกว่าอย่า  
			<remark  id="s1b7c67l16" />	 ถอยกลับเลย    
			<remark  id="s1b7c67l17" />	 แม้ครั้งที่สาม ความมืดหายไป แสงสว่างได้ปรากฏแก่อนาถบิณฑิกคหบดี   ความกลัว 
			<remark  id="s1b7c67l18" />ความหวาดเสียว ความขนพองสยองเกล้าอันใดได้มีแล้ว อันนั้นได้    สงบแล้ว จึงอนาถบิณฑิก
			<remark  id="s1b7c67l19" />คหบดีเดินเข้าไปยังสีตวันแล้ว ฯ   
			<remark  id="s1b7c67l20" />	 [๒๔๘] สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคเสด็จลุกขึ้นจงกรมในที่แจ้ง ณ เวลา   ปัจจุสสมัยแห่ง
			<remark  id="s1b7c67l21" />ราตรี ได้ทอดพระเนตรเห็นอนาถบิณฑิกคหบดีนั้นเดินมาแต่ไกล  เทียว ครั้นแล้วเสด็จลงจากที่
			<remark  id="s1b7c67l22" />จงกรมประทับนั่งเหนืออาสนะที่ปูลาดไว้ ครั้นแล้ว ได้ตรัสกะอนาถบิณฑิกคหบดีว่า มาเถิด
			<remark  id="s1b7c67l23" />สุทัตตะ ทันใดนั้น อนาถบิณฑิกคหบดี   เบิกบานใจ ดีใจว่า พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกชื่อเรา แล้ว
			<remark  id="s1b7c67l24" />เข้าไปเฝ้าซบเศียรลง   แทบพระบาทพระผู้มีพระภาค ทูลถามว่า พระองค์ประทับสำราญ หรือ
			<remark  id="s1b7c67l25" />พระ   พุทธเจ้าข้า ฯ
			<remark  id="s1b7c67l26" />	 [๒๔๙] พระผู้มีพระภาคตรัสตอบโดยคาถา ว่าดังนี้:   
			<remark  id="s1b7c67l27" />	 พราหมณ์ผู้ดับทุกข์ได้แล้ว ย่อมอยู่เป็นสุขแท้ทุกเวลา ผู้ใดไม่    
		</para>
	</section>
	<section id="s1b7c68" >
		<para id="s1b7c68p">
			<remark  id="s1b7c68l1" />	 ติดในกาม มีใจเย็น ไม่มีอุปธิ ตัดความเกี่ยวข้องทุกอย่างได้  
			<remark  id="s1b7c68l2" />	 แล้ว บรรเทาความกระวนกระวายในใจ ถึงความสงบแห่งจิต 
			<remark  id="s1b7c68l3" />	 เป็นผู้สงบระงับแล้ว ย่อมอยู่เป็นสุข ฯ  
			<remark  id="s1b7c68l4" />	 [๒๕๐] ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคตรัสอนุปุพพิกถาแก่อนาถบิณฑิก คหบดี คือ บรรยาย
			<remark  id="s1b7c68l5" />ถึงทาน ศีล สวรรค์ อาทีนพ ความต่ำทราม ความเศร้าหมอง   ของกามทั้งหลาย แล้วทรงประกาศ
			<remark  id="s1b7c68l6" />อานิสงส์ในการออกจากกาม ขณะที่พระองค์ ทรงทราบว่า อนาถบิณฑิกคหบดีมีจิตควรแก่การงาน 
			<remark  id="s1b7c68l7" />มีจิตอ่อน มีจิตปราศจาก    นิวรณ์ มีจิตสูง มีจิตเลื่อมใสแล้ว จึงทรงประกาศพระธรรมเทศนาที่
			<remark  id="s1b7c68l8" />พระพุทธเจ้า   ทั้งหลายทรงยกขึ้นแสดงด้วยพระองค์เอง คือ ทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ ความดับทุกข์    
			<remark  id="s1b7c68l9" /> ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ 
			<remark  id="s1b7c68l10" />					   อนาถบิณฑิกคหบดีได้ดวงตาเห็นธรรม 
			<remark  id="s1b7c68l11" />	 ดวงตาเห็นธรรม ปราศจากธุลี ปราศจากมลทินว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความ เกิดขึ้นเป็น
			<remark  id="s1b7c68l12" />ธรรมดา สิ่งนั้นทั้งมวลมีความดับเป็นธรรมดา ได้เกิดแก่อนาถบิณฑิกคหบดี ณ ที่นั่งนั้นแล
			<remark  id="s1b7c68l13" />ดุจผ้าที่สะอาดปราศจากมลทินควรได้รับน้ำย้อม ฉะนั้น ฯ
			<remark  id="s1b7c68l14" />	 [๒๕๑] ครั้นอนาถบิณฑิกคหบดี ได้เห็นธรรมแล้ว ได้บรรลุธรรมแล้ว ได้รู้ธรรมแจ่ม
			<remark  id="s1b7c68l15" />แจ้งแล้ว มีธรรมหยั่งลงแล้ว ข้ามความสงสัยได้แล้ว ปราศจาก ถ้อยคำแสดงความสงสัย ถึงความ
			<remark  id="s1b7c68l16" />เป็นผู้แกล้วกล้า ไม่ต้องเชื่อผู้อื่นในคำสอนของ  พระศาสดา ได้ทูลคำนี้แด่พระผู้มีพระภาคว่า
			<remark  id="s1b7c68l17" />ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภาษิตของ    พระองค์แจ่มแจ้งนัก ภาษิตของพระองค์ไพเราะนัก พระพุทธเจ้า
			<remark  id="s1b7c68l18" />ข้า พระองค์    ทรงประกาศธรรมโดยอเนกปริยายอย่างนี้ เปรียบเหมือนบุคคลหงายของที่คว่ำ  เปิดของ
			<remark  id="s1b7c68l19" />ที่ปิด บอกทางแก่คนหลงทาง หรือส่องประทีปในที่มืดด้วยตั้งใจว่า คนมี   จักษุจักเห็นรูป ดังนี้ 
			<remark  id="s1b7c68l20" />ข้าพระพุทธเจ้านี้ขอถึงพระผู้มีพระภาค พระธรรม และพระสงฆ์ ว่าเป็นสรณะ ขอพระองค์จงทรง
			<remark  id="s1b7c68l21" />จำข้าพระพุทธเจ้าว่า เป็นอุบาสกผู้มอบชีวิต  ถึงสรณะ จำเดิมแต่วันนี้เป็นต้นไป และขอพระองค์
			<remark  id="s1b7c68l22" />พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ จงทรง รับภัตตาหาร เพื่อเจริญบุญกุศล ปีติและปราโมทย์ในวันพรุ่งนี้ของ
			<remark  id="s1b7c68l23" />ข้าพระพุทธเจ้าพระผู้มีพระภาคทรงรับอาราธนา โดยดุษณีภาพ ครั้นอนาถบิณฑิกคหบดีทราบว่า  
			<remark  id="s1b7c68l24" /> พระผู้มีพระภาคทรงรับอาราธนาแล้วจึงลุกจากที่นั่ง ถวายบังคม ทำประทักษิณกลับไป ฯ 
			<remark  id="s1b7c68l25" />	 [๒๕๒] ราชคหเศรษฐีได้ทราบข่าวว่า อนาถบิณฑิกคหบดีนิมนต์พระ สงฆ์มีพระพุทธเจ้า
			<remark  id="s1b7c68l26" />เป็นประมุข เพื่อฉันในวันพรุ่งนี้ จึงได้ถามอนาถบิณฑิกคหบดีว่า ท่านคหบดี ข่าวว่าท่านได้
			<remark  id="s1b7c68l27" />นิมนต์พระสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข เพื่อฉันในวันพรุ่งนี้ แลท่านก็เป็นแขกแรกมา ฉันจะ
		</para>
	</section>
	<section id="s1b7c69" >
		<para id="s1b7c69p">
			<remark  id="s1b7c69l1" />ให้ยืมทรัพย์ที่จะจับจ่ายสิ่งของแก่ท่าน    เพื่อท่านจะได้จัดทำอาหารเลี้ยงพระสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็น
			<remark  id="s1b7c69l2" />ประมุข    
			<remark  id="s1b7c69l3" />	 อนาถบิณฑิกะคหบดีตอบว่า ไม่ต้อง ท่านคหบดี ทรัพย์สำหรับที่จะจับจ่าย  สิ่งของเป็น
			<remark  id="s1b7c69l4" />เครื่องทำอาหารถวายพระสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุขนั้น ของฉัน    มีแล้ว ฯ
			<remark  id="s1b7c69l5" />	 [๒๕๓] ชาวนิคมเมืองราชคฤห์ได้ทราบข่าวว่า อนาถบิณฑิกคหบดี  นิมนต์พระสงฆ์มี
			<remark  id="s1b7c69l6" />พระพุทธเจ้าเป็นประมุข เพื่อฉันในวันพรุ่งนี้ จึงได้ถามอนาถ  บิณฑิกคหบดีว่า ท่านคหบดี ข่าวว่า
			<remark  id="s1b7c69l7" />ท่านได้นิมนต์พระสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุขเพื่อฉันในวันพรุ่งนี้ แลท่านก็เป็นแขกแรกมา
			<remark  id="s1b7c69l8" />ฉันจะให้ยืมทรัพย์ที่จะจับจ่าย  สิ่งของแก่ท่าน เพื่อท่านจะได้จัดทำอาหารเลี้ยงพระสงฆ์มีพระพุทธเจ้า
			<remark  id="s1b7c69l9" />เป็นประมุข    
			<remark  id="s1b7c69l10" />	 อนาถบิณฑิกะคหบดีตอบว่า ไม่ต้อง ท่านผู้เจริญ ทรัพย์สำหรับที่จะจับจ่าย  สิ่งของเป็น
			<remark  id="s1b7c69l11" />เครื่องทำอาหารถวายพระสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุขนั้น ของฉัน    มีแล้ว ฯ
			<remark  id="s1b7c69l12" />	 [๒๕๔] พระเจ้าพิมพิสารจอมเสนามาคธราชได้ทรงสดับข่าวว่า อนาถ  บิณฑิกคหบดี 
			<remark  id="s1b7c69l13" />นิมนต์พระสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข เพื่อฉันในวันพรุ่งนี้    จึงตรัสถามอนาถบิณฑิกคหบดีว่า 
			<remark  id="s1b7c69l14" />ดูกรคหบดี ข่าวว่า ท่านนิมนต์พระสงฆ์มี    พระพุทธเจ้าเป็นประมุขเพื่อฉันในวันพรุ่งนี้ แลท่านก็
			<remark  id="s1b7c69l15" />เป็นแขกเมือง ฉันจะให้   ยืมทรัพย์ที่จะจับจ่ายสิ่งของแก่ท่าน เพื่อท่านจะได้จัดทำอาหารเลี้ยง
			<remark  id="s1b7c69l16" />พระสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข   
			<remark  id="s1b7c69l17" />	 อนาถบิณฑิกคหบดีกราบทูลว่า ขอเดชะ เป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่าง  ล้นเกล้า ทรัพย์ที่
			<remark  id="s1b7c69l18" />จะจับจ่ายเป็นเครื่องทำอาหารถวายพระสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็น ประมุขนั้น ของข้าพระพุทธเจ้ามีแล้ว ฯ  
			<remark  id="s1b7c69l19" />						    อนาถบิณฑิกคหบดีถวายภัตตาหาร    
			<remark  id="s1b7c69l20" />	 [๒๕๕] หลังจากนั้น อนาถบิณฑิกคหบดีสั่งให้ตกแต่งอาหารของเคี้ยว ของฉันอันประณีต
			<remark  id="s1b7c69l21" />ในนิเวศน์ของราชคหเศรษฐี โดยล่วงราตรีนั้น แล้วให้กราบทูลภัตกาลแด่พระผู้มีพระภาคว่า ได้
			<remark  id="s1b7c69l22" />เวลาแล้ว ภัตตาหารสำเร็จแล้ว พระพุทธเจ้าข้า   ครั้นเวลาเช้า พระผู้มีพระภาคทรงครองอันตรวาสก
			<remark  id="s1b7c69l23" />ทรงถือบาตรจีวร เสด็จเข้า นิเวศน์ของราชคหเศรษฐี ครั้นแล้วประทับนั่งเหนืออาสนะที่ปูลาดถวาย
			<remark  id="s1b7c69l24" />พร้อมกับ  ภิกษุสงฆ์ จึงอนาถบิณฑิกคหบดีอังคาสภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข ด้วยอาหาร
			<remark  id="s1b7c69l25" />ของเคี้ยวของฉันอันประณีตด้วยมือตนเอง จนพระผู้มีพระภาคเสวยเสร็จ   ลดพระหัตถ์จากบาตร 
			<remark  id="s1b7c69l26" />ห้ามภัตรแล้ว จึงนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง แล้วได้กราบทูลว่า พระพุทธเจ้าข้า ขอพระองค์
			<remark  id="s1b7c69l27" />พร้อมกับภิกษุสงฆ์จงทรงรับอาราธนาอยู่จำพรรษา    ในเมืองสาวัตถีของข้าพระพุทธเจ้า   
		</para>
	</section>
	<section id="s1b7c70" >
		<para id="s1b7c70p">
			<remark  id="s1b7c70l1" />	 พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรคหบดี พระตถาคตทั้งหลาย ย่อมยินดีใน  สุญญาคาร 
			<remark  id="s1b7c70l2" />	 อนาถบิณฑิกะคหบดีทูลว่า ทราบเกล้าแล้ว พระผู้มีพระภาค ทราบเกล้าแล้ว พระสุคต 
			<remark  id="s1b7c70l3" />	 ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคทรงชี้แจงให้อนาถบิณฑิกคหบดีเห็นแจ้ง   สมาทาน อาจหาญ
			<remark  id="s1b7c70l4" />ร่าเริงด้วยธรรมีกถาแล้วทรงลุกจากอาสนะเสด็จกลับ ฯ  
			<remark  id="s1b7c70l5" />					    อนาถบิณฑิกคหบดีสร้างพระเชตวัน  
			<remark  id="s1b7c70l6" />	 [๒๕๖] สมัยนั้น อนาถบิณฑิกคหบดีเป็นคนมีมิตรสหายมาก มีวาจา   ควรเชื่อถือ ครั้น
			<remark  id="s1b7c70l7" />เสร็จกิจนั้นในเมืองราชคฤห์แล้ว กลับไปสู่พระนครสาวัตถี ได้ ชักชวนชาวบ้านระหว่างทางว่า
			<remark  id="s1b7c70l8" />ท่านทั้งหลาย จงช่วยกันสร้างอาราม จงช่วยกัน สร้างวิหาร เริ่มบำเพ็ญทาน เพราะเวลานี้พระพุทธ
			<remark  id="s1b7c70l9" />เจ้าอุบัติในโลกแล้ว อนึ่ง พระองค์อันข้าพเจ้าได้นิมนต์แล้ว จักเสด็จมาโดยทางนี้ ครั้งนั้น 
			<remark  id="s1b7c70l10" />ชาวบ้านเหล่านั้น    ที่อนาถบิณฑิกคหบดีชักชวนไว้ ต่างพากันสร้างอาราม สร้างวิหาร เริ่มบำเพ็ญทาน 
			<remark  id="s1b7c70l11" /> แล้ว ครั้นอนาถบิณฑิกคหบดีไปถึงพระนครสาวัตถีแล้ว เที่ยวตรวจดูพระนคร  สาวัตถีโดยรอบว่า 
			<remark  id="s1b7c70l12" /> พระผู้มีพระภาคควรจะประทับอยู่ที่ไหนดีหนอ ซึ่งเป็นสถานที่  ไม่ไกลนัก ไม่ใกล้นัก จากหมู่บ้าน 
			<remark  id="s1b7c70l13" /> มีคมนาคมสะดวก ชาวบ้านบรรดาที่มีความ  ประสงค์ไปมาได้ง่าย กลางวันมีคนน้อย กลางคืน
			<remark  id="s1b7c70l14" /> เงียบ มีเสียงอึกทึกน้อย    ปราศจากกลิ่นไอของคน เป็นสถานควรแก่การประกอบกรรมในที่ลับของ
			<remark  id="s1b7c70l15" /> มนุษย์ชน   สมควรเป็นที่หลีกเร้น อนาถบิณฑิกคหบดีได้เห็นพระอุทยานของเจ้าเชตราชกุมารซึ่ง
			<remark  id="s1b7c70l16" /> เป็นสถานไม่ไกลนัก ไม่ใกล้นักจากหมู่บ้าน มีการคมนาคมสะดวก ชาวบ้าน  บรรดาที่มีความ
			<remark  id="s1b7c70l17" /> ประสงค์ไปมาได้ง่าย กลางวันมีคนน้อย กลางคืนเงียบ มีเสียงอึกทึกน้อย ปราศจากกลิ่นไอคน
			<remark  id="s1b7c70l18" /> เป็นสถานควรแก่การประกอบกรรมในที่ลับของ    มนุษย์ชน สมควรเป็นที่หลีกเร้น ครั้นแล้ว จึงเข้า
			<remark  id="s1b7c70l19" /> เฝ้าเชตราชกุมาร กราบทูลว่า  ขอใต้ฝ่าพระบาทจงทรงประทานพระอุทยานแก่เกล้ากระหม่อม เพื่อจัด
			<remark  id="s1b7c70l20" /> สร้างพระ อาราม พระเจ้าข้า  
			<remark  id="s1b7c70l21" />	 เจ้าเชตราชกุมารรับสั่งว่า ท่านคหบดี อารามเราให้ไม่ได้ แต่ต้องซื้อด้วยลาดทรัพย์เป็น
			<remark  id="s1b7c70l22" />โกฏิ  
			<remark  id="s1b7c70l23" />	 อ. อาราม พระองค์ทรงตกลงขายหรือ พระเจ้าข้า   
			<remark  id="s1b7c70l24" />	 ช. อาราม ฉันยังไม่ตกลงขาย ท่านคหบดี    
			<remark  id="s1b7c70l25" />	 เจ้าชายกับคหบดี ได้ถามมหาอำมาตย์ผู้พิพากษาความว่า เป็นอันตกลงขาย หรือไม่ตกลง
			<remark  id="s1b7c70l26" />ขาย มหาอำมาตย์ผู้พิพากษาตอบว่า เมื่อพระองค์ตีราคาแล้ว อารามเป็นอันตกลงขาย
		</para>
	</section>
	<section id="s1b7c71" >
		<para id="s1b7c71p">
			<remark  id="s1b7c71l1" />	 จึงอนาถบิณฑิกคหบดี สั่งให้คนเอาเกวียนบรรทุกเงินออกมาเรียงลาด  ริมจดกัน ณ อาราม
			<remark  id="s1b7c71l2" />เชตวัน เงินที่ขนออกมาคราวเดียว ยังไม่พอแก่โอกาสหน่อย  หนึ่งใกล้ซุ้มประตู จึงอนาถบิณฑิก
			<remark  id="s1b7c71l3" />คหบดี สั่งคนทั้งหลายว่า พนาย พวกเธอจง ไปขนเงินมาเรียงในโอกาสนี้ ขณะนั้น เจ้าเชตราช
			<remark  id="s1b7c71l4" />กุมารทรงพระรำพึงว่า ที่อันน้อย นี้จักไม่มีเหลือ โดยที่คหบดีนี้บริจาคเงินมากเพียงนั้น จึงเจ้า
			<remark  id="s1b7c71l5" />เชตราชกุมารตรัสกะ  อนาถบิณฑิกคหบดีว่า พอแล้ว ท่านคหบดี ท่านอย่าได้ลาดโอกาสนี้เลย
			<remark  id="s1b7c71l6" />ท่าน    จงให้โอกาสนี้แก่ฉัน ที่ว่างนี้ฉันจักยกให้ ดังนั้น อนาถบิณฑิกคหบดีใคร่ครวญว่า เจ้าเชต
			<remark  id="s1b7c71l7" />ราชกุมารนี้ ทรงเรืองพระนาม มีคนรู้จักมาก อันความเลื่อมใสในพระธรรม  วินัยนี้ ของคนที่มีคน
			<remark  id="s1b7c71l8" />รู้จักมากเห็นปานนี้ ยิ่งใหญ่นักแล จึงได้ถวายที่ว่างนั้นแก่เจ้าเชตราชกุมาร เจ้าเชตราชกุมารรับสั่ง
			<remark  id="s1b7c71l9" />ให้สร้างซุ้มประตูลงในที่ว่างนั้น ส่วนอนาถบิณฑิกคหบดีได้ให้สร้างวิหารหลายหลัง ไว้ในพระ
			<remark  id="s1b7c71l10" />เชตวัน สร้างบริเวณ    สร้างซุ้มประตู สร้างศาลาหอฉัน สร้างโรงไฟ สร้างกัปปิยกุฎี สร้าง
			<remark  id="s1b7c71l11" />วัจจกุฎีสร้างที่จงกรม สร้างโรงจงกรม สร้างบ่อน้ำ สร้างศาลาบ่อน้ำ สร้างเรือนไฟ  สร้าง
			<remark  id="s1b7c71l12" />ศาลาเรือนไฟ สร้างสระโบกขรณี สร้างมณฑป ฯ
			<remark  id="s1b7c71l13" />	 [๒๕๗] ครั้นพระผู้มีพระภาคประทับอยู่ในพระนครราชคฤห์ ตามพระ  พุทธาภิรมย์ แล้ว
			<remark  id="s1b7c71l14" />ได้เสด็จจาริกทางพระนครเวสาลี เสด็จจาริกโดยลำดับ ถึง  พระนครเวสาลีแล้ว ทราบว่า พระองค์
			<remark  id="s1b7c71l15" />ประทับอยู่ที่กูฏาคารศาลาป่ามหาวัน เขตพระนครเวสาลีนั้น ฯ
			<remark  id="s1b7c71l16" />	 [๒๕๘] ก็สมัยนั้น ชาวบ้านตั้งใจทำการก่อสร้าง แลอุปัฏฐากภิกษุผู้   อำนวยการก่อสร้าง
			<remark  id="s1b7c71l17" />ด้วยจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และเภสัชบริขาร อันเป็น  ปัจจัยของภิกษุอาพาธ โดยเคารพ ฯ    
			<remark  id="s1b7c71l18" />						    เรื่องช่างชุนเข็ญใจ  
			<remark  id="s1b7c71l19" />	[๒๕๙] ขณะนั้น ช่างชุนเข็ญใจคนหนึ่ง คิดว่าที่อันน้อยนี้จักไม่มีเหลือ   โดยที่คน
			<remark  id="s1b7c71l20" />เหล่านี้ตั้งใจช่วยกันทำการก่อสร้าง ไฉนเราพึงช่วยทำการก่อสร้างบ้าง  จึงช่างชุนเข็ญใจนั้น ขยำ
			<remark  id="s1b7c71l21" />โคลนก่ออิฐตั้งฝากำแพงขึ้นเอง เขาไม่เข้าใจก่อ ฝากำแพง   คด ได้พังลง แม้ครั้งที่สอง ...   
			<remark  id="s1b7c71l22" />	 แม้ครั้งที่สาม ช่างชุนเข็ญใจนั้นลงมือขยำโคลน ก่ออิฐตั้งกำแพงเอง  เขาไม่เข้าใจก่อ 
			<remark  id="s1b7c71l23" />ฝากำแพงคด ได้พังลง เขาจึงเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า   พระสมณะเชื้อสายพระศากยบุตร
			<remark  id="s1b7c71l24" />เหล่านี้บอกสอนแต่เฉพาะพวกที่ถวายจีวร บิณฑ  บาต เสนาสนะ และเภสัชบริขารอันเป็นปัจจัย
			<remark  id="s1b7c71l25" />ของภิกษุอาพาธ และอำนวยการก่อสร้างแก่เขาเหล่านั้น ส่วนเราเป็นคนเข็ญใจ ไม่มีใครบอก
			<remark  id="s1b7c71l26" />สอนหรืออำนวยการ ก่อสร้างแก่เรา
		</para>
	</section>
	<section id="s1b7c72" >
		<para id="s1b7c72p">
			<remark  id="s1b7c72l1" />	ภิกษุทั้งหลายได้ยินช่างชุนผู้เข็ญใจนั้น เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนา  อยู่ จึงกราบทูลเรื่องนั้น
			<remark  id="s1b7c72l2" />แด่พระผู้มีพระภาคๆ ทรงทำธรรมีกถา ในเพราะเหตุเป็น  เค้ามูลนั้น ในเพราะเหตุ
			<remark  id="s1b7c72l3" />แรกเกิดนั้น แล้วรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุ ทั้งหลาย เราอนุญาตให้ๆ การก่อสร้าง ดูกร
			<remark  id="s1b7c72l4" />ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้อำนวยการ ก่อสร้าง ต้องขวนขวายว่า ทำไฉนหนอ วิหารจึงจะสำเร็จได้เร็ว 
			<remark  id="s1b7c72l5" />ต้องซ่อม    สิ่งที่หักพัง ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แล สงฆ์พึงให้อย่างนี้ พึงขอร้องภิกษุก่อน ครั้น แล้ว
			<remark  id="s1b7c72l6" />ภิกษุผู้ฉลาด ผู้สามารถ พึงประกาศให้สงฆ์ทราบด้วยญัตติทุติยกรรมวาจา ว่าดังนี้:   
			<remark  id="s1b7c72l7" />							   กรรมวาจาให้นวกรรม
			<remark  id="s1b7c72l8" />	 ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ถ้าความพร้อมพรั่งของสงฆ์   ถึงที่แล้ว สงฆ์
			<remark  id="s1b7c72l9" />พึงให้วิหารของคหบดีผู้มีชื่อนี้ เป็นนวกรรมของภิกษุมี  ชื่อนี้ นี้เป็นญัตติ    
			<remark  id="s1b7c72l10" />	 ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า สงฆ์ให้วิหารของคหบดี  ผู้มีชื่อนี้ เป็นนวกรรม
			<remark  id="s1b7c72l11" />ของภิกษุมีชื่อนี้ การให้วิหารของคหบดีผู้มีชื่อนี้  เป็นนวกรรมของภิกษุมีชื่อนี้ ชอบแก่
			<remark  id="s1b7c72l12" />ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้นพึงเป็นผู้นิ่ง ไม่ชอบแก่ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้นพึงพูด   
			<remark  id="s1b7c72l13" />	 วิหารของคหบดีผู้มีชื่อนี้ สงฆ์ให้เป็นนวกรรมของภิกษุมีชื่อนี้    แล้ว ชอบแก่สงฆ์ 
			<remark  id="s1b7c72l14" />เหตุนั้นจึงนิ่ง ข้าพเจ้าทรงความนี้ไว้ด้วยอย่างนี้ ฯ  
			<remark  id="s1b7c72l15" />	 					   เรื่องความเคารพ 
			<remark  id="s1b7c72l16" />	 [๒๖๐] ครั้นพระผู้มีพระภาค ประทับอยู่ที่พระนครเวสาลี ตามพระ พุทธาภิรมย์ แล้ว
			<remark  id="s1b7c72l17" />เสด็จจาริกทางพระนครสาวัตถี สมัยนั้น ภิกษุอันเตวาสิกของ พระฉัพพัคคีย์รีบไปข้างหน้าภิกษุสงฆ์
			<remark  id="s1b7c72l18" />มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข จองวิหาร กันที่นอน   ไว้ว่า ที่นี้ของอุปัชฌาย์ของพวกเรา ที่นี้ของอาจารย์
			<remark  id="s1b7c72l19" />ของพวกเรา ที่นี้ของพวกเรา    ครั้งนั้น ท่านพระสารีบุตรไปล้าหลังภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็น
			<remark  id="s1b7c72l20" />ประมุข เมื่อภิกษุ   ทั้งหลายจองวิหาร แลที่นอนหมดแล้ว หาที่นอนไม่ได้ จึงนั่ง ณ โคนไม้
			<remark  id="s1b7c72l21" />แห่งหนึ่ง  ครั้นเวลาปัจจุสสมัยแห่งราตรี พระผู้มีพระภาค เสด็จลุกขึ้น ทรงพระกาสะ แม้ท่าน    
			<remark  id="s1b7c72l22" /> พระสารีบุตรก็กระแอมไอ   
			<remark  id="s1b7c72l23" />	 พ. ใคร ที่นั่น
			<remark  id="s1b7c72l24" />	 ส. ข้าพระพุทธเจ้า สารีบุตร พระพุทธเจ้าข้า   
			<remark  id="s1b7c72l25" />	 พ. สารีบุตร ทำไมเธอจึงมานั่งที่โคนต้นไม้นี้เล่า  
			<remark  id="s1b7c72l26" />	 ลำดับนั้น ท่านพระสารีบุตร ได้กราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค ฯ    
		</para>
	</section>
	<section id="s1b7c73" >
		<para id="s1b7c73p">
			<remark  id="s1b7c73l1" />	 [๒๖๑] ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งให้ประชุมภิกษุสงฆ์ ในเพราะเหตุ   เป็นเค้ามูล
			<remark  id="s1b7c73l2" />นั้น ในเพราะเหตุแรกเกิดนั้น แล้วทรงสอบถามภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุ  ทั้งหลาย ข่าวว่า 
			<remark  id="s1b7c73l3" />ภิกษุอันเตวาสิกของพระฉัพพัคคีย์ รีบไปก่อนภิกษุสงฆ์มีพระพุทธ   เจ้าเป็นประมุข แล้วจองวิหาร
			<remark  id="s1b7c73l4" />กันที่นอนไว้ว่า ที่นี้ของอุปัชฌาย์ของพวกเรา ที่นี้ของ   อาจารย์ของพวกเรา ที่นี้ของพวกเรา จริงหรือ   
			<remark  id="s1b7c73l5" />	 ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า จริง พระพุทธเจ้าข้า 
			<remark  id="s1b7c73l6" />	 พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า ทรงติเตียนว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ไฉนโมฆบุรุษ    เหล่านั้น จึงได้
			<remark  id="s1b7c73l7" />รีบไปก่อนภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข แล้วจองวิหาร กันที่  นอนไว้ว่า ที่นี้ของอุปัชฌาย์ของ
			<remark  id="s1b7c73l8" />พวกเรา ที่นี้ของอาจารย์ของพวกเรา ที่นี้ของพวกเราการกระทำของโมฆบุรุษเหล่านั้นนั่น ไม่เป็นไป
			<remark  id="s1b7c73l9" />เพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่   เลื่อมใส ... ครั้นแล้วทรงทำธรรมีกถา ตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายมา
			<remark  id="s1b7c73l10" />ถามว่า ดูกรภิกษุ   ทั้งหลาย ภิกษุไรควรได้อาสนะอันเลิศ น้ำอันเลิศ บิณฑบาตอันเลิศ    
			<remark  id="s1b7c73l11" />	 ภิกษุบางพวกกราบทูลอย่างนี้ว่า พระพุทธเจ้าข้า ภิกษุใดบวชจากตระกูล กษัตริย์ ภิกษุนั้น
			<remark  id="s1b7c73l12" />ควรได้อาสนะอันเลิศ น้ำอันเลิศ บิณฑบาตอันเลิศ  
			<remark  id="s1b7c73l13" />	 ภิกษุบางพวกกราบทูลอย่างนี้ว่า พระพุทธเจ้าข้า ภิกษุใดบวชจากตระกูล พราหมณ์ ภิกษุ
			<remark  id="s1b7c73l14" />นั้นควรได้อาสนะอันเลิศ น้ำอันเลิศ บิณฑบาตอันเลิศ   
			<remark  id="s1b7c73l15" />	 ภิกษุบางพวกกราบทูลอย่างนี้ว่า พระพุทธเจ้าข้า ภิกษุใดบวชจากตระกูล คหบดี ภิกษุนั้น
			<remark  id="s1b7c73l16" />ควรได้อาสนะอันเลิศ น้ำอันเลิศ บิณฑบาตอันเลิศ
			<remark  id="s1b7c73l17" />	 ภิกษุบางพวกกราบทูลอย่างนี้ว่า พระพุทธเจ้าข้า ภิกษุใดจำทรงพระสูตร ไว้ได้ ภิกษุนั้น
			<remark  id="s1b7c73l18" />ควรได้อาสนะอันเลิศ น้ำอันเลิศ บิณฑบาตอันเลิศ    
			<remark  id="s1b7c73l19" />	 ภิกษุบางพวกกราบทูลอย่างนี้ว่า พระพุทธเจ้าข้า ภิกษุใดทรงพระวินัย ภิกษุ นั้นควรได้
			<remark  id="s1b7c73l20" />อาสนะอันเลิศ น้ำอันเลิศ บิณฑบาตอันเลิศ 
			<remark  id="s1b7c73l21" />	 ภิกษุบางพวกกราบทูลอย่างนี้ว่า พระพุทธเจ้าข้า ภิกษุใดเป็นธรรมกถึก ภิกษุนั้นควรได้
			<remark  id="s1b7c73l22" />อาสนะอันเลิศ น้ำอันเลิศ บิณฑบาตอันเลิศ 
			<remark  id="s1b7c73l23" />	 ภิกษุบางพวกกราบทูลอย่างนี้ว่า พระพุทธเจ้าข้า ภิกษุใดได้ปฐมฌาน    ภิกษุนั้นควรได้
			<remark  id="s1b7c73l24" />อาสนะอันเลิศ น้ำอันเลิศ บิณฑบาตอันเลิศ 
			<remark  id="s1b7c73l25" />	 ภิกษุบางพวกกราบทูลอย่างนี้ว่า พระพุทธเจ้าข้า ภิกษุใดได้ทุติยฌาน ภิกษุ นั้นควรได้
			<remark  id="s1b7c73l26" />อาสนะอันเลิศ น้ำอันเลิศ บิณฑบาตอันเลิศ 
		</para>
	</section>
	<section id="s1b7c74" >
		<para id="s1b7c74p">
			<remark  id="s1b7c74l1" />	 ภิกษุบางพวกกราบทูลอย่างนี้ว่า พระพุทธเจ้าข้า ภิกษุใดได้ตติยฌาน ...  ภิกษุใดได้จตุตถ
			<remark  id="s1b7c74l2" />ฌาน ภิกษุนั้นควรได้อาสนะอันเลิศ น้ำอันเลิศ บิณฑบาตอันเลิศ  
			<remark  id="s1b7c74l3" />	 ภิกษุบางพวกกราบทูลอย่างนี้ว่า พระพุทธเจ้าข้า ภิกษุใดเป็นพระโสดาบัน    ภิกษุนั้นควร
			<remark  id="s1b7c74l4" />ได้อาสนะอันเลิศ น้ำอันเลิศ บิณฑบาตอันเลิศ 
			<remark  id="s1b7c74l5" />	 ภิกษุบางพวกกราบทูลอย่างนี้ว่า พระพุทธเจ้าข้า ภิกษุใดเป็นพระสกทาคามี  ... ภิกษุใดเป็น
			<remark  id="s1b7c74l6" />พระอนาคามี ... ภิกษุใดเป็นพระอรหันต์ ภิกษุนั้นควรได้อาสนะอันเลิศ    น้ำอันเลิศ บิณฑบาตอันเลิศ    
			<remark  id="s1b7c74l7" />	 ภิกษุบางพวกกราบทูลอย่างนี้ว่า ภิกษุใดได้วิชชา ๓ ภิกษุนั้นควรได้อาสนะ 
			<remark  id="s1b7c74l8" />อันเลิศ น้ำอันเลิศ บิณฑบาตอันเลิศ 
			<remark  id="s1b7c74l9" />	 ภิกษุบางพวกกราบทูลอย่างนี้ว่า พระพุทธเจ้าข้า ภิกษุใดได้อภิญญา ๖ ภิกษุ นั้นควรได้
			<remark  id="s1b7c74l10" />อาสนะอันเลิศ น้ำอันเลิศ บิณฑบาตอันเลิศ ฯ    
			<remark  id="s1b7c74l11" />	    							เรื่องสัตว์ ๓ สหาย   
			<remark  id="s1b7c74l12" />	 [๒๖๒] ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรื่อง
			<remark  id="s1b7c74l13" />เคยมีมาแล้ว มีต้นไทรใหญ่ต้นหนึ่งอยู่แถบหิมพานต์ สัตว์ ๓ สหายคือ นกกระทา ๑ ลิง ๑ 
			<remark  id="s1b7c74l14" />ช้าง ๑ อาศัยต้นไทรใหญ่นั้นอยู่ ทั้งสามสัตว์นั้นมิได้เคารพ   มิได้ยำเกรงกัน มีความประพฤติไม่
			<remark  id="s1b7c74l15" />กลมเกลียวกันอยู่ จึงสัตว์ ๓ สหายนั้นปรึกษา กันว่า โอ พวกเราทำอย่างไรจึงจะรู้ได้แน่ว่าบรรดา
			<remark  id="s1b7c74l16" />พวกเราผู้ใดเป็นใหญ่โดยกำเนิด    พวกเราจะได้สักการะ เคารพ นับถือบูชาผู้นั้น แลจะได้ตั้งอยู่
			<remark  id="s1b7c74l17" />ในโอวาทของผู้นั้นจึงนกกระทาและลิงถามช้างว่า สหายท่านจำเรื่องเก่าแก่อะไรได้บ้าง   
			<remark  id="s1b7c74l18" />	 ช้างตอบว่า สหายทั้งหลาย เมื่อฉันยังเล็ก ฉันเดินคร่อมต้นไทรนี้ไว้ ในหว่างขาหนีบได้ 
			<remark  id="s1b7c74l19" />ยอดไทรพอระท้องฉัน ฉันจำเรื่องเก่าได้ ดังนี้    
			<remark  id="s1b7c74l20" />	 นกกระทากับช้างถามลิงว่า สหาย ท่านจำเรื่องเก่าแก่อะไรได้บ้าง
			<remark  id="s1b7c74l21" />	 ลิงตอบว่า สหายทั้งหลาย เมื่อฉันยังเล็ก ฉันนั่งบนพื้นดินเคี้ยวกินยอดไทรนี้ ฉันจำ
			<remark  id="s1b7c74l22" />เรื่องเก่าได้ ดังนี้   
			<remark  id="s1b7c74l23" />	 ลิงและช้างถามนกกระทาว่า สหาย ท่านจำเรื่องเก่าแก่อะไรได้บ้าง
			<remark  id="s1b7c74l24" />	 นกกระทาตอบว่า สหายทั้งหลาย ในสถานที่โน้นมีต้นไทรใหญ่ ฉันกินผล    จากต้นไทร
			<remark  id="s1b7c74l25" />ใหญ่นั้น แล้วได้ถ่ายมูลไว้ ณ สถานที่นี้ ต้นไทรต้นนี้เกิดจากต้นไทรใหญ่  นั้น เพราะฉะนั้น 
			<remark  id="s1b7c74l26" />ฉันจึงเป็นใหญ่กว่าโดยกำเนิด ลิงกับช้างได้กล่าวกับนกกระทาว่า    บรรดาพวกเรา ท่านเป็นผู้ใหญ่
			<remark  id="s1b7c74l27" />กว่า โดยกำเนิด พวกเราจักสักการะ เคารพ นับถือ    บูชาท่านและจะตั้งอยู่ในโอวาทของท่าน
		</para>
	</section>
	<section id="s1b7c75" >
		<para id="s1b7c75p">
			<remark  id="s1b7c75l1" />	 ดูกรภิกษุทั้งหลาย นกกระทาได้ให้ลิงกับช้าง สมาทานศีลห้าและตนเอง   ก็ประพฤติ
			<remark  id="s1b7c75l2" />สมาทานในศีลห้า สัตว์ทั้งสามมีความเคารพยำเกรงกัน มีความประพฤติกลมเกลียวกันอยู่ 
			<remark  id="s1b7c75l3" />เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก ได้เข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ดูกร ภิกษุทั้งหลายวัตรจริยานี้แล
			<remark  id="s1b7c75l4" />ได้ชื่อว่าติตติริยพรหมจรรย์ ฯ  
			<remark  id="s1b7c75l5" />	 [๒๖๓] คนเหล่าใด ฉลาดในธรรม ประพฤติอ่อนน้อมต่อท่านผู้ใหญ่   
			<remark  id="s1b7c75l6" />	 ย่อมเป็นผู้อันมหาชนสรรเสริญในปัจจุบันนี้ ทั้งสัมปรายภพของ 
			<remark  id="s1b7c75l7" />	 คนเหล่านั้นเป็นสุคติแล 
			<remark  id="s1b7c75l8" />	 ดูกรภิกษุทั้งหลาย แท้จริงสัตว์เหล่านั้นเป็นดิรัจฉาน ยังมีความเคารพ    ยำเกรงกัน มีความ
			<remark  id="s1b7c75l9" />ประพฤติกลมเกลียวกันอยู่ การที่พวกเธอเป็นบรรพชิตในธรรม วินัยที่เรากล่าวดีแล้วอย่างนี้ มีความ
			<remark  id="s1b7c75l10" />เคารพยำเกรงกัน มีความประพฤติกลมเกลียว กันอยู่ นั่นจะพึงงามในธรรมวินัยนี้โดยแท้    
			<remark  id="s1b7c75l11" />	 ดูกรภิกษุทั้งหลาย การกระทำของโมฆบุรุษเหล่านั้นนั่น ไม่เป็นไปเพื่อความ เลื่อมใสของ
			<remark  id="s1b7c75l12" />ชุมนุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส ... ครั้นแล้วทรงทำธรรมีกถา รับสั่งกะภิกษุ  ทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
			<remark  id="s1b7c75l13" />เราอนุญาตการกราบไหว้ การลุกรับ การทำอัญชลี   กรรม การทำสามีจิกรรม อาสนะที่เลิศ น้ำ
			<remark  id="s1b7c75l14" />อันเลิศ บิณฑบาตอันเลิศ ตามลำดับผู้แก่ กว่า อนึ่ง ภิกษุไม่ควรเกียดกันเสนาสนะของสงฆ์
			<remark  id="s1b7c75l15" />ตามลำดับผู้แก่กว่า รูปใดเกียดกัน    ต้องอาบัติทุกกฏ ฯ  
			<remark  id="s1b7c75l16" />							บุคคลที่ไม่ควรไหว้ ๑๐ จำพวก   
			<remark  id="s1b7c75l17" />	 [๒๖๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๑๐ จำพวกนี้ อันภิกษุไม่ควรไหว้คืออันภิกษุ
			<remark  id="s1b7c75l18" />ผู้อุปสมบทก่อนไม่ควรไหว้ภิกษุผู้อุปสมบทภายหลัง ๑ ไม่ควรไหว้อนุปสัมบัน ๑ ไม่ควรไหว้ภิกษุ
			<remark  id="s1b7c75l19" />นานาสังวาสผู้แก่กว่า แต่ไม่ใช่ธรรมวาที ๑ ไม่ควรไหว้มาตุคาม ๑ ไม่ควรไหว้บัณเฑาะก์ ๑ 
			<remark  id="s1b7c75l20" />ไม่ควรไหว้ภิกษุผู้อยู่ปริวาส ๑ ไม่ควรไหว้   ภิกษุผู้ควรชักเข้าหาอาบัติเดิม ๑ ไม่ควรไหว้ภิกษุผู้ควร
			<remark  id="s1b7c75l21" />มานัต ๑ ไม่ควรไหว้ภิกษุผู้ประพฤติมานัต ๑ ไม่ควรไหว้ภิกษุผู้ควรอัพภาน ๑บุคคล ๑๐ จำพวก
			<remark  id="s1b7c75l22" />นี้แล อันภิกษุไม่ควรไหว้ ฯ    
			<remark  id="s1b7c75l23" />	 					บุคคลที่ควรไหว้ ๓ จำพวก 
			<remark  id="s1b7c75l24" />	 ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๓ จำพวกนี้ ภิกษุควรไหว้ คือภิกษุผู้อุปสมบท    ภายหลัง ควร
			<remark  id="s1b7c75l25" />ไหว้ภิกษุผู้อุปสมบทก่อน ๑ ควรไหว้ภิกษุนานาสังวาสผู้แก่กว่า แต่เป็น   ธรรมวาที ๑ ควรไหว้
		</para>
	</section>
	<section id="s1b7c76" >
		<para id="s1b7c76p">
			<remark  id="s1b7c76l1" />ตถาคตผู้อรหันต์ตรัสรู้เองโดยชอบ ในโลกทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ในหมู่สัตว์พร้อมทั้ง
			<remark  id="s1b7c76l2" />สมณพราหมณ์ เทวดาและมนุษย์ บุคคล ๓ จำพวกนี้แล ภิกษุควรไหว้ ฯ 
			<remark  id="s1b7c76l3" />	 				   เรื่องเกียดกันเสนาสนะของสงฆ์   
			<remark  id="s1b7c76l4" />	 [๒๖๕] สมัยนั้น ชาวบ้านตกแต่งมณฑป จัดแจงเครื่องลาดแผ้วถางสถาน  ที่ไว้เฉพาะ
			<remark  id="s1b7c76l5" />สงฆ์ ภิกษุอันเตวาสิกของพระฉัพพัคคีย์กล่าวว่า พระผู้มีพระภาคทรง  อนุญาตเสนาสนะตามลำดับ
			<remark  id="s1b7c76l6" />ผู้แก่กว่า เฉพาะของสงฆ์เท่านั้น ของเหล่านี้เขาไม่ได้ทำเจาะจงไว้ จึงรีบไปก่อนภิกษุสงฆ์มี
			<remark  id="s1b7c76l7" />พระพุทธเจ้าเป็นประมุข จองมณฑป จองเครื่อง  ลาด จองสถานที่ไว้ว่า นี้สำหรับอุปัชฌาย์ของ
			<remark  id="s1b7c76l8" />พวกเรา นี้สำหรับอาจารย์ของพวกเรา นี้สำหรับพวกเรา ครั้นท่านพระสารีบุตรไปล้าหลัง ภิกษุสงฆ์
			<remark  id="s1b7c76l9" />มีพระพุทธเจ้าเป็น   ประมุข เมื่อภิกษุเหล่านั้นจองมณฑป จองเครื่องลาด จองสถานที่หมดแล้ว
			<remark  id="s1b7c76l10" />หาที่ว่างไม่ได้ จึงนั่งอยู่ ณ โคนไม้แห่งหนึ่ง ครั้นเวลาปัจจุสสมัยแห่งราตรี พระผู้มีพระภาค เสด็จ
			<remark  id="s1b7c76l11" />ลุกขึ้นทรงพระกาสะ แม้ท่านพระสารีบุตรก็กระแอมไอ   
			<remark  id="s1b7c76l12" />	 พ. ใคร ที่นั่น
			<remark  id="s1b7c76l13" />	 ส. ข้าพระพุทธเจ้า สารีบุตร พระพุทธเจ้าข้า   
			<remark  id="s1b7c76l14" />	 พ. สารีบุตร ทำไมเธอจึงมานั่งที่โคนต้นไม้นี้เล่า  
			<remark  id="s1b7c76l15" />	 จึงท่านพระสารีบุตรได้กราบทูลเรื่องนั้นแด่ผู้มีพระภาค ฯ
			<remark  id="s1b7c76l16" />	 [๒๖๖] ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งให้ประชุมภิกษุสงฆ์ในเพราะเหตุ เป็นเค้ามูลนั้น 
			<remark  id="s1b7c76l17" />ในเพราะเหตุแรกเกิดนั้น แล้วทรงสอบถามภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุ  ทั้งหลาย ข่าวว่า ภิกษุอัน
			<remark  id="s1b7c76l18" />เตวาสิกของภิกษุฉัพพัคคีย์พูดว่า พระผู้มีพระภาคทรง อนุญาตเสนาสนะตามลำดับผู้แก่กว่าเฉพาะ
			<remark  id="s1b7c76l19" />ของสงฆ์เท่านั้น ไม่ได้ทรงหมายถึงของ    ที่เขาทำเจาะจง จึงรีบไปก่อนหน้าภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้า
			<remark  id="s1b7c76l20" />เป็นประมุข จองมณฑป   จองเครื่องลาด จองสถานที่ว่างไว้ว่า ที่นี้สำหรับอุปัชฌาย์ของพวกเรา ที่นี้
			<remark  id="s1b7c76l21" />ของอาจารย์  ของพวกเรา ที่นี้ของพวกเรา จริงหรือ
			<remark  id="s1b7c76l22" />	 ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า จริง พระพุทธเจ้าข้า 
			<remark  id="s1b7c76l23" />	 พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงติเตียน ... ครั้นแล้วทรงทำธรรมีกถารับสั่งกะ ภิกษุทั้งหลายว่า
			<remark  id="s1b7c76l24" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้ของที่เขาทำเจาะจง ภิกษุก็ไม่พึงเกียดกันตาม  ลำดับผู้แก่กว่า รูปใดกีดกัน 
			<remark  id="s1b7c76l25" />ต้องอาบัติทุกกฏ ฯ  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b7c77" >
		<para id="s1b7c77p">
			<remark  id="s1b7c77l1" />	 [๒๖๗] สมัยนั้น ชาวบ้านตกแต่งที่นอนสูงที่นอนใหญ่ไว้ในโรงอาหาร ณ ละแวกบ้าน คือ
			<remark  id="s1b7c77l2" />เก้าอี้นอนเตียงใหญ่ ผ้าโกเชาว์ขนยาว เครื่องลาดที่ทำด้วยขนแกะ  วิจิตรด้วยลวดลาย เครื่องลาด
			<remark  id="s1b7c77l3" />ที่ทำด้วยขนแกะสีขาว เครื่องลาดที่มีสัณฐานเป็นช่อดอกไม้ เครื่องลาดที่ยัดนุ่น เครื่องลาดพรม
			<remark  id="s1b7c77l4" />ขนแกะวิจิตรด้วยรูปสัตว์ร้ายมีสีหะและ   เสือเป็นต้น เครื่องลาดขนแกะมีขนตั้ง เครื่องลาดขนแกะ
			<remark  id="s1b7c77l5" />มีขนข้างเดียว เครื่องลาดทองและเงินแกมไหม เครื่องลาดไหมขลิบทองและเงิน เครื่องลาดขนแกะ
			<remark  id="s1b7c77l6" />จุนางฟ้อน๑๖ คน เครื่องลาดหลังช้าง เครื่องลาดหลังม้า เครื่องลาดในรถ เครื่องลาดที่ทำด้วย  
			<remark  id="s1b7c77l7" />หนังสัตว์ชื่ออชินะอันมีขนอ่อนนุ่ม เครื่องลาดอย่างดีทำด้วยหนังชะมด เครื่องลาด   มีเพดาน เครื่อง
			<remark  id="s1b7c77l8" />ลาดมีหมอนข้าง ภิกษุทั้งหลายรังเกียจไม่นั่งทับ จึงกราบทูลเรื่องนั้น   แด่พระผู้มีพระภาค พระผู้มี
			<remark  id="s1b7c77l9" />พระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตเครื่องลาดที่เป็นคิหิวิกัฏ  เว้นเครื่องลาด ๓ ชนิด คือ
			<remark  id="s1b7c77l10" />เก้าอี้นอน เตียงใหญ่ เครื่องลาดที่ยัดนุ่น นอกนั้นนั่งทับได้   แต่จะนอนทับไม่ได้
			<remark  id="s1b7c77l11" />	[๒๖๘] สมัยนั้น ชาวบ้านตกแต่งเตียงบ้าง ตั่งบ้าง ที่ยัดนุ่นไว้ในโรงอาหาร   ณ ละแวก
			<remark  id="s1b7c77l12" />บ้าน ภิกษุทั้งหลายรังเกียจไม่นั่งทับจึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระ  ภาคๆ ตรัสว่า
			<remark  id="s1b7c77l13" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้นั่งทับเตียงตั่งที่เป็นคิหิกัฏได้ แต่จะ  นอนทับไม่ได้ ฯ
			<remark  id="s1b7c77l14" />					  อนาถบิณฑิกคหบดีถวายพระเชตวนาราม  
			<remark  id="s1b7c77l15" />	 [๒๖๙] ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเสด็จจาริกโดยลำดับ ได้เสด็จถึงพระนคร   สาวัตถี 
			<remark  id="s1b7c77l16" />ทราบว่า พระองค์ประทับอยู่ที่พระเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกคหบดี เขตพระนครสาวัตถีนั้น 
			<remark  id="s1b7c77l17" />จึงอนาถบิณฑิกคหบดีเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถวายบังคม   นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว ได้กราบ
			<remark  id="s1b7c77l18" />ทูลพระผู้มีพระภาคว่า พระพุทธเจ้าข้า ขอพระ ผู้มีพระภาค พร้อมกับภิกษุสงฆ์จงทรงรับภัตตาหาร
			<remark  id="s1b7c77l19" />ของข้าพระพุทธเจ้าเพื่อเสวยใน วันพรุ่งนี้ พระผู้มีพระภาคทรงรับอาราธนาโดยดุษณีภาพ ครั้น
			<remark  id="s1b7c77l20" />อนาถบิณฑิกคหบดี   ทราบว่า พระผู้มีพระภาคทรงรับอาราธนา แล้วลุกจากที่นั่งถวายบังคม ทำ
			<remark  id="s1b7c77l21" />ประทักษิณกลับไป ฯ 
			<remark  id="s1b7c77l22" />	 [๒๗๐] หลังจากนั้น อนาถบิณฑิกคหบดีสั่งให้ตกแต่งขาทนียโภชนี  ยาหารอันประณีต 
			<remark  id="s1b7c77l23" />โดยล่วงราตรีนั้น แล้วสั่งให้คนไปกราบทูลภัตกาลแด่พระผู้มีพระภาคว่า ถึงเวลาแล้ว พระพุทธเจ้า
			<remark  id="s1b7c77l24" />ข้า ภัตตาหารเสร็จแล้ว ครั้นเวลาเช้า พระผู้มีพระภาคทรงครองอันตรวาสก ทรงถือบาตรจีวร
			<remark  id="s1b7c77l25" />เสด็จเข้าสู่นิเวศน์ของอนาถบิณฑิกคหบดี  ครั้นแล้วประทับนั่งบนอาสนะที่เขาจัดไว้ถวาย พร้อมกับ
		</para>
	</section>
	<section id="s1b7c78" >
		<para id="s1b7c78p">
			<remark  id="s1b7c78l1" />ภิกษุสงฆ์ จึงอนาถบิณฑิก คหบดี อังคาสภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุขด้วยอาหารของเคี้ยว
			<remark  id="s1b7c78l2" />ของฉันอัน   ประณีตด้วยมือของตน จนพระผู้มีพระภาคเสวยเสร็จลดพระหัตถ์จากบาตรห้ามภัตรแล้ว 
			<remark  id="s1b7c78l3" />จึงนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง แล้วได้กราบทูลว่า พระพุทธเจ้าข้า ข้าพระพุทธ  เจ้าจะปฏิบัติอย่างไร
			<remark  id="s1b7c78l4" />ในพระเชตวันวิหาร 
			<remark  id="s1b7c78l5" />	พระผู้มีพระภาคตรัสว่า คหบดี ถ้าเช่นนั้น    เธอจงถวายพระเชตวันวิหารแก่สงฆ์จตุรทิศ 
			<remark  id="s1b7c78l6" />ทั้งที่มาแล้วและยังไม่มา อนาถบิณฑิก  คหบดีรับสนองพระพุทธบัญชาแล้วได้ถวายพระเชตวัน
			<remark  id="s1b7c78l7" />วิหารแก่สงฆ์จตุรทิศ ทั้งที่มา  แล้วและยังไม่มา    
			<remark  id="s1b7c78l8" />	 ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงอนุโมทนาอนาถบิณฑิกคหบดี ด้วยคาถา เหล่านี้ ว่าดังนี้:    
			<remark  id="s1b7c78l9" />	  					ทรงอนุโมทนาวิหารทาน   
			<remark  id="s1b7c78l10" />	 [๒๗๑] วิหารย่อมป้องกันหนาวร้อนและเนื้อร้าย นอกจากนั้นป้องกันงู  
			<remark  id="s1b7c78l11" />	  และยุง ฝนในสิสิรฤดู นอกจากนั้น วิหารยังป้องกัน
			<remark  id="s1b7c78l12" />	  ลมและแดดอันกล้าที่เกิดขึ้นได้ การถวายวิหารแก่สงฆ์เพื่อ
			<remark  id="s1b7c78l13" />	  หลีกเร้นอยู่ เพื่อความสุข เพื่อเพ่งพิจารณา และเพื่อเห็นแจ้ง    
			<remark  id="s1b7c78l14" />	  พระพุทธเจ้าทรงสรรเสริญว่า เป็นทานอันเลิศ เพราะเหตุนั้นแล  
			<remark  id="s1b7c78l15" />	  คนผู้ฉลาดเมื่อเล็งเห็นประโยชน์ตน พึงสร้างวิหารอันรื่นรมย์ 
			<remark  id="s1b7c78l16" />	  ให้ภิกษุทั้งหลายผู้พหูสูตอยู่ในวิหารเถิด อนึ่ง พึงมีน้ำใจเลื่อมใส   
			<remark  id="s1b7c78l17" />	  ถวายข้าว น้ำ ผ้า และเสนาสนะอันเหมาะสมแก่พวกเธอ ในพวก 
			<remark  id="s1b7c78l18" />	  เธอผู้ซื่อตรง เพราะพวกเธอย่อมแสดงธรรม อันเป็นเครื่อง 
			<remark  id="s1b7c78l19" />	  บรรเทาสรรพทุกข์แก่เขา อันเขารู้ทั่วถึงแล้วจะเป็นผู้ไม่มีอาสวะ  
			<remark  id="s1b7c78l20" />	  ปรินิพพานในโลกนี้ 
			<remark  id="s1b7c78l21" />	 ครั้นพระผู้มีพระภาคทรงอนุโมทนา อนาถบิณฑิกคหบดีด้วยพร คาถาเหล่านี้แล้ว เสด็จ
			<remark  id="s1b7c78l22" />ลุกจากอาสนะกลับไป ฯ   
			<remark  id="s1b7c78l23" />	 				   เรื่องให้ภิกษุกำลังฉันค้างอยู่ลุกขึ้น    
			<remark  id="s1b7c78l24" />	 [๒๗๒] สมัยนั้น มหาอำมาตย์ผู้หนึ่งเป็นสาวกของอาชีวกได้เลี้ยงอาหาร พระสงฆ์ ท่าน
			<remark  id="s1b7c78l25" />พระอุปนนทศากยบุตรมาภายหลังได้ให้ภิกษุผู้นั่งในลำดับลุกขึ้น ทั้ง ที่กำลังฉันอาหารค้างอยู่ โรง
			<remark  id="s1b7c78l26" />อาหารได้เกิดโกลาหล จึงมหาอำมาตย์ผู้นั้น เพ่งโทษติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนพระสมณเชื้อ
			<remark  id="s1b7c78l27" />สายพระศากยบุตรมาทีหลัง จึงได้ให้ภิกษุผู้นั่งในลำดับลุกขึ้นทั้งที่ยังฉันอาหารค้างอยู่เล่า โรงอาหาร
		</para>
	</section>
	<section id="s1b7c79" >
		<para id="s1b7c79p">
			<remark  id="s1b7c79l1" />ได้เกิดโกลาหลขึ้น   ภิกษุผู้นั่งแม้ในที่อื่น จะพึงได้ฉันจนอิ่มอย่างไรเล่า ภิกษุทั้งหลายได้ยินมหา
			<remark  id="s1b7c79l2" />อำมาตย์ ผู้นั้น เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาอยู่ บรรดาที่เป็นผู้มักน้อย ... ต่างก็เพ่งโทษ    ติเตียน
			<remark  id="s1b7c79l3" />โพนทะนาว่า ไฉนท่านพระอุปนนทศากยบุตรมาทีหลังจึงได้ให้ภิกษุผู้นั่ง   ในลำดับลุกขึ้น ทั้งที่ยังฉัน
			<remark  id="s1b7c79l4" />อาหารค้างอยู่เล่า โรงอาหารได้เกิดโกลาหลขึ้น แล้ว   กราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค พระผู้
			<remark  id="s1b7c79l5" />มีพระภาค... ทรงสอบถามว่า ดูกรอุปนนท์ ข่าวว่า   เธอมาทีหลังได้ให้ภิกษุผู้นั่งในลำดับลุกขึ้น
			<remark  id="s1b7c79l6" />ทั้งที่ยังฉันอาหารค้างอยู่ โรงอาหาร  ได้เกิดโกลาหลขึ้น จริง หรือ  
			<remark  id="s1b7c79l7" />	 ท่านพระอุปนนทศากยบุตรกราบทูลรับว่า จริง พระพุทธเจ้าข้า
			<remark  id="s1b7c79l8" />	 พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงติเตียนว่า ดูกรโมฆบุรุษ ไฉนเธอมาทีหลัง  จึงให้ภิกษุผู้นั่งใน
			<remark  id="s1b7c79l9" />ลำดับลุกขึ้นทั้งที่ยังฉันอาหารค้างอยู่ โรงอาหารได้เกิดโกลาหลขึ้น การกระทำของเธอนั่น ไม่เป็นไป
			<remark  id="s1b7c79l10" />เพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส ... ครั้นแล้วทรงทำธรรมีกถา รับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า 
			<remark  id="s1b7c79l11" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึง  ให้ภิกษุผู้นั่งในลำดับลุกขึ้นทั้งที่ยังฉันอาหารค้างอยู่ รูปใดให้ลุกขึ้น 
			<remark  id="s1b7c79l12" />ต้องอาบัติ   ทุกกฏ ถ้าให้ลุกขึ้นย่อมเป็นอันห้ามภัตรด้วย พึงกล่าวว่าท่านจงไปหาน้ำมา ถ้าได้  อย่างนี้ 
			<remark  id="s1b7c79l13" />นั่นเป็นการดี ถ้าไม่ได้ พึงกลืนเมล็ดข้าวให้เรียบร้อยแล้ว จึงให้อาสนะ   แก่ภิกษุผู้แก่กว่า ดูกร
			<remark  id="s1b7c79l14" />ภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง เรากล่าวมิได้หมายความว่า ภิกษุพึง    หวงกันอาสนะ แก่ภิกษุผู้แก่กว่า
			<remark  id="s1b7c79l15" />โดยปริยายไรๆ รูปใดหวงกัน ต้องอาบัติทุกกฏ ฯ  
			<remark  id="s1b7c79l16" />					 เรื่องพระฉัพพัคคีย์ไล่ภิกษุอาพาธให้ลุกขึ้น  
			<remark  id="s1b7c79l17" />	 [๒๗๓] สมัยนั้น พระฉัพพัคคีย์ไล่ภิกษุอาพาธให้ลุกขึ้น ภิกษุอาพาธ  ตอบอย่างนี้ว่า 
			<remark  id="s1b7c79l18" />ท่านทั้งหลาย พวกผมไม่สามารถจะลุกขึ้นได้ เพราะเป็นผู้อาพาธ   พระฉัพพัคคีย์กล่าวว่า พวกผม
			<remark  id="s1b7c79l19" />จะพยุงพวกท่านให้ลุกขึ้น แล้วประคองให้ลุกขึ้น    พอยืนแล้วก็ปล่อยเสีย ภิกษุอาพาธล้มสลบ ... 
			<remark  id="s1b7c79l20" />ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่  พระผู้มีพระภาค ... ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงไล่ภิกษุ
			<remark  id="s1b7c79l21" />อาพาธให้ลุกขึ้น รูปใดไล่ให้ลุกขึ้น ต้องอาบัติทุกกฏ ฯ   
			<remark  id="s1b7c79l22" />	 [๒๗๔] สมัยนั้น พระฉัพพัคคีย์พูดว่า พวกผมอาพาธ ลุกไม่ขึ้น แล้วยึดเอาที่นอนดีๆ 
			<remark  id="s1b7c79l23" />ไว้ ... ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค ... ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้
			<remark  id="s1b7c79l24" />ที่นอนเหมาะสมแก่ภิกษุอาพาธ ฯ   
			<remark  id="s1b7c79l25" />	 [๒๗๕] สมัยนั้น พระฉัพพัคคีย์อาพาธเล็กน้อย ก็หวงกันเสนาสนะไว้  ... ภิกษุทั้งหลาย
			<remark  id="s1b7c79l26" />กราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค ... ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย  ภิกษุมีอาพาธเล็กน้อย ไม่พึงหวง
			<remark  id="s1b7c79l27" />กันเสนาสนะไว้ รูปใดหวงกัน ต้องอาบัติทุกกฏ ฯ 
		</para>
	</section>
	<section id="s1b7c80" >
		<para id="s1b7c80p">
			<remark  id="s1b7c80l1" />	   				ภิกษุผู้ควรได้รับสมมติเป็นผู้ให้ถือเสนาสนะ
			<remark  id="s1b7c80l2" />	 [๒๗๖] สมัยนั้น พระสัตตรสวัคคีย์ซ่อมวิหารใหญ่หลังหนึ่งซึ่งตั้งอยู่ สุดเขต ด้วยหมาย
			<remark  id="s1b7c80l3" />ใจว่า พวกเราจักจำพรรษา ณ ที่นี้ พระฉัพพัคคีย์ได้เห็น   พระสัตตรสวัคคีย์กำลังซ่อมวิหาร ครั้น
			<remark  id="s1b7c80l4" />แล้วได้กล่าวอย่างนี้ว่า ท่านทั้งหลาย   พระสัตตรสวัคคีย์เหล่านี้ กำลังซ่อมวิหาร พวกเราจงช่วยกัน
			<remark  id="s1b7c80l5" />ไล่พวกเธอไปเสียเถิด ภิกษุบางพวกกล่าวกันอย่างนี้ว่า ท่านทั้งหลายจงรอไว้จนกว่าจะซ่อมเสร็จ 
			<remark  id="s1b7c80l6" />เมื่อซ่อม  เสร็จแล้ว จึงค่อยไล่ไป ครั้นซ่อมเสร็จ พระฉัพพัคคีย์ได้กล่าวกะพระสัตตรสวัคคีย์ ว่า 
			<remark  id="s1b7c80l7" />ท่านทั้งหลาย พวกท่านจงออกไป วิหารถึงแก่พวกผม 
			<remark  id="s1b7c80l8" />	 ส. ท่านทั้งหลาย ควรจะบอกไว้ก่อนมิใช่หรือ พวกผมจะได้ซ่อมที่อื่น  
			<remark  id="s1b7c80l9" />	 ฉ. ท่านทั้งหลาย วิหารของสงฆ์มิใช่หรือ  
			<remark  id="s1b7c80l10" />	 ส. ขอรับ วิหารของสงฆ์   
			<remark  id="s1b7c80l11" />	 ฉ. ท่านทั้งหลาย พวกท่านจงออกไป วิหารถึงแก่พวกผม  
			<remark  id="s1b7c80l12" />	 ส. ท่านทั้งหลาย วิหารใหญ่ แม้พวกท่านก็อยู่ได้ แม้พวกผมก็อยู่ได้ 
			<remark  id="s1b7c80l13" />	 ฉ. จงออกไป วิหารถึงแก่พวกผม แล้วทำเป็นโกรธ ขัดเคือง จับคอ ลากออกมา 
			<remark  id="s1b7c80l14" />พระสัตตรสวัคคีย์เหล่านั้น ถูกพระฉัพพัคคีย์ฉุดคร่าออกมา ก็ร้องไห้  ภิกษุทั้งหลายถามว่า พวก
			<remark  id="s1b7c80l15" />ท่านร้องไห้ทำไม พระสัตตรสวัคคีย์ตอบว่า ท่านทั้งหลาย พระฉัพพัคคีย์เหล่านี้ โกรธ ขัดเคือง ฉุด
			<remark  id="s1b7c80l16" />คร่าพวกผมออกจากวิหารของสงฆ์ บรรดา   ภิกษุที่เป็นผู้มักน้อย ... ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนา
			<remark  id="s1b7c80l17" />ว่า ไฉนพระฉัพพัคคีย์    จึงโกรธ ขัดเขือง ฉุดคร่าภิกษุทั้งหลายออกจากวิหารของสงฆ์ จึงภิกษุ
			<remark  id="s1b7c80l18" />เหล่านั้น กราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค ... พระผู้มีพระภาคทรงสอบถามว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
			<remark  id="s1b7c80l19" />ข่าวว่า ภิกษุฉัพพัคคีย์ โกรธ ขัดเขือง ฉุดคร่าภิกษุทั้งหลายออกจาก  วิหารของสงฆ์ จริงหรือ   
			<remark  id="s1b7c80l20" />	 ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า จริง พระพุทธเจ้าข้า 
			<remark  id="s1b7c80l21" />	 พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงติเตียน ... ครั้นแล้วทรงทำธรรมีกถา รับสั่ง  กะภิกษุทั้งหลายว่า 
			<remark  id="s1b7c80l22" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงโกรธ ขัดเคือง ฉุดคร่าภิกษุ ทั้งหลายออกจากวิหารของสงฆ์ รูปใด
			<remark  id="s1b7c80l23" />ฉุดคร่า พึงปรับตามธรรม เราอนุญาตให้   ภิกษุถือเสนาสนะ ฯ  
			<remark  id="s1b7c80l24" />					 ภิกษุผู้ควรได้รับสมมติเป็นผู้ให้ถือเสนาสนะ  
			<remark  id="s1b7c80l25" />	 [๒๗๗] ครั้งนั้น ภิกษุทั้งหลายหารือกันว่า ใครพึงให้ถือเสนาสนะ  แล้วกราบทูลเรื่องนั้น
			<remark  id="s1b7c80l26" />แด่พระผู้มีพระภาค ... ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาต  ให้สมมติภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ 
			<remark  id="s1b7c80l27" />เป็นผู้ให้ถือเสนาสนะ คือ:
		</para>
	</section>
	<section id="s1b7c81" >
		<para id="s1b7c81p">
			<remark  id="s1b7c81l1" />	 ๑. ไม่ถึงความลำเอียงเพราะความชอบพอ
			<remark  id="s1b7c81l2" />	 ๒. ไม่ถึงความลำเอียงเพราะความเกลียดชัง 
			<remark  id="s1b7c81l3" />	 ๓. ไม่ถึงความลำเอียงเพราะความงมงาย
			<remark  id="s1b7c81l4" />	 ๔. ไม่ถึงความลำเอียงเพราะความกลัว และ  
			<remark  id="s1b7c81l5" />	 ๕. รู้เสนาสนะที่ให้ถือแล้วและยังไม่ให้ถือ ฯ 
			<remark  id="s1b7c81l6" />							   วิธีสมมติ   
			<remark  id="s1b7c81l7" />	 [๒๗๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แลสงฆ์พึงสมมติอย่างนี้ พึงขอร้องภิกษุ  ก่อน ครั้นแล้ว
			<remark  id="s1b7c81l8" />ภิกษุผู้ฉลาด ผู้สามารถ พึงประกาศให้สงฆ์ทราบด้วยญัตติทุติยกรรมวาจา ว่าดังนี้:   
			<remark  id="s1b7c81l9" />						    กรรมวาจาสมมติ  
			<remark  id="s1b7c81l10" />	 ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ถ้าความพร้อมพรั่งของสงฆ์   ถึงที่แล้ว สงฆ์
			<remark  id="s1b7c81l11" />พึงสมมติภิกษุมีชื่อนี้เป็นผู้ให้ถือเสนาสนะนี้เป็นญัตติ
			<remark  id="s1b7c81l12" />	 ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า สงฆ์สมมติภิกษุมีชื่อ นี้เป็น    ผู้ให้ถือ
			<remark  id="s1b7c81l13" />เสนาสนะ การสมมติภิกษุมีชื่อนี้เป็นผู้ให้ถือเสนาสนะ ชอบแก่   ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้น
			<remark  id="s1b7c81l14" />พึงเป็นผู้นิ่ง ไม่ชอบแก่ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้นพึงพูด  
			<remark  id="s1b7c81l15" />	 ภิกษุมีชื่อนี้ สงฆ์สมมติให้เป็นผู้ถือเสนาสนะแล้ว ชอบแก่สงฆ์ เหตุนั้นจึงนิ่ง 
			<remark  id="s1b7c81l16" />ข้าพเจ้าทรงความนี้ไว้ ด้วยอย่างนี้ ฯ  
			<remark  id="s1b7c81l17" />	 [๒๗๙] ต่อมา ภิกษุทั้งหลายผู้ให้ถือเสนาสนะหารือกันว่า เราจะพึง    ให้ถือเสนาสนะ
			<remark  id="s1b7c81l18" />อย่างไรหนอ จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคๆ ตรัสว่าดูกรภิกษุทั้งหลาย
			<remark  id="s1b7c81l19" />เราอนุญาตให้นับภิกษุก่อน ครั้นแล้วนับที่นอน ครั้นแล้ว    จึงให้ถือตามจำนวนที่นอน เมื่อให้
			<remark  id="s1b7c81l20" />ถือตามจำนวนที่นอนๆ เหลือมาก ... ตรัสว่า    ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ถือตามจำนวน
			<remark  id="s1b7c81l21" />วิหาร เมื่อให้ถือตามจำนวนวิหารๆ   ก็ยังเหลือเป็นอันมาก ... ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรา
			<remark  id="s1b7c81l22" />อนุญาตให้ถือตามจำนวน บริเวณ เมื่อให้ถือตามจำนวนบริเวณๆ ก็ยังเหลืออีกมาก 
			<remark  id="s1b7c81l23" />พระผู้มีพระภาคตรัสว่า   ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ๆ ส่วนซ้ำอีก เมื่อให้ถือส่วนซ้ำอีก
			<remark  id="s1b7c81l24" />แล้ว ภิกษุ รูปอื่นมา ไม่ปราถนาก็อย่าพึงให้   
			<remark  id="s1b7c81l25" />	 [๒๘๐] สมัยนั้น ภิกษุทั้งหลายให้ภิกษุผู้อยู่นอกสีมาถือเสนาสนะ    ภิกษุทั้งหลาย
			<remark  id="s1b7c81l26" />กราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค ... ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย   ภิกษุไม่พึงให้ภิกษุผู้อยู่นอกสีมา
			<remark  id="s1b7c81l27" />ถือเสนาสนะ รูปใดให้ถือ ต้องอาบัติทุกกฏ ฯ 
		</para>
	</section>
	<section id="s1b7c82" >
		<para id="s1b7c82p">
			<remark  id="s1b7c82l1" />	 [๒๘๑] สมัยนั้น ภิกษุทั้งหลายถือเสนาสนะแล้วหวงกันไว้ตลอดเวลา ภิกษุทั้งหลาย
			<remark  id="s1b7c82l2" />กราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค ... ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย   ภิกษุถือเสนาสนะแล้ว ไม่พึง
			<remark  id="s1b7c82l3" />หวงกันไว้ตลอดทุกเวลา รูปใดหวงกันไว้ ต้อง อาบัติทุกกฏ ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาต
			<remark  id="s1b7c82l4" />ให้หวงกันไว้ได้ตลอดพรรษา ๓ เดือน หวงกันไว้ตลอดฤดูกาลไม่ได้ ฯ  
			<remark  id="s1b7c82l5" />							การให้ถือเสนาสนะ ๓ อย่าง 
			<remark  id="s1b7c82l6" />	 [๒๘๒] ต่อมา ภิกษุทั้งหลายหารือกันว่า การให้ถือเสนาสนะมีกี่อย่าง  หนอ จึงกราบทูล
			<remark  id="s1b7c82l7" />เรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคๆ ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย การ   ให้ถือเสนาสนะมี 
			<remark  id="s1b7c82l8" />๓ อย่างนี้ คือ ให้ถือเมื่อวันเข้าปุริมพรรษา ๑ ให้ถือเมื่อวัน    เข้าพรรษาหลัง ๑ ให้ถือในระหว่าง
			<remark  id="s1b7c82l9" />พ้นจากนั้น ๑ การให้ถือเมื่อวันเข้าปุริมพรรษาพึงให้ถือในวันแรม ๑ ค่ำเดือนอาสาฬหะ การให้
			<remark  id="s1b7c82l10" />ถือในวันเข้าพรรษาหลัง พึงให้ถือเมื่อเดือนอาสาฬหะล่วงแล้ว ๑ เดือน การให้ถือในระหว่าง
			<remark  id="s1b7c82l11" />พ้นจากนั้น พึงให้   ถือในวันต่อจากวันปวารณา คือแรม ๑ ค่ำ เพื่ออยู่จำพรรษาต่อไป การให้ถือ 
			<remark  id="s1b7c82l12" /> เสนาสนะมี ๓ อย่างนี้แล ฯ
			<remark  id="s1b7c82l13" />	    						ภาณวาร ที่ ๒ จบ 
			<remark  id="s1b7c82l14" />						_____________________   
			<remark  id="s1b7c82l15" />				เรื่องพระอุปนนท์หวงกันเสนาสนะไว้ ๒ แห่ง 
			<remark  id="s1b7c82l16" />	 [๒๘๓] ก็โดยสมัยนั้นแล ท่านพระอุปนนทศากยบุตร ถือเสนาสนะ ไว้ในเขตพระนคร
			<remark  id="s1b7c82l17" />สาวัตถีแล้ว ได้ไปสู่อาวาสใกล้ตำบลบ้านแห่งหนึ่ง และได้ถือเสนาสนะในอาวาสนั้นอีก จึง
			<remark  id="s1b7c82l18" />ภิกษุเหล่านั้นปรึกษากันว่า ท่านทั้งหลาย ท่าน พระอุปนนทศากยบุตรรูปนี้ เป็นผู้ก่อความบาดหมาง 
			<remark  id="s1b7c82l19" />ก่อความทะเลาะ ก่อการวิวาท    ก่อความอื้อฉาว ก่ออธิกรณ์ในสงฆ์ ถ้าเธอจักอยู่จำพรรษาใน
			<remark  id="s1b7c82l20" />อาวาสนี้ พวกเรา ทุกรูปจักอยู่ไม่ผาสุก  มิฉะนั้น เราจะถามเธอ จึงภิกษุเหล่านั้นได้ถามท่าน    
			<remark  id="s1b7c82l21" /> พระอุปนนทศากยบุตรว่า ท่านอุปนนท์ ท่านถือเสนาสนะในพระนครสาวัตถีแล้ว    มิใช่หรือ
			<remark  id="s1b7c82l22" />	 อุ. ถูกละ ขอรับ    
			<remark  id="s1b7c82l23" />	 ภิ. ท่านอุปนนท์ ก็ท่านรูปเดียว เหตุไรจึงหวงกันเสนาสนะไว้ถึงสอง   แห่งเล่า 
			<remark  id="s1b7c82l24" />	 อุ. ผมจะละที่นี่ไปเดี๋ยวนี้ละ ขอรับ จะถือเอาที่พระนครสาวัตถีนั้น
			<remark  id="s1b7c82l25" />	 บรรดาภิกษุที่เป็นผู้มักน้อย สันโดษ ... ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนา  ว่า ไฉนท่าน
			<remark  id="s1b7c82l26" />พระอุปนนทศากยบุตรรูปเดียว จึงได้หวงกันเสนาสนะไว้ถึงสองแห่ง แล้วกราบทูลเรื่องนั้นแด่
		</para>
	</section>
	<section id="s1b7c83" >
		<para id="s1b7c83p">
			<remark  id="s1b7c83l1" />พระผู้มีพระภาค ... ทรงสอบถามว่า ดูกรอุปนนท์ ข่าวว่า   เธอรูปเดียวหวงกันเสนาสนะไว้ถึง
			<remark  id="s1b7c83l2" />สองแห่ง จริงหรือ   
			<remark  id="s1b7c83l3" />	 ท่านพระอุปนนทศากยบุตรทูลรับว่า จริง พระพุทธเจ้าข้า    
			<remark  id="s1b7c83l4" />	 พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงติเตียนว่า ดูกรโมฆบุรุษ ไฉนเธอผู้เดียว  จึงหวงกันเสนาสนะ
			<remark  id="s1b7c83l5" />ไว้ถึงสองแห่งเล่า เธอถือในที่นั้นแล้ว ละในที่นี้ ถือในที่นี้แล้ว ละในที่นั้น เมื่อเป็นเช่นนี้
			<remark  id="s1b7c83l6" />เธอก็เป็นคนอยู่ภายนอกทั้งสองแห่ง การกระทำของเธอนั่น ไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของ
			<remark  id="s1b7c83l7" />ชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส ...    ครั้นแล้วทรงทำธรรมีกถา รับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
			<remark  id="s1b7c83l8" />ภิกษุรูปเดียวไม่พึงหวงกันเสนาสนะไว้สองแห่ง รูปใดหวงกัน ต้องอาบัติทุกกฏ ฯ
			<remark  id="s1b7c83l9" />	   								วินัยกถา    
			<remark  id="s1b7c83l10" />	 [๒๘๔] สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคตรัสวินัยกถาแก่ภิกษุทั้งหลายโดยอเนกปริยาย คือ
			<remark  id="s1b7c83l11" />ทรงพรรณนาคุณของวินัย คุณของการเรียนวินัย ทรงสรรเสริญ    คุณของท่านพระอุบาลีโดยเฉพาะ
			<remark  id="s1b7c83l12" />เจาะจง ภิกษุทั้งหลายหารือกันว่า พระผู้มีพระภาค  ตรัสวินัยกถาแก่ภิกษุทั้งหลายโดยอเนกปริยาย 
			<remark  id="s1b7c83l13" />คือ ทรงพรรณนาคุณของวินัย    คุณของการเรียนวินัย ทรงสรรเสริญคุณของท่านพระอุบาลีโดย
			<remark  id="s1b7c83l14" />เฉพาะเจาะจง อย่า กระนั้นเลย พวกเราจงเรียนพระวินัย ในสำนักท่านพระอุบาลีกันเถิด
			<remark  id="s1b7c83l15" />ก็แลภิกษุเหล่านั้นมากมาย ทั้งเถระ ทั้งนวกะ ทั้งมัชฌิมะ ต่างพากันเรียนพระวินัยใน  สำนัก
			<remark  id="s1b7c83l16" />ท่านพระอุบาลี ท่านพระอุบาลียืนสอนด้วยความเคารพพระเถระทั้งหลา แม้พระเถระทั้งหลาย
			<remark  id="s1b7c83l17" />ก็ยืนเรียนด้วยความเคารพธรรม บรรดาภิกษุเหล่านั้น  พระเถระและท่านพระอุบาลี ย่อมเมื่อยล้า
			<remark  id="s1b7c83l18" />ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่    พระผู้มีพระภาคๆ ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรา
			<remark  id="s1b7c83l19" />อนุญาตให้ภิกษุนวกะผู้สอนนั่งบน  อาสนะเสมอกันหรือสูงกว่าได้ ด้วยความเคารพธรรม ให้ภิกษุ
			<remark  id="s1b7c83l20" />เถระผู้เรียนนั่งบน    อาสนะเสมอกันหรือต่ำกว่าได้ ด้วยความเคารพธรรม ฯ   
			<remark  id="s1b7c83l21" />	 [๒๘๕] สมัยนั้น ภิกษุทั้งหลายเป็นอันมากยืนรับการสอนในสำนักท่าน พระอุบาลี ย่อม
			<remark  id="s1b7c83l22" />เมื่อยล้า จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคๆ ตรัสว่า ดูกร   ภิกษุทั้งหลาย เรา
			<remark  id="s1b7c83l23" />อนุญาตให้ภิกษุมีอาสนะเสมอกัน นั่งรวมกันได้ ฯ   
			<remark  id="s1b7c83l24" />	 [๒๘๖] ต่อมา ภิกษุทั้งหลายมีความสงสัยว่า ภิกษุชื่อว่ามีอาสนะ เสมอกันด้วยคุณสมบัติ
			<remark  id="s1b7c83l25" />เพียงเท่าไร จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคๆ ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
			<remark  id="s1b7c83l26" />เราอนุญาตให้ภิกษุระหว่าง ๓ พรรษา นั่งรวมกันได้ ฯ   
		</para>
	</section>
	<section id="s1b7c84" >
		<para id="s1b7c84p">
			<remark  id="s1b7c84l1" />	[๒๘๗] สมัยนั้น ภิกษุหลายรูปมีอาสนะเสมอกันนั่งร่วมเตียงเดียว กัน ทำเตียงหัก
			<remark  id="s1b7c84l2" />นั่งร่วมตั่งเดียวกัน ทำตั่งหัก จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มี   พระภาคๆ ตรัสว่า
			<remark  id="s1b7c84l3" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตเตียงละ ๓ รูป ตั่งละ ๓ รูป แม้ภิกษุ ๓ รูปนั่งลงบนเตียง ก็ทำ
			<remark  id="s1b7c84l4" />เตียงหัก นั่งลงบนตั่ง ก็ทำตั่งหัก ภิกษุเหล่านั้นจึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค พระผู้มี
			<remark  id="s1b7c84l5" />พระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาต เตียงละ ๒ รูป ตั่งละ ๒ รูป ฯ 
			<remark  id="s1b7c84l6" />	 [๒๘๘] สมัยนั้น ภิกษุทั้งหลายนั่งลงบนอาสนะยาวร่วมกับภิกษุผู้มี    อาสนะไม่เสมอกัน 
			<remark  id="s1b7c84l7" />ก็รังเกียจ จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคๆ ตรัสว่า  ดูกรภิกษุทั้งหลาย
			<remark  id="s1b7c84l8" />เราอนุญาตให้นั่งบนอาสนะยาวร่วมกับภิกษุที่มีอาสนะไม่เสมอ  กันได้ เว้นบัณเฑาะก์ มาตุคาม
			<remark  id="s1b7c84l9" />อุภโตพยัญชนก ฯ 
			<remark  id="s1b7c84l10" />	 [๒๘๙] ครั้งนั้น ภิกษุทั้งหลายมีความสงสัยว่า อาสนะยาวที่สุดมีกำหนด  เท่าไร ... ตรัสว่า 
			<remark  id="s1b7c84l11" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตอาสนะยาวที่สุดมีกำหนดนั่งได้ ๓ รูป ฯ  
			<remark  id="s1b7c84l12" />	 [๒๙๐] สมัยนั้น นางวิสาขา มิคารมารดาใคร่จะให้สร้างปราสาทมีเฉลียง  ประดุจเทริดที่
			<remark  id="s1b7c84l13" />ตั้งอยู่บนกระพองช้างถวายพระสงฆ์ ครั้งนั้นภิกษุทั้งหลายมีความ สงสัยว่า พระผู้มีพระภาคทรง
			<remark  id="s1b7c84l14" />อนุญาตการใช้สอยปราสาทหรือไม่ทรงอนุญาตหนอ    จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค พระผู้
			<remark  id="s1b7c84l15" />มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาต การใช้สอยปราสาททุกอย่าง ฯ    
			<remark  id="s1b7c84l16" />	 [๒๙๑] สมัยนั้น สมเด็จพระอัยยิกาของพระเจ้าปเสนทิโกศลทิวงคต   เพราะพระนาง
			<remark  id="s1b7c84l17" />ทิวงคต เครื่องอกัปปิยภัณฑ์เป็นอันมากบังเกิดแก่สงฆ์ คือ เก้าอี้นอน    เตียงใหญ่ ผ้าโกเชาว์
			<remark  id="s1b7c84l18" />ขนยาว เครื่องลาดที่ทำด้วยขนแกะวิจิตรด้วยลวดลาย เครื่อง  ลาดที่ทำด้วยขนแกะสีขาว เครื่องลาด
			<remark  id="s1b7c84l19" />ที่มีสัณฐานเป็นช่อดอกไม้ เครื่องลาดที่ยัดนุ่น เครื่องลาดขนแกะวิจิตรด้วยรูปสัตว์ร้ายมีสีหะและ
			<remark  id="s1b7c84l20" />เสือเป็นต้น เครื่องลาดขนแกะ  มีขนตั้ง เครื่องลาดขนแกะมีขนข้างเดียว เครื่องลาดทองและเงิน
			<remark  id="s1b7c84l21" />แกมไหม เครื่อง  ลาดไหมขลิบทองและเงิน เครื่องลาดขนแกะจุนางฟ้อน ๑๖ คน เครื่องลาด 
			<remark  id="s1b7c84l22" /> หลังช้างเครื่องลาดหลังม้า เครื่องลาดในรถ เครื่องลาดที่ทำด้วยหนังสัตว์ชื่ออชินะอันมี ขน
			<remark  id="s1b7c84l23" /> อ่อนนุ่ม เครื่องลาดอย่างดีที่ทำด้วยหนังชะมด เครื่องลาดมีเพดาน เครื่องลาด มีหมอนข้าง ภิกษุ
			<remark  id="s1b7c84l24" /> ทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคๆ ตรัสว่า ดูกรภิกษุ   ทั้งหลาย เรา
			<remark  id="s1b7c84l25" /> อนุญาตให้ตัดเท้าเก้าอี้นอนแล้วใช้สอยได้ เตียงใหญ่ทำลายรูปสัตว์ร้าย  เสียแล้วใช้สอยได้ ฟูกที่ยัด
			<remark  id="s1b7c84l26" /> นุ่นรื้อแล้วทำเป็นหมอน นอกนั้นทำเป็นเครื่องลาดพื้น ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s1b7c85" >
		<para id="s1b7c85p">
			<remark  id="s1b7c85l1" />						เรื่องภิกษุแจกของที่ไม่ควรแจก 
			<remark  id="s1b7c85l2" />	 [๒๙๒] สมัยนั้น ภิกษุเจ้าถิ่นในอาวาสใกล้บ้านแห่งหนึ่งไม่ห่างจาพระนครสาวัตถี
			<remark  id="s1b7c85l3" />เป็นผู้จัดเสนาสนะแก่ภิกษุอาคันตุกะและภิกษุผู้เตรียมเดินทางย่อม ลำบาก ภิกษุเหล่านั้นจึงปรึกษา
			<remark  id="s1b7c85l4" />กันว่าท่านทั้งหลาย บัดนี้พวกเรา จัดเสนาสนะ    แก่ภิกษุอาคันตุกะและภิกษุผู้เตรียมเดินทาง 
			<remark  id="s1b7c85l5" />ย่อมลำบาก เราตกลงจะมอบเสนาสนะ    ของสงฆ์ทั้งหมดแก่ภิกษุรูปหนึ่ง เราจักใช้สอยเสนาสนะ
			<remark  id="s1b7c85l6" />ของเธอ ภิกษุเหล่านั้นได้ มอบหมายเสนาสนะของสงฆ์ทุกๆ อย่าง แก่ภิกษุรูปหนึ่ง ภิกษุอาคัน
			<remark  id="s1b7c85l7" />ตุกะได้กล่าว    คำนี้กะภิกษุเจ้าถิ่นเหล่านั้นว่า ท่านทั้งหลาย โปรดจัดเสนาสนะให้พวกผม ภิกษุเจ้าถิ่น  
			<remark  id="s1b7c85l8" /> ตอบว่า เสนาสนะของสงฆ์ไม่มี ขอรับ พวกผมมอบแก่ภิกษุรูปหนึ่งหมดแล้ว
			<remark  id="s1b7c85l9" />	 ท่านอาคันตุกะ ก็พวกท่านแจกจ่ายเสนาสนะของสงฆ์หรือ ขอรับ
			<remark  id="s1b7c85l10" />	 เจ้าถิ่น เป็นเช่นนั้น ขอรับ  
			<remark  id="s1b7c85l11" />	 บรรดาภิกษุที่เป็นผู้มักน้อย ... ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนภิกษุ จึงได้
			<remark  id="s1b7c85l12" />แจกจ่ายเสนาสนะของสงฆ์เล่า จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคพระผู้มีพระภาคทรง
			<remark  id="s1b7c85l13" />สอบถามว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข่าวว่าพวกภิกษุแจก  จ่ายเสนาสนะของสงฆ์ จริงหรือ  
			<remark  id="s1b7c85l14" />	 ภิกษุทั้งหลายทูลรับว่า จริง พระพุทธเจ้าข้า  
			<remark  id="s1b7c85l15" />							 ของที่ไม่ควรแจก ๕ หมวด  
			<remark  id="s1b7c85l16" />	 พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงติเตียนว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ไฉนโมฆบุรุษ   เหล่านั้น จึง
			<remark  id="s1b7c85l17" />แจกจ่ายเสนาสนะของสงฆ์เล่า การกระทำของโมฆบุรุษเหล่านั้นนั่น    ไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใส
			<remark  id="s1b7c85l18" />ของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส ... ครั้นแล้วทรงทำธรรมีกถา  รับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
			<remark  id="s1b7c85l19" />ของที่ไม่ควรแจกจ่าย ๕ หมวดนี้อันภิกษุ    ไม่ควรแจกจ่ายให้ไป แม้สงฆ์คณะหรือบุคคล
			<remark  id="s1b7c85l20" />แจกจ่ายไปแล้วก็ไม่เป็นอันแจกจ่าย    รูปใดแจกจ่าย ต้องอาบัติถุลลัจจัย  
			<remark  id="s1b7c85l21" />	 ของไม่ควรแจกจ่าย ๕ หมวด อะไรบ้าง คืออาราม พื้นที่อาราม นี้เป็นของที่ไม่ควร
			<remark  id="s1b7c85l22" />แจกจ่ายหมวดที่ ๑ สงฆ์ก็ดี คณะก็ดี บุคคลก็ดี ไม่ควรแจกจ่ายให้ไป แม้แจกจ่ายไปแล้ว 
			<remark  id="s1b7c85l23" />ก็ไม่เป็นอันแจกจ่าย รูปใดแจกจ่าย ต้องอาบัติถุลลัจจัย   
			<remark  id="s1b7c85l24" />	 วิหาร พื้นที่วิหาร นี้เป็นของที่ไม่ควรแจกจ่ายหมวดที่ ๒ สงฆ์ก็ดี คณะก็ดี    บุคคลก็ดี 
			<remark  id="s1b7c85l25" />ไม่ควรแจกจ่ายให้ไป แม้แจกจ่ายไปแล้ว ก็ไม่เป็นอันแจกจ่าย รูปใด    แจกจ่าย ต้องอาบัติถุลลัจจัย  
			<remark  id="s1b7c85l26" />	 เตียง ตั่ง ฟูก หมอน นี้เป็นของที่ไม่ควรแจกจ่ายหมวดที่ ๓ สงฆ์ก็ดี คณะ  ก็ดี 
			<remark  id="s1b7c85l27" />บุคคลก็ดี ไม่ควรแจกจ่ายให้ไป แม้แจกจ่ายไปแล้ว ก็ไม่เป็นอันแจกจ่าย รูปใด    แจกจ่าย ต้อง
			<remark  id="s1b7c85l28" />อาบัติถุลลัจจัย  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b7c86" >
		<para id="s1b7c86p">
			<remark  id="s1b7c86l1" />	 หม้อโลหะ อ่างโลหะ กระถางโลหะ กระทะโลหะ มีด ขวาน ผึ่ง จอบ สว่าน   นี้
			<remark  id="s1b7c86l2" />เป็นของที่ไม่ควรแจกจ่าย หมวดที่ ๔ สงฆ์ก็ดี คณะก็ดี บุคคลก็ดี ไม่ควรแจกจ่าย   ให้ไป แม้
			<remark  id="s1b7c86l3" />แจกจ่ายไปแล้ว ก็ไม่เป็นอันแจกจ่าย รูปใดแจกจ่าย ต้องอาบัติถุลลัจจัย    
			<remark  id="s1b7c86l4" />	 เถาวัลย์ ไม้ไผ่ หญ้าปล้อง หญ้ามุงกระต่าย หญ้าสามัญ ดิน เครื่องไม้    เครื่องดิน นี้
			<remark  id="s1b7c86l5" />เป็นของที่ไม่ควรแจกจ่าย หมวดที่ ๕ สงฆ์ก็ดี คณะก็ดี บุคคลก็ดี ไม่ควร    แจกจ่ายให้ไป 
			<remark  id="s1b7c86l6" />แม้แจกจ่ายไปแล้ว ก็ไม่เป็นอันแจกจ่าย รูปใดแจกจ่าย ต้องอาบัติ  ถุลลัจจัย
			<remark  id="s1b7c86l7" />	 ดูกรภิกษุทั้งหลาย ของที่ไม่ควรแจกจ่ายมี ๕ หมวดนี้แล สงฆ์ก็ดี คณะก็ดี  บุคคลก็ดี 
			<remark  id="s1b7c86l8" />ไม่ควรแจกจ่ายให้ไป แม้แจกจ่ายไปแล้ว ก็ไม่เป็นอันแจกจ่าย รูปใด    แจกจ่าย ต้องอาบัติถุลลัจจัย ฯ
			<remark  id="s1b7c86l9" />							เรื่องภิกษุแบ่งของที่ไม่ควรแบ่ง    
			<remark  id="s1b7c86l10" />	 [๒๙๓] ครั้นพระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระนครสาวัตถีตามพุทธาภิรมย์  แล้ว
			<remark  id="s1b7c86l11" />เสด็จจาริกทางกิฏาคิรีชนบท พร้อมกับภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ ประมาณ ๕๐๐ รูป ทั้ง พระสารีบุตรและ
			<remark  id="s1b7c86l12" />พระโมคคัลลานะ ภิกษุพวกพระอัสสชิและพระปุนัพพสุกะได้ทราบ  ข่าวแล้วกล่าวกันว่า พระผู้มี
			<remark  id="s1b7c86l13" />พระภาคเสด็จมาสู่กิฏาคิรีชนบท พร้อมกับภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ประมาณ    ๕๐๐ รูป ทั้งพระสารีบุตรพระ
			<remark  id="s1b7c86l14" />โมคคัลลานะ ท่านทั้งหลายพวกเราตกลงแบ่ง    เสนาสนะของสงฆ์ให้หมด เพราะพระสารีบุตรและพระ
			<remark  id="s1b7c86l15" />โมคคัลลานะมีความปราถนาลามก ไปสู่อำนาจแห่งความปราถนาอันชั่วช้า พวกเราจะได้ไม่ต้อง
			<remark  id="s1b7c86l16" />จัดหาเสนาสนะ ถวายท่าน ภิกษุเหล่านั้นได้แบ่งเสนาสนะของสงฆ์หมดแล้ว ครั้นพระผู้มีพระภาค   
			<remark  id="s1b7c86l17" /> เสด็จจาริกโดยลำดับ ได้ถึงชนบทกิฏาคิรีแล้ว จึงรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุ ทั้งหลาย
			<remark  id="s1b7c86l18" /> พวกเธอจงไปหาภิกษุพวกอัสสชิและปุนัพพสุกะแล้วบอกอย่างนี้ว่า ท่าน ทั้งหลาย พระผู้มีพระภาค
			<remark  id="s1b7c86l19" /> เสด็จมาพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ ประมาณ ๕๐๐ รูป ทั้ง    พระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะ
			<remark  id="s1b7c86l20" /> ขอท่านจงช่วยจัดหาเสนาสนะถวายพระผู้มีพระ   ภาค ภิกษุ
