<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<!DOCTYPE book PUBLIC "-//OASIS//DTD DocBook XML V5.0//EN" "http://www.oasis-open.org/docbook/xml/4.5/docbookx.dtd">
<chapter id="s1b6">
	<title>จุลวรรคภาค ๑</title>
	<section id="s1b6c1" >
		<para id="s1b6c1p">
			<remark  id="s1b6c1l1" />								พระวินัยปิฎก    
			<remark  id="s1b6c1l2" />			    					       เล่ม ๖    
			<remark  id="s1b6c1l3" />								จุลวรรค ภาค ๑    
			<remark  id="s1b6c1l4" />		ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น    
			<remark  id="s1b6c1l5" />								กัมมขันธกะ    
			<remark  id="s1b6c1l6" />							     ตัชชนียกรรมที่ ๑    
			<remark  id="s1b6c1l7" />				      เรื่องภิกษุพวกพระปัณฑุกะและพระโลหิตกะ    
			<remark  id="s1b6c1l8" />								เริ่มก่ออธิกรณ์    
			<remark  id="s1b6c1l9" />	[๑] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน  อารามของอนาถ
			<remark  id="s1b6c1l10" />บิณฑิกคหบดี เขตพระนครสาวัตถี ครั้งนั้น ภิกษุพวกพระปัณฑุกะและพระโลหิตกะ เป็นผู้ก่อ
			<remark  id="s1b6c1l11" />ความบาดหมาง ก่อการทะเลาะ ก่อการวิวาท  ก่อความอื้อฉาว ก่ออธิกรณ์ในสงฆ์ ด้วยตนเอง 
			<remark  id="s1b6c1l12" />ได้เข้าไปหาภิกษุพวกอื่นที่ร่วม  ก่อความบาดหมาง ก่อการทะเลาะ ก่อการวิวาท ก่อความอื้อฉาว 
			<remark  id="s1b6c1l13" />ก่ออธิกรณ์ใน  สงฆ์ด้วยกัน แล้วกล่าวอย่างนี้ว่า ท่านทั้งหลาย ผู้นั้นอย่าได้ชนะพวกท่าน พวกท่าน
			<remark  id="s1b6c1l14" />จงโต้ตอบถ้อยคำให้แข็งแรง เพราะพวกท่านเป็นผู้ฉลาด เฉียบแหลม คง  แก่เรียน และสามารถ
			<remark  id="s1b6c1l15" />กว่าเขา อย่ากลัวเขาเลย แม้พวกผมก็จักเป็นฝักฝ่ายของ  พวกท่าน โดยวิธีนั้น ความบาดหมางที่ยัง
			<remark  id="s1b6c1l16" />ไม่เกิดย่อมเกิดขึ้น และที่เกิดขึ้นแล้ว  ย่อมเป็นไปเพื่อความเพิ่มพูน แผ่กว้างออกไป บรรดาภิกษุที่
			<remark  id="s1b6c1l17" />เป็นผู้มักน้อย  สันโดษ มีความละอาย มีความรังเกียจ ผู้ใคร่ต่อสิกขา ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน  
			<remark  id="s1b6c1l18" />โพนทะนาว่า ไฉนภิกษุพวกพระปัณฑุกะและพระโลหิตกะ จึงได้เป็นผู้ก่อความ  บาดหมาง ก่อการ
			<remark  id="s1b6c1l19" />ทะเลาะ ก่อการวิวาท ก่อความอื้อฉาว ก่ออธิกรณ์ในสงฆ์  ด้วยตนเอง ได้เข้าไปหาภิกษุพวกอื่นที่ร่วม
			<remark  id="s1b6c1l20" />ก่อความบาดหมาง ก่อการทะเลาะ  ก่อการวิวาท ก่อความอื้อฉาว ก่ออธิกรณ์ในสงฆ์ด้วยกัน แล้วกล่าว
			<remark  id="s1b6c1l21" />อย่างนี้ว่า  ท่านทั้งหลาย ผู้นั้นอย่าได้ชนะพวกท่าน พวกท่านจงโต้ตอบถ้อยคำให้แข็งแรง  เพราะพวก
		</para>
	</section>
	<section id="s1b6c2" >
		<para id="s1b6c2p">
			<remark  id="s1b6c2l1" />ท่านเป็นผู้ฉลาด เฉียบแหลม คงแก่เรียน และสามารถกว่าเขา อย่า  กลัวเขาเลย แม้พวกผมก็จักเป็น
			<remark  id="s1b6c2l2" />ฝักฝ่ายของพวกท่าน โดยวิธีนั้น ความบาดหมาง  ที่ยังไม่เกิด ย่อมเกิดขึ้น และที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อม
			<remark  id="s1b6c2l3" />เป็นไปเพื่อความเพิ่มพูน แผ่  กว้างออกไปเล่า ครั้นแล้วกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค ฯ    
			<remark  id="s1b6c2l4" />				ประชุมสงฆ์ทรงสอบถาม    
			<remark  id="s1b6c2l5" />	[๒] ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งให้ประชุมภิกษุสงฆ์ในเพราะเหตุ  เป็นเค้ามูลนั้น ใน
			<remark  id="s1b6c2l6" />เพราะเหตุแรกเกิดนั้น แล้วทรงสอบถามภิกษุทั้งหลายว่า ดูกร  ภิกษุทั้งหลาย ข่าวว่า ภิกษุพวกพระ
			<remark  id="s1b6c2l7" />ปัณฑุกะและโลหิตกะ เป็นผู้ก่อความบาด  หมาง ก่อการทะเลาะ  ก่อการวิวาท ก่อความอื้อฉาว ก่อ
			<remark  id="s1b6c2l8" />อธิกรณ์ในสงฆ์ ด้วย  ตนเองได้เข้าไปหาภิกษุพวกอื่นที่ร่วมก่อความบาดหมาง ก่อการทะเลาะ ก่อการวิ
			<remark  id="s1b6c2l9" />วาท  ก่อความอื้อฉาว ก่ออธิกรณ์ในสงฆ์ด้วยกัน แล้วกล่าวอย่างนี้ว่า ท่านทั้งหลาย  ผู้นั้นอย่าได้
			<remark  id="s1b6c2l10" />ชนะพวกท่าน พวกท่านจงโต้ตอบถ้อยคำให้แข็งแรง เพราะพวกท่าน  เป็นผู้ฉลาด เฉียบแหลม คง
			<remark  id="s1b6c2l11" />แก่เรียน และสามารถกว่าเขา อย่ากลัวเขาเลย แม้  พวกผมก็จักเป็นฝักฝ่ายของพวกท่าน โดยวิธี
			<remark  id="s1b6c2l12" />นั้น ความบาดหมางที่ยังไม่เกิด  ย่อมเกิดขึ้น และที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อความเพิ่มพูน แผ่
			<remark  id="s1b6c2l13" />กว้างออกไป  จริงหรือ    
			<remark  id="s1b6c2l14" />	ภิกษุทั้งหลายทูลรับว่า จริง พระพุทธเจ้าข้า    
			<remark  id="s1b6c2l15" />					ทรงติเตียน    
			<remark  id="s1b6c2l16" />	พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงติเตียนว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย การกระทำของ  โมฆบุรุษเหล่านั้น
			<remark  id="s1b6c2l17" />นั่น ไม่เหมาะ ไม่สม ไม่ควร ไม่ใช่กิจของสมณะ ใช้ไม่ได้  ไม่ควรทำ    
			<remark  id="s1b6c2l18" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ไฉนโมฆบุรุษเหล่านั้น จึงได้ก่อความบาดหมาง  ก่อการทะเลาะ ก่อ
			<remark  id="s1b6c2l19" />การวิวาท ก่อความอื้อฉาว ก่ออธิกรณ์ในสงฆ์ ด้วยตนเอง  ได้เข้าไปหาภิกษุพวกอื่นที่ร่วมก่อความ
			<remark  id="s1b6c2l20" />บาดหมาง ก่อการทะเลาะ ก่อการวิวาท  ก่อความอื้อฉาว ก่ออธิกรณ์ในสงฆ์ด้วยกัน แล้วกล่าว
			<remark  id="s1b6c2l21" />อย่างนี้ว่า ท่านทั้งหลาย  ผู้นั้นอย่าได้ชนะพวกท่าน พวกท่านจงโต้ตอบถ้อยคำให้แข็งแรง เพราะ
			<remark  id="s1b6c2l22" />พวกท่าน  เป็นผู้ฉลาด เฉียบแหลม คงแก่เรียน และสามารถกว่าเขา อย่ากลัวเขาเลย  แม้พวกผมก็
			<remark  id="s1b6c2l23" />จักเป็นฝักฝ่ายของพวกท่าน โดยวิธีนั้น ความบาดหมางที่ยังไม่เกิด  ย่อมเกิดขึ้น และที่เกิดขึ้นแล้ว 
			<remark  id="s1b6c2l24" />ย่อมเป็นไปเพื่อความเพิ่มพูน แผ่กว้างออกไป  เล่า การกระทำของโมฆบุรุษเหล่านั้นนั่น ไม่เป็นไป
			<remark  id="s1b6c2l25" />เพื่อความเลื่อมใสของชุมชน  ที่ยังไม่เลื่อมใส หรือเพื่อความเลื่อมใสยิ่งของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว 
			<remark  id="s1b6c2l26" />โดยที่แท้  การกระทำของโมฆบุรุษเหล่านั้นนั่น ย่อมเป็นไปเพื่อความไม่เลื่อมใสของผู้ที่ยังไม่เลื่อมใส 
			<remark  id="s1b6c2l27" />และเพื่อความเป็นอย่างอื่นของคนบางพวกที่เลื่อมใสแล้ว
		</para>
	</section>
	<section id="s1b6c3" >
		<para id="s1b6c3p">
			<remark  id="s1b6c3l1" />				ทรงแสดงโทษและคุณแล้วให้ทำตัชชนียกรรม    
			<remark  id="s1b6c3l2" />	[๓] ครั้นพระผู้มีพระภาค ทรงติเตียนภิกษุพวกพระปัณฑุกะและพระโลหิตกะ โดยอเนก
			<remark  id="s1b6c3l3" />ปริยายแล้ว จึงตรัสโทษแห่งความเป็นคนเลี้ยงยาก ความ  เป็นคนบำรุงยาก ความเป็นคนมักมาก 
			<remark  id="s1b6c3l4" />ความเป็นคนไม่สันโดษ ความคลุกคลี  ความเกียจคร้าน ตรัสคุณแห่งความเป็นคนเลี้ยงง่าย ความ
			<remark  id="s1b6c3l5" />เป็นคนบำรุงง่าย  ความมักน้อย ความสันโดษ ความขัดเกลา ความกำจัด อาการที่น่าเลื่อมใส  
			<remark  id="s1b6c3l6" />การไม่สะสม การปรารภความเพียร โดยอเนกปริยาย แล้วทรงทำธรรมีกถา  ที่สมควรแก่เรื่องนั้น 
			<remark  id="s1b6c3l7" />ที่เหมาะสมแก่เรื่องนั้น แก่ภิกษุทั้งหลาย แล้วรับสั่งกะ  ภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะ
			<remark  id="s1b6c3l8" />เหตุนั้นแล สงฆ์จงทำตัชชนียกรรมแก่  ภิกษุพวกปัณฑุกะและโลหิตกะ    
			<remark  id="s1b6c3l9" />					วิธีทำตัชชนียกรรม    
			<remark  id="s1b6c3l10" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แลวิธีทำตัชชนียกรรม พึงทำอย่างนี้ คือ ชั้นต้น  พึงโจทภิกษุพวก
			<remark  id="s1b6c3l11" />พระปัณฑุกะและโลหิตกะ ครั้นแล้ว พึงให้พวกเธอให้การ แล้ว  พึงปรับอาบัติ ครั้นแล้ว
			<remark  id="s1b6c3l12" />ภิกษุผู้ฉลาด ผู้สามารถ พึงประกาศให้สงฆ์ทราบ ด้วย  ญัตติจตุตถกรรมวาจา ว่าดังนี้:-    
			<remark  id="s1b6c3l13" />					กรรมวาจาทำตัชชนียกรรม    
			<remark  id="s1b6c3l14" />	ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ภิกษุพวกพระปัณฑุกะและ  พระโลหิตกะนี้ เป็นผู้ก่อ
			<remark  id="s1b6c3l15" />ความบาดหมาง ก่อการทะเลาะ ก่อการ  วิวาท ก่อความอื้อฉาว ก่ออธิกรณ์ในสงฆ์ ด้วยตนเอง 
			<remark  id="s1b6c3l16" />ได้เข้าไปหา  ภิกษุพวกอื่นที่ร่วมก่อความบาดหมาง ก่อการทะเลาะ ก่อการวิวาท  ก่อความอื้อฉาว 
			<remark  id="s1b6c3l17" />ก่ออธิกรณ์ในสงฆ์ด้วยกัน แล้วกล่าวอย่างนี้ว่า ท่าน  ทั้งหลาย ผู้นั้นอย่าได้ชนะพวกท่าน พวก
			<remark  id="s1b6c3l18" />ท่านจงโต้ตอบถ้อยคำให้  แข็งแรง เพราะพวกท่านเป็นผู้ฉลาด เฉียบแหลม คงแก่เรียน 
			<remark  id="s1b6c3l19" />และ  สามารถกว่าเขา อย่ากลัวเขาเลย แม้พวกผมก็จักเป็นฝักฝ่ายของพวก  ท่าน โดยวิธีนั้น 
			<remark  id="s1b6c3l20" />ความบาดหมางที่ยังไม่เกิดย่อมเกิดขึ้น และที่เกิด  ขึ้นแล้วย่อมเป็นไปเพื่อความเพิ่มพูน แผ่
			<remark  id="s1b6c3l21" />กว้างออกไป ถ้าความพร้อม  พรั่งของสงฆ์ถึงที่แล้ว สงฆ์พึงทำตัชชนียกรรมแก่ภิกษุพวกพระ
			<remark  id="s1b6c3l22" />ปัณฑุกะ  และพระโลหิตกะ นี่เป็นญัตติ    
			<remark  id="s1b6c3l23" />	ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ภิกษุพวกพระปัณฑุกะและ  พระโลหิตกะนี้ เป็นผู้ก่อ
			<remark  id="s1b6c3l24" />ความบาดหมาง ... ก่ออธิกรณ์ในสงฆ์ ด้วย  ตนเองได้เข้าไปหาภิกษุพวกอื่นที่ร่วมก่อความ
			<remark  id="s1b6c3l25" />บาดหมาง ... ก่ออธิกรณ์  ในสงฆ์ด้วยกัน แล้วกล่าวอย่างนี้ว่า ท่านทั้งหลาย ผู้นั้นอย่าได้ชนะ  
			<remark  id="s1b6c3l26" />พวกท่าน พวกท่านจงโต้ตอบถ้อยคำให้แข็งแรง เพราะพวกท่านเป็น  ผู้ฉลาด เฉียบแหลม
		</para>
	</section>
	<section id="s1b6c4" >
		<para id="s1b6c4p">
			<remark  id="s1b6c4l1" />คงแก่เรียนและสามารถกว่าเขา อย่ากลัวเขา  เลย แม้พวกผมก็จักเป็นฝักฝ่ายของพวกท่าน 
			<remark  id="s1b6c4l2" />โดยวิธีนั้น ความบาด  หมางที่ยังไม่เกิดย่อมเกิดขึ้น และที่เกิดขึ้นแล้วย่อมเป็นไปเพื่อความ  
			<remark  id="s1b6c4l3" />เพิ่มพูน แผ่กว้างออกไป สงฆ์ทำตัชชนียกรรมแก่ภิกษุพวกพระปัณฑุกะ  และพระโลหิตกะ 
			<remark  id="s1b6c4l4" />การทำตัชชนียกรรมแก่ภิกษุพวกพระปัณฑุกะ  และพระโลหิตกะ ชอบแก่ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้น
			<remark  id="s1b6c4l5" />พึงเป็นผู้นิ่ง ไม่ชอบ  แก่ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้นพึงพูด    
			<remark  id="s1b6c4l6" />	ข้าพเจ้ากล่าวความนี้แม้ครั้งที่สอง ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟัง  ข้าพเจ้า ภิกษุพวกพระ
			<remark  id="s1b6c4l7" />ปัณฑุกะและพระโลหิตกะนี้ เป็นผู้ก่อความ  บาดหมาง ... ก่ออธิกรณ์ในสงฆ์ ด้วยตนเอง ได้
			<remark  id="s1b6c4l8" />เข้าไปหาภิกษุพวก  อื่นที่ร่วมก่อความบาดหมาง ... ก่ออธิกรณ์ในสงฆ์ด้วยกัน แล้วกล่าว  อย่างนี้
			<remark  id="s1b6c4l9" />ว่า ท่านทั้งหลาย ผู้นั้นอย่าได้ชนะพวกท่าน พวกท่านจง  โต้ตอบถ้อยคำให้แข็งแรง เพราะ
			<remark  id="s1b6c4l10" />พวกท่านเป็นผู้ฉลาด เฉียบแหลม  คงแก่เรียน และสามารถกว่าเขา อย่ากลัวเขาเลย แม้
			<remark  id="s1b6c4l11" />พวกผมก็จัก  เป็นฝักฝ่ายของพวกท่าน โดยวิธีนั้น ความบาดหมางที่ยังไม่เกิดย่อม  เกิดขึ้น และ
			<remark  id="s1b6c4l12" />ที่เกิดขึ้นแล้วย่อมเป็นไปเพื่อความเพิ่มพูน แผ่กว้างออก  ไป สงฆ์ทำตัชชนียกรรมแก่ภิกษุพวก
			<remark  id="s1b6c4l13" />พระปัณฑุกะและพระโลหิตกะ  การทำตัชชนียกรรมแก่ภิกษุพวกพระปัณฑุกะและพระโลหิตกะ 
			<remark  id="s1b6c4l14" />ชอบแก่  ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้นพึงเป็นผู้นิ่ง ไม่ชอบแก่ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้น  พึงพูด    
			<remark  id="s1b6c4l15" />	ข้าพเจ้ากล่าวความนี้แม้ครั้งที่สาม ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟัง  ข้าพเจ้า ภิกษุพวกพระ
			<remark  id="s1b6c4l16" />ปัณฑุกะและพระโลหิตกะนี้ เป็นผู้ก่อความ  บาดหมาง ... ก่ออธิกรณ์ในสงฆ์ ด้วยตนเอง ได้
			<remark  id="s1b6c4l17" />เข้าไปหาภิกษุพวก  อื่นที่ร่วมก่อความบาดหมาง ... ก่ออธิกรณ์ในสงฆ์ด้วยกัน แล้วกล่าว  อย่างนี้
			<remark  id="s1b6c4l18" />ว่า ท่านทั้งหลาย ผู้นั้นอย่าได้ชนะพวกท่าน พวกท่านจงโต้  ตอบถ้อยคำให้แข็งแรง เพราะ
			<remark  id="s1b6c4l19" />พวกท่านเป็นผู้ฉลาด เฉียบแหลม คง  แก่เรียน และสามารถกว่าเขา อย่ากลัวเขาเลย แม้
			<remark  id="s1b6c4l20" />พวกผมก็จักเป็น  ฝักฝ่ายของพวกท่าน โดยวิธีนั้น ความบาดหมาง ทียังไม่เกิดย่อม  เกิดขึ้น 
			<remark  id="s1b6c4l21" />และที่เกิดขึ้นแล้วย่อมเป็นไปเพื่อความเพิ่มพูน แผ่กว้าง  ออกไป สงฆ์ทำตัชชนียกรรมแก่ภิกษุ
			<remark  id="s1b6c4l22" />พวกพระปัณฑุกะและพระโลหิตกะ  การทำตัชชนียกรรมแก่ภิกษุพวกพระปัณฑุกะและพระ
			<remark  id="s1b6c4l23" />โลหิตกะ ชอบ  แก่ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้นพึงเป็นผู้นิ่ง ไม่ชอบแก่ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้น  พึงพูด    
			<remark  id="s1b6c4l24" />	ตัชชนียกรรม สงฆ์ทำแล้วแก่ภิกษุพวกพระปัณฑุกะและ  พระโลหิตกะ ชอบแก่สงฆ์
			<remark  id="s1b6c4l25" />เหตุนั้นจึงนิ่ง ข้าพเจ้าทรงความนี้ไว้  ด้วยอย่างนี้ ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s1b6c5" >
		<para id="s1b6c5p">
			<remark  id="s1b6c5l1" />				ลักษณะกรรมไม่เป็นธรรม ๑๒ หมวด    
			<remark  id="s1b6c5l2" />					หมวดที่ ๑    
			<remark  id="s1b6c5l3" />	[๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตัชชนียกรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ เป็นกรรม  ไม่เป็นธรรม ไม่
			<remark  id="s1b6c5l4" />เป็นวินัย และระงับแล้วไม่ดี คือ ทำลับหลัง ๑ ไม่สอบถาม  ก่อนแล้วทำ ๑ ไม่ทำตามปฏิญาณ ๑    
			<remark  id="s1b6c5l5" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตัชชนียกรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ นี้แล เป็นกรรม  ไม่เป็นธรรม 
			<remark  id="s1b6c5l6" />ไม่เป็นวินัย และระงับแล้วไม่ดี ฯ    
			<remark  id="s1b6c5l7" />					หมวดที่ ๒    
			<remark  id="s1b6c5l8" />	[๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตัชชนียกรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ แม้อื่นอีก  เป็นกรรมไม่เป็น
			<remark  id="s1b6c5l9" />ธรรม ไม่เป็นวินัย และระงับแล้วไม่ดี คือ ทำเพราะไม่ต้อง  อาบัติ ๑ ทำเพราะอาบัติมิใช่เทสนา
			<remark  id="s1b6c5l10" />คามินี ๑ ทำเพราะอาบัติที่แสดงแล้ว ๑    
			<remark  id="s1b6c5l11" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตัชชนียกรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ นี้แล เป็นกรรม  ไม่เป็นธรรม 
			<remark  id="s1b6c5l12" />ไม่เป็นวินัย และระงับแล้วไม่ดี ฯ    
			<remark  id="s1b6c5l13" />					หมวดที่ ๓    
			<remark  id="s1b6c5l14" />	[๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตัชชนียกรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ แม้อื่นอีก  เป็นกรรมไม่เป็น
			<remark  id="s1b6c5l15" />ธรรม ไม่เป็นวินัย และระงับแล้วไม่ดี คือ ไม่โจทก่อนแล้ว  ทำ ๑ ไม่ให้จำเลยให้การก่อนแล้วทำ ๑ 
			<remark  id="s1b6c5l16" />ไม่ปรับอาบัติแล้วทำ ๑    
			<remark  id="s1b6c5l17" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตัชชนียกรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ นี้แล เป็นกรรมไม่เป็นธรรม ไม่
			<remark  id="s1b6c5l18" />เป็นวินัย และระงับแล้วไม่ดี ฯ    
			<remark  id="s1b6c5l19" />					หมวดที่ ๔    
			<remark  id="s1b6c5l20" />	[๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตัชชนียกรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ แม้อื่นอีก  เป็นกรรมไม่เป็น
			<remark  id="s1b6c5l21" />ธรรม ไม่เป็นวินัย และระงับแล้วไม่ดี คือ ทำลับหลัง ๑ ทำ  โดยไม่เป็นธรรม ๑ สงฆ์เป็นวรรคทำ ๑    
			<remark  id="s1b6c5l22" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตัชชนียกรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ นี้แล เป็นกรรม  ไม่เป็นธรรม ไม่
			<remark  id="s1b6c5l23" />เป็นวินัย และระงับแล้วไม่ดี ฯ    
			<remark  id="s1b6c5l24" />					หมวดที่ ๕    
			<remark  id="s1b6c5l25" />	[๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตัชชนียกรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ แม้อื่นอีก  เป็นกรรมไม่เป็น
			<remark  id="s1b6c5l26" />ธรรม ไม่เป็นวินัย และระงับแล้วไม่ดี คือ ไม่สอบถามก่อน  แล้วทำ ๑ ทำโดยไม่เป็นธรรม ๑ สงฆ์
			<remark  id="s1b6c5l27" />เป็นวรรคทำ ๑
		</para>
	</section>
	<section id="s1b6c6" >
		<para id="s1b6c6p">
			<remark  id="s1b6c6l1" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตัชชนียกรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ นี้แล เป็นกรรมไม่เป็นธรรม ไม่
			<remark  id="s1b6c6l2" />เป็นวินัย และระงับแล้วไม่ดี ฯ    
			<remark  id="s1b6c6l3" />					หมวดที่ ๖    
			<remark  id="s1b6c6l4" />	[๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตัชชนียกรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ แม้อื่นอีกเป็นกรรมไม่เป็น
			<remark  id="s1b6c6l5" />ธรรม ไม่เป็นวินัย และระงับแล้วไม่ดี คือ ไม่ทำตามปฏิญาณ ๑  ทำโดยไม่เป็นธรรม ๑ สงฆ์
			<remark  id="s1b6c6l6" />เป็นวรรคทำ ๑    
			<remark  id="s1b6c6l7" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตัชชนียกรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ นี้แล เป็นกรรม  ไม่เป็นธรรม ไม่
			<remark  id="s1b6c6l8" />เป็นวินัย และระงับแล้วไม่ดี ฯ    
			<remark  id="s1b6c6l9" />					หมวดที่ ๗    
			<remark  id="s1b6c6l10" />	[๑๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตัชชนียกรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ แม้อื่นอีกเป็นกรรมไม่เป็น
			<remark  id="s1b6c6l11" />ธรรม ไม่เป็นวินัย และระงับแล้วไม่ดี คือ ทำเพราะไม่ต้อง  อาบัติ ๑ ธรรมโดยไม่เป็นธรรม ๑ 
			<remark  id="s1b6c6l12" />สงฆ์เป็นวรรคทำ ๑    
			<remark  id="s1b6c6l13" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตัชชนียกรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ นี้แล  เป็นกรรม  ไม่เป็นธรรม ไม่
			<remark  id="s1b6c6l14" />เป็นวินัย และระงับแล้วไม่ดี ฯ    
			<remark  id="s1b6c6l15" />					หมวดที่ ๘    
			<remark  id="s1b6c6l16" />	[๑๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตัชชนียกรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ แม้อื่นอีก  เป็นกรรมไม่เป็น
			<remark  id="s1b6c6l17" />ธรรม ไม่เป็นวินัย และระงับแล้วไม่ดี คือ ทำเพราะอาบัติ  มิใช่เทสนาคามินี ๑ ทำโดยไม่เป็นธรรม ๑ 
			<remark  id="s1b6c6l18" />สงฆ์เป็นวรรคทำ ๑    
			<remark  id="s1b6c6l19" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตัชชนียกรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ นี้แล เป็นกรรม  ไม่เป็นธรรม ไม่
			<remark  id="s1b6c6l20" />เป็นวินัย และระงับแล้วไม่ดี ฯ    
			<remark  id="s1b6c6l21" />					หมวดที่ ๙    
			<remark  id="s1b6c6l22" />	[๑๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตัชชนียกรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ แม้อื่นอีก  เป็นกรรมไม่เป็น
			<remark  id="s1b6c6l23" />ธรรม ไม่เป็นวินัย และระงับแล้วไม่ดี คือ ทำเพราะอาบัติที่  แสดงแล้ว ๑ ทำโดยไม่เป็นธรรม ๑ 
			<remark  id="s1b6c6l24" />สงฆ์เป็นวรรคทำ ๑    
			<remark  id="s1b6c6l25" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตัชชนียกรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ นี้แล เป็นกรรม  ไม่เป็นธรรม ไม่
			<remark  id="s1b6c6l26" />เป็นวินัย และระงับแล้วไม่ดี ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s1b6c7" >
		<para id="s1b6c7p">
			<remark  id="s1b6c7l1" />					หมวดที่ ๑๐    
			<remark  id="s1b6c7l2" />	[๑๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตัชชนียกรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ แม้อื่นอีก  เป็นกรรมไม่เป็น
			<remark  id="s1b6c7l3" />ธรรม ไม่เป็นวินัย และระงับแล้วไม่ดี คือ ไม่โจทก่อนแล้วทำ ๑  ทำโดยไม่เป็นธรรม  ๑ สงฆ์
			<remark  id="s1b6c7l4" />เป็นวรรคทำ ๑    
			<remark  id="s1b6c7l5" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตัชชนียกรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ นี้แล  เป็นกรรม  ไม่เป็นธรรม ไม่
			<remark  id="s1b6c7l6" />เป็นวินัย และระงับแล้วไม่ดี ฯ    
			<remark  id="s1b6c7l7" />					หมวดที่ ๑๑    
			<remark  id="s1b6c7l8" />	[๑๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตัชชนียกรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ แม้อื่นอีก  เป็นกรรมไม่เป็น
			<remark  id="s1b6c7l9" />ธรรม ไม่เป็นวินัย และระงับแล้วไม่ดี คือ ไม่ให้จำเลยให้การ  ก่อนแล้วทำ ๑ ทำโดยไม่เป็นธรรม ๑ 
			<remark  id="s1b6c7l10" />สงฆ์เป็นวรรคทำ ๑    
			<remark  id="s1b6c7l11" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตัชชนียกรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ นี้แล เป็นกรรมไม่เป็นธรรม ไม่
			<remark  id="s1b6c7l12" />เป็นวินัย และระงับแล้วไม่ดี ฯ    
			<remark  id="s1b6c7l13" />					หมวดที่ ๑๒    
			<remark  id="s1b6c7l14" />	[๑๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตัชชนียกรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ แม้อื่นอีกเป็นกรรมไม่เป็น
			<remark  id="s1b6c7l15" />ธรรม ไม่เป็นวินัย และระงับแล้วไม่ดี คือ ไม่ปรับอาบัติแล้ว  ทำ ๑ ทำโดยไม่เป็นธรรม ๑ สงฆ์
			<remark  id="s1b6c7l16" />เป็นวรรคทำ ๑    
			<remark  id="s1b6c7l17" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตัชชนียกรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ นี้แล เป็นกรรม  ไม่เป็นธรรม ไม่
			<remark  id="s1b6c7l18" />เป็นวินัย และระงับแล้วไม่ดี ฯ    
			<remark  id="s1b6c7l19" />				ลักษณะกรรมไม่เป็นธรรม ๑๒ หมวด จบ    
			<remark  id="s1b6c7l20" />					ลักษณะกรรมเป็นธรรม ๑๒ หมวด    
			<remark  id="s1b6c7l21" />					หมวดที่ ๑    
			<remark  id="s1b6c7l22" />	[๑๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตัชชนียกรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ เป็นกรรม เป็นธรรม เป็น
			<remark  id="s1b6c7l23" />วินัย และระงับดีแล้ว คือ ทำต่อหน้า ๑ สอบถามก่อนแล้วทำ ๑  ทำตามปฏิญาณ ๑    
			<remark  id="s1b6c7l24" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตัชชนียกรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ นี้แล เป็นกรรม  เป็นธรรม เป็น
			<remark  id="s1b6c7l25" />วินัย และระงับดีแล้ว ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s1b6c8" >
		<para id="s1b6c8p">
			<remark  id="s1b6c8l1" />					หมวดที่ ๒    
			<remark  id="s1b6c8l2" />	[๑๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตัชชนียกรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ แม้อื่นอีก  เป็นกรรมเป็นธรรม 
			<remark  id="s1b6c8l3" />เป็นวินัย และระงับดีแล้ว คือ ทำเพราะต้องอาบัติ ๑ ทำ  เพราะอาบัติเป็นเทสนาคามินี ๑ ทำเพราะ
			<remark  id="s1b6c8l4" />อาบัติยังไม่ได้แสดง ๑    
			<remark  id="s1b6c8l5" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตัชชนียกรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ นี้แล เป็นกรรม  เป็นธรรม  เป็นวินัย 
			<remark  id="s1b6c8l6" />และระงับดีแล้ว ฯ    
			<remark  id="s1b6c8l7" />					หมวดที่ ๓    
			<remark  id="s1b6c8l8" />	[๑๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตัชชนียกรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ แม้อื่นอีก  เป็นกรรมเป็นธรรม 
			<remark  id="s1b6c8l9" />เป็นวินัย และระงับดีแล้ว คือ โจทก่อนแล้วทำ ๑ ให้จำเลย  ให้การก่อนแล้วทำ ๑ ปรับอาบัติแล้ว
			<remark  id="s1b6c8l10" />ทำ ๑    
			<remark  id="s1b6c8l11" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตัชชนียกรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ นี้แล เป็นกรรม  เป็นธรรม เป็นวินัย 
			<remark  id="s1b6c8l12" />และระงับดีแล้ว ฯ    
			<remark  id="s1b6c8l13" />					หมวดที่ ๔    
			<remark  id="s1b6c8l14" />	[๑๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตัชชนียกรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ แม้อื่นอีก  เป็นกรรมเป็นธรรม 
			<remark  id="s1b6c8l15" />เป็นวินัย และระงับดีแล้ว คือ ทำต่อหน้า ๑ ทำโดยธรรม ๑  สงฆ์พร้อมเพรียงกันทำ ๑    
			<remark  id="s1b6c8l16" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตัชชนียกรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ นี้แล เป็นกรรม  เป็นธรรม เป็นวินัย 
			<remark  id="s1b6c8l17" />และระงับดีแล้ว ฯ    
			<remark  id="s1b6c8l18" />					หมวดที่ ๕    
			<remark  id="s1b6c8l19" />	[๒๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตัชชนียกรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ แม้อื่นอีก  เป็นกรรมเป็นธรรม 
			<remark  id="s1b6c8l20" />เป็นวินัย และระงับดีแล้ว คือ สอบถามก่อนแล้วทำ ๑  ทำโดยธรรม ๑ สงฆ์พร้อมเพรียงกันทำ ๑    
			<remark  id="s1b6c8l21" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตัชชนียกรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ นี้แล เป็นกรรม  เป็นธรรม เป็นวินัย 
			<remark  id="s1b6c8l22" />และระงับดีแล้ว ฯ    
			<remark  id="s1b6c8l23" />					หมวดที่ ๖    
			<remark  id="s1b6c8l24" />	[๒๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตัชชนียกรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ แม้อื่นอีก  เป็นกรรมเป็นธรรม 
			<remark  id="s1b6c8l25" />เป็นวินัย และระงับดีแล้ว คือ ทำตามปฏิญาณ ๑ ทำโดย  ธรรม ๑ สงฆ์พร้อมเพรียงกันทำ ๑
		</para>
	</section>
	<section id="s1b6c9" >
		<para id="s1b6c9p">
			<remark  id="s1b6c9l1" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตัชชนียกรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ นี้แล เป็นกรรม  เป็นธรรม เป็นวินัย 
			<remark  id="s1b6c9l2" />และระงับดีแล้ว ฯ    
			<remark  id="s1b6c9l3" />					หมวดที่ ๗    
			<remark  id="s1b6c9l4" />	[๒๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตัชชนียกรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ แม้อื่นอีก  เป็นกรรมเป็นธรรม 
			<remark  id="s1b6c9l5" />เป็นวินัย และระงับดีแล้ว คือ ทำเพราะต้องอาบัติ ๑  ทำโดยธรรม ๑ สงฆ์พร้อมเพรียงกันทำ ๑    
			<remark  id="s1b6c9l6" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตัชชนียกรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ นี้แล เป็นกรรม  เป็นธรรม เป็นวินัย 
			<remark  id="s1b6c9l7" />และระงับดีแล้ว ฯ    
			<remark  id="s1b6c9l8" />					หมวดที่ ๘    
			<remark  id="s1b6c9l9" />	[๒๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตัชชนียกรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ แม้อื่นอีก  เป็นกรรมเป็นธรรม 
			<remark  id="s1b6c9l10" />เป็นวินัย และระงับดีแล้ว คือ ทำเพราะอาบัติเป็นเทสนาคามินี ๑ ทำโดยธรรม ๑ สงฆ์
			<remark  id="s1b6c9l11" />พร้อมเพรียงกันทำ ๑    
			<remark  id="s1b6c9l12" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตัชชนียกรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ นี้แล เป็นกรรม  เป็นธรรม เป็นวินัย 
			<remark  id="s1b6c9l13" />และระงับดีแล้ว ฯ    
			<remark  id="s1b6c9l14" />					หมวดที่ ๙    
			<remark  id="s1b6c9l15" />	[๒๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตัชชนียกรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ แม้อื่นอีก  เป็นกรรมเป็นธรรม 
			<remark  id="s1b6c9l16" />เป็นวินัย และระงับดีแล้ว คือ ทำเพราะอาบัติยังไม่ได้แสดง ๑  ทำโดยธรรม ๑ สงฆ์พร้อม
			<remark  id="s1b6c9l17" />เพรียงกันทำ ๑    
			<remark  id="s1b6c9l18" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตัชชนียกรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ นี้แล เป็นกรรม  เป็นธรรม เป็น
			<remark  id="s1b6c9l19" />วินัย และระงับดีแล้ว ฯ    
			<remark  id="s1b6c9l20" />					หมวดที่ ๑๐    
			<remark  id="s1b6c9l21" />	[๒๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตัชชนียกรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ แม้อื่นอีก  เป็นกรรมเป็นธรรม 
			<remark  id="s1b6c9l22" />เป็นวินัย และระงับดีแล้ว คือ โจทก่อนแล้วทำ ๑ ทำโดยธรรม ๑ สงฆ์พร้อมเพรียงกันทำ ๑    
			<remark  id="s1b6c9l23" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตัชชนียกรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ นี้แล เป็นกรรม  เป็นธรรม เป็นวินัย 
			<remark  id="s1b6c9l24" />และระงับดีแล้ว ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s1b6c10" >
		<para id="s1b6c10p">
			<remark  id="s1b6c10l1" />					หมวดที่ ๑๑    
			<remark  id="s1b6c10l2" />	[๒๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตัชชนียกรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ แม้อื่นอีก  เป็นกรรมเป็นธรรม 
			<remark  id="s1b6c10l3" />เป็นวินัย และระงับดีแล้ว คือ ให้จำเลยให้การก่อนแล้วทำ ๑  ทำโดยธรรม ๑ สงฆ์พร้อม
			<remark  id="s1b6c10l4" />เพรียงกันทำ ๑    
			<remark  id="s1b6c10l5" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตัชชนียกรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ นี้แล เป็นกรรม  เป็นธรรม เป็น
			<remark  id="s1b6c10l6" />วินัย และระงับดีแล้ว ฯ    
			<remark  id="s1b6c10l7" />						หมวดที่ ๑๒    
			<remark  id="s1b6c10l8" />	[๒๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตัชชนียกรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ แม้อื่นอีก  เป็นกรรมเป็น
			<remark  id="s1b6c10l9" />ธรรม เป็นวินัย และระงับดีแล้ว คือ ปรับอาบัติแล้วทำ ๑ ทำโดย  ธรรม ๑ สงฆ์พร้อมเพรียงกันทำ ๑    
			<remark  id="s1b6c10l10" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตัชชนียกรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ นี้แล เป็นกรรม  เป็นธรรม เป็นวินัย 
			<remark  id="s1b6c10l11" />และระงับดีแล้ว ฯ    
			<remark  id="s1b6c10l12" />				ลักษณะกรรมเป็นธรรม ๑๒ หมวด จบ    
			<remark  id="s1b6c10l13" />					ข้อที่สงฆ์จำนง ๖ หมวด    
			<remark  id="s1b6c10l14" />						หมวดที่ ๑    
			<remark  id="s1b6c10l15" />	[๒๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๓ เมื่อสงฆ์จำนง  จะพึงลงตัชชนียกรรม
			<remark  id="s1b6c10l16" />ก็ได้ คือ เป็นผู้ก่อความบาดหมาง ก่อการทะเลาะ ก่อการ  วิวาท ก่อความอื้อฉาว ก่ออธิกรณ์ใน
			<remark  id="s1b6c10l17" />สงฆ์ ๑ เป็นพาล ไม่ฉลาด มีอาบัติมาก  มีมรรยาทไม่สมควร ๑ อยู่คลุกคลีกับคฤหัสถ์ด้วยการ
			<remark  id="s1b6c10l18" />คลุกคลีอันไม่สมควร ๑    
			<remark  id="s1b6c10l19" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๓ นี้แล เมื่อสงฆ์จำนง  จะพึงลงตัชชนียกรรม
			<remark  id="s1b6c10l20" />ก็ได้ ฯ    
			<remark  id="s1b6c10l21" />								หมวดที่ ๒    
			<remark  id="s1b6c10l22" />	[๒๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๓ แม้อื่นอีก เมื่อสงฆ์  จำนง จะพึงลง
			<remark  id="s1b6c10l23" />ตัชชนียกรรมก็ได้ คือ เป็นผู้มีศีลวิบัติ ในอธิศีล ๑ เป็นผู้มี  อาจารวิบัติ ในอัธยาจาร ๑ เป็นผู้มีทิฐิ
			<remark  id="s1b6c10l24" />วิบัติ ในอติทิฐิ ๑    
			<remark  id="s1b6c10l25" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๓ นี้แล เมื่อสงฆ์จำนง จะพึง  ลงตัชชนียกรรม
			<remark  id="s1b6c10l26" />ก็ได้ ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s1b6c11" >
		<para id="s1b6c11p">
			<remark  id="s1b6c11l1" />								หมวดที่ ๓    
			<remark  id="s1b6c11l2" />	[๓๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๓ แม้อื่นอีก เมื่อสงฆ์  จำนง พึงลงตัชชนีย
			<remark  id="s1b6c11l3" />กรรมก็ได้ คือ กล่าวติเตียนพระพุทธเจ้า ๑ กล่าวติเตียน  พระธรรม ๑ กล่าวติเตียนพระสงฆ์ ๑    
			<remark  id="s1b6c11l4" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๓ นี้แล เมื่อสงฆ์จำนง จะพึงลงตัชชนียกรรม
			<remark  id="s1b6c11l5" />ก็ได้ ฯ    
			<remark  id="s1b6c11l6" />					หมวดที่ ๔    
			<remark  id="s1b6c11l7" />	[๓๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อสงฆ์จำนงพึงลงตัชชนียกรรมแก่ภิกษุ ๓ รูป  คือ รูปหนึ่ง
			<remark  id="s1b6c11l8" />เป็นผู้ก่อความบาดหมาง ก่อการทะเลาะ ก่อการวิวาท ก่อความอื้อฉาว  ก่ออธิกรณ์ในสงฆ์ ๑ 
			<remark  id="s1b6c11l9" />รูปหนึ่งเป็นพาล ไม่ฉลาด มีอาบัติมาก มีมรรยาทไม่  สมควร ๑ รูปหนึ่งอยู่คลุกคลีกับคฤหัสถ์ 
			<remark  id="s1b6c11l10" />ด้วยการคลุกคลีอันไม่สมควร ๑    
			<remark  id="s1b6c11l11" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อสงฆ์จำนง พึงลงตัชชนียกรรมแก่ภิกษุ ๓ รูป  นี้แล ฯ    
			<remark  id="s1b6c11l12" />					หมวดที่ ๕    
			<remark  id="s1b6c11l13" />	[๓๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อสงฆ์จำนงพึงลงตัชชนียกรรมแก่ภิกษุ ๓ รูป  แม้อื่นอีก คือ 
			<remark  id="s1b6c11l14" />รูปหนึ่งเป็นผู้มีศีลวิบัติ ในอธิศีล ๑ รูปหนึ่งเป็นผู้มีอาจารวิบัติ  ในอัธยาจาร ๑ รูปหนึ่งเป็นผู้มี
			<remark  id="s1b6c11l15" />ทิฐิวิบัติในอติทิฐิ ๑    
			<remark  id="s1b6c11l16" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อสงฆ์จำนง พึงลงตัชชนียกรรมแก่ภิกษุ ๓ รูป  นี้แล ฯ    
			<remark  id="s1b6c11l17" />					หมวดที่ ๖    
			<remark  id="s1b6c11l18" />	[๓๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อสงฆ์จำนงพึงลงตัชชนียกรรมแก่ภิกษุ ๓ รูป  แม้อื่นอีก คือ 
			<remark  id="s1b6c11l19" />รูปหนึ่งกล่าวติเตียนพระพุทธเจ้า ๑ รูปหนึ่งกล่าวติเตียนพระธรรม ๑  รูปหนึ่งกล่าวติเตียนพระสงฆ์ ๑    
			<remark  id="s1b6c11l20" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อสงฆ์จำนง พึงลงตัชชนียกรรมแก่ภิกษุ ๓ รูป  นี้แล ฯ    
			<remark  id="s1b6c11l21" />					ข้อที่สงฆ์จำนง ๖ หมวด จบ    
			<remark  id="s1b6c11l22" />					วัตร ๑๘ ข้อ ในตัชชนียกรรม    
			<remark  id="s1b6c11l23" />	[๓๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุที่ถูกสงฆ์ลงตัชชนียกรรมแล้ว ต้อง  ประพฤติโดยชอบ    
			<remark  id="s1b6c11l24" />	วิธีประพฤติโดยชอบในตัชชนียกรรมนั้น ดังต่อไปนี้:-    
			<remark  id="s1b6c11l25" />	๑. ไม่พึงให้อุปสมบท    
			<remark  id="s1b6c11l26" />	๒. ไม่พึงให้นิสัย    
			<remark  id="s1b6c11l27" />	๓. ไม่พึงให้สามเณรอุปัฏฐาก    
			<remark  id="s1b6c11l28" />	๔. ไม่พึงรับสมมติเป็นผู้สั่งสอนภิกษุณี
		</para>
	</section>
	<section id="s1b6c12" >
		<para id="s1b6c12p">
			<remark  id="s1b6c12l1" />	๕. แม้ได้รับสมมติไว้แล้ว ก็ไม่พึงสั่งสอนภิกษุณี    
			<remark  id="s1b6c12l2" />	๖. ถูกสงฆ์ลงตัชชนียกรรมเพราะอาบัติใด ไม่พึงต้องอาบัตินั้น    
			<remark  id="s1b6c12l3" />	๗. ไม่พึงต้องอาบัติอื่นอันเช่นกัน    
			<remark  id="s1b6c12l4" />	๘. ไม่พึงต้องอาบัติอันเลวทรามกว่านั้น    
			<remark  id="s1b6c12l5" />	๙. ไม่พึงติกรรม    
			<remark  id="s1b6c12l6" />	๑๐. ไม่พึงติภิกษุทั้งหลายผู้ทำกรรม    
			<remark  id="s1b6c12l7" />	๑๑. ไม่พึงห้ามอุโบสถแก่ปกตัตตะภิกษุ    
			<remark  id="s1b6c12l8" />	๑๒. ไม่พึงห้ามปวารณาแก่ปกตัตตะภิกษุ    
			<remark  id="s1b6c12l9" />	๑๓. ไม่พึงทำการไต่สวน    
			<remark  id="s1b6c12l10" />	๑๔. ไม่พึงเริ่มอนุวาทาธิกรณ์    
			<remark  id="s1b6c12l11" />	๑๕. ไม่พึงยังภิกษุอื่นให้ทำโอกาส    
			<remark  id="s1b6c12l12" />	๑๖. ไม่พึงโจทภิกษุอื่น    
			<remark  id="s1b6c12l13" />	๑๗. ไม่พึงให้ภิกษุอื่นให้การ    
			<remark  id="s1b6c12l14" />	๑๘. ไม่พึงช่วยภิกษุต่อภิกษุให้สู้อธิกรณ์กัน ฯ    
			<remark  id="s1b6c12l15" />					วัตร ๑๘ ข้อ ในตัชชนียกรรม จบ    
			<remark  id="s1b6c12l16" />					วัตรที่ควรระงับและไม่ควรระงับ    
			<remark  id="s1b6c12l17" />	[๓๕] ครั้งนั้น สงฆ์ได้ลงตัชชนียกรรมแก่ภิกษุพวกพระปัณฑุกะและ  พระโลหิตกะแล้ว 
			<remark  id="s1b6c12l18" />พวกนั้นถูกสงฆ์ลงตัชชนียกรรมแล้ว ประพฤติโดยชอบ  หายเย่อหยิ่ง ประพฤติแก้ตัวได้ เข้าไปหา
			<remark  id="s1b6c12l19" />ภิกษุทั้งหลายแล้วกล่าวอย่างนี้ว่า  อาวุโสทั้งหลาย พวกผมถูกสงฆ์ลงตัชชนียกรรมแล้ว ได้ประพฤติ
			<remark  id="s1b6c12l20" />โดยชอบ  หายเย่อหยิ่ง ประพฤติแก้ตัวได้ พวกผมจะพึงปฏิบัติอย่างไรต่อไป ภิกษุทั้งหลาย  
			<remark  id="s1b6c12l21" />กราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค    
			<remark  id="s1b6c12l22" />	พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าเช่นนั้น สงฆ์จงระงับ  ตัชชนียกรรมแก่ภิกษุ
			<remark  id="s1b6c12l23" />พวกปัณฑุกะและโลหิตกะ ฯ    
			<remark  id="s1b6c12l24" />				วัตรที่ไม่ควรระงับ ๑๘ ข้อ ๓ หมวด    
			<remark  id="s1b6c12l25" />					หมวดที่ ๑    
			<remark  id="s1b6c12l26" />	[๓๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สงฆ์ไม่พึงระงับตัชชนียกรรมแก่ภิกษุผู้  ประกอบด้วยองค์ ๕ คือ
		</para>
	</section>
	<section id="s1b6c13" >
		<para id="s1b6c13p">
			<remark  id="s1b6c13l1" />	๑. ให้อุปสมบท    
			<remark  id="s1b6c13l2" />	๒. ให้นิสัย    
			<remark  id="s1b6c13l3" />	๓. ให้สามเณรอุปัฏฐาก    
			<remark  id="s1b6c13l4" />	๔. รับสมมติเป็นผู้สั่งสอนภิกษุณี    
			<remark  id="s1b6c13l5" />	๕. แม้ได้รับสมมติแล้ว ก็ยังสั่งสอนภิกษุณี    
			<remark  id="s1b6c13l6" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล สงฆ์ไม่พึงระงับ  ตัชชนียกรรม ฯ    
			<remark  id="s1b6c13l7" />					หมวดที่ ๒    
			<remark  id="s1b6c13l8" />	[๓๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สงฆ์ไม่พึงระงับตัชชนียกรรมแก่ภิกษุผู้ประกอบ  ด้วยองค์ ๕ แม้
			<remark  id="s1b6c13l9" />อื่นอีก คือ    
			<remark  id="s1b6c13l10" />	๑. ถูกสงฆ์ลงตัชชนียกรรมเพราะอาบัติใด ต้องอาบัตินั้น    
			<remark  id="s1b6c13l11" />	๒. ต้องอาบัติอื่นอันเช่นกัน    
			<remark  id="s1b6c13l12" />	๓. ต้องอาบัติอันเลวทรามกว่านั้น    
			<remark  id="s1b6c13l13" />	๔. ติกรรม    
			<remark  id="s1b6c13l14" />	๕. ติภิกษุทั้งหลายผู้ทำกรรม    
			<remark  id="s1b6c13l15" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล สงฆ์ไม่พึงระงับ  ตัชชนียกรรม ฯ    
			<remark  id="s1b6c13l16" />					หมวดที่ ๓    
			<remark  id="s1b6c13l17" />	[๓๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สงฆ์ไม่พึงระงับตัชชนียกรรมแก่ภิกษุ  ผู้ประกอบด้วยองค์ ๘ คือ    
			<remark  id="s1b6c13l18" />	๑. ห้ามอุโบสถแก่ปกตัตตะภิกษุ    
			<remark  id="s1b6c13l19" />	๒. ห้ามปวารณาแก่ปกตัตตะภิกษุ    
			<remark  id="s1b6c13l20" />	๓. ทำการไต่สวน    
			<remark  id="s1b6c13l21" />	๔. เริ่มอนุวาทาธิกรณ์    
			<remark  id="s1b6c13l22" />	๕. ยังภิกษุอื่นให้ทำโอกาส    
			<remark  id="s1b6c13l23" />	๖. โจทภิกษุอื่น    
			<remark  id="s1b6c13l24" />	๗. ให้ภิกษุอื่นให้การ    
			<remark  id="s1b6c13l25" />	๘. ช่วยภิกษุต่อภิกษุให้สู้อธิกรณ์กัน    
			<remark  id="s1b6c13l26" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๘ นี้แล สงฆ์ไม่พึงระงับ  ตัชชนียกรรม ฯ    
			<remark  id="s1b6c13l27" />				วัตรที่ไม่ควรระงับ ๑๘ ข้อ ๓ หมวด จบ
		</para>
	</section>
	<section id="s1b6c14" >
		<para id="s1b6c14p">
			<remark  id="s1b6c14l1" />					วัตรที่ควรระงับ ๑๘ ข้อ ๓ หมวด    
			<remark  id="s1b6c14l2" />					หมวดที่ ๑    
			<remark  id="s1b6c14l3" />	[๓๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สงฆ์พึงระงับตัชชนียกรรมแก่ภิกษุผู้ประกอบ  ด้วยองค์ ๕ คือ    
			<remark  id="s1b6c14l4" />	๑. ไม่ให้อุปสมบท    
			<remark  id="s1b6c14l5" />	๒. ไม่ให้นิสัย    
			<remark  id="s1b6c14l6" />	๓. ไม่ให้สามเณรอุปัฏฐาก    
			<remark  id="s1b6c14l7" />	๔. ไม่รับสมมติเป็นผู้สั่งสอนภิกษุณี    
			<remark  id="s1b6c14l8" />	๕. แม้ได้รับสมมติแล้ว ก็ไม่สั่งสอนภิกษุณี    
			<remark  id="s1b6c14l9" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล้ว สงฆ์พึงระงับ  ตัชชนียกรรม ฯ    
			<remark  id="s1b6c14l10" />					หมวดที่ ๒    
			<remark  id="s1b6c14l11" />	[๔๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สงฆ์พึงระงับตัชชนียกรรมแก่ภิกษุผู้ประกอบ  ด้วยองค์ ๕ แม้อื่น
			<remark  id="s1b6c14l12" />อีก คือ    
			<remark  id="s1b6c14l13" />	๑. ถูกสงฆ์ลงตัชชนียกรรมเพราะอาบัติใด ไม่ต้องอาบัตินั้น    
			<remark  id="s1b6c14l14" />	๒. ไม่ต้องอาบัติอื่นอันเช่นกัน    
			<remark  id="s1b6c14l15" />	๓. ไม่ต้องอาบัติอันเลวทรามกว่านั้น    
			<remark  id="s1b6c14l16" />	๔. ไม่ติกรรม    
			<remark  id="s1b6c14l17" />	๕. ไม่ติภิกษุทั้งหลายผู้ทำกรรม    
			<remark  id="s1b6c14l18" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล สงฆ์พึงระงับ  ตัชชนียกรรม ฯ    
			<remark  id="s1b6c14l19" />					หมวดที่ ๓    
			<remark  id="s1b6c14l20" />	[๔๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สงฆ์พึงระงับตัชชนียกรรมแก่ภิกษุผู้ประกอบ  ด้วยองค์ ๘ คือ    
			<remark  id="s1b6c14l21" />	๑. ไม่ห้ามอุโบสถแก่ปกตัตตะภิกษุ    
			<remark  id="s1b6c14l22" />	๒. ไม่ห้ามปวารณาแก่ปกตัตตะภิกษุ    
			<remark  id="s1b6c14l23" />	๓. ไม่ทำการไต่สวน    
			<remark  id="s1b6c14l24" />	๔. ไม่เริ่มอนุวาทาธิกรณ์    
			<remark  id="s1b6c14l25" />	๕. ไม่ยังภิกษุอื่นให้ทำโอกาส    
			<remark  id="s1b6c14l26" />	๖. ไม่โจทภิกษุอื่น
		</para>
	</section>
	<section id="s1b6c15" >
		<para id="s1b6c15p">
			<remark  id="s1b6c15l1" />	๗. ไม่ให้ภิกษุอื่นให้การ    
			<remark  id="s1b6c15l2" />	๘. ไม่ช่วยภิกษุต่อภิกษุให้สู้อธิกรณ์กัน    
			<remark  id="s1b6c15l3" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๘ นี้แล สงฆ์พึงระงับ  ตัชชนียกรรม ฯ    
			<remark  id="s1b6c15l4" />				วัตรที่ควรระงับ ๑๘ ข้อ ๓ หมวด จบ    
			<remark  id="s1b6c15l5" />				วิธีระงับตัชชนียกรรม    
			<remark  id="s1b6c15l6" />	[๔๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แลสงฆ์พึงระงับตัชชนียกรรมอย่างนี้ คือ  ภิกษุพวกพระ
			<remark  id="s1b6c15l7" />ปัณฑุกะและโลหิตกะนั้น พึงเข้าไปหาสงฆ์ห่มผ้าอุตราสงค์เฉวียงบ่า  ไหว้เท้าภิกษุทั้งหลายผู้แก่
			<remark  id="s1b6c15l8" />พรรษากว่านั่งกระหย่งประคองอัญชลี กล่าวคำขอระงับ  กรรมนั้นอย่างนี้ว่าดังนี้    
			<remark  id="s1b6c15l9" />				คำขอระงับตัชชนียกรรม    
			<remark  id="s1b6c15l10" />	ท่านเจ้าข้า ข้าพเจ้าทั้งหลาย ถูกสงฆ์ลงตัชชนียกรรมแล้วได้ประพฤติ  โดยชอบ หายเย่อ
			<remark  id="s1b6c15l11" />หยิ่ง ประพฤติแก้ตัวได้ ข้าพเจ้าทั้งหลายขอระงับตัชชนียกรรม    
			<remark  id="s1b6c15l12" />	พึงขอแม้ครั้งที่สอง พึงขอแม้ครั้งที่สาม    
			<remark  id="s1b6c15l13" />	ภิกษุผู้ฉลาด ผู้สามารถ พึงประกาศให้สงฆ์ทราบด้วยญัตติจตุตถกรรม  วาจา ว่าดังนี้:-    
			<remark  id="s1b6c15l14" />					กรรมวาจาระงับตัชชนียกรรม    
			<remark  id="s1b6c15l15" />	ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ภิกษุพวกพระปัณฑุกะ  และพระโลหิตกะนี้ ถูกสงฆ์
			<remark  id="s1b6c15l16" />ลงตัชชนียกรรมแล้ว ประพฤติโดยชอบ  หายเย่อหยิ่ง ประพฤติแก้ตัวได้ บัดนี้ขอระงับ
			<remark  id="s1b6c15l17" />ตัชชนียกรรม ถ้า  ความพร้อมพรั่งของสงฆ์ถึงที่แล้ว สงฆ์พึงระงับตัชชนียกรรม แก่ภิกษุ
			<remark  id="s1b6c15l18" />พวกพระปัณฑุกะและพระโลหิตกะ นี้เป็นญัตติ    
			<remark  id="s1b6c15l19" />	ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ภิกษุพวกพระปัณฑุกะ  และพระโลหิตกะนี้ ถูกสงฆ์
			<remark  id="s1b6c15l20" />ลงตัชชนียกรรมแล้ว ประพฤติโดยชอบ  หายเย่อหยิ่ง ประพฤติแก้ตัวได้ บัดนี้ขอระงับ
			<remark  id="s1b6c15l21" />ตัชชนียกรรม  สงฆ์ระงับตัชชนียกรรมแก่ภิกษุพวกพระปัณฑุกะและพระโลหิตกะ  การระงับ
			<remark  id="s1b6c15l22" />ตัชชนียกรรมแก่ภิกษุพวกพระปัณฑุกะและพระโลหิตกะ  ชอบแก่ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้นพึง
			<remark  id="s1b6c15l23" />เป็นผู้นิ่ง ไม่ชอบแก่ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้นพึงพูด    
			<remark  id="s1b6c15l24" />	ข้าพเจ้ากล่าวความนี้แม้ครั้งที่สอง ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จง  ฟังข้าพเจ้า ... การระงับ
			<remark  id="s1b6c15l25" />ตัชชนียกรรมแก่ภิกษุพวกพระปัณฑุกะและ  พระโลหิตกะ ชอบแก่ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้นพึงเป็น
			<remark  id="s1b6c15l26" />ผู้นิ่ง ไม่ชอบแก่  ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้นพึงพูด
		</para>
	</section>
	<section id="s1b6c16" >
		<para id="s1b6c16p">
			<remark  id="s1b6c16l1" />	ข้าพเจ้ากล่าวความนี้แม้ครั้งที่สาม ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟัง  ข้าพเจ้า ภิกษุพวกพระ
			<remark  id="s1b6c16l2" />ปัณฑุกะและพระโลหิตกะนี้ ถูกสงฆ์ลง  ตัชชนียกรรมแล้ว ประพฤติโดยชอบ หายเย่อหยิ่ง 
			<remark  id="s1b6c16l3" />ประพฤติแก้ตัวได้  บัดนี้ขอระงับตัชชนียกรรม สงฆ์ระงับตัชชนียกรรมแก่ภิกษุพวก  พระ
			<remark  id="s1b6c16l4" />ปัณฑุกะและพระโลหิตกะ การระงับตัชชนียกรรม แก่ภิกษุพวก  พระปัณฑุกะและโลหิตกะ 
			<remark  id="s1b6c16l5" />ชอบแก่ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้นพึงเป็นผู้นิ่ง  ไม่ชอบแก่ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้นพึงพูด    
			<remark  id="s1b6c16l6" />	ตัชชนียกรรมอันสงฆ์ระงับแล้ว แก่ภิกษุพวกพระปัณฑุกะ  และพระโลหิตกะ ชอบแก่
			<remark  id="s1b6c16l7" />สงฆ์ เหตุนั้นจึงนิ่ง ข้าพเจ้าทรงความนี้ไว้  ด้วยอย่างนี้ ฯ    
			<remark  id="s1b6c16l8" />				ตัชชนียกรรม ที่ ๑ จบ    
			<remark  id="s1b6c16l9" />					นิยสกรรม ที่ ๒    
			<remark  id="s1b6c16l10" />					เรื่องพระเสยยสกะ    
			<remark  id="s1b6c16l11" />	[๔๓] ก็โดยสมัยนั้นแล ท่านพระเสยยสกะเป็นพาล ไม่ฉลาด มี  อาบัติมาก มีมรรยาท
			<remark  id="s1b6c16l12" />ไม่สมควร อยู่คลุกคลีกับคฤหัสถ์ด้วยการคลุกคลีอันไม่สมควร  ทั้งที่ปกตัตตะภิกษุทั้งหลายให้ปริวาส 
			<remark  id="s1b6c16l13" />ชักเข้าหาอาบัติเดิม ให้มานัต อัพภานอยู่  บรรดาภิกษุที่เป็นผู้มักน้อย ... ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน 
			<remark  id="s1b6c16l14" />โพนทะนาว่า ไฉนเล่า  ท่านพระเสยยสกะจึงได้เป็นพาล ไม่ฉลาด มีอาบัติมาก มีมรรยาทไม่สมควร  
			<remark  id="s1b6c16l15" />อยู่คลุกคลีกับคฤหัสถ์ด้วยการคลุกคลีอันไม่สมควร ทั้งที่ปกตัตตะภิกษุทั้งหลายให้  ปริวาส ชักเข้าหา
			<remark  id="s1b6c16l16" />อาบัติเดิม ให้มานัต อัพภานอยู่เล่า แล้วกราบทูลเรื่องนั้นแด่  พระผู้มีพระภาค ฯ    
			<remark  id="s1b6c16l17" />				ประชุมสงฆ์ทรงสอบถาม    
			<remark  id="s1b6c16l18" />	[๔๔] ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งให้ประชุมภิกษุสงฆ์ในเพราะเหตุ  เป็นเค้ามูลนั้น 
			<remark  id="s1b6c16l19" />ในเพราะเหตุแรกเกิดนั้น แล้วทรงสอบถามภิกษุทั้งหลายว่า ดูกร  ภิกษุทั้งหลาย ข่าวว่า ภิกษุเสยย
			<remark  id="s1b6c16l20" />สกะเป็นพาล ไม่ฉลาด มีอาบัติมาก มีมรรยาท  ไม่สมควร อยู่คลุกคลีกับคฤหัสถ์ด้วยการคลุกคล
			<remark  id="s1b6c16l21" />ีอันไม่สมควร ทั้งที่ปกตัตตะ  ภิกษุทั้งหลายให้ปริวาส ชักเข้าหาอาบัติเดิม ให้มานัต อัพภานอยู่ 
			<remark  id="s1b6c16l22" />จริงหรือ    
			<remark  id="s1b6c16l23" />	ภิกษุทั้งหลายทูลรับว่า จริง พระพุทธเจ้าข้า    
			<remark  id="s1b6c16l24" />					ทรงติเตียน    
			<remark  id="s1b6c16l25" />	ผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงติเตียนว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย การกระทำของโมฆบุรุษนั้นนั่น 
			<remark  id="s1b6c16l26" />ไม่เหมาะ ไม่สม ไม่ควร ไม่ใช่กิจของสมณะ ใช้ไม่ได้ ไม่ควรทำ
		</para>
	</section>
	<section id="s1b6c17" >
		<para id="s1b6c17p">
			<remark  id="s1b6c17l1" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ไฉนโมฆบุรุษนั้น จึงได้เป็นพาล ไม่ฉลาด  มีอาบัติมาก มีมรรยาท
			<remark  id="s1b6c17l2" />ไม่สมควร อยู่คลุกคลีกับคฤหัสถ์ด้วยการคลุกคลีอันไม่  สมควร ทั้งที่ปกตัตตะภิกษุทั้งหลายให้ปริวาส 
			<remark  id="s1b6c17l3" />ชักเข้าหาอาบัติเดิม ให้มานัต  อัพภานอยู่เล่า การกระทำของโมฆบุรุษนั้นนั่น ไม่เป็นไปเพื่อความ
			<remark  id="s1b6c17l4" />เลื่อมใสของ  ชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส หรือเพื่อความเลื่อมใสยิ่งของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว ... ครั้นแล้ว
			<remark  id="s1b6c17l5" />ทรงทำธรรมีกถา รับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุนั้น  แล สงฆ์จงทำนิยส-
			<remark  id="s1b6c17l6" />กรรมแก่ภิกษุเสยยสกะ คือ ให้กลับถือนิสัยอีก    
			<remark  id="s1b6c17l7" />					วิธีทำนิยสกรรม    
			<remark  id="s1b6c17l8" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แลสงฆ์พึงทำนิยสกรรมอย่างนี้ คือชั้นต้นพึงโจทภิกษุเสยยสกะ 
			<remark  id="s1b6c17l9" />ครั้นแล้วพึงให้เธอให้การ แล้วพึงปรับอาบัติ ครั้นแล้วภิกษุผู้  ฉลาด ผู้สามารถ พึงประกาศให้สงฆ์
			<remark  id="s1b6c17l10" />ทราบด้วยญัตติจตุตถกรรมวาจา ว่าดังนี้:-    
			<remark  id="s1b6c17l11" />				กรรมวาจาทำนิยสกรรม    
			<remark  id="s1b6c17l12" />	ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า พระเสยยสกะผู้นี้เป็นพาล  ไม่ฉลาด มีอาบัติมาก 
			<remark  id="s1b6c17l13" />มีมรรยาทไม่สมควร อยู่คลุกคลีกับคฤหัสถ์  ด้วยการคลุกคลีอันไม่สมควร ทั้งที่ปกตัตตะภิกษุ
			<remark  id="s1b6c17l14" />ทั้งหลายให้ปริวาส  ชักเข้าหาอาบัติเดิม ให้มานัต อัพภานอยู่ ถ้าความพร้อมพรั่งของสงฆ์  
			<remark  id="s1b6c17l15" />ถึงที่แล้ว สงฆ์พึงทำนิยสกรรมแก่พระเสยยสกะ คือ ให้กลับถือนิสัย  อีก นี้เป็นญัตติ    
			<remark  id="s1b6c17l16" />	ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า พระเสยยสกะผู้นี้เป็นพาล  ไม่ฉลาด มีอาบัติมาก 
			<remark  id="s1b6c17l17" />มีมรรยาทไม่สมควร อยู่คลุกคลีกับคฤหัสถ์  ด้วยการคลุกคลีอันไม่สมควร ทั้งที่ปกตัตตะภิกษุ
			<remark  id="s1b6c17l18" />ทั้งหลายให้ปริวาส  ชักเข้าหาอาบัติเดิม ให้มานัต อัพภานอยู่ สงฆ์ทำนิยสกรรมแก่  พระเสยยสกะ 
			<remark  id="s1b6c17l19" />คือ ให้กลับถือนิสัยอีก การทำนิยสกรรมแก่พระเสยยสกะ  คือ ให้กลับถือนิสัยอีก ชอบแก่ท่าน
			<remark  id="s1b6c17l20" />ผู้ใด ท่านผู้นั้นพึงเป็นผู้นิ่ง  ไม่ชอบแก่ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้นพึงพูด    
			<remark  id="s1b6c17l21" />	ข้าพเจ้ากล่าวความนี้แม้ครั้งที่สอง ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟัง  ข้าพเจ้า พระเสยยสกะ
			<remark  id="s1b6c17l22" />ผู้นี้เป็นพาล ไม่ฉลาด มีอาบัติมาก มีมรรยาท  ไม่สมควร อยู่คลุกคลีกับคฤหัสถ์ด้วยการ
			<remark  id="s1b6c17l23" />คลุกคลีอันไม่สมควร ทั้งที่  ปกตัตตะภิกษุทั้งหลายให้ปริวาส ชักเข้าหาอาบัติเดิม ให้มานัต  
			<remark  id="s1b6c17l24" />อัพภานอยู่ สงฆ์ทำนิยสกรรมแก่พระเสยยสกะ คือ ให้กลับถือนิสัยอีก  การทำนิยสกรรมแก่
		</para>
	</section>
	<section id="s1b6c18" >
		<para id="s1b6c18p">
			<remark  id="s1b6c18l1" />พระเสยยสกะ คือ ให้กลับถือนิสัยอีก ชอบแก่  ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้นพึงเป็นผู้นิ่ง ไม่ชอบแก่
			<remark  id="s1b6c18l2" />ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้นพึงพูด    
			<remark  id="s1b6c18l3" />	ข้าพเจ้ากล่าวความนี้แม้ครั้งที่สาม ท่านเจ้าข้า ของสงฆ์จงฟัง  ข้าพเจ้า ... ท่านผู้นั้นพึง
			<remark  id="s1b6c18l4" />เป็นผู้นิ่ง ไม่ชอบแก่ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้น  พึงพูด    
			<remark  id="s1b6c18l5" />	นิยสกรรม อันสงฆ์ทำแล้วแก่พระเสยยสกะ คือ ให้กลับ  ถือนิสัยอีก ชอบแก่สงฆ์ 
			<remark  id="s1b6c18l6" />เหตุนั้นจึงนิ่ง ข้าพเจ้าทรงความนี้ไว้ด้วย  อย่างนี้ ฯ    
			<remark  id="s1b6c18l7" />				ลักษณะกรรมไม่เป็นธรรม ๑๒ หมวด    
			<remark  id="s1b6c18l8" />					หมวดที่ ๑    
			<remark  id="s1b6c18l9" />	[๔๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย นิยสกรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ เป็นกรรม  ไม่เป็นธรรม ไม่เป็น
			<remark  id="s1b6c18l10" />วินัย และระงับแล้วไม่ดี คือทำลับหลัง ๑ ไม่สอบถามก่อน  แล้วทำ ๑ ไม่ทำตามปฏิญาณ ๑    
			<remark  id="s1b6c18l11" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย นิยสกรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ นี้แล เป็นกรรม  ไม่เป็นธรรม ไม่เป็น
			<remark  id="s1b6c18l12" />วินัย และระงับแล้วไม่ดี ฯ    
			<remark  id="s1b6c18l13" />					หมวดที่ ๒    
			<remark  id="s1b6c18l14" />	[๔๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย นิยสกรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ แม้อื่นอีก  เป็นกรรมไม่เป็น
			<remark  id="s1b6c18l15" />ธรรม ไม่เป็นวินัย และระงับแล้วไม่ดี คือ ทำเพราะไม่ต้อง  อาบัติ ๑ ทำเพราะอาบัติมิใช่เทสนา
			<remark  id="s1b6c18l16" />คามินี ๑ ทำเพราะอาบัติที่แสดงแล้ว ๑    
			<remark  id="s1b6c18l17" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย นิยสกรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ นี้แล เป็นกรรม  ไม่เป็นธรรม ไม่เป็น
			<remark  id="s1b6c18l18" />วินัย และระงับแล้วไม่ดี ฯ    
			<remark  id="s1b6c18l19" />					หมวดที่ ๓    
			<remark  id="s1b6c18l20" />	[๔๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย นิยสกรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ แม้อื่นอีก  เป็นกรรมไม่เป็น
			<remark  id="s1b6c18l21" />ธรรม ไม่เป็นวินัย และระงับแล้วไม่ดี คือ ไม่โจทก่อนแล้วทำ ๑  ไม่ให้จำเลยให้การแล้วทำ ๑ 
			<remark  id="s1b6c18l22" />ไม่ปรับอาบัติแล้วทำ ๑    
			<remark  id="s1b6c18l23" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย นิยสกรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ นี้แล เป็นกรรม  ไม่เป็นธรรม ไม่เป็น
			<remark  id="s1b6c18l24" />วินัย และระงับแล้วไม่ดี ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s1b6c19" >
		<para id="s1b6c19p">
			<remark  id="s1b6c19l1" />					หมวดที่ ๔    
			<remark  id="s1b6c19l2" />	[๔๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย นิยสกรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ แม้อื่นอีก  เป็นกรรมไม่เป็น
			<remark  id="s1b6c19l3" />ธรรม ไม่เป็นวินัย และระงับแล้วไม่ดี คือ ทำลับหลัง ๑  ทำโดยไม่เป็นธรรม ๑ สงฆ์เป็นวรรค
			<remark  id="s1b6c19l4" />ทำ ๑    
			<remark  id="s1b6c19l5" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย นิยสกรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ นี้แล เป็นกรรมไม่เป็นธรรม ไม่เป็น
			<remark  id="s1b6c19l6" />วินัย และระงับแล้วไม่ดี ฯ    
			<remark  id="s1b6c19l7" />					หมวดที่ ๕    
			<remark  id="s1b6c19l8" />	[๔๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย นิยสกรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ แม้อื่นอีก  เป็นกรรมไม่เป็น
			<remark  id="s1b6c19l9" />ธรรม ไม่เป็นวินัย และระงับแล้วไม่ดี คือไม่สอบถามก่อนแล้ว  ทำ ๑ ทำโดยไม่เป็นธรรม ๑ 
			<remark  id="s1b6c19l10" />สงฆ์เป็นวรรคทำ ๑    
			<remark  id="s1b6c19l11" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย นิยสกรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ นี้แล เป็นกรรมไม่  เป็นธรรม ไม่เป็น
			<remark  id="s1b6c19l12" />วินัย และระงับแล้วไม่ดี ฯ    
			<remark  id="s1b6c19l13" />					หมวดที่ ๖    
			<remark  id="s1b6c19l14" />	[๕๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย นิยสกรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ แม้อื่นอีก  เป็นกรรมไม่เป็น
			<remark  id="s1b6c19l15" />ธรรม ไม่เป็นวินัย และระงับแล้วไม่ดี คือไม่ทำตามปฏิญาณ ๑  ทำโดยไม่เป็นธรรม ๑ สงฆ์เป็น
			<remark  id="s1b6c19l16" />วรรคทำ ๑    
			<remark  id="s1b6c19l17" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย นิยสกรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ นี้แล เป็นกรรม  ไม่เป็นธรรม ไม่เป็น
			<remark  id="s1b6c19l18" />วินัย และระงับแล้วไม่ดี ฯ    
			<remark  id="s1b6c19l19" />					หมวดที่ ๗    
			<remark  id="s1b6c19l20" />	[๕๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย นิยสกรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ แม้อื่นอีก  เป็นกรรมไม่เป็น
			<remark  id="s1b6c19l21" />ธรรม ไม่เป็นวินัย และระงับแล้วไม่ดี คือ ทำเพราะไม่ต้อง  อาบัติ ๑ ทำโดยไม่เป็นธรรม ๑ สงฆ์
			<remark  id="s1b6c19l22" />เป็นวรรคทำ ๑    
			<remark  id="s1b6c19l23" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย นิยสกรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ นี้แล เป็นกรรมไม่  เป็นธรรม ไม่เป็น
			<remark  id="s1b6c19l24" />วินัย และระงับแล้วไม่ดี    
			<remark  id="s1b6c19l25" />					หมวดที่ ๘    
			<remark  id="s1b6c19l26" />	[๕๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย นิยสกรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ แม้อื่นอีก  เป็นกรรมไม่เป็น
			<remark  id="s1b6c19l27" />ธรรม ไม่เป็นวินัย และระงับแล้วไม่ดี คือ ทำเพราะอาบัติมิ  ใช่เทสนาคามินี ๑ ทำโดยไม่เป็น
			<remark  id="s1b6c19l28" />ธรรม ๑ สงฆ์เป็นวรรคทำ ๑
		</para>
	</section>
	<section id="s1b6c20" >
		<para id="s1b6c20p">
			<remark  id="s1b6c20l1" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย นิยสกรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ นี้แล เป็นกรรมไม่เป็นธรรม ไม่เป็น
			<remark  id="s1b6c20l2" />วินัย และระงับแล้วไม่ดี ฯ    
			<remark  id="s1b6c20l3" />					หมวดที่ ๙    
			<remark  id="s1b6c20l4" />	[๕๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย นิยสกรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ แม้อื่นอีก  เป็นกรรมไม่เป็น
			<remark  id="s1b6c20l5" />ธรรม ไม่เป็นวินัย และระงับแล้วไม่ดี คือ ทำเพราะอาบัติที่  แสดงแล้ว ๑ ทำโดยไม่เป็นธรรม ๑ 
			<remark  id="s1b6c20l6" />สงฆ์เป็นวรรคทำ ๑    
			<remark  id="s1b6c20l7" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย นิยสกรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ นี้แล เป็นกรรม  ไม่เป็นธรรม ไม่เป็น
			<remark  id="s1b6c20l8" />วินัย และระงับแล้วไม่ดี ฯ    
			<remark  id="s1b6c20l9" />					หมวดที่ ๑๐    
			<remark  id="s1b6c20l10" />	[๕๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย นิยสกรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ แม้อื่นอีก  เป็นกรรมไม่เป็น
			<remark  id="s1b6c20l11" />ธรรม ไม่เป็นวินัย และระงับแล้วไม่ดี คือ ไม่โจทก่อนแล้ว  ทำ ๑ ทำโดยไม่เป็นธรรม ๑ สงฆ์
			<remark  id="s1b6c20l12" />เป็นวรรคทำ ๑    
			<remark  id="s1b6c20l13" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย นิยสกรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ นี้แล เป็นกรรมไม่เป็นธรรม ไม่เป็น
			<remark  id="s1b6c20l14" />วินัย และระงับแล้วไม่ดี ฯ    
			<remark  id="s1b6c20l15" />					หมวดที่ ๑๑    
			<remark  id="s1b6c20l16" />	[๕๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย นิยสกรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ แม้อื่นอีก  เป็นกรรมไม่เป็น
			<remark  id="s1b6c20l17" />ธรรม ไม่เป็นวินัย และระงับแล้วไม่ดี คือ ไม่ให้จำเลยให้การ  ก่อนแล้วทำ ๑ ทำโดยไม่เป็นธรรม ๑ 
			<remark  id="s1b6c20l18" />สงฆ์เป็นวรรคทำ ๑    
			<remark  id="s1b6c20l19" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย นิยสกรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ นี้แล เป็นกรรมไม่เป็นธรรม ไม่เป็น
			<remark  id="s1b6c20l20" />วินัย และระงับแล้วไม่ดี ฯ    
			<remark  id="s1b6c20l21" />					หมวดที่ ๑๒    
			<remark  id="s1b6c20l22" />	[๕๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย นิยสกรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ แม้อื่นอีก  เป็นกรรมไม่เป็น
			<remark  id="s1b6c20l23" />ธรรม ไม่เป็นวินัย และระงับแล้วไม่ดี คือ ไม่ปรับอาบัติแล้ว  ทำ ๑ ทำโดยไม่เป็นธรรม ๑ สงฆ์
			<remark  id="s1b6c20l24" />เป็นวรรคทำ ๑    
			<remark  id="s1b6c20l25" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย นิยสกรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ นี้แล เป็นกรรมไม่  เป็นธรรม ไม่เป็น
			<remark  id="s1b6c20l26" />วินัย และระงับแล้วไม่ดี ฯ    
			<remark  id="s1b6c20l27" />				ลักษณะกรรมไม่เป็นธรรม ๑๒ หมวด จบ
		</para>
	</section>
	<section id="s1b6c21" >
		<para id="s1b6c21p">
			<remark  id="s1b6c21l1" />					ลักษณะกรรมเป็นธรรม ๑๒ หมวด    
			<remark  id="s1b6c21l2" />							หมวดที่ ๑    
			<remark  id="s1b6c21l3" />	[๕๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย นิยสกรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ เป็นกรรมเป็นธรรม เป็นวินัย 
			<remark  id="s1b6c21l4" />และระงับดีแล้ว คือ ทำต่อหน้า ๑ สอบถามก่อนแล้ว  ทำ ๑ ทำตามปฏิญาณ ๑    
			<remark  id="s1b6c21l5" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย  นิยสกรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ นี้แล เป็นกรรมเป็นธรรม เป็นวินัย 
			<remark  id="s1b6c21l6" />และระงับดีแล้ว ฯ    
			<remark  id="s1b6c21l7" />					หมวดที่ ๒    
			<remark  id="s1b6c21l8" />	[๕๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย นิยสกรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ แม้อื่นอีก  เป็นกรรมเป็นธรรม 
			<remark  id="s1b6c21l9" />เป็นวินัย และระงับดีแล้ว คือ ทำเพราะต้องอาบัติ ๑ ทำ  เพราะอาบัติเป็นเทสนาคามินี ๑ ทำเพราะ
			<remark  id="s1b6c21l10" />อาบัติที่ยังไม่ได้แสดง ๑    
			<remark  id="s1b6c21l11" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย นิยสกรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ นี้แล เป็นกรรมเป็นธรรม เป็นวินัย 
			<remark  id="s1b6c21l12" />และระงับดีแล้ว ฯ    
			<remark  id="s1b6c21l13" />					หมวดที่ ๓    
			<remark  id="s1b6c21l14" />	[๕๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย นิยสกรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ แม้อื่นอีก  เป็นกรรมเป็นธรรม 
			<remark  id="s1b6c21l15" />เป็นวินัย และระงับดีแล้ว คือ โจทก่อนแล้วทำ ๑ ให้  จำเลยให้การก่อนแล้วทำ ๑ ปรับอาบัติ
			<remark  id="s1b6c21l16" />แล้วทำ ๑    
			<remark  id="s1b6c21l17" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย นิยสกรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ นี้แล เป็นกรรม  เป็นธรรม เป็นวินัย 
			<remark  id="s1b6c21l18" />และระงับดีแล้ว ฯ    
			<remark  id="s1b6c21l19" />					หมวดที่ ๔    
			<remark  id="s1b6c21l20" />	[๖๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย นิยสกรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ แม้อื่นอีก  เป็นกรรมเป็นธรรม 
			<remark  id="s1b6c21l21" />เป็นวินัย และระงับดีแล้ว คือ ทำต่อหน้า ๑ ทำโดยธรรม ๑  สงฆ์พร้อมเพรียงกันทำ ๑    
			<remark  id="s1b6c21l22" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย นิยสกรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ นี้แล เป็นกรรม  เป็นธรรม เป็นวินัย 
			<remark  id="s1b6c21l23" />และระงับดีแล้ว ฯ    
			<remark  id="s1b6c21l24" />					หมวดที่ ๕    
			<remark  id="s1b6c21l25" />	[๖๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย นิยสกรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ แม้อื่นอีก  เป็นกรรมเป็นธรรม 
			<remark  id="s1b6c21l26" />เป็นวินัย และระงับดีแล้ว คือ สอบถามก่อนแล้วทำ ๑  ทำโดยธรรม ๑ สงฆ์พร้อมเพรียงกันทำ ๑    
			<remark  id="s1b6c21l27" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย นิยสกรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ นี้แล เป็นกรรม  เป็นธรรม เป็นวินัย 
			<remark  id="s1b6c21l28" />และระงับดีแล้ว ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s1b6c22" >
		<para id="s1b6c22p">
			<remark  id="s1b6c22l1" />					หมวดที่ ๖    
			<remark  id="s1b6c22l2" />	[๖๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย นิยสกรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ แม้อื่นอีก  เป็นกรรมเป็นธรรม 
			<remark  id="s1b6c22l3" />เป็นวินัย และระงับแล้ว คือ ทำตามปฏิญาณ ๑ ทำโดย  ธรรม ๑ สงฆ์พร้อมเพรียงกันทำ ๑    
			<remark  id="s1b6c22l4" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย นิยสกรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ นี้แล เป็นกรรมเป็นธรรม เป็นวินัย 
			<remark  id="s1b6c22l5" />และระงับดีแล้ว ฯ    
			<remark  id="s1b6c22l6" />					หมวดที่ ๗    
			<remark  id="s1b6c22l7" />	[๖๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย นิยสกรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ แม้อื่นอีก  เป็นกรรมเป็นธรรม 
			<remark  id="s1b6c22l8" />เป็นวินัย และระงับดีแล้ว คือ ทำเพราะต้องอาบัติ ๑ ทำ  โดยธรรม ๑ สงฆ์พร้อมเพรียงกันทำ ๑    
			<remark  id="s1b6c22l9" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย นิยสกรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ นี้แล เป็นกรรมเป็นธรรม เป็นวินัย 
			<remark  id="s1b6c22l10" />และระงับดีแล้ว ฯ    
			<remark  id="s1b6c22l11" />					หมวดที่ ๘    
			<remark  id="s1b6c22l12" />	[๖๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย นิยสกรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ แม้อื่นอีก  เป็นกรรมเป็นธรรม 
			<remark  id="s1b6c22l13" />เป็นวินัย และระงับดีแล้ว คือ ทำเพราะอาบัติเป็นเทสนาคามินี ๑ ทำโดยธรรม ๑ สงฆ์พร้อม
			<remark  id="s1b6c22l14" />เพรียงกันทำ ๑    
			<remark  id="s1b6c22l15" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย นิยสกรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ นี้แล เป็นกรรม  เป็นธรรม เป็นวินัย 
			<remark  id="s1b6c22l16" />และระงับดีแล้ว ฯ    
			<remark  id="s1b6c22l17" />					หมวดที่ ๙    
			<remark  id="s1b6c22l18" />	[๖๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย นิยสกรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ แม้อื่นอีก  เป็นกรรมเป็นธรรม 
			<remark  id="s1b6c22l19" />เป็นวินัย และระงับดีแล้ว คือ ทำเพราะอาบัติยังไม่ได้แสดง ๑ ทำโดยธรรม ๑ สงฆ์พร้อมเพรียง
			<remark  id="s1b6c22l20" />กันทำ ๑    
			<remark  id="s1b6c22l21" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย นิยสกรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ นี้แล เป็นกรรม  เป็นธรรม เป็นวินัย 
			<remark  id="s1b6c22l22" />และระงับดีแล้ว ฯ    
			<remark  id="s1b6c22l23" />					หมวดที่ ๑๐    
			<remark  id="s1b6c22l24" />	[๖๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย นิยสกรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ แม้อื่นอีก  เป็นกรรมเป็นธรรม 
			<remark  id="s1b6c22l25" />เป็นวินัย และระงับดีแล้ว คือ โจทก่อนแล้วทำ ๑ ทำ  โดยธรรม ๑ สงฆ์พร้อมเพรียงกันทำ ๑    
			<remark  id="s1b6c22l26" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย นิยสกรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ นี้แล เป็นกรรม  เป็นธรรม เป็นวินัย 
			<remark  id="s1b6c22l27" />และระงับดีแล้ว ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s1b6c23" >
		<para id="s1b6c23p">
			<remark  id="s1b6c23l1" />					หมวดที่ ๑๑    
			<remark  id="s1b6c23l2" />	[๖๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย นิยสกรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ แม้อื่นอีก  เป็นกรรมเป็นธรรม 
			<remark  id="s1b6c23l3" />เป็นวินัย และระงับดีแล้ว คือ ให้จำเลยให้การก่อนแล้ว  ทำ ๑ ทำโดยธรรม ๑ สงฆ์พร้อมเพรียง
			<remark  id="s1b6c23l4" />กันทำ ๑    
			<remark  id="s1b6c23l5" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย นิยสกรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ นี้แล เป็นกรรม  เป็นธรรม เป็นวินัย 
			<remark  id="s1b6c23l6" />และระงับดีแล้ว ฯ    
			<remark  id="s1b6c23l7" />					หมวดที่ ๑๒    
			<remark  id="s1b6c23l8" />	[๖๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย นิยสกรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ แม้อื่นอีก  เป็นกรรมเป็นธรรม 
			<remark  id="s1b6c23l9" />เป็นวินัย และระงับดีแล้ว คือ ปรับอาบัติแล้วทำ ๑ ทำ  โดยธรรม ๑ สงฆ์พร้อมเพรียงกันทำ ๑    
			<remark  id="s1b6c23l10" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย นิยสกรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ นี้แล เป็นกรรม  เป็นธรรม เป็นวินัย 
			<remark  id="s1b6c23l11" />และระงับดีแล้ว ฯ    
			<remark  id="s1b6c23l12" />				ลักษณะกรรมเป็นธรรม ๑๒ หมวด จบ    
			<remark  id="s1b6c23l13" />					________________________    
			<remark  id="s1b6c23l14" />						ข้อที่สงฆ์จำนง ๖ หมวด    
			<remark  id="s1b6c23l15" />							หมวดที่ ๑    
			<remark  id="s1b6c23l16" />	[๖๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๓ เมื่อสงฆ์จำนงจะพึงลงนิยสกรรมก็ได้ 
			<remark  id="s1b6c23l17" />คือ เป็นผู้ก่อความบาดหมาง ก่อการทะเลาะ ก่อการวิวาท  ก่อความอื้อฉาว ก่ออธิกรณ์ในสงฆ์ ๑ 
			<remark  id="s1b6c23l18" />เป็นพาล ไม่ฉลาด มีอาบัติมาก มี  มรรยาทไม่สมควร ๑ อยู่คลุกคลีกับคฤหัสถ์ ด้วยการคลุกคล
			<remark  id="s1b6c23l19" />ีอันไม่สมควร ๑    
			<remark  id="s1b6c23l20" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๓ นี้แล เมื่อสงฆ์จำนงจะพึง  ลงนิยสกรรมก็ได้ ฯ    
			<remark  id="s1b6c23l21" />					หมวดที่ ๒    
			<remark  id="s1b6c23l22" />	[๗๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๓ แม้อื่นอีก เมื่อสงฆ์จำนงจะ
			<remark  id="s1b6c23l23" />พึงลงนิยสกรรมก็ได้ คือ เป็นผู้มีศีลวิบัติ ในอธิศีล ๑ เป็นผู้มี  อาจารวิบัติ ในอัธยาจาร ๑ เป็น
			<remark  id="s1b6c23l24" />ผู้มีทิฐิวิบัติ ในอติทิฐิ ๑    
			<remark  id="s1b6c23l25" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๓ นี้แล เมื่อสงฆ์จำนงจะพึง  ลงนิยสกรรมก็ได้.
		</para>
	</section>
	<section id="s1b6c24" >
		<para id="s1b6c24p">
			<remark  id="s1b6c24l1" />					หมวดที่ ๓    
			<remark  id="s1b6c24l2" />	[๗๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๓ แม้อื่นอีก เมื่อสงฆ์  จำนงจะพึงลง
			<remark  id="s1b6c24l3" />นิยสกรรมก็ได้ คือ กล่าวติเตียนพระพุทธเจ้า ๑ กล่าวติเตียน  พระธรรม ๑ กล่าวติเตียนพระสงฆ์ ๑    
			<remark  id="s1b6c24l4" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๓ นี้แล เมื่อสงฆ์จำนงจะพึงลงนิยสกรรมก็ได้ ฯ    
			<remark  id="s1b6c24l5" />					หมวดที่ ๔    
			<remark  id="s1b6c24l6" />	[๗๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อสงฆ์จำนงจะพึงลงนิยสกรรมแก่ภิกษุ ๓ รูป  คือ รูปหนึ่ง
			<remark  id="s1b6c24l7" />เป็นผู้ก่อความบาดหมาง ก่อการทะเลาะ ก่อการวิวาท ก่อความอื้อ  ฉาว ก่ออธิกรณ์ในสงฆ์ ๑ 
			<remark  id="s1b6c24l8" />รูปหนึ่งเป็นพาล ไม่ฉลาด มีอาบัติมาก มีมรรยาท  ไม่สมควร ๑ รูปหนึ่งอยู่คลุกคลีกับคฤหัสถ์
			<remark  id="s1b6c24l9" />ด้วยการคลุกคลีอันไม่สมควร ๑    
			<remark  id="s1b6c24l10" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อสงฆ์จำนงจะพึงลงนิยสกรรมแก่ภิกษุ ๓ รูป  นี้แล ฯ    
			<remark  id="s1b6c24l11" />					หมวดที่ ๕    
			<remark  id="s1b6c24l12" />	[๗๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อสงฆ์จำนงจะพึงลงนิยสกรรมแก่ภิกษุ ๓ รูป  แม้อื่นอีก คือ 
			<remark  id="s1b6c24l13" />รูปหนึ่งเป็นผู้มีศีลวิบัติ ในอธิศีล ๑ รูปหนึ่งเป็นผู้มีอาจารวิบัติ  ในอัธยาจาร ๑ รูปหนึ่งเป็นผู้ม
			<remark  id="s1b6c24l14" />ีทิฐิวิบัติ ในอติทิฐิ ๑    
			<remark  id="s1b6c24l15" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อสงฆ์จำนงจะพึงลงนิยสกรรมแก่ภิกษุ ๓ รูป  นี้แล ฯ    
			<remark  id="s1b6c24l16" />					หมวดที่ ๖    
			<remark  id="s1b6c24l17" />	[๗๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อสงฆ์จำนงจะพึงลงนิยสกรรมแก่ภิกษุ ๓ รูป  แม้อื่นอีก คือ รูป
			<remark  id="s1b6c24l18" />หนึ่งกล่าวติเตียนพระพุทธเจ้า ๑ รูปหนึ่งกล่าวติเตียนพระธรรม ๑  รูปหนึ่งกล่าวติเตียนพระสงฆ์ ๑    
			<remark  id="s1b6c24l19" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อสงฆ์จำนงจะพึงลงนิยสกรรมแก่ภิกษุ ๓ รูป  นี้แล ฯ    
			<remark  id="s1b6c24l20" />					ข้อที่สงฆ์จำนง ๖ หมวด จบ    
			<remark  id="s1b6c24l21" />				วัตร ๑๘ ข้อ ในนิยสกรรม    
			<remark  id="s1b6c24l22" />	[๗๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุที่ถูกสงฆ์ลงนิยสกรรมแล้วต้องประพฤติ  โดยชอบ    
			<remark  id="s1b6c24l23" />	วิธีประพฤติโดยชอบในนิยสกรรมนั้น ดังต่อไปนี้:-    
			<remark  id="s1b6c24l24" />	๑. ไม่พึงให้อุปสมบท    
			<remark  id="s1b6c24l25" />	๒. ไม่พึงให้นิสัย    
			<remark  id="s1b6c24l26" />	๓. ไม่พึงให้สามเณรอุปัฏฐาก
		</para>
	</section>
	<section id="s1b6c25" >
		<para id="s1b6c25p">
			<remark  id="s1b6c25l1" />	๔. ไม่พึงรับสมมติเป็นผู้สั่งสอนภิกษุณี    
			<remark  id="s1b6c25l2" />	๕. แม้ได้รับสมมติไว้แล้ว ก็ไม่พึงสั่งสอนภิกษุณี    
			<remark  id="s1b6c25l3" />	๖. ถูกสงฆ์ลงนิยสกรรมเพราะอาบัติใด ไม่พึงต้องอาบัตินั้น    
			<remark  id="s1b6c25l4" />	๗. ไม่พึงต้องอาบัติอื่นอันเช่นกัน    
			<remark  id="s1b6c25l5" />	๘. ไม่พึงต้องอาบัติอันเลวทรามกว่านั้น    
			<remark  id="s1b6c25l6" />	๙. ไม่พึงติกรรม    
			<remark  id="s1b6c25l7" />	๑๐. ไม่พึงติภิกษุทั้งหลายผู้ทำกรรม    
			<remark  id="s1b6c25l8" />	๑๑. ไม่พึงห้ามอุโบสถแก่ปกตัตตะภิกษุ    
			<remark  id="s1b6c25l9" />	๑๒. ไม่พึงห้ามปวารณาแก่ปกตัตตะภิกษุ    
			<remark  id="s1b6c25l10" />	๑๓. ไม่พึงทำการไต่สวน    
			<remark  id="s1b6c25l11" />	๑๔. ไม่พึงเริ่มอนุวาทาธิกรณ์    
			<remark  id="s1b6c25l12" />	๑๕. ไม่พึงยังภิกษุอื่นให้ทำโอกาส    
			<remark  id="s1b6c25l13" />	๑๖. ไม่พึงโจทภิกษุอื่น    
			<remark  id="s1b6c25l14" />	๑๗. ไม่พึงให้ภิกษุอื่นให้การ    
			<remark  id="s1b6c25l15" />	๑๘. ไม่พึงช่วยภิกษุต่อภิกษุให้สู้อธิกรณ์กัน ฯ    
			<remark  id="s1b6c25l16" />					วัตร ๑๘ ข้อ ในนิยสกรรม จบ    
			<remark  id="s1b6c25l17" />					วัตรที่ควรระงับและไม่ควรระงับ    
			<remark  id="s1b6c25l18" />	[๗๖] ครั้งนั้น สงฆ์ได้ลงนิยสกรรมแก่พระเสยยสกะแล้ว คือ ให้  กลับถือนิสัยอีก 
			<remark  id="s1b6c25l19" />เธอถูกสงฆ์ลงนิยสกรรมแล้ว ซ่องเสพ คบหา นั่งใกล้กัลยาณมิตร  ขอให้แนะนำ ไต่ถาม ได้เป็น
			<remark  id="s1b6c25l20" />พหูสูต ช่ำชอง ในคัมภีร์ ทรงธรรม ทรงวินัย  ทรงมาติกา เป็นผู้ฉลาด เฉียบแหลม มีปัญญา 
			<remark  id="s1b6c25l21" />เป็นลัชชี มีความรังเกียจ ใคร่ต่อ  สิกขา เธอประพฤติโดยชอบ หายเย่อหยิ่ง ประพฤติแก้ตัวได้ 
			<remark  id="s1b6c25l22" />เข้าไปหาภิกษุ  ทั้งหลายแล้วกล่าวอย่างนี้ว่า อาวุโสทั้งหลาย ผมถูกสงฆ์ลงนิยสกรรมแล้วได้ประพฤติ
			<remark  id="s1b6c25l23" />โดยชอบ หายเย่อหยิ่ง ประพฤติแก้ตัวได้ ผมจะพึงปฏิบัติอย่างไรต่อไป  ภิกษุทั้งหลายกราบทูล
			<remark  id="s1b6c25l24" />เรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค ฯ    
			<remark  id="s1b6c25l25" />	[๗๗] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าเช่นนั้นสงฆ์จง  ระงับนิยสกรรมแก่
			<remark  id="s1b6c25l26" />ภิกษุเสยยสกะ
		</para>
	</section>
	<section id="s1b6c26" >
		<para id="s1b6c26p">
			<remark  id="s1b6c26l1" />				วัตรที่ไม่ควรระงับ ๑๘ ข้อ ๓ หมวด    
			<remark  id="s1b6c26l2" />					หมวดที่ ๑    
			<remark  id="s1b6c26l3" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย สงฆ์ไม่พึงระงับนิยสกรรมแก่ภิกษุผู้ประกอบด้วย  องค์ ๕ คือ    
			<remark  id="s1b6c26l4" />	๑. ให้อุปสมบท    
			<remark  id="s1b6c26l5" />	๒. ให้นิสัย    
			<remark  id="s1b6c26l6" />	๓. ให้สามเณรอุปัฏฐาก    
			<remark  id="s1b6c26l7" />	๔. รับสมมติเป็นผู้สั่งสอนภิกษุณี    
			<remark  id="s1b6c26l8" />	๕. แม้ได้รับสมมติแล้ว ก็ยังสั่งสอนภิกษุณี    
			<remark  id="s1b6c26l9" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล สงฆ์ไม่พึงระงับ  นิยสกรรม ฯ    
			<remark  id="s1b6c26l10" />					หมวดที่ ๒    
			<remark  id="s1b6c26l11" />	[๗๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สงฆ์ไม่พึงระงับนิยสกรรมแก่ภิกษุผู้ประกอบ  ด้วยองค์ ๕ แม้อื่น
			<remark  id="s1b6c26l12" />อีก คือ    
			<remark  id="s1b6c26l13" />	๑. ถูกสงฆ์ลงนิยสกรรมเพราะอาบัติใด ต้องอาบัตินั้น    
			<remark  id="s1b6c26l14" />	๒. ต้องอาบัติอื่นอันเช่นกัน    
			<remark  id="s1b6c26l15" />	๓. ต้องอาบัติอันเลวทรามกว่านั้น    
			<remark  id="s1b6c26l16" />	๔. ติกรรม    
			<remark  id="s1b6c26l17" />	๕. ติภิกษุทั้งหลายผู้ทำกรรม    
			<remark  id="s1b6c26l18" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล สงฆ์ไม่พึงระงับ  นิยสกรรม ฯ    
			<remark  id="s1b6c26l19" />					หมวดที่ ๓    
			<remark  id="s1b6c26l20" />	[๗๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สงฆ์ไม่พึงระงับนิยสกรรมแก่ภิกษุผู้ประกอบ  ด้วยองค์ ๘ คือ    
			<remark  id="s1b6c26l21" />	๑. ห้ามอุโบสถแก่ปกตัตตะภิกษุ    
			<remark  id="s1b6c26l22" />	๒. ห้ามปวารณาแก่ปกตัตตะภิกษุ    
			<remark  id="s1b6c26l23" />	๓. ทำการไต่สวน    
			<remark  id="s1b6c26l24" />	๔. เริ่มอนุวาทาธิกรณ์    
			<remark  id="s1b6c26l25" />	๕. ยังภิกษุอื่นให้ทำโอกาส    
			<remark  id="s1b6c26l26" />	๖. โจทภิกษุอื่น
		</para>
	</section>
	<section id="s1b6c27" >
		<para id="s1b6c27p">
			<remark  id="s1b6c27l1" />	๗. ให้ภิกษุอื่นให้การ    
			<remark  id="s1b6c27l2" />	๘. ช่วยภิกษุกับภิกษุให้สู้อธิกรณ์กัน    
			<remark  id="s1b6c27l3" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๘ นี้แล สงฆ์ไม่พึงระงับ  นิยสกรรม ฯ    
			<remark  id="s1b6c27l4" />				วัตรที่ไม่ควรระงับ ๑๘ ข้อ ๓ หมวด จบ    
			<remark  id="s1b6c27l5" />						__________________    
			<remark  id="s1b6c27l6" />					วัตรที่ควรระงับ ๑๘ ข้อ ๓ หมวด    
			<remark  id="s1b6c27l7" />							หมวดที่ ๑    
			<remark  id="s1b6c27l8" />	[๘๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สงฆ์พึงระงับนิยสกรรมแก่ภิกษุผู้ประกอบด้วย  องค์ ๕ คือ    
			<remark  id="s1b6c27l9" />	๑. ไม่ให้อุปสมบท    
			<remark  id="s1b6c27l10" />	๒. ไม่ให้นิสัย    
			<remark  id="s1b6c27l11" />	๓. ไม่ให้สามเณรอุปัฏฐาก    
			<remark  id="s1b6c27l12" />	๔. ไม่รับสมมติเป็นผู้สั่งสอนภิกษุณี    
			<remark  id="s1b6c27l13" />	๕. แม้ได้รับสมมติแล้ว ก็ไม่สั่งสอนภิกษุณี    
			<remark  id="s1b6c27l14" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล สงฆ์พึงระงับ  นิยสกรรม ฯ    
			<remark  id="s1b6c27l15" />					หมวดที่ ๒    
			<remark  id="s1b6c27l16" />	[๘๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สงฆ์พึงระงับนิยสกรรมแก่ภิกษุผู้ประกอบด้วย  องค์ ๕ แม้อื่นอีก 
			<remark  id="s1b6c27l17" />คือ    
			<remark  id="s1b6c27l18" />	๑. ถูกสงฆ์ลงนิยสกรรมเพราะอาบัติใด ไม่ต้องอาบัตินั้น    
			<remark  id="s1b6c27l19" />	๒. ไม่ต้องอาบัติอื่นอันเช่นกัน    
			<remark  id="s1b6c27l20" />	๓. ไม่ต้องอาบัติอันเลวทรามกว่านั้น    
			<remark  id="s1b6c27l21" />	๔. ไม่ติกรรม    
			<remark  id="s1b6c27l22" />	๕. ไม่ติภิกษุทั้งหลายผู้ทำกรรม    
			<remark  id="s1b6c27l23" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล สงฆ์พึงระงับนิยสกรรม ฯ    
			<remark  id="s1b6c27l24" />					หมวดที่ ๓    
			<remark  id="s1b6c27l25" />	[๘๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สงฆ์พึงระงับนิยสกรรมแก่ภิกษุผู้ประกอบด้วย  องค์ ๘ คือ    
			<remark  id="s1b6c27l26" />	๑. ไม่ห้ามอุโบสถแก่ปกตัตตะภิกษุ
		</para>
	</section>
	<section id="s1b6c28" >
		<para id="s1b6c28p">
			<remark  id="s1b6c28l1" />	๒. ไม่ห้ามปวารณาแก่ปกตัตตะภิกษุ    
			<remark  id="s1b6c28l2" />	๓. ไม่ทำการไต่สวน    
			<remark  id="s1b6c28l3" />	๔. ไม่เริ่มอนุวาทาธิกรณ์    
			<remark  id="s1b6c28l4" />	๕. ไม่ยังภิกษุอื่นให้ทำโอกาส    
			<remark  id="s1b6c28l5" />	๖. ไม่โจทภิกษุอื่น    
			<remark  id="s1b6c28l6" />	๗. ไม่ให้ภิกษุอื่นให้การ    
			<remark  id="s1b6c28l7" />	๘. ไม่ช่วยภิกษุกับภิกษุให้สู้อธิกรณ์กัน    
			<remark  id="s1b6c28l8" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๘ นี้แล สงฆ์ไม่พึงระงับ  นิยสกรรม ฯ    
			<remark  id="s1b6c28l9" />				วัตรที่ควรระงับ ๑๘ ข้อ ๓ หมวด จบ    
			<remark  id="s1b6c28l10" />					__________________    
			<remark  id="s1b6c28l11" />					วิธีระงับนิยสกรรม    
			<remark  id="s1b6c28l12" />	[๘๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แลสงฆ์พึงระงับนิยสกรรมอย่างนี้ คือ ภิกษุ  เสยยสกะนั้น พึง
			<remark  id="s1b6c28l13" />เข้าไปหาสงฆ์ ห่มผ้าอุตราสงค์เฉวียงบ่า ไหว้เท้าภิกษุผู้แก่  พรรษากว่า นั่งกระหย่งประคองอัญชลี
			<remark  id="s1b6c28l14" />แล้วกล่าวคำขอระงับนิยสกรรมนั้นอย่างนี้  ว่าดังนี้:-    
			<remark  id="s1b6c28l15" />				คำขอระงับนิยสกรรม    
			<remark  id="s1b6c28l16" />	ท่านเจ้าข้า ข้าพเจ้าถูกสงฆ์ลงนิยสกรรมแล้ว ประพฤติโดยชอบ หายเย่อหยิ่ง ประพฤติ
			<remark  id="s1b6c28l17" />แก้ตัวได้ ข้าพเจ้าขอระงับนิยสกรรม    
			<remark  id="s1b6c28l18" />	พึงขอแม้ครั้งที่สอง พึงขอแม้ครั้งที่สาม    
			<remark  id="s1b6c28l19" />	ภิกษุผู้ฉลาด ผู้สามารถ พึงประกาศให้สงฆ์ทราบด้วยญัตติจตุตถกรรมวาจา  ว่าดังนี้:-    
			<remark  id="s1b6c28l20" />					กรรมวาจาระงับนิยสกรรม    
			<remark  id="s1b6c28l21" />	ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า พระเสยยสกะรูปนี้ ถูกสงฆ์  ลงนิยสกรรมแล้ว 
			<remark  id="s1b6c28l22" />ประพฤติโดยชอบ หายเย่อหยิ่ง ประพฤติแก้ตัวได้  บัดนี้ขอระงับนิยสกรรม ถ้าความพร้อม
			<remark  id="s1b6c28l23" />พรั่งของสงฆ์ถึงที่แล้ว สงฆ์พึง  ระงับนิยสกรรมแก่พระเสยยสกะ นี่เป็นญัตติ    
			<remark  id="s1b6c28l24" />	ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า พระเสยยสกะรูปนี้ ถูกสงฆ์  ลงนิยสกรรมแล้ว 
			<remark  id="s1b6c28l25" />ประพฤติโดยชอบ หายเย่อหยิ่ง ประพฤติแก้ตัวได้  บัดนี้ขอระงับนิยสกรรม สงฆ์ระงับ
			<remark  id="s1b6c28l26" />นิยสกรรม สงฆ์ระงับนิยสกรรมแก่พระเสยยสกะ การระงับนิยสกรรมแก่พระเสยยสกะ  ชอบ
			<remark  id="s1b6c28l27" />แก่ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้นพึงเป็น  ผู้นิ่ง ไม่ชอบแก่ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้นพึงพูด
		</para>
	</section>
	<section id="s1b6c29" >
		<para id="s1b6c29p">
			<remark  id="s1b6c29l1" />	ข้าพเจ้ากล่าวความนี้แม้ครั้งที่สอง ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟัง  ข้าพเจ้า พระเสยยสกะ
			<remark  id="s1b6c29l2" />รูปนี้ ถูกสงฆ์ลงนิยสกรรมแล้ว ประพฤติโดย  ชอบ หายเย่อหยิ่ง ประพฤติแก้ตัวได้ บัดนี้
			<remark  id="s1b6c29l3" />ขอระงับนิยสกรรม สงฆ์  ระงับนิยสกรรมแก่พระเสยยสกะ การระงับนิยสกรรมแก่พระเสยยสกะ  
			<remark  id="s1b6c29l4" />ชอบแก่ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้นพึงเป็นผู้นิ่ง ไม่ชอบแก่ท่านผู้ใด ท่าน  ผู้นั้นพึงพูด    
			<remark  id="s1b6c29l5" />	ข้าพเจ้ากล่าวความนี้แม้ครั้งที่สาม ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟัง  ข้าพเจ้า พระเสยยสกะ
			<remark  id="s1b6c29l6" />รูปนี้ ถูกสงฆ์ลงนิยสกรรมแล้ว ประพฤติ  โดยชอบ หายเย่อหยิ่ง ประพฤติแก้ตัวได้ บัดนี้ขอ
			<remark  id="s1b6c29l7" />ระงับนิยสกรรม  สงฆ์ระงับนิยสกรรมแก่พระเสยยสกะ การระงับนิยสกรรมแก่พระเสยยสกะ 
			<remark  id="s1b6c29l8" />ชอบแก่ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้นพึงเป็นผู้นิ่ง ไม่ชอบแก่ท่าน  ผู้ใด ท่านผู้นั้นพึงพูด    
			<remark  id="s1b6c29l9" />	นิยสกรรมอันสงฆ์ระงับแล้วแก่พระเสยยสกะ ชอบแก่สงฆ์  เหตุนั้นจึงนิ่ง ข้าพเจ้า
			<remark  id="s1b6c29l10" />ทรงความนี้ไว้ ด้วยอย่างนี้ ฯ    
			<remark  id="s1b6c29l11" />						จบนิยสกรรม ที่ ๒    
			<remark  id="s1b6c29l12" />						____________    
			<remark  id="s1b6c29l13" />						ปัพพาชนียกรรม ที่ ๓    
			<remark  id="s1b6c29l14" />				เรื่องภิกษุพวกพระอัสสชิและพระปุนัพพสุกะ    
			<remark  id="s1b6c29l15" />	[๘๔] ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุพวกอัสสชิและปุพพสุกะ เป็นเจ้าถิ่น  ในชนบทกิฏาคีรี
			<remark  id="s1b6c29l16" />เป็นภิกษุอลัชชีเลวทราม ภิกษุพวกนั้นประพฤติอนาจารเห็นปาน  ดังนี้ คือ ปลูกต้นไม้ดอกเองบ้าง 
			<remark  id="s1b6c29l17" />ใช้ให้ผู้อื่นปลูกบ้าง รดน้ำเองบ้าง ใช้ให้ผู้อื่น  รดบ้าง เก็บดอกไม้เองบ้าง ใช้ให้ผู้อื่นเก็บบ้าง ร้อยกรอง
			<remark  id="s1b6c29l18" />ดอกไม้เองบ้าง ใช้ให้  ผู้อื่นร้อยกรองบ้าง ทำมาลัยต่อก้านเองบ้าง ใช้ให้ผู้อื่นทำบ้าง ทำมาลัยเรียงก้าน  
			<remark  id="s1b6c29l19" />เองบ้าง ใช้ให้ผู้อื่นทำบ้าง ทำดอกไม้ช่อเองบ้าง ใช้ให้ผู้อื่นทำบ้าง ทำดอกไม้  พุ่มเองบ้าง ใช้ให้ผู้อื่นทำ
			<remark  id="s1b6c29l20" />บ้าง ทำดอกไม้เทริดเองบ้าง ใช้ให้ผู้อื่นทำบ้าง ทำดอกไม้  พวงเองบ้าง ใช้ให้ผู้อื่นทำบ้าง ทำดอกไม้แผง
			<remark  id="s1b6c29l21" />สำหรับประดับอกเองบ้าง ใช้ให้ผู้อื่น  ทำบ้าง ภิกษุพวกนั้นนำไปเองบ้าง ใช้ให้ผู้อื่นนำไปบ้าง ซึ่ง
			<remark  id="s1b6c29l22" />มาลัยต่อก้าน นำไปเอง  บ้าง ใช้ให้ผู้อื่นนำไปบ้าง ซึ่งมาลัยเรียงก้าน นำไปเองบ้าง ใช้ให้ผู้อื่น
			<remark  id="s1b6c29l23" />นำไปบ้าง  ซึ่งดอกไม้ช่อ นำไปเองบ้าง ใช้ให้ผู้อื่นนำไปบ้าง ซึ่งดอกไม้พุ่ม นำไปเองบ้าง ใช้ให้  
			<remark  id="s1b6c29l24" />ผู้อื่นนำไปบ้าง ซึ่งดอกไม้เทริด นำไปเองบ้าง ใช้ให้ผู้อื่นนำไปบ้าง ซึ่งดอกไม้พวง  นำไปเองบ้าง 
			<remark  id="s1b6c29l25" />ใช้ให้ผู้อื่นนำไปบ้าง ซึ่งดอกไม้แผงสำหรับประดับอก เพื่อกุลสตรี  เพื่อกุลธิดา เพื่อกุมารีแห่ง
			<remark  id="s1b6c29l26" />ตระกูล เพื่อสะใภ้แห่งตระกูล เพื่อกุลทาสี ภิกษุ  พวกนั้นฉันอาหารในภาชนะอันเดียวกันบ้าง
		</para>
	</section>
	<section id="s1b6c30" >
		<para id="s1b6c30p">
			<remark  id="s1b6c30l1" />ดื่มน้ำในขันใบเดียวกันบ้าง นั่งบน  อาสนะอันเดียวกันบ้าง นอนบนเตียงอันเดียวกันบ้าง นอน
			<remark  id="s1b6c30l2" />ร่วมเครื่องลาดอันเดียว  กันบ้าง นอนคลุมผ้าห่มผืนเดียวกันบ้าง นอนร่วมเครื่องลาดและคลุมผ้าห่ม
			<remark  id="s1b6c30l3" />ร่วม  กันบ้าง กับกุลสตรี กุลธิดา กุมารีแห่งตระกูล สะใภ้แห่งตระกูล กุลทาสี  ฉันอาหารในเวลา
			<remark  id="s1b6c30l4" />วิกาลบ้าง ดื่มน้ำเมาบ้าง ทัดทรงดอกไม้ของหอมและเครื่องลูบไล้  บ้าง ฟ้อนรำบ้าง ขับร้องบ้าง 
			<remark  id="s1b6c30l5" />ประโคมบ้าง เต้นรำบ้าง ฟ้อนรำกับหญิงฟ้อนรำบ้าง  ขับร้องกับหญิงฟ้อนรำบ้าง ประโคมกับหญิง
			<remark  id="s1b6c30l6" />ฟ้อนรำบ้าง เต้นรำกับหญิงฟ้อนรำบ้าง  ฟ้อนรำกับหญิงขับร้องบ้าง ขับร้องกับหญิงขับร้องบ้าง 
			<remark  id="s1b6c30l7" />ประโคมกับหญิงขับร้องบ้าง  เต้นรำกับหญิงขับร้องบ้าง ฟ้อนรำกับหญิงประโคมบ้าง ขับร้องกับ
			<remark  id="s1b6c30l8" />หญิงประโคมบ้าง  ประโคมกับหญิงประโคมบ้าง เต้นรำกับหญิงประโคมบ้าง ฟ้อนรำกับหญิงเต้นรำ
			<remark  id="s1b6c30l9" />บ้าง  ขับร้องกับหญิงเต้นรำบ้าง ประโคมกับหญิงเต้นรำบ้าง  เต้นรำกับหญิงเต้นรำบ้าง  เล่นหมากรุก
			<remark  id="s1b6c30l10" />แถวละแปดตาบ้าง เล่นหมากรุกแถวละสิบตาบ้าง เล่นหมากเก็บบ้าง  เล่นชิงนางบ้าง เล่นหมาก
			<remark  id="s1b6c30l11" />ไหวบ้าง เล่นโยนบ่วงบ้าง เล่นไม้หึ่งบ้าง เล่นฟาดให้  เป็นรูปต่างๆ บ้าง เล่นสะกาบ้าง เล่นเป่า
			<remark  id="s1b6c30l12" />ใบไม้บ้าง เล่นไถน้อยๆ บ้าง เล่น  หกคะเมนบ้าง เล่นไม้กังหันบ้าง เล่นตวงทรายด้วยใบไม้บ้าง 
			<remark  id="s1b6c30l13" />เล่นรถน้อยๆ บ้าง  เล่นธนูน้อยๆ บ้าง เล่นเขียนทายบ้าง เล่นทายใจบ้าง เล่นเลียนคนพิการ
			<remark  id="s1b6c30l14" />บ้าง  หัดขี่ช้างบ้าง หัดขี่ม้าบ้าง หัดขี่รถบ้าง หัดยิงธนูบ้าง หัดเพลงอาวุธบ้าง วิ่ง  ผลัดช้างบ้าง 
			<remark  id="s1b6c30l15" />วิ่งผลัดม้าบ้าง วิ่งผลัดรถบ้าง วิ่งขับกันบ้าง วิ่งเปี้ยวกันบ้าง ผิวปากบ้าง  ปรบมือบ้าง ปล้ำกันบ้าง 
			<remark  id="s1b6c30l16" />ชกมวยกันบ้าง ปูลาดผ้าสังฆาฏิ ณ กลางสถานเต้นรำแล้ว  พูดกับหญิงฟ้อนรำอย่างนี้ว่า น้องหญิง 
			<remark  id="s1b6c30l17" />เธอจงฟ้อนรำ ณ ที่นี้ ดังนี้บ้าง ให้การ  คำนับบ้าง ประพฤติอนาจารมีอย่างต่างๆ บ้าง ฯ    
			<remark  id="s1b6c30l18" />					อุบาสกเล่าเรื่องให้พระฟัง    
			<remark  id="s1b6c30l19" />	[๘๕] ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งจำพรรษาในแคว้นกาสี เดินทาง  ไปพระนครสาวัตถี 
			<remark  id="s1b6c30l20" />เพื่อเฝ้าพระผู้มีพระภาค ถึงชนบทกิฏาคีรีแล้ว ครั้นเวลาเช้า  ภิกษุนั้นครองอันตรวาสก ถือบาตรจีวร
			<remark  id="s1b6c30l21" />เข้าไปบิณฑบาตยังชนบทกิฏาคีรี มีอาการ  เดินไป ถอยกลับ แลเหลียว คู้แขน เหยียดแขน 
			<remark  id="s1b6c30l22" />น่าเลื่อมใส มีจักษุทอดลงสมบูรณ์ด้วยอิริยาบถ    
			<remark  id="s1b6c30l23" />	คนทั้งหลายเห็นภิกษุรูปนั้น แล้วพูดอย่างนี้ว่า ภิกษุรูปนี้เป็นใคร ดูคล้ายคน  ไม่ค่อยมี
			<remark  id="s1b6c30l24" />กำลัง เหมือนคนอ่อนแอ เหมือนคนมีหน้าสยิ้ว ใครเล่าจักถวายบิณฑะ  แก่ท่านผู้เข้าไปเที่ยว
			<remark  id="s1b6c30l25" />บิณฑบาตรูปนี้ ส่วนพระผู้เป็นเจ้าเหล่าพระอัสสชิ และพระ  ปุนัพพสุกะของพวกเรา เป็นผู้อ่อน
			<remark  id="s1b6c30l26" />โยน พูดจาไพเราะ อ่อนหวาน ยิ้มแย้มก่อน  มักพูดว่า มาเถิด มาดีแล้ว มีหน้าไม่สยิ้ว 
			<remark  id="s1b6c30l27" />มีหน้าชื่นบาน มักพูดก่อน ใครๆ ก็  ต้องถวายบิณฑะแก่ท่านเล่านั้น
		</para>
	</section>
	<section id="s1b6c31" >
		<para id="s1b6c31p">
			<remark  id="s1b6c31l1" />	อุบาสกคนหนึ่งได้แลเห็นภิกษุรูปนั้น กำลังเที่ยวบิณฑบาตอยู่ในชนบท  กิฏาคีรี ครั้นแล้ว
			<remark  id="s1b6c31l2" />จึงเข้าไปหาภิกษุรูปนั้น กราบเรียนถามภิกษุรูปนั้นว่า พระคุณเจ้า  ได้บิณฑะบ้างไหม ขอรับ    
			<remark  id="s1b6c31l3" />	ภิกษุรูปนั้นตอบว่า ยังไม่ได้บิณฑะเลย จ้ะ    
			<remark  id="s1b6c31l4" />	อุบาสกกล่าวอาราธนาว่า นิมนต์ไปเรือนผมเถิด ขอรับ แล้วนำภิกษุรูปนั้น  ไปเรือน นิมนต์
			<remark  id="s1b6c31l5" />ให้ฉันแล้วเรียนถามว่า พระคุณเจ้าจักไปที่ไหน ขอรับ    
			<remark  id="s1b6c31l6" />	ภิ. อาตมาจักไปพระนครสาวัตถี เพื่อเฝ้าพระผู้มีพระภาค    
			<remark  id="s1b6c31l7" />	อุ. ถ้าเช่นนั้น ขอพระคุณเจ้า จงกราบถวายบังคมพระบาทยุคลของ  พระผู้มีพระภาคด้วย
			<remark  id="s1b6c31l8" />เศียรเกล้า และขอจงกราบทูลตามถ้อยคำของผมอย่างนี้ว่า  พระพุทธเจ้าข้า วัดในชนบทกิฏาคีรีโทรม
			<remark  id="s1b6c31l9" />ภิกษุพวกอัสสชิและปุนัพพสุกะ  เป็นเจ้าถิ่นในชนบทกิฏาคีรี เป็นภิกษุอลัชชี เลวทราม พวกเธอ
			<remark  id="s1b6c31l10" />ประพฤติอนาจาร  เห็นปานดังนี้ คือ ปลูกต้นไม้ดอกเองบ้าง ใช้ให้ผู้อื่นปลูกบ้าง รดน้ำเองบ้าง  
			<remark  id="s1b6c31l11" />ใช้ให้ผู้อื่นรดบ้าง เก็บดอกไม้เองบ้าง ใช้ให้ผู้อื่นเก็บบ้าง ร้อยกรองดอกไม้เองบ้าง  ใช้ให้ผู้อื่น
			<remark  id="s1b6c31l12" />ร้อยกรองบ้าง ทำมาลัยต่อก้านเองบ้าง ใช้ให้ผู้อื่นทำบ้าง ทำมาลัยเรียง  ก้านเองบ้าง ใช้ให้ผู้อื่นทำบ้าง 
			<remark  id="s1b6c31l13" />ทำดอกไม้ช่อเองบ้าง ใช้ให้ผู้อื่นทำบ้าง ทำดอกไม้  พุ่มเองบ้าง ใช้ให้ผู้อื่นทำบ้าง ทำดอกไม้เทริด
			<remark  id="s1b6c31l14" />เองบ้าง ใช้ให้ผู้อื่นทำบ้าง ทำ  ดอกไม้พวงเองบ้าง ใช้ให้ผู้อื่นทำบ้าง ทำดอกไม้แผงสำหรับประดับอก
			<remark  id="s1b6c31l15" />เองบ้าง  ใช้ให้ผู้อื่นทำบ้าง ภิกษุพวกนั้นนำไปเองบ้าง ใช้ให้ผู้อื่นนำไปบ้าง ซึ่งมาลัยต่อก้าน  นำไปเอง
			<remark  id="s1b6c31l16" />บ้าง ใช้ให้ผู้อื่นนำไปบ้าง ซึ่งมาลัยเรียงก้าน นำไปเองบ้าง ใช้ให้ผู้อื่น  นำไปบ้าง ซึ่งดอกไม้ช่อ นำไป
			<remark  id="s1b6c31l17" />เองบ้าง ใช้ให้ผู้อื่นนำไปบ้าง ซึ่งดอกไม้พุ่ม  นำไปเองบ้าง ใช้ให้ผู้อื่นนำไปบ้าง ซึ่งดอกไม้เทริด นำไป
			<remark  id="s1b6c31l18" />เองบ้าง ใช้ให้ผู้อื่น  นำไปบ้าง ซึ่งดอกไม้พวง นำไปเองบ้าง ใช้ให้ผู้อื่นนำไปบ้าง ซึ่งดอกไม้แผง  
			<remark  id="s1b6c31l19" />สำหรับประดับอก เพื่อกุลสตรี เพื่อกุลธิดา เพื่อกุมารีแห่งตระกูล เพื่อสะใภ้  แห่งตระกูล เพื่อ
			<remark  id="s1b6c31l20" />กุลทาสี ภิกษุพวกนั้นฉันอาหารในภาชนะอันเดียวกันบ้าง ดื่มน้ำ  ในขันใบเดียวกันบ้าง นั่งบน
			<remark  id="s1b6c31l21" />อาสนะอันเดียวกันบ้าง นอนบนเตียงอันเดียวกันบ้าง  นอนร่วมเครื่องลาดอันเดียวกันบ้าง นอน
			<remark  id="s1b6c31l22" />คลุมผ้าห่มผืนเดียวกันบ้าง นอนร่วม  เครื่องลาดและคลุมผ้าห่มร่วมกันบ้าง กับกุลสตรี กุลธิดา 
			<remark  id="s1b6c31l23" />กุมารีแห่งตระกูล  สะใภ้แห่งตระกูล กุลทาสี ฉันอาหารในเวลาวิกาลบ้าง ดื่มน้ำเมาบ้าง ทัดทรง  
			<remark  id="s1b6c31l24" />ดอกไม้ของหอมและเครื่องลูบไล้บ้าง ฟ้อนรำบ้าง ขับร้องบ้าง ประโคมบ้าง  เต้นรำบ้าง ฟ้อนรำ
			<remark  id="s1b6c31l25" />กับหญิงฟ้อนรำบ้าง ขับร้องกับหญิงฟ้อนรำบ้าง ประโคม  กับหญิงฟ้อนรำบ้าง เต้นรำกับหญิงฟ้อนรำ
			<remark  id="s1b6c31l26" />บ้าง ฟ้อนรำกับหญิงขับร้องบ้าง ขับร้อง  กับหญิงขับร้องบ้าง ประโคมกับหญิงขับร้องบ้าง เต้นรำ
			<remark  id="s1b6c31l27" />กับหญิงขับร้องบ้าง ฟ้อนรำ  กับหญิงประโคมบ้าง ขับร้องกับหญิงประโคมบ้าง  ประโคมกับหญิง
		</para>
	</section>
	<section id="s1b6c32" >
		<para id="s1b6c32p">
			<remark  id="s1b6c32l1" />ประโคมบ้าง  เต้นรำกับหญิงประโคมบ้าง ฟ้อนรำกับหญิงเต้นรำบ้าง ขับร้องกับหญิงเต้นรำบ้าง  
			<remark  id="s1b6c32l2" />ประโคมกับหญิงเต้นรำบ้าง  เต้นรำกับหญิงเต้นรำบ้าง เล่นหมากรุกแถวละแปดตา  บ้าง เล่นหมากรุก
			<remark  id="s1b6c32l3" />แถวละสิบตาบ้าง เล่นหมากเก็บบ้าง เล่นชิงนางบ้าง เล่น  หมากไหวบ้าง เล่นโยนบ่วงบ้าง เล่น
			<remark  id="s1b6c32l4" />ไม้หึ่งบ้าง เล่นฟาดให้เป็นรูปต่างๆ บ้าง  เล่นสะกาบ้าง เล่นเป่าใบไม้บ้าง เล่นไถน้อยๆ บ้าง 
			<remark  id="s1b6c32l5" />เล่นหกคะเมนบ้าง เล่น  ไม้กังหันบ้าง เล่นตวงทรายด้วยใบไม้บ้าง เล่นรถน้อยๆ บ้าง เล่นธนู
			<remark  id="s1b6c32l6" />น้อยๆ บ้าง  เล่นเขียนทายบ้าง เล่นทายใจบ้าง เล่นเลียนคนพิการบ้าง หัดขี่ช้างบ้าง หัด  ขี่ม้า
			<remark  id="s1b6c32l7" />บ้าง หัดขี่รถบ้าง หัดยิงธนูบ้าง หัดเพลงอาวุธบ้าง วิ่งผลัดช้างบ้าง วิ่งผลัด  ม้าบ้าง วิ่งผลัดรถบ้าง 
			<remark  id="s1b6c32l8" />วิ่งขับกันบ้าง วิ่งเปี้ยวกันบ้าง ผิวปากบ้าง ปรบมือบ้าง  ปล้ำกันบ้าง ชกมวยกันบ้าง ปูลาดผ้า
			<remark  id="s1b6c32l9" />สังฆาฏิ ณ กลางสถานเต้นรำ แล้วพูดกับ  หญิงฟ้อนรำอย่างนี้ว่า น้องหญิง เธอจงฟ้อนรำ ณ ที่นี้ 
			<remark  id="s1b6c32l10" />ดังนี้บ้าง ให้การคำนับบ้าง  ประพฤติอนาจารมีอย่างต่างๆ บ้าง เมื่อก่อนชาวบ้านยังมีศรัทธาเลื่อมใส 
			<remark  id="s1b6c32l11" />แต่เดี๋ยวนี้  เขาไม่ศรัทธาไม่เลื่อมใสแล้ว แม้ทานประจำของสงฆ์ก่อนๆ บัดนี้ทายกทายิกา  ได้ตัดขาด
			<remark  id="s1b6c32l12" />แล้ว ภิกษุมีศีลเป็นที่รักย่อมหลีกเลี่ยงไป ภิกษุเลวทรามอยู่ครอง  พระพุทธเจ้าข้า ข้าพระพุทธเจ้า
			<remark  id="s1b6c32l13" />ขอประทานพระวโรกาส พระผู้มีพระภาคพึงส่ง  ภิกษุทั้งหลายไปสู่ชนบทกิฏาคีรีเถิด เพื่อวัดในชนบท
			<remark  id="s1b6c32l14" />กิฏาคีรีนี้จะพึงตั้งมั่นอยู่    
			<remark  id="s1b6c32l15" />	ภิกษุรูปนั้นรับคำของอุบาสกนั้นแล้ว ลุกจากอาสนะหลีกไปโดยทาง  พระนครสาวัตถี ถึง
			<remark  id="s1b6c32l16" />พระนครสาวัตถี พระวิหารเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิก  คหบดี โดยลำดับ เข้าเฝ้าพระผู้มีพระ
			<remark  id="s1b6c32l17" />ภาค ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคแล้วนั่ง  ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ฯ    
			<remark  id="s1b6c32l18" />					พุทธประเพณี    
			<remark  id="s1b6c32l19" />	[๘๖] ก็การที่พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทั้งหลาย ทรงปราศรัยกับพระ  อาคันตุกะทั้งหลาย 
			<remark  id="s1b6c32l20" />นั่นเป็นพุทธประเพณี    
			<remark  id="s1b6c32l21" />					ทรงปฏิสันถาร    
			<remark  id="s1b6c32l22" />	ลำดับนั้นพระผู้มีพระภาคได้ตรัสถามภิกษุรูปนั้นว่า ดูกรภิกษุ ร่างกาย  ของเธอยังพอทนได้
			<remark  id="s1b6c32l23" />หรือ ยังพอให้เป็นไปได้หรือ เธอเดินทางมามีความลำบาก  น้อยหรือ และเธอมาจากไหน    
			<remark  id="s1b6c32l24" />	ภิกษุรูปนั้นกราบทูลว่า ข้าพระพุทธเจ้ายังพอทนได้ พระพุทธเจ้าข้า  ยังพอให้เป็นไปได้ 
			<remark  id="s1b6c32l25" />พระพุทธเจ้าข้า และข้าพระพุทธเจ้าเดินทางมา มีความ  ลำบากเล็กน้อย ข้าพระพุทธเจ้าจำพรรษาใน
			<remark  id="s1b6c32l26" />แคว้นกาสีแล้ว เมื่อจะมายังพระนคร  สาวัตถี เพื่อเฝ้าพระผู้มีพระภาค ได้ผ่านชนบทกิฏาคีรี พระ
			<remark  id="s1b6c32l27" />พุทธเจ้าข้า ครั้น  เวลาเช้า ข้าพระพุทธเจ้าครองอันตรวาสก ถือบาตรจีวรเข้าไปบิณฑบาตยังชนบท
		</para>
	</section>
	<section id="s1b6c33" >
		<para id="s1b6c33p">
			<remark  id="s1b6c33l1" />กิฏาคีรี อุบาสกคนหนึ่ง ได้แลเห็นข้าพระพุทธเจ้ากำลังเที่ยวบิณฑบาตอยู่ใน  ชนบทกิฏาคีรี ครั้น
			<remark  id="s1b6c33l2" />แล้วได้เข้าไปหาข้าพระพุทธเจ้า กราบไหว้ข้าพระพุทธเจ้าแล้ว  ถามว่า ท่านได้บิณฑะบ้างไหม ขอรับ 
			<remark  id="s1b6c33l3" />ข้าพระพุทธเจ้าตอบว่า ยังไม่ได้บิณฑะ  เลยจ้ะ เขาพูดว่า นิมนต์ไปเรือนผมเถิด ขอรับ แล้วนำ
			<remark  id="s1b6c33l4" />ข้าพระพุทธเจ้าไปเรือน  ให้ฉันแล้วถามว่า พระคุณเจ้าจักไปที่ไหน ขอรับ ข้าพระพุทธเจ้าตอบว่า 
			<remark  id="s1b6c33l5" />จัก  ไปพระนครสาวัตถี เพื่อเฝ้าพระผู้มีพระภาคจ้ะ เขาพูดว่า ท่านขอรับ ถ้าเช่นนั้น  ขอท่านจง
			<remark  id="s1b6c33l6" />กราบถวายบังคมพระบาทยุคลของพระผู้มีพระภาค ด้วยเศียรเกล้า และ  ขอจงกราบทูลตามถ้อยคำ
			<remark  id="s1b6c33l7" />ของกระผมอย่างนี้ว่า พระพุทธเจ้าข้า วัดในชนบทกิฏาคีรี  โทรม ภิกษุพวกพระอัสสชิและพระ
			<remark  id="s1b6c33l8" />ปุนัพพสุกะเป็นเจ้าถิ่นในชนบทกิฏาคีรี เป็น  ภิกษุอลัชชี เลวทราม พวกเธอประพฤติอนาจารเห็น
			<remark  id="s1b6c33l9" />ปานนี้ คือ ปลูกต้นไม้ดอก  เองบ้าง ใช้ให้ผู้อื่นปลูกบ้าง ... ประพฤติอนาจารมีอย่างต่างๆ บ้าง 
			<remark  id="s1b6c33l10" />เมื่อก่อน  ชาวบ้านยังมีศรัทธาเลื่อมใส แต่เดี๋ยวนี้เขาไม่ศรัทธาไม่เลื่อมใสแล้ว แม้ทาน  ประจำของ
			<remark  id="s1b6c33l11" />สงฆ์ก่อนๆ บัดนี้ทายกทายิกาได้ตัดขาดแล้ว ภิกษุมีศีลเป็นที่รัก  ย่อมหลีกเลี่ยงไป ภิกษุเลวทราม
			<remark  id="s1b6c33l12" />อยู่ครอง พระพุทธเจ้าข้า ข้าพระพุทธเจ้าขอ  ประทานพระวโรกาส พระองค์ควรส่งภิกษุทั้งหลาย
			<remark  id="s1b6c33l13" />ไปสู่ชนบทกิฏาคีรี เพื่อวัด  ในชนบทกิฏาคีรีนี้ จะพึงตั้งมั่นอยู่ ดังนี้ ข้าพระพุทธเจ้ามาจากชนบท
			<remark  id="s1b6c33l14" />กิฏาคีรีนั้น  พระพุทธเจ้าข้า ฯ    
			<remark  id="s1b6c33l15" />				ประชุมสงฆ์ทรงสอบถาม    
			<remark  id="s1b6c33l16" />	[๘๗] ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งให้ประชุมภิกษุสงฆ์ ในเพราะเหตุ  เป็นเค้ามูลนั้น 
			<remark  id="s1b6c33l17" />ในเพราะเหตุแรกเกิดนั้น แล้วทรงสอบถามภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุ  ทั้งหลาย ข่าวว่า ภิกษุพวก
			<remark  id="s1b6c33l18" />อัสสชิและปุนัพพสุกะ เป็นเจ้าถิ่นในชนบทกิฏาคีรี เป็น  ภิกษุอลัชชี เลวทราม พวกเธอประพฤติ
			<remark  id="s1b6c33l19" />อนาจารเห็นปานดังนี้ คือ ปลูกต้นไม้ดอก  เองบ้าง ใช้ผู้อื่นปลูกบ้าง ... ประพฤติอนาจารมีอย่างต่างๆ
			<remark  id="s1b6c33l20" />บ้าง เมื่อก่อนชาว  บ้านยังมีศรัทธาเลื่อมใส แต่เดี๋ยวนี้เขาไม่ศรัทธาไม่เลื่อมใสแล้ว แม้ทานประจำ  
			<remark  id="s1b6c33l21" />ของสงฆ์ก่อนๆ บัดนี้ทายกทายิกาได้ตัดขาดแล้ว ภิกษุมีศีลเป็นที่รักย่อมหลีก  เลี่ยงไป ภิกษุ
			<remark  id="s1b6c33l22" />เลวทรามอยู่ครอง ดังนี้ จริงหรือ    
			<remark  id="s1b6c33l23" />	ภิกษุทั้งหลายทูลรับว่า จริง พระพุทธเจ้าข้า    
			<remark  id="s1b6c33l24" />					ทรงติเตียน    
			<remark  id="s1b6c33l25" />	พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงติเตียนว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย การกระทำของ  โมฆบุรุษเหล่านั้น
			<remark  id="s1b6c33l26" />นั่น ไม่เหมาะ ไม่สม ไม่ควร ไม่ใช่กิจของสมณะ ใช้ไม่ได้  ไม่ควรทำ
		</para>
	</section>
	<section id="s1b6c34" >
		<para id="s1b6c34p">
			<remark  id="s1b6c34l1" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ไฉน ภิกษุโมฆบุรุษเหล่านั้นจึงได้ประพฤติอนาจาร  เห็นปานดังนี้ คือ 
			<remark  id="s1b6c34l2" />ได้ปลูกต้นไม้ดอกเองบ้าง ได้ใช้ให้ผู้อื่นปลูกบ้าง ได้รดน้ำ  เองบ้าง ได้ใช้ให้ผู้อื่นรดบ้าง ได้เก็บ
			<remark  id="s1b6c34l3" />ดอกไม้เองบ้าง ได้ใช้ให้ผู้อื่นเก็บบ้าง ได้  ร้อยกรองดอกไม้เองบ้าง ได้ใช้ให้ผู้อื่นร้อยกรองบ้าง 
			<remark  id="s1b6c34l4" />ได้ทำมาลัยต่อก้านเองบ้าง  ได้ใช้ให้ผู้อื่นทำบ้าง ได้ทำมาลัยเรียงก้านเองบ้าง ได้ใช้ให้ผู้อื่นทำบ้าง 
			<remark  id="s1b6c34l5" />ได้ทำ  ดอกไม้ช่อเองบ้าง ได้ใช้ให้ผู้อื่นทำบ้าง ได้ทำดอกไม้พุ่มเองบ้าง ได้ใช้ให้ผู้อื่น  ทำบ้าง ได้ทำ
			<remark  id="s1b6c34l6" />ดอกไม้เทริดเองบ้าง ได้ใช้ให้ผู้อื่นทำบ้าง ได้ทำดอกไม้พวงเองบ้าง  ได้ใช้ให้ผู้อื่นทำบ้าง ได้ทำ
			<remark  id="s1b6c34l7" />ดอกไม้แผงสำหรับประดับอกเองบ้าง ได้ใช้ให้ผู้อื่น  ทำบ้าง พวกเธอได้นำไปเองบ้าง ได้ใช้ให้ผู้อื่น
			<remark  id="s1b6c34l8" />นำไปบ้าง ซึ่งมาลัยต่อก้าน ได้นำ  ไปเองบ้าง ได้ใช้ให้ผู้อื่นนำไปบ้าง ซึ่งมาลัยเรียงก้าน ได้นำไปเองบ้าง 
			<remark  id="s1b6c34l9" />ได้ใช้ให้  ผู้อื่นนำไปบ้าง ซึ่งดอกไม้ช่อ ได้นำไปเองบ้าง ได้ใช้ให้ผู้อื่นนำไปบ้าง ซึ่ง  
			<remark  id="s1b6c34l10" />ดอกไม้พุ่ม ได้นำไปเองบ้าง ได้ใช้ให้ผู้อื่นนำไปบ้าง ซึ่งดอกไม้เทริด  ได้นำไปเองบ้าง ได้ใช้ให้
			<remark  id="s1b6c34l11" />ผู้อื่นนำไปบ้าง ซึ่งดอกไม้พวง ได้นำไปเอง  บ้าง ได้ใช้ให้ผู้อื่นนำไปบ้าง ซึ่งดอกไม้แผงสำหรับ
			<remark  id="s1b6c34l12" />ประดับอก เพื่อกุลสตรี  เพื่อกุลธิดา เพื่อกุมารีแห่งตระกูล เพื่อสะใภ้แห่งตระกูล เพื่อกุลทาสี 
			<remark  id="s1b6c34l13" />พวก  เธอได้ฉันอาหารในภาชนะอันเดียวกันบ้าง ได้ดื่มน้ำในขันใบเดียวกันบ้าง ได้นั่ง  บนอาสนะ
			<remark  id="s1b6c34l14" />อันเดียวกันบ้าง ได้นอนบนเตียงอันเดียวกันบ้าง ได้นอนร่วมเครื่องลาด  อันเดียวกันบ้าง ได้นอน
			<remark  id="s1b6c34l15" />คลุมผ้าห่มผืนเดียวกันบ้าง ได้นอนร่วมเครื่องลาดและ  คลุมผ้าห่มร่วมกันบ้างกับกุลสตรี กุลธิดา 
			<remark  id="s1b6c34l16" />กุมารีแห่งตระกูล สะใภ้แห่งตระกูล  กุลทาสี ได้ฉันอาหารในเวลาวิกาลบ้าง ได้ดื่มน้ำเมาบ้าง ได้ทัด
			<remark  id="s1b6c34l17" />ทรงดอกไม้ของหอม  และเครื่องลูบไล้บ้าง ได้ฟ้อนรำบ้าง ได้ขับร้องบ้าง ได้ประโคมบ้าง ได้เต้นรำ
			<remark  id="s1b6c34l18" />บ้าง  ได้ฟ้อนรำกับหญิงฟ้อนรำบ้าง ได้ขับร้องกับหญิงฟ้อนรำบ้าง ได้ประโคมกับหญิงฟ้อน  รำบ้าง
			<remark  id="s1b6c34l19" />ได้เต้นรำกับหญิงฟ้อนรำบ้าง ได้ฟ้อนรำกับหญิงขับร้องบ้าง ได้ขับร้องกับหญิง  ขับร้องบ้าง ได้
			<remark  id="s1b6c34l20" />ประโคมกับหญิงขับร้องบ้าง ได้เต้นรำกับหญิงขับร้องบ้าง ได้  ฟ้อนรำกับหญิงประโคมบ้าง ได้ขับ
			<remark  id="s1b6c34l21" />ร้องกับหญิงประโคมบ้าง ได้ประโคมกับหญิง  ประโคมบ้าง ได้เต้นรำกับหญิงประโคมบ้าง ได้ฟ้อนรำ
			<remark  id="s1b6c34l22" />กับหญิงเต้นรำบ้าง ได้ขับ ร้องกับหญิงเต้นรำบ้าง ได้ประโคมกับหญิงเต้นรำบ้าง ได้เต้นรำกับหญิง
			<remark  id="s1b6c34l23" />เต้นรำบ้าง  ได้เล่นหมากรุกแถวละแปดตาบ้าง ได้เล่นหมากรุกแถวละสิบตาบ้าง ได้เล่น  หมากเก็บ
			<remark  id="s1b6c34l24" />บ้าง ได้เล่นชิงนางบ้าง ได้เล่นหมากไหวบ้าง ได้เล่นโยนห่วงบ้าง  ได้เล่นไม้หึ่งบ้าง ได้เล่นฟาด
			<remark  id="s1b6c34l25" />ให้เป็นรูปต่างๆ บ้าง ได้เล่นสะกาบ้าง ได้เล่น  เป่าใบไม้บ้าง ได้เล่นไถน้อยๆ บ้าง ได้เล่นหกคะเมน
			<remark  id="s1b6c34l26" />บ้าง ได้เล่นไม้กังหันบ้าง  ได้เล่นตวงทรายด้วยใบไม้บ้าง ได้เล่นรถน้อยๆ บ้าง ได้เล่นธนูน้อยๆ 
			<remark  id="s1b6c34l27" />บ้าง  ได้เล่นเขียนทายบ้าง ได้เล่นทายใจบ้าง ได้เล่นเลียนคนพิการบ้าง ได้หัดขี่ช้าง  บ้าง ได้หัด
		</para>
	</section>
	<section id="s1b6c35" >
		<para id="s1b6c35p">
			<remark  id="s1b6c35l1" />ขี่ม้าบ้าง ได้หัดขี่รถบ้าง ได้หัดยิงธนูบ้าง ได้หัดเพลงอาวุธบ้าง  ได้วิ่งผลัดช้างบ้าง ได้วิ่งผลัดม้า
			<remark  id="s1b6c35l2" />บ้าง ได้วิ่งผลัดรถบ้าง ได้วิ่งขับกันบ้าง ได้วิ่ง  เปี้ยวกันบ้าง ได้ผิวปากบ้าง ได้ปรบมือบ้าง ได้ปล้ำ
			<remark  id="s1b6c35l3" />กันบ้าง ได้ชกมวยกันบ้าง  ปูลาดผ้าสังฆาฏิ ณ กลางสถานที่เต้นรำแล้ว ได้พูดกับหญิงฟ้อนรำ
			<remark  id="s1b6c35l4" />อย่างนี้ว่า  น้องหญิง เธอจงฟ้อนรำ ณ ที่นี้ ดังนี้บ้าง ได้ให้การคำนับบ้าง ได้ประพฤติ  อนาจาร
			<remark  id="s1b6c35l5" />มีอย่างต่างๆ บ้าง เมื่อก่อนชาวบ้านยังมีศรัทธาเลื่อมใส แต่เดี๋ยวนี้เขา  ไม่ศรัทธาไม่เลื่อมใสแล้ว 
			<remark  id="s1b6c35l6" />แม้ทานประจำของสงฆ์ก่อนๆ บัดนี้ทายกทายิกาได้  ตัดขาดแล้ว ภิกษุผู้มีศีลเป็นที่รักย่อมหลีกเลี่ยง
			<remark  id="s1b6c35l7" />ไป ภิกษุเลวทรามอยู่ครองเล่า    
			<remark  id="s1b6c35l8" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย การกระทำของโมฆบุรุษเหล่านั้นนั่น ไม่เป็นไปเพื่อ  ความเลื่อมใสของ
			<remark  id="s1b6c35l9" />ชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส ... ครั้นแล้ว ทรงทำธรรมีกถา รับสั่ง  กะพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะว่า
			<remark  id="s1b6c35l10" />ไปเถิด สารีบุตรและโมคคัลลานะ พวกเธอ  ไปถึงชนบทกิฏาคีรีแล้วจงทำปัพพาชนียกรรมแก่ภิกษุ
			<remark  id="s1b6c35l11" />พวกอัสสชิ และปุนัพพสุกะ  จากชนบทกิฏาคีรี เพราะภิกษุพวกนั้นเป็นสัทธิวิหาริกของพวกเธอ    
			<remark  id="s1b6c35l12" />	พระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะกราบทูลถามว่า พวกข้าพระพุทธเจ้า  จะทำปัพพาชนีย
			<remark  id="s1b6c35l13" />กรรมแก่ภิกษุพวกพระอัสสชิและพระปุนัพพสุกะจากชนบทกิฏาคีรี  ได้ด้วยวิธีไร เพราะภิกษุพวกนั้น
			<remark  id="s1b6c35l14" />ดุร้าย หยาบคาย พระพุทธเจ้าข้า    
			<remark  id="s1b6c35l15" />	พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรสารีบุตรและโมคคัลลานะ ถ้าเช่นนั้นพวกเธอจงไปพร้อมด้วย
			<remark  id="s1b6c35l16" />ภิกษุหลายๆ รูป    
			<remark  id="s1b6c35l17" />	พระสารีบุตร และพระโมคคัลลานะกราบทูลรับสนองพระผู้มีพระภาคว่า  อย่างนั้น
			<remark  id="s1b6c35l18" />พระพุทธเจ้าข้า ฯ    
			<remark  id="s1b6c35l19" />					วิธีทำปัพพาชนียกรรม    
			<remark  id="s1b6c35l20" />	[๘๘] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แลปัพพาชนียกรรม  พึงทำอย่างนี้ คือ 
			<remark  id="s1b6c35l21" />พึงโจทภิกษุพวกอัสสชิและปุนัพพสุกะก่อน ครั้นแล้วพึงให้  พวกเธอให้การ แล้วพึงปรับอาบัติ 
			<remark  id="s1b6c35l22" />ครั้นแล้ว ภิกษุผู้ฉลาด ผู้สามารถ พึง  ประกาศให้สงฆ์ทราบด้วยญัตติจตุตถกรรมวาจา ว่าดังนี้:-    
			<remark  id="s1b6c35l23" />					กรรมวาจาทำปัพพาชนียกรรม    
			<remark  id="s1b6c35l24" />	ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ภิกษุพวกพระอัสสชิและ  พระปุนัพพสุกะเหล่านี้ 
			<remark  id="s1b6c35l25" />เป็นผู้ประทุษร้ายสกุล มีความประพฤติเลว  ทราม ความประพฤติเลวทรามของภิกษุเหล่านี้ 
			<remark  id="s1b6c35l26" />เขาได้เห็นอยู่ด้วย  เขาได้ยินอยู่ด้วย และสกุลทั้งหลายถูกภิกษุเหล่านี้ประทุษร้ายแล้ว  เขา
		</para>
	</section>
	<section id="s1b6c36" >
		<para id="s1b6c36p">
			<remark  id="s1b6c36l1" />ได้เห็นอยู่ด้วย เขาได้ยินอยู่ด้วย ถ้าความพร้อมพรั่งของสงฆ์ถึงที่  แล้ว สงฆ์พึงทำปัพพาชนี
			<remark  id="s1b6c36l2" />ยกรรมแก่ภิกษุพวกพระอัสสชิและพระปุนัพ-  พสุกะจากชนบทกิฏาคีรีว่า ภิกษุพวกพระอัสสชิ 
			<remark  id="s1b6c36l3" />และพระปุนัพพสุกะ  ไม่พึงอยู่ในชนบทกิฏาคีรี นี้เป็นญัตติ    
			<remark  id="s1b6c36l4" />	ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ภิกษุพวกพระอัสสชิและ  พระปุนัพพสุกะเหล่านี้เป็น
			<remark  id="s1b6c36l5" />ผู้ประทุษร้ายสกุล มีความประพฤติเลว  ทราม ความประพฤติเลวทรามของภิกษุเหล่านี้ เขาได้
			<remark  id="s1b6c36l6" />เห็นอยู่ด้วย  เขาได้ยินอยู่ด้วย และสกุลทั้งหลายถูกภิกษุเหล่านี้ประทุษร้ายแล้ว  เขาได้เห็น
			<remark  id="s1b6c36l7" />อยู่ด้วย เขาได้ยินอยู่ด้วย สงฆ์ทำปัพพาชนียกรรมแก่ภิกษุ  พวกพระอัสสชิและพระปุนัพพสุกะ
			<remark  id="s1b6c36l8" />จากชนบทกิฏาคีรีว่า ภิกษุพวกพระ  อัสสชิและพระปุนัพพสุกะไม่พึงอยู่ในชนบทกิฏาคีรี การ
			<remark  id="s1b6c36l9" />ทำปัพพา-  ชนียกรรมแก่ภิกษุพวกพระอัสสชิและพระปุนัพพสุกะจากชนบทกิฏาคีรี  ว่า ภิกษุพวก
			<remark  id="s1b6c36l10" />พระอัสสชิและพระปุนัพพสุกะไม่พึงอยู่ในชนบทกิฏาคีรี  ชอบแก่ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้นพึงเป็น
			<remark  id="s1b6c36l11" />ผู้นิ่ง ไม่ชอบแก่ท่านผู้ใด ท่าน  ผู้นั้นพึงพูด    
			<remark  id="s1b6c36l12" />	ข้าพเจ้ากล่าวความนี้แม้ครั้งที่สอง ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟัง  ข้าพเจ้า ภิกษุพวกพระ
			<remark  id="s1b6c36l13" />อัสสชิและพระปุนัพพสุกะเหล่านี้เป็นผู้ประทุษ  ร้ายสกุล มีความประพฤติเลวทราม ความ
			<remark  id="s1b6c36l14" />ประพฤติเลวทรามของภิกษุ  เหล่านี้ เขาได้เห็นอยู่ด้วย เขาได้ยินอยู่ด้วย และสกุลทั้งหลายถูก
			<remark  id="s1b6c36l15" />ภิกษุ  เหล่านี้ประทุษร้ายแล้ว เขาได้เห็นอยู่ด้วย เขาได้ยินอยู่ด้วย สงฆ์ทำ  ปัพพาชนียกรรม
			<remark  id="s1b6c36l16" />แก่ภิกษุพวกพระอัสสชิและพระปุนัพพสุกะ จากชนบท  กิฏาคีรีว่า ภิกษุพวกพระอัสสชิและ
			<remark  id="s1b6c36l17" />พระปุนัพพสุกะ ไม่พึงอยู่ในชนบท  กิฏาคีรี การทำปัพพาชนียกรรมแก่ภิกษุพวกพระอัสสชิ 
			<remark  id="s1b6c36l18" />และพระปุนัพ-  พสุกะจากชนบทคีรีว่า ภิกษุพวกพระอัสสชิและพระปุนัพพสุกะไม่พึงอยู่ใน
			<remark  id="s1b6c36l19" />ชนบทกิฏาคีรี ชอบแก่ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้นพึงเป็นผู้นิ่ง ไม่  ชอบแก่ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้น
			<remark  id="s1b6c36l20" />พึงพูด    
			<remark  id="s1b6c36l21" />	ข้าพเจ้ากล่าวความนี้แม้ครั้งที่สาม ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟัง  ข้าพเจ้า ภิกษุพวก
			<remark  id="s1b6c36l22" />พระอัสสชิและพระปุนัพพสุกะเหล่านี้ เป็นผู้  ประทุษร้ายสกุล มีความประพฤติเลวทราม 
			<remark  id="s1b6c36l23" />ความเลวทรามของภิกษุ  เหล่านี้ เขาได้เห็นอยู่ด้วย เขาได้ยินอยู่ด้วย และสกุลทั้งหลายถูก  ภิกษุ
			<remark  id="s1b6c36l24" />เหล่านี้ประทุษร้ายแล้ว เขาได้เห็นอยู่ด้วย เขาได้ยินอยู่ด้วย  สงฆ์ทำปัพพาชนียกรรมแก่พวก
			<remark  id="s1b6c36l25" />พระอัสสชิและพระปุนัพพสุกะ จาก  ชนบทกิฏาคีรีว่า ภิกษุพวกพระอัสสชิและพระปุนัพพสุกะ
			<remark  id="s1b6c36l26" />ไม่พึงอยู่ใน  ชนบทกิฏาคีรี การทำปัพพาชนียกรรมแก่ภิกษุพวกพระอัสสชิและพระ  ปุนัพพสุกะ
			<remark  id="s1b6c36l27" />จากชนบทกิฏาคีรีว่า ภิกษุพวกพระอัสสชิและพระปุนัพพสุกะ  ไม่พึงอยู่ในชนบทกิฏาคีรี ชอบ
			<remark  id="s1b6c36l28" />แก่ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้นพึงเป็นผู้นิ่ง  ไม่ชอบแก่ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้นพึงพูด
		</para>
	</section>
	<section id="s1b6c37" >
		<para id="s1b6c37p">
			<remark  id="s1b6c37l1" />	ปัพพาชนียกรรม สงฆ์ทำแล้วแก่ภิกษุพวกพระอัสสชิและพระปุนัพพสุกะ จากชนบท
			<remark  id="s1b6c37l2" />กิฏาคีรีว่า ภิกษุพวกพระอัสสชิและพระปุนัพพสุกะไม่พึงอยู่ในชนบทกิฏาคีรี ชอบแก่สงฆ์
			<remark  id="s1b6c37l3" />เหตุนั้นจึงนิ่ง ข้าพเจ้า  ทรงความนี้ไว้ ด้วยอย่างนี้ ฯ    
			<remark  id="s1b6c37l4" />				ลักษณะกรรมไม่เป็นธรรม ๑๒ หมวด    
			<remark  id="s1b6c37l5" />					หมวดที่ ๑    
			<remark  id="s1b6c37l6" />	[๘๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปัพพาชนียกรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ เป็น  กรรมไม่เป็นธรรม 
			<remark  id="s1b6c37l7" />ไม่เป็นวินัย และระงับแล้วไม่ดี คือ ทำลับหลัง ๑ ไม่  สอบถามก่อนแล้วทำ ๑ ทำไม่ตามปฏิญาณ ๑    
			<remark  id="s1b6c37l8" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปัพพาชนียกรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ นี้แล เป็น  กรรมไม่เป็นธรรม 
			<remark  id="s1b6c37l9" />ไม่เป็นวินัย และระงับแล้วไม่ดี ฯ    
			<remark  id="s1b6c37l10" />					หมวดที่ ๒    
			<remark  id="s1b6c37l11" />	[๙๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปัพพาชนียกรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ แม้อื่น  อีก เป็นกรรมไม่
			<remark  id="s1b6c37l12" />เป็นธรรม ไม่เป็นวินัย และระงับแล้วไม่ดี คือ ทำเพราะ  ไม่ต้องอาบัติ ๑ ทำเพราะอาบัติมิใช่เป็น
			<remark  id="s1b6c37l13" />เทสนาคามินี ๑ ทำเพราะอาบัติที่แสดง  แล้ว ๑    
			<remark  id="s1b6c37l14" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปัพพาชนียกรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ นี้แล เป็นกรรมไม่เป็นธรรม 
			<remark  id="s1b6c37l15" />ไม่เป็นวินัย และระงับแล้วไม่ดี ฯ    
			<remark  id="s1b6c37l16" />					หมวดที่ ๓    
			<remark  id="s1b6c37l17" />	[๙๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปัพพาชนียกรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ แม้  แม้อื่นอีก เป็นกรรมไม่
			<remark  id="s1b6c37l18" />เป็นธรรม ไม่เป็นวินัย และระงับแล้วไม่ดี คือ ไม่โจท  ก่อนแล้วทำ ๑ ไม่ให้จำเลยให้การก่อน
			<remark  id="s1b6c37l19" />แล้วทำ ๑ ไม่ปรับอาบัติแล้วทำ ๑    
			<remark  id="s1b6c37l20" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปัพพาชนียกรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ นี้แล เป็นกรรมไม่เป็นธรรม 
			<remark  id="s1b6c37l21" />ไม่เป็นวินัย และระงับแล้วไม่ดี ฯ    
			<remark  id="s1b6c37l22" />					หมวดที่ ๔    
			<remark  id="s1b6c37l23" />	[๙๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปัพพาชนียกรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ แม้  อื่นอีก เป็นกรรมไม่
			<remark  id="s1b6c37l24" />เป็นธรรม ไม่เป็นวินัย และระงับแล้วไม่ดี คือ ทำลับหลัง ๑  ทำโดยไม่เป็นธรรม ๑ สงฆ์เป็น
			<remark  id="s1b6c37l25" />วรรคทำ ๑    
			<remark  id="s1b6c37l26" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปัพพาชนียกรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ นี้แล เป็นกรรมไม่เป็นธรรม 
			<remark  id="s1b6c37l27" />ไม่เป็นวินัย และระงับแล้วไม่ดี ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s1b6c38" >
		<para id="s1b6c38p">
			<remark  id="s1b6c38l1" />					หมวดที่ ๕    
			<remark  id="s1b6c38l2" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปัพพาชนียกรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ แม้อื่นอีก เป็นกรรมไม่เป็นธรรม 
			<remark  id="s1b6c38l3" />ไม่เป็นวินัย และระงับแล้วไม่ดี คือ ไม่สอบถามก่อนแล้วทำ ๑  ทำโดยไม่เป็นธรรม ๑ สงฆ์เป็น
			<remark  id="s1b6c38l4" />วรรคทำ ๑    
			<remark  id="s1b6c38l5" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปัพพาชนียกรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ นี้แล เป็นกรรมไม่เป็นธรรม
			<remark  id="s1b6c38l6" />ไม่เป็นวินัย และระงับแล้วไม่ดี    
			<remark  id="s1b6c38l7" />					หมวดที่ ๖    
			<remark  id="s1b6c38l8" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปัพพาชนียกรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ แม้อื่นอีก เป็นกรรมไม่เป็นธรรม 
			<remark  id="s1b6c38l9" />ไม่เป็นวินัย และระงับแล้วไม่ดี คือ ทำไม่ตามปฏิญาณ ๑  ทำโดยไม่เป็นธรรม ๑ สงฆ์เป็นวรรคทำ ๑    
			<remark  id="s1b6c38l10" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปัพพาชนียกรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ นี้แล เป็นกรรมไม่เป็นธรรม 
			<remark  id="s1b6c38l11" />ไม่เป็นวินัย และระงับแล้วไม่ดี   
			<remark  id="s1b6c38l12" />					หมวดที่ ๗    
			<remark  id="s1b6c38l13" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปัพพาชนียกรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ แม้อื่นอีก เป็นกรรมไม่เป็นธรรม 
			<remark  id="s1b6c38l14" />ไม่เป็นวินัย และระงับแล้วไม่ดี คือ ทำเพราะไม่ต้องอาบัติ ๑  ทำโดยไม่เป็นธรรม ๑ สงฆ์เป็นวรรคทำ ๑    
			<remark  id="s1b6c38l15" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปัพพาชนียกรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ นี้แล เป็นกรรมไม่เป็นธรรม 
			<remark  id="s1b6c38l16" />ไม่เป็นวินัย และระงับแล้วไม่ดี    
			<remark  id="s1b6c38l17" />					หมวดที่ ๘    
			<remark  id="s1b6c38l18" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปัพพาชนียกรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ แม้อื่นอีก เป็นกรรมไม่เป็นธรรม 
			<remark  id="s1b6c38l19" />ไม่เป็นวินัย และระงับแล้วไม่ดี คือ ทำเพราะอาบัติมิใช่เป็น  เทสนาคามินี ๑ ทำโดยไม่เป็นธรรม ๑ 
			<remark  id="s1b6c38l20" />สงฆ์เป็นวรรคทำ ๑    
			<remark  id="s1b6c38l21" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปัพพาชนียกรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ นี้แล เป็นกรรมไม่เป็นธรรม 
			<remark  id="s1b6c38l22" />ไม่เป็นวินัย และระงับแล้วไม่ดี    
			<remark  id="s1b6c38l23" />					หมวดที่ ๙    
			<remark  id="s1b6c38l24" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปัพพาชนียกรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ แม้อื่นอีก เป็นกรรมไม่เป็นธรรม 
			<remark  id="s1b6c38l25" />ไม่เป็นวินัย และระงับแล้วไม่ดี คือ ทำเพราะอาบัติที่แสดงแล้ว ๑ ทำโดยไม่เป็นธรรม ๑ สงฆ์
			<remark  id="s1b6c38l26" />เป็นวรรคทำ ๑
		</para>
	</section>
	<section id="s1b6c39" >
		<para id="s1b6c39p">
			<remark  id="s1b6c39l1" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปัพพาชนียกรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ นี้แล เป็นกรรมไม่เป็นธรรม 
			<remark  id="s1b6c39l2" />ไม่เป็นวินัย และระงับแล้วไม่ดี    
			<remark  id="s1b6c39l3" />					หมวดที่ ๑๐    
			<remark  id="s1b6c39l4" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปัพพาชนียกรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ แม้อื่นอีก เป็นกรรมไม่เป็นธรรม 
			<remark  id="s1b6c39l5" />ไม่เป็นวินัย และระงับแล้วไม่ดี คือ ไม่โจทก่อนแล้วทำ ๑  ทำโดยไม่เป็นธรรม ๑ สงฆ์เป็นวรรคทำ ๑    
			<remark  id="s1b6c39l6" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปัพพาชนียกรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ นี้แล เป็นกรรม  ไม่เป็นธรรม 
			<remark  id="s1b6c39l7" />ไม่เป็นวินัย และระงับแล้วไม่ดี    
			<remark  id="s1b6c39l8" />					หมวดที่ ๑๑    
			<remark  id="s1b6c39l9" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปัพพาชนียกรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ แม้อื่นอีก  เป็นกรรมไม่เป็นธรรม 
			<remark  id="s1b6c39l10" />ไม่เป็นวินัย และระงับแล้วไม่ดี คือ ไม่ให้จำเลยให้การ  ก่อนแล้วทำ ๑ ทำโดยไม่เป็นธรรม ๑ สงฆ์
			<remark  id="s1b6c39l11" />เป็นวรรคทำ ๑    
			<remark  id="s1b6c39l12" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปัพพาชนียกรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ นี้แล เป็นกรรม  ไม่เป็นธรรม 
			<remark  id="s1b6c39l13" />ไม่เป็นวินัย และระงับแล้วไม่ดี    
			<remark  id="s1b6c39l14" />					หมวดที่ ๑๒    
			<remark  id="s1b6c39l15" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปัพพาชนียกรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ แม้อื่นอีก  เป็นกรรมไม่เป็นธรรม 
			<remark  id="s1b6c39l16" />ไม่เป็นวินัย และระงับแล้วไม่ดี คือ ไม่ปรับอาบัติแล้วทำ ๑  ทำโดยไม่เป็นธรรม ๑ สงฆ์เป็นวรรคทำ ๑    
			<remark  id="s1b6c39l17" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปัพพาชนียกรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ นี้แล เป็นกรรม  ไม่เป็นธรรม 
			<remark  id="s1b6c39l18" />ไม่เป็นวินัยและระงับแล้วไม่ดี ฯ    
			<remark  id="s1b6c39l19" />				ลักษณะกรรมไม่เป็นธรรม ๑๒ หมวด จบ    
			<remark  id="s1b6c39l20" />					__________________    
			<remark  id="s1b6c39l21" />				ลักษณะกรรมเป็นธรรม ๑๒ หมวด    
			<remark  id="s1b6c39l22" />					หมวดที่ ๑    
			<remark  id="s1b6c39l23" />	[๙๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปัพพาชนียกรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ เป็น  กรรมเป็นธรรม เป็น
			<remark  id="s1b6c39l24" />วินัย และระงับดีแล้ว คือ ทำต่อหน้า ๑ สอบถามก่อนแล้ว  ทำ ๑ ทำตามปฏิญาณ ๑    
			<remark  id="s1b6c39l25" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปัพพาชนียกรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ นี้แล เป็นกรรมเป็นธรรม เป็น
			<remark  id="s1b6c39l26" />วินัย และระงับดีแล้ว ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s1b6c40" >
		<para id="s1b6c40p">
			<remark  id="s1b6c40l1" />					หมวดที่ ๒    
			<remark  id="s1b6c40l2" />	[๙๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปัพพาชนียกรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ แม้อื่นอีก  เป็นกรรม
			<remark  id="s1b6c40l3" />เป็นธรรม เป็นวินัย และระงับดีแล้ว คือ ทำเพราะต้องอาบัติ ๑ ทำ  เพราะอาบัติเป็นเทสนาคามินี ๑ 
			<remark  id="s1b6c40l4" />ทำเพราะอาบัติยังไม่ได้แสดง ๑    
			<remark  id="s1b6c40l5" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปัพพาชนียกรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ นี้แล เป็นกรรมเป็นธรรม 
			<remark  id="s1b6c40l6" />เป็นวินัย และระงับดีแล้ว ฯ    
			<remark  id="s1b6c40l7" />					หมวดที่ ๓    
			<remark  id="s1b6c40l8" />	[๙๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปัพพาชนียกรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ แม้อื่น  อีก เป็นกรรม
			<remark  id="s1b6c40l9" />เป็นธรรม เป็นวินัย และระงับดีแล้ว คือ โจทก่อนแล้วทำ ๑ ให้  จำเลยให้การก่อนแล้วทำ ๑ ปรับ
			<remark  id="s1b6c40l10" />อาบัติแล้วทำ ๑    
			<remark  id="s1b6c40l11" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปัพพาชนียกรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ นี้แล เป็นกรรมเป็นธรรม เป็น
			<remark  id="s1b6c40l12" />วินัย และระงับดีแล้ว ฯ    
			<remark  id="s1b6c40l13" />					หมวดที่ ๔    
			<remark  id="s1b6c40l14" />	[๙๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปัพพาชนียกรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ แม้อื่น  อีก เป็นกรรม
			<remark  id="s1b6c40l15" />เป็นธรรม เป็นวินัย และระงับดีแล้ว คือ ทำต่อหน้า ๑ ทำโดย  ธรรม ๑ สงฆ์พร้อมเพรียงกันทำ ๑    
			<remark  id="s1b6c40l16" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปัพพาชนียกรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ นี้แล เป็นกรรมเป็นธรรม เป็น
			<remark  id="s1b6c40l17" />วินัย และระงับดีแล้ว ฯ    
			<remark  id="s1b6c40l18" />					หมวดที่ ๕    
			<remark  id="s1b6c40l19" />	[๙๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปัพพาชนียกรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ แม้อื่นอีก เป็นกรรม
			<remark  id="s1b6c40l20" />เป็นธรรม เป็นวินัย และระงับดีแล้ว คือ สอบถามก่อนแล้วทำ ๑  ทำโดยธรรม ๑ สงฆ์พร้อมเพรียง
			<remark  id="s1b6c40l21" />กันทำ ๑    
			<remark  id="s1b6c40l22" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปัพพาชนียกรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ นี้แล เป็นกรรมเป็นธรรม เป็น
			<remark  id="s1b6c40l23" />วินัย และระงับดีแล้ว ฯ    
			<remark  id="s1b6c40l24" />					หมวดที่ ๖    
			<remark  id="s1b6c40l25" />	[๙๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปัพพาชนียกรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ แม้อื่นอีก เป็นกรรม
			<remark  id="s1b6c40l26" />เป็นธรรม เป็นวินัย และระงับดีแล้ว คือ ทำตามปฏิญาณ ๑ ทำโดยธรรม ๑ สงฆ์พร้อมกันทำ ๑
		</para>
	</section>
	<section id="s1b6c41" >
		<para id="s1b6c41p">
			<remark  id="s1b6c41l1" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปัพพาชนียกรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ นี้แล เป็นกรรมเป็นธรรม 
			<remark  id="s1b6c41l2" />เป็นวินัย และระงับดีแล้ว ฯ    
			<remark  id="s1b6c41l3" />					หมวดที่ ๗    
			<remark  id="s1b6c41l4" />	[๙๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปัพพาชนียกรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ แม้อื่นอีก เป็นกรรม
			<remark  id="s1b6c41l5" />เป็นธรรม เป็นวินัย และระงับดีแล้ว คือ ทำเพราะต้องอาบัติ ๑  ทำโดยธรรม ๑ สงฆ์พร้อมเพรียง
			<remark  id="s1b6c41l6" />กันทำ ๑    
			<remark  id="s1b6c41l7" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปัพพาชนียกรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ นี้แล เป็นกรรมเป็นธรรม เป็น
			<remark  id="s1b6c41l8" />วินัย และระงับดีแล้ว ฯ    
			<remark  id="s1b6c41l9" />					หมวดที่ ๘    
			<remark  id="s1b6c41l10" />	[๑๐๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปัพพาชนียกรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ แม้อื่นอีก เป็นกรรม
			<remark  id="s1b6c41l11" />เป็นธรรม เป็นวินัย และระงับดีแล้ว คือ ทำเพราะอาบัติเป็น  เทสนาคามินี ๑ ทำโดยธรรม ๑ 
			<remark  id="s1b6c41l12" />สงฆ์พร้อมเพรียงกันทำ ๑    
			<remark  id="s1b6c41l13" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปัพพาชนียกรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ นี้แล เป็นกรรมเป็นธรรม เป็น
			<remark  id="s1b6c41l14" />วินัย และระงับดีแล้ว ฯ    
			<remark  id="s1b6c41l15" />					หมวดที่ ๙    
			<remark  id="s1b6c41l16" />	[๑๐๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปัพพาชนียกรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ แม้อื่นอีก เป็นกรรม
			<remark  id="s1b6c41l17" />เป็นธรรม เป็นวินัย และระงับดีแล้ว คือ ทำเพราะอาบัติยังไม่ได้แสดง ๑ ทำโดยธรรม ๑ 
			<remark  id="s1b6c41l18" />สงฆ์พร้อมเพรียงกันทำ ๑    
			<remark  id="s1b6c41l19" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปัพพาชนียกรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ นี้แล เป็นกรรมเป็นธรรม เป็น
			<remark  id="s1b6c41l20" />วินัย และระงับดีแล้ว ฯ    
			<remark  id="s1b6c41l21" />					หมวดที่ ๑๐    
			<remark  id="s1b6c41l22" />	[๑๐๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปัพพาชนียกรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ แม้อื่นอีก เป็นกรรม
			<remark  id="s1b6c41l23" />เป็นธรรม เป็นวินัย และระงับดีแล้ว คือ โจทก่อนแล้วทำ ๑  ทำโดยธรรม ๑ สงฆ์พร้อมเพรียง
			<remark  id="s1b6c41l24" />กันทำ ๑    
			<remark  id="s1b6c41l25" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปัพพาชนียกรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ นี้แล เป็นกรรมเป็นธรรม เป็น
			<remark  id="s1b6c41l26" />วินัย และระงับดีแล้ว ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s1b6c42" >
		<para id="s1b6c42p">
			<remark  id="s1b6c42l1" />					หมวดที่ ๑๑    
			<remark  id="s1b6c42l2" />	[๑๐๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปัพพาชนียกรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ แม้อื่นอีก เป็นกรรม
			<remark  id="s1b6c42l3" />เป็นธรรม เป็นวินัย และระงับดีแล้ว คือ ให้จำเลยให้การก่อนแล้วทำ ๑ ทำโดยธรรม ๑ สงฆ์
			<remark  id="s1b6c42l4" />พร้อมเพรียงกันทำ ๑    
			<remark  id="s1b6c42l5" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปัพพาชนียกรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ นี้แล เป็นกรรมเป็นธรรม เป็น
			<remark  id="s1b6c42l6" />วินัย และระงับดีแล้ว ฯ    
			<remark  id="s1b6c42l7" />					หมวดที่ ๑๒    
			<remark  id="s1b6c42l8" />	[๑๐๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปัพพาชนียกรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ แม้อื่นอีก เป็นกรรม
			<remark  id="s1b6c42l9" />เป็นธรรม เป็นวินัย และระงับดีแล้ว คือ ปรับอาบัติแล้วทำ ๑  ทำโดยธรรม ๑ สงฆ์พร้อมเพรียง
			<remark  id="s1b6c42l10" />กันทำ ๑    
			<remark  id="s1b6c42l11" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปัพพาชนียกรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ นี้แล เป็นกรรมเป็นธรรม เป็น
			<remark  id="s1b6c42l12" />วินัย และระงับดีแล้ว ฯ    
			<remark  id="s1b6c42l13" />				ลักษณะกรรมเป็นธรรม ๑๒ หมวด จบ    
			<remark  id="s1b6c42l14" />					__________________    
			<remark  id="s1b6c42l15" />				ข้อที่สงฆ์จำนง ๑๔ หมวด    
			<remark  id="s1b6c42l16" />					หมวดที่ ๑    
			<remark  id="s1b6c42l17" />	[๑๐๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๓ เมื่อสงฆ์จำนงจะพึงลงปัพพาชนีย
			<remark  id="s1b6c42l18" />กรรมก็ได้ คือ เป็นผู้ก่อความบาดหมาง ก่อการทะเลาะ ก่อการวิวาท ก่อความอื้อฉาว ก่ออธิกรณ์
			<remark  id="s1b6c42l19" />ในสงฆ์ ๑ เป็นพาล ไม่ฉลาด มีอาบัติมาก  มีมรรยาทไม่สมควร ๑ อยู่คลุกคลีกับคฤหัสถ์ ด้วย
			<remark  id="s1b6c42l20" />การคลุกคลีอันไม่สมควร ๑    
			<remark  id="s1b6c42l21" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๓ นี้แล เมื่อสงฆ์จำนงจะพึงลงปัพพาชนียกรรม
			<remark  id="s1b6c42l22" />ก็ได้ ฯ    
			<remark  id="s1b6c42l23" />					หมวดที่ ๒    
			<remark  id="s1b6c42l24" />	[๑๐๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๓ แม้อื่นอีก เมื่อสงฆ์ จำนงจะพึงลง
		</para>
	</section>
	<section id="s1b6c43" >
		<para id="s1b6c43p">
			<remark  id="s1b6c43l1" />ปัพพาชนียกรรมก็ได้ คือ เป็นผู้มีศีลวิบัติ ในอธิศีล ๑ เป็นผู้มี  อาจารวิบัติ ในอัธยาจาร ๑ เป็น
			<remark  id="s1b6c43l2" />ผู้มีทิฐิวิบัติ ในอติทิฐิ ๑    
			<remark  id="s1b6c43l3" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๓ นี้แล เมื่อสงฆ์จำนงจะพึงลง  ปัพพาชนียกรรม
			<remark  id="s1b6c43l4" />ก็ได้ ฯ    
			<remark  id="s1b6c43l5" />					หมวดที่ ๓    
			<remark  id="s1b6c43l6" />	[๑๐๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๓ แม้อื่นอีก เมื่อสงฆ์  จำนงจะพึงลง
			<remark  id="s1b6c43l7" />ปัพพาชนียกรรมก็ได้ คือ กล่าวติเตียนพระพุทธเจ้า ๑ กล่าวติเตียน  พระธรรม ๑ กล่าวติเตียน
			<remark  id="s1b6c43l8" />พระสงฆ์ ๑    
			<remark  id="s1b6c43l9" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๓ นี้แล เมื่อสงฆ์จำนงจะพึง  ลงปัพพาชนียกรรม
			<remark  id="s1b6c43l10" />ก็ได้ ฯ    
			<remark  id="s1b6c43l11" />					หมวดที่ ๔    
			<remark  id="s1b6c43l12" />	[๑๐๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๓ แม้อื่นอีก เมื่อสงฆ์จำนงจะพึงลง
			<remark  id="s1b6c43l13" />ปัพพาชนียกรรมก็ได้ คือ เล่นคะนองกาย ๑ เล่นคะนองวาจา ๑  เล่นคะนองกายและวาจา ๑    
			<remark  id="s1b6c43l14" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๓ นี้แล เมื่อสงฆ์จำนงจะพึงลงปัพพาชนียกรรม
			<remark  id="s1b6c43l15" />ก็ได้ ฯ    
			<remark  id="s1b6c43l16" />					หมวดที่ ๕    
			<remark  id="s1b6c43l17" />	[๑๐๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๓ แม้อื่นอีก เมื่อสงฆ์จำนงจะพึงลง
			<remark  id="s1b6c43l18" />ปัพพาชนียกรรมก็ได้ คือ ประพฤติอนาจารทางกาย ๑ ประพฤติ  อนาจารทางวาจา ๑ ประพฤติอนาจาร
			<remark  id="s1b6c43l19" />ทางกายและวาจา ๑    
			<remark  id="s1b6c43l20" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๓ นี้แล เมื่อสงฆ์จำนงจะพึงลงปัพพาชนียกรรม
			<remark  id="s1b6c43l21" />ก็ได้ ฯ    
			<remark  id="s1b6c43l22" />					หมวดที่ ๖    
			<remark  id="s1b6c43l23" />	[๑๑๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๓ แม้อื่นอีก เมื่อสงฆ์จำนงจะพึงลง
			<remark  id="s1b6c43l24" />ปัพพาชนียกรรมก็ได้ คือ บังอาจลบล้างพระบัญญัติทางกาย ๑  บังอาจลบล้างพระบัญญัติทางวาจา ๑ 
			<remark  id="s1b6c43l25" />บังอาจลบล้างพระบัญญัติทางกายและวาจา ๑    
			<remark  id="s1b6c43l26" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๓ นี้แล เมื่อสงฆ์จำนงจะพึงลงปัพพาชนียกรรม
			<remark  id="s1b6c43l27" />ก็ได้ ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s1b6c44" >
		<para id="s1b6c44p">
			<remark  id="s1b6c44l1" />					หมวดที่ ๗    
			<remark  id="s1b6c44l2" />	[๑๑๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๓ แม้อื่นอีก เมื่อสงฆ์จำนงจะพึงลง
			<remark  id="s1b6c44l3" />ปัพพาชนียกรรมก็ได้ คือ ประกอบมิจฉาชีพทางกาย ๑ ประกอบ  มิจฉาชีพทางวาจา ๑ ประกอบ
			<remark  id="s1b6c44l4" />มิจฉาชีพทางกายและวาจา ๑    
			<remark  id="s1b6c44l5" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๓ นี้แล เมื่อสงฆ์จำนงจะพึง  ลงปัพพาชนียกรรม
			<remark  id="s1b6c44l6" />ก็ได้ ฯ    
			<remark  id="s1b6c44l7" />					หมวดที่ ๘    
			<remark  id="s1b6c44l8" />	[๑๑๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อสงฆ์จำนงจะพึงลงปัพพาชนียกรรมแก่  ภิกษุ ๓ รูป คือ 
			<remark  id="s1b6c44l9" />รูปหนึ่งเป็นผู้ก่อความบาดหมาง ก่อการทะเลาะ ก่อการวิวาท  ก่อความอื้อฉาว ก่ออธิกรณ์ในสงฆ์ ๑ 
			<remark  id="s1b6c44l10" />รูปหนึ่งเป็นพาล ไม่ฉลาด มีวิบัติมาก  มีมรรยาทไม่สมควร ๑ รูปหนึ่งอยู่คลุกคลีกับคฤหัสถ์ 
			<remark  id="s1b6c44l11" />ด้วยการคลุกคลีอันไม่  สมควร ๑    
			<remark  id="s1b6c44l12" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุ ๓ รูปนี้แล เมื่อสงฆ์จำนงจะพึงลง  ปัพพาชนียกรรมก็ได้ ฯ    
			<remark  id="s1b6c44l13" />					หมวดที่ ๙    
			<remark  id="s1b6c44l14" />	[๑๑๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อสงฆ์จำนงจะพึงลงปัพพาชนียกรรมแก่  ภิกษุ ๓ รูป แม้อื่น
			<remark  id="s1b6c44l15" />อีกก็ได้ คือ รูปหนึ่งเป็นผู้มีศีลวิบัติ ในอธิศีล ๑ รูปหนึ่งเป็น  ผู้มีอาจารวิบัติ ในอัธยาจาร ๑ 
			<remark  id="s1b6c44l16" />รูปหนึ่งเป็นผู้มีทิฐิวิบัติ ในอติทิฐิ ๑    
			<remark  id="s1b6c44l17" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุ ๓ รูปนี้แล เมื่อสงฆ์จำนงจะพึงลงปัพพาชนียกรรมก็ได้ ฯ    
			<remark  id="s1b6c44l18" />					หมวดที่ ๑๐    
			<remark  id="s1b6c44l19" />	[๑๑๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อสงฆ์จำนงจะพึงลงปัพพาชนียกรรมแก่  ภิกษุ ๓ รูป แม้อื่น
			<remark  id="s1b6c44l20" />อีกก็ได้ คือ รูปหนึ่งกล่าวติเตียนพระพุทธเจ้า ๑ รูปหนึ่งกล่าว  ติเตียนพระธรรม ๑ รูปหนึ่งกล่าว
			<remark  id="s1b6c44l21" />ติเตียนพระสงฆ์ ๑    
			<remark  id="s1b6c44l22" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุ ๓ รูปนี้แล เมื่อสงฆ์จำนงจะพึงลงปัพพาชนีย  กรรมก็ได้ ฯ    
			<remark  id="s1b6c44l23" />					หมวดที่ ๑๑    
			<remark  id="s1b6c44l24" />	[๑๑๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อสงฆ์จำนงจะพึงลงปัพพาชนียกรรมแก่  ภิกษุ ๓ รูป แม้อื่น
			<remark  id="s1b6c44l25" />อีกก็ได้ คือ รูปหนึ่งเล่นคะนองกาย ๑ รูปหนึ่งเล่นคะนองวาจา ๑ รูปหนึ่งเล่นคะนองกายและ
			<remark  id="s1b6c44l26" />วาจา ๑
		</para>
	</section>
	<section id="s1b6c45" >
		<para id="s1b6c45p">
			<remark  id="s1b6c45l1" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุ ๓ รูปนี้แล เมื่อสงฆ์จำนงจะพึงลงปัพพาชนียกรรมก็ได้ ฯ    
			<remark  id="s1b6c45l2" />					หมวดที่ ๑๒    
			<remark  id="s1b6c45l3" />	[๑๑๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อสงฆ์จำนงจะพึงลงปัพพาชนียกรรมแก่ภิกษุ ๓ รูป แม้อื่น
			<remark  id="s1b6c45l4" />อีกก็ได้ คือ รูปหนึ่งประพฤติอนาจารทางกาย ๑ รูปหนึ่ง  ประพฤติอนาจารทางวาจา ๑ รูปหนึ่งประ
			<remark  id="s1b6c45l5" />พฤติอนาจารทางกายและวาจา ๑    
			<remark  id="s1b6c45l6" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุ ๓ รูปนี้แล เมื่อสงฆ์จำนงจะพึงลงปัพพาชนีย  กรรมก็ได้ ฯ    
			<remark  id="s1b6c45l7" />					หมวดที่ ๑๓    
			<remark  id="s1b6c45l8" />	[๑๑๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อสงฆ์จำนงจะพึงลงปัพพาชนียกรรมแก่ภิกษุ ๓ รูป แม้อื่น
			<remark  id="s1b6c45l9" />อีกก็ได้ คือ รูปหนึ่งบังอาจลบล้างพระบัญญัติทางกาย ๑ รูปหนึ่ง  บังอาจลบล้างพระบัญญัติทางวาจา ๑
			<remark  id="s1b6c45l10" />รูปหนึ่งบังอาจลบล้างพระบัญญัติทางกายและ  วาจา ๑    
			<remark  id="s1b6c45l11" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุ ๓ รูปนี้แล เมื่อสงฆ์จำนงจะพึงลงปัพพาชนียกรรมก็ได้ ฯ    
			<remark  id="s1b6c45l12" />					หมวดที่ ๑๔    
			<remark  id="s1b6c45l13" />	[๑๑๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อสงฆ์จำนงจะพึงลงปัพพาชนียกรรมแก่ภิกษุ ๓ รูปแม้อื่น
			<remark  id="s1b6c45l14" />อีกก็ได้ คือ รูปหนึ่งประกอบมิจฉาชีพทางกาย ๑ รูปหนึ่ง  ประกอบมิจฉาชีพทางวาจา ๑ รูปหนึ่ง
			<remark  id="s1b6c45l15" />ประกอบมิจฉาชีพทางกายและวาจา ๑    
			<remark  id="s1b6c45l16" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุ ๓ รูปนี้แล เมื่อสงฆ์จำนงจะพึงลงปัพพาชนียกรรมก็ได้ ฯ    
			<remark  id="s1b6c45l17" />					ข้อที่สงฆ์จำนง ๑๔ หมวด จบ    
			<remark  id="s1b6c45l18" />				__________________    
			<remark  id="s1b6c45l19" />					วัตร ๑๘ ข้อในปัพพาชนียกรรม    
			<remark  id="s1b6c45l20" />	[๑๑๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุที่ถูกสงฆ์ลงปัพพาชนียกรรมแล้ว ต้องประพฤติโดยชอบ    
			<remark  id="s1b6c45l21" />	วิธีประพฤติโดยชอบในปัพพาชนียกรรมนั้น ดังต่อไปนี้:-    
			<remark  id="s1b6c45l22" />	๑. ไม่พึงให้อุปสมบท    
			<remark  id="s1b6c45l23" />	๒. ไม่พึงให้นิสัย    
			<remark  id="s1b6c45l24" />	๓. ไม่พึงให้สามเณรอุปฐาก    
			<remark  id="s1b6c45l25" />	๔. ไม่พึงรับสมมติเป็นผู้สั่งสอนภิกษุณี    
			<remark  id="s1b6c45l26" />	๕. แม้ได้รับสมมติแล้ว ก็ไม่พึงสั่งสอนภิกษุณี
		</para>
	</section>
	<section id="s1b6c46" >
		<para id="s1b6c46p">
			<remark  id="s1b6c46l1" />	๖. ถูกสงฆ์ลงปัพพาชนียกรรมเพราะอาบัติใด ไม่พึงต้องอาบัตินั้น    
			<remark  id="s1b6c46l2" />	๗. ไม่พึงต้องอาบัติอื่นอันเช่นกัน    
			<remark  id="s1b6c46l3" />	๘. ไม่พึงต้องอาบัติอันเลวทรามกว่านั้น    
			<remark  id="s1b6c46l4" />	๙. ไม่พึงติกรรม    
			<remark  id="s1b6c46l5" />	๑๐. ไม่พึงติภิกษุทั้งหลายผู้ทำกรรม    
			<remark  id="s1b6c46l6" />	๑๑. ไม่พึงห้ามอุโบสถแก่ปกตัตตะภิกษุ    
			<remark  id="s1b6c46l7" />	๑๒. ไม่พึงห้ามปวารณาแก่ปกตัตตะภิกษุ    
			<remark  id="s1b6c46l8" />	๑๓. ไม่พึงทำการไต่สวน    
			<remark  id="s1b6c46l9" />	๑๔. ไม่พึงเริ่มอนุวาทาธิกรณ์    
			<remark  id="s1b6c46l10" />	๑๕. ไม่พึงยังภิกษุอื่นให้ทำโอกาส    
			<remark  id="s1b6c46l11" />	๑๖. ไม่พึงโจทภิกษุอื่น    
			<remark  id="s1b6c46l12" />	๑๗. ไม่พึงให้ภิกษุอื่นให้การ    
			<remark  id="s1b6c46l13" />	๑๘. ไม่พึงช่วยภิกษุกับภิกษุให้สู้อธิกรณ์กัน ฯ    
			<remark  id="s1b6c46l14" />				วัตร ๑๘ ข้อ ในปัพพาชนียกรรม จบ    
			<remark  id="s1b6c46l15" />				________________________    
			<remark  id="s1b6c46l16" />					ภิกษุสงฆ์เดินทางไปลงโทษ    
			<remark  id="s1b6c46l17" />	[๑๒๐] ครั้งนั้น ภิกษุสงฆ์มีพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะเป็นประมุขได้ไปสู่ชนบท
			<remark  id="s1b6c46l18" />กิฏาคีรี แล้วลงปัพพาชนียกรรมแก่พวกภิกษุอัสสชิและ  ปุนัพพสุกะ จากชนบทกิฏาคีรีว่า พวก
			<remark  id="s1b6c46l19" />ภิกษุอัสสชิและปุนัพพสุกะไม่พึงอยู่ใน  ชนบทกิฏาคีรี    
			<remark  id="s1b6c46l20" />	พวกภิกษุอัสสชิและปุนัพพสุกะเหล่านั้น ถูกสงฆ์ลงปัพพาชนียกรรมแล้ว  ไม่ประพฤติโดย
			<remark  id="s1b6c46l21" />ชอบ ไม่หายเย่อหยิ่ง ไม่ประพฤติแก้ตัว ไม่ขอขมาภิกษุทั้งหลาย  ยังด่า ยังบริภาษการกสงฆ์ ยัง
			<remark  id="s1b6c46l22" />ใส่ความว่า ลำเอียงเพราะความพอใจ ลำเอียงเพราะ  ความขัดเคือง ลำเอียงเพราะความหลง ลำเอียง
			<remark  id="s1b6c46l23" />เพราะความกลัว หลีกไปเสียก็มี  สึกเสียก็มี    
			<remark  id="s1b6c46l24" />	บรรดาภิกษุที่เป็นผู้มักน้อย ... ต่างพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า  ไฉนพวกภิกษุ
			<remark  id="s1b6c46l25" />อัสสชิและปุนัพพสุกะ ถูกสงฆ์ลงปัพพาชนียกรรมแล้ว จึงได้ไม่  ประพฤติโดยชอบ ไม่หายเย่อ
			<remark  id="s1b6c46l26" />หยิ่ง ไม่ประพฤติแก้ตัว ไม่ขอขมาภิกษุทั้งหลาย  ยังด่า ยังบริภาษการกสงฆ์ ยังใส่ความว่า ลำเอียง
		</para>
	</section>
	<section id="s1b6c47" >
		<para id="s1b6c47p">
			<remark  id="s1b6c47l1" />เพราะความพอใจ ลำเอียงเพราะ  ความขัดเคือง ลำเอียงเพราะความหลง ลำเอียงเพราะความกลัว 
			<remark  id="s1b6c47l2" />หลีกไปเสียก็มี  สึกเสียก็มีเล่า แล้วกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค ฯ    
			<remark  id="s1b6c47l3" />				ประชุมสงฆ์ทรงสอบถาม    
			<remark  id="s1b6c47l4" />	[๑๒๑] ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งให้ประชุมภิกษุสงฆ์ ในเพราะ เหตุเป็นเค้ามูลนั้น 
			<remark  id="s1b6c47l5" />ในเพราะเหตุแรกเกิดนั้น แล้วทรงสอบถามภิกษุทั้งหลายว่า  ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข่าวว่าพวกภิกษุ
			<remark  id="s1b6c47l6" />อัสสชิและปุนัพพสุกะถูกสงฆ์ลงปัพพาชนียกรรมแล้ว ไม่ประพฤติโดยชอบ ไม่หายเย่อหยิ่ง ไม่
			<remark  id="s1b6c47l7" />ประพฤติแก้ตัว ไม่ขอขมา  ภิกษุทั้งหลาย ยังด่า ยังบริภาษการกสงฆ์ ยังใส่ความว่า ลำเอียงเพราะ
			<remark  id="s1b6c47l8" />ความพอใจ ลำเอียงเพราะความขัดเคือง ลำเอียงเพราะความหลง ลำเอียงเพราะความกลัว  หลีก
			<remark  id="s1b6c47l9" />ไปเสียก็มี สึกเสียก็มี จริงหรือ    
			<remark  id="s1b6c47l10" />	ภิกษุทั้งหลายทูลรับว่า จริง พระพุทธเจ้าข้า    
			<remark  id="s1b6c47l11" />					ทรงติเตียน    
			<remark  id="s1b6c47l12" />	พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงติเตียนว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย การกระทำของภิกษุโมฆบุรุษเหล่า
			<remark  id="s1b6c47l13" />นั้นนั่น ไม่เหมาะ ไม่สม ไม่ควร ไม่ใช่กิจของสมณะ ใช้ไม่ได้  ไม่ควรทำ ไฉนภิกษุโมฆบุรุษ
			<remark  id="s1b6c47l14" />เหล่านั้น ถูกสงฆ์ลงปัพพาชนียกรรมแล้ว จึงได้ไม่  ประพฤติโดยชอบ ไม่หายเย่อหยิ่ง ไม่ประ
			<remark  id="s1b6c47l15" />พฤติแก้ตัว ไม่ขอขมาภิกษุทั้งหลาย  ยังด่า ยังบริภาษการกสงฆ์ ยังใส่ความว่า ลำเอียงเพราะ
			<remark  id="s1b6c47l16" />ความพอใจ ลำเอียงเพราะ  ความขัดเคือง ลำเอียงเพราะความหลง ลำเอียงเพราะความกลัว หลีกไป
			<remark  id="s1b6c47l17" />เสียก็มี  สึกเสียก็มีเล่า    
			<remark  id="s1b6c47l18" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย การกระทำของภิกษุโมฆบุรุษเหล่านั้นนั่น ไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใส
			<remark  id="s1b6c47l19" />ของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส ... ครั้นแล้วทรงทำธรรมีกถา รับสั่งกะ  ภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย
			<remark  id="s1b6c47l20" />เพราะเหตุนั้นแล สงฆ์จงระงับปัพพาชนียกรรม ฯ    
			<remark  id="s1b6c47l21" />				วัตรที่ไม่ควรระงับ ๑๘ ข้อ ๓ หมวด    
			<remark  id="s1b6c47l22" />					หมวดที่ ๑    
			<remark  id="s1b6c47l23" />	[๑๒๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สงฆ์ไม่พึงระงับปัพพาชนียกรรมแก่ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ 
			<remark  id="s1b6c47l24" />๕ คือ    
			<remark  id="s1b6c47l25" />	๑. ให้อุปสมบท
		</para>
	</section>
	<section id="s1b6c48" >
		<para id="s1b6c48p">
			<remark  id="s1b6c48l1" />	๒. ให้นิสัย    
			<remark  id="s1b6c48l2" />	๓. ให้สามเณรอุปัฏฐาก    
			<remark  id="s1b6c48l3" />	๔. รับสมมติเป็นผู้สั่งสอนภิกษุณี    
			<remark  id="s1b6c48l4" />	๕. แม้ได้รับสมมติแล้ว ก็ยังสั่งสอนภิกษุณี    
			<remark  id="s1b6c48l5" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล สงฆ์ไม่พึงระงับปัพพาชนียกรรม ฯ    
			<remark  id="s1b6c48l6" />					หมวดที่ ๒    
			<remark  id="s1b6c48l7" />	[๑๒๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สงฆ์ไม่พึงระงับปัพพาชนียกรรมแก่ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ 
			<remark  id="s1b6c48l8" />แม้อื่นอีก คือ    
			<remark  id="s1b6c48l9" />	๑. ถูกสงฆ์ลงปัพพาชนียกรรมเพราะอาบัติใด ต้องอาบัตินั้น    
			<remark  id="s1b6c48l10" />	๒. ต้องอาบัติอื่นอันเช่นกัน    
			<remark  id="s1b6c48l11" />	๓. ต้องอาบัติอันเลวทรามกว่านั้น    
			<remark  id="s1b6c48l12" />	๔. ติกรรม    
			<remark  id="s1b6c48l13" />	๕. ติภิกษุทั้งหลายผู้ทำกรรม    
			<remark  id="s1b6c48l14" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล สงฆ์ไม่พึงระงับปัพพาชนียกรรม ฯ    
			<remark  id="s1b6c48l15" />					หมวดที่ ๓    
			<remark  id="s1b6c48l16" />	[๑๒๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สงฆ์ไม่พึงระงับปัพพาชนียกรรมแก่ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๘ 
			<remark  id="s1b6c48l17" />คือ    
			<remark  id="s1b6c48l18" />	๑. ห้ามอุโบสถแก่ปกตัตตะภิกษุ    
			<remark  id="s1b6c48l19" />	๒. ห้ามปวารณาแก่ปกตัตตะภิกษุ    
			<remark  id="s1b6c48l20" />	๓. ทำการไต่สวน    
			<remark  id="s1b6c48l21" />	๔. เริ่มอนุวาทาธิกรณ์    
			<remark  id="s1b6c48l22" />	๕. ยังภิกษุอื่นให้ทำโอกาส    
			<remark  id="s1b6c48l23" />	๖. โจทภิกษุอื่น    
			<remark  id="s1b6c48l24" />	๗. ให้ภิกษุอื่นให้การ    
			<remark  id="s1b6c48l25" />	๘. ช่วยภิกษุกับภิกษุให้สู้อธิกรณ์กัน    
			<remark  id="s1b6c48l26" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๘ นี้แล สงฆ์ไม่พึงระงับปัพพาชนียกรรม ฯ    
			<remark  id="s1b6c48l27" />			วัตรที่ไม่ควรระงับ ๑๘ ข้อ ในปัพพาชนียกรรมจบ
		</para>
	</section>
	<section id="s1b6c49" >
		<para id="s1b6c49p">
			<remark  id="s1b6c49l1" />				วัตรที่ควรระงับ ๑๘ ข้อ ๓ หมวด    
			<remark  id="s1b6c49l2" />	[๑๒๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สงฆ์พึงระงับปัพพาชนียกรรมแก่ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ คือ    
			<remark  id="s1b6c49l3" />	๑. ไม่ให้อุปสมบท    
			<remark  id="s1b6c49l4" />	๒. ไม่ให้นิสัย    
			<remark  id="s1b6c49l5" />	๓. ไม่ให้สามเณรอุปัฏฐาก    
			<remark  id="s1b6c49l6" />	๔. ไม่รับสมมติเป็นผู้สั่งสอนภิกษุณี    
			<remark  id="s1b6c49l7" />	๕. แม้ได้รับสมมติแล้ว ก็ไม่สั่งสอนภิกษุณี    
			<remark  id="s1b6c49l8" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล สงฆ์พึงระงับปัพพาชนียกรรม ฯ    
			<remark  id="s1b6c49l9" />					หมวดที่ ๒    
			<remark  id="s1b6c49l10" />	[๑๒๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สงฆ์พึงระงับปัพพาชนียกรรมแก่ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ 
			<remark  id="s1b6c49l11" />แม้อื่นอีก คือ    
			<remark  id="s1b6c49l12" />	๑. ถูกสงฆ์ลงปัพพาชนียกรรมเพราะอาบัติใด ไม่ต้องอาบัตินั้น    
			<remark  id="s1b6c49l13" />	๒. ไม่ต้องอาบัติอื่นอันเช่นกัน    
			<remark  id="s1b6c49l14" />	๓. ไม่ต้องอาบัติอันเลวทรามกว่านั้น    
			<remark  id="s1b6c49l15" />	๔. ไม่ติกรรม    
			<remark  id="s1b6c49l16" />	๕. ไม่ติภิกษุทั้งหลายผู้ทำกรรม    
			<remark  id="s1b6c49l17" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล สงฆ์พึงระงับปัพพาชนียกรรม ฯ    
			<remark  id="s1b6c49l18" />					หมวดที่ ๓    
			<remark  id="s1b6c49l19" />	[๑๒๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สงฆ์พึงระงับปัพพาชนียกรรมแก่ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๘
			<remark  id="s1b6c49l20" />คือ    
			<remark  id="s1b6c49l21" />	๑. ไม่ห้ามอุโบสถแก่ปกตัตตะภิกษุ    
			<remark  id="s1b6c49l22" />	๒. ไม่ห้ามปวารณาแก่ปกตัตตะภิกษุ    
			<remark  id="s1b6c49l23" />	๓. ไม่ทำการไต่สวน    
			<remark  id="s1b6c49l24" />	๔. ไม่เริ่มอนุวาทาธิกรณ์    
			<remark  id="s1b6c49l25" />	๕. ไม่ยังภิกษุอื่นให้ทำโอกาส
		</para>
	</section>
	<section id="s1b6c50" >
		<para id="s1b6c50p">
			<remark  id="s1b6c50l1" />	๖. ไม่โจทภิกษุอื่น    
			<remark  id="s1b6c50l2" />	๗. ไม่ให้ภิกษุอื่นให้การ    
			<remark  id="s1b6c50l3" />	๘. ไม่ช่วยภิกษุกับภิกษุให้สู้อธิกรณ์กัน    
			<remark  id="s1b6c50l4" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๘ นี้แล สงฆ์พึงระงับปัพพาชนียกรรม ฯ    
			<remark  id="s1b6c50l5" />	วัตรที่ควรระงับ ๑๘ ข้อ ในปัพพาชนียกรรม จบ    
			<remark  id="s1b6c50l6" />				__________________    
			<remark  id="s1b6c50l7" />				วิธีระงับปัพพาชนียกรรม    
			<remark  id="s1b6c50l8" />	[๑๒๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แลสงฆ์พึงระงับปัพพาชนียกรรมอย่างนี้  คือ ภิกษุที่ถูกลง
			<remark  id="s1b6c50l9" />ปัพพาชนียกรรมนั้น พึงเข้าไปหาสงฆ์ ห่มผ้าอุตราสงค์เฉวียงบ่าไหว้เท้าภิกษุทั้งหลายผู้แก่พรรษา
			<remark  id="s1b6c50l10" />กว่า แล้วนั่งกระโหย่งประคองอัญชลี กล่าวคำขอระงับกรรมนั้นอย่างนี้ ว่าดังนี้:-    
			<remark  id="s1b6c50l11" />					คำขอระงับปัพพาชนียกรรม    
			<remark  id="s1b6c50l12" />	ท่านเจ้าข้า ข้าพเจ้าถูกสงฆ์ลงปัพพาชนียกรรมแล้ว ประพฤติโดยชอบหายเย่อหยิ่ง 
			<remark  id="s1b6c50l13" />ประพฤติแก้ตัวได้ บัดนี้ข้าพเจ้าขอระงับปัพพาชนียกรรม    
			<remark  id="s1b6c50l14" />	พึงขอแม้ครั้งที่สอง พึงขอแม้ครั้งที่สาม    
			<remark  id="s1b6c50l15" />	ภิกษุผู้ฉลาด ผู้สามารถ พึงประกาศให้สงฆ์ทราบด้วยญัตติ จตุตถกรรมวาจา  ว่าดังนี้:-    
			<remark  id="s1b6c50l16" />					กรรมวาจาระงับปัพพาชนียกรรม    
			<remark  id="s1b6c50l17" />	ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ภิกษุมีชื่อนี้รูปนี้ ถูกสงฆ์  ลงปัพพาชนียกรรมแล้ว 
			<remark  id="s1b6c50l18" />ประพฤติโดยชอบ หายเย่อหยิ่ง ประพฤติ  แก้ตัวได้ บัดนี้ ขอระงับปัพพาชนียกรรม ถ้า
			<remark  id="s1b6c50l19" />ความพร้อมพรั่งของสงฆ์  ถึงที่แล้ว สงฆ์พึงระงับปัพพาชนียกรรม แก่ภิกษุมีชื่อนี้ นี้เป็นญัตติ    
			<remark  id="s1b6c50l20" />	ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ภิกษุชื่อนี้รูปนี้ ถูกสงฆ์ลง  ปัพพาชนียกรรมแล้ว 
			<remark  id="s1b6c50l21" />ประพฤติโดยชอบ หายเย่อหยิ่ง ประพฤติแก้  ตัวได้ บัดนี้ขอระงับปัพพาชนียกรรม สงฆ์ระงับ
			<remark  id="s1b6c50l22" />ปัพพาชนียกรรม แก่  ภิกษุมีชื่อนี้ การระงับปัพพาชนียกรรมแก่ภิกษุมีชื่อนี้ ชอบแก่ท่านผู้ใด  
			<remark  id="s1b6c50l23" />ท่านผู้นั้นพึงเป็นผู้นิ่ง ไม่ชอบแก่ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้นพึงพูด    
			<remark  id="s1b6c50l24" />	ข้าพเจ้ากล่าวความนี้แม้ครั้งที่สอง ...
		</para>
	</section>
	<section id="s1b6c51" >
		<para id="s1b6c51p">
			<remark  id="s1b6c51l1" />	ข้าพเจ้ากล่าวความนี้แม้ครั้งที่สาม ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟัง  ข้าพเจ้า ภิกษุมีชื่อนี้รูป
			<remark  id="s1b6c51l2" />นี้ ถูกสงฆ์ลงปัพพาชนียกรรมแล้ว ประพฤติ  โดยชอบ หายเย่อหยิ่ง ประพฤติแก้ตัวได้ บัดนี้ 
			<remark  id="s1b6c51l3" />ขอระงับปัพพาชนีย-  กรรม สงฆ์ระงับปัพพาชนียกรรมแก่ภิกษุมีชื่อนี้ การระงับปัพพาชนีย-  
			<remark  id="s1b6c51l4" />กรรมแก่ภิกษุมีชื่อนี้ ชอบแก่ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้นพึงเป็นผู้นิ่ง ไม่ชอบแก่ท่านผู้ใด ท่านผู้
			<remark  id="s1b6c51l5" />นั้นพึงพูด    
			<remark  id="s1b6c51l6" />	ปัพพาชนียกรรมอันสงฆ์ระงับแล้วแก่ภิกษุมีชื่อนี้ ชอบแก่สงฆ์  เหตุนั้นจึงนิ่ง ข้าพเจ้า
			<remark  id="s1b6c51l7" />ทรงความนี้ไว้ ด้วยอย่างนี้ ฯ    
			<remark  id="s1b6c51l8" />				ปัพพาชนียกรรม ที่ ๓ จบ    
			<remark  id="s1b6c51l9" />					____________    
			<remark  id="s1b6c51l10" />				ปฏิสารณียกรรม ที่ ๔    
			<remark  id="s1b6c51l11" />					เรื่องพระสุธรรม    
			<remark  id="s1b6c51l12" />	[๑๒๙] ก็โดยสมัยนั้นแล ท่านพระสุธรรมเป็นเจ้าอาวาส เป็นช่างก่อสร้าง รับภัตร
			<remark  id="s1b6c51l13" />ประจำของจิตตะคหบดี ในเมืองมัจฉิกาสณฑ์ ในคราวที่จิตตะคหบดีประสงค์จะนิมนต์สงฆ์ คณะ
			<remark  id="s1b6c51l14" />หรือบุคคล จะไม่บอกท่านพระสุธรรมก่อน  นิมนต์สงฆ์ คณะ หรือบุคคล ไม่เคยมี    
			<remark  id="s1b6c51l15" />	สมัยต่อมา พระเถระหลายรูปด้วยกัน คือ ท่านพระสารีบุตร ท่านพระมหาโมคคัลลานะ 
			<remark  id="s1b6c51l16" />ท่านพระมหากัจจานะ ท่านพระมหาโกฏฐิกะ ท่านพระมหากัปปินะ ท่านพระมหาจุนทะ ท่านพระ
			<remark  id="s1b6c51l17" />อนุรุทธะ ท่านพระเรวตะ ท่านพระ  อุบาลี ท่านพระอานนท์ และท่านพระราหุล ได้เที่ยวจาริกไป
			<remark  id="s1b6c51l18" />ในแคว้นกาสี  เดินทางไปถึงเมืองมัจฉิกาสณฑ์ ฯ    
			<remark  id="s1b6c51l19" />					จิตตะคหบดีต้อนรับพระอาคันตุกะ    
			<remark  id="s1b6c51l20" />	[๑๓๐] จิตตะคหบดีได้ทราบข่าวแน่ถนัดว่า พระเถระหลายรูปมาถึงเมืองมัจฉิกาสณฑ์แล้ว
			<remark  id="s1b6c51l21" />โดยลำดับ จึงเข้าไปในสำนักของพระเถระ ครั้นแล้วจึงอภิวาท  พระเถระทั้งหลายแล้วนั่ง ณ ที่ควร
			<remark  id="s1b6c51l22" />ส่วนข้างหนึ่ง ท่านพระสารีบุตรได้ชี้แจงให้  จิตตะคหบดีผู้นั่งเรียบร้อยแล้ว ให้เห็นแจ้ง สมาทาน 
			<remark  id="s1b6c51l23" />อาจหาญ ร่าเริง ด้วย  ธรรมีกถา ครั้นจิตตะคหบดีอันท่านพระสารีบุตรชี้แจง ให้เห็นแจ้ง สมาทาน  
			<remark  id="s1b6c51l24" />อาจหาญ ร่าเริง ด้วยธรรมีกถาแล้ว ได้กล่าวคำอาราธนานี้แก่พระเถระทั้งหลาย  ว่า ขอพระเถระ
			<remark  id="s1b6c51l25" />ทั้งหลายจงกรุณารับอาคันตุกะภัตรของข้าพเจ้า เพื่อเจริญบุญกุศล  และปีติปราโมทย์ในวันพรุ่งนี้ด้วย
			<remark  id="s1b6c51l26" />เถิด เจ้าข้า พระเถระทั้งนั้นรับอาราธนาด้วยอาการ  ดุษณีภาพ ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s1b6c52" >
		<para id="s1b6c52p">
			<remark  id="s1b6c52l1" />	[๑๓๑] ครั้นจิตตะคหบดี ทราบการรับอาราธนาของพระเถระทั้งหลายแล้ว ลุกจากที่นั่ง
			<remark  id="s1b6c52l2" />ไหว้พระเถระทั้งหลาย ทำประทักษิณแล้วเข้าไปหาท่านพระสุธรรมถึงสำนัก นมัสการแล้วได้ยืนอยู่
			<remark  id="s1b6c52l3" />ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้กราบเรียนอาราธนาท่านพระสุธรรม ดังนี้ว่า ขอพระคุณเจ้า
			<remark  id="s1b6c52l4" />สุธรรม จงกรุณารับภัตตาหารของข้าพเจ้า เพื่อเจริญบุญกุศลปีติและปราโมทย์ในวันพรุ่งนี้ พร้อม
			<remark  id="s1b6c52l5" />กับ  พระเถระทั้งหลายด้วยเถิด เจ้าข้า    
			<remark  id="s1b6c52l6" />	ที่นั้น ท่านพระสุธรรมคิดว่า ครั้งก่อนๆ จิตตะคหบดีนี้ประสงค์จะนิมนต์สงฆ์ คณะ 
			<remark  id="s1b6c52l7" />หรือบุคคล คราวใด จะไม่บอกเราก่อนแล้วนิมนต์สงฆ์ คณะ หรือ บุคคลไม่เคยมี แต่เดี๋ยวนี้ 
			<remark  id="s1b6c52l8" />เขาไม่บอกเราก่อน แล้วนิมนต์พระเถระทั้งหลาย  เดี๋ยวนี้จิตตะคหบดีนี้ ลบหลู่เมินเฉย ไม่ยินดี
			<remark  id="s1b6c52l9" />ในเราเสียแล้ว จึงได้กล่าวคำนี้แก่  จิตตะคหบดีว่า อย่าเลย คหบดี อาตมาไม่รับนิมนต์    
			<remark  id="s1b6c52l10" />	จิตตะคหบดี ได้กราบเรียนอาราธนาท่านพระสุธรรมเป็นคำรบสองว่า  ขอพระคุณเจ้าสุธรรม 
			<remark  id="s1b6c52l11" />จงกรุณารับภัตตาหารของข้าพเจ้า เพื่อเจริญบุญกุศลปีติและ  ปราโมทย์ในวันพรุ่งนี้ พร้อมกับพระเถระ
			<remark  id="s1b6c52l12" />ทั้งหลายด้วยเถิด เจ้าข้า    
			<remark  id="s1b6c52l13" />	ท่านพระสุธรรมตอบว่า อย่าเลย คหบดี อาตมาไม่รับนิมนต์    
			<remark  id="s1b6c52l14" />	จิตตะคหบดี ได้กราบเรียนอาราธนาท่านพระสุธรรมเป็นคำรบสามว่า ขอ  พระคุณเจ้าสุธรรม 
			<remark  id="s1b6c52l15" />จงกรุณารับภัตตาหารของข้าพเจ้า เพื่อเจริญบุญกุศลปีติและ  ปราโมทย์ในวันพรุ่งนี้ พร้อมกับพระเถระ
			<remark  id="s1b6c52l16" />ทั้งหลายด้วยเถิด เจ้าข้า    
			<remark  id="s1b6c52l17" />	ท่านพระสุธรรมตอบว่า อย่าเลย คหบดี อาตมาไม่รับนิมนต์    
			<remark  id="s1b6c52l18" />	ทีนั้น จิตตะคหบดีคิดว่า จักทำอะไรแก่เรา เมื่อพระคุณเจ้าสุธรรมรับ  นิมนต์ หรือไม่รับ
			<remark  id="s1b6c52l19" />นิมนต์ แล้วไหว้ท่านพระสุธรรมทำประทักษิณกลับไป ฯ    
			<remark  id="s1b6c52l20" />					วิวาทกับคหบดี    
			<remark  id="s1b6c52l21" />	[๑๓๒] ครั้งนั้น จิตตะคหบดีสั่งให้ตกแต่งขาทนียโภชนียาหารอันประณีตถวายพระเถระ
			<remark  id="s1b6c52l22" />ทั้งหลายโดยผ่านราตรีนั้น จึงท่านพระสุธรรมคิดว่า ถ้ากระไร เรา  พึงตรวจดูขาทนียโภชนียาหารที่
			<remark  id="s1b6c52l23" />จิตตะคหบดีตกแต่งถวายพระเถระทั้งหลาย ครั้นถึง  เวลาเช้า นุ่งอันตรวาสกแล้ว ถือบาตรจีวร
			<remark  id="s1b6c52l24" />เข้าไปสู่นิเวศน์ของจิตตะคหบดี แล้ว  นั่งบนอาสนะที่เขาจัดถวาย    
			<remark  id="s1b6c52l25" />	ทีนั้น จิตตะคหบดีเข้าไปหาท่านพระสุธรรม นมัสการแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง
		</para>
	</section>
	<section id="s1b6c53" >
		<para id="s1b6c53p">
			<remark  id="s1b6c53l1" />	ท่านพระสุธรรมได้กล่าวคำนี้แก่จิตตะคหบดี ผู้นั่งเรียบร้อยแล้วว่า ท่านคหบดี ขาทนีย
			<remark  id="s1b6c53l2" />โภชนียาหารนี้ ท่านตกแต่งไว้มากนัก แต่ของสิ่งหนึ่ง ที่เขาเรียกว่า ขนมแดกงา ไม่มีในจำนวนนี้    
			<remark  id="s1b6c53l3" />	จิตตะคหบดีกล่าวความตำหนิว่า ท่านเจ้าข้า เมื่อพระพุทธพจน์มากมายมี  อยู่ แต่พระ
			<remark  id="s1b6c53l4" />คุณเจ้าสุธรรมมากล่าวว่า ขนมแดกงา ซึ่งเป็นคำเล็กน้อย    
			<remark  id="s1b6c53l5" />	ท่านเจ้าข้า เรื่องเคยมีมาแล้ว พ่อค้าชาวทักษิณาบถ ได้ไปสู่ชนบทแถบ  ตะวันออก พวก
			<remark  id="s1b6c53l6" />เขานำแม่ไก่มาแต่ที่นั้น ต่อมาแม่ไก่นั้นสมสู่อยู่ด้วยพ่อกาก็ออก  ลูกมา คราวใดลูกไก่นั้นปรารถนาจะ
			<remark  id="s1b6c53l7" />ร้องอย่างกา คราวนั้นย่อมร้องเสียงการะคนไก่ คราวใดปรารถนาจะขันอย่างไก่ คราวนั้นย่อมขัน
			<remark  id="s1b6c53l8" />เสียงไก่ระคนกา ฉันใด เมื่อ  พระพุทธพจน์มากมายมีอยู่ พระคุณเจ้าสุธรรมมากล่าวว่า ขนมแดกงา 
			<remark  id="s1b6c53l9" />ซึ่งเป็น  คำเล็กน้อย ก็ฉันนั้นเหมือนกัน    
			<remark  id="s1b6c53l10" />	สุ. คหบดี ท่านด่าอาตมา คหบดี ท่านบริภาษอาตมา คหบดี นั่น อาวาสของท่าน 
			<remark  id="s1b6c53l11" />อาตมาจักหลีกไปจากอาวาสนั้น    
			<remark  id="s1b6c53l12" />	จิ. ท่านเจ้าข้า ข้าพเจ้ามิได้ด่ามิได้บริภาษพระคุณเจ้าสุธรรม ขออาราธนาพระคุณเจ้าสุธรรม
			<remark  id="s1b6c53l13" />จงอยู่ในวิหารอัมพาฏกวัน อันเป็นสถานรื่นรมย์ เขตเมือง  มัจฉิกาสณฑ์ ข้าพเจ้าจักทำการขวนขวาย
			<remark  id="s1b6c53l14" />จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปัจจัยเภสัชบริขาร แก่พระคุณเจ้าสุธรรม    
			<remark  id="s1b6c53l15" />	ท่านพระสุธรรม ได้กล่าวคำนี้แก่จิตตะคหบดีเป็นคำรบสองว่า คหบดีท่านด่าอาตมา
			<remark  id="s1b6c53l16" />คหบดี ท่านบริภาษอาตมา คหบดี นั่นอาวาสของท่าน อาตมาจักหลีกไปจากอาวาสนั้น    
			<remark  id="s1b6c53l17" />	จิ. ท่านเจ้าข้า ข้าพเจ้ามิได้ด่า มิได้บริภาษพระคุณเจ้าสุธรรม ขออาราธนาพระคุณเจ้า
			<remark  id="s1b6c53l18" />สุธรรม จงอยู่ในวิหารอัมพาฏกวัน อันเป็นสถานรื่นรมย์  เขตเมืองมัจฉิกาสณฑ์ ข้าพเจ้าจักทำการ
			<remark  id="s1b6c53l19" />ขวนขวาย จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ  และคิลานปัจจัยเภสัชบริขาร แก่พระคุณเจ้าสุธรรม    
			<remark  id="s1b6c53l20" />	ท่านพระสุธรรม ได้กล่าวคำนี้แก่จิตตะคหบดีเป็นคำรบสามว่า คหบดี  ท่านด่าอาตมา 
			<remark  id="s1b6c53l21" />คหบดี ท่านบริภาษอาตมา คหบดี นั่นอาวาสของท่าน อาตมาจักหลีกไปจากอาวาสนั้น    
			<remark  id="s1b6c53l22" />	จิ. พระคุณเจ้าสุธรรมจักไปที่ไหน เจ้าข้า    
			<remark  id="s1b6c53l23" />	สุ. คหบดี อาตมาจักไปพระนครสาวัตถี เพื่อเฝ้าพระผู้มีพระภาค    
			<remark  id="s1b6c53l24" />	จิ. ท่านเจ้าข้า ถ้าเช่นนั้น ถ้อยคำอันใดที่พระคุณเจ้าได้กล่าวแล้ว และ  ถ้อยคำอันใดที่
			<remark  id="s1b6c53l25" />ข้าพเจ้าได้กล่าวแล้ว ขอท่านจงกราบทูลถ้อยคำอันนั้นทั้งมวลแด่  พระผู้มีพระภาค แต่ข้อที่พระคุณเจ้า
			<remark  id="s1b6c53l26" />สุธรรมจะพึงกลับมาเมืองมัจฉิกาสณฑ์อีกนั้น  ไม่อัศจรรย์เลย เจ้าข้า ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s1b6c54" >
		<para id="s1b6c54p">
			<remark  id="s1b6c54l1" />				พระสุธรรมเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาค    
			<remark  id="s1b6c54l2" />	[๑๓๓] ครั้งนั้น ท่านพระสุธรรมเก็บเสนาสนะแล้ว ถือบาตรจีวรเดินไปทางพระนคร
			<remark  id="s1b6c54l3" />สาวัตถี ถึงพระนครสาวัตถี พระเชตวันอารามของอนาถ  บิณฑิกคหบดี โดยลำดับ เข้าเฝ้าพระผู้มี
			<remark  id="s1b6c54l4" />พระภาค แล้วถวายบังคม นั่ง ณ ที่ควร  ส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วกราบทูลถ้อยคำที่ตนกับคหบดี
			<remark  id="s1b6c54l5" />โต้ตอบกัน ให้พระผู้มีพระภาคทรงทราบทุกประการ ฯ    
			<remark  id="s1b6c54l6" />					ทรงติเตียน    
			<remark  id="s1b6c54l7" />	[๑๓๔] พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงติเตียนว่า ดูกรโมฆบุรุษ การกระทำของเธอนั้น 
			<remark  id="s1b6c54l8" />ไม่เหมาะ ไม่สม ไม่ควร มิใช่กิจของสมณะ ใช้ไม่ได้  ไม่ควรทำ จิตตะคหบดีผู้มีศรัทธาเลื่อมใส 
			<remark  id="s1b6c54l9" />เป็นทายก กัปปิยการก บำรุงสงฆ์  ไฉนเธอจึงได้พูดกด พูดข่ม ด้วยถ้อยคำอันเลวเล่า ดูกร
			<remark  id="s1b6c54l10" />โมฆบุรุษ การกระทำ  ของเธอนั่น ไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส ... ครั้นแล้ว  
			<remark  id="s1b6c54l11" />ทรงทำธรรมีกถารับสั่งกะพระภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าเช่นนั้น สงฆ์  จงทำปฏิสารณีย
			<remark  id="s1b6c54l12" />กรรมแก่ภิกษุสุธรรม คือ ให้เธอขอขมาจิตตะคหบดี    
			<remark  id="s1b6c54l13" />				วิธีทำปฏิสารณียกรรม    
			<remark  id="s1b6c54l14" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แล วิธีทำปฏิสารณียกรรมพึงทำอย่างนี้ พึงโจทภิกษุสุธรรมก่อน 
			<remark  id="s1b6c54l15" />ครั้นแล้วพึงให้เธอให้การ แล้วพึงปรับอาบัติ ครั้นแล้วภิกษุผู้ฉลาด ผู้สามารถ พึงประกาศให้
			<remark  id="s1b6c54l16" />สงฆ์ทราบด้วยบัญญัติจตุตถกรรมวาจา ว่าดังนี้:-    
			<remark  id="s1b6c54l17" />					กรรมวาจาทำปฏิสารณียกรรม    
			<remark  id="s1b6c54l18" />	ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ภิกษุสุธรรมนี้ พูดกด พูดข่ม จิตตะคหบดี ผู้มี
			<remark  id="s1b6c54l19" />ศรัทธาเลื่อมใส เป็นทายก กัปปิยการก ผู้บำรุง  สงฆ์ ด้วยถ้อยคำอันเลว ถ้าความพร้อมพรั่ง
			<remark  id="s1b6c54l20" />ของสงฆ์ถึงที่แล้ว สงฆ์  พึงทำปฏิสารณียกรรมแก่ภิกษุสุธรรม คือ ให้เธอขอขมาจิตตะคหบดี 
			<remark  id="s1b6c54l21" />นี้  เป็นบัญญัติ    
			<remark  id="s1b6c54l22" />	ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ภิกษุสุธรรมนี้ พูดกด พูดข่ม จิตตะคหบดี ผู้มี
			<remark  id="s1b6c54l23" />ศรัทธาเลื่อมใส เป็นทายก กัปปิยการก ผู้บำรุง  สงฆ์ ด้วยถ้อยคำอันเลว สงฆ์ทำปฏิสารณีย
			<remark  id="s1b6c54l24" />กรรมแก่ภิกษุสุธรรม คือ  ให้เธอขอขมาจิตตะคหบดี การทำปฏิสารณียกรรมแก่ภิกษุสุธรรม
		</para>
	</section>
	<section id="s1b6c55" >
		<para id="s1b6c55p">
			<remark  id="s1b6c55l1" />คือ  ให้เธอขอขมาจิตตะคหบดี ชอบแก่ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้นพึงเป็นผู้นิ่ง  ไม่ชอบแก่ท่านผู้ใด 
			<remark  id="s1b6c55l2" />ท่านผู้นั้นพึงพูด    
			<remark  id="s1b6c55l3" />	ข้าพเจ้ากล่าวความนี้แม้ครั้งที่สอง ...    
			<remark  id="s1b6c55l4" />	ข้าพเจ้ากล่าวความนี้แม้ครั้งที่สาม ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟัง  ข้าพเจ้า ภิกษุสุธรรมนี้ 
			<remark  id="s1b6c55l5" />พูดกด พูดข่ม จิตตะคหบดี ผู้มีศรัทธาเลื่อมใส  เป็นทายก กับปิยการก ผู้บำรุงสงฆ์ ด้วย
			<remark  id="s1b6c55l6" />ถ้อยคำอันเลว สงฆ์ทำ  ปฏิสารณียกรรมแก่ภิกษุสุธรรม คือให้เธอขอขมาจิตตะคหบดี การทำ  
			<remark  id="s1b6c55l7" />ปฏิสารณียกรรมแก่ภิกษุสุธรรม คือให้เธอขอขมาจิตตะคหบดี ชอบ  แก่ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้นพึง
			<remark  id="s1b6c55l8" />เป็นผู้นิ่ง ไม่ชอบแก่ท่านผู้ใดท่านผู้นั้นพึงพูด    
			<remark  id="s1b6c55l9" />	ปฏิสารณียกรรมอันสงฆ์ทำแล้วแก่ภิกษุสุธรรม คือ ให้เธอขอขมาจิตตะคหบดี ชอบ
			<remark  id="s1b6c55l10" />แก่สงฆ์ เหตุนั้นจึงนิ่ง ข้าพเจ้าทรงความนี้ไว้ด้วยอย่างนี้ ฯ    
			<remark  id="s1b6c55l11" />				ลักษณะกรรมไม่เป็นธรรม ๑๒ หมวด    
			<remark  id="s1b6c55l12" />					หมวดที่ ๑    
			<remark  id="s1b6c55l13" />	[๑๓๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปฏิสารณียกรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ เป็นกรรมไม่เป็นธรรม 
			<remark  id="s1b6c55l14" />ไม่เป็นวินัย และระงับแล้วไม่ดี คือ ทำลับหลัง ๑ ไม่สอบ  ถามก่อนแล้วทำ ๑ ทำไม่ตามปฏิญาณ ๑    
			<remark  id="s1b6c55l15" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปฏิสารณียกรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ นี้แล เป็นกรรมไม่เป็นธรรม 
			<remark  id="s1b6c55l16" />ไม่เป็นวินัย และระงับแล้วไม่ดี ฯ    
			<remark  id="s1b6c55l17" />					หมวดที่ ๒    
			<remark  id="s1b6c55l18" />	[๑๓๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปฏิสารณียกรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ แม้  อื่นอีก เป็นกรรม
			<remark  id="s1b6c55l19" />ไม่เป็นธรรม ไม่เป็นวินัย และระงับแล้วไม่ดี คือ ทำเพราะ  ไม่ต้องอาบัติ ๑ ทำเพราะอาบัติมิใช่
			<remark  id="s1b6c55l20" />เป็นเทสนาคามินี ๑ ทำเพราะอาบัติที่แสดง  แล้ว ๑    
			<remark  id="s1b6c55l21" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปฏิสารณียกรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ นี้แล เป็นกรรมไม่เป็นธรรม 
			<remark  id="s1b6c55l22" />ไม่เป็นวินัย และระงับแล้วไม่ดี ฯ    
			<remark  id="s1b6c55l23" />					หมวดที่ ๓    
			<remark  id="s1b6c55l24" />	[๑๓๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปฏิสารณียกรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ แม้อื่นอีก เป็นกรรม
			<remark  id="s1b6c55l25" />ไม่เป็นธรรม ไม่เป็นวินัย และระงับแล้วไม่ดี คือ ไม่โจทก่อนแล้วทำ ๑ ไม่ให้จำเลยให้การ
			<remark  id="s1b6c55l26" />ก่อนแล้วทำ ๑ ไม่ปรับอาบัติแล้วทำ ๑
		</para>
	</section>
	<section id="s1b6c56" >
		<para id="s1b6c56p">
			<remark  id="s1b6c56l1" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปฏิสารณียกรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ นี้แล เป็นกรรมไม่เป็นธรรม 
			<remark  id="s1b6c56l2" />ไม่เป็นวินัย และระงับแล้วไม่ดี ฯ    
			<remark  id="s1b6c56l3" />					หมวดที่ ๔    
			<remark  id="s1b6c56l4" />	[๑๓๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปฏิสารณียกรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ แม้  อื่นอีก เป็นกรรม
			<remark  id="s1b6c56l5" />ไม่เป็นธรรม ไม่เป็นวินัย และระงับแล้วไม่ดี คือ ทำลับหลัง ๑  ทำโดยไม่เป็นธรรม ๑ สงฆ์
			<remark  id="s1b6c56l6" />เป็นวรรคทำ ๑    
			<remark  id="s1b6c56l7" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปฏิสารณียกรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ นี้แล เป็นกรรมไม่เป็นธรรม 
			<remark  id="s1b6c56l8" />ไม่เป็นวินัย และระงับแล้วไม่ดี ฯ    
			<remark  id="s1b6c56l9" />					หมวดที่ ๕    
			<remark  id="s1b6c56l10" />	[๑๓๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปฏิสารณียกรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ แม้อื่นอีก เป็น
			<remark  id="s1b6c56l11" />กรรมไม่เป็นธรรม ไม่เป็นวินัย และระงับแล้วไม่ดี คือไม่สอบถามก่อนแล้วทำ ๑ ทำโดยไม่เป็น
			<remark  id="s1b6c56l12" />ธรรม ๑ สงฆ์เป็นวรรคทำ ๑    
			<remark  id="s1b6c56l13" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปฏิสารณียกรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ นี้แล เป็นกรรมไม่เป็นธรรม 
			<remark  id="s1b6c56l14" />ไม่เป็นวินัยและระงับแล้วไม่ดี ฯ    
			<remark  id="s1b6c56l15" />					หมวดที่ ๖    
			<remark  id="s1b6c56l16" />	[๑๔๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปฏิสารณียกรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ แม้อื่นอีก เป็นกรรม
			<remark  id="s1b6c56l17" />ไม่เป็นธรรม ไม่เป็นวินัย และระงับแล้วไม่ดี คือ ทำไม่ตาม  ปฏิญาณ ๑ ทำโดยไม่เป็นธรรม ๑ 
			<remark  id="s1b6c56l18" />สงฆ์เป็นวรรคทำ ๑    
			<remark  id="s1b6c56l19" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปฏิสารณียกรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ นี้แล เป็นกรรมไม่เป็นธรรม 
			<remark  id="s1b6c56l20" />ไม่เป็นวินัย และระงับแล้วไม่ดี ฯ    
			<remark  id="s1b6c56l21" />					หมวดที่ ๗    
			<remark  id="s1b6c56l22" />	[๑๔๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปฏิสารณียกรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ แม้อื่น  อีกเป็นกรรม
			<remark  id="s1b6c56l23" />ไม่เป็นธรรม ไม่เป็นวินัย และระงับแล้วไม่ดี คือ ทำเพราะไม่ต้องอาบัติ ๑ ทำโดยไม่เป็นธรรม 
			<remark  id="s1b6c56l24" />๑ สงฆ์เป็นวรรคทำ ๑    
			<remark  id="s1b6c56l25" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปฏิสารณียกรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ นี้แล เป็นกรรมไม่เป็นธรรม 
			<remark  id="s1b6c56l26" />ไม่เป็นวินัย และระงับแล้วไม่ดี ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s1b6c57" >
		<para id="s1b6c57p">
			<remark  id="s1b6c57l1" />					หมวดที่ ๘    
			<remark  id="s1b6c57l2" />	[๑๔๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปฏิสารณียกรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ แม้อื่นอีก เป็น
			<remark  id="s1b6c57l3" />กรรมไม่เป็นธรรม ไม่เป็นวินัย และระงับแล้วไม่ดี คือ ทำเพราะอาบัติมิใช่เป็นเทสนาคามินี ๑ ทำ
			<remark  id="s1b6c57l4" />โดยไม่เป็นธรรม ๑ สงฆ์เป็นวรรคทำ ๑    
			<remark  id="s1b6c57l5" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปฏิสารณียกรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ นี้แลเป็นกรรมไม่เป็นธรรม 
			<remark  id="s1b6c57l6" />ไม่เป็นวินัย และระงับแล้วไม่ดี ฯ    
			<remark  id="s1b6c57l7" />					หมวดที่ ๙    
			<remark  id="s1b6c57l8" />	[๑๔๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปฏิสารณียกรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ แม้อื่นอีก เป็น
			<remark  id="s1b6c57l9" />กรรมไม่เป็นธรรม ไม่เป็นวินัย และระงับแล้วไม่ดี คือ ทำเพราะอาบัติที่แสดงแล้ว ๑ ทำโดย
			<remark  id="s1b6c57l10" />ไม่เป็นธรรม ๑ สงฆ์เป็นวรรคทำ ๑    
			<remark  id="s1b6c57l11" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปฏิสารณียกรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ นี้แลเป็น  กรรมไม่เป็นธรรม 
			<remark  id="s1b6c57l12" />ไม่เป็นวินัย และระงับแล้วไม่ดี ฯ    
			<remark  id="s1b6c57l13" />					หมวดที่ ๑๐    
			<remark  id="s1b6c57l14" />	[๑๔๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปฏิสารณียกรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ แม้อื่นอีก เป็น
			<remark  id="s1b6c57l15" />กรรมไม่เป็นธรรม ไม่เป็นวินัย และระงับแล้วไม่ดี คือ ไม่โจทก่อนแล้วทำ ๑ ทำโดยไม่เป็น
			<remark  id="s1b6c57l16" />ธรรม ๑ สงฆ์เป็นวรรคทำ ๑    
			<remark  id="s1b6c57l17" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปฏิสารณียกรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ นี้แล เป็นกรรมไม่เป็น
			<remark  id="s1b6c57l18" />ธรรม ไม่เป็นวินัย และระงับแล้วไม่ดี ฯ    
			<remark  id="s1b6c57l19" />					หมวดที่ ๑๑    
			<remark  id="s1b6c57l20" />	[๑๔๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปฏิสารณียกรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ แม้อื่นอีก เป็นกรรม
			<remark  id="s1b6c57l21" />ไม่เป็นธรรม ไม่เป็นวินัย และระงับแล้วไม่ดี คือ ไม่ให้  จำเลยให้การก่อนแล้วทำ ๑ ทำโดย
			<remark  id="s1b6c57l22" />ไม่เป็นธรรม ๑ สงฆ์เป็นวรรคทำ ๑    
			<remark  id="s1b6c57l23" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปฏิสารณียกรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ นี้แล เป็นกรรมไม่เป็นธรรม 
			<remark  id="s1b6c57l24" />ไม่เป็นวินัย และระงับแล้วไม่ดี ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s1b6c58" >
		<para id="s1b6c58p">
			<remark  id="s1b6c58l1" />					หมวดที่ ๑๒    
			<remark  id="s1b6c58l2" />	[๑๔๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปฏิสารณียกรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ แม้อื่นอีก เป็นกรรม
			<remark  id="s1b6c58l3" />ไม่เป็นธรรม ไม่เป็นวินัย และระงับแล้วไม่ดี คือ ไม่ปรับอาบัติแล้วทำ ๑ ทำโดยไม่เป็นธรรม 
			<remark  id="s1b6c58l4" />๑ สงฆ์เป็นวรรคทำ ๑    
			<remark  id="s1b6c58l5" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปฏิสารณียกรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ นี้แลเป็นกรรมไม่เป็นธรรม 
			<remark  id="s1b6c58l6" />ไม่เป็นวินัย และระงับแล้วไม่ดี ฯ    
			<remark  id="s1b6c58l7" />		ลักษณะกรรมไม่เป็นธรรม ๑๒ หมวด ในปฏิสารณียกรรม จบ    
			<remark  id="s1b6c58l8" />				________________________    
			<remark  id="s1b6c58l9" />					ลักษณะกรรมเป็นธรรม ๑๒ หมวด    
			<remark  id="s1b6c58l10" />					หมวดที่ ๑    
			<remark  id="s1b6c58l11" />	[๑๔๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปฏิสารณียกรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓  เป็นกรรมเป็นธรรม 
			<remark  id="s1b6c58l12" />เป็นวินัย และระงับดีแล้ว คือ ทำต่อหน้า ๑ สอบถามก่อนแล้วทำ ๑ ทำตามปฏิญาณ ๑    
			<remark  id="s1b6c58l13" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปฏิสารณียกรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ นี้แลเป็นกรรมเป็นธรรม 
			<remark  id="s1b6c58l14" />เป็นวินัย และระงับดีแล้ว ฯ    
			<remark  id="s1b6c58l15" />					หมวดที่ ๒    
			<remark  id="s1b6c58l16" />	[๑๔๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปฏิสารณียกรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ แม้อื่นอีก เป็นกรรม
			<remark  id="s1b6c58l17" />เป็นธรรม เป็นวินัย และระงับดีแล้ว คือ ทำเพราะต้องอาบัติ ๑  ทำเพราะอาบัติเป็นเทสนา
			<remark  id="s1b6c58l18" />คามินี ๑ ทำเพราะอาบัติยังมิได้แสดง ๑    
			<remark  id="s1b6c58l19" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปฏิสารณียกรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ นี้แลเป็นกรรมเป็นธรรม 
			<remark  id="s1b6c58l20" />เป็นวินัย และระงับดีแล้ว ฯ    
			<remark  id="s1b6c58l21" />					หมวดที่ ๓    
			<remark  id="s1b6c58l22" />	[๑๔๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปฏิสารณียกรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ แม้อื่นอีก เป็น
			<remark  id="s1b6c58l23" />กรรมเป็นธรรม เป็นวินัย และระงับดีแล้ว คือ โจทก่อนแล้วทำ ๑  ให้จำเลยให้การก่อนแล้ว
			<remark  id="s1b6c58l24" />ทำ ๑ ปรับอาบัติแล้วทำ ๑
		</para>
	</section>
	<section id="s1b6c59" >
		<para id="s1b6c59p">
			<remark  id="s1b6c59l1" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปฏิสารณียกรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ นี้แล เป็นกรรมเป็นธรรม 
			<remark  id="s1b6c59l2" />เป็นวินัย และระงับดีแล้ว ฯ    
			<remark  id="s1b6c59l3" />					หมวดที่ ๔    
			<remark  id="s1b6c59l4" />	[๑๕๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปฏิสารณียกรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ แม้อื่นอีก เป็น
			<remark  id="s1b6c59l5" />กรรมเป็นธรรม เป็นวินัย และระงับดีแล้ว คือ ทำต่อหน้า ๑  ทำโดยธรรม ๑ สงฆ์พร้อม
			<remark  id="s1b6c59l6" />เพรียงกันทำ ๑    
			<remark  id="s1b6c59l7" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปฏิสารณียกรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ นี้แล เป็นกรรมเป็นธรรม 
			<remark  id="s1b6c59l8" />เป็นวินัย และระงับดีแล้ว ฯ    
			<remark  id="s1b6c59l9" />					หมวดที่ ๕    
			<remark  id="s1b6c59l10" />	[๑๕๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปฏิสารณียกรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ แม้อื่นอีก เป็นกรรม
			<remark  id="s1b6c59l11" />เป็นธรรม เป็นวินัย และระงับดีแล้ว คือ สอบถามก่อนแล้วทำ ๑ ทำโดยธรรม ๑ สงฆ์
			<remark  id="s1b6c59l12" />พร้อมเพรียงกันทำ ๑    
			<remark  id="s1b6c59l13" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปฏิสารณียกรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ นี้แล เป็นกรรมเป็นธรรม 
			<remark  id="s1b6c59l14" />เป็นวินัย และระงับดีแล้ว ฯ    
			<remark  id="s1b6c59l15" />					หมวดที่ ๖    
			<remark  id="s1b6c59l16" />	[๑๕๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปฏิสารณียกรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ แม้อื่นอีก เป็น
			<remark  id="s1b6c59l17" />กรรมเป็นธรรม เป็นวินัย และระงับดีแล้ว คือ ทำตามปฏิญาณ ๑  ทำโดยธรรม ๑ สงฆ์
			<remark  id="s1b6c59l18" />พร้อมเพรียงกันทำ ๑    
			<remark  id="s1b6c59l19" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปฏิสารณียกรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ นี้แล เป็นกรรมเป็นธรรม 
			<remark  id="s1b6c59l20" />เป็นวินัย และระงับดีแล้ว ฯ    
			<remark  id="s1b6c59l21" />					หมวดที่ ๗    
			<remark  id="s1b6c59l22" />	[๑๕๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปฏิสารณียกรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ แม้อื่นอีก เป็น
			<remark  id="s1b6c59l23" />กรรมเป็นธรรม เป็นวินัย และระงับดีแล้ว คือ ทำเพราะต้องอาบัติ ๑  ทำโดยธรรม ๑ สงฆ์
			<remark  id="s1b6c59l24" />พร้อมเพรียงกันทำ ๑
		</para>
	</section>
	<section id="s1b6c60" >
		<para id="s1b6c60p">
			<remark  id="s1b6c60l1" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปฏิสารณียกรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ นี้แล เป็นกรรมเป็นธรรม 
			<remark  id="s1b6c60l2" />เป็นวินัย และระงับดีแล้ว ฯ    
			<remark  id="s1b6c60l3" />					หมวดที่ ๘    
			<remark  id="s1b6c60l4" />	[๑๕๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปฏิสารณียกรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ แม้อื่นอีก เป็นกรรม
			<remark  id="s1b6c60l5" />เป็นธรรม เป็นวินัย และระงับดีแล้ว คือ ทำเพราะอาบัติ เป็นเทสนาคามินี ๑ ทำโดยธรรม ๑ 
			<remark  id="s1b6c60l6" />สงฆ์พร้อมเพรียงกันทำ ๑    
			<remark  id="s1b6c60l7" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปฏิสารณียกรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ นี้แลเป็นกรรมเป็นธรรม 
			<remark  id="s1b6c60l8" />เป็นวินัย และระงับดีแล้ว ฯ    
			<remark  id="s1b6c60l9" />					หมวดที่ ๙    
			<remark  id="s1b6c60l10" />	[๑๕๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปฏิสารณียกรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ แม้อื่นอีก เป็น
			<remark  id="s1b6c60l11" />กรรมเป็นธรรม เป็นวินัย และระงับดีแล้ว คือ ทำเพราะอาบัติ  ยังมิได้แสดง ๑ ทำโดยธรรม ๑ 
			<remark  id="s1b6c60l12" />สงฆ์พร้อมเพรียงกันทำ ๑    
			<remark  id="s1b6c60l13" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปฏิสารณียกรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ นี้แลเป็นกรรมเป็นธรรม 
			<remark  id="s1b6c60l14" />เป็นวินัย และระงับดีแล้ว ฯ    
			<remark  id="s1b6c60l15" />					หมวดที่ ๑๐    
			<remark  id="s1b6c60l16" />	[๑๕๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปฏิสารณียกรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ แม้อื่นอีก เป็น
			<remark  id="s1b6c60l17" />กรรมเป็นธรรม เป็นวินัย และระงับดีแล้ว คือ โจทก่อนแล้วทำ ๑  ทำโดยธรรม ๑ สงฆ์
			<remark  id="s1b6c60l18" />พร้อมเพรียงกันทำ ๑    
			<remark  id="s1b6c60l19" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปฏิสารณียกรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ นี้แล เป็นกรรมเป็นธรรม 
			<remark  id="s1b6c60l20" />เป็นวินัย และระงับดีแล้ว ฯ    
			<remark  id="s1b6c60l21" />					หมวดที่ ๑๑    
			<remark  id="s1b6c60l22" />	[๑๕๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปฏิสารณียกรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ แม้อื่นอีก เป็นกรรม
			<remark  id="s1b6c60l23" />เป็นธรรม เป็นวินัย และระงับดีแล้ว คือ ให้จำเลยให้การก่อน  แล้วทำ ๑ ทำโดยธรรม ๑ 
			<remark  id="s1b6c60l24" />สงฆ์พร้อมเพรียงกันทำ ๑    
			<remark  id="s1b6c60l25" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปฏิสารณียกรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ นี้แลเป็นกรรมเป็นธรรม 
			<remark  id="s1b6c60l26" />เป็นวินัย และระงับดีแล้ว ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s1b6c61" >
		<para id="s1b6c61p">
			<remark  id="s1b6c61l1" />					หมวดที่ ๑๒    
			<remark  id="s1b6c61l2" />	[๑๕๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปฏิสารณียกรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ แม้อื่นอีก เป็น
			<remark  id="s1b6c61l3" />กรรมเป็นธรรม เป็นวินัย และระงับดีแล้ว คือ ปรับอาบัติแล้วทำ ๑  ทำโดยธรรม ๑ สงฆ์
			<remark  id="s1b6c61l4" />พร้อมเพรียงกันทำ ๑    
			<remark  id="s1b6c61l5" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปฏิสารณียกรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ นี้แล เป็นกรรมเป็นธรรม 
			<remark  id="s1b6c61l6" />เป็นวินัย และระงับดีแล้ว ฯ    
			<remark  id="s1b6c61l7" />			ลักษณะกรรมเป็นธรรม ๑๒ หมวด ในปฏิสารณียกรรม จบ    
			<remark  id="s1b6c61l8" />				________________________    
			<remark  id="s1b6c61l9" />				ข้อที่สงฆ์จำนง ๔ หมวด    
			<remark  id="s1b6c61l10" />					หมวดที่ ๑    
			<remark  id="s1b6c61l11" />	[๑๕๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ เมื่อสงฆ์จำนงพึงลงปฏิสารณียกรรม
			<remark  id="s1b6c61l12" />คือ:-    
			<remark  id="s1b6c61l13" />	๑. ขวนขวายเพื่อมิใช่ลาภแห่งพวกคฤหัสถ์    
			<remark  id="s1b6c61l14" />	๒. ขวนขวายเพื่อมิใช่ประโยชน์แห่งพวกคฤหัสถ์    
			<remark  id="s1b6c61l15" />	๓. ขวนขวายเพื่ออยู่มิได้แห่งพวกคฤหัสถ์    
			<remark  id="s1b6c61l16" />	๔. ด่าว่าเปรียบเปรยพวกคฤหัสถ์    
			<remark  id="s1b6c61l17" />	๕. ยุยงพวกคฤหัสถ์กับพวกคฤหัสถ์ให้แตกกัน    
			<remark  id="s1b6c61l18" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล เมื่อสงฆ์จำนงพึงลงปฏิสารณียกรรม ฯ    
			<remark  id="s1b6c61l19" />					หมวดที่ ๒    
			<remark  id="s1b6c61l20" />	[๑๖๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ แม้อื่นอีกเมื่อสงฆ์จำนงพึงลง
			<remark  id="s1b6c61l21" />ปฏิสารณียกรรม คือ:-    
			<remark  id="s1b6c61l22" />	๑. พูดติเตียนพระพุทธเจ้าแก่พวกคฤหัสถ์    
			<remark  id="s1b6c61l23" />	๒. พูดติเตียนพระธรรมแก่พวกคฤหัสถ์    
			<remark  id="s1b6c61l24" />	๓. พูดติเตียนพระสงฆ์แก่พวกคฤหัสถ์    
			<remark  id="s1b6c61l25" />	๔. พูดกด พูดข่ม พวกคฤหัสถ์ด้วยถ้อยคำอันเลว    
			<remark  id="s1b6c61l26" />	๕. รับคำอันเป็นธรรมแก่พวกคฤหัสถ์ แล้วไม่ทำจริง    
			<remark  id="s1b6c61l27" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล เมื่อสงฆ์จำนงพึงลงปฏิสารณียกรรม ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s1b6c62" >
		<para id="s1b6c62p">
			<remark  id="s1b6c62l1" />					หมวดที่ ๓    
			<remark  id="s1b6c62l2" />	[๑๖๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อสงฆ์จำนงพึงลงปฏิสารณียกรรมแก่ภิกษุ  
			<remark  id="s1b6c62l3" />๕ รูป คือ รูปหนึ่งขวนขวายเพื่อมิใช่ลาภแห่งพวกคฤหัสถ์ ๑ รูปหนึ่งขวนขวาย  เพื่อมิใช่ประ
			<remark  id="s1b6c62l4" />โยชน์แห่งพวกคฤหัสถ์ ๑ รูปหนึ่งขวนขวายเพื่ออยู่มิได้แห่งพวก  คฤหัสถ์ ๑ รูปหนึ่งด่าว่าเปรียบ
			<remark  id="s1b6c62l5" />เปรยพวกคฤหัสถ์ ๑ รูปหนึ่งยุยงพวกคฤหัสถ์  กับพวกคฤหัสถ์ให้แตกกัน ๑    
			<remark  id="s1b6c62l6" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อสงฆ์จำนงพึงลงปฏิสารณียกรรมแก่ภิกษุ ๕ รูป  นี้แล ฯ    
			<remark  id="s1b6c62l7" />					หมวดที่ ๔    
			<remark  id="s1b6c62l8" />	[๑๖๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อสงฆ์จำนงพึงลงปฏิสารณียกรรมแก่ภิกษุอีก  ๕ รูปแม้อื่น
			<remark  id="s1b6c62l9" />อีก คือ รูปหนึ่งพูดติเตียนพระพุทธเจ้าแก่พวกคฤหัสถ์ ๑ รูปหนึ่ง  พูดติเตียนพระธรรมแก่พวก
			<remark  id="s1b6c62l10" />คฤหัสถ์ ๑ รูปหนึ่งพูดติเตียนพระสงฆ์แก่พวกคฤหัสถ์  ๑ รูปหนึ่งพูดกด พูดข่มพวกคฤหัสถ์
			<remark  id="s1b6c62l11" />ด้วยถ้อยคำอันเลว ๑ รูปหนึ่งรับคำอัน  เป็นธรรมแก่พวกคฤหัสถ์แล้ว ไม่ทำจริง   ๑
			<remark  id="s1b6c62l12" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อสงฆ์จำนงพึงลงปฏิสารณียกรรมแก่ภิกษุ ๕ รูป  นี้แล ฯ    
			<remark  id="s1b6c62l13" />					ข้อที่สงฆ์จำนง ๔ หมวด จบ    
			<remark  id="s1b6c62l14" />					__________________    
			<remark  id="s1b6c62l15" />					วัตร ๑๘ ข้อ ในปฏิสารณียกรรม    
			<remark  id="s1b6c62l16" />	[๑๖๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุที่ถูกสงฆ์ลงปฏิสารณียกรรมแล้ว ต้องประพฤติชอบ    
			<remark  id="s1b6c62l17" />	วิธีประพฤติชอบในปฏิสารณียกรรมนั้น ดังต่อไปนี้:-    
			<remark  id="s1b6c62l18" />	๑. ไม่พึงให้อุปสมบท    
			<remark  id="s1b6c62l19" />	๒. ไม่พึงให้นิสัย    
			<remark  id="s1b6c62l20" />	๓. ไม่พึงให้สามเณรอุปัฏฐาก    
			<remark  id="s1b6c62l21" />	๔. ไม่พึงรับสมมติเป็นผู้สั่งสอนภิกษุณี    
			<remark  id="s1b6c62l22" />	๕. แม้ได้รับสมมติแล้วก็ไม่พึงสั่งสอนภิกษุณี    
			<remark  id="s1b6c62l23" />	๖. สงฆ์ลงปฏิสารณียกรรมเพราะอาบัติใด ไม่พึงต้องอาบัตินั้น    
			<remark  id="s1b6c62l24" />	๗. ไม่พึงต้องอาบัติอื่นอันเช่นกัน    
			<remark  id="s1b6c62l25" />	๘. ไม่พึงต้องอาบัติอันเลวทรามกว่านั้น    
			<remark  id="s1b6c62l26" />	๙. ไม่พึงติกรรม
		</para>
	</section>
	<section id="s1b6c63" >
		<para id="s1b6c63p">
			<remark  id="s1b6c63l1" />	๑๐. ไม่พึงติภิกษุทั้งหลายผู้ทำกรรม    
			<remark  id="s1b6c63l2" />	๑๑. ไม่พึงห้ามอุโบสถแก่ปกตัตตะภิกษุ    
			<remark  id="s1b6c63l3" />	๑๒. ไม่พึงห้ามปวารณาแก่ปกตัตตะภิกษุ    
			<remark  id="s1b6c63l4" />	๑๓. ไม่พึงทำการไต่สวน    
			<remark  id="s1b6c63l5" />	๑๔. ไม่พึงเริ่มอนุวาทาธิกรณ์    
			<remark  id="s1b6c63l6" />	๑๕. ไม่พึงยังภิกษุอื่นให้ทำโอกาส    
			<remark  id="s1b6c63l7" />	๑๖. ไม่พึงโจทภิกษุอื่น    
			<remark  id="s1b6c63l8" />	๑๗. ไม่พึงให้ภิกษุอื่นให้การ    
			<remark  id="s1b6c63l9" />	๑๘. ไม่พึงช่วยภิกษุกับภิกษุให้สู้อธิกรณ์กัน    
			<remark  id="s1b6c63l10" />				วัตร ๑๘ ข้อ ในปฏิสารณียกรรม จบ    
			<remark  id="s1b6c63l11" />					__________________    
			<remark  id="s1b6c63l12" />				ถูกสงฆ์ลงปฏิสารณียกรรม    
			<remark  id="s1b6c63l13" />	[๑๖๔] ครั้งนั้น สงฆ์ได้ลงปฏิสารณียกรรมแก่ภิกษุสุธรรม คือ ให้เธอขอขมาจิตตะ
			<remark  id="s1b6c63l14" />คหบดี เธอถูกสงฆ์ลงปฏิสารณียกรรมแล้วไปเมืองมัจฉิกาสณฑ์ เป็นผู้เก้อ ไม่อาจขอขมาจิตตะ
			<remark  id="s1b6c63l15" />คหบดีได้ จึงกลับมายังพระนครสาวัตถีอีก    
			<remark  id="s1b6c63l16" />	ภิกษุทั้งหลายถามอย่างนี้ว่า คุณสุธรรม คุณขอขมาจิตตะคหบดีแล้วหรือ    
			<remark  id="s1b6c63l17" />	ท่านพระสุธรรมตอบว่า ท่านทั้งหลาย ในเรื่องนี้ ผมได้ไปเมืองมัจฉิกาสณฑ์แล้ว เป็น
			<remark  id="s1b6c63l18" />ผู้เก้อ ไม่อาจขอขมาจิตตะคหบดีได้    
			<remark  id="s1b6c63l19" />	ภิกษุเหล่านั้นกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคๆ รับสั่งว่า ดูกรภิกษุ  
			<remark  id="s1b6c63l20" />ทั้งหลาย ถ้าเช่นนั้น สงฆ์จงให้อนุทูตแก่ภิกษุสุธรรมเพื่อขอขมาจิตตะคหบดี    
			<remark  id="s1b6c63l21" />					วิธีให้อนุทูต    
			<remark  id="s1b6c63l22" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แล อนุทูตพึงให้อย่างนี้ พึงขอให้ภิกษุรับก่อน ครั้นแล้ว ภิกษุผู้
			<remark  id="s1b6c63l23" />ฉลาด ผู้สามารถ พึงประกาศให้สงฆ์ทราบด้วยญัตติทุติยกรรมวาจา  ว่าดังนี้:-    
			<remark  id="s1b6c63l24" />					ญัตติทุติยกรรมวาจา    
			<remark  id="s1b6c63l25" />	ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ถ้าความพร้อมพรั่งของสงฆ์  ถึงที่แล้ว สงฆ์พึงให้
			<remark  id="s1b6c63l26" />ภิกษุมีชื่อนี้เป็นอนุทูตแก่ภิกษุสุธรรมเพื่อขอขมา  จิตตะคหบดี นี้เป็นญัตติ
		</para>
	</section>
	<section id="s1b6c64" >
		<para id="s1b6c64p">
			<remark  id="s1b6c64l1" />	ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า สงฆ์ให้ภิกษุมีชื่อนี้เป็นอนุ  ทูตแก่ภิกษุสุธรรม เพื่อ
			<remark  id="s1b6c64l2" />ขอขมาจิตตะคหบดี การให้ภิกษุมีชื่อนี้เป็น  อนุทูตแก่ภิกษุสุธรรม เพื่อขอขมาจิตตะคหบดี 
			<remark  id="s1b6c64l3" />ชอบแก่ท่านผู้ใด  ท่านผู้นั้นพึงเป็นผู้นิ่ง ไม่ชอบแก่ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้นพึงพูด    
			<remark  id="s1b6c64l4" />	ภิกษุมีชื่อนี้ อันสงฆ์ให้เป็นอนุทูตแก่ภิกษุสุธรรมแล้ว เพื่อขอขมาจิตตะคหบดี ชอบ
			<remark  id="s1b6c64l5" />แก่สงฆ์ เหตุนั้นจึงนิ่ง ข้าพเจ้าทรงความนี้ไว้ด้วยอย่างนี้ ฯ    
			<remark  id="s1b6c64l6" />				วิธีขอขมาของพระสุธรรม    
			<remark  id="s1b6c64l7" />	[๑๖๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุสุธรรมนั้นพึงไปเมืองมัจฉิกาสณฑ์กับภิกษุอนุทูต แล้ว
			<remark  id="s1b6c64l8" />ขอขมาจิตตะคหบดีว่า คหบดีขอท่านจงอดโทษ อาตมาจะให้ท่านเลื่อมใส ถ้าเมื่อกล่าวอย่างนี้ 
			<remark  id="s1b6c64l9" />เขาอดโทษ ข้อนั้นเป็นการดี หากเขาไม่อดโทษภิกษุอนุทูตพึงช่วยพูดว่า คหบดี ขอท่านจงอดโทษ
			<remark  id="s1b6c64l10" />แก่ภิกษุนี้ ภิกษุนี้จะให้ท่านเลื่อมใส ถ้าเมื่อกล่าวอย่างนี้ เขาอดโทษ ข้อนั้นเป็นการดี หากเขา
			<remark  id="s1b6c64l11" />ไม่อดโทษภิกษุอนุทูตพึงช่วยพูดว่า คหบดี ขอท่านจงอดโทษแก่ภิกษุนี้ อาตมาจะให้ท่านเลื่อมใส 
			<remark  id="s1b6c64l12" />ถ้าเมื่อกล่าวอย่างนี้เขาอดโทษ ข้อนั้นเป็นการดี หากเขาไม่อดโทษภิกษุอนุทูตพึงช่วยพูดว่า 
			<remark  id="s1b6c64l13" />คหบดี ขอท่านจงอดโทษแก่ภิกษุนี้ตามคำสั่งของสงฆ์ถ้าเมื่อกล่าวอย่างนี้ เขาอดโทษ ข้อนั้นเป็น
			<remark  id="s1b6c64l14" />การดี หากเขาไม่อดโทษ ภิกษุอนุทูต พึงให้ภิกษุสุธรรมห่มผ้าอุตราสงฆ์เฉวียงบ่า นั่งกระหย่งประ
			<remark  id="s1b6c64l15" />คองอัญชลี แล้วให้แสดงอาบัตินั้น ไม่ละทัสสนูปจาร ไม่ละสวนูปจาร ฯ    
			<remark  id="s1b6c64l16" />				ขอขมาสำเร็จ และสงฆ์ระงับกรรม    
			<remark  id="s1b6c64l17" />	[๑๖๖] ครั้งนั้น ท่านพระสุธรรมไปเมืองมัจฉิกาสณฑ์กับภิกษุอนุทูตแล้วขอขมาจิตตะ
			<remark  id="s1b6c64l18" />คฤหบดี ท่านพระสุธรรมนั้นประพฤติโดยชอบ หายเย่อหยิ่งประพฤติแก้ตัวได้ จึงเข้าไปหาภิกษุ
			<remark  id="s1b6c64l19" />ทั้งหลายแล้วกล่าวอย่างนี้ว่า อาวุโสทั้งหลาย ผมถูกสงฆ์ลงปฏิสารณียกรรมแล้ว ได้ประพฤติโดย
			<remark  id="s1b6c64l20" />ชอบ หายเย่อหยิ่ง ประพฤติแก้ตัวได้ ผมจะพึงปฏิบัติอย่างไรต่อไป ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่อง
			<remark  id="s1b6c64l21" />นั้นแด่พระผู้มีพระภาคๆ ตรัสว่า    
			<remark  id="s1b6c64l22" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าเช่นนั้น สงฆ์จงระงับปฏิสารณียกรรมแก่ภิกษุสุธรรม ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s1b6c65" >
		<para id="s1b6c65p">
			<remark  id="s1b6c65l1" />					วัตรที่ไม่ควรระงับ ๑๘ ข้อ ๓ หมวด    
			<remark  id="s1b6c65l2" />					หมวดที่ ๑    
			<remark  id="s1b6c65l3" />	[๑๖๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ สงฆ์ไม่พึงระงับปฏิสารณียกรรม คือ:-    
			<remark  id="s1b6c65l4" />	๑. ให้อุปสมบท    
			<remark  id="s1b6c65l5" />	๒. ให้นิสัย    
			<remark  id="s1b6c65l6" />	๓. ให้สามเณรอุปัฏฐาก    
			<remark  id="s1b6c65l7" />	๔. รับสมมติเป็นผู้สั่งสอนภิกษุณี    
			<remark  id="s1b6c65l8" />	๕. แม้ได้รับสมมติแล้วก็สั่งสอนภิกษุณี    
			<remark  id="s1b6c65l9" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล สงฆ์ไม่พึงระงับปฏิสารณียกรรม ฯ    
			<remark  id="s1b6c65l10" />					หมวดที่ ๒    
			<remark  id="s1b6c65l11" />	[๑๖๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ แม้อื่นอีกสงฆ์ไม่พึงระงับปฏิสารณีย
			<remark  id="s1b6c65l12" />กรรม คือ:-    
			<remark  id="s1b6c65l13" />	๑. สงฆ์ลงปฏิสารณียกรรม เพราะอาบัติใด ต้องอาบัตินั้น    
			<remark  id="s1b6c65l14" />	๒. ต้องอาบัติอื่นอันเช่นกัน    
			<remark  id="s1b6c65l15" />	๓. ต้องอาบัติอันเลวทรามกว่านั้น    
			<remark  id="s1b6c65l16" />	๔. ติกรรม    
			<remark  id="s1b6c65l17" />	๕. ติภิกษุทั้งหลายผู้ทำกรรม    
			<remark  id="s1b6c65l18" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล สงฆ์ไม่พึงระงับปฏิสารณียกรรม ฯ    
			<remark  id="s1b6c65l19" />					หมวดที่ ๓    
			<remark  id="s1b6c65l20" />	[๑๖๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๘ สงฆ์ไม่พึงระงับปฏิสารณียกรรม คือ:-    
			<remark  id="s1b6c65l21" />	๑. ห้ามอุโบสถแก่ปกตัตตะภิกษุ    
			<remark  id="s1b6c65l22" />	๒. ห้ามปวารณาแก่ปกตัตตะภิกษุ    
			<remark  id="s1b6c65l23" />	๓. ทำการไต่สวน    
			<remark  id="s1b6c65l24" />	๔. เริ่มอนุวาทาธิกรณ์    
			<remark  id="s1b6c65l25" />	๕. ยังภิกษุอื่นให้ทำโอกาส
		</para>
	</section>
	<section id="s1b6c66" >
		<para id="s1b6c66p">
			<remark  id="s1b6c66l1" />	๖. โจทภิกษุอื่น    
			<remark  id="s1b6c66l2" />	๗. ให้ภิกษุอื่นให้การ    
			<remark  id="s1b6c66l3" />	๘. ช่วยภิกษุกับภิกษุให้สู้อธิกรณ์กัน    
			<remark  id="s1b6c66l4" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๘ นี้แล สงฆ์ไม่พึงระงับปฏิสารณียกรรม ฯ    
			<remark  id="s1b6c66l5" />			วัตรที่ไม่ควรระงับ ๑๘ ข้อ ในปฏิสารณียกรรม จบ    
			<remark  id="s1b6c66l6" />				________________________    
			<remark  id="s1b6c66l7" />				วัตรที่ควรระงับ ๑๘ ข้อ    
			<remark  id="s1b6c66l8" />					หมวดที่ ๑    
			<remark  id="s1b6c66l9" />	[๑๗๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ สงฆ์พึงระงับปฏิสารณียกรรม คือ:-    
			<remark  id="s1b6c66l10" />	๑. ไม่ให้อุปสมบท    
			<remark  id="s1b6c66l11" />	๒. ไม่ให้นิสัย    
			<remark  id="s1b6c66l12" />	๓. ไม่ให้สามเณรอุปัฏฐาก    
			<remark  id="s1b6c66l13" />	๔. ไม่รับสมมติเป็นผู้สั่งสอนภิกษุณี    
			<remark  id="s1b6c66l14" />	๕. แม้ได้รับสมมติแล้วก็ไม่สั่งสอนภิกษุณี    
			<remark  id="s1b6c66l15" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล สงฆ์พึงระงับปฏิสารณียกรรม ฯ    
			<remark  id="s1b6c66l16" />					หมวดที่ ๒    
			<remark  id="s1b6c66l17" />	[๑๗๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ แม้อื่นอีกสงฆ์พึงระงับปฏิสารณีย
			<remark  id="s1b6c66l18" />กรรม คือ:-    
			<remark  id="s1b6c66l19" />	๑. สงฆ์ทำปฏิสารณียกรรมเพราะอาบัติใด ไม่ต้องอาบัตินั้น    
			<remark  id="s1b6c66l20" />	๒. ไม่ต้องอาบัติอื่นอันเช่นกัน    
			<remark  id="s1b6c66l21" />	๓. ไม่ต้องอาบัติอันเลวทรามกว่านั้น    
			<remark  id="s1b6c66l22" />	๔. ไม่ติกรรม    
			<remark  id="s1b6c66l23" />	๕. ไม่ติภิกษุทั้งหลายผู้ทำกรรม    
			<remark  id="s1b6c66l24" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล สงฆ์พึงระงับปฏิสารณียกรรม ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s1b6c67" >
		<para id="s1b6c67p">
			<remark  id="s1b6c67l1" />					หมวดที่ ๓    
			<remark  id="s1b6c67l2" />	[๑๗๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๘ สงฆ์พึงระงับปฏิสารณียกรรม คือ:-    
			<remark  id="s1b6c67l3" />	๑. ไม่ห้ามอุโบสถแก่ปกตัตตะภิกษุ    
			<remark  id="s1b6c67l4" />	๒. ไม่ห้ามปวารณาแก่ปกตัตตะภิกษุ    
			<remark  id="s1b6c67l5" />	๓. ไม่ทำการไต่สวน    
			<remark  id="s1b6c67l6" />	๔. ไม่เริ่มอนุวาทาธิกรณ์    
			<remark  id="s1b6c67l7" />	๕. ไม่ยังภิกษุอื่นให้ทำโอกาส    
			<remark  id="s1b6c67l8" />	๖. ไม่โจทภิกษุอื่น    
			<remark  id="s1b6c67l9" />	๗. ไม่ให้ภิกษุอื่นให้การ    
			<remark  id="s1b6c67l10" />	๘. ไม่ช่วยภิกษุกับภิกษุให้สู้อธิกรณ์กัน    
			<remark  id="s1b6c67l11" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล สงฆ์พึงระงับปฏิสารณียกรรม ฯ    
			<remark  id="s1b6c67l12" />				วัตรที่ควรระงับ ๑๘ ข้อ ในปฏิสารณียกรรม จบ    
			<remark  id="s1b6c67l13" />				________________________    
			<remark  id="s1b6c67l14" />				วิธีระงับปฏิสารณียกรรม    
			<remark  id="s1b6c67l15" />	[๑๗๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แล วิธีระงับปฏิสารณียกรรมพึงระงับอย่างนี้ คือ ภิกษุสุธรรม
			<remark  id="s1b6c67l16" />นั้นพึงเข้าไปหาสงฆ์ ห่มผ้าอุตราสงค์เฉวียงบ่า ไหว้เท้าภิกษุผู้แก่พรรษากว่า นั่งกระหย่งประคอง
			<remark  id="s1b6c67l17" />อัญชลี แล้วกล่าวคำขอระงับกรรมนั้นอย่างนี้  ว่าดังนี้:-    
			<remark  id="s1b6c67l18" />	ท่านเจ้าข้า ข้าพเจ้าถูกสงฆ์ลงปฏิสารณียกรรมแล้ว ประพฤติโดยชอบหายเย่อหยิ่ง ประ
			<remark  id="s1b6c67l19" />พฤติแก้ตัวได้ ข้าพเจ้าขอระงับปฏิสารณียกรรม    
			<remark  id="s1b6c67l20" />	พึงขอแม้ครั้งที่สอง พึงขอแม้ครั้งที่สาม    
			<remark  id="s1b6c67l21" />	ภิกษุผู้ฉลาด ผู้สามารถ พึงประกาศให้สงฆ์ทราบด้วยญัตติจตุตถกรรมวาจา ว่าดังนี้:-    
			<remark  id="s1b6c67l22" />					กรรมวาจาระงับปฏิสารณียกรรม    
			<remark  id="s1b6c67l23" />	ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ภิกษุสุธรรมนี้ ถูกสงฆ์ลงปฏิสารณียกรรมแล้ว 
			<remark  id="s1b6c67l24" />ประพฤติโดยชอบ หายเย่อหยิ่ง ประพฤติแก้ตัวได้ บัดนี้ ขอระงับปฏิสารณียกรรม ถ้าความ
			<remark  id="s1b6c67l25" />พร้อมพรั่งของสงฆ์ถึงที่แล้ว สงฆ์พึงระงับปฏิสารณียกรรม แก่ภิกษุสุธรรม นี้เป็นญัตติ
		</para>
	</section>
	<section id="s1b6c68" >
		<para id="s1b6c68p">
			<remark  id="s1b6c68l1" />	ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ภิกษุสุธรรมนี้ ถูกสงฆ์ลงปฏิสารณียกรรมแล้ว 
			<remark  id="s1b6c68l2" />ประพฤติโดยชอบ หายเย่อหยิ่ง ประพฤติแก้ตัวได้ บัดนี้ ขอระงับปฏิสารณียกรรม สงฆ์
			<remark  id="s1b6c68l3" />ระงับปฏิสารณียกรรมแก่ภิกษุสุธรรม การระงับปฏิสารณียกรรมแก่ภิกษุสุธรรม ชอบแก่ท่านผู้  
			<remark  id="s1b6c68l4" />ใด ท่านผู้นั้นพึงเป็นผู้นิ่ง ไม่ชอบแก่ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้นพึงพูด    
			<remark  id="s1b6c68l5" />	ข้าพเจ้ากล่าวความนี้แม้ครั้งที่สอง ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟัง  ข้าพเจ้า ภิกษุสุธรรมนี้ 
			<remark  id="s1b6c68l6" />ถูกสงฆ์ลงปฏิสารณียกรรมแล้ว ประพฤติโดยชอบ หายเย่อหยิ่ง ประพฤติแก้ตัวได้ บัดนี้ 
			<remark  id="s1b6c68l7" />ขอระงับปฏิสารณียกรรม สงฆ์ระงับปฏิสารณียกรรมแก่ภิกษุสุธรรม การระงับปฏิสารณียกรรม
			<remark  id="s1b6c68l8" />แก่ภิกษุสุธรรม ชอบแก่ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้นพึงเป็นผู้นิ่ง ไม่ชอบแก่ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้นพึงพูด    
			<remark  id="s1b6c68l9" />	ข้าพเจ้ากล่าวความนี้แม้ครั้งที่สาม ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟัง  ข้าพเจ้า ภิกษุสุธรรมนี้ 
			<remark  id="s1b6c68l10" />ถูกสงฆ์ลงปฏิสารณียกรรมแล้ว ประพฤติโดยชอบ หายเย่อหยิ่ง ประพฤติแก้ตัวได้ บัดนี้ ขอ
			<remark  id="s1b6c68l11" />ระงับปฏิสารณียกรรม สงฆ์ระงับปฏิสารณียกรรมแก่ภิกษุสุธรรม การระงับปฏิสารณียกรรม
			<remark  id="s1b6c68l12" />แก่ภิกษุสุธรรม ชอบแก่ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้นพึงเป็นผู้นิ่ง ไม่ชอบแก่ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้น
			<remark  id="s1b6c68l13" />พึงพูด    
			<remark  id="s1b6c68l14" />	ปฏิสารณียกรรม อันสงฆ์ระงับแล้วแก่ภิกษุสุธรรม ชอบแก่สงฆ์ เหตุนั้นจึงนิ่ง 
			<remark  id="s1b6c68l15" />ข้าพเจ้าทรงความนี้ไว้ ด้วยอย่างนี้ ฯ    
			<remark  id="s1b6c68l16" />				ปฏิสารณียกรรมที่ ๔ จบ    
			<remark  id="s1b6c68l17" />					__________________    
			<remark  id="s1b6c68l18" />					อุกเขปนียกรรมที่ ๕    
			<remark  id="s1b6c68l19" />					เรื่องพระฉันนะ    
			<remark  id="s1b6c68l20" />	[๑๗๔] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ โฆสิตารามเขตพระนคร
			<remark  id="s1b6c68l21" />โกสัมพี ครั้งนั้น ท่านพระฉันนะต้องอาบัติแล้ว ไม่ปรารถนาจะเห็นอาบัติ บรรดาภิกษุที่เป็นผู้
			<remark  id="s1b6c68l22" />มักน้อยต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนท่านพระฉันนะต้องอาบัติแล้ว จึงได้ไม่ปรารถนา
			<remark  id="s1b6c68l23" />จะเห็นอาบัติเล่า แล้วกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค ฯ    
			<remark  id="s1b6c68l24" />				ประชุมสงฆ์ทรงสอบถาม    
			<remark  id="s1b6c68l25" />	[๑๗๕] ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งให้ประชุมภิกษุสงฆ์ในเพราะเหตุเป็นเค้ามูลนั้น 
			<remark  id="s1b6c68l26" />ในเพราะเหตุแรกเกิดนั้น แล้วทรงสอบถามภิกษุทั้งหลายว่าดูกรภิกษุทั้งหลาย ข่าวว่า ภิกษุฉันนะ
			<remark  id="s1b6c68l27" />ต้องอาบัติแล้ว ไม่ปรารถนาจะเห็นอาบัติ  จริงหรือ    
			<remark  id="s1b6c68l28" />	ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า จริง พระพุทธเจ้าข้า
		</para>
	</section>
	<section id="s1b6c69" >
		<para id="s1b6c69p">
			<remark  id="s1b6c69l1" />					ทรงติเตียน    
			<remark  id="s1b6c69l2" />	พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงติเตียนว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย การกระทำของโมฆบุรุษนั้นนั่น 
			<remark  id="s1b6c69l3" />ไม่เหมาะ ไม่สม ไม่ควร มิใช่กิจของสมณะ ใช้ไม่ได้ ไม่ควรทำ ไฉน โมฆบุรุษนั้นต้องอาบัติ
			<remark  id="s1b6c69l4" />แล้วจึงไม่ปรารถนาจะเห็นอาบัติเล่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย การกระทำของโมฆบุรุษนั้นนั่น ไม่เป็นไป
			<remark  id="s1b6c69l5" />เพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส ... ครั้นแล้ว ทรงทำธรรมีกถารับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า  
			<remark  id="s1b6c69l6" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าเช่นนั้น สงฆ์จงทำอุกเขปนียกรรม ฐานไม่เห็นอาบัติแก่  ภิกษุฉันนะ คือ 
			<remark  id="s1b6c69l7" />ห้ามสมโภคกับสงฆ์    
			<remark  id="s1b6c69l8" />				วิธีลงอุกเขปนียกรรม ฐานไม่เห็นอาบัติ    
			<remark  id="s1b6c69l9" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แล วิธีลงอุกเขปนียกรรม ฐานไม่เห็นอาบัติ พึงทำอย่างนี้ คือ พึง
			<remark  id="s1b6c69l10" />โจทภิกษุฉันนะก่อน ครั้นแล้วพึงให้เธอให้การ แล้วพึงปรับอาบัติ ครั้นแล้ว ภิกษุผู้ฉลาด ผู้สามารถ 
			<remark  id="s1b6c69l11" />พึงประกาศให้สงฆ์ทราบ ด้วยญัตติจตุตถกรรมวาจา ว่าดังนี้:-    
			<remark  id="s1b6c69l12" />				กรรมวาจาลงอุกเขปนียกรรม ฐานไม่เห็นอาบัติ    
			<remark  id="s1b6c69l13" />	ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า พระฉันนะนี้ต้องอาบัติแล้ว ไม่ปรารถนาจะเห็น
			<remark  id="s1b6c69l14" />อาบัติ ถ้าความพร้อมพรั่งของสงฆ์ถึงที่แล้ว  สงฆ์พึงทำอุกเขปนียกรรม ฐานไม่เห็นอาบัติแก่
			<remark  id="s1b6c69l15" />พระฉันนะ คือ ห้าม  สมโภคกับสงฆ์ นี้เป็นญัตติ    
			<remark  id="s1b6c69l16" />	ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า พระฉันนะนี้ต้องอาบัติแล้ว ไม่ปรารถนาจะเห็นอาบัติ 
			<remark  id="s1b6c69l17" />สงฆ์ทำอุกเขปนียกรรม ฐานไม่เห็นอาบัติ  แก่พระฉันนะ คือ ห้ามสมโภคกับสงฆ์ การทำ
			<remark  id="s1b6c69l18" />อุกเขปนียกรรม ฐาน  ไม่เห็นอาบัติแก่พระฉันนะ คือ ห้ามสมโภคกับสงฆ์ ชอบแก่ท่านผู้ใด 
			<remark  id="s1b6c69l19" />ท่านผู้นั้นพึงเป็นผู้นิ่ง ไม่ชอบแก่ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้นพึงพูด    
			<remark  id="s1b6c69l20" />	ข้าพเจ้ากล่าวความนี้แม้ครั้งที่สอง ...    
			<remark  id="s1b6c69l21" />	ข้าพเจ้ากล่าวความนี้แม้ครั้งที่สาม ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟัง  ข้าพเจ้า พระฉันนะ
			<remark  id="s1b6c69l22" />นี้ต้องอาบัติแล้ว ไม่ปรารถนาจะเห็นอาบัติ สงฆ์  ทำอุกเขปนียกรรม ฐานไม่เห็นอาบัติแก่
			<remark  id="s1b6c69l23" />พระฉันนะ คือ ห้ามสมโภค  กับสงฆ์ การทำอุกเขปนียกรรม ฐานไม่เห็นอาบัติแก่พระฉันนะ 
			<remark  id="s1b6c69l24" />คือ  ห้ามสมโภคกับสงฆ์ ชอบแก่ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้นพึงเป็นผู้นิ่ง ไม่ชอบแก่ท่านผู้ใด 
			<remark  id="s1b6c69l25" />ท่านผู้นั้นพึงพูด
		</para>
	</section>
	<section id="s1b6c70" >
		<para id="s1b6c70p">
			<remark  id="s1b6c70l1" />	อุกเขปนียกรรม ฐานไม่เห็นอาบัติ สงฆ์ทำแล้วแก่พระฉันนะ  คือ ห้ามสมโภคกับ
			<remark  id="s1b6c70l2" />สงฆ์ ชอบแก่สงฆ์ เหตุนั้นจึงนิ่ง ข้าพเจ้าทรงความนี้ไว้ ด้วยอย่างนี้    
			<remark  id="s1b6c70l3" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงบอกภิกษุผู้อยู่ในอาวาสต่อๆ ไปว่า พระฉันนะถูกสงฆ์ทำ
			<remark  id="s1b6c70l4" />อุกเขปนียกรรม ฐานไม่เห็นอาบัติแล้ว คือ ห้ามสมโภค  กับสงฆ์ ฯ    
			<remark  id="s1b6c70l5" />				ลักษณะกรรมไม่เป็นธรรม ๑๒ หมวด    
			<remark  id="s1b6c70l6" />					หมวดที่ ๑    
			<remark  id="s1b6c70l7" />	[๑๗๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อุกเขปนียกรรม ฐานไม่เห็นอาบัติ ที่ประกอบด้วยองค์ ๓ 
			<remark  id="s1b6c70l8" />เป็นกรรมไม่เป็นธรรม ไม่เป็นวินัย และระงับแล้วไม่ดี  คือ ทำลับหลัง ๑ ไม่สอบถามก่อนแล้ว
			<remark  id="s1b6c70l9" />ทำ ๑ ทำไม่ตามปฏิญาณ ๑    
			<remark  id="s1b6c70l10" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย อุกเขปนียกรรม ฐานไม่เห็นอาบัติที่ประกอบด้วยองค์ ๓  นี้แล เป็นกรรม
			<remark  id="s1b6c70l11" />ไม่เป็นธรรม ไม่เป็นวินัย และระงับแล้วไม่ดี ฯ    
			<remark  id="s1b6c70l12" />					หมวดที่ ๒    
			<remark  id="s1b6c70l13" />	[๑๗๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อุกเขปนียกรรม ฐานไม่เห็นอาบัติที่ประกอบ ด้วยองค์ ๓ 
			<remark  id="s1b6c70l14" />แม้อื่นอีก เป็นกรรมไม่เป็นธรรม ไม่เป็นวินัย และระงับแล้วไม่ดี  คือ ทำเพราะไม่ต้องอาบัติ ๑ 
			<remark  id="s1b6c70l15" />ทำเพราะอาบัติมิใช่เทสนาคามินี ๑ ทำเพราะอาบัติ  ที่แสดงแล้ว ๑    
			<remark  id="s1b6c70l16" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย อุกเขปนียกรรม ฐานไม่เห็นอาบัติที่ประกอบด้วยองค์ ๓ นี้แล เป็น
			<remark  id="s1b6c70l17" />กรรมไม่เป็นธรรม ไม่เป็นวินัย และระงับแล้วไม่ดี ฯ    
			<remark  id="s1b6c70l18" />					หมวดที่ ๓    
			<remark  id="s1b6c70l19" />	[๑๗๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อุกเขปนียกรรม ฐานไม่เห็นอาบัติที่ประกอบด้วยองค์ ๓ แม้อื่น
			<remark  id="s1b6c70l20" />อีก เป็นกรรมไม่เป็นธรรม ไม่เป็นวินัย และระงับแล้วไม่ดี คือ ไม่โจทก่อนแล้วทำ ๑ ไม่ให้
			<remark  id="s1b6c70l21" />จำเลยให้การก่อนแล้วทำ ๑ ไม่ปรับอาบัติ  แล้วทำ ๑    
			<remark  id="s1b6c70l22" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย อุกเขปนียกรรม ฐานไม่เห็นอาบัติที่ประกอบด้วยองค์  ๓ นี้แล เป็นกรรม
			<remark  id="s1b6c70l23" />ไม่เป็นธรรม ไม่เป็นวินัย และระงับแล้วไม่ดี ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s1b6c71" >
		<para id="s1b6c71p">
			<remark  id="s1b6c71l1" />					หมวดที่ ๔    
			<remark  id="s1b6c71l2" />	[๑๗๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อุกเขปนียกรรม ฐานไม่เห็นอาบัติที่ประกอบด้วยองค์ ๓ แม้
			<remark  id="s1b6c71l3" />อื่นอีก เป็นกรรมไม่เป็นธรรม ไม่เป็นวินัย และระงับแล้วไม่ดี  คือ ทำลับหลัง ๑ ทำโดยไม่
			<remark  id="s1b6c71l4" />เป็นธรรม ๑ สงฆ์เป็นวรรคทำ ๑    
			<remark  id="s1b6c71l5" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย อุกเขปนียกรรม ฐานไม่เห็นอาบัติที่ประกอบด้วยองค์  ๓ นี้แล เป็นกรรม
			<remark  id="s1b6c71l6" />ไม่เป็นธรรม ไม่เป็นวินัย และระงับแล้วไม่ดี ฯ    
			<remark  id="s1b6c71l7" />					หมวดที่ ๕    
			<remark  id="s1b6c71l8" />	[๑๘๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อุกเขปนียกรรม ฐานไม่เห็นอาบัติ ที่ประกอบ  ด้วยองค์ ๓ แม้
			<remark  id="s1b6c71l9" />อื่นอีก เป็นกรรมไม่เป็นธรรม ไม่เป็นวินัย และระงับแล้วไม่ดี  คือ ไม่สอบถามก่อนแล้วทำ ๑ 
			<remark  id="s1b6c71l10" />ทำโดยไม่เป็นธรรม ๑ สงฆ์เป็นวรรคทำ ๑    
			<remark  id="s1b6c71l11" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย อุกเขปนียกรรม ฐานไม่เห็นอาบัติ ที่ประกอบด้วยองค์ ๓ นี้แล 
			<remark  id="s1b6c71l12" />เป็นกรรมไม่เป็นธรรม ไม่เป็นวินัย และระงับแล้วไม่ดี ฯ    
			<remark  id="s1b6c71l13" />					หมวดที่ ๖    
			<remark  id="s1b6c71l14" />	[๑๘๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อุกเขปนียกรรม ฐานไม่เห็นอาบัติ ที่ประกอบด้วยองค์ ๓ 
			<remark  id="s1b6c71l15" />แม้อื่นอีก เป็นกรรมไม่เป็นธรรม ไม่เป็นวินัย และระงับแล้วไม่ดีคือ ทำไม่ตามปฏิญาณ ๑ 
			<remark  id="s1b6c71l16" />ทำโดยไม่เป็นธรรม ๑ สงฆ์เป็นวรรคทำ ๑    
			<remark  id="s1b6c71l17" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย อุกเขปนียกรรม ฐานไม่เห็นอาบัติ ที่ประกอบด้วยองค์ ๓ นี้แล 
			<remark  id="s1b6c71l18" />เป็นกรรมไม่เป็นธรรม ไม่เป็นวินัย และระงับแล้วไม่ดี ฯ    
			<remark  id="s1b6c71l19" />					หมวดที่ ๗    
			<remark  id="s1b6c71l20" />	[๑๘๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อุกเขปนียกรรม ฐานไม่เห็นอาบัติ ที่ประกอบด้วยองค์ ๓ 
			<remark  id="s1b6c71l21" />แม้อื่นอีก เป็นกรรมไม่เป็นธรรม ไม่เป็นวินัย และระงับแล้วไม่ดีคือ ทำเพราะไม่ต้องอาบัติ ๑ 
			<remark  id="s1b6c71l22" />ทำโดยไม่เป็นธรรม ๑ สงฆ์เป็นวรรคทำ ๑    
			<remark  id="s1b6c71l23" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย อุกเขปนียกรรม ฐานไม่เห็นอาบัติที่ประกอบด้วย องค์ ๓ นี้แล เป็น
			<remark  id="s1b6c71l24" />กรรมไม่เป็นธรรม ไม่เป็นวินัย และระงับแล้วไม่ดี ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s1b6c72" >
		<para id="s1b6c72p">
			<remark  id="s1b6c72l1" />					หมวดที่ ๘    
			<remark  id="s1b6c72l2" />	[๑๘๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อุกเขปนียกรรม ฐานไม่เห็นอาบัติ ที่ประกอบด้วยองค์ ๓ 
			<remark  id="s1b6c72l3" />แม้อื่นอีก เป็นกรรมไม่เป็นธรรม ไม่เป็นวินัย และระงับแล้วไม่ดีคือ ทำเพราะมิใช่อาบัติเป็น
			<remark  id="s1b6c72l4" />เทสนาคามินี ๑ ทำโดยไม่เป็นธรรม ๑ สงฆ์เป็นวรรคทำ ๑    
			<remark  id="s1b6c72l5" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย อุกเขปนียกรรม ฐานไม่เห็นอาบัติที่ประกอบด้วยองค์ ๓  นี้แล เป็นกรรม
			<remark  id="s1b6c72l6" />ไม่เป็นธรรม ไม่เป็นวินัย และระงับแล้วไม่ดี ฯ    
			<remark  id="s1b6c72l7" />					หมวดที่ ๙    
			<remark  id="s1b6c72l8" />	[๑๘๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อุกเขปนียกรรม ฐานไม่เห็นอาบัติ ที่ประกอบด้วยองค์ ๓ 
			<remark  id="s1b6c72l9" />แม้อื่นอีก เป็นกรรมไม่เป็นธรรม ไม่เป็นวินัย และระงับแล้วไม่ดีคือ ทำเพราะอาบัติที่แสดงแล้ว 
			<remark  id="s1b6c72l10" />๑ ทำโดยไม่เป็นธรรม ๑ สงฆ์เป็นวรรคทำ ๑    
			<remark  id="s1b6c72l11" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย อุกเขปนียกรรม ฐานไม่เห็นอาบัติที่ประกอบด้วยองค์ ๓  นี้แล เป็นกรรม
			<remark  id="s1b6c72l12" />ไม่เป็นธรรม ไม่เป็นวินัย และระงับแล้วไม่ดี ฯ    
			<remark  id="s1b6c72l13" />					หมวดที่ ๑๐    
			<remark  id="s1b6c72l14" />	[๑๘๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อุกเขปนียกรรม ฐานไม่เห็นอาบัติ ที่ประกอบด้วยองค์ ๓ 
			<remark  id="s1b6c72l15" />แม้อื่นอีก เป็นกรรมไม่เป็นธรรม ไม่เป็นวินัย และระงับแล้วไม่ดี  คือ ไม่โจทก่อนแล้วทำ ๑ 
			<remark  id="s1b6c72l16" />ทำโดยไม่เป็นธรรม ๑ สงฆ์เป็นวรรคทำ ๑    
			<remark  id="s1b6c72l17" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย อุกเขปนียกรรม ฐานไม่เห็นอาบัติที่ประกอบด้วยองค์ ๓  นี้แล เป็นกรรม
			<remark  id="s1b6c72l18" />ไม่เป็นธรรม ไม่เป็นวินัย และระงับแล้วไม่ดี ฯ    
			<remark  id="s1b6c72l19" />					หมวดที่ ๑๑    
			<remark  id="s1b6c72l20" />	[๑๘๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อุกเขปนียกรรม ฐานไม่เห็นอาบัติ ที่ประกอบด้วยองค์ ๓ 
			<remark  id="s1b6c72l21" />แม้อื่นอีก เป็นกรรมไม่เป็นธรรม ไม่เป็นวินัย และระงับแล้วไม่ดีคือ ไม่ให้จำเลยให้การก่อน
			<remark  id="s1b6c72l22" />แล้วทำ ๑ ทำโดยไม่เป็นธรรม ๑ สงฆ์เป็นวรรคทำ ๑    
			<remark  id="s1b6c72l23" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย อุกเขปนียกรรม  ฐานไม่เห็นอาบัติที่ประกอบด้วยองค์ ๓  นี้แล เป็น
			<remark  id="s1b6c72l24" />กรรมไม่เป็นธรรม ไม่เป็นวินัย และระงับแล้วไม่ดี ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s1b6c73" >
		<para id="s1b6c73p">
			<remark  id="s1b6c73l1" />					หมวดที่ ๑๒    
			<remark  id="s1b6c73l2" />	[๑๘๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อุกเขปนียกรรม ฐานไม่เห็นอาบัติ ที่ประกอบด้วยองค์ ๓ 
			<remark  id="s1b6c73l3" />แม้อื่นอีก เป็นกรรมไม่เป็นธรรม ไม่เป็นวินัย และระงับแล้วไม่ดี คือ ไม่ปรับอาบัติแล้วทำ ๑ 
			<remark  id="s1b6c73l4" />ทำโดยไม่เป็นธรรม ๑ สงฆ์เป็นวรรคทำ ๑    
			<remark  id="s1b6c73l5" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย อุกเขปนียกรรม ฐานไม่เห็นอาบัติที่ประกอบด้วยองค์ ๓  นี้แล เป็น
			<remark  id="s1b6c73l6" />กรรมไม่เป็นธรรม ไม่เป็นวินัย และระงับแล้วไม่ดี ฯ    
			<remark  id="s1b6c73l7" />				ลักษณะกรรมไม่เป็นธรรม ๑๒ หมวด    
			<remark  id="s1b6c73l8" />				ในอุกเขปนียกรรม ฐานไม่เห็นอาบัติ จบ    
			<remark  id="s1b6c73l9" />				________________________    
			<remark  id="s1b6c73l10" />					ลักษณะกรรมเป็นธรรม ๑๒ หมวด    
			<remark  id="s1b6c73l11" />					หมวดที่ ๑    
			<remark  id="s1b6c73l12" />	[๑๘๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อุกเขปนียกรรม ฐานไม่เห็นอาบัติ ที่ประกอบด้วยองค์ ๓ 
			<remark  id="s1b6c73l13" />เป็นกรรมเป็นธรรม เป็นวินัย และระงับดีแล้ว คือ ทำต่อหน้า ๑  สอบถามก่อนแล้วทำ ๑ 
			<remark  id="s1b6c73l14" />ทำตามปฏิญาณ ๑    
			<remark  id="s1b6c73l15" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย อุกเขปนียกรรม ฐานไม่เห็นอาบัติที่ประกอบด้วยองค์ ๓  นี้แล เป็นกรรม
			<remark  id="s1b6c73l16" />เป็นธรรม เป็นวินัย และระงับดีแล้ว ฯ    
			<remark  id="s1b6c73l17" />					หมวดที่ ๒    
			<remark  id="s1b6c73l18" />	[๑๘๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อุกเขปนียกรรม ฐานไม่เห็นอาบัติ ที่ประกอบด้วยองค์ ๓ 
			<remark  id="s1b6c73l19" />แม้อื่นอีก เป็นกรรมเป็นธรรม เป็นวินัย และระงับดีแล้ว คือ ทำเพราะต้องอาบัติ ๑ ทำเพราะ
			<remark  id="s1b6c73l20" />อาบัติเป็นเทสนาคามินี ๑ ทำเพราะอาบัติที่ยัง  ไม่ได้แสดง ๑    
			<remark  id="s1b6c73l21" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย อุกเขปนียกรรม ฐานไม่เห็นอาบัติที่ประกอบด้วยองค์ ๓  นี้แล เป็นกรรม
			<remark  id="s1b6c73l22" />เป็นธรรม เป็นวินัย และระงับดีแล้ว ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s1b6c74" >
		<para id="s1b6c74p">
			<remark  id="s1b6c74l1" />					หมวดที่ ๓    
			<remark  id="s1b6c74l2" />	[๑๙๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อุกเขปนียกรรม ฐานไม่เห็นอาบัติ ที่ประกอบด้วยองค์ ๓ 
			<remark  id="s1b6c74l3" />แม้อื่นอีก เป็นกรรมเป็นธรรม เป็นวินัย และระงับดีแล้ว คือ โจทก่อนแล้วทำ ๑ ให้จำเลย
			<remark  id="s1b6c74l4" />ให้การก่อนแล้วทำ ๑ ปรับอาบัติแล้วทำ ๑    
			<remark  id="s1b6c74l5" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย อุกเขปนียกรรม ฐานไม่เห็นอาบัติที่ประกอบด้วยองค์ ๓  นี้แล เป็นกรรม
			<remark  id="s1b6c74l6" />เป็นธรรม เป็นวินัย และระงับดีแล้ว ฯ    
			<remark  id="s1b6c74l7" />					หมวดที่ ๔    
			<remark  id="s1b6c74l8" />	[๑๙๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อุกเขปนียกรรม ฐานไม่เห็นอาบัติ ที่ประกอบด้วยองค์ ๓ 
			<remark  id="s1b6c74l9" />แม้อื่นอีก เป็นกรรมเป็นธรรม เป็นวินัย และระงับดีแล้ว คือ ทำต่อหน้า ๑ ทำโดยธรรม ๑ 
			<remark  id="s1b6c74l10" />สงฆ์พร้อมเพรียงกันทำ ๑    
			<remark  id="s1b6c74l11" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย อุกเขปนียกรรม ฐานไม่เห็นอาบัติที่ประกอบด้วยองค์ ๓  นี้แล เป็นกรรม
			<remark  id="s1b6c74l12" />เป็นธรรม เป็นวินัย และระงับดีแล้ว ฯ    
			<remark  id="s1b6c74l13" />					หมวดที่ ๕    
			<remark  id="s1b6c74l14" />	[๑๙๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อุกเขปนียกรรม ฐานไม่เห็นอาบัติ ที่ประกอบด้วยองค์ ๓ 
			<remark  id="s1b6c74l15" />แม้อื่นอีก เป็นกรรมเป็นธรรม เป็นวินัย และระงับดีแล้ว คือ สอบถามก่อนแล้วทำ ๑ ทำโดย
			<remark  id="s1b6c74l16" />ธรรม ๑ สงฆ์พร้อมเพรียงกันทำ ๑    
			<remark  id="s1b6c74l17" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย อุกเขปนียกรรม ฐานไม่เห็นอาบัติที่ประกอบด้วยองค์ ๓  นี้แล เป็นกรรม
			<remark  id="s1b6c74l18" />เป็นธรรม เป็นวินัย และระงับดีแล้ว ฯ    
			<remark  id="s1b6c74l19" />					หมวดที่ ๖    
			<remark  id="s1b6c74l20" />	[๑๙๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อุกเขปนียกรรม ฐานไม่เห็นอาบัติ ที่ประกอบด้วยองค์ ๓ แม้
			<remark  id="s1b6c74l21" />อื่นอีก เป็นกรรมเป็นธรรม เป็นวินัย และระงับดีแล้ว คือ ทำตามปฏิญาณ ๑ ทำโดยธรรม ๑ 
			<remark  id="s1b6c74l22" />สงฆ์พร้อมเพรียงกันทำ ๑    
			<remark  id="s1b6c74l23" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย อุกเขปนียกรรม ฐานไม่เห็นอาบัติที่ประกอบด้วยองค์ ๓  นี้แล เป็นกรรม
			<remark  id="s1b6c74l24" />เป็นธรรม เป็นวินัย และระงับดีแล้ว ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s1b6c75" >
		<para id="s1b6c75p">
			<remark  id="s1b6c75l1" />					หมวดที่ ๗    
			<remark  id="s1b6c75l2" />	[๑๙๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อุกเขปนียกรรม ฐานไม่เห็นอาบัติ ที่ประกอบด้วยองค์ ๓ แม้
			<remark  id="s1b6c75l3" />อื่นอีก เป็นกรรมเป็นธรรม เป็นวินัย และระงับดีแล้ว คือ ทำเพราะต้องอาบัติ ๑ ทำโดยธรรม ๑ 
			<remark  id="s1b6c75l4" />สงฆ์พร้อมเพรียงกันทำ ๑    
			<remark  id="s1b6c75l5" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย อุกเขปนียกรรม ฐานไม่เห็นอาบัติที่ประกอบด้วยองค์ ๓  นี้แล เป็นกรรม
			<remark  id="s1b6c75l6" />เป็นธรรม เป็นวินัย และระงับดีแล้ว ฯ    
			<remark  id="s1b6c75l7" />					หมวดที่ ๘    
			<remark  id="s1b6c75l8" />	[๑๙๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อุกเขปนียกรรม ฐานไม่เห็นอาบัติ ที่ประกอบด้วยองค์ ๓ แม้
			<remark  id="s1b6c75l9" />อื่นอีก เป็นกรรมเป็นธรรม เป็นวินัย และระงับดีแล้ว คือ ทำเพราะอาบัติที่เป็นเทสนาคามินี ๑ 
			<remark  id="s1b6c75l10" />ทำโดยธรรม ๑ สงฆ์พร้อมเพรียงกันทำ ๑    
			<remark  id="s1b6c75l11" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย อุกเขปนียกรรม ฐานไม่เห็นอาบัติที่ประกอบด้วยองค์ ๓  นี้แล เป็นกรรม
			<remark  id="s1b6c75l12" />เป็นธรรม เป็นวินัย และระงับดีแล้ว ฯ    
			<remark  id="s1b6c75l13" />					หมวดที่ ๙    
			<remark  id="s1b6c75l14" />	[๑๙๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อุกเขปนียกรรม ฐานไม่เห็นอาบัติ ที่ประกอบด้วยองค์ ๓ แม้
			<remark  id="s1b6c75l15" />อื่นอีก เป็นกรรมเป็นธรรม เป็นวินัย และระงับดีแล้ว คือ ทำเพราะอาบัติยังไม่ได้แสดง ๑
			<remark  id="s1b6c75l16" />ทำโดยธรรม ๑ สงฆ์พร้อมเพรียงกันทำ ๑    
			<remark  id="s1b6c75l17" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย อุกเขปนียกรรม ฐานไม่เห็นอาบัติที่ประกอบด้วยองค์ ๓  นี้แล เป็นกรรม
			<remark  id="s1b6c75l18" />เป็นธรรม เป็นวินัย และระงับดีแล้ว ฯ    
			<remark  id="s1b6c75l19" />					หมวดที่ ๑๐    
			<remark  id="s1b6c75l20" />	[๑๙๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อุกเขปนียกรรม ฐานไม่เห็นอาบัติ ที่ประกอบด้วยองค์ ๓ แม้
			<remark  id="s1b6c75l21" />อื่นอีก เป็นกรรมเป็นธรรม เป็นวินัย และระงับดีแล้ว คือ โจทก่อนแล้วทำ ๑ ทำโดยธรรม ๑ 
			<remark  id="s1b6c75l22" />สงฆ์พร้อมเพรียงกันทำ ๑    
			<remark  id="s1b6c75l23" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย อุกเขปนียกรรม ฐานไม่เห็นอาบัติที่ประกอบด้วยองค์ ๓  นี้แล เป็นกรรม
			<remark  id="s1b6c75l24" />เป็นธรรม เป็นวินัย และระงับดีแล้ว ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s1b6c76" >
		<para id="s1b6c76p">
			<remark  id="s1b6c76l1" />					หมวดที่ ๑๑    
			<remark  id="s1b6c76l2" />	[๑๙๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อุกเขปนียกรรม ฐานไม่เห็นอาบัติ ที่ประกอบด้วยองค์ ๓ แม้
			<remark  id="s1b6c76l3" />อื่นอีก เป็นกรรมเป็นธรรม เป็นวินัย และระงับดีแล้ว คือ ให้จำเลยให้การก่อนแล้วทำ ๑ ทำโดย
			<remark  id="s1b6c76l4" />ธรรม ๑ สงฆ์พร้อมเพรียงกันทำ ๑    
			<remark  id="s1b6c76l5" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย อุกเขปนียกรรม ฐานไม่เห็นอาบัติที่ประกอบด้วยองค์ ๓  นี้แล เป็นกรรม
			<remark  id="s1b6c76l6" />เป็นธรรม เป็นวินัย และระงับดีแล้ว ฯ    
			<remark  id="s1b6c76l7" />					หมวดที่ ๑๒    
			<remark  id="s1b6c76l8" />	[๑๙๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อุกเขปนียกรรม ฐานไม่เห็นอาบัติ ที่ประกอบด้วยองค์ ๓ แม้
			<remark  id="s1b6c76l9" />อื่นอีก เป็นกรรมเป็นธรรม เป็นวินัย และระงับดีแล้ว คือ ปรับอาบัติแล้วทำ ๑ ทำโดยธรรม ๑ 
			<remark  id="s1b6c76l10" />สงฆ์พร้อมเพรียงกันทำ ๑    
			<remark  id="s1b6c76l11" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย อุกเขปนียกรรม ฐานไม่เห็นอาบัติที่ประกอบด้วยองค์ ๓  นี้แล เป็นกรรม
			<remark  id="s1b6c76l12" />เป็นธรรม เป็นวินัย และระงับดีแล้ว ฯ    
			<remark  id="s1b6c76l13" />					ลักษณะกรรมเป็นธรรม ๑๒ หมวด    
			<remark  id="s1b6c76l14" />				ในอุกเขปนียกรรม ฐานไม่เห็นอาบัติ จบ    
			<remark  id="s1b6c76l15" />					________________________    
			<remark  id="s1b6c76l16" />				ข้อที่สงฆ์จำนง ๖ หมวด    
			<remark  id="s1b6c76l17" />					หมวดที่ ๑    
			<remark  id="s1b6c76l18" />	[๒๐๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๓ เมื่อสงฆ์จำนงพึงลงอุกเขปนียกรรม 
			<remark  id="s1b6c76l19" />ฐานไม่เห็นอาบัติ คือ เป็นผู้ก่อความบาดหมาง ก่อการทะเลาะก่อการวิวาท ทำความอื้อฉาว 
			<remark  id="s1b6c76l20" />ก่ออธิกรณ์ในสงฆ์ ๑ เป็นพาล ไม่ฉลาด มีอาบัติมากมีมรรยาทไม่สมควร ๑ อยู่คลุกคลีกับคฤหัสถ์ 
			<remark  id="s1b6c76l21" />ด้วยการคลุกคลีอันไม่สมควร ๑    
			<remark  id="s1b6c76l22" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๓ นี้แล เมื่อสงฆ์จำนงพึงลงอุกเขปนียกรรม 
			<remark  id="s1b6c76l23" />ฐานไม่เห็นอาบัติ ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s1b6c77" >
		<para id="s1b6c77p">
			<remark  id="s1b6c77l1" />					หมวดที่ ๒    
			<remark  id="s1b6c77l2" />	[๒๐๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๓ แม้อื่นอีก เมื่อสงฆ์จำนงพึงลง
			<remark  id="s1b6c77l3" />อุกเขปนียกรรม ฐานไม่เห็นอาบัติ คือ เป็นผู้มีศีลวิบัติ ในอธิศีล ๑  เป็นผู้มีอาจารวิบัติ ในอัธยา
			<remark  id="s1b6c77l4" />จาร ๑ เป็นผู้มีทิฐิวิบัติ ในอติทิฐิ ๑    
			<remark  id="s1b6c77l5" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๓ นี้แล เมื่อสงฆ์จำนงพึงลง  อุกเขปนียกรรม 
			<remark  id="s1b6c77l6" />ฐานไม่เห็นอาบัติ ฯ    
			<remark  id="s1b6c77l7" />					หมวดที่ ๓    
			<remark  id="s1b6c77l8" />	[๒๐๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๓ แม้อื่นอีก เมื่อสงฆ์จำนงพึงลง
			<remark  id="s1b6c77l9" />อุกเขปนียกรรม ฐานไม่เห็นอาบัติ คือ กล่าวติเตียนพระพุทธเจ้า ๑  กล่าวติเตียนพระธรรม ๑ กล่าว
			<remark  id="s1b6c77l10" />ติเตียนพระสงฆ์ ๑    
			<remark  id="s1b6c77l11" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๓ นี้แล เมื่อสงฆ์จำนงพึงลงอุกเขปนียกรรม 
			<remark  id="s1b6c77l12" />ฐานไม่เห็นอาบัติ ฯ    
			<remark  id="s1b6c77l13" />					หมวดที่ ๔    
			<remark  id="s1b6c77l14" />	[๒๐๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อสงฆ์จำนงพึงลงอุกเขปนียกรรม ฐานไม่เห็นอาบัติแก่
			<remark  id="s1b6c77l15" />ภิกษุ ๓ รูป คือ รูปหนึ่งเป็นผู้ก่อความบาดหมาง ก่อการทะเลาะ ก่อการวิวาท ทำความอื้อฉาว 
			<remark  id="s1b6c77l16" />ก่ออธิกรณ์ในสงฆ์ ๑ รูปหนึ่งเป็นพาล ไม่ฉลาด มีอาบัติมาก  มีมรรยาทไม่สมควร ๑ รูปหนึ่งอยู่
			<remark  id="s1b6c77l17" />คลุกคลีกับคฤหัสถ์ ด้วยการคลุกคลีอันไม่  สมควร ๑    
			<remark  id="s1b6c77l18" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อสงฆ์จำนงพึงลงอุกเขปนียกรรม ฐานไม่เห็นอาบัติแก่ภิกษุ ๓ รูปนี้แล ฯ    
			<remark  id="s1b6c77l19" />					หมวดที่ ๕    
			<remark  id="s1b6c77l20" />	[๒๐๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อสงฆ์จำนงค์พึงลงอุกเขปนียกรรม ฐานไม่เห็นอาบัติ แก่
			<remark  id="s1b6c77l21" />ภิกษุ ๓ รูปแม้อื่นอีก คือ รูปหนึ่งเป็นผู้มีศีลวิบัติ ในอธิศีล ๑  รูปหนึ่งเป็นผู้มีอาจารวิบัติ ใน
			<remark  id="s1b6c77l22" />อัธยาจาร ๑ รูปหนึ่งเป็นผู้มีทิฐิวิบัติ ในอติทิฐิ ๑    
			<remark  id="s1b6c77l23" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อสงฆ์จำนงพึงลงอุกเขปนียกรรม ฐานไม่เห็นอาบัติแก่ภิกษุ ๓ รูป
			<remark  id="s1b6c77l24" />นี้แล ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s1b6c78" >
		<para id="s1b6c78p">
			<remark  id="s1b6c78l1" />					หมวดที่ ๖    
			<remark  id="s1b6c78l2" />	[๒๐๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อสงฆ์จำนงพึงลงอุกเขปนียกรรม ฐานไม่เห็นอาบัติแก่ภิกษุ 
			<remark  id="s1b6c78l3" />๓ รูปแม้อื่นอีก คือ รูปหนึ่งกล่าวติเตียนพระพุทธเจ้า ๑ รูป  หนึ่งกล่าวติเตียนพระธรรม ๑ รูปหนึ่ง
			<remark  id="s1b6c78l4" />กล่าวติเตียนพระสงฆ์ ๑    
			<remark  id="s1b6c78l5" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อสงฆ์จำนงพึงลงอุกเขปนียกรรม ฐานไม่เห็นอาบัติแก่ภิกษุ ๓ รูปนี้แล    
			<remark  id="s1b6c78l6" />				ข้อที่สงฆ์จำนง ๖ หมวด    
			<remark  id="s1b6c78l7" />				ในอุกเขปนียกรรม ฐานไม่เห็นอาบัติ จบ    
			<remark  id="s1b6c78l8" />					__________________    
			<remark  id="s1b6c78l9" />			วัตร ๔๓ ข้อ ในอุกเขปนียกรรม ฐานไม่เห็นอาบัติ    
			<remark  id="s1b6c78l10" />	[๒๐๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุที่ถูกสงฆ์ลงอุกเขปนียกรรม ฐานไม่เห็นอาบัติแล้ว ต้อง
			<remark  id="s1b6c78l11" />ประพฤติชอบ    
			<remark  id="s1b6c78l12" />	วิธีประพฤติชอบในอุกเขปนียกรรม ฐานไม่เห็นอาบัตินั้น ดังต่อไปนี้    
			<remark  id="s1b6c78l13" />	๑. ไม่พึงให้อุปสมบท    
			<remark  id="s1b6c78l14" />	๒. ไม่พึงให้นิสัย    
			<remark  id="s1b6c78l15" />	๓. ไม่พึงให้สามเณรอุปัฏฐาก    
			<remark  id="s1b6c78l16" />	๔. ไม่พึงรับสมมติเป็นผู้สั่งสอนภิกษุณี    
			<remark  id="s1b6c78l17" />	๕. แม้ได้รับสมมติแล้ว ก็ไม่พึงสั่งสอนภิกษุณี    
			<remark  id="s1b6c78l18" />	๖. สงฆ์ลงอุกเขปนียกรรมฐานไม่เห็นอาบัติ เพราะอาบัติใด ไม่พึงต้องอาบัตินั้น    
			<remark  id="s1b6c78l19" />	๗. ไม่พึงต้องอาบัติอื่นอันเช่นกัน    
			<remark  id="s1b6c78l20" />	๘. ไม่พึงต้องอาบัติอันเลวทรามกว่านั้น    
			<remark  id="s1b6c78l21" />	๙. ไม่พึงติกรรม    
			<remark  id="s1b6c78l22" />	๑๐. ไม่พึงติภิกษุทั้งหลายผู้ทำกรรม    
			<remark  id="s1b6c78l23" />	๑๑. ไม่พึงยินดีการกราบไหว้ของปกตัตตะภิกษุ    
			<remark  id="s1b6c78l24" />	๑๒. ไม่พึงยินดีการยืนรับของปกตัตตะภิกษุ
		</para>
	</section>
	<section id="s1b6c79" >
		<para id="s1b6c79p">
			<remark  id="s1b6c79l1" />	๑๓. ไม่พึงยินดีอัญชลีกรรมของปกตัตตะภิกษุ    
			<remark  id="s1b6c79l2" />	๑๔. ไม่พึงยินดีสามีจิกรรมของปกตัตตะภิกษุ    
			<remark  id="s1b6c79l3" />	๑๕. ไม่พึงยินดีการนำอาสนะมาให้ของปกตัตตะภิกษุ    
			<remark  id="s1b6c79l4" />	๑๖. ไม่พึงยินดีการนำที่นอนมาให้ของปกตัตตะภิกษุ    
			<remark  id="s1b6c79l5" />	๑๗. ไม่พึงยินดีการนำน้ำล้างเท้ามาให้ ไม่พึงยินดีการตั้งตั่งรองเท้าให้ของปกตัตตะภิกษุ    
			<remark  id="s1b6c79l6" />	๑๘. ไม่พึงยินดีการตั้งกระเบื้องเช็ดเท้าให้ของปกตัตตะภิกษุ    
			<remark  id="s1b6c79l7" />	๑๙. ไม่พึงยินดีการรับบาตรจีวรของปกตัตตะภิกษุ    
			<remark  id="s1b6c79l8" />	๒๐. ไม่พึงยินดีการถูหลังให้เมื่ออาบน้ำของปกตัตตะภิกษุ    
			<remark  id="s1b6c79l9" />	๒๑. ไม่พึงกำจัดปกตัตตะภิกษุ ด้วยศีลวิบัติ    
			<remark  id="s1b6c79l10" />	๒๒. ไม่พึงกำจัดปกตัตตะภิกษุ ด้วยอาจารวิบัติ    
			<remark  id="s1b6c79l11" />	๒๓. ไม่พึงกำจัดปกตัตตะภิกษุ ด้วยทิฐิวิบัติ    
			<remark  id="s1b6c79l12" />	๒๔. ไม่พึงกำจัดปกตัตตะภิกษุ ด้วยอาชีววิบัติ    
			<remark  id="s1b6c79l13" />	๒๕. ไม่พึงยุภิกษุกับภิกษุให้แตกกัน    
			<remark  id="s1b6c79l14" />	๒๖. ไม่พึงใช้เครื่องนุ่งห่มอย่างคฤหัสถ์    
			<remark  id="s1b6c79l15" />	๒๗. ไม่พึงใช้เครื่องนุ่งห่มอย่างเดียรถีย์    
			<remark  id="s1b6c79l16" />	๒๘. ไม่พึงคบพวกเดียรถีย์    
			<remark  id="s1b6c79l17" />	๒๙. พึงคบพวกภิกษุ    
			<remark  id="s1b6c79l18" />	๓๐. พึงศึกษาสิกขาของภิกษุ    
			<remark  id="s1b6c79l19" />	๓๑. ไม่พึงอยู่ในอาวาสมีเครื่องมุงเดียวกันกับปกตัตตะภิกษุ    
			<remark  id="s1b6c79l20" />	๓๒. ไม่พึงอยู่ในอนาวาสมีเครื่องมุงเดียวกันกับปกตัตตะภิกษุ    
			<remark  id="s1b6c79l21" />	๓๓. ไม่พึงอยู่ในอาวาสหรือในอนาวาสมีเครื่องมุงเดียวกันกับปกตัตตะภิกษุ    
			<remark  id="s1b6c79l22" />	๓๔. เห็นปกตัตตะภิกษุแล้วพึงลุกจากอาสนะ    
			<remark  id="s1b6c79l23" />	๓๕. ไม่พึงรุกรานปกตัตตะภิกษุข้างใน หรือข้างนอกวิหาร    
			<remark  id="s1b6c79l24" />	๓๖. ไม่พึงห้ามอุโบสถแก่ปกตัตตะภิกษุ    
			<remark  id="s1b6c79l25" />	๓๗. ไม่พึงห้ามปวารณาแก่ปกตัตตะภิกษุ
		</para>
	</section>
	<section id="s1b6c80" >
		<para id="s1b6c80p">
			<remark  id="s1b6c80l1" />	๓๘. ไม่พึงทำการไต่สวน    
			<remark  id="s1b6c80l2" />	๓๙. ไม่พึงเริ่มอนุวาทาธิกรณ์    
			<remark  id="s1b6c80l3" />	๔๐. ไม่พึงยังภิกษุอื่นให้ทำโอกาส    
			<remark  id="s1b6c80l4" />	๔๑. ไม่พึงโจทภิกษุอื่น    
			<remark  id="s1b6c80l5" />	๔๒. ไม่พึงให้ภิกษุอื่นให้การ    
			<remark  id="s1b6c80l6" />	๔๓. ไม่พึงช่วยภิกษุกับภิกษุให้สู้อธิกรณ์กัน    
			<remark  id="s1b6c80l7" />			วัตร ๔๓ ข้อ ในอุกเขปนียกรรม ฐานไม่เห็นอาบัติ จบ    
			<remark  id="s1b6c80l8" />					สงฆ์ลงโทษและระงับกรรม    
			<remark  id="s1b6c80l9" />	[๒๐๗] ครั้งนั้น สงฆ์ได้ลงอุกเขปนียกรรม ฐานไม่เห็นอาบัติแก่พระฉันนะ คือห้าม
			<remark  id="s1b6c80l10" />สมโภคกับสงฆ์ เธอถูกสงฆ์ลงอุกเขปนียกรรม ฐานไม่เห็นอาบัติแล้วได้ไปจากอาวาสนั้น สู่อาวาส
			<remark  id="s1b6c80l11" />อื่น ภิกษุทั้งหลายในอาวาสอื่นนั้นไม่กราบไหว้ ไม่ยืนรับ ไม่ทำอัญชลีกรรม  ไม่ทำสามีจิกรรม ไม่
			<remark  id="s1b6c80l12" />สักการะ ไม่เคารพ ไม่นับถือ ไม่บูชา  เธออันภิกษุทั้งหลายไม่สักการะ ไม่เคารพ ไม่นับถือ ไม่บูชา
			<remark  id="s1b6c80l13" />อยู่ เป็นผู้ไม่มีใคร  ทำสักการะ จึงได้ไปจากอาวาสแม้นั้น  สู่อาวาสอื่น ภิกษุทั้งหลายในอาวาสอื่น  
			<remark  id="s1b6c80l14" />แม้นั้น ก็ไม่กราบไหว้ ไม่ยืนรับ ไม่ทำอัญชลีกรรม ไม่ทำสามีจิกรรม ไม่  สักการะ ไม่เคารพ 
			<remark  id="s1b6c80l15" />ไม่นับถือ ไม่บูชา เธออันภิกษุทั้งหลายไม่สักการะ ไม่  เคารพ ไม่นับถือ ไม่บูชาอยู่ เป็นผู้ไม่มี
			<remark  id="s1b6c80l16" />ใครทำสักการะ จึงได้ไปจากอาวาสแม้นั้น  สู่อาวาสอื่น ภิกษุทั้งหลายในอาวาสอื่นแม้นั้นก็ไม่กราบไหว้
			<remark  id="s1b6c80l17" />ไม่ยืนรับ ไม่ทำ  อัญชลีกรรม ไม่ทำสามีจิกรรม ไม่สักการะ ไม่เคารพ ไม่นับถือ ไม่บูชา เธออัน  
			<remark  id="s1b6c80l18" />ภิกษุทั้งหลายไม่สักการะ ไม่เคารพ ไม่นับถือ ไม่บูชาอยู่ เป็นผู้ไม่มีใครทำสักการะ  จึงกลับมาสู่
			<remark  id="s1b6c80l19" />พระนครโกสัมพีอีกตามเดิม ได้ประพฤติโดยชอบ หายเย่อหยิ่ง ประพฤติแก้ตัวได้ เข้าไปหา
			<remark  id="s1b6c80l20" />ภิกษุทั้งหลาย แล้วกล่าวอย่างนี้ว่า อาวุโสทั้งหลาย ผม  ถูกสงฆ์ลงอุกเขปนียกรรมฐานไม่เห็นอาบัติ 
			<remark  id="s1b6c80l21" />แล้วประพฤติโดยชอบ หายเย่อหยิ่ง ประพฤติแก้ตัวได้ ผมจะพึงปฏิบัติอย่างไรต่อไป ภิกษุ
			<remark  id="s1b6c80l22" />ทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคๆ ตรัสว่า    
			<remark  id="s1b6c80l23" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าเช่นนั้น สงฆ์จงระงับอุกเขปนียกรรมฐานไม่เห็น อาบัติ แก่ภิกษุ
			<remark  id="s1b6c80l24" />ฉันนะ ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s1b6c81" >
		<para id="s1b6c81p">
			<remark  id="s1b6c81l1" />				วัตรที่ไม่ควรระงับ ๔๓ ข้อ ๘ หมวด    
			<remark  id="s1b6c81l2" />					หมวดที่ ๑    
			<remark  id="s1b6c81l3" />	[๒๐๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สงฆ์ไม่พึงระงับอุกเขปนียกรรมฐานไม่เห็น  อาบัติ แก่ภิกษุ
			<remark  id="s1b6c81l4" />ผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ คือ:-    
			<remark  id="s1b6c81l5" />	๑. ให้อุปสมบท    
			<remark  id="s1b6c81l6" />	๒. ให้นิสัย    
			<remark  id="s1b6c81l7" />	๓. ให้สามเณรอุปัฏฐาก    
			<remark  id="s1b6c81l8" />	๔. รับสมมติเป็นผู้สั่งสอนภิกษุณี    
			<remark  id="s1b6c81l9" />	๕. แม้ได้รับสมมติแล้ว ก็ยังสั่งสอนภิกษุณี    
			<remark  id="s1b6c81l10" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล สงฆ์ไม่พึงระงับอุกเขปนียกรรม ฐาน
			<remark  id="s1b6c81l11" />ไม่เห็นอาบัติ ฯ    
			<remark  id="s1b6c81l12" />					หมวดที่ ๒    
			<remark  id="s1b6c81l13" />	[๒๐๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สงฆ์ไม่พึงระงับอุกเขปนียกรรมฐานไม่เห็นอาบัติ แก่ภิกษุ
			<remark  id="s1b6c81l14" />ผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ แม้อื่นอีก คือ:-    
			<remark  id="s1b6c81l15" />	๑. สงฆ์ลงอุกเขปนียกรรม ฐานไม่เห็นอาบัติเพราะอาบัติใดต้องอาบัตินั้น    
			<remark  id="s1b6c81l16" />	๒. ต้องอาบัติอื่นอันเช่นกัน    
			<remark  id="s1b6c81l17" />	๓. ต้องอาบัติอันเลวทรามกว่านั้น    
			<remark  id="s1b6c81l18" />	๔. ติกรรม    
			<remark  id="s1b6c81l19" />	๕. ติภิกษุทั้งหลายผู้ทำกรรม    
			<remark  id="s1b6c81l20" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล สงฆ์ไม่พึงระงับอุกเขปนียกรรม ฐาน
			<remark  id="s1b6c81l21" />ไม่เห็นอาบัติ ฯ    
			<remark  id="s1b6c81l22" />					หมวดที่ ๓    
			<remark  id="s1b6c81l23" />	[๒๑๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สงฆ์ไม่พึงระงับอุกเขปนียกรรม ฐานไม่เห็นอาบัติ แก่ภิกษุ
			<remark  id="s1b6c81l24" />ผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ แม้อื่นอีก คือ:-    
			<remark  id="s1b6c81l25" />	๑. ยินดีการกราบไหว้ของปกตัตตะภิกษุ
		</para>
	</section>
	<section id="s1b6c82" >
		<para id="s1b6c82p">
			<remark  id="s1b6c82l1" />	๒. ยินดีการยืนรับของปกตัตตะภิกษุ    
			<remark  id="s1b6c82l2" />	๓. ยินดีอัญชลีกรรมของปกตัตตะภิกษุ    
			<remark  id="s1b6c82l3" />	๔. ยินดีสามีจิกรรม ของปกตัตตะภิกษุ    
			<remark  id="s1b6c82l4" />	๕. ยินดีการนำอาสนะมาให้ ของปกตัตตะภิกษุ    
			<remark  id="s1b6c82l5" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล สงฆ์ไม่พึงระงับอุกเขปนียกรรม ฐาน
			<remark  id="s1b6c82l6" />ไม่เห็นอาบัติ ฯ    
			<remark  id="s1b6c82l7" />					หมวดที่ ๔    
			<remark  id="s1b6c82l8" />	[๒๑๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สงฆ์ไม่พึงระงับอุกเขปนียกรรม ฐานไม่เห็นอาบัติ แก่ภิกษุ
			<remark  id="s1b6c82l9" />ผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ แม้อื่นอีก คือ:-    
			<remark  id="s1b6c82l10" />	๑. ยินดีการนำที่นอนมาให้ ของปกตัตตะภิกษุ    
			<remark  id="s1b6c82l11" />	๒. ยินดีการนำน้ำล้างเท้ามาให้ การตั้งตั่งรองเท้าให้ ของปกตัตตะภิกษุ    
			<remark  id="s1b6c82l12" />	๓. ยินดีการตั้งกระเบื้องเช็ดเท้า ของปกตัตตะภิกษุ    
			<remark  id="s1b6c82l13" />	๔. ยินดีการรับบาตรจีวร ของปกตัตตะภิกษุ    
			<remark  id="s1b6c82l14" />	๕. ยินดีการถูหลังให้เมื่ออาบน้ำ ของปกตัตตะภิกษุ    
			<remark  id="s1b6c82l15" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล สงฆ์ไม่พึงระงับอุกเขปนียกรรม ฐานไม่
			<remark  id="s1b6c82l16" />เห็นอาบัติ ฯ    
			<remark  id="s1b6c82l17" />					หมวดที่ ๕    
			<remark  id="s1b6c82l18" />	[๒๑๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สงฆ์ไม่พึงระงับอุกเขปนียกรรมฐานไม่เห็นอาบัติ แก่ภิกษุ
			<remark  id="s1b6c82l19" />ผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ แม้อื่นอีก คือ:-    
			<remark  id="s1b6c82l20" />	๑. กำจัดปกตัตตะภิกษุ ด้วยศีลวิบัติ    
			<remark  id="s1b6c82l21" />	๒. กำจัดปกตัตตะภิกษุ ด้วยอาจารวิบัติ    
			<remark  id="s1b6c82l22" />	๓. กำจัดปกตัตตะภิกษุ ด้วยทิฐิวิบัติ    
			<remark  id="s1b6c82l23" />	๔. กำจัดปกตัตตะภิกษุ ด้วยอาชีววิบัติ    
			<remark  id="s1b6c82l24" />	๕. ยุภิกษุกับภิกษุให้แตกกัน    
			<remark  id="s1b6c82l25" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล สงฆ์ไม่พึงระงับอุกเขปนียกรรม ฐาน
			<remark  id="s1b6c82l26" />ไม่เห็นอาบัติ ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s1b6c83" >
		<para id="s1b6c83p">
			<remark  id="s1b6c83l1" />					หมวดที่ ๖    
			<remark  id="s1b6c83l2" />	[๒๑๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สงฆ์ไม่พึงระงับอุกเขปนียกรรม ฐานไม่เห็นอาบัติ แก่ภิกษุ
			<remark  id="s1b6c83l3" />ผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ แม้อื่นอีก คือ:-    
			<remark  id="s1b6c83l4" />	๑. ใช้เครื่องนุ่งห่มอย่างคฤหัสถ์    
			<remark  id="s1b6c83l5" />	๒. ใช้เครื่องนุ่งห่มอย่างเดียรถีย์    
			<remark  id="s1b6c83l6" />	๓. คบพวกเดียรถีย์    
			<remark  id="s1b6c83l7" />	๔. ไม่คบพวกภิกษุ    
			<remark  id="s1b6c83l8" />	๕. ไม่ศึกษาสิกขาของภิกษุ    
			<remark  id="s1b6c83l9" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล สงฆ์ไม่พึงระงับอุกเขปนียกรรม ฐาน
			<remark  id="s1b6c83l10" />ไม่เห็นอาบัติ ฯ    
			<remark  id="s1b6c83l11" />					หมวดที่ ๗    
			<remark  id="s1b6c83l12" />	[๒๑๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สงฆ์ไม่พึงระงับอุกเขปนียกรรม ฐานไม่เห็นอาบัติ แก่ภิกษุ
			<remark  id="s1b6c83l13" />ผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ แม้อื่นอีก คือ:-    
			<remark  id="s1b6c83l14" />	๑. อยู่ในอาวาสมีเครื่องมุงเดียวกันกับปกตัตตะภิกษุ    
			<remark  id="s1b6c83l15" />	๒. อยู่ในอนาวาสมีเครื่องมุงเดียวกันกับปกตัตตะภิกษุ    
			<remark  id="s1b6c83l16" />	๓. อยู่ในอาวาส หรือในอนาวาส มีเครื่องมุงเดียวกันกับปกตัตตะภิกษุ    
			<remark  id="s1b6c83l17" />	๔. เห็นปกตัตตะภิกษุแล้ว ไม่ลุกจากอาสนะ    
			<remark  id="s1b6c83l18" />	๕. รุกรานปกตัตตะภิกษุ ข้างในหรือข้างนอกวิหาร    
			<remark  id="s1b6c83l19" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล สงฆ์ไม่พึงระงับอุกเขปนียกรรม ฐาน
			<remark  id="s1b6c83l20" />ไม่เห็นอาบัติ ฯ    
			<remark  id="s1b6c83l21" />					หมวดที่ ๘    
			<remark  id="s1b6c83l22" />	[๒๑๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สงฆ์ไม่พึงระงับอุกเขปนียกรรม ฐานไม่เห็นอาบัติ แก่ภิกษุ
			<remark  id="s1b6c83l23" />ผู้ประกอบด้วยองค์ ๘ คือ:-    
			<remark  id="s1b6c83l24" />	๑. ห้ามอุโบสถแก่ปกตัตตะภิกษุ    
			<remark  id="s1b6c83l25" />	๒. ห้ามปวารณาแก่ปกตัตตะภิกษุ
		</para>
	</section>
	<section id="s1b6c84" >
		<para id="s1b6c84p">
			<remark  id="s1b6c84l1" />	๓. ทำการไต่สวน    
			<remark  id="s1b6c84l2" />	๔. เริ่มอนุวาทาธิกรณ์    
			<remark  id="s1b6c84l3" />	๕. ยังภิกษุอื่นให้ทำโอกาส    
			<remark  id="s1b6c84l4" />	๖. โจทภิกษุอื่น    
			<remark  id="s1b6c84l5" />	๗. ให้ภิกษุอื่นให้การ    
			<remark  id="s1b6c84l6" />	๘. ช่วยภิกษุกับภิกษุให้สู้อธิกรณ์กัน    
			<remark  id="s1b6c84l7" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๘ นี้แล สงฆ์ไม่พึงระงับอุกเขปนียกรรม ฐาน
			<remark  id="s1b6c84l8" />ไม่เห็นอาบัติ ฯ    
			<remark  id="s1b6c84l9" />				วัตรที่ไม่ควรระงับ ๔๓ ข้อ ๘ หมวด    
			<remark  id="s1b6c84l10" />				ในอุกเขปนียกรรม ฐานไม่เห็นอาบัติ จบ    
			<remark  id="s1b6c84l11" />				__________________    
			<remark  id="s1b6c84l12" />					วัตรที่ควรระงับ ๔๓ ข้อ ๘ หมวด    
			<remark  id="s1b6c84l13" />					หมวดที่ ๑    
			<remark  id="s1b6c84l14" />	[๒๑๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สงฆ์พึงระงับอุกเขปนียกรรม ฐานไม่เห็นอาบัติ แก่ภิกษุ
			<remark  id="s1b6c84l15" />ผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ คือ:-    
			<remark  id="s1b6c84l16" />	๑. ไม่ให้อุปสมบท    
			<remark  id="s1b6c84l17" />	๒. ไม่ให้นิสัย    
			<remark  id="s1b6c84l18" />	๓. ไม่ให้สามเณรอุปัฏฐาก    
			<remark  id="s1b6c84l19" />	๔. ไม่รับสมมติเป็นผู้สั่งสอนภิกษุณี    
			<remark  id="s1b6c84l20" />	๕. แม้ได้รับสมมติแล้ว ก็ไม่สั่งสอนภิกษุณี    
			<remark  id="s1b6c84l21" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล สงฆ์พึงระงับอุกเขปนียกรรม ฐานไม่
			<remark  id="s1b6c84l22" />เห็นอาบัติ ฯ    
			<remark  id="s1b6c84l23" />					หมวดที่ ๒    
			<remark  id="s1b6c84l24" />	[๒๑๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สงฆ์พึงระงับอุกเขปนียกรรม ฐานไม่เห็นอาบัติ แก่ภิกษุ
			<remark  id="s1b6c84l25" />ผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ แม้อื่นอีก คือ:-    
			<remark  id="s1b6c84l26" />	๑. สงฆ์ลงอุกเขปนียกรรม ฐานไม่เห็นอาบัติ เพราะอาบัติใด ไม่ต้องอาบัตินั้น
		</para>
	</section>
	<section id="s1b6c85" >
		<para id="s1b6c85p">
			<remark  id="s1b6c85l1" />	๒. ไม่ต้องอาบัติอื่นอันเช่นกัน    
			<remark  id="s1b6c85l2" />	๓. ไม่ต้องอาบัติอันเลวทรามกว่านั้น    
			<remark  id="s1b6c85l3" />	๔. ไม่ติกรรม    
			<remark  id="s1b6c85l4" />	๕. ไม่ติภิกษุทั้งหลายผู้ทำกรรม    
			<remark  id="s1b6c85l5" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล สงฆ์พึงระงับอุกเขปนียกรรม ฐานไม่
			<remark  id="s1b6c85l6" />เห็นอาบัติ ฯ    
			<remark  id="s1b6c85l7" />					หมวดที่ ๓    
			<remark  id="s1b6c85l8" />	[๒๑๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สงฆ์พึงระงับอุกเขปนียกรรม ฐานไม่เห็นอาบัติ แก่ภิกษุ
			<remark  id="s1b6c85l9" />ผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ แม้อื่นอีก คือ:-    
			<remark  id="s1b6c85l10" />	๑. ไม่ยินดีการกราบไหว้ ของปกตัตตะภิกษุ    
			<remark  id="s1b6c85l11" />	๒. ไม่ยินดีการยืนรับ ของปกตัตตะภิกษุ    
			<remark  id="s1b6c85l12" />	๓. ไม่ยินดีอัญชลีกรรม ของปกตัตตะภิกษุ    
			<remark  id="s1b6c85l13" />	๔. ไม่ยินดีสามีจิกรรม ของปกตัตตะภิกษุ    
			<remark  id="s1b6c85l14" />	๕. ไม่ยินดีการนำอาสนะมาให้ ของปกตัตตะภิกษุ    
			<remark  id="s1b6c85l15" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล สงฆ์พึงระงับอุกเขปนียกรรม ฐานไม่
			<remark  id="s1b6c85l16" />เห็นอาบัติ ฯ    
			<remark  id="s1b6c85l17" />					หมวดที่ ๔    
			<remark  id="s1b6c85l18" />	[๒๑๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สงฆ์พึงระงับอุกเขปนียกรรม ฐานไม่เห็นอาบัติ แก่ภิกษุ
			<remark  id="s1b6c85l19" />ผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ แม้อื่นอีก คือ:-    
			<remark  id="s1b6c85l20" />	๑. ไม่ยินดีการนำที่นอนมาให้ ของปกตัตตะภิกษุ    
			<remark  id="s1b6c85l21" />	๒. ไม่ยินดีการนำน้ำล้างเท้ามาให้ การตั้งตั่งรองเท้าให้ ของปกตัตตะภิกษุ    
			<remark  id="s1b6c85l22" />	๓. ไม่ยินดีการตั้งกระเบื้องเช็ดเท้าให้ ของปกตัตตะภิกษุ    
			<remark  id="s1b6c85l23" />	๔. ไม่ยินดีการรับบาตรจีวร ของปกตัตตะภิกษุ    
			<remark  id="s1b6c85l24" />	๕. ไม่ยินดีการถูหลังให้เมื่ออาบน้ำ ของปกตัตตะภิกษุ    
			<remark  id="s1b6c85l25" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล สงฆ์พึงระงับอุกเขปนียกรรม ฐานไม่
			<remark  id="s1b6c85l26" />เห็นอาบัติ ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s1b6c86" >
		<para id="s1b6c86p">
			<remark  id="s1b6c86l1" />					หมวดที่ ๕    
			<remark  id="s1b6c86l2" />	[๒๒๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สงฆ์พึงระงับอุกเขปนียกรรม ฐานไม่เห็นอาบัติ แก่ภิกษุ
			<remark  id="s1b6c86l3" />ผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ แม้อื่นอีก คือ:-    
			<remark  id="s1b6c86l4" />	๑. ไม่กำจัดปกตัตตะภิกษุ ด้วยศีลวิบัติ    
			<remark  id="s1b6c86l5" />	๒. ไม่กำจัดปกตัตตะภิกษุ ด้วยอาจารวิบัติ    
			<remark  id="s1b6c86l6" />	๓. ไม่กำจัดปกตัตตะภิกษุ ด้วยทิฐิบัติ    
			<remark  id="s1b6c86l7" />	๔. ไม่กำจัดปกตัตตะภิกษุ ด้วยอาชีววิบัติ    
			<remark  id="s1b6c86l8" />	๕. ไม่ยุภิกษุกับภิกษุให้แตกกัน    
			<remark  id="s1b6c86l9" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล สงฆ์พึงระงับอุกเขปนียกรรม ฐานไม่
			<remark  id="s1b6c86l10" />เห็นอาบัติ ฯ    
			<remark  id="s1b6c86l11" />					หมวดที่ ๖    
			<remark  id="s1b6c86l12" />	[๒๒๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สงฆ์พึงระงับอุกเขปนียกรรม ฐานไม่เห็นอาบัติ แก่ภิกษุ
			<remark  id="s1b6c86l13" />ผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ แม้อื่นอีก คือ:-    
			<remark  id="s1b6c86l14" />	๑. ไม่ใช้เครื่องนุ่งห่มอย่างคฤหัสถ์    
			<remark  id="s1b6c86l15" />	๒. ไม่ใช้เครื่องนุ่งห่มอย่างเดียรถีย์    
			<remark  id="s1b6c86l16" />	๓. ไม่คบพวกเดียรถีย์    
			<remark  id="s1b6c86l17" />	๔. คบพวกภิกษุ    
			<remark  id="s1b6c86l18" />	๕. ศึกษาสิกขาของภิกษุ    
			<remark  id="s1b6c86l19" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล สงฆ์พึงระงับอุกเขปนียกรรม ฐาน
			<remark  id="s1b6c86l20" />ไม่เห็นอาบัติ ฯ    
			<remark  id="s1b6c86l21" />					หมวดที่ ๗    
			<remark  id="s1b6c86l22" />	[๒๒๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สงฆ์พึงระงับอุกเขปนียกรรม ฐานไม่เห็นอาบัติ แก่ภิกษุ
			<remark  id="s1b6c86l23" />ผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ แม้อื่นอีก คือ:-    
			<remark  id="s1b6c86l24" />	๑. ไม่อยู่ในอาวาสมีเครื่องมุงเดียวกันกับปกตัตตะภิกษุ    
			<remark  id="s1b6c86l25" />	๒. ไม่อยู่ในอนาวาสมีเครื่องมุงเดียวกันกับปกตัตตะภิกษุ
		</para>
	</section>
	<section id="s1b6c87" >
		<para id="s1b6c87p">
			<remark  id="s1b6c87l1" />	๓. ไม่อยู่ในอาวาส หรือในอนาวาส มีเครื่องมุงเดียวกันกับปกตัตตะภิกษุ    
			<remark  id="s1b6c87l2" />	๔. เห็นปกตัตตะภิกษุแล้วลุกจากอาสนะ    
			<remark  id="s1b6c87l3" />	๕. ไม่รุกรานปกตัตตะภิกษุ ข้างในหรือข้างนอกวิหาร    
			<remark  id="s1b6c87l4" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล สงฆ์พึงระงับอุกเขปนียกรรม ฐานไม่
			<remark  id="s1b6c87l5" />เห็นอาบัติ ฯ    
			<remark  id="s1b6c87l6" />					หมวดที่ ๘    
			<remark  id="s1b6c87l7" />	[๒๒๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สงฆ์พึงระงับอุกเขปนียกรรม ฐานไม่เห็นอาบัติ แก่ภิกษุ
			<remark  id="s1b6c87l8" />ผู้ประกอบด้วยองค์ ๘ คือ:-    
			<remark  id="s1b6c87l9" />	๑. ไม่ห้ามอุโบสถแก่ปกตัตตะภิกษุ    
			<remark  id="s1b6c87l10" />	๒. ไม่ห้ามปวารณาแก่ปกตัตตะภิกษุ    
			<remark  id="s1b6c87l11" />	๓. ไม่ทำการไต่สวน    
			<remark  id="s1b6c87l12" />	๔. ไม่เริ่มอนุวาทาธิกรณ์    
			<remark  id="s1b6c87l13" />	๕. ไม่ยังภิกษุอื่นให้ทำโอกาส    
			<remark  id="s1b6c87l14" />	๖. ไม่โจทภิกษุอื่น    
			<remark  id="s1b6c87l15" />	๗. ไม่ให้ภิกษุอื่นให้การ    
			<remark  id="s1b6c87l16" />	๘. ไม่ช่วยภิกษุกับภิกษุให้สู้อธิกรณ์กัน    
			<remark  id="s1b6c87l17" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๘ นี้แล สงฆ์พึงระงับอุกเขปนียกรรม ฐานไม่
			<remark  id="s1b6c87l18" />เห็นอาบัติ ฯ    
			<remark  id="s1b6c87l19" />					วัตรที่ควรระงับ ๔๓ ข้อ ๘ หมวด    
			<remark  id="s1b6c87l20" />				ในอุกเขปนียกรรม ฐานไม่เห็นอาบัติ จบ    
			<remark  id="s1b6c87l21" />					__________________    
			<remark  id="s1b6c87l22" />				วิธีระงับอุกเขปนียกรรม ฐานไม่เห็นอาบัติ    
			<remark  id="s1b6c87l23" />	[๒๒๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แล วิธีระงับอุกเขปนียกรรม ฐานไม่เห็นอาบัติ พึงระงับอย่างนี้    
			<remark  id="s1b6c87l24" />	ภิกษุฉันนะนั้นพึงเข้าไปหาสงฆ์ ห่มผ้าอุตราสงค์เฉวียงบ่า ไหว้เท้าภิกษุ  ผู้แก่กว่า นั่ง
			<remark  id="s1b6c87l25" />กระหย่งประคองอัญชลี แล้วกล่าวคำขอระงับกรรมนั้นอย่างนี้  ว่าดังนี้:
		</para>
	</section>
	<section id="s1b6c88" >
		<para id="s1b6c88p">
			<remark  id="s1b6c88l1" />				คำขอระงับอุกเขปนียกรรม ฐานไม่เห็นอาบัติ    
			<remark  id="s1b6c88l2" />	ท่านเจ้าข้า ข้าพเจ้าถูกสงฆ์ลงอุกเขปนียกรรม ฐานไม่เห็นอาบัติแล้ว  ประพฤติโดยชอบ 
			<remark  id="s1b6c88l3" />หายเย่อหยิ่ง ประพฤติแก้ตัวได้ ข้าพเจ้าขอระงับอุกเขปนียกรรม  ฐานไม่เห็นอาบัติ    
			<remark  id="s1b6c88l4" />	พึงขอแม้ครั้งที่สอง พึงขอแม้ครั้งที่สาม    
			<remark  id="s1b6c88l5" />	ภิกษุผู้ฉลาด ผู้สามารถ พึงประกาศให้สงฆ์ทราบด้วยญัตติจตุตถกรรม  วาจา ว่าดังนี้:-    
			<remark  id="s1b6c88l6" />				กรรมวาจาระงับอุกเขปนียกรรม ฐานไม่เห็นอาบัติ    
			<remark  id="s1b6c88l7" />	ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า พระฉันนะนี้ถูกสงฆ์ลง  อุกเขปนียกรรม ฐานไม่เห็น
			<remark  id="s1b6c88l8" />อาบัติแล้ว ประพฤติโดยชอบ หายเย่อหยิ่ง  ประพฤติแก้ตัวได้ บัดนี้ ขอระงับอุกเขปนียกรรม 
			<remark  id="s1b6c88l9" />ฐานไม่เห็นอาบัติ  ถ้าความพร้อมพรั่งของสงฆ์ถึงที่แล้ว สงฆ์พึงระงับอุกเขปนียกรรม ฐาน  
			<remark  id="s1b6c88l10" />ไม่เห็นอาบัติ แก่พระฉันนะ นี้เป็นญัตติ    
			<remark  id="s1b6c88l11" />	ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า พระฉันนะนี้ถูกสงฆ์ลง  อุกเขปนียกรรม ฐานไม่เห็น
			<remark  id="s1b6c88l12" />อาบัติแล้ว ประพฤติโดยชอบ หายเย่อหยิ่ง  ประพฤติแก้ตัวได้ บัดนี้ ขอระงับอุกเขปนียกรรม 
			<remark  id="s1b6c88l13" />ฐานไม่เห็นอาบัติ  สงฆ์ระงับอุกเขปนียกรรม ฐานไม่เห็นอาบัติ แก่พระฉันนะ การระงับ  
			<remark  id="s1b6c88l14" />อุกเขปนียกรรม ฐานไม่เห็นอาบัติ แก่พระฉันนะ ชอบแก่ท่านผู้ใด  ท่านผู้นั้นพึงเป็นผู้นิ่ง 
			<remark  id="s1b6c88l15" />ไม่ชอบแก่ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้นพึงพูด    
			<remark  id="s1b6c88l16" />	ข้าพเจ้ากล่าวความนี้แม้ครั้งที่สอง ...    
			<remark  id="s1b6c88l17" />	ข้าพเจ้ากล่าวความนี้แม้ครั้งที่สาม ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จง  ฟังข้าพเจ้า พระฉันนะนี้ถูก
			<remark  id="s1b6c88l18" />สงฆ์ลงอุกเขปนียกรรม ฐานไม่เห็นอาบัติแล้ว ประพฤติโดยชอบ หายเย่อหยิ่ง ประพฤติ
			<remark  id="s1b6c88l19" />แล้วแก้ตัวได้ บัดนี้  ขอระงับอุกเขปนียกรรม ฐานไม่เห็นอาบัติ สงฆ์ระงับอุกเขปนียกรรมฐาน
			<remark  id="s1b6c88l20" />ไม่เห็นอาบัติ แก่พระฉันนะ ชอบแก่ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้นพึงเป็น  ผู้นิ่ง ไม่ชอบแก่ท่านผู้ใด 
			<remark  id="s1b6c88l21" />ท่านผู้นั้นพึงพูด    
			<remark  id="s1b6c88l22" />	อุกเขปนียกรรม ฐานไม่เห็นอาบัติอันสงฆ์ระงับแล้วแก่พระฉันนะ ชอบแก่สงฆ์ 
			<remark  id="s1b6c88l23" />เหตุนั้นจึงนิ่ง ข้าพเจ้าทรงความนี้ไว้ด้วยอย่างนี้ ฯ
			<remark  id="s1b6c88l24" />				อุกเขปนียกรรม ฐานไม่เห็นอาบัติที่ ๕ จบ
		</para>
	</section>
	<section id="s1b6c89" >
		<para id="s1b6c89p">
			<remark  id="s1b6c89l1" />				อุกเขปนียกรรม ฐานไม่ทำคืนอาบัติ    
			<remark  id="s1b6c89l2" />					เรื่องพระฉันนะ    
			<remark  id="s1b6c89l3" />	[๒๒๕] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ โฆสิตาราม  เขตพระนคร
			<remark  id="s1b6c89l4" />โกสัมพี ครั้งนั้น ท่านพระฉันนะต้องอาบัติแล้วไม่ปรารถนาจะทำคืน  อาบัติ บรรดาภิกษุที่เป็นผู้มัก
			<remark  id="s1b6c89l5" />น้อย ... ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉน ท่านพระฉันนะต้องอาบัติแล้ว จึงได้ไม่ปรารถนา
			<remark  id="s1b6c89l6" />จะทำคืนอาบัติเล่า แล้วกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค    
			<remark  id="s1b6c89l7" />					ทรงสอบถาม    
			<remark  id="s1b6c89l8" />	ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งให้ประชุมภิกษุสงฆ์ ในเพราะเหตุเป็น เค้ามูลนั้น ใน
			<remark  id="s1b6c89l9" />เพราะเหตุแรกเกิดนั้น แล้วทรงสอบถามภิกษุทั้งหลายว่า    
			<remark  id="s1b6c89l10" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข่าวว่า ภิกษุฉันนะต้องอาบัติแล้ว ไม่ปรารถนาจะทำคืนอาบัติ จริงหรือ    
			<remark  id="s1b6c89l11" />	ภิกษุทั้งหลายทูลรับว่า จริง พระพุทธเจ้าข้า    
			<remark  id="s1b6c89l12" />					ทรงติเตียน    
			<remark  id="s1b6c89l13" />	พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า ทรงติเตียนว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย การกระทำของภิกษุโมฆบุรุษนั้น
			<remark  id="s1b6c89l14" />นั่น ไม่เหมาะ ไม่สม ไม่ควร มิใช่กิจของสมณะ ใช้ไม่ได้  ไม่ควรทำ ไฉนภิกษุโมฆบุรุษนั้น 
			<remark  id="s1b6c89l15" />ต้องอาบัติแล้ว จึงไม่ปรารถนาจะทำคืนอาบัติเล่า  ดูกรภิกษุทั้งหลาย การกระทำของภิกษุโมฆบุรุษ
			<remark  id="s1b6c89l16" />นั้นนั่น ไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใส  ของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส ... ครั้นแล้วทรงทำธรรมีกถารับสั่ง
			<remark  id="s1b6c89l17" />กะภิกษุทั้งหลายว่า  ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าเช่นนั้น สงฆ์จงทำอุกเขปนียกรรม ฐานไม่ทำคืนอาบัติ
			<remark  id="s1b6c89l18" />แก่ภิกษุฉันนะ คือ ห้ามสมโภคกับสงฆ์ ฯ    
			<remark  id="s1b6c89l19" />				วิธีทำอุกเขปนียกรรม ฐานไม่ทำคืนอาบัติ    
			<remark  id="s1b6c89l20" />	[๒๒๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แล วิธีทำอุกเขปนียกรรม ฐานไม่ทำคืนอาบัติ พึงทำอย่างนี้    
			<remark  id="s1b6c89l21" />	พึงโจทภิกษุฉันนะก่อน ครั้นแล้วพึงให้เธอให้การ แล้วพึงปรับอาบัติ ครั้นแล้วภิกษุผู้
			<remark  id="s1b6c89l22" />ฉลาด ผู้สามารถ พึงประกาศให้สงฆ์ทราบด้วยญัตติจตุตถกรรมวาจา  ว่าดังนี้:
		</para>
	</section>
	<section id="s1b6c90" >
		<para id="s1b6c90p">
			<remark  id="s1b6c90l1" />			กรรมวาจาทำอุกเขปนียกรรม ฐานไม่ทำคืนอาบัติ    
			<remark  id="s1b6c90l2" />	ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า พระฉันนะนี้ต้องอาบัติแล้ว  ไม่ปรารถนาจะทำคืน
			<remark  id="s1b6c90l3" />อาบัติ ถ้าความพร้อมพรั่งของสงฆ์ถึงที่แล้ว สงฆ์  พึงทำอุกเขปนียกรรม ฐานไม่ทำคืนอาบัติ
			<remark  id="s1b6c90l4" />แก่พระฉันนะ คือ ห้าม  สมโภคกับสงฆ์ นี้เป็นญัตติ    
			<remark  id="s1b6c90l5" />	ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า พระฉันนะนี้ต้องอาบัติแล้ว  ไม่ปรารถนาจะคืน
			<remark  id="s1b6c90l6" />อาบัติ สงฆ์ทำอุกเขปนียกรรม ฐานไม่ทำคืนอาบัติ  แก่พระฉันนะ คือ ห้ามสมโภคกับสงฆ์ 
			<remark  id="s1b6c90l7" />ชอบแก่ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้น  พึงเป็นผู้นิ่ง ไม่ชอบแก่ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้นพึงพูด    
			<remark  id="s1b6c90l8" />	ข้าพเจ้ากล่าวความนี้แม้ครั้งที่สอง ...    
			<remark  id="s1b6c90l9" />	ข้าพเจ้ากล่าวความนี้แม้ครั้งที่สาม ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟัง  ข้าพเจ้า พระฉันนะ
			<remark  id="s1b6c90l10" />นี้ต้องอาบัติแล้ว ไม่ปรารถนาจะทำคืนอาบัติ  สงฆ์ทำอุกเขปนียกรรม ฐานไม่ทำคืนอาบัติแก่
			<remark  id="s1b6c90l11" />พระฉันนะ คือ ห้าม  สมโภคกับสงฆ์ การทำอุกเขปนียกรรม ฐานไม่ทำคืนอาบัติแก่พระ  
			<remark  id="s1b6c90l12" />ฉันนะ คือ ห้ามสมโภคกับสงฆ์ ชอบแก่ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้นพึงเป็น  ผู้นิ่ง ไม่ชอบแก่ท่าน
			<remark  id="s1b6c90l13" />ผู้ใด ท่านผู้นั้นพึงพูด    
			<remark  id="s1b6c90l14" />	อุกเขปนียกรรม ฐานไม่ทำคืนอาบัติ สงฆ์ทำแล้วแก่พระฉันนะ  คือ ห้ามสมโภคกับ
			<remark  id="s1b6c90l15" />สงฆ์ ชอบแก่สงฆ์ เหตุนั้นจึงนิ่ง ข้าพเจ้าทรง  ความนี้ไว้ ด้วยอย่างนี้    
			<remark  id="s1b6c90l16" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงบอกภิกษุผู้อยู่ในอาวาสต่อๆ ไปว่า พระฉันนะอันสงฆ์ทำ
			<remark  id="s1b6c90l17" />อุกเขปนียกรรม ฐานไม่ทำคืนอาบัติแล้ว คือ ห้ามสมโภคกับสงฆ์ ฯ    
			<remark  id="s1b6c90l18" />				ลักษณะกรรมไม่เป็นธรรม ๑๒ หมวด    
			<remark  id="s1b6c90l19" />					หมวดที่ ๑    
			<remark  id="s1b6c90l20" />	[๒๒๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อุกเขปนียกรรม ฐานไม่ทำคืนอาบัติ ที่ประกอบด้วยองค์ ๓ 
			<remark  id="s1b6c90l21" />เป็นกรรมไม่เป็นธรรม ไม่เป็นวินัย และระงับแล้วไม่ดี คือ  ทำลับหลัง ๑ ไม่สอบถามก่อนแล้ว
			<remark  id="s1b6c90l22" />ทำ ๑ ทำไม่ตามปฏิญาณ ๑    
			<remark  id="s1b6c90l23" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย อุกเขปนียกรรม ฐานไม่ทำคืนอาบัติ ที่ประกอบด้วย องค์ ๓ นี้แล 
			<remark  id="s1b6c90l24" />เป็นกรรมไม่เป็นธรรม ไม่เป็นวินัย และระงับแล้วไม่ดี ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s1b6c91" >
		<para id="s1b6c91p">
			<remark  id="s1b6c91l1" />					หมวดที่ ๒    
			<remark  id="s1b6c91l2" />	[๒๒๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อุกเขปนียกรรม ฐานไม่ทำคืนอาบัติ ที่ประกอบด้วยองค์ ๓ 
			<remark  id="s1b6c91l3" />แม้อื่นอีก เป็นกรรมไม่เป็นธรรม ไม่เป็นวินัย และระงับ  แล้วไม่ดี คือ ทำเพราะไม่ต้องอาบัติ ๑ 
			<remark  id="s1b6c91l4" />ทำเพราะอาบัติมิใช่เทสนาคามินี ๑ ทำ  เพราะอาบัติที่แสดงแล้ว ๑    
			<remark  id="s1b6c91l5" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย อุกเขปนียกรรม ฐานไม่ทำคืนอาบัติ ที่ประกอบด้วย  องค์ ๓ นี้แล 
			<remark  id="s1b6c91l6" />เป็นกรรมไม่เป็นธรรม ไม่เป็นวินัย และระงับแล้วไม่ดี ฯ    
			<remark  id="s1b6c91l7" />					หมวดที่ ๓    
			<remark  id="s1b6c91l8" />	[๒๒๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อุกเขปนียกรรม ฐานไม่ทำคืนอาบัติ ที่  ประกอบด้วยองค์ ๓ 
			<remark  id="s1b6c91l9" />แม้อื่นอีก เป็นกรรมไม่เป็นธรรม ไม่เป็นวินัย และระงับ  แล้วไม่ดี คือ ไม่โจทก่อนแล้วทำ ๑ 
			<remark  id="s1b6c91l10" />ไม่ให้จำเลยให้การก่อนแล้วทำ ๑ ไม่ปรับ  อาบัติแล้วทำ ๑    
			<remark  id="s1b6c91l11" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย อุกเขปนียกรรม ฐานไม่ทำคืนอาบัติ ที่ประกอบด้วย  องค์ ๓ นี้แล 
			<remark  id="s1b6c91l12" />เป็นกรรมไม่เป็นธรรม ไม่เป็นวินัย และระงับแล้วไม่ดี ฯ    
			<remark  id="s1b6c91l13" />					หมวดที่ ๔    
			<remark  id="s1b6c91l14" />	[๒๓๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อุกเขปนียกรรม ฐานไม่ทำคืนอาบัติ ที่  ประกอบด้วยองค์ ๓ 
			<remark  id="s1b6c91l15" />แม้อื่นอีก เป็นกรรมไม่เป็นธรรม ไม่เป็นวินัย และระงับ  แล้วไม่ดี คือ ทำลับหลัง ๑ ทำโดย
			<remark  id="s1b6c91l16" />ไม่เป็นธรรม ๑ สงฆ์เป็นวรรคทำ ๑    
			<remark  id="s1b6c91l17" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย อุกเขปนียกรรม ฐานไม่ทำคืนอาบัติ ที่ประกอบด้วย  องค์ ๓ นี้แล 
			<remark  id="s1b6c91l18" />เป็นกรรมไม่เป็นธรรม ไม่เป็นวินัย และระงับแล้วไม่ดี ฯ    
			<remark  id="s1b6c91l19" />					หมวดที่ ๕    
			<remark  id="s1b6c91l20" />	[๒๓๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อุกเขปนียกรรม ฐานไม่ทำคืนอาบัติ ที่  ประกอบด้วยองค์ ๓ 
			<remark  id="s1b6c91l21" />แม้อื่นอีก เป็นกรรมไม่เป็นธรรม ไม่เป็นวินัย และระงับ  แล้วไม่ดี คือ ไม่สอบถามก่อนแล้วทำ ๑ 
			<remark  id="s1b6c91l22" />ทำโดยไม่เป็นธรรม ๑ สงฆ์เป็น  วรรคทำ ๑    
			<remark  id="s1b6c91l23" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย อุกเขปนียกรรม ฐานไม่ทำคืนอาบัติ ที่ประกอบด้วย  องค์ ๓ นี้แล 
			<remark  id="s1b6c91l24" />เป็นกรรมที่ไม่เป็นธรรม ไม่เป็นวินัย และระงับแล้วไม่ดี ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s1b6c92" >
		<para id="s1b6c92p">
			<remark  id="s1b6c92l1" />					หมวดที่ ๖    
			<remark  id="s1b6c92l2" />	[๒๓๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อุกเขปนียกรรม ฐานไม่ทำคืนอาบัติ ที่  ประกอบด้วยองค์ ๓ 
			<remark  id="s1b6c92l3" />แม้อื่นอีก เป็นกรรมไม่เป็นธรรม ไม่เป็นวินัย และระงับแล้ว  ไม่ดี คือ ทำไม่ตามปฏิญาณ ๑ 
			<remark  id="s1b6c92l4" />ทำโดยไม่เป็นธรรม ๑ สงฆ์เป็นวรรคทำ ๑    
			<remark  id="s1b6c92l5" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย อุกเขปนียกรรม ฐานไม่ทำคืนอาบัติ ที่ประกอบด้วย  องค์ ๓ นี้แล 
			<remark  id="s1b6c92l6" />เป็นกรรมไม่เป็นธรรม ไม่เป็นวินัย และระงับแล้วไม่ดี ฯ    
			<remark  id="s1b6c92l7" />					หมวดที่ ๗    
			<remark  id="s1b6c92l8" />	[๒๓๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อุกเขปนียกรรม ฐานไม่ทำคืนอาบัติ ที่  ประกอบด้วยองค์ ๓ 
			<remark  id="s1b6c92l9" />แม้อื่นอีก เป็นกรรมไม่เป็นธรรม ไม่เป็นวินัย และระงับแล้ว  ไม่ดี คือ ทำเพราะไม่ต้องอาบัติ ๑ 
			<remark  id="s1b6c92l10" />ทำโดยไม่เป็นธรรม ๑ สงฆ์เป็นวรรคทำ ๑    
			<remark  id="s1b6c92l11" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย อุกเขปนียกรรม ฐานไม่ทำคืนอาบัติ ที่ประกอบด้วย  องค์ ๓ นี้แล 
			<remark  id="s1b6c92l12" />เป็นกรรมไม่เป็นธรรม ไม่เป็นวินัย และระงับแล้วไม่ดี ฯ    
			<remark  id="s1b6c92l13" />					หมวดที่ ๘    
			<remark  id="s1b6c92l14" />	[๒๓๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อุกเขปนียกรรม ฐานไม่ทำคืนอาบัติ ที่  ประกอบด้วยองค์ ๓ 
			<remark  id="s1b6c92l15" />แม้อื่นอีก เป็นกรรมไม่เป็นธรรม ไม่เป็นวินัย และระงับแล้ว  ไม่ดี คือ ทำเพราะมิใช่อาบัติเป็น
			<remark  id="s1b6c92l16" />เทสนาคามินี ๑ ทำโดยไม่เป็นธรรม ๑ สงฆ์  เป็นวรรคทำ ๑    
			<remark  id="s1b6c92l17" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย อุกเขปนียกรรม ฐานไม่ทำคืนอาบัติ ที่ประกอบด้วย  องค์ ๓ นี้แล 
			<remark  id="s1b6c92l18" />เป็นกรรมไม่เป็นธรรม ไม่เป็นวินัย และระงับแล้วไม่ดี ฯ    
			<remark  id="s1b6c92l19" />					หมวดที่ ๙    
			<remark  id="s1b6c92l20" />	[๒๓๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อุกเขปนียกรรม ฐานไม่ทำคืนอาบัติ ที่ประกอบด้วยองค์ ๓
			<remark  id="s1b6c92l21" />แม้อื่นอีก เป็นกรรมไม่เป็นธรรม ไม่เป็นวินัย และระงับแล้ว  ไม่ดี คือ ทำเพราะอาบัติที่แสดง
			<remark  id="s1b6c92l22" />แล้ว ๑ ทำโดยไม่เป็นธรรม ๑ สงฆ์เป็นวรรคทำ ๑    
			<remark  id="s1b6c92l23" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย อุกเขปนียกรรม ฐานไม่ทำคืนอาบัติ ที่ประกอบด้วย  องค์ ๓ นี้แล 
			<remark  id="s1b6c92l24" />เป็นกรรมไม่เป็นธรรม ไม่เป็นวินัย และระงับแล้วไม่ดี ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s1b6c93" >
		<para id="s1b6c93p">
			<remark  id="s1b6c93l1" />					หมวดที่ ๑๐    
			<remark  id="s1b6c93l2" />	[๒๓๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อุกเขปนียกรรม ฐานไม่ทำคืนอาบัติ ที่ประกอบ  ด้วยองค์ ๓ 
			<remark  id="s1b6c93l3" />แม้อื่นอีก เป็นกรรมไม่เป็นธรรม ไม่เป็นวินัย และระงับแล้วไม่ดี คือ  ไม่โจทก่อนแล้วทำ ๑ 
			<remark  id="s1b6c93l4" />ทำโดยไม่เป็นธรรม ๑ สงฆ์เป็นวรรคทำ ๑    
			<remark  id="s1b6c93l5" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย อุกเขปนียกรรม ฐานไม่ทำคืนอาบัติ ที่ประกอบด้วย  องค์ ๓ นี้แล 
			<remark  id="s1b6c93l6" />เป็นกรรมไม่เป็นธรรม ไม่เป็นวินัย และระงับแล้วไม่ดี ฯ    
			<remark  id="s1b6c93l7" />					หมวดที่ ๑๑    
			<remark  id="s1b6c93l8" />	[๒๓๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อุกเขปนียกรรม ฐานไม่ทำคืนอาบัติ ที่ประกอบด้วยองค์ ๓ 
			<remark  id="s1b6c93l9" />แม้อื่นอีก เป็นกรรมไม่เป็นธรรม ไม่เป็นวินัย และระงับแล้ว  ไม่ดี คือ ไม่ให้จำเลยให้การก่อน
			<remark  id="s1b6c93l10" />แล้วทำ ๑ ทำโดยไม่เป็นธรรม ๑ สงฆ์เป็น  วรรคทำ ๑    
			<remark  id="s1b6c93l11" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย อุกเขปนียกรรม ฐานไม่ทำคืนอาบัติ ที่ประกอบด้วย  องค์ ๓ นี้แล 
			<remark  id="s1b6c93l12" />เป็นกรรมไม่เป็นธรรม ไม่เป็นวินัย และระงับแล้วไม่ดี ฯ    
			<remark  id="s1b6c93l13" />					หมวดที่ ๑๒    
			<remark  id="s1b6c93l14" />	[๒๓๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อุกเขปนียกรรม ฐานไม่ทำคืนอาบัติ ที่ประกอบ  ด้วยองค์ ๓ 
			<remark  id="s1b6c93l15" />แม้อื่นอีก เป็นกรรมไม่เป็นธรรม ไม่เป็นวินัย  และระงับแล้วไม่ดี  คือ ไม่ปรับอาบัติแล้วทำ ๑ 
			<remark  id="s1b6c93l16" />ทำโดยไม่เป็นธรรม ๑ สงฆ์เป็นวรรคทำ ๑    
			<remark  id="s1b6c93l17" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย อุกเขปนียกรรม ฐานไม่ทำคืนอาบัติ ที่ประกอบด้วย  องค์ ๓ นี้แล 
			<remark  id="s1b6c93l18" />เป็นกรรมไม่เป็นธรรม ไม่เป็นวินัย และระงับแล้วไม่ดี ฯ    
			<remark  id="s1b6c93l19" />				ลักษณะกรรมไม่เป็นธรรม ๑๒ หมวด    
			<remark  id="s1b6c93l20" />				ในอุกเขปนียกรรม ฐานไม่ทำคืนอาบัติ จบ    
			<remark  id="s1b6c93l21" />				________________________    
			<remark  id="s1b6c93l22" />					ลักษณะกรรมเป็นธรรม ๑๒ หมวด    
			<remark  id="s1b6c93l23" />					หมวดที่ ๑    
			<remark  id="s1b6c93l24" />	[๒๓๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อุกเขปนียกรรม ฐานไม่ทำคืนอาบัติ ที่ประกอบ  ด้วยองค์ ๓ 
			<remark  id="s1b6c93l25" />เป็นกรรมเป็นธรรม เป็นวินัย และระงับดีแล้ว คือ ทำต่อหน้า ๑  สอบถามก่อนแล้วทำ ๑ ทำตาม
			<remark  id="s1b6c93l26" />ปฏิญาณ ๑
		</para>
	</section>
	<section id="s1b6c94" >
		<para id="s1b6c94p">
			<remark  id="s1b6c94l1" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย อุกเขปนียกรรม ฐานไม่ทำคืนอาบัติ ที่ประกอบด้วย  องค์ ๓ นี้แล 
			<remark  id="s1b6c94l2" />เป็นกรรมเป็นธรรม เป็นวินัย และระงับดีแล้ว ฯ    
			<remark  id="s1b6c94l3" />					หมวดที่ ๒    
			<remark  id="s1b6c94l4" />	[๒๔๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อุกเขปนียกรรม ฐานไม่ทำคืนอาบัติ ที่ประกอบด้วยองค์ ๓ 
			<remark  id="s1b6c94l5" />แม้อื่นอีก เป็นกรรมเป็นธรรม เป็นวินัย และระงับดีแล้ว คือ  ทำเพราะต้องอาบัติ ๑ ทำเพราะ
			<remark  id="s1b6c94l6" />อาบัติเป็นเทสนาคามินี ๑ ทำเพราะอาบัติยังมิได้แสดง ๑    
			<remark  id="s1b6c94l7" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย อุกเขปนียกรรม ฐานไม่ทำคืนอาบัติ ที่ประกอบด้วย  องค์ ๓ นี้แล 
			<remark  id="s1b6c94l8" />เป็นกรรมเป็นธรรม เป็นวินัย และระงับดีแล้ว ฯ    
			<remark  id="s1b6c94l9" />					หมวดที่ ๓    
			<remark  id="s1b6c94l10" />	[๒๔๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อุกเขปนียกรรม ฐานไม่ทำคืนอาบัติ ที่  ประกอบด้วยองค์ ๓ 
			<remark  id="s1b6c94l11" />แม้อื่นอีก เป็นกรรมเป็นธรรม เป็นวินัย และระงับดีแล้ว  คือ โจทก่อนแล้วทำ ๑ ให้จำเลย
			<remark  id="s1b6c94l12" />ให้การแล้วทำ ๑ ปรับอาบัติแล้วทำ ๑    
			<remark  id="s1b6c94l13" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย อุกเขปนียกรรม ฐานไม่ทำคืนอาบัติ ที่ประกอบด้วย  องค์ ๓ นี้แล 
			<remark  id="s1b6c94l14" />เป็นกรรมเป็นธรรม เป็นวินัย และระงับดีแล้ว ฯ    
			<remark  id="s1b6c94l15" />					หมวดที่ ๔    
			<remark  id="s1b6c94l16" />	[๒๔๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อุกเขปนียกรรม ฐานไม่ทำคืนอาบัติ ที่  ประกอบด้วยองค์ ๓ 
			<remark  id="s1b6c94l17" />แม้อื่นอีก เป็นกรรมเป็นธรรม เป็นวินัย และระงับดีแล้ว  คือ ทำต่อหน้า ๑ ทำโดยธรรม ๑ 
			<remark  id="s1b6c94l18" />สงฆ์พร้อมเพรียงกันทำ ๑    
			<remark  id="s1b6c94l19" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย อุกเขปนียกรรม ฐานไม่ทำคืนอาบัติ ที่ประกอบด้วย  องค์ ๓ นี้แล 
			<remark  id="s1b6c94l20" />เป็นกรรมเป็นธรรม เป็นวินัย และระงับดีแล้ว ฯ    
			<remark  id="s1b6c94l21" />					หมวดที่ ๕    
			<remark  id="s1b6c94l22" />	[๒๔๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อุกเขปนียกรรม ฐานไม่ทำคืนอาบัติ ที่ประกอบด้วยองค์ ๓ 
			<remark  id="s1b6c94l23" />แม้อื่นอีก เป็นกรรมเป็นธรรม เป็นวินัย และระงับดีแล้ว คือ  สอบถามก่อนแล้วทำ ๑ ทำโดย
			<remark  id="s1b6c94l24" />ธรรม ๑ สงฆ์พร้อมเพรียงกันทำ ๑    
			<remark  id="s1b6c94l25" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย อุกเขปนียกรรม ฐานไม่ทำคืนอาบัติ ที่ประกอบด้วย  องค์ ๓ นี้แล 
			<remark  id="s1b6c94l26" />เป็นกรรมเป็นธรรม เป็นวินัย และระงับดีแล้ว ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s1b6c95" >
		<para id="s1b6c95p">
			<remark  id="s1b6c95l1" />					หมวดที่ ๖    
			<remark  id="s1b6c95l2" />	[๒๔๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อุกเขปนียกรรม ฐานไม่ทำคืนอาบัติ ที่  ประกอบด้วยองค์ ๓
			<remark  id="s1b6c95l3" />แม้อื่นอีก เป็นกรรมเป็นธรรม เป็นวินัย และระงับดีแล้ว คือ  ทำตามปฏิญาณ ๑ ทำโดยธรรม ๑ 
			<remark  id="s1b6c95l4" />สงฆ์พร้อมเพรียงกันทำ ๑    
			<remark  id="s1b6c95l5" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย อุกเขปนียกรรม ฐานไม่ทำคืนอาบัติ ที่ประกอบด้วย  องค์ ๓ นี้แล 
			<remark  id="s1b6c95l6" />เป็นกรรมเป็นธรรม เป็นวินัย และระงับดีแล้ว ฯ    
			<remark  id="s1b6c95l7" />					หมวดที่ ๗    
			<remark  id="s1b6c95l8" />	[๒๔๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อุกเขปนียกรรม ฐานไม่ทำคืนอาบัติ ที่ประกอบด้วยองค์ ๓
			<remark  id="s1b6c95l9" />แม้อื่นอีก เป็นกรรมเป็นธรรม เป็นวินัย และระงับดีแล้ว คือ  ทำเพราะต้องอาบัติ ๑ ทำโดยธรรม ๑ 
			<remark  id="s1b6c95l10" />สงฆ์พร้อมเพรียงกันทำ ๑    
			<remark  id="s1b6c95l11" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย อุกเขปนียกรรม ฐานไม่ทำคืนอาบัติ ที่ประกอบด้วย  องค์ ๓ นี้แล 
			<remark  id="s1b6c95l12" />เป็นกรรมเป็นธรรม เป็นวินัย และระงับดีแล้ว ฯ    
			<remark  id="s1b6c95l13" />					หมวดที่ ๘    
			<remark  id="s1b6c95l14" />	[๒๔๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อุกเขปนียกรรม ฐานไม่ทำคืนอาบัติ ที่ประกอบด้วยองค์ ๓ 
			<remark  id="s1b6c95l15" />แม้อื่นอีก เป็นกรรมเป็นธรรม เป็นวินัย และระงับดีแล้ว คือ  ทำเพราะอาบัติเป็นเทสนาคามินี ๑ 
			<remark  id="s1b6c95l16" />ทำโดยธรรม ๑ สงฆ์พร้อมเพรียงกันทำ ๑    
			<remark  id="s1b6c95l17" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย อุกเขปนียกรรม ฐานไม่ทำคืนอาบัติ ที่ประกอบด้วย  องค์ ๓ นี้แล 
			<remark  id="s1b6c95l18" />เป็นกรรมเป็นธรรม เป็นวินัย และระงับดีแล้ว ฯ    
			<remark  id="s1b6c95l19" />					หมวดที่ ๙    
			<remark  id="s1b6c95l20" />	[๒๔๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อุกเขปนียกรรม ฐานไม่ทำคืนอาบัติ ที่ประด้วยองค์ ๓ 
			<remark  id="s1b6c95l21" />แม้อื่นอีก เป็นกรรมเป็นธรรม เป็นวินัย และระงับดีแล้ว คือ  ทำเพราะอาบัติที่ยังมิได้แสดง ๑ 
			<remark  id="s1b6c95l22" />ทำโดยธรรม ๑ สงฆ์พร้อมเพรียงกันทำ ๑    
			<remark  id="s1b6c95l23" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย อุกเขปนียกรรม ฐานไม่ทำคืนอาบัติ ที่ประกอบด้วย  องค์ ๓ นี้แล 
			<remark  id="s1b6c95l24" />เป็นกรรมเป็นธรรม เป็นวินัย และระงับดีแล้ว ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s1b6c96" >
		<para id="s1b6c96p">
			<remark  id="s1b6c96l1" />					หมวดที่ ๑๐    
			<remark  id="s1b6c96l2" />	[๒๔๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อุกเขปนียกรรม ฐานไม่ทำคืนอาบัติ ที่ประกอบด้วยองค์ ๓ 
			<remark  id="s1b6c96l3" />แม้อื่นอีก เป็นกรรมเป็นธรรม เป็นวินัย และระงับดีแล้ว คือ  โจทก่อนแล้วทำ ๑ ทำโดยธรรม ๑ 
			<remark  id="s1b6c96l4" />สงฆ์พร้อมเพรียงกันทำ ๑    
			<remark  id="s1b6c96l5" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย อุกเขปนียกรรม ฐานไม่ทำคืนอาบัติ ที่ประกอบด้วย  องค์ ๓ นี้แล 
			<remark  id="s1b6c96l6" />เป็นกรรมเป็นธรรม เป็นวินัย และระงับดีแล้ว ฯ    
			<remark  id="s1b6c96l7" />					หมวดที่ ๑๑    
			<remark  id="s1b6c96l8" />	[๒๔๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อุกเขปนียกรรม ฐานไม่ทำคืนอาบัติ ที่  ประกอบด้วยองค์ ๓
			<remark  id="s1b6c96l9" />แม้อื่นอีก เป็นกรรมเป็นธรรม เป็นวินัย และระงับดีแล้ว  คือ ให้จำเลยให้การก่อนแล้วทำ ๑ 
			<remark  id="s1b6c96l10" />ทำโดยธรรม ๑ สงฆ์พร้อมเพรียงกันทำ ๑    
			<remark  id="s1b6c96l11" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย อุกเขปนียกรรม ฐานไม่ทำคืนอาบัติ ที่ประกอบด้วย  องค์ ๓ นี้แล 
			<remark  id="s1b6c96l12" />เป็นกรรมเป็นธรรม เป็นวินัย และระงับดีแล้ว ฯ    
			<remark  id="s1b6c96l13" />					หมวดที่ ๑๒    
			<remark  id="s1b6c96l14" />	[๒๕๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อุกเขปนียกรรม ฐานไม่ทำคืนอาบัติ ที่ประกอบด้วยองค์ ๓ 
			<remark  id="s1b6c96l15" />แม้อื่นอีก เป็นกรรมเป็นธรรม เป็นวินัย และระงับดีแล้ว คือ ปรับอาบัติแล้วทำ ๑ ทำโดย
			<remark  id="s1b6c96l16" />ธรรม ๑ สงฆ์พร้อมเพรียงกันทำ ๑    
			<remark  id="s1b6c96l17" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย อุกเขปนียกรรม ฐานไม่ทำคืนอาบัติ ที่ประกอบด้วย  องค์ ๓ นี้แล 
			<remark  id="s1b6c96l18" />เป็นกรรมเป็นธรรม เป็นวินัย และระงับดีแล้ว ฯ    
			<remark  id="s1b6c96l19" />					ลักษณะกรรมเป็นธรรม ๑๒ หมวด    
			<remark  id="s1b6c96l20" />				ในอุกเขปนียกรรม ฐานไม่ทำคืนอาบัติ จบ ฯ    
			<remark  id="s1b6c96l21" />					ข้อที่สงฆ์จำนง ๖ หมวด    
			<remark  id="s1b6c96l22" />					หมวดที่ ๑    
			<remark  id="s1b6c96l23" />	[๒๕๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๓ เมื่อสงฆ์จำนงพึงลงอุกเขปนียกรรม 
			<remark  id="s1b6c96l24" />ฐานไม่ทำคืนอาบัติ คือก่อความบาดหมาง ก่อการทะเลาะ ก่อการวิวาท ทำความอื้อฉาว ก่ออธิกรณ์
		</para>
	</section>
	<section id="s1b6c97" >
		<para id="s1b6c97p">
			<remark  id="s1b6c97l1" />ในสงฆ์ ๑ เป็นพาล ไม่ฉลาด มีอาบัติมาก  มีมรรยาทไม่สมควร ๑ อยู่คลุกคลีกับคฤหัสถ์ด้วยการ
			<remark  id="s1b6c97l2" />คลุกคลีอันไม่สมควร ๑    
			<remark  id="s1b6c97l3" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๓ นี้แล  เมื่อสงฆ์จำนงพึงลง  อุกเขปนียกรรม
			<remark  id="s1b6c97l4" />ฐานไม่ทำคืนอาบัติ ฯ    
			<remark  id="s1b6c97l5" />					หมวดที่ ๒    
			<remark  id="s1b6c97l6" />	[๒๕๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๓ แม้อื่นอีก เมื่อสงฆ์  จำนงพึงลง
			<remark  id="s1b6c97l7" />อุกเขปนียกรรม ฐานไม่ทำคืนอาบัติ คือเป็นผู้มีศีลวิบัติ ในอธิศีล ๑  เป็นผู้มีอาจารวิบัติใน
			<remark  id="s1b6c97l8" />อัชฌาจาร ๑ เป็นผู้มีทิฐิวิบัติ ในอติทิฐิ ๑    
			<remark  id="s1b6c97l9" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๓ นี้แล เมื่อสงฆ์จำนงพึงลง  อุกเขปนียกรรม 
			<remark  id="s1b6c97l10" />ฐานไม่ทำคืนอาบัติ ฯ    
			<remark  id="s1b6c97l11" />					หมวดที่ ๓    
			<remark  id="s1b6c97l12" />	[๒๕๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๓ แม้อื่นอีก เมื่อสงฆ์  จำนงพึงลง
			<remark  id="s1b6c97l13" />อุกเขปนียกรรม ฐานไม่ทำคืนอาบัติ คือ กล่าวติเตียนพระพุทธเจ้า ๑  กล่าวติเตียนพระธรรม ๑ 
			<remark  id="s1b6c97l14" />กล่าวติเตียนพระสงฆ์ ๑    
			<remark  id="s1b6c97l15" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๓ นี้แล เมื่อสงฆ์จำนงพึงลงอุกเขปนียกรรม 
			<remark  id="s1b6c97l16" />ฐานไม่ทำคืนอาบัติ ฯ    
			<remark  id="s1b6c97l17" />					หมวดที่ ๔    
			<remark  id="s1b6c97l18" />	[๒๕๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อสงฆ์จำนงพึงลงอุกเขปนียกรรม ฐานไม่ทำคืนอาบัติแก่
			<remark  id="s1b6c97l19" />ภิกษุ ๓ รูป คือรูปหนึ่งเป็นผู้ก่อความบาดหมาง ก่อการทะเลาะ  ก่อการวิวาท ทำความอื้อฉาว
			<remark  id="s1b6c97l20" />ก่ออธิกรณ์ในสงฆ์ ๑ รูปหนึ่งเป็นพาล ไม่ฉลาด  มีอาบัติมาก มีมรรยาทไม่สมควร ๑ รูปหนึ่ง
			<remark  id="s1b6c97l21" />อยู่คลุกคลีกับคฤหัสถ์ ด้วยการคลุกคลี  อันไม่สมควร ๑    
			<remark  id="s1b6c97l22" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อสงฆ์จำนงพึงลงอุกเขปนียกรรม ฐานไม่ทำคืน  อาบัติแก่ภิกษุ ๓ รูป
			<remark  id="s1b6c97l23" />นี้แล ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s1b6c98" >
		<para id="s1b6c98p">
			<remark  id="s1b6c98l1" />					หมวดที่ ๕    
			<remark  id="s1b6c98l2" />	[๒๕๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อสงฆ์จำนงพึงลงอุกเขปนียกรรม ฐานไม่ทำคืนอาบัติ แก่
			<remark  id="s1b6c98l3" />ภิกษุ ๓ รูป แม้อื่นอีก คือ รูปหนึ่งเป็นผู้มีศีลวิบัติในอธิศีล ๑  รูปหนึ่งเป็นผู้มีอาจารวิบัติในอัชฌา
			<remark  id="s1b6c98l4" />จาร ๑ รูปหนึ่งเป็นผู้มีทิฐิวิบัติ ในอติทิฐิ ๑    
			<remark  id="s1b6c98l5" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อสงฆ์จำนงพึงลงอุกเขปนียกรรม ฐานไม่ทำคืน  อาบัติแก่ภิกษุ ๓ รูป
			<remark  id="s1b6c98l6" />นี้แล ฯ    
			<remark  id="s1b6c98l7" />					หมวดที่ ๖    
			<remark  id="s1b6c98l8" />	[๒๕๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อสงฆ์จำนงพึงลงอุกเขปนียกรรม ฐานไม่ทำคืนอาบัติแก่
			<remark  id="s1b6c98l9" />ภิกษุ ๓ รูปแม้อื่นอีก คือ รูปหนึ่งกล่าวติเตียนพระพุทธเจ้า ๑ รูป  หนึ่งกล่าวติเตียนพระธรรม ๑ 
			<remark  id="s1b6c98l10" />รูปหนึ่งกล่าวติเตียนพระสงฆ์ ๑    
			<remark  id="s1b6c98l11" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อสงฆ์จำนงพึงลงอุกเขปนียกรรม ฐานไม่ทำคืนอาบัติแก่ภิกษุ ๓ รูป
			<remark  id="s1b6c98l12" />นี้แล ฯ    
			<remark  id="s1b6c98l13" />				ข้อที่สงฆ์จำนง ๖ หมวด    
			<remark  id="s1b6c98l14" />				ในอุกเขปนียกรรม ฐานไม่ทำคืนอาบัติ จบ    
			<remark  id="s1b6c98l15" />				__________________    
			<remark  id="s1b6c98l16" />			วัตร ๔๓ ข้อ ในอุกเขปนียกรรม ฐานไม่ทำคืนอาบัติ    
			<remark  id="s1b6c98l17" />	[๒๕๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ถูกสงฆ์ลงอุกเขปนียกรรม ฐานไม่ทำคืนอาบัติแล้ว 
			<remark  id="s1b6c98l18" />ต้องประพฤติชอบ    
			<remark  id="s1b6c98l19" />	วิธีประพฤติชอบในอุกเขปนียกรรม ฐานไม่ทำคืนอาบัตินั้นดังนี้:-    
			<remark  id="s1b6c98l20" />	๑. ไม่พึงให้อุปสมบท    
			<remark  id="s1b6c98l21" />	๒. ไม่พึงให้นิสัย    
			<remark  id="s1b6c98l22" />	๓. ไม่พึงให้สามเณรอุปัฏฐาก    
			<remark  id="s1b6c98l23" />	๔. ไม่พึงรับสมมติเป็นผู้สั่งสอนภิกษุณี    
			<remark  id="s1b6c98l24" />	๕. แม้ได้รับสมมติแล้วก็ไม่พึงสั่งสอนภิกษุณี    
			<remark  id="s1b6c98l25" />	๖. สงฆ์ลงอุกเขปนียกรรม ฐานไม่ทำคืนอาบัติ เพราะอาบัติใด ไม่พึงต้องอาบัตินั้น
		</para>
	</section>
	<section id="s1b6c99" >
		<para id="s1b6c99p">
			<remark  id="s1b6c99l1" />	๗. ไม่พึงต้องอาบัติอื่นอันเช่นกัน    
			<remark  id="s1b6c99l2" />	๘. ไม่พึงต้องอาบัติอันเลวทรามกว่านั้น    
			<remark  id="s1b6c99l3" />	๙. ไม่พึงติกรรม    
			<remark  id="s1b6c99l4" />	๑๐. ไม่พึงติภิกษุทั้งหลายผู้ทำกรรม    
			<remark  id="s1b6c99l5" />	๑๑. ไม่พึงยินดีการกราบไหว้ ของปกตัตตะภิกษุ    
			<remark  id="s1b6c99l6" />	๑๒. ไม่พึงยินดีการยืนรับ ของปกตัตตะภิกษุ    
			<remark  id="s1b6c99l7" />	๑๓. ไม่พึงยินดีอัญชลีกรรม ของปกตัตตะภิกษุ    
			<remark  id="s1b6c99l8" />	๑๔. ไม่พึงยินดีสามีจิกรรม ของปกตัตตะภิกษุ    
			<remark  id="s1b6c99l9" />	๑๕. ไม่พึงยินดีการนำอาสนะมาให้ ของปกตัตตะภิกษุ    
			<remark  id="s1b6c99l10" />	๑๖. ไม่พึงยินดีการนำที่นอนมาให้ ของปกตัตตะภิกษุ    
			<remark  id="s1b6c99l11" />	๑๗. ไม่พึงยินดีการนำน้ำล้างเท้ามาให้ การตั้งตั่งรองเท้าให้ของปกตัตตะภิกษุ    
			<remark  id="s1b6c99l12" />	๑๘. ไม่พึงยินดีการตั้งกระเบื้องเช็ดเท้าให้ ของปกตัตตะภิกษุ    
			<remark  id="s1b6c99l13" />	๑๙. ไม่พึงยินดีการรับบาตร จีวร ของปกตัตตะภิกษุ    
			<remark  id="s1b6c99l14" />	๒๐. ไม่พึงยินดีการถูหลังให้เมื่ออาบน้ำ ของปกตัตตะภิกษุ    
			<remark  id="s1b6c99l15" />	๒๑. ไม่พึงกำจัดปกตัตตะภิกษุ ด้วยศีลวิบัติ    
			<remark  id="s1b6c99l16" />	๒๒. ไม่พึงกำจัดปกตัตตะภิกษุ ด้วยอาจารวิบัติ    
			<remark  id="s1b6c99l17" />	๒๓. ไม่พึงกำจัดปกตัตตะภิกษุ ด้วยทิฐิวิบัติ    
			<remark  id="s1b6c99l18" />	๒๔. ไม่พึงกำจัดปกตัตตะภิกษุ ด้วยอาชีววิบัติ    
			<remark  id="s1b6c99l19" />	๒๕. ไม่พึงยุภิกษุกับภิกษุให้แตกกัน    
			<remark  id="s1b6c99l20" />	๒๖. ไม่พึงใช้เครื่องนุ่งห่มอย่างคฤหัสถ์    
			<remark  id="s1b6c99l21" />	๒๗. ไม่พึงใช้เครื่องนุ่งห่มอย่างเดียรถีย์    
			<remark  id="s1b6c99l22" />	๒๘. ไม่พึงคบพวกเดียรถีย์    
			<remark  id="s1b6c99l23" />	๒๙. พึงคบพวกภิกษุ    
			<remark  id="s1b6c99l24" />	๓๐. พึงศึกษาสิกขาของภิกษุ    
			<remark  id="s1b6c99l25" />	๓๑. ไม่พึงอยู่ในอาวาสมีเครื่องมุงเดียวกันกับปกตัตตะภิกษุ    
			<remark  id="s1b6c99l26" />	๓๒. ไม่พึงอยู่ในอนาวาสมีเครื่องมุงเดียวกันกับปกตัตตะภิกษุ    
			<remark  id="s1b6c99l27" />	๓๓. ไม่พึงอยู่ในอาวาส หรือในอนาวาสมีเครื่องมุงเดียวกันกับปกตัตตะภิกษุ
		</para>
	</section>
	<section id="s1b6c100" >
		<para id="s1b6c100p">
			<remark  id="s1b6c100l1" />	๓๔. เห็นปกตัตตะภิกษุแล้วพึงลุกจากอาสนะ    
			<remark  id="s1b6c100l2" />	๓๕. ไม่พึงรุกรานปกตัตตะภิกษุ ข้างในหรือข้างนอกวิหาร    
			<remark  id="s1b6c100l3" />	๓๖. ไม่พึงห้ามอุโบสถแก่ปกตัตตะภิกษุ    
			<remark  id="s1b6c100l4" />	๓๗. ไม่พึงห้ามปวารณาแก่ปกตัตตะภิกษุ    
			<remark  id="s1b6c100l5" />	๓๘. ไม่พึงทำการไต่สวน    
			<remark  id="s1b6c100l6" />	๓๙. ไม่พึงเริ่มอนุวาทาธิกรณ์    
			<remark  id="s1b6c100l7" />	๔๐. ไม่พึงยังภิกษุอื่นให้ทำโอกาส    
			<remark  id="s1b6c100l8" />	๔๑. ไม่พึงโจทภิกษุอื่น    
			<remark  id="s1b6c100l9" />	๔๒. ไม่พึงให้ภิกษุอื่นให้การ    
			<remark  id="s1b6c100l10" />	๔๓. ไม่พึงช่วยภิกษุกับภิกษุให้สู้อธิกรณ์กัน ฯ    
			<remark  id="s1b6c100l11" />			วัตร ๔๓ ข้อ ในอุกเขปนียกรรม ฐานไม่ทำคืนอาบัติ จบ    
			<remark  id="s1b6c100l12" />					__________________    
			<remark  id="s1b6c100l13" />				สงฆ์ลงโทษและระงับ    
			<remark  id="s1b6c100l14" />	[๒๕๘] ครั้งนั้น สงฆ์ได้ลงอุกเขปนียกรรม ฐานไม่ทำคืนอาบัติแก่พระฉันนะ คือ ห้าม
			<remark  id="s1b6c100l15" />สมโภคกับสงฆ์ ท่านถูกสงฆ์ลงอุกเขปนียกรรม ฐานไม่ทำ  คืนอาบัติแล้ว ได้ไปจากอาวาสนั้น
			<remark  id="s1b6c100l16" />สู่อาวาสอื่น ภิกษุทั้งหลายในอาวาสอื่นนั้น  ไม่กราบไหว้ ไม่ยืนรับ ไม่ทำอัญชลีกรรม ไม่ทำ
			<remark  id="s1b6c100l17" />สามีจิกรรม ไม่สักการะ ไม่  เคารพ ไม่นับถือ ไม่บูชา ท่านอันภิกษุทั้งหลาย ไม่สักการะ 
			<remark  id="s1b6c100l18" />ไม่เคารพ ไม่  นับถือ ไม่บูชาอยู่ เป็นผู้ไม่มีใครทำสักการะ จึงได้ไปจากอาวาสนั้น สู่อาวาสอื่น 
			<remark  id="s1b6c100l19" />แม้ภิกษุทั้งหลายในอาวาสอื่นนั้นก็ไม่กราบไหว้ ไม่ยืนรับ ไม่ทำอัญชลีกรรม  ไม่ทำสามีจิกรรม 
			<remark  id="s1b6c100l20" />ไม่สักการะ ไม่เคารพ ไม่นับถือ ไม่บูชา ท่านอันภิกษุทั้ง  หลาย ไม่สักการะ ไม่เคารพ ไม่นับถือ ไม่บูชา
			<remark  id="s1b6c100l21" />เป็นผู้ไม่มีใครทำสักการะ จึง ได้ไปจากอาวาสนั้น สู่อาวาสอื่น แม้ภิกษุทั้งหลายในอาวาสอื่นนั้น
			<remark  id="s1b6c100l22" />ก็ไม่กราบไหว้  ไม่ยืนรับ ไม่ทำอัญชลีกรรม ไม่ทำสามีจิกรรม ไม่สักการะ ไม่เคารพ ไม่นับถือ  
			<remark  id="s1b6c100l23" />ไม่บูชา ท่านอันภิกษุทั้งหลายไม่สักการะ ไม่เคารพ ไม่นับถือ ไม่บูชาอยู่ เป็น  ผู้ไม่มีใครทำ
			<remark  id="s1b6c100l24" />สักการะ จึงกลับมาสู่พระนครโกสัมพีอีกตามเดิม ได้ประพฤติโดย  ชอบ หายเย่อหยิ่ง ประพฤติ
			<remark  id="s1b6c100l25" />แก้ตัวได้ จึงเข้าไปหาภิกษุทั้งหลายแล้วกล่าวอย่างนี้  ว่า อาวุโสทั้งหลาย ผมถูกสงฆ์ลงอุกเขปนีย
			<remark  id="s1b6c100l26" />กรรม ฐานไม่ทำคืนอาบัติ แล้ว  ประพฤติโดยชอบ หายเย่อหยิ่ง ประพฤติแก้ตัวได้ ผมจะพึง
		</para>
	</section>
	<section id="s1b6c101" >
		<para id="s1b6c101p">
			<remark  id="s1b6c101l1" />ปฏิบัติอย่างไรต่อไป  ภิกษุทั้งหลายเหล่านั้นกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคๆ  ตรัสว่า ดูกร
			<remark  id="s1b6c101l2" />ภิกษุทั้ง  หลาย ถ้าเช่นนั้น สงฆ์จงระงับอุกเขปนียกรรม ฐานไม่ทำคืนอาบัติ แก่ภิกษุ  ฉันนะ ฯ    
			<remark  id="s1b6c101l3" />				วัตรที่ไม่ควรระงับ ๔๓ ข้อ ๘ หมวด    
			<remark  id="s1b6c101l4" />					หมวดที่ ๑    
			<remark  id="s1b6c101l5" />	[๒๕๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ สงฆ์ไม่พึงระงับ  อุกเขปนียกรรม 
			<remark  id="s1b6c101l6" />ฐานไม่ทำคืนอาบัติ คือ:-    
			<remark  id="s1b6c101l7" />	๑. ให้อุปสมบท    
			<remark  id="s1b6c101l8" />	๒. ให้นิสัย    
			<remark  id="s1b6c101l9" />	๓. ให้สามเณรอุปัฏฐาก    
			<remark  id="s1b6c101l10" />	๔. รับสมมติเป็นผู้สั่งสอนภิกษุณี    
			<remark  id="s1b6c101l11" />	๕. แม้รับสมมติแล้วก็ยังสั่งสอนภิกษุณี    
			<remark  id="s1b6c101l12" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล สงฆ์ไม่พึงระงับ อุกเขปนียกรรม ฐาน
			<remark  id="s1b6c101l13" />ไม่ทำคืนอาบัติ ฯ    
			<remark  id="s1b6c101l14" />					หมวดที่ ๒    
			<remark  id="s1b6c101l15" />	[๒๖๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ แม้อื่นอีก สงฆ์ ไม่พึงระงับอุกเขป
			<remark  id="s1b6c101l16" />นียกรรม ฐานไม่ทำคืนอาบัติ คือ:-    
			<remark  id="s1b6c101l17" />	๑. สงฆ์ลงอุกเขปนียกรรม ฐานไม่ทำคืนอาบัติ เพราะอาบัติใด ต้อง  อาบัตินั้น    
			<remark  id="s1b6c101l18" />	๒. ต้องอาบัติอื่นอันเช่นกัน    
			<remark  id="s1b6c101l19" />	๓. ต้องอาบัติอันเลวทรามกว่านั้น    
			<remark  id="s1b6c101l20" />	๔. ติกรรม    
			<remark  id="s1b6c101l21" />	๕. ติภิกษุทั้งหลายผู้ทำกรรม    
			<remark  id="s1b6c101l22" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล สงฆ์ไม่พึงระงับ  อุกเขปนียกรรม ฐาน
			<remark  id="s1b6c101l23" />ไม่ทำคืนอาบัติ ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s1b6c102" >
		<para id="s1b6c102p">
			<remark  id="s1b6c102l1" />					หมวดที่ ๓    
			<remark  id="s1b6c102l2" />	[๒๖๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ แม้อื่นอีก สงฆ์ไม่พึงระงับอุกเขป
			<remark  id="s1b6c102l3" />นียกรรม ฐานไม่ทำคืนอาบัติ คือ:-    
			<remark  id="s1b6c102l4" />	๑. ยินดีการกราบไหว้ ของปกตัตตะภิกษุ    
			<remark  id="s1b6c102l5" />	๒. ยินดีการยืนรับ ของปกตัตตะภิกษุ    
			<remark  id="s1b6c102l6" />	๓. ยินดีอัญชลีกรรม ของปกตัตตะภิกษุ    
			<remark  id="s1b6c102l7" />	๔. ยินดีสามีจิกรรม ของปกตัตตะภิกษุ    
			<remark  id="s1b6c102l8" />	๕. ยินดีการนำอาสนะมาให้ ของปกตัตตะภิกษุ    
			<remark  id="s1b6c102l9" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล สงฆ์ไม่พึงระงับ อุกเขปนียกรรม ฐาน
			<remark  id="s1b6c102l10" />ไม่ทำคืนอาบัติ ฯ    
			<remark  id="s1b6c102l11" />					หมวดที่ ๔    
			<remark  id="s1b6c102l12" />	[๒๖๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ แม้อื่นอีก สงฆ์  ไม่พึงระงับอุกเขป
			<remark  id="s1b6c102l13" />นียกรรม ฐานไม่ทำคืนอาบัติ คือ:-    
			<remark  id="s1b6c102l14" />	๑. ยินดีการนำที่นอนมาให้ ของปกตัตตะภิกษุ    
			<remark  id="s1b6c102l15" />	๒. ยินดีการนำน้ำล้างเท้ามาให้ การตั้งตั่งรองเท้าให้ ของปกตัตตะภิกษุ    
			<remark  id="s1b6c102l16" />	๓. ยินดีการตั้งกระเบื้องเช็ดเท้าให้ ของปกตัตตะภิกษุ    
			<remark  id="s1b6c102l17" />	๔. ยินดีการรับบาตรและจีวร ของปกตัตตะภิกษุ    
			<remark  id="s1b6c102l18" />	๕. ยินดีการถูหลังให้เมื่ออาบน้ำ ของปกตัตตะภิกษุ    
			<remark  id="s1b6c102l19" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล สงฆ์ไม่พึงระงับ อุกเขปนียกรรม ฐาน
			<remark  id="s1b6c102l20" />ไม่ทำคืนอาบัติ ฯ    
			<remark  id="s1b6c102l21" />					หมวดที่ ๕    
			<remark  id="s1b6c102l22" />	[๒๖๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ แม้อื่นอีก สงฆ์ ไม่พึงระงับอุกเขป
			<remark  id="s1b6c102l23" />นียกรรม ฐานไม่ทำคืนอาบัติ คือ:-    
			<remark  id="s1b6c102l24" />	๑. กำจัดปกตัตตะภิกษุ ด้วยศีลวิบัติ    
			<remark  id="s1b6c102l25" />	๒. กำจัดปกตัตตะภิกษุ ด้วยอาจารวิบัติ
		</para>
	</section>
	<section id="s1b6c103" >
		<para id="s1b6c103p">
			<remark  id="s1b6c103l1" />	๓. กำจัดปกตัตตะภิกษุ ด้วยทิฐิวิบัติ    
			<remark  id="s1b6c103l2" />	๔. กำจัดปกตัตตะภิกษุ ด้วยอาชีววิบัติ    
			<remark  id="s1b6c103l3" />	๕. ยุภิกษุกับภิกษุให้แตกกัน    
			<remark  id="s1b6c103l4" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล สงฆ์ไม่พึงระงับ อุกเขปนียกรรม ฐาน
			<remark  id="s1b6c103l5" />ไม่ทำคืนอาบัติ ฯ    
			<remark  id="s1b6c103l6" />					หมวดที่ ๖    
			<remark  id="s1b6c103l7" />	[๒๖๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ แม้อื่นอีก สงฆ์ ไม่พึงระงับอุกเขป
			<remark  id="s1b6c103l8" />นียกรรม ฐานไม่ทำคืนอาบัติ คือ:-    
			<remark  id="s1b6c103l9" />	๑. ใช้เครื่องนุ่งห่มอย่างคฤหัสถ์    
			<remark  id="s1b6c103l10" />	๒. ใช้เครื่องนุ่งห่มอย่างเดียรถีย์    
			<remark  id="s1b6c103l11" />	๓. คบพวกเดียรถีย์    
			<remark  id="s1b6c103l12" />	๔. ไม่คบพวกภิกษุ    
			<remark  id="s1b6c103l13" />	๕. ไม่ศึกษาสิกขาของภิกษุ    
			<remark  id="s1b6c103l14" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล สงฆ์ไม่พึงระงับ อุกเขปนียกรรม 
			<remark  id="s1b6c103l15" />ฐานไม่ทำคืนอาบัติ ฯ    
			<remark  id="s1b6c103l16" />					หมวดที่ ๗    
			<remark  id="s1b6c103l17" />	[๒๖๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ แม้อื่นอีก สงฆ์ไม่พึงระงับอุกเขป
			<remark  id="s1b6c103l18" />นียกรรม ฐานไม่ทำคืนอาบัติ คือ:-    
			<remark  id="s1b6c103l19" />	๑. อยู่ในอาวาสมีเครื่องมุงเดียวกันกับปกตัตตะภิกษุ    
			<remark  id="s1b6c103l20" />	๒. อยู่ในอนาวาสมีเครื่องมุงเดียวกันกับปกตัตตะภิกษุ    
			<remark  id="s1b6c103l21" />	๓. อยู่ในอาวาส หรือในอนาวาส มีเครื่องมุงเดียวกันกับปกตัตตะภิกษุ    
			<remark  id="s1b6c103l22" />	๔. เห็นปกตัตตะภิกษุแล้วไม่ลุกจากอาสนะ    
			<remark  id="s1b6c103l23" />	๕. รุกรานปกตัตตะภิกษุ ข้างในหรือข้างนอกวิหาร    
			<remark  id="s1b6c103l24" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล สงฆ์ไม่พึงระงับ  อุกเขปนียกรรม 
			<remark  id="s1b6c103l25" />ฐานไม่ทำคืนอาบัติ ฯ
		</para>
	</section>
	<section id="s1b6c104" >
		<para id="s1b6c104p">
			<remark  id="s1b6c104l1" />					หมวดที่ ๘    
			<remark  id="s1b6c104l2" />	[๒๖๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๘ สงฆ์ไม่พึงระงับ  อุกเขปนียกรรม 
			<remark  id="s1b6c104l3" />ฐานไม่ทำคืนอาบัติ คือ:-    
			<remark  id="s1b6c104l4" />	๑. ห้ามอุโบสถแก่ปกตัตตะภิกษุ    
			<remark  id="s1b6c104l5" />	๒. ห้ามปวารณาแก่ปกตัตตะภิกษุ    
			<remark  id="s1b6c104l6" />	๓. ทำการไต่สวน    
			<remark  id="s1b6c104l7" />	๔. เริ่มอนุวาทาธิกรณ์    
			<remark  id="s1b6c104l8" />	๕. ยังภิกษุอื่นให้ทำโอกาส    
			<remark  id="s1b6c104l9" />	๖. โจทภิกษุอื่น    
			<remark  id="s1b6c104l10" />	๗. ให้ภิกษุอื่นให้การ    
			<remark  id="s1b6c104l11" />	๘. ช่วยภิกษุกับภิกษุให้สู้อธิกรณ์กัน    
			<remark  id="s1b6c104l12" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๘ นี้แล สงฆ์ไม่พึงระงับอุกเขปนียกรรม 
			<remark  id="s1b6c104l13" />ฐานไม่ทำคืนอาบัติ ฯ    
			<remark  id="s1b6c104l14" />				วัตรที่ไม่ควรระงับ ๔๓ ข้อ ๘ หมวด    
			<remark  id="s1b6c104l15" />				ในอุกเขปนียกรรม ฐานไม่ทำคืนอาบัติ จบ    
			<remark  id="s1b6c104l16" />				__________________    
			<remark  id="s1b6c104l17" />					วัตรที่ควรระงับ ๔๓ ข้อ ๘ หมวด    
			<remark  id="s1b6c104l18" />					หมวดที่ ๑    
			<remark  id="s1b6c104l19" />	[๒๖๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ สงฆ์พึงระงับอุกเขปนียกรรม 
			<remark  id="s1b6c104l20" />ฐานไม่ทำคืนอาบัติ คือ:-    
			<remark  id="s1b6c104l21" />	๑. ไม่ให้อุปสมบท    
			<remark  id="s1b6c104l22" />	๒. ไม่ให้นิสัย    
			<remark  id="s1b6c104l23" />	๓. ไม่ให้สามเณรอุปัฏฐาก    
			<remark  id="s1b6c104l24" />	๔. ไม่รับสมมติเป็นผู้สั่งสอนภิกษุณี    
			<remark  id="s1b6c104l25" />	๕. แม้ได้รับสมมติแล้วก็ไม่สั่งสอนภิกษุณี
		</para>
	</section>
	<section id="s1b6c105" >
		<para id="s1b6c105p">
			<remark  id="s1b6c105l1" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล สงฆ์พึงระงับอุกเขปนียกรรม ฐานไม่
			<remark  id="s1b6c105l2" />ทำคืนอาบัติ ฯ    
			<remark  id="s1b6c105l3" />					หมวดที่ ๒    
			<remark  id="s1b6c105l4" />	[๒๖๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ แม้อื่นอีก สงฆ์พึงระงับอุกเขปนีย
			<remark  id="s1b6c105l5" />กรรม ฐานไม่ทำคืนอาบัติ คือ:-    
			<remark  id="s1b6c105l6" />	๑. สงฆ์ลงอุกเขปนียกรรม ฐานไม่ทำคืนอาบัติ เพราะอาบัติใด ไม่ต้องอาบัตินั้น    
			<remark  id="s1b6c105l7" />	๒. ไม่ต้องอาบัติอื่นอันเช่นกัน    
			<remark  id="s1b6c105l8" />	๓. ไม่ต้องอาบัติอันเลวทรามกว่านั้น    
			<remark  id="s1b6c105l9" />	๔. ไม่ติกรรม    
			<remark  id="s1b6c105l10" />	๕. ไม่ติภิกษุทั้งหลายผู้ทำกรรม    
			<remark  id="s1b6c105l11" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล สงฆ์พึงระงับอุกเขปนียกรรม ฐานไม่
			<remark  id="s1b6c105l12" />ทำคืนอาบัติ ฯ    
			<remark  id="s1b6c105l13" />					หมวดที่ ๓    
			<remark  id="s1b6c105l14" />	[๒๖๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ แม้อื่นอีก สงฆ์พึงระงับอุกเขปนีย
			<remark  id="s1b6c105l15" />กรรม ฐานไม่ทำคืนอาบัติ คือ:-    
			<remark  id="s1b6c105l16" />	๑. ไม่ยินดีการกราบไหว้ ของปกตัตตะภิกษุ    
			<remark  id="s1b6c105l17" />	๒. ไม่ยินดีการยืนรับ ของปกตัตตะภิกษุ    
			<remark  id="s1b6c105l18" />	๓. ไม่ยินดีอัญชลีกรรม ของปกตัตตะภิกษุ    
			<remark  id="s1b6c105l19" />	๔. ไม่ยินดีสามีจิกรรม ของปกตัตตะภิกษุ    
			<remark  id="s1b6c105l20" />	๕. ไม่ยินดีการนำอาสนะมาให้ ของปกตัตตะภิกษุ    
			<remark  id="s1b6c105l21" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล สงฆ์พึงระงับอุกเขปนียกรรม ฐานไม่
			<remark  id="s1b6c105l22" />ทำคืนอาบัติ ฯ    
			<remark  id="s1b6c105l23" />					หมวดที่ ๔    
			<remark  id="s1b6c105l24" />	[๒๗๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ แม้อื่นอีก สงฆ์พึงระงับอุกเขปนีย
			<remark  id="s1b6c105l25" />กรรม ฐานไม่ทำคืนอาบัติ คือ:
		</para>
	</section>
	<section id="s1b6c106" >
		<para id="s1b6c106p">
			<remark  id="s1b6c106l1" />	๑. ไม่ยินดีการนำที่นอนมาให้ ของปกตัตตะภิกษุ    
			<remark  id="s1b6c106l2" />	๒. ไม่ยินดีการนำน้ำล้างเท้ามาให้ การตั้งตั่งรองเท้าให้ ของปกตัตตะภิกษุ    
			<remark  id="s1b6c106l3" />	๓. ไม่ยินดีการตั้งกระเบื้องเช็ดเท้าให้ ของปกตัตตะภิกษุ    
			<remark  id="s1b6c106l4" />	๔. ไม่ยินดีการรับบาตรจีวร ของปกตัตตะภิกษุ    
			<remark  id="s1b6c106l5" />	๕. ไม่ยินดีการถูหลังให้เมื่ออาบน้ำ ของปกตัตตะภิกษุ    
			<remark  id="s1b6c106l6" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล สงฆ์พึงระงับอุกเขปนียกรรม ฐานไม่
			<remark  id="s1b6c106l7" />ทำคืนอาบัติ ฯ    
			<remark  id="s1b6c106l8" />					หมวดที่ ๕    
			<remark  id="s1b6c106l9" />	[๒๗๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ แม้อื่นอีกสงฆ์พึงระงับอุกเขปนีย
			<remark  id="s1b6c106l10" />กรรม ฐานไม่ทำคืนอาบัติ คือ:-    
			<remark  id="s1b6c106l11" />	๑. ไม่กำจัดปกตัตตะภิกษุ ด้วยศีลวิบัติ    
			<remark  id="s1b6c106l12" />	๒. ไม่กำจัดปกตัตตะภิกษุ ด้วยอาจารวิบัติ    
			<remark  id="s1b6c106l13" />	๓. ไม่กำจัดปกตัตตะภิกษุ ด้วยทิฐิวิบัติ    
			<remark  id="s1b6c106l14" />	๔. ไม่กำจัดปกตัตตะภิกษุ ด้วยอาชีววิบัติ    
			<remark  id="s1b6c106l15" />	๕. ไม่ยุภิกษุกับภิกษุให้แตกกัน    
			<remark  id="s1b6c106l16" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล สงฆ์พึงระงับ อุกเขปนียกรรม ฐานไม่
			<remark  id="s1b6c106l17" />ทำคืนอาบัติ ฯ    
			<remark  id="s1b6c106l18" />					หมวดที่ ๖    
			<remark  id="s1b6c106l19" />	[๒๗๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ แม้อื่นอีกสงฆ์พึงระงับอุกเขปนีย
			<remark  id="s1b6c106l20" />กรรม ฐานไม่ทำคืนอาบัติคือ:-    
			<remark  id="s1b6c106l21" />	๑. ไม่ใช้เครื่องนุ่งห่มอย่างคฤหัสถ์    
			<remark  id="s1b6c106l22" />	๒. ไม่ใช้เครื่องนุ่งห่มอย่างเดียรถีย์    
			<remark  id="s1b6c106l23" />	๓. ไม่คบพวกเดียรถีย์    
			<remark  id="s1b6c106l24" />	๔. คบพวกภิกษุ    
			<remark  id="s1b6c106l25" />	๕. ศึกษาสิกขาของภิกษุ
		</para>
	</section>
	<section id="s1b6c107" >
		<para id="s1b6c107p">
			<remark  id="s1b6c107l1" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล สงฆ์พึงระงับอุกเขปนียกรรม ฐานไม่
			<remark  id="s1b6c107l2" />ทำคืนอาบัติ ฯ    
			<remark  id="s1b6c107l3" />					หมวดที่ ๗    
			<remark  id="s1b6c107l4" />	[๒๗๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ แม้อื่นอีก สงฆ์พึงระงับอุกเขปนีย
			<remark  id="s1b6c107l5" />กรรม ฐานไม่ทำคืนอาบัติ คือ:-    
			<remark  id="s1b6c107l6" />	๑. ไม่อยู่ในอนาวาสมีเครื่องมุงเดียวกันกับปกตัตตะภิกษุ    
			<remark  id="s1b6c107l7" />	๒. ไม่อยู่ในอาวาสมีเครื่องมุงเดียวกันกับปกตัตตะภิกษุ    
			<remark  id="s1b6c107l8" />	๓. ไม่อยู่ในอาวาส หรือในอนาวาส มีเครื่องมุงเดียวกันกับปกตัตตะภิกษุ    
			<remark  id="s1b6c107l9" />	๔. เห็นปกตัตตะภิกษุแล้วลุกจากอาสนะ    
			<remark  id="s1b6c107l10" />	๕. ไม่รุกรานปกตัตตะภิกษุ ข้างในหรือข้างนอกวิหาร    
			<remark  id="s1b6c107l11" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล สงฆ์พึงระงับอุกเขปนียกรรม ฐานไม่
			<remark  id="s1b6c107l12" />ทำคืนอาบัติ ฯ    
			<remark  id="s1b6c107l13" />					หมวดที่ ๘    
			<remark  id="s1b6c107l14" />	[๒๗๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๘ สงฆ์พึงระงับอุกเขปนียกรรม 
			<remark  id="s1b6c107l15" />ฐานไม่ทำคืนอาบัติ คือ:-    
			<remark  id="s1b6c107l16" />	๑. ไม่ห้ามอุโบสถแก่ปกตัตตะภิกษุ    
			<remark  id="s1b6c107l17" />	๒. ไม่ห้ามปวารณาแก่ปกตัตตะภิกษุ    
			<remark  id="s1b6c107l18" />	๓. ไม่ทำการไต่สวน    
			<remark  id="s1b6c107l19" />	๔. ไม่เริ่มอนุวาทาธิกรณ์    
			<remark  id="s1b6c107l20" />	๕. ไม่ยังภิกษุอื่นให้ทำโอกาส    
			<remark  id="s1b6c107l21" />	๖. ไม่โจทภิกษุอื่น    
			<remark  id="s1b6c107l22" />	๗. ไม่ให้ภิกษุอื่นให้การ    
			<remark  id="s1b6c107l23" />	๘. ไม่ช่วยภิกษุกับภิกษุให้สู้อธิกรณ์กัน    
			<remark  id="s1b6c107l24" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๘ นี้แล สงฆ์พึงระงับอุกเขปนียกรรม ฐานไม่
			<remark  id="s1b6c107l25" />ทำคืนอาบัติ ฯ    
			<remark  id="s1b6c107l26" />					วัตรที่ควรระงับ ๔๓ ข้อ ๘ หมวด    
			<remark  id="s1b6c107l27" />				ในอุกเขปนียกรรม ฐานไม่ทำคืนอาบัติ จบ
		</para>
	</section>
	<section id="s1b6c108" >
		<para id="s1b6c108p">
			<remark  id="s1b6c108l1" />				วิธีระงับอุกเขปนียกรรม ฐานไม่ทำคืนอาบัติ    
			<remark  id="s1b6c108l2" />	[๒๗๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แล วิธีระงับอุกเขปนียกรรม ฐานไม่ทำ  คืนอาบัติพึง
			<remark  id="s1b6c108l3" />ระงับอย่างนี้    
			<remark  id="s1b6c108l4" />	ภิกษุฉันนะนั้นพึงเข้าไปหาสงฆ์ ห่มผ้าอุตราสงค์เฉวียงบ่า ไหว้เท้าภิกษุ  ผู้แก่กว่า นั่งกระหย่ง
			<remark  id="s1b6c108l5" />ประคองอัญชลี แล้วกล่าวคำขอระงับกรรมนั้นอย่างนี้ ว่า  ดังนี้:-    
			<remark  id="s1b6c108l6" />				คำขอระงับอุกเขปนียกรรม ฐานไม่ทำคืนอาบัติ    
			<remark  id="s1b6c108l7" />	ท่านเจ้าข้า ข้าพเจ้าถูกสงฆ์ลงอุกเขปนียกรรม ฐานไม่ทำคืนอาบัติแล้ว  ประพฤติโดยชอบ 
			<remark  id="s1b6c108l8" />หายเย่อหยิ่ง ประพฤติแก้ตัวได้ ข้าพเจ้าขอระงับอุกเขปนียกรรม  ฐานไม่คืนอาบัติ    
			<remark  id="s1b6c108l9" />	พึงขอแม้ครั้งที่สอง พึงขอแม้ครั้งที่สาม    
			<remark  id="s1b6c108l10" />	ภิกษุผู้ฉลาด ผู้สามารถ พึงประกาศให้สงฆ์ทราบด้วยญัตติจตุตถกรรมวาจา  ว่าดังนี้:-    
			<remark  id="s1b6c108l11" />			กรรมวาจาระงับอุกเขปนียกรรม ฐานไม่ทำคืนอาบัติ    
			<remark  id="s1b6c108l12" />	ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า พระฉันนะนี้ถูกสงฆ์ลง  อุกเขปนียกรรม ฐานไม่ทำ
			<remark  id="s1b6c108l13" />คืนอาบัติแล้ว ประพฤติโดยชอบ หาย  เย่อหยิ่ง ประพฤติแก้ตัวได้ บัดนี้ ขอระงับอุกเขป
			<remark  id="s1b6c108l14" />นียกรรมฐานไม่ทำ  คืนอาบัติ ถ้าความพร้อมพรั่งของสงฆ์ถึงที่แล้ว สงฆ์พึงระงับ  อุกเขปนียกรรม 
			<remark  id="s1b6c108l15" />ฐานไม่ทำคืนอาบัติแก่พระฉันนะ นี้เป็นญัตติ    
			<remark  id="s1b6c108l16" />	ท่านเจ้าข้า พระฉันนะนี้ถูกสงฆ์ลงอุกเขปนียกรรม ฐานไม่  ทำคืนอาบัติแล้ว ประพฤติ
			<remark  id="s1b6c108l17" />โดยชอบ หายเย่อหยิ่ง ประพฤติแก้ตัวได้  บัดนี้ ขอระงับอุกเขปนียกรรม ฐานไม่ทำคืน
			<remark  id="s1b6c108l18" />อาบัติ สงฆ์ระงับ  อุกเขปนียกรรม ฐานไม่ทำคืนอาบัติแก่พระฉันนะ การระงับอุกเขปนียกรรม
			<remark  id="s1b6c108l19" />ฐานไม่ทำคืนอาบัติแก่พระฉันนะ ชอบแก่ท่านผู้ใด ท่าน  ผู้นั้นพึงนิ่ง ไม่ชอบแก่ท่านผู้ใด 
			<remark  id="s1b6c108l20" />ท่านผู้นั้นพึงพูด    
			<remark  id="s1b6c108l21" />	ข้าพเจ้ากล่าวความนี้แม้ครั้งที่สอง ...    
			<remark  id="s1b6c108l22" />	ข้าพเจ้ากล่าวความนี้แม้ครั้งที่สาม ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟัง  ข้าพเจ้า พระฉันนะนี้  
			<remark  id="s1b6c108l23" />ถูกสงฆ์ลงอุกเขปนียกรรม ฐานไม่ทำคืนอาบัติ  แล้ว ประพฤติโดยชอบ หายเย่อหยิ่ง ประพฤติ
			<remark  id="s1b6c108l24" />แก้ตัวได้ บัดนี้ ขอระงับอุกเขปนียกรรม ฐานไม่ทำคืนอาบัติ สงฆ์ระงับอุกเขปนียกรรม
		</para>
	</section>
	<section id="s1b6c109" >
		<para id="s1b6c109p">
			<remark  id="s1b6c109l1" />ฐานไม่ทำคืนอาบัติแก่พระฉันนะ การระงับอุกเขปนียกรรม ฐานไม่ทำคืนอาบัติแก่พระฉันนะ 
			<remark  id="s1b6c109l2" />ชอบแก่ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้นพึงเป็นผู้นิ่ง  ไม่ชอบแก่ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้นพึงพูด    
			<remark  id="s1b6c109l3" />	อุกเขปนียกรรม ฐานไม่ทำคืนอาบัติ อันสงฆ์ระงับแล้วแก่พระฉันนะ ชอบแก่สงฆ์ 
			<remark  id="s1b6c109l4" />เหตุนั้นจึงนิ่ง ข้าพเจ้าทรงความนี้ ไว้ด้วยอย่างนี้ ฯ    
			<remark  id="s1b6c109l5" />				อุกเขปนียกรรม ฐานไม่ทำคืนอาบัติ ที่ ๖ จบ    
			<remark  id="s1b6c109l6" />					__________________    
			<remark  id="s1b6c109l7" />				อุกเขปนียกรรม ฐานไม่สละทิฐิอันเป็นบาป    
			<remark  id="s1b6c109l8" />					เรื่องพระอริฏฐะ    
			<remark  id="s1b6c109l9" />	[๒๗๖] สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน  อารามของอนาถ
			<remark  id="s1b6c109l10" />บิณฑิกคหบดี เขตพระนครสาวัตถีครั้งนั้น พระอริฏฐะผู้เกิดใน  ตระกูลพรานแร้ง มีทิฐิอันเป็น
			<remark  id="s1b6c109l11" />บาปเห็นปานนี้เกิดขึ้นว่า เรารู้ทั่วถึงธรรมที่พระผู้มี พระภาคทรงแสดงแล้วโดยประการที่ตรัสว่า เป็นธรรม
			<remark  id="s1b6c109l12" />ทำอันตราย ธรรมเหล่านั้น  หาอาจทำอันตรายแก่ผู้เสพได้จริงไม่ ภิกษุหลายรูปด้วยกันได้ทราบข่าวว่า 
			<remark  id="s1b6c109l13" />พระ  อริฏฐะผู้เกิดในตระกูลพรานแร้ง มีทิฐิอันเป็นบาปเห็นปานนี้เกิดขึ้นว่า เรารู้ทั่วถึงธรรมที่
			<remark  id="s1b6c109l14" />พระผู้มีพระภาคทรงแสดงแล้วโดยประการที่ตรัสว่า เป็นธรรมทำอันตราย  ธรรมเหล่านั้นหาอาจทำ
			<remark  id="s1b6c109l15" />อันตรายแก่ผู้เสพได้จริงไม่ แล้วพากันเข้าไปหาพระอริฏฐะ  ผู้เกิดในตระกูลพรานแร้ง ถามว่า อาวุโส
			<remark  id="s1b6c109l16" />อริฏฐะข่าวว่า ท่านมีทิฐิอันเป็นบาป เห็นปานนี้เกิดขึ้นว่า ข้าพเจ้ารู้ทั่วถึงธรรมที่พระผู้มีพระภาค
			<remark  id="s1b6c109l17" />ทรงแสดงแล้วโดย  ประการที่ตรัสว่า เป็นธรรมทำอันตราย ธรรมเหล่านั้นหาอาจทำอันตรายแก่ผู้เสพ
			<remark  id="s1b6c109l18" />ได้จริงไม่ดังนี้ จริงหรือ    
			<remark  id="s1b6c109l19" />	พระอริฏฐะตอบว่า จริงเหมือนอย่างนั้นแล อาวุโสทั้งหลาย ผมรู้ทั่วถึงธรรมที่พระผู้มี
			<remark  id="s1b6c109l20" />พระภาคทรงแสดงแล้วโดยประการที่ตรัสว่า เป็นธรรมทำอันตราย  ธรรมเหล่านั้นหาอาจทำอันตราย
			<remark  id="s1b6c109l21" />แก่ผู้เสพได้จริงไม่    
			<remark  id="s1b6c109l22" />	ภิกษุทั้งหลายกล่าวห้ามว่า อาวุโสอริฏฐะ ท่านอย่าได้พูดเช่นนั้น ท่านอย่าได้กล่าวตู่
			<remark  id="s1b6c109l23" />พระผู้มีพระภาค การกล่าวตู่พระผู้มีพระภาคไม่ดีแน่ พระผู้มีพระภาค  ไม่ได้ตรัสอย่างนั้นเลย พระ
			<remark  id="s1b6c109l24" />ผู้มีพระภาคตรัสธรรมอันทำอันตรายไว้โดยปริยายเป็น  อันมาก ก็แลธรรมเหล่านั้นอาจทำอันตรายแก่
			<remark  id="s1b6c109l25" />ผู้เสพได้จริง กามทั้งหลายพระผู้มี พระภาคตรัสว่า มีความยินดีน้อย มีทุกข์มาก มีความคับแค้น
			<remark  id="s1b6c109l26" />มาก โทษในกาม  ทั้งหลายนี้มากยิ่งนัก กามทั้งหลายพระผู้มีพระภาคตรัสว่า เปรียบเหมือนร่าง
		</para>
	</section>
	<section id="s1b6c110" >
		<para id="s1b6c110p">
			<remark  id="s1b6c110l1" />กระดูก  มีทุกข์มาก มีความคับแค้นมาก โทษในกามทั้งหลายนี้มากยิ่งนัก กามทั้งหลายพระผู้มีพระ
			<remark  id="s1b6c110l2" />ภาคตรัสว่า เปรียบเหมือนชิ้นเนื้อ ... กามทั้งหลายพระผู้มีพระภาค  ตรัสว่า เปรียบเหมือนคบ
			<remark  id="s1b6c110l3" />หญ้า ... กามทั้งหลายพระผู้มีพระภาคตรัสว่า เปรียบ  เหมือนหลุมถ่านเพลิง ... กามทั้งหลายพระผู้มี
			<remark  id="s1b6c110l4" />พระภาคตรัสว่า เปรียบเหมือน  ความฝัน ... กามทั้งหลายพระผู้มีพระภาคตรัสว่า เปรียบเหมือน
			<remark  id="s1b6c110l5" />ของยืม ... กาม  ทั้งหลายพระผู้มีพระภาคตรัสว่า เปรียบเหมือนผลไม้ ... กามทั้งหลายพระผู้มี
			<remark  id="s1b6c110l6" />พระภาค  ตรัสว่า เปรียบเหมือนเขียงสำหรับสับเนื้อ ... กามทั้งหลายพระผู้มีพระภาคตรัสว่า  เปรียบ
			<remark  id="s1b6c110l7" />เหมือนหอกและหลาว ... กามทั้งหลายพระผู้มีพระภาคตรัสว่าเปรียบเหมือน  ศีรษะงู มีทุกข์มาก มี
			<remark  id="s1b6c110l8" />ความคับแค้นมาก โทษในกามทั้งหลายนี้มากยิ่งนัก    
			<remark  id="s1b6c110l9" />	พระอริฏฐะผู้เกิดในตระกูลพรานแร้ง แม้อันภิกษุเหล่านั้น ว่ากล่าวอยู่  อย่างนี้ ก็ยังยึดถือ
			<remark  id="s1b6c110l10" />ทิฐิอันเป็นบาปนั้นด้วยความยึดถือมั่นอย่างเดิม กล่าวยืนยันว่า  ผมกล่าวอย่างนั้นจริง ท่านทั้งหลาย
			<remark  id="s1b6c110l11" />ผมรู้ทั่วถึงธรรมที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงแล้ว  โดยประการที่ตรัสว่า เป็นธรรมทำอันตราย ธรรม
			<remark  id="s1b6c110l12" />เหล่านั้นหาอาจทำอันตรายแก่  ผู้เสพได้จริงไม่    
			<remark  id="s1b6c110l13" />	ก็เพราะเหตุที่ภิกษุเหล่านั้น ไม่อาจเปลื้องพระอริฏฐะผู้เกิดในตระกูล  พรานแร้งจากทิฐิอัน
			<remark  id="s1b6c110l14" />เป็นบาปนั้นได้ จึงภิกษุเหล่านั้นเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค แล้ว  กราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค ฯ    
			<remark  id="s1b6c110l15" />				ประชุมสงฆ์ทรงสอบถาม    
			<remark  id="s1b6c110l16" />	[๒๗๗] ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งให้ประชุมภิกษุสงฆ์ ในเพราะ  เหตุเป็นเค้ามูลนั้น
			<remark  id="s1b6c110l17" />ในเพราะเหตุแรกเกิดนั้น แล้วทรงสอบถามพระอริฏฐะผู้เกิด  ในตระกูลพรานแร้งว่า ดูกรอริฏฐะ 
			<remark  id="s1b6c110l18" />ข่าวว่า เธอมีทิฐิอันเป็นบาปเห็นปานนี้เกิด  ขึ้นว่า เรารู้ทั่วถึงธรรมที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงแล้ว
			<remark  id="s1b6c110l19" />โดยประการที่ตรัสว่า เป็น  ธรรมทำอันตราย ธรรมเหล่านั้นหาอาจทำอันตรายแก่ผู้เสพได้จริงไม่ ดังนี
			<remark  id="s1b6c110l20" />้จริงหรือ    
			<remark  id="s1b6c110l21" />	พระอริฏฐะทูลรับว่า ข้าพระพุทธเจ้ากล่าวอย่างนั้นจริง พระพุทธเจ้าข้า  ข้าพระพุทธเจ้า
			<remark  id="s1b6c110l22" />รู้ทั่วถึงธรรมที่พระองค์ทรงแสดงแล้วโดยประการที่ตรัสว่า เป็นธรรม  ทำอันตราย ธรรมเหล่านั้น
			<remark  id="s1b6c110l23" />หาอาจทำอันตรายแก่ผู้เสพได้จริงไม่    
			<remark  id="s1b6c110l24" />					ทรงติเตียน    
			<remark  id="s1b6c110l25" />	พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรโมฆบุรุษ เพราะเหตุไร เธอจึงเข้าใจธรรม  ที่เราแสดงแล้ว
			<remark  id="s1b6c110l26" />อย่างนั้นเล่า เรากล่าวธรรมอันทำอันตรายไว้โดยปริยายเป็นอันมากมิใช่หรือ และธรรมเหล่านั้นอาจ
		</para>
	</section>
	<section id="s1b6c111" >
		<para id="s1b6c111p">
			<remark  id="s1b6c111l1" />ทำอันตรายแก่ผู้เสพได้จริง กามทั้งหลายเรากล่าวว่า  มีความยินดีน้อย มีทุกข์มาก มีความคับแค้น
			<remark  id="s1b6c111l2" />มาก โทษในกามทั้งหลายนี้มากยิ่งนัก  กามทั้งหลายเรากล่าวว่า เปรียบเหมือนร่างกระดูก มีทุกข์
			<remark  id="s1b6c111l3" />มาก มีความคับแค้นมาก  โทษในกามทั้งหลายนี้มากยิ่งนัก กามทั้งหลายเรากล่าวว่า เปรียบเหมือน
			<remark  id="s1b6c111l4" />ชิ้นเนื้อ ...  กามทั้งหลายเรากล่าวว่า เปรียบเหมือนคบหญ้า ... กามทั้งหลายเรากล่าวว่า  เ
