<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<!DOCTYPE book PUBLIC "-//OASIS//DTD DocBook XML V5.0//EN" "http://www.oasis-open.org/docbook/xml/4.5/docbookx.dtd">
<chapter id="s1b5">
	<title>มหาวรรคภาค ๒</title>
	<section id="s1b5c1" >
		<para id="s1b5c1p">
			<remark  id="s1b5c1l1" />					พระวินัยปิฎก  
			<remark  id="s1b5c1l2" />						เล่ม ๕  
			<remark  id="s1b5c1l3" />				มหาวรรค ภาค ๒  
			<remark  id="s1b5c1l4" />	ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น  
			<remark  id="s1b5c1l5" />					จัมมขันธกะ  
			<remark  id="s1b5c1l6" />		เศรษฐีบุตรโสณโกฬิวิสะเข้าเฝ้าพระเจ้าพิมพิสาร  
			<remark  id="s1b5c1l7" />	[๑] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ ภูเขาคิชฌกูฏ เขตพระนคร  
			<remark  id="s1b5c1l8" />ราชคฤห์. ครั้งนั้น พระเจ้าพิมพิสารจอมเสนามาคธราช เสวยราชสมบัติเป็นอิสราธิบดี ใน  
			<remark  id="s1b5c1l9" />หมู่บ้านแปดหมื่นตำบล  ก็สมัยนั้น ในเมืองจัมปา มีเศรษฐีบุตรชื่อโสณโกฬิวิสโคตร เป็น  
			<remark  id="s1b5c1l10" />สุขุมาลชาติ ที่ฝ่าเท้าทั้งสองของเขามีขนงอกขึ้น คราวหนึ่ง พระเจ้าพิมพิสารจอมเสนามาคธราช  
			<remark  id="s1b5c1l11" />มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้า ให้ราษฎรในตำบลแปดหมื่นนั้นประชุมกันแล้วทรงส่งทูตไปใน  
			<remark  id="s1b5c1l12" />สำนักเศรษฐีบุตรโสณโกฬิวิสะ ดุจมีพระราชกรณียกิจสักอย่างหนึ่ง ด้วยพระบรมราชโองการว่า  
			<remark  id="s1b5c1l13" />เจ้าโสณะจงมา เราปรารถนาให้เจ้าโสณะมา จึงมารดาบิดาของเศรษฐีบุตรโสณโกฬิวิสะได้พูด  
			<remark  id="s1b5c1l14" />ตักเตือนเศรษฐีบุตรนั้นว่า พ่อโสณะ พระเจ้าอยู่หัวมีพระราชประสงค์จะทอดพระเนตรเท้าทั้งสอง  
			<remark  id="s1b5c1l15" />ของเจ้า ระวังหน่อยพ่อโสณะ เจ้าอย่าเหยียดเท้าทั้งสองไปทางที่พระเจ้าอยู่หัวประทับอยู่ จง  
			<remark  id="s1b5c1l16" />นั่งขัดสมาธิตรงพระพักตร์ของพระองค์ เมื่อเจ้านั่งแล้ว พระเจ้าอยู่หัว จักทอดพระเนตรเท้า  
			<remark  id="s1b5c1l17" />ทั้งสองได้ ครั้งนั้น ชนบริวารทั้งหลายได้นำเศรษฐีบุตรโสณโกฬิวิสะไปด้วยคานหาม ลำดับนั้น  
			<remark  id="s1b5c1l18" />เศรษฐีบุตรโสณโกฬิวิสะได้เข้าเฝ้าพระเจ้าพิมพิสาร จอมเสนามาคธราชถวายบังคมแล้วนั่งขัดสมาธิ  
			<remark  id="s1b5c1l19" />ตรงพระพักตร์ของท้าวเธอ ท้าวเธอได้ทอดพระเนตรเห็นโลมชาติที่ฝ่าเท้าทั้งสองของเขา แล้ว 
		</para>
	</section>
	<section id="s1b5c2" >
		<para id="s1b5c2p">
			<remark  id="s1b5c2l1" />ทรงอนุศาสน์ประชาราษฎรในตำบลแปดหมื่นนั้น ในประโยชน์ปัจจุบัน ทรงส่งไปด้วยพระบรม-  
			<remark  id="s1b5c2l2" />ราโชวาทว่า ดูกรพนาย เจ้าทั้งหลายอันเราสั่งสอนแล้วในประโยชน์ปัจจุบัน เจ้าทั้งหลาย จงไป  
			<remark  id="s1b5c2l3" />เฝ้าพระผู้มีพระภาค พระผู้มีพระภาคของเราพระองค์นั้นจักทรงสั่งสอนเจ้าทั้งหลาย ในประโยชน์  
			<remark  id="s1b5c2l4" />ภายหน้า ครั้งนั้น พวกเขาพากันไปทางภูเขาคิชฌกูฏ.  
			<remark  id="s1b5c2l5" />			พระสาคตเถระแสดงอิทธิปาฏิหาริย์  
			<remark  id="s1b5c2l6" />	ก็สมัยนั้น ท่านพระสาคตะเป็นอุปัฏฐากของพระผู้มีพระภาค จึงพวกเขาพากันเข้าไปหา  
			<remark  id="s1b5c2l7" />ท่านพระสาคตะ แล้วได้กราบเรียนว่า ท่านขอรับ  ประชาชนชาวตำบลแปดหมื่นนี้ เข้ามาในที่นี้  
			<remark  id="s1b5c2l8" />เพื่อเฝ้าพระผู้มีพระภาค ขอประทานโอกาสขอรับ ขอพวกข้าพเจ้าพึงได้เฝ้าพระผู้มีพระภาค  
			<remark  id="s1b5c2l9" />ท่านพระสาคตะบอกว่า ถ้าเช่นนั้น พวกท่านจงอยู่ ณ ที่นี้สักครู่หนึ่งก่อน จนกว่าอาตมาจะ  
			<remark  id="s1b5c2l10" />กราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ ดังนี้ และเมื่อพวกเขากำลังเพ่งมองอยู่ข้างหน้า ท่าน  
			<remark  id="s1b5c2l11" />พระสาคตะดำลงไปในแผ่นหินอัฒจันทร์ผุดขึ้นตรงพระพักตร์ของพระผู้มีพระภาค แล้วได้กราบทูล  
			<remark  id="s1b5c2l12" />คำนี้กะพระผู้มีพระภาคว่า พระพุทธเจ้าข้า ประชาชนชาวตำบลแปดหมื่นนี้พากันเข้ามา ณ ที่นี้  
			<remark  id="s1b5c2l13" />เพื่อเฝ้าพระผู้มีพระภาค พระผู้มีพระภาคย่อมทรงทราบกาลอันควรในบัดนี้ พระพุทธเจ้าข้า  
			<remark  id="s1b5c2l14" />พระผู้มีพระภาครับสั่งว่า ดูกรสาคตะ ถ้ากระนั้นเธอจงปูลาดอาสนะ ณ ร่มเงาหลังวิหาร ท่าน  
			<remark  id="s1b5c2l15" />พระสาคตะทูลสนองพระพุทธดำรัสว่า ทราบเกล้าฯ แล้ว พระพุทธเจ้าข้า แล้วถือตั่งดำลงไปตรง  
			<remark  id="s1b5c2l16" />พระพักตร์ของพระผู้มีพระภาค เมื่อประชาชนชาวตำบลแปดหมื่นนั้นกำลังเพ่งมองอยู่ตรงหน้า  
			<remark  id="s1b5c2l17" />จึงผุดขึ้นลากแผ่นหินอัฒจันทร์แล้วปูลาดอาสนะในร่มเงาหลังพระวิหาร.  
			<remark  id="s1b5c2l18" />			เสด็จออกให้ประชาชนเข้าเฝ้า  
			<remark  id="s1b5c2l19" />	ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเสด็จออกจากพระวิหาร แล้วประทับนั่งเหนือพระพุทธอาสน์  
			<remark  id="s1b5c2l20" />ที่จัดไว้ ณ ร่มเงาหลังพระวิหาร จึงประชาชนชาวตำบลแปดหมื่นนั้นเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาค แล้ว  
			<remark  id="s1b5c2l21" />ถวายบังคมนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง และพวกเขาพากันสนใจแต่ท่านพระสาคตะเท่านั้น หาได้  
			<remark  id="s1b5c2l22" />สนใจต่อพระผู้มีพระภาค ไม่ทันทีนั้น พระผู้มีพระภาคทรงทราบความปริวิตกแห่งใจของพวกเขา  
			<remark  id="s1b5c2l23" />ด้วยพระทัยแล้ว จึงตรัสเรียกท่านพระสาคตะมารับสั่งว่า ดูกรสาคต ถ้ากระนั้น เธอจงแสดง  
			<remark  id="s1b5c2l24" />อิทธิปาฏิหาริย์ ซึ่งเป็นธรรมอันยวดยิ่งของมนุษย์ ให้ยิ่งขึ้นไปอีก  
			<remark  id="s1b5c2l25" />	ท่านพระสาคตะทูลรับสนองพระพุทธาณัติว่า อย่างนั้น พระพุทธเจ้าข้า แล้วเหาะขึ้นสู่  
			<remark  id="s1b5c2l26" />เวหาส เดินบ้าง ยืนบ้าง นั่งบ้าง  สำเร็จการนอนบ้าง บังหวนควันบ้าง โพลงไฟบ้าง  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b5c3" >
		<para id="s1b5c3p">
			<remark  id="s1b5c3l1" />หายตัวบ้าง ในอากาศกลางหาว ครั้นแสดงอิทธิปฏิหาริย์อันเป็นธรรมยวดยิ่งของมนุษย์หลายอย่าง  
			<remark  id="s1b5c3l2" />ในอากาศกลางหาว แล้วลงมาซบศีรษะลงที่พระยุคลบาทของพระผู้มีพระภาค แล้วได้กราบทูล  
			<remark  id="s1b5c3l3" />พระผู้มีพระภาคว่า พระพุทธเจ้าข้า พระผู้มีพระภาคเป็นพระศาสดาของข้าพระพุทธเจ้า ข้า  
			<remark  id="s1b5c3l4" />พระพุทธเจ้าเป็นสาวกพระพุทธเจ้าข้า พระผู้มีพระภาคเป็นพระศาสดาของข้าพระพุทธเจ้า  ข้า  
			<remark  id="s1b5c3l5" />พระพุทธเจ้าเป็นสาวก ดังนี้ จึงประชาชนตำบลแปดหมื่นนั้นพูดสรรเสริญว่า ชาวเราผู้เจริญ  
			<remark  id="s1b5c3l6" />อัศจรรย์นัก ประหลาดแท้ เพียงแต่พระสาวกยังมีฤทธิ์มากถึงเพียงนี้ ยังมีอานุภาพมากถึงเพียงนี้  
			<remark  id="s1b5c3l7" />พระศาสดาต้องอัศจรรย์แน่ ดังนี้ แล้วพากันสนใจต่อพระผู้มีพระภาคเท่านั้น หาสนใจต่อท่าน  
			<remark  id="s1b5c3l8" />พระสาคตะไม่  
			<remark  id="s1b5c3l9" />			ทรงแสดงอนุปุพพิกถาและจตุราริยสัจ  
			<remark  id="s1b5c3l10" />	ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาค ทรงทราบความปริวิตกแห่งใจของพวกเขาด้วยพระทัย แล้ว  
			<remark  id="s1b5c3l11" />ทรงแสดงอนุปุพพิกถา คือ ทรงประกาศ ทานกถา ศีลกถา  สัคคกถาโทษ ความต่ำทราม  
			<remark  id="s1b5c3l12" />ความเศร้าหมองของกามทั้งหลาย  และอานิสงส์ในความออกบรรพชา เมื่อพระองค์ทรงทราบว่า  
			<remark  id="s1b5c3l13" />พวกเขามีจิตสงบ มีจิตอ่อน มีจิตปลอดจากนิวรณ์ มีจิตเบิกบาน มีจิตผ่องใสแล้ว  จึงทรง  
			<remark  id="s1b5c3l14" />ประกาศพระธรรมเทศนาที่พระพุทธเจ้าทั้งหลายทรงยกขึ้นแสดงด้วยพระองค์เอง คือ ทุกข์ สมุทัย  
			<remark  id="s1b5c3l15" />นิโรธ มรรค ดวงตาเห็นธรรม ปราศจากธุลี ปราศจากมลทิน ได้เกิดแก่พวกเขา ณ ที่นั่ง  
			<remark  id="s1b5c3l16" />นั้นเองว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งหมดมีความดับเป็นธรรมดา ดุจผ้า  
			<remark  id="s1b5c3l17" />ที่สะอาด ปราศจากมลทินควรได้รับน้ำย้อมเป็นอย่างดี ฉะนั้น พวกเขาได้เห็นธรรมแล้ว ได้  
			<remark  id="s1b5c3l18" />บรรลุธรรมแล้ว ได้รู้ธรรมแจ่มแจ้งแล้ว มีธรรมอันหยั่งลงแล้ว ข้ามความสงสัยได้แล้ว  
			<remark  id="s1b5c3l19" />ปราศจากถ้อยคำแสดงความสงสัย ถึงความเป็นผู้แกล้วกล้า ไม่ต้องเชื่อผู้อื่น ในคำสอนของ  
			<remark  id="s1b5c3l20" />พระศาสดา ได้กราบทูลคำนี้ต่อพระผู้มีพระภาคว่า ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก พระพุทธเจ้าข้า  
			<remark  id="s1b5c3l21" />ภาษิตของพระองค์ไพเราะนัก พระพุทธเจ้าข้า พระองค์ทรงประกาศธรรมโดยอเนกปริยาย  
			<remark  id="s1b5c3l22" />เปรียบเหมือนบุคคลหงายของที่คว่ำ เปิดของที่ปิด บอกทางแก่คนหลงทาง หรือส่องประทีป  
			<remark  id="s1b5c3l23" />ในที่มืดด้วยตั้งใจว่า คนมีจักษุจักเห็นรูป ดังนี้ ข้าพระพุทธเจ้าเหล่านี้ ขอถึงพระผู้มีพระภาค  
			<remark  id="s1b5c3l24" />พระธรรม และพระภิกษุสงฆ์ว่า เป็นสรณะ ขอพระองค์จงทรงจำพวกข้าพระพุทธเจ้าว่า เป็น  
			<remark  id="s1b5c3l25" />อุบาสกผู้มอบชีวิตถึงสรณะ จำเดิมแต่วันนี้เป็นต้นไป.  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b5c4" >
		<para id="s1b5c4p">
			<remark  id="s1b5c4l1" />			เศรษฐีบุตรโสณโกฬิวิสะออกบวช  
			<remark  id="s1b5c4l2" />	[๒] ครั้งนั้น เศรษฐีบุตรโสณโกฬิวิสะได้มีความปริวิตก ดังนี้ว่า ด้วยวิธีอย่างไรๆ  
			<remark  id="s1b5c4l3" />เราจึงจะรู้ทั่วถึงธรรมที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงแล้ว อันบุคคลที่ยังครองเรือนอยู่ จะประพฤติ  
			<remark  id="s1b5c4l4" />พรหมจรรย์นี้ให้บริบูรณ์โดยส่วนเดียว ให้บริสุทธิ์โดยส่วนเดียว ดุจสังข์ที่ขัดแล้ว ทำไม่ได้ง่าย  
			<remark  id="s1b5c4l5" />ไฉนหนอ เราพึงปลงผมและหนวด ครองผ้ากาสายะ ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต ครั้น  
			<remark  id="s1b5c4l6" />ประชาชนเหล่านั้นชื่นชมยินดี ภาษิตของพระผู้มีพระภาคแล้ว ลุกจากที่นั่งถวายบังคมพระผู้มี  
			<remark  id="s1b5c4l7" />พระภาค ทำประทักษิณหลีกไปแล้ว หลังจากประชาชนพวกนั้นหลีกไปแล้วไม่นานนัก เขาได้  
			<remark  id="s1b5c4l8" />เข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาค ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง  
			<remark  id="s1b5c4l9" />	เศรษฐีบุตรโสณโกฬิวิสะนั่งเฝ้าอยู่ ณ ที่นั้นแล ได้กราบทูลคำนี้แด่พระผู้มีพระภาคว่า  
			<remark  id="s1b5c4l10" />พระพุทธเจ้าข้า ด้วยวิธีอย่างไรๆ ข้าพระพุทธเจ้าจึงจะรู้ทั่วถึงธรรมที่พระองค์ทรงแสดงแล้ว  
			<remark  id="s1b5c4l11" />อันบุคคลที่ยังครองเรือนอยู่จะประพฤติพรหมจรรย์นี้ ให้บริสุทธิ์โดยส่วนเดียว ดุจสังข์ที่ขัดแล้ว  
			<remark  id="s1b5c4l12" />ทำไม่ได้ง่าย ข้าพระพุทธเจ้าปรารถนาจะปลงผมและหนวดครองผ้ากาสายะออกจากเรือนบวชเป็น  
			<remark  id="s1b5c4l13" />บรรพชิต ขอพระองค์ทรงพระกรุณาโปรดให้ข้าพระพุทธเจ้าบวชเถิด พระพุทธเจ้าข้า เศรษฐีบุตร  
			<remark  id="s1b5c4l14" />โสณโกฬิวิสะได้รับบรรพชา อุปสมบทในพุทธสำนักแล้ว ก็แลท่านพระโสณะอุปสมบทแล้ว  
			<remark  id="s1b5c4l15" />ไม่นาน ได้พำนักอยู่ ณ ป่าสีตวันท่านปรารภความเพียรเกินขนาด เดินจงกรมจนเท้าทั้ง ๒ แตก  
			<remark  id="s1b5c4l16" />สถานที่เดินจงกรมเปื้อนโลหิต ดุจสถานที่ฆ่าโค ฉะนั้น.  
			<remark  id="s1b5c4l17" />	ครั้งนั้น ท่านพระโสณะไปในที่สงัดหลีกเร้นอยู่ ได้มีความปริวิตกแห่งจิตเกิดขึ้นอย่างนี้  
			<remark  id="s1b5c4l18" />ว่า บรรดาพระสาวกของพระผู้มีพระภาค ที่ปรารภความเพียรอยู่ เราก็เป็นรูปหนึ่ง แต่ไฉน  
			<remark  id="s1b5c4l19" />จิตของเราจึงยังไม่หลุดพ้นจากอาสวะทั้งหลาย เพราะไม่ถือมั่นเล่า สมบัติในตระกูลของเราก็ยัง  
			<remark  id="s1b5c4l20" />มีอยู่ เราอาจบริโภคสมบัติและบำเพ็ญกุศล ถ้ากระไร เราพึงสึกเป็นคฤหัสถ์แล้วบริโภคสมบัติ  
			<remark  id="s1b5c4l21" />และบำเพ็ญกุศล ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคทรงทราบความปริวิตกแห่งจิตของท่านด้วยพระทัยแล้ว  
			<remark  id="s1b5c4l22" />จึงทรงอันตรธานที่คิชฌกูฏบรรพต มาปรากฏพระองค์ ณ ป่าสีตวัน เปรียบเหมือนบุรุษมีกำลัง  
			<remark  id="s1b5c4l23" />เหยียดแขนที่คู้ หรือคู้แขนที่เหยียด ฉะนั้น คราวนั้น พระองค์พร้อมด้วยภิกษุเป็นอันมาก  
			<remark  id="s1b5c4l24" />เสด็จเที่ยวจาริกตามเสนาสนะ ได้เสด็จเข้าไปทางสถานที่เดินจงกรมของท่านพระโสณะ ได้ทอด  
			<remark  id="s1b5c4l25" />พระเนตรเห็นสถานที่เดินจงกรมเปื้อนโลหิต ครั้นแล้วจึงตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายมารับสั่งถามว่า  
			<remark  id="s1b5c4l26" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย สถานที่เดินจงกรมแห่งนี้ของใครหนอ เปื้อนโลหิต เหมือนสถานที่ฆ่าโค
		</para>
	</section>
	<section id="s1b5c5" >
		<para id="s1b5c5p">
			<remark  id="s1b5c5l1" />	ภิกษุทั้งหลาย กราบทูลว่า ท่านพระโสณะปรารภความเพียรเกินขนาด เดินจงกรมจน  
			<remark  id="s1b5c5l2" />เท้าทั้ง ๒ แตก สถานที่เดินจงกรมแห่งนี้ของท่านจึงเปื้อนโลหิต ดุจสถานที่ฆ่าโค ฉะนั้น  
			<remark  id="s1b5c5l3" />พระพุทธเจ้าข้า.  
			<remark  id="s1b5c5l4" />	ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคได้เสด็จเข้าไปทางที่อยู่ของท่านพระโสณะ ครั้นแล้วประทับ  
			<remark  id="s1b5c5l5" />นั่งเหนือพุทธอาสน์ที่จัดไว้ถวาย แม้ท่านพระโสณะก็ถวายบังคมพระผู้มีพระภาค แล้วนั่งเฝ้าอยู่.  
			<remark  id="s1b5c5l6" />			ตั้งความเพียรสม่ำเสมอเทียบเสียงพิณ  
			<remark  id="s1b5c5l7" />	พระผู้มีพระภาคได้ตรัสถามท่านพระโสณะผู้นั่งเฝ้าอยู่ว่า ดูกรโสณะ เธอไปในที่สงัด  
			<remark  id="s1b5c5l8" />หลีกเร้นอยู่ได้มีความปรีวิตกแห่งจิตเกิดขึ้น อย่างนี้ว่า บรรดาพระสาวกของพระผู้มีพระภาคที่  
			<remark  id="s1b5c5l9" />ปรารภความเพียรอยู่ เราก็เป็นรูปหนึ่ง แต่ไฉน จิตของเราจึงยังไม่หลุดพ้นจากอาสวะทั้งหลาย  
			<remark  id="s1b5c5l10" />เพราะไม่ถือมั่นเล่า สมบัติในตระกูลของเราก็ยังมีอยู่ เราอาจบริโภคสมบัติและบำเพ็ญกุศล  
			<remark  id="s1b5c5l11" />ถ้ากระไร เราพึงสึกเป็นคฤหัสถ์ แล้วบริโภคสมบัติและบำเพ็ญกุศล ดังนี้ มิใช่หรือ?  
			<remark  id="s1b5c5l12" />	ท่านพระโสณะทูลรับว่า อย่างนั้น พระพุทธเจ้าข้า  
			<remark  id="s1b5c5l13" />	ภ. ดูกรโสณะ เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน เมื่อครั้งเธอยังเป็นคฤหัสถ์ เธอ  
			<remark  id="s1b5c5l14" />ฉลาดในเสียงสายพิณ มิใช่หรือ?  
			<remark  id="s1b5c5l15" />	โส. อย่างนั้น พระพุทธเจ้าข้า.  
			<remark  id="s1b5c5l16" />	ภ. ดูกรโสณะ เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน คราวใดสายพิณของเธอตึงเกินไป  
			<remark  id="s1b5c5l17" />คราวนั้นพิณของเธอมีเสียงหรือใช้การได้บ้างไหม?  
			<remark  id="s1b5c5l18" />	โส. หาเป็นเช่นนั้นไม่ พระพุทธเจ้าข้า.  
			<remark  id="s1b5c5l19" />	ภ. ดูกรโสณะ เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน คราวใดสายพิณของเธอหย่อนเกิน  
			<remark  id="s1b5c5l20" />ไป คราวนั้นพิณของเธอมีเสียงหรือใช้การได้บ้างไหม?  
			<remark  id="s1b5c5l21" />	โส. หาเป็นเช่นนั้นไม่ พระพุทธเจ้าข้า.  
			<remark  id="s1b5c5l22" />	ภ. ดูกรโสณะ เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน คราวใดสายพิณของเธอไม่ตึงนัก  
			<remark  id="s1b5c5l23" />ไม่หย่อนนัก ตั้งอยู่ในคุณภาพสม่ำเสมอ คราวนั้น พิณของเธอมีเสียงหรือใช้การได้บ้างไหม?  
			<remark  id="s1b5c5l24" />	โส. เป็นอย่างนั้น พระพุทธเจ้าข้า. 
		</para>
	</section>
	<section id="s1b5c6" >
		<para id="s1b5c6p">
			<remark  id="s1b5c6l1" />	ภ. ดูกรโสณะ เหมือนกันนั่นแล ความเพียรที่ปรารภเกินไปนัก ย่อมเป็นไปเพื่อความ  
			<remark  id="s1b5c6l2" />ฟุ้งซ่าน ความเพียรที่ย่อหย่อนนัก ก็เป็นไปเพื่อเกียจคร้าน เพราะเหตุนั้นแล เธอจงตั้งความเพียร  
			<remark  id="s1b5c6l3" />แต่พอเหมาะ จงทราบข้อที่อินทรีย์ทั้งหลายเสมอกัน และจงถือนิมิตในความสม่ำเสมอนั้น  
			<remark  id="s1b5c6l4" />	ท่านพระโสณะทูลรับสนองพระพุทธพจน์ว่า จะปฏิบัติตามพระพุทธโอวาทอย่างนั้น  
			<remark  id="s1b5c6l5" />พระพุทธเจ้าข้า ครั้นพระผู้มีพระภาคทรงสั่งสอนท่านพระโสณะด้วยพระโอวาทข้อนี้แล้ว ทรง  
			<remark  id="s1b5c6l6" />อันตธานที่ป่าสีตวันต่อหน้าท่านพระโสณะ แล้วมาปรากฏพระองค์ ณ คิชฌกูฏบรรพต เปรียบ  
			<remark  id="s1b5c6l7" />เหมือนบุรุษมีกำลัง เหยียดแขนที่คู้ หรือคู้แขนที่เหยียด ฉะนั้น.  
			<remark  id="s1b5c6l8" />			พระโสณะสำเร็จพระอรหัตผล  
			<remark  id="s1b5c6l9" />	ครั้นกาลต่อมา ท่านพระโสณะได้ตั้งความเพียรแต่พอเหมาะ ทราบข้อที่อินทรีย์ทั้งหลาย  
			<remark  id="s1b5c6l10" />เสมอกัน และได้ถือนิมิตในความสม่ำเสมอ ครั้นแล้วได้หลีกออกอยู่แต่ผู้เดียว ไม่ประมาท  
			<remark  id="s1b5c6l11" />มีเพียร มีตนส่งไป ไม่นานเท่าไรนัก ได้ทำให้แจ้งซึ่งคุณพิเศษอันยอดเยี่ยม เป็นที่สุด  
			<remark  id="s1b5c6l12" />พรหมจรรย์ ที่กุลบุตรทั้งหลายออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตโดยชอบต้องประสงค์ ด้วยปัญญา  
			<remark  id="s1b5c6l13" />อันยิ่งด้วยตนเองในปัจจุบันนี้แหละ เข้าถึงอยู่แล้ว ได้รู้ชัดแล้วว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์  
			<remark  id="s1b5c6l14" />เราได้อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำได้ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นอีกเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี ก็แลบรรดา  
			<remark  id="s1b5c6l15" />พระอรหันต์ทั้งหลาย ท่านพระโสณะได้เป็นพระอรหันต์รูปหนึ่งแล้ว  
			<remark  id="s1b5c6l16" />			พรรณนาคุณของพระขีณาสพ  
			<remark  id="s1b5c6l17" />	[๓] ครั้งนั้น ท่านพระโสณะบรรลุพระอรหัตแล้ว ได้คิดว่า ถ้ากระไรเราพึงพยากรณ์  
			<remark  id="s1b5c6l18" />อรหัตผลในสำนักพระผู้มีพระภาค แล้วจึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถวายบังคมนั่งเฝ้าอยู่ ครั้นแล้ว  
			<remark  id="s1b5c6l19" />ได้กราบทูลคำนี้แด่พระผู้มีพระภาค ว่าดังนี้:-  
			<remark  id="s1b5c6l20" />	พระพุทธเจ้าข้า ภิกษุใด เป็นพระอรหันต์มีอาสวะสิ้นแล้ว อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว  
			<remark  id="s1b5c6l21" />มีกิจที่ควรทำได้ทำเสร็จแล้ว ปลงภาระลงแล้ว มีประโยชน์ของตนได้ถึงแล้วโดยลำดับ มีกิเลส  
			<remark  id="s1b5c6l22" />เครื่องประกอบสัตว์ไว้ในภพหมดสิ้นแล้ว หลุดพ้นแล้วเพราะรู้ชอบ ภิกษุนั้นย่อมน้อมใจ ไปสู่  
			<remark  id="s1b5c6l23" />เหตุ ๖ สถาน คือ  
			<remark  id="s1b5c6l24" />	๑. น้อมใจไปสู่บรรพชา  
			<remark  id="s1b5c6l25" />	๒. น้อมใจไปสู่ความเงียบสงัด  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b5c7" >
		<para id="s1b5c7p">
			<remark  id="s1b5c7l1" />	๓. น้อมใจไปสู่ความไม่เบียดเบียน  
			<remark  id="s1b5c7l2" />	๔. น้อมใจไปสู่ความสิ้นอุปาทาน  
			<remark  id="s1b5c7l3" />	๕. น้อมใจไปสู่ความสิ้นตัณหา และ  
			<remark  id="s1b5c7l4" />	๖. น้อมใจไปสู่ความไม่หลงไหล  
			<remark  id="s1b5c7l5" />	พระพุทธเจ้าข้า ก็บางทีจะมีบางท่านในพระธรรมวินัยนี้สำคัญเห็นเช่นนี้ว่า ท่านผู้นี้อาศัย  
			<remark  id="s1b5c7l6" />คุณแต่เพียงศรัทธาอย่างเดียวเป็นแน่ จึงน้อมใจไปสู่บรรพชา ดังนี้พระพุทธเจ้าข้า ก็ข้อนี้ไม่พึง  
			<remark  id="s1b5c7l7" />เห็นอย่างนั้นเลย ภิกษุขีณาสพผู้อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว มีกิจที่ควรทำได้ทำเสร็จแล้ว ไม่เห็นว่า  
			<remark  id="s1b5c7l8" />ตนยังมีกิจที่จำจะต้องทำ หรือจะต้องกลับสะสมทำกิจที่ได้ทำแล้ว จึงน้อมใจสู่บรรพชา โดยที่ตน  
			<remark  id="s1b5c7l9" />ปราศจากราคะ เพราะสิ้นราคะ จึงน้อมใจไปสู่บรรพชา โดยที่ตนปราศจากโทสะ เพราะสิ้นโทสะ  
			<remark  id="s1b5c7l10" />จึงน้อมใจไปสู่บรรพชา โดยที่ตนปราศจากโมหะ เพราะสิ้นโมหะ  
			<remark  id="s1b5c7l11" />	พระพุทธเจ้าข้า ก็บางทีจะมีบางท่านในพระธรรมวินัยนี้ สำคัญเห็นเช่นนี้ว่า ท่านผู้นี้  
			<remark  id="s1b5c7l12" />ปรารถนาลาภสักการะและความสรรเสริญเป็นแน่ จึงน้อมใจไปในความเงียบสงัด ดังนี้ พระพุทธ-  
			<remark  id="s1b5c7l13" />เจ้าข้า ข้อนี้ก็ไม่พึงเห็นอย่างนั้นเลย ภิกษุขีณาสพผู้อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว มีกิจที่ควรทำได้  
			<remark  id="s1b5c7l14" />ทำเสร็จแล้ว ไม่เห็นว่าตนยังมีกิจที่จำจะต้องทำ หรือจะต้องกลับสะสมทำกิจที่ได้ทำแล้ว จึง  
			<remark  id="s1b5c7l15" />น้อมใจไปสู่ความเงียบสงัด โดยที่ตนปราศจากราคะ เพราะสิ้นราคะ จึงน้อมใจไปสู่ความ  
			<remark  id="s1b5c7l16" />เงียบสงัด โดยที่ตนปราศจากโทสะ เพราะสิ้นโทสะ จึงน้อมใจไปสู่ความเงียบสงัด โดยที่ตน  
			<remark  id="s1b5c7l17" />ปราศจากโมหะ เพราะสิ้นโมหะ  
			<remark  id="s1b5c7l18" />	พระพุทธเจ้าข้า ก็บางทีจะมีบางท่านในพระธรรมวินัยนี้ สำคัญเห็นเช่นนี้ว่า ท่านผู้นี้  
			<remark  id="s1b5c7l19" />เชื่อถือสีลัพพตปรามาส โดยความเป็นแก่นสารเป็นแน่ จึงน้อมใจไปสู่ความไม่เบียดเบียน ดังนี้  
			<remark  id="s1b5c7l20" />พระพุทธเจ้าข้า ข้อนี้ก็ไม่พึงเห็นอย่างนั้นเลย ภิกษุขีณาสพผู้อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว มีกิจที่ควร  
			<remark  id="s1b5c7l21" />ทำได้ทำเสร็จแล้ว ไม่เห็นว่าตนยังมีกิจที่จำจะต้องทำ หรือจะต้องกลับสะสมทำกิจที่ได้ทำแล้ว  
			<remark  id="s1b5c7l22" />จึงน้อมใจไปสู่ความไม่เบียดเบียน โดยที่ตนปราศจากราคะ เพราะสิ้นราคะ  จึงน้อมใจไปสู่ความ  
			<remark  id="s1b5c7l23" />ไม่เบียดเบียน โดยที่ตนปราศจากโทสะ เพราะสิ้นโทสะ จึงน้อมใจไปสู่ความไม่เบียดเบียน  
			<remark  id="s1b5c7l24" />โดยที่ตนปราศจากโมหะ เพราะสิ้นโมหะ 
		</para>
	</section>
	<section id="s1b5c8" >
		<para id="s1b5c8p">
			<remark  id="s1b5c8l1" />	... จึงน้อมใจไปสู่ความสิ้นอุปาทาน โดยที่ตนปราศจากราคะ เพราะสิ้นราคะ จึงน้อมใจ  
			<remark  id="s1b5c8l2" />ไปสู่ความสิ้นอุปาทาน โดยที่ตนปราศจากโทสะ เพราะสิ้นโทสะ จึงน้อมใจไปสู่ความสิ้นอุปาทาน  
			<remark  id="s1b5c8l3" />โดยที่ตนปราศจากโมหะ เพราะสิ้นโมหะ  
			<remark  id="s1b5c8l4" />	... จึงน้อมใจไปสู่ความสิ้นตัณหา โดยที่ตนปราศจากราคะ เพราะสิ้นราคะ จึงน้อมใจ  
			<remark  id="s1b5c8l5" />ไปสู่ความสิ้นตัณหา โดยที่ตนปราศจากโทสะ เพราะสิ้นโทสะ จึงน้อมใจไปสู่ความสิ้นตัณหา  
			<remark  id="s1b5c8l6" />โดยที่ตนปราศจากโมหะ เพราะสิ้นโมหะ  
			<remark  id="s1b5c8l7" />	... จึงน้อมใจไปสู่ความไม่หลงใหล โดยที่ตนปราศจากราคะ เพราะสิ้นราคะ จึงน้อมใจ  
			<remark  id="s1b5c8l8" />ไปสู่ความไม่หลงใหล โดยที่ตนปราศจากโทสะ เพราะสิ้นโทสะ จึงน้อมใจไปสู่ความไม่หลงใหล  
			<remark  id="s1b5c8l9" />โดยที่ตนปราศจากโมหะ เพราะสิ้นโมหะ  
			<remark  id="s1b5c8l10" />	พระพุทธเจ้าข้า แม้หากรูปารมณ์ที่หยาบ ซึ่งจะพึงทราบชัดด้วยจักษุ ผ่านมาสู่คลองจักษุ  
			<remark  id="s1b5c8l11" />ของภิกษุผู้มีจิตหลุดพ้นแล้วโดยชอบอย่างนี้ ก็ไม่ครอบงำจิตของภิกษุนั้นได้เลย จิตของภิกษุนั้น  
			<remark  id="s1b5c8l12" />อันอารมณ์ไม่ทำให้เจือติดอยู่ได้ เป็นธรรมชาติตั้งมั่นไม่หวั่นไหว และภิกษุนั้นย่อมพิจารณาเห็น  
			<remark  id="s1b5c8l13" />ความเกิดและความดับของจิตนั้น  
			<remark  id="s1b5c8l14" />	แม้หากสัททารมณ์ที่หยาบ ซึ่งจะพึงทราบชัดด้วยโสต ....  
			<remark  id="s1b5c8l15" />	แม้หากคันธารมณ์ที่หยาบ ซึ่งจะพึงทราบชัดด้วยฆานะ ....  
			<remark  id="s1b5c8l16" />	แม้หากรสารมณ์ที่หยาบ ซึ่งจะพึงทราบชัดด้วยชิวหา ....  
			<remark  id="s1b5c8l17" />	แม้หากโผฏฐัพพารมณ์ที่หยาบ ซึ่งจะพึงทราบชัดด้วยกาย ....  
			<remark  id="s1b5c8l18" />	แม้หากธรรมารมณ์ที่หยาบ ซึ่งจะพึงทราบชัดด้วยมโน ผ่านมาสู่คลองใจของภิกษุผู้มี  
			<remark  id="s1b5c8l19" />จิตหลุดพ้นแล้วโดยชอบอย่างนี้ ก็ไม่ครอบงำจิตของภิกษุนั้นได้เลย จิตของภิกษุนั้นอันอารมณ์  
			<remark  id="s1b5c8l20" />ไม่ทำให้เจือติดอยู่ได้ เป็นธรรมชาติตั้งมั่นไม่หวั่นไหว และภิกษุนั้นย่อมพิจารณาเห็นความเกิด  
			<remark  id="s1b5c8l21" />และความดับของจิตนั้น  
			<remark  id="s1b5c8l22" />	พระพุทธเจ้าข้า ภูเขาล้วนแล้วด้วยศิลา ไม่มีช่อง ไม่มีโพรง เป็นแท่งทึบอันเดียวกัน  
			<remark  id="s1b5c8l23" />แม้หากลมฝนอย่างแรง พัดมาแต่ทิศตะวันออก ก็ยังภูเขานั้นให้หวั่นไหวสะเทือนสะท้าน  
			<remark  id="s1b5c8l24" />ไม่ได้เลย
		</para>
	</section>
	<section id="s1b5c9" >
		<para id="s1b5c9p">
			<remark  id="s1b5c9l1" />	แม้หากลมฝนอย่างแรง พัดมาแต่ทิศตะวันตก ....  
			<remark  id="s1b5c9l2" />	แม้หากลมฝนอย่างแรง พัดมาแต่ทิศเหนือ ....  
			<remark  id="s1b5c9l3" />	แม้หากลมฝนอย่างแรง พัดมาแต่ทิศใต้ ก็ยังภูเขานั้นให้หวั่นไหว สะเทือนสะท้าน  
			<remark  id="s1b5c9l4" />ไม่ได้เลย แม้ฉันใด.  
			<remark  id="s1b5c9l5" />	พระพุทธเจ้าข้า แม้หากรูปารมณ์ที่หยาบ ซึ่งจะพึงทราบชัดด้วยจักษุ ผ่านมาสู่คลองจักษุ  
			<remark  id="s1b5c9l6" />ของภิกษุผู้มีจิตหลุดพ้นแล้วโดยชอบอย่างนี้ ก็ย่อมไม่ครอบงำจิตของภิกษุนั้นได้เลย จิตของ  
			<remark  id="s1b5c9l7" />ภิกษุนั้นอันอารมณ์ไม่ทำให้เจือติดอยู่ได้ เป็นธรรมชาติตั้งมั่นไม่หวั่นไหว และภิกษุนั้นย่อม  
			<remark  id="s1b5c9l8" />พิจารณาเห็นความเกิดและความดับของจิตนั้น.  
			<remark  id="s1b5c9l9" />	แม้หากสัททารมณ์ที่หยาบ ซึ่งจะพึงทราบชัดด้วยโสต ....  
			<remark  id="s1b5c9l10" />	แม้หากคันธารมณ์ที่หยาบ ซึ่งจะพึงทราบด้วยฆานะ ....  
			<remark  id="s1b5c9l11" />	แม้หากรสารมณ์ที่หยาบ ซึ่งจะพึงทราบด้วยชิวหา ....  
			<remark  id="s1b5c9l12" />	แม้หากโผฏฐัพพารมณ์ที่หยาบ ซึ่งจะพึงทราบชัดด้วยกาย ....  
			<remark  id="s1b5c9l13" />	แม้หากธรรมารมณ์ที่หยาบ ซึ่งจะพึงทราบชัดด้วยมโน ผ่านมาสู่คลองใจของภิกษุผู้มีจิต  
			<remark  id="s1b5c9l14" />หลุดพ้นแล้วโดยชอบอย่างนี้ ก็ไม่ครอบงำจิตของภิกษุนั้นได้เลย จิตของภิกษุนั้นอันอารมณ์  
			<remark  id="s1b5c9l15" />ไม่ทำให้เจือติดอยู่ได้ เป็นธรรมชาติตั้งมั่นไม่หวั่นไหว และภิกษุนั้นย่อมพิจารณาเห็นความเกิด  
			<remark  id="s1b5c9l16" />และความดับของจิตนั้น ฉันนั้นเหมือนกันแล.  
			<remark  id="s1b5c9l17" />					นิคมคาถา  
			<remark  id="s1b5c9l18" />	[๔] ภิกษุน้อมไปสู่บรรพชา ๑ ผู้น้อมไปสู่ความเงียบสงัด  
			<remark  id="s1b5c9l19" />	แห่งใจ ๑ ผู้น้อมไปสู่ความไม่เบียดเบียน ๑ ผู้น้อมไปสู่  
			<remark  id="s1b5c9l20" />	ความสิ้นอุปาทาน ๑ ผู้น้อมไปสู่ความสิ้นตัณหา ๑ ผู้น้อม  
			<remark  id="s1b5c9l21" />	ไปสู่ความไม่หลงไหลแห่งใจ ๑ ย่อมมีจิตหลุดพ้นโดย  
			<remark  id="s1b5c9l22" />	ชอบ เพราะเห็นความเกิด และความดับแห่งอายตนะ  
			<remark  id="s1b5c9l23" />	ภิกษุมีจิตหลุดพ้นแล้วโดยชอบ มีจิตสงบนั้น ไม่ต้องกลับ  
			<remark  id="s1b5c9l24" />	สะสมทำกิจที่ได้ทำแล้ว กิจที่จำจะต้องทำก็ไม่มี เปรียบ  
			<remark  id="s1b5c9l25" />	เหมือนภูเขาที่ล้วนแล้วด้วยศิลาเป็นแท่งทึบอันเดียวกัน  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b5c10" >
		<para id="s1b5c10p">
			<remark  id="s1b5c10l1" />	ย่อมไม่สะเทือนด้วยลม ฉันใด รูป เสียง กลิ่น รส  
			<remark  id="s1b5c10l2" />	ผัสสะ และธรรมารมณ์ ทั้งที่น่าปรารถนา และไม่น่า  
			<remark  id="s1b5c10l3" />	ปรารถนาทั้งสิ้น ย่อมทำท่านผู้คงที่ให้หวั่นไหวไม่ได้ ฉัน  
			<remark  id="s1b5c10l4" />	นั้น จิตของท่านตั้งมั่น หลุดพ้นแล้ว ท่านย่อมพิจารณา  
			<remark  id="s1b5c10l5" />	เห็นความเกิด และความดับของจิตนั้นด้วย.  
			<remark  id="s1b5c10l6" />				ทรงอนุญาตรองเท้า  
			<remark  id="s1b5c10l7" />	[๕] ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาค รับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ด้วยวิธีอย่างนี้แล  
			<remark  id="s1b5c10l8" />ภิกษุทั้งหลาย ที่พวกกุลบุตรพยากรณ์อรหัตกล่าวแต่เนื้อความ และไม่น้อมเข้าไปหาตน ก็แต่ว่า  
			<remark  id="s1b5c10l9" />โมฆบุรุษบางจำพวกในธรรมวินัยนี้พยากรณ์อรหัต ทำทีเหมือนเป็นของสนุก ภายหลังต้องทุกข์  
			<remark  id="s1b5c10l10" />เดือดร้อน ดังนี้. ต่อแต่นั้นพระองค์รับสั่งกะท่านพระโสณะว่า ดูกรโสณะ เธอเป็นสุขุมาลชาติ  
			<remark  id="s1b5c10l11" />เราอนุญาตรองเท้าชั้นเดียวแก่เธอ.  
			<remark  id="s1b5c10l12" />	ท่านพระโสณะกราบทูลว่า ข้าพระพุทธเจ้าละเงินประมาณ ๘๐ เล่มเกวียน และละกองพล  
			<remark  id="s1b5c10l13" />กอปรด้วยช้าง ๗ เชือก ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตแล้ว จักมีผู้กล่าวแก่พระพุทธเจ้าว่า  
			<remark  id="s1b5c10l14" />โสณโกฬิวิสะละเงินประมาณ ๘๐ เล่มเกวียน และละกองพลกอปรด้วยช้าง ๗ เชือก ออกจาก  
			<remark  id="s1b5c10l15" />เรือนบวชเป็นบรรพชิตแล้ว เดี๋ยวนี้ยังข้องอยู่ในเรื่องรองเท้าชั้นเดียว ถ้าพระผู้มีพระภาคจักได้  
			<remark  id="s1b5c10l16" />ทรงอนุญาตแก่พระภิกษุสงฆ์ แม้ข้าพระพุทธเจ้าจักใช้สอย ถ้าจักไม่ทรงอนุญาตแก่พระภิกษุสงฆ์  
			<remark  id="s1b5c10l17" />แม้ข้าพระพุทธเจ้าก็จักไม่ใช้สอย พระพุทธเจ้าข้า.  
			<remark  id="s1b5c10l18" />	ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงทำธรรมีกถา ในเพราะเหตุเป็นเค้ามูลนั้น ในเพราะเหตุ  
			<remark  id="s1b5c10l19" />แรกเกิดนั้น แล้วรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตรองเท้าชั้นเดียว ภิกษุ  
			<remark  id="s1b5c10l20" />ไม่พึงสวมรองเท้า ๒ ชั้น ไม่พึงสวมรองเท้า ๓ ชั้น ไม่พึงสวมรองเท้าหลายชั้น รูปใดสวม  
			<remark  id="s1b5c10l21" />ต้องอาบัติทุกกฏ.  
			<remark  id="s1b5c10l22" />			พระพุทธบัญญัติห้ามสวมรองเท้าสีต่างๆ  
			<remark  id="s1b5c10l23" />	[๖] ก็โดยสมัยนั้นแล พระฉัพพัคคีย์สวมรองเท้าสีเขียวล้วน .... สวมรองเท้าสีเหลือง  
			<remark  id="s1b5c10l24" />ล้วน .... สวมรองเท้าสีแดงล้วน .... สวมรองเท้าสีบานเย็นล้วน .... สวมรองเท้าสีดำล้วน ....  สวมรองเท้า  
			<remark  id="s1b5c10l25" />สีแสดล้วน .... สวมรองเท้าสีชมพูล้วน ชาวบ้านพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า เหมือนพวก 
		</para>
	</section>
	<section id="s1b5c11" >
		<para id="s1b5c11p">
			<remark  id="s1b5c11l1" />คฤหัสถ์ผู้บริโภคกาม ภิกษุทั้งหลายจึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค. พระผู้มีพระภาค  
			<remark  id="s1b5c11l2" />ทรงบัญญัติห้ามว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงสวมรองเท้าสีเขียวล้วน ไม่พึงสวมรองเท้า  
			<remark  id="s1b5c11l3" />สีเหลืองล้วน ไม่พึงสวมรองเท้าสีแดงล้วน ไม่พึงสวมรองเท้าสีบานเย็นล้วน ไม่พึงสวมรองเท้า  
			<remark  id="s1b5c11l4" />สีดำล้วน ไม่พึงสวมรองเท้าสีแสดล้วน ไม่พึงสวมรองเท้าสีชมพูล้วน รูปใดสวม ต้องอาบัติ  
			<remark  id="s1b5c11l5" />ทุกกฏ.  
			<remark  id="s1b5c11l6" />		พระพุทธบัญญัติห้ามสวมรองเท้ามีหูไม่สมควร  
			<remark  id="s1b5c11l7" />	สมัยต่อมา พระฉัพพัคคีย์สวมรองเท้ามีหูสีเขียว .... สวมรองเท้ามีหูสีเหลือง .... สวมรองเท้า  
			<remark  id="s1b5c11l8" />มีหูสีแดง .... สวมรองเท้ามีหูสีบานเย็น .... สวมรองเท้ามีหูสีดำ .... สวมรองเท้ามีหูสีแสด .... สวมรองเท้า  
			<remark  id="s1b5c11l9" />มีหูสีชมพู ชาวบ้านพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า เหมือนพวกคฤหัสถ์ผู้บริโภคกาม  
			<remark  id="s1b5c11l10" />ภิกษุทั้งหลายจึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค. พระผู้มีพระภาค ทรงบัญญัติห้ามว่า ดูกรภิกษุ  
			<remark  id="s1b5c11l11" />ทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงสวมรองเท้ามีหูสีเขียว ไม่พึงสวมรองเท้ามีหูสีเหลือง ไม่พึงสวมรองเท้า  
			<remark  id="s1b5c11l12" />มีหูสีแดง ไม่พึงสวมรองเท้ามีหูสีบานเย็น ไม่พึงสวมรองเท้ามีหูสีดำ ไม่พึงสวมรองเท้ามีหู  
			<remark  id="s1b5c11l13" />สีแสด ไม่พึงสวมรองเท้ามีหูสีชมพู รูปใดสวม ต้องอาบัติทุกกฏ.  
			<remark  id="s1b5c11l14" />		พระพุทธบัญญัติทรงห้ามสวมรองเท้าบางชนิด  
			<remark  id="s1b5c11l15" />	สมัยต่อมา พระฉัพพัคคีย์สวมรองเท้าติดแผ่นหนังหุ้มส้น .... สวมรองเท้าหุ้มแข้ง ....  
			<remark  id="s1b5c11l16" />สวมรองเท้าปกหลังเท้า .... สวมรองเท้ายัดนุ่น .... สวมรองเท้ามีหูลายคล้ายขนปีกนกกระทา .... สวม  
			<remark  id="s1b5c11l17" />รองเท้าที่ทำหูงอนมีสัณฐานดุจเขาแกะ .... สวมรองเท้าที่ทำหูงอนมีสัณฐานดุจเขาแพะ .... สวมรองเท้า  
			<remark  id="s1b5c11l18" />ที่ทำประกอบหูงอนดุจหางแมลงป่อง .... สวมรองเท้าที่เย็บด้วยปีกนกยูง .... สวมรองเท้าอันวิจิตร  
			<remark  id="s1b5c11l19" />คนทั้งหลายเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า เหมือนพวกคฤหัสถ์ผู้บริโภคกาม ภิกษุทั้งหลาย  
			<remark  id="s1b5c11l20" />จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค. พระผู้มีพระภาค ทรงบัญญัติห้ามว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย  
			<remark  id="s1b5c11l21" />ภิกษุไม่พึงสวมรองเท้าติดแผ่นหนังหุ้มส้น ไม่พึงสวมรองเท้าหุ้มแข้ง ไม่พึงสวมรองเท้าปกหลังเท้า  
			<remark  id="s1b5c11l22" />ไม่พึงสวมรองเท้ายัดนุ่น ไม่พึงสวมรองเท้ามีหูลายคล้ายขนปีกนกกระทา ไม่พึงสวมรองเท้า  
			<remark  id="s1b5c11l23" />ที่ทำหูงอนมีสัณฐานดุจเขาแกะ ไม่พึงสวมรองเท้าที่ทำหูงอนมีสัณฐานดุจเขาแพะ ไม่พึงสวม  
			<remark  id="s1b5c11l24" />รองเท้าที่ทำประกอบหูงอนดุจหางแมลงป่อง ไม่พึงสวมรองเท้าที่เย็บด้วยขนปีกนกยูง ไม่พึงสวม  
			<remark  id="s1b5c11l25" />รองเท้าที่อันวิจิตร รูปใดสวม ต้องอาบัติทุกกฏ. 
		</para>
	</section>
	<section id="s1b5c12" >
		<para id="s1b5c12p">
			<remark  id="s1b5c12l1" />		พระพุทธบัญญัติทรงห้ามสวมรองเท้าขลิบหนัง  
			<remark  id="s1b5c12l2" />	สมัยต่อมา พระฉัพพัคคีย์สวมรองเท้าขลิบด้วยหนังราชสีห์ .... สวมรองเท้าขลิบด้วย  
			<remark  id="s1b5c12l3" />หนังเสือโคร่ง .... สวมรองเท้าขลิบด้วยหนังเสือเหลือง .... สวมรองเท้าขลิบด้วยหนังชะมด .... สวม  
			<remark  id="s1b5c12l4" />รองเท้าขลิบด้วยหนังนาก .... สวมรองเท้าขลิบด้วยหนังแมว .... สวมรองเท้าขลิบด้วยหนังค่าง .... สวม  
			<remark  id="s1b5c12l5" />รองเท้าขลิบด้วยหนังนกเค้า คนทั้งหลายเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า เหมือนพวกคฤหัสถ์  
			<remark  id="s1b5c12l6" />ผู้บริโภคกาม ภิกษุทั้งหลายจึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค. พระผู้มีพระภาค ทรงบัญญัติ  
			<remark  id="s1b5c12l7" />ห้ามว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงสวมรองเท้าขลิบด้วยหนังราชสีห์ ไม่พึงสวมรองเท้าขลิบด้วย  
			<remark  id="s1b5c12l8" />หนังเสือโคร่ง ไม่พึงสวมรองเท้าขลิบด้วยหนังเสือเหลือง ไม่พึงสวมรองเท้าขลิบด้วยหนังชะมด  
			<remark  id="s1b5c12l9" />ไม่พึงสวมรองเท้าขลิบด้วยหนังนาก ไม่พึงสวมรองเท้าขลิบด้วยหนังแมว ไม่พึงสวมรองเท้า  
			<remark  id="s1b5c12l10" />ขลิบด้วยหนังค่าง ไม่พึงสวมรองเท้าขลิบด้วยหนังนกเค้า รูปใดสวม ต้องอาบัติทุกกฏ.  
			<remark  id="s1b5c12l11" />			ทรงอนุญาตรองเท้าหลายชั้นที่ใช้แล้ว  
			<remark  id="s1b5c12l12" />	[๗] ครั้งนั้น เวลาเช้า พระผู้มีพระภาคทรงอันตรวาสกแล้ว ทรงถือบาตรจีวร  
			<remark  id="s1b5c12l13" />เสด็จพระพุทธดำเนินเข้าไปบิณฑบาตในพระนครราชคฤห์ มีภิกษุรูปหนึ่งเป็นปัจฉาสมณะ แต่ภิกษุ  
			<remark  id="s1b5c12l14" />รูปนั้นเดินเขยกตามพระผู้มีพระภาคไปเบื้องพระปฤษฎางค์ อุบาสกคนหนึ่งสวมรองเท้าหลายชั้น  
			<remark  id="s1b5c12l15" />ได้เห็นพระผู้มีพระภาคกำลังเสด็จพระพุทธดำเนินมาแต่ไกลเทียว ครั้นแล้วจึงถอดรองเท้า เข้าไป  
			<remark  id="s1b5c12l16" />เฝ้าพระผู้มีพระภาค ถวายบังคมแล้วเข้าไปหาภิกษุรูปนั้น อภิวาทแล้วจึงได้ถามว่า เพราะอะไร  
			<remark  id="s1b5c12l17" />พระผู้เป็นเจ้าจึงเดินเขยก ขอรับ?  
			<remark  id="s1b5c12l18" />	ภิกษุรูปนั้นตอบว่า เพราะเท้าทั้งสองของอาตมาแตก จ้ะ.  
			<remark  id="s1b5c12l19" />	อุ. นิมนต์พระผู้เป็นเจ้ารับรองเท้า ขอรับ.  
			<remark  id="s1b5c12l20" />	ภิ. อย่าเลย ท่าน เพราะผู้มีพระภาคทรงห้ามรองเท้าหลายชั้น.  
			<remark  id="s1b5c12l21" />	พระผู้มีพระภาครับสั่งว่า เธอรับรองเท้านั้นได้ ภิกษุ.  
			<remark  id="s1b5c12l22" />	ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคทรงทำธรรมีกถา ในเพราะเหตุเป็นเค้ามูลนั้น ในเพราะเหตุ  
			<remark  id="s1b5c12l23" />แรกเกิดนั้น แล้วรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตรองเท้าหลายชั้นที่  
			<remark  id="s1b5c12l24" />ใช้แล้ว ดูกรภิกษุทั้งหลาย รองเท้าหลายชั้นที่ใหม่ ภิกษุไม่พึงสวม รูปใดสวม ต้องอาบัติทุกกฏ.  
			<remark  id="s1b5c12l25" />			ห้ามสวมรองเท้าในที่บางแห่ง  
			<remark  id="s1b5c12l26" />	[๘] ก็โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคมิได้ทรงฉลองพระบาทเสด็จพระดำเนินอยู่ในที่แจ้ง  
			<remark  id="s1b5c12l27" />ภิกษุเถระทั้งหลายทราบว่า พระศาสดามิได้ทรงฉลองพระบาทเสด็จพระพุทธดำเนินอยู่ ดังนี้  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b5c13" >
		<para id="s1b5c13p">
			<remark  id="s1b5c13l1" />จึงเดินไม่สวมรองเท้า เมื่อพระศาสดาเสด็จพระพุทธดำเนินมิได้ทรงฉลองพระบาท แม้เมื่อภิกษุ  
			<remark  id="s1b5c13l2" />ผู้เถระทั้งหลายเดินก็ไม่สวมรองเท้า แต่พระฉัพพัคคีย์เดินสวมรองเท้า บรรดาภิกษุที่เป็นผู้มักน้อย  
			<remark  id="s1b5c13l3" />... จึงเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า เมื่อพระศาสดาเสด็จพระพุทธดำเนินมิได้ทรงฉลองพระบาท  
			<remark  id="s1b5c13l4" />แม้เมื่อภิกษุผู้เถระทั้งหลายเดินก็ไม่สวมรองเท้า ไฉนพระฉัพพัคคีย์จึงได้สวมรองเท้าเล่า?  แล้ว  
			<remark  id="s1b5c13l5" />กราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค.  
			<remark  id="s1b5c13l6" />	พระผู้มีพระภาคทรงสอบถามภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข่าวว่าเมื่อเราผู้ศาสดา  
			<remark  id="s1b5c13l7" />เดินมิได้สวมรองเท้า แม้เมื่อภิกษุผู้เถระทั้งหลายเดินก็ไม่สวมรองเท้า แต่พระฉัพพัคคีย์เดินสวม  
			<remark  id="s1b5c13l8" />รองเท้า จริงหรือ?  ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า จริงพระพุทธเจ้าข้า.  
			<remark  id="s1b5c13l9" />	พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงติเตียนว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อเราผู้ศาสดาเดินมิได้สวม  
			<remark  id="s1b5c13l10" />รองเท้า แม้เมื่อภิกษุผู้เถระทั้งหลายเดินก็ไม่สวมรองเท้า แต่ไฉนโมฆบุรุษเหล่านั้นจึงได้เดิน  
			<remark  id="s1b5c13l11" />สวมรองเท้าเล่า อันคฤหัสถ์ชื่อเหล่านี้นุ่งห่มผ้าขาว ยังมีความเคารพ มีความยำเกรง มีความ  
			<remark  id="s1b5c13l12" />ประพฤติเสมอภาค ในอาจารย์ทั้งหลาย เพราะเหตุแห่งศิลปะซึ่งเป็นเครื่องเลี้ยงชีพอยู่ ดูกรภิกษุ  
			<remark  id="s1b5c13l13" />ทั้งหลาย พึงงามในธรรมวินัยนี้เป็นแน่ ถ้าพวกเธอบวชในธรรมวินัยอันเรากล่าวดีแล้วอย่างนี้  
			<remark  id="s1b5c13l14" />จะพึงมีความเคารพ มีความยำเกรง มีความประพฤติเสมอภาค อยู่ในอาจารย์ ในภิกษุปูนอาจารย์  
			<remark  id="s1b5c13l15" />ในอุปัชฌายะ ในภิกษุปูนอุปัชฌายะ การกระทำของเหล่าโมฆบุรุษนั่น ไม่เป็นไปเพื่อความ  
			<remark  id="s1b5c13l16" />เลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส .... ครั้นแล้วทรงทำธรรมีกถารับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุ  
			<remark  id="s1b5c13l17" />ทั้งหลาย เมื่ออาจารย์ ภิกษุปูนอาจารย์ อุปัชฌายะ ภิกษุปูนอุปัชฌายะ เดินมิได้สวมรองเท้า  
			<remark  id="s1b5c13l18" />ภิกษุไม่พึงเดินสวมรองเท้า รูปใดเดินสวมรองเท้า ต้องอาบัติทุกกฏ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุ  
			<remark  id="s1b5c13l19" />ไม่พึงสวมรองเท้าภายในอาราม รูปใดสวม ต้องอาบัติทุกกฏ.  
			<remark  id="s1b5c13l20" />				ภิกษุอาพาธเป็นหน่อที่เท้า  
			<remark  id="s1b5c13l21" />	[๙] ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งอาพาธเป็นหน่อที่เท้า ภิกษุทั้งหลายพยุงภิกษุรูปนั้น  
			<remark  id="s1b5c13l22" />ให้ถ่ายอุจจาระบ้าง ให้ถ่ายปัสสาวะบ้าง พระผู้มีพระภาคเสด็จเที่ยวจาริกตามเสนาสนะ ได้  
			<remark  id="s1b5c13l23" />ทอดพระเนตรเห็นพวกภิกษุกำลังพยุงภิกษุรูปนั้นให้ถ่ายอุจจาระบ้าง ให้ถ่ายปัสสาวะบ้าง จึง  
			<remark  id="s1b5c13l24" />เสด็จเข้าไปใกล้ภิกษุพวกนั้น แล้วได้ตรัสถามว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุรูปนี้อาพาธเป็นอะไร?  
			<remark  id="s1b5c13l25" />ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า ท่านรูปนี้อาพาธเป็นหน่อที่เท้า พวกข้าพระพุทธเจ้าต้องพยุงท่านรูปนี้  
			<remark  id="s1b5c13l26" />ให้ถ่ายอุจจาระบ้าง ให้ถ่ายปัสสาวะบ้าง พระพุทธเจ้าข้า.  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b5c14" >
		<para id="s1b5c14p">
			<remark  id="s1b5c14l1" />			พระพุทธานุญาตให้สวมรองเท้าเป็นพิเศษ  
			<remark  id="s1b5c14l2" />	[๑๐] ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงทำธรรมีกถา ในเพราะเหตุเป็นเค้ามูลนั้น ใน  
			<remark  id="s1b5c14l3" />เพราะเหตุแรกเกิดนั้น แล้วรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ภิกษุผู้มี  
			<remark  id="s1b5c14l4" />เท้าชอกช้ำ หรือมีเท้าแตก หรืออาพาธมีหน่อที่เท้า สวมรองเท้าได้  
			<remark  id="s1b5c14l5" />	สมัยต่อมา ภิกษุทั้งหลายมีเท้ามิได้ล้าง ขึ้นเตียงบ้าง ขึ้นตั่งบ้าง ทั้งจีวร ทั้งเสนาสนะ  
			<remark  id="s1b5c14l6" />ย่อมเสียหาย พวกภิกษุจึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค. พระผู้มีพระภาคตรัสอนุญาตแก่  
			<remark  id="s1b5c14l7" />ภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้สวมรองเท้าในขณะที่คิดว่าประเดี๋ยวจักขึ้นเตียง  
			<remark  id="s1b5c14l8" />หรือขึ้นตั่ง.  
			<remark  id="s1b5c14l9" />	สมัยต่อมา เวลากลางคืน ภิกษุทั้งหลายเดินไปสู่โรงอุโบสถก็ดี สู่ที่ประชุมก็ดี ย่อม  
			<remark  id="s1b5c14l10" />เหยียบตอบ้าง หนามบ้าง ในที่มืด เท้าทั้งสองได้รับบาดเจ็บ ภิกษุทั้งหลายจึงกราบทูลเรื่องนั้น  
			<remark  id="s1b5c14l11" />แด่พระผู้มีพระภาค.  
			<remark  id="s1b5c14l12" />	พระผู้มีพระภาคตรัสอนุญาตแก่ภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภายในอาราม เรา  
			<remark  id="s1b5c14l13" />อนุญาตให้สวมรองเท้า และใช้คบเพลิง ประทีป ไม้เท้าได้.  
			<remark  id="s1b5c14l14" />			พระพุทธบัญญัติห้ามสวมเขียงเท้าไม้  
			<remark  id="s1b5c14l15" />	ครั้นต่อมา ถึงเวลาปัจจุสมัยแห่งราตรี พระฉัพพัคคีย์ลุกขึ้นสวมเขียงเท้าที่ทำด้วยไม้  
			<remark  id="s1b5c14l16" />แล้วเดินอยู่กลางแจ้ง มีเสียงขฏะขฏะ ดังอึกทึก กล่าวดิรัจฉานกถา มีเรื่องต่างๆ คือ พูดเรื่อง  
			<remark  id="s1b5c14l17" />พระราชา เรื่องโจร เรื่องมหาอำมาตย์ เรื่องขุนพล เรื่องภัย เรื่องรบ เรื่องข้าว เรื่องน้ำ เรื่องผ้า  
			<remark  id="s1b5c14l18" />เรื่องที่นอน เรื่องดอกไม้ เรื่องของหอม เรื่องญาติ เรื่องยาน เรื่องบ้าน เรื่องนิคม เรื่องนคร  
			<remark  id="s1b5c14l19" />เรื่องชนบท เรื่องสตรี เรื่องบุรุษ เรื่องคนกล้าหาญ เรื่องตรอก เรื่องท่าน้ำ เรื่องคนที่ล่วงลับ  
			<remark  id="s1b5c14l20" />ไปแล้ว เรื่องเบ็ดเตล็ด เรื่องโลก เรื่องทะเล เรื่องความเจริญและความเสื่อมด้วยประการนั้นๆ  
			<remark  id="s1b5c14l21" />เหยียบแมลงตายเสียบ้าง ยังภิกษุทั้งหลายให้เคลื่อนจากสมาธิบ้าง บรรดาภิกษุที่เป็นผู้มักน้อย ....  
			<remark  id="s1b5c14l22" />ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนพระฉัพพัคคีย์ เมื่อเวลาปัจจุสมัยแห่งราตรี ได้  
			<remark  id="s1b5c14l23" />ลุกขึ้นสวมเขียงเท้าที่ทำด้วยไม้แล้วเดินอยู่กลางแจ้ง มีเสียงขฏะขฏะ ดังอึกทึก กล่าวดิรัจฉานกถา  
			<remark  id="s1b5c14l24" />มีเรื่องต่างๆ คือ พูดเรื่องพระราชา เรื่องโจร .... เรื่องความเจริญและความเสื่อมด้วยประการนั้นๆ  
			<remark  id="s1b5c14l25" />เหยียบแมลงตายเสียบ้าง ยังภิกษุทั้งหลายให้เคลื่อนจากสมาธิบ้าง แล้วจึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่  
			<remark  id="s1b5c14l26" />พระผู้มีพระภาค.  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b5c15" >
		<para id="s1b5c15p">
			<remark  id="s1b5c15l1" />	พระผู้มีพระภาคทรงสอบถามภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข่าวว่าภิกษุฉัพพัคคีย์  
			<remark  id="s1b5c15l2" />เมื่อปัจจุสมัยแห่งราตรี ได้ลุกขึ้นสวมเขียงเท้าที่ทำด้วยไม้ แล้วเดินอยู่กลางแจ้ง มีเสียงขฏะขฏะ  
			<remark  id="s1b5c15l3" />ดังอึกทึก กล่าวดิรัจฉานกถา มีเรื่องต่างๆ คือ พูดเรื่องพระราชา เรื่องโจร .... เรื่องความเจริญ  
			<remark  id="s1b5c15l4" />และความเสื่อมด้วยประการนั้นๆ เหยียบแมลงตายเสียบ้าง ยังภิกษุทั้งหลายให้เคลื่อนจากสมาธิ  
			<remark  id="s1b5c15l5" />บ้าง จริงหรือ?  
			<remark  id="s1b5c15l6" />	ภิกษุทั้งหลายทูลรับว่า จริงพระพุทธเจ้าข้า.  
			<remark  id="s1b5c15l7" />	พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงติเตียนว่า .... ครั้นแล้วทรงทำธรรมีกถารับสั่งกะภิกษุทั้งหลาย  
			<remark  id="s1b5c15l8" />ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เขียงเท้าที่ทำด้วยไม้ อันภิกษุไม่พึงสวม รูปใดสวม ต้องอาบัติทุกกฏ.  
			<remark  id="s1b5c15l9" />			พระพุทธบัญญัติห้ามสวมเขียงเท้าใบตาล  
			<remark  id="s1b5c15l10" />	[๑๑] ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระนครราชคฤห์ ตามพระพุทธาภิรมย์  
			<remark  id="s1b5c15l11" />แล้วเสด็จพระพุทธดำเนินไปสู่จาริกทางพระนครพาราณสี เสด็จพระพุทธดำเนินสู่จาริกโดยลำดับ  
			<remark  id="s1b5c15l12" />ถึงพระนครพาราณสี ทราบว่า พระองค์ประทับอยู่ในป่าอิสิปตนะมฤคทายวัน เขตพระนคร  
			<remark  id="s1b5c15l13" />พาราณสีนั้น.  
			<remark  id="s1b5c15l14" />	ก็โดยสมัยนั้นแล พระฉัพพัคคีย์คิดว่า พระผู้มีพระภาคทรงห้ามเขียงเท้าไม้ จึงให้ตัด  
			<remark  id="s1b5c15l15" />ต้นตาลเล็กๆ แล้วเอาใบตาลมาทำเขียงเท้าสวม ต้นตาลเล็กๆ นั้นถูกตัดแล้วย่อมเหี่ยวแห้ง.  
			<remark  id="s1b5c15l16" />ชาวบ้านจึงเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนพระสมณะเชื้อสายพระศากยบุตรจึงได้ให้ตัด  
			<remark  id="s1b5c15l17" />ต้นตาลเล็กๆ แล้วเอาใบตาลมาทำเขียงเท้าสวมเล่า ต้นตาลเล็กๆ ถูกตัดแล้วย่อมเหี่ยวแห้ง  
			<remark  id="s1b5c15l18" />พระสมณะเชื้อสายพระศากยบุตรเบียดเบียนอินทรีย์อย่างหนึ่งซึ่งมีชีวะ ภิกษุทั้งหลายได้ยินชาว  
			<remark  id="s1b5c15l19" />บ้านเหล่านั้น เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาอยู่ จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค.  
			<remark  id="s1b5c15l20" />	พระผู้มีพระภาคทรงสอบถามภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข่าวว่าภิกษุฉัพพัคคีย์  
			<remark  id="s1b5c15l21" />สั่งให้ตัดต้นตาลเล็กๆ แล้วเอาใบตาลมาทำเขียงเท้าสวม ต้นตาลเล็กๆ นั้นถูกตัดแล้ว ย่อม  
			<remark  id="s1b5c15l22" />เหี่ยวแห้ง จริงหรือ?  
			<remark  id="s1b5c15l23" />	ภิกษุทั้งหลายทูลรับว่า จริง พระพุทธเจ้าข้า.  
			<remark  id="s1b5c15l24" />	พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าจึงทรงติเตียนว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ไฉนโมฆบุรุษเหล่านั้นจึง  
			<remark  id="s1b5c15l25" />ได้ให้ตัดต้นตาลเล็กๆ แล้วเอาใบตาลทำเขียงเท้าสวมเล่า ต้นตาลเล็กๆ นั้นถูกตัดแล้ว ย่อม  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b5c16" >
		<para id="s1b5c16p">
			<remark  id="s1b5c16l1" />เหี่ยวแห้ง ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะชาวบ้านมีความสำคัญในต้นไม้ว่ามีชีวะ การกระทำของ  
			<remark  id="s1b5c16l2" />เหล่าโมฆบุรุษนั่น ไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส .... ครั้นแล้วทรงทำ  
			<remark  id="s1b5c16l3" />ธรรมีกถารับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เขียงเท้าสานด้วยใบตาล อันภิกษุไม่พึง  
			<remark  id="s1b5c16l4" />สวม รูปใดสวม ต้องอาบัติทุกกฏ.  
			<remark  id="s1b5c16l5" />			พระพุทธบัญญัติห้ามสวมเขียงเท้าไม้ไผ่  
			<remark  id="s1b5c16l6" />	สมัยต่อมา พระฉัพพัคคีย์คิดว่า พระผู้มีพระภาคทรงห้ามเขียงเท้าสานด้วยใบตาล จึง  
			<remark  id="s1b5c16l7" />ได้ให้ตัดไม้ไผ่เล็กๆ แล้วเอาใบไผ่มาทำเขียงเท้าสวม ไม้ไผ่เล็กๆ นั้น ถูกตัดแล้ว ย่อมเหี่ยว  
			<remark  id="s1b5c16l8" />แห้ง. ชาวบ้านจึงเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนพระสมณะเชื้อสายพระศากยบุตรจึงได้  
			<remark  id="s1b5c16l9" />ให้ตัดไม้ไผ่เล็กๆ แล้วเอาใบไผ่มาทำเขียงเท้าสวมเล่า ไม้ไผ่เล็กๆ นั้นถูกตัดแล้วย่อมเหี่ยวแห้ง  
			<remark  id="s1b5c16l10" />พระสมณะเชื้อสายพระศากยบุตรย่อมเบียดเบียนอินทรีย์อย่างหนึ่งซึ่งมีชีวะ. ภิกษุทั้งหลายได้ยิน  
			<remark  id="s1b5c16l11" />ชาวบ้านเหล่านั้น เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาอยู่ จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค.  
			<remark  id="s1b5c16l12" />	พระผู้มีพระภาคทรงสอบถามภิกษุทั้งหลายว่า .... ครั้นแล้วรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกร  
			<remark  id="s1b5c16l13" />ภิกษุทั้งหลาย เขียงเท้าสานด้วยใบไผ่ อันภิกษุไม่พึงสวม รูปใดสวม ต้องอาบัติทุกกฏ.  
			<remark  id="s1b5c16l14" />			พระพุทธบัญญัติห้ามสวมเขียงเท้าต่างชนิด  
			<remark  id="s1b5c16l15" />	[๑๒] ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ในพระนครพาราณสีตามพระพุทธาภิรมย์ แล้ว  
			<remark  id="s1b5c16l16" />เสด็จพระพุทธดำเนินจาริกทางพระนครภัททิยะ เสด็จพระพุทธดำเนินจาริกโดยลำดับถึงพระนคร  
			<remark  id="s1b5c16l17" />ภัททิยะ ทราบว่า พระองค์ประทับอยู่ในป่าชาติยาวันเขตพระนครภัททิยะนั้น.  
			<remark  id="s1b5c16l18" />	ก็โดยสมัยนั้นแล พวกภิกษุชาวพระนครภัททิยะ ตั้งหน้าพากเพียรตกแต่งเขียงเท้า  
			<remark  id="s1b5c16l19" />หลากหลายอยู่ คือ ทำเองบ้าง สั่งให้ทำบ้าง ซึ่งเขียงเท้าสานด้วยหญ้า ทำเองบ้าง สั่งให้ทำบ้าง  
			<remark  id="s1b5c16l20" />ซึ่งเขียงเท้าสานด้วยหญ้ามุงกระต่าย ทำเองบ้าง สั่งให้ทำบ้าง ซึ่งเขียงเท้าสานด้วยหญ้าปล้อง  
			<remark  id="s1b5c16l21" />ทำเองบ้าง สั่งให้ทำบ้าง ซึ่งเขียงเท้าสานด้วยใบเป้ง ทำเองบ้าง สั่งให้ทำบ้าง ซึ่งเขียงเท้าสาน  
			<remark  id="s1b5c16l22" />ด้วยแฝก ทำเองบ้าง สั่งให้ทำบ้าง ซึ่งเขียงเท้าถักด้วยขนสัตว์ พวกเธอละเลยอุเทศ ปริปุจฉา  
			<remark  id="s1b5c16l23" />อธิศีล อธิจิต อธิปัญญาเสีย. บรรดาภิกษุที่เป็นผู้มักน้อย .... ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนา  
			<remark  id="s1b5c16l24" />ว่า ไฉนเล่าพวกภิกษุชาวพระนครภัททิยะ จึงได้ตั้งหน้าพากเพียรตกแต่งเขียงเท้าหลากหลายอยู่  
			<remark  id="s1b5c16l25" />คือ ได้ทำเองบ้าง ได้สั่งให้ทำบ้าง ซึ่งเขียงเท้าสานด้วยหญ้า ได้ทำเองบ้าง ได้สั่งให้ทำบ้าง  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b5c17" >
		<para id="s1b5c17p">
			<remark  id="s1b5c17l1" />ซึ่งเขียงเท้าสานด้วยหญ้ามุงกระต่าย ได้ทำเองบ้าง ได้สั่งให้ทำบ้าง ซึ่งเขียงเท้าสานด้วยหญ้าปล้อง  
			<remark  id="s1b5c17l2" />ได้ทำเองบ้าง ได้สั่งให้ทำบ้าง ซึ่งเขียงเท้าสานด้วยใบเป้ง ได้ทำเองบ้าง ได้สั่งให้ทำบ้าง  
			<remark  id="s1b5c17l3" />ซึ่งเขียงเท้าสานด้วยแฝก ได้ทำเองบ้าง ได้สั่งให้ทำบ้าง ซึ่งเขียงเท้าถักด้วยขนสัตว์ ภิกษุเหล่านั้น  
			<remark  id="s1b5c17l4" />ได้ละเลยอุเทศ ปริปุจฉา อธิศีล อธิจิต อธิปัญญาเสีย แล้วกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค  
			<remark  id="s1b5c17l5" />	พระผู้มีพระภาคทรงสอบถามภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข่าวว่าพวกภิกษุชาว  
			<remark  id="s1b5c17l6" />พระนครภัททิยะตั้งหน้าพากเพียรตกแต่งเขียงเท้าหลากหลายอยู่ คือ ทำเองบ้าง สั่งให้ทำบ้าง  
			<remark  id="s1b5c17l7" />ซึ่งเขียงเท้าสานด้วยหญ้า ทำเองบ้าง สั่งให้ทำบ้าง ซึ่งเขียงเท้าสานด้วยหญ้ามุงกระต่าย ทำเอง  
			<remark  id="s1b5c17l8" />บ้าง สั่งให้ทำบ้าง ซึ่งเขียงเท้าสานด้วยหญ้าปล้อง ทำเองบ้าง สั่งให้ทำบ้าง ซึ่งเขียงเท้าสาน  
			<remark  id="s1b5c17l9" />ด้วยใบเป้ง ทำเองบ้าง สั่งให้ทำบ้าง ซึ่งเขียงเท้าสานด้วยแฝก ทำเองบ้าง สั่งให้ทำบ้าง  
			<remark  id="s1b5c17l10" />ซึ่งเขียงเท้าถักด้วยขนสัตว์ ย่อมละเลยอุเทศ ปริปุจฉา อธิศีล อธิจิต อธิปัญญาเสีย จริงหรือ?  
			<remark  id="s1b5c17l11" />	ภิกษุทั้งหลายทูลรับว่า จริง พระพุทธเจ้าข้า.  
			<remark  id="s1b5c17l12" />	พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงติเตียนว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ไฉนเล่าโมฆบุรุษเหล่านั้น  
			<remark  id="s1b5c17l13" />จึงได้ตั้งหน้าพากเพียรตกแต่งเขียงเท้าหลากหลายอยู่ คือ ได้ทำเองบ้าง ได้สั่งให้ทำบ้าง ซึ่ง  
			<remark  id="s1b5c17l14" />เขียงเท้าสานด้วยหญ้า ได้ทำเองบ้าง ได้สั่งให้ทำบ้าง ซึ่งเขียงเท้าสานด้วยหญ้ามุงกระต่าย  
			<remark  id="s1b5c17l15" />ได้ทำเองบ้าง ได้สั่งให้ทำบ้าง ซึ่งเขียงเท้าสานด้วยหญ้าปล้อง ได้ทำเองบ้าง ได้สั่งให้ทำบ้าง  
			<remark  id="s1b5c17l16" />ซึ่งเขียงเท้าสานด้วยใบเป้ง ได้ทำเองบ้าง ได้สั่งให้ทำบ้าง ซึ่งเขียงเท้าสานด้วยแฝก ได้ทำเอง  
			<remark  id="s1b5c17l17" />บ้าง ได้สั่งให้ทำบ้าง ซึ่งเขียงเท้าถักด้วยขนสัตว์ โมฆบุรุษเหล่านั้นได้ละเลยอุเทศ ปริปุจฉา  
			<remark  id="s1b5c17l18" />อธิจิต อธิปัญญาเสีย ดูกรภิกษุทั้งหลาย การกระทำของเหล่าโมฆบุรุษนั่นไม่เป็นไปเพื่อความ  
			<remark  id="s1b5c17l19" />เลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส .... ครั้นแล้วทรงทำธรรมีกถารับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุ  
			<remark  id="s1b5c17l20" />ทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงสวมเขียงเท้าสานด้วยหญ้าเขียงเท้าสานด้วยหญ้ามุงกระต่าย เขียงเท้าสาน  
			<remark  id="s1b5c17l21" />ด้วยหญ้าปล้อง เขียงเท้าสานด้วยใบเป้ง เขียงเท้าสานด้วยแฝก เขียงเท้าถักด้วยขนสัตว์  
			<remark  id="s1b5c17l22" />เขียงเท้าประดับด้วยทองคำ เขียงเท้าประดับด้วยเงิน เขียงเท้าประดับด้วยแก้วมณี เขียงเท้า  
			<remark  id="s1b5c17l23" />ประดับด้วยแก้วไพฑูรย์ เขียงเท้าประดับด้วยแก้วผลึก เขียงเท้าประดับด้วยทองสัมฤทธิ์ เขียงเท้า  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b5c18" >
		<para id="s1b5c18p">
			<remark  id="s1b5c18l1" />ประดับด้วยกระจก เขียงเท้าทำด้วยดีบุก เขียงเท้าทำด้วยสังกะสี เขียงเท้าทำด้วยทองแดง  
			<remark  id="s1b5c18l2" />รูปใดสวม ต้องอาบัติทุกกฏ  
			<remark  id="s1b5c18l3" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง เขียงเท้าบางชนิดที่สำหรับสวมเดิน อันภิกษุไม่พึงสวม  
			<remark  id="s1b5c18l4" />รูปใดสวม ต้องอาบัติทุกกฏ  
			<remark  id="s1b5c18l5" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตเขียงเท้าที่ตรึงอยู่กับที่ ไม่ใช่สำหรับใช้สวมเดิน ๓ ชนิด  
			<remark  id="s1b5c18l6" />คือ เขียงเท้าที่สำหรับเหยียบถ่ายอุจจาระ ๑ เขียงเท้าที่สำหรับเหยียบถ่ายปัสสาวะ ๑ เขียงเท้าที่  
			<remark  id="s1b5c18l7" />สำหรับเหยียบในที่ชำระ ๑.  
			<remark  id="s1b5c18l8" />				พระพุทธบัญญัติห้ามจับโค  
			<remark  id="s1b5c18l9" />	[๑๓] ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ในพระนครภัททิยะ ตามพระพุทธาภิรมย์  
			<remark  id="s1b5c18l10" />แล้วเสด็จพระพุทธดำเนินจาริกทางพระนครสาวัตถี เสด็จพระพุทธดำเนินจาริกโดยลำดับถึง  
			<remark  id="s1b5c18l11" />พระนครสาวัตถีแล้ว ทราบว่าพระองค์ประทับอยู่ในพระเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกคหบดี  
			<remark  id="s1b5c18l12" />เขตพระนครสาวัตถีนั้น  
			<remark  id="s1b5c18l13" />	ก็โดยสมัยนั้นแล พระฉัพพัคคีย์จับโคกำลังข้ามแม่น้ำอจิรวดี ที่เขาบ้าง ที่หูบ้าง ที่คอบ้าง  
			<remark  id="s1b5c18l14" />ที่หางบ้าง ขึ้นขี่หลังบ้าง มีจิตกำหนัด ถูกต้ององค์กำเนิดบ้าง กดลูกโคให้จมน้ำตายบ้าง  
			<remark  id="s1b5c18l15" />ประชาชนทั้งหลาย พากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนพระสมณะเชื้อสายพระศากยบุตร  
			<remark  id="s1b5c18l16" />จึงได้จับโคกำลังข้ามน้ำ ที่เขาบ้าง ที่หูบ้าง ที่คอบ้าง ที่หางบ้าง ขึ้นขี่หลังบ้าง มีจิตกำหนัด  
			<remark  id="s1b5c18l17" />ถูกต้ององค์กำเนิดบ้าง กดลูกโคให้จมน้ำตายบ้าง เหมือนพวกคฤหัสถ์ผู้บริโภคกาม ฉะนั้น.  
			<remark  id="s1b5c18l18" />ภิกษุทั้งหลายได้ยินชาวบ้านเหล่านั้น เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาอยู่ จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่  
			<remark  id="s1b5c18l19" />พระผู้มีพระภาค  
			<remark  id="s1b5c18l20" />	พระผู้มีพระภาคทรงบัญญัติห้ามภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงจับเขาโค  
			<remark  id="s1b5c18l21" />หูโค คอโค หางโค ไม่พึงขี่หลังโค รูปใดจับและขึ้นขี่ ต้องอาบัติทุกกฏ.  
			<remark  id="s1b5c18l22" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง องค์กำเนิดโค อันภิกษุมีจิตกำหนัด ไม่พึงถูกต้อง รูปใดถูกต้อง  
			<remark  id="s1b5c18l23" />ต้องอาบัติถุลลัจจัย ภิกษุไม่พึงฆ่าลูกโค รูปใดฆ่า พึงปรับอาบัติตามธรรม. 
		</para>
	</section>
	<section id="s1b5c19" >
		<para id="s1b5c19p">
			<remark  id="s1b5c19l1" />					เรื่องยาน  
			<remark  id="s1b5c19l2" />	[๑๔] ก็โดยสมัยนั้นแล พระฉัพพัคคีย์ขี่ยานซึ่งเทียมด้วยโคตัวเมีย มีบุรุษเป็นสารถี  
			<remark  id="s1b5c19l3" />เทียมด้วยโคตัวผู้ มีสตรีเป็นสารถีบ้าง. ประชาชนจึงเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า เหมือน  
			<remark  id="s1b5c19l4" />ชายหนุ่มหญิงสาวไปเล่นน้ำในแม่น้ำคงคาและแม่น้ำมหี ฉะนั้น ภิกษุทั้งหลาย กราบทูลเรื่องนั้น  
			<remark  id="s1b5c19l5" />แด่พระผู้มีพระภาค พระผู้มีพระภาคทรงบัญญัติห้ามภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุ  
			<remark  id="s1b5c19l6" />ไม่พึงไปด้วยยาน รูปใดไปต้องอาบัติทุกกฏ.  
			<remark  id="s1b5c19l7" />	สมัยต่อมา ภิกษุรูปหนึ่งไปพระนครสาวัตถีในโกศลชนบทเพื่อเฝ้าพระผู้มีพระภาค แต่  
			<remark  id="s1b5c19l8" />อาพาธเสียกลางทาง และได้หลีกจากทางนั่งอยู่ ณ โคนไม้แห่งหนึ่ง ประชาชนพบภิกษุนั้นจึง  
			<remark  id="s1b5c19l9" />เรียนถามว่า พระคุณเจ้าจะไปไหน ขอรับ?  
			<remark  id="s1b5c19l10" />	ภิกษุนั้นตอบว่า อาตมาจะไปพระนครสาวัตถี เพื่อเฝ้าพระผู้มีพระภาค จ้ะ  
			<remark  id="s1b5c19l11" />	ป. นิมนต์มา ไปด้วยกันเถิด ขอรับ  
			<remark  id="s1b5c19l12" />	ภิ. อาตมาไม่อาจ เพราะกำลังอาพาธ จ้ะ  
			<remark  id="s1b5c19l13" />	ป. นิมนต์มาขึ้นยานเถิด ขอรับ  
			<remark  id="s1b5c19l14" />	ภิ. ไม่ได้จ้ะ เพราะพระผู้มีพระภาคทรงห้ามยาน  
			<remark  id="s1b5c19l15" />	ภิกษุนั้นรังเกียจอยู่ดังนั้นจึงไม่ยอมขึ้นยาน ครั้นไปถึงพระนครสาวัตถีแล้ว จึงแจ้ง  
			<remark  id="s1b5c19l16" />เรื่องนั้นแก่ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค.  
			<remark  id="s1b5c19l17" />	ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงทำธรรมีกถา ในเพราะเหตุเป็นเค้ามูลนั้น ในเพราะเหตุ  
			<remark  id="s1b5c19l18" />แรกเกิดนั้น แล้วรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตยานแก่ภิกษุผู้อาพาธ.  
			<remark  id="s1b5c19l19" />	ครั้งนั้น ภิกษุทั้งหลายได้คิดกันว่า ยานที่ทรงอนุญาตนั้นเทียมด้วยโคตัวเมีย หรือเทียม  
			<remark  id="s1b5c19l20" />ด้วยโคตัวผู้ แล้วกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค พระผู้มีพระภาคทรงอนุญาตแก่ภิกษุทั้งหลาย  
			<remark  id="s1b5c19l21" />ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตยานที่เทียมด้วยโคตัวผู้ และยานที่ใช้มือลาก.  
			<remark  id="s1b5c19l22" />	สมัยต่อมา ภิกษุรูปหนึ่งไม่ผาสุกอย่างแรง เพราะความกระเทือนแห่งยาน ภิกษุทั้งหลาย  
			<remark  id="s1b5c19l23" />กราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค พระผู้มีพระภาคทรงอนุญาตแก่ภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุ  
			<remark  id="s1b5c19l24" />ทั้งหลาย เราอนุญาตคานหามมีตั่งนั่ง และเปลผ้าที่เขาผูกติดกับไม้คาน.  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b5c20" >
		<para id="s1b5c20p">
			<remark  id="s1b5c20l1" />			พระพุทธบัญญัติห้ามใช้ที่นั่งและที่นอนสูงใหญ่  
			<remark  id="s1b5c20l2" />	[๑๕] ก็โดยสมัยนั้นแล พระฉัพพัคคีย์ใช้ที่นั่งและที่นอนอันสูงใหญ่ คือ เตียงมีเท้า  
			<remark  id="s1b5c20l3" />เกินประมาณ เตียงมีเท้าทำเป็นรูปสัตว์ร้าย ผ้าโกเชาว์ขนยาว เครื่องลาดที่ทำด้วยขนแกะวิจิตร  
			<remark  id="s1b5c20l4" />ด้วยลวดลาย เครื่องลาดที่มีสัณฐานเป็นช่อดอกไม้ เครื่องลาดที่ยัดนุ่น เครื่องลาดขนแกะ  
			<remark  id="s1b5c20l5" />วิจิตรด้วยรูปสัตว์ร้ายมีสีหะและเสือเป็นต้น เครื่องลาดขนแกะมีขนตั้ง เครื่องลาดขนแกะมีขน  
			<remark  id="s1b5c20l6" />ข้างเดียว เครื่องลาดทองและเงินแกมไหม เครื่องลาดไหมขลิบทองและเงิน เครื่องลาดขนแกะ  
			<remark  id="s1b5c20l7" />จุนางฟ้อน ๑๖ คน เครื่องลาดหลังช้าง เครื่องลาดหลังม้า เครื่องลาดในรถ เครื่องลาดที่ทำด้วย  
			<remark  id="s1b5c20l8" />หนังสัตว์ชื่ออชินะมีขนอ่อนนุ่ม เครื่องลาดอย่างดีทำด้วยหนังชะมด เครื่องลาดมีเพดาน เครื่อง  
			<remark  id="s1b5c20l9" />ลาดมีหมอนข้าง ชาวบ้านเที่ยวชมวิหารไปพบเข้า จึงเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า เหมือน  
			<remark  id="s1b5c20l10" />เหล่าคฤหัสถ์ผู้บริโภคกาม. ภิกษุทั้งหลายจึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค.  
			<remark  id="s1b5c20l11" />	พระผู้มีพระภาคตรัสห้ามภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงใช้ที่นั่งและ  
			<remark  id="s1b5c20l12" />ที่นอนอันสูงใหญ่ คือ เตียงมีเท้าสูงเกินประมาณ เตียงมีเท้าทำเป็นรูปสัตว์ร้าย ผ้าโกเชาว์ขนยาว  
			<remark  id="s1b5c20l13" />เครื่องลาดที่ทำด้วยขนแกะวิจิตรลวดลาย เครื่องลาดที่ทำด้วยขนแกะสีขาว เครื่องลาดที่มี  
			<remark  id="s1b5c20l14" />สัณฐานเป็นช่อดอกไม้ เครื่องลาดที่ยัดนุ่น เครื่องลาดขนแกะวิจิตรด้วยรูปสัตว์ร้ายมีสีหะและ  
			<remark  id="s1b5c20l15" />เสือเป็นต้น เครื่องลาดขนแกะมีขนตั้ง เครื่องลาดขนแกะมีขนข้างเดียว เครื่องลาดทองและเงิน  
			<remark  id="s1b5c20l16" />แกมไหม เครื่องลาดไหมขลิบทองและเงิน เครื่องลาดขนแกะจุนางฟ้อน ๑๖ คน เครื่องลาด  
			<remark  id="s1b5c20l17" />หลังช้าง เครื่องลาดหลังม้า เครื่องลาดในรถ เครื่องลาดที่ทำด้วยหนังสัตว์ชื่ออชินะ มีขนอ่อนนุ่ม  
			<remark  id="s1b5c20l18" />เครื่องลาดอย่างดีทำด้วยหนังชะมด เครื่องลาดมีเพดาน เครื่องลาดมีหมอนข้าง รูปใดใช้ ต้อง  
			<remark  id="s1b5c20l19" />อาบัติทุกกฏ.  
			<remark  id="s1b5c20l20" />			พระพุทธบัญญัติห้ามใช้หนังผืนใหญ่  
			<remark  id="s1b5c20l21" />	[๑๖] ก็โดยสมัยนั้นแล พระฉัพพัคคีย์รู้ว่าพระผู้มีพระภาค ทรงห้ามที่นั่งและที่นอน  
			<remark  id="s1b5c20l22" />อันสูงใหญ่ จึงใช้หนังผืนใหญ่ คือ หนังสีหะ หนังเสือโคร่ง หนังเสือเหลือง หนังเหล่านั้น  
			<remark  id="s1b5c20l23" />ตัดตามขนาดเตียงบ้าง ตัดตามขนาดตั่งบ้าง ปูลาดไว้ภายในเตียงบ้าง ปูลาดไว้ภายนอกเตียงบ้าง  
			<remark  id="s1b5c20l24" />ปูลาดไว้ภายในตั่งบ้าง ปูลาดไว้ภายนอกตั่งบ้าง ชาวบ้านเที่ยวชมวิหารไปพบเข้า จึงเพ่งโทษ  
			<remark  id="s1b5c20l25" />ติเตียน โพนทะนาว่า เหมือนเหล่าคฤหัสถ์ผู้บริโภคกาม. ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่  
			<remark  id="s1b5c20l26" />พระผู้มีพระภาค.  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b5c21" >
		<para id="s1b5c21p">
			<remark  id="s1b5c21l1" />	พระผู้มีพระภาคตรัสห้ามภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงใช้หนังผืนใหญ่  
			<remark  id="s1b5c21l2" />คือ หนังสีหะ หนังเสือโคร่ง หนังเสือเหลือง รูปใดใช้ ต้องอาบัติทุกกฏ.  
			<remark  id="s1b5c21l3" />				เรื่องภิกษุใจร้าย  
			<remark  id="s1b5c21l4" />	[๑๗] ก็โดยสมัยนั้นแล พระฉัพพัคคีย์รู้ว่าพระผู้มีพระภาคทรงห้ามหนังผืนใหญ่ จึงใช้  
			<remark  id="s1b5c21l5" />หนังโค หนังเหล่านั้นตัดตามขนาดเตียงบ้าง ตัดตามขนาดตั่งบ้าง ปูลาดไว้ภายในเตียงบ้าง  
			<remark  id="s1b5c21l6" />ปูลาดไว้ภายนอกเตียงบ้าง ปูลาดไว้ภายในตั่งบ้าง ปูลาดไว้ภายนอกตั่งบ้าง.  
			<remark  id="s1b5c21l7" />	มีภิกษุใจร้ายรูปหนึ่ง เป็นกุลุปกะของอุบาสกใจร้ายคนหนึ่ง ครั้นเวลาเช้า ภิกษุใจร้าย  
			<remark  id="s1b5c21l8" />รูปนั้นนุ่งอันตรวาสก ถือบาตรจีวรแล้วเดินเข้าไปในบ้านของอุบาสกใจร้ายคนนั้น แล้วนั่งบน  
			<remark  id="s1b5c21l9" />อาสนะที่เขาจัดไว้ จึงอุบาสกใจร้ายคนนั้น เข้าไปหาภิกษุใจร้ายรูปนั้น นมัสการแล้วนั่ง ณ ที่  
			<remark  id="s1b5c21l10" />ควรส่วนข้างหนึ่ง ก็สมัยนั้น ลูกโคของอุบาสกใจร้ายคนนั้น เป็นสัตว์กำลังรุ่น รูปร่างเข้าที  
			<remark  id="s1b5c21l11" />น่าดูน่าชม งามคล้ายลูกเสือเหลือง จึงภิกษุใจร้ายรูปนั้นจ้องมองดูมันด้วยความสนใจ ทีนั้น  
			<remark  id="s1b5c21l12" />อุบาสกใจร้ายได้กล่าวกะภิกษุใจร้ายว่า พระคุณเจ้าจ้องมองดูมันด้วยความสนใจเพื่อประสงค์อะไร  
			<remark  id="s1b5c21l13" />ขอรับ?  ภิกษุใจร้ายรูปนั้น ตอบว่า อาวุโส อาตมาต้องประสงค์หนังของมัน ทีนั้น อุบาสก  
			<remark  id="s1b5c21l14" />ใจร้ายจึงฆ่ามันแล้วได้ถลกหนังถวายแก่ภิกษุใจร้ายรูปนั้น ภิกษุใจร้ายรูปนั้นได้เอาผ้าสังฆาฏิ  
			<remark  id="s1b5c21l15" />ห่อหนังเดินไป ครั้งนั้น แม่โค มีความรักลูก จึงเดินตามภิกษุใจร้ายรูปนั้นไปข้างหลังๆ  
			<remark  id="s1b5c21l16" />ภิกษุทั้งหลายถามภิกษุใจร้ายรูปนั้นว่า อาวุโส ทำไมแม่โคตัวนี้จึงเดินตามท่านมาข้างหลังๆ ขอรับ?  
			<remark  id="s1b5c21l17" />ภิกษุใจร้ายรูปนั้นตอบว่า อาวุโสทั้งหลาย แม้ผมเองก็ไม่ทราบว่า มันเดินตามผมมาข้างหลังๆ  
			<remark  id="s1b5c21l18" />ด้วยเหตุอะไร ขณะนั้นผ้าสังฆาฏิของภิกษุใจร้ายรูปนั้นเปื้อนเลือด ภิกษุทั้งหลาย จึงถามภิกษุ  
			<remark  id="s1b5c21l19" />ใจร้ายรูปนั้นว่า อาวุโส ก็ผ้าสังฆาฏิผืนนี้ท่านห่ออะไรไว้ ขอรับ?  ภิกษุใจร้ายรูปนั้นได้แจ้งความนั้น  
			<remark  id="s1b5c21l20" />แก่ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุทั้งหลายถามว่า อาวุโสก็ท่านชักชวนให้เขาฆ่าสัตว์หรือขอรับ?  ภิกษุใจร้าย  
			<remark  id="s1b5c21l21" />ตอบว่า อย่างนั้นขอรับ บรรดาภิกษุที่เป็นผู้มักน้อยต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนภิกษุ  
			<remark  id="s1b5c21l22" />จึงชักชวนให้เขาฆ่าสัตว์เล่า พระผู้มีพระภาคทรงติเตียนการฆ่าสัตว์ ทรงสรรเสริญการงดจากการ  
			<remark  id="s1b5c21l23" />ฆ่าสัตว์ โดยอเนกปริยายมิใช่หรือ แล้วกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค.  
			<remark  id="s1b5c21l24" />			พระพุทธบัญญัติห้ามใช้หนังโค  
			<remark  id="s1b5c21l25" />	[๑๘] ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งให้ประชุมภิกษุสงฆ์ ในเพราะเหตุเป็นเค้ามูลนั้น  
			<remark  id="s1b5c21l26" />ในเพราะเหตุแรกเกิดนั้น แล้วทรงสอบถามภิกษุใจร้ายนั้นว่า ดูกรภิกษุ ข่าวว่า เธอชักชวน  
			<remark  id="s1b5c21l27" />ให้เขาฆ่าสัตว์ จริงหรือ?  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b5c22" >
		<para id="s1b5c22p">
			<remark  id="s1b5c22l1" />	ภิกษุใจร้ายนั้นกราบทูลว่า จริง พระพุทธเจ้าข้า  
			<remark  id="s1b5c22l2" />	พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงติเตียนว่า ดูกรโมฆบุรุษ ไฉนเธอจึงได้ชักชวนให้เขาฆ่าสัตว์  
			<remark  id="s1b5c22l3" />เล่า ดูกรโมฆบุรุษ เราติเตียนการฆ่าสัตว์ สรรเสริญการงดเว้นจากการฆ่าสัตว์ไว้ โดยอเนกปริยาย  
			<remark  id="s1b5c22l4" />มิใช่หรือ การกระทำของเธอนั่นไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส .... ครั้นแล้ว  
			<remark  id="s1b5c22l5" />ทรงทำธรรมีกถารับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงชักชวนในการฆ่าสัตว์  
			<remark  id="s1b5c22l6" />รูปใดชักชวน พึงปรับอาบัติตามธรรม.  
			<remark  id="s1b5c22l7" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง หนังโคอันภิกษุไม่พึงใช้ รูปใดใช้ ต้องอาบัติทุกกฏ หนังอะไรๆ  
			<remark  id="s1b5c22l8" />ภิกษุไม่พึงใช้ รูปใดใช้ ต้องอาบัติทุกกฏ.  
			<remark  id="s1b5c22l9" />	สมัยต่อมา เตียงก็ดี ตั่งก็ดี ของชาวบ้าน เขาหุ้มด้วยหนัง ถักด้วยหนัง ภิกษุทั้งหลาย  
			<remark  id="s1b5c22l10" />รังเกียจไม่นั่งทับ แล้วกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค. พระผู้มีพระภาค ตรัสอนุญาตแก่  
			<remark  id="s1b5c22l11" />ภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้นั่งทับเตียงตั่งที่เป็นอย่างคฤหัสถ์ แต่ไม่  
			<remark  id="s1b5c22l12" />อนุญาตให้นอนทับ.  
			<remark  id="s1b5c22l13" />	สมัยต่อมา วิหารทั้งหลายเขาผูกรัดด้วยเชือกหนัง ภิกษุทั้งหลายรังเกียจไม่นั่งพิง  
			<remark  id="s1b5c22l14" />แล้วกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค. พระผู้มีพระภาคตรัสอนุญาตแก่ภิกษุทั้งหลายว่า  
			<remark  id="s1b5c22l15" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้นั่งพิงเฉพาะเชือก.  
			<remark  id="s1b5c22l16" />			พระพุทธบัญญัติห้ามสวมรองเท้าเข้าบ้าน  
			<remark  id="s1b5c22l17" />	[๑๙] ก็โดยสมัยนั้นแล พระฉัพพัคคีย์สวมรองเท้าเข้าบ้าน คนทั้งหลาย เพ่งโทษ  
			<remark  id="s1b5c22l18" />ติเตียน โพนทะนาว่า เหมือนเหล่าคฤหัสถ์ผู้บริโภคกาม. ภิกษุทั้งหลาย กราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้  
			<remark  id="s1b5c22l19" />มีพระภาค. พระผู้มีพระภาค ทรงบัญญัติห้ามภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึง  
			<remark  id="s1b5c22l20" />สวมรองเท้าเข้าบ้าน รูปใดสวมเข้าไป ต้องอาบัติทุกกฏ.  
			<remark  id="s1b5c22l21" />		พระพุทธานุญาตให้ภิกษุอาพาธสวมรองเท้าเข้าบ้าน  
			<remark  id="s1b5c22l22" />	สมัยต่อมา ภิกษุรูปหนึ่งอาพาธเว้นรองเท้าเสียไม่อาจเข้าบ้านได้ ภิกษุทั้งหลายกราบทูล  
			<remark  id="s1b5c22l23" />เรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค. พระผู้มีพระภาคตรัสอนุญาตแก่ภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย  
			<remark  id="s1b5c22l24" />เราอนุญาตให้ภิกษุอาพาธสวมรองเท้าเข้าบ้านได้.  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b5c23" >
		<para id="s1b5c23p">
			<remark  id="s1b5c23l1" />				เรื่องพระโสณกุฏิกัณณะ  
			<remark  id="s1b5c23l2" />	[๒๐] ก็โดยสมัยนั้นแล ท่านพระมหากัจจานะอยู่ ณ ปปาตะบรรพตเขตกุรรฆระนคร  
			<remark  id="s1b5c23l3" />ในอวันตีชนบท ก็คราวนั้นอุบาสกชื่อโสณกุฏิกัณณะ เป็นอุปัฏฐากของท่านพระมหากัจจานะ  
			<remark  id="s1b5c23l4" />นมัสการแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง อุบาสกโสณกุฏิกัณณะนั่งอยู่ ณ ที่นั้นแล ได้กราบเรียน  
			<remark  id="s1b5c23l5" />คำนี้กะท่านพระมหากัจจานะว่า ท่านขอรับ ด้วยวิธีอย่างไรๆ กระผมจึงจะรู้ทั่วถึงธรรมที่  
			<remark  id="s1b5c23l6" />พระคุณเจ้าแสดงแล้ว อันบุคคลที่ยังครองเรือนอยู่ จะประพฤติพรหมจรรย์นี้ให้บริบูรณ์โดย  
			<remark  id="s1b5c23l7" />ส่วนเดียว ให้บริสุทธิ์โดยส่วนเดียว ดุจสังข์ที่ขัดแล้ว ทำไม่ได้ง่าย กระผมปรารถนาจะปลง  
			<remark  id="s1b5c23l8" />ผมและหนวด ครองผ้ากาสายะออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต ขอพระคุณเจ้ากรุณาโปรดให้  
			<remark  id="s1b5c23l9" />กระผมบวชเถิด ขอรับ เมื่ออุบาสกโสณกุฏิกัณณะกราบเรียนเช่นนี้แล้ว ท่านมหากัจจานะได้  
			<remark  id="s1b5c23l10" />กล่าวคำนี้กะอุบาสกโสณกุฏิกัณณะว่า โสณะ การประพฤติพรหมจรรย์ซึ่งต้องนอนผู้เดียว  
			<remark  id="s1b5c23l11" />บริโภคอาหารหนเดียวจนตลอดชีพ ทำได้ยากนักแล เอาเถอะ โสณะ คุณจงเป็นคฤหัสถ์  
			<remark  id="s1b5c23l12" />อยู่ในจังหวัดนี้แหละ แล้วประกอบตามพระพุทธศาสนา ประกอบตามพรหมจรรย์ ซึ่งต้องนอน  
			<remark  id="s1b5c23l13" />ผู้เดียว บริโภคอาหารหนเดียว ควรแก่กาลเถิด.  
			<remark  id="s1b5c23l14" />	คราวนั้น ความตั้งใจบรรพชาซึ่งได้เกิดแก่อุบาสกโสณกุฏิกัณณะนั้นสงบลงแล้ว  
			<remark  id="s1b5c23l15" />	แม้ครั้งที่สองแล อุบาสกโสณกุฏิกัณณะ ....  
			<remark  id="s1b5c23l16" />	แม้ครั้งที่สามแล อุบาสกโสณกุฏิกัณณะได้เข้าไปหาท่านพระมหากัจจานะ นมัสการ  
			<remark  id="s1b5c23l17" />แล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง อุบาสกโสณกุฏิกัณณะนั่งอยู่ ณ ที่นั้นแล ได้กราบเรียนคำนี้  
			<remark  id="s1b5c23l18" />กะท่านพระมหากัจจานะว่า ท่านขอรับ ด้วยวิธีอย่างไรๆ กระผมจึงจะรู้ทั่วถึงธรรมที่พระคุณเจ้า  
			<remark  id="s1b5c23l19" />แสดงแล้ว อันบุคคลที่ยังครองเรือนอยู่ จะประพฤติพรหมจรรย์ให้บริบูรณ์โดยส่วนเดียว  
			<remark  id="s1b5c23l20" />ให้บริสุทธิ์โดยส่วนเดียว ดุจสังข์ที่ขัดแล้ว ทำไม่ได้ง่าย กระผมปรารถนาจะปลงผมและหนวด  
			<remark  id="s1b5c23l21" />ครองผ้ากาสายะออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต ขอพระคุณเจ้ากรุณาโปรดให้กระผมบวชเถิด  
			<remark  id="s1b5c23l22" />ขอรับ  
			<remark  id="s1b5c23l23" />	ครั้นนั้น ท่านมหากัจจานะให้อุบาสกโสณกุฏิกัณณะบรรพชาแล้ว.  
			<remark  id="s1b5c23l24" />	ก็สมัยนั้น อวันตีชนบทอันตั้งอยู่แถบใต้ มีภิกษุน้อยรูป ท่านพระมหากัจจานะจัดหา  
			<remark  id="s1b5c23l25" />พระภิกษุสงฆ์แต่ที่นั้นๆ ให้ครบองค์ประชุมทสวรรคได้ยากลำบาก ต่อล่วงไปถึง ๓ ปี จึงอุปสมบท  
			<remark  id="s1b5c23l26" />ให้ท่านพระโสณะได้.  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b5c24" >
		<para id="s1b5c24p">
			<remark  id="s1b5c24l1" />			พระโสณเถระรำพึงแล้วอำลาเข้าเฝ้า  
			<remark  id="s1b5c24l2" />	ครั้งนั้น ท่านพระโสณะจำพรรษาแล้ว ไปในที่สงัดหลีกเร้นอยู่ ได้มีความปริวิตกแห่ง  
			<remark  id="s1b5c24l3" />จิตเกิดขึ้นอย่างนี้ว่า พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น เราได้ยินมาอย่างชัดเจนว่า เป็นผู้เช่นนี้และ  
			<remark  id="s1b5c24l4" />เช่นนี้ แต่เรามิได้เฝ้าต่อพระพักตร์ เราควรไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น  
			<remark  id="s1b5c24l5" />หากพระอุปัชฌายะจะพึงอนุญาตแก่เรา ครั้นเวลาสายัณห์ ท่านออกจากที่หลีกเร้นแล้ว จึงเข้า  
			<remark  id="s1b5c24l6" />ไปหาท่านพระมหากัจจานะ ไหว้แล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง แล้วกราบเรียนว่า ท่านขอรับ  
			<remark  id="s1b5c24l7" />กระผมไปในที่สงัดหลีกเร้นอยู่ ณ ตำบลนี้ได้มีความปริวิตกแห่งจิตเกิดขึ้นอย่างนี้ว่า พระผู้มีพระ-  
			<remark  id="s1b5c24l8" />ภาคพระองค์นั้น เราได้ยินมาอย่างชัดเจนว่า เป็นผู้เช่นนี้และเช่นนี้ แต่เรามิได้เฝ้าต่อพระพักตร์  
			<remark  id="s1b5c24l9" />เราควรไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น หากพระอุปัชฌายะจะพึง  
			<remark  id="s1b5c24l10" />อนุญาตแก่เรา ท่านขอรับ กระผมจะไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น  
			<remark  id="s1b5c24l11" />หากท่านพระอุปัชฌายะจะอนุญาตแก่กระผม.  
			<remark  id="s1b5c24l12" />			อาณัติกพจน์ของพระอุปัชฌายะ ๕ ประการ  
			<remark  id="s1b5c24l13" />	ท่านมหากัจจานะ กล่าวว่าดีละ ดีละ คุณโสณะ คุณจงไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคอรหันต  
			<remark  id="s1b5c24l14" />สัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น คุณจักเห็นพระองค์ผู้น่าเลื่อมใส ผู้เป็นที่ตั้งแห่งความเลื่อมใส  
			<remark  id="s1b5c24l15" />มีพระอินทรีย์สงบ มีพระทัยสงบ ทรงถึงความฝึกกายและความสงบจิตอันสูงสุด ทรงทรมานแล้ว  
			<remark  id="s1b5c24l16" />คุ้มครองแล้ว มีอินทรีย์อันสำรวมแล้ว ผู้ไม่ทำบาป คุณโสณะ ถ้าเช่นนั้น คุณจงถวายบังคม  
			<remark  id="s1b5c24l17" />พระบาทยุคลของพระผู้มีพระภาคด้วยเศียรเกล้าตามฉันสั่งว่า ท่านมหากัจจานะ อุปัชฌายะ  
			<remark  id="s1b5c24l18" />ของข้าพระพุทธเจ้า ถวายบังคม พระบาทยุคลของพระผู้มีพระภาคด้วยเศียรเกล้าพระพุทธเจ้าข้า  
			<remark  id="s1b5c24l19" />ดังนี้ และคุณจงกราบทูลอย่างนี้ว่า  
			<remark  id="s1b5c24l20" />	๑. พระพุทธเจ้าข้า จังหวัดอวันตีทักขิณาบถ มีภิกษุน้อยรูป ข้าพระพุทธเจ้าได้จัดหา  
			<remark  id="s1b5c24l21" />ภิกษุสงฆ์แต่ที่นั้นๆ ให้ครบองค์ประชุมทสวรรคได้ยากลำบาก นับแต่วันข้าพระพุทธเจ้าบรรพชา  
			<remark  id="s1b5c24l22" />ล่วงไป ๓ ปี จึงได้อุปสมบท ถ้ากระไรเฉพาะในอวันตีทักขิณาบถ พึงทรงอนุญาตอุปสมบทด้วย  
			<remark  id="s1b5c24l23" />คณะสงฆ์น้อยรูปกว่านี้ได้.  
			<remark  id="s1b5c24l24" />	๒. พระพุทธเจ้าข้า พื้นดินในอวันตีทักขิณาบถ มีดินสีดำมาก ขรุขระดื่นดาด  
			<remark  id="s1b5c24l25" />ด้วยระแหงกีบโค ถ้ากระไร เฉพาะในอวันตีทักขิณาบถ ขอพระผู้มีพระภาคพึงทรงอนุญาต  
			<remark  id="s1b5c24l26" />รองเท้าหลายชั้น.  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b5c25" >
		<para id="s1b5c25p">
			<remark  id="s1b5c25l1" />	๓. พระพุทธเจ้าข้า คนทั้งหลายในอวันตีทักขิณาบถนิยมการอาบน้ำ ถือว่าน้ำทำให้บริสุทธิ์  
			<remark  id="s1b5c25l2" />ถ้ากระไร เฉพาะในอวันติทักขิณาบถ ขอพระผู้มีพระภาค พึงทรงอนุญาตการอาบน้ำได้เป็นนิตย์.  
			<remark  id="s1b5c25l3" />	๔. พระพุทธเจ้าข้า ในอวันตีทักขิณาบถ มีหนังเครื่องลาด คือ หนังแกะ หนังแพะ  
			<remark  id="s1b5c25l4" />หนังมฤค ในมัชฌิมชนบท มีหญ้าตีนกา หญ้าหางนกยูง หญ้าหนวดแมว หญ้าหางช้าง แม้ฉันใด  
			<remark  id="s1b5c25l5" />ในอวันตีทักขิณาบถก็มีหนังเครื่องลาด คือ หนังแกะ หนังแพะ หนังมฤค ฉันนั้นเหมือนกันแล  
			<remark  id="s1b5c25l6" />ถ้ากระไร เฉพาะในอวันตีทักขิณาบถ ขอพระผู้มีพระภาค พึงทรงอนุญาตหนังเครื่องลาด คือ หนัง  
			<remark  id="s1b5c25l7" />แกะ หนังแพะ หนังมฤค.  
			<remark  id="s1b5c25l8" />	๕. พระพุทธเจ้าข้า เดี๋ยวนี้คนทั้งหลายฝากถวายจีวรเพื่อหมู่ภิกษุผู้อยู่นอกสีมา ด้วยคำว่า  
			<remark  id="s1b5c25l9" />ข้าพเจ้าทั้งหลายขอถวายจีวรผืนนี้แก่ท่านผู้มีชื่อนี้ ดังนี้ ภิกษุผู้รับฝากมาบอกว่า อาวุโส คนทั้งหลาย  
			<remark  id="s1b5c25l10" />มีชื่อนี้ถวายจีวรแก่ท่านแล้ว พวกภิกษุผู้รับคำบอกเล่า รังเกียจไม่ยินดีรับ ด้วยคิดว่า พวกเรา  
			<remark  id="s1b5c25l11" />ไม่ต้องการของเป็นนิสสัคคีย์ ถ้ากระไร ขอพระผู้มีพระภาคพึงตรัสชี้แจงในเรื่องจีวร.  
			<remark  id="s1b5c25l12" />				พระโสณะเถระเข้าเฝ้า  
			<remark  id="s1b5c25l13" />	ท่านพระโสณะรับสนองคำของท่านพระมหากัจจานะว่าปฏิบัติตามอย่างนั้นขอรับ แล้ว  
			<remark  id="s1b5c25l14" />ลุกจากอาสนะอภิวาทท่านพระมหากัจจานะทำประทักษิณแล้ว เก็บเสนาสนะ ถือบาตรจีวรเดิน  
			<remark  id="s1b5c25l15" />ไปทางที่จะไปพระนครสาวัตถี ถึงพระนครสาวัตถี พระวิหารเชตวันอารามของอนาถบิณฑิกคหบดี  
			<remark  id="s1b5c25l16" />โดยลำดับ เข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคถวายบังคมแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง.  
			<remark  id="s1b5c25l17" />	ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งกะท่านพระอานนท์ว่า ดูกรอานนท์ เธอจงจัดเสนาสนะ  
			<remark  id="s1b5c25l18" />ต้อนรับภิกษุอาคันตุกะรูปนี้ จึงท่านพระอานนท์คิดว่า พระผู้มีพระภาคทรงพระบัญชาใช้เราเพื่อ  
			<remark  id="s1b5c25l19" />ภิกษุรูปใดว่า ดูกรอานนท์ เธอจงจัดเสนาสนะต้อนรับภิกษุอาคันตุกะรูปนี้ ดังนี้ พระผู้มีพระภาค  
			<remark  id="s1b5c25l20" />ย่อมปรารถนาจะประทับอยู่ในพระวิหารแห่งเดียวกับภิกษุรูปนั้น พระผู้มีพระภาคปรารถนาจะ  
			<remark  id="s1b5c25l21" />ประทับอยู่ในพระวิหารแห่งเดียวกับท่านพระโสณะเป็นแน่ ดังนี้ จึงจัดเสนาสนะต้อนรับท่าน  
			<remark  id="s1b5c25l22" />พระโสณะในพระวิหารอันเป็นที่ประทับของพระผู้มีพระภาค.  
			<remark  id="s1b5c25l23" />				ถวายเทศน์ในพระวิหาร  
			<remark  id="s1b5c25l24" />	[๒๑] ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ในที่แจ้งจนดึก จึงเสด็จเข้าพระวิหาร แม้ท่าน  
			<remark  id="s1b5c25l25" />พระโสณะก็ยับยั้งอยู่ในที่แจ้งจนดึกจึงเข้าพระวิหาร ครั้นเวลาปัจจุสมัยแห่งราตรี พระผู้มีพระภาค  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b5c26" >
		<para id="s1b5c26p">
			<remark  id="s1b5c26l1" />ทรงตื่นพระบรรทมแล้วทรงอัชเฌสนาท่านพระโสณะว่า ดูกรภิกษุ เธอจงกล่าวธรรมตามถนัด  
			<remark  id="s1b5c26l2" />ท่านพระโสณะกราบทูลสนองพระพุทธบัญชาว่า อย่างนั้น พระพุทธเจ้าข้า แล้วได้สวดพระสูตร  
			<remark  id="s1b5c26l3" />ทั้งหลาย อันมีอยู่ในอัฏฐกวรรค จนหมดสิ้นโดยสรภัญญะ ครั้นจบสรภัญญะของท่านพระโสณะ  
			<remark  id="s1b5c26l4" />พระผู้มีพระภาคทรงพระปราโมทย์โปรดประทานสาธุการว่า ดีละ ดีละ ภิกษุ สูตรทั้งหลายที่มีใน  
			<remark  id="s1b5c26l5" />อัฏฐกวรรคเธอเรียนมาดีแล้ว ทำไว้ในใจดีแล้ว ทรงจำได้แม่นยำดี เธอเป็นผู้ประกอบด้วยวาจา  
			<remark  id="s1b5c26l6" />ไพเราะเพราะพริ้ง ไม่มีโทษ ให้เข้าใจรู้ความได้แจ่มชัด เธอมีพรรษาเท่าไร ภิกษุ?  
			<remark  id="s1b5c26l7" />	ท่านพระโสณะกราบทูลว่า ข้าพระพุทธเจ้ามีพรรษาเดียว พระพุทธเจ้าข้า  
			<remark  id="s1b5c26l8" />	ภ. เพราะเหตุไร เธอจึงมัวประพฤติชักช้าเช่นนั้นเล่า ภิกษุ?  
			<remark  id="s1b5c26l9" />	โส. ข้าพระพุทธเจ้าเห็นโทษในกามทั้งหลายนานแล้ว แต่เพราะฆราวาสคับแคบ มีกิจ  
			<remark  id="s1b5c26l10" />มาก มีกรณียมาก จึงได้ประพฤติชักช้าอยู่ พระพุทธเจ้าข้า.  
			<remark  id="s1b5c26l11" />				ทรงเปล่งพระอุทาน  
			<remark  id="s1b5c26l12" />	ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงทราบความข้อนี้แล้ว จึงทรงเปล่งพระอุทานนี้ในเวลานั้น  
			<remark  id="s1b5c26l13" />ว่าดังนี้:-  
			<remark  id="s1b5c26l14" />	อารยชนเห็นโทษในโลก ทราบธรรมที่ปราศจาก  
			<remark  id="s1b5c26l15" />	อุปธิแล้ว ฉะนั้น จึงไม่ยินดีในบาป เพราะคน  
			<remark  id="s1b5c26l16" />	สะอาดย่อมไม่ยินดีในบาป.  
			<remark  id="s1b5c26l17" />		กราบทูลอาณัติกพจน์ของพระอุปัชฌายะ ๕ ประการ  
			<remark  id="s1b5c26l18" />	[๒๒] ลำดับนั้น ท่านพระโสณะคิดว่า พระผู้มีพระภาคกำลังโปรดปรานเรา เวลานี้  
			<remark  id="s1b5c26l19" />ควรกราบทูลถ้อยคำที่พระอุปัชฌายะของเราสั่งมา ดังนี้ แล้วลุกจากที่นั่ง ห่มจีวรเฉวียงบ่า หมอบ  
			<remark  id="s1b5c26l20" />ลงที่พระบาทยุคลของพระผู้มีพระภาคด้วยเศียรเกล้า แล้วได้กราบทูลคำนี้ต่อพระผู้มีพระภาคว่า  
			<remark  id="s1b5c26l21" />พระพุทธเจ้าข้า ท่านพระมหากัจจานะ อุปัชฌายะของข้าพระพุทธเจ้า ขอถวายบังคมพระบาท  
			<remark  id="s1b5c26l22" />ยุคลของพระองค์ด้วยเศียรเกล้า และสั่งให้ข้าพระพุทธเจ้ากราบทูลอย่างนี้ว่า  
			<remark  id="s1b5c26l23" />	๑. พระพุทธเจ้าข้า จังหวัดอวันตีทักขิณาบถ มีภิกษุน้อยรูป ข้าพระพุทธเจ้าได้จัดหา  
			<remark  id="s1b5c26l24" />ภิกษุสงฆ์แต่ที่นั้นๆ ให้ครบองค์ประชุมทสวรรคได้ยากลำบาก นับแต่วันข้าพระพุทธเจ้าบรรพชา  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b5c27" >
		<para id="s1b5c27p">
			<remark  id="s1b5c27l1" />ล่วงไป ๓ ปี จึงได้อุปสมบท ถ้ากระไร เฉพาะในอวันตีทักขิณาบถ ขอพระผู้มีพระภาคพึงทรง  
			<remark  id="s1b5c27l2" />อนุญาตอุปสมบท ด้วยคณะสงฆ์น้อยรูปกว่านี้ได้  
			<remark  id="s1b5c27l3" />	๒. พระพุทธเจ้าข้า พื้นดินในอวันตีทักขิณาบถ มีดินสีดำมาก ขรุขระดื่นดาดด้วย  
			<remark  id="s1b5c27l4" />ระแหงกีบโค ถ้ากระไร เฉพาะในอวันตีทักขิณาบถ ขอพระผู้มีพระภาคพึงทรงอนุญาตรองเท้า  
			<remark  id="s1b5c27l5" />หลายชั้น  
			<remark  id="s1b5c27l6" />	๓. พระพุทธเจ้าข้า คนทั้งหลายในอวันตีทักขิณาบถนิยมการอาบน้ำ ถือว่าน้ำทำให้  
			<remark  id="s1b5c27l7" />บริสุทธิ์ ถ้ากระไร เฉพาะในอวันตีทักขิณาบถขอพระผู้มีพระภาคพึงทรงอนุญาตอาบน้ำได้เป็นนิตย์  
			<remark  id="s1b5c27l8" />	๔. พระพุทธเจ้าข้า ในอวันตีทักขิณาบถ มีหนังเครื่องลาด คือ หนังแกะ หนังแพะ  
			<remark  id="s1b5c27l9" />หนังมฤค ในมัชฌิมชนบท มีหญ้าตีนกา หญ้าหางนกยูง หญ้าหนวดแมว หญ้าหางช้าง แม้ฉันใด  
			<remark  id="s1b5c27l10" />ในอวันตีทักขิณาบถก็มีหนังเครื่องลาด คือ หนังแกะ หนังแพะ หนังมฤค ฉันนั้นเหมือนกันแล  
			<remark  id="s1b5c27l11" />ถ้ากระไร เฉพาะในอวันตีทักขิณาบถ ขอพระผู้มีพระภาคพึงทรงอนุญาตหนังเครื่องลาด คือ หนัง  
			<remark  id="s1b5c27l12" />แกะ หนังแพะ หนังมฤค  
			<remark  id="s1b5c27l13" />	๕. พระพุทธเจ้าข้า เดี๋ยวนี้คนทั้งหลายฝากถวายจีวรแก่หมู่ภิกษุผู้อยู่นอกสีมา ด้วยคำว่า  
			<remark  id="s1b5c27l14" />ข้าพเจ้าทั้งหลายขอถวายจีวรผืนนี้แก่ท่านผู้มีชื่อนี้ ดังนี้ ภิกษุผู้รับฝากมาบอกว่า อาวุโส คน  
			<remark  id="s1b5c27l15" />ทั้งหลายมีชื่อนี้ถวายจีวรแก่ท่านแล้ว พวกภิกษุผู้ได้รับคำบอกเล่า รังเกียจไม่ยินดีรับ ด้วยคิดว่า  
			<remark  id="s1b5c27l16" />พวกเราไม่ต้องการของเป็นนิสสัคคีย์ ถ้ากระไร ขอพระผู้มีพระภาคพึงตรัสชี้แจงในเรื่องจีวร.  
			<remark  id="s1b5c27l17" />				พระพุทธานุญาตพิเศษ  
			<remark  id="s1b5c27l18" />	[๒๓] ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคทรงทำธรรมีกถา ในเพราะเหตุเป็นเค้ามูลนั้น ใน  
			<remark  id="s1b5c27l19" />เพราะเหตุแรกเกิดนั้น แล้วรับสั่งกะภิกษุทั้งหลาย ว่าดังนี้:-  
			<remark  id="s1b5c27l20" />	๑. ดูกรภิกษุทั้งหลาย จังหวัดอวันตีทักขิณาบถ มีภิกษุน้อยรูป เราอนุญาตการอุปสมบท  
			<remark  id="s1b5c27l21" />ด้วยคณะสงฆ์มีวินัยธรเป็นที่ ๕ ได้ ทั่วปัจจันตชนบท ๑-  
			<remark  id="s1b5c27l22" />			กำหนดเขตปัจจันตชนบทและมัชฌิมชนบท  
			<remark  id="s1b5c27l23" />	บรรดาชนบทเหล่านั้น ปัจจันตชนบท มีกำหนดเขต ดังนี้:-  
			<remark  id="s1b5c27l24" />	ในทิศบูรพามีนิคมชื่อกชังคละ ถัดนิคมนั้นมาถึงมหาสาลนคร นอกนั้นออกไปเป็น  
			<remark  id="s1b5c27l25" />ปัจจันตชนบท ร่วมในเป็นมัชฌิมชนบท ๑-  
			<remark  id="s1b5c27l26" />@๑. จังหวัดภายในเป็นศูนย์กลางของประเทศ  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b5c28" >
		<para id="s1b5c28p">
			<remark  id="s1b5c28l1" />	ในทิศอาคเนย์ มีแม่น้ำชื่อสัลลวตี นอกแม่น้ำสัลลวตีนั้นออกไป เป็นปัจจันตชนบท  
			<remark  id="s1b5c28l2" />ร่วมในเป็นมัชฌิมชนบท  
			<remark  id="s1b5c28l3" />	ในทิศทักษิณ มีนิคมชื่อเสตกัณณิกะ นอกนิคมนั้นออกไปเป็นปัจจันตชนบท ร่วมใน  
			<remark  id="s1b5c28l4" />เป็นมัชฌิมชนบท  
			<remark  id="s1b5c28l5" />	ในทิศปัจฉิม มีพราหมณคามชื่อถูนะ นอกนั้นออกไป เป็นปัจจันตชนบท ร่วมใน  
			<remark  id="s1b5c28l6" />เป็นมัชฌิมชนบท  
			<remark  id="s1b5c28l7" />	ในทิศอุดร มีภูเขาชื่ออุสีรธชะ นอกนั้นออกไป เป็นปัจจันตชนบท ร่วมในเป็น  
			<remark  id="s1b5c28l8" />มัชฌิมชนบท  
			<remark  id="s1b5c28l9" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตการอุปสมบท ด้วยคณะสงฆ์มีวินัยธรเป็นที่ ๕ ได้ ทั่ว  
			<remark  id="s1b5c28l10" />ปัจจันตชนบทเห็นปานนี้  
			<remark  id="s1b5c28l11" />	๒. ดูกรภิกษุทั้งหลาย พื้นดินในอวันตีทักขิณาบถ มีดินสีดำมาก ดื่นดาดด้วยระแหง  
			<remark  id="s1b5c28l12" />กีบโค เราอนุญาตรองเท้าหลายชั้น ทั่วปัจจันตชนบท  
			<remark  id="s1b5c28l13" />	๓. ดูกรภิกษุทั้งหลาย คนทั้งหลายในอวันตีทักขิณาบถ นิยมการอาบน้ำ ถือว่าน้ำทำให้  
			<remark  id="s1b5c28l14" />บริสุทธิ์ เราอนุญาตการอาบน้ำได้เป็นนิตย์ทั่วปัจจันตชนบท  
			<remark  id="s1b5c28l15" />	๔. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในอวันตีทักขิณาบถ มีหนังเครื่องลาด คือ หนังแกะ หนังแพะ  
			<remark  id="s1b5c28l16" />หนังมฤค ในมัชฌิมชนบท มีหญ้าตีนกา หญ้าหางนกยูง หญ้าหนวดแมว หญ้าหางช้าง แม้ฉันใด  
			<remark  id="s1b5c28l17" />ในอวันตีทักขิณาบถ ก็มีหนังเครื่องลาด คือ หนังแกะ หนังแพะ หนังมฤค ฉันนั้นเหมือนกันแล  
			<remark  id="s1b5c28l18" />เราอนุญาตหนังเครื่องลาด คือ หนังแกะ หนังแพะ หนังมฤค ทั่วปัจจันตชนบท  
			<remark  id="s1b5c28l19" />	๕. ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง คนทั้งหลายในโลกนี้ฝากถวายจีวรเพื่อหมู่ภิกษุผู้อยู่นอกสีมา  
			<remark  id="s1b5c28l20" />ด้วยคำว่า ข้าพเจ้าทั้งหลายถวายจีวรผืนนี้แก่ภิกษุผู้มีชื่อนี้ ดังนี้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาต  
			<remark  id="s1b5c28l21" />ให้ยินดีได้ จีวรนั่นยังไม่ควรนับราตรีตลอดเวลาที่ยังไม่ถึงมือ.  
			<remark  id="s1b5c28l22" />				จัมมขันธกะ ที่ ๕ จบ.  
			<remark  id="s1b5c28l23" />				ในขันธกะนี้มี ๖๓ เรื่อง  
			<remark  id="s1b5c28l24" />				__________________  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b5c29" >
		<para id="s1b5c29p">
			<remark  id="s1b5c29l1" />				หัวข้อประจำขันธกะ  
			<remark  id="s1b5c29l2" />	[๒๔] พระเจ้าแผ่นดินมคธ ทรงปกครองพลเมือง ๘๐,๐๐๐ ตำบล รับสั่งให้โสณเศรษฐี  
			<remark  id="s1b5c29l3" />เข้าเฝ้า ๑ พระสาคตเถระแสดงอิทธิปาฏิหาริย์อันเป็นธรรมยวดยิ่งของมนุษย์มากมาย ณ  
			<remark  id="s1b5c29l4" />คิชฌกูฏบรรพต ๑ โสณเศรษฐีบุตรออกบวช และปรารภความเพียรเกินขนาด เดินจงกรมจน  
			<remark  id="s1b5c29l5" />เท้าแตก ๑ เปรียบเทียบความเพียรด้วยสายพิณ ๑ ทรงอนุญาตรองเท้าชั้นเดียว ๑ ทรงห้าม  
			<remark  id="s1b5c29l6" />รองเท้าสีเขียว ๑ รองเท้าสีเหลือง ๑ รองเท้าสีแดง ๑ รองเท้าสีบานเย็น ๑ รองเท้าสีดำ ๑  
			<remark  id="s1b5c29l7" />รองเท้าสีแสด ๑ รองเท้าสีชมพู ๑ รองเท้ามีหูวิจิตร ๑ รองเท้าหุ้มส้น ๑ รองเท้าหุ้มแข็ง ๑  
			<remark  id="s1b5c29l8" />รองเท้าที่ยัดด้วยนุ่น ๑ รองเท้าที่มีลายคล้ายขนปีกนกกระทา ๑ รองเท้าที่ทำหูงอนมีสัณฐาน  
			<remark  id="s1b5c29l9" />ดุจเขาแกะ ๑ รองเท้าที่หูงอนมีสัณฐานดุจเขาแพะ ๑ รองเท้าที่ทำประกอบหูงอนดุจหางแมลง  
			<remark  id="s1b5c29l10" />ป่อง ๑ รองเท้าที่เย็บด้วยขนปีกนกยูง ๑ รองเท้าที่วิจิตร ๑ รองเท้าที่ขลิบด้วยหนังราชสีห์ ๑  
			<remark  id="s1b5c29l11" />รองเท้าที่ขลิบด้วยหนังเสือโคร่ง ๑ รองเท้าที่ขลิบด้วยหนังเสือเหลือง ๑ รองเท้าที่ขลิบด้วยหนัง  
			<remark  id="s1b5c29l12" />ชะมด ๑ รองเท้าที่ขลิบด้วยหนังนาก ๑ รองเท้าที่ขลิบด้วยหนังแมว ๑ รองเท้าที่ขลิบด้วยหนัง  
			<remark  id="s1b5c29l13" />ค่าง ๑ รองเท้าที่ขลิบด้วยหนังนกเค้า ๑ เท้าแตก ๑ สวมรองเท้าในวัด ๑ เท้าเป็นหน่อ  
			<remark  id="s1b5c29l14" />ล้างเท้า ตอไม้ และสวมเขียงเท้าเดินเสียงดังขฏะ ขฏะ ๑ เขียงเท้าสานด้วยใบตาล ๑ เขียงเท้า  
			<remark  id="s1b5c29l15" />สานด้วยใบไผ่ ๑ เขียงเท้าสานด้วยหญ้า ๑ เขียงเท้าสานด้วยหญ้ามุงกระต่าย ๑ เขียงเท้าสาน  
			<remark  id="s1b5c29l16" />ด้วยหญ้าปล้อง ๑ เขียงเท้าสานด้วยใบเป้ง ๑ เขียงเท้าสานด้วยแฝก ๑ เขียงเท้าถักด้วยขนสัตว์ ๑  
			<remark  id="s1b5c29l17" />เขียงเท้าประดับด้วยทองคำและเงิน ๑ เขียงเท้าประดับด้วยแก้วมณี ๑ เขียงเท้าประดับด้วย  
			<remark  id="s1b5c29l18" />แก้วไพฑูรย์ ๑ เขียงเท้าประดับด้วยแก้วผลึก ๑ เขียงเท้าทำด้วยทองสัมฤทธิ์ ๑ เขียงเท้าประดับ  
			<remark  id="s1b5c29l19" />ด้วยกระจก ๑ เขียงเท้าทำด้วยดีบุก ๑ เขียงเท้าทำด้วยสังกะสี ๑ เขียงเท้าทำด้วยทองแดง ๑  
			<remark  id="s1b5c29l20" />จับโค ๑ ขี่ยานและภิกษุอาพาธ ๑ ยานเทียมด้วยโคตัวผู้ ๑ คานหาม ๑ ที่นั่งและที่นอน ๑  
			<remark  id="s1b5c29l21" />หนังผืนใหญ่ ๑ หนังโค ๑ ภิกษุใจร้าย ๑ เตียงตั่งของพวกคฤหัสถ์ที่หุ้มหนัง ๑ สวมรองเท้า  
			<remark  id="s1b5c29l22" />เข้าบ้าน และภิกษุอาพาธ ๑ พระมหากัจจานะ ๑ พระโสณะ สวดสูตร อันมีอยู่ในอัฏฐกวรรค  
			<remark  id="s1b5c29l23" />โดยสรภัญญะและพระพุทธเจ้าผู้เป็นนายกได้ทรงประทานพร ๕ อย่างนี้ แก่พระโสณะเถระ คือ  
			<remark  id="s1b5c29l24" />อนุญาตสงฆ์ปัญจวรรคทำการอุปสมบทได้ ๑ สวมรองเท้าหลายชั้นได้ ๑. อาบน้ำได้เป็นนิตย์ ๑  
			<remark  id="s1b5c29l25" />ใช้หนังเครื่องลาดได้ ๑ ทายกถวายจีวร เมื่อยังไม่ถึงมือภิกษุ ยังไม่ต้องนับราตรี ๑  
			<remark  id="s1b5c29l26" />				หัวข้อประจำขันธกะ จบ.  
			<remark  id="s1b5c29l27" />				_______________________  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b5c30" >
		<para id="s1b5c30p">
			<remark  id="s1b5c30l1" />				เภสัชชขันธกะ  
			<remark  id="s1b5c30l2" />				ภิกษุอาพาธในฤดูสารท  
			<remark  id="s1b5c30l3" />	[๒๕] โดยสมัยนั้นแล พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวันอารามของ  
			<remark  id="s1b5c30l4" />อนาถบิณฑิกคหบดี เขตพระนครสาวัตถี ครั้งนั้น ภิกษุทั้งหลายอันอาพาธซึ่งเกิดชุมในฤดูสารท  
			<remark  id="s1b5c30l5" />ถูกต้องแล้ว ยาคูที่ดื่มเข้าไปก็พุ่งออก แม้ข้าวสวยที่ฉันแล้วก็พุ่งออก เพราะอาพาธนั้น พวกเธอ  
			<remark  id="s1b5c30l6" />จึงซูบผอม เศร้าหมอง มีผิวพรรณไม่ดี มีผิวเหลืองขึ้นๆ มีเนื้อตัวสะพรั่งด้วยเอ็น พระผู้มีพระภาค  
			<remark  id="s1b5c30l7" />ได้ทอดพระเนตรเห็นภิกษุเหล่านั้นซูบผอม เศร้าหมอง มีผิวพรรณไม่ดี มีผิวเหลืองขึ้นๆ  
			<remark  id="s1b5c30l8" />มีเนื้อตัวสะพรั่งด้วยเอ็น ครั้นแล้วจึงตรัสเรียกท่านพระอานนท์มารับสั่งถามว่า ดูกรอานนท์  
			<remark  id="s1b5c30l9" />ทำไมหนอ เดี๋ยวนี้ภิกษุทั้งหลายจึงซูบผอม เศร้าหมอง มีผิวพรรณไม่ดี มีผิวเหลืองขึ้นๆ  
			<remark  id="s1b5c30l10" />มีเนื้อตัวสะพรั่งด้วยเอ็น  
			<remark  id="s1b5c30l11" />	ท่านพระอานนท์กราบทูลว่า พระพุทธเจ้าข้า เดี๋ยวนี้ภิกษุทั้งหลาย อันอาพาธซึ่งเกิดชุม  
			<remark  id="s1b5c30l12" />ในฤดูสารทถูกต้องแล้ว ยาคูที่ดื่มเข้าไปก็พุ่งออก แม้ข้าวสวยที่ฉันแล้วก็พุ่งออก เพราะอาพาธนั้น  
			<remark  id="s1b5c30l13" />พวกเธอจึงซูบผอม เศร้าหมองมีผิวพรรณไม่ดี มีผิวเหลืองขึ้นๆ มีเนื้อตัวสะพรั่งด้วยเอ็น.  
			<remark  id="s1b5c30l14" />			พระพุทธานุญาตเภสัช ๕ ในกาล  
			<remark  id="s1b5c30l15" />	ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคประทับในที่สงัดทรงหลีกเร้นอยู่ ได้มีพระปริวิตกแห่งพระทัย  
			<remark  id="s1b5c30l16" />เกิดขึ้นอย่างนี้ว่า เดี๋ยวนี้ภิกษุทั้งหลายอันอาพาธซึ่งเกิดชุมในฤดูสารท ถูกต้องแล้ว ยาคูที่ดื่มเข้าไป  
			<remark  id="s1b5c30l17" />ก็พุ่งออก แม้ข้าวสวยที่ฉันแล้วก็พุ่งออก เพราะอาพาธนั้น พวกเธอจึงซูบผอม เศร้าหมอง  
			<remark  id="s1b5c30l18" />มีผิวพรรณไม่ดี มีผิวพรรณเหลืองขึ้นๆ มีเนื้อตัวสะพรั่งด้วยเอ็น เราจะพึงอนุญาตอะไรหนอ  
			<remark  id="s1b5c30l19" />เป็นเภสัชแก่ภิกษุทั้งหลาย ซึ่งเป็นเภสัชอยู่ในตัว และเขาสมมติว่าเป็นเภสัช ทั้งจะพึงสำเร็จ  
			<remark  id="s1b5c30l20" />ประโยชน์ในอาหารกิจแก่สัตวโลก และจะไม่พึงปรากฏเป็นอาหารหยาบ ทีนั้นพระองค์ได้มี  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b5c31" >
		<para id="s1b5c31p">
			<remark  id="s1b5c31l1" />พระปริวิตกสืบต่อไปว่า เภสัช ๕ นี้แล คือ เนยใส เนยข้น น้ำมัน น้ำผึ้ง น้ำอ้อย เป็นเภสัช  
			<remark  id="s1b5c31l2" />อยู่ในตัว และเขาสมมติว่าเป็นเภสัช ทั้งสำเร็จประโยชน์ในอาหารกิจแก่สัตวโลก และไม่  
			<remark  id="s1b5c31l3" />ปรากฏเป็นอาหารหยาบ ผิฉะนั้น เราพึงอนุญาตเภสัช ๕ นี้แก่ภิกษุทั้งหลาย ให้รับประเคน  
			<remark  id="s1b5c31l4" />ในกาลแล้วบริโภคในกาล ครั้นเวลาสายัณห์พระองค์เสด็จออกจากที่หลีกเร้น ทรงทำธรรมีกถา  
			<remark  id="s1b5c31l5" />ในเพราะเหตุเป็นเค้ามูลนั้น ในเพราะเหตุแรกเกิดนั้น แล้วรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุ  
			<remark  id="s1b5c31l6" />ทั้งหลาย เราไปในที่สงัดหลีกเร้นอยู่ ณ ตำบลนี้ ได้มีความปริวิตกแห่งจิตเกิดขึ้นอย่างนี้ว่า เดี๋ยวนี้  
			<remark  id="s1b5c31l7" />ภิกษุทั้งหลายอันอาพาธซึ่งเกิดชุมในฤดูสารท ถูกต้องแล้ว ยาคูที่ดื่มเข้าไปก็พุ่งออก แม้ข้าวสวย  
			<remark  id="s1b5c31l8" />ที่ฉันแล้วก็พุ่งออก เพราะอาพาธนั้น พวกเธอจึงซูบผอม เศร้าหมอง มีผิวพรรณไม่ดี มีผิวเหลือง  
			<remark  id="s1b5c31l9" />ขึ้นๆ มีเนื้อตัวสะพรั่งด้วยเอ็น เราจะพึงอนุญาตอะไรหนอเป็นเภสัชแก่ภิกษุทั้งหลาย ซึ่งเป็น  
			<remark  id="s1b5c31l10" />เภสัชอยู่ในตัวและเขาสมมติว่าเป็นเภสัช ทั้งจะพึงสำเร็จประโยชน์ในอาหารกิจแก่สัตวโลก  
			<remark  id="s1b5c31l11" />และไม่ปรากฏเป็นอาหารหยาบ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรานั้นได้มีความปริวิตกสืบต่อไปว่า เภสัช ๕  
			<remark  id="s1b5c31l12" />นี้แล คือ เนยใส เนยข้น น้ำมัน น้ำผึ้ง น้ำอ้อย เป็นเภสัชอยู่ในตัว และเขาสมมติว่าเป็นเภสัช  
			<remark  id="s1b5c31l13" />ทั้งสำเร็จประโยชน์ในอาหารกิจแก่สัตวโลก และไม่ปรากฏเป็นอาหารหยาบ ผิฉะนั้น เราพึง  
			<remark  id="s1b5c31l14" />อนุญาตเภสัช ๕ นี้แก่ภิกษุทั้งหลาย ให้รับประเคนในกาลแล้วบริโภคในกาล ดูกรภิกษุทั้งหลาย  
			<remark  id="s1b5c31l15" />เราอนุญาตให้รับประเคนเภสัช ๕ นั้นในกาล แล้วบริโภคในกาล.  
			<remark  id="s1b5c31l16" />			พระพุทธานุญาตเภสัช ๕ นอกกาล  
			<remark  id="s1b5c31l17" />	[๒๖] ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุทั้งหลายรับประเคนเภสัช ๕ นั้นในกาล แล้วบริโภค  
			<remark  id="s1b5c31l18" />ในกาล โภชนาหารของพวกเธอชนิดธรรมดา ชนิดเลว ไม่ย่อย ไม่จำต้องกล่าวถึงโภชนาหาร  
			<remark  id="s1b5c31l19" />ที่ดี พวกเธออันอาพาธซึ่งเกิดชุมในฤดูสารทนั้น และอันความเบื่อภัตตาหารนี้ถูกต้องแล้ว  
			<remark  id="s1b5c31l20" />เพราะเหตุ ๒ ประการนั้น ยิ่งเป็นผู้ซูบผอม เศร้าหมอง มีผิวพรรณไม่ดี มีผิวเหลืองขึ้นๆ  
			<remark  id="s1b5c31l21" />มีเนื้อตัวสะพรั่งด้วยเอ็นมากขึ้น พระผู้มีพระภาคได้ทอดพระเนตรเห็นภิกษุเหล่านั้นซึ่งซูบผอม  
			<remark  id="s1b5c31l22" />เศร้าหมอง มีผิวพรรณไม่ดี มีผิวเหลืองขึ้นๆ มีเนื้อตัวสะพรั่งด้วยเอ็นมากขึ้น ครั้นแล้วจึง  
			<remark  id="s1b5c31l23" />ตรัสเรียกท่านพระอานนท์ มารับสั่งถามว่า ดูกรอานนท์ ทำไมหนอ เดี๋ยวนี้ภิกษุทั้งหลายยิ่ง  
			<remark  id="s1b5c31l24" />ซูบผอม เศร้าหมอง มีผิวพรรณไม่ดี มีผิวเหลืองขึ้นๆ มีเนื้อตัวสะพรั่งด้วยเอ็นมากขึ้น?  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b5c32" >
		<para id="s1b5c32p">
			<remark  id="s1b5c32l1" />	ท่านพระอานนท์กราบทูลว่า พระพุทธเจ้าข้า เดี๋ยวนี้ภิกษุทั้งหลายรับประเคนเภสัช ๕ นั้น  
			<remark  id="s1b5c32l2" />ในกาลแล้วบริโภคในกาล โภชนาหารของพวกเธอชนิดธรรมดา ชนิดเลว ไม่ย่อย ไม่จำต้อง  
			<remark  id="s1b5c32l3" />กล่าวถึงโภชนาหารที่ดี พวกเธออันอาพาธ ซึ่งเกิดชุมในฤดูสารทนั้น และอันความเบื่อภัตตาหาร  
			<remark  id="s1b5c32l4" />นี้ถูกต้องแล้ว เพราะเหตุ ๒ ประการนั้น ยิ่งเป็นผู้ซูบผอม เศร้าหมอง มีผิวพรรณไม่ดี  
			<remark  id="s1b5c32l5" />มีผิวเหลืองขึ้นๆ มีเนื้อตัวสะพรั่งด้วยเอ็นมากขึ้น.  
			<remark  id="s1b5c32l6" />	ลำดับนั้นพระผู้มีพระภาคทรงทำธรรมีกถา ในเพราะเหตุเป็นเค้ามูลนั้น ในเพราะเหตุ  
			<remark  id="s1b5c32l7" />แรกเกิดนั้น แล้วตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายมารับสั่งว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้รับประเคน  
			<remark  id="s1b5c32l8" />เภสัช ๕ นั้น แล้วบริโภคได้ทั้งในกาลทั้งนอกกาล.  
			<remark  id="s1b5c32l9" />			พระพุทธานุญาตน้ำมันเปลว  
			<remark  id="s1b5c32l10" />	[๒๗] ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุทั้งหลายที่อาพาธมีความต้องการด้วยน้ำมันเปลว  
			<remark  id="s1b5c32l11" />เป็นเภสัช จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค. พระผู้มีพระภาคตรัสอนุญาตแก่ภิกษุทั้งหลาย  
			<remark  id="s1b5c32l12" />ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตน้ำมันเปลวเป็นเภสัช คือ น้ำมันเปลวหมี น้ำมันเปลวปลา  
			<remark  id="s1b5c32l13" />น้ำมันเปลวปลาฉลาม น้ำมันเปลวหมู น้ำมันเปลวลา ที่รับประเคนในกาล เจียวในกาล  
			<remark  id="s1b5c32l14" />กรองในกาล บริโภคอย่างน้ำมัน  
			<remark  id="s1b5c32l15" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าภิกษุรับประเคนในวิกาล เจียวในวิกาล กรองในวิกาล หากจะ  
			<remark  id="s1b5c32l16" />พึงบริโภคน้ำมันเปลวนั้น ต้องอาบัติทุกกฏ ๓ ตัว  
			<remark  id="s1b5c32l17" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าภิกษุรับประเคนในกาล เจียวในวิกาล กรองในวิกาล หากจะ  
			<remark  id="s1b5c32l18" />พึงบริโภคน้ำมันเปลวนั้น ต้องอาบัติทุกกฏ ๒ ตัว  
			<remark  id="s1b5c32l19" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าภิกษุรับประเคนในกาล เจียวในกาล กรองในวิกาล หากจะ  
			<remark  id="s1b5c32l20" />พึงบริโภคน้ำมันเปลวนั้น ต้องอาบัติทุกกฏ ๑ ตัว  
			<remark  id="s1b5c32l21" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าภิกษุรับประเคนในกาล เจียวในกาล กรองในกาล หากจะ  
			<remark  id="s1b5c32l22" />พึงบริโภคน้ำมันเปลวนั้น ไม่ต้องอาบัติ.  
			<remark  id="s1b5c32l23" />				พระพุทธานุญาตมูลเภสัช  
			<remark  id="s1b5c32l24" />	[๒๘] ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุทั้งหลายที่อาพาธมีความต้องการด้วยรากไม้เป็นเภสัช  
			<remark  id="s1b5c32l25" />จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค. พระผู้มีพระภาค ตรัสอนุญาตแก่ภิกษุทั้งหลายว่า 
		</para>
	</section>
	<section id="s1b5c33" >
		<para id="s1b5c33p">
			<remark  id="s1b5c33l1" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตรากไม้ที่เป็นเภสัช คือ ขมิ้น ขิง ว่านน้ำ ว่านเปราะ อุตพิด  
			<remark  id="s1b5c33l2" />ข่า แฝก แห้วหมู ก็หรือมูลเภสัช แม้ชนิดอื่นใดบรรดามี ที่ไม่สำเร็จประโยชน์แก่ของควรเคี้ยว  
			<remark  id="s1b5c33l3" />ที่ไม่สำเร็จประโยชน์แก่ของควรบริโภคในของควรบริโภค รับประเคนมูลเภสัชเหล่านั้นแล้วเก็บ  
			<remark  id="s1b5c33l4" />ไว้ได้จนตลอดชีพ ต่อมีเหตุ จึงให้บริโภคได้ เมื่อเหตุไม่มี ภิกษุบริโภค ต้องอาบัติทุกกฏ.  
			<remark  id="s1b5c33l5" />			พระพุทธานุญาตเครื่องบดยา  
			<remark  id="s1b5c33l6" />	สมัยต่อมา ภิกษุทั้งหลายที่อาพาธมีความต้องการด้วยรากไม้ที่เป็นเภสัชชนิดละเอียด  
			<remark  id="s1b5c33l7" />จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค. พระผู้มีพระภาคตรัสอนุญาตแก่ภิกษุทั้งหลายว่า ดูกร  
			<remark  id="s1b5c33l8" />ภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตตัวหินบด ลูกหินบด.  
			<remark  id="s1b5c33l9" />			พระพุทธานุญาตกสาวเภสัช  
			<remark  id="s1b5c33l10" />	[๒๙] ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุทั้งหลายที่อาพาธมีความต้องการด้วยน้ำฝาดเป็นเภสัช  
			<remark  id="s1b5c33l11" />จึงกราบทูลเรื่องแด่พระผู้มีพระภาค. พระผู้มีพระภาคตรัสอนุญาตแก่ภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุ  
			<remark  id="s1b5c33l12" />ทั้งหลาย เราอนุญาตน้ำฝาดที่เป็นเภสัช คือ น้ำฝาดสะเดาะ น้ำฝาดมูกมัน น้ำฝาดกระดอม  
			<remark  id="s1b5c33l13" />หรือขี้กา น้ำฝาดบรเพ็ด หรือพญามือเหล็ก น้ำฝาดกถินพิมาน ก็หรือกสาวเภสัช แม้ชนิดอื่นใด  
			<remark  id="s1b5c33l14" />บรรดามี ที่ไม่สำเร็จประโยชน์แก่ของควรเคี้ยว ในของควรเคี้ยว ที่ไม่สำเร็จประโยชน์แก่ของ  
			<remark  id="s1b5c33l15" />ควรบริโภคในของควรบริโภค รับประเคนกสาวเภสัชเหล่านั้น แล้วเก็บไว้ได้จนตลอดชีพ  
			<remark  id="s1b5c33l16" />ต่อมีเหตุ จึงให้บริโภคได้ เมื่อเหตุไม่มี ภิกษุบริโภค ต้องอาบัติทุกกฏ.  
			<remark  id="s1b5c33l17" />				พระพุทธานุญาตปัณณเภสัช  
			<remark  id="s1b5c33l18" />	[๓๐] ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุทั้งหลายที่อาพาธมีความต้องการด้วยใบไม้เภสัช จึง  
			<remark  id="s1b5c33l19" />กราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค. พระผู้มีพระภาคตรัสอนุญาตแก่ภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุ  
			<remark  id="s1b5c33l20" />ทั้งหลาย เราอนุญาตใบไม้ที่เป็นเภสัช คือ ใบสะเดา ใบมูกมัน ใบกระดอม หรือขี้กา  
			<remark  id="s1b5c33l21" />ใบกะเพรา หรือแมงลัก ใบฝ้าย ก็หรือปัณณเภสัช แม้ชนิดอื่นใดบรรดามี ที่ไม่สำเร็จประโยชน์  
			<remark  id="s1b5c33l22" />แก่ของควรเคี้ยว ในของควรเคี้ยว ที่ไม่สำเร็จประโยชน์แก่ของควรบริโภคในของควรบริโภค  
			<remark  id="s1b5c33l23" />รับประเคนปัณณเภสัชเหล่านั้น แล้วเก็บไว้ได้จนตลอดชีพ ต่อมีเหตุ จึงให้บริโภคได้ เมื่อเหตุ  
			<remark  id="s1b5c33l24" />ไม่มีภิกษุบริโภค ต้องอาบัติทุกกฏ.  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b5c34" >
		<para id="s1b5c34p">
			<remark  id="s1b5c34l1" />				พระพุทธานุญาตผลเภสัช  
			<remark  id="s1b5c34l2" />	[๓๑] ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุทั้งหลายที่อาพาธมีความต้องการด้วยผลไม้เป็นเภสัช  
			<remark  id="s1b5c34l3" />จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค. พระผู้มีพระภาคตรัสอนุญาตแก่ภิกษุทั้งหลายว่า ดูกร  
			<remark  id="s1b5c34l4" />ภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตผลไม้ที่เป็นเภสัช คือ ลูกพิลังกาสา ดีปลี พริก สมอไทย สมอพิเภก  
			<remark  id="s1b5c34l5" />มะขามป้อม ผลแห่งโกฐ ก็หรือผลเภสัช แม้ชนิดอื่นใดบรรดามี ที่ไม่สำเร็จประโยชน์แก่ของ  
			<remark  id="s1b5c34l6" />ควรเคี้ยวในของควรเคี้ยว ที่ไม่สำเร็จประโยชน์แก่ของควรบริโภคในของควรบริโภค รับประเคน  
			<remark  id="s1b5c34l7" />ผลเภสัชเหล่านั้นแล้วเก็บไว้ได้จนตลอดชีพ ต่อมีเหตุ จึงให้บริโภคได้ เมื่อเหตุไม่มี ภิกษุ  
			<remark  id="s1b5c34l8" />บริโภค ต้องอาบัติทุกกฏ.  
			<remark  id="s1b5c34l9" />				พระพุทธานุญาตชตุเภสัช  
			<remark  id="s1b5c34l10" />	[๓๒] ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุทั้งหลายที่อาพาธมีความต้องการด้วยยางไม้เป็นเภสัช  
			<remark  id="s1b5c34l11" />จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค. พระผู้มีพระภาคตรัสอนุญาตแก่ภิกษุทั้งหลายว่า ดูกร  
			<remark  id="s1b5c34l12" />ภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตยางไม้ที่เป็นเภสัช คือ ยางอันไหลออกจากต้นหิงคุ ยางอันเขาเคี่ยว  
			<remark  id="s1b5c34l13" />จากก้านและใบแห่งต้นหิงคุ ยางอันเขาเคี่ยวจากใบแห่งต้นหิงคุ หรือเจือของอื่นด้วย ยางอันไหล  
			<remark  id="s1b5c34l14" />ออกจากยอดไม้ตกะ ยางอันไหลออกจากใบแห่งต้นตกะ ยางอันเขาเคี่ยวจากใบหรือไหลออกจาก  
			<remark  id="s1b5c34l15" />ก้านแห่งต้นตกะ กำยานก็หรือชตุเภสัชชนิดอื่นใดบรรดามีที่ไม่สำเร็จประโยชน์แก่ของควรเคี้ยว  
			<remark  id="s1b5c34l16" />ในของควรเคี้ยว ที่ไม่สำเร็จประโยชน์แก่ของควรบริโภคในของควรบริโภค รับประเคนชตุเภสัช  
			<remark  id="s1b5c34l17" />เหล่านั้น แล้วเก็บไว้ได้จนตลอดชีพ ต่อมีเหตุ จึงให้บริโภคได้ เมื่อเหตุไม่มี ภิกษุบริโภค  
			<remark  id="s1b5c34l18" />ต้องอาบัติทุกกฏ.  
			<remark  id="s1b5c34l19" />				พระพุทธานุญาตโลณเภสัช  
			<remark  id="s1b5c34l20" />	[๓๓] ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุทั้งหลายที่อาพาธมีความต้องการด้วยเกลือเป็นเภสัช  
			<remark  id="s1b5c34l21" />จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค พระผู้มีพระภาคตรัสอนุญาตแก่ภิกษุทั้งหลายว่า ดูกร  
			<remark  id="s1b5c34l22" />ภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตเกลือที่เป็นเภสัช คือ เกลือสมุทร เกลือดำ เกลือสินเธาว์ เกลือดินโป่ง  
			<remark  id="s1b5c34l23" />เกลือหุง ก็หรือโลณเภสัชชนิดอื่นใดบรรดามี ที่ไม่สำเร็จประโยชน์แก่ของควรเคี้ยวในของ  
			<remark  id="s1b5c34l24" />ควรเคี้ยว ที่ไม่สำเร็จประโยชน์แก่ของควรบริโภคในของควรบริโภค รับประเคนโลณเภสัช  
			<remark  id="s1b5c34l25" />เหล่านั้น แล้วเก็บไว้ได้จนตลอดชีพ ต่อมีเหตุ จึงให้บริโภคได้ เมื่อเหตุไม่มี ภิกษุบริโภค  
			<remark  id="s1b5c34l26" />ต้องอาบัติทุกกฏ.  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b5c35" >
		<para id="s1b5c35p">
			<remark  id="s1b5c35l1" />			พระพุทธานุญาตจุณเภสัชเป็นต้น  
			<remark  id="s1b5c35l2" />	[๓๔] โดยสมัยนั้นแล ท่านพระเวลัฏฐสีสะ อุปัชฌาย์ของท่านพระอานนท์ อาพาธ  
			<remark  id="s1b5c35l3" />เป็นโรคฝีดาษ หรืออีสุกอีใส ผ้านุ่งผ้าห่มกรังอยู่ที่ตัว เพราะน้ำเหลืองของโรคนั้น ภิกษุทั้งหลาย  
			<remark  id="s1b5c35l4" />เอาน้ำชุบๆ ผ้าเหล่านั้นแล้วค่อยๆ ดึงออกมา พระผู้มีพระภาคเสด็จพระพุทธดำเนินตามเสนาสนะ  
			<remark  id="s1b5c35l5" />ได้ทอดพระเนตรเห็นภิกษุพวกนั้นกำลังเอาน้ำชุบๆ ผ้านั้นแล้วค่อยๆ ดึงออกมา ครั้นแล้วเสด็จ  
			<remark  id="s1b5c35l6" />พระพุทธดำเนินเข้าไปทางภิกษุเหล่านั้น ได้ตรัสถามว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุรูปนี้อาพาธ  
			<remark  id="s1b5c35l7" />โรคอะไร?  ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า พระพุทธเจ้าข้า ท่านรูปนี้อาพาธโรคฝีดาษ หรืออีสุกอีใส  
			<remark  id="s1b5c35l8" />ผ้ากรังอยู่ที่ตัว เพราะน้ำเหลือง พวกข้าพระพุทธเจ้าเอาน้ำชุบๆ ผ้าเหล่านั้น แล้วค่อยๆ ดึง  
			<remark  id="s1b5c35l9" />ออกมา.  
			<remark  id="s1b5c35l10" />	ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคทรงทำธรรมีกถา ในเพราะเหตุเป็นเค้ามูลนั้น ในเพราะเหตุ  
			<remark  id="s1b5c35l11" />แรกเกิดนั้น แล้วรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตเภสัชชนิดผง สำหรับ  
			<remark  id="s1b5c35l12" />ภิกษุผู้เป็นฝีก็ดี พุพองก็ดี สิวก็ดี โรคฝีดาษ หรืออีสุกอีใสก็ดี มีกลิ่นตัวแรงก็ดี  
			<remark  id="s1b5c35l13" />	เราอนุญาตโคมัย ดินเหนียว กากน้ำย้อม สำหรับภิกษุไม่อาพาธ  
			<remark  id="s1b5c35l14" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตครก สาก.  
			<remark  id="s1b5c35l15" />			พระพุทธานุญาตเครื่องกรอง  
			<remark  id="s1b5c35l16" />	[๓๕] ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุทั้งหลายที่อาพาธมีความต้องการด้วยยาผงที่กรองแล้ว  
			<remark  id="s1b5c35l17" />จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค. พระผู้มีพระภาคตรัสอนุญาตแก่ภิกษุทั้งหลายว่า ดูกร  
			<remark  id="s1b5c35l18" />ภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตวัตถุเครื่องกรองยาผง  
			<remark  id="s1b5c35l19" />	ภิกษุอาพาธมีความต้องการด้วยยาผงที่ละเอียด พระผู้มีพระภาคตรัสอนุญาตแก่ภิกษุ  
			<remark  id="s1b5c35l20" />ทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตผ้ากรองยา.  
			<remark  id="s1b5c35l21" />			พระพุทธานุญาตเนื้อดิบและเลือดสด  
			<remark  id="s1b5c35l22" />	[๓๖] ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งอาพาธเพราะผีเข้า พระอาจารย์ พระอุปัชฌายะ  
			<remark  id="s1b5c35l23" />ช่วยกันรักษาเธอ ก็ไม่สามารถแก้ไขให้หายโรคได้ เธอเดินไปที่เขียงแล่หมู แล้วเคี้ยวกินเนื้อดิบ  
			<remark  id="s1b5c35l24" />ดื่มกินเลือดสด อาพาธเพราะผีเข้าของเธอนั้น หายดังปลิดทิ้ง ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้น  
			<remark  id="s1b5c35l25" />แด่พระผู้มีพระภาค. พระผู้มีพระภาคตรัสอนุญาตแก่ภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรา  
			<remark  id="s1b5c35l26" />อนุญาตเนื้อดิบ เลือดสด ในเพราะอาพาธเกิดแต่ผีเข้า.  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b5c36" >
		<para id="s1b5c36p">
			<remark  id="s1b5c36l1" />			พระพุทธานุญาตยาตาเป็นต้น  
			<remark  id="s1b5c36l2" />	[๓๗] ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งอาพาธเป็นโรคนัยน์ตา ภิกษุทั้งหลายจูงเธอไป  
			<remark  id="s1b5c36l3" />ให้ถ่ายอุจจาระบ้าง ปัสสาวะบ้าง พระผู้มีพระภาคเสด็จพระพุทธดำเนินตามเสนาสนะ ได้ทอด  
			<remark  id="s1b5c36l4" />พระเนตรเห็นพวกภิกษุนั้นกำลังจูงภิกษุรูปนั้นไปให้ถ่ายอุจจาระบ้าง ปัสสาวะบ้าง จึงเสด็จ  
			<remark  id="s1b5c36l5" />พระพุทธดำเนินเข้าไปทางภิกษุพวกนั้นแล้วได้ตรัสถามว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุรูปนี้อาพาธเป็น  
			<remark  id="s1b5c36l6" />อะไร?  ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า ท่านรูปนี้อาพาธเป็นโรคนัยน์ตา พวกข้าพระพุทธเจ้าคอยจูงท่าน  
			<remark  id="s1b5c36l7" />รูปนี้ไปให้ถ่ายอุจจาระบ้าง ปัสสาวะบ้าง พระพุทธเจ้าข้า.  
			<remark  id="s1b5c36l8" />	ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงทำธรรมีกถา ในเพราะเหตุเป็นเค้ามูลนั้น ในเพราะเหตุ  
			<remark  id="s1b5c36l9" />แรกเกิดนั้น แล้วรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตยาตา คือ ยาตาที่  
			<remark  id="s1b5c36l10" />ปรุงด้วยเครื่องปรุงหลายอย่าง ยาตาที่ทำด้วยเครื่องปรุงต่างๆ ยาตาที่เกิดในกระแสน้ำเป็นต้น  
			<remark  id="s1b5c36l11" />หรดาลกลีบทอง เขม่าไฟ  
			<remark  id="s1b5c36l12" />	พวกภิกษุอาพาธมีความต้องการด้วยเครื่องยาที่จะบดผสมกับยาตา จึงกราบทูลเรื่องนั้น  
			<remark  id="s1b5c36l13" />แด่พระผู้มีพระภาค. พระผู้มีพระภาคตรัสอนุญาตแก่ภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาต  
			<remark  id="s1b5c36l14" />ไม้จันทร์ กฤษณา กะลัมพัก ใบเฉียง แห้วหมู  
			<remark  id="s1b5c36l15" />	สมัยต่อมา ภิกษุทั้งหลายเก็บยาตาชนิดผงไว้ในโอบ้าง ในขันบ้าง ผงหญ้าบ้าง ฝุ่นบ้าง  
			<remark  id="s1b5c36l16" />ปลิวลง จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค. พระผู้มีพระภาคตรัสอนุญาตแก่ภิกษุทั้งหลายว่า  
			<remark  id="s1b5c36l17" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตกลักยาตา  
			<remark  id="s1b5c36l18" />	สมัยต่อมา พระฉัพพัคคีย์ใช้กลักยาตาชนิดต่างๆ คือ ชนิดที่ทำด้วยทองคำบ้าง ชนิด  
			<remark  id="s1b5c36l19" />ที่ทำด้วยเงินบ้าง คนทั้งหลายจึงเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า เหมือนเหล่าคฤหัสถ์ผู้บริโภคกาม.  
			<remark  id="s1b5c36l20" />ภิกษุทั้งหลายจึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค. พระผู้มีพระภาคตรัสห้ามแก่ภิกษุทั้งหลายว่า  
			<remark  id="s1b5c36l21" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงใช้กลักยาตาชนิดต่างๆ รูปใดใช้ ต้องอาบัติทุกกฏ.  
			<remark  id="s1b5c36l22" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตกลักยาตาที่ทำด้วยกระดูก ทำด้วยงา ทำด้วยเขา ทำด้วย  
			<remark  id="s1b5c36l23" />ไม้อ้อ ทำด้วยไม้ไผ่ ทำด้วยยาง ทำด้วยผลไม้ ทำด้วยโลหะ ทำด้วยเปลือกสังข์  
			<remark  id="s1b5c36l24" />	สมัยต่อมา กลักยาตาไม่มีฝาปิด ผงหญ้าบ้าง ฝุ่นบ้าง ปลิวตกลง ภิกษุทั้งหลาย  
			<remark  id="s1b5c36l25" />กราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค. พระผู้มีพระภาคตรัสอนุญาตแก่ภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุ  
			<remark  id="s1b5c36l26" />ทั้งหลาย เราอนุญาตฝาปิด. 
		</para>
	</section>
	<section id="s1b5c37" >
		<para id="s1b5c37p">
			<remark  id="s1b5c37l1" />	ฝาปิดยังตกได้ พระผู้มีพระภาคตรัสอนุญาตแก่ภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย  
			<remark  id="s1b5c37l2" />เราอนุญาตให้ผูกด้าย แล้วพันกับกลักยาตา.  
			<remark  id="s1b5c37l3" />	กลักยาตาแตก พระผู้มีพระภาคตรัสอนุญาตแก่ภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย  
			<remark  id="s1b5c37l4" />เราอนุญาตให้ถักด้วยด้าย.  
			<remark  id="s1b5c37l5" />	สมัยต่อมา ภิกษุทั้งหลาย ป้ายยาตาด้วยนิ้วมือ นัยน์ตาช้ำ จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่  
			<remark  id="s1b5c37l6" />พระผู้มีพระภาค. พระผู้มีพระภาค ตรัสอนุญาตแก่ภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาต  
			<remark  id="s1b5c37l7" />ไม้ป้ายยาตา.  
			<remark  id="s1b5c37l8" />	สมัยต่อมา พระฉัพพัคคีย์ใช้ไม้ป้ายตาชนิดต่างๆ คือ ที่ทำด้วยทองคำบ้าง ที่ทำด้วย  
			<remark  id="s1b5c37l9" />เงินบ้าง คนทั้งหลายจึงเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า เหมือนเหล่าคฤหัสถ์ผู้บริโภคกาม.  
			<remark  id="s1b5c37l10" />ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค. พระผู้มีพระภาคตรัสห้ามภิกษุทั้งหลายว่า  
			<remark  id="s1b5c37l11" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงใช้ไม้ป้ายยาตาชนิดต่างๆ รูปใดใช้ ต้องอาบัติทุกกฏ.  
			<remark  id="s1b5c37l12" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตไม้ป้ายยาตาที่ทำด้วยกระดูก ทำด้วยงา ทำด้วยเขา  
			<remark  id="s1b5c37l13" />ทำด้วยเปลือกสังข์  
			<remark  id="s1b5c37l14" />	สมัยต่อมา ไม้ป้ายยาตาตกลงที่พื้นเปื้อน ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มี  
			<remark  id="s1b5c37l15" />พระภาค. พระผู้มีพระภาคตรัสอนุญาตแก่ภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตภาชนะสำหรับเก็บไม้ป้าย  
			<remark  id="s1b5c37l16" />ยาตา.  
			<remark  id="s1b5c37l17" />	สมัยต่อมา ภิกษุทั้งหลายบริหารกลักยาตาบ้าง ไม้ป้ายยาตาบ้าง ด้วยมือ จึงกราบทูล  
			<remark  id="s1b5c37l18" />เรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค. พระผู้มีพระภาคตรัสอนุญาตแก่ภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย  
			<remark  id="s1b5c37l19" />เราอนุญาตถุงกลักยาตา.  
			<remark  id="s1b5c37l20" />	หูถุงสำหรับสะพายไม่มี ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค. พระผู้มี  
			<remark  id="s1b5c37l21" />พระภาคตรัสอนุญาตแก่ภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตเชือกผูกเป็นสายสะพาย.  
			<remark  id="s1b5c37l22" />			พระพุทธานุญาตน้ำมันเป็นต้น  
			<remark  id="s1b5c37l23" />	[๓๘] ก็โดยสมัยนั้นแล ท่านพระปิลินทวัจฉะปวดศีรษะ ภิกษุทั้งหลายจึงกราบทูล  
			<remark  id="s1b5c37l24" />เรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค. พระผู้มีพระภาคตรัสอนุญาตแก่ภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย  
			<remark  id="s1b5c37l25" />เราอนุญาตน้ำมันทาศีรษะ โรคปวดศีรษะยังไม่หาย ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มี  
			<remark  id="s1b5c37l26" />พระภาค. พระผู้มีพระภาคตรัสอนุญาตแก่ภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตการนัตถุ์  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b5c38" >
		<para id="s1b5c38p">
			<remark  id="s1b5c38l1" />น้ำมันที่นัตถุ์ไหลออก ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค. พระผู้มีพระภาคตรัส  
			<remark  id="s1b5c38l2" />อนุญาตแก่ภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตกล้องสำหรับนัตถุ์.  
			<remark  id="s1b5c38l3" />	สมัยต่อมา พระฉัพพัคคีย์ใช้กล้องสำหรับนัตถุ์ชนิดต่างๆ คือ ทำด้วยทองคำบ้าง ชนิดที่  
			<remark  id="s1b5c38l4" />ทำด้วยเงินบ้าง คนทั้งหลายจึงเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า เหมือนเหล่าคฤหัสถ์ผู้บริโภคกาม.  
			<remark  id="s1b5c38l5" />ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค. พระผู้มีพระภาคตรัสห้ามภิกษุทั้งหลายว่า  
			<remark  id="s1b5c38l6" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงใช้กล้องสำหรับนัตถุ์ชนิดต่างๆ รูปใดใช้ ต้องอาบัติทุกกฏ.  
			<remark  id="s1b5c38l7" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตกล้องสำหรับนัตถุ์ที่ทำด้วยกระดูก .... ทำด้วยเปลือกสังข์  
			<remark  id="s1b5c38l8" />ท่านพระปิลินทวัจฉะนัตถุ์ไม่เท่ากัน ภิกษุทั้งหลายจึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค.  
			<remark  id="s1b5c38l9" />พระผู้มีพระภาคตรัสอนุญาตแก่ภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตกล้องสำหรับนัตถุ์  
			<remark  id="s1b5c38l10" />ประกอบด้วยหลอดคู่ โรคปวดศีรษะยังไม่หาย ภิกษุทั้งหลายจึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มี  
			<remark  id="s1b5c38l11" />พระภาค. พระผู้มีพระภาค ตรัสอนุญาตแก่ภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้สูดควัน  
			<remark  id="s1b5c38l12" />ภิกษุทั้งหลายจุดเกลียวผ้าแล้วสูดควันนั้นนั่นแหละ คอแสบร้อน จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มี  
			<remark  id="s1b5c38l13" />พระภาค. พระผู้มีพระภาคตรัสอนุญาตแก่ภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตกล้อง  
			<remark  id="s1b5c38l14" />สูดควัน  
			<remark  id="s1b5c38l15" />	สมัยต่อมา ฉัพพัคคีย์ใช้กล้องสูดควันชนิดต่างๆ คือ ชนิดที่ทำด้วยทองคำบ้าง ชนิดที่  
			<remark  id="s1b5c38l16" />ทำด้วยเงินบ้าง คนทั้งหลายจึงเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า เหมือนเหล่าคฤหัสถ์ผู้บริโภคกาม.  
			<remark  id="s1b5c38l17" />ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค. พระผู้มีพระภาคตรัสห้ามภิกษุทั้งหลายว่า ดูกร  
			<remark  id="s1b5c38l18" />ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงใช้กล้องสูดควันชนิดต่างๆ รูปใดใช้ ต้องอาบัติทุกกฏ.  
			<remark  id="s1b5c38l19" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตกล้องสูดควันที่ทำด้วยกระดูก .... ทำด้วยเปลือกสังข์  
			<remark  id="s1b5c38l20" />	สมัยต่อมา กล้องสูดควันไม่มีฝาปิด ตัวสัตว์เข้าไปได้ ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้น  
			<remark  id="s1b5c38l21" />แด่พระผู้มีพระภาค. พระผู้มีพระภาค ตรัสอนุญาตแก่ภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาต  
			<remark  id="s1b5c38l22" />ฝาปิด  
			<remark  id="s1b5c38l23" />	สมัยต่อมา ภิกษุทั้งหลายบริหารกล้องสูดควันด้วยมือ จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มี  
			<remark  id="s1b5c38l24" />พระภาค. พระผู้มีพระภาคตรัสอนุญาตแก่ภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตถุงกล้อง  
			<remark  id="s1b5c38l25" />สูดควัน กล้องสูดควันเหล่านั้นอยู่ร่วมกันย่อมกระทบกันได้ ภิกษุทั้งหลายจึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่  
			<remark  id="s1b5c38l26" />พระผู้มีพระภาค. พระผู้มีพระภาคตรัสอนุญาตแก่ภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาต  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b5c39" >
		<para id="s1b5c39p">
			<remark  id="s1b5c39l1" />ถุงคู่ หูสำหรับสะพายไม่มี ภิกษุทั้งหลายจึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค. พระผู้มีพระภาค  
			<remark  id="s1b5c39l2" />ตรัสอนุญาตแก่ภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตเชือกผูกเป็นสายสะพาย.  
			<remark  id="s1b5c39l3" />			พระปิลินทวัจฉเถระอาพาธเป็นโรคลม  
			<remark  id="s1b5c39l4" />	[๓๙] ก็โดยสมัยนั้นแล ท่านพระปิลินทวัจฉะอาพาธเป็นโรคลม พวกแพทย์ปรึกษา  
			<remark  id="s1b5c39l5" />ตกลงกันอย่างนี้ว่า ต้องหุงน้ำมันถวาย ภิกษุทั้งหลายจึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค.  
			<remark  id="s1b5c39l6" />พระผู้มีพระภาค ตรัสอนุญาตแก่ภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตน้ำมันที่หุง  
			<remark  id="s1b5c39l7" />ในน้ำมันที่หุงนั้นแล แพทย์ต้องเจือน้ำเมาด้วย ภิกษุทั้งหลายจึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค.  
			<remark  id="s1b5c39l8" />พระผู้มีพระภาคตรัสอนุญาตแก่ภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้เจือน้ำเมาลง  
			<remark  id="s1b5c39l9" />ในน้ำมันที่หุง.  
			<remark  id="s1b5c39l10" />	สมัยต่อมา พระฉัพพัคคีย์หุงน้ำมันเจือน้ำเมาลงไปเกินขนาด ดื่มน้ำมันนั้นแล้วเมา  
			<remark  id="s1b5c39l11" />ภิกษุทั้งหลายจึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค. พระผู้มีพระภาคตรัสห้ามภิกษุทั้งหลายว่า  
			<remark  id="s1b5c39l12" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงดื่มน้ำมันที่เจือน้ำเมาลงไปเกินขนาด รูปใดดื่ม พึงปรับอาบัติตามธรรม  
			<remark  id="s1b5c39l13" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ดื่มน้ำมันเจือน้ำเมา ชนิดที่เขาหุงไม่ปรากฏสี กลิ่น  
			<remark  id="s1b5c39l14" />และรสของน้ำเมา.  
			<remark  id="s1b5c39l15" />	สมัยต่อมา น้ำมันที่พวกภิกษุหุงเจือน้ำเมาลงไปเกินขนาดมีมาก ครั้งนั้น ภิกษุทั้งหลาย  
			<remark  id="s1b5c39l16" />ได้มีความปริวิตกว่า จะพึงปฏิบัติในน้ำมันที่เจือน้ำเมาลงไปเกินขนาด อย่างไรหนอ?  แล้วกราบ  
			<remark  id="s1b5c39l17" />ทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค. พระผู้มีพระภาคตรัสอนุญาตแก่ภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย  
			<remark  id="s1b5c39l18" />เราอนุญาตให้ตั้งเอาไว้เป็นยาทา  
			<remark  id="s1b5c39l19" />	สมัยต่อมา ท่านพระปิลินทวัจฉะหุงน้ำมันไว้มาก ภาชนะสำหรับบรรจุน้ำมันไม่มี ภิกษุ  
			<remark  id="s1b5c39l20" />ทั้งหลายจึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค. พระผู้มีพระภาคตรัสอนุญาตแก่ภิกษุทั้งหลายว่า  
			<remark  id="s1b5c39l21" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตลักจั่น ๓ ชนิด คือ ลักจั่นทำด้วยโลหะ ๑ ลักจั่นทำด้วยไม้ ๑  
			<remark  id="s1b5c39l22" />ลักจั่นด้วยผลไม้ ๑.  
			<remark  id="s1b5c39l23" />	สมัยต่อมา ท่านพระปิลินทวัจฉะอาพาธเป็นโรคลมตามอวัยวะ ภิกษุทั้งหลายจึงกราบทูล  
			<remark  id="s1b5c39l24" />เรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค. พระผู้มีพระภาคตรัสอนุญาตแก่ภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย  
			<remark  id="s1b5c39l25" />เราอนุญาตการเข้ากระโจม โรคลมยังไม่หาย ภิกษุทั้งหลายจึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค.  
			<remark  id="s1b5c39l26" />พระผู้มีพระภาคตรัสอนุญาตแก่ภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตการรมใบไม้ต่างๆ  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b5c40" >
		<para id="s1b5c40p">
			<remark  id="s1b5c40l1" />โรคลมยังไม่หาย พระผู้มีพระภาคตรัสอนุญาตการรมใหญ่ โรคลมยังไม่หาย พระผู้มีพระภาค  
			<remark  id="s1b5c40l2" />ตรัสอนุญาตแก่ภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตน้ำที่ต้มเดือดด้วยใบไม้ต่างชนิด  
			<remark  id="s1b5c40l3" />โรคลมยังไม่หาย พระผู้มีพระภาคตรัสอนุญาตแก่ภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาต  
			<remark  id="s1b5c40l4" />อ่างน้ำ.  
			<remark  id="s1b5c40l5" />			อาพาธโรคลมเสียดยอกตามข้อ  
			<remark  id="s1b5c40l6" />	[๔๐] ก็โดยสมัยนั้นแล ท่านพระปิลินทวัจฉะ อาพาธเป็นโรคลมเสียดยอกตามข้อ  
			<remark  id="s1b5c40l7" />ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค. พระผู้มีพระภาคตรัสอนุญาตแก่ภิกษุทั้งหลายว่า  
			<remark  id="s1b5c40l8" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ระบายโลหิตออก โรคลมเสียดยอกตามข้อยังไม่หาย ภิกษุทั้งหลาย  
			<remark  id="s1b5c40l9" />กราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค. พระผู้มีพระภาคตรัสอนุญาตแก่ภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุ  
			<remark  id="s1b5c40l10" />ทั้งหลาย เราอนุญาตให้ระบายโลหิตออกแล้วกรอกด้วยเขา.  
			<remark  id="s1b5c40l11" />				อาพาธเท้าแตก  
			<remark  id="s1b5c40l12" />	[๔๑] ก็โดยสมัยนั้นแล เท้าของท่านปิลินทวัจฉะแตก ภิกษุทั้งหลายจึงกราบทูล  
			<remark  id="s1b5c40l13" />เรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค. พระผู้มีพระภาคตรัสอนุญาตแก่ภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย  
			<remark  id="s1b5c40l14" />เราอนุญาตยาทาเท้า โรคยังไม่หาย ภิกษุนวกะทั้งหลายจึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค.  
			<remark  id="s1b5c40l15" />พระผู้มีพระภาคตรัสอนุญาตแก่ภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ปรุงน้ำมันทาเท้า.  
			<remark  id="s1b5c40l16" />				อาพาธเป็นโรคฝี  
			<remark  id="s1b5c40l17" />	[๔๒] ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งอาพาธเป็นโรคฝี ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้น  
			<remark  id="s1b5c40l18" />แด่พระผู้มีพระภาค. พระผู้มีพระภาคตรัสอนุญาตแก่ภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาต  
			<remark  id="s1b5c40l19" />การผ่าตัด ภิกษุนั้นต้องการน้ำฝาด ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค. พระผู้มี  
			<remark  id="s1b5c40l20" />พระภาคตรัสอนุญาตแก่ภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตน้ำฝาด ภิกษุนั้นต้องการ  
			<remark  id="s1b5c40l21" />งาที่บดแล้ว ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค. พระผู้มีพระภาคตรัสอนุญาตแก่  
			<remark  id="s1b5c40l22" />ภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตงาที่บดแล้ว ภิกษุนั้นต้องการยาพอก ภิกษุทั้งหลาย  
			<remark  id="s1b5c40l23" />กราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค. พระผู้มีพระภาคตรัสอนุญาตภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุ  
			<remark  id="s1b5c40l24" />ทั้งหลาย เราอนุญาตยาพอก ภิกษุนั้นต้องการผ้าพันแผล ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่  
			<remark  id="s1b5c40l25" />พระผู้มีพระภาค. พระผู้มีพระภาคตรัสอนุญาตแก่ภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาต  
			<remark  id="s1b5c40l26" />ผ้าพันแผล แผลคัน ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค. พระผู้มีพระภาค  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b5c41" >
		<para id="s1b5c41p">
			<remark  id="s1b5c41l1" />ตรัสอนุญาตแก่ภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ชะด้วยน้ำแป้งเมล็ดพรรณผักกาด  
			<remark  id="s1b5c41l2" />แผลชื้นหรือเป็นฝ้า ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค. พระผู้มีพระภาคตรัสอนุญาต  
			<remark  id="s1b5c41l3" />แก่ภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้รมควัน เนื้องอกยื่นออกมา ภิกษุทั้งหลาย  
			<remark  id="s1b5c41l4" />กราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค. พระผู้มีพระภาคตรัสอนุญาตแก่ภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุ-  
			<remark  id="s1b5c41l5" />ทั้งหลาย เราอนุญาตให้ตัดด้วยก้อนเกลือ แผลไม่งอก ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่  
			<remark  id="s1b5c41l6" />พระผู้มีพระภาค. พระผู้มีพระภาคตรัสอนุญาตแก่ภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาต  
			<remark  id="s1b5c41l7" />น้ำมันทาแผล น้ำมันไหลเยิ้ม ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค. พระผู้มีพระภาค  
			<remark  id="s1b5c41l8" />ตรัสอนุญาตแก่ภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตผ้าเก่าสำหรับซับน้ำมันและ  
			<remark  id="s1b5c41l9" />การรักษาบาดแผลทุกชนิด.  
			<remark  id="s1b5c41l10" />			พระพุทธานุญาตยามหาวิกัฏ ๔ อย่าง  
			<remark  id="s1b5c41l11" />	[๔๓] ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งถูกงูกัด ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่  
			<remark  id="s1b5c41l12" />พระผู้มีพระภาค พระผู้มีพระภาคตรัสอนุญาตว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ใช้ยามหาวิกัฏ  
			<remark  id="s1b5c41l13" />๔ อย่าง คือ คูถ มูตร เถ้า ดิน ต่อมา ภิกษุทั้งหลายคิดสงสัยว่า ยามหาวิกัฏไม่ต้องรับประเคน  
			<remark  id="s1b5c41l14" />หรือต้องรับประเคน จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค. พระผู้มีพระภาคตรัสอนุญาตแก่  
			<remark  id="s1b5c41l15" />ภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ภิกษุรับประเคน ในเมื่อมีกัปปิยการก เมื่อ  
			<remark  id="s1b5c41l16" />กัปปิยการกไม่มี ให้ภิกษุหยิบบริโภคเองได้.  
			<remark  id="s1b5c41l17" />	สมัยต่อมา ภิกษุรูปหนึ่งดื่มยาพิษเข้าไป ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค  
			<remark  id="s1b5c41l18" />พระผู้มีพระภาคตรัสอนุญาตแด่ภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ดื่มน้ำเจือคูถ  
			<remark  id="s1b5c41l19" />ต่อมา ภิกษุทั้งหลายคิดสงสัยว่า น้ำเจือคูถนั้น จะไม่ต้องรับประเคน หรือต้องรับประเคน จึง  
			<remark  id="s1b5c41l20" />กราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค. พระผู้มีพระภาคตรัสอนุญาตแก่ภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุ  
			<remark  id="s1b5c41l21" />ทั้งหลาย เราอนุญาตคูถที่ภิกษุหยิบไว้ตอนกำลังถ่าย นั่นแหละเป็นอันประเคนแล้ว ไม่ต้อง  
			<remark  id="s1b5c41l22" />รับประเคนอีก.  
			<remark  id="s1b5c41l23" />				ภิกษุอาพาธด้วยโรคต่างๆ  
			<remark  id="s1b5c41l24" />	[๔๔] ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งอาพาธถูกยาแฝด ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้น  
			<remark  id="s1b5c41l25" />แด่พระผู้มีพระภาค. พระผู้มีพระภาคตรัสอนุญาตแก่ภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาต  
			<remark  id="s1b5c41l26" />ให้ดื่มน้ำที่เขาละลายจากดินรอยไถซึ่งติดผาล. 
		</para>
	</section>
	<section id="s1b5c42" >
		<para id="s1b5c42p">
			<remark  id="s1b5c42l1" />	สมัยต่อมา ภิกษุรูปหนึ่งอาพาธเป็นพรรดึก ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มี  
			<remark  id="s1b5c42l2" />พระภาค. พระผู้มีพระภาคตรัสอนุญาตแก่ภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้  
			<remark  id="s1b5c42l3" />ดื่มน้ำด่างอามิส.  
			<remark  id="s1b5c42l4" />	สมัยต่อมา ภิกษุรูปหนึ่งอาพาธเป็นโรคผอมเหลือง ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่  
			<remark  id="s1b5c42l5" />พระผู้มีพระภาค. พระผู้มีพระภาคตรัสอนุญาตแก่ภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาต  
			<remark  id="s1b5c42l6" />ให้ดื่มยาผลสมอดองน้ำมูตรโค.  
			<remark  id="s1b5c42l7" />	สมัยต่อมา ภิกษุรูปหนึ่งอาพาธเป็นโรคผิวหนัง ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่  
			<remark  id="s1b5c42l8" />พระผู้มีพระภาค. พระผู้มีพระภาคตรัสอนุญาตแก่ภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาต  
			<remark  id="s1b5c42l9" />ให้ทำการลูบไล้ด้วยของหอม.  
			<remark  id="s1b5c42l10" />	สมัยต่อมา ภิกษุรูปหนึ่งมีกายกอปรด้วยโทษมาก ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่  
			<remark  id="s1b5c42l11" />พระผู้มีพระภาค. พระผู้มีพระภาคตรัสอนุญาตแก่ภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาต  
			<remark  id="s1b5c42l12" />ให้ดื่มยาประจุถ่าย ภิกษุนั้นมีความต้องการน้ำข้าวใส ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มี  
			<remark  id="s1b5c42l13" />พระภาค. พระผู้มีพระภาคตรัสอนุญาตแก่ภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตน้ำข้าวใส  
			<remark  id="s1b5c42l14" />มีความต้องการด้วยน้ำถั่วเขียวต้มที่ไม่ข้น ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค.  
			<remark  id="s1b5c42l15" />พระผู้มีพระภาคตรัสอนุญาตแก่ภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตน้ำถั่วเขียวต้ม  
			<remark  id="s1b5c42l16" />ที่ไม่ข้น มีความต้องการด้วยน้ำถั่วเขียวต้มที่ข้นนิดหน่อย ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่  
			<remark  id="s1b5c42l17" />พระผู้มีพระภาค. พระผู้มีพระภาคตรัสอนุญาตแก่ภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาต  
			<remark  id="s1b5c42l18" />น้ำถั่วเขียวต้มที่ข้นนิดหน่อย มีความต้องการด้วยน้ำเนื้อต้ม ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่  
			<remark  id="s1b5c42l19" />พระผู้มีพระภาค. พระผู้มีพระภาคตรัสอนุญาตแก่ภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาต  
			<remark  id="s1b5c42l20" />น้ำเนื้อต้ม.  
			<remark  id="s1b5c42l21" />			พระปิลินทวัจฉเถระซ่อมแปลงเงื้อมเขา  
			<remark  id="s1b5c42l22" />	[๔๕] ก็โดยสมัยนั้นแล ท่านพระปิลินทวัจฉะ กำลังให้คนชำระเงื้อมเขา ในเขต  
			<remark  id="s1b5c42l23" />พระนครราชคฤห์ ประสงค์จะทำให้เป็นสถานที่เร้น ขณะนั้นพระเจ้าพิมพิสารจอมเสนามาคธราช  
			<remark  id="s1b5c42l24" />เสด็จพระดำเนินไปหาท่านพระปิลินทวัจฉะถึงสำนัก ทรงอภิวาทแล้วประทับเหนือพระราชอาสน์  
			<remark  id="s1b5c42l25" />อันควรส่วนข้างหนึ่ง ได้ตรัสถามท่านพระปิลินทวัจฉะว่า ข้าแต่พระคุณเจ้า พระเถระกำลังให้เขา  
			<remark  id="s1b5c42l26" />ทำอะไรอยู่? 
		</para>
	</section>
	<section id="s1b5c43" >
		<para id="s1b5c43p">
			<remark  id="s1b5c43l1" />	ท่านพระปิลินทวัจฉะถวายพระพรว่า อาตมภาพกำลังให้เขาชำระเงื้อมเขา ประสงค์ให้เป็น  
			<remark  id="s1b5c43l2" />สถานที่เร้น ขอถวายพระพร  
			<remark  id="s1b5c43l3" />	พิ. พระคุณเจ้าต้องการคนทำการวัดบ้างไหม?  
			<remark  id="s1b5c43l4" />	ปิ. ขอถวายพระพร พระผู้มีพระภาคยังไม่ทรงอนุญาตคนทำการวัด  
			<remark  id="s1b5c43l5" />	พิ. ถ้าเช่นนั้น โปรดทูลถามพระผู้มีพระภาค แล้วบอกให้ข้าพเจ้าทราบ  
			<remark  id="s1b5c43l6" />	ท่านพระปิลินทวัจฉะรับพระราชโองการว่า จะปฏิบัติอย่างนั้น ขอถวายพระพร แล้ว  
			<remark  id="s1b5c43l7" />ชี้แจงให้พระเจ้าพิมพิสารจอมเสนามาคธราชให้เห็นแจ้ง สมาทาน อาจหาญ ร่าเริง ด้วยธรรมีกถา  
			<remark  id="s1b5c43l8" />ครั้นพระเจ้าพิมพิสารจอมเสนามาคธราช อันท่านพระปิลินทวัจฉะชี้แจงให้เห็นแจ้ง ให้ทรงสมาทาน  
			<remark  id="s1b5c43l9" />อาจหาญ ร่าเริง ด้วยธรรมีกถา แล้วเสด็จลุกจากพระราชอาสน์ ทรงอภิวาทท่านพระปิลินทวัจฉะ  
			<remark  id="s1b5c43l10" />ทรงทำประทักษิณแล้วเสด็จกลับ  
			<remark  id="s1b5c43l11" />	หลังจากนั้น ท่านพระปิลินทวัจฉะ ส่งสมณทูตไปในสำนักพระผู้มีพระภาคกราบทูลว่า  
			<remark  id="s1b5c43l12" />พระพุทธเจ้าข้า พระเจ้าพิมพิสารจอมเสนามาคธราช มีพระราชประสงค์จะถวายคนทำการวัด  
			<remark  id="s1b5c43l13" />ข้าพระพุทธเจ้าจะพึงปฏิบัติอย่างไร พระพุทธเจ้าข้า?  
			<remark  id="s1b5c43l14" />				พระพุทธานุญาตอารามิก  
			<remark  id="s1b5c43l15" />	ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงทำธรรมมีกถา ในเพราะเหตุเป็นเค้ามูลนั้น ในเพราะ  
			<remark  id="s1b5c43l16" />เหตุแรกเกิดนั้น แล้วรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้มีคนทำการวัด  
			<remark  id="s1b5c43l17" />	พระเจ้าพิมพิสารจอมเสนามาคธราช เสด็จพระราชดำเนินไปหาท่านพระปิลินทวัจฉะ  
			<remark  id="s1b5c43l18" />ถึงสำนักเป็นคำรบสอง ทรงอภิวาทแล้วประทับเหนือพระราชอาสน์อันควรส่วนข้างหนึ่ง แล้ว  
			<remark  id="s1b5c43l19" />ตรัสถามพระปิลินทวัจฉะว่า ข้าแต่พระคุณเจ้า คนทำการวัด พระผู้มีพระภาคทรงอนุญาตหรือ?  
			<remark  id="s1b5c43l20" />	ท่านพระปิลินทวัจฉะถวายพระพรว่า ขอถวายพระพร ทรงอนุญาตแล้ว  
			<remark  id="s1b5c43l21" />	พระเจ้าพิมพิสารตรัสว่า ถ้าเช่นนั้น ข้าพเจ้าจักถวายคนทำการวัดแก่พระคุณเจ้า  
			<remark  id="s1b5c43l22" />	ครั้งนั้น พระเจ้าพิมพิสารจอมเสนามาคธราช ทรงรับปฏิญาณถวายคนทำการวัดแก่ท่าน  
			<remark  id="s1b5c43l23" />พระปิลินทวัจฉะดังนั้นแล้ว ทรงลืมเสีย ต่อนานมาทรงระลึกได้ จึงตรัสถามมหาอำมาตย์  
			<remark  id="s1b5c43l24" />ผู้สำเร็จราชกิจทั้งปวงผู้หนึ่งว่า พนาย คนทำการวัดที่เราได้รับปฏิญาณจะถวายแก่พระคุณเจ้านั้น  
			<remark  id="s1b5c43l25" />เราได้ถวายไปแล้วหรือ?  
			<remark  id="s1b5c43l26" />	มหาอำมาตย์กราบทูลว่า ขอเดชะ ยังไม่ได้พระราชทาน พระพุทธเจ้าข้า.  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b5c44" >
		<para id="s1b5c44p">
			<remark  id="s1b5c44l1" />	พระราชาตรัสถามว่า จากวันนั้นมานานกี่ราตรีแล้ว?  
			<remark  id="s1b5c44l2" />	ท่านมหาอำมาตย์นับราตรีแล้ว กราบทูลในทันใดนั้นแลว่า ขอเดชะ ๕๐๐ ราตรี  
			<remark  id="s1b5c44l3" />พระพุทธเจ้าข้า.  
			<remark  id="s1b5c44l4" />	พระราชารับสั่งว่า พนาย ถ้าเช่นนั้น จงถวายท่านไป ๕๐๐ คน ท่านมหาอำมาตย์  
			<remark  id="s1b5c44l5" />รับพระบรมราชโองการว่าเป็นดังโปรดเกล้า ขอเดชะ แล้วได้จัดคนทำการวัดไปถวายท่าน  
			<remark  id="s1b5c44l6" />พระปิลินทวัจฉะ ๕๐๐ คน หมู่บ้านของคนทำการวัดพวกนั้นได้ตั้งอยู่แผนกหนึ่ง คนทั้งหลาย  
			<remark  id="s1b5c44l7" />เรียกบ้านตำบลนั้นว่า ตำบลบ้านอารามิกบ้าง ตำบลบ้านปิลินทวัจฉะบ้าง.  
			<remark  id="s1b5c44l8" />				นิรมิตมาลัยทองคำ  
			<remark  id="s1b5c44l9" />	[๔๖] ก็โดยสมัยนั้นแล ท่านพระปิลินทวัจฉะได้เป็นพระกุลุปกะ ในหมู่บ้านตำบลนั้น  
			<remark  id="s1b5c44l10" />ครั้นเช้าวันหนึ่ง ท่านครองอันตรวาสกแล้ว ถือบาตรจีวรเข้าไปบิณฑบาตยังตำบลบ้านปิลินทวัจฉะ  
			<remark  id="s1b5c44l11" />สมัยนั้น ในตำบลบ้านนั้นมีมหรสพ พวกเด็กๆ ตกแต่งกายประดับดอกไม้เล่นมหรสพอยู่ พอดี  
			<remark  id="s1b5c44l12" />ท่านพระปิลินทวัจฉะเที่ยวบิณฑบาตไปตามลำดับตรอกในตำบลบ้านปิลินทวัจฉะ ได้เข้าไปถึงเรือน  
			<remark  id="s1b5c44l13" />คนทำการวัดผู้หนึ่ง ครั้นแล้วนั่งบนอาสนะที่เขาจัดถวาย  
			<remark  id="s1b5c44l14" />	ขณะนั้น ธิดาของสตรีผู้ทำการวัดนั้น เห็นเด็กๆ พวกอื่นตกแต่งกายประดับดอกไม้  
			<remark  id="s1b5c44l15" />แล้ว ร้องอ้อนว่า ขอจงให้ดอกไม้แก่ดิฉัน ขอจงให้เครื่องตกแต่งกายแก่ดิฉัน  
			<remark  id="s1b5c44l16" />	จึงท่านพระปิลินทวัจฉะถามสตรีผู้ทำการวัดคนนั้นว่า เด็กหญิงคนนี้ร้องอ้อนอยากได้  
			<remark  id="s1b5c44l17" />อะไร?  
			<remark  id="s1b5c44l18" />	นางกราบเรียนว่า ท่านเจ้าข้า เด็กหญิงคนนี้เห็นเด็กๆ พวกอื่นตกแต่งกายประดับดอก  
			<remark  id="s1b5c44l19" />ไม้ จึงร้องอ้อนขอว่า ขอจงให้ดอกไม้แก่ดิฉัน ขอจงให้เครื่องตกแต่งกายแก่ดิฉัน ดิฉันบอกว่า  
			<remark  id="s1b5c44l20" />เราเป็นคนจนจะได้ดอกไม้มาจากไหน จะได้เครื่องตกแต่งมาจากไหน  
			<remark  id="s1b5c44l21" />	ขณะนั้น ท่านพระปิลินทวัจฉะหยิบขดหญ้าพวงหนึ่งส่งให้แล้วกล่าวว่า เจ้าจง  
			<remark  id="s1b5c44l22" />สวมขดหญ้าพวงนี้ลงบนศีรษะเด็กหญิงนั้น ทันใดนั้นนางได้รับขดหญ้าสวมลงที่ศีรษะเด็กหญิงนั้น  
			<remark  id="s1b5c44l23" />ขดหญ้านั้นได้กลายเป็นระเบียบดอกไม้ทองคำงามมาก น่าดู น่าชม ระเบียบดอกไม้ทองคำเช่นนั้น  
			<remark  id="s1b5c44l24" />แม้ในพระราชฐานก็ไม่มี  
			<remark  id="s1b5c44l25" />	คนทั้งหลายกราบทูลแด่พระเจ้าพิมพิสารจอมเสนามาคธราชว่า ขอเดชะ ระเบียบดอกไม้  
			<remark  id="s1b5c44l26" />ทองคำที่เรือนของคนทำการวัดชื่อโน้นงามมาก น่าดู น่าชม แม้ในพระราชฐานก็ไม่มี เขาเป็น  
			<remark  id="s1b5c44l27" />คนเข็ญใจจะได้มาแต่ไหน เป็นต้องได้มาด้วยโจรกรรมแน่นอน 
		</para>
	</section>
	<section id="s1b5c45" >
		<para id="s1b5c45p">
			<remark  id="s1b5c45l1" />	จึงท้าวเธอสั่งให้จองจำตระกูลคนทำการวัดนั้นแล้ว.  
			<remark  id="s1b5c45l2" />	ครั้นเช้าวันที่ ๒ ท่านพระปิลินทวัจฉะครองอันตรวาสกแล้วถือบาตรจีวรเข้าไปบิณฑบาต  
			<remark  id="s1b5c45l3" />ถึงตำบลบ้านปิลินทวัจฉะ เมื่อเที่ยวบิณฑบาตไปตามลำดับตรอกในตำบลบ้านปิลินทวัจฉะได้เดิน  
			<remark  id="s1b5c45l4" />ผ่านไปทางเรือนคนทำการวัดผู้นั้น ครั้นแล้วได้ถามคนที่คุ้นเคยกันว่า ตระกูลคนทำการวัดนี้ไป  
			<remark  id="s1b5c45l5" />ไหนเสีย?  
			<remark  id="s1b5c45l6" />	คนพวกนั้นกราบเรียนว่า เขาถูกรับสั่งให้จองจำ เพราะเรื่องระเบียบดอกไม้ทองคำ เจ้าข้า.  
			<remark  id="s1b5c45l7" />	ทันใดนั้น ท่านพระปิลินทวัจฉะได้เข้าไปสู่พระราชนิเวศน์ นั่งเหนืออาสนะที่เขาจัดถวาย  
			<remark  id="s1b5c45l8" />	ขณะนั้น พระเจ้าพิมพิสารจอมเสนามาคธราช เสด็จเข้าไปหาท่านพระปิลินทวัจฉะ ทรง  
			<remark  id="s1b5c45l9" />อภิวาทแล้วประทับเหนือพระราชอาสน์อันควรส่วนข้างหนึ่ง  
			<remark  id="s1b5c45l10" />	ท่านพระปิลินทวัจฉะได้ทูลถามพระเจ้าพิมพิสารจอมเสนามาคธราช ผู้ประทับเรียบร้อย  
			<remark  id="s1b5c45l11" />แล้วดังนี้ว่า ขอถวายพระพร ตระกูลคนทำการวัดถูกรับสั่งให้จองจำด้วยเรื่องอะไร?  
			<remark  id="s1b5c45l12" />	พระเจ้าพิมพิสารตรัสตอบว่า ข้าแต่พระคุณเจ้า เพราะที่เรือนของเขามีระเบียบดอกไม้  
			<remark  id="s1b5c45l13" />ทองคำอย่างงามมาก น่าดู น่าชม แม้ที่ในวังก็ยังไม่มี เขาเป็นคนจนจะได้มาแต่ไหน เป็นต้อง  
			<remark  id="s1b5c45l14" />ได้มาด้วยโจรกรรมอย่างแน่นอน  
			<remark  id="s1b5c45l15" />	ขณะนั้น ท่านพระปิลินทวัจฉะได้อธิษฐานปราสาทของพระเจ้าพิมพิสารจอมเสนามาคธราช  
			<remark  id="s1b5c45l16" />ว่า จงเป็นทอง ปราสาทนั้นได้กลายเป็นทองไปทั้งหมด แล้วได้ถวายพระพรถามว่า ขอถวาย  
			<remark  id="s1b5c45l17" />พระพร ก็นี่ทองมากมายเท่านั้นมหาบพิตรได้มาแต่ไหน?  
			<remark  id="s1b5c45l18" />	พระเจ้าพิมพิสารตรัสว่า ข้าพเจ้าทราบแล้ว นี้เป็นอิทธานุภาพของพระคุณเจ้า ดังนี้  
			<remark  id="s1b5c45l19" />แล้วรับสั่งให้ปล่อยตระกูลคนทำการวัดนั้นพ้นพระราชอาญาไป.  
			<remark  id="s1b5c45l20" />				พระพุทธานุญาตเภสัช ๕  
			<remark  id="s1b5c45l21" />	[๔๗] ประชาชนทราบข่าวว่า ท่านพระปิลินทวัจฉะแสดงอิทธิปาฏิหาริย์ อันเป็นธรรม  
			<remark  id="s1b5c45l22" />ยวดยิ่งของมนุษย์ ในบริษัทพร้อมทั้งพระราชา ต่างพากันยินดี เลื่อมใสยิ่ง นำเภสัช ๕ คือ  
			<remark  id="s1b5c45l23" />เนยใส เนยข้น น้ำมัน น้ำผึ้ง น้ำอ้อย มาถวายท่านพระปิลินทวัจฉะ แม้ตามปกติท่านก็ได้  
			<remark  id="s1b5c45l24" />เภสัช ๕ อยู่เสมอ ท่านจึงแบ่งเภสัชที่ได้มาถวายแก่บริษัท แต่บริษัทของท่านเป็นผู้มักมาก  
			<remark  id="s1b5c45l25" />เก็บเภสัชที่ได้ๆ มาไว้ในกระถางบ้าง ในหม้อน้ำบ้าง จนเต็ม บรรจุลงในหม้อกรองน้ำบ้าง ใน  
			<remark  id="s1b5c45l26" />ถุงย่ามบ้าง จนเต็มแล้ว แขวนไว้ที่หน้าต่าง เภสัชเหล่านั้นก็เยิ้มซึม แม้สัตว์จำพวกหนูก็เกลื่อน  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b5c46" >
		<para id="s1b5c46p">
			<remark  id="s1b5c46l1" />กล่นไปทั่ววิหาร คนทั้งหลายเดินเที่ยวชมไปตามวิหารพบเข้า ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนา  
			<remark  id="s1b5c46l2" />ว่า สมณะเชื้อสายพระศากยบุตรเหล่านี้มีเรือนคลังในภายใน เหมือนพระเจ้าพิมพิสารจอมเสนา  
			<remark  id="s1b5c46l3" />มาคธราช ฉะนั้น  
			<remark  id="s1b5c46l4" />	ภิกษุทั้งหลายได้ยินคนพวกนั้น เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาอยู่ บรรดาที่เป็นผู้มักน้อย ....  
			<remark  id="s1b5c46l5" />ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนภิกษุทั้งหลายจึงได้พอใจในความมักมากเช่นนี้ แล้ว  
			<remark  id="s1b5c46l6" />กราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค  
			<remark  id="s1b5c46l7" />	พระผู้มีพระภาคทรงสอบถามภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข่าวว่าภิกษุทั้งหลาย  
			<remark  id="s1b5c46l8" />พอใจในความมักมากเช่นนี้ จริงหรือ?  
			<remark  id="s1b5c46l9" />	ภิกษุทั้งหลายทูลรับว่า จริง พระพุทธเจ้าข้า.  
			<remark  id="s1b5c46l10" />	พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า ทรงติเตียนว่า .... ครั้นแล้วทรงทำธรรมีกถา รับสั่งกะภิกษุ  
			<remark  id="s1b5c46l11" />ทั้งหลายว่า อนึ่ง มีเภสัชอันควรลิ้มของภิกษุผู้อาพาธ คือ เนยใส เนยข้น น้ำมัน น้ำผึ้ง น้ำอ้อย  
			<remark  id="s1b5c46l12" />ภิกษุรับประเคนของนั้นแล้ว พึงเก็บไว้ฉันได้ ๗ วันเป็นอย่างยิ่ง ภิกษุให้ล่วงกำหนดนั้นไป พึง  
			<remark  id="s1b5c46l13" />ปรับอาบัติตามธรรม.  
			<remark  id="s1b5c46l14" />			ภาณวารว่าด้วยทรงอนุญาตเภสัช ที่ ๑ จบ.  
			<remark  id="s1b5c46l15" />				_________________  
			<remark  id="s1b5c46l16" />				พระพุทธานุญาตงบน้ำอ้อย  
			<remark  id="s1b5c46l17" />	[๔๘] ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ในพระนครสาวัตถีตามพระพุทธาภิรมย์แล้ว  
			<remark  id="s1b5c46l18" />เสด็จพุทธดำเนินไปทางพระนครราชคฤห์ ท่านพระกังขาเรวตะได้แวะเข้าโรงทำงบน้ำอ้อย ใน  
			<remark  id="s1b5c46l19" />ระหว่างทาง เห็นเขาผสมแป้งบ้าง เถ้าบ้าง ลงในงบน้ำอ้อย จึงรังเกียจว่า งบน้ำอ้อยเจืออามิส  
			<remark  id="s1b5c46l20" />เป็นอกัปปิยะ ไม่ควรจะฉันในเวลาวิกาล ดังนี้ จึงพร้อมด้วยบริษัทไม่ฉันงบน้ำอ้อย แม้พวก  
			<remark  id="s1b5c46l21" />ภิกษุที่เชื่อฟังคำท่านก็พลอยไม่ฉันงบน้ำอ้อยไปด้วย ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มี-  
			<remark  id="s1b5c46l22" />พระภาค.  
			<remark  id="s1b5c46l23" />	พระผู้มีพระภาคทรงสอบถามภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย คนทั้งหลายผสมแป้ง  
			<remark  id="s1b5c46l24" />บ้าง เถ้าบ้าง ลงในงบน้ำอ้อย เพื่อประสงค์อะไร?  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b5c47" >
		<para id="s1b5c47p">
			<remark  id="s1b5c47l1" />	ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า เพื่อประสงค์ให้เกาะกันแน่น พระพุทธเจ้าข้า.  
			<remark  id="s1b5c47l2" />	พระผู้มีพระภาคตรัสอนุญาตแก่ภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าคนทั้งหลายผสม  
			<remark  id="s1b5c47l3" />แป้งบ้าง เถ้าบ้าง ลงในงบน้ำอ้อย เพื่อประสงค์ให้เกาะกันแน่น งบน้ำอ้อยนั้นก็ยังถึงความ  
			<remark  id="s1b5c47l4" />นับว่า งบน้ำอ้อยนั่นแหละ  
			<remark  id="s1b5c47l5" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ฉันงบน้ำอ้อยตามสบาย.  
			<remark  id="s1b5c47l6" />				พระพุทธานุญาตถั่วเขียว  
			<remark  id="s1b5c47l7" />	ท่านพระกังขาเรวตะ ได้เห็นถั่วเขียวงอกขึ้นในกองอุจจาระ ณ ระหว่างทาง แล้วรังเกียจ  
			<remark  id="s1b5c47l8" />ว่า ถั่วเขียวเป็นอกัปปิยะ แม้ต้มแล้วก็ยังงอกได้ จึงพร้อมด้วยบริษัทไม่ฉันถั่วเขียว แม้พวก  
			<remark  id="s1b5c47l9" />ภิกษุที่เชื่อฟังคำของท่านก็พลอยไม่ฉันถั่วเขียวไปด้วย ภิกษุทั้งหลายจึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มี  
			<remark  id="s1b5c47l10" />พระภาค. พระผู้มีพระภาคตรัสอนุญาตแก่ภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถั่วเขียวแม้ที่ต้ม  
			<remark  id="s1b5c47l11" />แล้ว ก็ยังงอกได้ เราอนุญาตให้ฉันถั่วเขียวได้ตามสบาย.  
			<remark  id="s1b5c47l12" />			พระพุทธานุญาตยาดองโลณโสจิรกะ  
			<remark  id="s1b5c47l13" />	สมัยต่อมา ภิกษุรูปหนึ่งอาพาธเป็นโรคลมเกิดในอุทร ท่านได้ดื่มยาดองโลณโสจิรกะ  
			<remark  id="s1b5c47l14" />โรคลมเกิดในอุทรของท่านหายขาด ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค. พระผู้มี  
			<remark  id="s1b5c47l15" />พระภาคตรัสอนุญาตแก่ภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ภิกษุอาพาธฉันยาดอง  
			<remark  id="s1b5c47l16" />โลณโสจิรกะได้ตามสบาย แต่ภิกษุไม่อาพาธต้องเจือน้ำฉันอย่างน้ำปานะ.  
			<remark  id="s1b5c47l17" />			ประชวรโรคลมเกิดในพระอุทร  
			<remark  id="s1b5c47l18" />	[๔๙] ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเสด็จพระพุทธดำเนินโดยลำดับเสด็จถึงพระนครราชคฤห์  
			<remark  id="s1b5c47l19" />ทราบว่า พระองค์ประทับอยู่ที่พระเวฬุวันวิหาร อันเป็นสถานที่พระราชทานเหยื่อแก่กระแต  
			<remark  id="s1b5c47l20" />เขตพระนครราชคฤห์นั้น คราวนั้น พระองค์ประชวรโรคลมเกิดในพระอุทร จึงท่านพระอานนท์  
			<remark  id="s1b5c47l21" />ดำริว่า แม้เมื่อก่อนพระผู้มีพระภาคประชวรโรคลมเกิดในพระอุทร ก็ทรงพระสำราญได้ด้วยยาคู  
			<remark  id="s1b5c47l22" />ปรุงด้วยของ ๓ อย่าง จึงของาบ้าง ข้าวสารบ้าง ถั่วเขียวบ้าง ด้วยตนเอง เก็บไว้ในภายในที่อยู่  
			<remark  id="s1b5c47l23" />ต้มด้วยตนเองในภายในที่อยู่ แล้วน้อมเข้าไปถวายพระผู้มีพระภาค กราบทูลว่า ขอพระผู้มีพระภาค  
			<remark  id="s1b5c47l24" />โปรดดื่มยาคูปรุงด้วยของ ๓ อย่าง พระพุทธเจ้าข้า. 
		</para>
	</section>
	<section id="s1b5c48" >
		<para id="s1b5c48p">
			<remark  id="s1b5c48l1" />				พุทธประเพณี  
			<remark  id="s1b5c48l2" />	พระตถาคตทั้งหลายทรงทราบอยู่ ย่อมตรัสถามก็มี ทรงทราบอยู่ ย่อมไม่ตรัสถามก็มี  
			<remark  id="s1b5c48l3" />ทรงทราบกาลแล้วตรัสถาม ทรงทราบกาลแล้วไม่ตรัสถาม พระตถาคตทั้งหลาย ย่อมตรัสถาม  
			<remark  id="s1b5c48l4" />สิ่งที่ประกอบด้วยประโยชน์ ไม่ตรัสถามสิ่งที่ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ ในสิ่งที่ไม่ประกอบด้วย  
			<remark  id="s1b5c48l5" />ประโยชน์ พระองค์ทรงกำจัดด้วยข้อปฏิบัติ  
			<remark  id="s1b5c48l6" />	พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทั้งหลายย่อมสอบถามภิกษุทั้งหลายด้วยอาการ ๒ อย่าง คือ จัก  
			<remark  id="s1b5c48l7" />ทรงแสดงธรรมอย่างหนึ่ง จักทรงบัญญัติสิกขาบทแก่พระสาวกทั้งหลายอย่างหนึ่ง  
			<remark  id="s1b5c48l8" />	ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคตรัสถามท่านพระอานนท์ว่า ดูกรอานนท์ ยาคูนี้ได้มาแต่ไหน?  
			<remark  id="s1b5c48l9" />	ท่านพระอานนท์กราบทูลเรื่องนั้นให้ทรงทราบทันที.  
			<remark  id="s1b5c48l10" />				ทรงตำหนิท่านพระอานนท์  
			<remark  id="s1b5c48l11" />	พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงติเตียนว่า ดูกรอานนท์ การกระทำของเธอนั่น ไม่เหมาะ  
			<remark  id="s1b5c48l12" />ไม่สม ไม่ควร มิใช่กิจของสมณะ ใช้ไม่ได้ ไม่ควรทำ ดูกรอานนท์ ไฉนเธอจึงได้พอใจใน  
			<remark  id="s1b5c48l13" />ความมักมากเช่นนี้เล่า ดูกรอานนท์ อามิสที่เก็บไว้ในภายในที่อยู่ เป็นอกัปปิยะ แม้ที่หุงต้มใน  
			<remark  id="s1b5c48l14" />ภายในที่อยู่ ก็เป็นอกัปปิยะ แม้ที่หุงต้มเอง ก็เป็นอกัปปิยะ การกระทำของเธอนั่น ไม่เป็น  
			<remark  id="s1b5c48l15" />ไปเพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส .... ครั้นแล้วทรงทำธรรมีกถา รับสั่งกะภิกษุทั้งหลาย  
			<remark  id="s1b5c48l16" />ดังต่อไปนี้:-  
			<remark  id="s1b5c48l17" />		พระพุทธบัญญัติห้ามอามิสที่เป็นอันโตวุตถะเป็นต้น  
			<remark  id="s1b5c48l18" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงฉันอามิสที่เก็บไว้ในภายในที่อยู่ ที่หุงต้มในภายในที่อยู่  
			<remark  id="s1b5c48l19" />และที่หุงต้มเอง รูปใดฉัน ต้องอาบัติทุกกฏ.  
			<remark  id="s1b5c48l20" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย อามิส ถ้าเก็บไว้ในภายในที่อยู่ หุงต้มในภายในที่อยู่ และหุงต้มเอง  
			<remark  id="s1b5c48l21" />ถ้าภิกษุฉันอามิสนั้น ต้องอาบัติทุกกฏ ๓ ตัว.  
			<remark  id="s1b5c48l22" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย อามิส ถ้าเก็บไว้ในภายในที่อยู่ หุงต้มในภายในที่อยู่ แต่ผู้อื่นหุงต้ม  
			<remark  id="s1b5c48l23" />ถ้าภิกษุฉันอามิส ต้องอาบัติทุกกฏ ๒ ตัว  
			<remark  id="s1b5c48l24" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย อามิส ถ้าเก็บไว้ในภายในที่อยู่ แต่หุงต้มในภายนอก และหุงต้มเอง  
			<remark  id="s1b5c48l25" />ถ้าภิกษุฉันอามิสนั้น ต้องอาบัติทุกกฏ ๒ ตัว  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b5c49" >
		<para id="s1b5c49p">
			<remark  id="s1b5c49l1" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย อามิส ถ้าเก็บไว้ในภายนอก แต่หุงต้มในภายใน และหุงต้มเอง  
			<remark  id="s1b5c49l2" />ถ้าภิกษุฉันอามิสนั้น ต้องอาบัติทุกกฏ ๒ ตัว  
			<remark  id="s1b5c49l3" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย อามิส ถ้าเก็บไว้ในภายในที่อยู่ แต่หุงต้มในภายนอก และผู้อื่นหุงต้ม  
			<remark  id="s1b5c49l4" />ถ้าภิกษุฉันอามิสนั้น ต้องอาบัติทุกกฏตัวเดียว  
			<remark  id="s1b5c49l5" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย อามิส ถ้าเก็บไว้ในภายนอก หุงต้มในภายใน แต่ผู้อื่นหุงต้ม  
			<remark  id="s1b5c49l6" />ถ้าภิกษุฉันอามิสนั้น ต้องอาบัติทุกกฏตัวเดียว  
			<remark  id="s1b5c49l7" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย อามิส ถ้าเก็บไว้ในภายนอก หุงต้มในภายนอก แต่หุงต้มเอง  
			<remark  id="s1b5c49l8" />ถ้าภิกษุฉันอามิสนั้น ต้องอาบัติทุกกฏตัวเดียว  
			<remark  id="s1b5c49l9" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย อามิส ถ้าเก็บไว้ในภายนอก หุงต้มในภายนอก และผู้อื่นหุงต้ม  
			<remark  id="s1b5c49l10" />ถ้าภิกษุฉันอามิสนั้นแล ไม่ต้องอาบัติ.  
			<remark  id="s1b5c49l11" />			พระพุทธานุญาตให้อุ่นโภชนาหาร  
			<remark  id="s1b5c49l12" />	[๕๐] ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุทั้งหลายคิดว่า พระผู้มีพระภาคทรงห้ามภัตตาหารที่หุงต้ม  
			<remark  id="s1b5c49l13" />เอง จึงรังเกียจในโภชนาหารที่ต้องอุ่น แล้วกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค. พระผู้มีพระภาค  
			<remark  id="s1b5c49l14" />ตรัสอนุญาตแก่ภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้อุ่นภัตตาหารที่ต้องอุ่น.  
			<remark  id="s1b5c49l15" />		พระพุทธานุญาตอามิสที่เป็นอันโตวุตถะเป็นต้น  
			<remark  id="s1b5c49l16" />	[๕๑] ก็โดยสมัยนั้นแล พระนครราชคฤห์บังเกิดทุพภิกขภัย คนทั้งหลายนำเกลือบ้าง  
			<remark  id="s1b5c49l17" />น้ำมันบ้าง ข้าวสารบ้าง ของควรเคี้ยวบ้าง มายังอาราม ภิกษุทั้งหลายให้เก็บของเหล่านั้นไว้  
			<remark  id="s1b5c49l18" />ข้างนอก สัตว์ต่างๆ กินเสียบ้าง พวกโจรลักเอาไปบ้าง ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่  
			<remark  id="s1b5c49l19" />พระผู้มีพระภาค. พระผู้มีพระภาคตรัสอนุญาตแก่ภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาต  
			<remark  id="s1b5c49l20" />ให้เก็บไว้ ณ ภายในได้  
			<remark  id="s1b5c49l21" />	กัปปิยการกทั้งหลายเก็บอามิสไว้ข้างในแล้ว หุงต้มข้างนอก พวกคนกินเดนพากัน  
			<remark  id="s1b5c49l22" />ห้อมล้อม  
			<remark  id="s1b5c49l23" />	ภิกษุทั้งหลายไม่พอใจฉัน แล้วกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค. พระผู้มีพระภาค  
			<remark  id="s1b5c49l24" />ตรัสอนุญาตแก่ภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้หุงต้มในภายใน. 
		</para>
	</section>
	<section id="s1b5c50" >
		<para id="s1b5c50p">
			<remark  id="s1b5c50l1" />	ในคราวเกิดทุพภิกขภัย พวกกัปปิยการกนำสิ่งของไปเสียมากมาย ถวายภิกษุเพียง  
			<remark  id="s1b5c50l2" />เล็กน้อย  
			<remark  id="s1b5c50l3" />	ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค. พระผู้มีพระภาคตรัสอนุญาตแก่ภิกษุ  
			<remark  id="s1b5c50l4" />ทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้หุงต้มเอง  
			<remark  id="s1b5c50l5" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตอามิสที่เก็บไว้ในภายในที่อยู่ ที่หุงต้มในภายในที่อยู่ และ  
			<remark  id="s1b5c50l6" />ที่หุงต้มเอง.  
			<remark  id="s1b5c50l7" />				ผลไม้กลางทาง  
			<remark  id="s1b5c50l8" />	[๕๒] ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุหลายรูปด้วยกันจำพรรษาในกาสีชนบทแล้ว เดินทาง  
			<remark  id="s1b5c50l9" />ไปสู่พระนครราชคฤห์ เมื่อเฝ้าพระผู้มีพระภาค ในระหว่างทางไม่ได้โภชนาหารที่เศร้าหมอง หรือ  
			<remark  id="s1b5c50l10" />ประณีตบริบูรณ์ พอแก่ความต้องการเลย ถึงของขบเคี้ยวคือผลไม้มีมาก แต่ก็หากัปปิยการกไม่ได้  
			<remark  id="s1b5c50l11" />ต่างพากันลำบาก ครั้นเดินทางไปพระนครราชคฤห์ ถึงพระเวฬุวันวิหารอันเป็นสถานที่พระราชทาน  
			<remark  id="s1b5c50l12" />เหยื่อแก่กระแต แล้วเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค ถวายบังคม นั่งเฝ้าอยู่ ณ ที่ควรส่วนหนึ่ง  
			<remark  id="s1b5c50l13" />				พุทธประเพณี  
			<remark  id="s1b5c50l14" />	ก็การที่พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าหลาย ทรงปราศรัยกับพระอาคันตุกะทั้งหลาย นั่นเป็น  
			<remark  id="s1b5c50l15" />พุทธประเพณี  
			<remark  id="s1b5c50l16" />	ครั้งนั้น ผู้มีพระภาคได้ตรัสถามภิกษุเหล่านั้นว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ร่างกายของพวก  
			<remark  id="s1b5c50l17" />เธอยังพอทนได้หรือ ยังพอให้เป็นไปได้หรือ เดินทางมามีความลำบากน้อยหรือ และพวกเธอ  
			<remark  id="s1b5c50l18" />มาจากไหนเล่า?  
			<remark  id="s1b5c50l19" />	ภิกษุเหล่านั้นกราบทูลว่า ยังพอทนได้ พระพุทธเจ้าข้า ยังพอให้เป็นไปได้ พระพุทธเจ้าข้า  
			<remark  id="s1b5c50l20" />พวกข้าพระพุทธเจ้าจำพรรษาในกาสีชนบท แล้วเดินทางมาพระนครราชคฤห์ เพื่อเฝ้าพระผู้มี  
			<remark  id="s1b5c50l21" />พระภาค ณ พระเวฬุวันนี้ ในระหว่างทาง ไม่ได้โภชนาหารที่เศร้าหมองหรือประณีต บริบูรณ์  
			<remark  id="s1b5c50l22" />พอแก่ความต้องการเลย ถึงของขบเคี้ยว คือผลไม้มีมาก แต่ก็หากัปปิยการกไม่ได้ เพราะเหตุนั้น  
			<remark  id="s1b5c50l23" />พวกข้าพระพุทธเจ้าจึงเดินทางมามีความลำบาก.  
			<remark  id="s1b5c50l24" />		พระพุทธานุญาตให้รับประเคนของที่เป็นอุคคหิต  
			<remark  id="s1b5c50l25" />	ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงทำธรรมีกถา ในเพราะเหตุเป็นเค้ามูลนั้น ในเพราะเหตุ  
			<remark  id="s1b5c50l26" />แรกเกิดนั้น แล้วรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาต ภิกษุเห็นของขบเคี้ยว
		</para>
	</section>
	<section id="s1b5c51" >
		<para id="s1b5c51p">
			<remark  id="s1b5c51l1" />คือ ผลไม้ในที่ใด ถึงกัปปิยการกไม่มี ก็ให้หยิบนำไปเอง พบกัปปิยการกแล้ว วางไว้บน  
			<remark  id="s1b5c51l2" />พื้นดิน ให้กัปปิยการกประเคนแล้วฉัน.  
			<remark  id="s1b5c51l3" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้รับประเคนสิ่งของที่ภิกษุถูกต้องแล้วได้.  
			<remark  id="s1b5c51l4" />			พราหมณ์ถวายงาและน้ำผึ้งใหม่  
			<remark  id="s1b5c51l5" />	[๕๓] ก็โดยสมัยนั้นแล งาใหม่และน้ำผึ้งใหม่บังเกิดแก่พราหมณ์ผู้หนึ่ง จึงพราหมณ์  
			<remark  id="s1b5c51l6" />นั้นได้คิดตกลงว่า ผิฉะนั้น เราพึงถวายงาใหม่และน้ำผึ้งใหม่แก่ภิกษุสงฆ์ มีองค์พระพุทธเจ้า  
			<remark  id="s1b5c51l7" />เป็นประมุข ครั้นแล้วได้ไปในพุทธสำนัก ครั้นถึงแล้วได้ทูลปราศรัยกับพระผู้มีพระภาค ครั้น  
			<remark  id="s1b5c51l8" />ผ่านการทูลปราศรัยพอให้เป็นที่บันเทิง เป็นที่ระลึกถึงกันไปแล้ว จึงยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง  
			<remark  id="s1b5c51l9" />พราหมณ์ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว ได้ทูลคำนี้แด่พระผู้มีพระภาคว่า พระพุทธเจ้าข้า  
			<remark  id="s1b5c51l10" />ขอท่านพระโคดมพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ จงทรงพระกรุณาโปรดรับภัตตาหารของข้าพระพุทธเจ้าใน  
			<remark  id="s1b5c51l11" />วันพรุ่งนี้ เพื่อเจริญบุญกุศล และปีติปราโมทย์แก่ข้าพระพุทธเจ้าด้วยเถิด.  
			<remark  id="s1b5c51l12" />	พระผู้มีพระภาคทรงรับนิมนต์โดยดุษณีภาพ ครั้นพราหมณ์นั้นทราบการรับนิมนต์ของ  
			<remark  id="s1b5c51l13" />พระผู้มีพระภาค แล้วกลับไป แล้วสั่งให้ตกแต่งของเคี้ยวของฉันอันประณีตโดยผ่านราตรีนั้นแล้ว  
			<remark  id="s1b5c51l14" />ให้คนไปกราบทูลภัตกาลแด่พระผู้มีพระภาคว่า ถึงเวลาแล้วท่านพระโคดม ภัตตาหารเสร็จแล้ว.  
			<remark  id="s1b5c51l15" />	ขณะนั้นเป็นเวลาเช้า พระผู้มีพระภาคทรงครองอันตรวาสกแล้ว ถือบาตรจีวรเสด็จ  
			<remark  id="s1b5c51l16" />พระพุทธดำเนินไปสู่นิเวศน์ของพราหมณ์นั้น ครั้นถึงแล้ว ประทับนั่งเหนือพระพุทธอาสน์ที่เขา  
			<remark  id="s1b5c51l17" />จัดถวาย พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ จึงพราหมณ์นั้นอังคาสภิกษุสงฆ์ มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข ด้วย  
			<remark  id="s1b5c51l18" />ขาทนียโภชนียาหารอันประณีต ด้วยมือของตน จนพระผู้มีพระภาคเสวยเสร็จแล้ว ทรงนำ  
			<remark  id="s1b5c51l19" />พระหัตถ์ออกจากบาตรห้ามภัตรแล้วนั่งอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง พระผู้มีพระภาคทรงชี้แจง  
			<remark  id="s1b5c51l20" />พราหมณ์นั้นผู้นั่งอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ให้เห็นแจ้ง สมาทาน อาจหาญ ร่าเริง ด้วยธรรมีกถา  
			<remark  id="s1b5c51l21" />แล้วลุกจากที่ประทับเสด็จกลับ ครั้นพระผู้มีพระภาคเสด็จกลับแล้วไม่ทันนาน พราหมณ์นั้นระลึก  
			<remark  id="s1b5c51l22" />ขึ้นได้ว่า เราคิดว่าจักถวายงาใหม่และน้ำผึ้งใหม่ จึงได้นิมนต์ภิกษุสงฆ์ มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข  
			<remark  id="s1b5c51l23" />เพื่อถวายไทยธรรมเหล่าใด ไทยธรรมเหล่านั้นเราลืมถวาย ผิฉะนั้น เราพึงให้เขาจัดงาใหม่และ  
			<remark  id="s1b5c51l24" />น้ำผึ้งใหม่บรรจุขวดและหม้อนำไปสู่อาราม ดังนี้ แล้วให้เขาจัดงาใหม่และน้ำผึ้งใหม่บรรจุขวด  
			<remark  id="s1b5c51l25" />และหม้อนำไปสู่อาราม เข้าไปในพุทธสำนัก ครั้นถึงแล้วได้ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b5c52" >
		<para id="s1b5c52p">
			<remark  id="s1b5c52l1" />ครั้นแล้วได้ทูลคำนี้แด่พระผู้มีพระภาคว่า ท่านพระโคดม ข้าพระพุทธเจ้าคิดว่าจักถวายงาใหม่และ  
			<remark  id="s1b5c52l2" />น้ำผึ้งใหม่ จึงได้นิมนต์ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข เพื่อถวายไทยธรรมเหล่าใด ไทยธรรม  
			<remark  id="s1b5c52l3" />เหล่านั้นข้าพระพุทธเจ้าลืมถวาย ขอท่านพระโคดมโปรดรับงาใหม่และน้ำผึ้งใหม่ของข้าพระ-  
			<remark  id="s1b5c52l4" />พุทธเจ้าเถิด.  
			<remark  id="s1b5c52l5" />	พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรพราหมณ์ ถ้าเช่นนั้น เธอจงถวายแก่ภิกษุทั้งหลาย.  
			<remark  id="s1b5c52l6" />	ก็คราวนั้นอัตคัดอาหาร ภิกษุทั้งหลายรับสิ่งของเล็กน้อยแล้วห้ามเสียบ้าง พิจารณาแล้ว  
			<remark  id="s1b5c52l7" />ห้ามเสียบ้าง เป็นอันว่าพระสงฆ์ล้วนเป็นผู้ห้ามภัตรทั้งนั้น ภิกษุทั้งหลายรังเกียจไม่รับประเคน.  
			<remark  id="s1b5c52l8" />			พระพุทธานุญาตให้ฉันโภชนะไม่เป็นเดน  
			<remark  id="s1b5c52l9" />	พระผู้มีพระภาคตรัสอนุญาตแก่ภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงรับประเคน  
			<remark  id="s1b5c52l10" />ฉันเถิด เราอนุญาตให้ภิกษุฉันเสร็จ ห้ามภัตแล้ว ฉันโภชนะอันไม่เป็นเดน ซึ่งนำมาจากสถาน  
			<remark  id="s1b5c52l11" />ที่ฉัน.  
			<remark  id="s1b5c52l12" />			ตระกูลอุปัฏฐากของพระอุปนันทศากยบุตร  
			<remark  id="s1b5c52l13" />	[๕๔] ก็สมัยนั้นแล ตระกูลอุปัฏฐากของท่านพระอุปนันทศากยบุตร ได้ส่งของเคี้ยวไป  
			<remark  id="s1b5c52l14" />เพื่อถวายพระสงฆ์ สั่งว่า ต้องมอบให้พระคุณเจ้าอุปนนท์ถวายสงฆ์ แต่เวลานั้นท่านพระ  
			<remark  id="s1b5c52l15" />อุปนันทศากยบุตรกำลังเข้าไปบิณฑบาตในบ้าน ครั้นชาวบ้านพวกนั้นไปถึงอารามแล้วถามภิกษุ  
			<remark  id="s1b5c52l16" />ทั้งหลายว่า พระคุณเจ้าอุปนนท์ไปไหน เจ้าข้า?  
			<remark  id="s1b5c52l17" />	ภิกษุทั้งหลายตอบว่า ท่านพระอุปนันทศากยบุตรนั้นเข้าไปบิณฑบาตในบ้านแล้ว.  
			<remark  id="s1b5c52l18" />	ชาวบ้านสั่งว่า ท่านเจ้าข้า ของเคี้ยวนี้ต้องมอบให้พระคุณเจ้าอุปนนท์ถวายภิกษุสงฆ์.  
			<remark  id="s1b5c52l19" />	ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค. พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุ  
			<remark  id="s1b5c52l20" />ทั้งหลาย ถ้าเช่นนั้น พวกเธอจงรับประเคนเก็บไว้จนกว่าอุปนนท์จะมา.  
			<remark  id="s1b5c52l21" />	ครั้นท่านพระอุปนันทศากยบุตร เข้าไปเยี่ยมตระกูลทั้งหลายก่อนเวลาฉัน แล้วมาถึงต่อ  
			<remark  id="s1b5c52l22" />กลางวัน ก็คราวนั้นเป็นสมัยทุพภิกขภัย ภิกษุทั้งหลายรับสิ่งของเล็กน้อยแล้วห้ามเสียบ้าง พิจารณา  
			<remark  id="s1b5c52l23" />แล้วห้ามเสียบ้าง เป็นอันว่าภิกษุสงฆ์ล้วนเป็นผู้ห้ามภัตรทั้งนั้น ภิกษุทั้งหลายรังเกียจไม่รับประเคน.  
			<remark  id="s1b5c52l24" />	พระผู้มีพระภาคตรัสอนุญาตแก่ภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงรับประเคน  
			<remark  id="s1b5c52l25" />ฉันเถิด เราอนุญาตให้ภิกษุผู้ฉันเสร็จ ห้ามภัตรแล้ว ฉันโภชนะอันไม่เป็นเดน ซึ่งรับประเคนไว้  
			<remark  id="s1b5c52l26" />ในปุเรภัตรได้.  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b5c53" >
		<para id="s1b5c53p">
			<remark  id="s1b5c53l1" />				พระสารีบุตรเถระอาพาธ  
			<remark  id="s1b5c53l2" />	[๕๕] ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ในพระนครราชคฤห์ ตามพระพุทธาภิรมย์  
			<remark  id="s1b5c53l3" />แล้วเสด็จพระพุทธดำเนินมุ่งไปทางพระนครสาวัตถี เสด็จจาริกโดยลำดับ ถึงพระนครสาวัตถี  
			<remark  id="s1b5c53l4" />แล้ว ทราบว่าพระองค์ประทับอยู่ในพระวิหารเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกคหบดี เขต  
			<remark  id="s1b5c53l5" />พระนครสาวัตถีนั้น วันต่อมา ท่านพระสารีบุตรอาพาธเป็นไข้ตัวร้อน ท่านพระมหาโมคคัลลานะ  
			<remark  id="s1b5c53l6" />เข้าไปเยี่ยมท่านพระสารีบุตร ได้ถามท่านพระสารีบุตรว่า อาวุโส สารีบุตร เมื่อก่อนท่านอาพาธ  
			<remark  id="s1b5c53l7" />เป็นไข้ตัวร้อน รักษาหายด้วยเภสัชอะไร?  
			<remark  id="s1b5c53l8" />	ท่านพระสารีบุตรตอบว่า รักษาหายด้วยรากบัวและเง่าบัว.  
			<remark  id="s1b5c53l9" />	จึงท่านพระมหาโมคคัลลานะได้หายตัวไปในพระวิหารเชตวันทันที มาปรากฏอยู่ ณ ริมฝั่ง  
			<remark  id="s1b5c53l10" />สระโบกขรณีมันทากินี เปรียบเหมือนบุรุษมีกำลังเหยียดแขนที่คู้ หรือคู้แขนที่เหยียด ฉะนั้น  
			<remark  id="s1b5c53l11" />	ช้างเชือกหนึ่งได้เห็นท่านพระมหาโมคคัลลานะกำลังมาแต่ไกล ครั้นแล้วได้กล่าวคำนี้  
			<remark  id="s1b5c53l12" />กะท่านพระมหาโมคคัลลานะว่า นิมนต์พระคุณเจ้ามหาโมคคัลลานะมา พระคุณเจ้ามหาโมคคัลลานะ  
			<remark  id="s1b5c53l13" />มาดีแล้ว พระคุณเจ้าต้องประสงค์สิ่งไร ข้าพเจ้าจะถวายสิ่งไร เจ้าข้า?  
			<remark  id="s1b5c53l14" />	ท่านพระมหาโมคคัลลานะตอบว่า ฉันประสงค์เง่าบัวและรากบัว จ้ะ.  
			<remark  id="s1b5c53l15" />	ช้างเชือกนั้นสั่งช้างอีกเชือกหนึ่งทันทีว่า พนาย ผิฉะนั้น เจ้าจงถวายเง่าบัวและรากบัว  
			<remark  id="s1b5c53l16" />แก่พระคุณเจ้า จนพอแก่ความต้องการ.  
			<remark  id="s1b5c53l17" />	จึงช้างเชือกที่ถูกใช้นั้นลงสู่สระโบกขรณีมันทากินี ใช้งวงถอนเง่าบัวและรากบัวล้างน้ำ  
			<remark  id="s1b5c53l18" />ให้สะอาด ม้วนเป็นห่อเข้าไปหาท่านพระมหาโมคคัลลานะ ทันใดนั้น ท่านพระมหาโมคคัลลานะ  
			<remark  id="s1b5c53l19" />ได้หายตัวไปที่ริมฝั่งสระโบกขรณีมันทากินี มาปรากฏตัวที่พระวิหารเชตวัน เปรียบเหมือนบุรุษ  
			<remark  id="s1b5c53l20" />ผู้มีกำลัง เหยียดแขนที่คู้ หรือคู้แขนที่เหยียด ฉะนั้น แม้ช้างเชือกนั้นก็ได้หายไปตรงริมฝั่ง  
			<remark  id="s1b5c53l21" />สระโบกขรณีมันทากินี มาปรากฏตัวที่พระวิหารเชตวัน ได้ประเคนเง่าบัวและรากบัวแก่ท่าน  
			<remark  id="s1b5c53l22" />พระมหาโมคคัลลานะ แล้วหายตัวไปที่พระวิหารเชตวันมาปรากฏตัวที่ริมฝั่งสระโบกขรณีมันทากินี  
			<remark  id="s1b5c53l23" />ลำดับนั้น ท่านพระมหาโมคคัลลานะน้อมเง่าบัวและรากบัวเข้าไปถวายท่านพระสารีบุตร เมื่อ  
			<remark  id="s1b5c53l24" />ท่านพระสารีบุตรฉันเง่าบัวและรากบัวแล้ว โรคไข้ตัวร้อนก็หายทันที เง่าบัวและรากบัวยังเหลืออยู่  
			<remark  id="s1b5c53l25" />มากมาย  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b5c54" >
		<para id="s1b5c54p">
			<remark  id="s1b5c54l1" />	ก็แลสมัยนั้นอัตคัดอาหาร ภิกษุทั้งหลายรับสิ่งของเล็กน้อยแล้วห้ามเสียบ้าง พิจารณา  
			<remark  id="s1b5c54l2" />แล้วห้ามเสียบ้าง เป็นอันว่าภิกษุสงฆ์ล้วนเป็นผู้ห้ามภัตทั้งนั้น ภิกษุทั้งหลายรังเกียจไม่รับ  
			<remark  id="s1b5c54l3" />ประเคน.  
			<remark  id="s1b5c54l4" />	พระผู้มีพระภาคตรัสอนุญาตแก่ภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงรับประเคน  
			<remark  id="s1b5c54l5" />ฉันเถิด เราอนุญาตให้ภิกษุผู้ฉันเสร็จ ห้ามภัตแล้ว ฉันโภชนะอันไม่เป็นเดน ซึ่งเกิดในป่า  
			<remark  id="s1b5c54l6" />เกิดในสระบัว.  
			<remark  id="s1b5c54l7" />			พระพุทธานุญาตผลไม้ที่ใช้เพาะพันธุ์ไม่ได้  
			<remark  id="s1b5c54l8" />	[๕๖] ก็โดยสมัยนั้นแล ในพระนครสาวัตถี มีของฉัน คือ ผลไม้เกิดขึ้นมาก แต่  
			<remark  id="s1b5c54l9" />กัปปิยการกไม่มี ภิกษุทั้งหลายรังเกียจไม่ฉันผลไม้ จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค.  
			<remark  id="s1b5c54l10" />พระผู้มีพระภาคตรัสอนุญาตแก่ภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ฉันผลไม้ที่ใช้  
			<remark  id="s1b5c54l11" />เพาะพันธุ์ไม่ได้ หรือที่ปล้อนเมล็ดออกแล้ว ยังมิได้ทำกัปปะก็ฉันได้.  
			<remark  id="s1b5c54l12" />			พระพุทธบัญญัติห้ามทำสัตถกรรม  
			<remark  id="s1b5c54l13" />	[๕๗] ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ในพระนครสาวัตถีตามพระพุทธาภิรมย์แล้ว  
			<remark  id="s1b5c54l14" />เสด็จพระพุทธดำเนินไปทางพระนครราชคฤห์ เสด็จพระพุทธดำเนินผ่านระยะทางโดยลำดับ  
			<remark  id="s1b5c54l15" />ถึงพระนครราชคฤห์ ทราบว่า พระองค์ประทับอยู่ในพระเวฬุวันวิหารอันเป็นสถานที่พระราชทาน  
			<remark  id="s1b5c54l16" />เหยื่อแก่กระแต เขตพระนครราชคฤห์นั้น คราวนั้นภิกษุรูปหนึ่งอาพาธเป็นโรคริดสีดวงทวาร  
			<remark  id="s1b5c54l17" />นายแพทย์ชื่ออากาสโคตตะกำลังทำการผ่าตัดทวารหนักด้วยศัสตรา ขณะนั้น พระผู้มีพระภาค  
			<remark  id="s1b5c54l18" />เสด็จพระพุทธดำเนินตามเสนาสนะ เสด็จไปถึงวิหารที่อยู่ของภิกษุรูปนั้น นายแพทย์อากาสโคตตะ  
			<remark  id="s1b5c54l19" />ได้เห็นพระผู้มีพระภาคกำลังเสด็จมาแต่ไกล ครั้นแล้วได้ทูลคำนี้แด่พระผู้มีพระภาคว่า ขออาราธนา  
			<remark  id="s1b5c54l20" />ท่านพระโคดมเสด็จมาทอดพระเนตรวัจจมรรคของภิกษุรูปนี้ เหมือนปากคางคก.  
			<remark  id="s1b5c54l21" />				ทรงประชุมภิกษุสงฆ์  
			<remark  id="s1b5c54l22" />	ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงดำริว่า โมฆบุรุษนี้เยาะเย้ยเรา จึงเสด็จกลับจากที่นั้นแล  
			<remark  id="s1b5c54l23" />แล้วรับสั่งให้ประชุมภิกษุสงฆ์ ในเพราะเหตุเป็นเค้ามูลนั้น ในเพราะเหตุแรกเกิดนั้น แล้ว  
			<remark  id="s1b5c54l24" />ทรงสอบถามภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในวิหารหลังโน้น มีภิกษุอาพาธหรือ?
		</para>
	</section>
	<section id="s1b5c55" >
		<para id="s1b5c55p">
			<remark  id="s1b5c55l1" />	ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า มี พระพุทธเจ้าข้า.  
			<remark  id="s1b5c55l2" />	พ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุรูปนั้นอาพาธเป็นอะไร?  
			<remark  id="s1b5c55l3" />	ภิ. ท่านรูปนั้นอาพาธเป็นโรคริดสีดวงทวาร นายแพทย์อากาสโคตตะทำการผ่าตัด  
			<remark  id="s1b5c55l4" />ทวารหนักด้วยศัสตรา พระพุทธเจ้าข้า.  
			<remark  id="s1b5c55l5" />	พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงติเตียนว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย การกระทำของโมฆบุรุษนั้น  
			<remark  id="s1b5c55l6" />ไม่เหมาะ ไม่สม ไม่ควร มิใช่กิจของสมณะ ใช้ไม่ได้ ไม่ควรทำ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ไฉน  
			<remark  id="s1b5c55l7" />โมฆบุรุษนั้นจึงได้ให้ทำสัตถกรรมในที่แคบเล่า ในที่แคบมีผิวเนื้ออ่อน แผลงอกเต็มยาก ผ่าตัด  
			<remark  id="s1b5c55l8" />ไม่สะดวก การกระทำของโมฆบุรุษนั้นไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส ....  
			<remark  id="s1b5c55l9" />ครั้นแล้วทรงทำธรรมีกถา รับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงให้ทำสัตถกรรม  
			<remark  id="s1b5c55l10" />ในที่แคบ รูปใดให้ทำ ต้องอาบัติถุลลัจจัย.  
			<remark  id="s1b5c55l11" />			พระพุทธบัญญัติห้ามทำวัตถิกรรม  
			<remark  id="s1b5c55l12" />	สมัยต่อมา พระฉัพพัคคีย์ทราบว่า พระผู้มีพระภาคทรงห้ามทำการผ่าตัดทวารหนักด้วย  
			<remark  id="s1b5c55l13" />ศัสตรา จึงเลี่ยงให้ทำการรัดหัวไส้ บรรดาภิกษุที่มักน้อย .... ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า  
			<remark  id="s1b5c55l14" />ไฉนพระฉัพพัคคีย์จึงได้ให้ทำวัตถิกรรมเล่า แล้วกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค.  
			<remark  id="s1b5c55l15" />	พระผู้มีพระภาคทรงสอบถามภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข่าวว่า ภิกษุฉัพพัคคีย์  
			<remark  id="s1b5c55l16" />ให้ทำวัตถิกรรม จริงหรือ?  
			<remark  id="s1b5c55l17" />	ภิกษุทั้งหลายทูลรับว่า จริง พระพุทธเจ้าข้า.  
			<remark  id="s1b5c55l18" />	พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงติเตียนว่า .... ครั้นแล้วทรงทำธรรมมีกถา รับสั่งห้ามภิกษุ  
			<remark  id="s1b5c55l19" />ทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงให้ทำสัตถกรรม หรือวัตถิกรรมในที่ประมาณ ๒ นิ้ว  
			<remark  id="s1b5c55l20" />โดยรอบแห่งที่แคบ รูปใดให้ทำ ต้องอาบัติถุลลัจจัย.  
			<remark  id="s1b5c55l21" />			อุบาสิกาสุปปิยาถวายเนื้อขา  
			<remark  id="s1b5c55l22" />	[๕๘] ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ในพระนครราชคฤห์ ตามพระพุทธาภิรมย์  
			<remark  id="s1b5c55l23" />แล้วเสด็จพระพุทธดำเนินไปทางพระนครพาราณสี เสด็จพระพุทธดำเนินผ่านระยะทางโดยลำดับ  
			<remark  id="s1b5c55l24" />ถึงพระนครพาราณสีแล้ว ทราบว่า พระองค์ประทับอยู่ ณ อิสิปตนะมฤคทายวันเขตพระนคร  
			<remark  id="s1b5c55l25" />พาราณสีนั้น สมัยนั้น อุบาสกสุปปิยะและอุบาสิกาสุปปิยา ๒ คน เป็นผู้เลื่อมใส เป็นทายก  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b5c56" >
		<para id="s1b5c56p">
			<remark  id="s1b5c56l1" />กัปปิยการก บำรุงพระสงฆ์อยู่ในพระนครพาราณสี วันหนึ่ง อุบาสิกาสุปปิยาไปสู่อาราม เที่ยว  
			<remark  id="s1b5c56l2" />เยี่ยมวิหารและบริเวณทั่วทุกแห่ง แล้วเรียนถามภิกษุทั้งหลายว่า ภิกษุรูปไรอาพาธ ภิกษุรูปไร  
			<remark  id="s1b5c56l3" />โปรดให้ดิฉันนำอะไรมาถวาย เจ้าข้า.  
			<remark  id="s1b5c56l4" />	ครั้งนั้น ภิกษุรูปหนึ่งดื่มยาถ่ายและได้บอกอุบาสิกาสุปปิยาว่า ดูกรน้องหญิง อาตมา  
			<remark  id="s1b5c56l5" />ดื่มยาถ่าย อาตมาต้องการน้ำเนื้อต้ม  
			<remark  id="s1b5c56l6" />	อุบาสิกาสุปปิยารับคำว่า ดิฉันจักนำมาถวายเป็นพิเศษ เจ้าข้า แล้วไปเรือนสั่งชายคน  
			<remark  id="s1b5c56l7" />รับใช้ว่า เจ้าจงไปหาซื้อเนื้อสัตว์ที่เขาขายมา  
			<remark  id="s1b5c56l8" />	ชายคนรับใช้รับคำอุบาสิกาสุปปิยาว่า ขอรับกระผม แล้วเที่ยวหาซื้อทั่วพระนครพาราณสี  
			<remark  id="s1b5c56l9" />ก็มิได้พบเนื้อสัตว์ที่เขาขาย จึงได้กลับไปหาอุบาสิกาสุปปิยาแล้วเรียนว่า เนื้อสัตว์ที่เขาขายไม่มี  
			<remark  id="s1b5c56l10" />ขอรับ เพราะวันนี้ห้ามฆ่าสัตว์  
			<remark  id="s1b5c56l11" />	จึงอุบาสิกาสุปปิยาได้มีความปริวิตกว่า ภิกษุอาพาธรูปนั้นแล เมื่อไม่ได้ฉันน้ำเนื้อต้ม  
			<remark  id="s1b5c56l12" />อาพาธจักมากขึ้นหรือจักถึงมรณภาพ การที่เรารับคำแล้วไม่จัดหาไปถวายนั้น เป็นการไม่สมควร  
			<remark  id="s1b5c56l13" />แก่เราเลย ดังนี้ แล้วได้หยิบมีดหั่นเนื้อมาเชือดเนื้อขาส่งให้หญิงคนรับใช้สั่งว่า แม่สาวใช้  
			<remark  id="s1b5c56l14" />ผิฉะนั้น แม่จงต้มเนื้อนี้แล้วนำไปถวายภิกษุรูปที่อาพาธอยู่ในวิหารหลังโน้น อนึ่ง ผู้ใดถามถึงฉัน  
			<remark  id="s1b5c56l15" />จงบอกว่าป่วย แล้วเอาผ้าห่มพันขา เข้าห้องนอนบนเตียง.  
			<remark  id="s1b5c56l16" />	ครั้งนั้น อุบาสิกาสุปปิยะไปเรือนแล้วถามหญิงคนรับใช้ว่า แม่สุปปิยาไปไหน?  
			<remark  id="s1b5c56l17" />	หญิงคนรับใช้ตอบว่า คุณนายนอนในห้อง เจ้าข้า.  
			<remark  id="s1b5c56l18" />	จึงอุบาสกสุปปิยะเข้าไปหาอุบาสิกสุปปิยาถึงในห้องนอน แล้วได้ถามว่า เธอนอนทำไม  
			<remark  id="s1b5c56l19" />อุบาสิกา.  
			<remark  id="s1b5c56l20" />	ดิฉันไม่สบายค่ะ อุบาสก.  
			<remark  id="s1b5c56l21" />	เธอป่วยเป็นอะไร.  
			<remark  id="s1b5c56l22" />	ทีนั้น อุบาสิกาสุปปิยาจึงเล่าเรื่องนั้นให้อุบาสกสุปปิยะทราบ  
			<remark  id="s1b5c56l23" />	ขณะนั้น อุบาสกสุปปิยะร่าเริงดีใจว่า อัศจรรย์นักชาวเราไม่เคยมีเลยชาวเรา แม่สุปปิยา  
			<remark  id="s1b5c56l24" />นี้มีศรัทธาเลื่อมใสถึงแก่สละเนื้อของตนเอง สิ่งไรอื่นทำไมนางจักให้ไม่ได้เล่า แล้วเข้าไปเฝ้า  
			<remark  id="s1b5c56l25" />พระผู้มีพระภาค. ถวายบังคมนั่งอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง อุบาสกสุปปิยะนั่งเรียบร้อยแล้ว  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b5c57" >
		<para id="s1b5c57p">
			<remark  id="s1b5c57l1" />ได้กราบทูลคำนี้แด่พระผู้มีพระภาคว่า พระพุทธเจ้าข้า ขอพระผู้มีพระภาคพร้อมด้วยพระสงฆ์  
			<remark  id="s1b5c57l2" />จงทรงกรุณาโปรดรับภัตตาหารของข้าพระพุทธเจ้าในวันพรุ่งนี้เพื่อเจริญมหากุศล และปิติปราโมทย์  
			<remark  id="s1b5c57l3" />แก่ข้าพระพุทธเจ้าด้วยเถิด พระผู้มีพระภาคทรงรับนิมนต์โดยดุษณีภาพ ครั้นอุบาสกสุปปิยะ  
			<remark  id="s1b5c57l4" />ทราบการรับนิมนต์ของพระผู้มีพระภาคแล้วลุกจากที่นั่ง ถวายบังคมพระผู้มีพระภาค ทำประทักษิณ  
			<remark  id="s1b5c57l5" />แล้วกลับไป และสั่งให้ตกแต่งของเคี้ยวของฉันอันประณีตโดยผ่านราตรีนั้น แล้วให้คนไป  
			<remark  id="s1b5c57l6" />กราบทูลภัตกาลแด่พระผู้มีพระภาคว่า ถึงเวลาแล้ว พระพุทธเจ้าข้า ภัตตาหารเสร็จแล้ว.  
			<remark  id="s1b5c57l7" />	ขณะนั้นเป็นเวลาเช้า พระผู้มีพระภาคทรงครองอันตรวาสก แล้วถือบาตรจีวรเสด็จไปสู่  
			<remark  id="s1b5c57l8" />นิเวศน์ของอุบาสกสุปปิยะ ครั้นถึงแล้วประทับนั่งเหนือพุทธอาสน์ที่เขาจัดถวายพร้อมด้วย  
			<remark  id="s1b5c57l9" />พระสงฆ์ จึงอุบาสกสุปปิยะเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค ถวายบังคมแล้วได้ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วน  
			<remark  id="s1b5c57l10" />ข้างหนึ่ง  
			<remark  id="s1b5c57l11" />	พระผู้มีพระภาคได้ตรัสถามอุบาสกสุปปิยะผู้ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งว่า อุบาสิกา  
			<remark  id="s1b5c57l12" />สุปปิยาไปไหน?  
			<remark  id="s1b5c57l13" />	อุ. นางป่วย พระพุทธเจ้าข้า  
			<remark  id="s1b5c57l14" />	พ. ถ้าเช่นนั้น เชิญอุบาสิกาสุปปิยามา  
			<remark  id="s1b5c57l15" />	อุ. นางไม่สามารถ พระพุทธเจ้าข้า  
			<remark  id="s1b5c57l16" />	พ. ถ้าเช่นนั้น พวกเธอช่วยกันพยุงพามา  
			<remark  id="s1b5c57l17" />	ขณะนั้น อุบาสกสุปปิยะได้พยุงอุบาสิกาสุปปิยามาเฝ้า พร้อมกันนางได้เห็นพระผู้มี  
			<remark  id="s1b5c57l18" />พระภาค แผลใหญ่เพียงนั้นได้งอกเต็ม มีผิวพรรณเรียบสนิท เกิดโลมชาติทันที จึงอุบาสกสุปปิยะ  
			<remark  id="s1b5c57l19" />และอุบาสิกาสุปปิยา พากันร่าเริงยินดีว่า อัศจรรย์นักชาวเรา ไม่เคยมีเลยชาวเรา พระตถาคต  
			<remark  id="s1b5c57l20" />ทรงมีฤทธิ์มาก ทรงมีพระอานุภาพมาก เพราะพอเห็นพระองค์เท่านั้น แผลใหญ่โตยังงอกขึ้น  
			<remark  id="s1b5c57l21" />เต็มทันที มีผิวพรรณเรียบสนิท เกิดโลมชาติ แล้วอังคาสภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข  
			<remark  id="s1b5c57l22" />ด้วยชาทนียโภชนียาหารอันประณีตด้วยมือของตน จนยังพระผู้มีพระภาคผู้เสวยเสด็จแล้ว ทรงนำ  
			<remark  id="s1b5c57l23" />พระหัตถ์ออกจากบาตรให้ห้ามภัตรแล้ว นั่งอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง.  
			<remark  id="s1b5c57l24" />	พระผู้มีพระภาค ทรงชี้แจงให้อุบาสกสุปปิยะและอุบาสิกาสุปปิยา เห็นแจ้ง สมาทาน  
			<remark  id="s1b5c57l25" />อาจหาญ ร่าเริงด้วยธรรมีกถาแล้ว ทรงลุกจากที่ประทับเสด็จกลับ.  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b5c58" >
		<para id="s1b5c58p">
			<remark  id="s1b5c58l1" />				ประชุมสงฆ์ทรงสอบถาม  
			<remark  id="s1b5c58l2" />	[๕๙] ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งให้ประชุมภิกษุสงฆ์ในเพราะเหตุเป็นเค้ามูลนั้น  
			<remark  id="s1b5c58l3" />ในเพราะเหตุแรกเกิดนั้น แล้วทรงสอบถามภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุรูปไหน  
			<remark  id="s1b5c58l4" />ขอเนื้อต่ออุบาสิกาสุปปิยา.  
			<remark  id="s1b5c58l5" />	เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสเช่นนี้แล้ว ภิกษุรูปนั้นได้ทูลรับต่อพระผู้มีพระภาคว่า ข้าพระ-  
			<remark  id="s1b5c58l6" />พุทธเจ้า ได้ขอเนื้อต่ออุบาสิกาสุปปิยา พระพุทธเจ้าข้า  
			<remark  id="s1b5c58l7" />	พ. เขานำมาถวายแล้วหรือ ภิกษุ  
			<remark  id="s1b5c58l8" />	ภิ. เขานำมาถวายแล้ว พระพุทธเจ้าข้า  
			<remark  id="s1b5c58l9" />	พ. เธอฉันแล้วหรือ ภิกษุ  
			<remark  id="s1b5c58l10" />	ภิ. ฉันแล้ว พระพุทธเจ้าข้า  
			<remark  id="s1b5c58l11" />	พ. เธอพิจารณาหรือเปล่า ภิกษุ  
			<remark  id="s1b5c58l12" />	ภิ. มิได้พิจารณา พระพุทธเจ้าข้า  
			<remark  id="s1b5c58l13" />					ทรงติเตียน  
			<remark  id="s1b5c58l14" />	พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงติเตียนว่า ดูกรโมฆบุรุษ ไฉนเธอจึงไม่ได้พิจารณา แล้วฉัน  
			<remark  id="s1b5c58l15" />เนื้อเล่า เธอฉันเนื้อมนุษย์แล้ว การกระทำของเธอนั่น ไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของชุมชน  
			<remark  id="s1b5c58l16" />ที่ยังไม่เลื่อมใส .... ครั้นแล้วทรงทำธรรมีกถารับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า  
			<remark  id="s1b5c58l17" />			พระพุทธบัญญัติห้ามฉันเนื้อมนุษย์  
			<remark  id="s1b5c58l18" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรดาคนที่มีศรัทธาเลื่อมใสมีอยู่ เขาสละเนื้อของเขาถวายก็ได้  
			<remark  id="s1b5c58l19" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงฉันเนื้อมนุษย์ รูปใดฉัน ต้องอาบัติถุลลัจจัย อนึ่ง ภิกษุยังมิได้  
			<remark  id="s1b5c58l20" />พิจารณา ไม่พึงฉันเนื้อ รูปใดฉัน ต้องอาบัติทุกกฏ.  
			<remark  id="s1b5c58l21" />			พระพุทธบัญญัติห้ามฉันเนื้อช้าง  
			<remark  id="s1b5c58l22" />	[๖๐] ก็โดยสมัยนั้นแล ช้างหลวงล้มลงหลายเชือก สมัยอัตคัตอาหาร ประชาชน  
			<remark  id="s1b5c58l23" />พากันบริโภคเนื้อช้าง และถวายแก่พวกภิกษุผู้เที่ยวบิณฑบาต ภิกษุทั้งหลายฉันเนื้อช้าง  
			<remark  id="s1b5c58l24" />ประชาชนจึงเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนพระสมณะเชื้อสายพระศากยบุตรจึงได้ฉัน  
			<remark  id="s1b5c58l25" />เนื้อช้างเล่า เพราะช้างเป็นราชพาหนะ ถ้าพระเจ้าอยู่หัวทรงทราบคงไม่ทรงเลื่อมใสต่อพระสมณะ  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b5c59" >
		<para id="s1b5c59p">
			<remark  id="s1b5c59l1" />เหล่านั้นเป็นแน่ ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค. พระผู้มีพระภาคทรงบัญญัติ  
			<remark  id="s1b5c59l2" />ห้ามแก่ภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงฉันเนื้อช้าง รูปใดฉัน ต้องอาบัติทุกกฏ.  
			<remark  id="s1b5c59l3" />			พระพุทธบัญญัติห้ามฉันเนื้อม้า  
			<remark  id="s1b5c59l4" />	สมัยต่อมา ม้าหลวงตายมาก สมัยอัตคัดอาหาร ประชาชนพากันบริโภคเนื้อม้า และ  
			<remark  id="s1b5c59l5" />ถวายแก่ภิกษุผู้เที่ยวบิณฑบาต ภิกษุทั้งหลายฉันเนื้อม้า ประชาชนจึงเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า  
			<remark  id="s1b5c59l6" />ไฉนพระสมณะเชื้อสายพระศากยบุตรจึงได้ฉันเนื้อม้าเล่า เพราะม้าเป็นราชพาหนะ ถ้าพระเจ้าอยู่หัว  
			<remark  id="s1b5c59l7" />ทรงทราบ คงไม่เลื่อมใสต่อพระสมณะเหล่านั้นเป็นแน่ ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มี  
			<remark  id="s1b5c59l8" />พระภาค. พระผู้มีพระภาคทรงบัญญัติห้ามแก่ภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงฉัน  
			<remark  id="s1b5c59l9" />เนื้อม้า รูปใดฉัน ต้องอาบัติทุกกฏ.  
			<remark  id="s1b5c59l10" />			พระพุทธบัญญัติห้ามฉันเนื้อสุนัข  
			<remark  id="s1b5c59l11" />	สมัยต่อมา ถึงคราวอัตคัดอาหาร ประชาชนพากันบริโภคเนื้อสุนัข และถวายแก่พวก  
			<remark  id="s1b5c59l12" />ภิกษุผู้เที่ยวบิณฑบาต ภิกษุทั้งหลายฉันเนื้อสุนัข ประชาชนจึงเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า  
			<remark  id="s1b5c59l13" />ไฉนพระสมณะเชื้อสายพระศากยบุตรจึงได้ฉันเนื้อสุนัขเล่า เพราะสุนัขเป็นสัตว์น่าเกลียด น่าชัง  
			<remark  id="s1b5c59l14" />ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค. พระผู้มีพระภาคทรงบัญญัติห้ามแก่ภิกษุทั้งหลาย  
			<remark  id="s1b5c59l15" />ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงฉันเนื้อสุนัข รูปใดฉัน ต้องอาบัติทุกกฏ.  
			<remark  id="s1b5c59l16" />			พระพุทธบัญญัติห้ามฉันเนื้องู  
			<remark  id="s1b5c59l17" />	สมัยต่อมา ถึงคราวอัตคัดอาหาร ประชาชนพากันบริโภคเนื้องู และถวายแก่พวกภิกษุ  
			<remark  id="s1b5c59l18" />ผู้เที่ยวบิณฑบาต ภิกษุทั้งหลายฉันเนื้องู ประชาชนจึงเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉน  
			<remark  id="s1b5c59l19" />พระสมณะเชื้อสายพระศากยบุตรจึงได้ฉันเนื้องูเล่า เพราะงูเป็นสัตว์น่าเกลียดน่าชัง แม้พระยานาค  
			<remark  id="s1b5c59l20" />ชื่อสุปัสสะก็เข้าไปในพุทธสำนักถวายบังคมพระผู้มีพระภาคแล้วได้ยืนอยู่ ณ ที่ส่วนข้างหนึ่ง  
			<remark  id="s1b5c59l21" />ได้กราบทูลคำนี้แด่พระผู้มีพระภาคว่า พระพุทธเจ้าข้า บรรดาที่ไม่มีศรัทธา ไม่เลื่อมใสมีอยู่  
			<remark  id="s1b5c59l22" />มันคงเบียดเบียนพวกภิกษุจำนวนน้อยบ้าง ของประทานพระวโรกาส พระพุทธเจ้าข้า ขอพระ-  
			<remark  id="s1b5c59l23" />คุณเจ้าทั้งหลายโปรดกรุณาอย่าฉันเนื้องู ลำดับนั้นพระผู้มีพระภาคทรงชี้แจงให้พระยานาคสุปัสสะ  
			<remark  id="s1b5c59l24" />เห็นแจ้ง สมาทาน อาจหาญ ร่าเริงด้วยธรรมีกถา ครั้นพระยานาคสุปัสสะอันพระผู้มีพระภาค  
			<remark  id="s1b5c59l25" />ทรงให้เห็นแจ้งสมาทาน อาจหาญ ร่าเริงด้วยธรรมีกถาแล้วถวายบังคมพระผู้มีพระภาคทำ  
			<remark  id="s1b5c59l26" />ประทักษิณกลับไป 
		</para>
	</section>
	<section id="s1b5c60" >
		<para id="s1b5c60p">
			<remark  id="s1b5c60l1" />	ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงทำธรรมีกถา ในเพราะเหตุเป็นเค้ามูลนั้น ในเพราะเหตุ  
			<remark  id="s1b5c60l2" />แรกเกิดนั้น แล้วรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงฉันเนื้องู รูปใดฉัน  
			<remark  id="s1b5c60l3" />ต้องอาบัติทุกกฏ.  
			<remark  id="s1b5c60l4" />			พระพุทธบัญญัติห้ามฉันเนื้อราชสีห์  
			<remark  id="s1b5c60l5" />	สมัยต่อมา พวกพรานฆ่าราชสีห์แล้วบริโภคเนื้อราชสีห์ และถวายแก่พวกภิกษุผู้เที่ยว  
			<remark  id="s1b5c60l6" />บิณฑบาต พวกภิกษุฉันเนื้อราชสีห์แล้วอยู่ในป่า ฝูงราชสีห์ฆ่าพวกภิกษุเสีย เพราะได้กลิ่นเนื้อ  
			<remark  id="s1b5c60l7" />ราชสีห์ ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค. พระผู้มีพระภาคทรงบัญญัติห้ามภิกษุ  
			<remark  id="s1b5c60l8" />ทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงฉันเนื้อราชสีห์ รูปใดฉัน ต้องอาบัติทุกกฏ.  
			<remark  id="s1b5c60l9" />			พระพุทธบัญญัติห้ามฉันเนื้อเสือโคร่ง  
			<remark  id="s1b5c60l10" />	สมัยต่อมา พวกพรานฆ่าเสือโคร่งแล้วบริโภคเนื้อเสือโคร่งและถวายแก่พวกภิกษุผู้เที่ยว  
			<remark  id="s1b5c60l11" />บิณฑบาต พวกภิกษุฉันเสือโคร่งแล้วอยู่ในป่า เหล่าเสือโคร่งฆ่าพวกภิกษุเสียเพราะได้กลิ่นเนื้อ  
			<remark  id="s1b5c60l12" />เสือโคร่ง ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค. พระผู้มีพระภาคทรงบัญญัติห้าม  
			<remark  id="s1b5c60l13" />ภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงฉันเนื้อเสือโคร่ง รูปใดฉัน ต้องอาบัติทุกกฏ.  
			<remark  id="s1b5c60l14" />			พระพุทธบัญญัติห้ามฉันเนื้อเสือเหลือง  
			<remark  id="s1b5c60l15" />	สมัยต่อมา พวกพรานฆ่าเสือเหลือง แล้วบริโภคเนื้อเสือเหลืองและถวายแก่พวกภิกษุ  
			<remark  id="s1b5c60l16" />ผู้เที่ยวบิณฑบาต พวกภิกษุฉันเนื้อเสือเหลืองแล้วอยู่ในป่า เหล่าเสือเหลืองฆ่าพวกภิกษุเสีย  
			<remark  id="s1b5c60l17" />เพราะได้กลิ่นเนื้อเสือเหลือง ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค. พระผู้มีพระภาค  
			<remark  id="s1b5c60l18" />ทรงบัญญัติห้ามภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงฉันเนื้อเสือเหลือง รูปใดฉัน  
			<remark  id="s1b5c60l19" />ต้องอาบัติทุกกฏ.  
			<remark  id="s1b5c60l20" />			พระพุทธบัญญัติห้ามฉันเนื้อหมี  
			<remark  id="s1b5c60l21" />	สมัยต่อมา พวกพรานฆ่าหมีแล้วบริโภคเนื้อหมี และถวายแก่พวกภิกษุผู้เที่ยวบิณฑบาต  
			<remark  id="s1b5c60l22" />พวกภิกษุฉันหมีแล้วอยู่ในป่าเหล่าหมีฆ่าพวกภิกษุเสียเพราะได้กลิ่นเนื้อหมี ภิกษุทั้งหลายกราบทูล  
			<remark  id="s1b5c60l23" />เรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค. พระผู้มีพระภาคทรงบัญญัติห้ามภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย  
			<remark  id="s1b5c60l24" />ภิกษุไม่พึงฉันเนื้อหมี รูปใดฉัน ต้องอาบัติทุกกฏ.  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b5c61" >
		<para id="s1b5c61p">
			<remark  id="s1b5c61l1" />			พระพุทธบัญญัติห้ามฉันเนื้อเสือดาว  
			<remark  id="s1b5c61l2" />	สมัยต่อมา พวกพรานฆ่าเสือดาวแล้วบริโภคเนื้อเสือดาว และถวายแก่พวกภิกษุผู้เที่ยว  
			<remark  id="s1b5c61l3" />บิณฑบาต พวกภิกษุฉันเนื้อเสือดาวแล้วอยู่ในป่า เหล่าเสือดาวฆ่าพวกภิกษุเสีย เพราะได้กลิ่น  
			<remark  id="s1b5c61l4" />เนื้อเสือดาว ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค. พระผู้มีพระภาค ทรงบัญญัติ  
			<remark  id="s1b5c61l5" />ห้ามภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงฉันเนื้อเสือดาว รูปใดฉัน ต้องอาบัติทุกกฏ.  
			<remark  id="s1b5c61l6" />				สุปปิยภาณวาร ที่ ๒ จบ.  
			<remark  id="s1b5c61l7" />				_________________  
			<remark  id="s1b5c61l8" />		เรื่องพราหมณ์ถวายยาคูและขนมปรุงด้วยน้ำหวาน  
			<remark  id="s1b5c61l9" />	[๖๑] ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ในพระนครพาราณสี ตามพระพุทธาภิรมณ์  
			<remark  id="s1b5c61l10" />แล้วเสด็จพระพุทธดำเนินมุ่งไปทางอันธกวินทะชนบท พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ประมาณ  
			<remark  id="s1b5c61l11" />๑,๒๕๐ รูป คราวนั้นประชาชนชาวชนบทบรรทุกเกลือบ้างน้ำมันบ้าง ข้าวสารบ้าง ของควรเคี้ยว  
			<remark  id="s1b5c61l12" />บ้าง เป็นอันมากมาในเกวียน เดินติดตามภิกษุสงฆ์ มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุขมาข้างหลังๆ  
			<remark  id="s1b5c61l13" />ด้วยตั้งใจว่า ได้โอกาสเมื่อใดจักทำภัตตาหารถวายเมื่อนั้น อนึ่ง คนกินเดนประมาณ ๕๐๐ คน  
			<remark  id="s1b5c61l14" />ก็พลอยเดินติดตามไปด้วย ครั้นพระผู้มีพระภาคเสด็จพระพุทธดำเนินผ่านระยะทางโดยลำดับ  
			<remark  id="s1b5c61l15" />เสด็จถึงอันธกวินทชนบท.  
			<remark  id="s1b5c61l16" />	ขณะนั้นพราหมณ์คนหนึ่ง ยังหาโอกาสไม่ได้ จึงดำริในใจว่าเราเดินติดตามภิกษุสงฆ์  
			<remark  id="s1b5c61l17" />มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุขมากว่า ๒ เดือนแล้ว ด้วยหมายใจว่าได้โอกาสเมื่อใด จักทำภัตตาหาร  
			<remark  id="s1b5c61l18" />ถวายเมื่อนั้น แต่ก็หาโอกาสไม่ได้ อนึ่ง เราตัวคนเดียวและยังเสียประโยชน์ทางฆราวาสไปมาก  
			<remark  id="s1b5c61l19" />ไฉนหนอ เราพึงตรวจดูโรงอาหาร สิ่งใดไม่มีในโรงอาหาร เราพึงตกแต่งสิ่งนั้นถวาย แล้วจึง  
			<remark  id="s1b5c61l20" />ตรวจดูโรงอาหารมิได้เห็นมีของ ๒ สิ่ง คือยาคู ๑ ขนมปรุงด้วยน้ำหวาน ๑ จึงเข้าไปหาท่านพระ  
			<remark  id="s1b5c61l21" />อานนท์ถึงสำนัก ครั้นแล้วได้กราบเรียนคำนี้แด่ท่านอานนท์ว่า ข้าแต่พระคุณเจ้าอานนท์ ข้าพเจ้า  
			<remark  id="s1b5c61l22" />หาโอกาสในที่นี้ไม่ได้จึงได้ดำริในใจว่า ตนเดินติดตามภิกษุสงฆ์ มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุขมา 
		</para>
	</section>
	<section id="s1b5c62" >
		<para id="s1b5c62p">
			<remark  id="s1b5c62l1" />กว่า ๒ เดือนแล้ว ด้วยหมายใจว่าได้โอกาสเมื่อใด จักทำภัตตาหารถวายเมื่อนั้น แต่ก็หาโอกาส  
			<remark  id="s1b5c62l2" />ไม่ได้ อนึ่ง ตนตัวคนเดียวและยังเสียประโยชน์ทางฆราวาสของตนไปมาก ไฉนหนอ ตนพึง  
			<remark  id="s1b5c62l3" />ตรวจดูโรงอาหาร สิ่งใดไม่มีในโรงอาหาร พึงตกแต่งสิ่งนั้นถวาย ดังนี้ ข้าแต่พระคุณเจ้าอานนท์  
			<remark  id="s1b5c62l4" />ข้าพเจ้านั้นตรวจดูโรงอาหาร มิได้เห็นมีของ ๒ สิ่ง คือ ยาคู ๑ ขนมปรุงด้วยน้ำหวาน ๑ ถ้า  
			<remark  id="s1b5c62l5" />ข้าพเจ้าตกแต่งยาคู และขนมปรุงด้วยน้ำหวานถวาย ท่านพระโคดมจะพึงรับของข้าพเจ้าไหม  
			<remark  id="s1b5c62l6" />เจ้าข้า?  
			<remark  id="s1b5c62l7" />	ท่านพระอานนท์กล่าวว่า ดูกรพราหมณ์ ถ้าเช่นนั้นฉันจักทูลถามพระผู้มีพระภาค ดังนี้  
			<remark  id="s1b5c62l8" />แล้วกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคทันที.  
			<remark  id="s1b5c62l9" />	พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรอานนท์ ถ้าเช่นนั้นพราหมณ์จงตกแต่ง ถวายเถิด.  
			<remark  id="s1b5c62l10" />	ท่านพระอานนท์ บอกพราหมณ์ว่า ดูกรพราหมณ์ ถ้าเช่นนั้นท่านตกแต่งถวายได้ละ.  
			<remark  id="s1b5c62l11" />	จึงพราหมณ์นั้นตกแต่งยาคูและขนมปรุงด้วยน้ำหวานมากมายโดยผ่านราตรีนั้น แล้วน้อม  
			<remark  id="s1b5c62l12" />เข้าไปถวายแด่พระผู้มีพระภาคกราบทูลว่า ขอท่านพระโคดมโปรดกรุณารับยาคูและขนมปรุงด้วย  
			<remark  id="s1b5c62l13" />น้ำหวานของข้าพระพุทธเจ้าด้วยเถิด.  
			<remark  id="s1b5c62l14" />	พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรพราหมณ์ ถ้าเช่นนั้นเธอจงถวายแก่ภิกษุทั้งหลายๆ รังเกียจ  
			<remark  id="s1b5c62l15" />ไม่รับ พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงรับประเคนฉันเถิด.  
			<remark  id="s1b5c62l16" />	จึงพราหมณ์นั้นอังคาสภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข ด้วยยาคูและขนมปรุงด้วย  
			<remark  id="s1b5c62l17" />น้ำหวานมากมายด้วยมือของตน จนยังพระผู้มีพระภาคผู้เสวยเสร็จล้างพระหัตถ์แล้ว ทรงนำ  
			<remark  id="s1b5c62l18" />พระหัตถ์ออกจากบาตร ให้ห้ามภัตรแล้ว จึงนั่งอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง.  
			<remark  id="s1b5c62l19" />				ข้าวยาคูมีคุณ ๑๐ อย่าง  
			<remark  id="s1b5c62l20" />	พระผู้มีพระภาคได้ตรัสพระพุทธพจน์นี้กะพราหมณ์นั้น ผู้นั่งอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งว่า  
			<remark  id="s1b5c62l21" />ดูกรพราหมณ์ ข้าวยาคูมีคุณ ๑๐ อย่างนี้ ๑๐ อย่างเป็นไฉน คือผู้ให้ข้าวยาคู ชื่อว่าให้อายุ ๑  
			<remark  id="s1b5c62l22" />ให้วรรณะ ๑ ให้สุข ๑ ให้กำลัง ๑ ให้ปฏิภาณ ๑ ข้าวยาคูที่ดื่มแล้วกำจัดความหิว ๑ บรรเทาความ  
			<remark  id="s1b5c62l23" />ระหาย ๑ ทำลมให้เดินคล่อง ๑ ล้างลำไส้ ๑ ย่อยอาหารใหม่ที่เหลืออยู่ ๑ ดูกรพราหมณ์ ข้าวยาคู  
			<remark  id="s1b5c62l24" />มีคุณ ๑๐ อย่างนี้แล.  
			<remark  id="s1b5c62l25" />	พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไวยากรณ์พจน์นี้ ครั้นแล้วพระสุคตผู้พระศาสดาจึงได้ตรัสคาถา  
			<remark  id="s1b5c62l26" />อนุโมทนานี้ต่อไปในภายหลัง ว่าดังนี้:-  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b5c63" >
		<para id="s1b5c63p">
			<remark  id="s1b5c63l1" />				คาถาอนุโมทนา  
			<remark  id="s1b5c63l2" />	[๖๒] ทายกใดถวายข้าวยาคูโดยเคารพตามกาล แก่ปฏิคาหก  
			<remark  id="s1b5c63l3" />		ผู้สำรวมแล้ว บริโภคโภชนาอันผู้อื่นถวาย ทายกนั้น  
			<remark  id="s1b5c63l4" />		ชื่อว่าตามเพิ่มให้ซึ่งสถานะ ๑๐ อย่างแก่ปฏิคาหกนั้น อายุ  
			<remark  id="s1b5c63l5" />		วรรณะ สุขะ พละ และปฏิภาณ ย่อมเกิดแก่ปฏิคาหกนั้น  
			<remark  id="s1b5c63l6" />		แต่นั้นยาคูย่อมกำจัดความหิว ความระหาย ทำลมให้เดิน  
			<remark  id="s1b5c63l7" />		คล่อง ล้างลำไส้ และย่อยอาหาร ยาคูนั้นพระสุคตตรัส  
			<remark  id="s1b5c63l8" />		สรรเสริญว่าเป็นเภสัช เพราะเหตุนั้นแล มนุษย์ชนที่ต้อง  
			<remark  id="s1b5c63l9" />		การสุขยั่งยืน ปรารถนาสุขที่เลิศ หรืออยากได้ความงามอัน  
			<remark  id="s1b5c63l10" />		เพริศพริ้งในมนุษย์ จึงควรแท้เพื่อถวายข้าวยาคู.  
			<remark  id="s1b5c63l11" />		พระพุทธานุญาตข้าวยาคูและขนมปรุงด้วยน้ำหวาน  
			<remark  id="s1b5c63l12" />	[๖๓] ครั้นพระผู้มีพระภาคทรงอนุโมทนาแก่พราหมณ์นั้นด้วย ๓ คาถานี้แล้ว เสด็จลุก  
			<remark  id="s1b5c63l13" />จากที่ประทับกลับไป.  
			<remark  id="s1b5c63l14" />	ครั้นแล้วพระผู้มีพระภาคทรงทำธรรมีกถา ในเพราะเหตุเป็นเค้ามูลนั้น ในเพราะเหตุ  
			<remark  id="s1b5c63l15" />แรกเกิดนั้น แล้วรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตข้าวยาคู และขนม  
			<remark  id="s1b5c63l16" />ปรุงด้วยน้ำหวาน.  
			<remark  id="s1b5c63l17" />			เรื่องมหาอำมาตย์ผู้เริ่มเลื่อมใส  
			<remark  id="s1b5c63l18" />	[๖๔] ประชาชนทราบข่าวว่า พระผู้มีพระภาคทรงอนุญาตยาคูและขนมปรุงด้วยน้ำหวาน  
			<remark  id="s1b5c63l19" />แก่ภิกษุทั้งหลาย จึงตกแต่งยาคูที่แข้นและขนมปรุงด้วยน้ำหวานถวายแต่เช้า ภิกษุทั้งหลายที่ได้  
			<remark  id="s1b5c63l20" />รับอังคาสด้วยยาคูที่แข้นและขนมปรุงด้วยน้ำหวานแต่เช้า ฉันภัตตาหารในโรงอาหารไม่ได้ตามที่  
			<remark  id="s1b5c63l21" />คาดหมาย คราวนั้น มหาอำมาตย์คนหนึ่งผู้เริ่มเลื่อมใส ได้นิมนต์ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็น  
			<remark  id="s1b5c63l22" />ประมุขเพื่อฉันในวันรุ่งขึ้นและได้มีความคิดว่า ถ้ากระไร เราพึงตกแต่งสำหรับมังสะ ๑,๒๕๐ ที่  
			<remark  id="s1b5c63l23" />เพื่อภิกษุ ๑,๒๕๐ รูป น้อมเข้าไปถวายภิกษุรูปละ ๑ สำรับ แล้วสั่งให้ตกแต่งขาทนียโภชนียาหาร  
			<remark  id="s1b5c63l24" />อันประณีตและสำรับมังสะ ๑,๒๕๐ ที่ โดยผ่านราตรีนั้น แล้วสั่งให้เจ้าพนักงานไปกราบทูล  
			<remark  id="s1b5c63l25" />ภัตกาลแด่พระผู้มีพระภาคว่า ถึงเวลาแล้ว พระพุทธเจ้าข้า ภัตตาหารสำเร็จแล้ว. 
		</para>
	</section>
	<section id="s1b5c64" >
		<para id="s1b5c64p">
			<remark  id="s1b5c64l1" />	ครั้นเวลาเช้า พระผู้มีพระภาคทรงครองอันตรวาสกแล้ว ถือบาตรจีวรเสด็จพระพุทธ  
			<remark  id="s1b5c64l2" />ดำเนินสู่นิเวศน์ของมหาอำมาตย์ผู้เริ่มเลื่อมใสนั้นแล้ว ประทับนั่งเหนือพระพุทธอาสน์ที่เขาจัด  
			<remark  id="s1b5c64l3" />ถวาย พร้อมด้วยพระสงฆ์ จึงมหาอำมาตย์ผู้เริ่มเลื่อมใสนั้น อังคาสภิกษุทั้งหลายอยู่ในโรงอาหาร  
			<remark  id="s1b5c64l4" />	ภิกษุทั้งหลายพูดอย่างนี้ว่า จงถวายแต่น้อยเถิดท่าน จงถวายแต่น้อยเถิดท่าน  
			<remark  id="s1b5c64l5" />	ท่านมหาอำมาตย์กราบเรียนว่า ท่านเจ้าข้า ขอท่านทั้งหลายอย่ารับแต่น้อยๆ ด้วยคิดว่า  
			<remark  id="s1b5c64l6" />นี่เป็นมหาอำมาตย์ที่เริ่มเลื่อมใส กระผมตกแต่งขาทนียโภชนียาหารไว้มาก กับสำรับมังสะ  
			<remark  id="s1b5c64l7" />๑,๒๕๐ ที่ จักน้อมเข้าไปถวายภิกษุรูปละ ๑ สำรับ ขอท่านทั้งหลายกรุณารับให้พอแก่ความ  
			<remark  id="s1b5c64l8" />ต้องการเถิด เจ้าข้า  
			<remark  id="s1b5c64l9" />	ภิกษุทั้งหลายว่า ท่าน พวกอาตมภาพรับแต่น้อยๆ มิใช่เพราะเหตุนั้นเลย แต่เพราะ  
			<remark  id="s1b5c64l10" />พวกอาตมภาพได้รับอังคาสด้วยยาคูที่แข้น และขนมปรุงด้วยน้ำหวานแต่เช้า ฉะนั้น พวก  
			<remark  id="s1b5c64l11" />อาตมภาพจึงขอรับแต่น้อยๆ  
			<remark  id="s1b5c64l12" />	ทันใดนั้น มหาอำมาตย์ผู้เริ่มเลื่อมใสนั้นจึงเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนพระ  
			<remark  id="s1b5c64l13" />คุณเจ้าทั้งหลาย อันกระผมนิมนต์แล้วจึงได้ฉันยาคูที่แข้นของผู้อื่นเล่า กระผมไม่สามารถจะถวาย  
			<remark  id="s1b5c64l14" />ให้พอแก่ความต้องการหรือ แล้วโกรธไม่พอใจ เพ่งจะหาโทษให้ ได้บรรจุบาตรของภิกษุทั้งหลาย  
			<remark  id="s1b5c64l15" />เต็มพลางกล่าวว่า ท่านทั้งหลายจะฉันก็ได้ นำไปก็ได้ ครั้นแล้วอังคาสภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้า  
			<remark  id="s1b5c64l16" />เป็นประมุข ด้วยขาทนียโภชนียาหารอันประณีตด้วยมือของตน จนยังพระผู้มีพระภาคผู้เสวย  
			<remark  id="s1b5c64l17" />เสร็จแล้ว นำพระหัตถ์ออกจากบาตรให้ห้ามภัตรแล้ว นั่งเฝ้าอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง  
			<remark  id="s1b5c64l18" />	พระผู้มีพระภาค ทรงชี้แจงแก่มหาอำมาตย์ผู้เริ่มเลื่อมใสนั้น ซึ่งนั่งเฝ้าอยู่ ณ ที่ควรส่วน  
			<remark  id="s1b5c64l19" />ข้างหนึ่ง ให้เห็นแจ้ง สมาทาน อาจหาญ ร่าเริง ด้วยธรรมีกถาแล้ว ทรงลุกจากที่ประทับ  
			<remark  id="s1b5c64l20" />เสด็จกลับ เมื่อพระผู้มีพระภาคเสด็จกลับไม่ทันนาน มหาอำมาตย์ผู้เริ่มเลื่อมใสนั้นได้บังเกิด  
			<remark  id="s1b5c64l21" />ความรำคาญและความเดือดร้อนว่า มิใช่ลาภของเราหนอ ลาภของเราไม่มีหนอ เราได้ชั่วแล้วหนอ  
			<remark  id="s1b5c64l22" />เราไม่ได้ดีแล้วหนอ เพราะเราโกรธไม่พอใจ เพ่งจะหาโทษให้ ได้บรรจุบาตรของภิกษุทั้งหลาย  
			<remark  id="s1b5c64l23" />เต็มพลางกล่าวว่า ท่านทั้งหลายจะฉันก็ได้ นำไปก็ได้ อะไรหนอแล เราสร้างสมมาก คือ บุญ  
			<remark  id="s1b5c64l24" />หรือบาป ครั้นแล้วเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถวายบังคมนั่งอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง จึงกราบทูล  
			<remark  id="s1b5c64l25" />ว่า พระพุทธเจ้าข้า เมื่อพระผู้มีพระภาคเสด็จกลับไม่ทันนาน ความรำคาญและความเดือดร้อน  
			<remark  id="s1b5c64l26" />ได้บังเกิดแก่ข้าพระพุทธเจ้า ณ ที่นั้นว่า มิใช่ลาภของข้าพระพุทธเจ้าหนอ ลาภของข้าพระพุทธเจ้า  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b5c65" >
		<para id="s1b5c65p">
			<remark  id="s1b5c65l1" />ไม่มีหนอ ข้าพระพุทธเจ้าได้ชั่วแล้วหนอ ข้าพระพุทธเจ้าไม่ได้ดีแล้วหนอ เพราะข้าพระพุทธเจ้า  
			<remark  id="s1b5c65l2" />โกรธไม่พอใจ เพ่งจะหาโทษให้ ได้บรรจุบาตรของภิกษุทั้งหลายเต็มพลางกล่าวว่า ท่านทั้งหลาย  
			<remark  id="s1b5c65l3" />จะฉันก็ได้ นำไปก็ได้ อะไรหนอแล ข้าพระพุทธเจ้าสร้างสมไว้มาก คือ บุญหรือบาป ดังนี้  
			<remark  id="s1b5c65l4" />อะไรกันแน่ที่ข้าพระพุทธเจ้าสร้างสมมาก คือ บุญหรือบาป พระพุทธเจ้าข้า?  
			<remark  id="s1b5c65l5" />	พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า อาวุโส ท่านนิมนต์ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข  
			<remark  id="s1b5c65l6" />เพื่อเจริญบุญกุศลและปิติปราโมทย์ในวันพรุ่งนี้ด้วยทานอันเลิศใด ท่านชื่อว่าสร้างสมบุญไว้มาก  
			<remark  id="s1b5c65l7" />เพราะทานอันเลิศนั้น เมล็ดข้าวสุกเมล็ดหนึ่งๆ ของท่าน อันภิกษุรูปหนึ่งๆ ผู้เลิศด้วยคุณสมบัติ  
			<remark  id="s1b5c65l8" />อันใด รับไปแล้ว ท่านชื่อว่าสร้างสมบุญไว้มาก เพราะภิกษุผู้เลิศด้วยคุณสมบัติอันนั้น สวรรค์  
			<remark  id="s1b5c65l9" />เป็นอันท่านปรารภไว้แล้ว.  
			<remark  id="s1b5c65l10" />	ลำดับนั้น มหาอำมาตย์ผู้เริ่มเลื่อมใสนั้น ได้ทราบว่าเป็นลาภของตน ตนได้ดีแล้ว  
			<remark  id="s1b5c65l11" />สวรรค์อันตนปรารภไว้แล้ว ก็ร่าเริง ดีใจลุกจากที่นั่งถวายบังคมพระผู้มีพระภาค ทำประทักษิณ  
			<remark  id="s1b5c65l12" />แล้วกลับไป.  
			<remark  id="s1b5c65l13" />				ประชุมสงฆ์ทรงสอบถาม  
			<remark  id="s1b5c65l14" />	ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งให้ประชุมภิกษุสงฆ์ ในเพราะเหตุเป็นเค้ามูลนั้น  
			<remark  id="s1b5c65l15" />ในเพราะเหตุแรกเกิดนั้น แล้วทรงสอบถามภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข่าวว่า ภิกษุ-  
			<remark  id="s1b5c65l16" />ทั้งหลายอันทายกนิมนต์ไว้แห่งอื่น ฉันยาคูที่แข้นของผู้อื่นจริงหรือ?  
			<remark  id="s1b5c65l17" />	ภิกษุทั้งหลายทูลรับว่า จริง พระพุทธเจ้าข้า.  
			<remark  id="s1b5c65l18" />			พระพุทธบัญญัติห้ามฉันยาคูที่แข้น  
			<remark  id="s1b5c65l19" />	พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า ทรงติเตียนว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ไฉนโมฆบุรุษเหล่านั้น  
			<remark  id="s1b5c65l20" />อันทายกนิมนต์ไว้แห่งอื่น จึงได้ฉันยาคูที่แข้นของผู้อื่นเล่า การกระทำของพวกโมฆบุรุษนั่น  
			<remark  id="s1b5c65l21" />ไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส .... ครั้นแล้วทรงทำธรรมีกถารับสั่งกะภิกษุ-  
			<remark  id="s1b5c65l22" />ทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุอันทายกนิมนต์ไว้แห่งอื่น ไม่พึงฉันยาคูที่แข้นของผู้อื่น  
			<remark  id="s1b5c65l23" />รูปใดฉัน พึงปรับอาบัติตามธรรม.  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b5c66" >
		<para id="s1b5c66p">
			<remark  id="s1b5c66l1" />			เรื่องพราหมณ์เวลัฏฐกัจจานะถวายงบน้ำอ้อย  
			<remark  id="s1b5c66l2" />	[๖๕] ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ในอันธกวินทชนบทตามพระพุทธาภิรมย์ แล้ว  
			<remark  id="s1b5c66l3" />เสด็จพระพุทธดำเนินมุ่งไปทางพระนครราชคฤห์ พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ประมาณ ๑,๒๕๐ รูป  
			<remark  id="s1b5c66l4" />คราวนั้น พราหมณ์เวลัฏฐกัจจานะ เดินทางไกลแต่พระนครราชคฤห์ไปยังอันธกวินทชนบท  
			<remark  id="s1b5c66l5" />พร้อมด้วยเกวียนประมาณ ๕๐๐ เล่มล้วนบรรทุกหม้องบน้ำอ้อยเต็มทุกเล่ม พระผู้มีพระภาค  
			<remark  id="s1b5c66l6" />ทอดพระเนตรเห็นเวลัฏฐกัจจานะกำลังมาแต่ไกล ครั้นแล้ว เสด็จแวะออกจากทางประทับนั่ง  
			<remark  id="s1b5c66l7" />ณ โคนไม้แห่งหนึ่ง.  
			<remark  id="s1b5c66l8" />	จึงพราหมณ์เวลัฏฐกัจจานะ เดินเข้าไปถึงที่ประทับ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาค แล้ว  
			<remark  id="s1b5c66l9" />ได้ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้ทูลคำนี้แด่พระผู้มีพระภาคว่า พระพุทธเจ้าข้า  
			<remark  id="s1b5c66l10" />ข้าพระพุทธเจ้าปรารถนาจะถวายงบน้ำอ้อย แก่ภิกษุรูปละ ๑ หม้อ.  
			<remark  id="s1b5c66l11" />	พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรกัจจานะ ถ้าเช่นนั้น เธอจงนำงบน้ำอ้อยมาแต่เพียง  
			<remark  id="s1b5c66l12" />หม้อเดียว.  
			<remark  id="s1b5c66l13" />	พราหมณ์เวลัฏฐกัจจานะทูลรับสนองพระพุทธดำรัสว่า เป็นอย่างนั้น พระพุทธเจ้าข้า  
			<remark  id="s1b5c66l14" />แล้วนำงบน้ำอ้อยมาแต่หม้อเดียว เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค แล้วได้ทูลคำนี้แด่พระผู้มีพระภาคว่า  
			<remark  id="s1b5c66l15" />หม้องบน้ำอ้อย ข้าพระพุทธเจ้านำมาแล้ว พระพุทธเจ้าข้า ข้าพระพุทธเจ้าจะปฏิบัติอย่างไร  
			<remark  id="s1b5c66l16" />ต่อไป.  
			<remark  id="s1b5c66l17" />	พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรกัจจานะ ถ้าเช่นนั้น เธอจงถวายงบน้ำอ้อยแก่ภิกษุทั้งหลาย.  
			<remark  id="s1b5c66l18" />	พราหมณ์เวลัฏฐกัจจานะ ทูลรับสนองพระพุทธดำรัสว่า เป็นอย่างนั้น พระพุทธเจ้าข้า  
			<remark  id="s1b5c66l19" />แล้วถวายงบน้ำอ้อยแก่ภิกษุทั้งหลาย แล้วได้ทูลคำนี้แด่พระผู้มีพระภาคว่า งบน้ำอ้อยข้าพระพุทธเจ้า  
			<remark  id="s1b5c66l20" />ถวายแก่ภิกษุทั้งหลาย พระพุทธเจ้าข้า แต่งบน้ำอ้อยนี้ยังเหลืออยู่มาก ข้าพระพุทธเจ้าจะปฏิบัติ  
			<remark  id="s1b5c66l21" />อย่างไร พระพุทธเจ้าข้า.  
			<remark  id="s1b5c66l22" />	พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูกรกัจจานะ ถ้าอย่างนั้น เธอจงถวายงบน้ำอ้อยแก่ภิกษุ  
			<remark  id="s1b5c66l23" />ทั้งหลายจนพอแก่ความต้องการ.  
			<remark  id="s1b5c66l24" />	พราหมณ์เวลัฏฐกัจจานะ ทูลรับสนองพระพุทธดำรัสว่า เป็นอย่างนั้น พระพุทธเจ้าข้า  
			<remark  id="s1b5c66l25" />แล้วถวายงบน้ำอ้อยแก่ภิกษุทุกรูป จนพอแก่ความต้องการ แล้วได้ทูลคำนี้แด่พระผู้มีพระภาคว่า  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b5c67" >
		<para id="s1b5c67p">
			<remark  id="s1b5c67l1" />งบน้ำอ้อยข้าพระพุทธเจ้าถวายแก่ภิกษุทั้งหลาย จนพอแก่ความต้องการแล้ว พระพุทธเจ้าข้า  
			<remark  id="s1b5c67l2" />แต่งบน้ำอ้อยนี้ยังเหลืออยู่มาก ข้าพระพุทธเจ้าจะปฏิบัติอย่างไร พระพุทธเจ้าข้า.  
			<remark  id="s1b5c67l3" />	พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรกัจจานะ ถ้าเช่นนั้น เธอจงอังคาสภิกษุทั้งหลายด้วยงบ  
			<remark  id="s1b5c67l4" />น้ำอ้อยให้อิ่มหนำ.  
			<remark  id="s1b5c67l5" />	พราหมณ์เวลัฏฐกัจจานะทูลรับสนองพระพุทธดำรัสว่า เป็นอย่างนั้น พระพุทธเจ้าข้า  
			<remark  id="s1b5c67l6" />แล้วอังคาสภิกษุทั้งหลายด้วยงบน้ำอ้อยให้อิ่มหนำ ภิกษุบางพวกบรรจุงบน้ำอ้อยเต็มบาตรบ้าง  
			<remark  id="s1b5c67l7" />เต็มหม้อกรองน้ำบ้าง เต็มถุงย่ามบ้าง ครั้นพราหมณ์เวลัฏฐกัจจานะอังคาสภิกษุทั้งหลายด้วยงบ  
			<remark  id="s1b5c67l8" />น้ำอ้อยให้อิ่มหนำแล้วได้ทูลคำนี้แด่พระผู้มีพระภาคว่า ภิกษุทั้งหลายอันข้าพระพุทธเจ้าอังคาส  
			<remark  id="s1b5c67l9" />ด้วยงบน้ำอ้อยให้อิ่มหนำแล้ว พระพุทธเจ้าข้า แต่งบน้ำอ้อยนี้ยังเหลืออยู่มาก พระพุทธเจ้าข้า  
			<remark  id="s1b5c67l10" />แต่งบน้ำอ้อยนี้ยังเหลืออยู่มาก ข้าพระพุทธเจ้าจะปฏิบัติอย่างไร พระพุทธเจ้าข้า.  
			<remark  id="s1b5c67l11" />	พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรกัจจานะ ถ้าเช่นนั้น เธอจงให้งบน้ำอ้อยแก่พวกคนกินเดน.  
			<remark  id="s1b5c67l12" />	พราหมณ์เวลัฏฐกัจจานะ ทูลรับสนองพระพุทธดำรัสว่า เป็นอย่างนั้น พระพุทธเจ้าข้า.  
			<remark  id="s1b5c67l13" />แล้วจึงให้งบน้ำอ้อยแก่พวกคนกินเดน แล้วได้ทูลคำนี้แด่พระผู้มีพระภาคว่า งบน้ำอ้อย  
			<remark  id="s1b5c67l14" />ข้าพระพุทธเจ้า ให้พวกคนกินเดนแล้ว พระพุทธเจ้าข้า แต่งบน้ำอ้อยนี้ยังเหลืออยู่มาก  
			<remark  id="s1b5c67l15" />ข้าพระพุทธเจ้าจะปฏิบัติอย่างไร พระพุทธเจ้าข้า.  
			<remark  id="s1b5c67l16" />	พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรกัจจานะ ถ้าอย่างนั้น เธอจงให้งบน้ำอ้อยแก่พวกคนกินเดน  
			<remark  id="s1b5c67l17" />จนพอแก่ความต้องการ  
			<remark  id="s1b5c67l18" />	พราหมณ์เวลัฏฐกัจจานะ ทูลรับสนองพระพุทธดำรัสว่า เป็นอย่างนั้น พระพุทธเจ้าข้า  
			<remark  id="s1b5c67l19" />แล้วจึงให้งบน้ำอ้อยแก่พวกคนกินเดน จนพอแก่ความต้องการ แล้วได้ทูลคำนี้แด่พระผู้มีพระภาค  
			<remark  id="s1b5c67l20" />ว่า งบน้ำอ้อยข้าพระพุทธเจ้าให้พวกคนกินเดน จนพอแก่ความต้องการแล้ว พระพุทธเจ้าข้า  
			<remark  id="s1b5c67l21" />แต่งบน้ำอ้อยนี้ยังเหลืออยู่มาก ข้าพระพุทธเจ้าจะปฏิบัติอย่างไรต่อไป พระพุทธเจ้าข้า.  
			<remark  id="s1b5c67l22" />	พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรกัจจานะ ถ้าเช่นนั้น เธอจงเลี้ยงดูพวกคนกินเดนให้อิ่มหนำ  
			<remark  id="s1b5c67l23" />ด้วยงบน้ำอ้อย.  
			<remark  id="s1b5c67l24" />	พราหมณ์เวลัฏฐกัจจานะ ทูลรับสนองพระพุทธดำรัสว่า เป็นอย่างนั้น พระพุทธเจ้าข้า  
			<remark  id="s1b5c67l25" />แล้วเลี้ยงดูพวกคนกินเดนให้อิ่มหนำด้วยงบน้ำอ้อย คนกินเดนบางพวกบรรจุงบน้ำอ้อยเต็ม  
			<remark  id="s1b5c67l26" />กระป๋องบ้าง เต็มหม้อน้ำบ้าง ห่อเต็มผ้าขาวปูลาดบ้าง เต็มพกบ้าง ครั้นพราหมณ์เวลัฏฐกัจจานะ  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b5c68" >
		<para id="s1b5c68p">
			<remark  id="s1b5c68l1" />เลี้ยงดูพวกคนกินเดนให้อิ่มหนำด้วยงบน้ำอ้อย แล้วทูลคำนี้แด่พระผู้มีพระภาคว่า พวกคนกินเดน  
			<remark  id="s1b5c68l2" />อันข้าพระพุทธเจ้าเลี้ยงดูด้วยงบน้ำอ้อยให้อิ่มหนำแล้ว พระพุทธเจ้าข้า แต่งบน้ำอ้อยนี้ยังเหลือ  
			<remark  id="s1b5c68l3" />อยู่มาก ข้าพระพุทธเจ้าจะปฏิบัติอย่างไรต่อไป พระพุทธเจ้าข้า.  
			<remark  id="s1b5c68l4" />	พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรกัจจานะ ทั่วโลกนี้พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก  
			<remark  id="s1b5c68l5" />ทั่วทุกหมู่สัตว์ พร้อมทั้งสมณพราหมณ์เทวดาและมนุษย์ เราไม่เล็งเห็นบุคคลผู้ที่บริโภคงบน้ำอ้อย  
			<remark  id="s1b5c68l6" />นั้นแล้วจะให้ย่อยได้ดี นอกจากตถาคตหรือสาวกของตถาคต ดูกรกัจจานะ ถ้าเช่นนั้น เธอจง  
			<remark  id="s1b5c68l7" />ทิ้งงบน้ำอ้อยนั้นเสียในสถานที่อันปราศจากของเขียวสด หรือจงเทเสียในน้ำซึ่งปราศจากตัวสัตว์.  
			<remark  id="s1b5c68l8" />	พราหมณ์เวลัฏฐกัจจานะ ทูลรับสนองพระพุทธดำรัสว่า เป็นอย่างนั้น พระพุทธเจ้าข้า  
			<remark  id="s1b5c68l9" />แล้วเทงบน้ำอ้อยนั้นลงในน้ำซึ่งปราศจากตัวสัตว์ งบน้ำอ้อยที่เทลงในน้ำนั้น เดือดพลุ่ง ส่งเสียง  
			<remark  id="s1b5c68l10" />ดังจิฏิจิฏิ พ่นไอพ่นควันทันที เปรียบเหมือนผาลที่ร้อนโชนตลอดวันอันบุคคลจุ่มลงในน้ำ  
			<remark  id="s1b5c68l11" />ย่อมเดือดพลุ่ง ส่งเสียงดังจิฏิจิฏิ พ่นไอพ่นควันอยู่ แม้ฉันใด งบน้ำอ้อยที่เทลงในน้ำนั้น  
			<remark  id="s1b5c68l12" />ย่อมเดือดพล่าน ส่งเสียงดังจิฏิจิฏิ พ่นไอพ่นควันอยู่ ฉันนั้นเหมือนกัน.  
			<remark  id="s1b5c68l13" />	พราหมณ์เวลัฏฐกัจจานะ สลดใจ บังเกิดโลมชาติชูชันทันที แล้วเข้าไปในพุทธสำนัก  
			<remark  id="s1b5c68l14" />ถวายบังคมพระผู้มีพระภาค นั่งอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง.  
			<remark  id="s1b5c68l15" />			ทรงแสดงอนุปุพพิกถาและจตุราริยสัจ  
			<remark  id="s1b5c68l16" />	เมื่อพราหมณ์เวลัฏฐกัจจานะนั่งอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว พระผู้มีพระภาคจึงทรง  
			<remark  id="s1b5c68l17" />แสดงอนุปุพพิกถา คือ ทรงประกาศ ทานกถา ศีลกถา สัคคกถา โทษ ความต่ำทราม ความ  
			<remark  id="s1b5c68l18" />เศร้าหมองของกามทั้งหลาย และอานิสงส์ในความออกจากกาม เมื่อพระผู้มีพระภาคทรงทราบว่า  
			<remark  id="s1b5c68l19" />พราหมณ์เวลัฏฐกัจจานะมีจิตสงบ มีจิตอ่อน มีจิตปลอดจากนิวรณ์ มีจิตเบิกบาน มีจิตผ่องใส  
			<remark  id="s1b5c68l20" />แล้ว จึงทรงประกาศพระธรรมเทศนาที่พระพุทธเจ้าทั้งหลายทรงยกขึ้นแสดงด้วยพระองค์เอง คือ  
			<remark  id="s1b5c68l21" />ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค ดวงตาเห็นธรรมปราศจากธุลี ปราศจากมลทินได้เกิดแก่พราหมณ์-  
			<remark  id="s1b5c68l22" />เวลัฏฐกัจจานะ ณ ที่นั่งนั้นแลว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งมวลมี  
			<remark  id="s1b5c68l23" />ความดับเป็นธรรมดา ดุจผ้าสะอาดปราศจากมลทิน ควรได้รับน้ำย้อมเป็นอย่างดีฉะนั้น ครั้น  
			<remark  id="s1b5c68l24" />พราหมณ์เวลัฏฐกัจจานะได้เห็นธรรมแล้ว ได้บรรลุธรรมแล้ว ได้รู้ธรรมแจ่มแจ้งแล้ว มีธรรม  
			<remark  id="s1b5c68l25" />อันหยั่งลงแล้ว ข้ามความสงสัยได้แล้ว ปราศจากถ้อยคำแสดงความสงสัยแล้ว ถึงความเป็น  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b5c69" >
		<para id="s1b5c69p">
			<remark  id="s1b5c69l1" />ผู้แกล้วกล้า ไม่ต้องเชื่อผู้อื่นในคำสอนของพระศาสดาได้ทูลคำนี้แด่พระผู้มีพระภาคว่า ภาษิต  
			<remark  id="s1b5c69l2" />ของพระองค์แจ่มแจ้งนัก พระพุทธเจ้าข้า ภาษิตของพระองค์ไพเราะนัก พระพุทธเจ้าข้า  
			<remark  id="s1b5c69l3" />พระผู้มีพระภาคทรงประกาศธรรมโดยอเนกปริยายอย่างนี้ เปรียบเหมือนบุคคลหงายของที่คว่ำ  
			<remark  id="s1b5c69l4" />เปิดของที่ปิด บอกทางแก่คนหลงทาง หรือส่องประทีปในที่มืด ด้วยตั้งใจว่า คนมีจักษุจักเห็นรูป  
			<remark  id="s1b5c69l5" />ดังนี้ ข้าพระพุทธเจ้านี้ ขอถึงพระผู้มีพระภาค พระธรรม และพระสงฆ์ว่าเป็นสรณะ ขอ  
			<remark  id="s1b5c69l6" />พระผู้มีพระภาคโปรดทรงจำข้าพระพุทธเจ้าว่า เป็นอุบาสกผู้มอบชีวิตถึงสรณะ จำเดิมแต่วันนี้  
			<remark  id="s1b5c69l7" />เป็นต้นไป.  
			<remark  id="s1b5c69l8" />				พระพุทธานุญาตงบน้ำอ้อย  
			<remark  id="s1b5c69l9" />	[๖๖] ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเสด็จพระพุทธดำเนินผ่านระยะทางโดยลำดับ เสด็จถึง  
			<remark  id="s1b5c69l10" />พระนครราชคฤห์แล้ว ทราบว่า พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเวฬุวันวิหาร อันเป็นสถานที่  
			<remark  id="s1b5c69l11" />พระราชทานเหยื่อแก่กระแต เขตพระนครราชคฤห์นั้น ครั้งนั้น ในพระนครราชคฤห์มีงบน้ำอ้อย  
			<remark  id="s1b5c69l12" />มาก ภิกษุทั้งหลายรังเกียจว่า ผู้ไม่อาพาธ จึงไม่ฉันงบน้ำอ้อย แล้วกราบทูลเรื่องนั้นแด่  
			<remark  id="s1b5c69l13" />พระผู้มีพระภาค.  
			<remark  id="s1b5c69l14" />	พระผู้มีพระภาคตรัสอนุญาตแก่ภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตงบน้ำอ้อย  
			<remark  id="s1b5c69l15" />แก่ภิกษุผู้อาพาธ และงบน้ำอ้อยละลายน้ำแก่ภิกษุผู้ไม่อาพาธ.  
			<remark  id="s1b5c69l16" />				ทรงรับอาคารพักแรม  
			<remark  id="s1b5c69l17" />	[๖๗] ครั้นพระผู้มีพระภาคประทับอยู่ในพระนครราชคฤห์ ตามพระพุทธาภิรมย์แล้ว  
			<remark  id="s1b5c69l18" />เสด็จพระพุทธดำเนินมุ่งไปทางตำบลบ้านปาฏลิ พร้อมด้วยพระสงฆ์หมู่ใหญ่จำนวน ๑,๒๕๐ รูป  
			<remark  id="s1b5c69l19" />เสด็จพระพุทธดำเนินผ่านระยะทางโดยลำดับถึงตำบลบ้านปาฏลิแล้ว อุบาสกอุบาสิกาชาวตำบล  
			<remark  id="s1b5c69l20" />บ้านปาฏลิได้ทราบข่าวว่า พระผู้มีพระภาคเสด็จถึงตำบลบ้านปาฏลิแล้ว จึงพากันเข้าไปเฝ้า ณ  
			<remark  id="s1b5c69l21" />พลับพลาที่ประทับ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคแล้วนั่งอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง พระผู้มีพระภาค  
			<remark  id="s1b5c69l22" />ทรงชี้แจงให้อุบาสกอุบาสิกาชาวตำบลบ้านปาฏลิผู้นั่งอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งเห็นแจ้ง สมาทาน  
			<remark  id="s1b5c69l23" />อาจหาญ ร่าเริง ด้วยธรรมีกถา.  
			<remark  id="s1b5c69l24" />	ครั้นอุบาสก อุบาสิกาชาวตำบลบ้านปาฏลิอันพระผู้มีพระภาคชี้แจงให้เห็นแจ้ง สมาทาน  
			<remark  id="s1b5c69l25" />อาจหาญ ร่าเริง ด้วยธรรมีกถาแล้ว ได้กราบทูลคำนี้แด่พระผู้มีพระภาคว่า ขอพระผู้มีพระภาค  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b5c70" >
		<para id="s1b5c70p">
			<remark  id="s1b5c70l1" />พร้อมด้วยพระสงฆ์ โปรดทรงรับอาคารพักแรมของพวกข้าพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าข้า.  
			<remark  id="s1b5c70l2" />พระผู้มีพระภาคทรงรับโดยดุษณีภาพ ครั้นอุบาสกอุบาสิกาชาวตำบลบ้านปาฏลิทราบการทรงรับ  
			<remark  id="s1b5c70l3" />ของพระผู้มีพระภาคแล้ว จึงลุกจากที่นั่งถวายบังคมพระผู้มีพระภาค ทำประทักษิณแล้วพากัน  
			<remark  id="s1b5c70l4" />เดินไปทางอาคารพักแรม ปูลาดดาดเพดานทั่วอาคารพักแรมทุกแห่ง จัดอาสนะ ตั้งหม้อน้ำ  
			<remark  id="s1b5c70l5" />ตามประทีปน้ำมัน แล้วพากันเข้าไปพลับพลาที่ประทับ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาค ได้ยืนอยู่  
			<remark  id="s1b5c70l6" />ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง พวกเขายืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว ได้กราบทูลคำนี้แด่พระผู้มี-  
			<remark  id="s1b5c70l7" />พระภาคว่า พระพุทธเจ้าข้า พวกข้าพระพุทธเจ้าปูลาดดาดเพดานอาคารพักแรมทุกแห่ง จัดอาสนะ  
			<remark  id="s1b5c70l8" />ตั้งหม้อน้ำ ตามประทีปน้ำมันไว้แล้ว พระผู้มีพระภาคย่อมทรงทราบกาล อันควรในบัดนี้  
			<remark  id="s1b5c70l9" />พระพุทธเจ้าข้า.  
			<remark  id="s1b5c70l10" />	ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงครองอันตรวาสก ทรงถือบาตรจีวรแล้ว เสด็จไปทางอาคาร  
			<remark  id="s1b5c70l11" />พักแรมพร้อมกับพระสงฆ์ ทรงชำระพระบาทยุคลแล้วเสด็จเข้าสู่อาคารพักแรม ประทับนั่ง  
			<remark  id="s1b5c70l12" />พิงเสากลางผินพระพักตร์ไปทางทิศตะวันออก แม้พระสงฆ์เหล่านั้นก็ล้างเท้าแล้ว เข้าสู่อาคารพักแรม  
			<remark  id="s1b5c70l13" />นั่งพิงฝาด้านตะวันตก ผินหน้าไปทางทิศตะวันออก ห้อมล้อมพระผู้มีพระภาค แม้อุบาสกอุบาสิกา  
			<remark  id="s1b5c70l14" />ชาวตำบลบ้านปาฏลิก็ล้างเท้าแล้วเข้าสู่อาคารพักแรม นั่งพิงฝาด้านตะวันออก ผินหน้าไปทาง  
			<remark  id="s1b5c70l15" />ตะวันตกห้อมล้อมพระผู้มีพระภาค.  
			<remark  id="s1b5c70l16" />	ขณะนั้น พระผู้มีพระภาคตรัสเทศนาโปรดอุบาสก อุบาสิกา ชาวตำบลบ้านปาฏลิ  
			<remark  id="s1b5c70l17" />ดังต่อไปนี้:-  
			<remark  id="s1b5c70l18" />			โทษแห่งศีลวิบัติ ๕ ประการ  
			<remark  id="s1b5c70l19" />	[๖๘] ดูกรคหบดีทั้งหลาย โทษแห่งศีลวิบัติของคนทุศีลมี ๕ ประการ เหล่านี้ ๕ ประการ  
			<remark  id="s1b5c70l20" />เป็นไฉน ดูกรคหบดีทั้งหลาย คนทุศีล ผู้มีศีลวิบัติในโลกนี้ย่อมเข้าถึงความเสื่อมแห่งโภคทรัพย์  
			<remark  id="s1b5c70l21" />ใหญ่หลวง เพราะเหตุแห่งความประมาท นี้เป็นโทษข้อที่ ๑ แห่งศีลวิบัติ ของคนทุศีล.  
			<remark  id="s1b5c70l22" />	ดูกรคหบดีทั้งหลาย อนึ่ง โทษข้ออื่นยังมีอีก ชื่อเสียงอันลามกของคนทุศีล ผู้มีศีล  
			<remark  id="s1b5c70l23" />วิบัติย่อมเฟื่องฟุ้งไป นี้เป็นโทษข้อที่ ๒ แห่งศีลวิบัติ ของคนทุศีล.  
			<remark  id="s1b5c70l24" />	ดูกรคหบดีทั้งหลาย อนึ่ง โทษข้ออื่นยังมีอีก คนทุศีล ผู้มีศีลวิบัติ เข้าไปหาบริษัท  
			<remark  id="s1b5c70l25" />ใดๆ เช่น ขัตติยบริษัท พราหมณบริษัท คหบดีบริษัท สมณบริษัทย่อมเป็นผู้ครั่นคร้าม ขวยเขิน  
			<remark  id="s1b5c70l26" />เข้าไปหาบริษัทนั้นๆ นี้เป็นโทษข้อที่ ๓ แห่งศีลวิบัติของคนทุศีล.  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b5c71" >
		<para id="s1b5c71p">
			<remark  id="s1b5c71l1" />	ดูกรคหบดีทั้งหลาย อนึ่ง โทษข้ออื่นยังมีอีก คนทุศีล ผู้มีศีลวิบัติ ย่อมเป็นผู้หลง  
			<remark  id="s1b5c71l2" />ทำกาละ นี้เป็นโทษข้อที่ ๔ แห่งศีลวิบัติของคนทุศีล.  
			<remark  id="s1b5c71l3" />	ดูกรคหบดี อนึ่ง โทษข้ออื่นยังมีอีก คนทุศีล ผู้มีศีลวิบัติ เบื้องหน้าแต่แตกกาย  
			<remark  id="s1b5c71l4" />ตายไป ย่อมเข้าถึง อบาย ทุคติ วินิบาต นรก นี้เป็นโทษข้อที่ ๕ แห่งศีลวิบัติ ของคน  
			<remark  id="s1b5c71l5" />ทุศีล.  
			<remark  id="s1b5c71l6" />	ดูกรคหบดีทั้งหลาย โทษแห่งศีลวิบัติของคนทุศีล มี ๕ ประการนี้แล.  
			<remark  id="s1b5c71l7" />			อานิสงส์แห่งศีลสมบัติ ๕ ประการ  
			<remark  id="s1b5c71l8" />	[๖๙] ดูกรคหบดีทั้งหลาย อานิสงส์แห่งศีลสมบัติของคนมีศีลมี ๕ ประการ เหล่านี้ ๕  
			<remark  id="s1b5c71l9" />ประการเป็นไฉน? ดูกรคหบดีทั้งหลาย คนมีศีล ถึงพร้อมด้วยศีลในโลกนี้ ย่อมได้กองโภคทรัพย์  
			<remark  id="s1b5c71l10" />ใหญ่หลวง เพราะเหตุแห่งความไม่ประมาท นี้เป็นอานิสงส์ข้อที่ ๑ แห่งศีลสมบัติ ของคนมีศีล.  
			<remark  id="s1b5c71l11" />	ดูกรคหบดีทั้งหลาย อนึ่ง อานิสงส์ข้ออื่นยังมีอีก ชื่อเสียงอันดีงามของคนมีศีล  
			<remark  id="s1b5c71l12" />ถึงพร้อมด้วยศีล ย่อมเฟื่องฟุ้งไป นี้เป็นอานิสงส์ข้อที่ ๒ แห่งศีลสมบัติของคนมีศีล.  
			<remark  id="s1b5c71l13" />	ดูกรคหบดีทั้งหลาย อนึ่ง อานิสงส์ข้ออื่นยังมีอีก คนมีศีลถึงพร้อมด้วยศีล เข้าไปหา  
			<remark  id="s1b5c71l14" />บริษัทใดๆ เช่น ขัตติยบริษัท พรหมณบริษัท คหบดีบริษัท สมณบริษัท ย่อมเป็นผู้แกล้วกล้า  
			<remark  id="s1b5c71l15" />ไม่ขวยเขินเข้าไปหาบริษัทนั้นๆ นี้เป็นอานิสงส์ข้อที่ ๓ แห่งศีลสมบัติ ของคนมีศีล.  
			<remark  id="s1b5c71l16" />	ดูกรคหบดีทั้งหลาย อนึ่ง อานิสงส์ข้ออื่นยังมีอีก คนมีศีลถึงพร้อมด้วยศีล ย่อมไม่หลง  
			<remark  id="s1b5c71l17" />ทำกาละ นี้เป็นอานิสงส์ข้อที่ ๔ แห่งศีลสมบัติ ของคนมีศีล.  
			<remark  id="s1b5c71l18" />	ดูกรคหบดีทั้งหลาย อนึ่ง อานิสงส์ข้ออื่นยังมีอีก คนมีศีลถึงพร้อมด้วยศีล เบื้องหน้า  
			<remark  id="s1b5c71l19" />แต่แตกกายตายไป ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ นี้เป็นอานิสงส์ข้อที่ ๕ แห่งศีลสมบัติ ของคน  
			<remark  id="s1b5c71l20" />มีศีล.  
			<remark  id="s1b5c71l21" />	ดูกรคหบดีทั้งหลาย อานิสงส์แห่งศีลสมบัติ ของคนมีศีล มี ๕ ประการ นี้แล.  
			<remark  id="s1b5c71l22" />	[๗๐] ครั้นพระผู้มีพระภาคทรงชี้แจง ให้อุบาสกอุบาสิกาของตำบลบ้านปาฏลิเห็นแจ้ง  
			<remark  id="s1b5c71l23" />สมาทาน อาจหาญ ร่าเริง ด้วยธรรมีกถาจนดึกดื่นแล้วทรงส่งกลับด้วยรับสั่งว่า ดูกรคหบดี-  
			<remark  id="s1b5c71l24" />ทั้งหลาย ราตรีจวนสว่างแล้ว บัดนี้ พวกเธอจงรู้กาลที่จะกลับเถิด อุบาสกอุบาสิกาชาวตำบล  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b5c72" >
		<para id="s1b5c72p">
			<remark  id="s1b5c72l1" />บ้านปาฏลิ รับสนองพระพุทธดำรัสว่า ทราบเกล้าฯ เช่นนั้นแล้ว พระพุทธเจ้าข้า แล้วลุกจาก  
			<remark  id="s1b5c72l2" />ที่นั่ง ถวายบังคมพระผู้มีพระภาค ทำประทักษิณแล้วพากันกลับ ครั้นอุบาสกอุบาสิกาชาวตำบล  
			<remark  id="s1b5c72l3" />บ้านปาฏลิกลับไปไม่ทันนาน พระผู้มีพระภาคได้เสด็จเข้าสุญญาคารแล้ว.  
			<remark  id="s1b5c72l4" />			เรื่องสุนีธะวัสสการะมหาอำมาตย์  
			<remark  id="s1b5c72l5" />	[๗๑] ก็โดยสมัยนั้นแล มหาอำมาตย์แห่งมคธรัฐ ๒ ท่านชื่อ สุนีธะ ๑ วัสสการ ๑  
			<remark  id="s1b5c72l6" />กำลังจัดการสร้างพระนคร ณ ตำบลบ้านปาฏลิ เพื่อป้องกันชาววัชชี พระผู้มีพระภาคทรงตื่นบรรทม  
			<remark  id="s1b5c72l7" />ในเวลาปัจจุสมัยแห่งราตรี ได้ทรงเล็งทิพจักษุอันบริสุทธิ์ล่วงวิสัยของมนุษย์ ทอดพระเนตรเห็น  
			<remark  id="s1b5c72l8" />เทวดาเป็นอันมากกำลังยึดถือที่ดินในตำบลบ้านปาฏลิ คือ ในประเทศที่ใด พวกเทวดามีศักดิ์ใหญ่  
			<remark  id="s1b5c72l9" />ยึดถือที่ดิน พวกเจ้าและราชมหาอำมาตย์ผู้มีศักดิ์สูงๆ ต่างก็น้อมจิตเพื่อสร้างนิเวศน์ลงในประเทศ  
			<remark  id="s1b5c72l10" />ที่นั้น ในประเทศที่ใด พวกเทวดาที่มีศักดิ์ชั้นกลางยึดถือที่ดิน พวกเจ้าและราชมหาอำมาตย์  
			<remark  id="s1b5c72l11" />ที่มีศักดิ์ชั้นกลางๆ ต่างก็น้อมจิตเพื่อสร้างนิเวศน์ลงในประเทศที่นั้น ในประเทศที่ใด เทวดาที่มี  
			<remark  id="s1b5c72l12" />ศักดิ์ชั้นต่ำยึดถือที่ดิน พวกเจ้าและราชมหาอำมาตย์ชั้นต่ำๆ ต่างก็น้อมจิตเพื่อสร้างนิเวศน์ลงใน  
			<remark  id="s1b5c72l13" />ประเทศที่นั้น จึงพระผู้มีพระภาครับสั่งถามท่านพระอานนท์ว่า ดูกรอานนท์ คนพวกไหนกำลัง  
			<remark  id="s1b5c72l14" />สร้างนครลงที่ตำบลบ้านปาฏลิ?  
			<remark  id="s1b5c72l15" />	อ. มหาอำมาตย์แห่งมคธรัฐ ชื่อ สุนีธะ ๑ วัสสการะ ๑ กำลังสร้างนครลงที่ตำบล  
			<remark  id="s1b5c72l16" />บ้านปาฏลิ เพื่อป้องกันชาววัชชี พระพุทธเจ้าข้า.  
			<remark  id="s1b5c72l17" />	ภ. ดูกรอานนท์ สุนีธะ กับ วัสสการะ ๒ มหาอำมาตย์แห่งมคธรัฐกำลังสร้างนคร  
			<remark  id="s1b5c72l18" />ลงในตำบลบ้านปาฏลิ เพื่อป้องกันชาววัชชีเหมือนได้ปรึกษากับพวกเทพเจ้าชั้นดาวดึงส์ ฉะนั้น  
			<remark  id="s1b5c72l19" />อานนท์ เมื่อเวลาปัจจุสมัยแห่งราตรีนี้ เราลุกขึ้น ได้เล็งทิพจักษุอันบริสุทธิ์ล่วงวิสัยของมนุษย์  
			<remark  id="s1b5c72l20" />เห็นพวกเทวดาเป็นอันมากกำลังยึดถือที่ดินในตำบลบ้านปาฏลิ คือ ในประเทศที่ใด พวกเทวดา  
			<remark  id="s1b5c72l21" />มีศักดิ์สูงๆ ยึดถือที่ดินพวกเจ้าและราชมหาอำมาตย์ผู้มีศักดิ์สูงๆ ต่างก็น้อมจิตเพื่อสร้างนิเวศน์  
			<remark  id="s1b5c72l22" />ลงในประเทศที่นั้น ในประเทศที่ใด เทวดามีศักดิ์ชั้นกลางๆ ยึดถือที่ดิน พวกเจ้าและราช-  
			<remark  id="s1b5c72l23" />มหาอำมาตย์ผู้มีศักดิ์ชั้นกลางๆ ต่างก็น้อมจิตเพื่อสร้างนิเวศน์ลงในประเทศที่นั้น ในประเทศที่ใด  
			<remark  id="s1b5c72l24" />เทวดาผู้มีศักดิ์ชั้นต่ำๆ ยึดถือที่ดิน พวกเจ้าและราชมหาอำมาตย์ผู้มีศักดิ์ชั้นต่ำๆ ต่างก็น้อมจิต 
		</para>
	</section>
	<section id="s1b5c73" >
		<para id="s1b5c73p">
			<remark  id="s1b5c73l1" />เพื่อสร้างนิเวศน์ลงในประเทศที่นั้น อานนท์ ตลอดสถานที่อันเป็นย่านชุมนุมแห่งอารยชน และ  
			<remark  id="s1b5c73l2" />เป็นทางค้าขาย พระนครนี้ จักเป็นพระนครชั้นเอก เป็นทำเลค้าขาย ชื่อปาฏลิบุตร แลเมือง  
			<remark  id="s1b5c73l3" />ปาฏลิบุตร จักบังเกิดอันตราย ๓ ประการ คือ บังเกิดแต่ไฟ ๑ บังเกิดแต่น้ำ ๑ บังเกิดแต่ภายใน  
			<remark  id="s1b5c73l4" />คือ แตกสามัคคีกัน ๑.  
			<remark  id="s1b5c73l5" />	[๗๒] ครั้งนั้น ท่านสุนีธะมหาอำมาตย์และท่านวัสสการะมหาอำมาตย์แห่งมคธรัฐ พา  
			<remark  id="s1b5c73l6" />กันเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค ครั้นแล้วได้ทูลปราศรัยกับพระผู้มีพระภาค ครั้นผ่านการปราศรัย  
			<remark  id="s1b5c73l7" />พอให้เป็นที่บันเทิงเป็นที่ระลึกถึงกันไปแล้ว ได้ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง แล้วได้กราบทูล  
			<remark  id="s1b5c73l8" />อาราธนาพระผู้มีพระภาคว่า ขอท่านพระโคดม พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ จงทรงพระกรุณาโปรดรับ  
			<remark  id="s1b5c73l9" />ภัตตาหารของข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลาย เพื่อเจริญกุศลและปิติปราโมทย์ในวันนี้ด้วยเถิด พระ  
			<remark  id="s1b5c73l10" />พุทธเจ้าข้า พระผู้มีพระภาคทรงรับอาราธนาโดยดุษณีภาพ ครั้นสุนีธะมหาอำมาตย์และวัสสการะ  
			<remark  id="s1b5c73l11" />มหาอำมาตย์ ทราบพระอาการที่ทรงรับอาราธนาแล้ว ลุกจากที่นั่งกลับไป ครั้นตกแต่งของเคี้ยว  
			<remark  id="s1b5c73l12" />ของฉันอันประณีตแล้ว ให้เจ้าหน้าที่มากราบทูลภัตกาลแด่พระผู้มีพระภาคว่า ถึงเวลาแล้ว ท่าน  
			<remark  id="s1b5c73l13" />พระโคดม ภัตตาหารเสร็จแล้ว.  
			<remark  id="s1b5c73l14" />	ครั้งนั้นเป็นเวลาเช้า พระผู้มีพระภาคทรงครองอันตรวาสก ทรงถือบาตรจีวรเสด็จพระ  
			<remark  id="s1b5c73l15" />พุทธดำเนินไปทางสถานที่อังคาส ของสองมหาอำมาตย์แห่งมคธรัฐ ครั้นถึงแล้วประทับนั่งเหนือ  
			<remark  id="s1b5c73l16" />พระพุทธอาสน์ที่เขาจัดถวาย พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ ครั้นสองมหาอำมาตย์อังคาสภิกษุสงฆ์มี  
			<remark  id="s1b5c73l17" />พระพุทธเจ้าเป็นประมุข ด้วยขาทนียโภชนียาหารอันประณีต ด้วยมือของตน จนพระผู้มีพระภาค  
			<remark  id="s1b5c73l18" />เสวยเสร็จแล้วทรงนำพระหัตถ์ออกจากบาตร ห้ามภัตรแล้ว ได้นั่งอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง  
			<remark  id="s1b5c73l19" />พระผู้มีพระภาคทรงอนุโมทนาแก่สองมหาอำมาตย์นั้นด้วยพระคาถาเหล่านี้ ว่าดังนี้:-  
			<remark  id="s1b5c73l20" />				คาถาอนุโมทนา  
			<remark  id="s1b5c73l21" />	[๗๓] บัณฑิตชาติอยู่ในประเทศใด เลี้ยงดูท่านผู้มีศีล ผู้  
			<remark  id="s1b5c73l22" />	สำรวม ประพฤติพรหมจรรย์ในประเทศ และได้อุทิศ  
			<remark  id="s1b5c73l23" />	ทักษิณาแก่เหล่าเทพดาผู้สถิตในสถานที่นั้นเทพดาเหล่านั้น  
			<remark  id="s1b5c73l24" />	อันบัณฑิตชาติบูชาแล้ว ย่อมบูชาตอบ อันบัณฑิตชาติ  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b5c74" >
		<para id="s1b5c74p">
			<remark  id="s1b5c74l1" />	นับถือแล้วย่อมนับถือตอบ ซึ่งบัณฑิตชาตินั้น แต่นั้น ย่อม  
			<remark  id="s1b5c74l2" />	อนุเคราะห์บัณฑิตชาตินั้น ดุจมารดาอนุเคราะห์บุตรผู้เกิด  
			<remark  id="s1b5c74l3" />	แต่อก ฉะนั้น คนที่เทพดาอนุเคราะห์แล้ว ย่อมพบเห็น  
			<remark  id="s1b5c74l4" />	แต่สิ่งที่เจริญทุกเมื่อ.  
			<remark  id="s1b5c74l5" />	[๗๔] ครั้นพระผู้มีพระภาคทรงอนุโมทนาแก่สองมหาอำมาตย์ ด้วยพระคาถา  
			<remark  id="s1b5c74l6" />เหล่านี้แล้ว ทรงลุกจากพระพุทธอาสน์เสด็จกลับ จึงสองมหาอำมาตย์ตามส่งเสด็จพระผู้มี  
			<remark  id="s1b5c74l7" />พระภาค ไปทางเบื้องพระปฤษฎางค์ด้วยความประสงค์ว่า วันนี้ พระสมณโคดมจักเสด็จออกทาง  
			<remark  id="s1b5c74l8" />ประตูด้านใด ประตูด้านนั้นจักมีนามว่า "ประตูพระโคดม" จักเสด็จข้ามแม่น้ำคงคาโดยท่าใด  
			<remark  id="s1b5c74l9" />ท่านั้นจักมีนามว่า "ท่าพระโคดม" ต่อมาประตูที่พระผู้มีพระภาคเสด็จพระพุทธดำเนินผ่านไปนั้น  
			<remark  id="s1b5c74l10" />ได้ปรากฏนามว่า "ประตูพระโคดม."  
			<remark  id="s1b5c74l11" />	ครั้งนั้น ผู้มีพระภาคเสด็จพระพุทธดำเนินไปทางแม่น้ำคงคา ก็เวลานั้น แม่น้ำคงคา  
			<remark  id="s1b5c74l12" />กำลังเปี่ยม น้ำเสมอตลิ่ง พอกาดื่มกินได้ คนทั้งหลายใคร่จะไปจากฝั่งนี้สู่ฝั่งโน้น ต่างก็หาเรือ  
			<remark  id="s1b5c74l13" />ต่างก็หาแพ ต่างก็ผูกแพลูกบวบ พระผู้มีพระภาคได้ทอดพระเนตรเห็นคนเหล่านั้นต่างก็พากันหา  
			<remark  id="s1b5c74l14" />เรือ หาแพ ผูกแพลูกบวบ ประสงค์จะข้ามจากฝั่งโน้น จึงได้ทรงอันตรธาน ณ ฝั่งนี้แห่งแม่  
			<remark  id="s1b5c74l15" />น้ำคงคา ไปปรากฏ ณ ฝั่งโน้นพร้อมกับภิกษุสงฆ์ ดุจบุรุษมีกำลังเหยียดแขนที่คู้ หรือคู้แขนที่  
			<remark  id="s1b5c74l16" />เหยียด ฉะนั้น.  
			<remark  id="s1b5c74l17" />	ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคทรงทราบความข้อนี้แล้ว จึงทรงเปล่งพระอุทานนี้ในเวลานั้น  
			<remark  id="s1b5c74l18" />		ชนเหล่าใดจะข้ามแม่น้ำที่ห้วงลึก ชนเหล่านั้นต้องสร้าง  
			<remark  id="s1b5c74l19" />		สะพานแล้วสละสระน้อยเสีย จึงข้ามสถานอันลุ่มเต็มด้วย  
			<remark  id="s1b5c74l20" />		น้ำได้ ส่วนคนที่จะข้ามแม่น้ำน้อยนี้ ก็ผูกแพข้ามไปได้  
			<remark  id="s1b5c74l21" />		แต่พวกคนมีปัญญา เว้นแพเสียก็ข้ามได้.  
			<remark  id="s1b5c74l22" />					_________________  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b5c75" >
		<para id="s1b5c75p">
			<remark  id="s1b5c75l1" />				ทรงแสดงจตุราริยสัจ  
			<remark  id="s1b5c75l2" />	[๗๕] ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเสด็จพระพุทธดำเนินเข้าไปทางตำบลบ้านโกฏิ ทราบว่า  
			<remark  id="s1b5c75l3" />พระองค์ประทับอยู่ที่ตำบลบ้านโกฏินั้น  
			<remark  id="s1b5c75l4" />	ณ ที่นั้นแลพระผู้มีพระภาครับสั่งพระภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราและพวก  
			<remark  id="s1b5c75l5" />เธอเร่ร่อนท่องเที่ยวไป ตลอดกาลนานอย่างนี้ เพราะไม่ได้ตรัสรู้ ไม่ได้แทงตลอดอริยสัจ ๔  
			<remark  id="s1b5c75l6" />อริยสัจ ๔ อะไรบ้าง ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราและพวกเธอเร่ร่อนท่องเที่ยวไปตลอดกาลนานอย่างนี้  
			<remark  id="s1b5c75l7" />เพราะไม่ได้ตรัสรู้ ไม่ได้แทงตลอดทุกขอริยสัจ .... ทุกขสมุทยอริยสัจ .... ทุกขนิโรธอริยสัจ ....  
			<remark  id="s1b5c75l8" />ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ทุกขอริยสัจ ทุกขสมุทยอริยสัจ ทุกขนิโรธ  
			<remark  id="s1b5c75l9" />อริยสัจ ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจนี้นั้น อันเราและพวกเธอได้ตรัสรู้แล้ว ได้แทงตลอด  
			<remark  id="s1b5c75l10" />แล้ว ตัดตัณหาในภพได้ขาดแล้ว ตัณหาที่จะนำไปเกิดก็สิ้นแล้ว บัดนี้ ไม่มีการเกิดอีกต่อไป.  
			<remark  id="s1b5c75l11" />					นิคมคาถา  
			<remark  id="s1b5c75l12" />	[๗๖] เพราะไม่เห็นอริยสัจ ๔ ตามเป็นจริง จึงต้องท่องเที่ยว  
			<remark  id="s1b5c75l13" />	ไปในชาตินั้นๆ ตลอดเวลานาน อริยสัจเหล่านั้นนั่น เรา  
			<remark  id="s1b5c75l14" />	และพวกเธอได้เห็นแล้ว ตัณหาที่จะนำไปเกิดเราและพวก  
			<remark  id="s1b5c75l15" />	เธอได้ถอนขึ้นแล้ว รากแห่งทุกข์ เราและพวกเธอก็ได้  
			<remark  id="s1b5c75l16" />	ตัดขาดแล้ว บัดนี้ ไม่มีการเกิดอีก.  
			<remark  id="s1b5c75l17" />				_________________  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b5c76" >
		<para id="s1b5c76p">
			<remark  id="s1b5c76l1" />			เรื่องเจ้าลิจฉวีชาวพระนครเวสาลี  
			<remark  id="s1b5c76l2" />	[๗๗] นางอัมพปาลีหญิงงามเมืองได้ทราบข่าวว่า พระผู้มีพระภาคเสด็จมาโดยลำดับถึง  
			<remark  id="s1b5c76l3" />ตำบลบ้านโกฏิแล้ว จึงให้จัดยวดยานที่งามๆ แล้วขึ้นสู่ยวดยานที่งามๆ มียวดยานที่งามๆ ออก  
			<remark  id="s1b5c76l4" />ไปจากพระนครเวสาลี เพื่อเฝ้าพระผู้มีพระภาค ไปด้วยยวดยานตลอดพื้นที่ที่ยวดยานจะไปได้  
			<remark  id="s1b5c76l5" />แล้วลงจากยวดยานเดินด้วยเท้าเข้าไปถึงพุทธสำนัก ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคแล้ว ได้นั่งอยู่  
			<remark  id="s1b5c76l6" />ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง พระผู้มีพระภาคทรงชี้แจงให้นางเห็นแจ้ง สมาทาน อาจหาญ ร่าเริงด้วย  
			<remark  id="s1b5c76l7" />ธรรมีกถา ครั้นนางอัมพปาลีคณิกา อันพระผู้มีพระภาคทรงชี้แจงให้เห็นแจ้ง สมาทาน อาจหาญ  
			<remark  id="s1b5c76l8" />ร่าเริง ด้วยธรรมีกถาแล้ว ได้กราบทูลคำนี้แด่พระผู้มีพระภาคว่า ขอพระผู้มีพระภาคพร้อมด้วย  
			<remark  id="s1b5c76l9" />พระสงฆ์ ทรงพระกรุณาโปรดรับภัตตาหารของหม่อมฉันเพื่อเจริญบุญกุศลและปิติปราโมทย์ใน  
			<remark  id="s1b5c76l10" />วันพรุ่งนี้ พระผู้มีพระภาคทรงรับอาราธนาโดยดุษณีภาพ ครั้นนางทราบพระอาการที่ทรงรับอาราธนา  
			<remark  id="s1b5c76l11" />แล้ว ลุกจากที่นั่ง ถวายบังคมพระผู้มีพระภาค ทำประทักษิณแล้วกลับไป.  
			<remark  id="s1b5c76l12" />	พวกเจ้าลิจฉวีชาวพระนครเวสาลี ได้ทรงสดับข่าวว่า พระผู้มีพระภาคเสด็จมาโดยลำดับ  
			<remark  id="s1b5c76l13" />ถึงตำบลบ้านโกฏิแล้ว จึงพากันจัดยวดยานที่งามๆ เสด็จขึ้นสู่ยวดยานที่งามๆ มียวดยานที่งามๆ  
			<remark  id="s1b5c76l14" />ออกไปจากพระนครเวสาลี เพื่อเฝ้าพระผู้มีพระภาค เจ้าลิจฉวีบางพวกเขียว คือ มีพระฉวีเขียว  
			<remark  id="s1b5c76l15" />ทรงวัตถาลังการเขียว บางพวกเหลือง คือ มีพระฉวีเหลือง ทรงวัตถาลังการเหลือง บางพวกแดง  
			<remark  id="s1b5c76l16" />คือ มีพระฉวีแดง ทรงวัตถาลังการแดง บางพวกขาว คือ มีพระฉวีขาว ทรงวัตถาลังการขาว  
			<remark  id="s1b5c76l17" />	ขณะนั้น นางอัมพปาลีคณิกา ทำให้งอนรถกระทบงอนรถ แอกกระทบแอก ล้อกระทบ  
			<remark  id="s1b5c76l18" />ล้อ เพลากระทบเพลา ของเจ้าลิจฉวีหนุ่มๆ จึงเจ้าลิจฉวีเหล่านั้นได้ตรัสถามนางว่า แม่อัมพปาลี  
			<remark  id="s1b5c76l19" />เหตุไฉนเธอจึงได้ทำให้งอนรถกระทบงอนรถ แอกกระทบแอก ล้อกระทบล้อ เพลากระทบเพลา  
			<remark  id="s1b5c76l20" />ของเจ้าลิจฉวีหนุ่มๆ ของพวกเราเล่า?  
			<remark  id="s1b5c76l21" />	อัม. จริงอย่างนั้น พ่ะยะค่ะ เพราะหม่อมฉันได้นิมนต์ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข  
			<remark  id="s1b5c76l22" />เพื่อเจริญบุญกุศลและปิติปราโมทย์ในวันพรุ่งนี้.  
			<remark  id="s1b5c76l23" />	ลิจ. แม่อัมพปาลี เธอจงให้ภัตตาหารมื้อนี้แก่พวกฉัน ด้วยราคาแสนกษาปณ์เถิด. 
		</para>
	</section>
	<section id="s1b5c77" >
		<para id="s1b5c77p">
			<remark  id="s1b5c77l1" />	อัม. แม้ว่าฝ่าพระบาท จึงพึงประทาน พระนครเวสาลีพร้อมทั้งชนบทแก่หม่อมฉัน  
			<remark  id="s1b5c77l2" />หม่อมฉันก็ถวายภัตตาหารมื้อนั้นไม่ได้ พ่ะยะค่ะ.  
			<remark  id="s1b5c77l3" />	จึงเจ้าลิจฉวีเหล่านั้นได้ทรงดีดพระองคุลีตรัสว่า ท่านทั้งหลาย พวกเราแพ้แม่อัมพปาลี  
			<remark  id="s1b5c77l4" />แล้ว ท่านทั้งหลาย พวกเราแพ้แม่อัมพปาลีแล้ว จึงพากันเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค. พระผู้มี  
			<remark  id="s1b5c77l5" />พระภาคได้ทอดพระเนตรเห็นเจ้าลิจฉวีเหล่านั้นกำลังเสด็จมาแต่ไกล ครั้นแล้วรับสั่งกะภิกษุ  
			<remark  id="s1b5c77l6" />ทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเหล่าใดไม่เคยเห็นเทพเจ้าชั้นดาวดึงส์ก็จงแลดูพวกเจ้าลิจฉวี  
			<remark  id="s1b5c77l7" />พิจารณาดู เทียบเคียงดู พวกเจ้าลิจฉวีกับพวกเทพเจ้าชั้นดาวดึงส์เถิด จึงเจ้าลิจฉวีเหล่านั้นได้  
			<remark  id="s1b5c77l8" />เสด็จไปด้วยยวดยาน ตลอดพื้นที่ที่ยวดยานจะไปได้ แล้วเสด็จลงจากยวดยานทรงดำเนินด้วย  
			<remark  id="s1b5c77l9" />พระบาท เข้าไปถึงพุทธสำนัก ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคแล้ว ประทับนั่งอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้าง  
			<remark  id="s1b5c77l10" />หนึ่ง พระผู้มีพระภาคทรงชี้แจงให้เจ้าลิจฉวีเหล่านั้น ทรงเห็นแจ้งสมาทาน อาจหาญ ร่าเริงด้วย  
			<remark  id="s1b5c77l11" />ธรรมีกถา จึงเจ้าลิจฉวีเหล่านั้น อันพระผู้มีพระภาคทรงชี้แจงให้เห็นแจ้งสมาทาน อาจหาญ ร่าเริง  
			<remark  id="s1b5c77l12" />ด้วยธรรมีกถาแล้ว ได้กราบทูลอาราธนาพระผู้มีพระภาคว่า ขอพระองค์พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ทรง  
			<remark  id="s1b5c77l13" />พระกรุณาโปรดรับภัตตาหารของพวกข้าพระพุทธเจ้า เพื่อเจริญบุญกุศล และปิติปราโมทย์ ใน  
			<remark  id="s1b5c77l14" />วันพรุ่งนี้ด้วยเถิด พระพุทธเจ้าข้า.  
			<remark  id="s1b5c77l15" />	พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรลิจฉวีทั้งหลาย อาตมารับนิมนต์ฉันภัตตาหารของนาง  
			<remark  id="s1b5c77l16" />อัมพปาลีคณิกา เพื่อเจริญบุญกุศล และปิติปราโมทย์ ในวันพรุ่งนี้แล้ว.  
			<remark  id="s1b5c77l17" />	เจ้าลิจฉวีเหล่านั้นทรงดีดองคุลีแล้วตรัสในทันใดนั้นว่า ท่านทั้งหลาย พวกเราแพ้นาง  
			<remark  id="s1b5c77l18" />อัมพปาลีคณิกาแล้ว ท่านทั้งหลาย พวกเราแพ้นางอัมพปาลีคณิกาแล้ว และได้ทรงเพลิดเพลิน  
			<remark  id="s1b5c77l19" />ยินดีตามภาษิตของพระผู้มีพระภาค เสด็จลุกจากที่ประทับถวายบังคมพระผู้มีพระภาค ทรงทำ  
			<remark  id="s1b5c77l20" />ประทักษิณ แล้วเสด็จกลับ.  
			<remark  id="s1b5c77l21" />			นางอัมพปาลี ถวายอัมพปาลีวัน  
			<remark  id="s1b5c77l22" />	ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ ตำบลบ้านโกฏิตามพระพุทธาภิรมย์ แล้วเสด็จพระ  
			<remark  id="s1b5c77l23" />พุทธดำเนินไปทางเมืองนาทิกา ทราบว่า พระองค์ประทับอยู่ที่พระตำหนักตึก เขตเมืองนาทิกานั้น.  
			<remark  id="s1b5c77l24" />	ส่วนนางอัมพปาลีคณิกา สั่งให้ตกแต่งของเคี้ยวของฉันอันประณีต ในสวนของตนโดย  
			<remark  id="s1b5c77l25" />ผ่านราตรีนั้น แล้วให้คนไปกราบทูลภัตกาลแด่พระผู้มีพระภาคว่า ถึงเวลาแล้ว พระพุทธเจ้าข้า  
			<remark  id="s1b5c77l26" />ภัตตาหารเสร็จแล้ว.
		</para>
	</section>
	<section id="s1b5c78" >
		<para id="s1b5c78p">
			<remark  id="s1b5c78l1" />	ขณะนั้นเป็นเวลาเช้า พระผู้มีพระภาคทรงครองอันตรวาสกแล้ว ถือบาตรจีวรเสด็จ  
			<remark  id="s1b5c78l2" />พระพุทธดำเนินไปสู่สถานที่อังคาสของนางอัมพปาลีคณิกา ครั้นถึงแล้ว ประทับนั่งเหนือพระพุทธ-  
			<remark  id="s1b5c78l3" />อาสน์ที่เขาจัดถวาย พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ จึงนางอัมพปาลีคณิกา อังคาสภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้า  
			<remark  id="s1b5c78l4" />เป็นประมุข ด้วยขาทนียโภชนียาหารอันประณีตด้วยมือของตน จนพระผู้มีพระภาคเสวยเสร็จ  
			<remark  id="s1b5c78l5" />แล้ว ทรงนำพระหัตถ์ออกจากบาตร ห้ามภัตรแล้ว ได้นั่งเฝ้าอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง นางได้  
			<remark  id="s1b5c78l6" />กราบทูลคำนี้แด่พระผู้มีพระภาคว่า หม่อมฉันขอถวายสวนอัมพปาลีวันนี้ แก่ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้า  
			<remark  id="s1b5c78l7" />เป็นประมุข พระพุทธเจ้าข้า พระผู้มีพระภาคทรงรับเป็นสังฆารามแล้ว ครั้นแล้วพระองค์ทรง  
			<remark  id="s1b5c78l8" />ชี้แจงให้นางอัมพปาลีเห็นแจ้งสมาทาน อาจหาญ ร่าเริงด้วยธรรมีกถา เสร็จลุกจากพระพุทธอาสน์  
			<remark  id="s1b5c78l9" />แล้ว เสด็จพระพุทธดำเนินไปทางป่ามหาวัน ทราบว่า พระองค์ประทับอยู่ ณ กูฏาคารศาลา ป่า  
			<remark  id="s1b5c78l10" />มหาวัน เขตพระนครเวสาลีนั้น.  
			<remark  id="s1b5c78l11" />			เรื่องเจ้าลิจฉวีชาวพระนครเวสาลี จบ.  
			<remark  id="s1b5c78l12" />				ลิจฉวีภาณวาร จบ.  
			<remark  id="s1b5c78l13" />				_________________  
			<remark  id="s1b5c78l14" />				เรื่องสีหะเสนาบดี  
			<remark  id="s1b5c78l15" />			ดำริเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาค  
			<remark  id="s1b5c78l16" />	[๗๘] ก็โดยสมัยนั้นแล เจ้าลิจฉวีบรรดาที่มีชื่อเสียง มีคนรู้จัก นั่งประชุมพร้อมกัน  
			<remark  id="s1b5c78l17" />ณ ท้องพระโรง ต่างพากันตรัสสรรเสริญพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ โดยอเนก  
			<remark  id="s1b5c78l18" />ปริยาย และเวลานั้น สีหะเสนาบดีสาวกของนิครนถ์ นั่งอยู่ในที่ประชุมนั้นด้วย จึงคิดว่า  
			<remark  id="s1b5c78l19" />พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้นจักเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า โดยไม่ต้องสงสัยเลย คงเป็น  
			<remark  id="s1b5c78l20" />ความจริง เจ้าลิจฉวีบรรดาที่มีชื่อเสียง มีคนรู้จักเหล่านี้จึงได้นั่งประชุมพร้อมกัน ณ ท้องพระโรง  
			<remark  id="s1b5c78l21" />ต่างพากันตรัสสรรเสริญพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณโดยอเนกปริยาย ถ้ากระไร  
			<remark  id="s1b5c78l22" />เราพึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น แล้วจึงได้เข้าไปหานิครนถ์  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b5c79" >
		<para id="s1b5c79p">
			<remark  id="s1b5c79l1" />นาฏบุตรถึงสำนัก ครั้นแล้วให้นิครนถ์นาฏบุตร นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งและได้แจ้งความ  
			<remark  id="s1b5c79l2" />ประสงค์นี้ แก่นิครนถ์นาฏบุตรว่า ท่านเจ้าข้า ข้าพเจ้าอยากจะไปเฝ้าพระสมณโคดม.  
			<remark  id="s1b5c79l3" />				อกิริยวาทกถา  
			<remark  id="s1b5c79l4" />	นิครนถ์นาฏบุตรพูดค้านว่า ท่านสีหะ ก็ท่านเป็นคนกล่าวการทำ ไฉนจึงจักไปเฝ้า  
			<remark  id="s1b5c79l5" />พระสมณโคดมผู้เป็นคนกล่าวการไม่ทำเล่า เพราะพระสมณโคดมเป็นผู้กล่าวการไม่ทำ ทรงแสดง  
			<remark  id="s1b5c79l6" />ธรรมเพื่อการไม่ทำ และทรงแนะนำสาวกตามแนวนั้น.  
			<remark  id="s1b5c79l7" />	ขณะนั้น ความตระเตรียมในอันจะไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคของสีหะเสนาบดีได้เลิกล้มไป.  
			<remark  id="s1b5c79l8" />	แม้ครั้งที่สอง ....  
			<remark  id="s1b5c79l9" />	แม้ครั้งที่สาม เจ้าลิจฉวีบรรดาที่มีชื่อเสียง มีคนรู้จักได้นั่งประชุมพร้อมกัน ณ ท้อง  
			<remark  id="s1b5c79l10" />พระโรง ต่างพากันตรัสสรรเสริญพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ โดยอเนกปริยาย  
			<remark  id="s1b5c79l11" />ท่านสีหะเสนาบดีก็ได้คิดเป็นครั้งที่สามว่า พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น จักเป็นพระอรหันต-  
			<remark  id="s1b5c79l12" />สัมมาสัมพุทธเจ้า โดยไม่ต้องสงสัยเลย คงเป็นความจริง เจ้าลิจฉวีบรรดาที่มีชื่อเสียง มีคน  
			<remark  id="s1b5c79l13" />รู้จักเหล่านี้ จึงได้มานั่งประชุมพร้อมกัน ณ ท้องพระโรง ต่างพากันตรัสสรรเสริญพระพุทธคุณ  
			<remark  id="s1b5c79l14" />พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ โดยอเนกปริยาย ก็พวกนิครนถ์ เราจะบอกหรือไม่บอกจักทำอะไร  
			<remark  id="s1b5c79l15" />แก่เรา ผิฉะนั้น เราจะไม่บอกพวกนิครนถ์ ไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า  
			<remark  id="s1b5c79l16" />พระองค์นั้นเลยทีเดียว จึงเวลาบ่าย สีหะเสนาบดีออกจากพระนครเวสาลีพร้อมด้วยรถ ๕๐๐ คัน  
			<remark  id="s1b5c79l17" />ไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคไปด้วยยวดยานตลอดพื้นที่ที่ยวดยานจะผ่านไปได้ แล้วลงจากยวดยานเดิน  
			<remark  id="s1b5c79l18" />เข้าไปถึงพุทธสำนัก ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคแล้ว นั่งอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง สีหะเสนาบดี  
			<remark  id="s1b5c79l19" />นั่งอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว ได้กราบทูลเรื่องนี้แด่พระผู้มีพระภาคว่า  
			<remark  id="s1b5c79l20" />	พระพุทธเจ้าข้า ข้าพระพุทธเจ้าทราบมาว่า พระสมณโคดมกล่าวการไม่ทำ ทรงแสดง  
			<remark  id="s1b5c79l21" />ธรรมเพื่อการไม่ทำ และทรงแนะนำสาวกตามแนวนั้น บุคคลจำพวกที่กล่าวอย่างนี้ว่า พระ  
			<remark  id="s1b5c79l22" />สมณโคดมกล่าวการไม่ทำ ทรงแสดงธรรมเพื่อการไม่ทำ และทรงแนะนำสาวกตามแนวนั้น  
			<remark  id="s1b5c79l23" />ดังนี้นั้น ได้กล่าวตามที่พระผู้มีพระภาคตรัสแล้ว ไม่กล่าวตู่พระผู้มีพระภาคด้วยคำอันไม่เป็นจริง  
			<remark  id="s1b5c79l24" />กล่าวอ้างเหตุสมควรแก่เหตุ และถ้อยคำที่สมควรพูดบางอย่างที่มีเหตุผล จะไม่มาถึงฐานะที่  
			<remark  id="s1b5c79l25" />วิญญูชนจะพึงติเตียนบ้างหรือ เพราะข้าพระพุทธเจ้าไม่ประสงค์จะกล่าวตู่พระผู้มีพระภาคเลย  
			<remark  id="s1b5c79l26" />พระพุทธเจ้าข้า.  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b5c80" >
		<para id="s1b5c80p">
			<remark  id="s1b5c80l1" />				พระพุทธดำรัสตอบ  
			<remark  id="s1b5c80l2" />	[๗๙] พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า มีอยู่จริง สีหะ เหตุที่เขากล่าวหาเราว่า พระสมณะ-  
			<remark  id="s1b5c80l3" />โคดมกล่าวการไม่ทำ แสดงธรรมเพื่อการไม่ทำ และแนะนำสาวกตามแนวนั้น ดังนี้ ชื่อว่า  
			<remark  id="s1b5c80l4" />กล่าวถูก.  
			<remark  id="s1b5c80l5" />	มีอยู่จริง สีหะ เหตุที่เขากล่าวหาเราว่า พระสมณโคดม กล่าวการทำแสดงธรรมเพื่อ  
			<remark  id="s1b5c80l6" />การทำ และแนะนำสาวกตามแนวนั้น ดังนี้ ชื่อว่ากล่าวถูก.  
			<remark  id="s1b5c80l7" />	มีอยู่จริง สีหะ เหตุที่เขากล่าวหาเราว่า พระสมณโคดมกล่าวความขาดสูญ แสดง  
			<remark  id="s1b5c80l8" />ธรรมเพื่อความขาดสูญ และแนะนำสาวกตามแนวนั้น ดังนี้ ชื่อว่ากล่าวถูก.  
			<remark  id="s1b5c80l9" />	มีอยู่จริง สีหะ เหตุที่เขากล่าวหาเราว่า พระสมณโคดมช่างรังเกียจ แสดงธรรมเพื่อ  
			<remark  id="s1b5c80l10" />ความรังเกียจ และแนะนำสาวกตามแนวนั้น ดังนี้ ชื่อว่ากล่าวถูก.  
			<remark  id="s1b5c80l11" />	มีอยู่จริง สีหะ เหตุที่เขากล่าวหาเราว่า พระสมณโคดมช่างกำจัด แสดงธรรมเพื่อความ  
			<remark  id="s1b5c80l12" />กำจัด และแนะนำสาวกตามแนวนั้น ดังนี้ ชื่อว่ากล่าวถูก.  
			<remark  id="s1b5c80l13" />	มีอยู่จริง สีหะ เหตุที่เขากล่าวหาเราว่า พระสมณโคดมช่างเผาผลาญ แสดงธรรมเพื่อ  
			<remark  id="s1b5c80l14" />ความเผาผลาญ และแนะนำสาวกตามแนวนั้น ดังนี้ ชื่อว่ากล่าวถูก.  
			<remark  id="s1b5c80l15" />	มีอยู่จริง สีหะ เหตุที่เขากล่าวหาเราว่า พระสมณโคดมไม่ผุดเกิด แสดงธรรมเพื่อ  
			<remark  id="s1b5c80l16" />ความไม่ผุดเกิด และแนะนำสาวกตามแนวนั้น ดังนี้ ชื่อว่ากล่าวถูก.  
			<remark  id="s1b5c80l17" />	มีอยู่จริง สีหะ เหตุที่เขากล่าวหาเราว่า พระสมณโคดมกล่าวเป็นผู้เบาใจ แสดงธรรม  
			<remark  id="s1b5c80l18" />เพื่อความเบาใจ และแนะนำสาวกตามแนวนั้น ดังนี้ ชื่อว่ากล่าวถูก.  
			<remark  id="s1b5c80l19" />	ดูกรสีหะ ก็เหตุที่เขากล่าวหาเราว่า พระสมณโคดมกล่าวการไม่ทำ แสดงธรรมเพื่อการ  
			<remark  id="s1b5c80l20" />ไม่ทำ และแนะนำสาวกตามแนวนั้น ดังนี้ ชื่อว่ากล่าวถูกนั้นเป็นอย่างไร ดูกรสีหะ เพราะ  
			<remark  id="s1b5c80l21" />เรากล่าวการไม่ทำกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต เรากล่าวการไม่ทำสิ่งที่เป็นบาปอกุศลหลายอย่าง  
			<remark  id="s1b5c80l22" />นี้แล เหตุที่เขากล่าวหาเราว่า พระสมณโคดมกล่าวการไม่ทำ แสดงธรรมเพื่อการไม่ทำ และ  
			<remark  id="s1b5c80l23" />แนะนำสาวกตามแนวนั้น ดังนี้ ชื่อว่ากล่าวถูก.  
			<remark  id="s1b5c80l24" />	ดูกรสีหะ อนึ่ง เหตุที่เขากล่าวหาเราว่า พระสมณโคดมกล่าวการทำแสดงธรรมเพื่อ  
			<remark  id="s1b5c80l25" />การทำ และแนะนำสาวกตามแนวนั้น ดังนี้ ชื่อว่ากล่าวถูกนั้น เป็นอย่างไร ดูกรสีหะ เพราะ  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b5c81" >
		<para id="s1b5c81p">
			<remark  id="s1b5c81l1" />เพราะเรากล่าวการทำกายสุจริต วจีสุจริต มโนสุจริต เรากล่าวการทำสิ่งที่เป็นอกุศลหลายอย่าง  
			<remark  id="s1b5c81l2" />นี้แล เหตุที่เขากล่าวหาเราว่า พระสมณโคดมกล่าวการทำ แสดงธรรมเพื่อการทำ และแนะนำ  
			<remark  id="s1b5c81l3" />สาวกตามแนวนั้น ดังนี้ ชื่อว่ากล่าวถูก.  
			<remark  id="s1b5c81l4" />	ดูกรสีหะ อนึ่ง เหตุที่เขากล่าวหาเราว่า พระสมณโคดมกล่าวความขาดสูญ แสดงธรรม  
			<remark  id="s1b5c81l5" />เพื่อความขาดสูญ และแนะนำสาวกตามแนวนั้น ดังนี้ ชื่อว่ากล่าวถูกนั้น เป็นอย่างไร ดูกรสีหะ  
			<remark  id="s1b5c81l6" />เพราะเรากล่าวความขาดสูญแห่งราคะ โทสะ โมหะ เรากล่าวความขาดสูญแห่งสถานะที่เป็น  
			<remark  id="s1b5c81l7" />บาปอกุศลหลายอย่าง นี้แล เหตุที่เขากล่าวหาเราว่า พระสมณโคดมกล่าวความขาดสูญแสดง  
			<remark  id="s1b5c81l8" />ธรรมเพื่อความขาดสูญ และแนะนำสาวกตามแนวนั้น ดังนี้ ชื่อว่ากล่าวถูก.  
			<remark  id="s1b5c81l9" />	ดูกรสีหะ อนึ่ง เหตุที่เขากล่าวหาเราว่า พระสมณโคดมช่างรังเกียจ แสดงธรรมเพื่อ  
			<remark  id="s1b5c81l10" />ความรังเกียจ และแนะนำสาวกตามแนวนั้น ดังนี้ ชื่อว่ากล่าวถูกนั้น เป็นอย่างไร ดูกรสีหะ  
			<remark  id="s1b5c81l11" />เพราะเรารังเกียจกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต เรารังเกียจความถึงพร้อมแห่งสถานะที่เป็นบาป  
			<remark  id="s1b5c81l12" />อกุศลหลายอย่าง นี้แล เหตุที่เขากล่าวหาเราว่า พระสมณโคดมช่างรังเกียจ แสดงธรรม  
			<remark  id="s1b5c81l13" />เพื่อความรังเกียจ และแนะนำสาวกตามแนวนั้น ดังนี้ ชื่อว่ากล่าวถูก.  
			<remark  id="s1b5c81l14" />	ดูกรสีหะ อนึ่ง เหตุที่เขากล่าวหาเราว่า พระสมณโคดมช่างกำจัด แสดงธรรมเพื่อความ  
			<remark  id="s1b5c81l15" />กำจัด และแนะนำสาวกตามแนวนั้น ดังนี้ ชื่อว่ากล่าวถูกนั้น เป็นอย่างไร ดูกรสีหะ เพราะ  
			<remark  id="s1b5c81l16" />เราแสดงธรรมเพื่อกำจัด ราคะ โทสะ โมหะ แสดงธรรมเพื่อกำจัดสถานะที่เป็นบาปอกุศล  
			<remark  id="s1b5c81l17" />หลายอย่าง นี้แล เหตุที่เขากล่าวหาเราว่าพระสมณโคดมช่างกำจัด แสดงธรรมเพื่อความกำจัด  
			<remark  id="s1b5c81l18" />และแนะนำสาวกตามแนวนั้น ดังนี้ ชื่อว่ากล่าวถูก.  
			<remark  id="s1b5c81l19" />	ดูกรสีหะ อนึ่ง เหตุที่เขากล่าวหาเราว่า พระสมณโคดมช่างเผาผลาญ แสดงธรรม  
			<remark  id="s1b5c81l20" />เพื่อความเผาผลาญ และแนะนำสาวกตามแนวนั้น ดังนี้ ชื่อว่ากล่าวถูกนั้น เป็นอย่างไร  
			<remark  id="s1b5c81l21" />ดูกรสีหะเพราะเรากล่าวธรรมที่เป็นบาปอกุศล คือ กายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต ว่าเป็นธรรม  
			<remark  id="s1b5c81l22" />ควรเผาผลาญ ธรรมที่เป็นบาปอกุศล ซึ่งควรเผาผลาญ อันผู้ใดละได้แล้ว ตัดรากขาดแล้ว  
			<remark  id="s1b5c81l23" />ทำให้เป็นเหมือนตาลยอดด้วน ทำไม่ให้มีในภายหลัง มีอันไม่เกิดอีกต่อไปเป็นธรรมดา เรากล่าว  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b5c82" >
		<para id="s1b5c82p">
			<remark  id="s1b5c82l1" />ผู้นั้นว่า เป็นคนช่างเผาผลาญ ดูกรสีหะ ธรรมที่เป็นบาปอกุศลซึ่งควรเผาผลาญตถาคตละได้แล้ว  
			<remark  id="s1b5c82l2" />ตัดรากขาดแล้ว ทำให้เหมือนตาลยอดด้วน ทำไม่ให้มีในภายหลัง มีอันไม่เกิดอีกต่อไปเป็น  
			<remark  id="s1b5c82l3" />ธรรมดา นี้แล เหตุที่เขากล่าวหาเราว่า พระสมณโคดมช่างเผาผลาญ แสดงธรรมเพื่อความ  
			<remark  id="s1b5c82l4" />เผาผลาญ และแนะนำสาวกตามแนวนั้น ดังนี้ ชื่อว่ากล่าวถูก.  
			<remark  id="s1b5c82l5" />	ดูกรสีหะ อนึ่ง เหตุที่เขากล่าวหาเราว่า พระสมณโคดมไม่ผุดเกิด แสดงธรรมเพื่อ  
			<remark  id="s1b5c82l6" />ความไม่ผุดเกิด และแนะนำสาวกตามแนวนั้น ดังนี้ ชื่อว่ากล่าวถูกนั้น เป็นอย่างไร ดูกรสีหะ  
			<remark  id="s1b5c82l7" />เพราะการนอนในครรภ์ต่อไป การเกิดในภพใหม่ อันผู้ใดละได้แล้ว ตัดรากขาดแล้ว ทำให้เป็น  
			<remark  id="s1b5c82l8" />เหมือนตาลยอดด้วน ทำไม่ให้มีในภายหลัง มีอันไม่เกิดอีกต่อไปเป็นธรรมดา เรากล่าวผู้นั้นว่า  
			<remark  id="s1b5c82l9" />เป็นคนไม่ผุดเกิด ดูกรสีหะ การนอนในครรภ์ต่อไป การเกิดในภพใหม่ ตถาคตละได้แล้ว  
			<remark  id="s1b5c82l10" />ตัดรากขาดแล้ว ทำให้เป็นเหมือนตาลยอดด้วน ทำไม่ให้มีในภายหลัง มีอันไม่เกิดอีกต่อไป  
			<remark  id="s1b5c82l11" />เป็นธรรมดา นี้แล เหตุที่เขากล่าวหาเราว่า พระสมณโคดมไม่ผุดเกิด แสดงธรรมเพื่อความ  
			<remark  id="s1b5c82l12" />ไม่ผุดเกิด และแนะนำสาวกตามแนวนั้น ดังนี้ชื่อว่ากล่าวถูก.  
			<remark  id="s1b5c82l13" />	ดูกรสีหะ อนึ่ง เหตุที่เขากล่าวหาเราว่า พระสมณโคดมเป็นผู้เบาใจ แสดงธรรม  
			<remark  id="s1b5c82l14" />เพื่อความเบาใจ และแนะนำสาวกตามแนวนั้น ดังนี้ ชื่อว่ากล่าวถูกนั้น เป็นอย่างไร ดูกรสีหะ  
			<remark  id="s1b5c82l15" />เพราะเราเบาใจ ด้วยธรรมที่ให้เกิดความโล่งใจอย่างสูงและแสดงธรรมเพื่อความเบาใจ และ  
			<remark  id="s1b5c82l16" />แนะนำสาวกตามแนวนั้น นี้แล เหตุที่เขากล่าวหาเราว่า พระสมณโคดมเป็นผู้เบาใจ แสดงธรรม  
			<remark  id="s1b5c82l17" />เพื่อความเบาใจ และแนะนำสาวกตามแนวนั้น ดังนี้ ชื่อว่ากล่าวถูก.  
			<remark  id="s1b5c82l18" />				แสดงตนเป็นอุบาสก  
			<remark  id="s1b5c82l19" />	[๘๐] เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว ท่านสีหะเสนาบดี ได้กราบทูลคำนี้แด่  
			<remark  id="s1b5c82l20" />พระผู้มีพระภาคว่า ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก ภาษิตของพระองค์ไพเราะนัก พระพุทธเจ้าข้า  
			<remark  id="s1b5c82l21" />พระองค์ทรงประกาศธรรมโดยอเนกปริยายอย่างนี้ เปรียบเหมือนบุคคลหงายของที่คว่ำ เปิดของ  
			<remark  id="s1b5c82l22" />ที่ปิด บอกทางแก่คนหลงทาง หรือส่องประทีปในที่มืดด้วยตั้งใจว่า คนมีจักษุจักเห็นรูป ดังนี้  
			<remark  id="s1b5c82l23" />ข้าพระพุทธเจ้านี้ขอถึงพระผู้มีพระภาค พระธรรม และพระสงฆ์ว่าเป็นสรณะ ขอพระองค์โปรด  
			<remark  id="s1b5c82l24" />ทรงจำข้าพระพุทธเจ้าว่า เป็นอุบาสกผู้มอบชีวิตถึงสรณะ จำเดิมแต่วันนี้เป็นต้นไป.  
			<remark  id="s1b5c82l25" />	ภ. ดูกรสีหะ เธอจงทำการที่ใคร่ครวญเสียก่อนแล้วทำ เพราะการใคร่ครวญเสียก่อน  
			<remark  id="s1b5c82l26" />แล้วทำ เป็นความดีสำหรับคนมีชื่อเสียงเช่นเธอ.  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b5c83" >
		<para id="s1b5c83p">
			<remark  id="s1b5c83l1" />	สี. พระพุทธเจ้าข้า โดยพระพุทธดำรัสแม้นี้ ข้าพระพุทธเจ้ายินดี พอใจยิ่งกว่าคาด  
			<remark  id="s1b5c83l2" />หมายไว้ เพราะพระองค์ตรัสอย่างนี้กะข้าพระพุทธเจ้าว่า ดูกรสีหะ เธอจงทำการที่ใคร่ครวญ  
			<remark  id="s1b5c83l3" />เสียก่อนแล้วทำ เพราะการใคร่ครวญเสียก่อนแล้วทำเป็นความดีสำหรับคนมีชื่อเสียงเช่นเธอ  
			<remark  id="s1b5c83l4" />ความจริง พวกอัญญเดียรถีย์ได้ข้าพระพุทธเจ้าเป็นสาวก พึงยกธงเที่ยวประกาศทั่วพระนครเวสาลี  
			<remark  id="s1b5c83l5" />ว่า สีหะเสนาบดีเข้าถึงความเป็นสาวกของพวกเราแล้ว แต่ส่วนพระองค์สิ มาตรัสอย่างนี้  
			<remark  id="s1b5c83l6" />กะข้าพระพุทธเจ้าว่า ดูกรสีหะ เธอจงทำการที่ใคร่ครวญเสียก่อนแล้วทำ เพราะการใคร่ครวญ  
			<remark  id="s1b5c83l7" />เสียก่อนแล้วทำ เป็นความดีสำหรับคนมีชื่อเสียงเช่นเธอ ข้าพระพุทธเจ้านี้ ขอถึงพระผู้มีพระภาค  
			<remark  id="s1b5c83l8" />พระธรรมและพระสงฆ์ว่าเป็นสรณะ แม้ครั้งที่สอง ขอพระองค์โปรดทรงจำข้าพระพุทธเจ้าว่า  
			<remark  id="s1b5c83l9" />เป็นอุบาสกผู้มอบชีวิตถึงสรณะ จำเดิมแต่วันนี้เป็นต้นไป พระพุทธเจ้า.  
			<remark  id="s1b5c83l10" />	ภ. นานนักแล สีหะ ตระกูลของเธอได้เป็นสถานที่รับรองพวกนิครนถ์มา ด้วยเหตุนั้น  
			<remark  id="s1b5c83l11" />เธอพึงสำคัญเห็นบิณฑบาตว่าเป็นของควรให้นิครนถ์เหล่านั้นผู้เข้าไปถึงแล้ว.  
			<remark  id="s1b5c83l12" />	สี. โดยพระพุทธดำรัสแม้นี้ ข้าพระพุทธเจ้ายินดีพอใจยิ่งกว่าคาดหมายไว้ เพราะ  
			<remark  id="s1b5c83l13" />พระองค์ตรัสอย่างนี้กะข้าพระพุทธเจ้าว่า นานนักแล สีหะ ตระกูลของเธอได้เป็นสถานที่รับรอง  
			<remark  id="s1b5c83l14" />พวกนิครนถ์มา ด้วยเหตุนั้น เธอพึงสำคัญบิณฑบาตว่าเป็นของควรให้นิครนถ์เหล่านั้นผู้เข้าไปถึง  
			<remark  id="s1b5c83l15" />แล้ว ดังนี้ ข้าพระพุทธเจ้าได้ทราบว่า พระสมณะโคดมรับสั่งอย่างนี้ว่า ควรให้ทานแก่เราผู้เดียว  
			<remark  id="s1b5c83l16" />ไม่ควรให้ทานแก่คนพวกอื่น ควรให้ทานแก่สาวกของเราเท่านั้น ไม่ควรให้ทานแก่สาวกของ  
			<remark  id="s1b5c83l17" />ศาสดาอื่น เพราะทานที่ให้แก่เราเท่านั้น มีผลมาก ทานที่ให้แก่คนพวกอื่นไม่มีผลมาก ทาน  
			<remark  id="s1b5c83l18" />ที่ให้แก่สาวกของเราเท่านั้น มีผลมาก ทานที่ให้แก่สาวกของศาสดาอื่นไม่มีผลมาก แต่ส่วน  
			<remark  id="s1b5c83l19" />พระองค์ทรงชักชวนข้าพระพุทธเจ้า ในการให้แม้ในพวกนิครนถ์ แต่ข้าพระพุทธเจ้าจักรู้กาลใน  
			<remark  id="s1b5c83l20" />ข้อนี้เอง ข้าพระพุทธเจ้านี้ขอถึงพระผู้มีพระภาค พระธรรม และพระสงฆ์ว่าเป็นสรณะ แม้  
			<remark  id="s1b5c83l21" />ครั้งที่สาม ขอพระองค์โปรดทรงจำข้าพระพุทธเจ้าว่า เป็นอุบาสกผู้มอบชีวิตถึงสรณะ จำเดิม  
			<remark  id="s1b5c83l22" />แต่วันนี้เป็นต้นไป พระพุทธเจ้าข้า.  
			<remark  id="s1b5c83l23" />				สีหเสนาบดีได้ธรรมจักษุ  
			<remark  id="s1b5c83l24" />	ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคได้ทรงแสดงอนุปุพพิกถาแก่สีหะเสนาบดี คือ ทรงประกาศ  
			<remark  id="s1b5c83l25" />ทานกถา ศีลกถา สัคคกถา โทษ ความต่ำทราม ความเศร้าหมองของกามทั้งหลาย และ  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b5c84" >
		<para id="s1b5c84p">
			<remark  id="s1b5c84l1" />อานิสงส์ในความออกจากกาม เมื่อพระองค์ทรงทราบว่า สีหะเสนาบดีมีจิตคล่อง มีจิตอ่อน  
			<remark  id="s1b5c84l2" />มีจิตปลอดจากนิวรณ์ มีจิตเบิกบาน มีจิตผ่องใสแล้ว จึงได้ทรงประกาศพระธรรมเทศนาที่  
			<remark  id="s1b5c84l3" />พระพุทธเจ้าทั้งหลาย ทรงยกขึ้นแสดงด้วยพระองค์เอง คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค  
			<remark  id="s1b5c84l4" />ดวงตาเห็นธรรมปราศจากธุลี ปราศจากมลทินได้เกิดแก่สีหะเสนาบดี ณ สถานที่นั่งนั้นแลว่า  
			<remark  id="s1b5c84l5" />สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งมวลมีความดับเป็นธรรมดา ดุจผ้าที่สะอาด  
			<remark  id="s1b5c84l6" />ปราศจากมลทินควรรับน้ำย้อมเป็นอย่างดี ฉะนั้น.  
			<remark  id="s1b5c84l7" />	ครั้นสีหะเสนาบดีเห็นธรรมแล้ว บรรลุธรรมแล้ว รู้ธรรมแจ่มแจ้งแล้ว หยั่งลงสู่ธรรม  
			<remark  id="s1b5c84l8" />แล้ว ข้ามความสงสัยได้แล้ว ปราศจากถ้อยคำแสดงความสงสัย ถึงความเป็นผู้แกล้วกล้า ไม่  
			<remark  id="s1b5c84l9" />ต้องเชื่อผู้อื่น ในคำสอนของพระศาสดา ได้กราบทูลคำนี้แด่พระผู้มีพระภาคว่า ขอพระผู้มีพระภาค  
			<remark  id="s1b5c84l10" />พร้อมกับภิกษุสงฆ์ จงทรงพระกรุณาโปรดรับภัตตาหารของข้าพระพุทธเจ้า เพื่อเจริญบุญกุศล  
			<remark  id="s1b5c84l11" />และปิติปราโมทย์ในวันพรุ่งนี้ด้วยเถิด พระพุทธเจ้าข้า พระผู้มีพระภาคทรงรับอาราธนาโดย  
			<remark  id="s1b5c84l12" />ดุษณีภาพ ครั้นสีหะเสนาบดีทราบอาการที่ทรงรับอาราธนาของพระผู้มีพระภาคแล้วได้ลุกจากที่นั่ง  
			<remark  id="s1b5c84l13" />ถวายบังคมพระผู้มีพระภาค ทำประทักษิณกลับไป ต่อมาสีหะเสนาบดีใช้มหาดเล็กผู้หนึ่งว่า  
			<remark  id="s1b5c84l14" />พนาย เจ้าจงไปหาซื้อเนื้อสดที่เขาขาย แล้วสั่งให้ตกแต่งขาทนียโภชนียาหาร อันประณีตโดย  
			<remark  id="s1b5c84l15" />ผ่านราตรีนั้นแล้ว ให้มหาดเล็กไปกราบทูลภัตกาลแด่พระผู้มีพระภาคว่า ถึงเวลาแล้วพระพุทธเจ้าข้า  
			<remark  id="s1b5c84l16" />ภัตตาหารเสร็จแล้ว.  
			<remark  id="s1b5c84l17" />	ครั้นเวลาเช้า พระผู้มีพระภาคทรงครองอันตรวาสก ถือบาตรจีวรเสด็จพระพุทธดำเนิน  
			<remark  id="s1b5c84l18" />ไปทางนิเวศน์ของสีหะเสนาบดี ครั้นถึงแล้วประทับนั่งเหนือพุทธอาสน์ที่เขาจัดถวาย พร้อมกับ  
			<remark  id="s1b5c84l19" />ภิกษุสงฆ์.  
			<remark  id="s1b5c84l20" />	ก็โดยสมัยนั้นแล พวกนิครนถ์เป็นอันมาก พากันประคองแขน คร่ำครวญไปตามถนน  
			<remark  id="s1b5c84l21" />หนทางสี่แยก สามแยกทั่วทุกสายในพระนครเวสาลีว่า วันนี้ สีหะเสนาบดีล้มสัตว์ของเลี้ยงตัว  
			<remark  id="s1b5c84l22" />อ้วนๆ ทำอาหารถวายพระสมณะโคดม พระสมณะโคดมทรงทราบอยู่ยังเสวยเนื้อนั้นซึ่งเขาทำ  
			<remark  id="s1b5c84l23" />เฉพาะเจาะจงตน ขณะนั้น มหาดเล็กผู้หนึ่งเข้าไปเฝ้าสีหะเสนาบดีทูลกระซิบว่า ขอเดชะ  
			<remark  id="s1b5c84l24" />ฝ่าพระบาทพึงทราบว่านิครนถ์มากมายเหล่านั้น พากันประคองแขนคร่ำครวญไปตามถนนหนทาง  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b5c85" >
		<para id="s1b5c85p">
			<remark  id="s1b5c85l1" />สี่แยกสามแยกทั่วทุกสายในพระนครเวสาลีว่า วันนี้สีหะเสนาบดี ล้มสัตว์ของเลี้ยงตัวอ้วนๆ  
			<remark  id="s1b5c85l2" />ทำอาหารถวายพระสมณโคดม พระสมณโคดมทรงทราบอยู่ ยังเสวยเนื้อนั้น ซึ่งเขาทำเฉพาะ  
			<remark  id="s1b5c85l3" />เจาะจงตน.  
			<remark  id="s1b5c85l4" />	สีหะเสนาบดีตอบว่า ช่างเถิดเจ้า ท่านเหล่านั้นมุ่งติเตียนพระพุทธเจ้ามุ่งติเตียนพระธรรม  
			<remark  id="s1b5c85l5" />มุ่งติเตียนพระสงฆ์มานานแล้ว แต่ก็กล่าวตู่พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้นด้วยถ้อยคำอันไม่มี เปล่า  
			<remark  id="s1b5c85l6" />เท็จ ไม่จริง ยังไม่หนำใจ ส่วนพวกเราไม่ตั้งใจปลงสัตว์จากชีวิต แม้เพราะเหตุแห่งชีวิตเลย.  
			<remark  id="s1b5c85l7" />	ครั้งนั้น สีหะเสนาบดีอังคาสภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข ด้วยขาทนียโภชนียาหาร  
			<remark  id="s1b5c85l8" />อันประณีตด้วยมือของตน จนพระผู้มีพระภาคเสวยเสร็จ ทรงนำพระหัตถ์ออกจากบาตร  
			<remark  id="s1b5c85l9" />ห้ามภัตรแล้ว นั่งเฝ้าอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง พระผู้มีพระภาคทรงชี้แจงให้สีหะเสนาบดีผู้นั่ง  
			<remark  id="s1b5c85l10" />เฝ้าอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งเห็นแจ้ง สมาทาน อาจหาญ ร่าเริง ด้วยธรรมีกถาแล้ว ทรงลุก  
			<remark  id="s1b5c85l11" />จากที่ประทับเสด็จกลับไป.  
			<remark  id="s1b5c85l12" />				เรื่องสีหะเสนาบดี จบ.  
			<remark  id="s1b5c85l13" />				_________________  
			<remark  id="s1b5c85l14" />			พระพุทธบัญญัติห้ามฉันเนื้อที่ทำเฉพาะ  
			<remark  id="s1b5c85l15" />	ครั้งนั้นพระผู้มีพระภาคทรงทำธรรมีกถาในเพราะเหตุเป็นเค้ามูลนั้น ในเพราะเหตุแรกเกิด  
			<remark  id="s1b5c85l16" />นั้น แล้วรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุรู้อยู่ไม่พึงฉันเนื้อที่เขาทำจำเพาะ  
			<remark  id="s1b5c85l17" />รูปใดฉัน ต้องอาบัติทุกกฏ.  
			<remark  id="s1b5c85l18" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาต ปลา เนื้อ ที่บริสุทธิ์โดยส่วนสาม คือ ไม่ได้เห็น  
			<remark  id="s1b5c85l19" />ไม่ได้ยิน ไม่ได้รังเกียจ.  
			<remark  id="s1b5c85l20" />			พระพุทธบัญญัติห้ามภัตตาหารบางชนิด  
			<remark  id="s1b5c85l21" />	[๘๑] ก็โดยสมัยนั้นแล พระนครเวสาลีมีภิกษาหารมาก มีข้าวกล้างอกงาม บิณฑบาต  
			<remark  id="s1b5c85l22" />ก็ง่าย ภิกษุสงฆ์จะยังอัตภาพให้เป็นไปด้วยการถือบาตรแสวงหาก็ทำได้ง่าย ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาค  
			<remark  id="s1b5c85l23" />ประทับหลีกเร้นอยู่ในที่สงัด ทรงปริวิตกนี้ว่า ภัตตาหารที่เราอนุญาตแก่ภิกษุทั้งหลาย เมื่อคราว 
		</para>
	</section>
	<section id="s1b5c86" >
		<para id="s1b5c86p">
			<remark  id="s1b5c86l1" />อัตคัดอาหาร มีข้าวกล้าน้อย บิณฑบาตได้ฝืดเคือง คืออาหารที่เก็บไว้ภายในที่อยู่ ๑ อาหารที่  
			<remark  id="s1b5c86l2" />หุงต้มภายในที่อยู่ ๑ อาหารที่หุงต้มเอง ๑ อาหารที่จับต้องแล้วรับประเคนใหม่ ๑ อาหารที่ทายก  
			<remark  id="s1b5c86l3" />นำมาจากที่นิมนต์นั้น ๑ อาหารที่รับประเคนฉันในปุเรภัต ๑ อาหารที่เกิดในป่าและเกิดในสระบัว ๑  
			<remark  id="s1b5c86l4" />ภัตตาหารเหล่านั้น ภิกษุทั้งหลายยังฉันอยู่ทุกวันนี้หรือหนอ.  
			<remark  id="s1b5c86l5" />	ครั้นเวลาเย็น พระผู้มีพระภาคเสด็จออกจากที่ประทับพักเร้น แล้วรับสั่งถามท่าน  
			<remark  id="s1b5c86l6" />พระอานนท์ว่า ดูกรอานนท์ ภัตตาหารที่เราอนุญาตแก่ภิกษุทั้งหลาย เมื่อคราวอัตคัดอาหาร  
			<remark  id="s1b5c86l7" />มีข้าวกล้าน้อย บิณฑบาตได้ฝืดเคือง คืออาหารที่เก็บไว้ภายในที่อยู่ ๑ อาหารที่หุงต้มภายในที่อยู่ ๑  
			<remark  id="s1b5c86l8" />อาหารที่หุงต้มเอง ๑ อาหารที่จับต้องแล้วรับประเคนใหม่ ๑ อาหารที่ทายกนำมาจากที่นิมนต์นั้น ๑  
			<remark  id="s1b5c86l9" />อาหารที่รับประเคนฉันในปุเรภัต ๑ อาหารที่เกิดในป่าและเกิดในสระบัว ๑ ภัตตาหารเหล่านั้น  
			<remark  id="s1b5c86l10" />ภิกษุทั้งหลายยังฉันอยู่ทุกวันนี้หรือ?  
			<remark  id="s1b5c86l11" />	ท่านพระอานนท์ทูลว่า ยังฉันอยู่ พระพุทธเจ้าข้า.  
			<remark  id="s1b5c86l12" />	ลำดับนั้น ผู้มีพระภาคทรงทำธรรมีกถาในเพราะเหตุเป็นเค้ามูลนั้น ในเพราะเหตุแรกเกิด  
			<remark  id="s1b5c86l13" />นั้น แล้วรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภัตตาหารที่เราอนุญาตแก่ภิกษุทั้งหลาย  
			<remark  id="s1b5c86l14" />เมื่อคราวอัตคัดอาหาร มีข้าวกล้าน้อย บิณฑบาตได้ฝืดเคือง คืออาหารที่เก็บไว้ภายในที่อยู่ ๑  
			<remark  id="s1b5c86l15" />อาหารที่หุงต้มภายในที่อยู่ ๑ อาหารที่หุงต้มเอง ๑ อาหารที่จับต้องแล้วประเคนใหม่ ๑ อาหาร  
			<remark  id="s1b5c86l16" />ที่ทายกนำมาจากที่นิมนต์นั้น ๑ อาหารที่รับประเคนฉันในปุเรภัต ๑ อาหารที่เกิดในป่าและเกิด  
			<remark  id="s1b5c86l17" />ในสระบัว ๑ ภัตตาหารเหล่านั้น เราห้ามจำเดิมนี้เป็นต้นไป  
			<remark  id="s1b5c86l18" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงฉันอาหารที่เก็บไว้ภายในที่อยู่ อาหารที่หุงต้มภายในที่อยู่  
			<remark  id="s1b5c86l19" />อาหารที่หุงต้มเอง อาหารที่จับต้องแล้วประเคนใหม่ รูปใดฉัน ต้องอาบัติทุกกฏ.  
			<remark  id="s1b5c86l20" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ส่วนอาหารที่ทายกนำมาจากที่นิมนต์นั้น อาหารที่รับประเคนฉันใน  
			<remark  id="s1b5c86l21" />ปุเรภัต อาหารที่เกิดในป่าและเกิดในสระบัว ยังไม่เป็นเดน ภิกษุฉันเสร็จ ห้ามภัตแล้ว  
			<remark  id="s1b5c86l22" />ไม่พึงฉัน รูปใดฉัน พึงปรับอาบัติตามธรรม.  
			<remark  id="s1b5c86l23" />				พระพุทธานุญาตกับปิยภูมิ  
			<remark  id="s1b5c86l24" />	[๘๒] ก็โดยสมัยนั้นแล ประชาชนชาวชนบทบรรทุกเกลือบ้าง น้ำมันบ้าง ข้าวสารบ้าง  
			<remark  id="s1b5c86l25" />ของขบฉันบ้าง ไว้ในเกวียนเป็นอันมาก แล้วตั้งวงล้อมเกวียนอยู่นอกซุ้มประตูพระอารามคอยท่า  
			<remark  id="s1b5c86l26" />ว่าเมื่อใด เราทั้งหลายได้ลำดับที่จะถวาย เมื่อนั้นเราจักทำภัตตาหารถวาย ฝนตั้งเค้ามาจะตกใหญ่ 
		</para>
	</section>
	<section id="s1b5c87" >
		<para id="s1b5c87p">
			<remark  id="s1b5c87l1" />จึงคนเหล่านั้นพากันเข้าไปหาท่านพระอานนท์กราบเรียนว่า ท่านพระอานนท์เจ้าข้า เกลือ น้ำมัน  
			<remark  id="s1b5c87l2" />ข้าวสาร และของขบฉันเป็นอันมาก พวกข้าพเจ้าบรรทุกไว้ในเกวียนตั้งอยู่หน้าวัดนี้ และฝน  
			<remark  id="s1b5c87l3" />ตั้งเค้ามาจะตกใหญ่ ท่านพระอานนท์เจ้าข้า พวกข้าพเจ้าพึงปฏิบัติอย่างไร? จึงท่านพระอานนท์  
			<remark  id="s1b5c87l4" />กราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค. พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรอานนท์ ถ้าเช่นนั้น สงฆ์จง  
			<remark  id="s1b5c87l5" />สมมติวิหารที่ตั้งอยู่สุดเขตวัด ให้เป็นสถานที่เก็บของกัปปิยะ แล้วให้เก็บไว้ในสถานที่ที่สงฆ์  
			<remark  id="s1b5c87l6" />จำนงหมาย คือวิหาร เรือนมุงแถบเดียว เรือนชั้น เรือนโล้น หรือถ้ำก็ได้.  
			<remark  id="s1b5c87l7" />				วิธีสมมติกัปปิยภูมิ  
			<remark  id="s1b5c87l8" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แลสงฆ์พึงสมมติอย่างนี้  
			<remark  id="s1b5c87l9" />	ภิกษุผู้ฉลาด ผู้สามารถ พึงประกาศให้สงฆ์ทราบด้วยญัตติทุติยกรรมวาจา ว่าดังนี้:-  
			<remark  id="s1b5c87l10" />				กรรมวาจาสมมติกัปปิยภูมิ  
			<remark  id="s1b5c87l11" />	ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ถ้าความพร้อมพรั่งของสงฆ์ถึงที่แล้ว สงฆ์พึง  
			<remark  id="s1b5c87l12" />สมมติวิหารมีชื่อนี้ ให้เป็นกัปปิยภูมิ นี้เป็นญัตติ  
			<remark  id="s1b5c87l13" />	ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า สงฆ์สมมติวิหารมีชื่อนี้ให้เป็นกัปปิยภูมิ การสมมติ  
			<remark  id="s1b5c87l14" />วิหารมีชื่อนี้ให้เป็นกัปปิยภูมิ ชอบแก่ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้นพึงเป็นผู้นิ่ง ไม่ชอบแก่ท่านผู้ใด  
			<remark  id="s1b5c87l15" />ท่านผู้นั้นพึงพูด  
			<remark  id="s1b5c87l16" />	วิหารมีชื่อนี้ สงฆ์สมมติให้เป็นกัปปิยภูมิแล้ว ชอบแก่สงฆ์ เหตุนั้นจึงนิ่ง ข้าพเจ้า  
			<remark  id="s1b5c87l17" />ทรงความนี้ไว้ด้วยอย่างนี้.  
			<remark  id="s1b5c87l18" />	สมัยต่อมา ชาวบ้านต้มข้าวต้ม หุงข้าวสวย ต้มแกง สับเนื้อ ผ่าฟืน ส่งเสียงเซ็งแซ่  
			<remark  id="s1b5c87l19" />เกรียวกราว ณ สถานที่กัปปิยภูมิ ที่สงฆ์สมมติไว้นั้นแล.  
			<remark  id="s1b5c87l20" />	พระผู้มีพระภาค ทรงตื่นบรรทมในเวลาปัจจุสมัยแห่งราตรี ได้ทรงสดับเสียงเซ็งแซ่  
			<remark  id="s1b5c87l21" />เกรียวกราว และเสียงการ้องก้อง ครั้นแล้วรับสั่งถามท่านพระอานนท์ว่า ดูกรอานนท์ เสียงเซ็งแซ่  
			<remark  id="s1b5c87l22" />เกรียวกราว และเสียงการ้องก้องนั้น อะไรกันหนอ?  
			<remark  id="s1b5c87l23" />	ท่านพระอานนท์กราบทูลว่า พระพุทธเจ้าข้า บัดนี้ชาวบ้านมาต้มข้าวต้ม หุงข้าวสวย  
			<remark  id="s1b5c87l24" />ต้มแกง สับเนื้อ ผ่าฟืน ณ สถานที่กัปปิยภูมิซึ่งสมมติไว้นั้นแล เสียงเซ็งแซ่เกรียวกราว  
			<remark  id="s1b5c87l25" />และเสียงการ้องก้องนั่นคือเสียงนั้น พระพุทธเจ้าข้า. 
		</para>
	</section>
	<section id="s1b5c88" >
		<para id="s1b5c88p">
			<remark  id="s1b5c88l1" />			พระพุทธานุญาตกัปปิยภูมิ ๓ ชนิด  
			<remark  id="s1b5c88l2" />	ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงทำธรรมีกถา ในเพราะเหตุเป็นเค้ามูลนั้น ในเพราะเหตุ  
			<remark  id="s1b5c88l3" />แรกเกิดนั้น แล้วรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงใช้สถานที่กัปปิยภูมิ  
			<remark  id="s1b5c88l4" />ซึ่งสงฆ์สมมติ รูปใดใช้ ต้องอาบัติทุกกฏ.  
			<remark  id="s1b5c88l5" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตสถานที่กัปปิยภูมิ ๓ ชนิด คือ อุสสาวนันติกา ๑  
			<remark  id="s1b5c88l6" />โคนิสาทิกา ๑ คหปติกา ๑  
			<remark  id="s1b5c88l7" />			พระพุทธานุญาตกัปปิยภูมิ ๔ ชนิด  
			<remark  id="s1b5c88l8" />	สมัยต่อมา ท่านพระยโสชะอาพาธ ชาวบ้านนำเภสัชมาถวายท่าน ภิกษุทั้งหลายให้เก็บ  
			<remark  id="s1b5c88l9" />เภสัชเหล่านั้นไว้ข้างนอก สัตว์กินเสียบ้าง ขโมยลักไปเสียบ้าง ภิกษุทั้งหลายจึงกราบทูลเรื่องนั้น  
			<remark  id="s1b5c88l10" />แด่พระผู้มีพระภาค. พระผู้มีพระภาคตรัสอนุญาตแก่ภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาต  
			<remark  id="s1b5c88l11" />ให้ใช้สถานที่กัปปิยภูมิที่สงฆ์สมมติ.  
			<remark  id="s1b5c88l12" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตสถานที่กัปปิยภูมิ ๔ ชนิด คือ อุสสาวนันติกา ๑ โคนิสา  
			<remark  id="s1b5c88l13" />ทิกา คหปติกา ๑ สมมติกา ๑.  
			<remark  id="s1b5c88l14" />				เรื่องเมณฑกะคหบดี  
			<remark  id="s1b5c88l15" />	[๘๓] ก็โดยสมัยนั้นแล เมณฑกะคหบดีตั้งบ้านเรือนอยู่ในพระนครภัททิยะ ท่านมี  
			<remark  id="s1b5c88l16" />อิทธานุภาพเห็นปานฉะนี้ คือ ท่านสระเกล้า แล้วให้กวาดฉางข้าวนั่งอยู่นอกประตู ท่อธารข้าว  
			<remark  id="s1b5c88l17" />เปลือกตกจากอากาศเต็มฉาง ภริยามีอิทธานุภาพเห็นปานฉะนี้ คือ นางนั่งใกล้กระถางข้าวสุกขนาด  
			<remark  id="s1b5c88l18" />จุน้ำหนึ่งอาฬหกใบเดียวเท่านั้น และหม้อแกงหม้อหนึ่ง เลี้ยงอาหารแก่บุรุษที่เป็นทาสและกรรมกร  
			<remark  id="s1b5c88l19" />อาหารนั้นไม่หมดสิ้นตลอดเวลาที่นางยังไม่ลุกไปจากที่ บุตรมีอิทธานุภาพเห็นปานฉะนี้ คือ  
			<remark  id="s1b5c88l20" />เขาถือถุงจุเงินพันหนึ่ง ถุงเดียวเท่านั้น แล้วแจกเบี้ยหวัดกลางปีแก่บุรุษที่เป็นทาสและกรรมกร  
			<remark  id="s1b5c88l21" />เงินนั้นไม่หมดสิ้น ตลอดเวลาที่ถุงเงินยังอยู่ในมือของเขา สะใภ้มีอิทธานุภาพเห็นปานฉะนี้ คือ  
			<remark  id="s1b5c88l22" />นางนั่งใกล้กระเฌอจุข้าว ๔ ทะนานใบเดียวเท่านั้น แล้วแจกข้าวกลางปีแก่บุรุษที่เป็นทาสและ  
			<remark  id="s1b5c88l23" />กรรมกร ข้าวนั้นมิได้หมดสิ้นตลอดเวลาที่นางยังไม่ลุกไปจากที่ ทาสมีอิทธานุภาพเห็นปานฉะนี้  
			<remark  id="s1b5c88l24" />คือเมื่อเขาไถนาด้วยไถคันเดียว มีรอยไถถึง ๗ รอย.  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b5c89" >
		<para id="s1b5c89p">
			<remark  id="s1b5c89l1" />	พระเจ้าพิมพิสารจอมเสนามาคธราชได้ทรงสดับข่าวว่า เมณฑกะคหบดีตั้งบ้านเรือน  
			<remark  id="s1b5c89l2" />อยู่ในพระนครภัททิยะแคว้นของพระองค์ เธอมีอิทธานุภาพเห็นปานฉะนี้ คือ เธอสระเกล้าแล้ว  
			<remark  id="s1b5c89l3" />ให้กวาดฉางข้าว นั่งอยู่นอกประตู ท่อธารข้าวเปลือกตกจากอากาศเต็มฉาง ภริยามีอิทธานุภาพ  
			<remark  id="s1b5c89l4" />เห็นปานฉะนี้ คือ นางนั่งใกล้กระถางข้าวสุกขนาดจุน้ำหนึ่งอาฬหกใบเดียวเท่านั้น และหม้อแกง  
			<remark  id="s1b5c89l5" />หม้อหนึ่ง เลี้ยงอาหารแก่บุรุษที่เป็นทาสและกรรมกร อาหารนั้นไม่หมดสิ้นตลอดเวลาที่นางยัง  
			<remark  id="s1b5c89l6" />ไม่ลุกไปจากที่ บุตรมีอิทธานุภาพเห็นปานฉะนี้ คือ เขาถือถุงจุเงินพันหนึ่งถุงเดียวเท่านั้น  
			<remark  id="s1b5c89l7" />แล้วแจกเบี้ยหวัดกลางปีแก่บุรุษที่เป็นทาสและกรรมกร เงินนั้นไม่หมดสิ้น ตลอดเวลาที่ถุงเงิน  
			<remark  id="s1b5c89l8" />ยังอยู่ในมือของเขา สะใภ้มีอิทธานุภาพเห็นปานฉะนี้ คือ นางนั่งใกล้กระเฌอจุข้าว ๔ ทะนาน  
			<remark  id="s1b5c89l9" />ใบเดียวเท่านั้น แล้วแจกข้าวกลางปีแก่บุรุษที่เป็นทาสและกรรมกร ข้าวนั้นมิได้หมดสิ้นตลอด  
			<remark  id="s1b5c89l10" />เวลาที่นางยังไม่ลุกไปจากที่ ทาสมีอิทธานุภาพเห็นปานฉะนี้ คือ เมื่อเขาไถนาด้วยไถคันเดียว  
			<remark  id="s1b5c89l11" />มีรอยไถถึง ๗ รอย.  
			<remark  id="s1b5c89l12" />	ครั้งนั้น พระเจ้าพิมพิสารจอมเสนามาคธราช ได้ตรัสเรียกมหาอำมาตย์ผู้สำเร็จราชการ  
			<remark  id="s1b5c89l13" />มารับสั่งว่า ข่าวว่าเมณฑกะคหบดีตั้งบ้านเรือนอยู่ในพระนครภัททิยะแคว้นของเรา เธอมี  
			<remark  id="s1b5c89l14" />อิทธานุภาพเห็นปานฉะนี้ คือ เธอสระเกล้าแล้วให้กวาดฉางข้าวนั่งอยู่นอกประตู ท่อธารข้าวเปลือก  
			<remark  id="s1b5c89l15" />ตกจากอากาศเต็มฉาง ภริยามีอิทธานุภาพเห็นปานฉะนี้ คือ นางนั่งใกล้กระถางข้าวสุกขนาดจุน้ำ  
			<remark  id="s1b5c89l16" />หนึ่งอาฬหกใบเดียวเท่านั้น และหม้อแกงใบหนึ่ง เลี้ยงอาหารแก่บุรุษที่เป็นทาสและกรรมกร  
			<remark  id="s1b5c89l17" />อาหารนั้นไม่หมดสิ้นตลอดเวลาที่นางยังไม่ลุกไปจากที่ บุตรมีอิทธานุภาพเห็นปานฉะนี้ คือ เขา  
			<remark  id="s1b5c89l18" />ถือถุงจุเงินพันหนึ่งถุงเดียวเท่านั้น แล้วแจกเบี้ยหวัดกลางปีแก่บุรุษที่เป็นทาสและกรรมกร เงิน  
			<remark  id="s1b5c89l19" />นั้นไม่หมดสิ้นตลอดเวลาที่ถุงเงินยังอยู่ในมือของเขา สะใภ้มีอิทธานุภาพเห็นปานฉะนี้ คือ  
			<remark  id="s1b5c89l20" />นางนั่งใกล้กระเฌอจุข้าว ๔ ทะนานใบเดียวเท่านั้น แล้วแจกข้าวกลางปีแก่บุรุษที่เป็นทาสและ  
			<remark  id="s1b5c89l21" />กรรมกร ข้าวนั้นมิได้หมดสิ้นตลอดเวลาที่นางยังไม่ลุกไปจากที่ ทาสมีอิทธานุภาพเห็นปานฉะนี้  
			<remark  id="s1b5c89l22" />คือ เมื่อเขาไถนาด้วยไถคันเดียว มีรอยไถถึง ๗ รอย พนาย เธอจงไปดูให้รู้เห็นเหมือนอย่างเรา  
			<remark  id="s1b5c89l23" />ได้เห็นด้วยตนเอง.  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b5c90" >
		<para id="s1b5c90p">
			<remark  id="s1b5c90l1" />	ท่านมหาอำมาตย์รับพระบรมราชโองการของพระเจ้าพิมพิสารจอมเสนามาคธราชว่า เป็น  
			<remark  id="s1b5c90l2" />ดังพระราชประสงค์ พระพุทธเจ้าข้า แล้วพร้อมด้วยเสนา ๔ เหล่า เดินทางไปยังภัททิยะนคร  
			<remark  id="s1b5c90l3" />บทจรไปโดยลำดับจนถึงเมืองภัททิยะ เข้าไปหาเมณฑกะคหบดี ครั้นแล้วได้กล่าวคำนี้กะเมณฑกะ-  
			<remark  id="s1b5c90l4" />คหบดีว่า ท่านคหบดี ความจริงข้าพเจ้ามาโดยมีพระบรมราชโองการว่า พนาย ข่าวว่าเมณฑกะ-  
			<remark  id="s1b5c90l5" />คหบดีตั้งบ้านเรือนอยู่ในพระนครภัททิยะแคว้นของเรา ครอบครัวของเธอมีอิทธานุภาพเห็น  
			<remark  id="s1b5c90l6" />ปานฉะนี้ คือ เธอสระเกล้าแล้วให้กวาดฉางข้าว นั่งอยู่นอกประตู ท่อธารข้าวเปลือกตกจากอากาศ  
			<remark  id="s1b5c90l7" />เต็มฉาง ภริยามีอิทธานุภาพเห็นปานฉะนี้ คือ นางนั่งใกล้กระถางข้าวสุกขนาดจุน้ำหนึ่งอาฬ  
			<remark  id="s1b5c90l8" />หกใบเดียวเท่านั้น และหม้อแกงหม้อหนึ่ง เลี้ยงอาหารแก่บุรุษที่เป็นทาสและกรรมกร อาหารนั้น  
			<remark  id="s1b5c90l9" />ไม่หมดสิ้นตลอดเวลาที่นางยังไม่ลุกไปจากที่ บุตรมีอิทธานุภาพเห็นปานฉะนี้ คือ เขาถือถุงจุเงิน  
			<remark  id="s1b5c90l10" />พันหนึ่งถุงเดียวเท่านั้น แล้วแจกเบี้
