<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<!DOCTYPE book PUBLIC "-//OASIS//DTD DocBook XML V5.0//EN" "http://www.oasis-open.org/docbook/xml/4.5/docbookx.dtd">
<chapter id="s1b4">
	<title>มหาวรรคภาค ๑</title>
	<section id="s1b4c1" >
		<para id="s1b4c1p">
			<remark  id="s1b4c1l1" />				พระวินัยปิฎก  
			<remark  id="s1b4c1l2" />					เล่ม ๔  
			<remark  id="s1b4c1l3" />				มหาวรรค ภาค ๑  
			<remark  id="s1b4c1l4" />		ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น  
			<remark  id="s1b4c1l5" />				มหาขันธกะ  
			<remark  id="s1b4c1l6" />			โพธิกถา ปฏิจจสมุปบาทมนสิการ  
			<remark  id="s1b4c1l7" />	[๑] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า แรกตรัสรู้ ประทับอยู่ ณ ควงไม้โพธิพฤกษ์  
			<remark  id="s1b4c1l8" />ใกล้ฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา ในอุรุเวลาประเทศ. ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคประทับนั่งด้วยบัลลังก์เดียว  
			<remark  id="s1b4c1l9" />เสวยวิมุตติสุข ณ ควงไม้โพธิพฤกษ์ตลอด ๗ วัน และทรงมนสิการปฏิจจสมุปบาทเป็นอนุโลม  
			<remark  id="s1b4c1l10" />และปฏิโลม ตลอดปฐมยามแห่งราตรี ว่าดังนี้:-  
			<remark  id="s1b4c1l11" />				ปฏิจจสมุปบาท อนุโลม  
			<remark  id="s1b4c1l12" />				เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร  
			<remark  id="s1b4c1l13" />				เพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ  
			<remark  id="s1b4c1l14" />				เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนามรูป  
			<remark  id="s1b4c1l15" />				เพราะนามรูปเป็นปัจจัย จึงมีสฬายตนะ  
			<remark  id="s1b4c1l16" />				เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ  
			<remark  id="s1b4c1l17" />				เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา  
			<remark  id="s1b4c1l18" />				เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b4c2" >
		<para id="s1b4c2p">
			<remark  id="s1b4c2l1" />				เพราะตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน  
			<remark  id="s1b4c2l2" />				เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ  
			<remark  id="s1b4c2l3" />				เพราะภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ  
			<remark  id="s1b4c2l4" />	เพราะชาติเป็นปัจจัย จึงมีชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาส  
			<remark  id="s1b4c2l5" />	เป็นอันว่ากองทุกข์ทั้งมวลนั่นย่อมเกิด ด้วยประการฉะนี้.  
			<remark  id="s1b4c2l6" />				ปฏิจจสมุปบาท ปฏิโลม  
			<remark  id="s1b4c2l7" />	อนึ่ง เพราะอวิชชานั่นแหละดับโดยไม่เหลือด้วยมรรคคือวิราคะ สังขาร จึงดับ  
			<remark  id="s1b4c2l8" />				เพราะสังขารดับ วิญญาณจึงดับ  
			<remark  id="s1b4c2l9" />				เพราะวิญญาณดับ นามรูปจึงดับ  
			<remark  id="s1b4c2l10" />				เพราะนามรูปดับ สฬายตนะจึงดับ  
			<remark  id="s1b4c2l11" />				เพราะสฬายตนะดับ ผัสสะจึงดับ  
			<remark  id="s1b4c2l12" />				เพราะผัสสะดับ เวทนาจึงดับ  
			<remark  id="s1b4c2l13" />				เพราะเวทนาดับ ตัณหาจึงดับ  
			<remark  id="s1b4c2l14" />				เพราะตัณหาดับ อุปาทานจึงดับ  
			<remark  id="s1b4c2l15" />				เพราะอุปาทานดับ ภพจึงดับ  
			<remark  id="s1b4c2l16" />				เพราะภพดับ ชาติจึงดับ  
			<remark  id="s1b4c2l17" />	เพราะชาติดับ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาส จึงดับ  
			<remark  id="s1b4c2l18" />	เป็นอันว่ากองทุกข์ทั้งมวลนั่นย่อมดับ ด้วยประการฉะนี้.  
			<remark  id="s1b4c2l19" />	ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงทราบเนื้อความนั้นแล้ว จึงทรงเปล่งอุทานนี้ในเวลานั้น  
			<remark  id="s1b4c2l20" />ว่าดังนี้:-  
			<remark  id="s1b4c2l21" />						พุทธอุทานคาถาที่ ๑  
			<remark  id="s1b4c2l22" />				เมื่อใดแล ธรรมทั้งหลาย ปรากฏแก่พราหมณ์  
			<remark  id="s1b4c2l23" />				ผู้มีเพียรเพ่งอยู่ เมื่อนั้น ความสงสัยทั้งปวง  
			<remark  id="s1b4c2l24" />				ของพราหมณ์นั้นย่อมสิ้นไป เพราะมารู้ธรรม  
			<remark  id="s1b4c2l25" />				พร้อมทั้งเหตุ.  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b4c3" >
		<para id="s1b4c3p">
			<remark  id="s1b4c3l1" />	[๒] ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงมนสิการปฏิจจสมุปบาท เป็นอนุโลมและปฏิโลม  
			<remark  id="s1b4c3l2" />ตลอดมัชฌิมยามแห่งราตรี ว่าดังนี้:-  
			<remark  id="s1b4c3l3" />				ปฏิจจสมุปบาท อนุโลม  
			<remark  id="s1b4c3l4" />				เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร  
			<remark  id="s1b4c3l5" />				เพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ  
			<remark  id="s1b4c3l6" />				เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนามรูป  
			<remark  id="s1b4c3l7" />				เพราะนามรูปเป็นปัจจัย จึงมีสฬายตนะ  
			<remark  id="s1b4c3l8" />				เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ  
			<remark  id="s1b4c3l9" />				เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา  
			<remark  id="s1b4c3l10" />				เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา  
			<remark  id="s1b4c3l11" />				เพราะตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน  
			<remark  id="s1b4c3l12" />				เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ  
			<remark  id="s1b4c3l13" />				เพราะภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ  
			<remark  id="s1b4c3l14" />	เพราะชาติเป็นปัจจัย จึงมีชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาส  
			<remark  id="s1b4c3l15" />	เป็นอันว่ากองทุกข์ทั้งมวลนั่นย่อมเกิด ด้วยประการฉะนี้.  
			<remark  id="s1b4c3l16" />				ปฏิจจสมุปบาท ปฏิโลม  
			<remark  id="s1b4c3l17" />	อนึ่ง เพราะอวิชชานั่นแหละดับโดยไม่เหลือด้วยมรรคคือวิราคะ สังขาร จึงดับ  
			<remark  id="s1b4c3l18" />				เพราะสังขารดับ วิญญาณจึงดับ  
			<remark  id="s1b4c3l19" />				เพราะวิญญาณดับ นามรูปจึงดับ  
			<remark  id="s1b4c3l20" />				เพราะนามรูปดับ สฬายตนะจึงดับ  
			<remark  id="s1b4c3l21" />				เพราะสฬายตนะดับ ผัสสะจึงดับ  
			<remark  id="s1b4c3l22" />				เพราะผัสสะดับ เวทนาจึงดับ  
			<remark  id="s1b4c3l23" />				เพราะเวทนาดับ ตัณหาจึงดับ  
			<remark  id="s1b4c3l24" />				เพราะตัณหาดับ อุปาทานจึงดับ  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b4c4" >
		<para id="s1b4c4p">
			<remark  id="s1b4c4l1" />				เพราะอุปาทานดับ ภพจึงดับ  
			<remark  id="s1b4c4l2" />				เพราะภพดับ ชาติจึงดับ  
			<remark  id="s1b4c4l3" />	เพราะชาติดับ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาส จึงดับ  
			<remark  id="s1b4c4l4" />	เป็นอันว่ากองทุกข์ทั้งมวลนั่นย่อมดับ ด้วยประการฉะนี้.  
			<remark  id="s1b4c4l5" />	ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงทราบเนื้อความนั้นแล้ว จึงทรงเปล่งอุทานนี้ในเวลานั้น  
			<remark  id="s1b4c4l6" />ว่าดังนี้:-  
			<remark  id="s1b4c4l7" />				พุทธอุทานคาถาที่ ๒  
			<remark  id="s1b4c4l8" />				เมื่อใดแล ธรรมทั้งหลาย ปรากฏแก่พราหมณ์  
			<remark  id="s1b4c4l9" />				ผู้มีเพียรเพ่งอยู่ เมื่อนั้น ความสงสัยทั้งปวง  
			<remark  id="s1b4c4l10" />				ของพราหมณ์นั้นย่อมสิ้นไป เพราะได้รู้ความ  
			<remark  id="s1b4c4l11" />				สิ้นแห่งปัจจัยทั้งหลาย.  
			<remark  id="s1b4c4l12" />	[๓] ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงมนสิการปฏิจจสมุปบาท เป็นอนุโลมและปฏิโลม  
			<remark  id="s1b4c4l13" />ตลอดปัจฉิมยามแห่งราตรี ว่าดังนี้:-  
			<remark  id="s1b4c4l14" />				ปฏิจจสมุปบาท อนุโลม  
			<remark  id="s1b4c4l15" />				เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร  
			<remark  id="s1b4c4l16" />				เพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ  
			<remark  id="s1b4c4l17" />				เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนามรูป  
			<remark  id="s1b4c4l18" />				เพราะนามรูปเป็นปัจจัย จึงมีสฬายตนะ  
			<remark  id="s1b4c4l19" />				เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ  
			<remark  id="s1b4c4l20" />				เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา  
			<remark  id="s1b4c4l21" />				เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา  
			<remark  id="s1b4c4l22" />				เพราะตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน  
			<remark  id="s1b4c4l23" />				เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ  
			<remark  id="s1b4c4l24" />				เพราะภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b4c5" >
		<para id="s1b4c5p">
			<remark  id="s1b4c5l1" />	เพราะชาติเป็นปัจจัย จึงมีชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาส  
			<remark  id="s1b4c5l2" />	เป็นอันว่ากองทุกข์ทั้งมวลนั่นย่อมเกิด ด้วยประการฉะนี้.  
			<remark  id="s1b4c5l3" />				ปฏิจจสมุปบาท ปฏิโลม  
			<remark  id="s1b4c5l4" />	อนึ่ง เพราะอวิชชานั่นแหละดับโดยไม่เหลือด้วยมรรคคือวิราคะ สังขาร จึงดับ  
			<remark  id="s1b4c5l5" />				เพราะสังขารดับ วิญญาณจึงดับ  
			<remark  id="s1b4c5l6" />				เพราะวิญญาณดับ นามรูปจึงดับ  
			<remark  id="s1b4c5l7" />				เพราะนามรูปดับ สฬายตนะจึงดับ  
			<remark  id="s1b4c5l8" />				เพราะสฬายตนะดับ ผัสสะจึงดับ  
			<remark  id="s1b4c5l9" />				เพราะผัสสะดับ เวทนาจึงดับ  
			<remark  id="s1b4c5l10" />				เพราะเวทนาดับ ตัณหาจึงดับ  
			<remark  id="s1b4c5l11" />				เพราะตัณหาดับ อุปาทานจึงดับ  
			<remark  id="s1b4c5l12" />				เพราะอุปาทานดับ ภพจึงดับ  
			<remark  id="s1b4c5l13" />				เพราะภพดับ ชาติจึงดับ  
			<remark  id="s1b4c5l14" />	เพราะชาติดับ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาส จึงดับ  
			<remark  id="s1b4c5l15" />	เป็นอันว่ากองทุกข์ทั้งมวลนั่นย่อมดับ ด้วยประการฉะนี้.  
			<remark  id="s1b4c5l16" />	ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงทราบเนื้อความนั้นแล้ว จึงทรงเปล่งอุทานนี้ในเวลานั้น  
			<remark  id="s1b4c5l17" />ว่าดังนี้:-  
			<remark  id="s1b4c5l18" />				พุทธอุทานคาถาที่ ๓  
			<remark  id="s1b4c5l19" />				เมื่อใดแล ธรรมทั้งหลาย ปรากฏแก่พราหมณ์  
			<remark  id="s1b4c5l20" />				ผู้มีเพียรเพ่งอยู่ เมื่อนั้น พราหมณ์นั้น ย่อม  
			<remark  id="s1b4c5l21" />				กำจัดมารและเสนาเสียได้ ดุจพระอาทิตย์อุทัย  
			<remark  id="s1b4c5l22" />				ทำอากาศให้สว่าง ฉะนั้น.  
			<remark  id="s1b4c5l23" />						โพธิกถา จบ  
			<remark  id="s1b4c5l24" />						_________  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b4c6" >
		<para id="s1b4c6p">
			<remark  id="s1b4c6l1" />						อชปาลนิโครธกถา  
			<remark  id="s1b4c6l2" />					เรื่องพราหมณ์หุหุกชาติ  
			<remark  id="s1b4c6l3" />	[๔] ครั้นล่วง ๗ วัน พระผู้มีพระภาคทรงออกจากสมาธินั้น เสด็จจากควงไม้  
			<remark  id="s1b4c6l4" />โพธิพฤกษ์ เข้าไปยังต้นไม้อชปาลนิโครธ แล้วประทับนั่งด้วยบัลลังก์เดียว เสวยวิมุตติสุข ณ  
			<remark  id="s1b4c6l5" />ควงไม้อชปาลนิโครธตลอด ๗ วัน.  
			<remark  id="s1b4c6l6" />	ครั้งนั้น พราหมณ์หุหุกชาติคนหนึ่ง ได้ไปในพุทธสำนัก ครั้นถึงแล้วได้ทูลปราศรัย  
			<remark  id="s1b4c6l7" />กับพระผู้มีพระภาค ครั้นผ่านการทูลปราศรัยพอให้เป็นที่บันเทิง เป็นที่ระลึกถึงกันไปแล้ว ได้  
			<remark  id="s1b4c6l8" />ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง. พราหมณ์นั้นได้ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว ได้ทูลคำนี้  
			<remark  id="s1b4c6l9" />แด่ผู้มีพระภาคว่า ท่านพระโคดม บุคคลชื่อว่าเป็นพราหมณ์ ด้วยเหตุเพียงเท่าไรหนอ ก็แล  
			<remark  id="s1b4c6l10" />ธรรมเหล่าไหนทำบุคคลให้เป็นพราหมณ์?  
			<remark  id="s1b4c6l11" />	ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงทราบเนื้อความนั้นแล้ว จึงทรงเปล่งอุทานนี้ในเวลานั้น  
			<remark  id="s1b4c6l12" />ว่าดังนี้:-  
			<remark  id="s1b4c6l13" />							พุทธอุทานคาถา  
			<remark  id="s1b4c6l14" />				พราหมณ์ใดมีบาปธรรมอันลอยเสียแล้ว ไม่  
			<remark  id="s1b4c6l15" />				ตวาดผู้อื่นว่า หึ หึ ไม่มีกิเลสดุจน้ำฝาด มีตน  
			<remark  id="s1b4c6l16" />				สำรวมแล้ว ถึงที่สุดแห่งเวท มีพรหมจรรย์  
			<remark  id="s1b4c6l17" />				อยู่จบแล้ว พราหมณ์นั้นไม่มีกิเลสเครื่องฟูขึ้น  
			<remark  id="s1b4c6l18" />				ในอารมณ์ไหนๆ  ในโลก ควรกล่าวถ้อยคำว่า  
			<remark  id="s1b4c6l19" />				ตนเป็นพราหมณ์โดยธรรม.  
			<remark  id="s1b4c6l20" />				อชปาลนิโครธกถา จบ  
			<remark  id="s1b4c6l21" />				__________________  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b4c7" >
		<para id="s1b4c7p">
			<remark  id="s1b4c7l1" />				มุจจลินทกถา  
			<remark  id="s1b4c7l2" />				เรื่องมุจจลินทนาคราช  
			<remark  id="s1b4c7l3" />	[๕] ครั้นล่วง ๗ วัน พระผู้มีพระภาคทรงออกจากสมาธินั้น เสด็จจากควงไม้อชปาลนิโครธ  
			<remark  id="s1b4c7l4" />เข้าไปยังต้นไม้มุจจลินท์ แล้วประทับนั่งด้วยบัลลังก์เดียว เสวยวิมุตติสุข ณ ควงไม้มุจจลินท์  
			<remark  id="s1b4c7l5" />ตลอด ๗ วัน.  
			<remark  id="s1b4c7l6" />	ครั้งนั้น เมฆใหญ่ในสมัยมิใช่ฤดูกาลตั้งขึ้นแล้ว ฝนตกพรำเจือด้วยลมหนาว ตลอด  
			<remark  id="s1b4c7l7" />๗ วัน. ครั้งนั้น มุจจลินทนาคราชออกจากที่อยู่ของตน ได้แวดวงพระกายพระผู้มีพระภาคด้วย  
			<remark  id="s1b4c7l8" />ขนด ๗ รอบ ได้แผ่พังพานใหญ่เหนือพระเศียรสถิตอยู่ด้วยหวังใจว่า ความหนาว ความร้อน  
			<remark  id="s1b4c7l9" />อย่าเบียดเบียนพระผู้มีพระภาค สัมผัสแห่งเหลือบ ยุง ลม แดด และสัตว์เลื้อยคลาน อย่า  
			<remark  id="s1b4c7l10" />เบียดเบียนพระผู้มีพระภาค. ครั้นล่วง ๗ วัน มุจจลินทนาคราชรู้ว่า อากาศปลอดโปร่งปราศจาก  
			<remark  id="s1b4c7l11" />ฝนแล้ว จึงคลายขนดจากพระกายของพระผู้มีพระภาค จำแลงรูปของตนเป็นเพศมาณพ ได้ยืน  
			<remark  id="s1b4c7l12" />ประคองอัญชลีถวายมนัสการพระผู้มีพระภาค ทางเบื้องพระพักตร์พระผู้มีพระภาค.  
			<remark  id="s1b4c7l13" />	ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงทราบเนื้อความนั้นแล้ว จึงทรงเปล่งอุทานนี้ในเวลานั้น  
			<remark  id="s1b4c7l14" />ว่าดังนี้:-  
			<remark  id="s1b4c7l15" />							พุทธอุทานคาถา  
			<remark  id="s1b4c7l16" />				ความสงัดเป็นสุขของบุคคลผู้สันโดษ มีธรรม  
			<remark  id="s1b4c7l17" />				ปรากฏแล้ว เห็นอยู่ ความไม่พยาบาท คือความ  
			<remark  id="s1b4c7l18" />				สำรวมในสัตว์ทั้งหลาย เป็นสุขในโลก ความ  
			<remark  id="s1b4c7l19" />				ปราศจากกำหนัด คือความล่วงกามทั้งหลาย  
			<remark  id="s1b4c7l20" />				เสียได้ เป็นสุขในโลก การกำจัดอัสมิมานะ  
			<remark  id="s1b4c7l21" />				เสียได้นั่นแล เป็นสุขอย่างยิ่ง.  
			<remark  id="s1b4c7l22" />					มุจจลินทกถา จบ  
			<remark  id="s1b4c7l23" />					______________  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b4c8" >
		<para id="s1b4c8p">
			<remark  id="s1b4c8l1" />					ราชายตนกถา  
			<remark  id="s1b4c8l2" />				เรื่องตปุสสะภัลลิกะ ๒ พ่อค้า  
			<remark  id="s1b4c8l3" />	[๖] ครั้นล่วง ๗ วัน พระผู้มีพระภาคทรงออกจากสมาธินั้น แล้วเสด็จจากควงไม้  
			<remark  id="s1b4c8l4" />มุจจลินท์ เข้าไปยังต้นไม้ราชายตนะ แล้วประทับนั่งด้วยบัลลังก์เดียว เสวยวิมุตติสุข ณ  
			<remark  id="s1b4c8l5" />ควงไม้ราชายตนะ ตลอด ๗ วัน.  
			<remark  id="s1b4c8l6" />	ก็สมัยนั้น พ่อค้าชื่อตปุสสะ ๑ ภัลลิกะ ๑ เดินทางไกลจากอุกกลชนบท ถึงตำบลนั้น.  
			<remark  id="s1b4c8l7" />ครั้งนั้น เป็นเทพยดาผู้เป็นญาติสาโลหิตของตปุสสะ ภัลลิกะ ๒ พ่อค้า ได้กล่าวคำนี้กะ ๒ พ่อค้านั้น  
			<remark  id="s1b4c8l8" />ว่า ดูกรท่านผู้นิรทุกข์ พระผู้มีพระภาคพระองค์นี้แรกตรัสรู้ ประทับอยู่ ณ ควงไม้ราชายตนะ ท่าน  
			<remark  id="s1b4c8l9" />ทั้งสองจงไปบูชาพระผู้มีพระภาคนั้น ด้วยสัตตุผง และ สัตตุก้อน การบูชาของท่านทั้งสองนั้น  
			<remark  id="s1b4c8l10" />จักเป็นไปเพื่อประโยชน์และความสุขแก่ท่านทั้งหลายตลอดกาลนาน.  
			<remark  id="s1b4c8l11" />	ครั้งนั้น พ่อค้าชื่อตปุสสะ และภัลลิกะ ถือสัตตุผงและสัตตุก้อนเข้าไปเฝ้าพระผู้มี  
			<remark  id="s1b4c8l12" />พระภาคแล้วถวายบังคม ได้ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง. สองพ่อค้านั้นยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วน  
			<remark  id="s1b4c8l13" />ข้างหนึ่งแล้ว ครั้นแล้วได้ทูลคำนี้แด่พระผู้มีพระภาคว่า พระพุทธเจ้าข้า ขอพระผู้มีพระภาคจง  
			<remark  id="s1b4c8l14" />ทรงรับสัตตุผงสัตตุก้อนของข้าพระพุทธเจ้าทั้งสอง ซึ่งจะเป็นไปเพื่อประโยชน์เพื่อความสุขแก่  
			<remark  id="s1b4c8l15" />ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายตลอดกาลนาน. ขณะนั้น พระผู้มีพระภาคได้ทรงปริวิตกว่า พระตถาคต  
			<remark  id="s1b4c8l16" />ทั้งหลาย ไม่รับวัตถุด้วยมือ เราจะพึงรับสัตตุผง และสัตตุก้อนด้วยอะไรหนอ  
			<remark  id="s1b4c8l17" />	ลำดับนั้น ท้าวมหาราชทั้ง ๔ องค์ทรงทราบพระปริวิตกแห่งจิตของพระผู้มีพระภาค ด้วย  
			<remark  id="s1b4c8l18" />ใจของตนแล้ว เสด็จมาจาก ๔ ทิศ ทรงนำบาตรที่สำเร็จด้วยศิลา ๔ ใบเข้าไปถวายพระผู้มี พระภาค  
			<remark  id="s1b4c8l19" />กราบทูลว่า ขอพระผู้มีพระภาคจงทรงรับสัตตุผงและสัตตุก้อนด้วยบาตรนี้ พระพุทธเจ้าข้า.  
			<remark  id="s1b4c8l20" />	พระผู้มีพระภาคทรงใช้บาตรสำเร็จด้วยศิลาอันใหม่เอี่ยม รับสัตตุผงและสัตตุก้อน  
			<remark  id="s1b4c8l21" />แล้วเสวย.  
			<remark  id="s1b4c8l22" />	ครั้งนั้น พ่อค้าตปุสสะและภัลลิกะ ได้ทูลคำนี้แด่พระผู้มีพระภาคว่า พระพุทธเจ้าข้า  
			<remark  id="s1b4c8l23" />ข้าพระพุทธเจ้าทั้งสองนี้ ขอถึงพระผู้มีพระภาคและพระธรรมว่า เป็นสรณะ ขอพระผู้มีพระภาค  
			<remark  id="s1b4c8l24" />จงทรงจำข้าพระพุทธเจ้าทั้งสองว่าเป็นอุบาสกผู้มอบชีวิตถึงสรณะ จำเดิมแต่วันนี้เป็นต้นไป.  
			<remark  id="s1b4c8l25" />	ก็นายพาณิชสองคนนั้น ได้เป็นอุบาสกกล่าวอ้าง ๒ รัตนะ เป็นชุดแรกในโลก.  
			<remark  id="s1b4c8l26" />				ราชายตนกถา จบ  
			<remark  id="s1b4c8l27" />				_____________  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b4c9" >
		<para id="s1b4c9p">
			<remark  id="s1b4c9l1" />	[๗] ครั้นล่วง ๗ วัน พระผู้มีพระภาคทรงออกจากสมาธินั้นแล้ว เสด็จจากควงไม้  
			<remark  id="s1b4c9l2" />ราชายตนะ เข้าไปยังต้นไม้อชปาลนิโครธ. ทราบว่า พระองค์ประทับอยู่ ณ ควงไม้อชปาลนิโครธ  
			<remark  id="s1b4c9l3" />นั้น และพระองค์เสด็จไปในที่สงัด หลีกเร้นอยู่ ได้มีพระปริวิตกแห่งจิตเกิดขึ้นอย่างนี้ว่า ธรรม  
			<remark  id="s1b4c9l4" />ที่เราได้บรรลุแล้วนี้ เป็นคุณอันลึก เห็นได้ยาก รู้ตามได้ยาก เป็นธรรมสงบ ประณีต ไม่หยั่ง  
			<remark  id="s1b4c9l5" />ลงสู่ความตรึก ละเอียด เป็นวิสัยที่บัณฑิตจะพึงรู้แจ้ง ส่วนหมู่สัตว์นี้เริงรมย์ด้วยอาลัย ยินดีใน  
			<remark  id="s1b4c9l6" />อาลัย ชื่นชมในอาลัย ฐานะคือความที่อวิชชาเป็นปัจจัยแห่งสังขารเป็นต้นนี้ เป็นสภาพอาศัย  
			<remark  id="s1b4c9l7" />ปัจจัยเกิดขึ้นนี้ อันหมู่สัตว์ผู้เริงรมย์ด้วยอาลัย ยินดีในอาลัย ชื่นชมในอาลัยเห็นได้ยาก แม้  
			<remark  id="s1b4c9l8" />ฐานะคือธรรมเป็นที่ระงับสังขารทั้งปวง เป็นที่สละคืนอุปธิทั้งปวง เป็นที่สิ้นตัณหา เป็นที่สิ้น  
			<remark  id="s1b4c9l9" />กำหนัด เป็นที่ดับสนิท หากิเลสเครื่องร้อยรัดมิได้นี้ ก็แสนยากที่จะเห็นได้ ก็ถ้าเราจะพึงแสดง  
			<remark  id="s1b4c9l10" />ธรรม สัตว์เหล่าอื่นก็จะไม่พึงรู้ทั่วถึงธรรมของเรา ข้อนั้น จะพึงเป็นความเหน็ดเหนื่อยเปล่า  
			<remark  id="s1b4c9l11" />แก่เรา จะพึงเป็นความลำบากเปล่าแก่เรา.  
			<remark  id="s1b4c9l12" />	อนึ่ง อนัจฉริยคาถาเหล่านี้ ที่ไม่เคยได้สดับในกาลก่อน ปรากฏแก่พระผู้มีพระภาค  
			<remark  id="s1b4c9l13" />ว่าดังนี้:-  
			<remark  id="s1b4c9l14" />								อนัจฉริยคาถา  
			<remark  id="s1b4c9l15" />				บัดนี้ เรายังไม่ควรจะประกาศธรรมที่เราได้บรรลุแล้ว  
			<remark  id="s1b4c9l16" />				โดยยาก เพราะธรรมนี้อันสัตว์ผู้อันราคะและโทสะ  
			<remark  id="s1b4c9l17" />				ครอบงำแล้วไม่ตรัสรู้ได้ง่าย สัตว์ผู้อันราคะย้อมแล้ว  
			<remark  id="s1b4c9l18" />				ถูกกองอวิชชาหุ้มห่อแล้ว จักไม่เห็นธรรมอันละเอียด  
			<remark  id="s1b4c9l19" />				ลึกซึ้ง ยากที่จะเห็น ละเอียดยิ่ง อันจะยังสัตว์  
			<remark  id="s1b4c9l20" />				ให้ถึงธรรมที่ทวนกระแสคือนิพพาน.  
			<remark  id="s1b4c9l21" />	เมื่อพระผู้มีพระภาคทรงพิจารณาเห็นอยู่ ดังนี้ พระทัยก็น้อมไปเพื่อความขวนขวายน้อย  
			<remark  id="s1b4c9l22" />ไม่น้อมไปเพื่อทรงแสดงธรรม.  
			<remark  id="s1b4c9l23" />							พรหมยาจนกถา  
			<remark  id="s1b4c9l24" />	[๘] ครั้งนั้น ท้าวสหัมบดีพรหมทราบพระปริวิตกแห่งจิตของพระผู้มีพระภาคด้วยใจ  
			<remark  id="s1b4c9l25" />ของตนแล้วเกิดความปริวิตกว่า ชาวเราผู้เจริญ โลกจักฉิบหายหนอ โลกจักวินาศหนอ เพราะ  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b4c10" >
		<para id="s1b4c10p">
			<remark  id="s1b4c10l1" />พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงน้อมพระทัยไปเพื่อความขวนขวายน้อย ไม่ทรงน้อม  
			<remark  id="s1b4c10l2" />พระทัยไปเพื่อทรงแสดงธรรม.  
			<remark  id="s1b4c10l3" />	ลำดับนั้น ท้าวสหัมบดีพรหมได้หายไปในพรหมโลก มาปรากฏ ณ เบื้องพระพักตร์  
			<remark  id="s1b4c10l4" />ของพระผู้มีพระภาค ดุจบุรุษมีกำลังเหยียดแขนที่คู้หรือคู้แขนที่เหยียดฉะนั้น ครั้นแล้วห่มผ้า  
			<remark  id="s1b4c10l5" />อุตราสงค์เฉวียงบ่า คุกชาณุมณฑลเบื้องขวาลงบนแผ่นดิน ประณมอัญชลีไปทางพระผู้มีพระภาค  
			<remark  id="s1b4c10l6" />แล้วได้ทูลคำนี้แด่พระผู้มีพระภาคว่า พระพุทธเจ้าข้า ขอพระผู้มีพระภาคได้โปรดทรงแสดงธรรม  
			<remark  id="s1b4c10l7" />ขอพระสุคตได้โปรดทรงแสดงธรรม  เพราะสัตว์ทั้งหลายจำพวกที่มีธุลีในจักษุน้อยมีอยู่ เพราะ  
			<remark  id="s1b4c10l8" />ไม่ได้ฟังธรรมย่อมเสื่อม ผู้รู้ทั่วถึงธรรมจักมี.  
			<remark  id="s1b4c10l9" />	ท้าวสหัมบดีพรหมได้กราบทูลดังนี้แล้ว จึงกราบทูลเป็นประพันธคาถาต่อไปว่า  
			<remark  id="s1b4c10l10" />				เมื่อก่อนธรรมไม่บริสุทธิ์อันคนมีมลทินทั้งหลาย  
			<remark  id="s1b4c10l11" />				คิดแล้วได้ปรากฏในมคธชนบท ขอพระองค์ได้  
			<remark  id="s1b4c10l12" />				โปรดทรงเปิดประตูแห่งอมตธรรมนี้ ขอสัตว์ทั้ง  
			<remark  id="s1b4c10l13" />				หลายจงฟังธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้หมด  
			<remark  id="s1b4c10l14" />				มลทินตรัสรู้แล้วตามลำดับ เปรียบเหมือนบุรุษ  
			<remark  id="s1b4c10l15" />				มีจักษุยืนอยู่บนยอดภูเขา ซึ่งล้วนแล้วด้วยศิลา  
			<remark  id="s1b4c10l16" />				พึงเห็นชุมชนได้โดยรอบฉันใด ข้าแต่พระองค์ผู้มี  
			<remark  id="s1b4c10l17" />				ปัญญาดี มีพระปัญญาจักษุรอบคอบ ขอพระองค์  
			<remark  id="s1b4c10l18" />				ผู้ปราศจากความโศกจงเสด็จขึ้นสู่ปราสาท อัน  
			<remark  id="s1b4c10l19" />				สำเร็จด้วยธรรม แล้วทรงพิจารณาชุมชน ผู้  
			<remark  id="s1b4c10l20" />				เกลื่อนกล่นด้วยความโศก ผู้อันชาติและชรา  
			<remark  id="s1b4c10l21" />				ครอบงำแล้ว มีอุปมัยฉันนั้นเถิด ข้าแต่  
			<remark  id="s1b4c10l22" />				พระองค์ผู้มีความเพียร ทรงชนะสงคราม ผู้นำหมู่  
			<remark  id="s1b4c10l23" />				หาหนี้มิได้ ขอพระองค์จงทรงอุตสาหะเที่ยวไป  
			<remark  id="s1b4c10l24" />				ในโลกเถิด ขอพระผู้มีพระภาคโปรดแสดงธรรม  
			<remark  id="s1b4c10l25" />				เพราะสัตว์รู้ทั่วถึงธรรมจักมี.  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b4c11" >
		<para id="s1b4c11p">
			<remark  id="s1b4c11l1" />				ทรงพิจารณาสัตวโลกเปรียบด้วยดอกบัว ๔ เหล่า  
			<remark  id="s1b4c11l2" />	[๙] ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาค ทรงกราบคำทูลอาราธนาของพรหม และทรงอาศัย  
			<remark  id="s1b4c11l3" />ความกรุณาในหมู่สัตว์ จึงทรงตรวจดูสัตวโลกด้วยพุทธจักษุ เมื่อตรวจดูสัตว์โลกด้วยพุทธจักษุ  
			<remark  id="s1b4c11l4" />ได้ทรงเห็นสัตว์ทั้งหลายที่มีธุลีคือกิเลสในจักษุน้อยก็มี ที่มีธุลีคือกิเลสในจักษุมากก็มี ที่มีอินทรีย์  
			<remark  id="s1b4c11l5" />แก่กล้าก็มี ที่มีอินทรีย์อ่อนก็มี ที่มีอาการดีก็มี ที่มีอาการทรามก็มี ที่จะสอนให้รู้ได้ง่ายก็มี  
			<remark  id="s1b4c11l6" />ที่จะสอนให้รู้ได้ยากก็มี ที่มีปกติเห็นปรโลกและโทษโดยความเป็นภัยอยู่ก็มี.  
			<remark  id="s1b4c11l7" />	มีอุปมาเหมือนดอกอุบลในกออุบล ดอกปทุมในกอปทุม หรือดอกบุณฑริกในกอบุณฑริก  
			<remark  id="s1b4c11l8" />ที่เกิดแล้วในน้ำ เจริญแล้วในน้ำ งอกงามแล้วในน้ำ บางเหล่ายังจมในน้ำ อันน้ำเลี้ยงไว้  
			<remark  id="s1b4c11l9" />บางเหล่าตั้งอยู่เสมอน้ำ บางเหล่าตั้งอยู่พ้นน้ำ อันน้ำไม่ติดแล้ว.  
			<remark  id="s1b4c11l10" />	พระผู้มีพระภาคทรงตรวจดูสัตวโลกด้วยพุทธจักษุ ได้ทรงเห็นสัตว์ทั้งหลาย บางพวก  
			<remark  id="s1b4c11l11" />มีธุลีคือกิเลสในจักษุน้อย บางพวกมีธุลีคือกิเลสในจักษุมาก บางพวกมีอินทรีย์แก่กล้า  
			<remark  id="s1b4c11l12" />บางพวกมีอินทรีย์อ่อน บางพวกมีอาการดี บางพวกมีอาการทราม บางพวกสอนให้รู้ได้ง่าย  
			<remark  id="s1b4c11l13" />บางพวกสอนให้รู้ได้ยาก บางพวกมีปกติเห็นปรโลกและโทษโดยความเป็นภัยอยู่ ฉันนั้น  
			<remark  id="s1b4c11l14" />เหมือนกัน ครั้นแล้วได้ตรัสคาถาตอบท้าวสหัมบดีพรหมว่า ดังนี้:-  
			<remark  id="s1b4c11l15" />				เราเปิดประตูอมตะแก่ท่านแล้ว สัตว์เหล่าใดจะฟัง  
			<remark  id="s1b4c11l16" />				จงปล่อยศรัทธามาเถิด ดูกรพรหม เพราะเรา  
			<remark  id="s1b4c11l17" />				มีความสำคัญในความลำบาก จึงไม่แสดงธรรม  
			<remark  id="s1b4c11l18" />				ที่เราคล่องแคล่ว ประณีต ในหมู่มนุษย์.  
			<remark  id="s1b4c11l19" />	ครั้นท้าวสหัมบดีพรหมทราบว่า พระผู้มีพระภาคทรงประทานโอกาสเพื่อจะแสดงธรรม  
			<remark  id="s1b4c11l20" />แล้ว จึงถวายบังคมพระผู้มีพระภาคทำประทักษิณแล้ว อันตรธานไปในที่นั้นแล.  
			<remark  id="s1b4c11l21" />				พรหมยาจนกถา จบ  
			<remark  id="s1b4c11l22" />				_____________  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b4c12" >
		<para id="s1b4c12p">
			<remark  id="s1b4c12l1" />				พุทธปริวิตกกถา  
			<remark  id="s1b4c12l2" />	[๑๐] ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคได้ทรงดำริว่า เราจะพึงแสดงธรรมแก่ใครก่อนหนอ  
			<remark  id="s1b4c12l3" />ใครจักรู้ทั่วถึงธรรมนี้ได้ฉับพลัน ครั้นแล้วทรงพระดำริต่อไปว่า อาฬารดาบส กาลามโคตรนี้แล  
			<remark  id="s1b4c12l4" />เป็นผู้ฉลาด เฉียบแหลม มีปัญญา มีธุลีคือกิเลสในจักษุน้อยเป็นปกติมานาน ถ้ากระไร  
			<remark  id="s1b4c12l5" />เราพึงแสดงธรรมแก่อาฬารดาบส กาลามโคตรก่อน เธอจักรู้ทั่วถึงธรรมนี้ได้ฉับพลัน. ทีนั้น  
			<remark  id="s1b4c12l6" />เทพดาอันตรธานมากราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า อาฬารดาบส กาลามโคตร สิ้นชีพได้ ๗ วันแล้ว  
			<remark  id="s1b4c12l7" />พระพุทธเจ้าข้า. แม้พระผู้มีพระภาคก็ทรงทราบว่า อาฬารดาบสกาลามโคตรสิ้นชีพได้ ๗ วันแล้ว  
			<remark  id="s1b4c12l8" />จึงทรงพระดำริว่า อาฬารดาบสกาลามโคตร เป็นผู้มีความเสื่อมใหญ่ เพราะถ้าเธอได้ฟังธรรมนี้  
			<remark  id="s1b4c12l9" />จะพึงรู้ทั่วถึงได้ฉับพลัน.  
			<remark  id="s1b4c12l10" />	ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคได้ทรงพระดำริว่า เราจะพึงแสดงธรรม แก่ใครก่อนหนอ  
			<remark  id="s1b4c12l11" />ใครจักรู้ทั่วถึงธรรมนี้ได้ฉับพลัน ครั้นแล้วทรงพระดำริต่อไปว่า อุทกดาบส รามบุตรนี้แลเป็น  
			<remark  id="s1b4c12l12" />ผู้ฉลาด เฉียบแหลม มีปัญญา มีธุลีคือกิเลสในจักษุน้อยเป็นปกติมานาน ถ้ากระไร เราพึง  
			<remark  id="s1b4c12l13" />แสดงธรรมแก่อุทกดาบส รามบุตรก่อน เธอจักรู้ทั่วถึงธรรมนี้ได้ฉับพลัน.  ทีนั้น เทพดาอันตรธาน  
			<remark  id="s1b4c12l14" />มากราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า อุทกดาบส รามบุตรสิ้นชีพเสียวานนี้แล้ว พระพุทธเจ้าข้า. แม้  
			<remark  id="s1b4c12l15" />พระผู้มีพระภาคก็ทรงทราบว่า อุทกดาบส รามบุตรสิ้นชีพเสียวานนี้แล้ว จึงทรงพระดำริว่า  
			<remark  id="s1b4c12l16" />อุทกดาบส รามบุตรนี้ เป็นผู้มีความเสื่อมใหญ่ เพราะถ้าเธอได้ฟังธรรมนี้ จะพึงรู้ทั่วถึงได้ฉับพลัน.  
			<remark  id="s1b4c12l17" />	ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคได้ทรงพระดำริว่า เราจะพึงแสดงธรรมแก่ใครก่อนหนอ  
			<remark  id="s1b4c12l18" />ใครจักรู้ทั่วถึงธรรมนี้ได้ฉับพลัน ครั้นแล้วทรงพระดำริต่อไปว่า ภิกษุปัญจวัคคีย์มีอุปการะแก่เรา  
			<remark  id="s1b4c12l19" />มาก ได้บำรุงเราผู้ตั้งหน้าบำเพ็ญเพียรอยู่ ถ้ากระไร เราพึงแสดงธรรมแก่ภิกษุปัญจวัคคีย์ก่อน  
			<remark  id="s1b4c12l20" />ครั้นแล้วได้ทรงพระดำริต่อไปว่า บัดนี้ ภิกษุปัญจวัคคีย์อยู่ที่ไหนหนอ. พระผู้มีพระภาคได้ทรง  
			<remark  id="s1b4c12l21" />เห็นภิกษุปัญจวัคคีย์อยู่ ณ ป่าอิสิปตนะมฤคทายวัน เขตพระนครพาราณสี ด้วยทิพยจักษุอัน  
			<remark  id="s1b4c12l22" />บริสุทธิ์ล่วงจักษุมนุษย์ ครั้นพระองค์ประทับอยู่ ณ  อุรุเวลาประเทศตามควรแก่พุทธาภิรมย์แล้ว  
			<remark  id="s1b4c12l23" />เสด็จจาริกไปทางพระนครพาราณสี.  
			<remark  id="s1b4c12l24" />				เรื่องอุปกาชีวก  
			<remark  id="s1b4c12l25" />	[๑๑] อาชีวกชื่ออุปกะได้พบพระผู้มีพระภาคเสด็จดำเนินทางไกลระหว่างแม่น้ำคยาและ  
			<remark  id="s1b4c12l26" />ไม้โพธิพฤกษ์ ครั้นแล้วได้ทูลคำนี้แด่พระผู้มีพระภาคว่า ดูกรอาวุโส อินทรีย์ของท่านผ่องใส  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b4c13" >
		<para id="s1b4c13p">
			<remark  id="s1b4c13l1" />ยิ่งนัก ผิวพรรณของท่านบริสุทธิ์ผุดผ่อง ดูกรอาวุโส ท่านบวชอุทิศใคร? ใครเป็นศาสดาของ  
			<remark  id="s1b4c13l2" />ท่าน? หรือท่านชอบธรรมของใคร?. เมื่ออุปกาชีวกกราบทูลอย่างนี้แล้ว. พระผู้มีพระภาค  
			<remark  id="s1b4c13l3" />ได้ตรัสพระคาถาตอบอุปกาชีวกว่าดังนี้  
			<remark  id="s1b4c13l4" />				เราเป็นผู้ครอบงำธรรมทั้งปวง รู้ธรรมทั้งปวง  
			<remark  id="s1b4c13l5" />				อันตัณหาและทิฏฐิไม่ฉาบทาแล้ว ในธรรมทั้งปวง  
			<remark  id="s1b4c13l6" />				ละธรรมเป็นไปในภูมิสามได้หมด พ้นแล้วเพราะ  
			<remark  id="s1b4c13l7" />				ความสิ้นไปแห่งตัณหา เราตรัสรู้ยิ่งเองแล้ว จะพึง  
			<remark  id="s1b4c13l8" />				อ้างใครเล่า อาจารย์ของเราไม่มี คนเช่นเรา  
			<remark  id="s1b4c13l9" />				ก็ไม่มี บุคคลเสมอเหมือนเราก็ไม่มี ในโลกกับ  
			<remark  id="s1b4c13l10" />				ทั้งเทวโลก เพราะเราเป็นพระอรหันต์ในโลก  
			<remark  id="s1b4c13l11" />				เราเป็นศาสดา หาศาสดาอื่นยิ่งกว่ามิได้ เราผู้เดียว  
			<remark  id="s1b4c13l12" />				เป็นพระสัมมาสัมพุทธะ เราเป็นผู้เย็นใจ ดับกิเลส  
			<remark  id="s1b4c13l13" />				ได้แล้ว เราจะไปเมืองในแคว้นกาสี เพื่อ  
			<remark  id="s1b4c13l14" />				ประกาศธรรมจักรให้เป็นไป เราจะตีกลองประกาศ  
			<remark  id="s1b4c13l15" />				อมตธรรมในโลกอันมืด เพื่อให้สัตว์ได้ธรรมจักษุ.  
			<remark  id="s1b4c13l16" />	อุปกาชีวกทูลว่า ดูกรอาวุโส ท่านปฏิญาณโดยประการใด  ท่านควรเป็นผู้ชนะหาที่สุด  
			<remark  id="s1b4c13l17" />มิได้ โดยประการนั้น.  
			<remark  id="s1b4c13l18" />	พระผู้มีพระภาคตรัสว่า บุคคลเหล่าใดถึงความสิ้นอาสวะแล้ว บุคคลเหล่านั้นชื่อว่า  
			<remark  id="s1b4c13l19" />เป็นผู้ชนะเช่นเรา ดูกรอุปกะ เราชนะธรรมอันลามกแล้ว เพราะฉะนั้นเราจึงชื่อว่าเป็นผู้ชนะ.  
			<remark  id="s1b4c13l20" />	เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว อุปกาชีวกทูลว่า เป็นให้พอเถิด พ่อ ดังนี้ แล้ว  
			<remark  id="s1b4c13l21" />สั่นศีรษะ ถือเอาทางผิดเดินหลีกไป.  
			<remark  id="s1b4c13l22" />				เรื่องอุปกาชีวก จบ  
			<remark  id="s1b4c13l23" />				_____________  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b4c14" >
		<para id="s1b4c14p">
			<remark  id="s1b4c14l1" />				เรื่องพระปัญจวัคคีย์  
			<remark  id="s1b4c14l2" />	[๑๒] ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเสด็จจาริกโดยลำดับ ถึงป่าอิสิปตนะมฤคทายวัน  
			<remark  id="s1b4c14l3" />แขวงเมืองพาราณสี เสด็จเข้าไปทางสำนักพระปัญจวัคคีย์. พระปัญจวัคคีย์ได้เห็นพระผู้มีพระภาค  
			<remark  id="s1b4c14l4" />เสด็จมาแต่ไกล แล้วได้นัดหมายกันและกันว่า ท่านทั้งหลาย พระสมณะโคดมนี้เป็นผู้มักมาก  
			<remark  id="s1b4c14l5" />คลายความเพียร เวียนมาเพื่อความเป็นคนมักมาก กำลังเสด็จมา พวกเราไม่พึงอภิวาท ไม่พึง  
			<remark  id="s1b4c14l6" />ลุกขึ้นต้อนรับพระองค์ ไม่พึงรับบาตรจีวรของพระองค์ แต่พึงวางอาสนะไว้  ถ้าพระองค์ปรารถนา  
			<remark  id="s1b4c14l7" />ก็จักประทับนั่ง. ครั้นพระผู้มีพระภาคเสด็จเข้าไปถึงพระปัญจวัคคีย์ พระปัญจวัคคีย์นั้นไม่ตั้งอยู่  
			<remark  id="s1b4c14l8" />ในกติกาของตน ต่างลุกขึ้นต้อนรับพระผู้มีพระภาค รูปหนึ่งรับบาตรจีวรของพระผู้มีพระภาค  
			<remark  id="s1b4c14l9" />รูปหนึ่งปูอาสนะ รูปหนึ่งจัดหาน้ำล้างพระบาท รูปหนึ่งจัดตั้งตั่งรองพระบาท รูปหนึ่ง  
			<remark  id="s1b4c14l10" />นำกระเบื้องเช็ดพระบาทเข้าไปถวาย พระผู้มีพระภาคประทับนั่งบนอาสนะ ที่พระปัญจวัคคีย์  
			<remark  id="s1b4c14l11" />จัดถวาย แล้วทรงล้างพระบาท. ฝ่ายพระปัญจวัคคีย์เรียกพระผู้มีพระภาคโดยระบุพระนาม และ  
			<remark  id="s1b4c14l12" />ใช้คำว่า "อาวุโส" เมื่อพระปัญจวัคคีย์กล่าวอย่างนั้นแล้ว พระผู้มีพระภาคได้ตรัสห้ามพระ  
			<remark  id="s1b4c14l13" />ปัญจวัคคีย์ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกเธออย่าเรียกตถาคตโดยระบุชื่อ และอย่าใช้คำว่า "อาวุโส"  
			<remark  id="s1b4c14l14" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตถาคตเป็นอรหันต์ ตรัสรู้เองโดยชอบ พวกเธอจงเงี่ยโสตสดับ เราได้บรรลุ  
			<remark  id="s1b4c14l15" />อมตธรรมแล้ว เราจะสั่งสอน จะแสดงธรรม พวกเธอปฏิบัติอยู่ตามที่เราสั่งสอนแล้ว ไม่ช้า  
			<remark  id="s1b4c14l16" />สักเท่าไร จักทำให้แจ้งซึ่งคุณอันยอดเยี่ยม อันเป็นที่สุดแห่งพรหมจรรย์ ที่กุลบุตรทั้งหลาย  
			<remark  id="s1b4c14l17" />ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตโดยชอบต้องการนั้น ด้วยปัญญาอันยิ่งด้วยตนเองในปัจจุบัน  
			<remark  id="s1b4c14l18" />เข้าถึงอยู่.  
			<remark  id="s1b4c14l19" />	เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว. พระปัญจวัคคีย์ได้ทูลค้านพระผู้มีพระภาคว่า  
			<remark  id="s1b4c14l20" />อาวุโสโคดม แม้ด้วยจริยานั้น แม้ด้วยปฏิปทานั้น แม้ด้วยทุกกรกิริยานั้น พระองค์ก็ยังไม่ได้  
			<remark  id="s1b4c14l21" />บรรลุอุตตริมนุสสธรรม อันเป็นความรู้ความเห็นพิเศษอย่างประเสริฐ อย่างสามารถ ก็บัดนี้  
			<remark  id="s1b4c14l22" />พระองค์เป็นผู้มักมาก คลายความเพียรเวียนมาเพื่อความเป็นคนมักมาก ไฉนจักบรรลุอุตตริ-  
			<remark  id="s1b4c14l23" />มนุสสธรรม อันเป็นความรู้ความเห็นพิเศษอย่างประเสริฐ อย่างสามารถได้เล่า.  
			<remark  id="s1b4c14l24" />	เมื่อพระปัญจวัคคีย์กราบทูลอย่างนี้แล้ว พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย  
			<remark  id="s1b4c14l25" />ตถาคตไม่ใช่เป็นคนมักมาก ไม่ได้เป็นคนคลายความเพียร ไม่ได้เวียนมาเพื่อความเป็นคนมักมาก  
			<remark  id="s1b4c14l26" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตถาคตเป็นอรหันต์ ตรัสรู้เองโดยชอบ พวกเธอจงเงี่ยโสตสดับ เราได้  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b4c15" >
		<para id="s1b4c15p">
			<remark  id="s1b4c15l1" />บรรลุอมตธรรมแล้ว เราจะสั่งสอน จะแสดงธรรม พวกเธอปฏิบัติอยู่ตามที่เราสั่งสอนแล้ว  
			<remark  id="s1b4c15l2" />ไม่ช้าสักเท่าไร จักทำให้แจ้งซึ่งคุณอันยอดเยี่ยม อันเป็นที่สุดแห่งพรหมจรรย์ ที่กุลบุตรทั้งหลาย  
			<remark  id="s1b4c15l3" />ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตโดยชอบต้องการนั้น ด้วยปัญญาอันยิ่งด้วยตนเองในปัจจุบัน  
			<remark  id="s1b4c15l4" />เข้าถึงอยู่.  
			<remark  id="s1b4c15l5" />	แม้ครั้งที่สอง พระปัญจวัคคีย์ได้ทูลค้านพระผู้มีพระภาคว่า ...  
			<remark  id="s1b4c15l6" />	แม้ครั้งที่สอง พระผู้มีพระภาคก็ได้ตรัสว่า ...  
			<remark  id="s1b4c15l7" />	แม้ครั้งที่สาม พระปัญจวัคคีย์ได้ทูลค้านพระผู้มีพระภาคว่า อาวุโสโคดม แม้ด้วยจริยา  
			<remark  id="s1b4c15l8" />นั้น แม้ด้วยปฏิปทานั้น แม้ด้วยทุกกรกิริยานั้น พระองค์ก็ยังไม่ได้บรรลุอุตตริมนุสสธรรม  
			<remark  id="s1b4c15l9" />อันเป็นความรู้ความเห็นพิเศษอย่างประเสริฐ อย่างสามารถ ก็บัดนี้พระองค์เป็นผู้มักมาก คลาย  
			<remark  id="s1b4c15l10" />ความเพียร เวียนมาเพื่อความเป็นคนมักมาก ไฉนจักบรรลุอุตตริมนุสสธรรม อันเป็นความรู้  
			<remark  id="s1b4c15l11" />ความเห็นพิเศษอย่างประเสริฐ อย่างสามารถได้เล่า.  
			<remark  id="s1b4c15l12" />	เมื่อพระปัญจวัคคีย์กราบทูลอย่างนี้แล้ว พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย  
			<remark  id="s1b4c15l13" />พวกเธอยังจำได้หรือว่า ถ้อยคำเช่นนี้เราได้เคยพูดแล้วในปางก่อน แต่กาลนี้.  
			<remark  id="s1b4c15l14" />	พระปัญจวัคคีย์กราบทูลว่า คำนี้ไม่เคยได้ฟังเลย พระพุทธเจ้าข้า.  
			<remark  id="s1b4c15l15" />	พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตถาคตเป็นอรหันต์ ตรัสรู้เองโดยชอบ  
			<remark  id="s1b4c15l16" />พวกเธอจงเงี่ยโสตสดับ เราได้บรรลุอมตธรรมแล้ว เราจะสั่งสอน จักแสดงธรรม พวกเธอ  
			<remark  id="s1b4c15l17" />ปฏิบัติอยู่ตามที่เราสั่งสอนแล้ว ไม่ช้าสักเท่าไร จักทำให้แจ้งซึ่งคุณอันยอดเยี่ยม อันเป็นที่สุด  
			<remark  id="s1b4c15l18" />แห่งพรหมจรรย์ ที่กุลบุตรทั้งหลายออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตโดยชอบต้องการนั้น ด้วย  
			<remark  id="s1b4c15l19" />ปัญญาอันยิ่งด้วยตนเองในปัจจุบันเข้าถึงอยู่. พระผู้มีพระภาคทรงสามารถให้พระปัญจวัคคีย์  
			<remark  id="s1b4c15l20" />ยินยอมได้แล้ว. ลำดับนั้นพระปัญจวัคคีย์ ได้ยอมเชื่อฟังพระผู้มีพระภาค เงี่ยโสตสดับ ตั้งจิต  
			<remark  id="s1b4c15l21" />เพื่อรู้ยิ่ง.  
			<remark  id="s1b4c15l22" />				ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร  
			<remark  id="s1b4c15l23" />				ปฐมเทศนา  
			<remark  id="s1b4c15l24" />	[๑๓] ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งกะพระปัญจวัคคีย์ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ที่สุด  
			<remark  id="s1b4c15l25" />สองอย่างนี้อันบรรพชิตไม่ควรเสพ คือ  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b4c16" >
		<para id="s1b4c16p">
			<remark  id="s1b4c16l1" />	การประกอบตนให้พัวพันด้วยกามสุขในกามทั้งหลาย เป็นธรรมอันเลว เป็นของชาวบ้าน  
			<remark  id="s1b4c16l2" />เป็นของปุถุชน ไม่ใช่ของพระอริยะ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ ๑  
			<remark  id="s1b4c16l3" />	การประกอบความเหน็ดเหนื่อยแก่ตน เป็นความลำบาก ไม่ใช่ของพระอริยะ ไม่ประกอบ  
			<remark  id="s1b4c16l4" />ด้วยประโยชน์ ๑  
			<remark  id="s1b4c16l5" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปฏิปทาสายกลาง ไม่เข้าไปใกล้ที่สุดสองอย่างนั้น นั่นตถาคตได้  
			<remark  id="s1b4c16l6" />ตรัสรู้แล้วด้วยปัญญาอันยิ่ง ทำดวงตาให้เกิด ทำญาณให้เกิด ย่อมเป็นไปเพื่อความสงบ  
			<remark  id="s1b4c16l7" />เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพาน  
			<remark  id="s1b4c16l8" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ปฏิปทาสายกลางที่ตถาคตได้ตรัสรู้แล้วด้วยปัญญาอันยิ่ง ทำดวงตา  
			<remark  id="s1b4c16l9" />ให้เกิด ทำญาณให้เกิด ย่อมเป็นไปเพื่อความสงบ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพาน  
			<remark  id="s1b4c16l10" />นั้น เป็นไฉน?  
			<remark  id="s1b4c16l11" />	ปฏิปทาสายกลางนั้น ได้แก่อริยมรรค มีองค์ ๘ นี้แหละ คือปัญญาอันเห็นชอบ ๑  
			<remark  id="s1b4c16l12" />ความดำริชอบ ๑ เจรจาชอบ ๑ การงานชอบ ๑ เลี้ยงชีวิตชอบ ๑ พยายามชอบ ๑ ระลึกชอบ ๑  
			<remark  id="s1b4c16l13" />ตั้งจิตชอบ ๑  
			<remark  id="s1b4c16l14" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้แลคือปฏิปทาสายกลางนั้น ที่ตถาคตได้ตรัสรู้แล้วด้วยปัญญาอันยิ่ง  
			<remark  id="s1b4c16l15" />ทำดวงตาให้เกิด ทำญาณให้เกิด ย่อมเป็นไปเพื่อความสงบ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้  
			<remark  id="s1b4c16l16" />เพื่อนิพพาน.  
			<remark  id="s1b4c16l17" />	[๑๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อนี้แลเป็นทุกขอริยสัจ คือ ความเกิดก็เป็นทุกข์ ความแก่  
			<remark  id="s1b4c16l18" />ก็เป็นทุกข์ ความเจ็บไข้ก็เป็นทุกข์ ความตายก็เป็นทุกข์ ความประจวบด้วยสิ่งที่ไม่เป็นที่รัก  
			<remark  id="s1b4c16l19" />ก็เป็นทุกข์ ความพลัดพรากจากสิ่งเป็นที่รักก็เป็นทุกข์ ปรารถนาสิ่งใดไม่ได้สิ่งนั้นก็เป็นทุกข์  
			<remark  id="s1b4c16l20" />โดยย่นย่อ อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์  
			<remark  id="s1b4c16l21" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อนี้แลเป็นทุกขสมุทัยอริยสัจ คือตัณหาอันทำให้เกิดอีก ประกอบ  
			<remark  id="s1b4c16l22" />ด้วยความกำหนัดด้วยอำนาจความเพลิน มีปกติเพลิดเพลินในอารมณ์นั้นๆ คือ กามตัณหา  
			<remark  id="s1b4c16l23" />ภวตัณหา วิภวตัณหา.  
			<remark  id="s1b4c16l24" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อนี้แลเป็นทุกขนิโรธอริยสัจ คือ ตัณหานั่นแลดับ โดยไม่เหลือ  
			<remark  id="s1b4c16l25" />ด้วยมรรคคือวิราคะ สละ สละคืน ปล่อยไป ไม่พัวพัน.  
			<remark  id="s1b4c16l26" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อนี้แลเป็นทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ คือ อริยมรรคมีองค์ ๘  
			<remark  id="s1b4c16l27" />นี้แหละ คือ ปัญญาเห็นชอบ ๑ ... ตั้งจิตชอบ ๑. 
		</para>
	</section>
	<section id="s1b4c17" >
		<para id="s1b4c17p">
			<remark  id="s1b4c17l1" />	[๑๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ดวงตา ญาณ ปัญญา วิทยา แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแล้ว  
			<remark  id="s1b4c17l2" />แก่เรา ในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยฟังมาก่อนว่า นี้ทุกขอริยสัจ.  
			<remark  id="s1b4c17l3" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ดวงตา ญาณ ปัญญา วิทยา แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา  
			<remark  id="s1b4c17l4" />ในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยฟังมาก่อนว่า ทุกขอริยสัจนี้นั้นแล ควรกำหนดรู้.  
			<remark  id="s1b4c17l5" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ดวงตา ญาณ ปัญญา วิทยา แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา  
			<remark  id="s1b4c17l6" />ในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยฟังมาก่อนว่า ทุกขอริยสัจนี้นั้นแล เราก็ได้กำหนดรู้แล้ว.  
			<remark  id="s1b4c17l7" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ดวงตา ญาณ ปัญญา วิทยา แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา  
			<remark  id="s1b4c17l8" />ในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยฟังมาก่อนว่า นี้ทุกขสมุทัยอริยสัจ  
			<remark  id="s1b4c17l9" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ดวงตา ญาณ ปัญญา วิทยา แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา  
			<remark  id="s1b4c17l10" />ในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยฟังมาก่อนว่า ทุกขสมุทัยอริยสัจนี้นั้นแล ควรละเสีย.  
			<remark  id="s1b4c17l11" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ดวงตา ญาณ ปัญญา วิทยา แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา  
			<remark  id="s1b4c17l12" />ในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยฟังมาก่อนว่า ทุกขสมุทัยอริยสัจนี้นั้นแล เราได้ละแล้ว  
			<remark  id="s1b4c17l13" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ดวงตา ญาณ ปัญญา วิทยา แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา  
			<remark  id="s1b4c17l14" />ในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยฟังมาก่อนว่า นี้ทุกขนิโรธอริยสัจ.  
			<remark  id="s1b4c17l15" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ดวงตา ญาณ ปัญญา วิทยา แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา  
			<remark  id="s1b4c17l16" />ในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยฟังมาก่อนว่า ทุกขนิโรธอริยสัจนี้นั้นแล ควรทำให้แจ้ง.  
			<remark  id="s1b4c17l17" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ดวงตา ญาณ ปัญญา วิทยา แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา  
			<remark  id="s1b4c17l18" />ในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยฟังมาก่อนว่า ทุกขนิโรธอริยสัจนี้นั้นแล เราทำให้แจ้งแล้ว.  
			<remark  id="s1b4c17l19" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ดวงตา ญาณ ปัญญา วิทยา แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา  
			<remark  id="s1b4c17l20" />ในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยฟังมาก่อนว่า นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ.  
			<remark  id="s1b4c17l21" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ดวงตา ญาณ ปัญญา วิทยา แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา  
			<remark  id="s1b4c17l22" />ในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยฟังมาก่อนว่า ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจนี้นั้นแล ควรให้เจริญ.  
			<remark  id="s1b4c17l23" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ดวงตา ญาณ ปัญญา วิทยา แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา  
			<remark  id="s1b4c17l24" />ในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยฟังมาก่อนว่า ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจนี้นั้นแล เราให้เจริญแล้ว.  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b4c18" >
		<para id="s1b4c18p">
			<remark  id="s1b4c18l1" />			ญาณทัสสนะ มีรอบ ๓ มีอาการ ๑๒  
			<remark  id="s1b4c18l2" />	[๑๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปัญญาอันรู้เห็นตามเป็นจริงของเราในอริยสัจ ๔ นี้ มีรอบ ๓  
			<remark  id="s1b4c18l3" />มีอาการ ๑๒ อย่างนี้ ยังไม่หมดจดดีแล้ว เพียงใด ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรายังยืนยันไม่ได้ว่า  
			<remark  id="s1b4c18l4" />เป็นผู้ตรัสรู้สัมมาสัมโพธิญาณ อันยอดเยี่ยมในโลก พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ใน  
			<remark  id="s1b4c18l5" />หมู่สัตว์ พร้อมทั้งสมณะ พราหมณ์ เทวดาและมนุษย์ เพียงนั้น.  
			<remark  id="s1b4c18l6" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็เมื่อใดแล ปัญญาอันรู้เห็นตามเป็นจริงของเรา ในอริยสัจ ๔ นี้  
			<remark  id="s1b4c18l7" />มีรอบ ๓ มีอาการ ๑๒ อย่างนี้ หมดจดดีแล้ว ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อนั้น เราจึงยืนยันได้ว่า  
			<remark  id="s1b4c18l8" />เป็นผู้ตรัสรู้สัมมาสัมโพธิญาณ อันยอดเยี่ยมในโลก พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก  
			<remark  id="s1b4c18l9" />ในหมู่สัตว์ พร้อมทั้งสมณะ พราหมณ์ เทวดาและมนุษย์.  
			<remark  id="s1b4c18l10" />	อนึ่ง ปัญญาอันรู้เห็นได้เกิดขึ้นแล้วแก่เราว่า ความพ้นวิเศษของเราไม่กลับกำเริบ ชาติ  
			<remark  id="s1b4c18l11" />นี้เป็นที่สุด ภพใหม่ไม่มีต่อไป.  
			<remark  id="s1b4c18l12" />	ก็แลเมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสไวยากรณภาษิตนี้อยู่ ดวงตาเห็นธรรม ปราศจากธุลี  
			<remark  id="s1b4c18l13" />ปราศจากมลทิน ได้เกิดขึ้นแก่ท่านพระโกณฑัญญะว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา  
			<remark  id="s1b4c18l14" />สิ่งนั้นทั้งมวล มีความดับเป็นธรรมดา.  
			<remark  id="s1b4c18l15" />	[๑๗] ครั้นพระผู้มีพระภาคทรงประกาศธรรมจักรให้เป็นไปแล้ว เหล่าภุมมเทวดาได้  
			<remark  id="s1b4c18l16" />บันลือเสียงว่า นั่นพระธรรมจักรอันยอดเยี่ยม พระผู้มีพระภาคทรงประกาศให้เป็นไปแล้ว ณ  
			<remark  id="s1b4c18l17" />ป่าอิสิปตนะมฤคทายวัน เขตพระนครพาราณสี อันสมณะ พราหมณ์ เทวดา มาร พรหม หรือ  
			<remark  id="s1b4c18l18" />ใครๆ  ในโลก จะปฏิวัติไม่ได้.  
			<remark  id="s1b4c18l19" />	เทวดาชั้นจาตุมหาราช ได้ยินเสียงของพวกภุมมเทวดาแล้ว ก็บันลือเสียงต่อไป.  
			<remark  id="s1b4c18l20" />	เทวดาชั้นดาวดึงส์ ได้ยินเสียงของพวกเทวดาชั้นจาตุมหาราชแล้ว ก็บันลือเสียงต่อไป.  
			<remark  id="s1b4c18l21" />	เทวดาชั้นยามา ...  
			<remark  id="s1b4c18l22" />	เทวดาชั้นดุสิต ...  
			<remark  id="s1b4c18l23" />	เทวดาชั้นนิมมานรดี ...  
			<remark  id="s1b4c18l24" />	เทวดาชั้นปรนิมมิตวสวดี ...  
			<remark  id="s1b4c18l25" />	เทวดาที่นับเนื่องในหมู่พรหม ได้ยินเสียงของพวกเทวดาชั้นปรนิมมิตวสวดีแล้ว ก็  
			<remark  id="s1b4c18l26" />บันลือเสียงต่อไปว่า นั่นพระธรรมจักรอันยอดเยี่ยม พระผู้มีพระภาคทรงประกาศให้เป็นไปแล้ว  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b4c19" >
		<para id="s1b4c19p">
			<remark  id="s1b4c19l1" />ณ ป่าอิสิปตนะมฤคทายวัน เขตพระนครพาราณสี อันสมณะ พราหมณ์ เทวดา มาร พรหม  
			<remark  id="s1b4c19l2" />หรือใครๆ  ในโลก จะปฏิวัติไม่ได้.  
			<remark  id="s1b4c19l3" />	ชั่วขณะการครู่หนึ่งนั้น เสียงกระฉ่อนขึ้นไปจนถึงพรหมโลก ด้วยประการฉะนี้แล.  
			<remark  id="s1b4c19l4" />	ทั้งหมื่นโลกธาตุนี้ได้หวั่นไหวสะเทือนสะท้าน ทั้งแสงสว่างอันยิ่งใหญ่หาประมาณมิได้  
			<remark  id="s1b4c19l5" />ได้ปรากฏแล้วในโลก ล่วงเทวานุภาพของเทวดาทั้งหลาย.  
			<remark  id="s1b4c19l6" />	ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงเปล่งพระอุทานว่า ท่านผู้เจริญ โกณฑัญญะ ได้รู้แล้วหนอ  
			<remark  id="s1b4c19l7" />ท่านผู้เจริญ โกณฑัญญะได้รู้แล้วหนอ เพราะเหตุนั้น คำว่า อัญญาโกณฑัญญะนี้ จึงได้เป็นชื่อ  
			<remark  id="s1b4c19l8" />ของท่านพระโกณฑัญญะ ด้วยประการฉะนี้.  
			<remark  id="s1b4c19l9" />				ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร จบ  
			<remark  id="s1b4c19l10" />				_________________  
			<remark  id="s1b4c19l11" />				ปัญจวัคคีย์ทูลขอบรรพชาอุปสมบท  
			<remark  id="s1b4c19l12" />	[๑๘] ครั้งนั้น ท่านพระอัญญาโกณฑัญญะ ได้เห็นธรรมแล้ว ได้บรรลุธรรมแล้ว ได้  
			<remark  id="s1b4c19l13" />รู้ธรรมแจ่มแจ้งแล้ว มีธรรมอันหยั่งลงแล้ว ข้ามความสงสัยได้แล้ว ปราศจากถ้อยคำแสดง  
			<remark  id="s1b4c19l14" />ความสงสัย ถึงความเป็นผู้แกล้วกล้า ไม่ต้องเชื่อผู้อื่นในคำสอนของพระศาสดา ได้ทูลคำนี้  
			<remark  id="s1b4c19l15" />ต่อพระผู้มีพระภาคว่า ขอข้าพระองค์พึงได้บรรพชา พึงได้อุปสมบท ในสำนักพระผู้มีพระภาค  
			<remark  id="s1b4c19l16" />พระพุทธเจ้าข้า.  
			<remark  id="s1b4c19l17" />	พระผู้มีพระภาคตรัสว่า เธอจงเป็นภิกษุมาเถิด ดังนี้ แล้วตรัสต่อไปว่าธรรมอันเรา  
			<remark  id="s1b4c19l18" />กล่าวดีแล้ว เธอจงประพฤติพรหมจรรย์ เพื่อทำที่สุดทุกข์โดยชอบเถิด.  
			<remark  id="s1b4c19l19" />	พระวาจานั้นแล ได้เป็นอุปสมบทของท่านผู้มีอายุนั้น.  
			<remark  id="s1b4c19l20" />	[๑๙] ครั้นต่อมา พระผู้มีพระภาคได้ทรงประทานโอวาทสั่งสอนภิกษุทั้งหลายที่เหลือ  
			<remark  id="s1b4c19l21" />จากนั้นด้วยธรรมีกถา. เมื่อพระผู้มีพระภาคทรงประทานโอวาทสั่งสอนด้วยธรรมีกถาอยู่ ดวงตา  
			<remark  id="s1b4c19l22" />เห็นธรรม ปราศจากธุลี ปราศจากมลทิน ได้เกิดขึ้นแก่ท่านพระวัปปะและท่านพระภัททิยะว่า  
			<remark  id="s1b4c19l23" />สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งมวลมีความดับเป็นธรรมดา. ท่านทั้งสองนั้น  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b4c20" >
		<para id="s1b4c20p">
			<remark  id="s1b4c20l1" />ได้เห็นธรรมแล้ว ได้บรรลุธรรมแล้ว ได้รู้ธรรมแจ่มแจ้งแล้ว มีธรรมอันหยั่งลงแล้ว ข้ามความ  
			<remark  id="s1b4c20l2" />สงสัยได้แล้ว ปราศจากถ้อยคำแสดงความสงสัย ถึงความเป็นผู้แกล้วกล้า ไม่ต้องเชื่อผู้อื่นใน  
			<remark  id="s1b4c20l3" />คำสอนของพระศาสดา ได้ทูลคำนี้ต่อพระผู้มีพระภาคว่า ขอข้าพระองค์ทั้งสองพึงได้บรรพชา  
			<remark  id="s1b4c20l4" />พึงได้อุปสมบท ในสำนักพระผู้มีพระภาค พระพุทธเจ้าข้า.  
			<remark  id="s1b4c20l5" />	พระผู้มีพระภาคตรัสว่า เธอทั้งสองจงเป็นภิกษุมาเถิด ดังนี้ แล้วได้ตรัสต่อไปว่า  
			<remark  id="s1b4c20l6" />ธรรมอันเรากล่าวดีแล้ว เธอทั้งสองจงประพฤติพรหมจรรย์ เพื่อทำที่สุดทุกข์โดยชอบเถิด.  
			<remark  id="s1b4c20l7" />	พระวาจานั้นแล ได้เป็นอุปสมบทของท่านผู้มีอายุทั้งสองนั้น.  
			<remark  id="s1b4c20l8" />	ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเสวยพระกระยาหารที่ท่านทั้งสามนำมาถวาย ได้ทรงประทาน  
			<remark  id="s1b4c20l9" />โอวาทสั่งสอนภิกษุที่เหลือจากนั้นด้วยธรรมีกถา. ภิกษุเที่ยวบิณฑบาตนำบิณฑบาตใดมา ทั้ง ๖  
			<remark  id="s1b4c20l10" />รูปก็เลี้ยงชีพด้วยบิณฑบาตนั้น.  
			<remark  id="s1b4c20l11" />	วันต่อมา เมื่อพระผู้มีพระภาคทรงประทานโอวาทสั่งสอนด้วยธรรมีกถาอยู่ ดวงตาเห็น  
			<remark  id="s1b4c20l12" />ธรรม ปราศจากธุลี ปราศจากมลทินได้เกิดขึ้นแก่ท่านพระมหานามะและท่านพระอัสสชิว่า สิ่งใด  
			<remark  id="s1b4c20l13" />สิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งมวลมีความดับเป็นธรรมดา. ท่านทั้งสองได้เห็น  
			<remark  id="s1b4c20l14" />ธรรมแล้ว ได้บรรลุธรรมแล้ว ได้รู้ธรรมแจ่มแจ้งแล้ว มีธรรมอันหยั่งลงแล้ว ข้ามความสงสัย  
			<remark  id="s1b4c20l15" />ได้แล้ว ปราศจากถ้อยคำแสดงความสงสัย ถึงความเป็นผู้แกล้วกล้า ไม่ต้องเชื่อผู้อื่นในคำสอน  
			<remark  id="s1b4c20l16" />ของพระศาสดา ได้ทูลคำนี้ต่อพระผู้มีพระภาคว่า ขอข้าพระองค์ทั้งสอง พึงได้บรรพชา พึงได้  
			<remark  id="s1b4c20l17" />อุปสมบทในสำนักพระผู้มีพระภาค พระพุทธเจ้าข้า.  
			<remark  id="s1b4c20l18" />	พระผู้มีพระภาคตรัสว่า เธอทั้งสองจงเป็นภิกษุมาเถิด ดังนี้ แล้วได้ตรัสต่อไปว่า  
			<remark  id="s1b4c20l19" />ธรรมอันเรากล่าวดีแล้ว เธอทั้งสองจงประพฤติพรหมจรรย์ เพื่อทำที่สุดทุกข์โดยชอบเถิด.  
			<remark  id="s1b4c20l20" />	พระวาจานั้นแล ได้เป็นอุปสมบทของท่านผู้มีอายุทั้งสองนั้น.  
			<remark  id="s1b4c20l21" />				ทรงแสดงอนัตตลักขณสูตร  
			<remark  id="s1b4c20l22" />	[๒๐] ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งกะพระปัญจวัคคีย์ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย รูปเป็น  
			<remark  id="s1b4c20l23" />อนัตตา ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้ารูปนี้จักได้เป็นอัตตาแล้ว รูปนี้ไม่พึงเป็นเพื่ออาพาธ และบุคคล  
			<remark  id="s1b4c20l24" />พึงได้ในรูปว่า รูปของเราจงเป็นอย่างนี้เถิด รูปของเราอย่าได้เป็นอย่างนั้นเลย. ดูกรภิกษุ  
			<remark  id="s1b4c20l25" />ทั้งหลาย ก็เพราะรูปเป็นอนัตตา ฉะนั้นรูปจึงเป็นไปเพื่ออาพาธ และบุคคลย่อมไม่ได้ในรูปว่า  
			<remark  id="s1b4c20l26" />รูปของเราจงเป็นอย่างนี้เถิด รูปของเราอย่าได้เป็นอย่างนั้นเลย. 
		</para>
	</section>
	<section id="s1b4c21" >
		<para id="s1b4c21p">
			<remark  id="s1b4c21l1" />	เวทนาเป็นอนัตตา ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าเวทนานี้จักได้เป็นอัตตาแล้ว เวทนานี้ไม่พึง  
			<remark  id="s1b4c21l2" />เป็นไปเพื่ออาพาธ และบุคคลพึงได้ในเวทนาว่า เวทนาของเราจงเป็นอย่างนี้เถิด เวทนาของ  
			<remark  id="s1b4c21l3" />เราจงอย่าได้เป็นอย่างนั้นเลย. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็เพราะเวทนาเป็นอนัตตา ฉะนั้น เวทนาจึง  
			<remark  id="s1b4c21l4" />เป็นไปเพื่ออาพาธ และบุคคลย่อมไม่ได้ในเวทนาว่า เวทนาของเรา จงเป็นอย่างนั้นเถิด เวทนา  
			<remark  id="s1b4c21l5" />ของเราอย่าได้เป็นอย่างนั้นเลย.  
			<remark  id="s1b4c21l6" />	สัญญาเป็นอนัตตา ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าสัญญานี้จักได้เป็นอัตตาแล้ว สัญญานี้ไม่พึง  
			<remark  id="s1b4c21l7" />เป็นไปเพื่ออาพาธ และบุคคลพึงได้ในสัญญาว่า สัญญาของเราจงเป็นอย่างนี้เถิด สัญญาของเรา  
			<remark  id="s1b4c21l8" />อย่าได้เป็นอย่างนั้นเลย. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็เพราะสัญญาเป็นอนัตตา ฉะนั้น สัญญาจึงเป็นไป  
			<remark  id="s1b4c21l9" />เพื่ออาพาธ และบุคคลย่อมไม่ได้ในสัญญาว่า สัญญาของเราจงเป็นอย่างนี้เถิด สัญญาของเรา  
			<remark  id="s1b4c21l10" />อย่าได้เป็นอย่างนั้นเลย.  
			<remark  id="s1b4c21l11" />	สังขารทั้งหลายเป็นอนัตตา ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าสังขารเหล่านี้จักได้เป็นอัตตาแล้ว  
			<remark  id="s1b4c21l12" />สังขารเหล่านี้ไม่พึงเป็นไปเพื่ออาพาธ และบุคคลพึงได้ในสังขารทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลายของ  
			<remark  id="s1b4c21l13" />เราจงเป็นอย่างนี้เถิด สังขารทั้งหลายของเราอย่าได้เป็นอย่างนั้นเลย. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็เพราะ  
			<remark  id="s1b4c21l14" />สังขารทั้งหลายเป็นอนัตตา ฉะนั้น สังขารทั้งหลายจึงเป็นไปเพื่ออาพาธ และบุคคลย่อมไม่ได้  
			<remark  id="s1b4c21l15" />ในสังขารทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลายของเรา จงเป็นอย่างนี้เถิด สังขารทั้งหลายของเราอย่าได้  
			<remark  id="s1b4c21l16" />เป็นอย่างนั้นเลย.  
			<remark  id="s1b4c21l17" />	วิญญาณเป็นอนัตตา ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าวิญญาณนี้จักได้เป็นอัตตาแล้ว วิญญาณนี้  
			<remark  id="s1b4c21l18" />ไม่พึงเป็นไปเพื่ออาพาธ และบุคคลพึงได้ในวิญญาณว่า วิญญาณของเราจงเป็นอย่างนี้เถิด  
			<remark  id="s1b4c21l19" />วิญญาณของเราอย่าได้เป็นอย่างนั้นเลย ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็เพราะวิญญาณเป็นอนัตตา ฉะนั้น  
			<remark  id="s1b4c21l20" />วิญญาณจึงเป็นไปเพื่ออาพาธ และบุคคลย่อมไม่ได้ในวิญญาณว่า วิญญาณของเราจงเป็นอย่างนี้เถิด  
			<remark  id="s1b4c21l21" />วิญญาณของเราอย่าได้เป็นอย่างนั้นเลย.  
			<remark  id="s1b4c21l22" />			ตรัสถามความเห็นของพระปัญจวัคคีย์  
			<remark  id="s1b4c21l23" />	[๒๑] พระผู้มีพระภาคตรัสถามว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกเธอสำคัญความนั้นเป็นไฉน  
			<remark  id="s1b4c21l24" />รูปเที่ยงหรือไม่เที่ยง?  
			<remark  id="s1b4c21l25" />	พระปัญจวัคคีย์ทูลว่า ไม่เที่ยง พระพุทธเจ้าข้า.  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b4c22" >
		<para id="s1b4c22p">
			<remark  id="s1b4c22l1" />	ภ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า?  
			<remark  id="s1b4c22l2" />	ป. เป็นทุกข์ พระพุทธเจ้าข้า.  
			<remark  id="s1b4c22l3" />	ภ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ควรหรือจะตามเห็นสิ่ง  
			<remark  id="s1b4c22l4" />นั้นว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตนของเรา?  
			<remark  id="s1b4c22l5" />	ป. ข้อนั้น ไม่ควรเลย พระพุทธเจ้าข้า.  
			<remark  id="s1b4c22l6" />	ภ. เวทนาเที่ยงหรือไม่เที่ยง?  
			<remark  id="s1b4c22l7" />	ป. ไม่เที่ยง พระพุทธเจ้าข้า.  
			<remark  id="s1b4c22l8" />	ภ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า?  
			<remark  id="s1b4c22l9" />	ป. เป็นทุกข์ พระพุทธเจ้าข้า.  
			<remark  id="s1b4c22l10" />	ภ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ควรหรือจะตามเห็นสิ่ง  
			<remark  id="s1b4c22l11" />นั้นว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตนของเรา?  
			<remark  id="s1b4c22l12" />	ป. ข้อนั้นไม่ควรเลย พระพุทธเจ้าข้า.  
			<remark  id="s1b4c22l13" />	ภ. สัญญาเที่ยงหรือไม่เที่ยง?  
			<remark  id="s1b4c22l14" />	ป. ไม่เที่ยง พระพุทธเจ้าข้า.  
			<remark  id="s1b4c22l15" />	ภ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า?  
			<remark  id="s1b4c22l16" />	ป. เป็นทุกข์ พระพุทธเจ้าข้า.  
			<remark  id="s1b4c22l17" />	ภ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ควรหรือจะตามเห็นสิ่งนั้น  
			<remark  id="s1b4c22l18" />ว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตนของเรา?  
			<remark  id="s1b4c22l19" />	ป. ข้อนั้นไม่ควรเลย พระพุทธเจ้าข้า.  
			<remark  id="s1b4c22l20" />	ภ. สังขารทั้งหลายเที่ยงหรือไม่เที่ยง?  
			<remark  id="s1b4c22l21" />	ป. ไม่เที่ยง พระพุทธเจ้าข้า.  
			<remark  id="s1b4c22l22" />	ภ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า?  
			<remark  id="s1b4c22l23" />	ป. เป็นทุกข์ พระพุทธเจ้าข้า.  
			<remark  id="s1b4c22l24" />	ภ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ควรหรือจะตามเห็นสิ่ง  
			<remark  id="s1b4c22l25" />นั้นว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตนของเรา?  
			<remark  id="s1b4c22l26" />	ป. ข้อนั้นไม่ควรเลย พระพุทธเจ้าข้า.  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b4c23" >
		<para id="s1b4c23p">
			<remark  id="s1b4c23l1" />	ภ. วิญญาณเที่ยงหรือไม่เที่ยง?  
			<remark  id="s1b4c23l2" />	ป. ไม่เที่ยง พระพุทธเจ้าข้า.  
			<remark  id="s1b4c23l3" />	ภ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า?  
			<remark  id="s1b4c23l4" />	ป. เป็นทุกข์ พระพุทธเจ้าข้า.  
			<remark  id="s1b4c23l5" />	ภ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ควรหรือจะตามเห็นสิ่ง  
			<remark  id="s1b4c23l6" />นั้นว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตนของเรา?  
			<remark  id="s1b4c23l7" />	ป. ข้อนั้นไม่ควรเลย พระพุทธเจ้าข้า.  
			<remark  id="s1b4c23l8" />			ตรัสให้พิจารณาโดยยถาภูตญาณทัสสนะ  
			<remark  id="s1b4c23l9" />	[๒๒] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุนั้นแล รูปอย่างใด  
			<remark  id="s1b4c23l10" />อย่างหนึ่งที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน ภายในหรือภายนอก หยาบหรือละเอียด เลวหรือ  
			<remark  id="s1b4c23l11" />ประณีต ไกลหรือใกล้ ทั้งหมดก็เป็นแต่สักว่ารูป เธอทั้งหลายพึงเห็นรูปนั้นด้วยปัญญาอันชอบ  
			<remark  id="s1b4c23l12" />ตามเป็นจริงอย่างนี้ว่า นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่เป็นเรา นั่นไม่ใช่ตนของเรา.  
			<remark  id="s1b4c23l13" />	เวทนาอย่างใดอย่างหนึ่ง ที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน ภายในหรือภายนอก  
			<remark  id="s1b4c23l14" />หยาบหรือละเอียด เลวหรือประณีต ไกลหรือใกล้ ทั้งหมดก็เป็นแต่สักว่าเวทนา เธอทั้งหลาย  
			<remark  id="s1b4c23l15" />พึงเห็นเวทนานั้นด้วยปัญญาอันชอบ ตามเป็นจริงอย่างนี้ว่า นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่เป็นเรา  
			<remark  id="s1b4c23l16" />นั่นไม่ใช่ตนของเรา.  
			<remark  id="s1b4c23l17" />	สัญญาอย่างใดอย่างหนึ่งที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน ภายในหรือภายนอก หยาบ  
			<remark  id="s1b4c23l18" />หรือละเอียด เลวหรือประณีต ไกลหรือใกล้ ทั้งหมดก็เป็นแต่สักว่าเวทนา เธอทั้งหลายพึง  
			<remark  id="s1b4c23l19" />เห็นสัญญานั้นด้วยปัญญาอันชอบ ตามเป็นจริงอย่างนี้ว่า นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่เป็นเรา นั่น  
			<remark  id="s1b4c23l20" />ไม่ใช่ตนของเรา.  
			<remark  id="s1b4c23l21" />	สังขารทั้งหลายอย่างใดอย่างหนึ่งที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน ภายในหรือภายนอก  
			<remark  id="s1b4c23l22" />หยาบหรือละเอียด เลวหรือประณีต ไกลหรือใกล้ ทั้งหมดก็เป็นแต่สักว่าสังขาร เธอทั้งหลาย  
			<remark  id="s1b4c23l23" />พึงเห็นสังขารนั้นด้วยปัญญาอันชอบ ตามเป็นจริงอย่างนี้ว่า นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่เป็นเรา  
			<remark  id="s1b4c23l24" />นั่นไม่ใช่ตนของเรา.  
			<remark  id="s1b4c23l25" />	วิญญาณอย่างใดอย่างหนึ่งที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน ภายในหรือภายนอก  
			<remark  id="s1b4c23l26" />หยาบหรือละเอียด เลวหรือประณีต ไกลหรือใกล้ ทั้งหมดก็เป็นแต่สักว่าวิญญาณ เธอทั้งหลาย 
		</para>
	</section>
	<section id="s1b4c24" >
		<para id="s1b4c24p">
			<remark  id="s1b4c24l1" />พึงเห็นวิญญาณนั้นด้วยปัญญาอันชอบ ตามเป็นจริงอย่างนี้ว่า นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่เป็นเรา  
			<remark  id="s1b4c24l2" />นั่นไม่ใช่ตนของเรา.  
			<remark  id="s1b4c24l3" />	[๒๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้ได้ฟังแล้ว เห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมเบื่อหน่ายแม้  
			<remark  id="s1b4c24l4" />ในรูป ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในเวทนา ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในสัญญา ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในสังขาร  
			<remark  id="s1b4c24l5" />ทั้งหลาย ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในวิญญาณ เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมสิ้นกำหนัด เพราะสิ้นกำหนัด จิตก็พ้น  
			<remark  id="s1b4c24l6" />เมื่อจิตพ้นแล้ว ก็รู้ว่าพ้นแล้ว อริยสาวกนั้นทราบชัดว่า  ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์ได้อยู่จบแล้ว  
			<remark  id="s1b4c24l7" />กิจที่ควรทำได้ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นอีกเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี.  
			<remark  id="s1b4c24l8" />	[๒๔] พระผู้มีพระภาคได้ตรัสพระสูตรนี้แล้ว พระปัญจวัคคีย์มีใจยินดี เพลิดเพลิน  
			<remark  id="s1b4c24l9" />ภาษิตของผู้มีพระภาค. ก็แลเมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสไวยากรณภาษิตนี้อยู่ จิตของพระปัญจวัคคีย์  
			<remark  id="s1b4c24l10" />พ้นแล้วจากอาสวะทั้งหลาย เพราะไม่ถือมั่น.  
			<remark  id="s1b4c24l11" />				อนัตตลักขณสูตร จบ  
			<remark  id="s1b4c24l12" />	ครั้งนั้น มีพระอรหันต์เกิดขึ้นในโลก ๖ องค์.  
			<remark  id="s1b4c24l13" />				ปฐมภาณวาร จบ  
			<remark  id="s1b4c24l14" />				____________  
			<remark  id="s1b4c24l15" />				เรื่องยสกุลบุตร  
			<remark  id="s1b4c24l16" />	[๒๕] ก็โดยสมัยนั้นแล ในพระนครพาราณสี มีกุลบุตร ชื่อ ยส เป็นบุตรเศรษฐี  
			<remark  id="s1b4c24l17" />สุขุมาลชาติ. ยสกุลบุตรนั้นมีปราสาท ๓ หลัง คือ หลังหนึ่งเป็นที่อยู่ในฤดูหนาว หลังหนึ่ง  
			<remark  id="s1b4c24l18" />เป็นที่อยู่ในฤดูร้อน หลังหนึ่งเป็นที่อยู่ในฤดูฝน. ยสกุลบุตรนั้นรับบำเรอด้วยพวกดนตรี ไม่มี  
			<remark  id="s1b4c24l19" />บุรุษเจือปน ในปราสาทฤดูฝนตลอด ๔ เดือน ไม่ลงมาเบื้องล่างปราสาท. ค่ำวันหนึ่ง เมื่อ  
			<remark  id="s1b4c24l20" />ยสกุลบุตรอิ่มเอิบพร้อมพรั่งบำเรออยู่ด้วยกามคุณ ๕ ได้นอนหลับก่อน ส่วนพวกบริวารชนนอน  
			<remark  id="s1b4c24l21" />หลับภายหลัง. ประทีปน้ำมันตามสว่างอยู่ตลอดคืน. คืนนั้นยสกุลบุตรตื่นขึ้นก่อน ได้เห็น  
			<remark  id="s1b4c24l22" />บริวารชนของตนกำลังนอนหลับ บางนางมีพิณตกอยู่ที่รักแร้ บางนางมีตะโพนวางอยู่ข้างคอ  
			<remark  id="s1b4c24l23" />บางนางมีเปิงมางตกอยู่ที่อก บางนางสยายผม บางนางมีน้ำลายไหล บางนางบ่นละเมอต่างๆ  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b4c25" >
		<para id="s1b4c25p">
			<remark  id="s1b4c25l1" />ปรากฏแก่ยสกุลบุตรดุจป่าช้าผีดิบ.  ครั้นแล้วความเห็นเป็นโทษได้ปรากฏแก่ยสกุลบุตร จิตตั้งอยู่  
			<remark  id="s1b4c25l2" />ในความเบื่อหน่าย จึงยสกุลบุตรเปล่งอุทานว่า ท่านผู้เจริญ  ที่นี่วุ่นวายหนอ  ที่นี่ขัดข้องหนอ  
			<remark  id="s1b4c25l3" />แล้วสวมรองเท้าทองเดินตรงไปยังประตูนิเวศน์ พวกอมนุษย์เปิดประตูให้ด้วยหวังใจว่า  ใครๆ  
			<remark  id="s1b4c25l4" />อย่าได้ทำอันตรายแก่การออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตของยสกุลบุตรเลย. ลำดับนั้น ยสกุลบุตร  
			<remark  id="s1b4c25l5" />เดินตรงไปทางประตูพระนคร.  พวกอมนุษย์เปิดประตูให้ด้วยหวังใจว่า ใครๆ  อย่าได้ทำอันตราย  
			<remark  id="s1b4c25l6" />แก่การออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตของยสกุลบุตร. ทีนั้น  ยสกุลบุตรได้เดินตรงไปทางป่า  
			<remark  id="s1b4c25l7" />อิสิปตนะมฤคทายวัน.  
			<remark  id="s1b4c25l8" />	[๒๖] ครั้นปัจจุสสมัยแห่งราตรี พระผู้มีพระภาคตื่นบรรทมแล้วเสด็จจงกรมอยู่ ณ ที่แจ้ง  
			<remark  id="s1b4c25l9" />ได้ทอดพระเนตรเห็นยสกุลบุตรเดินมาแต่ไกล ครั้นแล้วเสด็จลงจากที่จงกรมประทับนั่งบนอาสนะ  
			<remark  id="s1b4c25l10" />ที่ปูลาดไว้.  ขณะนั้น  ยสกุลบุตรเปล่งอุทานในที่ไม่ไกลพระผู้มีพระภาคว่า  ท่านผู้เจริญ  ที่นี่  
			<remark  id="s1b4c25l11" />วุ่นวายหนอ ที่นี่ขัดข้องหนอ. ทันทีนั้น พระผู้มีพระภาคตรัสกะยสกุลบุตรว่า ดูกรยส ที่นี่ไม่วุ่นวาย  
			<remark  id="s1b4c25l12" />ที่นี่ไม่ขัดข้อง  มาเถิดยส  นั่งลง  เราจักแสดงธรรมแก่เธอ.  ที่นั้น ยสกุลบุตรร่าเริงบันเทิงใจว่า  
			<remark  id="s1b4c25l13" />ได้ยินว่า  ที่นี่ไม่วุ่นวาย  ที่นี่ไม่ขัดข้อง  ดังนี้  แล้วถอดรองเท้าทองเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค  
			<remark  id="s1b4c25l14" />ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง   เมื่อยสกุลบุตรนั่งเรียบร้อยแล้ว  
			<remark  id="s1b4c25l15" />พระผู้มีพระภาคได้ทรงแสดงอนุปุพพิกถา คือ ทรงประกาศทานกถา สีลกถา สัคคกถา  โทษ  
			<remark  id="s1b4c25l16" />ความต่ำทราม ความเศร้าหมองของกามทั้งหลาย และอานิสงส์ในความออกจากกาม. เมื่อพระองค์  
			<remark  id="s1b4c25l17" />ทรงทราบว่า ยสกุลบุตรมีจิตสงบ มีจิตอ่อน มีจิตปลอดจากนิวรณ์ มีจิตเบิกบาน มีจิตผ่องใสแล้ว  
			<remark  id="s1b4c25l18" />จึงทรงประกาศพระธรรมเทศนา ที่พระพุทธเจ้าทั้งหลายทรงยกขึ้นแสดงด้วยพระองค์เอง คือ ทุกข์  
			<remark  id="s1b4c25l19" />สมุทัย  นิโรธ  มรรค. ดวงตาเห็นธรรม  ปราศจากธุลี  ปราศจากมลทิน ว่า  สิ่งใดสิ่งหนึ่ง  
			<remark  id="s1b4c25l20" />มีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งมวลมีความดับเป็นธรรมดา  ได้เกิดแก่ยสกุลบุตร ณ ที่นั่ง  
			<remark  id="s1b4c25l21" />นั้นแล ดุจผ้าที่สะอาดปราศจากมลทิน ควรได้รับน้ำย้อมเป็นอย่างดี ฉะนั้น.  
			<remark  id="s1b4c25l22" />				บิดาของยสกุลบุตรตามหา  
			<remark  id="s1b4c25l23" />	[๒๗] ครั้นรุ่งเช้า มารดาของยสกุลบุตรขึ้นไปยังปราสาท  ไม่เห็นยสกุลบุตร จึงเข้า  
			<remark  id="s1b4c25l24" />ไปหาเศรษฐีผู้คหบดี แล้วได้ถามว่า ท่านคหบดีเจ้าข้า พ่อยสกุลบุตรของท่านหายไปไหน? ฝ่าย  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b4c26" >
		<para id="s1b4c26p">
			<remark  id="s1b4c26l1" />เศรษฐีผู้คหบดีส่งทูตขี่ม้าไปตามหาทั้ง ๔ ทิศแล้ว  ส่วนตัวเองไปหาทางป่าอิสิปตนะมฤคทายวัน.  
			<remark  id="s1b4c26l2" />ได้พบรองเท้าทองวางอยู่  ครั้นแล้วจึงตามไปสู่ที่นั้น.  พระผู้มีพระภาคได้ทอดพระเนตรเห็น  
			<remark  id="s1b4c26l3" />เศรษฐีผู้คหบดีมาแต่ไกล. ครั้นแล้วทรงพระดำริว่า  ไฉนหนอ  เราพึงบันดาลอิทธาภิสังขารให้  
			<remark  id="s1b4c26l4" />เศรษฐีคหบดีนั่งอยู่ ณ ที่นี้  ไม่เห็นยสกุลบุตรผู้นั่งอยู่ ณ ที่นี้  แล้วทรงบันดาลอิทธาภิสังขาร  
			<remark  id="s1b4c26l5" />ดังพระพุทธดำริ. ครั้งนั้น เศรษฐีผู้คหบดีได้เข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคแล้วทูลถามว่า พระผู้มีพระภาค  
			<remark  id="s1b4c26l6" />ทรงเห็นยสกุลบุตรบ้างไหม พระพุทธเจ้าข้า?  
			<remark  id="s1b4c26l7" />	พระผู้มีพระภาคตรัสว่า  ดูกรคหบดี ถ้าอย่างนั้น เชิญนั่ง  บางทีท่านนั่งอยู่ ณ ที่นี้  
			<remark  id="s1b4c26l8" />จะพึงได้เห็นยสกุลบุตรผู้นั่งอยู่ ณ ที่นี้.  
			<remark  id="s1b4c26l9" />	ครั้งนั้น เศรษฐีผู้คหบดีร่าเริงบันเทิงใจว่า  ได้ยินว่า  เรานั่งอยู่ ณ ที่นี้แหละ จักเห็น  
			<remark  id="s1b4c26l10" />ยสกุลบุตรผู้นั่งอยู่ ณ ที่นี้  จึงถวายบังคมพระผู้มีพระภาค  แล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง. เมื่อ  
			<remark  id="s1b4c26l11" />เศรษฐีผู้คหบดีนั่งเรียบร้อยแล้ว  พระผู้มีพระภาคได้ทรงแสดงอนุปุพพิกถา คือ ทรงประกาศ  
			<remark  id="s1b4c26l12" />ทานกถา สีลกถา สัคคกถา โทษ ความต่ำทราม ความเศร้าหมองของกามทั้งหลาย และ  
			<remark  id="s1b4c26l13" />อานิสงส์ในความออกจากกาม.  เมื่อพระผู้มีพระภาคทรงทราบว่า  เศรษฐีผู้คหบดี  มีจิตสงบ  
			<remark  id="s1b4c26l14" />มีจิตอ่อน  มีจิตปลอดจากนิวรณ์ มีจิตเบิกบาน มีจิตผ่องใสแล้ว จึงทรงประกาศพระธรรมเทศนา  
			<remark  id="s1b4c26l15" />ที่พระพุทธเจ้าทั้งหลายทรงยกขึ้นแสดงด้วยพระองค์เอง คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค. ดวงตา  
			<remark  id="s1b4c26l16" />เห็นธรรม  ปราศจากธุลี  ปราศจากมลทินว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้น  
			<remark  id="s1b4c26l17" />ทั้งมวลมีความดับเป็นธรรมดา ได้เกิดแก่เศรษฐีผู้คหบดี ณ ที่นั่งนั้นแล  ดุจผ้าที่สะอาดปราศจาก  
			<remark  id="s1b4c26l18" />มลทิน  ควรได้รับน้ำย้อม ฉะนั้น.  
			<remark  id="s1b4c26l19" />	ครั้นเศรษฐีผู้คหบดี  ได้เห็นธรรมแล้ว  ได้บรรลุธรรมแล้ว  ได้รู้ธรรมแจ่มแจ้งแล้ว  
			<remark  id="s1b4c26l20" />มีธรรมอันหยั่งลงแล้ว ข้ามความสงสัยได้แล้ว ปราศจากถ้อยคำแสดงความสงสัย ถึงความเป็น  
			<remark  id="s1b4c26l21" />ผู้แกล้วกล้า ไม่ต้องเชื่อผู้อื่นในคำสอนของพระศาสดา ได้ทูลคำนี้แด่พระผู้มีพระภาคว่า  ข้าแต่  
			<remark  id="s1b4c26l22" />พระองค์ผู้เจริญ ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก  ภาษิตของพระองค์ไพเราะนัก พระพุทธเจ้าข้า  
			<remark  id="s1b4c26l23" />พระองค์ทรงประกาศธรรมโดยอเนกปริยายอย่างนี้  เปรียบเหมือนบุคคลหงายของที่คว่ำ  เปิดของ  
			<remark  id="s1b4c26l24" />ที่ปิด  บอกทางแก่คนหลงทาง  หรือส่องประทีปในที่มืดด้วยตั้งใจว่า  คนมีจักษุจักเห็นรูปดังนี้  
			<remark  id="s1b4c26l25" />ข้าพระพุทธเจ้านี้  ขอถึงพระผู้มีพระภาค  พระธรรม  และพระสงฆ์ ว่าเป็นสรณะ  ขอพระองค์  
			<remark  id="s1b4c26l26" />จงทรงจำข้าพระพุทธเจ้าว่า เป็นอุบาสกผู้มอบชีวิตถึงสรณะจำเดิมแต่วันนี้เป็นต้นไป.  
			<remark  id="s1b4c26l27" />	ก็เศรษฐีผู้คหบดีนั้น  ได้เป็นอุบาสกกล่าวอ้างพระรัตนตรัย เป็นคนแรกในโลก.  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b4c27" >
		<para id="s1b4c27p">
			<remark  id="s1b4c27l1" />				ยสกุลบุตรสำเร็จพระอรหัตต์  
			<remark  id="s1b4c27l2" />	[๒๘] คราวเมื่อพระผู้มีพระภาคทรงแสดงธรรมแก่บิดาของยสกุลบุตร จิตของยสกุลบุตร  
			<remark  id="s1b4c27l3" />ผู้พิจารณาภูมิธรรมตามที่ตนได้เห็นแล้ว  ได้รู้แจ้งแล้ว ก็พ้นจากอาสวะทั้งหลาย  เพราะไม่ถือมั่น.  
			<remark  id="s1b4c27l4" />ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคได้ทรงพระดำริว่า เมื่อเราแสดงธรรมแก่บิดาของยสกุลบุตรอยู่  จิตของ  
			<remark  id="s1b4c27l5" />ยสกุลบุตร ผู้พิจารณาเห็นภูมิธรรมตามที่ตนได้เห็นแล้ว  ได้รู้แจ้งแล้ว  พ้นแล้วจากอาสวะ  
			<remark  id="s1b4c27l6" />ทั้งหลาย เพราะไม่ถือมั่น. ยสกุลบุตรไม่ควรจะกลับเป็นคฤหัสถ์บริโภคกาม เหมือนเป็นคฤหัสถ์  
			<remark  id="s1b4c27l7" />ครั้งก่อน  ถ้ากระไร เราพึงคลายอิทธาภิสังขารนั้นได้แล้ว.  พระองค์ก็ได้ทรงคลายอิทธาภิสังขาร  
			<remark  id="s1b4c27l8" />นั้น.  เศรษฐีผู้คหบดีได้เห็นยสกุลบุตรนั่งอยู่  ครั้นแล้วได้พูดกะยสกุลบุตรว่า พ่อยส มารดา  
			<remark  id="s1b4c27l9" />ของเจ้าโศกเศร้าคร่ำครวญถึง  เจ้าจงให้ชีวิตแก่มารดาของเจ้าเถิด. ครั้งนั้น ยสกุลบุตรได้ชำเลืองดู  
			<remark  id="s1b4c27l10" />พระผู้มีพระภาคๆ  ได้ตรัสแก่เศรษฐีผู้คหบดีว่า  ดูกรคหบดี ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน?  
			<remark  id="s1b4c27l11" />ยสกุลบุตรได้เห็นธรรมด้วยญาณทัสสนะเพียงเสขภูมิเหมือนท่าน  เมื่อเธอพิจารณาภูมิธรรมตามที่  
			<remark  id="s1b4c27l12" />ตนได้เห็นแล้ว  ได้รู้แจ้งแล้ว  จิตพ้นแล้วจากอาสวะทั้งหลาย  เพราะไม่ถือมั่น  ดูกรคหบดี  
			<remark  id="s1b4c27l13" />ยสกุลบุตรควรหรือเพื่อจะกลับเป็นคฤหัสถ์บริโภคกาม  เหมือนเป็นคฤหัสถ์ครั้งก่อน?.  
			<remark  id="s1b4c27l14" />	เศรษฐีผู้คหบดีกราบทูลว่า  ข้อนั้นไม่ควรเลย พระพุทธเจ้าข้า.  
			<remark  id="s1b4c27l15" />	พระผู้มีพระภาคตรัสรับรองว่า   ดูกรคหบดี  ยสกุลบุตรได้เห็นธรรมด้วยญาณทัสสนะ  
			<remark  id="s1b4c27l16" />เพียงเสขภูมิเหมือนท่าน เมื่อเธอพิจารณาภูมิธรรมตามที่ตนได้เห็นแล้ว ได้รู้แจ้งแล้ว จิตพ้นแล้ว  
			<remark  id="s1b4c27l17" />จากอาสวะทั้งหลาย เพราะไม่ถือมั่น ดูกรคหบดี ยสกุลบุตรไม่ควรจะกลับเป็นคฤหัสถ์บริโภคกาม  
			<remark  id="s1b4c27l18" />เหมือนเป็นคฤหัสถ์ครั้งก่อน.  
			<remark  id="s1b4c27l19" />	เศรษฐีผู้คหบดีกราบทูลว่า การที่จิตของยสกุลบุตรพ้นจากอาสวะทั้งหลาย เพราะไม่ถือมั่น  
			<remark  id="s1b4c27l20" />นั้น เป็นลาภของยสกุลบุตร ยสกุลบุตรได้ดีแล้ว พระพุทธเจ้าข้า ขอพระผู้มีพระภาคมียสกุลบุตร  
			<remark  id="s1b4c27l21" />เป็นปัจฉาสมณะ  จงทรงรับภัตตาหารของข้าพระพุทธเจ้า เพื่อเสวยในวันนี้เถิด  พระพุทธเจ้าข้า.  
			<remark  id="s1b4c27l22" />พระผู้มีพระภาคทรงรับโดยดุษณีภาพ.  ครั้นเศรษฐีผู้คหบดีทราบการรับนิมนต์ของพระผู้มีพระภาค  
			<remark  id="s1b4c27l23" />แล้ว  ได้ลุกจากที่นั่ง  ถวายบังคมพระผู้มีพระภาค ทำประทักษิณแล้วกลับไป.  
			<remark  id="s1b4c27l24" />	กาลเมื่อเศรษฐีผู้คหบดีกลับไปแล้วไม่นาน  ยสกุลบุตรได้ทูลคำนี้ต่อพระผู้มีพระภาคว่า  
			<remark  id="s1b4c27l25" />พระพุทธเจ้าข้า  ขอข้าพระองค์พึงได้บรรพชา  พึงได้อุปสมบทในสำนักพระผู้มีพระภาค. 
		</para>
	</section>
	<section id="s1b4c28" >
		<para id="s1b4c28p">
			<remark  id="s1b4c28l1" />	พระผู้มีพระภาคตรัสว่า เธอจงเป็นภิกษุมาเถิด  แล้วได้ตรัสต่อไปว่า  ธรรมอันเรากล่าว  
			<remark  id="s1b4c28l2" />ดีแล้ว เธอจงประพฤติพรหมจรรย์เถิด.  
			<remark  id="s1b4c28l3" />	พระวาจานั้นแล  ได้เป็นอุปสมบทของท่านผู้มีอายุนั้น  
			<remark  id="s1b4c28l4" />	สมัยนั้น  มีพระอรหันต์เกิดขึ้นในโลก ๗ องค์.  
			<remark  id="s1b4c28l5" />				ยสบรรพชา  จบ  
			<remark  id="s1b4c28l6" />				____________  
			<remark  id="s1b4c28l7" />			มารดาและภรรยาเก่าของพระยสได้ธรรมจักษุ  
			<remark  id="s1b4c28l8" />	[๒๙] ขณะนั้นเป็นเวลาเช้า  พระผู้มีพระภาคทรงอันตรวาสกแล้ว  ถือบาตรจีวรมีท่าน  
			<remark  id="s1b4c28l9" />พระยสเป็นปัจฉาสมณะ  เสด็จพระพุทธดำเนินไปสู่นิเวศน์ของเศรษฐีผู้คหบดี  ครั้นถึงแล้ว  
			<remark  id="s1b4c28l10" />ประทับนั่งเหนือพุทธอาสน์ที่เขาปูลาดถวาย.  ลำดับนั้น  มารดาและภรรยาเก่าของท่านพระยส  
			<remark  id="s1b4c28l11" />พากันเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาค  ถวายบังคมแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง.  พระผู้มีพระภาคตรัส  
			<remark  id="s1b4c28l12" />อนุปุพพิกถาแก่นางทั้งสอง คือ ทรงประกาศทานกถา สีลกถา สัคคกถา โทษ  ความต่ำทราม  
			<remark  id="s1b4c28l13" />ความเศร้าหมองของกามทั้งหลาย   และอานิสงส์ในความออกจากกาม.   เมื่อพระผู้มีพระภาค  
			<remark  id="s1b4c28l14" />ทรงทราบว่า นางทั้งสองมีจิตสงบ มีจิตอ่อน มีจิตปลอดจากนิวรณ์ มีจิตเบิกบาน มีจิตผ่องใส  
			<remark  id="s1b4c28l15" />แล้ว จึงทรงประกาศพระธรรมเทศนาที่พระพุทธเจ้าทั้งหลายทรงยกขึ้นแสดงด้วยพระองค์เอง คือ  
			<remark  id="s1b4c28l16" />ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค. ดวงตาเห็นธรรม ปราศจากธุลี ปราศจากมลทินว่า  สิ่งใดสิ่งหนึ่ง  
			<remark  id="s1b4c28l17" />มีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา  สิ่งนั้นทั้งมวลมีความดับเป็นธรรมดา  ได้เกิดแก่นางทั้งสอง ณ ที่นั่ง  
			<remark  id="s1b4c28l18" />นั้นแล ดุจผ้าที่สะอาดปราศจากมลทิน ควรได้รับน้ำย้อมเป็นอย่างดี ฉะนั้น. มารดาและภรรยาเก่า  
			<remark  id="s1b4c28l19" />ของท่านพระยสได้เห็นธรรมแล้ว ได้บรรลุธรรมแล้ว ได้รู้ธรรมแจ่มแจ้งแล้ว มีธรรมอันหยั่งลง  
			<remark  id="s1b4c28l20" />แล้ว  ข้ามความสงสัยได้แล้ว  ปราศจากถ้อยคำแสดงความสงสัย  ถึงความเป็นผู้แกล้วกล้า  
			<remark  id="s1b4c28l21" />ไม่ต้องเชื่อผู้อื่นในคำสอนของพระศาสดา  ได้ทูลคำนี้ต่อพระผู้มีพระภาคว่า  ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ  
			<remark  id="s1b4c28l22" />ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก  ภาษิตของพระองค์ไพเราะนัก  พระพุทธเจ้าข้า  พระองค์ทรง  
			<remark  id="s1b4c28l23" />ประกาศธรรมโดยอเนกปริยาย เปรียบเหมือนบุคคลหงายของที่คว่ำ เปิดของที่ปิด  บอกทางแก่  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b4c29" >
		<para id="s1b4c29p">
			<remark  id="s1b4c29l1" />คนหลงทาง หรือส่องประทีปในที่มืดด้วยตั้งใจว่า คนมีจักษุจักเห็นรูป ดังนี้ หม่อมฉันทั้งสองนี้  
			<remark  id="s1b4c29l2" />ขอถึงพระผู้มีพระภาค พระธรรม และพระภิกษุสงฆ์ว่าเป็นสรณะ ขอพระองค์จงทรงจำหม่อมฉัน  
			<remark  id="s1b4c29l3" />ทั้งสองว่า เป็นอุบาสิกาผู้มอบชีวิตถึงสรณะ จำเดิมแต่วันนี้เป็นต้นไป.  
			<remark  id="s1b4c29l4" />	ก็มารดาและภรรยาเก่าของท่านพระยส  ได้เป็นอุบาสิกา  กล่าวอ้างพระรัตนตรัยเป็น  
			<remark  id="s1b4c29l5" />ชุดแรกในโลก. ครั้งนั้น มารดาบิดาและภรรยาเก่าของท่านพระยสได้อังคาสพระผู้มีพระภาคและ  
			<remark  id="s1b4c29l6" />ท่านพระยส  ด้วยขาทนียโภชนียาหารอันประณีตด้วยมือของตนๆ  จนให้ห้ามภัต ทรงนำพระหัตถ์  
			<remark  id="s1b4c29l7" />ออกจากบาตรแล้ว  จึงนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง.  ขณะนั้น  พระผู้มีพระภาคทรงชี้แจงให้มารดา  
			<remark  id="s1b4c29l8" />บิดา  และภรรยาเก่าของท่านพระยส  เห็นแจ้ง  สมาทาน  อาจหาญ  ร่าเริง  ด้วยธรรมีกถา  
			<remark  id="s1b4c29l9" />แล้วเสด็จลุกจากอาสนะกลับไป.  
			<remark  id="s1b4c29l10" />			สหายคฤหัสถ์ ๔ คนของพระยสออกบรรพชา  
			<remark  id="s1b4c29l11" />	[๓๐] สหายคฤหัสถ์ ๔ คนของท่านพระยส  คือ  วิมล ๑  สุพาหุ ๑  ปุณณชิ ๑  
			<remark  id="s1b4c29l12" />ควัมปติ ๑ เป็นบุตรของสกุลเศรษฐีสืบๆ  มา ในพระนครพาราณสี  ได้ทราบข่าวว่า ยสกุลบุตร  
			<remark  id="s1b4c29l13" />ปลงผมและหนวด นุ่งห่มผ้ากาสายะ ออกจากเรือน บวชเป็นบรรพชิตแล้ว. ครั้นทราบดังนั้นแล้ว  
			<remark  id="s1b4c29l14" />ได้ดำริว่า  ธรรมวินัยและบรรพชาที่ยสกุลบุตร  ปลงผมและหนวดนุ่งห่มผ้ากาสายะออกจากเรือน  
			<remark  id="s1b4c29l15" />บวชเป็นบรรพชิตแล้วนั้น คงไม่ต่ำทรามแน่นอน ดังนี้ จึงพากันเข้าไปหาท่านพระยส อภิวาทแล้ว  
			<remark  id="s1b4c29l16" />ได้ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง จึงท่านพระยสพาสหายคฤหัสถ์ทั้ง ๔ นั้น เข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาค  
			<remark  id="s1b4c29l17" />ถวายบังคมแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง  ได้กราบทูลว่า  พระพุทธเจ้าข้า สหายคฤหัสถ์ของ  
			<remark  id="s1b4c29l18" />ข้าพระองค์ ๔ คนนี้ ชื่อ วิมล ๑  สุพาหุ ๑  ปุณณชิ ๑  ควัมปติ ๑ เป็นบุตรของสกุลเศรษฐี  
			<remark  id="s1b4c29l19" />สืบๆ  มาในพระนครพาราณสี  ขอพระผู้มีพระภาคโปรดประทานโอวาทสั่งสอนสหายของข้า  
			<remark  id="s1b4c29l20" />พระองค์เหล่านี้.  
			<remark  id="s1b4c29l21" />	พระผู้มีพระภาคทรงแสดงอนุปุพพิกถาแก่พวกเขา  คือ  ทรงประกาศทานกถา สีลกถา  
			<remark  id="s1b4c29l22" />สัคคกถา  โทษ  ความต่ำทราม  ความเศร้าหมองของกามทั้งหลาย   และอานิสงส์ในความ  
			<remark  id="s1b4c29l23" />ออกจากกาม.  เมื่อพระผู้มีพระภาคทรงทราบว่า  พวกเขามีจิตสงบ  มีจิตอ่อน  มีจิตปลอดจาก  
			<remark  id="s1b4c29l24" />นิวรณ์  มีจิตเบิกบาน  มีจิตผ่องใสแล้ว  จึงทรงประกาศพระธรรมเทศนาที่พระพุทธเจ้า  
			<remark  id="s1b4c29l25" />ทั้งหลายทรงยกขึ้นแสดงด้วยพระองค์เอง คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค.  ดวงตาเห็นธรรม 
		</para>
	</section>
	<section id="s1b4c30" >
		<para id="s1b4c30p">
			<remark  id="s1b4c30l1" />ปราศจากธุลี  ปราศจากมลทิน ว่า  สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา  สิ่งนั้นทั้งมวล  
			<remark  id="s1b4c30l2" />มีความดับเป็นธรรมดา  ได้เกิดแก่พวกเขา ณ ที่นั่งนั้นแล ดุจผ้าที่สะอาดปราศจากมลทิน ควร  
			<remark  id="s1b4c30l3" />ได้รับน้ำย้อมเป็นอย่างดี  ฉะนั้น.  พวกเขาได้เห็นธรรมแล้ว  ได้บรรลุธรรมแล้ว  ได้รู้ธรรม  
			<remark  id="s1b4c30l4" />แจ่มแจ้งแล้ว  มีธรรมอันหยั่งลงแล้ว  ข้ามความสงสัยได้แล้ว ปราศจากถ้อยคำแสดงความสงสัย  
			<remark  id="s1b4c30l5" />ถึงความเป็นผู้แกล้วกล้า ไม่ต้องเชื่อผู้อื่นในคำสอนของพระศาสดา ได้ทูลคำนี้ต่อพระผู้มีพระภาค  
			<remark  id="s1b4c30l6" />ว่า พระพุทธเจ้าข้า ขอพวกข้าพระองค์พึงได้บรรพชา พึงได้อุปสมบทในสำนักพระผู้มีพระภาค.  
			<remark  id="s1b4c30l7" />พระผู้มีพระภาคตรัสว่า พวกเธอจงเป็นภิกษุมาเถิด ดังนี้ แล้วได้ตรัสต่อไปว่า  ธรรมอันเรากล่าว  
			<remark  id="s1b4c30l8" />ดีแล้ว  พวกเธอจงประพฤติพรหมจรรย์ เพื่อทำที่สุดทุกข์โดยชอบเถิด.  
			<remark  id="s1b4c30l9" />	พระวาจานั้นแล ได้เป็นอุปสมบทของท่านผู้มีอายุเหล่านั้น.  
			<remark  id="s1b4c30l10" />	ต่อมา  พระผู้มีพระภาคทรงประทานโอวาทสั่งสอนภิกษุเหล่านั้นด้วยธรรมีกถา. เมื่อพระ  
			<remark  id="s1b4c30l11" />ผู้มีพระภาคทรงประทานโอวาทสั่งสอนภิกษุเหล่านั้นด้วยธรรมีกถา  จิตของภิกษุเหล่านั้น พ้นแล้ว  
			<remark  id="s1b4c30l12" />จากอาสวะทั้งหลาย เพราะไม่ถือมั่น.  
			<remark  id="s1b4c30l13" />	สมัยนั้น  มีพระอรหันต์เกิดขึ้นในโลก ๑๑ องค์.  
			<remark  id="s1b4c30l14" />		สหายคฤหัสถ์ ๔ คน  ของพระยสออกบรรพชา จบ.  
			<remark  id="s1b4c30l15" />				_____________  
			<remark  id="s1b4c30l16" />			สหายคฤหัสถ์ ๕๐ คน ของพระยสออกบรรพชา  
			<remark  id="s1b4c30l17" />	[๓๑] สหายคฤหัสถ์ของท่านพระยส  เป็นชาวชนบทจำนวน ๕๐ คน  เป็นบุตรของ  
			<remark  id="s1b4c30l18" />สกุลเก่าสืบๆ  กันมา ได้ทราบข่าวว่า ยสกุลบุตร  ปลงผมและหนวด นุ่งห่มผ้ากาสายะ  ออก  
			<remark  id="s1b4c30l19" />จากเรือนบวชเป็นบรรพชิตแล้ว.  ครั้นทราบดังนั้นแล้วได้ดำริว่า  ธรรมวินัยและบรรพชาที่  
			<remark  id="s1b4c30l20" />ยสกุลบุตรปลงผมและหนวด  นุ่งห่มผ้ากาสายะออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตแล้วนั้น คงไม่  
			<remark  id="s1b4c30l21" />ต่ำทรามแน่นอน  ดังนี้ จึงพากันเข้าไปหาท่านพระยส อภิวาทแล้วได้ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง  
			<remark  id="s1b4c30l22" />จึงท่านพระยสพาสหายคฤหัสถ์จำนวน ๕๐ คนนั้นเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาค ถวายบังคมแล้วนั่ง ณ  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b4c31" >
		<para id="s1b4c31p">
			<remark  id="s1b4c31l1" />ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง  ได้กราบทูลว่า พระพุทธเจ้าข้า สหายคฤหัสถ์ของข้าพระองค์เหล่านี้เป็นชาว  
			<remark  id="s1b4c31l2" />ชนบท  เป็นบุตรของสกุลเก่าสืบๆ  กันมา  ขอพระผู้มีพระภาคโปรดประทานโอวาทสั่งสอนสหาย  
			<remark  id="s1b4c31l3" />ของข้าพระองค์เหล่านี้.  
			<remark  id="s1b4c31l4" />	พระผู้มีพระภาคทรงแสดงอนุปุพพิกถาแก่พวกเขา คือ ทรงประกาศทานกถา สีลกถา  
			<remark  id="s1b4c31l5" />สัคคกถา โทษ ความต่ำทราม ความเศร้าหมองของกามทั้งหลาย และอานิสงส์ในความออกจาก  
			<remark  id="s1b4c31l6" />กาม.  เมื่อพระผู้มีพระภาคทรงทราบว่า  พวกเขามีจิตสงบ  มีจิตอ่อน  มีจิตปลอดจากนิวรณ์  
			<remark  id="s1b4c31l7" />มีจิตเบิกบาน  มีจิตผ่องใสแล้ว  จึงทรงประกาศพระธรรมเทศนา  ที่พระพุทธเจ้าทั้งหลายทรงยก  
			<remark  id="s1b4c31l8" />ขึ้นแสดงด้วยพระองค์เอง คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค.  ดวงตาเห็นธรรม ปราศจากธุลี  
			<remark  id="s1b4c31l9" />ปราศจากมลทิน ว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งมวลมีความดับเป็นธรรมดา  
			<remark  id="s1b4c31l10" />ได้เกิดแก่พวกเขา ณ ที่นั่งนั้นแล  ดุจผ้าที่สะอาดปราศจากมลทิน  ควรได้รับน้ำย้อมเป็นอย่างดี  
			<remark  id="s1b4c31l11" />ฉะนั้น. พวกเขาได้เห็นธรรมแล้ว ได้บรรลุธรรมแล้ว ได้รู้ธรรมแจ่มแจ้งแล้ว  มีธรรมอันหยั่งลง  
			<remark  id="s1b4c31l12" />แล้ว  ข้ามความสงสัยได้แล้ว  ปราศจากถ้อยคำแสดงความสงสัย  ถึงความเป็นผู้แกล้วกล้า  
			<remark  id="s1b4c31l13" />ไม่ต้องเชื่อผู้อื่นในคำสอนของพระศาสดา  ได้ทูลคำนี้ต่อพระผู้มีพระภาคว่า  พระพุทธเจ้าข้า  
			<remark  id="s1b4c31l14" />ขอพวกข้าพระองค์พึงได้บรรพชา พึงได้อุปสมบทในสำนักพระผู้มีพระภาค.  พระผู้มีพระภาคตรัสว่า  
			<remark  id="s1b4c31l15" />พวกเธอจงเป็นภิกษุมาเถิด  ดังนี้  แล้วได้ตรัสต่อไปว่า  ธรรมอันเรากล่าวดีแล้ว พวกเธอจง  
			<remark  id="s1b4c31l16" />ประพฤติพรหมจรรย์เพื่อทำที่สุดทุกข์โดยชอบเถิด.  
			<remark  id="s1b4c31l17" />	พระวาจานั้นแล ได้เป็นอุปสมบทของท่านผู้มีอายุเหล่านั้น.  
			<remark  id="s1b4c31l18" />	ต่อมาพระผู้มีพระภาคทรงประทานโอวาทสั่งสอนภิกษุเหล่านั้น ด้วยธรรมีกถา.  เมื่อพระ  
			<remark  id="s1b4c31l19" />ผู้มีพระภาคทรงประทานโอวาทสั่งสอนภิกษุเหล่านั้นด้วยธรรมีกถา จิตของภิกษุเหล่านั้นพ้นแล้ว  
			<remark  id="s1b4c31l20" />จากอาสวะทั้งหลาย เพราะไม่ถือมั่น.  
			<remark  id="s1b4c31l21" />	สมัยนั้น  มีพระอรหันต์เกิดขึ้นในโลก ๖๑ องค์.  
			<remark  id="s1b4c31l22" />	สหายคฤหัสถ์ ๕๐ คน  ของพระยสออกบรรพชา จบ.  
			<remark  id="s1b4c31l23" />				______________  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b4c32" >
		<para id="s1b4c32p">
			<remark  id="s1b4c32l1" />				เรื่องพ้นจากบ่วง  
			<remark  id="s1b4c32l2" />	[๓๒] ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราพ้นแล้ว  
			<remark  id="s1b4c32l3" />จากบ่วงทั้งปวง  ทั้งที่เป็นของทิพย์  ทั้งที่เป็นของมนุษย์  แม้พวกเธอก็พ้นแล้วจากบ่วงทั้งปวง  
			<remark  id="s1b4c32l4" />ทั้งที่เป็นของทิพย์  ทั้งที่เป็นของมนุษย์  พวกเธอจงเที่ยวจาริก  เพื่อประโยชน์และความสุขแก่  
			<remark  id="s1b4c32l5" />ชนหมู่มาก เพื่ออนุเคราะห์โลก  เพื่อประโยชน์เกื้อกูลและความสุขแก่ทวยเทพและมนุษย์  
			<remark  id="s1b4c32l6" />พวกเธออย่าได้ไปรวมทางเดียวกันสองรูป  จงแสดงธรรมงามในเบื้องต้น  งามในท่ามกลาง  
			<remark  id="s1b4c32l7" />งามในที่สุด  จงประกาศพรหมจรรย์พร้อมทั้งอรรถทั้งพยัญชนะครบบริบูรณ์ บริสุทธิ์ สัตว์ทั้งหลาย  
			<remark  id="s1b4c32l8" />จำพวกที่มีธุลีคือกิเลศในจักษุน้อย  มีอยู่  เพราะไม่ได้ฟังธรรมย่อมเสื่อม ผู้รู้ทั่วถึงธรรม  จักมี  
			<remark  id="s1b4c32l9" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย  แม้เราก็จักไปยังตำบลอุรุเวลาเสนานิคม  เพื่อแสดงธรรม.  
			<remark  id="s1b4c32l10" />				เรื่องพ้นจากบ่วง จบ.  
			<remark  id="s1b4c32l11" />				เรื่องมาร  
			<remark  id="s1b4c32l12" />	[๓๓] ครั้งนั้น มารผู้มีใจบาปเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค ครั้นแล้วได้ทูลพระผู้มีพระภาค  
			<remark  id="s1b4c32l13" />ด้วยคาถาว่า  
			<remark  id="s1b4c32l14" />	ท่านเป็นผู้อันบ่วงทั้งปวง  ทั้งที่เป็นของทิพย์  ทั้งที่เป็นของมนุษย์  ผูกพันไว้แล้ว ท่าน  
			<remark  id="s1b4c32l15" />เป็นผู้อันเครื่องผูกใหญ่รัดรึงแล้ว  แน่ะสมณะ  ท่านจักไม่พ้นเรา.  
			<remark  id="s1b4c32l16" />	พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า  เราเป็นผู้พ้นแล้วจากบ่วงทั้งปวง  ทั้งที่เป็นของทิพย์ ทั้งที่  
			<remark  id="s1b4c32l17" />เป็นของมนุษย์  เราเป็นผู้พ้นแล้วจากเครื่องผูกใหญ่  ดูกรมาร  ท่านถูกเรากำจัดเสียแล้ว.  
			<remark  id="s1b4c32l18" />	มารกราบทูลว่า  บ่วงนี้เที่ยวไปได้ในอากาศ  เป็นของมีในจิต  สัญจรอยู่  เราจักผูกรัด  
			<remark  id="s1b4c32l19" />ท่านด้วยบ่วงนั้น  แน่ะสมณะ  ท่านจักไม่พ้นเรา.  
			<remark  id="s1b4c32l20" />	พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า  เราปราศจากความพอใจในอารมณ์เหล่านี้  คือ  รูป  เสียง  
			<remark  id="s1b4c32l21" />กลิ่น  รส  โผฏฐัพพะ  อันเป็นที่รื่นรมย์ใจ  ดูกรมาร  ท่านถูกเรากำจัดเสียแล้ว.  
			<remark  id="s1b4c32l22" />	ครั้งนั้น  มารผู้มีใจบาปรู้ว่า  พระผู้มีพระภาคทรงรู้จักเรา พระสุคตทรงรู้จักเรา  ดังนี้แล้ว  
			<remark  id="s1b4c32l23" />มีทุกข์  เสียใจ  หายไปในที่นั้นเอง.  
			<remark  id="s1b4c32l24" />				เรื่องมาร จบ.  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b4c33" >
		<para id="s1b4c33p">
			<remark  id="s1b4c33l1" />		ทรงอนุญาตบรรพชาและอุปสมบทด้วยไตรสรณคมน์  
			<remark  id="s1b4c33l2" />	[๓๔] ก็โดยสมัยนั้น  ภิกษุทั้งหลายพากุลบุตรผู้มุ่งบรรพชาและผู้มุ่งอุปสมบท  มาจาก  
			<remark  id="s1b4c33l3" />ทิศต่างๆ  จากชนบทต่างๆ  ด้วยตั้งใจว่า  พระผู้มีพระภาคจักให้พวกเขาบรรพชาอุปสมบท.  ใน  
			<remark  id="s1b4c33l4" />เพราะเหตุนั้น ทั้งพวกภิกษุ ทั้งกุลบุตรผู้มุ่งบรรพชาและกุลบุตรผู้มุ่งอุปสมบท  ย่อมลำบาก.  
			<remark  id="s1b4c33l5" />	ครั้งนั้น  พระผู้มีพระภาคประทับในที่สงัด หลีกเร้นอยู่ มีพระทัยปริวิตกเกิดขึ้นอย่างนี้ว่า  
			<remark  id="s1b4c33l6" />บัดนี้  ภิกษุทั้งหลายพากุลบุตรผู้มุ่งบรรพชาและผู้มุ่งอุปสมบทมาจากทิศต่างๆ จากชนบทต่างๆ  
			<remark  id="s1b4c33l7" />ด้วยตั้งใจว่า  พระผู้มีพระภาคจักให้พวกเขาบรรพชา  อุปสมบท  ในเพราะเหตุนั้น  ทั้งพวกภิกษุ  
			<remark  id="s1b4c33l8" />ทั้งกุลบุตรผู้มุ่งบรรพชาและกุลบุตรผู้มุ่งอุปสมบท ย่อมลำบาก  ผิฉะนั้น  เราพึงอนุญาตแก่ภิกษุ  
			<remark  id="s1b4c33l9" />ทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ พวกเธอนั่นแหละจงให้กุลบุตรทั้งหลายบรรพชาอุปสมบท  
			<remark  id="s1b4c33l10" />ในทิศนั้นๆ  ในชนบทนั้นๆ  เถิด. ครั้นเวลาเย็น เสด็จออกจากที่เร้น  รับสั่งให้ประชุมภิกษุสงฆ์  
			<remark  id="s1b4c33l11" />ในเพราะเหตุเป็นเค้ามูลนั้น  ในเพราะเหตุแรกเกิดนั้น  ทรงทำธรรมีกถาแล้ว  รับสั่งกะภิกษุ  
			<remark  id="s1b4c33l12" />ทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราไปในที่สงัด หลีกเร้นอยู่ ณ ที่นี้  ได้มีใจปริวิตกเกิดขึ้นอย่างนี้  
			<remark  id="s1b4c33l13" />ว่า บัดนี้ ภิกษุทั้งหลายพากุลบุตรผู้มุ่งบรรพชาและผู้มุ่งอุปสมบท มาจากทิศต่างๆ  จากชนบท  
			<remark  id="s1b4c33l14" />ต่างๆ  ด้วยตั้งใจว่า  พระผู้มีพระภาคจักให้พวกเขาบรรพชาอุปสมบท  ในเพราะเหตุนั้น ทั้งพวก  
			<remark  id="s1b4c33l15" />ภิกษุ  ทั้งกุลบุตรผู้มุ่งบรรพชา และกุลบุตรผู้มุ่งอุปสมบท  ย่อมลำบาก  ผิฉะนั้น  เราพึงอนุญาต  
			<remark  id="s1b4c33l16" />แก่ภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย  บัดนี้  พวกเธอนั่นแหละจงให้กุลบุตรทั้งหลายบรรพชา  
			<remark  id="s1b4c33l17" />อุปสมบทในทิศนั้นๆ  ในชนบทนั้นๆ  เถิด.  ดูกรภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ เราอนุญาต พวกเธอ  
			<remark  id="s1b4c33l18" />นั่นแหละจงให้กุลบุตรทั้งหลายบรรพชาอุปสมบท ในทิศนั้นๆ  ในชนบทนั้นๆ  เถิด.  
			<remark  id="s1b4c33l19" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย  ก็แลพวกเธอพึงให้กุลบุตรบรรพชาอุปสมบทอย่างนี้:-  
			<remark  id="s1b4c33l20" />	ชั้นแรก พวกเธอพึงให้กุลบุตรผู้มุ่งบรรพชาและผู้มุ่งอุปสมบท ปลงผมและหนวด แล้ว  
			<remark  id="s1b4c33l21" />ให้ครองผ้ากาสายะ  ให้ทำผ้าอุตราสงค์เฉวียงบ่า  ให้กราบเท้าภิกษุทั้งหลายแล้ว  ให้นั่งกระหย่ง  
			<remark  id="s1b4c33l22" />ประคองอัญชลีสั่งว่า  เธอจงว่าอย่างนี้ แล้วให้ว่าสรณคมน์ ดังนี้:-  
			<remark  id="s1b4c33l23" />	ข้าพเจ้าถึงพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่ง  
			<remark  id="s1b4c33l24" />	ข้าพเจ้าถึงพระธรรมเป็นที่พึ่ง  
			<remark  id="s1b4c33l25" />	ข้าพเจ้าถึงพระสงฆ์เป็นที่พึ่ง  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b4c34" >
		<para id="s1b4c34p">
			<remark  id="s1b4c34l1" />	แม้วาระที่ ๒  ข้าพเจ้าถึงพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่ง  
			<remark  id="s1b4c34l2" />	แม้วาระที่ ๒  ข้าพเจ้าถึงพระธรรมเป็นที่พึ่ง  
			<remark  id="s1b4c34l3" />	แม้วาระที่ ๒  ข้าพเจ้าถึงพระสงฆ์เป็นที่พึ่ง  
			<remark  id="s1b4c34l4" />	แม้วาระที่ ๓  ข้าพเจ้าถึงพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่ง  
			<remark  id="s1b4c34l5" />	แม้วาระที่ ๓  ข้าพเจ้าถึงพระธรรมเป็นที่พึ่ง  
			<remark  id="s1b4c34l6" />	แม้วาระที่ ๓  ข้าพเจ้าถึงพระสงฆ์เป็นที่พึ่ง  
			<remark  id="s1b4c34l7" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย  เราอนุญาตบรรพชาอุปสมบท ด้วยไตรสรณคมน์นี้.  
			<remark  id="s1b4c34l8" />			กถาว่าด้วยอุปสมบทด้วยไตรสรณคมน์ จบ.  
			<remark  id="s1b4c34l9" />				ทรงประทานโอวาทแก่ภิกษุสงฆ์  
			<remark  id="s1b4c34l10" />	[๓๕] ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคทรงจำพรรษาแล้ว  รับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า  ดูกรภิกษุ  
			<remark  id="s1b4c34l11" />ทั้งหลาย  เพราะทำในใจโดยแยบคาย  เพราะตั้งความเพียรชอบโดยแยบคาย  เราจึงได้บรรลุ  
			<remark  id="s1b4c34l12" />อนุตตรวิมุติ  จึงได้ทำอนุตตรวิมุติให้แจ้ง  แม้พวกเธอก็ได้บรรลุอนุตตรวิมุติ  ทำอนุตตรวิมุติ  
			<remark  id="s1b4c34l13" />ให้แจ้ง  เพราะทำในใจโดยแยบคาย  เพราะตั้งความเพียรชอบโดยแยบคาย.  
			<remark  id="s1b4c34l14" />	ครั้งนั้น  มารผู้มีใจบาปเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค  ครั้นแล้วได้ทูลพระผู้มีพระภาคด้วย  
			<remark  id="s1b4c34l15" />คาถาว่า  
			<remark  id="s1b4c34l16" />	ท่านเป็นผู้อันบ่วงมาร  ทั้งที่เป็นของทิพย์  ทั้งที่เป็นของมนุษย์ผูกพันไว้แล้ว  ท่านเป็น  
			<remark  id="s1b4c34l17" />ผู้อันเครื่องผูกแห่งมารรัดรึงแล้ว แน่ะสมณะ ท่านจักไม่พ้นเรา.  
			<remark  id="s1b4c34l18" />	พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า  เราเป็นผู้พ้นแล้วจากบ่วงมาร ทั้งที่เป็นของทิพย์ ทั้งที่เป็น  
			<remark  id="s1b4c34l19" />ของมนุษย์ เราเป็นผู้พ้นแล้วจากเครื่องผูกแห่งมาร  ดูกรมาร  ท่านถูกเรากำจัดเสียแล้ว.  
			<remark  id="s1b4c34l20" />	ครั้งนั้น  มารผู้มีใจบาปรู้ว่า  พระผู้มีพระภาคทรงรู้จักเรา พระสุคตทรงรู้จักเรา ดังนี้แล้ว  
			<remark  id="s1b4c34l21" />มีทุกข์ เสียใจ หายไปในที่นั้นเอง.  
			<remark  id="s1b4c34l22" />				เรื่องสหายภัททวัคคีย์  
			<remark  id="s1b4c34l23" />	[๓๖] ครั้นพระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่พระนครพาราณสีตามพระพุทธาภิรมย์ แล้วเสด็จ  
			<remark  id="s1b4c34l24" />จาริกไปโดยมรรคาอันจะไปสู่ตำบลอุรุเวลา  และทรงแวะจากทาง  แล้วเสด็จเข้าไปยังไพรสณฑ์  
			<remark  id="s1b4c34l25" />แห่งหนึ่ง  ครั้นถึงไพรสณฑ์นั้นแล้ว  ประทับนั่ง ณ โคนไม้ต้นหนึ่ง. 
		</para>
	</section>
	<section id="s1b4c35" >
		<para id="s1b4c35p">
			<remark  id="s1b4c35l1" />	ก็โดยสมัยนั้นแล  สหายภัททวัคคีย์จำนวน  ๓๐ คน  พร้อมด้วยปชาบดีบำเรอกันอยู่ ณ  
			<remark  id="s1b4c35l2" />ไพรสณฑ์แห่งนั้น.  สหายคนหนึ่งไม่มีประชาบดี.  สหายทั้งหลายจึงได้นำหญิงแพศยามาเพื่อ  
			<remark  id="s1b4c35l3" />ประโยชน์แก่เขา.  ต่อมาหญิงแพศยานั้น เมื่อพวกสหายนั้นเผลอตัวมัวบำเรอกันอยู่  ได้ลัก  
			<remark  id="s1b4c35l4" />เครื่องประดับหนีไป.  จึงพวกสหายนั้น เมื่อจะทำการช่วยเหลือสหาย  เที่ยวตามหาหญิงแพศยา  
			<remark  id="s1b4c35l5" />นั้น ไปถึงไพรสณฑ์แห่งนั้น  ได้เห็นพระผู้มีพระภาคประทับนั่งอยู่ ณ โคนไม้ต้นหนึ่ง ครั้นแล้ว  
			<remark  id="s1b4c35l6" />จึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค  แล้วได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า  พระผู้มีพระภาคเห็นหญิงบ้างไหม  
			<remark  id="s1b4c35l7" />เจ้าข้า?  
			<remark  id="s1b4c35l8" />	พระผู้มีพระภาคทรงย้อนถามว่า  ดูกรกุมารทั้งหลาย  พวกเธอจะต้องการอะไรด้วย  
			<remark  id="s1b4c35l9" />หญิงเล่า?  
			<remark  id="s1b4c35l10" />	ภัท. เจ้าข้า พวกข้าพเจ้าเป็นสหายภัททวัคคีย์จำนวน ๓๐ คน ในตำบลนี้  พร้อมด้วย  
			<remark  id="s1b4c35l11" />ปชาบดี บำเรอกันอยู่ในไพรสณฑ์แห่งนี้  สหายคนหนึ่งไม่มีปชาบดี  พวกข้าพเจ้าจึงได้นำหญิง  
			<remark  id="s1b4c35l12" />แพศยามาเพื่อประโยชน์แก่เขา ต่อมา หญิงแพศยานั้น  เมื่อพวกข้าพเจ้าเผลอตัวมัวบำเรอกันอยู่  
			<remark  id="s1b4c35l13" />ได้ลักเครื่องประดับหนีไป เพราะเหตุนั้น พวกข้าพระองค์ผู้เป็นสหายกัน เมื่อจะทำการช่วยเหลือ  
			<remark  id="s1b4c35l14" />สหาย จึงเที่ยวตามหาหญิงนั้นมาถึงไพรสณฑ์แห่งนี้ เจ้าข้า.  
			<remark  id="s1b4c35l15" />	ภ.  ดูกรกุมารทั้งหลาย พวกเธอสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน ข้อที่พวกเธอแสวงหาหญิง  
			<remark  id="s1b4c35l16" />หรือแสวงหาตนนั้น อย่างไหนเป็นความดีของพวกเธอเล่า?  
			<remark  id="s1b4c35l17" />	ภัท.  ข้อที่พวกข้าพระองค์แสวงหาตนนั่นแล  เป็นความดีของพวกข้าพเจ้า เจ้าข้า.  
			<remark  id="s1b4c35l18" />	ภ.  ดูกรกุมารทั้งหลาย  ถ้าอย่างนั้นพวกเธอนั่งลงเถิด  เราจักแสดงธรรมแก่พวกเธอ.  
			<remark  id="s1b4c35l19" />	พวกสหายภัททวัคคีย์เหล่านั้น  รับพระพุทธาณัติพจน์ว่า อย่างนั้น เจ้าข้า  ถวายบังคม  
			<remark  id="s1b4c35l20" />พระผู้มีพระภาคแล้ว  นั่งอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง.  พระผู้มีพระภาคทรงแสดงอนุปุพพิกถา  
			<remark  id="s1b4c35l21" />แก่พวกเขา คือทรงประกาศทานกถา สีลกถา สัคคกถา โทษ ความต่ำทราม  ความเศร้าหมองของ  
			<remark  id="s1b4c35l22" />กามทั้งหลาย  และอานิสงส์ในความออกจากกาม.  เมื่อพระองค์ทรงทราบว่า  พวกเขามีจิตสงบ  
			<remark  id="s1b4c35l23" />มีจิตอ่อน  มีจิตปลอดจากนิวรณ์  มีจิตเบิกบาน  มีจิตผ่องใสแล้ว จึงทรงประกาศพระธรรมเทศนา  
			<remark  id="s1b4c35l24" />ที่พระพุทธเจ้าทั้งหลายทรงยกขึ้นแสดงด้วยพระองค์เอง  คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค.  ดวงตา  
			<remark  id="s1b4c35l25" />เห็นธรรม  ปราศจากธุลี  ปราศจากมลทินว่า  สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา  สิ่งนั้น  
			<remark  id="s1b4c35l26" />ทั้งมวลมีความดับเป็นธรรมดา  ได้เกิดแก่พวกเขา ณ ที่นั่งนั่นแล ดุจผ้าที่สะอาด ปราศจากมลทิน  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b4c36" >
		<para id="s1b4c36p">
			<remark  id="s1b4c36l1" />ควรได้รับน้ำย้อมเป็นอย่างดี ฉะนั้น. พวกเขาได้เห็นธรรมแล้ว ได้บรรลุธรรมแล้ว ได้รู้ธรรม  
			<remark  id="s1b4c36l2" />แจ่มแจ้งแล้ว มีธรรมอันหยั่งลงแล้ว ข้ามความสงสัยได้แล้ว ปราศจากถ้อยคำแสดงความสงสัย  
			<remark  id="s1b4c36l3" />ถึงความเป็นผู้แกล้วกล้า ไม่ต้องเชื่อผู้อื่นในคำสอนของพระศาสดา ได้ทูลคำนี้ต่อพระผู้มีพระภาค  
			<remark  id="s1b4c36l4" />ว่า พระเจ้าข้า พวกข้าพระองค์พึงได้บรรพชา พึงได้อุปสมบทในสำนักพระผู้มีพระภาค.  
			<remark  id="s1b4c36l5" />	พระผู้มีพระภาคตรัสว่า พวกเธอจงเป็นภิกษุมาเถิด ดังนี้ แล้วได้ตรัสต่อไปว่า ธรรม  
			<remark  id="s1b4c36l6" />อันเรากล่าวดีแล้ว พวกเธอจงประพฤติพรหมจรรย์ เพื่อทำที่สุดทุกข์โดยชอบเถิด.  
			<remark  id="s1b4c36l7" />	พระวาจานั้นแล ได้เป็นอุปสมบทของท่านผู้มีอายุเหล่านั้น.  
			<remark  id="s1b4c36l8" />				เรื่องสหายภัททวัคคีย์ จบ  
			<remark  id="s1b4c36l9" />				ทุติยภาณวาร จบ.  
			<remark  id="s1b4c36l10" />				____________  
			<remark  id="s1b4c36l11" />				เรื่องชฎิล ๓ พี่น้อง  
			<remark  id="s1b4c36l12" />	[๓๗] ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเสด็จจาริกโดยลำดับ ถึงตำบลอุรุเวลาแล้ว. ก็โดย  
			<remark  id="s1b4c36l13" />สมัยนั้นแล ชฎิล ๓ คน คือ อุรุเวลกัสสป ๑ นทีกัสสป ๑ คยากัสสป ๑ อาศัยอยู่ในตำบล  
			<remark  id="s1b4c36l14" />อุรุเวลา. บรรดาชฎิล ๓ คนนั้น ชฎิลชื่ออุรุเวลกัสสป เป็นผู้นำ เป็นผู้ฝึกสอน เป็นผู้เลิศ เป็น  
			<remark  id="s1b4c36l15" />หัวหน้า เป็นประธาน ของชฎิล ๕๐๐ คน. ชฎิลชื่อนทีกัสสป เป็นผู้นำ เป็นผู้ฝึกสอน เป็น  
			<remark  id="s1b4c36l16" />ผู้เลิศ เป็นหัวหน้า เป็นประธาน ของชฎิล ๓๐๐ คน. ชฎิลชื่อคยากัสสป เป็นผู้นำ เป็น  
			<remark  id="s1b4c36l17" />ผู้ฝึกสอน เป็นผู้เลิศ เป็นหัวหน้า เป็นประธาน ของชฎิล ๒๐๐ คน. ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาค  
			<remark  id="s1b4c36l18" />ได้เสด็จเข้าไปสู่อาศรมของชฎิลชื่ออุรุเวลกัสสป แล้วได้ตรัสกะชฎิลชื่ออุรุเวลกัสสปว่า ดูกร  
			<remark  id="s1b4c36l19" />กัสสป ถ้าท่านไม่หนักใจ เราขออาศัยอยู่ในโรงบูชาเพลิงสักคืนหนึ่ง.  
			<remark  id="s1b4c36l20" />	อุรุ. ข้าแต่มหาสมณะ ข้าพเจ้าไม่หนักใจเลย แต่ในโรงบูชาเพลิงนั้นมีพญานาคดุร้าย  
			<remark  id="s1b4c36l21" />มีฤทธิ์ เป็นอสรพิษ มีพิษร้ายแรง อย่าเลย มันจะทำให้ท่านลำบาก.  
			<remark  id="s1b4c36l22" />	แม้ครั้งที่สอง พระผู้มีพระภาคได้ตรัสแก่ชฎิลชื่ออุรุเวลกัสสปว่า ดูกรกัสสป ถ้าท่าน  
			<remark  id="s1b4c36l23" />ไม่หนักใจ เราขออาศัยอยู่ในโรงบูชาเพลิงสักคืนหนึ่ง.  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b4c37" >
		<para id="s1b4c37p">
			<remark  id="s1b4c37l1" />	อุรุ. ข้าแต่มหาสมณะ ข้าพเจ้าไม่หนักใจเลย แต่ในโรงบูชาเพลิงนั้นมีพญานาคดุร้าย  
			<remark  id="s1b4c37l2" />มีฤทธิ์ เป็นอสรพิษ มีพิษร้ายแรง อย่าเลย มันจะทำให้ท่านลำบาก.  
			<remark  id="s1b4c37l3" />	แม้ครั้งที่สาม พระผู้มีพระภาคได้ตรัสแก่ชฎิลชื่ออุรุเวลกัสสปว่า ดูกรกัสสป ถ้าท่าน  
			<remark  id="s1b4c37l4" />ไม่หนักใจ เราขออาศัยอยู่ในโรงบูชาเพลิงสักคืนหนึ่ง.  
			<remark  id="s1b4c37l5" />	อุรุ. ข้าแต่มหาสมณะ ข้าพเจ้าไม่หนักใจเลย แต่ในโรงบูชาเพลิงนั้นมีพญานาคดุร้าย  
			<remark  id="s1b4c37l6" />มีฤทธิ์ เป็นอสรพิษ มีพิษร้ายแรง อย่าเลย มันจะทำให้ท่านลำบาก.  
			<remark  id="s1b4c37l7" />	ภ. ลางที พญานาคจะไม่ทำให้เราลำบาก ดูกรกัสสป เอาเถิด ขอท่านจงอนุญาตโรง  
			<remark  id="s1b4c37l8" />บูชาเพลิง.  
			<remark  id="s1b4c37l9" />	อุรุ. ข้าแต่มหาสมณะ เชิญท่านอยู่ตามสบายเถิด.  
			<remark  id="s1b4c37l10" />	ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเสด็จเข้าไปสู่โรงบูชาเพลิง แล้วทรงปูหญ้า เครื่องลาด ประทับ  
			<remark  id="s1b4c37l11" />นั่งคู้บัลลังก์ ตั้งพระกายตรง ดำรงพระสติมั่น.  
			<remark  id="s1b4c37l12" />				ปาฏิหาริย์ที่ ๑  
			<remark  id="s1b4c37l13" />	[๓๘] ครั้งนั้น พญานาคนั้นได้เห็นพระผู้มีพระภาคเสด็จเข้าไปดังนั้น ครั้นแล้ว มี  
			<remark  id="s1b4c37l14" />ความขึ้งเคียดไม่พอใจ จึงบังหวนควันขึ้น. ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคได้ทรงดำริว่า ไฉนหนอ  
			<remark  id="s1b4c37l15" />เราพึงครอบงำเดชของพญานาคนี้ด้วยเดชของตน ไม่กระทบกระทั่งผิวหนัง เนื้อ เอ็น กระดูก  
			<remark  id="s1b4c37l16" />และเยื่อในกระดูก ดังนี้ แล้วทรงบันดาลอิทธาภิสังขารเช่นนั้น ทรงบังหวนควันแล้ว. พญานาค  
			<remark  id="s1b4c37l17" />นั้นทนความลบหลู่ไม่ได้ จึงพ่นไฟสู้ในทันที. แม้พระผู้มีพระภาคก็ทรงเข้ากสิณสมาบัติมีเตโชธาตุ  
			<remark  id="s1b4c37l18" />เป็นอารมณ์ บันดาลไฟต้านทานไว้. เมื่อทั้งสองฝ่ายโพลงไฟขึ้น โรงบูชาเพลิงรุ่งโรจน์เป็นเปลว  
			<remark  id="s1b4c37l19" />เพลิงดุจไฟลุกไหม้ทั่วไป. จึงชฎิลพวกนั้นพากันล้อมโรงบูชาเพลิง แล้วกล่าวอย่างนี้ว่า ชาวเรา  
			<remark  id="s1b4c37l20" />พระมหาสมณะรูปงามคงถูกพญานาคเบียดเบียนแน่. ต่อมา พระผู้มีพระภาคได้ทรงครอบงำเดชของ  
			<remark  id="s1b4c37l21" />พญานาคนั้น ด้วยเดชของพระองค์ ไม่กระทบกระทั่งผิวหนัง เนื้อ เอ็น กระดูก และเยื่อใน  
			<remark  id="s1b4c37l22" />กระดูก ทรงขดพญานาคไว้ในบาตร โดยผ่านราตรีนั้น แล้วทรงแสดงแก่ชฎิลอุรุเวลกัสสปด้วย  
			<remark  id="s1b4c37l23" />พระพุทธดำรัสว่า ดูกรกัสสป นี่พญานาคของท่าน เราครอบงำเดชของมันด้วยเดชของเราแล้ว  
			<remark  id="s1b4c37l24" />จึงชฎิลอุรุเวลกัสสปได้ดำริว่า พระมหาสมณะมีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมากแท้ จึงครอบงำเดช  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b4c38" >
		<para id="s1b4c38p">
			<remark  id="s1b4c38l1" />ของพญานาคที่ดุร้าย  มีฤทธิ์ เป็นอสรพิษ มีพิษร้ายแรง ด้วยเดชของตนได้  แต่พระมหาสมณะ  
			<remark  id="s1b4c38l2" />นี้ก็ไม่เป็นพระอรหันต์เหมือนเราแน่.  
			<remark  id="s1b4c38l3" />	[๓๙] ที่แม่น้ำเนรัญชรา  พระผู้มีพระภาคได้ตรัสกะชฎิลอุรุเวลกัสสป ว่าดังนี้:-  
			<remark  id="s1b4c38l4" />	ดูกรกัสสป  ถ้าท่านไม่หนักใจ  เราขออาศัยอยู่ในโรงบูชาเพลิงสักวันหนึ่ง.  
			<remark  id="s1b4c38l5" />	อุรุ. ข้าแต่มหาสมณะ ข้าพเจ้าไม่หนักใจเลย แต่ข้าพเจ้าหวังความสำราญจึงห้ามท่านว่า  
			<remark  id="s1b4c38l6" />ในโรงบูชาเพลิงนั้นมีพญานาคดุร้าย  มีฤทธิ์  เป็นอสรพิษ  มีพิษร้ายแรง  อย่าเลย  มันจะทำให้  
			<remark  id="s1b4c38l7" />ท่านลำบาก.  
			<remark  id="s1b4c38l8" />	ภ.  ลางที พญานาคนั้นจะไม่ทำให้เราลำบาก  ดูกรกัสสป  เอาเถิด  ท่านจงอนุญาตโรง  
			<remark  id="s1b4c38l9" />บูชาเพลิง.  
			<remark  id="s1b4c38l10" />	พระผู้มีพระภาคทรงทราบอุรุเวลกัสสปนั้นว่า อนุญาตให้แล้ว ไม่ทรงครั่นคร้าม ปราศจาก  
			<remark  id="s1b4c38l11" />ความกลัว  เสด็จเข้าไป.  
			<remark  id="s1b4c38l12" />	พญานาคเห็นพระผู้มีพระภาคผู้แสวงคุณความดี  เสด็จเข้าไปแล้ว  ไม่พอใจ  จึงบังหวน  
			<remark  id="s1b4c38l13" />ควันขึ้น.  
			<remark  id="s1b4c38l14" />	ส่วนพระพุทธเจ้าผู้เป็นมนุษย์ประเสริฐ มีพระทัยดี มีพระทัยไม่ขัดเคือง  ทรงบังหวน  
			<remark  id="s1b4c38l15" />ควันขึ้นในที่นั้น.  
			<remark  id="s1b4c38l16" />	แต่พญานาคทนความลบหลู่ไม่ได้  จึงพ่นไฟสู้.  
			<remark  id="s1b4c38l17" />	ส่วนพระพุทธเจ้าผู้เป็นมนุษย์ประเสริฐ ทรงฉลาดในกสิณสมาบัติมีเตโชธาตุเป็นอารมณ์  
			<remark  id="s1b4c38l18" />ได้ทรงบันดาลไฟต้านทานไว้ในที่นั้น.  
			<remark  id="s1b4c38l19" />	เมื่อทั้งสองฝ่ายโพลงไฟขึ้นแล้ว  โรงบูชาเพลิงรุ่งโรจน์เป็นเปลวเพลิง.  พวกชฎิลกล่าว  
			<remark  id="s1b4c38l20" />กันว่า ชาวเรา พระสมณะรูปงามคงถูกพญานาคเบียดเบียนแน่.  
			<remark  id="s1b4c38l21" />	ครั้นราตรีผ่านไป  เปลวไฟของพญานาคไม่ปรากฏ.  แต่เปลวไฟสีต่างๆ  ของพระผู้มี  
			<remark  id="s1b4c38l22" />พระภาคผู้ทรงฤทธิ์ยังสถิตอยู่.  
			<remark  id="s1b4c38l23" />	พระรัศมีสีต่างๆ  คือสีเขียว สีแดง สีหงสบาท สีเหลือง สีแก้วผลึก ปรากฏที่พระกาย  
			<remark  id="s1b4c38l24" />พระอังคีรส.  
			<remark  id="s1b4c38l25" />	พระพุทธองค์ทรงขดพญานาคไว้ในบาตรแล้ว   ทรงแสดงแก่พราหมณ์ว่า  ดูกรกัสสป  
			<remark  id="s1b4c38l26" />นี่พญานาคของท่าน  เราครอบงำเดชของมันด้วยเดชของเราแล้ว.  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b4c39" >
		<para id="s1b4c39p">
			<remark  id="s1b4c39l1" />	ครั้งนั้น  ชฎิลอุรุเวลกัสสป  เลื่อมใสยิ่งนัก  เพราะอิทธิปาฏิหารย์นี้ของพระผู้มีพระภาค  
			<remark  id="s1b4c39l2" />ได้ทูลคำนี้ต่อพระผู้มีพระภาคว่า  ข้าแต่มหาสมณะ นิมนต์อยู่ในที่นี้แหละ  ข้าพเจ้าจักบำรุงท่าน  
			<remark  id="s1b4c39l3" />ด้วยภัตตาหารประจำ.  
			<remark  id="s1b4c39l4" />				ปาฏิหาริย์ที่ ๑  จบ  
			<remark  id="s1b4c39l5" />				_____________  				
			<remark  id="s1b4c39l6" />				ปาฏิหาริย์ที่ ๒  
			<remark  id="s1b4c39l7" />	[๔๐] ครั้งนั้น  พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ ไพรสณฑ์แห่งหนึ่ง  ไม่ไกลจากอาศรม  
			<remark  id="s1b4c39l8" />ของชฎิลอุรุเวลกัสสป.  ครั้งนั้น ท้าวมหาราชทั้ง ๔ เมื่อราตรีปฐมยามผ่านไปแล้ว เปล่งรัศมีงาม  
			<remark  id="s1b4c39l9" />ยังไพรสณฑ์ทั้งสิ้นให้สว่างไสว  แล้วเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค ครั้นถึงแล้วจึงถวายบังคมพระผู้มี  
			<remark  id="s1b4c39l10" />พระภาค  ได้ยืนเฝ้าอยู่ทั้ง ๔ ทิศ  ดุจกองไฟใหญ่ฉะนั้น.  ต่อมาชฎิลอุรุเวลกัสสป  เข้าไปเฝ้า  
			<remark  id="s1b4c39l11" />พระผู้มีพระภาคโดยผ่านราตรีนั้น  ครั้นถึงแล้วได้ทูลคำนี้ต่อพระผู้มีพระภาคว่า  ถึงเวลาแล้ว  
			<remark  id="s1b4c39l12" />มหาสมณะ  ภัตตาหารเสร็จแล้ว  พวกนั้นคือใครกันหนอ เมื่อราตรีปฐมยามผ่านไปแล้ว มีรัศมี  
			<remark  id="s1b4c39l13" />งาม  ยังไพรสณฑ์ทั้งสิ้นให้สว่างไสว เข้าไปหาท่าน  ครั้นถึงแล้วอภิวาทท่าน ได้ยืนอยู่ทั้ง ๔ ทิศ  
			<remark  id="s1b4c39l14" />ดุจกองไฟใหญ่ฉะนั้น?  
			<remark  id="s1b4c39l15" />	พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ดูกรกัสสป พวกนั้นคือท้าวมหาราชทั้ง ๔ เข้ามาหาเราเพื่อ  
			<remark  id="s1b4c39l16" />ฟังธรรม.  
			<remark  id="s1b4c39l17" />	ครั้งนั้น ชฎิลอุรุเวลกัสสปได้มีความดำริว่า  พระมหาสมณะมีฤทธิ์มาก  มีอานุภาพมาก  
			<remark  id="s1b4c39l18" />แท้  ถึงกับท้าวมหาราชทั้ง ๔ เข้ามาหาเพื่อฟังธรรม แต่ก็ไม่เป็นพระอรหันต์เหมือนเราแน่.  
			<remark  id="s1b4c39l19" />	ครั้งนั้น  พระผู้มีพระภาคเสวยภัตตาหารของชฎิลอุรุเวลกัสสป  แล้วประทับอยู่ใน  
			<remark  id="s1b4c39l20" />ไพรสณฑ์ตำบลนั้นแล.  
			<remark  id="s1b4c39l21" />				ปาฏิหาริย์ที่ ๒  จบ  
			<remark  id="s1b4c39l22" />				_____________  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b4c40" >
		<para id="s1b4c40p">
			<remark  id="s1b4c40l1" />				ปาฏิหาริย์ที่ ๓  
			<remark  id="s1b4c40l2" />	[๔๑] ครั้งนั้น  ท้าวสักกะจอมทวยเทพ เมื่อราตรีปฐมยามล่วงไปแล้ว เปล่งรัศมีงาม ยัง  
			<remark  id="s1b4c40l3" />ไพรสณฑ์ทั้งสิ้นให้สว่างไสว เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค  ครั้นถึงแล้วจึงถวายบังคมพระผู้มีพระภาค  
			<remark  id="s1b4c40l4" />ได้ประทับยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ดุจกองไฟใหญ่ งามและประณีตกว่ารัศมีแต่ก่อน. ต่อมา  
			<remark  id="s1b4c40l5" />ชฎิลอุรุเวลกัสสปเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคโดยผ่านราตรีนั้น  ครั้นถึงแล้วได้ทูลคำนี้ต่อพระผู้มี  
			<remark  id="s1b4c40l6" />พระภาคว่า ถึงเวลาแล้ว มหาสมณะ ภัตตาหารเสร็จแล้ว ผู้นั้นคือใครกันหนอ  เมื่อราตรีปฐมยาม  
			<remark  id="s1b4c40l7" />ผ่านไปแล้ว  เปล่งรัศมีงาม  ยังไพรสณฑ์ทั้งสิ้นให้สว่างไสว เข้ามาหาท่าน  ครั้นถึงแล้วอภิวาท  
			<remark  id="s1b4c40l8" />ท่าน  ได้ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ดุจกองไฟใหญ่ งามและประณีตกว่ารัศมีแต่ก่อน?  
			<remark  id="s1b4c40l9" />	พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ดูกรกัสสป ผู้นั้น คือ  ท้าวสักกะจอมทวยเทพเข้ามาหาเรา  
			<remark  id="s1b4c40l10" />เพื่อฟังธรรม.  
			<remark  id="s1b4c40l11" />	ครั้งนั้น  ชฎิลอุรุกัสสปได้มีความดำริว่า  พระมหาสมณะมีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมากแท้  
			<remark  id="s1b4c40l12" />ถึงกับท้าวสักกะจอมทวยเทพเข้ามาหาเพื่อฟังธรรม  แต่ก็ไม่เป็นพระอรหันต์เหมือนเราแน่.  
			<remark  id="s1b4c40l13" />	ครั้งนั้น  พระผู้มีพระภาคเสวยภัตตาหารของชฎิลอุรุเวลกัสสป   แล้วประทับอยู่ใน  
			<remark  id="s1b4c40l14" />ไพรสณฑ์ตำบลนั้นแล.  
			<remark  id="s1b4c40l15" />				ปาฏิหาริย์ที่ ๓  จบ  
			<remark  id="s1b4c40l16" />				_____________  
			<remark  id="s1b4c40l17" />				ปาฏิหาริย์ที่ ๔  
			<remark  id="s1b4c40l18" />	[๔๒] ครั้งนั้น ท้าวสหัมบดีพรหม เมื่อราตรีปฐมยามล่วงไปแล้ว เปล่งรัศมีงาม ยัง  
			<remark  id="s1b4c40l19" />ไพรสณฑ์ทั้งสิ้นให้สว่างไสว เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค ครั้นถึงแล้วจึงถวายบังคมพระผู้มีพระภาค  
			<remark  id="s1b4c40l20" />ได้ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง  ดุจกองไฟใหญ่  งามและประณีตกว่ารัศมีแต่ก่อน.  ครั้นล่วง  
			<remark  id="s1b4c40l21" />ราตรีนั้น  ชฎิลอุรุเวลกัสสป  ได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค  ครั้นถึงแล้วได้ทูลคำนี้ต่อพระผู้มี  
			<remark  id="s1b4c40l22" />พระภาคว่า ถึงเวลาแล้ว มหาสมณะ ภัตตาหารเสร็จแล้ว ผู้นั้นคือใครกันหนอ เมื่อราตรีปฐมยาม  
			<remark  id="s1b4c40l23" />ผ่านไปแล้ว เปล่งรัศมีงาม ยังไพรสนฑ์ทั้งสิ้นให้สว่างไสว  เข้ามาหาท่าน  ครั้นถึงแล้วอภิวาท  
			<remark  id="s1b4c40l24" />ท่าน  ได้ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ดุจกองไฟใหญ่ งามและประณีตกว่ารัศมีแต่ก่อน?  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b4c41" >
		<para id="s1b4c41p">
			<remark  id="s1b4c41l1" />	พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า  ดูกรกัสสป  ผู้นั้น  คือ  ท้าวสหัมบดีพรหมเข้ามาหาเรา  
			<remark  id="s1b4c41l2" />เพื่อฟังธรรม.  
			<remark  id="s1b4c41l3" />	ครั้งนั้น  ชฎิลอุรุเวลกัสสปได้ดำริว่า  พระมหาสมณะมีฤทธิ์มาก  มีอานุภาพมากแท้  
			<remark  id="s1b4c41l4" />ถึงกับท้าวสหัมบดีพรหมเข้ามาหาเพื่อฟังธรรม แต่ก็ไม่เป็นพระอรหันต์เหมือนเราแน่.  
			<remark  id="s1b4c41l5" />	ครั้งนั้น  พระผู้มีพระภาคเสวยภัตตาหารของชฎิลอุรุเวลกัสสป  แล้วประทับอยู่ใน  
			<remark  id="s1b4c41l6" />ไพรสณฑ์ตำบลนั้นแล.  
			<remark  id="s1b4c41l7" />				ปาฏิหาริย์ที่ ๔  จบ  
			<remark  id="s1b4c41l8" />				_____________  
			<remark  id="s1b4c41l9" />				ปาฏิหาริย์ที่ ๕  
			<remark  id="s1b4c41l10" />	[๔๓] ก็โดยสมัยนั้นแล  ชฎิลอุรุเวลกัสสปได้เตรียมการบูชายัญเป็นการใหญ่.  และ  
			<remark  id="s1b4c41l11" />ประชาชนชาวอังคะและมคธทั้งสิ้น  ถือของเคี้ยวของบริโภคเป็นอันมาก  บ่ายหน้ามุ่งไปหา.  
			<remark  id="s1b4c41l12" />จึงชฎิลอุรุเวลกัสสปได้ดำริว่า บัดนี้ เราได้เตรียมการบูชายัญเป็นการใหญ่ และประชาชนชาวอังคะ  
			<remark  id="s1b4c41l13" />และมคธทั้งสิ้น  ได้นำของเคี้ยวของบริโภคเป็นอันมากบ่ายหน้ามุ่งมาหา  ถ้าพระมหาสมณะจักทำ  
			<remark  id="s1b4c41l14" />อิทธิปาฏิหาริย์ในหมู่มหาชน  ลาภสักการะจักเจริญยิ่งแก่พระมหาสมณะ  ลาภสักการะของเรา  
			<remark  id="s1b4c41l15" />จักเสื่อม  โอ  ทำไฉน  วันพรุ่งนี้  พระมหาสมณะจึงจะไม่มาฉัน.  ครั้งนั้น  พระผู้มีพระภาค  
			<remark  id="s1b4c41l16" />ทรงทราบความปริวิตกแห่งจิตของชฎิลอุรุเวลกัสสปด้วยพระทัยแล้ว เสด็จไปอุตตรกุรุทวีป ทรง  
			<remark  id="s1b4c41l17" />นำบิณฑบาตมาจากอุตตรกุรุทวีปนั้น แล้วเสวยที่ริมสระอโนดาต ประทับกลางวันอยู่ ณ ที่นั้นแหละ.  
			<remark  id="s1b4c41l18" />ครั้นล่วงราตรีนั้น  ชฎิลอุรุเวลกัสสปได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค  ครั้นถึงแล้วได้ทูลคำนี้ต่อ  
			<remark  id="s1b4c41l19" />พระผู้มีพระภาคว่า  ถึงเวลาแล้ว  มหาสมณะ ภัตตาหารเสร็จแล้ว เพราะเหตุไรหนอ วานนี้ท่าน  
			<remark  id="s1b4c41l20" />จึงไม่มา  เป็นความจริง พวกข้าพเจ้าระลึกถึงท่านว่า เพราะเหตุไรหนอ  พระมหาสมณะจึงไม่มา  
			<remark  id="s1b4c41l21" />แต่ส่วนแห่งขาทนียาหาร  ข้าพเจ้าได้จัดไว้เพื่อท่าน  
			<remark  id="s1b4c41l22" />	พระผู้มีพระภาคตรัสย้อนถามว่า  ดูกรกัสสป  ท่านได้ดำริอย่างนี้มิใช่หรือว่า  บัดนี้  
			<remark  id="s1b4c41l23" />เราได้เตรียมการบูชายัญเป็นการใหญ่  และประชาชนชาวอังคะและมคธทั้งสิ้นได้นำของเคี้ยวและ  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b4c42" >
		<para id="s1b4c42p">
			<remark  id="s1b4c42l1" />ของบริโภคเป็นอันมากบ่ายหน้ามุ่งมาหา  ถ้าพระมหาสมณะจักทำอิทธิปาฏิหาริย์  ในหมู่มหาชน  
			<remark  id="s1b4c42l2" />ลาภสักการะจักเจริญยิ่งแก่พระมหาสมณะ  ลาภสักการะของเราจักเสื่อม  โอ  ทำไฉน วันพรุ่งนี้  
			<remark  id="s1b4c42l3" />พระมหาสมณะจึงจะไม่มาฉัน  ดูกรกัสสป  เรานั้นแลทราบความปริวิตกแห่งจิตของท่านด้วยใจ  
			<remark  id="s1b4c42l4" />ของเรา  จึงไปอุตตรกุรุทวีป  นำบิณฑบาตมาจากอุตตรกุรุทวีปนั้น  มาฉันที่ริมสระอโนดาตแล้ว  
			<remark  id="s1b4c42l5" />ได้พักกลางวันอยู่ ณ ที่นั้นแหละ.  
			<remark  id="s1b4c42l6" />	ทีนั้น  ชฎิลอุรุเวลกัสสปได้ดำริว่า  พระมหาสมณะมีฤทธิ์มาก  มีอานุภาพมากแท้  
			<remark  id="s1b4c42l7" />จึงได้ทราบความคิดนึกแม้ด้วยใจได้  แต่ก็ไม่เป็นพระอรหันต์เหมือนเราแน่.  
			<remark  id="s1b4c42l8" />	ครั้งนั้น  พระผู้มีพระภาคเสวยภัตตาหารของชฎิลอุรุเวลกัสสป  แล้วประทับอยู่ ณ  
			<remark  id="s1b4c42l9" />ไพรสณฑ์ตำบลนั้นแล.  
			<remark  id="s1b4c42l10" />				ปาฏิหาริย์ที่ ๕ จบ  
			<remark  id="s1b4c42l11" />				______________  
			<remark  id="s1b4c42l12" />				ผ้าบังสุกุล  
			<remark  id="s1b4c42l13" />	[๔๔] ก็โดยสมัยนั้น ผ้าบังสุกุลบังเกิดแก่พระผู้มีพระภาค. จึงพระองค์ได้ทรงพระดำริว่า  
			<remark  id="s1b4c42l14" />เราจะพึงซักผ้าบังสุกุล ณ ที่ไหนหนอ.  ลำดับนั้น  ท้าวสักกะจอมทวยเทพ  ทรงทราบพระดำริ  
			<remark  id="s1b4c42l15" />ในพระทัยของพระผู้มีพระภาคด้วยพระทัยของพระองค์  จึงขุดสระโบกขรณีด้วยพระหัตถ์  แล้ว  
			<remark  id="s1b4c42l16" />ได้ทูลพระผู้มีพระภาคว่า พระพุทธเจ้าข้า ขอพระผู้มีพระภาคโปรดซักผ้าบังสุกุลในสระนี้.  ที่นั้น  
			<remark  id="s1b4c42l17" />พระผู้มีพระภาคได้ทรงพระดำริว่า  เราจะพึงขยำผ้าบังสุกุล ณ ที่ไหนหนอ. ลำดับนั้น ท้าวสักกะ  
			<remark  id="s1b4c42l18" />จอมทวยเทพ  ทรงทราบพระดำริในพระทัยของพระผู้มีพระภาคด้วยพระทัยของพระองค์แล้ว  ได้  
			<remark  id="s1b4c42l19" />ยกศิลาแผ่นใหญ่มาวางพลางทูลว่า  พระพุทธเจ้าข้า  ขอพระผู้มีพระภาคโปรดทรงขยำผ้าบังสุกุล  
			<remark  id="s1b4c42l20" />บนศิลาแผ่นนี้.  ลำดับนั้น  พระผู้มีพระภาคได้ทรงพระดำริว่า  เราจะพึงพาดผ้าบังสุกุลไว้ ณ  
			<remark  id="s1b4c42l21" />ที่ไหนหนอ.  ครั้งนั้น  เทพยดาที่สิงสถิตอยู่ที่ต้นกุ่มบก  ทราบพระดำริในพระหทัยของพระผู้มี  
			<remark  id="s1b4c42l22" />พระภาคด้วยใจของตน  จึงน้อมกิ่งกุ่มลงมา พลางกราบทูลว่า พระพุทธเจ้าข้า ขอพระผู้มีพระภาค  
			<remark  id="s1b4c42l23" />โปรดทรงพาดผ้าบังสุกุลไว้ที่กิ่งกุ่มนี้.  ครั้งนั้น  พระผู้มีพระภาคได้ทรงพระดำริว่า  เราจะผึ่งผ้า  
			<remark  id="s1b4c42l24" />บังสุกุล ณ ที่ไหนหนอ.  ครั้งนั้น  ท้าวสักกะจอมทวยเทพ  ทรงทราบพระดำริในพระหทัยของ 
		</para>
	</section>
	<section id="s1b4c43" >
		<para id="s1b4c43p">
			<remark  id="s1b4c43l1" />พระผู้มีพระภาคด้วยพระทัยของพระองค์แล้ว  ได้ยกแผ่นศิลาใหญ่มาวางไว้  พลางกราบทูลว่า  
			<remark  id="s1b4c43l2" />พระพุทธเจ้าข้า  ขอพระผู้มีพระภาคโปรดทรงผึ่งผ้าบังสุกุลบนศิลาแผ่นนี้.  
			<remark  id="s1b4c43l3" />	หลังจากนั้น  ชฎิลอุรุเวลกัสสปเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคโดยล่วงราตรีนั้น  ครั้นถึงแล้ว  
			<remark  id="s1b4c43l4" />ได้ทูลคำนี้ต่อพระผู้มีพระภาคว่า  ถึงเวลาแล้ว มหาสมณะ ภัตตาหารเสร็จแล้ว เพราะเหตุไรหนอ  
			<remark  id="s1b4c43l5" />มหาสมณะ เมื่อก่อนสระนี้ไม่มีที่นี้  เดี๋ยวนี้มีสระอยู่ที่นี้  เมื่อก่อนศิลาเหล่านี้ไม่มีวางอยู่ ใคร  
			<remark  id="s1b4c43l6" />ยกศิลาเหล่านี้มาวางไว้  เมื่อก่อนกิ่งกุ่มบกต้นนี้ไม่น้อมลง เดี๋ยวนี้กิ่งนั้นน้อมลง?  
			<remark  id="s1b4c43l7" />	พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า  ดูกรกัสสป  ผ้าบังสุกุลบังเกิดแก่เรา ณ ที่นี้  เรานั้นได้  
			<remark  id="s1b4c43l8" />ดำริว่า  จะพึงซักผ้าบังสุกุล ณ ที่ไหนหนอ  ครั้งนั้น ท้าวสักกะจอมทวยเทพ ทรงทราบความดำริ  
			<remark  id="s1b4c43l9" />ในจิตของเราด้วยพระทัยของพระองค์แล้ว  จึงขุดสระโบกขรณีด้วยพระหัตถ์  แล้วตรัสบอกแก่  
			<remark  id="s1b4c43l10" />เราว่า  พระพุทธเจ้าข้า ขอพระผู้มีพระภาคโปรดทรงซักผ้าบังสุกุลในสระนี้ สระนี้อันผู้มิใช่มนุษย์  
			<remark  id="s1b4c43l11" />ได้ขุดแล้วด้วยมือ  ดูกรกัสสป  เรานั้นได้ดำริว่า  จะพึงขยำผ้าบังสุกุล ณ ที่ไหนหนอ  ครั้งนั้น  
			<remark  id="s1b4c43l12" />ท้าวสักกะจอมทวยเทพ  ทราบความดำริในจิตของเราด้วยพระทัยของพระองค์แล้ว  ได้ทรงยก  
			<remark  id="s1b4c43l13" />ศิลาแผ่นใหญ่มาวางไว้  โดยทูลว่า  พระพุทธเจ้าข้า  ขอพระผู้มีพระภาคโปรดทรงขยำผ้าบังสุกุล  
			<remark  id="s1b4c43l14" />บนศิลาแผ่นนี้  ศิลาแผ่นนี้อันผู้มิใช่มนุษย์ได้ยกมาวางไว้  ดูกรกัสสป  เรานั้นได้ดำริว่า  จะพึง  
			<remark  id="s1b4c43l15" />พาดผ้าบังสุกุล ณ ที่ไหนหนอ  ครั้งนั้น เทพดาที่สิงสถิตอยู่ที่ต้นกุ่มบก  ทราบความดำริในจิต  
			<remark  id="s1b4c43l16" />ของเราด้วยใจของตนแล้ว  จึงน้อมกิ่งกุ่มลงมาโดยทูลว่า  พระพุทธเจ้าข้า  ขอพระผู้มีพระภาค  
			<remark  id="s1b4c43l17" />โปรดทรงพาดผ้าบังสุกุลไว้บนกิ่งกุ่มนี้  ต้นกุ่มบกนี้นั้นประหนึ่งจะกราบทูลว่า  ขอพระองค์จง  
			<remark  id="s1b4c43l18" />ทรงนำพระหัตถ์มาแล้วน้อมลง ดูกรกัสสป เรานั้นได้ดำริว่า  จะพึงผึ่งผ้าบังสุกุล ณ ที่ไหนหนอ  
			<remark  id="s1b4c43l19" />ครั้งนั้น ท้าวสักกะจอมทวยเทพ ทรงทราบความดำริแห่งจิตของเราด้วยพระทัยของพระองค์แล้ว  
			<remark  id="s1b4c43l20" />ได้ยกศิลาแผ่นใหญ่มาวางไว้ โดยทูลว่า พระพุทธเจ้า ขอพระผู้มีพระภาคโปรดทรงผึ่งผ้าบังสุกุล  
			<remark  id="s1b4c43l21" />บนศิลาแผ่นนี้ ศิลาแผ่นนี้อันผู้มิใช่มนุษย์ได้ยกมาวางไว้.  
			<remark  id="s1b4c43l22" />	ครั้งนั้น ชฎิลอุรุเวลกัสสปได้ดำริว่า พระมหาสมณะมีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมากแท้  
			<remark  id="s1b4c43l23" />ถึงกับท้าวสักกะจอมทวยเทพได้ทำการช่วยเหลือ แต่ก็ไม่เป็นพระอรหันต์เหมือนเราแน่.  
			<remark  id="s1b4c43l24" />	ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเสวยภัตตาหารของชฎิลอุรุเวลกัสสป แล้วประทับอยู่ใน  
			<remark  id="s1b4c43l25" />ไพรสณฑ์ตำบลนั้นแล.  
			<remark  id="s1b4c43l26" />				ผ้าบังสุกุล จบ.  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b4c44" >
		<para id="s1b4c44p">
			<remark  id="s1b4c44l1" />				ปาฏิหาริย์เก็บผลหว้าเป็นต้น  
			<remark  id="s1b4c44l2" />	[๔๕] ครั้นล่วงราตรีนั้นไป   ชฎิลอุรุเวลกัสสปเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค  ครั้นแล้วจึง  
			<remark  id="s1b4c44l3" />กราบทูลภัตตกาลแด่พระผู้มีพระภาคว่า  ถึงเวลาแล้ว  มหาสมณะ  ภัตตาหารเสร็จแล้ว.  
			<remark  id="s1b4c44l4" />	พระผู้มีพระภาคตรัสว่า  ดูกรกัสสป  ท่านไปเถิด  เราจะตามไป.  พระผู้มีพระภาค  
			<remark  id="s1b4c44l5" />ทรงส่งชฎิลอุรุเวลกัสสปไปแล้ว ทรงเก็บผลหว้าจากต้นหว้าประจำชมพูทวีป แล้วเสด็จมาประทับ  
			<remark  id="s1b4c44l6" />นั่งในโรงบูชาเพลิงก่อน.  ชฎิลอุรุเวลกัสสปได้เห็นพระผู้มีพระภาคประทับนั่งในโรงบูชาเพลิงแล้ว  
			<remark  id="s1b4c44l7" />ได้ทูลคำนี้ต่อพระผู้มีพระภาคว่า  ข้าแต่มหาสมณะ  ท่านมาทางไหน  ข้าพเจ้ากลับมาก่อนท่าน  
			<remark  id="s1b4c44l8" />แต่ท่านยังมานั่งในโรงบูชาเพลิงก่อน?  
			<remark  id="s1b4c44l9" />	ภ.  ดูกรกัสสป  เราส่งท่านไปแล้ว ได้เก็บผลหว้าจากต้นหว้าประจำชมพูทวีป แล้วมา  
			<remark  id="s1b4c44l10" />นั่งในโรงบูชาเพลิงนี้ก่อน  ดูกรกัสสป ผลหว้านี้แล  สมบูรณ์ด้วยสี กลิ่น รส ถ้าท่านต้องการ  
			<remark  id="s1b4c44l11" />เชิญบริโภคเถิด.  
			<remark  id="s1b4c44l12" />	อุรุ.  อย่าเลย  มหาสมณะ ท่านนั่นแหละเก็บผลไม้นี้มา  ท่านนั่นแหละ  จงฉันผลไม้  
			<remark  id="s1b4c44l13" />นี้เถิด.  
			<remark  id="s1b4c44l14" />	ลำดับนั้น ชฎิลอุรุเวลกัสสปได้มีความดำริว่า พระมหาสมณะมีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมากแท้  
			<remark  id="s1b4c44l15" />เพราะส่งเรามาก่อนแล้ว  ยังเก็บผลหว้าจากต้นหว้าประจำชมพูทวีปแล้วมานั่งในโรงบูชาเพลิงก่อน  
			<remark  id="s1b4c44l16" />แต่ก็ไม่เป็นพระอรหันต์เหมือนเราแน่.  
			<remark  id="s1b4c44l17" />	ครั้งนั้น  พระผู้มีพระภาคเสวยภัตตาหารของชฎิลอุรุเวลกัสสปแล้ว  ประทับอยู่ใน  
			<remark  id="s1b4c44l18" />ไพรสณฑ์ตำบลนั้นแล.  
			<remark  id="s1b4c44l19" />	ครั้นล่วงราตรีนั้นไป  ชฎิลอุรุเวลกัสสปไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค ครั้นแล้ว จึงทูลภัตตกาล  
			<remark  id="s1b4c44l20" />แด่พระผู้มีพระภาคว่า  ถึงเวลาแล้ว มหาสมณะ ภัตตาหารเสร็จแล้ว.  
			<remark  id="s1b4c44l21" />	พระผู้มีพระภาคทรงส่งชฎิลอุรุเวลกัสสปไปด้วยพระดำรัสว่า  ดูกรกัสสป  ท่านไปเถิด  
			<remark  id="s1b4c44l22" />เราจักตามไป  แล้วทรงเก็บผลมะม่วง ... ผลมะขามป้อม ... ผลสมอ  ในที่ไม่ไกลต้นหว้าประจำ  
			<remark  id="s1b4c44l23" />ชมพูทวีปนั้น ... เสด็จไปสู่ภพดาวดึงส์ ทรงเก็บดอกปาริฉัตตกะ แล้วมาประทับนั่งในโรงบูชาเพลิง  
			<remark  id="s1b4c44l24" />ก่อน.  ชฎิลอุรุเวลกัสสปได้เห็นพระผู้มีพระภาคประทับนั่งในโรงบูชาเพลิง  ครั้นแล้วได้ทูลคำนี้  
			<remark  id="s1b4c44l25" />ต่อพระผู้มีพระภาคว่า  ข้าแต่มหาสมณะ ท่านมาทางไหน ข้าพเจ้ากลับมาก่อนท่าน  แต่ท่านยัง  
			<remark  id="s1b4c44l26" />มานั่งในโรงบูชาเพลิงก่อน?.  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b4c45" >
		<para id="s1b4c45p">
			<remark  id="s1b4c45l1" />	พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า  ดูกรกัสสป  เราส่งท่านแล้วได้ไปสู่ภพดาวดึงส์  เก็บ  
			<remark  id="s1b4c45l2" />ดอกปาริฉัตตกะแล้ว มานั่งในโรงบูชาเพลิงก่อน  ดูกรกัสสป  ดอกปาริฉัตตกะนี้แล  สมบูรณ์  
			<remark  id="s1b4c45l3" />ด้วยสีและกลิ่น.  
			<remark  id="s1b4c45l4" />	ครั้งนั้น  ชฎิลอุรุเวลกัสสปได้มีความดำริว่า  พระมหาสมณะมีฤทธิ์มาก  มีอานุภาพ  
			<remark  id="s1b4c45l5" />มากแท้  เพราะส่งเรามาก่อนแล้วยังไปสู่ภพดาวดึงส์ เก็บดอกปาริฉัตตกะแล้ว  มานั่งในโรงบูชา-  
			<remark  id="s1b4c45l6" />เพลิงก่อน  แต่ก็ไม่เป็นพระอรหันต์เหมือนเราแน่.  
			<remark  id="s1b4c45l7" />				ปาฏิหาริย์ผ่าฟืน  
			<remark  id="s1b4c45l8" />	[๔๖] ก็โดยสมัยนั้นแล  ชฎิลเหล่านั้นปรารถนาจะบำเรอไฟ  แต่ไม่อาจจะฝ่าฟืนได้.  
			<remark  id="s1b4c45l9" />จึงชฎิลเหล่านั้นได้มีความดำริต้องกันว่า  ข้อที่พวกเราไม่อาจผ่าฟืนได้นั้น  คงเป็นอิทธานุภาพของ  
			<remark  id="s1b4c45l10" />พระมหาสมณะ  ไม่ต้องสงสัยเลย.  ครั้งนั้น  พระผู้มีพระภาคได้ตรัสกะชฎิลอุรุเวลกัสสปว่า  
			<remark  id="s1b4c45l11" />ดูกรกัสสป  พวกชฎิลจงผ่าฟืนเถิด.  
			<remark  id="s1b4c45l12" />	ชฎิลอุรุเวลกัสสป รับพระพุทธดำรัสว่า  ข้าแต่มหาสมณะ  พวกชฎิลจงผ่าฟืนกัน.  
			<remark  id="s1b4c45l13" />	ชฎิลทั้งหลายได้ผ่าฟืน ๕๐๐ ท่อนคราวเดียวเท่านั้น.  ครั้งนั้นแล  ชฎิลอุรุเวลกัสสป  
			<remark  id="s1b4c45l14" />ได้มีความดำริว่า พระมหาสมณะมีฤทธิ์มาก  มีอานุภาพมากแท้  ถึงกับให้พวกชฎิลผ่าฟืนได้  
			<remark  id="s1b4c45l15" />แต่ก็ไม่เป็นพระอรหันต์เหมือนเราแน่.  
			<remark  id="s1b4c45l16" />				ปาฏิหาริย์ก่อไฟ  
			<remark  id="s1b4c45l17" />	[๔๗] ก็โดยสมัยนั้นแล ชฎิลเหล่านั้นปรารถนาจะบำเรอไฟ แต่ไม่อาจจะก่อไฟให้ลุก  
			<remark  id="s1b4c45l18" />ได้. จึงชฎิลเหล่านั้นได้มีความดำริต้องกันว่า  ข้อที่พวกเราไม่อาจจะก่อไฟให้ลุกขึ้นได้นั้น คงเป็น  
			<remark  id="s1b4c45l19" />อิทธานุภาพของพระมหาสมณะ ไม่ต้องสงสัยเลย. ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคได้ตรัสกะชฎิลอุรุเวล  
			<remark  id="s1b4c45l20" />กัสสปว่า  ดูกรกัสสป พวกชฎิลจงก่อไฟให้ลุกเถิด.  
			<remark  id="s1b4c45l21" />	ชฎิลอุรุเวลกัสสป  รับพระพุทธดำรัสว่า ข้าแต่มหาสมณะ  พวกชฎิลจงก่อไฟให้ลุก.  
			<remark  id="s1b4c45l22" />ไฟทั้ง ๕๐๐ กอง  ได้ลุกขึ้นคราวเดียวกันเทียว.  ลำดับนั้น ชฎิลอุรุเวลกัสสป ได้มีความดำริว่า  
			<remark  id="s1b4c45l23" />พระมหาสมณะมีฤทธิ์มาก  มีอานุภาพมากแท้  ถึงกับให้ไฟลุกขึ้นได้  แต่ก็ไม่เป็นพระอรหันต์  
			<remark  id="s1b4c45l24" />เหมือนเราแน่. 
		</para>
	</section>
	<section id="s1b4c46" >
		<para id="s1b4c46p">
			<remark  id="s1b4c46l1" />				ปาฏิหาริย์ดับไฟ  
			<remark  id="s1b4c46l2" />	[๔๘] ก็โดยสมัยนั้นแล  ชฎิลเหล่านั้นบำเรอไฟกันแล้วไม่อาจดับไฟได้.  จึงได้คิด  
			<remark  id="s1b4c46l3" />ต้องกันว่า  ข้อที่พวกเราไม่อาจดับไฟได้นั้น  คงเป็นอิทธานุภาพของพระสมณะ  ไม่ต้องสงสัย  
			<remark  id="s1b4c46l4" />เลย. ครั้งนั้น  พระผู้มีพระภาคได้ตรัสกะชฎิลอุรุเวลกัสสปว่า ดูกรกัสสป พวกชฎิลจงดับไฟเถิด.  
			<remark  id="s1b4c46l5" />	ชฎิลอุรุเวลกัสสป รับพระพุทธดำรัสว่า ข้าแต่มหาสมณะ พวกชฎิลจงดับไฟกัน.  
			<remark  id="s1b4c46l6" />	ไฟทั้ง ๕๐๐ กอง  ได้ดับคราวเดียวกันเทียว.  
			<remark  id="s1b4c46l7" />	ครั้งนั้นแล  ชฎิลอุรุเวลกัสสปได้มีความดำริว่า  พระมหาสมณะมีฤทธิ์มาก  มีอานุภาพ  
			<remark  id="s1b4c46l8" />มากแท้  ถึงกับให้พวกชฏิลดับไฟได้  แต่ก็ไม่เป็นพระอรหันต์เหมือนเราแน่.  
			<remark  id="s1b4c46l9" />				ปาฏิหาริย์กองไฟ  
			<remark  id="s1b4c46l10" />	[๔๙] ก็โดยสมัยนั้นแล  ชฎิลเหล่านั้น พากันดำลงบ้าง ผุดขึ้นบ้าง  ทั้งดำทั้งผุดบ้าง  
			<remark  id="s1b4c46l11" />ในแม่น้ำเนรัญชรา ในราตรีหนาวเหมันตฤดู ระหว่างท้ายเดือน ๓ ต้นเดือน ๔ ในสมัยน้ำค้างตก.  
			<remark  id="s1b4c46l12" />ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคได้ทรงนิรมิตกองไฟไว้ ๕๐๐ กอง สำหรับให้ชฎิลเหล่านั้นขึ้นจากน้ำแล้ว  
			<remark  id="s1b4c46l13" />จะได้ผิง.  จึงชฎิลเหล่านั้นได้มีความดำริต้องกันว่า  ข้อที่กองไฟเหล่านี้ถูกนิรมิตไว้นั้น  คงต้อง  
			<remark  id="s1b4c46l14" />เป็นอิทธานุภาพของพระมหาสมณะ  ไม่ต้องสงสัยเลย.  ครั้งนั้น  ชฎิลอุรุเวลกัสสปได้มีความ  
			<remark  id="s1b4c46l15" />ดำริว่า  พระมหาสมณะมีฤทธิ์มาก  มีอานุภาพมากแท้  ถึงกับนิรมิตกองไฟได้มากมายถึงเพียงนั้น  
			<remark  id="s1b4c46l16" />แต่ก็ไม่เป็นพระอรหันต์เหมือนเราแน่.  
			<remark  id="s1b4c46l17" />				ปาฏิหาริย์น้ำท่วม  
			<remark  id="s1b4c46l18" />	[๕๐] ก็โดยสมัยนั้นแล เมฆใหญ่ในสมัยที่มิใช่ฤดูกาลยังฝนให้ตกแล้ว  ห้วงน้ำใหญ่  
			<remark  id="s1b4c46l19" />ได้ไหลนองไป.  ประเทศที่พระผู้มีพระภาคประทับอยู่นั้นถูกน้ำท่วม.  ขณะนั้น  พระผู้มีพระภาค  
			<remark  id="s1b4c46l20" />ได้ทรงพระดำริว่า ไฉนหนอ เราพึงบันดาลให้น้ำห่างออกไปโดยรอบ  แล้วจงกรมอยู่บนภาคพื้น  
			<remark  id="s1b4c46l21" />อันมีฝุ่นฟุ้งขึ้นตอนกลาง.  ครั้นแล้วจึงทรงบันดาลให้น้ำห่างออกไปโดยรอบแล้วเสด็จจงกรมอยู่  
			<remark  id="s1b4c46l22" />บนภาคพื้น  อันมีฝุ่นฟุ้งขึ้นตอนกลาง.  ต่อมา ชฎิลอุรุเวลกัสสปกล่าวว่า พระมหาสมณะอย่าได้  
			<remark  id="s1b4c46l23" />ถูกน้ำพัดไปเสียเลย  ดังนี้  แล้วพร้อมด้วยชฎิลมากด้วยกัน  ได้เอาเรือไปสู่ประเทศที่พระผู้มี  
			<remark  id="s1b4c46l24" />พระภาคประทับอยู่.  ได้เห็นพระผู้มีพระภาคผู้ทรงบันดาลให้น้ำห่างออกไปโดยรอบแล้ว  เสด็จ  
			<remark  id="s1b4c46l25" />จงกรมอยู่บนภาคพื้นอันมีฝุ่นฟุ้งขึ้นตอนกลาง  แล้วได้ทูลพระผู้มีพระภาคว่า  ข้าแต่มหาสมณะ  
			<remark  id="s1b4c46l26" />ท่านยังอยู่ที่นี่ดอกหรือ?  พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่าถูกละ  กัสสป  เรายังอยู่ที่นี่  ดังนี้แล้ว 
		</para>
	</section>
	<section id="s1b4c47" >
		<para id="s1b4c47p">
			<remark  id="s1b4c47l1" />เสด็จขึ้นสู่เวหาสปรากฏอยู่ที่เรือ.  จึงชฎิลอุรุเวลกัสสปได้มีความดำริว่า พระมหาสมณะมีฤทธิ์มาก  
			<remark  id="s1b4c47l2" />มีอานุภาพมากแท้  ถึงกับบันดาลไม่ให้น้ำไหลไปได้  แต่ก็ไม่เป็นพระอรหันต์เหมือนเราแน่.  
			<remark  id="s1b4c47l3" />				ทูลขอบรรพชาและอุปสมบท  
			<remark  id="s1b4c47l4" />	[๕๑] ลำดับนั้น  พระผู้มีพระภาคได้ทรงพระดำริว่า โมฆบุรุษนี้  ได้มีความคิดอย่างนี้  
			<remark  id="s1b4c47l5" />มานานแล้วว่า พระมหาสมณะมีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมากแท้ แต่ก็ไม่เป็นพระอรหันต์เหมือนเราแน่  
			<remark  id="s1b4c47l6" />ถ้ากระไร  เราพึงให้ชฎิลนี้สลดใจ  แล้วจึงตรัสกะชฎิลอุรุเวลกัสสปว่า ดูกรกัสสป ท่านไม่ใช่  
			<remark  id="s1b4c47l7" />พระอรหันต์แน่  ทั้งยังไม่พบทางแห่งความเป็นพระอรหันต์ แม้ปฏิทาของท่านที่จะเป็นเหตุให้เป็น  
			<remark  id="s1b4c47l8" />พระอรหันต์  หรือพบทางแห่งความเป็นพระอรหันต์  ก็ไม่มี.  ทีนั้น  ชฎิลอุรุเวลกัสสปได้  
			<remark  id="s1b4c47l9" />ซบเศียรลงที่พระบาทของพระผู้มีพระภาค  แล้วทูลขอบรรพชาอุปสมบทต่อพระผู้มีพระภาคว่า  
			<remark  id="s1b4c47l10" />ขอข้าพระพุทธเจ้าพึงได้บรรพชา  พึงได้อุปสมบทในสำนักพระผู้มีพระภาค พระพุทธเจ้าข้า.  
			<remark  id="s1b4c47l11" />	พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรกัสสป ท่านเป็นผู้นำ เป็นผู้ฝึกสอน เป็นผู้เลิศ เป็นหัวหน้า  
			<remark  id="s1b4c47l12" />เป็นประธานของชฎิล ๕๐๐ คน ท่านจงบอกกล่าวพวกนั้นก่อน พวกนั้นจักทำตามที่เข้าใจ.  
			<remark  id="s1b4c47l13" />	ลำดับนั้น  ชฎิลอุรุเวลกัสสปเข้าไปหาชฎิลเหล่านั้น  ครั้นแล้วได้แจ้งความประสงค์  
			<remark  id="s1b4c47l14" />ต่อชฎิลเหล่านั้นว่า ผู้เจริญทั้งหลาย  เราปรารถนาจะประพฤติพรหมจรรย์ในพระมหาสมณะ  
			<remark  id="s1b4c47l15" />ท่านผู้เจริญทั้งหลาย  จงทำตามที่เข้าใจ.  
			<remark  id="s1b4c47l16" />	ชฎิลพวกนั้นกราบเรียนว่า  พวกข้าพเจ้าเลื่อมใสยิ่งในพระมหาสมณะมานานแล้ว ขอรับ  
			<remark  id="s1b4c47l17" />ถ้าท่านอาจารย์จักประพฤติพรหมจรรย์ในพระมหาสมณะ  พวกข้าพเจ้าทั้งหมดก็จักประพฤติ-  
			<remark  id="s1b4c47l18" />พรหมจรรย์ในพระมหาสมณะเหมือนกัน.  
			<remark  id="s1b4c47l19" />	ต่อมา  ชฎิลเหล่านั้นได้ลอยผม  ชฎา  เครื่องบริขาร  และเครื่องบูชาเพลิงในน้ำ แล้ว  
			<remark  id="s1b4c47l20" />พากันเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาค  ซบเศียรลงแทบพระบาทของพระผู้มีพระภาค แล้วได้ทูลขอบรรพชา  
			<remark  id="s1b4c47l21" />อุปสมบทต่อพระผู้มีพระภาคว่า  ขอพวกข้าพระองค์พึงได้บรรพชา พึงได้อุปสมบทในสำนักพระผู้  
			<remark  id="s1b4c47l22" />มีพระภาค  พระพุทธเจ้าข้า.  
			<remark  id="s1b4c47l23" />	พระผู้มีพระภาคตรัสว่า พวกเธอจงเป็นภิกษุมาเถิด  ดังนี้แล้ว  ได้ตรัสต่อไปว่า ธรรม  
			<remark  id="s1b4c47l24" />อันเรากล่าวดีแล้ว  พวกเธอจงประพฤติพรหมจรรย์เพื่อทำที่สุดทุกข์โดยชอบเถิด.  
			<remark  id="s1b4c47l25" />	พระวาจานั้นแล  ได้เป็นอุปสมบทของท่านผู้มีอายุเหล่านั้น.  
			<remark  id="s1b4c47l26" />	[๕๒] ชฎิลนทีกัสสปได้เห็นผม  ชฎา  เครื่องบริขาร  และเครื่องบูชาเพลิงลอยน้ำมา  
			<remark  id="s1b4c47l27" />ครั้นแล้วได้มีความดำริว่า  อุปสรรคอย่าได้มีแก่พี่ชายเราเลย  จึงส่งชฎิลไปด้วยคำสั่งว่า พวกเธอ  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b4c48" >
		<para id="s1b4c48p">
			<remark  id="s1b4c48l1" />จงไป  จงรู้พี่ชายของเรา  ดังนี้แล้ว  ทั้งตนเองกับชฎิล ๓๐๐ ได้เข้าไปหาท่านพระอุรุเวลกัสสป  
			<remark  id="s1b4c48l2" />แล้วเรียนถามว่า  ข้าแต่พี่กัสสป  พรหมจรรย์นี้ประเสริฐแน่หรือ?  
			<remark  id="s1b4c48l3" />	พระอุรุเวลกัสสปตอบว่า  แน่ละเธอ พรหมจรรย์นี้ประเสริฐ.  
			<remark  id="s1b4c48l4" />	หลังจากนั้น ชฎิลเหล่านั้นลอยผม  ชฎา  เครื่องบริขารและเครื่องบูชาเพลิงในน้ำ แล้ว  
			<remark  id="s1b4c48l5" />พากันเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาค  ซบเศียรลงแทบพระบาทของพระผู้มีพระภาค แล้วได้ทูลขอบรรพชา  
			<remark  id="s1b4c48l6" />อุปสมบทต่อพระผู้มีพระภาคว่า  ขอพวกข้าพระพุทธเจ้าพึงได้บรรพชา พึงได้อุปสมบทในสำนัก  
			<remark  id="s1b4c48l7" />พระผู้มีพระภาค พระพุทธเจ้าข้า.  
			<remark  id="s1b4c48l8" />	พระผู้มีพระภาคตรัสว่า  พวกเธอจงเป็นภิกษุมาเถิด  ดังนี้แล้ว ได้ตรัสต่อไปว่า  ธรรม  
			<remark  id="s1b4c48l9" />อันเรากล่าวดีแล้ว  พวกเธอจงประพฤติพรหมจรรย์เพื่อทำที่สุดทุกข์โดยชอบเถิด.  
			<remark  id="s1b4c48l10" />	พระวาจานั้นแล  ได้เป็นอุปสมบทของท่านผู้มีอายุเหล่านั้น.  
			<remark  id="s1b4c48l11" />	[๕๓] ชฎิลคยากัสสปได้เห็นผม  ชฎา  เครื่องบริขาร  และเครื่องบูชาเพลิง ลอยน้ำมา.  
			<remark  id="s1b4c48l12" />ครั้นแล้ว ได้มีความดำริว่า  อุปสรรคอย่าได้มีแก่พี่ชายทั้งสองของเราเลย  แล้วส่งชฎิลไปด้วย  
			<remark  id="s1b4c48l13" />คำสั่งว่า  พวกเธอจงไป  จงรู้พี่ชายทั้งสองของเรา ดังนี้แล้ว ทั้งตนเองกับชฎิล ๒๐๐ คน ได้เข้า  
			<remark  id="s1b4c48l14" />ไปหาท่านพระอุรุเวลกัสสป  แล้วเรียนถามว่า ข้าแต่พี่กัสสป พรหมจรรย์นี้ประเสริฐแน่หรือ?  
			<remark  id="s1b4c48l15" />	พระอุรุเวลกัสสปตอบว่า  แน่ละเธอ  พรหมจรรย์นี้ประเสริฐ.  
			<remark  id="s1b4c48l16" />	หลังจากนั้น  ชฎิลเหล่านั้นลอยผม  ชฎา  เครื่องบริขาร  และเครื่องบูชาเพลิงในน้ำ  
			<remark  id="s1b4c48l17" />แล้วพากันเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาค  ซบเศียรลงแทบพระบาทของพระผู้มีพระภาคแล้ว  ได้ทูลขอ  
			<remark  id="s1b4c48l18" />บรรพชาอุปสมบทต่อพระผู้มีพระภาคว่า  ขอพวกข้าพระพุทธเจ้าพึงได้บรรพชา  พึงได้อุปสมบท  
			<remark  id="s1b4c48l19" />ในสำนักพระผู้มีพระภาค  พระพุทธเจ้าข้า.  
			<remark  id="s1b4c48l20" />	พระผู้มีพระภาคตรัสว่า พวกเธอจงเป็นภิกษุมาเถิด  ดังนี้แล้ว ได้ตรัสต่อไปว่า  ธรรม  
			<remark  id="s1b4c48l21" />อันเรากล่าวดีแล้ว  พวกเธอจงประพฤติพรหมจรรย์เพื่อทำที่สุดทุกข์โดยชอบเถิด.  
			<remark  id="s1b4c48l22" />	พระวาจานั้นแล ได้เป็นอุปสมบทของท่านผู้มีอายุเหล่านั้น.  
			<remark  id="s1b4c48l23" />	[๕๔] พวกชฎิลนั้น  ผ่าฟืน ๕๐๐ ท่อนไม่ได้ แล้วผ่าได้ ก่อไฟไม่ติด  แล้วก่อไฟติด  
			<remark  id="s1b4c48l24" />ขึ้นได้ ดับไฟไม่ดับ แล้วดับได้  ด้วยการเพ่งอธิษฐานของพระผู้มีพระภาค  พระผู้มีพระภาค  
			<remark  id="s1b4c48l25" />ทรงนิรมิตกองไฟไว้ ๕๐๐ กอง. ปาฏิหาริย์ ๓๕๐๐ วิธี ย่อมมีโดยนัยนี้.  
			<remark  id="s1b4c48l26" />				______________ 
		</para>
	</section>
	<section id="s1b4c49" >
		<para id="s1b4c49p">
			<remark  id="s1b4c49l1" />				อาทิตตปริยายสูตร  
			<remark  id="s1b4c49l2" />	[๕๕] ครั้นพระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ ตำบลอุรุเวลา ตามพระพุทธาภิรมย์แล้ว เสด็จ  
			<remark  id="s1b4c49l3" />จาริกไปโดยมรรคาอันจะไปสู่ตำบลคยาสีสะ พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ ๑๐๐๐ รูป  ล้วนเป็น  
			<remark  id="s1b4c49l4" />ปุราณชฎิล.  ได้ยินว่า  พระองค์ประทับอยู่ที่ตำบลคยาสีสะ  ใกล้แม่น้ำคยานั้น พร้อมด้วยภิกษุ  
			<remark  id="s1b4c49l5" />๑๐๐๐ รูป.  
			<remark  id="s1b4c49l6" />	ณ ที่นั้น  พระผู้มีพระภาครับสั่งกะภิกษุทั้งหลาย ว่าดังนี้:-  
			<remark  id="s1b4c49l7" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย  สิ่งทั้งปวงเป็นของร้อน  ก็อะไรเล่าชื่อว่าสิ่งทั้งปวงเป็นของร้อน?  
			<remark  id="s1b4c49l8" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย  จักษุเป็นของร้อน  รูปทั้งหลายเป็นของร้อน  วิญญาณอาศัยจักษุเป็นของร้อน  
			<remark  id="s1b4c49l9" />สัมผัสอาศัยจักษุเป็นของร้อน  ความเสวยอารมณ์  เป็นสุขเป็นทุกข์  หรือมิใช่สุขมิใช่ทุกข์ ที่  
			<remark  id="s1b4c49l10" />เกิดขึ้นเพราะจักษุสัมผัสเป็นปัจจัย  แม้นั้นก็เป็นของร้อน  ร้อนเพราะอะไร?  เรากล่าวว่า ร้อน  
			<remark  id="s1b4c49l11" />เพราะไฟคือราคะ  เพราะไฟคือโทสะ  เพราะไฟคือโมหะ  ร้อนเพราะความเกิด  เพราะความแก่  
			<remark  id="s1b4c49l12" />และความตาย  ร้อนเพราะความโศก  เพราะความรำพัน  เพราะทุกข์กาย  เพราะทุกข์ใจ  เพราะ  
			<remark  id="s1b4c49l13" />ความคับแค้น.  
			<remark  id="s1b4c49l14" />	โสตเป็นของร้อน  เสียงทั้งหลายเป็นของร้อน ...  
			<remark  id="s1b4c49l15" />	ฆานะเป็นของร้อน  กลิ่นทั้งหลายเป็นของร้อน ...  
			<remark  id="s1b4c49l16" />	ชิวหาเป็นของร้อน  รสทั้งหลายเป็นของร้อน ...  
			<remark  id="s1b4c49l17" />	กายเป็นของร้อน  โผฏฐัพพะทั้งหลายเป็นของร้อน ...  
			<remark  id="s1b4c49l18" />	มนะเป็นของร้อน ธรรมทั้งหลายเป็นของร้อน  วิญญาณอาศัยมนะเป็นของร้อน  
			<remark  id="s1b4c49l19" />สัมผัสอาศัยมนะเป็นของร้อน  ความเสวยอารมณ์เป็นสุข  เป็นทุกข์หรือมิใช่ทุกข์มิใช่สุข  ที่  
			<remark  id="s1b4c49l20" />เกิดขึ้นเพราะมโนสัมผัสเป็นปัจจัย แม้นั้นก็เป็นของร้อน  ร้อนเพราะอะไร? เรากล่าวว่า  ร้อน  
			<remark  id="s1b4c49l21" />เพราะไฟคือราคะ  เพราะไฟคือโทสะ  เพราะไฟคือโมหะ  ร้อนเพราะความเกิด  เพราะความแก่  
			<remark  id="s1b4c49l22" />และความตาย  ร้อนเพราะความโศก  เพราะความรำพัน  เพราะทุกข์กาย เพราะทุกข์ใจ  เพราะ  
			<remark  id="s1b4c49l23" />ความคับแค้น. 
		</para>
	</section>
	<section id="s1b4c50" >
		<para id="s1b4c50p">
			<remark  id="s1b4c50l1" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย  อริยสาวกผู้ได้ฟังแล้วเห็นอยู่อย่างนี้  ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในจักษุ  
			<remark  id="s1b4c50l2" />ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในรูปทั้งหลาย  ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในวิญญาณอาศัยจักษุ  ย่อมเบื่อหน่ายแม้ใน  
			<remark  id="s1b4c50l3" />สัมผัสอาศัยจักษุ ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในความเสวยอารมณ์  ที่เป็นสุข  เป็นทุกข์  หรือมิใช่ทุกข์  
			<remark  id="s1b4c50l4" />มิใช่สุข  ที่เกิดขึ้นเพราะจักษุสัมผัสเป็นปัจจัย  
			<remark  id="s1b4c50l5" />	ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในโสต  ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในเสียงทั้งหลาย ...  
			<remark  id="s1b4c50l6" />	ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในฆานะ  ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในกลิ่นทั้งหลาย ...  
			<remark  id="s1b4c50l7" />	ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในชิวหา  ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในรสทั้งหลาย ...  
			<remark  id="s1b4c50l8" />	ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในกาย  ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในโผฏฐัพพะทั้งหลาย ...  
			<remark  id="s1b4c50l9" />	ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในมนะ  ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในธรรมทั้งหลาย  ย่อมเบื่อหน่ายแม้ใน  
			<remark  id="s1b4c50l10" />วิญญาณอาศัยมนะ   ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในสัมผัสอาศัยมนะ ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในความเสวยอารมณ์  
			<remark  id="s1b4c50l11" />ที่เป็นสุข  เป็นทุกข์ หรือมิใช่ทุกข์มิใช่สุข  ที่เกิดขึ้นเพราะมโนสัมผัสเป็นปัจจัย.  
			<remark  id="s1b4c50l12" />	เมื่อเบื่อหน่าย  ย่อมสิ้นกำหนัด  เพราะสิ้นกำหนัด จิตก็พ้น เมื่อจิตพ้นแล้ว ก็รู้ว่าพ้น  
			<remark  id="s1b4c50l13" />แล้ว  อริยสาวกนั้นทราบชัดว่า  ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์ได้อยู่จบแล้ว  กิจที่ควรทำได้ทำเสร็จ  
			<remark  id="s1b4c50l14" />แล้ว  กิจอื่นอีกเพื่อความเป็นอย่างนี้ไม่มี.  ก็แล  เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสไวยากรณภาษิตนี้อยู่  
			<remark  id="s1b4c50l15" />จิตของภิกษุ ๑๐๐๐ รูปนั้น  พ้นแล้วจากอาสวะทั้งหลาย  เพราะไม่ถือมั่น.  
			<remark  id="s1b4c50l16" />				อาทิตตปริยายสูตร  จบ  
			<remark  id="s1b4c50l17" />			อุรุเวลปาฏิหาริย์  ตติยภาณวาร  จบ.  
			<remark  id="s1b4c50l18" />				________________  
			<remark  id="s1b4c50l19" />			ทรงเทศนาโปรดพระเจ้าพิมพิสาร  
			<remark  id="s1b4c50l20" />				เสด็จพระนครราชคฤห์ครั้งแรก  
			<remark  id="s1b4c50l21" />	[๕๖] ครั้งนั้น  พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ ตำบลคยาสีสะตามพระพุทธาภิรมย์แล้ว  
			<remark  id="s1b4c50l22" />เสด็จจาริกไป  โดยมรรคาอันจะไปสู่พระนครราชคฤห์  พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่จำนวน  
			<remark  id="s1b4c50l23" />๑๐๐๐ รูป ล้วนเป็นปุราณชฎิล. เสด็จจาริกโดยลำดับถึงพระนครราชคฤห์แล้ว. ทราบว่า พระองค์  
			<remark  id="s1b4c50l24" />ประทับอยู่ใต้ต้นไทรชื่อสุประดิษฐเจดีย์  ในสวนตาลหนุ่ม  เขตพระนครราชคฤห์นั้น. 
		</para>
	</section>
	<section id="s1b4c51" >
		<para id="s1b4c51p">
			<remark  id="s1b4c51l1" />	[๕๗] พระเจ้าพิมพิสารจอมเสนามาคธราช ได้ทรงสดับข่าวถนัดแน่ว่า พระสมณโคดม  
			<remark  id="s1b4c51l2" />ศากยบุตรทรงผนวชจากศากยตระกูล เสด็จพระนครราชคฤห์โดยลำดับ ประทับอยู่ใต้ต้นไทร  
			<remark  id="s1b4c51l3" />ชื่อสุประดิษฐเจดีย์ ในสวนตาลหนุ่ม เขตพระนครราชคฤห์ ก็แลพระกิตติศัพย์อันงามของท่าน  
			<remark  id="s1b4c51l4" />พระโคดมพระองค์นั้น ขจรไปแล้วอย่างนี้ว่า แม้เพราะเหตุนี้ๆ พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้นทรง  
			<remark  id="s1b4c51l5" />เป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้เองโดยชอบ สมบูรณ์ด้วยวิชชาและจรณะ เสด็จไปดี ทรงทราบโลก  
			<remark  id="s1b4c51l6" />ทรงเป็นสารถีฝึกบุรุษที่ควรฝึก ไม่มีผู้อื่นยิ่งกว่า เป็นศาสดาของเทพและมนุษย์ทั้งหลาย เป็นผู้  
			<remark  id="s1b4c51l7" />เบิกบานแล้ว เป็นผู้จำแนกธรรม พระองค์ทรงทำโลกนี้ พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก  
			<remark  id="s1b4c51l8" />ให้แจ้งชัด ด้วยพระปัญญาอันยิ่งของพระองค์เอง แล้วทรงสอนหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณะ พราหมณ์  
			<remark  id="s1b4c51l9" />เทพ และมนุษย์  ให้รู้ ทรงแสดงธรรมงามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด ทรง  
			<remark  id="s1b4c51l10" />ประกาศพรหมจรรย์ พร้อมทั้งอรรถทั้งพยัญชนะบริบูรณ์บริสุทธิ์ อนึ่ง การเห็นพระอรหันต์ทั้งหลาย  
			<remark  id="s1b4c51l11" />เห็นปานนั้น เป็นความดี.  
			<remark  id="s1b4c51l12" />	หลังจากนั้น พระเจ้าพิมพิสารจอมเสนามาคธราช ทรงแวดล้อมด้วยพราหมณ์คหบดีชาว  
			<remark  id="s1b4c51l13" />มคธ ๑๒ นหุต เสด็จเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค ครั้นถึงจึงถวายบังคมพระผู้มีพระภาค แล้ว  
			<remark  id="s1b4c51l14" />ประทับนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง. ส่วนพราหมณ์คหบดีชาวมคธ ๑๒ นหุต นั้นแล บางพวก  
			<remark  id="s1b4c51l15" />ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง บางพวกได้ทูลปราศรัยกับพระผู้มี  
			<remark  id="s1b4c51l16" />พระภาค ครั้นผ่านการทูลปราศรัยพอให้เป็นที่บันเทิง เป็นที่ระลึกถึงกันไปแล้ว จึงนั่ง ณ ที่ควร  
			<remark  id="s1b4c51l17" />ส่วนข้างหนึ่ง บางพวกประคองอัญชลีไปทางที่พระผู้มีพระภาคประทับ แล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วน  
			<remark  id="s1b4c51l18" />ข้างหนึ่ง บางพวกประกาศนามและโคตรในสำนักพระผู้มีพระภาค แล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง  
			<remark  id="s1b4c51l19" />บางพวกนั่งนิ่งอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง. ครั้งนั้น พราหมณ์คหบดีชาวมคธ ๑๒ นหุตนั้นได้มี  
			<remark  id="s1b4c51l20" />ความดำริว่า พระมหาสมณะประพฤติพรหมจรรย์ในท่านอุรุเวลกัสสป หรือว่าท่านอุรุเวลกัสสป  
			<remark  id="s1b4c51l21" />ประพฤติพรหมจรรย์ในพระมหาสมณะ. ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงทราบความดำริในใจของ  
			<remark  id="s1b4c51l22" />พราหมณ์คหบดีชาวมคธ ๑๒ นหุตนั้น ด้วยพระทัยของพระองค์ ได้ตรัสกะท่านพระอุรุเวลกัสสป  
			<remark  id="s1b4c51l23" />ด้วยพระคาถาว่า ดังนี้:-  
			<remark  id="s1b4c51l24" />	ดูกรท่านผู้อยู่ในอุรุเวลามานาน เคยเป็นอาจารย์สั่งสอนหมู่ชฎิลผู้ผอม เพราะกำลังพรต  
			<remark  id="s1b4c51l25" />ท่านเห็นเหตุอะไร จึงยอมละเพลิงเสียเล่า?  
			<remark  id="s1b4c51l26" />	ดูกรกัสสป เราถามเนื้อความนี้กะท่าน ท่านละเพลิงที่บูชาเสียทำไมเล่า?  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b4c52" >
		<para id="s1b4c52p">
			<remark  id="s1b4c52l1" />	ท่านพระอุรุเวลกัสสปทูลตอบว่า ยัญทั้งหลายกล่าวยกย่องรูปเสียงและรสที่น่าปรารถนา  
			<remark  id="s1b4c52l2" />และสตรีทั้งหลาย ข้าพระพุทธเจ้ารู้ว่านั่นเป็นมลทินในอุปธิทั้งหลายแล้ว เพราะเหตุนั้น จึงไม่  
			<remark  id="s1b4c52l3" />ยินดี ในการเซ่นสรวง ในการบูชา.  
			<remark  id="s1b4c52l4" />	พระผู้มีพระภาคตรัสถามว่า ดูกรกัสสป ก็ใจของท่านไม่ยินดีแล้วในอารมณ์ คือรูป  
			<remark  id="s1b4c52l5" />เสียงและรสเหล่านั้น ดูกรกัสสป ก็เมื่อเป็นเช่นนั้น ใจของท่านยินดีในสิ่งไรเล่า ในเทวโลก  
			<remark  id="s1b4c52l6" />หรือมนุษยโลก ท่านจงบอกข้อนั้นแก่เรา?  
			<remark  id="s1b4c52l7" />	ท่านพระอุรุเวลกัสสปทูลตอบว่า ข้าพระพุทธเจ้าได้เห็นทางอันสงบ ไม่มีอุปธิ ไม่มีกังวล  
			<remark  id="s1b4c52l8" />ไม่ติดอยู่ในกามภพ ไม่มีภาวะเป็นอย่างอื่น ไม่ใช่ธรรมที่ผู้อื่นแนะให้บรรลุ เพราะฉะนั้น จึงไม่  
			<remark  id="s1b4c52l9" />ยินดีในการเซ่นสรวง ในการบูชา  
			<remark  id="s1b4c52l10" />	[๕๘] ลำดับนั้น ท่านพระอุรุเวลกัสสปลุกจากอาสนะ ห่มผ้าอุตราสงค์เฉวียงบ่า ซบ  
			<remark  id="s1b4c52l11" />เศียรลงที่พระบาทของพระผู้มีพระภาค แล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า พระพุทธเจ้าข้า  
			<remark  id="s1b4c52l12" />พระผู้มีพระภาคเป็นพระศาสดาของข้าพระพุทธเจ้า ข้าพระพุทธเจ้าเป็นสาวก, พระผู้มีพระภาคเป็น  
			<remark  id="s1b4c52l13" />พระศาสดาของข้าพระพุทธเจ้า ข้าพระพุทธเจ้าเป็นสาวก พระพุทธเจ้าข้า.  
			<remark  id="s1b4c52l14" />	ลำดับนั้น พราหมณ์คหบดีชาวมคธ ทั้ง ๑๒ นหุต นั้น ได้มีความเข้าใจว่า ท่านพระ  
			<remark  id="s1b4c52l15" />อุรุเวลกัสสปประพฤติพรหมจรรย์ในพระมหาสมณะ. ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคทรงทราบความ  
			<remark  id="s1b4c52l16" />ปริวิตกแห่งจิตของพราหมณ์คหบดีชาวมคธทั้ง ๑๒ นหุตนั้น ด้วยพระทัยของพระองค์แล้ว ทรง  
			<remark  id="s1b4c52l17" />แสดงอนุปุพพิกถา คือทรงประกาศทานกถา สีลกถา สัคคกถา โทษ ความต่ำทราม ความเศร้า  
			<remark  id="s1b4c52l18" />หมองของกามทั้งหลายและอานิสงส์ในความออกจากกาม. เมื่อพระผู้มีพระภาคทรงทราบว่า พวก  
			<remark  id="s1b4c52l19" />เขามีจิตสงบ มีจิตอ่อน มีจิตปลอดจากนิวรณ์ มีจิตเบิกบาน มีจิตผ่องใสแล้ว จึงทรงประกาศ  
			<remark  id="s1b4c52l20" />พระธรรมเทศนาที่พระพุทธเจ้าทั้งหลายทรงยกขึ้นแสดงด้วยพระองค์เอง คือทุกข์ สมุทัย นิโรธ  
			<remark  id="s1b4c52l21" />มรรค. ดวงตาเห็นธรรม ปราศจากธุลี ปราศจากมลทิน ว่าสิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา  
			<remark  id="s1b4c52l22" />สิ่งนั้นทั้งหมดมีความดับเป็นธรรมดา ได้เกิดแก่พราหมณ์คหบดีชาวมคธ ๑๑ นหุต ซึ่งมีพระเจ้า  
			<remark  id="s1b4c52l23" />พิมพิสารเป็นประมุข ณ ที่นั่งนั้นแล ดุจผ้าที่สะอาด ปราศจากมลทิน ควรได้รับน้ำย้อมเป็นอย่างดี  
			<remark  id="s1b4c52l24" />ฉะนั้น. พราหมณ์คหบดีอีก ๑ นหุต แสดงตนเป็นอุบาสก.  
			<remark  id="s1b4c52l25" />	[๕๙] ครั้งนั้น พระเจ้าพิมพิสารจอมเสนามาคธราช ได้ทรงเห็นธรรมแล้ว ได้ทรงบรรลุ  
			<remark  id="s1b4c52l26" />ธรรมแล้ว ได้ทรงรู้ธรรมแจ่มแจ้งแล้ว ทรงมีธรรมอันหยั่งลงแล้ว ทรงข้ามความสงสัยได้แล้ว  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b4c53" >
		<para id="s1b4c53p">
			<remark  id="s1b4c53l1" />ปราศจากถ้อยคำแสดงความสงสัย ทรงถึงความเป็นผู้แกล้วกล้า ไม่ต้องทรงเชื่อผู้อื่นในคำสอน  
			<remark  id="s1b4c53l2" />ของพระศาสดา ได้ทูลพระวาจานี้ต่อพระผู้มีพระภาคว่า ครั้งก่อน เมื่อหม่อมฉันยังเป็นราชกุมาร  
			<remark  id="s1b4c53l3" />ได้มีความปรารถนา ๕ อย่าง บัดนี้ ความปรารถนา ๕ อย่างนั้น ของหม่อมฉันสำเร็จแล้ว.  
			<remark  id="s1b4c53l4" />				ความปรารถนา ๕ อย่าง  
			<remark  id="s1b4c53l5" />	๑. ครั้งก่อน เมื่อหม่อมฉันยังเป็นราชกุมาร ได้มีความปรารถนาว่า ไฉนหนอ ชน  
			<remark  id="s1b4c53l6" />ทั้งหลายพึงอภิเษกเราในราชสมบัติดังนี้ นี้เป็นความปรารถนาของหม่อมฉันประการที่ ๑ บัดนี้  
			<remark  id="s1b4c53l7" />ความปรารถนานั้น ของหม่อมฉันสำเร็จแล้ว พระพุทธเจ้าข้า  
			<remark  id="s1b4c53l8" />	๒. ขอพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า พึงเสด็จมาสู่แว่นแคว้นของหม่อมฉันนั้น นี้เป็น  
			<remark  id="s1b4c53l9" />ความปรารถนาของหม่อมฉันประการที่ ๒ บัดนี้ ความปรารถนานั้นของหม่อมฉันสำเร็จแล้ว  
			<remark  id="s1b4c53l10" />พระพุทธเจ้าข้า  
			<remark  id="s1b4c53l11" />	๓. ขอหม่อมฉันพึงได้เข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น นี้เป็นความปรารถนาของ  
			<remark  id="s1b4c53l12" />หม่อมฉันประการที่ ๓ บัดนี้ ความปรารถนานั้น ของหม่อมฉันสำเร็จแล้ว พระพุทธเจ้าข้า  
			<remark  id="s1b4c53l13" />	๔. ขอพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้นพึงแสดงธรรมแก่หม่อมฉัน นี้เป็นความปรารถนา  
			<remark  id="s1b4c53l14" />ของหม่อมฉันประการที่ ๔ บัดนี้ความปรารถนานั้น ของหม่อมฉันสำเร็จแล้ว พระพุทธเจ้าข้า  
			<remark  id="s1b4c53l15" />	๕. ขอหม่อมฉันพึงรู้ทั่วถึงธรรมของพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น นี้เป็นความปรารถนา  
			<remark  id="s1b4c53l16" />ของหม่อมฉันประการที่ ๕ บัดนี้ ความปรารถนานั้น ของหม่อมฉันสำเร็จแล้ว พระพุทธเจ้าข้า  
			<remark  id="s1b4c53l17" />	พระพุทธเจ้าข้า ครั้งก่อนหม่อมฉันยังเป็นราชกุมาร ได้มีความปรารถนา ๕ อย่างนี้  
			<remark  id="s1b4c53l18" />บัดนี้ความปรารถนา ๕ อย่างนั้นของหม่อมฉันสำเร็จแล้ว ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก ภาษิต  
			<remark  id="s1b4c53l19" />ของพระองค์ไพเราะนัก พระพุทธเจ้าข้า พระองค์ทรงประกาศธรรมโดยอเนกปริยายอย่างนี้  
			<remark  id="s1b4c53l20" />เปรียบเหมือนบุคคลหงายของที่คว่ำ เปิดของที่ปิด บอกทางแก่คนหลงทาง หรือส่องประทีป  
			<remark  id="s1b4c53l21" />ในที่มืด ด้วยตั้งใจว่า คนมีจักษุจักเห็นรูป ดังนี้ หม่อมฉันนี้ ขอถึงพระผู้มีพระภาค พระธรรม  
			<remark  id="s1b4c53l22" />และพระภิกษุสงฆ์ ว่าเป็นสรณะ ขอพระองค์จงทรงจำหม่อมฉันว่า เป็นอุบาสกผู้มอบชีวิตถึงสรณะ  
			<remark  id="s1b4c53l23" />จำเดิมแต่วันนี้เป็นต้นไป และขอพระผู้มีพระภาคพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์จงทรงรับภัตตาหารของ  
			<remark  id="s1b4c53l24" />หม่อมฉัน ในวันพรุ่งนี้.  
			<remark  id="s1b4c53l25" />	พระผู้มีพระภาคทรงรับด้วยดุษณีภาพ. ครั้นพระเจ้าพิมพิสารจอมเสนามาคธราชทรงทราบ  
			<remark  id="s1b4c53l26" />การรับนิมนต์ของพระผู้มีพระภาคแล้ว เสด็จลุกจากที่ประทับถวายบังคมพระผู้มีพระภาค ทรงทำ  
			<remark  id="s1b4c53l27" />ประทักษิณแล้วเสด็จกลับไป.  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b4c54" >
		<para id="s1b4c54p">
			<remark  id="s1b4c54l1" />	[๖๐] หลังจากนั้น พระเจ้าพิมพิสารจอมเสนามาคธราช รับสั่งให้ตกแต่งของเคี้ยว  
			<remark  id="s1b4c54l2" />ของฉันอันประณีตโดยผ่านราตรีนั้น แล้วให้เจ้าพนักงานไปกราบทูลภัตตกาลแด่พระผู้มีพระภาคว่า  
			<remark  id="s1b4c54l3" />ถึงเวลาแล้ว พระพุทธเจ้าข้า ภัตตาหารเสร็จแล้ว. ขณะนั้นเป็นเวลาเช้า พระผู้มีพระภาคทรง  
			<remark  id="s1b4c54l4" />อันตรวาสกแล้ว ทรงถือบาตรจีวร เสด็จพระพุทธดำเนินสู่พระนครราชคฤห์ พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์  
			<remark  id="s1b4c54l5" />หมู่ใหญ่ จำนวน ๑๐๐๐ รูป ล้วนปุราณชฎิล.  
			<remark  id="s1b4c54l6" />	[๖๑] ก็โดยสมัยนั้นแล ท้าวสักกะจอมทวยเทพทรงนิรมิตเพศเป็นมาณพ เสด็จพระ  
			<remark  id="s1b4c54l7" />ดำเนินนำหน้าภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข พลางขับคาถาเหล่านี้ ว่าดังนี้:-  
			<remark  id="s1b4c54l8" />				คาถาสดุดีพระผู้มีพระภาค  
			<remark  id="s1b4c54l9" />		พระผู้มีพระภาค มีพระฉวีเสมอด้วยลิ่มทองสิงคี ทรงฝึก  
			<remark  id="s1b4c54l10" />		อินทรีย์แล้ว ทรงพ้นวิเศษแล้ว เสด็จประเวศสู่พระนคร  
			<remark  id="s1b4c54l11" />		ราชคฤห์พร้อมด้วยพระปุราณชฎิลทั้งหลาย ผู้ฝึกอินทรีย์  
			<remark  id="s1b4c54l12" />		แล้ว ผู้พ้นวิเศษแล้ว.  
			<remark  id="s1b4c54l13" />		พระผู้มีพระภาค มีพระฉวีเสมอด้วยลิ่มทองสิงคี ทรงพ้น  
			<remark  id="s1b4c54l14" />		แล้ว ทรงพ้นวิเศษแล้ว เสด็จประเวศสู่พระนครราชคฤห์  
			<remark  id="s1b4c54l15" />		พร้อมด้วยพระปุราณชฎิลทั้งหลาย ผู้พ้นแล้ว ผู้พ้นวิเศษ  
			<remark  id="s1b4c54l16" />		แล้ว. พระผู้มีพระภาคมีพระฉวีเสมอด้วยลิ่มทองสิงคี  
			<remark  id="s1b4c54l17" />		ทรงข้ามแล้ว ทรงพ้นวิเศษแล้ว เสด็จประเวศสู่พระนคร  
			<remark  id="s1b4c54l18" />		ราชคฤห์ พร้อมด้วยพระปุราณชฎิลทั้งหลาย ผู้พ้นแล้ว  
			<remark  id="s1b4c54l19" />		ผู้พ้นวิเศษแล้ว.  
			<remark  id="s1b4c54l20" />		พระผู้มีพระภาค มีพระฉวีเสมอด้วยลิ่มทองสิงคี ทรงสงบ  
			<remark  id="s1b4c54l21" />		แล้ว ทรงพ้นวิเศษแล้ว เสด็จประเวศสู่พระนครราชคฤห์  
			<remark  id="s1b4c54l22" />		พร้อมด้วยพระปุราณชฎิลทั้งหลาย ผู้สงบแล้ว ผู้พ้นวิเศษ  
			<remark  id="s1b4c54l23" />		แล้ว.  
			<remark  id="s1b4c54l24" />		พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้นทรงมีอริยวาสธรรม ๑๐ ประการ  
			<remark  id="s1b4c54l25" />		เป็นเครื่องอยู่ ทรงประกอบด้วยพระกำลัง ๑๐ ทรงทราบ  
			<remark  id="s1b4c54l26" />		ธรรม คือ กรรมบถ ๑๐ และทรงประกอบด้วยธรรมอันเป็น 
		</para>
	</section>
	<section id="s1b4c55" >
		<para id="s1b4c55p">
			<remark  id="s1b4c55l1" />		องค์ของพระอเสขะ ๑๐ มีภิกษุบริวารพันหนึ่ง เสด็จ  
			<remark  id="s1b4c55l2" />		ประเวศสู่พระนครราชคฤห์  
			<remark  id="s1b4c55l3" />	[๖๒] ประชาชนได้เห็นท้าวสักกะจอมทวยเทพแล้วพากันกล่าวอย่างนี้ว่า พ่อหนุ่มนี้  
			<remark  id="s1b4c55l4" />มีรูปงามยิ่งนัก น่าดูนัก น่าชมนัก พ่อหนุ่มนี้ของใครหนอ. เมื่อประชาชนกล่าวอย่างนี้แล้ว  
			<remark  id="s1b4c55l5" />ท้าวสักกะจอมทวยเทพได้กล่าวตอบประชาชนพวกนั้นด้วยคาถา ว่าดังนี้:-  
			<remark  id="s1b4c55l6" />		พระผู้มีพระภาคพระองค์ใดเป็นนักปราชญ์ ทรงฝึกอินทรีย์  
			<remark  id="s1b4c55l7" />		ทั้งปวงแล้ว เป็นผู้ผ่องแผ้วหาบุคคลเปรียบมิได้ ไกลจาก  
			<remark  id="s1b4c55l8" />		กิเลส เสด็จไปดีแล้วในโลก ข้าพเจ้าเป็นผู้รับใช้ของ  
			<remark  id="s1b4c55l9" />		พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น.  
			<remark  id="s1b4c55l10" />			ทรงรับพระเวฬุวันเป็นสังฆิกาวาส  
			<remark  id="s1b4c55l11" />	[๖๓] ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเสด็จพระพุทธดำเนินไปสู่พระราชนิเวศน์ของพระเจ้า  
			<remark  id="s1b4c55l12" />พิมพิสารจอมเสนามาคธราช ครั้นถึงแล้ว ประทับนั่งเหนือพระพุทธอาสน์ที่เขาจัดถวายพร้อมด้วย  
			<remark  id="s1b4c55l13" />ภิกษุสงฆ์. จึงพระเจ้าพิมพิสารจอมเสนามาคธราช ทรงอังคาสภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข  
			<remark  id="s1b4c55l14" />ด้วยขาทนียโภชนียาหารอันประณีตด้วยพระหัตถ์ของพระองค์ จนให้พระผู้มีพระภาคเสวยเสร็จ  
			<remark  id="s1b4c55l15" />ทรงนำพระหัตถ์ออกจากบาตร ห้ามภัตแล้ว จึงประทับนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง. ท้าวเธอได้ทรง  
			<remark  id="s1b4c55l16" />พระราชดำริว่า พระผู้มีพระภาคพึงประทับอยู่ ณ ที่ไหนดีหนอ ซึ่งจะเป็นสถานที่ไม่ไกล ไม่ใกล้  
			<remark  id="s1b4c55l17" />จากบ้านนัก สะดวกด้วยการคมนาคม ควรที่ประชาชนผู้ต้องประสงค์จะเข้าไปเฝ้าได้ กลางวัน  
			<remark  id="s1b4c55l18" />ไม่พลุกพล่าน กลางคืนเงียบสงัด เสียงไม่กึกก้อง ปราศจากลมแต่ชนที่เดินเข้าออก ควรเป็น  
			<remark  id="s1b4c55l19" />ที่ประกอบกิจของผู้ต้องการที่สงัด และควรเป็นที่หลีกเร้นอยู่ตามสมณวิสัย. แล้วได้ทรงพระราช  
			<remark  id="s1b4c55l20" />ดำริต่อไปว่า สวนเวฬุวันของเรานี้แล ไม่ไกลไม่ใกล้จากบ้านนัก สะดวกด้วยการคมนาคม ควรที่  
			<remark  id="s1b4c55l21" />ประชาชนผู้ต้องประสงค์จะพึงเข้าไปเฝ้าได้ กลางวันไม่พลุกพล่าน กลางคืนเงียบสงัด เสียงไม่  
			<remark  id="s1b4c55l22" />กึกก้อง ปราศจากลมแต่ชนที่เข้าออก ควรเป็นที่ประกอบกิจของผู้ต้องการที่สงัด และควร  
			<remark  id="s1b4c55l23" />เป็นที่หลีกเร้นอยู่ตามสมณวิสัย ผิฉะนั้น เราพึงถวายสวนเวฬุวันแก่ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้า  
			<remark  id="s1b4c55l24" />เป็นประมุข ดังนี้. ลำดับนั้น จึงทรงจับพระสุวรรณภิงคาร ทรงหลั่งน้ำน้อมถวายแด่พระผู้มีพระภาค  
			<remark  id="s1b4c55l25" />ด้วยพระราชดำรัสว่า หม่อมฉันถวายสวนเวฬุวันนั่นแก่ภิกษุสงฆ์ มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข  
			<remark  id="s1b4c55l26" />พระพุทธเจ้าข้า.  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b4c56" >
		<para id="s1b4c56p">
			<remark  id="s1b4c56l1" />	พระผู้มีพระภาคทรงรับอารามแล้ว. และทรงชี้แจงให้พระเจ้าพิมพิสารจอมเสนามาคธราช  
			<remark  id="s1b4c56l2" />ทรงเห็นแจ้ง สมาทาน อาจหาญ ร่าเริง ด้วยธรรมีกถา แล้วเสด็จลุกจากที่ประทับเสด็จกลับ.  
			<remark  id="s1b4c56l3" />ต่อมา พระองค์ทรงทำธรรมีกถาในเพราะเหตุเป็นเค้ามูลนั้น แล้วรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกร  
			<remark  id="s1b4c56l4" />ภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตอาราม.  
			<remark  id="s1b4c56l5" />			ทรงเทศนาโปรดพระเจ้าพิมพิสาร จบ.  
			<remark  id="s1b4c56l6" />			พระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะบรรพชา  
			<remark  id="s1b4c56l7" />				พระอัสสชิเถระ  
			<remark  id="s1b4c56l8" />	[๖๔] ก็โดยสมัยนั้นแล สญชัยปริพาชกอาศัยอยู่ในพระนครราชคฤห์ พร้อมด้วย  
			<remark  id="s1b4c56l9" />ปริพาชกบริษัทหมู่ใหญ่ จำนวน ๒๕๐ คน. ก็ครั้งนั้น พระสารีบุตรพระโมคคัลลานะประพฤติ  
			<remark  id="s1b4c56l10" />พรหมจรรย์อยู่ในสำนักสญชัยปริพาชก. ท่านทั้งสองได้ทำกติกากันไว้ว่า ผู้ใดบรรลุอมตธรรมก่อน  
			<remark  id="s1b4c56l11" />ผู้นั้นจงบอกแก่อีกคนหนึ่ง. ขณะนั้นเป็นเวลาเช้า ท่านพระอัสสชินุ่งอันตรวาสกแล้ว ถือบาตรจีวร  
			<remark  id="s1b4c56l12" />เข้าไปบิณฑบาตยังพระนครราชคฤห์ มีมรรยาทก้าวไป ถอยกลับ แลเหลียว คู้แขน เหยียดแขน  
			<remark  id="s1b4c56l13" />น่าเลื่อมใส มีนัยน์ตาทอดลง ถึงพร้อมด้วยอิริยาบถ. สารีบุตรปาริพาชกได้เห็นท่านพระอัสสชิ  
			<remark  id="s1b4c56l14" />กำลังเที่ยวบิณฑบาตในพระนครราชคฤห์ มีมรรยาทก้าวไป ถอยกลับ แลเหลียว คู้แขน  
			<remark  id="s1b4c56l15" />เหยียดแขน น่าเลื่อมใส มีนัยน์ตาทอดลง ถึงพร้อมด้วยอิริยาบถ ครั้นแล้วได้มีความดำริว่า  
			<remark  id="s1b4c56l16" />บรรดาพระอรหันต์ หรือท่านผู้ได้บรรลุพระอรหัตมรรคในโลก ภิกษุรูปนี้คงเป็นผู้ใดผู้หนึ่งแน่  
			<remark  id="s1b4c56l17" />ถ้ากระไร เราพึงเข้าไปหาภิกษุรูปนี้ แล้วถามว่า ท่านบวชเฉพาะใคร ใครเป็นศาสดาของท่าน  
			<remark  id="s1b4c56l18" />หรือท่านชอบใจธรรมของใคร? แล้วได้ดำริต่อไปว่า ยังเป็นกาลไม่สมควรจะถามภิกษุรูปนี้ เพราะ  
			<remark  id="s1b4c56l19" />ท่านกำลังเข้าละแวกบ้านเที่ยวบิณฑบาต ผิฉะนั้น เราพึงติดตามภิกษุรูปนี้ไปข้างหลังๆ เพราะเป็น  
			<remark  id="s1b4c56l20" />ทางอันผู้มุ่งประโยชน์ทั้งหลายจะต้องสนใจ. ครั้งนั้น ท่านพระอัสสชิเที่ยวบิณฑบาตในพระนคร  
			<remark  id="s1b4c56l21" />ราชคฤห์ ถือบิณฑบาตกลับไป. จึงสารีบุตรปริพาชกเข้าไปหาท่านพระอัสสชิ ถึงแล้วได้พูด  
			<remark  id="s1b4c56l22" />ปราศรัยกับท่านพระอัสสชิ ครั้นผ่านการพูดปราศรัยพอให้เป็นที่บันเทิง เป็นที่ระลึกถึงกันไปแล้ว  
			<remark  id="s1b4c56l23" />ได้ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนหนึ่ง. สารีบุตรปริพาชกยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว ได้กล่าวคำนี้  
			<remark  id="s1b4c56l24" /> กะท่านพระอัสสชิว่า อินทรีย์ของท่านผ่องใส ผิวพรรณของท่านบริสุทธิ์ผุดผ่อง ท่านบวช  
			<remark  id="s1b4c56l25" />เฉพาะใคร ใครเป็นศาสดาของท่าน หรือท่านชอบใจธรรมของใคร ขอรับ?
		</para>
	</section>
	<section id="s1b4c57" >
		<para id="s1b4c57p">
			<remark  id="s1b4c57l1" />	อ. มีอยู่ ท่าน พระมหาสมณะศากยบุตร เสด็จออกทรงผนวชจากศากยตระกูล เรา  
			<remark  id="s1b4c57l2" />บวชเฉพาะพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้นเป็นศาสดาของเรา และเรา  
			<remark  id="s1b4c57l3" />ชอบใจธรรมของพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น.  
			<remark  id="s1b4c57l4" />	สา. ก็พระศาสดาของท่านสอนอย่างไร แนะนำอย่างไร?  
			<remark  id="s1b4c57l5" />	อ. เราเป็นคนใหม่ บวชยังไม่นาน เพิ่งมาสู่พระธรรมวินัยนี้ ไม่อาจแสดงธรรมแก่ท่าน  
			<remark  id="s1b4c57l6" />ได้กว้างขวาง แต่จักกล่าวใจความแก่ท่านโดยย่อ.  
			<remark  id="s1b4c57l7" />	สา. น้อยหรือมาก นิมนต์กล่าวเถิด ท่านจงกล่าวแต่ใจความแก่ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าต้อง  
			<remark  id="s1b4c57l8" />การใจความอย่างเดียว ท่านจักทำพยัญชนะให้มากทำไม.  
			<remark  id="s1b4c57l9" />				พระอัสสชิเถระแสดงธรรม  
			<remark  id="s1b4c57l10" />	[๖๕] ลำดับนั้น ท่านพระอัสสชิ ได้กล่าวธรรมปริยายนี้แก่สารีบุตรปริพาชก ว่าดังนี้:-  
			<remark  id="s1b4c57l11" />		ธรรมเหล่าใดเกิดแต่เหตุ พระตถาคตทรงแสดงเหตุแห่งธรรม  
			<remark  id="s1b4c57l12" />		เหล่านั้น และความดับแห่งธรรมเหล่านั้น พระมหาสมณะมีปกติ  
			<remark  id="s1b4c57l13" />		ทรงสั่งสอนอย่างนี้.  
			<remark  id="s1b4c57l14" />			สารีบุตรปริพาชกได้ดวงตาเห็นธรรม  
			<remark  id="s1b4c57l15" />	[๖๖] ครั้นได้ฟังธรรมปริยายนี้ ดวงตาเห็นธรรม ปราศจากธุลี ปราศจากมลทินว่า สิ่งใด  
			<remark  id="s1b4c57l16" />สิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งมวลมีความดับไปเป็นธรรมดา ได้เกิดขึ้นแก่  
			<remark  id="s1b4c57l17" />สารีบุตรปริพาชก  
			<remark  id="s1b4c57l18" />		ธรรมนี้แหละถ้ามีก็เพียงนี้เท่านั้น ท่านทั้งหลายจงแทง  
			<remark  id="s1b4c57l19" />		ตลอดบทอันหาความโศกมิได้ บทอันหาความโศกมิได้นี้  
			<remark  id="s1b4c57l20" />			พวกเรายังไม่เห็น ล่วงเลยมาแล้วหลายหมื่นกัลป์.  
			<remark  id="s1b4c57l21" />			สารีบุตรปริพาชกเปลื้องคำปฏิญญา  
			<remark  id="s1b4c57l22" />	[๖๗] เวลาต่อมา สารีบุตรปริพาชกเข้าไปหาโมคคัลลานปริพาชก. โมคคัลลานปริพาชก  
			<remark  id="s1b4c57l23" />ได้เห็นสารีบุตรปริพาชกเดินมาแต่ไกล ครั้นแล้วได้ถามสารีบุตรปริพาชกว่า ผู้มีอายุ อินทรีย์  
			<remark  id="s1b4c57l24" />ของท่านผ่องใส ผิวพรรณของท่านบริสุทธิ์ผุดผ่อง ท่านได้บรรลุอมตธรรมแล้วกระมังหนอ? 
		</para>
	</section>
	<section id="s1b4c58" >
		<para id="s1b4c58p">
			<remark  id="s1b4c58l1" />	สา. ถูกละ ผู้มีอายุ เราได้บรรลุอมตธรรมแล้ว.  
			<remark  id="s1b4c58l2" />	โมค. ท่านบรรลุอมตธรรมได้อย่างไร ด้วยวิธีไร?  
			<remark  id="s1b4c58l3" />	สา. ผู้มีอายุ วันนี้เราได้เห็นพระอัสสชิกำลังเที่ยวบิณฑบาตในพระนครราชคฤห์ มี  
			<remark  id="s1b4c58l4" />มรรยาทก้าวไป ถอยกลับ แลเหลียว เหยียดแขน คู้แขน น่าเลื่อมใส มีนัยน์ตาทอดลง ถึง  
			<remark  id="s1b4c58l5" />พร้อมด้วยอิริยาบถ ครั้นแล้วเราได้มีความดำริว่า บรรดาพระอรหันต์หรือท่านผู้ได้บรรลุอรหัตมรรค  
			<remark  id="s1b4c58l6" />ในโลก ภิกษุรูปนี้คงเป็นผู้ใดผู้หนึ่งแน่ ถ้ากระไร เราพึงเข้าไปหาภิกษุรูปนี้ แล้วถามว่า ท่าน  
			<remark  id="s1b4c58l7" />บวชเฉพาะใคร ใครเป็นศาสดาของท่าน หรือท่านชอบใจธรรมของใคร เรานั้นได้ยั้งคิดว่า ยัง  
			<remark  id="s1b4c58l8" />เป็นกาลไม่สมควรจะถามภิกษุรูปนี้ เพราะท่านยังกำลังเข้าละแวกบ้านเที่ยวบิณฑบาต ผิฉะนั้น  
			<remark  id="s1b4c58l9" />เราพึงติดตามภิกษุรูปนี้ไปข้างหลังๆ เพราะเป็นทางอันผู้มุ่งประโยชน์ทั้งหลายจะต้องสนใจ ลำดับ  
			<remark  id="s1b4c58l10" />นั้น พระอัสสชิเที่ยวบิณฑบาตในพระนครราชคฤห์ ถือบิณฑบาตกลับไปแล้ว ต่อมา เราได้เข้า  
			<remark  id="s1b4c58l11" />ไปหาพระอัสสชิ ครั้นถึงแล้ว ได้พูดปราศรัยกับพระอัสสชิ ครั้นผ่านการพูดปราศรัยพอให้เป็น  
			<remark  id="s1b4c58l12" />ที่บันเทิง เป็นที่ระลึกถึงกันไปแล้ว ได้ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง เรายืนอยู่ ณ ที่ควรส่วน  
			<remark  id="s1b4c58l13" />ข้างหนึ่งแล้ว ได้กล่าวคำนี้ต่อพระอัสสชิว่า อินทรีย์ของท่านผ่องใส ผิวพรรณของท่านบริสุทธิ์  
			<remark  id="s1b4c58l14" />ผุดผ่อง ท่านบวชเฉพาะใคร ใครเป็นศาสดาของท่าน หรือท่านชอบใจธรรมของใคร ขอรับ?  
			<remark  id="s1b4c58l15" />พระอัสสชิตอบว่า มีอยู่ ท่าน พระมหาสมณะศากยบุตรเสด็จออกทรงผนวชจากศากยตระกูล เรา  
			<remark  id="s1b4c58l16" />บวชเฉพาะพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น เราได้ถามพระอัสสชิต่อไปว่า ก็พระศาสดาของ  
			<remark  id="s1b4c58l17" />ชอบใจธรรมของพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น เราได้ถามพระอัสสชิต่อไปว่า ก็พระศาสดาของ  
			<remark  id="s1b4c58l18" />ท่านสอนอย่างไร แนะนำอย่างไร? พระอัสสชิตอบว่า เราเป็นคนใหม่ บวชยังไม่นาน เพิ่งมา  
			<remark  id="s1b4c58l19" />สู่พระธรรมวินัยนี้ ไม่อาจแสดงธรรมแก่ท่านได้กว้างขวาง แต่จักกล่าวใจความแก่ท่านโดยย่อ เรา  
			<remark  id="s1b4c58l20" />ได้เรียนว่า น้อยหรือมาก นิมนต์กล่าวเถิด ท่านจงกล่าวแต่ใจความแก่ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าต้องการ  
			<remark  id="s1b4c58l21" />ใจความอย่างเดียว ท่านจักทำพยัญชนะให้มากทำไม.  
			<remark  id="s1b4c58l22" />	[๖๘] ผู้มีอายุ ครั้งนั้น พระอัสสชิได้กล่าวธรรมปริยายนี้ ว่าดังนี้:-  
			<remark  id="s1b4c58l23" />		ธรรมเหล่าใดเกิดแต่เหตุ  พระตถาคตทรงแสดงเหตุ  
			<remark  id="s1b4c58l24" />		แห่งธรรมเหล่านั้น และความดับแห่งธรรมเหล่านั้น  
			<remark  id="s1b4c58l25" />		พระมหาสมณะมีปกติทรงสั่งสอนอย่างนี้.  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b4c59" >
		<para id="s1b4c59p">
			<remark  id="s1b4c59l1" />			โมคคัลลานปริพาชกได้ดวงตาเห็นธรรม  
			<remark  id="s1b4c59l2" />	[๖๙] ครั้นได้ฟังธรรมปริยายนี้ ดวงตาเห็นธรรม ปราศจากธุลี ปราศจากมลทินว่า  
			<remark  id="s1b4c59l3" />สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งมวลมีความดับไปเป็นธรรมดา ได้เกิดขึ้นแก่  
			<remark  id="s1b4c59l4" />โมคคัลลานปริพาชก  
			<remark  id="s1b4c59l5" />			ธรรมนี้แหละถ้ามีก็เพียงนี้เท่านั้น ท่านทั้งหลายจงแทงตลอดบทอันหาความ  
			<remark  id="s1b4c59l6" />			โศกมิได้ บทอันหาความโศกมิได้นี้ พวกเรายังไม่เห็น ล่วงเลยมาแล้ว  
			<remark  id="s1b4c59l7" />			หลายหมื่นกัลป์.  
			<remark  id="s1b4c59l8" />				สองสหายอำลาอาจารย์  
			<remark  id="s1b4c59l9" />	[๗๐] ครั้งนั้น โมคคัลลานปริพาชกได้กล่าวชักชวนสารีบุตรปริพาชกว่า ผู้มีอายุ เรา  
			<remark  id="s1b4c59l10" />พากันไปสำนักพระผู้มีพระภาคเถิด เพราะพระผู้มีพระภาคนั้นเป็นพระศาสดาของเรา.  
			<remark  id="s1b4c59l11" />	สารีบุตรปริพาชกกล่าวว่า ผู้มีอายุ ปริพาชก ๒๕๐ คนนี้อาศัยเรา เห็นแก่เรา จึงอยู่ใน  
			<remark  id="s1b4c59l12" />สำนักนี้ เราจงบอกกล่าวพวกนั้นก่อน พวกนั้นจักทำตามที่เข้าใจ.  
			<remark  id="s1b4c59l13" />	ลำดับนั้น สารีบุตรโมคคัลลานะพากันเข้าไปหาปริพาชกเหล่านั้น ครั้นถึงแล้วได้กล่าว  
			<remark  id="s1b4c59l14" />คำนี้ต่อพวกปริพาชกนั้นว่า ท่านทั้งหลาย เราจะไปในสำนักพระผู้มีพระภาค เพราะพระผู้มีพระภาค  
			<remark  id="s1b4c59l15" />นั้นเป็นพระศาสดาของเรา.  
			<remark  id="s1b4c59l16" />	พวกปริพาชกตอบว่า พวกข้าพเจ้าอาศัยท่าน เห็นแก่ท่านจึงอยู่ในสำนักนี้ ถ้าท่าน  
			<remark  id="s1b4c59l17" />จักประพฤติพรหมจรรย์ในพระมหาสมณะ พวกข้าพเจ้าทั้งหมด ก็จักประพฤติพรหมจรรย์ใน  
			<remark  id="s1b4c59l18" />พระมหาสมณะด้วย.  
			<remark  id="s1b4c59l19" />	ต่อมา สารีบุตรโมคคัลลานะได้พากันเข้าไปหาท่านสญชัยปริพาชก ครั้นถึงแล้วได้เรียน  
			<remark  id="s1b4c59l20" />ว่า ท่านขอรับ พวกกระผมจะไปในสำนักพระผู้มีพระภาค เพราะพระผู้มีพระภาคนั้นเป็นพระ  
			<remark  id="s1b4c59l21" />ศาสดาของพวกกระผม  
			<remark  id="s1b4c59l22" />	สญชัยปริพาชกพูดห้ามว่า อย่าเลย ท่านทั้งหลาย อย่าไปเลย เราทั้งหมด ๓ คน  
			<remark  id="s1b4c59l23" />จักช่วยกันบริหารคณะนี้.  
			<remark  id="s1b4c59l24" />	แม้ครั้งที่ ๒ ...  
			<remark  id="s1b4c59l25" />	แม้ครั้งที่สาม สารีบุตรโมคคัลลานะได้กล่าวคำนี้ต่อสญชัยปริพาชกว่า ท่านขอรับ พวก  
			<remark  id="s1b4c59l26" />กระผมจะไปในสำนักพระผู้มีพระภาค เพราะพระผู้มีพระภาคนั้นเป็นพระศาสดาของพวกกระผม.  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b4c60" >
		<para id="s1b4c60p">
			<remark  id="s1b4c60l1" />	สญชัยปริพาชกพูดห้ามว่า อย่าเลย ท่านทั้งหลาย อย่าไปเลย เราทั้งหมด ๓ คน  
			<remark  id="s1b4c60l2" />จักช่วยกันบริหารคณะนี้.  
			<remark  id="s1b4c60l3" />	ครั้งนั้น สารีบุตรโมคคัลลานะพาปริพาชก ๒๕๐ คนนั้น มุ่งไปทางที่จะไปพระวิหาร  
			<remark  id="s1b4c60l4" />เวฬุวัน. ก็โลหิตร้อนได้พุ่งออกจากปากสญชัยปริพาชกในที่นั้นเอง.  
			<remark  id="s1b4c60l5" />				ทรงพยากรณ์พระอัครสาวก  
			<remark  id="s1b4c60l6" />	[๗๑] พระผู้มีพระภาคได้ทอดพระเนตรเห็นสารีบุตรโมคคัลลานะมาแต่ไกลเทียว ครั้น  
			<remark  id="s1b4c60l7" />แล้วรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย สหายสองคนนั้น คือโกลิตะ และอุปติสสะ  
			<remark  id="s1b4c60l8" />กำลังมานั่น จักเป็นคู่สาวกของเรา จักเป็นคู่อันเจริญชั้นเยี่ยมของเรา  
			<remark  id="s1b4c60l9" />		ก็สหายสองคนนั้นพ้นวิเศษแล้ว ในธรรมอันเป็น  
			<remark  id="s1b4c60l10" />		ที่สิ้นอุปธิ อันยอดเยี่ยม มีญาณวิสัยอันลึกซึ้ง  
			<remark  id="s1b4c60l11" />		ยังมาไม่ทันถึงพระวิหารเวฬุวัน พระศาสดา  
			<remark  id="s1b4c60l12" />		ทรงพยากรณ์ ว่าดังนี้  
			<remark  id="s1b4c60l13" />		สหายสองคนนี้คือ โกลิตะและอุปติสสะกำลัง  
			<remark  id="s1b4c60l14" />		มานั่น จักเป็นคู่สาวกของเรา จักเป็นคู่อันเจริญ  
			<remark  id="s1b4c60l15" />		ชั้นเยี่ยมของเรา.  
			<remark  id="s1b4c60l16" />				เข้าเฝ้าทูลขอบรรพชาอุปสมบท  
			<remark  id="s1b4c60l17" />	[๗๒] ครั้งนั้น สารีบุตรโมคคัลลานะได้พากันเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค ครั้นถึงแล้ว  
			<remark  id="s1b4c60l18" />ได้ซบเศียรลงที่พระบาทของผู้มีพระภาค แล้วทูลขอบรรพชาอุปสมบทต่อพระผู้มีพระภาคว่า ขอ  
			<remark  id="s1b4c60l19" />พวกข้าพระพุทธเจ้า พึงได้บรรพชา พึงได้อุปสมบทในสำนักพระผู้มีพระภาค พระพุทธเจ้าข้า.  
			<remark  id="s1b4c60l20" />	พระผู้มีพระภาคตรัสว่า พวกเธอจงเป็นภิกษุมาเถิด ดังนี้ แล้วได้ตรัสต่อไปว่า ธรรมอัน  
			<remark  id="s1b4c60l21" />เรากล่าวดีแล้ว พวกเธอจงประพฤติพรหมจรรย์เพื่อทำที่สุดทุกข์โดยชอบเถิด.  
			<remark  id="s1b4c60l22" />	พระวาจานั้นแล ได้เป็นอุปสมบทของท่านผู้มีอายุเหล่านั้น.  
			<remark  id="s1b4c60l23" />				เสียงติเตียน  
			<remark  id="s1b4c60l24" />	[๗๓] ก็โดยสมัยนั้นแล พวกกุลบุตรชาวมคธที่มีชื่อเสียงๆ พากันประพฤติพรหมจรรย์  
			<remark  id="s1b4c60l25" />ในพระผู้มีพระภาค. ประชาชนพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า พระสมณะโคดมปฏิบัติเพื่อ  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b4c61" >
		<para id="s1b4c61p">
			<remark  id="s1b4c61l1" />ให้ชายไม่มีบุตร พระสมณโคดมปฏิบัติเพื่อให้หญิงเป็นหม้าย พระสมณโคดมปฏิบัติเพื่อตัดสกุล  
			<remark  id="s1b4c61l2" />บัดนี้ พระสมณโคดมให้ชฎิลพันรูปบวชแล้ว และให้ปริพาชกศิษย์ของท่านสญชัย ๒๕๐ คนนี้  
			<remark  id="s1b4c61l3" />บวชแล้ว และกุลบุตรชาวมคธที่มีชื่อเสียงๆ พากันประพฤติพรหมจรรย์ในพระสมณโคดม.  
			<remark  id="s1b4c61l4" />อนึ่ง ประชาชนได้เห็นภิกษุทั้งหลายแล้วได้โจทย์ด้วยคาถานี้ ว่าดังนี้:-  
			<remark  id="s1b4c61l5" />			พระมหาสมณะเสด็จมาสู่พระนครคอกเขาของ  
			<remark  id="s1b4c61l6" />			ชาวมคธแล้ว ได้ทรงนำปริพาชกพวกสญชัย  
			<remark  id="s1b4c61l7" />			ทั้งปวงไปแล้ว บัดนี้ จักทรงนำใครไปอีกเล่า.  
			<remark  id="s1b4c61l8" />	[๗๔] ภิกษุทั้งหลายได้ยินประชาชนพวกนั้นเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาอยู่ จึงกราบทูล  
			<remark  id="s1b4c61l9" />เรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค.  
			<remark  id="s1b4c61l10" />	พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เสียงนั้นจักอยู่ไม่ได้นาน จักอยู่ได้เพียง  
			<remark  id="s1b4c61l11" />๗ วันเท่านั้น พ้น ๗ วันก็จักหายไป ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าชนเหล่าใดกล่าวหาต่อพวกเธอ ด้วย  
			<remark  id="s1b4c61l12" />คาถานี้ ว่าดังนี้:-  
			<remark  id="s1b4c61l13" />		พระมหาสมณะเสด็จมาสู่พระนครคอกเขาของ  
			<remark  id="s1b4c61l14" />		ชาวมคธแล้ว ได้ทรงนำปริพาชกพวกสญชัย  
			<remark  id="s1b4c61l15" />		ทั้งปวงไปแล้ว บัดนี้ จักทรงนำใครไปอีกเล่า.  
			<remark  id="s1b4c61l16" />	[๗๕] พวกเธอจงกล่าวโต้ตอบต่อชนเหล่านั้น ด้วยคาถานี้ ว่าดังนี้:-  
			<remark  id="s1b4c61l17" />		พระตถาคตทั้งหลายผู้แกล้วกล้ามาก ย่อมทรง  
			<remark  id="s1b4c61l18" />		นำชนทั้งหลายไปด้วยพระสัทธรรม เมื่อชน  
			<remark  id="s1b4c61l19" />		ทั้งหลายอันพระองค์ทรงนำไปอยู่โดยธรรม ผู้  
			<remark  id="s1b4c61l20" />		เข้าใจอย่างนี้จะริษยาทำไม.  
			<remark  id="s1b4c61l21" />	ก็โดยสมัยนั้นแล ประชาชนทั้งหลายได้เห็นภิกษุทั้งหลายแล้ว ย่อมกล่าวหาด้วยคาถานี้  
			<remark  id="s1b4c61l22" />ว่าดังนี้:-  
			<remark  id="s1b4c61l23" />		พระมหาสมณะเสด็จมาสู่พระนครคอกเขาของ  
			<remark  id="s1b4c61l24" />		ชาวมคธแล้ว ได้ทรงนำปริพาชกพวกสญชัย  
			<remark  id="s1b4c61l25" />		ทั้งปวงไปแล้ว บัดนี้ จักทรงนำใครไปอีกเล่า.  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b4c62" >
		<para id="s1b4c62p">
			<remark  id="s1b4c62l1" />	ภิกษุทั้งหลายได้กล่าวโต้ตอบต่อประชาชนพวกนั้น ด้วยคาถานี้ ว่าดังนี้:-  
			<remark  id="s1b4c62l2" />		พระตถาคตทั้งหลายผู้แกล้วกล้ามาก ย่อมทรง  
			<remark  id="s1b4c62l3" />		นำชนทั้งหลายไปด้วยพระสัทธรรม เมื่อชน  
			<remark  id="s1b4c62l4" />		ทั้งหลายอันพระองค์ทรงนำไปอยู่โดยธรรม ผู้  
			<remark  id="s1b4c62l5" />		เข้าใจอย่างนี้จะริษยาทำไม.  
			<remark  id="s1b4c62l6" />	[๗๖] ประชาชนกล่าวอย่างนี้ว่า ได้ยินว่า พระสมณะเชื้อสายพระศากยบุตรทรงนำชน  
			<remark  id="s1b4c62l7" />ทั้งหลายไปโดยธรรม ไม่ทรงนำไปโดยอธรรม.  
			<remark  id="s1b4c62l8" />	เสียงนั้นได้มีเพียง ๗ วันเท่านั้น พ้น ๗ วันก็หายไป.  
			<remark  id="s1b4c62l9" />			พระสารีบุตรพระโมคคัลลานะบรรพชา จบ.  
			<remark  id="s1b4c62l10" />				จตุตถภาณวาร จบ  
			<remark  id="s1b4c62l11" />				______________  
			<remark  id="s1b4c62l12" />				ต้นเหตุอุปัชฌายวัตร  
			<remark  id="s1b4c62l13" />	[๗๗] ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุทั้งหลายไม่มีอุปัชฌาย์ ไม่มีใครตักเตือน ไม่มีใคร  
			<remark  id="s1b4c62l14" />พร่ำสอน ย่อมนุ่งห่มไม่เรียบร้อย มีมรรยาทไม่สมควร เที่ยวบิณฑบาต เมื่อประชาชนกำลัง  
			<remark  id="s1b4c62l15" />บริโภค ย่อมน้อมบาตรสำหรับเที่ยวบิณฑบาตเข้าไปข้างบนของควรบริโภคบ้าง ข้างบนของควร  
			<remark  id="s1b4c62l16" />เคี้ยวบ้าง ข้างบนของควรลิ้มบ้าง ข้างบนของควรดื่มบ้าง ขอแกงบ้าง ข้าวสุกบ้าง ด้วยตนเอง  
			<remark  id="s1b4c62l17" />มาฉัน แม้ในโรงอาหารก็เป็นผู้มีเสียงอื้ออึง มีเสียงดังอยู่.  
			<remark  id="s1b4c62l18" />	คนทั้งหลายจึงเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนพระสมณะเชื้อสายพระศากยบุตร  
			<remark  id="s1b4c62l19" />จึงได้นุ่งห่มไม่เรียบร้อย มีมรรยาทไม่สมควร เที่ยวบิณฑบาต เมื่อประชาชนกำลังบริโภค ได้  
			<remark  id="s1b4c62l20" />น้อมบาตรสำหรับเที่ยวบิณฑบาตเข้าไปข้างบนของควรบริโภคบ้าง ข้างบนของควรเคี้ยวบ้าง ข้าง  
			<remark  id="s1b4c62l21" />บนของควรลิ้มบ้าง ข้างบนของควรดื่มบ้าง ขอแกงบ้าง ข้าวสุกบ้าง ด้วยตนเองมาฉัน แม้ใน  
			<remark  id="s1b4c62l22" />โรงอาหารก็ได้เป็นผู้มีเสียงอื้ออึง มีเสียงดังอยู่ เหมือนพวกพราหมณ์ในสถานที่เลี้ยงพราหมณ์  
			<remark  id="s1b4c62l23" />ฉะนั้น.
		</para>
	</section>
	<section id="s1b4c63" >
		<para id="s1b4c63p">
			<remark  id="s1b4c63l1" />	[๗๘] ภิกษุทั้งหลายได้ยินประชาชนพวกนั้นเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาอยู่. บรรดาที่  
			<remark  id="s1b4c63l2" />เป็นผู้มักน้อย สันโดษ มีความละอาย มีความรังเกียจ ผู้ใคร่ต่อสิกขา ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน  
			<remark  id="s1b4c63l3" />โพนทะนาว่า ไฉนภิกษุทั้งหลาย จึงได้นุ่งห่มไม่เรียบร้อย มีมรรยาทไม่สมควร เที่ยวบิณฑบาต  
			<remark  id="s1b4c63l4" />เมื่อประชาชนกำลังบริโภค ได้น้อมบาตรสำหรับเที่ยวบิณฑบาตเข้าไปข้างบนของควรบริโภคบ้าง  
			<remark  id="s1b4c63l5" />ข้างบนของควรเคี้ยวบ้าง ข้างบนของควรลิ้มบ้าง ข้างบนของควรดื่มบ้าง ขอแกงบ้าง ข้าวสุกบ้าง  
			<remark  id="s1b4c63l6" />ด้วยตนเองมาฉัน แม้ในโรงอาหารก็ได้เป็นผู้มีเสียงอื้ออึง มีเสียงดังอยู่ ดังนี้ แล้วกราบทูล  
			<remark  id="s1b4c63l7" />ความนั้นแด่พระผู้มีพระภาค.  
			<remark  id="s1b4c63l8" />			ประชุมภิกษุสงฆ์ทรงสอบถาม  
			<remark  id="s1b4c63l9" />	[๗๙] ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งให้ประชุมภิกษุสงฆ์ ในเพราะเหตุเป็นเค้ามูลนั้น  
			<remark  id="s1b4c63l10" />ในเพราะเหตุแรกเกิดนั้น แล้วทรงสอบถามภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข่าวว่า ภิกษุ  
			<remark  id="s1b4c63l11" />ทั้งหลาย นุ่งห่มไม่เรียบร้อย มีมรรยาทไม่สมควรเที่ยวบิณฑบาต เมื่อประชาชนกำลังบริโภค  
			<remark  id="s1b4c63l12" />ย่อมน้อมบาตรสำหรับเที่ยวบิณฑบาต เข้าไปข้างบนของควรบริโภคบ้าง ข้างบนของควรเคี้ยวบ้าง  
			<remark  id="s1b4c63l13" />ข้างบนของควรลิ้มบ้าง ข้างบนของควรดื่มบ้าง ขอแกงบ้าง ข้าวสุกบ้าง ด้วยตนเองมาฉัน แม้  
			<remark  id="s1b4c63l14" />ในโรงอาหารก็เป็นผู้มีเสียงอื้ออึง มีเสียงดังอยู่ จริงหรือ?  
			<remark  id="s1b4c63l15" />	ภิกษุทั้งหลายทูลรับว่า จริง พระพุทธเจ้าข้า.  
			<remark  id="s1b4c63l16" />				ทรงติเตียน  
			<remark  id="s1b4c63l17" />	พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงติเตียนว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย การกระทำของโมฆบุรุษเหล่านั้น  
			<remark  id="s1b4c63l18" />ไม่เหมาะ ไม่สม ไม่ควร ไม่ใช่กิจของสมณะ ใช้ไม่ได้ ไม่ควรทำ ไฉนโมฆบุรุษเหล่านั้น จึง  
			<remark  id="s1b4c63l19" />ได้นุ่งห่มไม่เรียบร้อย มีมรรยาทไม่สมควรเที่ยวบิณฑบาต เมื่อประชาชนกำลังบริโภค ได้น้อม  
			<remark  id="s1b4c63l20" />บาตรสำหรับเที่ยวบิณฑบาตเข้าไปข้างบนของควรบริโภคบ้าง ข้างบนของควรเคี้ยวบ้าง ข้างบน  
			<remark  id="s1b4c63l21" />ของควรลิ้มบ้าง ข้างบนของควรดื่มบ้าง ขอแกงบ้าง ข้าวสุกบ้าง ด้วยตนเองมาฉัน แม้ใน  
			<remark  id="s1b4c63l22" />โรงอาหารก็ได้เป็นผู้มีเสียงอื้ออึง มีเสียงดังอยู่ ดูกรภิกษุทั้งหลาย การกระทำของโมฆบุรุษเหล่านั้น  
			<remark  id="s1b4c63l23" />นั่น ไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส หรือเพื่อความเลื่อมใสยิ่งของชุมชนที่  
			<remark  id="s1b4c63l24" />เลื่อมใสแล้ว โดยที่แท้ ย่อมเป็นไปเพื่อความไม่เลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส และเพื่อ  
			<remark  id="s1b4c63l25" />ความเป็นอย่างอื่นของชนบางพวกผู้เลื่อมใสแล้ว. 
		</para>
	</section>
	<section id="s1b4c64" >
		<para id="s1b4c64p">
			<remark  id="s1b4c64l1" />				ทรงอนุญาตอุปัชฌายะ  
			<remark  id="s1b4c64l2" />	[๘๐] ครั้นพระผู้มีพระภาคทรงติเตียนภิกษุเหล่านั้นโดยอเนกปริยายดังนี้แล้ว จึงตรัส  
			<remark  id="s1b4c64l3" />โทษแห่งความเป็นคนเลี้ยงยาก ความเป็นคนบำรุงยาก ความเป็นคนมักมาก ความเป็นคนไม่  
			<remark  id="s1b4c64l4" />สันโดษ ความคลุกคลี ความเกียจคร้าน ตรัสคุณแห่งความเป็นคนเลี้ยงง่าย ความเป็นคนบำรุง  
			<remark  id="s1b4c64l5" />ง่าย ความมักน้อย ความสันโดษ ความกำจัด ความขัดเกลา อาการที่น่าเลื่อมใส การไม่สะสม  
			<remark  id="s1b4c64l6" />การปรารภความเพียร โดยอเนกปริยาย ทรงทำธรรมีกถาที่สมควรแก่เรื่องนั้น ที่เหมาะสมแก่  
			<remark  id="s1b4c64l7" />เรื่องนั้นแก่ภิกษุทั้งหลาย แล้วรับสั่งว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตอุปัชฌายะ อุปัชฌายะจัก  
			<remark  id="s1b4c64l8" />ตั้งจิตสนิทสนมในสัทธิวิหาริกฉันบุตร สัทธิวิหาริกจักตั้งจิตสนิทสนมในอุปัชฌายะฉันบิดา เมื่อ  
			<remark  id="s1b4c64l9" />เป็นเช่นนี้ อุปัชฌายะและสัทธิวิหาริกนั้น ต่างจักมีความเคารพ ยำเกรง ประพฤติกลมเกลียวกัน  
			<remark  id="s1b4c64l10" />อยู่ จักถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ในธรรมวินัยนี้.  
			<remark  id="s1b4c64l11" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แลสัทธิวิหาริกพึงถืออุปัชฌายะอย่างนี้.  
			<remark  id="s1b4c64l12" />				วิธีถืออุปัชฌายะ  
			<remark  id="s1b4c64l13" />	สิทธิวิหาริกนั้น พึงห่มผ้าอุตราสงค์เฉวียงบ่า ไหว้เท้า นั่งกระหย่ง ประคองอัญชลีแล้ว  
			<remark  id="s1b4c64l14" />กล่าวคำอย่างนี้ ๓ หน  
			<remark  id="s1b4c64l15" />	ท่านเจ้าข้า ขอท่านจงเป็นอุปัชฌายะของข้าพเจ้า, ท่านเจ้าข้า ขอท่านจงเป็นอุปัชฌายะ  
			<remark  id="s1b4c64l16" />ของข้าพเจ้า, ท่านเจ้าข้า ขอท่านจงเป็นอุปัชฌายะของข้าพเจ้า.  
			<remark  id="s1b4c64l17" />	อุปัชฌายะรับว่า ดีละ เบาใจละ ชอบแก่อุบายละ สมควรละ หรือรับว่า จงยังความ  
			<remark  id="s1b4c64l18" />ปฏิบัติให้ถึงพร้อมด้วยอาการอันน่าเลื่อมใสเถิด ดังนี้ก็ได้  
			<remark  id="s1b4c64l19" />	รับด้วยกาย รับด้วยวาจา รับด้วยกายด้วยวาจาก็ได้ เป็นอันสัทธิวิหาริกถืออุปัชฌายะ  
			<remark  id="s1b4c64l20" />แล้ว  
			<remark  id="s1b4c64l21" />	ไม่รับด้วยกาย ไม่รับด้วยวาจา ไม่รับด้วยทั้งกายและวาจา ไม่เป็นอันสิทธิวิหาริกถือ  
			<remark  id="s1b4c64l22" />อุปัชฌายะ.  
			<remark  id="s1b4c64l23" />				อุปัชฌายวัตร  
			<remark  id="s1b4c64l24" />	[๘๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สัทธิวิหาริกพึงประพฤติชอบในอุปัชฌายะ.  
			<remark  id="s1b4c64l25" />	วิธีประพฤติชอบในอุปัชฌายะนั้น มีดังต่อไปนี้:-  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b4c65" >
		<para id="s1b4c65p">
			<remark  id="s1b4c65l1" />	สัทธิวิหาริกพึงลุกแต่เช้าตรู่ ถอดรองเท้า ห่มผ้าเฉวียงบ่า แล้วถวายไม้ชำระฟัน  
			<remark  id="s1b4c65l2" />ถวายน้ำล้างหน้า ปูอาสนะไว้  
			<remark  id="s1b4c65l3" />	ถ้ายาคูมี พึงล้างภาชนะแล้วน้อมยาคูเข้าไปถวาย เมื่ออุปัชฌายะดื่มยาคูแล้ว พึงถวายน้ำ  
			<remark  id="s1b4c65l4" />รับภาชนะมา ถือต่ำๆ อย่าให้กระทบกัน ล้างให้สะอาดแล้วเก็บไว้ เมื่ออุปัชฌายะลุกแล้ว พึงเก็บ  
			<remark  id="s1b4c65l5" />อาสนะ  
			<remark  id="s1b4c65l6" />	ถ้าที่นั้นรก พึงกวาดที่นั้นเสีย.  
			<remark  id="s1b4c65l7" />	ถ้าอุปัชฌายะประสงค์จะเข้าบ้าน พึงถวายผ้านุ่ง พึงรับผ้านุ่งผลัดมา พึงถวายประคตเอว  
			<remark  id="s1b4c65l8" />พึงพับผ้าสังฆาฏิเป็นชั้นถวาย  พึงล้างบาตรแล้วถวายพร้อมทั้งน้ำด้วย  
			<remark  id="s1b4c65l9" />	ถ้าอุปัชฌายะปรารถนาจะให้เป็นปัจฉาสมณะ พึงปกปิดมณฑล ๓ นุ่งให้เป็นปริมณฑล  
			<remark  id="s1b4c65l10" />แล้วคาดประคตเอว ห่มสังฆาฏิ ทำเป็นชั้น กลัดดุม ล้างบาตรแล้ว ถือไป เป็นปัจฉาสมณะ  
			<remark  id="s1b4c65l11" />ของอุปัชฌายะ ไม่พึงเดินให้ห่างนัก ไม่พึงเดินให้ชิดนัก พึงรับวัตถุที่เนื่องในบาตร  
			<remark  id="s1b4c65l12" />	เมื่ออุปัชฌายะกำลังพูด ไม่พึงพูดสอดขึ้นในระหว่าง อุปัชฌายะกล่าวถ้อยคำใกล้ต่อ  
			<remark  id="s1b4c65l13" />อาบัติ พึงห้ามเสีย  
			<remark  id="s1b4c65l14" />	เมื่อกลับ พึงมาก่อน แล้วปูอาสนะที่นั่งฉันไว้ พึงเตรียมน้ำล้างเท้า ตั่งรองเท้า  
			<remark  id="s1b4c65l15" />กระเบื้องเช็ดเท้าไว้ พึงลุกขึ้นรับบาตรและจีวร พึงถวายผ้านุ่งผลัด พึงรับผ้านุ่งมา.  
			<remark  id="s1b4c65l16" />	ถ้าจีวรชุ่มเหงื่อ พึงผึ่งแดดไว้ครู่หนึ่ง แต่ไม่พึงผึ่งทิ้งไว้ที่แดด  
			<remark  id="s1b4c65l17" />	พึงพับจีวร เมื่อพับจีวร พึงพับให้เหลื่อมมุมกัน ๔ นิ้ว ด้วยตั้งใจมิให้มีรอยพับตรงกลาง  
			<remark  id="s1b4c65l18" />พึงทำประคตเอวไว้ในขนดอันตรวาสก.  
			<remark  id="s1b4c65l19" />	ถ้าบิณฑบาตมี และอุปัชฌายะประสงค์จะฉัน พึงถวายน้ำ แล้วน้อมบิณฑบาตเข้าไปถวาย  
			<remark  id="s1b4c65l20" />พึงถามอุปัชฌายะด้วยน้ำฉัน เมื่ออุปัชฌายะฉันแล้ว พึงถวายน้ำ รับบาตรมา ถือต่ำๆ อย่าให้  
			<remark  id="s1b4c65l21" />กระทบ ล้างให้สะอาด เช็ดให้แห้งแล้ว ผึ่งไว้ที่แดดครู่หนึ่ง แต่ไม่พึงผึ่งทิ้งไว้ที่แดด  
			<remark  id="s1b4c65l22" />	พึงเก็บบาตรจีวร  เมื่อเก็บบาตร  พึงเอามือข้างหนึ่งจับบาตร เอามือข้างหนึ่งลูบคลำ  
			<remark  id="s1b4c65l23" />ใต้เตียงหรือใต้ตั่ง แล้วจึงเก็บบาตร แต่ไม่พึงเก็บบาตรไว้บนพื้นที่ไม่มีสิ่งใดรอง  
			<remark  id="s1b4c65l24" />	เมื่อเก็บจีวร พึงเอามือข้างหนึ่งถือจีวร เอามือข้างหนึ่งลูบราวจีวรหรือสายระเดียง  
			<remark  id="s1b4c65l25" />แล้วทำชายไว้ข้างนอก ทำขนดไว้ข้างใน แล้วจึงเก็บจีวร 
		</para>
	</section>
	<section id="s1b4c66" >
		<para id="s1b4c66p">
			<remark  id="s1b4c66l1" />	เมื่ออุปัชฌายะลุกแล้ว พึงเก็บอาสนะ เก็บน้ำล้างเท้า ตั่งรองเท้า กระเบื้องเช็ดเท้า  
			<remark  id="s1b4c66l2" />ถ้าที่นั้นรก พึงกวาดที่นั้นเสีย.  
			<remark  id="s1b4c66l3" />	ถ้าอุปัชฌายะใคร่จะสรงน้ำ พึงจัดน้ำสรงถวาย ถ้าต้องการน้ำเย็น พึงจัดน้ำเย็นถวาย  
			<remark  id="s1b4c66l4" />ถ้าต้องการน้ำร้อน พึงจัดน้ำร้อนถวาย.  
			<remark  id="s1b4c66l5" />	ถ้าอุปัชฌายะประสงค์จะเข้าเรือนไฟ พึงบดจุณ แช่ดิน ถือตั่งสำหรับเรือนไฟแล้ว  
			<remark  id="s1b4c66l6" />เดินตามหลังอุปัชฌายะไป ถวายตั่งสำหรับเรือนไฟแล้ว รับจีวรมาวางไว้ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง  
			<remark  id="s1b4c66l7" />พึงถวายจุณ ถวายดิน  
			<remark  id="s1b4c66l8" />	ถ้าอุตสาหะอยู่ พึงเข้าเรือนไฟ เมื่อเข้าเรือนไฟ พึงเอาดินทาหน้า ปิดทั้งข้างหน้า  
			<remark  id="s1b4c66l9" />ข้างหลัง แล้วเข้าเรือนไฟ ไม่พึงนั่งเบียดภิกษุผู้เถระ ไม่พึงห้ามกันอาสนะภิกษุใหม่ พึงทำ  
			<remark  id="s1b4c66l10" />บริกรรม แก่อุปัชฌายะในเรือนไฟ  
			<remark  id="s1b4c66l11" />	เมื่อออกจากเรือนไฟ พึงถือตั่งสำหรับเรือนไฟ แล้วปิดทั้งข้างหน้าทั้งข้างหลังออกจาก  
			<remark  id="s1b4c66l12" />เรือนไฟ  
			<remark  id="s1b4c66l13" />	พึงทำบริกรรมแก่อุปัชฌายะแม้ในน้ำ อาบเสร็จแล้ว พึงขึ้นมาก่อน ทำตัวของตน  
			<remark  id="s1b4c66l14" />ให้แห้งน้ำ นุ่งผ้าแล้ว พึงเช็ดน้ำจากตัวของอุปัชฌายะ  พึงถวายผ้านุ่ง พึงถวายผ้าสังฆาฏิ  
			<remark  id="s1b4c66l15" />ถือตั่งสำหรับเรือนไฟมาก่อน แล้วปูอาสนะไว้ เตรียมน้ำล้างเท้า ตั่งรองเท้า กระเบื้องเช็ดเท้าไว้  
			<remark  id="s1b4c66l16" />พึงถามอุปัชฌายะด้วยน้ำฉัน.  
			<remark  id="s1b4c66l17" />	ถ้าประสงค์จะเรียนบาลี พึงขอให้อุปัชฌายะแสดงบาลีขึ้น  
			<remark  id="s1b4c66l18" />	ถ้าประสงค์จะสอบถามอรรถกถา พึงสอบถาม.  
			<remark  id="s1b4c66l19" />	อุปัชฌายะอยู่ในวิหารแห่งใด ถ้าวิหารแห่งนั้นรก ถ้าอุตสาหะอยู่ พึงปัดกวาดเสีย  
			<remark  id="s1b4c66l20" />เมื่อปัดกวาดวิหาร พึงขนบาตรจีวรออกก่อน แล้ววางไว้ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง พึงขนผ้าปูนั่ง  
			<remark  id="s1b4c66l21" />และผ้าปูนอน ฟูก หมอน ออกวางไว้ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง  
			<remark  id="s1b4c66l22" />	เตียงตั่ง สัทธิวิหาริกพึงยกต่ำๆ อย่าให้ครูดสี อย่าให้กระทบกระแทกบานและกรอบ  
			<remark  id="s1b4c66l23" />ประตู ขนออกให้เรียบร้อย แล้วตั้งไว้ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง เขียงรองเตียง กระโถน พนักอิง  
			<remark  id="s1b4c66l24" />พึงขนออกตั้งไว้ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง เครื่องปูพื้น พึงสังเกตที่ปูไว้เดิม แล้วขนออกวางไว้  
			<remark  id="s1b4c66l25" />ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b4c67" >
		<para id="s1b4c67p">
			<remark  id="s1b4c67l1" />	ถ้าในวิหารมีหยากเยื่อ พึงกวาดแต่เพดานลงมาก่อน กรอบหน้าต่างและมุมห้องพึงเช็ด  
			<remark  id="s1b4c67l2" />เสีย ถ้าฝาเขาทำบริกรรมด้วยน้ำมัน หรือพื้นเขาทาสีดำขึ้นรา พึงเอาผ้าชุบน้ำบิดแล้วเช็ดเสีย  
			<remark  id="s1b4c67l3" />ถ้าพื้นเขามิได้ทำ พึงเอาน้ำประพรมแล้วเช็ดเสีย ระวังอย่าให้วิหารฟุ้งด้วยธุลี พึงกวาดหยากเยื่อ  
			<remark  id="s1b4c67l4" />ทิ้งเสีย ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง  
			<remark  id="s1b4c67l5" />	เครื่องลาดพื้น พึงผึ่งแดด ชำระ เคาะปัด แล้วขนกลับปูไว้ตามเดิม เขียงรองเตียง  
			<remark  id="s1b4c67l6" />พึงผึ่งแดด ขัด เช็ด แล้วขนกลับตั้งไว้ที่เดิม เตียงตั่ง พึงผึ่งแดดขัดสี เคาะเสีย ยกต่ำๆ อย่าให้  
			<remark  id="s1b4c67l7" />ครูดสี กระทบกระแทกบานและกรอบประตู ขนกลับไปให้ดีๆ แล้วตั้งไว้ตามเดิม ฟูก หมอน  
			<remark  id="s1b4c67l8" />ผ้าปูนั่ง ผ้าปูนอน พึงผึ่งแดด ทำให้สะอาด ตบเสีย แล้วนำกลับวางปูไว้ตามเดิม กระโถน  
			<remark  id="s1b4c67l9" />พนักอิง พึงผึ่งแดด เช็ดถูเสียแล้วขนกลับตั้งไว้ตามเดิม  
			<remark  id="s1b4c67l10" />	พึงเก็บบาตรจีวร เมื่อเก็บบาตร พึงเอามือข้างหนึ่งจับบาตร เอามือข้างหนึ่งลูบคลำ  
			<remark  id="s1b4c67l11" />ใต้เตียงหรือใต้ตั่งแล้วจึงเก็บบาตร แต่ไม่พึงเก็บบาตรบนพื้นที่ไม่มีสิ่งใดรอง  
			<remark  id="s1b4c67l12" />	เมื่อเก็บจีวร พึงเอามือข้างหนึ่งถือจีวร เอามือข้างหนึ่งลูบราวจีวรหรือสายระเดียง แล้ว  
			<remark  id="s1b4c67l13" />แล้วทำชายไว้ข้างนอก ทำขนดไว้ข้างใน แล้วเก็บจีวร.  
			<remark  id="s1b4c67l14" />	ถ้าลมเจือด้วยผงคลีพัดมาแต่ทิศตะวันออก พึงปิดหน้าต่างด้านตะวันออก ถ้าพัดมาแต่  
			<remark  id="s1b4c67l15" />ทิศตะวันตก พึงปิดหน้าต่างด้านตะวันตก ถ้าพัดมาแต่ทิศเหนือ พึงปิดหน้าต่างด้านเหนือ  
			<remark  id="s1b4c67l16" />ถ้าพัดมาแต่ทิศใต้ พึงปิดหน้าต่างด้านใต้ ถ้าฤดูหนาวพึงเปิดหน้าต่างกลางวัน กลางคืนพึงปิด  
			<remark  id="s1b4c67l17" />ถ้าฤดูร้อน พึงปิดหน้าต่างกลางวัน กลางคืนพึงเปิด.  
			<remark  id="s1b4c67l18" />	ถ้าบริเวณ ซุ้มน้ำ โรงฉัน โรงไฟ วัจจกุฎี รก พึงปัดกวาดเสีย ถ้าน้ำฉันน้ำใช้ไม่มี  
			<remark  id="s1b4c67l19" />พึงจัดตั้งไว้ ถ้าน้ำในหม้อชำระไม่มี พึงตักน้ำมาไว้ในหม้อชำระ.  
			<remark  id="s1b4c67l20" />	ถ้าความกระสันบังเกิดแก่อุปัชฌายะ สัทธิวิหาริกพึงช่วยระงับ หรือพึงวานภิกษุอื่นให้  
			<remark  id="s1b4c67l21" />ช่วยระงับ หรือพึงทำธรรมกถาแก่อุปัชฌายะนั้น ถ้าความรำคาญบังเกิดแก่อุปัชฌายะ สัทธิวิหาริก  
			<remark  id="s1b4c67l22" />พึงช่วยบรรเทา หรือพึงวานภิกษุอื่นให้ช่วยบรรเทา หรือพึงทำธรรมกถาแก่อุปัชฌายะนั้น ถ้า  
			<remark  id="s1b4c67l23" />ความเห็นผิดบังเกิดแก่อุปัชฌายะ สัทธิวิหาริกพึงให้สละเสีย หรือพึงวานภิกษุอื่นให้ช่วย หรือ  
			<remark  id="s1b4c67l24" />พึงทำธรรมกถาแก่อุปัชฌายะนั้น. ถ้าอุปัชฌายะต้องอาบัติหนักควรปริวาส สัทธิวิหาริกพึงทำความ  
			<remark  id="s1b4c67l25" />ขวนขวายว่า ด้วยอุบายอย่างไรหนอ สงฆ์พึงให้ปริวาสแก่อุปัชฌายะ ถ้าอุปัชฌายะควรชักเข้าหา  
			<remark  id="s1b4c67l26" />อาบัติเดิม สัทธิวิหาริกพึงทำความขวนขวายว่า ด้วยอุบายอย่างไรหนอ สงฆ์พึงชักอุปัชฌายะ  
			<remark  id="s1b4c67l27" />เข้าหาอาบัติเดิม ถ้าอุปัชฌายะควรมานัต สัทธิวิหาริกพึงทำความขวนขวายว่า ด้วยอุบายอย่างไร
		</para>
	</section>
	<section id="s1b4c68" >
		<para id="s1b4c68p">
			<remark  id="s1b4c68l1" />หนอ สงฆ์พึงให้มานัตแก่อุปัชฌายะ ถ้าอุปัชฌายะควรอัพภาน สัทธิวิหาริกพึงทำความขวนขวายว่า  
			<remark  id="s1b4c68l2" />ด้วยอุบายอย่างไรหนอ สงฆ์พึงอัพภานอุปัชฌายะ.  
			<remark  id="s1b4c68l3" />	ถ้าสงฆ์ปรารถนาจะทำกรรมแก่อุปัชฌายะ คือ ตัชชนียกรรม นิยสกรรม ปัพพาชนียกรรม  
			<remark  id="s1b4c68l4" />ปฏิสารณียกรรม หรืออุกเขปนียกรรม สัทธิวิหาริก พึงทำความขวนขวายว่า ด้วยอุบายอย่างไร  
			<remark  id="s1b4c68l5" />หนอ สงฆ์ไม่พึงทำกรรมแก่อุปัชฌายะ หรือสงฆ์พึงน้อมไปเพื่อกรรมสถานเบา หรืออุปัชฌายะ  
			<remark  id="s1b4c68l6" />นั้นถูกสงฆ์ลงตัชชนียกรรม นิยสกรรม ปัพพาชนียกรรม ปฏิสารณียกรรม หรืออุกเขปนียกรรม  
			<remark  id="s1b4c68l7" />แล้ว สัทธิวิหาริกพึงทำความขวนขวายว่า ด้วยอุบายอย่างไรหนอ อุปัชฌายะ พึงประพฤติชอบ  
			<remark  id="s1b4c68l8" />พึงหายเย่อหยิ่ง พึงประพฤติแก้ตัว สงฆ์พึงระงับกรรมนั้นเสีย.  
			<remark  id="s1b4c68l9" />	ถ้าจีวรของอุปัชฌายะจะต้องซัก สัทธิวิหาริกพึงซัก หรือพึงทำความขวนขวายว่า ด้วย  
			<remark  id="s1b4c68l10" />อุบายอย่างไรหนอ ใครๆ พึงซักจีวรของอุปัชฌายะ ถ้าจีวรของอุปัชฌายะจะต้องทำ สัทธิวิหาริก  
			<remark  id="s1b4c68l11" />พึงทำ หรือพึงทำความขวนขวายว่า ด้วยอุบายอย่างไรหนอ ใครๆ พึงทำจีวรของอุปัชฌายะ  
			<remark  id="s1b4c68l12" />ถ้าน้ำย้อมของอุปัชฌายะจะต้องต้ม สัทธิวิหาริกพึงต้ม หรือพึงทำความขวนขวายว่า ด้วยอุบาย  
			<remark  id="s1b4c68l13" />อย่างไรหนอ ใครๆ พึงต้มน้ำย้อมของอุปัชฌายะ ถ้าจีวรของอุปัชฌายะจะต้องย้อม สัทธิวิหาริก  
			<remark  id="s1b4c68l14" />พึงย้อม หรือพึงทำความขวนขวายว่า ด้วยอุบายอย่างไรหนอ ใครๆ พึงย้อมจีวรของอุปัชฌายะ  
			<remark  id="s1b4c68l15" />เมื่อย้อมจีวร พึงย้อมพลิกกลับไปกลับมาให้ดีๆ เมื่อหยาดน้ำย้อมยังหยดไม่ขาดสาย ไม่พึงหลีก  
			<remark  id="s1b4c68l16" />ไปเสีย.  
			<remark  id="s1b4c68l17" />	สัทธิวิหาริกไม่บอกอุปัชฌายะก่อน ไม่พึงให้บาตรแก่ภิกษุบางรูป ไม่พึงรับบาตรของ  
			<remark  id="s1b4c68l18" />ภิกษุบางรูป ไม่พึงให้จีวรแก่ภิกษุบางรูป ไม่พึงรับจีวรของภิกษุบางรูป ไม่พึงให้บริขารแก่ภิกษุ  
			<remark  id="s1b4c68l19" />บางรูป ไม่พึงรับบริขารของภิกษุบางรูป ไม่พึงปลงผมให้ภิกษุบางรูป ไม่พึงให้ภิกษุบางรูปปลงผม  
			<remark  id="s1b4c68l20" />ให้ ไม่พึงทำบริกรรม ไม่พึงให้ภิกษุบางรูปทำบริกรรมให้ ไม่พึงทำความขวนขวายแก่ภิกษุบางรูป  
			<remark  id="s1b4c68l21" />ไม่พึงสั่งให้ภิกษุบางรูปทำความขวนขวาย ไม่พึงเป็นปัจฉาสมณะของภิกษุบางรูป ไม่พึงพาภิกษุ  
			<remark  id="s1b4c68l22" />บางรูปไปเป็นปัจฉาสมณะ ไม่พึงนำบิณฑบาตไปให้ภิกษุบางรูป ไม่พึงให้ภิกษุบางรูปนำบิณฑบาต  
			<remark  id="s1b4c68l23" />มาให้ ไม่ลาอุปัชฌายะก่อน ไม่พึงเข้าบ้าน ไม่พึงไปป่าช้า  ไม่พึงหลีกไปสู่ทิศ ถ้าอุปัชฌายะ  
			<remark  id="s1b4c68l24" />อาพาธ พึงพยาบาทจนตลอดชีวิต พึงรอจนกว่าจะหาย.  
			<remark  id="s1b4c68l25" />				อุปัชฌายวัตร จบ  
			<remark  id="s1b4c68l26" />				______________ 
		</para>
	</section>
	<section id="s1b4c69" >
		<para id="s1b4c69p">
			<remark  id="s1b4c69l1" />				สัทธิวิหาริกวัตร  
			<remark  id="s1b4c69l2" />	[๘๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อุปัชฌายะพึงประพฤติชอบในสัทธิวิหาริก.  
			<remark  id="s1b4c69l3" />	วิธีประพฤติชอบในสัทธิวิหาริกนั้น มีดังต่อไปนี้:-  
			<remark  id="s1b4c69l4" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย อุปัชฌายะพึงสงเคราะห์ อนุเคราะห์ สัทธิวิหาริก ด้วยสอนบาลี  
			<remark  id="s1b4c69l5" />และอรรถกถา ด้วยให้โอวาทและอนุศาสนี.  
			<remark  id="s1b4c69l6" />	ถ้าอุปัชฌายะมีบาตร สัทธิวิหาริกไม่มีบาตร อุปัชฌายะพึงให้บาตรแก่สัทธิวิหาริก หรือ  
			<remark  id="s1b4c69l7" />พึงทำความขวนขวายว่า ด้วยอุบายอย่างไรหนอ บาตรพึงบังเกิดแก่สัทธิวิหาริก  
			<remark  id="s1b4c69l8" />	ถ้าอุปัชฌายะมีจีวร สัทธิวิหาริกไม่มีจีวร อุปัชฌายะพึงให้จีวรแก่สัทธิวิหาริก หรือ  
			<remark  id="s1b4c69l9" />พึงทำความขวนขวายว่า ด้วยอุบายอย่างไรหนอ จีวรพึงบังเกิดแก่สัทธิวิหาริก  
			<remark  id="s1b4c69l10" />	ถ้าอุปัชฌายะมีบริขาร สัทธิวิหาริกไม่มีบริขาร อุปัชฌายะ พึงให้บริขารแก่สัทธิวิหาริก  
			<remark  id="s1b4c69l11" />หรือพึงทำความขวนขวายว่า ด้วยอุบายอย่างไรหนอ บริขารพึงบังเกิดแก่สัทธิวิหาริก.  
			<remark  id="s1b4c69l12" />	ถ้าสัทธิวิหาริกอาพาธ อุปัชฌายะพึงลุกแต่เช้าตรู่ แล้วให้ไม้ชำระฟัน ให้น้ำล้างหน้า  
			<remark  id="s1b4c69l13" />ปูอาสนะไว้  
			<remark  id="s1b4c69l14" />	ถ้ายาคูมี พึงล้างภาชนะแล้ว นำยาคูเข้าไปให้ เมื่อสัทธิวิหาริกดื่มยาคูแล้ว พึงให้น้ำ  
			<remark  id="s1b4c69l15" />รับภาชนะมา ถือต่ำๆ อย่าให้กระทบกัน ล้างให้สะอาดแล้วเก็บไว้ เมื่อสัทธิหาริกลุกแล้ว  
			<remark  id="s1b4c69l16" />พึงเก็บอาสนะ ถ้าที่นั้นรก พึงกวาดที่นั้นเสีย.  
			<remark  id="s1b4c69l17" />	ถ้าสัทธิวิหาริกประสงค์จะเข้าบ้าน  พึงให้ผ้านุ่ง พึงรับผ้านุ่งผลัดมา พึงให้ประคตเอว  
			<remark  id="s1b4c69l18" />พึงพับสังฆาฏิเป็นชั้นให้ พึงล้างบาตรแล้วให้พร้อมทั้งน้ำด้วย พึงปูอาสนะที่นั่งฉันไว้ ด้วยกำหนด  
			<remark  id="s1b4c69l19" />ในใจว่าเพียงเวลาเท่านี้ สัทธิวิหาริกจักกลับมา น้ำล้างเท้า ตั่งรองเท้า กระเบื้องเช็ดเท้า  
			<remark  id="s1b4c69l20" />พึงเตรียมตั้งไว้ พึงลุกขึ้นรับบาตรและจีวร พึงให้ผ้านุ่งผลัด พึงรับผ้านุ่งมา.  
			<remark  id="s1b4c69l21" />	ถ้าจีวรชุ่มเหงื่อ พึงผึ่งแดดไว้ครู่หนึ่ง แต่ไม่พึงผึ่งทิ้งไว้ที่แดด  
			<remark  id="s1b4c69l22" />	พึงพับจีวร เมื่อพับจีวร พึงพับให้เหลื่อมมุมกัน ๔ นิ้ว ด้วยตั้งใจมิให้มีรอยพับ  
			<remark  id="s1b4c69l23" />ตรงกลาง พึงทำประคตเอวไว้ในขนดอันตรวาสก.  
			<remark  id="s1b4c69l24" />	ถ้าบิณฑบาตมี และสัทธิวิหาริกประสงค์จะฉัน พึงให้น้ำแล้วนำบิณฑบาตเข้าไปให้  
			<remark  id="s1b4c69l25" />พึงถามสัทธิวิหาริกด้วยน้ำฉัน เมื่อสัทธิวิหาริกฉันแล้ว พึงให้น้ำ รับบาตรมา ถือต่ำๆ อย่าให้  
			<remark  id="s1b4c69l26" />กระทบ ล้างให้สะอาด เช็ดให้แห้ง แล้วพึงผึ่งไว้ที่แดดครู่หนึ่ง แต่ไม่พึงผึ่งทิ้งไว้ที่แดด  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b4c70" >
		<para id="s1b4c70p">
			<remark  id="s1b4c70l1" />	พึงเก็บบาตรจีวร เมื่อเก็บบาตร พึงเอามือข้างหนึ่งจับบาตร เอามือข้างหนึ่งลูบคลำ  
			<remark  id="s1b4c70l2" />ใต้เตียงหรือใต้ตั่งแล้วจึงเก็บบาตร แต่ไม่พึงเก็บบาตรไว้บนพื้นที่ไม่มีสิ่งใดรอง  
			<remark  id="s1b4c70l3" />	เมื่อเก็บจีวร พึงเอามือข้างหนึ่งถือจีวร เอามือข้างหนึ่งลูบราวจีวร หรือสายระเดียง  
			<remark  id="s1b4c70l4" />แล้วทำชายไว้ข้างนอก ขนดไว้ข้างในแล้วจึงเก็บจีวร  
			<remark  id="s1b4c70l5" />	เมื่อสัทธิวิหาริกลุกแล้ว พึงเก็บอาสนะ เก็บน้ำล้างเท้า ตั่งรองเท้า กระเบื้องเช็ดเท้า  
			<remark  id="s1b4c70l6" />ถ้าที่นั้นรก พึงกวาดที่นั้นเสีย.  
			<remark  id="s1b4c70l7" />	ถ้าสัทธิวิหาริกใคร่จะสรงน้ำ พึงจัดน้ำสรงให้ ถ้าต้องการน้ำเย็น พึงจัดน้ำเย็นให้  
			<remark  id="s1b4c70l8" />ถ้าต้องการน้ำร้อน พึงจัดน้ำร้อนให้.  
			<remark  id="s1b4c70l9" />	ถ้าสัทธิวิหาริกประสงค์จะเข้าเรือนไฟ พึงบดจุณ แช่ดิน ถือตั่งสำหรับเรือนไฟไป  
			<remark  id="s1b4c70l10" />แล้วให้ตั่งสำหรับเรือนไฟ แล้วรับจีวรมาวางไว้ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง พึงให้จุณ ให้ดิน  
			<remark  id="s1b4c70l11" />	ถ้าอุตสาหะอยู่ พึงเข้าเรือนไฟ เมื่อเข้าเรือนไฟ พึงเอาดินทาหน้า ปิดทั้งข้างหน้า  
			<remark  id="s1b4c70l12" />ทั้งข้างหลัง แล้วเข้าเรือนไฟ ไม่พึงนั่งเบียดภิกษุผู้เถระ ไม่พึงห้ามกันอาสนะภิกษุใหม่ พึงทำ  
			<remark  id="s1b4c70l13" />บริกรรมแก่สัทธิวิหาริกในเรือนไฟ  
			<remark  id="s1b4c70l14" />	เมื่อออกจากเรือนไฟ พึงถือตั่งสำหรับเรือนไฟ แล้วปิดทั้งข้างหน้าทั้งข้างหลัง ออกจาก  
			<remark  id="s1b4c70l15" />เรือนไฟ  
			<remark  id="s1b4c70l16" />	พึงทำบริกรรมแก่สัทธิวิหาริก แม้ในน้ำ อาบเสร็จแล้วพึงขึ้นมาก่อน ทำตัวของตน  
			<remark  id="s1b4c70l17" />ให้แห้งน้ำ นุ่งผ้าแล้วพึงเช็ดน้ำจากตัวของสัทธิวิหาริก พึงให้ผ้านุ่ง พึงให้ผ้าสังฆาฏิ พึงถือตั่ง  
			<remark  id="s1b4c70l18" />สำหรับเรือนไฟมาก่อน แล้วปูอาสนะไว้ เตรียมน้ำล้างเท้า ตั่งรองเท้า กระเบื้องเช็ดเท้าไว้  
			<remark  id="s1b4c70l19" />พึงถามสัทธิวิหาริกด้วยน้ำฉัน.  
			<remark  id="s1b4c70l20" />	สัทธิวิหาริกอยู่ในวิหารแห่งใด ถ้าวิหารแห่งนั้นรก ถ้าอุตสาหะอยู่ พึงปัดกวาดเสีย  
			<remark  id="s1b4c70l21" />เมื่อปัดกวาดวิหาร พึงขนบาตรจีวรออกก่อนแล้ววางไว้ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง พึงขนผ้าปูนั่ง  
			<remark  id="s1b4c70l22" />และผ้าปูนอน ฟูก หมอน ออกวางไว้ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง  
			<remark  id="s1b4c70l23" />	เตียงตั่ง อุปัชฌายะพึงยกต่ำๆ อย่าให้ครูดสี อย่าให้กระทบกระแทกบานและกรอบประตู  
			<remark  id="s1b4c70l24" />ขนออกให้เรียบร้อย แล้วตั้งไว้ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง เขียงรองเตียง กระโถน พนักอิง 
		</para>
	</section>
	<section id="s1b4c71" >
		<para id="s1b4c71p">
			<remark  id="s1b4c71l1" />พึงขนออกวางไว้ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง เครื่องปูพื้น พึงสังเกตที่ปูไว้ที่เดิม แล้วขนออกวางไว้  
			<remark  id="s1b4c71l2" />ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง  
			<remark  id="s1b4c71l3" />	ถ้าในวิหารมีหยากเยื่อ พึงกวาดแต่เพดานลงมาก่อน กรอบหน้าต่างและมุมห้อง พึง  
			<remark  id="s1b4c71l4" />เช็ดเสีย ถ้าฝาเขาทำบริกรรมด้วยน้ำมัน หรือพื้นเขาทาสีดำขึ้นรา พึงเอาผ้าชุบน้ำบิดแล้วเช็ดเสีย  
			<remark  id="s1b4c71l5" />ถ้าพื้นเขามิได้ทำ พึงเอาน้ำประพรมแล้วเช็ดเสีย ระวังอย่าให้วิหารฟุ้งด้วยธุลี พึงกวาดหยากเยื่อ  
			<remark  id="s1b4c71l6" />ทิ้งเสีย ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง  
			<remark  id="s1b4c71l7" />	เครื่องลาดพื้น พึงผึ่งแดด ชำระ เคาะ ปัดแล้ว ขนกลับปูไว้ตามเดิม เขียงรองเตียง พึง  
			<remark  id="s1b4c71l8" />ผึ่งแดด ขัด เช็ดแล้ว ขนกลับไว้ในที่เดิม เตียงตั่ง พึงผึ่งแดด ขัดสี เคาะเสีย ยกต่ำๆ อย่าให้  
			<remark  id="s1b4c71l9" />ครูดสี อย่าให้กระทบกระแทกบานและกรอบประตู ขนกลับไปให้ดีๆ แล้วตั้งไว้ตามเดิม ฟูก  
			<remark  id="s1b4c71l10" />หมอน ผ้าปูนั่ง ผ้าปูนอน พึงผึ่งแดด ทำให้สะอาด ตบเสีย แล้วนำกลับวางปูไว้ตามเดิม กระโถน  
			<remark  id="s1b4c71l11" />พนักอิง พึงผึ่งแดด เช็ด ถูเสีย แล้วขนกลับตั้งไว้ตามเดิม  
			<remark  id="s1b4c71l12" />	พึงเก็บบาตรจีวร เมื่อเก็บบาตร พึงเอามือข้างหนึ่งจับบาตร เอามือข้างหนึ่งลูบคลำ  
			<remark  id="s1b4c71l13" />ใต้เตียงหรือใต้ตั่ง แล้วจึงเก็บบาตร แต่ไม่พึงวางบาตรบนพื้นที่ไม่มีสิ่งใดรอง  
			<remark  id="s1b4c71l14" />	เมื่อเก็บจีวร พึงเอามือข้างหนึ่งถือจีวร เอามือข้างหนึ่งลูบราวจีวรหรือสายระเดียงแล้ว  
			<remark  id="s1b4c71l15" />ทำชายไว้ข้างนอก ทำขนดไว้ข้างในแล้วจึงเก็บจีวร.  
			<remark  id="s1b4c71l16" />	ถ้าลมเจือด้วยผลคลีพัดมาแต่ทิศตะวันออก พึงปิดหน้าต่างด้านตะวันออก ถ้าพัดมา  
			<remark  id="s1b4c71l17" />แต่ทิศตะวันตก พึงปิดหน้าต่างด้านตะวันตก ถ้าพัดมาแต่ทิศเหนือ พึงปิดหน้าต่างด้านเหนือ  
			<remark  id="s1b4c71l18" />ถ้าพัดมาแต่ทิศใต้ พึงปิดหน้าต่างด้านใต้ ถ้าฤดูหนาว พึงเปิดหน้าต่างกลางวัน พึงปิดกลางคืน  
			<remark  id="s1b4c71l19" />ถ้าฤดูร้อน พึงปิดหน้าต่างกลางวัน พึงเปิดกลางคืน.  
			<remark  id="s1b4c71l20" />	ถ้าบริเวณ ซุ้มน้ำ โรงฉัน โรงไฟ วัจจกุฎี รก พึงปัดกวาดเสีย ถ้าน้ำฉันน้ำใช้ไม่มี  
			<remark  id="s1b4c71l21" />พึงจัดตั้งไว้ ถ้าน้ำในหม้อชำระไม่มี พึงตักน้ำมาไว้ในหม้อชำระ.  
			<remark  id="s1b4c71l22" />	ถ้าความกระสันบังเกิดแก่สัทธิวิหาริก อุปัชฌายะพึงช่วยระงับหรือพึงวานภิกษุอื่นให้  
			<remark  id="s1b4c71l23" />ช่วยระงับ หรือพึงทำธรรมกถาแก่สัทธิวิหาริกนั้น ถ้าความรำคาญบังเกิดแก่สัทธิวิหาริก อุปัชฌายะ  
			<remark  id="s1b4c71l24" />พึงบรรเทา หรือพึงวานภิกษุอื่นให้ช่วยบรรเทา หรือพึงทำธรรมกถาแก่สัทธิวิหาริกนั้น ถ้าความ  
			<remark  id="s1b4c71l25" />เห็นผิดบังเกิดแก่สัทธิวิหาริก อุปัชฌายะพึงให้สละเสีย หรือพึงวานภิกษุอื่นให้ช่วย หรือพึงทำ  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b4c72" >
		<para id="s1b4c72p">
			<remark  id="s1b4c72l1" />ธรรมกถาแก่สัทธิวิหาริกนั้น. ถ้าสัทธิวิหาริกต้องอาบัติหนัก ควรปริวาส อุปัชฌายะพึงทำความ  
			<remark  id="s1b4c72l2" />ขวนขวายว่า ด้วยอุบายอย่างไรหนอ สงฆ์พึงให้ปริวาสแก่สัทธิวิหาริก ถ้าสัทธิวิหาริกควรชักเข้า  
			<remark  id="s1b4c72l3" />หาอาบัติเดิม อุปัชฌายะพึงทำความขวนขวายว่า ด้วยอุบายอย่างไรหนอ สงฆ์พึงชักสัทธิวิหาริก  
			<remark  id="s1b4c72l4" />เข้าหาอาบัติเดิม ถ้าสัทธิวิหาริกควรมานัต อุปัชฌายะพึงทำความขวนขวายว่า ด้วยอุบายอย่างไร  
			<remark  id="s1b4c72l5" />หนอ สงฆ์พึงให้มานัตแก่สัทธิวิหาริก ถ้าสัทธิวิหาริกควรอัพภาน อุปัชฌายะพึงทำความขวนขวาย  
			<remark  id="s1b4c72l6" />ว่า ด้วยอุบายอย่างไรหนอ สงฆ์พึงอัพภานสัทธิวิหาริก.  
			<remark  id="s1b4c72l7" />	ถ้าสงฆ์ปรารถนาจะทำกรรมแก่สัทธิวิหาริก คือ ตัชชนียกรรม นิยสกรรม ปัพพาชนียกรรม  
			<remark  id="s1b4c72l8" />ปฏิสารณียกรรม หรืออุกเขปนียกรรม อุปัชฌายะพึงทำความขวนขวายว่า ด้วยอุบายอย่างไรหนอ  
			<remark  id="s1b4c72l9" />สงฆ์ไม่พึงทำกรรมแก่สัทธิวิหาริก หรือสงฆ์พึงน้อมไปเพื่อกรรมสถานเบา หรือสัทธิวิหาริกนั้น  
			<remark  id="s1b4c72l10" />ถูกสงฆ์ลงตัชชนียกรรม นิยสกรรม ปัพพาชนียกรรม ปฏิสารณียกรรม หรืออุกเขปนียกรรมแล้ว  
			<remark  id="s1b4c72l11" />อุปัชฌายะพึงทำความขวนขวายว่า ด้วยอุบายอย่างไรหนอ สัทธิวิหาริกพึงประพฤติชอบ  
			<remark  id="s1b4c72l12" />พึงหายเย่อหยิ่ง พึงประพฤติแก้ตัว สงฆ์พึงระงับกรรมนั้นเสีย.  
			<remark  id="s1b4c72l13" />	ถ้าจีวรของสัทธิวิหาริกจะต้องซัก อุปัชฌายะพึงบอกว่า ท่านพึงซักอย่างนี้ หรือพึงทำ  
			<remark  id="s1b4c72l14" />ความขวนขวายว่า ด้วยอุบายอย่างไรหนอ ใครๆ พึงซักจีวรของสัทธิวิหาริก ถ้าจีวรของ  
			<remark  id="s1b4c72l15" />สัทธิวิหาริกจะต้องทำ อุปัชฌายะพึงบอกว่า ท่านพึงทำอย่างนี้ หรือพึงทำความขวนขวายว่า  
			<remark  id="s1b4c72l16" />ด้วยอุบายอย่างไรหนอ ใครๆ พึงทำจีวรของสัทธิวิหาริก ถ้าน้ำย้อมของสัทธิวิหาริกจะต้องต้ม  
			<remark  id="s1b4c72l17" />อุปัชฌายะพึงบอกว่า ท่านพึงต้มอย่างนี้ หรือพึงทำความขวนขวายว่า ด้วยอุบายอย่างไรหนอ  
			<remark  id="s1b4c72l18" />ใครๆ พึงต้มน้ำย้อมของสัทธิวิหาริก ถ้าจีวรของสัทธิวิหาริกจะต้องย้อม อุปัชฌายะพึงบอกว่า  
			<remark  id="s1b4c72l19" />ท่านพึงย้อมอย่างนี้ หรือพึงทำความขวนขวายว่า ด้วยอุบายอย่างไรหนอ ใครๆ พึงย้อมจีวรของ  
			<remark  id="s1b4c72l20" />สัทธิวิหาริก เมื่อย้อมจีวร พึงย้อมพลิกกลับไปมาให้ดีๆ เมื่อหยาดน้ำย้อมยังไม่ขาดสาย ไม่พึง  
			<remark  id="s1b4c72l21" />หลีกไปเสีย. ถ้าสัทธิวิหาริกอาพาธ พึงพยาบาลจนตลอดชีวิต พึงรอจนกว่าจะหาย.  
			<remark  id="s1b4c72l22" />				สัทธิวิหาริกวัตร จบ  
			<remark  id="s1b4c72l23" />				________________  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b4c73" >
		<para id="s1b4c73p">
			<remark  id="s1b4c73l1" />				การประณามและการให้ขมา  
			<remark  id="s1b4c73l2" />	[๘๓] ก็โดยสมัยนั้นแล สัทธิวิหาริกทั้งหลายไม่ประพฤติชอบในอุปัชฌายะทั้งหลาย.  
			<remark  id="s1b4c73l3" />บรรดาภิกษุที่เป็นผู้มักน้อย ... ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนสัทธิวิหาริกทั้งหลาย  
			<remark  id="s1b4c73l4" />จึงไม่ประพฤติชอบในอุปัชฌายะทั้งหลายเล่า แล้วได้กราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค.  
			<remark  id="s1b4c73l5" />				ทรงสอบถาม  
			<remark  id="s1b4c73l6" />	พระผู้มีพระภาคทรงสอบถามภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข่าวว่า สัทธิวิหาริก  
			<remark  id="s1b4c73l7" />ทั้งหลายไม่ประพฤติชอบในอุปัชฌายะทั้งหลาย จริงหรือ?  
			<remark  id="s1b4c73l8" />	ภิกษุทั้งหลายทูลรับว่า จริง พระพุทธเจ้าข้า.  
			<remark  id="s1b4c73l9" />				ทรงติเตียน  
			<remark  id="s1b4c73l10" />	พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงติเตียนว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ไฉนสัทธิวิหาริกทั้งหลายจึง  
			<remark  id="s1b4c73l11" />ไม่ประพฤติชอบในอุปัชฌายะทั้งหลายเล่า ครั้นแล้วทรงทำธรรมีกถา รับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า  
			<remark  id="s1b4c73l12" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย สัทธิวิหาริกจะไม่ประพฤติชอบในอุปัชฌายะไม่ได้ รูปใดไม่ประพฤติชอบ  
			<remark  id="s1b4c73l13" />ต้องอาบัติทุกกฏ.  
			<remark  id="s1b4c73l14" />	สัทธิวิหาริกทั้งหลายยังไม่ประพฤติชอบอย่างเดิม. ภิกษุทั้งหลายจึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่  
			<remark  id="s1b4c73l15" />พระผู้มีพระภาค พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ประณามสัทธิวิหาริกผู้  
			<remark  id="s1b4c73l16" />ไม่ประพฤติชอบ  
			<remark  id="s1b4c73l17" />				วิธีประณาม  
			<remark  id="s1b4c73l18" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แล อุปัชฌายะพึงประณามสัทธิวิหาริกอย่างนี้ว่า ฉันประณามเธอ  
			<remark  id="s1b4c73l19" />เธออย่าเข้ามา ณ ที่นี้ เธอจงขนบาตรจีวรของเธอออกไปเสีย, พึงประณามว่า เธอไม่ต้องอุปฐากฉัน  
			<remark  id="s1b4c73l20" />ดังนี้ก็ได้  
			<remark  id="s1b4c73l21" />	อุปัชฌายะย่อมยังสัทธิวิหาริกให้รู้ด้วยกายก็ได้ ให้รู้ด้วยวาจาก็ได้ ให้รู้ด้วยทั้งกายและ  
			<remark  id="s1b4c73l22" />วาจาก็ได้ เป็นอันประณามแล้ว ถ้ายังมิได้แสดงอาการกายให้รู้ ยังมิบอกให้รู้ด้วยวาจา ยัง  
			<remark  id="s1b4c73l23" />มิได้แสดงอาการกายและวาจาให้รู้ สัทธิวิหาริกไม่ชื่อว่าถูกประณาม.  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b4c74" >
		<para id="s1b4c74p">
			<remark  id="s1b4c74l1" />	สมัยต่อมา สัทธิวิหาริกทั้งหลายถูกประณามแล้ว ไม่ขอให้อุปัชฌายะอดโทษ. ภิกษุ  
			<remark  id="s1b4c74l2" />ทั้งหลายจึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค. พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรา  
			<remark  id="s1b4c74l3" />อนุญาตให้สัทธิวิหาริกขอให้อุปัชฌายะอดโทษ.  
			<remark  id="s1b4c74l4" />	สัทธิวิหาริกทั้งหลายไม่ยอมขอให้อุปัชฌายะอดโทษอย่างเดิม. ภิกษุทั้งหลายจึงกราบทูล  
			<remark  id="s1b4c74l5" />เรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย สัทธิวิหาริกถูกประณาม  
			<remark  id="s1b4c74l6" />แล้ว จะไม่ขอให้อุปัชฌายะอดโทษไม่ได้ รูปใดไม่ขอให้อุปัชฌายะอดโทษ ต้องอาบัติทุกกฏ.  
			<remark  id="s1b4c74l7" />	สมัยต่อมา อุปัชฌายะทั้งหลายอันพวกสัทธิวิหาริกขอให้อดโทษอยู่ ก็ไม่ยอมอดโทษ.  
			<remark  id="s1b4c74l8" />ภิกษุทั้งหลายจึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย  
			<remark  id="s1b4c74l9" />เราอนุญาตให้อุปัชฌายะอดโทษ.  
			<remark  id="s1b4c74l10" />	อุปัชฌายะทั้งหลายยังไม่ยอมอดโทษอย่างเดิม. พวกสัทธิวิหาริกหลีกไปเสียบ้าง สึก  
			<remark  id="s1b4c74l11" />ไปเสียบ้าง ไปเข้ารีดเดียรถีย์เสียบ้าง. ภิกษุทั้งหลายจึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค  
			<remark  id="s1b4c74l12" />พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย อุปัชฌายะอันพวกสัทธิวิหาริกขอให้อดโทษอยู่ จะไม่  
			<remark  id="s1b4c74l13" />ยอมอดโทษไม่ได้ รูปใดไม่ยอมอดโทษ ต้องอาบัติทุกกฏ.  
			<remark  id="s1b4c74l14" />	[๘๔] ก็โดยสมัยนั้นแล อุปัชฌายะประณามสัทธิวิหาริกผู้ประพฤติชอบ ไม่ประณาม  
			<remark  id="s1b4c74l15" />สัทธิวิหาริกผู้ประพฤติมิชอบ. ภิกษุทั้งหลายจึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค พระผู้มี  
			<remark  id="s1b4c74l16" />พระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย สัทธิวิหาริกผู้ประพฤติชอบ อุปัชฌายะไม่พึงประณาม  
			<remark  id="s1b4c74l17" />รูปใดประณามต้องอาบัติทุกกฏ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง สัทธิวิหาริกผู้ประพฤติมิชอบ อุปัชฌายะ  
			<remark  id="s1b4c74l18" />จะไม่ประณามไม่ได้ รูปใดไม่ประณามต้องอาบัติทุกกฏ.  
			<remark  id="s1b4c74l19" />				องค์แห่งการประณาม  
			<remark  id="s1b4c74l20" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย อุปัชฌายะพึงประณามสัทธิวิหาริกผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ คือ:-  
			<remark  id="s1b4c74l21" />		๑. หาความรักใคร่อย่างยิ่งในอุปัชฌายะมิได้  
			<remark  id="s1b4c74l22" />		๒. หาความเลื่อมใสอย่างยิ่งมิได้  
			<remark  id="s1b4c74l23" />		๓. หาความละอายอย่างยิ่งมิได้  
			<remark  id="s1b4c74l24" />		๔. หาความเคารพอย่างยิ่งมิได้ และ  
			<remark  id="s1b4c74l25" />		๕. หาความหวังดีต่ออย่างยิ่งมิได้  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b4c75" >
		<para id="s1b4c75p">
			<remark  id="s1b4c75l1" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย อุปัชฌายะพึงประณามสัทธิวิหาริก ผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล.  
			<remark  id="s1b4c75l2" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย อุปัชฌายะไม่พึงประณามสัทธิวิหาริก  ผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ คือ  
			<remark  id="s1b4c75l3" />		๑. มีความรักใคร่อย่างยิ่งในอุปัชฌายะ  
			<remark  id="s1b4c75l4" />		๒. มีความเลื่อมใสอย่างยิ่ง  
			<remark  id="s1b4c75l5" />		๓. มีความละอายอย่างยิ่ง  
			<remark  id="s1b4c75l6" />		๔. มีความเคารพอย่างยิ่ง และ  
			<remark  id="s1b4c75l7" />		๕. มีความหวังดีต่ออย่างยิ่ง  
			<remark  id="s1b4c75l8" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย อุปัชฌายะไม่พึงประณามสัทธิวิหาริก ผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล.  
			<remark  id="s1b4c75l9" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย สัทธิวิหาริกผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ ควรประณาม คือ  
			<remark  id="s1b4c75l10" />		๑. หาความรักใคร่อย่างยิ่งในอุปัชฌายะมิได้  
			<remark  id="s1b4c75l11" />		๒. หาความเลื่อมใสอย่างยิ่งมิได้  
			<remark  id="s1b4c75l12" />		๓. หาความละอายอย่างยิ่งมิได้  
			<remark  id="s1b4c75l13" />		๔. หาความเคารพอย่างยิ่งมิได้ และ  
			<remark  id="s1b4c75l14" />		๕. หาความหวังดีต่ออย่างยิ่งมิได้  
			<remark  id="s1b4c75l15" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย สัทธิวิหาริกผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล ควรประณาม.  
			<remark  id="s1b4c75l16" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย สัทธิวิหาริกผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ ไม่ควรประณาม คือ  
			<remark  id="s1b4c75l17" />		๑. มีความรักใคร่อย่างยิ่งในอุปัชฌายะ  
			<remark  id="s1b4c75l18" />		๒. มีความเลื่อมใสอย่างยิ่ง  
			<remark  id="s1b4c75l19" />		๓. มีความละอายอย่างยิ่ง  
			<remark  id="s1b4c75l20" />		๔. มีความเคารพอย่างยิ่ง และ  
			<remark  id="s1b4c75l21" />		๕. มีความหวังดีต่ออย่าง  
			<remark  id="s1b4c75l22" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย สัทธิวิหาริกผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล ไม่ควรประณาม.  
			<remark  id="s1b4c75l23" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย สัทธิวิหาริกผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ อุปัชฌายะเมื่อไม่ประณาม มี  
			<remark  id="s1b4c75l24" />โทษ เมื่อประณาม ไม่มีโทษ คือ  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b4c76" >
		<para id="s1b4c76p">
			<remark  id="s1b4c76l1" />		๑. หาความรักใคร่อย่างยิ่งในอุปัชฌายะมิได้  
			<remark  id="s1b4c76l2" />		๒. หาความเลื่อมใสอย่างยิ่งมิได้  
			<remark  id="s1b4c76l3" />		๓. หาความละอายอย่างยิ่งมิได้  
			<remark  id="s1b4c76l4" />		๔. หาความเคารพอย่างยิ่งมิได้ และ  
			<remark  id="s1b4c76l5" />		๕. หาความหวังดีต่ออย่างยิ่งมิได้  
			<remark  id="s1b4c76l6" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย สัทธิวิหาริกผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล อุปัชฌายะ เมื่อไม่ประณาม  
			<remark  id="s1b4c76l7" />มีโทษ เมื่อประณาม ไม่มีโทษ.  
			<remark  id="s1b4c76l8" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย สัทธิวิหาริกผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ อุปัชฌายะ เมื่อประณาม มีโทษ  
			<remark  id="s1b4c76l9" />เมื่อไม่ประณามไม่มีโทษ คือ  
			<remark  id="s1b4c76l10" />		๑. มีความรักใคร่อย่างยิ่งในอุปัชฌายะ  
			<remark  id="s1b4c76l11" />		๒. มีความเลื่อมใสอย่างยิ่ง  
			<remark  id="s1b4c76l12" />		๓. มีความละอายอย่างยิ่ง  
			<remark  id="s1b4c76l13" />		๔. มีความเคารพอย่างยิ่ง และ  
			<remark  id="s1b4c76l14" />		๕. มีความหวังดีต่ออย่างยิ่ง  
			<remark  id="s1b4c76l15" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย สัทธิวิหาริกผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล อุปัชฌายะ เมื่อประณาม  
			<remark  id="s1b4c76l16" />มีโทษ เมื่อไม่ประณาม ไม่มีโทษ  
			<remark  id="s1b4c76l17" />				_____________  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b4c77" >
		<para id="s1b4c77p">
			<remark  id="s1b4c77l1" />			มูลเหตุอุปสมบทด้วยญัตติจตุตถกรรม  
			<remark  id="s1b4c77l2" />				เรื่องพราหมณ์คนหนึ่ง  
			<remark  id="s1b4c77l3" />	[๘๕] ก็โดยสมัยนั้นแล พราหมณ์คนหนึ่งเข้าไปหาภิกษุทั้งหลาย แล้วขอบรรพชา.  
			<remark  id="s1b4c77l4" />ภิกษุทั้งหลายไม่ปรารถนาจะให้เธอบรรพชา. เมื่อเธอไม่ได้บรรพชาในสำนักภิกษุ จึงได้ซูบผอม  
			<remark  id="s1b4c77l5" />เศร้าหมอง มีผิวพรรณคล้ำ มีผิวเหลืองๆ ขึ้น มีเนื้อตัวสะพรั่งด้วยเอ็น. พระผู้มีพระภาคทอด  
			<remark  id="s1b4c77l6" />พระเนตรเห็นพราหมณ์นั้นซูบผอม เศร้าหมอง มีผิวพรรณคล้ำ มีผิวเหลืองขึ้นๆ มีเนื้อตัว  
			<remark  id="s1b4c77l7" />สะพรั่งด้วยเอ็น ครั้นแล้วรับสั่งถามภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เหตุไฉนพราหมณ์นั้น  
			<remark  id="s1b4c77l8" />จึงได้ซูบผอม เศร้าหมอง มีผิวพรรณคล้ำ มีผิวเหลืองขึ้นๆ มีเนื้อตัวสะพรั่งด้วยเอ็นเล่า?  
			<remark  id="s1b4c77l9" />	ภิกษุทั้งหลายทูลว่า เพราะพราหมณ์นั่นเข้าไปหาภิกษุทั้งหลาย แล้วขอบรรพชา ภิกษุ  
			<remark  id="s1b4c77l10" />ทั้งหลายไม่ปรารถนาจะให้เธอบรรพชา เมื่อเธอไม่ได้บรรพชาในสำนักภิกษุ จึงได้ซูบผอม  
			<remark  id="s1b4c77l11" />เศร้าหมอง มีผิวพรรณคล้ำ มีผิวเหลืองขึ้นๆ มีเนื้อตัวสะพรั่งด้วยเอ็น พระพุทธเจ้าข้า.  
			<remark  id="s1b4c77l12" />	ทีนั้น  พระผู้มีพระภาครับสั่งถามภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ใครระลึกถึงบุญคุณ  
			<remark  id="s1b4c77l13" />ของพราหมณ์นั้นได้บ้าง? เมื่อตรัสถามอย่างนี้แล้ว ท่านพระสารีบุตรได้ทูลคำนี้ต่อพระผู้มีพระภาค  
			<remark  id="s1b4c77l14" />ว่า ข้าพระพุทธเจ้าระลึกถึงบุญคุณของพราหมณ์นั้นได้อยู่ พระพุทธเจ้าข้า.  
			<remark  id="s1b4c77l15" />	ภ. ดูกรสารีบุตร ก็เธอระลึกถึงบุญคุณของพราหมณ์นั้นได้อย่างไรบ้าง?  
			<remark  id="s1b4c77l16" />	สา. พระพุทธเจ้าข้า เมื่อข้าพระพุทธเจ้าเที่ยวบิณฑบาตอยู่ ณ พระนครราชคฤห์นี้  
			<remark  id="s1b4c77l17" />พราหมณ์ผู้นั้นได้สั่งให้ถวายภิกษา ๑ ทัพพี ข้าพระพุทธเจ้าระลึกถึงบุญคุณของพราหมณ์นั้นได้  
			<remark  id="s1b4c77l18" />เท่านี้แล พระพุทธเจ้าข้า.  
			<remark  id="s1b4c77l19" />	ภ. ดีละๆ สารีบุตร ความจริงสัตบุรุษทั้งหลาย เป็นผู้กตัญญูกตเวที สารีบุตร  
			<remark  id="s1b4c77l20" />ถ้าเช่นนั้น เธอจงให้พราหมณ์นั้นบรรพชาอุปสมบทเถิด.  
			<remark  id="s1b4c77l21" />	สา. ข้าพระพุทธเจ้าจะให้พราหมณ์นั้นบรรพชาอุปสมบทอย่างไร พระพุทธเจ้าข้า?  
			<remark  id="s1b4c77l22" />				อุปสมบทด้วยญัตติจตุตถกรรม  
			<remark  id="s1b4c77l23" />	ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงทำธรรมีกถา ในเพราะเหตุเป็นเค้ามูลนั้น ในเพราะเหตุ  
			<remark  id="s1b4c77l24" />แรกเกิดนั้น แล้วรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เรา  
			<remark  id="s1b4c77l25" />ห้ามการอุปสมบทด้วยไตรสรณคมน์ ซึ่งเราได้อนุญาตไว้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตการ  
			<remark  id="s1b4c77l26" />อุปสมบทด้วยญัตติจตุตถกรรม  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b4c78" >
		<para id="s1b4c78p">
			<remark  id="s1b4c78l1" />				วิธีให้อุปสมบท  
			<remark  id="s1b4c78l2" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แล พวกเธอพึงให้อุปสมบทอย่างนี้ ภิกษุผู้ฉลาด ผู้สามารถ พึง  
			<remark  id="s1b4c78l3" />ประกาศให้สงฆ์ทราบ ด้วยญัตติจตุตถกรรมวาจา ว่าดังนี้:-  
			<remark  id="s1b4c78l4" />				กรรมวาจาให้อุปสมบท  
			<remark  id="s1b4c78l5" />	ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ผู้มีชื่อนี้ ผู้นี้ เป็นอุปสัมปทาเปกขะของท่านผู้มี  
			<remark  id="s1b4c78l6" />ชื่อนี้ ถ้าความพร้อมพรั่งของสงฆ์ถึงที่แล้ว สงฆ์พึงอุปสมบทผู้มีชื่อนี้ มีท่านผู้มีชื่อนี้เป็น  
			<remark  id="s1b4c78l7" />อุปัชฌายะ นี่เป็นญัตติ.  
			<remark  id="s1b4c78l8" />	ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ผู้มีชื่อนี้ ผู้นี้ เป็นอุปสัมปทาเปกขะของท่านผู้มี  
			<remark  id="s1b4c78l9" />ชื่อนี้ สงฆ์อุปสมบทผู้มีชื่อนี้ มีท่านผู้มีชื่อนี้เป็นอุปัชฌายะ การอุปสมบทผู้มีชื่อนี้ มีท่านผู้  
			<remark  id="s1b4c78l10" />มีชื่อนี้เป็นอุปัชฌายะ ชอบแก่ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้นพึงเป็นผู้นิ่ง ไม่ชอบแก่ท่านผู้ใด ท่าน  
			<remark  id="s1b4c78l11" />ผู้นั้นพึงพูด.  
			<remark  id="s1b4c78l12" />	ข้าพเจ้ากล่าวความนี้เป็นครั้งที่สอง ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ผู้มีชื่อผู้นี้  
			<remark  id="s1b4c78l13" />เป็นอุปสัมปทาเปกขะของท่านผู้มีชื่อนี้ สงฆ์อุปสมบทผู้มีชื่อนี้ มีท่านผู้มีชื่อนี้เป็นอุปัชฌายะ.  
			<remark  id="s1b4c78l14" />การอุปสมบทผู้มีชื่อนี้ มีท่านผู้มีชื่อนี้เป็นอุปัชฌายะ ชอบแก่ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้นพึงเป็นผู้  
			<remark  id="s1b4c78l15" />นิ่ง ไม่ชอบแก่ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้นพึงพูด.  
			<remark  id="s1b4c78l16" />	ข้าพเจ้ากล่าวความนี้เป็นครั้งที่สาม ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ผู้มีชื่อนี้ ผู้นี้  
			<remark  id="s1b4c78l17" />เป็นอุปสัมปทาเปกขะของท่านผู้มีชื่อนี้ สงฆ์อุปสมบทผู้มีชื่อนี้ มีท่านผู้มีชื่อนี้เป็นอุปัชฌายะ  
			<remark  id="s1b4c78l18" />การอุปสมบทผู้มีชื่อนี้ มีท่านผู้มีชื่อนี้เป็นอุปัชฌายะ ชอบแก่ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้นพึงเป็น  
			<remark  id="s1b4c78l19" />ผู้นิ่ง ไม่ชอบแก่ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้นพึงพูด.  
			<remark  id="s1b4c78l20" />	ผู้มีชื่อนี้ สงฆ์อุปสมบทแล้ว มีท่านผู้มีชื่อนี้เป็นอุปัชฌายะ ชอบแก่สงฆ์ เหตุนั้น  
			<remark  id="s1b4c78l21" />จึงนิ่ง ข้าพเจ้าทรงความนี้ไว้ด้วยอย่างนี้.  
			<remark  id="s1b4c78l22" />				ภิกษุประพฤติอนาจาร  
			<remark  id="s1b4c78l23" />	[๘๖] ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งพออุปสมบทแล้ว ได้ประพฤติอนาจาร. ภิกษุ  
			<remark  id="s1b4c78l24" />ทั้งหลายพากันกล่าวห้ามอย่างนี้ว่า อาวุโส คุณอย่าได้ทำอย่างนั้น เพราะนั่นไม่ควร. เธอกล่าว  
			<remark  id="s1b4c78l25" />อย่างนี้ว่า กระผมมิได้ขอร้องท่านทั้งหลายว่า ขอจงให้กระผมอุปสมบท ท่านทั้งหลายมิได้ถูก  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b4c79" >
		<para id="s1b4c79p">
			<remark  id="s1b4c79l1" />ขอร้องแล้ว ให้กระผมอุปสมบทเพื่ออะไร. ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค  
			<remark  id="s1b4c79l2" />พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้มิได้รับการขอร้อง ไม่พึงอุปสมบทให้ รูปใด  
			<remark  id="s1b4c79l3" />อุปสมบทให้ ต้องอาบัติทุกกฏ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ภิกษุผู้ถูกขอร้องอุปสมบทให้.  
			<remark  id="s1b4c79l4" />				วิธีขออุปสมบท  
			<remark  id="s1b4c79l5" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แลอุปสัมปทาเปกขะพึงขออย่างนี้  
			<remark  id="s1b4c79l6" />	อุปสัมปทาเปกขะนั้น พึงเข้าไปหาสงฆ์ ห่มผ้าเฉวียงบ่า ไหว้เท้าภิกษุทั้งหลาย นั่ง  
			<remark  id="s1b4c79l7" />กระหย่ง ประคองอัญชลี แล้วกล่าวคำขออุปสมบทอย่างนี้ว่า  
			<remark  id="s1b4c79l8" />	ข้าพเจ้าขออุปสมบทต่อสงฆ์ เจ้าข้า ขอสงฆ์โปรดเอ็นดูยกข้าพเจ้าขึ้นเถิด เจ้าข้า. พึง  
			<remark  id="s1b4c79l9" />ขอแม้ครั้งที่สอง ... พึงขอแม้ครั้งที่สาม ...  
			<remark  id="s1b4c79l10" />	ภิกษุผู้ฉลาด ผู้สามารถ พึงประกาศให้สงฆ์ทราบด้วยญัตติจตุตถกรรมวาจา ว่าดังนี้:-  
			<remark  id="s1b4c79l11" />				กรรมวาจาให้อุปสมบท  
			<remark  id="s1b4c79l12" />	ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ผู้มีชื่อนี้ ผู้นี้ เป็นอุปสัมปทาเปกขะของท่านผู้มี  
			<remark  id="s1b4c79l13" />ชื่อนี้. ผู้มีชื่อนี้ขออุปสมบทต่อสงฆ์ มีท่านผู้มีชื่อนี้เป็นอุปัชฌายะ. ถ้าความพร้อมพรั่งของ  
			<remark  id="s1b4c79l14" />สงฆ์ถึงที่แล้ว สงฆ์พึงอุปสมบทผู้มีชื่อนี้ มีท่านผู้มีชื่อนี้เป็นอุปัชฌายะ. นี่เป็นญัตติ.  
			<remark  id="s1b4c79l15" />	ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ผู้มีชื่อนี้ ผู้นี้ เป็นอุปสัมปทาเปกขะของท่านผู้มี  
			<remark  id="s1b4c79l16" />ชื่อนี้ ผู้มีชื่อนี้ขออุปสมบทต่อสงฆ์ มีท่านผู้มีชื่อนี้เป็นอุปัชฌายะ สงฆ์อุปสมบทผู้มีชื่อนี้ มี  
			<remark  id="s1b4c79l17" />ท่านผู้มีชื่อนี้เป็นอุปัชฌายะ. การอุปสมบทผู้มีชื่อนี้ มีท่านผู้มีชื่อนี้เป็นอุปัชฌายะ ชอบแก่  
			<remark  id="s1b4c79l18" />ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้นพึงเป็นผู้นิ่ง ไม่ชอบแก่ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้นพึงพูด.  
			<remark  id="s1b4c79l19" />	ข้าพเจ้ากล่าวความนี้เป็นครั้งที่สอง ...  
			<remark  id="s1b4c79l20" />	ข้าพเจ้ากล่าวความนี้เป็นครั้งที่สาม ...  
			<remark  id="s1b4c79l21" />	ผู้มีชื่อนี้ สงฆ์อุปสมบทแล้ว มีท่านผู้มีชื่อนี้เป็นอุปัชฌายะ. ชอบแก่สงฆ์ เหตุนั้น  
			<remark  id="s1b4c79l22" />จึงนิ่ง ข้าพเจ้าทรงความนี้ไว้ด้วยอย่างนี้.  
			<remark  id="s1b4c79l23" />				พราหมณ์ขออุปสมบท  
			<remark  id="s1b4c79l24" />	[๘๗] ก็โดยสมัยนั้นแล ประชาชนทั้งหลายได้จัดตั้งลำดับภัตตาหารอันประณีตไว้ที่ใน  
			<remark  id="s1b4c79l25" />พระนครราชคฤห์. ครั้งนั้น พราหมณ์คนหนึ่งได้มีความดำริว่า พระสมณะเชื้อสายพระศากยบุตร 
		</para>
	</section>
	<section id="s1b4c80" >
		<para id="s1b4c80p">
			<remark  id="s1b4c80l1" />เหล่านี้ มีปกติเป็นสุข มีความประพฤติสบาย ฉันโภชนะที่ดี นอนบนที่นอนที่เงียบสงัด  
			<remark  id="s1b4c80l2" />ถ้ากระไร เราพึงบวชในพระสมณะเชื้อสายพระศากยบุตรเถิด ดังนี้ แล้วได้เข้าไปหาภิกษุทั้งหลาย  
			<remark  id="s1b4c80l3" />แล้วขอบรรพชา. ภิกษุทั้งหลายให้เขาบรรพชาอุปสมบทแล้ว. ครั้นเขาบวชแล้ว ประชาชนให้  
			<remark  id="s1b4c80l4" />เลิกลำดับภัตตาหารเสีย. ภิกษุทั้งหลายกล่าวอย่างนี้ว่า คุณจงมาเดี๋ยวนี้ พวกเราจักไปบิณฑบาตร.  
			<remark  id="s1b4c80l5" />เธอพูดอย่างนี้ว่า กระผมมิได้บวชเพราะเหตุนี้ว่า จักเที่ยวบิณฑบาต ถ้าท่านทั้งหลายให้กระผม  
			<remark  id="s1b4c80l6" />กระผมจักฉัน ถ้าไม่ให้กระผม กระผมจะสึก ขอรับ.  
			<remark  id="s1b4c80l7" />	พวกภิกษุถามว่า อาวุโส ก็คุณบวชเพราะเหตุแห่งท้องหรือ?  
			<remark  id="s1b4c80l8" />	เธอตอบว่า อย่างนั้นซิ ขอรับ.  
			<remark  id="s1b4c80l9" />	บรรดาภิกษุที่เป็นผู้มักน้อย ... ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนภิกษุจึงได้บวช  
			<remark  id="s1b4c80l10" />ในพระธรรมวินัย อันพระผู้มีพระภาคตรัสดีแล้วอย่างนี้ เพราะเหตุแห่งท้องเล่า แล้วกราบทูล  
			<remark  id="s1b4c80l11" />เรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค.  
			<remark  id="s1b4c80l12" />				ทรงสอบถาม  
			<remark  id="s1b4c80l13" />	พระผู้มีพระภาคทรงสอบถามภิกษุนั้นว่า จริงหรือ ภิกษุ ข่าวว่า เธอบวชเพราะเหตุ  
			<remark  id="s1b4c80l14" />แห่งท้อง?  
			<remark  id="s1b4c80l15" />	ภิกษุนั้นทูลรับว่า จริง พระพุทธเจ้าข้า.  
			<remark  id="s1b4c80l16" />				ทรงติเตียน  
			<remark  id="s1b4c80l17" />	พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงติเตียนว่า ดูกรโมฆบุรุษ ไฉนเธอจึงได้บวชในธรรมวินัยที่  
			<remark  id="s1b4c80l18" />เรากล่าวดีแล้วอย่างนี้ เพราะเหตุแห่งท้องเล่า ดูกรโมฆบุรุษ การกระทำของเธอนั่น ไม่เป็นไป  
			<remark  id="s1b4c80l19" />เพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส หรือเพื่อความเลื่อมใสยิ่งของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว ...  
			<remark  id="s1b4c80l20" />ครั้นแล้ว ทรงทำธรรมีกถา รับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ภิกษุผู้ให้  
			<remark  id="s1b4c80l21" />อุปสมบท บอกนิสสัย ๔ ว่าดังนี้:-  
			<remark  id="s1b4c80l22" />				นิสสัย ๔  
			<remark  id="s1b4c80l23" />	๑. บรรพชาอาศัยโภชนะคือคำข้าวอันหาได้ด้วยกำลังปลีแข้ง เธอพึงทำอุตสาหะในสิ่ง  
			<remark  id="s1b4c80l24" />นั้นตลอดชีวิต อดิเรกลาภ คือ ภัตถวายสงฆ์ ภัตเฉพาะสงฆ์ การนิมนต์ ภัตถวายตามสลาก  
			<remark  id="s1b4c80l25" />ภัตถวายในปักษ์ ภัตถวายในวันอุโบสถ์ ภัตถวายในวันปาฏิบท.  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b4c81" >
		<para id="s1b4c81p">
			<remark  id="s1b4c81l1" />	๒. บรรพชาอาศัยบังสุกุลจีวร เธอพึงทำอุตสาหะในสิ่งนั้นตลอดชีวิต อดิเรกลาภ  
			<remark  id="s1b4c81l2" />คือ ผ้าเปลือกไม้ ผ้าฝ้าย ผ้าไหม ผ้าขนสัตว์ ผ้าป่าน ผ้าเจือกัน. (เช่นผ้าด้ายแกมไหม)  
			<remark  id="s1b4c81l3" />	๓. บรรพชา อาศัยโคนไม้เป็นเสนาสนะ เธอพึงทำอุตสาหะในสิ่งนั้นตลอดชีวิต  
			<remark  id="s1b4c81l4" />อดิเรกลาภ คือ วิหาร เรือนมุงแถบเดียว เรือนชั้น เรือนโล้น ถ้ำ.  
			<remark  id="s1b4c81l5" />	๔. บรรพชาอาศัยมูตรเน่าเป็นยา เธอพึงทำอุตสาหะในสิ่งนั้นตลอดชีวิต อดิเรกลาภ  
			<remark  id="s1b4c81l6" />คือ เนยใส เนยข้น น้ำมัน น้ำผึ้ง น้ำอ้อย.  
			<remark  id="s1b4c81l7" />				อุปัชฌายวัตรภาณวาร จบ  
			<remark  id="s1b4c81l8" />				_________________  
			<remark  id="s1b4c81l9" />				การบอกนิสสัย  
			<remark  id="s1b4c81l10" />	[๘๘] ก็โดยสมัยนั้นแล มาณพคนหนึ่งเข้าไปหาภิกษุทั้งหลาย แล้วขอบรรพชา.  
			<remark  id="s1b4c81l11" />พวกภิกษุได้บอกนิสสัยแก่เธอก่อนบวช. เธอจึงพูดอย่างนี้ว่า ถ้าเมื่อกระผมบวชแล้ว พระคุณเจ้า  
			<remark  id="s1b4c81l12" />ทั้งหลายพึงบอกนิสสัยแก่กระผม กระผมก็จะยินดียิ่ง บัดนี้ กระผมจักไม่บวชละ เพราะนิสสัย  
			<remark  id="s1b4c81l13" />เป็นสิ่งที่น่าเกลียด เป็นปฏิกูลแก่กระผม. ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค.  
			<remark  id="s1b4c81l14" />พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงบอกนิสสัยก่อนบวช รูปใดบอก ต้องอาบัติ-  
			<remark  id="s1b4c81l15" />ทุกกฏ ดูกรภิกษุทั้งหลาย พออุปสมบทแล้ว เราอนุญาตให้บอกนิสสัย.  
			<remark  id="s1b4c81l16" />				อุปสมบทด้วยคณะ  
			<remark  id="s1b4c81l17" />	[๘๙] ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุทั้งหลายให้อุปสมบทด้วยคณะมีพวกสองบ้าง มีพวกสาม  
			<remark  id="s1b4c81l18" />บ้าง มีพวกสี่บ้าง. ภิกษุทั้งหลายจึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค. พระผู้มีพระภาคตรัสว่า  
			<remark  id="s1b4c81l19" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงให้อุปสมบทด้วยคณะ ซึ่งมีพวกหย่อน ๑๐ รูปใดให้อุปสมบท  
			<remark  id="s1b4c81l20" />ต้องอาบัติทุกกฏ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้อุปสมบทด้วยคณะมีพวก ๑๐ หรือมีพวก  
			<remark  id="s1b4c81l21" />เกิน ๑๐.  
			<remark  id="s1b4c81l22" />			พระอุปเสนวังคันตบุตรอุปสมบทสัทธิวิหาริก  
			<remark  id="s1b4c81l23" />	[๙๐] ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุทั้งหลายมีพรรษาหนึ่งบ้าง มีพรรษาสองบ้าง อุปสมบท  
			<remark  id="s1b4c81l24" />สัทธิวิหาริก. แม้ท่านพระอุปเสนวังคันตบุตร มีพรรษาเดียว อุปสมบทสัทธิวิหาริก. ท่านออก  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b4c82" >
		<para id="s1b4c82p">
			<remark  id="s1b4c82l1" />พรรษาแล้ว มีพรรษาสอง ได้พาสัทธิวิหาริกมีพรรษหนึ่งเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค ครั้นแล้ว  
			<remark  id="s1b4c82l2" />ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง.  
			<remark  id="s1b4c82l3" />	ก็การที่พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทั้งหลาย ทรงปราศรัยกับพระอาคันตุกะทั้งหลาย นั่นเป็น  
			<remark  id="s1b4c82l4" />พุทธประเพณี. ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคตรัสถามท่านพระอุปเสนวังคันตบุตรว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย  
			<remark  id="s1b4c82l5" />ร่างกายของพวกเธอยังพอทนได้ ยังพอให้เป็นไปได้หรือ พวกเธอเดินทางมามีความลำบาก  
			<remark  id="s1b4c82l6" />น้อยหรือ?  
			<remark  id="s1b4c82l7" />	ท่านพระอุปเสนวังคันตบุตรกราบทูลว่า ยังพอทนได้ พระพุทธเจ้าข้า ยังพอให้เป็นไปได้  
			<remark  id="s1b4c82l8" />พระพุทธเจ้าข้า และพวกข้าพระพุทธเจ้าเดินทางมาก็มีความลำบากน้อย พระพุทธเจ้าข้า.  
			<remark  id="s1b4c82l9" />				พุทธประเพณี  
			<remark  id="s1b4c82l10" />	พระตถาคตทั้งหลาย ทรงทราบอยู่ ย่อมตรัสถามก็มี ทรงทราบอยู่ ย่อมไม่ตรัสถามก็มี  
			<remark  id="s1b4c82l11" />ทรงทราบกาลแล้วตรัสถาม ทรงทราบกาลแล้วไม่ตรัสถาม พระตถาคตทั้งหลายย่อมตรัสถามสิ่งที่  
			<remark  id="s1b4c82l12" />ประกอบด้วยประโยชน์ ไม่ตรัสถามสิ่งที่ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ ในสิ่งที่ไม่ประกอบด้วย  
			<remark  id="s1b4c82l13" />ประโยชน์ พระองค์ทรงกำจัดเสียด้วยข้อปฏิบัติ. พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทั้งหลายย่อมทรงสอบถาม  
			<remark  id="s1b4c82l14" />ภิกษุทั้งหลายด้วยอาการ ๒ อย่าง คือจักทรงแสดงธรรมอย่างหนึ่ง จักทรงบัญญัติสิกขาบทแก่  
			<remark  id="s1b4c82l15" />พระสาวกทั้งหลายอย่างหนึ่ง.  
			<remark  id="s1b4c82l16" />	ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคตรัสถามท่านพระอุปเสนวังคันตบุตรว่า เธอมีพรรษาได้เท่าไร  
			<remark  id="s1b4c82l17" />ภิกษุ?  
			<remark  id="s1b4c82l18" />	อุป. ข้าพระพุทธเจ้ามีพรรษาได้สอง พระพุทธเจ้า.  
			<remark  id="s1b4c82l19" />	ภ. ภิกษุรูปนี้เล่ามีพรรษาได้เท่าไร?  
			<remark  id="s1b4c82l20" />	อุป. มีพรรษาเดียว พระพุทธเจ้าข้า.  
			<remark  id="s1b4c82l21" />	ภ. ภิกษุรูปนี้เป็นอะไรกับเธอ?  
			<remark  id="s1b4c82l22" />	อุป. เป็นสัทธิวิหาริกของข้าพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าข้า.  
			<remark  id="s1b4c82l23" />				ทรงติเตียน  
			<remark  id="s1b4c82l24" />	พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงติเตียนว่า ดูกรโมฆบุรุษ การกระทำของเธอนั้น ไม่เหมาะ  
			<remark  id="s1b4c82l25" />ไม่สม ไม่ควร ไม่ใช่กิจของสมณะ ใช้ไม่ได้ ไม่ควรทำ ดูกรโมฆบุรุษ เธอยังเป็นผู้อันผู้อื่น  
			<remark  id="s1b4c82l26" />พึงโอวาทอนุศาสน์อยู่ ไฉนจึงสำคัญตนเพื่อโอวาทอนุศาสน์ผู้อื่นเล่า เธอเวียนมาเพื่อความเป็น  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b4c83" >
		<para id="s1b4c83p">
			<remark  id="s1b4c83l1" />ผู้มักมาก ซึ่งมีความพัวพันด้วยหมู่เร็วเกินนัก การกระทำของเธอนั่น ไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใส  
			<remark  id="s1b4c83l2" />ของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส หรือเพื่อความเลื่อมใสยิ่งของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว ... ครั้นแล้วทรงทำ  
			<remark  id="s1b4c83l3" />ธรรมีกถา รับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุมีพรรษาหย่อน ๑๐ ไม่พึงให้อุปสมบท  
			<remark  id="s1b4c83l4" />รูปใดให้อุปสมบท ต้องอาบัติทุกกฏ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ภิกษุมีพรรษาได้ ๑๐  
			<remark  id="s1b4c83l5" />หรือมีพรรษาเกิน ๑๐ ให้อุปสมบท.  
			<remark  id="s1b4c83l6" />			พระอุปัชฌายะมีการศึกษาน้อยกว่าสัทธิวิหาริก  
			<remark  id="s1b4c83l7" />	[๙๑] ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุทั้งหลายคิดว่าเรามีพรรษาได้ ๑๐ แล้ว เรามีพรรษาได้ ๑๐  
			<remark  id="s1b4c83l8" />แล้ว ดังนี้ แต่ยังเป็นผู้เขลา ไม่เฉียบแหลม ย่อมให้อุปสมบท. ปรากฏว่าพระอุปัชฌายะ  
			<remark  id="s1b4c83l9" />เป็นผู้เขลา สัทธิวิหาริกเป็นผู้ฉลาด ปรากฏว่าพระอุปัชฌายะเป็นผู้ไม่เฉียบแหลม สัทธิวิหาริก  
			<remark  id="s1b4c83l10" />เป็นผู้เฉียบแหลม ปรากฏว่าพระอุปัชฌายะเป็นผู้มีสุตะน้อย สัทธิวิหาริกเป็นผู้มีสุตะมาก  
			<remark  id="s1b4c83l11" />ปรากฏว่าพระอุปัชฌายะเป็นผู้มีปัญญาทราม สัทธิวิหาริกเป็นผู้มีปัญญา. แม้ภิกษุรูปหนึ่งเคยเป็น  
			<remark  id="s1b4c83l12" />อัญญเดียรถีย์ เมื่อพระอุปัชฌายะว่ากล่าวอยู่โดยชอบธรรม ได้ยกวาทะขึ้นโต้เถียงแก่พระ  
			<remark  id="s1b4c83l13" />อุปัชฌายะ แล้วหลีกไปสู่ลัทธิเดียรถีย์นั้นตามเดิม.  
			<remark  id="s1b4c83l14" />	บรรดาภิกษุที่เป็นผู้มักน้อย ... ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนภิกษุทั้งหลาย  
			<remark  id="s1b4c83l15" />จึงได้อ้างว่า เรามีพรรษาได้ ๑๐ แล้ว เรามีพรรษาได้ ๑๐ แล้ว ดังนี้ แต่ยังเป็นผู้เขลา  
			<remark  id="s1b4c83l16" />ไม่เฉียบแหลม ให้อุปสมบท ปรากฏว่าพระอุปัชฌายะเป็นผู้เขลา สัทธิวิหาริกเป็นผู้ฉลาด  
			<remark  id="s1b4c83l17" />ปรากฏว่าพระอุปัชฌายะเป็นผู้ไม่เฉียบแหลม สัทธิวิหาริกเป็นผู้เฉียบแหลม ปรากฏว่าพระ  
			<remark  id="s1b4c83l18" />อุปัชฌายะเป็นผู้มีสุตะน้อย สัทธิวิหาริกเป็นผู้มีสุตะมาก ปรากฏว่าพระอุปัชฌายะเป็นผู้มี  
			<remark  id="s1b4c83l19" />ปัญญาทราม สัทธิวิหาริกเป็นผู้มีปัญญาเล่า แล้วกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค.  
			<remark  id="s1b4c83l20" />				ทรงสอบถาม  
			<remark  id="s1b4c83l21" />	พระผู้มีพระภาคทรงสอบถามภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข่าวว่าภิกษุทั้งหลาย  
			<remark  id="s1b4c83l22" />อ้างว่า เรามีพรรษาได้ ๑๐ แล้ว เรามีพรรษาได้ ๑๐ แล้ว ดังนี้ แต่ยังเป็นผู้เขลา ไม่เฉียบแหลม  
			<remark  id="s1b4c83l23" />ให้อุปสมบท ปรากฏว่าอุปัชฌายะเป็นผู้เขลา สัทธิวิหาริกเป็นผู้ฉลาด ปรากฏว่าอุปัชฌายะเป็นผู้  
			<remark  id="s1b4c83l24" />ไม่เฉียบแหลม สัทธิวิหาริกเป็นผู้เฉียบแหลม ปรากฏว่าอุปัชฌายะเป็นผู้มีสุตะน้อย สัทธิวิหาริก  
			<remark  id="s1b4c83l25" />เป็นผู้มีสุตะมาก ปรากฏว่าอุปัชฌายะเป็นผู้มีปัญญาทราม สัทธิวิหาริกเป็นผู้มีปัญญา จริงหรือ?  
			<remark  id="s1b4c83l26" />	ภิกษุทั้งหลายทูลรับว่า จริง พระพุทธเจ้าข้า.  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b4c84" >
		<para id="s1b4c84p">
			<remark  id="s1b4c84l1" />				ทรงติเตียน  
			<remark  id="s1b4c84l2" />	พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงติเตียนว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ไฉนโมฆบุรุษเหล่านั้นจึงได้  
			<remark  id="s1b4c84l3" />อ้างว่า เรามีพรรษาได้ ๑๐ แล้ว เรามีพรรษาได้ ๑๐ แล้ว ดังนี้ แต่ยังเป็นผู้เขลา ไม่เฉียบแหลม  
			<remark  id="s1b4c84l4" />ให้อุปสมบท ปรากฏว่าอุปัชฌายะเป็นผู้เขลา สัทธิวิหาริกเป็นผู้ฉลาด ปรากฏว่าอุปัชฌายะ  
			<remark  id="s1b4c84l5" />เป็นผู้ไม่เฉียบแหลม สัทธิวิหาริกเป็นผู้เฉียบแหลม ปรากฏว่าอุปัชฌายะเป็นผู้มีสุตะน้อย  
			<remark  id="s1b4c84l6" />สัทธิวิหาริกเป็นผู้มีสุตะมาก ปรากฏว่าอุปัชฌายะเป็นผู้มีปัญญาทราม สัทธิวิหาริกเป็นผู้มีปัญญาเล่า  
			<remark  id="s1b4c84l7" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย การกระทำของพวกโมฆบุรุษนั่น ไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยัง  
			<remark  id="s1b4c84l8" />ไม่เลื่อมใส หรือเพื่อความเลื่อมใสยิ่งของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว ... ครั้นแล้วทรงทำธรรมีกถา รับสั่ง  
			<remark  id="s1b4c84l9" />กะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้เขลา ไม่เฉียบแหลม ไม่พึงให้อุปสมบท รูปใด  
			<remark  id="s1b4c84l10" />ให้อุปสมบท ต้องอาบัติทุกกฏ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ภิกษุ ผู้ฉลาดผู้สามารถ มีพรรษา  
			<remark  id="s1b4c84l11" />ได้ ๑๐ หรือมีพรรษาเกิน ๑๐ ให้อุปสมบท.  
			<remark  id="s1b4c84l12" />				ทรงอนุญาตอาจารย์  
			<remark  id="s1b4c84l13" />	[๙๒] ก็โดยสมัยนั้นแล เมื่อพระอุปัชฌายะทั้งหลายหลีกไปเสียก็ดี สึกเสียก็ดี ถึง  
			<remark  id="s1b4c84l14" />มรณภาพก็ดี ไปเข้ารีดเดียรถีย์เสียก็ดี ภิกษุทั้งหลายไม่มีอาจารย์ ไม่มีใครตักเตือน ไม่มีใคร  
			<remark  id="s1b4c84l15" />พร่ำสอน ย่อมนุ่งห่มไม่เรียบร้อย มีมรรยาทไม่สมควรเที่ยวบิณฑบาต. เมื่อประชาชนกำลังบริโภค  
			<remark  id="s1b4c84l16" />ย่อมน้อมบาตรสำหรับเที่ยวบิณฑบาตเข้าไปข้างบนของควรบริโภคบ้าง ข้างบนของควรเคี้ยวบ้าง  
			<remark  id="s1b4c84l17" />ข้างบนของควรลิ้มบ้าง ข้างบนของควรดื่มบ้าง ขอแกงบ้าง ข้าวสุกบ้าง ด้วยตนเองมาฉัน  
			<remark  id="s1b4c84l18" />แม้ในโรงอาหารก็เป็นผู้มีเสียงอื้ออึง มีเสียงดังอยู่.  
			<remark  id="s1b4c84l19" />	ประชาชนจึงเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนพระสมณะเชื้อสายพระศากยบุตร  
			<remark  id="s1b4c84l20" />จึงได้นุ่งห่มไม่เรียบร้อย มีมรรยาทไม่สมควร เที่ยวบิณฑบาตเล่า เมื่อประชาชนกำลังบริโภค  
			<remark  id="s1b4c84l21" />ได้น้อมบาตรสำหรับเที่ยวบิณฑบาตเข้าไป ข้างบนของควรบริโภคบ้าง ข้างบนของควรเคี้ยวบ้าง  
			<remark  id="s1b4c84l22" />ข้างบนของควรลิ้มบ้าง ข้างบนของควรดื่มบ้าง ขอแกงบ้าง ข้าวสุกบ้าง ด้วยตนเองมาฉัน  
			<remark  id="s1b4c84l23" />แม้ในโรงอาหาร ก็เป็นผู้มีเสียงอื้ออึง มีเสียงดังอยู่ เหมือนพวกพราหมณ์ในสถานที่เลี้ยงพราหมณ์  
			<remark  id="s1b4c84l24" />ฉะนั้น.  
			<remark  id="s1b4c84l25" />	ภิกษุทั้งหลายได้ยินคนพวกนั้นเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาอยู่ บรรดาที่เป็นผู้มักน้อย ...  
			<remark  id="s1b4c84l26" />ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนภิกษุทั้งหลาย จึงได้นุ่งห่มไม่เรียบร้อย มีมรรยาท  
			<remark  id="s1b4c84l27" />ไม่สมควร ... แล้วกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค. 
		</para>
	</section>
	<section id="s1b4c85" >
		<para id="s1b4c85p">
			<remark  id="s1b4c85l1" />				ทรงสอบถาม  
			<remark  id="s1b4c85l2" />	ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาค ... ทรงสอบถามภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข่าวว่า  
			<remark  id="s1b4c85l3" />ภิกษุทั้งหลายนุ่งห่มไม่เรียบร้อย มีมรรยาทไม่สมควร ... จริงหรือ?  
			<remark  id="s1b4c85l4" />	ภิกษุทั้งหลายทูลรับว่า จริง พระพุทธเจ้าข้า.  
			<remark  id="s1b4c85l5" />				ทรงติเตียน  
			<remark  id="s1b4c85l6" />	พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงติเตียน ... ครั้นแล้วทรงทำธรรมีกถา รับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า  
			<remark  id="s1b4c85l7" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตอาจารย์. อาจารย์จักตั้งจิตสนิทสนมในอันเตวาสิกฉันบุตร  
			<remark  id="s1b4c85l8" />อันเตวาสิกจักตั้งจิตสนิทสนมในอาจารย์ฉันบิดา เมื่อเป็นเช่นนี้  อาจารย์และอันเตวาสิกนั้น  
			<remark  id="s1b4c85l9" />ต่างจักมีความเคารพ ยำเกรง ประพฤติกลมเกลียวกันอยู่ จักถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ในธรรม  
			<remark  id="s1b4c85l10" />วินัยนี้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้อาศัยภิกษุมีพรรษา ๑๐ อยู่ อนุญาตให้ภิกษุมีพรรษาได้  
			<remark  id="s1b4c85l11" />๑๐ ให้นิสสัย.  
			<remark  id="s1b4c85l12" />				วิธีถือนิสสัย  
			<remark  id="s1b4c85l13" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แลอันเตวาสิกพึงถืออาจารย์อย่างนี้  
			<remark  id="s1b4c85l14" />	อันเตวาสิกนั้นพึงห่มผ้าอุตราสงค์เฉวียงบ่า ไหว้เท้า นั่งกระหย่ง ประคองอัญชลี แล้ว  
			<remark  id="s1b4c85l15" />กล่าวอย่างนี้ ๓ หน  
			<remark  id="s1b4c85l16" />	ท่านเจ้าข้า ขอท่านจงเป็นอาจารย์ของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจักอาศัยท่านอยู่, ท่านเจ้าข้า  
			<remark  id="s1b4c85l17" />ขอท่านจงเป็นอาจารย์ของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจักอาศัยท่านอยู่, ท่านเจ้าข้า ขอท่านจงเป็นอาจารย์ของ  
			<remark  id="s1b4c85l18" />ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจักอาศัยท่านอยู่  
			<remark  id="s1b4c85l19" />	อาจารย์รับว่า ดีละ เบาใจละ ชอบแก่อุบายละ สมควรละ หรือรับว่าจงยังความปฏิบัติ  
			<remark  id="s1b4c85l20" />ให้ถึงพร้อมด้วยอาการอันน่าเลื่อมใสเถิด ดังนี้ก็ได้ รับด้วยกาย รับด้วยวาจา รับด้วยทั้งกาย  
			<remark  id="s1b4c85l21" />และวาจาก็ได้ เป็นอันว่าอันเตวาสิกถืออาจารย์แล้ว, ไม่รับด้วยกาย ไม่รับด้วยวาจา ไม่รับด้วย  
			<remark  id="s1b4c85l22" />ทั้งกายและวาจา ไม่เป็นอันว่าอันเตวาสิกถืออาจารย์แล้ว.  
			<remark  id="s1b4c85l23" />				อาจริยวัตร  
			<remark  id="s1b4c85l24" />	[๙๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อันเตวาสิกพึงประพฤติชอบในอาจารย์.  
			<remark  id="s1b4c85l25" />	วิธีประพฤติชอบในอาจารย์นั้น ดังต่อไปนี้  
			<remark  id="s1b4c85l26" />	อันเตวาสิกพึงลุกแต่เช้าตรู่ ถอดรองเท้า ห่มผ้าเฉวียงบ่า แล้วถวายไม้ชำระฟัน  
			<remark  id="s1b4c85l27" />ถวายน้ำล้างหน้า ปูอาสนะไว้  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b4c86" >
		<para id="s1b4c86p">
			<remark  id="s1b4c86l1" />	ถ้ายาคูมี พึงล้างภาชนะแล้วน้อมยาคูเข้าไปถวาย เมื่ออาจารย์ดื่มยาคูแล้ว พึงถวายน้ำ  
			<remark  id="s1b4c86l2" />รับภาชนะมา ถือต่ำๆ อย่าให้กระทบกัน ล้างให้สะอาดแล้วเก็บไว้ เมื่ออาจารย์ลุกแล้ว พึงเก็บ  
			<remark  id="s1b4c86l3" />ผ้าอาสนะ  
			<remark  id="s1b4c86l4" />	ถ้าที่นั้นรก พึงกวาดเสีย.  
			<remark  id="s1b4c86l5" />	ถ้าอาจารย์ประสงค์จะเข้าบ้าน พึงถวายผ้านุ่ง พึงรับผ้านุ่งผลัดมา พึงถวายประคตเอว  
			<remark  id="s1b4c86l6" />พึงพับผ้าสังฆฏิให้เป็นชั้นถวาย พึงล้างบาตรแล้วถวายพร้อมทั้งน้ำด้วย  
			<remark  id="s1b4c86l7" />	ถ้าอาจารย์ปรารถนาให้เป็นปัจฉาสมณะ พึงปกปิดมณฑลสาม นุ่งให้เป็นปริมณฑล  
			<remark  id="s1b4c86l8" />แล้วคาดประคตเอว ห่มสังฆาฏิทำเป็นชั้น กลัดดุม ล้างบาตรแล้วถือไป เป็นปัจฉาสมณะของ  
			<remark  id="s1b4c86l9" />อาจารย์ ไม่พึงเดินให้ห่างนัก ไม่พึงเดินให้ชิดนัก พึงรับวัตถุที่เนื่องในบาตร  
			<remark  id="s1b4c86l10" />	เมื่ออาจารย์กำลังพูด ไม่พึงพูดสอดขึ้นในระหว่าง อาจารย์กล่าวถ้อยคำใกล้ต่ออาบัติ  
			<remark  id="s1b4c86l11" />พึงห้ามเสีย  
			<remark  id="s1b4c86l12" />	เมื่อกลับ พึงมาก่อนแล้วปูอาสนะที่นั่งฉันไว้ พึงเตรียมน้ำล้างเท้า ตั่งรองเท้า  
			<remark  id="s1b4c86l13" />กระเบื้องเช็ดเท้าไว้ พึงลุกขึ้นรับบาตรและจีวร พึงถวายผ้านุ่งผลัด พึงรับผ้านุ่งมา.  
			<remark  id="s1b4c86l14" />	ถ้าจีวรชุ่มเหงื่อ พึงผึ่งแดดไว้ครู่หนึ่ง แต่ไม่พึงผึ่งทิ้งไว้ที่แดด  
			<remark  id="s1b4c86l15" />	พึงพับจีวร เมื่อพับจีวร พึงพับจีวรให้เหลื่อมมุมกัน ๔ นิ้ว ด้วยตั้งใจมิให้มีรอยพับ  
			<remark  id="s1b4c86l16" />ตรงกลาง พึงทำประคตเอวไว้ในขนดอันตรวาสก.  
			<remark  id="s1b4c86l17" />	ถ้าบิณฑบาตมี และอาจารย์ประสงค์จะฉัน พึงถวายน้ำแล้วน้อมบิณฑบาตเข้าไปถวาย  
			<remark  id="s1b4c86l18" />พึงถามอาจารย์ด้วยน้ำฉัน เมื่ออาจารย์ฉันแล้ว พึงถวายน้ำ รับบาตรมา ถือต่ำๆ อย่าให้กระทบ  
			<remark  id="s1b4c86l19" />ล้างให้สะอาด เช็ดให้แห้ง แล้วผึ่งไว้ที่แดดครู่หนึ่ง แต่ไม่พึงผึ่งทิ้งไว้ที่แดด  
			<remark  id="s1b4c86l20" />	พึงเก็บบาตรจีวร เมื่อเก็บบาตร พึงเอามือข้างหนึ่งจับบาตร เอามือข้างหนึ่งลูบคลำ  
			<remark  id="s1b4c86l21" />ใต้เตียงหรือใต้ตั่ง แล้วจึงเก็บบาตร แต่ไม่พึงเก็บบาตรไว้บนพื้นที่ไม่มีสิ่งใดรอง  
			<remark  id="s1b4c86l22" />	เมื่อเก็บจีวร พึงเอามือข้างหนึ่งถือจีวร เอามือข้างหนึ่งลูบราวจีวร หรือสายระเดียง  
			<remark  id="s1b4c86l23" />แล้วทำชายไว้ข้างนอก ทำขนดไว้ข้างใน แล้วจึงเก็บจีวร  
			<remark  id="s1b4c86l24" />	เมื่ออาจารย์ลุกแล้ว พึงเก็บอาสนะ เก็บน้ำล้างเท้า ตั่งรองเท้า กระเบื้องเช็ดเท้า  
			<remark  id="s1b4c86l25" />ถ้าที่นั้นรก พึงกวาดที่นั้นเสีย. 
		</para>
	</section>
	<section id="s1b4c87" >
		<para id="s1b4c87p">
			<remark  id="s1b4c87l1" />	ถ้าอาจารย์ใคร่จะสรงน้ำ พึงจัดน้ำสรงถวาย ถ้าต้องการน้ำเย็น พึงจัดน้ำเย็นถวาย  
			<remark  id="s1b4c87l2" />ถ้าต้องการน้ำร้อน พึงจัดน้ำร้อนถวาย.  
			<remark  id="s1b4c87l3" />	ถ้าอาจารย์ประสงค์จะเข้าเรือนไฟ พึงบดจุณ แช่ดิน หรือถือตั่งสำหรับเรือนไฟ แล้ว  
			<remark  id="s1b4c87l4" />เดินตามหลังอาจารย์ไป ถวายตั่งสำหรับเรือนไฟแล้ว รับจีวรมาวางไว้ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง  
			<remark  id="s1b4c87l5" />พึงถวายจุณ ถวายดิน  
			<remark  id="s1b4c87l6" />	ถ้าอุตสาหะอยู่ พึงเข้าเรือนไฟ เมื่อเข้าเรือนไฟ พึงเอาดินทาหน้า ปิดทั้งข้างหน้า  
			<remark  id="s1b4c87l7" />ข้างหลัง แล้วเข้าเรือนไฟ ไม่พึงนั่งเบียดภิกษุผู้เถระ ไม่พึงห้ามกันอาสนะภิกษุใหม่ พึงทำ  
			<remark  id="s1b4c87l8" />บริกรรมแก่อาจารย์ในเรือนไฟ  
			<remark  id="s1b4c87l9" />	เมื่อออกจากเรือนไฟ พึงถือตั่งสำหรับเรือนไฟ แล้วปิดทั้งข้างหน้าทั้งข้างหลังออกจาก  
			<remark  id="s1b4c87l10" />เรือนไฟ  
			<remark  id="s1b4c87l11" />	พึงทำบริกรรมแก่อาจารย์แม้ในน้ำ อาบเสร็จแล้ว พึงขึ้นมาก่อน ทำตัวของตนให้แห้งน้ำ  
			<remark  id="s1b4c87l12" />นุ่งผ้าแล้ว พึงเช็ดน้ำจากตัวของอาจารย์ พึงถวายผ้านุ่ง พึงถวายผ้าสังฆาฏิ ถือเอาตั่งสำหรับ  
			<remark  id="s1b4c87l13" />เรือนไฟมาก่อน แล้วปูอาสนะไว้ เตรียมน้ำล้างเท้า ตั่งรองเท้า กระเบื้องเช็ดเท้าไว้ พึงถาม  
			<remark  id="s1b4c87l14" />อาจารย์ด้วยน้ำฉัน.  
			<remark  id="s1b4c87l15" />	ถ้าประสงค์จะเรียนบาลี พึงขอให้อาจารย์แสดงบาลีขึ้น ถ้าประสงค์จะสอบถามอรรถกถา  
			<remark  id="s1b4c87l16" />พึงสอบถาม.  
			<remark  id="s1b4c87l17" />	อาจารย์อยู่ในวิหารแห่งใด ถ้าวิหารแห่งนั้นรก ถ้าอุตสาหะอยู่ พึงปัดกวาดเสีย  
			<remark  id="s1b4c87l18" />เมื่อปัดกวาดวิหาร พึงขนบาตรจีวรออกก่อนแล้ววางไว้ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง พึงขนผ้าปูนั่ง  
			<remark  id="s1b4c87l19" />และผ้าปูนอน ฟูก หมอน ออกวางไว้ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง  
			<remark  id="s1b4c87l20" />	เตียงตั่ง อันเตวาสิกพึงยกต่ำๆ อย่าให้ครูดสี อย่าให้กระทบกระแทกบานและกรอบประตู  
			<remark  id="s1b4c87l21" />ขนออกให้เรียบร้อย แล้วตั้งไว้ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง.  เขียงรองเตียง กระโถน พนักอิง  
			<remark  id="s1b4c87l22" />พึงขนออกตั้งไว้ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง เครื่องปูพื้น พึงสังเกตที่ปูไว้เดิม แล้วขนออกวางไว้  
			<remark  id="s1b4c87l23" />ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง.  
			<remark  id="s1b4c87l24" />	ถ้าในวิหารมีหยากเยื่อ พึงกวาดแต่เพดานลงมาก่อน กรอบหน้าต่างและมุมห้อง  
			<remark  id="s1b4c87l25" />พึงเช็ดเสีย ถ้าฝาเขาทำบริกรรมด้วยน้ำมัน หรือพื้นเขาทาสีดำขึ้นรา พึงเอาผ้าเช็ดน้ำบิดแล้ว  
			<remark  id="s1b4c87l26" />เช็ดเสีย ถ้าพื้นเขามิได้ทำ พึงเอาน้ำประพรมแล้วเช็ดเสีย ระวังอย่าให้วิหารฟุ้งด้วยธุลี พึงกวาด  
			<remark  id="s1b4c87l27" />หยากเยื่อทิ้งเสีย ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b4c88" >
		<para id="s1b4c88p">
			<remark  id="s1b4c88l1" />	เครื่องลาดพื้น พึงผึ่งแดด ชำระ เคาะ ปัด แล้วขนกลับปูไว้ตามเดิม เขียงรองเตียง  
			<remark  id="s1b4c88l2" />พึงผึ่งแดด ขัด เช็ด แล้วขนกลับตั้งไว้ที่เดิม เตียงตั่งพึงผึ่งแดดขัดสี เคาะเสีย ยกต่ำๆ อย่าให้  
			<remark  id="s1b4c88l3" />ครูดสี กระทบกระแทกบานและกรอบประตู ขนกลับไปให้ดีๆ แล้วตั้งไว้ตามเดิม ฟูก หมอน  
			<remark  id="s1b4c88l4" />ผ้าปูนั่ง ผ้าปูนอน พึงผึ่งแดดทำให้สะอาด ตบเสีย แล้วนำกลับวางปูไว้ตามเดิม กระโถน  
			<remark  id="s1b4c88l5" />พนักอิง พึงผึ่งแดด เช็ด ถูเสีย แล้วขนกลับตั้งไว้ตามเดิม  
			<remark  id="s1b4c88l6" />	พึงเก็บบาตรจีวร เมื่อเก็บบาตร พึงเอามือข้างหนึ่งจับบาตร เอามือข้างหนึ่งลูบคลำ  
			<remark  id="s1b4c88l7" />ใต้เตียงหรือใต้ตั่ง แล้วจึงเก็บบาตร แต่ไม่พึงเก็บบาตร บนพื้นที่ไม่มีสิ่งใดรอง  
			<remark  id="s1b4c88l8" />	เมื่อเก็บจีวร พึงเอามือข้างหนึ่งถือจีวร เอามือข้างหนึ่งลูบราวจีวรหรือสายระเดียงแล้ว  
			<remark  id="s1b4c88l9" />ทำชายไว้ข้างนอก ทำขนดไว้ข้างใน แล้วเก็บจีวร.  
			<remark  id="s1b4c88l10" />	ถ้าลมเจือด้วยผงคลี พัดมาแต่ทิศตะวันออก พึงปิดหน้าต่างด้านตะวันออก ถ้าพัดมา  
			<remark  id="s1b4c88l11" />แต่ทิศตะวันตก พึงปิดหน้าต่างด้านตะวันตก ถ้าพัดมาแต่ทิศเหนือ พึงปิดหน้าต่างด้านเหนือ  
			<remark  id="s1b4c88l12" />ถ้าพัดมาแต่ทิศใต้ พึงปิดหน้าต่างด้านใต้ ถ้าฤดูหนาวพึงเปิดหน้าต่างกลางวัน ปิดกลางคืน  
			<remark  id="s1b4c88l13" />ถ้าฤดูร้อน พึงปิดหน้าต่างกลางวัน เปิดกลางคืน  
			<remark  id="s1b4c88l14" />	ถ้าบริเวณ ซุ้มน้ำ โรงฉัน โรงไฟ วัจจกุฎี รก พึงปัดกวาดเสีย ถ้าน้ำฉัน น้ำใช้ไม่มี  
			<remark  id="s1b4c88l15" />พึงจัดตั้งไว้ ถ้าน้ำในหม้อชำระไม่มี พึงตักน้ำมาไว้ในหม้อชำระ  
			<remark  id="s1b4c88l16" />	ถ้าความกระสันบังเกิดแก่อาจารย์ อันเตวาสิกพึงช่วยระงับ หรือพึงวานภิกษุอื่นให้ช่วย  
			<remark  id="s1b4c88l17" />ระงับ หรือพึงทำธรรมีกถาแก่อาจารย์นั้น ถ้าความรำคาญบังเกิดแก่อาจารย์ อันเตวาสิกพึงช่วย  
			<remark  id="s1b4c88l18" />บรรเทา หรือพึงวานภิกษุอื่นให้ช่วยบรรเทา หรือพึงทำธรรมีกถาแก่อาจารย์นั้น ถ้าความเห็นผิด  
			<remark  id="s1b4c88l19" />บังเกิดแก่อาจารย์ อันเตวาสิกพึงให้สละเสีย หรือพึงวานภิกษุอื่นให้ช่วย หรือพึงทำธรรมีกถา  
			<remark  id="s1b4c88l20" />แก่อาจารย์นั้น. ถ้าอาจารย์ต้องอาบัติหนัก ควรปริวาส อันเตวาสิกพึงทำความขวนขวายว่า  
			<remark  id="s1b4c88l21" />ด้วยอุบายอย่างไรหนอ สงฆ์พึงให้ปริวาสแก่อาจารย์ ถ้าอาจารย์ควรชักเข้าหาอาบัติเดิม อันเตวาสิก  
			<remark  id="s1b4c88l22" />พึงทำความขวนขวายว่า ด้วยอุบายอย่างไรหนอ สงฆ์พึงชักอาจารย์เข้าหาอาบัติเดิม ถ้าอาจารย์  
			<remark  id="s1b4c88l23" />ควรมานัต อันเตวาสิกพึงทำความขวนขวายว่า ด้วยอุบายอย่างไรหนอ สงฆ์พึงให้มานัตแก่  
			<remark  id="s1b4c88l24" />อาจารย์ ถ้าอาจารย์ควรอัพภาน อันเตวาสิกพึงทำความขวนขวายว่า ด้วยอุบายอย่างไรหนอ  
			<remark  id="s1b4c88l25" />สงฆ์พึงอัพภานอาจารย์.  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b4c89" >
		<para id="s1b4c89p">
			<remark  id="s1b4c89l1" />	ถ้าสงฆ์ปรารถนาจะทำกรรมแก่อาจารย์ คือ ตัชชนียกรรม นิยสกรรม ปัพพาชนียกรรม  
			<remark  id="s1b4c89l2" />ปฏิสารณียกรรม หรืออุกเขปนียกรรม อันเตวาสิกพึงทำความขวนขวายว่า ด้วยอุบายอย่างไรหนอ  
			<remark  id="s1b4c89l3" />สงฆ์ไม่พึงทำกรรมแก่อาจารย์ หรือสงฆ์พึงน้อมไปเพื่อกรรมสถานเบา หรืออาจารย์นั้นถูกสงฆ์  
			<remark  id="s1b4c89l4" />ลงตัชชนียกรรม นิยสกรรม ปัพพาชนียกรรม ปฏิสารณียกรรม หรืออุกเขปนียกรรมแล้ว  
			<remark  id="s1b4c89l5" />อันเตวาสิกพึงทำความขวนขวายว่า ด้วยอุบายอย่างไรหนอ อาจารย์พึงประพฤติชอบ พึงหาย  
			<remark  id="s1b4c89l6" />เย่อหยิ่ง พึงประพฤติแก้ตัว สงฆ์พึงระงับกรรมนั้นเสีย.  
			<remark  id="s1b4c89l7" />	ถ้าจีวรของอาจารย์จะต้องซัก อันเตวาสิกพึงซัก หรือพึงทำความขวนขวายว่า ด้วยอุบาย  
			<remark  id="s1b4c89l8" />อย่างไรหนอ ใครๆ พึงซักจีวรของอาจารย์ ถ้าจีวรของอาจารย์จะต้องทำ อันเตวาสิกพึงทำ  
			<remark  id="s1b4c89l9" />หรือพึงทำความขวนขวายว่า ด้วยอุบายอย่างไรหนอ ใครๆ พึงทำจีวรของอาจารย์ ถ้าน้ำย้อม  
			<remark  id="s1b4c89l10" />ของอาจารย์จะต้องต้ม อันเตวาสิกพึงต้ม หรือพึงทำความขวนขวายว่า  ด้วยอุบายอย่างไรหนอ  
			<remark  id="s1b4c89l11" />ใครๆ พึงต้มน้ำย้อมของอาจารย์ ถ้าจีวรของอาจารย์จะต้องย้อม อันเตวาสิกพึงย้อม หรือพึง  
			<remark  id="s1b4c89l12" />ทำความขวนขวายว่า ด้วยอุบายอย่างไรหนอ ใครๆ พึงย้อมจีวรของอาจารย์ เมื่อย้อมจีวร  
			<remark  id="s1b4c89l13" />พึงย้อมพลิกกลับไปกลับมาให้ดีๆ เมื่อหยาดน้ำย้อมยังหยดไม่ขาดสาย ไม่พึงหลีกไปเสีย.  
			<remark  id="s1b4c89l14" />	อันเตวาสิกไม่บอกอาจารย์ก่อน ไม่พึงให้บาตรแก่ภิกษุบางรูป ไม่พึงรับบาตรของภิกษุ  
			<remark  id="s1b4c89l15" />บางรูป ไม่พึงให้จีวรแก่ภิกษุบางรูป ไม่พึงรับจีวรของภิกษุบางรูป ไม่พึงให้บริขารแก่ภิกษุบางรูป  
			<remark  id="s1b4c89l16" />ไม่พึงรับบริขารของภิกษุบางรูป ไม่พึงปลงผมให้ภิกษุบางรูป ไม่พึงให้ภิกษุบางรูปปลงผมให้  
			<remark  id="s1b4c89l17" />ไม่พึงทำบริกรรมแก่ภิกษุบางรูป ไม่พึงให้ภิกษุบางรูปทำบริกรรมให้ ไม่พึงทำความขวนขวาย  
			<remark  id="s1b4c89l18" />แก่ภิกษุบางรูป ไม่พึงสั่งให้ภิกษุบางรูปทำความขวนขวาย ไม่พึงเป็นปัจฉาสมณะของภิกษุบางรูป  
			<remark  id="s1b4c89l19" />ไม่พึงพาภิกษุบางรูปไปเป็นปัจฉาสมณะ ไม่พึงนำบิณฑบาตไปให้ภิกษุบางรูป ไม่พึงให้ภิกษุบางรูป  
			<remark  id="s1b4c89l20" />นำบิณฑบาตมาให้ ไม่บอกลาอาจารย์ก่อน ไม่พึงเข้าบ้าน ไม่พึงไปป่าช้า ไม่พึงหลีกไปสู่ทิศ  
			<remark  id="s1b4c89l21" />ถ้าอาจารย์อาพาธ พึงพยาบาล จนตลอดชีวิต พึงรอจนกว่าจะหาย.  
			<remark  id="s1b4c89l22" />				อาจริยวัตร จบ  
			<remark  id="s1b4c89l23" />				__________  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b4c90" >
		<para id="s1b4c90p">
			<remark  id="s1b4c90l1" />				อันเตวาสิกวัตร  
			<remark  id="s1b4c90l2" />	[๙๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อาจารย์พึงประพฤติชอบในอันเตวาสิก  
			<remark  id="s1b4c90l3" />	วิธีประพฤติชอบในอันเตวาสิกนั้น ดังต่อไปนี้:-  
			<remark  id="s1b4c90l4" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย อาจารย์พึงสงเคราะห์ อนุเคราะห์อันเตวาสิก ด้วยสอนบาลีและ  
			<remark  id="s1b4c90l5" />อรรถกถา ด้วยให้โอวาทและอนุศาสน์.  
			<remark  id="s1b4c90l6" />	ถ้าอาจารย์มีบาตร อันเตวาสิกไม่มีบาตร อาจารย์พึงให้บาตรแก่อันเตวาสิก หรือพึงทำ  
			<remark  id="s1b4c90l7" />ความขวนขวายว่า ด้วยอุบายอย่างไรหนอ บาตรพึงบังเกิดแก่อันเตวาสิก  
			<remark  id="s1b4c90l8" />	ถ้าอาจารย์มีจีวร อันเตวาสิกไม่มีจีวร อาจารย์พึงให้จีวรแก่อันเตวาสิก หรือพึงทำความ  
			<remark  id="s1b4c90l9" />ขวนขวายว่า ด้วยอุบายอย่างไรหนอ จีวรพึงบังเกิดแก่อันเตวาสิก  
			<remark  id="s1b4c90l10" />	ถ้าอาจารย์มีบริขาร อันเตวาสิกไม่มีบริขาร อาจารย์พึงให้บริขารแก่อันเตวาสิก หรือ  
			<remark  id="s1b4c90l11" />พึงทำความขวนขวายว่า ด้วยอุบายอย่างไรหนอ บริขารพึงบังเกิดแก่อันเตวาสิก.  
			<remark  id="s1b4c90l12" />	ถ้าอันเตวาสิกอาพาธ อาจารย์ลุกแต่เช้าตรู่ แล้วพึงให้ไม้ชำระฟัน ให้น้ำล้างหน้า  
			<remark  id="s1b4c90l13" />ปูอาสนะไว้  
			<remark  id="s1b4c90l14" />	ถ้ายาคูมี พึงล้างภาชนะ แล้วนำยาคูเข้าไปให้ เมื่ออันเตวาสิกดื่มยาคูแล้ว พึงให้น้ำ  
			<remark  id="s1b4c90l15" />รับภาชนะมา ถือต่ำๆ อย่าให้กระทบกัน ล้างให้สะอาดแล้วเก็บไว้ เมื่ออันเตวาสิกลุกแล้ว  
			<remark  id="s1b4c90l16" />พึงเก็บอาสนะ ถ้าที่นั้นรก พึงกวาดที่นั้นเสีย.  
			<remark  id="s1b4c90l17" />	ถ้าอันเตวาสิกประสงค์จะเข้าบ้าน พึงให้ผ้านุ่ง พึงรับผ้านุ่งผลัดมา พึงให้ประคตเอว  
			<remark  id="s1b4c90l18" />พึงพับผ้าสังฆาฏิเป็นชั้นให้ พึงล้างบาตรแล้วให้พร้อมทั้งน้ำด้วย พึงปูผ้าอาสนะที่นั่งฉันไว้  
			<remark  id="s1b4c90l19" />ด้วยกำหนดในใจว่า เพียงเวลาเท่านี้ อันเตวาสิกจักกลับมา น้ำล้างเท้า ตั่งรองเท้า กระเบื้อง  
			<remark  id="s1b4c90l20" />เช็ดเท้า พึงเตรียมตั้งไว้ พึงลุกขึ้นรับบาตรและจีวร พึงให้ผ้านุ่งผลัด พึงรับผ้านุ่งมา.  
			<remark  id="s1b4c90l21" />	ถ้าจีวรชุ่มเหงื่อ พึงผึ่งแดดไว้ครู่หนึ่ง แต่ไม่พึงผึ่งทิ้งไว้ที่แดด  
			<remark  id="s1b4c90l22" />	พึงพับจีวร เมื่อพับจีวร พึงพับให้เหลื่อมมุมกัน ๔ นิ้ว ด้วยตั้งใจมิให้มีรอยพับ  
			<remark  id="s1b4c90l23" />ตรงกลาง พึงทำประคตเอวไว้ในขนดอันตรวาสก.  
			<remark  id="s1b4c90l24" />	ถ้าบิณฑบาตมี และอันเตวาสิกประสงค์จะฉัน พึงให้น้ำแล้วนำบิณฑบาตเข้าไปให้  
			<remark  id="s1b4c90l25" />พึงถามอันเตวาสิกด้วยน้ำฉัน เมื่ออันเตวาสิกฉันแล้ว พึงให้น้ำ รับบาตรมา ถือต่ำๆ อย่าให้  
			<remark  id="s1b4c90l26" />กระทบ ล้างให้สะอาด เช็ดให้แห้ง แล้วผึ่งไว้ที่แดดครู่หนึ่ง แต่ไม่พึงผึ่งทิ้งไว้ที่แดด  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b4c91" >
		<para id="s1b4c91p">
			<remark  id="s1b4c91l1" />	พึงเก็บบาตรจีวร เมื่อเก็บบาตร พึงเอามือข้างหนึ่งจับบาตร เอามือข้างหนึ่งลูบคลำใต้เตียง  
			<remark  id="s1b4c91l2" />หรือใต้ตั่ง แล้วเก็บบาตร แต่ไม่พึงเก็บบาตรไว้บนพื้นที่ไม่มีสิ่งใดรอง  
			<remark  id="s1b4c91l3" />	เมื่อเก็บจีวร เอามือข้างหนึ่งถือจีวร เอามือข้างหนึ่งลูบราวจีวรหรือสายระเดียง แล้ว  
			<remark  id="s1b4c91l4" />ทำชายไว้ข้างนอก ทำขนดไว้ข้างใน แล้วจึงเก็บจีวร  
			<remark  id="s1b4c91l5" />	เมื่ออันเตวาสิกลุกแล้ว พึงเก็บอาสนะ เก็บน้ำล้างเท้า ตั่งรองเท้า กระเบื้องเช็ดเท้า  
			<remark  id="s1b4c91l6" />ถ้าที่นั้นรก พึงกวาดที่นั้นเสีย.  
			<remark  id="s1b4c91l7" />	ถ้าอันเตวาสิกใคร่จะสรงน้ำ พึงจัดน้ำสรงให้ ถ้าต้องการน้ำเย็น พึงจัดน้ำเย็นให้  
			<remark  id="s1b4c91l8" />ถ้าต้องการน้ำร้อน พึงจัดน้ำร้อนให้.  
			<remark  id="s1b4c91l9" />	ถ้าอันเตวาสิกประสงค์จะเข้าเรือนไฟ พึงบดจุณ แช่ดิน ถือตั่งสำหรับเรือนไฟไป  
			<remark  id="s1b4c91l10" />ให้ตั่งสำหรับเรือนไฟ แล้วรับจีวรมาวางไว้ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง พึงให้จุณ ให้ดิน  
			<remark  id="s1b4c91l11" />	ถ้าอุตสาหะอยู่ พึงเข้าเรือนไฟ เมื่อเข้าเรือนไฟ พึงเอาดินทาหน้า ปิดทั้งข้างหน้า  
			<remark  id="s1b4c91l12" />ทั้งข้างหลัง แล้วเข้าเรือนไฟ ไม่พึงนั่งเบียดภิกษุผู้เถระ ไม่พึงห้ามกันอาสนะภิกษุใหม่ พึง  
			<remark  id="s1b4c91l13" />ทำบริกรรมแก่อันเตวาสิกในเรือนไฟ  
			<remark  id="s1b4c91l14" />	เมื่อออกจากเรือนไฟ พึงถือตั่งสำหรับเรือนไฟ แล้วปิดทั้งข้างหน้าทั้งข้างหลัง ออกจาก  
			<remark  id="s1b4c91l15" />เรือนไฟ  
			<remark  id="s1b4c91l16" />	พึงทำบริกรรมแก่อันเตวาสิกแม้ในน้ำ อาบเสร็จแล้วพึงขึ้นมาก่อน ทำตัวของตนให้  
			<remark  id="s1b4c91l17" />แห้งน้ำ นุ่งผ้าแล้วพึงเช็ดน้ำจากตัวของอันเตวาสิก พึงให้ผ้านุ่ง พึงให้ผ้าสังฆาฏิ พึงถือตั่ง  
			<remark  id="s1b4c91l18" />สำหรับเรือนไฟมาก่อน แล้วปูอาสนะไว้ เตรียมน้ำล้างเท้า ตั่งรองเท้า กระเบื้องเช็ดเท้าไว้  
			<remark  id="s1b4c91l19" />พึงถามอันเตวาสิกด้วยน้ำฉัน.  
			<remark  id="s1b4c91l20" />	อันเตวาสิกอยู่ในวิหารแห่งใด ถ้าวิหารแห่งนั้นรก ถ้าอุตสาหะอยู่ พึงปัดกวาดเสีย  
			<remark  id="s1b4c91l21" />เมื่อปัดกวาดวิหาร พึงขนบาตรจีวรออกก่อน แล้ววางไว้ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง พึงขนผ้าปูนั่ง  
			<remark  id="s1b4c91l22" />และผ้าปูนอน ฟูก หมอน ออกวางไว้ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง  
			<remark  id="s1b4c91l23" />	เตียงตั่งอาจารย์พึงยกต่ำๆ อย่าให้ครูดสี อย่าให้กระทบกระแทกบานและกรอบประตู  
			<remark  id="s1b4c91l24" />ขนออกให้เรียบร้อย แล้วตั้งไว้ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง เขียงรองเตียง กระโถน พนักอิง  
			<remark  id="s1b4c91l25" />พึงขนออกวางไว้ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง เครื่องปูพื้นพึงสังเกตที่ปูไว้เดิม แล้วขนออกวางไว้ ณ ที่  
			<remark  id="s1b4c91l26" />ควรส่วนข้างหนึ่ง.  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b4c92" >
		<para id="s1b4c92p">
			<remark  id="s1b4c92l1" />	ถ้าในวิหารมีหยากเยื่อ พึงกวาดแต่เพดานลงมาก่อน กรอบหน้าต่างและมุมห้อง พึง  
			<remark  id="s1b4c92l2" />เช็ดเสีย ถ้าฝาเขาทำบริกรรมด้วยน้ำมัน พื้นเขาทาสีดำขึ้นรา พึงเอาผ้าชุบน้ำบิดแล้วเช็ดเสีย  
			<remark  id="s1b4c92l3" />ถ้าพื้นเขามิได้ทำ พึงเอาน้ำประพรมแล้วเช็ดเสีย ระวังอย่าให้วิหารฟุ้งด้วยธุลี พึงกวาดหยากเยื่อ  
			<remark  id="s1b4c92l4" />ทิ้งเสีย ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง เครื่องลาดพื้น พึงผึ่งแดด ชำระ เคาะ ปัดเสีย ขนกลับปูไว้ตามเดิม  
			<remark  id="s1b4c92l5" />เขียงรองเตียง พึงผึ่งแดด ขัด เช็ด เสีย ขนกลับตั้งไว้ที่เดิม เตียงตั่งพึงผึ่งแดด ขัดสี เคาะเสีย  
			<remark  id="s1b4c92l6" />ยกต่ำๆ อย่าให้ครูดสี อย่าให้กระทบกระแทกบานและกรอบประตู ขนกลับไปให้ดีๆ แล้วตั้งไว้  
			<remark  id="s1b4c92l7" />ตามเดิม ฟูก หมอน ผ้าปูนั่ง ผ้าปูนอน พึงผึ่งแดด ทำให้สะอาด ตบเสีย แล้วนำกลับวางปูไว้  
			<remark  id="s1b4c92l8" />ตามเดิมกระโถน พนักอิง พึงผึ่งแดด เช็ด ถูเสีย แล้วขนกลับตั้งไว้ตามเดิม  
			<remark  id="s1b4c92l9" />	พึงเก็บบาตรจีวร เมื่อเก็บบาตร พึงเอามือข้างหนึ่งจับบาตร เอามือข้างหนึ่งลูบคลำ  
			<remark  id="s1b4c92l10" />ใต้เตียงหรือใต้ตั่ง แล้วจึงเก็บบาตร แต่ไม่พึงวางบาตรบนพื้นที่ไม่มีสิ่งใดรอง  
			<remark  id="s1b4c92l11" />	เมื่อเก็บจีวร พึงเอามือข้างหนึ่งถือจีวร เอามือข้างหนึ่งลูบราวจีวร หรือสายระเดียงแล้ว  
			<remark  id="s1b4c92l12" />ทำชายไว้ข้างนอก ทำขนดไว้ข้างใน แล้วจึงเก็บจีวร.  
			<remark  id="s1b4c92l13" />	ถ้าลมเจือด้วยผงคลีพัดมาแต่ทิศตะวันออก พึงปิดหน้าต่างด้านตะวันออก  ถ้าพัดมา  
			<remark  id="s1b4c92l14" />แต่ทิศตะวันตก พึงปิดหน้าต่างด้านตะวันตก  ถ้าพัดมาแต่ทิศเหนือ พึงปิดหน้าต่างด้านเหนือ  
			<remark  id="s1b4c92l15" />ถ้าพัดมาแต่ทิศใต้ พึงปิดหน้าต่างด้านใต้ ถ้าฤดูหนาวพึงเปิดหน้าต่างกลางวัน ปิดกลางคืน  
			<remark  id="s1b4c92l16" />ถ้าฤดูร้อน พึงปิดหน้าต่างกลางวัน เปิดกลางคืน.  
			<remark  id="s1b4c92l17" />	ถ้าบริเวณ ซุ้มน้ำ โรงฉัน โรงไฟ วัจจกุฎี รก พึงปัดกวาดเสีย ถ้าน้ำฉัน น้ำใช้  
			<remark  id="s1b4c92l18" />ไม่มี พึงจัดตั้งไว้ ถ้าน้ำในหม้อชำระไม่มี พึงตักน้ำไว้ในหม้อชำระ.  
			<remark  id="s1b4c92l19" />	ถ้าความกระสันบังเกิดแก่อันเตวาสิก อาจารย์พึงช่วยระงับ หรือพึงวานภิกษุอื่นให้ช่วย  
			<remark  id="s1b4c92l20" />ระงับ หรือพึงทำธรรมีกถาแก่อันเตวาสิกนั้น ถ้าความรำคาญบังเกิดแก่อันเตวาสิก อาจารย์  
			<remark  id="s1b4c92l21" />พึงบรรเทา หรือพึงวานภิกษุอื่นให้ช่วยบรรเทา หรือพึงทำธรรมีกถาแก่อันเตวาสิกนั้น ถ้าความ  
			<remark  id="s1b4c92l22" />เห็นผิดบังเกิดแก่อันเตวาสิก อาจารย์พึงให้สละเสีย หรือพึงวานภิกษุอื่นให้ช่วย หรือพึงทำ  
			<remark  id="s1b4c92l23" />ธรรมีกถาแก่อันเตวาสิกนั้น. ถ้าอันเตวาสิกต้องอาบัติหนัก ควรปริวาส อาจารย์พึงทำความ  
			<remark  id="s1b4c92l24" />ขวนขวายว่า ด้วยอุบายอย่างไรหนอ สงฆ์พึงให้ปริวาสแก่อันเตวาสิก ถ้าอันเตวาสิกควร  
			<remark  id="s1b4c92l25" />ชักเข้าหาอาบัติเดิม อาจารย์พึงทำความขวนขวายว่า ด้วยอุบายอย่างไรหนอ สงฆ์พึงชักอันเตวาสิก  
			<remark  id="s1b4c92l26" />เข้าหาอาบัติเดิม ถ้าอันเตวาสิกควรมานัต อาจารย์พึงทำความขวนขวายว่า ด้วยอุบายอย่างไรหนอ  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b4c93" >
		<para id="s1b4c93p">
			<remark  id="s1b4c93l1" />สงฆ์พึงให้มานัตแก่อันเตวาสิก ถ้าอันเตวาสิกควรอัพภาน อาจารย์พึงทำความขวนขวายว่า  
			<remark  id="s1b4c93l2" />ด้วยอุบายอย่างไรหนอ สงฆ์พึงอัพภานอันเตวาสิก.  
			<remark  id="s1b4c93l3" />	ถ้าสงฆ์ปรารถนาจะทำกรรมแก่อันเตวาสิก คือ ตัชชนียกรรม นิยสกรรม ปัพพาชนียกรรม  
			<remark  id="s1b4c93l4" />ปฏิสารณียกรรม หรืออุกเขปนียกรรม อาจารย์พึงทำความขวนขวายว่า ด้วยอุบายอย่างไรหนอ  
			<remark  id="s1b4c93l5" />สงฆ์ไม่พึงทำกรรมแก่อันเตวาสิก หรือสงฆ์พึงน้อมไปเพื่อกรรมสถานเบา หรืออันเตวาสิกนั้น  
			<remark  id="s1b4c93l6" />ถูกสงฆ์ลงตัชชนียกรรม นิยสกรรม ปัพพาชนียกรรม ปฏิสารณียกรรม หรืออุกเขปนียกรรม  
			<remark  id="s1b4c93l7" />แล้ว อาจารย์พึงทำความขวนขวายว่า ด้วยอุบายอย่างไรหนอ อันเตวาสิกพึงประพฤติชอบ พึง  
			<remark  id="s1b4c93l8" />หายเย่อหยิ่ง พึงประพฤติแก้ตัว สงฆ์พึงระงับกรรมนั้นเสีย.  
			<remark  id="s1b4c93l9" />	ถ้าจีวรของอันเตวาสิกจะต้องซัก อาจารย์พึงบอกว่า เธอพึงซักอย่างนี้ หรือพึงทำความ  
			<remark  id="s1b4c93l10" />ขวนขวายว่า  ด้วยอุบายอย่างไรหนอ ใครๆ พึงซักจีวรของอันเตวาสิก ถ้าจีวรของอันเตวาสิก  
			<remark  id="s1b4c93l11" />จะต้องทำ อาจารย์พึงบอกว่า เธอพึงทำอย่างนี้ หรือพึงทำความขวนขวายว่า ด้วยอุบายอย่างไรหนอ  
			<remark  id="s1b4c93l12" />ใครๆ พึงทำจีวรของอันเตวาสิก ถ้าน้ำย้อมของอันเตวาสิกจะต้องต้ม อาจารย์พึงบอกว่า เธอ  
			<remark  id="s1b4c93l13" />พึงต้มอย่างนี้ หรือพึงทำความขวนขวายว่า ด้วยอุบายอย่างไรหนอ ใครๆ พึงต้มน้ำย้อมของ  
			<remark  id="s1b4c93l14" />อันเตวาสิก ถ้าจีวรของอันเตวาสิกจะต้องย้อม อาจารย์พึงบอกว่า เธอพึงย้อมอย่างนี้ หรือพึง  
			<remark  id="s1b4c93l15" />ทำความขวนขวายว่า ด้วยอุบายอย่างไรหนอ ใครๆ พึงย้อมจีวรของอันเตวาสิก เมื่อย้อมจีวร  
			<remark  id="s1b4c93l16" />พึงย้อมพลิกกลับไปกลับมาให้ดีๆ เมื่อหยาดน้ำย้อมยังหยดไม่ขาดสาย ไม่พึงหลีกไปเสีย.  
			<remark  id="s1b4c93l17" />ถ้าอันเตวาสิกอาพาธ พึงพยาบาลจนตลอดชีวิต พึงรอจนกว่าจะหาย.  
			<remark  id="s1b4c93l18" />				อันเตวาสิกวัตร จบ  
			<remark  id="s1b4c93l19" />				______________  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b4c94" >
		<para id="s1b4c94p">
			<remark  id="s1b4c94l1" />				ว่าด้วยการประณาม  
			<remark  id="s1b4c94l2" />	[๙๕] ก็โดยสมัยนั้นแล อันเตวาสิกทั้งหลายไม่ประพฤติชอบในอาจารย์ทั้งหลาย. ภิกษุ  
			<remark  id="s1b4c94l3" />ทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค. พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย  
			<remark  id="s1b4c94l4" />อันเตวาสิกจะไม่ประพฤติชอบในอาจารย์ไม่ได้ รูปใดไม่ประพฤติชอบ ต้องอาบัติทุกกฏ.  
			<remark  id="s1b4c94l5" />	พวกอันเตวาสิกยังไม่ประพฤติชอบตามเดิม. ภิกษุทั้งหลายจึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มี  
			<remark  id="s1b4c94l6" />พระภาค. พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ประณามอันเตวาสิกผู้ไม่  
			<remark  id="s1b4c94l7" />ประพฤติชอบ.  
			<remark  id="s1b4c94l8" />				วิธีประณาม  
			<remark  id="s1b4c94l9" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็อาจารย์พึงประณามอันเตวาสิกอย่างนี้ว่า ฉันประณามเธอ เธออย่าง  
			<remark  id="s1b4c94l10" />เข้ามา ณ ที่นี้ เธอจงขนบาตรจีวรของเธอออกไปเสีย หรือพึงประณามว่า เธอไม่ต้องอุปฐากฉัน  
			<remark  id="s1b4c94l11" />ดังนี้ ก็ได้ อาจารย์ย่อมยังอันเตวาสิกให้รู้ด้วยกายก็ได้ ให้รู้ด้วยวาจาก็ได้ ให้รู้ด้วยทั้งกายและ  
			<remark  id="s1b4c94l12" />วาจาก็ได้ อันเตวาสิกชื่อว่าเป็นอันถูกประณามแล้ว ถ้ามิให้รู้ด้วยกาย มิให้รู้ด้วยวาจา มิให้รู้  
			<remark  id="s1b4c94l13" />ด้วยทั้งกายและวาจา อันเตวาสิกไม่ชื่อว่าถูกประณาม.  
			<remark  id="s1b4c94l14" />	สมัยต่อมา พวกอันเตวาสิกถูกประณามแล้ว ไม่ขอให้อาจารย์อดโทษ. ภิกษุทั้งหลาย  
			<remark  id="s1b4c94l15" />จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค. พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาต  
			<remark  id="s1b4c94l16" />ให้อันเตวาสิกขอให้อาจารย์อดโทษ. พวกอันเตวาสิกไม่ยอมขอให้อาจารย์อดโทษอย่างเดิม. ภิกษุ  
			<remark  id="s1b4c94l17" />ทั้งหลายจึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค. พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย  
			<remark  id="s1b4c94l18" />อันเตวาสิกถูกประณามแล้ว จะไม่ขอให้อาจารย์อดโทษไม่ได้ รูปใดไม่ขอให้อาจารย์อดโทษ  
			<remark  id="s1b4c94l19" />ต้องอาบัติทุกกฏ.  
			<remark  id="s1b4c94l20" />	สมัยต่อมา อาจารย์ทั้งหลายอันเหล่าอันเตวาสิกขอให้อดโทษอยู่ ก็ไม่ยอมอดโทษ.  
			<remark  id="s1b4c94l21" />ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค. พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย  
			<remark  id="s1b4c94l22" />เราอนุญาตให้อาจารย์อดโทษ.  
			<remark  id="s1b4c94l23" />	อาจารย์ทั้งหลายยังไม่ยอมอดโทษอย่างเดิม. พวกอันเตวาสิกหลีกไปเสียบ้าง สึกเสียบ้าง  
			<remark  id="s1b4c94l24" />ไปเข้ารีดเดียรถีย์เสียบ้าง. ภิกษุทั้งหลายจึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค. พระผู้มีพระภาค  
			<remark  id="s1b4c94l25" />ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย อาจารย์อันพวกอันเตวาสิกขอให้อดโทษอยู่ จะไม่ยอมอดโทษไม่ได้  
			<remark  id="s1b4c94l26" />รูปใดไม่ยอมอดโทษ ต้องอาบัติทุกกฏ. 
		</para>
	</section>
	<section id="s1b4c95" >
		<para id="s1b4c95p">
			<remark  id="s1b4c95l1" />	สมัยต่อมา อาจารย์ทั้งหลายประณามอันเตวาสิกผู้ประพฤติชอบ ไม่ประณามอันเตวาสิก  
			<remark  id="s1b4c95l2" />ผู้ประพฤติมิชอบ. ภิกษุทั้งหลาย กราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค. พระผู้มีพระภาคตรัสว่า  
			<remark  id="s1b4c95l3" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย อันเตวาสิกผู้ประพฤติชอบ อาจารย์ไม่พึงประณาม รูปใดประณาม ต้อง  
			<remark  id="s1b4c95l4" />อาบัติทุกกฏ. แต่อันเตวาสิกผู้ประพฤติมิชอบ อาจารย์จะไม่ประณามไม่ได้ รูปใดไม่ประณาม  
			<remark  id="s1b4c95l5" />ต้องอาบัติทุกกฏ.  
			<remark  id="s1b4c95l6" />				องค์แห่งการประณาม  
			<remark  id="s1b4c95l7" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย อาจารย์พึงประณามอันเตวาสิกผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ คือ  
			<remark  id="s1b4c95l8" />		๑. หาความรักใคร่อย่างยิ่งในอาจารย์มิได้  
			<remark  id="s1b4c95l9" />		๒. หาความเลื่อมใสอย่างยิ่งมิได้  
			<remark  id="s1b4c95l10" />		๓. หาความละอายอย่างยิ่งมิได้  
			<remark  id="s1b4c95l11" />		๔. หาความเคารพอย่างยิ่งมิได้ และ  
			<remark  id="s1b4c95l12" />		๕. หาความหวังดีต่ออย่างยิ่งมิได้  
			<remark  id="s1b4c95l13" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย อาจารย์พึงประณามอันเตวาสิกผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล.  
			<remark  id="s1b4c95l14" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย อาจารย์ไม่พึงประณามอันเตวาสิก ผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ คือ  
			<remark  id="s1b4c95l15" />		๑. มีความรักใคร่อย่างยิ่งในอาจารย์  
			<remark  id="s1b4c95l16" />		๒. มีความเลื่อมใสอย่างยิ่ง  
			<remark  id="s1b4c95l17" />		๓. มีความละอายอย่างยิ่ง  
			<remark  id="s1b4c95l18" />		๔. มีความเคารพอย่างยิ่ง และ  
			<remark  id="s1b4c95l19" />		๕. มีความหวังดีต่ออย่างยิ่ง  
			<remark  id="s1b4c95l20" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย อาจารย์ไม่พึงประณามอันเตวาสิก ผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล.  
			<remark  id="s1b4c95l21" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย อันเตวาสิกผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ ควรประณาม คือ  
			<remark  id="s1b4c95l22" />		๑. หาความรักใคร่อย่างยิ่งในอาจารย์มิได้  
			<remark  id="s1b4c95l23" />		๒. หาความเลื่อมใสอย่างยิ่งมิได้  
			<remark  id="s1b4c95l24" />		๓. หาความละอายอย่างยิ่งมิได้  
			<remark  id="s1b4c95l25" />		๔. หาความเคารพอย่างยิ่งมิได้ และ  
			<remark  id="s1b4c95l26" />		๕. หาความหวังดีต่ออย่างยิ่งมิได้  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b4c96" >
		<para id="s1b4c96p">
			<remark  id="s1b4c96l1" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย อันเตวาสิกผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล ควรประณาม.  
			<remark  id="s1b4c96l2" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย อันเตวาสิกผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ ไม่ควรประณาม คือ  
			<remark  id="s1b4c96l3" />		๑. มีความรักใคร่อย่างยิ่งในอาจารย์  
			<remark  id="s1b4c96l4" />		๒. มีความเลื่อมใสอย่างยิ่ง  
			<remark  id="s1b4c96l5" />		๓. มีความละอายอย่างยิ่ง  
			<remark  id="s1b4c96l6" />		๔. มีความเคารพอย่างยิ่ง และ  
			<remark  id="s1b4c96l7" />		๕. มีความหวังดีต่ออย่างยิ่ง  
			<remark  id="s1b4c96l8" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย อันเตวาสิกผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล ไม่ควรประณาม.  
			<remark  id="s1b4c96l9" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย อันเตวาสิกผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ อาจารย์เมื่อไม่ประณาม มีโทษ  
			<remark  id="s1b4c96l10" />เมื่อประณาม ไม่มีโทษ คือ  
			<remark  id="s1b4c96l11" />		๑. หาความรักใคร่อย่างยิ่งในอาจารย์มิได้  
			<remark  id="s1b4c96l12" />		๒. หาความเลื่อมใสอย่างยิ่งมิได้  
			<remark  id="s1b4c96l13" />		๓. หาความละอายอย่างยิ่งมิได้  
			<remark  id="s1b4c96l14" />		๔. หาความเคารพอย่างยิ่งมิได้ และ  
			<remark  id="s1b4c96l15" />		๕. หาความหวังดีต่ออย่างยิ่งมิได้  
			<remark  id="s1b4c96l16" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย อันเตวาสิกผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล อาจารย์เมื่อไม่ประณาม มี  
			<remark  id="s1b4c96l17" />โทษ เมื่อประณาม ไม่มีโทษ.  
			<remark  id="s1b4c96l18" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย อันเตวาสิกผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ อาจารย์เมื่อประณามมีโทษ เมื่อไม่  
			<remark  id="s1b4c96l19" />ประณาม ไม่มีโทษ คือ  
			<remark  id="s1b4c96l20" />		๑. มีความรักใคร่อย่างยิ่งในอาจารย์  
			<remark  id="s1b4c96l21" />		๒. มีความเลื่อมใสอย่างยิ่ง  
			<remark  id="s1b4c96l22" />		๓. มีความละอายอย่างยิ่ง  
			<remark  id="s1b4c96l23" />		๔. มีความเคารพอย่างยิ่ง และ  
			<remark  id="s1b4c96l24" />		๕. มีความหวังดีต่ออย่างยิ่ง  
			<remark  id="s1b4c96l25" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย อันเตวาสิกผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล อาจารย์เมื่อประณาม มีโทษ  
			<remark  id="s1b4c96l26" />เมื่อไม่ประณาม ไม่มีโทษ. 
		</para>
	</section>
	<section id="s1b4c97" >
		<para id="s1b4c97p">
			<remark  id="s1b4c97l1" />				การให้นิสสัย  
			<remark  id="s1b4c97l2" />	[๙๖] ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุทั้งหลายคิดว่า เรามีพรรษาได้ ๑๐ แล้ว เรามีพรรษาได้  
			<remark  id="s1b4c97l3" />๑๐ แล้ว ดังนี้ แต่ยังเป็นผู้เขลา ไม่เฉียบแหลม ย่อมให้นิสสัย ปรากฏว่าพวกอาจารย์เป็น  
			<remark  id="s1b4c97l4" />ผู้เขลา พวกอันเตวาสิกเป็นผู้ฉลาด ปรากฏว่าพวกอาจารย์เป็นผู้ไม่เฉียบแหลม พวกอันเตวาสิก  
			<remark  id="s1b4c97l5" />เป็นผู้เฉียบแหลม ปรากฏว่าพวกอาจารย์เป็นผู้ได้ยินได้ฟังน้อย พวกอันเตวาสิกเป็นผู้ได้ยิน  
			<remark  id="s1b4c97l6" />ได้ฟังมาก ปรากฏว่าพวกอาจารย์เป็นผู้มีปัญญาทราม พวกอันเตวาสิกเป็นผู้มีปัญญา.  
			<remark  id="s1b4c97l7" />	บรรดาภิกษุที่เป็นผู้มักน้อย ... ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนภิกษุทั้งหลาย  
			<remark  id="s1b4c97l8" />จึงได้อ้างว่า เรามีพรรษาได้ ๑๐ แล้ว เรามีพรรษาได้ ๑๐ แล้ว ดังนี้ แต่ยังเป็นผู้เขลา ไม่  
			<remark  id="s1b4c97l9" />เฉียบแหลม ให้นิสสัย ปรากฏว่าพวกอาจารย์เป็นผู้เขลา พวกอันเตวาสิกเป็นผู้ฉลาด ปรากฏว่า  
			<remark  id="s1b4c97l10" />พวกอาจารย์เป็นผู้ไม่เฉียบแหลม พวกอันเตวาสิกเป็นผู้เฉียบแหลม ปรากฏว่าพวกอาจารย์เป็น  
			<remark  id="s1b4c97l11" />ผู้ได้ยินได้ฟังน้อย พวกอันเตวาสิกเป็นผู้ได้ยินได้ฟังมาก  ปรากฏว่าพวกอาจารย์เป็นผู้มีปัญญาทราม  
			<remark  id="s1b4c97l12" />พวกอันเตวาสิกเป็นผู้มีปัญญา แล้วกราบทูลเรื่องนั้น แด่พระผู้มีพระภาค.  
			<remark  id="s1b4c97l13" />				ทรงสอบถาม  
			<remark  id="s1b4c97l14" />	พระผู้มีพระภาคทรงสอบถามว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข่าวว่าภิกษุทั้งหลายอ้างว่า เรามี  
			<remark  id="s1b4c97l15" />พรรษาได้ ๑๐ แล้ว เรามีพรรษาได้ ๑๐ แล้ว ดังนี้ แต่ยังเป็นผู้เขลา ไม่เฉียบแหลม ให้นิสสัย  
			<remark  id="s1b4c97l16" />ปรากฏว่าพวกอาจารย์เป็นผู้เขลา ... พวกอันเตวาสิก เป็นผู้มีปัญญา จริงหรือ?  
			<remark  id="s1b4c97l17" />	ภิกษุทั้งหลายทูลรับว่า จริง พระพุทธเจ้าข้า.  
			<remark  id="s1b4c97l18" />				ทรงติเตียน  
			<remark  id="s1b4c97l19" />	พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงติเตียน ...  ครั้นแล้วทรงทำธรรมีกถารับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า  
			<remark  id="s1b4c97l20" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้เขลา ไม่เฉียบแหลม ไม่พึงให้นิสสัย รูปใดให้ ต้องอาบัติทุกกฏ.  
			<remark  id="s1b4c97l21" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ภิกษุผู้ฉลาด ผู้สามารถ มีพรรษาได้ ๑๐ หรือมีพรรษา  
			<remark  id="s1b4c97l22" />เกิน ๑๐ ให้นิสสัย.  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b4c98" >
		<para id="s1b4c98p">
			<remark  id="s1b4c98l1" />			นิสสัยระงับจากอุปัชฌาย์และอาจารย์  
			<remark  id="s1b4c98l2" />	[๙๗] ก็โดยสมัยนั้นแล เมื่ออาจารย์และอุปัชฌาย์หลีกไปเสียก็ดี สึกเสียก็ดี ถึง  
			<remark  id="s1b4c98l3" />มรณภาพก็ดี ไปเข้ารีดเดียรถีย์ก็ดี ภิกษุทั้งหลายไม่รู้ว่านิสสัยระงับ. พวกเธอจึงกราบทูลเรื่องนั้น  
			<remark  id="s1b4c98l4" />แด่พระผู้มีพระภาค. พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย นิสสัยระงับจากอุปัช
