<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<!DOCTYPE book PUBLIC "-//OASIS//DTD DocBook XML V5.0//EN" "http://www.oasis-open.org/docbook/xml/4.5/docbookx.dtd">
<chapter id="s1b3">
	<title>ภิกขุณี วิภังค์</title>
	<section id="s1b3c1" >
		<para id="s1b3c1p">
			<remark  id="s1b3c1l1" />				พระวินัยปิฎก  
			<remark  id="s1b3c1l2" />				เล่ม ๓  
			<remark  id="s1b3c1l3" />				ภิกขุนีวิภังค์  
			<remark  id="s1b3c1l4" />		ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น  
			<remark  id="s1b3c1l5" />				ปาราชิกกัณฑ์  
			<remark  id="s1b3c1l6" />				ปาราชิกสิกขาบทที่ ๑  
			<remark  id="s1b3c1l7" />				เรื่องภิกษุณีสุนทรีนันทา  
			<remark  id="s1b3c1l8" />	[๑] โดยสมัยนั้น พระนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวันอารามของ  
			<remark  id="s1b3c1l9" />อนาถบิณฑิกคหบดี เขตพระนครสาวัตถี. ครั้งนั้น นายสาฬหะหลานของมิคารมาตา มีความประสงค์  
			<remark  id="s1b3c1l10" />จะสร้างวิหารถวายภิกษุณีสงฆ์. ครั้งนั้นและนายสาฬหะหลานของมิคารมาตา. จึงเข้าไปหานาง  
			<remark  id="s1b3c1l11" />ภิกษุณีทั้งหลาย แจ้งความประสงค์ว่า แม่เจ้า กระผมอยากจะสร้างวิหารถวายภิกษุณีสงฆ์ ขอแม่  
			<remark  id="s1b3c1l12" />เจ้าจงโปรดให้ภิกษุณีผู้อำนวยการก่อสร้างรูปหนึ่งแก่กระผม. ครั้งนั้นมีสาว ๔ พี่น้อง ชื่อนันทา ๑ ชื่อ  
			<remark  id="s1b3c1l13" />นันทาวดี ๑ ชื่อสุนทรีนันทา ๑ ชื่อถุลลนันทา ๑ บวชอยู่ในสำนักภิกษุณี. บรรดาภิกษุณีทั้ง ๔ นั้น  
			<remark  id="s1b3c1l14" />ภิกษุณีสุนทรีนันทา เป็นบรรพชิตสาวทรงโฉมวิไล น่าพิศ พึงชม เป็นบัณฑิต เฉียบแหลม มี  
			<remark  id="s1b3c1l15" />ปรีชา ขยัน ไม่เกียจคร้าน กอปรด้วยปัญญาเลือกฟั้นอันเป็นทางดำเนินในการงานนั้นๆ สามารถ  
			<remark  id="s1b3c1l16" />พอที่จะทำกิจการงานนั้นๆ ให้ลุล่วงไป. ครั้งนั้นแลจึงภิกษุณีสงฆ์ได้สมมติภิกษุณีสุนทรีนันทาให้  
			<remark  id="s1b3c1l17" />เป็นผู้อำนวยการก่อสร้างแก่นายสาฬหะ หลานมิคารมาตา. และต่อมาภิกษุณีสุนทรีนันทา ไปสู่  
			<remark  id="s1b3c1l18" />เรือนของนายสาฬหะ หลานมิคารมาตาเสมอ โดยแจ้งว่า จงให้มีด จงให้ขวาน จงให้ผึ่ง จง  
			<remark  id="s1b3c1l19" />ให้จอบ จงให้สิ่ว. แม้นายสาฬหะ หลานมิครมาตา ก็ไปสู่สำนักนางภิกษุณีเสมอ เพื่อทราบ  
			<remark  id="s1b3c1l20" />กิจการที่ทำแล้ว ที่ยังมิได้ทำ เขาทั้งสองได้มีจิตปฏิพัทธ์กัน เพราะเห็นกันอยู่เสมอ. ครั้นนายสาฬหะ  
			<remark  id="s1b3c1l21" />หลานมิคารมาตา ไม่ได้โอกาสที่จะประทุษร้ายภิกษุณีสุนทรีนันทา จึงได้ตกแต่งภัตตาหารถวายภิกษุณี 
		</para>
	</section>
	<section id="s1b3c2" >
		<para id="s1b3c2p">
			<remark  id="s1b3c2l1" />สงฆ์ เพื่อมุ่งจะประทุษร้ายภิกษุณีสุนทรีนันทานั้น. ครั้งนั้นแล นายสาฬหะหลานมิคารมาตา  
			<remark  id="s1b3c2l2" />ให้ปูอาสนะในโรงฉัน จัดอาสนะสำหรับภิกษุณีทั้งหลายที่แก่กว่าภิกษุณีสุนทรีนันทาไว้ส่วนหนึ่ง  
			<remark  id="s1b3c2l3" />สำหรับภิกษุณีทั้งหลายที่อ่อนกว่าภิกษุณีสุนทรีนันทาไว้ส่วนหนึ่ง จัดอาสนะสำหรับภิกษุณีสุนทรี  
			<remark  id="s1b3c2l4" />นันทาไว้ในสถานที่อันกำบังนอกฝาเรือน ให้ภิกษุณีผู้เถระทั้งหลายพึงเข้าใจว่านางนั่งในสำนักพวก  
			<remark  id="s1b3c2l5" />ภิกษุณีผู้นวกะ แม้ภิกษุผู้นวกะทั้งหลายก็พึงเข้าใจว่า นางนั่งอยู่ในสำนักพวกภิกษุณีผู้เถระ.  
			<remark  id="s1b3c2l6" />	ครั้นจัดเสร็จแล้ว นายสาฬหะหลานมิคารมาตา ได้ให้คนไปแจ้งภัตตกาลแก่ภิกษุณีสงฆ์  
			<remark  id="s1b3c2l7" />ว่าได้เวลาอาหารแล้ว เจ้าข้า ภัตตาหารเสร็จแล้ว.  
			<remark  id="s1b3c2l8" />	ภิกษุณีสุนทรีนันทาทราบได้ดีว่า นายสาฬหะ หลานมิคารมาตา ไม่ได้ทำอะไรมากมาย ได้  
			<remark  id="s1b3c2l9" />ตกแต่งภัตตาหารไว้ถวายภิกษุณีสงฆ์ ด้วยเธอมีความประสงค์จะประทุษร้ายเรา ถ้าเราไป ความอื้อฉาว  
			<remark  id="s1b3c2l10" />จักมีแก่เรา จึงใช้ภิกษุณีอันตวาสินีไปด้วยสั่งว่า เธอจงไปนำบิณฑบาตมาให้เรา และผู้ใดถามถึงเรา  
			<remark  id="s1b3c2l11" />เธอจงบอกว่าอาพาธ.  
			<remark  id="s1b3c2l12" />	ภิกษุณีอันเตวาสินีนั้นรับคำสั่งของภิกษุณีสุนทรีนันทาแล้วว่าดีแล้วพระแม่เจ้า.  
			<remark  id="s1b3c2l13" />	สมัยนั้น นายสาฬหะ หลานมิคารมาตา ยืนคอยอยู่ที่ซุ้มประตูข้างนอก ถามถึงภิกษุณี  
			<remark  id="s1b3c2l14" />สุนทรีนันทาไปข้างไหน ขอรับ แม่เจ้าสุนทรีนันทา ไปข้างไหน ขอรับ?  
			<remark  id="s1b3c2l15" />	เมื่อเขาถามถึงอย่างนี้แล้ว ภิกษุณีอันเตวาสินีของนางสุนทรีนันทาตอบกะเขาดังนี้ว่า อาพาธ  
			<remark  id="s1b3c2l16" />ค่ะ ดิฉันจักนำบิณฑบาตไปถวาย.  
			<remark  id="s1b3c2l17" />	ครั้งนั้นเขาคิดว่า การที่เราได้ตกแต่งอาหารถวายภิกษุณีสงฆ์ ก็เพราะเหตุแม่เจ้าสุนทรีนันทา  
			<remark  id="s1b3c2l18" />จึงสั่งคนให้เลี้ยงดูภิกษุณีสงฆ์แล้วเลี่ยงไปทางสำนักภิกษุณีสงฆ์.  
			<remark  id="s1b3c2l19" />	ก็สมัยนั้น ภิกษุณีสุนทรีนันทายืนคอยมองนายสาฬหะ หลานมิคารมาตาอยู่ข้างนอกซุ้มประ  
			<remark  id="s1b3c2l20" />ตูวัด นางเห็นเขาเดินมาแต่ไกลจึงหลบเข้าสู่สำนัก นอนคลุมศีรษะอยู่บนเตียง.  
			<remark  id="s1b3c2l21" />	ครั้นเขาเข้าไปหาแล้ว ได้ถามนางว่า แม่เจ้าไม่สบายหรือขอรับ ทำไมจึงจำวัดเสียเล่า?.  
			<remark  id="s1b3c2l22" />	นางตอบว่า นาย การที่สตรีรักใคร่กับคนที่เขาไม่รักตอบ ย่อมเป็นเช่นนี้แหละค่ะ.  
			<remark  id="s1b3c2l23" />	เขากล่าวว่า ทำไมผมจะไม่รักแม่เจ้า ขอรับ แต่ผมหาโอกาสที่จะประทุษร้ายแม่เจ้าไม่ได้  
			<remark  id="s1b3c2l24" />แล้วมีความกำหนัด ได้ถึงความเคล้าคลึงด้วยกายกับนางภิกษุณีสุนทรีนันทา ผู้มีความกำหนัด.  
			<remark  id="s1b3c2l25" />	ก็สมัยนั้นแล ภิกษุณีรูปหนึ่งผู้ชราทุพพลภาพ เท้าเจ็บ นอนอยู่ไม่ห่างจากภิกษุณีสุนทรี  
			<remark  id="s1b3c2l26" />นันทา. นางภิกษุณีนั้นได้แลเห็นนายสาฬหะ หลานมิคารมาตา ถึงความเคล้าคลึงด้วยกายกับภิกษุณี  
			<remark  id="s1b3c2l27" />สุนทรีนันทาผู้กำหนัด ครั้นเห็นแล้วจึงเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนแม่เจ้าสุนทรีนันทา จึง
		</para>
	</section>
	<section id="s1b3c3" >
		<para id="s1b3c3p">
			<remark  id="s1b3c3l1" />ได้มีความกำหนัด ยินดีการเคล้าคลึงด้วยกายของบุรุษบุคคลผู้กำหนัดเล่า. ครั้งนั้นแล นางภิกษุณีนั้น  
			<remark  id="s1b3c3l2" />ได้แจ้งเรื่องนั้นแก่ภิกษุณีทั้งหลาย. บรรดาภิกษุณีผู้มีความมักน้อย สันโดษ มีความละอาย มีความ  
			<remark  id="s1b3c3l3" />รังเกียจ ผู้ใคร่ต่อสิกขา ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉน แม่เจ้าสุนทรีนันทา จึงได้มี  
			<remark  id="s1b3c3l4" />ความกำหนัดยินดีการเคล้าคลึงด้วยกายของบุรุษบุคคลผู้กำหนัดเล่า. ครั้งนั้นแล นางภิกษุณีเหล่านั้น  
			<remark  id="s1b3c3l5" />จึงแจ้งเรื่องนั้นแก่ภิกษุทั้งหลาย. ภิกษุเหล่านั้นพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนภิกษุณี  
			<remark  id="s1b3c3l6" />สุนทรีนันทาจึงได้มีความกำหนัด ยินดีการเคล้าคลึงด้วยกายของบุรุษบุคคลผู้มีความกำหนัดเล่า.  
			<remark  id="s1b3c3l7" />ครั้งนั้นแล ภิกษุเหล่านั้นจึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค.  
			<remark  id="s1b3c3l8" />		ประชุมสงฆ์ทรงสอบถาม  
			<remark  id="s1b3c3l9" />	ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งให้ประชุมภิกษุสงฆ์ ในเพราะเหตุเป็นเค้ามูลนั้น ใน  
			<remark  id="s1b3c3l10" />เพราะเหตุแรกเกิดนั้น แล้วทรงสอบถามภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข่าวว่า ภิกษุณีสุนทรี  
			<remark  id="s1b3c3l11" />นันทามีความกำหนัด ยินดีการเคล้าคลึงด้วยกายของบุรุษบุคคลผู้กำหนัด จริงหรือ?.  
			<remark  id="s1b3c3l12" />	ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า จริง พระพุทธเจ้าข้า.  
			<remark  id="s1b3c3l13" />		ทรงติเตียนแล้วบัญญัติสิกขาบท  
			<remark  id="s1b3c3l14" />	พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงติเตียนว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย การกระทำของภิกษุณีสุนทรีนันทา  
			<remark  id="s1b3c3l15" />ไม่เหมาะ ไม่สม ไม่ควร ไม่ใช่กิจของสมณะ ใช้ไม่ได้ ไม่ควรทำ ไฉนภิกษุณีสุนทรีนันทาจึงได้  
			<remark  id="s1b3c3l16" />มีความกำหนัด ยินดีการเคล้าคลึงด้วยกายของบุรุษบุคคลผู้กำหนัดเล่า การกระทำของนางนั่นไม่เป็น  
			<remark  id="s1b3c3l17" />ไปเพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส หรือเพื่อความเลื่อมใสยิ่งของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว  
			<remark  id="s1b3c3l18" />โดยที่แท้ การกระทำของนาง เป็นไปเพื่อความไม่เลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใสและเพื่อความ  
			<remark  id="s1b3c3l19" />เป็นอย่างอื่นของชนบางพวกที่เลื่อมใสแล้ว. ครั้นพระองค์ทรงติเตียนภิกษุณีสุนทรีนันทาโดย  
			<remark  id="s1b3c3l20" />อเนกปริยายแล้ว จึงตรัสโทษแห่งความเป็นคนเลี้ยงยาก ความเป็นคนบำรุงยาก ความเป็นคนมักมาก  
			<remark  id="s1b3c3l21" />ความเป็นคนไม่สันโดษ ความคลุกคลี ความเกียจคร้าน ตรัสคุณแห่ง ความเป็นคนเลี้ยงง่าย ความ  
			<remark  id="s1b3c3l22" />เป็นคนบำรุงง่าย ความมักน้อย ความสันโดษ ความขัดเกลา ความกำจัด อาการที่น่าเลื่อมใส การไม่  
			<remark  id="s1b3c3l23" />สะสม การปรารภความเพียร โดยอเนกปริยาย แล้วทรงกระทำธรรมมีกถาที่สมควรแก่เรื่องนั้น ที่  
			<remark  id="s1b3c3l24" />เหมาะสมแก่เรื่องนั้น แก่ภิกษุทั้งหลาย แล้วรับสั่งว่า  
			<remark  id="s1b3c3l25" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุนั้นแล เราจักบัญญัติสิกขาบทแก่ภิกษุณีทั้งหลาย อาศัย  
			<remark  id="s1b3c3l26" />อำนาจประโยชน์ ๑๐ ประการ คือ เพื่อความรับว่าดีแห่งสงฆ์ ๑ เพื่อความสำราญแห่งสงฆ์ ๑ เพื่อ  
			<remark  id="s1b3c3l27" />ข่มภิกษุณีผู้เก้อยาก ๑ เพื่ออยู่สำราญแห่งภิกษุณีผู้มีศีลเป็นที่รัก ๑ เพื่อป้องกันอาสวะอันจะบังเกิด
		</para>
	</section>
	<section id="s1b3c4" >
		<para id="s1b3c4p">
			<remark  id="s1b3c4l1" />ในปัจจุบัน ๑ เพื่อกำจัดอาสวะอันจักบังเกิดในอนาคต ๑ เพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส  
			<remark  id="s1b3c4l2" />๑ เพื่อความเลื่อมใสยิ่งของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว ๑ เพื่อความตั้งมั่นแห่งพระสัทธรรม ๑ เพื่อถือตาม  
			<remark  id="s1b3c4l3" />พระวินัย ๑  
			<remark  id="s1b3c4l4" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แลพวกภิกษุณีจงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดงอย่างนี้ ว่าดังนี้:  
			<remark  id="s1b3c4l5" />								พระบัญญัติ  
			<remark  id="s1b3c4l6" />	๕. ๑. อนึ่ง ภิกษุณีใด มีความกำหนัด ยินดีการลูบก็ดี คลำก็ดี จับก็ดี ต้องก็ดี  
			<remark  id="s1b3c4l7" />บีบเคล้นก็ดี ของบุรุษบุคคลผู้กำหนัด ใต้รากขวัญลงไป เหนือเข่าขึ้นมา แม้ภิกษุณีนี้ก็เป็น  
			<remark  id="s1b3c4l8" />ปาราชิก ชื่ออุพภชานุมัณฑลิกา หาสังวาสมิได้.  
			<remark  id="s1b3c4l9" />					เรื่องภิกษุณีสุนทรีนันทา จบ.  
			<remark  id="s1b3c4l10" />						สิกขาบทวิภังค์  
			<remark  id="s1b3c4l11" />	[๒] บทว่า อนึ่ง ... ใด ความว่า ผู้ใด คือผู้เช่นใด มีการงานอย่างใด มีชาติอย่างใด  
			<remark  id="s1b3c4l12" />มีชื่ออย่างใด มีโคตรอย่างใด มีปกติอย่างใด มีธรรมเครื่องอยู่อย่างใด มีอารมณ์อย่างใด เป็น  
			<remark  id="s1b3c4l13" />เถระก็ตาม เป็นนวกะก็ตาม เป็นมัชฌิมะก็ตาม นี้พระผู้มีพระภาคตรัสว่า อนึ่ง ... ใด.  
			<remark  id="s1b3c4l14" />	บทว่า ภิกษุณี ความว่า ที่ชื่อว่า ภิกษุณี เพราะอรรถว่าเป็นผู้ขอ ชื่อว่า ภิกษุณี  
			<remark  id="s1b3c4l15" />เพราะอรรถว่า ประพฤติภิกขาจริยวัตร ชื่อว่า ภิกษุณี เพราะอรรถว่าทรงผืนผ้าที่ถูกทำลายแล้ว  
			<remark  id="s1b3c4l16" />ชื่อว่า ภิกษุณี โดยสมญา ชื่อ ภิกษุณี โดยปฏิญญา ชื่อว่า ภิกษุณี เพราะอรรถว่าเป็น  
			<remark  id="s1b3c4l17" />เอหิภิกษุณี ชื่อ ภิกษุณี เพราะอรรถว่าเป็นผู้อุปสมบทแล้วด้วยไตรสรณคมน์ ชื่อว่า ภิกษุณี  
			<remark  id="s1b3c4l18" />เพราะอรรถว่าเป็นผู้เจริญ ชื่อว่า ภิกษุณี เพราะอรรถว่ามีสารธรรม ชื่อว่า ภิกษุณี เพราะอรรถ  
			<remark  id="s1b3c4l19" />ว่าเป็นพระเสขะ. ชื่อว่า ภิกษุณี เพราะอรรถว่าเป็นพระอเสขะ ชื่อว่า ภิกษุณี เพราะอรรถว่า  
			<remark  id="s1b3c4l20" />เป็นผู้อันสงฆ์สองฝ่ายพร้อมเพรียงกันอุปสมบทให้ด้วยญัตติจตุถกรรม อันไม่กำเริบ ควรแก่ฐานะ  
			<remark  id="s1b3c4l21" />บรรดาภิกษุณีเหล่านั้น ภิกษุณีอันสงฆ์สองฝ่ายพร้อมเพรียงกันอุปสมบทให้ด้วยญัตติจตุตถกรรม อัน  
			<remark  id="s1b3c4l22" />ไม่กำเริบ ควรแก่ฐานะ นี้ชื่อว่า ภิกษุณี ที่ทรงประสงค์ในอรรถนี้.  
			<remark  id="s1b3c4l23" />	ที่ชื่อว่า มีความกำหนัด ได้แก่หญิงหรือชายมีความกำหนัดมาก มีความเพ่งเล็ง มี 
			<remark  id="s1b3c4l24" />จิตปฏิพัทธ์. 
		</para>
	</section>
	<section id="s1b3c5" >
		<para id="s1b3c5p">
			<remark  id="s1b3c5l1" />	ที่ชื่อว่า บุรุษบุคคล ได้แก่ มนุษย์ผู้ชาย ไม่ใช่ยักษ์ผู้ชาย ไม่ใช่เปรตผู้ชาย ไม่ใช่  
			<remark  id="s1b3c5l2" />สัตว์ดิรัจฉานตัวผู้ เป็นคนรู้ความ เป็นผู้สามารถ เพื่อถึงความเคล้าคลึงด้วยกาย.  
			<remark  id="s1b3c5l3" />	บทว่า ใต้รากขวัญลงไป คือ เบื้องต่ำแห่งรากขวัญลงไป.  
			<remark  id="s1b3c5l4" />	บทว่า เหนือเข่าขึ้นมา คือ เบื้องบนแห่งมณฑลเข่าขึ้นมา.  
			<remark  id="s1b3c5l5" />	ที่ชื่อว่า ลูบ คือ เพียงลูบไป.  
			<remark  id="s1b3c5l6" />	ที่ชื่อว่า คลำ คือ จับเบาๆ ไปข้างโน้นข้างนี้.  
			<remark  id="s1b3c5l7" />	ที่ชื่อว่า จับ คือ เพียงจับตัว  
			<remark  id="s1b3c5l8" />	ที่ชื่อว่า ต้อง คือ เพียงถูกต้องตัว.  
			<remark  id="s1b3c5l9" />	บทว่า ยินดี ... การบีบเคล้นก็ดี คือยินดีการจับต้องอวัยวะแล้วบีบเคล้น.  
			<remark  id="s1b3c5l10" />	บทว่า แม้ภิกษุณีนี้ พระผู้มีพระภาคตรัสเทียบเคียงภิกษุณีรูปก่อน.  
			<remark  id="s1b3c5l11" />	คำว่า เป็นปาราชิก อธิบาย บุรุษถูกตัดศีรษะแล้วไม่อาจมีสรีระคุมกันนั้นเป็นอยู่ ชื่อ  
			<remark  id="s1b3c5l12" />แม้ฉันใด ภิกษุณีก็ฉันเหมือนกัน มีความกำหนัด ยินดีการลูบก็ดี คลำก็ดี จับก็ดี ต้องก็ดี บีบเคล้น  
			<remark  id="s1b3c5l13" />ก็ดี ของบุรุษบุคคลผู้กำหนัด ใต้รากขวัญลงไป เหนือเข่าขึ้นมา ย่อมไม่เป็นสมณะ ไม่เป็นธิดาของ  
			<remark  id="s1b3c5l14" />พระศากยบุตร เพราะเหตุนั้นจึงตรัสว่า เป็นปาราชิก.  
			<remark  id="s1b3c5l15" />	บทว่า หาสังวาสมิได้ ความว่า ที่ชื่อว่าสังวาส ได้แก่กรรมที่พึงกระทำร่วมกัน อุเทศ  
			<remark  id="s1b3c5l16" />ที่พึงสวดร่วมกัน ความเป็นผู้มีสิกขาเสมอกัน นี้ชื่อว่าสังวาส สังวาสนั้นไม่มีร่วมกับภิกษุณีนั้น  
			<remark  id="s1b3c5l17" />เพราะเหตุนั้นจึงตรัสว่า หาสังวาสมิได้.  
			<remark  id="s1b3c5l18" />		บทภาชนีย์  
			<remark  id="s1b3c5l19" />	[๓] เมื่อทั้งสองฝ่ายมีความกำหนัด ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งถูกกายด้วยกาย ใต้รากขวัญลงไป  
			<remark  id="s1b3c5l20" />เหนือเข่าขึ้นมา ภิกษุณีต้องอาบัติปาราชิก. ถูกของที่เนื่องด้วยกาย ต้องอาบัติถุลลัจจัย ถูกกาย  
			<remark  id="s1b3c5l21" />ด้วยของที่เนื่องด้วยกาย ต้องอาบัติถุลลัจจัย. ถูกของที่เนื่องด้วยกาย ด้วยของที่เนื่องด้วยกาย  
			<remark  id="s1b3c5l22" />ต้องอาบัติทุกกฏ. ถูกกายด้วยของที่โยนให้ ต้องอาบัติทุกกฏ. ถูกของที่เนื่องด้วยกาย ด้วยของ  
			<remark  id="s1b3c5l23" />ที่โยนให้ ต้องอาบัติทุกกฏ. ถูกของที่โยนให้ ด้วยของที่โยนให้ ต้องอาบัติทุกกฏ.  
			<remark  id="s1b3c5l24" />	[๔] กายต่อกายถูกกัน เหนือรากขวัญขึ้นไป ใต้เข่าลงมา ภิกษุณีต้องอาบัติถุลลัจจัย.  
			<remark  id="s1b3c5l25" />ของที่เนื่องด้วยกายกับกายถูกกัน ต้องอาบัติทุกกฏ. กายกับของที่เนื่องด้วยกายถูกกัน ต้องอาบัติ  
			<remark  id="s1b3c5l26" />ทุกกฏ. ของที่เนื่องด้วยกาย กับของที่เนื่องด้วยกายถูกกัน ต้องอาบัติทุกกฏ. โยนของไปถูกกาย  
			<remark  id="s1b3c5l27" />ต้องอาบัติทุกกฏ. ของที่โยนไปถูกของที่เนื่องด้วยกาย ต้องอาบัติทุกกฏ. ของที่โยนไปถูกของที่โยน  
			<remark  id="s1b3c5l28" />มา ต้องอาบัติทุกกฏ. 
		</para>
	</section>
	<section id="s1b3c6" >
		<para id="s1b3c6p">
			<remark  id="s1b3c6l1" />	[๕] ฝ่ายหนึ่งมีความกำหนัด กายต่อกายถูกกัน ใต้รากขวัญลงไปเหนือเข่าขึ้นมา ภิกษุณี  
			<remark  id="s1b3c6l2" />ต้องอาบัติถุลลัจจัย. กายถูกของที่เนื่องด้วยกาย ต้องอาบัติทุกกฏ. ของที่เนื่องด้วยกายถูกกาย  
			<remark  id="s1b3c6l3" />ต้องอาบัติทุกกฏ. ของที่เนื่องด้วยกาย ถูกของที่เนื่องด้วยกาย ต้องอาบัติทุกกฏ. ของที่โยนไป  
			<remark  id="s1b3c6l4" />ถูกกาย ต้องอาบัติทุกกฏ. ของที่โยนไปถูกของที่โยนมา ต้องอาบัติทุกกฏ.  
			<remark  id="s1b3c6l5" />	[๖] กายถูกกาย เหนือรากขวัญขึ้นไป ใต้เข่าลงมา ต้องอาบัติทุกกฏ. กายถูกของที่   
			<remark  id="s1b3c6l6" />เนื่องด้วยกาย ต้องอาบัติทุกกฏ. ของที่เนื่องด้วยกายถูกกาย ต้องอาบัติทุกกฏ. ของที่เนื่องด้วย  
			<remark  id="s1b3c6l7" />กายถูกของที่เนื่องด้วยกาย ต้องอาบัติทุกกฏ. โยนของถูกกาย ต้องอาบัติทุกกฏ. โยนของถูกของ  
			<remark  id="s1b3c6l8" />ที่เนื่องด้วยกาย ต้องอาบัติทุกกฏ. ของที่โยนไปถูกของที่โยนมา ต้องอาบัติทุกกฏ.  
			<remark  id="s1b3c6l9" />	[๗] เมื่อทั้งสองฝ่ายมีความกำหนัด จับต้องกายด้วยกาย ของยักษ์ก็ดี เปรตก็ดี  
			<remark  id="s1b3c6l10" />บัณเฑาะก็ดี สัตว์ดิรัจฉานที่มีกายคล้ายมนุษย์ก็ดี ใต้รากขวัญลงมาเหนือเข่าขึ้นไป ต้องอาบัติ  
			<remark  id="s1b3c6l11" />ถุลลัจจัย. กายถูกของที่เนื่องด้วยกาย ต้องอาบัติทุกกฏ. ของที่เนื่องด้วยกายถูกกาย ต้องอาบัติ  
			<remark  id="s1b3c6l12" />ทุกกฏ. ของที่เนื่องด้วยกาย ถูกของที่เนื่องด้วยกาย ต้องอาบัติทุกกฏ. โยนของถูกกาย ต้องอาบัติ  
			<remark  id="s1b3c6l13" />ทุกกฏ. โยนของถูกของที่เนื่องด้วยกาย ต้องอาบัติทุกกฏ. ของที่โยนไป ถูกของที่โยนมา ต้อง  
			<remark  id="s1b3c6l14" />อาบัติทุกกฏ.  
			<remark  id="s1b3c6l15" />	[๘] ถูกกายด้วยกาย เหนือรากขวัญขึ้นไป ใต้เข่าลงมา ต้องอาบัติทุกกฏ. กายถูกของ  
			<remark  id="s1b3c6l16" />ที่เนื่องด้วยกาย ต้องอาบัติทุกกฏ. ของที่เนื่องด้วยกายถูกกาย ต้องอาบัติทุกกฏ. ของที่เนื่องด้วยกาย  
			<remark  id="s1b3c6l17" />ถูกของที่เนื่องด้วยกาย ต้องอาบัติทุกกฏ. โยนของถูกกาย ต้องอาบัติทุกกฏ. โยนของถูกของที่  
			<remark  id="s1b3c6l18" />เนื่องด้วยกาย ต้องอาบัติทุกกฏ. ของที่โยนไปถูกของที่โยนมา ต้องอาบัติทุกกฏ.  
			<remark  id="s1b3c6l19" />	[๙] ฝ่ายหนึ่งมีความกำหนัด ถูกกายด้วยกาย ใต้รากขวัญลงมา เหนือเข่าขึ้นไป ต้อง  
			<remark  id="s1b3c6l20" />อาบัติทุกกฏ. กายถูกของที่เนื่องด้วยกาย ต้องอาบัติทุกกฏ. ของที่เนื่องด้วยกายถูกกาย ต้องอาบัติ  
			<remark  id="s1b3c6l21" />ทุกกฏ. ของที่เนื่องด้วยกายถูกของที่เนื่องด้วยกาย ต้องอาบัติทุกกฏ. โยนของถูกกาย ต้องอาบัติ  
			<remark  id="s1b3c6l22" />ทุกกฏ. โยนของถูกของที่เนื่องด้วยกาย ต้องอาบัติทุกกฏ. โยนของไปถูกของที่โยนมา ต้องอาบัติ  
			<remark  id="s1b3c6l23" />ทุกกฏ.  
			<remark  id="s1b3c6l24" />	[๑๐] กายถูกกาย เหนือรากขวัญขึ้นไป ใต้เข่าลงมา ต้องอาบัติทุกกฏ. กายถูกของ  
			<remark  id="s1b3c6l25" />ที่เนื่องด้วยกาย ต้องอาบัติทุกกฏ. ของที่เนื่องด้วยกายถูกกาย ต้องอาบัติทุกกฏ. ของที่เนื่องด้วยกาย  
			<remark  id="s1b3c6l26" />ถูกของที่เนื่องด้วยกาย ต้องอาบัติทุกกฏ. โยนของไปถูกกาย ต้องอาบัติทุกกฏ. โยนของถูกของ  
			<remark  id="s1b3c6l27" />ที่เนื่องด้วยกาย ต้องอาบัติทุกกฏ. ของที่โยนไปถูกของที่โยนมา ต้องอาบัติทุกกฏ. 
		</para>
	</section>
	<section id="s1b3c7" >
		<para id="s1b3c7p">
			<remark  id="s1b3c7l1" />						อนาปัตติวาร  
			<remark  id="s1b3c7l2" />	[๑๑] ภิกษุณีไม่ตั้งใจ ๑ เผลอ ๑ ไม่รู้ตัว ๑ ไม่ยินดี ๑ วิกลจริต ๑ มีจิตฟุ้งซ่าน ๑  
			<remark  id="s1b3c7l3" />กระสับกระส่ายเพราะเวทนา ๑ ภิกษุณีอาทิกัมมิกา ๑ ไม่ต้องอาบัติแล.  
			<remark  id="s1b3c7l4" />					ปาราชิกสิกขาบทที่ ๑ จบ.  
			<remark  id="s1b3c7l5" />					____________________  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b3c8" >
		<para id="s1b3c8p">
			<remark  id="s1b3c8l1" />					ปาราชิกสิกขาบทที่ ๒  
			<remark  id="s1b3c8l2" />					เรื่องภิกษุณีสุนทรีนันทา  
			<remark  id="s1b3c8l3" />	[๑๒] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า ประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของ  
			<remark  id="s1b3c8l4" />อนาถบิณฑิกคหบดี เขตพระนครสาวัตถี. ครั้งนั้นภิกษุณีสุนทรีนันทามีครรภ์กับนายสาฬหะ หลาน  
			<remark  id="s1b3c8l5" />มิคารมาตา. นางได้ปกปิดไว้จนมีครรภ์อ่อนๆ เมื่อครรภ์แก่แล้วนางจึงสึกออกมาคลอดบุตร. ภิกษุณี  
			<remark  id="s1b3c8l6" />ทั้งหลายได้ถามเรื่องนั้นกับภิกษุณีถุลลนันทาว่า แม่เจ้า นางสุนทรีนันทาสึกไม่นานนัก ก็คลอดบุตร  
			<remark  id="s1b3c8l7" />ชะรอยนางจะมีครรภ์ทั้งเป็นภิกษุณีกระมัง เจ้าข้า?  
			<remark  id="s1b3c8l8" />	ถุล. อย่างนั้น เจ้าข้า.  
			<remark  id="s1b3c8l9" />	ภิก. ก็แม่เจ้ารู้อยู่ว่าภิกษุณีล่วงอาบัติปาราชิก เหตุไฉนจึงไม่โจทด้วยตน ไม่บอกแก่คณะ  
			<remark  id="s1b3c8l10" />เล่า?  
			<remark  id="s1b3c8l11" />	ถุล. โทษอันใดของเธอ นั่นเป็นโทษของดิฉัน การเสื่อมเกียรติอันใดของเธอ นั่นเป็น  
			<remark  id="s1b3c8l12" />การเสื่อมเกียรติของดิฉัน การเลื่อมยศอันใดของเธอ นั่นเป็นการเสื่อมยศของดิฉัน การเสื่อมลาภ  
			<remark  id="s1b3c8l13" />อันใดของเธอ นั่นเป็นการเสื่อมลาภของดิฉัน ไฉนดิฉันจักบอกโทษของตน การเสื่อมเกียรติ  
			<remark  id="s1b3c8l14" />ของตน การเสื่อมยศของตน การเสื่อมลาภของตน แก่คนเหล่าอื่นเล่า.  
			<remark  id="s1b3c8l15" />	บรรดาภิกษุณีที่เป็นผู้มักน้อย ...  ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า แม่เจ้าถุลลนันทา  
			<remark  id="s1b3c8l16" />รู้อยู่ซึ่งภิกษุณีล่วงอาบัติปาราชิก ไฉนจึงไม่โจทด้วยตน ไม่บอกแก่คณะเล่า. ครั้งนั้นแลนางภิกษุณี  
			<remark  id="s1b3c8l17" />เหล่านั้นแจ้งเรื่องนั้นแก่ภิกษุทั้งหลาย. ภิกษุทั้งหลายกราบทูลความเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค.  
			<remark  id="s1b3c8l18" />		ประชุมสงฆ์ทรงสอบถาม  
			<remark  id="s1b3c8l19" />	ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาครับสั่งให้ประชุมภิกษุสงฆ์ ในเพราะเหตุเป็นเค้ามูลนั้น  
			<remark  id="s1b3c8l20" />ในเพราะเหตุแรกเกินนั้น ทรงทำธรรมมีกถา แล้วทรงสอบถามภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย  
			<remark  id="s1b3c8l21" />ข่าวว่าภิกษุณีถุลลนันทา รู้อยู่ว่าภิกษุณีล่วงอาบัติปาราชิก ไม่โจทด้วยตน ไม่บอกแก่คณะ  
			<remark  id="s1b3c8l22" />จริงหรือ?. ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า จริงพระพุทธเจ้าข้า.  
			<remark  id="s1b3c8l23" />		ทรงติเตียนแล้วบัญญัติสิกขาบท  
			<remark  id="s1b3c8l24" />	พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงติเตียนว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุณีถุลลนันทารู้อยู่ว่าภิกษุณี  
			<remark  id="s1b3c8l25" />ล่วงอาบัติปาราชิก ไฉนจึงไม่โจทด้วยตน ไม่บอกแก่คณะ การกระทำของเธอนั่น ไม่เป็นไปเพื่อ  
			<remark  id="s1b3c8l26" />ความเลื่อมใส ของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส หรือเพื่อความเลื่อมใสยิ่งของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว โดย 
		</para>
	</section>
	<section id="s1b3c9" >
		<para id="s1b3c9p">
			<remark  id="s1b3c9l1" />โดยที่แท้ การกระทำของเธอนั่น เป็นไปเพื่อความไม่เลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส และเพื่อ  
			<remark  id="s1b3c9l2" />ความเป็นอย่างอื่นของชนบางพวกที่เลื่อมใสแล้ว ...  
			<remark  id="s1b3c9l3" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แลพวกภิกษุณี จงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดงอย่างนี้ว่า ดังนี้:  
			<remark  id="s1b3c9l4" />		พระบัญญัติ  
			<remark  id="s1b3c9l5" />	๖.๒. อนึ่ง ภิกษุณีใด รู้อยู่ว่าภิกษุณีล่วงอาบัติปาราชิก ไม่โจทด้วยตน ไม่บอกแก่  
			<remark  id="s1b3c9l6" />คณะ ในเวลาที่ภิกษุณีนั้นยังดำรงเพศอยู่ก็ดี เคลื่อนไปแล้วก็ดี ถูกนาสนะแล้วก็ดี ไปเข้ารีด  
			<remark  id="s1b3c9l7" />เดียรถีย์เสียก็ดี ภายหลังนางจึงบอกอย่างนี้ว่า แม่เจ้า เจ้าข้า เมื่อก่อนดิฉันรู้จักภิกษุณีนั่น  
			<remark  id="s1b3c9l8" />ได้ดีทีเดียวว่า นางเป็นพี่หญิง น้องหญิง มีความประพฤติเช่นนี้และมีความประพฤติเช่นนี้  
			<remark  id="s1b3c9l9" />แต่ดิฉันไม่โจทด้วยตน ไม่บอกแก่คณะ แม้ภิกษุณีนี้ก็เป็นปาราชิก ชื่อวัชชปฏิจฉาทิกา  
			<remark  id="s1b3c9l10" />หาสังวาสมิได้.  
			<remark  id="s1b3c9l11" />		เรื่องภิกษุณีสุนทรีนันทา จบ.  
			<remark  id="s1b3c9l12" />		สิกขาบทวิภังค์  
			<remark  id="s1b3c9l13" />	[๑๓] บทว่า อนึ่ง ... ใด ความว่า ผู้ใด คือ ผู้เช่นใด ...  
			<remark  id="s1b3c9l14" />	บทว่า ภิกษุณี ความว่า ที่ชื่อว่า ภิกษุณี เพราะอรรถว่าเป็นผู้ขอ ...  
			<remark  id="s1b3c9l15" />นี้ชื่อว่า ภิกษุณี ที่ทรงประสงค์ในอรรถนี้.  
			<remark  id="s1b3c9l16" />	ที่ชื่อว่า รู้อยู่ คือ รู้เองก็ดี คนอื่นบอกแก่เธอก็ดี เจ้าตัวบอกก็ดี.  
			<remark  id="s1b3c9l17" />	คำว่า ล่วงอาบัติปาราชิก คือ ต้องอาบัติปาราชิกข้อใดข้อหนึ่ง ในปาราชิก ๘.  
			<remark  id="s1b3c9l18" />	คำว่า ไม่โจทด้วยตน คือ ไม่โจทเอง.  
			<remark  id="s1b3c9l19" />	คำว่า ไม่บอกแก่คณะ คือ ไม่บอกแก่ภิกษุณีอื่นๆ  
			<remark  id="s1b3c9l20" />	[๑๔] พากย์ว่า ในเวลาที่ภิกษุณีนั้น ยังดำรงเพศอยู่ก็ดี เป็นต้น อธิบายว่า ภิกษุณี  
			<remark  id="s1b3c9l21" />ผู้ดำรงอยู่ในเพศของตน ตรัสเรียกว่า ผู้ยังดำรงเพศอยู่ ผู้ถึงมรณภาพ ตรัสเรียกว่า ผู้เคลื่อนไป  
			<remark  id="s1b3c9l22" />ผู้สึกเองก็ตาม ถูกผู้อื่นนาสนะเสียก็ตาม ตรัสเรียกว่า ผู้ถูกนาสนะ เข้าไปสู่ลัทธิเดียรถีย์ ตรัส  
			<remark  id="s1b3c9l23" />เรียกว่า เขารีดเดียรถีย์. 
		</para>
	</section>
	<section id="s1b3c10" >
		<para id="s1b3c10p">
			<remark  id="s1b3c10l1" />	[๑๕] สองพากย์ว่า ภายหลังนางจึงบอกอย่างนี้ว่า แม่เจ้า เจ้าข้า เมื่อก่อนดิฉันรู้จัก  
			<remark  id="s1b3c10l2" />ภิกษุณีนั่นได้ดีทีเดียวว่า นางเป็นพี่หญิง น้องหญิง มีความประพฤติเช่นนี้ และมีความ  
			<remark  id="s1b3c10l3" />ประพฤติเช่นนี้ แต่ดิฉันไม่โจทด้วยตน นั้น คือ ไม่โจทเอง.  
			<remark  id="s1b3c10l4" />	คำว่า ไม่บอกแก่คณะ คือ ไม่บอกแก่ภิกษุณีอื่นๆ  
			<remark  id="s1b3c10l5" />	[๑๖] บทว่า แม้ภิกษุณีนี้ พระผู้มีพระภาคตรัสเทียบเคียงภิกษุณีรูปก่อน.  
			<remark  id="s1b3c10l6" />	คำว่า เป็นปาราชิก มีอธิบายว่า ใบไม้เหลืองหลุดจากขั้วแล้วไม่ควรเพื่อจะเป็นของเขียว  
			<remark  id="s1b3c10l7" />สดขึ้นได้ ชื่อแม้ฉันใด ภิกษุณีก็ฉันนั้นแหละ รู้อยู่ว่าภิกษุณีล่วงปาราชิกธรรมแล้ว เมื่อเธอ  
			<remark  id="s1b3c10l8" />ทอดธุระว่าจักไม่โจทด้วยตน จักไม่บอกแก่คณะดังนี้เท่านั้น เธอย่อมไม่เป็นสมณะ ไม่เป็นธิดาของ  
			<remark  id="s1b3c10l9" />พระศากยบุตร เพราะเหตุนั้น จึงตรัสว่า เป็นปาราชิก.  
			<remark  id="s1b3c10l10" />	บทว่า หาสังวาสมิได้ ความว่า ที่ชื่อว่า สังวาส ได้แก่กรรมที่พึงทำร่วมกัน อุเทศที่  
			<remark  id="s1b3c10l11" />พึงสวดร่วมกัน ความเป็นผู้มีสิกขาเสมอกัน นี้ชื่อว่าสังวาส สังวาสนั้นไม่มีร่วมกับภิกษุณีนั้น เพราะ  
			<remark  id="s1b3c10l12" />เหตุนั้น จึงตรัสว่า หาสังวาสมิได้.  
			<remark  id="s1b3c10l13" />		อนาปัตติวาร  
			<remark  id="s1b3c10l14" />	[๑๗] ภิกษุณีไม่บอกด้วยเกรงว่า ความบาดหมาง ความทะเลาะ ความแก่งแย่ง ความ  
			<remark  id="s1b3c10l15" />วิวาท จักมีแก่สงฆ์ ๑ ไม่บอกด้วยเข้าใจว่า สงฆ์จักแตกกัน สงฆ์จักร้าวรานกัน ๑ ไม่บอกด้วย  
			<remark  id="s1b3c10l16" />แน่ใจว่า ภิกษุณีนี้เป็นคนร้ายกาจ หยาบคาย จักทำอันตรายแก่ชีวิต หรือพรหมจรรย์ ๑ ไม่พบ  
			<remark  id="s1b3c10l17" />ภิกษุณีอื่นๆ ที่สมควรจะบอก จึงไม่บอก ๑ ไม่ประสงค์จะปกปิด แต่ยังมิได้บอก ๑ ไม่บอกด้วย  
			<remark  id="s1b3c10l18" />สำคัญว่า จักปรากฏด้วยการกระทำของเขาเอง ๑ ภิกษุณีวิกลจริต ๑ ภิกษุณีอาทิกัมมิกา ๑ ไม่ต้อง  
			<remark  id="s1b3c10l19" />อาบัติแล.  
			<remark  id="s1b3c10l20" />		ปาราชิกสิกขาบทที่ ๒ จบ.  
			<remark  id="s1b3c10l21" />		____________________  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b3c11" >
		<para id="s1b3c11p">
			<remark  id="s1b3c11l1" />		ปาราชิกสิกขาบทที่ ๓  
			<remark  id="s1b3c11l2" />		เรื่องภิกษุณีถุลลนันทา  
			<remark  id="s1b3c11l3" />	[๑๘] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า ประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของอนาถ  
			<remark  id="s1b3c11l4" />บิณฑิกคหบดี เขตพระนครสาวัตถี. ครั้งนั้น ภิกษุณีถุลลนันทาประพฤติตามพระอริฏฐะผู้เผ่าพราน  
			<remark  id="s1b3c11l5" />แร้ง ที่ถูกสงฆ์พร้อมเพรียงกันยกเสียแล้ว. บรรดาภิกษุณีที่เป็นผู้มักน้อย ...  ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน  
			<remark  id="s1b3c11l6" />โพนทะนาว่า ไฉนแม่เจ้าถุลลนันทาจึงได้ประพฤติตามพระอริฏฐะผู้เผ่าพรานแร้ง ซึ่งถูกสงฆ์ผู้  
			<remark  id="s1b3c11l7" />พร้อมเพรียงกันยกเสียแล้วเล่า ...  แล้วกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค.  
			<remark  id="s1b3c11l8" />		ทรงสอบถาม  
			<remark  id="s1b3c11l9" />	พระผู้มีพระภาคทรงสอบถามภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข่าวว่าภิกษุณีถุลลนันทา  
			<remark  id="s1b3c11l10" />ประพฤติตามอริฏฐะภิกษุผู้เผ่าพรานแร้ง ซึ่งถูกสงฆ์ผู้พร้อมเพรียงกันยกเสียแล้ว จริงหรือ?  
			<remark  id="s1b3c11l11" />	ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า จริง พระพุทธเจ้าข้า.  
			<remark  id="s1b3c11l12" />		ทรงติเตียนแล้วบัญญัติสิกขาบท  
			<remark  id="s1b3c11l13" />	พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงติเตียนว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ไฉนภิกษุณีถุลลนันทา จึงได้  
			<remark  id="s1b3c11l14" />ประพฤติตามอริฏฐะภิกษุผู้เผ่าพรานแร้ง ซึ่งถูกสงฆ์ผู้พร้อมเพรียงกันยกเสียแล้วเล่า การกระทำของ  
			<remark  id="s1b3c11l15" />เธอนั่น ไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส ...  
			<remark  id="s1b3c11l16" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แลภิกษุณีทั้งหลาย จงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดงอย่างนี้ว่าดังนี้:  
			<remark  id="s1b3c11l17" />		พระบัญญัติ  
			<remark  id="s1b3c11l18" />	๗. ๓. อนึ่ง ภิกษุณีใด พึงประพฤติตามภิกษุผู้ถูกสงฆ์พร้อมเพรียงกันยกเสียแล้ว  
			<remark  id="s1b3c11l19" />ตามธรรม ตามวินัย ตามสัตถุศาสน์ ผู้ไม่เอื้อเฟื้อ ไม่ทำคืนอาบัติ มิได้ทำภิกษุผู้มีสังวาส  
			<remark  id="s1b3c11l20" />เสมอกันให้เป็นสหาย ภิกษุณีนั้นอันภิกษุณีทั้งหลายพึงว่ากล่าวอย่างนี้ว่า แม่เจ้า ภิกษุนั่น  
			<remark  id="s1b3c11l21" />แล อันสงฆ์ผู้พร้อมเพรียงกันยกเสียแล้ว ตามธรรม ตามวินัย อันเป็นสัตถุศาสน์ เป็นผู้ไม่เอื้อ  
			<remark  id="s1b3c11l22" />เฟื้อ ไม่ทำคืนอาบัติ มิได้ทำภิกษุผู้มีสังวาสเสมอกันให้เป็นสหาย แม่เจ้าอย่าประพฤติตาม  
			<remark  id="s1b3c11l23" />ภิกษุนั่นเลย แลภิกษุณีนั้น อันภิกษุณีทั้งหลายว่ากล่าวอยู่อย่างนี้ ยังยกย่องอยู่อย่างนั้นเทียว  
			<remark  id="s1b3c11l24" />ภิกษุณีนั้นอันภิกษุณีทั้งหลายพึงสวดสมนุภาส กว่าจะครบสามจบ เพื่อให้สละกรรมนั้นเสีย หาก 
		</para>
	</section>
	<section id="s1b3c12" >
		<para id="s1b3c12p">
			<remark  id="s1b3c12l1" />นางถูกสวดสมณุภาสกว่าจะครบสามจบอยู่ สละกรรมนั้นเสีย การสละได้อย่างนี้ นั่นเป็นการ  
			<remark  id="s1b3c12l2" />ดี หากนางไม่สละเสีย แม้ภิกษุณีนี้ก็เป็นปาราชิก ชื่ออุกขิตตานุวัตติกา หาสังวาสมิได้.  
			<remark  id="s1b3c12l3" />		เรื่องภิกษุณีถุลลนันทา จบ.  
			<remark  id="s1b3c12l4" />		สิกขาบทวิภังค์  
			<remark  id="s1b3c12l5" />	[๑๙] บทว่า อนึ่ง ... ใด ความว่า ผู้ใด คือ ผู้เช่นใด ...  
			<remark  id="s1b3c12l6" />	บทว่า ภิกษุณี ความว่า ที่ชื่อว่า ภิกษุณี เพราะอรรถว่าเป็นผู้ขอ ...  นี้ชื่อว่า ภิกษุณี  
			<remark  id="s1b3c12l7" />ที่ทรงประสงค์ในอรรถนี้.  
			<remark  id="s1b3c12l8" />	สงฆ์ที่ชื่อว่า พร้อมเพรียงกัน คือ มีสังวาสเสมอกัน อยู่ในสีมาเดียวกัน.  
			<remark  id="s1b3c12l9" />	ที่ชื่อว่า ถูกยกเสียแล้ว คือ ถูกยกเสียในเพราะไม่เห็นอาบัติ ในเพราะไม่ทำคืนอาบัติ  
			<remark  id="s1b3c12l10" />หรือในเพราะไม่สละทิฏฐิบาป.  
			<remark  id="s1b3c12l11" />	สองบทว่า ตามธรรม ตามวินัย คือ โดยธรรมอันใด โดยวินัยอันใด.  
			<remark  id="s1b3c12l12" />	บทว่า อันเป็นสัตถุศาสน์ คือ เป็นคำสั่งสอนของพระผู้ชำนะกิเลส ได้แก่พระพุทธศาสนา.  
			<remark  id="s1b3c12l13" />	ที่ชื่อว่า ไม่เอื้อเฟื้อ คือไม่เชื่อสงฆ์ บุคคล หรือกรรม.  
			<remark  id="s1b3c12l14" />	ที่ชื่อว่า ไม่ทำคืนอาบัติ คือ ถูกสงฆ์ยกแล้ว สงฆ์ยังไม่เรียกเข้าหมู่.  
			<remark  id="s1b3c12l15" />	ที่ชื่อว่า มิได้ทำภิกษุผู้มีสังวาสเสมอกันให้เป็นสหาย คือ ภิกษุทั้งหลายผู้มีสังวาสเสมอ  
			<remark  id="s1b3c12l16" />กัน ตรัสเรียกว่าภิกษุผู้สหาย ภิกษุนั้นไม่ร่วมกับภิกษุผู้สหายเหล่านั้น เพราะเหตุนั้น จึงตรัสว่า มิได้  
			<remark  id="s1b3c12l17" />ทำภิกษุผู้มีสังวาสเสมอกันให้เป็นสหาย.  
			<remark  id="s1b3c12l18" />	บทว่า พึงประพฤติตามภิกษุนั้น ความว่า ภิกษุนั้นมีความเห็นอย่างใด มีความพอใจ  
			<remark  id="s1b3c12l19" />อย่างใด มีความชอบใจอย่างใด แม้ภิกษุณีนั้นมีความเห็นอย่างนั้น มีความพอใจอย่างนั้น มีความ  
			<remark  id="s1b3c12l20" />ชอบใจอย่างนั้น.  
			<remark  id="s1b3c12l21" />	[๒๐] บทว่า ภิกษุณีนั้น ได้แก่ภิกษุณีผู้ประพฤติตามภิกษุ ผู้ถูกสงฆ์ยกเสียแล้วนั้น.  
			<remark  id="s1b3c12l22" />	บทว่า อันภิกษุณีทั้งหลาย ได้แก่ภิกษุณีเหล่าอื่น คือ ภิกษุณีที่ได้เห็นได้ยินทั้งหลาย  
			<remark  id="s1b3c12l23" />พึงว่ากล่าวดังนี้ว่า แม่เจ้า ภิกษุนั้นแล อันสงฆ์ผู้พร้อมเพรียงกันยกเสียแล้ว ตามธรรม ตามวินัย  
			<remark  id="s1b3c12l24" />ตามสัตถุศาสน์ เป็นผู้ไม่เอื้อเฟื้อ ไม่ทำคืนอาบัติ มิได้ทำภิกษุผู้มีสังวาสเสมอกันให้เป็นสหาย แม่  
			<remark  id="s1b3c12l25" />เจ้าอย่าประพฤติตามภิกษุนั่น. พึงว่ากล่าวแม้ครั้งที่สอง พึงว่ากล่าวแม้ครั้งที่สาม. หากนางสละได้  
			<remark  id="s1b3c12l26" />การสละได้ดั่งนี้ นั่นเป็นการดี หากไม่สละ ต้องอาบัติทุกกฏ. ภิกษุณีทั้งหลายทราบเรื่องแล้วไม่  
			<remark  id="s1b3c12l27" />ว่ากล่าว ต้องอาบัติทุกกฏ. ภิกษุณีนั้นอันภิกษุณีทั้งหลายพึงคุมตัวไปสู่ท่ามกลางสงฆ์ แล้วว่ากล่าว
		</para>
	</section>
	<section id="s1b3c13" >
		<para id="s1b3c13p">
			<remark  id="s1b3c13l1" />ว่า แม่เจ้า ภิกษุนั่นแลอันสงฆ์ผู้พร้อมเพรียงกันยกเสียแล้ว ตามธรรม ตามวินัย อันเป็นสัตถุศาสน์  
			<remark  id="s1b3c13l2" />เป็นผู้ไม่เอื้อเฟื้อ ไม่ทำคืนอาบัติ มิได้ทำภิกษุผู้มีสังวาสเสมอกันให้เป็นสหาย แม่เจ้าอย่าประพฤติ  
			<remark  id="s1b3c13l3" />ตามภิกษุนั่นเลย. พึงว่ากล่าวแม้ครั้งที่สอง พึงว่ากล่าวแม้ครั้งที่สาม. หากเธอสละได้ การสละได้  
			<remark  id="s1b3c13l4" />ดั่งนี้นั่นเป็นการดี หากไม่สละ ต้องอาบัติทุกกฏ.  
			<remark  id="s1b3c13l5" />	[๒๑] ภิกษุณีนั้น อันภิกษุณีทั้งหลายพึงสวดสมนุภาส. ดูกรภิกษุทั้งหลายก็แลภิกษุณีทั้ง  
			<remark  id="s1b3c13l6" />หลายพึงสวดสมนุภาสอย่างนี้.  
			<remark  id="s1b3c13l7" />	ภิกษุณีผู้ฉลาด ผู้สามารถ พึงประกาศให้สงฆ์ทราบด้วยญัตติจตุตถกรรมวาจา ว่าดังนี้:  
			<remark  id="s1b3c13l8" />		กรรมวาจาสมนุภาส  
			<remark  id="s1b3c13l9" />	แม่เจ้า เจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังดิฉัน ภิกษุณีมีชื่อนี้ผู้นี้ประพฤติตามภิกษุผู้อันสงฆ์พร้อม  
			<remark  id="s1b3c13l10" />เพรียงกันยกเสียแล้ว ตามธรรม ตามวินัย ตามสัตถุศาสน์ ไม่เอื้อเฟื้อ ไม่ทำคืนอาบัติ มิได้  
			<remark  id="s1b3c13l11" />ทำภิกษุผู้มีสังวาสเสมอกันให้เป็นสหาย นางยังไม่ยอมสละวัตถุนั้น. ถ้าความพร้อมพรั่งของ  
			<remark  id="s1b3c13l12" />สงฆ์ถึงที่นี่แล้ว สงฆ์พึงสวดสมนุภาสภิกษุณีผู้มีชื่อนี้ เพื่อให้สละวัตถุนั้น. นี้เป็นญัตติ.  
			<remark  id="s1b3c13l13" />	แม่เจ้า เจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังดิฉัน ภิกษุณีมีชื่อนี้ผู้นี้ประพฤติตามภิกษุผู้อันสงฆ์พร้อม  
			<remark  id="s1b3c13l14" />เพรียงกันยกเสียแล้ว ตามธรรม ตามวินัย อันเป็นสัตถุศาสน์ ไม่เอื้อเฟื้อ ไม่คืนอาบัติ มิได้  
			<remark  id="s1b3c13l15" />ทำภิกษุผู้มีสังวาสเสมอกันให้เป็นสหาย นางยังไม่ยอมสละวัตถุนั้น. สงฆ์สวดสมภาสภิกษุณีผู้  
			<remark  id="s1b3c13l16" />มีชื่อนี้ เพื่อให้สละวัตถุนั้น. การสวดสมนุภาสภิกษุณีผู้มีชื่อนี้ เพื่อให้สละวัตถุนั้น ชอบแก่  
			<remark  id="s1b3c13l17" />แม่เจ้าผู้ใด แม่เจ้าผู้นั้นพึงเป็นผู้นิ่ง ไม่ชอบแก่แม่เจ้าผู้ใด แม่เจ้าผู้นั้นพึงพูด.  
			<remark  id="s1b3c13l18" />	ดิฉันกล่าวความนี้เป็นครั้งที่สอง ...  
			<remark  id="s1b3c13l19" />	ดิฉันกล่าวความนี้เป็นครั้งที่สาม ...  
			<remark  id="s1b3c13l20" />	ภิกษุณีมีชื่อนี้ อันสงฆ์สวดสมนุภาสแล้ว เพื่อให้สละวัตถุนั้น. ชอบแก่สงฆ์ เหตุนั้น  
			<remark  id="s1b3c13l21" />จึงนิ่ง. ดิฉันทรงความนี้ไว้ด้วยอย่างนี้.  
			<remark  id="s1b3c13l22" />	[๒๒] จบญัตติ ต้องอาบัติทุกกฏ จบกรรมวาจาสองครั้ง ต้องอาบัติถุลลัจจัย จบกรรมวาจา  
			<remark  id="s1b3c13l23" />ครั้งสุด ต้องอาบัติปาราชิก.  
			<remark  id="s1b3c13l24" />	[๒๓] บทว่า ภิกษุณีแม้นี้ พระผู้มีพระภาคตรัสเทียบเคียงภิกษุณีรูปก่อน. 
		</para>
	</section>
	<section id="s1b3c14" >
		<para id="s1b3c14p">
			<remark  id="s1b3c14l1" />	คำว่า เป็นปาราชิก มีอธิบายว่า ศิลาหนาแตกสองเสี่ยงแล้วเป็นของกลับต่อกันสนิทไม่  
			<remark  id="s1b3c14l2" />ได้ฉันใด ภิกษุณีก็ฉันนั้นแล อันสงฆ์สวดสมนุภาสอยู่ถึงครั้งที่สาม ยังไม่สละ ย่อมไม่เป็นสมณะ  
			<remark  id="s1b3c14l3" />ไม่ใช่ธิดาของพระศากยะบุตร เพราะเหตุนั้น จึงตรัสว่า เป็นปาราชิก.  
			<remark  id="s1b3c14l4" />	บทว่า หาสังวาสมิได้ ความว่า ที่ชื่อว่า สังวาส ได้แก่กรรมที่พึงทำร่วมกัน อุเทศที่  
			<remark  id="s1b3c14l5" />พึงสวดร่วมกัน ความเป็นผู้มีสิกขาเสมอกัน นั่นชื่อว่าสังวาส สังวาสนั้นไม่มีร่วมกับภิกษุนั้น  
			<remark  id="s1b3c14l6" />เพราะเหตุนั้น จึงตรัสว่า หาสังวาสมิได้.  
			<remark  id="s1b3c14l7" />		บทภาชนีย์  
			<remark  id="s1b3c14l8" />		ติกะปาราชิก  
			<remark  id="s1b3c14l9" />	[๒๔] กรรมเป็นธรรม ภิกษุณีสำคัญว่ากรรมเป็นธรรม ไม่สละ ต้องอาบัติปาราชิก.  
			<remark  id="s1b3c14l10" />	กรรมเป็นธรรม ภิกษุณีสงสัย ไม่สละ ห้องอาบัติปาราชิก.  
			<remark  id="s1b3c14l11" />	กรรมเป็นธรรม ภิกษุณีสำคัญว่ากรรมไม่เป็นธรรม ไม่สละ ต้องอาบัติปาราชิก.  
			<remark  id="s1b3c14l12" />		ติกะทุกกฏ  
			<remark  id="s1b3c14l13" />	กรรมไม่เป็นธรรม ภิกษุณีสำคัญว่า กรรมเป็นธรรม ...  ต้องอาบัติทุกกฏ.  
			<remark  id="s1b3c14l14" />	กรรมไม่เป็นธรรม ภิกษุณีสงสัย ...  ต้องอาบัติทุกกฏ.  
			<remark  id="s1b3c14l15" />	กรรมไม่เป็นธรรม ภิกษุณีสำคัญว่ากรรมไม่เป็นธรรม ...  ต้องอาบัติทุกกฏ.  
			<remark  id="s1b3c14l16" />		อนาปัตติวาร  
			<remark  id="s1b3c14l17" />	[๒๕] ยังไม่ถูกสวดสมนุภาส ๑ ยอมเสียสละ ๑ วิกลจริต ๑ อาทิกัมมิกา ๑ ไม่  
			<remark  id="s1b3c14l18" />ต้องอาบัติแล.  
			<remark  id="s1b3c14l19" />						ปาราชิกสิกขาบทที่ ๓ จบ  
			<remark  id="s1b3c14l20" />						____________________  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b3c15" >
		<para id="s1b3c15p">
			<remark  id="s1b3c15l1" />						ปาราชิกสิกขาบทที่ ๔  
			<remark  id="s1b3c15l2" />						เรื่องภิกษุณีฉัพพัคคีย์  
			<remark  id="s1b3c15l3" />	[๒๖] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า ประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของอนาถ  
			<remark  id="s1b3c15l4" />บิณฑิกคหบดี เขตพระนครสาวัตถี. ครั้งนั้น ภิกษุณีฉัพพัคคีย์มีความกำหนัดยินดีการที่บุรุษบุคคล  
			<remark  id="s1b3c15l5" />ผู้กำหนัดจับมือบ้าง จับชายผ้าสังฆาฏิบ้าง ยืนด้วยบ้าง สนทนาด้วยบ้าง ไปสู่ที่นัดแนะบ้าง ยินดี  
			<remark  id="s1b3c15l6" />การที่บุรุษมาหาตามนัดบ้าง เข้าไปสู่ที่มุงด้วยกันบ้าง ทอดกายเพื่อประโยชน์แก่บุรุษนั้น เพื่อประสงค์  
			<remark  id="s1b3c15l7" />จะเสพอสัทธรรมนั้นบ้าง. บรรดาภิกษุณีที่เป็นผู้มักน้อย ...  ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉน  
			<remark  id="s1b3c15l8" />ภิกษุณีฉัพพัคคีย์ จึงได้มีความกำหนัดยินดีการที่บุรุษบุคคลผู้กำหนัดจับมือบ้าง จับชายผ้าสังฆาฏิบ้าง  
			<remark  id="s1b3c15l9" />ยืนด้วยบ้าง สนทนาด้วยบ้าง ไปสู่ที่นัดแนะกันบ้าง ยินดีการที่บุรุษมาหาตามนัดบ้าง เข้าไปสู่ที่  
			<remark  id="s1b3c15l10" />มุงด้วยกันบ้าง ทอดกายเพื่อประโยชน์แก่บุรุษนั้น เพื่อประสงค์จะเสพอสัทธรรมนั้นบ้างเล่า ... แล้ว  
			<remark  id="s1b3c15l11" />กราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค.  
			<remark  id="s1b3c15l12" />		ทรงสอบถาม  
			<remark  id="s1b3c15l13" />	ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงสอบถามว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข่าวว่า ภิกษุณีฉัพพัคคีย์มี  
			<remark  id="s1b3c15l14" />ความกำหนัด ยินดีการที่บุรุษบุคคลผู้กำหนัดจับมือบ้าง จับชายผ้าสังฆาฏิบ้าง ยืนด้วยบ้าง สนทนา  
			<remark  id="s1b3c15l15" />ด้วยบ้าง ไปสู่ที่นัดแนะกันบ้าง ยินดีการที่บุรุษมาหาตามนัดบ้าง เข้าไปสู่ที่มุงด้วยกันบ้าง ทอดกาย  
			<remark  id="s1b3c15l16" />เพื่อประโยชน์แก่บุรุษนั้น เพื่อประสงค์จะเสพอสัทธรรมนั้นบ้าง จริงหรือ?  
			<remark  id="s1b3c15l17" />	ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า จริง พระพุทธเจ้าข้า.  
			<remark  id="s1b3c15l18" />					ทรงติเตียนแล้วบัญญัติสิกขาบท  
			<remark  id="s1b3c15l19" />	พระผู้มีพระภาคทรงติเตียนว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ไฉนภิกษุณีฉัพพัคคีย์จึงมีความกำหนัด  
			<remark  id="s1b3c15l20" />ยินดีการที่บุรุษบุคคลผู้กำหนัดจับมือบ้าง จับชายผ้าสังฆาฏิบ้าง ยืนด้วยบ้าง สนทนาด้วยบ้าง ไป  
			<remark  id="s1b3c15l21" />สู่ที่นัดแนะกันบ้าง ยินดีการที่บุรุษมาหาตามนัดบ้าง เข้าไปสู่ที่มุงด้วยกันบ้าง ทอดกายเพื่อประโยชน์  
			<remark  id="s1b3c15l22" />แก่บุรุษนั้น เพื่อประสงค์จะเสพอสัทธรรมนั้นบ้าง การกระทำของพวกนางนั่น ไม่เป็นไปเพื่อความ  
			<remark  id="s1b3c15l23" />เลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส ...  
			<remark  id="s1b3c15l24" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แลภิกษุณีทั้งหลาย จงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดงอย่างนี้ ว่าดังนี้:  
			<remark  id="s1b3c15l25" />							พระบัญญัติ  
			<remark  id="s1b3c15l26" />	๘.๔. อนึ่ง ภิกษุณีใด มีความกำหนัด ยินดีการที่บุรุษบุคคลผู้กำหนัดจับมือก็ดี จับ  
			<remark  id="s1b3c15l27" />ชายผ้าสังฆาฏิก็ดี ยืนด้วยก็ดี สนทนาด้วยก็ดี ไปสู่ที่นัดหมายกันก็ดี ยินดีการที่บุรุษมาหาตาม 
		</para>
	</section>
	<section id="s1b3c16" >
		<para id="s1b3c16p">
			<remark  id="s1b3c16l1" />นัดก็ดี เข้าไปสู่ที่มุงด้วยกันก็ดี ทอดกายเพื่อประโยชน์แก่บุรุษนั้น เพื่อประสงค์จะเสพ  
			<remark  id="s1b3c16l2" />อสัทธรรมนั้นก็ดี แม้ภิกษุณีนี้เป็นปาราชิก ชื่ออัฏฐวัตถุกา หาสังวาสมิได้.  
			<remark  id="s1b3c16l3" />		เรื่องภิกษุณีฉัพพัคคีย์ จบ.  
			<remark  id="s1b3c16l4" />		สิกขาบทวิภังค์  
			<remark  id="s1b3c16l5" />	[๒๗] บทว่า อนึ่ง ... ใด ความว่า ผู้ใด คือ ผู้เช่นใด ...  
			<remark  id="s1b3c16l6" />	บทว่า ภิกษุณี ความว่า ที่ชื่อว่า ภิกษุณี เพราะอรรถว่าเป็นผู้ขอ ... นี้ชื่อว่า ภิกษุณี ที่  
			<remark  id="s1b3c16l7" />ทรงประสงค์ในอรรถนี้.  
			<remark  id="s1b3c16l8" />	ที่ชื่อว่า มีความกำหนัด คือ มีความยินดียิ่ง มีความเพ่งเล็ง มีจิตปฏิพัทธ์.  
			<remark  id="s1b3c16l9" />	ที่ชื่อว่า ผู้กำหนัด คือ กำหนัดนักแล้ว มีความเพ่งเล็ง มีจิตปฏิพัทธ์.  
			<remark  id="s1b3c16l10" />	ที่ชื่อว่า บุรุษบุคคล ได้แก่ มนุษย์ผู้ชาย ไม่ใช่ยักษ์ผู้ชาย ไม่ใช่เปรตผู้ชาย ไม่ใช่สัตว์   
			<remark  id="s1b3c16l11" />ดิรัจฉานตัวผู้ เป็นผู้รู้ความ เป็นผู้สามารถเพื่อถึงความเคล้าคลึงด้วยกาย.  
			<remark  id="s1b3c16l12" />	บทว่า ยินดีการจับมือก็ดี ความว่า ที่ชื่อว่า มือ กำหนดตั้งแต่ข้อศอก ถึงปลายเล็บ  
			<remark  id="s1b3c16l13" />ภิกษุณียินดีการจับอวัยวะเหนือรากขวัญขึ้นไป ใต้เข่าลงมา เพื่อประสงค์จะเสพอสัทธรรมนั่น  
			<remark  id="s1b3c16l14" />ต้องอาบัติถุลลัจจัย.  
			<remark  id="s1b3c16l15" />	บทว่า ยินดีการจับชายผ้าสังฆาฏิก็ดี คือ ยินดีการจับผ้านุ่งก็ดี ผ้าห่มก็ดี เพื่อประสงค์  
			<remark  id="s1b3c16l16" />จะเสพอสัทธรรมนั่น ต้องอาบัติถุลลัจจัย.  
			<remark  id="s1b3c16l17" />	บทว่า ยืนด้วยก็ดี ความว่า ยืนอยู่ในระยะช่วงมือของบุรุษ เพื่อประสงค์จะเสพ  
			<remark  id="s1b3c16l18" />อสัทธรรมนั่น ต้องอาบัติถุลลัจจัย.  
			<remark  id="s1b3c16l19" />	บทว่า สนทนาด้วยก็ดี ความว่า ยืนพูดอยู่ในระยะช่วงมือของบุรุษ เพื่อประสงค์จะ  
			<remark  id="s1b3c16l20" />เสพอสัทธรรมนั่น ต้องอาบัติถุลลัจจัย.  
			<remark  id="s1b3c16l21" />	บทว่า ไปสู่ที่นัดแนะกันก็ดี ความว่า บุรุษพูดนัดว่า โปรดมาสู่สถานที่ชื่อนี้ ดังนี้  
			<remark  id="s1b3c16l22" />ภิกษุณีไปเพื่อประสงค์จะเสพอสัทธรรมนั่น ต้องอาบัติทุกกฏทุกๆ ก้าว พอย่างเข้าระยะช่วงมือของ  
			<remark  id="s1b3c16l23" />บุรุษ ต้องอาบัติถุลลัจจัย.  
			<remark  id="s1b3c16l24" />	บทว่า ยินดีการที่บุรุษมาหาตามนัดก็ดี ความว่า ยินดีการมาตามนัดของบุรุษ เพื่อ  
			<remark  id="s1b3c16l25" />ประสงค์จะเสพอสัทธรรมนั่น ต้องอาบัติทุกกฏ พอย่างเข้าระยะช่วงมือ ต้องอาบัติถุลลัจจัย.  
			<remark  id="s1b3c16l26" />	บทว่า เข้าไปสู่ที่มุงด้วยกันก็ดี ความว่า พอย่างเข้าสู่สถานที่อันมุงไว้ด้วยวัตถุอย่างใด  
			<remark  id="s1b3c16l27" />อย่างหนึ่ง เพื่อประสงค์จะเสพอสัทธรรมนั่น ต้องอาบัติถุลลัจจัย. 
		</para>
	</section>
	<section id="s1b3c17" >
		<para id="s1b3c17p">
			<remark  id="s1b3c17l1" />	บทว่า ทอดกายเพื่อประโยชน์แก่บุรุษนั้นก็ดี ความว่า อยู่ในระยะช่วงมือของบุรุษ แล้ว  
			<remark  id="s1b3c17l2" />ทอดกายเพื่อประสงค์จะเสพอสัทธรรมนั่น ต้องอาบัติถุลลัจจัย.  
			<remark  id="s1b3c17l3" />	[๒๘] บทว่า แม้ภิกษุณีนี้ พระผู้มีพระภาคตรัสเทียบเคียงภิกษุณีรูปก่อน.  
			<remark  id="s1b3c17l4" />	บทว่า เป็นปาราชิก มีอธิบายว่า ต้นตาลมียอดด้วนแล้วไม่อาจงอกอีกได้ ชื่อแม้ฉันใด  
			<remark  id="s1b3c17l5" />ภิกษุณีก็ฉันนั้นเหมือนกัน ทำวัตถุถึงที่ ๘ ไม่ใช่สมณะ ไม่ใช่ธิดาของพระศากยบุตร เพราะเหตุนั้น  
			<remark  id="s1b3c17l6" />จึงตรัสว่า เป็นปาราชิก.  
			<remark  id="s1b3c17l7" />	บทว่า หาสังวาสมิได้ ความว่า ที่ชื่อว่าสังวาส ได้แก่กรรมที่พึงทำร่วมกัน อุเทศที่  
			<remark  id="s1b3c17l8" />พึงสวดร่วมกัน ความเป็นผู้มีสิกขาเสมอกัน นี้ชื่อว่าสังวาส สังวาสนั้นไม่มีร่วมกับภิกษุณีนั้น  
			<remark  id="s1b3c17l9" />เพราะเหตุนั้น จึงตรัสว่า หาสังวาสมิได้.  
			<remark  id="s1b3c17l10" />		อนาปัตติวาร  
			<remark  id="s1b3c17l11" />	[๒๙] ไม่จงใจ ๑ เผลอสติ ๑ ไม่รู้ตัว ๑ ไม่ยินดี ๑ วิกลจริต ๑ มีจิตฟุ้งซ่าน ๑  
			<remark  id="s1b3c17l12" />กระสับกระส่ายเพราะเวทนา ๑ อาทิกัมมิกา ๑ ไม่ต้องอาบัติแล.  
			<remark  id="s1b3c17l13" />		ปาราชิกสิกขาบทที่ ๔ จบ.  
			<remark  id="s1b3c17l14" />	[๓๐] แม่เจ้าทั้งหลาย ธรรมคือปาราชิก ๘ สิกขาบท  ดิฉันยกขึ้นแสดงแล้วแล ภิกษุณี  
			<remark  id="s1b3c17l15" />ต้องอาบัติปาราชิกอย่างใดอย่างหนึ่งแล้ว ย่อมไม่ได้อยู่ร่วมกับภิกษุณีทั้งหลาย ในภายหลัง เหมือน  
			<remark  id="s1b3c17l16" />ในกาลก่อน เป็นปาราชิก หาสังวาสมิได้ ดิฉันขอถามแม่เจ้าทั้งหลาย ในอาบัติปาราชิกเหล่านั้นว่า  
			<remark  id="s1b3c17l17" />แม่เจ้าทั้งหลายบริสุทธิ์แล้วหรือ ดิฉันขอถามแม้ครั้งที่สองว่า แม่เจ้าทั้งหลายบริสุทธิ์แล้วหรือ  
			<remark  id="s1b3c17l18" />ดิฉันขอถามแม้ครั้งที่สามว่า แม่เจ้าทั้งหลายบริสุทธิ์แล้วหรือ? แม่เจ้าทั้งหลายเป็นผู้บริสุทธิ์ใน  
			<remark  id="s1b3c17l19" />อาบัติปาราชิกเหล่านี้แล้ว เหตุนั้น จึงนิ่ง ดิฉันทรงความนี้ไว้ด้วยอย่างนี้แล.  
			<remark  id="s1b3c17l20" />						ปาราชิกกัณฑ์ จบ  
			<remark  id="s1b3c17l21" />						_______________  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b3c18" >
		<para id="s1b3c18p">
			<remark  id="s1b3c18l1" />						สัตตรสกัณฑ์  
			<remark  id="s1b3c18l2" />	แม่เจ้าทั้งหลาย ก็ธรรมคือสังฆาทิเสส ๑๗ สิกขาบทนี้แล มาสู่อุเทศ.  
			<remark  id="s1b3c18l3" />					สังฆาทิเสสสิกขาบทที่ ๑  
			<remark  id="s1b3c18l4" />					เรื่องอุบาสกกับภิกษุณีถุลลนันทา  
			<remark  id="s1b3c18l5" />	[๓๑] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของอนาถ  
			<remark  id="s1b3c18l6" />บิณฑิกคหบดี เขตพระนครสาวัตถี. ครั้งนั้น อุบาสกคนหนึ่งถวายโรงเก็บของแก่ภิกษุณีสงฆ์แล้ว  
			<remark  id="s1b3c18l7" />ถึงอนิจกรรม. เขามีบุตรอยู่ ๒ คน คนหนึ่งเป็นคนไม่มีศรัทธา ไม่เลื่อมใส อีกคนหนึ่งเป็นคนมี  
			<remark  id="s1b3c18l8" />ศรัทธา เลื่อมใส. บุตรทั้งสองนั้นแบ่งสมบัติของบิดาแล้ว ต่อมาบุตรคนที่ไม่มีศรัทธา ไม่เลื่อมใส  
			<remark  id="s1b3c18l9" />จึงได้พูดกับบุตรคนที่มีศรัทธาเลื่อมใสว่า โรงเก็บของของเรายังมีอยู่ เรามาแบ่งกันเถิด. เมื่อเขาพูด  
			<remark  id="s1b3c18l10" />อย่างนั้นแล้ว บุตรคนที่มีศรัทธาเลื่อมใสพูดห้ามว่า เจ้าอย่าได้พูดอย่างนี้ โรงเก็บของนั้น บิดาของ  
			<remark  id="s1b3c18l11" />เราได้ถวายภิกษุณีสงฆ์แล้ว.  
			<remark  id="s1b3c18l12" />	แม้ครั้งที่สอง บุตรคนที่ไม่มีศรัทธา ไม่เลื่อมใส ก็พูดว่า โรงเก็บของของเรา เราจะแบ่งกัน.  
			<remark  id="s1b3c18l13" />ครั้งนั้นแล บุตรคนที่มีศรัทธาเลื่อมใสก็พูดห้ามว่า เจ้าอย่าได้พูดอย่างนี้ โรงเก็บของนั้น บิดาของเรา  
			<remark  id="s1b3c18l14" />ได้ถวายแก่ภิกษุณีสงฆ์แล้ว.  
			<remark  id="s1b3c18l15" />	แม้ครั้งที่สาม บุตรคนที่ไม่มีศรัทธา ไม่เลื่อมใส ก็พูดว่า โรงเก็บของของเรา เราจะแบ่งกัน.  
			<remark  id="s1b3c18l16" />ครั้งนั้นแล บุตรคนที่มีศรัทธาเลื่อมใสจึงคิดว่า ถ้าโรงเก็บของนั้นจักเป็นของเรา เราก็จักถวายแก่  
			<remark  id="s1b3c18l17" />ภิกษุณีสงฆ์ แล้วกล่าวว่า เราจงแบ่งกันเถิด. บังเอิญโรงเก็บของที่เขาทั้งสองแบ่งกันนั้น ได้ตกแก่  
			<remark  id="s1b3c18l18" />บุตรคนที่ไม่มีศรัทธา ไม่เลื่อมใส.  
			<remark  id="s1b3c18l19" />	ครั้งนั้นแล จึงบุตรคนที่ไม่มีศรัทธา ไม่เลื่อมใส ได้เข้าไปหาภิกษุณีทั้งหลาย แล้วบอกว่า  
			<remark  id="s1b3c18l20" />เชิญแม่เจ้าทั้งหลายออกไปเถิด เจ้าข้า เพราะโรงเก็บของเป็นของข้าพเจ้า.  
			<remark  id="s1b3c18l21" />	เมื่อเขาบอกอย่างนั้นแล้ว ภิกษุณีถุลลนันทาได้พูดว่า นายอย่าพูดอย่างนี้ บิดาของพวกนาย  
			<remark  id="s1b3c18l22" />ได้ถวายแก่ภิกษุณีสงฆ์แล้ว.  
			<remark  id="s1b3c18l23" />	ต่างเถียงกันอยู่ว่า ถวายแล้ว ไม่ได้ถวาย แล้วฟ้องมหาอำมาตย์ผู้พิพาษา. มหาอำมาตย์  
			<remark  id="s1b3c18l24" />ถามว่า แม่เจ้า ใครเล่าจะทราบว่าได้ถวายแล้วแก่ภิกษุณีสงฆ์?  
			<remark  id="s1b3c18l25" />	เมื่อเขาถามอย่างนั้นแล้ว ภิกษุณีถุลลนันทาย้อนถามพวกมหาอำมาตย์เหล่านั้นว่า พวก  
			<remark  id="s1b3c18l26" />ท่านได้เห็นหรือได้ยินบ้างไหมว่า ทานที่เขาถวายกันต้องตั้งพยานด้วย? 
		</para>
	</section>
	<section id="s1b3c19" >
		<para id="s1b3c19p">
			<remark  id="s1b3c19l1" />	จึงมหาอำมาตย์เหล่านั้นพูดว่า แม่เจ้าพูดจริงแท้ แล้วได้ตัดสินโรงเก็บของนั้นให้แก่  
			<remark  id="s1b3c19l2" />ภิกษุณีสงฆ์.  
			<remark  id="s1b3c19l3" />	ครั้นบุรุษนั้นแพ้คดีแล้ว จึงเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ภิกษุณีโล้นเหล่านี้ไม่เป็น  
			<remark  id="s1b3c19l4" />สมณะ เป็นหญิงฉ้อโกง ไฉนจึงได้ให้ผู้พิพากษาริบโรงเก็บของของเราเสียเล่า.  
			<remark  id="s1b3c19l5" />	ภิกษุณีถุลลนันทาได้แจ้งความเรื่องนั้นแก่มหาอำมาตย์. มหาอำมาตย์ได้ให้ปรับไหมบุรุษนั้น.  
			<remark  id="s1b3c19l6" />	ครั้นบุรุษนั้นถูกปรับไหมแล้ว ได้ให้สร้างที่พักอาชีวกไว้ใกล้ๆ สำนักภิกษุณี แล้วส่งพวก  
			<remark  id="s1b3c19l7" />อาชีวกไปอยู่ด้วยสั่งว่า จงช่วยกันกล่าวล่วงเกินภิกษุณีพวกนั้น.  
			<remark  id="s1b3c19l8" />	ภิกษุณีถุลลนันทาได้แจ้งความนั้นแก่มหาอำมาตย์. มหาอำมาตย์ได้ให้จองจำเขาแล้ว. พวก  
			<remark  id="s1b3c19l9" />ชาวบ้านพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ครั้งแรกพวกภิกษุณีได้ให้เจ้าหน้าที่ริบโรงเก็บของ  
			<remark  id="s1b3c19l10" />ครั้งที่สองให้ปรับไหม ครั้งที่สามให้จองจำ คราวนี้เห็นทีจะให้ประหารชีวิต. พวกภิกษุณีได้ยิน  
			<remark  id="s1b3c19l11" />ชาวบ้านพวกนั้นเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาอยู่. บรรดาที่เป็นผู้มักน้อย ...  ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน  
			<remark  id="s1b3c19l12" />โพนทะนาว่าไฉนแม่เจ้าถุลลนันทาจึงได้ชอบเป็นคนกล่าวหาเรื่องเล่า แล้วแจ้งเรื่องนั้นแก่ภิกษุ  
			<remark  id="s1b3c19l13" />ทั้งหลายๆ ได้กราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค.  
			<remark  id="s1b3c19l14" />		ทรงสอบถาม  
			<remark  id="s1b3c19l15" />	พระผู้มีพระภาคทรงสอบถามภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข่าวว่าภิกษุณีถุลลนันทา  
			<remark  id="s1b3c19l16" />ชอบกล่าวหาเรื่อง จริงหรือ?  
			<remark  id="s1b3c19l17" />	ภิกษุเหล่านั้นกราบทูลว่า จริง พระพุทธเจ้าข้า.  
			<remark  id="s1b3c19l18" />		ทรงติเตียนแล้วบัญญัติสิกขาบท  
			<remark  id="s1b3c19l19" />	พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงติเตียนว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ไฉนภิกษุณีถุลลนันทา จึงได้ชอบ  
			<remark  id="s1b3c19l20" />กล่าวหาเรื่องเล่า การกระทำของนางนั่น ไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส ...  
			<remark  id="s1b3c19l21" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แลภิกษุณีทั้งหลาย จงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดงอย่างนี้ ว่าดังนี้:  
			<remark  id="s1b3c19l22" />		พระบัญญัติ  
			<remark  id="s1b3c19l23" />	๙.๑. อนึ่ง ภิกษุณีใด ชอบกล่าวหาเรื่องกับคหบดีก็ดี บุตรคหบดีก็ดี ทาสก็ดี กรรมกร  
			<remark  id="s1b3c19l24" />ก็ดี โดยที่สุด แม้สมณะปริพาชก ภิกษุณีนี้ต้องธรรมคือสังฆาทิเสส ชื่อนิสสารณียะ มีอันให้  
			<remark  id="s1b3c19l25" />ต้องอาบัติขณะแรกทำ.  
			<remark  id="s1b3c19l26" />				เรื่องอุบาสกกับภิกษุณีถุลลนันทา จบ. 
		</para>
	</section>
	<section id="s1b3c20" >
		<para id="s1b3c20p">
			<remark  id="s1b3c20l1" />						สิกขาบทวิภังค์  
			<remark  id="s1b3c20l2" />	[๓๒] บทว่า อนึ่ง ... ใด ความว่า ผู้ใด คือ ผู้เช่นใด ...  
			<remark  id="s1b3c20l3" />	บทว่า ภิกษุณี ความว่า ที่ชื่อว่า ภิกษุณี เพราะอรรถว่าเป็นผู้ขอ ... นี้ชื่อว่า ภิกษุณี ที่  
			<remark  id="s1b3c20l4" />ทรงประสงค์ในอรรถนี้.  
			<remark  id="s1b3c20l5" />	ที่ชื่อว่า กล่าวหาเรื่อง ได้แก่ ที่เขาเรียกว่าผู้ก่อคดี.  
			<remark  id="s1b3c20l6" />	ที่ชื่อว่า คหบดี ได้แก่ บุรุษผู้ครอบครองเรือนคนใดคนหนึ่ง.  
			<remark  id="s1b3c20l7" />	ที่ชื่อว่า บุตรคหบดี ได้แก่ บุตรหรือพี่น้องชายคนใดคนหนึ่ง.  
			<remark  id="s1b3c20l8" />	ที่ชื่อว่า ทาส ได้แก่ ทาสที่เกิดในเรือนเบี้ย ทาสสินไถ่ ทาสเชลย.  
			<remark  id="s1b3c20l9" />	ที่ชื่อว่า กรรมกร ได้แก่ คนรับจ้าง คนที่ถูกเกณฑ์มา.  
			<remark  id="s1b3c20l10" />	ที่ชื่อว่า สมณะปริพาชก ได้แก่บุรุษคนใดคนหนึ่งผู้เข้าบวชเป็นปริพาชก เว้นภิกษุ  
			<remark  id="s1b3c20l11" />ภิกษุณี สิกขมานา สามเณร และสามเณรี.  
			<remark  id="s1b3c20l12" />	ภิกษุณีแสวงหาเพื่อนก็ดี เดินไปก็ดี ด้วยตั้งใจว่า จักก่อคดี ต้องอาบัติทุกกฏ บอกแจ้ง  
			<remark  id="s1b3c20l13" />เรื่องของคนหนึ่ง ต้องอาบัติทุกกฏ แจ้งเรื่องของคนที่สอง ต้องอาบัติถุลลัจจัย คดีถึงที่สุด ต้อง  
			<remark  id="s1b3c20l14" />อาบัติสังฆาทิเสส.  
			<remark  id="s1b3c20l15" />	[๓๓] บทว่า มีอันให้ต้องอาบัติขณะแรกทำ ความว่า ต้องอาบัติพร้อมกับล่วงวัตถุ  
			<remark  id="s1b3c20l16" />โดยไม่ต้องสวดสมนุภาส.  
			<remark  id="s1b3c20l17" />	ที่ชื่อว่า นิสสารณียะ ได้แก่ ขับออกจากหมู่.  
			<remark  id="s1b3c20l18" />	บทว่า สังฆาทิเสส ความว่า สงฆ์เท่านั้น ให้มานัตเพื่ออาบัตินั้น ชักเข้าหาอาบัติเดิม  
			<remark  id="s1b3c20l19" />เรียกเข้าหมู่ ไม่ใช่คณะมากรูปด้วยกัน ไม่ใช่ภิกษุณีรูปเดียว เพราะฉะนั้น จึงตรัสเรียกว่าสังฆา  
			<remark  id="s1b3c20l20" />ทิเสส คำว่า สังฆาทิเสส เป็นการขนานนาม คือเป็นชื่อของอาบัตินิกายนั้นแล แม้เพราะเหตุนั้น  
			<remark  id="s1b3c20l21" />จึงตรัสเรียกว่า สังฆาทิเสส.  
			<remark  id="s1b3c20l22" />		อนาปัตติวาร  
			<remark  id="s1b3c20l23" />	[๓๔] ภิกษุณีถูกมนุษย์เกาะตัวไป ๑ ขออารักขา ๑ บอกไม่เจาะตัว ๑ วิกลจริต ๑  
			<remark  id="s1b3c20l24" />ภิกษุณีอาทิกัมมิกา ๑ ไม่ต้องอาบัติแล.  
			<remark  id="s1b3c20l25" />						สังฆาทิเสสสิกขาบทที่ ๑ จบ.
		</para>
	</section>
	<section id="s1b3c21" >
		<para id="s1b3c21p">
			<remark  id="s1b3c21l1" />						สังฆาทิเสสสิกขาบทที่ ๒  
			<remark  id="s1b3c21l2" />					เรื่องชายาเจ้าลิจฉวีกับภิกษุณีถุลลนันทา  
			<remark  id="s1b3c21l3" />	[๓๕] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของอนาถ  
			<remark  id="s1b3c21l4" />บิณฑิกคหบดี เขตพระนครสาวัตถี. ครั้งนั้น ชายาของเจ้าลิจฉวีองค์หนึ่งในพระนครเวสาลี  
			<remark  id="s1b3c21l5" />ประพฤตินอกใจ. จึงเจ้าลิจฉวีองค์นั้นรับสั่งกะนางว่าเจ้างดเว้นได้เป็นการดี เราจักทำความพินาศ  
			<remark  id="s1b3c21l6" />ให้แก่เจ้า. แม้นางถูกว่ากล่าวอย่างนี้ก็ไม่เชื่อฟัง. ก็สมัยนั้นแล คณะเจ้าลิจฉวีแห่งพระนครเวสาลี  
			<remark  id="s1b3c21l7" />กำลังประชุมกันด้วยกรณียะบางอย่าง. จึงเจ้าลิจฉวีองค์นั้นได้กล่าวกะเจ้าลิจฉวีเหล่านั้นว่า ท่านผู้มี  
			<remark  id="s1b3c21l8" />เกียรติทั้งหลาย ขอจงโปรดอนุญาตสตรีผู้หนึ่งให้แก่ข้าพเจ้า.  
			<remark  id="s1b3c21l9" />	คณะถามว่า สตรีผู้นั้นคือใคร?  
			<remark  id="s1b3c21l10" />	เจ้าชายสามีของนางตอบว่า คือ ภรรยาของข้าพเจ้า ประพฤตินอกใจ ข้าพเจ้าจักฆ่านาง.  
			<remark  id="s1b3c21l11" />	คณะกล่าวว่า จงเข้าใจเอาเอง รู้เอาเองเถิด.  
			<remark  id="s1b3c21l12" />	สตรีผู้นั้นทราบข่าวว่า สามีใคร่จักฆ่าเรา จึงเก็บสิ่งของที่ดีๆ หนีไปยังพระนครสาวัตถี  
			<remark  id="s1b3c21l13" />เข้าหาเหล่าเดียรถีย์ขอบวช พวกเดียรถีย์ไม่ปรารถนาจะให้นางบวช นางจึงเข้าไปหาภิกษุณี ขอ  
			<remark  id="s1b3c21l14" />บวช แม้ภิกษุณีทั้งหลายก็ไม่ปรารถนาจะให้นางบวช จึงเข้าไปหาภิกษุณีถุลลนันทา แสดงห่อของ  
			<remark  id="s1b3c21l15" />แล้วขอบวช ภิกษุณีถุลลนันทารับห่อของ แล้วให้นางบวช.  
			<remark  id="s1b3c21l16" />	ครั้นเจ้าลิจฉวีนั้นทรงสืบหาสตรีนั้นไปถึงพระนครสาวัตถี พบนางบวชอยู่ในสำนักภิกษุณี  
			<remark  id="s1b3c21l17" />จึงเข้าเฝ้าพระเจ้าปเสนทิโกศลกราบทูลว่า ขอเดชะ ชายาของหม่อมฉันลักของมีค่ามาสู่พระนคร  
			<remark  id="s1b3c21l18" />สาวัตถี ขอพระองค์จงทรงอนุญาตชายาของหม่อมฉันผู้นั้นเถิด พระพุทธเจ้าข้า.  
			<remark  id="s1b3c21l19" />	พระราชารับสั่งว่า พนาย ถ้าเช่นนั้น เชิญท่านค้นหา พบแล้วมาบอก.  
			<remark  id="s1b3c21l20" />	เจ้าลิจฉวีกราบทูลว่า หม่อมฉันเห็นนางบวชอยู่ในสำนักภิกษุณี พระพุทธเจ้าข้า.  
			<remark  id="s1b3c21l21" />	พระราชาตรัสว่า ถ้านางบวชอยู่ในสำนักภิกษุณี เราก็ทำอะไรนางไม่ได้ เพราะพระธรรมอัน  
			<remark  id="s1b3c21l22" />พระผู้มีพระภาคตรัสดีแล้ว ขอนางจงประพฤติพรหมจรรย์เพื่อทำที่สุดทุกข์โดยชอบเถิด.  
			<remark  id="s1b3c21l23" />	จึงเจ้าลิจฉวีนั้นเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนเหล่าภิกษุณีจึงได้ให้หญิงโจรบวชเล่า.  
			<remark  id="s1b3c21l24" />	ภิกษุณีทั้งหลายได้ยินเจ้าลิจฉวีนั้นเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาอยู่ บรรดาที่เป็นผู้มักน้อย ...  
			<remark  id="s1b3c21l25" />ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนแม่เจ้าถุลลนันทาจึงได้ให้หญิงโจรบวชเล่า แล้วแจ้งเรื่อง  
			<remark  id="s1b3c21l26" />นั้นแก่ภิกษุทั้งหลาย. 
		</para>
	</section>
	<section id="s1b3c22" >
		<para id="s1b3c22p">
			<remark  id="s1b3c22l1" />							ทรงสอบถาม  
			<remark  id="s1b3c22l2" />	ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงสอบถามภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข่าวว่า ภิกษุณี  
			<remark  id="s1b3c22l3" />ถุลลนันทาให้หญิงโจรบวชหรือ จริงหรือ?  
			<remark  id="s1b3c22l4" />	ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า จริง พระพุทธเจ้าข้า.  
			<remark  id="s1b3c22l5" />		ทรงติเตียนแล้วบัญญัติสิกขาบท  
			<remark  id="s1b3c22l6" />	พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงติเตียนว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ไฉนภิกษุณีถุลลนันทา จึงได้ให้  
			<remark  id="s1b3c22l7" />หญิงโจรบวชเล่า การกระทำของนางนั่น ไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส ...  
			<remark  id="s1b3c22l8" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แลภิกษุณีทั้งหลาย จงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดงอย่างนี้ ว่าดังนี้:  
			<remark  id="s1b3c22l9" />								พระบัญญัติ  
			<remark  id="s1b3c22l10" />	๑๐. ๒. อนึ่ง ภิกษุณีใด รู้อยู่ว่าหญิงเป็นโจร ผู้ปรากฏ เป็นนักโทษประหาร ไม่  
			<remark  id="s1b3c22l11" />บอกกล่าวพระราชา หมู่ คณะ นายหมวดหรือนายกอง รับให้บวช เว้นแต่บวชมาแล้ว ภิกษุณี  
			<remark  id="s1b3c22l12" />แม้นี้ก็ต้องธรรมคือสังฆาทิเสส ชื่อนิสสารณียะ มีอันให้ต้องอาบัติขณะแรกทำ.  
			<remark  id="s1b3c22l13" />	เรื่องชายาเจ้าลิจฉวีกับภิกษุณีถุลลนันทา จบ.  
			<remark  id="s1b3c22l14" />							สิกขาบทวิภังค์  
			<remark  id="s1b3c22l15" />	[๓๖] บทว่า อนึ่ง ... ใด ความว่า ผู้ใด คือ ผู้เช่นใด ...  
			<remark  id="s1b3c22l16" />	บทว่า ภิกษุณี ความว่า ที่ชื่อว่า ภิกษุณี เพราะอรรถว่าเป็นผู้ขอ ... นี้. ชื่อว่า ภิกษุณี  
			<remark  id="s1b3c22l17" />ที่ทรงประสงค์ในอรรถนี้.  
			<remark  id="s1b3c22l18" />	ที่ชื่อว่า รู้ คือ รู้เองก็ตาม คนอื่นบอกแก่นางก็ตาม เจ้าตัวบอกก็ตาม.  
			<remark  id="s1b3c22l19" />	ที่ชื่อว่า โจร ความว่า สตรีใดถือเอาทรัพย์ที่เจ้าของมิได้ให้ อันเป็นส่วนขโมย ได้ราคา  
			<remark  id="s1b3c22l20" />ห้ามาสกก็ดี เกินกว่าห้ามาสกก็ดี สตรีนั้นชื่อว่าเป็นโจร.  
			<remark  id="s1b3c22l21" />	ที่ชื่อว่า ถูกประหาร ได้แก่ ผู้ทำกรรมถึงถูกฆ่า.  
			<remark  id="s1b3c22l22" />	ที่ชื่อว่า ผู้ปรากฏ คือ ผู้ที่คนอื่นรู้กันแล้วว่า นางนี้จะต้องถูกประหาร.  
			<remark  id="s1b3c22l23" />	บทว่า ไม่บอกกล่าว คือ ไม่ขออนุญาต.  
			<remark  id="s1b3c22l24" />	ที่ชื่อว่า พระราชา ความว่า พระราชาทรงปกครองในถิ่นใด ต้องขอพระบรมราชานุญาต  
			<remark  id="s1b3c22l25" />ในถิ่นนั้น.  
			<remark  id="s1b3c22l26" />	ที่ชื่อว่า หมู่ ตรัสหมายหมู่ภิกษุณี ต้องบอกหมู่ภิกษุณี.  
			<remark  id="s1b3c22l27" />	ที่ชื่อว่า คณะ ความว่า คณะปกครองในถิ่นใด ต้องบอกคณะในถิ่นนั้น. 
		</para>
	</section>
	<section id="s1b3c23" >
		<para id="s1b3c23p">
			<remark  id="s1b3c23l1" />	ที่ชื่อว่า นายหมวด ความว่า นายหมวดปกครองในถิ่นใด ต้องบอกนายหมวดในถิ่นนั้น.  
			<remark  id="s1b3c23l2" />	ที่ชื่อว่า นายกอง ความว่า นายกองปกครองในถิ่นใด ต้องบอกนายกองในถิ่นนั้น.  
			<remark  id="s1b3c23l3" />	บทว่า เว้นแต่บวชมาแล้ว ความว่า เว้นสตรีที่บวชมาแล้ว.  
			<remark  id="s1b3c23l4" />	ที่ชื่อว่า บวชมาแล้ว มีสอง คือ บวชมาแล้วในสำนักเดียรถีย์ ๑ บวชมาแล้วในสำนัก  
			<remark  id="s1b3c23l5" />ภิกษุณีเหล่าอื่น ๑.  
			<remark  id="s1b3c23l6" />	เว้นแต่สตรีที่บวชมาแล้ว ภิกษุณีรับว่าจักให้บวช แล้วแสวงหาคณะก็ดี อาจารินีก็ดี บาตร  
			<remark  id="s1b3c23l7" />ก็ดี จีวรก็ดี หรือสมมติสีมา ต้องอาบัติทุกกฏ จบญัตติ ต้องอาบัติทุกกฏ จบกรรมวาจาสอง  
			<remark  id="s1b3c23l8" />ครั้ง ต้องอาบัติถุลลัจจัย จบกรรมวาจาครั้งสุด อุปัชฌายา ต้องอาบัติสังฆาทิเสส คณะและอาจารินี  
			<remark  id="s1b3c23l9" />ต้องอาบัติทุกกฏ.  
			<remark  id="s1b3c23l10" />	[๓๗] บทว่า ภิกษุณีแม้นี้ พระผู้มีพระภาคตรัสเทียบเคียงภิกษุณีรูปก่อนๆ  
			<remark  id="s1b3c23l11" />	บทว่า มีอันให้ต้องอาบัติขณะแรกทำ คือ ต้องอาบัติพร้อมกับล่วงวัตถุโดยไม่ต้องสวด  
			<remark  id="s1b3c23l12" />สมนุภาส.  
			<remark  id="s1b3c23l13" />	ที่ชื่อว่า นิสสารณียะ ได้แก่ ขับออกจากหมู่.  
			<remark  id="s1b3c23l14" />	บทว่า สังฆาทิเสส ความว่า สังฆ์เท่านั้น ให้มานัตเพื่ออาบัตินั้น ... แม้เพราะเหตุนั้น  
			<remark  id="s1b3c23l15" />จึงตรัสเรียกว่า สังฆาทิเสส.  
			<remark  id="s1b3c23l16" />								บทภาชนีย์  
			<remark  id="s1b3c23l17" />	[๓๘] หญิงโจร ภิกษุณีสำคัญว่าหญิงโจร รับให้บวช เว้นแต่บวชมาแล้ว ต้องอาบัติ  
			<remark  id="s1b3c23l18" />สังฆาทิเสส.  
			<remark  id="s1b3c23l19" />	หญิงโจร ภิกษุณีสงสัย รับให้บวช เว้นแต่บวชมาแล้ว ต้องอาบัติทุกกฏ.  
			<remark  id="s1b3c23l20" />	หญิงโจร ภิกษุณีสำคัญว่าไม่ใช่หญิงโจร รับให้บวช เว้นแต่บวชมาแล้ว ไม่ต้องอาบัติ.  
			<remark  id="s1b3c23l21" />	ไม่ใช่หญิงโจร ภิกษุณีสำคัญว่าหญิงโจร รับให้บวช เว้นแต่บวชมาแล้ว ต้องอาบัติทุกกฏ.  
			<remark  id="s1b3c23l22" />	ไม่ใช่หญิงโจร ภิกษุณีสงสัย รับให้บวช เว้นแต่บวชมาแล้ว ต้องอาบัติทุกกฏ.  
			<remark  id="s1b3c23l23" />	ไม่ใช่หญิงโจร ภิกษุณีสำคัญว่าไม่ใช่หญิงโจร รับให้บวช เว้นแต่บวชมาแล้ว ไม่ต้องอาบัติ.  
			<remark  id="s1b3c23l24" />		อนาปัตติวาร  
			<remark  id="s1b3c23l25" />	[๓๙] ไม่รู้ รับให้บวช ๑ ขออนุญาตแล้ว รับให้บวช ๑ บวชมาในฝ่ายอื่นแล้ว รับให้  
			<remark  id="s1b3c23l26" />อยู่ในสำนัก ๑ วิกลจริต ๑ อาทิกัมมิกา ๑ ไม่ต้องอาบัติแล.  
			<remark  id="s1b3c23l27" />						สังฆาทิเสสสิกขาบทที่ ๒ จบ. 
		</para>
	</section>
	<section id="s1b3c24" >
		<para id="s1b3c24p">
			<remark  id="s1b3c24l1" />						สังฆาทิเสสสิกขาบทที่ ๓  
			<remark  id="s1b3c24l2" />					เรื่องอันเตวาสินีของพระเถรีภัททากาปิลานี  
			<remark  id="s1b3c24l3" />	[๔๐] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกคหบดี  
			<remark  id="s1b3c24l4" />เขตพระนครสาวัตถี.      ครั้งนั้น ภิกษุณีอันเตวาสินีของพระเถรีภัททากาปิลานี   ทะเลาะกับภิกษุณี  
			<remark  id="s1b3c24l5" />ทั้งหลายแล้วหนีไปสกุลญาติในหมู่บ้านตำบลหนึ่ง. พระเถรีภัททากาปิลานีไม่เห็นนาง จึงถามภิกษุณี  
			<remark  id="s1b3c24l6" />ทั้งหลายว่า ภิกษุณีมีชื่อนี้หายไปไหน?  
			<remark  id="s1b3c24l7" />	ภิกษุณีทั้งหลายตอบว่า เธอทะเลาะกับภิกษุณีทั้งหลาย แล้วก็หายไป เจ้าค่ะ.  
			<remark  id="s1b3c24l8" />	พระเถรีขอร้องว่า สกุลญาติของเธออยู่ที่ตำบลบ้านโน้น ขอแม่เจ้าช่วยโปรดไปสืบถามดู  
			<remark  id="s1b3c24l9" />ที่บ้านทันที.  
			<remark  id="s1b3c24l10" />	ภิกษุณีทั้งหลายไปที่บ้านนั้น พบเธอแล้วถามว่า แม่เจ้า ทำไมเธอจึงมาคนเดียวเล่า ไม่  
			<remark  id="s1b3c24l11" />ถูกคนรังแกบ้างหรือ?  
			<remark  id="s1b3c24l12" />	ภิกษุณีนั้นตอบว่า ไม่ถูก เจ้าข้า.  
			<remark  id="s1b3c24l13" />	บรรดาภิกษุณีทั้งหลายที่เป็นผู้มักน้อย ... ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่าไฉนภิกษุณีจึง  
			<remark  id="s1b3c24l14" />ได้ไปในละแวกบ้านคนเดียวเล่า ...  
			<remark  id="s1b3c24l15" />									ทรงสอบถาม  
			<remark  id="s1b3c24l16" />	พระผู้มีพระภาคทรงสอบถามภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข่าวว่าภิกษุณีผู้เดียวไป  
			<remark  id="s1b3c24l17" />ในละแวกบ้าน จริงหรือ?  
			<remark  id="s1b3c24l18" />	ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า จริง พระพุทธเจ้าข้า.  
			<remark  id="s1b3c24l19" />		ทรงติเตียนแล้วบัญญัติสิกขาบท  
			<remark  id="s1b3c24l20" />	พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงติเตียนว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ไฉนภิกษุณีผู้เดียวจึงได้ไปใน  
			<remark  id="s1b3c24l21" />ละแวกบ้านเล่า การกระทำของนางนั่น ไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส ...  
			<remark  id="s1b3c24l22" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แลภิกษุณีตั้งหลายจงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดงอย่างนี้ ว่าดังนี้:  
			<remark  id="s1b3c24l23" />		พระบัญญัติ  
			<remark  id="s1b3c24l24" />	๑๑. ๓. อนึ่ง ภิกษุณีใด ผู้เดียวไปสู่ละแวกบ้าน ภิกษุณีแม้นี้ ก็ต้องธรรมคือ  
			<remark  id="s1b3c24l25" />สังฆาทิเสส ชื่อนิสสารณียะ มีอันให้ต้องอาบัติขณะแรกทำ. 
		</para>
	</section>
	<section id="s1b3c25" >
		<para id="s1b3c25p">
			<remark  id="s1b3c25l1" />	ก็สิกขาบทนี้ย่อมเป็นอันพระผู้มีพระภาคทรงบัญญัติแล้วแก่ภิกษุณีทั้งหลายด้วยประการฉะนี้.  
			<remark  id="s1b3c25l2" />	เรื่องอันเตวาสินีของพระเถรีภัททากาปิลานี จบ.  
			<remark  id="s1b3c25l3" />		เรื่องภิกษุณีสองรูป  
			<remark  id="s1b3c25l4" />	[๔๑] สมัยต่อมา ภิกษุณีสองรูปเดินทางจากเมืองสาเกตไปพระนครสาวัตถี ในระหว่าง  
			<remark  id="s1b3c25l5" />ทางต้องข้ามแม่น้ำ. จึงภิกษุณีสองรูปนั้นเข้าไปหาพวกคนพายเรือแล้ววิงวอนว่า ขอท่านได้โปรด  
			<remark  id="s1b3c25l6" />สงเคราะห์ให้พวกข้าพเจ้าข้ามฟากสักหน่อย.  
			<remark  id="s1b3c25l7" />	พวกคนเรือกล่าวว่า แม่เจ้าทั้งหลาย พวกข้าพเจ้าไม่สามารถให้ข้ามแม่น้ำคราวเดียวสองรูป  
			<remark  id="s1b3c25l8" />ได้ คนเรือคนหนึ่ง ยังภิกษุณีรูปหนึ่งให้ข้ามฟาก. เขาข้ามถึงฝั่งแล้วได้ข่มขืนใจภิกษุณีรูปที่ข้ามฟาก.  
			<remark  id="s1b3c25l9" />คนเรือที่ยังไม่ข้ามฟากมาก็ข่มขืนใจภิกษุณีรูปที่ยังไม่ข้ามฟากมา.  
			<remark  id="s1b3c25l10" />	เธอทั้งสองนั้นภายหลังพบกันแล้วถามกันขึ้นว่า เธอไม่ถูกรังแกดอกหรือ?  
			<remark  id="s1b3c25l11" />	รูปที่ถูกถามตอบว่า ดิฉันถูก เจ้าค่ะ ก็เธอไม่ถูกรังแกหรือ?  
			<remark  id="s1b3c25l12" />	อีกรูปหนึ่งตอบว่า ดิฉันก็ถูก เจ้าค่ะ.  
			<remark  id="s1b3c25l13" />	ครั้นภิกษุณีเหล่านั้นไปถึงพระนครสาวัตถีแล้ว ได้แจ้งเรื่องนั้นแก่ภิกษุณีทั้งหลาย. บรรดา  
			<remark  id="s1b3c25l14" />ภิกษุณีที่เป็นผู้มักน้อย ... ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนภิกษุณีรูปเดียว จึงไปฝั่งแม่น้ำ  
			<remark  id="s1b3c25l15" />แล้วแจ้งเรื่องนั้นแก่ภิกษุทั้งหลายๆ กราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค.  
			<remark  id="s1b3c25l16" />		ทรงสอบถาม  
			<remark  id="s1b3c25l17" />	พระผู้มีพระภาคทรงสอบถามภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข่าวว่าภิกษุณีรูปเดียว  
			<remark  id="s1b3c25l18" />ไปฝั่งแม่น้ำ จริงหรือ?.  
			<remark  id="s1b3c25l19" />	ภิกษุทั้งหลายทูลรับว่า จริง พระพุทธเจ้าข้า.  
			<remark  id="s1b3c25l20" />		ทรงติเตียนแล้วบัญญัติสิกขาบท  
			<remark  id="s1b3c25l21" />	พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงติเตียนว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ไฉนภิกษุณีรูปเดียว จึงได้ไป  
			<remark  id="s1b3c25l22" />ฝั่งแม่น้ำเล่า การกระทำของนางนั่น ไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส ...  
			<remark  id="s1b3c25l23" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แลภิกษุณีทั้งหลายจงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดงอย่างนี้ ว่าดังนี้:  
			<remark  id="s1b3c25l24" />		พระอนุบัญญัติ ๑  
			<remark  id="s1b3c25l25" />	๑๑. ๓ ก. อนึ่ง ภิกษุณีใด ผู้เดียวไปสู่ละแวกบ้านก็ดี ผู้เดียวไปสู่ฝั่งแม่น้ำก็ดี  
			<remark  id="s1b3c25l26" />ภิกษุณีแม้นี้ก็ต้องธรรมคือสังฆาทิเสส ชื่อนิสสารณียะ มีอันให้ต้องอาบัติขณะแรกทำ. 
		</para>
	</section>
	<section id="s1b3c26" >
		<para id="s1b3c26p">
			<remark  id="s1b3c26l1" />	ก็แลสิกขาบทนี้ ย่อมเป็นอันพระผู้มีพระภาคทรงบัญญัติแล้วแก่ภิกษุณีทั้งหลาย ด้วย  
			<remark  id="s1b3c26l2" />ประการฉะนี้.  
			<remark  id="s1b3c26l3" />		เรื่องภิกษุณีสองรูป จบ.  
			<remark  id="s1b3c26l4" />		เรื่องภิกษุณีหลายรูป  
			<remark  id="s1b3c26l5" />	[๔๒] สมัยต่อมา ภิกษุณีหลายรูปได้พากันไปสู่พระนครสาวัตถีในโกศลชนบท เข้าถึง  
			<remark  id="s1b3c26l6" />บ้านตำบลหนึ่งในเวลาเย็น. ในบรรดาภิกษุณีเหล่านั้น รูปหนึ่งทรงโฉมวิไล น่าพิศ พึงชม. บุรุษ  
			<remark  id="s1b3c26l7" />ผู้หนึ่งพอได้สบนางก็มีจิตปฏิพัทธ์. จึงเมื่อเขาตกแต่งที่พักแรมถวายภิกษุณีเหล่านั้น ได้จัดที่พักแรม  
			<remark  id="s1b3c26l8" />สำหรับภิกษุณีสวยนั้นไว้ ณ ส่วนข้างหนึ่ง. คราวนั้น นางกำหนดรู้ได้ทันทีว่า บุรุษผู้นี้ถูกราคะกลุ้มรุม  
			<remark  id="s1b3c26l9" />แล้ว ถ้ากลางคืนเขาจักเข้าหา ความเสียหายจักมีแก่เรา แล้วไม่บอกลาภิกษุณีทั้งหลาย หนีไปพักแรม  
			<remark  id="s1b3c26l10" />ในสกุลอื่น. ครั้นเวลาราตรีบุรุษนั้นมาค้นหาภิกษุณีสวยนั้น ได้กระทบถึงภิกษุณีทั้งหลาย. ภิกษุณี  
			<remark  id="s1b3c26l11" />ทั้งหลายไม่เห็นภิกษุณีสวยนั้น จึงพูดกันอย่างนี้ว่า นางตามผู้ชายไปแล้วเป็นแน่.  
			<remark  id="s1b3c26l12" />	ครั้นราตรีนั้นผ่านไป ภิกษุณีสาวก็เข้าไปหาภิกษุณีทั้งหลาย. ภิกษุณีทั้งหลายถามนางว่าเธอ  
			<remark  id="s1b3c26l13" />เดินออกไปกับผู้ชายอื่นหรือ?  
			<remark  id="s1b3c26l14" />	นางปฏิเสธว่า ไม่ได้เดินกับผู้ชาย เจ้าค่ะ แล้วเล่าเรื่องนั้นแก่ภิกษุณีทั้งหลาย.  
			<remark  id="s1b3c26l15" />	บรรดาภิกษุณีที่เป็นผู้มักน้อย ... ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนในเวลาราตรี  
			<remark  id="s1b3c26l16" />ภิกษุณีจึงได้อยู่แต่ลำพังปราศจากพวกเล่า ...  
			<remark  id="s1b3c26l17" />		ทรงสอบถาม  
			<remark  id="s1b3c26l18" />	พระผู้มีพระภาคทรงสอบถามภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข่าวว่าภิกษุณีผู้เดียวอยู่  
			<remark  id="s1b3c26l19" />ปราศจากพวกในราตรี จริงหรือ?  
			<remark  id="s1b3c26l20" />	ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า จริง พระพุทธเจ้าข้า.  
			<remark  id="s1b3c26l21" />		ทรงติเตียนแล้วบัญญัติสิกขาบท  
			<remark  id="s1b3c26l22" />	พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงติเตียนว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ไฉนภิกษุณีผู้เดียว จึงได้อยู่  
			<remark  id="s1b3c26l23" />ปราศจากพวกในราตรีเล่า การกระทำของนางนั่น ไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่  
			<remark  id="s1b3c26l24" />เลื่อมใส หรือเพื่อความเลื่อมใสยิ่งของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว ...  
			<remark  id="s1b3c26l25" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แล ภิกษุณีทั้งหลายจงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดงอย่างนี้ ว่าดังนี้: 
		</para>
	</section>
	<section id="s1b3c27" >
		<para id="s1b3c27p">
			<remark  id="s1b3c27l1" />		พระอนุบัญญัติ ๒  
			<remark  id="s1b3c27l2" />	๑๑. ๓. ข. อนึ่ง ภิกษุณีใด ผู้เดียวไปสู่ละแวกบ้านก็ดี ผู้เดียวไปสู่ฝั่งแม่น้ำก็ดี ผู้  
			<remark  id="s1b3c27l3" />เดียวอยู่ปราศจากพวกในราตรีก็ดี ภิกษุณีแม้นี้ก็ต้องธรรมคือสังฆาทิเสส ชื่อนิสสารณียะ มี  
			<remark  id="s1b3c27l4" />อันให้ต้องอาบัติขณะแรกทำ.  
			<remark  id="s1b3c27l5" />	ก็สิกขาบทนี้ ย่อมเป็นอันพระผู้มีพระภาคทรงบัญญัติแล้วแก่ภิกษุณีทั้งหลาย ด้วยประการ  
			<remark  id="s1b3c27l6" />ฉะนี้.  
			<remark  id="s1b3c27l7" />		เรื่องภิกษุณีหลายรูป จบ.  
			<remark  id="s1b3c27l8" />		เรื่องภิกษุณีหลายรูป  
			<remark  id="s1b3c27l9" />	[๔๓] สมัยต่อมา ภิกษุณีหลายรูปเดินทางไกลไปพระนครสาวัตถี ในโกศลชนบท. ภิกษุณี  
			<remark  id="s1b3c27l10" />รูปหนึ่งในจำนวนนั้นปวดอุจจาระ จึงได้เดินล้าหลังไปแต่ผู้เดียว. พวกชาวบ้านพบนางแล้ว ได้ข่มขืน  
			<remark  id="s1b3c27l11" />ใจ. ต่อมานางเข้าไปหาภิกษุณีพวกนั้น ภิกษุณีพวกนั้นได้ถามว่า ทำไมเธอจึงเดินล้าหลังแต่ผู้เดียว  
			<remark  id="s1b3c27l12" />เล่า ไม่ถูกคนรังแกดอกหรือ?  
			<remark  id="s1b3c27l13" />	นางตอบว่า ถูกรังแกมาแล้ว.  
			<remark  id="s1b3c27l14" />	บรรดาภิกษุณีที่เป็นผู้มักน้อย ... ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนภิกษุณีจึงเดินปลีก  
			<remark  id="s1b3c27l15" />ไปจากคณะแต่ผู้เดียวเล่า ...  แล้วกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค.  
			<remark  id="s1b3c27l16" />		ทรงสอบถาม  
			<remark  id="s1b3c27l17" />	พระผู้มีพระภาคทรงสอบถามภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข่าวว่าภิกษุณีเดินปลีกไป  
			<remark  id="s1b3c27l18" />จากคณะแต่ผู้เดียวจริงหรือ?  
			<remark  id="s1b3c27l19" />	ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า จริง พระพุทธเจ้าข้า.  
			<remark  id="s1b3c27l20" />		ทรงติเตียนแล้วบัญญัติสิกขาบท  
			<remark  id="s1b3c27l21" />	พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงติเตียนว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ไฉนภิกษุณีผู้เดียวจึงได้เดินปลีกไปจาก  
			<remark  id="s1b3c27l22" />คณะเล่า การกระทำของนางนั่น ไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส ...  
			<remark  id="s1b3c27l23" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แลภิกษุณีทั้งหลายจงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดงอย่างนี้ ว่าดังนี้:  
			<remark  id="s1b3c27l24" />		พระอนุบัญญัติ ๓  
			<remark  id="s1b3c27l25" />	๑๑. ๓. ค. อนึ่ง ภิกษุณีใด ผู้เดียวไปสู่ละแวกบ้านก็ดี ผู้เดียวไปสู่ฝั่งแม่น้ำก็ดี ผู้เดียว  
			<remark  id="s1b3c27l26" />อยู่ปราศจากพวกในราตรีก็ดี ผู้เดียวเดินปลีกไปจากคณะก็ดี ภิกษุณีแม้นี้ก็ต้องธรรมคือ  
			<remark  id="s1b3c27l27" />สังฆาทิเสส ชื่อนิสสารณียะ มีอันให้ต้องอาบัติขณะแรกทำ. 
		</para>
	</section>
	<section id="s1b3c28" >
		<para id="s1b3c28p">
			<remark  id="s1b3c28l1" />		เรื่องภิกษุณีหลายรูป จบ.  
			<remark  id="s1b3c28l2" />		สิกขาบทวิภังค์  
			<remark  id="s1b3c28l3" />	[๔๔] บทว่า อนึ่ง ... ใด ความว่า ผู้ใด คือ ผู้เช่นใด ...  
			<remark  id="s1b3c28l4" />	บทว่า ภิกษุณี ความว่า ที่ชื่อว่า ภิกษุณี เพราะอรรถว่าเป็นผู้ขอ ... นี้ชื่อว่า ภิกษุณี  
			<remark  id="s1b3c28l5" />ที่ทรงประสงค์ในอรรถนี้.  
			<remark  id="s1b3c28l6" />	บทว่า ผู้เดียวเดินไปสู่ละแวกบ้านก็ดี ความว่า บ้านที่มีเครื่องล้อม ย่างเท้าล่วงเข้าเขต  
			<remark  id="s1b3c28l7" />ล้อมก้าวที่หนึ่ง ต้องอาบัติถุลลัจจัย ก้าวที่สอง ต้องอาบัติสังฆาทิเสส. บ้านที่ไม่มีเครื่องล้อม ย่าง  
			<remark  id="s1b3c28l8" />เท้าล่วงอุปจารก้าวที่หนึ่ง ต้องอาบัติถุลลัจจัย ก้าวที่สองต้องอาบัติสังฆาทิเสส.  
			<remark  id="s1b3c28l9" />	บทว่า ผู้เดียวเดินไปสู่ฝั่งแม่น้ำก็ดี ความว่า สถานที่ที่นางภิกษุณีครองผ้าปกปิดมณฑล  
			<remark  id="s1b3c28l10" />สามเดินข้ามน้ำในที่ใดที่หนึ่ง ผ้าอันตรวาสกเปียก ชื่อว่าแม่น้ำ. ย่างเท้าข้ามก้าวที่หนึ่ง ต้องอาบัติ  
			<remark  id="s1b3c28l11" />ถุลลัจจัย ย่างเท้าข้ามก้าวที่สอง ต้องอาบัติสังฆาทิเสส.  
			<remark  id="s1b3c28l12" />	บทว่า ผู้เดียวอยู่ปราศจากพวกในราตรีก็ดี ความว่า จวนจะละหัตถบาสเพื่อนภิกษุณี  
			<remark  id="s1b3c28l13" />พร้อมกับอรุณขึ้น ต้องอาบัติถุลลัจจัย ละแล้ว ต้องอาบัติสังฆาทิเสส.  
			<remark  id="s1b3c28l14" />	บทว่า ผู้เดียวเดินปลีกไปจากคณะก็ดี ความว่า ในป่าไม่มีหมู่บ้าน จวนจะละอุปจารแห่ง  
			<remark  id="s1b3c28l15" />การมองเห็น หรือได้ยินเสียงเพื่อนภิกษุณี ต้องอาบัติถุลลัจจัย ละแล้ว ต้องอาบัติสังฆาทิเสส.  
			<remark  id="s1b3c28l16" />	[๔๕] บทว่า ภิกษุณีแม้นี้ พระผู้มีพระภาคตรัสเทียบเคียงภิกษุณีรูปก่อน.  
			<remark  id="s1b3c28l17" />	บทว่า มีอันให้ต้องอาบัติขณะแรกทำ ความว่า ต้องอาบัติพร้อมกับการล่วงวัตถุ โดยไม่  
			<remark  id="s1b3c28l18" />	ต้องสวดสมนุภาส.  
			<remark  id="s1b3c28l19" />	ที่ชื่อว่า นิสสารณียะ แปลว่า ถูกขับออกจากหมู่.  
			<remark  id="s1b3c28l20" />	บทว่า สังฆาทิเสส ความว่า สงฆ์เท่านั้นให้มานัต ... แม้เพราะเหตุนั้น จึงตรัสเรียกว่า  
			<remark  id="s1b3c28l21" />สังฆาทิเสส.  
			<remark  id="s1b3c28l22" />		อนาปัตติวาร  
			<remark  id="s1b3c28l23" />	[๔๖] มีเพื่อนภิกษุณีไปตามด้วยก็ดี สึกแล้วก็ดี ถึงมรณภาพแล้วก็ดี ไปเข้ารีดเดียรถีย์  
			<remark  id="s1b3c28l24" />ก็ดี ๑ มีอันตราย ๑ วิกลจริต ๑ อาทิกัมมิกา ๑ ไม่ต้องอาบัติแล.  
			<remark  id="s1b3c28l25" />		สังฆาทิเสสสิกขาบทที่ ๓ จบ.  
			<remark  id="s1b3c28l26" />		______________________ 
		</para>
	</section>
	<section id="s1b3c29" >
		<para id="s1b3c29p">
			<remark  id="s1b3c29l1" />		สังฆาทิเสสสิกขาบทที่ ๔  
			<remark  id="s1b3c29l2" />		เรื่องภิกษุณีจัณฑกาลี  
			<remark  id="s1b3c29l3" />	[๔๗] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า ประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของอนาถ  
			<remark  id="s1b3c29l4" />บิณฑิกคหบดี เขตพระนครสาวัตถี. ครั้งนั้น ภิกษุณีจัณฑกาลีเป็นผู้ก่อความบาดหมาง ก่อความ  
			<remark  id="s1b3c29l5" />ทะเลาะ ก่อความวิวาท ก่อความอื้อฉาว ก่ออธิกรณ์ในสงฆ์. เมื่อสงฆ์จะลงทัณฑกรรมแก่นาง  
			<remark  id="s1b3c29l6" />แต่ภิกษุณีถุลลนันทาค้านไว้. ครั้งนั้น ภิกษุณีถุลลนันทาได้ไปสู่ตำบลบ้านหนึ่งด้วยกิจจำเป็นบาง  
			<remark  id="s1b3c29l7" />อย่าง. ครั้นภิกษุณีสงฆ์ทราบว่าภิกษุณีถุลลนันทาหลีกไปแล้ว จึงยกภิกษุณีจัณฑกาลีเสียจากหมู่เพราะ  
			<remark  id="s1b3c29l8" />ไม่เห็นอาบัติ. ภิกษุณีถุลลนันทาเสร็จกรณียะนั้นในบ้านแล้ว กลับมาสู่พระนครสาวัตถีตามเดิม.  
			<remark  id="s1b3c29l9" />เมื่อนางมาถึง ภิกษุณีจัณฑกาลีไม่ปูอาสนะ ไม่เข้าไปจัดตั้งน้ำล้างเท้า ตั่งรองเท้า กระเบื้องเช็ดเท้า  
			<remark  id="s1b3c29l10" />ไม่ลุกรับบาตรจีวร ไม่ต้อนรับด้วยน้ำดื่ม. นางจึงถามภิกษุณีจัณฑกาลีว่า เหตุไฉนเมื่อเรามาถึง  
			<remark  id="s1b3c29l11" />เธอจึงไม่ปูอาสนะ ไม่จัดตั้งน้ำล้างเท้า ตั่งรองเท้า กระเบื้องเช็ดเท้า ไม่ลุกรับบาตรจีวร ไม่ต้อนรับ  
			<remark  id="s1b3c29l12" />ด้วยน้ำดื่มเล่า?  
			<remark  id="s1b3c29l13" />	ภิกษุณีจัณฑกาลีตอบว่า การที่เป็นเช่นนั้นนั่น เพราะดิฉันเป็นภิกษุณีไม่มีที่พึ่ง เจ้าค่ะ.  
			<remark  id="s1b3c29l14" />	ภิกษุณีถุลลนันทาถามว่า เหตุไฉนเล่า เธอจึงเป็นคนไม่มีที่พึ่ง?  
			<remark  id="s1b3c29l15" />	ภิกษุณีจัณฑกาลีชี้แจงว่า เพราะภิกษุณีเหล่านี้คงเข้าใจดิฉันว่า นางนี้เป็นคนไม่มีที่พึ่ง ไม่  
			<remark  id="s1b3c29l16" />มีใครรู้จัก กิจอันเป็นหน้าที่ของนางคนนี้ก็ไม่มีสักอย่าง จึงได้ยกดิฉันเสียจากหมู่ เพราะไม่เห็น  
			<remark  id="s1b3c29l17" />อาบัติ เจ้าค่ะ.  
			<remark  id="s1b3c29l18" />	ภิกษุณีถุลลนันทากล่าวว่า ภิกษุณีเหล่านั้นเป็นพาล ไม่ฉลาด ไม่รู้จักกรรมหรือโทษของ  
			<remark  id="s1b3c29l19" />กรรม กรรมวิบัติ หรือกรรมสมบัติ เราเท่านั้นจึงจะรู้จักกรรม โทษของกรรม กรรมวิบัติ และ  
			<remark  id="s1b3c29l20" />กรรมสมบัติ เราจะพึงทำกรรมที่เราไม่ได้ร่วมทำ หรือจะพึงยังกรรมที่เขาทำแล้วให้กำเริบ แล้วให้  
			<remark  id="s1b3c29l21" />ประชุมภิกษุณีสงฆ์ด่วน เรียกภิกษุณีจัณฑกาลีให้เข้าหมู่.  
			<remark  id="s1b3c29l22" />	บรรดาภิกษุณีที่เป็นผู้มักน้อย ...  ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนแม่เจ้าถุลลนันทา  
			<remark  id="s1b3c29l23" />ไม่บอกกล่าวการกสงฆ์ ไม่รู้ฉันทะของคณะ จึงได้เรียกภิกษุณีผู้ซึ่งสงฆ์พร้อมเพรียงกันยกเสียจาก  
			<remark  id="s1b3c29l24" />หมู่ตามธรรม ตามวินัย ตามสัตถุศาสน์แล้วให้เข้าหมู่เล่า ... แล้วกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มี  
			<remark  id="s1b3c29l25" />พระภาค. 
		</para>
	</section>
	<section id="s1b3c30" >
		<para id="s1b3c30p">
			<remark  id="s1b3c30l1" />		ทรงสอบถาม  
			<remark  id="s1b3c30l2" />	พระผู้มีพระภาคทรงสอบถามภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข่าวว่าภิกษุณีถุลลนันทา  
			<remark  id="s1b3c30l3" />ไม่บอกกล่าวการกสงฆ์ ไม่รู้ฉันทะของคณะ เรียกภิกษุณีผู้ซึ่งสงฆ์พร้อมเพรียงกันยกเสียจากหมู่  
			<remark  id="s1b3c30l4" />ตามธรรม ตามวินัย อันเป็นสัตถุศาสน์แล้วให้เข้าหมู่ จริงหรือ?  
			<remark  id="s1b3c30l5" />	ภิกษุทั้งหลายทูลรับว่า จริง พระพุทธเจ้า.  
			<remark  id="s1b3c30l6" />		ทรงติเตียนแล้วบัญญัติสิกขาบท  
			<remark  id="s1b3c30l7" />	พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงติเตียนว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ไฉนภิกษุณีถุลลนันทา ไม่บอก  
			<remark  id="s1b3c30l8" />กล่าวการกสงฆ์ ไม่รู้ฉันทะของคณะ จึงได้เรียกภิกษุณีผู้ซึ่งสงฆ์พร้อมเพรียงกันยกเสียจากหมู่ ตาม  
			<remark  id="s1b3c30l9" />ธรรม ตามวินัย อันเป็นสัตถุศาสน์แล้วให้เข้าหมู่เล่า การกระทำของนางนั้น ไม่เป็นไปเพื่อความ  
			<remark  id="s1b3c30l10" />เลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส  ...  
			<remark  id="s1b3c30l11" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แลภิกษุณีทั้งหลายจงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดงอย่างนี้ ว่าดังนี้:  
			<remark  id="s1b3c30l12" />		พระบัญญัติ  
			<remark  id="s1b3c30l13" />	๑๒. ๔. อนึ่ง ภิกษุณีใด ไม่บอกกล่าวการกสงฆ์ ไม่รู้ฉันทะของคณะ เรียกภิกษุณี  
			<remark  id="s1b3c30l14" />ผู้ซึ่งสงฆ์พร้อมเพรียงกันยกเสียจากหมู่ ตามธรรม ตามวินัย อันเป็นสัตถุศาสน์แล้วให้เข้า  
			<remark  id="s1b3c30l15" />หมู่ ภิกษุณีแม้นี้ก็ต้องธรรมคือสังฆาทิเสส ชื่อนิสสารณียะ มีอันให้ต้องอาบัติขณะแรกทำ.  
			<remark  id="s1b3c30l16" />		เรื่องภิกษุณีจัณฑกาลี จบ.  
			<remark  id="s1b3c30l17" />		สิกขาบทวิภังค์  
			<remark  id="s1b3c30l18" />	[๔๘] บทว่า อนึ่ง ... ใด ความว่า ผู้ใด คือ ผู้เช่นใด ...  
			<remark  id="s1b3c30l19" />	บทว่า ภิกษุณี ความว่า ที่ชื่อว่า ภิกษุณี เพราะอรรถว่าเป็นผู้ขอ ... นี้. ชื่อว่า ภิกษุณี  
			<remark  id="s1b3c30l20" />ที่ทรงประสงค์ในอรรถนี้.  
			<remark  id="s1b3c30l21" />	สงฆ์ที่ชื่อว่า พร้อมเพรียงกัน คือ มีสังวาสเสมอกัน อยู่ในสีมาเดียวกัน.  
			<remark  id="s1b3c30l22" />	ที่ชื่อว่า ยกเสียจากหมู่ คือ ถูกยกเสียจากหมู่ เพราะไม่เห็นอาบัติ หรือเพราะไม่ทำคืน  
			<remark  id="s1b3c30l23" />อาบัติ หรือเพราะไม่สละคืนทิฏฐิบาป.  
			<remark  id="s1b3c30l24" />	บทว่า ตามธรรม ตามวินัย คือตามธรรมใด ตามวินัยใด.  
			<remark  id="s1b3c30l25" />	บทว่า อันเป็นสัตถุศาสน์ ได้แก่ ธรรมนั้น วินัยนั้นเป็นคำสั่งสอนของพระชินะ คือ  
			<remark  id="s1b3c30l26" />เป็นคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า. 
		</para>
	</section>
	<section id="s1b3c31" >
		<para id="s1b3c31p">
			<remark  id="s1b3c31l1" />	บทว่า ไม่บอกกล่าวการกสงฆ์ คือ ไม่บอกเล่าการกสงฆ์ผู้ทำกรรมให้ทราบ.  
			<remark  id="s1b3c31l2" />	บทว่า ไม่รู้ฉันทะของคณะ คือ ไม่รู้ความพอใจของคณะ.  
			<remark  id="s1b3c31l3" />	ภิกษุณีประสงค์จะเรียกเข้าหมู่ แสวงหาคณะก็ดี สมมติสีมาก็ดี ต้องอาบัติทุกกฏ จบญัตติ  
			<remark  id="s1b3c31l4" />ต้องอาบัติทุกกฏ จบกรรมวาจาสองครั้ง ต้องอาบัติถุลลัจจัย จบกรรมวาจาครั้งสุด ต้องอาบัติ  
			<remark  id="s1b3c31l5" />สังฆาทิเสส.  
			<remark  id="s1b3c31l6" />	[๔๙] บทว่า ภิกษุณีแม้นี้ พระผู้มีพระภาคตรัสเทียบเคียงภิกษุณีรูปก่อนๆ.  
			<remark  id="s1b3c31l7" />	บทว่า มีอันให้ต้องอาบัติขณะแรกทำ ความว่า ต้องอาบัติพร้อมกับการล่วงวัตถุ โดย  
			<remark  id="s1b3c31l8" />ไม่ต้องสวดสมนุภาส.  
			<remark  id="s1b3c31l9" />	ที่ชื่อว่า นิสสารณีย ได้แก่ ถูกขับออกจากหมู่สงฆ์.  
			<remark  id="s1b3c31l10" />	บทว่า สังฆาทิเสส ความว่า สงฆ์เท่านั้นให้มานัต ... แม้เพราะเหตุนั้น จึงตรัสเรียกว่า  
			<remark  id="s1b3c31l11" />สังฆาทิเสส.  
			<remark  id="s1b3c31l12" />		บทภาชนีย์  
			<remark  id="s1b3c31l13" />		ติกะสังฆาทิเสส  
			<remark  id="s1b3c31l14" />	[๕๐] กรรมเป็นธรรม ภิกษุณีสำคัญว่า กรรมเป็นธรรม เรียกเข้าหมู่ ต้องอาบัติสังฆาทิเสส.  
			<remark  id="s1b3c31l15" />	กรรมเป็นธรรม ภิกษุณีสงสัย เรียกเข้าหมู่ ต้องอาบัติสังฆาทิเสส.  
			<remark  id="s1b3c31l16" />	กรรมเป็นธรรม ภิกษุณีสำคัญว่า กรรมไม่เป็นธรรม เรียกเข้าหมู่ ต้องอาบัติสังฆาทิเสส.  
			<remark  id="s1b3c31l17" />		ติกะทุกกฏ  
			<remark  id="s1b3c31l18" />	กรรมไม่เป็นธรรม ภิกษุณีสำคัญว่ากรรมเป็นธรรม ...  ต้องอาบัติทุกกฏ.  
			<remark  id="s1b3c31l19" />	กรรมไม่เป็นธรรม ภิกษุณีสงสัย ... ต้องอาบัติทุกกฏ.  
			<remark  id="s1b3c31l20" />	กรรมไม่เป็นธรรม ภิกษุณีสำคัญว่า กรรมไม่เป็นธรรม ... ต้องอาบัติทุกกฏ.  
			<remark  id="s1b3c31l21" />		อนาปัตติวาร  
			<remark  id="s1b3c31l22" />	[๕๑] บอกกล่าวการกสงฆ์ผู้ทำกรรม แล้วเรียกเข้าหมู่ ๑ รู้ฉันทะของคณะ แล้วเรียก  
			<remark  id="s1b3c31l23" />เข้าหมู่ ๑ เรียกภิกษุณีผู้ประพฤติชอบแล้วเข้าหมู่ ๑ เรียกเข้าหมู่ในเมื่อการกสงฆ์ผู้ทำกรรมไม่มี ๑  
			<remark  id="s1b3c31l24" />วิกลจริต ๑ อาทิกัมมิกา ๑ ไม่ต้องอาบัติแล.  
			<remark  id="s1b3c31l25" />		สังฆาทิเสสสิกขาบทที่ ๔ จบ.  
			<remark  id="s1b3c31l26" />		______________________ 
		</para>
	</section>
	<section id="s1b3c32" >
		<para id="s1b3c32p">
			<remark  id="s1b3c32l1" />		สังฆาทิเสสสิกขาบทที่ ๕  
			<remark  id="s1b3c32l2" />		เรื่องภิกษุณีสุนทรีนันทา  
			<remark  id="s1b3c32l3" />	[๕๒] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของอนาถ  
			<remark  id="s1b3c32l4" />บิณฑิกคหบดี เขตพระนครสาวัตถี. ครั้งนั้น ภิกษุณีสุนทรีนันทาเป็นผู้ทรงโฉมวิไล น่าพิศพึงชม.  
			<remark  id="s1b3c32l5" />คนทั้งหลายแลเห็นนางที่ในโรงฉันแล้วมีความพึงพอใจ ต่างถวายโภชนาหารที่ดีๆ แก่นางผู้มีความ  
			<remark  id="s1b3c32l6" />พึงพอใจ. นางฉันได้พอแก่ความประสงค์. ภิกษุณีรูปอื่นๆ ไม่ได้ฉันตามต้องการ.  
			<remark  id="s1b3c32l7" />	บรรดาภิกษุณีที่เป็นผู้มักน้อย ... ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนแม่เจ้าสุนทรีนันทา  
			<remark  id="s1b3c32l8" />จึงได้มีความยินดีรับของเคี้ยวของฉันด้วยมือของตนเอง จากมือของบุรุษบุคคลผู้มีความพึงพอใจ  
			<remark  id="s1b3c32l9" />แล้วเคี้ยวฉันเล่า ... แล้วกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค.  
			<remark  id="s1b3c32l10" />		ทรงสอบถาม  
			<remark  id="s1b3c32l11" />	พระผู้มีพระภาคทรงสอบถามภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข่าวว่าภิกษุณีสุนทรีนันทา  
			<remark  id="s1b3c32l12" />มีความยินดีรับของเคี้ยวของฉันด้วยมือของตนเอง จากมือของบุรุษบุคคลผู้มีความพึงพอใจ แล้ว  
			<remark  id="s1b3c32l13" />เคี้ยวฉัน จริงหรือ?  
			<remark  id="s1b3c32l14" />	ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า จริง พระพุทธเจ้าข้า.  
			<remark  id="s1b3c32l15" />		ทรงติเตียนแล้วบัญญัติสิกขาบท  
			<remark  id="s1b3c32l16" />	พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงติเตียนว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ไฉน ภิกษุณีสุนทรีนันทา จึง  
			<remark  id="s1b3c32l17" />ได้ยินดีรับของเคี้ยวของฉันด้วยมือของตนเองจากมือของบุรุษบุคคลผู้มีความพึงพอใจแล้วเคี้ยวฉันเล่า  
			<remark  id="s1b3c32l18" />การกระทำของนางนั่น ไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส ...  
			<remark  id="s1b3c32l19" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แลภิกษุณีทั้งหลาย จงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดงอย่างนี้ ว่าดังนี้:  
			<remark  id="s1b3c32l20" />		พระบัญญัติ  
			<remark  id="s1b3c32l21" />	๑๓. ๕. อนึ่ง ภิกษุณีใด มีความพึงพอใจ รับของเคี้ยวก็ดี ของฉันก็ดี ด้วยมือ  
			<remark  id="s1b3c32l22" />ของตนเอง จากมือของบุรุษบุคคลผู้มีความพึงพอใจแล้วเคี้ยวก็ดี ฉันก็ดี ภิกษุณีแม้นี้ก็ต้อง  
			<remark  id="s1b3c32l23" />ธรรมคือสังฆาทิเสส ชื่อนิสสารณียะ มีอันให้ต้องอาบัติขณะแรกทำ.  
			<remark  id="s1b3c32l24" />		เรื่องภิกษุณีสุนทรีนันทา จบ.  
			<remark  id="s1b3c32l25" />		สิกขาบทวิภังค์  
			<remark  id="s1b3c32l26" />	[๕๓] บทว่า อนึ่ง ... ใด ความว่า ผู้ใด คือ ผู้เช่นใด ...  
			<remark  id="s1b3c32l27" />	บทว่า ภิกษุณี ความว่า ที่ชื่อว่า ภิกษุณี เพราะอรรถว่าเป็นผู้ขอ ... นี้ชื่อว่า ภิกษุณี  
			<remark  id="s1b3c32l28" />ที่ทรงประสงค์ในอรรถนี้. 
		</para>
	</section>
	<section id="s1b3c33" >
		<para id="s1b3c33p">
			<remark  id="s1b3c33l1" />	ที่ชื่อว่า มีความพึงพอใจ คือ มีความยินดียิ่งนัก มีความเพ่งเล็ง มีจิตปฏิพัทธ์.  
			<remark  id="s1b3c33l2" />	ที่ชื่อว่า ผู้มีความพึงพอใจ คือ มีความยินดียิ่งนัก มีความเพ่งเล็ง มีจิตปฏิพัทธ์.  
			<remark  id="s1b3c33l3" />	ที่ชื่อว่า บุรุษบุคคล ได้แก่ มนุษย์ผู้ชาย ไม่ใช่ยักษ์ผู้ชาย ไม่ใช่เปรตผู้ชาย ไม่ใช่  
			<remark  id="s1b3c33l4" />สัตว์ดิรัจฉานตัวผู้ เป็นผู้รู้ความ สามารถเพื่อจะยินดียิ่งนัก.  
			<remark  id="s1b3c33l5" />	ที่ชื่อว่า ของเคี้ยว คือ ยกเว้นโภชนะ ๕ อย่าง กับน้ำและไม้สีฟัน นอกนั้นชื่อว่าของเคี้ยว.  
			<remark  id="s1b3c33l6" />	ที่ชื่อว่า ของฉัน ได้แก่โภชนะทั้งห้า คือ ข้าวสุก ๑ ขนมสด ๑ ขนมแห้ง ๑ ปลา ๑ เนื้อ ๑.  
			<remark  id="s1b3c33l7" />	ภิกษุณีรับประเคนด้วยตั้งใจว่า จักเคี้ยว จักฉัน ต้องอาบัติถุลลัจจัย กลืนกิน ต้องอาบัติ  
			<remark  id="s1b3c33l8" />สังฆาทิเสส ทุกๆ คำกลืน.  
			<remark  id="s1b3c33l9" />	[๕๔] บทว่า ภิกษุณีแม้นี้ พระผู้มีพระภาคตรัสเทียบเคียงภิกษุณีรูปก่อนๆ  
			<remark  id="s1b3c33l10" />	บทว่า มีอันให้ต้องอาบัติขณะแรกทำ คือ ต้องอาบัติพร้อมกับการล่วงวัตถุ โดยไม่ต้อง  
			<remark  id="s1b3c33l11" />สวดสมนุภาส.  
			<remark  id="s1b3c33l12" />	ที่ชื่อว่า นิสสารณียะ ได้แก่ ถูกขับออกจากหมู่สงฆ์  
			<remark  id="s1b3c33l13" />	บทว่า สังฆาทิเสส ความว่า สงฆ์เท่านั้นให้มานัต ... แม้เพราะเหตุนั้น จึงตรัสเรียกว่า  
			<remark  id="s1b3c33l14" />สังฆาทิเสส.  
			<remark  id="s1b3c33l15" />	รับประเคนน้ำและไม้ชำระฟัน ต้องอาบัติทุกกฏ.  
			<remark  id="s1b3c33l16" />		บทภาชนีย์  
			<remark  id="s1b3c33l17" />	[๕๕] ฝ่ายหนึ่งมีความพึงพอใจ รับประเคนด้วยตั้งใจว่า จักเคี้ยวจักฉัน ต้องอาบัติทุกกฏ.  
			<remark  id="s1b3c33l18" />กลืนกิน ต้องอาบัติถุลลัจจัยทุกๆ คำกลืน รับประเคนน้ำและไม้ชำระฟัน ต้องอาบัติทุกกฏ.  
			<remark  id="s1b3c33l19" />	ทั้งสองฝ่ายมีความพึงพอใจ รับประเคนจากมือยักษ์ผู้ชาย เปรตผู้ชาย บัณเฑาะก์ หรือ  
			<remark  id="s1b3c33l20" />หรือสัตว์ดิรัจฉานตัวผู้ที่มีกายคล้ายมนุษย์ ด้วยตั้งใจว่า จักเคี้ยว จักฉัน ต้องอาบัติทุกกฏ.  
			<remark  id="s1b3c33l21" />กลืนกิน ต้องอาบัติถุลลัจจัย ทุกๆ คำกลืน. รับประเคนน้ำและไม้ชำระฟัน ต้องอาบัติทุกกฏ.  
			<remark  id="s1b3c33l22" />	เขามีความพึงพอใจฝ่ายเดียว รับประเคนด้วยตั้งใจว่า จักเคี้ยว จักฉัน ต้องอาบัติทุกกฏ.  
			<remark  id="s1b3c33l23" />กลืนกินต้องอาบัติทุกกฏ ทุกๆ คำกลืน รับประเคนน้ำและไม้ชำระฟัน ต้องอาบัติทุกกฏ.  
			<remark  id="s1b3c33l24" />		อนาปัตติวาร  
			<remark  id="s1b3c33l25" />	[๕๖] ทั้งสองฝ่ายไม่มีความพึงพอใจ ๑ รู้อยู่ว่าเขาไม่มีความพึงพอใจจึงรับประเคน ๑  
			<remark  id="s1b3c33l26" />วิกลจริต ๑ อาทิกัมมิกา ๑ ไม่ต้องอาบัติแล.  
			<remark  id="s1b3c33l27" />		สังฆาทิเสสสิกขาบทที่ ๕ จบ. 
		</para>
	</section>
	<section id="s1b3c34" >
		<para id="s1b3c34p">
			<remark  id="s1b3c34l1" />		สังฆาทิเสสสิกขาบทที่ ๖  
			<remark  id="s1b3c34l2" />		เรื่องภิกษุณีสุนทรีนันทา  
			<remark  id="s1b3c34l3" />	[๕๗] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของอนาถ  
			<remark  id="s1b3c34l4" />บิณฑิกคหบดี เขตพระนครสาวัตถี. ครั้งนั้น ภิกษุณีสุนทรีนันทาเป็นผู้ทรงโฉมวิไล น่าพิศพึงชม.  
			<remark  id="s1b3c34l5" />คนทั้งหลายพบนางที่ในโรงฉันแล้ว ต่างมีความพอใจ ถวายโภชนาหารที่ดีๆ แก่นาง นางรังเกียจไม่  
			<remark  id="s1b3c34l6" />รับประเคน. ภิกษุณีผู้นั่งรอลำดับจึงถามนางว่า แม่เจ้า เหตุไรแม่เจ้าจึงไม่รับประเคนเล่า เจ้าค่ะ?  
			<remark  id="s1b3c34l7" />	นางตอบว่า เพราะเขามีความพอใจ เจ้าค่ะ.  
			<remark  id="s1b3c34l8" />	ภิกษุณีนั้นถามว่า ก็แม่เจ้ามีความพอใจด้วยหรือ?  
			<remark  id="s1b3c34l9" />	สุ. ไม่มี เจ้าค่ะ.  
			<remark  id="s1b3c34l10" />	ภิ. แม่เจ้า บุรุษบุคคลนั่น มีความพอใจก็ตาม ไม่มีความพอใจก็ตาม จักทำอะไรแก่  
			<remark  id="s1b3c34l11" />แม่เจ้าได้ เพราะแม่เจ้าไม่มีความพอใจ นิมนต์เถิด เจ้าค่ะ บุรุษบุคคลนั้นจักถวายของสิ่งใด  
			<remark  id="s1b3c34l12" />เป็นของเคี้ยว หรือของฉันก็ตาม แก่แม่เจ้าๆ จงรับประเคนของสิ่งนั้นด้วยมือของตน แล้วเคี้ยว  
			<remark  id="s1b3c34l13" />หรือฉันเถิด เจ้าค่ะ.  
			<remark  id="s1b3c34l14" />	บรรดาภิกษุณีที่เป็นผู้มักน้อย ... ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนภิกษุณีจึงได้  
			<remark  id="s1b3c34l15" />กล่าวอย่างนี้ว่า แม่เจ้า บุรุษบุคคลนั่น มีความพอใจก็ตาม ไม่มีความพอใจก็ตาม จักทำอะไรแก่  
			<remark  id="s1b3c34l16" />แม่เจ้าได้ เพราะแม่เจ้าไม่มีความพอใจ นิมนต์เถิด เจ้าค่ะ บุรุษบุคคลนั้นจะถวายของสิ่งใด  
			<remark  id="s1b3c34l17" />เป็นของเคี้ยวหรือของฉันก็ตาม แก่แม่เจ้า แม่เจ้าจงรับประเคนของสิ่งนั้นด้วยมือของตน แล้ว  
			<remark  id="s1b3c34l18" />เคี้ยวหรือฉันเถิดดังนี้เล่า ... แล้วกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค.  
			<remark  id="s1b3c34l19" />		ทรงสอบถาม  
			<remark  id="s1b3c34l20" />	พระผู้มีพระภาคทรงสอบถามภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข่าวว่าภิกษุณีกล่าวอย่างนี้  
			<remark  id="s1b3c34l21" />ว่า แม่เจ้า บุรุษบุคคลนั่นมีความพอใจก็ตาม ไม่มีความพอใจก็ตาม จักทำอะไรแก่แม่เจ้าได้ เพราะ  
			<remark  id="s1b3c34l22" />แม่เจ้าไม่มีความพอใจ นิมนต์เถิด เจ้าค่ะ บุรุษบุคคลนั้นจะถวายของสิ่งใด เป็นของเคี้ยวก็ตาม  
			<remark  id="s1b3c34l23" />ของฉันก็ตาม แก่แม่เจ้า แม่เจ้าจงรับประเคนของสิ่งนั้น ด้วยมือของตน แล้วเคี้ยวหรือฉันเถิด  
			<remark  id="s1b3c34l24" />ดังนี้ จริงหรือ?  
			<remark  id="s1b3c34l25" />	ภิกษุทั้งหลายทูลรับว่า จริง พระพุทธเจ้าข้า.  
			<remark  id="s1b3c34l26" />		ทรงติเตียนแล้วบัญญัติสิกขาบท  
			<remark  id="s1b3c34l27" />	พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงติเตียนว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ไฉนภิกษุณีจึงได้กล่าวอย่างนี้ว่า  
			<remark  id="s1b3c34l28" />แม่เจ้า บุรุษบุคคลนั่น มีความพอใจก็ตาม ไม่มีความพอใจก็ตาม จักทำอะไรแก่แม่เจ้าได้ เพราะ 
		</para>
	</section>
	<section id="s1b3c35" >
		<para id="s1b3c35p">
			<remark  id="s1b3c35l1" />แม่เจ้าไม่มีความพอใจ นิมนต์เถิดเจ้าค่ะ บุรุษบุคคลนั้นจะถวายของสิ่งใด เป็นของเคี้ยวก็ตาม  
			<remark  id="s1b3c35l2" />ของฉันก็ตาม แก่แม่เจ้า แม่เจ้าจงรับประเคนของสิ่งนั้น ด้วยมือของตน แล้วเคี้ยวหรือฉันเถิด  
			<remark  id="s1b3c35l3" />ดังนี้เล่า การกระทำของนางนั่น ไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส ...  
			<remark  id="s1b3c35l4" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แลภิกษุณีทั้งหลาย จงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดงอย่างนี้ ว่าดังนี้:  
			<remark  id="s1b3c35l5" />		พระบัญญัติ  
			<remark  id="s1b3c35l6" />	๑๔. ๖. อนึ่ง ภิกษุณีใด กล่าวอย่างนี้ว่า แม่เจ้า บุรุษบุคคลนั้น มีความพอใจ  
			<remark  id="s1b3c35l7" />ก็ตาม ไม่มีความพอใจก็ตาม จักทำอะไรแก่แม่เจ้าได้ เพราะแม่เจ้าไม่มีความพอใจ นิมนต์  
			<remark  id="s1b3c35l8" />เถิด เจ้าค่ะ บุรุษบุคคลนั้นจะถวายของสิ่งใด เป็นของเคี้ยวหรือของฉันก็ตาม แก่แม่เจ้า  
			<remark  id="s1b3c35l9" />ขอแม่เจ้า จงรับประเคนของสิ่งนั้นด้วยมือของตน แล้วเคี้ยวหรือฉันเถิด ดังนี้ ภิกษุณีแม้นี้  
			<remark  id="s1b3c35l10" />ก็ต้องธรรมคือสังฆาทิเสส ชื่อนิสสารณียะ มีอันให้ต้องอาบัติขณะแรกทำ.  
			<remark  id="s1b3c35l11" />		เรื่องภิกษุณีสุนทรีนันทา จบ.  
			<remark  id="s1b3c35l12" />		สิกขาบทวิภังค์  
			<remark  id="s1b3c35l13" />	[๕๘] บทว่า อนึ่ง ... ใด ความว่าผู้ใด คือ ผู้เช่นใด ...  
			<remark  id="s1b3c35l14" />	บทว่า ภิกษุณี ความว่า ที่ชื่อว่า ภิกษุณี เพราะอรรถว่าเป็นผู้ขอ ...  นี้ชื่อว่า ภิกษุณี  
			<remark  id="s1b3c35l15" />ที่ทรงประสงค์ในอรรถนี้.  
			<remark  id="s1b3c35l16" />	บทว่า กล่าวอย่างนี้ คือ พูดส่งเสริมว่า แม่เจ้า บุรุษบุคคลนั่น มีความพอใจก็ตาม ไม่มี  
			<remark  id="s1b3c35l17" />ความพอใจก็ตาม จักทำอะไรแก่แม่เจ้าได้ เพราะแม่เจ้า ไม่มีความพอใจ นิมนต์เถิด เจ้าค่ะ บุรุษ  
			<remark  id="s1b3c35l18" />บุคคลนั้น จะถวายของสิ่งใด เป็นของเคี้ยว หรือของฉันก็ตาม แก่แม่เจ้า ขอแม่เจ้าจงรับประเคน  
			<remark  id="s1b3c35l19" />ของสิ่งนั้นด้วยมือของตน แล้วเคี้ยวหรือฉันเถิด ดังนี้ ต้องอาบัติทุกกฏ.  
			<remark  id="s1b3c35l20" />	ภิกษุณีรับประเคนตามคำของภิกษุณีผู้พูดนั้น ด้วยประสงค์จะเคี้ยวจะฉัน ภิกษุณีผู้พูดนั้น  
			<remark  id="s1b3c35l21" />ต้องอาบัติทุกกฏ.  
			<remark  id="s1b3c35l22" />	ภิกษุณีนั้นฉัน ภิกษุณีผู้พูด ต้องอาบัติถุลลัจจัย ทุกๆ คำกลืน.  
			<remark  id="s1b3c35l23" />	ภิกษุณีนั้นฉันอาหารเสร็จ ภิกษุณีผู้พูด ต้องอาบัติสังฆาทิเสส.  
			<remark  id="s1b3c35l24" />	บทว่า ภิกษุณีแม้นี้ พระผู้มีพระภาคตรัสเทียบเคียงภิกษุณีรูปก่อนๆ  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b3c36" >
		<para id="s1b3c36p">
			<remark  id="s1b3c36l1" />	บทว่า มีอันให้ต้องอาบัติขณะแรกทำ คือ ต้องอาบัติพร้อมกับการล่วงวัตถุ โดยไม่  
			<remark  id="s1b3c36l2" />ต้องสวดสมนุภาส.  
			<remark  id="s1b3c36l3" />	ที่ชื่อว่า นิสสารณียะ ได้แก่ ถูกขับออกจากหมู่.  
			<remark  id="s1b3c36l4" />	บทว่า สังฆาทิเสส ความว่า สงฆ์เท่านั้นให้มานัต ... เพราะเหตุนั้น จึงตรัสเรียกว่า  
			<remark  id="s1b3c36l5" />สังฆาทิเสส.  
			<remark  id="s1b3c36l6" />	ภิกษุณีพูดส่งเสริมว่า จงรับประเคนน้ำและไม้ชำระฟัน ต้องอาบัติทุกกฏ.  
			<remark  id="s1b3c36l7" />ภิกษุณีรับประเคนตามคำของภิกษุณีผู้พูดนั้น ด้วยประสงค์จะเคี้ยวจะฉัน ภิกษุณี ผู้พูดนั้น ต้อง  
			<remark  id="s1b3c36l8" />อาบัติทุกกฏ.  
			<remark  id="s1b3c36l9" />		บทภาชนีย์  
			<remark  id="s1b3c36l10" />	[๕๙] ฝ่ายหนึ่งมีความพอใจ ภิกษุณีพูดส่งเสริมว่า แม่เจ้า จงเคี้ยวก็ตาม จงฉันก็ตาม  
			<remark  id="s1b3c36l11" />ซึ่งของเคี้ยวก็ตาม ของฉันก็ตาม ที่รับจากมือของยักษ์ก็ดี เปรตผู้ชายก็ดี บันเฑาะก์ผู้ชายก็ดี สัตว์  
			<remark  id="s1b3c36l12" />ดิรัจฉานตัวผู้มีกายคล้ายมนุษย์ก็ดี ดังนี้ ต้องอาบัติทุกกฏ.  
			<remark  id="s1b3c36l13" />	ภิกษุณีรับประเคนตามคำของผู้พูดนั้น ด้วยประสงค์ว่าจะเคี้ยวจะฉัน ภิกษุณีผู้พูด ต้องอาบัติ  
			<remark  id="s1b3c36l14" />ทุกกฏ. ภิกษุณีนั้นฉัน ภิกษุณีผู้พูด ต้องอาบัติทุกกฏ ทุกๆ คำกลืน. ภิกษุณีนั้นฉันเสร็จ ภิกษุณีผู้พูด  
			<remark  id="s1b3c36l15" />ต้องอาบัติถุลลัจจัย.  
			<remark  id="s1b3c36l16" />	พูดส่งเสริมว่า จงรับประเคนน้ำและไม้ชำระฟัน ต้องอาบัติทุกกฏ. ภิกษุณีรับประเคนตาม  
			<remark  id="s1b3c36l17" />คำของภิกษุนั้น ด้วยประสงค์ว่าจะเคี้ยวจะฉัน ภิกษุณีผู้พูดต้องอาบัติทุกกฏ.  
			<remark  id="s1b3c36l18" />		อนาปัตติวาร  
			<remark  id="s1b3c36l19" />	[๖๐] รู้อยู่ว่าเขาไม่มีความพอใจ พูดส่งเสริม ๑ พูดส่งเสริมโดยเข้าใจว่าเขาโกรธกัน  
			<remark  id="s1b3c36l20" />นางคงไม่รับประเคน ๑ พูดส่งเสริมโดยเข้าใจว่า นางจักไม่รับประเคน เพราะความเอ็นดูแก่สกุล ๑  
			<remark  id="s1b3c36l21" />วิกลจริต ๑ อาทิกัมมิกา ๑ ไม่ต้องอาบัติแล.  
			<remark  id="s1b3c36l22" />		สังฆาทิเสสสิกขาบทที่ ๖ จบ.  
			<remark  id="s1b3c36l23" />		______________________ 
		</para>
	</section>
	<section id="s1b3c37" >
		<para id="s1b3c37p">
			<remark  id="s1b3c37l1" />		สังฆาทิเสสสิกขาบทที่ ๗  
			<remark  id="s1b3c37l2" />		เรื่องภิกษุณีจัณฑกาลี  
			<remark  id="s1b3c37l3" />	[๖๑] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ เชตวัน อารามของอนาถบิณฑิก  
			<remark  id="s1b3c37l4" />คหบดี เขตพระนครสาวัตถี. ครั้งนั้น ภิกษุณีจัณฑกาลีทะเลาะกับภิกษุณีทั้งหลาย โกรธ ขัดใจ  
			<remark  id="s1b3c37l5" />แล้วกล่าวอย่างนี้ว่า ข้าพเจ้าขอบอกคืนพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าขอบอกคืนพระธรรม ข้าพเจ้าขอบอกคืน  
			<remark  id="s1b3c37l6" />พระสงฆ์ ข้าพเจ้าขอบอกคืนสิกขา ภิกษุณีที่ชื่อว่าสมณี จะมีเฉพาะสมณีเหล่าศากยธิดาเหล่านี้เมื่อไร  
			<remark  id="s1b3c37l7" />แม้สมณีเหล่าอื่นที่มีความละอาย มีความรังเกียจ ผู้ใคร่ต่อสิกขาก็ยังมี ข้าพเจ้าจะไปประพฤติ  
			<remark  id="s1b3c37l8" />พรหมจรรย์ในสำนักสมณีเหล่านั้น ดังนี้.  
			<remark  id="s1b3c37l9" />	บรรดาภิกษุณีที่เป็นผู้มักน้อย ... ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียนโพนทะนาว่า ไฉน แม่เจ้าจัณฑกาลี  
			<remark  id="s1b3c37l10" />จึงได้โกรธ ขัดใจ กล่าวอย่างนี้ว่า ข้าพเจ้าขอบอกคืนพระพุทธเจ้า ... ข้าพเจ้าขอบอกคืนสิกขา ภิกษุณี  
			<remark  id="s1b3c37l11" />ที่ชื่อว่าสมณี จะมีเฉพาะสมณีเหล่าศากยธิดาเหล่านี้เมื่อไร แม้สมณีเหล่าอื่นที่มีความละอาย มีความ  
			<remark  id="s1b3c37l12" />รังเกียจ ผู้ใคร่ต่อสิกขา ก็ยังมี ข้าพเจ้าจักประพฤติพรหมจรรย์ในสำนักสมณีเหล่านั้น ดังนี้เล่า ...  
			<remark  id="s1b3c37l13" />แล้วกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค.  
			<remark  id="s1b3c37l14" />		ทรงสอบถาม  
			<remark  id="s1b3c37l15" />	พระผู้มีพระภาคทรงสอบถามภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข่าวว่าภิกษุณีจัณฑกาลี  
			<remark  id="s1b3c37l16" />โกรธ ขัดใจ แล้วกล่าวอย่างนี้ว่า ข้าพเจ้าขอบอกคืนพระพุทธเจ้า ... ข้าพเจ้าขอบอกคืนสิกขา ภิกษุณี  
			<remark  id="s1b3c37l17" />ที่ชื่อว่าสมณี จะมีเฉพาะสมณีเหล่าศากยธิดาเหล่านี้เมื่อไร แม้สมณีเหล่าอื่นที่มีความละอาย มีความ  
			<remark  id="s1b3c37l18" />รังเกียจ ผู้ใคร่ต่อสิกขาก็ยังมี ข้าพเจ้าจักไปประพฤติพรหมจรรย์ในสำนักสมณีเหล่านั้น ดังนี้  
			<remark  id="s1b3c37l19" />จริงหรือ?  
			<remark  id="s1b3c37l20" />	ภิกษุทั้งหลายทูลรับว่า จริง พระพุทธเจ้าข้า.  
			<remark  id="s1b3c37l21" />		ทรงติเตียนแล้วบัญญัติสิกขาบท  
			<remark  id="s1b3c37l22" />	พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงติเตียนว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ไฉนภิกษุณีจัณฑกาลีจึงได้โกรธ  
			<remark  id="s1b3c37l23" />ขัดใจ กล่าวอย่างนี้ว่า ข้าพเจ้าขอบอกคืนพระพุทธเจ้า ... ข้าพเจ้าขอบอกคืนสิกขา ภิกษุณีที่ชื่อว่า  
			<remark  id="s1b3c37l24" />สมณี จะมีเฉพาะสมณีเหล่าศากยธิดาเหล่านี้เมื่อไร แม้สมณีเหล่าอื่นที่มีความละอาย มีความรังเกียจ  
			<remark  id="s1b3c37l25" />ผู้ใคร่ต่อสิกขาก็ยังมี ข้าพเจ้าจักไปประพฤติพรหมจรรย์ในสำนักสมณีเหล่านั้น ดังนี้เล่า การกระทำ  
			<remark  id="s1b3c37l26" />ของนางนั่น ไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส ... 
		</para>
	</section>
	<section id="s1b3c38" >
		<para id="s1b3c38p">
			<remark  id="s1b3c38l1" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แลภิกษุณีทั้งหลาย จงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดงอย่างนี้ ว่าดังนี้:  
			<remark  id="s1b3c38l2" />		พระบัญญัติ  
			<remark  id="s1b3c38l3" />	๑๘. ๗. อนึ่ง ภิกษุณีใด โกรธ ขัดใจ พึงกล่าวอย่างนี้ว่า ข้าพเจ้าขอบอกคืน  
			<remark  id="s1b3c38l4" />พระพุทธเจ้า ขอบอกคืนพระธรรม ขอบอกคืนพระสงฆ์ ขอบอกคืนสิกขา ภิกษุณีที่ชื่อว่าสมณี  
			<remark  id="s1b3c38l5" />จะมีเฉพาะสมณีศากยธิดาเหล่านี้เมื่อไร แม้สมณีเหล่าอื่นที่มีความละอาย มีความรังเกียจ  
			<remark  id="s1b3c38l6" />ผู้ใคร่ต่อสิกขาก็ยังมี ข้าพเจ้าจักประพฤติพรหมจรรย์ในสำนักสมณีเหล่านั้น ดังนั้น ภิกษุณี  
			<remark  id="s1b3c38l7" />นั้นอันภิกษุณีทั้งหลายพึงกล่าวอย่างนี้ว่า แม่เจ้าอย่าได้โกรธ ขัดใจ กล่าวอย่างนี้ว่า ข้าพเจ้า  
			<remark  id="s1b3c38l8" />ขอบอกคืนพระพุทธเจ้า ขอบอกคืนพระธรรม ขอบอกคืนพระสงฆ์ ขอบอกคืนสิกขา ภิกษุณีที่  
			<remark  id="s1b3c38l9" />ชื่อว่าสมณี จะมีเฉพาะสมณีศากยธิดาเหล่านี้เมื่อไร แม้สมณีเหล่าอื่นที่มีความละอาย มี  
			<remark  id="s1b3c38l10" />ความรังเกียจ ใคร่ต่อสิกขาก็ยังมี ข้าพเจ้าจักไปประพฤติพรหมจรรย์ในสำนักสมณีเหล่านั้น  
			<remark  id="s1b3c38l11" />ดังนั้น ภิกษุณีทั้งหลายจึงกล่าวว่า แม่เจ้าจงยินดียิ่ง พระธรรมอันพระพุทธเจ้าตรัสไว้ดีแล้ว จง  
			<remark  id="s1b3c38l12" />ประพฤติพรหมจรรย์ เพื่อทำที่สุดทุกข์โดยชอบเถิด และภิกษุณีนั้น อันภิกษุณีทั้งหลาย  
			<remark  id="s1b3c38l13" />ว่ากล่าวอยู่อย่างนี้ ยังยกย่องอยู่อย่างนั้นเทียว ภิกษุณีนั้นอันภิกษุณีทั้งหลาย พึงสวดสมนุภาส  
			<remark  id="s1b3c38l14" />กว่าจะครบสามจบ เพื่อให้สละกรรมนั้น ถ้าเธอกำลังถูกสวดสมนุภาสกว่าจะครบสามจบอยู่ สละ  
			<remark  id="s1b3c38l15" />กรรมนั้นเสีย สละได้อย่างนี้ นั่นเป็นการดี หากเธอไม่สละ ภิกษุณีแม้นี้ก็ต้องธรรมคือ  
			<remark  id="s1b3c38l16" />สังฆาทิเสส ชื่อนิสสารณียะ มีอันให้ต้องอาบัติในเมื่อสวดสมนุภาสครบสามจบ.  
			<remark  id="s1b3c38l17" />		สิกขาบทวิภังค์  
			<remark  id="s1b3c38l18" />	[๖๒] บทว่า อนึ่ง ... ใด ความว่า ผู้ใด คือผู้เช่นใด ...  
			<remark  id="s1b3c38l19" />	บทว่า ภิกษุณี ความว่า ที่ชื่อว่า ภิกษุณี เพราะอรรถว่าเป็นผู้ขอ ... นี้ชื่อว่า ภิกษุณี ที่  
			<remark  id="s1b3c38l20" />ประสงค์ในอรรถนี้.  
			<remark  id="s1b3c38l21" />	บทว่า โกรธ ขัดใจ คือไม่พอใจ แค้นใจ เจ็บใจ.  
			<remark  id="s1b3c38l22" />	บทว่า กล่าวอย่างนี้ คือ กล่าวว่า ข้าพเจ้าขอบอกคืนพระพุทธเจ้า ... บอกคืนสิกขา ภิกษุณี  
			<remark  id="s1b3c38l23" />ที่มีชื่อว่าสมณี จะมีเฉพาะสมณีเหล่าศากธิดาเหล่านี้เมื่อไร แม้สมณีเหล่าอื่นที่มีความละอาย มีความ  
			<remark  id="s1b3c38l24" />รังเกียจ ผู้ใคร่ต่อสิกขา ก็ยังมี ข้าพเจ้าจะไปประพฤติพรหมจรรย์ในสำนักสมณีเหล่านั้น ดังนี้. 
			<remark  id="s1b3c38l25" /># ๑ สิกขาบทที่ ๑๕,๑๖,๑๗ เป็นสาธารณบัญญัติ ฉะนั้นสิกขาบทที่ ๗ จึงเป็นที่ ๑๘ 
		</para>
	</section>
	<section id="s1b3c39" >
		<para id="s1b3c39p">
			<remark  id="s1b3c39l1" />	[๖๓] บทว่า ภิกษุณีนั้น ได้แก่ ภิกษุณีผู้ที่พูดอย่างนั้น.  
			<remark  id="s1b3c39l2" />	บทว่า อันภิกษุณีทั้งหลาย ได้แก่ภิกษุณีเหล่าอื่น คือ จำพวกที่ได้เห็น ได้ยิน เหล่านั้น  
			<remark  id="s1b3c39l3" />พึงกล่าวว่า แม่เจ้าอย่าได้โกรธ ขัดใจ กล่าวอย่างนี้ว่า ข้าพเจ้าขอบอกคืนพระพุทธเจ้า ... ขอบอกคืน  
			<remark  id="s1b3c39l4" />สิกขา ภิกษุณีที่ชื่อว่าสมณี จะมีเฉพาะสมณีศากยธิดาเหล่านี้เมื่อไร แม้สมณีเหล่าอื่นที่มีความละอาย  
			<remark  id="s1b3c39l5" />มีความรังเกียจ ผู้ใคร่ต่อสิกขาก็ยังมี ข้าพเจ้าจะไปประพฤติพรหมจรรย์ในสำนักสมณีเหล่านั้นดังนี้  
			<remark  id="s1b3c39l6" />พึงกล่าวว่า แม่เจ้าจงยินดียิ่ง พระธรรมอันพระพุทธเจ้าตรัสไว้ดีแล้ว จงประพฤติพรหมจรรย์ เพื่อทำ  
			<remark  id="s1b3c39l7" />ที่สุดทุกข์โดยชอบเถิด พึงว่ากล่าวแม้ครั้งที่สอง พึงว่ากล่าวแม้ครั้งที่สาม หากนางสละเสีย สละ  
			<remark  id="s1b3c39l8" />ได้อย่างนี้ นั่นเป็นการดี หากไม่สละ ต้องอาบัติทุกกฏ. ภิกษุณีทั้งหลายทราบข่าวแล้วไม่ว่ากล่าว  
			<remark  id="s1b3c39l9" />ต้องอาบัติทุกกฏ. ภิกษุณีนั้นอันภิกษุณีทั้งหลายพึงคุมตัวมาสู่ท่ามกลางสงฆ์ แล้วว่ากล่าวว่า แม่เจ้า  
			<remark  id="s1b3c39l10" />อย่าได้โกรธ ขัดใจ กล่าวอย่างนี้ว่า ข้าพเจ้าขอบอกคืนพระพุทธเจ้า ... ขอบอกคืนสิกขา ภิกษุณี  
			<remark  id="s1b3c39l11" />ที่ชื่อว่าสมณี จะมีเฉพาะสมณีศากยธิดาเหล่านี้เมื่อไร แม้สมณีเหล่าอื่นที่มีความละอาย มีความรัง  
			<remark  id="s1b3c39l12" />เกียจ ผู้ใคร่ต่อสิกขา ก็ยังมี ข้าพเจ้าจะไปประพฤติพรหมจรรย์ในสำนักภิกษุณีเหล่านี้ ดังนี้ พึง  
			<remark  id="s1b3c39l13" />กล่าวว่า แม่เจ้าจงยินดียิ่ง พระธรรมอันพระพุทธเจ้าตรัสไว้ดีแล้ว จงประพฤติพรหมจรรย์เพื่อทำที่  
			<remark  id="s1b3c39l14" />สุดทุกข์โดยชอบเถิด พึงว่ากล่าวแม้ครั้งที่สอง พึงว่ากล่าวแม้ครั้งที่สาม ถ้าภิกษุณีนั้นสละเสีย  
			<remark  id="s1b3c39l15" />สละได้อย่างนี้ นั่นเป็นการดี หากไม่สละ ต้องอาบัติทุกกฏ.  
			<remark  id="s1b3c39l16" />		วิธีสวดสมนุภาส  
			<remark  id="s1b3c39l17" />	[๖๔] ภิกษุณีนั้นอันภิกษุณีสงฆ์พึงสวดสมนุภาส. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แลสมนุภาสนั้น  
			<remark  id="s1b3c39l18" />พึงสวดอย่างนี้ อันภิกษุณีผู้ฉลาด ผู้สามารถ พึงประกาศให้สงฆ์ทราบด้วยญัตติจตุตถกรรมวาจา ว่า  
			<remark  id="s1b3c39l19" />ดังนี้:  
			<remark  id="s1b3c39l20" />		กรรมวาจาสมนุภาส  
			<remark  id="s1b3c39l21" />	แม่เจ้า เจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ภิกษุณีมีชื่อนี้ผู้นี้ โกรธ ขัดใจ กล่าวอย่างนี้  
			<remark  id="s1b3c39l22" />ว่า ข้าพเจ้าขอบอกคืนพระพุทธเจ้า ขอบอกคืนพระธรรม ขอบอกคืนพระสงฆ์ ขอบอกคืน  
			<remark  id="s1b3c39l23" />สิกขา ภิกษุณีที่ชื่อว่าสมณีจะมีเฉพาะสมณีศากยธิดาเหล่านี้เมื่อไร แม้สมณีเหล่าอื่นที่มีความ  
			<remark  id="s1b3c39l24" />ละอาย มีความรังเกียจ ผู้ใคร่ต่อสิกขาก็ยังมี ข้าพเจ้าจักไปประพฤติพรหมจรรย์ในสำนัก  
			<remark  id="s1b3c39l25" />สมณีเหล่านั้น ดังนี้ นางยังไม่สละวัตถุนั้น ถ้าความพร้อมพรั่งของสงฆ์ถึงที่แล้ว สงฆ์พึงสวด  
			<remark  id="s1b3c39l26" />สมนุภาสภิกษุณีผู้มีชื่อนี้ เพื่อให้สละวัตถุนั้น นี่เป็นญัตติ. 
		</para>
	</section>
	<section id="s1b3c40" >
		<para id="s1b3c40p">
			<remark  id="s1b3c40l1" />	แม่เจ้า เจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ภิกษุณีมีชื่อนี้ผู้นี้ โกรธ ขัดใจ กล่าวอย่างนี้ว่า  
			<remark  id="s1b3c40l2" />ข้าพเจ้าขอบอกคืนพระพุทธเจ้า ขอบอกคืนพระธรรม ขอบอกคืนพระสงฆ์ ขอบอกคืนสิกขา  
			<remark  id="s1b3c40l3" />ภิกษุณีที่ชื่อว่าสมณี จะมีเฉพาะสมณีศากยธิดาเหล่านี้เมื่อไร แม้สมณีเหล่าอื่นที่มีความละอาย  
			<remark  id="s1b3c40l4" />มีความรังเกียจ ผู้ใคร่ต่อสิกขาก็ยังมี ข้าพเจ้าจักไปประพฤติพรหมจรรย์ในสำนักสมณีเหล่านั้น  
			<remark  id="s1b3c40l5" />ดังนี้ นางยังไม่สละวัตถุนั้น สงฆ์สวดสมนุภาสภิกษุณีมีชื่อนี้ เพื่อให้สละวัตถุนั้น การสวด  
			<remark  id="s1b3c40l6" />สมนุภาสภิกษุณีมีชื่อนี้ เพื่อให้สละวัตถุนั้น ชอบแก่แม่เจ้าผู้ใด แม่เจ้านั้นพึงนิ่ง ไม่ชอบแก่  
			<remark  id="s1b3c40l7" />แม่เจ้าผู้ใด แม่เจ้าผู้นั้นพึงพูด.  
			<remark  id="s1b3c40l8" />	ข้าพเจ้ากล่าวความนี้เป็นครั้งที่สอง ...  
			<remark  id="s1b3c40l9" />	ข้าพเจ้ากล่าวความนี้เป็นครั้งที่สาม ...  
			<remark  id="s1b3c40l10" />	ภิกษุณีมีชื่อนี้ อันสงฆ์สวดสมนุภาสแล้ว เพื่อให้สละวัตถุนั้นชอบแก่สงฆ์ เหตุนั้น  
			<remark  id="s1b3c40l11" />จึงนิ่ง ข้าพเจ้าทรงความนี้ไว้ด้วยอย่างนี้.  
			<remark  id="s1b3c40l12" />	[๖๕] จบญัตติ ต้องอาบัติทุกกฏ. จบกรรมวาจาสองครั้ง ต้องอาบัติถุลลัจจัย. จบกรรม  
			<remark  id="s1b3c40l13" />วาจาครั้งสุด ต้องอาบัติสังฆาทิเสส. เมื่อต้องอาบัติสังฆาทิเสส อาบัติทุกกฏเพราะญัตติ อาบัติ  
			<remark  id="s1b3c40l14" />ถุลลัจจัยเพราะกรรมวาจาสองครั้ง ย่อมระงับ.  
			<remark  id="s1b3c40l15" />	[๖๖] บทว่า แม้นี้ พระผู้มีพระภาคตรัสเทียบเคียงภิกษุณีรูปก่อน.  
			<remark  id="s1b3c40l16" />	บทว่า มีอันให้ต้องอาบัติในเมื่อสวดสมนุภาสครบสามจบ คือ ต้องอาบัติเพราะสวด  
			<remark  id="s1b3c40l17" />สมนุภาสจบครั้งที่สาม ไม่ใช่ต้องพร้อมกับการล่วงวัตถุ.  
			<remark  id="s1b3c40l18" />	ที่ชื่อว่า นิสสารณียะ ได้แก่ ถูกขับออกจากหมู่.  
			<remark  id="s1b3c40l19" />	บทว่า สังฆาทิเสส ความว่า สงฆ์เท่านั้นให้มานัต ...  แม้เพราะเหตุนั้น จึงตรัสว่า  
			<remark  id="s1b3c40l20" />สังฆาทิเสส.  
			<remark  id="s1b3c40l21" />		บทภาชนีย์  
			<remark  id="s1b3c40l22" />		ติกะสังฆาทิเสส  
			<remark  id="s1b3c40l23" />	[๖๗] กรรมเป็นธรรม ภิกษุณีสำคัญว่า กรรมเป็นธรรม ไม่สละ ต้องอาบัติสังฆาทิเสส.  
			<remark  id="s1b3c40l24" />	กรรมเป็นธรรม ภิกษุณีสงสัย ไม่สละ ต้องอาบัติสังฆาทิเสส.  
			<remark  id="s1b3c40l25" />	กรรมเป็นธรรม ภิกษุณีสำคัญว่า กรรมไม่เป็นธรรม ไม่สละ ต้องอาบัติสังฆาทิเสส.  
			<remark  id="s1b3c40l26" />		ติกะทุกกฏ  
			<remark  id="s1b3c40l27" />	กรรมไม่เป็นธรรม ภิกษุณีสำคัญว่า กรรมเป็นธรรม ต้องอาบัติทุกกฏ. 
		</para>
	</section>
	<section id="s1b3c41" >
		<para id="s1b3c41p">
			<remark  id="s1b3c41l1" />	กรรมไม่เป็นธรรม ภิกษุณีสงสัย ... ต้องอาบัติทุกกฏ.  
			<remark  id="s1b3c41l2" />	กรรมไม่เป็นธรรม ภิกษุณีสำคัญว่า กรรมไม่เป็นธรรม ต้องอาบัติทุกกฏ.  
			<remark  id="s1b3c41l3" />		อนาปัตติวาร  
			<remark  id="s1b3c41l4" />	[๖๘] ภิกษุณีผู้ยังไม่ถูกสวดสมนุภาส ๑ ภิกษุณีผู้เสียสละได้ ๑ วิกลจริต ๑ อาทิกัมมิกา ๑  
			<remark  id="s1b3c41l5" />ไม่ต้องอาบัติแล.  
			<remark  id="s1b3c41l6" />		สังฆาทิเสสสิกขาบทที่ ๗ จบ  
			<remark  id="s1b3c41l7" />		______________________  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b3c42" >
		<para id="s1b3c42p">
			<remark  id="s1b3c42l1" />		สังฆาทิเสสสิกขาบทที่ ๘  
			<remark  id="s1b3c42l2" />		เรื่องภิกษุณีจัณฑกาลี  
			<remark  id="s1b3c42l3" />	[๖๙] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพระพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของ  
			<remark  id="s1b3c42l4" />อานาถบิณฑิกคหบดี เขตพระนครสาวัตถี. ครั้งนั้น ภิกษุณีจัณฑกาลีถูกตัดสินให้แพ้ในอธิกรณ์  
			<remark  id="s1b3c42l5" />เรื่องหนึ่ง โกรธ ขัดใจ กล่าวอย่างนี้ว่า พวกภิกษุณีถึงฉันทาคติ โทสาคติ โมหาคติ และภยาคติ  
			<remark  id="s1b3c42l6" />ดังนี้ บรรดาภิกษุณีที่เป็นผู้มักน้อย ... ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนแม่เจ้าจัณฑกาลีถูก  
			<remark  id="s1b3c42l7" />ตัดสินให้แพ้ในอธิกรณ์เรื่องหนึ่งแล้ว โกรธ ขัดใจ จึงได้กล่าวอย่างนี้ว่า พวกภิกษุณีถึงฉันทาคติ ...  
			<remark  id="s1b3c42l8" />และภยาคติ ดังนี้เล่า แล้วกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค.  
			<remark  id="s1b3c42l9" />		ทรงสอบถาม  
			<remark  id="s1b3c42l10" />	พระผู้มีพระภาคทรงสอบถามภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข่าวว่าภิกษุณีจัณฑกาลี  
			<remark  id="s1b3c42l11" />ถูกตัดสินให้แพ้ในอธิกรณ์เรื่องหนึ่งแล้ว โกรธ ขัดใจ กล่าวอย่างนี้ว่า พวกภิกษุณีถึงฉันทาคติ  
			<remark  id="s1b3c42l12" />โทสาคติ โมหาคติ และภยาคติ ดังนี้ จริงหรือ?  
			<remark  id="s1b3c42l13" />	ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า จริง พระพุทธเจ้าข้า.  
			<remark  id="s1b3c42l14" />		ทรงติเตียนแล้วบัญญัติสิกขาบท  
			<remark  id="s1b3c42l15" />	พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงติเตียนว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เหตุไฉนภิกษุณีจัณฑกาลี  
			<remark  id="s1b3c42l16" />ถูกตัดสินให้แพ้ในอธิกรณ์เรื่องหนึ่งแล้วจึงได้โกรธ ขัดใจ กล่าวอย่างนี้ว่า พวกภิกษุณีถึงฉันทาคติ  
			<remark  id="s1b3c42l17" />โทสาคติ โมหาคติ และภยาคติ ดังนี้เล่า การกระทำของนางนั่น ไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของ  
			<remark  id="s1b3c42l18" />ชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส ...  
			<remark  id="s1b3c42l19" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แลภิกษุณีทั้งหลายจงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดงอย่างนี้ ว่าดังนี้:  
			<remark  id="s1b3c42l20" />		พระบัญญัติ  
			<remark  id="s1b3c42l21" />	๑๙. ๘. อนึ่ง ภิกษุณีใด ถูกตัดสินให้แพ้ในอธิกรณ์เรื่องหนึ่งแล้วโกรธ ขัดใจ  
			<remark  id="s1b3c42l22" />กล่าวอย่างนี้ว่า พวกภิกษุณีถึงฉันทาคติ โทสาคติ โมหาคติ และภยาคติ ดังนี้ ภิกษุณีนั้น  
			<remark  id="s1b3c42l23" />อันภิกษุณีทั้งหลายพึงว่ากล่าวอย่างนี้ว่า แม่เจ้าถูกตัดสินให้แพ้ในอธิกรณ์เรื่องหนึ่งแล้ว อย่า  
			<remark  id="s1b3c42l24" />โกรธ ขัดใจ กล่าวอย่างนี้ว่า พวกภิกษุณีถึงฉันทาคติ โทสาคติ โมหาคติ และภยาคติ  
			<remark  id="s1b3c42l25" />ดังนี้ แม่เจ้าต่างหาก ถึงฉันทาคติบ้าง โทสาคติบ้าง โมหาคติบ้าง ภยาคติบ้าง และภิกษุณีนั้น 
		</para>
	</section>
	<section id="s1b3c43" >
		<para id="s1b3c43p">
			<remark  id="s1b3c43l1" />อันภิกษุณีทั้งหลายว่ากล่าวอยู่อย่างนี้ ยังยกย่องอยู่อย่างนั้นเทียว ภิกษุณีนั้น อันภิกษุณี  
			<remark  id="s1b3c43l2" />ทั้งหลายพึงสวดสมนุภาสกว่าจะครบสามจบ เพื่อให้สละกรรมนั้น หากเธอถูกสวดสมนุภาส  
			<remark  id="s1b3c43l3" />กว่าจะครบสามจบอยู่ สละกรรมนั้นเสียได้ การสละได้อย่างนั้น นั่นเป็นการดี หากเธอ  
			<remark  id="s1b3c43l4" />ไม่สละ ภิกษุณีแม้นี้ก็ต้องธรรมคือสังฆานิเสส ชื่อนิสสารณียะ มีอันให้ต้องอาบัติในเมื่อ  
			<remark  id="s1b3c43l5" />สวดสมนุภาสครบสามจบ.  
			<remark  id="s1b3c43l6" />		เรื่องภิกษุณีจัณฑกาลี จบ.  
			<remark  id="s1b3c43l7" />		สิกขาบทวิภังค์  
			<remark  id="s1b3c43l8" />	[๗๐]  บทว่า อนึ่ง ... ใด ความว่า ผู้ใด คือ ผู้เช่นใด ...  
			<remark  id="s1b3c43l9" />	บทว่า ภิกษุณี ความว่า ที่ชื่อว่า ภิกษุณี เพราะอรรถว่าเป็นผู้ขอ ... นี้ชื่อว่า ภิกษุณี  
			<remark  id="s1b3c43l10" />ที่ทรงประสงค์ในอรรถนี้.  
			<remark  id="s1b3c43l11" />	ที่ชื่อว่า อธิกรณ์ ในบทว่า อธิกรณ์เรื่องหนึ่งนั้น ได้แก่อธิกรณ์ ๔ คือ วิวาทาธิกรณ์ ๑  
			<remark  id="s1b3c43l12" />อนุวาทาธิกรณ์ ๑ อาปัตตาธิกรณ์ ๑ กิจจาธิกรณ์ ๑.  
			<remark  id="s1b3c43l13" />	ที่ชื่อว่า ถูกตัดสินให้แพ้ ได้แก่ ที่เขาเรียกกันว่าผู้แพ้คดี.  
			<remark  id="s1b3c43l14" />	สองบทว่า โกรธ ขัดใจ คือ ไม่พอใจ แค้นใจ เจ็บใจ.  
			<remark  id="s1b3c43l15" />	บทว่า กล่าวอย่างนี้ คือ กล่าวว่า พวกภิกษุณีถึงฉันทาคติ โทสาคติ โมหาคติ และ  
			<remark  id="s1b3c43l16" />ภยาคติ ดังนี้.  
			<remark  id="s1b3c43l17" />	[๗๑] บทว่า ภิกษุณีนั้น ได้แก่ ภิกษุณีรูปที่กล่าวอย่างนั้น.  
			<remark  id="s1b3c43l18" />	บทว่า อันภิกษุณีทั้งหลาย ได้แก่ ภิกษุณีพวกอื่น คือ พวกที่ได้เห็น ได้ทราบเหล่านั้น  
			<remark  id="s1b3c43l19" />พึงว่ากล่าวว่า แม่เจ้าถูกตัดสินให้แพ้ในอธิกรณ์เรื่องหนึ่งแล้ว อย่าได้โกรธ ขัดใจ กล่าวอย่างนี้ว่า  
			<remark  id="s1b3c43l20" />พวกภิกษุณีถึงฉันทาคติ โทสาคติ โมหาคติ และภยาคติ แม่เจ้าต่างหากถึงฉันทาคติบ้าง โทสาคติบ้าง  
			<remark  id="s1b3c43l21" />โมหาคติบ้าง ภยาคติบ้าง ดังนี้ พึงว่ากล่าวแม้ครั้งที่สอง พึงว่ากล่าวแม้ครั้งที่สาม. หากนางสละได้  
			<remark  id="s1b3c43l22" />การสละได้ดังนี้ นั่นเป็นการดี หากไม่สละ ต้องอาบัติทุกกฏ. ภิกษุณีทั้งหลายทราบข่าวแล้วไม่ว่า  
			<remark  id="s1b3c43l23" />กล่าว ต้องอาบัติทุกกฏ. ภิกษุณีนั้นอันภิกษุณีทั้งหลายพึงคุมตัวมาแม้สู่ท่ามกลางสงฆ์ แล้วว่ากล่าวว่า  
			<remark  id="s1b3c43l24" />แม่เจ้าถูกตัดสินให้แพ้ในอธิกรณ์เรื่องหนึ่งแล้ว อย่าได้โกรธ ขัดใจ กล่าวอย่างนี้ว่า พวกภิกษุณี  
			<remark  id="s1b3c43l25" />ถึงฉันทาคติ โทสาคติ โมหาคติ และภยาคติ ดังนี้ แม่เจ้าต่างหากถึงฉันทาคติบ้าง โทสาคติบ้าง  
			<remark  id="s1b3c43l26" />โมหาคติบ้าง ภยาคติบ้าง พึงว่ากล่าวแม้ครั้งที่สอง พึงว่ากล่าวแม้ครั้งที่สาม. หากภิกษุณีนั้นสละได้  
			<remark  id="s1b3c43l27" />การสละได้อย่างนี้ นั่นเป็นการดี หากไม่สละ ต้องอาบัติทุกกฏ. 
		</para>
	</section>
	<section id="s1b3c44" >
		<para id="s1b3c44p">
			<remark  id="s1b3c44l1" />		วิธีสวดสมนุภาส  
			<remark  id="s1b3c44l2" />	[๗๒] ภิกษุณีนั้น อันภิกษุณีสงฆ์พึงสวดสมนุภาส ดูกรภิกษุทั้งหลายก็แลสมนุภาสนั้น  
			<remark  id="s1b3c44l3" />พึงสวดอย่างนี้ อันภิกษุณีผู้ฉลาด ผู้สามารถ พึงประกาศให้สงฆ์ทราบด้วยญัตติจตุตถกรรมวาจาว่า  
			<remark  id="s1b3c44l4" />		กรรมวาจาสมนุภาส  
			<remark  id="s1b3c44l5" />	แม่เจ้า เจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ภิกษุณีมีชื่อนี้ ผู้นี้ถูกตัดสินให้แพ้ในอธิกรณ์  
			<remark  id="s1b3c44l6" />เรื่องหนึ่งแล้ว โกรธ ขัดใจ กล่าวอย่างนี้ว่า พวกภิกษุณีสงฆ์ถึงฉันทาคติ โทสาคติ โมหาคติ  
			<remark  id="s1b3c44l7" />และภยาคติ ดังนี้ นางยังไม่สละวัตถุนั้น. หากความพร้อมพรั่งของสงฆ์ถึงที่แล้ว สงฆ์พึงสวด  
			<remark  id="s1b3c44l8" />สมนุภาสภิกษุณีมีชื่อนี้ เพื่อสละวัตถุนั้น นี่เป็นญัตติ.  
			<remark  id="s1b3c44l9" />	แม่เจ้า เจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ภิกษุณีมีชื่อนี้ ผู้นี้ถูกตัดสินให้แพ้ ในอธิกรณ์  
			<remark  id="s1b3c44l10" />เรื่องหนึ่งแล้ว โกรธ ขัดใจ กล่าวอย่างนี้ว่า พวกภิกษุณีถึงฉันทาคติ โทสาคติ โมหาคติ และ  
			<remark  id="s1b3c44l11" />ภยาคติดังนี้ นางยังไม่สละวัตถุนั้น. สงฆ์สวดสมนุภาสภิกษุณีมีชื่อนี้ เพื่อสละวัตถุนั้น. การ  
			<remark  id="s1b3c44l12" />สวดสมนุภาสภิกษุณีมีชื่อนี้ เพื่อสละวัตถุนั้น ชอบแก่แม่เจ้าผู้ใด แม่เจ้าผู้นั้นพึงเป็นผู้นิ่ง  
			<remark  id="s1b3c44l13" />ไม่ชอบแก่แม่เจ้าผู้ใด แม่เจ้าผู้นั้นพึงพูด.  
			<remark  id="s1b3c44l14" />	ข้าพเจ้ากล่าวความนี้เป็นครั้งที่สอง ...  
			<remark  id="s1b3c44l15" />	ข้าพเจ้ากล่าวความนี้เป็นครั้งที่สาม ...  
			<remark  id="s1b3c44l16" />	ภิกษุณีมีชื่อนี้ อันสงฆ์สวดสมนุภาสแล้ว เพื่อสละวัตถุนั้น ชอบแก่สงฆ์ เหตุนั้น  
			<remark  id="s1b3c44l17" />จึงนิ่ง. ข้าพเจ้าทรงความนี้ไว้ด้วยอย่างนี้.  
			<remark  id="s1b3c44l18" />	[๗๓] จบญัตติ ต้องอาบัติทุกกฏ จบกรรมวาจาสองครั้ง ต้องอาบัติถุลลัจจัย จบกรรม  
			<remark  id="s1b3c44l19" />วาจาครั้งสุด ต้องอาบัติสังฆาทิเสส. เมื่อต้องอาบัติสังฆาทิเสส อาบัติทุกกฏเพราะญัตติ อาบัติ  
			<remark  id="s1b3c44l20" />ถุลลัจจัยเพราะกรรมวาจาสองครั้ง ย่อมระงับ.  
			<remark  id="s1b3c44l21" />	[๗๔] บทว่า แม้นี้ พระผู้มีพระภาคตรัสเทียบเคียงภิกษุณีรูปก่อน.  
			<remark  id="s1b3c44l22" />	บทว่า มีอันให้ต้องอาบัติ ในเมื่อสวดสมนุภาสครบสามจบ คือ ต้องอาบัติเพราะสวด  
			<remark  id="s1b3c44l23" />สมนุภาสจบครั้งที่สาม ไม่ใช่ต้องพร้อมกับการล่วงวัตถุ.  
			<remark  id="s1b3c44l24" />	ที่ชื่อว่า นิสสารณียะ ได้แก่ ถูกขับออกจากหมู่.  
			<remark  id="s1b3c44l25" />	บทว่า สังฆาทิเสส ความว่า สงฆ์เท่านั้นให้มานัต ...  แม้เพราะเหตุนั้น จึงตรัสว่า สังฆา  
			<remark  id="s1b3c44l26" />ทิเสส. 
		</para>
	</section>
	<section id="s1b3c45" >
		<para id="s1b3c45p">
			<remark  id="s1b3c45l1" />		บทภาชนีย์  
			<remark  id="s1b3c45l2" />		ติกะสังฆาทิเสส  
			<remark  id="s1b3c45l3" />	[๗๕] กรรมเป็นธรรม ภิกษุณีสำคัญว่า กรรมเป็นธรรม ไม่สละ ต้องอาบัติสังฆาทิเสส.  
			<remark  id="s1b3c45l4" />	กรรมเป็นธรรม ภิกษุณีสงสัย ไม่สละ ต้องอาบัติสังฆาทิเสส.  
			<remark  id="s1b3c45l5" />	กรรมเป็นธรรม ภิกษุณีสำคัญว่า กรรมไม่เป็นธรรม ไม่สละ ต้องอาบัติสังฆาทิเสส.  
			<remark  id="s1b3c45l6" />		ติกะทุกกฏ  
			<remark  id="s1b3c45l7" />	กรรมไม่เป็นธรรม ภิกษุณีสำคัญว่า กรรมเป็นธรรม ต้องอาบัติทุกกฏ.  
			<remark  id="s1b3c45l8" />	กรรมไม่เป็นธรรม ภิกษุณีสงสัย ต้องอาบัติทุกกฏ.  
			<remark  id="s1b3c45l9" />	กรรมไม่เป็นธรรม ภิกษุณีสำคัญว่า กรรมไม่เป็นธรรม ต้องอาบัติทุกกฏ.  
			<remark  id="s1b3c45l10" />		อนาปัตติวาร  
			<remark  id="s1b3c45l11" />	[๗๖] ยังไม่ถูกสวดสมนุภาส ๑ ยอมสละ ๑ วิกลจริต ๑ อาทิกัมมิกา ๑ ไม่ต้องอาบัติแล.  
			<remark  id="s1b3c45l12" />				สังฆาทิเสสสิกขาบทที่ ๘ จบ.  
			<remark  id="s1b3c45l13" />				________________________ 
		</para>
	</section>
	<section id="s1b3c46" >
		<para id="s1b3c46p">
			<remark  id="s1b3c46l1" />				สังฆาทิเสสสิกขาบทที่ ๙  
			<remark  id="s1b3c46l2" />			เรื่องภิกษุณีอันเตวาสินีของภิกษุณีถุลลนันทา  
			<remark  id="s1b3c46l3" />	[๗๗] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของอานาถ  
			<remark  id="s1b3c46l4" />บิณฑิกคหบดี เขตพระนครสาวัตถี. ครั้งนั้น เหล่าภิกษุณีอันเตวาสินีของภิกษุณีถุลลนันทา ชอบอยู่  
			<remark  id="s1b3c46l5" />คลุกคลีปนเปกัน มีอาจาระทราม มีเกียรติศัพท์ไม่งาม มีอาชีวะไม่ชอบ มักเบียดเบียนภิกษุณีสงฆ์  
			<remark  id="s1b3c46l6" />ชอบปกปิดโทษของพรรคพวกกัน. บรรดาภิกษุณีที่เป็นผู้มักน้อย สันโดษ ... ต่างก็เพ่งโทษติเตียน  
			<remark  id="s1b3c46l7" />โพนทะนาว่า ไฉนพวกภิกษุณีจึงได้อยู่คลุกคลีกัน มีอาจาระทราม มีเกียรติศัพท์ไม่งาม มีอาชีวะ  
			<remark  id="s1b3c46l8" />ไม่ชอบ มักเบียดเบียนภิกษุณีสงฆ์ ชอบปกปิดโทษของพรรคพวก กันเล่า ... แล้วกราบทูลเรื่อง  
			<remark  id="s1b3c46l9" />นั้นแด่พระผู้มีพระภาค.  
			<remark  id="s1b3c46l10" />							ทรงสอบถาม  
			<remark  id="s1b3c46l11" />	พระผู้มีพระภาคทรงสอบถามภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข่าวว่า พวกภิกษุณีอยู่  
			<remark  id="s1b3c46l12" />คลุกคลีกัน มีอาจาระทราม มีเกียรติศัพท์ไม่งาม มีอาชีวะไม่ชอบ มักเบียดเบียนภิกษุณีสงฆ์  
			<remark  id="s1b3c46l13" />ชอบปกปิดโทษของพรรคพวกกัน จริงหรือ?.  
			<remark  id="s1b3c46l14" />	ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า จริง พระพุทธเจ้าข้า.  
			<remark  id="s1b3c46l15" />		ทรงติเตียนแล้วบัญญัติสิกขาบท  
			<remark  id="s1b3c46l16" />	พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงติเตียนว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ไฉนพวกภิกษุณี จึงได้ชอบอยู่  
			<remark  id="s1b3c46l17" />คลุกคลีกัน มีอาจาระทราม มีเกียรติศัพท์ไม่งาม มีอาชีวะไม่ชอบ มักเบียดเบียนภิกษุณีสงฆ์  
			<remark  id="s1b3c46l18" />ชอบปกปิดโทษของพรรคพวกกันเล่า การกระทำของพวกนางนั่น ไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของ  
			<remark  id="s1b3c46l19" />ชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส ...  
			<remark  id="s1b3c46l20" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แลภิกษุณีทั้งหลาย จงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดงอย่างนี้ ว่าดังนี้:  
			<remark  id="s1b3c46l21" />								พระบัญญัติ  
			<remark  id="s1b3c46l22" />	๒๐. ๙. อนึ่ง ภิกษุณีทั้งหลายอยู่คลุกคลีกัน มีอาจาระทราม มีเกียรติศัพท์ไม่งาม  
			<remark  id="s1b3c46l23" />มีอาชีวะไม่ชอบ มักเบียดเบียนภิกษุณีสงฆ์ ชอบปกปิดโทษของพรรคพวกกัน. ภิกษุณี  
			<remark  id="s1b3c46l24" />เหล่านั้นอันภิกษุณีทั้งหลาย พึงว่ากล่าวอย่างนี้ว่า พี่น้องหญิงทั้งหลายแลอยู่คลุกคลีกัน มี  
			<remark  id="s1b3c46l25" />อาจาระทราม มีเกียรติศัพท์ไม่งาม มีอาชีวะไม่ชอบ มักเบียดเบียนภิกษุณีสงฆ์ ชอบปกปิด  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b3c47" >
		<para id="s1b3c47p">
			<remark  id="s1b3c47l1" />โทษของพรรคพวกกัน แม่เจ้าทั้งหลายจงแยกกันอยู่เถิด สงฆ์ย่อมสรรเสริญความสงัดอย่างเดียว  
			<remark  id="s1b3c47l2" />แก่พี่น้องหญิงทั้งหลาย แลภิกษุณีเหล่านั้น อันภิกษุณีทั้งหลายว่ากล่าวอยู่อย่างนี้ ยังยกย่องอยู่  
			<remark  id="s1b3c47l3" />อย่างนั้นเทียว ภิกษุณีเหล่านั้น อันภิกษุณีทั้งหลาย พึงสวดสมนุภาสกว่าจะครบสามจบ  
			<remark  id="s1b3c47l4" />เพื่อให้สละวัตถุนั้น หากเธอเหล่านั้นถูกสวดสมนุภาส กว่าจะครบสามจบอยู่ สละวัตถุนั้นเสียได้  
			<remark  id="s1b3c47l5" />การสละได้อย่างนี้ นั่นเป็นการดี หากไม่สละ ภิกษุณีแม้เหล่านี้ก็ต้องธรรมคือสักฆาทิเสส  
			<remark  id="s1b3c47l6" />ชื่อนิสสารณียะ มีอันให้ต้องอาบัติในเมื่อสวดสมนุภาสครบสามจบ.  
			<remark  id="s1b3c47l7" />	เรื่องภิกษุณีอันเตวาสินีของภิกษุณีถุลลนันทา จบ.  
			<remark  id="s1b3c47l8" />		สิกขาบทวิภังค์  
			<remark  id="s1b3c47l9" />	[๗๘] บทว่า อนึ่ง ภิกษุณีทั้งหลาย พระผู้มีพระภาคตรัสหมายสตรีผู้อุปสมบทแล้ว.  
			<remark  id="s1b3c47l10" />	ที่ชื่อว่า อยู่คลุกคลีกัน คือ อยู่คลุกคลีด้วยการคลุกคลีทางกายและวาจาอันไม่สมควร.  
			<remark  id="s1b3c47l11" />	บทว่า มีอาจาระทราม คือ ประกอบด้วยความประพฤติที่เลว.  
			<remark  id="s1b3c47l12" />	บทว่า มีเกียรติศัพท์ไม่งาม คือ อื้อฉาวด้วยเสียงเล่าลือที่เสียหาย.  
			<remark  id="s1b3c47l13" />	บทว่า มีอาชีวะไม่ชอบ คือเลี้ยงชีวิตด้วยมิจฉาชีพต่ำช้า.  
			<remark  id="s1b3c47l14" />	บทว่า มักเบียดเบียนภิกษุณีสงฆ์ คือ เมื่อสงฆ์ทำกรรมแก่เพื่อนกันย่อมคัดค้าน.  
			<remark  id="s1b3c47l15" />	บทว่า ชอบปกปิดโทษของพรรคพวกกัน คือ ปกปิดความผิดของกันและกัน.  
			<remark  id="s1b3c47l16" />	[๗๙] บทว่า ภิกษุณีเหล่านั้น ได้แก่ ภิกษุณีพวกที่อยู่คลุกคลีปะปนกัน.  
			<remark  id="s1b3c47l17" />	บทว่า อันภิกษุณีทั้งหลาย ได้แก่ ภิกษุณีพวกอื่น คือพวกที่ได้เห็น ได้ทราบ เหล่านั้น  
			<remark  id="s1b3c47l18" />พึงว่ากล่าวว่า พี่น้องหญิงทั้งหลายอยู่คลุกคลีกัน มีอาจาระทรามมีเกียรติศัพท์ไม่งาม มีอาชีวะไม่ชอบ  
			<remark  id="s1b3c47l19" />มักเบียดเบียนภิกษุณีสงฆ์ ชอบปกปิดโทษของพรรคพวกกัน แม่เจ้าทั้งหลาย จงแยกกันอยู่เถิด  
			<remark  id="s1b3c47l20" />สงฆ์ย่อมสรรเสริญความสงัดอย่างเดียวแก่พี่น้องหญิงทั้งหลาย พึงว่ากล่าวแม้ครั้งที่สอง พึงว่ากล่าว  
			<remark  id="s1b3c47l21" />แม้ครั้งที่สาม หากภิกษุณีเหล่านั้นสละได้ การสละได้อย่างนี้ นั่นเป็นการดี หากไม่สละ ต้อง  
			<remark  id="s1b3c47l22" />อาบัติทุกกฏ พวกภิกษุณีทราบแล้วไม่ว่ากล่าว ก็ต้องอาบัติทุกกฏ.  
			<remark  id="s1b3c47l23" />	ภิกษุณีเหล่านั้น อันภิกษุณีทั้งหลายพึงคุมตัวมาสู่ท่ามกลางสงฆ์ แล้วว่ากล่าวว่า พี่น้อง  
			<remark  id="s1b3c47l24" />หญิงทั้งหลายแล อยู่คลุกคลีกัน มีอาจาระทราม มีเกียรติศัพท์ไม่งาม มีอาชีวะไม่ชอบ มักเบียดเบียน  
			<remark  id="s1b3c47l25" />ภิกษุณีสงฆ์ ชอบปกปิดโทษของพรรคพวกกัน แม่เจ้าทั้งหลายจงแยกกันอยู่เถิด สงฆ์ย่อมสรรเสริญ  
			<remark  id="s1b3c47l26" />ความสงัดอย่างเดียวแก่พี่น้องหญิงทั้งหลาย พึงกล่าวว่าแม้ครั้งที่สอง พึงว่ากล่าวแม้ครั้งที่สาม. หาก  
			<remark  id="s1b3c47l27" />ภิกษุณีเหล่านั้นสละได้ การสละได้อย่างนี้ นั่นเป็นการดี หากไม่สละ ต้องอาบัติทุกกฏ.  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b3c48" >
		<para id="s1b3c48p">
			<remark  id="s1b3c48l1" />							วิธีสวดสมนุภาส  
			<remark  id="s1b3c48l2" />	[๘๐] ภิกษุณีเหล่านั้น อันภิกษุณีสงฆ์พึงสวดสมนุภาส ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แลวิธีสวด  
			<remark  id="s1b3c48l3" />สมนุภาสนั้นพึงสวดอย่างนี้ อันภิกษุณีผู้ฉลาด ผู้สามารถ พึงประกาศให้สงฆ์ทราบด้วยญัตติจตุตถ  
			<remark  id="s1b3c48l4" />กรรมวาจา ว่าดังนี้:  
			<remark  id="s1b3c48l5" />							กรรมวาจาสมนุภาส  
			<remark  id="s1b3c48l6" />	แม่เจ้า เจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ภิกษุณีทั้งหลายมีชื่อนี้ด้วย มีชื่อนี้ด้วย อยู่  
			<remark  id="s1b3c48l7" />คลุกคลีกัน มีอาจาระทราม มีเกียรติศัพท์ไม่งาม มีอาชีวะไม่ชอบ มักเบียดเบียนภิกษุณีสงฆ์  
			<remark  id="s1b3c48l8" />ชอบปกปิดโทษของพรรคพวกกัน เธอเหล่านั้นยังไม่สละวัตถุนั้น ถ้าความพร้อมพรั่งของสงฆ์  
			<remark  id="s1b3c48l9" />ถึงที่แล้ว สงฆ์พึงสวดสมนุภาสภิกษุณีทั้งหลายมีชื่อนี้ด้วย มีชื่อนี้ด้วย เพื่อให้สละวัตถุนั้น  
			<remark  id="s1b3c48l10" />นี่เป็นญัตติ.  
			<remark  id="s1b3c48l11" />	แม่เจ้า เจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ภิกษุณีทั้งหลายมีชื่อนี้ด้วย มีชื่อนี้ด้วย อยู่คลุก  
			<remark  id="s1b3c48l12" />คลีกัน มีอาจาระทราม มีเกียรติศัพท์ไม่งาม มีอาชีวะไม่ชอบ มักเบียดเบียนภิกษุณีสงฆ์  
			<remark  id="s1b3c48l13" />ชอบปกปิดโทษของพรรคพวกกัน เธอเหล่านั้นยังไม่สละวัตถุนั้น สงฆ์สวดสมนุภาสภิกษุณี  
			<remark  id="s1b3c48l14" />ทั้งหลาย มีชื่อนี้ด้วย มีชื่อนี้ด้วย เพื่อให้สละวัตถุนั้น การสวดสมนุภาสภิกษุณีทั้งหลายมีชื่อ  
			<remark  id="s1b3c48l15" />นี้ด้วย เพื่อให้สละวัตถุนั้น ชอบแก่แม่เจ้าผู้ใด แม่เจ้าผู้นั้นพึงเป็นผู้นิ่ง ไม่ชอบแก่แม่เจ้าผู้  
			<remark  id="s1b3c48l16" />ใด แม่เจ้าผู้นั้นพึงพูด  
			<remark  id="s1b3c48l17" />	ข้าพเจ้ากล่าวความนี้แม้ครั้งที่สอง ...  
			<remark  id="s1b3c48l18" />	ข้าพเจ้ากล่าวความนี้แม้ครั้งที่สาม ...  
			<remark  id="s1b3c48l19" />	ภิกษุณีทั้งหลายมีชื่อนี้ด้วย มีชื่อนี้ด้วย อันสงฆ์สวดสมนุภาสแล้ว เพื่อให้สละวัตถุนั้น  
			<remark  id="s1b3c48l20" />ชอบแก่สงฆ์ เหตุนั้นจึงนิ่ง ข้าพเจ้าทรงความนี้ไว้ด้วยอย่างนี้.  
			<remark  id="s1b3c48l21" />	[๘๑] จบญัตติ ต้องอาบัติทุกกฏ จบกรรมวาจาสองครั้ง ต้องอาบัติถุลลัจจัย จบกรรม  
			<remark  id="s1b3c48l22" />วาจาครั้งสุด ต้องอาบัติสังฆาทิเสส เมื่อต้องอาบัติสังฆาทิเสสแล้ว อาบัติทุกกฏเพราะญัตติ อาบัติ  
			<remark  id="s1b3c48l23" />ถุลลัจจัยเพราะกรรมวาจาสองครั้ง ย่อมระงับ.  
			<remark  id="s1b3c48l24" />	พึงสวดสมนุภาสภิกษุณี ๒-๓ รูปคราวเดียวกันได้ ไม่พึงสวดสมนุภาสภิกษุณีมากกว่านั้น.  
			<remark  id="s1b3c48l25" />	[๘๒] บทว่า ภิกษุแม้เหล่านี้ พระผู้มีพระภาคตรัสเทียบเคียงภิกษุณีรูปก่อน.  
			<remark  id="s1b3c48l26" />	บทว่า มีอันให้ต้องอาบัติเมื่อสวดสมนุภาสครบสามจบ คือ ต้องอาบัติเพราะสวดสมนุ  
			<remark  id="s1b3c48l27" />ภาสจบครั้งที่สาม ไม่ใช่ต้องพร้อมกับการละเมิดวัตถุ.  
			<remark  id="s1b3c48l28" />	ที่ชื่อว่า นิสสารณียะ ได้แก่ ถูกขับออกจากหมู่สงฆ์.  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b3c49" >
		<para id="s1b3c49p">
			<remark  id="s1b3c49l1" />	บทว่า สังฆาทิเสส ความว่า สงฆ์เท่านั้นให้มานัต ...  แม้เพราะเหตุนั้น จึงตรัสเรียกว่า  
			<remark  id="s1b3c49l2" />สังฆาทิเสส.  
			<remark  id="s1b3c49l3" />		บทภาชนีย์  
			<remark  id="s1b3c49l4" />		ติกะสังฆาทิเสส  
			<remark  id="s1b3c49l5" />	[๘๓] กรรมเป็นธรรม ภิกษุณีสำคัญว่า กรรมเป็นธรรม ไม่สละ ต้องอาบัติสังฆาทิเสส.  
			<remark  id="s1b3c49l6" />	กรรมเป็นธรรม ภิกษุณีสงสัย ไม่สละ ต้องอาบัติสังฆาทิเสส.  
			<remark  id="s1b3c49l7" />	กรรมเป็นธรรม ภิกษุณีสำคัญว่า  กรรมไม่เป็นธรรม ไม่สละ ต้องอาบัติสังฆาทิเสส.  
			<remark  id="s1b3c49l8" />		ติกะทุกกฏ  
			<remark  id="s1b3c49l9" />	กรรมไม่เป็นธรรม ภิกษุณีสำคัญว่า กรรมเป็นธรรม ต้องอาบัติทุกกฏ.  
			<remark  id="s1b3c49l10" />	กรรมไม่เป็นธรรม ภิกษุณีสงสัย ต้องอาบัติทุกกฏ.  
			<remark  id="s1b3c49l11" />	กรรมไม่เป็นธรรม ภิกษุณีสำคัญว่า กรรมไม่เป็นธรรม ต้องอาบัติทุกกฏ.  
			<remark  id="s1b3c49l12" />		อนาปัตติวาร  
			<remark  id="s1b3c49l13" />	[๘๔] ยังไม่ถูกสวดสมนุภาส ๑ ยอมสละ ๑ วิกลจริต ๑ มีจิตฟุ้งซ่าน ๑ กระสับ  
			<remark  id="s1b3c49l14" />กระส่ายเพราะเวทนา ๑ อาทิกัมมิกา ๑ ไม่ต้องอาบัติแล.  
			<remark  id="s1b3c49l15" />		สังฆาทิเสสสิกขาบทที่ ๙ จบ.  
			<remark  id="s1b3c49l16" />		______________________  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b3c50" >
		<para id="s1b3c50p">
			<remark  id="s1b3c50l1" />		สังฆาทิเสส สิกขาบทที่ ๑๐  
			<remark  id="s1b3c50l2" />		เรื่องภิกษุณีถุลลนันทา  
			<remark  id="s1b3c50l3" />	[๘๕] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของอนาถ  
			<remark  id="s1b3c50l4" />บิณฑิกคหบดี เขตพระนครสาวัตถี. ครั้งนั้น ภิกษุณีถุลลนันทาถูกสงฆ์สวดสมนุภาสแล้วยังกล่าว  
			<remark  id="s1b3c50l5" />กะภิกษุณีทั้งหลายอย่างนี้ว่า แม่เจ้าทั้งหลาย ท่านทั้งหลายจรอยู่คลุกคลีกันเถิด อย่าต่างคนต่างอยู่เลย  
			<remark  id="s1b3c50l6" />ภิกษุณีแม้เหล่าอื่น ที่มีอาจาระเช่นนี้ มีเกียรติศัพท์เช่นนี้ มีอาชีวะเช่นนี้ มักเบียดเบียนภิกษุณีสงฆ์  
			<remark  id="s1b3c50l7" />เช่นนี้ ชอบปกปิดโทษของพรรคพวกกันเช่นนี้ ก็ยังมีในหมู่สงฆ์ ไม่เห็นสงฆ์ว่าอะไรภิกษุณี  
			<remark  id="s1b3c50l8" />เหล่านั้น พวกท่านเท่านั้นถูกสงฆ์ว่ากล่าวด้วยความดูหมิ่น ด้วยความไม่สุภาพ ด้วยความไม่อดกลั้น  
			<remark  id="s1b3c50l9" />ด้วยความขู่เข็ญ และเพราะความที่พวกท่านเป็นคนอ่อนแออย่างนี้ว่า พี่น้องหญิงทั้งหลายแล อยู่  
			<remark  id="s1b3c50l10" />คลุกคลีกันมีอาจาระทราม มีเกียรติศัพท์ไม่งาม มีอาชีวะไม่ชอบ มักเบียดเบียนภิกษุณีสงฆ์ ชอบ  
			<remark  id="s1b3c50l11" />ปกปิดโทษของพรรคพวกกัน แม่เจ้าทั้งหลายจงแยกกันอยู่เถิด สงฆ์ย่อมสรรเสริญความสงัด  
			<remark  id="s1b3c50l12" />อย่างเดียวแก่พี่น้องหญิงทั้งหลาย ดังนี้.  
			<remark  id="s1b3c50l13" />	บรรดาภิกษุณีที่เป็นผู้มักน้อย สันโดษ ... ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนแม่เจ้า  
			<remark  id="s1b3c50l14" />ถุลลนันทาถูกสงฆ์สวดสมนุภาสแล้ว จึงยังกล่าวกะภิกษุณีทั้งหลายอย่างนี้ว่า แม่เจ้าทั้งหลาย ท่าน  
			<remark  id="s1b3c50l15" />ทั้งหลายจงอยู่คลุกคลีกันเถิด อย่าต่างคนต่างอยู่เลย ... แม่เจ้าทั้งหลาย จงแยกกันอยู่เถิด สงฆ์ย่อม  
			<remark  id="s1b3c50l16" />สรรเสริญความสงัดอย่างเดียวแก่พี่น้องหญิงทั้งหลาย ดังนี้เล่า.  
			<remark  id="s1b3c50l17" />		ทรงสอบถาม  
			<remark  id="s1b3c50l18" />	พระผู้มีพระภาคทรงสอบถามภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข่าวว่าภิกษุณีถุลลนันทา  
			<remark  id="s1b3c50l19" />ถูกสงฆ์สวดสมนุภาสแล้ว ยังกล่าวกะภิกษุณีทั้งหลายอย่างนี้ว่า แม่เจ้าทั้งหลาย ท่านทั้งหลาย จงอยู่  
			<remark  id="s1b3c50l20" />คลุกคลีกันเถิด อย่าต่างคนต่างอยู่เลย ... แม่เจ้าทั้งหลาย จงแยกกันอยู่เถิด สงฆ์ย่อมสรรเสริญ  
			<remark  id="s1b3c50l21" />ความสงัดอย่างเดียวแก่พี่น้องหญิงทั้งหลาย ดังนี้ จริงหรือ?  
			<remark  id="s1b3c50l22" />	ภิกษุทั้งหลายทูลรับว่า จริง พระพุทธเจ้าข้า.  
			<remark  id="s1b3c50l23" />		ทรงติเตียนแล้วบัญญัติสิกขาบท  
			<remark  id="s1b3c50l24" />	พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงติเตียนว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุณีถุลลนันทาถูกสงฆ์สวด  
			<remark  id="s1b3c50l25" />สมนุภาสแล้ว ไฉนจึงยังกล่าวกะภิกษุณีทั้งหลายอย่างนี้ว่า แม่เจ้าทั้งหลาย ท่านทั้งหลายจงอยู่คลุก  
			<remark  id="s1b3c50l26" />คลีกันเถิด อย่าต่างคนต่างอยู่เลย ... แม่เจ้าทั้งหลาย จงแยกกันอยู่เถิด สงฆ์ย่อมสรรเสริญความ  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b3c51" >
		<para id="s1b3c51p">
			<remark  id="s1b3c51l1" />สงัดอย่างเดียวแก่พี่น้องหญิงทั้งหลาย ดังนี้เล่า การกระทำของนางนั่น ไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใส  
			<remark  id="s1b3c51l2" />ของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส ...  
			<remark  id="s1b3c51l3" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แลภิกษุณีทั้งหลายพึงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดงอย่างนี้ ว่าดังนี้:  
			<remark  id="s1b3c51l4" />		พระบัญญัติ  
			<remark  id="s1b3c51l5" />	๒๑. ๑๐. อนึ่ง ภิกษุณีใด กล่าวอย่างนี้ว่า แม่เจ้าทั้งหลาย ท่านทั้งหลายจงอยู่คลุกคลี  
			<remark  id="s1b3c51l6" />กันเถิด อย่าต่างคนต่างอยู่เลย ภิกษุณีแม้เหล่าอื่นที่มีอาจาระเช่นนี้ มีเกียรติศัพท์เช่นนี้ มี  
			<remark  id="s1b3c51l7" />อาชีวะเช่นนี้ มักเบียดเบียนภิกษุณีสงฆ์เช่นนี้ ชอบปกปิดโทษของพรรคพวกกันเช่นนี้ก็ยังมีใน  
			<remark  id="s1b3c51l8" />สงฆ์ สงฆ์ไม่ว่ากล่าวอะไรภิกษุณีพวกนั้น สงฆ์ว่ากล่าวเฉพาะพวกท่าน ด้วยความดูหมิ่น ด้วย  
			<remark  id="s1b3c51l9" />ความไม่สุภาพ ด้วยความไม่อดกลั้น ด้วยความขู่เข็ญ และเพราะความที่พวกท่านเป็นคน  
			<remark  id="s1b3c51l10" />อ่อนแออย่างนี้ว่า พี่น้องหญิงทั้งหลายแล อยู่คลุกคลีกัน มีอาจาระทราม มีเกียรติศัพท์ไม่งาม  
			<remark  id="s1b3c51l11" />มีอาชีวะไม่ชอบ มักเบียดเบียนภิกษุณีสงฆ์ ชอบปกปิดโทษของพรรคพวกกัน  แม่เจ้าทั้งหลาย  
			<remark  id="s1b3c51l12" />จงแยกกันอยู่เถิด สงฆ์ย่อมสรรเสริญความสงัดอย่างเดียวแก่พี่น้องหญิงทั้งหลาย ดังนี้ ภิกษุณี  
			<remark  id="s1b3c51l13" />นั้น อันภิกษุณีทั้งหลายพึงว่ากล่าวอย่างนี้ว่า แม่เจ้าอย่าได้กล่าวอย่างนี้ว่า แม่เจ้าทั้งหลาย     
			<remark  id="s1b3c51l14" />ท่านทั้งหลายจงอยู่คลุกคลีกันเถิด อย่าต่างคนต่างอยู่เลย ภิกษุณีแม้เหล่าอื่นมีอาจาระเช่นนี้ มี  
			<remark  id="s1b3c51l15" />เกียรติศัพท์เช่นนี้ มีอาชีวะเช่นนี้ มักเบียดเบียนภิกษุณีสงฆ์เช่นนี้ ชอบปกปิดโทษของพรรค  
			<remark  id="s1b3c51l16" />พวกกันเช่นนี้ ก็ยังมีในสงฆ์ สงฆ์ไม่ว่ากล่าวอะไรภิกษุณีเหล่านั้น สงฆ์ว่ากล่าวเฉพาะพวกท่าน  
			<remark  id="s1b3c51l17" />ด้วยความดูหมิ่น ด้วยความไม่สุภาพ ด้วยความไม่อดกลั้น ด้วยความขู่เข็ญ และเพราะความที่  
			<remark  id="s1b3c51l18" />พวกท่านเป็นคนอ่อนแออย่างนี้ ว่าพี่น้องหญิงทั้งหลายแล อยู่คลุกคลีกัน มีอาจาระทราม มี  
			<remark  id="s1b3c51l19" />เกียรติศัพท์ไม่งาม มีอาชีวะไม่ชอบ มักเบียดเบียนภิกษุณีสงฆ์ ชอบปกปิดโทษของพรรคพวก  
			<remark  id="s1b3c51l20" />กัน แม่เจ้าทั้งหลายจงแยกกันอยู่เถิด สงฆ์ย่อมสรรเสริญความสงัดอย่างเดียวแก่พี่น้องหญิง  
			<remark  id="s1b3c51l21" />ทั้งหลายดังนี้ แลภิกษุณีนั้นอันภิกษุณีทั้งหลายว่ากล่าวอยู่อย่างนี้ ยังยกย่องอยู่อย่างนั้นเทียว  
			<remark  id="s1b3c51l22" />ภิกษุณีนั้นอันภิกษุณีทั้งหลายพึงสวดสมนุภาสกว่าจะครบสามจบ เพื่อให้สละวัตถุนั้น หากเธอ  
			<remark  id="s1b3c51l23" />ถูกสวดสมนุภาสกว่าจะครบสามจบอยู่ สละวัตถุนั้นเสีย สละได้อย่างนี้ นั่นเป็นการดี หากไม่  
			<remark  id="s1b3c51l24" />สละภิกษุณีแม้นี้ก็ต้องธรรมคือสังฆาทิเสส ชื่อนิสสารณียะ มีอันให้ต้องอาบัติในเมื่อสวด  
			<remark  id="s1b3c51l25" />สมนุภาสครบสามจบ.  
			<remark  id="s1b3c51l26" />		เรื่องภิกษุณีถุลลนันทา จบ.  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b3c52" >
		<para id="s1b3c52p">
			<remark  id="s1b3c52l1" />		สิกขาบทวิภังค์  
			<remark  id="s1b3c52l2" />	[๘๖] บนว่า อนึ่ง ... ใด ความว่า ผู้ใด คือ ผู้เช่นใด ...  
			<remark  id="s1b3c52l3" />	บทว่า ภิกษุณี ความว่า ที่ชื่อว่า ภิกษุณี เพราะอรรถว่าเป็นผู้ขอ ... นี้ชื่อว่า ภิกษุณี  
			<remark  id="s1b3c52l4" />ที่ทรงประสงค์ในอรรถนี้.  
			<remark  id="s1b3c52l5" />	บทว่า กล่าวอย่างนี้ คือ กล่าวว่า แม่เจ้าทั้งหลาย ท่านทั้งหลายจงอยู่คลุกคลีกันเถิด  
			<remark  id="s1b3c52l6" />อย่าต่างคนต่างอยู่เลย ภิกษุณีแม้เหล่าอื่นที่มีอาจาระเช่นนี้ มีเกียรติศัพท์เช่นนี้ มีอาชีวะเช่นนี้ มัก  
			<remark  id="s1b3c52l7" />เบียดเบียนภิกษุณีสงฆ์เช่นนี้ ชอบปกปิดโทษของพรรคพวกกันเช่นนี้ ก็ยังมีอยู่ในสงฆ์ สงฆ์ไม่ว่า  
			<remark  id="s1b3c52l8" />กล่าวอะไรภิกษุณีพวกนั้น สงฆ์ว่ากล่าวเฉพาะพวกท่านเท่านั้น.  
			<remark  id="s1b3c52l9" />	บทว่า ด้วยความดูหมิ่น ได้แก่ การดูถูก.  
			<remark  id="s1b3c52l10" />	บทว่า ด้วยความไม่สุภาพ ได้แก่ ความหยาบคาย.  
			<remark  id="s1b3c52l11" />	บทว่า ด้วยความไม่อดกลั้น ได้แก่ การโกรธเคือง.  
			<remark  id="s1b3c52l12" />	บทว่า ด้วยความขู่เข็ญ ได้แก่ ความกำหราบ.  
			<remark  id="s1b3c52l13" />	บทว่า เพราะความที่พวกท่านเป็นคนอ่อนแอ คือ มีพวกน้อย.  
			<remark  id="s1b3c52l14" />	สงฆ์ว่ากล่าวอย่างนี้ว่า พี่น้องหญิงทั้งหลายแล อยู่คลุกคลีกัน มีอาจาระทราม มีเกียรติ  
			<remark  id="s1b3c52l15" />ศัพท์ไม่งาม มีอาชีวะไม่ชอบ มักเบียดเบียนภิกษุณีสงฆ์ ชอบปกปิดโทษของพรรคพวกกัน แม่  
			<remark  id="s1b3c52l16" />เจ้าทั้งหลายจงแยกกันอยู่เถิด สงฆ์ย่อมสรรเสริญความสงัดอย่างเดียวแก่พี่น้องหญิงทั้งหลาย ดังนี้.  
			<remark  id="s1b3c52l17" />	บทว่า ภิกษุณีนั้น ได้แก่ ภิกษุณีรูปที่มักกล่าวเช่นนั้น.  
			<remark  id="s1b3c52l18" />	บทว่า อันภิกษุณีทั้งหลาย ได้แก่ ภิกษุณีพวกอื่น คือ จำพวกที่ได้เห็น ได้ทราบ เหล่า  
			<remark  id="s1b3c52l19" />นั้นพึงว่ากล่าวว่า แม่เจ้าอย่าได้กล่าวอย่างนี้ว่า แม่เจ้าทั้งหลาย ท่านทั้งหลายจงอยู่คลุกคลีกันเถิด อย่า  
			<remark  id="s1b3c52l20" />ต่างคนต่างอยู่เลย ... แม่เจ้าทั้งหลายจงแยกกันอยู่เถิด สงฆ์ย่อมสรรเสริญความสงัดอย่างเดียวแก่พี่  
			<remark  id="s1b3c52l21" />น้องหญิงทั้งหลาย ดังนี้ พึงว่ากล่าวแม้ครั้งที่สอง พึงว่ากล่าวแม้ครั้งที่สาม. หากนางสละได้ การ  
			<remark  id="s1b3c52l22" />สละได้อย่างนี้ นั่นเป็นการดี หากไม่สละ ต้องอาบัติทุกกฏ ภิกษุณีทั้งหลายทราบแล้วไม่ว่ากล่าว  
			<remark  id="s1b3c52l23" />ก็ต้องอาบัติทุกกฏ.  
			<remark  id="s1b3c52l24" />	ภิกษุณีนั้นอันภิกษุณีทั้งหลายพึงคุมตัวมาแม้สู่ท่ามกลางสงฆ์แล้วว่ากล่าวว่า แม่เจ้า ท่านอย่า  
			<remark  id="s1b3c52l25" />ได้กล่าวอย่างนี้ว่า แม่เจ้าทั้งหลาย ท่านทั้งหลายจงอยู่คลุกคลีกันเถิด อย่าต่างคนต่างอยู่เลย ... แม่เจ้า  
			<remark  id="s1b3c52l26" />ทั้งหลายจงแยกกันอยู่เถิด สงฆ์ย่อมสรรเสริญความสงัดอย่างเดียวแก่พี่น้องหญิงทั้งหลาย ดังนี้  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b3c53" >
		<para id="s1b3c53p">
			<remark  id="s1b3c53l1" />พึงว่ากล่าวแม้ครั้งที่สอง พึงว่ากล่าวแม้ครั้งที่สาม. หากนางสละได้ การสละได้อย่างนี้ นั่นเป็น  
			<remark  id="s1b3c53l2" />การดี หากไม่สละ ต้องอาบัติทุกกฏ.  
			<remark  id="s1b3c53l3" />		วิธีสวดสมนุภาส  
			<remark  id="s1b3c53l4" />	[๘๗] ภิกษุณีนั้น อันสงฆ์พึงสวดสมนุภาส ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แลสมนุภาสนั้น พึง  
			<remark  id="s1b3c53l5" />สวดอย่างนี้  
			<remark  id="s1b3c53l6" />	ภิกษุณีผู้ฉลาด ผู้สามารถ พึงประกาศให้สงฆ์ทราบด้วยญัตติจตุตถกรรมวาจา ว่าดังนี้:  
			<remark  id="s1b3c53l7" />		กรรมวาจาสมนุภาส  
			<remark  id="s1b3c53l8" />	แม่เจ้า เจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ภิกษุณีมีชื่อนี้ผู้นี้ ถูกสงฆ์สวดสมนุภาสแล้วยัง  
			<remark  id="s1b3c53l9" />กล่าวกะภิกษุณีทั้งหลายอย่างนี้ว่า แม่เจ้าทั้งหลาย ท่านทั้งหลายจงอยู่คลุกคลีกันเถิด อย่า  
			<remark  id="s1b3c53l10" />ต่างคนต่างอยู่เลย ภิกษุณีแม้เหล่าอื่นที่มีอาจาระเช่นนี้ มีเกียรติศัพท์เช่นนี้ มีอาชีวะเช่นนี้  
			<remark  id="s1b3c53l11" />มักเบียดเบียนภิกษุณีสงฆ์เช่นนี้ ชอบปกปิดโทษของพรรคพวกกันเช่นนี้ ก็ยังมีในหมู่สงฆ์  
			<remark  id="s1b3c53l12" />สงฆ์ไม่ว่ากล่าวอะไรภิกษุณีพวกนั้น สงฆ์ว่ากล่าวเฉพาะพวกท่านด้วยความดูหมิ่น ด้วยความ  
			<remark  id="s1b3c53l13" />ไม่สุภาพ ด้วยความไม่อดกลั้นด้วยความขู่เข็ญ และเพราะความที่พวกท่านเป็นคนอ่อนแอ  
			<remark  id="s1b3c53l14" />อย่างนี้ว่า พี่น้องหญิงทั้งหลายแล อยู่คลุกคลีกันมีอาจาระทราม มีเกียรติศัพท์ไม่งาม มีอาชีวะ  
			<remark  id="s1b3c53l15" />ไม่ชอบ มักเบียดเบียนภิกษุณีสงฆ์ ชอบปกปิดโทษของพรรคพวกกัน แม่เจ้าทั้งหลายจงแยก  
			<remark  id="s1b3c53l16" />กันอยู่เถิด สงฆ์ย่อมสรรเสริญความสงัดอย่างเดียวแก่พี่น้องหญิงทั้งหลาย ดังนี้ นางยังไม่สละ  
			<remark  id="s1b3c53l17" />วัตถุนั้น ถ้าความพร้อมพรั่งของสงฆ์ถึงที่แล้ว สงฆ์พึงสวดสมนุภาสภิกษุณีมีชื่อนี้ เพื่อให้สละ  
			<remark  id="s1b3c53l18" />วัตถุนั้น นี่เป็นบัญญัตติ  
			<remark  id="s1b3c53l19" />	แม่เจ้าทั้งหลาย ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ภิกษุณีมีชื่อนี้ผู้นี้ ถูกสงฆ์สวดสมนุภาสแล้ว  
			<remark  id="s1b3c53l20" />ยังกล่าวกะภิกษุณีทั้งหลายอย่างนี้ว่า แม่เจ้าทั้งหลาย ท่านทั้งหลายจงอยู่คลุกคลีกันเถิด อย่า  
			<remark  id="s1b3c53l21" />ต่างคนต่างอยู่เลย ภิกษุณีแม้เหล่าอื่นที่มีอาจาระเช่นนี้ มีเกียรติศัพท์เช่นนี้ มีอาชีวะเช่นนี้  
			<remark  id="s1b3c53l22" />มักเบียดเบียนภิกษุณีสงฆ์เช่นนี้ ชอบปกปิดโทษของพรรคพวกกันเช่นนี้ ก็ยังมีอยู่ในหมู่สงฆ์  
			<remark  id="s1b3c53l23" />สงฆ์ไม่ว่ากล่าวอะไรภิกษุณีพวกนั้น สงฆ์ว่ากล่าวเฉพาะพวกท่านด้วยความดูหมิ่น ด้วยความ  
			<remark  id="s1b3c53l24" />ไม่สุภาพ ด้วยความไม่อดกลั้น ด้วยความขู่เข็ญ และเพราะความที่พวกท่านเป็นคนอ่อนแอ  
			<remark  id="s1b3c53l25" />อย่างนี้ว่า พี่น้องหญิงทั้งหลายแลอยู่คลุกคลีกัน มีอาจาระทราม มีเกียรติศัพท์ไม่งาม มี  
			<remark  id="s1b3c53l26" />อาชีวะไม่ชอบ มักเบียดเบียนภิกษุณีสงฆ์ ชอบปกปิดโทษของพรรคพวกกัน แม่เจ้าทั้งหลาย  
			<remark  id="s1b3c53l27" />จงแยกกันอยู่เถิด สงฆ์ย่อมสรรเสริญความสงัดอย่างเดียว แก่พี่น้องหญิงทั้งหลาย ดังนี้ นาง  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b3c54" >
		<para id="s1b3c54p">
			<remark  id="s1b3c54l1" />ยังไม่สละวัตถุนั้น สงฆ์สวดสมนุภาสภิกษุณีมีชื่อนี้ เพื่อให้สละวัตถุนั้น การสวดสมนุภาส  
			<remark  id="s1b3c54l2" />ภิกษุณีมีชื่อนี้ เพื่อให้สละวัตถุนั้น ชอบแก่แม่เจ้าผู้ใด แม่เจ้าผู้นั้นพึงเป็นผู้นิ่ง ไม่ชอบแท้  
			<remark  id="s1b3c54l3" />แม่เจ้าผู้ใด แม่เจ้าผู้นั้นพึงพูด  
			<remark  id="s1b3c54l4" />	ข้าพเจ้ากล่าวความนี้แม้ครั้งที่สอง ...  
			<remark  id="s1b3c54l5" />	ข้าพเจ้ากล่าวความนี้แม้ครั้งที่สาม ...  
			<remark  id="s1b3c54l6" />	ภิกษุณีมีชื่อนี้ อันสงฆ์สวดสมนุภาสแล้ว เพื่อให้สละวัตถุนั้นชอบแก่สงฆ์ เหตุนั้น  
			<remark  id="s1b3c54l7" />จึงนิ่ง ข้าพเจ้าทรงความนี้ไว้ด้วยอย่างนี้.  
			<remark  id="s1b3c54l8" />	[๘๘] จบญัตติ ต้องอาบัติทุกกฏ. จบกรรมวาจาสองครั้ง ต้องอาบัติถุลลัจจัย. จบกรรม  
			<remark  id="s1b3c54l9" />วาจาครั้งสุด ต้องอาบัติสังฆาทิเสส. เมื่อต้องอาบัติสังฆาทิเสส อาบัติทุกกฏเพราะญัตติ อาบัติถุล  
			<remark  id="s1b3c54l10" />ลัจจัย เพราะกรรมวาจาสองครั้ง ย่อมระงับ.  
			<remark  id="s1b3c54l11" />	[๘๙] บทว่า แม้นี้ พระผู้มีพระภาคตรัสเทียบเคียงภิกษุณีรูปก่อน.  
			<remark  id="s1b3c54l12" />	บทว่า มีอันให้ต้องอาบัติ ในเมื่อสวดสมนุภาสครบสามจบ คือ ต้องอาบัติเพราะสวด  
			<remark  id="s1b3c54l13" />สมนุภาสจบครั้งที่สาม ไม่ใช่ต้องพร้อมกับการละเมิดวัตถุ.  
			<remark  id="s1b3c54l14" />	ที่ชื่อว่า นิสสารณียะ ได้แก่ ถูกขับออกจากหมู่.  
			<remark  id="s1b3c54l15" />	บทว่า สังฆาทิเสส ความว่า สงฆ์เท่านั้นให้มานัตเพื่ออาบัตินั้น ชักเข้าหาอาบัติเดิมเรียก  
			<remark  id="s1b3c54l16" />เข้าหมู่ ไม่ใช่คณะมากรูปด้วยกัน ไม่ใช่ภิกษุณีรูปเดียว เพราะฉะนั้น จึงตรัสเรียกว่า สังฆาทิเสส  
			<remark  id="s1b3c54l17" />คำว่าสังฆาทิเสสเป็นการขนานนาม คือ เป็นชื่อของอาบัตินิกายนั้นแล แม้เพราะเหตุนั้น จึงตรัส  
			<remark  id="s1b3c54l18" />เรียกว่าสังฆาทิเสส.  
			<remark  id="s1b3c54l19" />		บทภาชนีย์  
			<remark  id="s1b3c54l20" />		ติกะสังฆาทิเสส  
			<remark  id="s1b3c54l21" />	[๙๐] กรรมเป็นธรรม ภิกษุณีสำคัญว่า กรรมเป็นธรรม ไม่สละ ต้องอาบัติสังฆาทิเสส.  
			<remark  id="s1b3c54l22" />	กรรมเป็นธรรม ภิกษุณีสงสัย ไม่สละ ต้องอาบัติสังฆาทิเสส.  
			<remark  id="s1b3c54l23" />	กรรมเป็นธรรม ภิกษุณีสำคัญว่า กรรมไม่เป็นธรรม ไม่สละ ต้องอาบัติสังฆาทิเสส.  
			<remark  id="s1b3c54l24" />		ติกะทุกกฏ  
			<remark  id="s1b3c54l25" />	กรรมไม่เป็นธรรม ภิกษุณีสำคัญว่า กรรมเป็นธรรม ต้องอาบัติทุกกฏ.  
			<remark  id="s1b3c54l26" />	กรรมไม่เป็นธรรม ภิกษุณีสงสัย ต้องอาบัติทุกกฏ.  
			<remark  id="s1b3c54l27" />	กรรมไม่เป็นธรรม ภิกษุณีสำคัญว่า กรรมเป็นธรรม ต้องอาบัติทุกกฏ.  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b3c55" >
		<para id="s1b3c55p">
			<remark  id="s1b3c55l1" />		อนาปัตติวาร  
			<remark  id="s1b3c55l2" />	[๙๑] ยังไม่ถูกสวดสมนุภาส ๑ ยอมสละ ๑ วิกลจริต ๑ อาทิกัมมิกา ๑ ไม่ต้องอาบัติแล.  
			<remark  id="s1b3c55l3" />							สังฆาทิเสสสิกขาบทที่ ๑๐ จบ.  
			<remark  id="s1b3c55l4" />									บทสรุป  
			<remark  id="s1b3c55l5" />	[๙๒] แม่เจ้าทั้งหลาย ธรรมคือสังฆาทิเสส ๑๗ สิกขาบท  ข้าพเจ้ายกขึ้นแสดงแล้วแล  
			<remark  id="s1b3c55l6" />๙ สิกขาบท ให้ต้องอาบัติเมื่อแรกทำ ๘ สิกขาบทให้ต้องอาบัติเมื่อสวดสมนุภาครบสามจบ  
			<remark  id="s1b3c55l7" />ภิกษุณีล่วงสิกขาบทใดสิกขาบทหนึ่งแล้ว ภิกษุณีนั้นต้องประพฤติปักขมานัตในสงฆ์สองฝ่าย ภิกษุณี  
			<remark  id="s1b3c55l8" />ประพฤติมานัต แล้วภิกษุณีสงฆ์มีคณะ ๒๐ อยู่ในสีมาใด พึงเรียกภิกษุณีนั้นเข้าหมู่ในสีมานั้น หาก  
			<remark  id="s1b3c55l9" />ภิกษุณีสงฆ์มีคณะ ๒๐ หย่อนแม้รูปหนึ่ง พึงเรียกภิกษุณีนั้นเข้าหมู่ ภิกษุณีนั้นก็ไม่เป็นอันสงฆ์  
			<remark  id="s1b3c55l10" />เรียกเข้าหมู่แล้ว และภิกษุณีเหล่านั้นควรถูกตำหนิ นี้เป็นความถูกต้องในกรรมนั้น.  
			<remark  id="s1b3c55l11" />	ข้าพเจ้าขอถามแม่เจ้าทั้งหลายในธรรมคือสังฆาทิเสสเหล่านั้นว่า ท่านทั้งหลายเป็นผู้บริสุทธิ์  
			<remark  id="s1b3c55l12" />แล้วหรือ ข้าพเจ้าขอถามแม้ครั้งที่สองว่า ท่านทั้งหลายเป็นผู้บริสุทธิ์แล้วหรือ ข้าพเจ้าขอถาม  
			<remark  id="s1b3c55l13" />แม้ครั้งที่สามว่า ท่านทั้งหลายเป็นผู้บริสุทธิ์แล้วหรือ? แม่เจ้าทั้งหลายเป็นผู้บริสุทธิ์แล้วในธรรมคือ  
			<remark  id="s1b3c55l14" />สังฆาทิเสสเหล่านี้ เหตุนั้นจึงนิ่ง ข้าพเจ้าทรงความนี้ไว้ด้วยอย่างนี้แล.  
			<remark  id="s1b3c55l15" />		สัตตรสกัณฑ์ จบ.  
			<remark  id="s1b3c55l16" />		_______________ 
			<remark  id="s1b3c55l17" /># ๑ เติมยาวตติยกาในมหาวิภังค์อีก ๔ สิกขาบท คือ สิกขาบทที่ ๒๒,๒๓,๒๔,๒๕ จึงเป็น ๑๗ สิกขาบท 
		</para>
	</section>
	<section id="s1b3c56" >
		<para id="s1b3c56p">
			<remark  id="s1b3c56l1" />		นิสสัคคิยกัณฑ์  
			<remark  id="s1b3c56l2" />	แม่เจ้าทั้งหลาย อนึ่ง ธรรมคือนิสสัคคิยปาจิตตีย์ ๓๐ สิกขาบทเหล่านี้แล มาสู่อุเทศ.  
			<remark  id="s1b3c56l3" />		ปัตตวรรค สิกขาบทที่ ๑  
			<remark  id="s1b3c56l4" />		เรื่องภิกษุณีฉัพพัคคีย์  
			<remark  id="s1b3c56l5" />	[๙๓] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของอนาถ  
			<remark  id="s1b3c56l6" />บิณฑิกคหบดี เขตพระนครสาวัตถี. ครั้งนั้น ภิกษุณีฉัพพัคคีย์ พากันสั่งสมบาตรไว้มากมาย  
			<remark  id="s1b3c56l7" />ประชาชนเดินเที่ยวชมวิหารเห็นเข้าแล้วพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนภิกษุณีทั้งหลาย  
			<remark  id="s1b3c56l8" />จึงได้สั่งสมบาตรไว้มากมาย ท่านจักทำการขายบาตร หรือจักออกร้านค้าเครื่องภาชนะ.  
			<remark  id="s1b3c56l9" />	ภิกษุณีทั้งหลายได้ยินคนพวกนั้นเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาอยู่ บรรดาที่เป็นผู้มักน้อย ...  
			<remark  id="s1b3c56l10" />ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนพวกภิกษุณีฉัพพัคคีย์จึงพากันทำการสั่งสมบาตรเล่า ...  
			<remark  id="s1b3c56l11" />ครั้นแล้วได้แจ้งเรื่องนั้นแด่ภิกษุทั้งหลายๆ ได้กราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค.  
			<remark  id="s1b3c56l12" />		ทรงสอบถาม  
			<remark  id="s1b3c56l13" />	พระผู้มีพระภาคทรงสอบถามภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข่าวว่า พวกภิกษุณี  
			<remark  id="s1b3c56l14" />ฉัพพัคคีย์ทำการสั่งสมบาตร จริงหรือ?  
			<remark  id="s1b3c56l15" />	ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า จริง พระพุทธเจ้าข้า.  
			<remark  id="s1b3c56l16" />		ทรงติเตียนแล้วบัญญัติสิกขาบท  
			<remark  id="s1b3c56l17" />	พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงติเตียนว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ไฉนพวกภิกษุณีฉัพพัคคีย์จึงได้  
			<remark  id="s1b3c56l18" />พากันทำการสั่งสมบาตรเล่า การกระทำของพวกนางนั่น ไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่  
			<remark  id="s1b3c56l19" />ยังไม่เลื่อมใส ...  
			<remark  id="s1b3c56l20" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แลภิกษุณีทั้งหลาย จงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดงอย่างนี้ ว่าดังนี้:  
			<remark  id="s1b3c56l21" />		พระบัญญัติ  
			<remark  id="s1b3c56l22" />	๒๖. ๑. อนึ่ง ภิกษุณีใด พึงทำการสั่งสมบาตร เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์.  
			<remark  id="s1b3c56l23" />		เรื่องภิกษุณีฉัพพัคคีย์ จบ.  
			<remark  id="s1b3c56l24" />		สิกขาบทวิภังค์  
			<remark  id="s1b3c56l25" />	[๙๔] บทว่า อนึ่ง ... ใด ความว่า ผู้ใด คือ ผู้เช่นใด ...  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b3c57" >
		<para id="s1b3c57p">
			<remark  id="s1b3c57l1" />	บทว่า ภิกษุณี ความว่า ที่ชื่อว่า ภิกษุณี เพราะอรรถว่าเป็นผู้ขอ ...  นี้ชื่อว่า ภิกษุณี  
			<remark  id="s1b3c57l2" />ที่ทรงประสงค์ในอรรถนี้.  
			<remark  id="s1b3c57l3" />	ที่ชื่อว่า บาตร มีสองชนิด คือบาตรเหล็ก ๑ บาตรดินเผา ๑  
			<remark  id="s1b3c57l4" />		ขนาดของบาตร  
			<remark  id="s1b3c57l5" />	บาตรมี ๓ ขนาด คือ บาตรขนาดใหญ่ ๑ บาตรขนาดกลาง ๑ บาตรขนาดเล็ก ๑  
			<remark  id="s1b3c57l6" />	บาตรที่ชื่อว่าขนาดใหญ่ จุข้าวสุกแห่งข้าวสารกึ่งอาฬหก ของเคี้ยวเท่าส่วนที่สี่แห่งข้าวสุก  
			<remark  id="s1b3c57l7" />และกับข้าวพอสมควรแก่ข้าวสุกนั้น.  
			<remark  id="s1b3c57l8" />	บาตรที่ชื่อว่าขนาดกลาง จุข้าวสุกแห่งข้าวสารหนึ่งนาฬี ของเคี้ยวเท่าส่วนที่สี่แห่งข้าวสุก  
			<remark  id="s1b3c57l9" />และกับข้าวพอสมควรแก่ข้าวสุกนั้น.  
			<remark  id="s1b3c57l10" />	บาตรที่ชื่อว่าขนาดเล็ก จุข้าวสุกแห่งข้าวสารหนึ่งปัตถะ ของเคี้ยวเท่าส่วนที่สี่แห่งข้าวสุก  
			<remark  id="s1b3c57l11" />และกับข้าวพอสมควรแก่ข้าวสุกนั้น.  
			<remark  id="s1b3c57l12" />	ใหญ่กว่านั้นไม่ใช่บาตร เล็กกว่านั้นก็ไม่ใช่บาตร.  
			<remark  id="s1b3c57l13" />	บทว่า พึงทำการสั่งสม คือ ไม่ได้อธิฐาน ไม่ได้วิกัป.  
			<remark  id="s1b3c57l14" />	บาตรเป็นนิสสัคคิยะ คือ เป็นนิสสัคคีย์พร้อมกับเวลาอรุณขึ้น จำต้องเสียสละแก่สงฆ์  
			<remark  id="s1b3c57l15" />คณะ หรือภิกษุณีรูปหนึ่ง.  
			<remark  id="s1b3c57l16" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แลบาตรเป็นนิสสัคคีย์นั้น ภิกษุณีพึงเสียสละ อย่างนี้.  
			<remark  id="s1b3c57l17" />		วิธีเสียสละ  
			<remark  id="s1b3c57l18" />		เสียสละแก่สงฆ์  
			<remark  id="s1b3c57l19" />	[๙๕] ภิกษุณีรูปนั้นพึงเข้าไปหาสงฆ์ ห่มผ้าอุตตราสงค์เฉวียงบ่า กราบเท้าภิกษุณีผู้แก่  
			<remark  id="s1b3c57l20" />พรรษากว่าทั้งหลาย แล้วนั่งกระโหย่ง ประนมมือ กล่าวอย่างนี้ว่า แม่เจ้าเจ้าข้า บาตรใบนี้ของข้าพเจ้า  
			<remark  id="s1b3c57l21" />ล่วงราตรีแล้ว เป็นของจำจะสละ ข้าพเจ้าสละบาตรใบนี้แก่สงฆ์ ครั้นสละแล้วพึงแสดงอาบัติ  
			<remark  id="s1b3c57l22" />ภิกษุณีผู้ฉลาด ผู้สามารถพึงรับอาบัติ พึงคืนบาตรที่เสียสละให้ด้วยญัตติกรรมวาจาว่า แม่เจ้าเจ้าข้า  
			<remark  id="s1b3c57l23" />ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า บาตรใบนี้ของภิกษุณีมีชื่อนี้ เป็นของจำจะสละ เธอสละแล้วแก่สงฆ์  
			<remark  id="s1b3c57l24" />ถ้าความพร้อมพรั่งของสงฆ์ถึงที่แล้ว สงฆ์พึงให้บาตรใบนี้แก่ภิกษุณีมีชื่อนี้ ดังนี้.  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b3c58" >
		<para id="s1b3c58p">
			<remark  id="s1b3c58l1" />		เสียสละแก่คณะ  
			<remark  id="s1b3c58l2" />	[๙๖] ภิกษุณีรูปนั้นพึงเข้าไปหาภิกษุณีหลายรูป ห่มผ้าอุตตราสงค์เฉวียงบ่า กราบเท้า  
			<remark  id="s1b3c58l3" />ภิกษุณีผู้แก่พรรษากว่าทั้งหลาย แล้วนั่งกระโหย่ง ประนมมือ กล่าวอย่างนี้ว่า  
			<remark  id="s1b3c58l4" />	แม่เจ้า เจ้าข้า บาตรใบนี้ของข้าพเจ้า ล่วงราตรีแล้ว เป็นของจำจะสละ ข้าพเจ้าสละ  
			<remark  id="s1b3c58l5" />บาตรใบนี้แก่แม่เจ้าทั้งหลาย.  
			<remark  id="s1b3c58l6" />	ครั้นสละแล้ว พึงแสดงอาบัติ ภิกษุณีผู้ฉลาด ผู้สามารถ พึงรับอาบัติ พึงคืนบาตรที่เสียสละ  
			<remark  id="s1b3c58l7" />ให้ด้วยญัตติกรรมวาจาว่า ขอแม่เจ้าทั้งหลายจงฟังข้าพเจ้า บาตรใบนี้ของภิกษุณีมีชื่อนี้ เป็นของ  
			<remark  id="s1b3c58l8" />จำจะสละ เธอสละแล้วแก่แม่เจ้าทั้งหลาย ถ้าความพร้อมพรั่งของแม่เจ้าทั้งหลายถึงที่แล้ว แม่เจ้า  
			<remark  id="s1b3c58l9" />ทั้งหลายพึงให้บาตรใบนี้แก่ภิกษุณีมีชื่อนี้ ดังนี้.  
			<remark  id="s1b3c58l10" />		เสียสละแก่ภิกษุณีรูปหนึ่ง  
			<remark  id="s1b3c58l11" />	[๙๗] ภิกษุณีรูปนั้น พึงเข้าไปหาภิกษุณีรูปหนึ่ง ห่มผ้าอุตตราสงค์เฉวียงบ่า นั่งกระโหย่ง  
			<remark  id="s1b3c58l12" />ประนมมือ กล่าวอย่างนี้ว่า แม่เจ้า เจ้าข้า บาตรใบนี้ของดิฉัน ล่วงราตรีแล้ว เป็นของจำจะสละ  
			<remark  id="s1b3c58l13" />ดิฉันสละบาตรใบนี้แก่แม่เจ้า ครั้นสละแล้ว พึงแสดงอาบัติ ภิกษุณีผู้รับเสียสละนั้นพึงรับอาบัติ  
			<remark  id="s1b3c58l14" />พึงคืนบาตรที่เสียสละให้ด้วยคำว่า ข้าพเจ้าให้บาตรใบนี้แก่แม่เจ้า ดังนี้.  
			<remark  id="s1b3c58l15" />		บทภาชนีย์  
			<remark  id="s1b3c58l16" />		นิสสัคคิยปาจิตตีย์  
			<remark  id="s1b3c58l17" />	[๙๘] บาตรล่วงราตรีแล้ว ภิกษุณีสำคัญว่า ล่วงแล้ว เป็นนิสสัคคีย์ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.  
			<remark  id="s1b3c58l18" />	บาตรล่วงราตรีแล้ว ภิกษุณีสงสัย เป็นนิสสัคคีย์ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.  
			<remark  id="s1b3c58l19" />	บาตรล่วงราตรีแล้ว ภิกษุณีสำคัญว่า ยังไม่ล่วง เป็นนิสสัคคีย์ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.  
			<remark  id="s1b3c58l20" />	บาตรยังไม่ได้อธิษฐาน ภิกษุณีสำคัญว่า อธิษฐานแล้ว เป็นนิสสัคคีย์ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.  
			<remark  id="s1b3c58l21" />	บาตรยังไม่ได้วิกัป ภิกษุณีสำคัญว่าวิกัปแล้ว เป็นนิสสัคคีย์ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.  
			<remark  id="s1b3c58l22" />	บาตรยังไม่ได้สละให้ไป ภิกษุณีสำคัญว่า สละให้ไปแล้ว เป็นนิสสัคคีย์ ต้องอาบัติ  
			<remark  id="s1b3c58l23" />ปาจิตตีย์.  
			<remark  id="s1b3c58l24" />	บาตรยังไม่สูญ ภิกษุณีสำคัญว่า สูญแล้ว เป็นนิสสัคคีย์ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.  
			<remark  id="s1b3c58l25" />	บาตรไม่หาย ภิกษุณีสำคัญว่า หายแล้ว เป็นนิสสัคคีย์ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b3c59" >
		<para id="s1b3c59p">
			<remark  id="s1b3c59l1" />	บาตรไม่แตก ภิกษุณีสำคัญว่า แตกแล้ว เป็นนิสสัคคีย์ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.  
			<remark  id="s1b3c59l2" />	บาตรไม่ถูกลักไป ภิกษุณีสำคัญว่า ถูกลักไปแล้ว เป็นนิสสัคคีย์ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.  
			<remark  id="s1b3c59l3" />		ติกะทุกกฏ  
			<remark  id="s1b3c59l4" />	[๙๙] บาตรเป็นนิสสัคคีย์ ภิกษุณียังไม่ได้สละ ใช้สอย ต้องอาบัติทุกกฏ.  
			<remark  id="s1b3c59l5" />	บาตรยังไม่ล่วงราตรี ภิกษุณีสำคัญว่า ล่วงแล้ว ใช้สอย ต้องอาบัติทุกกฏ.  
			<remark  id="s1b3c59l6" />	บาตรยังไม่ล่วงราตรี ภิกษุณีสงสัย ใช้สอย ต้องอาบัติทุกกฏ.  
			<remark  id="s1b3c59l7" />		ไม่ต้องอาบัติ  
			<remark  id="s1b3c59l8" />	บาตรยังไม่ล่วงราตรี ภิกษุณีสำคัญว่า ยังไม่ล่วง ใช้สอย ไม่ต้องอาบัติ.  
			<remark  id="s1b3c59l9" />		อนาปัตติวาร  
			<remark  id="s1b3c59l10" />	[๑๐๐] ภายในอรุณขึ้น ภิกษุณีอธิษฐาน ๑ วิกัป ๑ สละให้ไป ๑ สูญ ๑ หาย ๑ แตก ๑  
			<remark  id="s1b3c59l11" />ถูกโขมยแย่งชิงเอาไป ๑ เพื่อนถือวิสาสะเอาไป ๑ วิกลจริต ๑ อาทิกัมมิกา ๑ ไม่ต้องอาบัติแล.  
			<remark  id="s1b3c59l12" />		เรื่องไม่ยอมคืนบาตรให้  
			<remark  id="s1b3c59l13" />	[๑๐๑] สมัยต่อมา ภิกษุณีฉัพพัคคีย์ไม่ยอมคืนบาตรที่เสียสละให้ ภิกษุทั้งหลายกราบ  
			<remark  id="s1b3c59l14" />ทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค. พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย บาตรที่ภิกษุณีเสียสละแล้ว  
			<remark  id="s1b3c59l15" />จะไม่คืนให้ไม่ได้ รูปใดไม่ยอมคืนให้ ต้องอาบัติทุกกฏ.  
			<remark  id="s1b3c59l16" />		ปัตตวรรค สิกขาบทที่ ๑ จบ.  
			<remark  id="s1b3c59l17" />		_______________________  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b3c60" >
		<para id="s1b3c60p">
			<remark  id="s1b3c60l1" />		ปัตตวรรค สิกขาบทที่ ๒  
			<remark  id="s1b3c60l2" />		เรื่องภิกษุณีถุลลนันทา  
			<remark  id="s1b3c60l3" />	[๑๐๒] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของอนาถ  
			<remark  id="s1b3c60l4" />บิณฑิกคหบดี เขตพระนครสาวัตถี. ครั้งนั้น ภิกษุณีหลายรูปด้วยกันจำพรรษาอยู่ในอาวาสใกล้หมู่  
			<remark  id="s1b3c60l5" />บ้านแห่งหนึ่ง เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยวัตรและอิริยาบถ แต่มีผ้าเก่า มีจีวรเศร้าหมอง ได้พากันไปสู่พระ  
			<remark  id="s1b3c60l6" />นครสาวัตถี พวกอุบาสกอุบาสิกาเห็นภิกษุณีเหล่านั้นแล้วคิดว่า ภิกษุณีเหล่านี้เป็นผู้ถึงพร้อมด้วย  
			<remark  id="s1b3c60l7" />วัตรและอิริยาบถ แต่มีผ้าเก่า มีจีวรเศร้าหมอง ท่านเหล่านี้เห็นจักถูกผู้ร้ายแย่งชิง แล้วได้ถวาย  
			<remark  id="s1b3c60l8" />อกาลจีวรแก่ภิกษุณีสงฆ์ ภิกษุณีถุลลนันทาอธิษฐานว่า กฐินพวกเรากรานแล้ว ผ้านี้เป็นกาลจีวร แล้ว  
			<remark  id="s1b3c60l9" />ให้แจกกันเอง.  
			<remark  id="s1b3c60l10" />	อุบาสกอุบาสิกาทั้งหลายพบเห็นภิกษุณีเหล่านั้นแล้วได้ถามว่า แม่เจ้าทั้งหลายได้จีวรแล้ว  
			<remark  id="s1b3c60l11" />หรือ?  
			<remark  id="s1b3c60l12" />	ภิกษุณีเหล่านั้นตอบว่า อาวุโสทั้งหลาย พวกดิฉันไม่ได้จีวร เพราะแม่เจ้าถุลลนันทา  
			<remark  id="s1b3c60l13" />อธิษฐานว่า กฐินพวกเรากรานแล้ว ผ้านี้เป็นกาลจีวร แล้วให้แจกกันเอง.  
			<remark  id="s1b3c60l14" />	อุบาสกอุบาสิกาทั้งหลายพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนแม่เจ้าถุลลนันทาจึง  
			<remark  id="s1b3c60l15" />ได้อธิษฐานผ้าอกาลจีวร ว่าเป็นกาลจีวร แล้วให้แจกกันเองเล่า ภิกษุณีทั้งหลายได้ยินอุบาสกอุบาสิกา  
			<remark  id="s1b3c60l16" />เหล่านั้น พากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาอยู่ บรรดาที่เป็นผู้มักน้อย ... ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน  
			<remark  id="s1b3c60l17" />โพนทะนาว่า ไฉนแม่เจ้าถุลลนันทาจึงได้อธิษฐานผ้าอกาลจีวร ว่าเป็นกาลจีวร แล้วให้แจกกันเอง  
			<remark  id="s1b3c60l18" />เล่า ครั้นแล้ว ภิกษุณีเหล่านั้นได้แจ้งเรื่องนั้นแก่ภิกษุทั้งหลาย. ภิกษุทั้งหลายได้กราบทูลเรื่องนั้น  
			<remark  id="s1b3c60l19" />แด่พระผู้มีพระภาค.  
			<remark  id="s1b3c60l20" />		ทรงสอบถาม  
			<remark  id="s1b3c60l21" />	พระผู้มีพระภาคทรงสอบถามภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข่าวว่าภิกษุณีถุลลนันทา  
			<remark  id="s1b3c60l22" />อธิษฐานผ้าอกาลจีวร ว่าเป็นกาลจีวร แล้วให้แจกกันเอง จริงหรือ?  
			<remark  id="s1b3c60l23" />	ภิกษุทั้งหลายกราบทูล จริง พระพุทธเจ้าข้า.  
			<remark  id="s1b3c60l24" />		ทรงติเตียนแล้วบัญญัติสิกขาบท  
			<remark  id="s1b3c60l25" />	พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงติเตียนว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ไฉนภิกษุณีถุลลนันทาจึงได้  
			<remark  id="s1b3c60l26" />อฐิษฐานผ้าอกาลจีวร ว่าเป็นกาลจีวร แล้วให้แจกกันเองเล่า การกระทำของนางนั่น ไม่เป็นไปเพื่อ  
			<remark  id="s1b3c60l27" />ความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส ...  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b3c61" >
		<para id="s1b3c61p">
			<remark  id="s1b3c61l1" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แลภิกษุณีทั้งหลายจงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดงอย่างนี้ ว่าดังนี้:  
			<remark  id="s1b3c61l2" />		พระบัญญัติ  
			<remark  id="s1b3c61l3" />	๒๗. ๒. อนึ่ง ภิกษุณีใด อธิษฐานผ้าอกาลจีวร ว่าเป็นกาลจีวร แล้วแจกกัน เป็น  
			<remark  id="s1b3c61l4" />นิสสัคคิยปาจิตตีย์.  
			<remark  id="s1b3c61l5" />		เรื่องภิกษุณีถุลลนันทา จบ.  
			<remark  id="s1b3c61l6" />		สิกขาบทวิภังค์  
			<remark  id="s1b3c61l7" />	[๑๐๓] บทว่า อนึ่ง ... ใด ความว่า ผู้ใด คือ ผู้เช่นใด ...  
			<remark  id="s1b3c61l8" />	บทว่า ภิกษุณี ความว่า ที่ชื่อว่า ภิกษุณี เพราะอรรถว่าเป็นผู้ขอ ... นี้ชื่อว่า ภิกษุณี  
			<remark  id="s1b3c61l9" />ที่ทรงประสงค์ในอรรถนี้.  
			<remark  id="s1b3c61l10" />	ที่ชื่อว่า อกาลจีวร คือ เมื่อไม่ได้กรานกฐิน จีวรเกิดได้ถึง ๑๑ เดือน เมื่อได้กรานกฐิน  
			<remark  id="s1b3c61l11" />แล้ว จีวรเกิดได้ตลอด ๗ เดือน จีวรที่เขาเจาะจงถวายแม้ในกาล นี้ก็ชื่อว่าอกาลจีวร.  
			<remark  id="s1b3c61l12" />	ภิกษุณีอธิษฐานว่าเป็นกาลจีวร แล้วให้แจกกัน เป็นทุกกฏในประโยค เป็นนิสสัคคีย์ด้วยได้  
			<remark  id="s1b3c61l13" />จีวรมา ต้องเสียสละแก่สงฆ์ คณะ หรือภิกษุณีรูปหนึ่ง.  
			<remark  id="s1b3c61l14" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แลจีวรเป็นนิสสัคคีย์นั้น ภิกษุณีพึงเสียสละอย่างนี้.  
			<remark  id="s1b3c61l15" />		วิธีเสียสละ  
			<remark  id="s1b3c61l16" />		เสียสละแก่สงฆ์  
			<remark  id="s1b3c61l17" />	ภิกษุณีรูปนั้นพึงเข้าไปหาสงฆ์ ... แม่เจ้า เจ้าข้า อกาลจีวรผืนนี้ของข้าพเจ้าอธิษฐานว่าเป็น  
			<remark  id="s1b3c61l18" />กาลจีวร แล้วแจกกัน เป็นของจำจะสละ ข้าพเจ้าสละอกาลจีวรผืนนี้แก่สงฆ์ ... สงฆ์พึงให้อกาล  
			<remark  id="s1b3c61l19" />จีวรผืนนี้แก่ภิกษุณีมีชื่อนี้ ดังนี้.  
			<remark  id="s1b3c61l20" />		เสียสละแก่คณะ  
			<remark  id="s1b3c61l21" />	ภิกษุณีรูปนั้นพึงเข้าไปหาภิกษุณีหลายรูป ... แม่เจ้าทั้งหลายพึงให้อกาลจีวรผืนนี้แก่ภิกษุณีมี  
			<remark  id="s1b3c61l22" />ชื่อนี้ ดังนี้.  
			<remark  id="s1b3c61l23" />		เสียสละแก่ภิกษุณีรูปหนึ่ง  
			<remark  id="s1b3c61l24" />	ภิกษุณีรูปนั้นพึงเข้าไปหาภิกษุณีรูปหนึ่ง ... ข้าพเจ้าให้อกาลจีวรผืนนี้แก่แม่เจ้า ดังนี้.  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b3c62" >
		<para id="s1b3c62p">
			<remark  id="s1b3c62l1" />		บทภาชนีย์  
			<remark  id="s1b3c62l2" />		ติกะนิสสัคคิยปาจิตตีย์  
			<remark  id="s1b3c62l3" />	[๑๐๔] อกาลจีวร ภิกษุณีสำคัญว่าเป็นอกาลจีวร อธิษฐานเป็นกาลจีวรแล้วแจกกัน เป็น  
			<remark  id="s1b3c62l4" />นิสสัคคีย์ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.  
			<remark  id="s1b3c62l5" />	อกาลจีวร ภิกษุณีสงสัย อธิฐานเป็นกาลจีวร แล้วแจกกัน เป็นนิสสัคคีย์ ต้องอาบัติ  
			<remark  id="s1b3c62l6" />ปาจิตตีย์.  
			<remark  id="s1b3c62l7" />	อกาลจีวร ภิกษุณีสำคัญว่ากาลจีวร อธิฐานว่าเป็นกาลจีวร แล้วแจกกัน เป็นนิสสัคคีย์  
			<remark  id="s1b3c62l8" />ต้องอาบัติปาจิตตีย์.  
			<remark  id="s1b3c62l9" />		ทุกะทุกกฏ  
			<remark  id="s1b3c62l10" />	กาลจีวร ภิกษุณีสำคัญว่า เป็นอกาลจีวร ต้องอาบัติทุกกฏ.  
			<remark  id="s1b3c62l11" />	กาลจีวร ภิกษุณีสงสัย ต้องอาบัติทุกกฏ.  
			<remark  id="s1b3c62l12" />		ไม่ต้องอาบัติ  
			<remark  id="s1b3c62l13" />	กาลจีวร ภิกษุณีสำคัญว่าเป็นกาลจีวร ไม่ต้องอาบัติ.  
			<remark  id="s1b3c62l14" />		อนาปัตติวาร  
			<remark  id="s1b3c62l15" />	[๑๐๕] สำคัญอกาลจีวรว่าเป็นอกาลจีวร ให้แจกกัน ๑ สำคัญกาลจีวรว่าเป็นกาลจีวร ให้  
			<remark  id="s1b3c62l16" />แจกกัน ๑ วิกลจริต ๑ อาทิกัมมิกา ๑ ไม่ต้องอาบัติแล.  
			<remark  id="s1b3c62l17" />		ปัตตวรรค สิกขาบทที่ ๒ จบ.  
			<remark  id="s1b3c62l18" />		_______________________  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b3c63" >
		<para id="s1b3c63p">
			<remark  id="s1b3c63l1" />		ปัตตวรรค สิกขาบทที่ ๓  
			<remark  id="s1b3c63l2" />		เรื่องภิกษุณีถุลลนันทา  
			<remark  id="s1b3c63l3" />	[๑๐๖] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของอนาถ  
			<remark  id="s1b3c63l4" />บิณฑิกคหบดี เขตพระนครสาวัตถี. ครั้งนั้น ภิกษุณีถุลลนันทากับภิกษุณีรูปหนึ่ง ได้เปลี่ยนจีวรกัน  
			<remark  id="s1b3c63l5" />ห่ม ส่วนภิกษุณีรูปนั้นพับจีวรที่เปลี่ยนกันนั้นแล้วเก็บไว้ ภิกษุณีถุลลนันทาได้ถามภิกษุณีรูปนั้นดัง  
			<remark  id="s1b3c63l6" />นี้ว่า แม่เจ้า จีวรที่เธอเปลี่ยนกันกับดิฉันนั้นอยู่ที่ไหน? จึงภิกษุณีรูปนั้นนำจีวรผืนนั้นออกมาแสดง  
			<remark  id="s1b3c63l7" />แก่ภิกษุณีถุลลนันทาๆ จึงพูดกะภิกษุณีรูปนั้นดังนี้ว่า แม่เจ้า เธอจงรับจีวรของเธอไป จงนำจีวร  
			<remark  id="s1b3c63l8" />ของดิฉันผืนนั้นมา นี่จีวรของเธอ ก็ต้องเป็นของเธอ นั่นจีวรของดิฉัน ก็ต้องเป็นของดิฉัน เธอ  
			<remark  id="s1b3c63l9" />จงนำจีวรผืนนั้นของดิฉันมา จงนำจีวรของเธอกลับไป ดังนี้ แล้วได้ชิงเอาคืนมา จึงภิกษุณีรูปนั้น  
			<remark  id="s1b3c63l10" />ได้แจ้งเรื่องนั้นแก่ภิกษุณีทั้งหลาย.  
			<remark  id="s1b3c63l11" />	บรรดาภิกษุณีที่เป็นผู้มักน้อย ... ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนแม่เจ้าถุลลนันทา  
			<remark  id="s1b3c63l12" />เปลี่ยนจีวรกันกับภิกษุณีแล้ว จึงได้ชิงเอาคืนมาเล่า ครั้นแล้วได้แจ้งเรื่องนั้นแก่ภิกษุทั้งหลาย.  
			<remark  id="s1b3c63l13" />ภิกษุทั้งหลายได้กราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค.  
			<remark  id="s1b3c63l14" />		ทรงสอบถาม  
			<remark  id="s1b3c63l15" />	พระผู้มีพระภาคทรงสอบถามภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข่าวว่าภิกษุณีถุลลนันทา  
			<remark  id="s1b3c63l16" />เปลี่ยนจีวรกันกับภิกษุณีแล้วชิงเอาคืนมา จริงหรือ?  
			<remark  id="s1b3c63l17" />	ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า จริง พระพุทธเจ้าข้า.  
			<remark  id="s1b3c63l18" />		ทรงติเตียนแล้วบัญญัติสิกขาบท  
			<remark  id="s1b3c63l19" />	พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงติเตียนว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุณีถุลลนันทาเปลี่ยนจีวรกัน  
			<remark  id="s1b3c63l20" />กับภิกษุณีแล้ว ไฉนจึงได้ชิงเอาคืนมาเล่า การกระทำของนางนั่น ไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของ  
			<remark  id="s1b3c63l21" />ชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส ...  
			<remark  id="s1b3c63l22" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แลภิกษุณีทั้งหลายจงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดงอย่างนี้ ว่าดังนี้:  
			<remark  id="s1b3c63l23" />		พระบัญญัติ  
			<remark  id="s1b3c63l24" />	๒๘.๓. อนึ่ง ภิกษุณีใด เปลี่ยนจีวรกันกับภิกษุณีแล้ว นางพูดขึ้นในภายหลังอย่าง  
			<remark  id="s1b3c63l25" />นี้ว่า แม่เจ้า เธอจงรับจีวรของเธอไป จงนำจีวรของดิฉันผืนนั้นมา นี่จีวรของเธอก็ต้องเป็น  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b3c64" >
		<para id="s1b3c64p">
			<remark  id="s1b3c64l1" />ของเธอ นั่นจีวรของดิฉันก็ต้องเป็นของดิฉัน เธอจงนำจีวรผืนนั้นของดิฉันมา จงนำจีวรของ  
			<remark  id="s1b3c64l2" />เธอกลับไป ดังนี้ ชิงเอามาก็ดี ให้ชิงเอามาก็ดี เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์.  
			<remark  id="s1b3c64l3" />		เรื่องภิกษุณีถุลลนันทา จบ.  
			<remark  id="s1b3c64l4" />		สิกขาบทวิภังค์  
			<remark  id="s1b3c64l5" />	[๑๐๗] บทว่า อนึ่ง ... ใด ความว่า ผู้ใด คือ ผู้เช่นใด ...  
			<remark  id="s1b3c64l6" />	บทว่า ภิกษุณี ความว่า ที่ชื่อว่า ภิกษุณี เพราะอรรถว่าเป็นผู้ขอ ... นี้ชื่อว่า ภิกษุณี ที่  
			<remark  id="s1b3c64l7" />ทรงประสงค์ในอรรถนี้.  
			<remark  id="s1b3c64l8" />	บทว่า กับภิกษุณี คือ กับภิกษุณีรูปอื่น.  
			<remark  id="s1b3c64l9" />	ที่ชื่อว่า จีวร ได้แก่ผ้า ๖ ชนิด ชนิดใดชนิดหนึ่ง ซึ่งเข้าองค์กำหนดแห่งผ้าต้องวิกัป  
			<remark  id="s1b3c64l10" />เป็นอย่างต่ำ.  
			<remark  id="s1b3c64l11" />	บทว่า เปลี่ยน คือ เปลี่ยนจีวรเนื้อไม่ดีกับจีวรเนื้อดี หรือจีวรเนื้อดีกับจีวรเนื้อไม่ดี.  
			<remark  id="s1b3c64l12" />	บทว่า ชิงเอามา คือ ชิงเอามาเอง เป็นนิสสัคคีย์.  
			<remark  id="s1b3c64l13" />	บทว่า ให้ชิงเอามา คือ ใช้คนอื่น ต้องอาบัติทุกกฏ สั่งครั้งเดียวชิงเอามาแม้มากครั้ง  
			<remark  id="s1b3c64l14" />ก็เป็นนิสสัคคีย์ ต้องเสียสละแก่สงฆ์ คณะ หรือภิกษุณีรูปหนึ่ง.  
			<remark  id="s1b3c64l15" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แลจีวรนั้น ภิกษุณีพึงเสียสละอย่างนี้.  
			<remark  id="s1b3c64l16" />		วิธีเสียสละ  
			<remark  id="s1b3c64l17" />		เสียสละแก่สงฆ์  
			<remark  id="s1b3c64l18" />	ภิกษุณีรูปนั้นพึงเข้าไปหาสงฆ์ ... แม่เจ้า จีวรผืนนี้ของข้าพเจ้าเปลี่ยนกันกับภิกษุณีแล้วชิงเอา  
			<remark  id="s1b3c64l19" />คืนมา เป็นของจำจะสละ ข้าพเจ้าสละจีวรผืนนี้แก่สงฆ์ ... สงฆ์พึงให้จีวรผืนนี้ แก่ภิกษุณีมีชื่อนี้ ดังนี้.  
			<remark  id="s1b3c64l20" />		เสียสละแก่คณะ  
			<remark  id="s1b3c64l21" />	ภิกษุณีรูปนั้นพึงเข้าไปหาภิกษุณีหลายรูป ... แม่เจ้าทั้งหลาย พึงให้จีวรผืนนี้แก่ภิกษุณีมีชื่อนี้  
			<remark  id="s1b3c64l22" />ดังนี้.  
			<remark  id="s1b3c64l23" />		เสียสละแก่ภิกษุณีรูปหนึ่ง  
			<remark  id="s1b3c64l24" />	ภิกษุณีรูปนั้นพึงเข้าไปหาภิกษุณีรูปหนึ่ง ... ข้าพเจ้าให้จีวรผืนนี้แก่แม่เจ้า ดังนี้.  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b3c65" >
		<para id="s1b3c65p">
			<remark  id="s1b3c65l1" />		บทภาชนีย์  
			<remark  id="s1b3c65l2" />		ติกะนิสสัคคิยปาจิตตีย์  
			<remark  id="s1b3c65l3" />	[๑๐๘] อุปสัมบัน ภิกษุณีสำคัญว่า อุปสัมบัน เปลี่ยนจีวรกันแล้วชิงเอามาก็ดี ให้ชิง  
			<remark  id="s1b3c65l4" />เอามาก็ดี เป็นนิสสัคคีย์ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.  
			<remark  id="s1b3c65l5" />	อุปสัมบัน ภิกษุณีสงสัย เปลี่ยนจีวรกันแล้ว ชิงเอามาก็ดี ให้ชิงเอามาก็ดี เป็นนิสสัคคีย์  
			<remark  id="s1b3c65l6" />ต้องอาบัติปาจิตตีย์.  
			<remark  id="s1b3c65l7" />	อุปสัมบัน ภิกษุณีสำคัญว่า อนุปสัมบัน เปลี่ยนจีวรกันแล้ว ชิงเอามาก็ดี ให้ชิงเอามา  
			<remark  id="s1b3c65l8" />ก็ดี เป็นนิสสัคคีย์ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.  
			<remark  id="s1b3c65l9" />		ปัญจกะทุกกฏ  
			<remark  id="s1b3c65l10" />	ภิกษุณีเปลี่ยนบริขารอย่างอื่น แล้วชิงเอามาก็ดี ให้ชิงเอามาก็ดี ต้องอาบัติทุกกฏ.  
			<remark  id="s1b3c65l11" />	ภิกษุณีเปลี่ยนจีวรก็ดี บริขารอย่างอื่นก็ดี กับอนุปสัมบัน แล้วชิงเอามาก็ดี ให้ชิงเอามา  
			<remark  id="s1b3c65l12" />ก็ดี ต้องอาบัติทุกกฏ.  
			<remark  id="s1b3c65l13" />	อนุปสัมบัน ภิกษุณีสำคัญว่า อุปสัมบัน ต้องอาบัติทุกกฏ.  
			<remark  id="s1b3c65l14" />	อนุปสัมบัน ภิกษุณีสงสัย ต้องอาบัติทุกกฏ.  
			<remark  id="s1b3c65l15" />	อนุปสัมบัน ภิกษุณีสำคัญว่า อนุปสัมบัน ต้องอาบัติทุกกฏ.  
			<remark  id="s1b3c65l16" />		อนาปัตติวาร  
			<remark  id="s1b3c65l17" />	[๑๐๙] ภิกษุณีผู้รับเปลี่ยนนั้นคืนให้เอง หรือถือวิสาสะต่อภิกษุณีผู้นั้นเปลี่ยนรับ ๑  
			<remark  id="s1b3c65l18" />วิกลจริต ๑ อาทิกัมมิกา ๑ ไม่ต้องอาบัติแล.  
			<remark  id="s1b3c65l19" />		ปัตตวรรค สิกขาบทที่ ๓ จบ.  
			<remark  id="s1b3c65l20" />		______________________  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b3c66" >
		<para id="s1b3c66p">
			<remark  id="s1b3c66l1" />		ปัตตวรรค สิกขาบทที่ ๔  
			<remark  id="s1b3c66l2" />		เรื่องภิกษุณีถุลลนันทา  
			<remark  id="s1b3c66l3" />	[๑๑๐] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของอนาถ  
			<remark  id="s1b3c66l4" />บิณฑิกคหบดี เขตพระนครสาวัตถี. ครั้งนั้น ภิกษุณีถุลลนันทาอาพาธ มีอุบาสกคนหนึ่งเข้าไป  
			<remark  id="s1b3c66l5" />เยี่ยมภิกษุณีถุลลนันทาถึงสำนัก แล้วได้ถามนางดังนี้ว่า ข้าแต่แม่เจ้า ท่านไม่สบายหรือ จงกรุณา  
			<remark  id="s1b3c66l6" />ใช้ข้าพเจ้า ให้นำของสิ่งไรมาถวาย.  
			<remark  id="s1b3c66l7" />	นางตอบว่า อาวุโส ฉันต้องการเนยใส.  
			<remark  id="s1b3c66l8" />	จึงอุบาสกนั้นได้ไปนำเนยใสราคาหนึ่งกหาปณะ จากร้านของชาวตลาดคนหนึ่ง มาถวาย  
			<remark  id="s1b3c66l9" />ภิกษุณีถุลลนันทา.  
			<remark  id="s1b3c66l10" />	นางกล่าวอย่างนี้ว่า อาวุโส ความต้องการของฉันไม่ใช่เนยใส ฉันต้องการน้ำมัน.  
			<remark  id="s1b3c66l11" />	จึงอุบาสกนั้นได้เดินกลับเข้าไปหาชาวตลาดคนนั้นแล้วบอกกะเขาดังนี้ว่า แม่เจ้าไม่ต้องการ  
			<remark  id="s1b3c66l12" />เนยใสจ้ะ ต้องการน้ำมัน ขอท่านจงรับคืนเนยใสของท่าน โปรดให้น้ำมันแก่ข้าพเจ้า.  
			<remark  id="s1b3c66l13" />	ชาวตลาดตอบว่า นี่นาย ถ้าพวกข้าพเจ้ารับสิ่งของที่ขายไปแล้วคืนมาอีก เมื่อไรสินค้าของ  
			<remark  id="s1b3c66l14" />พวกข้าพเจ้าจึงจักขายหมดไป เนยใสท่านซื้อไปด้วยราคาเนยใสแล้ว จงนำราคาค่าน้ำมันมา จึงจัก  
			<remark  id="s1b3c66l15" />นำน้ำมันไปได้.  
			<remark  id="s1b3c66l16" />	อุบาสกผู้นั้นจึงเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาขึ้นในทันใดนั้นแลว่า แม่เจ้าถุลลนันทา  
			<remark  id="s1b3c66l17" />ออกปากขอของอย่างหนึ่งแล้ว ไฉนจึงได้ออกปากขอของอย่างอื่นอีกเล่า.  
			<remark  id="s1b3c66l18" />	ภิกษุณีทั้งหลายได้ยินอุบาสกนั้นเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาอยู่. บรรดาที่เป็นผู้มักน้อย ...  
			<remark  id="s1b3c66l19" />ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉน แม่เจ้าถุลลนันทาออกปากขอของอย่างหนึ่งได้แล้ว จึงได้  
			<remark  id="s1b3c66l20" />ออกปากขอของอย่างอื่นอีกเล่า แล้วได้แจ้งเรื่องนั้นแก่ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุทั้งหลายได้กราบทูล  
			<remark  id="s1b3c66l21" />เรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค.  
			<remark  id="s1b3c66l22" />		ทรงสอบถาม  
			<remark  id="s1b3c66l23" />	พระผู้มีพระภาคทรงสอบถามภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข่าวว่าภิกษุณีถุลลนันทา  
			<remark  id="s1b3c66l24" />ออกปากขอของอย่างหนึ่งได้แล้ว ออกปากขอของอย่างอื่นอีก จริงหรือ?  
			<remark  id="s1b3c66l25" />	ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า จริง พระพุทธเจ้าข้า.  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b3c67" >
		<para id="s1b3c67p">
			<remark  id="s1b3c67l1" />		ทรงติเตียนแล้วบัญญัติสิกขาบท  
			<remark  id="s1b3c67l2" />	พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงติเตียนว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ไฉนภิกษุณีถุลลนันทาออกปาก  
			<remark  id="s1b3c67l3" />ขอของอย่างหนึ่งได้แล้ว จึงได้ออกปากขอของอย่างอื่นอีกเล่า การกระทำของนางนั่น ไม่เป็นไป  
			<remark  id="s1b3c67l4" />เพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส ...  
			<remark  id="s1b3c67l5" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แลภิกษุณีทั้งหลายจงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดงอย่างนี้ ว่าดังนี้:  
			<remark  id="s1b3c67l6" />		พระบัญญัติ  
			<remark  id="s1b3c67l7" />	๒๙.๔. อนึ่ง ภิกษุณีใด ออกปากขอของอย่างหนึ่งได้แล้ว พึงออกปากขอของอื่น  
			<remark  id="s1b3c67l8" />อีกอย่าง เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์.  
			<remark  id="s1b3c67l9" />		เรื่องภิกษุณีถุลลนันทา จบ.  
			<remark  id="s1b3c67l10" />		สิกขาบทวิภังค์  
			<remark  id="s1b3c67l11" />	[๑๑๑] บทว่า อนึ่ง ... ใด ความว่า ผู้ใด คือ ผู้เช่นใด ...  
			<remark  id="s1b3c67l12" />	บทว่า ภิกษุณี ความว่า ที่ชื่อว่า ภิกษุณี เพราะอรรถว่าเป็นผู้ขอ ... นี้ชื่อว่า ภิกษุณี  
			<remark  id="s1b3c67l13" />ที่ทรงประสงค์ในอรรถนี้.  
			<remark  id="s1b3c67l14" />	บทว่า ออกปากขอของอย่างหนึ่งได้แล้ว คือ ขอของสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้แล้ว.  
			<remark  id="s1b3c67l15" />	บทว่า พึงออกปากขอของอื่นอีกอย่าง ความว่า เว้นของอย่างใดอย่างหนึ่งที่ขอแล้วนั้น  
			<remark  id="s1b3c67l16" />ขอของอย่างอื่นอีก เป็นทุกกฏในประโยค เป็นนิสสัคคีย์ด้วยได้ของมา ต้องเสียสละแก่สงฆ์  
			<remark  id="s1b3c67l17" />คณะ หรือภิกษุณีรูปหนึ่ง.  
			<remark  id="s1b3c67l18" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แลของที่ขอได้มานั้น ภิกษุณีพึงเสียสละอย่างนี้.  
			<remark  id="s1b3c67l19" />		วิธีเสียสละ  
			<remark  id="s1b3c67l20" />		เสียสละแก่สงฆ์  
			<remark  id="s1b3c67l21" />	ภิกษุณีรูปนั้นพึงเข้าไปหาสงฆ์ ...  แม่เจ้า ของอื่นอีกอย่าง สิ่งนี้ของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าขอ  
			<remark  id="s1b3c67l22" />ของอย่างหนึ่งได้แล้ว จึงขอได้มา เป็นของจำจะสละ ข้าพเจ้าสละของอื่นอีกอย่าง สิ่งนี้แก่สงฆ์ ...  
			<remark  id="s1b3c67l23" />สงฆ์พึงให้ของอื่นอีกอย่าง สิ่งนี้แก่ภิกษุณีมีชื่อนี้ ดังนี้.  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b3c68" >
		<para id="s1b3c68p">
			<remark  id="s1b3c68l1" />		เสียสละแก่คณะ  
			<remark  id="s1b3c68l2" />	ภิกษุณีรูปนั้นพึงเข้าไปหาภิกษุณีหลายรูป ... แม่เจ้าทั้งหลาย พึงให้ของอื่นอีกอย่าง สิ่งนี้  
			<remark  id="s1b3c68l3" />แก่ภิกษุณีมีชื่อนี้ ดังนี้.  
			<remark  id="s1b3c68l4" />		เสียสละแก่ภิกษุณีรูปหนึ่ง  
			<remark  id="s1b3c68l5" />	ภิกษุณีรูปนั้นพึงเข้าไปหาภิกษุณีรูปหนึ่ง ...  ข้าพเจ้าให้ของอื่นอีกอย่างสิ่งนี้แก่แม่เจ้า ดังนี้.  
			<remark  id="s1b3c68l6" />		บทภาชนีย์  
			<remark  id="s1b3c68l7" />		ติกะนิสสัคคิยปาจิตตีย์  
			<remark  id="s1b3c68l8" />	[๑๑๒] ของอย่างหนึ่ง ภิกษุณีสำคัญว่า ของอย่างหนึ่ง ขอของอื่นอีกอย่าง เป็น  
			<remark  id="s1b3c68l9" />นิสสัคคีย์ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.  
			<remark  id="s1b3c68l10" />	ของอย่างหนึ่ง ภิกษุณีสงสัย ขอของอื่นอีกอย่าง เป็นนิสสัคคีย์ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.  
			<remark  id="s1b3c68l11" />	ของอย่างหนึ่ง ภิกษุณีสำคัญว่า มิใช่ของอย่างหนึ่ง ขอของอื่นอีกอย่าง เป็นนิสสัคคีย์  
			<remark  id="s1b3c68l12" />ต้องอาบัติปาจิตตีย์.  
			<remark  id="s1b3c68l13" />		ทุกะทุกกฏ  
			<remark  id="s1b3c68l14" />	มิใช่ของอย่างหนึ่ง ภิกษุณีสำคัญว่า ของอย่างหนึ่ง ต้องอาบัติทุกกฏ.  
			<remark  id="s1b3c68l15" />	มิใช่ของอย่างหนึ่ง ภิกษุณีสงสัย ต้องอาบัติทุกกฏ.  
			<remark  id="s1b3c68l16" />		ไม่ต้องอาบัติ  
			<remark  id="s1b3c68l17" />	มิใช่ของอย่างหนึ่ง ภิกษุณีสำคัญว่า มิใช่ของอย่างหนึ่ง ไม่ต้องอาบัติ.  
			<remark  id="s1b3c68l18" />		อนาปัตติวาร  
			<remark  id="s1b3c68l19" />	[๑๑๓] ขอของสิ่งหนึ่งนั้น และขอแถมของอื่นอีกอย่างรวมกัน ๑ แสดงอานิสงส์แล้ว  
			<remark  id="s1b3c68l20" />ขอ ๑ วิกลจริต ๑ อาทิกัมมิกา ๑ ไม่ต้องอาบัติแล.  
			<remark  id="s1b3c68l21" />		ปัตตวรรค สิกขาบทที่ ๔ จบ.  
			<remark  id="s1b3c68l22" />		______________________  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b3c69" >
		<para id="s1b3c69p">
			<remark  id="s1b3c69l1" />		ปัตตวรรค สิกขาบทที่ ๕  
			<remark  id="s1b3c69l2" />		เรื่องภิกษุณีถุลลนันทา  
			<remark  id="s1b3c69l3" />	[๑๑๔] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของอนาถ  
			<remark  id="s1b3c69l4" />บิณฑิกคหบดี เขตพระนครสาวัตถี. ครั้งนั้น ภิกษุณีถุลลนันทาอาพาธ จึงอุบาสกคนหนึ่งเข้าไปเยี่ยม  
			<remark  id="s1b3c69l5" />ภิกษุณีถุลลนันทาถึงสำนัก แล้วได้ถามนางดังนี้ว่า ข้าแต่แม่เจ้า ร่างกายยังพอทนได้อยู่หรือ ยังพอ  
			<remark  id="s1b3c69l6" />ให้อัตภาพเป็นไปได้อยู่หรือ?  
			<remark  id="s1b3c69l7" />	นางตอบว่า อาวุโส ฉันทนไม่ไหว ยังอัตภาพให้เป็นไปไม่ได้.  
			<remark  id="s1b3c69l8" />	อุบาสกนั้นปวารณาว่า ข้าแต่แม่เจ้า ข้าพเจ้าจะฝากกหาปณะไว้ที่ร้านของชาวตลาดชื่อโน้น  
			<remark  id="s1b3c69l9" />ท่านต้องการสิ่งใด พึงใช้ให้ใครๆ ไปนำสิ่งนั้นมาจากร้านนั้น.  
			<remark  id="s1b3c69l10" />	ภิกษุณีถุลลนันทาใช้สิกขมานารูปหนึ่งไปด้วยสั่งว่า แม่สิกขมานา เธอจงไปนำน้ำมันราคา  
			<remark  id="s1b3c69l11" />หนึ่งกหาปณะจากร้านของชาวตลาดชื่อโน้นมา.  
			<remark  id="s1b3c69l12" />	จึงนางสิกขมานานั้น ได้ไปนำน้ำมันราคาหนึ่งกหาปณะจากร้านของชาวตลาดนั้นมาถวายแก่  
			<remark  id="s1b3c69l13" />ภิกษุณีถุลลนันทา.  
			<remark  id="s1b3c69l14" />	ภิกษุณีถุลลนันทาพูดอย่างนี้ว่า แม่สิกขมานา ความต้องการของฉันไม่ใช่น้ำมัน ฉันต้อง  
			<remark  id="s1b3c69l15" />การเนยใส.  
			<remark  id="s1b3c69l16" />	จึงนางสิกขมานานั้นได้เดินกลับเข้าไปหาชาวตลาดนั้น แล้วบอกกะเขาดังนี้ว่า ไม่ถูกความ  
			<remark  id="s1b3c69l17" />ประสงค์จ้ะ แม่เจ้าไม่ใช่ต้องการน้ำมัน ต้องการเนยใส ขอท่านจงรับคืนน้ำมันของท่าน โปรดให้  
			<remark  id="s1b3c69l18" />เนยใสแก่ดิฉัน.  
			<remark  id="s1b3c69l19" />	ชาวตลาดตอบว่า นี่แน่ะแม่คุณ ถ้าพวกฉันจักรับคืนสิ่งของที่ขายไปแล้วมาอีก เมื่อไรสินค้า  
			<remark  id="s1b3c69l20" />ของพวกฉันจึงจักขายได้ น้ำมันท่านซื้อไปด้วยราคาน้ำมันแล้ว จงนำราคาค่าเนยใสมา จึงจักนำเนยใส  
			<remark  id="s1b3c69l21" />ไปได้.  
			<remark  id="s1b3c69l22" />	ขณะนั้นแล นางสิกขมานาได้ยืนร้องไห้.  
			<remark  id="s1b3c69l23" />	ภิกษุณีทั้งหลาย ได้ถามนางสิกขมานานั้น ดังนี้ว่า แน่ะ แม่สิกขมานา เธอร้องไห้  
			<remark  id="s1b3c69l24" />เพราะเหตุไร?  
			<remark  id="s1b3c69l25" />	จึงนางสิกขมานานั้นได้แจ้งเรื่องให้ทราบ.  
			<remark  id="s1b3c69l26" />	บรรดาภิกษุณีที่เป็นผู้มักน้อย ...  ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนแม่เจ้าถุลลนันทา  
			<remark  id="s1b3c69l27" />สั่งให้จ่ายของอย่างหนึ่งได้แล้ว จึงได้สั่งให้จ่ายของอย่างอื่นอีกเล่า ...  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b3c70" >
		<para id="s1b3c70p">
			<remark  id="s1b3c70l1" />		ทรงสอบถาม  
			<remark  id="s1b3c70l2" />	พระผู้มีพระภาคทรงสอบถามภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข่าวว่าภิกษุณีถุลลนันทา  
			<remark  id="s1b3c70l3" />สั่งให้จ่ายของอย่างหนึ่งได้แล้ว สั่งให้จ่ายของอย่างอื่นอีก จริงหรือ?  
			<remark  id="s1b3c70l4" />	ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า จริง พระพุทธเจ้าข้า.  
			<remark  id="s1b3c70l5" />		ทรงติเตียนแล้วบัญญัติสิกขาบท  
			<remark  id="s1b3c70l6" />	พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงติเตียนว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ไฉนภิกษุณีถุลลนันทาสั่งให้จ่าย  
			<remark  id="s1b3c70l7" />ของอย่างหนึ่งได้แล้ว จึงได้สั่งให้จ่ายของอย่างอื่นอีกเล่า การกระทำของนางนั่น ไม่เป็นไปเพื่อ  
			<remark  id="s1b3c70l8" />ความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส ...  
			<remark  id="s1b3c70l9" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แลภิกษุณีทั้งหลายจงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดงอย่างนี้ ว่าดังนี้:  
			<remark  id="s1b3c70l10" />		พระบัญญัติ  
			<remark  id="s1b3c70l11" />	๓๐.๕. อนึ่ง ภิกษุณีใด สั่งให้จ่ายของอย่างหนึ่งแล้ว สั่งให้จ่ายของอื่นอีกอย่าง เป็น  
			<remark  id="s1b3c70l12" />นิสัคคิยปาจิตตีย์.  
			<remark  id="s1b3c70l13" />		เรื่องภิกษุณีถุลลนันทา จบ.  
			<remark  id="s1b3c70l14" />		สิกขาบทวิภังค์  
			<remark  id="s1b3c70l15" />	[๑๑๕] บทว่า อนึ่ง ... ใด ความว่า ผู้ใด คือ ผู้เช่นใด ...  
			<remark  id="s1b3c70l16" />	บทว่า ภิกษุณี ความว่า ที่ชื่อว่า ภิกษุณี เพราะอรรถว่าเป็นผู้ขอ ... นี้ชื่อว่า ภิกษุณี  
			<remark  id="s1b3c70l17" />ที่ทรงประสงค์ในอรรถนี้.  
			<remark  id="s1b3c70l18" />	บทว่า สั่งให้จ่ายของอย่างหนึ่งแล้ว คือ สั่งให้จ่ายของอย่างใดอย่างหนึ่งแล้ว.  
			<remark  id="s1b3c70l19" />	บทว่า สั่งให้จ่ายของอื่นอีกอย่าง ความว่า เว้นของอย่างใดอย่างหนึ่งที่สั่งให้จ่ายนั้น  
			<remark  id="s1b3c70l20" />สั่งให้จ่ายของสิ่งอื่นอีก เป็นทุกกฏในประโยค เป็นนิสสัคคีย์ด้วยได้ของนั้นมา ต้องเสียสละแก่  
			<remark  id="s1b3c70l21" />สงฆ์ คณะ หรือภิกษุณีรูปหนึ่ง.  
			<remark  id="s1b3c70l22" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แลของอื่นอีกอย่างที่ขอได้มานั้น อันภิกษุณีพึงเสียสละอย่างนี้.  
			<remark  id="s1b3c70l23" />		วิธีเสียสละ  
			<remark  id="s1b3c70l24" />		เสียสละแก่สงฆ์  
			<remark  id="s1b3c70l25" />	ภิกษุณีรูปนั้นพึงเข้าไปหาสงฆ์ ... แม่เจ้า ของอื่นอีกอย่าง สิ่งนี้ของข้าพเจ้าสั่งให้จ่ายของสิ่ง  
			<remark  id="s1b3c70l26" />หนึ่งแล้ว สั่งให้จ่ายได้มา เป็นของจำจะสละ ข้าพเจ้าสละของอื่นอีกอย่าง สิ่งนี้แก่สงฆ์ ...  สงฆ์พึง  
			<remark  id="s1b3c70l27" />ให้ของอื่นอีกอย่าง สิ่งนี้แก่ภิกษุณีมีชื่อนี้ ดังนี้.  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b3c71" >
		<para id="s1b3c71p">
			<remark  id="s1b3c71l1" />		เสียสละแก่คณะ  
			<remark  id="s1b3c71l2" />	ภิกษุณีรูปนั้นพึงเข้าไปหาภิกษุณีหลายรูป ...  แม่เจ้าทั้งหลาย พึงให้ของอื่นอีกอย่าง สิ่งนี้  
			<remark  id="s1b3c71l3" />แก่ภิกษุณีมีชื่อนี้ ดังนี้.  
			<remark  id="s1b3c71l4" />		เสียสละแก่ภิกษุณีรูปหนึ่ง  
			<remark  id="s1b3c71l5" />	ภิกษุณีรูปนั้นพึงเข้าไปหาภิกษุณีรูปหนึ่ง ... ข้าพเจ้าให้ของอื่นอีกอย่าง สิ่งนี้แก่แม่เจ้า ดังนี้.  
			<remark  id="s1b3c71l6" />		บทภาชนีย์  
			<remark  id="s1b3c71l7" />		ติกะนิสสัคคิยปาจิตตีย์  
			<remark  id="s1b3c71l8" />	[๑๑๖] ของอย่างหนึ่ง ภิกษุณีสำคัญว่าของอย่างหนึ่ง สั่งให้จ่ายของอย่างอื่นอีก เป็น  
			<remark  id="s1b3c71l9" />นิสสัคคีย์ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.  
			<remark  id="s1b3c71l10" />	ของอย่างหนึ่ง ภิกษุณีสงสัย สั่งให้จ่ายของอย่างอื่นอีก เป็นนิสสัคคีย์ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.  
			<remark  id="s1b3c71l11" />	ของอย่างหนึ่ง ภิกษุณีสำคัญว่า มิใช่ของอย่างหนึ่ง สั่งให้จ่ายของอย่างอื่นอีก เป็น  
			<remark  id="s1b3c71l12" />นิสสัคคีย์ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.  
			<remark  id="s1b3c71l13" />		ทุกะทุกกฏ  
			<remark  id="s1b3c71l14" />	มิใช่ของอย่างหนึ่ง ภิกษุณีสำคัญว่า ของอย่างหนึ่ง ต้องอาบัติทุกกฏ.  
			<remark  id="s1b3c71l15" />	มิใช่ของอย่างหนึ่ง ภิกษุณีสงสัย ต้องอาบัติทุกกฏ.  
			<remark  id="s1b3c71l16" />		ไม่ต้องอาบัติ  
			<remark  id="s1b3c71l17" />	มิใช่ของอย่างหนึ่ง ภิกษุณีสำคัญว่า มิใช่ของอย่างหนึ่ง ไม่ต้องอาบัติ.  
			<remark  id="s1b3c71l18" />		อนาปัตติวาร  
			<remark  id="s1b3c71l19" />	[๑๑๗] สั่งให้จ่ายของสิ่งหนึ่งนั้น และสั่งให้จ่ายของสิ่งอื่นอีกอย่างรวมกัน ๑ แสดง  
			<remark  id="s1b3c71l20" />อานิสงส์แล้วสั่งให้จ่าย ๑ วิกลจริต ๑ อาทิกัมมิกา ๑ ไม่ต้องอาบัติแล.  
			<remark  id="s1b3c71l21" />		ปัตตวรรค สิกขาบทที่ ๕ จบ.  
			<remark  id="s1b3c71l22" />		_____________________  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b3c72" >
		<para id="s1b3c72p">
			<remark  id="s1b3c72l1" />		ปัตตวรรค สิกขาบทที่ ๖  
			<remark  id="s1b3c72l2" />		เรื่องภิกษุณีหลายรูป  
			<remark  id="s1b3c72l3" />	[๑๑๘] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของอนาถ  
			<remark  id="s1b3c72l4" />บิณฑิกคหบดี เขตพระนครสาวัตถี. ครั้งนั้น พวกอุบาสกอุบาสิกาพากันรวบรวมสิ่งของเครื่องใช้  
			<remark  id="s1b3c72l5" />ที่เขาเต็มใจทำบุญเพื่อเป็นมูลค่าจีวรสำหรับภิกษุณีสงฆ์ ฝากไว้ที่ร้านพ่อค้าผ้าคนหนึ่ง แล้วได้เข้าไป  
			<remark  id="s1b3c72l6" />หาภิกษุณีทั้งหลายกล่าวคำนี้ว่า แม่เจ้าทั้งหลาย เจ้าข้า กัปปิยภัณฑ์เพื่อประโยชน์แก่จีวร พวก  
			<remark  id="s1b3c72l7" />ข้าพเจ้าได้ฝากไว้ที่ร้านพ่อค้าผ้าชื่อโน้น ขอท่านทั้งหลายกรุณาให้ไวยาวัจกรไปนำจีวรจากร้านพ่อค้า  
			<remark  id="s1b3c72l8" />ผู้นั้นมาแจกกันเถิด เจ้าข้า.  
			<remark  id="s1b3c72l9" />	ภิกษุณีทั้งหลายให้เปลี่ยนกัปปิยภัณฑ์นั้นเป็นเภสัช แล้วบริโภคเป็นส่วนตัว.  
			<remark  id="s1b3c72l10" />	พวกอุบสกอุบาสิการู้เรื่องแล้วพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนภิกษุณีทั้งหลาย  
			<remark  id="s1b3c72l11" />จึงได้ให้เปลี่ยนกัปปิยภัณฑ์ที่เขาถวายไว้เพื่อประโยชน์แก่ปัจจัยอย่างหนึ่ง อุทิศไว้อย่างหนึ่ง ซึ่งเขา  
			<remark  id="s1b3c72l12" />ตั้งใจถวายสงฆ์ เป็นปัจจัยอย่างอื่นไปเล่า ...  
			<remark  id="s1b3c72l13" />	ภิกษุณีทั้งหลายได้ยินอุบาสกอุบาสิกาเหล่านั้นพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาอยู่.  
			<remark  id="s1b3c72l14" />บรรดาที่เป็นผู้มักน้อย  ...  ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนภิกษุณีทั้งหลาย จึงได้ให้  
			<remark  id="s1b3c72l15" />เปลี่ยนกัปปิยภัณฑ์ที่เขาถวายไว้เพื่อประโยชน์แก่ปัจจัยอย่างหนึ่ง อุทิศไว้อย่างหนึ่งซึ่งเขาตั้งใจถวาย  
			<remark  id="s1b3c72l16" />สงฆ์ เป็นปัจจัยอย่างอื่นไปเล่า ...  
			<remark  id="s1b3c72l17" />		ทรงสอบถาม  
			<remark  id="s1b3c72l18" />	พระผู้มีพระภาคทรงสอบถามภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข่าวว่าภิกษุณีทั้งหลายให้  
			<remark  id="s1b3c72l19" />เปลี่ยนกัปปิยภัณฑ์ที่เขาถวายเพื่อประโยชน์แก่ปัจจัยอย่างหนึ่งอุทิศไว้อย่างหนึ่ง ซึ่งเขาตั้งใจถวาย  
			<remark  id="s1b3c72l20" />สงฆ์ เป็นปัจจัยอย่างอื่นไป จริงหรือ?  
			<remark  id="s1b3c72l21" />	ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า จริง พระพุทธเจ้าข้า.  
			<remark  id="s1b3c72l22" />		ทรงติเตียนแล้วบัญญัติสิกขาบท  
			<remark  id="s1b3c72l23" />	พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงติเตียนว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ไฉนภิกษุณีทั้งหลาย จึงได้ให้  
			<remark  id="s1b3c72l24" />เปลี่ยนกัปปิยภัณฑ์ที่เขาถวายไว้เพื่อประโยชน์แก่ปัจจัยอย่างหนึ่ง อุทิศไว้อย่างหนึ่ง ซึ่งเขาตั้งใจถวาย  
			<remark  id="s1b3c72l25" />สงฆ์ เป็นปัจจัยอย่างอื่นไปเล่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย การกระทำของพวกนางนั่น ไม่เป็นไปเพื่อความ  
			<remark  id="s1b3c72l26" />เลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส ...  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b3c73" >
		<para id="s1b3c73p">
			<remark  id="s1b3c73l1" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แลภิกษุณีทั้งหลายจงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดงอย่างนี้ ว่าดังนี้:  
			<remark  id="s1b3c73l2" />		พระบัญญัติ  
			<remark  id="s1b3c73l3" />	๓๑. ๖. อนึ่ง ภิกษุณีใด ให้เปลี่ยนซึ่งปัจจัยอย่างอื่น ด้วยกัปปิยภัณฑ์ที่เขาถวาย  
			<remark  id="s1b3c73l4" />ไว้เพื่อเป็นมูลค่าแก่ปัจจัยอย่างหนึ่ง อุทิศไว้อย่างหนึ่ง ซึ่งเขาตั้งใจถวายสงฆ์ เป็นนิสสัคคิย  
			<remark  id="s1b3c73l5" />ปาจิตตีย์.  
			<remark  id="s1b3c73l6" />		เรื่องภิกษุณีหลายรูป จบ.  
			<remark  id="s1b3c73l7" />		สิกขาบทวิภังค์  
			<remark  id="s1b3c73l8" />	[๑๑๙] บทว่า อนึ่ง ... ใด ความว่า ผู้ใด คือ ผู้เช่นใด ...  
			<remark  id="s1b3c73l9" />	บทว่า ภิกษุณี ความว่า ที่ชื่อว่า ภิกษุณี เพราะอรรถว่าเป็นผู้ขอ ... นี้ชื่อว่า ภิกษุณี  
			<remark  id="s1b3c73l10" />ที่ทรงประสงค์ในอรรถนี้.  
			<remark  id="s1b3c73l11" />	คำว่า ด้วยกัปปิยภัณฑ์ที่เขาถวายไว้เพื่อเป็นมูลค่าปัจจัยอย่างหนึ่ง อุทิศไว้อย่างหนึ่ง  
			<remark  id="s1b3c73l12" />คือ ที่เขาถวายไว้เพื่อประโยชน์แก่ปัจจัยอย่างอื่น.  
			<remark  id="s1b3c73l13" />	บทว่า ซึ่งเขาตั้งใจถวายสงฆ์ คือ เพื่อประโยชน์แก่สงฆ์ ไม่ใช่แก่คณะ ไม่ใช่แก่ภิกษุณี  
			<remark  id="s1b3c73l14" />รูปหนึ่ง.  
			<remark  id="s1b3c73l15" />	บทว่า ให้เปลี่ยนซึ่งปัจจัยอย่างอื่น ความว่า ทายกถวายกัปปิยภัณฑ์ไว้เพื่อประโยชน์แก่  
			<remark  id="s1b3c73l16" />ปัจจัยใด เว้นปัจจัยนั้น ให้เปลี่ยนเป็นปัจจัยอย่างอื่น เป็นทุกกฏในประโยค เป็นนิสสัคคีย์ด้วย  
			<remark  id="s1b3c73l17" />ได้ปัจจัยนั้นมา ต้องเสียสละแก่สงฆ์ คณะ หรือภิกษุณีรูปหนึ่ง.  
			<remark  id="s1b3c73l18" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แลปัจจัยอย่างอื่นที่ได้มานั้น อันภิกษุณีพึงเสียสละอย่างนี้.  
			<remark  id="s1b3c73l19" />		วิธีเสียสละ  
			<remark  id="s1b3c73l20" />		เสียสละแก่สงฆ์  
			<remark  id="s1b3c73l21" />	ภิกษุณีรูปนั้นพึงเข้าไปหาสงฆ์ ... แม่เจ้า ปัจจัยอย่างอื่นนี้ ของข้าพเจ้าให้เปลี่ยนมาด้วย  
			<remark  id="s1b3c73l22" />กัปปิยภัณฑ์ที่เขาถวายไว้เพื่อประโยชน์แก่ปัจจัยอย่างหนึ่ง อุทิศไว้อย่างหนึ่ง ซึ่งเขาตั้งใจถวายสงฆ์  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b3c74" >
		<para id="s1b3c74p">
			<remark  id="s1b3c74l1" />เป็นของจำจะสละ ข้าพเจ้าสละปัจจัยอย่างอื่นนี้แก่สงฆ์ ... สงฆ์พึงให้ปัจจัยอย่างอื่นนี้ แก่ภิกษุณี  
			<remark  id="s1b3c74l2" />มีชื่อนี้ ดังนี้.  
			<remark  id="s1b3c74l3" />		เสียสละแก่คณะ  
			<remark  id="s1b3c74l4" />	ภิกษุณีรูปนั้นพึงเข้าไปหาภิกษุณีหลายรูป ... แม่เจ้าทั้งหลาย พึงให้ปัจจัยอย่างอื่นนี้ แก่ภิกษุณี  
			<remark  id="s1b3c74l5" />มีชื่อนี้ ดังนี้.  
			<remark  id="s1b3c74l6" />		เสียสละแก่ภิกษุณีรูปหนึ่ง  
			<remark  id="s1b3c74l7" />	ภิกษุณีรูปนั้นพึงเข้าไปหาภิกษุณีรูปหนึ่ง ... ข้าพเจ้าให้ปัจจัยอย่างอื่นนี้ แก่แม่เจ้า ดังนี้.  
			<remark  id="s1b3c74l8" />		บทภาชนีย์  
			<remark  id="s1b3c74l9" />		ติกะนิสสัคคิยปาจิตตีย์  
			<remark  id="s1b3c74l10" />	[๑๒๐] กัปปิยภัณฑ์ที่เขาถวายไว้เพื่อเป็นมูลค่าปัจจัยอย่างหนึ่ง ภิกษุณีสำคัญว่า เขาถวาย  
			<remark  id="s1b3c74l11" />ไว้เพื่อเป็นมูลค่าปัจจัยอย่างหนึ่ง ให้เปลี่ยนเป็นปัจจัยอย่างอื่นเป็นนิสสัคคีย์ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.  
			<remark  id="s1b3c74l12" />	กัปปิยภัณฑ์ที่เขาถวายไว้เพื่อเป็นมูลค่าปัจจัยอย่างหนึ่ง ภิกษุณีสงสัยให้เปลี่ยนเป็นปัจจัย  
			<remark  id="s1b3c74l13" />อย่างอื่น เป็นนิสสัคคีย์ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.  
			<remark  id="s1b3c74l14" />	กัปปิยภัณฑ์ที่เขาถวายไว้เพื่อเป็นมูลค่าปัจจัยอย่างหนึ่ง ภิกษุณีสำคัญว่าเขามิได้ถวายไว้เพื่อ  
			<remark  id="s1b3c74l15" />เป็นมูลค่าปัจจัยอย่างหนึ่ง ให้เปลี่ยนเป็นปัจจัยอย่างอื่น เป็นนิสสัคคีย์ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.  
			<remark  id="s1b3c74l16" />	ได้ปัจจัยที่เสียสละแล้วคืนมา พึงน้อมไปในปัจจัยตามที่เขาถวายไว้เดิม.  
			<remark  id="s1b3c74l17" />		ทุกะทุกกฏ  
			<remark  id="s1b3c74l18" />	มิใช่กัปปิยภัณฑ์ที่เขาถวายไว้เพื่อเป็นมูลค่าปัจจัยอย่างหนึ่ง ภิกษุณีสำคัญว่าเขาถวายไว้เพื่อ  
			<remark  id="s1b3c74l19" />เป็นมูลค่าปัจจัยอย่างหนึ่ง ... ต้องอาบัติทุกกฏ.  
			<remark  id="s1b3c74l20" />	มิใช่กัปปิยภัณฑ์ที่เขาถวายไว้เพื่อเป็นมูลค่าปัจจัยอย่างหนึ่ง ภิกษุณีสงสัย ... ต้องอาบัติทุกกฏ.  
			<remark  id="s1b3c74l21" />		ไม่ต้องอาบัติ  
			<remark  id="s1b3c74l22" />	มิใช่กัปปิยภัณฑ์ที่เขาถวายไว้เพื่อเป็นมูลค่าปัจจัยอย่างหนึ่ง ภิกษุณีสำคัญว่า เขาไม่ได้  
			<remark  id="s1b3c74l23" />ถวายไว้เพื่อเป็นมูลค่าปัจจัยอย่างหนึ่ง ไม่ต้องอาบัติ.  
			<remark  id="s1b3c74l24" />		อนาปัตติวาร  
			<remark  id="s1b3c74l25" />	[๑๒๑] น้อมกัปปิยภัณฑ์ที่เหลือไป ๑ ขออนุญาตจากเจ้าของ แล้วน้อมไป ๑ มีอันตราย ๑  
			<remark  id="s1b3c74l26" />วิกลจริต ๑ อาทิกัมมิกา ๑ ไม่ต้องอาบัติแล.  
			<remark  id="s1b3c74l27" />		ปัตตวรรค สิกขาบทที่ ๖ จบ.  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b3c75" >
		<para id="s1b3c75p">
			<remark  id="s1b3c75l1" />		ปัตตวรรค สิกขาบทที่ ๗  
			<remark  id="s1b3c75l2" />		เรื่องภิกษุณีหลายรูป  
			<remark  id="s1b3c75l3" />	[๑๒๒] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของอนาถ  
			<remark  id="s1b3c75l4" />บิณฑิกคหบดี เขตพระนครสาวัตถี. ครั้งนั้น พวกอุบาสกอุบาสิกาพากันรวบรวมสิ่งของเครื่องใช้  
			<remark  id="s1b3c75l5" />ที่เขาเต็มใจทำบุญเพื่อเป็นมูลค่าจีวรสำหรับภิกษุณีสงฆ์ ฝากไว้ที่ร้านพ่อค้าคนหนึ่ง แล้วได้เข้าไปหา  
			<remark  id="s1b3c75l6" />ภิกษุณีทั้งหลายกล่าวคำนี้ว่า แม่เจ้าทั้งหลาย เจ้าข้า กัปปิยภัณฑ์เพื่อเป็นมูลค่าจีวร พวกข้าพเจ้า  
			<remark  id="s1b3c75l7" />ฝากไว้ที่ร้านพ่อค้าผ้าชื่อโน้น ขอท่านทั้งหลายกรุณาให้ไวยาวัจกรไปนำจีวรจากร้านพ่อค้าผ้าผู้นั้นมา  
			<remark  id="s1b3c75l8" />แจกกันเถิด เจ้าข้า.  
			<remark  id="s1b3c75l9" />	ภิกษุณีทั้งหลายได้ขอให้เปลี่ยนกัปปิยภัณฑ์นั้นแหละเป็นเภสัชไปบริโภคเป็นส่วนตัว.  
			<remark  id="s1b3c75l10" />	อุบาสกอุบาสิกาทั้งหลายทราบเรื่องแล้วพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนภิกษุณีทั้ง  
			<remark  id="s1b3c75l11" />หลายจึงได้ให้เปลี่ยนกัปปิยภัณฑ์ที่เขาถวายไว้เพื่อเป็นมูลค่าปัจจัยอย่างหนึ่ง อุทิศไว้อย่างหนึ่ง ซึ่ง  
			<remark  id="s1b3c75l12" />เขาตั้งใจถวายสงฆ์ ไปเป็นปัจจัยอย่างอื่น ทั้งขอมาเป็นส่วนตัวด้วยเล่า.  
			<remark  id="s1b3c75l13" />	ภิกษุณีทั้งหลายได้ยินอุบาสกอุบาสิกาเหล่านั้นเพ่งโทษติเตียน โพนทะนาอยู่ บรรดาที่เป็น  
			<remark  id="s1b3c75l14" />ผู้มักน้อย ... ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนภิกษุณีทั้งหลายจึงได้ให้เปลี่ยนกัปปิยภัณฑ์ที่เขา  
			<remark  id="s1b3c75l15" />ถวายไว้เพื่อเป็นมูลค่าปัจจัยอย่างหนึ่ง อุทิศไว้อย่างหนึ่ง ซึ่งเขาตั้งใจถวายสงฆ์ ไปเป็นปัจจัยอย่าง  
			<remark  id="s1b3c75l16" />อื่น ทั้งขอมาเป็นส่วนตัวด้วยเล่า ...  
			<remark  id="s1b3c75l17" />		ทรงสอบถาม  
			<remark  id="s1b3c75l18" />	พระผู้มีพระภาคทรงสอบถามภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข่าวว่าภิกษุณีทั้งหลายได้  
			<remark  id="s1b3c75l19" />ให้เปลี่ยนกัปปิยภัณฑ์ที่เขาถวายไว้เพื่อเป็นมูลค่าปัจจัยอย่างหนึ่ง อุทิศไว้อย่างหนึ่ง ซึ่งเขาตั้งใจถวาย  
			<remark  id="s1b3c75l20" />สงฆ์ ไปเป็นปัจจัยอย่างอื่น ทั้งขอมาเป็นส่วนตัวด้วย จริงหรือ?  
			<remark  id="s1b3c75l21" />	ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า จริง พระพุทธเจ้าข้า.  
			<remark  id="s1b3c75l22" />		ทรงติเตียนแล้วบัญญัติสิกขาบท  
			<remark  id="s1b3c75l23" />	พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงติเตียนว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ไฉนภิกษุณีทั้งหลาย จึงได้ให้  
			<remark  id="s1b3c75l24" />เปลี่ยนกัปปิยภัณฑ์ ที่เขาถวายไว้เพื่อเป็นมูลค่าปัจจัยอย่างหนึ่ง อุทิศไว้อย่างหนึ่ง ซึ่งเขาตั้งใจ  
			<remark  id="s1b3c75l25" />ถวายสงฆ์ ไปเป็นปัจจัยอย่างอื่น ทั้งขอมาเป็นส่วนตัวด้วยเล่า การกระทำของพวกนางนั่น ไม่เป็น  
			<remark  id="s1b3c75l26" />ไปเพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส ...  
			<remark  id="s1b3c75l27" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แลภิกษุณีทั้งหลายจงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดงอย่างนี้ ว่าดังนี้:  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b3c76" >
		<para id="s1b3c76p">
			<remark  id="s1b3c76l1" />		พระบัญญัติ  
			<remark  id="s1b3c76l2" />	๓๒. ๗. อนึ่ง ภิกษุณีใด ให้เปลี่ยนซึ่งปัจจัยอย่างอื่น ด้วยกัปปิยภัณฑ์ที่เขาถวาย  
			<remark  id="s1b3c76l3" />ไว้เพื่อเป็นมูลค่าปัจจัยอย่างหนึ่ง อุทิศไว้อย่างหนึ่ง ซึ่งเขาตั้งใจถวายสงฆ์ แต่ขอมาเป็น  
			<remark  id="s1b3c76l4" />ส่วนตัว เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์.  
			<remark  id="s1b3c76l5" />		เรื่องภิกษุณีหลายรูป จบ.  
			<remark  id="s1b3c76l6" />		สิกขาบทวิภังค์  
			<remark  id="s1b3c76l7" />	[๑๒๓] บทว่า อนึ่ง ... ใด ความว่า ผู้ใด คือ ผู้เช่นใด ...  
			<remark  id="s1b3c76l8" />	บทว่า ภิกษุณี ความว่า ที่ชื่อว่า ภิกษุณี เพราะอรรถว่าเป็นผู้ขอ ... นี้ชื่อว่า ภิกษุณี  
			<remark  id="s1b3c76l9" />ที่ทรงประสงค์ในอรรถนี้.  
			<remark  id="s1b3c76l10" />	คำว่า ด้วยกัปปิยภัณฑ์ที่เขาถวายไว้เพื่อเป็นมูลค่าปัจจัยอย่างหนึ่ง อุทิศไว้อย่างหนึ่ง  
			<remark  id="s1b3c76l11" />คือ เขาถวายไว้เพื่อประโยชน์แก่ปัจจัยอย่างหนึ่ง.  
			<remark  id="s1b3c76l12" />	บทว่า ซึ่งเขาตั้งใจถวายสงฆ์ คือ เพื่อประโยชน์แก่สงฆ์ ไม่ใช่แก่คณะ ไม่ใช่แก่  
			<remark  id="s1b3c76l13" />ภิกษุณีรูปเดียว.  
			<remark  id="s1b3c76l14" />	บทว่า ขอมาเป็นส่วนตัว คือ ขอร้องเขาเอง.  
			<remark  id="s1b3c76l15" />	บทว่า ให้เปลี่ยนซึ่งปัจจัยอย่างอื่น ความว่า ทายกถวายกัปปิยภัณฑ์ไว้เพื่อประโยชน์  
			<remark  id="s1b3c76l16" />แก่ปัจจัยใด เว้นปัจจัยนั้น ให้เปลี่ยนเป็นปัจจัยอย่างอื่น เป็นทุกกฏในประโยค เป็นนิสสัคคีย์  
			<remark  id="s1b3c76l17" />ด้วยได้ปัจจัยนั้นมา ต้องเสียสละแก่สงฆ์ คณะ หรือภิกษุณีรูปหนึ่ง.  
			<remark  id="s1b3c76l18" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แลปัจจัยที่ได้มานั้น อันภิกษุณีพึงเสียสละอย่างนี้.  
			<remark  id="s1b3c76l19" />		วิธีเสียสละ  
			<remark  id="s1b3c76l20" />		เสียสละแก่สงฆ์  
			<remark  id="s1b3c76l21" />	ภิกษุณีรูปนั้นพึงเข้าไปหาสงฆ์ ... แม่เจ้า ปัจจัยอื่นสิ่งนี้ของข้าพเจ้าให้เปลี่ยนมาด้วยกัปปิย  
			<remark  id="s1b3c76l22" />ภัณฑ์ที่เขาถวายไว้เพื่อเป็นมูลค่าปัจจัยอย่างหนึ่ง อุทิศไว้อย่างหนึ่ง ซึ่งเขาตั้งใจถวายสงฆ์ แต่ขอ  
			<remark  id="s1b3c76l23" />มาเป็นส่วนตัว เป็นของจำจะสละ ข้าพเจ้าสละปัจจัยอื่นสิ่งนี้แก่สงฆ์ ... สงฆ์พึงให้ปัจจัยอื่นสิ่งนี้  
			<remark  id="s1b3c76l24" />แก่ภิกษุณีมีชื่อนี้ ดังนี้.  
			<remark  id="s1b3c76l25" />		เสียสละแก่คณะ  
			<remark  id="s1b3c76l26" />	ภิกษุณีรูปนั้นพึงเข้าไปหาภิกษุณีหลายรูป ... แม่เจ้าทั้งหลายพึงให้ปัจจัยอื่นสิ่งนี้แก่ภิกษุณีมีชื่อ  
			<remark  id="s1b3c76l27" />นี้ ดังนี้.  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b3c77" >
		<para id="s1b3c77p">
			<remark  id="s1b3c77l1" />		เสียสละแก่ภิกษุณีรูปหนึ่ง  
			<remark  id="s1b3c77l2" />	ภิกษุณีรูปนั้นพึงเข้าไปหาภิกษุณีรูปหนึ่ง ... ข้าพเจ้าให้ปัจจัยอื่นสิ่งนี้แก่แม่เจ้า ดังนี้.  
			<remark  id="s1b3c77l3" />		บทภาชนีย์  
			<remark  id="s1b3c77l4" />		ติกะนิสสัคคิยปาจิตตีย์  
			<remark  id="s1b3c77l5" />	[๑๒๔] กัปปิยภัณฑ์ที่เขาถวายไว้เพื่อเป็นมูลค่าปัจจัยอย่างหนึ่ง ภิกษุณีสำคัญว่า เขาถวาย  
			<remark  id="s1b3c77l6" />ไว้เพื่อเป็นมูลค่าปัจจัยอย่างหนึ่ง ให้เปลี่ยนเป็นปัจจัยอย่างอื่น เป็นนิสสัคคีย์ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.  
			<remark  id="s1b3c77l7" />	กัปปิยภัณฑ์ที่เขาถวายไว้เพื่อเป็นมูลค่าปัจจัยอย่างหนึ่ง ภิกษุณีสงสัยให้เปลี่ยนเป็นปัจจัย  
			<remark  id="s1b3c77l8" />อย่างอื่น เป็นนิสสัคคีย์ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.  
			<remark  id="s1b3c77l9" />	กัปปิยภัณฑ์ที่เขาถวายไว้เพื่อเป็นมูลค่าปัจจัยอย่างหนึ่ง ภิกษุณีสำคัญว่าเขามิได้ถวายไว้เพื่อ  
			<remark  id="s1b3c77l10" />เป็นมูลค่าปัจจัยอย่างหนึ่ง ให้เปลี่ยนเป็นปัจจัยอย่างอื่น เป็นนิสสัคคีย์ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.  
			<remark  id="s1b3c77l11" />	ได้ปัจจัยที่เสียสละแล้วคืนมา พึงน้อมเข้าไปในปัจจัยตามที่ทายกถวายไว้เดิม.  
			<remark  id="s1b3c77l12" />		ทุกะทุกกฏ  
			<remark  id="s1b3c77l13" />	มิใช่กัปปิยภัณฑ์ที่เขาถวายไว้เพื่อเป็นมูลค่าปัจจัยอย่างหนึ่ง ภิกษุณีสำคัญว่า เขาถวายไว้เพื่อ  
			<remark  id="s1b3c77l14" />เป็นมูลค่าปัจจัยอย่างหนึ่ง ต้องอาบัติทุกกฏ.  
			<remark  id="s1b3c77l15" />	มิใช่กัปปิยภัณฑ์ที่เขาถวายไว้เพื่อเป็นมูลค่าปัจจัยอย่างหนึ่ง ภิกษุณีสงสัย ต้องอาบัติทุกกฏ.  
			<remark  id="s1b3c77l16" />		ไม่ต้องอาบัติ  
			<remark  id="s1b3c77l17" />	มิใช่กัปปิยภัณฑ์ที่เขาถวายไว้เพื่อเป็นมูลค่าปัจจัยอย่างหนึ่ง ภิกษุณีสำคัญว่า เขามิได้ถวาย  
			<remark  id="s1b3c77l18" />ไว้เพื่อเป็นมูลค่าปัจจัยอย่างหนึ่ง ไม่ต้องอาบัติ.  
			<remark  id="s1b3c77l19" />		อนาปัตติวาร  
			<remark  id="s1b3c77l20" />	[๑๒๕] น้อมกัปปิยภัณฑ์ที่เหลือไป ๑ ขออนุญาตจากเจ้าของแล้วน้อมไป ๑ มีอันตราย ๑  
			<remark  id="s1b3c77l21" />วิกลจริต ๑ อาทิกัมมิกา ๑ ไม่ต้องอาบัติแล.  
			<remark  id="s1b3c77l22" />						ปัตตวรรค สิกขาบทที่ ๗ จบ.  
			<remark  id="s1b3c77l23" />						_______________________  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b3c78" >
		<para id="s1b3c78p">
			<remark  id="s1b3c78l1" />						ปัตตวรรค สิกขาบทที่ ๘  
			<remark  id="s1b3c78l2" />						เรื่องภิกษุณีหลายรูป  
			<remark  id="s1b3c78l3" />	[๑๒๖] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของอนาถ-  
			<remark  id="s1b3c78l4" />บิณฑิกคหบดี เขตพระนครสาวัตถี. ครั้งนั้น ภิกษุณีทั้งหลายผู้อาศัยอยู่ในบริเวณหมู่บ้านตำบลหนึ่ง  
			<remark  id="s1b3c78l5" />อัตคัดด้วยข้าวยาคู. จึงชาวบ้านตำบลนั้นได้รวบรวมสิ่งของเครื่องใช้ที่เขาเต็มใจทำบุญเพื่อประสงค์  
			<remark  id="s1b3c78l6" />เป็นมูลค่าข้าวยาคู สำหรับภิกษุณีทั้งหลาย ฝากไว้ที่ร้านชาวตลาดคนหนึ่ง แล้วได้เข้าไปหาภิกษุณี  
			<remark  id="s1b3c78l7" />ทั้งหลายกล่าวคำนี้ว่า แม่เจ้าทั้งหลาย เจ้าข้า กัปปิยภัณฑ์เพื่อเป็นมูลค่าข้าวยาคู พวกข้าพเจ้าได้  
			<remark  id="s1b3c78l8" />ฝากไว้ที่ร้านของชาวตลาดชื่อโน้น ขอท่านทั้งหลายจงให้ไวยาวัจกรไปนำข้าวสารจากร้านชาวตลาด  
			<remark  id="s1b3c78l9" />ผู้นั้นมาหุงต้มฉันเถิด.  
			<remark  id="s1b3c78l10" />	ภิกษุณีทั้งหลายได้ให้เปลี่ยนกัปปิยภัณฑ์นั้นเป็นเภสัชไปบริโภค.  
			<remark  id="s1b3c78l11" />	ชาวบ้านตำบลนั้นทราบเรื่องแล้ว พากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนภิกษุณีทั้งหลาย  
			<remark  id="s1b3c78l12" />จึงได้ให้เปลี่ยนกัปปิยภัณฑ์ที่เขาถวายไว้เพื่อเป็นมูลค่าปัจจัยอย่างหนึ่ง อุทิศไว้อย่างหนึ่ง ซึ่งเขา  
			<remark  id="s1b3c78l13" />ตั้งใจถวายแก่ภิกษุณีหมู่มาก เป็นปัจจัยอย่างอื่นไปเล่า.  
			<remark  id="s1b3c78l14" />	ภิกษุณีทั้งหลายได้ยินเขาเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาอยู่. บรรดาที่เป็นผู้มักน้อย ... ต่าง  
			<remark  id="s1b3c78l15" />ก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนภิกษุณีทั้งหลายจึงได้ให้เปลี่ยนกัปปิยภัณฑ์ที่เขาถวายไว้เพื่อ  
			<remark  id="s1b3c78l16" />เป็นมูลค่าปัจจัยอย่างหนึ่ง อุทิศไว้อย่างหนึ่ง ซึ่งเขาตั้งใจถวายแก่ภิกษุณีหมู่มาก มาเป็นปัจจัยอย่าง  
			<remark  id="s1b3c78l17" />อื่นไปเล่า ...  
			<remark  id="s1b3c78l18" />		ทรงสอบถาม  
			<remark  id="s1b3c78l19" />	พระผู้มีพระภาคทรงสอบถามภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข่าวว่าภิกษุณีทั้งหลายได้  
			<remark  id="s1b3c78l20" />ให้เปลี่ยนกัปปิยภัณฑ์ที่เขาถวายไว้เพื่อเป็นมูลค่าปัจจัยอย่างหนึ่งอุทิศไว้อย่างหนึ่ง ซึ่งเขาตั้งใจถวาย  
			<remark  id="s1b3c78l21" />แก่ภิกษุณีหมู่มาก มาเป็นปัจจัยอย่างอื่นไป จริงหรือ?  
			<remark  id="s1b3c78l22" />	ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า จริง พระพุทธเจ้าข้า.  
			<remark  id="s1b3c78l23" />		ทรงติเตียนแล้วบัญญัติสิกขาบท  
			<remark  id="s1b3c78l24" />	พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงติเตียนว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ไฉนภิกษุณีจึงได้เปลี่ยนกัปปิย  
			<remark  id="s1b3c78l25" />ภัณฑ์ที่เขาถวายไว้เพื่อเป็นมูลค่าปัจจัยอย่างหนึ่ง อุทิศไว้อย่างหนึ่ง ซึ่งเขาตั้งใจถวายแก่ภิกษุณี  
			<remark  id="s1b3c78l26" />หมู่มาก มาเป็นปัจจัยอย่างอื่นไปเล่า การกระทำของพวกนางนั่น ไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของ  
			<remark  id="s1b3c78l27" />ชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส ...  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b3c79" >
		<para id="s1b3c79p">
			<remark  id="s1b3c79l1" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แลภิกษุณีทั้งหลายจงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดงอย่างนี้ ว่าดังนี้:  
			<remark  id="s1b3c79l2" />		พระบัญญัติ  
			<remark  id="s1b3c79l3" />	๓๓. ๘. อนึ่ง ภิกษุณีใด ให้เปลี่ยนซึ่งปัจจัยอย่างอื่น ด้วยกัปปิยภัณฑ์ที่เขาถวาย  
			<remark  id="s1b3c79l4" />ไว้เพื่อเป็นมูลค่าปัจจัยอย่างหนึ่ง อุทิศไว้อย่างหนึ่ง ซึ่งเขาตั้งใจจะถวายแก่ภิกษุณีหมู่มาก  
			<remark  id="s1b3c79l5" />เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์  
			<remark  id="s1b3c79l6" />		เรื่องภิกษุณีหลายรูป จบ.  
			<remark  id="s1b3c79l7" />		สิกขาบทวิภังค์  
			<remark  id="s1b3c79l8" />	[๑๒๗] บทว่า อนึ่ง ... ใด ความว่า ผู้ใด คือ ผู้เช่นใด ...  
			<remark  id="s1b3c79l9" />	บทว่า ภิกษุณี ความว่า ที่ชื่อว่า ภิกษุณี เพราะอรรถว่าเป็นผู้ขอ ... นี้ชื่อว่า ภิกษุณี  
			<remark  id="s1b3c79l10" />ที่ทรงประสงค์ในอรรถนี้.  
			<remark  id="s1b3c79l11" />	คำว่า ด้วยกัปปิยภัณฑ์ ที่เขาถวายไว้เพื่อเป็นมูลค่าปัจจัยอย่างหนึ่ง อุทิศไว้อย่างหนึ่ง  
			<remark  id="s1b3c79l12" />คือ เขาถวายไว้เพื่อประโยชน์แก่ปัจจัยอย่างหนึ่ง.  
			<remark  id="s1b3c79l13" />	บทว่าซึ่งเขาตั้งใจถวายแก่ภิกษุณีหมู่มาก คือ เพื่อประโยชน์แก่คณะ ไม่ใช่สงฆ์ ไม่ใช่  
			<remark  id="s1b3c79l14" />ภิกษุณีรูปเดียว.  
			<remark  id="s1b3c79l15" />	บทว่า ให้เปลี่ยนซึ่งปัจจัยอย่างอื่น ความว่า ทายกถวายกัปปิยภัณฑ์ไว้เพื่อประโยชน์  
			<remark  id="s1b3c79l16" />แก่ปัจจัยใด เว้นปัจจัยนั้น ให้เปลี่ยนปัจจัยอย่างอื่น เป็นทุกกฏในประโยค เป็นนิสสัคคีย์ด้วย  
			<remark  id="s1b3c79l17" />ได้ปัจจัยนั้นมา ต้องเสียสละแก่สงฆ์ คณะ หรือภิกษุณีรูปหนึ่ง.  
			<remark  id="s1b3c79l18" />	ดูกรภิกษุณีทั้งหลาย ก็แลปัจจัยอย่างอื่นที่ได้มานั้น อันภิกษุณีพึงเสียสละอย่างนี้.  
			<remark  id="s1b3c79l19" />		วิธีเสียสละ  
			<remark  id="s1b3c79l20" />		เสียสละแก่สงฆ์  
			<remark  id="s1b3c79l21" />	ภิกษุณีรูปนั้นพึงเข้าไปหาสงฆ์ ...  แม่เจ้า ปัจจัยอย่างอื่นนี้ของข้าพเจ้าให้เปลี่ยนมาด้วย  
			<remark  id="s1b3c79l22" />กัปปิยภัณฑ์ที่เขาถวายไว้เพื่อเป็นมูลค่าปัจจัยอย่างหนึ่ง อุทิศไว้อย่างหนึ่ง ซึ่งเขาตั้งใจถวายแก่  
			<remark  id="s1b3c79l23" />ภิกษุณีหมู่มาก เป็นของจำจะสละ ข้าพเจ้าสละปัจจัยอย่างอื่นนี้แก่สงฆ์ ... สงฆ์พึงให้ปัจจัยอย่างอื่น  
			<remark  id="s1b3c79l24" />นี้แก่ภิกษุณีมีชื่อนี้ ดังนี้.  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b3c80" >
		<para id="s1b3c80p">
			<remark  id="s1b3c80l1" />		เสียสละแก่คณะ  
			<remark  id="s1b3c80l2" />	ภิกษุณีรูปนั้นพึงเข้าไปหาภิกษุณีหลายรูป ...  แม่เจ้าทั้งหลายพึงให้ปัจจัยอย่างอื่นนี้แก่ภิกษุณี  
			<remark  id="s1b3c80l3" />มีชื่อนี้ ดังนี้.  
			<remark  id="s1b3c80l4" />		เสียสละแก่ภิกษุณีรูปหนึ่ง  
			<remark  id="s1b3c80l5" />	ภิกษุณีรูปนั้นพึงเข้าไปหาภิกษุณีรูปหนึ่ง ...  ข้าพเจ้าให้ปัจจัยอย่างอื่นนี้แก่แม่เจ้า ดังนี้.  
			<remark  id="s1b3c80l6" />		บทภาชนีย์  
			<remark  id="s1b3c80l7" />		ติกะนิสสัคคิยปาจิตตีย์  
			<remark  id="s1b3c80l8" />	[๑๒๘] กัปปิยภัณฑ์ที่เขาถวายไว้เพื่อเป็นมูลค่าปัจจัยอย่างหนึ่ง ภิกษุณีสำคัญว่า เขาถวาย  
			<remark  id="s1b3c80l9" />ไว้เพื่อเป็นมูลค่าปัจจัยอย่างหนึ่ง ให้เปลี่ยนเป็นปัจจัยอย่างอื่นเป็นนิสสัคคีย์ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.  
			<remark  id="s1b3c80l10" />	กัปปิยภัณฑ์ที่เขาถวายไว้เพื่อเป็นมูลค่าปัจจัยอย่างหนึ่ง ภิกษุณีสงสัย ...  ให้เปลี่ยนเป็น  
			<remark  id="s1b3c80l11" />ปัจจัยอย่างอื่น เป็นนิสสัคคีย์ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.  
			<remark  id="s1b3c80l12" />	กัปปิยภัณฑ์ที่เขาถวายไว้เพื่อเป็นมูลค่าปัจจัยอย่างหนึ่ง ภิกษุณีสำคัญว่า เขามิได้ถวายไว้  
			<remark  id="s1b3c80l13" />เพื่อเป็นมูลค่าปัจจัยอย่างหนึ่ง ให้เปลี่ยนเป็นปัจจัยอย่างอื่น เป็นนิสสัคคีย์ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.  
			<remark  id="s1b3c80l14" />	ได้ปัจจัยที่เสียสละแล้วคืนมา พึงน้อมไปในปัจจัยตามที่ทายกถวายไว้เดิม.  
			<remark  id="s1b3c80l15" />		ทุกะทุกกฏ  
			<remark  id="s1b3c80l16" />	มิใช่กัปปิยภัณฑ์ที่เขาถวายไว้เพื่อเป็นมูลค่าปัจจัยอย่างหนึ่ง ภิกษุณีสำคัญว่า เขาถวายไว้  
			<remark  id="s1b3c80l17" />เพื่อเป็นมูลค่าปัจจัยอย่างหนึ่ง ต้องอาบัติทุกกฏ.  
			<remark  id="s1b3c80l18" />	มิใช่กัปปิยภัณฑ์ที่เขาถวายไว้เพื่อเป็นมูลค่าปัจจัยอย่างหนึ่ง ภิกษุณีสงสัย ต้องอาบัติทุกกฏ.  
			<remark  id="s1b3c80l19" />		ไม่ต้องอาบัติ  
			<remark  id="s1b3c80l20" />	มิใช่กัปปิยภัณฑ์ที่เขาถวายไว้เพื่อเป็นมูลค่าปัจจัยอย่างหนึ่ง ภิกษุณีสำคัญว่า เขามิได้ถวาย  
			<remark  id="s1b3c80l21" />ไว้เพื่อเป็นมูลค่าปัจจัยอย่างหนึ่ง ไม่ต้องอาบัติ.  
			<remark  id="s1b3c80l22" />		อนาปัตติวาร  
			<remark  id="s1b3c80l23" />	[๑๒๙] น้อมกัปปิยภัณฑ์ที่เหลือไป ๑ ขออนุญาตต่อเจ้าของแว้วน้อมไป ๑ มีอันตราย  
			<remark  id="s1b3c80l24" />๑ วิกลจริต ๑ อาทิกัมมิกา ๑ ไม่ต้องอาบัติแล.  
			<remark  id="s1b3c80l25" />		ปัตตวรรค สิกขาบทที่ ๘ จบ.  
			<remark  id="s1b3c80l26" />		_______________________  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b3c81" >
		<para id="s1b3c81p">
			<remark  id="s1b3c81l1" />		ปัตตวรรค สิกขาบทที่ ๙  
			<remark  id="s1b3c81l2" />		เรื่องภิกษุณีหลายรูป  
			<remark  id="s1b3c81l3" />	[๑๓๐] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของอนาถ  
			<remark  id="s1b3c81l4" />บิณฑิกคหบดี เขตพระนครสาวัตถี. ครั้งนั้น ภิกษุณีทั้งหลาย ผู้อาศัยอยู่ในบริเวณหมู่บ้านตำบล  
			<remark  id="s1b3c81l5" />หนึ่ง อัตคัดด้วยข้าวยาคู. จึงชาวบ้านตำบลนั้นได้รวบรวมเครื่องใช้สอยที่เขาเต็มใจทำบุญเพื่อเป็น  
			<remark  id="s1b3c81l6" />มูลค่าข้าวยาคูสำหรับภิกษุณีทั้งหลาย ฝากไว้ที่ร้านชาวตลาดคนหนึ่ง แล้วได้เข้าไปหาภิกษุณีทั้งหลาย  
			<remark  id="s1b3c81l7" />กล่าวคำนี้ว่า แม่เจ้าทั้งหลาย เจ้าข้า กัปปิยภัณฑ์เพื่อเป็นมูลค่าข้าวยาคู พวกข้าพเจ้าฝากไว้ที่ร้าน  
			<remark  id="s1b3c81l8" />ชาวตลาดชื่อโน้น ขอท่านทั้งหลายจงให้ไวยาวัจกรไปนำข้าวสารจากชาวตลาดนั้นมาหุงต้มฉันเถิด.  
			<remark  id="s1b3c81l9" />	ภิกษุณีทั้งหลายได้ขอให้เปลี่ยนกัปปิยภัณฑ์นั้นแหละเป็นเภสัชไปบริโภคเป็นส่วนตัว.  
			<remark  id="s1b3c81l10" />	ชาวบ้านตำบลนั้นทราบเรื่องแล้ว พากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนภิกษุณีทั้งหลาย  
			<remark  id="s1b3c81l11" />จึงได้ให้เปลี่ยนกัปปิยภัณฑ์ ที่เขาถวายไว้เพื่อเป็นมูลค่าปัจจัยอย่างหนึ่ง อุทิศไว้อย่างหนึ่ง ซึ่งเขา  
			<remark  id="s1b3c81l12" />ตั้งใจจะถวายแก่ภิกษุณีหมู่มาก ไปเป็นปัจจัยอย่างอื่น ทั้งขอมาเป็นส่วนตัวด้วยเล่า.  
			<remark  id="s1b3c81l13" />	ภิกษุณีทั้งหลายได้ยินชาวบ้านตำบลนั้นพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาอยู่ บรรดาที่เป็นผู้  
			<remark  id="s1b3c81l14" />มักน้อย ...  ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนภิกษุณีทั้งหลายจึงได้ให้เปลี่ยนกัปปิยภัณฑ์ที่เขา  
			<remark  id="s1b3c81l15" />บริจาคไว้เพื่อเป็นมูลค่าปัจจัยอย่างหนึ่ง อุทิศไว้อย่างหนึ่ง ซึ่งเขาตั้งใจถวายแก่ภิกษุณีหมู่มาก ไปเป็น  
			<remark  id="s1b3c81l16" />ปัจจัยอย่างอื่น ทั้งขอมาเป็นส่วนตัวด้วยเล่า ...  แล้วกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค.  
			<remark  id="s1b3c81l17" />		ทรงสอบถาม  
			<remark  id="s1b3c81l18" />	พระผู้มีพระภาคทรงสอบถามภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข่าวว่า ภิกษุณีทั้งหลาย  
			<remark  id="s1b3c81l19" />ให้เปลี่ยนกัปปิยภัณฑ์ที่เขาถวายไว้เพื่อเป็นมูลค่าปัจจัยอย่างหนึ่ง อุทิศไว้อย่างหนึ่ง ซึ่งเขาตั้งใจถวาย  
			<remark  id="s1b3c81l20" />แก่ภิกษุณีหมู่มาก ไปเป็นปัจจัยอย่างอื่น ทั้งขอมาเป็นส่วนตัวด้วย จริงหรือ?  
			<remark  id="s1b3c81l21" />	ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า จริง พระพุทธเจ้าข้า.  
			<remark  id="s1b3c81l22" />		ทรงติเตียนแล้วบัญญัติสิกขาบท  
			<remark  id="s1b3c81l23" />	พระผู้มีพระภาคพระพุทธเจ้าทรงติเตียนว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ไฉนภิกษุณีทั้งหลาย จึงได้  
			<remark  id="s1b3c81l24" />ให้เปลี่ยนกัปปิยภัณฑ์ที่เขาถวายไว้เพื่อเป็นมูลค่าปัจจัยอย่างหนึ่ง อุทิศไว้อย่างหนึ่ง ซึ่งเขาตั้งใจถวาย  
			<remark  id="s1b3c81l25" />แก่ภิกษุณีหมู่มาก ไปเป็นปัจจัยอย่างอื่น ทั้งขอมาเป็นส่วนตัวด้วยเล่า การกระทำของพวกนางนั่น  
			<remark  id="s1b3c81l26" />ไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส ... 
		</para>
	</section>
	<section id="s1b3c82" >
		<para id="s1b3c82p">
			<remark  id="s1b3c82l1" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แลภิกษุณีทั้งหลายจงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดงอย่างนี้ ว่าดังนี้:  
			<remark  id="s1b3c82l2" />		พระบัญญัติ  
			<remark  id="s1b3c82l3" />	๓๔.๙. อนึ่ง ภิกษุณีใด ให้เปลี่ยนซึ่งปัจจัยอย่างอื่น ด้วยกัปปิยภัณฑ์ที่เขาถวายไว้เพื่อ  
			<remark  id="s1b3c82l4" />เป็นมูลค่าปัจจัยอย่างหนึ่ง อุทิศไว้อย่างหนึ่ง ซึ่งเขาตั้งใจถวายภิกษุณีหมู่มาก แต่ขอมาเป็น  
			<remark  id="s1b3c82l5" />ส่วนตัว เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์.  
			<remark  id="s1b3c82l6" />		เรื่องภิกษุณีหลายรูป จบ.  
			<remark  id="s1b3c82l7" />		สิกขาบทวิภังค์  
			<remark  id="s1b3c82l8" />	[๑๓๑] บทว่า อนึ่ง ... ใด ความว่า ผู้ใด คือ ผู้เช่นใด ...  
			<remark  id="s1b3c82l9" />	บทว่า ภิกษุณี ความว่า ที่ชื่อว่า ภิกษุณี เพราะอรรถว่าเป็นผู้ขอ ... นี้ชื่อว่า ภิกษุณี ที่  
			<remark  id="s1b3c82l10" />ทรงประสงค์ในอรรถนี้.  
			<remark  id="s1b3c82l11" />	บทว่า ด้วยกัปปิยภัณฑ์ที่เขาถวายไว้เพื่อเป็นมูลค่าปัจจัยอย่างหนึ่ง อุทิศไว้อย่างหนึ่ง  
			<remark  id="s1b3c82l12" />นั้น คือ เขาถวายไว้เพื่อประโยชน์แก่ปัจจัยอย่างหนึ่ง.  
			<remark  id="s1b3c82l13" />	บทว่า ซึ่งเขาตั้งใจถวายภิกษุณีหมู่มาก คือ เพื่อประโยชน์แก่คณะ ไม่ใช่สงฆ์ ไม่ใช่  
			<remark  id="s1b3c82l14" />ภิกษุณีรูปเดียว.  
			<remark  id="s1b3c82l15" />	บทว่า ขอมาเป็นส่วนตัว คือ ขอร้องเขาเอง.  
			<remark  id="s1b3c82l16" />	บทว่า ให้เปลี่ยนซึ่งปัจจัยอย่างอื่น ความว่า ทายกถวายกัปปิยภัณฑ์ไว้เพื่อประโยชน์  
			<remark  id="s1b3c82l17" />แก่ปัจจัยใด เว้นปัจจัยนั้น ให้เปลี่ยนเป็นปัจจัยอย่างอื่น เป็นทุกกฏในประโยค เป็นนิสสัคคีย์  
			<remark  id="s1b3c82l18" />ด้วยได้ปัจจัยนั้นมา ต้องเสียสละแก่สงฆ์ คณะ หรือภิกษุณีรูปหนึ่ง.  
			<remark  id="s1b3c82l19" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แลปัจจัยอื่นที่ได้มานั้น อันภิกษุณีพึงเสียสละอย่างนี้.  
			<remark  id="s1b3c82l20" />		วิธีเสียสละ  
			<remark  id="s1b3c82l21" />		เสียสละแก่สงฆ์  
			<remark  id="s1b3c82l22" />	ภิกษุณีรูปนั้นพึงเข้าไปหาสงฆ์ ... แม่เจ้า ปัจจัยอย่างอื่นนี้ของข้าพเจ้าให้เปลี่ยนมาด้วยกัปปิย  
			<remark  id="s1b3c82l23" />ภัณฑ์ที่เขาถวายไว้เพื่อเป็นมูลค่าปัจจัยอย่างหนึ่ง อุทิศไว้อย่างหนึ่ง ซึ่งเขาตั้งใจถวายแก่ภิกษุณีหมู่  
			<remark  id="s1b3c82l24" />มาก แต่ขอมาเป็นส่วนตัว เป็นของจำจะสละ ข้าพเจ้าสละปัจจัยอย่างอื่นนี้แก่สงฆ์ ...  สงฆ์พึงให้  
			<remark  id="s1b3c82l25" />ปัจจัยอย่างอื่นนี้แก่ภิกษุณีมีชื่อนี้ ดังนี้.  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b3c83" >
		<para id="s1b3c83p">
			<remark  id="s1b3c83l1" />		เสียสละแก่คณะ  
			<remark  id="s1b3c83l2" />	ภิกษุณีรูปนั้นพึงเข้าไปหาภิกษุณีหลายรูป ...  แม่เจ้าทั้งหลายพึงให้ปัจจัยอย่างอื่นนี้แก่ภิกษุณี  
			<remark  id="s1b3c83l3" />มีชื่อนี้ ดังนี้.  
			<remark  id="s1b3c83l4" />		เสียสละแก่ภิกษุณีรูปหนึ่ง  
			<remark  id="s1b3c83l5" />	ภิกษุณีรูปนั้นพึงเข้าไปหาภิกษุณีรูปหนึ่ง ...  ข้าพเจ้าให้ปัจจัยอย่างอื่นนี้แก่แม่เจ้า ดังนี้.  
			<remark  id="s1b3c83l6" />		บทภาชนีย์  
			<remark  id="s1b3c83l7" />		ติกะนิสสัคคิยปาจิตตีย์  
			<remark  id="s1b3c83l8" />	[๑๓๒] กัปปิยภัณฑ์ที่เขาถวายไว้เพื่อเป็นมูลค่าปัจจัยอย่างหนึ่ง ภิกษุณีสำคัญว่า เขาถวาย  
			<remark  id="s1b3c83l9" />ไว้เพื่อเป็นมูลค่าปัจจัยอย่างหนึ่ง ให้เปลี่ยนเป็นปัจจัยอย่างอื่น เป็นนิสสัคคีย์ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.  
			<remark  id="s1b3c83l10" />	กัปปิยภัณฑ์ที่เขาถวายไว้เพื่อเป็นมูลค่าปัจจัยอย่างหนึ่ง ภิกษุณีสงสัยให้เปลี่ยนเป็นปัจจัย  
			<remark  id="s1b3c83l11" />อย่างอื่น เป็นนิสสัคคีย์ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.  
			<remark  id="s1b3c83l12" />	กัปปิยภัณฑ์ที่เขาถวายไว้เพื่อเป็นมูลค่าปัจจัยอย่างหนึ่ง ภิกษุณีสำคัญว่า เขามิได้ถวายไว้  
			<remark  id="s1b3c83l13" />เพื่อเป็นมูลค่าปัจจัยอย่างหนึ่ง ให้เปลี่ยนเป็นปัจจัยอย่างอื่น เป็นนิสสัคคีย์ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.  
			<remark  id="s1b3c83l14" />	ได้ปัจจัยที่เสียสละแล้วคืนมา พึงน้อมเข้าไปในปัจจัยตามที่ทายกถวายไว้เดิม.  
			<remark  id="s1b3c83l15" />		ทุกะทุกกฏ  
			<remark  id="s1b3c83l16" />	มิใช่กัปปิยภัณฑ์ที่เขาถวายไว้เพื่อเป็นมูลค่าปัจจัยอย่างหนึ่ง ภิกษุณีสำคัญว่า เขาถวายไว้  
			<remark  id="s1b3c83l17" />เป็นมูลค่าปัจจัยอย่างหนึ่ง ต้องอาบัติทุกกฏ.  
			<remark  id="s1b3c83l18" />	มิใช่กัปปิยภัณฑ์ที่เขาถวายไว้ เพื่อเป็นมูลค่าปัจจัยอย่างหนึ่ง ภิกษุณีสงสัย ต้องอาบัติ  
			<remark  id="s1b3c83l19" />ทุกกฏ.  
			<remark  id="s1b3c83l20" />		ไม่ต้องอาบัติ  
			<remark  id="s1b3c83l21" />	มิใช่กัปปิยภัณฑ์ที่เขาถวายไว้เพื่อเป็นมูลค่าปัจจัยอย่างหนึ่ง ภิกษุณีสำคัญว่า เขามิได้ถวาย  
			<remark  id="s1b3c83l22" />ไว้เพื่อเป็นมูลค่าปัจจัยอย่างหนึ่ง ไม่ต้องอาบัติ.  
			<remark  id="s1b3c83l23" />		อนาปัตติวาร  
			<remark  id="s1b3c83l24" />	[๑๓๓] ภิกษุณีน้อมกัปปิยภัณฑ์ที่เหลือไป ๑ ขออนุญาตต่อเจ้าของแล้วน้อมไป ๑  
			<remark  id="s1b3c83l25" />มีอันตราย ๑ วิกลจริต ๑ อาทิกัมมิกา ๑ ไม่ต้องอาบัติแล.  
			<remark  id="s1b3c83l26" />		ปัตตวรรค สิกขาบทที่ ๙ จบ.  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b3c84" >
		<para id="s1b3c84p">
			<remark  id="s1b3c84l1" />		ปัตตวรรค สิกขาบทที่ ๑๐  
			<remark  id="s1b3c84l2" />		เรื่องภิกษุณีถุลลนันทา  
			<remark  id="s1b3c84l3" />	[๑๓๔] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของอนาถ  
			<remark  id="s1b3c84l4" />บิณฑิกคหบดี เขตพระนครสาวัตถี. ครั้งนั้น ภิกษุณีถุลลนันทาเป็นพหูสูต ช่างพูด องอาจ  
			<remark  id="s1b3c84l5" />สามารถ กล่าวถ้อยคำมีหลักฐาน. คนเป็นอันมากต่างพากันเข้าไปสนทนาปราศรัยด้วย ประจวบ  
			<remark  id="s1b3c84l6" />เวลานั้นบริเวณของภิกษุณีถุลลนันทาชำรุด ชาวบ้านจึงถามภิกษุณีถุลลนันทาว่า แม่เจ้า เพราะเหตุไร  
			<remark  id="s1b3c84l7" />แม่เจ้าจึงปล่อยให้บริเวณชำรุด.  
			<remark  id="s1b3c84l8" />	นางตอบว่า เพราะคนให้ไม่มี คนทำก็ไม่มี.  
			<remark  id="s1b3c84l9" />	จึงชาวบ้านพวกนั้นได้รวบรวมสิ่งของเครื่องใช้สอยที่เขาเต็มใจทำบุญ เพื่อเป็นมูลค่าบริเวณ  
			<remark  id="s1b3c84l10" />แล้วถวายเป็นกัปปิยภัณฑ์ไว้แก่ภิกษุณีถุลลนันทา ภิกษุณีถุลลนันทาได้ขอให้เปลี่ยนกัปปิยภัณฑ์นั้น  
			<remark  id="s1b3c84l11" />แหละ เป็นเภสัช แล้วบริโภคเป็นส่วนตัว.  
			<remark  id="s1b3c84l12" />	ชาวบ้านเหล่านั้นทราบเรื่องแล้ว พากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนแม่เจ้าถุลล  
			<remark  id="s1b3c84l13" />นันทาจึงได้ให้เปลี่ยนกัปปิยภัณฑ์ที่เขาถวายไว้เพื่อเป็นมูลค่าปัจจัยอย่างหนึ่ง อุทิศไว้อย่างหนึ่ง ซึ่ง  
			<remark  id="s1b3c84l14" />เขาตั้งใจถวายบุคคล มาเป็นปัจจัยอย่างอื่นไป ทั้งขอมาเป็นส่วนตัวด้วยเล่า.  
			<remark  id="s1b3c84l15" />		ทรงสอบถาม  
			<remark  id="s1b3c84l16" />	พระผู้มีพระภาคทรงสอบถามภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข่าวว่าภิกษุณีถุลลนันทา  
			<remark  id="s1b3c84l17" />ได้ให้เปลี่ยนกัปปิยภัณฑ์ที่เขาถวายไว้เพื่อเป็นมูลค่าปัจจัยอย่างหนึ่ง อุทิศให้อย่างหนึ่ง ซึ่งเขาตั้งใจ  
			<remark  id="s1b3c84l18" />ถวายบุคคล มาเป็นปัจจัยอย่างอื่นไป ทั้งขอมาเป็นส่วนตัวด้วย จริงหรือ?  
			<remark  id="s1b3c84l19" />	ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า จริง พระพุทธเจ้าข้า.  
			<remark  id="s1b3c84l20" />		ทรงติเตียนแล้วบัญญัติสิกขาบท  
			<remark  id="s1b3c84l21" />	พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงติเตียนว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ไฉนภิกษุณีถุลลนันทา จึงได้ให้  
			<remark  id="s1b3c84l22" />เปลี่ยนกัปปิยภัณฑ์ที่เขาถวายไว้เพื่อเป็นมูลค่าปัจจัยอย่างหนึ่ง อุทิศไว้อย่างหนึ่ง ซึ่งเขาตั้งใจถวาย  
			<remark  id="s1b3c84l23" />บุคคล มาเป็นปัจจัยอย่างอื่นไป ทั้งขอมาเป็นส่วนตัวด้วยเล่า การกระทำของนางนั่น ไม่เป็นไป  
			<remark  id="s1b3c84l24" />เพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส ...  
			<remark  id="s1b3c84l25" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แลภิกษุณีทั้งหลายจงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดงอย่างนี้ ว่าดังนี้:  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b3c85" >
		<para id="s1b3c85p">
			<remark  id="s1b3c85l1" />		พระบัญญัติ  
			<remark  id="s1b3c85l2" />	๓๕. ๑๐. อนึ่ง ภิกษุณีใด ให้เปลี่ยนซึ่งปัจจัยอย่างอื่น ด้วยกัปปิยภัณฑ์ที่เขาถวายไว้  
			<remark  id="s1b3c85l3" />เพื่อเป็นมูลค่าปัจจัยอย่างหนึ่ง อุทิศไว้อย่างหนึ่ง ซึ่งเขาตั้งใจถวายบุคคล แต่ขอมาเป็นส่วนตัว  
			<remark  id="s1b3c85l4" />เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์.  
			<remark  id="s1b3c85l5" />		เรื่องภิกษุณีถุลลนันทา จบ.  
			<remark  id="s1b3c85l6" />		สิกขาบทวิภังค์  
			<remark  id="s1b3c85l7" />	[๑๓๕] บทว่า อนึ่ง ... ใด ความว่า ผู้ใด คือ ผู้เช่นใด ...  
			<remark  id="s1b3c85l8" />	บทว่า ภิกษุณี ความว่า ที่ชื่อว่า ภิกษุณี เพราะอรรถว่าเป็นผู้ขอ ... นี้. ชื่อว่า ภิกษุณี  
			<remark  id="s1b3c85l9" />ที่ทรงประสงค์ในอรรถนี้.  
			<remark  id="s1b3c85l10" />	บทว่า ด้วยกัปปิยภัณฑ์ที่เขาถวายไว้ เพื่อเป็นมูลค่าปัจจัยอย่างหนึ่ง อุทิศไว้อย่างหนึ่ง  
			<remark  id="s1b3c85l11" />คือ เขาถวายไว้เพื่อประโยชน์แก่ปัจจัยอย่างหนึ่ง.  
			<remark  id="s1b3c85l12" />	บทว่า เขาตั้งใจถวายบุคคล คือ เพื่อประโยชน์แก่ภิกษุณีรูปเดียว ไม่ใช่สงฆ์ ไม่ใช่  
			<remark  id="s1b3c85l13" />คณะ.  
			<remark  id="s1b3c85l14" />	บทว่า ขอมาเป็นส่วนตัว คือ ของร้องเขาเอง.  
			<remark  id="s1b3c85l15" />	บทว่า ให้เปลี่ยนซึ่งปัจจัยอย่างอื่น ความว่า ทายกถวายกัปปิยภัณฑ์ไว้เพื่อประโยชน์  
			<remark  id="s1b3c85l16" />แก่ปัจจัยใด เว้นปัจจัยนั้น ให้เปลี่ยนเป็นปัจจัยอย่างอื่น เป็นทุกกฏในประโยค เป็นนิสสัคคีย์  
			<remark  id="s1b3c85l17" />ด้วยได้ปัจจัยนั้นมา ต้องเสียสละแก่สงฆ์ คณะ หรือภิกษุณีรูปหนึ่ง.  
			<remark  id="s1b3c85l18" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แลปัจจัยอย่างอื่นที่ได้มานั้น อันภิกษุณีพึงเสียสละอย่างนี้.  
			<remark  id="s1b3c85l19" />		วิธีเสียสละ  
			<remark  id="s1b3c85l20" />		เสียสละแก่สงฆ์  
			<remark  id="s1b3c85l21" />	ภิกษุณีรูปนั้นพึงเข้าไปหาสงฆ์ ... แม่เจ้า ปัจจัยอย่างอื่นนี้ของข้าพเจ้าให้เปลี่ยนมาด้วยกัปปิย  
			<remark  id="s1b3c85l22" />ภัณฑ์ที่เขาถวายไว้เพื่อเป็นมูลค่าปัจจัยอย่างหนึ่ง อุทิศไว้อย่างหนึ่ง ซึ่งเขาตั้งใจถวายบุคคล แต่ขอ  
			<remark  id="s1b3c85l23" />มาเป็นส่วนตัว เป็นของจำจะสละ ข้าพเจ้าสละปัจจัยอย่างอื่นนี้แก่สงฆ์ ... สงฆ์พึงให้ปัจจัยอย่างอื่นนี้  
			<remark  id="s1b3c85l24" />แก่ภิกษุณีมีชื่อนี้ ดังนี้.  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b3c86" >
		<para id="s1b3c86p">
			<remark  id="s1b3c86l1" />		เสียสละแก่คณะ  
			<remark  id="s1b3c86l2" />	ภิกษุณีรูปนั้นพึงเข้าไปหาภิกษุณีหลายรูป ...  แม่เจ้าทั้งหลายพึงให้ปัจจัยอย่างอื่นนี้แก่ภิกษุณี  
			<remark  id="s1b3c86l3" />มีชื่อนี้ ดังนี้.  
			<remark  id="s1b3c86l4" />		เสียสละแก่ภิกษุณีรูปหนึ่ง  
			<remark  id="s1b3c86l5" />	ภิกษุณีรูปนั้นพึงเข้าไปหาภิกษุณีรูปหนึ่ง ... ข้าพเจ้าให้ปัจจัยอย่างอื่นนี้แก่แม่เจ้า ดังนี้.  
			<remark  id="s1b3c86l6" />		บทภาชนีย์  
			<remark  id="s1b3c86l7" />		ติกะนิสสัคคิยปาจิตตีย์  
			<remark  id="s1b3c86l8" />	[๑๓๖] กัปปิยภัณฑ์ที่เขาถวายไว้เพื่อเป็นมูลค่าปัจจัยอย่างหนึ่ง ภิกษุณีสำคัญว่า เขาถวาย  
			<remark  id="s1b3c86l9" />ไว้เพื่อเป็นมูลค่าปัจจัยอย่างหนึ่ง ให้เปลี่ยนเป็นปัจจัยอื่นอีกอย่าง เป็นนิสสัคคีย์ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.  
			<remark  id="s1b3c86l10" />	กัปปิยภัณฑ์ที่เขาถวายไว้เพื่อเป็นมูลค่าปัจจัยอย่างหนึ่ง ภิกษุณีสงสัยให้เปลี่ยนเป็นปัจจัย  
			<remark  id="s1b3c86l11" />อื่นอีกอย่าง เป็นนิสสัคคีย์ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.  
			<remark  id="s1b3c86l12" />	กัปปิยภัณฑ์ที่เขาถวายไว้เพื่อเป็นมูลค่าปัจจัยอย่างหนึ่ง ภิกษุณีสำคัญว่าเขามิได้ถวายไว้เพื่อ  
			<remark  id="s1b3c86l13" />เป็นมูลค่าปัจจัยอย่างหนึ่ง ให้เปลี่ยนเป็นปัจจัยอื่นอีกอย่าง เป็นนิสสัคคีย์ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.  
			<remark  id="s1b3c86l14" />	ได้ปัจจัยที่เสียสละแล้วคืนมา พึงน้อมเข้าไปในปัจจัยตามที่ทายกถวายไว้เดิม.  
			<remark  id="s1b3c86l15" />		ทุกะทุกกฏ  
			<remark  id="s1b3c86l16" />	มิใช่กัปปิยภัณฑ์ที่เขาถวายไว้เพื่อเป็นมูลค่าปัจจัยอย่างหนึ่ง ภิกษุณีสำคัญว่า เขาถวาย  
			<remark  id="s1b3c86l17" />ไว้เพื่อเป็นมูลค่าปัจจัยอย่างหนึ่ง ต้องอาบัติทุกกฏ.  
			<remark  id="s1b3c86l18" />	มิใช่กัปปิยภัณฑ์ที่เขาถวายไว้เพื่อเป็นมูลค่าปัจจัยอย่างหนึ่ง ภิกษุณีสงสัย ต้องอาบัติ  
			<remark  id="s1b3c86l19" />ทุกกฏ.  
			<remark  id="s1b3c86l20" />		ไม่ต้องอาบัติ  
			<remark  id="s1b3c86l21" />	มิใช่กัปปิยภัณฑ์ที่เขาถวายไว้เพื่อเป็นมูลค่าปัจจัยอย่างหนึ่ง ภิกษุณีสำคัญว่า เขามิได้  
			<remark  id="s1b3c86l22" />ถวายไว้เพื่อเป็นมูลค่าปัจจัยอย่างหนึ่ง ไม่ต้องอาบัติ.  
			<remark  id="s1b3c86l23" />		อนาปัตติวาร  
			<remark  id="s1b3c86l24" />	[๑๓๗] น้อมกัปปิยภัณฑ์ที่เหลือไป ๑ ขออนุญาตจากเจ้าของแล้วน้อมไป ๑ มีอันตราย ๑  
			<remark  id="s1b3c86l25" />วิกลจริต ๑ อาทิกัมมิกา ๑ ไม่ต้องอาบัติแล.  
			<remark  id="s1b3c86l26" />		ปัตตวรรค สิกขาบทที่ ๑๐ จบ.  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b3c87" >
		<para id="s1b3c87p">
			<remark  id="s1b3c87l1" />		จีวรวรรค สิกขาบทที่ ๑  
			<remark  id="s1b3c87l2" />		เรื่องภิกษุณีถุลลนันทา  
			<remark  id="s1b3c87l3" />	[๑๓๘] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของอนาถ  
			<remark  id="s1b3c87l4" />บิณฑิกคหบดี เขตพระนครสาวัตถี. ครั้งนั้น ภิกษุณีถุลลนันทาเป็นพหูสูต เป็นคนช่างพูด เป็นผู้  
			<remark  id="s1b3c87l5" />องอาจ สามารถ กล่าวถ้อยคำมีหลักฐาน. ครั้นถึงฤดูหนาว พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงสะพักผ้า  
			<remark  id="s1b3c87l6" />กัมพลมีค่ามาก เสด็จเข้าไปหาภิกษุณีถุลลนันทาถึงสำนัก ทรงอภิวาทภิกษุณีถุลลนันทาแล้วประทับนั่ง  
			<remark  id="s1b3c87l7" />ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง. ภิกษุณีถุลลนันทาทูลชี้แจงธรรมมีกถาถวาย ให้ท้าวเธอทรงเห็นแจ้งสมาทาน  
			<remark  id="s1b3c87l8" />อาจหาญ ร่าเริง. ครั้นท้าวเธอทรงเห็นแจ้ง สมาทนา อาจหาญ ร่าเร่งด้วยธรรมีกถาของภิกษุณี  
			<remark  id="s1b3c87l9" />ถุลลนันทาแล้ว ได้ทรงปวารณาภิกษุณีถุลลนันทาดังนี้ว่า ข้าแต่แม่เจ้า ขอท่านได้โปรดบอกสิ่งที่ต้อง  
			<remark  id="s1b3c87l10" />ประสงค์.  
			<remark  id="s1b3c87l11" />	ภิกษุณีถุลลนันทาทูลว่า ขอถวายพระพร ถ้ามหาบพิตรมีพระราชประสงค์จะพระราชทาน  
			<remark  id="s1b3c87l12" />แก่อาตมภาพไซร้ ขอได้โปรดพระราชทานผ้ากัมพลผืนที่ทรงนี้.  
			<remark  id="s1b3c87l13" />	พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงถวายผ้ากัมพลแก่ภิกษุณีถุลลนันทา ในทันใดนั้นแล แล้วเสด็จ  
			<remark  id="s1b3c87l14" />ลุกจากที่ประทับ ทรงอภิวาทภิกษุณีถุลลนันทา กระทำประทักษิณแล้วเสด็จกลับ.  
			<remark  id="s1b3c87l15" />	คนทั้งหลายพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ภิกษุณีเหล่านี้เป็นคนมักมาก ไม่สัน  
			<remark  id="s1b3c87l16" />โดษ ไฉนจึงได้ทูลขอผ้ากัมพลทรงต่อองค์พระราชาเล่า.  
			<remark  id="s1b3c87l17" />	ภิกษุณีทั้งหลายได้ยินคนพวกนั้นเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาอยู่ บรรดาที่เป็นผู้มักน้อย ...  
			<remark  id="s1b3c87l18" />ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนแม่เจ้าถุลลนันทาจึงได้ทูลขอผ้ากัมพลทรงต่อองค์พระ  
			<remark  id="s1b3c87l19" />ราชาเล่า.  
			<remark  id="s1b3c87l20" />		ทรงสอบถาม  
			<remark  id="s1b3c87l21" />	พระผู้มีพระภาคทรงสอบถามภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข่าวว่าภิกษุณีถุลลนันทา  
			<remark  id="s1b3c87l22" />ทูลขอผ้ากัมพลทรงต่อองค์พระราชา จริงหรือ?  
			<remark  id="s1b3c87l23" />	ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า จริง พระพุทธเจ้าข้า.  
			<remark  id="s1b3c87l24" />		ทรงติเตียนแล้วบัญญัติสิกขาบท  
			<remark  id="s1b3c87l25" />	พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงติเตียนว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ไฉนภิกษุณีถุลลนันทา จึงได้ทูล  
			<remark  id="s1b3c87l26" />ขอผ้ากัมพลทรงต่อองค์พระราชาเล่า การกระทำของนางนั่นไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่  
			<remark  id="s1b3c87l27" />ยังไม่เลื่อมใส ...  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b3c88" >
		<para id="s1b3c88p">
			<remark  id="s1b3c88l1" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แลภิกษุณีทั้งหลายจงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดงอย่างนี้ ว่าดังนี้:  
			<remark  id="s1b3c88l2" />		พระบัญญัติ  
			<remark  id="s1b3c88l3" />	๓๖. ๑. อนึ่ง ภิกษุณีผู้จะให้เขาจ่ายผ้าห่มหนัก พึงให้จ่ายได้เพียงราคา ๔ กังสะ  
			<remark  id="s1b3c88l4" />เป็นอย่างยิ่ง ถ้าให้จ่ายยิ่งกว่านั้น เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์.  
			<remark  id="s1b3c88l5" />		เรื่องภิกษุณีถุลลนันทา จบ.  
			<remark  id="s1b3c88l6" />		สิกขาบทวิภังค์  
			<remark  id="s1b3c88l7" />	[๑๓๙] ที่ชื่อว่า ผ้าห่มหนัก ได้แก่ผ้าชนิดหนึ่ง ที่สำหรับห่มในฤดูหนาว.  
			<remark  id="s1b3c88l8" />	บทว่า ผู้จะให้จ่าย คือ ผู้จะขอ.  
			<remark  id="s1b3c88l9" />	บทว่า พึงให้จ่ายได้เพียงราคา ๔ กังสะเป็นอย่างยิ่ง คือ ให้จ่ายผ้ามีราคาเพียง ๑๖  
			<remark  id="s1b3c88l10" />กหาปณะได้.  
			<remark  id="s1b3c88l11" />	คำว่า ถ้าให้จ่ายยิ่งกว่านั้น ความว่า ขอผ้ามีราคาเกินกว่านั้น เป็นทุกกฏในประโยค  
			<remark  id="s1b3c88l12" />เป็นนิสสัคคีย์ด้วยได้ผ้ามา ต้องเสียสละแก่สงฆ์ คณะ หรือภิกษุณีรูปหนึ่ง.  
			<remark  id="s1b3c88l13" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แลผ้าเป็นนิสสัคคีย์นั้น อันภิกษุณีพึงเสียสละอย่างนี้.  
			<remark  id="s1b3c88l14" />		วิธีเสียสละ  
			<remark  id="s1b3c88l15" />		เสียสละแก่สงฆ์  
			<remark  id="s1b3c88l16" />	ภิกษุณีรูปนั้นพึงเข้าไปหาสงฆ์ ... แม่เจ้า ผ้าห่มหนักผืนนี้ของข้าพเจ้ามีราคาสูงเกิน ๔ กังสะ  
			<remark  id="s1b3c88l17" />ขอได้มา เป็นของจำจะสละ ข้าพเจ้าสละผ้าห่มหนักผืนนี้แก่สงฆ์ ... สงฆ์พึงให้ผ้าห่มหนักผืนนี้แก่  
			<remark  id="s1b3c88l18" />ภิกษุณีชื่อนี้ ดังนี้.  
			<remark  id="s1b3c88l19" />		เสียสละแก่คณะ  
			<remark  id="s1b3c88l20" />	ภิกษุณีรูปนั้นพึงเข้าไปหาภิกษุณีหลายรูป ... แม่เจ้าทั้งหลาย พึงให้ผ้าห่มหนักผืนนี้แก่ภิกษุณี  
			<remark  id="s1b3c88l21" />มีชื่อนี้ ดังนี้.  
			<remark  id="s1b3c88l22" />		เสียสละแก่ภิกษุณีรูปหนึ่ง  
			<remark  id="s1b3c88l23" />	ภิกษุณีรูปนั้นพึงเข้าไปหาภิกษุณีรูปหนึ่ง ... ข้าพเจ้าให้ผ้าห่มหนักผืนนี้แก่แม่เจ้า ดังนี้.  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b3c89" >
		<para id="s1b3c89p">
			<remark  id="s1b3c89l1" />		บทภาชนีย์  
			<remark  id="s1b3c89l2" />		ติกะนิสสัคคิยปาจิตตีย์  
			<remark  id="s1b3c89l3" />	[๑๔๐] ผ้าห่มหนักมีราคาเกิน ๔ กังสะ ภิกษุณีสำคัญว่าเกิน ขอได้มา เป็นนิสสัคคีย์  
			<remark  id="s1b3c89l4" />ต้องอาบัติปาจิตตีย์.  
			<remark  id="s1b3c89l5" />	ผ้าห่มหนักมีราคาเกิน ๔ กังสะ ภิกษุณีสงสัย ขอได้มา เป็นนิสสัคคีย์ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.  
			<remark  id="s1b3c89l6" />	ผ้าห่มหนักมีราคาเกิน ๔ กังสะ ภิกษุณีสำคัญว่าหย่อน ขอได้มา เป็นนิสสัคคีย์ ต้องอาบัติ  
			<remark  id="s1b3c89l7" />ปาจิตตีย์.  
			<remark  id="s1b3c89l8" />		ทุกะทุกกฏ  
			<remark  id="s1b3c89l9" />	ผ้าห่มหนักมีราคาหย่อน ๔ กังสะ ภิกษุณีสำคัญว่าเกิน ต้องอาบัติทุกกฏ.  
			<remark  id="s1b3c89l10" />	ผ้าห่มหนักมีราคาหย่อน ๔ กังสะ ภิกษุณีสงสัย ต้องอาบัติทุกกฏ.  
			<remark  id="s1b3c89l11" />		ไม่ต้องอาบัติ  
			<remark  id="s1b3c89l12" />	ผ้าห่มหนักมีราคาหย่อน ๔ กังสะ ภิกษุณีสำคัญว่าหย่อน ไม่ต้องอาบัติ.  
			<remark  id="s1b3c89l13" />		อนาปัตติวาร  
			<remark  id="s1b3c89l14" />	[๑๔๑] ขอผ้าห่มหนักมีราคา ๔ กังสะเป็นอย่างยิ่ง ๑ ขอผ้าห่มหนักมีราคาหย่อน ๔  
			<remark  id="s1b3c89l15" />กังสะ ๑ ขอต่อญาติ ๑ ขอต่อคนปวารณา ๑ ขอเพื่อประโยชน์ของผู้อื่น ๑ จ่ายมาด้วยทรัพย์  
			<remark  id="s1b3c89l16" />ของตน ๑ ทายกประสงค์ให้จ่ายผ้าห่มหนักมีราคาแพง แต่ให้จ่ายผ้าห่มหนักมีราคาถูก ๑ วิกลจริต ๑  
			<remark  id="s1b3c89l17" />อาทิกัมมิกา ๑ ไม่ต้องอาบัติแล.  
			<remark  id="s1b3c89l18" />		จีวรวรรค สิกขาบทที่ ๑ จบ.  
			<remark  id="s1b3c89l19" />		_______________________  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b3c90" >
		<para id="s1b3c90p">
			<remark  id="s1b3c90l1" />		จีวรวรรค สิกขาบทที่ ๒  
			<remark  id="s1b3c90l2" />		เรื่องภิกษุณีถุลลนันทา  
			<remark  id="s1b3c90l3" />	[๑๔๒] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของอนาถ  
			<remark  id="s1b3c90l4" />บิณฑิกคหบดี เขตพระนครสาวัตถี. ครั้งนั้น ภิกษุณีถุลลนันทา เป็นพหูสูต เป็นคนช่างพูด  
			<remark  id="s1b3c90l5" />เป็นผู้องอาจ สามารถ กล่าวถ้อยคำมีหลักฐาน. ครั้นฤดูร้อน พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงสะพักผ้า  
			<remark  id="s1b3c90l6" />โขมพัสตร์มีค่ามาก เสด็จเข้าไปหาภิกษุณีถุลลนันทาถึงสำนัก ทรงอภิวาทภิกษุณีถุลลนันทา แล้ว  
			<remark  id="s1b3c90l7" />ประทับนั่ง ณ ที่สมควรส่วนข้างหนึ่ง เมื่อพระเจ้าปเสนทิโกศลประทับนั่ง ณ ที่สมควรส่วนข้างหนึ่ง  
			<remark  id="s1b3c90l8" />แล้วภิกษุณีถุลลนันทาทูลชี้แจงธรรมีกถา ถวายให้ท้าวเธอทรงเห็นแจ้ง สมาทาน อาจหาญ ร่าเริง  
			<remark  id="s1b3c90l9" />ครั้นท้าวเธอทรงเห็นแจ้ง สมาทาน อาจหาญ ร่าเริง ด้วยธรรมีกถาของภิกษุณีถุลลนันทาแล้ว ได้  
			<remark  id="s1b3c90l10" />ทรงปวารณาภิกษุณีถุลลนันทาดังนี้ว่า ข้าแต่แม่เจ้า ขอท่านได้โปรดบอกสิ่งที่ต้องประสงค์.  
			<remark  id="s1b3c90l11" />	ภิกษุณีถุลลนันทาทูลว่า ขอถวายพระพร ถ้ามหาบพิตรมีพระราชประสงค์ จะพระราชทาน  
			<remark  id="s1b3c90l12" />แก่อาตมภาพไซร้ ขอได้โปรดพระราชทานผ้าโขมพัสตร์ผืนที่ทรงนี้.  
			<remark  id="s1b3c90l13" />	พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงถวายผ้าโขมพัสตร์แก่ภิกษุณีถุลลนันทาในทันใดนั้นแล แล้วเสด็จ  
			<remark  id="s1b3c90l14" />ลุกจากที่ประทับ ทรงอภิวาทภิกษุณีถุลลนันทา กระทำประทักษิณ แล้วเสด็จกลับ.  
			<remark  id="s1b3c90l15" />	คนทั้งหลายพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ภิกษุณีเหล่านี้เป็นคนมักมาก ไม่  
			<remark  id="s1b3c90l16" />สันโดษ ไฉนจึงได้ทูลขอผ้าโขมพัสตร์ทรงต่อองค์พระราชาเล่า.  
			<remark  id="s1b3c90l17" />	ภิกษุณีทั้งหลายได้ยินคนพวกนั้นเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาอยู่ บรรดาที่เป็นผู้มักน้อย ...  
			<remark  id="s1b3c90l18" />ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนแม่เจ้าถุลลนันทาจึงได้ทูลขอผ้าโขมพัสตร์ทรงต่อองค์  
			<remark  id="s1b3c90l19" />พระราชาเล่า ...  
			<remark  id="s1b3c90l20" />		ทรงสอบถาม  
			<remark  id="s1b3c90l21" />	พระผู้มีพระภาคทรงสอบถามภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข่าวว่า ภิกษุณีถุลลนันทา  
			<remark  id="s1b3c90l22" />ทูลขอผ้าโขมพัสตร์ทรงต่อองค์พระราชา จริงหรือ?  
			<remark  id="s1b3c90l23" />	ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า จริง พระพุทธเจ้าข้า.  
			<remark  id="s1b3c90l24" />		ทรงติเตียนแล้วบัญญัติสิกขาบท  
			<remark  id="s1b3c90l25" />	พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงติเตียนว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ไฉนภิกษุณีถุลลนันทาจึงได้ทูล  
			<remark  id="s1b3c90l26" />ขอผ้าโขมพัสตร์ทรงต่อองค์พระราชา การกระทำของนางนั่น ไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของ  
			<remark  id="s1b3c90l27" />ชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส ...  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b3c91" >
		<para id="s1b3c91p">
			<remark  id="s1b3c91l1" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แลภิกษุณีทั้งหลายจงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดงอย่างนี้ ว่าดังนี้:  
			<remark  id="s1b3c91l2" />		พระบัญญัติ  
			<remark  id="s1b3c91l3" />	๓๗. ๒. อนึ่ง ภิกษุณีผู้จะให้เขาจ่ายผ้าห่มเบา พึงให้จ่ายได้เพียงราคา ๒ กังสะ  
			<remark  id="s1b3c91l4" />กึ่งเป็นอย่างยิ่ง ถ้าให้จ่ายยิ่งกว่านั้น เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์.  
			<remark  id="s1b3c91l5" />		เรื่องภิกษุณีถุลลนันทา จบ.  
			<remark  id="s1b3c91l6" />		สิกขาบทวิภังค์  
			<remark  id="s1b3c91l7" />	[๑๔๓] ที่ชื่อว่า ผ้าห่มเบา ได้แก่ ผ้าชนิดใดชนิดหนึ่ง สำหรับห่มในฤดูร้อน.  
			<remark  id="s1b3c91l8" />	บทว่า ผู้จะให้จ่าย คือ ผู้จะขอ.  
			<remark  id="s1b3c91l9" />	บทว่า พึงให้จ่ายได้เพียงราคา ๒ กังสะกึ่งเป็นอย่างยิ่ง คือ พึงให้จ่ายผ้ามีราคาเพียง  
			<remark  id="s1b3c91l10" />๑๐ กหาปณะได้.  
			<remark  id="s1b3c91l11" />	คำว่า ถ้าให้จ่ายยิ่งกว่านั้น ความว่า ขอผ้ามีราคาเกินกว่านั้น เป็นทุกกฏในประโยค  
			<remark  id="s1b3c91l12" />เป็นนิสสัคคีย์ด้วยได้ผ้ามา ต้องเสียสละแก่สงฆ์ คณะ หรือภิกษุณีรูปหนึ่ง.  
			<remark  id="s1b3c91l13" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แลผ้าเป็นนิสสัคคีย์นั้น อันภิกษุณีพึงเสียสละอย่างนี้.  
			<remark  id="s1b3c91l14" />		วิธีเสียสละ  
			<remark  id="s1b3c91l15" />		เสียสละแก่สงฆ์  
			<remark  id="s1b3c91l16" />	ภิกษุณีรูปนั้นพึงเข้าไปหาสงฆ์ ...  แม่เจ้า ผ้าห่มเบาผืนนี้ของข้าพเจ้ามีราคาสูงเกิน ๒ กังสะกึ่ง  
			<remark  id="s1b3c91l17" />ขอได้มา เป็นของจำจะสละ ข้าพเจ้าสละผ้าห่มเบาผืนนี้แก่สงฆ์ ...  สงฆ์พึงให้ผ้าห่มเบาผืนนี้แก่  
			<remark  id="s1b3c91l18" />ภิกษุณีมีชื่อนี้ ดังนี้.  
			<remark  id="s1b3c91l19" />		เสียสละแก่คณะ  
			<remark  id="s1b3c91l20" />	ภิกษุณีรูปนั้นพึงเข้าไปหาภิกษุณีหลายรูป ...  แม่เจ้าทั้งหลายพึงให้ผ้าห่มเบาผืนนี้แก่ภิกษุณี  
			<remark  id="s1b3c91l21" />มีชื่อนี้ ดังนี้.  
			<remark  id="s1b3c91l22" />		เสียสละแก่ภิกษุณีรูปหนึ่ง  
			<remark  id="s1b3c91l23" />	ภิกษุณีรูปนั้นพึงเข้าไปหาภิกษุณีรูปหนึ่ง ...  ข้าพเจ้าให้ผ้าห่มเบาผืนนี้แก่แม่เจ้า ดังนี้.  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b3c92" >
		<para id="s1b3c92p">
			<remark  id="s1b3c92l1" />		บทภาชนีย์  
			<remark  id="s1b3c92l2" />		ติกะนิสสัคคิยปาจิตตีย์  
			<remark  id="s1b3c92l3" />	[๑๔๔] ผ้าห่มเบามีราคาเกิน ๒ กังสะกึ่ง ภิกษุณีสำคัญว่าเกิน ขอได้มา เป็นนิสสัคคีย์  
			<remark  id="s1b3c92l4" />ต้องอาบัติปาจิตตีย์.  
			<remark  id="s1b3c92l5" />	ผ้าห่มเบามีราคาเกิน ๒ กังสะกึ่ง ภิกษุณีสงสัย ขอได้มา เป็นนิสสัคคีย์ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.  
			<remark  id="s1b3c92l6" />	ผ้าห่มเบามีราคาเกิน ๒ กังสะกึ่ง ภิกษุณีสำคัญว่าหย่อน ขอได้มา เป็นนิสสัคคีย์ ต้อง  
			<remark  id="s1b3c92l7" />อาบัติปาจิตตีย์.  
			<remark  id="s1b3c92l8" />		ทุกะทุกกฏ  
			<remark  id="s1b3c92l9" />	ผ้าห่มเบามีราคาหย่อน ๒ กังสะกึ่ง ภิกษุณีสำคัญว่าเกิน ต้องอาบัติทุกกฏ.  
			<remark  id="s1b3c92l10" />	ผ้าห่มเบามีราคาหย่อน ๒ กังสะกึ่ง ภิกษุณีสงสัย ต้องอาบัติทุกกฏ.  
			<remark  id="s1b3c92l11" />		ไม่ต้องอาบัติ  
			<remark  id="s1b3c92l12" />	ผ้าห่มเบามีราคาหย่อน ๒ กังสะกึ่ง ภิกษุณีสำคัญว่าหย่อน ไม่ต้องอาบัติ.  
			<remark  id="s1b3c92l13" />		อนาปัตติวาร  
			<remark  id="s1b3c92l14" />	[๑๔๕] ขอผ้าห่มเบามีราคา ๒ กังสะกึ่งเป็นอย่างยิ่ง ๑ ขอผ้าห่มเบามีราคาหย่อน ๒  
			<remark  id="s1b3c92l15" />กังสะกึ่ง ๑ ขอต่อญาติ ๑ ขอต่อคนปวารณา ๑ ขอเพื่อประโยชน์ของผู้อื่น ๑ จ่ายมาด้วยทรัพย์  
			<remark  id="s1b3c92l16" />ของตน ๑ ทายกประสงค์ให้จ่ายผ้าห่มเบามีราคาแพงแต่ให้จ่ายผ้าห่มเบามีราคาถูก ๑ วิกลจริต ๑  
			<remark  id="s1b3c92l17" />อาทิกัมมิกา ๑ ไม่ต้องอาบัติแล.  
			<remark  id="s1b3c92l18" />		บทสรุป  
			<remark  id="s1b3c92l19" />	[๑๔๖] แม่เจ้าทั้งหลาย ธรรมคือนิสสัคคิยปาจิตตีย์ ๓๐ สิกขาบท  ข้าพเจ้ายกขึ้น  
			<remark  id="s1b3c92l20" />แสดงแล้วแล ข้าพเจ้าขอถามแม่เจ้าทั้งหลายในธรรมคือนิสสัคคิยปาจิตตีย์ ๓๐ สิกขาบทเหล่านั้นว่า  
			<remark  id="s1b3c92l21" />ท่านทั้งหลายเป็นผู้บริสุทธิ์แล้วหรือ ข้าพเจ้าขอถามแม้ครั้งที่สองว่า ท่านทั้งหลายเป็นผู้บริสุทธิ์  
			<remark  id="s1b3c92l22" />แล้วหรือ ข้าพเจ้าขอถามแม้ครั้งที่สามว่า ท่านทั้งหลายเป็นผู้บริสุทธิ์แล้วหรือ? แม่เจ้าทั้งหลายเป็น  
			<remark  id="s1b3c92l23" />ผู้บริสุทธิ์แล้วในธรรมคือนิสสัคคิยปาจิตตีย์ ๓๐ สิกขาบทเหล่านี้ เหตุนั้นจึงนิ่ง ข้าพเจ้าทรงความ  
			<remark  id="s1b3c92l24" />นี้ไว้ด้วยอย่างนี้.  
			<remark  id="s1b3c92l25" />		นิสสัคคิยปาจิตตีย์ จบ.  
			<remark  id="s1b3c92l26" />---	ปาจิตติยกัณฑ์  
			<remark  id="s1b3c92l27" />	แม่เจ้าทั้งหลาย ก็ธรรมคือปาจิตตีย์ ๑๖๖ สิกขาบทเหล่านี้แล มาสู่อุเทศ.  
			<remark  id="s1b3c92l28" />		ปาจิตตีย์ วรรคที่ ๑  
			<remark  id="s1b3c92l29" />		ลสุณวรรค สิกขาบทที่ ๑  
			<remark  id="s1b3c92l30" />		เรื่องภิกษุณีถุลลนันทา  
			<remark  id="s1b3c92l31" />	[๑๔๗] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของ  
			<remark  id="s1b3c92l32" />อนาถบิณฑิกคหบดี เขตพระนครสาวัตถี. ครั้งนั้น อุบาสกคนหนึ่งได้ปวารณากระเทียมไว้แก่  
			<remark  id="s1b3c92l33" />ภิกษุณีสงฆ์ว่า แม่เจ้าเหล่าใดต้องการกระเทียม กระผมขอปวารณา. และยังได้สั่งคนเฝ้าไร่ไว้ด้วย  
			<remark  id="s1b3c92l34" />ว่า ถ้าภิกษุณีทั้งหลายมาขอ จงถวายท่านไปรูปละ ๒-๓ กำ. ก็สมัยนั้นแล ในเมืองสาวัตถีกำลัง  
			<remark  id="s1b3c92l35" />มีงานมหรสพ. กระเทียมเท่าที่เขานำมาขายได้หมด ขาดคราว. ภิกษุณีทั้งหลายพากันเข้าไปหาอุบาสก  
			<remark  id="s1b3c92l36" />คนนั้น แล้วได้กล่าวคำนี้ว่า อาวุโส พวกอาตมาต้องการกระเทียม  
			<remark  id="s1b3c92l37" />	อุบาสกกล่าวว่า ไม่มี เจ้าข้า กระเทียมเท่าที่นำมาแล้วหมด ขาดคราว ขอท่านทั้งหลายได้  
			<remark  id="s1b3c92l38" />โปรดไปที่ไร่  
			<remark  id="s1b3c92l39" />	ภิกษุณีถุลลนันทาได้ไปที่ไร่ ขนกระเทียมไปมาก ไม่รู้จักประมาณ. คนเฝ้าไร่จึงเพ่งโทษ  
			<remark  id="s1b3c92l40" />ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนภิกษุณีทั้งหลายไปถึงไร่แล้วจึงไม่รู้จักประมาณ ขนกระเทียมไปมากมาย  
			<remark  id="s1b3c92l41" />เล่า.  
			<remark  id="s1b3c92l42" />	ภิกษุณีทั้งหลายได้ยินคนเฝ้าไร่เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาอยู่. บรรดาที่เป็นผู้มักน้อย ...  
			<remark  id="s1b3c92l43" />ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนแม่เจ้าถุลลนันทาจึงไม่รู้จักประมาณ ขนกระเทียมเอาไป  
			<remark  id="s1b3c92l44" />มากมายเล่า.  
			<remark  id="s1b3c92l45" />		ทรงสอบถาม  
			<remark  id="s1b3c92l46" />	พระผู้มีพระภาคทรงสอบถามภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข่าวว่าภิกษุณีถุลลนันทา  
			<remark  id="s1b3c92l47" />ไม่รู้จักประมาณ ขนกระเทียมไปมากมาย จริงหรือ?  
			<remark  id="s1b3c92l48" />	ภิกษุณีทั้งหลายทูลรับว่า จริง พระพุทธเจ้าข้า.  
			<remark  id="s1b3c92l49" />		ทรงติเตียนแล้วบัญญัติสิกขาบท  
			<remark  id="s1b3c92l50" />	พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงติเตียนว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ไฉนภิกษุณีถุลลนันทาจึงได้  
			<remark  id="s1b3c92l51" />ไม่รู้จักประมาณ ขนกระเทียมเขาไปมากมาย การกระทำของนางนั่นไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของ  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b3c93" >
		<para id="s1b3c93p">
			<remark  id="s1b3c93l1" />ชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส หรือเพื่อความเลื่อมใสยิ่งของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว โดยที่แท้ การกระทำ  
			<remark  id="s1b3c93l2" />ของนางนั่น เป็นไปเพื่อความไม่เลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส และเพื่อความเป็นอย่างอื่นของ  
			<remark  id="s1b3c93l3" />ชนบางพวกที่เลื่อมใสแล้ว.  
			<remark  id="s1b3c93l4" />	[๑๔๘] พระผู้มีพระภาคทรงติเตียนภิกษุณีถุลลนันทา โดยอเนกปริยายดังนี้แล้ว ทรง  
			<remark  id="s1b3c93l5" />กระทำธรรมมีกถาอันสมควรแก่เรื่องนั้น อันเหมาะสมแก่เรื่องนั้นแก่ภิกษุทั้งหลาย แล้วตรัสเล่า  
			<remark  id="s1b3c93l6" />กะภิกษุทั้งหลายว่า  
			<remark  id="s1b3c93l7" />		เรื่องหงส์ทอง  
			<remark  id="s1b3c93l8" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรื่องเคยมีมาแล้ว ภิกษุณีถุลลนันทาได้เคยเป็นปชาบดีของพราหมณ์  
			<remark  id="s1b3c93l9" />คนหนึ่ง มีธิดา ๓ คน ชื่อนันทา ๑ นันทวดี ๑ สุนทรีนันทา ๑ ครั้นพราหมณ์สามีทำลายขันธ์  
			<remark  id="s1b3c93l10" />ไปบังเกิดในกำเนิดหงส์ตระกูลหนึ่ง มีขนเป็นทองทั้งตัว หงส์นั้นสลัดขนให้แก่สตรีเหล่านั้น  
			<remark  id="s1b3c93l11" />คนละขน แต่ภิกษุณีถุลลนันทาคิดว่า หงส์ตัวนี้สลัดขนให้แก่พวกเราคนละขนเท่านั้น แล้วได้จับ  
			<remark  id="s1b3c93l12" />พระยาหงส์นั้นถอนขนจนเกลี้ยง ขนพระยาหงส์นั้นที่งอกใหม่ได้กลายเป็นสีขาวไป.  
			<remark  id="s1b3c93l13" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นภิกษุณีถุลลนันทาได้เสื่อมจากทองเพราะความโลภจัด มาบัดนี้  
			<remark  id="s1b3c93l14" />เสื่อมจากกระเทียม.  
			<remark  id="s1b3c93l15" />	[๑๔๙] ได้สิ่งใดแล้ว ควรยินดีด้วยสิ่งนั้น เพราะความโลภจัดเป็นเหตุให้เสื่อม เหมือน  
			<remark  id="s1b3c93l16" />ภิกษุณีถุลลนันทาจับพระยาหงส์ถอนขนแล้ว เสื่อมจากทองฉะนั้น.  
			<remark  id="s1b3c93l17" />	[๑๕๐] พระผู้มีพระภาคทรงติเตียนภิกษุณีถุลลนันทา โดยอเนกปริยายดังนี้แล้ว ...  ตรัส  
			<remark  id="s1b3c93l18" />กะภิกษุทั้งหลายว่า ...  
			<remark  id="s1b3c93l19" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แลภิกษุณีทั้งหลายจงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดงอย่างนี้ ว่าดังนี้:  
			<remark  id="s1b3c93l20" />		พระบัญญัติ  
			<remark  id="s1b3c93l21" />	๕๖. ๑. อนึ่ง ภิกษุณีใด ฉันกระเทียม เป็นปาจิตตีย์.  
			<remark  id="s1b3c93l22" />		เรื่องภิกษุณีถุลลนันทา จบ.  
			<remark  id="s1b3c93l23" />		สิกขาบทวิภังค์  
			<remark  id="s1b3c93l24" />	[๑๕๑] บทว่า อนึ่ง ... ใด ความว่า ผู้ใด คือ ผู้เช่นใด ...  
			<remark  id="s1b3c93l25" />	บทว่า ภิกษุณี ความว่า ที่ชื่อว่า ภิกษุณี เพราะอรรถว่าเป็นผู้ขอ ...  นี้ชื่อว่า ภิกษุณี  
			<remark  id="s1b3c93l26" />ที่ทรงประสงค์ในอรรถนี้.  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b3c94" >
		<para id="s1b3c94p">
			<remark  id="s1b3c94l1" />	ที่ชื่อว่า กระเทียม ได้แก่ กระเทียมที่เขาเรียกกันว่าเกิดในแคว้นมคธ.  
			<remark  id="s1b3c94l2" />	ภิกษุณีรับประเคนด้วยหมายใจว่า จักฉัน ต้องอาบัติทุกกฏ กลืนกิน ต้องอาบัติปาจิตตีย์  
			<remark  id="s1b3c94l3" />ทุกๆ คำกลืน.  
			<remark  id="s1b3c94l4" />		บทภาชนีย์  
			<remark  id="s1b3c94l5" />		ติกะปาจิตตีย์  
			<remark  id="s1b3c94l6" />	[๑๕๒] กระเทียม ภิกษุณีสำคัญว่ากระเทียม ฉัน ต้องอาบัติปาจิตตีย์  
			<remark  id="s1b3c94l7" />	กระเทียม ภิกษุณีสงสัย ฉัน ต้องอาบัติปาจิตตีย์.  
			<remark  id="s1b3c94l8" />	กระเทียม ภิกษุณีสำคัญว่าไม่ใช่กระเทียม ฉัน ต้องอาบัติปาจิตตีย์.  
			<remark  id="s1b3c94l9" />		ทุกะทุกกฏ  
			<remark  id="s1b3c94l10" />	ไม่ใช่กระเทียม ภิกษุณีสำคัญว่ากระเทียม ต้องอาบัติทุกกฏ.  
			<remark  id="s1b3c94l11" />	ไม่ใช่กระเทียม ภิกษุณีสงสัย ต้องอาบัติทุกกฏ.  
			<remark  id="s1b3c94l12" />		ไม่ต้องอาบัติ  
			<remark  id="s1b3c94l13" />	ไม่ใช่กระเทียม ภิกษุณีสำคัญว่า ไม่ใช่กระเทียม ไม่ต้องอาบัติ.  
			<remark  id="s1b3c94l14" />		อนาปัตติวาร  
			<remark  id="s1b3c94l15" />	[๑๕๓] กระเทียมเหลือง ๑ กระเทียมแดง ๑ กระเทียมเขียว ๑ กระเทียม  
			<remark  id="s1b3c94l16" />ต้นไม่มีเยื่อ ๑ กระเทียมที่ปรุงลงในแกง ๑ กระเทียมที่ปรุงลงในเนื้อ ๑ กระเทียมเจียว  
			<remark  id="s1b3c94l17" />น้ำมัน ๑ กระเทียมที่ปรุงลงในน้ำพุทรา ๑ กระเทียมที่ปรุงลงในแกงอ่อม ๑ วิกลจริต ๑  
			<remark  id="s1b3c94l18" />อาทิกัมมิกา ๑ ไม่ต้องอาบัติแล.  
			<remark  id="s1b3c94l19" />		ลสุณวรรค สิกขาบทที่ ๑ จบ.  
			<remark  id="s1b3c94l20" />		______________________  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b3c95" >
		<para id="s1b3c95p">
			<remark  id="s1b3c95l1" />		ลสุณวรรค สิกขาบทที่ ๒  
			<remark  id="s1b3c95l2" />		เรื่องภิกษุณีฉัพพัคคีย์  
			<remark  id="s1b3c95l3" />	[๑๕๔] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของอนาถ  
			<remark  id="s1b3c95l4" />บิณฑิกคหบดี เขตพระนครสาวัตถี. ครั้งนั้น ภิกษุณีฉัพพัคคีย์ ให้ถอนขนในที่แคบ แล้วเปลือย  
			<remark  id="s1b3c95l5" />กายอาบน้ำท่าเดียวกันกับหญิงแพศยา ในแม่น้ำอจิรวดี. พวกหญิงแพศยาพากันเพ่งโทษ ติเตียน  
			<remark  id="s1b3c95l6" />โพนทะนาว่า ไฉนภิกษุณีทั้งหลายจึงได้ให้ถอนขนในที่แคบเหมือนพวกหญิงคฤหัสถ์ผู้บริโภคกาม  
			<remark  id="s1b3c95l7" />เล่า ภิกษุณีทั้งหลายได้ยินหญิงแพศยาพวกนั้นพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาอยู่. บรรดาที่  
			<remark  id="s1b3c95l8" />เป็นผู้มักน้อย ...  ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนภิกษุณีฉัพพัคคีย์จึงได้ให้ถอนขนใน  
			<remark  id="s1b3c95l9" />ที่แคบ ...  
			<remark  id="s1b3c95l10" />		ทรงสอบถาม  
			<remark  id="s1b3c95l11" />	พระผู้มีพระภาคทรงสอบถามภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข่าวว่า ภิกษุณีฉัพพัคคีย์  
			<remark  id="s1b3c95l12" />ให้ถอนขนในที่แคบ จริงหรือ?  
			<remark  id="s1b3c95l13" />	ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า จริง พระพุทธเจ้าข้า.  
			<remark  id="s1b3c95l14" />		ทรงติเตียนแล้วบัญญัติสิกขาบท  
			<remark  id="s1b3c95l15" />	พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงติเตียนว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ไฉนภิกษุณีฉัพพัคคีย์จึงได้ให้  
			<remark  id="s1b3c95l16" />ถอนขนในที่แคบเล่า การกระทำของพวกนางนั่น ไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่  
			<remark  id="s1b3c95l17" />เลื่อมใส ...  
			<remark  id="s1b3c95l18" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แลภิกษุณีทั้งหลายจงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดงอย่างนี้ ว่าดังนี้:  
			<remark  id="s1b3c95l19" />		พระบัญญัติ  
			<remark  id="s1b3c95l20" />	๕๗. ๒. อนึ่ง ภิกษุณีใด ให้ถอนขนในที่แคบ เป็นปาจิตตีย์.  
			<remark  id="s1b3c95l21" />		เรื่องภิกษุณีฉัพพัคคีย์ จบ.  
			<remark  id="s1b3c95l22" />		สิกขาบทวิภังค์  
			<remark  id="s1b3c95l23" />	[๑๕๕] บทว่า อนึ่ง ... ใด ความว่าผู้ใด คือ ผู้เช่นใด ...  
			<remark  id="s1b3c95l24" />	บทว่า ภิกษุณี ความว่า ที่ชื่อว่า ภิกษุณี เพราะอรรถว่าเป็นผู้ขอ ...  นี้ชื่อว่า ภิกษุณี  
			<remark  id="s1b3c95l25" />ที่ทรงประสงค์ในอรรถนี้.  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b3c96" >
		<para id="s1b3c96p">
			<remark  id="s1b3c96l1" />	ที่ชื่อว่า ที่แคบ ได้แก่ รักแร้ทั้งสอง บริเวณทวารเบา.  
			<remark  id="s1b3c96l2" />	บทว่า ให้ถอน คือให้ถอนขนแม้เส้นเดียว ต้องอาบัติปาจิตตีย์. ให้ถอนขนแม้หลาย  
			<remark  id="s1b3c96l3" />เส้น ก็ต้องอาบัติปาจิตตีย์.  
			<remark  id="s1b3c96l4" />		อนาปัตติวาร  
			<remark  id="s1b3c96l5" />	[๑๕๖] มีเหตุอาพาธ ๑ วิกลจริต ๑ อาทิกัมมิกา ๑ ไม่ต้องอาบัติแล.  
			<remark  id="s1b3c96l6" />		ลสุณวรรค สิกขาบทที่ ๒ จบ.  
			<remark  id="s1b3c96l7" />		______________________  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b3c97" >
		<para id="s1b3c97p">
			<remark  id="s1b3c97l1" />		ลสุณวรรค สิกขาบทที่ ๓  
			<remark  id="s1b3c97l2" />		เรื่องภิกษุณี ๒ รูป  
			<remark  id="s1b3c97l3" />	[๑๕๗] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของ  
			<remark  id="s1b3c97l4" />อนาถบิณฑิกคหบดี เขตพระนครสาวัตถี. ครั้งนั้น ภิกษุณี ๒ รูปอันความกระสันบีบคั้นแล้ว  
			<remark  id="s1b3c97l5" />เข้าห้องน้อยแล้วทำการสัมผัสบริเวณองค์รหัสกัน. ภิกษุณีทั้งหลายพรูกันเข้ามาตามเสียงสัมผัสนั้น  
			<remark  id="s1b3c97l6" />แล้วได้ถามสองภิกษุณีนั้นดังนี้ว่า แม่เจ้าทั้งหลาย เหตุไฉนพวกท่านจึงทำมิดีมิร้ายกับบุรุษ.  
			<remark  id="s1b3c97l7" />	ภิกษุณีสองรูปนั้นตอบว่า แม่เจ้าทั้งหลาย พวกดิฉันมิได้ทำมิดีมิร้ายกับบุรุษ ภิกษุณีสอง  
			<remark  id="s1b3c97l8" />รูปนั้นได้แจ้งเรื่องนั้นแก่ภิกษุณีทั้งหลาย.  
			<remark  id="s1b3c97l9" />	บรรดาภิกษุณีที่เป็นผู้มักน้อย ...  ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนภิกษุณีทั้งหลาย  
			<remark  id="s1b3c97l10" />จึงได้ทำการสัมผัสบริเวณองค์รหัสกันเล่า ...  
			<remark  id="s1b3c97l11" />		ทรงสอบถาม  
			<remark  id="s1b3c97l12" />	พระผู้มีพระภาคทรงสอบถามภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข่าวว่าพวกภิกษุณีทำการ  
			<remark  id="s1b3c97l13" />สัมผัสบริเวณองค์รหัสกัน จริงหรือ?  
			<remark  id="s1b3c97l14" />	ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า จริง พระพุทธเจ้าข้า.  
			<remark  id="s1b3c97l15" />		ทรงติเตียนแล้วบัญญัติสิกขาบท  
			<remark  id="s1b3c97l16" />	พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงติเตียนว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ไฉนพวกภิกษุณีจึงได้ทำการ  
			<remark  id="s1b3c97l17" />สัมผัสบริเวณองค์รหัสกันเล่า การกระทำของพวกนางนั่น ไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของชุมชน  
			<remark  id="s1b3c97l18" />ที่ยังไม่เลื่อมใส ...  
			<remark  id="s1b3c97l19" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แลภิกษุณีทั้งหลายจงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดงอย่างนี้ ว่าดังนี้:  
			<remark  id="s1b3c97l20" />		พระบัญญัติ  
			<remark  id="s1b3c97l21" />	๕๘. ๓. เป็นปาจิตตีย์ ในเพราะสัมผัสบริเวณองค์รหัส.  
			<remark  id="s1b3c97l22" />		เรื่องภิกษุณี ๒ รูป จบ.  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b3c98" >
		<para id="s1b3c98p">
			<remark  id="s1b3c98l1" />		สิกขาบทวิภังค์  
			<remark  id="s1b3c98l2" />	[๑๕๘] ที่ชื่อว่า สัมผัสบริเวณองค์รหัส คือ ภิกษุณียินดีสัมผัสให้ตบที่องค์รหัส โดย  
			<remark  id="s1b3c98l3" />ที่สุดแม้ด้วยกลีบบัว ต้องอาบัติปาจิตตีย์.  
			<remark  id="s1b3c98l4" />		อนาปัตติวาร  
			<remark  id="s1b3c98l5" />	[๑๕๙] มีเหตุอาพาธ ๑ วิกลจริต ๑ อาทิกัมมิกา ๑ ไม่ต้องอาบัติแล.  
			<remark  id="s1b3c98l6" />		ลสุณวรรค สิกขาบทที่ ๓ จบ.  
			<remark  id="s1b3c98l7" />		______________________  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b3c99" >
		<para id="s1b3c99p">
			<remark  id="s1b3c99l1" />		ลสุณวรรค สิกขาบทที่ ๔  
			<remark  id="s1b3c99l2" />		เรื่องภิกษุณีรูปหนึ่ง  
			<remark  id="s1b3c99l3" />	[๑๖๐] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของ  
			<remark  id="s1b3c99l4" />อนาถบิณฑิกคหบดี เขตพระนครสาวัตถี. ครั้งนั้น มีพระสนมเก่าคนหนึ่งบวชอยู่ในสำนักภิกษุณี  
			<remark  id="s1b3c99l5" />ภิกษุณีรูปหนึ่งอันความกระสันบีบคั้นแล้ว ได้เข้าไปหาภิกษุณีพระสนมรูปนั้นถึงสำนักแล้วถามว่า  
			<remark  id="s1b3c99l6" />แม่เจ้า พระราชาเสด็จไปหาแม่เจ้านานๆ ครั้ง แม่เจ้าดำรงอยู่ได้ด้วยอาการอย่างไร?  
			<remark  id="s1b3c99l7" />	ภิกษุณีพระสนมตอบว่า ด้วยท่อนยางเกลี้ยงๆ จ๊ะ.  
			<remark  id="s1b3c99l8" />	ภิกษุณีนั้นซักว่า ท่อนยางเกลี้ยงนั่นเป็นอย่างไร?  
			<remark  id="s1b3c99l9" />	จึงภิกษุณีพระสนมนั้นได้บอกท่อนยางเกลี้ยงแก่ภิกษุณีนั้น ภิกษุณีนั้นใช้ท่อนยางเกลี้ยง  
			<remark  id="s1b3c99l10" />แล้วลืมล้างวางทิ้งไว้ ณ ที่ข้างหนึ่ง. ภิกษุณีทั้งหลายเห็นท่อนยางเกลี้ยงมีหมู่แมลงวันตอม จึงพูด  
			<remark  id="s1b3c99l11" />เป็นเชิงถามว่า นี่การกระทำของใคร?  
			<remark  id="s1b3c99l12" />	ภิกษุณีนั้นกล่าวตอบอย่างนี้ว่า นี้เป็นการกระทำของดิฉัน.  
			<remark  id="s1b3c99l13" />	บรรดาภิกษุณีที่เป็นผู้มักน้อย ...  ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนภิกษุณีจึงได้ใช้  
			<remark  id="s1b3c99l14" />ท่อนยางเกลี้ยงๆ เล่า ...  
			<remark  id="s1b3c99l15" />		ทรงสอบถาม  
			<remark  id="s1b3c99l16" />	พระผู้มีพระภาคทรงสอบถามภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข่าวว่าภิกษุณีใช้ท่อนยาง  
			<remark  id="s1b3c99l17" />เกลี้ยงๆ จริงหรือ?  
			<remark  id="s1b3c99l18" />	ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า จริง พระพุทธเจ้าข้า.  
			<remark  id="s1b3c99l19" />		ทรงติเตียนแล้วบัญญัติสิกขาบท  
			<remark  id="s1b3c99l20" />	พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงติเตียนว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ไฉนภิกษุณีจึงได้ใช้ท่อนยาง  
			<remark  id="s1b3c99l21" />เกลี้ยงๆ เล่า การกระทำของนางนั่น ไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส ...  
			<remark  id="s1b3c99l22" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แลภิกษุณีทั้งหลายจงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดงอย่างนี้ว่าดังนี้:  
			<remark  id="s1b3c99l23" />		พระบัญญัติ  
			<remark  id="s1b3c99l24" />	๕๙. ๔. เป็นปาจิตตีย์ ในเพราะใช้ท่อนยางเกลี้ยงๆ  
			<remark  id="s1b3c99l25" />		เรื่องภิกษุณีรูปหนึ่ง จบ.  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b3c100" >
		<para id="s1b3c100p">
			<remark  id="s1b3c100l1" />		สิกขาบทวิภังค์  
			<remark  id="s1b3c100l2" />	[๑๖๑] ที่ชื่อว่า ท่อนยางเกลี้ยงๆ ได้แก่ วัตถุที่ทำขึ้นด้วยยาง ทำขึ้นด้วยไม้ ทำขึ้น  
			<remark  id="s1b3c100l3" />ด้วยแป้ง ทำขึ้นด้วยดิน.  
			<remark  id="s1b3c100l4" />	ภิกษุณียินดีสัมผัส สอดวัตถุโดยที่สุดแม้กลีบอุบล เข้าไปสู่องค์รหัส ต้องอาบัติปาจิตตีย์.  
			<remark  id="s1b3c100l5" />		อนาปัตติวาร  
			<remark  id="s1b3c100l6" />	[๑๖๒] มีเหตุอาพาธ ๑ วิกลจริต ๑ อาทิกัมมิกา ๑ ไม่ต้องอาบัติแล.  
			<remark  id="s1b3c100l7" />		ลสุณวรรค สิกขาบทที่ ๔ จบ.  
			<remark  id="s1b3c100l8" />		__________________________  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b3c101" >
		<para id="s1b3c101p">
			<remark  id="s1b3c101l1" />		ลสุณวรรค สิกขาบทที่ ๕  
			<remark  id="s1b3c101l2" />		เรื่องพระมหาปชาบดีโคตมีเถรี  
			<remark  id="s1b3c101l3" />	[๑๖๓] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ นิโครธาราม เขตพระนคร  
			<remark  id="s1b3c101l4" />กบิลพัสดุ์ สักกชนบท. ครั้งนั้น พระมหาปชาบดีโคตมีเถรี เข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงพุทธสำนัก  
			<remark  id="s1b3c101l5" />ถวายบังคมแล้วได้ยืนเฝ้าอยู่ ณ ที่ใต้ลม กราบทูลว่า มาตุคามมีกลิ่นเหม็น พระพุทธเจ้าข้า.  
			<remark  id="s1b3c101l6" />	ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งว่า ภิกษุณีทั้งหลายจงใช้น้ำชำระ แล้วทรงยังพระมหา  
			<remark  id="s1b3c101l7" />ปชาบดีโคตมีเถรีให้เห็นแจ้ง ให้สมาทาน ให้อาจหาญ ให้ร่าเริง ด้วยธรรมีกถา ครั้นพระมหา  
			<remark  id="s1b3c101l8" />ปชาบดีโคตมีเถรี อันพระผู้มีพระภาคโปรดประทานให้เห็นแจ้ง ให้สมาทาน ให้อาจหาญ ให้ร่าเริง  
			<remark  id="s1b3c101l9" />ด้วยธรรมีกถาแล้ว ถวายบังคมทำประทักษิณหลีกไปแล้ว พระองค์จึงทรงกระทำธรรมีกถาในเพราะ  
			<remark  id="s1b3c101l10" />เหตุเป็นเค้ามูลนั้น ในเพราะเหตุแรกเกิดนั้น แล้วรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย  
			<remark  id="s1b3c101l11" />เราอนุญาตน้ำชำระ แก่ภิกษุณีทั้งหลาย.  
			<remark  id="s1b3c101l12" />		เรื่องพระมหาปชาบดีโคตมีเถรี จบ.  
			<remark  id="s1b3c101l13" />		เรื่องภิกษุณีรูปหนึ่ง  
			<remark  id="s1b3c101l14" />	[๑๖๔] ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุณีรูปหนึ่งทราบว่า พระผู้มีพระภาคทรงอนุญาตน้ำชำระ  
			<remark  id="s1b3c101l15" />แล้ว จึงใช้น้ำชำระลึกเกินไป ได้ทำให้เกิดแผลขึ้นในองค์รหัส ดังนั้นนางจึงได้แจ้งเรื่องนั้นแก่  
			<remark  id="s1b3c101l16" />ภิกษุณีทั้งหลาย. บรรดาภิกษุณีที่เป็นผู้มักน้อย ...  ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนภิกษุณี  
			<remark  id="s1b3c101l17" />จึงได้ใช้น้ำชำระลึกเกินไปเล่า ...  
			<remark  id="s1b3c101l18" />		ทรงสอบถาม  
			<remark  id="s1b3c101l19" />	พระผู้มีพระภาคทรงสอบถามภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข่าวว่า ภิกษุณีใช้น้ำชำระ  
			<remark  id="s1b3c101l20" />ลึกเกินไป จริงหรือ?  
			<remark  id="s1b3c101l21" />	ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า จริง พระพุทธเจ้าข้า.  
			<remark  id="s1b3c101l22" />		ทรงติเตียนแล้วบัญญัติสิกขาบท  
			<remark  id="s1b3c101l23" />	พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงติเตียนว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ไฉนภิกษุณีจึงได้ใช้น้ำชำระลึก  
			<remark  id="s1b3c101l24" />เกินไปเล่า การกระทำของนางนั่น ไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส ...  
			<remark  id="s1b3c101l25" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แลภิกษุณีทั้งหลาย จงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดงอย่างนี้ ว่าดังนี้:  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b3c102" >
		<para id="s1b3c102p">
			<remark  id="s1b3c102l1" />		พระบัญญัติ  
			<remark  id="s1b3c102l2" />	๖๐. ๕. อนึ่ง ภิกษุณีผู้จะใช้น้ำชำระ พึงใช้ชำระลึกเพียงสองข้อองคุลีเป็นอย่าง  
			<remark  id="s1b3c102l3" />ยิ่ง เกินกว่านั้น เป็นอาบัติปาจิตตีย์.  
			<remark  id="s1b3c102l4" />		เรื่องภิกษุณีรูปหนึ่ง จบ.  
			<remark  id="s1b3c102l5" />		สิกขาบทวิภังค์  
			<remark  id="s1b3c102l6" />	[๑๖๕] ที่ชื่อว่า น้ำชำระ ได้แก่ น้ำที่เขาเรียกว่าน้ำสำหรับชำระองค์รหัส.  
			<remark  id="s1b3c102l7" />	บทว่า ผู้จะใช้ คือ ผู้จะชะล้าง.  
			<remark  id="s1b3c102l8" />	คำว่า พึงใช้ชำระลึกเพียงสองข้อองคุลีเป็นอย่างยิ่ง คือ พึงใช้ชำระลึกเพียงสองข้อ  
			<remark  id="s1b3c102l9" />ในสององคุลี เป็นอย่างยิ่ง.  
			<remark  id="s1b3c102l10" />	คำว่า เกินกว่านั้น ความว่า ภิกษุณียินดีสัมผัสให้ล่วงเลยเข้าไป โดยที่สุดแม้ชั่วปลาย  
			<remark  id="s1b3c102l11" />เส้นผม ต้องอาบัติปาจิตตีย์.  
			<remark  id="s1b3c102l12" />		บทภาชนีย์  
			<remark  id="s1b3c102l13" />		ติกะปาจิตตีย์  
			<remark  id="s1b3c102l14" />	[๑๖๖] เกินสองข้อองคุลี ภิกษุณีสำคัญว่าเกิน ใช้ชำระ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.  
			<remark  id="s1b3c102l15" />	เกินสองข้อองคุลี ภิกษุณีสงสัย ใช้ชำระ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.  
			<remark  id="s1b3c102l16" />	เกินสองข้อองคุลี ภิกษุณีสำคัญว่าไม่ถึง ใช้ชำระ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.  
			<remark  id="s1b3c102l17" />		ทุกะทุกกฏ  
			<remark  id="s1b3c102l18" />	ไม่ถึงสองข้อองคุลี ภิกษุณีสำคัญว่าเกิน ต้องอาบัติทุกกฏ.  
			<remark  id="s1b3c102l19" />	ไม่ถึงสองข้อองคุลี ภิกษุณีสงสัย ต้องอาบัติทุกกฏ.  
			<remark  id="s1b3c102l20" />		ไม่ต้องอาบัติ  
			<remark  id="s1b3c102l21" />	ไม่ถึงสองข้อองคุลี ภิกษุณีสำคัญว่าไม่ถึง ไม่ต้องอาบัติ.  
			<remark  id="s1b3c102l22" />		อนาปัตติวาร  
			<remark  id="s1b3c102l23" />	[๑๖๗] ใช้ชำระลึกเพียงสองข้อองคุลี ๑ ใช้ชำระลึกไม่ถึงสองข้อองคุลี ๑ เพราะเหตุ  
			<remark  id="s1b3c102l24" />อาพาธ ๑ วิกลจริต ๑ อาทิกัมมิกา ๑ ไม่ต้องอาบัติแล.  
			<remark  id="s1b3c102l25" />		ลสุณวรรค สิกขาบทที่ ๕ จบ.  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b3c103" >
		<para id="s1b3c103p">
			<remark  id="s1b3c103l1" />		ลสุณวรรค สิกขาบทที่ ๖  
			<remark  id="s1b3c103l2" />		เรื่องภิกษุณีภรรยาเก่าของมหาอำมาตย์  
			<remark  id="s1b3c103l3" />	[๑๖๘] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของอนาถ  
			<remark  id="s1b3c103l4" />บิณฑิกคหบดี เขตพระนครสาวัตถี. ครั้งนั้น มหาอำมาตย์ผู้หนึ่ง ชื่ออาโรหันตะ ได้บวชอยู่ใน  
			<remark  id="s1b3c103l5" />สำนักภิกษุ. ภรรยาเก่าของท่านก็ได้บวชอยู่ในสำนักภิกษุณี. ต่อมา ภิกษุนั้นทำภัตกิจในสำนักภิกษุณี  
			<remark  id="s1b3c103l6" />นั้น. เมื่อภิกษุนั้นกำลังฉันอยู่ ภิกษุณีนั้นได้เข้าไปยืนปฏิบัติอยู่ใกล้ๆ ด้วยน้ำฉันและการพัดวี  
			<remark  id="s1b3c103l7" />แล้วกล่าวถ้อยคำเกี่ยวกับการครองเรือนยั่วยวนอยู่ จึงภิกษุนั้นรุกรานนางว่า ดูกรน้องหญิง เธอ  
			<remark  id="s1b3c103l8" />อย่าได้ทำเช่นนี้ ข้อนี้ไม่ควร.  
			<remark  id="s1b3c103l9" />	นางได้กล่าวว่า เมื่อก่อนท่านได้กระทำอย่างนี้ๆ แก่ข้าพเจ้า บัดนี้ เพียงเท่านี้ก็ทนไม่ได้  
			<remark  id="s1b3c103l10" />ครั้นแล้วได้ครอบขันน้ำลงบนศีรษะ ประหารด้วยพัด. บรรดาภิกษุณีที่เป็นผู้มักน้อย ...  ต่างก็เพ่ง  
			<remark  id="s1b3c103l11" />โทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนภิกษุณีจึงได้ให้ประหารแก่ภิกษุเล่า ...  
			<remark  id="s1b3c103l12" />		ทรงสอบถาม  
			<remark  id="s1b3c103l13" />	พระผู้มีพระภาคทรงสอบถามภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข่าวว่าภิกษุณีให้ประหาร  
			<remark  id="s1b3c103l14" />แก่ภิกษุ จริงหรือ?  
			<remark  id="s1b3c103l15" />	ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า จริง พระพุทธเจ้าข้า.  
			<remark  id="s1b3c103l16" />		ทรงติเตียนแล้วบัญญัติสิกขาบท  
			<remark  id="s1b3c103l17" />	พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงติเตียนว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ไฉนภิกษุณีจึงได้ให้ประหารแก่  
			<remark  id="s1b3c103l18" />ภิกษุเล่า การกระทำของนางนั่น ไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส ...  
			<remark  id="s1b3c103l19" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แลภิกษุณีทั้งหลายจงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดงอย่างนี้ ว่าดังนี้:  
			<remark  id="s1b3c103l20" />		พระบัญญัติ  
			<remark  id="s1b3c103l21" />	๖๑. ๖. อนึ่ง ภิกษุณีใด เมื่อภิกษุกำลังฉันอยู่ เข้าไปปฏิบัติอยู่ใกล้ๆ ด้วยน้ำฉัน  
			<remark  id="s1b3c103l22" />หรือด้วยการพัดวี เป็นปาจิตตีย์.  
			<remark  id="s1b3c103l23" />	เรื่องภิกษุณีภรรยาเก่าของมหาอำมาตย์ จบ.  
			<remark  id="s1b3c103l24" />		สิกขาบทวิภังค์  
			<remark  id="s1b3c103l25" />	[๑๖๙] บทว่า อนึ่ง ...  ใด ความว่า ผู้ใด คือ ผู้เช่นใด ...  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b3c104" >
		<para id="s1b3c104p">
			<remark  id="s1b3c104l1" />	บทว่า ภิกษุณี ความว่า ที่ชื่อว่า ภิกษุณี เพราะอรรถว่าเป็นผู้ขอ ...  นี้ชื่อว่า ภิกษุณี  
			<remark  id="s1b3c104l2" />ที่ทรงประสงค์ในอรรถนี้.  
			<remark  id="s1b3c104l3" />	บทว่า เมื่อภิกษุ ได้แก่ เมื่ออุปสัมบัน.  
			<remark  id="s1b3c104l4" />	บทว่า กำลังฉันอยู่ คือ กำลังฉันโภชนะ ๕ อย่างใดอย่างหนึ่งอยู่.  
			<remark  id="s1b3c104l5" />	ที่ชื่อว่า น้ำฉัน ได้แก่ น้ำชนิดใดชนิดหนึ่งสำหรับดื่ม.  
			<remark  id="s1b3c104l6" />	ที่ชื่อว่า การพัดวี ได้แก่ เครื่องโบกแกว่งชนิดใดชนิดหนึ่งสำหรับพัดวี.  
			<remark  id="s1b3c104l7" />	บทว่า เข้าไปปฏิบัติอยู่ใกล้ๆ ความว่า อยู่ในหัตถบาส ต้องอาบัติปาจิตตีย์.  
			<remark  id="s1b3c104l8" />		บทภาชนีย์  
			<remark  id="s1b3c104l9" />		ติกะปาจิตตีย์  
			<remark  id="s1b3c104l10" />	[๑๗๐] อุปสัมบัน ภิกษุณีสำคัญว่าอุปสัมบัน เข้าไปปฏิบัติอยู่ใกล้ๆ ด้วยน้ำฉัน หรือ  
			<remark  id="s1b3c104l11" />ด้วยการพัดวี ต้องอาบัติปาจิตตีย์.  
			<remark  id="s1b3c104l12" />	อุปสัมบัน ภิกษุณีสงสัย เข้าไปปฏิบัติอยู่ใกล้ๆ ด้วยน้ำฉันหรือการพัดวี ต้องอาบัติ  
			<remark  id="s1b3c104l13" />ปาจิตตีย์.  
			<remark  id="s1b3c104l14" />	อุปสัมบัน ภิกษุณีสำคัญว่าอนุปสัมบัน เข้าไปปฏิบัติอยู่ใกล้ๆ ด้วยน้ำฉันหรือการพัดวี  
			<remark  id="s1b3c104l15" />ต้องอาบัติปาจิตตีย์  
			<remark  id="s1b3c104l16" />		ฉักกะทุกกฏ  
			<remark  id="s1b3c104l17" />	ปฏิบัติอยู่นอกหัตถบาส ต้องอาบัติทุกกฏ.  
			<remark  id="s1b3c104l18" />	ภิกษุฉันของเคี้ยว ภิกษุณีเข้าไปปฏิบัติ ต้องอาบัติทุกกฏ.  
			<remark  id="s1b3c104l19" />	เข้าไปปฏิบัติอนุปสัมบัน ต้องอาบัติทุกกฏ.  
			<remark  id="s1b3c104l20" />	อนุปสัมบัน ภิกษุณีสำคัญว่าอุปสัมบัน ต้องอาบัติทุกกฏ.  
			<remark  id="s1b3c104l21" />	อนุสัมบัน ภิกษุณีสงสัย ต้องอาบัติทุกกฏ  
			<remark  id="s1b3c104l22" />	อนุปสัมบัน ภิกษุณีสำคัญว่าอนุปสัมบัน ต้องอาบัติทุกกฏ.  
			<remark  id="s1b3c104l23" />		อนาปัตติวาร  
			<remark  id="s1b3c104l24" />	[๑๗๑] ภิกษุณีถวายเอง ๑ ให้คนอื่นถวาย ๑ สั่งอนุปสัมบันให้ปฏิบัติ ๑ วิกลจริต ๑  
			<remark  id="s1b3c104l25" />อาทิกัมมิกา ๑ ไม่ต้องอาบัติแล.  
			<remark  id="s1b3c104l26" />		ลสุณวรรค สิกขาบทที่ ๖ จบ.  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b3c105" >
		<para id="s1b3c105p">
			<remark  id="s1b3c105l1" />		ลสุณวรรค สิกขาบทที่ ๗  
			<remark  id="s1b3c105l2" />		เรื่องภิกษุณีหลายรูป  
			<remark  id="s1b3c105l3" />	[๑๗๒] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของ  
			<remark  id="s1b3c105l4" />อนาถบิณฑิกคหบดี เขตพระนครสาวัตถี. ครั้งนั้น เป็นฤดูเกี่ยวข้าว ภิกษุณีทั้งหลายขอข้าวเปลือก  
			<remark  id="s1b3c105l5" />สดแล้วนำเข้าไปในพระนคร ครั้นถึงที่ประตูพระนคร คนทั้งหลายพากันกั้นประตูพูดสัพยอกว่า  
			<remark  id="s1b3c105l6" />ข้าแต่แม่เจ้าทั้งหลาย ขอท่านจงให้ส่วนแบ่งบ้าง ดังนี้ แล้วปล่อยไป ครั้นภิกษุณีเหล่านั้นกลับไปถึง  
			<remark  id="s1b3c105l7" />สำนักแล้วได้แจ้งเรื่องนั้นแก่ภิกษุณีทั้งหลาย บรรดาภิกษุณีที่เป็นผู้มักน้อย ...  ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน  
			<remark  id="s1b3c105l8" />โพนทะนาว่า ไฉนภิกษุณีทั้งหลายจึงได้ขอข้าวเปลือกสดเขาเล่า ...  
			<remark  id="s1b3c105l9" />		ทรงสอบถาม  
			<remark  id="s1b3c105l10" />	พระผู้มีพระภาคทรงสอบถามภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข่าวว่าพวกภิกษุณีขอ  
			<remark  id="s1b3c105l11" />ข้าวเปลือกสดเขา จริงหรือ?  
			<remark  id="s1b3c105l12" />	ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า จริง พระพุทธเจ้าข้า.  
			<remark  id="s1b3c105l13" />		ทรงติเตียนแล้วบัญญัติสิกขาบท  
			<remark  id="s1b3c105l14" />	พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงติเตียนว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ไฉนภิกษุณีทั้งหลายจึงได้ขอข้าว  
			<remark  id="s1b3c105l15" />เปลือกสดเขาเล่า การกระทำของพวกนางนั่น ไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่  
			<remark  id="s1b3c105l16" />เลื่อมใส ...  
			<remark  id="s1b3c105l17" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แลภิกษุณีทั้งหลายจงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดงอย่างนี้ ว่าดังนี้:  
			<remark  id="s1b3c105l18" />		พระบัญญัติ  
			<remark  id="s1b3c105l19" />	๖๒. ๗. อนึ่ง ภิกษุณีใด ขอก็ดี ให้ขอก็ดี คั่วก็ดี ให้คั่วก็ดี ตำก็ดี ให้ตำ
