<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<!DOCTYPE book PUBLIC "-//OASIS//DTD DocBook XML V5.0//EN" "http://www.oasis-open.org/docbook/xml/4.5/docbookx.dtd">
<chapter id="s1b2">
	<title>มหาวิภังค์ ทุติภาค</title>
	<section id="s1b2c1" >
		<para id="s1b2c1p">
			<remark  id="s1b2c1l1" />				พระวินัยปิฎก  
			<remark  id="s1b2c1l2" />				เล่ม ๒  
			<remark  id="s1b2c1l3" />			มหาวิภังค์ ทุติยภาค  
			<remark  id="s1b2c1l4" />	ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น  
			<remark  id="s1b2c1l5" />				นิสสัคคิยกัณฑ์  
			<remark  id="s1b2c1l6" /> ท่านทั้งหลาย อนึ่ง ธรรมคือนิสสัคคิยปาจิตตีย์ ๓๐ สิกขาบทเหล่านี้แล มาสู่อุเทศ.  
			<remark  id="s1b2c1l7" />			นิสสัคคิยปาจิตตีย์ วรรคที่ ๑  
			<remark  id="s1b2c1l8" />			๑. จีวรวรรค สิกขาบทที่ ๑  
			<remark  id="s1b2c1l9" />			เรื่องพระฉัพพัคคีย์  
			<remark  id="s1b2c1l10" />	[๑] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ โคตมกเจดีย์ ๑- เขตพระนคร  
			<remark  id="s1b2c1l11" />เวสาลี. ครั้งนั้น พระองค์ทรงอนุญาตไตรจีวรแก่ภิกษุทั้งหลายแล้ว พระฉัพพัคคีย์ทราบว่า พระผู้  
			<remark  id="s1b2c1l12" />มีพระภาคทรงอนุญาตไตรจีวรแล้ว จึงครองไตรจีวร เข้าบ้านสำรับหนึ่ง อยู่ในอารามอีกสำรับหนึ่ง  
			<remark  id="s1b2c1l13" />สรงน้ำอีกสำรับหนึ่ง.  
			<remark  id="s1b2c1l14" />	บรรดาภิกษุผู้มักน้อย สันโดษ มีความละอาย มีความรังเกียจ ผู้ใคร่ต่อสิกขา ต่างก็  
			<remark  id="s1b2c1l15" />เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนพระฉัพพัคคีย์จึงได้ทรงจีวร เกินหนึ่งสำรับเล่า แล้ว  
			<remark  id="s1b2c1l16" />กราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค.  
			<remark  id="s1b2c1l17" />#๑. วิหารที่เขาสร้างไว้ ณ เจติยสถานของโคตมยักษ์  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b2c2" >
		<para id="s1b2c2p">
			<remark  id="s1b2c2l1" />			ประชุมสงฆ์ทรงสอบถาม  
			<remark  id="s1b2c2l2" />	ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งให้ประชุมภิกษุสงฆ์ ในเพราะเหตุเป็นเค้ามูลนั้น ใน  
			<remark  id="s1b2c2l3" />เพราะเหตุแรกเกิดนั้น แล้วทรงสอบถามพระฉัพพัคคีย์ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข่าวว่าพวกเธอทรง  
			<remark  id="s1b2c2l4" />จีวรเกินหนึ่งสำรับ จริงหรือ?  
			<remark  id="s1b2c2l5" />		พระฉัพพัคคีย์ทูลรับว่า จริง พระพุทธเจ้าข้า.  
			<remark  id="s1b2c2l6" />				ทรงติเตียน  
			<remark  id="s1b2c2l7" />	พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงติเตียนว่า ดูกรโมฆบุรุษทั้งหลาย การกระทำของพวกเธอนั่น  
			<remark  id="s1b2c2l8" />ไม่เหมาะ ไม่สม ไม่ควร ไม่ใช่กิจของสมณะ ใช้ไม่ได้ ไม่ควรทำ ไฉนพวกเธอจึงได้ทรงจีวร  
			<remark  id="s1b2c2l9" />เกินหนึ่งสำรับเล่า การกระทำของพวกเธอนั่น ไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่  
			<remark  id="s1b2c2l10" />เลื่อมใส หรือเพื่อความเลื่อมใสยิ่งของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว โดยที่แท้ การกระทำของพวกเธอ  
			<remark  id="s1b2c2l11" />นั่น เป็นไปเพื่อความไม่เลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส และเพื่อความเป็นอย่างอื่นของชน  
			<remark  id="s1b2c2l12" />บางพวกที่เลื่อมใสแล้ว.  
			<remark  id="s1b2c2l13" />			ทรงบัญญัติสิกขาบท  
			<remark  id="s1b2c2l14" />	พระผู้มีพระภาคทรงติเตียนพระฉัพพัคคีย์โดยอเนกปริยายดังนี้แล้ว ตรัสโทษแห่งความ  
			<remark  id="s1b2c2l15" />เป็นคนเลี้ยงยาก ความเป็นคนบำรุงยาก ความเป็นคนมักมาก ความเป็นคนไม่สันโดษ ความ-  
			<remark  id="s1b2c2l16" />คลุกคลี ความเกียจคร้าน ตรัสคุณแห่งความเป็นคนเลี้ยงง่าย ความเป็นคนบำรุงง่าย  
			<remark  id="s1b2c2l17" />ความมักน้อย ความสันโดษ ความขัดเกลา ความจำกัด อาการที่น่าเลื่อมใส การไม่สะสม การ  
			<remark  id="s1b2c2l18" />ปรารภความเพียร โดยอเนกปริยาย ทรงกระทำธรรมีกถาที่สมควรแก่เรื่องนั้น ที่เหมาะสมแก่  
			<remark  id="s1b2c2l19" />เรื่องนั้น แก่ภิกษุทั้งหลาย แล้วรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า  
			<remark  id="s1b2c2l20" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุนั้นแล เราจักบัญญัติสิกขาบทแก่ภิกษุทั้งหลาย อาศัย  
			<remark  id="s1b2c2l21" />อำนาจประโยชน์ ๑๐ ประการ คือ เพื่อความรับว่าดีแห่งสงฆ์ ๑ เพื่อความสำราญแห่งสงฆ์ ๑ เพื่อข่ม  
			<remark  id="s1b2c2l22" />บุคคลผู้เก้อยาก ๑ เพื่ออยู่สำราญแห่งภิกษุผู้มีศีลเป็นที่รัก ๑ เพื่อป้องกันอาสวะอันจะบังเกิดใน  
			<remark  id="s1b2c2l23" />ปัจจุบัน ๑ เพื่อกำจัดอาสวะอันจักบังเกิดในอนาคต ๑ เพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่  
			<remark  id="s1b2c2l24" />เลื่อมใส ๑ เพื่อความเลื่อมใสยิ่งของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว ๑ เพื่อความตั้งมั่นแห่งพระสัทธรรม ๑  
			<remark  id="s1b2c2l25" />เพื่อถือตามพระวินัย ๑.  
			<remark  id="s1b2c2l26" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แลพวกเธอพึงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดงอย่างนี้ ว่าดังนี้:-  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b2c3" >
		<para id="s1b2c3p">
			<remark  id="s1b2c3l1" />				พระบัญญัติ  
			<remark  id="s1b2c3l2" />	๒๐.๑. อนึ่ง ภิกษุใดทรงอติเรกจีวร เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์.  
			<remark  id="s1b2c3l3" />	สิกขาบทนี้ ย่อมเป็นอันพระผู้มีพระภาคทรงบัญญัติแล้วแก่ภิกษุทั้งหลาย ด้วยประการ  
			<remark  id="s1b2c3l4" />ฉะนี้.  
			<remark  id="s1b2c3l5" />			เรื่องพระฉัพพัคคีย์ จบ.  
			<remark  id="s1b2c3l6" />				พระอนุบัญญัติ  
			<remark  id="s1b2c3l7" />			เรื่องพระอานนท์  
			<remark  id="s1b2c3l8" />	[๒] ก็โดยสมัยนั้นแล อติเรกจีวรที่เกิดแก่ท่านพระอานนท์มีอยู่ และท่านประสงค์จะ  
			<remark  id="s1b2c3l9" />ถวายจีวรนั้นแก่ท่านพระสารีบุตร แต่ท่านพระสารีบุตรอยู่ถึงเมืองสาเกต จึงท่านพระอานนท์มีความ  
			<remark  id="s1b2c3l10" />ปริวิตกว่า พระผู้มีพระภาคทรงบัญญัติสิกขาบทไว้ว่า ภิกษุไม่พึงทรงอติเรกจีวร ก็นี่อติเรกจีวร  
			<remark  id="s1b2c3l11" />บังเกิดแก่เรา และเราก็ใคร่จะถวายแก่ท่านพระสารีบุตร แต่ท่านอยู่ถึงเมืองสาเกต เราจะพึง  
			<remark  id="s1b2c3l12" />ปฏิบัติอย่างไรหนอ ครั้นแล้วท่านพระอานนท์ได้กราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค.  
			<remark  id="s1b2c3l13" />	พระผู้มีพระภาคตรัสถามว่า ดูกรอานนท์ ยังอีกนานเท่าไร สารีบุตรจึงจักกลับมา?  
			<remark  id="s1b2c3l14" />	พระอานนท์กราบทูลว่า จักกลับมาในวันที่ ๙ หรือวันที่ ๑๐ พระพุทธเจ้าข้า.  
			<remark  id="s1b2c3l15" />			ทรงอนุญาตอติเรกจีวร  
			<remark  id="s1b2c3l16" />	ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงกระทำธรรมีกถา ในเพราะเหตุเป็นเค้ามูลนั้น ในเพราะเหตุ  
			<remark  id="s1b2c3l17" />แรกเกิดนั้น แล้วรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า  
			<remark  id="s1b2c3l18" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ทรงอติเรกจีวรไว้ได้ ๑๐ วันเป็นอย่างยิ่ง.  
			<remark  id="s1b2c3l19" />	อนึ่ง พวกเธอพึงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดงอย่างนี้ ว่าดังนี้:-  
			<remark  id="s1b2c3l20" />				พระอนุบัญญัติ  
			<remark  id="s1b2c3l21" />	๒๐.๑. ก. จีวรสำเร็จแล้ว กฐินอันภิกษุเดาะเสียแล้ว พึงทรงอติเรกจีวรได้  
			<remark  id="s1b2c3l22" />๑๐ วันเป็นอย่างยิ่ง ภิกษุให้ล่วงกำหนดนั้นไป เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์.  
			<remark  id="s1b2c3l23" />			เรื่องพระอานนท์ จบ.  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b2c4" >
		<para id="s1b2c4p">
			<remark  id="s1b2c4l1" />				สิกขาบทวิภังค์  
			<remark  id="s1b2c4l2" />	[๓] บทว่า จีวรสำเร็จแล้ว ความว่า จีวรของภิกษุทำสำเร็จแล้วก็ดี หายเสียก็ดี  
			<remark  id="s1b2c4l3" />ฉิบหายเสียก็ดี ถูกไฟไหม้เสียก็ดี หมดหวังว่าจะได้ทำจีวรก็ดี.  
			<remark  id="s1b2c4l4" />	คำว่า กฐิน ... เดาะเสียแล้ว คือ เดาะเสียแล้วด้วยมาติกาอันใดอันหนึ่งในมาติกา ๘  
			<remark  id="s1b2c4l5" />หรือสงฆ์เดาะเสียในระหว่าง.  
			<remark  id="s1b2c4l6" />	บทว่า ๑๐ วันเป็นอย่างยิ่ง คือ ทรงไว้ได้ ๑๐ วันเป็นอย่างมาก.  
			<remark  id="s1b2c4l7" />	ที่ชื่อว่า อติเรกจีวร ได้แก่จีวรที่ยังไม่ได้อธิษฐาน ยังไม่ได้วิกัป.  
			<remark  id="s1b2c4l8" />	ที่ชื่อว่า จีวร ได้แก่ผ้า ๖ ชนิด ชนิดใดชนิดหนึ่ง ซึ่งเข้าองค์กำหนดแห่งผ้าต้อง-  
			<remark  id="s1b2c4l9" />วิกัปเป็นอย่างต่ำ.  
			<remark  id="s1b2c4l10" />	คำว่า ให้ล่วงกำหนดนั้นไป เป็นนิสสัคคีย์ ความว่า เมื่ออรุณที่ ๑๑ ขึ้นมา  
			<remark  id="s1b2c4l11" />จีวรนั้นเป็นนิสสัคคีย์ คือเป็นของจำต้องเสียสละแก่สงฆ์ คณะ หรือ บุคคล.  
			<remark  id="s1b2c4l12" />		ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แลภิกษุพึงเสียสละจีวรนั้น อย่างนี้:-  
			<remark  id="s1b2c4l13" />				วิธีเสียสละ  
			<remark  id="s1b2c4l14" />			เสียสละแก่สงฆ์  
			<remark  id="s1b2c4l15" />	[๔] ภิกษุรูปนั้นพึงเข้าไปหาสงฆ์ ห่มผ้าอุตราสงค์เฉวียงบ่า กราบเท้าภิกษุผู้แก่พรรษา  
			<remark  id="s1b2c4l16" />กว่า นั่งกระโหย่ง ประนมมือ กล่าวอย่างนี้ว่า  
			<remark  id="s1b2c4l17" />	ท่านเจ้าข้า จีวรผืนนี้ของข้าพเจ้า ล่วง ๑๐ วัน เป็นของจำจะสละข้าพเจ้า  
			<remark  id="s1b2c4l18" />สละจีวรผืนนี้แก่สงฆ์.  
			<remark  id="s1b2c4l19" />	ครั้นสละแล้วพึงแสดงอาบัติ ภิกษุผู้ฉลาด ผู้สามารถ พึงรับอาบัติ พึงคืนจีวรที่เสียสละ  
			<remark  id="s1b2c4l20" />ให้ด้วยญัตติกรรมวาจา ว่าดังนี้:-  
			<remark  id="s1b2c4l21" />	ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า จีวรผืนนี้ของภิกษุมีชื่อนี้เป็นของจำจะสละ  
			<remark  id="s1b2c4l22" />เธอสละแล้วแก่สงฆ์ ถ้าความพร้อมพรั่งของสงฆ์ถึงที่แล้ว สงฆ์พึงให้จีวรผืนนี้  
			<remark  id="s1b2c4l23" />แก่ภิกษุมีชื่อนี้.  
			<remark  id="s1b2c4l24" />			เสียสละแก่คณะ  
			<remark  id="s1b2c4l25" />	[๕]  ภิกษุรูปนั้นพึงเข้าไปหาภิกษุหลายรูป ห่มผ้าอุตราสงค์เฉวียงบ่า กราบเท้าภิกษุผู้แก่  
			<remark  id="s1b2c4l26" />พรรษากว่า นั่งกระโหย่ง ประนมมือ กล่าวอย่างนี้ว่า 
		</para>
	</section>
	<section id="s1b2c5" >
		<para id="s1b2c5p">
			<remark  id="s1b2c5l1" />	ท่านเจ้าข้า จีวรผืนนี้ของข้าพเจ้า ล่วง ๑๐ วัน เป็นของจำจะสละ ข้าพเจ้า  
			<remark  id="s1b2c5l2" />สละจีวรผืนนี้แก่ท่านทั้งหลาย.  
			<remark  id="s1b2c5l3" />	ครั้นสละแล้วพึงแสดงอาบัติ ภิกษุผู้ฉลาด ผู้สามารถ พึงรับอาบัติ พึงคืนจีวรที่เสีย  
			<remark  id="s1b2c5l4" />สละให้ด้วยญัตติกรรมวาจา ว่าดังนี้:-  
			<remark  id="s1b2c5l5" />	ท่านทั้งหลาย ขอจงฟังข้าพเจ้า จีวรผืนนี้ของภิกษุมีชื่อนี้ เป็นของจำจะสละ  
			<remark  id="s1b2c5l6" />เธอสละแล้วแก่ท่านทั้งหลาย ถ้าความพร้อมพรั่งของท่านทั้งหลายถึงที่แล้ว ท่านทั้ง  
			<remark  id="s1b2c5l7" />หลายพึงให้จีวรผืนนี้แก่ภิกษุมีชื่อนี้.  
			<remark  id="s1b2c5l8" />			เสียสละแก่บุคคล  
			<remark  id="s1b2c5l9" />	[๖] ภิกษุรูปนั้นพึงเข้าไปหาภิกษุรูปหนึ่ง ห่มผ้าอุตราสงค์เฉวียงบ่า นั่งกระโหย่ง  
			<remark  id="s1b2c5l10" />ประนมมือ กล่าวอย่างนี้ว่า  
			<remark  id="s1b2c5l11" />	ท่าน จีวรผืนนี้ของข้าพเจ้าล่วง ๑๐ วัน เป็นของจำจะสละ ข้าพเจ้าสละจีวร  
			<remark  id="s1b2c5l12" />ผืนนี้แก่ท่าน.  
			<remark  id="s1b2c5l13" />	ครั้นสละแล้วพึงแสดงอาบัติ ภิกษุผู้รับเสียสละนั้น พึงรับอาบัติ พึงคืนจีวรที่เสียสละ  
			<remark  id="s1b2c5l14" />ให้ด้วยคำว่า ข้าพเจ้าให้จีวรผืนนี้แก่ท่าน ดังนี้.  
			<remark  id="s1b2c5l15" />				บทภาชนีย์  
			<remark  id="s1b2c5l16" />			นิสสัคคิยปาจิตตีย์  
			<remark  id="s1b2c5l17" />	[๗] จีวรล่วง ๑๐ วันแล้ว ภิกษุสำคัญว่าล่วงแล้ว เป็นนิสสัคคีย์ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.  
			<remark  id="s1b2c5l18" />	จีวรล่วง ๑๐ วันแล้ว ภิกษุสงสัย เป็นนิสสัคคีย์ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.  
			<remark  id="s1b2c5l19" />	จีวรล่วง ๑๐ วันแล้ว ภิกษุสำคัญว่ายังไม่ล่วง เป็นนิสสัคคีย์ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.  
			<remark  id="s1b2c5l20" />	จีวรยังไม่ได้อธิษฐาน ภิกษุสำคัญว่าอธิษฐานแล้ว เป็นนิสสัคคีย์ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.  
			<remark  id="s1b2c5l21" />	จีวรยังไม่ได้วิกัป ภิกษุสำคัญว่าวิกัปแล้ว เป็นนิสสัคคีย์ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.  
			<remark  id="s1b2c5l22" />	จีวรยังไม่ได้สละ ภิกษุสำคัญว่าสละแล้ว เป็นนิสสัคคีย์ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.  
			<remark  id="s1b2c5l23" />	จีวรยังไม่หาย ภิกษุสำคัญว่าหายแล้ว เป็นนิสสัคคีย์ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.  
			<remark  id="s1b2c5l24" />	จีวรยังไม่ฉิบหาย ภิกษุสำคัญว่าฉิบหายแล้ว เป็นนิสสัคคีย์ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.  
			<remark  id="s1b2c5l25" />	จีวรยังไม่ถูกไฟไหม้ ภิกษุสำคัญว่าถูกไฟไหม้แล้ว เป็นนิสสัคคีย์ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.  
			<remark  id="s1b2c5l26" />	จีวรยังไม่ถูกชิงไป ภิกษุสำคัญว่าถูกชิงไปแล้ว เป็นนิสสัคคีย์ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b2c6" >
		<para id="s1b2c6p">
			<remark  id="s1b2c6l1" />				ทุกกฏ  
			<remark  id="s1b2c6l2" />	จีวรเป็นนิสสัคคีย์ ภิกษุยังไม่ได้เสียสละ บริโภค ต้องอาบัติทุกกฏ.  
			<remark  id="s1b2c6l3" />	จีวรยังไม่ล่วง ๑๐ วัน ภิกษุสำคัญว่าล่วงแล้ว บริโภค ต้องอาบัติทุกกฏ.  
			<remark  id="s1b2c6l4" />	จีวรยังไม่ล่วง ๑๐ วัน ภิกษุสงสัย บริโภค ต้องอาบัติทุกกฏ.  
			<remark  id="s1b2c6l5" />				ไม่ต้องอาบัติ  
			<remark  id="s1b2c6l6" />	จีวรยังไม่ล่วง ๑๐ วัน ภิกษุสำคัญว่ายังไม่ล่วง บริโภค ไม่ต้องอาบัติ.  
			<remark  id="s1b2c6l7" />				อนาปัตติวาร  
			<remark  id="s1b2c6l8" />	[๘] ในภายใน ๑๐ วัน ภิกษุอธิษฐาน ๑ ภิกษุวิกัปไว้ ๑ ภิกษุสละให้ไป ๑ จีวรฉิบหาย ๑  
			<remark  id="s1b2c6l9" />จีวรถูกไฟไหม้ ๑ โจรชิงเอาไป ๑ ภิกษุถือวิสาสะ ๑ ภิกษุวิกลจริต ๑ ภิกษุอาทิกัมมิกะ ๑  
			<remark  id="s1b2c6l10" />ไม่ต้องอาบัติแล.  
			<remark  id="s1b2c6l11" />			เรื่องพระฉัพพัคคีย์  
			<remark  id="s1b2c6l12" />	[๙] ก็โดยสมัยนั้นแล พระฉัพพัคคีย์ไม่ให้คืนจีวรที่เสียสละ บรรดาภิกษุผู้มักน้อย  
			<remark  id="s1b2c6l13" />สันโดษ มีความละอาย มีความรังเกียจ ผู้ใคร่ต่อสิกขา ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า  
			<remark  id="s1b2c6l14" />ไฉนพระฉัพพัคคีย์จึงไม่ให้คืนจีวรที่เสียสละเล่า แล้วกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค.  
			<remark  id="s1b2c6l15" />				ทรงสอบถาม  
			<remark  id="s1b2c6l16" />	ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงสอบถามพระฉัพพัคคีย์ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข่าวว่าพวก  
			<remark  id="s1b2c6l17" />เธอไม่ให้คืนจีวรที่เสียสละ จริงหรือ?  
			<remark  id="s1b2c6l18" />	พระฉัพพัคคีย์ทูลรับว่า จริง พระพุทธเจ้าข้า.  
			<remark  id="s1b2c6l19" />				ทรงติเตียน  
			<remark  id="s1b2c6l20" />	พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงติเตียนว่า ดูกรโมฆบุรุษทั้งหลาย การกระทำของพวกเธอนั่น  
			<remark  id="s1b2c6l21" />ไม่เหมาะ ไม่สม ไม่ควร ไม่ใช่กิจของสมณะ ใช้ไม่ได้ ไม่ควรทำ ไฉนพวกเธอจึงไม่ให้คืน  
			<remark  id="s1b2c6l22" />จีวรที่เสียสละเล่า การกระทำของพวกเธอนั่น ไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่  
			<remark  id="s1b2c6l23" />ยังไม่เลื่อมใส หรือเพื่อความเลื่อมใสยิ่งของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว โดยที่แท้ การกระทำของพวก  
			<remark  id="s1b2c6l24" />เธอนั่น เป็นไปเพื่อความไม่เลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส และเพื่อความเป็นอย่างอื่นของ  
			<remark  id="s1b2c6l25" />ชุมชนบางพวกที่เลื่อมใสแล้ว. 
		</para>
	</section>
	<section id="s1b2c7" >
		<para id="s1b2c7p">
			<remark  id="s1b2c7l1" />			ทรงอนุญาตให้คืนจีวรที่เสียสละ  
			<remark  id="s1b2c7l2" />	พระผู้มีพระภาคทรงติเตียนพระฉัพพัคคีย์โดยอเนกปริยายดังนี้ แล้วตรัสโทษแห่งความ  
			<remark  id="s1b2c7l3" />เป็นคนเลี้ยงยาก ความเป็นคนบำรุงยาก ความเป็นคนมักมาก ความเป็นคนไม่สันโดษ ความ  
			<remark  id="s1b2c7l4" />คลุกคลี ความเกียจคร้าน ตรัสคุณแห่งความเป็นคนเลี้ยงง่าย ความเป็นคนบำรุงง่าย ความมักน้อย  
			<remark  id="s1b2c7l5" />ความสันโดษ ความขัดเกลา ความกำจัด อาการที่น่าเลื่อมใส การไม่สะสม การปรารภความเพียร  
			<remark  id="s1b2c7l6" />โดยอเนกปริยาย ทรงกระทำธรรมีกถาที่สมควรแก่เรื่องนั้น แก่ภิกษุทั้งหลาย แล้วรับสั่งกะภิกษุ  
			<remark  id="s1b2c7l7" />ทั้งหลายว่า  
			<remark  id="s1b2c7l8" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย จีวรที่ภิกษุเสียสละแล้ว สงฆ์ คณะ หรือ บุคคล จะไม่  
			<remark  id="s1b2c7l9" />คืนให้ไม่ได้ ภิกษุใดไม่คืนให้ ต้องอาบัติทุกกฏ.  
			<remark  id="s1b2c7l10" />			เรื่องพระฉัพพัคคีย์ จบ.  
			<remark  id="s1b2c7l11" />			จีวรวรรค สิกขาบทที่ ๑ จบ.  
			<remark  id="s1b2c7l12" />				__________  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b2c8" >
		<para id="s1b2c8p">
			<remark  id="s1b2c8l1" />			๑. จีวรวรรค สิกขาบทที่ ๒  
			<remark  id="s1b2c8l2" />			เรื่องภิกษุหลายรูป  
			<remark  id="s1b2c8l3" />	[๑๐] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของอนาถ  
			<remark  id="s1b2c8l4" />บิณฑิกคหบดี เขตพระนครสาวัตถี. ครั้งนั้น ภิกษุทั้งหลายฝากผ้าสังฆาฏิไว้แก่ภิกษุทั้งหลาย แล้ว  
			<remark  id="s1b2c8l5" />มีแต่ผ้าอุตราสงค์กับผ้าอันตรวาสก หลีกไปสู่จาริกในชนบท. ผ้าสังฆาฏิเหล่านั้นถูกเก็บไว้นาน  
			<remark  id="s1b2c8l6" />ก็ขึ้นราตกหนาว ภิกษุทั้งหลายจึงผึ่งผ้าสังฆาฏิเหล่านั้น.  
			<remark  id="s1b2c8l7" />	ท่านพระอานนท์เที่ยวตรวจดูเสนาสนะ ได้พบภิกษุเหล่านั้นกำลังผึ่งผ้าสังฆาฏิอยู่ ครั้น  
			<remark  id="s1b2c8l8" />แล้วจึงเข้าไปหาภิกษุเหล่านั้น ถามว่าจีวร ที่ขึ้นราเหล่านี้ของใคร?  
			<remark  id="s1b2c8l9" />	จึงภิกษุเหล่านั้นแจ้งความนั้นแก่ท่านพระอานนท์แล้ว.  
			<remark  id="s1b2c8l10" />	ท่านพระอานนท์จึงเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนภิกษุทั้งหลายจึงได้ฝากผ้าสังฆาฏิ  
			<remark  id="s1b2c8l11" />ไว้แก่ภิกษุทั้งหลายแล้ว มีแต่ผ้าอุตราสงค์กับผ้าอันตรวาสก หลีกไปสู่จาริกในชนบทเล่า  
			<remark  id="s1b2c8l12" />แล้วกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค.  
			<remark  id="s1b2c8l13" />				ทรงสอบถาม  
			<remark  id="s1b2c8l14" />	ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงสอบถามภิกษุเหล่านั้นว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข่าวว่าภิกษุ  
			<remark  id="s1b2c8l15" />ทั้งหลาย ฝากผ้าสังฆาฏิไว้แก่ภิกษุทั้งหลาย แล้วมีแต่ผ้าอุตราสงค์กับผ้าอันตรวาสก หลีกไปสู่  
			<remark  id="s1b2c8l16" />จาริกในชนบท จริงหรือ?  
			<remark  id="s1b2c8l17" />		ภิกษุเหล่านั้นทูลรับว่า จริง พระพุทธเจ้าข้า.  
			<remark  id="s1b2c8l18" />				ทรงติเตียน  
			<remark  id="s1b2c8l19" />	พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงติเตียนว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย การกระทำของภิกษุโมฆบุรุษ  
			<remark  id="s1b2c8l20" />เหล่านั้นนั่น ไม่เหมาะ ไม่สม ไม่ควร ไม่ใช่กิจของสมณะ ใช้ไม่ได้ ไม่ควรทำ, ไฉนภิกษุ  
			<remark  id="s1b2c8l21" />โมฆบุรุษเหล่านั้น จึงได้ฝากผ้าสังฆาฏิไว้แก่ภิกษุทั้งหลายแล้ว มีแต่ผ้าอุตราสงค์กับผ้าอันตรวาสก  
			<remark  id="s1b2c8l22" />หลีกไปสู่จาริกในชนบทเล่า การกระทำของภิกษุโมฆบุรุษเหล่านั้นนั่น ไม่เป็นไปเพื่อความ  
			<remark  id="s1b2c8l23" />เลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส หรือเพื่อความเลื่อมใสยิ่งของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว โดยที่แท้  
			<remark  id="s1b2c8l24" />การกระทำของภิกษุโมฆบุรุษเหล่านั้นนั่น เป็นไปเพื่อความไม่เลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส  
			<remark  id="s1b2c8l25" />และเพื่อความเป็นอย่างอื่นของชนบางพวกที่เลื่อมใสแล้ว.  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b2c9" >
		<para id="s1b2c9p">
			<remark  id="s1b2c9l1" />			ทรงบัญญัติสิกขาบท  
			<remark  id="s1b2c9l2" />	พระผู้มีพระภาคทรงติเตียนภิกษุเหล่านั้นโดยอเนกปริยายดังนี้แล้ว ตรัสโทษแห่งความ  
			<remark  id="s1b2c9l3" />เป็นคนเลี้ยงยาก ความเป็นคนบำรุงยาก ความเป็นคนมักมาก ความเป็นคนไม่สันโดษ ความ  
			<remark  id="s1b2c9l4" />คลุกคลี ความเกียจคร้าน ตรัสคุณแห่งความเป็นคนเลี้ยงง่าย ความเป็นคนบำรุงง่าย ความมักน้อย  
			<remark  id="s1b2c9l5" />ความสันโดษ ความขัดเกลา ความจำกัด อาการที่น่าเลื่อมใส การไม่สะสม การปรารภ  
			<remark  id="s1b2c9l6" />ความเพียร โดยอเนกปริยาย ทรงกระทำธรรมีกถาที่สมควรแก่เรื่องนั้น ที่เหมาะสมแก่เรื่องนั้น  
			<remark  id="s1b2c9l7" />แก่ภิกษุทั้งหลาย แล้วรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า  
			<remark  id="s1b2c9l8" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุนั้นแล เราจักบัญญัติสิกขาบทแก่ภิกษุทั้งหลาย อาศัย  
			<remark  id="s1b2c9l9" />อำนาจประโยชน์ ๑๐ ประการ คือ เพื่อความรับว่าดีแห่งสงฆ์ ๑ เพื่อความสำราญแห่งสงฆ์ ๑ เพื่อ  
			<remark  id="s1b2c9l10" />ข่มบุคคลผู้เก้อยาก ๑ เพื่ออยู่สำราญแห่งภิกษุผู้มีศีลเป็นที่รัก ๑ เพื่อป้องกันอาสวะอันจะบังเกิด  
			<remark  id="s1b2c9l11" />ในปัจจุบัน ๑ เพื่อกำจัดอาสวะอันจักบังเกิดในอนาคต ๑ เพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่  
			<remark  id="s1b2c9l12" />เลื่อมใส ๑ เพื่อความเลื่อมใสยิ่งของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว ๑ เพื่อความตั้งมั่นแห่งพระสัทธรรม ๑  
			<remark  id="s1b2c9l13" />เพื่อถือตามพระวินัย ๑  
			<remark  id="s1b2c9l14" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แล พวกเธอพึงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดงอย่างนี้ ว่าดังนี้:-  
			<remark  id="s1b2c9l15" />				พระบัญญัติ  
			<remark  id="s1b2c9l16" />	๒๑.๒. จีวรของภิกษุสำเร็จแล้ว กฐินเดาะเสียแล้ว ถ้าภิกษุอยู่ปราศจากไตร  
			<remark  id="s1b2c9l17" />จีวร แม้สิ้นราตรีหนึ่ง เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์.  
			<remark  id="s1b2c9l18" />	ก็สิกขาบทนี้ ย่อมเป็นอันพระผู้มีพระภาคทรงบัญญัติแล้วแก่ภิกษุทั้งหลาย ด้วย  
			<remark  id="s1b2c9l19" />ประการฉะนี้.  
			<remark  id="s1b2c9l20" />			เรื่องภิกษุหลายรูป จบ.  
			<remark  id="s1b2c9l21" />				พระอนุบัญญัติ  
			<remark  id="s1b2c9l22" />			เรื่องภิกษุอาพาธ  
			<remark  id="s1b2c9l23" />	[๑๑] ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งอาพาธอยู่ในพระนครโกสัมพี. พวกญาติส่งทูต  
			<remark  id="s1b2c9l24" />ไปในสำนักภิกษุนั้นว่า นิมนต์ท่านมา พวกผมจักพยาบาล แม้ภิกษุทั้งหลายก็กล่าวอย่างนี้ว่า  
			<remark  id="s1b2c9l25" />ไปเถิดท่าน พวกญาติจักพยาบาลท่าน.  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b2c10" >
		<para id="s1b2c10p">
			<remark  id="s1b2c10l1" />	เธอตอบอย่างนี้ว่า ท่านทั้งหลาย พระผู้มีพระภาคทรงบัญญัติสิกขาบทแก่ภิกษุทั้งหลาย  
			<remark  id="s1b2c10l2" />ไว้ว่า ภิกษุไม่พึงอยู่ปราศจากไตรจีวร ผมกำลังอาพาธ ไม่สามารถจะนำไตรจีวรไปด้วยได้  
			<remark  id="s1b2c10l3" />ผมจักไม่ไปละ.  
			<remark  id="s1b2c10l4" />	ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค.  
			<remark  id="s1b2c10l5" />			ทรงอนุญาตให้สมมติติจีวราวิปวาส  
			<remark  id="s1b2c10l6" />	ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงกระทำธรรมีกถา ในเพราะเหตุเป็นเค้ามูลนั้น ในเพราะ  
			<remark  id="s1b2c10l7" />เหตุแรกเกิดนั้น แล้วรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้สมมติ เพื่อ  
			<remark  id="s1b2c10l8" />ไม่เป็นการอยู่ปราศจากไตรจีวรแก่ภิกษุผู้อาพาธ ก็แลสงฆ์พึงให้สมมติอย่างนี้:-  
			<remark  id="s1b2c10l9" />			วิธีสมมติติจีวราวิปวาส  
			<remark  id="s1b2c10l10" />	ภิกษุผู้อาพาธนั้นพึงเข้าไปหาสงฆ์ ห่มผ้าอุตราสงค์เฉวียงบ่า กราบเท้าภิกษุผู้แก่พรรษา  
			<remark  id="s1b2c10l11" />กว่า นั่งกระโหย่ง ประนมมือ กล่าวอย่างนี้ว่า ท่านเจ้าข้า ข้าพเจ้าอาพาธ ไม่สามารถจะนำ  
			<remark  id="s1b2c10l12" />ไตรจีวรไปด้วยได้ ท่านเจ้าข้า ข้าพเจ้านั้นขอสมมติเพื่อไม่เป็นการอยู่ปราศจากไตร-  
			<remark  id="s1b2c10l13" />จีวรต่อสงฆ์ ดังนี้ พึงขอแม้ครั้งที่สอง พึงขอแม้ครั้งที่สาม.  
			<remark  id="s1b2c10l14" />	ภิกษุผู้ฉลาด ผู้สามารถ พึงประกาศให้สงฆ์ทราบด้วยญัตติทุติยกรรมวาจา ว่าดังนี้:-  
			<remark  id="s1b2c10l15" />	ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ภิกษุมีชื่อนี้ผู้นี้อาพาธ ไม่สามารถจะนำ  
			<remark  id="s1b2c10l16" />ไตรจีวรไปด้วยได้ เธอขอสมมติเพื่อไม่เป็นการอยู่ปราศจากไตรจีวรต่อสงฆ์. ถ้าความ  
			<remark  id="s1b2c10l17" />พร้อมพรั่งของสงฆ์ถึงที่แล้ว สงฆ์พึงให้สมมติเพื่อไม่เป็นการอยู่ปราศจากไตรจีวร แก่  
			<remark  id="s1b2c10l18" />ภิกษุมีชื่อนี้ นี่เป็นวาจาประกาศให้สงฆ์ทราบ.  
			<remark  id="s1b2c10l19" />	ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ภิกษุมีชื่อนี้ผู้นี้อาพาธ ไม่สามารถจะนำ  
			<remark  id="s1b2c10l20" />ไตรจีวรไปด้วยได้ เธอขอสมมติเพื่อไม่เป็นการอยู่ปราศจากไตรจีวรต่อสงฆ์. สงฆ์ให้  
			<remark  id="s1b2c10l21" />สมมติเพื่อไม่เป็นการอยู่ปราศจากไตรจีวรแก่ภิกษุมีชื่อนี้ การให้สมมติเพื่อไม่เป็นการ  
			<remark  id="s1b2c10l22" />การอยู่ปราศจากไตรจีวรแก่ภิกษุมีชื่อนี้ ชอบแก่ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้นพึงเป็นผู้นิ่ง ไม่  
			<remark  id="s1b2c10l23" />ชอบแก่ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้นพึงพูด.  
			<remark  id="s1b2c10l24" />	การสมมติเพื่อไม่เป็นการอยู่ปราศจากไตรจีวร อันสงฆ์ให้แล้วแก่ภิกษุมีชื่อนี้  
			<remark  id="s1b2c10l25" />ชอบแก่สงฆ์ เหตุนั้นจึงนิ่ง ข้าพเจ้าทรงความนี้ไว้ด้วยอย่างนี้.  
			<remark  id="s1b2c10l26" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง พวกเธอพึงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดงอย่างนี้ ว่าดังนี้:-  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b2c11" >
		<para id="s1b2c11p">
			<remark  id="s1b2c11l1" />				พระอนุบัญญัติ  
			<remark  id="s1b2c11l2" />	๒๑.๒. ก. จีวรของภิกษุสำเร็จแล้ว กฐินเดาะเสียแล้ว ถ้าภิกษุอยู่ปราศจาก  
			<remark  id="s1b2c11l3" />ไตรจีวร แม้สิ้นราตรีหนึ่ง เว้นแต่ภิกษุได้รับสมมติ เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์.  
			<remark  id="s1b2c11l4" />			เรื่องภิกษุอาพาธ จบ.  
			<remark  id="s1b2c11l5" />				สิกขาบทวิภังค์  
			<remark  id="s1b2c11l6" />	[๑๒] บทว่า จีวร ... สำเร็จแล้ว ความว่า จีวรของภิกษุทำสำเร็จแล้วก็ดี หายเสีย  
			<remark  id="s1b2c11l7" />ก็ดี ฉิบหายเสียก็ดี ถูกไฟไหม้เสียก็ดี หมดหวังว่าจะได้ทำจีวรก็ดี.  
			<remark  id="s1b2c11l8" />	คำว่า กฐินเดาะเสียแล้ว คือ เดาะเสียแล้วด้วยมาติกาอันใดอันหนึ่ง ในมาติกา ๘  
			<remark  id="s1b2c11l9" />หรือสงฆ์เดาะเสียในระหว่าง.  
			<remark  id="s1b2c11l10" />	คำว่า ถ้าภิกษุอยู่ปราศจากไตรจีวร แม้สิ้นราตรีหนึ่ง ความว่า ถ้าภิกษุอยู่  
			<remark  id="s1b2c11l11" />ปราศจากผ้าสังฆาฏิก็ดี จากผ้าอุตราสงค์ก็ดี จากผ้าอันตรวาสกก็ดี แม้คืนเดียว.  
			<remark  id="s1b2c11l12" />	บทว่า เว้นแต่ภิกษุได้รับสมมติ คือยกเว้นภิกษุผู้ได้รับสมมติ.  
			<remark  id="s1b2c11l13" />	บทว่า เป็นนิสสัคคีย์ คือ เป็นของจำจะสละ พร้อมกับเวลาอรุณขึ้น ต้องเสียสละ  
			<remark  id="s1b2c11l14" />แก่สงฆ์ คณะ หรือบุคคล.  
			<remark  id="s1b2c11l15" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แลภิกษุพึงเสียสละจีวรนั้นอย่างนี้:-  
			<remark  id="s1b2c11l16" />				วิธีเสียสละ  
			<remark  id="s1b2c11l17" />			เสียสละแก่สงฆ์  
			<remark  id="s1b2c11l18" />	ภิกษุรูปนั้นพึงเข้าไปหาสงฆ์ ห่มผ้าอุตราสงค์เฉวียงบ่า กราบเท้าภิกษุผู้แก่พรรษากว่า  
			<remark  id="s1b2c11l19" />นั่งกระโหย่ง ประนมมือ กล่าวอย่างนี้ว่า  
			<remark  id="s1b2c11l20" />	ท่านเจ้าข้า จีวรผืนนี้ของข้าพเจ้า อยู่ปราศแล้วล่วงราตรี เป็นของจำจะสละ  
			<remark  id="s1b2c11l21" />เว้นแต่ภิกษุได้รับสมมติ ข้าพเจ้าสละจีวรผืนนี้แก่สงฆ์.  
			<remark  id="s1b2c11l22" />	ครั้นสละแล้วพึงแสดงอาบัติ ภิกษุผู้ฉลาด ผู้สามารถ พึงรับอาบัติ พึงคืนจีวรที่  
			<remark  id="s1b2c11l23" />เสียสละให้ด้วยญัตติกรรมวาจา ว่าดังนี้:-  
			<remark  id="s1b2c11l24" />	ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า จีวรผืนนี้ของภิกษุมีชื่อนี้ เป็นของจำจะ  
			<remark  id="s1b2c11l25" />สละ เธอสละแล้วแก่สงฆ์ ถ้าความพร้อมพรั่งของสงฆ์ถึงที่แล้ว สงฆ์พึงให้จีวรผืนนี้  
			<remark  id="s1b2c11l26" />แก่ภิกษุมีชื่อนี้.  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b2c12" >
		<para id="s1b2c12p">
			<remark  id="s1b2c12l1" />			เสียสละแก่คณะ  
			<remark  id="s1b2c12l2" />	ภิกษุรูปนั้นพึงเข้าไปหาภิกษุหลายรูป ห่มผ้าอุตราสงค์เฉวียงบ่า กราบเท้าภิกษุผู้แก่  
			<remark  id="s1b2c12l3" />พรรษากว่า นั่งกระโหย่ง ประนมมือ กล่าวอย่างนี้ว่า  
			<remark  id="s1b2c12l4" />	ท่านเจ้าข้า จีวรผืนนี้ของข้าพเจ้า อยู่ปราศแล้วล่วงราตรี เป็นของจำจะสละ  
			<remark  id="s1b2c12l5" />เว้นแต่ภิกษุได้รับสมมติ ข้าพเจ้าสละจีวรผืนนี้แก่ท่านทั้งหลาย.  
			<remark  id="s1b2c12l6" />	ครั้นสละแล้วพึงแสดงอาบัติ ภิกษุผู้ฉลาด ผู้สามารถ พึงรับอาบัติ พึงคืนจีวรที่  
			<remark  id="s1b2c12l7" />เสียสละให้ด้วยญัตติกรรมวาจา ว่าดังนี้:-  
			<remark  id="s1b2c12l8" />	ท่านทั้งหลาย ขอจงฟังข้าพเจ้า จีวรผืนนี้ของภิกษุมีชื่อนี้เป็นของจำจะสละ  
			<remark  id="s1b2c12l9" />เธอสละแล้วแก่ท่านทั้งหลาย ถ้าความพร้อมพรั่งของท่านทั้งหลายถึงที่แล้ว ท่านทั้ง-  
			<remark  id="s1b2c12l10" />หลายพึงให้จีวรผืนนี้แก่ภิกษุมีชื่อนี้.  
			<remark  id="s1b2c12l11" />			เสียสละแก่บุคคล  
			<remark  id="s1b2c12l12" />	ภิกษุรูปนั้นพึงเข้าไปหาภิกษุรูปหนึ่ง ห่มผ้าอุตราสงค์เฉวียงบ่า นั่งกระโหย่ง ประนมมือ  
			<remark  id="s1b2c12l13" />กล่าวอย่างนี้ว่า  
			<remark  id="s1b2c12l14" />	ท่าน จีวรผืนนี้ของข้าพเจ้า อยู่ปราศแล้วล่วงราตรี เป็นของจำจะสละ  
			<remark  id="s1b2c12l15" />เว้นแต่ภิกษุได้รับสมมติ ข้าพเจ้าสละจีวรผืนนี้แก่ท่าน.  
			<remark  id="s1b2c12l16" />	ครั้นสละแล้วพึงแสดงอาบัติ ภิกษุผู้รับเสียสละนั้น พึงรับอาบัติ พึงคืนจีวรที่  
			<remark  id="s1b2c12l17" />เสียสละให้ด้วยคำว่า ข้าพเจ้าให้จีวรผืนนี้แก่ท่าน ดังนี้.  
			<remark  id="s1b2c12l18" />				บทภาชนีย์  
			<remark  id="s1b2c12l19" />				มาติกา  
			<remark  id="s1b2c12l20" />	[๑๓] บ้าน			  มีอุปจารเดียว มีอุปจารต่าง  
			<remark  id="s1b2c12l21" />	เรือน		    		  มีอุปจารเดียว มีอุปจารต่าง  
			<remark  id="s1b2c12l22" />	โรงเก็บของ		  มีอุปจารเดียว มีอุปจารต่าง  
			<remark  id="s1b2c12l23" />	ป้อม				   มีอุปจารเดียว มีอุปจารต่าง  
			<remark  id="s1b2c12l24" />	เรือนยอดเดียว     	  มีอุปจารเดียว มีอุปจารต่าง  
			<remark  id="s1b2c12l25" />	ปราสาท			  มีอุปจารเดียว มีอุปจารต่าง  
			<remark  id="s1b2c12l26" />	ทิมแถว				  มีอุปจารเดียว มีอุปจารต่าง
		</para>
	</section>
	<section id="s1b2c13" >
		<para id="s1b2c13p">
			<remark  id="s1b2c13l1" />	เรือ				 	  มีอุปจารเดียว มีอุปจารต่าง  
			<remark  id="s1b2c13l2" />	หมู่เกวียน			  มีอุปจารเดียว มีอุปจารต่าง  
			<remark  id="s1b2c13l3" />	ไร่นา		     		 มีอุปจารเดียว มีอุปจารต่าง  
			<remark  id="s1b2c13l4" />	ลานนวดข้าว	   	 มีอุปจารเดียว มีอุปจารต่าง  
			<remark  id="s1b2c13l5" />	สวน			       มีอุปจารเดียว มีอุปจารต่าง  
			<remark  id="s1b2c13l6" />	วิหาร			      มีอุปจารเดียว มีอุปจารต่าง  
			<remark  id="s1b2c13l7" />	โคนไม้			     มีอุปจารเดียว มีอุปจารต่าง  
			<remark  id="s1b2c13l8" />	ที่แจ้ง			     มีอุปจารเดียว มีอุปจารต่าง  
			<remark  id="s1b2c13l9" />					มาติกาวิภังค์  
			<remark  id="s1b2c13l10" />	[๑๔] บ้าน ที่ชื่อว่า มีอุปจารเดียว คือเป็นบ้านของสกุลเดียว และมีเครื่องล้อม.  
			<remark  id="s1b2c13l11" />ภิกษุเก็บจีวรไว้ภายในบ้าน ต้องอยู่ภายในบ้าน. เป็นบ้านไม่มีเครื่องล้อม. ภิกษุเก็บจีวรไว้ใน  
			<remark  id="s1b2c13l12" />เรือนใด ต้องอยู่ในเรือนนั้น หรือไม่ละจากหัตถบาส. ที่ชื่อว่า มีอุปจารต่าง คือเป็นบ้านของ  
			<remark  id="s1b2c13l13" />ต่างสกุล และมีเครื่องล้อม. ภิกษุเก็บจีวรไว้ในเรือนใด ต้องอยู่ในเรือนนั้น หรือในห้องโถง  
			<remark  id="s1b2c13l14" />หรือที่ริมประตูเรือน หรือไม่ละจากหัตถบาส. เมื่อจะไปสู่ห้องโถง ต้องเก็บจีวรไว้ในหัตถบาส  
			<remark  id="s1b2c13l15" />แล้วอยู่ในห้องโถง หรือที่ริมประตู หรือไม่ละจากหัตถบาส. เก็บจีวรไว้ในห้องโถง ต้องอยู่  
			<remark  id="s1b2c13l16" />ในห้องโถง หรือที่ริมประตู หรือไม่ละจากหัตถบาส. เป็นบ้านไม่มีเครื่องล้อม เก็บจีวรไว้ใน  
			<remark  id="s1b2c13l17" />เรือนใด ต้องอยู่ในเรือนนั้น หรือไม่ละจากหัตถบาส.  
			<remark  id="s1b2c13l18" />	[๑๕] เรือน ของสกุลเดียว และมีเครื่องล้อม มีห้องเล็กห้องน้อยต่างๆ ภิกษุเก็บ  
			<remark  id="s1b2c13l19" />จีวรไว้ภายในเรือน ต้องอยู่ภายในเรือน. เป็นเรือนที่ไม่มีเครื่องล้อม เก็บจีวรไว้ในห้องใด  
			<remark  id="s1b2c13l20" />ต้องอยู่ในห้องนั้น หรือไม่ละจากหัตถบาส. เรือนของต่างสกุล และมีเครื่องล้อม มีห้องเล็ก  
			<remark  id="s1b2c13l21" />ห้องน้อยต่างๆ ภิกษุเก็บจีวรไว้ในห้องใด ต้องอยู่ในห้องนั้น หรือที่ริมประตู หรือไม่ละจาก  
			<remark  id="s1b2c13l22" />หัตถบาส. เป็นเรือนไม่มีเครื่องล้อม เก็บจีวรไว้ในห้องใด ต้องอยู่ในห้องนั้น หรือไม่ละจาก  
			<remark  id="s1b2c13l23" />หัตถบาส.  
			<remark  id="s1b2c13l24" />	[๑๖] โรงเก็บของ ของสกุลเดียว และมีเครื่องล้อม มีห้องเล็กห้องน้อยต่างๆ  
			<remark  id="s1b2c13l25" />ภิกษุเก็บจีวรไว้ภายในโรงเก็บของ ต้องอยู่ภายในโรงเก็บของ. เป็นโรงไม่มีเครื่องล้อม เก็บจีวร  
			<remark  id="s1b2c13l26" />ไว้ในห้องใด ต้องอยู่ในห้องนั้น หรือไม่ละจากหัตถบาส. โรงเก็บของ ของต่างสกุล และมี  
			<remark  id="s1b2c13l27" />เครื่องล้อม มีห้องเล็กห้องน้อยต่างๆ เก็บจีวรไว้ในห้องใด ต้องอยู่ในห้องนั้น หรือที่ริมประตู  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b2c14" >
		<para id="s1b2c14p">
			<remark  id="s1b2c14l1" />หรือไม่ละจากหัตถบาส. เป็นโรงไม่มีเครื่องล้อม เก็บจีวรไว้ในห้องใด ต้องอยู่ในห้องนั้น  
			<remark  id="s1b2c14l2" />หรือไม่ละจากหัตถบาส.  
			<remark  id="s1b2c14l3" />	[๑๗] ป้อม ของสกุลเดียว ภิกษุเก็บจีวรไว้ภายในป้อม ต้องอยู่ภายในป้อม.  
			<remark  id="s1b2c14l4" />ป้อมของต่างสกุล มีห้องเล็กห้องน้อยต่างๆ เก็บจีวรไว้ในห้องใด ต้องอยู่ในห้องนั้น หรือที่  
			<remark  id="s1b2c14l5" />ริมประตู หรือไม่ละจากหัตถบาส.  
			<remark  id="s1b2c14l6" />	[๑๘] เรือนยอดเดียว ของสกุลเดียว ภิกษุเก็บจีวรไว้ภายในเรือนยอดเดียว ต้อง  
			<remark  id="s1b2c14l7" />อยู่ภายในเรือนยอดเดียว. เรือนยอดเดียวของต่างสกุล มีห้องเล็กห้องน้อยต่างๆ เก็บจีวรไว้ใน  
			<remark  id="s1b2c14l8" />ห้องใด ต้องอยู่ในห้องนั้น หรือที่ริมประตู หรือไม่ละจากหัตถบาส.  
			<remark  id="s1b2c14l9" />	[๑๙] ปราสาท ของสกุลเดียว ภิกษุเก็บจีวรไว้ภายในปราสาท ต้องอยู่ภายใน  
			<remark  id="s1b2c14l10" />ปราสาท. ปราสาทของต่างสกุล มีห้องเล็กห้องน้อยต่างๆ เก็บจีวรไว้ในห้องใด ต้องอยู่ใน  
			<remark  id="s1b2c14l11" />ห้องนั้น หรือที่ริมประตู หรือไม่ละจากหัตถบาส.  
			<remark  id="s1b2c14l12" />	[๒๐] ทิมแถว ของสกุลเดียว ภิกษุเก็บจีวรไว้ภายในทิมแถว ต้องอยู่ภายใน  
			<remark  id="s1b2c14l13" />ทิมแถว. ทิมแถวของต่างสกุล มีห้องเล็กห้องน้อยต่างๆ เก็บจีวรไว้ในห้องใด ต้องอยู่ใน  
			<remark  id="s1b2c14l14" />ห้องนั้น หรือที่ริมประตู หรือไม่ละจากหัตถบาส.  
			<remark  id="s1b2c14l15" />	[๒๑] เรือ ของสกุลเดียว ภิกษุเก็บจีวรไว้ภายในเรือ ต้องอยู่ภายในเรือ. เรือ  
			<remark  id="s1b2c14l16" />ของต่างสกุล มีห้องเล็กห้องน้อยต่างๆ เก็บจีวรไว้ภายในห้องใด ต้องอยู่ในห้องนั้น หรือที่  
			<remark  id="s1b2c14l17" />ริมประตู หรือไม่ละจากหัตถบาส.  
			<remark  id="s1b2c14l18" />	[๒๒] หมู่เกวียน ของสกุลเดียว ภิกษุเก็บจีวรไว้ในหมู่เกวียน ไม่พึงละอัพภันดร  
			<remark  id="s1b2c14l19" />ด้านหน้าหรือด้านหลัง ด้านละ ๗ อัพภันดร ด้านข้างด้านละ ๑ อัพภันดร. หมู่เกวียนของ  
			<remark  id="s1b2c14l20" />ต่างสกุล เก็บจีวรไว้ในหมู่เกวียน ไม่พึงละจากหัตถบาส.  
			<remark  id="s1b2c14l21" />	[๒๓] ไร่นา ของสกุลเดียวและมีเครื่องล้อม ภิกษุเก็บจีวรไว้ภายในเขตไร่นา  
			<remark  id="s1b2c14l22" />ต้องอยู่ภายในเขตไร่นา เป็นไร่นาไม่มีเครื่องล้อม ไม่พึงละจากหัตถบาส. ไร่นาของต่างสกุลและ  
			<remark  id="s1b2c14l23" />มีเครื่องล้อม เก็บจีวรไว้ภายในเขตไร่นา ต้องอยู่ภายในเขตไร่นา หรือที่ริมประตู หรือไม่ละ-  
			<remark  id="s1b2c14l24" />จากหัตถบาส. เป็นเขตไม่มีเครื่องล้อม ไม่พึงละจากหัตถบาส.  
			<remark  id="s1b2c14l25" />	[๒๔] ลานนวดข้าว ของสกุลเดียว และมีเครื่องล้อม ภิกษุเก็บจีวรไว้ภายใน  
			<remark  id="s1b2c14l26" />เขตลานนวดข้าว ต้องอยู่ภายในเขตลานนวดข้าว. เป็นสถานไม่มีเครื่องล้อม ไม่พึงละจาก-  
			<remark  id="s1b2c14l27" />หัตถบาส ลานนวดข้าวของต่างสกุลและมีเครื่องล้อม เก็บจีวรไว้ภายในเขตลานนวดข้าว ต้อง  
			<remark  id="s1b2c14l28" />อยู่ที่ริมประตู หรือไม่ละจากหัตถบาส. เป็นสถานไม่มีเครื่องล้อม ไม่พึงละจากหัตถบาส.  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b2c15" >
		<para id="s1b2c15p">
			<remark  id="s1b2c15l1" />	[๒๕] สวน ของสกุลเดียวและมีเครื่องล้อม ภิกษุเก็บจีวรไว้ภายในเขตสวน  
			<remark  id="s1b2c15l2" />ต้องอยู่ภายในเขตสวน. เป็นสถานไม่มีเครื่องล้อม ไม่พึงละจากหัตถบาส. สวนของต่างสกุล  
			<remark  id="s1b2c15l3" />และมีเครื่องล้อม เก็บจีวรไว้ภายในเขตสวน ต้องอยู่ที่ริมประตูสวน หรือไม่ละจากหัตถบาส.  
			<remark  id="s1b2c15l4" />เป็นสถานไม่มีเครื่องล้อม ไม่พึงละจากหัตถบาส.  
			<remark  id="s1b2c15l5" />	[๒๖] วิหาร ของสกุลเดียวและมีเครื่องล้อม ภิกษุเก็บจีวรไว้ภายในเขตวิหาร  
			<remark  id="s1b2c15l6" />ต้องอยู่ภายในเขตวิหาร. เป็นสถานไม่มีเครื่องล้อม เก็บจีวรไว้ในที่อยู่ใด ต้องอยู่ในที่อยู่นั้น  
			<remark  id="s1b2c15l7" />หรือไม่ละจากหัตถบาส. วิหารของต่างสกุล และมีเครื่องล้อม ภิกษุเก็บจีวรไว้ในที่อยู่ใด  
			<remark  id="s1b2c15l8" />ต้องอยู่ในที่อยู่นั้น หรือที่ริมประตู หรือไม่ละจากหัตถบาส. เป็นสถานไม่มีเครื่องล้อม เก็บ  
			<remark  id="s1b2c15l9" />จีวรไว้ในที่อยู่ใด ต้องอยู่ในที่อยู่นั้น หรือไม่ละจากหัตถบาส.  
			<remark  id="s1b2c15l10" />	[๒๗] โคนไม้ ของสกุลเดียว กำหนดเอาเขตที่เงาแผ่ไปโดยรอบในเวลาเที่ยง  
			<remark  id="s1b2c15l11" />ภิกษุเก็บจีวรไว้ภายในเขตเงา ต้องอยู่ภายในเขตเงา. โคนไม้ของต่างสกุล ไม่พึงละจาก  
			<remark  id="s1b2c15l12" />หัตถบาส.  
			<remark  id="s1b2c15l13" />	[๒๘] ที่แจ้ง ที่ชื่อว่า มีอุปจารเดียว มีอุปจารต่าง คือ ในป่าหาบ้านมิได้  
			<remark  id="s1b2c15l14" />กำหนด ๗ อัพภันดรโดยรอบ จัดเป็นอุปจารเดียว พ้นไปนั้น จัดเป็นอุปจารต่าง.  
			<remark  id="s1b2c15l15" />			นิสสัคคิยปาจิตตีย์  
			<remark  id="s1b2c15l16" />	[๒๙] จีวรอยู่ปราศ ภิกษุสำคัญว่าอยู่ปราศ เว้นแต่ภิกษุได้รับสมมติ เป็นนิสสัคคีย์  
			<remark  id="s1b2c15l17" />ต้องอาบัติปาจิตตีย์.  
			<remark  id="s1b2c15l18" />	จีวรอยู่ปราศ ภิกษุสงสัย เว้นแต่ภิกษุได้รับสมมติ เป็นนิสสัคคีย์ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.  
			<remark  id="s1b2c15l19" />	จีวรอยู่ปราศ ภิกษุสำคัญว่าไม่อยู่ปราศ เว้นแต่ภิกษุได้รับสมมติ เป็นนิสสัคคีย์  
			<remark  id="s1b2c15l20" />ต้องอาบัติปาจิตตีย์.  
			<remark  id="s1b2c15l21" />	จีวรยังไม่ได้ถอน ภิกษุสำคัญว่าถอนแล้ว เว้นแต่ภิกษุได้รับสมมติ เป็นนิสสัคคีย์  
			<remark  id="s1b2c15l22" />ต้องอาบัติปาจิตตีย์.  
			<remark  id="s1b2c15l23" />	จีวรยังไม่ได้สละให้ไป ภิกษุสำคัญว่าสละให้ไปแล้ว เว้นแต่ภิกษุได้รับสมมติ เป็น  
			<remark  id="s1b2c15l24" />นิสสัคคีย์ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.  
			<remark  id="s1b2c15l25" />	จีวรยังไม่หาย ภิกษุสำคัญว่าหายแล้ว เว้นแต่ภิกษุได้รับสมมติ เป็นนิสสัคคีย์  
			<remark  id="s1b2c15l26" />ต้องอาบัติปาจิตตีย์.  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b2c16" >
		<para id="s1b2c16p">
			<remark  id="s1b2c16l1" />	จีวรยังไม่ฉิบหาย ภิกษุสำคัญว่าฉิบหายแล้ว เว้นแต่ภิกษุได้รับสมมติ เป็นนิสสัคคีย์  
			<remark  id="s1b2c16l2" />ต้องอาบัติปาจิตตีย์.  
			<remark  id="s1b2c16l3" />	จีวรยังไม่ถูกไฟไหม้ ภิกษุสำคัญว่าถูกไฟไหม้แล้ว เว้นแต่ภิกษุได้รับสมมติ เป็น  
			<remark  id="s1b2c16l4" />นิสสัคคีย์ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.  
			<remark  id="s1b2c16l5" />	จีวรยังไม่ถูกโจรชิงไป ภิกษุสำคัญว่าถูกโจรชิงไปแล้ว เว้นแต่ภิกษุได้รับสมมติ เป็น  
			<remark  id="s1b2c16l6" />นิสสัคคีย์ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.  
			<remark  id="s1b2c16l7" />				ทุกกฏ  
			<remark  id="s1b2c16l8" />	[๓๐] ภิกษุไม่สละจีวรที่เป็นนิสสัคคีย์ บริโภค ต้องอาบัติทุกกฏ.  
			<remark  id="s1b2c16l9" />	จีวรไม่อยู่ปราศ ภิกษุสำคัญว่าอยู่ปราศ บริโภค ต้องอาบัติทุกกฏ.  
			<remark  id="s1b2c16l10" />	จีวรไม่อยู่ปราศ ภิกษุสงสัย บริโภค ต้องอาบัติทุกกฏ.  
			<remark  id="s1b2c16l11" />				ไม่ต้องอาบัติ  
			<remark  id="s1b2c16l12" />	จีวรไม่อยู่ปราศ ภิกษุสำคัญว่าไม่อยู่ปราศ บริโภค ไม่ต้องอาบัติ.  
			<remark  id="s1b2c16l13" />				อนาปัตติวาร  
			<remark  id="s1b2c16l14" />	[๓๑] ในภายในอรุณ ภิกษุถอนเสีย ๑ ภิกษุสละให้ไป ๑ จีวรหาย ๑ จีวรฉิบหาย ๑  
			<remark  id="s1b2c16l15" />จีวรถูกไฟไหม้ ๑ โจรชิงเอาไป  ๑ ภิกษุถือวิสาสะ ๑ ภิกษุได้รับสมมติ ๑ ภิกษุวิกลจริต ๑  
			<remark  id="s1b2c16l16" />ภิกษุอาทิกัมมิกะ ๑ ไม่ต้องอาบัติแล.  
			<remark  id="s1b2c16l17" />			จีวรวรรค สิกขาบทที่ ๒ จบ.  
			<remark  id="s1b2c16l18" />			___________ 
		</para>
	</section>
	<section id="s1b2c17" >
		<para id="s1b2c17p">
			<remark  id="s1b2c17l1" />			๑. จีวรวรรค สิกขาบทที่ ๓  
			<remark  id="s1b2c17l2" />			เรื่องภิกษุรูปหนึ่ง  
			<remark  id="s1b2c17l3" />	[๓๒] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของ  
			<remark  id="s1b2c17l4" />อนาถบิณฑิกคหบดี เขตพระนครสาวัตถี. ครั้งนั้น อกาลจีวรเกิดแก่ภิกษุรูปหนึ่ง เธอจะทำจีวร  
			<remark  id="s1b2c17l5" />ก็ไม่พอ จึงเอาจีวรนั้นจุ่มน้ำตากแล้วดึงเป็นหลายครั้ง พระผู้มีพระภาคเสด็จจาริกไปตาม  
			<remark  id="s1b2c17l6" />เสนาสนะ ทอดพระเนตรเห็นเธอเอาจีวรนั้นจุ่มน้ำตากแล้วดึงเป็นหลายครั้ง จึงเสด็จเข้าไปหา  
			<remark  id="s1b2c17l7" />แล้วตรัสถามว่า ดูกรภิกษุ เธอจุ่มจีวรนี้ลงในน้ำแล้วดึงเป็นหลายครั้ง เพื่อประสงค์อะไร?  
			<remark  id="s1b2c17l8" />	ภิกษุรูปนั้นกราบทูลว่า อกาลจีวรผืนนี้เกิดแก่ข้าพระพุทธเจ้า จะทำจีวรก็ไม่พอ เพราะ  
			<remark  id="s1b2c17l9" />ฉะนั้น ข้าพระพุทธเจ้าจึงได้จุ่มจีวรนี้ตากแล้วดึงเป็นหลายครั้ง พระพุทธเจ้าข้า.  
			<remark  id="s1b2c17l10" />	ภ. ก็เธอยังมีหวังจะได้จีวรมาอีกหรือ?  
			<remark  id="s1b2c17l11" />	ภิ. มี พระพุทธเจ้าข้า.  
			<remark  id="s1b2c17l12" />			ทรงอนุญาตอกาลจีวร  
			<remark  id="s1b2c17l13" />	ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงกระทำธรรมีกถา ในเพราะเหตุเป็นเค้ามูลนั้น ในเพราะเหตุ  
			<remark  id="s1b2c17l14" />แรกเกิดนั้น แล้วรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้รับอกาลจีวร  
			<remark  id="s1b2c17l15" />แล้วเก็บไว้ได้ โดยมีหวังว่าจะได้จีวรใหม่มาเพิ่มเติม.  
			<remark  id="s1b2c17l16" />	[๓๓] ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุทั้งหลายทราบว่า พระผู้มีพระภาคทรงอนุญาตให้รับ  
			<remark  id="s1b2c17l17" />อกาลจีวรแล้วเก็บไว้ได้ โดยมีหวังว่าจะได้จีวรใหม่มาเพิ่มเติม จึงรับอกาลจีวรแล้วเก็บไว้เกิน  
			<remark  id="s1b2c17l18" />หนึ่งเดือน. จีวรเหล่านั้นเธอห่อแขวนไว้ที่สายระเดียง.  
			<remark  id="s1b2c17l19" />	ท่านพระอานนท์เที่ยวจาริกไปตามเสนาสนะ ได้เห็นจีวรเหล่านั้น ซึ่งภิกษุทั้งหลาย  
			<remark  id="s1b2c17l20" />ห่อแขวนไว้ที่สายระเดียง. ครั้นแล้วจึงถามภิกษุทั้งหลายว่า จีวรเหล่านี้ของใครห่อแขวนไว้ที่  
			<remark  id="s1b2c17l21" />สายระเดียง?  
			<remark  id="s1b2c17l22" />	ภิกษุเหล่านั้นตอบว่า อกาลจีวรเหล่านี้ของพวกกระผม พวกกระผมเก็บไว้ โดยมีหวัง  
			<remark  id="s1b2c17l23" />ว่าจะได้จีวรใหม่มาเพิ่มเติม.  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b2c18" >
		<para id="s1b2c18p">
			<remark  id="s1b2c18l1" />	อา. เก็บไว้นานเท่าไรแล้ว?  
			<remark  id="s1b2c18l2" />	ภิ. นานกว่าหนึ่งเดือน ขอรับ.  
			<remark  id="s1b2c18l3" />	ท่านพระอานนท์จึงเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนภิกษุทั้งหลายจึงได้รับอกาลจีวร  
			<remark  id="s1b2c18l4" />แล้วเก็บไว้เกินหนึ่งเดือนเล่า แล้วกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค.  
			<remark  id="s1b2c18l5" />			ประชุมสงฆ์ทรงสอบถาม  
			<remark  id="s1b2c18l6" />	ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งให้ประชุมภิกษุสงฆ์ ในเพราะเหตุเป็นเค้ามูลนั้น  
			<remark  id="s1b2c18l7" />ในเพราะเหตุแรกเกิดนั้น แล้วทรงสอบถามภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข่าวว่าพวกภิกษุ  
			<remark  id="s1b2c18l8" />รับอกาลจีวรแล้วเก็บไว้เกินหนึ่งเดือน จริงหรือ?  
			<remark  id="s1b2c18l9" />	ภิกษุทั้งหลายทูลรับว่า จริง พระพุทธเจ้าข้า.  
			<remark  id="s1b2c18l10" />				ทรงติเตียน  
			<remark  id="s1b2c18l11" />	พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงติเตียนว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย การกระทำของภิกษุโมฆบุรุษ  
			<remark  id="s1b2c18l12" />เหล่านั้นนั่น ไม่เหมาะ ไม่สม ไม่ควร ไม่ใช่กิจของสมณะ ใช้ไม่ได้ ไม่ควรทำ ไฉนภิกษุ-  
			<remark  id="s1b2c18l13" />โมฆบุรุษเหล่านั้น จึงได้รับอกาลจีวรแล้วเก็บไว้เกินหนึ่งเดือนเล่า การกระทำของภิกษุโมฆบุรุษ  
			<remark  id="s1b2c18l14" />เหล่านั้นนั่น ไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส หรือเพื่อความเลื่อมใสยิ่งของ  
			<remark  id="s1b2c18l15" />ชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว โดยที่แท้ การกระทำของภิกษุโมฆบุรุษเหล่านั้นนั่น เป็นไปเพื่อความ  
			<remark  id="s1b2c18l16" />ไม่เลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส และเพื่อความเป็นอย่างอื่นของชนบางพวกที่เลื่อมใสแล้ว.  
			<remark  id="s1b2c18l17" />			ทรงบัญญัติสิกขาบท  
			<remark  id="s1b2c18l18" />	พระผู้มีพระภาคทรงติเตียนภิกษุเหล่านั้น โดยอเนกปริยายดั่งนี้แล้ว ตรัสโทษแห่งความ  
			<remark  id="s1b2c18l19" />เป็นคนเลี้ยงยาก ความเป็นคนบำรุงยาก ความเป็นคนมักมาก ความเป็นคนไม่สันโดษ ความ  
			<remark  id="s1b2c18l20" />คลุกคลี ความเกียจคร้าน ตรัสคุณแห่งความเป็นคนเลี้ยงง่าย ความเป็นคนบำรุงง่าย ความมักน้อย  
			<remark  id="s1b2c18l21" />ความสันโดษ ความขัดเกลา ความกำจัด อาการที่น่าเลื่อมใส การไม่สะสม การปรารภความเพียร  
			<remark  id="s1b2c18l22" />โดยอเนกปริยาย ทรงกระทำธรรมีกถาที่สมควรแก่เรื่องนั้น ที่เหมาะสมแก่เรื่องนั้น แก่ภิกษุ  
			<remark  id="s1b2c18l23" />ทั้งหลาย แล้วรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า  
			<remark  id="s1b2c18l24" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุนั้นแล เราจักบัญญัติสิกขาบทแก่ภิกษุทั้งหลาย อาศัย  
			<remark  id="s1b2c18l25" />อำนาจประโยชน์ ๑๐ ประการ คือ เพื่อความรับว่าดีแห่งสงฆ์ ๑ เพื่อความสำราญแห่งสงฆ์ ๑  
			<remark  id="s1b2c18l26" />เพื่อข่มบุคคลผู้เก้อยาก ๑ เพื่ออยู่สำราญแห่งภิกษุผู้มีศีลเป็นที่รัก ๑ เพื่อป้องกันอาสวะอันจะบังเกิด  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b2c19" >
		<para id="s1b2c19p">
			<remark  id="s1b2c19l1" />ในปัจจุบัน ๑ เพื่อกำจัดอาสวะอันจักบังเกิดในอนาคต ๑ เพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่  
			<remark  id="s1b2c19l2" />เลื่อมใส ๑ เพื่อความเลื่อมใสยิ่งของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว ๑ เพื่อความตั้งมั่นแห่งพระสัทธรรม ๑  
			<remark  id="s1b2c19l3" />เพื่อถือตามพระวินัย ๑  
			<remark  id="s1b2c19l4" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แลพวกเธอพึงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดงอย่างนี้ ว่าดังนี้:-  
			<remark  id="s1b2c19l5" />				พระบัญญัติ  
			<remark  id="s1b2c19l6" />	๒๒.๓. จีวรของภิกษุสำเร็จแล้ว กฐินเดาะเสียแล้ว อกาลจีวรเกิดขึ้นแก่  
			<remark  id="s1b2c19l7" />ภิกษุ ภิกษุหวังอยู่ก็พึงรับ ครั้นรับแล้ว พึงรีบให้ทำ ถ้าผ้านั้นมีไม่พอ เมื่อความ  
			<remark  id="s1b2c19l8" />หวังว่าจะได้มีอยู่ ภิกษุนั้นพึงเก็บจีวรนั้นไว้ได้เดือนหนึ่งเป็นอย่างยิ่ง เพื่อจีวรที่ยัง  
			<remark  id="s1b2c19l9" />บกพร่องจะได้พอกัน ถ้าเก็บไว้ยิ่งกว่ากำหนดนั้น แม้ความหวังว่าจะได้มีอยู่ ก็เป็น  
			<remark  id="s1b2c19l10" />นิสสัคคีย์ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.  
			<remark  id="s1b2c19l11" />			เรื่องภิกษุรูปหนึ่ง จบ.  
			<remark  id="s1b2c19l12" />				สิกขาบทวิภังค์  
			<remark  id="s1b2c19l13" />	[๓๔] บทว่า จีวรของภิกษุสำเร็จแล้ว ความว่า จีวรของภิกษุทำสำเร็จแล้วก็ดี  
			<remark  id="s1b2c19l14" />หายเสียก็ดี ฉิบหายเสียก็ดี ถูกไฟไหม้เสียก็ดี หมดหวังว่าจะได้ทำจีวรก็ดี.  
			<remark  id="s1b2c19l15" />	คำว่า กฐินเดาะเสียแล้ว คือเดาะเสียแล้วด้วยมาติกาอันใดอันหนึ่งในมาติกา ๘ หรือ  
			<remark  id="s1b2c19l16" />สงฆ์เดาะเสียในระหว่าง.  
			<remark  id="s1b2c19l17" />	ที่ชื่อว่า อกาลจีวร ได้แก่ผ้าที่เมื่อไม่ได้กรานกฐินเกิดได้ตลอด ๑๑ เดือน เมื่อได้  
			<remark  id="s1b2c19l18" />กรานกฐินแล้ว เกิดได้ตลอด ๗ เดือน แม้ผ้าที่เขาเจาะจงให้เป็นอกาลจีวรถวายในกาล นี่ก็  
			<remark  id="s1b2c19l19" />ชื่อว่าอกาลจีวร.  
			<remark  id="s1b2c19l20" />	บทว่า เกิดขึ้น คือ เกิดแต่สงฆ์ก็ตาม แต่คณะก็ตาม แต่ญาติก็ตาม แต่มิตรก็ตาม  
			<remark  id="s1b2c19l21" />แต่ที่บังสุกุลก็ตาม แต่ทรัพย์ของตนก็ตาม.  
			<remark  id="s1b2c19l22" />	[๓๕] บทว่า หวังอยู่ คือ เมื่อต้องการ ก็พึงรับไว้.  
			<remark  id="s1b2c19l23" />	คำว่า ครั้นรับแล้วพึงรีบให้ทำ คือ พึงให้ทำให้เสร็จใน ๑๐ วัน  
			<remark  id="s1b2c19l24" />	[๓๖] พากย์ว่า ถ้าผ้านั้นมีไม่พอ คือ จะทำไตรจีวรผืนใดผืนหนึ่งไม่เพียงพอ.  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b2c20" >
		<para id="s1b2c20p">
			<remark  id="s1b2c20l1" />	พากย์ว่า ภิกษุนั้นจึงเก็บจีวรนั้นไว้ได้เดือนหนึ่งเป็นอย่างยิ่ง คือ เก็บไว้ได้เดือน  
			<remark  id="s1b2c20l2" />หนึ่งเป็นอย่างนาน.  
			<remark  id="s1b2c20l3" />	คำว่า เพื่อจีวรที่ยังบกพร่องจะได้พอกัน คือ เพื่อประสงค์จะยังจีวรที่บกพร่องให้  
			<remark  id="s1b2c20l4" />บริบูรณ์.  
			<remark  id="s1b2c20l5" />	พากย์ว่า เพื่อความหวังว่าจะได้มีอยู่ คือ มีความหวังว่าจะได้มาแต่สงฆ์ก็ตาม แต่  
			<remark  id="s1b2c20l6" />คณะก็ตาม แต่ญาติก็ตาม แต่มิตรก็ตาม แต่ที่บังสุกุลก็ตาม แต่ทรัพย์ของตนก็ตาม.  
			<remark  id="s1b2c20l7" />				จีวรที่มีหวัง  
			<remark  id="s1b2c20l8" />	[๓๗] พากย์ว่า ถ้าเก็บไว้ยิ่งกว่ากำหนดนั้น แม้ความหวังว่าจะได้มีอยู่  
			<remark  id="s1b2c20l9" />อธิบายว่า จีวรเดิมเกิดขึ้นในวันนั้น จีวรที่หวังก็เกิดในวันนั้น พึงให้ทำให้เสร็จใน ๑๐ วัน  
			<remark  id="s1b2c20l10" />	จีวรเดิมเกิดได้ ๒  วัน จีวรที่หวังจึงเกิด พึงให้ทำให้เสร็จใน ๑๐  วัน.  
			<remark  id="s1b2c20l11" />	จีวรเดิมเกิดได้ ๓  วัน จีวรที่หวังจึงเกิด พึงให้ทำให้เสร็จใน ๑๐  วัน.  
			<remark  id="s1b2c20l12" />	จีวรเดิมเกิดได้ ๔  วัน จีวรที่หวังจึงเกิด พึงให้ทำให้เสร็จใน ๑๐  วัน.  
			<remark  id="s1b2c20l13" />	จีวรเดิมเกิดได้ ๕  วัน จีวรที่หวังจึงเกิด พึงให้ทำให้เสร็จใน ๑๐  วัน.  
			<remark  id="s1b2c20l14" />	จีวรเดิมเกิดได้ ๖  วัน จีวรที่หวังจึงเกิด พึงให้ทำให้เสร็จใน ๑๐  วัน.  
			<remark  id="s1b2c20l15" />	จีวรเดิมเกิดได้ ๗  วัน จีวรที่หวังจึงเกิด พึงให้ทำให้เสร็จใน ๑๐  วัน.  
			<remark  id="s1b2c20l16" />	จีวรเดิมเกิดได้ ๘  วัน จีวรที่หวังจึงเกิด พึงให้ทำให้เสร็จใน ๑๐  วัน.  
			<remark  id="s1b2c20l17" />	จีวรเดิมเกิดได้ ๙  วัน จีวรที่หวังจึงเกิด พึงให้ทำให้เสร็จใน ๑๐  วัน.  
			<remark  id="s1b2c20l18" />	จีวรเดิมเกิดได้ ๑๐ วัน จีวรที่หวังจึงเกิด พึงให้ทำให้เสร็จใน ๑๐  วัน.  
			<remark  id="s1b2c20l19" />	จีวรเดิมเกิดได้ ๑๑ วัน จีวรที่หวังจึงเกิด พึงให้ทำให้เสร็จใน ๑๐  วัน.  
			<remark  id="s1b2c20l20" />	จีวรเดิมเกิดได้ ๑๒ วัน จีวรที่หวังจึงเกิด พึงให้ทำให้เสร็จใน ๑๐  วัน.  
			<remark  id="s1b2c20l21" />	จีวรเดิมเกิดได้ ๑๓ วัน จีวรที่หวังจึงเกิด พึงให้ทำให้เสร็จใน ๑๐  วัน.  
			<remark  id="s1b2c20l22" />	จีวรเดิมเกิดได้ ๑๔ วัน จีวรที่หวังจึงเกิด พึงให้ทำให้เสร็จใน ๑๐  วัน.  
			<remark  id="s1b2c20l23" />	จีวรเดิมเกิดได้ ๑๕ วัน จีวรที่หวังจึงเกิด พึงให้ทำให้เสร็จใน ๑๐  วัน.  
			<remark  id="s1b2c20l24" />	จีวรเดิมเกิดได้ ๑๖ วัน จีวรที่หวังจึงเกิด พึงให้ทำให้เสร็จใน ๑๐  วัน.  
			<remark  id="s1b2c20l25" />	จีวรเดิมเกิดได้ ๑๗ วัน จีวรที่หวังจึงเกิด พึงให้ทำให้เสร็จใน ๑๐  วัน.  
			<remark  id="s1b2c20l26" />	จีวรเดิมเกิดได้ ๑๘ วัน จีวรที่หวังจึงเกิด พึงให้ทำให้เสร็จใน ๑๐  วัน.  
			<remark  id="s1b2c20l27" />	จีวรเดิมเกิดได้ ๑๙ วัน จีวรที่หวังจึงเกิด พึงให้ทำให้เสร็จใน ๑๐  วัน. 
		</para>
	</section>
	<section id="s1b2c21" >
		<para id="s1b2c21p">
			<remark  id="s1b2c21l1" />	จีวรเดิมเกิดได้ ๒๐ วัน จีวรที่หวังจึงเกิด พึงให้ทำให้เสร็จใน ๑๐  วัน.  
			<remark  id="s1b2c21l2" />	จีวรเดิมเกิดได้ ๒๑ วัน จีวรที่หวังจึงเกิด พึงให้ทำให้เสร็จใน  ๙  วัน.  
			<remark  id="s1b2c21l3" />	จีวรเดิมเกิดได้ ๒๒ วัน จีวรที่หวังจึงเกิด พึงให้ทำให้เสร็จใน  ๘  วัน.  
			<remark  id="s1b2c21l4" />	จีวรเดิมเกิดได้ ๒๓ วัน จีวรที่หวังจึงเกิด พึงให้ทำให้เสร็จใน  ๗  วัน.  
			<remark  id="s1b2c21l5" />	จีวรเดิมเกิดได้ ๒๔ วัน จีวรที่หวังจึงเกิด พึงให้ทำให้เสร็จใน  ๖  วัน.  
			<remark  id="s1b2c21l6" />	จีวรเดิมเกิดได้ ๒๕ วัน จีวรที่หวังจึงเกิด พึงให้ทำให้เสร็จใน  ๕  วัน.  
			<remark  id="s1b2c21l7" />	จีวรเดิมเกิดได้ ๒๖ วัน จีวรที่หวังจึงเกิด พึงให้ทำให้เสร็จใน  ๔  วัน.  
			<remark  id="s1b2c21l8" />	จีวรเดิมเกิดได้ ๒๗ วัน จีวรที่หวังจึงเกิด พึงให้ทำให้เสร็จใน  ๓  วัน.  
			<remark  id="s1b2c21l9" />	จีวรเดิมเกิดได้ ๒๘ วัน จีวรที่หวังจึงเกิด พึงให้ทำให้เสร็จใน  ๒  วัน.  
			<remark  id="s1b2c21l10" />	จีวรเดิมเกิดได้ ๒๙ วัน จีวรที่หวังจึงเกิด พึงให้ทำให้เสร็จใน  ๑  วัน.  
			<remark  id="s1b2c21l11" />	จีวรเดิมเกิดได้ ๓๐ วัน จีวรที่หวังจึงเกิด พึงอธิษฐาน พึงวิกัปไว้ พึงสละให้ผู้อื่นไป  
			<remark  id="s1b2c21l12" />ในวันนั้นแหละ. ถ้าไม่อธิษฐาน ไม่วิกัปไว้ หรือไม่สละให้ผู้อื่นไป เมื่ออรุณที่ ๓๑ ขึ้นมา  
			<remark  id="s1b2c21l13" />จีวรนั้นเป็นนิสสัคคีย์ คือ เป็นของจำต้องเสียสละแก่สงฆ์ คณะ หรือบุคคล.  
			<remark  id="s1b2c21l14" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แลภิกษุพึงเสียสละจีวรนั้น อย่างนี้;-  
			<remark  id="s1b2c21l15" />				วิธีเสียสละ  
			<remark  id="s1b2c21l16" />			เสียสละแก่สงฆ์  
			<remark  id="s1b2c21l17" />	ภิกษุรูปนั้นพึงเข้าไปหาสงฆ์ ห่มผ้าอุตราสงค์เฉวียงบ่า กราบเท้าภิกษุผู้แก่พรรษากว่า  
			<remark  id="s1b2c21l18" />นั่งกระโหย่ง ประนมมือ กล่าวอย่างนี้ว่า  
			<remark  id="s1b2c21l19" />	ท่านเจ้าข้า อกาลจีวรผืนนี้ของข้าพเจ้า ล่วงเดือนหนึ่ง เป็นของจำจะสละ  
			<remark  id="s1b2c21l20" />ข้าพเจ้าสละอกาลจีวรผืนนี้แก่สงฆ์.  
			<remark  id="s1b2c21l21" />	ครั้นสละแล้วพึงแสดงอาบัติ ภิกษุผู้ฉลาด ผู้สามารถ พึงรับอาบัติ พึงคืนจีวรที่  
			<remark  id="s1b2c21l22" />เสียสละให้ด้วยญัตติกรรมวาจา ว่าดังนี้:-  
			<remark  id="s1b2c21l23" />	ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า อกาลจีวรผืนนี้ของภิกษุมีชื่อนี้ เป็นของ  
			<remark  id="s1b2c21l24" />จำจะสละ เธอสละแล้วแก่สงฆ์ ถ้าความพร้อมพรั่งของสงฆ์ถึงที่แล้ว สงฆ์พึงให้  
			<remark  id="s1b2c21l25" />อกาลจีวรผืนนี้แก่ภิกษุมีชื่อนี้.  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b2c22" >
		<para id="s1b2c22p">
			<remark  id="s1b2c22l1" />			เสียสละแก่คณะ  
			<remark  id="s1b2c22l2" />	ภิกษุรูปนั้นพึงเข้าไปหาภิกษุหลายรูป ห่มผ้าอุตราสงค์เฉวียงบ่า กราบเท้าภิกษุผู้แก่พรรษา  
			<remark  id="s1b2c22l3" />กว่า นั่งกระโหย่ง ประนมมือ กล่าวอย่างนี้ว่า  
			<remark  id="s1b2c22l4" />	ท่านเจ้าข้า อกาลจีวรผืนนี้ของข้าพเจ้า ล่วงเดือนหนึ่ง เป็นของจำจะสละ  
			<remark  id="s1b2c22l5" />ข้าพเจ้าสละอกาลจีวรผืนนี้แก่ท่านทั้งหลาย.  
			<remark  id="s1b2c22l6" />	ครั้นสละแล้วพึงแสดงอาบัติ ภิกษุผู้ฉลาด ผู้สามารถ พึงรับอาบัติ พึงคืนจีวรที่  
			<remark  id="s1b2c22l7" />เสียสละให้ด้วยญัตติกรรมวาจา ว่าดังนี้:-  
			<remark  id="s1b2c22l8" />	ท่านทั้งหลาย ขอจงฟังข้าพเจ้า อกาลจีวรผืนนี้ของภิกษุมีชื่อนี้เป็นของจำจะ  
			<remark  id="s1b2c22l9" />สละ เธอสละแล้วแก่ท่านทั้งหลาย ถ้าความพร้อมพรั่งของท่านทั้งหลายถึงที่แล้ว  
			<remark  id="s1b2c22l10" />ท่านทั้งหลายพึงให้อกาลจีวรผืนนี้แก่ภิกษุมีชื่อนี้.  
			<remark  id="s1b2c22l11" />			เสียสละแก่บุคคล  
			<remark  id="s1b2c22l12" />	ภิกษุรูปนั้นพึงเข้าไปหาภิกษุรูปหนึ่ง ห่มผ้าอุตราสงค์เฉวียงบ่า นั่งกระโหย่ง ประนมมือ  
			<remark  id="s1b2c22l13" />กล่าวอย่างนี้ว่า  
			<remark  id="s1b2c22l14" />	ท่าน อกาลจีวรผืนนี้ของข้าพเจ้า ล่วงเดือนหนึ่ง เป็นของจำจะสละ ข้าพเจ้าสละ  
			<remark  id="s1b2c22l15" />อกาลจีวรผืนนี้แก่ท่าน.  
			<remark  id="s1b2c22l16" />	ครั้นสละแล้วพึงแสดงอาบัติ ภิกษุผู้รับเสียสละนั้น พึงรับอาบัติ พึงคืนจีวรที่เสียสละให้  
			<remark  id="s1b2c22l17" />ด้วยคำว่า ข้าพเจ้าให้อกาลจีวรผืนนี้แก่ท่าน ดังนี้.  
			<remark  id="s1b2c22l18" />	[๓๘] เมื่อจีวรเดิมเกิดขึ้นแล้ว จีวรที่หวังจึงเกิดขึ้น เนื้อผ้าไม่เหมือนกัน และราตรี  
			<remark  id="s1b2c22l19" />ยังเหลืออยู่ ภิกษุไม่ต้องการ ก็ไม่พึงให้ทำ.  
			<remark  id="s1b2c22l20" />				บทภาชนีย์  
			<remark  id="s1b2c22l21" />			นิสสัคคิยปาจิตตีย์  
			<remark  id="s1b2c22l22" />	[๓๙] จีวรล่วงเดือนหนึ่งแล้ว ภิกษุสำคัญว่าล่วงแล้ว เป็นนิสสัคคีย์ ต้องอาบัติ  
			<remark  id="s1b2c22l23" />ปาจิตตีย์.  
			<remark  id="s1b2c22l24" />	จีวรล่วงเดือนหนึ่งแล้ว ภิกษุสงสัย เป็นนิสสัคคีย์ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.  
			<remark  id="s1b2c22l25" />	จีวรล่วงเดือนหนึ่งแล้ว ภิกษุสำคัญว่ายังไม่ล่วง เป็นนิสสัคคีย์ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.  
			<remark  id="s1b2c22l26" />	จีวรยังไม่ได้อธิษฐาน ภิกษุสำคัญว่าอธิษฐานแล้ว เป็นนิสสัคคีย์ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b2c23" >
		<para id="s1b2c23p">
			<remark  id="s1b2c23l1" />	จีวรยังไม่ได้วิกัป ภิกษุสำคัญว่าวิกัปแล้ว เป็นนิสสัคคีย์ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.  
			<remark  id="s1b2c23l2" />	จีวรยังไม่ได้สละให้ไป ภิกษุสำคัญว่าสละให้ไปแล้ว เป็นนิสสัคคีย์ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.  
			<remark  id="s1b2c23l3" />	จีวรยังไม่หาย ภิกษุสำคัญว่าหายแล้ว เป็นนิสสัคคีย์ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.  
			<remark  id="s1b2c23l4" />	จีวรยังไม่ฉิบหาย ภิกษุสำคัญว่าฉิบหายแล้ว เป็นนิสสัคคีย์ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.  
			<remark  id="s1b2c23l5" />	จีวรยังไม่ถูกไฟไหม้ ภิกษุสำคัญว่าถูกไฟไหม้แล้ว เป็นนิสสัคคีย์ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.  
			<remark  id="s1b2c23l6" />	จีวรยังไม่ถูกโจรชิงไป ภิกษุสำคัญว่าถูกโจรชิงไปแล้ว เป็นนิสสัคคีย์ ต้องอาบัติ  
			<remark  id="s1b2c23l7" />ปาจิตตีย์.  
			<remark  id="s1b2c23l8" />				ทุกกฏ  
			<remark  id="s1b2c23l9" />	[๔๐] จีวรเป็นนิสสัคคีย์ ภิกษุไม่เสียสละ บริโภค ต้องอาบัติทุกกฏ. จีวรยังไม่ล่วง  
			<remark  id="s1b2c23l10" />เดือนหนึ่ง ภิกษุสำคัญว่าล่วงแล้ว บริโภค ต้องอาบัติทุกกฏ จีวรยังไม่ล่วงเดือนหนึ่ง ภิกษุ  
			<remark  id="s1b2c23l11" />สงสัย บริโภค ต้องอาบัติทุกกฏ.  
			<remark  id="s1b2c23l12" />				ไม่ต้องอาบัติ  
			<remark  id="s1b2c23l13" />	จีวรยังไม่ล่วงเดือนหนึ่ง ภิกษุสำคัญว่ายังไม่ล่วง บริโภค ไม่ต้องอาบัติ.  
			<remark  id="s1b2c23l14" />				อนาปัตติวาร  
			<remark  id="s1b2c23l15" />	[๔๑] ในภายในหนึ่งเดือน ภิกษุอธิษฐาน ๑ ภิกษุวิกัปไว้ ๑ ภิกษุสละให้ไป ๑  
			<remark  id="s1b2c23l16" />จีวรหาย ๑ จีวรฉิบหาย ๑ จีวรถูกไฟไหม้ ๑ โจรชิงเอาไป ๑ ภิกษุถือวิสาสะ ๑ ภิกษุวิกลจริต ๑  
			<remark  id="s1b2c23l17" />ภิกษุอาทิกัมมิกะ ๑, ไม่ต้องอาบัติแล.  
			<remark  id="s1b2c23l18" />			จีวรวรรค สิกขาบทที่ ๓ จบ.  
			<remark  id="s1b2c23l19" />			___________  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b2c24" >
		<para id="s1b2c24p">
			<remark  id="s1b2c24l1" />			๑. จีวรวรรค สิกขาบทที่ ๔  
			<remark  id="s1b2c24l2" />			เรื่องพระอุทายี  
			<remark  id="s1b2c24l3" />	[๔๒] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของ  
			<remark  id="s1b2c24l4" />อนาถปิณฑิกคหบดี เขตพระนครสาวัตถี. ครั้งนั้น ปุราณาทุติยิกาของท่านพระอุทายี บวชอยู่  
			<remark  id="s1b2c24l5" />ในสำนักภิกษุณี นางมายังสำนักท่านพระอุทายีเสมอ แม้ท่านพระอุทายีก็ไปยังสำนักภิกษุณีนั้น  
			<remark  id="s1b2c24l6" />เสมอ และบางครั้งก็ฉันอาหารอยู่ในสำนักภิกษุณีนั้น. เช้าวันหนึ่ง ท่านพระอุทายีครอง  
			<remark  id="s1b2c24l7" />อันตรวาสกแล้วถือบาตรจีวรเข้าไปหาภิกษุณีนั้นถึงสำนัก ครั้นแล้วนั่งบนอาสนะ เปิดองค์กำเนิด  
			<remark  id="s1b2c24l8" />เบื้องหน้าภิกษุณีนั้น แม้ภิกษุณีนั้นก็นั่งบนอาสนะ เปิดองค์กำเนิดเบื้องหน้าท่านพระอุทายี  
			<remark  id="s1b2c24l9" />ท่านพระอุทายีมีความกำหนัด ได้เพ่งดูองค์กำเนิดของนาง อสุจิได้เคลื่อนจากองค์กำเนิดของ  
			<remark  id="s1b2c24l10" />ท่านพระอุทายี ท่านพระอุทายีได้พูดกะนางว่า ดูกรน้องหญิง เธอจงไปหาน้ำมา ฉันจะซักผ้า  
			<remark  id="s1b2c24l11" />อันตรวาสก  
			<remark  id="s1b2c24l12" />	นางบอกว่า ส่งมาเถิดเจ้าข้า ดิฉันเองจักซักถวาย. ครั้นแล้วนางได้ดูดอสุจินั้นของท่าน  
			<remark  id="s1b2c24l13" />ส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งได้สอดเข้าไปในองค์กำเนิด นางได้ตั้งครรภ์เพราะเหตุนั้นแล้ว.  
			<remark  id="s1b2c24l14" />	ภิกษุณีทั้งหลายได้พูดกันอย่างนี้ว่า ภิกษุณีรูปนี้มิใช่พรหมจารินี ภิกษุณีรูปนี้จึงมีครรภ์.  
			<remark  id="s1b2c24l15" />	นางพูดว่า แม่เจ้า ดิฉันมิใช่พรหมจารินีก็หาไม่ ครั้นแล้วนางได้แจ้งความนั้นแก่ภิกษุณี  
			<remark  id="s1b2c24l16" />ทั้งหลาย.  
			<remark  id="s1b2c24l17" />	ภิกษุณีทั้งหลาย พากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนท่านพระอุทายี จึงได้ให้  
			<remark  id="s1b2c24l18" />ภิกษุณีซักจีวรเก่าเล่า แล้วแจ้งความนั้นแก่ภิกษุทั้งหลาย.  
			<remark  id="s1b2c24l19" />	บรรดาภิกษุผู้มักน้อย สันโดษ มีความละอาย มีความรังเกียจ ผู้ใคร่ต่อสิกขา ต่างก็  
			<remark  id="s1b2c24l20" />เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนท่านพระอุทายีจึงได้ให้ภิกษุณีซักจีวรเก่าเล่า แล้วกราบทูล  
			<remark  id="s1b2c24l21" />เรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค.  
			<remark  id="s1b2c24l22" />			ประชุมสงฆ์ทรงสอบถาม  
			<remark  id="s1b2c24l23" />	ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งให้ประชุมภิกษุสงฆ์ ในเพราะเหตุเป็นเค้ามูลนั้น  
			<remark  id="s1b2c24l24" />ในเพราะเหตุแรกเกิดนั้น แล้วทรงสอบถามท่านพระอุทายีว่า ดูกรอุทายี ข่าวว่าเธอให้ภิกษุณี  
			<remark  id="s1b2c24l25" />ซักจีวรเก่า จริงหรือ?  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b2c25" >
		<para id="s1b2c25p">
			<remark  id="s1b2c25l1" />	ท่านพระอุทายีทูลรับว่า จริง พระพุทธเจ้าข้า.  
			<remark  id="s1b2c25l2" />	ภ. นางเป็นญาติของเธอ หรือมิใช่ญาติ?  
			<remark  id="s1b2c25l3" />	อุ. มิใช่ญาติ พระพุทธเจ้าข้า.  
			<remark  id="s1b2c25l4" />				ทรงติเตียน  
			<remark  id="s1b2c25l5" />	พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงติเตียนว่า ดูกรโมฆบุรุษ การกระทำของเธอนั่น ไม่เหมาะ  
			<remark  id="s1b2c25l6" />ไม่สม ไม่ควร ไม่ใช่กิจของสมณะ ใช้ไม่ได้ ไม่ควรทำ บุรุษที่มิใช่ญาติ ย่อมไม่รู้การกระทำ  
			<remark  id="s1b2c25l7" />อันสมควรหรือไม่สมควร การกระทำอันน่าเลื่อมใสหรือไม่น่าเลื่อมใสของสตรีที่มิใช่ญาติ เมื่อ  
			<remark  id="s1b2c25l8" />เป็นเช่นนั้น เธอยังให้ภิกษุณีผู้มิใช่ญาติซักจีวรเก่าได้ การกระทำของเธอนั่น ไม่เป็นไปเพื่อความ  
			<remark  id="s1b2c25l9" />เลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส หรือเพื่อความเลื่อมใสยิ่งของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว โดยที่แท้  
			<remark  id="s1b2c25l10" />การกระทำของเธอนั่น เป็นไปเพื่อความไม่เลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส และเพื่อความเป็น  
			<remark  id="s1b2c25l11" />อย่างอื่นของชนบางพวกที่เลื่อมใสแล้ว.  
			<remark  id="s1b2c25l12" />			ทรงบัญญัติสิกขาบท  
			<remark  id="s1b2c25l13" />	พระผู้มีพระภาคทรงติเตียนท่านพระอุทายี โดยอเนกปริยายดังนี้แล้ว ตรัสโทษแห่งความ  
			<remark  id="s1b2c25l14" />เป็นคนเลี้ยงยาก ความเป็นคนบำรุงยาก ความเป็นคนมักมาก ความเป็นคนไม่สันโดษ ความ  
			<remark  id="s1b2c25l15" />คลุกคลี ความเกียจคร้าน ตรัสคุณแห่งความเป็นคนเลี้ยงง่าย ความเป็นคนบำรุงง่าย ความ  
			<remark  id="s1b2c25l16" />มักน้อย ความสันโดษ ความขัดเกลา ความกำจัด อาการที่น่าเลื่อมใส การไม่สะสม การ  
			<remark  id="s1b2c25l17" />ปรารภความเพียร โดยอเนกปริยาย ทรงกระทำธรรมีกถาที่สมควรแก่เรื่องนั้น ที่เหมาะสมแก่  
			<remark  id="s1b2c25l18" />เรื่องนั้น แก่ภิกษุทั้งหลาย แล้วรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า  
			<remark  id="s1b2c25l19" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุนั้นแล เราจักบัญญัติสิกขาบทแก่ภิกษุทั้งหลาย อาศัยอำนาจ  
			<remark  id="s1b2c25l20" />ประโยชน์ ๑๐ ประการ คือ เพื่อความรับว่าดีแห่งสงฆ์ ๑ เพื่อความสำราญแห่งสงฆ์ ๑ เพื่อข่ม  
			<remark  id="s1b2c25l21" />บุคคลผู้เก้อยาก ๑ เพื่ออยู่สำราญแห่งภิกษุผู้มีศีลเป็นที่รัก ๑ เพื่อป้องกันอาสวะอันจะบังเกิดใน  
			<remark  id="s1b2c25l22" />ปัจจุบัน ๑ เพื่อกำจัดอาสวะอันจักบังเกิดในอนาคต ๑ เพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่  
			<remark  id="s1b2c25l23" />เลื่อมใส ๑ เพื่อความเลื่อมใสยิ่งของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว ๑ เพื่อความตั้งมั่นแห่งพระสัทธรรม ๑  
			<remark  id="s1b2c25l24" />เพื่อถือตามพระวินัย ๑  
			<remark  id="s1b2c25l25" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แลพวกเธอพึงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดงอย่างนี้ ว่าดังนี้:-  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b2c26" >
		<para id="s1b2c26p">
			<remark  id="s1b2c26l1" />				พระบัญญัติ  
			<remark  id="s1b2c26l2" />	๒๓.๔. อนึ่ง ภิกษุใด ยังภิกษุณีผู้มิใช่ญาติให้ซักก็ดี ให้ย้อมก็ดี ให้ทุบก็ดี  
			<remark  id="s1b2c26l3" />ซึ่งจีวรเก่า เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์.  
			<remark  id="s1b2c26l4" />			เรื่องพระอุทายี จบ.  
			<remark  id="s1b2c26l5" />				สิกขาบทวิภังค์  
			<remark  id="s1b2c26l6" />	[๔๓] บทว่า อนึ่ง ... ใด ความว่า ผู้ใด คือ ผู้เช่นใด มีการงานอย่างใด มีชาติอย่างใด  
			<remark  id="s1b2c26l7" />มีชื่ออย่างใด มีโคตรอย่างใด มีปกติอย่างใด มีธรรมเครื่องอยู่อย่างใด มีอารมณ์อย่างใด เป็น  
			<remark  id="s1b2c26l8" />เถระก็ตาม เป็นมัชฌิมะก็ตาม เป็นนวกะก็ตาม นี้พระผู้มีพระภาคตรัสว่า อนึ่ง ... ใด  
			<remark  id="s1b2c26l9" />	บทว่า ภิกษุ ความว่า ที่ชื่อว่า ภิกษุ เพราะอรรถว่า เป็นผู้ขอ ชื่อว่า ภิกษุ เพราะ  
			<remark  id="s1b2c26l10" />อรรถว่า ประพฤติภิกขาจริยวัตร ชื่อว่า ภิกษุ เพราะอรรถว่า ทรงผืนผ้าที่ถูกทำลายแล้ว ชื่อว่า  
			<remark  id="s1b2c26l11" />ภิกษุ โดยสมญา ชื่อว่า ภิกษุ โดยปฏิญญา ชื่อว่า ภิกษุ เพราะอรรถว่า เป็นเอหิภิกษุ  
			<remark  id="s1b2c26l12" />ชื่อว่า ภิกษุ เพราะอรรถว่า เป็นผู้อุปสมบทแล้วด้วยไตรสรณคมน์ ชื่อว่า ภิกษุ เพราะอรรถว่า  
			<remark  id="s1b2c26l13" />เป็นผู้เจริญ ชื่อว่า ภิกษุ เพราะอรรถว่า มีสารธรรม ชื่อว่า ภิกษุ เพราะอรรถว่า เป็นพระเสขะ  
			<remark  id="s1b2c26l14" />ชื่อว่า ภิกษุ เพราะอรรถว่า เป็นพระอเสขะ ชื่อว่า ภิกษุ เพราะอรรถว่า เป็นผู้อันสงฆ์พร้อม  
			<remark  id="s1b2c26l15" />เพรียงกันอุปสมบทให้ด้วยญัตติจตุตถกรรม อันไม่กำเริบ ควรแก่ฐานะ. บรรดาภิกษุเหล่านั้น  
			<remark  id="s1b2c26l16" />ภิกษุที่สงฆ์พร้อมเพรียงกันอุปสมบทให้ด้วยญัตติจตุตถกรรม อันไม่กำเริบ ควรแก่ฐานะ นี้ ชื่อว่า  
			<remark  id="s1b2c26l17" />ภิกษุ ที่ทรงประสงค์ในอรรถนี้.  
			<remark  id="s1b2c26l18" />	ที่ชื่อว่า ผู้มิใช่ญาติ คือ ไม่ใช่คนเนื่องถึงกัน ทางมารดาก็ดี ทางบิดาก็ดี ตลอด ๗  
			<remark  id="s1b2c26l19" />ชั่วอายุของบุรพชนก.  
			<remark  id="s1b2c26l20" />	ที่ชื่อว่า ภิกษุณี ได้แก่ สตรีผู้อุปสมบทแล้วในสงฆ์ ๒ ฝ่าย.  
			<remark  id="s1b2c26l21" />	ที่ชื่อว่า จีวรเก่า ได้แก่ ผ้าที่นุ่งแล้วหนหนึ่งก็ดี ห่มแล้วหนหนึ่งก็ดี.  
			<remark  id="s1b2c26l22" />	ภิกษุสั่งว่า จงซัก ต้องอาบัติทุกกฏ จีวรที่ภิกษุณีซักแล้วเป็นนิสสัคคีย์.  
			<remark  id="s1b2c26l23" />	ภิกษุสั่งว่า จงย้อม ต้องอาบัติทุกกฏ จีวรที่ภิกษุณีย้อมแล้วเป็นนิสสัคคีย์.  
			<remark  id="s1b2c26l24" />	ภิกษุสั่งว่า จงทุบ ต้องอาบัติทุกกฏ เมื่อภิกษุณีทุบด้วยมือก็ตาม ด้วยตะลุมพุกก็ตาม  
			<remark  id="s1b2c26l25" />เพียงทีเดียว จีวรนั้นเป็นนิสสัคคีย์ คือ เป็นของจำจะต้องเสียสละแก่สงฆ์ คณะ หรือบุคคล.  
			<remark  id="s1b2c26l26" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แลภิกษุพึงเสียสละจีวรนั้น อย่างนี้:-  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b2c27" >
		<para id="s1b2c27p">
			<remark  id="s1b2c27l1" />				วิธีเสียสละ  
			<remark  id="s1b2c27l2" />			เสียสละแก่สงฆ์  
			<remark  id="s1b2c27l3" />	ภิกษุรูปนั้นพึงเข้าไปหาสงฆ์ ห่มผ้าอุตราสงค์เฉวียงบ่า กราบเท้าภิกษุผู้แก่พรรษากว่า  
			<remark  id="s1b2c27l4" />นั่งกระโหย่ง ประนมมือ กล่าวอย่างนี้ว่า  
			<remark  id="s1b2c27l5" />	ท่านเจ้าข้า จีวรเก่าผืนนี้ของข้าพเจ้า ให้ภิกษุณีผู้มิใช่ญาติซักแล้ว เป็นของ  
			<remark  id="s1b2c27l6" />จำจะสละ ข้าพเจ้าสละจีวรผืนนี้แก่สงฆ์.  
			<remark  id="s1b2c27l7" />	ครั้นสละแล้วพึงแสดงอาบัติ ภิกษุผู้ฉลาด ผู้สามารถ พึงรับอาบัติ พึงคืนจีวรที่เสีย  
			<remark  id="s1b2c27l8" />สละให้ด้วยญัตติกรรมวาจา ว่าดังนี้:-  
			<remark  id="s1b2c27l9" />	ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า จีวรผืนนี้ของภิกษุมีชื่อนี้ เป็นของจำจะ  
			<remark  id="s1b2c27l10" />สละ เธอสละแล้วแก่สงฆ์ ถ้าความพร้อมพรั่งของสงฆ์ถึงที่แล้ว สงฆ์พึงให้จีวรผืนนี้  
			<remark  id="s1b2c27l11" />แก่ภิกษุมีชื่อนี้.  
			<remark  id="s1b2c27l12" />			เสียสละแก่คณะ  
			<remark  id="s1b2c27l13" />	ภิกษุรูปนั้นพึงเข้าไปหาภิกษุหลายรูป ห่มผ้าอุตราสงค์เฉวียงบ่า กราบเท้าภิกษุผู้แก่  
			<remark  id="s1b2c27l14" />พรรษากว่า นั่งกระโหย่ง ประนมมือ กล่าวอย่างนี้ว่า  
			<remark  id="s1b2c27l15" />	ท่านเจ้าข้า จีวรเก่าผืนนี้ของข้าพเจ้า ให้ภิกษุณีผู้มิใช่ญาติซักแล้ว เป็นของ  
			<remark  id="s1b2c27l16" />จำจะสละ ข้าพเจ้าสละจีวรผืนนี้แก่ท่านทั้งหลาย.  
			<remark  id="s1b2c27l17" />	ครั้นสละแล้วพึงแสดงอาบัติ ภิกษุผู้ฉลาด ผู้สามารถ พึงรับอาบัติ พึงคืนจีวรที่เสีย  
			<remark  id="s1b2c27l18" />สละให้ด้วยญัตติกรรมวาจา ว่าดังนี้:-  
			<remark  id="s1b2c27l19" />	ท่านทั้งหลาย ขอจงฟังข้าพเจ้า จีวรผืนนี้ของภิกษุมีชื่อนี้ เป็นของจำจะสละ  
			<remark  id="s1b2c27l20" />เธอสละแล้วแก่ท่านทั้งหลาย ถ้าความพร้อมพรั่งของท่านทั้งหลายถึงที่แล้ว ท่าน  
			<remark  id="s1b2c27l21" />ทั้งหลายพึงให้จีวรผืนนี้แก่ภิกษุมีชื่อนี้.  
			<remark  id="s1b2c27l22" />			เสียสละแก่บุคคล  
			<remark  id="s1b2c27l23" />	ภิกษุรูปนั้นพึงเข้าไปหาภิกษุรูปหนึ่ง ห่มผ้าอุตราสงค์เฉวียงบ่า นั่งกระโหย่ง ประนมมือ  
			<remark  id="s1b2c27l24" />กล่าวอย่างนี้ว่า  
			<remark  id="s1b2c27l25" />	ท่าน จีวรเก่าผืนนี้ของข้าพเจ้า ให้ภิกษุณีผู้มิใช่ญาติซักแล้ว เป็นของจำจะ  
			<remark  id="s1b2c27l26" />สละ ข้าพเจ้าสละจีวรผืนนี้แก่ท่าน.  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b2c28" >
		<para id="s1b2c28p">
			<remark  id="s1b2c28l1" />	ครั้นสละแล้วพึงแสดงอาบัติ ภิกษุผู้รับเสียสละนั้น พึงรับอาบัติ พึงคืนจีวรที่เสียสละ  
			<remark  id="s1b2c28l2" />ให้ด้วยคำว่า ข้าพเจ้าให้จีวรผืนนี้แก่ท่าน ดังนี้.  
			<remark  id="s1b2c28l3" />				บทภาชนีย์  
			<remark  id="s1b2c28l4" />			สำคัญว่ามิใช่ญาติ จตุกกะ ๑  
			<remark  id="s1b2c28l5" />	[๔๔] ภิกษุณีผู้มิใช่ญาติ ภิกษุสำคัญว่ามิใช่ญาติ ให้ซักซึ่งจีวรเก่า เป็นนิสสัคคีย์  
			<remark  id="s1b2c28l6" />ต้องอาบัติปาจิตตีย์.  
			<remark  id="s1b2c28l7" />	ภิกษุณีผู้มิใช่ญาติ ภิกษุสำคัญว่ามิใช่ญาติ ให้ซัก ให้ย้อม ซึ่งจีวรเก่า ต้องอาบัติทุกกฏ  
			<remark  id="s1b2c28l8" />กับนิสสัคคีย์.  
			<remark  id="s1b2c28l9" />	ภิกษุณีผู้มิใช่ญาติ ภิกษุสำคัญว่ามิใช่ญาติ ให้ซัก ให้ทุบ ซึ่งจีวรเก่า ต้องอาบัติทุกกฏ  
			<remark  id="s1b2c28l10" />กับนิสสัคคีย์.  
			<remark  id="s1b2c28l11" />	ภิกษุณีผู้มิใช่ญาติ ภิกษุสำคัญว่ามิใช่ญาติ ให้ซัก ให้ย้อม ให้ทุบ ซึ่งจีวรเก่า ต้อง  
			<remark  id="s1b2c28l12" />อาบัติทุกกฏ ๒ ตัว กับนิสสัคคีย์.  
			<remark  id="s1b2c28l13" />			สำคัญว่ามิใช่ญาติ จตุกกะ ๒  
			<remark  id="s1b2c28l14" />	ภิกษุณีผู้มิใช่ญาติ ภิกษุสำคัญว่ามิใช่ญาติ ให้ย้อมซึ่งจีวรเก่า เป็นนิสสัคคีย์ ต้องอาบัติ  
			<remark  id="s1b2c28l15" />ปาจิตตีย์.  
			<remark  id="s1b2c28l16" />	ภิกษุณีผู้มิใช่ญาติ ภิกษุสำคัญว่ามิใช่ญาติ ให้ย้อม ให้ทุบ ซึ่งจีวรเก่า ต้องอาบัติทุกกฏ  
			<remark  id="s1b2c28l17" />กับนิสสัคคีย์.  
			<remark  id="s1b2c28l18" />	ภิกษุณีผู้มิใช่ญาติ ภิกษุสำคัญว่ามิใช่ญาติ ให้ย้อม ให้ซัก ซึ่งจีวรเก่า ต้องอาบัติทุกกฏ  
			<remark  id="s1b2c28l19" />กับนิสสัคคีย์.  
			<remark  id="s1b2c28l20" />	ภิกษุณีผู้มิใช่ญาติ ภิกษุสำคัญว่ามิใช่ญาติ ให้ย้อม ให้ทุบ ให้ซัก ซึ่งจีวรเก่า ต้อง  
			<remark  id="s1b2c28l21" />อาบัติทุกกฏ ๒ ตัว กับนิสสัคคีย์.  
			<remark  id="s1b2c28l22" />			สำคัญว่ามิใช่ญาติ จตุกกะ ๓  
			<remark  id="s1b2c28l23" />	ภิกษุณีผู้มิใช่ญาติ ภิกษุสำคัญว่ามิใช่ญาติ ให้ทุบซึ่งจีวรเก่า เป็นนิสสัคคีย์ ต้องอาบัติ  
			<remark  id="s1b2c28l24" />ปาจิตตีย์.  
			<remark  id="s1b2c28l25" />	ภิกษุณีผู้มิใช่ญาติ ภิกษุสำคัญว่ามิใช่ญาติ ให้ทุบ ให้ซัก ซึ่งจีวรเก่า ต้องอาบัติทุกกฏ  
			<remark  id="s1b2c28l26" />กับนิสสัคคีย์.  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b2c29" >
		<para id="s1b2c29p">
			<remark  id="s1b2c29l1" />	ภิกษุณีผู้มิใช่ญาติ ภิกษุสำคัญว่ามิใช่ญาติ ให้ทุบ ให้ย้อม ซึ่งจีวรเก่า ต้องอาบัติทุกกฏ  
			<remark  id="s1b2c29l2" />กับนิสสัคคีย์.  
			<remark  id="s1b2c29l3" />	ภิกษุณีผู้มิใช่ญาติ ภิกษุสำคัญว่ามิใช่ญาติ ให้ทุบ ให้ซัก ให้ย้อม ซึ่งจีวรเก่า ต้อง  
			<remark  id="s1b2c29l4" />อาบัติทุกกฏ ๒ ตัว กับนิสสัคคีย์.  
			<remark  id="s1b2c29l5" />			สงสัย จตุกกะ ๑  
			<remark  id="s1b2c29l6" />	ภิกษุณีผู้มิใช่ญาติ ภิกษุสงสัย ให้ซักซึ่งจีวรเก่า เป็นนิสสัคคีย์ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.  
			<remark  id="s1b2c29l7" />	ภิกษุณีผู้มิใช่ญาติ ภิกษุสงสัย ให้ซัก ให้ย้อม ซึ่งจีวรเก่า ต้องอาบัติทุกกฏ กับ  
			<remark  id="s1b2c29l8" />นิสสัคคีย์.  
			<remark  id="s1b2c29l9" />	ภิกษุณีผู้มิใช่ญาติ ภิกษุสงสัย ให้ซัก ให้ทุบ ซึ่งจีวรเก่า ต้องอาบัติทุกกฏ กับ  
			<remark  id="s1b2c29l10" />นิสสัคคีย์.  
			<remark  id="s1b2c29l11" />	ภิกษุณีผู้มิใช่ญาติ ภิกษุสงสัย ให้ซัก ให้ย้อม ให้ทุบ ซึ่งจีวรเก่า ต้องอาบัติทุกกฏ  
			<remark  id="s1b2c29l12" />๒ ตัว กับนิสสัคคีย์.  
			<remark  id="s1b2c29l13" />			สงสัย จตุกกะ ๒  
			<remark  id="s1b2c29l14" />	ภิกษุณีผู้มิใช่ญาติ ภิกษุสงสัย ให้ย้อมซึ่งจีวรเก่า เป็นนิสสัคคีย์ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.  
			<remark  id="s1b2c29l15" />	ภิกษุณีผู้มิใช่ญาติ ภิกษุสงสัย ให้ย้อม ให้ทุบ ซึ่งจีวรเก่า ต้องอาบัติทุกกฏ กับ  
			<remark  id="s1b2c29l16" />นิสสัคคีย์.  
			<remark  id="s1b2c29l17" />	ภิกษุณีผู้มิใช่ญาติ ภิกษุสงสัย ให้ย้อม ให้ซัก ซึ่งจีวรเก่า ต้องอาบัติทุกกฏ กับ  
			<remark  id="s1b2c29l18" />นิสสัคคีย์.  
			<remark  id="s1b2c29l19" />	ภิกษุณีผู้มิใช่ญาติ ภิกษุสงสัย ให้ย้อม ให้ทุบ ให้ซัก ซึ่งจีวรเก่า ต้องอาบัติทุกกฏ  
			<remark  id="s1b2c29l20" />๒ ตัว กับนิสสัคคีย์.  
			<remark  id="s1b2c29l21" />			สงสัย จตุกกะ ๓  
			<remark  id="s1b2c29l22" />	ภิกษุณีผู้มิใช่ญาติ ภิกษุสงสัย ให้ทุบซึ่งจีวรเก่า เป็นนิสสัคคีย์ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.  
			<remark  id="s1b2c29l23" />	ภิกษุณีผู้มิใช่ญาติ ภิกษุสงสัย ให้ทุบ ให้ซัก ซึ่งจีวรเก่า ต้องอาบัติทุกกฏ กับ  
			<remark  id="s1b2c29l24" />นิสสัคคีย์.  
			<remark  id="s1b2c29l25" />	ภิกษุณีผู้มิใช่ญาติ ภิกษุสงสัย ให้ทุบ ให้ย้อม ซึ่งจีวรเก่า ต้องอาบัติทุกกฏ กับ  
			<remark  id="s1b2c29l26" />นิสสัคคีย์.  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b2c30" >
		<para id="s1b2c30p">
			<remark  id="s1b2c30l1" />	ภิกษุณีผู้มิใช่ญาติ ภิกษุสงสัย ให้ทุบ ให้ซัก ให้ย้อม ซึ่งจีวรเก่า ต้องอาบัติทุกกฏ  
			<remark  id="s1b2c30l2" />๒ ตัว กับนิสสัคคีย์.  
			<remark  id="s1b2c30l3" />			สำคัญว่าเป็นญาติ จตุกกะ ๑  
			<remark  id="s1b2c30l4" />	ภิกษุณีผู้มิใช่ญาติ ภิกษุสำคัญว่าเป็นญาติ ให้ซักซึ่งจีวรเก่า เป็นนิสสัคคีย์ ต้องอาบัติ  
			<remark  id="s1b2c30l5" />ปาจิตตีย์.  
			<remark  id="s1b2c30l6" />	ภิกษุณีผู้มิใช่ญาติ ภิกษุสำคัญว่าเป็นญาติ ให้ซัก ให้ย้อม ซึ่งจีวรเก่า ต้องอาบัติทุกกฏ  
			<remark  id="s1b2c30l7" />กับนิสสัคคีย์.  
			<remark  id="s1b2c30l8" />	ภิกษุณีผู้มิใช่ญาติ ภิกษุสำคัญว่าเป็นญาติ ให้ซัก ให้ทุบ ซึ่งจีวรเก่า ต้องอาบัติทุกกฏ  
			<remark  id="s1b2c30l9" />กับนิสสัคคีย์.  
			<remark  id="s1b2c30l10" />	ภิกษุณีผู้มิใช่ญาติ ภิกษุสำคัญว่าเป็นญาติ ให้ซัก ให้ย้อม ให้ทุบ ซึ่งจีวรเก่า ต้อง  
			<remark  id="s1b2c30l11" />อาบัติทุกกฏ ๒ ตัว กับนิสสัคคีย์.  
			<remark  id="s1b2c30l12" />			สำคัญว่าเป็นญาติ จตุกกะ ๒  
			<remark  id="s1b2c30l13" />	ภิกษุณีผู้มิใช่ญาติ ภิกษุสำคัญว่าเป็นญาติ ให้ย้อมซึ่งจีวรเก่า เป็นนิสสัคคีย์ ต้องอาบัติ  
			<remark  id="s1b2c30l14" />ปาจิตตีย์.  
			<remark  id="s1b2c30l15" />	ภิกษุณีผู้มิใช่ญาติ ภิกษุสำคัญว่าเป็นญาติ ให้ย้อม ให้ทุบ ซึ่งจีวรเก่า ต้องอาบัติทุกกฏ  
			<remark  id="s1b2c30l16" />กับนิสสัคคีย์.  
			<remark  id="s1b2c30l17" />	ภิกษุณีผู้มิใช่ญาติ ภิกษุสำคัญว่าเป็นญาติ ให้ย้อม ให้ซัก ซึ่งจีวรเก่า ต้องอาบัติทุกกฏ  
			<remark  id="s1b2c30l18" />กับนิสสัคคีย์.  
			<remark  id="s1b2c30l19" />	ภิกษุณีผู้มิใช่ญาติ ภิกษุสำคัญว่าเป็นญาติ ให้ย้อม ให้ทุบ ให้ซัก ซึ่งจีวรเก่า ต้อง  
			<remark  id="s1b2c30l20" />อาบัติทุกกฏ ๒ ตัว กับนิสสัคคีย์.  
			<remark  id="s1b2c30l21" />			สำคัญว่าเป็นญาติ จตุกกะ ๓  
			<remark  id="s1b2c30l22" />	ภิกษุณีผู้มิใช่ญาติ ภิกษุสำคัญว่าเป็นญาติ ให้ทุบซึ่งจีวรเก่า เป็นนิสสัคคีย์ ต้องอาบัติ  
			<remark  id="s1b2c30l23" />ปาจิตตีย์.  
			<remark  id="s1b2c30l24" />	ภิกษุณีผู้มิใช่ญาติ ภิกษุสำคัญว่าเป็นญาติ ให้ทุบ ให้ซัก ซึ่งจีวรเก่า ต้องอาบัติทุกกฏ  
			<remark  id="s1b2c30l25" />กับนิสสัคคีย์.  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b2c31" >
		<para id="s1b2c31p">
			<remark  id="s1b2c31l1" />	ภิกษุณีผู้มิใช่ญาติ ภิกษุสำคัญว่าเป็นญาติ ให้ทุบ ให้ย้อม ซึ่งจีวรเก่า ต้องอาบัติทุกกฏ  
			<remark  id="s1b2c31l2" />กับนิสสัคคีย์.  
			<remark  id="s1b2c31l3" />	ภิกษุณีผู้มิใช่ญาติ ภิกษุสำคัญว่าเป็นญาติ ให้ทุบ ให้ซัก ให้ย้อม ซึ่งจีวรเก่า ต้อง  
			<remark  id="s1b2c31l4" />อาบัติทุกกฏ ๒ ตัว กับนิสสัคคีย์.  
			<remark  id="s1b2c31l5" />				ทุกกฏ  
			<remark  id="s1b2c31l6" />	ภิกษุใช้ภิกษุณีให้ซักจีวรเก่าของภิกษุอื่น ต้องอาบัติทุกกฏ.  
			<remark  id="s1b2c31l7" />	ภิกษุใช้ภิกษุณีให้ซักผ้าปูนั่ง ผ้าปูนอน ต้องอาบัติทุกกฏ.  
			<remark  id="s1b2c31l8" />	ภิกษุใช้ภิกษุณีผู้อุปสมบทในสงฆ์ฝ่ายเดียวให้ซัก ต้องอาบัติทุกกฏ.  
			<remark  id="s1b2c31l9" />	ภิกษุณีผู้เป็นญาติ ภิกษุสำคัญว่ามิใช่ญาติ ... ต้องอาบัติทุกกฏ.  
			<remark  id="s1b2c31l10" />	ภิกษุณีผู้เป็นญาติ ภิกษุสงสัย ... ต้องอาบัติทุกกฏ.  
			<remark  id="s1b2c31l11" />				ไม่ต้องอาบัติ  
			<remark  id="s1b2c31l12" />	ภิกษุณีผู้เป็นญาติ ภิกษุสำคัญว่าเป็นญาติ ... ไม่ต้องอาบัติ.  
			<remark  id="s1b2c31l13" />				อนาปัตติวาร  
			<remark  id="s1b2c31l14" />	[๔๕] ภิกษุณีผู้เป็นญาติซักให้เอง ๑ ภิกษุณีผู้มิใช่ญาติเป็นผู้ช่วยเหลือ ๑ ภิกษุไม่ได้  
			<remark  id="s1b2c31l15" />บอกใช้ ภิกษุณีผู้มิใช่ญาติซักให้เอง ๑ ภิกษุใช้ให้ซักจีวรที่ยังไม่ได้บริโภค ๑ ภิกษุใช้ให้ซัก  
			<remark  id="s1b2c31l16" />บริขารอย่างอื่น ๑- เว้นจีวร ๑ ใช้สิกขมานาให้ซัก ๑ ใช้สามเณรีให้ซัก ๑ ภิกษุวิกลจริต ๑  
			<remark  id="s1b2c31l17" />ภิกษุอาทิกัมมิกะ ๑ ไม่ต้องอาบัติแล.  
			<remark  id="s1b2c31l18" />			จีวรวรรค สิกขาบทที่ ๔ จบ.  
			<remark  id="s1b2c31l19" />			___________  
			<remark  id="s1b2c31l20" />#๑. บริขารอย่างอื่น หมายผ้าถุงรองเท้า ผ้าถุงบาตรเป็นต้น  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b2c32" >
		<para id="s1b2c32p">
			<remark  id="s1b2c32l1" />			๑. จีวรวรรค สิกขาบทที่ ๕  
			<remark  id="s1b2c32l2" />			เรื่องภิกษุณีอุปปลวัณณา  
			<remark  id="s1b2c32l3" />	[๔๖] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระเวฬุวัน อันเป็นสถานที่  
			<remark  id="s1b2c32l4" />พระราชทานเหยื่อแก่กระแต เขตพระนครราชคฤห์. ครั้งนั้น ภิกษุณีอุปปลวัณณาอยู่ในพระนคร  
			<remark  id="s1b2c32l5" />สาวัตถี ครั้นเวลาเช้า นางครองอันตรวาสกแล้ว ถือบาตรจีวรเข้าไปบิณฑบาตยังพระนครสาวัตถี  
			<remark  id="s1b2c32l6" />กลับจากบิณฑบาตในเวลาหลังอาหารแล้ว เดินเข้าไปทางป่าอันธวัน เพื่อพักผ่อนกลางวัน เข้าไป  
			<remark  id="s1b2c32l7" />ถึงป่าอันธวันแล้ว นั่งพักกลางวันที่โคนไม้แห่งหนึ่ง.  
			<remark  id="s1b2c32l8" />	สมัยนั้น พวกโจรทำโจรกรรม ฆ่าแม่โคแล้วพากันถือเนื้อเข้าไปสู่ป่าอันธวัน. นายโจร  
			<remark  id="s1b2c32l9" />แลเห็นภิกษุณีอุปปลวัณณานั่งพักกลางวันอยู่ที่โคนไม้แห่งหนึ่ง ครั้นแล้วจึงดำริว่า ถ้าพวกโจร  
			<remark  id="s1b2c32l10" />ลูกน้องของเราพบเข้า จักเบียดเบียนภิกษุณีนี้ แล้วได้เลี่ยงไปทางอื่น. ครั้นเมื่อเนื้อสุกแล้ว  
			<remark  id="s1b2c32l11" />นายโจรนั้นได้เลือกเนื้อชิ้นที่ดีๆ เอาใบไม้ห่อแขวนไว้ที่ต้นไม้ใกล้ภิกษุณีอุปปลวัณณาแล้วกล่าวว่า  
			<remark  id="s1b2c32l12" />เนื้อห่อนี้เราให้แล้วจริงๆ ผู้ใดเป็นสมณะหรือพราหมณ์ได้เห็น จงถือเอาไปเถิด ดังนี้แล้ว  
			<remark  id="s1b2c32l13" />หลีกไป.  
			<remark  id="s1b2c32l14" />	ภิกษุณีอุปปลวัณณาออกจากสมาธิ ได้ยินนายโจรนั้นกล่าววาจานี้ จึงถือเอาเนื้อนั้นไปสู่  
			<remark  id="s1b2c32l15" />สำนัก. ครั้นราตรีนั้นผ่านไป นางทำเนื้อนั้นสำเร็จแล้ว ห่อด้วยผ้าอุตราสงค์ เหาะไปลงที่พระ-  
			<remark  id="s1b2c32l16" />เวฬุวัน.  
			<remark  id="s1b2c32l17" />	[๔๗] ก็โดยสมัยนั้นแล พระผู้มีพระภาคกำลังเสด็จเข้าไปบิณฑบาตยังหมู่บ้าน. ท่าน  
			<remark  id="s1b2c32l18" />พระอุทายีเหลืออยู่เฝ้าพระวิหาร. จึงภิกษุณีอุปปลวัณณาเข้าไปหาท่าน ครั้นแล้วถามว่า ท่านเจ้าข้า  
			<remark  id="s1b2c32l19" />พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่ไหน?  
			<remark  id="s1b2c32l20" />	ท่านพระอุทายีตอบว่า ดูกรน้องหญิง พระผู้มีพระภาคเสด็จเข้าไปบิณฑบาตยังหมู่บ้าน.  
			<remark  id="s1b2c32l21" />	อุป. โปรดถวายเนื้อนี้แด่พระผู้มีพระภาค เจ้าข้า.  
			<remark  id="s1b2c32l22" />	อุทายี. ดูกรน้องหญิง พระผู้มีพระภาคทรงอิ่มเอิบด้วยเนื้อของเธอ ถ้าเธอถวายผ้า  
			<remark  id="s1b2c32l23" />อันตรวาสกแก่อาตมา แม้อาตมาก็จะพึงอิ่มเอิบด้วยผ้าอันตรวาสกเหมือนเช่นนั้น.  
			<remark  id="s1b2c32l24" />	อุป. ท่านเจ้าข้า ความจริง พวกดิฉันชื่อว่ามาตุคาม มีลาภน้อย ทั้งผ้าผืนนี้ก็เป็นจีวร  
			<remark  id="s1b2c32l25" />ผืนสุดท้ายที่ครบ ๕ ของดิฉัน ดิฉันถวายไม่ได้.  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b2c33" >
		<para id="s1b2c33p">
			<remark  id="s1b2c33l1" />	อุทายี. ดูกรน้องหญิง เปรียบเหมือนบุรุษให้ช้างแล้ว ก็ควรสละสัปคับสำหรับช้างด้วย  
			<remark  id="s1b2c33l2" />ฉันใด เธอก็ฉันนั้นเหมือนกันแล ถวายเนื้อแด่พระผู้มีพระภาคแล้ว ก็จงสละผ้าอันตรวาสก  
			<remark  id="s1b2c33l3" />ถวายแก่อาตมา.  
			<remark  id="s1b2c33l4" />	ครั้นนางถูกท่านพระอุทายีแคะไค้ จึงได้ถวายผ้าอันตรวาสกแล้วกลับไปสู่สำนัก. ภิกษุณี  
			<remark  id="s1b2c33l5" />ทั้งหลายที่คอยรับบาตรจีวรของภิกษุณีอุปปลวัณณาได้ถามว่า แม่เจ้า ผ้าอันตรวาสกของคุณแม่  
			<remark  id="s1b2c33l6" />อยู่ที่ไหน? นางได้เล่าเรื่องนั้นแก่ภิกษุณีทั้งหลาย ภิกษุณีทั้งหลาย จึงพากันเพ่งโทษ ติเตียน  
			<remark  id="s1b2c33l7" />โพนทะนาว่า ไฉนพระคุณเจ้าอุทายีจึงได้รับจีวรจากมือภิกษุณีเล่า เพราะมาตุคามมีลาภน้อย  
			<remark  id="s1b2c33l8" />ครั้นแล้วภิกษุณีเหล่านั้นได้แจ้งเรื่องนั้นแก่ภิกษุทั้งหลาย.  
			<remark  id="s1b2c33l9" />	บรรดาภิกษุผู้มักน้อย สันโดษ มีความละอาย มีความรังเกียจ ผู้ใคร่ต่อสิกขา ต่างก็  
			<remark  id="s1b2c33l10" />เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนท่านพระอุทายีจึงได้รับจีวรจากมือภิกษุณีเล่า แล้วกราบ  
			<remark  id="s1b2c33l11" />ทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค.  
			<remark  id="s1b2c33l12" />			ประชุมสงฆ์ทรงสอบถาม  
			<remark  id="s1b2c33l13" />	ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งให้ประชุมภิกษุสงฆ์ ในเพราะเหตุเป็นเค้ามูลนั้น  
			<remark  id="s1b2c33l14" />ในเพราะเหตุแรกเกิดนั้น แล้วทรงสอบถามท่านพระอุทายีว่า ดูกรอุทายี ข่าวว่าเธอรับจีวรจากมือ  
			<remark  id="s1b2c33l15" />ภิกษุณี จริงหรือ?  
			<remark  id="s1b2c33l16" />	ท่านพระอุทายีทูลรับว่า จริง พระพุทธเจ้าข้า.  
			<remark  id="s1b2c33l17" />	ภ. ดูกรอุทายี นางเป็นญาติของเธอ หรือมิใช่ญาติ?  
			<remark  id="s1b2c33l18" />	อุ. มิใช่ญาติ พระพุทธเจ้าข้า.  
			<remark  id="s1b2c33l19" />				ทรงติเตียน  
			<remark  id="s1b2c33l20" />	พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงติเตียนว่า ดูกรโมฆบุรุษ การกระทำของเธอนั่น ไม่เหมาะ  
			<remark  id="s1b2c33l21" />ไม่สม ไม่ใช่กิจของสมณะ ใช้ไม่ได้ ไม่ควรทำ บุรุษที่มิใช่ญาติ ย่อมไม่รู้การกระทำอันสมควร  
			<remark  id="s1b2c33l22" />หรือไม่สมควร ของที่มีอยู่หรือไม่มีของสตรีที่มิใช่ญาติ เมื่อเป็นเช่นนั้น เธอยังรับจีวรจากมือ  
			<remark  id="s1b2c33l23" />ภิกษุณีผู้มิใช่ญาติได้ การกระทำของเธอนั่น ไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส  
			<remark  id="s1b2c33l24" />หรือเพื่อความเลื่อมใสยิ่งของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว โดยที่แท้ การกระทำของเธอนั่น เป็นไป  
			<remark  id="s1b2c33l25" />เพื่อความไม่เลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส และเพื่อความเป็นอย่างอื่นของชนบางพวกที่  
			<remark  id="s1b2c33l26" />เลื่อมใสแล้ว. 
		</para>
	</section>
	<section id="s1b2c34" >
		<para id="s1b2c34p">
			<remark  id="s1b2c34l1" />			ทรงบัญญัติสิกขาบท  
			<remark  id="s1b2c34l2" />	พระผู้มีพระภาคทรงติเตียนท่านพระอุทายี โดยอเนกปริยายดั่งนี้แล้ว ตรัสโทษแห่งความ  
			<remark  id="s1b2c34l3" />เป็นคนเลี้ยงยาก ความเป็นคนบำรุงยาก ความเป็นคนมักมาก ความเป็นคนไม่สันโดษ ความ  
			<remark  id="s1b2c34l4" />คลุกคลี ความเกียจคร้าน ตรัสคุณแห่งความเป็นคนเลี้ยงง่าย ความเป็นคนบำรุงง่าย ความมักน้อย  
			<remark  id="s1b2c34l5" />ความสันโดษ ความขัดเกลา ความกำจัด อาการที่น่าเลื่อมใส การไม่สะสม การปรารภ-  
			<remark  id="s1b2c34l6" />ความเพียร โดยอเนกปริยาย ทรงกระทำธรรมีกถาที่สมควรแก่เรื่องนั้น ที่เหมาะสมแก่เรื่องนั้น  
			<remark  id="s1b2c34l7" />แก่ภิกษุทั้งหลาย แล้วรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า  
			<remark  id="s1b2c34l8" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุนั้นแล เราจักบัญญัติสิกขาบทแก่ภิกษุทั้งหลาย อาศัย  
			<remark  id="s1b2c34l9" />อำนาจประโยชน์ ๑๐ ประการ คือ เพื่อความรับว่าดีแห่งสงฆ์ ๑ เพื่อความสำราญแห่งสงฆ์ ๑  
			<remark  id="s1b2c34l10" />เพื่อข่มบุคคลผู้เก้อยาก ๑ เพื่ออยู่สำราญแห่งภิกษุผู้มีศีลเป็นที่รัก ๑ เพื่อป้องกันอาสวะอันจะ  
			<remark  id="s1b2c34l11" />บังเกิดในปัจจุบัน ๑ เพื่อกำจัดอาสวะอันจักบังเกิดในอนาคต ๑ เพื่อความเลื่อมใสของชุมชน  
			<remark  id="s1b2c34l12" />ที่ยังไม่เลื่อมใส ๑ เพื่อความเลื่อมใสยิ่งของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว ๑ เพื่อความตั้งมั่นแห่ง  
			<remark  id="s1b2c34l13" />พระสัทธรรม ๑ เพื่อถือตามพระวินัย ๑  
			<remark  id="s1b2c34l14" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แลพวกเธอพึงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดงอย่างนี้ ว่าดังนี้:-  
			<remark  id="s1b2c34l15" />				พระบัญญัติ  
			<remark  id="s1b2c34l16" />	๓๔. ๕. อนึ่ง ภิกษุใดรับจีวรจากมือภิกษุณีผู้มิใช่ญาติ เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์.  
			<remark  id="s1b2c34l17" />	ก็สิกขาบทนี้ ย่อมเป็นอันพระผู้มีพระภาคทรงบัญญัติแล้วแก่ภิกษุทั้งหลาย ด้วยประการ  
			<remark  id="s1b2c34l18" />ฉะนี้.  
			<remark  id="s1b2c34l19" />			เรื่องภิกษุณีอุปปลวัณณา จบ.  
			<remark  id="s1b2c34l20" />				พระอนุบัญญัติ  
			<remark  id="s1b2c34l21" />			เรื่องแลกเปลี่ยน  
			<remark  id="s1b2c34l22" />	[๔๘] ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุทั้งหลายตั้งรังเกียจ ไม่รับจีวรแลกเปลี่ยนของภิกษุณี  
			<remark  id="s1b2c34l23" />ทั้งหลาย ภิกษุณีทั้งหลาย จึงเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนพระคุณเจ้าทั้งหลาย จึงไม่รับจีวร  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b2c35" >
		<para id="s1b2c35p">
			<remark  id="s1b2c35l1" />แลกเปลี่ยนของพวกเรา ภิกษุทั้งหลายได้ยินภิกษุณีเหล่านั้น เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาอยู่  
			<remark  id="s1b2c35l2" />จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค.  
			<remark  id="s1b2c35l3" />			ทรงอนุญาตให้รับจีวรแลกเปลี่ยน  
			<remark  id="s1b2c35l4" />	ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงกระทำธรรมีกถา ในเพราะเหตุเป็นเค้ามูลนั้น ในเพราะเหตุ  
			<remark  id="s1b2c35l5" />แรกเกิดนั้น แล้วรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้รับจีวร  
			<remark  id="s1b2c35l6" />แลกเปลี่ยนกันของสหธรรมิกทั้ง ๕ คือ ภิกษุ ภิกษุณี สิกขมานา สามเณร สามเณรี  
			<remark  id="s1b2c35l7" />เราอนุญาตให้รับจีวรแลกเปลี่ยนกันของสหธรรมิกทั้ง ๕ นี้.  
			<remark  id="s1b2c35l8" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง พวกเธอพึงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดงอย่างนี้ ว่าดังนี้:-  
			<remark  id="s1b2c35l9" />				พระอนุบัญญัติ  
			<remark  id="s1b2c35l10" />	๓๔.๕. ก. อนึ่ง ภิกษุใดรับจีวรจากมือภิกษุณีผู้มิใช่ญาติ เว้นไว้แต่ของ  
			<remark  id="s1b2c35l11" />แลกเปลี่ยน เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์.  
			<remark  id="s1b2c35l12" />			เรื่องแลกเปลี่ยน จบ.  
			<remark  id="s1b2c35l13" />				สิกขาบทวิภังค์  
			<remark  id="s1b2c35l14" />	[๔๙] บทว่า อนึ่ง ... ใด ความว่า ผู้ใด คือผู้เช่นใด มีการงานอย่างใด มีชาติ  
			<remark  id="s1b2c35l15" />อย่างใด มีชื่ออย่างใด มีโคตรอย่างใด มีปกติอย่างใด มีธรรมเครื่องอยู่อย่างใด มีอารมณ์  
			<remark  id="s1b2c35l16" />อย่างใด เป็นเถระก็ตาม เป็นมัชฌิมะก็ตาม เป็นนวกะก็ตาม นี้พระผู้มีพระภาคตรัสว่า  
			<remark  id="s1b2c35l17" />อนึ่ง ... ใด.  
			<remark  id="s1b2c35l18" />	บทว่า ภิกษุ ความว่า ที่ชื่อว่า ภิกษุ เพราะอรรถว่า เป็นผู้ขอ ชื่อว่า ภิกษุ  
			<remark  id="s1b2c35l19" />เพราะอรรถว่า ประพฤติภิกขาจริยวัตร ชื่อว่า ภิกษุ เพราะอรรถว่า ทรงผืนผ้าที่ถูกทำลายแล้ว  
			<remark  id="s1b2c35l20" />ชื่อว่า ภิกษุ โดยสมญา ชื่อว่า ภิกษุ โดยปริญญา ชื่อว่า ภิกษุ เพราะอรรถว่า เป็นเอหิภิกษุ  
			<remark  id="s1b2c35l21" />ชื่อว่า ภิกษุ เพราะอรรถว่า เป็นผู้อุปสมบท แล้วด้วยไตรสรณคมน์ ชื่อว่า ภิกษุ เพราะ  
			<remark  id="s1b2c35l22" />อรรถว่า เป็นผู้เจริญ ชื่อว่า ภิกษุ เพราะอรรถว่า มีสารธรรม ชื่อว่า ภิกษุ เพราะอรรถว่า  
			<remark  id="s1b2c35l23" />เป็นพระเสขะ ชื่อว่า ภิกษุ เพราะอรรถว่า เป็นพระอเสขะ ชื่อว่า ภิกษุ เพราะอรรถว่า  
			<remark  id="s1b2c35l24" />เป็นผู้อันสงฆ์พร้อมเพรียงกันอุปสมบทให้ด้วยญัตติจตุตถกรรม อันไม่กำเริบ ควรแก่ฐานะ 
		</para>
	</section>
	<section id="s1b2c36" >
		<para id="s1b2c36p">
			<remark  id="s1b2c36l1" />บรรดาภิกษุเหล่านั้น ภิกษุที่สงฆ์พร้อมเพรียงกันอุปสมบทให้ด้วยญัตติจตุตถกรรม อันไม่กำเริบ  
			<remark  id="s1b2c36l2" />ควรแก่ฐานะ นี้ ชื่อว่า ภิกษุ ที่ทรงประสงค์ในอรรถนี้.  
			<remark  id="s1b2c36l3" />	ที่ชื่อว่า ผู้มิใช่ญาติ คือไม่ใช่คนเนื่องถึงกัน ทางมารดาก็ดี ทางบิดาก็ดี ตลอด  
			<remark  id="s1b2c36l4" />๗ ชั่วอายุของบุรพชนก.  
			<remark  id="s1b2c36l5" />	ที่ชื่อว่า ภิกษุณี ได้แก่สตรีผู้อุปสมบทแล้วในสงฆ์ ๒ ฝ่าย.  
			<remark  id="s1b2c36l6" />	ที่ชื่อว่า จีวร ได้แก่จีวร ๖ ชนิด ชนิดใดชนิดหนึ่ง ซึ่งเข้าองค์กำหนดแห่งผ้าต้อง  
			<remark  id="s1b2c36l7" />วิกัปเป็นอย่างต่ำ.  
			<remark  id="s1b2c36l8" />	บทว่า เว้นไว้แต่ของแลกเปลี่ยน คือ ยกเสียแต่จีวรที่แลกเปลี่ยนกัน.  
			<remark  id="s1b2c36l9" />	ภิกษุรับ เป็นทุกกฏในประโยคที่รับ เป็นนิสสัคคีย์ด้วยได้จีวรมา ต้องเสียสละ  
			<remark  id="s1b2c36l10" />แก่สงฆ์ คณะ หรือบุคคล.  
			<remark  id="s1b2c36l11" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แลภิกษุพึงเสียสละจีวรนั้นอย่างนี้:-  
			<remark  id="s1b2c36l12" />				วิธีเสียสละ  
			<remark  id="s1b2c36l13" />			เสียสละแก่สงฆ์  
			<remark  id="s1b2c36l14" />	ภิกษุรูปนั้นพึงเข้าไปหาสงฆ์ ห่มผ้าอุตราสงค์เฉวียงบ่า กราบเท้าภิกษุผู้แก่พรรษากว่า  
			<remark  id="s1b2c36l15" />นั่งกระโหย่ง ประนมมือ กล่าวอย่างนี้ว่า:-  
			<remark  id="s1b2c36l16" />	ท่านเจ้าข้า จีวรผืนนี้ของข้าพเจ้า รับมาแล้วจากมือภิกษุณีผู้มิใช่ญาติ เว้น  
			<remark  id="s1b2c36l17" />แต่แลกเปลี่ยนกัน เป็นของจำจะสละ ข้าพเจ้าสละจีวรผืนนี้แก่สงฆ์.  
			<remark  id="s1b2c36l18" />	ครั้นสละแล้วพึงแสดงอาบัติ ภิกษุผู้ฉลาด ผู้สามารถ พึงรับอาบัติ พึงคืนจีวรที่เสียสละ  
			<remark  id="s1b2c36l19" />ให้ด้วยญัตติกรรมวาจา ว่าดังนี้:-  
			<remark  id="s1b2c36l20" />	ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า จีวรผืนนี้ของภิกษุมีชื่อนี้เป็นของจำจะสละ  
			<remark  id="s1b2c36l21" />เธอสละแล้วแก่สงฆ์ ถ้าความพร้อมพรั่งของสงฆ์ถึงที่แล้ว สงฆ์พึงให้จีวรผืนนี้แก่ภิกษุ  
			<remark  id="s1b2c36l22" />มีชื่อนี้.  
			<remark  id="s1b2c36l23" />			เสียสละแก่คณะ  
			<remark  id="s1b2c36l24" />	ภิกษุรูปนั้นพึงเข้าไปหาภิกษุหลายรูป ห่มผ้าอุตราสงค์เฉวียงบ่า กราบเท้าภิกษุผู้แก่พรรษา  
			<remark  id="s1b2c36l25" />กว่า นั่งกระโหย่ง ประนมมือ กล่าวอย่างนี้ว่า:-  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b2c37" >
		<para id="s1b2c37p">
			<remark  id="s1b2c37l1" />	ท่านเจ้าข้า จีวรผืนนี้ของข้าพเจ้า รับมาแล้วจากมือภิกษุณีผู้มิใช่ญาติ เว้นแต่  
			<remark  id="s1b2c37l2" />แลกเปลี่ยนกัน เป็นของจำจะสละ ข้าพเจ้าสละจีวรผืนนี้แก่ท่านทั้งหลาย.  
			<remark  id="s1b2c37l3" />	ครั้นสละแล้วพึงแสดงอาบัติ ภิกษุผู้ฉลาด ผู้สามารถ พึงรับอาบัติ พึงคืนจีวรที่  
			<remark  id="s1b2c37l4" />เสียสละให้ด้วยญัตติกรรมวาจา ว่าดังนี้:-  
			<remark  id="s1b2c37l5" />	ท่านทั้งหลาย ขอจงฟังข้าพเจ้า จีวรผืนนี้ของภิกษุมีชื่อนี้ เป็นของจำจะสละ  
			<remark  id="s1b2c37l6" />เธอสละแล้วแก่ท่านทั้งหลาย ถ้าความพร้อมพรั่งของท่านทั้งหลายถึงที่แล้ว ท่าน  
			<remark  id="s1b2c37l7" />ทั้งหลายพึงให้จีวรผืนนี้แก่ภิกษุมีชื่อนี้.  
			<remark  id="s1b2c37l8" />			เสียสละแก่บุคคล  
			<remark  id="s1b2c37l9" />	ภิกษุรูปนั้นพึงเข้าไปหาภิกษุรูปหนึ่ง ห่มผ้าอุตราสงค์เฉวียงบ่า นั่งกระโหย่ง ประนมมือ  
			<remark  id="s1b2c37l10" />กล่าวอย่างนี้ว่า:-  
			<remark  id="s1b2c37l11" />	ท่าน จีวรผืนนี้ของข้าพเจ้า รับมาแล้วจากมือภิกษุณีผู้มิใช่ญาติ เว้นแต่  
			<remark  id="s1b2c37l12" />แลกเปลี่ยนกัน เป็นของจำจะสละ ข้าพเจ้าสละจีวรผืนนี้แก่ท่าน.  
			<remark  id="s1b2c37l13" />	ครั้นสละแล้วพึงแสดงอาบัติ ภิกษุผู้รับเสียสละนั้น พึงรับอาบัติ พึงคืนจีวรที่เสียสละ  
			<remark  id="s1b2c37l14" />ให้ด้วยคำว่า ข้าพเจ้าให้จีวรผืนนี้แก่ท่าน ดังนี้.  
			<remark  id="s1b2c37l15" />				บทภาชนีย์  
			<remark  id="s1b2c37l16" />			ติกะนิสสัคคิยปาจิตตีย์  
			<remark  id="s1b2c37l17" />	[๕๐] ภิกษุณีผู้มิใช่ญาติ ภิกษุสำคัญว่ามิใช่ญาติ รับจีวรจากมือ เว้นแต่แลกเปลี่ยนกัน  
			<remark  id="s1b2c37l18" />เป็นนิสสัคคีย์ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.  
			<remark  id="s1b2c37l19" />	ภิกษุณีผู้มิใช่ญาติ ภิกษุสงสัย รับจีวรจากมือ เว้นแต่แลกเปลี่ยนกัน เป็นนิสสัคคีย์  
			<remark  id="s1b2c37l20" />ต้องอาบัติปาจิตตีย์.  
			<remark  id="s1b2c37l21" />	ภิกษุณีผู้มิใช่ญาติ ภิกษุสำคัญว่าเป็นญาติ รับจีวรจากมือ เว้นแต่แลกเปลี่ยนกัน เป็น  
			<remark  id="s1b2c37l22" />นิสสัคคีย์ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.  
			<remark  id="s1b2c37l23" />				ทุกกฏ  
			<remark  id="s1b2c37l24" />	[๕๑] ภิกษุรับจีวรจากมือภิกษุณีผู้อุปสมบทแต่สงฆ์ฝ่ายเดียว เว้นแต่แลกเปลี่ยนกัน  
			<remark  id="s1b2c37l25" />ต้องอาบัติทุกกฏ.  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b2c38" >
		<para id="s1b2c38p">
			<remark  id="s1b2c38l1" />	ภิกษุณีผู้เป็นญาติ ภิกษุสำคัญว่ามิใช่ญาติ รับจีวรจากมือ ต้องอาบัติทุกกฏ.  
			<remark  id="s1b2c38l2" />	ภิกษุณีผู้เป็นญาติ ภิกษุสงสัย รับจีวรจากมือ ต้องอาบัติทุกกฏ.  
			<remark  id="s1b2c38l3" />				ไม่ต้องอาบัติ  
			<remark  id="s1b2c38l4" />	ภิกษุณีผู้เป็นญาติ ภิกษุสำคัญว่าเป็นญาติ รับจีวรจากมือ ไม่ต้องอาบัติ.  
			<remark  id="s1b2c38l5" />				อนาปัตติวาร  
			<remark  id="s1b2c38l6" />	[๕๒] ภิกษุรับจีวรของภิกษุณีผู้เป็นญาติ ๑ แลกเปลี่ยนกัน คือแลกเปลี่ยนจีวรดีกับ  
			<remark  id="s1b2c38l7" />จีวรเลว หรือจีวรเลวกับจีวรดี ๑ ภิกษุถือวิสาสะ ๑ ภิกษุขอยืมไป ๑ ภิกษุรับบริขารอื่นนอก  
			<remark  id="s1b2c38l8" />จากจีวร ๑ ภิกษุรับจีวรของสิกขมานา ๑ ภิกษุรับจีวรของสามเณรี ๑ ภิกษุวิกลจริต ๑ ภิกษุ  
			<remark  id="s1b2c38l9" />อาทิกัมมิกะ ๑ ไม่ต้องอาบัติแล.  
			<remark  id="s1b2c38l10" />			จีวรวรรค สิกขาบทที่ ๕ จบ.  
			<remark  id="s1b2c38l11" />			___________ 
		</para>
	</section>
	<section id="s1b2c39" >
		<para id="s1b2c39p">
			<remark  id="s1b2c39l1" />			๑. จีวรวรรค สิกขาบทที่ ๖  
			<remark  id="s1b2c39l2" />			เรื่องพระอุปนันทศากยบุตร  
			<remark  id="s1b2c39l3" />	[๕๓] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของ  
			<remark  id="s1b2c39l4" />อนาถบิณฑิกคหบดี เขตพระนครสาวัตถี. ครั้งนั้น ท่านพระอุปนันทศากยบุตร เป็นผู้เชี่ยวชาญ  
			<remark  id="s1b2c39l5" />แสดงธรรมีกถา จึงเศรษฐีบุตรผู้หนึ่งเข้าไปหาพระอุปนันทศากยบุตร. ครั้นแล้วอภิวาทท่านพระ-  
			<remark  id="s1b2c39l6" />อุปนันทศากยบุตร แล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง. ท่านพระอุปนันทศากยบุตรได้ชี้แจงด้วย  
			<remark  id="s1b2c39l7" />ธรรมีกถาให้เศรษฐีบุตรสมาทาน อาจหาญ ร่าเริงแล้ว.  
			<remark  id="s1b2c39l8" />	เศรษฐีบุตรนั้น อันท่านพระอุปนันทศากยบุตรชี้แจงด้วยธรรมีกถา ให้สมาทาน  
			<remark  id="s1b2c39l9" />อาจหาญ ร่าเริงแล้ว ได้ปวารณาท่านพระอุปนันทศากยบุตรในทันใดนั้นแลอย่างนี้ว่า ท่านเจ้าข้า  
			<remark  id="s1b2c39l10" />ขอพระคุณเจ้าพึงบอกสิ่งที่ต้องประสงค์ คือ จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ เภสัชบริขารอันเป็น  
			<remark  id="s1b2c39l11" />ปัจจัยของภิกษุไข้ ซึ่งข้าพเจ้าสามารถจะจัดถวายแด่พระคุณเจ้าได้.  
			<remark  id="s1b2c39l12" />	ท่านพระอุปนันทศากยบุตร ได้กล่าวคำนี้กะเศรษฐีบุตรนั้นว่า ถ้าท่านประสงค์จะถวายแก่  
			<remark  id="s1b2c39l13" />อาตมา ก็จงถวายผ้าสาฎกผืนหนึ่งจากผ้าเหล่านี้.  
			<remark  id="s1b2c39l14" />	เศรษฐีบุตรได้กล่าวขอผัดว่า ท่านเจ้าข้า กระผมเป็นกุลบุตรจะเดินไปมีผ้าผืนเดียวดูกระไร  
			<remark  id="s1b2c39l15" />อยู่ โปรดรออยู่ชั่วเวลาที่กระผมกลับไปบ้าน กระผมไปถึงบ้านแล้ว จักจัดส่งผ้าสาฎกผืนหนึ่งจาก  
			<remark  id="s1b2c39l16" />ผ้าเหล่านี้ หรือผ้าที่ดีกว่านี้มาถวาย.  
			<remark  id="s1b2c39l17" />	แม้ครั้งที่สองแล ท่านพระอุปนันทศากยบุตรก็ได้กล่าวคำนี้กะเศรษฐีบุตรนั้นว่า ถ้าท่าน  
			<remark  id="s1b2c39l18" />ประสงค์จะถวายแก่อาตมา ก็จงถวายผ้าสาฎกผืนหนึ่งจากผ้าเหล่านี้.  
			<remark  id="s1b2c39l19" />	เศรษฐีบุตรได้กล่าวขอผัดว่า ท่านเจ้าข้า กระผมเป็นกุลบุตรจะเดินไปมีผ้าผืนเดียวดู  
			<remark  id="s1b2c39l20" />กระไรอยู่ โปรดรออยู่ชั่วเวลาที่กระผมกลับไปบ้าน กระผมไปถึงบ้านแล้ว จักจัดส่งผ้าสาฎก  
			<remark  id="s1b2c39l21" />ผืนหนึ่งจากผ้าเหล่านี้ หรือผ้าที่ดีกว่านี้มาถวาย.  
			<remark  id="s1b2c39l22" />	แม้ครั้งที่สามแล ท่านพระอุปนันทศากยบุตรก็ได้กล่าวคำนี้กะเศรษฐีบุตรนั้นว่า ถ้าท่าน  
			<remark  id="s1b2c39l23" />ประสงค์จะถวายแก่อาตมา ก็จงถวายผ้าสาฎกผืนหนึ่งจากผ้าเหล่านี้.  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b2c40" >
		<para id="s1b2c40p">
			<remark  id="s1b2c40l1" />	เศรษฐีบุตรได้กล่าวขอผัดว่า ท่านเจ้าข้า กระผมเป็นกุลบุตรจะเดินไปมีผ้าผืนเดียว  
			<remark  id="s1b2c40l2" />ดูกระไรอยู่ โปรดรออยู่ชั่วเวลาที่กระผมกลับไปบ้าน กระผมกลับไปถึงบ้านแล้ว จักจัดส่งผ้า  
			<remark  id="s1b2c40l3" />สาฎกผืนหนึ่งจากผ้าเหล่านี้ หรือผ้าที่ดีกว่านี้มาถวาย.  
			<remark  id="s1b2c40l4" />	ท่านพระอุปนันทศากยบุตรกล่าวพ้อว่า ท่านไม่ประสงค์จะถวายก็จะปวารณาทำไม ท่าน  
			<remark  id="s1b2c40l5" />ปวารณาแล้วไม่ถวาย จะมีประโยชน์อะไร  
			<remark  id="s1b2c40l6" />	ครั้นเศรษฐีบุตรนั้นถูกท่านพระอุปนันทศากยบุตรแคะได้ จึงได้ถวายผ้าสาฎกผืนหนึ่งแล้ว  
			<remark  id="s1b2c40l7" />กลับไป. ชาวบ้านพบเศรษฐีบุตรนั้นแล้วถามว่า นาย ทำไมท่านจึงมีผ้าผืนเดียวเดินกลับมา?  
			<remark  id="s1b2c40l8" />จึงเศรษฐีบุตรได้เล่าเรื่องนั้นแก่ชาวบ้านเหล่านั้น. ชาวบ้านจึงเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า  
			<remark  id="s1b2c40l9" />พระสมณะเชื้อสายพระศากยบุตรเหล่านี้ มักมาก ไม่สันโดษ จะปฏิบัติให้ถูกต้องตามที่เขาขอผัด  
			<remark  id="s1b2c40l10" />โดยธรรมสักหน่อยก็ไม่ได้ เมื่อเศรษฐีบุตรกระทำการขอผัดโดยธรรม ไฉนจึงได้ถือเอาผ้าสาฎก  
			<remark  id="s1b2c40l11" />ไปเล่า.  
			<remark  id="s1b2c40l12" />	ภิกษุทั้งหลายได้ยินชาวบ้านเหล่านั้น เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาอยู่ บรรดาภิกษุที่เป็น  
			<remark  id="s1b2c40l13" />ผู้มักน้อย สันโดษ มีความละอาย มีความรังเกียจ ผู้ใคร่ต่อสิกขา ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน  
			<remark  id="s1b2c40l14" />โพนทะนาว่า ไฉน ท่านพระอุปนันทศากยบุตรจึงได้ขอจีวรต่อเศรษฐีบุตรเล่า แล้วกราบทูล  
			<remark  id="s1b2c40l15" />เรื่องนั้นแด่พระผู้มีภาค.  
			<remark  id="s1b2c40l16" />			ทรงประชุมสงฆ์ทรงสอบถาม  
			<remark  id="s1b2c40l17" />	ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งให้ประชุมภิกษุสงฆ์ ในเพราะเหตุเป็นเค้ามูลนั้น ใน  
			<remark  id="s1b2c40l18" />เพราะเหตุแรกเกิดนั้น แล้วทรงสอบถามท่านพระอุปนันทะว่า ดูกรอุปนันทะ ข่าวว่าเธอขอจีวร  
			<remark  id="s1b2c40l19" />ต่อเศรษฐีบุตรจริงหรือ?  
			<remark  id="s1b2c40l20" />	ท่านพระอุปนันทะทูลรับว่า จริง พระพุทธเจ้าข้า.  
			<remark  id="s1b2c40l21" />	ภ. ดูกรอุปนันทะ เขาเป็นญาติของเธอหรือมิใช่ญาติ?  
			<remark  id="s1b2c40l22" />	อุ. มิใช่ญาติ พระพุทธเจ้าข้า.  
			<remark  id="s1b2c40l23" />				ทรงติเตียน  
			<remark  id="s1b2c40l24" />	พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงติเตียนว่า ดูกรโมฆบุรุษ การกระทำของเธอนั้น ไม่เหมาะ  
			<remark  id="s1b2c40l25" />ไม่สม ไม่ควร ไม่ใช่กิจของสมณะ ใช้ไม่ได้ ไม่ควรทำ คนที่มิใช่ญาติ ย่อมไม่รู้การกระทำ  
			<remark  id="s1b2c40l26" />อันสมควร หรือไม่สมควร ของที่มีอยู่หรือไม่มีของคนที่ไม่ใช่ญาติ เมื่อเป็นเช่นนั้น เธอยังขอ  
			<remark  id="s1b2c40l27" />จีวรต่อเศรษฐีบุตรผู้มิใช่ญาติได้ การกระทำของเธอนั่น ไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของชุมชน  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b2c41" >
		<para id="s1b2c41p">
			<remark  id="s1b2c41l1" />ที่ยังไม่เลื่อมใส หรือเพื่อความเลื่อมใสยิ่งของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว โดยที่แท้ การกระทำของ  
			<remark  id="s1b2c41l2" />เธอนั่น ไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส และเพื่อความเป็นอย่างอื่นของ  
			<remark  id="s1b2c41l3" />ชนบางพวกที่เลื่อมใสแล้ว.  
			<remark  id="s1b2c41l4" />			ทรงบัญญัติสิกขาบท  
			<remark  id="s1b2c41l5" />	พระผู้มีพระภาคทรงติเตียนท่านพระอุปนันทะ โดยอเนกปริยายดังนี้แล้ว ตรัสโทษ  
			<remark  id="s1b2c41l6" />แห่งความเป็นคนเลี้ยงยาก ความเป็นคนบำรุงยาก ความเป็นคนมักมาก ความเป็นคนไม่สันโดษ  
			<remark  id="s1b2c41l7" />ความคลุกคลี ความเกียจคร้าน ตรัสคุณแห่งความเป็นคนเลี้ยงง่าย ความเป็นคนบำรุงง่าย ความ  
			<remark  id="s1b2c41l8" />มักน้อย ความสันโดษ ความขัดเกลา ความกำจัด อาการที่น่าเลื่อมใส การไม่สะสม  
			<remark  id="s1b2c41l9" />การปรารภความเพียร โดยอเนกปริยาย ทรงกระทำธรรมีกถาที่สมควรแก่เรื่องนั้น ที่เหมาะสม  
			<remark  id="s1b2c41l10" />แก่เรื่องนั้น แก่ภิกษุทั้งหลาย แล้วรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า  
			<remark  id="s1b2c41l11" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุนั้นแล เราจักบัญญัติสิกขาบทแก่ภิกษุทั้งหลาย อาศัยอำนาจ  
			<remark  id="s1b2c41l12" />ประโยชน์ ๑๐ ประการ คือ เพื่อความรับว่าดีแห่งสงฆ์ ๑ เพื่อความสำราญแห่งสงฆ์ ๑ เพื่อข่ม  
			<remark  id="s1b2c41l13" />บุคคลผู้เก้อยาก ๑ เพื่ออยู่สำราญแห่งภิกษุผู้มีศีลเป็นที่รัก ๑ เพื่อป้องกันอาสวะอันจะบังเกิดใน  
			<remark  id="s1b2c41l14" />ปัจจุบัน ๑ เพื่อกำจัดอาสวะอันจักบังเกิดในอนาคต ๑ เพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่  
			<remark  id="s1b2c41l15" />เลื่อมใส ๑ เพื่อความเลื่อมใสยิ่งของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว ๑ เพื่อความตั้งมั่นแห่งพระสัทธรรม ๑  
			<remark  id="s1b2c41l16" />เพื่อถือตามพระวินัย ๑  
			<remark  id="s1b2c41l17" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แลพวกเธอพึงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดงอย่างนี้ ว่าดังนี้:-  
			<remark  id="s1b2c41l18" />				พระบัญญัติ  
			<remark  id="s1b2c41l19" />	๒๕. ๖. อนึ่ง ภิกษุใดขอต่อพ่อเจ้าเรือนก็ดี ต่อแม่เจ้าเรือนก็ดี ผู้มิใช่ญาติ  
			<remark  id="s1b2c41l20" />เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์.  
			<remark  id="s1b2c41l21" />	ก็สิกขาบทนี้ ย่อมเป็นอันพระผู้มีพระภาคทรงบัญญัติแล้วแก่ภิกษุทั้งหลาย ด้วยประการ  
			<remark  id="s1b2c41l22" />ฉะนี้  
			<remark  id="s1b2c41l23" />			เรื่องพระอุปนันทศากยบุตร จบ.  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b2c42" >
		<para id="s1b2c42p">
			<remark  id="s1b2c42l1" />				พระอนุบัญญัติ  
			<remark  id="s1b2c42l2" />			เรื่องภิกษุเดินทางถูกแย่งชิงจีวร  
			<remark  id="s1b2c42l3" />	[๕๔] ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุหลายรูปเดินทางจากเมืองสาเกตสู่พระนครสาวัตถี. พวก  
			<remark  id="s1b2c42l4" />โจรในระหว่างทางได้ออกแย่งชิงจีวรภิกษุเหล่านั้น. ภิกษุเหล่านั้นรังเกียจอยู่ว่า การขอจีวรต่อพ่อ  
			<remark  id="s1b2c42l5" />เจ้าเรือน หรือแม่เจ้าเรือนผู้มิใช่ญาติ พระผู้มีพระภาคทรงห้ามไว้แล้ว จึงไม่กล้าขอ พากัน  
			<remark  id="s1b2c42l6" />เปลือยกายเดินไปถึงพระนครสาวัตถี แล้วกราบไหว้ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุทั้งหลายพูดกันอย่างนี้ว่า  
			<remark  id="s1b2c42l7" />ท่านทั้งหลาย พวกอาชีวกเหล่านี้ที่กราบไหว้ภิกษุทั้งหลายเหล่านี้ เป็นคนดีจริงๆ  
			<remark  id="s1b2c42l8" />	ภิกษุผู้เปลือยกายเหล่านั้นตอบว่า พวกกระผมไม่ใช่อาชีวก ขอรับ พวกกระผมเป็นภิกษุ.  
			<remark  id="s1b2c42l9" />	ภิกษุทั้งหลายได้เรียนท่านพระอุบาลีว่า ข้าแต่ท่านพระอุบาลี โปรดสอบสวนภิกษุ  
			<remark  id="s1b2c42l10" />เหล่านี้.  
			<remark  id="s1b2c42l11" />	ภิกษุผู้เปลือยกายเหล่านั้น ถูกท่านพระอุบาลีสอบสวน ได้แจ้งเรื่องนั้นแล้ว.  
			<remark  id="s1b2c42l12" />	ครั้นท่านพระอุบาลีสอบสวนภิกษุเหล่านั้นแล้ว ได้แจ้งแก่ภิกษุทั้งหลายว่า ท่านทั้งหลาย  
			<remark  id="s1b2c42l13" />พวกเปลือยกายเหล่านี้เป็นภิกษุ จงให้จีวรแก่ภิกษุเหล่านั้นเถิด.  
			<remark  id="s1b2c42l14" />	บรรดาภิกษุผู้มักน้อย สันโดษ มีความละอาย มีความรังเกียจ ผู้ใคร่ต่อสิกขา ต่าง  
			<remark  id="s1b2c42l15" />ก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนภิกษุทั้งหลายจึงได้เปลือยกายเดินมาเล่า ธรรมดาภิกษุ  
			<remark  id="s1b2c42l16" />ควรจะต้องปกปิดด้วยหญ้าหรือใบไม้เดินมา แล้วกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค.  
			<remark  id="s1b2c42l17" />			ทรงอนุญาตให้ขอจีวรได้  
			<remark  id="s1b2c42l18" />	ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงกระทำธรรมีกถา ในเพราะเหตุเป็นเค้ามูลนั้น ในเพราะ  
			<remark  id="s1b2c42l19" />เหตุแรกเกิดนั้น แล้วรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ภิกษุผู้ถูก  
			<remark  id="s1b2c42l20" />โจรแย่งชิงจีวรไป หรือมีจีวรหาย ขอจีวรต่อพ่อเจ้าเรือน หรือแม่เจ้าเรือน ผู้มิใช่ญาติ  
			<remark  id="s1b2c42l21" />ได้ เธอเดินไปถึงวัดใดก่อน ถ้าจีวรสำหรับวิหารก็ดี ผ้าลาดเตียงก็ดี ผ้าลาดพื้นก็ดี ผ้าปูที่นอน  
			<remark  id="s1b2c42l22" />ก็ดี ของสงฆ์ในวัดนั้นมีอยู่ จะถือเอาผ้าของสงฆ์นั้นไปห่มด้วยคิดว่า ได้จีวรนั้นมาแล้ว จักคืน  
			<remark  id="s1b2c42l23" />ไว้ดังกล่าว ดังนี้ก็ควร. ถ้าจีวรสำหรับวิหารก็ดี ผ้าลาดเตียงก็ดี ผ้าลาดพื้นก็ดี ผ้าปูที่นอนก็ดี  
			<remark  id="s1b2c42l24" />ของสงฆ์ไม่มี ต้องปกปิดด้วยหญ้าหรือใบไม้เดินมา ไม่พึงเปลือยกายเดินมา ภิกษุใดเปลือย  
			<remark  id="s1b2c42l25" />กายเดินมา ต้องอาบัติทุกกฏ.  
			<remark  id="s1b2c42l26" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง พวกเธอพึงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดงอย่างนี้ ว่าดังนี้:-  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b2c43" >
		<para id="s1b2c43p">
			<remark  id="s1b2c43l1" />				พระอนุบัญญัติ  
			<remark  id="s1b2c43l2" />	๒๕.๖. ก. อนึ่ง ภิกษุใด ขอจีวรต่อพ่อเจ้าเรือนก็ดี ต่อแม่เจ้าเรือนก็ดี ผู้-  
			<remark  id="s1b2c43l3" />มิใช่ญาติ นอกจากสมัย เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์. สมัยในคำนั้นดังนี้: ภิกษุเป็นผู้มี  
			<remark  id="s1b2c43l4" />จีวรถูกชิงเอาไปก็ดี มีจีวรฉิบหายก็ดี นี้สมัยในคำนั้น.  
			<remark  id="s1b2c43l5" />		เรื่องภิกษุเดินทางถูกแย่งชิงจีวร จบ.  
			<remark  id="s1b2c43l6" />				สิกขาบทวิภังค์  
			<remark  id="s1b2c43l7" />	[๕๕] บทว่า อนึ่ง ... ใด ความว่า ผู้ใด คือผู้เช่นใด มีการงานอย่างใด มีชาติอย่างใด  
			<remark  id="s1b2c43l8" />มีชื่ออย่างใด มีโคตรอย่างใด มีปกติอย่างใด มีธรรมเครื่องอยู่อย่างใด มีอารมณ์อย่างใด เป็น  
			<remark  id="s1b2c43l9" />เถระก็ตาม เป็นมัชฌิมะก็ตาม เป็นนวกะก็ตาม นี้พระผู้มีพระภาคตรัสว่า อนึ่ง ... ใด.  
			<remark  id="s1b2c43l10" />	บทว่า ภิกษุ ความว่า ที่ชื่อว่า ภิกษุ เพราะอรรถว่า เป็นผู้ขอ ชื่อว่า ภิกษุ เพราะ  
			<remark  id="s1b2c43l11" />อรรถว่า ประพฤติภิกขาจริยวัตร ชื่อว่า ภิกษุ เพราะอรรถว่า ทรงผืนผ้าที่ถูกทำลายแล้ว ชื่อว่า  
			<remark  id="s1b2c43l12" />ภิกษุ โดยสมญา ชื่อว่า ภิกษุ โดยปฏิญญา ชื่อว่า ภิกษุ เพราะอรรถว่า เป็นเอหิภิกษุ ชื่อว่า  
			<remark  id="s1b2c43l13" />ภิกษุ เพราะอรรถว่า เป็นผู้อุปสมบทแล้วด้วยไตรสรณคมน์ ชื่อว่า ภิกษุ เพราะอรรถว่า  
			<remark  id="s1b2c43l14" />เป็นผู้เจริญ ชื่อว่า ภิกษุ เพราะอรรถว่า มีสารธรรม ชื่อว่า ภิกษุ เพราะอรรถว่า เป็นพระเสขะ  
			<remark  id="s1b2c43l15" />ชื่อว่า ภิกษุ เพราะอรรถว่า เป็นพระอเสขะ ชื่อว่า ภิกษุ เพราะอรรถว่า เป็นผู้อันสงฆ์พร้อม-  
			<remark  id="s1b2c43l16" />เพรียงกันอุปสมบทให้ด้วยญัตติจตุตถกรรม อันไม่กำเริบ ควรแก่ฐานะ. บรรดาภิกษุเหล่านั้น  
			<remark  id="s1b2c43l17" />ภิกษุที่สงฆ์พร้อมเพรียงกัน อุปสมบทให้ด้วยญัตติจตุตถกรรมอันไม่กำเริบ ควรแก่ฐานะ  
			<remark  id="s1b2c43l18" />นี้ชื่อว่า ภิกษุ ที่ทรงประสงค์ในอรรถนี้.  
			<remark  id="s1b2c43l19" />	ที่ชื่อว่า ผู้มิใช่ญาติ คือ ไม่ใช่คนเนื่องถึงกัน ทางมารดาก็ดี ทางบิดาก็ดี ตลอด ๗  
			<remark  id="s1b2c43l20" />ชั่วอายุของบุรพชนก.  
			<remark  id="s1b2c43l21" />	ที่ชื่อว่า พ่อเจ้าเรือน ได้แก่บุรุษผู้ครอบครองเรือน.  
			<remark  id="s1b2c43l22" />	ที่ชื่อว่า แม่เจ้าเรือน ได้แก่สตรีผู้ครอบครองเรือน.  
			<remark  id="s1b2c43l23" />	ที่ชื่อว่า จีวร ได้แก่จีวร ๖ ชนิด ชนิดใดชนิดหนึ่ง ซึ่งเข้าองค์กำหนดแห่งผ้าต้อง  
			<remark  id="s1b2c43l24" />วิกัปเป็นอย่างต่ำ.  
			<remark  id="s1b2c43l25" />	บทว่า นอกจากสมัย คือ ยกเว้นสมัย.  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b2c44" >
		<para id="s1b2c44p">
			<remark  id="s1b2c44l1" />	ที่ชื่อว่า เป็นผู้มีจีวรถูกชิงเอาไป ได้แก่จีวรของภิกษุผู้ถูกชิงเอาไป คือ ถูกพวก  
			<remark  id="s1b2c44l2" />ราชาก็ดี พวกโจรก็ดี พวกนักเลงก็ดี หรือคนพวกใดพวกหนึ่ง ชิงเอาไป.  
			<remark  id="s1b2c44l3" />	ที่ชื่อว่า มีจีวรฉิบหาย คือ จีวรของภิกษุถูกไฟไหม้ก็ดี ถูกน้ำพัดไปก็ดี ถูกหนูหรือ  
			<remark  id="s1b2c44l4" />ปลวกกัดก็ดี เก่าเพราะใช้สอยก็ดี.  
			<remark  id="s1b2c44l5" />	ภิกษุขอ นอกจากสมัย เป็นทุกกฏ ในประโยคที่ขอ เป็นนิสสัคคีย์ด้วย ได้จีวรมา  
			<remark  id="s1b2c44l6" />ต้องเสียสละแก่สงฆ์ คณะ หรือบุคคล.  
			<remark  id="s1b2c44l7" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แลภิกษุพึงเสียสละจีวรนั้นอย่างนี้:-  
			<remark  id="s1b2c44l8" />				วิธีเสียสละ  
			<remark  id="s1b2c44l9" />			เสียสละแก่สงฆ์  
			<remark  id="s1b2c44l10" />	ภิกษุรูปนั้นพึงเข้าไปหาสงฆ์ ห่มผ้าอุตราสงค์เฉวียงบ่า กราบเท้าภิกษุผู้แก่พรรษากว่า  
			<remark  id="s1b2c44l11" />นั่งกระโหย่ง ประนมมือ กล่าวอย่างนี้ว่า:-  
			<remark  id="s1b2c44l12" />	ท่านเจ้าข้า จีวรผืนนี้ของข้าพเจ้า ขอแล้วต่อพ่อเจ้าเรือนผู้มิใช่ญาติ  
			<remark  id="s1b2c44l13" />นอกจากสมัย เป็นของจำจะสละ ข้าพเจ้าสละจีวรผืนนี้แก่สงฆ์.  
			<remark  id="s1b2c44l14" />	ครั้นสละแล้ว พึงแสดงอาบัติ ภิกษุผู้ฉลาด ผู้สามารถ พึงรับอาบัติ พึงคืนจีวรที่  
			<remark  id="s1b2c44l15" />เสียสละให้ด้วยญัตติกรรมวาจา ว่าดังนี้:-  
			<remark  id="s1b2c44l16" />	ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า จีวรผืนนี้ของภิกษุมีชื่อนี้ เป็นของจำจะ  
			<remark  id="s1b2c44l17" />สละ เธอสละแล้วแก่สงฆ์ ถ้าความพร้อมพรั่งของสงฆ์ถึงที่แล้ว สงฆ์พึงให้จีวรผืนนี้  
			<remark  id="s1b2c44l18" />แก่ภิกษุมีชื่อนี้.  
			<remark  id="s1b2c44l19" />			เสียสละแก่คณะ  
			<remark  id="s1b2c44l20" />	ภิกษุรูปนั้นพึงเข้าไปหาภิกษุหลายรูป ห่มผ้าอุตราสงค์เฉวียงบ่า กราบเท้าภิกษุผู้แก่  
			<remark  id="s1b2c44l21" />พรรษากว่า นั่งกระโหย่ง ประนมมือ กล่าวอย่างนี้ว่า:-  
			<remark  id="s1b2c44l22" />	ท่านเจ้าข้า จีวรผืนนี้ของข้าพเจ้า ขอแล้วต่อพ่อเจ้าเรือนผู้มิใช่ญาติ  
			<remark  id="s1b2c44l23" />นอกจากสมัย เป็นของจำจะสละ ข้าพเจ้าสละจีวรผืนนี้แก่ท่านทั้งหลาย.  
			<remark  id="s1b2c44l24" />	ครั้นสละแล้ว พึงแสดงอาบัติ ภิกษุผู้ฉลาด ผู้สามารถ พึงรับอาบัติ พึงคืนจีวรที่  
			<remark  id="s1b2c44l25" />เสียสละให้ด้วยญัตติกรรมวาจา ว่าดังนี้:-  
			<remark  id="s1b2c44l26" />	ท่านทั้งหลาย ขอจงฟังข้าพเจ้า จีวรผืนนี้ของภิกษุมีชื่อนี้ เป็นของจำจะสละ  
			<remark  id="s1b2c44l27" />เธอสละแล้วแก่ท่านทั้งหลาย ถ้าความพร้อมพรั่งของท่านทั้งหลายถึงที่แล้ว ท่าน  
			<remark  id="s1b2c44l28" />ทั้งหลายพึงให้จีวรผืนนี้แก่ภิกษุมีชื่อนี้.  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b2c45" >
		<para id="s1b2c45p">
			<remark  id="s1b2c45l1" />			เสียสละแก่บุคคล  
			<remark  id="s1b2c45l2" />	ภิกษุรูปนั้น พึงเข้าไปหาภิกษุรูปหนึ่ง ห่มผ้าอุตราสงค์เฉวียงบ่า นั่งกระโหย่ง ประนมมือ  
			<remark  id="s1b2c45l3" />กล่าวอย่างนี้ว่า:-  
			<remark  id="s1b2c45l4" />	ท่าน จีวรผืนนี้ของข้าพเจ้า ขอแล้วต่อพ่อเจ้าเรือนผู้มิใช่ญาติ นอกจาก  
			<remark  id="s1b2c45l5" />สมัย เป็นของจำจะสละ ข้าพเจ้าสละจีวรผืนนี้แก่ท่าน.  
			<remark  id="s1b2c45l6" />	ครั้นสละแล้ว พึงแสดงอาบัติ ภิกษุผู้รับเสียสละนั้น พึงรับอาบัติ พึงคืนจีวรที่  
			<remark  id="s1b2c45l7" />เสียสละให้ด้วยคำว่า ข้าพเจ้าให้จีวรผืนนี้แก่ท่าน ดังนี้.  
			<remark  id="s1b2c45l8" />				บทภาชนีย์  
			<remark  id="s1b2c45l9" />			ติกะนิสสัคคิยปาจิตตีย์  
			<remark  id="s1b2c45l10" />	[๕๖] พ่อเจ้าเรือนผู้มิใช่ญาติ ภิกษุสำคัญว่ามิใช่ญาติ ขอจีวร นอกจากสมัยเป็น  
			<remark  id="s1b2c45l11" />นิสสัคคีย์ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.  
			<remark  id="s1b2c45l12" />	พ่อเจ้าเรือนผู้มิใช่ญาติ ภิกษุสงสัย ขอจีวร นอกจากสมัยเป็นนิสสัคคีย์ ต้อง  
			<remark  id="s1b2c45l13" />อาบัติปาจิตตีย์.  
			<remark  id="s1b2c45l14" />	พ่อเจ้าเรือนผู้มิใช่ญาติ ภิกษุสำคัญว่ามิใช่ญาติ ขอจีวร นอกจากสมัย เป็นนิสสัคคีย์  
			<remark  id="s1b2c45l15" />ต้องอาบัติปาจิตตีย์.  
			<remark  id="s1b2c45l16" />				ทุกกฏ  
			<remark  id="s1b2c45l17" />	พ่อเจ้าเรือนเป็นญาติ ภิกษุสำคัญว่ามิใช่ญาติ ขอจีวร ... ต้องอาบัติทุกกฏ. พ่อเจ้าเรือน  
			<remark  id="s1b2c45l18" />เป็นญาติ ภิกษุสงสัย ขอจีวร ... ต้องอาบัติทุกกฏ.  
			<remark  id="s1b2c45l19" />				ไม่ต้องอาบัติ  
			<remark  id="s1b2c45l20" />	พ่อเจ้าเรือนเป็นญาติ ภิกษุสำคัญว่าเป็นญาติ ... ไม่ต้องอาบัติ.  
			<remark  id="s1b2c45l21" />				อนาปัตติวาร  
			<remark  id="s1b2c45l22" />	[๕๗] ภิกษุขอในสมัย ๑ ภิกษุขอต่อญาติ ๑ ภิกษุขอต่อคนปวารณา ๑ ภิกษุขอ  
			<remark  id="s1b2c45l23" />เพื่อประโยชน์ของภิกษุอื่น ๑ ภิกษุจ่ายมาด้วยทรัพย์ของตน ๑ ภิกษุวิกลจริต ๑ ภิกษุอาทิกัมมิกะ ๑  
			<remark  id="s1b2c45l24" />ไม่ต้องอาบัติแล.  
			<remark  id="s1b2c45l25" />			จีวรวรรค สิกขาบทที่ ๖ จบ.  
			<remark  id="s1b2c45l26" />			___________ 
		</para>
	</section>
	<section id="s1b2c46" >
		<para id="s1b2c46p">
			<remark  id="s1b2c46l1" />			๑. จีวรวรรค สิกขาบทที่ ๗  
			<remark  id="s1b2c46l2" />			เรื่องพระฉัพพัคคีย์  
			<remark  id="s1b2c46l3" />	[๕๘] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของ  
			<remark  id="s1b2c46l4" />อนาถบิณฑิกคหบดี เขตพระนครสาวัตถี. ครั้งนั้น พระฉัพพัคคีย์เข้าไปหาภิกษุทั้งหลายผู้มีจีวร  
			<remark  id="s1b2c46l5" />ถูกชิงไป แล้วกล่าวอย่างนี้ว่า อาวุโสทั้งหลาย การขอจีวรต่อพ่อเจ้าเรือนหรือแม่เจ้าเรือนผู้มิใช่  
			<remark  id="s1b2c46l6" />ญาติ พระผู้มีพระภาคทรงอนุญาตแก่ภิกษุผู้มีจีวรถูกชิงไป หรือผู้มีจีวรฉิบหายแล้ว ท่านทั้งหลาย  
			<remark  id="s1b2c46l7" />จงขอจีวรเถิด.  
			<remark  id="s1b2c46l8" />	ภิกษุเหล่านั้นกล่าวว่า พอแล้ว ขอรับ พวกผมได้จีวรมาแล้ว.  
			<remark  id="s1b2c46l9" />	ฉ. พวกผมจะขอเพื่อประโยชน์ของพวกท่าน.  
			<remark  id="s1b2c46l10" />	ภิ. จงขอเถิด ขอรับ.  
			<remark  id="s1b2c46l11" />	ลำดับนั้น พระฉัพพัคคีย์เข้าไปหาพวกพ่อเจ้าเรือนผู้มิใช่ญาติ แล้วกล่าวคำนี้ว่า ท่าน-  
			<remark  id="s1b2c46l12" />ทั้งหลาย พวกภิกษุที่มีจีวรถูกชิงไปมาแล้ว ขอท่านทั้งหลายจงถวายจีวรแก่พวกเธอ ดังนี้แล้ว  
			<remark  id="s1b2c46l13" />ขอจีวรได้มาเป็นอันมาก  
			<remark  id="s1b2c46l14" />	ครั้งนั้น บุรุษผู้หนึ่ง นั่งอยู่ในที่ชุมชน พูดกะบุรุษอีกผู้หนึ่งว่า พระคุณเจ้าทั้งหลาย  
			<remark  id="s1b2c46l15" />ผู้มีจีวรถูกชิงไปมาแล้ว ข้าพเจ้าได้ถวายจีวรแก่ท่านเหล่านั้นแล้ว แม้บุรุษอีกผู้หนึ่งนั้นก็กล่าว  
			<remark  id="s1b2c46l16" />อย่างนี้ว่า แม้ข้าพเจ้าก็ได้ถวายไปแล้ว แม้บุรุษอื่นอีกก็กล่าวอย่างนี้ว่า แม้ข้าพเจ้าก็ได้ถวายไป  
			<remark  id="s1b2c46l17" />แล้ว บุรุษเหล่านั้น จึงพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนพระสมณะเชื้อสายพระศากยบุตร  
			<remark  id="s1b2c46l18" />จึงไม่รู้จักประมาณ ขอจีวรมามากมายเล่า พระสมณะเชื้อสายพระศากยบุตร จักทำการค้าผ้า  
			<remark  id="s1b2c46l19" />หรือจัดตั้งร้านขายผ้า.  
			<remark  id="s1b2c46l20" />	ภิกษุทั้งหลายได้ยินชาวบ้านเหล่านั้น เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาอยู่ บรรดาภิกษุที่  
			<remark  id="s1b2c46l21" />เป็นผู้มักน้อย สันโดษ มีความละอาย มีความรังเกียจ ผู้ใคร่ต่อสิกขา ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน  
			<remark  id="s1b2c46l22" />โพนทะนาว่า ไฉนพระฉัพพัคคีย์จึงได้ไม่รู้จักประมาณ ขอจีวรมามากมายเล่า แล้วกราบทูลเรื่อง  
			<remark  id="s1b2c46l23" />นั้นแด่พระผู้มีพระภาค.  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b2c47" >
		<para id="s1b2c47p">
			<remark  id="s1b2c47l1" />			ประชุมสงฆ์ทรงสอบถาม  
			<remark  id="s1b2c47l2" />	พระผู้มีพระภาครับสั่งให้ประชุมภิกษุสงฆ์ ในเพราะเหตุเป็นเค้ามูลนั้น ในเพราะเหตุ  
			<remark  id="s1b2c47l3" />แรกเกิดนั้น แล้วทรงสอบถามพระฉัพพัคคีย์ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข่าวว่า พวกเธอไม่รู้จัก  
			<remark  id="s1b2c47l4" />ประมาณ ขอจีวรมาไว้มากมาย จริงหรือ?  
			<remark  id="s1b2c47l5" />	พระฉัพพัคคีย์ทูลรับว่า จริง พระพุทธเจ้าข้า.  
			<remark  id="s1b2c47l6" />	พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงติเตียนว่า ดูกรโมฆบุรุษทั้งหลาย การกระทำของพวกเธอนั่น  
			<remark  id="s1b2c47l7" />ไม่เหมาะ ไม่สม ไม่ควร ไม่ใช่กิจของสมณะ ใช้ไม่ได้ ไม่ควรทำ ไฉนพวกเธอจึงไม่รู้จัก  
			<remark  id="s1b2c47l8" />ประมาณ ขอจีวรมาไว้มากมายเล่า การกระทำของพวกเธอนั่น ไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของ  
			<remark  id="s1b2c47l9" />ชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส หรือเพื่อความเลื่อมใสยิ่งของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว โดยที่แท้ การกระทำ  
			<remark  id="s1b2c47l10" />ของพวกเธอนั่น เป็นไปเพื่อความไม่เลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใสและเพื่อความเป็นอย่างอื่น  
			<remark  id="s1b2c47l11" />ของชนบางพวกที่เลื่อมใสแล้ว.  
			<remark  id="s1b2c47l12" />			ทรงบัญญัติสิกขาบท  
			<remark  id="s1b2c47l13" />	พระผู้มีพระภาคทรงติเตียนพระฉัพพัคคีย์ โดยอเนกปริยายดังนี้แล้ว ตรัสโทษแห่ง  
			<remark  id="s1b2c47l14" />ความเป็นคนเลี้ยงยาก ความเป็นคนบำรุงยาก ความเป็นคนมักมาก ความเป็นคนไม่สันโดษ  
			<remark  id="s1b2c47l15" />ความคลุกคลี ความเกียจคร้าน ตรัสคุณแห่งความเป็นคนเลี้ยงง่าย ความเป็นคนบำรุงง่าย  
			<remark  id="s1b2c47l16" />ความมักน้อย ความสันโดษ ความขัดเกลา ความจำกัด อาการที่น่าเลื่อมใส การไม่สะสม  
			<remark  id="s1b2c47l17" />การปรารภความเพียร โดยอเนกปริยาย ทรงกระทำธรรมีกถาที่สมควรแก่เรื่องนั้น ที่เหมาะสม  
			<remark  id="s1b2c47l18" />แก่เรื่องนั้น แก่ภิกษุทั้งหลาย แล้วรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า  
			<remark  id="s1b2c47l19" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุนั้นแล เราจักบัญญัติสิกขาบทแก่ภิกษุทั้งหลาย อาศัย  
			<remark  id="s1b2c47l20" />อำนาจประโยชน์ ๑๐ ประการ คือ เพื่อความรับว่าดีแห่งสงฆ์ ๑ เพื่อข่มบุคคลผู้เก้อยาก ๑ เพื่อ  
			<remark  id="s1b2c47l21" />อยู่สำราญแห่งภิกษุผู้มีศีลเป็นที่รัก ๑ เพื่อป้องกันอาสวะอันจะบังเกิดในปัจจุบัน ๑ เพื่อกำจัด  
			<remark  id="s1b2c47l22" />อาสวะอันจักบังเกิดในอนาคต ๑ เพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส ๑ เพื่อความ  
			<remark  id="s1b2c47l23" />เลื่อมใสยิ่งของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว ๑ เพื่อความตั้งมั่นแห่งพระสัทธรรม ๑ เพื่อถือตามพระ-  
			<remark  id="s1b2c47l24" />วินัย ๑  
			<remark  id="s1b2c47l25" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แลพวกเธอพึงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดงอย่างนี้ ว่าดังนี้:-  
			<remark  id="s1b2c47l26" />				พระบัญญัติ  
			<remark  id="s1b2c47l27" />	๒๖. ๗. ถ้าพ่อเจ้าเรือนก็ดี แม่เจ้าเรือนก็ดี ผู้มิใช่ญาติ ปวารณาต่อภิกษุ  
			<remark  id="s1b2c47l28" />นั้น ด้วยจีวรเป็นอันมาก เพื่อนำไปได้ตามใจ ภิกษุนั้นพึงยินดีจีวร มีอุตราสงค์  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b2c48" >
		<para id="s1b2c48p">
			<remark  id="s1b2c48l1" />อันตรวาสกเป็นอย่างมาก จากจีวรเหล่านั้น ถ้ายินดียิ่งกว่านั้น เป็นนิสสัคคิย-  
			<remark  id="s1b2c48l2" />ปาจิตตีย์.  
			<remark  id="s1b2c48l3" />			เรื่องพระฉัพพัคคีย์ จบ.  
			<remark  id="s1b2c48l4" />				สิกขาบทวิภังค์  
			<remark  id="s1b2c48l5" />	[๕๙] บทว่า ถ้า ... ต่อภิกษุนั้น ได้แก่ ภิกษุผู้มีจีวรถูกชิงไป.  
			<remark  id="s1b2c48l6" />	ที่ชื่อว่า ผู้มิใช่ญาติ คือไม่ใช่คนเนื่องถึงกัน ทางมารดาก็ดี ทางบิดาก็ดี ตลอด ๗  
			<remark  id="s1b2c48l7" />ชั่วอายุของบุรพชนก.  
			<remark  id="s1b2c48l8" />	ที่ชื่อว่า พ่อเจ้าเรือน ได้แก่ บุรุษผู้ครอบครองเรือน.  
			<remark  id="s1b2c48l9" />	ที่ชื่อว่า แม่เจ้าเรือน ได้แก่สตรีผู้ครอบครองเรือน.  
			<remark  id="s1b2c48l10" />	บทว่า ด้วยจีวรเป็นอันมาก คือ จีวรหลายผืน.  
			<remark  id="s1b2c48l11" />	บทว่า ปวารณา ... เพื่อนำไปได้ตามใจ คือ ปวารณาว่า ท่านต้องการจีวรเท่าใด  
			<remark  id="s1b2c48l12" />ก็จงรับไปเท่านั้นเถิด.  
			<remark  id="s1b2c48l13" />	คำว่า ภิกษุนั้นพึงยินดีจีวรมีอุตราสงค์กับอันตรวาสกเป็นอย่างมาก จากจีวร  
			<remark  id="s1b2c48l14" />เหล่านั้น ความว่า ถ้าจีวรหาย ๓ ผืน เธอพึงยินดีเพียง ๒ ผืน หาย ๒ ผืน พึงยินดีเพียง  
			<remark  id="s1b2c48l15" />ผืนเดียว หายผืนเดียว อย่าพึงยินดีเลย.  
			<remark  id="s1b2c48l16" />	คำว่า ถ้ายินดียิ่งกว่านั้น ความว่า ขอมาได้มากกว่านั้น เป็นทุกกฏ ในประโยค  
			<remark  id="s1b2c48l17" />ที่ยินดีเกินกำหนด เป็นนิสสัคคีย์ ด้วยได้จีวรมา ต้องเสียสละแก่สงฆ์ คณะ หรือบุคคล.  
			<remark  id="s1b2c48l18" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แลภิกษุพึงเสียสละจีวรนั้น อย่างนี้:-  
			<remark  id="s1b2c48l19" />				วิธีเสียสละ  
			<remark  id="s1b2c48l20" />			เสียสละแก่สงฆ์  
			<remark  id="s1b2c48l21" />	ภิกษุรูปนั้นพึงเข้าไปหาสงฆ์ ห่มผ้าอุตราสงค์เฉวียงบ่า กราบเท้าภิกษุผู้แก่พรรษากว่า  
			<remark  id="s1b2c48l22" />นั่งกระโหย่ง ประนมมือ กล่าวอย่างนี้ว่า:-  
			<remark  id="s1b2c48l23" />	ท่านเจ้าข้า จีวรผืนนี้ของข้าพเจ้า ขอแล้วเกินกำหนดต่อเจ้าเรือนผู้มิใช่ญาติ  
			<remark  id="s1b2c48l24" />เป็นของจำจะสละ ข้าพเจ้าสละจีวรผืนนี้แก่สงฆ์.  
			<remark  id="s1b2c48l25" />	ครั้นสละแล้วพึงแสดงอาบัติ ภิกษุผู้ฉลาด ผู้สามารถ พึงรับอาบัติ พึงคืนจีวรที่  
			<remark  id="s1b2c48l26" />เสียสละให้ด้วยญัตติกรรมวาจา ว่าดังนี้:- 
		</para>
	</section>
	<section id="s1b2c49" >
		<para id="s1b2c49p">
			<remark  id="s1b2c49l1" />	ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า จีวรผืนนี้ของภิกษุมีชื่อนี้ เป็นของจำจะสละ  
			<remark  id="s1b2c49l2" />เธอสละแล้วแก่สงฆ์ ถ้าความพร้อมพรั่งของสงฆ์ถึงที่แล้ว สงฆ์พึงให้จีวรผืนนี้แก่ภิกษุ  
			<remark  id="s1b2c49l3" />มีชื่อนี้.  
			<remark  id="s1b2c49l4" />			เสียสละแก่คณะ  
			<remark  id="s1b2c49l5" />	ภิกษุรูปนั้น พึงเข้าไปหาภิกษุหลายรูป ห่มผ้าอุตราสงค์เฉวียงบ่า กราบเท้าภิกษุผู้แก่  
			<remark  id="s1b2c49l6" />พรรษากว่า นั่งกระโหย่ง ประนมมือ กล่าวอย่างนี้ว่า:-  
			<remark  id="s1b2c49l7" />	ท่านเจ้าข้า จีวรผืนนี้ของข้าพเจ้า ขอแล้วเกินกำหนดต่อเจ้าเรือนผู้มิใช่ญาติ  
			<remark  id="s1b2c49l8" />เป็นของจำจะสละ ข้าพเจ้าสละจีวรผืนนี้แก่ท่านทั้งหลาย.  
			<remark  id="s1b2c49l9" />	ครั้นสละแล้วพึงแสดงอาบัติ ภิกษุผู้ฉลาด ผู้สามารถ พึงรับอาบัติ พึงคืนจีวรที่เสีย  
			<remark  id="s1b2c49l10" />สละให้ด้วยญัตติกรรมวาจา ว่าดังนี้:-  
			<remark  id="s1b2c49l11" />	ท่านทั้งหลาย ขอจงฟังข้าพเจ้า จีวรผืนนี้ของภิกษุมีชื่อนี้ เป็นของจำจะสละ  
			<remark  id="s1b2c49l12" />เธอสละแล้วแก่ท่านทั้งหลาย ถ้าความพร้อมพรั่งของท่านทั้งหลายถึงที่แล้ว ท่าน  
			<remark  id="s1b2c49l13" />ทั้งหลายพึงให้จีวรผืนนี้ แก่ภิกษุมีชื่อนี้.  
			<remark  id="s1b2c49l14" />			เสียสละแก่บุคคล  
			<remark  id="s1b2c49l15" />	ภิกษุรูปนั้น พึงเข้าไปหาภิกษุรูปหนึ่ง ห่มผ้าอุตราสงค์เฉวียงบ่า นั่งกระโหย่ง ประนมมือ  
			<remark  id="s1b2c49l16" />กล่าวอย่างนี้ว่า:-  
			<remark  id="s1b2c49l17" />	ท่าน จีวรผืนนี้ของข้าพเจ้า ขอแล้วเกินกำหนด ต่อเจ้าเรือนผู้มิใช่ญาติ เป็น  
			<remark  id="s1b2c49l18" />ของจำจะสละ ข้าพเจ้าสละจีวรผืนนี้แก่ท่าน.  
			<remark  id="s1b2c49l19" />	ครั้นสละแล้วพึงแสดงอาบัติ ภิกษุผู้รับเสียสละนั้น พึงรับอาบัติ พึงคืนจีวรที่เสียสละ  
			<remark  id="s1b2c49l20" />ให้ด้วยคำว่า ข้าพเจ้าให้จีวรผืนนี้แก่ท่าน ดังนี้.  
			<remark  id="s1b2c49l21" />				บทภาชนีย์  
			<remark  id="s1b2c49l22" />	[๖๐] เจ้าเรือนผู้มิใช่ญาติ ภิกษุสำคัญว่ามิใช่ญาติ ขอจีวรเกินกำหนด เป็นนิสสัคคีย์  
			<remark  id="s1b2c49l23" />ต้องอาบัติปาจิตตีย์.  
			<remark  id="s1b2c49l24" />	เจ้าเรือนผู้มิใช่ญาติ ภิกษุสงสัย ขอจีวรเกินกำหนด เป็นนิสสัคคีย์ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.  
			<remark  id="s1b2c49l25" />	เจ้าเรือนผู้มิใช่ญาติ ภิกษุสำคัญว่าเป็นญาติ ขอจีวรเกินกำหนด เป็นนิสสัคคีย์ ต้องอาบัติ  
			<remark  id="s1b2c49l26" />ปาจิตตีย์. 
		</para>
	</section>
	<section id="s1b2c50" >
		<para id="s1b2c50p">
			<remark  id="s1b2c50l1" />				ทุกกฏ  
			<remark  id="s1b2c50l2" />	เจ้าเรือนเป็นญาติ ภิกษุสำคัญว่ามิใช่ญาติ ขอจีวร ... ต้องอาบัติทุกกฏ.  
			<remark  id="s1b2c50l3" />	เจ้าเรือนเป็นญาติ ภิกษุสงสัย ขอจีวร ... ต้องอาบัติทุกกฏ.  
			<remark  id="s1b2c50l4" />				ไม่ต้องอาบัติ  
			<remark  id="s1b2c50l5" />	เจ้าเรือนเป็นญาติ ภิกษุสำคัญว่าเป็นญาติ ... ไม่ต้องอาบัติ.  
			<remark  id="s1b2c50l6" />				อนาปัตติวาร  
			<remark  id="s1b2c50l7" />	[๖๑] ภิกษุนำเอาไปด้วยคิดว่า จักนำจีวรที่เหลือมาคืน ๑ เจ้าเรือนถวายบอกว่า จีวร  
			<remark  id="s1b2c50l8" />ที่เหลือจงเป็นของท่านรูปเดียว ๑ เจ้าเรือนไม่ได้ถวายเพราะเหตุจีวรถูกชิงไป ๑ เจ้าเรือนไม่ได้  
			<remark  id="s1b2c50l9" />ถวายเพราะเหตุจีวรหาย ๑ ภิกษุขอต่อญาติ ๑ ภิกษุขอต่อคนปวารณา ๑ ภิกษุจ่ายมาด้วยทรัพย์  
			<remark  id="s1b2c50l10" />ของตน ๑ ภิกษุวิกลจริต ๑ ภิกษุอาทิกัมมิกะ ๑ ไม่ต้องอาบัติแล.  
			<remark  id="s1b2c50l11" />			จีวรวรรค สิกขาบทที่ ๗ จบ.  
			<remark  id="s1b2c50l12" />				___________  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b2c51" >
		<para id="s1b2c51p">
			<remark  id="s1b2c51l1" />			๑. จีวรวรรค สิกขาบทที่ ๘  
			<remark  id="s1b2c51l2" />			เรื่องพระอุปนันทศากยบุตร  
			<remark  id="s1b2c51l3" />	[๖๒] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของ  
			<remark  id="s1b2c51l4" />อนาถบิณฑิกคหบดี เขตพระนครสาวัตถี. ครั้งนั้น บุรุษผู้หนึ่งได้กล่าวคำนี้กะภรรยาว่า ฉักจักยัง  
			<remark  id="s1b2c51l5" />ท่านพระอุปนันทะให้ครองจีวร.  
			<remark  id="s1b2c51l6" />	ภิกษุรูปหนึ่งผู้ถือการเที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตร ได้ยินบุรุษนั้นกล่าวคำนี้ จึงเข้าไปหาท่าน  
			<remark  id="s1b2c51l7" />พระอุปนันทศากยบุตร ครั้นแล้วได้กล่าวคำนี้กะท่านพระอุปนันทศากยบุตรว่า อาวุโส อุปนันทะ  
			<remark  id="s1b2c51l8" />ท่านเป็นผู้มีบุญมาก ในสถานที่โน้น บุรุษผู้หนึ่งได้กล่าวคำนี้กะภรรยาว่า ฉันจักยังท่านพระ-  
			<remark  id="s1b2c51l9" />อุปนันทะให้ครองจีวร.  
			<remark  id="s1b2c51l10" />	ท่านพระอุปนันทะกล่าวรับรองว่า มีขอรับ เขาเป็นอุปัฏฐากของผม. ครั้นแล้วท่านพระ-  
			<remark  id="s1b2c51l11" />อุปนันทศากยบุตร ได้เข้าไปหาบุรุษนั้นแล้วสอบถามเขาว่า จริงหรือ ข่าวว่า ท่านประสงค์จะให้  
			<remark  id="s1b2c51l12" />อาตมาครองจีวร?  
			<remark  id="s1b2c51l13" />	บุ. ความจริง ผมตั้งใจไว้อย่างนี้ว่า จักยังท่านพระอุปนันทะให้ครองจีวร.  
			<remark  id="s1b2c51l14" />	อุ. ถ้าท่านประสงค์จะให้อาตมาครองจีวร ก็จงให้ครองจีวรชนิดนี้เถิด เพราะจีวรที่  
			<remark  id="s1b2c51l15" />อาตมาไม่ใช้ แม้ครองแล้วจักทำอะไรได้.  
			<remark  id="s1b2c51l16" />	บุรุษนั้นจึงเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาขึ้นในขณะนั้นว่า พระสมณะเชื้อสายพระศากย-  
			<remark  id="s1b2c51l17" />บุตรเหล่านี้ เป็นคนมักมาก ไม่สันโดษ จะให้ครองจีวรก็ทำได้ไม่ง่าย ไฉนพระคุณเจ้าอุปนันทะ  
			<remark  id="s1b2c51l18" />อันเราไม่ได้ปวารณาไว้ก่อนจึงได้เข้ามาหา แล้วถึงการกำหนดในจีวรเล่า.  
			<remark  id="s1b2c51l19" />	ภิกษุทั้งหลาย ได้ยินบุรุษนั้นเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาอยู่ บรรดาที่เป็นผู้มักน้อย  
			<remark  id="s1b2c51l20" />สันโดษ มีความละอาย มีความรังเกียจ ผู้ใคร่ต่อสิกขา ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า  
			<remark  id="s1b2c51l21" />ไฉนท่านพระอุปนันทศากยบุตร อันเขาไม่ได้ปวารณาไว้ก่อน จึงได้เข้าไปหาพ่อเจ้าเรือน ถึงการ  
			<remark  id="s1b2c51l22" />กำหนดในจีวรเล่า แล้วกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค.  
			<remark  id="s1b2c51l23" />			ประชุมสงฆ์ทรงสอบถาม  
			<remark  id="s1b2c51l24" />	พระผู้มีพระภาครับสั่งให้ประชุมภิกษุสงฆ์ ในเพราะเหตุเป็นเค้ามูลนั้น ในเพราะเหตุ  
			<remark  id="s1b2c51l25" />แรกเกิดนั้น แล้วทรงสอบถามท่านพระอุปนันทศากยบุตรว่า ดูกรอุปนันทะ ข่าวว่า เธออันเขา  
			<remark  id="s1b2c51l26" />ไม่ได้ปวารณาไว้ก่อน ได้เข้าไปหาพ่อเจ้าเรือนแล้ว ถึงการกำหนดในจีวร จริงหรือ? 
		</para>
	</section>
	<section id="s1b2c52" >
		<para id="s1b2c52p">
			<remark  id="s1b2c52l1" />	ท่านพระอุปนันทศากยบุตรทูลรับว่า จริง พระพุทธเจ้าข้า.  
			<remark  id="s1b2c52l2" />	ภ. ดูกรอุปนันทะ เขาเป็นญาติของเธอ หรือมิใช่ญาติ?  
			<remark  id="s1b2c52l3" />	อุ. มิใช่ญาติ พระพุทธเจ้าข้า.  
			<remark  id="s1b2c52l4" />				ทรงติเตียน  
			<remark  id="s1b2c52l5" />	พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงติเตียนว่า ดูกรโมฆบุรุษ การกระทำของเธอนั่น ไม่เหมาะ  
			<remark  id="s1b2c52l6" />ไม่สม ไม่ควร ไม่ใช่กิจของสมณะ ใช้ไม่ได้ ไม่ควรทำ คนที่มิใช่ญาติย่อมไม่รู้การกระทำอัน  
			<remark  id="s1b2c52l7" />สมควรหรือไม่สมควร ของที่มีอยู่หรือไม่มี ของคนที่มิใช่ญาติ เมื่อเป็นเช่นนั้น เธออันเขาไม่  
			<remark  id="s1b2c52l8" />ได้ปวารณาไว้ก่อน ยังเข้าไปหาพ่อเจ้าเรือนผู้มิใช่ญาติ แล้วถึงการกำหนดในจีวรได้ การกระทำ  
			<remark  id="s1b2c52l9" />ของเธอนั่น ไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส หรือเพื่อความเลื่อมใสยิ่งของ  
			<remark  id="s1b2c52l10" />ชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว โดยที่แท้ การกระทำของเธอนั่น เป็นไปเพื่อความไม่เลื่อมใสของชุมชน  
			<remark  id="s1b2c52l11" />ที่ยังไม่เลื่อมใส และเพื่อความเป็นอย่างอื่นของชนบางพวกที่เลื่อมใสแล้ว.  
			<remark  id="s1b2c52l12" />	พระผู้มีพระภาคทรงติเตียนท่านพระอุปนันทศากยบุตร โดยอเนกปริยายดังนี้แล้ว ตรัส  
			<remark  id="s1b2c52l13" />โทษแห่งความเป็นคนเลี้ยงยาก ความเป็นคนบำรุงยาก ความเป็นคนมักมาก ความเป็นคนไม่  
			<remark  id="s1b2c52l14" />สันโดษ ความคลุกคลี ความเกียจคร้าน ตรัสคุณแห่งความเป็นคนเลี้ยงง่าย ความเป็นคนบำรุง  
			<remark  id="s1b2c52l15" />ง่าย ความมักน้อย ความสันโดษ ความขัดเกลา ความกำจัด อาการที่น่าเลื่อมใส การไม่สะสม  
			<remark  id="s1b2c52l16" />การปรารภความเพียร โดยอเนกปริยาย ทรงกระทำธรรมีกถาที่สมควรแก่เรื่องนั้น ที่เหมาะสม  
			<remark  id="s1b2c52l17" />แก่เรื่องนั้น แก่ภิกษุทั้งหลาย แล้วรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า  
			<remark  id="s1b2c52l18" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุนั้นแล เราจักบัญญัติสิกขาบทแก่ภิกษุทั้งหลาย อาศัย  
			<remark  id="s1b2c52l19" />อำนาจประโยชน์ ๑๐ ประการ คือ เพื่อความรับว่าดีแห่งสงฆ์ ๑ เพื่อความสำราญแห่งสงฆ์ ๑  
			<remark  id="s1b2c52l20" />เพื่อข่มบุคคลผู้เก้อยาก ๑ เพื่ออยู่สำราญแห่งภิกษุผู้มีศีลเป็นที่รัก ๑ เพื่อป้องกันอาสวะอันจะ  
			<remark  id="s1b2c52l21" />บังเกิดในปัจจุบัน ๑ เพื่อกำจัดอาสวะอันจักบังเกิดในอนาคต ๑ เพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่  
			<remark  id="s1b2c52l22" />ยังไม่เลื่อมใส ๑ เพื่อความเลื่อมใสยิ่งของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว ๑ เพื่อความตั้งมั่นแห่งพระ-  
			<remark  id="s1b2c52l23" />สัทธรรม ๑ เพื่อถือตามพระวินัย ๑  
			<remark  id="s1b2c52l24" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แลพวกเธอพึงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดงอย่างนี้ ว่าดังนี้:-  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b2c53" >
		<para id="s1b2c53p">
			<remark  id="s1b2c53l1" />				พระบัญญัติ  
			<remark  id="s1b2c53l2" />	๒๗.๘. อนึ่ง มีพ่อเจ้าเรือนก็ดี แม่เจ้าเรือนก็ดี ผู้มิใช่ญาติ ตระเตรียม  
			<remark  id="s1b2c53l3" />ทรัพย์สำหรับจ่ายจีวรเฉพาะภิกษุไว้ว่า เราจักจ่ายจีวรด้วยทรัพย์สำหรับจ่ายจีวรนี้  
			<remark  id="s1b2c53l4" />แล้ว ยังภิกษุชื่อนี้ให้ครองจีวร ถ้าภิกษุนั้นเขาไม่ได้ปวารณาไว้ก่อน เข้าไปหาแล้ว  
			<remark  id="s1b2c53l5" />ถึงการกำหนดในจีวรในสำนักของเขาว่า ดีละ ท่านจงจ่ายจีวรเช่นนั้น หรือเช่นนี้  
			<remark  id="s1b2c53l6" />ด้วยทรัพย์สำหรับจ่ายจีวรนี้ แล้วยังรูปให้ครองเถิด เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์ เพราะ  
			<remark  id="s1b2c53l7" />อาศัยความเป็นผู้ใคร่ในจีวรดี.  
			<remark  id="s1b2c53l8" />			เรื่องพระอุปนันทศากยบุตร จบ.  
			<remark  id="s1b2c53l9" />				สิกขาบทวิภังค์  
			<remark  id="s1b2c53l10" />	[๖๓] บทว่า อนึ่ง ... เฉพาะภิกษุ ความว่า เพื่อประโยชน์ของภิกษุ คือ ทำภิกษุให้เป็น  
			<remark  id="s1b2c53l11" />อารมณ์แล้วใคร่จะให้ภิกษุครอง.  
			<remark  id="s1b2c53l12" />	ที่ชื่อว่า ผู้มิใช่ญาติ คือ ไม่ใช่คนเนื่องถึงกัน ทางมารดาก็ดี ทางบิดาก็ดี ตลอด ๗  
			<remark  id="s1b2c53l13" />ชั่วอายุของบุรพชนก.  
			<remark  id="s1b2c53l14" />	ที่ชื่อว่า พ่อเจ้าเรือน ได้แก่ บุรุษผู้ครอบครองเรือน.  
			<remark  id="s1b2c53l15" />	ที่ชื่อว่า แม่เจ้าเรือน ได้แก่ สตรีผู้ครอบครองเรือน.  
			<remark  id="s1b2c53l16" />	ที่ชื่อว่า ทรัพย์สำหรับจ่ายจีวร ได้แก่ เงิน ทอง แก้วมณี แก้วมุกดา แก้วลาย  
			<remark  id="s1b2c53l17" />แก้วผลึก ผ้า ด้าย หรือฝ้าย.  
			<remark  id="s1b2c53l18" />	บทว่า ด้วยทรัพย์สำหรับจ่ายจีวรนี้ คือ ด้วยทรัพย์ที่เขาจัดหาไว้เฉพาะ.  
			<remark  id="s1b2c53l19" />	บทว่า จ่าย คือ แลกเปลี่ยน.  
			<remark  id="s1b2c53l20" />	บทว่า ให้ครอง คือ จักถวาย.  
			<remark  id="s1b2c53l21" />	คำว่า ถ้าภิกษุนั้น ... ในสำนักของเขา ได้แก่ ภิกษุที่เขาตระเตรียมทรัพย์สำหรับจ่าย  
			<remark  id="s1b2c53l22" />จีวรไว้ถวายเฉพาะ.  
			<remark  id="s1b2c53l23" />	บทว่า เขาไม่ได้ปวารณาไว้ก่อน คือ เป็นผู้อันเขาไม่ได้บอกไว้ก่อนว่า ท่านเจ้าข้า  
			<remark  id="s1b2c53l24" />ท่านจะต้องการจีวรเช่นไร ผมจักจ่ายจีวรเช่นไรถวายท่าน.  
			<remark  id="s1b2c53l25" />	บทว่า เข้าไปหาแล้ว คือ ไปถึงเรือนแล้ว เข้าไปหาในที่แห่งใดแห่งหนึ่ง.  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b2c54" >
		<para id="s1b2c54p">
			<remark  id="s1b2c54l1" />	บทว่า ถึงการกำหนดในจีวร คือ กำหนดว่า ขอให้ยาว ขอให้กว้าง ขอให้เนื้อแน่น  
			<remark  id="s1b2c54l2" />หรือขอให้เนื้อละเอียด.  
			<remark  id="s1b2c54l3" />	บทว่า ด้วยทรัพย์สำหรับจ่ายจีวรนี้ คือ ด้วยทรัพย์ที่เขาจัดหาไว้เฉพาะ.  
			<remark  id="s1b2c54l4" />	บทว่า เช่นนั้นหรือเช่นนี้ คือ ยาวหรือกว้าง เนื้อแน่นหรือเนื้อละเอียด.  
			<remark  id="s1b2c54l5" />	บทว่า จ่าย คือ แลกเปลี่ยน.  
			<remark  id="s1b2c54l6" />	บทว่า ยังรูปให้ครองเถิด คือ จงให้.  
			<remark  id="s1b2c54l7" />	บทว่า เพราะอาศัยความเป็นผู้ใคร่ในจีวรดี คือ มีความประสงค์ผ้าที่ดี ต้องการ  
			<remark  id="s1b2c54l8" />ผ้าที่มีราคาแพง.  
			<remark  id="s1b2c54l9" />	เขาจ่ายจีวรยาวก็ดี กว้างก็ดี เนื้อแน่นก็ดี เนื้อละเอียดก็ดี ตามคำของเธอ เป็นทุกกฏ  
			<remark  id="s1b2c54l10" />ในประโยคที่เขาจ่าย เป็นนิสสัคคีย์ ด้วยได้จีวรมา ต้องเสียสละแก่สงฆ์ คณะ หรือบุคคล.  
			<remark  id="s1b2c54l11" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แลภิกษุพึงเสียสละจีวรนั้น อย่างนี้:-  
			<remark  id="s1b2c54l12" />				วิธีเสียสละ  
			<remark  id="s1b2c54l13" />			เสียสละแก่สงฆ์  
			<remark  id="s1b2c54l14" />	ภิกษุรูปนั้นพึงเข้าไปหาสงฆ์ ห่มผ้าอุตราสงค์เฉวียงบ่า กราบเท้าภิกษุผู้แก่พรรษากว่า  
			<remark  id="s1b2c54l15" />นั่งกระโหย่ง ประนมมือ กล่าวอย่างนี้ว่า:-  
			<remark  id="s1b2c54l16" />	ท่านเจ้าข้า จีวรผืนนี้ของข้าพเจ้า เขาไม่ได้ปวารณาไว้ก่อน ข้าพเจ้าเข้า  
			<remark  id="s1b2c54l17" />ไปหาเจ้าเรือนผู้มิใช่ญาติ ถึงการกำหนดในจีวร เป็นของจำจะสละ ข้าพเจ้าสละ  
			<remark  id="s1b2c54l18" />จีวรผืนนี้แก่สงฆ์.  
			<remark  id="s1b2c54l19" />	ครั้นสละแล้วพึงแสดงอาบัติ ภิกษุผู้ฉลาด ผู้สามารถ พึงรับอาบัติ พึงคืนจีวรที่เสียสละ  
			<remark  id="s1b2c54l20" />ให้ด้วยญัตติกรรมวาจา ว่าดังนี้:-  
			<remark  id="s1b2c54l21" />	ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า จีวรผืนนี้ของภิกษุมีชื่อนี้ เป็นของจำจะสละ  
			<remark  id="s1b2c54l22" />เธอสละแล้วแก่สงฆ์ ถ้าความพร้อมพรั่งของสงฆ์ถึงที่แล้ว สงฆ์พึงให้จีวรผืนนี้แก่ภิกษุ  
			<remark  id="s1b2c54l23" />มีชื่อนี้.  
			<remark  id="s1b2c54l24" />			เสียสละแก่คณะ  
			<remark  id="s1b2c54l25" />	ภิกษุรูปนั้นพึงเข้าไปหาภิกษุหลายรูป ห่มผ้าอุตราสงค์เฉวียงบ่า กราบเท้าภิกษุผู้แก่  
			<remark  id="s1b2c54l26" />พรรษากว่า นั่งกระโหย่ง ประนมมือ กล่าวอย่างนี้ว่า:-  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b2c55" >
		<para id="s1b2c55p">
			<remark  id="s1b2c55l1" />	ท่านเจ้าข้า จีวรผืนนี้ของข้าพเจ้า เขาไม่ได้ปวารณาไว้ก่อน ข้าพเจ้าเข้า  
			<remark  id="s1b2c55l2" />ไปหาเจ้าเรือนผู้มิใช่ญาติ ถึงการกำหนดในจีวร เป็นของจำจะสละ ข้าพเจ้าสละ  
			<remark  id="s1b2c55l3" />จีวรผืนนี้แก่ท่านทั้งหลาย.  
			<remark  id="s1b2c55l4" />	ครั้นสละแล้วพึงแสดงอาบัติ ภิกษุผู้ฉลาด ผู้สามารถ พึงรับอาบัติ พึงคืนจีวรที่เสียสละ  
			<remark  id="s1b2c55l5" />ให้ด้วยญัตติกรรมวาจา ว่าดังนี้:-  
			<remark  id="s1b2c55l6" />	ท่านทั้งหลาย ขอจงฟังข้าพเจ้า จีวรผืนนี้ของภิกษุมีชื่อนี้ เป็นของจำจะสละ  
			<remark  id="s1b2c55l7" />เธอสละแล้วแก่ท่านทั้งหลาย ถ้าความพร้อมพรั่งของท่านทั้งหลายถึงที่แล้ว ท่าน  
			<remark  id="s1b2c55l8" />ทั้งหลายพึงให้จีวรผืนนี้แก่ภิกษุมีชื่อนี้.  
			<remark  id="s1b2c55l9" />			เสียสละแก่บุคคล  
			<remark  id="s1b2c55l10" />	ภิกษุรูปนั้นพึงเข้าไปหาภิกษุรูปหนึ่ง ห่มผ้าอุตราสงค์เฉวียงบ่า นั่งกระโหย่ง ประนมมือ  
			<remark  id="s1b2c55l11" />กล่าวอย่างนี้ว่า  
			<remark  id="s1b2c55l12" />	ท่าน จีวรผืนนี้ของข้าพเจ้า เขาไม่ได้ปวารณาไว้ก่อน ข้าพเจ้าเข้าไปหา  
			<remark  id="s1b2c55l13" />เจ้าเรือนผู้มิใช่ญาติ ถึงการกำหนดในจีวร เป็นของจำจะสละ ข้าพเจ้าสละจีวรผืนนี้  
			<remark  id="s1b2c55l14" />แก่ท่าน.  
			<remark  id="s1b2c55l15" />	ครั้นสละแล้วพึงแสดงอาบัติ ภิกษุผู้รับเสียสละนั้น พึงรับอาบัติ พึงคืนจีวรที่เสียสละ  
			<remark  id="s1b2c55l16" />ให้ด้วยคำว่า ข้าพเจ้าให้จีวรผืนนี้แก่ท่าน ดังนี้.  
			<remark  id="s1b2c55l17" />				บทภาชนีย์  
			<remark  id="s1b2c55l18" />			ติกะนิสสัคคิยปาจิตตีย์  
			<remark  id="s1b2c55l19" />	[๖๔] เจ้าเรือนผู้มิใช่ญาติ ภิกษุสำคัญว่ามิใช่ญาติ เขาไม่ได้ปวารณาไว้ก่อน เข้าไปหา  
			<remark  id="s1b2c55l20" />เจ้าเรือนแล้ว ถึงการกำหนดในจีวร เป็นนิสสัคคีย์ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.  
			<remark  id="s1b2c55l21" />	เจ้าเรือนผู้มิใช่ญาติ ภิกษุสงสัย เขาไม่ได้ปวารณาไว้ก่อน เข้าไปหาเจ้าเรือนแล้ว ถึงการ  
			<remark  id="s1b2c55l22" />กำหนดในจีวร เป็นนิสสัคคีย์ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.  
			<remark  id="s1b2c55l23" />	เจ้าเรือนผู้มิใช่ญาติ ภิกษุสำคัญว่าเป็นญาติ เขาไม่ได้ปวารณาไว้ก่อน เข้าไปหาเจ้า  
			<remark  id="s1b2c55l24" />เรือนแล้ว ถึงการกำหนดในจีวร เป็นนิสสัคคีย์ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.  
			<remark  id="s1b2c55l25" />				ทุกกฏ  
			<remark  id="s1b2c55l26" />	เจ้าเรือนเป็นญาติ ภิกษุสำคัญว่ามิใช่ญาติ ...  ต้องอาบัติทุกกฏ.  
			<remark  id="s1b2c55l27" />	เจ้าเรือนเป็นญาติ ภิกษุสงสัย ...  ต้องอาบัติทุกกฏ.  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b2c56" >
		<para id="s1b2c56p">
			<remark  id="s1b2c56l1" />				ไม่ต้องอาบัติ  
			<remark  id="s1b2c56l2" />	เจ้าเรือนเป็นญาติ ภิกษุสำคัญว่าเป็นญาติ ... ไม่ต้องอาบัติ.  
			<remark  id="s1b2c56l3" />				อนาปัตติวาร  
			<remark  id="s1b2c56l4" />	[๖๕] ภิกษุขอต่อเจ้าเรือนผู้เป็นญาติ ๑ ภิกษุขอต่อเจ้าเรือนผู้ปวารณาไว้ ๑ ภิกษุขอ  
			<remark  id="s1b2c56l5" />เพื่อประโยชน์ของภิกษุอื่น ๑ ภิกษุจ่ายมาด้วยทรัพย์ของตน ๑ เจ้าเรือนใคร่จะจ่ายจีวรมีราคาแพง  
			<remark  id="s1b2c56l6" />ภิกษุให้เขาจ่ายจีวรมีราคาถูก ๑ ภิกษุวิกลจริต ๑ ภิกษุอาทิกัมมิกะ ๑ ไม่ต้องอาบัติแล.  
			<remark  id="s1b2c56l7" />			จีวรวรรค สิกขาบทที่ ๘ จบ.  
			<remark  id="s1b2c56l8" />				__________  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b2c57" >
		<para id="s1b2c57p">
			<remark  id="s1b2c57l1" />			๑. จีวรวรรค สิกขาบทที่ ๙  
			<remark  id="s1b2c57l2" />			เรื่องพระอุปนันทศากยบุตร  
			<remark  id="s1b2c57l3" />	[๖๖] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของ  
			<remark  id="s1b2c57l4" />อนาถบิณฑิกคหบดี เขตพระนครสาวัตถี. ครั้งนั้น บุรุษผู้หนึ่งได้กล่าวคำนี้กะบุรุษผู้หนึ่งว่า  
			<remark  id="s1b2c57l5" />ผมจักยังท่านพระอุปนันทให้ครองจีวร แม้บุรุษอีกผู้หนึ่งนั้น ก็กล่าวอย่างนี้ว่า แม้ผมก็จักยังท่าน  
			<remark  id="s1b2c57l6" />พระอุปนันทให้ครองจีวร.  
			<remark  id="s1b2c57l7" />	ภิกษุรูปหนึ่งถือการเที่ยวบิณฑบาต ได้ยินถ้อยคำที่เจรจากันนี้ของบุรุษทั้งสองนั้น จึงเข้า  
			<remark  id="s1b2c57l8" />ไปหาพระอุปนันทศากยบุตร. ครั้นแล้วได้กล่าวคำนี้กะท่านพระอุปนันทศากยบุตรว่า อาวุโส  
			<remark  id="s1b2c57l9" />อุปนันท ท่านเป็นผู้มีบุญมาก ในสถานที่โน้น บุรุษผู้หนึ่งได้กล่าวคำนี้กะบุรุษอีกผู้หนึ่งว่า ผมจัก  
			<remark  id="s1b2c57l10" />ยังท่านพระอุปนันทให้ครองจีวร แม้บุรุษอีกผู้หนึ่งนั้นได้กล่าวอย่างนี้ว่า แม้ผมก็จักยังท่านพระ-  
			<remark  id="s1b2c57l11" />อุปนันทให้ครองจีวร.  
			<remark  id="s1b2c57l12" />	ท่านพระอุปนันทกล่าวรับรองว่า มีขอรับ เขาทั้งสองนั้นเป็นอุปัฏฐากของผม. ครั้นแล้ว  
			<remark  id="s1b2c57l13" />ท่านพระอุปนันทศากยบุตร ได้เข้าไปหาบุรุษทั้งสองคนนั้น แล้วสอบถามเขาว่า จริงหรือ ท่าน  
			<remark  id="s1b2c57l14" />ทั้งหลาย ข่าวว่า ท่านทั้งสองประสงค์จะให้อาตมาครองจีวร?  
			<remark  id="s1b2c57l15" />	บุ. ความจริง พวกผมได้พูดกันไว้อย่างนี้ว่า จักยังท่านพระอุปนันทให้ครองจีวร.  
			<remark  id="s1b2c57l16" />	อุ. ถ้าท่านทั้งสองประสงค์จะให้อาตมาครองจีวร ก็จงให้ครองจีวรชนิดนี้เถิด เพราะจีวร  
			<remark  id="s1b2c57l17" />ทั้งหลายที่อาตมาไม่ใช้ แม้ครองแล้วจักทำอะไรได้.  
			<remark  id="s1b2c57l18" />	บุรุษทั้งสองคนนั้น จึงเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาขึ้นในขณะนั้นว่า พระสมณะเชื้อสาย  
			<remark  id="s1b2c57l19" />พระศากยบุตรเหล่านี้ เป็นคนมักมาก ไม่สันโดษ จะให้ครองจีวรก็ทำได้ไม่ง่าย ไฉน พระคุณเจ้า  
			<remark  id="s1b2c57l20" />อุปนันทอันพวกเราไม่ได้ปวารณาไว้ก่อน จึงได้เข้ามาหาแล้วถึงการกำหนดในจีวรเล่า?  
			<remark  id="s1b2c57l21" />	ภิกษุทั้งหลายได้ยินบุรุษทั้งสองนั้น เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาอยู่ บรรดาที่เป็นผู้  
			<remark  id="s1b2c57l22" />มักน้อย สันโดษ มีความละอาย มีความรังเกียจ ผู้ใคร่ต่อสิกขาต่างก็เพ่งโทษ ติเตียนโพนทะนา  
			<remark  id="s1b2c57l23" />ว่า ไฉนท่านพระอุปนันทศากยบุตรอันเขาไม่ได้ปวารณาไว้ก่อน จึงได้เข้าไปหาพ่อเจ้าเรือนทั้งหลาย  
			<remark  id="s1b2c57l24" />แล้วถึงการกำหนดในจีวรเล่า? แล้วกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค. 
		</para>
	</section>
	<section id="s1b2c58" >
		<para id="s1b2c58p">
			<remark  id="s1b2c58l1" />			ประชุมสงฆ์ทรงสอบถาม  
			<remark  id="s1b2c58l2" />	พระผู้มีพระภาครับสั่งให้ประชุมภิกษุสงฆ์ ในเพราะเหตุเป็นเค้ามูลนั้น ในเพราะเหตุแรก  
			<remark  id="s1b2c58l3" />เกิดนั้น แล้วทรงสอบถามท่านพระอุปนันทศากยบุตรว่า ดูกรอุปนันท ข่าวว่าเธออันเขาไม่ได้  
			<remark  id="s1b2c58l4" />ปวารณาไว้ก่อน ได้เข้าไปหาพ่อเจ้าเรือนทั้งหลาย แล้วถึงการกำหนดในจีวร จริงหรือ?  
			<remark  id="s1b2c58l5" />	ท่านพระอุปนันทศากยบุตรทูลรับว่า จริง พระพุทธเจ้าข้า.  
			<remark  id="s1b2c58l6" />	ภ. ดูกรอุปนันท เขาเหล่านั้นเป็นญาติของเธอ หรือมิใช่ญาติ.  
			<remark  id="s1b2c58l7" />	อุ. มิใช่ญาติ พระพุทธเจ้าข้า.  
			<remark  id="s1b2c58l8" />				ทรงติเตียน  
			<remark  id="s1b2c58l9" />	พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงติเตียนว่า ดูกรโมฆบุรุษ การกระทำของเธอนั่น ไม่เหมาะ  
			<remark  id="s1b2c58l10" />ไม่สม ไม่ควร ไม่ใช่กิจของสมณะ ใช้ไม่ได้ ไม่ควรทำ คนที่ไม่ใช่ญาติ ย่อมไม่รู้การกระทำ  
			<remark  id="s1b2c58l11" />อันสมควรหรือไม่ควร ของที่มีอยู่ หรือไม่มี ของคนที่ไม่ใช่ญาติ เมื่อเป็นเช่นนั้น เธออันเขา  
			<remark  id="s1b2c58l12" />ทั้งหลายไม่ได้ปวารณาไว้ก่อน ยังเข้าไปหาพ่อเจ้าเรือนทั้งหลายผู้มิใช่ญาติ แล้วถึงการกำหนดใน  
			<remark  id="s1b2c58l13" />จีวรได้ การกระทำของเธอนั่น ไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส หรือเพื่อ  
			<remark  id="s1b2c58l14" />ความเลื่อมใสยิ่งของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว. โดยที่แท้ การกระทำของเธอนั่น เป็นไปเพื่อความ  
			<remark  id="s1b2c58l15" />ไม่เลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส และเพื่อความเป็นอย่างอื่นของชนบางพวกที่เลื่อมใสแล้ว.  
			<remark  id="s1b2c58l16" />			ทรงบัญญัติสิกขาบท  
			<remark  id="s1b2c58l17" />	พระผู้มีพระภาคทรงติเตียนท่านพระอุปนันทศากยบุตร โดยอเนกปริยายดังนี้แล้ว  
			<remark  id="s1b2c58l18" />ตรัสโทษแห่งความเป็นคนเลี้ยงยาก ความเป็นคนบำรุงยาก ความเป็นคนมักมาก ความเป็นคน  
			<remark  id="s1b2c58l19" />ไม่สันโดษ ความคลุกคลี ความเกียจคร้าน ตรัสคุณแห่งความเป็นคนเลี้ยงง่าย ความเป็นคน  
			<remark  id="s1b2c58l20" />บำรุงง่าย ความมักน้อย ความสันโดษ ความขัดเกลา ความกำจัด อาการที่น่าเลื่อมใส การไม่  
			<remark  id="s1b2c58l21" />สะสม การปรารภความเพียร โดยอเนกปริยาย. ทรงกระทำธรรมีกถาที่สมควรแก่เรื่องนั้น ที่เหมาะ  
			<remark  id="s1b2c58l22" />สมแก่เรื่องนั้น แก่ภิกษุทั้งหลาย แล้วรับสั่งแก่ภิกษุทั้งหลายว่า  
			<remark  id="s1b2c58l23" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุนั้นแล เราจักบัญญัติสิกขาบทแก่ภิกษุทั้งหลาย อาศัยอำ  
			<remark  id="s1b2c58l24" />นาจประโยชน์ ๑๐ ประการ คือ เพื่อความรับว่าดีแห่งสงฆ์ ๑ เพื่อความสำราญแห่งสงฆ์ ๑ เพื่อ  
			<remark  id="s1b2c58l25" />ข่มบุคคลผู้เก้อยาก ๑ เพื่ออยู่สำราญแห่งภิกษุผู้มีศีลเป็นที่รัก ๑ เพื่อป้องกันอาสวะอันจะบังเกิดใน  
			<remark  id="s1b2c58l26" />ปัจจุบัน ๑ เพื่อกำจัดอาสวะอันจักบังเกิดในอนาคต ๑ เพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อม  
			<remark  id="s1b2c58l27" />ใส ๑ เพื่อความเลื่อมใสยิ่งของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว ๑ เพื่อความตั้งมั่นแห่งพระสัทธรรม ๑  
			<remark  id="s1b2c58l28" />เพื่อถือตามพระวินัย ๑.  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b2c59" >
		<para id="s1b2c59p">
			<remark  id="s1b2c59l1" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แล พวกเธอพึงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดง อย่างนี้ ว่าดังนี้:-  
			<remark  id="s1b2c59l2" />				พระบัญญัติ  
			<remark  id="s1b2c59l3" />	๒๘.๙. อนึ่ง มีพ่อเจ้าเรือนก็ดี แม่เจ้าเรือนก็ดี ผู้มิใช่ญาติสองคน ตระ  
			<remark  id="s1b2c59l4" />เตรียมทรัพย์สำหรับจ่ายจีวรเฉพาะผืนๆ ไว้เฉพาะภิกษุว่า เราทั้งหลายจักจ่ายจีวร  
			<remark  id="s1b2c59l5" />เฉพาะผืนๆ ด้วยทรัพย์สำหรับจ่ายจีวรเฉพาะผืนๆ เหล่านี้แล้ว ยังภิกษุชื่อนี้ให้  
			<remark  id="s1b2c59l6" />ครองจีวรหลายผืนด้วยกัน, ถ้าภิกษุนั้นเขาไม่ได้ปวารณาไว้ก่อน เข้าไปหาแล้วถึงการ  
			<remark  id="s1b2c59l7" />กำหนด ในจีวรในสำนักของเขาว่า ดีละ ขอท่านทั้งหลายจงจ่ายจีวรเช่นนั้นหรือเช่น  
			<remark  id="s1b2c59l8" />นี้ ด้วยทรัพย์สำหรับจ่ายจีวรเฉพาะผืนๆ เหล่านี้แล้ว ทั้งสองคนรวมกัน ยังรูปให้  
			<remark  id="s1b2c59l9" />ครองจีวรผืนเดียวเถิด เป็นนิสสัคคียปาจิตตีย์ ถือเอาความเป็นผู้ใคร่ในจีวรดี.ฯ  
			<remark  id="s1b2c59l10" />			เรื่องพระอุปนันทศากยบุตร จบ.  
			<remark  id="s1b2c59l11" />				สิกขาบทวิภังค์  
			<remark  id="s1b2c59l12" />	[๖๗] บทว่า อนึ่ง ... เฉพาะภิกษุ ความว่า เพื่อประโยชน์ของภิกษุคือทำภิกษุให้  
			<remark  id="s1b2c59l13" />เป็นอารมณ์แล้วใคร่จะให้ภิกษุครอง  
			<remark  id="s1b2c59l14" />	บทว่า สองคน คือสองคนด้วยกัน.  
			<remark  id="s1b2c59l15" />	ที่ชื่อว่า ผู้มิให้ญาติ คือ ไม่ใช่คนเนื่องถึงกัน ทางมารดาก็ดี ทางบิดาก็ดี ตลอด ๗  
			<remark  id="s1b2c59l16" />ชั่วอายุของบุรพชนก.  
			<remark  id="s1b2c59l17" />	ที่ชื่อว่า พ่อเจ้าเรือน ได้แก่บุรุษผู้ครอบครองเรือน.  
			<remark  id="s1b2c59l18" />	ที่ชื่อว่า แม่เจ้าเรือน ได้แก่สตรีผู้ครอบครองเรือน.  
			<remark  id="s1b2c59l19" />	ที่ชื่อว่า ทรัพย์สำหรับจ่ายจีวร ได้แก่ เงิน ทอง แก้วมณี แก้วมุกดา แก้วลาย  
			<remark  id="s1b2c59l20" />แก้วผลึก ผ้า หรือฝ้าย.  
			<remark  id="s1b2c59l21" />	บทว่า ด้วยทรัพย์สำหรับจ่ายจีวรเหล่านี้ คือ ด้วยทรัพย์ที่เขาจัดหาไว้เฉพาะ.  
			<remark  id="s1b2c59l22" />	บทว่า จ่าย คือ แลกเปลี่ยน.  
			<remark  id="s1b2c59l23" />	บทว่า ให้ครอง คือ จักถวาย.  
			<remark  id="s1b2c59l24" />	คำว่า ถ้าภิกษุนั้น ... ในสำนักของเขา ได้แก่ ภิกษุที่เขาทั้งสองคนตระเตรียมทรัพย์  
			<remark  id="s1b2c59l25" />สำหรับจ่ายจีวรไว้ถวายเฉพาะ.  
			<remark  id="s1b2c59l26" />	บทว่า เขาไม่ได้ปวารณาไว้ก่อน คือ เป็นผู้อันเขาไม่ได้บอกไว้ก่อนว่า ท่านเจ้าข้า  
			<remark  id="s1b2c59l27" />ท่านจะต้องการจีวรเช่นไร ผมจักจ่ายจีวรเช่นไรถวายท่าน.  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b2c60" >
		<para id="s1b2c60p">
			<remark  id="s1b2c60l1" />	บทว่า เข้าไปหาแล้ว คือ ไปถึงเรือนแล้ว เข้าไปหาในที่แห่งใดแห่งหนึ่ง.  
			<remark  id="s1b2c60l2" />	บทว่า ถึงการกำหนดในจีวร คือ กำหนดว่า ขอให้ยาว ขอให้กว้าง ขอให้เนื้อแน่น  
			<remark  id="s1b2c60l3" />หรือขอให้เนื้อละเอียด.  
			<remark  id="s1b2c60l4" />	บทว่า ด้วยทรัพย์สำหรับจ่ายจีวรเหล่านี้ คือ ด้วยทรัพย์ที่เขาจัดหาไว้เฉพาะ.  
			<remark  id="s1b2c60l5" />	บทว่า เช่นนั้นหรือเช่นนี้ คือ ยาวหรือกว้าง เนื้อแน่นหรือเนื้อละเอียด.  
			<remark  id="s1b2c60l6" />	บทว่า จ่าย คือ แลกเปลี่ยน.  
			<remark  id="s1b2c60l7" />	บทว่า ยังรูปให้ครอง คือ จงให้.  
			<remark  id="s1b2c60l8" />	บทว่า ทั้งสองคนรวมกัน คือ รวมทรัพย์ทั้งสองรายเข้าเป็นรายเดียวกัน.  
			<remark  id="s1b2c60l9" />	บทว่า ถือเอาความเป็นผู้ใคร่ในจีวรดี คือมีความประสงค์ผ้าที่ดี ต้องการผ้าที่มี  
			<remark  id="s1b2c60l10" />ราคาแพง  
			<remark  id="s1b2c60l11" />	เขาจ่ายจีวร ยาวก็ดี กว้างก็ดี เนื้อแน่นก็ดี เนื้อละเอียดก็ดี ตามคำของเธอเป็นทุกกฏใน  
			<remark  id="s1b2c60l12" />ประโยคที่เขาจ่าย, เป็นนิสสัคคีย์ด้วยได้จีวรมา. ต้องเสียสละแก่สงฆ์ คณะ หรือบุคคล.  
			<remark  id="s1b2c60l13" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แล ภิกษุพึงเสียสละจีวรนั้น อย่างนี้:-  
			<remark  id="s1b2c60l14" />				วิธีเสียสละ  
			<remark  id="s1b2c60l15" />			เสียสละแก่สงฆ์  
			<remark  id="s1b2c60l16" />	ภิกษุรูปนั้นพึงเข้าไปหาสงฆ์ ห่มผ้าอุตราสงค์เฉวียงบ่า กราบเท้าภิกษุผู้แก่พรรษากว่า  
			<remark  id="s1b2c60l17" />นั่งกระหย่งประนมมือกล่าวอย่างนี้ว่า:-  
			<remark  id="s1b2c60l18" />	ท่านเจ้าข้า จีวรผืนนี้ของข้าพเจ้า เขาไม่ได้ปวารณาไว้ก่อน ข้าพเจ้าเข้าไป  
			<remark  id="s1b2c60l19" />หาเจ้าเรือนผู้มิใช่ญาติทั้งหลาย ถึงการกำหนดในจีวรเป็นของจำจะสละ, ข้าพเจ้า  
			<remark  id="s1b2c60l20" />สละจีวรผืนนี้แก่สงฆ์.  
			<remark  id="s1b2c60l21" />	ครั้นสละแล้วพึงแสดงอาบัติ ภิกษุผู้ฉลาด ผู้สามารถ พึงรับอาบัติ พึงคืนจีวรที่เสียสละ  
			<remark  id="s1b2c60l22" />ให้ด้วยญัตติกรรมวาจา ว่าดังนี้:-  
			<remark  id="s1b2c60l23" />	ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า. จีวรผืนนี้ของภิกษุมีชื่อนี้เป็นของจำ  
			<remark  id="s1b2c60l24" />จะสละ, เธอสละแล้วแก่สงฆ์. ถ้าความพร้อมพรั่งของสงฆ์ถึงที่แล้ว, สงฆ์พึงให้จีวรผืน  
			<remark  id="s1b2c60l25" />นี้แก่ภิกษุมีชื่อนี้.ฯ  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b2c61" >
		<para id="s1b2c61p">
			<remark  id="s1b2c61l1" />			เสียสละแก่คณะ  
			<remark  id="s1b2c61l2" />	ภิกษุรูปนั้นพึงเข้าไปหาภิกษุหลายรูป ห่มผ้าอุตราสงค์เฉวียงบ่า กราบเท้าภิกษุผู้แก่  
			<remark  id="s1b2c61l3" />พรรษากว่า นั่งกระหย่งประนมมือ กล่าวอย่างนี้ว่า:-  
			<remark  id="s1b2c61l4" />	ท่านเจ้าข้า จีวรผืนนี้ของข้าพเจ้า เขาไม่ได้ปวารณาไว้ก่อน, ข้าพเจ้าเข้า  
			<remark  id="s1b2c61l5" />ไปหาเจ้าเรือนผู้มิใช่ญาติทั้งหลาย ถึงการกำหนดในจีวรเป็นของจำจะสละ, ข้าพเจ้า  
			<remark  id="s1b2c61l6" />สละจีวรผืนนี้แก่ท่านทั้งหลาย.  
			<remark  id="s1b2c61l7" />	ครั้นสละแล้วพึงแสดงอาบัติ ภิกษุผู้ฉลาด ผู้สามารถ พึงรับอาบัติ พึงคืนจีวรที่เสีย  
			<remark  id="s1b2c61l8" />สละให้ด้วยญัตติกรรมวาจา ว่าดังนี้:-  
			<remark  id="s1b2c61l9" />	ท่านทั้งหลาย ขอจงฟังข้าพเจ้า. จีวรผืนนี้ของภิกษุมีชื่อนี้ เป็นของจำจะสละ,  
			<remark  id="s1b2c61l10" />เธอสละแล้วแก่ท่านทั้งหลาย. ถ้าความพร้อมพรั่งของท่านทั้งหลายถึงที่แล้ว, ท่าน  
			<remark  id="s1b2c61l11" />ทั้งหลายพึงให้จีวรผืนนี้ แก่ภิกษุชื่อนี้.ฯ  
			<remark  id="s1b2c61l12" />			เสียสละแก่บุคคล  
			<remark  id="s1b2c61l13" />	ภิกษุรูปนั้นพึงเข้าไปหาภิกษุรูปหนึ่ง ห่มผ้าอุตราสงค์เฉวียงบ่า นั่งกระหย่งประนมมือ  
			<remark  id="s1b2c61l14" />กล่าวอย่างนี้ว่า:-  
			<remark  id="s1b2c61l15" />	ท่าน จีวรผืนนี้ของข้าพเจ้า เขาไม่ได้ปวารณาไว้ก่อน, ข้าพเจ้าเข้าไปหาเจ้า  
			<remark  id="s1b2c61l16" />เรือนผู้มิใช่ญาติทั้งหลาย ถึงการกำหนดในจีวร เป็นของจำจะสละ, ข้าพเจ้าสละจีวร  
			<remark  id="s1b2c61l17" />ผืนนี้แก่ท่าน.  
			<remark  id="s1b2c61l18" />	ครั้นสละแล้วพึงแสดงอาบัติ ภิกษุผู้รับเสียสละนั้น พึงรับอาบัติ พึงคืนจีวรที่เสียสละ  
			<remark  id="s1b2c61l19" />แล้วให้ด้วยคำว่า ข้าพเจ้าให้จีวรผืนนี้แก่ท่าน ดังนี้.ฯ  
			<remark  id="s1b2c61l20" />				บทภาชนีย์  
			<remark  id="s1b2c61l21" />			ติกะนิสสัคคิยปาจิตตีย์  
			<remark  id="s1b2c61l22" />	[๖๘] เจ้าเรือนผู้มิใช่ญาติ ภิกษุสำคัญว่ามิใช่ญาติ เขาไม่ได้ปวารณาไว้ก่อน เข้าไปหา  
			<remark  id="s1b2c61l23" />เจ้าเรือนทั้งหลายแล้ว ถึงการกำหนดในจีวร, เป็นนิสสัคคีย์ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.  
			<remark  id="s1b2c61l24" />	เจ้าเรือนผู้มิใช่ญาติ ภิกษุสงสัย เขาไม่ได้ปวารณาไว้ก่อน เข้าไปหาเจ้าเรือนทั้งหลาย  
			<remark  id="s1b2c61l25" />แล้ว ถึงการกำหนดในจีวร, เป็นนิสสัคคีย์ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b2c62" >
		<para id="s1b2c62p">
			<remark  id="s1b2c62l1" />	เจ้าเรือนผู้มิใช่ญาติ ภิกษุสำคัญว่าเป็นญาติ เขาไม่ได้ปวารณาไว้ก่อน เข้าไปหาเจ้าเรือน  
			<remark  id="s1b2c62l2" />ทั้งหลายแล้ว ถึงการกำหนดในจีวร, เป็นนิสสัคคีย์ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.  
			<remark  id="s1b2c62l3" />				ทุกกฏ  
			<remark  id="s1b2c62l4" />	เจ้าเรือนเป็นญาติ ภิกษุสำคัญว่ามิใช่ญาติ ... ต้องอาบัติทุกกฏ.  
			<remark  id="s1b2c62l5" />	เจ้าเรือนเป็นญาติ ภิกษุสงสัย ... ต้องอาบัติทุกกฏ.  
			<remark  id="s1b2c62l6" />				ไม่ต้องอาบัติ  
			<remark  id="s1b2c62l7" />	เจ้าเรือนเป็นญาติ ภิกษุสำคัญว่า เป็นญาติ ... ไม่ต้องอาบัติ.  
			<remark  id="s1b2c62l8" />				อนาปัตติวาร  
			<remark  id="s1b2c62l9" />	[๖๙] ภิกษุขอต่อเจ้าเรือนผู้เป็นญาติ ๑ ภิกษุขอต่อเจ้าเรือนผู้ปวารณาไว้ ๑ ภิกษุ  
			<remark  id="s1b2c62l10" />ขอเพื่อประโยชน์ของภิกษุอื่น ๑ ภิกษุจ่ายด้วยทรัพย์ของตน ๑ เจ้าเรือนใคร่จะจ่ายจีวรมีราคาแพง  
			<remark  id="s1b2c62l11" />ภิกษุให้เขาจ่ายจีวรมีราคาถูก ๑ ภิกษุวิกลจริต ๑ ภิกษุอาทิกัมมิกะ ๑ ไม่ต้องอาบัติแล.  
			<remark  id="s1b2c62l12" />			จีวรวรรค สิกขาบทที่ ๙ จบ.  
			<remark  id="s1b2c62l13" />				__________  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b2c63" >
		<para id="s1b2c63p">
			<remark  id="s1b2c63l1" />			๑. จีวรวรรค สิกขาบทที่ ๑๐  
			<remark  id="s1b2c63l2" />			เรื่องพระอุปนันทศากยบุตร  
			<remark  id="s1b2c63l3" />	[๗๐] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของ  
			<remark  id="s1b2c63l4" />อนาถบิณฑิกคหบดี เขตพระนครสาวัตถี. ครั้นนั้น มหาอำมาตย์ ผู้อุปัฏฐากของท่านพระอุปนันท-  
			<remark  id="s1b2c63l5" />ศากยบุตร ส่งทรัพย์สำหรับจ่ายจีวรไปกับทูตถวายแก่ท่านพระอุปนันทศากยบุตรสั่งว่า เจ้าจงจ่าย  
			<remark  id="s1b2c63l6" />จีวรด้วยทรัพย์จ่ายจีวรนี้ แล้วให้ท่านพระอุปนันทครองจีวร. จึงทูตนั้นเข้าไปหาท่านพระอุปนันท-  
			<remark  id="s1b2c63l7" />ศากยบุตร ครั้นแล้วได้กล่าวคำนี้ กะท่านพระอุปทนันทศากยบุตรว่า ท่านเจ้าข้า ทรัพย์สำหรับ  
			<remark  id="s1b2c63l8" />จ่ายจีวรนี้แล กระผมนำมาถวายเฉพาะพระคุณเจ้า ขอพระคุณเจ้าจงรับทรัพย์สำหรับจ่ายจีวร.  
			<remark  id="s1b2c63l9" />	เมื่อทูตนั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว ท่านพระอุปนันทศากยบุตรได้ตอบคำนี้ กะทูตนั้นว่า  
			<remark  id="s1b2c63l10" />พวกเรารับทรัพย์สำหรับจ่ายจีวรไม่ได้, รับได้แต่จีวรอันเป็นของควรโดยการเท่านั้น;  
			<remark  id="s1b2c63l11" />	เมื่อท่านตอบอย่างนั้นแล้ว ทูตนั้นได้ถามท่านว่า ก็ใครๆ ผู้เป็นไวยาวัจกรของท่านมีหรือ?  
			<remark  id="s1b2c63l12" />	ขณะนั้น อุบาสกผู้หนึ่งได้เดินไปสู่อารามด้วยกรณียะบางอย่าง จึงท่านพระอุปนันท-  
			<remark  id="s1b2c63l13" />ศากยบุตรได้กล่าวคำนี้กะทูตนั้นว่า อุบาสกนั้นแล เป็นไวยาวัจกรของภิกษุทั้งหลาย.  
			<remark  id="s1b2c63l14" />	จึงทูตนั้น สั่งอุบาสกนั้นให้เข้าใจแล้ว กลับเข้าไปหาท่านพระอุปนันทศากยบุตรแจ้งว่า  
			<remark  id="s1b2c63l15" />ท่านเจ้าข้า อุบาสกที่พระคุณเจ้าแสดงเป็นไวยาวัจกรนั้น, กระผมสั่งให้เข้าใจแล้ว; ขอพระคุณ  
			<remark  id="s1b2c63l16" />เจ้าจงเข้าไปหา เขาจักให้ท่านครองจีวรตามกาล.  
			<remark  id="s1b2c63l17" />	ขณะนั้น ท่านพระอุปนันทศากยบุตรไม่ได้พูดอะไรกะอุบาสกนั้น.  
			<remark  id="s1b2c63l18" />	แม้ครั้งที่สองแล ท่านมหาอำมาตย์นั้น ก็ได้ส่งทูตไปในสำนักท่านพระอุปนันทศากยบุตร  
			<remark  id="s1b2c63l19" />ว่า ขอพระคุณเจ้าจงใช้สอยจีวรนั้น, ข้าพเจ้าต้องการจะให้พระคุณเจ้าใช้จีวรนั้น; แม้ครั้งที่สอง  
			<remark  id="s1b2c63l20" />ท่านพระอุปนันทศากยบุตร ก็มิได้พูดอะไร กะอุบาสกนั้น.  
			<remark  id="s1b2c63l21" />	แม้ครั้งที่สามแล ท่านมหาอำมาตย์นั้น ก็ได้ส่งทูตไปในสำนักท่านพระอุปนันทศากย-  
			<remark  id="s1b2c63l22" />บุตรว่า ขอพระคุณเจ้าจงใช้สอยจีวรนั้น, ข้าพเจ้าต้องการจะให้พระคุณเจ้าใช้จีวรนั้น.  
			<remark  id="s1b2c63l23" />	ก็สมัยนั้น เป็นคราวประชุมของชาวนิคม และชาวนิคมได้ตั้งกติกากันไว้ว่า. ผู้ใดมาภาย  
			<remark  id="s1b2c63l24" />หลัง ต้องถูกปรับ ๕๐ กหาปณะ.  
			<remark  id="s1b2c63l25" />	คราวนั้น ท่านอุปนันทศากยบุตรเข้าไปหาอุบาสกนั่น. ครั้นแล้วได้กล่าวคำนี้กะเขาว่า  
			<remark  id="s1b2c63l26" />ฉันต้องการจีวร,  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b2c64" >
		<para id="s1b2c64p">
			<remark  id="s1b2c64l1" />	อุบาสกนั้นขอผัดว่า ท่านเจ้าข้า โปรดรอสักวันหนึ่งก่อน, วันนี้เป็นสมัยประชุมของ  
			<remark  id="s1b2c64l2" />ชาวนิคม และชาวนิคมได้ตั้งกติกากันไว้ว่า ผู้ใดมาภายหลังต้องถูกปรับ ๕๐ กหาปณะ.  
			<remark  id="s1b2c64l3" />	ท่านพระอุปนันทศากยบุตรได้กล่าวคาดคั้นว่า ท่านจงให้จีวรแก่ฉันในวันนี้แหละ แล้ว  
			<remark  id="s1b2c64l4" />ยึดชายพกไว้.  
			<remark  id="s1b2c64l5" />	ครั้นอุบาสกนั้นถูกคาดคั้น จึงจ่ายจีวรถวายท่านพระอุปนันทศากยบุตร แล้วจึงได้  
			<remark  id="s1b2c64l6" />ไปภายหลัง. คนทั้งหลายพากันถามอุบาสกนั้นว่า เหตุไรท่านจึงได้มาภายหลัง? ท่านต้องเสีย  
			<remark  id="s1b2c64l7" />เงิน ๕๐ กหาปณะ. จึงอุบาสกนั้นได้เล่าเรื่องนั้นให้คนเหล่านั้นฟัง คนทั้งหลาย พากันเพ่งโทษ  
			<remark  id="s1b2c64l8" />ติเตียน โพนทะนาว่า พระสมณะเชื้อสายพระศากยบุตรเหล่านี้ เป็นคนมักมาก ไม่สันโดษ  
			<remark  id="s1b2c64l9" />จะทำการช่วยเหลือคนเหล่านี้บ้าง ก็ทำไม่ได้ง่าย ไฉนพระอุปนันทศากยบุตร เมื่ออุบาสกขอผัด  
			<remark  id="s1b2c64l10" />ว่าท่านเจ้าข้า กรุณารอสักวันหนึ่งก่อน ก็รอไม่ได้?  
			<remark  id="s1b2c64l11" />	ภิกษุทั้งหลายได้ยินคนเหล่านั้นเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาอยู่ บรรดาที่เป็นผู้มักน้อย  
			<remark  id="s1b2c64l12" />สันโดษ มีความละอาย มีความรังเกียจ ผู้ใคร่ต่อสิกขา ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า  
			<remark  id="s1b2c64l13" />ไฉนท่านพระอุปนันทศากยบุตร เมื่ออุบาสกขอผัดว่า ท่านเจ้าข้า กรุณารอสักวันหนึ่งก่อน  
			<remark  id="s1b2c64l14" />ก็รอไม่ได้? แล้วกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค.  
			<remark  id="s1b2c64l15" />			ประชุมสงฆ์ทรงสอบถาม  
			<remark  id="s1b2c64l16" />	พระผู้มีพระภาครับสั่งให้ประชุมภิกษุสงฆ์ ในเพราะเหตุเป็นเค้ามูลนั้น ในเพราะเหตุแรก  
			<remark  id="s1b2c64l17" />เกิดนั้น แล้วทรงสอบถามท่านพระอุปนันทศากยบุตรว่า ดูกรอุปนันท ข่าวว่า เธออันอุบาสกขอ  
			<remark  id="s1b2c64l18" />ผัดว่า ท่านเจ้าข้า กรุณารอสักวันหนึ่งก่อน ก็รอมิได้ ดังนี้ จริงหรือ?  
			<remark  id="s1b2c64l19" />	ท่านพระอุปนันทศากยบุตรทูลรับว่า จริง พระพุทธเจ้าข้า.  
			<remark  id="s1b2c64l20" />				ทรงติเตียน  
			<remark  id="s1b2c64l21" />	พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงติเตียนว่า ดูกรโมฆบุรุษ การกระทำของเธอนั่น ไม่เหมาะ  
			<remark  id="s1b2c64l22" />ไม่สม ไม่ควร ไม่ใช่กิจของสมณะ ใช้ไม่ได้ ไม่ควรทำไฉน เธอเมื่ออุบาสกขอผัดว่า กรุณา  
			<remark  id="s1b2c64l23" />รอสักวันหนึ่งจึงไม่รอเล่า? การกระทำของเธอนั่น ไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่  
			<remark  id="s1b2c64l24" />เลื่อมใส หรือเพื่อความเลื่อมใสยิ่งของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว โดยที่แท้ การกระทำของเธอนั่นเป็น  
			<remark  id="s1b2c64l25" />ไปเพื่อความไม่เลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส และเพื่อความเป็นอย่างอื่นของชนบางพวกที่  
			<remark  id="s1b2c64l26" />เลื่อมใสแล้ว.  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b2c65" >
		<para id="s1b2c65p">
			<remark  id="s1b2c65l1" />			ทรงบัญญัติสิกขาบท  
			<remark  id="s1b2c65l2" />	พระผู้มีพระภาคทรงติเตียนท่านพระอุปนันทศากยบุตรโดยอเนกปริยายดั่งนี้แล้ว ตรัสโทษ  
			<remark  id="s1b2c65l3" />แห่งความเป็นคนเลี้ยงยาก ความเป็นคนบำรุงยาก ความเป็นคนมักมาก ความเป็นคนไม่สันโดษ  
			<remark  id="s1b2c65l4" />ความคลุกคลี ความเกียจคร้าน ตรัสคุณแห่งความเป็นคนเลี้ยงง่าย ความเป็นคนบำรุงง่าย  
			<remark  id="s1b2c65l5" />ความมักน้อย ความสันโดษ ความขัดเกลา ความกำจัด อาการที่น่าเลื่อมใส การไม่สะสม  
			<remark  id="s1b2c65l6" />การปรารภความเพียร โดยอเนกปริยาย, ทรงกระทำธรรมีกถาที่สมควรแก่เรื่องนั้น ที่เหมาะสมแก่  
			<remark  id="s1b2c65l7" />เรื่องนั้น แก่ภิกษุทั้งหลาย แล้วรับสั่งภิกษุทั้งหลายว่า  
			<remark  id="s1b2c65l8" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุนั้นแล เราจักบัญญัติสิกขาบทแก่ภิกษุทั้งหลาย อาศัยอำ  
			<remark  id="s1b2c65l9" />นาจประโยชน์ ๑๐ ประการ คือ เพื่อความรับว่าดีแห่งสงฆ์ ๑ เพื่อความสำราญแห่งสงฆ์ ๑  
			<remark  id="s1b2c65l10" />เพื่อข่มบุคคลผู้เก้อยาก ๑ เพื่อความอยู่สำราญแห่งภิกษุผู้มีศีลเป็นที่รัก ๑ เพื่อป้องกันอาสวะอัน  
			<remark  id="s1b2c65l11" />จะบังเกิดในปัจจุบัน ๑ เพื่อกำจัดอาสวะอันจักบังเกิดในอนาคต ๑ เพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยัง  
			<remark  id="s1b2c65l12" />ไม่เลื่อมใส ๑ เพื่อความเลื่อมใสยิ่งของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว ๑ เพื่อความตั้งมั่นแห่งพระสัทธรรม  
			<remark  id="s1b2c65l13" />๑ เพื่อถือตามพระวินัย ๑.  
			<remark  id="s1b2c65l14" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แล พวกเธอพึงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดงอย่างนี้ว่าดังนี้:-  
			<remark  id="s1b2c65l15" />				พระบัญญัติ  
			<remark  id="s1b2c65l16" />	๒๙.๑๐ อนึ่ง พระราชาก็ดี ราชอำมาตย์ก็ดี พราหมณ์ก็ดี คหบดีก็ดี ส่ง-  
			<remark  id="s1b2c65l17" />ทรัพย์สำหรับจ่ายจีวรไปด้วยทูตเฉพาะภิกษุว่า เจ้าจงจ่ายจีวรด้วยทรัพย์สำหรับจ่าย  
			<remark  id="s1b2c65l18" />จ่ายจีวรนี้แล้วยังภิกษุชื่อนี้ให้ครองจีวร, ถ้าทูตนั้นเข้าไปหาภิกษุนั้นกล่าวอย่างนี้ว่า  
			<remark  id="s1b2c65l19" />ทรัพย์สำหรับจ่ายจีวรนี้นำมาเฉพาะท่าน, ขอท่านจงรับทรัพย์สำหรับจ่ายจีวร, ภิกษุ  
			<remark  id="s1b2c65l20" />นั้นพึงกล่าวต่อทูตนั้นอย่างนี้ว่า พวกเราหาได้รับทรัพย์สำหรับจ่ายจีวรไม่, พวกเรารับ  
			<remark  id="s1b2c65l21" />แต่จีวรอันเป็นของควรโดยกาล; ถ้าทูตนั้นกล่าวต่อภิกษุนั้นอย่างนี้ว่า ก็ใครๆ ผู้เป็น  
			<remark  id="s1b2c65l22" />ไวยาวัจกรของท่านมีหรือ? ภิกษุผู้ต้องการจีวรพึงแสดงชนผู้ทำการในอารามหรืออุบา  
			<remark  id="s1b2c65l23" />สกให้เป็นไวยาวัจกร ด้วยคำว่า คนนั้นแลเป็นไวยาวัจกรของภิกษุทั้งหลาย, ถ้าทูต  
			<remark  id="s1b2c65l24" />นั้นสั่งไวยาวัจกรนั้นให้เข้าใจแล้ว เข้าไปหาภิกษุนั้นกล่าวอย่างนี้ว่า คนที่ท่านแสดง  
			<remark  id="s1b2c65l25" />เป็นไวยาวัจกรนั้น, ข้าพเจ้าสั่งให้เข้าใจแล้ว; ท่านจงเข้าไปหา เขาจักให้ท่านครอง  
			<remark  id="s1b2c65l26" />จีวรตามกาล, ภิกษุผู้ต้องการจีวรเข้าไปหาไวยาวัจกรแล้ว พึงทวงพึงเตือนสองสามครั้ง  
			<remark  id="s1b2c65l27" />ว่า รูปต้องการจีวร; ภิกษุทวงอยู่ เตือนอยู่ สองสามครั้ง ยังไวยาวัจกรนั้น ให้  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b2c66" >
		<para id="s1b2c66p">
			<remark  id="s1b2c66l1" />จัดจีวรสำเร็จได้ การให้สำเร็จได้ด้วยอย่างนี้ นั่นเป็นการดี, ถ้าให้สำเร็จไม่ได้, พึง-  
			<remark  id="s1b2c66l2" />ยืนนิ่งต่อหน้า ๔ ครั้ง ๕ ครั้ง ๖ ครั้ง เป็นอย่างมาก; เธอยืนนิ่งต่อหน้า ๔ ครั้ง  
			<remark  id="s1b2c66l3" />๕ ครั้ง ๖ ครั้ง เป็นอย่างมาก; ยังไวยาวัจกรนั้นให้จัดจีวรสำเร็จได้, การให้สำเร็จได้  
			<remark  id="s1b2c66l4" />ด้วยอย่างนี้ นั่นเป็นการดี, ถ้าให้สำเร็จไม่ได้, ถ้าเธอพยายามให้ยิ่งกว่านั้น ยังจีวร  
			<remark  id="s1b2c66l5" />นั้นให้สำเร็จ, เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์; ถ้าให้สำเร็จไม่ได้พึงไปเองก็ได้, ส่งทูตไปก็ได้  
			<remark  id="s1b2c66l6" />ในสำนักที่ส่งทรัพย์สำหรับจ่ายจีวรมาเพื่อเธอ, บอกว่า ท่านส่งทรัพย์สำหรับจ่ายจีวร  
			<remark  id="s1b2c66l7" />ไปเฉพาะภิกษุใด, ทรัพย์นั้นหาสำเร็จประโยชน์น้อยหนึ่งแก่ภิกษุนั้นไม่, ท่านจงทวง  
			<remark  id="s1b2c66l8" />เอาทรัพย์ของท่านคืน, ทรัพย์ของท่านอย่าได้ฉิบหายเสียเลย; นี้เป็นสามีจิกรรมใน  
			<remark  id="s1b2c66l9" />เรื่องนั้น.  
			<remark  id="s1b2c66l10" />			เรื่องพระอุปนันทศากยบุตร จบ.  
			<remark  id="s1b2c66l11" />				สิกขาบทวิภังค์  
			<remark  id="s1b2c66l12" />	[๗๑] บทว่า อนึ่ง ... เฉพาะภิกษุ ความว่า เพื่อประโยชน์ของภิกษุ คือทำภิกษุให้เป็น  
			<remark  id="s1b2c66l13" />อารมณ์แล้วใคร่จะให้ภิกษุครอง.  
			<remark  id="s1b2c66l14" />	ที่ชื่อว่า พระราชา ได้แก่ ท่านผู้ทรงราชย์  
			<remark  id="s1b2c66l15" />	ที่ชื่อว่า ราชอำมาตย์ ได้แก่ ข้าราชการผู้ได้รับความชุบเลี้ยงของพระราชา  
			<remark  id="s1b2c66l16" />	ที่ชื่อว่า พราหมณ์ ได้แก่ พราหมณ์ โดยกำเนิด.  
			<remark  id="s1b2c66l17" />	ที่ชื่อว่า คหบดี ได้แก่ เจ้าเรือน ยกพระราชา ราชอำมาตย์ พราหมณ์ นอกนั้น  
			<remark  id="s1b2c66l18" />ชื่อว่าคหบดี.  
			<remark  id="s1b2c66l19" />	ที่ชื่อว่า ทรัพย์สำหรับจ่ายจีวร ได้แก่ เงิน ทอง แก้วมณี แก้วมุกดา แก้วลาย  
			<remark  id="s1b2c66l20" />หรือแก้วผลึก  
			<remark  id="s1b2c66l21" />	บทว่า ด้วยทรัพย์สำหรับจ่ายจีวรนี้ คือ ด้วยทรัพย์ที่เขาจัดหาไว้เฉพาะ  
			<remark  id="s1b2c66l22" />	บทว่า จ่าย คือ แลกเปลี่ยน.  
			<remark  id="s1b2c66l23" />	บทว่า ให้ครอง คือ จงถวาย.  
			<remark  id="s1b2c66l24" />	ถ้าทูตนั้นเข้าไปหาภิกษุนั้นกล่าวอย่างนี้ว่า ทรัพย์สำหรับจ่ายจีวรนี้ นำมา  
			<remark  id="s1b2c66l25" />เฉพาะท่าน, ขอท่านจงรับทรัพย์สำหรับจ่ายจีวร, ภิกษุนั้นพึงกล่าวต่อทูตนั้นอย่างนี้ว่า  
			<remark  id="s1b2c66l26" />พวกเราหาได้รับทรัพย์สำหรับจ่ายจีวรไม่, พวกเรารับแต่จีวรอันเป็นของควรโดยกาล;  
			<remark  id="s1b2c66l27" />ถ้าทูตนั้นกล่าวต่อภิกษุนั้นอย่างนี้ว่า ก็ใครๆ ผู้เป็นไวยาวัจกรของท่านมีหรือ, ภิกษุ  
			<remark  id="s1b2c66l28" />ผู้ต้องการจีวรพึงแสดงชนผู้ทำการในอาราม หรืออุบาสกให้เป็นไวยาวัจกรด้วยคำว่า 
		</para>
	</section>
	<section id="s1b2c67" >
		<para id="s1b2c67p">
			<remark  id="s1b2c67l1" />คนนั้นแลเป็นไวยาวัจกรของภิกษุทั้งหลาย ไม่ควรกล่าวว่า จงให้แก่คนนั้น หรือว่า  
			<remark  id="s1b2c67l2" />คนนั้นจักเก็บไว้ หรือว่าคนนั้นจักแลก หรือว่า คนนั้นจักจ่าย: ถ้าทูตนั้นสั่งไวยาวัจกร  
			<remark  id="s1b2c67l3" />นั้นให้เข้าใจแล้ว เข้าไปหาภิกษุนั้นกล่าวอย่างนี้ว่า คนที่ท่านแสดงเป็นไวยาวัจกรนั้น,  
			<remark  id="s1b2c67l4" />ข้าพเจ้าสั่งให้เข้าใจแล้ว, ท่านจงเข้าไปหา เขาจักให้ท่านครองจีวรตามกาล, ภิกษุผู้  
			<remark  id="s1b2c67l5" />ต้องการจีวรเข้าไปหาไวยาวัจกรแล้วพึงทวง พึงเตือนสองสามครั้งว่า รูปต้องการจีวร;  
			<remark  id="s1b2c67l6" />อย่าพูดว่า จงให้จีวรแก่รูป จงนำจีวรมาให้รูป จงแลกจีวรให้รูป จงจ่ายจีวรให้รูป พึงพูดได้  
			<remark  id="s1b2c67l7" />แม้ครั้งที่สอง พึงพูดได้แม้ครั้งที่สาม, ถ้าให้จัดสำเร็จได้ การให้สำเร็จได้ด้วยอย่างนี้ นั่นเป็นการ  
			<remark  id="s1b2c67l8" />ดี, ถ้าให้จัดสำเร็จไม่ได้, พึงไปยืนนิ่งต่อหน้าในที่ใกล้ไวยาวัจกรนั้น, ไม่พึงนั่งบนอาสนะ ไม่  
			<remark  id="s1b2c67l9" />พึงรับอามิส ไม่พึงกล่าวธรรม, เมื่อเขาถามว่ามาธุระอะไร พึงกล่าวว่า รู้เอาเองเถิด, ถ้านั่งบน  
			<remark  id="s1b2c67l10" />อาสนะก็ดี รับอามิสก็ดี กล่าวธรรมก็ดี ชื่อว่าหักการยืนเสีย, พึงยืนได้แม้ครั้งที่สอง พึงยืน  
			<remark  id="s1b2c67l11" />ได้ แม้ครั้งที่สาม ทวง ๔ ครั้งแล้ว; พึงยืนได้ ๔ ครั้ง ทวง ๕ ครั้งแล้ว, พึงยืนได้ ๒ ครั้ง  
			<remark  id="s1b2c67l12" />ทวง ๖ ครั้งแล้ว, จะพึงยืนไม่ได้, ถ้าเธอพยายามให้ยิ่งกว่านั้นยังจีวรนั้นให้สำเร็จ, เป็น  
			<remark  id="s1b2c67l13" />ทุกกฏในประโยคที่พยายาม, เป็นนิสสัคคีย์ด้วยได้จีวรมา ต้องเสียสละแก่สงฆ์ คณะ หรือบุคคล.  
			<remark  id="s1b2c67l14" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แลภิกษุพึงเสียสละจีวรนั้น อย่างนี้:-  
			<remark  id="s1b2c67l15" />				วิธีเสียสละ  
			<remark  id="s1b2c67l16" />			เสียสละแก่สงฆ์  
			<remark  id="s1b2c67l17" />	ภิกษุรูปนั้นพึงเข้าไปหาสงฆ์ ห่มผ้าอุตราสงค์เฉวียงบ่า กราบเท้าภิกษุผู้แก่พรรษากว่า  
			<remark  id="s1b2c67l18" />นั่งกระหย่งประนมมือ กล่าวอย่างนี้ว่า  
			<remark  id="s1b2c67l19" />	ท่านเจ้าข้า จีวรผืนนี้ของข้าพเจ้า ให้สำเร็จด้วยทวงเกิน ๓ ครั้ง ด้วยยืนเกิน  
			<remark  id="s1b2c67l20" />๖ ครั้ง เป็นของจำจะสละ, ข้าพเจ้าสละจีวรผืนนี้แก่สงฆ์.  
			<remark  id="s1b2c67l21" />	ครั้นสละแล้วพึงแสดงอาบัติ ภิกษุผู้ฉลาด ผู้สามารถ พึงรับอาบัติ พึงคืนจีวรที่เสีย-  
			<remark  id="s1b2c67l22" />สละให้ด้วยญัตติกรรมวาจา ว่าดังนี้:-  
			<remark  id="s1b2c67l23" />	ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า. จีวรผืนนี้ของภิกษุมีชื่อนี้ เป็นของจำจะ  
			<remark  id="s1b2c67l24" />สละ เธอสละแล้วแก่สงฆ์. ถ้าความพร้อมพรั่งของสงฆ์ถึงที่แล้ว, สงฆ์พึงให้จีวรผืนนี้  
			<remark  id="s1b2c67l25" />แก่ภิกษุมีชื่อนี้.ฯ  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b2c68" >
		<para id="s1b2c68p">
			<remark  id="s1b2c68l1" />			เสียสละแก่คณะ  
			<remark  id="s1b2c68l2" />	ภิกษุรูปนั้นพึงเข้าไปหาภิกษุหลายรูป ห่มผ้าอุตราสงค์เฉวียงบ่า กราบเท้าภิกษุผู้แก่  
			<remark  id="s1b2c68l3" />พรรษากว่า นั่งกระหย่งประนมมือ กล่าวอย่างนี้ว่า  
			<remark  id="s1b2c68l4" />	ท่านเจ้าข้า จีวรผืนนี้ของข้าพเจ้า ให้สำเร็จด้วยทวงเกิน ๓ ครั้ง ด้วยยืนเกิน  
			<remark  id="s1b2c68l5" />๖ ครั้ง เป็นของจำจะสละ, ข้าพเจ้าสละจีวรผืนนี้แก่ท่านทั้งหลาย.  
			<remark  id="s1b2c68l6" />	ครั้นสละแล้วพึงแสดงอาบัติ ภิกษุผู้ฉลาด ผู้สามารถ พึงรับอาบัติ พึงคืนจีวรที่เสียสละ  
			<remark  id="s1b2c68l7" />ให้ด้วยญัตติกรรมวาจา ว่าดังนี้:-  
			<remark  id="s1b2c68l8" />	ท่านทั้งหลาย ขอจงฟังข้าพเจ้า. จีวรผืนนี้ของภิกษุมีชื่อนี้ เป็นของจำจะสละ,  
			<remark  id="s1b2c68l9" />เธอสละแล้วแก่ท่านทั้งหลาย. ถ้าความพร้อมพรั่งของท่านทั้งหลายถึงที่แล้ว, ท่าน  
			<remark  id="s1b2c68l10" />ทั้งหลายพึงให้จีวรผืนนี้แก่ภิกษุมีชื่อนี้.  
			<remark  id="s1b2c68l11" />			เสียสละแก่บุคคล  
			<remark  id="s1b2c68l12" />	ภิกษุรูปนั้นพึงเข้าไปหาภิกษุรูปหนึ่ง ห่มผ้าอุตราสงค์เฉวียงบ่า นั่งกระหย่งประนมมือ  
			<remark  id="s1b2c68l13" />กล่าวอย่างนี้ว่า  
			<remark  id="s1b2c68l14" />	ท่าน จีวรผืนนี้ ของข้าพเจ้า ให้สำเร็จด้วยทวงเกิน ๓ ครั้ง ด้วยยืนเกิน ๖ ครั้ง  
			<remark  id="s1b2c68l15" />เป็นของจำจะสละ, ข้าพเจ้าสละจีวรผืนนี้แก่ท่าน.  
			<remark  id="s1b2c68l16" />	ครั้นสละแล้วพึงแสดงอาบัติ ภิกษุผู้รับเสียสละนั้น พึงรับอาบัติ พึงคืนจีวรที่เสียสละ  
			<remark  id="s1b2c68l17" />แล้วให้ด้วยคำว่า ข้าพเจ้าให้จีวรผืนนี้แก่ท่าน ดังนี้  
			<remark  id="s1b2c68l18" />	ในประโยคว่า ถ้าให้สำเร็จไม่ได้ พึงไปเองก็ได้ ส่งทูตไปก็ได้ ในสำนักที่  
			<remark  id="s1b2c68l19" />ส่งทรัพย์สำหรับจ่ายจีวรมาเพื่อเธอ บอกว่า ท่านส่งทรัพย์สำหรับจ่ายจีวรไปเฉพาะ  
			<remark  id="s1b2c68l20" />ภิกษุใด, ทรัพย์นั้นหาสำเร็จประโยชน์น้อยหนึ่งแก่ภิกษุนั้นไม่, ท่านจงทวงเอาทรัพย์ของ  
			<remark  id="s1b2c68l21" />ท่านคืน, ทรัพย์ของท่านอย่าได้ฉิบหายเสียเลย: นี้เป็นสามีจิกรรมในเรื่องนั้น ดังนี้:  
			<remark  id="s1b2c68l22" />ความว่า นี้เป็นความถูกยิ่งในเรื่องนั้น.ฯ  
			<remark  id="s1b2c68l23" />				บทภาชนีย์  
			<remark  id="s1b2c68l24" />			ติกะนิสสัคคิยปาจิตตีย์  
			<remark  id="s1b2c68l25" />	[๗๒] ทวงเกิน ๓ ครั้ง ยืนเกิน ๖ ครั้ง ภิกษุสำคัญว่าเกิน ยังจีวรนั้นให้สำเร็จ,  
			<remark  id="s1b2c68l26" />เป็นนิสสัคคีย์ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b2c69" >
		<para id="s1b2c69p">
			<remark  id="s1b2c69l1" />	ทวงเกิน ๓ ครั้ง ยืนเกิน ๖ ครั้ง ภิกษุสงสัย ยังจีวรนั้นให้สำเร็จ, เป็นนิสสัคคีย์  
			<remark  id="s1b2c69l2" />ต้องอาบัติปาจิตตีย์.  
			<remark  id="s1b2c69l3" />	ทวงเกิน ๓ ครั้ง ยืนเกิน ๖ ครั้ง ภิกษุสำคัญว่าไม่ถึง ยังจีวรนั้นให้สำเร็จ, เป็น  
			<remark  id="s1b2c69l4" />นิสสัคคีย์ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.  
			<remark  id="s1b2c69l5" />				ทุกกฏ  
			<remark  id="s1b2c69l6" />	ทวงไม่ถึง ๓ ครั้ง ยืนไม่ถึง ๖ ครั้ง ภิกษุสำคัญว่าเกิน ยังจีวรให้สำเร็จ, ต้องอาบัติ  
			<remark  id="s1b2c69l7" />ทุกกฏ.  
			<remark  id="s1b2c69l8" />	ทวงไม่ถึง ๓ ครั้ง ยืนไม่ถึง ๖ ครั้ง ภิกษุสงสัย ยังจีวรให้สำเร็จ, ต้องอาบัติทุกกฏ.  
			<remark  id="s1b2c69l9" />				ไม่ต้องอาบัติ  
			<remark  id="s1b2c69l10" />	ทวงไม่ถึง ๓ ครั้ง ยืนไม่ถึง ๖ ครั้ง ภิกษุสำคัญว่าไม่ถึง ยังจีวรนั้นให้สำเร็จ, ไม่ต้อง  
			<remark  id="s1b2c69l11" />อาบัติ.ฯ  
			<remark  id="s1b2c69l12" />				อนาปัตติวาร  
			<remark  id="s1b2c69l13" />	[๗๓] ภิกษุทวง ๓ ครั้ง ยืน ๖ ครั้ง ภิกษุทวงไม่ถึง ๓ ครั้ง ยืนไม่ถึง ๖ ครั้ง ๑ ภิกษุ  
			<remark  id="s1b2c69l14" />ไม่ได้ทวง ไวยาวัจกรถวายเอง ๑ เจ้าของทวงเอามาถวาย ๑ ภิกษุวิกลจริต ๑ ภิกษุอาทิกัมมิกะ ๑,  
			<remark  id="s1b2c69l15" />ไม่ต้องอาบัติแล.ฯ  
			<remark  id="s1b2c69l16" />			จีวรวรรค สิกขาบทที่ ๑๐ จบ.  
			<remark  id="s1b2c69l17" />			นิสสัคคิยปาจิตตีย์ วรรคที่ ๑ จบ.  
			<remark  id="s1b2c69l18" />			หัวข้อประจำเรื่อง  
			<remark  id="s1b2c69l19" />	๑. ทสาหปรมสิกขาบท ว่าด้วยการทรงอติเรกจีวรไว้ได้ ๑๐ วันเป็นอย่างยิ่ง.  
			<remark  id="s1b2c69l20" />	๒. เอกรัตติสิกขาบท ว่าด้วยการอยู่ปราศจากไตรจีวรแม้ราตรีหนึ่ง.  
			<remark  id="s1b2c69l21" />	๓. มาสปรมสิกขาบท ว่าด้วยการเก็บจีวรไว้ได้เดือนหนึ่งเป็นอย่างยิ่ง.  
			<remark  id="s1b2c69l22" />	๔. ปุราณจีวรโธวาปนสิกขาบท ว่าด้วยการให้ภิกษุณีซักจีวรเก่า.  
			<remark  id="s1b2c69l23" />	๕. จีวรปฏิคคหณสิกขาบท ว่าด้วยการรับจีวรจากมือภิกษุณี.  
			<remark  id="s1b2c69l24" />	๖. อัญญาตกวิญญัตติสิกขาบท ว่าด้วยการขอจีวรต่อเจ้าเรือนผู้มิใช่ญาติ.  
			<remark  id="s1b2c69l25" />	๗. ตทุตตริสิกขาบท ว่าด้วยการขอจีวรเกินกำหนด.  
			<remark  id="s1b2c69l26" />	๘. อุททิสสิกขาบท ว่าด้วยมูลค่าจีวรของเจ้าทรัพย์รายเดียว.  
			<remark  id="s1b2c69l27" />	๙. อุภินนอุททิสสิกขาบท ว่าด้วยมูลค่าจีวรของเจ้าทรัพย์สองราย.  
			<remark  id="s1b2c69l28" />	๑๐. ทูตสิกขาบท ว่าด้วยมูลค่าจีวรที่เจ้าทรัพย์ส่งมาถวาย.ฯ  
			<remark  id="s1b2c69l29" />				___________  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b2c70" >
		<para id="s1b2c70p">
			<remark  id="s1b2c70l1" />			นิสสัคคิยปาจิตตีย์ วรรคที่ ๒  
			<remark  id="s1b2c70l2" />			๒. โกสิยวรรค สิกขาบทที่ ๑  
			<remark  id="s1b2c70l3" />			เรื่องพระฉัพพัคคีย์  
			<remark  id="s1b2c70l4" />	[๗๔] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ อัคคาฬวเจดีย์ เขตพระนคร-  
			<remark  id="s1b2c70l5" />อาฬวี, ครั้งนั้น พระฉัพพัคคีย์เข้าไปหาพวกช่างไหม กล่าวอย่างนี้ว่า ท่านทั้งหลาย พวกท่าน  
			<remark  id="s1b2c70l6" />ต้มตัวไหมไว้เป็นอันมาก จงให้แก่พวกอาตมาบ้าง แม้พวกอาตมาก็ปรารถนาจะทำสันถัตเจือ  
			<remark  id="s1b2c70l7" />ด้วยไหม ช่างไหมเหล่านั้นเพ่งโทษติเตียนโพนทะนาว่า ไฉนพระสมณะเชื้อสายพระศากยบุตร  
			<remark  id="s1b2c70l8" />จึงได้เข้ามาหาพวกเรากล่าวอย่างนี้ว่า ท่านทั้งหลาย พวกท่านต้มตัวไหมไว้เป็นอันมาก จงให้แก่  
			<remark  id="s1b2c70l9" />พวกอาตมาบ้าง แม้พวกอาตมาก็ปรารถนาจะทำสันถัตเจือด้วยไหม ดังนี้, แม้พวกเราผู้ซึ่งทำสัตว์  
			<remark  id="s1b2c70l10" />ตัวเล็กๆ มากมายให้วอดวาย เพราะเหตุแห่งอาชีพ เพราะเหตุแห่งบุตรและภริยา ก็ยังเชื่อว่า  
			<remark  id="s1b2c70l11" />ไม่ได้ลาภ หาได้ไม่สุจริต.  
			<remark  id="s1b2c70l12" />	ภิกษุทั้งหลายได้ยินพวกช่างไหมเหล่านั้น เพ่งโทษติเตียนโพนทะนาอยู่ บรรดาผู้ที่  
			<remark  id="s1b2c70l13" />มักน้อย สันโดษ มีความละอาย มีความรังเกียจ ผู้ใคร่ต่อสิกขา ต่างก็เพ่งโทษติเตียนโพน-  
			<remark  id="s1b2c70l14" />ทะนาว่า ไฉนพระฉัพพัคคีย์จึงเข้าไปหาพวกช่างไหม แล้วกล่าวอย่างนี้ว่า ท่านทั้งหลาย พวก  
			<remark  id="s1b2c70l15" />ท่านต้มตัวไหมไว้เป็นอันมาก จงให้แก่พวกอาตมาบ้าง แม้พวกอาตมาก็ปรารถนาจะทำสันถัต  
			<remark  id="s1b2c70l16" />เจือด้วยไหม ดังนี้เล่า? แล้วกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค.  
			<remark  id="s1b2c70l17" />			ประชุมสงฆ์ทรงสอบถาม  
			<remark  id="s1b2c70l18" />	ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งให้ประชุมภิกษุสงฆ์ ในเพราะเหตุเป็นเค้ามูลนั้น ใน  
			<remark  id="s1b2c70l19" />เพราะเหตุแรกเกิดนั้น แล้วทรงสอบถามพระฉัพพัคคีย์ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข่าวว่าพวกเธอ  
			<remark  id="s1b2c70l20" />เข้าไปหาพวกช่างไหม แล้วกล่าวอย่างนี้ว่า ท่านทั้งหลาย พวกท่านต้มตัวไหมไว้เป็นอันมาก  
			<remark  id="s1b2c70l21" />จงให้แก่พวกอาตมาบ้าง แม้พวกอาตมาก็ปรารถนาจะทำสันถัตเจือด้วยไหม ดังนี้ จริงหรือ?  
			<remark  id="s1b2c70l22" />	พระฉัพพัคคีย์ทูลรับว่า จริง พระพุทธเจ้าข้า.  
			<remark  id="s1b2c70l23" />				ทรงติเตียน  
			<remark  id="s1b2c70l24" />	พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงติเตียนว่า ดูกรโมฆบุรุษทั้งหลาย การกระทำของพวกเธอนั้น  
			<remark  id="s1b2c70l25" />ไม่เหมาะ ไม่สม ไม่ควร ไม่ใช่กิจของสมณะ ใช้ไม่ได้ ไม่ควรทำ ไฉนพวกเธอจึงได้เข้าไป  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b2c71" >
		<para id="s1b2c71p">
			<remark  id="s1b2c71l1" />หาพวกช่างไหม แล้วกล่าวอย่างนี้ว่า ท่านทั้งหลาย พวกท่านต้มตัวไหมไว้เป็นอันมาก จงให้  
			<remark  id="s1b2c71l2" />แก่พวกอาตมาบ้าง แม้พวกอาตมาก็ปรารถนาจะทำสันถัตเจือด้วยไหม ดังนี้เล่า? การกระทำของ  
			<remark  id="s1b2c71l3" />พวกเธอนั่น ไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส หรือเพื่อความเลื่อมใสยิ่ง  
			<remark  id="s1b2c71l4" />ของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว. โดยที่แท้ การกระทำของพวกเธอนั่น เป็นไปเพื่อความไม่เลื่อมใส  
			<remark  id="s1b2c71l5" />ของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส และเพื่อความเป็นอย่างอื่นของชนบางพวกที่เลื่อมใสแล้ว.  
			<remark  id="s1b2c71l6" />			ทรงบัญญัติสิกขาบท  
			<remark  id="s1b2c71l7" />	พระผู้มีพระภาคทรงติเตียนพระฉัพพัคคีย์ โดยอเนกปริยายดังนี้ แล้วตรัสโทษแห่งความ  
			<remark  id="s1b2c71l8" />เป็นคนเลี้ยงยาก ความเป็นคนบำรุงยาก ความเป็นคนมักมาก ความเป็นคนไม่สันโดษ  
			<remark  id="s1b2c71l9" />ความคลุกคลี ความเกียจคร้าน ตรัสคุณแห่งความเป็นคนเลี้ยงง่าย ความเป็นคนบำรุงง่าย  
			<remark  id="s1b2c71l10" />ความมักน้อย ความสันโดษ ความขัดเกลา ความกำจัด อาการที่น่าเลื่อมใส การไม่สะสม  
			<remark  id="s1b2c71l11" />การปรารภความเพียร โดยอเนกปริยาย, ทรงกระทำธรรมีกถาที่สมควรแก่เรื่องนั้น ที่เหมาะสมแก่  
			<remark  id="s1b2c71l12" />เรื่องนั้น แก่ภิกษุทั้งหลาย แล้วรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า  
			<remark  id="s1b2c71l13" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุนั้นแล เราจักบัญญัติสิกขาบทแก่ภิกษุทั้งหลาย อาศัยอำนาจ  
			<remark  id="s1b2c71l14" />ประโยชน์ ๑๐ ประการ คือ เพื่อความรับว่าดีแห่งสงฆ์ ๑ เพื่อความสำราญแห่งสงฆ์ ๑ เพื่อข่ม  
			<remark  id="s1b2c71l15" />บุคคลผู้เก้อยาก ๑ เพื่ออยู่สำราญแห่งภิกษุผู้มีศีลเป็นที่รัก ๑ เพื่อป้องกันอาสวะอันจะบังเกิดใน  
			<remark  id="s1b2c71l16" />ปัจจุบัน ๑ เพื่อกำจัดอาสวะอันจักบังเกิดในอนาคต ๑ เพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส  
			<remark  id="s1b2c71l17" />๑ เพื่อความเลื่อมใสยิ่งของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว ๑ เพื่อความตั้งมั่นแห่งพระสัทธรรม ๑ เพื่อ  
			<remark  id="s1b2c71l18" />ถือตามพระวินัย ๑.  
			<remark  id="s1b2c71l19" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แลพวกเธอพึงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดงอย่างนี้ ว่าดังนี้:-  
			<remark  id="s1b2c71l20" />				พระบัญญัติ  
			<remark  id="s1b2c71l21" />	๓๐.๑. อนึ่ง ภิกษุใด ให้ทำสันถัตเจือด้วยไหม, เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์.ฯ  
			<remark  id="s1b2c71l22" />			เรื่องพระฉัพพัคคีย์ จบ.  
			<remark  id="s1b2c71l23" />				สิกขาบทวิภังค์  
			<remark  id="s1b2c71l24" />	[๗๕] บทว่า อนึ่ง ... ใด ความว่า ผู้ใด คือ ผู้เช่นใด มีการงานอย่างใด มีชาติอย่างใด  
			<remark  id="s1b2c71l25" />มีโคตรอย่างใด มีปกติอย่างใด มีธรรมเครื่องอยู่อย่างใด มีอารมณ์อย่างใด เป็นเถระก็ตาม  
			<remark  id="s1b2c71l26" />เป็นนวกะก็ตาม เป็นมัชฌิมะก็ตาม นี้พระผู้มีพระภาคตรัสว่า อนึ่ง ... ใด.  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b2c72" >
		<para id="s1b2c72p">
			<remark  id="s1b2c72l1" />	บทว่า ภิกษุ ความว่า ที่ชื่อว่า ภิกษุ เพราะอรรถว่า เป็นผู้ขอ. ชื่อว่า ภิกษุ เพราะ  
			<remark  id="s1b2c72l2" />อรรถว่า ประพฤติภิกขาจริยวัตร. ชื่อว่า ภิกษุ เพราะอรรถว่าทรงผืนผ้าที่ถูกทำลายแล้ว. ชื่อว่า  
			<remark  id="s1b2c72l3" />ภิกษุ โดยสมญา. ชื่อว่า ภิกษุ โดยปฏิญญา. ชื่อว่า ภิกษุ เพราะอรรถว่า เป็นเอหิภิกษุ. ชื่อว่า  
			<remark  id="s1b2c72l4" />ภิกษุ เพราะอรรถว่า เป็นผู้อุปสมบทแล้วด้วยไตรสรณคมน์. ชื่อว่า ภิกษุ เพราะอรรถว่า เป็น  
			<remark  id="s1b2c72l5" />ผู้เจริญ. ชื่อว่า ภิกษุ เพราะอรรถว่า มีสารธรรม. ชื่อว่า ภิกษุ เพราะอรรถว่า เป็นพระเสขะ.  
			<remark  id="s1b2c72l6" />ชื่อว่า ภิกษุ เพราะอรรถว่าเป็นพระอเสขะ. ชื่อว่า ภิกษุ เพราะอรรถว่าเป็นผู้อันสงฆ์พร้อมเพรียง  
			<remark  id="s1b2c72l7" />กันอุปสมบทให้ด้วยญัตติจตุตถกรรม อันไม่กำเริบ ควรแก่ฐานะ. บรรดาภิกษุเหล่านั้น ภิกษุที่  
			<remark  id="s1b2c72l8" />สงฆ์พร้อมเพรียงกันอุปสมบทให้ด้วยญัตติจตุตถกรรม อันไม่กำเริบ ควรแก่ฐานะ นี้ ชื่อว่า ภิกษุ  
			<remark  id="s1b2c72l9" />ที่ทรงประสงค์ในอรรถนี้.  
			<remark  id="s1b2c72l10" />	ที่มีชื่อว่า สันถัต ได้แก่ ผ้ารองนั่งที่เขาหล่อ ไม่ใช่ทอ.  
			<remark  id="s1b2c72l11" />	บทว่า ให้ทำ ความว่า ทำเองก็ดี ใช้ให้ทำก็ดี เจือด้วยไหมแม้เส้นเดียว เป็นทุกกฏ  
			<remark  id="s1b2c72l12" />ในประโยคที่ทำ, เป็นนิสสัคคีย์ด้วยได้สันถัตมา, ต้องเสียสละแก่สงฆ์ คณะ หรือบุคคล.  
			<remark  id="s1b2c72l13" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แลภิกษุพึงเสียสละสันถัตนั้น อย่างนี้:-  
			<remark  id="s1b2c72l14" />				วิธีเสียสละ  
			<remark  id="s1b2c72l15" />			เสียสละแก่สงฆ์  
			<remark  id="s1b2c72l16" />	ภิกษุรูปนั้นพึงเข้าไปหาสงฆ์ ห่มผ้าอุตราสงฆ์เฉวียงบ่า กราบเท้าภิกษุผู้แก่พรรษากว่า  
			<remark  id="s1b2c72l17" />นั่งกระหย่งประนมมือ กล่าวอย่างนี้ว่า  
			<remark  id="s1b2c72l18" />	ท่านเจ้าข้า สันถัตเจือด้วยไหมผืนนี้ ของข้าพเจ้าได้ทำแล้ว เป็นของจำจะ  
			<remark  id="s1b2c72l19" />สละ, ข้าพเจ้าสละสันถัตผืนนี้แก่สงฆ์.  
			<remark  id="s1b2c72l20" />	ครั้นสละแล้วพึงแสดงอาบัติ ภิกษุผู้ฉลาด ผู้สามารถ พึงรับอาบัติ พึงคืนสันถัตที่  
			<remark  id="s1b2c72l21" />เสียสละให้ ด้วยญัตติกรรมวาจา ว่าดังนี้  
			<remark  id="s1b2c72l22" />	ท่านข้าพเจ้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า. สันถัตผืนนี้ของภิกษุมีชื่อนี้ เป็นของ  
			<remark  id="s1b2c72l23" />จำจะสละ เธอสละแล้วแก่สงฆ์. ถ้าความพร้อมพรั่งของสงฆ์ถึงที่แล้ว, สงฆ์พึงให้สันถัต  
			<remark  id="s1b2c72l24" />ผืนนี้แก่ภิกษุมีชื่อนี้.ฯ  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b2c73" >
		<para id="s1b2c73p">
			<remark  id="s1b2c73l1" />			เสียสละแก่คณะ  
			<remark  id="s1b2c73l2" />	ภิกษุรูปนั้นพึงเข้าไปหาภิกษุหลายรูป ห่มผ้าอุตราสงค์เฉวียงบ่า กราบเท้าภิกษุผู้แก่  
			<remark  id="s1b2c73l3" />พรรษากว่า นั่งกระหย่งประนมมือ กล่าวอย่างนี้ว่า  
			<remark  id="s1b2c73l4" />	ท่านเจ้าข้า สันถัตเจือด้วยไหมผืนนี้ของข้าพเจ้า ให้ทำแล้วเป็นของจำจะสละ,  
			<remark  id="s1b2c73l5" />ข้าพเจ้าสละสันถัตผืนนี้แก่ท่านทั้งหลาย.  
			<remark  id="s1b2c73l6" />	ครั้นสละแล้วพึงแสดงอาบัติ ภิกษุผู้ฉลาด ผู้สามารถ พึงรับอาบัติ พึงคืนสันถัตที่เสียสละ  
			<remark  id="s1b2c73l7" />ให้ด้วยญัตติกรรมวาจา ว่าดังนี้:-  
			<remark  id="s1b2c73l8" />	ท่านทั้งหลาย ขอจงฟังข้าพเจ้า. สันถัตผืนนี้ของภิกษุมีชื่อนี้ เป็นของจำจะสละ  
			<remark  id="s1b2c73l9" />เธอสละแล้วแก่ท่านทั้งหลาย. ถ้าความพร้อมพรั่งของท่านทั้งหลายถึงที่แล้ว, ท่าน  
			<remark  id="s1b2c73l10" />ทั้งหลายพึงให้สันถัตผืนนี้แก่ภิกษุมีชื่อนี้.ฯ  
			<remark  id="s1b2c73l11" />			เสียสละแก่บุคคล  
			<remark  id="s1b2c73l12" />	ภิกษุรูปนั้นพึงเข้าไปหาภิกษุรูปหนึ่ง ห่มผ้าอุตราสงค์เฉวียงบ่า  นั่งกระหย่งประนมมือ  
			<remark  id="s1b2c73l13" />กล่าวอย่างนี้ว่า  
			<remark  id="s1b2c73l14" />	ท่าน สันถัตเจือด้วยไหมผืนนี้ ของข้าพเจ้าให้ทำแล้ว เป็นของจำจะสละ,  
			<remark  id="s1b2c73l15" />ข้าพเจ้าสละสันถัตผืนนี้แก่ท่าน.  
			<remark  id="s1b2c73l16" />	ครั้นสละแล้วพึงแสดงอาบัติ ภิกษุผู้รับเสียสละนั้น พึงรับอาบัติ, พึงคืนสันถัตที่เสีย  
			<remark  id="s1b2c73l17" />สละให้ด้วยคำว่า ข้าพเจ้าให้สันถัตผืนนี้แก่ท่าน ดังนี้.ฯ  
			<remark  id="s1b2c73l18" />				บทภาชนีย์  
			<remark  id="s1b2c73l19" />			จตุกกะนิสสัคคิยปาจิตตีย์  
			<remark  id="s1b2c73l20" />	[๗๖] สันถัตตนทำค้างไว้ ภิกษุทำต่อให้สำเร็จเอง, เป็นนิสสัคคีย์ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.  
			<remark  id="s1b2c73l21" />	สันถัตตนทำค้างไว้ ภิกษุใช้ผู้อื่นให้ทำต่อจนสำเร็จ, เป็นนิสสัคคีย์ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.  
			<remark  id="s1b2c73l22" />	สันถัตคนอื่นทำค้างไว้ ภิกษุทำต่อให้สำเร็จเอง, เป็นนิสสัคคีย์ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.  
			<remark  id="s1b2c73l23" />	สันถัตคนอื่นทำค้างไว้ ภิกษุใช้ผู้อื่นให้ทำต่อจนสำเร็จ, เป็นนิสสัคคีย์ ต้องอาบัติ  
			<remark  id="s1b2c73l24" />ปาจิตตีย์.  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b2c74" >
		<para id="s1b2c74p">
			<remark  id="s1b2c74l1" />				ทุกกฏ  
			<remark  id="s1b2c74l2" />	ภิกษุทำเองก็ดี ใช้ผู้อื่นทำก็ดี เพื่อใช้เป็นของอื่น, ต้องอาบัติทุกกฏ.  
			<remark  id="s1b2c74l3" />	ภิกษุได้สันถัตที่คนอื่นทำไว้แล้ว ใช้สอย, ต้องอาบัติทุกกฏ.  
			<remark  id="s1b2c74l4" />				อนาปัตติวาร  
			<remark  id="s1b2c74l5" />	[๗๗] ภิกษุทำเป็นเพดานก็ดี เป็นเครื่องลาดพื้นก็ดี เป็นม่านก็ดี เป็นเปลือกฟูกก็ดี  
			<remark  id="s1b2c74l6" />เป็นปลอกหมอนก็ดี ๑ ภิกษุวิกลจริต ๑ ภิกษุอาทิกัมมิกะ ๑, ไม่ต้องอาบัติแล.ฯ  
			<remark  id="s1b2c74l7" />			โกสิยวรรค สิกขาบทที่ ๑ จบ.  
			<remark  id="s1b2c74l8" />				_______ 
		</para>
	</section>
	<section id="s1b2c75" >
		<para id="s1b2c75p">
			<remark  id="s1b2c75l1" />			๒. โกสิยวรรค สิกขาบทที่ ๒  
			<remark  id="s1b2c75l2" />			เรื่องพระฉัพพัคคีย์  
			<remark  id="s1b2c75l3" />	[๗๘] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ กูฏาคารศาลาป่ามหาวัน  
			<remark  id="s1b2c75l4" />เขตพระนครเวสาลี. ครั้งนั้น พระฉัพพัคคีย์ให้เขาทำสันถัตแห่งขนเจียมดำล้วน ชาวบ้านพากัน  
			<remark  id="s1b2c75l5" />มาเที่ยวชมวิหารได้แลเห็นแล้ว จึงพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนพระสมณะเชื้อสาย  
			<remark  id="s1b2c75l6" />พระศากยบุตรเหล่านี้ จึงได้ให้เขาทำสันถัตแห่งขนเจียมดำล้วน เหมือนพวกคฤหัสถ์ผู้บริโภคกาม  
			<remark  id="s1b2c75l7" />เล่า?  
			<remark  id="s1b2c75l8" />	ภิกษุทั้งหลายได้ยินชาวบ้านเหล่านั้นเพ่งโทษติเตียนโพนทะนาอยู่, บรรดาที่เป็นผู้มักน้อย  
			<remark  id="s1b2c75l9" />สันโดษ มีความละอาย มีความรังเกียจ ผู้ใคร่ต่อสิกขา, ต่างก็เพ่งโทษติเตียนโพนทะนาว่า  
			<remark  id="s1b2c75l10" />ไฉนพระฉัพพัคคีย์จึงได้ให้เขาทำสันถัตแห่งขนเจียมดำล้วนเล่า? แล้วกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มี  
			<remark  id="s1b2c75l11" />พระภาค  
			<remark  id="s1b2c75l12" />			ประชุมสงฆ์ทรงสอบถาม  
			<remark  id="s1b2c75l13" />	ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งให้ประชุมภิกษุสงฆ์ ในเพราะเหตุเป็นเค้ามูลนั้น ใน  
			<remark  id="s1b2c75l14" />เพราะเหตุแรกเกิดนั้น แล้วทรงสอบถามพระฉัพพัคคีย์ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข่าวว่า พวกเธอ  
			<remark  id="s1b2c75l15" />ให้เขาทำสันถัตแห่งขนเจียมดำล้วน จริงหรือ?  
			<remark  id="s1b2c75l16" />	พระฉัพพัคคีย์ทูลรับว่า จริง พระพุทธเจ้าข้า  
			<remark  id="s1b2c75l17" />				ทรงติเตียน  
			<remark  id="s1b2c75l18" />	พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงติเตียนว่า ดูกรโมฆบุรุษทั้งหลาย การกระทำของพวกเธอนั่น  
			<remark  id="s1b2c75l19" />ไม่เหมาะ ไม่สม ไม่ควร ไม่ใช่กิจของสมณะ ใช้ไม่ได้ ไม่ควรทำ ไฉน พวกเธอจึงได้ให้  
			<remark  id="s1b2c75l20" />เขาทำสันถัตแห่งขนเจียมดำล้วนเล่า? การกระทำของพวกเธอนั้น ไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใส  
			<remark  id="s1b2c75l21" />ของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส หรือเพื่อความเลื่อมใสยิ่งของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว. โดยที่แท้ การ  
			<remark  id="s1b2c75l22" />กระทำของพวกเธอนั่นเป็นไปเพื่อความไม่เลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส และเพื่อความเป็น  
			<remark  id="s1b2c75l23" />อย่างอื่นของชนบางพวกที่เลื่อมใสแล้ว. 
		</para>
	</section>
	<section id="s1b2c76" >
		<para id="s1b2c76p">
			<remark  id="s1b2c76l1" />			ทรงบัญญัติสิกขาบท  
			<remark  id="s1b2c76l2" />	พระผู้มีพระภาคทรงติเตียนพระฉัพพัคคีย์โดยอเนกปริยายดังนี้แล้ว ตรัสโทษแห่งความ  
			<remark  id="s1b2c76l3" />เป็นคนเลี้ยงยาก ความเป็นคนบำรุงยาก ความเป็นคนมักมาก ความเป็นคนไม่สันโดษ ความ  
			<remark  id="s1b2c76l4" />คลุกคลี ความเกียจคร้าน ตรัสคุณแห่งความเป็นคนเลี้ยงง่าย ความเป็นคนบำรุงง่าย ความ  
			<remark  id="s1b2c76l5" />มักน้อย ความสันโดษ ความขัดเกลา ความกำจัด อาการที่น่าเลื่อมใส การไม่สะสม การ  
			<remark  id="s1b2c76l6" />ปรารภความเพียร โดยอเนกปริยาย, ทรงกระทำธรรมีกถาที่สมควรแก่เรื่องนั้น ที่เหมาะสมแก่  
			<remark  id="s1b2c76l7" />เรื่องนั้น แก่ภิกษุทั้งหลาย แล้วรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า  
			<remark  id="s1b2c76l8" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุนั้นแล เราจักบัญญัติสิกขาบทแก่ภิกษุทั้งหลาย อาศัยอำนาจ  
			<remark  id="s1b2c76l9" />ประโยชน์ ๑๐ ประการ คือ เพื่อความรับว่าดีแห่งสงฆ์ ๑ เพื่อความสำราญแห่งสงฆ์ ๑ เพื่อข่ม  
			<remark  id="s1b2c76l10" />บุคคลผู้เก้อยาก ๑ เพื่ออยู่สำราญแห่งภิกษุผู้มีศีลเป็นที่รัก ๑ เพื่อป้องกันอาสวะอันจะบังเกิดใน  
			<remark  id="s1b2c76l11" />ปัจจุบัน ๑ เพื่อกำจัดอาสวะอันจักบังเกิดในอนาคต ๑ เพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่  
			<remark  id="s1b2c76l12" />เลื่อมใส ๑ เพื่อความเลื่อมใสยิ่งของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว ๑ เพื่อความตั้งมั่นแห่งพระ  
			<remark  id="s1b2c76l13" />สัทธรรม ๑ เพื่อถือตามพระวินัย ๑  
			<remark  id="s1b2c76l14" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แล พวกเธอพึงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดงอย่างนี้ ว่าดังนี้:-  
			<remark  id="s1b2c76l15" />				พระบัญญัติ  
			<remark  id="s1b2c76l16" />	๓๑.๒. อนึ่ง ภิกษุใด ให้ทำสันถัตแห่งขนเจียมดำล้วน, เป็นนิสสัคคิย-  
			<remark  id="s1b2c76l17" />ปาจิตต์.ฯ  
			<remark  id="s1b2c76l18" />			เรื่องพระฉัพพัคคีย์ จบ.  
			<remark  id="s1b2c76l19" />				สิกขาบทวิภังค์  
			<remark  id="s1b2c76l20" />	[๗๙] อนึ่ง ... ใด ความว่า ผู้ใด คือ ผู้เช่นใด มีการงานอย่างใด มีชาติอย่างใด  
			<remark  id="s1b2c76l21" />มีชื่ออย่างใด มีโคตรอย่างใด มีปกติอย่างใด มีธรรมเครื่องอยู่อย่างใด มีอารมณ์อย่างใด เป็น  
			<remark  id="s1b2c76l22" />เถระก็ตาม เป็นนวกะก็ตาม เป็นมัชฌิมะก็ตาม นี้พระผู้มีพระภาคตรัสว่า อนึ่ง ... ใด  
			<remark  id="s1b2c76l23" />	บทว่า ภิกษุ ความว่า ที่ชื่อว่า ภิกษุ เพราะอรรถว่าเป็นผู้ขอ. ชื่อว่า ภิกษุ เพราะ  
			<remark  id="s1b2c76l24" />อรรถว่า ประพฤติภิกขาจริยวัตร. ชื่อว่า ภิกษุ เพราะอรรถว่าทรงผืนผ้าที่ถูกทำลายแล้ว. ชื่อว่า  
			<remark  id="s1b2c76l25" />ภิกษุ โดยสมญา. ชื่อว่า ภิกษุ โดยปฏิญญา. ชื่อว่า ภิกษุ เพราะอรรถว่าเป็นเอหิภิกษุ. ชื่อว่า  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b2c77" >
		<para id="s1b2c77p">
			<remark  id="s1b2c77l1" />ภิกษุ เพราะอรรถว่าเป็นผู้อุปสมบทแล้วด้วยไตรสรณคมน์. ชื่อว่า ภิกษุ เพราะอรรถว่าเป็น  
			<remark  id="s1b2c77l2" />ผู้เจริญ. ชื่อว่า ภิกษุ เพราะอรรถว่ามีสารธรรม. ชื่อว่า ภิกษุ เพราะอรรถว่าเป็นพระเสขะ  
			<remark  id="s1b2c77l3" />ชื่อว่า ภิกษุ เพราะอรรถว่าเป็นพระอเสขะ. ชื่อว่า ภิกษุ เพราะอรรถว่าเป็นผู้อันสงฆ์พร้อมเพรียง  
			<remark  id="s1b2c77l4" />กันอุปสมบทให้ด้วยญัตติจตุตถกรรมอันไม่กำเริบ ควรแก่ฐานะ บรรดาภิกษุเหล่านั้น ภิกษุที่สงฆ์  
			<remark  id="s1b2c77l5" />พร้อมเพรียงกันอุปสมบทให้ด้วยญัตติจตุตถกรรมอันไม่กำเริบ ควรแก่ฐานะ นี้ชื่อว่า ภิกษุ ที่ทรง  
			<remark  id="s1b2c77l6" />ประสงค์ในอรรถนี้.  
			<remark  id="s1b2c77l7" />	ที่ชื่อว่า ดำ มี ๒ อย่าง คือ ดำเองโดยกำเนิด อย่าง ๑ ดำโดยย้อมอย่าง ๑.  
			<remark  id="s1b2c77l8" />	ที่ชื่อว่า สันถัต ได้แก่ผ้ารองนั่งที่เขาหล่อ ไม่ใช่ทอ.  
			<remark  id="s1b2c77l9" />	บทว่า ให้ทำ ความว่า ทำเองก็ดี ใช้ให้เขาทำก็ดี เป็นทุกกฏในประโยคที่ทำ, เป็น  
			<remark  id="s1b2c77l10" />นิสสัคคีย์ด้วยได้สันถัตมา, ต้องเสียสละแก่สงฆ์ คณะ หรือบุคคล.  
			<remark  id="s1b2c77l11" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แลภิกษุพึงเสียสละสันถัตนั้น อย่างนี้:-  
			<remark  id="s1b2c77l12" />				วิธีเสียสละ  
			<remark  id="s1b2c77l13" />			เสียสละแก่สงฆ์  
			<remark  id="s1b2c77l14" />	ภิกษุรูปนั้นพึงเข้าไปหาสงฆ์ ห่มผ้าอุตราสงค์เฉวียงบ่า กราบเท้าภิกษุผู้แก่พรรษากว่า  
			<remark  id="s1b2c77l15" />นั่งกระหย่งประนมมือ กล่าวอย่างนี้ว่า  
			<remark  id="s1b2c77l16" />	ท่านเจ้าข้า สันถัตแห่งขนเจียมดำล้วนผืนนี้ ของข้าพเจ้าให้ทำแล้ว เป็นของ  
			<remark  id="s1b2c77l17" />จำจะสละ, ข้าพเจ้าสละสันถัตผืนนี้แก่สงฆ์.  
			<remark  id="s1b2c77l18" />	ครั้นสละแล้วพึงแสดงอาบัติ ภิกษุผู้ฉลาด ผู้สามารถ พึงรับอาบัติ พึงคืนสันถัตที่เสีย  
			<remark  id="s1b2c77l19" />สละให้ด้วยญัตติกรรมวาจา ว่าดังนี้:-  
			<remark  id="s1b2c77l20" />	ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า. สันถัตผืนนี้ของภิกษุมีชื่อนี้ เป็นของจำ  
			<remark  id="s1b2c77l21" />จะสละ เธอสละแล้วแก่สงฆ์. ถ้าความพร้อมพรั่งของสงฆ์ถึงที่แล้ว, สงฆ์พึงให้สันถัต  
			<remark  id="s1b2c77l22" />ผืนนี้แก่ภิกษุมีชื่อนี้.  
			<remark  id="s1b2c77l23" />			เสียสละแก่คณะ  
			<remark  id="s1b2c77l24" />	ภิกษุรูปนั้นพึงเข้าไปหาภิกษุหลายรูป ห่มผ้าอุตราสงค์เฉวียงบ่า กราบเท้าภิกษุผู้แก่  
			<remark  id="s1b2c77l25" />พรรษากว่า นั่งกระหย่งประนมมือกล่าวอย่างนี้ว่า  
			<remark  id="s1b2c77l26" />	ท่านเจ้าข้า สันถัตแห่งขนเจียมดำล้วนผืนนี้ ของข้าพเจ้าให้ทำแล้ว เป็นของ  
			<remark  id="s1b2c77l27" />จำจะสละ, ข้าพเจ้าสละสันถัตผืนนี้แก่ท่านทั้งหลาย.  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b2c78" >
		<para id="s1b2c78p">
			<remark  id="s1b2c78l1" />	ครั้นสละแล้วพึงแสดงอาบัติ ภิกษุผู้ฉลาด ผู้สามารถ พึงรับอาบัติ พึงคืนสันถัตที่  
			<remark  id="s1b2c78l2" />เสียสละให้ด้วยญัตติกรรมวาจา ว่าดังนี้:-  
			<remark  id="s1b2c78l3" />	ท่านทั้งหลาย ขอจงฟังข้าพเจ้า. สันถัตผืนนี้ของภิกษุมีชื่อนี้ เป็นของจำ  
			<remark  id="s1b2c78l4" />จะสละ เธอสละแล้วแก่ท่านทั้งหลาย. ถ้าความพร้อมพรั่งของทั้งท่านหลายถึงที่แล้ว,  
			<remark  id="s1b2c78l5" />ท่านทั้งหลายพึงให้สันถัตผืนนี้แก่ภิกษุมีชื่อนี้  
			<remark  id="s1b2c78l6" />			เสียสละแก่บุคคล  
			<remark  id="s1b2c78l7" />	ภิกษุรูปนั้นพึงเข้าไปหาภิกษุรูปหนึ่ง ห่มผ้าอุตราสงค์เฉวียงบ่า นั่งกระหย่งประนมมือ  
			<remark  id="s1b2c78l8" />กล่าวอย่างนี้ว่า  
			<remark  id="s1b2c78l9" />	ท่าน สันถัตแห่งขนเจียมดำล้วนผืนนี้ ของข้าพเจ้าให้ทำแล้ว เป็นของจำจะสละ  
			<remark  id="s1b2c78l10" />ข้าพเจ้าสละสันถัตผืนนี้แก่ท่าน.  
			<remark  id="s1b2c78l11" />	ครั้นสละแล้วพึงแสดงอาบัติ ภิกษุผู้รับเสียสละนั้น  พึงรับอาบัติ พึงคืนสันถัตที่  
			<remark  id="s1b2c78l12" />เสียสละให้ด้วยคำว่า ข้าพเจ้าให้สันถัตผืนนี้แก่ท่าน ดังนี้.ฯ  
			<remark  id="s1b2c78l13" />				บทภาชนีย์  
			<remark  id="s1b2c78l14" />			จตุกกะนิสสัคคิยปาจิตตีย์  
			<remark  id="s1b2c78l15" />	[๘๐] สันถัตตนทำค้างไว้ ภิกษุทำต่อให้สำเร็จเอง, เป็นนิสสัคคีย์ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.  
			<remark  id="s1b2c78l16" />	สันถัตตนทำค้างไว้ ภิกษุใช้ผู้อื่นทำต่อจนสำเร็จ, เป็นนิสสัคคีย์ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.  
			<remark  id="s1b2c78l17" />	สันถัตคนอื่นทำค้างไว้ ภิกษุทำต่อให้สำเร็จเอง, เป็นนิสสัคคีย์ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.  
			<remark  id="s1b2c78l18" />	สันถัตคนอื่นทำค้างไว้ ภิกษุใช้ผู้อื่นทำต่อจนสำเร็จ, เป็นนิสสัคคีย์ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.  
			<remark  id="s1b2c78l19" />				ทุกกฏ  
			<remark  id="s1b2c78l20" />	ภิกษุทำเองก็ดี ใช้ผู้อื่นทำก็ดี เพื่อใช้เป็นของอื่น, ต้องอาบัติทุกกฏ.  
			<remark  id="s1b2c78l21" />	ภิกษุได้สันถัตที่คนอื่นทำไว้แล้ว ใช้สอย, ต้องอาบัติทุกกฏ.  
			<remark  id="s1b2c78l22" />				อนาปัตติวาร  
			<remark  id="s1b2c78l23" />	[๘๑] ภิกษุทำเป็นเพดานก็ดี เป็นเครื่องลาดพื้นก็ดี เป็นม่านก็ดี เป็นเปลือกฟูกก็ดี  
			<remark  id="s1b2c78l24" />เป็นปลอกหมอนก็ดี ๑ ภิกษุวิกลจริต ๑ ภิกษุอาทิกัมมิกะ ๑, ไม่ต้องอาบัติแล.ฯ  
			<remark  id="s1b2c78l25" />			โกสิยวรรค สิกขาบทที่ ๒ จบ.  
			<remark  id="s1b2c78l26" />				__________  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b2c79" >
		<para id="s1b2c79p">
			<remark  id="s1b2c79l1" />			๒. โกสิยวรรค สิกขาบทที่ ๓  
			<remark  id="s1b2c79l2" />			เรื่องพระฉัพพัคคีย์  
			<remark  id="s1b2c79l3" />	[๘๒] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวันอารามของอนาถ-  
			<remark  id="s1b2c79l4" />บิณฑิกคหบดี เขตพระนครสาวัตถี. ครั้งนั้น พระฉัพพัคคีย์ทราบว่า พระผู้มีพระภาคทรงห้าม  
			<remark  id="s1b2c79l5" />การกระทำสันถัตแห่งขนเจียมดำล้วน จึงถือเอาขนเจียมขาวหน่อยหนึ่งปนไว้ที่ชายสันถัต, แล้ว  
			<remark  id="s1b2c79l6" />ให้ทำสันถัตแห่งขนเจียมดำล้วนเหมือนอย่างเดิมนั่นแหละ.  
			<remark  id="s1b2c79l7" />	บรรดาภิกษุผู้มักน้อย สันโดษ มีความละอาย มีความรังเกียจ ผู้ใคร่ต่อสิกขา ต่าง  
			<remark  id="s1b2c79l8" />ก็เพ่งโทษติเตียนโพนทะนาว่า ไฉน พระฉัพพัคคีย์จึงได้ถือเอาขนเจียมขาวหน่อยหนึ่งปนไว้ที่ชาย  
			<remark  id="s1b2c79l9" />สันถัต แล้วให้ทำสันถัตแห่งขนเจียมดำล้วนเหมือนอย่างเดิมนั้นเล่า? แล้วกราบทูลเรื่องนั้น  
			<remark  id="s1b2c79l10" />แด่พระผู้มีพระภาค.  
			<remark  id="s1b2c79l11" />			ประชุมสงฆ์ทรงสอบถาม  
			<remark  id="s1b2c79l12" />	ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งให้ประชุมภิกษุสงฆ์ ในพระเหตุเป็นเค้ามูลนั้น ใน  
			<remark  id="s1b2c79l13" />เพราะเหตุแรกเกิดนั้น แล้วทรงสอบถามพระฉัพพัคคีย์ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข่าวว่า พวกเธอ  
			<remark  id="s1b2c79l14" />ถือเอาขนเจียมขาวหน่อยหนึ่งปนไว้ที่ชายสันถัต แล้วให้ทำสันถัตแห่งขนเจียมดำล้วน เหมือน  
			<remark  id="s1b2c79l15" />เหมือนอย่างเดิมนั่นแหละ จริงหรือ?  
			<remark  id="s1b2c79l16" />	พระฉัพพัคคีย์ทูลรับว่า จริง พระพุทธเจ้าข้า.  
			<remark  id="s1b2c79l17" />				ทรงติเตียน  
			<remark  id="s1b2c79l18" />	พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงติเตียนว่า ดูกรโมฆบุรุษทั้งหลาย การกระทำของพวกเธอนั่น  
			<remark  id="s1b2c79l19" />ไม่เหมาะ ไม่สม ไม่ควร ไม่ใช่กิจของสมณะ ใช้ไม่ได้ ไม่ควรทำ ไฉน พวกเธอจึงได้ถือเอา  
			<remark  id="s1b2c79l20" />ขนเจียมขาวหน่อยหนึ่งปนไว้ที่ชายสันถัต แล้วให้ทำสันถัตแห่งขนเจียมดำล้วนเหมือนอย่างเดิม  
			<remark  id="s1b2c79l21" />นั้นเล่า การกระทำของพวกเธอนั่น ไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส หรือ  
			<remark  id="s1b2c79l22" />เพื่อความเลื่อมใสยิ่งของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว. โดยที่แท้ การกระทำของพวกเธอนั่น เป็นไป  
			<remark  id="s1b2c79l23" />เพื่อความไม่เลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส และเพื่อความเป็นอย่างอื่น ของชนบางพวก  
			<remark  id="s1b2c79l24" />ที่เลื่อมใสแล้ว.  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b2c80" >
		<para id="s1b2c80p">
			<remark  id="s1b2c80l1" />			ทรงบัญญัติสิกขาบท  
			<remark  id="s1b2c80l2" />	พระผู้มีพระภาคทรงติเตียนพระฉัพพัคคีย์โดยอเนกปริยายดังนี้แล้ว ตรัสโทษแห่งความ  
			<remark  id="s1b2c80l3" />เป็นคนเลี้ยงยาก ความเป็นคนบำรุงยาก ความเป็นคนมักมาก ความเป็นคนไม่สันโดษ ความ  
			<remark  id="s1b2c80l4" />คลุกคลี ความเกียจคร้าน ตรัสคุณแห่งความเป็นคนเลี้ยงง่าย ความเป็นคนบำรุงง่าย ความ  
			<remark  id="s1b2c80l5" />มักน้อย ความสันโดษ ความขัดเกลา ความกำจัด อาการที่น่าเลื่อมใส การไม่สะสม การ  
			<remark  id="s1b2c80l6" />ปรารภความเพียร โดยอเนกปริยาย, ทรงกระทำธรรมีกถาที่สมควรแก่เรื่องนั้น ที่เหมาะสมแก่  
			<remark  id="s1b2c80l7" />เรื่องนั้น แก่ภิกษุทั้งหลาย แล้วรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า  
			<remark  id="s1b2c80l8" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุนั้นแล เราจักบัญญัติสิกขาบทแก่ภิกษุทั้งหลาย อาศัย  
			<remark  id="s1b2c80l9" />อำนาจประโยชน์ ๑๐ ประการ คือ เพื่อความรับว่าดีแห่งสงฆ์ ๑ เพื่อความสำราญแห่งสงฆ์ ๑  
			<remark  id="s1b2c80l10" />เพื่อข่มบุคคลผู้เก้อยาก ๑ เพื่ออยู่สำราญแห่งภิกษุผู้มีศีลเป็นที่รัก ๑ เพื่อป้องกันอาสวะอันจะ  
			<remark  id="s1b2c80l11" />บังเกิดในปัจจุบัน ๑ เพื่อกำจัดอาสวะอันจักบังเกิดในอนาคต ๑ เพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่  
			<remark  id="s1b2c80l12" />ยังไม่เลื่อมใส ๑ เพื่อความเลื่อมใสยิ่งของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว ๑ เพื่อความตั้งมั่นแห่งพระ-  
			<remark  id="s1b2c80l13" />สัทธรรม ๑ เพื่อถือตามพระวินัย ๑  
			<remark  id="s1b2c80l14" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แลพวกเธอพึงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดงอย่างนี้ ว่าดังนี้:-  
			<remark  id="s1b2c80l15" />				พระบัญญัติ  
			<remark  id="s1b2c80l16" />	๓๒.๓. อนึ่ง ภิกษุผู้ให้ทำสันถัตใหม่ พึงถือเอาขนเจียมดำล้วน ๒ ส่วน  
			<remark  id="s1b2c80l17" />ขนเจียมขาวเป็นส่วนที่ ๓, ขนเจียมแดงเป็นส่วนที่ ๔, ถ้าภิกษุไม่ถือเอาขนเจียมดำ  
			<remark  id="s1b2c80l18" />ล้วน ๒ ส่วน ขนเจียมขาวเป็นส่วนที่ ๓ ขนเจียมแดงเป็นส่วนที่ ๔ ให้ทำสันถัตใหม่,  
			<remark  id="s1b2c80l19" />เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์ฯ  
			<remark  id="s1b2c80l20" />			สิกขาบทวิภังค์  
			<remark  id="s1b2c80l21" />	[๘๓] ที่ชื่อว่า ใหม่ ตรัสหมายการทำขึ้น.  
			<remark  id="s1b2c80l22" />	ที่ชื่อว่า สันถัต ได้แก่ ผ้ารองนั่งที่เขาหล่อ ไม่ใช่ทอ.  
			<remark  id="s1b2c80l23" />	บทว่า ผู้ให้ทำ คือ ทำเองก็ตาม ใช้ให้เขาทำก็ตาม.  
			<remark  id="s1b2c80l24" />	คำว่า พึงถือเอาขนเจียมดำล้วน ๒ ส่วน ความว่า พึงชั่งถือเอาขนเจียมดำล้วน  
			<remark  id="s1b2c80l25" />น้ำหนัก ๒ ชั่ง. 
		</para>
	</section>
	<section id="s1b2c81" >
		<para id="s1b2c81p">
			<remark  id="s1b2c81l1" />	บทว่า ขนเจียมขาวเป็นส่วนที่ ๓ คือ ขนเจียมขาวน้ำหนัก ๑ ชั่ง.  
			<remark  id="s1b2c81l2" />	บทว่า ขนเจียมแดงเป็นส่วนที่ ๔ คือ ขนเจียมแดงน้ำหนัก ๑ ชั่ง.  
			<remark  id="s1b2c81l3" />	คำว่า ถ้าภิกษุไม่ถือเอาขนเจียมดำล้วน ๒ ส่วน ขนเจียมขาวเป็นส่วนที่ ๓  
			<remark  id="s1b2c81l4" />ขนเจียมแดงเป็นส่วนที่ ๔ ความว่า ไม่ถือเอาขนเจียมขาว ๑ ชั่ง ขนเจียมแดง ๑ ชั่ง ทำเอง  
			<remark  id="s1b2c81l5" />ก็ดี ใช้เขาทำก็ดี ซึ่งสันถัตใหม่, เป็นทุกกฏในประโยคที่ทำ, เป็นนิสสัคคีย์ด้วยได้สันถัตมา,  
			<remark  id="s1b2c81l6" />ต้องเสียสละแก่สงฆ์ คณะ หรือบุคคล.  
			<remark  id="s1b2c81l7" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แลภิกษุพึงเสียสละสันถัตนั้นอย่างนี้:-  
			<remark  id="s1b2c81l8" />				วิธีเสียสละ  
			<remark  id="s1b2c81l9" />			เสียสละแก่สงฆ์  
			<remark  id="s1b2c81l10" />	ภิกษุรูปนั้นพึงเข้าไปหาสงฆ์ ห่มผ้าอุตราสงค์เฉวียงบ่า กราบเท้าภิกษุผู้แก่พรรษากว่า  
			<remark  id="s1b2c81l11" />นั่งกระหย่งประนมมือ กล่าวอย่างนี้ว่า  
			<remark  id="s1b2c81l12" />	ท่านเจ้าข้า สันถัตผืนนี้ของข้าพเจ้า ไม่ได้ถือเอาขนเจียมขาว ๑ ชั่ง ขนเจียมแดง ๑ ชั่ง  
			<remark  id="s1b2c81l13" />ให้ทำแล้ว เป็นของจำจะสละ, ข้าพเจ้าสละสันถัตผืนนี้แก่สงฆ์.  
			<remark  id="s1b2c81l14" />	ครั้นสละแล้วพึงแสดงอาบัติ ภิกษุผู้ฉลาด ผู้สามารถ พึงรับอาบัติ พึงคืนสันถัตที่  
			<remark  id="s1b2c81l15" />เสียสละให้ด้วยญัตติกรรมวาจา ว่าดังนี้:-  
			<remark  id="s1b2c81l16" />	ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า. สันถัตผืนนี้ของภิกษุมีชื่อนี้เป็นของจำจะ  
			<remark  id="s1b2c81l17" />สละ เธอสละแล้วแก่สงฆ์. ถ้าความพร้อมพรั่งของสงฆ์ถึงที่แล้ว สงฆ์พึงให้สันถัตผืนนี้  
			<remark  id="s1b2c81l18" />แก่ภิกษุมีชื่อนี้.  
			<remark  id="s1b2c81l19" />			เสียสละแก่คณะ  
			<remark  id="s1b2c81l20" />	ภิกษุรูปนั้นพึงเข้าไปหาภิกษุหลายรูป ห่มผ้าอุตราสงค์เฉวียงบ่า กราบเท้าภิกษุผู้แก่  
			<remark  id="s1b2c81l21" />พรรษากว่า นั่งกระหย่งประนมมือ กล่าวอย่างนี้ว่า  
			<remark  id="s1b2c81l22" />	ท่านเจ้าข้า สันถัตผืนนี้ของข้าพเจ้า ไม่ได้ถือเอาขนเจียมขาว ๑ ชั่ง ขนเจียมแดง ๑ ชั่ง  
			<remark  id="s1b2c81l23" />ให้ทำแล้ว เป็นของจำจะสละ, ข้าพเจ้าสละสันถัตผืนนี้แก่ท่านทั้งหลาย.  
			<remark  id="s1b2c81l24" />	ครั้นสละแล้วพึงแสดงอาบัติ ภิกษุผู้ฉลาด ผู้สามารถ พึงรับอาบัติ พึงคืนสันถัตที่  
			<remark  id="s1b2c81l25" />เสียสละให้ด้วยญัตติกรรมวาจา ว่าดังนี้:-  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b2c82" >
		<para id="s1b2c82p">
			<remark  id="s1b2c82l1" />	ท่านทั้งหลาย ขอจงฟังข้าพเจ้า. สันถัตผืนนี้ของภิกษุมีชื่อนี้ เป็นของจำ  
			<remark  id="s1b2c82l2" />จะสละ เธอสละแล้วแก่ท่านทั้งหลาย. ถ้าความพร้อมพรั่งของท่านทั้งหลายถึงที่แล้ว.  
			<remark  id="s1b2c82l3" />ท่านทั้งหลายพึงให้สันถัตผืนนี้แก่ภิกษุมีชื่อนี้.  
			<remark  id="s1b2c82l4" />			เสียสละแก่บุคคล  
			<remark  id="s1b2c82l5" />	ภิกษุรูปนั้น พึงเข้าไปหาภิกษุรูปหนึ่ง ห่มผ้าอุตราสงค์เฉวียงบ่า นั่งกระหย่งประนมมือ  
			<remark  id="s1b2c82l6" />กล่าวอย่างนี้ว่า:-  
			<remark  id="s1b2c82l7" />	ท่าน สันถัตผืนนี้ของข้าพเจ้า ไม่ได้ถือเอาขนเจียมขาว ๑ ชั่ง ขนเจียมแดง ๑ ชั่ง ให้  
			<remark  id="s1b2c82l8" />ทำแล้ว เป็นของจำจะสละ, ข้าพเจ้าสละสันถัตผืนนี้แก่ท่าน.  
			<remark  id="s1b2c82l9" />	ครั้นสละแล้วพึงแสดงอาบัติ ภิกษุผู้รับเสียสละนั้น  พึงรับอาบัติ พึงคืนสันถัตที่  
			<remark  id="s1b2c82l10" />เสียสละให้ด้วยคำว่า ข้าพเจ้าให้สันถัตผืนนี้แก่ท่าน ดังนี้.ฯ  
			<remark  id="s1b2c82l11" />				บทภาชนีย์  
			<remark  id="s1b2c82l12" />			จตุกกะนิสสัคคิยปาจิตตีย์  
			<remark  id="s1b2c82l13" />	[๘๔] สันถัตตนทำค้างไว้ ภิกษุทำต่อให้สำเร็จเอง, เป็นนิสสัคคีย์ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.  
			<remark  id="s1b2c82l14" />	สันถัตตนทำค้างไว้ ภิกษุใช้ผู้อื่นทำต่อจนสำเร็จ, เป็นนิสสัคคีย์ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.  
			<remark  id="s1b2c82l15" />	สันถัตคนอื่นทำค้างไว้ ภิกษุทำต่อให้สำเร็จเอง, เป็นนิสสัคคีย์ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.  
			<remark  id="s1b2c82l16" />	สันถัตคนอื่นทำค้างไว้ ภิกษุใช้ผู้อื่นทำต่อจนสำเร็จ, เป็นนิสสัคคีย์ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.  
			<remark  id="s1b2c82l17" />				ทุกกฏ  
			<remark  id="s1b2c82l18" />	ภิกษุทำเองก็ดี ใช้ผู้อื่นทำก็ดี เพื่อใช้เป็นของอื่น, ต้องอาบัติทุกกฏ.  
			<remark  id="s1b2c82l19" />	ภิกษุได้สันถัตที่คนอื่นทำไว้แล้ว ใช้สอย, ต้องอาบัติทุกกฏ.ฯ  
			<remark  id="s1b2c82l20" />				อนาปัตติวาร  
			<remark  id="s1b2c82l21" />	[๘๕] ภิกษุถือเอาขนเจียมขาว ๑ ชั่ง ขนเจียมแดง ๑ ชั่ง แล้วทำ ๑ ภิกษุถือเอา  
			<remark  id="s1b2c82l22" />ขนเจียมขาวมากกว่า ขนเจียมแดงมากกว่า แล้วทำ ๑ ภิกษุถือเอาขนเจียมขาวล้วน ขนเจียมแดง  
			<remark  id="s1b2c82l23" />ล้วน แล้วทำ ๑ ภิกษุทำเป็นเพดานก็ดี เป็นเครื่องลาดพื้นก็ดี เป็นม่านก็ดี ๑ เป็นเปลือกฟูกก็ดี  
			<remark  id="s1b2c82l24" />เป็นปลอกหมอนก็ดี ๑ ภิกษุวิกลจริต ๑ ภิกษุอาทิกัมมิกะ ๑, ไม่ต้องอาบัติแล.ฯ  
			<remark  id="s1b2c82l25" />			โกสิยวรรค สิกขาบทที่ ๓ จบ.  
			<remark  id="s1b2c82l26" />				__________  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b2c83" >
		<para id="s1b2c83p">
			<remark  id="s1b2c83l1" />			๒. โกสิยวรรค สิกขาบทที่ ๔  
			<remark  id="s1b2c83l2" />			เรื่องภิกษุหลายรูป  
			<remark  id="s1b2c83l3" />	[๘๖] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวันอารามของอนาถ-  
			<remark  id="s1b2c83l4" />บิณฑิกคหบดี เขตพระนครสาวัตถี. ครั้งนั้น ภิกษุทั้งหลายให้เขาทำสันถัตใช้ทุกๆ ปี, พวก-  
			<remark  id="s1b2c83l5" />เธอวอนขอเขาอยู่ร่ำไปว่า ท่านทั้งหลายจงให้ขนเจียม อาตมาต้องการขนเจียม. ชาวบ้านพากัน  
			<remark  id="s1b2c83l6" />เพ่งโทษติเตียนโพนทะนาว่า ไฉน พระสมณะเชื้อสายพระศากยบุตรเหล่านี้ จึงได้ขอให้เขาทำ  
			<remark  id="s1b2c83l7" />สันถัตใช้ทุกๆ ปี วอนขอเขาอยู่ร่ำไปว่า ท่านทั้งหลายจงให้ขนเจียม อาตมาต้องการขนเจียม  
			<remark  id="s1b2c83l8" />ส่วนสันถัตของพวกเราทำคราวเดียว ถูกเด็กๆ ของพวกเราถ่ายอุจจาระรดบ้าง ถ่ายปัสสาวะรด  
			<remark  id="s1b2c83l9" />บ้าง หนูกัดเสียบ้าง ก็ยังอยู่ได้ถึง ๕-๖ ปี; ส่วนพระสมณะเชื้อสายพระศากยบุตรเหล่านี้ ขอ  
			<remark  id="s1b2c83l10" />ให้เขาทำสันถัตใช้ทุกๆ ปี วอนขอเขาอยู่ร่ำไปว่า ท่านทั้งหลายจงให้ขนเจียม อาตมาต้องการ  
			<remark  id="s1b2c83l11" />ขนเจียม.  
			<remark  id="s1b2c83l12" />	ภิกษุทั้งหลายได้ยินชาวบ้านเหล่านั้นเพ่งโทษติเตียนโพนทะนาอยู่ บรรดาที่เป็นผู้มักน้อย  
			<remark  id="s1b2c83l13" />สันโดษ มีความละอาย มีความรังเกียจ ผู้ใคร่ต่อสิกขา ต่างก็เพ่งโทษติเตียนโพนทะนาว่า ไฉน  
			<remark  id="s1b2c83l14" />ภิกษุทั้งหลายจึงได้ขอให้เขาทำสันถัตใช้ทุกๆ ปี วอนขอเขาอยู่ร่ำไปว่า ท่านทั้งหลายจงให้  
			<remark  id="s1b2c83l15" />ขนเจียม อาตมาต้องการขนเจียม ดังนี้เล่า? แล้วกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค.  
			<remark  id="s1b2c83l16" />			ประชุมสงฆ์ทรงสอบถาม  
			<remark  id="s1b2c83l17" />	ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งให้ประชุมภิกษุสงฆ์ ในเพราะเหตุเป็นเค้ามูลนั้น ใน  
			<remark  id="s1b2c83l18" />เพราะเหตุแรกเกิดนั้น แล้วทรงสอบถามภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข่าวว่า ภิกษุทั้งหลาย  
			<remark  id="s1b2c83l19" />ขอให้เขาทำสันถัตใช้ทุกๆ ปี วอนขอเขาอยู่ร่ำไปว่า ทั้งหลายจงให้ขนเจียม อาตมาต้องการ  
			<remark  id="s1b2c83l20" />ขนเจียม ดังนี้ จริงหรือ?  
			<remark  id="s1b2c83l21" />	ภิกษุทั้งหลายทูลรับว่า จริง พระพุทธเจ้าข้า  
			<remark  id="s1b2c83l22" />				ทรงติเตียน  
			<remark  id="s1b2c83l23" />	พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงติเตียนว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย การกระทำของพวกเธอนั่น  
			<remark  id="s1b2c83l24" />ไม่เหมาะ ไม่สม ไม่ควร ไม่ใช่กิจของสมณะ ใช้ไม่ได้ ไม่ควรทำ, ไฉน โมฆบุรุษเหล่านั้น 
		</para>
	</section>
	<section id="s1b2c84" >
		<para id="s1b2c84p">
			<remark  id="s1b2c84l1" />จึงได้ให้เขาทำสันถัตใช้ทุกๆ ปี วอนขอเขาอยู่ร่ำไปว่า ท่านทั้งหลายจงให้ขนเจียม อาตมาต้องการ  
			<remark  id="s1b2c84l2" />ขนเจียม ดังนี้เล่า? การกระทำของโมฆบุรุษเหล่านั้นนั่น ไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของชุมชน  
			<remark  id="s1b2c84l3" />ที่ยังไม่เลื่อมใส หรือเพื่อความเลื่อมใสยิ่งของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว. โดยที่แท้ การกระทำของ  
			<remark  id="s1b2c84l4" />พวกเธอนั่น เป็นไปเพื่อความไม่เลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส และเพื่อความเป็นอย่างอื่น  
			<remark  id="s1b2c84l5" />ของชนบางพวกที่เลื่อมใสแล้ว.  
			<remark  id="s1b2c84l6" />			ทรงบัญญัติสิกขาบท  
			<remark  id="s1b2c84l7" />	พระผู้มีพระภาคทรงติเตียนภิกษุทั้งหลายโดยอเนกปริยายดั่งนี้แล้ว ตรัสโทษแห่งความ  
			<remark  id="s1b2c84l8" />เป็นคนเลี้ยงยาก ความเป็นคนบำรุงยาก ความเป็นคนมักมาก ความเป็นคนไม่สันโดษ ความ  
			<remark  id="s1b2c84l9" />คลุกคลี ความเกียจคร้าน ตรัสคุณแห่งความเป็นคนเลี้ยงง่าย ความเป็นคนบำรุงง่าย ความ  
			<remark  id="s1b2c84l10" />มักน้อย ความสันโดษ ความขัดเกลา ความกำจัด อาการที่น่าเลื่อมใส การไม่สะสม การ  
			<remark  id="s1b2c84l11" />ปรารภความเพียร โดยอเนกปริยาย, ทรงกระทำธรรมีกถาที่สมควรแก่เรื่องนั้น ที่เหมาะสมแก่  
			<remark  id="s1b2c84l12" />เรื่องนั้น แก่ภิกษุทั้งหลาย แล้วรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า  
			<remark  id="s1b2c84l13" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุนั้นแล เราจักบัญญัติสิกขาบทแก่ภิกษุทั้งหลาย อาศัย  
			<remark  id="s1b2c84l14" />อำนาจประโยชน์ ๑๐ ประการ คือ เพื่อความรับว่าดีแห่งสงฆ์ ๑ เพื่อความสำราญแห่งสงฆ์ ๑  
			<remark  id="s1b2c84l15" />เพื่อข่มบุคคลผู้เก้อยาก ๑ เพื่อยู่สำราญแห่งภิกษุผู้มีศีลเป็นที่รัก ๑ เพื่อป้องกันอาสวะอันจะ  
			<remark  id="s1b2c84l16" />บังเกิดในปัจจุบัน ๑ เพื่อกำจัดอาสวะอันจักบังเกิดในอนาคต ๑ เพื่อความเลื่อมใสของชุมชน  
			<remark  id="s1b2c84l17" />ที่ยังไม่เลื่อมใส ๑ เพื่อความเลื่อมใสยิ่งของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว ๑ เพื่อความตั้งมั่นแห่งพระ-  
			<remark  id="s1b2c84l18" />สัทธรรม ๑ เพื่อถือตามพระวินัย ๑.  
			<remark  id="s1b2c84l19" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แลพวกเธอพึงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดงอย่างนี้ ว่าดังนี้:-  
			<remark  id="s1b2c84l20" />				พระบัญญัติ  
			<remark  id="s1b2c84l21" />	๓๓.๔. อนึ่ง ภิกษุให้ทำสันถัตใหม่แล้ว พึงทรงไว้ให้ได้ ๖ ฝน, ถ้ายัง  
			<remark  id="s1b2c84l22" />หย่อนกว่า ๖ ฝน เธอสละเสียแล้วก็ดี ยังไม่สละแล้วก็ดี ซึ่งสันถัตนั้น ให้ทำสันถัต  
			<remark  id="s1b2c84l23" />อื่นใหม่, เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์.ฯ  
			<remark  id="s1b2c84l24" />	ก็สิกขาบทนี้ ย่อมเป็นอันพระผู้มีพระภาคทรงบัญญัติแล้ว แก่ภิกษุทั้งหลายด้วย  
			<remark  id="s1b2c84l25" />ประการฉะนี้.ฯ  
			<remark  id="s1b2c84l26" />			เรื่องภิกษุหลายรูป จบ. 
		</para>
	</section>
	<section id="s1b2c85" >
		<para id="s1b2c85p">
			<remark  id="s1b2c85l1" />				พระอนุบัญญัติ  
			<remark  id="s1b2c85l2" />			เรื่องภิกษุอาพาธ  
			<remark  id="s1b2c85l3" />	[๘๗] ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งอาพาธอยู่ในพระนครโกสัมพี. พวกญาติส่งทูต  
			<remark  id="s1b2c85l4" />ไปในสำนักภิกษุรูปนั้นว่า นิมนต์ท่านมา พวกผมจักพยาบาล. แม้ภิกษุทั้งหลายก็ได้กล่าวอย่างนี้  
			<remark  id="s1b2c85l5" />ว่า ไปเถิดอาวุโส พวกญาติจักได้พยาบาลท่าน.  
			<remark  id="s1b2c85l6" />	ภิกษุนั้นได้ตอบอย่างนี้ว่า ท่านทั้งหลาย พระผู้มีพระภาคทรงบัญญัติสิกขาบทไว้ว่า อนึ่ง  
			<remark  id="s1b2c85l7" />ภิกษุให้ทำสันถัตใหม่แล้ว พึงทรงไว้ให้ได้ ๖ ฝน, ก็ผมกำลังอาพาธ ไม่สามารถจะนำสันถัตไป  
			<remark  id="s1b2c85l8" />ด้วยได้ และผมเว้นสันถัตแล้ว ไม่สบาย ผมจักไม่ไปละ.  
			<remark  id="s1b2c85l9" />	ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค.  
			<remark  id="s1b2c85l10" />			ทรงอนุญาตให้สมมติสันถัต  
			<remark  id="s1b2c85l11" />	ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงกระทำธรรมีกถา ในเพราะเหตุเป็นเค้ามูลนั้น ในเพราะ  
			<remark  id="s1b2c85l12" />เหตุแรกเกิดนั้น แล้วรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้สมมติ  
			<remark  id="s1b2c85l13" />สันถัตแก่ภิกษุผู้อาพาธ.  
			<remark  id="s1b2c85l14" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย สงฆ์พึงให้สมมติสันถัตนั้น อย่างนี้:-  
			<remark  id="s1b2c85l15" />				วิธีสมมติสันถัต  
			<remark  id="s1b2c85l16" />	ภิกษุผู้อาพาธรูปนั้นพึงเข้าไปหาสงฆ์ ห่มผ้าอุตราสงค์เฉวียงบ่า กราบเท้าภิกษุผู้แก่พรรษา  
			<remark  id="s1b2c85l17" />กว่า นั่งกระหย่งประนมมือ กล่าวอย่างนี้ว่า  
			<remark  id="s1b2c85l18" />	ท่านเจ้าข้า ข้าพเจ้าอาพาธ ไม่สามารถจะนำสันถัตไปด้วยได้, ท่านเจ้าข้า ข้าพเจ้านั้น  
			<remark  id="s1b2c85l19" />ขอสมมติสันถัตต่อสงฆ์ พึงขอแม้ครั้งที่ ๒ พึงขอแม้ครั้งที่ ๓, ภิกษุ ผู้ฉลาด ผู้สามารถ พึง  
			<remark  id="s1b2c85l20" />ประกาศให้สงฆ์ทราบด้วยญัตติทุติยกรรมวาจา ว่าดังนี้:-  
			<remark  id="s1b2c85l21" />	ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า. ภิกษุมีชื่อนี้ผู้นี้อาพาธ ไม่สามารถจะนำ  
			<remark  id="s1b2c85l22" />สันถัตไปด้วยได้ เธอขอสมมติสันถัตต่อสงฆ์. ถ้าความพร้อมพรั่งของสงฆ์ถึงที่แล้ว,  
			<remark  id="s1b2c85l23" />สงฆ์พึงให้สมมติสันถัตแก่ภิกษุมีชื่อนี้ นี่เป็นญัตติ.  
			<remark  id="s1b2c85l24" />	ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า. ภิกษุมีชื่อนี้ผู้นี้อาพาธ ไม่สามารถจะนำ  
			<remark  id="s1b2c85l25" />สันถัตไปด้วยได้ เธอขอสมมติสันถัตต่อสงฆ์. สงฆ์ให้สมมติสันถัตแก่ภิกษุมีชื่อนี้; การ  
			<remark  id="s1b2c85l26" />ให้สมมติสันถัตแก่ภิกษุมีชื่อนี้ ชอบแก่ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้นพึงเป็นผู้นิ่ง. ไม่ชอบแก่  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b2c86" >
		<para id="s1b2c86p">
			<remark  id="s1b2c86l1" />ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้นพึงพูด. การสมมติสันถัตอันสงฆ์ให้แล้วแก่ภิกษุมีชื่อนี้ ชอบแก่สงฆ์,  
			<remark  id="s1b2c86l2" />เหตุนั้นจึงนิ่ง. ข้าพเจ้าทรงความนี้ไว้ด้วยอย่างนี้  
			<remark  id="s1b2c86l3" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง พวกเธอพึงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดงอย่างนี้ ว่าดังนี้:-  
			<remark  id="s1b2c86l4" />				พระอนุบัญญัติ  
			<remark  id="s1b2c86l5" />	๓๓.๔. ก. อนึ่ง ภิกษุให้ทำสันถัตใหม่แล้ว พึงทรงไว้ให้ได้ ๖ ฝน. ถ้ายัง  
			<remark  id="s1b2c86l6" />หย่อนกว่า ๖ ฝน เธอสละเสียแล้วก็ดี ยังไม่สละแล้วก็ดี ซึ่งสันถัตนั้น ให้ทำสันถัต  
			<remark  id="s1b2c86l7" />อื่นใหม่ เว้นไว้แต่ภิกษุได้สมมติ, เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์.ฯ  
			<remark  id="s1b2c86l8" />			เรื่องภิกษุอาพาธ จบ.  
			<remark  id="s1b2c86l9" />				สิกขาบทวิภังค์  
			<remark  id="s1b2c86l10" />	[๘๘] ที่ชื่อว่า ใหม่ ตรัสหมายการทำขึ้น.  
			<remark  id="s1b2c86l11" />	ที่ชื่อว่า สันถัต ได้แก่ผ้ารองนั่งที่เขาหล่อ ไม่ใช่ทอ.  
			<remark  id="s1b2c86l12" />	บทว่า ให้ทำแล้ว คือ ทำเองก็ตาม ใช้ให้เขาทำก็ตาม.  
			<remark  id="s1b2c86l13" />	บทว่า พึงทรงไว้ให้ได้ ๖ ฝน คือ พึงทรงไว้ให้ได้ ๖ ฝนเป็นอย่างเร็ว.  
			<remark  id="s1b2c86l14" />	บทว่า ถ้ายังหย่อนกว่า ๖ ฝน คือ ยังไม่ถึง ๖ ฝน.  
			<remark  id="s1b2c86l15" />	บทว่า สละเสียแล้วก็ดี ... ซึ่งสันถัตนั้น คือ ให้แก่คนอื่นไป.  
			<remark  id="s1b2c86l16" />	บทว่า ยังไม่สละแล้วก็ดี คือ ยังไม่ได้ให้แก่ใครๆ.  
			<remark  id="s1b2c86l17" />	บทว่า เว้นไว้แต่ภิกษุได้สมมติ คือ ยกเว้นภิกษุผู้ได้รับสมมติ.  
			<remark  id="s1b2c86l18" />	ภิกษุทำเองก็ตาม ใช้ให้เขาทำก็ตาม ซึ่งสันถัตอื่นใหม่ เป็นทุกกฏในประโยคที่ทำ,  
			<remark  id="s1b2c86l19" />เป็นนิสสัคคีย์ด้วยได้สันถัตมา, ต้องเสียสละแก่สงฆ์ คณะ หรือบุคคล  
			<remark  id="s1b2c86l20" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แลภิกษุพึงเสียสละสันถัตนั้น อย่างนี้:-  
			<remark  id="s1b2c86l21" />				วิธีเสียสละ  
			<remark  id="s1b2c86l22" />			เสียสละแก่สงฆ์  
			<remark  id="s1b2c86l23" />	ภิกษุรูปนั้นพึงเข้าไปหาสงฆ์ ห่มผ้าอุตราสงค์เฉวียงบ่า กราบเท้าภิกษุผู้แก่พรรษากว่า  
			<remark  id="s1b2c86l24" />กระหย่งประนมมือ กล่าวอย่างนี้ว่า  
			<remark  id="s1b2c86l25" />	ท่านเจ้าข้า สันถัตผืนนี้ของข้าพเจ้า ให้ทำหย่อนกว่า ๖ ฝน เว้นไว้แต่ภิกษุได้สมมติ  
			<remark  id="s1b2c86l26" />เป็นของจำจะสละ, ข้าพเจ้าสละสันถัตผืนนี้แก่สงฆ์.  
			<remark  id="s1b2c86l27" />	ครั้นสละแล้วพึงแสดงอาบัติ ภิกษุผู้ฉลาด ผู้สามารถ พึงรับอาบัติ พึงคืนสันถัตที่  
			<remark  id="s1b2c86l28" />เสียสละให้ด้วยญัตติกรรมวาจา ว่าดังนี้:-  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b2c87" >
		<para id="s1b2c87p">
			<remark  id="s1b2c87l1" />	ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า. สันถัตผืนนี้ของภิกษุมีชื่อนี้ เป็นของจำจะ  
			<remark  id="s1b2c87l2" />สละ เธอสละแล้วแก่สงฆ์. ถ้าความพร้อมพรั่งของสงฆ์ถึงที่แล้ว, สงฆ์พึงให้สันถัตผืนนี้  
			<remark  id="s1b2c87l3" />แก่ภิกษุมีชื่อนี้.  
			<remark  id="s1b2c87l4" />			เสียสละแก่คณะ  
			<remark  id="s1b2c87l5" />	ภิกษุรูปนั้นพึงเข้าไปหาภิกษุหลายรูป ห่มผ้าอุตราสงค์เฉวียงบ่า กราบเท้าภิกษุผู้แก่พรรษา  
			<remark  id="s1b2c87l6" />กว่า นั่งกระหย่งประนมมือ กล่าวอย่างนี้ว่า  
			<remark  id="s1b2c87l7" />	ท่านเจ้าข้า สันถัตผืนนี้ของข้าพเจ้า ให้ทำหย่อนกว่า ๖ ฝน เว้นไว้แต่ภิกษุได้สมมติ  
			<remark  id="s1b2c87l8" />เป็นของจำจะสละ, ข้าพเจ้าสละสันถัตผืนนี้แก่ท่านทั้งหลาย.  
			<remark  id="s1b2c87l9" />	ครั้นสละแล้วพึงแสดงอาบัติ ภิกษุผู้ฉลาด ผู้สามารถ พึงรับอาบัติ พึงคืนสันถัตที่  
			<remark  id="s1b2c87l10" />เสียสละให้ด้วยญัตติกรรมวาจา ว่าดังนี้:-  
			<remark  id="s1b2c87l11" />	ท่านทั้งหลาย ขอจงฟังข้าพเจ้า, สันถัตผืนนี้ของภิกษุมีชื่อนี้ เป็นของจำจะ  
			<remark  id="s1b2c87l12" />สละ เธอสละแล้วแก่ท่านทั้งหลาย. ถ้าความพร้อมพรั่งของท่านทั้งหลายถึงที่แล้ว,  
			<remark  id="s1b2c87l13" />ท่านทั้งหลายพึงให้สันถัตผืนนี้แก่ภิกษุมีชื่อนี้.  
			<remark  id="s1b2c87l14" />			เสียสละแก่บุคคล  
			<remark  id="s1b2c87l15" />	ภิกษุรูปนั้นพึงเข้าไปหาภิกษุรูปหนึ่ง ห่มผ้าอุตราสงค์เฉวียงบ่า นั่งกระหย่งประนมมือ  
			<remark  id="s1b2c87l16" />กล่าวอย่างนี้ว่า  
			<remark  id="s1b2c87l17" />	ท่าน สันถัตผืนนี้ของข้าพเจ้า ให้ทำหย่อนกว่า ๖ ฝน เว้นไว้แต่ภิกษุได้สมมติ เป็น  
			<remark  id="s1b2c87l18" />ของจำจะสละ, ข้าพเจ้าสละสันถัตผืนนี้แก่ท่าน.  
			<remark  id="s1b2c87l19" />	ครั้นสละแล้วพึงแสดงอาบัติ ภิกษุผู้รับเสียสละนั้น พึงรับอาบัติ พึงคืนสันถัตที่เสีย-  
			<remark  id="s1b2c87l20" />สละให้ด้วยคำว่า ข้าพเจ้าให้สันถัตผืนนี้แก่ท่าน ดังนี้.  
			<remark  id="s1b2c87l21" />				บทภาชนีย์  
			<remark  id="s1b2c87l22" />			จตุกกะนิสสัคคิยปาจิตตีย์  
			<remark  id="s1b2c87l23" />	[๘๙] สันถัตตนทำค้างไว้ ภิกษุทำต่อให้สำเร็จเอง, เป็นนิสสัคคีย์ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.  
			<remark  id="s1b2c87l24" />	สันถัตตนทำค้างไว้ ภิกษุใช้ผู้อื่นทำต่อจนสำเร็จ, เป็นนิสสัคคีย์ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.  
			<remark  id="s1b2c87l25" />	สันถัตคนอื่นทำค้างไว้ ภิกษุทำต่อให้สำเร็จเอง, เป็นนิสสัคคีย์ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.  
			<remark  id="s1b2c87l26" />	สันถัตคนอื่นทำค้างไว้ ภิกษุใช้ผู้อื่นทำต่อจนสำเร็จ, เป็นนิสสัคคีย์ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b2c88" >
		<para id="s1b2c88p">
			<remark  id="s1b2c88l1" />				อนาปัตติวาร  
			<remark  id="s1b2c88l2" />	[๙๐] ครบ ๖ ฝนแล้วภิกษุทำใหม่ ๑, เกิน ๖ ฝนแล้วภิกษุทำใหม่ ๑. ภิกษุทำเองก็ดี  
			<remark  id="s1b2c88l3" />ใช้ผู้อื่นทำก็ดี เพื่อใช้เป็นของอื่น ๑, ภิกษุได้สันถัตที่คนอื่นทำไว้แล้ว ใช้สอย ๑, ภิกษุทำเป็น  
			<remark  id="s1b2c88l4" />เพดานก็ดี เป็นเครื่องลาดพื้นก็ดี เป็นม่านก็ดี เป็นเปลือกฟูกก็ดี เป็นปลอกหมอนก็ดี, ภิกษุได้  
			<remark  id="s1b2c88l5" />สมมติ ๑ ภิกษุวิกลจริต ๑, ภิกษุอาทิกัมมิกะ ๑, ไม่ต้องอาบัติแล.  
			<remark  id="s1b2c88l6" />			โกสิยวรรค สิกขาบทที่ ๔ จบ.  
			<remark  id="s1b2c88l7" />				___________  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b2c89" >
		<para id="s1b2c89p">
			<remark  id="s1b2c89l1" />			๒. โกสิยวรรค สิกขาบทที่ ๕  
			<remark  id="s1b2c89l2" />			เรื่องพระอุปเสนวังคันตบุตร  
			<remark  id="s1b2c89l3" />	[๙๑] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวันอารามของอนาถ-  
			<remark  id="s1b2c89l4" />บิณฑิกคหบดี เขตพระนครสาวัตถี. ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุ  
			<remark  id="s1b2c89l5" />ทั้งหลาย เราปรารถนาจะหลีกออกเร้นอยู่ตลอดไตรมาส ใครๆ อย่าเข้าไปหาเรา นอกจากภิกษุ  
			<remark  id="s1b2c89l6" />ผู้นำบิณฑบาตเข้าไปให้รูปเดียว.  
			<remark  id="s1b2c89l7" />	ภิกษุเหล่านั้นรับพระพุทธาณัติแล้ว ไม่มีใครเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคในพระวิหารนี้เลย  
			<remark  id="s1b2c89l8" />นอกจากภิกษุผู้นำบิณฑบาตเข้าไปถวายรูปเดียวโดยแท้. ถึงอย่างนั้น สงฆ์ในเขตพระนครสาวัตถี  
			<remark  id="s1b2c89l9" />ก็ยังตั้งกติกากันไว้ว่า อาวุโสทั้งหลาย พระผู้มีพระภาคมีพระประสงค์จะเสด็จหลีกออกเร้นอยู่  
			<remark  id="s1b2c89l10" />ตลอดไตรมาส ใครๆ ไม่พึงเข้าไปเฝ้าพระองค์ นอกจากภิกษุผู้นำบิณฑบาตเข้าไปถวายรูปเดียว  
			<remark  id="s1b2c89l11" />ภิกษุรูปใดเข้าไปเฝ้าพระองค์ ต้องให้แสดงอาบัติปาจิตตีย์.  
			<remark  id="s1b2c89l12" />	[๙๒] ครั้งนั้น ท่านพระอุปเสนวังคันตบุตรกับภิกษุบริษัทเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่  
			<remark  id="s1b2c89l13" />ประทับ. ครั้นแล้วถวายบังคมพระผู้มีพระภาค นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว.  
			<remark  id="s1b2c89l14" />				พุทธประเพณี  
			<remark  id="s1b2c89l15" />	อันการที่พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทั้งหลาย ทรงปราศรัยกับพระอาคันตุกะทั้งหลายนี้ นั่น  
			<remark  id="s1b2c89l16" />เป็นพุทธประเพณี.  
			<remark  id="s1b2c89l17" />	ขณะนั้น พระผู้มีพระภาคตรัสถามท่านพระอุปเสนวังคันตบุตรว่า ดูกรอุปเสน พวกเธอ  
			<remark  id="s1b2c89l18" />พอทนได้ พอให้อัตภาพเป็นไปได้หรือ? พวกเธอเดินทางมาโดยได้รับความลำบากน้อยหรือ?  
			<remark  id="s1b2c89l19" />	ท่านพระอุปเสนวังคันตบุตรกราบทูลว่า พอทนได้ พอให้อัตภาพเป็นไปได้ พระพุทธเจ้า-  
			<remark  id="s1b2c89l20" />ข้า อนึ่ง พวกข้าพระพุทธเจ้าเดินทางมาโดยได้รับความลำบากเล็กน้อย พระพุทธเจ้าข้า.  
			<remark  id="s1b2c89l21" />	ก็แลขณะนั้น ภิกษุสัทธิวิหาริกของท่านพระอุปเสนวังคันตบุตรนั่งเฝ้าอยู่ไม่ห่างพระผู้มี  
			<remark  id="s1b2c89l22" />พระภาค จึงพระผู้มีพระภาคตรัสถามภิกษุรูปนั้นว่า ดูกรภิกษุ ผ้าบังสุกุลเป็นที่พอใจของเธอหรือ?  
			<remark  id="s1b2c89l23" />	ภิกษุรูปนั้นกราบทูลว่า ผ้าบังสุกุล มิได้เป็นที่พอใจของข้าพระพุทธเจ้าเลย พระพุทธเจ้าข้า.  
			<remark  id="s1b2c89l24" />	ภ. ก็ทำไมเธอจึงได้ทรงผ้าบังสุกุลเล่า ภิกษุ?.  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b2c90" >
		<para id="s1b2c90p">
			<remark  id="s1b2c90l1" />	ภิ. พระอุปัชฌายะของข้าพระพุทธเจ้าทรงผ้าบังสุกุล, ข้าพระพุทธเจ้าจึงต้องทรงผ้าบังสุกุล  
			<remark  id="s1b2c90l2" />อย่างนั้นบ้าง พระพุทธเจ้าข้า.  
			<remark  id="s1b2c90l3" />	ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัสถามท่านพระอุปเสนวังคันตบุตรว่า ดูกรอุปเสน บริษัท  
			<remark  id="s1b2c90l4" />ของเธอนี้น่าเลื่อมใสนัก, เธอแนะนำบริษัทอย่างไร?  
			<remark  id="s1b2c90l5" />	ท่านพระอุปเสนวังคันตบุตรกราบทูลว่า พระพุทธเจ้าข้า ผู้ใดขออุปสมบทต่อข้าพระ-  
			<remark  id="s1b2c90l6" />พุทธเจ้า, ข้าพระพุทธเจ้าบอกกะเขาอย่างนี้ว่า อาวุโส ฉันเป็นผู้อยู่ป่าเป็นวัตร ถือบิณฑบาต  
			<remark  id="s1b2c90l7" />เป็นวัตร ทรงผ้าบังสุกุลเป็นวัตร, ถ้าท่านจักถืออยู่ป่าเป็นวัตร ถือบิณฑบาตเป็นวัตร ทรงผ้า  
			<remark  id="s1b2c90l8" />บังสุกุลเป็นวัตรบ้าง, ฉันก็จักให้ท่านอุปสมบทตามประสงค์ ถ้าเขารับคำของข้าพระพุทธเจ้าๆ  
			<remark  id="s1b2c90l9" />จึงให้เขาอุปสมบท, ถ้าเขาไม่รับคำของข้าพระพุทธเจ้าๆ ก็ไม่ให้เขาอุปสมบท. ภิกษุใดขอนิสัย  
			<remark  id="s1b2c90l10" />ต่อข้าพระพุทธเจ้าๆ บอกกะภิกษุนั้นอย่างนี้ว่า อาวุโส เราเป็นผู้ถืออยู่ป่าเป็นวัตร ถือบิณฑบาต  
			<remark  id="s1b2c90l11" />เป็นวัตร ทรงผ้าบังสุกุลเป็นวัตร, ถ้าท่านจักถืออยู่ป่าเป็นวัตร ถือบิณฑบาตเป็นวัตร ทรงผ้า  
			<remark  id="s1b2c90l12" />บังสุกุลเป็นวัตรบ้างได้, เราก็จักให้นิสัยแก่ท่านตามความประสงค์ ถ้าภิกษุนั้นรับคำของข้าพระ-  
			<remark  id="s1b2c90l13" />พุทธเจ้าๆ จึงจะให้นิสัย, ถ้าภิกษุนั้นรับคำของข้าพระพุทธเจ้าไม่ได้ ข้าพระพุทธเจ้าก็ไม่ให้นิสัย,  
			<remark  id="s1b2c90l14" />ข้าพระพุทธเจ้าแนะนำบริษัทอย่างนี้แล พระพุทธเจ้าข้า.  
			<remark  id="s1b2c90l15" />	ภ. ดีแล้ว ดีแล้ว อุปเสน, เธอแนะนำบริษัทได้ดีจริงๆ เออก็เธอรู้กติกาของสงฆ์  
			<remark  id="s1b2c90l16" />ในเขตพระนครสาวัตถีไหม อุปเสน?.  
			<remark  id="s1b2c90l17" />	อุ. ไม่ทราบเกล้าฯ พระพุทธเจ้าข้า.  
			<remark  id="s1b2c90l18" />	ภ. ดูกรอุปเสน สงฆ์ในเขตพระนครสาวัตถี ตั้งกติกากันไว้ว่า ท่านทั้งหลาย พระผู้มี-  
			<remark  id="s1b2c90l19" />พระภาคมีพระประสงค์จะเสด็จหลีกออกเร้นอยู่ตลอดไตรมาส, ใครๆ อย่าเข้าไปเฝ้าพระองค์  
			<remark  id="s1b2c90l20" />นอกจากภิกษุผู้นำบิณฑบาตเข้าไปถวายรูปเดียว, ภิกษุใดเข้าไปเฝ้าพระองค์ ต้องให้แสดงอาบัติ  
			<remark  id="s1b2c90l21" />ปาจิตตีย์.  
			<remark  id="s1b2c90l22" />	อ. พระสงฆ์ในเขตพระนครสาวัตถี จักทราบทั่วกันตามกติกาของตน. พวกข้าพระ-  
			<remark  id="s1b2c90l23" />พุทธเจ้าจักไม่แต่งตั้งสิกขาบทที่พระองค์มิได้ทรงบัญญัติ และจักไม่เพิกถอนสิกขาบทที่ทรงบัญญัติ  
			<remark  id="s1b2c90l24" />ไว้ จักสมาทานประพฤติในสิกขาบทตามที่ทรงบัญญัติไว้.  
			<remark  id="s1b2c90l25" />	ภ. ดีแล้ว ดีแล้ว อุปเสน, ไม่ควรแต่งตั้งสิกขาบทที่เรายังมิได้บัญญัติ หรือไม่ควร  
			<remark  id="s1b2c90l26" />เพิกถอนสิกขาบทที่เราบัญญัติไว้ ควรสมาทานประพฤติในสิกขาบท ตามที่เราได้บัญญัติไว้. เรา  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b2c91" >
		<para id="s1b2c91p">
			<remark  id="s1b2c91l1" />อนุญาตให้พวกภิกษุผู้ถือการอยู่ป่าเป็นวัตร ถือบิณฑบาตเป็นวัตร ทรงผ้าบังสุกุลเป็นวัตร เข้าหา  
			<remark  id="s1b2c91l2" />เราได้ตามสะดวก.  
			<remark  id="s1b2c91l3" />	เวลานั้น ภิกษุหลายรูปกำลังรออยู่ที่นอกซุ้มประตูพระวิหาร ด้วยตั้งใจว่า พวกเราจักให้  
			<remark  id="s1b2c91l4" />ท่านพระอุปเสนวังคันตบุตรแสดงอาบัติปาจิตตีย์. ครั้นท่านพระอุปเสนวังคันตบุตรกับภิกษุบริษัท  
			<remark  id="s1b2c91l5" />ลุกจากอาสนะถวายบังคมพระผู้มีพระภาค ทำประทักษิณหลีกไปแล้ว, จึงภิกษุเหล่านั้นได้ถามท่าน  
			<remark  id="s1b2c91l6" />พระอุปเสนวังคันตบุตรดังนี้ว่า อาวุโส อุปเสน ท่านทราบกติกาของสงฆ์ในเขตพระนครสาวัตถี  
			<remark  id="s1b2c91l7" />ไหม?  
			<remark  id="s1b2c91l8" />	ท่านพระอุปเสนวังคันตบุตรตอบว่า อาวุโสทั้งหลาย แม้พระผู้มีพระภาคก็รับสั่งถาม  
			<remark  id="s1b2c91l9" />กระผมอย่างนี้ว่า ดูกรอุปเสน เธอทราบกติกาของสงฆ์ในเขตพระนครสาวัตถีไหม? กระผม  
			<remark  id="s1b2c91l10" />กราบทูลว่า ไม่ทราบเกล้าฯ พระพุทธเจ้าข้า พระองค์รับสั่งต่อไปว่า ดูกรอุปเสน สงฆ์ในพระนคร  
			<remark  id="s1b2c91l11" />สาวัตถีได้ตั้งกติกากันไว้ว่า อาวุโสทั้งหลาย พระผู้มีพระภาคมีพระประสงค์จะเสด็จหลีกออกเร้น  
			<remark  id="s1b2c91l12" />อยู่ตลอดไตรมาส, ใครๆ อย่าเข้าไปเฝ้าพระองค์ นอกจากภิกษุผู้นำบิณฑบาตเข้าไปถวายรูปเดียว.  
			<remark  id="s1b2c91l13" />ภิกษุใดเข้าเฝ้าพระองค์ ต้องให้แสดงอาบัติปาจิตตีย์. กระผมกราบทูลว่า พระสงฆ์ในเขตพระนคร  
			<remark  id="s1b2c91l14" />สาวัตถีจักทราบทั่วกันตามกติกาของตน. พวกข้าพระพุทธเจ้าจักไม่แต่งตั้งสิกขาบทที่พระองค์มิได้  
			<remark  id="s1b2c91l15" />ทรงบัญญัติ และจักไม่เพิกถอนสิกขาบทที่ทรงบัญญัติไว้ จักสมาทานประพฤติในสิกขาบทตามที่  
			<remark  id="s1b2c91l16" />ทรงบัญญัติไว้ ดังนี้. พระผู้มีพระภาคเลยทรงอนุญาตให้บรรดาภิกษุผู้ถือการอยู่ป่าเป็นวัตร ถือ  
			<remark  id="s1b2c91l17" />บิณฑบาตเป็นวัตร ทรงผ้าบังสุกุลเป็นวัตร เข้าเฝ้าได้ตามสะดวก ดังนี้.  
			<remark  id="s1b2c91l18" />	ภิกษุเหล่านั้นเห็นจริงด้วยในทันใดนั้นว่า ท่านพระอุปเสนวังคันตบุตร พูดถูกต้องจริง  
			<remark  id="s1b2c91l19" />แท้, พระสงฆ์ไม่ควรแต่งตั้งสิกขาบทที่ยังมิได้ทรงบัญญัติ หรือไม่ควรเพิกถอนสิกขาบทที่ทรง  
			<remark  id="s1b2c91l20" />บัญญัติไว้, ควรสมาทานประพฤติในสิกขาบทตามที่ทรงบัญญัติไว้.  
			<remark  id="s1b2c91l21" />	[๙๓] ภิกษุทั้งหลายได้ทราบข่าวว่า พระผู้มีพระภาคทรงอนุญาตให้ภิกษุผู้ถือการอยู่ป่า  
			<remark  id="s1b2c91l22" />เป็นวัตร ถือบิณฑบาตเป็นวัตร ทรงผ้าบังสุกุลเป็นวัตร เข้าเฝ้าได้ตามสะดวก. ภิกษุเหล่านั้น  
			<remark  id="s1b2c91l23" />ปรารถนาจะเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาค ต่างละทิ้งสันถัต พากันสมาทานอารัญญิกธุดงค์ บิณฑปาติก-  
			<remark  id="s1b2c91l24" />ธุดงค์ ปังสุกูลิกธุดงค์.  
			<remark  id="s1b2c91l25" />	หลังจากนั้น พระผู้มีพระภาคพร้อมด้วยภิกษุเป็นอันมาก เสด็จเที่ยวประพาสตามเสนา-  
			<remark  id="s1b2c91l26" />สนะ ได้ทอดพระเนตรเห็นสันถัตซึ่งทอดทิ้งไว้ในที่นั้นๆ ครั้นแล้วรับสั่งถามภิกษุทั้งหลายว่า  
			<remark  id="s1b2c91l27" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย สันถัตเหล่านี้ของใคร ถูกทอดทิ้งไว้ในที่นั้นๆ ?  
			<remark  id="s1b2c91l28" />	จึงภิกษุเหล่านั้น ได้กราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคแล้ว. 
		</para>
	</section>
	<section id="s1b2c92" >
		<para id="s1b2c92p">
			<remark  id="s1b2c92l1" />			ทรงบัญญัติสิกขาบท  
			<remark  id="s1b2c92l2" />	ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคทรงกระทำธรรมีกถา ในเพราะเหตุเป็นเค้ามูลนั้น ในเพราะ  
			<remark  id="s1b2c92l3" />เหตุแรกเกิดนั้น แล้วรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า  
			<remark  id="s1b2c92l4" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุนั้นแล เราจักบัญญัติสิกขาบทแก่ภิกษุทั้งหลาย อาศัย  
			<remark  id="s1b2c92l5" />อำนาจประโยชน์ ๑๐ ประการ คือ เพื่อความรับว่าดีแห่งสงฆ์ ๑ เพื่อความสำราญแห่งสงฆ์ ๑  
			<remark  id="s1b2c92l6" />เพื่อข่มบุคคลผู้เก้อยาก ๑ เพื่ออยู่สำราญของภิกษุผู้มีศีลเป็นที่รัก ๑ เพื่อป้องกันอาสวะอันจะ  
			<remark  id="s1b2c92l7" />บังเกิดในปัจจุบัน ๑ เพื่อกำจัดอาสวะอันจักบังเกิดในอนาคต ๑ เพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่  
			<remark  id="s1b2c92l8" />ยังไม่เลื่อมใส ๑ เพื่อความเลื่อมใสยิ่งของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว ๑ เพื่อความตั้งมั่นแห่งพระ-  
			<remark  id="s1b2c92l9" />สัทธรรม ๑ เพื่อถือตามพระวินัย ๑.  
			<remark  id="s1b2c92l10" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แลพวกเธอพึงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดงอย่างนี้ ว่าดังนี้:-  
			<remark  id="s1b2c92l11" />				พระบัญญัติ  
			<remark  id="s1b2c92l12" />	๓๔.๕. อนึ่ง ภิกษุผู้ให้ทำสันถัตสำหรับนั่ง พึงถือเอาคืบสุคตโดยรอบแห่ง  
			<remark  id="s1b2c92l13" />สันถัตเก่า เพื่อทำให้เสียสี, ถ้าภิกษุไม่ถือเอาคืบสุคตโดยรอบแห่งสันถัตเก่า ให้ทำ  
			<remark  id="s1b2c92l14" />สันถัตสำหรับนั่งใหม่, เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์.  
			<remark  id="s1b2c92l15" />			เรื่องพระอุปเสนวังคันตบุตร จบ.  
			<remark  id="s1b2c92l16" />				สิกขาบทวิภังค์  
			<remark  id="s1b2c92l17" />	[๙๔] ที่ชื่อว่า สำหรับนั่ง ตรัสหมายผ้ามีชาย.  
			<remark  id="s1b2c92l18" />	ที่ชื่อว่า สันถัต ได้แก่ ผ้ารองนั่งที่เขาหล่อ ไม่ใช่ทอ.  
			<remark  id="s1b2c92l19" />	บทว่า ผู้ให้ทำ คือ ทำเองก็ตาม ให้เขาทำก็ตาม.  
			<remark  id="s1b2c92l20" />	ที่ชื่อว่า สันถัตเก่า คือ ที่แม้นุ่ง ๑- แล้วคราวเดียว แม้ห่ม ๒- แล้วคราวเดียว.  
			<remark  id="s1b2c92l21" />	คำว่า พึงถือเอาคืบสุคตโดยรอบ ... เพื่อทำให้เสียสี คือ ตัดกลมๆ หรือสี่เหลี่ยม  
			<remark  id="s1b2c92l22" />แล้วลาดในเอกเทศหนึ่ง หรือชีออกปนหล่อเพื่อความทน.  
			<remark  id="s1b2c92l23" />	คำว่า ถ้าภิกษุไม่ถือเอาคืบสุคตโดยรอบแห่งสันถัตเก่า ความว่าไม่ถือเอาสันถัต  
			<remark  id="s1b2c92l24" />เก่า ๑ คืบสุคตโดยรอบแล้ว ทำเองก็ตาม ใช้ให้เขาทำก็ตาม ซึ่งสันถัตสำหรับนั่งใหม่ เป็น  
			<remark  id="s1b2c92l25" />ทุกกฏในประโยคที่ทำ, เป็นนิสสัคคีย์ด้วยได้สันถัตมา, ต้องเสียสละแก่สงฆ์ คณะ หรือบุคคล.  
			<remark  id="s1b2c92l26" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แลภิกษุพึงเสียสละสันถัตสำหรับนั่งนั้น อย่างนี้:-  
			<remark  id="s1b2c92l27" />#๑-๒ เห็นจะหลงมาจากจีวรเก่าในสิกขาบทที่ ๔ แห่งจีวรวรรค  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b2c93" >
		<para id="s1b2c93p">
			<remark  id="s1b2c93l1" />				วิธีเสียสละ  
			<remark  id="s1b2c93l2" />			เสียสละแก่สงฆ์  
			<remark  id="s1b2c93l3" />	ภิกษุรูปนั้นพึงเข้าไปหาสงฆ์ ห่มผ้าอุตราสงค์เฉวียงบ่า กราบเท้าภิกษุผู้แก่พรรษากว่า  
			<remark  id="s1b2c93l4" />นั่งกระหย่งประนมมือ กล่าวอย่างนี้ว่า  
			<remark  id="s1b2c93l5" />	ท่านเจ้าข้า สันถัตสำหรับนั่งผืนนี้ของข้าพเจ้า ไม่ได้ถือเอาคืบสุคตโดยรอบแห่งสันถัต  
			<remark  id="s1b2c93l6" />เก่าให้ทำแล้ว เป็นของจำจะสละ, ข้าพเจ้าสละสันถัตสำหรับนั่งผืนนี้แก่สงฆ์.  
			<remark  id="s1b2c93l7" />	ครั้นสละแล้วพึงแสดงอาบัติ ภิกษุผู้ฉลาด ผู้สามารถ พึงรับอาบัติ พึงคืนสันถัตสำหรับ  
			<remark  id="s1b2c93l8" />นั่งที่เสียสละให้ ด้วยญัตติกรรมวาจา ว่าดังนี้:-  
			<remark  id="s1b2c93l9" />	ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า. สันถัตสำหรับนั่งผืนนี้ของภิกษุมีชื่อนี้ เป็น  
			<remark  id="s1b2c93l10" />ของจำจะสละ เธอสละแล้วแก่สงฆ์. ถ้าความพร้อมพรั่งของสงฆ์ถึงที่แล้ว. สงฆ์พึงให้  
			<remark  id="s1b2c93l11" />สันถัตสำหรับนั่งผืนนี้แก่ภิกษุมีชื่อว่า  
			<remark  id="s1b2c93l12" />			เสียสละแก่คณะ  
			<remark  id="s1b2c93l13" />	ภิกษุรูปนั้นพึงเข้าไปหาภิกษุหลายรูป ห่มผ้าอุตราสงค์เฉวียงบ่า กราบเท้าภิกษุผู้แก่พรรษา  
			<remark  id="s1b2c93l14" />กว่า นั่งกระหย่งประนมมือ กล่าวอย่างนี้ว่า:-  
			<remark  id="s1b2c93l15" />	ท่านเจ้าข้า สันถัตสำหรับนั่งผืนนี้ของข้าพเจ้า ไม่ได้ถือเอาคืบสุคตโดยรอบแห่งสันถัต  
			<remark  id="s1b2c93l16" />เก่า ให้ทำแล้ว เป็นของจำจะสละ, ข้าพเจ้าสละสันถัตสำหรับนั่งผืนนี้แก่ท่านทั้งหลาย.  
			<remark  id="s1b2c93l17" />	ครั้นสละแล้วพึงแสดงอาบัติ ภิกษุผู้ฉลาด ผู้สามารถ พึงรับอาบัติ พึงคืนสันถัตสำหรับ  
			<remark  id="s1b2c93l18" />นั่งที่เสียสละให้ ด้วยญัตติกรรมวาจา ว่าดังนี้:-  
			<remark  id="s1b2c93l19" />	ท่านทั้งหลาย ขอจงฟังข้าพเจ้า. สันถัตสำหรับนั่งผืนนี้ของภิกษุมีชื่อนี้ เป็น  
			<remark  id="s1b2c93l20" />ของจำจะสละ เธอสละแล้วแก่ท่านทั้งหลาย. ถ้าความพร้อมพรั่งของท่านทั้งหลาย  
			<remark  id="s1b2c93l21" />ถึงที่แล้ว. ท่านทั้งหลาย พึงให้สันถัตสำหรับนั่งผืนนี้แก่ภิกษุมีชื่อนี้.  
			<remark  id="s1b2c93l22" />			เสียสละแก่บุคคล  
			<remark  id="s1b2c93l23" />	ภิกษุรูปนั้นพึงเข้าไปหาภิกษุรูปหนึ่ง ห่มผ้าอุตราสงค์เฉวียงบ่า นั่งกระหย่งประนมมือ  
			<remark  id="s1b2c93l24" />กล่าวอย่างนี้ว่า:-  
			<remark  id="s1b2c93l25" />	ท่าน สันถัตสำหรับนั่งผืนนี้ของข้าพเจ้า ไม่ได้ถือเอาคืบสุคตโดยรอบแห่งสันถัตเก่า  
			<remark  id="s1b2c93l26" />ให้ทำแล้ว เป็นของจำจะสละ, ข้าพเจ้าสละสันถัตสำหรับนั่งผืนนี้แก่ท่าน. 
		</para>
	</section>
	<section id="s1b2c94" >
		<para id="s1b2c94p">
			<remark  id="s1b2c94l1" />	ครั้นสละแล้วพึงแสดงอาบัติ ภิกษุผู้รับเสียสละนั้น พึงรับอาบัติ พึงคืนสันถัตสำหรับ  
			<remark  id="s1b2c94l2" />นั่งที่เสียสละให้ด้วยคำว่า ข้าพเจ้าให้สันถัตสำหรับนั่งผืนนี้แก่ท่านดังนี้.  
			<remark  id="s1b2c94l3" />				บทภาชนีย์  
			<remark  id="s1b2c94l4" />			จตุกกะนิสสัคคิยปาจิตตีย์  
			<remark  id="s1b2c94l5" />	[๙๕] สันถัตสำหรับนั่ง ตนทำค้างไว้ ภิกษุทำต่อให้สำเร็จเอง, เป็นนิสสัคคีย์ ต้อง  
			<remark  id="s1b2c94l6" />อาบัติปาจิตตีย์.  
			<remark  id="s1b2c94l7" />	สันถัตสำหรับนั่ง ตนทำค้างไว้ ภิกษุใช้ผู้อื่นทำต่อจนสำเร็จ, เป็นนิสสัคคีย์ ต้องอาบัติ  
			<remark  id="s1b2c94l8" />ปาจิตตีย์  
			<remark  id="s1b2c94l9" />	สันถัตสำหรับนั่ง คนอื่นทำค้างไว้ ภิกษุทำต่อให้สำเร็จเอง, เป็นนิสสัคคีย์ ต้องอาบัติ  
			<remark  id="s1b2c94l10" />ปาจิตตีย์.  
			<remark  id="s1b2c94l11" />	สันถัตสำหรับนั่ง คนอื่นทำค้างไว้ ภิกษุใช้ผู้อื่นทำต่อจนสำเร็จ, เป็นนิสสัคคีย์ ต้อง  
			<remark  id="s1b2c94l12" />อาบัติปาจิตตีย์.  
			<remark  id="s1b2c94l13" />				ทุกกฏ  
			<remark  id="s1b2c94l14" />	ภิกษุทำเองก็ดี ใช้ผู้อื่นทำก็ดี เพื่อใช้เป็นของอื่น, ต้องอาบัติทุกกฏ.  
			<remark  id="s1b2c94l15" />				อนาปัตติวาร  
			<remark  id="s1b2c94l16" />	[๙๖] ภิกษุถือเอาสันถัตเก่าหนึ่งคืบสุคตโดยรอบแล้วทำ ๑, ภิกษุหาไม่ได้ถือเอาแต่น้อย  
			<remark  id="s1b2c94l17" />แล้วทำ ๑, ภิกษุหาไม่ได้ ไม่ถือเอาเลยแล้วทำ ๑, ภิกษุได้สันถัตที่คนอื่นทำไว้แล้ว ใช้สอย ๑,  
			<remark  id="s1b2c94l18" />ภิกษุทำเป็นเพดานก็ดี เป็นเครื่องลาดพื้นก็ดี เป็นม่านก็ดี เป็นเปลือกฟูกก็ดี เป็นปลอกหมอน  
			<remark  id="s1b2c94l19" />ก็ดี ๑, ภิกษุวิกลจริต ๑, ภิกษุอาทิกัมมิกะ ๑, ไม่ต้องอาบัติแล.  
			<remark  id="s1b2c94l20" />			โกสิยวรรค สิกขาบทที่ ๕ จบ.  
			<remark  id="s1b2c94l21" />			___________  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b2c95" >
		<para id="s1b2c95p">
			<remark  id="s1b2c95l1" />			๒. โกสิยวรรค สิกขาบทที่ ๖  
			<remark  id="s1b2c95l2" />			เรื่องภิกษุรูปหนึ่ง  
			<remark  id="s1b2c95l3" />	[๙๗] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของอนาถ-  
			<remark  id="s1b2c95l4" />บิณฑิกคหบดี เขตพระนครสาวัตถี. ครั้งนั้น ภิกษุรูปหนึ่งเดินทางไปสู่พระนครสาวัตถี แถบ  
			<remark  id="s1b2c95l5" />โกศลชนบท. ขนเจียมเกิดขึ้นแก่เธอในระหว่างทาง จึงภิกษุนั้นได้เอาผ้าอุตราสงค์ห่อขนเจียม  
			<remark  id="s1b2c95l6" />เหล่านั้นเดินไป.  
			<remark  id="s1b2c95l7" />	ชาวบ้านเห็นภิกษุนั้นแล้วพูดสัพยอกว่า ท่านเจ้าข้า ท่านซื้อขนเจียมมาด้วยราคาเท่าไร  
			<remark  id="s1b2c95l8" />กำไรจักมีสักเท่าไร.  
			<remark  id="s1b2c95l9" />	ภิกษุรูปนั้นถูกชาวบ้านพูดสัพยอกได้เป็นผู้เก้อ. ครั้นเธอไปถึงพระนครสาวัตถีแล้ว ทั้งๆ  
			<remark  id="s1b2c95l10" />ที่ยืนอยู่นั่นแล ได้โยนขนเจียมเหล่านั้นลง.  
			<remark  id="s1b2c95l11" />	ภิกษุทั้งหลายจึงถามภิกษุนั้นอย่างนี้ว่า อาวุโส ทำไมท่านจึงโยนขนเจียมเหล่านั้นลงทั้งๆ  
			<remark  id="s1b2c95l12" />ที่ยังยืนอยู่เล่า?  
			<remark  id="s1b2c95l13" />	ภิกษุรูปนั้นตอบว่า ก็เพราะผมถูกชาวบ้านพูดสัพยอก เหตุขนเจียมเหล่านี้ ขอรับ.  
			<remark  id="s1b2c95l14" />	ภิกษุทั้งหลายถามว่า อาวุโส ก็ท่านนำขนเจียมเหล่านี้มาจากที่ไกลเท่าไรเล่า?  
			<remark  id="s1b2c95l15" />	ภิกษุรูปนั้นตอบว่า เกินกว่า ๓ โยชน์ ขอรับ.  
			<remark  id="s1b2c95l16" />	บรรดาภิกษุผู้มักน้อย สันโดษ มีความละอาย มีความรังเกียจ ผู้ใคร่ต่อสิกขา ต่างก็  
			<remark  id="s1b2c95l17" />เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนภิกษุจึงได้นำขนเจียมมาไกลเกิน ๓ โยชน์เล่า? แล้วกราบ  
			<remark  id="s1b2c95l18" />ทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค.  
			<remark  id="s1b2c95l19" />			ประชุมสงฆ์ทรงสอบถาม  
			<remark  id="s1b2c95l20" />	ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งให้ประชุมภิกษุสงฆ์ ในเพราะเหตุเป็นเค้ามูลนั้น ใน  
			<remark  id="s1b2c95l21" />เพราะเหตุแรกเกิดนั้น แล้วทรงสอบถามภิกษุรูปนั้นว่า ดูกรภิกษุ ข่าวว่าเธอนำขนเจียมมาไกล  
			<remark  id="s1b2c95l22" />เกิน ๓ โยชน์ จริงหรือ?  
			<remark  id="s1b2c95l23" />	ภิกษุรูปนั้นทูลว่า จริง พระพุทธเจ้าข้า.  
			<remark  id="s1b2c95l24" />				ทรงติเตียน  
			<remark  id="s1b2c95l25" />	พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงติเตียนว่า ดูกรโมฆบุรุษ การกระทำของเธอนั่น ไม่เหมาะ  
			<remark  id="s1b2c95l26" />ไม่สม ไม่ควร ไม่ใช่กิจของสมณะ ใช้ไม่ได้ ไม่ควรทำ ไฉนเธอจึงได้นำขนเจียมมาไกลเกิน  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b2c96" >
		<para id="s1b2c96p">
			<remark  id="s1b2c96l1" />กว่า ๓ โยชน์ การกระทำของเธอนั่น ไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส  
			<remark  id="s1b2c96l2" />หรือเพื่อความเลื่อมใสยิ่งของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว. โดยที่แท้ การกระทำของเธอนั่น เป็นไป  
			<remark  id="s1b2c96l3" />เพื่อความไม่เลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส และเพื่อความเป็นอย่างอื่นของชนบางพวกที่  
			<remark  id="s1b2c96l4" />เลื่อมใสแล้ว.  
			<remark  id="s1b2c96l5" />			ทรงบัญญัติสิกขาบท  
			<remark  id="s1b2c96l6" />	พระผู้มีพระภาคทรงติเตียนภิกษุรูปนั้น โดยอเนกปริยาย ดังนี้แล้ว ตรัสโทษแห่งความ  
			<remark  id="s1b2c96l7" />เป็นคนเลี้ยงยาก ความเป็นคนบำรุงยาก ความเป็นคนมักมาก ความเป็นคนไม่สันโดษ ความ  
			<remark  id="s1b2c96l8" />คลุกคลี ความเกียจคร้าน ตรัสคุณแห่งความเป็นคนเลี้ยงง่าย ความเป็นคนบำรุงง่าย ความ  
			<remark  id="s1b2c96l9" />มักน้อย ความสันโดษ ความขัดเกลา ความกำจัด อาการที่น่าเลื่อมใส การไม่สะสม การ  
			<remark  id="s1b2c96l10" />ปรารภความเพียร โดยอเนกปริยาย, ทรงกระทำธรรมีกถาที่สมควรแก่เรื่องนั้น ที่เหมาะสมแก่  
			<remark  id="s1b2c96l11" />เรื่องนั้น แก่ภิกษุทั้งหลายแล้วรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า  
			<remark  id="s1b2c96l12" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุนั้นแล เราจักบัญญัติสิกขาบทแก่ภิกษุทั้งหลาย อาศัย  
			<remark  id="s1b2c96l13" />อำนาจประโยชน์ ๑๐ ประการ คือ เพื่อความรับว่าดีแห่งสงฆ์ ๑ เพื่อความสำราญแห่งสงฆ์ ๑  
			<remark  id="s1b2c96l14" />เพื่อข่มบุคคลผู้เก้อยาก ๑ เพื่ออยู่สำราญแห่งภิกษุผู้มีศีลเป็นที่รัก ๑ เพื่อป้องกันอาสวะอันจะ  
			<remark  id="s1b2c96l15" />บังเกิดในปัจจุบัน ๑ เพื่อกำจัดอาสวะอันจักบังเกิดในอนาคต ๑ เพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่  
			<remark  id="s1b2c96l16" />ยังไม่เลื่อมใส ๑ เพื่อความเลื่อมใสยิ่งของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว ๑ เพื่อความตั้งมั่นแห่งพระ-  
			<remark  id="s1b2c96l17" />สัทธรรม ๑ เพื่อถือตามพระวินัย ๑.  
			<remark  id="s1b2c96l18" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แลพวกเธอพึงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดงอย่างนี้ ว่าดังนี้:-  
			<remark  id="s1b2c96l19" />				พระบัญญัติ  
			<remark  id="s1b2c96l20" />	๓๕.๖. อนึ่ง ขนเจียมเกิดขึ้นแก่ภิกษุผู้เดินทางไกล, ภิกษุต้องการพึงรับได้,  
			<remark  id="s1b2c96l21" />ครั้นรับแล้ว เมื่อคนถือไม่มี พึงถือไปด้วยมือของตนเองตลอดระยะทาง ๓ โยชน์เป็น  
			<remark  id="s1b2c96l22" />อย่างมาก, ถ้าเธอถือเอาไปยิ่งกว่านั้น แม้คนถือไม่มี, เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์.  
			<remark  id="s1b2c96l23" />			เรื่องภิกษุรูปหนึ่ง จบ.  
			<remark  id="s1b2c96l24" />				สิกขาบทวิภังค์  
			<remark  id="s1b2c96l25" />	[๙๘] บทว่า ... แก่ภิกษุผู้เดินทางไกล ได้แก่ ภิกษุเดินทาง.  
			<remark  id="s1b2c96l26" />	บทว่า ขนเจียมเกิดขึ้น คือ เกิดขึ้นแต่สงฆ์ก็ตาม แต่คณะก็ตาม แต่ญาติก็ตาม แต่มิตร  
			<remark  id="s1b2c96l27" />ก็ตาม แต่ที่บังสุกุลก็ตาม แต่ทรัพย์ของตนก็ตาม.  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b2c97" >
		<para id="s1b2c97p">
			<remark  id="s1b2c97l1" />	บทว่า ต้องการ คือ เมื่อปรารถนา ก็พึงรับได้.  
			<remark  id="s1b2c97l2" />	คำว่า ครั้นรับแล้ว ... พึงถือไปด้วยมือของตนเอง ตลอดระยะทาง ๓ โยชน์เป็น  
			<remark  id="s1b2c97l3" />อย่างมาก คือ นำไปด้วยมือของตนเองได้ ชั่วระยะทาง ๓ โยชน์ เป็นอย่างไกล.  
			<remark  id="s1b2c97l4" />	บทว่า เมื่อคนถือไม่มี ความว่า คนอื่น คือ สตรี หรือบุรุษ คฤหัสถ์ หรือบรรพชิต  
			<remark  id="s1b2c97l5" />สักตนหนึ่ง เป็นผู้ช่วยถือไปไม่มี.  
			<remark  id="s1b2c97l6" />	คำว่า ถ้าเธอถือเอาไปยิ่งกว่านั้น แม้คนถือไม่มี อธิบายว่า เธอก้าวเกิน ๓ โยชน์  
			<remark  id="s1b2c97l7" />เท้าแรก, ต้องอาบัติทุกกฏ. เท้าที่สอง ขนเจียมเหล่านั้น, เป็นนิสสัคคีย์. เธอยืนอยู่ภายในระยะ  
			<remark  id="s1b2c97l8" />๓ โยชน์ โยนขนเจียมลงนอกระยะ ๓ โยชน์, ก็เป็นนิสสัคคีย์. ซ่อนไว้ในยานพาหนะก็ตาม  
			<remark  id="s1b2c97l9" />ในห่อถุงก็ตาม ของคนอื่น ซึ่งเขาไม่รู้ ให้ล่วง ๓ โยชน์ไป, ก็เป็นนิสสัคคีย์. คือ เป็นของ  
			<remark  id="s1b2c97l10" />จำต้องเสียสละแก่สงฆ์ คณะ หรือบุคคล.  
			<remark  id="s1b2c97l11" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แลภิกษุพึงเสียสละขนเจียมนั้นอย่างนี้:-  
			<remark  id="s1b2c97l12" />				วิธีเสียสละ  
			<remark  id="s1b2c97l13" />			เสียสละแก่สงฆ์  
			<remark  id="s1b2c97l14" />	ภิกษุรูปนั้นพึงเข้าไปหาสงฆ์ ห่มผ้าอุตราสงค์เฉวียงบ่า กราบเท้าภิกษุผู้แก่พรรษากว่า  
			<remark  id="s1b2c97l15" />นั่งกระหย่งประนมมือ กล่าวอย่างนี้ว่า  
			<remark  id="s1b2c97l16" />	ท่านเจ้าข้า ขนเจียมเหล่านี้ของข้าพเจ้าให้ล่วงเลย ๓ โยชน์ เป็นของจำจะสละ, ข้าพเจ้า  
			<remark  id="s1b2c97l17" />สละขนเจียมเหล่านี้แก่สงฆ์.  
			<remark  id="s1b2c97l18" />	ครั้นสละแล้วพึงแสดงอาบัติ ภิกษุผู้ฉลาด ผู้สามารถ พึงรับอาบัติ พึงคืนขนเจียมที่  
			<remark  id="s1b2c97l19" />เสียสละให้ด้วยญัตติกรรมวาจา ว่าดังนี้:-  
			<remark  id="s1b2c97l20" />	ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า. ขนเจียมเหล่านี้ของภิกษุมีชื่อนี้ เป็นของ  
			<remark  id="s1b2c97l21" />จำจะสละ, เธอสละแล้วแก่สงฆ์. ถ้าความพร้อมพรั่งของสงฆ์ที่ถึงที่แล้ว, สงฆ์พึงให้  
			<remark  id="s1b2c97l22" />ขนเจียมเหล่านี้แก่ภิกษุมีชื่อนี้.  
			<remark  id="s1b2c97l23" />			เสียสละแก่คณะ  
			<remark  id="s1b2c97l24" />	ภิกษุรูปนั้นพึงเข้าไปหาภิกษุหลายรูป ห่มผ้าอุตราสงค์เฉวียงบ่า กราบเท้าภิกษุผู้แก่  
			<remark  id="s1b2c97l25" />พรรษากว่า นั่งกระหย่งประนมมือ กล่าวอย่างนี้ว่า:-  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b2c98" >
		<para id="s1b2c98p">
			<remark  id="s1b2c98l1" />	ท่านเจ้าข้า ขนเจียมเหล่านี้ของข้าพเจ้าให้ล่วง ๓ โยชน์ เป็นของจำจะสละ, ข้าพเจ้า  
			<remark  id="s1b2c98l2" />สละขนเจียมเหล่านี้แก่ท่านทั้งหลาย.  
			<remark  id="s1b2c98l3" />	ครั้นสละแล้วพึงแสดงอาบัติ ภิกษุผู้ฉลาด ผู้สามารถ พึงรับอาบัติ พึงคืนขนเจียมที่  
			<remark  id="s1b2c98l4" />เสียสละให้ด้วยญัตติกรรมวาจา ว่าดังนี้:-  
			<remark  id="s1b2c98l5" />	ท่านทั้งหลาย ขอจงฟังข้าพเจ้า. ขนเจียมเหล่านี้ของภิกษุมีชื่อนี้. เป็นของ  
			<remark  id="s1b2c98l6" />จำจะสละ, เธอสละแล้วแก่ท่านทั้งหลาย. ถ้าความพร้อมพรั่งของท่านทั้งหลายถึง  
			<remark  id="s1b2c98l7" />ที่แล้ว, ท่านทั้งหลายพึงให้ขนเจียมเหล่านี้แก่ภิกษุมีชื่อ.  
			<remark  id="s1b2c98l8" />			เสียสละแก่บุคคล  
			<remark  id="s1b2c98l9" />	ภิกษุรูปนั้นพึงเข้าไปหาภิกษุรูปหนึ่ง ห่มผ้าอุตราสงค์เฉวียงบ่า นั่งกระหย่งประนมมือ  
			<remark  id="s1b2c98l10" />กล่าวอย่างนี้ว่า:-  
			<remark  id="s1b2c98l11" />	ท่าน ขนเจียมเหล่านี้ของข้าพเจ้าให้ล่วงเลย ๓ โยชน์ เป็นของจำจะสละ, ข้าพเจ้าสละ  
			<remark  id="s1b2c98l12" />ขนเจียมเหล่านี้แก่ท่าน.  
			<remark  id="s1b2c98l13" />	ครั้นสละแล้วพึงแสดงอาบัติ ภิกษุผู้รับเสียสละนั้นพึงรับอาบัติ พึงคืนขนเจียมที่เสีย  
			<remark  id="s1b2c98l14" />สละให้ด้วยคำว่า ข้าพเจ้าให้ขนเจียมเหล่านี้แก่ท่าน ดังนี้.  
			<remark  id="s1b2c98l15" />				บทภาชนีย์  
			<remark  id="s1b2c98l16" />			ติกะนิสสัคคิยปาจิตตีย์  
			<remark  id="s1b2c98l17" />	[๙๙] เกิน ๓ โยชน์ ภิกษุสำคัญว่าเกิน เดินเลย ๓ โยชน์ไป, เป็นนิสสัคคีย์ ต้อง  
			<remark  id="s1b2c98l18" />อาบัติปาจิตตีย์.  
			<remark  id="s1b2c98l19" />	เกิน ๓ โยชน์ ภิกษุสงสัย เดินเลย ๓ โยชน์ไป, เป็นนิสสัคคีย์ ต้องอาบัติปาจิตตีย์  
			<remark  id="s1b2c98l20" />	เกิน ๓ โยชน์ ภิกษุสำคัญว่าหย่อน เดินเลย ๓ โยชน์ไป, เป็นนิสสัคคีย์ ต้องอาบัติ  
			<remark  id="s1b2c98l21" />ปาจิตตีย์.  
			<remark  id="s1b2c98l22" />				ทุกกฏ  
			<remark  id="s1b2c98l23" />	หย่อน ๓ โยชน์ ภิกษุสำคัญว่าเกิน ... ต้องอาบัติทุกกฏ.  
			<remark  id="s1b2c98l24" />	หย่อน ๓ โยชน์ ภิกษุสงสัย ... ต้องอาบัติทุกกฏ.  
			<remark  id="s1b2c98l25" />				ไม่ต้องอาบัติ  
			<remark  id="s1b2c98l26" />	หย่อน ๓ โยชน์ ภิกษุสำคัญว่าหย่อน ... ไม่ต้องอาบัติ.  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b2c99" >
		<para id="s1b2c99p">
			<remark  id="s1b2c99l1" />				อนาปัตติวาร  
			<remark  id="s1b2c99l2" />	[๑๐๐] ภิกษุถือไปเพียงระยะ ๓ โยชน์ ๑, ภิกษุถือไปหย่อนระยะ ๓ โยชน์ ๑, ภิกษุ  
			<remark  id="s1b2c99l3" />ถือไปก็ดี ถือกลับมาก็ดี เพียงระยะ ๓ โยชน์ ๑, ภิกษุถือไปเพียง ๓ โยชน์ แล้วพักแรมเสีย  
			<remark  id="s1b2c99l4" />รุ่งขึ้นถือต่อจากนั้นไปอีก ๑, ขนเจียมถูกโจรชิงไปแล้ว ภิกษุได้คืนมา ถือไปอีก ๑, ขนเจียม  
			<remark  id="s1b2c99l5" />ที่สละแล้ว ภิกษุได้คืนมา ถือไปอีก ๑, ภิกษุให้คนอื่นช่วยถือไป ๑, ขนเจียมที่ทำเป็นสิ่งของ  
			<remark  id="s1b2c99l6" />แล้วภิกษุถือไป ๑, ภิกษุวิกลจริต ๑, ภิกษุอาทิกัมมิกะ ๑, ไม่ต้องอาบัติแล.  
			<remark  id="s1b2c99l7" />			โกสิยวรรค สิกขาบทที่ ๖ จบ.  
			<remark  id="s1b2c99l8" />				___________  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b2c100" >
		<para id="s1b2c100p">
			<remark  id="s1b2c100l1" />			๒. โกสิยวรรค สิกขาบทที่ ๗  
			<remark  id="s1b2c100l2" />			เรื่องพระฉัพพัคคีย์  
			<remark  id="s1b2c100l3" />	[๑๐๑] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ นิโครธาราม เขตพระนคร  
			<remark  id="s1b2c100l4" />กบิลพัสดุ์ แถบสักกชนบท. ครั้งนั้น พระฉัพพัคคีย์ใช้ภิกษุณีซักบ้าง ย้อมบ้าง สางบ้าง ซึ่ง  
			<remark  id="s1b2c100l5" />ขนเจียม, ภิกษุณีทั้งหลายมัวสาละวนซัก ย้อม สาง ขนเจียมอยู่ จึงละเลยอุเทศ ปริปุจฉา  
			<remark  id="s1b2c100l6" />อธิศีล อธิจิต อธิปัญญา.  
			<remark  id="s1b2c100l7" />	ครั้งนั้นแล พระมหาปชาบดีโคตมีเถรี เสด็จเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาค ณ พุทธสำนัก. ครั้น  
			<remark  id="s1b2c100l8" />ถวายบังคมแล้ว ได้ประทับยืน ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง.  
			<remark  id="s1b2c100l9" />	พระผู้มีพระภาคได้ตรัสถามพระมหาปชาบดีโคตมีเถรีผู้ประทับอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง  
			<remark  id="s1b2c100l10" />แลว่า ดูกรพระโคตมี พวกภิกษุณียังเป็นผู้ไม่ประมาท มีความเพียร มีตนส่งไปแล้วอยู่หรือ?  
			<remark  id="s1b2c100l11" />	พระนางกราบทูลว่า พระพุทธเจ้าข้า ความไม่ประมาทของพวกภิกษุณีจักมีแต่ไหน, เพราะ  
			<remark  id="s1b2c100l12" />พระผู้เป็นเจ้าเหล่าฉัพพัคคีย์ใช้ภิกษุณีซักบ้าง ย้อมบ้าง สางบ้าง ซึ่งขนเจียม, ภิกษุณีทั้งหลาย  
			<remark  id="s1b2c100l13" />มัวสาละวนซัก ย้อม สาง ขนเจียมอยู่ จึงละเลยอุเทศ ปริปุจฉา อธิศีล อธิจิต อธิปัญญา.  
			<remark  id="s1b2c100l14" />	ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคทรงชี้แจงให้พระมหาปชาบดีโคตมีเถรี สมาทาน อาจหาญ ร่าเริง  
			<remark  id="s1b2c100l15" />ด้วยธรรมีกถาแล้ว. พระนางถวายบังคมพระผู้มีพระภาค ทำประทักษิณ หลีกไปแล้ว.  
			<remark  id="s1b2c100l16" />			ประชุมสงฆ์ทรงสอบถาม  
			<remark  id="s1b2c100l17" />	ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาครับสั่งให้ประชุมภิกษุสงฆ์ ในเพราะเหตุเป็นเค้ามูลนั้น  
			<remark  id="s1b2c100l18" />ในเพราะเหตุแรกเกิดนั้น แล้วทรงสอบถามพระฉัพพัคคีย์ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข่าวว่าพวกเธอ  
			<remark  id="s1b2c100l19" />ใช้ภิกษุณีซักบ้าง ย้อมบ้าง สางบ้าง ซึ่งขนเจียม จริงหรือ?  
			<remark  id="s1b2c100l20" />	พระฉัพพัคคีย์ทูลรับว่า จริง พระพุทธเจ้าข้า.  
			<remark  id="s1b2c100l21" />	พ. เขาเป็นญาติของพวกเธอ หรือมิใช่ญาติ?  
			<remark  id="s1b2c100l22" />	ฉ. มิใช่ญาติ พระพุทธเจ้าข้า.  
			<remark  id="s1b2c100l23" />				ทรงติเตียน  
			<remark  id="s1b2c100l24" />	พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงติเตียนว่า ดูกรโมฆบุรุษทั้งหลาย การกระทำของพวกเธอนั่น  
			<remark  id="s1b2c100l25" />ไม่เหมาะ ไม่สม ไม่ควร ไม่ใช่กิจของสมณะ ใช้ไม่ได้ ไม่ควรทำ, ภิกษุผู้มิใช่ญาติ ย่อมไม่  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b2c101" >
		<para id="s1b2c101p">
			<remark  id="s1b2c101l1" />รู้การกระทำที่สมควรหรือไม่สมควร, อาการที่น่าเลื่อมใสหรือไม่น่าเลื่อมใส ของภิกษุณีผู้มิใช่ญาติ,  
			<remark  id="s1b2c101l2" />เมื่อเป็นเช่นนั้น พวกเธอยังใช่ภิกษุณีผู้มิใช่ญาติ ให้ซักบ้าง ย้อมบ้าง สางบ้าง ซึ่งขนเจียมได้,  
			<remark  id="s1b2c101l3" />การกระทำของพวกเธอนั่น ไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส หรือเพื่อความ  
			<remark  id="s1b2c101l4" />เลื่อมใสยิ่งของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว. โดยที่แท้ การกระทำของพวกเธอนั่น เป็นไปเพื่อความไม่  
			<remark  id="s1b2c101l5" />เลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส และเพื่อความเป็นอย่างอื่นของชนบางพวกที่เลื่อมใสแล้ว.  
			<remark  id="s1b2c101l6" />			ทรงบัญญัติสิกขาบท  
			<remark  id="s1b2c101l7" />	พระผู้มีพระภาคทรงติเตียนพระฉัพพัคคีย์โดยอเนกปริยายดั่งนี้แล้ว ตรัสโทษแห่งความ  
			<remark  id="s1b2c101l8" />เป็นคนเลี้ยงยาก ความเป็นคนบำรุงยาก ความเป็นคนมักมาก ความเป็นคนไม่สันโดษ ความ  
			<remark  id="s1b2c101l9" />คลุกคลี ความเกียจคร้าน ตรัสคุณแห่งความเป็นคนเลี้ยงง่าย ความเป็นคนบำรุงง่าย ความมักน้อย  
			<remark  id="s1b2c101l10" />ความสันโดษ ความขัดเกลา ความกำจัด อาการที่น่าเลื่อมใส การไม่สะสม การปรารภความ  
			<remark  id="s1b2c101l11" />เพียร โดยอเนกปริยาย ทรงกระทำธรรมีกถาที่สมควรแก่เรื่องนั้น ที่เหมาะสมแก่เรื่องนั้น แก่  
			<remark  id="s1b2c101l12" />ภิกษุทั้งหลาย แล้วรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า  
			<remark  id="s1b2c101l13" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุนั้นแล เราจักบัญญัติสิกขาบทแก่ภิกษุทั้งหลาย อาศัยอำนาจ  
			<remark  id="s1b2c101l14" />ประโยชน์ ๑๐ ประการ คือ เพื่อความรับว่าดีแห่งสงฆ์ ๑ เพื่อความสำราญแห่งสงฆ์ ๑ เพื่อข่ม  
			<remark  id="s1b2c101l15" />บุคคลผู้เก้อยาก ๑ เพื่ออยู่สำราญแห่งภิกษุผู้มีศีลเป็นที่รัก ๑ เพื่อป้องกันอาสวะอันจะบังเกิดใน  
			<remark  id="s1b2c101l16" />ปัจจุบัน ๑ เพื่อกำจัดอาสวะอันจักบังเกิดในอนาคต ๑ เพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่  
			<remark  id="s1b2c101l17" />เลื่อมใส ๑ เพื่อความเลื่อมใสยิ่งของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว ๑ เพื่อความตั้งมั่นแห่งพระสัทธรรม ๑  
			<remark  id="s1b2c101l18" />เพื่อถือตามพระวินัย ๑.  
			<remark  id="s1b2c101l19" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แลพวกเธอพึงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดงอย่างนี้ ว่าดังนี้:-  
			<remark  id="s1b2c101l20" />				พระบัญญัติ  
			<remark  id="s1b2c101l21" />	๓๖. ๗. อนึ่ง ภิกษุใด ยังภิกษุณีผู้มิใช่ญาติ ให้ซักก็ดี ให้ย้อมก็ดี ให้สางก็ดี  
			<remark  id="s1b2c101l22" />ซึ่งขนเจียม, เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์.  
			<remark  id="s1b2c101l23" />			เรื่องพระฉัพพัคคีย์ จบ.  
			<remark  id="s1b2c101l24" />				สิกขาบทวิภังค์  
			<remark  id="s1b2c101l25" />	[๑๐๒] บทว่า อนึ่ง ... ใด ความว่า ผู้ใด คือ ผู้เช่นใด มีการงานอย่างใด มีชาติอย่างใด  
			<remark  id="s1b2c101l26" />มีชื่ออย่างใด มีโคตรอย่างใด มีปกติอย่างใด มีธรรมเครื่องอยู่อย่างใด มีอารมณ์อย่างใด, เป็น  
			<remark  id="s1b2c101l27" />เถระก็ตาม เป็นนวกะก็ตาม เป็นมัชฌิมะก็ตาม, นี้พระผู้มีพระภาคตรัสว่า อนึ่ง ... ใด. 
		</para>
	</section>
	<section id="s1b2c102" >
		<para id="s1b2c102p">
			<remark  id="s1b2c102l1" />	บทว่า ภิกษุ ความว่า ที่ชื่อว่า ภิกษุ เพราะอรรถว่า เป็นผู้ขอ. ชื่อว่า ภิกษุ เพราะ  
			<remark  id="s1b2c102l2" />อรรถว่า ประพฤติภิกขาจริยวัตร. ชื่อว่า ภิกษุ เพราะอรรถว่า ทรงผืนผ้าที่ถูกทำลายแล้ว. ชื่อว่า  
			<remark  id="s1b2c102l3" />ภิกษุ โดยสมญา. ชื่อว่า ภิกษุ โดยปฏิญญา. ชื่อว่า ภิกษุ เพราะอรรถว่า เป็นเอหิภิกษุ. ชื่อว่า  
			<remark  id="s1b2c102l4" />ภิกษุ เพราะอรรถว่า เป็นผู้อุปสมบทแล้วด้วยไตรสรณคมน์. ชื่อว่า ภิกษุ เพราะอรรถว่า เป็น  
			<remark  id="s1b2c102l5" />ผู้เจริญ. ชื่อว่า ภิกษุ เพราะอรรถว่า มีสารธรรม. ชื่อว่า ภิกษุ เพราะอรรถว่า เป็นพระเสขะ.  
			<remark  id="s1b2c102l6" />ชื่อว่า ภิกษุ เพราะอรรถว่า เป็นพระอเสขะ. ชื่อว่า ภิกษุ เพราะอรรถว่า เป็นผู้อันสงฆ์พร้อม  
			<remark  id="s1b2c102l7" />เพรียงกันอุปสมบทให้ด้วยญัตติจตุตถกรรม อันไม่กำเริบ ควรแก่ฐานะ. บรรดาภิกษุเหล่านั้น  
			<remark  id="s1b2c102l8" />ภิกษุที่สงฆ์พร้อมเพรียงกันอุปสมบทให้ด้วยญัตติจตุตถกรรม อันไม่กำเริบ ควรแก่ฐานะ, นี้ ชื่อว่า  
			<remark  id="s1b2c102l9" />ภิกษุ ที่ทรงประสงค์ในอรรถนี้.  
			<remark  id="s1b2c102l10" />	ที่ชื่อว่า ผู้มิใช่ญาติ คือ ไม่ใช่คนเนื่องถึงกัน ทางมารดาก็ดี ทางบิดาก็ดี ตลอด ๗  
			<remark  id="s1b2c102l11" />ชั่วอายุของบุรพชนก.  
			<remark  id="s1b2c102l12" />	ที่ชื่อว่า ภิกษุณี ได้แก่ สตรีผู้อุปสมบทแล้วในสงฆ์ ๒ ฝ่าย.  
			<remark  id="s1b2c102l13" />	ภิกษุสั่งว่า จงซัก, ต้องอาบัติทุกกฏ. ขนเจียมที่ซักแล้ว เป็นนิสสัคคีย์.  
			<remark  id="s1b2c102l14" />	ภิกษุสั่งว่า จงย้อม, ต้องอาบัติทุกกฏ. ขนเจียมที่ย้อมแล้ว เป็นนิสสัคคีย์.  
			<remark  id="s1b2c102l15" />	ภิกษุสั่งว่า จงสาง, ต้องอาบัติทุกกฏ. ขนเจียมที่สางแล้ว เป็นนิสสัคคีย์ คือ เป็นของ  
			<remark  id="s1b2c102l16" />จำต้องเสียสละแก่สงฆ์ คณะ หรือบุคคล.  
			<remark  id="s1b2c102l17" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แลภิกษุพึงเสียสละขนเจียมนั้น อย่างนี้.  
			<remark  id="s1b2c102l18" />				วิธีเสียสละ  
			<remark  id="s1b2c102l19" />			เสียสละแก่สงฆ์  
			<remark  id="s1b2c102l20" />	ภิกษุรูปนั้นพึงเข้าไปหาสงฆ์ ห่มผ้าอุตราสงค์เฉวียงบ่า กราบเท้าภิกษุผู้แก่พรรษากว่า  
			<remark  id="s1b2c102l21" />นั่งกระหย่งประนมมือ กล่าวอย่างนี้ว่า  
			<remark  id="s1b2c102l22" />	ท่านเจ้าข้า ขนเจียมเหล่านี้ของข้าพเจ้า. ใช้ภิกษุณีผู้มิใช่ญาติซักแล้ว เป็น  
			<remark  id="s1b2c102l23" />ของจำจะสละ, ข้าพเจ้าสละขนเจียมเหล่านี้แก่สงฆ์.  
			<remark  id="s1b2c102l24" />	ครั้นสละแล้วพึงแสดงอาบัติ ภิกษุผู้ฉลาด ผู้สามารถ พึงรับอาบัติ พึงคืนขนเจียมที่  
			<remark  id="s1b2c102l25" />เสียสละให้ด้วยญัตติกรรมวาจา ว่าดังนี้:-  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b2c103" >
		<para id="s1b2c103p">
			<remark  id="s1b2c103l1" />	ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า. ขนเจียมเหล่านี้ของภิกษุมีชื่อนี้ เป็นของ  
			<remark  id="s1b2c103l2" />จำจะสละ, เธอสละแล้วแก่สงฆ์. ถ้าความพร้อมพรั่งของสงฆ์ถึงที่แล้ว, สงฆ์พึงให้  
			<remark  id="s1b2c103l3" />ขนเจียมเหล่านี้แก่ภิกษุมีชื่อนี้.  
			<remark  id="s1b2c103l4" />			เสียสละแก่คณะ  
			<remark  id="s1b2c103l5" />	ภิกษุรูปนั้นพึงเข้าไปหาภิกษุหลายรูป ห่มผ้าอุตราสงค์เฉวียงบ่า กราบเท้าภิกษุผู้แก่พรรษา  
			<remark  id="s1b2c103l6" />กว่า นั่งกระหย่งประนมมือ กล่าวอย่างนี้ว่า:-  
			<remark  id="s1b2c103l7" />	ท่านเจ้าข้า ขนเจียมเหล่านี้ของข้าพเจ้า ใช้ภิกษุณีผู้มิใช่ญาติซักแล้ว เป็น  
			<remark  id="s1b2c103l8" />ของจำจะสละ, ข้าพเจ้าสละขนเจียมเหล่านี้แก่ท่านทั้งหลาย.  
			<remark  id="s1b2c103l9" />	ครั้นสละแล้วพึงแสดงอาบัติ ภิกษุผู้ฉลาด ผู้สามารถ พึงรับอาบัติ พึงคืนขนเจียมที่  
			<remark  id="s1b2c103l10" />เสียสละให้ด้วยญัตติกรรมวาจา ว่าดังนี้:-  
			<remark  id="s1b2c103l11" />	ท่านทั้งหลาย ขอจงฟังข้าพเจ้า. ขนเจียมเหล่านี้ของภิกษุมีชื่อนี้ เป็นของจำ  
			<remark  id="s1b2c103l12" />จะสละ, เธอสละแล้วแก่ท่านทั้งหลาย. ถ้าความพร้อมพรั่งของท่านทั้งหลายถึงที่แล้ว,  
			<remark  id="s1b2c103l13" />ท่านทั้งหลายพึงให้ขนเจียมเหล่านี้แก่ภิกษุมีชื่อนี้.  
			<remark  id="s1b2c103l14" />			เสียสละแก่บุคคล  
			<remark  id="s1b2c103l15" />	ภิกษุรูปนั้นพึงเข้าไปหาภิกษุรูปหนึ่ง ห่มผ้าอุตราสงค์เฉวียงบ่า นั่งกระหย่งประนมมือ  
			<remark  id="s1b2c103l16" />กล่าวอย่างนี้ว่า:-  
			<remark  id="s1b2c103l17" />	ท่าน ขนเจียมเหล่านี้ของข้าพเจ้า ใช้ภิกษุณีผู้มิใช่ญาติซักแล้ว เป็นของจำ  
			<remark  id="s1b2c103l18" />จะสละ, ข้าพเจ้าสละขนเจียมเหล่านี้แก่ท่าน.  
			<remark  id="s1b2c103l19" />	ครั้นสละแล้วพึงแสดงอาบัติ ภิกษุผู้รับเสียสละนั้น พึงรับอาบัติ พึงคืนขนเจียมที่เสีย  
			<remark  id="s1b2c103l20" />สละให้ด้วยคำว่า ข้าพเจ้าให้ขนเจียมเหล่านี้แก่ท่าน ดังนี้.  
			<remark  id="s1b2c103l21" />				บทภาชนีย์  
			<remark  id="s1b2c103l22" />			สำคัญว่ามิใช่ญาติ จตุกกะ ๑  
			<remark  id="s1b2c103l23" />	[๑๐๓] ภิกษุณีผู้มิใช่ญาติ ภิกษุสำคัญว่ามิใช่ญาติ ให้ซัก ซึ่งขนเจียม, เป็นนิสสัคคีย์  
			<remark  id="s1b2c103l24" />ต้องอาบัติปาจิตตีย์.  
			<remark  id="s1b2c103l25" />	ภิกษุณีผู้มิใช่ญาติ ภิกษุสำคัญว่ามิใช่ญาติ ให้ซัก ให้ย้อม ซึ่งขนเจียม, ต้องอาบัติ  
			<remark  id="s1b2c103l26" />ทุกกฏ กับนิสสัคคีย์.  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b2c104" >
		<para id="s1b2c104p">
			<remark  id="s1b2c104l1" />	ภิกษุณีผู้มิใช่ญาติ ภิกษุสำคัญว่ามิใช่ญาติ ให้ซัก ให้สาง ซึ่งขนเจียม, ต้องอาบัติ  
			<remark  id="s1b2c104l2" />ทุกกฏ กับนิสสัคคีย์.  
			<remark  id="s1b2c104l3" />	ภิกษุณีผู้มิใช่ญาติ ภิกษุสำคัญว่ามิใช่ญาติ ให้ซัก ให้ย้อม ให้สาง ซึ่งขนเจียม, ต้อง  
			<remark  id="s1b2c104l4" />อาบัติทุกกฏ ๒ ตัว  กับนิสสัคคีย์.  
			<remark  id="s1b2c104l5" />			สำคัญว่ามิใช่ญาติ จตุกกะ ๒  
			<remark  id="s1b2c104l6" />	ภิกษุณีผู้มิใช่ญาติ ภิกษุสำคัญว่ามิใช่ญาติ ให้ย้อม ซึ่งขนเจียม, เป็นนิสสัคคีย์ ต้อง  
			<remark  id="s1b2c104l7" />อาบัติปาจิตตีย์.  
			<remark  id="s1b2c104l8" />	ภิกษุณีผู้มิใช่ญาติ ภิกษุสำคัญว่ามิใช่ญาติ ให้ย้อม ให้สาง ซึ่งขนเจียม, ต้องอาบัติ  
			<remark  id="s1b2c104l9" />ทุกกฏ กับนิสสัคคีย์.  
			<remark  id="s1b2c104l10" />	ภิกษุณีผู้มิใช่ญาติ ภิกษุสำคัญว่ามิใช่ญาติ ให้ย้อม ให้ซัก ซึ่งขนเจียม, ต้องอาบัติทุกกฏ  
			<remark  id="s1b2c104l11" />กับนิสสัคคีย์.  
			<remark  id="s1b2c104l12" />	ภิกษุณีผู้มิใช่ญาติ ภิกษุสำคัญว่ามิใช่ญาติ ให้ย้อม ให้สาง ให้ซัก ซึ่งขนเจียม, ต้อง  
			<remark  id="s1b2c104l13" />อาบัติทุกกฏ ๒ ตัว  กับนิสสัคคีย์.  
			<remark  id="s1b2c104l14" />			สำคัญว่ามิใช่ญาติ จตุกกะ ๓  
			<remark  id="s1b2c104l15" />	ภิกษุณีผู้มิใช่ญาติ ภิกษุสำคัญว่ามิใช่ญาติ ให้สาง ซึ่งขนเจียม. เป็นนิสสัคคีย์ ต้อง  
			<remark  id="s1b2c104l16" />อาบัติปาจิตตีย์.  
			<remark  id="s1b2c104l17" />	ภิกษุณีผู้มิใช่ญาติ ภิกษุสำคัญว่ามิใช่ญาติ ให้สาง ให้ซัก ซึ่งขนเจียม, ต้องอาบัติทุกกฏ  
			<remark  id="s1b2c104l18" />กับนิสสัคคีย์.  
			<remark  id="s1b2c104l19" />	ภิกษุณีผู้มิใช่ญาติ ภิกษุสำคัญว่ามิใช่ญาติ ให้สาง ให้ย้อม ซึ่งขนเจียม, ต้องอาบัติ  
			<remark  id="s1b2c104l20" />ทุกกฏ กับนิสสัคคีย์.  
			<remark  id="s1b2c104l21" />	ภิกษุณีผู้มิใช่ญาติ ภิกษุสำคัญว่ามิใช่ญาติ ให้สาง ให้ซัก ให้ย้อม ซึ่งขนเจียม, ต้อง  
			<remark  id="s1b2c104l22" />อาบัติทุกกฏ ๒ ตัว  กับนิสสัคคีย์.  
			<remark  id="s1b2c104l23" />			สงสัย จตุกกะ ๑  
			<remark  id="s1b2c104l24" />	ภิกษุณีผู้มิใช่ญาติ ภิกษุสงสัย ให้ซัก ซึ่งขนเจียม, เป็นนิสสัคคีย์ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.  
			<remark  id="s1b2c104l25" />	ภิกษุณีผู้มิใช่ญาติ ภิกษุสงสัย ให้ซัก ให้ย้อม ซึ่งขนเจียม, ต้องอาบัติทุกกฏ กับ  
			<remark  id="s1b2c104l26" />นิสสัคคีย์.  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b2c105" >
		<para id="s1b2c105p">
			<remark  id="s1b2c105l1" />	ภิกษุณีผู้มิใช่ญาติ ภิกษุสงสัย ให้ซัก ให้สาง ซึ่งขนเจียม, ต้องอาบัติทุกกฏ กับ  
			<remark  id="s1b2c105l2" />นิสสัคคีย์.  
			<remark  id="s1b2c105l3" />	ภิกษุณีผู้มิใช่ญาติ ภิกษุสงสัย ให้ซัก ให้ย้อม ให้สาง ซึ่งขนเจียม, ต้องอาบัติทุกกฏ  
			<remark  id="s1b2c105l4" />๒ ตัว กับนิสสัคคีย์.  
			<remark  id="s1b2c105l5" />			สงสัย จตุกกะ ๒  
			<remark  id="s1b2c105l6" />	ภิกษุณีผู้มิใช่ญาติ ภิกษุสงสัย ให้ย้อม ซึ่งขนเจียม, เป็นนิสสัคคีย์ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.  
			<remark  id="s1b2c105l7" />	ภิกษุณีผู้มิใช่ญาติ ภิกษุสงสัย ให้ย้อม ให้สาง ซึ่งขนเจียม, ต้องอาบัติทุกกฏ กับ  
			<remark  id="s1b2c105l8" />นิสสัคคีย์.  
			<remark  id="s1b2c105l9" />	ภิกษุณีผู้มิใช่ญาติ ภิกษุสงสัย ให้ย้อม ให้ซัก ซึ่งขนเจียม, ต้องอาบัติทุกกฏ กับ  
			<remark  id="s1b2c105l10" />นิสสัคคีย์.  
			<remark  id="s1b2c105l11" />	ภิกษุณีผู้มิใช่ญาติ ภิกษุสงสัย ให้ย้อม ให้สาง ให้ซัก ซึ่งขนเจียม, ต้องอาบัติทุกกฏ  
			<remark  id="s1b2c105l12" />๒ ตัว  กับนิสสัคคีย์.  
			<remark  id="s1b2c105l13" />			สงสัย จตุกกะ ๓  
			<remark  id="s1b2c105l14" />	ภิกษุณีผู้มิใช่ญาติ ภิกษุสงสัย ให้สาง ซึ่งขนเจียม, เป็นนิสสัคคีย์ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.  
			<remark  id="s1b2c105l15" />	ภิกษุณีผู้มิใช่ญาติ ภิกษุสงสัย ให้สาง ให้ซัก ซึ่งขนเจียม, ต้องอาบัติทุกกฏ กับ  
			<remark  id="s1b2c105l16" />นิสสัคคีย์.  
			<remark  id="s1b2c105l17" />	ภิกษุณีผู้มิใช่ญาติ ภิกษุสงสัย ให้สาง ให้ย้อม ซึ่งขนเจียม, ต้องอาบัติทุกกฏ กับ  
			<remark  id="s1b2c105l18" />นิสสัคคีย์.  
			<remark  id="s1b2c105l19" />	ภิกษุณีผู้มิใช่ญาติ ภิกษุสงสัย ให้สาง ให้ซัก ให้ย้อม ซึ่งขนเจียม, ต้องอาบัติทุกกฏ  
			<remark  id="s1b2c105l20" />๒ ตัว กับนิสสัคคีย์.  
			<remark  id="s1b2c105l21" />			สำคัญว่าเป็นญาติ จตุกกะ ๑  
			<remark  id="s1b2c105l22" />	ภิกษุณีผู้มิใช่ญาติ ภิกษุสำคัญว่าเป็นญาติ ให้ซัก ซึ่งขนเจียม, เป็นนิสสัคคีย์ ต้องอาบัติ  
			<remark  id="s1b2c105l23" />ปาจิตตีย์.  
			<remark  id="s1b2c105l24" />	ภิกษุณีผู้มิใช่ญาติ ภิกษุสำคัญว่าเป็นญาติ ให้ซัก ให้ย้อม ซึ่งขนเจียม, ต้องอาบัติทุกกฏ  
			<remark  id="s1b2c105l25" />กับนิสสัคคีย์.  
			<remark  id="s1b2c105l26" />	ภิกษุณีผู้มิใช่ญาติ ภิกษุสำคัญว่าเป็นญาติ ให้ซัก ให้สาง ซึ่งขนเจียม, ต้องอาบัติทุกกฏ  
			<remark  id="s1b2c105l27" />กับนิสสัคคีย์.  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b2c106" >
		<para id="s1b2c106p">
			<remark  id="s1b2c106l1" />	ภิกษุณีผู้มิใช่ญาติ ภิกษุสำคัญว่าเป็นญาติ ให้ซัก ให้ย้อม ให้สาง ซึ่งขนเจียม, ต้อง  
			<remark  id="s1b2c106l2" />อาบัติทุกกฏ ๒ ตัว  กับนิสสัคคีย์.  
			<remark  id="s1b2c106l3" />			สำคัญว่าเป็นญาติ จตุกกะ ๒  
			<remark  id="s1b2c106l4" />	ภิกษุณีผู้มิใช่ญาติ ภิกษุสำคัญว่าเป็นญาติ ให้ย้อม ซึ่งขนเจียม, เป็นนิสสัคคีย์ ต้อง  
			<remark  id="s1b2c106l5" />อาบัติปาจิตตีย์.  
			<remark  id="s1b2c106l6" />	ภิกษุณีผู้มิใช่ญาติ ภิกษุสำคัญว่าเป็นญาติ ให้ย้อม ให้สาง ซึ่งขนเจียม, ต้องอาบัติ  
			<remark  id="s1b2c106l7" />ทุกกฏ กับนิสสัคคีย์.  
			<remark  id="s1b2c106l8" />	ภิกษุณีผู้มิใช่ญาติ ภิกษุสำคัญว่าเป็นญาติ ให้ย้อม ให้ซัก ซึ่งขนเจียม, ต้องอาบัติทุกกฏ  
			<remark  id="s1b2c106l9" />กับนิสสัคคีย์.  
			<remark  id="s1b2c106l10" />	ภิกษุณีผู้มิใช่ญาติ ภิกษุสำคัญว่าเป็นญาติ ให้ย้อม ให้สาง ให้ซัก ซึ่งขนเจียม, ต้อง  
			<remark  id="s1b2c106l11" />อาบัติทุกกฏ ๒ ตัว  กับนิสสัคคีย์.  
			<remark  id="s1b2c106l12" />			สำคัญว่าเป็นญาติ จตุกกะ ๓  
			<remark  id="s1b2c106l13" />	ภิกษุณีผู้มิใช่ญาติ ภิกษุสำคัญว่าเป็นญาติ ให้สาง ซึ่งขนเจียม, เป็นนิสสัคคีย์ ต้อง  
			<remark  id="s1b2c106l14" />อาบัติปาจิตตีย์.  
			<remark  id="s1b2c106l15" />	ภิกษุณีผู้มิใช่ญาติ ภิกษุสำคัญว่าเป็นญาติ ให้สาง ให้ซัก ซึ่งขนเจียม, ต้องอาบัติทุกกฏ  
			<remark  id="s1b2c106l16" />กับนิสสัคคีย์.  
			<remark  id="s1b2c106l17" />	ภิกษุณีผู้มิใช่ญาติ ภิกษุสำคัญว่าเป็นญาติ ให้สาง ให้ย้อม ซึ่งขนเจียม, ต้องอาบัติทุกกฏ  
			<remark  id="s1b2c106l18" />กับนิสสัคคีย์.  
			<remark  id="s1b2c106l19" />	ภิกษุณีผู้มิใช่ญาติ ภิกษุสำคัญว่าเป็นญาติ ให้สาง ให้ซัก ให้ย้อม ซึ่งขนเจียม, ต้อง  
			<remark  id="s1b2c106l20" />อาบัติทุกกฏ ๒ ตัว  กับนิสสัคคีย์.  
			<remark  id="s1b2c106l21" />				ทุกกฏ  
			<remark  id="s1b2c106l22" />	ภิกษุ ใช้ภิกษุณี ซักขนเจียมของภิกษุอื่น, ต้องอาบัติทุกกฏ.  
			<remark  id="s1b2c106l23" />	ภิกษุ ใช้ภิกษุณีผู้อุปสมบทแต่สงฆ์ฝ่ายเดียวซัก, ต้องอาบัติทุกกฏ.  
			<remark  id="s1b2c106l24" />	ภิกษุณีผู้เป็นญาติ ภิกษุสำคัญว่ามิใช่ญาติ ... ต้องอาบัติทุกกฏ.  
			<remark  id="s1b2c106l25" />	ภิกษุณีผู้เป็นญาติ ภิกษุสงสัย ... ต้องอาบัติทุกกฏ.  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b2c107" >
		<para id="s1b2c107p">
			<remark  id="s1b2c107l1" />				ไม่ต้องอาบัติ  
			<remark  id="s1b2c107l2" />	ภิกษุณีผู้เป็นญาติ ภิกษุสำคัญว่าเป็นญาติ ... ไม่ต้องอาบัติ.  
			<remark  id="s1b2c107l3" />				อนาปัตติวาร  
			<remark  id="s1b2c107l4" />	[๑๐๔] ภิกษุณีผู้เป็นญาติซักให้เอง ๑, ภิกษุณีผู้มิใช่ญาติเป็นผู้ช่วยเหลือ ๑, ภิกษุไม่ได้  
			<remark  id="s1b2c107l5" />บอกใช้ภิกษุณีผู้มิใช่ญาติซักให้เอง ๑, ภิกษุใช้ให้ซักขนเจียมที่ทำเป็นสิ่งของแล้วแต่ยังไม่ได้ใช้ ๑,  
			<remark  id="s1b2c107l6" />ใช้สิกขมานาซัก ๑, ใช้สามเณรีซัก ๑, ภิกษุวิกลจริต ๑, ภิกษุอาทิกัมมิกะ ๑, ไม่ต้องอาบัติแล.  
			<remark  id="s1b2c107l7" />			โกสิยวรรค สิกขาบทที่ ๗ จบ.  
			<remark  id="s1b2c107l8" />			___________  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b2c108" >
		<para id="s1b2c108p">
			<remark  id="s1b2c108l1" />			๒. โกสิยวรรค สิกขาบทที่ ๘  
			<remark  id="s1b2c108l2" />			เรื่องพระอุปนันทศากยบุตร  
			<remark  id="s1b2c108l3" />	[๑๐๕] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระเวฬุวัน อันเป็นสถานที่  
			<remark  id="s1b2c108l4" />พระราชทานเหยื่อแก่กระแต เขตพระนครราชคฤห์. ครั้งนั้น ท่านพระอุปนันทศากยบุตร เป็น  
			<remark  id="s1b2c108l5" />กุลุปกะของสกุลหนึ่ง รับภัตตาหารอยู่เป็นประจำ ของเคี้ยวของฉันอันใดที่เกิดขึ้นในสกุลนั้น.  
			<remark  id="s1b2c108l6" />เขาย่อมแบ่งส่วนไว้ถวายท่านพระอุปนันทศากยบุตร. เย็นวันหนึ่งในสกุลนั้นมีเนื้อเกิดขึ้น เขาจึง  
			<remark  id="s1b2c108l7" />แบ่งส่วนเนื้อนั้นไว้ถวายท่านพระอุปนันทศากยบุตร. เด็กของสกุลนั้นตื่นขึ้นในเวลาเช้ามืด ร้อง  
			<remark  id="s1b2c108l8" /
