<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<!DOCTYPE book PUBLIC "-//OASIS//DTD DocBook XML V5.0//EN" "http://www.oasis-open.org/docbook/xml/4.5/docbookx.dtd">
<chapter id="s1b1">
	<title>มหาวิภังค์ ปฐมภาค</title>
	<section id="s1b1c1" >
		<para id="s1b1c1p">
			<remark  id="s1b1c1l1" />					พระวินัยปิฎก  
			<remark  id="s1b1c1l2" />						เล่ม ๑  
			<remark  id="s1b1c1l3" />				มหาวิภังค์ ปฐมภาค  
			<remark  id="s1b1c1l4" />	ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น  
			<remark  id="s1b1c1l5" />					เวรัญชกัณฑ์  
			<remark  id="s1b1c1l6" />				เรื่องเวรัญชพราหมณ์  
			<remark  id="s1b1c1l7" />	[๑] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพระพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ ควงไม้สะเดาที่นเฬรุยักษ์  
			<remark  id="s1b1c1l8" />สิงสถิต เขตเมืองเวรัญชา พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ประมาณ ๕๐๐ รูป เวรัญชพราหมณ์  
			<remark  id="s1b1c1l9" />ได้สดับข่าวถนัดแน่ว่า ท่านผู้เจริญ พระสมณะโคดมศากยบุตร ทรงผนวชจากศากยตระกูล  
			<remark  id="s1b1c1l10" />ประทับอยู่ ณ บริเวณต้นไม้สะเดาที่นเฬรุยักษ์สิงสถิต เขตเมืองเวรัญชา พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์  
			<remark  id="s1b1c1l11" />หมู่ใหญ่ประมาณ ๕๐๐ รูป ก็แลพระกิตติศัพท์อันงามของท่านพระโคดมพระองค์นั้น ขจรไปแล้ว  
			<remark  id="s1b1c1l12" />อย่างนี้ว่า พระผู้มีพระภาคองค์นั้น ทรงเป็นพระอรหันต์แม้เพราะเหตุนี้ ทรงตรัสรู้เองโดยชอบ  
			<remark  id="s1b1c1l13" />แม้เพราะเหตุนี้ ทรงบรรลุวิชชาและจรณะแม้เพราะเหตุนี้ เสด็จไปดีแม้เพราะเหตุนี้ ทรงทราบ  
			<remark  id="s1b1c1l14" />โลกแม้เพราะเหตุนี้ ทรงเป็นสารถีฝึกบุรุษที่ควรฝึกไม่มีผู้อื่นยิ่งกว่าแม้เพราะเหตุนี้ ทรงเป็น  
			<remark  id="s1b1c1l15" />ศาสดาของเทพและมนุษย์ทั้งหลายแม้เพราะเหตุนี้ ทรงเป็นพุทธะแม้เพราะเหตุนี้ ทรงเป็นพระ  
			<remark  id="s1b1c1l16" />ผู้มีพระภาคแม้เพราะเหตุนี้ พระองค์ทรงทำโลกนี้พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลกให้แจ้งชัด  
			<remark  id="s1b1c1l17" />ด้วยพระปัญญาอันยิ่งของพระองค์เอง แล้วทรงสอนหมู่สัตว์ พร้อมทั้งสมณะพราหมณ์ เทพ  
			<remark  id="s1b1c1l18" />และมนุษย์ ให้รู้ ทรงแสดงธรรมงามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด ทรงประกาศ  
			<remark  id="s1b1c1l19" />พรหมจรรย์พร้อมทั้งอรรถทั้งพยัญชนะครบบริบูรณ์บริสุทธิ์ อนึ่ง การเห็นพระอรหันต์ทั้งหลายเห็น  
			<remark  id="s1b1c1l20" />ปานนั้น เป็นความดี.  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b1c2" >
		<para id="s1b1c2p">
			<remark  id="s1b1c2l1" />				เวรัญชพราหมณ์กล่าวตู่พระพุทธเจ้า  
			<remark  id="s1b1c2l2" />	[๒] หลังจากนั้น เวรัญชพราหมณ์ได้ไปในพุทธสำนัก ครั้นถึงแล้วได้ทูลปราศรัยกับ  
			<remark  id="s1b1c2l3" />พระผู้มีพระภาค ครั้นผ่านการทูลปราศรัยพอให้เป็นที่บันเทิงเป็นที่ระลึกถึงกันไปแล้ว จึงนั่ง ณ  
			<remark  id="s1b1c2l4" />ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง เวรัญชพราหมณ์นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว ได้ทูลคำนี้แด่พระผู้มีพระภาค  
			<remark  id="s1b1c2l5" />ว่า ท่านพระโคดม ข้าพเจ้าได้ทราบมาว่า พระสมณะโคดม ไม่ไหว้ ไม่ลุกรับพวกพราหมณ์ผู้แก่  
			<remark  id="s1b1c2l6" />ผู้เฒ่า ผู้ใหญ่ ผู้ล่วงกาล ผ่านวัยมาโดยลำดับ หรือไม่เชื้อเชิญด้วยอาสนะ ข้อที่ข้าพเจ้าทราบมานี้  
			<remark  id="s1b1c2l7" />นั้นเป็นเช่นนั้นจริง อันการที่ท่านพระโคดมไม่ไหว้ ไม่ลุกรับพวกพราหมณ์ผู้แก่ ผู้เฒ่า ผู้ใหญ่ ผู้  
			<remark  id="s1b1c2l8" />ล่วงกาล ผ่านวัยมาโดยลำดับ หรือไม่เชื้อเชิญด้วยอาสนะนี้นั้น ไม่สมควรเลย.  
			<remark  id="s1b1c2l9" />	พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรพราหมณ์ ในโลก ทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ใน  
			<remark  id="s1b1c2l10" />หมู่สัตว์ พร้อมทั้งสมณะ พราหมณ์ เทพ และมนุษย์ เราไม่เล็งเห็นบุคคลที่เราควรไหว้ ควร  
			<remark  id="s1b1c2l11" />ลุกรับ หรือควรเชื้อเชิญด้วยอาสนะ เพราะว่า ตถาคตพึงไหว้ พึงลุกรับ หรือพึงเชื้อเชิญ  
			<remark  id="s1b1c2l12" />บุคคลใดด้วยอาสนะ แม้ศีรษะของบุคคลนั้นก็จะพึงขาดตกไป.  
			<remark  id="s1b1c2l13" />	ว. ท่านพระโคดมมีปกติไม่ไยดี.  
			<remark  id="s1b1c2l14" />	ภ. มีอยู่จริงๆ พราหมณ์ เหตุที่เขากล่าวหาเราว่า พระสมณะโคดมมีปกติไม่ไยดี  
			<remark  id="s1b1c2l15" />ดังนี้ ชื่อว่ากล่าวถูก เพราะความไยดีในรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ เหล่านั้น ตถาคต  
			<remark  id="s1b1c2l16" />ละได้แล้ว ตัดรากขาดแล้ว ทำให้เป็นเหมือนตาลยอดด้วน ทำไม่ให้มีในภายหลัง มีไม่เกิดอีก  
			<remark  id="s1b1c2l17" />ต่อไปเป็นธรรมดา นี้แล เหตุที่เขากล่าวหาเราว่า พระสมณะโคดมมีปกติไม่ไยดี ดังนี้ชื่อว่า  
			<remark  id="s1b1c2l18" />กล่าวถูก แต่ไม่ใช่เหตุที่ท่านมุ่งกล่าว.  
			<remark  id="s1b1c2l19" />	ว. ท่านพระโคดมไม่มีสมบัติ.  
			<remark  id="s1b1c2l20" />	ภ. มีอยู่จริงๆ พราหมณ์ เหตุที่เขากล่าวหาเราว่า พระสมณะโคดมไม่มีสมบัติ ดังนี้  
			<remark  id="s1b1c2l21" />ชื่อว่ากล่าวถูก เพราะสมบัติ คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ เหล่านั้น ตถาคตละได้แล้ว  
			<remark  id="s1b1c2l22" />ตัดรากขาดแล้ว ทำให้เป็นเหมือนตาลยอดด้วน ทำไม่ให้มีในภายหลัง มีไม่เกิดอีกต่อไปเป็น  
			<remark  id="s1b1c2l23" />ธรรมดา นี้แล เหตุที่เขากล่าวหาเราว่า พระสมณะโคดมไม่มีสมบัติ ดังนี้ ชื่อว่ากล่าวถูก แต่  
			<remark  id="s1b1c2l24" />ไม่ใช่เหตุที่ท่านมุ่งกล่าว.  
			<remark  id="s1b1c2l25" />	ว. ท่านพระโคดมกล่าวการไม่ทำ.  
			<remark  id="s1b1c2l26" />	ภ. มีอยู่จริงๆ พราหมณ์ เหตุที่เขากล่าวหาเราว่า พระสมณะโคดมกล่าวการไม่ทำ  
			<remark  id="s1b1c2l27" />ดังนี้ ชื่อว่ากล่าวถูก เพราะเรากล่าวการไม่ทำกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต เรากล่าวการ 
		</para>
	</section>
	<section id="s1b1c3" >
		<para id="s1b1c3p">
			<remark  id="s1b1c3l1" />ไม่ทำสิ่งที่เป็นบาปอกุศลหลายอย่าง นี้แล เหตุที่เขากล่าวหาเราว่า พระสมณะโคดมกล่าวการ  
			<remark  id="s1b1c3l2" />ไม่ทำ ดังนี้ ชื่อว่ากล่าวถูก แต่ไม่ใช่เหตุที่ท่านมุ่งกล่าว.  
			<remark  id="s1b1c3l3" />	ว. ท่านพระโคดมกล่าวความขาดสูญ.  
			<remark  id="s1b1c3l4" />	ภ. มีอยู่จริงๆ พราหมณ์ เหตุที่เขากล่าวหาเราว่า พระสมณะโคดมกล่าวความขาดสูญ  
			<remark  id="s1b1c3l5" />ดังนี้ ชื่อว่ากล่าวถูก เพราะเรากล่าวความขาดสูญแห่ง ราคะ โทสะ โมหะ เรากล่าวความ  
			<remark  id="s1b1c3l6" />ขาดสูญแห่งสภาพที่เป็นบาปอกุศลหลายอย่าง นี้แล เหตุที่เขากล่าวหาเราว่า พระสมณะโคดม  
			<remark  id="s1b1c3l7" />กล่าวความขาดสูญ ดังนี้ ชื่อว่ากล่าวถูก แต่ไม่ใช่เหตุที่ท่านมุ่งกล่าว.  
			<remark  id="s1b1c3l8" />	ว. ท่านพระโคดมช่างรังเกียจ.  
			<remark  id="s1b1c3l9" />	ภ. มีอยู่จริงๆ พราหมณ์ เหตุที่เขากล่าวหาเราว่า พระสมณะโคดมช่างรังเกียจ ดังนี้  
			<remark  id="s1b1c3l10" />ชื่อว่ากล่าวถูก เพราะเรารังเกียจกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต เรารังเกียจความถึงพร้อมแห่ง  
			<remark  id="s1b1c3l11" />สภาพที่เป็นบาปอกุศลหลายอย่าง นี้แล เหตุที่เขากล่าวหาเราว่า พระสมณะโคดมช่างรังเกียจ  
			<remark  id="s1b1c3l12" />ดังนี้ ชื่อว่ากล่าวถูก แต่ไม่ใช่เหตุที่ท่านมุ่งกล่าว.  
			<remark  id="s1b1c3l13" />	ว. ท่านพระโคดมช่างกำจัด.  
			<remark  id="s1b1c3l14" />	ภ. มีอยู่จริงๆ พราหมณ์ เหตุที่เขากล่าวหาเราว่า พระสมณะโคดมช่างกำจัด ดังนี้  
			<remark  id="s1b1c3l15" />ชื่อว่ากล่าวถูก เพราะเราแสดงธรรมเพื่อกำจัด ราคะ โทสะ โมหะ แสดงธรรมเพื่อกำจัดสภาพ  
			<remark  id="s1b1c3l16" />ที่เป็นบาปอกุศลหลายอย่างนี้แล เหตุที่เขากล่าวหาเราว่า พระสมณะโคดมช่างกำจัด ดังนี้ ชื่อว่า  
			<remark  id="s1b1c3l17" />กล่าวถูก แต่ไม่ใช่เหตุที่ท่านมุ่งกล่าว.  
			<remark  id="s1b1c3l18" />	ว. ท่านพระโคดมช่างเผาผลาญ.  
			<remark  id="s1b1c3l19" />	ภ. มีอยู่จริงๆ พราหมณ์ เหตุที่เขากล่าวหาเราว่า พระสมณะโคดมช่างเผาผลาญ ดังนี้  
			<remark  id="s1b1c3l20" />ชื่อว่ากล่าวถูก เพราะเรากล่าวธรรมที่เป็นบาปอกุศล คือ กายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต ว่า  
			<remark  id="s1b1c3l21" />เป็นธรรมที่ควรเผาผลาญ ธรรมที่เป็นบาปอกุศลซึ่งควรเผาผลาญ อันผู้ใดละได้แล้ว ตัดราก  
			<remark  id="s1b1c3l22" />ขาดแล้ว ทำให้เป็นเหมือนตาลยอดด้วน ทำไม่ให้มีในภายหลัง มีไม่เกิดอีกต่อไปเป็นธรรมดา  
			<remark  id="s1b1c3l23" />เรากล่าวผู้นั้นว่าเป็นคนช่างเผาผลาญ พราหมณ์ ธรรมทั้งหลายที่เป็นบาปอกุศล ซึ่งควรเผาผลาญ  
			<remark  id="s1b1c3l24" />ตถาคตละได้แล้ว ตัดรากขาดแล้ว ทำให้เป็นเหมือนตาลยอดด้วน ทำไม่ให้มีในภายหลัง  
			<remark  id="s1b1c3l25" />มีไม่เกิดอีกต่อไปเป็นธรรมดา นี้แล เหตุที่เขากล่าวหาเราว่า พระสมณะโคดมช่างเผาผลาญ  
			<remark  id="s1b1c3l26" />ดังนี้ ชื่อว่ากล่าวถูก แต่ไม่ใช่เหตุที่ท่านมุ่งกล่าว.  
			<remark  id="s1b1c3l27" />	ว. ท่านพระโคดมไม่ผุดเกิด.  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b1c4" >
		<para id="s1b1c4p">
			<remark  id="s1b1c4l1" />	ภ. มีอยู่จริงๆ พราหมณ์ เหตุที่เขากล่าวหาเราว่า พระสมณะโคดมไม่ผุดเกิด ดังนี้  
			<remark  id="s1b1c4l2" />ชื่อว่ากล่าวถูก เพราะการนอนในครรภ์ต่อไป การเกิดในภพใหม่ อันผู้ใดละได้แล้ว ตัดราก  
			<remark  id="s1b1c4l3" />ขาดแล้ว ทำให้เป็นเหมือนตาลยอดด้วน ทำไม่ให้มีในภายหลัง มีไม่เกิดอีกต่อไปเป็นธรรมดา  
			<remark  id="s1b1c4l4" />เรากล่าวผู้นั้นว่าเป็นคนไม่ผุดเกิด พราหมณ์ การนอนในครรภ์ต่อไป การเกิดในภพใหม่ ตถาคต  
			<remark  id="s1b1c4l5" />ละได้แล้ว ตัดรากขาดแล้ว ทำให้เป็นเหมือนตาลยอดด้วน ทำไม่ให้มีในภายหลัง มีไม่เกิดอีก  
			<remark  id="s1b1c4l6" />ต่อไปเป็นธรรมดา นี้แล เหตุที่เขากล่าวหาเราว่า พระสมณะโคดมไม่ผุดเกิด ดังนี้ ชื่อว่า  
			<remark  id="s1b1c4l7" />กล่าวถูก แต่ไม่ใช่เหตุที่ท่านมุ่งกล่าว.  
			<remark  id="s1b1c4l8" />				ทรงอุปมาด้วยลูกไก่  
			<remark  id="s1b1c4l9" />	[๓] ดูกรพราหมณ์ เปรียบเหมือนฟองไก่ ๘ ฟอง ๑๐ ฟอง หรือ ๑๒ ฟอง ฟองไก่  
			<remark  id="s1b1c4l10" />เหล่านั้น อันแม่ไก่พึงกกดีแล้ว อบดีแล้ว ฟักดีแล้ว บรรดาลูกไก่เหล่านั้น ลูกไก่ตัวใดทำลาย  
			<remark  id="s1b1c4l11" />กะเปาะฟอง ด้วยปลายเล็บเท้า หรือด้วยจะงอยปาก ออกมาได้โดยสวัสดีก่อนกว่าเขา ลูกไก่  
			<remark  id="s1b1c4l12" />ตัวนั้นควรเรียกว่ากระไร จะเรียกว่าพี่หรือน้อง.  
			<remark  id="s1b1c4l13" />	ว. ท่านพระโคดม ควรเรียกว่าพี่ เพราะมันแก่กว่าเขา.  
			<remark  id="s1b1c4l14" />					ทรงแสดงฌาน ๔ และวิชชา ๓  
			<remark  id="s1b1c4l15" />	ภ. เราก็เหมือนอย่างนั้นแล พราหมณ์ เมื่อประชาชนผู้ตกอยู่ในอวิชชา เกิดในฟอง  
			<remark  id="s1b1c4l16" />อันกะเปาะฟองหุ้มห่อไว้ ผู้เดียวเท่านั้นในโลก ได้ทำลายกะเปาะฟอง คือ อวิชชา แล้วได้  
			<remark  id="s1b1c4l17" />ตรัสรู้พระสัมมาสัมโพธิญาณอันยอดเยี่ยม เรานั้นเป็นผู้เจริญที่สุด ประเสริฐที่สุดของโลก  
			<remark  id="s1b1c4l18" />เพราะความเพียรของเราที่ปรารภแล้วแล ไม่ย่อหย่อน สติดำรงมั่นไม่ฟั่นเฟือน กายสงบ ไม่  
			<remark  id="s1b1c4l19" />กระสับกระส่าย จิตตั้งมั่น มีอารมณ์เป็นหนึ่ง.  
			<remark  id="s1b1c4l20" />					ปฐมฌาน  
			<remark  id="s1b1c4l21" />	เรานั้นแล สงัดแล้วจากกาม สงัดแล้วจากอกุศลธรรม ได้บรรลุปฐมฌาน มีวิตก  
			<remark  id="s1b1c4l22" />มีวิจาร มีปีติและสุขซึ่งเกิดแต่วิเวกอยู่.  
			<remark  id="s1b1c4l23" />					ทุติยฌาน  
			<remark  id="s1b1c4l24" />	เราได้บรรลุทุติยฌาน มีความผ่องใสแห่งจิต ณ ภายใน เป็นธรรมเอกผุดขึ้น ไม่มีวิตก  
			<remark  id="s1b1c4l25" />ไม่มีวิจาร เพราะวิตก วิจาร สงบไป มีปีติและสุขซึ่งเกิดแต่สมาธิอยู่.  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b1c5" >
		<para id="s1b1c5p">
			<remark  id="s1b1c5l1" />					ตติยฌาน  
			<remark  id="s1b1c5l2" />	เรามีอุเบกขาอยู่ มีสติ มีสัมปชัญญะ และเสวยสุขด้วยนามกาย เพราะปีติสิ้นไป  
			<remark  id="s1b1c5l3" />ได้บรรลุตติยฌาน ที่พระอริยะทั้งหลายสรรเสริญว่า เป็นผู้มีอุเบกขา มีสติ มีสุขอยู่ ดังนี้ อยู่.  
			<remark  id="s1b1c5l4" />					จตุตถฌาน  
			<remark  id="s1b1c5l5" />	เราได้บรรลุจตุตถฌาน ไม่มีทุกข์ไม่มีสุข เพราะละสุขละทุกข์และดับโสมนัส โทมนัส  
			<remark  id="s1b1c5l6" />ก่อนๆ มีอุเบกขาเป็นเหตุให้สติบริสุทธิ์อยู่.  
			<remark  id="s1b1c5l7" />				บุพเพนิวาสานุสสติญาณ  
			<remark  id="s1b1c5l8" />	เรานั้น เมื่อจิตเป็นสมาธิ บริสุทธิ์ ผุดผ่อง ไม่มีกิเลส ปราศจากอุปกิเลสอ่อน ควร  
			<remark  id="s1b1c5l9" />แก่การงาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหว อย่างนี้แล้ว ได้น้อมจิตไปเพื่อบุพเพนิวาสานุสสติญาณ เรานั้น  
			<remark  id="s1b1c5l10" />ย่อมระลึกชาติก่อนได้เป็นอันมาก คือระลึกชาติได้หนึ่งชาติบ้าง สองชาติบ้าง สามชาติบ้าง  
			<remark  id="s1b1c5l11" />สี่ชาติบ้าง ห้าชาติบ้าง สิบชาติบ้าง ยี่สิบชาติบ้าง สามสิบชาติบ้าง สี่สิบชาติบ้าง ห้าสิบชาติบ้าง  
			<remark  id="s1b1c5l12" />ร้อยชาติบ้าง พันชาติบ้าง แสนชาติบ้าง ตลอดสังวัฏฏกัลป์เป็นอันมากบ้าง ตลอดวิวัฏฏกัลป์  
			<remark  id="s1b1c5l13" />เป็นอันมากบ้าง ตลอดสังวัฏฏวิวัฏฏกัลป์เป็นอันมากบ้าง ว่าในภพโน้นเราได้มีชื่ออย่างนั้น มีโคตร  
			<remark  id="s1b1c5l14" />อย่างนั้น มีผิวพรรณอย่างนั้น มีอาหารอย่างนั้น เสวยสุขทุกข์อย่างนั้นๆ มีกำหนดอายุเพียง  
			<remark  id="s1b1c5l15" />เท่านั้น ครั้นจุติจากภพนั้นแล้ว ได้ไปเกิดในภพโน้น แม้ในภพโน้นนั้น เราก็ได้มีชื่ออย่างนั้น  
			<remark  id="s1b1c5l16" />มีโคตรอย่างนั้น มีผิวพรรณอย่างนั้น มีอาหารอย่างนั้น เสวยสุขทุกข์อย่างนั้นๆ มีกำหนด  
			<remark  id="s1b1c5l17" />อายุเพียงเท่านั้น ครั้นจุติจากภพโน้นนั้นแล้ว ได้มาเกิดในภพนี้ เราย่อมระลึกถึงชาติก่อนได้เป็น  
			<remark  id="s1b1c5l18" />อันมาก พร้อมทั้งอุเทส พร้อมทั้งอาการ ด้วยประการฉะนี้ พราหมณ์ วิชชาที่หนึ่งนี่แล เรา  
			<remark  id="s1b1c5l19" />ได้บรรลุแล้วในปฐมยามแห่งราตรี อวิชชา เรากำจัดได้แล้ว วิชชาเกิดแก่เราแล้ว ความมืด  
			<remark  id="s1b1c5l20" />เรากำจัดได้แล้ว แสงสว่างเกิดแก่เราแล้ว เหมือนที่เกิดแก่บุคคลผู้ไม่ประมาท มีความเพียร  
			<remark  id="s1b1c5l21" />เผากิเลส ส่งจิตไปแล้วอยู่ฉะนั้น ความชำแรกออกครั้งที่หนึ่งของเรานี้แล ได้เป็นเหมือนการ  
			<remark  id="s1b1c5l22" />ทำลายออกจากกะเปาะฟองแห่งลูกไก่ฉะนั้น.  
			<remark  id="s1b1c5l23" />					จุตูปปาตญาณ  
			<remark  id="s1b1c5l24" />	เรานั้น เมื่อจิตเป็นสมาธิ บริสุทธิ์ ผุดผ่อง ไม่มีกิเลส ปราศจากอุปกิเลสอ่อน ควร  
			<remark  id="s1b1c5l25" />แก่การงาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหว อย่างนี้แล้ว ได้น้อมจิตไปเพื่อญาณเครื่องรู้จุติและอุปบัติ  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b1c6" >
		<para id="s1b1c6p">
			<remark  id="s1b1c6l1" />ของสัตว์ทั้งหลาย เรานั้นย่อมเล็งเห็นหมู่สัตว์ผู้กำลังจุติ กำลังอุปบัติ เลว ประณีต มีผิวพรรณดี  
			<remark  id="s1b1c6l2" />มีผิวพรรณทราม ได้ดี ตกยาก ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ล่วงจักษุของมนุษย์ ย่อมรู้ชัดซึ่งหมู่สัตว์  
			<remark  id="s1b1c6l3" />ผู้เข้าถึงตามกรรมว่า หมู่สัตว์ผู้เกิดเป็นอยู่เหล่านี้ ประกอบด้วยกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต  
			<remark  id="s1b1c6l4" />ติเตียนพระอริยเจ้า เป็นมิจฉาทิฏฐิ ยึดถือการกระทำด้วยอำนาจมิจฉาทิฏฐิ หมู่สัตว์ผู้เกิดเป็นอยู่  
			<remark  id="s1b1c6l5" />เหล่านั้น เบื้องหน้าแต่แตกกายตายไป เข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก หรือว่าหมู่สัตว์ผู้เกิด  
			<remark  id="s1b1c6l6" />เป็นอยู่เหล่านี้ ประกอบด้วยกายสุจริต วจีสุจริต มโนสุจริต ไม่ติเตียนพระอริยเจ้า เป็น  
			<remark  id="s1b1c6l7" />สัมมาทิฏฐิ ยึดถือการกระทำด้วยอำนาจสัมมาทิฏฐิ หมู่สัตว์ผู้เกิดเป็นอยู่เหล่านั้น เบื้องหน้าแต่แตก  
			<remark  id="s1b1c6l8" />กายตายไป เข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ เราย่อมเล็งเห็นหมู่สัตว์ผู้กำลังจุติ กำลังอุปบัติ เลว ประณีต  
			<remark  id="s1b1c6l9" />มีผิวพรรณดี มีผิวพรรณทราม ได้ดี ตกยาก ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ล่วงจักษุของมนุษย์ ย่อม  
			<remark  id="s1b1c6l10" />รู้ชัดซึ่งหมู่สัตว์ผู้เข้าถึงตามกรรมด้วยประการดังนี้ พราหมณ์ วิชชาที่สองนี้แล เราได้บรรลุแล้ว  
			<remark  id="s1b1c6l11" />ในมัชฌิมยามแห่งราตรี อวิชชา เรากำจัดได้แล้ว วิชชาเกิดแก่เราแล้ว ความมืดเรากำจัดได้แล้ว  
			<remark  id="s1b1c6l12" />แสงสว่างเกิดแก่เราแล้ว เหมือนที่เกิดแก่บุคคลผู้ไม่ประมาท มีความเพียรเผากิเลส ส่งจิตไป  
			<remark  id="s1b1c6l13" />แล้วอยู่ฉะนั้น ความชำแรกออกครั้งที่สองของเรานี้แล ได้เป็นเหมือนการทำลายออกจากกะเปาะ  
			<remark  id="s1b1c6l14" />ฟองแห่งลูกไก่ ฉะนั้น.  
			<remark  id="s1b1c6l15" />					อาสวักขยญาณ  
			<remark  id="s1b1c6l16" />	เรานั้น เมื่อจิตเป็นสมาธิ บริสุทธิ์ผุดผ่อง ไม่มีกิเลส ปราศจากอุปกิเลสอ่อน ควร  
			<remark  id="s1b1c6l17" />แก่การงาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหว อย่างนี้แล้ว ได้น้อมจิตไปเพื่ออาสวักขยญาณ เรานั้นได้รู้ชัด  
			<remark  id="s1b1c6l18" />ตามเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ ได้รู้ชัดตามเป็นจริงว่า นี้เหตุให้เกิดทุกข์ ได้รู้ชัดตามเป็นจริงว่า นี้ความ  
			<remark  id="s1b1c6l19" />ดับทุกข์ ได้รู้ชัดตามเป็นจริงว่า นี้ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ ได้รู้ชัดตามเป็นจริงว่า เหล่านี้  
			<remark  id="s1b1c6l20" />อาสวะ ได้รู้ชัดตามเป็นจริงว่า นี้เหตุให้เกิดอาสวะ ได้รู้ชัดตามเป็นจริงว่า นี้ความดับอาสวะ ได้รู้  
			<remark  id="s1b1c6l21" />ชัดตามเป็นจริงว่า นี้ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับอาสวะ เมื่อเรานั้นรู้อยู่อย่างนี้ เห็นอยู่อย่างนี้ จิตได้  
			<remark  id="s1b1c6l22" />หลุดพ้นแล้วแม้จากกามาสวะ ได้หลุดพ้นแล้วแม้จากภวาสวะ ได้หลุดพ้นแล้วแม้จากอวิชชาสวะ  
			<remark  id="s1b1c6l23" />เมื่อจิตหลุดพ้นแล้ว ได้มีญาณหยั่งรู้ว่าหลุดพ้นแล้ว ได้รู้ด้วยปัญญาอันยิ่งว่า ชาติสิ้นแล้ว  
			<remark  id="s1b1c6l24" />พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำได้ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นอีกเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี พราหมณ์  
			<remark  id="s1b1c6l25" />วิชชาที่สามนี้แล เราได้บรรลุแล้วในปัจฉิมยามแห่งราตรี อวิชชา เรากำจัดได้แล้ว วิชชาเกิด  
			<remark  id="s1b1c6l26" />แก่เราแล้ว ความมืดเรากำจัดได้แล้ว แสงสว่างเกิดแก่เราแล้ว เหมือนที่เกิดแก่บุคคลผู้ไม่ประมาท  
			<remark  id="s1b1c6l27" />มีความเพียรเผากิเลสส่งจิตไปแล้วอยู่ ฉะนั้น ความชำแรกออกครั้งที่สามของเรานี้แล ได้เป็น  
			<remark  id="s1b1c6l28" />เหมือนการทำลายออกจากกะเปาะฟองแห่งลูกไก่ ฉะนั้น. 
		</para>
	</section>
	<section id="s1b1c7" >
		<para id="s1b1c7p">
			<remark  id="s1b1c7l1" />				เวรัญชพราหมณ์แสดงตนเป็นอุบาสก  
			<remark  id="s1b1c7l2" />	[๔] เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว เวรัญชพราหมณ์ได้ทูลคำนี้แด่พระผู้มีพระภาค  
			<remark  id="s1b1c7l3" />ว่า ท่านพระโคดมเป็นผู้เจริญที่สุด ท่านพระโคดมเป็นผู้ประเสริฐที่สุด ข้าแต่ท่านพระโคดม  
			<remark  id="s1b1c7l4" />ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก ภาษิตของพระองค์ไพเราะนัก พระองค์ทรงประกาศธรรมโดย  
			<remark  id="s1b1c7l5" />อเนกปริยายอย่างนี้ เปรียบเหมือนบุคคลหงายของที่คว่ำ เปิดของที่ปิด บอกทางแก่คนหลงทาง  
			<remark  id="s1b1c7l6" />หรือส่องประทีปในที่มืดด้วยตั้งใจว่า คนมีจักษุจักเห็นรูปดังนี้ ข้าพเจ้านี้ขอถึงท่านพระโคดม  
			<remark  id="s1b1c7l7" />พระธรรม และพระสงฆ์ว่าเป็นสรณะ ขอพระองค์จงทรงจำข้าพเจ้าว่าเป็นอุบาสกผู้ถึงสรณะ  
			<remark  id="s1b1c7l8" />ตลอดชีวิต จำเดิมแต่วันนี้เป็นต้นไป และขอพระองค์พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์จงทรงรับอาราธนาอยู่  
			<remark  id="s1b1c7l9" />จำพรรษา ที่เมืองเวรัญชาของข้าพเจ้าเถิด.  
			<remark  id="s1b1c7l10" />	พระผู้มีพระภาคทรงรับอาราธนาด้วยพระอาการดุษณี ครั้นเวรัญชพราหมณ์ทราบการรับ  
			<remark  id="s1b1c7l11" />อาราธนาของพระผู้มีพระภาคแล้ว ได้ลุกจากที่นั่งถวายบังคมพระผู้มีพระภาค ทำประทักษิณ  
			<remark  id="s1b1c7l12" />หลีกไป.  
			<remark  id="s1b1c7l13" />					เมืองเวรัญชาเกิดทุพภิกขภัย  
			<remark  id="s1b1c7l14" />	[๕] ก็โดยสมัยนั้นแล เมืองเวรัญชา มีภิกษาหารน้อย ประชาชนหาเลี้ยงชีพฝืดเคือง  
			<remark  id="s1b1c7l15" />มีกระดูกคนตายขาวเกลื่อน ต้องมีสลากซื้ออาหาร ภิกษุสงฆ์จะยังอัตภาพให้เป็นไปด้วยการ  
			<remark  id="s1b1c7l16" />ถือบาตรแสวงหา ก็ทำไม่ได้ง่าย ครั้งนั้นพวกพ่อค้าม้าชาวอุตราปถะ มีม้าประมาณ ๕๐๐ ตัว ได้  
			<remark  id="s1b1c7l17" />เข้าพักแรมตลอดฤดูฝนในเมืองเวรัญชา พวกเขาได้ตกแต่งข้าวแดงสำหรับภิกษุรูปละแล่งไว้ที่  
			<remark  id="s1b1c7l18" />คอกม้า เวลาเช้าภิกษุทั้งหลายครองอันตรวาสกแล้ว ถือบาตรจีวรเข้าไปบิณฑบาตในเมืองเวรัญชา  
			<remark  id="s1b1c7l19" />เมื่อไม่ได้บิณฑบาต จึงเที่ยวไปบิณฑบาตที่คอกม้า รับข้าวแดงรูปละแล่ง นำไปสู่อารามแล้วลงครก  
			<remark  id="s1b1c7l20" />โขลกฉัน ส่วนท่านพระอานนท์บดข้าวแดงแล่งหนึ่งที่ศิลา แล้วน้อมเข้าไปถวายแด่พระผู้มีพระภาค  
			<remark  id="s1b1c7l21" />พระผู้มีพระภาคเสวยพระกระยาหารที่บดถวายนั้นอยู่ ได้ทรงสดับเสียงครกแล้ว.  
			<remark  id="s1b1c7l22" />				พระพุทธประเพณี  
			<remark  id="s1b1c7l23" />	พระตถาคตทั้งหลายทรงทราบอยู่ ย่อมตรัสถามก็มี ทรงทราบอยู่ย่อมไม่ตรัสถามก็มี  
			<remark  id="s1b1c7l24" />ทรงทราบกาลแล้วตรัสถาม ทรงทราบกาลแล้วไม่ตรัสถาม พระตถาคตทั้งหลายย่อมตรัสถามสิ่ง  
			<remark  id="s1b1c7l25" />ที่ประกอบด้วยประโยชน์ ไม่ตรัสถามสิ่งที่ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ สิ่งที่ไม่ประกอบด้วย  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b1c8" >
		<para id="s1b1c8p">
			<remark  id="s1b1c8l1" />ประโยชน์ พระองค์ทรงกำจัดด้วยข้อปฏิบัติ พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทั้งหลายย่อมทรงสอบถาม  
			<remark  id="s1b1c8l2" />ภิกษุทั้งหลายด้วยอาการสองอย่าง คือ จักทรงแสดงธรรมอย่างหนึ่ง จักทรงบัญญัติสิกขาบทแก่  
			<remark  id="s1b1c8l3" />พระสาวกทั้งหลายอย่างหนึ่ง.  
			<remark  id="s1b1c8l4" />	ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคตรัสถามท่านพระอานนท์ว่า อานนท์ นั่นเสียงครกหรือหนอ  
			<remark  id="s1b1c8l5" />จึงท่านพระอานนท์กราบทูลเนื้อความนั้นให้ทรงทราบ พระผู้มีพระภาคตรัสสรรเสริญว่า ดีละ  
			<remark  id="s1b1c8l6" />ดีละ อานนท์ พวกเธอเป็นสัตบุรุษ ชนะวิเศษแล้ว พวกเพื่อนพรหมจารีชั้นหลังจักดูหมิ่นข้าว  
			<remark  id="s1b1c8l7" />สาลีและข้าวสุกอันระคนด้วยเนื้อ.  
			<remark  id="s1b1c8l8" />				พระมหาโมคคัลลานะเปล่งสีหนาท  
			<remark  id="s1b1c8l9" />	[๖] ครั้งนั้น ท่านพระมหาโมคคัลลานะเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค ถวายบังคมแล้วนั่ง  
			<remark  id="s1b1c8l10" />ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ได้กราบทูลคำนี้แด่พระผู้มีพระภาคว่า พระพุทธเจ้าข้า บัดนี้เมืองเวรัญชา  
			<remark  id="s1b1c8l11" />มีภิกษาหารน้อย ประชาชนหาเลี้ยงชีพฝืดเคือง มีกระดูกคนตายขาวเกลื่อน ต้องมีสลากซื้อ  
			<remark  id="s1b1c8l12" />อาหาร ภิกษุสงฆ์จะยังอัตภาพให้เป็นไปด้วยการถือบาตรแสวงหา ก็ทำไม่ได้ง่าย พระพุทธเจ้าข้า  
			<remark  id="s1b1c8l13" />พื้นเบื้องล่างแห่งแผ่นดินผืนใหญ่นี้ สมบูรณ์ มีรสอันโอชา เหมือนน้ำผึ้งหวี่ที่ไม่มีตัวอ่อนฉะนั้น  
			<remark  id="s1b1c8l14" />ขอประทานพระวโรกาส ข้าพระพุทธเจ้าจะพึงพลิกแผ่นดิน ภิกษุทั้งหลายจักได้ฉันง้วนดิน  
			<remark  id="s1b1c8l15" />พระพุทธเจ้าข้า.  
			<remark  id="s1b1c8l16" />	พระผู้มีพระภาคตรัสถามว่า ดูกรโมคคัลลานะ ก็สัตว์ผู้อาศัยแผ่นดินเล่า เธอจะทำ  
			<remark  id="s1b1c8l17" />อย่างไรแก่สัตว์เหล่านั้น?  
			<remark  id="s1b1c8l18" />	ม. ข้าพระพุทธเจ้าจักนิรมิตฝ่ามือข้างหนึ่งให้เป็นดุจแผ่นดินใหญ่ ยังสัตว์ผู้อาศัยแผ่นดิน  
			<remark  id="s1b1c8l19" />เหล่านั้นให้ไปอยู่ในฝ่ามือนั้น จักพลิกแผ่นดินด้วยมืออีกข้างหนึ่ง พระพุทธเจ้าข้า.  
			<remark  id="s1b1c8l20" />	ภ. อย่าเลย โมคคัลลานะ การพลิกแผ่นดิน เธออย่าพอใจเลย สัตว์ทั้งหลายจะพึง  
			<remark  id="s1b1c8l21" />ได้รับผลตรงกันข้าม.  
			<remark  id="s1b1c8l22" />	ม. ขอประทานพระวโรกาส ขอภิกษุสงฆ์ทั้งหมดพึงไปบิณฑบาตในอุตรกุรุทวีป พระ-  
			<remark  id="s1b1c8l23" />พุทธเจ้าข้า.  
			<remark  id="s1b1c8l24" />	ภ. ก็ภิกษุผู้ไม่มีฤทธิ์เล่า เธอจักทำอย่างไรแก่ภิกษุเหล่านั้น?  
			<remark  id="s1b1c8l25" />	ม. ข้าพระพุทธเจ้าจักทำให้ภิกษุทั้งหมดไปได้ พระพุทธเจ้าข้า.  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b1c9" >
		<para id="s1b1c9p">
			<remark  id="s1b1c9l1" />	ภ. อย่าเลย โมคคัลลานะ การที่ภิกษุสงฆ์ทั้งหมดไปบิณฑบาตถึงอุตรกุรุทวีป เธออย่า  
			<remark  id="s1b1c9l2" />พอใจเลย.  
			<remark  id="s1b1c9l3" />			เหตุให้พระศาสนาดำรงอยู่ไม่นานและนาน  
			<remark  id="s1b1c9l4" />	[๗] ครั้งนั้น ท่านพระสารีบุตรไปในที่สงัดหลีกเร้นอยู่ ได้มีความปริวิตกแห่งจิตเกิด  
			<remark  id="s1b1c9l5" />ขึ้นอย่างนี้ว่า พระศาสนาของพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทั้งหลาย พระองค์ไหนไม่ดำรงอยู่นาน ของ  
			<remark  id="s1b1c9l6" />พระองค์ไหนดำรงอยู่นาน ดังนี้ ครั้นเวลาสายัณห์ท่านออกจากที่เร้นแล้ว เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระ-  
			<remark  id="s1b1c9l7" />ภาค ถวายบังคม นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้วกราบทูลว่า พระพุทธเจ้าข้า ข้าพระพุทธเจ้าไปใน  
			<remark  id="s1b1c9l8" />ที่สงัดหลีกเร้นอยู่ ณ ตำบลนี้ ได้มีความปริวิตกแห่งจิตเกิดขึ้นอย่างนี้ว่า พระศาสนาของพระผู้มี  
			<remark  id="s1b1c9l9" />พระภาคพุทธเจ้าทั้งหลาย พระองค์ไหนไม่ดำรงอยู่นาน ของพระองค์ไหนดำรงอยู่นาน.  
			<remark  id="s1b1c9l10" />	พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ดูกรสารีบุตร พระศาสนาของพระผู้มีพระภาคพระนามวิปัสสี  
			<remark  id="s1b1c9l11" />พระนามสิขี และพระนามเวสสภู ไม่ดำรงอยู่นาน ของพระผู้มีพระภาคพระนามกกุสันธะ พระ  
			<remark  id="s1b1c9l12" />นามโกนาคมนะ และพระนามกัสสปะดำรงอยู่นาน.  
			<remark  id="s1b1c9l13" />	ส. อะไรเป็นเหตุ อะไรเป็นปัจจัย ให้พระศาสนาของพระผู้มีพระภาคพระนามวิปัสสี  
			<remark  id="s1b1c9l14" />พระนามสิขี และพระนามเวสสภู ไม่ดำรงอยู่นาน พระพุทธเจ้าข้า?  
			<remark  id="s1b1c9l15" />	ภ. ดูกรสารีบุตร พระผู้มีพระภาคพระนามวิปัสสี พระนามสิขี และพระนามเวสสภู  
			<remark  id="s1b1c9l16" />ทรงท้อพระหฤทัยเพื่อจะทรงแสดงธรรมโดยพิสดารแก่สาวกทั้งหลาย อนึ่ง สุตตะ เคยยะ  
			<remark  id="s1b1c9l17" />เวยยากรณะ คาถา อุทาน อิติวุตตกะ ชาดก อัพภูตธรรม เวทัลละ ของพระผู้มีพระภาคทั้ง  
			<remark  id="s1b1c9l18" />สามพระองค์นั้นมีน้อย สิกขาบทก็มิได้ทรงบัญญัติ ปาติโมกข์ก็มิได้ทรงแสดงแก่สาวก เพราะ  
			<remark  id="s1b1c9l19" />อันตรธานแห่งพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าเหล่านั้น เพราะอันตรธานแห่งสาวกผู้ตรัสรู้ตามพระพุทธเจ้า  
			<remark  id="s1b1c9l20" />เหล่านั้น สาวกชั้นหลังที่ต่างชื่อกัน ต่างโคตรกัน ต่างชาติกัน ออกบวชจากตระกูลต่างกัน จึง  
			<remark  id="s1b1c9l21" />ยังพระศาสนานั้นให้อันตรธานโดยฉับพลัน ดูกรสารีบุตร ดอกไม้ต่างพรรณที่เขากองไว้บนพื้น  
			<remark  id="s1b1c9l22" />กระดาน ยังไม่ได้ร้อยด้วยด้าย ลมย่อมกระจาย ขจัด กำจัด ซึ่งดอกไม้เหล่านั้นได้ ข้อนั้น  
			<remark  id="s1b1c9l23" />เพราะเหตุอะไร เพราะเขาไม่ได้ร้อยด้วยด้าย ฉันใด เพราะอันตรธานแห่งพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า  
			<remark  id="s1b1c9l24" />เหล่านั้น เพราะอันตรธานแห่งสาวกผู้ตรัสรู้ตามพระพุทธเจ้าเหล่านั้น สาวกชั้นหลังที่ต่างชื่อกัน  
			<remark  id="s1b1c9l25" />ต่างโคตรกัน ต่างชาติกัน ออกบวชจากตระกูลต่างกัน จึงยังพระศาสนานั้นให้อันตรธานโดยฉับ  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b1c10" >
		<para id="s1b1c10p">
			<remark  id="s1b1c10l1" />พลัน ฉันนั้นเหมือนกัน เพราะพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าเหล่านั้น ทรงท้อพระหฤทัยเพื่อจะทรง  
			<remark  id="s1b1c10l2" />กำหนดจิตของสาวกด้วยพระหฤทัย แล้วทรงสั่งสอนสาวก.  
			<remark  id="s1b1c10l3" />	ดูกรสารีบุตร เรื่องเคยมีมาแล้ว พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนาม  
			<remark  id="s1b1c10l4" />เวสสภู ทรงกำหนดจิตภิกษุสงฆ์ด้วยพระหฤทัยแล้วทรงสั่งสอน พร่ำสอน ภิกษุสงฆ์ประมาณ  
			<remark  id="s1b1c10l5" />พันรูป ในไพรสนฑ์อันน่าพึงกลัวแห่งหนึ่งว่า พวกเธอจงตรึกอย่างนี้ อย่าได้ตรึกอย่างนั้น จง  
			<remark  id="s1b1c10l6" />ทำในใจอย่างนี้ อย่าได้ทำในใจอย่างนั้น จงละส่วนนี้ จงเข้าถึงส่วนนี้อยู่เถิด ดังนี้ ลำดับนั้นแล  
			<remark  id="s1b1c10l7" />จิตของภิกษุประมาณพันรูปนั้น อันพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า พระนามเวสสภูทรง  
			<remark  id="s1b1c10l8" />สั่งสอนอยู่อย่างนั้น ทรงพร่ำสอนอยู่อย่างนั้น ได้หลุดพ้นแล้วจากอาสวะทั้งหลาย เพราะไม่ถือมั่น  
			<remark  id="s1b1c10l9" />ในเพราะความที่ไพรสณฑ์อันน่าพึงกลัวนั้นซิ เป็นถิ่นที่น่าสยดสยอง จึงมีคำนี้ว่า ผู้ใดผู้หนึ่งซึ่ง  
			<remark  id="s1b1c10l10" />ยังไม่ปราศจากราคะเข้าไปสู่ไพรสณฑ์นั้น โดยมากโลมชาติย่อมชูชัน.  
			<remark  id="s1b1c10l11" />	ดูกรสารีบุตร อันนี้แลเป็นเหตุ อันนี้แลเป็นปัจจัย ให้พระศาสนาของพระผู้มีพระภาค  
			<remark  id="s1b1c10l12" />พระนามวิปัสสี พระนามสิขี และพระนามเวสสภูไม่ดำรงอยู่นาน.  
			<remark  id="s1b1c10l13" />	ส. อะไรเป็นเหตุ อะไรเป็นปัจจัย ให้พระศาสนาของพระผู้มีพระภาคพระนามกกุสันธะ  
			<remark  id="s1b1c10l14" />พระนามโกนาคมนะ และพระนามกัสสปะ ดำรงอยู่นาน พระพุทธเจ้าข้า?  
			<remark  id="s1b1c10l15" />	ภ. ดูกรสารีบุตร พระผู้มีพระภาคพระนามกกุสันธะ พระนามโกนาคมนะ และพระนาม  
			<remark  id="s1b1c10l16" />กัสสปะ มิได้ทรงท้อพระหฤทัยเพื่อจะทรงแสดงธรรมโดยพิสดารแก่สาวกทั้งหลาย อนึ่ง สุตตะ  
			<remark  id="s1b1c10l17" />เคยยะ เวยยากรณะ คาถา อุทาน  อิติวุตตกะ ชาดก อัพภูตธรรม เวทัลละ ของพระผู้มี  
			<remark  id="s1b1c10l18" />พระภาคทั้งสามพระองค์นั้นมีมาก สิกขาบทก็ทรงบัญญัติ ปาติโมกข์ก็ทรงแสดงแก่สาวก เพราะ  
			<remark  id="s1b1c10l19" />อันตรธานแห่งพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าเหล่านั้น เพราะอันตรธานแห่งสาวกผู้ตรัสรู้ตามพระพุทธเจ้า  
			<remark  id="s1b1c10l20" />เหล่านั้น สาวกชั้นหลังที่ต่างชื่อกัน ต่างโคตรกัน ต่างชาติกัน ออกบวชจากตระกูลต่างกัน จึง  
			<remark  id="s1b1c10l21" />ดำรงพระศาสนานั้นไว้ได้ตลอดระยะกาลยืนนาน ดูกรสารีบุตร ดอกไม้ต่างพรรณที่เขากองไว้บน  
			<remark  id="s1b1c10l22" />พื้นกระดาน ร้อยดีแล้วด้วยด้าย ลมย่อมกระจายไม่ได้ ขจัดไม่ได้ กำจัดไม่ได้ซึ่งดอกไม้เหล่านั้น  
			<remark  id="s1b1c10l23" />ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะเขาร้อยดีแล้วด้วยด้าย ฉันใด เพราะอันตรธานแห่งพระผู้มีพระภาค  
			<remark  id="s1b1c10l24" />พุทธเจ้าเหล่านั้น เพราะอันตรธานแห่งสาวกผู้ตรัสรู้ตามพระพุทธเจ้าเหล่านั้น สาวกชั้นหลังที่  
			<remark  id="s1b1c10l25" />ต่างชื่อกัน ต่างโคตรกัน ต่างชาติกัน ออกบวชจากตระกูลต่างกัน จึงดำรงพระศาสนานั้นไว้ได้  
			<remark  id="s1b1c10l26" />ตลอดระยะกาลยืนนาน ฉันนั้น เหมือนกัน.  
			<remark  id="s1b1c10l27" />	ดูกรสารีบุตร อันนี้แลเป็นเหตุ อันนี้แลเป็นปัจจัย ให้พระศาสนาของพระผู้มีพระภาค  
			<remark  id="s1b1c10l28" />พระนามกกุสันธะ พระนามโกนาคมนะ และพระนามกัสสปะ ดำรงอยู่นาน.  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b1c11" >
		<para id="s1b1c11p">
			<remark  id="s1b1c11l1" />				ปรารภเหตุให้ทรงบัญญัติสิกขาบท  
			<remark  id="s1b1c11l2" />	[๘] ลำดับนั้นแล ท่านพระสารีบุตรลุกจากอาสนะ ทำผ้าอุตราสงค์เฉวียงบ่าข้างหนึ่ง  
			<remark  id="s1b1c11l3" />ประณมอัญชลีไปทางพระผู้มีพระภาคแล้วกราบทูลว่า ถึงเวลาแล้ว พระพุทธเจ้าข้า ข้าแต่พระสุคต  
			<remark  id="s1b1c11l4" />ถึงเวลาแล้ว ที่จะทรงบัญญัติสิกขาบท ที่จะทรงแสดงปาติโมกข์แก่สาวก อันจะเป็นเหตุให้  
			<remark  id="s1b1c11l5" />พระศาสนานี้ยั่งยืนดำรงอยู่ได้นาน.  
			<remark  id="s1b1c11l6" />	พระผู้มีพระภาคตรัสว่า จงรอก่อน สารีบุตร จงยับยั้งก่อนสารีบุตร ตถาคตผู้เดียวจักรู้  
			<remark  id="s1b1c11l7" />กาลในกรณีย์นั้น พระศาสดายังไม่บัญญัติสิกขาบท ยังไม่แสดงปาติโมกข์แก่สาวก ตลอดเวลา  
			<remark  id="s1b1c11l8" />ที่ธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งอาสวะบางเหล่า ยังไม่ปรากฏในสงฆ์ในศาสนานี้ ต่อเมื่อใดอาสวัฏ-  
			<remark  id="s1b1c11l9" />ฐานิยธรรมบางเหล่า ปรากฏในสงฆ์ในศาสนานี้ เมื่อนั้นพระศาสดาจึงจะบัญญัติสิกขาบท แสดง  
			<remark  id="s1b1c11l10" />ปาติโมกข์แก่สาวก เพื่อกำจัดอาสวัฏฐานิยธรรมเหล่านั้นแหละ อาสวัฏฐานิยธรรมบางเหล่า ยังไม่  
			<remark  id="s1b1c11l11" />ปรากฏในสงฆ์ในศาสนานี้ ตลอดเวลาที่สงฆ์ยังไม่ถึงความเป็นหมู่ใหญ่โดยภิกษุผู้บวชนาน ต่อ  
			<remark  id="s1b1c11l12" />เมื่อใดสงฆ์ถึงความเป็นหมู่ใหญ่โดยภิกษุผู้บวชนานแล้ว และอาสวัฏฐานิยธรรมบางเหล่าย่อม  
			<remark  id="s1b1c11l13" />ปรากฏในสงฆ์ในศาสนานี้ เมื่อนั้นพระศาสดาจึงจะบัญญัติสิกขาบท แสดงปาติโมกข์แก่สาวก  
			<remark  id="s1b1c11l14" />เพื่อกำจัดอาสวัฏฐานิยธรรมเหล่านั้นแหละ อาสวัฏฐานิยธรรมบางเหล่า ยังไม่ปรากฏในสงฆ์ใน  
			<remark  id="s1b1c11l15" />ศาสนานี้ ตลอดเวลาที่สงฆ์ยังไม่ถึงความเป็นหมู่ใหญ่โดยแพร่หลาย ต่อเมื่อใดสงฆ์ถึงความเป็น  
			<remark  id="s1b1c11l16" />หมู่ใหญ่โดยแพร่หลายแล้ว และอาสวัฏฐานิยธรรมบางเหล่า ย่อมปรากฏในสงฆ์ในศาสนานี้  
			<remark  id="s1b1c11l17" />เมื่อนั้นพระศาสดาจึงจะบัญญัติสิกขาบท แสดงปาติโมกข์แก่สาวกเพื่อกำจัดอาสวัฏฐานิยธรรม  
			<remark  id="s1b1c11l18" />เหล่านั้นแหละ อาสวัฏฐานิยธรรมบางเหล่า ยังไม่ปรากฏในสงฆ์ในศาสนานี้ ตลอดเวลาที่สงฆ์  
			<remark  id="s1b1c11l19" />ยังไม่ถึงความเป็นหมู่ใหญ่เลิศโดยลาภ ต่อเมื่อใดสงฆ์ถึงความเป็นหมู่ใหญ่เลิศโดยลาภแล้ว และ  
			<remark  id="s1b1c11l20" />อาสวัฏฐานิยธรรมบางเหล่า ย่อมปรากฏในสงฆ์ในศาสนานี้ เมื่อนั้นพระศาสดาจึงจะบัญญัติ-  
			<remark  id="s1b1c11l21" />สิกขาบท แสดงปาติโมกข์แก่สาวก เพื่อกำจัดอาสวัฏฐานิยธรรมเหล่านั้นแหละ ดูกรสารีบุตร  
			<remark  id="s1b1c11l22" />ก็ภิกษุสงฆ์ไม่มีเสนียด ไม่มีโทษ ปราศจากมัวหมองบริสุทธิ์ผุดผ่องตั้งอยู่ในสารคุณ เพราะบรรดา  
			<remark  id="s1b1c11l23" />ภิกษุ ๕๐๐ รูปนี้ ภิกษุที่ทรงคุณธรรมอย่างต่ำ ก็เป็นโสดาบัน มีความไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา เป็น  
			<remark  id="s1b1c11l24" />ผู้เที่ยง เป็นผู้ที่จะตรัสรู้ในเบื้องหน้า.  
			<remark  id="s1b1c11l25" />					เสด็จนิเวศน์เวรัญชพราหมณ์  
			<remark  id="s1b1c11l26" />	[๙] ครั้นปวารณาพรรษาแล้ว พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกท่านพระอานนท์มารับสั่งว่า  
			<remark  id="s1b1c11l27" />ดูกรอานนท์ พระตถาคตทั้งหลายยังมิได้บอกลาผู้ที่นิมนต์ให้อยู่จำพรรษาแล้ว จะไม่หลีกไปสู่ที่  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b1c12" >
		<para id="s1b1c12p">
			<remark  id="s1b1c12l1" />จาริกในชนบท ข้อนี้เป็นประเพณีของพระตถาคตทั้งหลาย มาไปกันเถิดอานนท์ เราจะบอกลา  
			<remark  id="s1b1c12l2" />เวรัญชพราหมณ์.  
			<remark  id="s1b1c12l3" />	ท่านพระอานนท์ทูลสนองพระพุทธดำรัสว่า เป็นดังรับสั่ง พระพุทธเจ้าข้า.  
			<remark  id="s1b1c12l4" />	ขณะนั้น พระผู้มีพระภาคทรงอันตรวาสกแล้ว ถือบาตรจีวร มีท่านพระอานนท์เป็น  
			<remark  id="s1b1c12l5" />ปัจฉาสมณะ เสด็จพระพุทธดำเนินไปสู่นิเวศน์ของเวรัญชพราหมณ์ ครั้นถึงแล้วประทับนั่งเหนือ  
			<remark  id="s1b1c12l6" />พระพุทธอาสน์ที่เขาจัดถวาย ทันใดนั้น เวรัญชพราหมณ์ดำเนินเข้าไปสู่ที่ประทับ ครั้นแล้วถวาย  
			<remark  id="s1b1c12l7" />บังคม นั่งเฝ้าอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง พระองค์รับสั่งว่า ดูกรพราหมณ์ เราเป็นผู้อันท่านนิมนต์  
			<remark  id="s1b1c12l8" />อยู่จำพรรษาแล้ว เราขอบอกลาท่าน เราปรารถนาจะหลีกไปสู่ที่จาริกในชนบท.  
			<remark  id="s1b1c12l9" />	เวรัญชพราหมณ์กราบทูลว่า เป็นความจริง ท่านพระโคดม ข้าพเจ้านิมนต์พระองค์อยู่  
			<remark  id="s1b1c12l10" />จำพรรษา ก็แต่ว่าไทยธรรมอันใดที่จะพึงถวาย ไทยธรรมอันนั้นข้าพเจ้ายังมิได้ถวาย และไทย-  
			<remark  id="s1b1c12l11" />ธรรมนั้นมิใช่ว่าจะไม่มี ทั้งประสงค์จะไม่ถวายก็หาไม่ ภายในไตรมาสนี้ พระองค์จะพึงได้ไทย-  
			<remark  id="s1b1c12l12" />ธรรมนั้นจากไหน เพราะฆราวาสมีกิจมาก มีกรณียะมาก ขอท่านพระโคดมพร้อมด้วยพระสงฆ์  
			<remark  id="s1b1c12l13" />จงทรงพระกรุณาโปรดรับภัตตาหารของข้าพเจ้า เพื่อเจริญบุญกุศลและปีติปราโมทย์ในวันพรุ่งนี้แก่  
			<remark  id="s1b1c12l14" />ข้าพเจ้าด้วยเถิด.  
			<remark  id="s1b1c12l15" />	พระผู้มีพระภาคทรงรับอัชเฌสนาโดยดุษณีภาพ และแล้วทรงชี้แจงให้เวรัญชพราหมณ์  
			<remark  id="s1b1c12l16" />เห็นแจ้ง สมาทาน อาจหาญ ร่าเริงด้วยธรรมีกถา แล้วทรงลุกจากที่ประทับเสด็จกลับ.  
			<remark  id="s1b1c12l17" />	หลังจากนั้น เวรัญชพราหมณ์สั่งให้ตกแต่งของเคี้ยวของฉันอันประณีตในนิเวศน์ของตน  
			<remark  id="s1b1c12l18" />โดยผ่านราตรีนั้นแล้ว ให้เจ้าพนักงานไปกราบทูลภัตกาลแด่พระผู้มีพระภาคว่า ถึงเวลาแล้ว ท่าน  
			<remark  id="s1b1c12l19" />พระโคดม ภัตตาหารเสร็จแล้ว.  
			<remark  id="s1b1c12l20" />	ขณะนั้นเป็นเวลาเช้า พระผู้มีพระภาคทรงอันตรวาสกแล้วถือบาตรจีวรเสด็จพระพุทธ-  
			<remark  id="s1b1c12l21" />ดำเนินไปสู่นิเวศน์ของเวรัญชพราหมณ์ ครั้นถึงแล้ว ประทับนั่งเหนือพระพุทธอาสน์ที่เขาจัดถวาย  
			<remark  id="s1b1c12l22" />พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ จึงเวรัญชพราหมณ์อังคาสภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข ด้วยขาทนีย-  
			<remark  id="s1b1c12l23" />โภชนียาหารอันประณีต ด้วยมือของตนจนให้ห้ามภัตรแล้ว ได้ถวายไตรจีวรแด่พระผู้มีพระภาค  
			<remark  id="s1b1c12l24" />ผู้เสวยเสร็จทรงนำพระหัตถ์ออกจากบาตรแล้วให้ทรงครอง และถวายผ้าคู่ให้ภิกษุครอง รูปละ  
			<remark  id="s1b1c12l25" />สำรับ จึงพระองค์ทรงชี้แจงให้เวรัญชพราหมณ์เห็นแจ้ง สมาทาน อาจหาญ ร่าเริงด้วยธรรมีกถา  
			<remark  id="s1b1c12l26" />แล้วทรงลุกจากที่ประทับเสด็จกลับ ครั้นพระองค์ประทับอยู่ที่เมืองเวรัญชาตามพระพุทธาภิรมย์แล้ว  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b1c13" >
		<para id="s1b1c13p">
			<remark  id="s1b1c13l1" />เสด็จพระพุทธดำเนินไปยังเมืองท่าปยาคะ ไม่ทรงแวะเมืองโสเรยยะ เมืองสังกัสสะ เมือง  
			<remark  id="s1b1c13l2" />กัณณกุชชะ ทรงข้ามแม่น้ำคงคาที่เมืองท่าปยาคะ เสด็จพระพุทธดำเนินถึงพระนครพาราณสี ครั้น  
			<remark  id="s1b1c13l3" />พระองค์ประทับอยู่ที่พระนครพาราณสีตามพระพุทธาภิรมย์แล้ว เสด็จจาริกไปโดยมรรคาอันจะไป  
			<remark  id="s1b1c13l4" />สู่พระนครเวสาลี เมื่อเสด็จจาริกไปโดยลำดับ ถึงพระนครเวสาลีนั้นแล้ว ทราบว่าพระองค์ประทับ  
			<remark  id="s1b1c13l5" />อยู่ที่กูฏาคารศาลา ป่ามหาวัน เขตพระนครเวสาลีนั้น.  
			<remark  id="s1b1c13l6" />							เวรัญชภาณวาร จบ.  
			<remark  id="s1b1c13l7" />							_______________  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b1c14" >
		<para id="s1b1c14p">
			<remark  id="s1b1c14l1" />				ปาราชิกกัณฑ์ ปฐมปาราชิกสิกขาบท  
			<remark  id="s1b1c14l2" />						เรื่องพระสุทินน์  
			<remark  id="s1b1c14l3" />	[๑๐] ก็โดยสมัยนั้นแล ณ สถานที่ไม่ห่างจากพระนครเวสาลี มีบ้านตำบลหนึ่ง ชื่อ  
			<remark  id="s1b1c14l4" />กลันทะ ในบ้านนั้นมีบุตรชาวบ้านกลันทะผู้หนึ่ง ชื่อ สุทินน์ เป็นเศรษฐีบุตร ครั้งนั้น สุทินน์  
			<remark  id="s1b1c14l5" />กลันทบุตรได้เดินธุระบางอย่างในพระนครเวสาลีกับสหายหลายคน ขณะนั้นแล พระผู้มีพระภาค  
			<remark  id="s1b1c14l6" />อันบริษัทหมู่ใหญ่แวดล้อมแล้วประทับนั่งแสดงธรรมอยู่ สุทินน์ กลันทบุตรได้แลเห็นพระผู้มี  
			<remark  id="s1b1c14l7" />พระภาค อันบริษัทหมู่ใหญ่แวดล้อมประทับนั่งแสดงธรรมอยู่ เพราะได้เห็น ความตรึกนี้ ได้มี  
			<remark  id="s1b1c14l8" />แก่เขาว่า ไฉนหนอเราจะพึงได้ฟังธรรมบ้าง แล้วเขาก็เดินผ่านเข้าไปทางบริษัทนั้น ครั้นถึงแล้ว  
			<remark  id="s1b1c14l9" />นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ความรำพึงนี้ได้มีแก่เขาผู้นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งฉะนี้ว่า ด้วยวิธี  
			<remark  id="s1b1c14l10" />อย่างไรๆ เราจึงจะรู้ทั่วถึงธรรมที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงแล้ว อันบุคคลที่ยังครองเรือนอยู่ จะ  
			<remark  id="s1b1c14l11" />ประพฤติพรหมจรรย์นี้ให้บริบูรณ์โดยส่วนเดียว ให้บริสุทธิ์โดยส่วนเดียว ดุจสังข์ที่ขัดแล้ว ทำ  
			<remark  id="s1b1c14l12" />ไม่ได้ง่าย ไฉนหนอ เราพึงปลงผมและหนวดครองผ้ากาสายะ ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต  
			<remark  id="s1b1c14l13" />ครั้นบริษัทนั้น อันพระผู้มีพระภาคทรงแสดง ให้เห็นแจ้ง ให้สมาทาน อาจหาญ ร่าเริง ด้วย  
			<remark  id="s1b1c14l14" />ธรรมีกถาแล้ว ลุกจากที่นั่ง ถวายบังคมพระผู้มีพระภาค ทำประทักษิณหลีกไปแล้ว หลังจากบริษัท  
			<remark  id="s1b1c14l15" />ลุกไปแล้วไม่นานนัก เขาได้เดินเข้าไปใกล้ที่ประทับ ถวายบังคมแล้ว นั่งเฝ้าอยู่ ณ ที่ควรส่วน  
			<remark  id="s1b1c14l16" />ข้างหนึ่ง.  
			<remark  id="s1b1c14l17" />	สุทินน์กลันทบุตรนั่งเฝ้าอยู่ ณ ที่นั้นแล ได้กราบทูลคำนี้แด่พระผู้มีพระภาคว่า พระพุทธ-  
			<remark  id="s1b1c14l18" />เจ้าข้า ด้วยวิธีอย่างไรๆ ข้าพระพุทธเจ้าจึงจะรู้ทั่วถึงธรรมที่พระองค์ทรงแสดงแล้ว อันบุคคลที่ยัง  
			<remark  id="s1b1c14l19" />ครองเรือนอยู่ จะประพฤติพรหมจรรย์นี้ให้บริบูรณ์โดยส่วนเดียว ให้บริสุทธิ์โดยส่วนเดียว ดุจสังข์  
			<remark  id="s1b1c14l20" />ที่ขัดแล้ว ทำไม่ได้ง่าย ข้าพระพุทธเจ้าปรารถนาจะปลงผมและหนวด ครองผ้ากาสายะ ออกจาก  
			<remark  id="s1b1c14l21" />เรือนบวชเป็นบรรพชิต ขอพระองค์ทรงพระกรุณาโปรดให้ข้าพระพุทธเจ้าบวชเถิด พระพุทธเจ้าข้า.  
			<remark  id="s1b1c14l22" />	พระผู้มีพระภาคตรัสถามว่า ดูกรสุทินน์ ก็มารดาบิดาอนุญาตให้เธอออกจากเรือนบวช  
			<remark  id="s1b1c14l23" />เป็นบรรพชิตแล้วหรือ?  
			<remark  id="s1b1c14l24" />	สุทินน์กลันทบุตรกราบทูลว่า ยังไม่ได้อนุญาต พระพุทธเจ้าข้า.  
			<remark  id="s1b1c14l25" />	ภ. ดูกรสุทินน์ พระตถาคตทั้งหลาย ย่อมไม่บวชบุตรที่มารดาบิดายังมิได้อนุญาต.  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b1c15" >
		<para id="s1b1c15p">
			<remark  id="s1b1c15l1" />  สุ. ข้าพระพุทธเจ้าจักกระทำโดยวิธีที่มารดาบิดาจักอนุญาตให้ข้าพระพุทธเจ้าออกจากเรือน  
			<remark  id="s1b1c15l2" />บวชเป็นบรรพชิต พระพุทธเจ้าข้า.  
			<remark  id="s1b1c15l3" />							ขออนุญาตออกบวช  
			<remark  id="s1b1c15l4" />	[๑๑] หลังจากนั้นแล สุทินน์กลันทบุตรเสร็จการเดินธุระที่ในพระนครเวสาลีนั้นแล้ว  
			<remark  id="s1b1c15l5" />กลับสู่กลันทคามเข้าหามารดาบิดา แล้วได้กล่าวคำนี้กะมารดาบิดาว่า ข้าแต่มารดาบิดา ด้วยวิธี  
			<remark  id="s1b1c15l6" />อย่างไรๆ ลูกจึงจะรู้ทั่วถึงธรรมที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงแล้ว อันบุคคลที่ยังครองเรือนอยู่ จะ  
			<remark  id="s1b1c15l7" />ประพฤติพรหมจรรย์นี้ให้บริบูรณ์โดยส่วนเดียว ให้บริสุทธิ์โดยส่วนเดียว ดุจสังข์ที่ขัดแล้ว ทำ  
			<remark  id="s1b1c15l8" />ไม่ได้ง่าย ลูกปรารถนาจะปลงผมและหนวด ครองผ้ากาสายะ ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต  
			<remark  id="s1b1c15l9" />ขอมารดาบิดาจงอนุญาตให้ลูกออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตเถิด.  
			<remark  id="s1b1c15l10" />	เมื่อสุทินน์กลันทบุตรกล่าวอย่างนี้แล้ว มารดาบิดาของเขาได้กล่าวคำนี้กะเขาว่า ลูกสุทินน์  
			<remark  id="s1b1c15l11" />เจ้าเท่านั้นเป็นบุตรคนเดียว เป็นที่รัก เป็นที่พอใจของเรา เป็นผู้เจริญมาด้วยความสุข อันพี่เลี้ยง  
			<remark  id="s1b1c15l12" />นางนมประคบประหงมมาด้วยความสุข เจ้าไม่รู้จักความทุกข์สักน้อย แม้เจ้าจะตายเราก็ไม่  
			<remark  id="s1b1c15l13" />ปรารถนาจะจาก เหตุไฉนเราจักอนุญาตให้เจ้าผู้ยังมีชีวิตอยู่ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตได้เล่า.  
			<remark  id="s1b1c15l14" />	แม้ครั้งที่สอง สุทินน์กลันทบุตรก็ได้กล่าวคำนี้กะมารดาบิดาว่า ข้าแต่มารดาบิดา ด้วย  
			<remark  id="s1b1c15l15" />วิธีอย่างไรๆ ลูกจึงจะรู้ทั่วถึงธรรมที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงแล้ว อันบุคคลที่ยังครองเรือนอยู่  
			<remark  id="s1b1c15l16" />จะประพฤติพรหมจรรย์นี้ ให้บริบูรณ์โดยส่วนเดียว ให้บริสุทธิ์โดยส่วนเดียว ดุจสังข์ที่ขัดแล้ว  
			<remark  id="s1b1c15l17" />ทำไม่ได้ง่าย ลูกปรารถนาจะปลงผมและหนวดครองผ้ากาสายะ ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต  
			<remark  id="s1b1c15l18" />ขอมารดาบิดาจงอนุญาตให้ลูกออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตเถิด.  
			<remark  id="s1b1c15l19" />	แม้ครั้งที่สอง มารดาบิดาของเขาก็ได้กล่าวคำนี้กะเขาว่า ลูกสุทินน์ เจ้าเท่านั้นเป็นบุตร  
			<remark  id="s1b1c15l20" />คนเดียว เป็นที่รักเป็นที่พอใจของเรา เป็นผู้เจริญมาด้วยความสุข อันพี่เลี้ยงนางนมประคบประหงม  
			<remark  id="s1b1c15l21" />มาด้วยความสุข เจ้าไม่รู้จักความทุกข์สักน้อย แม้เจ้าจะตายเราก็ไม่ปรารถนาจะจาก เหตุไฉน  
			<remark  id="s1b1c15l22" />เราจักอนุญาตให้เจ้าผู้ยังมีชีวิตอยู่ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตได้เล่า.  
			<remark  id="s1b1c15l23" />	แม้ครั้งที่สาม สุทินน์กลันทบุตรก็ได้กล่าวคำนี้กะมารดาบิดาว่า ข้าแต่มารดาบิดา ด้วย  
			<remark  id="s1b1c15l24" />วิธีอย่างไรๆ ลูกจึงจะรู้ทั่วถึงธรรมที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงแล้ว อันบุคคลที่ยังครองเรือนอยู่  
			<remark  id="s1b1c15l25" />จะประพฤติพรหมจรรย์นี้ ให้บริบูรณ์โดยส่วนเดียว ให้บริสุทธิ์โดยส่วนเดียว ดุจสังข์ที่ขัดแล้ว  
			<remark  id="s1b1c15l26" />ทำไม่ได้ง่าย ลูกปรารถนาจะปลงผมและหนวดครองผ้ากาสายะออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต  
			<remark  id="s1b1c15l27" />ขอมารดาบิดาจงอนุญาตให้ลูกออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตเถิด.  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b1c16" >
		<para id="s1b1c16p">
			<remark  id="s1b1c16l1" />  แม้ครั้งที่สาม มารดาบิดาของเขาก็ได้กล่าวคำนี้กะเขาว่า ลูกสุทินน์ เจ้าเท่านั้นเป็นบุตร  
			<remark  id="s1b1c16l2" />คนเดียว เป็นที่รัก เป็นที่พอใจของเรา เป็นผู้เจริญมาด้วยความสุข อันพี่เลี้ยงนางนมประคบ  
			<remark  id="s1b1c16l3" />ประหงมมาด้วยความสุข เจ้าไม่รู้จักความทุกข์สักน้อย แม้เจ้าจะตายเราก็ไม่ปรารถนาจะจาก  
			<remark  id="s1b1c16l4" />เหตุไฉน เราจักอนุญาตให้เจ้าผู้ยังมีชีวิตอยู่ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตได้เล่า.  
			<remark  id="s1b1c16l5" />	ทันใดนั้นแล สุทินน์กลันทบุตรแน่ใจว่า มารดาบิดาไม่อนุญาตให้เราออกจากเรือนบวช  
			<remark  id="s1b1c16l6" />เป็นบรรพชิต จึงนอนลงบนพื้นอันปราศจากเครื่องลาด ณ สถานที่นั้นเอง ด้วยตัดสินใจว่า การ  
			<remark  id="s1b1c16l7" />ตายหรือการบวชจักมีแก่เราในสถานที่นี้แหละ และแล้วเขาไม่บริโภคอาหารแม้หนึ่งมื้อ ไม่บริโภค  
			<remark  id="s1b1c16l8" />อาหารแม้สองมื้อ ไม่บริโภคอาหารแม้สามมื้อ ไม่บริโภคอาหารแม้สี่มื้อ ไม่บริโภคอาหารแม้ห้ามื้อ  
			<remark  id="s1b1c16l9" />ไม่บริโภคอาหารแม้หกมื้อ ไม่บริโภคอาหารแม้เจ็ดมื้อ.  
			<remark  id="s1b1c16l10" />							มารดาบิดาไม่อนุญาต  
			<remark  id="s1b1c16l11" />	[๑๒] จะอย่างไรก็ตาม มารดาบิดาของเขาได้กล่าวคำนี้ว่า ลูกสุทินน์ เจ้าเท่านั้นเป็น  
			<remark  id="s1b1c16l12" />บุตรคนเดียว เป็นที่รัก เป็นที่พอใจของเรา เป็นผู้เจริญมาด้วยความสุข อันพี่เลี้ยงนางนม  
			<remark  id="s1b1c16l13" />ประคบประหงมมาด้วยความสุข เจ้าไม่รู้จักความทุกข์สักน้อย แม้เจ้าจะตายเราก็ไม่ปรารถนาจะ  
			<remark  id="s1b1c16l14" />จาก เหตุไฉน เราจักอนุญาตให้เจ้าผู้ยังมีชีวิตอยู่ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตได้เล่า จงลุกขึ้น  
			<remark  id="s1b1c16l15" />เถิด ลูกสุทินน์ จงกิน จงดื่ม และจงรื่นเริง จงสมัครใจกิน ดื่ม รื่นเริง บริโภคกาม ทำบุญ  
			<remark  id="s1b1c16l16" />อยู่เถิด เราไม่อนุญาตให้เจ้าออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต.  
			<remark  id="s1b1c16l17" />	เมื่อมารดาบิดากล่าวอย่างนี้แล้ว สุทินน์กลันทบุตรได้นิ่ง.  
			<remark  id="s1b1c16l18" />	แม้ครั้งที่สอง มารดาบิดาของเขาก็ได้กล่าวคำนี้กะเขาว่า ลูกสุทินน์ เจ้าเท่านั้นเป็นบุตร  
			<remark  id="s1b1c16l19" />คนเดียว เป็นที่รักเป็นที่พอใจของเรา เป็นผู้เจริญมาด้วยความสุข อันพี่เลี้ยงนางนมประคบประหงม  
			<remark  id="s1b1c16l20" />มาด้วยความสุข เจ้าไม่รู้จักความทุกข์สักน้อย แม้เจ้าจะตายเราก็ไม่ปรารถนาจะจาก เหตุไฉน  
			<remark  id="s1b1c16l21" />เราจักอนุญาตให้เจ้าผู้ยังมีชีวิตอยู่ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตได้เล่า จงลุกขึ้นเถิดลูกสุทินน์  
			<remark  id="s1b1c16l22" />จงกิน จงดื่ม และจงรื่นเริง จงสมัครใจกิน ดื่ม รื่นเริง บริโภคกาม ทำบุญอยู่เถิด เราไม่อนุญาต  
			<remark  id="s1b1c16l23" />ให้เจ้าออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต  
			<remark  id="s1b1c16l24" />	แม้ครั้งที่สอง สุทินน์กลันทบุตรก็ได้นิ่ง.  
			<remark  id="s1b1c16l25" />	แม้ครั้งที่สาม มารดาบิดาของเขาก็ได้กล่าวคำนี้กะเขาว่า ลูกสุทินน์ เจ้าเท่านั้นเป็นบุตร  
			<remark  id="s1b1c16l26" />คนเดียว เป็นที่รัก เป็นที่พอใจของเรา เป็นผู้เจริญมาด้วยความสุข อันพี่เลี้ยงนางนมประคบ  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b1c17" >
		<para id="s1b1c17p">
			<remark  id="s1b1c17l1" />ประหงมมาด้วยความสุข เจ้าไม่รู้จักความทุกข์สักน้อย แม้เจ้าจะตายเราก็ไม่ปรารถนาจะจาก  
			<remark  id="s1b1c17l2" />เหตุไฉน เราจักอนุญาตให้เจ้าผู้ยังมีชีวิตอยู่ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตได้เล่า จงลุกขึ้นเถิด  
			<remark  id="s1b1c17l3" />ลูกสุทินน์ จงกิน จงดื่ม และจงรื่นเริง จงสมัครใจกิน ดื่มรื่นเริง บริโภคกาม ทำบุญอยู่เถิด  
			<remark  id="s1b1c17l4" />เราไม่อนุญาตให้เจ้าออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต.  
			<remark  id="s1b1c17l5" />	แม้ครั้งที่สาม สุทินน์กลันทบุตรก็ได้นิ่ง.  
			<remark  id="s1b1c17l6" />							พวกสหายช่วยเจรจา  
			<remark  id="s1b1c17l7" />	[๑๓] ยิ่งกว่านั้น พวกสหายของสุทินน์กลันทบุตร ก็ได้เข้าไปหาสุทินน์กลันทบุตร  
			<remark  id="s1b1c17l8" />ครั้นถึงแล้วได้กล่าวคำนี้ว่า สุทินน์เพื่อนรัก เธอเท่านั้นเป็นบุตรคนเดียว เป็นที่รัก เป็นที่  
			<remark  id="s1b1c17l9" />พอใจของมารดาบิดา บิดาเป็นผู้เจริญมาด้วยความสุข อันพี่เลี้ยงนางนมประคบประหงมมาด้วย  
			<remark  id="s1b1c17l10" />ความสุข เธอไม่รู้จักความทุกข์สักน้อย แม้เธอจะตามมารดาบิดาก็ไม่ปรารถนาจะจาก เหตุไฉน  
			<remark  id="s1b1c17l11" />ท่านทั้งสองจักอนุญาตให้เธอผู้ยังมีชีวิตอยู่ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตได้เล่า ลุกขึ้นเถิดสุทินน์  
			<remark  id="s1b1c17l12" />เพื่อนรัก จงกิน จงดื่ม และจงรื่นเริง จงสมัครใจกิน ดื่ม รื่นเริง บริโภคกาม ทำบุญอยู่เถิด  
			<remark  id="s1b1c17l13" />มารดาบิดาไม่อนุญาตให้เธอออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต.  
			<remark  id="s1b1c17l14" />	เมื่อขอกล่าวอย่างนี้แล้ว สุทินน์กลันทบุตรได้นิ่ง.  
			<remark  id="s1b1c17l15" />	แม้ครั้งที่สอง พวกสหายของสุทินน์กลันทบุตรก็ได้กล่าวคำนี้กะเขาว่า สุทินน์เพื่อนรัก  
			<remark  id="s1b1c17l16" />เธอเท่านั้นเป็นบุตรคนเดียว เป็นที่รักเป็นที่พอใจของมารดาบิดา เป็นผู้เจริญมาด้วยความสุข  
			<remark  id="s1b1c17l17" />อันพี่เลี้ยงนางนมประคบประหงมมาด้วยความสุข เธอไม่รู้จักความทุกข์สักน้อย แม้เธอจะตาย  
			<remark  id="s1b1c17l18" />มารดาบิดา ก็ไม่ปรารถนาจะจาก เหตุไฉนท่านทั้งสองจักอนุญาตให้เธอผู้ยังมีชีวิตอยู่ ออกจาก  
			<remark  id="s1b1c17l19" />เรือนบวชเป็นบรรพชิตได้เล่า ลุกขึ้นเถิดสุทินน์เพื่อนรัก จงกิน จงดื่ม และจงรื่นเริง  
			<remark  id="s1b1c17l20" />จงสมัครใจกิน ดื่ม รื่นเริง บริโภคกาม ทำบุญอยู่เถิด มารดาบิดาไม่อนุญาตให้เธอออกจากเรือน  
			<remark  id="s1b1c17l21" />บวชเป็นบรรพชิต.  
			<remark  id="s1b1c17l22" />	แม้ครั้งที่สอง สุทินน์กลันทบุตรก็ได้นิ่ง.  
			<remark  id="s1b1c17l23" />	แม้ครั้งที่สาม พวกสหายของสุทินน์กลันทบุตร ก็ได้กล่าวคำนี้กะเขาว่า สุทินน์เพื่อนรัก  
			<remark  id="s1b1c17l24" />เธอเท่านั้นเป็นบุตรคนเดียว เป็นที่รัก เป็นที่พอใจของมารดาบิดา เป็นผู้เจริญมาด้วยความสุข  
			<remark  id="s1b1c17l25" />อันพี่เลี้ยงนางนมประคบประหงมมาด้วยความสุข เธอไม่รู้จักความทุกข์สักน้อย แม้เธอจะตาย  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b1c18" >
		<para id="s1b1c18p">
			<remark  id="s1b1c18l1" />มารดาบิดาก็ไม่ปรารถนาจะจาก เหตุไฉนท่านทั้งสองจักอนุญาตให้เธอผู้ยังมีชีวิตอยู่ ออกจาก  
			<remark  id="s1b1c18l2" />เรือนบวชเป็นบรรพชิตได้เล่า ลุกขึ้นเถิดสุทินน์เพื่อนรัก จงกิน จงดื่ม และจงรื่นเริง จง  
			<remark  id="s1b1c18l3" />สมัครใจกิน ดื่ม รื่นเริง บริโภคกาม ทำบุญอยู่เถิด มารดาบิดาไม่อนุญาตให้เธอออกจากเรือน  
			<remark  id="s1b1c18l4" />บวชเป็นบรรพชิต.  
			<remark  id="s1b1c18l5" />	แม้ครั้งที่สาม สุทินน์กลันทบุตรก็ได้นิ่ง.  
			<remark  id="s1b1c18l6" />	เมื่อไม่สำเร็จ พวกสหายของสุทินน์กลันทบุตร จึงเข้าไปหามารดาบิดาของสุทินน์  
			<remark  id="s1b1c18l7" />กลันทบุตร ครั้นถึงแล้วได้กล่าวคำนี้ว่า ข้าแต่มารดาบิดา สุทินน์นั่นนอนลงบนพื้นอันปราศจาก  
			<remark  id="s1b1c18l8" />เครื่องลาด ด้วยตัดสินใจว่าการตายหรือการบวชจักมีแก่เรา ณ ที่นี้แหละ ถ้ามารดาบิดาไม่  
			<remark  id="s1b1c18l9" />อนุญาตให้สุทินน์ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต ความตายจักมาถึง ณ ที่นั้นเอง ถ้าอนุญาต  
			<remark  id="s1b1c18l10" />ให้สุทินน์ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตก็จักได้เห็นเขาแม้ผู้บวชแล้ว ถ้าสุทินน์จักไม่ยินดีใน  
			<remark  id="s1b1c18l11" />การออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต เขาจักมีทางดำเนินอื่นอะไรเล่า เขาจักกลับมา ณ ที่นี้แหละ  
			<remark  id="s1b1c18l12" />ขอมารดาบิดาจงอนุญาตให้สุทินน์ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตเถิด.  
			<remark  id="s1b1c18l13" />	อนุญาตจ้ะ ให้ลูกสุทินน์ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต มารดาบิดากล่าวยินยอม.  
			<remark  id="s1b1c18l14" />						สุทินน์กลันทบุตรออกบวช  
			<remark  id="s1b1c18l15" />	[๑๔] ทันใดนั้น พวกสหายของสุทินน์กลันทบุตร เข้าไปหาสุทินน์กลันทบุตร แล้ว  
			<remark  id="s1b1c18l16" />ได้บอกเขาว่า ลุกขึ้นเถิด สุทินน์เพื่อนรัก มารดาบิดาอนุญาตให้เธอออกจากเรือนบวชเป็น  
			<remark  id="s1b1c18l17" />บรรพชิตแล้ว พอสุทินน์กลันทบุตรได้ทราบว่า มารดาบิดาอนุญาตให้ออกจากเรือนบวชเป็น  
			<remark  id="s1b1c18l18" />บรรพชิตแล้ว ก็ร่าเริงดีใจ ลุกขึ้นลูบเนื้อลูบตัวด้วยฝ่ามือ ครั้นยาเยียกำลังอยู่สองสามวันแล้ว  
			<remark  id="s1b1c18l19" />จึงเข้าไปสู่พุทธสำนัก ถวายบังคมพระผู้มีพระภาค นั่งเฝ้า ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง เขานั่งเฝ้าอยู่  
			<remark  id="s1b1c18l20" />อย่างนั้นแล ได้กราบทูลแด่พระผู้มีพระภาคว่า ข้าพระพุทธเจ้าอันมารดาบิดาอนุญาตให้ออกจากเรือน  
			<remark  id="s1b1c18l21" />บวชเป็นบรรพชิตแล้ว พระพุทธเจ้าข้า ขอพระองค์ได้โปรดให้ข้าพระพุทธเจ้าบวชเถิดพระ-  
			<remark  id="s1b1c18l22" />พุทธเจ้าข้า.  
			<remark  id="s1b1c18l23" />	สุทินน์กลันทบุตรได้รับบรรพชาอุปสมบทในพุทธสำนักดังนี้ ก็แลเห็นท่านพระสุทินน์  
			<remark  id="s1b1c18l24" />อุปสมบทแล้วไม่นาน ประพฤติสมาทานธุดงคคุณเห็นปานนี้ คือ เป็นผู้ถืออรัญญิกธุดงค์  
			<remark  id="s1b1c18l25" />ปิณฑปาติกธุดงค์ ปังสุกูลิกธุดงค์ สปทานจาริกธุดงค์ พำนักอยู่ใกล้หมู่บ้านชาววัชชีตำบลหนึ่ง.  
			<remark  id="s1b1c18l26" />							พระสุทินน์เยี่ยมสกุล  
			<remark  id="s1b1c18l27" />	[๑๕] ก็โดยสมัยนั้นแล วัชชีชนบทอัตคัดอาหาร ประชาชนหาเลี้ยงชีพฝืดเคือง มี  
			<remark  id="s1b1c18l28" />กระดูกคนตายขาวเกลื่อน ต้องมีสลากซื้ออาหาร ภิกษุสงฆ์จะยังอัตภาพให้เป็นไปด้วยการถือ  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b1c19" >
		<para id="s1b1c19p">
			<remark  id="s1b1c19l1" />บาตรแสวงหาก็ทำไม่ได้ง่าย ครั้งนั้น ท่านพระสุทินน์ได้มีความคิดเห็นว่า เวลานี้วัชชีชนบทอัตคัด  
			<remark  id="s1b1c19l2" />อาหาร ประชาชนหาเลี้ยงชีพฝืดเคือง มีกระดูกคนตายขาวเกลื่อน ต้องมีสลากซื้ออาหาร ภิกษุ-  
			<remark  id="s1b1c19l3" />สงฆ์จะยังอัตภาพให้เป็นไปด้วยการถือบาตรแสวงหา ก็ทำไม่ได้ง่าย ก็แลญาติของเราในพระนคร  
			<remark  id="s1b1c19l4" />เวสาลีมีมาก ล้วนเป็นคนมั่งคั่ง มีทรัพย์มาก มีโภคะมาก มีทองและเงินมาก มีเครื่องอุปกรณ์  
			<remark  id="s1b1c19l5" />ที่น่าปลื้มใจมาก มีข้าวเปลือกเป็นทรัพยากรมาก ไฉนหนอ เราพึงเข้าไปพำนักอยู่ใกล้หมู่ญาติ  
			<remark  id="s1b1c19l6" />แม้หมู่ญาติก็จักได้อาศัยเราให้ทานทำบุญ และภิกษุทั้งหลายก็จักได้ลาภ ทั้งเราก็จักไม่ลำบากด้วย  
			<remark  id="s1b1c19l7" />บิณฑบาต ดั่งนั้น ท่านพระสุทินน์จึงเก็บงำเสนาสนะ ถือบาตรจีวรหลีกไปโดยมรรคาอันจะไปสู่  
			<remark  id="s1b1c19l8" />พระนครเวสาลี เที่ยวจาริกไปโดยลำดับ ถึงพระนครเวสาลีแล้ว ทราบว่า เธอพำนักอยู่  
			<remark  id="s1b1c19l9" />ณ กูฏาคารศาลา ป่ามหาวัน เขตพระนครเวสาลีนั้น.  
			<remark  id="s1b1c19l10" />	บรรดาญาติของท่านพระสุทินน์ ได้ทราบข่าวว่า พระสุทินน์กลันทบุตรกลับมาสู่พระนคร  
			<remark  id="s1b1c19l11" />เวสาลีแล้ว จึงนำภัตตาหารมีประมาณ ๖๐ หม้อไปถวายท่านพระสุทินน์ๆ สละภัตตาหารประมาณ  
			<remark  id="s1b1c19l12" />๖๐ หม้อนั้นถวายแก่ภิกษุทั้งหลาย แล้วเช้าวันนั้นครองอันตรวาสกถือบาตรจีวรเข้าไปบิณฑบาต  
			<remark  id="s1b1c19l13" />ยังกลันทคาม เที่ยวบิณฑบาตไปตามลำดับตรอกในกลันทคาม ใกล้จะถึงเรือนบิดาของตน  
			<remark  id="s1b1c19l14" />ก็พอดีทาสีของญาติท่านพระสุทินน์ กำลังมีความมุ่งหมายจะเทขนมสดที่ค้างคืน จึงท่านพระสุทินน์  
			<remark  id="s1b1c19l15" />ได้กล่าวคำนี้กะนางว่า น้องหญิง ถ้าของนั้นมีอันจะต้องทิ้งเป็นธรรมดา ขอท่านจงเกลี่ยลงใน  
			<remark  id="s1b1c19l16" />บาตรของเรานี้เถิด ขณะที่นางกำลังเกลี่ยขนมสดที่ค้างคืนนั้นลงในบาตร นางจำเค้ามือ เท้าและ  
			<remark  id="s1b1c19l17" />เสียงของพระสุทินน์ได้ จึงรีบเข้าไปหามารดาของท่านพระสุทินน์ ครั้นถึงแล้วได้กล่าวคำนี้กะ  
			<remark  id="s1b1c19l18" />มารดาของท่านว่า คุณนายเจ้าขา โปรดทราบ พระสุทินน์บุตรคุณนายกลับมาแล้วเจ้าค่ะ.  
			<remark  id="s1b1c19l19" />	แม่ทาสี ถ้าเจ้าพูดจริง เราจะปลดเจ้ามิให้เป็นทาสี มารดาท่านพระสุทินน์กล่าว.  
			<remark  id="s1b1c19l20" />	ขณะที่ท่านพระสุทินน์กำลังอาศัยพะไลเรือนแห่งหนึ่งฉันขนมสดที่ค้างคืนนั้น พอดีบิดา  
			<remark  id="s1b1c19l21" />ของท่านพระสุทินน์เดินกลับมาจากที่ทำงาน ได้แลเห็นท่านพระสุทินน์กำลังอาศัยพะไลเรือน  
			<remark  id="s1b1c19l22" />แห่งหนึ่งฉันขนมสดที่ค้างคืนนั้นอยู่ จึงเดินเข้าไปหาท่านพระสุทินน์ ครั้นถึงแล้วได้กล่าวคำนี้  
			<remark  id="s1b1c19l23" />กะท่านว่า มีอยู่หรือ พ่อสุทินน์ นี่พ่อจักฉันขนมสดที่ค้างคืน พ่อสุทินน์ พ่อควรไปเรือน  
			<remark  id="s1b1c19l24" />ของตนมิใช่หรือ.  
			<remark  id="s1b1c19l25" />	คุณโยม รูปได้ไปสู่เรือนของคุณโยมแล้ว ขนมสดที่ค้างคืนนี้ รูปได้มาแต่เรือนของ  
			<remark  id="s1b1c19l26" />คุณโยม พระสุทินน์ตอบ.  
			<remark  id="s1b1c19l27" />	ทันใดนั้น บิดาของท่านพระสุทินน์จับแขนท่าน แล้วได้กล่าวคำนี้กะท่านว่า มาเถิด  
			<remark  id="s1b1c19l28" />พ่อสุทินน์ เราจักไปเรือนกัน.  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b1c20" >
		<para id="s1b1c20p">
			<remark  id="s1b1c20l1" />	ลำดับนั้น ท่านพระสุทินน์ได้เดินตามเข้าไปสู่เรือนบิดาของตน ครั้นถึงแล้วนั่งบน  
			<remark  id="s1b1c20l2" />อาสนะที่เขาจัดถวาย จึงบิดาของท่านได้กล่าวคำนี้กะท่านว่า จงฉันเถิดพ่อสุทินน์.  
			<remark  id="s1b1c20l3" />	อย่าเลยคุณโยม ภัตกิจในวันนี้ รูปทำเสร็จแล้ว พระสุทินน์กล่าวตอบ.  
			<remark  id="s1b1c20l4" />	บิดาอาราธนาว่า พ่อสุทินน์ ขอพ่อจงรับนิมนต์ฉันภัตตาหารในวันพรุ่งนี้เถิด.  
			<remark  id="s1b1c20l5" />	ท่านพระสุทินน์รับนิมนต์โดยดุษณีภาพ และแล้วลุกจากอาสนะหลีกไป.  
			<remark  id="s1b1c20l6" />				บิดาวิงวอนให้สึก  
			<remark  id="s1b1c20l7" />	[๑๖] ครั้งนั้นแล มารดาของท่านพระสุทินน์สั่งให้ไล้ทาพื้นแผ่นดินด้วยโคมัยสด ให้  
			<remark  id="s1b1c20l8" />จัดทำกองทรัพย์ไว้สองกอง คือเงินกอง ๑ ทองกอง ๑ เป็นกองใหญ่ กระทั่งบุรุษยืนอยู่ข้างนี้  
			<remark  id="s1b1c20l9" />ไม่แลเห็นบุรุษยืนอยู่ข้างโน้น บุรุษยืนอยู่ข้างโน้นก็ไม่แลเห็นบุรุษยืนอยู่ข้างนี้ ให้ปิดกองทรัพย์  
			<remark  id="s1b1c20l10" />เหล่านั้นด้วยลำแพน ให้จัดอาสนะไว้ในท่ามกลาง ให้แวดวงด้วยม่าน เสร็จโดยล่วงราตรีนั้น  
			<remark  id="s1b1c20l11" />แล้วเรียกปุราณทุติยิกาของท่านพระสุทินน์มาสั่งว่า ลูกหญิง เพราะลูกสุทินน์จะมา เจ้าจง  
			<remark  id="s1b1c20l12" />แต่งกายด้วยเครื่องประดับ อันจะเป็นเหตุให้ลูกสุทินน์เกิดความรักใคร่พอใจ.  
			<remark  id="s1b1c20l13" />	อย่างนั้นเจ้าข้า นางรับคำมารดาของท่านพระสุทินน์.  
			<remark  id="s1b1c20l14" />	ณ เวลาเช้าวันนั้นแล ท่านพระสุทินน์ครองอันตรวาสก ถือบาตรจีวรเข้าไปสู่เรือน  
			<remark  id="s1b1c20l15" />บิดาของตน แล้วนั่งบนอาสนะที่เขาจัดถวาย.  
			<remark  id="s1b1c20l16" />	ลำดับนั้นแล บิดาของท่านพระสุทินน์เข้าไปหาท่านพระสุทินน์ ครั้นแล้วให้คนเปิด  
			<remark  id="s1b1c20l17" />กองทรัพย์เหล่านั้นออก ได้กล่าวคำนี้กะท่านพระสุทินน์ว่า พ่อสุทินน์ นี้ทรัพย์ของมารดาพ่อ  
			<remark  id="s1b1c20l18" />ซึ่งเป็นสินเดิมฝ่ายหญิงที่ได้มาทางฝ่ายมารดา ส่วนของบิดาต่างหาก ส่วนของปู่ต่างหาก พ่อ  
			<remark  id="s1b1c20l19" />สุทินน์ พ่อจงกลับมาเป็นคฤหัสถ์ จะได้ใช้สอยโภคสมบัติและบำเพ็ญบุญ มาเถิด พ่อสุทินน์  
			<remark  id="s1b1c20l20" />พ่อจงกลับมาเป็นคฤหัสถ์ ใช้สอยโภคสมบัติและบำเพ็ญบุญเถิด.  
			<remark  id="s1b1c20l21" />	คุณโยม รูปไม่อาจ ไม่สามารถ รูปยังยินดีประพฤติพรหมจรรย์อยู่ พระสุทินน์ตอบ.  
			<remark  id="s1b1c20l22" />	แม้ครั้งที่สอง บิดาของท่านพระสุทินน์ก็ได้กล่าวคำนี้กะท่านพระสุทินน์ว่า พ่อสุทินน์  
			<remark  id="s1b1c20l23" />นี้ทรัพย์ของมารดาพ่อ ซึ่งเป็นสินเดิมฝ่ายหญิงที่ได้มาทางฝ่ายมารดา ส่วนของบิดาต่างหาก ส่วน  
			<remark  id="s1b1c20l24" />ของปู่ต่างหาก พ่อสุทินน์ พ่อควรกลับมาเป็นคฤหัสถ์ จะได้ใช้สอยโภคสมบัติและบำเพ็ญบุญ  
			<remark  id="s1b1c20l25" />มาเถิด พ่อสุทินน์ พ่อจงกลับมาเป็นคฤหัสถ์ ใช้สอยโภคสมบัติและบำเพ็ญบุญเถิด.  
			<remark  id="s1b1c20l26" />	คุณโยม รูปไม่อาจ ไม่สามารถ รูปยังยินดีประพฤติพรหมจรรย์อยู่ พระสุทินน์ตอบ.  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b1c21" >
		<para id="s1b1c21p">
			<remark  id="s1b1c21l1" /> 	แม้ครั้งที่สาม บิดาของพระสุทินน์ก็ได้กล่าวคำนี้กะท่านพระสุทินน์ว่า พ่อสุทินน์ นี้  
			<remark  id="s1b1c21l2" />ทรัพย์ของมารดาพ่อ ซึ่งเป็นสินเดิมฝ่ายหญิงที่ได้มาทางฝ่ายมารดา ส่วนของบิดาต่างหาก ส่วน  
			<remark  id="s1b1c21l3" />ของปู่ต่างหาก พ่อสุทินน์ พ่อควรกลับมาเป็นคฤหัสถ์ จะได้ใช้สอยโภคสมบัติ และบำเพ็ญบุญ  
			<remark  id="s1b1c21l4" />มาเถิด พ่อสุทินน์ พ่อจงกลับมาเป็นคฤหัสถ์ ใช้สอยโภคสมบัติและบำเพ็ญบุญเถิด.  
			<remark  id="s1b1c21l5" />	ท่านพระสุทินน์ตอบว่า คุณโยม รูปขอพูดกะคุณโยมบ้าง ถ้าคุณโยมไม่ตัดรอน.  
			<remark  id="s1b1c21l6" />	บ. พูดเถิด พ่อสุทินน์.  
			<remark  id="s1b1c21l7" />	สุ. คุณโยม ถ้าเช่นนั้น คุณโยมจงสั่งให้เขาทำกระสอบป่านใหญ่ๆ บรรจุเงินและทอง  
			<remark  id="s1b1c21l8" />ให้เต็มบรรทุกเกวียนไป แล้วให้จมลงในกระแสน้ำท่ามกลางแม่น้ำคงคา ข้อนั้นเพราะเหตุไร  
			<remark  id="s1b1c21l9" />เพราะความกลัวก็ดี ความหวาดเสียวก็ดี ความขนพองสยองเกล้าก็ดี การเฝ้ารักษาก็ดี อันมี  
			<remark  id="s1b1c21l10" />ทรัพย์นั้นเป็นเหตุ ที่จักเกิดแก่คุณโยมนั้น จักไม่มีแก่คุณโยมเลย.  
			<remark  id="s1b1c21l11" />	เมื่อท่านพระสุทินน์กล่าวอย่างนี้แล้ว บิดาของท่านได้มีความไม่พอใจว่า ไฉนลูกสุทินน์  
			<remark  id="s1b1c21l12" />จึงได้พูดอย่างนี้ และแล้วได้เรียกปุราณทุติยิกาของท่านพระสุทินน์มาบอกว่า ลูกหญิง เพราะเจ้า  
			<remark  id="s1b1c21l13" />เป็นที่รัก เป็นที่พอใจ บางทีลูกสุทินน์จะพึงทำตามคำของเจ้าบ้าง.  
			<remark  id="s1b1c21l14" />	ทันใดนั้น นางได้จับเท้าท่านพระสุทินน์ถามว่า ข้าแต่ลูกนาย นางอัปสร ผู้เป็นเหตุให้  
			<remark  id="s1b1c21l15" />ท่านประพฤติพรหมจรรย์นั้น ชื่อเช่นไร?  
			<remark  id="s1b1c21l16" />	น้องหญิง ฉันไม่ได้ประพฤติพรหมจรรย์ เพราะเหตุแห่งนางอัปสรเลย พระสุทินน์  
			<remark  id="s1b1c21l17" />ตอบ.  
			<remark  id="s1b1c21l18" />	บัดดล นางน้อยใจว่า สุทินน์ลูกนาย เรียกเราด้วยถ้อยคำว่า น้องหญิง ในวันนี้  
			<remark  id="s1b1c21l19" />เป็นครั้งแรก แล้วสลบล้มลงในที่นั้นเอง.  
			<remark  id="s1b1c21l20" />	ท่านพระสุทินน์ได้กล่าวคำนี้กะบิดาว่า คุณโยม ถ้าโภชนะที่จะพึงให้มีอยู่ ก็จงให้เถิด  
			<remark  id="s1b1c21l21" />อย่ารบกวนรูปเลย.  
			<remark  id="s1b1c21l22" />	ฉันเถิด พ่อสุทินน์ มารดาบิดาของท่านพระสุทินน์กล่าวดังนี้แล้ว ได้อังคาสท่าน  
			<remark  id="s1b1c21l23" />พระสุทินน์ด้วยขาทนียโภชนียาหารอันประณีตด้วยมือของตน จนให้ห้ามภัตร และแล้วมารดาของ  
			<remark  id="s1b1c21l24" />ท่านพระสุทินน์ได้กล่าวคำนี้กะท่านพระสุทินน์ผู้ฉันเสร็จ ลดมือจากบาตรแล้วว่า พ่อสุทินน์  
			<remark  id="s1b1c21l25" />สกุลนี้มั่งคั่ง มีทรัพย์มาก มีโภคะมาก มีทองและเงินมาก มีเครื่องอุปกรณ์ที่น่าปลื้มใจมาก  
			<remark  id="s1b1c21l26" />มีข้าวเปลือกเป็นทรัพยากรมาก พ่อควรกลับมาเป็นคฤหัสถ์ จะได้ใช้สอยโภคสมบัติและบำเพ็ญ  
			<remark  id="s1b1c21l27" />บุญ มาเถิด พ่อสุทินน์ พ่อจงกลับมาเป็นคฤหัสถ์ ใช้สอยโภคสมบัติและบำเพ็ญบุญเถิด.  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b1c22" >
		<para id="s1b1c22p">
			<remark  id="s1b1c22l1" />	คุณโยม รูปไม่อาจ ไม่สามารถ รูปยังยินดีประพฤติพรหมจรรย์อยู่ พระสุทินน์ตอบ.  
			<remark  id="s1b1c22l2" />	แม้ครั้งที่สอง มารดาของท่านพระสุทินน์ก็ได้กล่าวคำนี้กะท่านพระสุทินน์ว่า พ่อสุทินน์  
			<remark  id="s1b1c22l3" />สกุลนี้มั่งคั่ง มีทรัพย์มาก มีโภคะมาก มีทองและเงินมาก มีเครื่องอุปกรณ์ที่น่าปลื้มใจมาก  
			<remark  id="s1b1c22l4" />มีข้าวเปลือกเป็นทรัพยากรมาก พ่อควรกลับมาเป็นคฤหัสถ์ จะได้ใช้สอยโภคสมบัติและบำเพ็ญ  
			<remark  id="s1b1c22l5" />บุญ มาเถิด พ่อสุทินน์ พ่อจงกลับมาเป็นคฤหัสถ์ ใช้สอยโภคสมบัติและบำเพ็ญบุญเถิด.  
			<remark  id="s1b1c22l6" />	คุณโยม รูปไม่อาจ ไม่สามารถ รูปยังยินดีประพฤติพรหมจรรย์อยู่ พระสุทินน์ตอบ.  
			<remark  id="s1b1c22l7" />	แม้ครั้งที่สาม มารดาของท่านพระสุทินน์ก็ได้กล่าวคำนี้กะท่านพระสุทินน์ว่า พ่อสุทินน์  
			<remark  id="s1b1c22l8" />สกุลนี้มั่งคั่ง มีทรัพย์มาก มีโภคะมาก มีทองและมีเงินมาก มีเครื่องอุปกรณ์ที่น่าปลื้มใจมาก  
			<remark  id="s1b1c22l9" />มีข้าวเปลือกเป็นทรัพยากรมาก พ่อสุทินน์ ดังนั้น พ่อจงให้พืชพันธุ์ไว้บ้าง พวกเจ้าลิจฉวีจะได้  
			<remark  id="s1b1c22l10" />ไม่ริบทรัพย์สมบัติของเรา อันหาบุตรผู้สืบสกุลมิได้ไปเสีย.  
			<remark  id="s1b1c22l11" />	สุ. คุณโยม เฉพาะเรื่องนี้รูปอาจทำได้.  
			<remark  id="s1b1c22l12" />	ม. พ่อสุทินน์ ก็เวลานี้พ่อพำนักอยู่ที่ไหน?  
			<remark  id="s1b1c22l13" />	ที่ป่ามหาวันจ้ะ ท่านพระสุทินน์ตอบ และแล้วได้ลุกจากอาสนะหลีกไป.  
			<remark  id="s1b1c22l14" />							เสพเมถุนธรรม  
			<remark  id="s1b1c22l15" />	[๑๗] หลังจากนั้น มารดาของท่านพระสุทินน์สั่งกำชับปุราณทุติยิกาของท่านพระสุทินน์  
			<remark  id="s1b1c22l16" />ว่า ลูกหญิง ถ้ากระนั้นเมื่อใดเจ้ามีระดู ต่อมโลหิตเกิดมีแก่เจ้า เมื่อนั้นเจ้าพึงบอกแก่แม่.  
			<remark  id="s1b1c22l17" />	นางรับคำมารดาของท่านพระสุทินน์แล้ว ต่อมาไม่ช้านัก นางได้มีระดู ต่อมโลหิตได้  
			<remark  id="s1b1c22l18" />เกิดขึ้นแก่นาง นางจึงได้แจ้งแก่มารดาของท่านพระสุทินน์ว่า ดิฉันมีระดู เจ้าค่ะ ต่อมโลหิตเกิดขึ้น  
			<remark  id="s1b1c22l19" />แก่ดิฉันแล้ว.  
			<remark  id="s1b1c22l20" />	มารดาของท่านพระสุทินน์กล่าวว่า ลูกหญิง ถ้ากระนั้น เจ้าจงแต่งตัวด้วยเครื่องประดับ  
			<remark  id="s1b1c22l21" />อันจะเป็นเหตุให้ลูกสุทินน์เกิดความรักใคร่พอใจ.  
			<remark  id="s1b1c22l22" />	จ้ะ คุณแม่ นางรับคำมารดาของท่านพระสุทินน์แล้ว จึงมารดาพานางเข้าไปหาท่าน  
			<remark  id="s1b1c22l23" />พระสุทินน์ที่ป่ามหาวัน แล้วรำพันว่าพ่อสุทินน์ สกุลนี้มั่งคั่ง มีทรัพย์มาก มีโภคะมาก มีทอง  
			<remark  id="s1b1c22l24" />และเงินมาก มีเครื่องอุปกรณ์ที่น่าปลื้มใจมาก มีข้าวเปลือกเป็นทรัพยากรมาก พ่อควรกลับมา  
			<remark  id="s1b1c22l25" />เป็นคฤหัสถ์ จะได้ใช้สอยโภคสมบัติและบำเพ็ญบุญ มาเถิด พ่อสุทินน์ พ่อจงกลับมาเป็น  
			<remark  id="s1b1c22l26" />คฤหัสถ์ ใช้สอยโภคสมบัติและบำเพ็ญบุญเถิด.  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b1c23" >
		<para id="s1b1c23p">
			<remark  id="s1b1c23l1" />	คุณโยม รูปไม่อาจ ไม่สามารถ รูปยังยินดีประพฤติพรหมจรรย์อยู่ พระสุทินน์ตอบ.  
			<remark  id="s1b1c23l2" />	แม้ครั้งที่สอง มารดาของท่านพระสุทินน์ ก็ได้รำพันว่า พ่อสุทินน์ สกุลนี้มั่งคั่ง มี  
			<remark  id="s1b1c23l3" />ทรัพย์มาก มีโภคะมาก มีทองและเงินมาก มีเครื่องอุปกรณ์ที่น่าปลื้มใจมาก มีข้าวเปลือกเป็น  
			<remark  id="s1b1c23l4" />ทรัพยากรมาก พ่อควรกลับมาเป็นคฤหัสถ์ จะได้ใช้สอยโภคสมบัติและบำเพ็ญบุญ มาเถิด  
			<remark  id="s1b1c23l5" />พ่อสุทินน์ พ่อจงกลับมาเป็นคฤหัสถ์ ใช้สอยโภคสมบัติและบำเพ็ญบุญเถิด.  
			<remark  id="s1b1c23l6" />	คุณโยม รูปไม่อาจ ไม่สามารถ รูปยังยินดีประพฤติพรหมจรรย์อยู่ พระสุทินน์ตอบ.  
			<remark  id="s1b1c23l7" />	แม้ครั้งที่สาม มารดาของท่านพระสุทินน์ ก็ได้รำพันว่า พ่อสุทินน์ สกุลนี้มั่งคั่ง มี  
			<remark  id="s1b1c23l8" />ทรัพย์มาก มีโภคะมาก มีทองและเงินมาก มีเครื่องอุปกรณ์ที่น่าปลื้มใจมาก มีข้าวเปลือกเป็น  
			<remark  id="s1b1c23l9" />ทรัพยากรมาก พ่อสุทินน์ ดั่งนั้นพ่อจงให้พืชพันธุ์ไว้บ้าง พวกเจ้าลิจฉวีจะได้ไม่ริบทรัพย์สมบัติ  
			<remark  id="s1b1c23l10" />ของเรา อันหาบุตรผู้สืบสกุลมิได้ไปเสียเลย.  
			<remark  id="s1b1c23l11" />	คุณโยม เฉพาะเรื่องนี้รูปอาจทำได้ ท่านพระสุทินน์ตอบแล้วจูงแขนปุราณทุติยิกาพาเข้าป่า  
			<remark  id="s1b1c23l12" />มหาวัน เป็นผู้มีความเห็นว่าไม่มีโทษ เพราะสิกขาบทยังมิได้ทรงบัญญัติ จึงเสพเมถุนธรรมกับ  
			<remark  id="s1b1c23l13" />ปุราณทุติยิกา ๓ ครั้ง นางได้ตั้งครรภ์เพราะอัฌาจารนั้น.  
			<remark  id="s1b1c23l14" />				เทพเจ้ากระจายเสียง  
			<remark  id="s1b1c23l15" />	[๑๘] เหล่าภุมเทพกระจายเสียงว่า ท่านผู้เจริญ โอ ภิกษุสงฆ์ ไม่มีเสนียดไม่มีโทษ  
			<remark  id="s1b1c23l16" />พระสุทินน์กลันทบุตรก่อเสนียดขึ้นแล้ว ก่อโทษขึ้นแล้ว เทพชั้นจาตุมหาราช ได้สดับเสียง  
			<remark  id="s1b1c23l17" />เหล่าภุมเทพแล้วกระจายเสียงต่อไป เทพชั้นดาวดึงส์ เทพชั้นยามา เทพชั้นดุสิต เทพชั้น  
			<remark  id="s1b1c23l18" />นิมมานรดี เทพชั้นปรนิมมิตวสวดี เทพที่นับเนื่องในหมู่พรหมได้สดับเสียงแล้วกระจายเสียงกัน  
			<remark  id="s1b1c23l19" />ต่อๆ ไปว่า ท่านผู้เจริญ โอ ภิกษุสงฆ์ ไม่มีเสนียด ไม่มีโทษ พระสุทินน์กลันทบุตรก่อ  
			<remark  id="s1b1c23l20" />เสนียดขึ้นแล้ว ก่อโทษขึ้นแล้ว โดยทันใดนั้น ครู่หนึ่งนั้น เสียงได้กระจายขึ้นไปถึงพรหมโลก  
			<remark  id="s1b1c23l21" />ด้วยอาการอย่างนี้แล.  
			<remark  id="s1b1c23l22" />	สมัยต่อมา ปุราณทุติยิกาของท่านพระสุทินน์ อาศัยความแก่แห่งครรภ์นั้น คลอดบุตร  
			<remark  id="s1b1c23l23" />แล้ว จึงพวกสหายของท่านพระสุทินน์ได้ตั้งชื่อทารกนั้นว่า พีชกะ ตั้งชื่อปูราณทุติยิกาของท่าน  
			<remark  id="s1b1c23l24" />พระสุทินน์ว่า พีชกมาตา ตั้งชื่อท่านพระสุทินน์ว่า พีชกปิตา ภายหลังเขาทั้งสองได้ออกจาก  
			<remark  id="s1b1c23l25" />เรือนบวชเป็นบรรพชิต ทำให้แจ้งซึ่งพระอรหัตแล้ว.  
			<remark  id="s1b1c23l26" />				พระสุทินน์เกิดวิปฏิสาร  
			<remark  id="s1b1c23l27" />	[๑๙] ครั้งนั้น ความรำคาญ ความเดือดร้อน ได้เกิดแก่ท่านพระสุทินน์ว่า มิใช่ลาภ  
			<remark  id="s1b1c23l28" />ของเราหนอ ลาภของเราไม่มีหนอ เราได้ชั่วแล้วหนอ เราไม่ได้ดีแล้วหนอ เพราะเราบวชใน  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b1c24" >
		<para id="s1b1c24p">
			<remark  id="s1b1c24l1" />พระธรรมวินัยที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ดีอย่างนี้แล้ว ยังไม่สามารถประพฤติพรหมจรรย์ ให้  
			<remark  id="s1b1c24l2" />บริบูรณ์บริสุทธิ์ได้ตลอดชีวิต เพราะความรำคาญนั้นแหละ เพราะความเดือดร้อนนั้นแหละ ท่านได้  
			<remark  id="s1b1c24l3" />ซูบผอม เศร้าหมอง มีผิวพรรณคล้ำ มีผิวเหลืองขึ้นๆ มีเนื้อตัวสะพรั่งด้วยเอ็น มีเรื่องในใจ  
			<remark  id="s1b1c24l4" />มีใจหดหู่ มีทุกข์โทมนัส มีวิปฏิสาร ซบเซาแล้ว.  
			<remark  id="s1b1c24l5" />	จึงบรรดาภิกษุที่เป็นสหายของท่านพระสุทินน์ ได้กล่าวคำนี้กะท่านพระสุทินน์ว่า อาวุโส  
			<remark  id="s1b1c24l6" />สุทินน์ เมื่อก่อนคุณเป็นผู้มีผิวพรรณ มีอินทรีย์สมบูรณ์ มีสีหน้าสดใส มีฉวีวรรณผุดผ่อง  
			<remark  id="s1b1c24l7" />มีน้ำมีนวล บัดนี้ ดูคุณซูบผอม เศร้าหมอง มีผิวพรรณคล้ำ มีผิวเหลืองขึ้นๆ มีเนื้อตัวสะพรั่ง  
			<remark  id="s1b1c24l8" />ด้วยเอ็น มีเรื่องในใจ มีใจหดหู่ มีทุกข์โทมนัส มีวิปฏิสาร ซบเซาอยู่ คุณจะไม่ยินดีประพฤติ  
			<remark  id="s1b1c24l9" />พรหมจรรย์กระมังหนอ?  
			<remark  id="s1b1c24l10" />	อาวุโสทั้งหลาย ความจริง มิใช่ว่าผมจะไม่ยินดีประพฤติพรหมจรรย์ พระสุทินน์ค้าน  
			<remark  id="s1b1c24l11" />แล้วแถลงความจริงว่า เพราะบาปกรรมที่ผมทำไว้มีอยู่ ผมได้เสพเมถุนธรรมในปุราณทุติยิกา  
			<remark  id="s1b1c24l12" />ผมจึงได้มีความรำคาญ ความเดือดร้อนว่า มิใช่ลาภของเราหนอ ลาภของเราไม่มีหนอ เราได้ชั่ว  
			<remark  id="s1b1c24l13" />แล้วหนอ เราไม่ได้ดีแล้วหนอ เพราะเราบวชในพระธรรมวินัยที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ดีอย่างนี้  
			<remark  id="s1b1c24l14" />แล้ว ยังไม่สามารถประพฤติพรหมจรรย์ให้บริบูรณ์บริสุทธิ์ได้ตลอดชีวิต ดังนี้.  
			<remark  id="s1b1c24l15" />	อาวุโส สุทินน์ จริง การที่คุณบวชในพระธรรมวินัยที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ดีอย่างนี้  
			<remark  id="s1b1c24l16" />แล้ว ยังไม่สามารถประพฤติพรหมจรรย์ให้บริบูรณ์บริสุทธิ์ได้ตลอดชีวิตนั้น พอที่คุณจะรำคาญ  
			<remark  id="s1b1c24l17" />พอที่คุณจะเดือดร้อน.  
			<remark  id="s1b1c24l18" />	อาวุโส ธรรมอันพระผู้มีพระภาคทรงแสดงแล้วโดยอเนกปริยาย เพื่อคลายความกำหนัด  
			<remark  id="s1b1c24l19" />ไม่ใช่เพื่อมีความกำหนัด เพื่อความพราก ไม่ใช่เพื่อความประกอบ เพื่อความไม่ถือมั่น ไม่ใช่  
			<remark  id="s1b1c24l20" />เพื่อมีความถือมั่น มิใช่หรือ? เมื่อธรรมชื่อนั้น อันพระผู้มีพระภาคทรงแสดงแล้ว เพื่อคลาย  
			<remark  id="s1b1c24l21" />ความกำหนัด คุณยังจะคิดเพื่อมีความกำหนัด เมื่อทรงแสดงเพื่อความพราก คุณยังจักคิดเพื่อ  
			<remark  id="s1b1c24l22" />ความประกอบ เมื่อทรงแสดงเพื่อความไม่ถือมั่น คุณยังจักคิดเพื่อมีความถือมั่น.  
			<remark  id="s1b1c24l23" />	อาวุโส ธรรมอันพระผู้มีพระภาคทรงแสดงแล้วโดยอเนกปริยาย เพื่อเป็นที่สำรอกแห่ง  
			<remark  id="s1b1c24l24" />ราคะ เพื่อเป็นที่สร่างแห่งความเมา เพื่อเป็นที่ดับสูญแห่งความระหาย เพื่อเป็นที่หลุดถอนแห่ง  
			<remark  id="s1b1c24l25" />อาลัย เพื่อเป็นที่เข้าไปตัดแห่งวัฏฏะ เพื่อเป็นที่สิ้นแห่งตัณหา เพื่อคลายความกำหนัด เพื่อ  
			<remark  id="s1b1c24l26" />ความดับทุกข์ เพื่อนิพพานมิใช่หรือ?  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b1c25" >
		<para id="s1b1c25p">
			<remark  id="s1b1c25l1" />	อาวุโส การละกาม การกำหนดรู้ความหมายในกาม การกำจัดความระหายในกาม การ  
			<remark  id="s1b1c25l2" />เพิกถอนความตรึกอันเกี่ยวด้วยกาม การระงับความกลัดกลุ้มเพราะกาม พระผู้มีพระภาคตรัสบอก  
			<remark  id="s1b1c25l3" />ไว้แล้วโดยอเนกปริยาย มิใช่หรือ?  
			<remark  id="s1b1c25l4" />	อาวุโส การกระทำของคุณนั่น ไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส  
			<remark  id="s1b1c25l5" />หรือเพื่อความเลื่อมใสยิ่งของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว โดยที่แท้ การกระทำของคุณนั่น เป็นไปเพื่อ  
			<remark  id="s1b1c25l6" />ความไม่เลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส และเพื่อความเป็นอย่างอื่นของชนบางพวกที่เลื่อมใส  
			<remark  id="s1b1c25l7" />แล้ว.  
			<remark  id="s1b1c25l8" />	ภิกษุสหายเหล่านั้น ติเตียนท่านพระสุทินน์โดยอเนกปริยายดังนี้แล้ว ได้กราบทูลเนื้อ  
			<remark  id="s1b1c25l9" />ความนั้นแด่พระผู้มีพระภาค.  
			<remark  id="s1b1c25l10" />					ทรงประชุมสงฆ์บัญญัติสิกขาบท  
			<remark  id="s1b1c25l11" />	[๒๐] ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งให้ประชุมภิกษุสงฆ์ ในเพราะเหตุเป็นมูลเค้านั้น  
			<remark  id="s1b1c25l12" />ในเพราะเหตุแรกเกิดนั้น แล้วทรงสอบถามท่านพระสุทินน์ว่า ดูกรสุทินน์ ข่าวว่าเธอ  
			<remark  id="s1b1c25l13" />เสพเมถุนธรรม ในปุราณทุติยิกา จริงหรือ?  
			<remark  id="s1b1c25l14" />	ท่านพระสุทินน์ทูลรับว่า จริง พระพุทธเจ้าข้า.  
			<remark  id="s1b1c25l15" />	พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงติเตียนว่า ดูกรโมฆบุรุษ การกระทำของเธอนั่น ไม่เหมาะ  
			<remark  id="s1b1c25l16" />ไม่สม ไม่ควร ไม่ใช่กิจของสมณะ ใช้ไม่ได้ ไม่ควรทำ เธอบวชในธรรมวินัยที่เรากล่าวไว้ดีอย่างนี้  
			<remark  id="s1b1c25l17" />แล้ว ไฉนจึงไม่สามารถประพฤติพรหมจรรย์ให้บริบูรณ์บริสุทธิ์ได้ตลอดชีวิตเล่า.  
			<remark  id="s1b1c25l18" />	ดูกรโมฆบุรุษ ธรรมอันเราแสดงแล้วโดยอเนกปริยาย เพื่อคลายความกำหนัด ไม่ใช่  
			<remark  id="s1b1c25l19" />เพื่อมีความกำหนัด เพื่อความพราก ไม่ใช่เพื่อความประกอบ เพื่อความไม่ถือมั่น ไม่ใช่เพื่อมี  
			<remark  id="s1b1c25l20" />ความถือมั่นมิใช่หรือ? เมื่อธรรมชื่อนั้นอันเราแสดงแล้ว เพื่อคลายความกำหนัด เธอยังจักคิด  
			<remark  id="s1b1c25l21" />เพื่อมีความกำหนัด เราแสดงเพื่อความพราก เธอยังจักคิดเพื่อความประกอบ เราแสดงเพื่อความ  
			<remark  id="s1b1c25l22" />ไม่ถือมั่น เธอยังจักคิดเพื่อมีความถือมั่น.  
			<remark  id="s1b1c25l23" />	ดูกรโมฆบุรุษ ธรรมอันเราแสดงแล้วโดยอเนกปริยาย เพื่อเป็นที่สำรอกแห่งราคะ เพื่อ  
			<remark  id="s1b1c25l24" />เป็นที่สร่างแห่งความเมา เพื่อเป็นที่ดับสูญแห่งความระหาย เพื่อเป็นที่หลุดถอนแห่งอาลัย เพื่อ  
			<remark  id="s1b1c25l25" />เป็นที่เข้าไปตัดแห่งวัฏฏะ เพื่อเป็นที่สิ้นแห่งตัณหา เพื่อเป็นที่สำรอกแห่งตัณหา เพื่อเป็นที่ดับ  
			<remark  id="s1b1c25l26" />แห่งตัณหา เพื่อออกไปจากตัณหาชื่อวานะ มิใช่หรือ?  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b1c26" >
		<para id="s1b1c26p">
			<remark  id="s1b1c26l1" />	ดูกรโมฆบุรุษ การละกาม การกำหนดรู้ความหมายในกาม การกำจัดความระหายในกาม  
			<remark  id="s1b1c26l2" />การเพิกถอนความตรึกอันเกี่ยวด้วยกาม การระงับความกลัดกลุ้มเพราะกาม เราบอกไว้แล้วโดย  
			<remark  id="s1b1c26l3" />อเนกปริยาย มิใช่หรือ?  
			<remark  id="s1b1c26l4" />	ดูกรโมฆบุรุษ องค์กำเนิด อันเธอสอดเข้าในปากอสรพิษที่มีพิษร้าย ยังดีกว่า อันองค์  
			<remark  id="s1b1c26l5" />กำเนิดที่เธอสอดเข้าในองค์กำเนิดของมาตุคามไม่ดีเลย องค์กำเนิดอันเธอสอดเข้าในปากงูเห่า  
			<remark  id="s1b1c26l6" />ยังดีกว่า อันองค์กำเนิดที่เธอสอดเข้าในองค์กำเนิดของมาตุคาม ไม่ดีเลย องค์กำเนิดอันเธอ  
			<remark  id="s1b1c26l7" />สอดเข้าในหลุมถ่านที่ไฟติดลุกโชนยังดีกว่า อันองค์กำเนิดที่เธอสอดเข้าในองค์กำเนิดของมาตุคาม  
			<remark  id="s1b1c26l8" />ไม่ดีเลย.  
			<remark  id="s1b1c26l9" />	ข้อที่เราว่าดีนั้น เพราะเหตุไร?  
			<remark  id="s1b1c26l10" />	เพราะบุคคลผู้สอดองค์กำเนิดเข้าในปากอสรพิษเป็นต้นนั้น พึงถึงความตาย หรือ  
			<remark  id="s1b1c26l11" />ความทุกข์เพียงแค่ตาย ซึ่งมีการกระทำนั้นเป็นเหตุ และเพราะการกระทำนั้นเป็นปัจจัย เบื้องหน้า  
			<remark  id="s1b1c26l12" />แต่แตกกายตายไป ไม่พึงเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ส่วนบุคคลผู้ทำการสอดองค์กำเนิด  
			<remark  id="s1b1c26l13" />เข้าในองค์กำเนิดของมาตุคามนั้น เบื้องหน้าแต่แตกกายตายไป พึงเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต  
			<remark  id="s1b1c26l14" />นรก ซึ่งมีการกระทำนี้เป็นเหตุ.  
			<remark  id="s1b1c26l15" />	ดูกรโมฆบุรุษ เมื่อการกระทำนั้น มีโทษอยู่ เธอยังชื่อว่าได้ต้องอสัทธรรม อันเป็น  
			<remark  id="s1b1c26l16" />เรื่องของชาวบ้าน เป็นมรรยาทของคนชั้นต่ำ อันชั่วหยาบ มีน้ำเป็นที่สุด มีในที่ลับ เป็นของ  
			<remark  id="s1b1c26l17" />คนคู่ อันคนคู่พึงร่วมกันเป็นไป เธอเป็นคนแรกที่กระทำอกุศลธรรม เป็นหัวหน้าของคนเป็น  
			<remark  id="s1b1c26l18" />อันมาก การกระทำของเธอนั่นไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส หรือเพื่อ  
			<remark  id="s1b1c26l19" />ความเลื่อมใสยิ่งของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว โดยที่แท้ การกระทำของเธอนั่น เป็นไปเพื่อความไม่  
			<remark  id="s1b1c26l20" />เลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส และเพื่อความเป็นอย่างอื่นของชนบางพวกที่เลื่อมใสแล้ว.  
			<remark  id="s1b1c26l21" />	พระผู้มีพระภาคทรงติเตียนท่านพระสุทินน์โดยอเนกปริยายดังนี้แล้ว ตรัสโทษแห่งความ  
			<remark  id="s1b1c26l22" />เป็นคนเลี้ยงยาก ความเป็นคนบำรุงยาก ความเป็นคนมักมาก ความเป็นคนไม่สันโดษ ความ  
			<remark  id="s1b1c26l23" />คลุกคลี ความเกียจคร้าน ตรัสคุณแห่งความเป็นคนเลี้ยงง่าย ความเป็นคนบำรุงง่าย ความ  
			<remark  id="s1b1c26l24" />มักน้อย ความสันโดษ ความขัดเกลา ความกำจัด อาการที่น่าเลื่อมใส การไม่สะสม การ  
			<remark  id="s1b1c26l25" />ปรารภความเพียร โดยอเนกปริยาย ทรงกระทำธรรมีกถาที่สมควรแก่เรื่องนั้น ที่เหมาะสมแก่  
			<remark  id="s1b1c26l26" />เรื่องนั้น แก่ภิกษุทั้งหลาย แล้วรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า  
			<remark  id="s1b1c26l27" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุนั้นแล เราจักบัญญัติสิกขาบทแก่ภิกษุทั้งหลาย อาศัย  
			<remark  id="s1b1c26l28" />อำนาจประโยชน์ ๑๐ ประการ คือ เพื่อความรับว่าดีแห่งสงฆ์ ๑ เพื่อความสำราญแห่งสงฆ์ ๑  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b1c27" >
		<para id="s1b1c27p">
			<remark  id="s1b1c27l1" />เพื่อข่มบุคคลผู้เก้อยาก ๑ เพื่ออยู่สำราญแห่งภิกษุผู้มีศีลเป็นที่รัก ๑ เพื่อป้องกันอาสวะอันจะบังเกิด  
			<remark  id="s1b1c27l2" />ในปัจจุบัน ๑ เพื่อกำจัดอาสวะอันจักบังเกิดในอนาคต ๑ เพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่  
			<remark  id="s1b1c27l3" />เลื่อมใส ๑ เพื่อความเลื่อมใสยิ่งของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว ๑ เพื่อความตั้งมั่นแห่งพระสัทธรรม ๑  
			<remark  id="s1b1c27l4" />เพื่อถือตามพระวินัย ๑  
			<remark  id="s1b1c27l5" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แลพวกเธอพึงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดงอย่างนี้ ว่าดังนี้:  
			<remark  id="s1b1c27l6" />					พระปฐมบัญญัติ  
			<remark  id="s1b1c27l7" />	๑. ก็ภิกษุใดเสพเมถุนธรรม เป็นปาราชิก หาสังวาสมิได้  
			<remark  id="s1b1c27l8" />	ก็สิกขาบทนี้ ย่อมเป็นอันพระผู้มีพระภาคทรงบัญญัติแล้วแก่ภิกษุทั้งหลายด้วยประการฉะนี้.  
			<remark  id="s1b1c27l9" />				สุทินนภาณวาร จบ  
			<remark  id="s1b1c27l10" />				เรื่องลิงตัวเมีย  
			<remark  id="s1b1c27l11" />	[๒๑] ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งเอาเหยื่อล่อลิงตัวเมียในป่ามหาวัน เขตพระนคร  
			<remark  id="s1b1c27l12" />เวสาลี แล้วเสพเมถุนธรรมในลิงตัวเมียนั้นเสมอ ครั้นเวลาเช้า ภิกษุนั้นครองอันตรวาสกแล้ว  
			<remark  id="s1b1c27l13" />ถือบาตรจีวรเข้าไปบิณฑบาตในพระนครเวสาลี  
			<remark  id="s1b1c27l14" />	ครั้งนั้นแล ภิกษุหลายรูปเที่ยวจาริกตามเสนาสนะ เดินผ่านเข้าไปทางที่อยู่ของภิกษุนั้น  
			<remark  id="s1b1c27l15" />ลิงตัวเมียนั้นแลเห็นภิกษุเหล่านั้นกำลังเดินมาแต่ไกลเทียว ครั้นแล้วได้เข้าไปหาภิกษุเหล่านั้น  
			<remark  id="s1b1c27l16" />ยกสะเอวบ้าง โก่งหางบ้าง แอ่นตะโพกบ้าง ทำนิมิตบ้าง เบื้องหน้าภิกษุเหล่านั้น จึงภิกษุ  
			<remark  id="s1b1c27l17" />เหล่านั้นสันนิษฐานว่า ภิกษุเจ้าของถิ่นเสพเมถุนธรรมในลิงตัวเมียนี้แน่ ไม่ต้องสงสัย แล้วแฝง  
			<remark  id="s1b1c27l18" />อยู่ ณ ที่กำบังแห่งหนึ่ง.  
			<remark  id="s1b1c27l19" />	เมื่อภิกษุเจ้าของถิ่นเที่ยวบิณฑบาตในพระนครเวสาลี ถือบิณฑบาตกลับมาแล้ว ลิงตัวเมีย  
			<remark  id="s1b1c27l20" />นั้นได้เข้าไปหา ครั้นภิกษุเจ้าของถิ่นฉันบิณฑบาตนั้นส่วนหนึ่งแล้ว ได้ให้แก่มันส่วนหนึ่ง  
			<remark  id="s1b1c27l21" />เมื่อมันกินอาหารส่วนนั้นแล้วได้แอ่นตะโพกให้ จึงภิกษุนั้นเสพเมถุนธรรมในมัน.  
			<remark  id="s1b1c27l22" />	ทันใด ภิกษุเหล่านั้นได้กล่าวกะภิกษุนั้นว่า อาวุโส พระผู้มีพระภาคทรงบัญญัติสิกขาบท  
			<remark  id="s1b1c27l23" />ไว้แล้วมิใช่หรือ เหตุไร คุณจึงได้เสพเมถุนธรรมในลิงตัวเมียนี้เล่า?  
			<remark  id="s1b1c27l24" />	จริงขอรับ พระผู้มีพระภาคทรงบัญญัติสิกขาบทไว้แล้ว ภิกษุนั้นสารภาพแล้วค้านว่า  
			<remark  id="s1b1c27l25" />แต่พระบัญญัตินั้นเฉพาะหญิงมนุษย์ ไม่เกี่ยวถึงสัตว์ดิรัจฉานตัวเมีย.  
		</para>
	</section>
	<section id="s1b1c28" >
		<para id="s1b1c28p">
			<remark  id="s1b1c28l1" />	อาวุโส พระบัญญัตินั้น ย่อมเป็นเหมือนกันทั้งนั้นมิใช่หรือ? การกระทำของคุณนั่น  
			<remark  id="s1b1c28l2" />ไม่เหมาะ ไม่สม ไม่ควร ไม่ใช่กิจของสมณะ ใช้ไม่ได้ ไม่ควรทำ คุณไม่บวชในพระธรรม  
			<remark  id="s1b1c28l3" />วินัยที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ดีอย่างนี้แล้ว ไฉนจึงไม่สามารถประพฤติพรหมจรรย์ให้บริบูรณ์  
			<remark  id="s1b1c28l4" />บริสุทธิ์ได้ตลอดชีวิตเล่า.  
			<remark  id="s1b1c28l5" />	อาวุโส ธรรมอันพระผู้มีพระภาคทรงแสดงแล้วโดยอเนกปริยาย เพื่อคลายความกำหนัด  
			<remark  id="s1b1c28l6" />ไม่ใช่เพื่อมีความกำหนัด เพื่อความพราก ไม่ใช่เพื่อความประกอบ เพื่อความไม่ถือมั่น ไม่ใช่  
			<remark  id="s1b1c28l7" />เพื่อมีความถือมั่นมิใช่หรือ เมื่อธรรมชื่อนั้น อันพระผู้มีพระภาคทรงแสดงแล้ว เพื่อคลายความ  
			<remark  id="s1b1c28l8" />กำหนัด คุณยังจักคิดเพื่อมีความกำหนัด เมื่อทรงแสดงเพื่อความพราก คุณยังจักคิดเพื่อความ  
			<remark  id="s1b1c28l9" />ประกอบ เมื่อทรงแสดงเพื่อความไม่ถือมั่น คุณยังจักคิดเพื่อมีความถือมั่น.  
			<remark  id="s1b1c28l10" />	อาวุโส ธรรมอันพระผู้มีพระภาคทรงแสดงแล้วโดยอเนกปริยาย เพื่อเป็นที่สำรอกแห่ง  
			<remark  id="s1b1c28l11" />ราคะ เพื่อเป็นที่สร่างแห่งความเมา เพื่อเป็นที่ดับสูญแห่งความระหาย เพื่อเป็นที่หลุดถอนแห่ง  
			<remark  id="s1b1c28l12" />อาลัย เพื่อเป็นที่เข้าไปตัดแห่งวัฏฏะ เพื่อเป็นที่สิ้นแห่งตัณหา เพื่อเป็นที่สำรอกแห่งตัณหา  
			<remark  id="s1b1c28l13" />เพื่อเป็นที่ดับแห่งตัณหา เพื่อออกไปจากตัณหาชื่อวานะ มิใช่หรือ?  
			<remark  id="s1b1c28l14" />	อาวุโส การละกาม การกำหนดรู้ความหมายในกาม การกำจัดความระหายในกาม การ  
			<remark  id="s1b1c28l15" />เพิกถอนความตรึกอันเกี่ยวด้วยกาม การระงับความกลัดกลุ้มเพราะกาม พระผู้มีพระภาคตรัสบอก  
			<remark  id="s1b1c28l16" />ไว้แล้วโดยอเนกปริยาย มิใช่หรือ?  
			<remark  id="s1b1c28l17" />	อาวุโส การกระทำของคุณนั่น ไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส  
			<remark  id="s1b1c28l18" />หรือเพื่อความเลื่อมใสยิ่งของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว โดยที่แท้ การกระทำของคุณนั่น เป็นไปเพื่อ  
			<remark  id="s1b1c28l19" />ความไม่เลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส และเพื่อความเป็นอย่างอื่นของชนบางพวกที่เลื่อมใส  
			<remark  id="s1b1c28l20" />แล้ว.  
			<remark  id="s1b1c28l21" />	ภิกษุเหล่านั้น ติเตียนภิกษุนั้นโดยอเนกปริยายดังนี้แล้ว ได้กราบทูลเนื้อความนั้นแด่  
			<remark  id="s1b1c28l22" />พระผู้มีพระภาค.  
			<remark  id="s1b1c28l23" />				ทรงประชุมสงฆ์บัญญัติอนุบัญญัติ ๑  
			<remark  id="s1b1c28l24" />	[๒๒] ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งให้ประชุมภิกษุสงฆ์ในเพราะเหตุเป็นมูลเค้านั้น  
			<remark  id="s1b1c28l25" />ในเพราะเหตุแรกเกิดนั้น แล้วทรงสอบถามภิกษุนั้นว่า ดูกรภิกษุ ข่าวว่าเธอเสพเมถุนธรรม  
			<remark  id="s1b1c28l26" />ในลิงตัวเมีย จริงหรือ?
		</para>
	</section>
	<section id="s1b1c29" >
		<para id="s1b1c29p">
			<remark  id="s1b1c29l1" />	จริง พระพุทธเจ้าข้า ภิกษุนั้นทูลสารภาพ?  
			<remark  id="s1b1c29l2" />	พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงติเตียนว่า ดูกรโมฆบุรุษ การกระทำของเธอนั่น ไม่เหมาะ  
			<remark  id="s1b1c29l3" />ไม่สม ไม่ควร ไม่ใช่กิจของสมณะ ใช้ไม่ได้ ไม่ควรทำ เธอบวชในธรรมวินัยอันเรากล่าวไว้ดี
			<remark  id="s1b1c29l4" />อย่างนี้แล้ว ไฉนจึงไม่สามารถประพฤติพรหมจรรย์ให้บริบูรณ์บริสุทธิ์ได้ตลอดชีวิตเล่า.  
			<remark  id="s1b1c29l5" />	ดูกรโมฆบุรุษ ธรรมอันเราแสดงแล้วโดยอเนกปริยาย เพื่อคลายความกำหนัด ไม่ใช่  
			<remark  id="s1b1c29l6" />เพื่อมีความกำหนัด เพื่อความพราก ไม่ใช่เพื่อความประกอบ เพื่อความไม่ถือมั่น ไม่ใช่เพื่อมี  
			<remark  id="s1b1c29l7" />ความถือมั่นมิใช่หรือ? เมื่อธรรมชื่อนั้น อันเราแสดงแล้วเพื่อคลายความกำหนัด เธอยังจักคิดเพื่อ  
			<remark  id="s1b1c29l8" />มีความกำหนัด เราแสดงเพื่อความพราก เธอยังจักคิดเพื่อความประกอบ เราแสดงเพื่อความ  
			<remark  id="s1b1c29l9" />ไม่ถือมั่น เธอยังจักคิดเพื่อมีความถือมั่น.  
			<remark  id="s1b1c29l10" />	ดูกรโมฆบุรุษ ธรรมอันเราแสดงแล้วโดยอเนกปริยาย เพื่อเป็นที่สำรอกแห่งราคะ เพื่อ  
			<remark  id="s1b1c29l11" />เป็นที่สร่างแห่งความเมา เพื่อเป็นที่ดับสูญแห่งความระหาย เพื่อเป็นที่หลุดถอนแห่งอาลัย  
			<remark  id="s1b1c29l12" />เพื่อเป็นที่เข้าไปตัดแห่งวัฏฏะ เพื่อเป็นที่สิ้นแห่งตัณหา เพื่อเป็นที่สำรอกแห่งตัณหา เพื่อเป็นที่  
			<remark  id="s1b1c29l13" />ดับแห่งตัณหา เพื่อออกไปจากตัณหาชื่อวานะ มิใช่หรือ?  
			<remark  id="s1b1c29l14" />	ดูกรโมฆบุรุษ การละกาม การกำหนดรู้ความหมายในกาม การกำจัดความระหายในกาม  
			<remark  id="s1b1c29l15" />การเพิกถอนความตรึกอันเกี่ยวด้วยกาม การระงับความกลัดกลุ้มเพราะกาม เราบอกไว้แล้วโดย  
			<remark  id="s1b1c29l16" />อเนกปริยาย มิใช่หรือ?  
			<remark  id="s1b1c29l17" />	ดูกรโมฆบุรุษ องค์กำเนิดอันเธอสอดเข้าในปากอสรพิษที่มีพิษร้าย ยังดีกว่า อันองค์  
			<remark  id="s1b1c29l18" />กำเนิดที่เธอสอดเข้าในองค์กำเนิดของลิงตัวเมีย ไม่ดีเลย องค์กำเนิดอันเธอสอดเข้าในปากงูเห่า  
			<remark  id="s1b1c29l19" />ยังดีกว่า อันองค์กำเนิดที่สอดเข้าในองค์กำเนิดของลิงตัวเมีย ไม่ดีเลย องค์กำเนิดอันเธอสอด  
			<remark  id="s1b1c29l20" />เข้าในหลุมถ่านที่ไฟติดลุกโชน ยังดีกว่า อันองค์กำเนิดที่เธอสอดเข้าในองค์กำเนิดของลิงตัวเมีย  
			<remark  id="s1b1c29l21" />ไม่ดีเลย.  
			<remark  id="s1b1c29l22" />	ข้อที่เราว่าดีนั้น เพราะเหตุไร?  
			<remark  id="s1b1c29l23" />	เพราะบุคคลผู้สอดองค์กำเนิดเข้าในปากอสรพิษเป็นต้นนั้น พึงถึงความตาย หรือความ  
			<remark  id="s1b1c29l24" />ทุกข์เพียงแค่ตาย ซึ่งมีการกระทำนั้นเป็นเหตุ และเพราะการกระทำนั้นเป็นปัจจัย เบื้องหน้าแต่  
			<remark  id="s1b1c29l25" />แตกกายตายไป ไม่พึงเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ส่วนบุคคลผู้ทำการสอดองค์กำเนิดเข้า  
			<remark  id="s1b1c29l26" />ในองค์กำเนิดของลิงตัวเมียนั้น เบื้องหน้าแต่แตกกายตายไป พึงเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต  
			<remark  id="s1b1c29l27" />นรก ซึ่งมีการกระทำนี้เป็นเหตุ. 
		</para>
	</section>
	<section id="s1b1c30" >
		<para id="s1b1c30p">
			<remark  id="s1b1c30l1" />	ดูกรโมฆบุรุษ เมื่อการกระทำนั้นมีโทษอยู่ เธอยังชื่อว่าได้ต้องอสัทธรรม อันเป็นเรื่อง  
			<remark  id="s1b1c30l2" />ของชาวบ้าน เป็นมรรยาทของคนชั้นต่ำ อันชั่วหยาบ มีน้ำเป็นที่สุด มีในที่ลับ เป็นของคนคู่  
			<remark  id="s1b1c30l3" />อันคนคู่พึงร่วมกันเป็นไป การกระทำของเธอนั่น ไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่  
			<remark  id="s1b1c30l4" />เลื่อมใส หรือเพื่อความเลื่อมใสยิ่งของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว... ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แลพวกเธอ  
			<remark  id="s1b1c30l5" />พึงยกสิขาบทนี้ขึ้นแสดงอย่างนี้ ว่าดังนี้:-  
			<remark  id="s1b1c30l6" />				พระอนุบัญญัติ ๑  
			<remark  id="s1b1c30l7" />	๑. อนึ่ง ภิกษุใดเสพเมถุนธรรมโดยที่สุดแม้ในสัตว์ดิรัจฉานตัวเมีย เป็น  
			<remark  id="s1b1c30l8" />ปาราชิก หาสังวาสมิได้.  
			<remark  id="s1b1c30l9" />	ก็สิกขาบทนี้ ย่อมเป็นอันพระผู้มีพระภาคทรงบัญญัติแล้วแก่ภิกษุทั้งหลายด้วยประการ  
			<remark  id="s1b1c30l10" />ฉะนี้.  
			<remark  id="s1b1c30l11" />				เรื่องลิงตัวเมีย ๒ จบ.  
			<remark  id="s1b1c30l12" />				เรื่องภิกษุวัชชีบุตร  
			<remark  id="s1b1c30l13" />	[๒๓] ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุวัชชีบุตรชาวพระนครเวสาลีหลายรูป ฉันอาหารพอแก่  
			<remark  id="s1b1c30l14" />ความต้องการ จำวัดพอแก่ความต้องการ สรงน้ำพอแก่ความต้องการ ครั้นแล้วทำในใจ  
			<remark  id="s1b1c30l15" />โดยไม่แยบคาย ไม่บอกคืนสิกขา ไม่ทำความเป็นผู้ทุรพลให้แจ้ง ได้เสพเมถุนธรรม สมัยอื่น  
			<remark  id="s1b1c30l16" />วัชชีบุตรพวกนั้น ถูกความพินาศแห่งญาติกระทบแล้วบ้าง ถูกความวอดวายแห่งโภคะพะพาน  
			<remark  id="s1b1c30l17" />แล้วบ้าง ถูกความเสื่อมคือโรคเบียดเบียนแล้วบ้าง จึงเข้าไปหาท่านพระอานนท์ แล้วกล่าว  
			<remark  id="s1b1c30l18" />อย่างนี้ว่า ท่านพระอานนท์ เจ้าข้า พวกกระผมไม่ใช่เป็นคนติเตียนพระพุทธเจ้า ไม่ใช่เป็นคน  
			<remark  id="s1b1c30l19" />ติเตียนพระธรรม ไม่ใช่เป็นคนติเตียนพระสงฆ์ พวกกระผมเป็นคนติเตียนตน ไม่ใช่เป็นคน  
			<remark  id="s1b1c30l20" />ติเตียนคนอื่น พวกกระผมซึ่งบวชในพระธรรมวินัยที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ดีอย่างนี้แล้ว ไม่  
			<remark  id="s1b1c30l21" />สามารถประพฤติพรหมจรรย์ให้บริบูรณ์บริสุทธิ์ได้ตลอดชีวิตนั้นแหละ เป็นคนไม่มีวาสนา เป็น  
			<remark  id="s1b1c30l22" />คนมีบุญน้อย ท่านพระอานนท์เจ้าข้า แม้บัดนี้ ถ้าพวกกระผมพึงได้บรรพชา พึงได้อุปสมบท  
			<remark  id="s1b1c30l23" />ในสำนักพระผู้มีพระภาค แม้บัดนี้พวกกระผมจะพึงเป็นผู้เห็นแจ้งซึ่งกุศลธรรม หมั่นประกอบ  
			<remark  id="s1b1c30l24" />ความเพียรในการเจริญโพธิปักขิยธรรมอยู่ตลอดเบื้องต้นแห่งราตรีและเบื้องปลายแห่งราตรี ท่าน
			<remark  id="s1b1c30l25" />#๑ ต้องการพิสดารพึงดูหน้า ๓๑ บรรทัดที่ ๒๔       ๒ โดยมากปรากฏว่า มักกฏีสิกขาบท
		</para>
	</section>
	<section id="s1b1c31" >
		<para id="s1b1c31p">
			<remark  id="s1b1c31l1" />พระอานนท์เจ้าข้า พวกกระผมขอโอกาส ขอท่านได้โปรดกรุณากราบทูลความข้อนี้ แด่พระผู้มี  
			<remark  id="s1b1c31l2" />พระภาค.  
			<remark  id="s1b1c31l3" />	ได้ จ้ะ ท่านพระอานนท์รับคำของพวกวัชชีบุตรชาวพระนครเวสาลี แล้วเข้าเฝ้าพระผู้มี  
			<remark  id="s1b1c31l4" />พระภาค กราบทูลเรื่องนั้นให้ทรงทราบ.  
			<remark  id="s1b1c31l5" />	พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรอานนท์ การที่ตถาคตจะพึงถอนปาราชิกสิกขาบทที่บัญญัติ  
			<remark  id="s1b1c31l6" />แล้วแก่สาวกทั้งหลาย เพราะเหตุแห่งพวกวัชชีหรือพวกวัชชีบุตรนั้น ไม่ใช่ฐานะ ไม่ใช่โอกาส.  
			<remark  id="s1b1c31l7" />				ทรงบัญญัติอนุบัญญัติ ๒  
			<remark  id="s1b1c31l8" />	[๒๔] ครั้งนั้นพระองค์ทรงกระทำธรรมีกถา ในเพราะเหตุเป็นมูลเค้านั้น ในเพราะเหตุ  
			<remark  id="s1b1c31l9" />แรกเกิดนั้น แล้วรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ผู้ใดแลเป็นภิกษุ ไม่บอกคืน  
			<remark  id="s1b1c31l10" />สิกขา ไม่ทำความเป็นผู้ทุรพลให้แจ้ง เสพเมถุนธรรม ผู้นั้นมาแล้ว สงฆ์ไม่พึงอุปสมบทให้  
			<remark  id="s1b1c31l11" />ส่วนผู้ใดแล เป็นภิกษุ บอกคืนสิกขา ทำความเป็นผู้ทุรพลให้แจ้ง แล้วเสพเมถุนธรรม  
			<remark  id="s1b1c31l12" />ผู้นั้นมาแล้ว สงฆ์พึงอุปสมบทให้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แลพวกเธอพึงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดง  
			<remark  id="s1b1c31l13" />อย่างนี้ ว่าดังนี้:-  
			<remark  id="s1b1c31l14" />				พระอนุบัญญัติ ๒  
			<remark  id="s1b1c31l15" />	๑. อนึ่ง ภิกษุใด ถึงพร้อมซึ่งสิกขาบทและสาชีพของภิกษุทั้งหลายแล้ว ไม่  
			<remark  id="s1b1c31l16" />บอกคืนสิกขา ไม่ทำความเป็นผู้ทุรพลให้แจ้ง เสพเมถุนธรรม โดยที่สุดแม้ในสัตว์  
			<remark  id="s1b1c31l17" />ดิรัจฉานตัวเมีย เป็นปาราชิก หาสังวาส มิได้.  
			<remark  id="s1b1c31l18" />					สิกขาบทวิภังค์  
			<remark  id="s1b1c31l19" />	[๒๕] บทว่า อนึ่ง ... ใด ความว่า ผู้ใด คือ ผู้เช่นใด มีการงานอย่างใด มีชาติ  
			<remark  id="s1b1c31l20" />อย่างใด มีชื่ออย่างใด มีโคตรอย่างใด มีปกติอย่างใด มีธรรมเครื่องอยู่อย่างใด มีอารมณ์อย่างใด  
			<remark  id="s1b1c31l21" />เป็นเถระก็ตาม เป็นนวกะก็ตาม เป็นมัชฌิมะก็ตาม นี้พระผู้มีพระภาคตรัสว่า อนึ่ง ... ใด.  
			<remark  id="s1b1c31l22" />	[๒๖] บทว่า ภิกษุ ความว่า ที่ชื่อว่า ภิกษุ เพราะอรรถว่าเป็นผู้ขอ ชื่อว่า ภิกษุ  
			<remark  id="s1b1c31l23" />เพราะอรรถว่าประพฤติภิกขาจริยวัตร ชื่อว่า ภิกษุ เพราะอรรถว่าทรงผืนผ้าที่ถูกทำลายแล้ว ชื่อว่า  
			<remark  id="s1b1c31l24" />ภิกษุ โดยสมญา ชื่อว่า ภิกษุ โดยปฏิญญา ชื่อว่า ภิกษุ เพราะอรรถว่าเป็นเอหิภิกษุ ชื่อว่า
		</para>
	</section>
	<section id="s1b1c32" >
		<para id="s1b1c32p">
			<remark  id="s1b1c32l1" />ภิกษุ เพราะอรรถว่าเป็นผู้อุปสมบทแล้วด้วยไตรสรณคมน์ ชื่อว่า ภิกษุ เพราะอรรถว่าเป็น  
			<remark  id="s1b1c32l2" />ผู้เจริญ ชื่อว่า ภิกษุ เพราะอรรถว่ามีสารธรรม ชื่อว่า ภิกษุ เพราะอรรถว่าเป็นพระเสขะ ชื่อว่า  
			<remark  id="s1b1c32l3" />ภิกษุ เพราะอรรถว่าเป็นพระอเสขะ ชื่อว่า ภิกษุ เพราะอรรถว่าเป็นผู้อันสงฆ์พร้อมเพรียงกัน  
			<remark  id="s1b1c32l4" />อุปสมบทให้ด้วยญัตติจตุตถกรรม อันไม่กำเริบ ควรแก่ฐานะ บรรดาภิกษุเหล่านั้น ภิกษุที่สงฆ์  
			<remark  id="s1b1c32l5" />พร้อมเพรียงกันอุปสมบทให้ด้วยญัตติจตุตถกรรม อันไม่กำเริบ ควรแก่ฐานะนี้ ชื่อว่า ภิกษุ  
			<remark  id="s1b1c32l6" />ที่ทรงประสงค์ในอรรถนี้.  
			<remark  id="s1b1c32l7" />	[๒๗] บทว่า สิกขา ได้แก่สิกขา ๓ ประการคือ อธิสีลสิขา อธิจิตตสิกขา อธิปัญญา-  
			<remark  id="s1b1c32l8" />สิกขา บรรดาสิกขา ๓ ประการเหล่านั้น อธิสีลสิกขานี้ ชื่อว่า สิกขา ที่ทรงประสงค์ใน  
			<remark  id="s1b1c32l9" />อรรถนี้.  
			<remark  id="s1b1c32l10" />	[๒๘] ชื่อว่า สาชีพ อธิบายว่า สิกขาบทใด ที่พระผู้มีพระภาคทรงบัญญัติไว้ สิกขาบท  
			<remark  id="s1b1c32l11" />นั้น ชื่อว่า สาชีพ ภิกษุศึกษาในสาชีพนั้น เพราะเหตุนั้นจึงตรัสว่า ถึงพร้อมซึ่งสาชีพ.  
			<remark  id="s1b1c32l12" />	[๒๙] คำว่า ไม่บอกคืนสิกขา ไม่ทำความเป็นผู้ทุรพลให้แจ้ง ทรงอธิบายไว้ว่า  
			<remark  id="s1b1c32l13" />ภิกษุทั้งหลาย การทำความเป็นผู้ทุรพลให้แจ้ง และสิกขาไม่เป็นอันบอกคืนก็มี ภิกษุทั้งหลาย  
			<remark  id="s1b1c32l14" />การทำความเป็นผู้ทุรพลให้แจ้ง และสิกขาเป็นอันบอกคืนก็มี.  
			<remark  id="s1b1c32l15" />			ลักษณะสิกขาที่ไม่เป็นอันบอกคืน [๑๖๐ บท]  
			<remark  id="s1b1c32l16" />	[๓๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็การกระทำความเป็นผู้ทุรพลให้แจ้ง และสิกขาไม่เป็นอัน  
			<remark  id="s1b1c32l17" />บอกคืน เป็นอย่างไร?  
			<remark  id="s1b1c32l18" />			กล่าวบอกคืนด้วยคำรำพึงว่าไฉนหนอ [๑๔ บท]  
			<remark  id="s1b1c32l19" />	๑. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ กระสัน ไม่ยินดี ใคร่จะเคลื่อนจากความ  
			<remark  id="s1b1c32l20" />เป็นสมณะ อึดอัด เบื่อหน่าย เกลียดชังความเป็นภิกษุ ปรารถนาความเป็นคฤหัสถ์ ปรารถนา  
			<remark  id="s1b1c32l21" />ความเป็นอุบาสก ปรารถนาความเป็นอารามิก ปรารถนาความเป็นสามเณร ปรารถนาความเป็น  
			<remark  id="s1b1c32l22" />เดียรถีย์ ปรารถนาความเป็นสาวกเดียรถีย์ ปรารถนาความเป็นผู้มิใช่สมณะ ปรารถนาความเป็น  
			<remark  id="s1b1c32l23" />ผู้มิใช่เชื้อสายพระศากยบุตร ย่อมกล่าวให้ผู้อื่นทราบว่า ไฉนหนอ ข้าพเจ้าพึงบอกคืนพระพุทธเจ้า  
			<remark  id="s1b1c32l24" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้อย่างนี้ ชื่อว่าการทำความเป็นผู้ทุรพลให้แจ้ง และสิกขาไม่เป็นอันบอกคืน.
		</para>
	</section>
	<section id="s1b1c33" >
		<para id="s1b1c33p">
			<remark  id="s1b1c33l1" />	๒. ก็อีกประการหนึ่ง ภิกษุในธรรมวินัยนี้ กระสัน ไม่ยินดี ใคร่จะเคลื่อนจากความ  
			<remark  id="s1b1c33l2" />เป็นสมณะ อึดอัด เบื่อหน่าย เกลียดชังความเป็นภิกษุ ปรารถนาความเป็นอุบาสก ปรารถนา  
			<remark  id="s1b1c33l3" />ความเป็นอารามิก ปรารถนาความเป็นสามเณร ปรารถนาความเป็นเดียรถีย์ ปรารถนาความเป็น  
			<remark  id="s1b1c33l4" />สาวกเดียรถีย์ ปรารถนาความเป็นผู้มิใช่สมณะ ปรารถนาความเป็นผู้มิใช่เชื้อสายพระศากยบุตร  
			<remark  id="s1b1c33l5" />ย่อมกล่าวให้ผู้อื่นทราบว่า ไฉนหนอ ข้าพเจ้าพึงบอกคืนพระธรรม. ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้อย่างนี้  
			<remark  id="s1b1c33l6" />ก็ชื่อว่าการทำความเป็นผู้ทุรพลให้แจ้ง และสิกขาไม่เป็นอันบอกคืน  
			<remark  id="s1b1c33l7" />	๓. ... ไฉนหนอ ข้าพเจ้าพึงบอกคืนพระสงฆ์ ...  
			<remark  id="s1b1c33l8" />	๔. ... ไฉนหนอ ข้าพเจ้าพึงบอกคืนสิกขา ...  
			<remark  id="s1b1c33l9" />	๕. ... ไฉนหนอ ข้าพเจ้าพึงบอกคืนวินัย ...  
			<remark  id="s1b1c33l10" />	๖. ... ไฉนหนอ ข้าพเจ้าพึงบอกคืนปาติโมกข์ ...  
			<remark  id="s1b1c33l11" />	๗. ... ไฉนหนอ ข้าพเจ้าพึงบอกคืนอุเทศ ...  
			<remark  id="s1b1c33l12" />	๘. ... ไฉนหนอ ข้าพเจ้าพึงบอกคืนพระอุปัชฌายะ ...  
			<remark  id="s1b1c33l13" />	๙. ... ไฉนหนอ ข้าพเจ้าพึงบอกคืนพระอาจารย์ ...  
			<remark  id="s1b1c33l14" />	๑๐. ... ไฉนหนอ ข้าพเจ้าพึงบอกคืนพระสัทธิวิหาริก ...  
			<remark  id="s1b1c33l15" />	๑๑. ... ไฉนหนอ ข้าพเจ้าพึงบอกคืนพระอันเตวาสิก ...  
			<remark  id="s1b1c33l16" />	๑๒. ... ไฉนหนอ ข้าพเจ้าพึงบอกคืนพระผู้ร่วมอุปัชฌายะ ...  
			<remark  id="s1b1c33l17" />	๑๓. ... ไฉนหนอ ข้าพเจ้าพึงบอกคืนพระผู้ร่วมอาจารย์ ...  
			<remark  id="s1b1c33l18" />	๑๔. ... ไฉนหนอ ข้าพเจ้าพึงบอกคืนพระเพื่อนพรหมจารี. ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้อย่างนี้  
			<remark  id="s1b1c33l19" />ก็ชื่อว่าการทำความเป็นผู้ทุรพลให้แจ้ง และสิกขาไม่เป็นอันบอกคืน.  
			<remark  id="s1b1c33l20" />		กล่าวกำหนดภาวะด้วยคำรำพึงว่า ไฉนหนอ [๘ บท]  
			<remark  id="s1b1c33l21" />	๑. ก็อีกประการหนึ่ง ภิกษุในธรรมวินัยนี้ กระสัน ไม่ยินดี ใคร่จะเคลื่อนจากความเป็น  
			<remark  id="s1b1c33l22" />สมณะ อึดอัด เบื่อหน่าย เกลียดชังความเป็นภิกษุ ปรารถนาความเป็นคฤหัสถ์ ปรารถนา  
			<remark  id="s1b1c33l23" />ความเป็นอุบาสก ปรารถนาความเป็นอารามิก ปรารถนาความเป็นสามเณร ปรารถนาความเป็น  
			<remark  id="s1b1c33l24" />เดียรถีย์ ปรารถนาความเป็นสาวกเดียรถีย์ ปรารถนาความเป็นผู้มิใช่สมณะ ปรารถนาความเป็น  
			<remark  id="s1b1c33l25" />ผู้มิใช่เชื้อสายพระศากยบุตร ย่อมกล่าวให้ผู้อื่นทราบว่า ไฉนหนอ ข้าพเจ้าพึงเป็นคฤหัสถ์  
			<remark  id="s1b1c33l26" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้อย่างนี้ ก็ชื่อว่าการทำความเป็นผู้ทุรพลให้แจ้ง และสิกขาไม่เป็นอันบอกคืน.
		</para>
	</section>
	<section id="s1b1c34" >
		<para id="s1b1c34p">
			<remark  id="s1b1c34l1" />	๒. ... ไฉนหนอ ข้าพเจ้าพึงเป็นอุบาสก ...  
			<remark  id="s1b1c34l2" />	๓. ... ไฉนหนอ ข้าพเจ้าพึงเป็นอารามิก ...  
			<remark  id="s1b1c34l3" />	๔. ... ไฉนหนอ ข้าพเจ้าพึงเป็นสามเณร ...  
			<remark  id="s1b1c34l4" />	๕. ... ไฉนหนอ ข้าพเจ้าพึงเป็นเดียรถีย์ ...  
			<remark  id="s1b1c34l5" />	๖. ... ไฉนหนอ ข้าพเจ้าพึงเป็นสาวกเดียรถีย์ ...  
			<remark  id="s1b1c34l6" />	๗. ... ไฉนหนอ ข้าพเจ้าพึงเป็นผู้มิใช่สมณะ ...  
			<remark  id="s1b1c34l7" />	๘. ... ไฉนหนอ ข้าพเจ้าพึงเป็นผู้มิใช่เชื้อสายพระศากยบุตร. ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้  
			<remark  id="s1b1c34l8" />อย่างนี้ก็เชื่อว่าการทำความเป็นผู้ทุรพลให้แจ้ง และสิกขาไม่เป็นอันบอกคืน.  
			<remark  id="s1b1c34l9" />		กล่าวว่าบอกคืนด้วยคำปริกัป ว่า ก็ถ้าว่า [๑๔ บท]  
			<remark  id="s1b1c34l10" />	๑. ก็อีกประการหนึ่ง ภิกษุในธรรมวินัยนี้ กระสัน ไม่ยินดี ใคร่จะเคลื่อนจากความ  
			<remark  id="s1b1c34l11" />เป็นสมณะ อึดอัด เบื่อหน่าย เกลียดชังความเป็นภิกษุ ปรารถนาความเป็นคฤหัสถ์ ปรารถนา  
			<remark  id="s1b1c34l12" />ความเป็นอุบาสก ปรารถนาความเป็นอารามิก ปรารถนาความเป็นสามเณร ปรารถนาความเป็น  
			<remark  id="s1b1c34l13" />เดียรถีย์ ปรารถนาความเป็นสาวกเดียรถีย์ ปรารถนาความเป็นผู้มิใช่สมณะ ปรารถนาความเป็น  
			<remark  id="s1b1c34l14" />ผู้มิใช่เชื้อสายพระศากยบุตร ย่อมกล่าวให้ผู้อื่นทราบว่า ก็ถ้าว่า ข้าพเจ้าพึงบอกคืนพระพุทธเจ้า  
			<remark  id="s1b1c34l15" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้อย่างนี้ก็ชื่อว่าการทำความเป็นผู้ทุรพลให้แจ้ง และสิกขาไม่เป็นอันบอกคืน.  
			<remark  id="s1b1c34l16" />	๒. ... ก็ถ้าว่า ข้าพเจ้าพึงบอกคืนพระธรรม ...  
			<remark  id="s1b1c34l17" />	๓. ... ก็ถ้าว่า ข้าพเจ้าพึงบอกคืนพระสงฆ์ ...  
			<remark  id="s1b1c34l18" />	๔. ... ก็ถ้าว่า ข้าพเจ้าพึงบอกคืนสิกขา ...  
			<remark  id="s1b1c34l19" />	๕. ... ก็ถ้าว่า ข้าพเจ้าพึงบอกคืนวินัย ...  
			<remark  id="s1b1c34l20" />	๖. ... ก็ถ้าว่า ข้าพเจ้าพึงบอกคืนปาติโมกข์ ...  
			<remark  id="s1b1c34l21" />	๗. ... ก็ถ้าว่า ข้าพเจ้าพึงบอกคืนอุเทศ ...  
			<remark  id="s1b1c34l22" />	๘. ... ก็ถ้าว่า ข้าพเจ้าพึงบอกคืนพระอุปัชฌายะ ...  
			<remark  id="s1b1c34l23" />	๙. ... ก็ถ้าว่า ข้าพเจ้าพึงบอกคืนพระอาจารย์ ...  
			<remark  id="s1b1c34l24" />	๑๐. ... ก็ถ้าว่า ข้าพเจ้าพึงบอกคืนพระสัทธิวิหาริก ...  
			<remark  id="s1b1c34l25" />	๑๑. ... ก็ถ้าว่า ข้าพเจ้าพึงบอกคืนพระอันเตวาสิก ...  
			<remark  id="s1b1c34l26" />	๑๒. ... ก็ถ้าว่า ข้าพเจ้าพึงบอกคืนพระผู้ร่วมอุปัชฌายะ ...
		</para>
	</section>
	<section id="s1b1c35" >
		<para id="s1b1c35p">
			<remark  id="s1b1c35l1" />	๑๓. ... ก็ถ้าว่า ข้าพเจ้าพึงบอกคืนพระผู้ร่วมอาจารย์ ...  
			<remark  id="s1b1c35l2" />	๑๔. ... ก็ถ้าว่า ข้าพเจ้าพึงบอกคืนพระเพื่อนพรหมจารี. ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้อย่างนี้  
			<remark  id="s1b1c35l3" />ก็ชื่อว่าการทำความเป็นผู้ทุรพลให้แจ้ง และสิกขาไม่เป็นอันบอกคืน.  
			<remark  id="s1b1c35l4" />		กล่าวกำหนดภาวะด้วยคำปริกัป ว่า ก็ถ้าว่า [๘ บท]  
			<remark  id="s1b1c35l5" />	๑. ก็อีกประการหนึ่ง ภิกษุในธรรมวินัยนี้ กระสัน ไม่ยินดี ใคร่จะเคลื่อนจากความ  
			<remark  id="s1b1c35l6" />เป็นสมณะ อึดอัด เบื่อหน่าย เกลียดชังความเป็นภิกษุ ปรารถนาความเป็นคฤหัสถ์ ปรารถนา  
			<remark  id="s1b1c35l7" />ความเป็นอุบาสก ปรารถนาความเป็นอารามิก ปรารถนาความเป็นสามเณร ปรารถนาความเป็น  
			<remark  id="s1b1c35l8" />เดียรถีย์ ปรารถนาความเป็นสาวกเดียรถีย์ ปรารถนาความเป็นผู้มิใช่สมณะ ปรารถนาความเป็น  
			<remark  id="s1b1c35l9" />ผู้มิใช่เชื้อสายพระศากยบุตร ย่อมกล่าวให้ผู้อื่นทราบว่า ก็ถ้าว่า ข้าพเจ้าพึงเป็นคฤหัสถ์ ดูกร  
			<remark  id="s1b1c35l10" />ภิกษุทั้งหลาย แม้อย่างนี้ก็ชื่อว่าการทำความเป็นทุรพลให้แจ้ง และสิกขาไม่เป็นอันบอกคืน.  
			<remark  id="s1b1c35l11" />	๒. ... ก็ถ้าว่า ข้าพเจ้าพึงเป็นอุบาสก ...  
			<remark  id="s1b1c35l12" />	๓. ... ก็ถ้าว่า ข้าพเจ้าพึงเป็นอารามิก ...  
			<remark  id="s1b1c35l13" />	๔. ... ก็ถ้าว่า ข้าพเจ้าพึงเป็นสามเณร ...  
			<remark  id="s1b1c35l14" />	๕. ... ก็ถ้าว่า ข้าพเจ้าพึงเป็นเดียรถีย์ ...  
			<remark  id="s1b1c35l15" />	๖. ... ก็ถ้าว่า ข้าพเจ้าพึงเป็นสาวกเดียรถีย์ ...  
			<remark  id="s1b1c35l16" />	๗. ... ก็ถ้าว่า ข้าพเจ้าพึงเป็นผู้มิใช่สมณะ ...  
			<remark  id="s1b1c35l17" />	๘. ... ก็ถ้าว่า ข้าพเจ้าพึงเป็นผู้มิใช่เชื้อสายพระศากยบุตร. ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้อย่างนี้  
			<remark  id="s1b1c35l18" />ก็ชื่อว่าการทำความเป็นผู้ทุรพลให้แจ้ง และสิกขาไม่เป็นอันบอกคืน.  
			<remark  id="s1b1c35l19" />		กล่าวบอกคืนด้วยคำปริกัป ว่า หากว่า [๑๔ บท]  
			<remark  id="s1b1c35l20" />	๑. ก็อีกประการหนึ่ง ภิกษุในธรรมวินัยนี้ กระสัน ไม่ยินดี ใคร่จะเคลื่อนจากความ  
			<remark  id="s1b1c35l21" />เป็นสมณะ อึดอัด เบื่อหน่าย เกลียดชังความเป็นภิกษุ ปรารถนาความเป็นคฤหัสถ์ ปรารถนา  
			<remark  id="s1b1c35l22" />ความเป็นอุบาสก ปรารถนาความเป็นอารามิก ปรารถนาความเป็นสามเณร ปรารถนาความเป็น  
			<remark  id="s1b1c35l23" />เดียรถีย์ ปรารถนาความเป็นสาวกเดียรถีย์ ปรารถนาความเป็นผู้มิใช่เป็นสมณะ ปรารถนาความ  
			<remark  id="s1b1c35l24" />เป็นผู้มิใช่เชื้อสายพระศากยบุตร ย่อมกล่าวให้ผู้อื่นทราบว่า หากว่า ข้าพเจ้าพึงบอกคืนพระ-  
			<remark  id="s1b1c35l25" />พุทธเจ้า. ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้อย่างนี้ก็ชื่อว่าการทำความเป็นผู้ทุรพลให้แจ้ง และสิกขาไม่เป็น  
			<remark  id="s1b1c35l26" />อันบอกคืน. 
		</para>
	</section>
	<section id="s1b1c36" >
		<para id="s1b1c36p">
			<remark  id="s1b1c36l1" />	๒. ... หากว่า ข้าพเจ้าพึงบอกคืนพระธรรม ...  
			<remark  id="s1b1c36l2" />	๓. ... หากว่า ข้าพเจ้าพึงบอกคืนพระสงฆ์ ...  
			<remark  id="s1b1c36l3" />	๔. ... หากว่า ข้าพเจ้าพึงบอกคืนสิกขา ...  
			<remark  id="s1b1c36l4" />	๕. ... หากว่า ข้าพเจ้าพึงบอกคืนวินัย ...  
			<remark  id="s1b1c36l5" />	๖. ... หากว่า ข้าพเจ้าพึงบอกคืนปาติโมกข์ ...  
			<remark  id="s1b1c36l6" />	๗. ... หากว่า ข้าพเจ้าพึงบอกคืนอุเทศ ...  
			<remark  id="s1b1c36l7" />	๘. ... หากว่า ข้าพเจ้าพึงบอกคืนพระอุปัชฌายะ ...  
			<remark  id="s1b1c36l8" />	๙. ... หากว่า ข้าพเจ้าพึงบอกคืนพระอาจารย์ ...  
			<remark  id="s1b1c36l9" />	๑๐. ... หากว่า ข้าพเจ้าพึงบอกคืนพระสัทธิหาริก ...  
			<remark  id="s1b1c36l10" />	๑๑. ... หากว่า ข้าพเจ้าพึงบอกคืนพระอันเตวาสิก ...  
			<remark  id="s1b1c36l11" />	๑๒. ... หากว่า ข้าพเจ้าพึงบอกคืนพระผู้ร่วมอุปัชฌายะ ...  
			<remark  id="s1b1c36l12" />	๑๓. ... หากว่า ข้าพเจ้าพึงบอกคืนพระผู้ร่วมอาจารย์ ...  
			<remark  id="s1b1c36l13" />	๑๔. ... หากว่า ข้าพเจ้าพึงบอกคืนพระเพื่อนพรหมจารี. ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้อย่างนี้  
			<remark  id="s1b1c36l14" />ก็ชื่อว่าการทำความเป็นผู้ทุรพลให้แจ้ง และสิกขาไม่เป็นอันบอกคืน.  
			<remark  id="s1b1c36l15" />		กล่าวกำหนดภาวะด้วยคำปริกัป ว่า หากว่า [๘ บท]  
			<remark  id="s1b1c36l16" />	๑. ก็อีกประการหนึ่ง ภิกษุในธรรมวินัยนี้ กระสัน ไม่ยินดี ใคร่จะเคลื่อนจากความ  
			<remark  id="s1b1c36l17" />เป็นสมณะ อึดอัด เบื่อหน่าย เกลียดชังความเป็นภิกษุ ปรารถนาความเป็นคฤหัสถ์ ปรารถนา  
			<remark  id="s1b1c36l18" />ความเป็นอุบาสก ปรารถนาความเป็นอารามิก ปรารถนาความเป็นสามเณร ปรารถนาความเป็น  
			<remark  id="s1b1c36l19" />เดียรถีย์ ปรารถนาความเป็นสาวกเดียรถีย์ ปรารถนาความเป็นผู้มิใช่สมณะ ปรารถนาความเป็น  
			<remark  id="s1b1c36l20" />ผู้มิใช่เชื้อสายพระศากยบุตร ย่อมกล่าวให้ผู้อื่นทราบว่า หากว่า ข้าพเจ้าพึงเป็นคฤหัสถ์. ดูกร  
			<remark  id="s1b1c36l21" />ภิกษุทั้งหลาย แม้อย่างนี้ ก็ชื่อว่าการทำความเป็นผู้ทุรพลให้แจ้ง และสิกขาไม่เป็นอันบอกคืน.  
			<remark  id="s1b1c36l22" />	๒. ... หากว่า ข้าพเจ้าพึงเป็นอุบาสก ...  
			<remark  id="s1b1c36l23" />	๓. ... หากว่า ข้าพเจ้าพึงเป็นอารามิก ...  
			<remark  id="s1b1c36l24" />	๔. ... หากว่า ข้าพเจ้าพึงเป็นสามเณร ...  
			<remark  id="s1b1c36l25" />	๕. ... หากว่า ข้าพเจ้าพึงเป็นเดียรถีย์ ...  
			<remark  id="s1b1c36l26" />	๖. ... หากว่า ข้าพเจ้าพึงเป็นสาวกเดียรถีย์ ...
		</para>
	</section>
	<section id="s1b1c37" >
		<para id="s1b1c37p">
			<remark  id="s1b1c37l1" />	๗. ... หากว่า ข้าพเจ้าพึงเป็นผู้มิใช่สมณะ ...  
			<remark  id="s1b1c37l2" />	๘. ... หากว่า ข้าพเจ้าพึงเป็นผู้มิใช่เชื้อสายพระศากยบุตร. ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้อย่างนี้  
			<remark  id="s1b1c37l3" />ก็ชื่อว่าการทำความเป็นผู้ทุรพลให้แจ้ง และสิกขาไม่เป็นอันบอกคืน.  
			<remark  id="s1b1c37l4" />			กล่าวบอกคืนด้วยคำปริกัป ว่า ผิว่า [๑๔ บท]  
			<remark  id="s1b1c37l5" />	๑. อีกประการหนึ่ง ภิกษุในธรรมวินัยนี้ กระสัน ไม่ยินดี ใคร่จะเคลื่อนจากความ  
			<remark  id="s1b1c37l6" />เป็นสมณะ อึดอัด เบื่อหน่าย เกลียดชังความเป็นภิกษุ ปรารถนาความเป็นคฤหัสถ์ ปรารถนา  
			<remark  id="s1b1c37l7" />ความเป็นอุบาสก ปรารถนาความเป็นอารามิก ปรารถนาความเป็นสามเณร ปรารถนาความเป็น  
			<remark  id="s1b1c37l8" />เดียรถีย์ ปรารถนาความเป็นสาวกเดียรถีย์ ปรารถนาความเป็นผู้มิใช่เป็นสมณะ ปรารถนาความ  
			<remark  id="s1b1c37l9" />เป็นผู้มิใช่เชื้อสายพระศากยบุตร ย่อมกล่าวให้ผู้อื่นทราบว่า ผิว่า ข้าพเจ้าพึงบอกคืนพระพุทธเจ้า.  
			<remark  id="s1b1c37l10" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้อย่างนี้ก็ชื่อว่าการทำความเป็นผู้ทุรพลให้แจ้ง และสิกขาไม่เป็นอัน  
			<remark  id="s1b1c37l11" />บอกคืน.  
			<remark  id="s1b1c37l12" />	๒. ... ผิว่า ข้าพเจ้าพึงบอกคืนพระธรรม ...  
			<remark  id="s1b1c37l13" />	๓. ... ผิว่า ข้าพเจ้าพึงบอกคืนพระสงฆ์ ...  
			<remark  id="s1b1c37l14" />	๔. ... ผิว่า ข้าพเจ้าพึงบอกคืนสิกขา ...  
			<remark  id="s1b1c37l15" />	๕. ... ผิว่า ข้าพเจ้าพึงบอกคืนวินัย ...  
			<remark  id="s1b1c37l16" />	๖. ... ผิว่า ข้าพเจ้าพึงบอกคืนปาติโมกข์ ...  
			<remark  id="s1b1c37l17" />	๗. ... ผิว่า ข้าพเจ้าพึงบอกคืนอุเทศ ...  
			<remark  id="s1b1c37l18" />	๘. ... ผิว่า ข้าพเจ้าพึงบอกคืนพระอุปัชฌายะ ...  
			<remark  id="s1b1c37l19" />	๙. ... ผิว่า ข้าพเจ้าพึงบอกคืนพระอาจารย์ ...  
			<remark  id="s1b1c37l20" />	๑๐. ... ผิว่า ข้าพเจ้าพึงบอกคืนพระสัทธิวิหาริก ...  
			<remark  id="s1b1c37l21" />	๑๑. ... ผิว่า ข้าพเจ้าพึงบอกคืนพระอันเตวาสิก ...  
			<remark  id="s1b1c37l22" />	๑๒. ... ผิว่า ข้าพเจ้าพึงบอกคืนพระผู้ร่วมอุปัชฌายะ ...  
			<remark  id="s1b1c37l23" />	๑๓. ... ผิว่า ข้าพเจ้าพึงบอกคืนพระผู้ร่วมอาจารย์ ...  
			<remark  id="s1b1c37l24" />	๑๔. ... ผิว่า ข้าพเจ้าพึงบอกคืนพระเพื่อนพรหมจารี. ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้อย่างนี้ก็  
			<remark  id="s1b1c37l25" />ชื่อว่าการทำความเป็นผู้ทุรพลให้แจ้ง และสิกขาบทไม่เป็นอันบอกคืน. 
		</para>
	</section>
	<section id="s1b1c38" >
		<para id="s1b1c38p">
			<remark  id="s1b1c38l1" />		กล่าวกำหนดภาวะด้วยคำปริกัป ว่า ผิว่า [๘ บท]  
			<remark  id="s1b1c38l2" />	๑. ก็อีกประการหนึ่ง ภิกษุในธรรมวินัยนี้ กระสัน ไม่ยินดี ใคร่จะเคลื่อนจากความ  
			<remark  id="s1b1c38l3" />เป็นสมณะ อึดอัด เบื่อหน่าย เกลียดชังความเป็นภิกษุ ปรารถนาความเป็นคฤหัสถ์ ปรารถนา  
			<remark  id="s1b1c38l4" />ความเป็นอุบาสก ปรารถนาความเป็นอารามิก ปรารถนาความเป็นสามเณร ปรารถนาความเป็น  
			<remark  id="s1b1c38l5" />เดียรถีย์ ปรารถนาความเป็นสาวกเดียรถีย์ ปรารถนาความเป็นผู้มิใช่สมณะ ปรารถนาความเป็น  
			<remark  id="s1b1c38l6" />ผู้มิใช่เชื้อสายพระศากยบุตร ย่อมกล่าวให้ผู้อื่นทราบว่า ผิว่า ข้าพเจ้าพึงเป็นคฤหัสถ์. ดูกรภิกษุ  
			<remark  id="s1b1c38l7" />ทั้งหลาย แม้อย่างนี้ก็ชื่อว่าการทำความเป็นผู้ทุรพลให้แจ้ง และสิกขาไม่เป็นอันบอกคืน.  
			<remark  id="s1b1c38l8" />	๒. ... ผิว่า ข้าพเจ้าพึงเป็นอุบาสก ...  
			<remark  id="s1b1c38l9" />	๓. ... ผิว่า ข้าพเจ้าพึงเป็นอารามิก ...  
			<remark  id="s1b1c38l10" />	๔. ... ผิว่า ข้าพเจ้าพึงเป็นสามเณร ...  
			<remark  id="s1b1c38l11" />	๕. ... ผิว่า ข้าพเจ้าพึงเป็นเดียรถีย์ ...  
			<remark  id="s1b1c38l12" />	๖. ... ผิว่า ข้าพเจ้าพึงเป็นสาวกเดียรถีย์ ...  
			<remark  id="s1b1c38l13" />	๗. ... ผิว่า ข้าพเจ้าพึงเป็นผู้มิใช่สมณะ ...  
			<remark  id="s1b1c38l14" />	๘. ... ผิว่า ข้าพเจ้าพึงเป็นผู้มิใช่เชื้อสายพระศากยบุตร. ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้อย่างนี้ก็  
			<remark  id="s1b1c38l15" />ชื่อว่าการทำความเป็นผู้ทุรพลให้แจ้ง และสิกขาไม่เป็นอันบอกคืน.  
			<remark  id="s1b1c38l16" />		กล่าวบอกคืนด้วยคำปริกัป ว่า มีความดำริ [๑๔ บท]  
			<remark  id="s1b1c38l17" />	๑. ก็อีกประการหนึ่ง ภิกษุในธรรมวินัยนี้ กระสัน ไม่ยินดี ใคร่จะเคลื่อนจากความ  
			<remark  id="s1b1c38l18" />เป็นสมณะ อึดอัด เบื่อหน่าย เกลียดชังความเป็นภิกษุ ปรารถนาความเป็นคฤหัสถ์ ปรารถนา  
			<remark  id="s1b1c38l19" />ความเป็นอุบาสก ปรารถนาความเป็นอารามิก ปรารถนาความเป็นสามเณร ปรารถนาความเป็น  
			<remark  id="s1b1c38l20" />เดียรถีย์ ปรารถนาความเป็นสาวกเดียรถีย์ ปรารถนาความเป็นผู้มิใช่สมณะ ปรารถนาความเป็น  
			<remark  id="s1b1c38l21" />ผู้มิใช่เชื้อสายพระศากยบุตร ย่อมกล่าวให้ผู้อื่นทราบว่า ข้าพเจ้ามีความดำริว่า ข้าพเจ้าพึงบอก  
			<remark  id="s1b1c38l22" />คืนพระพุทธเจ้า. ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้อย่างนี้ก็ชื่อว่าการทำความเป็นผู้ทุรพลให้แจ้ง และสิกขาไม่  
			<remark  id="s1b1c38l23" />เป็นอันบอกคืน.  
			<remark  id="s1b1c38l24" />	๒. ... มีความดำริว่า ข้าพเจ้าพึงบอกคืนพระธรรม ...  
			<remark  id="s1b1c38l25" />	๓. ... มีความดำริว่า ข้าพเจ้าพึงบอกคืนพระสงฆ์ ...  
			<remark  id="s1b1c38l26" />	๔. ... มีความดำริว่า ข้าพเจ้าพึงบอกคืนสิกขา ...  
			<remark  id="s1b1c38l27" />	๕. ... มีความดำริว่า ข้าพเจ้าพึงบอกคืนวินัย ... 
		</para>
	</section>
	<section id="s1b1c39" >
		<para id="s1b1c39p">
			<remark  id="s1b1c39l1" />	๖. ... มีความดำริว่า ข้าพเจ้าพึงบอกคืนปาติโมกข์ ...  
			<remark  id="s1b1c39l2" />	๗. ... มีความดำริว่า ข้าพเจ้าพึงบอกคืนอุเทศ ...  
			<remark  id="s1b1c39l3" />	๘. ... มีความดำริว่า ข้าพเจ้าพึงบอกคืนพระอุปัชฌายะ ...  
			<remark  id="s1b1c39l4" />	๙. ... มีความดำริว่า ข้าพเจ้าพึงบอกคืนพระอาจารย์ ...  
			<remark  id="s1b1c39l5" />	๑๐. ... มีความดำริว่า ข้าพเจ้าพึงบอกคืนพระสัทธิวิหาริก ...  
			<remark  id="s1b1c39l6" />	๑๑. ... มีความดำริว่า ข้าพเจ้าพึงบอกคืนพระอันเตวาสิก ...  
			<remark  id="s1b1c39l7" />	๑๒. ... มีความดำริว่า ข้าพเจ้าพึงบอกคืนพระผู้ร่วมอุปัชฌายะ ...  
			<remark  id="s1b1c39l8" />	๑๓. ... มีความดำริว่า ข้าพเจ้าพึงบอกคืนพระผู้ร่วมอาจารย์ ...  
			<remark  id="s1b1c39l9" />	๑๔. ... มีความดำริว่า ข้าพเจ้าพึงบอกคืนพระเพื่อนพรหมจารี. ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้อย่าง  
			<remark  id="s1b1c39l10" />นี้ก็ชื่อว่าการทำความเป็นผู้ทุรพลให้แจ้ง และสิกขาไม่เป็นอันบอกคืน.  
			<remark  id="s1b1c39l11" />		กล่าวกำหนดภาวะด้วยคำปริกัป ว่า มีความดำริว่า [๘ บท]  
			<remark  id="s1b1c39l12" />	๑. ก็อีกประการหนึ่ง ภิกษุในธรรมวินัยนี้ กระสัน ไม่ยินยอม ใคร่จะเคลื่อนจากความ  
			<remark  id="s1b1c39l13" />สมณะ อึดอัด เบื่อหน่าย เกลียดชังความเป็นภิกษุ ปรารถนาความเป็นคฤหัสถ์ ปรารถนา  
			<remark  id="s1b1c39l14" />ความเป็นอุบาสก ปรารถนาความเป็นอารามิก ปรารถนาความเป็นสามเณร ปรารถนาความเป็น  
			<remark  id="s1b1c39l15" />เดียรถีย์ ปรารถนาความเป็นสาวกเดียรถีย์ ปรารถนาความเป็นผู้มิใช่สมณะ ปรารถนาความเป็น  
			<remark  id="s1b1c39l16" />ผู้มิใช่เชื้อสายพระศากยบุตร ย่อมกล่าวให้ผู้อื่นทราบว่า ข้าพเจ้ามีความดำริว่า ข้าพเจ้าพึงเป็น  
			<remark  id="s1b1c39l17" />คฤหัสถ์. ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้อย่างนี้ก็ชื่อว่าการทำความเป็นผู้ทุรพลให้แจ้ง และสิกขาไม่เป็นอัน  
			<remark  id="s1b1c39l18" />บอกคืน  
			<remark  id="s1b1c39l19" />	๒. ... ข้าพเจ้ามีความดำริว่า ข้าพเจ้าพึงเป็นอุบาสก ...  
			<remark  id="s1b1c39l20" />	๓. ... ข้าพเจ้ามีความดำริว่า ข้าพเจ้าพึงเป็นอารามิก ...  
			<remark  id="s1b1c39l21" />	๔. ... ข้าพเจ้ามีความดำริว่า ข้าพเจ้าพึงเป็นสามเณร ...  
			<remark  id="s1b1c39l22" />	๕. ... ข้าพเจ้ามีความดำริว่า ข้าพเจ้าพึงเป็นเดียรถีย์ ...  
			<remark  id="s1b1c39l23" />	๖. ... ข้าพเจ้ามีความดำริว่า ข้าพเจ้าพึงเป็นสาวกเดียรถีย์ ...  
			<remark  id="s1b1c39l24" />	๗. ... ข้าพเจ้ามีความดำริว่า ข้าพเจ้าพึงเป็นผู้มิใช่สมณะ ...  
			<remark  id="s1b1c39l25" />	๘. ... ข้าพเจ้ามีความดำริว่า ข้าพเจ้าพึงเป็นผู้มิใช่เชื้อสายพระศากยบุตร. ดูกรภิกษุ  
			<remark  id="s1b1c39l26" />ทั้งหลาย แม้อย่างนี้ก็ชื่อว่าการทำความเป็นผู้ทุรพลให้แจ้ง และสิกขาไม่เป็นอันบอกคืน. 
		</para>
	</section>
	<section id="s1b1c40" >
		<para id="s1b1c40p">
			<remark  id="s1b1c40l1" />					อ้างวัตถุที่รำลึก [๑๗ บท]  
			<remark  id="s1b1c40l2" />	๑. ก็อีกประการหนึ่ง ภิกษุในธรรมวินัยนี้ กระสัน ไม่ยินดี ใคร่จะเคลื่อนจากความ  
			<remark  id="s1b1c40l3" />เป็นสมณะ อึดอัด เบื่อหน่าย เกลียดชังความเป็นภิกษุ ปรารถนาความเป็นคฤหัสถ์ ปรารถนา  
			<remark  id="s1b1c40l4" />ความเป็นอุบาสก ปรารถนาความเป็นอารามิก ปรารถนาความเป็นสามเณร ปรารถนาความเป็น  
			<remark  id="s1b1c40l5" />เดียรถีย์ ปรารถนาความเป็นสาวกเดียรถีย์ ปรารถนาความเป็นผู้มิใช่สมณะ ปรารถนาความเป็น  
			<remark  id="s1b1c40l6" />ผู้มิใช่เชื้อสายพระศากยบุตร ย่อมกล่าวให้ผู้อื่นทราบว่า ข้าพเจ้าระลึกถึงมารดา. ดูกรภิกษุทั้งหลาย  
			<remark  id="s1b1c40l7" />แม้อย่างนี้ก็ชื่อว่าการทำความเป็นผู้ทุรพลให้แจ้ง และสิกขาไม่เป็นอันบอกคืน.  
			<remark  id="s1b1c40l8" />	๒. ... ข้าพเจ้าระลึกถึงบิดา ...  
			<remark  id="s1b1c40l9" />	๓. ... ข้าพเจ้าระลึกถึงพี่ชายน้องชาย ...  
			<remark  id="s1b1c40l10" />	๔. ... ข้าพเจ้าระลึกถึงพี่หญิงน้องหญิง ...  
			<remark  id="s1b1c40l11" />	๕. ... ข้าพเจ้าระลึกถึงบุตร ...  
			<remark  id="s1b1c40l12" />	๖. ... ข้าพเจ้าระลึกถึงธิดา ...  
			<remark  id="s1b1c40l13" />	๗. ... ข้าพเจ้าระลึกถึงภริยา ...  
			<remark  id="s1b1c40l14" />	๘. ... ข้าพเจ้าระลึกถึงหมู่ญาติ ...  
			<remark  id="s1b1c40l15" />	๙. ... ข้าพเจ้าระลึกถึงหมู่มิตร ...  
			<remark  id="s1b1c40l16" />	๑๐. ... ข้าพเจ้าระลึกถึงบ้าน ...  
			<remark  id="s1b1c40l17" />	๑๑. ... ข้าพเจ้าระลึกถึงนิคม ...  
			<remark  id="s1b1c40l18" />	๑๒. ... ข้าพเจ้าระลึกถึงนา ...  
			<remark  id="s1b1c40l19" />	๑๓. ... ข้าพเจ้าระลึกถึงสวน ...  
			<remark  id="s1b1c40l20" />	๑๔. ... ข้าพเจ้าระลึกถึงเงิน ...  
			<remark  id="s1b1c40l21" />	๑๕. ... ข้าพเจ้าระลึกถึงทอง ...  
			<remark  id="s1b1c40l22" />	๑๖. ... ข้าพเจ้าระลึกถึงศิลปะ ...  
			<remark  id="s1b1c40l23" />	๑๗. ... ข้าพเจ้าหวนรำลึกถึงการหัวเราะ การเจรจา การเล่นในครั้งก่อน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย  
			<remark  id="s1b1c40l24" />แม้อย่างนี้ก็ชื่อว่าการทำความเป็นผู้ทุรพลให้แจ้ง และสิกขาไม่เป็นอันบอกคืน.  
			<remark  id="s1b1c40l25" />					แสดงความห่วงใย [๙ บท]  
			<remark  id="s1b1c40l26" />	๑. ก็อีกประการหนึ่ง ภิกษุในธรรมวินัยนี้ กระสัน ไม่ยินดี ใคร่จะเคลื่อนจากความเป็น  
			<remark  id="s1b1c40l27" />สมณะ อึดอัด เบื่อหน่าย เกลียดชังความเป็นภิกษุ ปรารถนาความเป็นคฤหัสถ์ ปรารถนา-
		</para>
	</section>
	<section id="s1b1c41" >
		<para id="s1b1c41p">
			<remark  id="s1b1c41l1" />ความเป็นอุบาสก ปรารถนาความเป็นอารามิก ปรารถนาความเป็นสามเณร ปรารถนาความเป็น  
			<remark  id="s1b1c41l2" />เดียรถีย์ ปรารถนาความเป็นสาวกเดียรถีย์ ปรารถนาความเป็นผู้มิใช่สมณะ ปรารถนาความเป็น  
			<remark  id="s1b1c41l3" />ผู้มิใช่เชื้อสายพระศากยบุตร ย่อมกล่าวให้ผู้อื่นทราบว่า มารดาของข้าพเจ้ามี ข้าพเจ้าต้องเลี้ยงดู  
			<remark  id="s1b1c41l4" />ท่าน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้อย่างนี้ก็ชื่อว่าการทำความเป็นผู้ทุรพลให้แจ้ง และสิกขา ไม่เป็นอัน  
			<remark  id="s1b1c41l5" />บอกคืน.  
			<remark  id="s1b1c41l6" />	๒. ... บิดาของข้าพเจ้ามี ข้าพเจ้าต้องเลี้ยงดูท่าน ...  
			<remark  id="s1b1c41l7" />	๓. ... พี่ชายน้องชายของข้าพเจ้ามี ข้าพเจ้าต้องเลี้ยงดูเขา ...  
			<remark  id="s1b1c41l8" />	๔. ... พี่หญิงน้องหญิงของข้าพเจ้ามี ข้าพเจ้าต้องเลี้ยงดูเขา ...  
			<remark  id="s1b1c41l9" />	๕. ... บุตรของข้าพเจ้ามี ข้าพเจ้าต้องเลี้ยงดูเขา ...  
			<remark  id="s1b1c41l10" />	๖. ... ธิดาของข้าพเจ้ามี ข้าพเจ้าต้องเลี้ยงดูเขา ...  
			<remark  id="s1b1c41l11" />	๗. ... ภริยาของข้าพเจ้ามี ข้าพเจ้าต้องเลี้ยงดูเขา ...  
			<remark  id="s1b1c41l12" />	๘. ... หมู่ญาติของข้าพเจ้ามี ข้าพเจ้าต้องเลี้ยงดูเขา ...  
			<remark  id="s1b1c41l13" />	๙. ... หมู่มิตรของข้าพเจ้ามี ข้าพเจ้าต้องเลี้ยงดูเขา. ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้อย่างนี้ก็ชื่อว่า  
			<remark  id="s1b1c41l14" />การทำความเป็นผู้ทุรพลให้แจ้ง และสิกขาไม่เป็นอันบอกคืน.  
			<remark  id="s1b1c41l15" />					อ้างที่อยู่ที่อาศัย [๑๖ บท]  
			<remark  id="s1b1c41l16" />	๑. ก็อีกประการหนึ่ง ภิกษุในธรรมวินัยนี้ กระสัน ไม่ยินดี ใคร่จะเคลื่อนจากความ  
			<remark  id="s1b1c41l17" />เป็นสมณะ อึดอัด เบื่อหน่าย เกลียดชังความเป็นภิกษุ ปรารถนาความเป็นคฤหัสถ์ ปรารถนา  
			<remark  id="s1b1c41l18" />ความเป็นอุบาสก ปรารถนาความเป็นอารามิก ปรารถนาความเป็นสามเณร ปรารถนาความเป็น  
			<remark  id="s1b1c41l19" />เดียรถีย์ ปรารถนาความเป็นสาวกเดียรถีย์ ปรารถนาความเป็นผู้มิใช่สมณะ ปรารถนาความเป็น  
			<remark  id="s1b1c41l20" />ผู้มิใช่เชื้อสายพระศากยบุตร ย่อมกล่าวให้ผู้อื่นทราบว่า มารดาของข้าพเจ้ามี ท่านจักเลี้ยงดูข้าพเจ้า  
			<remark  id="s1b1c41l21" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้อย่างนี้ก็ชื่อว่าการทำความเป็นผู้ทุรพลให้แจ้ง และสิกขาไม่เป็นอันบอกคืน.  
			<remark  id="s1b1c41l22" />	๒. ... บิดาของข้าพเจ้ามี ท่านจักเลี้ยงดูข้าพเจ้า ...  
			<remark  id="s1b1c41l23" />	๓. ... พี่ชายน้องชายของข้าพเจ้ามี เขาจักเลี้ยงดูข้าพเจ้า ...  
			<remark  id="s1b1c41l24" />	๔. ... พี่หญิงน้องหญิงของข้าพเจ้ามี เขาจักเลี้ยงดูข้าพเจ้า ...  
			<remark  id="s1b1c41l25" />	๕. ... บุตรของข้าพเจ้ามี เขาจักเลี้ยงดูข้าพเจ้า ...
		</para>
	</section>
	<section id="s1b1c42" >
		<para id="s1b1c42p">
			<remark  id="s1b1c42l1" />	๖. ... ธิดาของข้าพเจ้ามี เขาจักเลี้ยงดูข้าพเจ้า ...  
			<remark  id="s1b1c42l2" />	๗. ... ภริยาของข้าพเจ้ามี เขาจักเลี้ยงดูข้าพเจ้า ...  
			<remark  id="s1b1c42l3" />	๘. ... หมู่ญาติของข้าพเจ้ามี พวกเขาจักเลี้ยงดูข้าพเจ้า ...  
			<remark  id="s1b1c42l4" />	๙. ... หมู่มิตรของข้าพเจ้ามี พวกเขาจักเลี้ยงดูข้าพเจ้า ...  
			<remark  id="s1b1c42l5" />	๑๐. ... บ้านของข้าพเจ้ามี ข้าพเจ้าจักเลี้ยงชีพได้แม้ด้วยบ้านนั้น ...  
			<remark  id="s1b1c42l6" />	๑๑. ... นิคมของข้าพเจ้ามี ข้าพเจ้าจักเลี้ยงชีพได้แม้ด้วยนิคมนั้น ...  
			<remark  id="s1b1c42l7" />	๑๒. ... นาของข้าพเจ้ามี ข้าพเจ้าจักเลี้ยงชีพได้แม้ด้วยนานั้น ...  
			<remark  id="s1b1c42l8" />	๑๓. ... สวนของข้าพเจ้ามี ข้าพเจ้าจักเลี้ยงชีพได้แม้ด้วยสวนนั้น ...  
			<remark  id="s1b1c42l9" />	๑๔. ... เงินของข้าพเจ้ามี ข้าพเจ้าจักเลี้ยงชีพได้แม้ด้วยเงินนั้น ...  
			<remark  id="s1b1c42l10" />	๑๕. ... ทองของข้าพเจ้ามี ข้าพเจ้าจักเลี้ยงชีพได้แม้ด้วยทองนั้น ...  
			<remark  id="s1b1c42l11" />	๑๖. ... ศิลปะของข้าพเจ้ามี ข้าพเจ้าจักเลี้ยงชีพได้แม้ด้วยศิลปะนั้น ...  
			<remark  id="s1b1c42l12" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้อย่างนี้ก็ชื่อว่าการทำความเป็นทุรพลให้แจ้ง และสิกขาไม่เป็นอันบอกคืน.  
			<remark  id="s1b1c42l13" />			อ้างว่าพรหมจรรย์ทำได้ยาก [๘ บท]  
			<remark  id="s1b1c42l14" />	๑. ก็อีกประการหนึ่ง ภิกษุในธรรมวินัยนี้ กระสัน ไม่ยินดี ใคร่จะเคลื่อนจากความ  
			<remark  id="s1b1c42l15" />เป็นสมณะ อึดอัด เบื่อหน่าย เกลียดชังความเป็นภิกษุ ปรารถนาความเป็นคฤหัสถ์ ปรารถนา  
			<remark  id="s1b1c42l16" />ความเป็นอุบาสก ปรารถนาความเป็นอารามิก ปรารถนาความเป็นสามเณร ปรารถนาความเป็น  
			<remark  id="s1b1c42l17" />เดียรถีย์ ปรารถนาความเป็นสาวกเดียรถีย์ ปรารถนาความเป็นผู้มิใช่สมณะ ปรารถนาความเป็น  
			<remark  id="s1b1c42l18" />ผู้มิใช่เชื้อสายพระศากยบุตร ย่อมกล่าวให้ผู้อื่นทราบว่า พรหมจรรย์ทำได้ยาก. ดูกรภิกษุทั้งหลาย  
			<remark  id="s1b1c42l19" />แม้อย่างนี้ก็ชื่อว่าการทำความเป็นผู้ทุรพลให้แจ้ง และสิกขาไม่เป็นอันบอกคืน.  
			<remark  id="s1b1c42l20" />	๒. ... พรหมจรรย์ทำไม่ได้ง่าย ...  
			<remark  id="s1b1c42l21" />	๓. ... พรหมจรรย์ประพฤติได้ยาก ...  
			<remark  id="s1b1c42l22" />	๔. ... พรหมจรรย์ประพฤติไม่ได้ง่าย ...  
			<remark  id="s1b1c42l23" />	๕. ... ข้าพเจ้าไม่อาจ ...  
			<remark  id="s1b1c42l24" />	๖. ... ข้าพเจ้าไม่สามารถ ...  
			<remark  id="s1b1c42l25" />	๗. ... ข้าพเจ้าไม่ยินดี ...  
			<remark  id="s1b1c42l26" />	๘. ... ข้าพเจ้าไม่ยินดียิ่ง. ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้อย่างนี้ก็ชื่อว่าการทำความเป็นผู้ทุรพล  
			<remark  id="s1b1c42l27" />ให้แจ้ง และสิกขาไม่เป็นอันบอกคืน.  
			<remark  id="s1b1c42l28" />			รวมลักษณะสิกขาที่ไม่เป็นอันบอกคืน ๑๖๐ บาท
		</para>
	</section>
	<section id="s1b1c43" >
		<para id="s1b1c43p">
			<remark  id="s1b1c43l1" />			ลักษณะสิกขาที่เป็นอันบอกคืน [๗๘ บท]  
			<remark  id="s1b1c43l2" />			กล่าวบอกคืนด้วยคำเป็นปัจจุบัน [๑๔ บท]  
			<remark  id="s1b1c43l3" />	[๓๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็การทำความเป็นผู้ทุรพลให้แจ้ง และสิกขาก็เป็นอันบอกคืน  
			<remark  id="s1b1c43l4" />เป็นอย่างไร?  
			<remark  id="s1b1c43l5" />	๑. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ กระสัน ไม่ยินดี ใคร่จะเคลื่อนจากความ  
			<remark  id="s1b1c43l6" />เป็นสมณะ อึดอัด เบื่อหน่าย เกลียดชังความเป็นภิกษุ ปรารถนาความเป็นคฤหัสถ์ ปรารถนา  
			<remark  id="s1b1c43l7" />ความเป็นอุบาสก ปรารถนาความเป็นอารามิก ปรารถนาความเป็นสามเณร ปรารถนาความเป็น  
			<remark  id="s1b1c43l8" />เดียรถีย์ ปรารถนาความเป็นสาวกเดียรถีย์ ปรารถนาความเป็นผู้มิใช่สมณะ ปรารถนาความเป็น  
			<remark  id="s1b1c43l9" />ผู้มิใช่เชื้อสายพระศากยบุตร ย่อมกล่าวให้ผู้อื่นทราบว่า ข้าพเจ้าบอกคืนพระพุทธเจ้า. ดูกรภิกษุ  
			<remark  id="s1b1c43l10" />ทั้งหลาย แม้อย่างนี้ชื่อว่าการทำความเป็นผู้ทุรพลให้แจ้ง และสิกขาก็เป็นอันบอกคืน.  
			<remark  id="s1b1c43l11" />	๒. ... ข้าพเจ้าบอกคืนพระธรรม ...  
			<remark  id="s1b1c43l12" />	๓. ... ข้าพเจ้าบอกคืนพระสงฆ์ ...  
			<remark  id="s1b1c43l13" />	๔. ... ข้าพเจ้าบอกคืนสิกขา ...  
			<remark  id="s1b1c43l14" />	๕. ... ข้าพเจ้าบอกคืนวินัย ...  
			<remark  id="s1b1c43l15" />	๖. ... ข้าพเจ้าบอกคืนปาติโมกข์ ...  
			<remark  id="s1b1c43l16" />	๗. ... ข้าพเจ้าบอกคืนอุเทศ ...  
			<remark  id="s1b1c43l17" />	๘. ... ข้าพเจ้าบอกคืนพระอุปัชฌายะ ...  
			<remark  id="s1b1c43l18" />	๙. ... ข้าพเจ้าบอกคืนพระอาจารย์ ...  
			<remark  id="s1b1c43l19" />	๑๐. ... ข้าพเจ้าบอกคืนพระสัทธิวิหาริก ...  
			<remark  id="s1b1c43l20" />	๑๑. ... ข้าพเจ้าบอกคืนพระอันเตวาสิก ...  
			<remark  id="s1b1c43l21" />	๑๒. ... ข้าพเจ้าบอกคืนพระผู้ร่วมอุปัชฌายะ ...  
			<remark  id="s1b1c43l22" />	๑๓. ... ข้าพเจ้าบอกคืนพระผู้ร่วมอาจารย์ ...  
			<remark  id="s1b1c43l23" />	๑๔. ... ข้าพเจ้าบอกคืนพระเพื่อนพรหมจารี. ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้อย่างนี้ก็ชื่อว่าการทำ  
			<remark  id="s1b1c43l24" />ความเป็นผู้ทุรพลให้แจ้ง และสิกขาก็เป็นอันบอกคืน. 
		</para>
	</section>
	<section id="s1b1c44" >
		<para id="s1b1c44p">
			<remark  id="s1b1c44l1" />			กล่าวกำหนดภาวะด้วยคำเป็นปัจจุบัน [๘ บท]  
			<remark  id="s1b1c44l2" />	๑. อีกประการหนึ่ง ภิกษุในธรรมวินัยนี้ กระสัน ไม่ยินดี ใคร่จะเคลื่อนจากความ  
			<remark  id="s1b1c44l3" />เป็นสมณะ อึดอัด เบื่อหน่าย เกลียดชังความเป็นภิกษุ ปรารถนาความเป็นคฤหัสถ์ ปรารถนา  
			<remark  id="s1b1c44l4" />ความเป็นอุบาสก ปรารถนาความเป็นอารามิก ปรารถนาความเป็นสามเณร ปรารถนาความเป็น  
			<remark  id="s1b1c44l5" />เดียรถีย์ ปรารถนาความเป็นสาวกเดียรถีย์ ปรารถนาความเป็นผู้มิใช่สมณะ ปรารถนาความเป็นผู้  
			<remark  id="s1b1c44l6" />มิใช่เชื้อสายพระศากยบุตร ย่อมกล่าวให้ผู้อื่นทราบว่า ขอท่านจงจำข้าพเจ้าไว้ว่าเป็นคฤหัสถ์.  
			<remark  id="s1b1c44l7" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้อย่างนี้ก็ชื่อว่าการทำความเป็นผู้ทุรพลให้แจ้ง และสิกขาก็เป็นอันบอกคืน.  
			<remark  id="s1b1c44l8" />	๒. ... ขอท่านจงจำข้าพเจ้าไว้ว่าเป็นอุบาสก ...  
			<remark  id="s1b1c44l9" />	๓. ... ขอท่านจงจำข้าพเจ้าไว้ว่าเป็นอารามิก ...  
			<remark  id="s1b1c44l10" />	๔. ... ขอท่านจงจำข้าพเจ้าไว้ว่าเป็นสามเณร ...  
			<remark  id="s1b1c44l11" />	๕. ... ขอท่านจงจำข้าพเจ้าไว้ว่าเป็นเดียรถีย์ ...  
			<remark  id="s1b1c44l12" />	๖. ... ขอท่านจงจำข้าพเจ้าไว้ว่าเป็นสาวกเดียรถีย์ ...  
			<remark  id="s1b1c44l13" />	๗. ... ขอท่านจงจำข้าพเจ้าไว้ว่าเป็นผู้มิใช่สมณะ ...  
			<remark  id="s1b1c44l14" />	๘. ... ขอท่านจงจำข้าพเจ้าไว้ว่าเป็นผู้มิใช่เชื้อสายพระศากยบุตร. ดูกรภิกษุทั้งหลาย  
			<remark  id="s1b1c44l15" />แม้อย่างนี้ ก็ชื่อว่าการทำความเป็นผู้ทุรพลให้แจ้ง และสิกขาก็เป็นอันบอกคืน.  
			<remark  id="s1b1c44l16" />		กล่าวบอกคืนด้วยคำเป็นปัจจุบันว่าไม่เกี่ยวข้อง [๑๔ บท]  
			<remark  id="s1b1c44l17" />	๑. ก็อีกประการหนึ่ง ภิกษุในธรรมวินัยนี้ กระสัน ไม่ยินดี ใคร่จะเคลื่อนจากความ  
			<remark  id="s1b1c44l18" />เป็นสมณะ อึดอัด เบื่อหน่าย เกลียดชังความเป็นภิกษุ ปรารถนาความเป็นคฤหัสถ์ ปรารถนา  
			<remark  id="s1b1c44l19" />ความเป็นอุบาสก ปรารถนาความเป็นอารามิก ปรารถนาความเป็นสามเณร ปรารถนาความเป็น  
			<remark  id="s1b1c44l20" />เดียรถีย์ ปรารถนาความเป็นสาวกเดียรถีย์ ปรารถนาความเป็นผู้มิใช่สมณะ ปรารถนาความเป็น  
			<remark  id="s1b1c44l21" />ผู้มิใช่เชื้อสายพระศากยบุตร ย่อมกล่าวให้ผู้อื่นทราบว่า ข้าพเจ้าไม่เกี่ยวข้องด้วยพระพุทธเจ้า  
			<remark  id="s1b1c44l22" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้อย่างนี้ ก็ชื่อว่าการทำความเป็นผู้ทุรพลให้แจ้ง และสิกขาก็เป็นอันบอกคืน.  
			<remark  id="s1b1c44l23" />	๒. ... ข้าพเจ้าไม่เกี่ยวข้องด้วยพระธรรม ...  
			<remark  id="s1b1c44l24" />	๓. ... ข้าพเจ้าไม่เกี่ยวข้องด้วยพระสงฆ์ ...  
			<remark  id="s1b1c44l25" />	๔. ... ข้าพเจ้าไม่เกี่ยวข้องด้วยสิกขา ...  
			<remark  id="s1b1c44l26" />	๕. ... ข้าพเจ้าไม่เกี่ยวข้องด้วยวินัย ... 
		</para>
	</section>
	<section id="s1b1c45" >
		<para id="s1b1c45p">
			<remark  id="s1b1c45l1" />	๖. ... ข้าพเจ้าไม่เกี่ยวข้องด้วยปาติโมกข์ ...  
			<remark  id="s1b1c45l2" />	๗. ... ข้าพเจ้าไม่เกี่ยวข้องด้วยอุเทศ ...  
			<remark  id="s1b1c45l3" />	๘. ... ข้าพเจ้าไม่เกี่ยวข้องด้วยพระอุปัชฌายะ ...  
			<remark  id="s1b1c45l4" />	๙. ... ข้าพเจ้าไม่เกี่ยวข้องด้วยพระอาจารย์ ...  
			<remark  id="s1b1c45l5" />	๑๐. ... ข้าพเจ้าไม่เกี่ยวข้องด้วยพระสัทธิวิหาริก ...  
			<remark  id="s1b1c45l6" />	๑๑. ... ข้าพเจ้าไม่เกี่ยวข้องด้วยพระอันเตวาสิก ...  
			<remark  id="s1b1c45l7" />	๑๒. ... ข้าพเจ้าไม่เกี่ยวข้องด้วยพระผู้ร่วมอุปัชฌายะ ...  
			<remark  id="s1b1c45l8" />	๑๓. ... ข้าพเจ้าไม่เกี่ยวข้องด้วยพระผู้ร่วมอาจารย์ ...  
			<remark  id="s1b1c45l9" />	๑๔. ... ข้าพเจ้าไม่เกี่ยวข้องด้วยพระเพื่อนพรหมจารี. ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้อย่างนี้ก็ชื่อว่า  
			<remark  id="s1b1c45l10" />การทำความเป็นผู้ทุรพลให้แจ้ง และสิกขาก็เป็นอันบอกคืน.  
			<remark  id="s1b1c45l11" />		กล่าวบอกคืนด้วยคำว่าจะต้องการอะไร [๑๔ บท]  
			<remark  id="s1b1c45l12" />	๑. ก็อีกประการหนึ่ง ภิกษุในธรรมวินัยนี้ กระสัน ไม่ยินดี ใคร่จะเคลื่อนจากความ  
			<remark  id="s1b1c45l13" />เป็นสมณะ อึดอัด เบื่อหน่าย เกลียดชังความเป็นภิกษุ ปรารถนาความเป็นคฤหัสถ์ ปรารถนา  
			<remark  id="s1b1c45l14" />ความเป็นอุบาสก ปรารถนาความเป็นอารามิก ปรารถนาความเป็นสามเณร ปรารถนาความเป็น  
			<remark  id="s1b1c45l15" />เดียรถีย์ ปรารถนาความเป็นสาวกเดียรถีย์ ปรารถนาความเป็นผู้มิใช่สมณะ ปรารถนาความเป็น  
			<remark  id="s1b1c45l16" />ผู้มิใช่เชื้อสายพระศากยบุตร ย่อมกล่าวให้ผู้อื่นทราบว่า ข้าพเจ้าจะต้องการอะไรด้วยพระพุทธเจ้า.  
			<remark  id="s1b1c45l17" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้อย่างนี้ก็ชื่อว่าการทำความเป็นผู้ทุรพลให้แจ้ง และสิกขาก็เป็นอันบอกคืน.  
			<remark  id="s1b1c45l18" />	๒. ... ข้าพเจ้าจะต้องการอะไรด้วยพระธรรม ...  
			<remark  id="s1b1c45l19" />	๓. ... ข้าพเจ้าจะต้องการอะไรด้วยพระสงฆ์ ...  
			<remark  id="s1b1c45l20" />	๔. ... ข้าพเจ้าจะต้องการอะไรด้วยสิกขา ...  
			<remark  id="s1b1c45l21" />	๕. ... ข้าพเจ้าจะต้องการอะไรด้วยวินัย ...  
			<remark  id="s1b1c45l22" />	๖. ... ข้าพเจ้าจะต้องการอะไรด้วยปาติโมกข์ ...  
			<remark  id="s1b1c45l23" />	๗. ... ข้าพเจ้าจะต้องการอะไรด้วยอุเทศ ...  
			<remark  id="s1b1c45l24" />	๘. ... ข้าพเจ้าจะต้องการอะไรด้วยพระอุปัชฌายะ ...  
			<remark  id="s1b1c45l25" />	๙. ... ข้าพเจ้าจะต้องการอะไรด้วยพระอาจารย์ ...  
			<remark  id="s1b1c45l26" />	๑๐. ... ข้าพเจ้าจะต้องการอะไรด้วยพระสัทธิวิหาริก ... 
		</para>
	</section>
	<section id="s1b1c46" >
		<para id="s1b1c46p">
			<remark  id="s1b1c46l1" />	๑๑. ... ข้าพเจ้าจะต้องการอะไรด้วยพระอันเตวาสิก ...  
			<remark  id="s1b1c46l2" />	๑๒. ... ข้าพเจ้าจะต้องการอะไรด้วยพระผู้ร่วมอุปัชฌายะ ...  
			<remark  id="s1b1c46l3" />	๑๓. ... ข้าพเจ้าจะต้องการอะไรด้วยพระผู้ร่วมอาจารย์ ...  
			<remark  id="s1b1c46l4" />	๑๔. ... ข้าพเจ้าจะต้องการอะไรด้วยพระเพื่อนพรหมจารี. ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้อย่างนี้ก็  
			<remark  id="s1b1c46l5" />ชื่อว่าการทำความเป็นผู้ทุรพลให้แจ้ง และสิกขาก็เป็นอันบอกคืน.  
			<remark  id="s1b1c46l6" />			กล่าวบอกคืนด้วยคำว่า ไม่ต้องการ [๑๔ บท]  
			<remark  id="s1b1c46l7" />	๑. ก็อีกประการหนึ่ง ภิกษุในธรรมวินัยนี้ กระสัน ไม่ยินดี ใคร่จะเคลื่อนจากความ  
			<remark  id="s1b1c46l8" />เป็นสมณะ อึดอัด เบื่อหน่าย เกลียดชังความเป็นภิกษุ ปรารถนาความเป็นคฤหัสถ์ ปรารถนา  
			<remark  id="s1b1c46l9" />ความเป็นอุบาสก ปรารถนาความเป็นอารามิก ปรารถนาความเป็นสามเณร ปรารถนาความเป็น  
			<remark  id="s1b1c46l10" />เดียรถีย์ ปรารถนาความเป็นสาวกเดียรถีย์ ปรารถนาความเป็นผู้มิใช่สมณะ ปรารถนาความเป็น  
			<remark  id="s1b1c46l11" />ผู้มิใช่เชื้อสายพระศากยบุตร ย่อมกล่าวให้ผู้อื่นทราบว่า ข้าพเจ้าไม่ต้องการด้วยพระพุทธเจ้า.  
			<remark  id="s1b1c46l12" />ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้อย่างนี้ก็ชื่อว่าการทำความเป็นผู้ทุรพลให้แจ้ง และสิกขาก็เป็นอันบอกคืน.  
			<remark  id="s1b1c46l13" />	๒. ... ข้าพเจ้าไม่ต้องการด้วยพระธรรม ...  
			<remark  id="s1b1c46l14" />	๓. ... ข้าพเจ้าไม่ต้องการด้วยพระสงฆ์ ...  
			<remark  id="s1b1c46l15" />	๔. ... ข้าพเจ้าไม่ต้องการด้วยสิกขา ...  
			<remark  id="s1b1c46l16" />	๕. ... ข้าพเจ้าไม่ต้องการด้วยวินัย ...  
			<remark  id="s1b1c46l17" />	๖. ... ข้าพเจ้าไม่ต้องการด้วยปาติโมกข์ ...  
			<remark  id="s1b1c46l18" />	๗. ... ข้าพเจ้าไม่ต้องการด้วยอุเทศ ...  
			<remark  id="s1b1c46l19" />	๘. ... ข้าพเจ้าไม่ต้องการด้วยพระอุปัชฌายะ ...  
			<remark  id="s1b1c46l20" />	๙. ... ข้าพเจ้าไม่ต้องการด้วยพระอาจารย์ ...  
			<remark  id="s1b1c46l21" />	๑๐. ... ข้าพเจ้าไม่ต้องการด้วยพระสิทธิวิหาริก ...  
			<remark  id="s1b1c46l22" />	๑๑. ... ข้าพเจ้าไม่ต้องการด้วยพระอันเตวาสิก ...  
			<remark  id="s1b1c46l23" />	๑๒. ... ข้าพเจ้าไม่ต้องการด้วยพระผู้ร่วมอุปัชฌายะ ...  
			<remark  id="s1b1c46l24" />	๑๓. ... ข้าพเจ้าไม่ต้องการด้วยพระผู้ร่วมอาจารย์ ...  
			<remark  id="s1b1c46l25" />	๑๔. ... ข้าพเจ้าไม่ต้องการด้วยพระเพื่อนพรหมจารี. ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้อย่างนี้ก็ชื่อว่า  
			<remark  id="s1b1c46l26" />การทำความเป็นผู้ทุรพลให้แจ้ง และสิกขาก็เป็นอันบอกคืน. 
		</para>
	</section>
	<section id="s1b1c47" >
		<para id="s1b1c47p">
			<remark  id="s1b1c47l1" />			กล่าวบอกคืนด้วยคำว่า พ้นดีแล้ว [๑๔ บท]  
			<remark  id="s1b1c47l2" />	๑. ก็อีกประการหนึ่ง ภิกษุในธรรมวินัยนี้ กระสัน ไม่ยินดี ใคร่จะเคลื่อนจากความ  
			<remark  id="s1b1c47l3" />เป็นสมณะ อึดอัด เบื่อหน่าย เกลียดชังความเป็นภิกษุ ปรารถนาความเป็นคฤหัสถ์ ปรารถนา  
			<remark  id="s1b1c47l4" />ความเป็นอุบาสก ปรารถนาความเป็นอารามิก ปรารถนาความเป็นสามเณร ปรารถนาความเป็น  
			<remark  id="s1b1c47l5" />เดียรถีย์ ปรารถนาความเป็นสาวกเดียรถีย์ ปรารถนาความเป็นผู้มิใช่สมณะ ปรารถนาความเป็นผู้  
			<remark  id="s1b1c47l6" />มิใช่สมณะ ปรารถนาความเป็นผู้มิใช่เชื้อสายพระศากยบุตร ย่อมกล่าวให้ผู้อื่นทราบว่า ข้าพเจ้า  
			<remark  id="s1b1c47l7" />พ้นดีแล้วจากพระพุทธเจ้า. ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้อย่างนี้ก็ชื่อว่าการทำความเป็นผู้ทุรพลให้แจ้ง  
			<remark  id="s1b1c47l8" />และสิกขาก็เป็นอันบอกคืน.  
			<remark  id="s1b1c47l9" />	๒. ... ข้าพเจ้าพ้นดีแล้วจากพระธรรม ...  
			<remark  id="s1b1c47l10" />	๓. ... ข้าพเจ้าพ้นดีแล้วจากพระสงฆ์ ...  
			<remark  id="s1b1c47l11" />	๔. ... ข้าพเจ้าพ้นดีแล้วจากสิกขา ...  
			<remark  id="s1b1c47l12" />	๕. ... ข้าพเจ้าพ้นดีแล้วจากวินัย ...  
			<remark  id="s1b1c47l13" />	๖. ... ข้าพเจ้าพ้นดีแล้วจากปาติโมกข์ ...  
			<remark  id="s1b1c47l14" />	๗. ... ข้าพเจ้าพ้นดีแล้วจากอุเทศ ...  
			<remark  id="s1b1c47l15" />	๘. ... ข้าพเจ้าพ้นดีแล้วจากพระอุปัชฌายะ ...  
			<remark  id="s1b1c47l16" />	๙. ... ข้าพเจ้าพ้นดีแล้วจากพระอาจารย์ ...  
			<remark  id="s1b1c47l17" />	๑๐. ... ข้าพเจ้าพ้นดีแล้วจากพระสัทธิวิหาริก ...  
			<remark  id="s1b1c47l18" />	๑๑. ... ข้าพเจ้าพ้นดีแล้วจากพระอันเตวาสิก ...  
			<remark  id="s1b1c47l19" />	๑๒. ... ข้าพเจ้าพ้นดีแล้วจากพระผู้ร่วมอุปัชฌายะ ...  
			<remark  id="s1b1c47l20" />	๑๓. ... ข้าพเจ้าพ้นดีแล้วจากพระผู้ร่วมอาจารย์ ...  
			<remark  id="s1b1c47l21" />	๑๔. ... ข้าพเจ้าพ้นดีแล้วจากพระเพื่อนพรหมจารี. ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้อย่างนี้ก็ชื่อว่า  
			<remark  id="s1b1c47l22" />การทำความเป็นผู้ทุรพลให้แจ้ง และสิกขาก็เป็นอันบอกคืน.  
			<remark  id="s1b1c47l23" />			รวมลักษณะสิกขาที่เป็นอันบอกคืน ๗๘ บท  
			<remark  id="s1b1c47l24" />					ไวพจน์แห่งพระพุทธเจ้าเป็นต้น  
			<remark  id="s1b1c47l25" />	ก็อีกอย่างหนึ่ง ไวพจน์แห่งพระพุทธเจ้าก็ดี ไวพจน์แห่งพระธรรมก็ดี ไวพจน์แห่ง  
			<remark  id="s1b1c47l26" />พระสงฆ์ก็ดี ไวพจน์แห่งสิกขาก็ดี ไวพจน์แห่งวินัยก็ดี ไวพจน์แห่งปาติโมกข์ก็ดี ไวพจน์แห่ง  
			<remark  id="s1b1c47l27" />อุเทศก็ดี ไวพจน์แห่งพระอุปัชฌายะก็ดี ไวพจน์แห่งพระอาจารย์ก็ดี ไวพจน์แห่งพระสัทธิวิหาริก
		</para>
	</section>
	<section id="s1b1c48" >
		<para id="s1b1c48p">
			<remark  id="s1b1c48l1" />ก็ดี ไวพจน์แห่งพระอันเตวาสิกก็ดี ไวพจน์แห่งพระผู้ร่วมอุปัชฌายะก็ดี ไวพจน์แห่งพระผู้ร่วม  
			<remark  id="s1b1c48l2" />อาจารย์ก็ดี ไวพจน์แห่งพระเพื่อนพรหมจารีก็ดี ไวพจน์แห่งคฤหัสถ์ก็ดี ไวพจน์แห่งอุบาสกก็ดี  
			<remark  id="s1b1c48l3" />ไวพจน์แห่งอารามิกก็ดี ไวพจน์แห่งสามเณรก็ดี ไวพจน์แห่งเดียรถีย์ก็ดี ไวพจน์แห่งสาวก-  
			<remark  id="s1b1c48l4" />เดียรถีย์ก็ดี ไวพจน์แห่งบุคคลผู้มิใช่สมณะก็ดี ไวพจน์แห่งบุคคลผู้มิใช่เชื้อสายพระศากยบุตรก็ดี  
			<remark  id="s1b1c48l5" />แม้อย่างอื่นใด มีอยู่ ภิกษุย่อมกล่าวให้ผู้อื่นทราบด้วยไวพจน์เหล่านั้น อันเป็นอาการ เป็นลักษณะ  
			<remark  id="s1b1c48l6" />เป็นนิมิต. ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้อย่างนี้ก็ชื่อว่าการทำความเป็นผู้ทุรพลให้แจ้ง และสิกขาก็เป็น  
			<remark  id="s1b1c48l7" />อันบอกคืน.  
			<remark  id="s1b1c48l8" />					ลักษณะสิกขาที่ไม่เป็นอันบอกคืน  
			<remark  id="s1b1c48l9" />	[๓๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สิกขาไม่เป็นอันบอกคืนเป็นอย่างไร?  
			<remark  id="s1b1c48l10" />	ดูกรภิกษุทั้งหลาย สิกขา ย่อมเป็นอันภิกษุในธรรมวินัยนี้ บอกคืนด้วยไวพจน์เหล่าใด  
			<remark  id="s1b1c48l11" />อันเป็นอาการ เป็นเพศ เป็นนิมิต ภิกษุวิกลจริต บอกคืนสิกขาด้วยไวพจน์เหล่านั้น อันเป็น  
			<remark  id="s1b1c48l12" />อาการ เป็นเพศ เป็นนิมิต สิกขาย่อมไม่เป็นอันบอกคืน.  
			<remark  id="s1b1c48l13" />	ภิกษุบอกคืนสิกขาในสำนักภิกษุวิกลจริต สิกขาย่อมไม่เป็นอันบอกคืน  
			<remark  id="s1b1c48l14" />	ภิกษุมีจิตฟุ้งซ่าน บอกคืนสิกขา สิกขาย่อมไม่เป็นอันบอกคืน  
			<remark  id="s1b1c48l15" />	ภิกษุบอกคืนสิกขา ในสำนักภิกษุผู้มีจิตฟุ้งซ่าน สิกขาย่อมไม่เป็นอันบอกคืน  
			<remark  id="s1b1c48l16" />	ภิกษุผู้กระสับกระส่ายเพราะเวทนา บอกคืนสิกขา สิกขาย่อมไม่เป็นอันบอกคืน  
			<remark  id="s1b1c48l17" />	ภิกษุบอกคืนสิกขา ในสำนักภิกษุผู้กระสับกระส่ายเพราะเวทนา สิกขาย่อมไม่เป็นอัน  
			<remark  id="s1b1c48l18" />บอกคืน  
			<remark  id="s1b1c48l19" />	ภิกษุบอกคืนสิกขาในสำนักสัตว์ดิรัจฉาน สิกขาย่อมไม่เป็นอันบอกคืน  
			<remark  id="s1b1c48l20" />	ภิกษุบอกคืนสิกขาในสำนักแห่งชนชาติมิลักขะ ด้วยภาษาชนชาติอริยกะ ถ้าเขาไม่เข้าใจ  
			<remark  id="s1b1c48l21" />สิกขาย่อมไม่เป็นอันบอกคืน
		</para>
	</section>
	<section id="s1b1c49" >
		<para id="s1b1c49p">
			<remark  id="s1b1c49l1" />	ภิกษุบอกคืนสิกขาในสำนักแห่งชนชาติอริยกะ ด้วยภาษาชนชาติมิลักขะ ถ้าเขาไม่เข้าใจ  
			<remark  id="s1b1c49l2" />สิกขาย่อมไม่เป็นอันบอกคืน  
			<remark  id="s1b1c49l3" />	ภิกษุบอกคืนสิกขาในสำนักแห่งชนชาติอริยกะ ด้วยภาษาชนชาติอริยกะ ถ้าเขาไม่เข้าใจ  
			<remark  id="s1b1c49l4" />สิกขาย่อมไม่เป็นอันบอกคืน  
			<remark  id="s1b1c49l5" />	ภิกษุบอกคืนสิกขาในสำนักแห่งชนชาติมิลักขะ ด้วยภาษาชนชาติมิลักขะ ถ้าเขาไม่เข้าใจ  
			<remark  id="s1b1c49l6" />สิกขาย่อมไม่เป็นอันบอกคืน  
			<remark  id="s1b1c49l7" />	ภิกษุบอกคืนสิกขา โดยกล่าวเล่น สิกขาย่อมไม่เป็นอันบอกคืน  
			<remark  id="s1b1c49l8" />	ภิกษุบอกคืนสิกขา โดยกล่าวพลาด สิกขาย่อมไม่เป็นอันบอกคืน  
			<remark  id="s1b1c49l9" />	ภิกษุไม่ประสงค์จะประกาศ แต่เปล่งเสียงให้ได้ยิน สิกขาย่อมไม่เป็นอันบอกคืน  
			<remark  id="s1b1c49l10" />	ภิกษุประสงค์จะประกาศ แต่ไม่เปล่งเสียงให้ได้ยิน สิกขาย่อมไม่เป็นอันบอกคืน  
			<remark  id="s1b1c49l11" />	ภิกษุประกาศแก่ผู้ไม่เข้าใจความ สิกขาย่อมไม่เป็นอันบอกคืน  
			<remark  id="s1b1c49l12" />	ภิกษุไม่ประกาศแก่ผู้เข้าใจความ สิกขาย่อมไม่เป็นอันบอกคืน  
			<remark  id="s1b1c49l13" />	ก็หรือภิกษุไม่ประกาศโดยประการทั้งปวง สิกขาย่อมไม่เป็นอันบอกคืน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย  
			<remark  id="s1b1c49l14" />สิกขาย่อมไม่เป็นอันบอกคืนด้วยเหตุอย่างนี้แล.  
			<remark  id="s1b1c49l15" />					สิกขาบทวิภังค์  
			<remark  id="s1b1c49l16" />	[๓๓] ที่ชื่อว่า เมถุนธรรม มีอธิบายว่า ธรรมของอสัตบุรุษ ประเพณีของชาวบ้าน  
			<remark  id="s1b1c49l17" />มรรยาทของคนชั้นต่ำ ธรรมอันชั่วหยาบ ธรรมอันมีน้ำเป็นที่สุด กิจที่ควรซ่อนเร้น ธรรมอันคน  
			<remark  id="s1b1c49l18" />เป็นคู่ๆ พึงประพฤติร่วมกัน นี้ชื่อว่า เมถุนธรรม.  
			<remark  id="s1b1c49l19" />	[๓๔] ที่ชื่อว่า เสพ ความว่า ภิกษุใดสอดนิมิตเข้าไปทางนิมิต สอดองค์กำเนิดเข้า  
			<remark  id="s1b1c49l20" />ไปทางองค์กำเนิด โดยที่สุดแม้ชั่วเมล็ดงา ภิกษุนั้นชื่อว่า เสพ.  
			<remark  id="s1b1c49l21" />	[๓๕] คำว่า โดยที่สุดแม้ในสัตว์ดิรัจฉานตัวเมีย ความว่า ภิกษุเสพเมถุนธรรม แม้  
			<remark  id="s1b1c49l22" />ในสัตว์ดิรัจฉานตัวเมีย ย่อมไม่เป็นสมณะ ไม่เป็นเชื้อสายศากยบุตร จะกล่าวไปไยในหญิงมนุษย์  
			<remark  id="s1b1c49l23" />เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า โดยที่สุดแม้ในสัตว์ดิรัจฉานตัวเมีย.  
			<remark  id="s1b1c49l24" />	[๓๖] คำว่า เป็นปาราชิก ความว่า บุรุษถูกตัดศีรษะแล้ว ไม่อาจมีสรีระคุมกันนั้นเป็น  
			<remark  id="s1b1c49l25" />อยู่ ชื่อแม้ฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้นเหมือนกัน เสพเมถุนธรรมแล้วย่อมไม่เป็นสมณะ ไม่เป็นเชื้อ  
			<remark  id="s1b1c49l26" />สายพระศากยบุตร เพราะเหตุนั้น จึงตรัสว่า เป็นปาราชิก.  
			<remark  id="s1b1c49l27" />	[๓๗] บทว่า หาสังวาสมิได้ ความว่า ที่ชื่อว่า สังวาส ได้แก่กรรมที่พึงทำร่วมกัน  
			<remark  id="s1b1c49l28" />อุเทศที่พึงสวดร่วมกัน ความเป็นผู้มีสิกขาเสมอกัน นี้ชื่อว่าสังวาส สังวาสนั้นไม่มีร่วมกับภิกษุ  
			<remark  id="s1b1c49l29" />นั้น เพราะเหตุนั้น จึงตรัสว่า หาสังวาสมิได้. 
		</para>
	</section>
	<section id="s1b1c50" >
		<para id="s1b1c50p">
			<remark  id="s1b1c50l1" />				บทภาชนีย์ มรรคภาณวาร  
			<remark  id="s1b1c50l2" />	[๓๘] หญิง ๓ จำพวก คือ มนุษย์ผู้หญิง ๑ อมนุษย์ผู้หญิง ๑ สัตว์ดิรัจฉานตัวเมีย ๑  
			<remark  id="s1b1c50l3" />	อุภโตพยัญชนก ๓ จำพวก คือ มนุษย์อุภโตพยัญชนก ๑ อมนุษย์อุภโตพยัญชนก ๑  
			<remark  id="s1b1c50l4" />สัตว์ดิรัจฉานอุภโตพยัญชนก ๑  
			<remark  id="s1b1c50l5" />	บัณเฑาะก์ ๓ จำพวก คือ มนุษย์บัณเฑาะก์ ๑ อมนุษย์บัณเฑาะก์ ๑ สัตว์ดิรัจฉาน-  
			<remark  id="s1b1c50l6" />บัณเฑาะก์ ๑  
			<remark  id="s1b1c50l7" />	ชาย ๓ จำพวก คือ มนุษย์ผู้ชาย ๑ อมนุษย์ผู้ชาย ๑ สัตว์ดิรัจฉานตัวผู้ ๑  
			<remark  id="s1b1c50l8" />			หญิง ๓ จำพวก มีมรรคพวกละ ๓ เป็น ๙  
			<remark  id="s1b1c50l9" />	๑. ภิกษุเสพเมถุนธรรมในมรรค ๓ คือ วัจจวรรค ปัสสาวมรรค มุขมรรค ของมนุษย์  
			<remark  id="s1b1c50l10" />ผู้หญิง ต้องอาบัติปาราชิก  
			<remark  id="s1b1c50l11" />	๒. ภิกษุเสพเมถุนธรรมในมรรค ๓ คือ วัจจมรรค ปัสสาวมรรค มุขมรรค ของอมนุษย์  
			<remark  id="s1b1c50l12" />ผู้หญิง ต้องอาบัติปาราชิก  
			<remark  id="s1b1c50l13" />	๓. ภิกษุเสพเมถุนธรรมในมรรค ๓ คือ วัจจมรรค ปัสสาวมรรค มุขมรรค ของสัตว์  
			<remark  id="s1b1c50l14" />ดิรัจฉานตัวเมีย ต้องอาบัติปาราชิก  
			<remark  id="s1b1c50l15" />		อุภโตพยัญชนก ๓ จำพวก มีมรรคพวกละ ๓ เป็น ๙  
			<remark  id="s1b1c50l16" />	๑. ภิกษุเสพเมถุนธรรมในมรรค ๓ คือ วัจจมรรค ปัสสาวมรรค มุขมรรค ของมนุษย์  
			<remark  id="s1b1c50l17" />อุภโตพยัญชนก ต้องอาบัติปาราชิก  
			<remark  id="s1b1c50l18" />	๒. ภิกษุเสพเมถุนธรรมในมรรค ๓ คือ วัจจมรรค ปัสสาวมรรค มุขมรรค ของอมนุษย์  
			<remark  id="s1b1c50l19" />อุภโตพยัญชนก ต้องอาบัติปาราชิก  
			<remark  id="s1b1c50l20" />	๓. ภิกษุเสพเมถุนธรรมในมรรค ๓ คือ วัจจมรรค ปัสสาวมรรค มุขมรรค ของสัตว์  
			<remark  id="s1b1c50l21" />ดิรัจฉานอุภโตพยัญชนก ต้องอาบัติปาราชิก  
			<remark  id="s1b1c50l22" />			บัณเฑาะก์ ๓ จำพวก มีมรรคพวกละ ๒ เป็น ๖  
			<remark  id="s1b1c50l23" />	๑. ภิกษุเสพเมถุนธรรมในมรรค ๒ คือ วัจจมรรค มุขมรรค ของมนุษย์บัณเฑาะก์  
			<remark  id="s1b1c50l24" />ต้องอาบัติปาราชิก  
			<remark  id="s1b1c50l25" />	๒. ภิกษุเสพเมถุนธรรมในมรรค ๒ คือ วัจจมรรค มุขมรรค ของอมนุษย์บัณเฑาะก์  
			<remark  id="s1b1c50l26" />ต้องอาบัติปาราชิก
		</para>
	</section>
	<section id="s1b1c51" >
		<para id="s1b1c51p">
			<remark  id="s1b1c51l1" />	๓. ภิกษุเสพเมถุนธรรมในมรรค ๒ คือ วัจจมรรค มุขมรรค ของสัตว์ดิรัจฉานบัณเฑาะก์  
			<remark  id="s1b1c51l2" />ต้องอาบัติปาราชิก  
			<remark  id="s1b1c51l3" />			ชาย ๓ จำพวก มีมรรคพวกละ ๒ เป็น ๖  
			<remark  id="s1b1c51l4" />	๑. ภิกษุเสพเมถุนธรรมในมรรค ๒ คือ วัจจมรรค มุขมรรค ของมนุษย์ผู้ชาย ต้อง  
			<remark  id="s1b1c51l5" />อาบัติปาราชิก  
			<remark  id="s1b1c51l6" />	๒. ภิกษุเสพเมถุนธรรมในมรรค ๒ คือ วัจจมรรค มุขมรรค ของอมนุษย์ผู้ชาย ต้อง  
			<remark  id="s1b1c51l7" />อาบัติปาราชิก
			<remark  id="s1b1c51l8" />	๓. ภิกษุเสพเมถุนธรรมในมรรค ๒ คือ วัจจมรรค มุขมรรค ของสัตว์ดิรัจฉานตัวผู้  
			<remark  id="s1b1c51l9" />ต้องอาบัติปาราชิก.  
			<remark  id="s1b1c51l10" />		[๓๙]                     อาบัติปาราชิก ๓๐  
			<remark  id="s1b1c51l11" />	๑. เมื่อเสวนจิตปรากฏ ภิกษุสอดองค์กำเนิดเข้าในวัจจมรรคของมนุษย์ผู้หญิง ต้อง  
			<remark  id="s1b1c51l12" />อาบัติปาราชิก  
			<remark  id="s1b1c51l13" />	๒. เมื่อเสวนจิตปรากฏ ภิกษุสอดองค์กำเนิดเข้าในปัสสาวมรรคของมนุษย์ผู้หญิง ต้อง  
			<remark  id="s1b1c51l14" />อาบัติปาราชิก  
			<remark  id="s1b1c51l15" />	๓. เมื่อเสวนจิตปรากฏ ภิกษุสอดองค์กำเนิดเข้าในมุขมรรคของมนุษย์ผู้หญิง ต้องอาบัติ  
			<remark  id="s1b1c51l16" />ปาราชิก  
			<remark  id="s1b1c51l17" />	๔. เมื่อเสวนจิตปรากฏ ภิกษุสอดองค์กำเนิดเข้าในวัจจมรรคของอมนุษย์ผู้หญิง ต้อง  
			<remark  id="s1b1c51l18" />อาบัติปาราชิก  
			<remark  id="s1b1c51l19" />	๕. เมื่อเสวนจิตปรากฏ ภิกษุสอดองค์กำเนิดเข้าในปัสสาวมรรคของอมนุษย์ผู้หญิง ต้อง  
			<remark  id="s1b1c51l20" />อาบัติปาราชิก  
			<remark  id="s1b1c51l21" />	๖. เมื่อเสวนจิตปรากฏ ภิกษุสอดองค์กำเนิดเข้าในมุขมรรคของอมนุษย์ผู้หญิง ต้องอาบัติ  
			<remark  id="s1b1c51l22" />ปาราชิก  
			<remark  id="s1b1c51l23" />	๗. เมื่อเสวนจิตปรากฏ ภิกษุสอดองค์กำเนิดเข้าในวัจจมรรคของสัตว์ดิรัจฉานตัวเมีย  
			<remark  id="s1b1c51l24" />ต้องอาบัติปาราชิก  
			<remark  id="s1b1c51l25" />	๘. เมื่อเสวนจิตปรากฏ ภิกษุสอดองค์กำเนิดเข้าในปัสสาวมรรคของสัตว์ดิรัจฉานตัวเมีย  
			<remark  id="s1b1c51l26" />ต้องอาบัติปาราชิก  
			<remark  id="s1b1c51l27" />	๙. เมื่อเสวนจิตปรากฏ ภิกษุสอดองค์กำเนิดเข้าในมุขมรรคของสัตว์ดิรัจฉานตัวเมีย ต้อง  
			<remark  id="s1b1c51l28" />อาบัติปาราชิก
		</para>
	</section>
	<section id="s1b1c52" >
		<para id="s1b1c52p">
			<remark  id="s1b1c52l1" />	๑๐. เมื่อเสวนจิตปรากฏ ภิกษุสอดองค์กำเนิดเข้าในวัจจมรรคของมนุษย์อุภโตพยัญชนก  
			<remark  id="s1b1c52l2" />ต้องอาบัติปาราชิก  
			<remark  id="s1b1c52l3" />	๑๑. เมื่อเสวนจิตปรากฏ ภิกษุสอดองค์กำเนิดเข้าในปัสสาวมรรคของมนุษย์อุภโตพยัญ  
			<remark  id="s1b1c52l4" />ชนก ต้องอาบัติปาราชิก  
			<remark  id="s1b1c52l5" />	๑๒. เมื่อเสวนจิตปรากฏ ภิกษุสอดองค์กำเนิดเข้าในมุขมรรคของมนุษย์อุภโตพยัญชนก  
			<remark  id="s1b1c52l6" />ต้องอาบัติปาราชิก  
			<remark  id="s1b1c52l7" />	๑๓. เมื่อเสวนจิตปรากฏ ภิกษุสอดองค์กำเนิดเข้าในวัจจมรรคของอมนุษย์อุภโตพยัญ-  
			<remark  id="s1b1c52l8" />ชนก ต้องอาบัติปาราชิก  
			<remark  id="s1b1c52l9" />	๑๔. เมื่อเสวนจิตปรากฏ ภิกษุสอดองค์กำเนิดเข้าในปัสสาวมรรคของอมนุษย์อุภโต  
			<remark  id="s1b1c52l10" />พยัญชนก ต้องอาบัติปาราชิก  
			<remark  id="s1b1c52l11" />	๑๕. เมื่อเสวนจิตปรากฏ ภิกษุสอดองค์กำเนิดเข้าในมุขมรรคของอมนุษย์อุภโตพยัญชนก  
			<remark  id="s1b1c52l12" />ต้องอาบัติปาราชิก  
			<remark  id="s1b1c52l13" />	๑๖. เมื่อเสวนจิตปรากฏ ภิกษุสอดองค์กำเนิดเข้าในวัจจมรรคของสัตว์ดิรัจฉานอุภโต  
			<remark  id="s1b1c52l14" />พยัญชนก ต้องอาบัติปาราชิก  
			<remark  id="s1b1c52l15" />	๑๗. เมื่อเสวนจิตปรากฏ ภิกษุสอดองค์กำเนิดเข้าในปัสสาวมรรคของสัตว์ดิรัจฉาน  
			<remark  id="s1b1c52l16" />อุภโตพยัญชนก ต้องอาบัติปาราชิก  
			<remark  id="s1b1c52l17" />	๑๘. เมื่อเสวนจิตปรากฏ ภิกษุสอดองค์กำเนิดเข้าในมุขมรรคของสัตว์ดิรัจฉานอุภโต  
			<remark  id="s1b1c52l18" />พยัญชนก ต้องอาบัติปาราชิก  
			<remark  id="s1b1c52l19" />	๑๙. เมื่อเสวนจิตปรากฏ ภิกษุสอดองค์กำเนิดเข้าในวัจจมรรคของมนุษย์บัณเฑาะก์ ต้อง  
			<remark  id="s1b1c52l20" />อาบัติปาราชิก  
			<remark  id="s1b1c52l21" />	๒๐. เมื่อเสวนจิตปรากฏ ภิกษุสอดองค์กำเนิดเข้าในมุขมรรคของมนุษย์บัณเฑาะก์ ต้อง  
			<remark  id="s1b1c52l22" />อาบัติปาราชิก  
			<remark  id="s1b1c52l23" />	๒๑. เมื่อเสวนจิตปรากฏ ภิกษุสอดองค์กำเนิดเข้าในวัจจมรรคของอมนุษย์บัณเฑาะก์  
			<remark  id="s1b1c52l24" />ต้องอาบัติปาราชิก  
			<remark  id="s1b1c52l25" />	๒๒. เมื่อเสวนจิตปรากฏ ภิกษุสอดองค์กำเนิดเข้าในมุขมรรคของอมนุษย์บัณเฑาะก์  
			<remark  id="s1b1c52l26" />ต้องอาบัติปาราชิก  
			<remark  id="s1b1c52l27" />	๒๓. เมื่อเสวนจิตปรากฏ ภิกษุสอดองค์กำเนิดเข้าในวัจจมรรคของสัตว์ดิรัจฉาน-  
			<remark  id="s1b1c52l28" />บัณเฑาะก์ต้องอาบัติปาราชิก 
		</para>
	</section>
	<section id="s1b1c53" >
		<para id="s1b1c53p">
			<remark  id="s1b1c53l1" />	๒๔. เมื่อเสวนจิตปรากฏ ภิกษุสอดองค์กำเนิดเข้าในมุขมรรคของสัตว์ดิรัจฉาน-  
			<remark  id="s1b1c53l2" />บัณเฑาะก์ ต้องอาบัติปาราชิก  
			<remark  id="s1b1c53l3" />	๒๕. เมื่อเสวนจิตปรากฏ ภิกษุสอดองค์กำเนิดเข้าในวัจจมรรคของมนุษย์ผู้ชาย  ต้อง  
			<remark  id="s1b1c53l4" />อาบัติปาราชิก  
			<remark  id="s1b1c53l5" />	๒๖. เมื่อเสวนจิตปรากฏ ภิกษุสอดองค์กำเนิดเข้าในมุขมรรคของมนุษย์ผู้ชาย ต้องอาบัติ  
			<remark  id="s1b1c53l6" />ปาราชิก  
			<remark  id="s1b1c53l7" />	๒๗. เมื่อเสวนจิตปรากฏ ภิกษุสอดองค์กำเนิดเข้าในวัจจมรรคของอมนุษย์ผู้ชาย ต้อง  
			<remark  id="s1b1c53l8" />อาบัติปาราชิก  
			<remark  id="s1b1c53l9" />	๒๘. เมื่อเสวนจิตปรากฏ ภิกษุสอดองค์กำเนิดเข้าในมุขมรรคของอมนุษย์ผู้ชาย ต้อง  
			<remark  id="s1b1c53l10" />อาบัติปาราชิก  
			<remark  id="s1b1c53l11" />	๒๙. เมื่อเสวนจิตปรากฏ ภิกษุสอดองค์กำเนิดเข้าในวัจจมรรคของสัตว์ดิรัจฉานตัวผู้  
			<remark  id="s1b1c53l12" />ต้องอาบัติปาราชิก  
			<remark  id="s1b1c53l13" />	๓๐. เมื่อเสวนจิตปรากฏ ภิกษุสอดองค์กำเนิดเข้าในมุขมรรคของสัตว์ดิรัจฉานตัวผู้ ต้อง  
			<remark  id="s1b1c53l14" />อาบัติปาราชิก  
			<remark  id="s1b1c53l15" />					บทภาชนีย์ อสันถตภาณวาร  
			<remark  id="s1b1c53l16" />					๑. หมวดมนุสสิตถี ๒๗ จตุกกะ  
			<remark  id="s1b1c53l17" />				๑. มนุสสิตถี สุทธิกะจตุกกะ [ทับ]  
			<remark  id="s1b1c53l18" />	[๔๐] พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์ผู้หญิงมาในสำนักภิกษุ แล้วให้ทับองค์กำเนิดด้วย  
			<remark  id="s1b1c53l19" />วัจจมรรค ถ้าเธอยินดีการเข้าไป ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว ยินดีการหยุดอยู่ ยินดีการถอนออก  
			<remark  id="s1b1c53l20" />ต้องอาบัติปาราชิก  
			<remark  id="s1b1c53l21" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์ผู้หญิงมาในสำนักภิกษุ แล้วให้ทับองค์กำเนิดด้วยวัจจมรรค  
			<remark  id="s1b1c53l22" />ถ้าเธอไม่ยินดีการเข้าไป แต่ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว ยินดีการหยุดอยู่ ยินดีการถอนออก ต้อง  
			<remark  id="s1b1c53l23" />อาบัติปาราชิก  
			<remark  id="s1b1c53l24" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์ผู้หญิงมาในสำนักภิกษุ แล้วให้ทับองค์กำเนิดด้วยวัจจมรรค  
			<remark  id="s1b1c53l25" />ถ้าเธอไม่ยินดีการเข้าไป ไม่ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว แต่ยินดีการหยุดอยู่ ยินดีการถอนออก ต้อง  
			<remark  id="s1b1c53l26" />อาบัติปาราชิก 
		</para>
	</section>
	<section id="s1b1c54" >
		<para id="s1b1c54p">
			<remark  id="s1b1c54l1" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์ผู้หญิงมาในสำนักภิกษุ แล้วให้ทับองค์กำเนิดด้วยวัจจมรรค  
			<remark  id="s1b1c54l2" />ถ้าเธอไม่ยินดีการเข้าไป ไม่ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว ไม่ยินดีการหยุดอยู่ แต่ยินดีการถอนออก  
			<remark  id="s1b1c54l3" />ต้องอาบัติปาราชิก  
			<remark  id="s1b1c54l4" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์ผู้หญิงมาในสำนักภิกษุ แล้วให้ทับองค์กำเนิดด้วยวัจจมรรค  
			<remark  id="s1b1c54l5" />ถ้าเธอไม่ยินดีการเข้าไป ไม่ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว ไม่ยินดีการหยุดอยู่ ไม่ยินดีการถอนออก  
			<remark  id="s1b1c54l6" />ไม่ต้องอาบัติ.  
			<remark  id="s1b1c54l7" />			๒. มนุสสิตถี สุทธิกะจตุกกะ [คร่อม]  
			<remark  id="s1b1c54l8" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์ผู้หญิงมาในสำนักภิกษุ แล้วให้คร่อมองค์กำเนิดด้วย  
			<remark  id="s1b1c54l9" />ปัสสาวมรรค ถ้าเธอยินดีการเข้าไป ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว ยินดีการหยุดอยู่ ยินดีการถอนออก  
			<remark  id="s1b1c54l10" />ต้องอาบัติปาราชิก  
			<remark  id="s1b1c54l11" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์ผู้หญิงมาในสำนักภิกษุ แล้วให้คร่อมองค์กำเนิดด้วย  
			<remark  id="s1b1c54l12" />ปัสสาวมรรค ถ้าเธอไม่ยินดีการเข้าไป แต่ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว ยินดีการหยุดอยู่ ยินดีการ  
			<remark  id="s1b1c54l13" />ถอนออก ต้องอาบัติปาราชิก  
			<remark  id="s1b1c54l14" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์ผู้หญิงมาในสำนักภิกษุ แล้วให้คร่อมองค์กำเนิดด้วย  
			<remark  id="s1b1c54l15" />ปัสสาวมรรค ถ้าเธอไม่ยินดีการเข้าไป ไม่ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว แต่ยินดีการหยุดอยู่ ยินดีการ  
			<remark  id="s1b1c54l16" />ถอนออก ต้องอาบัติปาราชิก  
			<remark  id="s1b1c54l17" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์ผู้หญิงมาในสำนักภิกษุ แล้วให้คร่อมองค์กำเนิดด้วย  
			<remark  id="s1b1c54l18" />ปัสสาวมรรค ถ้าเธอไม่ยินดีการเข้าไป ไม่ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว ไม่ยินดีการหยุดอยู่ แต่ยินดี  
			<remark  id="s1b1c54l19" />การถอนออก ต้องอาบัติปาราชิก  
			<remark  id="s1b1c54l20" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์ผู้หญิงมาในสำนักภิกษุ แล้วให้คร่อมองค์กำเนิดด้วย  
			<remark  id="s1b1c54l21" />ปัสสาวมรรค ถ้าเธอไม่ยินดีการเข้าไป ไม่ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว ไม่ยินดีการหยุดอยู่ ไม่ยินดี  
			<remark  id="s1b1c54l22" />การถอนออก ไม่ต้องอาบัติ.  
			<remark  id="s1b1c54l23" />				๓. มนุสสิตถี สุทธิกะจตุกกะ [อม]  
			<remark  id="s1b1c54l24" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์ผู้หญิงมาในสำนักภิกษุ แล้วให้อมองค์กำเนิดด้วยปาก  
			<remark  id="s1b1c54l25" />ถ้าเธอยินดีการเข้าไป ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว ยินดีการหยุดอยู่ ยินดีการถอนออก ต้องอาบัติ  
			<remark  id="s1b1c54l26" />ปาราชิก
		</para>
	</section>
	<section id="s1b1c55" >
		<para id="s1b1c55p">
			<remark  id="s1b1c55l1" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์ผู้หญิงมาในสำนักภิกษุ แล้วให้อมองค์กำเนิดด้วยปาก  
			<remark  id="s1b1c55l2" />ถ้าเธอไม่ยินดีการเข้าไป แต่ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว ยินดีการหยุดอยู่ ยินดีการถอนออก ต้อง  
			<remark  id="s1b1c55l3" />อาบัติปาราชิก  
			<remark  id="s1b1c55l4" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์ผู้หญิงมาในสำนักภิกษุ แล้วให้อมองค์กำเนิดด้วยปาก  
			<remark  id="s1b1c55l5" />ถ้าเธอไม่ยินดีการเข้าไป ไม่ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว แต่ยินดีการหยุดอยู่ ยินดีการถอนออก ต้อง  
			<remark  id="s1b1c55l6" />อาบัติปาราชิก  
			<remark  id="s1b1c55l7" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์ผู้หญิงมาในสำนักภิกษุ แล้วให้อมองค์กำเนิดด้วยปาก  
			<remark  id="s1b1c55l8" />ถ้าเธอไม่ยินดีการเข้าไป ไม่ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว ไม่ยินดีการหยุดอยู่ แต่ยินดีการถอนออก  
			<remark  id="s1b1c55l9" />ต้องอาบัติปาราชิก  
			<remark  id="s1b1c55l10" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์ผู้หญิงมาในสำนักภิกษุ แล้วให้อมองค์กำเนิดด้วยปาก  
			<remark  id="s1b1c55l11" />ถ้าเธอไม่ยินดีการเข้าไป ไม่ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว ไม่ยินดีการหยุดอยู่ ไม่ยินดีการถอนออก  
			<remark  id="s1b1c55l12" />ไม่ต้องอาบัติ.  
			<remark  id="s1b1c55l13" />				๔. มนุสสิตถี ชาครันตีจตุกกะ [ทับ]  
			<remark  id="s1b1c55l14" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์ผู้หญิงผู้ตื่นมาในสำนักภิกษุ แล้วให้ทับองค์กำเนิดด้วย  
			<remark  id="s1b1c55l15" />วัจจมรรค ถ้าเธอยินดีการเข้าไป ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว ยินดีการหยุดอยู่ ยินดีการถอนออก  
			<remark  id="s1b1c55l16" />ต้องอาบัติปาราชิก  
			<remark  id="s1b1c55l17" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์ผู้หญิงผู้ตื่นมาในสำนักภิกษุ แล้วให้ทับองค์กำเนิดด้วย  
			<remark  id="s1b1c55l18" />วัจจมรรค ถ้าเธอไม่ยินดีการเข้าไป แต่ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว ยินดีการหยุดอยู่ ยินดีการถอน  
			<remark  id="s1b1c55l19" />ออก ต้องอาบัติปาราชิก  
			<remark  id="s1b1c55l20" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์ผู้หญิงผู้ตื่นมาในสำนักภิกษุ แล้วให้ทับองค์กำเนิดด้วย  
			<remark  id="s1b1c55l21" />วัจจมรรค ถ้าเธอไม่ยินดีการเข้าไป ไม่ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว แต่ยินดีการหยุดอยู่ ยินดีการถอน  
			<remark  id="s1b1c55l22" />ออก ต้องอาบัติปาราชิก  
			<remark  id="s1b1c55l23" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์ผู้หญิงผู้ตื่นมาในสำนักภิกษุ แล้วให้ทับองค์กำเนิดด้วย  
			<remark  id="s1b1c55l24" />วัจจมรรค ถ้าเธอไม่ยินดีการเข้าไป ไม่ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว ไม่ยินดีการหยุดอยู่ แต่ยินดี  
			<remark  id="s1b1c55l25" />การถอนออก ต้องอาบัติปาราชิก  
			<remark  id="s1b1c55l26" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์ผู้หญิงผู้ตื่นมาในสำนักภิกษุ แล้วให้ทับองค์กำเนิดด้วย  
			<remark  id="s1b1c55l27" />วัจจมรรค ถ้าเธอไม่ยินดีการเข้าไป ไม่ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว ไม่ยินดีการหยุดอยู่ ไม่ยินดีการ  
			<remark  id="s1b1c55l28" />ถอนออก ไม่ต้องอาบัติ.
		</para>
	</section>
	<section id="s1b1c56" >
		<para id="s1b1c56p">
			<remark  id="s1b1c56l1" />			๕. มนุสสิตถี ชาครันตีจตุกกะ [คร่อม]  
			<remark  id="s1b1c56l2" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์ผู้หญิงผู้ตื่นมาในสำนักภิกษุ แล้วให้คร่อมองค์กำเนิดด้วย  
			<remark  id="s1b1c56l3" />ปัสสาวมรรค ถ้าเธอยินดีการเข้าไป ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว ยินดีการหยุดอยู่ ยินดีการถอนออก  
			<remark  id="s1b1c56l4" />ต้องอาบัติปาราชิก  
			<remark  id="s1b1c56l5" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์ผู้หญิงผู้ตื่นมาในสำนักภิกษุ แล้วให้คร่อมองค์กำเนิดด้วย  
			<remark  id="s1b1c56l6" />ปัสสาวมรรค ถ้าเธอไม่ยินดีการเข้าไป แต่ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว ยินดีการหยุดอยู่ ยินดีการถอน  
			<remark  id="s1b1c56l7" />ออก ต้องอาบัติปาราชิก  
			<remark  id="s1b1c56l8" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์ผู้หญิงผู้ตื่นมาในสำนักภิกษุ แล้วให้คร่อมองค์กำเนิดด้วย  
			<remark  id="s1b1c56l9" />ปัสสาวมรรค ถ้าเธอไม่ยินดีการเข้าไป ไม่ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว แต่ยินดีการหยุดอยู่ ยินดีการ  
			<remark  id="s1b1c56l10" />ถอนออก ต้องอาบัติปาราชิก  
			<remark  id="s1b1c56l11" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์ผู้หญิงผู้ตื่นมาในสำนักภิกษุ แล้วให้คร่อมองค์กำเนิดด้วย  
			<remark  id="s1b1c56l12" />ปัสสาวมรรค ถ้าเธอไม่ยินดีการเข้าไป ไม่ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว ไม่ยินดีการหยุดอยู่ แต่ยินดี  
			<remark  id="s1b1c56l13" />การถอนออก ต้องอาบัติปาราชิก  
			<remark  id="s1b1c56l14" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์ผู้หญิงผู้ตื่นมาในสำนักภิกษุ แล้วให้คร่อมองค์กำเนิดด้วย  
			<remark  id="s1b1c56l15" />ปัสสาวมรรค ถ้าเธอไม่ยินดีการเข้าไป ไม่ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว ไม่ยินดีการหยุดอยู่ ไม่ยินดีการ  
			<remark  id="s1b1c56l16" />ถอนออก ไม่ต้องอาบัติ.  
			<remark  id="s1b1c56l17" />				๖. มนุสสิตถี ชาครันตีจตุกกะ [อม]  
			<remark  id="s1b1c56l18" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์ผู้หญิงผู้ตื่นมาในสำนักภิกษุ แล้วให้อมองค์กำเนิดด้วย  
			<remark  id="s1b1c56l19" />ปาก ถ้าเธอยินดีการเข้าไป ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว ยินดีการหยุดอยู่ ยินดีการถอนออก ต้อง  
			<remark  id="s1b1c56l20" />อาบัติปาราชิก  
			<remark  id="s1b1c56l21" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์ผู้หญิงผู้ตื่นมาในสำนักภิกษุ แล้วให้อมองค์กำเนิดด้วย  
			<remark  id="s1b1c56l22" />ปาก ถ้าเธอไม่ยินดีการเข้าไป แต่ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว ยินดีการหยุดอยู่ ยินดีการถอนออก  
			<remark  id="s1b1c56l23" />ต้องอาบัติปาราชิก  
			<remark  id="s1b1c56l24" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์ผู้หญิงผู้ตื่นมาในสำนักภิกษุ แล้วให้อมองค์กำเนิดด้วย  
			<remark  id="s1b1c56l25" />ปาก ถ้าเธอไม่ยินดีการเข้าไป ไม่ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว แต่ยินดีการหยุดอยู่ ยินดีการถอนออก  
			<remark  id="s1b1c56l26" />ต้องอาบัติปาราชิก
		</para>
	</section>
	<section id="s1b1c57" >
		<para id="s1b1c57p">
			<remark  id="s1b1c57l1" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์ผู้หญิงผู้ตื่นมาในสำนักภิกษุ แล้วให้อมองค์กำเนิดด้วย  
			<remark  id="s1b1c57l2" />ปาก ถ้าเธอไม่ยินดีการเข้าไป ไม่ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว ไม่ยินดีการหยุดอยู่ แต่ยินดีการถอน  
			<remark  id="s1b1c57l3" />ออก ต้องอาบัติปาราชิก  
			<remark  id="s1b1c57l4" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์ผู้หญิงผู้ตื่นมาในสำนักภิกษุ แล้วให้อมองค์กำเนิดด้วย  
			<remark  id="s1b1c57l5" />ปาก ถ้าเธอไม่ยินดีการเข้าไป ไม่ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว ไม่ยินดีการหยุดอยู่ ไม่ยินดีการถอน  
			<remark  id="s1b1c57l6" />ออก ไม่ต้องอาบัติ.  
			<remark  id="s1b1c57l7" />				๗. มนุสสิตถี สุตตะจตุกกะ [ทับ]  
			<remark  id="s1b1c57l8" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์ผู้หญิงผู้หลับมาในสำนักภิกษุ แล้วให้ทับองค์กำเนิดด้วย  
			<remark  id="s1b1c57l9" />วัจจมรรค ถ้าเธอยินดีการเข้าไป ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว ยินดีการหยุดอยู่ ยินดีการถอนออก  
			<remark  id="s1b1c57l10" />ต้องอาบัติปาราชิก  
			<remark  id="s1b1c57l11" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์ผู้หญิงผู้หลับมาในสำนักภิกษุ แล้วให้ทับองค์กำเนิดด้วย  
			<remark  id="s1b1c57l12" />วัจจมรรค ถ้าเธอไม่ยินดีการเข้าไป แต่ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว ยินดีการหยุดอยู่ ยินดีการถอนออก  
			<remark  id="s1b1c57l13" />ต้องอาบัติปาราชิก  
			<remark  id="s1b1c57l14" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์ผู้หญิงผู้หลับมาในสำนักภิกษุ แล้วให้ทับองค์กำเนิดด้วย  
			<remark  id="s1b1c57l15" />วัจจมรรค ถ้าเธอไม่ยินดีการเข้าไป ไม่ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว แต่ยินดีการหยุดอยู่ ยินดีการถอน  
			<remark  id="s1b1c57l16" />ออก ต้องอาบัติปาราชิก  
			<remark  id="s1b1c57l17" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์ผู้หญิงผู้หลับมาในสำนักภิกษุ แล้วให้ทับองค์กำเนิดด้วย  
			<remark  id="s1b1c57l18" />วัจจมรรค ถ้าเธอไม่ยินดีการเข้าไป ไม่ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว ไม่ยินดีการหยุดอยู่ แต่ยินดีการ  
			<remark  id="s1b1c57l19" />ถอนออก ต้องอาบัติปาราชิก  
			<remark  id="s1b1c57l20" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์ผู้หญิงผู้หลับมาในสำนักภิกษุ แล้วให้ทับองค์กำเนิดด้วย  
			<remark  id="s1b1c57l21" />วัจจมรรค ถ้าเธอไม่ยินดีการเข้าไป ไม่ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว ไม่ยินดีการหยุดอยู่ ไม่ยินดีการ  
			<remark  id="s1b1c57l22" />ถอนออก ไม่ต้องอาบัติ.  
			<remark  id="s1b1c57l23" />				๘. มนุสสิตถี สุตตะจตุกกะ [คร่อม]  
			<remark  id="s1b1c57l24" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์ผู้หญิงผู้หลับมาในสำนักภิกษุ แล้วให้คร่อมองค์กำเนิด  
			<remark  id="s1b1c57l25" />ด้วยปัสสาวมรรค ถ้าเธอยินดีการเข้าไป ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว ยินดีการหยุดอยู่ ยินดีการถอน
			<remark  id="s1b1c57l26" />ออก ต้องอาบัติปาราชิก
		</para>
	</section>
	<section id="s1b1c58" >
		<para id="s1b1c58p">
			<remark  id="s1b1c58l1" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์ผู้หญิงผู้หลับมาในสำนักภิกษุ แล้วให้คร่อมองค์กำเนิด  
			<remark  id="s1b1c58l2" />ด้วยปัสสาวมรรค ถ้าเธอไม่ยินดีการเข้าไป แต่ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว ยินดีการหยุดอยู่ ยินดี  
			<remark  id="s1b1c58l3" />การถอนออก  ต้องอาบัติปาราชิก  
			<remark  id="s1b1c58l4" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์ผู้หญิงผู้หลับมาในสำนักภิกษุ แล้วให้คร่อมองค์กำเนิด  
			<remark  id="s1b1c58l5" />ด้วยปัสสาวมรรค ถ้าเธอไม่ยินดีการเข้าไป ไม่ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว แต่ยินดีการหยุดอยู่ ยินดี  
			<remark  id="s1b1c58l6" />การถอนออก ต้องอาบัติปาราชิก  
			<remark  id="s1b1c58l7" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์ผู้หญิงผู้หลับมาในสำนักภิกษุ แล้วให้คร่อมองค์กำเนิด  
			<remark  id="s1b1c58l8" />ด้วยปัสสาวมรรค ถ้าเธอไม่ยินดีการเข้าไป ไม่ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว ไม่ยินดีการหยุดอยู่ แต่ยินดี  
			<remark  id="s1b1c58l9" />การถอนออก ต้องอาบัติปาราชิก  
			<remark  id="s1b1c58l10" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์ผู้หญิงผู้หลับมาในสำนักภิกษุ แล้วให้คร่อมองค์กำเนิด  
			<remark  id="s1b1c58l11" />ด้วยปัสสาวมรรค ถ้าเธอไม่ยินดีการเข้าไป ไม่ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว ไม่ยินดีการหยุดอยู่ ไม่  
			<remark  id="s1b1c58l12" />ยินดีการถอนออก ไม่ต้องอาบัติ.  
			<remark  id="s1b1c58l13" />				๙. มนุสสิตถี สุตตะจตุกกะ [อม]  
			<remark  id="s1b1c58l14" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์ผู้หญิงผู้หลับมาในสำนักภิกษุ แล้วให้อมองค์กำเนิดด้วย  
			<remark  id="s1b1c58l15" />ปาก ถ้าเธอยินดีการเข้าไป ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว ยินดีการหยุดอยู่ ยินดีการถอนออก ต้อง  
			<remark  id="s1b1c58l16" />อาบัติปาราชิก  
			<remark  id="s1b1c58l17" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์ผู้หญิงผู้หลับมาในสำนักภิกษุ แล้วให้อมองค์กำเนิดด้วย  
			<remark  id="s1b1c58l18" />ปาก ถ้าเธอไม่ยินดีการเข้าไป แต่ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว ยินดีการหยุดอยู่ ยินดีการถอนออก  
			<remark  id="s1b1c58l19" />ต้องอาบัติปาราชิก  
			<remark  id="s1b1c58l20" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์ผู้หญิงผู้หลับมาในสำนักภิกษุ แล้วให้อมองค์กำเนิดด้วย  
			<remark  id="s1b1c58l21" />ปาก ถ้าเธอไม่ยินดีการเข้าไป ไม่ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว แต่ยินดีการหยุดอยู่ ยินดีการถอนออก  
			<remark  id="s1b1c58l22" />ต้องอาบัติปาราชิก  
			<remark  id="s1b1c58l23" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์ผู้หญิงผู้หลับมาในสำนักภิกษุ แล้วให้อมองค์กำเนิดด้วย  
			<remark  id="s1b1c58l24" />ปาก ถ้าเธอไม่ยินดีการเข้าไป ไม่ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว ไม่ยินดีการหยุดอยู่ แต่ยินดีการถอน  
			<remark  id="s1b1c58l25" />ออก ต้องอาบัติปาราชิก  
			<remark  id="s1b1c58l26" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์ผู้หญิงผู้หลับมาในสำนักภิกษุ แล้วให้อมองค์กำเนิดด้วย  
			<remark  id="s1b1c58l27" />ปาก ถ้าเธอไม่ยินดีการเข้าไป ไม่ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว ไม่ยินดีการหยุดอยู่ ไม่ยินดีการถอน  
			<remark  id="s1b1c58l28" />ออก ไม่ต้องอาบัติ.
		</para>
	</section>
	<section id="s1b1c59" >
		<para id="s1b1c59p">
			<remark  id="s1b1c59l1" />				๑๐. มนุสสิตถี มัตตะจตุกกะ [ทับ]  
			<remark  id="s1b1c59l2" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์ผู้หญิงผู้เมามาในสำนักภิกษุ แล้วให้ทับองค์กำเนิดด้วย  
			<remark  id="s1b1c59l3" />วัจจมรรค ถ้าเธอยินดีการเข้าไป ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว ยินดีการหยุดอยู่ ยินดีการถอนออก  
			<remark  id="s1b1c59l4" />ต้องอาบัติปาราชิก  
			<remark  id="s1b1c59l5" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์ผู้หญิงผู้เมามาในสำนักภิกษุ แล้วให้ทับองค์กำเนิดด้วย  
			<remark  id="s1b1c59l6" />วัจจมรรค ถ้าเธอไม่ยินดีการเข้าไป แต่ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว ยินดีการหยุดอยู่ ยินดีการถอนออก  
			<remark  id="s1b1c59l7" />ต้องอาบัติปาราชิก  
			<remark  id="s1b1c59l8" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์ผู้หญิงผู้เมามาในสำนักภิกษุ แล้วให้ทับองค์กำเนิดด้วย  
			<remark  id="s1b1c59l9" />วัจจมรรค ถ้าเธอไม่ยินดีการเข้าไป ไม่ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว แต่ยินดีการหยุดอยู่ ยินดีการถอน  
			<remark  id="s1b1c59l10" />ออก ต้องอาบัติปาราชิก  
			<remark  id="s1b1c59l11" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์ผู้หญิงผู้เมามาในสำนักภิกษุ แล้วให้ทับองค์กำเนิดด้วย  
			<remark  id="s1b1c59l12" />วัจจมรรค ถ้าเธอไม่ยินดีการเข้าไป ไม่ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว ไม่ยินดีการหยุดอยู่ แต่ยินดีการ  
			<remark  id="s1b1c59l13" />ถอนออก ต้องอาบัติปาราชิก  
			<remark  id="s1b1c59l14" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์ผู้หญิงผู้เมามาในสำนักภิกษุ แล้วให้ทับองค์กำเนิดด้วย  
			<remark  id="s1b1c59l15" />วัจจมรรค ถ้าเธอไม่ยินดีการเข้าไป ไม่ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว ไม่ยินดีการหยุดอยู่ ไม่ยินดีการ  
			<remark  id="s1b1c59l16" />ถอนออก ไม่ต้องอาบัติ.  
			<remark  id="s1b1c59l17" />			๑๑. มนุสสิตถี มัตตะจตุกกะ [คร่อม]  
			<remark  id="s1b1c59l18" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์ผู้หญิงผู้เมามาในสำนักภิกษุ แล้วให้คร่อมองค์กำเนิดด้วย  
			<remark  id="s1b1c59l19" />ปัสสาวมรรค ถ้าเธอยินดีการเข้าไป ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว ยินดีการหยุดอยู่ ยินดีการถอนออก  
			<remark  id="s1b1c59l20" />ต้องอาบัติปาราชิก  
			<remark  id="s1b1c59l21" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์ผู้หญิงผู้เมามาในสำนักภิกษุ แล้วให้คร่อมองค์กำเนิด  
			<remark  id="s1b1c59l22" />ด้วยปัสสาวมรรค ถ้าเธอไม่ยินดีการเข้าไป แต่ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว ยินดีการหยุดอยู่ ยินดี  
			<remark  id="s1b1c59l23" />การถอนออก ต้องอาบัติปาราชิก  
			<remark  id="s1b1c59l24" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์ผู้หญิงผู้เมามาในสำนักภิกษุ แล้วให้คร่อมองค์กำเนิดด้วย  
			<remark  id="s1b1c59l25" />ปัสสาวมรรค ถ้าเธอไม่ยินดีการเข้าไป ไม่ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว แต่ยินดีการหยุดอยู่ ยินดีการ  
			<remark  id="s1b1c59l26" />ถอนออก ต้องอาบัติปาราชิก  
			<remark  id="s1b1c59l27" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์ผู้หญิงผู้เมามาในสำนักภิกษุ แล้วให้คร่อมองค์กำเนิดด้วย  
			<remark  id="s1b1c59l28" />ปัสสาวมรรค ถ้าเธอไม่ยินดีการเข้าไป ไม่ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว ไม่ยินดีการหยุดอยู่ แต่ยินดี  
			<remark  id="s1b1c59l29" />การถอนออก ต้องอาบัติปาราชิก
		</para>
	</section>
	<section id="s1b1c60" >
		<para id="s1b1c60p">
			<remark  id="s1b1c60l1" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์ผู้หญิงผู้เมามาในสำนักภิกษุ แล้วให้คร่อมองค์กำเนิดด้วย  
			<remark  id="s1b1c60l2" />ปัสสาวมรรค ถ้าเธอไม่ยินดีการเข้าไป ไม่ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว ไม่ยินดีการหยุดอยู่ ไม่ยินดี  
			<remark  id="s1b1c60l3" />การถอนออก ไม่ต้องอาบัติ.  
			<remark  id="s1b1c60l4" />				๑๒. มนุสสิตถี มัตตะจตุกกะ [อม]  
			<remark  id="s1b1c60l5" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์ผู้หญิงผู้เมามาในสำนักภิกษุ แล้วให้อมองค์กำเนิดด้วย  
			<remark  id="s1b1c60l6" />ปาก ถ้าเธอยินดีการเข้าไป ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว ยินดีการหยุดอยู่ ยินดีการถอนออก ต้อง  
			<remark  id="s1b1c60l7" />อาบัติปาราชิก  
			<remark  id="s1b1c60l8" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์ผู้หญิงผู้เมามาในสำนักภิกษุ แล้วให้อมองค์กำเนิดด้วย  
			<remark  id="s1b1c60l9" />ปาก ถ้าเธอไม่ยินดีการเข้าไป แต่ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว ยินดีการหยุดอยู่ ยินดีการถอนออก  
			<remark  id="s1b1c60l10" />ต้องอาบัติปาราชิก  
			<remark  id="s1b1c60l11" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์ผู้หญิงผู้เมามาในสำนักภิกษุ แล้วให้อมองค์กำเนิดด้วย  
			<remark  id="s1b1c60l12" />ปาก ถ้าเธอไม่ยินดีการเข้าไป ไม่ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว แต่ยินดีการหยุดอยู่ ยินดีการถอนออก  
			<remark  id="s1b1c60l13" />ต้องอาบัติปาราชิก  
			<remark  id="s1b1c60l14" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์ผู้หญิงผู้เมามาในสำนักภิกษุ แล้วให้อมองค์กำเนิดด้วย  
			<remark  id="s1b1c60l15" />ปาก ถ้าเธอไม่ยินดีการเข้าไป ไม่ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว ไม่ยินดีการหยุดอยู่ แต่ยินดีการถอน  
			<remark  id="s1b1c60l16" />ออก ต้องอาบัติปาราชิก  
			<remark  id="s1b1c60l17" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์ผู้หญิงผู้เมามาในสำนักภิกษุ แล้วให้อมองค์กำเนิดด้วย  
			<remark  id="s1b1c60l18" />ปาก ถ้าเธอไม่ยินดีการเข้าไป ไม่ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว ไม่ยินดีการหยุดอยู่ ไม่ยินดีการถอน  
			<remark  id="s1b1c60l19" />ออก ไม่ต้องอาบัติ.  
			<remark  id="s1b1c60l20" />			๑๓. มนุสสิตถี อุมมัตตะจตุกกะ [ทับ]  
			<remark  id="s1b1c60l21" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์ผู้หญิงผู้วิกลจริตมาในสำนักภิกษุ แล้วให้ทับองค์กำเนิด  
			<remark  id="s1b1c60l22" />ด้วยวัจจมรรค ถ้าเธอยินดีการเข้าไป ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว ยินดีการหยุดอยู่ ยินดีการถอนออก  
			<remark  id="s1b1c60l23" />ต้องอาบัติปาราชิก  
			<remark  id="s1b1c60l24" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์ผู้หญิงผู้วิกลจริตมาในสำนักภิกษุ แล้วให้ทับองค์กำเนิด  
			<remark  id="s1b1c60l25" />ด้วยวัจจมรรค ถ้าเธอไม่ยินดีการเข้าไป แต่ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว ยินดีการหยุดอยู่ ยินดีการ  
			<remark  id="s1b1c60l26" />ถอนออก ต้องอาบัติปาราชิก
		</para>
	</section>
	<section id="s1b1c61" >
		<para id="s1b1c61p">
			<remark  id="s1b1c61l1" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์ผู้หญิงผู้วิกลจริตมาในสำนักภิกษุ แล้วให้ทับองค์กำเนิด  
			<remark  id="s1b1c61l2" />ด้วยวัจจมรรค ถ้าเธอไม่ยินดีการเข้าไป ไม่ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว แต่ยินดีการหยุดอยู่ ยินดีการ  
			<remark  id="s1b1c61l3" />ถอนออก ต้องอาบัติปาราชิก  
			<remark  id="s1b1c61l4" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์ผู้หญิงผู้วิกลจริตมาในสำนักภิกษุ แล้วให้ทับองค์กำเนิด  
			<remark  id="s1b1c61l5" />ด้วยวัจจมรรค ถ้าเธอไม่ยินดีการเข้าไป ไม่ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว ไม่ยินดีการหยุดอยู่ แต่ยินดี  
			<remark  id="s1b1c61l6" />การถอนออก ต้องอาบัติปาราชิก  
			<remark  id="s1b1c61l7" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์ผู้หญิงผู้วิกลจริตมาในสำนักภิกษุ แล้วให้ทับองค์กำเนิด  
			<remark  id="s1b1c61l8" />ด้วยวัจจมรรค ถ้าเธอไม่ยินดีการเข้าไป ไม่ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว ไม่ยินดีการหยุดอยู่ ไม่ยินดี  
			<remark  id="s1b1c61l9" />การถอนออก ไม่ต้องอาบัติ.  
			<remark  id="s1b1c61l10" />			๑๔. มนุสสิตถี อุมมัตตะจตุกกะ [คร่อม]  
			<remark  id="s1b1c61l11" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์ผู้หญิงผู้วิกลจริตมาในสำนักภิกษุ แล้วให้คร่อมองค์กำเนิด  
			<remark  id="s1b1c61l12" />ด้วยปัสสาวมรรค ถ้าเธอยินดีการเข้าไป ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว ยินดีการหยุดอยู่ ยินดีการถอน  
			<remark  id="s1b1c61l13" />ออก ต้องอาบัติปาราชิก  
			<remark  id="s1b1c61l14" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์ผู้หญิงผู้วิกลจริตมาในสำนักภิกษุ แล้วให้คร่อมองค์กำเนิด  
			<remark  id="s1b1c61l15" />ด้วยปัสสาวมรรค ถ้าเธอไม่ยินดีการเข้าไป แต่ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว ยินดีการหยุดอยู่ ยินดี  
			<remark  id="s1b1c61l16" />การถอนออก ต้องอาบัติปาราชิก  
			<remark  id="s1b1c61l17" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์ผู้หญิงผู้วิกลจริตมาในสำนักภิกษุ แล้วให้คร่อมองค์กำเนิด  
			<remark  id="s1b1c61l18" />ด้วยปัสสาวมรรค ถ้าเธอไม่ยินดีการเข้าไป ไม่ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว แต่ยินดีการหยุดอยู่ ยินดี  
			<remark  id="s1b1c61l19" />การถอนออก ต้องอาบัติปาราชิก  
			<remark  id="s1b1c61l20" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์ผู้หญิงผู้วิกลจริตมาในสำนักภิกษุ แล้วให้คร่อมองค์กำเนิด  
			<remark  id="s1b1c61l21" />ด้วยปัสสาวมรรค ถ้าเธอไม่ยินดีการเข้าไป ไม่ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว ไม่ยินดีการหยุดอยู่ แต่  
			<remark  id="s1b1c61l22" />ยินดีการถอนออก ต้องอาบัติปาราชิก  
			<remark  id="s1b1c61l23" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์ผู้หญิงผู้วิกลจริตมาในสำนักภิกษุ แล้วให้คร่อมองค์กำเนิด  
			<remark  id="s1b1c61l24" />ด้วยปัสสาวมรรค ถ้าเธอไม่ยินดีการเข้าไป ไม่ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว ไม่ยินดีการหยุดอยู่ ไม่  
			<remark  id="s1b1c61l25" />ยินดีการถอนออก ไม่ต้องอาบัติ.  
			<remark  id="s1b1c61l26" />			๑๕. มนุสสิตถี อุมมัตตะจตุกกะ [อม]  
			<remark  id="s1b1c61l27" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์ผู้หญิงผู้วิกลจริตมาในสำนักภิกษุ แล้วให้อมองค์กำเนิด  
			<remark  id="s1b1c61l28" />ด้วยปาก ถ้าเธอยินดีการเข้าไป ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว ยินดีการหยุดอยู่ ยินดีการถอนออก  
			<remark  id="s1b1c61l29" />ต้องอาบัติปาราชิก
		</para>
	</section>
	<section id="s1b1c62" >
		<para id="s1b1c62p">
			<remark  id="s1b1c62l1" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์ผู้หญิงผู้วิกลจริตมาในสำนักภิกษุ แล้วให้อมองค์กำเนิด  
			<remark  id="s1b1c62l2" />ด้วยปาก ถ้าเธอไม่ยินดีการเข้าไป แต่ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว ยินดีการหยุดอยู่ ยินดีการถอนออก  
			<remark  id="s1b1c62l3" />ต้องอาบัติปาราชิก  
			<remark  id="s1b1c62l4" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์ผู้หญิงผู้วิกลจริตมาในสำนักภิกษุ แล้วให้อมองค์กำเนิด  
			<remark  id="s1b1c62l5" />ด้วยปาก ถ้าเธอไม่ยินดีการเข้าไป ไม่ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว แต่ยินดีการหยุดอยู่ ยินดีการ  
			<remark  id="s1b1c62l6" />ถอนออก ต้องอาบัติปาราชิก  
			<remark  id="s1b1c62l7" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์ผู้หญิงผู้วิกลจริตมาในสำนักภิกษุ แล้วให้อมองค์กำเนิด  
			<remark  id="s1b1c62l8" />ด้วยปาก ถ้าเธอไม่ยินดีการเข้าไป ไม่ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว ไม่ยินดีการหยุดอยู่ แต่ยินดีการ  
			<remark  id="s1b1c62l9" />ถอนออก ต้องอาบัติปาราชิก  
			<remark  id="s1b1c62l10" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์ผู้หญิงผู้วิกลจริตมาในสำนักภิกษุ แล้วให้อมองค์กำเนิด  
			<remark  id="s1b1c62l11" />ด้วยปาก ถ้าเธอไม่ยินดีการเข้าไป ไม่ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว ไม่ยินดีการหยุดอยู่ ไม่ยินดีการ  
			<remark  id="s1b1c62l12" />ถอนออก ไม่ต้องอาบัติ.  
			<remark  id="s1b1c62l13" />				๑๖. มนุสสิตถี ปมัตตะจตุกกะ [ทับ]  
			<remark  id="s1b1c62l14" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์ผู้หญิงผู้เผลอสติมาในสำนักภิกษุ แล้วให้ทับองค์กำเนิด  
			<remark  id="s1b1c62l15" />ด้วยวัจจมรรค ถ้าเธอยินดีการเข้าไป ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว ยินดีการหยุดอยู่ ยินดีการถอนออก  
			<remark  id="s1b1c62l16" />ต้องอาบัติปาราชิก  
			<remark  id="s1b1c62l17" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์ผู้หญิงผู้เผลอสติมาในสำนักภิกษุ แล้วให้ทับองค์กำเนิด  
			<remark  id="s1b1c62l18" />ด้วยวัจจมรรค ถ้าเธอไม่ยินดีการเข้าไป แต่ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว ยินดีการหยุดอยู่ ยินดีการ  
			<remark  id="s1b1c62l19" />ถอนออก ต้องอาบัติปาราชิก  
			<remark  id="s1b1c62l20" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์ผู้หญิงผู้เผลอสติมาในสำนักภิกษุ แล้วให้ทับองค์กำเนิด  
			<remark  id="s1b1c62l21" />ด้วยวัจจมรรค ถ้าเธอไม่ยินดีการเข้าไป ไม่ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว แต่ยินดีการหยุดอยู่ ยินดี  
			<remark  id="s1b1c62l22" />การถอนออก ต้องอาบัติปาราชิก  
			<remark  id="s1b1c62l23" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์ผู้หญิงผู้เผลอสติมาในสำนักภิกษุ แล้วให้ทับองค์กำเนิด  
			<remark  id="s1b1c62l24" />ด้วยวัจจมรรค ถ้าเธอไม่ยินดีการเข้าไป ไม่ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว ไม่ยินดีการหยุดอยู่ แต่ยินดี  
			<remark  id="s1b1c62l25" />การถอนออก ต้องอาบัติปาราชิก
			<remark  id="s1b1c62l26" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์ผู้หญิงผู้เผลอสติมาในสำนักภิกษุ แล้วให้ทับองค์กำเนิด  
			<remark  id="s1b1c62l27" />ด้วยวัจจมรรค ถ้าเธอไม่ยินดีการเข้าไป ไม่ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว ไม่ยินดีการหยุดอยู่ ไม่ยินดี  
			<remark  id="s1b1c62l28" />การถอนออก ไม่ต้องอาบัติ.
		</para>
	</section>
	<section id="s1b1c63" >
		<para id="s1b1c63p">
			<remark  id="s1b1c63l1" />			๑๗. มนุสสิตถี ปมัตตะจตุกกะ [คร่อม]  
			<remark  id="s1b1c63l2" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์ผู้หญิงผู้เผลอสติมาในสำนักภิกษุ แล้วให้คร่อมองค์กำเนิด  
			<remark  id="s1b1c63l3" />ด้วยปัสสาวมรรค ถ้าเธอยินดีการเข้าไป ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว ยินดีการหยุดอยู่ ยินดีการถอน  
			<remark  id="s1b1c63l4" />ออก ต้องอาบัติปาราชิก  
			<remark  id="s1b1c63l5" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์ผู้หญิงผู้เผลอสติมาในสำนักภิกษุ แล้วให้คร่อมองค์กำเนิด  
			<remark  id="s1b1c63l6" />ด้วยปัสสาวมรรค ถ้าเธอไม่ยินดีการเข้าไป แต่ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว ยินดีการหยุดอยู่ ยินดี  
			<remark  id="s1b1c63l7" />การถอนออก ต้องอาบัติปาราชิก  
			<remark  id="s1b1c63l8" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์ผู้หญิงผู้เผลอสติมาในสำนักภิกษุ แล้วให้คร่อมองค์กำเนิด  
			<remark  id="s1b1c63l9" />ด้วยปัสสาวมรรค ถ้าเธอไม่ยินดีการเข้าไป ไม่ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว แต่ยินดีการหยุดอยู่ ยินดี  
			<remark  id="s1b1c63l10" />การถอนออก ต้องอาบัติปาราชิก  
			<remark  id="s1b1c63l11" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์ผู้หญิงผู้เผลอสติมาในสำนักภิกษุ แล้วให้คร่อมองค์กำเนิด  
			<remark  id="s1b1c63l12" />ด้วยปัสสาวมรรค ถ้าเธอไม่ยินดีการเข้าไป ไม่ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว ไม่ยินดีการหยุดอยู่ แต่  
			<remark  id="s1b1c63l13" />ยินดีการถอนออก ต้องอาบัติปาราชิก  
			<remark  id="s1b1c63l14" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์ผู้หญิงผู้เผลอสติมาในสำนักภิกษุ แล้วให้คร่อมองค์กำเนิด  
			<remark  id="s1b1c63l15" />ด้วยปัสสาวมรรค ถ้าเธอไม่ยินดีการเข้าไป ไม่ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว ไม่ยินดีการหยุดอยู่ ไม่  
			<remark  id="s1b1c63l16" />ยินดีการถอนออก ไม่ต้องอาบัติ.  
			<remark  id="s1b1c63l17" />				๑๘. มนุสสิตถี ปมัตตะจตุกกะ [อม]  
			<remark  id="s1b1c63l18" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์ผู้หญิงผู้เผลอสติมาในสำนักภิกษุ แล้วให้อมองค์กำเนิด  
			<remark  id="s1b1c63l19" />ด้วยปาก ถ้าเธอยินดีการเข้าไป ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว ยินดีการหยุดอยู่ ยินดีการถอนออก  
			<remark  id="s1b1c63l20" />ต้องอาบัติปาราชิก  
			<remark  id="s1b1c63l21" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์ผู้หญิงผู้เผลอสติมาในสำนักภิกษุ แล้วให้อมองค์กำเนิด  
			<remark  id="s1b1c63l22" />ด้วยปาก ถ้าเธอไม่ยินดีการเข้าไป แต่ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว ยินดีการหยุดอยู่ ยินดีการถอนออก  
			<remark  id="s1b1c63l23" />ต้องอาบัติปาราชิก  
			<remark  id="s1b1c63l24" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์ผู้หญิงผู้เผลอสติมาในสำนักภิกษุ แล้วให้อมองค์กำเนิด  
			<remark  id="s1b1c63l25" />ด้วยปาก ถ้าเธอไม่ยินดีการเข้าไป ไม่ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว แต่ยินดีการหยุดอยู่ ยินดีการถอน  
			<remark  id="s1b1c63l26" />ออก ต้องอาบัติปาราชิก
		</para>
	</section>
	<section id="s1b1c64" >
		<para id="s1b1c64p">
			<remark  id="s1b1c64l1" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์ผู้หญิงผู้เผลอสติมาในสำนักภิกษุ แล้วให้อมองค์กำเนิด  
			<remark  id="s1b1c64l2" />ด้วยปาก ถ้าเธอไม่ยินดีการเข้าไป ไม่ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว ไม่ยินดีการหยุดอยู่ แต่ยินดีการ  
			<remark  id="s1b1c64l3" />ถอนออก ต้องอาบัติปาราชิก  
			<remark  id="s1b1c64l4" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์ผู้หญิงผู้เผลอสติมาในสำนักภิกษุ แล้วให้อมองค์กำเนิด  
			<remark  id="s1b1c64l5" />ด้วยปาก ถ้าเธอไม่ยินดีการเข้าไป ไม่ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว ไม่ยินดีการหยุดอยู่ ไม่ยินดีการ  
			<remark  id="s1b1c64l6" />ถอนออก ไม่ต้องอาบัติ.  
			<remark  id="s1b1c64l7" />			๑๙. มนุสสิตถี มตอักขายิตะจตุกกะ [ทับ]  
			<remark  id="s1b1c64l8" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์ผู้หญิงผู้ตายแล้วยังไม่ถูกสัตว์กัดมาในสำนักภิกษุ แล้วให้  
			<remark  id="s1b1c64l9" />ทับองค์กำเนิดด้วยวัจจมรรค ถ้าเธอยินดีการเข้าไป ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว ยินดีการหยุดอยู่  
			<remark  id="s1b1c64l10" />ยินดีการถอนออก ต้องอาบัติปาราชิก  
			<remark  id="s1b1c64l11" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์ผู้หญิงผู้ตายแล้วยังไม่ถูกสัตว์กัดมาในสำนักภิกษุ แล้วให้  
			<remark  id="s1b1c64l12" />ทับองค์กำเนิดด้วยวัจจมรรค ถ้าเธอไม่ยินดีการเข้าไป แต่ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว ยินดีการหยุดอยู่  
			<remark  id="s1b1c64l13" />ยินดีการถอนออก ต้องอาบัติปาราชิก  
			<remark  id="s1b1c64l14" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์ผู้หญิงผู้ตายแล้วยังไม่ถูกสัตว์กัดมาในสำนักภิกษุ แล้ว  
			<remark  id="s1b1c64l15" />ให้ทับองค์กำเนิดด้วยวัจจมรรค ถ้าเธอไม่ยินดีการเข้าไป ไม่ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว แต่ยินดีการ  
			<remark  id="s1b1c64l16" />หยุดอยู่ ยินดีการถอนออก ต้องอาบัติปาราชิก  
			<remark  id="s1b1c64l17" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์ผู้หญิงผู้ตายแล้วยังไม่ถูกสัตว์กัดมาในสำนักภิกษุ แล้ว  
			<remark  id="s1b1c64l18" />ให้ทับองค์กำเนิดด้วยวัจจมรรค ถ้าเธอไม่ยินดีการเข้าไป ไม่ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว ไม่ยินดีการ  
			<remark  id="s1b1c64l19" />หยุดอยู่ แต่ยินดีการถอนออก ต้องอาบัติปาราชิก  
			<remark  id="s1b1c64l20" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์ผู้หญิงผู้ตายแล้วยังไม่ถูกสัตว์กัดมาในสำนักภิกษุ แล้ว  
			<remark  id="s1b1c64l21" />ให้ทับองค์กำเนิดด้วยวัจจมรรค ถ้าเธอไม่ยินดีการเข้าไป ไม่ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว ไม่ยินดีการ  
			<remark  id="s1b1c64l22" />หยุดอยู่ ไม่ยินดีการถอนออก ไม่ต้องอาบัติ.  
			<remark  id="s1b1c64l23" />			๒๐. มนุสสิตถี มตอักขายิตะจตุกกะ [คร่อม]  
			<remark  id="s1b1c64l24" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์ผู้หญิงผู้ตายแล้วยังไม่ถูกสัตว์กัดมาในสำนักภิกษุ แล้ว  
			<remark  id="s1b1c64l25" />ให้คร่อมองค์กำเนิดด้วยปัสสาวมรรค ถ้าเธอยินดีการเข้าไป ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว ยินดีการ  
			<remark  id="s1b1c64l26" />หยุดอยู่ ยินดีการถอนออก ต้องอาบัติปาราชิก
		</para>
	</section>
	<section id="s1b1c65" >
		<para id="s1b1c65p">
			<remark  id="s1b1c65l1" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์ผู้หญิงผู้ตายแล้วยังไม่ถูกสัตว์กัดมาในสำนักภิกษุ แล้ว  
			<remark  id="s1b1c65l2" />ให้คร่อมองค์กำเนิดด้วยปัสสาวมรรค ถ้าเธอไม่ยินดีการเข้าไป แต่ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว  
			<remark  id="s1b1c65l3" />ยินดีการหยุดอยู่ ยินดีการถอนออก ต้องอาบัติปาราชิก  
			<remark  id="s1b1c65l4" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์ผู้หญิงผู้ตายแล้วยังไม่ถูกสัตว์กัดมาในสำนักภิกษุ แล้ว  
			<remark  id="s1b1c65l5" />ให้คร่อมองค์กำเนิดด้วยปัสสาวมรรค ถ้าเธอไม่ยินดีการเข้าไป ไม่ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว แต่  
			<remark  id="s1b1c65l6" />ยินดีการหยุดอยู่ ยินดีการถอนออก ต้องอาบัติปาราชิก  
			<remark  id="s1b1c65l7" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์ผู้หญิงผู้ตายแล้วยังไม่ถูกสัตว์กัดมาในสำนักภิกษุ แล้ว  
			<remark  id="s1b1c65l8" />ให้คร่อมองค์กำเนิดด้วยปัสสาวมรรค ถ้าเธอไม่ยินดีการเข้าไป ไม่ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว ไม่  
			<remark  id="s1b1c65l9" />ยินดีการหยุดอยู่ แต่ยินดีการถอนออก ต้องอาบัติปาราชิก  
			<remark  id="s1b1c65l10" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์ผู้หญิงผู้ตายแล้วยังไม่ถูกสัตว์กัดมาในสำนักภิกษุ แล้ว  
			<remark  id="s1b1c65l11" />ให้คร่อมองค์กำเนิดด้วยปัสสาวมรรค ถ้าเธอไม่ยินดีการเข้าไป ไม่ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว ไม่  
			<remark  id="s1b1c65l12" />ยินดีการหยุดอยู่ ไม่ยินดีการถอนออก ไม่ต้องอาบัติ.  
			<remark  id="s1b1c65l13" />			๒๑. มนุสสิตถี มตอักขายิตะจตุกกะ [อม]  
			<remark  id="s1b1c65l14" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์ผู้หญิงผู้ตายแล้วยังไม่ถูกสัตว์กัดมาในสำนักภิกษุ แล้ว  
			<remark  id="s1b1c65l15" />ให้อมองค์กำเนิดด้วยปาก ถ้าเธอยินดีการเข้าไป ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว ยินดีการหยุดอยู่ ยินดี  
			<remark  id="s1b1c65l16" />การถอนออก ต้องอาบัติปาราชิก  
			<remark  id="s1b1c65l17" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์ผู้หญิงผู้ตายแล้วยังไม่ถูกสัตว์กัดมาในสำนักภิกษุ แล้ว  
			<remark  id="s1b1c65l18" />ให้อมองค์กำเนิดด้วยปาก ถ้าเธอไม่ยินดีการเข้าไป แต่ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว ยินดีการหยุดอยู่  
			<remark  id="s1b1c65l19" />ยินดีการถอนออก ต้องอาบัติปาราชิก  
			<remark  id="s1b1c65l20" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์ผู้หญิงผู้ตายแล้วยังไม่ถูกสัตว์กัดมาในสำนักภิกษุ แล้ว  
			<remark  id="s1b1c65l21" />ให้อมองค์กำเนิดด้วยปาก ถ้าเธอไม่ยินดีการเข้าไป ไม่ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว แต่ยินดีการ  
			<remark  id="s1b1c65l22" />หยุดอยู่ ยินดีการถอนออก ต้องอาบัติปาราชิก  
			<remark  id="s1b1c65l23" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์ผู้หญิงผู้ตายแล้วยังไม่ถูกสัตว์กัดมาในสำนักภิกษุ แล้ว  
			<remark  id="s1b1c65l24" />ให้อมองค์กำเนิดด้วยปาก ถ้าเธอไม่ยินดีการเข้าไป ไม่ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว ไม่ยินดีการ  
			<remark  id="s1b1c65l25" />หยุดอยู่ แต่ยินดีการถอนออก ต้องอาบัติปาราชิก  
			<remark  id="s1b1c65l26" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์ผู้หญิงผู้ตายแล้วยังไม่ถูกสัตว์กัดมาในสำนักภิกษุ แล้ว  
			<remark  id="s1b1c65l27" />ให้อมองค์กำเนิดด้วยปาก ถ้าเธอไม่ยินดีการเข้าไป ไม่ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว ไม่ยินดีการ  
			<remark  id="s1b1c65l28" />หยุดอยู่ ไม่ยินดีการถอนออก ไม่ต้องอาบัติ.
		</para>
	</section>
	<section id="s1b1c66" >
		<para id="s1b1c66p">
			<remark  id="s1b1c66l1" />		๒๒. มนุสสิตถี มตเยภุยยะอักขายิตะจตุกกะ [ทับ]  
			<remark  id="s1b1c66l2" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์ผู้หญิงผู้ตายแล้วยังไม่ถูกสัตว์กัดโดยมากมาในสำนักภิกษุ  
			<remark  id="s1b1c66l3" />แล้วให้ทับองค์กำเนิดด้วยวัจจมรรค ถ้าเธอยินดีการเข้าไป ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว ยินดีการ  
			<remark  id="s1b1c66l4" />หยุดอยู่ ยินดีการถอนออก ต้องอาบัติปาราชิก  
			<remark  id="s1b1c66l5" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์ผู้หญิงผู้ตายแล้วยังไม่ถูกสัตว์กัดโดยมากมาในสำนักภิกษุ  
			<remark  id="s1b1c66l6" />แล้วให้ทับองค์กำเนิดด้วยวัจจมรรค ถ้าเธอไม่ยินดีการเข้าไป แต่ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว ยินดี  
			<remark  id="s1b1c66l7" />การหยุดอยู่ ยินดีการถอนออก ต้องอาบัติปาราชิก  
			<remark  id="s1b1c66l8" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์ผู้หญิงผู้ตายแล้วยังไม่ถูกสัตว์กัดโดยมากมาในสำนักภิกษุ  
			<remark  id="s1b1c66l9" />แล้วให้ทับองค์กำเนิดด้วยวัจจมรรค ถ้าเธอไม่ยินดีการเข้าไป ไม่ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว แต่ยินดี  
			<remark  id="s1b1c66l10" />การหยุดอยู่ ยินดีการถอนออก ต้องอาบัติปาราชิก  
			<remark  id="s1b1c66l11" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์ผู้หญิงผู้ตายแล้วยังไม่ถูกสัตว์กัดโดยมากมาในสำนัก  
			<remark  id="s1b1c66l12" />ภิกษุ แล้วให้ทับองค์กำเนิดด้วยวัจจมรรค ถ้าเธอไม่ยินดีการเข้าไป ไม่ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว  
			<remark  id="s1b1c66l13" />ไม่ยินดีการหยุดอยู่ แต่ยินดีการถอนออก ต้องอาบัติปาราชิก  
			<remark  id="s1b1c66l14" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์ผู้หญิงผู้ตายแล้วยังไม่ถูกสัตว์กัดโดยมากมาในสำนักภิกษุ  
			<remark  id="s1b1c66l15" />แล้วให้ทับองค์กำเนิดด้วยวัจจมรรค ถ้าเธอไม่ยินดีการเข้าไป ไม่ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว ไม่  
			<remark  id="s1b1c66l16" />ยินดีการหยุดอยู่ ไม่ยินดีการถอนออก ไม่ต้องอาบัติ.  
			<remark  id="s1b1c66l17" />		๒๓. มนุสสิตถี มตเยภุยยะอักขายิตะจตุกกะ [คร่อม]  
			<remark  id="s1b1c66l18" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์ผู้หญิงผู้ตายแล้วยังไม่ถูกสัตว์กัดโดยมากมาในสำนักภิกษุ  
			<remark  id="s1b1c66l19" />แล้วให้คร่อมองค์กำเนิดด้วยปัสสาวมรรค ถ้าเธอยินดีการเข้าไป ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว ยินดี  
			<remark  id="s1b1c66l20" />การหยุดอยู่ ยินดีการถอนออก ต้องอาบัติปาราชิก  
			<remark  id="s1b1c66l21" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์ผู้หญิงผู้ตายแล้วยังไม่ถูกสัตว์กัดโดยมากมาในสำนักภิกษุ  
			<remark  id="s1b1c66l22" />แล้วให้คร่อมองค์กำเนิดด้วยปัสสาวมรรค ถ้าเธอไม่ยินดีการเข้าไป แต่ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว  
			<remark  id="s1b1c66l23" />ยินดีการหยุดอยู่ ยินดีการถอนออก ต้องอาบัติปาราชิก  
			<remark  id="s1b1c66l24" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์ผู้หญิงผู้ตายแล้วยังไม่ถูกสัตว์กัดโดยมากมาในสำนักภิกษุ  
			<remark  id="s1b1c66l25" />แล้วให้คร่อมองค์กำเนิดด้วยปัสสาวมรรค ถ้าเธอไม่ยินดีการเข้าไป ไม่ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว  
			<remark  id="s1b1c66l26" />แต่ยินดีการหยุดอยู่ ยินดีการถอนออก ต้องอาบัติปาราชิก 
		</para>
	</section>
	<section id="s1b1c67" >
		<para id="s1b1c67p">
			<remark  id="s1b1c67l1" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์ผู้หญิงผู้ตายแล้วยังไม่ถูกสัตว์กัดโดยมากมาในสำนักภิกษุ  
			<remark  id="s1b1c67l2" />แล้วให้คร่อมองค์กำเนิดด้วยปัสสาวมรรค ถ้าเธอไม่ยินดีการเข้าไป ไม่ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว  
			<remark  id="s1b1c67l3" />ไม่ยินดีการหยุดอยู่ แต่ยินดีการถอนออก ต้องอาบัติปาราชิก  
			<remark  id="s1b1c67l4" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์ผู้หญิงผู้ตายแล้วยังไม่ถูกสัตว์กัดโดยมากมาในสำนักภิกษุ  
			<remark  id="s1b1c67l5" />แล้วให้คร่อมองค์กำเนิดด้วยปัสสาวมรรค ถ้าเธอไม่ยินดีการเข้าไป ไม่ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว  
			<remark  id="s1b1c67l6" />ไม่ยินดีการหยุดอยู่ ไม่ยินดีการถอนออก ไม่ต้องอาบัติ.  
			<remark  id="s1b1c67l7" />		๒๔. มนุสสิตถี มตเยภุยยะอักขายิตะจตุกกะ [อม]  
			<remark  id="s1b1c67l8" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์ผู้หญิงผู้ตายแล้วยังไม่ถูกสัตว์กัดโดยมากมาในสำนัก  
			<remark  id="s1b1c67l9" />ภิกษุ แล้วให้อมองค์กำเนิดด้วยปาก ถ้าเธอยินดีการเข้าไป ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว ยินดีการ  
			<remark  id="s1b1c67l10" />หยุดอยู่ ยินดีการถอนออก ต้องอาบัติปาราชิก  
			<remark  id="s1b1c67l11" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์ผู้หญิงผู้ตายแล้วยังไม่ถูกสัตว์กัดโดยมากมาในสำนักภิกษุ  
			<remark  id="s1b1c67l12" />แล้วให้อมองค์กำเนิดด้วยปาก ถ้าเธอไม่ยินดีการเข้าไป แต่ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว ยินดีการ  
			<remark  id="s1b1c67l13" />หยุดอยู่ ยินดีการถอนออก ต้องอาบัติปาราชิก  
			<remark  id="s1b1c67l14" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์ผู้หญิงผู้ตายแล้วยังไม่ถูกสัตว์กัดโดยมากมาในสำนักภิกษุ  
			<remark  id="s1b1c67l15" />แล้วให้อมองค์กำเนิดด้วยปาก ถ้าเธอไม่ยินดีการเข้าไป ไม่ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว แต่ยินดี  
			<remark  id="s1b1c67l16" />การหยุดอยู่ ยินดีการถอนออก ต้องอาบัติปาราชิก  
			<remark  id="s1b1c67l17" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์ผู้หญิงผู้ตายแล้วยังไม่ถูกสัตว์กัดโดยมากมาในสำนัก  
			<remark  id="s1b1c67l18" />ภิกษุ แล้วให้อมองค์กำเนิดด้วยปาก ถ้าเธอไม่ยินดีการเข้าไป ไม่ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว ไม่  
			<remark  id="s1b1c67l19" />ยินดีการหยุดอยู่ แต่ยินดีการถอนออก ต้องอาบัติปาราชิก  
			<remark  id="s1b1c67l20" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์ผู้หญิงผู้ตายแล้วยังไม่ถูกสัตว์กัดโดยมากมาในสำนัก  
			<remark  id="s1b1c67l21" />ภิกษุ แล้วให้อมองค์กำเนิดด้วยปาก ถ้าเธอไม่ยินดีการเข้าไป ไม่ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว ไม่  
			<remark  id="s1b1c67l22" />ยินดีการหยุดอยู่ ไม่ยินดีการถอนออก ไม่ต้องอาบัติ.  
			<remark  id="s1b1c67l23" />			๒๕. มนุสสิตถี มตเยภุยยะขายิตะจตุกกะ [ทับ]  
			<remark  id="s1b1c67l24" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์ผู้หญิงผู้ตายแล้วถูกสัตว์กัดโดยมากมาในสำนักภิกษุ แล้ว  
			<remark  id="s1b1c67l25" />ให้ทับองค์กำเนิดด้วยวัจจมรรค ถ้าเธอยินดีการเข้าไป ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว ยินดีการหยุดอยู่  
			<remark  id="s1b1c67l26" />ยินดีการถอนออก ต้องอาบัติถุลลัจจัย 
		</para>
	</section>
	<section id="s1b1c68" >
		<para id="s1b1c68p">
			<remark  id="s1b1c68l1" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์ผู้หญิงผู้ตายแล้วถูกสัตว์กัดโดยมากมาในสำนักภิกษุ แล้ว  
			<remark  id="s1b1c68l2" />ให้ทับองค์กำเนิดด้วยวัจจมรรค ถ้าเธอไม่ยินดีการเข้าไป แต่ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว ยินดีการ  
			<remark  id="s1b1c68l3" />หยุดอยู่ ยินดีการถอนออก ต้องอาบัติถุลลัจจัย  
			<remark  id="s1b1c68l4" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์ผู้หญิงผู้ตายแล้วถูกสัตว์กัดโดยมากมาในสำนักภิกษุ แล้ว  
			<remark  id="s1b1c68l5" />ให้ทับองค์กำเนิดด้วยวัจจมรรค ถ้าเธอไม่ยินดีการเข้าไป ไม่ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว แต่ยินดี  
			<remark  id="s1b1c68l6" />การหยุดอยู่ ยินดีการถอนออก ต้องอาบัติถุลลัจจัย  
			<remark  id="s1b1c68l7" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์ผู้หญิงผู้ตายแล้วถูกสัตว์กัดโดยมากมาในสำนักภิกษุ แล้ว  
			<remark  id="s1b1c68l8" />ให้ทับองค์กำเนิดด้วยวัจจมรรค ถ้าเธอไม่ยินดีการเข้าไป ไม่ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว ไม่ยินดีการ  
			<remark  id="s1b1c68l9" />หยุดอยู่ แต่ยินดีการถอนออก ต้องอาบัติถุลลัจจัย  
			<remark  id="s1b1c68l10" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์ผู้หญิงผู้ตายแล้วถูกสัตว์กัดโดยมากมาในสำนักภิกษุ แล้ว  
			<remark  id="s1b1c68l11" />ให้ทับองค์กำเนิดด้วยวัจจมรรค ถ้าเธอไม่ยินดีการเข้าไป ไม่ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว ไม่ยินดีการ  
			<remark  id="s1b1c68l12" />หยุดอยู่ ไม่ยินดีการถอนออก ไม่ต้องอาบัติ.  
			<remark  id="s1b1c68l13" />		๒๖. มนุสสิตถี มตเยภุยยะขายิตะจตุกกะ [คร่อม]  
			<remark  id="s1b1c68l14" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์ผู้หญิงผู้ตายแล้วถูกสัตว์กัดโดยมากมาในสำนักภิกษุ แล้ว  
			<remark  id="s1b1c68l15" />ให้คร่อมองค์กำเนิดด้วยปัสสาวมรรค ถ้าเธอยินดีการเข้าไป ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว ยินดีการ  
			<remark  id="s1b1c68l16" />หยุดอยู่ ยินดีการถอนออก ต้องอาบัติถุลลัจจัย  
			<remark  id="s1b1c68l17" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์ผู้หญิงผู้ตายแล้วถูกสัตว์กัดโดยมากมาในสำนักภิกษุ แล้ว  
			<remark  id="s1b1c68l18" />ให้คร่อมองค์กำเนิดด้วยปัสสาวมรรค ถ้าเธอไม่ยินดีการเข้าไป แต่ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว ยินดีการ  
			<remark  id="s1b1c68l19" />หยุดอยู่ ยินดีการถอนออก ต้องอาบัติถุลลัจจัย  
			<remark  id="s1b1c68l20" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์ผู้หญิงผู้ตายแล้วถูกสัตว์กัดโดยมากมาในสำนักภิกษุ แล้ว  
			<remark  id="s1b1c68l21" />ให้คร่อมองค์กำเนิดด้วยปัสสาวมรรค ถ้าเธอไม่ยินดีการเข้าไป ไม่ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว แต่  
			<remark  id="s1b1c68l22" />ยินดีการหยุดอยู่ ยินดีการถอนออก ต้องอาบัติถุลลัจจัย  
			<remark  id="s1b1c68l23" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์ผู้หญิงผู้ตายแล้วถูกสัตว์กัดโดยมากมาในสำนักภิกษุ แล้ว  
			<remark  id="s1b1c68l24" />ให้คร่อมองค์กำเนิดด้วยปัสสาวมรรค ถ้าเธอไม่ยินดีการเข้าไป ไม่ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว ไม่  
			<remark  id="s1b1c68l25" />ยินดีการหยุดอยู่ แต่ยินดีการถอนออก ต้องอาบัติถุลลัจจัย  
			<remark  id="s1b1c68l26" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์ผู้หญิงผู้ตายแล้วถูกสัตว์กัดโดยมากมาในสำนักภิกษุ แล้ว
		</para>
	</section>
	<section id="s1b1c69" >
		<para id="s1b1c69p">
			<remark  id="s1b1c69l1" />ให้คร่อมองค์กำเนิดด้วยปัสสาวมรรค ถ้าเธอไม่ยินดีการเข้าไป ไม่ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว ไม่  
			<remark  id="s1b1c69l2" />ไม่ยินดีการหยุดอยู่ ไม่ยินดีการถอนออก ไม่ต้องอาบัติ.  
			<remark  id="s1b1c69l3" />			๒๗. มนุสสิตถี มตเยภุยยะขายิตะจตุกกะ [อม]  
			<remark  id="s1b1c69l4" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์ผู้หญิงผู้ตายแล้วถูกสัตว์กัดโดยมากมาในสำนักภิกษุ แล้ว  
			<remark  id="s1b1c69l5" />ให้อมองค์กำเนิดด้วยปาก ถ้าเธอยินดีการเข้าไป ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว ยินดีการหยุดอยู่ ยินดี  
			<remark  id="s1b1c69l6" />การถอนออก ต้องอาบัติถุลลัจจัย  
			<remark  id="s1b1c69l7" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์ผู้หญิงผู้ตายแล้วถูกสัตว์กัดโดยมากมาในสำนักภิกษุ แล้ว  
			<remark  id="s1b1c69l8" />ให้อมองค์กำเนิดด้วยปาก ถ้าเธอไม่ยินดีการเข้าไป แต่ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว ยินดีการหยุดอยู่  
			<remark  id="s1b1c69l9" />ยินดีการถอนออก ต้องอาบัติถุลลัจจัย  
			<remark  id="s1b1c69l10" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์ผู้หญิงผู้ตายแล้วถูกสัตว์กัดโดยมากมาในสำนักภิกษุ แล้ว  
			<remark  id="s1b1c69l11" />ให้อมองค์กำเนิดด้วยปาก ถ้าเธอไม่ยินดีการเข้าไป ไม่ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว แต่ยินดีการ  
			<remark  id="s1b1c69l12" />หยุดอยู่ ยินดีการถอนออก ต้องอาบัติถุลลัจจัย  
			<remark  id="s1b1c69l13" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์ผู้หญิงผู้ตายแล้วถูกสัตว์กัดโดยมากมาในสำนักภิกษุ แล้ว  
			<remark  id="s1b1c69l14" />ให้อมองค์กำเนิดด้วยปาก ถ้าเธอไม่ยินดีการเข้าไป ไม่ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว ไม่ยินดีการ  
			<remark  id="s1b1c69l15" />หยุดอยู่ แต่ยินดีการถอนออก ต้องอาบัติถุลลัจจัย  
			<remark  id="s1b1c69l16" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์ผู้หญิงผู้ตายแล้วถูกสัตว์กัดโดยมากมาในสำนักภิกษุ แล้ว  
			<remark  id="s1b1c69l17" />ให้อมองค์กำเนิดด้วยปาก ถ้าเธอไม่ยินดีการเข้าไป ไม่ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว ไม่ยินดีการ  
			<remark  id="s1b1c69l18" />หยุดอยู่ ไม่ยินดีการถอนออก ไม่ต้องอาบัติ.  
			<remark  id="s1b1c69l19" />					หมวดมนุสสิตถี ๒๗ จตุกกะ จบ  
			<remark  id="s1b1c69l20" />				๒. หมวดอมนุสสิตถี ๒๗ จตุกกะ  
			<remark  id="s1b1c69l21" />				อมนุสสิตถี สุทธิกะจตุกกะ  
			<remark  id="s1b1c69l22" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พาอมนุษย์ผู้หญิง ... อมนุษย์ผู้หญิงผู้ตื่น ... ผู้หลับ ... ผู้เมา ... ผู้วิกลจริต ...  
			<remark  id="s1b1c69l23" />ผู้เผลอสติ ... ผู้ตายแล้วยังไม่ถูกสัตว์กัด ... ผู้ตายแล้วยังไม่ถูกสัตว์กัดโดยมาก มาในสำนักภิกษุ แล้ว  
			<remark  id="s1b1c69l24" />ให้ทับองค์กำเนิดด้วยวัจจมรรค ... ให้คร่อมองค์กำเนิดด้วยปัสสาวมรรค ... ให้อมองค์กำเนิดด้วย  
			<remark  id="s1b1c69l25" />ปาก ถ้าเธอยินดีการเข้าไป ... ต้องอาบัติปาราชิก ... อมนุษย์ผู้หญิงผู้ตายแล้วถูกสัตว์กัดโดยมาก...  
			<remark  id="s1b1c69l26" />ต้องอาบัติถุลลัจจัย ถ้าไม่ยินดี ... ไม่ต้องอาบัติ ฯลฯ  
			<remark  id="s1b1c69l27" />				หมวดอมนุสสิตถี ๒๗ จตุกกะ จบ  
			<remark  id="s1b1c69l28" />					____________
		</para>
	</section>
	<section id="s1b1c70" >
		<para id="s1b1c70p">
			<remark  id="s1b1c70l1" />				๓. หมวดติรัจฉานคติตถี ๒๗ จตุกกะ  
			<remark  id="s1b1c70l2" />					ติรัจฉานคติตถี สุทธิกะจตุกกะ  
			<remark  id="s1b1c70l3" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พาสัตว์ดิรัจฉานตัวเมีย ... สัตว์ดิรัจฉานตัวเมียผู้ตื่น ... ผู้หลับ ... ผู้เมา ...  
			<remark  id="s1b1c70l4" />ผู้วิกลจริต ... ผู้เผลอสติ ... ผู้ตายไปแล้วยังไม่ถูกสัตว์กัด ... ผู้ตายแล้วยังไม่ถูกสัตว์กัดโดยมาก มา  
			<remark  id="s1b1c70l5" />ในสำนักภิกษุ แล้วให้ทับองค์กำเนิดด้วยวัจจมรรค ... ให้คร่อมองค์กำเนิดด้วยปัสสาวมรรค ... ให้  
			<remark  id="s1b1c70l6" />อมองค์กำเนิดด้วยปาก ถ้าเธอยินดีการเข้าไป ... ต้องอาบัติปาราชิก ... สัตว์ดิรัจฉานตัวเมียผู้ตายแล้ว  
			<remark  id="s1b1c70l7" />ถูกสัตว์กัดโดยมาก ... ต้องอาบัติถุลลัจจัย ถ้าไม่ยินดี ... ไม่ต้องอาบัติ ฯลฯ  
			<remark  id="s1b1c70l8" />			หมวดติรัจฉานคติตถี ๒๗ จตุกกะ จบ.  
			<remark  id="s1b1c70l9" />			๔. หมวดมนุสสะอุภโตพยัญชนก ๒๗ จตุกกะ  
			<remark  id="s1b1c70l10" />				มนุสสะอุภโตพยัญชนก สุทธิกะจตุกกะ  
			<remark  id="s1b1c70l11" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์อุภโตพยัญชนก ... มนุษย์อุภโตพยัญชนก ผู้ตื่น ... ผู้หลับ ...  
			<remark  id="s1b1c70l12" />ผู้เมา ... ผู้วิกลจริต ... ผู้เผลอสติ ... ผู้ตายแล้วยังไม่ถูกสัตว์กัด ... ผู้ตายแล้วยังไม่ถูกสัตว์กัดโดยมาก มา  
			<remark  id="s1b1c70l13" />ในสำนักภิกษุ แล้วให้ทับองค์กำเนิดด้วยวัจจมรรค ... ให้คร่อมองค์กำเนิดด้วยปัสสาวมรรค ... ให้  
			<remark  id="s1b1c70l14" />อมองค์กำเนิดด้วยปาก ... ถ้าเธอยินดีการเข้าไป ... ต้องอาบัติปาราชิก ... มนุษย์อุภโตพยัญชนกผู้ตาย  
			<remark  id="s1b1c70l15" />แล้วถูกสัตว์กัดโดยมาก ... ต้องอาบัติถุลลัจจัย ถ้าไม่ยินดี ... ไม่ต้องอาบัติ ฯลฯ  
			<remark  id="s1b1c70l16" />			หมวดมนุสสะอุภโตพยัญชนก ๒๗ จตุกกะ จบ.  
			<remark  id="s1b1c70l17" />			๕. หมวดอมนุสสะอุภโตพยัญชนก ๒๗ จตุกกะ  
			<remark  id="s1b1c70l18" />			อมนุสสะอุภโตพยัญชนก สุทธิกะจตุกกะ  
			<remark  id="s1b1c70l19" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พาอมนุษย์อุภโตพยัญชนก ... ๑ อมนุษย์อุภโตพยัญชนกผู้ตื่น ... ผู้หลับ ...  
			<remark  id="s1b1c70l20" />ผู้เมา ... ผู้วิกลจริต ... ผู้เผลอสติ ... ผู้ตายแล้วยังไม่ถูกสัตว์กัด ... ผู้ตายแล้วยังไม่ถูกสัตว์กัดโดยมาก  
			<remark  id="s1b1c70l21" />มาในสำนักภิกษุ แล้วให้ทับองค์กำเนิดด้วยวัจจมรรค ... ให้คร่อมองค์กำเนิดด้วยปัสสาวมรรค ...  
			<remark  id="s1b1c70l22" />ให้อมองค์กำเนิดด้วยปาก ถ้าเธอยินดีการเข้าไป ... ต้องอาบัติปาราชิก ... อมนุษย์อุภโตพยัญชนก  
			<remark  id="s1b1c70l23" />ผู้ตายแล้วถูกสัตว์กัดโดยมาก ... ต้องอาบัติถุลลัจจัย ถ้าไม่ยินดี ... ไม่ต้องอาบัติ ฯลฯ  
			<remark  id="s1b1c70l24" />			หมวดอมนุสสะอุภโตพยัญชนก ๒๗ จตุกกะ จบ.  
			<remark  id="s1b1c70l25" />#๑. ที่ ... ไว้นั้น ผู้ต้องการพิสดาร พึงพิจารณาโดยนัยดังกล่าวแล้วในมนุสสิตถีนั้นเถิด
		</para>
	</section>
	<section id="s1b1c71" >
		<para id="s1b1c71p">
			<remark  id="s1b1c71l1" />		๖. หมวดติรัจฉานคตะอุภโตพยัญชนก ๒๗ จตุกกะ  
			<remark  id="s1b1c71l2" />			ดิรัจฉานคตะอุภโตพยัญชนก สุทธิกะจตุกกะ  
			<remark  id="s1b1c71l3" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พาสัตว์ดิรัจฉานอุภโตพยัญชนก ... สัตว์ดิรัจฉานอุภโตพยัญชนก  
			<remark  id="s1b1c71l4" />ผู้ตื่น ... ผู้หลับ ... ผู้เมา ... ผู้วิกลจริต ... ผู้เผลอสติ ... ผู้ตายแล้วยังไม่ถูกสัตว์กัด ... ผู้ตายแล้วยังไม่ถูก  
			<remark  id="s1b1c71l5" />สัตว์กัดโดยมาก มาในสำนักภิกษุ แล้วให้ทับองค์กำเนิดด้วยวัจจมรรค ... ให้คร่อมองค์กำเนิดด้วย  
			<remark  id="s1b1c71l6" />ปัสสาวมรรค ... ให้อมองค์กำเนิดด้วยปาก ถ้าเธอยินดีการเข้าไป ... ต้องอาบัติปาราชิก ...  
			<remark  id="s1b1c71l7" />สัตว์ดิรัจฉานอุภโตพยัญชนกผู้ตายแล้วถูกสัตว์กัดโดยมาก ... ต้องอาบัติถุลลัจจัย ถ้าไม่ยินดี ...  
			<remark  id="s1b1c71l8" />ไม่ต้องอาบัติ ฯลฯ  
			<remark  id="s1b1c71l9" />		หมวดติรัจฉานคตะอุภโตพยัญชนก ๒๗ จตุกกะ จบ. ๑  
			<remark  id="s1b1c71l10" />				๗. หมวดมนุสสะปัณฑกะ ๑๘ จตุกกะ  
			<remark  id="s1b1c71l11" />			๑. มนุสสะปัณฑกะ สุทธิกะจตุกกะ [ทับ]  
			<remark  id="s1b1c71l12" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์บัณเฑาะก์มาในสำนักภิกษุ แล้วให้ทับองค์กำเนิดด้วย  
			<remark  id="s1b1c71l13" />วัจจมรรค ถ้าเธอยินดีการเข้าไป ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว ยินดีการหยุดอยู่ ยินดีการถอนออก  
			<remark  id="s1b1c71l14" />ต้องอาบัติปาราชิก  
			<remark  id="s1b1c71l15" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์บัณเฑาะก์มาในสำนักภิกษุ แล้วให้ทับองค์กำเนิดด้วย  
			<remark  id="s1b1c71l16" />วัจจมรรค ถ้าเธอไม่ยินดีการเข้าไป แต่ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว ยินดีการหยุดอยู่ ยินดีการ  
			<remark  id="s1b1c71l17" />ถอนออก ต้องอาบัติปาราชิก  
			<remark  id="s1b1c71l18" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์บัณเฑาะก์มาในสำนักภิกษุ แล้วให้ทับองค์กำเนิดด้วย  
			<remark  id="s1b1c71l19" />วัจจมรรค ถ้าเธอไม่ยินดีการเข้าไป ไม่ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว แต่ยินดีการหยุดอยู่ ยินดีการ  
			<remark  id="s1b1c71l20" />ถอนออก ต้องอาบัติปาราชิก  
			<remark  id="s1b1c71l21" />#      ๑. สุทธิกะ ๓ จตุกกะ                   ชาครันติ ๓ จตุกกะ  
			<remark  id="s1b1c71l22" />#สุตตะ ๓ จตุกกะ                             มัตตะ ๓ จตุกกะ  
			<remark  id="s1b1c71l23" />#อุมมัตตะ ๓ จตุกกะ                           ปมัตตะ ๓ จตุกกะ  
			<remark  id="s1b1c71l24" />#มตอักขายิตะ ๓ จตุกกะ                        มตเยภุยยะอักขายิตะ ๓ จตุกกะ  
			<remark  id="s1b1c71l25" />#มตเยภุยยะขายิตะ ๓ จตุกกะ                    ๓x๙= ๒๗ จตุกกะ  
			<remark  id="s1b1c71l26" />#      มนุสสิตถี ๒๗ จตุกกะ                    อมนุสสิตถี ๒๗ จตุกกะ  
			<remark  id="s1b1c71l27" />#ติรัจฉานคติตถี ๒๗ จตุกกะ                      มนุสสะอุภโตพยัญชนก ๒๗ จตุกกะ  
			<remark  id="s1b1c71l28" />#อมนุสสะอุภโตพยัญชนก ๒๗ จตุกกะ ติรัจฉานคตะอุภโตพยัญชนก ๒๗ จตุกกะ  
			<remark  id="s1b1c71l29" />#๒๗x๖=๑๖๒ จตุกกะ
		</para>
	</section>
	<section id="s1b1c72" >
		<para id="s1b1c72p">
			<remark  id="s1b1c72l1" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์บัณเฑาะก์มาในสำนักภิกษุ แล้วให้ทับองค์กำเนิดด้วย  
			<remark  id="s1b1c72l2" />วัจจมรรค ถ้าเธอไม่ยินดีการเข้าไป ไม่ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว ไม่ยินดีการหยุดอยู่ แต่ยินดี  
			<remark  id="s1b1c72l3" />ถอนออก ต้องอาบัติปาราชิก  
			<remark  id="s1b1c72l4" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์บัณเฑาะก์มาในสำนักภิกษุ แล้วให้ทับองค์กำเนิดด้วย  
			<remark  id="s1b1c72l5" />วัจจมรรค ถ้าเธอไม่ยินดีการเข้าไป ไม่ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว ไม่ยินดีการหยุดอยู่ ไม่ยินดีการ  
			<remark  id="s1b1c72l6" />ถอนออก ไม่ต้องอาบัติ.  
			<remark  id="s1b1c72l7" />			๒. มนุสสะปัณฑกะ สุทธิกะจตุกกะ [อม]  
			<remark  id="s1b1c72l8" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์บัณเฑาะก์มาในสำนักภิกษุ แล้วให้อมองค์กำเนิดด้วย  
			<remark  id="s1b1c72l9" />ปาก ถ้าเธอยินดีการเข้าไป ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว ยินดีการหยุดอยู่ ยินดีการถอนออก ต้อง  
			<remark  id="s1b1c72l10" />อาบัติปาราชิก  
			<remark  id="s1b1c72l11" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์บัณเฑาะก์มาในสำนักภิกษุ แล้วให้อมองค์กำเนิดด้วย  
			<remark  id="s1b1c72l12" />ปาก ถ้าเธอไม่ยินดีการเข้าไป แต่ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว ยินดีการหยุดอยู่ ยินดีการถอนออก  
			<remark  id="s1b1c72l13" />ต้องอาบัติปาราชิก  
			<remark  id="s1b1c72l14" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์บัณเฑาะก์มาในสำนักภิกษุ แล้วให้อมองค์กำเนิดด้วย  
			<remark  id="s1b1c72l15" />ปาก ถ้าเธอไม่ยินดีการเข้าไป ไม่ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว แต่ยินดีการหยุดอยู่ ยินดีการถอนออก  
			<remark  id="s1b1c72l16" />ต้องอาบัติปาราชิก  
			<remark  id="s1b1c72l17" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์บัณเฑาะก์มาในสำนักภิกษุ แล้วให้อมองค์กำเนิดด้วย  
			<remark  id="s1b1c72l18" />ปาก ถ้าเธอไม่ยินดีการเข้าไป ไม่ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว ไม่ยินดีการหยุดอยู่ แต่ยินดีการ  
			<remark  id="s1b1c72l19" />ถอนออก ต้องอาบัติปาราชิก  
			<remark  id="s1b1c72l20" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์บัณเฑาะก์มาในสำนักภิกษุ แล้วให้อมองค์กำเนิดด้วย  
			<remark  id="s1b1c72l21" />ปาก ถ้าเธอไม่ยินดีการเข้าไป ไม่ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว ไม่ยินดีการหยุดอยู่ ไม่ยินดีการ  
			<remark  id="s1b1c72l22" />ถอนออก ไม่ต้องอาบัติ.  
			<remark  id="s1b1c72l23" />			๓. มนุสสะปัณฑกะ ชาครันตะจตุกกะ [ทับ]  
			<remark  id="s1b1c72l24" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์บัณเฑาะก์ผู้ตื่นมาในสำนักภิกษุ แล้วให้ทับองค์กำเนิด  
			<remark  id="s1b1c72l25" />ด้วยวัจจมรรค ถ้าเธอยินดีการเข้าไป ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว ยินดีการหยุดอยู่ ยินดีการ  
			<remark  id="s1b1c72l26" />ถอนออก ต้องอาบัติปาราชิก
		</para>
	</section>
	<section id="s1b1c73" >
		<para id="s1b1c73p">
			<remark  id="s1b1c73l1" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์บัณเฑาะก์ผู้ตื่นมาในสำนักภิกษุ แล้วให้ทับองค์กำเนิด  
			<remark  id="s1b1c73l2" />ด้วยวัจจมรรค ถ้าเธอไม่ยินดีการเข้าไป แต่ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว ยินดีการหยุดอยู่ ยินดีการ  
			<remark  id="s1b1c73l3" />ถอนออก ต้องอาบัติปาราชิก  
			<remark  id="s1b1c73l4" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์บัณเฑาะก์ผู้ตื่นมาในสำนักภิกษุ แล้วให้ทับองค์กำเนิด  
			<remark  id="s1b1c73l5" />ด้วยวัจจมรรค ถ้าเธอไม่ยินดีการเข้าไป ไม่ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว แต่ยินดีการหยุดอยู่  
			<remark  id="s1b1c73l6" />ยินดีการถอนออก ต้องอาบัติปาราชิก  
			<remark  id="s1b1c73l7" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์บัณเฑาะก์ผู้ตื่นมาในสำนักภิกษุ แล้วให้ทับองค์กำเนิด  
			<remark  id="s1b1c73l8" />ด้วยวัจจมรรค ถ้าเธอไม่ยินดีการเข้าไป ไม่ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว ไม่ยินดีการหยุดอยู่ แต่  
			<remark  id="s1b1c73l9" />ยินดีการถอนออก ต้องอาบัติปาราชิก  
			<remark  id="s1b1c73l10" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์บัณเฑาะก์ผู้ตื่นมาในสำนักภิกษุ แล้วให้ทับองค์กำเนิด  
			<remark  id="s1b1c73l11" />ด้วยวัจจมรรค ถ้าเธอไม่ยินดีการเข้าไป ไม่ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว ไม่ยินดีการหยุดอยู่ ไม่ยินดี  
			<remark  id="s1b1c73l12" />การถอนออก ไม่ต้องอาบัติ.  
			<remark  id="s1b1c73l13" />			๔. มนุสสะปัณฑกะ ชาครันตะจตุกกะ [อม]  
			<remark  id="s1b1c73l14" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์บัณเฑาะก์ผู้ตื่นมาในสำนักภิกษุ แล้วให้อมองค์กำเนิด  
			<remark  id="s1b1c73l15" />ด้วยปาก ถ้าเธอยินดีการเข้าไป ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว ยินดีการหยุดอยู่ ยินดีการถอนออก  
			<remark  id="s1b1c73l16" />ต้องอาบัติปาราชิก  
			<remark  id="s1b1c73l17" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์บัณเฑาะก์ผู้ตื่นมาในสำนักภิกษุ แล้วให้อมองค์กำเนิด  
			<remark  id="s1b1c73l18" />ด้วยปาก ถ้าเธอไม่ยินดีการเข้าไป แต่ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว ยินดีการหยุดอยู่ ยินดีการ  
			<remark  id="s1b1c73l19" />ถอนออก ต้องอาบัติปาราชิก  
			<remark  id="s1b1c73l20" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์บัณเฑาะก์ผู้ตื่นมาในสำนักภิกษุ แล้วให้อมองค์กำเนิด  
			<remark  id="s1b1c73l21" />ด้วยปาก ถ้าเธอไม่ยินดีการเข้าไป ไม่ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว แต่ยินดีการหยุดอยู่ ยินดีการ  
			<remark  id="s1b1c73l22" />ถอนออก ต้องอาบัติปาราชิก  
			<remark  id="s1b1c73l23" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์บัณเฑาะก์ผู้ตื่นมาในสำนักภิกษุ แล้วให้อมองค์กำเนิด  
			<remark  id="s1b1c73l24" />ด้วยปาก ถ้าเธอไม่ยินดีการเข้าไป ไม่ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว ไม่ยินดีการหยุดอยู่ แต่ยินดีการ  
			<remark  id="s1b1c73l25" />ถอนออก ต้องอาบัติปาราชิก
		</para>
	</section>
	<section id="s1b1c74" >
		<para id="s1b1c74p">
			<remark  id="s1b1c74l1" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์บัณเฑาะก์ผู้ตื่นมาในสำนักภิกษุ แล้วให้อมองค์กำเนิด  
			<remark  id="s1b1c74l2" />ด้วยปาก ถ้าเธอไม่ยินดีการเข้าไป ไม่ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว ไม่ยินดีการหยุดอยู่ ไม่ยินดีการ  
			<remark  id="s1b1c74l3" />ถอนออก ไม่ต้องอาบัติ.  
			<remark  id="s1b1c74l4" />			๕. มนุสสะปัณฑกะ สุตตะจตุกกะ [ทับ]  
			<remark  id="s1b1c74l5" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์บัณเฑาะก์ผู้หลับมาในสำนักภิกษุ แล้วให้ทับองค์กำเนิด  
			<remark  id="s1b1c74l6" />ด้วยวัจจมรรค ถ้าเธอยินดีการเข้าไป ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว ยินดีการหยุดอยู่ ยินดีการ  
			<remark  id="s1b1c74l7" />ถอนออก ต้องอาบัติปาราชิก  
			<remark  id="s1b1c74l8" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์บัณเฑาะก์ผู้หลับมาในสำนักภิกษุ แล้วให้ทับองค์กำเนิด  
			<remark  id="s1b1c74l9" />ด้วยวัจจมรรค ถ้าเธอไม่ยินดีการเข้าไป แต่ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว ยินดีการหยุดอยู่ ยินดีการ  
			<remark  id="s1b1c74l10" />ถอนออก ต้องอาบัติปาราชิก  
			<remark  id="s1b1c74l11" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์บัณเฑาะก์ผู้หลับมาในสำนักภิกษุ แล้วให้ทับองค์กำเนิด  
			<remark  id="s1b1c74l12" />ด้วยวัจจมรรค ถ้าเธอไม่ยินดีการเข้าไป ไม่ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว แต่ยินดีการหยุดอยู่ ยินดี  
			<remark  id="s1b1c74l13" />การถอนออก ต้องอาบัติปาราชิก  
			<remark  id="s1b1c74l14" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์บัณเฑาะก์ผู้หลับมาในสำนักภิกษุ แล้วให้ทับองค์กำเนิด  
			<remark  id="s1b1c74l15" />ด้วยวัจจมรรค ถ้าเธอไม่ยินดีการเข้าไป ไม่ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว ไม่ยินดีการหยุดอยู่ แต่ยินดี  
			<remark  id="s1b1c74l16" />การถอนออก ต้องอาบัติปาราชิก  
			<remark  id="s1b1c74l17" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์บัณเฑาะก์ผู้หลับมาในสำนักภิกษุ แล้วให้ทับองค์กำเนิด  
			<remark  id="s1b1c74l18" />ด้วยวัจจมรรค ถ้าเธอไม่ยินดีการเข้าไป ไม่ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว ไม่ยินดีการหยุดอยู่ ไม่ยินดี  
			<remark  id="s1b1c74l19" />การถอนออก ไม่ต้องอาบัติ.  
			<remark  id="s1b1c74l20" />			๖. มนุสสะปัณฑกะ สุตตะจตุกกะ [อม]  
			<remark  id="s1b1c74l21" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์บัณเฑาะก์ผู้หลับมาในสำนักภิกษุ แล้วให้อมองค์กำเนิด  
			<remark  id="s1b1c74l22" />ด้วยปาก ถ้าเธอยินดีการเข้าไป ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว ยินดีการหยุดอยู่ ยินดีการถอนออก  
			<remark  id="s1b1c74l23" />ต้องอาบัติปาราชิก  
			<remark  id="s1b1c74l24" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์บัณเฑาะก์ผู้หลับมาในสำนักภิกษุ แล้วให้อมองค์กำเนิด  
			<remark  id="s1b1c74l25" />ด้วยปาก ถ้าเธอไม่ยินดีการเข้าไป แต่ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว ยินดีการหยุดอยู่ ยินดีการ  
			<remark  id="s1b1c74l26" />ถอนออก ต้องอาบัติปาราชิก
		</para>
	</section>
	<section id="s1b1c75" >
		<para id="s1b1c75p">
			<remark  id="s1b1c75l1" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์บัณเฑาะก์ผู้หลับมาในสำนักภิกษุ แล้วให้อมองค์กำเนิด  
			<remark  id="s1b1c75l2" />ด้วยปาก ถ้าเธอไม่ยินดีการเข้าไป ไม่ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว แต่ยินดีการหยุดอยู่ ยินดี  
			<remark  id="s1b1c75l3" />การถอนออก ต้องอาบัติปาราชิก  
			<remark  id="s1b1c75l4" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์บัณเฑาะก์ผู้หลับมาในสำนักภิกษุ แล้วให้อมองค์กำเนิด  
			<remark  id="s1b1c75l5" />ด้วยปาก ถ้าเธอไม่ยินดีการเข้าไป ไม่ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว ไม่ยินดีการหยุดอยู่ แต่ยินดี  
			<remark  id="s1b1c75l6" />การถอนออก ต้องอาบัติปาราชิก  
			<remark  id="s1b1c75l7" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์บัณเฑาะก์ผู้หลับมาในสำนักภิกษุ แล้วให้อมองค์กำเนิด  
			<remark  id="s1b1c75l8" />ด้วยปาก ถ้าเธอไม่ยินดีการเข้าไป ไม่ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว ไม่ยินดีการหยุดอยู่ ไม่ยินดี  
			<remark  id="s1b1c75l9" />การถอนออก ไม่ต้องอาบัติ.  
			<remark  id="s1b1c75l10" />			๗. มนุสสะปัณฑกะ มัตตะจตุกกะ [ทับ]  
			<remark  id="s1b1c75l11" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์บัณเฑาะก์ผู้เมามาในสำนักภิกษุ แล้วให้ทับองค์กำเนิด  
			<remark  id="s1b1c75l12" />ด้วยวัจจมรรค ถ้าเธอยินดีการเข้าไป ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว ยินดีการหยุดอยู่ ยินดีการ  
			<remark  id="s1b1c75l13" />ถอนออก ต้องอาบัติปาราชิก  
			<remark  id="s1b1c75l14" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์บัณเฑาะก์ผู้เมามาในสำนักภิกษุ แล้วให้ทับองค์กำเนิด  
			<remark  id="s1b1c75l15" />ด้วยวัจจมรรค ถ้าเธอไม่ยินดีการเข้าไป แต่ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว ยินดีการหยุดอยู่ ยินดีการ  
			<remark  id="s1b1c75l16" />ถอนออก ต้องอาบัติปาราชิก  
			<remark  id="s1b1c75l17" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์บัณเฑาะก์ผู้เมามาในสำนักภิกษุ แล้วให้ทับองค์กำเนิด  
			<remark  id="s1b1c75l18" />ด้วยวัจจมรรค ถ้าเธอไม่ยินดีการเข้าไป ไม่ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว แต่ยินดีการหยุดอยู่ ยินดี  
			<remark  id="s1b1c75l19" />การถอนออก ต้องอาบัติปาราชิก  
			<remark  id="s1b1c75l20" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์บัณเฑาะก์ผู้เมามาในสำนักภิกษุ แล้วให้ทับองค์กำเนิด  
			<remark  id="s1b1c75l21" />ด้วยวัจจมรรค ถ้าเธอไม่ยินดีการเข้าไป ไม่ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว ไม่ยินดีการหยุดอยู่ แต่  
			<remark  id="s1b1c75l22" />ยินดีการถอนออก ต้องอาบัติปาราชิก  
			<remark  id="s1b1c75l23" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์บัณเฑาะก์ผู้เมามาในสำนักภิกษุ แล้วให้ทับองค์กำเนิด  
			<remark  id="s1b1c75l24" />ด้วยวัจจมรรค ถ้าเธอไม่ยินดีการเข้าไป ไม่ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว ไม่ยินดีการหยุดอยู่ ไม่ยินดี  
			<remark  id="s1b1c75l25" />การถอนออก ไม่ต้องอาบัติ.
		</para>
	</section>
	<section id="s1b1c76" >
		<para id="s1b1c76p">
			<remark  id="s1b1c76l1" />			๘. มนุสสะปัณฑกะ มัตตะจตุกกะ [อม]  
			<remark  id="s1b1c76l2" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์บัณเฑาะก์ผู้เมามาในสำนักภิกษุ แล้วให้อมองค์กำเนิด  
			<remark  id="s1b1c76l3" />ด้วยปาก ถ้าเธอยินดีการเข้าไป ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว ยินดีการหยุดอยู่ ยินดีการถอนออก  
			<remark  id="s1b1c76l4" />ต้องอาบัติปาราชิก  
			<remark  id="s1b1c76l5" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์บัณเฑาะก์ผู้เมามาในสำนักภิกษุ แล้วให้อมองค์กำเนิด  
			<remark  id="s1b1c76l6" />ด้วยปาก ถ้าเธอไม่ยินดีการเข้าไป แต่ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว ยินดีการหยุดอยู่ ยินดีการ  
			<remark  id="s1b1c76l7" />ถอนออก ต้องอาบัติปาราชิก  
			<remark  id="s1b1c76l8" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์บัณเฑาะก์ผู้เมามาในสำนักภิกษุ แล้วให้อมองค์กำเนิด  
			<remark  id="s1b1c76l9" />ด้วยปาก ถ้าเธอไม่ยินดีการเข้าไป ไม่ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว แต่ยินดีการหยุดอยู่ ยินดีการ  
			<remark  id="s1b1c76l10" />ถอนออก ต้องอาบัติปาราชิก  
			<remark  id="s1b1c76l11" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์บัณเฑาะก์ผู้เมามาในสำนักภิกษุ แล้วให้อมองค์กำเนิด  
			<remark  id="s1b1c76l12" />ด้วยปาก ถ้าเธอไม่ยินดีการเข้าไป ไม่ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว ไม่ยินดีการหยุดอยู่ แต่ยินดี  
			<remark  id="s1b1c76l13" />การถอนออก ต้องอาบัติปาราชิก  
			<remark  id="s1b1c76l14" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์บัณเฑาะก์ผู้เมามาในสำนักภิกษุ แล้วให้อมองค์กำเนิด  
			<remark  id="s1b1c76l15" />ด้วยปาก ถ้าเธอไม่ยินดีการเข้าไป ไม่ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว ไม่ยินดีการหยุดอยู่ ไม่ยินดีการ  
			<remark  id="s1b1c76l16" />ถอนออก ไม่ต้องอาบัติ.  
			<remark  id="s1b1c76l17" />			๙. มนุสสะปัณฑกะ อุมมัตตะจตุกกะ [ทับ]  
			<remark  id="s1b1c76l18" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์บัณเฑาะก์ผู้วิกลจริตมาในสำนักภิกษุ แล้วให้ทับองค์  
			<remark  id="s1b1c76l19" />กำเนิดด้วยวัจจมรรค ถ้าเธอยินดีการเข้าไป ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว ยินดีการหยุดอยู่ ยินดีการ  
			<remark  id="s1b1c76l20" />ถอนออก ต้องอาบัติปาราชิก  
			<remark  id="s1b1c76l21" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์บัณเฑาะก์ผู้วิกลจริตมาในสำนักภิกษุ แล้วให้ทับองค์  
			<remark  id="s1b1c76l22" />กำเนิดด้วยวัจจมรรค ถ้าเธอไม่ยินดีการเข้าไป แต่ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว ยินดีการหยุดอยู่  
			<remark  id="s1b1c76l23" />ยินดีการถอนออก ต้องอาบัติปาราชิก  
			<remark  id="s1b1c76l24" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์บัณเฑาะก์ผู้วิกลจริตมาในสำนักภิกษุ แล้วให้ทับองค์  
			<remark  id="s1b1c76l25" />กำเนิดด้วยวัจจมรรค ถ้าเธอไม่ยินดีการเข้าไป ไม่ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว แต่ยินดีการหยุดอยู่  
			<remark  id="s1b1c76l26" />ยินดีการถอนออก ต้องอาบัติปาราชิก
		</para>
	</section>
	<section id="s1b1c77" >
		<para id="s1b1c77p">
			<remark  id="s1b1c77l1" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์บัณเฑาะก์ผู้วิกลจริตมาในสำนักภิกษุ แล้วให้ทับองค์  
			<remark  id="s1b1c77l2" />กำเนิดด้วยวัจจมรรค ถ้าเธอไม่ยินดีการเข้าไป ไม่ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว ไม่ยินดีการหยุดอยู่  
			<remark  id="s1b1c77l3" />แต่ยินดีการถอนออก ต้องอาบัติปาราชิก  
			<remark  id="s1b1c77l4" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์บัณเฑาะก์ผู้วิกลจริตมาในสำนักภิกษุ แล้วให้ทับองค์  
			<remark  id="s1b1c77l5" />กำเนิดด้วยวัจจมรรค ถ้าเธอไม่ยินดีการเข้าไป ไม่ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว ไม่ยินดีการหยุดอยู่  
			<remark  id="s1b1c77l6" />ไม่ยินดีการถอนออก ไม่ต้องอาบัติ.  
			<remark  id="s1b1c77l7" />			๑๐. มนุสสะปัณฑกะ อุมมัตตะจตุกกะ [อม]  
			<remark  id="s1b1c77l8" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์บัณเฑาะก์ผู้วิกลจริตมาในสำนักภิกษุ แล้วให้อมองค์  
			<remark  id="s1b1c77l9" />กำเนิดด้วยปาก ถ้าเธอยินดีการเข้าไป ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว ยินดีการหยุดอยู่ ยินดีการ  
			<remark  id="s1b1c77l10" />ถอนออก ต้องอาบัติปาราชิก  
			<remark  id="s1b1c77l11" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์บัณเฑาะก์ผู้วิกลจริตมาในสำนักภิกษุ แล้วให้อมองค์  
			<remark  id="s1b1c77l12" />กำเนิดด้วยปาก ถ้าเธอไม่ยินดีการเข้าไป ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว ยินดีการหยุดอยู่  
			<remark  id="s1b1c77l13" />ยินดีการถอนออก ต้องอาบัติปาราชิก  
			<remark  id="s1b1c77l14" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์บัณเฑาะก์ผู้วิกลจริตมาในสำนักภิกษุ แล้วให้อมองค์  
			<remark  id="s1b1c77l15" />กำเนิดด้วยปาก ถ้าเธอไม่ยินดีการเข้าไป ไม่ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว แต่ยินดีการหยุดอยู่ ยินดี  
			<remark  id="s1b1c77l16" />การถอนออก ต้องอาบัติปาราชิก  
			<remark  id="s1b1c77l17" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์บัณเฑาะก์ผู้วิกลจริตมาในสำนักภิกษุ แล้วให้อมองค์  
			<remark  id="s1b1c77l18" />กำเนิดด้วยปาก ถ้าเธอไม่ยินดีการเข้าไป ไม่ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว ไม่ยินดีการหยุดอยู่ แต่  
			<remark  id="s1b1c77l19" />ยินดีการถอนออก ต้องอาบัติปาราชิก  
			<remark  id="s1b1c77l20" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์บัณเฑาะก์ผู้วิกลจริตมาในสำนักภิกษุ แล้วให้อมองค์  
			<remark  id="s1b1c77l21" />กำเนิดด้วยปาก ถ้าเธอไม่ยินดีการเข้าไป ไม่ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว ไม่ยินดีการหยุดอยู่ ไม่  
			<remark  id="s1b1c77l22" />ยินดีการถอนออก ไม่ต้องอาบัติ.  
			<remark  id="s1b1c77l23" />			๑๑. มนุสสะปัณฑกะ ปมัตตะจตุกกะ [ทับ]  
			<remark  id="s1b1c77l24" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์บัณเฑาะก์ผู้เผลอสติมาในสำนักภิกษุ แล้วให้ทับองค์  
			<remark  id="s1b1c77l25" />กำเนิดด้วยวัจจมรรค ถ้าเธอยินดีการเข้าไป ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว ยินดีการหยุดอยู่ ยินดีการ  
			<remark  id="s1b1c77l26" />ถอนออก ต้องอาบัติปาราชิก
		</para>
	</section>
	<section id="s1b1c78" >
		<para id="s1b1c78p">
			<remark  id="s1b1c78l1" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์บัณเฑาะก์ผู้เผลอสติมาในสำนักภิกษุ แล้วให้ทับองค์  
			<remark  id="s1b1c78l2" />กำเนิดด้วยวัจจมรรค ถ้าเธอไม่ยินดีการเข้าไป แต่ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว ยินดีการหยุดอยู่  
			<remark  id="s1b1c78l3" />ยินดีการถอนออก ต้องอาบัติปาราชิก  
			<remark  id="s1b1c78l4" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์บัณเฑาะก์ผู้เผลอสติมาในสำนักภิกษุ แล้วให้ทับองค์  
			<remark  id="s1b1c78l5" />กำเนิดด้วยวัจจมรรค ถ้าเธอไม่ยินดีการเข้าไป ไม่ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว แต่ยินดีการหยุดอยู่  
			<remark  id="s1b1c78l6" />ยินดีการถอนออก ต้องอาบัติปาราชิก  
			<remark  id="s1b1c78l7" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์บัณเฑาะก์ผู้เผลอสติมาในสำนักภิกษุ แล้วให้ทับองค์  
			<remark  id="s1b1c78l8" />กำเนิดด้วยวัจจมรรค ถ้าเธอไม่ยินดีการเข้าไป ไม่ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว ไม่ยินดีการหยุดอยู่  
			<remark  id="s1b1c78l9" />แต่ยินดีการถอนออก ต้องอาบัติปาราชิก  
			<remark  id="s1b1c78l10" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์บัณเฑาะก์ผู้เผลอสติมาในสำนักภิกษุ แล้วให้ทับองค์  
			<remark  id="s1b1c78l11" />กำเนิดด้วยวัจจมรรค ถ้าเธอไม่ยินดีการเข้าไป ไม่ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว ไม่ยินดีการหยุดอยู่  
			<remark  id="s1b1c78l12" />ไม่ยินดีการถอนออก ไม่ต้องอาบัติ.  
			<remark  id="s1b1c78l13" />			๑๒. มนุสสะปัณฑกะ ปมัตตะจตุกกะ [อม]  
			<remark  id="s1b1c78l14" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์บัณเฑาะก์ผู้เผลอสติมาในสำนักภิกษุ แล้วให้อมองค์  
			<remark  id="s1b1c78l15" />กำเนิดด้วยปาก ถ้าเธอยินดีการเข้าไป ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว ยินดีการหยุดอยู่ ยินดีการ  
			<remark  id="s1b1c78l16" />ถอนออก ต้องอาบัติปาราชิก  
			<remark  id="s1b1c78l17" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์บัณเฑาะก์ผู้เผลอสติมาในสำนักภิกษุ แล้วให้อมองค์  
			<remark  id="s1b1c78l18" />กำเนิดด้วยปาก ถ้าเธอไม่ยินดีการเข้าไป แต่ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว ยินดีการหยุดอยู่ ยินดี  
			<remark  id="s1b1c78l19" />การถอนออก ต้องอาบัติปาราชิก  
			<remark  id="s1b1c78l20" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์บัณเฑาะก์ผู้เผลอสติมาในสำนักภิกษุ แล้วให้อมองค์  
			<remark  id="s1b1c78l21" />กำเนิดด้วยปาก ถ้าเธอไม่ยินดีการเข้าไป ไม่ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว แต่ยินดีการหยุดอยู่ ยินดี  
			<remark  id="s1b1c78l22" />การถอนออก ต้องอาบัติปาราชิก  
			<remark  id="s1b1c78l23" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์บัณเฑาะก์ผู้เผลอสติมาในสำนักภิกษุ แล้วให้อมองค์  
			<remark  id="s1b1c78l24" />กำเนิดด้วยปาก ถ้าเธอไม่ยินดีการเข้าไป ไม่ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว ไม่ยินดีการหยุดอยู่ แต่  
			<remark  id="s1b1c78l25" />ยินดีการถอนออก ต้องอาบัติปาราชิก
		</para>
	</section>
	<section id="s1b1c79" >
		<para id="s1b1c79p">
			<remark  id="s1b1c79l1" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์บัณเฑาะก์ผู้เผลอสติมาในสำนักภิกษุ แล้วให้อมองค์  
			<remark  id="s1b1c79l2" />กำเนิดด้วยปาก ถ้าเธอไม่ยินดีการเข้าไป ไม่ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว ไม่ยินดีการหยุดอยู่ ไม่  
			<remark  id="s1b1c79l3" />ยินดีการถอนออก ไม่ต้องอาบัติ.  
			<remark  id="s1b1c79l4" />			๑๓. มนุสสะปัณฑกะ มตอักขายิตะจตุกกะ [ทับ]  
			<remark  id="s1b1c79l5" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์บัณเฑาะก์ผู้ตายแล้วยังไม่ถูกสัตว์กัดมาในสำนักภิกษุ  
			<remark  id="s1b1c79l6" />แล้วให้ทับองค์กำเนิดด้วยวัจจมรรค ถ้าเธอยินดีการเข้าไป ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว ยินดีการหยุดอยู่  
			<remark  id="s1b1c79l7" />ยินดีการถอนออก ต้องอาบัติปาราชิก  
			<remark  id="s1b1c79l8" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์บัณเฑาะก์ผู้ตายแล้วยังไม่ถูกสัตว์กัดมาในสำนักภิกษุ  
			<remark  id="s1b1c79l9" />แล้วให้ทับองค์กำเนิดด้วยวัจจมรรค ถ้าเธอไม่ยินดีการเข้าไป แต่ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว ยินดี  
			<remark  id="s1b1c79l10" />การหยุดอยู่ ยินดีการถอนออก ต้องอาบัติปาราชิก  
			<remark  id="s1b1c79l11" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์บัณเฑาะก์ผู้ตายแล้วยังไม่ถูกสัตว์กัดมาในสำนักภิกษุ  
			<remark  id="s1b1c79l12" />แล้วให้ทับองค์กำเนิดด้วยวัจจมรรค ถ้าเธอไม่ยินดีการเข้าไป ไม่ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว แต่  
			<remark  id="s1b1c79l13" />ยินดีการหยุดอยู่ ยินดีการถอนออก ต้องอาบัติปาราชิก  
			<remark  id="s1b1c79l14" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์บัณเฑาะก์ผู้ตายแล้วยังไม่ถูกสัตว์กัดมาในสำนักภิกษุ  
			<remark  id="s1b1c79l15" />แล้วให้ทับองค์กำเนิดด้วยวัจจมรรค ถ้าเธอไม่ยินดีการเข้าไป ไม่ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว ไม่  
			<remark  id="s1b1c79l16" />ยินดีการหยุดอยู่ แต่ยินดีการถอนออก ต้องอาบัติปาราชิก  
			<remark  id="s1b1c79l17" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์บัณเฑาะก์ผู้ตายแล้วยังไม่ถูกสัตว์กัดมาในสำนักภิกษุ  
			<remark  id="s1b1c79l18" />แล้วให้ทับองค์กำเนิดด้วยวัจจมรรค ถ้าเธอไม่ยินดีการเข้าไป ไม่ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว ไม่  
			<remark  id="s1b1c79l19" />ยินดีการหยุดอยู่ ไม่ยินดีการถอนออก ไม่ต้องอาบัติ.  
			<remark  id="s1b1c79l20" />			๑๔. มนุสสะปัณฑกะ มตอักขายิตะจตุกกะ [อม]  
			<remark  id="s1b1c79l21" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์บัณเฑาะก์ผู้ตายแล้วยังไม่ถูกสัตว์กัดมาในสำนักภิกษุ  
			<remark  id="s1b1c79l22" />แล้วให้อมองค์กำเนิดด้วยปาก ถ้าเธอไม่ยินดีการเข้าไป ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว ยินดีการหยุดอยู่  
			<remark  id="s1b1c79l23" />ยินดีการถอนออก ต้องอาบัติปาราชิก  
			<remark  id="s1b1c79l24" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์บัณเฑาะก์ผู้ตายแล้วยังไม่ถูกสัตว์กัดมาในสำนักภิกษุ  
			<remark  id="s1b1c79l25" />แล้วให้อมองค์กำเนิดด้วยปาก ถ้าเธอไม่ยินดีการเข้าไป แต่ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว ยินดีการ  
			<remark  id="s1b1c79l26" />หยุดอยู่ ยินดีการถอนออก ต้องอาบัติปาราชิก
		</para>
	</section>
	<section id="s1b1c80" >
		<para id="s1b1c80p">
			<remark  id="s1b1c80l1" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์บัณเฑาะก์ผู้ตายแล้วยังไม่ถูกสัตว์กัดมาในสำนักภิกษุ  
			<remark  id="s1b1c80l2" />แล้วให้อมองค์กำเนิดด้วยปาก ถ้าเธอไม่ยินดีการเข้าไป ไม่ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว แต่ยินดีการ  
			<remark  id="s1b1c80l3" />หยุดอยู่ ยินดีการถอนออก ต้องอาบัติปาราชิก  
			<remark  id="s1b1c80l4" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์บัณเฑาะก์ผู้ตายแล้วยังไม่ถูกสัตว์กัดมาในสำนักภิกษุ  
			<remark  id="s1b1c80l5" />แล้วให้อมองค์กำเนิดด้วยปาก ถ้าเธอไม่ยินดีการเข้าไป ไม่ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว ไม่ยินดี  
			<remark  id="s1b1c80l6" />การหยุดอยู่ แต่ยินดีการถอนออก ต้องอาบัติปาราชิก  
			<remark  id="s1b1c80l7" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์บัณเฑาะก์ผู้ตายแล้วยังไม่ถูกสัตว์กัดมาในสำนักภิกษุ  
			<remark  id="s1b1c80l8" />แล้วให้อมองค์กำเนิดด้วยปาก ถ้าเธอไม่ยินดีการเข้าไป ไม่ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว ไม่ยินดี  
			<remark  id="s1b1c80l9" />การหยุดอยู่ ไม่ยินดีการถอนออก ไม่ต้องอาบัติ  
			<remark  id="s1b1c80l10" />		๑๕. มนุสสะปัณฑกะ มตะเยภุยยะอักขายิตะจตุกกะ [ทับ]  
			<remark  id="s1b1c80l11" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์บัณเฑาะก์ผู้ตายแล้วยังไม่ถูกสัตว์กัดโดยมากมาในสำนัก  
			<remark  id="s1b1c80l12" />ภิกษุ แล้วให้ทับองค์กำเนิดด้วยวัจจมรรค ถ้าเธอยินดีการเข้าไป ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว  
			<remark  id="s1b1c80l13" />ยินดีการหยุดอยู่ ยินดีการถอนออก ต้องอาบัติปาราชิก  
			<remark  id="s1b1c80l14" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์บัณเฑาะก์ผู้ตายแล้วยังไม่ถูกสัตว์กัดโดยมากมาในสำนัก  
			<remark  id="s1b1c80l15" />ภิกษุ แล้วให้ทับองค์กำเนิดด้วยวัจจมรรค ถ้าเธอไม่ยินดีการเข้าไป แต่ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว  
			<remark  id="s1b1c80l16" />ยินดี การหยุดอยู่ ยินดีการถอนออก ต้องอาบัติปาราชิก  
			<remark  id="s1b1c80l17" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์บัณเฑาะก์ผู้ตายแล้วยังไม่ถูกสัตว์กัดโดยมากมาในสำนัก  
			<remark  id="s1b1c80l18" />ภิกษุ แล้วให้ทับองค์กำเนิดด้วยวัจจมรรค ถ้าเธอไม่ยินดีการเข้าไป ไม่ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว  
			<remark  id="s1b1c80l19" />แต่ยินดีการหยุดอยู่ ยินดีการถอนออก ต้องอาบัติปาราชิก  
			<remark  id="s1b1c80l20" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์บัณเฑาะก์ผู้ตายแล้วยังไม่ถูกสัตว์กัดโดยมากมาในสำนัก  
			<remark  id="s1b1c80l21" />ภิกษุ แล้วให้ทับองค์กำเนิดด้วยวัจจมรรค ถ้าเธอไม่ยินดีการเข้าไป ไม่ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว  
			<remark  id="s1b1c80l22" />ไม่ยินดีการหยุดอยู่ แต่ยินดีการถอนออก ต้องอาบัติปาราชิก  
			<remark  id="s1b1c80l23" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์บัณเฑาะก์ผู้ตายแล้วยังไม่ถูกสัตว์กัดโดยมากมาในสำนัก  
			<remark  id="s1b1c80l24" />ภิกษุ แล้วให้ทับองค์กำเนิดด้วยวัจจมรรค ถ้าเธอไม่ยินดีการเข้าไป ไม่ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว  
			<remark  id="s1b1c80l25" />ไม่ยินดีการหยุดอยู่ ไม่ยินดีการถอนออก ไม่ต้องอาบัติ.
		</para>
	</section>
	<section id="s1b1c81" >
		<para id="s1b1c81p">
			<remark  id="s1b1c81l1" />		๑๖. มนุสสะปัณฑกะ มตะเยภุยยะอักขายิตะจตุกกะ [อม]  
			<remark  id="s1b1c81l2" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์บัณเฑาะก์ผู้ตายแล้วยังไม่ถูกสัตว์กัดโดยมากมาในสำนัก  
			<remark  id="s1b1c81l3" />ภิกษุ แล้วให้อมองค์กำเนิดด้วยปาก ถ้าเธอยินดีการเข้าไป ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว ยินดีการ  
			<remark  id="s1b1c81l4" />หยุดอยู่ ยินดีการถอนออก ต้องอาบัติปาราชิก  
			<remark  id="s1b1c81l5" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์บัณเฑาะก์ผู้ตายแล้วยังไม่ถูกสัตว์กัดโดยมากมาในสำนัก  
			<remark  id="s1b1c81l6" />ภิกษุ แล้วให้อมองค์กำเนิดด้วยปาก ถ้าเธอไม่ยินดีการเข้าไป แต่ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว  
			<remark  id="s1b1c81l7" />ยินดีการหยุดอยู่ ยินดีการถอนออก ต้องอาบัติปาราชิก  
			<remark  id="s1b1c81l8" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์บัณเฑาะก์ผู้ตายแล้วยังไม่ถูกสัตว์กัดโดยมากมาในสำนัก  
			<remark  id="s1b1c81l9" />ภิกษุ แล้วให้อมองค์กำเนิดด้วยปาก ถ้าเธอไม่ยินดีการเข้าไป ไม่ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว  
			<remark  id="s1b1c81l10" />แต่ยินดีการหยุดอยู่ ยินดีการถอนออก ต้องอาบัติปาราชิก  
			<remark  id="s1b1c81l11" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์บัณเฑาะก์ผู้ตายแล้วยังไม่ถูกสัตว์กัดโดยมากมาในสำนัก  
			<remark  id="s1b1c81l12" />ภิกษุ แล้วให้อมองค์กำเนิดด้วยปาก ถ้าเธอไม่ยินดีการเข้าไป ไม่ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว  
			<remark  id="s1b1c81l13" />ไม่ยินดีการหยุดอยู่ แต่ยินดีการถอนออก ต้องอาบัติปาราชิก  
			<remark  id="s1b1c81l14" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์บัณเฑาะก์ผู้ตายแล้วยังไม่ถูกสัตว์กัดโดยมากมาในสำนัก  
			<remark  id="s1b1c81l15" />ภิกษุ แล้วให้อมองค์กำเนิดด้วยปาก ถ้าเธอไม่ยินดีการเข้าไป ไม่ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว  
			<remark  id="s1b1c81l16" />ไม่ยินดีการหยุดอยู่ ไม่ยินดีการถอนออก ไม่ต้องอาบัติ.  
			<remark  id="s1b1c81l17" />		๑๗. มนุสสะปัณฑกะ มตะเยภุยยะขายิตะจตุกกะ [ทับ]  
			<remark  id="s1b1c81l18" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์บัณเฑาะก์ผู้ตายแล้วถูกสัตว์กัดโดยมากมาในสำนักภิกษุ  
			<remark  id="s1b1c81l19" />แล้วให้ทับองค์กำเนิดด้วยวัจจมรรค ถ้าเธอยินดีการเข้าไป ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว ยินดีการ  
			<remark  id="s1b1c81l20" />หยุดอยู่ ยินดีการถอนออก ต้องอาบัติถุลลัจจัย  
			<remark  id="s1b1c81l21" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์บัณเฑาะก์ผู้ตายแล้วถูกสัตว์กัดโดยมากมาในสำนักภิกษุ  
			<remark  id="s1b1c81l22" />แล้วให้ทับองค์กำเนิดด้วยวัจจมรรค ถ้าเธอไม่ยินดีการเข้าไป แต่ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว ยินดี  
			<remark  id="s1b1c81l23" />การหยุดอยู่ ยินดีการถอนออก ต้องอาบัติถุลลัจจัย  
			<remark  id="s1b1c81l24" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์บัณเฑาะก์ผู้ตายแล้วถูกสัตว์กัดโดยมากมาในสำนักภิกษุ  
			<remark  id="s1b1c81l25" />แล้วให้ทับองค์กำเนิดด้วยวัจจมรรค ถ้าเธอไม่ยินดีการเข้าไป ไม่ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว แต่  
			<remark  id="s1b1c81l26" />ยินดีการหยุดอยู่ ยินดีการถอนออก ต้องอาบัติถุลลัจจัย
		</para>
	</section>
	<section id="s1b1c82" >
		<para id="s1b1c82p">
			<remark  id="s1b1c82l1" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์บัณเฑาะก์ผู้ตายแล้วถูกสัตว์กัดโดยมากมาในสำนักภิกษุ  
			<remark  id="s1b1c82l2" />แล้วให้ทับองค์กำเนิดด้วยวัจจมรรค ถ้าเธอไม่ยินดีการเข้าไป ไม่ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว ไม่  
			<remark  id="s1b1c82l3" />ยินดีการหยุดอยู่ แต่ยินดีการถอนออก ต้องอาบัติถุลลัจจัย  
			<remark  id="s1b1c82l4" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์บัณเฑาะก์ผู้ตายแล้วถูกสัตว์กัดโดยมากมาในสำนักภิกษุ  
			<remark  id="s1b1c82l5" />แล้วให้ทับองค์กำเนิดด้วยวัจจมรรค ถ้าเธอไม่ยินดีการเข้าไป ไม่ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว ไม่  
			<remark  id="s1b1c82l6" />ยินดีการหยุดอยู่ ไม่ยินดีการถอนออก ไม่ต้องอาบัติ.  
			<remark  id="s1b1c82l7" />		๑๘. มนุสสะปัณฑกะ มตะเยภุยยะขายิตะจตุกกะ [อม]  
			<remark  id="s1b1c82l8" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์บัณเฑาะก์ผู้ตายแล้วถูกสัตว์กัดโดยมากมาในสำนักภิกษุ  
			<remark  id="s1b1c82l9" />แล้วให้อมองค์กำเนิดด้วยปาก ถ้าเธอยินดีการเข้าไป ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว ยินดีการหยุดอยู่  
			<remark  id="s1b1c82l10" />ยินดีการถอนออก ต้องอาบัติถุลลัจจัย  
			<remark  id="s1b1c82l11" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์บัณเฑาะก์ผู้ตายแล้วถูกสัตว์กัดโดยมากมาในสำนักภิกษุ  
			<remark  id="s1b1c82l12" />แล้วให้อมองค์กำเนิดด้วยปาก ถ้าเธอไม่ยินดีการเข้าไป แต่ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว ยินดีการ  
			<remark  id="s1b1c82l13" />หยุดอยู่ ยินดีการถอนออก ต้องอาบัติถุลลัจจัย  
			<remark  id="s1b1c82l14" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์บัณเฑาะก์ผู้ตายแล้วถูกสัตว์กัดโดยมากมาในสำนักภิกษุ  
			<remark  id="s1b1c82l15" />แล้วให้อมองค์กำเนิดด้วยปาก ถ้าเธอไม่ยินดีการเข้าไป ไม่ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว แต่ยินดีการ  
			<remark  id="s1b1c82l16" />หยุดอยู่ ยินดีการถอนออก ต้องอาบัติถุลลัจจัย  
			<remark  id="s1b1c82l17" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์บัณเฑาะก์ผู้ตายแล้วถูกสัตว์กัดโดยมากมาในสำนักภิกษุ  
			<remark  id="s1b1c82l18" />แล้วให้อมองค์กำเนิดด้วยปาก ถ้าเธอไม่ยินดีการเข้าไป ไม่ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว ไม่ยินดี  
			<remark  id="s1b1c82l19" />การหยุดอยู่ แต่ยินดีการถอนออก ต้องอาบัติถุลลัจจัย  
			<remark  id="s1b1c82l20" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์บัณเฑาะก์ผู้ตายแล้วถูกสัตว์กัดโดยมากมาในสำนักภิกษุ  
			<remark  id="s1b1c82l21" />แล้วให้อมองค์กำเนิดด้วยปาก ถ้าเธอไม่ยินดีการเข้าไป ไม่ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว ไม่ยินดี  
			<remark  id="s1b1c82l22" />การหยุดอยู่ ไม่ยินดีการถอนออก ไม่ต้องอาบัติ.  
			<remark  id="s1b1c82l23" />			หมวดมนุสสะปัณฑกะ ๑๘ จตุกกะ จบ.  
			<remark  id="s1b1c82l24" />				๘. หมวดอมนุสสะปัณฑกะ ๑๘ จตุกกะ  
			<remark  id="s1b1c82l25" />			๑. ๒. อมนุสสะบัณฑกะ สุทธิกะจตุกกะ  
			<remark  id="s1b1c82l26" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พาอมนุษย์บัณเฑาะก์ ... อมนุษย์บัณเฑาะก์ผู้ตื่น ... ผู้หลับ ...  
			<remark  id="s1b1c82l27" />ผู้เมา ... ผู้วิกลจริต ... ผู้เผลอสติ ... ผู้ตายแล้วยังไม่ถูกสัตว์กัด ... ผู้ตายแล้วยังไม่ถูกสัตว์กัด
		</para>
	</section>
	<section id="s1b1c83" >
		<para id="s1b1c83p">
			<remark  id="s1b1c83l1" />โดยมากมาในสำนักภิกษุ แล้วให้ทับองค์กำเนิดด้วยวัจจมรรค ... ให้อมองค์กำเนิดด้วยปาก  
			<remark  id="s1b1c83l2" />ถ้าเธอยินดีการเข้าไป ... ต้องอาบัติปาราชิก ... ถ้าเธอไม่ยินดีการเข้าไป ... ไม่ต้องอาบัติ.  
			<remark  id="s1b1c83l3" />				ฯลฯ ฯลฯ ฯลฯ ๑  
			<remark  id="s1b1c83l4" />		๑๗. ๑๘. อมนุสสะปัณฑกะ มตะเยภุยยะขายิตะจตุกกะ  
			<remark  id="s1b1c83l5" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พาอมนุษย์บัณเฑาะก์ ผู้ตายแล้วถูกสัตว์กัดโดยมาก มาในสำนัก  
			<remark  id="s1b1c83l6" />ภิกษุ แล้วให้ทับองค์กำเนิดด้วยวัจจมรรค ... ให้อมองค์กำเนิดด้วยปาก ถ้าเธอยินดีการเข้าไป...  
			<remark  id="s1b1c83l7" />ต้องอาบัติถุลลัจจัย ... ถ้าเธอไม่ยินดีการเข้าไป ... ไม่ต้องอาบัติ.  
			<remark  id="s1b1c83l8" />			หมวดอมนุสสะปัณฑกะ ๑๘ จตุกกะ จบ.  
			<remark  id="s1b1c83l9" />			๙. หมวดติรัจฉานคตะปัณฑกะ ๑๘ จตุกกะ  
			<remark  id="s1b1c83l10" />			๑. ๒. ติรัจฉานคตะปัณฑกะ สุทธิกะจตุกกะ  
			<remark  id="s1b1c83l11" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พาสัตว์ดิรัจฉานบัณเฑาะก์ ... สัตว์ดิรัจฉานบัณเฑาะก์ผู้ตื่น ...  
			<remark  id="s1b1c83l12" />ผู้หลับ ... ผู้เมา ... ผู้วิกลจริต ... ผู้เผลอสติ ... ผู้ตายแล้วยังไม่ถูกสัตว์กัด ... ผู้ตายแล้วยังไม่  
			<remark  id="s1b1c83l13" />ถูกสัตว์กัดโดยมาก มาในสำนักภิกษุ แล้วให้ทับองค์กำเนิดด้วยวัจจมรรค ... ให้อมองค์กำเนิด  
			<remark  id="s1b1c83l14" />ด้วยปาก ถ้าเธอยินดีการเข้าไป ... ต้องอาบัติปาราชิก ... ถ้าเธอไม่ยินดีการเข้าไป ... ไม่ต้องอาบัติ.  
			<remark  id="s1b1c83l15" />				ฯลฯ ฯลฯ ฯลฯ  
			<remark  id="s1b1c83l16" />		๑๗. ๑๘. ติรัจฉานคตะปัณฑกะ มตะเยภุยยะขายิตะจตุกกะ  
			<remark  id="s1b1c83l17" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พาสัตว์ดิรัจฉานบัณเฑาะก์ผู้ตายแล้วถูกสัตว์กัดโดยมากมาใน  
			<remark  id="s1b1c83l18" />สำนักภิกษุ แล้วให้ทับองค์กำเนิดด้วยวัจจมรรค ... ให้อมองค์กำเนิดด้วยปาก ถ้าเธอยินดีการเข้า  
			<remark  id="s1b1c83l19" />ไป ... ต้องอาบัติถุลลัจจัย ... ถ้าเธอไม่ยินดีการเข้าไป ... ไม่ต้องอาบัติ.  
			<remark  id="s1b1c83l20" />			หมวดติรัจฉานคตะปัณฑกะ ๑๘ จตุกกะ จบ.  
			<remark  id="s1b1c83l21" />#๑ ... ฯลฯ ฯลฯ ฯลฯ ไว้นั้น พึงพิจารณาโดยนัยดังกล่าวแล้วในมนุสสะปัณฑกะนั้นเถิด
		</para>
	</section>
	<section id="s1b1c84" >
		<para id="s1b1c84p">
			<remark  id="s1b1c84l1" />				๑๐. หมวดมนุสสะปุริสะ ๑๘ จตุกกะ  
			<remark  id="s1b1c84l2" />				๑.๒. มนุสสะปุริสะ สุทธิกะจตุกกะ  
			<remark  id="s1b1c84l3" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์ผู้ชาย ... มนุษย์ผู้ชายผู้ตื่น ... ผู้หลับ ... ผู้เมา ... ผู้วิกล-  
			<remark  id="s1b1c84l4" />จริต ... ผู้เผลอสติ ... ผู้ตายแล้วยังไม่ถูกสัตว์กัด ... ผู้ตายแล้วยังไม่ถูกสัตว์กัดโดยมากมาในสำนัก  
			<remark  id="s1b1c84l5" />ภิกษุ แล้วให้ทับองค์กำเนิดด้วยวัจจมรรค ... ให้อมองค์กำเนิดด้วยปาก ถ้าเธอยินดีการเข้าไป ...  
			<remark  id="s1b1c84l6" />ต้องอาบัติปาราชิก ... ถ้าเธอไม่ยินดีการเข้าไป ... ไม่ต้องอาบัติ.  
			<remark  id="s1b1c84l7" />				ฯลฯ ฯลฯ ฯลฯ  
			<remark  id="s1b1c84l8" />		๑๗. ๑๘. มนุสสะปุริสะ มตะเยภุยยะขายิตะจตุกกะ  
			<remark  id="s1b1c84l9" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์ผู้ชายผู้ตายแล้วถูกสัตว์กัดโดยมากมาในสำนักภิกษุ แล้ว  
			<remark  id="s1b1c84l10" />ให้ทับองค์กำเนิดด้วยวัจจมรรค ... ให้อมองค์กำเนิดด้วยปาก ถ้าเธอยินดีการเข้าไป ... ต้องอาบัติ.  
			<remark  id="s1b1c84l11" />ถุลลัจจัย ... ถ้าเธอไม่ยินดีการเข้าไป ... ไม่ต้องอาบัติ.  
			<remark  id="s1b1c84l12" />				หมวดมนุสสะปุริสะ ๑๘ จตุกกะ จบ.  
			<remark  id="s1b1c84l13" />				๑๑. หมวดอมนุสสะปุริสะ ๑๘ จตุกกะ  
			<remark  id="s1b1c84l14" />				๑. ๒. อมนุสสะปุริสะ สุทธิกะจตุกกะ  
			<remark  id="s1b1c84l15" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พาอมนุษย์ผู้ชาย ... อมนุษย์ผู้ชายผู้ตื่น ... ผู้หลับ ... ผู้เมา ... ผู้วิกลจริต ...  
			<remark  id="s1b1c84l16" />ผู้เผลอสติ ... ผู้ตายแล้วยังไม่ถูกสัตว์กัด ... ผู้ตายแล้วยังไม่ถูกสัตว์กัดโดยมากมาในสำนักภิกษุ  
			<remark  id="s1b1c84l17" />แล้วให้ทับองค์กำเนิดด้วยวัจจมรรค ... ให้อมองค์กำเนิดด้วยปาก ถ้าเธอยินดีการเข้าไป ... ต้อง  
			<remark  id="s1b1c84l18" />อาบัติปาราชิก ... ถ้าเธอไม่ยินดีการเข้าไป ... ไม่ต้องอาบัติ.  
			<remark  id="s1b1c84l19" />				ฯลฯ ฯลฯ ฯลฯ  
			<remark  id="s1b1c84l20" />		๑๗. ๑๘. อมนุสสะปุริสะ มตะเยภุยยะขายิตะจตุกกะ  
			<remark  id="s1b1c84l21" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พาอมนุษย์ผู้ชายผู้ตายแล้วถูกสัตว์กัดโดยมากมาในสำนักภิกษุ  
			<remark  id="s1b1c84l22" />แล้วให้ทับองค์กำเนิดด้วยวัจจมรรค ... ให้อมองค์กำเนิดด้วยปาก ถ้าเธอยินดีการเข้าไป ... ต้องอาบัติ-  
			<remark  id="s1b1c84l23" />ถุลลัจจัย ... ถ้าเธอไม่ยินดีการเข้าไป ... ไม่ต้องอาบัติ.  
			<remark  id="s1b1c84l24" />			หมวด อมนุสสะปุริสะ ๑๘ จตุกกะ จบ.  
			<remark  id="s1b1c84l25" />			๑๒. หมวดติรัจฉานคตะปุริสะ ๑๘ จตุกกะ
		</para>
	</section>
	<section id="s1b1c85" >
		<para id="s1b1c85p">
			<remark  id="s1b1c85l1" />			๑. ๒. ติรัจฉานคตะปุริสะ สุทธิกะจตุกกะ  
			<remark  id="s1b1c85l2" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พาสัตว์ดิรัจฉานตัวผู้ สัตว์ดิรัจฉานตัวผู้ผู้ตื่น ... ผู้หลับ ... ผู้เมา ...  
			<remark  id="s1b1c85l3" />ผู้วิกลจริต ... ผู้เผลอสติ ... ผู้ตายแล้วยังไม่ถูกสัตว์กัด ... ผู้ตายแล้วยังไม่ถูกสัตว์กัดโดยมากมาในสำนัก  
			<remark  id="s1b1c85l4" />ภิกษุ แล้วให้ทับองค์กำเนิดด้วยวัจจมรรค ... ให้อมองค์กำเนิดด้วยปาก ถ้าเธอยินดีการเข้าไป...  
			<remark  id="s1b1c85l5" />ต้องอาบัติปาราชิก ... ถ้าเธอไม่ยินดีการเข้าไป ... ไม่ต้องอาบัติ.  
			<remark  id="s1b1c85l6" />				ฯลฯ ฯลฯ ฯลฯ  
			<remark  id="s1b1c85l7" />		๑๗. ๑๘. ติรัจฉานคตะปุริสะ มตะเยภุยยะขายิตะจตุกกะ  
			<remark  id="s1b1c85l8" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พาสัตว์ดิรัจฉานตัวผู้ผู้ตายแล้วถูกสัตว์กัดโดยมากมาในสำนักภิกษุ  
			<remark  id="s1b1c85l9" />แล้วให้ทับองค์กำเนิดด้วยวัจจมรรค ... ให้อมองค์กำเนิดด้วยปาก ถ้าเธอยินดีการเข้าไป ... ต้องอาบัติ-  
			<remark  id="s1b1c85l10" />ถุลลัจจัย ... ถ้าเธอไม่ยินดีการเข้าไป ... ไม่ต้องอาบัติ.  
			<remark  id="s1b1c85l11" />			หมวดติรัจฉานคตะปุริสะ ๑๘ จตุกกะ จบ. ๑  
			<remark  id="s1b1c85l12" />				บทภาชนีย์ สันถตภาณวาร  
			<remark  id="s1b1c85l13" />					๑. หมวดมนุสสิตถี ๒๗ จตุกกะ  
			<remark  id="s1b1c85l14" />				๑. มนุสสิตถี สุทธิกะจตุกกะ [ทับ]  
			<remark  id="s1b1c85l15" />	[๔๑] พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์ผู้หญิงมาในสำนักภิกษุแล้วให้ทับองค์กำเนิดด้วย  
			<remark  id="s1b1c85l16" />วัจจมรรค คือของหญิงมีเครื่องลาด ของภิกษุไม่มีเครื่องลาด ๑ ของหญิงไม่มีเครื่องลาด ของภิกษุ  
			<remark  id="s1b1c85l17" />มีเครื่องลาด ๑ ของหญิงมีเครื่องลาด ของภิกษุก็มีเครื่องลาด ๑ ของหญิงไม่มีเครื่องลาด ของภิกษุ  
			<remark  id="s1b1c85l18" />ก็ไม่มีเครื่องลาด ๑ ถ้าเธอยินดีการเข้าไป ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว ยินดีการหยุดอยู่ ยินดีการ  
			<remark  id="s1b1c85l19" />ถอนออก ต้องอาบัติปาราชิก  
			<remark  id="s1b1c85l20" />#     ๑. สุทธิกะ ๒ จตุกกะ    ชาครันตะ ๒ จตุกกะ  
			<remark  id="s1b1c85l21" />#สุตตะ ๒ จตุกกะ             มัตตะ ๒ จตุกกะ  
			<remark  id="s1b1c85l22" />#อุมมัตตะ ๒ จตุกกะ           ปมัตตะ ๒ จตุกกะ  
			<remark  id="s1b1c85l23" />#มตะอักขายิตะ ๒ จตุกกะ       มตะเยภุยยะอักขายิตะ ๒ จตุกกะ  
			<remark  id="s1b1c85l24" />#มตะเยภุยยะขายิตะ ๒ จตุกกะ   ๒x๙=๑๘ จตุกกะ  
			<remark  id="s1b1c85l25" />#มนุสสะปัณฑกะ ๑๘ จตุกกะ      อมนุสสะปัณฑกะ ๑๘ จตุกกะ  
			<remark  id="s1b1c85l26" /> #ติรัจฉานคตะปัณฑกะ ๑๘ จตุกกะ  มนุสสะปุริสะ ๑๘ จตุกกะ  
			<remark  id="s1b1c85l27" />#อมนุสสะปุริสะ ๑๘ จตุกกะ      ติรัจฉานคตะปุริสะ ๑๘ จตุกกะ  
			<remark  id="s1b1c85l28" />#๑๘x๖=๑๐๘ จตุกกะ           ๑๖๒+๑๐๘=๒๗๐ จตุกกะแล
		</para>
	</section>
	<section id="s1b1c86" >
		<para id="s1b1c86p">
			<remark  id="s1b1c86l1" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์ผู้หญิงมาในสำนักภิกษุ แล้วให้ทับองค์กำเนิดด้วยวัจจมรรค  
			<remark  id="s1b1c86l2" />คือของหญิงมีเครื่องลาด ของภิกษุไม่มีเครื่องลาด ๑ ของหญิงไม่มีเครื่องลาด ของภิกษุมีเครื่องลาด ๑  
			<remark  id="s1b1c86l3" />ของหญิงมีเครื่องลาด ของภิกษุก็มีเครื่องลาด ๑ ของหญิงไม่มีเครื่องลาด ของภิกษุก็ไม่มีเครื่องลาด ๑  
			<remark  id="s1b1c86l4" />ถ้าเธอไม่ยินดีการเข้าไป แต่ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว ยินดีการหยุดอยู่ ยินดีการถอนออก  
			<remark  id="s1b1c86l5" />ต้องอาบัติปาราชิก  
			<remark  id="s1b1c86l6" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์ผู้หญิงผู้มาในสำนักภิกษุ แล้วให้ทับองค์กำเนิดด้วย  
			<remark  id="s1b1c86l7" />วัจจมรรค คือของหญิงมีเครื่องลาด ของภิกษุไม่มีเครื่องลาด ๑ ของหญิงไม่มีเครื่องลาด ของภิกษุ  
			<remark  id="s1b1c86l8" />มีเครื่องลาด ๑ ของหญิงมีเครื่องลาด ของภิกษุก็มีเครื่องลาด ๑ ของหญิงไม่มีเครื่องลาด ของภิกษุ  
			<remark  id="s1b1c86l9" />ก็ไม่มีเครื่องลาด ๑ ถ้าเธอไม่ยินดีการเข้าไป ไม่ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว แต่ยินดีการหยุดอยู่ ยินดี  
			<remark  id="s1b1c86l10" />การถอนออก ต้องอาบัติปาราชิก  
			<remark  id="s1b1c86l11" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์ผู้หญิงมาในสำนักภิกษุ แล้วให้ทับองค์กำเนิดด้วยวัจจมรรค  
			<remark  id="s1b1c86l12" />คือของหญิงมีเครื่องลาด ของภิกษุไม่มีเครื่องลาด ๑ ของหญิงไม่มีเครื่องลาด  ของภิกษุมีเครื่องลาด ๑  
			<remark  id="s1b1c86l13" />ของหญิงมีเครื่องลาด ของภิกษุก็มีเครื่องลาด ๑ ของหญิงไม่มีเครื่องลาด ของภิกษุก็ไม่มี  
			<remark  id="s1b1c86l14" />เครื่องลาด ๑ ถ้าเธอไม่ยินดีการเข้าไป ไม่ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว ไม่ยินดีการหยุดอยู่ แต่ยินดีการ  
			<remark  id="s1b1c86l15" />ถอนออก ต้องอาบัติปาราชิก  
			<remark  id="s1b1c86l16" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์ผู้หญิงมาในสำนักภิกษุ แล้วให้ทับองค์กำเนิดด้วย  
			<remark  id="s1b1c86l17" />วัจจมรรค คือของหญิงมีเครื่องลาด ของภิกษุไม่มีเครื่องลาด ๑ ของหญิงไม่มีเครื่องลาด ของภิกษุ  
			<remark  id="s1b1c86l18" />มีเครื่องลาด ๑ ของหญิงมีเครื่องลาด ของภิกษุก็มีเครื่องลาด ๑ ของหญิงไม่มีเครื่องลาด ของภิกษุ  
			<remark  id="s1b1c86l19" />ก็ไม่มีเครื่องลาด ๑ ถ้าเธอไม่ยินดีการเข้าไป ไม่ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว ไม่ยินดีการหยุดอยู่ ไม่  
			<remark  id="s1b1c86l20" />ยินดีการถอนออก ไม่ต้องอาบัติ.  
			<remark  id="s1b1c86l21" />			๒. มนุสสิตถี สุทธิกะจตุกกะ [คร่อม]  
			<remark  id="s1b1c86l22" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์ผู้หญิงมาในสำนักภิกษุ แล้วให้คร่อมองค์กำเนิดด้วย  
			<remark  id="s1b1c86l23" />ปัสสาวมรรค คือของหญิงมีเครื่องลาด ของภิกษุไม่มีเครื่องลาด ๑ ของหญิงไม่มีเครื่องลาด ของ  
			<remark  id="s1b1c86l24" />ภิกษุมีเครื่องลาด ๑ ของหญิงมีเครื่องลาด ของภิกษุก็มีเครื่องลาด ๑ ของหญิงไม่มีเครื่องลาด ของ  
			<remark  id="s1b1c86l25" />ภิกษุก็ไม่มีเครื่องลาด ๑ ถ้าเธอยินดีการเข้าไป ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว ยินดีการหยุดอยู่ ยินดี  
			<remark  id="s1b1c86l26" />การถอนออก ต้องอาบัติปาราชิก
		</para>
	</section>
	<section id="s1b1c87" >
		<para id="s1b1c87p">
			<remark  id="s1b1c87l1" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์ผู้หญิงมาในสำนักภิกษุ แล้วให้คร่อมองค์กำเนิดด้วย  
			<remark  id="s1b1c87l2" />ปัสสาวมรรค คือของหญิงมีเครื่องลาด ของภิกษุไม่มีเครื่องลาด ๑ ของหญิงไม่มีเครื่องลาด ของ  
			<remark  id="s1b1c87l3" />ภิกษุมีเครื่องลาด ๑ ของหญิงมีเครื่องลาด ของภิกษุก็มีเครื่องลาด ๑ ของหญิงไม่มีเครื่องลาด ของ  
			<remark  id="s1b1c87l4" />ภิกษุก็ไม่มีเครื่องลาด ๑ ถ้าเธอไม่ยินดีการเข้าไป แต่ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว ยินดีการหยุดอยู่  
			<remark  id="s1b1c87l5" />ยินดีการถอนออก ต้องอาบัติปาราชิก  
			<remark  id="s1b1c87l6" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์ผู้หญิงมาในสำนักภิกษุ แล้วให้คร่อมองค์กำเนิดด้วย  
			<remark  id="s1b1c87l7" />ปัสสาวมรรค คือของหญิงมีเครื่องลาด ของภิกษุไม่มีเครื่องลาด ๑ ของหญิงไม่มีเครื่องลาด ของ  
			<remark  id="s1b1c87l8" />ภิกษุมีเครื่องลาด ๑ ของหญิงมีเครื่องลาด ของภิกษุก็มีเครื่องลาด ๑ ของหญิงไม่มีเครื่องลาด ของ  
			<remark  id="s1b1c87l9" />ภิกษุก็ไม่มีเครื่องลาด ๑ ถ้าเธอไม่ยินดีการเข้าไป ไม่ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว แต่ยินดีการหยุดอยู่  
			<remark  id="s1b1c87l10" />ยินดีการถอนออก ต้องอาบัติปาราชิก  
			<remark  id="s1b1c87l11" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์ผู้หญิงมาในสำนักภิกษุ แล้วให้คร่อมองค์กำเนิดด้วย  
			<remark  id="s1b1c87l12" />ปัสสาวมรรค คือของหญิงมีเครื่องลาด ของภิกษุไม่มีเครื่องลาด ๑ ของหญิงไม่มีเครื่องลาด  ของ  
			<remark  id="s1b1c87l13" />ภิกษุมีเครื่องลาด ๑ ของหญิงมีเครื่องลาด ของภิกษุก็มีเครื่องลาด ๑ ของหญิงไม่มีเครื่องลาด ของ  
			<remark  id="s1b1c87l14" />ภิกษุก็ไม่มีเครื่องลาด ๑ ถ้าเธอไม่ยินดีการเข้าไป ไม่ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว ไม่ยินดีการหยุดอยู่  
			<remark  id="s1b1c87l15" />แต่ยินดีการถอนออก ต้องอาบัติปาราชิก  
			<remark  id="s1b1c87l16" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์ผู้หญิงมาในสำนักภิกษุ แล้วให้คร่อมองค์กำเนิดด้วย  
			<remark  id="s1b1c87l17" />ปัสสาวมรรค คือของหญิงมีเครื่องลาด ของภิกษุไม่มีเครื่องลาด ๑ ของหญิงไม่มีเครื่องลาด ของ  
			<remark  id="s1b1c87l18" />ภิกษุมีเครื่องลาด ๑ ของหญิงมีเครื่องลาด ของภิกษุก็มีเครื่องลาด ๑ ของหญิงไม่มีเครื่องลาด ของ  
			<remark  id="s1b1c87l19" />ภิกษุก็ไม่มีเครื่องลาด ๑ ถ้าเธอไม่ยินดีการเข้าไป ไม่ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว ไม่ยินดีการหยุดอยู่  
			<remark  id="s1b1c87l20" />ไม่ยินดีการถอนออก ไม่ต้องอาบัติ.  
			<remark  id="s1b1c87l21" />				๓. มนุสสิตถี สุทธิกะจตุกกะ [อม]  
			<remark  id="s1b1c87l22" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์ผู้หญิงมาในสำนักภิกษุ แล้วให้อมองค์กำเนิดด้วยปาก  
			<remark  id="s1b1c87l23" />คือของหญิงมีเครื่องลาด ของภิกษุไม่มีเครื่องลาด ๑ ของหญิงไม่มีเครื่องลาด ของภิกษุมีเครื่องลาด ๑  
			<remark  id="s1b1c87l24" />ของหญิงมีเครื่องลาด ของภิกษุก็มีเครื่องลาด ๑ ของหญิงไม่มีเครื่องลาด ของภิกษุก็ไม่มี  
			<remark  id="s1b1c87l25" />เครื่องลาด ๑ ถ้าเธอยินดีการเข้าไป ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว ยินดีการหยุดอยู่ ยินดีการถอนออก  
			<remark  id="s1b1c87l26" />ต้องอาบัติปาราชิก. 
		</para>
	</section>
	<section id="s1b1c88" >
		<para id="s1b1c88p">
			<remark  id="s1b1c88l1" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์ผู้หญิงมาในสำนักภิกษุ แล้วให้อมองค์กำเนิดด้วยปาก  
			<remark  id="s1b1c88l2" />คือของหญิงมีเครื่องลาด ของภิกษุไม่มีเครื่องลาด ๑ ของหญิงไม่มีเครื่องลาด ของภิกษุมี  
			<remark  id="s1b1c88l3" />เครื่องลาด ๑ ของหญิงมีเครื่องลาด ของภิกษุก็มีเครื่องลาด ๑ ของหญิงไม่มีเครื่องลาด ของภิกษุ  
			<remark  id="s1b1c88l4" />ก็ไม่มีเครื่องลาด ๑ ถ้าเธอไม่ยินดีการเข้าไป แต่ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว ยินดีการหยุดอยู่ ยินดีการ  
			<remark  id="s1b1c88l5" />ถอนออก ต้องอาบัติปาราชิก  
			<remark  id="s1b1c88l6" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์ผู้หญิงมาในสำนักภิกษุ แล้วให้อมองค์กำเนิดด้วยปาก  
			<remark  id="s1b1c88l7" />คือของหญิงมีเครื่องลาด ของภิกษุไม่มีเครื่องลาด ๑ ของหญิงไม่มีเครื่องลาด ของภิกษุมี  
			<remark  id="s1b1c88l8" />เครื่องลาด ๑ ของหญิงมีเครื่องลาด ของภิกษุก็มีเครื่องลาด ๑ ของหญิงไม่มีเครื่องลาด ของภิกษุ  
			<remark  id="s1b1c88l9" />ก็ไม่มีเครื่องลาด ๑ ถ้าเธอไม่ยินดีการเข้าไป ไม่ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว แต่ยินดีการหยุดอยู่  
			<remark  id="s1b1c88l10" />ยินดีการถอนออก ต้องอาบัติปาราชิก  
			<remark  id="s1b1c88l11" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์ผู้หญิงมาในสำนักภิกษุ แล้วให้อมองค์กำเนิดด้วยปาก  
			<remark  id="s1b1c88l12" />คือของหญิงมีเครื่องลาด ของภิกษุไม่มีเครื่องลาด ๑ ของหญิงไม่มีเครื่องลาด ของภิกษุมีเครื่องลาด ๑  
			<remark  id="s1b1c88l13" />ของหญิงมีเครื่องลาด ของภิกษุก็มีเครื่องลาด ๑ ของหญิงไม่มีเครื่องลาด ของภิกษุก็ไม่มี  
			<remark  id="s1b1c88l14" />เครื่องลาด ๑ ถ้าเธอไม่ยินดีการเข้าไป ไม่ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว ไม่ยินดีการหยุดอยู่ แต่ยินดี  
			<remark  id="s1b1c88l15" />การถอนออก ต้องอาบัติปาราชิก  
			<remark  id="s1b1c88l16" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์ผู้หญิงมาในสำนักภิกษุ แล้วให้อมองค์กำเนิดด้วยปาก  
			<remark  id="s1b1c88l17" />คือของหญิงมีเครื่องลาด ของภิกษุไม่มีเครื่องลาด ๑ ของหญิงไม่มีเครื่องลาด ของภิกษุมีเครื่องลาด ๑  
			<remark  id="s1b1c88l18" />ของหญิงมีเครื่องลาด ของภิกษุก็มีเครื่องลาด ๑ ของหญิงไม่มีเครื่องลาด ของภิกษุก็ไม่มี  
			<remark  id="s1b1c88l19" />เครื่องลาด ๑ ถ้าเธอไม่ยินดีการเข้าไป ไม่ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว ไม่ยินดีการหยุดอยู่ ไม่ยินดี  
			<remark  id="s1b1c88l20" />การถอนออก ไม่ต้องอาบัติ.  
			<remark  id="s1b1c88l21" />				๔. มนุสสิตถี ชาครันตีจตุกกะ [ทับ]  
			<remark  id="s1b1c88l22" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์ผู้หญิงผู้ตื่นมาในสำนักภิกษุ แล้วให้ทับองค์กำเนิดด้วย  
			<remark  id="s1b1c88l23" />วัจจมรรค คือของหญิงมีเครื่องลาด ของภิกษุไม่มีเครื่องลาด ๑ ของหญิงไม่มีเครื่องลาด ของภิกษุ  
			<remark  id="s1b1c88l24" />มีเครื่องลาด ๑ ของหญิงมีเครื่องลาด ของภิกษุก็มีเครื่องลาด ๑ ของหญิงไม่มีเครื่องลาด ของภิกษุ  
			<remark  id="s1b1c88l25" />ก็ไม่มีเครื่องลาด ๑ ถ้าเธอยินดีการเข้าไป ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว ยินดีการหยุดอยู่ ยินดี  
			<remark  id="s1b1c88l26" />การถอนออก ต้องอาบัติปาราชิก
		</para>
	</section>
	<section id="s1b1c89" >
		<para id="s1b1c89p">
			<remark  id="s1b1c89l1" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์ผู้หญิงผู้ตื่นมาในสำนักภิกษุ แล้วให้ทับองค์กำเนิดด้วย  
			<remark  id="s1b1c89l2" />วัจจมรรค คือของหญิงมีเครื่องลาด ของภิกษุไม่มีเครื่องลาด ๑ ของหญิงไม่มีเครื่องลาด ของ  
			<remark  id="s1b1c89l3" />ภิกษุมีเครื่องลาด ๑ ของหญิงมีเครื่องลาด ของภิกษุก็มีเครื่องลาด ๑ ของหญิงไม่มีเครื่องลาด ของ  
			<remark  id="s1b1c89l4" />ภิกษุก็ไม่มีเครื่องลาด ๑ ถ้าเธอไม่ยินดีการเข้าไป แต่ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว ยินดีการหยุดอยู่  
			<remark  id="s1b1c89l5" />ยินดีการถอนออก ต้องอาบัติปาราชิก  
			<remark  id="s1b1c89l6" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์ผู้หญิงผู้ตื่นมาในสำนักภิกษุ แล้วให้ทับองค์กำเนิดด้วย  
			<remark  id="s1b1c89l7" />วัจจมรรค คือของหญิงมีเครื่องลาด ของภิกษุไม่มีเครื่องลาด ๑ ของหญิงไม่มีเครื่องลาด ของภิกษุ  
			<remark  id="s1b1c89l8" />มีเครื่องลาด ๑ ของหญิงมีเครื่องลาด ของภิกษุก็มีเครื่องลาด ๑ ของหญิงไม่มีเครื่องลาด ของภิกษุ  
			<remark  id="s1b1c89l9" />ก็ไม่มีเครื่องลาด ๑ ถ้าเธอไม่ยินดีการเข้าไป ไม่ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว แต่ยินดีการหยุดอยู่ ยินดี  
			<remark  id="s1b1c89l10" />การถอนออก ต้องอาบัติปาราชิก  
			<remark  id="s1b1c89l11" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์ผู้หญิงผู้ตื่นมาในสำนักภิกษุ แล้วให้ทับองค์กำเนิดด้วย  
			<remark  id="s1b1c89l12" />วัจจมรรค คือของหญิงมีเครื่องลาด ของภิกษุไม่มีเครื่องลาด ๑ ของหญิงไม่มีเครื่องลาด ของภิกษุ  
			<remark  id="s1b1c89l13" />มีเครื่องลาด ๑ ของหญิงมีเครื่องลาด ของภิกษุก็มีเครื่องลาด ๑ ของหญิงไม่มีเครื่องลาด ของภิกษุ  
			<remark  id="s1b1c89l14" />ก็ไม่มีเครื่องลาด ๑ ถ้าเธอไม่ยินดีการเข้าไป ไม่ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว ไม่ยินดีการหยุดอยู่  
			<remark  id="s1b1c89l15" />แต่ยินดีการถอนออก ต้องอาบัติปาราชิก  
			<remark  id="s1b1c89l16" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์ผู้หญิงผู้ตื่นมาในสำนักภิกษุ แล้วให้ทับองค์กำเนิดด้วย  
			<remark  id="s1b1c89l17" />วัจจมรรค คือของหญิงมีเครื่องลาด ของภิกษุไม่มีเครื่องลาด ๑ ของหญิงไม่มีเครื่องลาด ของภิกษุ  
			<remark  id="s1b1c89l18" />มีเครื่องลาด ๑ ของหญิงมีเครื่องลาด ของภิกษุก็มีเครื่องลาด ๑ ของหญิงไม่มีเครื่องลาด ของภิกษุ  
			<remark  id="s1b1c89l19" />ก็ไม่มีเครื่องลาด ๑ ถ้าเธอไม่ยินดีการเข้าไป ไม่ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว ไม่ยินดีการหยุดอยู่ ไม่  
			<remark  id="s1b1c89l20" />ยินดีการถอนออก ไม่ต้องอาบัติ.  
			<remark  id="s1b1c89l21" />			๕. มนุสสิตถี ชาครันตีจตุกกะ [คร่อม]  
			<remark  id="s1b1c89l22" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์ผู้หญิงผู้ตื่นมาในสำนักภิกษุ แล้วให้คร่อมองค์กำเนิดด้วย  
			<remark  id="s1b1c89l23" />ปัสสาวมรรค คือของหญิงมีเครื่องลาด ของภิกษุไม่มีเครื่องลาด ๑ ของหญิงไม่มีเครื่องลาด ของ  
			<remark  id="s1b1c89l24" />ภิกษุมีเครื่องลาด ๑ ของหญิงมีเครื่องลาด ของภิกษุก็มีเครื่องลาด ๑ ของหญิงไม่มีเครื่องลาด ของ  
			<remark  id="s1b1c89l25" />ภิกษุก็ไม่มีเครื่องลาด ๑ ถ้าเธอยินดีการเข้าไป ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว ยินดีการหยุดอยู่ ยินดีการ  
			<remark  id="s1b1c89l26" />ถอนออก ต้องอาบัติปาราชิก
		</para>
	</section>
	<section id="s1b1c90" >
		<para id="s1b1c90p">
			<remark  id="s1b1c90l1" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์ผู้หญิงผู้ตื่นมาในสำนักภิกษุ แล้วให้คร่อมองค์กำเนิดด้วย  
			<remark  id="s1b1c90l2" />ปัสสาวมรรค คือของหญิงมีเครื่องลาด ของภิกษุไม่มีเครื่องลาด ๑ ของหญิงไม่มีเครื่องลาด ของ  
			<remark  id="s1b1c90l3" />ภิกษุมีเครื่องลาด ๑ ของหญิงมีเครื่องลาด ของภิกษุก็มีเครื่องลาด ๑ ของหญิงไม่มีเครื่องลาด ของ  
			<remark  id="s1b1c90l4" />ภิกษุก็ไม่มีเครื่องลาด ๑ ถ้าเธอไม่ยินดีการเข้าไป แต่ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว ยินดีการหยุดอยู่  
			<remark  id="s1b1c90l5" />ยินดีการถอนออก ต้องอาบัติปาราชิก  
			<remark  id="s1b1c90l6" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์ผู้หญิงผู้ตื่นมาในสำนักภิกษุ แล้วให้คร่อมองค์กำเนิด  
			<remark  id="s1b1c90l7" />ด้วยปัสสาวมรรค คือของหญิงมีเครื่องลาด ของภิกษุไม่มีเครื่องลาด ๑ ของหญิงไม่มีเครื่องลาด  
			<remark  id="s1b1c90l8" />ของภิกษุมีเครื่องลาด ๑ ของหญิงมีเครื่องลาด ของภิกษุก็มีเครื่องลาด ๑ ของหญิงไม่มีเครื่องลาด  
			<remark  id="s1b1c90l9" />ของภิกษุก็ไม่มีเครื่องลาด ๑ ถ้าเธอไม่ยินดีการเข้าไป ไม่ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว แต่ยินดีการ  
			<remark  id="s1b1c90l10" />หยุดอยู่ ยินดีการถอนออก ต้องอาบัติปาราชิก  
			<remark  id="s1b1c90l11" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์ผู้หญิงผู้ตื่นมาในสำนักภิกษุ แล้วให้คร่อมองค์กำเนิดด้วย  
			<remark  id="s1b1c90l12" />ปัสสาวมรรค คือของหญิงมีเครื่องลาด ของภิกษุไม่มีเครื่องลาด ๑ ของหญิงไม่มีเครื่องลาด ของ  
			<remark  id="s1b1c90l13" />ภิกษุมีเครื่องลาด ๑ ของหญิงมีเครื่องลาด ของภิกษุก็มีเครื่องลาด ๑ ของหญิงไม่มีเครื่องลาด ของ  
			<remark  id="s1b1c90l14" />ภิกษุก็ไม่มีเครื่องลาด ๑ ถ้าเธอไม่ยินดีการเข้าไป ไม่ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว ไม่ยินดีการหยุดอยู่  
			<remark  id="s1b1c90l15" />แต่ยินดีการถอนออก ต้องอาบัติปาราชิก  
			<remark  id="s1b1c90l16" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์ผู้หญิงผู้ตื่นมาในสำนักภิกษุ แล้วให้คร่อมองค์กำเนิดด้วย  
			<remark  id="s1b1c90l17" />ปัสสาวมรรค คือของหญิงมีเครื่องลาด ของภิกษุไม่มีเครื่องลาด ๑ ของหญิงไม่มีเครื่องลาด ของ  
			<remark  id="s1b1c90l18" />ภิกษุมีเครื่องลาด ๑ ของหญิงมีเครื่องลาด ของภิกษุก็มีเครื่องลาด ๑ ของหญิงไม่มีเครื่องลาด ของ  
			<remark  id="s1b1c90l19" />ภิกษุก็ไม่มีเครื่องลาด ๑ ถ้าเธอไม่ยินดีการเข้าไป ไม่ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว ไม่ยินดีการหยุดอยู่  
			<remark  id="s1b1c90l20" />ไม่ยินดีการถอนออก ไม่ต้องอาบัติ.  
			<remark  id="s1b1c90l21" />			๖. มนุสสิตถี ชาครันตีจตุกกะ [อม]  
			<remark  id="s1b1c90l22" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์ผู้หญิงผู้ตื่นมาในสำนักภิกษุ แล้วให้อมองค์กำเนิดด้วย  
			<remark  id="s1b1c90l23" />ปาก คือของหญิงมีเครื่องลาด ของภิกษุไม่มีเครื่องลาด ๑ ของหญิงไม่มีเครื่องลาด ของภิกษุ  
			<remark  id="s1b1c90l24" />มีเครื่องลาด ๑ ของหญิงมีเครื่องลาด ของภิกษุก็มีเครื่องลาด ๑ ของหญิงไม่มีเครื่องลาด ของภิกษุ  
			<remark  id="s1b1c90l25" />ก็ไม่มีเครื่องลาด ๑ ถ้าเธอยินดีการเข้าไป ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว ยินดีการหยุดอยู่ ยินดีการ  
			<remark  id="s1b1c90l26" />ถอนออก ต้องอาบัติปาราชิก
		</para>
	</section>
	<section id="s1b1c91" >
		<para id="s1b1c91p">
			<remark  id="s1b1c91l1" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์ผู้หญิงผู้ตื่นมาในสำนักภิกษุ แล้วให้อมองค์กำเนิดด้วย  
			<remark  id="s1b1c91l2" />ปาก คือของหญิงมีเครื่องลาด ของภิกษุไม่มีเครื่องลาด ๑ ของหญิงไม่มีเครื่องลาด ของภิกษุ  
			<remark  id="s1b1c91l3" />มีเครื่องลาด ๑ ของหญิงมีเครื่องลาด ของภิกษุก็มีเครื่องลาด ๑ ของหญิงไม่มีเครื่องลาด ของภิกษุ  
			<remark  id="s1b1c91l4" />ก็ไม่มีเครื่องลาด ๑ ถ้าเธอไม่ยินดีการเข้าไป แต่ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว ยินดีการหยุดอยู่ ยินดี  
			<remark  id="s1b1c91l5" />การถอนออก ต้องอาบัติปาราชิก  
			<remark  id="s1b1c91l6" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์ผู้หญิงผู้ตื่นมาในสำนักภิกษุ แล้วให้อมองค์กำเนิดด้วยปาก  
			<remark  id="s1b1c91l7" />คือของหญิงมีเครื่องลาด ของภิกษุไม่มีเครื่องลาด ๑ ของหญิงไม่มีเครื่องลาด ของภิกษุมีเครื่องลาด ๑  
			<remark  id="s1b1c91l8" />ของหญิงมีเครื่องลาด ของภิกษุก็มีเครื่องลาด ๑ ของหญิงไม่มีเครื่องลาด ของภิกษุก็ไม่มีเครื่องลาด ๑  
			<remark  id="s1b1c91l9" />ถ้าเธอไม่ยินดีการเข้าไป ไม่ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว แต่ยินดีการหยุดอยู่ ยินดีการถอนออก  
			<remark  id="s1b1c91l10" />ต้องอาบัติปาราชิก  
			<remark  id="s1b1c91l11" />	พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์ผู้หญิงผู้ตื่นมาในสำนักภิกษุ แล้วให้อมองค์กำเนิดด้วย  
			<remark  id="s1b1c91l12" />ปาก คือของหญิงมีเครื่องลาด ของภิกษุไม่มีเครื่องลาด ๑ ของหญิงไม่มีเครื่องลาด ของภิกษุ  
			<remark  id="s1b1c91l13" />มีเครื่องลาด ๑ ของหญิงมีเครื่องลาด ของภิกษุก็มีเครื่องลาด ๑ ของหญิงไ
