Sunday, August 28, 2005
ผ่านไปได้ 2 อาทิตย์กับชีวิตที่โบลเดอร์
ขีวิตที่โบลเดอร์ก็เรียบง่าย เหมือนๆ กันทุกวัน ไม่ได้ไปเที่ยวไหนสักเท่าไหร่ อยู่กับกลุ่มเด็กไทยไปเรื่อยๆ
ทำให้เหมือนอยู่เมืองไทยเลย สิ่งที่น่าตื่นเต้นก็คือ การเข้าเรียนในชั้นเรียนที่อเมริกา แต่ละคลาสมีแต่คนเก่งเข้าเรียน เด้กอเมริกันนี่ชอบตอบคำถาม และแสดงความคิดเห็น ไอ้ตรงนี้แหล่ะที่จะทำให้ตามไม่ทัน เพราะเค้าพูดเร็วมาก แบบว่าความสามารถทางภาษายังไม่ถึงขั้น แต่ก็พยายามนะ สู้ๆ
ตอนนี้เลือกเรียนได้ครบ 3 ตัว กับอีก 1 วิชาบังคับ ที่อาจจะต้องแสดงความคิดเห็น หรือพรีเซนต์เปเปอร์ด้วย
อาทิตย์แรกยังคงเพิ่มเริ่มต้น ยังไม่มีอะไรมาก แต่เราสามารถหางานทำได้แล้ว เย้ เป็น grader ของวิชา intro to programming ที่ใช้ภาษา Python
อะไร คือ Python หล่ะเนี่ย มีเครื่องหมายคำถามในหัวขึ้นมาเลย
สรุปความว่า เป็นภาษา OOP เหมือนกัน แต่ว่าคล้ายๆ script
ก็สนุกดีที่ได้เรียนอะไรเพิ่มเติมนะ อย่างน้อยเค้าก็จ่ายตังค์ให้เราเรียน :)
ได้ชั่วโมงหล่ะ $17.57 เยอะเหมือนกันนะเนี่ย แต่ไม่รู้จะได้ทำกี่ชั่วโมงกันแน่ 15-20 มั้ง อาจารย์ใจดีมาก
เทอมนี้ก็คงจะรอดตัวไป มีเงินพอกินพอใช้ แต่ที่เหลือก็ต้องหาต่อไป
หวังว่าคงไม่ยากมากเกินไป ทางที่ดี เป็นเด็กดี ขยันเรียนจะได้หาอาจารย์ทำงานวิจัยด้วยได้
พูดถึงนักเรียนไทย เมื่อวานมีงานปาร์ตี้เลี้ยงรับเด็กใหม่ ก็สนุกดีนะ กิน BBQ
คนที่นี่น่ารักดี ทุกคนเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่มาก เอาขนมจากเมืองไทยมาแบ่งให้กินกันใหญ่
ได้กิน ฝอยทองแห้ง ขนมตัด และอื่นๆ คนที่นี่ทำกับข้าวกันเก่งมาก เยี่ยมเลย :)
แล้วก็ได้เล่นแบด กับเทนนิสกับน้องๆ เค้าด้วย ได้หัดตีเทนนิสเสียที มีน้องสอน สนุกดีนะ จะเอาดีด้านนี้แทนแบดดีกว่า
เพราะว่าน้องๆ เค้าตีเทนนิสกันดีกว่าตีแบด โรงยิมที่นี่เยี่ยมมาก มีอุปกรณ์ให้ยืม ผ้าขนหนูให้ใช้ ล้อคเกอร์ ห้องอาบน้ำอย่างดี (แต่ไม่มีประตูปิดนะ) แล้วอุปกรณ์ออกกำลังกายทันสมัยสุดๆ เทอมนี้ลงเรียนกั๊กเวลาไปเล่นกีฬาหมดเลย เพราะฉะนั้นก็คงจะต้องตั้งใจเรียนไปก่อน ไว้ปีหลังๆ คงกล้าหาญทำอย่างอื่นบ้าง
ตอนนี้มีวิทยุฟังแล้ว ดีใจมาก ห้องไม่เงียบแล้ว ทำงานไปฟังเพลงไป
ใกล้มีแข่งอเมริกันฟุตบอลแล้ว ทุกคนที่นี่ให้ความสนใจมาก พอจะเริ่มดูเป็นกับเค้าบ้างแล้ว ที่โรงเรียนมีสนามแข่งใหญ่ อยู่เยื้องกับที่คณะเลย ค่าดูตั้ง $58 ตลอดทั้งฤดู รวมก็ 6 ครั้ง เค้าว่าคุ้มนะ แต่ปีนี้อดไปก่อน ดูทีวีไปก่อนดีกว่า
รอให้ดูเป็นก่อนเถอะ จะเข้าไปดูของจริง คงมันส์มาก
หวังว่าคงจะได้ไปเที่ยวเล่นมากกว่านี้นะ เป้าหมายคือ Hiking !!!!
อาทิตย์หน้า ต้องหาอะไรทำบ้างแล้ว ไม่อยากมีอาชีพคนเฝ้าบ้านเพิ่มอีกอัน
ยะฮู้ เที่ยวๆ แต่ก่อนอีก ทำการบ้านก่อนดีกว่า ^^"
ทำให้เหมือนอยู่เมืองไทยเลย สิ่งที่น่าตื่นเต้นก็คือ การเข้าเรียนในชั้นเรียนที่อเมริกา แต่ละคลาสมีแต่คนเก่งเข้าเรียน เด้กอเมริกันนี่ชอบตอบคำถาม และแสดงความคิดเห็น ไอ้ตรงนี้แหล่ะที่จะทำให้ตามไม่ทัน เพราะเค้าพูดเร็วมาก แบบว่าความสามารถทางภาษายังไม่ถึงขั้น แต่ก็พยายามนะ สู้ๆ
ตอนนี้เลือกเรียนได้ครบ 3 ตัว กับอีก 1 วิชาบังคับ ที่อาจจะต้องแสดงความคิดเห็น หรือพรีเซนต์เปเปอร์ด้วย
อาทิตย์แรกยังคงเพิ่มเริ่มต้น ยังไม่มีอะไรมาก แต่เราสามารถหางานทำได้แล้ว เย้ เป็น grader ของวิชา intro to programming ที่ใช้ภาษา Python
อะไร คือ Python หล่ะเนี่ย มีเครื่องหมายคำถามในหัวขึ้นมาเลย
สรุปความว่า เป็นภาษา OOP เหมือนกัน แต่ว่าคล้ายๆ script
ก็สนุกดีที่ได้เรียนอะไรเพิ่มเติมนะ อย่างน้อยเค้าก็จ่ายตังค์ให้เราเรียน :)
ได้ชั่วโมงหล่ะ $17.57 เยอะเหมือนกันนะเนี่ย แต่ไม่รู้จะได้ทำกี่ชั่วโมงกันแน่ 15-20 มั้ง อาจารย์ใจดีมาก
เทอมนี้ก็คงจะรอดตัวไป มีเงินพอกินพอใช้ แต่ที่เหลือก็ต้องหาต่อไป
หวังว่าคงไม่ยากมากเกินไป ทางที่ดี เป็นเด็กดี ขยันเรียนจะได้หาอาจารย์ทำงานวิจัยด้วยได้
พูดถึงนักเรียนไทย เมื่อวานมีงานปาร์ตี้เลี้ยงรับเด็กใหม่ ก็สนุกดีนะ กิน BBQ
คนที่นี่น่ารักดี ทุกคนเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่มาก เอาขนมจากเมืองไทยมาแบ่งให้กินกันใหญ่
ได้กิน ฝอยทองแห้ง ขนมตัด และอื่นๆ คนที่นี่ทำกับข้าวกันเก่งมาก เยี่ยมเลย :)
แล้วก็ได้เล่นแบด กับเทนนิสกับน้องๆ เค้าด้วย ได้หัดตีเทนนิสเสียที มีน้องสอน สนุกดีนะ จะเอาดีด้านนี้แทนแบดดีกว่า
เพราะว่าน้องๆ เค้าตีเทนนิสกันดีกว่าตีแบด โรงยิมที่นี่เยี่ยมมาก มีอุปกรณ์ให้ยืม ผ้าขนหนูให้ใช้ ล้อคเกอร์ ห้องอาบน้ำอย่างดี (แต่ไม่มีประตูปิดนะ) แล้วอุปกรณ์ออกกำลังกายทันสมัยสุดๆ เทอมนี้ลงเรียนกั๊กเวลาไปเล่นกีฬาหมดเลย เพราะฉะนั้นก็คงจะต้องตั้งใจเรียนไปก่อน ไว้ปีหลังๆ คงกล้าหาญทำอย่างอื่นบ้าง
ตอนนี้มีวิทยุฟังแล้ว ดีใจมาก ห้องไม่เงียบแล้ว ทำงานไปฟังเพลงไป
ใกล้มีแข่งอเมริกันฟุตบอลแล้ว ทุกคนที่นี่ให้ความสนใจมาก พอจะเริ่มดูเป็นกับเค้าบ้างแล้ว ที่โรงเรียนมีสนามแข่งใหญ่ อยู่เยื้องกับที่คณะเลย ค่าดูตั้ง $58 ตลอดทั้งฤดู รวมก็ 6 ครั้ง เค้าว่าคุ้มนะ แต่ปีนี้อดไปก่อน ดูทีวีไปก่อนดีกว่า
รอให้ดูเป็นก่อนเถอะ จะเข้าไปดูของจริง คงมันส์มาก
หวังว่าคงจะได้ไปเที่ยวเล่นมากกว่านี้นะ เป้าหมายคือ Hiking !!!!
อาทิตย์หน้า ต้องหาอะไรทำบ้างแล้ว ไม่อยากมีอาชีพคนเฝ้าบ้านเพิ่มอีกอัน
ยะฮู้ เที่ยวๆ แต่ก่อนอีก ทำการบ้านก่อนดีกว่า ^^"
Sunday, August 14, 2005
วันแรกของการเที่ยวเขาที่โบลเดอร์ : El Dorado
เมื่อคืนนอนไม่ค่อยหลับ ตีสี่แล้วยังตาสว่างอยู่เลย แต่ก็ต้องตัดใจไปนอนเพื่อให้ปรับสภาพเข้ากับเวลาที่นี่ให้ได้
พรุ่งนี้แล้วที่จะต้องไปโรงเรียน ได้แต่ดูตึกจากรถยนต์ที่น้องๆ อุตส่าห์ขับผ่านให้ดู
น้องๆ ที่นี่แอคทีพมาก พูดเก่ง แล้วก็ร่าเริง :)
น้องๆ ที่บ้านนี้ถนัดทำกับข้าว กับช้อปปิ้งเสียมากกว่า หรือไม่ก็ไปตีกอล์ฟ ซึ่งเราคงยังไม่สามารถไปทำกิจกรรมนี้ได้ ถ้ายังไม่มั่นใจว่าจะมีเงินกินข้าวพอไหม ตอนนี้ยังไม่ได้เงินทุนใดๆ โชคดีที่บ้านนี้เค้าใช้ระบบจ่ายกันไปก่อนแล้วค่อยผ่อนจ่ายต้นเดือน
เราเลยยังไม่ได้จ่ายเงินอะไร นอกจากการซื้อของใช้ส่วนตัวไปเมื่อวาน อีกอย่างน้องๆ ที่บ้านทำกับข้าวเป็นกันเกือบหมด
เป็นอันว่า ไม่ต้องไปยุ่งกับเค้าเท่าไหร่ก็คงจะได้ แต่จะให้เค้าทำให้กินตลอดเลยก็เกรงใจ อืมมมม จะให้ยื่นอยู่เฉยๆ แถวๆ ห้องครัวก็อึดอัดเพราะไม่รู้จะทำอะไร ขวางทางเค้าเปล่าๆ ส่วนใหญ่เราเลยนั่งทำงาน หาข้อมูลที่ห้องไปเรื่อยๆ
ตอนบ่ายๆ น้องรีโทรมาชวนไปเที่ยวเขา เราก็เลยตกลงไปด้วยเพราะว่าไม่รู้จะทำอะไร อยากเห็นเหมือนกันว่าภูเขาที่นี่สวยไหม
น้องๆ ขับรถไปไกลเล็กน้อย เสียค่าเข้าคนละ 1 เหรียญ รีก็ขับรถเข้าไปจอดข้างใน แล้วเราก็เข้าไปในศูนย์ขายของที่ระลึก
่ถ่ายรูปมานิดหน่อย ก่อนที่เราจะมุ่งหน้าเดินขึ้นเขากัน
ที่เขานี้เป็นที่ๆ คนนิยมมาปีนเขากัน จะเห็นคนเป็นกลุ่มๆ มีคนนึงบีเลย์ (belay) แล้วอีกคนก็ปีนป่ายไปข้างบน ดูน่าสนุก แต่ยังไม่มีความสามารถขนาดนั้น เลยขอดูเค้ากันไปก่อน ที่นี่มีบางคนเค้าปีนเขามือเปล่าด้วย แป๊บๆ เค้าก็หายลับไปเสียแล้ว คล่องแคล่วว่องไวมาก
เดินขึ้นเขาไปได้นิดเดียว น้องรีก็บอกเราว่าทางมันเดินไปเรื่อยๆ ไม่สามารถตัดไปดูถ้ำที่ต้องการไปได้ ทุกคนก็เลยมุ่งหน้ากลับลงมา แล้วก็เดินลัดเลาะไปยังรถยนต์ที่จอดอยู่ใกล้ๆ ขับต่อไปอีกนึด จอดรถอีกครั้งแล้วก็เดินข้ามสะพานไปอีกฟาก
ลำธารที่นี่สวยมาก น้ำใส มีคนมาตกปลาอยู่ประปราย น่าเสียดายที่แบตเตอรี่เราหมดเสียก่อน เลยอดถ่ายภาพกลับมาเป็นที่ระลึก ใช้เวลาอีกเพียงเล็กน้อย ทุกคนก็มุ่งหน้ากลับกันเสียแล้ว เป็นที่น่าเสียดายอย่างมากเพราะเรายังอยากใช้เวลาอยู่แถวนั้นอีกสักพัก
อากาศดีมาก น่าจะอยู่ได้เป็นวันเลยทีเดียว
กลับมาจาก El Dorado เราก็แวะตามทาง มี lake อยู่ใกล้ๆ ได้บรรยากาศสบายๆ ยามสาย
คนที่นี่นิยมปั่นจักรยานกัน ระหว่างทางเราก็จะเห็นประปราย แล้วก็นิยมเลี้ยงหมา ได้รับการเลี้ยงดูกันเป็นอย่างดีเลยทีเดียว
คนมีอัธยาศัยดี ยิ้มแย้ม แล้วก็ทักทายคนที่เดินผ่านไปมา ทำให้รู้สึกอบอุ่นดีเหมือนกัน
ที่บ้านมีหมา 2 ตัว ให้เราเล่นด้วย น่ารักดี แต่อีกสักพักน้องวี (เจ้าของ) ก็คงเอาไป San diego ด้วย
บ้านคงเงียบไปเหมือนกัน ถึงตอนนั้นจะเป็นไงบ้างน้า จะเหลือคนอยู่แค่ 4 คนเอง
ที่จริงเราก็อยากย้ายไปอยู่ใกล้ๆ มหาลัยนะ จะได้ไปมาสะดวกด้วย ตอนนี้อยากเล่นกีฬาจัง ไม่ได้ทำอะไรเลยตั้งแต่มานี่
กินกับนอน ไปเรื่อยๆ ไว้พรุ่งนี้เข้ามอ จะไปหาข้อมูลดูว่า เค้าสมัครหอพักกันยังไง อยู่ใกล้ๆ มอ คงจะปลอดภัย ทำงานดึกได้ ไม่น่ากลัวมากนัก อยู่บ้านน้องวี ต้องเรียนรู้วิธีขึ้นรถประจำทาง เดินทาง 2 ทอด ขึ้นไหน ลงไหน ละเนี่ย
ตอนนี้ยังไม่มีบัตรนักเรียน ยังขึ้นฟรีไม่ได้ ไว้พรุ่งนี้อีกเช่นกัน จะไปทำบัตร หวังว่าคงได้เลยนะ แล้วก็คงจะถึงเวลาเป็นเด็กแนว แบกเป้ ขึ้นรถเมล์ไปโรงเรียน อืมม มีอีกทางคือ ปั่นจักรยานไป แต่ทางก็ไม่ใช่ใกล้ๆ นะ ขึ้นเขาอีกเล็กน้อย จริงๆ ก็อยากลองนะ แต่ไม่รู้ว่าจะทำได้นานไหม ไว้มีจักรยานตอนอยู่หอแล้วใช้ปั่นไปโน่นไปนี่ จะดีกว่าไหมน้า
ส่วนบัตร Social Security card นี่ คงต้องรอเอกสารจาก Fulbright ก่อนถึงจะทำได้ (เห็นน้องเอกว่าอย่างนั้น)
ไม่รู้เหมือนกันว่าเราจะได้ TAship ไหมนะ ถ้าได้ เราขอให้มหาลัยออกเอกสารให้แทนได้
การที่มีคนไทยคอยดูแลในตอนแรกๆ ก็ดีอย่างนี้แหล่ะ แต่ตั้งแต่ที่ผ่านมาแทบไม่ได้พูดภาษาอังกฤษเลย
คาดว่า หากติดพันอยู่กับคนไทยมากๆ ภาษาอาจย่ำแย่ได้
ไว้ไปดูลาดเลาก่อนดีกว่า จะย้ายไปไหนได้ไหมน้า อย่างน้อยก็คงต้องอยู่ตรงนี้ไปก่อนสักพัก จนกว่าจะมีที่ไป
อ้อ ข้อดีอีกอย่างของการอยู่บ้านคนไทย คือ อาหารการกินที่สมบูรณ์สุดๆ แบบว่าอยู่เชียงใหม่ยังไม่ได้กินดีขนาดนี้เลย
สงสัย ถ้าอยู่คนเดียวคงผอมแน่ เฮ้อ เห็นทีต้องหัดทำกับข้าวกับเค้าบ้างแล้วหล่ะ
พรุ่งนี้กับการเริ่มต้นชีวิตเด็กนักเรียนอีกครั้ง เหมือนกลับไปเป็นเด็กอีกเลยเรา
ถึงคราวโดนเอาคืนแล้วสินะ
สู้ๆ สู้ตาย :)
พรุ่งนี้แล้วที่จะต้องไปโรงเรียน ได้แต่ดูตึกจากรถยนต์ที่น้องๆ อุตส่าห์ขับผ่านให้ดู
น้องๆ ที่นี่แอคทีพมาก พูดเก่ง แล้วก็ร่าเริง :)
น้องๆ ที่บ้านนี้ถนัดทำกับข้าว กับช้อปปิ้งเสียมากกว่า หรือไม่ก็ไปตีกอล์ฟ ซึ่งเราคงยังไม่สามารถไปทำกิจกรรมนี้ได้ ถ้ายังไม่มั่นใจว่าจะมีเงินกินข้าวพอไหม ตอนนี้ยังไม่ได้เงินทุนใดๆ โชคดีที่บ้านนี้เค้าใช้ระบบจ่ายกันไปก่อนแล้วค่อยผ่อนจ่ายต้นเดือน
เราเลยยังไม่ได้จ่ายเงินอะไร นอกจากการซื้อของใช้ส่วนตัวไปเมื่อวาน อีกอย่างน้องๆ ที่บ้านทำกับข้าวเป็นกันเกือบหมด
เป็นอันว่า ไม่ต้องไปยุ่งกับเค้าเท่าไหร่ก็คงจะได้ แต่จะให้เค้าทำให้กินตลอดเลยก็เกรงใจ อืมมมม จะให้ยื่นอยู่เฉยๆ แถวๆ ห้องครัวก็อึดอัดเพราะไม่รู้จะทำอะไร ขวางทางเค้าเปล่าๆ ส่วนใหญ่เราเลยนั่งทำงาน หาข้อมูลที่ห้องไปเรื่อยๆ
ตอนบ่ายๆ น้องรีโทรมาชวนไปเที่ยวเขา เราก็เลยตกลงไปด้วยเพราะว่าไม่รู้จะทำอะไร อยากเห็นเหมือนกันว่าภูเขาที่นี่สวยไหม
น้องๆ ขับรถไปไกลเล็กน้อย เสียค่าเข้าคนละ 1 เหรียญ รีก็ขับรถเข้าไปจอดข้างใน แล้วเราก็เข้าไปในศูนย์ขายของที่ระลึก
่ถ่ายรูปมานิดหน่อย ก่อนที่เราจะมุ่งหน้าเดินขึ้นเขากัน
ที่เขานี้เป็นที่ๆ คนนิยมมาปีนเขากัน จะเห็นคนเป็นกลุ่มๆ มีคนนึงบีเลย์ (belay) แล้วอีกคนก็ปีนป่ายไปข้างบน ดูน่าสนุก แต่ยังไม่มีความสามารถขนาดนั้น เลยขอดูเค้ากันไปก่อน ที่นี่มีบางคนเค้าปีนเขามือเปล่าด้วย แป๊บๆ เค้าก็หายลับไปเสียแล้ว คล่องแคล่วว่องไวมาก
เดินขึ้นเขาไปได้นิดเดียว น้องรีก็บอกเราว่าทางมันเดินไปเรื่อยๆ ไม่สามารถตัดไปดูถ้ำที่ต้องการไปได้ ทุกคนก็เลยมุ่งหน้ากลับลงมา แล้วก็เดินลัดเลาะไปยังรถยนต์ที่จอดอยู่ใกล้ๆ ขับต่อไปอีกนึด จอดรถอีกครั้งแล้วก็เดินข้ามสะพานไปอีกฟาก
ลำธารที่นี่สวยมาก น้ำใส มีคนมาตกปลาอยู่ประปราย น่าเสียดายที่แบตเตอรี่เราหมดเสียก่อน เลยอดถ่ายภาพกลับมาเป็นที่ระลึก ใช้เวลาอีกเพียงเล็กน้อย ทุกคนก็มุ่งหน้ากลับกันเสียแล้ว เป็นที่น่าเสียดายอย่างมากเพราะเรายังอยากใช้เวลาอยู่แถวนั้นอีกสักพัก
อากาศดีมาก น่าจะอยู่ได้เป็นวันเลยทีเดียว
กลับมาจาก El Dorado เราก็แวะตามทาง มี lake อยู่ใกล้ๆ ได้บรรยากาศสบายๆ ยามสาย
คนที่นี่นิยมปั่นจักรยานกัน ระหว่างทางเราก็จะเห็นประปราย แล้วก็นิยมเลี้ยงหมา ได้รับการเลี้ยงดูกันเป็นอย่างดีเลยทีเดียว
คนมีอัธยาศัยดี ยิ้มแย้ม แล้วก็ทักทายคนที่เดินผ่านไปมา ทำให้รู้สึกอบอุ่นดีเหมือนกัน
ที่บ้านมีหมา 2 ตัว ให้เราเล่นด้วย น่ารักดี แต่อีกสักพักน้องวี (เจ้าของ) ก็คงเอาไป San diego ด้วย
บ้านคงเงียบไปเหมือนกัน ถึงตอนนั้นจะเป็นไงบ้างน้า จะเหลือคนอยู่แค่ 4 คนเอง
ที่จริงเราก็อยากย้ายไปอยู่ใกล้ๆ มหาลัยนะ จะได้ไปมาสะดวกด้วย ตอนนี้อยากเล่นกีฬาจัง ไม่ได้ทำอะไรเลยตั้งแต่มานี่
กินกับนอน ไปเรื่อยๆ ไว้พรุ่งนี้เข้ามอ จะไปหาข้อมูลดูว่า เค้าสมัครหอพักกันยังไง อยู่ใกล้ๆ มอ คงจะปลอดภัย ทำงานดึกได้ ไม่น่ากลัวมากนัก อยู่บ้านน้องวี ต้องเรียนรู้วิธีขึ้นรถประจำทาง เดินทาง 2 ทอด ขึ้นไหน ลงไหน ละเนี่ย
ตอนนี้ยังไม่มีบัตรนักเรียน ยังขึ้นฟรีไม่ได้ ไว้พรุ่งนี้อีกเช่นกัน จะไปทำบัตร หวังว่าคงได้เลยนะ แล้วก็คงจะถึงเวลาเป็นเด็กแนว แบกเป้ ขึ้นรถเมล์ไปโรงเรียน อืมม มีอีกทางคือ ปั่นจักรยานไป แต่ทางก็ไม่ใช่ใกล้ๆ นะ ขึ้นเขาอีกเล็กน้อย จริงๆ ก็อยากลองนะ แต่ไม่รู้ว่าจะทำได้นานไหม ไว้มีจักรยานตอนอยู่หอแล้วใช้ปั่นไปโน่นไปนี่ จะดีกว่าไหมน้า
ส่วนบัตร Social Security card นี่ คงต้องรอเอกสารจาก Fulbright ก่อนถึงจะทำได้ (เห็นน้องเอกว่าอย่างนั้น)
ไม่รู้เหมือนกันว่าเราจะได้ TAship ไหมนะ ถ้าได้ เราขอให้มหาลัยออกเอกสารให้แทนได้
การที่มีคนไทยคอยดูแลในตอนแรกๆ ก็ดีอย่างนี้แหล่ะ แต่ตั้งแต่ที่ผ่านมาแทบไม่ได้พูดภาษาอังกฤษเลย
คาดว่า หากติดพันอยู่กับคนไทยมากๆ ภาษาอาจย่ำแย่ได้
ไว้ไปดูลาดเลาก่อนดีกว่า จะย้ายไปไหนได้ไหมน้า อย่างน้อยก็คงต้องอยู่ตรงนี้ไปก่อนสักพัก จนกว่าจะมีที่ไป
อ้อ ข้อดีอีกอย่างของการอยู่บ้านคนไทย คือ อาหารการกินที่สมบูรณ์สุดๆ แบบว่าอยู่เชียงใหม่ยังไม่ได้กินดีขนาดนี้เลย
สงสัย ถ้าอยู่คนเดียวคงผอมแน่ เฮ้อ เห็นทีต้องหัดทำกับข้าวกับเค้าบ้างแล้วหล่ะ
พรุ่งนี้กับการเริ่มต้นชีวิตเด็กนักเรียนอีกครั้ง เหมือนกลับไปเป็นเด็กอีกเลยเรา
ถึงคราวโดนเอาคืนแล้วสินะ
สู้ๆ สู้ตาย :)
ทริปแรกจากไทยไปโบลเดอร์

วันที่ 11 สิงหาคม มีคนๆหนึ่งออกเดินทางไปตามหาฝัน (ฝันเป็นเรื่องเป็นราวหรือเปล่าก็ไม่รู้) แต่ก็เดินทางเป็นไมล์ๆ จากไทยแลนด์แดนสยาม มาอเมริกาเมืองประชาธิปไตย (เกี่ยวกันไหมเนี่ย) ด้วยเครื่องบินสายการบินไชน่าแอร์ไลน์ ไปหย่อนเราไว้ที่ไทเป แล้วก็ต้องนั่งรอเครื่องอีกสัก 5 ชั่วโมง หลังจากเดินทางจากกรุงเทพด้วยเวลาประมาณ 3 ชั่วโมงครึ่ง
แอร์พอร์ตที่ไทเปทันสมัยมาก มีรถไฟฟ้าให้นั่งจากเทอมินัลนึงไปอีกเทอมินัลนึง ก่อนเครื่องจะลงค่อนข้างโงนเงนอยู่เหมือนกัน สงสัยว่าจะมีลมแรงมากจากมหาสมุทรที่อยู่ล้อมรอบประเทศไต้หวัน อยากจะรู้จังว่ามหาสมุทรอะไรน้า (ทำไมความรู้เรื่องภูมิศาสตร์ของเรามันน้อยนิดอย่างนี้นะ) นั่งรออยู่ที่สนามบินก็เจอน้องคนไทยคนนึงเค้ากำลังต่อรองกับเจ้าหน้าที่ของสายการบิน เค้าจะบินไปเมกซิโกผ่านแวนคูเวอร์ (แคนาดา) แต่ว่าไม่มีวีซ่าทรานซิส (transit visa) ทำให้เจ้าหน้าที่เค้าไม่ยอมให้ไป แต่น้องเค้าบอกว่าเค้าโทรเช็คกับทางสถานฑูตของแคนาดาแล้วว่าไม่จำเป็นต้องมี เราก็เลยเข้าไปนั่งคุยเป็นเพื่อน แบบว่าคนมากก็ย่อมดีกว่าคนเดียว จริงไหม แล้วเค้าก็ให้ไปจริงๆ ด้วย โชคดีของน้องเค้า ตอนนั่งรออีกเหมือนกัน มีน้องคนไทยอีกคนมาทัก เราก็คุยด้วย แก้เหงาไปได้นิดหน่อย ตลกตรงที่มีหนุ่มใหญ่ คนไทยที่อาศัยอยู่ที่ Seattle มาคุยกับน้องเค้า ประมาณว่าจะจีบหรือเปล่าไม่รู้ แต่ดูเชยๆ ยังไงชอบกล ดีใจที่ไม่ได้ไปเรียนที่ Seattle นะ เราเลยไม่ใช่ target เค้า (เอ หรือว่าไม่ใช่มาตั้งแต่ต้นแล้วนะ แบบว่าอายุเกินลิมิต) ตอนบินขึ้นอีกครั้งเครื่องก็ยังสั่นๆ อยู่ดี ใจไม่ค่อยจะดีเท่าไหร่ แต่คิดว่าเป็นเรื่องปรกติที่นี่ก็เลยไม่ค่อยเครียดเท่าไหร่
จากไทเป มายัง Seattle เมืองที่เค้าว่ากันว่าสวยมาก วันนี้โชคดีที่อากาศที่นี่ดี เห็นแสงแดดด้วย แต่ก็เห็นได้แค่จากที่แอร์พอร์ต ไม่สามารถออกไปดูโลกภายนอกกับเค้าได้ ที่นี่มีสายการบิน Alaska ด้วยนะ ไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อน เครื่องบินเค้ามีรูปหนุ่มหัวฟูๆ อยู่ที่ท้ายลำ แปลกไปอีกแบบนึง ที่นี่เค้าไฮเทคมากเลย ออกจากด่านตรวจคนเข้าเมืองมา ที่นี่เราต้องถูกถามแล้ว
ก็สแกนนิ้วมือ และถ่ายรูป แป๊บเดียวเท่านั้น แต่เรารู้สึกสงสารเจ้าหน้าที่เค้านะ คงเหนื่อยกันน่าดูเลย คนเยอะมาก
ผ่านลงมาก็มารับกระเป๋าเอาไป declare ว่าไม่มีของต้องห้ามใดๆ ผ่านไปได้ด้วยดี แต่อีตาเจ้าหน้าที่แอบจับมือเราด้วย อืมม ประเทศนี้นี่จะเป็นยังไงน้า สงสัยคงต้องระวังตัวมากขึ้นเสียแล้วเรา เค้าบอกว่าเราเรียนมากไปหรือเปล่า เอ หรือท่าจะจริงนะ เรียนมาตลอดทั้งชีวิต แล้วจะเรียนกันไปถึงไหนกันนะ ว่าแล้วก็เรียนต่อไป เพราะทำอะไรไม่ได้แล้วอยู่ดีตอนนี้ มาถึงนี่แล้วนี่นา จะหันหลังกลับก็ไม่ทันเสียแล้ว ก็ต้องไปต่อไปหล่ะนะ ออกจากการ claim กระเป๋าใบใหญ่ ก็เอาไปใส่สายพานที่มันจะส่งกระเป๋าเราไปยังปลายทางให้เลย เย้ ไม่ต้องแบกกระเป๋าเอง (ถ้าต้องแบกจริง คงมีทิ้งกันไว้บ้างหล่ะ) จากนั้นไปตรวจกระเป๋าใบเล็ก เจ้าหน้าที่เค้าขอตรวจสแกนเครื่องคอมด้วย เค้าบอกว่ามันเป็นอันตรายได้ เดาว่าผู้ก่อการร้ายคงจะติดระเบิดไว้ได้แน่ๆ เลย บรื้อ น่ากลัว ๆ :)
จากนั้นเราก็นั่งรถไฟไปยังปลายทาง เป้าหมายคือ United Airline จากเทอมินัลที่เราผ่านด่าน custom เข้ามา ไปยังเทอมินัล C แล้วเปลี่ยนไป D แล้ว N ตึก N นี่หล่ะ เป้าหมายของเรา
รอเครื่องที่นี่อีก 5 ชั่วโมง ถ่ายรูปรอบๆ สถานที่เล็กน้อย แล้วก็นั่งไปนั่งมา จากนั้นก็ตัดสินใจนอนบนเก้าอี้เลยดีกว่า แบบว่าง่วงมาก (แอบเห็นฝรั่งบางคนก็นอน เลยเอาอย่างเค้า) มาอยู่หน้าเกตแล้ว คงไม่ตกเครื่องหรอก ดีนะที่ตอนออกจากเมืองไทย ซื้อหมอนลม ราคา 420 บาทติดมาด้วย แบบว่าไม่มีทางเลือกแล้วก็ต้องซื้อ เพราะคิดว่ามันคงช่วยชีวิตระหว่างทางได้ ขนาดนั่งเป่าลมตอนอยู่ที่เมืองไทย แค่ตอนประมาณ 6 โมงเช้า (แทบไม่ได้นอนเลย จากที่บินมาจากเชียงใหม่ตอน 3 ทุ่ม) เป่าอยู่เป็นนานกว่าจะได้ขนาดพอเหมาะ พลังงานเฮือกไหนก็ไม่รู้แล้วหล่ะตอนนี้ ตอนนอนที่ Seattle ก็หลับไปไม่รู้เรื่องเท่าไหร่ ลืมตาตื่นขึ้นมา มีคนมานั่งล้อมหน้าล้อมหลังเราเยอะแล้วเหมือนกัน เลยงัวเงียไปล้างหน้า แล้วกลับมานั่งที่เดิม อ่านหนังสือไปอีกนิดหน่อยก็ทำท่าจะหลับอีกหล่ะ เหมือนไม่ได้นอนมาสัก 10 วันได้ ที่จริงเราเดินทางไปถึงก่อนที่ไฟล์ทประมาณบ่าย 3 โมงกว่าๆ ที่จะเดินทางไป Denver จะออก แต่ว่าน่าเสียดายที่ไม่ได้ไปไฟลท์นี้ ไฟล์ทที่ต้องไปมันตั้ง 6 โมงแน่ะ ตอนตรวจคนเข้าเมืองที่ Seattle เจอนักเรียน AFS จากเมืองไทยหนึ่งกลุ่มใหญ่ ดูเด็กๆ เค้าไปแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ก็นึกถึงตอนที่เราสอบได้กับเค้าเหมือนกัน ตอนนั้นไม่ได้ไป ก็น่าเสียดายเหมือนกันนะ จำไม่ได้แล้วหล่ะว่า family ที่เค้ารับเราไปอยู่ เค้าอยู่เมืองไหน แต่ก็เป็นประสบการณ์ที่ดีเหมือนกัน อย่างน้อยเราก็สอบติดกับเค้าด้วยคน :)
เครื่องบิน United Airline ออกจาก Seattle มุ่งหน้าไป Denver ทำเวลาประมาณ 3 ชั่วโมงนิดๆ (ถ้าจำไม่ผิดนะ) อย่างที่คิดไว้ เดาได้เลย ว่าหลับอีกแน่ๆ แค่ปลดมือจากกล้องดิจิตอลได้สักพัก ก็ไม่รู้ตัวเสียแล้ว ลืมตามาอีกที นี่เเราอยู่บนฟ้าอีกแล้วเหรอ วิวบนนี้สวยมาก มองเห็นเทือกเขาอยู่ข้างล่างด้วย ไม่รู้ว่าใช่ Rocky Mountain หรือเปล่านะ ใกล้ถึง Denver แล้ว อีกสักพักคงจะได้เจอน้องๆ นักเรียนไทย มารับเรานะ
ถึงเสียที สนามบิน DENVER ที่นี่มีรถไฟเชื่อมต่อจากแต่ละเทอมินัลอีกเช่นกัน ตึกที่เราจะไปรับกระเป๋า (Baggage claim) อยู่ปลายสุด นั่งรถไฟแค่ทอดเดียว แต่ก็คิดๆ อยู่ว่า ไปตั้งไกล แล้วจะได้เจอกระเป๋าเราไหมนะ ถามคนที่เราเห็นบนเครื่องเราดีกว่า ดีกว่าหลงทาง คนที่นี่ก็ใจดีนะ บอกข้อมูลให้เสร็จสรรพ แล้วก็เดินตามๆ เค้าไป พอออกมาจากรถไฟ ก็ออกมาในตำแหน่งที่เหมือนจะเป็นที่ๆ คนเค้ามารอรับกัน แต่มันเล็กมากจนไม่แน่ใจ จริงๆ แล้วน้องๆ เค้ารออยู่นะ แต่เค้าก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน เราเดินเลยไปก่อนเพื่อไปเอากระเป๋า คิดๆ อยู่ว่าจะแบกยังไงดีน้า ที่นี่ไม่มีรถเข็นให้ใช้ฟรีเหมือนบ้านเราแล้ว อืม เดินหาน้องๆ ดีกว่า ท่าทางเค้าจะให้คนเดินเข้ามาได้ เพราะที่รับกระเป๋ามันอยู่ติดกับทางออกไปข้างนอกเลยนี่นา ไม่เหมือนสนามบินอื่นๆ ที่เคยผ่านมา ขนคนเดียวก็คงไม่ไหว ไปหาน้องๆ ดีกว่า ดีที่ได้น้องๆ ช่วยขน เราทั้งหมดยังต้องรอคนอีก 2 คน กว่าจะได้กลับกัน้ พอมาถึงก็เขียนอีเมล์บอกใครต่อใครว่าถึงแล้วจ้า จากนั้นหัวมันก็หนักๆ นะ หลับไปซะแล้ว กับห้องใหม่ใต้ถุนบ้าน ห้องเล็กๆ กับชีวิตใหม่ใน boulder หวังว่าทุกอย่างคนราบรื่นนะ
พรุ่งนี้จะเป็นอย่างไร พรุ่งนี้จะเป็นอย่างไร ใครตอบได้ไหม ช่วยบอกที :)