Wednesday, October 11, 2006

ชายหนุ่มคนใหม่ในชีวิต (เรื่องมันยาว)

และแล้ว...ก็มีชายหนุ่มคนใหม่เข้ามาในชีวิต
เค้ามาเมื่อวันที่ 11 ตุลาคม ที่ผ่านมา
เค้ามาพร้อมกับความเจ็บปวดที่ไม่เคยเจอมาก่อนในชีวิตสาว(น้อย)
มีคนบอกว่าเค้าจะมาวันที่ 17 ตุลาฯ
พอใกล้วันจริง ก็ยิ่งตื่นเต้น แต่พอใกล้เข้ามาจริง
เค้าดันมาถึงก่อน ที่จะทันได้ตั้งตัว

แต่ไม่เป็นไรค่ะ เตรียมตัวรอมาตั้งนานแล้ว
เจอก่อนก็ยิ่งดี ^^ อยากเห็นหน้าเค้ามาตั้งนานแล้ว

ที่จะเล่าต่อไปนี้ ยาวหน่อยนะคะ
ถ้าอยากอ่านให้จบ เตรียมชา กาแฟ น้ำส้ม
ขนม นม เนย มาวางใกล้ๆ คอมพิวเตอร์ มั๊ยคะ
เผื่อจะช่วยให้ใจเย็นขึ้น ได้ไม่เลิกอ่านกลางคัน
เพราะมันยาว นั่นเอง (^ ^)"

.............

เช้าวันที่ 10 ตุลาฯ ตื่นมาเข้าห้องน้ำตอนหกโมงเช้า
ปกติไม่ตื่นเช้าขนาดนี้ ไม่รู้ทำไมวันนี้ถึงตื่น
พอกลับมาถึงเตียงนอน ล้มตัวลงไปแล้ว
ก็พบว่ามีน้ำใสๆไหลซึมออกมาโดนขา
ก็ได้แต่สงสัยว่าคืออะไร แต่ก็นอนต่อ ( ^^)"
ทำไมขี้เซาหยั่งงนี้นะเรา

ตื่นมาอีกทีแปดโมงเช้า พอยันตัวลุกขึ้นได้
ก็รู้สึกว่ามีน้ำไหลออกมาอีกนิดหน่อย
เอ๊ะ... มันบอกอะไรเรารึเปล่านะ
มันเกี่ยวอะไรกับเค้ารึเปล่านะ

แต่ด้วยความที่เคยอ่านข้อมูลมาแล้ว จินตนาการไว้มากกว่านี้
เลยคิดเอาเองว่า อาจจะยังไม่มีอะไรก็ได้

แล้ววันนั้นทั้งวันก็ไม่มีอะไรพิเศษ
ที่จะบอกว่าเค้าจะมาหาก่อนเวลานะ

ยกเว้นในเวลาอาหารเย็น
วันนี้คุณอี้พาคุณพ่อคุณแม่ไปทานอาหารสเปน
ที่ร้าน The Flying Duck
กิน Tapaz หมดไปได้ไม่นาน ช่วงกำลังรอ Main
ก็เริ่มมีอาการปวดท้อง เพราะท้องแข็ง

เอ๊ะ...ท้องก็แข็งมาได้สามสี่วันแล้ว แต่ก็ไม่เคยมีปวดด้วยนี่นา
หลังจากนั้นจนกินเสร็จ ก็ปวดขึ้นมาเป็นระยะๆ
ห่างประมาณ สิบห้านาที

พอกลับถึงบ้าน รีบเข้าห้องน้ำไปเช็คสภาพร่างกาย
ปรากฏว่า มีเลือดไหลค่ะ O_o
ตกใจ รีบบอกสามีให้ช่วยพิสูจน์
ว่าฉันไม่ได้คิดไปเองนะ
สามีก็ยืนยันว่า "ใช่จริงๆด้วย คนดี"

โอ้...จะทำยังไงดีล่ะทีนี้
ตื่นเต้น ปนตกใจเล็กๆ
เพราะตั้งแต่ท้องมายังมิเคยมีเลือดออกสักกะนิด
ถามสามีว่า ฉันควรทำยังไงดี
สามีก็ตอบได้น่ารักมาก "ไม่รู้ ที่รักว่าไงล่ะ"
ประมาณว่า ฉันไม่ได้เป็นคนอุ้มท้องนะจ๊ะ จะไปรู้ได้ไง

(- -)" ขอบพระคุณค่ะ ที่รัก
โทรหาหมอแทนแล้วกัน

หมอแทนเป็นคุณหมอรักษาโรคทั่วไปจากเมืองไทย
ที่กำลังเรียนปริญญาเอกอยู่ที่นี่

หมอแทนก็ตอบเหมือนที่เคยอ่านมาเป๊ะเลย
สรุปว่า ถ้าเป็นสัญญาณเตือนจริง
ก็อีกเป็นวันกว่าจะถึงเวลาที่เค้าจะมา

สรุป คือ ต้องรอ

แต่คนอย่างฉัน ก็ยังไม่หายสังสัย
เลยเข้า msn ถามเพื่อนผู้มีประสบการณ์
กับชายคนใหม่ในชีวิตมาก่อน
ก็ปรากฏว่า คุณเพื่อนๆ ที่สนิทกัน
ไม่มีใครเคยต้องประสบกับอาการแบบนี้สักคน
เค้าเจอกันแบบผ่านการนัดหมาย ทุกคน

เลยต้องโทรหาที่พึ่งสุดท้าย คุณมิดไวฟ์ แห่งรพ. อามิเดล
ก็ได้ข้อสรุปว่า ยังอีกห่างไกลค่ะ
คุณมิดไวฟ์บอกให้รออยู่ที่บ้านจนกว่าอาการเจ็บจะถี่กว่านี้
ด้วยไปอาบน้ำแล้วนอนพักผ่อนซะ
หรือ จะมารพ. ให้ดูอาการก็ได้

ก็สองจิตสองใจสิคะ
กลัวไปแล้วได้กลับบ้านมารอ ทีนี้จะทำไง
เลยตัดสินใจกับคุณสามีว่า รอสักหน่อยแล้วกัน
ถ้าไม่ไหว เราไปรพ.กัน

เลยไปอาบน้ำ เข้านอนซะเดี๋ยวนั้นเลย
ตอนที่เข้านอนก็สี่ทุ่มเข้าไปแล้ว

หลังจากพยายามข่มตานอนไปนับครั้งไม่ถ้วน
อาการเจ็บท้องที่ห่างกันครั้งละสิบนาที
ก็ทำให้การข่มตานอนหลับ ทำได้ยากเหลือเกิน

จะหลับๆ มัน(คืออาการเจ็บ)ก็มาอีกแล้ว
จะหลับๆ มันก็มาอีก

เป็นอย่างนี้ไปจนตีสอง
จากที่เจ็บอยู่คนเดียว เพราะไม่อยากกวนคุณสามี
ก็เปลี่ยนเป็นจับมือคุณสามีไว้
แบ่งบันความเจ็บปวด
คุณสามีเลยโดนบีบมือทุกครั้งที่มันมาเยือน

และแล้ว เราก็ตกลงกันว่า
ไป รพ. กันเถอะ ฉันไม่ไหวแล้ว
ว่าแล้ว ก็คว้ากระเป๋าบรรจุเสื้อผ้า ของใช้จำเป็น
ที่เตรียมไว้ก่อนหน้านี้เป็นเดือน

ดึกขนาดนี้ รพ. เข้าได้ทางเดียว
คือ Emergency (ฉุกเฉิน)
แต่พอไปถึงที่จริงๆ สองสามีภรรยากลับหาทางเข้าไม่ถูก
เพราะทางเข้าเขียนไว้ว่า Ambulance Only
อ้าว..แล้วคนเข้าทางไหนน่ะ

โชคดีที่มีพนักงาน รพ. เห็นเราสองคน
เลยชี้ๆ ให้เข้าอีกทางนึง
พอเข้าไปได้ พนักงานคนหนึ่งก็ถามว่า
จะเอารถเข็นมั๊ยครับ
ด้วยความกล้าหาญชาญชัย
เลยตอบไปว่า "ไม่เป็นไรค่ะ"
พอเดินไปอีกก้าว เท่านั้นแหละค่ะ
มัน(คืออาการเจ็บท้อง)ก็มาอีกรอบ
ทีนี้ คุณพนักงานก็เลยไปเอารถเข็นมาให้โดยไม่ต้องเอ่ยปากขอ

แล้วก็โดนเข็นขึ้นไปยัง Maternity Unit
ไปขึ้นเตียงให้พยาบาลสองคนตรวจปากมดลูก
ว่าเปิดไปถึงไหนแล้ว

เค้าคนนั้น..มีเงื่อนไขในการมาค่ะ
คือ ต้องรอให้ปากมดลูกเปิดมากกว่า 10 ซม. ซะก่อน

ผลการตรวจปรากฏว่า เปิดแค่ 2 ซม. ค่ะ
พยาบาลเลยถามว่า อยากจะกลับบ้าน
หรือ รออยู่ที่ รพ. เลย

เลยปรึกษากับคุณสามีและได้ความว่า
อยู่ รพ. กันเถอะ เพราะกลับไปแล้วปวดมากกว่านี้
คงมาอีกทีไม่ไหวแล้ว

คุณพยาบาลเลยให้ย้ายห้อง
ไปนอนปวดรอเวลา

ง่วงก็ง่วง ปวดก็ปวด
ความรู้สึกที่ต่างกันอย่างสุดขั้ว
แต่อยู่ด้วยกันได้ในเวลานั้น

ตอนไม่ปวด ก็ง่วงจนเกือบหลับ
ตอนปวด ก็หลับไม่ได้เอาเสียเลย
พอหายปวด ก็กลับมาเคลิ้มใหม่
พอถึงคราวปวด มันก็ทรมานสิ้นดี

ผ่านไปสักพัก กี่โมงไม่รู้ รู้แต่ว่า
มีคุณพยาบาลอีกคน
มาติดเครื่องวัดอัตราการเต้นหัวใจของเค้าที่หน้าท้อง
พร้อมทั้งวัดระดับการบีบตัวของมดลูก
ช่วงที่ร้องเสียงดังหน่อย กราฟก็จะขึ้นสูงปรี๊ด จนทะลุสเกลก็มี
คุณสามีบอกว่า สเกลสูงสุดมีถึง 100
บางที กราฟก็พุ่งไปถึง 127

ส่วนอาการปวดท้อง พอเริ่มปวดถี่ขึ้น
ก็โดนย้ายตัวไปที่ห้องคลอด
ไปเปลี่ยนที่ปวดท้องค่ะ
และเมื่ออาการปวดท้องถี่ขึ้นเรื่อยๆ
จนถึงระดับปวดทุกๆ สามนาที

อัตราการเต้นของหัวใจเค้า ก็ไม่ค่อยสม่ำเสมอ
บางทีก็ต่ำลง บางทีก็สูงขึ้น ปกติมันต้องคงที่ไงคะ

เวลาผ่านไปนานแค่ไหนไม่รู้ รู้แต่ว่า ปวดเหลือเกิน
ดมยา ก็แล้ว หายใจเข้า ออก ก็แล้ว กินยาแก้ปวดก็แล้ว
ไม่เห็นมันจะดีขึ้นเลย

คุณพยาบาล ก็คอยบอกให้หายใจเข้าลึกๆ ให้ผ่อนคลาย
ยอมรับว่าทำได้แค่ทีสองที แล้วก็ไม่ไหวค่ะ
เจ็บโคตะระ เจ็บ แก๊สเกิ๊ส ดมๆ แล้วก็ทิ้งค่ะ ไม่ช่วยเล้ย
หายใจเข้ายังไม่ทันจะเสร็จ ก็ โอ๊ย...ปวด โอ๊ย...ปวด

สรุป คือ ทำสมาธิ ไม่ได้เอาเสียเลย
ก็เจ็บต่อไป ปางตายจริงๆค่ะ ใครไม่เคยเจ็บท้องอุ้มน้องแบบนี้
จะไม่รู้เลยว่า ที่เค้าว่าเจ็บที่สุดในชีวิต เป็นอย่างไร

เวลาผ่านไปอีกนานเท่าไหร่ ไม่ทราบได้
คุณพยาบาลมาบอกว่า อัตราการเต้นหัวใจเค้าไม่คงที่นะ
คุณหมอไอฟ์ (คุณหมอสูติที่ดูแลอยู่)
รออยู่ที่ห้องผ่าตัดแล้ว ต้องผ่าออกแล้วนะ

ฉันก็ พยักหน้า ทำอะไรก็ทำค่ะ ให้เค้าปลอดภัย
ให้ฉันหายเจ็บท้องแบบนี้ไวๆ ก็พอ

เลยโดนจับแก้ผ้า แบบไม่รู้ตัว
จำได้แต่ว่าเจ็บ ไม่เจ็บ ใครทำไรอย่างอื่น จำไม่ค่อยได้

ชั่วเวลาไม่ถึงอึดไป ก็โดนเข็นเข้าห้องผ่าตัด
โดนจับนั่ง มีหมอบล๊อกหลังบอกให้ทำตัวงอเป็นกุ้ง
ขณะที่พยายามงอตัว อาการปวดก็พุ่งจี๊ดขึ้นมาอีก
เลยต้องรีบบอกหมอว่า เจ็บอีกแล้ว
ปกติ ก่อนหน้านี้ พอบอกว่าเจ็บมาแล้ว
พยาบาลจะหยุดรอให้หายเจ็บก่อน แล้วค่อยทำอะไรต่อ
แต่คณหมอบล๊อกหลังไม่สนค่ะ บอกว่า ฉุกเฉินแบบนี้
ปล่อยให้เจ็บไป เลยโดนฉีดยาเข้าที่กระดูกสันหลัง
ทั้งๆที่เจ็บอย่างนั้น ซึ่งไม่รู้ว่า เป็นข้อดีหรือเปล่า
เพราะทำให้ไม่เจ็บเลย ที่โดนฉีดยาไป

แค่ชั่วอึดใจ ช่วงตั้งแต่หน้าอกลงไปจนถึงปลายเท้า ก็ชาไปหมด
หลังจากนั้นที่รู้สึก ก็คือ
มีคนทำอะไรสักอย่างกับหน้าท้อง
แต่ไม่รู้สึกเจ็บปวดอะไรเลย
สักครู่ ก็ได้ยินเสียงเด็กร้อง

อุแว้ ๆ ๆ ๆ ๆ

ไม่รู้เป็นเพราะตัวชารึเปล่า
ทำไมรู้สึกว่า เด็กคนนี้ร้องไม่ค่อยดัง
ไม่เหมือนที่เคยฟังในทีวี

แต่ที่แน่ๆ หน้าตาเค้าคล้ายๆ ฉันจัง

แล้วพยาบาลก็อุ้มเค้ามาเช็ดตัวตรงหน้าฉัน
ให้ฉันและคุณสามีได้เห็นเค้าใกล้ๆ ตั้งแต่แรกเกิด
เค้าคนนี้เอง ที่ฉันรอมานานถึงเก้าเดือน
เค้าคนนี้เอง ที่ฉันตกหลุมรักตั้งแต่ยังไม่เคยพบหน้า
เค้าคนนี้เอง ที่ฉันยิ่งตกหลุมรักลึกลงไปอีก เมื่อได้เห็นหน้าเค้าชัดๆ
ถึงแม้จะตาบวมไปหน่อย เพราะเอาแต่ร้องไห้ก็เถอะ

ต่อไปนี้ เค้าคนนี้จะมีชื่อที่ติดตัวไปตลอดชีวิตว่า
"ลูก"

จากนั้น ลูกก็ถูกพาตัวไปไหนสักที่
และคุณหมอก็เอาสายสะดือที่ผูกเป็นปมมาให้ดู
ท่าทางจะซนนะ ลูกคนนี้

หลังจากห้องผ่าตัด ฉันก็ถูกนำตัวไปห้องพักฟื้น
ที่มีคุณป้าพยาบาลสองคน
คอยช่วยถามฉันว่า รู้สึกตัวหรือยัง
ผ่านไปเกือบสองชั่วโมง ฉันถึงสามารถขยับเท้าขวาได้
นอกนั้น ยังชาสนิท

หลังจากนั้นก็โดนเข็นเข้าห้องพัก
ที่มีคุณสามีรออยู่แล้ว
สักครู่คุณพยาบาลก็อุ้มลูกเข้ามา
เพื่อให้แม่ให้นมเป็นครั้งแรก

ไม่น่าเชื่อว่า ลูกที่อยู่ในท้องมาเก้าเดือน
จะดูดนมเก่งขนาดนี้
ไปเรียนวิธีดูดมาตอนไหนน้อ เก่งจัง

หลังจากยาชาหมดฤทธิ์แล้ว
ก็จำได้ว่า ปวดแผลเหลือเกิน
ขยับตัวทีทรมานมาก
ถ้าไม่ได้ยาแก้ปวดคงให้นมลูกไม่ไหว

สรุปว่าการคลอดวันนี้ เจ็บไปสองเด้งนะคะ
เด้งแรก เจ็บธรรมชาติ เพราะคิดว่าจะคลอดเอง
เด้งสอง เจ็บมีดหมอ
เพราะคุณลูกซน ว่ายน้ำเล่นจนสายสะดือพันกัน

อยากจะบอกว่า เจ็บยังไงก็คุ้มค่ะ
อุ้มท้องมาตั้งเก้าเดือน เจ็บแค่ไม่กี่วัน
เทียบกันไม่ได้เลย

เห็นคุณลูก ที่เราตกลงปลงใจให้ชื่อ
"น้องอาร์ม" ตามเมืองที่เค้าเกิด
แล้วชื่นใจค่ะ น้องอาร์มแข็งแรง สุขภาพดี
ตัวไม่เล็ก ไม่ใหญ่ กำลังพอดี
ตามไปดูรูปที่บล๊อกคุณอี้ นะคะ

แล้วจะหาเวลามาเขียนเรื่องน้องอาร์มให้อ่านค่ะ
ตอนนี้น้องอาร์มกำลังหัดกินนมให้ถูกวิธีอยู่

ขอบคุณพี่ๆ น้องๆ ที่ไปเยี่ยมถึงโรงพยาบาลในวันแรกนะคะ

ขอบคุณทุกๆ คนที่ไปคอมเม้นท์ไว้ในบล๊อกคุณอี้นะคะ



ปล. มีเวลาเขียน ก็ต้องรีบเขียนสุดชีวิต เพราะพยายามเขียนมาหลายวันแล้ว แต่เค้าตื่นก่อนทุกทีอะ ^^"

Sunday, October 08, 2006

ถ้าหายไป...

ช่วงนี้ เริ่มมีอาการเตือนบ้างแล้วค่ะ
เลยคิดเอาเองว่า ใกล้แล้ว ๆ
เลยอยากบอกว่า ถ้าหายไปสักช่วงหนึ่ง ก็อย่าได้สงสัย
อาจจะหายไป เพราะต้องเปลี่ยนไปนอนโรงพยาบาลสักพัก

แล้วจะกลับมาพร้อมกับเรื่องราว ของผู้ชายคนใหม่ในชีวิต
ผู้ชาย ที่จะมาเป็น รักเมื่อแรกพบ ของจริง ^^"