The Intersect

30 March 2007

เขื่อน

เช้าวันนี้มีเหตุให้ต้องไปติดต่องานที่มหาวิทยาลัยนิดหน่อย หลังจากติดต่องานเสร็จ กระเหรี่ยงพ่อแม่ลูกก็เลยถือโอกาสวันเสาร์น้อยไปขับรถเที่ยวแถวใกล้ๆ กันครับ

ที่ท่องเที่ยวที่เป็นธรรมชาติแล้วอยู่ใกล้เมืองที่สุดเท่าที่นึกออกก็คือเขื่อน Dumaresq Dam ที่อยู่ห่างจากตัวเมืองไป 8 กิโล ขับรถแป๊บเดียวก็ถึง

ผมกับภรรยาเคยมาเขื่อนนี้กันหลายครั้งแล้ว ถึงแม้จะไม่มีอะไรน่าตื่นตาตื่นใจมากนัก แต่ก็เป็นที่พักผ่อนไว้นั่งกินลมชมวิว เหมาะกับการเที่ยวละไมเหลือเกิน

ส่วนน้องอาร์ม แน่นอนครับว่าเป็นครั้งแรกที่จะได้มาเยือนครับ

กะว่าจะพักผ่อนซักชั่วโมงสองชั่วโมง เข็นรถเข็นเลียบเขื่อน ถ่ายรูป ป้อนข้าวบด เจ้าตัวเล็กน่าจะชอบใจ

ปกติแล้วเวลามาเที่ยวเขื่อนแห่งนี้ก็จะเจอฝรั่งพาครอบครัวมาปิคนิคกันสองสามครอบครัว บางบ้านก็เอาเรือมาพาย บางบ้านก็ตกปลา ดูมีความสุขกันดี

แต่วันนี้ไม่ยักกะเป็นอย่างนั้นครับ.... -_-''

ทันทีที่ขับรถผ่านรั้วกั้นบริเวณเขื่อนเข้ามา ผมกับภรรยาก็เห็นรถตู้จำนวนมากมายหลายคัน พอขับใกล้เข้าไปอีกนิดก็เห็นกลุ่มคนใส่ชุดลายพรางเกาะกลุ่มกันกระจายเป็นหย่อมๆ ดูรวมๆ แล้วไม่น่าจะต่ำกว่า 30-40 คน ตามต้นไม้ก็มีเป้ยังชีพแล้วก็อุปกรณ์ฝึกความอดทนต่างๆ ติดตั้งเต็มไปหมด

สงสัยว่าจะจ๊ะเอ๋กับก๊วนลูกเสือชาวบ้านที่คึกออกมาฝึกนอกสถานที่พอดีครับ ^^"

จากทุกครั้งที่มาเที่ยว จะได้ยินเสียงเป็ดเล่นน้ำ เสียงนกร้อง เสียงลมพัด เสียงใบไม้คุยกัน

วันนี้มาเที่ยว ได้ยินมาแต่ใกลเลยครับ หนึ่ง..สอง..หนึ่ง..สอง..หนึ่ง..สอง ซ้าย..ขวา..ซ้าย..ขวา..ซ้าย..ขวา.. เอ็ดตะโร โวยวาย กลุ่มนกที่เคยมีมากมายก็หายสาบสูญไปเกือบหมด

เหล่าลูกเสือชาวบ้านตั้งใจฝึกกันอย่างแข็งขัน ส่วนครอบครัวกะเหรี่ยงได้แต่เซ็ง พยายามเข็นรถลูกไปมุมที่ยังพอจะมีความสงบเหลืออยู่บ้าง

ดูเหมือนว่าโชคยังดี ในบริเวณเขื่อนนี้มีสนามเด็กเล่นเล็กๆ อยู่ด้วยครับ มีทั้งบันใดลื่น ชิงช้า เก้าอี้หมุน เอาไว้ให้เล่นตามอัธยาศัย

ที่สำคัญ ดูเหมือนว่าสนามเด็กเล่นนี้จะปลอดลูกเสือชาวบ้าน ฮ่า ฮ่า

เจ้าตัวเล็กยังเด็กเกินไปเลยยังไม่สามารถเล่นของเล่นได้ ส่วนคุณภรรยาเห็นของเล่นปุ๊บรีบวิ่งเข้าไปเล่นทันที น่ารักจริงๆ

แต่ไม่รู้ว่าเคราะห์ซ้ำกรรมซัดยังไงไม่ทราบครับ หลังจากที่สนุกกับของเล่นได้เพียงแป๊บเดียว...

รถตู้สีขาวคันหนึ่งก็เข้ามาจอดเทียบข้างๆ แล้วประตูรถก็เปิดออกมา มีฝรั่งวัยรุ่นกลุ่มหนึ่งทั้งชายหญิงลงมาจากรถกัน 5-6 คน

ว๊ากกกกกก ย๊ากกกกกก โอ๊ววววววว ก๊ากกกกกก และเสียงประหลาดอะไรต่อมิอะไรดังขึ้นจากกลุ่มฝรั่งกลุ่มใหม่

พอหันไปดูดีๆ ก็เข้าใจครับว่าเป็นกลุ่มผู้พิการทางสมอง ประมาณว่าโตแล้วแต่ยังมีพัฒนาการเท่ากับเด็กอะไรทำนองนั้น กำลังวิ่งมาจะเล่นของเล่น

ผมไม่เคยรังเกียจคนพิการ แต่พอเจอเสียงตะโกนดังๆ หน้าตาบึ้งๆ วิ่งเข้ามาใกล้ๆ มันก็ออกจะหนาวๆ อยู่เหมือนกัน

ก็เลยหันไปพยักหน้ากับคุณภรรยา ตกลงกันโดยไม่ต้องเอ่ยปากว่า กลับบ้านเหอะ

น่าเสียดายจริงๆ วันเสาร์น้อยทั้งที แทนที่จะได้พักผ่อนสบายๆ กลับต้องมาเจอกับความวุ่นวายอะไรก็ไม่รู้ ยังดีที่เขื่อนนี้ใกล้ ถ้าไปที่ไหนไกลๆ แล้วเจอแบบนี้คงยิ้มไม่ออกแน่ๆ

ไว้วันหลังขอแก้ตัว พ่อจะพาไปเที่ยวใหม่นะครับน้องอาร์ม ^^

24 March 2007

อากาศดี

22 March 2007

เดิมพัน (Update)

เดิมพันระหว่างผมกับ ผู้ใหญ่อีหลี จากที่เคยมีแค่ข้อสองข้อ ตอนนี้เริ่มเจริญงอกงามไปครึ่งโหลแล้วครับ เมื่อวันก่อนผู้ใหญ่ฯ สั่งให้บันทึกให้เป็นหลักฐานอัพเดตซะหน่อย ลูกบ้านที่ดีก็ต้องปฏิบัติตามครับ

เดิมพันที่ 1: ลูกของ อ.พี่งี้ กับ อ.รุ่ง จะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย
เดิมพัน: วีระลาบเป็ด
อี้: ผู้หญิง
ผู้ใหญ่ฯ: ผู้ชาย
ผล: ยังไม่ทราบผล

เดิมพันที่ 2: ไฟล์เดินทางกลับบ้านของผมจะลงที่สุวรรณภูมิหรือดอนเมือง
เดิมพัน: ชุมแพหมูกระทะ
อี้: สุวรรณภูมิ
ผู้ใหญ่ฯ: ดอนเมือง
ผล: ยังไม่ทราบผล แต่ตั๋วกลับเมืองไทยในมือผมเป็นสุวรรณภูมิ งานนี้ผู้ใหญ่ฯ มีแนวโน้มเลี้ยงสูงมั่ก

เดิมพันที่ 3: ยามเฝ้าแผ่นดินจะโดนถอด
เดิมพัน: ไก่นางฟ้า
อี้: ไม่โดน
ผู้ใหญ่ฯ: โดน
ผล: ผู้ใหญ่ฯ กินฟรี

เดิมพันที่ 4: ITV จะจอมืดหรือจอสว่าง
เดิมพัน: ลาบไก่สะเมิง (คนแพ้ต้องกินกุ้งเต้นด้วย)
อี้: สว่าง
ผู้ใหญ่ฯ: มืด
ผล: ตั้งเดิมพันกันวันเดียวผลก็ออก ผู้ใหญ่ฯ เลี้ยง

เดิมพันที่ 5: หมอประกิตเผ่าอยู่โรงพยาบาลต่อ
เดิมพัน: ข้าวต้มสวนดอก
อี้: ออก
ผู้ใหญ่ฯ: อยู่ต่อ
ผล: ตามคำตัดสินของศาลชั้นต้น ผู้ใหญ่ฯ กินฟรี

เดิมพันที่ 6: พรั่งจะได้เป็น ผบ.ทบ. ต่อจากบัง
เดิมพัน: ลูกชิ้นคณะแพทย์ฟูลออปชั่น
อี้: พรั่งแห้ว
ผู้ใหญ่ฯ: พรั่ง ผบ.ทบ.
ผล: ได้เป็นไม่ได้เป็นเดี๋ยวก็รู้ แต่คาดว่าบั้นปลายคงไม่มีแผ่นดินอยู่ทั้งบังทั้งพรั่ง

โดนนำ 2-1 ไปแล้วตู -_-

ท่านผู้ใหญ่ฯ เข้ามาแล้วลงชื่อรับทราบด้วยเน้อ ^^

21 March 2007

Double Tags

โดนแทคทีเดียวรวด 2 เรื่องเลยครับ ลุยเลยละกัน

1. ชื่อนี้ท่านได้แต่ใดมา

มิ้งค์ แทคมาว่า ทำไมต้อง Intersect

ตอบง่ายๆ ครับ คิดว่าอาจจะเคยผ่านหูผ่านตาใครไปบ้างแล้วว่า Intersect คือชื่อวงดนตรีที่ผมกับเพื่อนรวมกัน 4 คนตั้งขึ้นมาตั้งแต่สมัยมัธยมปลาย เล่นเอง แต่งเอง ร้องเอง อัดเอง แจกเอง สนุกสนานยิ่งนัก จนถึงวันนี้บางที Intersect ก็ยังมีกิจกรรมร่วมกันอยู่

ชื่อ Intersect มาจากเครื่องหมายทางคณิตศาสตร์ เรื่องเกี่ยวกับ "เซ็ท" นั่นเอง ช่วงนั้นเป็นช่วงที่กำลังตั้งวงดนตรี ผมก็ไปไล่นึกเอาชื่ออะไรเท่ๆ ใกล้ตัว แล้วก็มาสะดุดอยู่ที่เครื่องหมายคณิตศาสตร์ที่กำลังเรียนอยู่

จริงๆ แล้วเครื่องหมายพวกนี้มันก็มีหลายตัวเช่น Union Intersect Prime ฯลฯ แต่ดูแล้วชอบ Intersect ที่สุด เพราะฟังดูเจ๋งแล้วก็มีความหมายคือการมีบางสิ่งบางอย่างร่วมกันของเพื่อนสนิททั้งสี่ ซึ่งก็คือความรักในเสียงดนตรีและหน้าตาดีนั่นเอง

นอกจากนั้น Intersect ยังเป็นคำย่อของ Intersection ที่แปลว่า "สี่แยก" สื่อควาหมายถึงจุดที่คนสี่คนมาพบกันได้ดีอีกด้วยครับ ^^

2. กระเป๋า

นา แทคมาว่ามีกระเป๋าคู่กายคู่ใจกี่ใบอะไรบ้าง

แหะๆ เป็นแทคที่ง่ายที่สุดเท่าที่เคยตอบมาเลยครับ เพราะผมตอบได้อย่างมั่นใจได้ทันทีว่า "ผมไม่มีกระเป๋า" ^^"

แต่จะตอบแบบนั้นเลยมันก็กระไรอยู่นะ พยายามถูไถเอาละกันว่าผมก็มีกระเป๋าคู่ใจกับเขาบ้างเหมือนกัน

นั่นก็คือ กระเป๋ากางเกง และกระเป๋าเงินครับ ^^"

กระเป๋ากางเกง จะมีกุญแจบ้านและกุญแจรถอยู่ ตั้งแต่เกิดมายังไม่เคยลืมหรือทำหายไปที่ไหน เพราะกุญแจพวงใหญ่และหนักมาก ถ้าลืมจะรู้สึกได้ทันทีว่ามันโล่งๆ พิกล บางวันโชคดีอาจมีเหรียญติดอยู่ในกระเป๋ากางเกงบ้างซักสิบยี่สิบบาท กระเป๋าใบนี้สองสามเดือนซักทีครับ ^^"

กระเป๋าเงิน เป็นกระเป๋าหนังสีน้ำตาล ใช้มาเกือบสิบปีแล้วจนตอนนี้อ่านยี่ห้อไม่ออก แต่ก็จะใช้ไปเรื่อยๆ เพราะใบนี้คุณภรรยาซื้อให้ ข้างในกระเป๋าก็จะมีบัตรประจำตัว ใบขับขี่ บัตร ATM คูปองลดราคาน้ำมัน ปิ๊กกีตาร์ แล้วก็รูปบุคคลสำคัญสองสามรูป ที่สำคัญคือไม่เคยมีเงินเลย ^^"

แทคต่อ พฤกษ์ กับ จุ๊บ ดีกว่า ฮ่าฮ่า

15 March 2007

สองมาตรฐาน

เดี๋ยวนี้รู้สึกเค้าฮิตกันเรื่องนโยบายสองมาตรฐานหรือที่ฝรั่งเรียกกันว่า Double Standard กันจังเลยนะครับ ได้ข่าวว่ารัฐบาลประเทศหลังเขาที่ไหนก็ไม่รู้เอามาประยุกต์ใช้อย่างเมามันส์ สูทำอะไรก็ผิด แต่ตูทำอะไรก็ได้เพราะตูเป็นวีรบุรุษ ก๊าก

ไม่น่าเชื่อว่านโยบายสองมาตรฐานนี้จะลุกลามมาถึงเมืองเล็กๆ อย่างอาร์มิเดลอีกด้วย จะใครที่ไหนล่ะครับ คุณแม่มือใหม่นี่เอง

ลองมาดูกันครับว่าคุณพ่อมีอใหม่น่าสงสารขนาดไหน....


แม่บอกทุกวันว่าลูกหน้าเหมือนพ่อ ลูกหล่อ ลูกน่ารัก
แม่ไม่เคยชมว่าพ่อหล่อ

งานบ้านที่ลูกต้องทำ คือ อึกับฉี่ให้อยู่ในผ้าอ้อม
งานบ้านที่พ่อต้องทำ คือ ซักผ้า ดูดฝุ่น ล้างจาน ขับรถ ฯลฯ

เวลาลูกงอแง แม่ก็จะอุ้มลูกเดินไปเดินมา
เวลาพ่องอแง แม่ไม่เคยอุ้ม


ลูกอยากได้ของเล่น แม่ก็จะซื้อของเล่นให้ทีละชิ้นสองชิ้น
พ่ออยากได้ Wii กับ PS3 แม่ไม่สนใจจะซื้อให้

ลูกน้ำหนักขึ้นสัปดาห์ละ 1 ขีด แม่ดีใจปานได้การ์ด MVP
พ่อน้ำหนักขึ้นสัปดาห์ละ 1 กิโล แม่โมโหปานโดนเกรียนแจม

เวลาลูกอยากกินนม แม่ก็จะให้กินนมจากเต้า
เวลาพ่ออยากกินนม แม่ก็จะไล่พ่อไปหานมวัวในตู้เย็น

ว้า....น่าสงสารคุณพ่อจังเลย....

07 March 2007

ออกร้าน (ภาค 2)

หลังจากไม่ค่อยจะประสบความสำเร็จจากการขายติ่มซำเท่าไหร่นัก ก๊วนสามหนุ่มวัยรุ่นตอนปลายก็เลยเบนเข็มเปลี่ยนจากของคาวมาเป็นของหวานแทนครับ

ต้องขอขอบคุณพี่น้องเจ้าของโรงงานไอติมป่าตันอีกครั้งที่ไว้เนื้อเชื่อใจ ^^

เมื่อได้สินค้าตัวใหม่แล้ว ก็ประจวบเหมาะพอดีที่มีงานเทศกาลอาหารครั้งใหม่ ผมกับเพื่อนก็เลยเช่าที่ออกร้านเตรียมขายไอติมกันเต็มที่

ไอติมที่ขายเลือกมาเฉพาะไอติมกะทิ เกรด A หวานมันส์อร่อยสุดยอด แต่ไม่ เราไม่ขายแบบธรรมดา แต่ขายเป็นไอติมบุฟเฟ่ต์ครับ

จริงๆ แล้วมันก็ไม่ใช่บุฟเฟ่ต์อะไรหรอก ก็แค่ตักไอติม 4 ก้อน แล้วให้ลูกค้าเลือกตักโรยหน้าได้ตามใจชอบ เท่าไหร่ก็ได้ แต่ให้รอบเดียว

โรยหน้าที่มีให้เลือกก็มีตั้งแต่ถั่วดินคั่ว ลูกชิด เฉาก๊วย นมแมว นมข้นหวาน ฯลฯ สารพัดของหวานราคาถูกคุณภาพต่ำทั้งหลายนั่นหละครับ ^^"

ถ้าจำไม่ผิด วันแรกประเดิม เนื่องจากพวกผมมีบทเรียนสุดแสบจากซัพพลายเออร์เก่า ก็เลยไม่กล้าสั่งของมามาก

ไอติม 1 ถังมีอยู่ประมาณ 8-10 กิโล วันแรกสั่งมา 3 ถัง

งานยังไม่เลิก ขายหมดเกลี้ยง!

โอ้พระเจ้าจอร์จมันยอดมาก ไม่เคยขายของอะไรสนุกขนาดนี้มาก่อนครับ ลูกค้ามีตั้งแต่เด็กยันคนแก่ทุกเพศทุกวัย แวะเข้าร้านมากินไอติมบุฟเฟ่ต์กันคับคั่ง

ดูเหมือนจะขายดีกว่าตอนโรงงานมาขายเองอีกด้วยซ้ำ อาจเป็นเพราะมือสมัครเล่นยิ้มแย้มแจ่มใส เชียร์แขกตลอดเวลา แถมยังแต่งตัวสุภาพเรียบร้อยอีกต่างหาก

มีอย่างที่ไหนล่ะครับ ใส่เสื้อเชิ้ตผูกไทขายไอติม ก็เลิกจากงานประจำปุ๊บก็รีบมาตั้งร้านเลยนี่นา ^^"

อาจเป็นเพราะแต่งตัวกันดีเกินไปก็ได้ จำได้ชัดว่ามีอยู่ครั้งหนึ่ง คุณป้าท่าทางไฮโซเดินมาซื้อไอติมสองถ้วย แล้วก็มาเหล่ๆ ดูคนตักไอติมทั้งหลายตั้งแต่หัวจรดเท้า

"อย่างพวกเธอเนี่ย ไม่น่ามาขายไอติม" ป้าพูดเสร็จพลางรับไอติม แล้วก็เดินจากไป

ประโยคนี้ของคุณป้า จนถึงทุกวันนี้ ผมกับเพื่อนก็ยังไม่เข้าใจว่าแกหมายความว่าอะไร หรือว่าคนขายไอติมมันต้องโทรมๆ แม้วๆ ตัวเล็กๆ หัวเถิกๆ พูดไม่ค่อยชัดงั้นเหรอ ^^"

ข้อดีมากอีกอย่างของการขายไอติมก็คือ ไม่ร้อน ลองเทียบดูสิครับเมื่อก่อนขายติ่มซำ ต้องยืนอยู่กับซึ้งนึ่ง อาหารต้องร้อนอยู่เสมอไม่งั้นลูกค้าไม่กิน หนำซ้ำติ่มซำจะรับมาเป็นถุงแช่แข็ง ถุงนึงขายได้ประมาณสิบเข่ง ถ้าแกะถุงแล้วขายไม่หมดก็คืนไม่ได้ เข้าเนื้อตัวเองอีก

ส่วนขายไอติมเย็นสบายตลอดคืน แล้วถ้าเหลือติดก้นถังก็เอาไปชั่งน้ำหนักให้โรงงานรับซื้อคืน เพราะเศษที่เหลือถ้าสะอาดก็สามารถเอาไปปั่นเป็นไอติมใหม่ได้

การขายไอติมให้ได้กำไร ก็ต้องมีเทคนิคกันพอสมควรครับ

พี่น้องบอกมาตั้งแต่วันแรกที่รับไอติมมาขายว่า "ไอติมหนึ่งกิโล ปกติตักได้ 5 ถ้วย แต่ถ้าคนเก่งๆ จะตักได้ 10 ถ้วย"

ไอ้พวกผมตอนแรกไม่รู้อะไรก็ยังงงๆ แต่หลังจากขายได้ซักชั่วโมงกว่าๆ ก็เริ่มเข้าใจศาสตร์แห่งป่าตันด้านมืด

ถ้าอยากได้กำไรมากๆ ต้องใช้ฝีมือในการตักอย่างสูงครับ

ต้องตักให้กลวง! ยิ่งผิวบางยิ่งดี!

ไอติมหนึ่งกิโล ปกติตักได้ 5 ถ้วย แต่หนึ่งในกลุ่มสามหนุ่ม (ที่ไม่ใช่ผม) ตักได้ถึง 15 ถ้วย

เทพชัดๆ!

อ๊ะๆ ไม่ได้โกงนะ เพราะไอติมมันก็ 4 ลูกเท่าเดิม ผมไม่ได้บอกลูกค้านี่นาว่าไอติมมันตันหรือมันกลวง

ศรีธนญชัย!

ปกติลูกค้ารับไอติมไปก็ไม่สนใจอะไรแล้ว รีบตักลูกชิดถั่วคั่วโรยหน้า โรยกันเข้าไปอย่างสนุกสนาน คิดว่าเอากำไรให้เต็มที่

หารู้ไม่ว่า ไอ้ของโรยหน้าทั้งหลายน่ะ โคตรถูก ที่แพงมันคือไอติมต่างครับหากพ่อแม่พี่น้อง

แต่จะว่าไป การจะตักไอติมให้กลวงได้ที่นั้น ไม่ใช่จะทำกันได้ง่ายๆ เลยครับ

ไอติมต้องแข็งกำลังดี ถ้าแข็งเกินไปจะทำให้ตักยากมาก ถ้าอ่อนเกินไปก็จะทำกลวงไม่ได้ แล้วถ้าตักกลวงแต่ไม่รอบคอบทำผิวไอติมโหว่เห็นรูข้างในลูกค้าก็จะเคือง

นอกจากนี้ยังมีวิชามารขั้นแอดวานซ์อีกต่างหาก ก็คือใครจะรู้ว่าที่ตักไอติมมันมีหลายขนาด ถ้าเราเลือกใช้ขนาดเล็กก็จะยิ่งลดต้นทุนเข้าไปอีก แต่อันนี้พวกผมไม่ได้ใช้ครับ

ไม่ใช่ไม่ใช้เพราะไม่อยากใช้ แต่เป็นเพราะที่ตักขนาดเล็กโดนพวกรถเข็นจองเอาไปหมดตั้งแต่หัววันแล้ว ^^"

ผมกับเพื่อนรับไอติมไปขายได้ 3-4 งาน ก็มีเหตุให้ต้องมาเรียนต่อที่ออสเตรเลียแห่งนี้ ปีนี้ก็เลยคงไม่มีโอกาสได้ออกร้านอีกครั้ง

ที่อยู่ๆ นึกเรื่องออกร้านขึ้นมา ก็เพราะช่วงสงกรานต์นี่จะเป็นช่วงที่ขายดีที่สุดเลยครับ คนเยอะนักท่องเที่ยวเยอะ บางครั้งรถกระบะขนคนเล่นน้ำผ่านมาจอดลงมาซื้อทีละเป็นสิบคน ขายไปแซวไปโดนน้ำสาดไป รสชาติไอติมกะทิผสมน้ำคูนี่อร่อยเค็มๆ มันๆ อย่าบอกใคร

จากที่เคยหน้าดำคร่ำเครียดขายติ่มซำร้อนทั้งคืนได้กำไรไม่กี่ร้อย เปลี่ยนมาเป็นขายไอติมเย็นสบายแถมได้กำไรบางงานหลายพัน ก็คงไม่น่าแปลกใจที่ถ้าว่างนัดกันได้เมื่อไหร่ ผมกับเพื่อนกลุ่มนี้ก็จะไปรับไอติมมาขายอีก

แล้วนี่ก็เป็นอีกสาเหตุที่จะได้ลดแหลกแจกแถมทุกครั้ง เวลาไปซื้อไอติมป่าตันที่โรงงานนั่นเองครับ ^^

06 March 2007

ออกร้าน (ภาค 1)

เดือนหน้าก็สงกรานต์แล้ว พอสงกรานต์เมื่อไหร่ก็อดคิดไม่ได้ว่าปีนี้จะขายอะไรดี

ก่อนมาเรียนต่อนี่ ช่วงสงกรานต์ ปีใหม่ และเทศกาลต่างๆ จะเป็นฤดูหาลำไพ่พิเศษของผมกับเพื่อนสนิทอีก 2 คนครับ

เรื่องมีอยู่ว่า วันดีคืนดีเจ้าเพื่อนสนิทตัวแสบก็ปิ๊งไอเดียบรรเจิด อยากทำอะไรสนุกๆ ไม่ซ้ำซ้อนจำเจ แล้วก็ต้องได้เงินด้วย

คุยกันไปคุยกันมา ก็มาลงที่ ไปรับ "ติ่มซำ" เอามาออกร้านขายในงานเทศกาลอาหารปีใหม่

รับเอง ขนเอง นึ่งเอง ขายเอง นับเงินเอง ตั้งแต่ต้นจนจบ

ถ้าจำไม่ผิด ติ่มซำซื้อมาขายได้กำไรเข่งละ 3-5 บาท แต่ค่าเช่าที่ปาเข้าไปหลายพัน ขายตั้งแต่เย็นจนค่ำหลายวัน หักลบค่าใช้จ่ายออกมาเหลือแบ่งกันคนละไม่กี่ร้อย ต้องขายให้ได้วันละเป็นร้อยๆ เข่งถึงจะรวย

นี่ถ้าหน้าตาไม่ดีอาจจะถึงขาดทุนลยก็ได้

แต่ถ้านับความสนุกละก็ ถือว่าใช้ได้ทีเดียวครับ ได้เปลี่ยนบรรยากาศจากหนุ่มออฟฟิศมาเป็นพ่อค้า ได้สนุกสนานเฮฮาแถมบางทีมีลูกค้าสาวๆ น่ารักมาแซวอีกต่างหาก

ขายติ่มซำได้ 2-3 งาน ค่าเช่าที่แพงขึ้นเรื่อยๆ ส่วนรายรับยังทรงๆ ก็เลยเริ่มรู้สึกกันว่า เอ....ทำต่อนี่จะคุ้มไหมหนอ แล้วยิ่งงานหลังๆ เริ่มมีปัญหากับซัพพลายเออร์ เลยทำให้ความสนุกในการขายเริ่มลดลงไป

ถ้าอยากสนุกต่อ ก็อาจจะต้องมีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างบ้าง ไม่ว่าจะลดต้นทุน หรือเพิ่มรายรับ แต่คิดไปคิดมาจะทำอะไรก็ลำบาก ค่าเช่าที่ก็มีแต่จะเพิ่มขึ้น ต้นทุนติ่มซำก็ไม่มีแนวโน้มว่าจะลด ส่วนรายรับนี่ควบคุมไม่ได้อยู่แล้ว

ที่ขำตัวเองที่สุดอย่างนึงก็คือ ผมถามเพื่อนไปว่า "ถ้ามึงไปเที่ยวเทศกาลอาหาร มึงจะกินขนมจีบ ซาลาเปา (ที่แพงกว่าปกติ) มั้ย" เพื่อนทั้งสองคนตอบพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย "ไม่กิน หาอย่างอื่นแปลกๆ เจ๋งๆ หายากๆ กินดีกว่า"

แต่แล้วเมื่อปัญหามา ปัญญาก็มี หนึ่งในหุ้นส่วนก็เสนอว่าถ้าขายติ่มซำแล้วกำไรน้อยก็เอาอย่างงี้ไปเลย

เปลี่ยนสินค้าโลด!

ความพยายามอยู่ที่ไหน ความพยายามอยู่ที่นั่นครับ ในที่สุดพวกผมก็สามารถตะล่อมเจ้าของโรงงาน "ไอติมป่าตัน" แล้วรับไอติมไปขายได้

ปกติแล้วไอติมป่าตันจะเป็นร้านที่ขายดีที่สุดร้านหนึ่งเลยในเทศกาลอาหารแต่ละครั้ง เนื่องจากอร่อย ถูก แล้วก็เหมาะกับการกินตบท้ายอาหารคาวอย่างยิ่ง

เคยมีครั้งหนึ่งที่ตั้งขายติ่มซำข้างร้านไอติมป่าตัน พวกผมสามคนนั่งตบยุงบี้แมงวันรอลูกค้าอย่างเหงาๆ ในขณะที่ร้านข้างๆ ใช้ชายฉกรรจ์ 4-5 คนตักไอติมมือเป็นระวิง ขนมากี่ถังก็เกลี้ยง

จริงๆ แล้วงานเทศกาลทั้งหลายสร้างรายได้ให้กับโรงงานได้เป็นกอบเป็นกำพอดู แต่ด้วยความกะล่อนของสามหนุ่ม จึงทำให้พี่เจ้าของโรงงานยกกิจการออกร้านงานเทศกาลให้อย่างเต็มใจ

ชักจะยาวแล้ว เอาไว้มาต่อตอนจบภาค 2 นะครับ ^^

01 March 2007

จอมยุทธ์น้อย

-ดัดแปลงจากเรื่องจริง-

สี่เดือนที่แล้ว ณ หมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่งทางทิศตะวันออกของเกาะไร้ชื่อ

วันธรรมดาๆ อันเงียบสงบอีกวันหนึ่งของชาวบ้านหลายสิบชีวิต กลับกลายเป็นวันไม่ธรรมดา

ทารกน้อย เพศชาย ถือกำเนิดขึ้นมาพร้อมกับพรสวรรค์ดุจเทพยดา

เพียงไม่กี่อึดใจหลังจากคลอด ทารกน้อยผู้นั้นก็ได้แสดงอัจฉริยะด้านวรยุทธ์ออกมาทันที

"ราชสีห์คำราม"

วิชาลับของราชสีห์ขนทองแห่งดาบมังกรหยกวิชานี้ร้ายการถึงขนาดสามารถทำลายวรยุทธ์ของยอดฝีมือได้เป็นวงกว้าง ตามประวัติศาสตร์บู๊ลิ้มมีชาวยุทธ์จำนวนเพียงหยิบมือที่สำเร็จวิชานี้ แต่ทารกน้อยผู้นี้สามารถเปล่งราชสีห์คำรามได้ตั้งแต่แรกเกิด!

"หมัดแปดปรมัตถ์"

ยอดวิชาที่มีการถ่ายทอดกันในวงแคบๆ ผู้สำเร็จจะได้เป็นเจ้ายุทธภพ หมัดแปดปรมัตถ์มีด้วยกันเก้าท่า เพียงแค่ระยะเวลาสี่เดือนหลังจากเกิดมา ทารกน้อยผู้นี้ได้แสดงให้เห็นแล้วว่าบรรลุไปแล้วอย่างน้อยสี่ท่า "สยบบิดา" "อ้อนมารดา" "เกาศรีษะ" และ "ปาดนภา"

"หมัดคชสาร"

หนึ่งในสี่แขนงของ "มวยคชสาร" มวยไทยต้องห้ามที่หายสาบสูญไปหลายร้อยปี เป็นศิลปะการต่อสู้ที่ใช้ร่างกายประดุจงวง งา ของพญาคชสาร มีความรวดเร็ว รุนแรง หนึ่งกระบวนท่าหนึ่งชีวิต เดิมใช้สำหรับป้องกันกษัตริย์โดยทหารจตุรงค์บาท แต่ทารกน้อยนำมาใช้เพียงเล่นผ่อนคลาย อัจฉริยะ!

"เท้าท่องคลื่น"

เทพวิชาจากคีมภีร์โบราณ ผู้สำเร็จวิชาสามารถเคลื่อนที่ได้อย่างรวดเร็ว ว่องไว ยอดยุทธ์จำนวนมากมายประสบความล้มเหลวในการฝึกวิชานี้ มิน่าเชื่อว่าทารกน้อยผู้นี้สามารถบรรลุขั้นสุดยอดตั้งแต่ยังคลานไม่ได้!

"เก้ากระบี่เดียวดาย"
วิชากระบี่ในตำนานที่ชาวยุทธ์หมายปอง กระบี่มีด้ามเดียว แต่เพลงกระบี่พลิกแพลงซับซ้อนลึกล้ำสุดหยั่ง ผู้บรรลุขั้นสูงสุดแม้ไร้กระบี่ก็เหมือนมีกระบี่ ด้วยอายุเพียงสี่เดือนครึ่ง วันนี้ทารกน้อยสำเร็จยุทธ์ขั้นใช้รีโมทแทนกระบี่ได้แล้ว!


ณ หมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่งทางทิศตะวันออกของเกาะไร้ชื่อ จอมยุทธ์น้อยได้ถือกำเนิดขึ้นแล้ว!!

-โปรดติดตามตอนต่อไป-