The Intersect

13 January 2007

Tag

อุตส่าห์บอก คุณตุ๋ม ไปว่า "จะ Tag ใครก็ Tag ไป ห้าม Tag ฉันนะ"

ในที่สุดก็หนีไม่พ้น โดนจนได้ แถมโดนเบิ้ลอีกต่างหากจาก จุ๊บ กับ เต้ ครับ

จริงๆ ก็ไม่ได้กลัวอะไรหรอกครับที่จะต้องเล่าเรื่องราวของตัวเอง เพราะปกติเป็นคนโผงผางเปิดเผยอยู่แล้ว แต่กลัวที่จะต้องส่งต่อเนี่ยสิ เพราะเพื่อนๆ ที่มี Blog ทั้งหลายก็โดนกันไปถ้วนหน้าแล้ว ถ้าโดนแล้วไม่ส่งต่อกลัวชาวบ้านจะว่า "เอ๊ะ ตานี่ เพื่อนไม่คบ"

Tag คือ "การบอกสิ่งเกี่ยวกับตัวเราที่คนอื่นไม่ค่อยรู้" (คุณหนุงหนิง, 2007)

ว่าแล้วก็เริ่มเลยดีก่า

1. คบไม่ได้
โบราณว่า "อ่านสามก๊กจบสามรอบคบไม่ได้" แต่ผมอ่านจบไปมากกว่าสามรอบแล้ว แถมยังจบหลายเล่มอีกต่างหาก เรียกว่าอ่านถึงขนาดที่เกลียดตัวละครที่คนทั่วไปยกให้เป็นพระเอกอย่าง เล่าปี่ ขงเบ้ง แบบเข้าใส้ แต่กลับมาชอบตัวละครที่คนทั่วไปเห็นเป็นตัวร้ายอย่าง โจโฉ ซะนี่

สำหรับคนที่ชอบสามก๊ก แนะนำให้ลองหาการ์ตูนเรื่อง "หงสาจอมราชันย์" มาอ่านดูครับ จะได้พบกับแง่มุมมองกลยุทธ์ใหม่ๆ ที่คาดไม่ถึง ลุ่มลึก น่าศึกษามากจริงๆ


2. เก่งที่สุดในโลก
เมื่อประมาณช่วงปี 2536-2540 ช่วงเรียนมหาวิทยาลัย สมัยนั้นวินนิ่งยังไม่ได้เป็นเกมส์ฟุตบอลแห่งมนุษยชาติ จะมีเกมส์ฟุตบอลเกมส์หนึ่งที่ได้รับความนิยมสูงสุดชื่อ J-League

ผมมั่นใจว่าเล่นเกมส์นี้เก่งที่สุดในโลก เรียกว่าสามารถยิงประตูได้จากทุกตำแหน่ง ถ้าเลยครึ่งสนามมาแล้วได้บอลรับรองว่าเป็นประตู

เคยมีเพื่อนคนนึงหมั่นไส้ไปซุ่มฝึกแล้วมาท้าดวล แข่งเกมส์ 5 นาที ผมยำมันไป 12-0 หลังจากนั้นมันก็ไม่กล้ามาท้าอีกเลย


3. ไม่ชอบโทรศัพท์คุยกับคนแปลกหน้า
ไม่รู้เป็นบ้าอะไรเหมือนกันครับกับการโทรศัพท์คุยกับคนแปลกหน้าเนี่ย ไม่ว่าจะเป็นการติดต่องาน สอบถามข้อมูล หรืออะไรก็ตาม ผมจะไม่ชอบเสียเหลือเกิน เลี่ยงได้ก็จะเลี่ยง หรือถ้าขอใครติดต่อแทนได้ก็จะขอ

แต่เวลาคุยแบบเผชิญหน้าไม่ยักกะเป็น แถมยังสามารถทะลึ่งได้อีกต่างหาก

ส่วนโทรไปจีบสาวแปลกหน้าอันนี้ยกไว้เรื่องนึงนะครับ คุยได้จนหูเปื่อย =P


4. ซิ่ง
ผมเป็นคนขับรถเร็ว แต่ (อ้างว่า) ปลอดภัยนะครับ ขับรถมาแล้ว 15 ปี ตั้งแต่ยังไม่มีใบขับขี่จนถึงวันนี้ เคยเฉี่ยวไปแค่ครั้งเดียว (เนื่องจากสะเหร่อเปลี่ยนแว่นเป็นแว่นดำสายตาสั้นที่เพิ่งได้มาใหม่เอี่ยมในรถ หลังจากเฉี่ยวครั้งนั้นก็ไม่ได้ใส่มันอีกเลย) ไม่นับที่จอดรถติดไฟแดงอยู่แล้วมีรถข้างหลังไหลมาชนนะ ^^"

เคยทำสถิติต่ำสุดจากเชียงใหม่ไปเชียงรายใช้เวลาชั่วโมงครึ่ง เชียงใหม่ไปลำปางสี่สิบนาที แต่ตอนนี้คงไม่ขับเร็วเท่าเดิมแล้วเนื่องจากขับเร็วแล้วเปลืองน้ำมัน อิอิ


5. โกนหนวด
เครื่องโกนหนวดที่ใช้อยู่ทุกวันนี้ ใช้มาตั้งแต่โกนหนวดเส้นแรกเลยครับ สภาพโทรมสุดๆ แทบดูไม่ได้ แต่ก็ยังไม่เปลี่ยนเพราะมันยังไม่พัง หลังๆ มานี่วันดีคืนดีบางจังหวะมันจะทำหน้าที่เป็นเครื่องดึงหนวดแทนซะแล้วเพราะมีดใช้มาสิบกว่าปีคงทื่อไปเยอะ

จะใช้มีดโกนก็ไม่ได้เพราะใช้ไม่เป็น ไม่เคยใช้ แล้วก็กลัวถ้าพลาดขึ้นมาหน้าหล่อๆ จะเป็นแผลนั่นสิครับ ^^


หมดแล้ว 5 ข้อ ถึงเวลาต้อง Tag ชาวบ้านต่อแล้ว

แต่ เอ.... จะทำยังไงดีหนอ เพื่อนๆ ที่มี Blog แต่ละคนก็โดนกันไปหมดแล้ว งั้นเอาผู้อ่านแถวนี้ก็แล้วกัน เขียนลงใน Comment ได้เลยครับ แล้วจะ Tag ต่อหรือไม่ก็ตามใจนะ =P
1. พฤกษ์
2. เชษฐ์
3. พี่แอ้ม
4. นา
5. ใครก็ได้ที่มาแอบอ่านแต่ไม่เคย Comment ^^

6 Comments:

  • เรื่องคบไม่ได้นี่ พอจะรู้อยู่นะ อิอิ

    ส่วนเรื่องJ-League เก่งที่สุดนี่ไม่รู้ รู้แต่วินนิ่งเคยแพ้คนไม่ได้เล่นมาเป็นปี อิอิ

    เรื่องโทรศัพท์นี่ก็แปลกแต่จริง ชอบให้โทรให้เรื่อยเลย ฮึ

    ส่วนเรื่องซิ่ง เพลาๆ ลงบ้างก็ดี เพราะลูกโตแล้วนะจ๊ะ

    เอ ที่โกนหนวดนี่ จะบอกอะไรเป็นนัยรึเปล่านะ

    By Anonymous mujira, at January 13, 2007 2:45 PM  

  • 1. แซ่โง้ว
    หรือถ้าเป็นจีนกลางจะเรียกว่า ซินอู๋ (Wu) เป็นแซ่เดียวกับท่านแม่ของซุนกวนในสามก๊ก อย่างที่ท่านอี้ว่า "อ่านสามก๊กจบสามรอบคบไม่ได้" ผมเองก็ไม่ต่างกัน จำไม่ได้ว่าอ่านจบไปกี่รอบแล้ว แต่มันก็แปลกนะ ที่ใครอ่านสามก๊กหลายๆรอบ มักจะชอบโจโฉ และก็มองเล่าปี่เป็นคนไม่ดีนัก อยากฝากบอกกับคนที่อ่านสามก๊กว่าอย่าอ่านมากรอบเกิน เพราะสามก๊กจะกลายเป็นพระไตรปิฎก (ไม่มีอะไรที่จะจีรังยั่งยืน) อ้อ! แต่ก็จะพยายามอ่านสามก๊กภาคภาษาอังกฤษให้จบ ที่ยังอ่านไม่จบเพราะขี้เกียจ print เลยต้องอ่านบนจอ มันเลยอ่านได้ไม่มากเท่าไหร่

    2. ซึม
    ซึมเป็นอาการตรงข้ามกับฮวน (ฮวนคือจีบหญิงไปทั่ว หลีหญิงไม่เลือก) ไม่รู้ว่าใครมันตั้งฉายานี้ให้ผมว่า "พฤกษ์ซึม" จำได้ว่าได้มาจากเพื่อนในเมเจอร์คอมพ์นี่แหละ คำว่า "ซึม" ฟังเผินๆเหมือนซักกะตาย ไม่สนหญิง ไม่จีบหญิง ไม่หลีหญิง แต่มันไม่ใช่อย่างที่คิด มันคือวิธีจีบหญิงอันแยบยลล้ำลึก จีบโดยที่เจ้าตัวเขาไม่รู้ว่าถูกจีบ นี่แหละความหมายของคำว่า ซึม อันแท้จริง แต่ไม่ว่าจะจีบหญิงแบบฮวนหรือแบบซึม สุดท้ายก็รับประทานแห้วครับ ตอนที่เรียนป.ตรี ประธานชมรมแห้ว ไม่ใช่ใครที่ไหนครับ ท่านอี้ นี่แหละ!!

    3. อิจฉา
    อันที่จริงไม่ได้เป็นคนขี้อิจฉา ใคร่ได้ใคร่มี เท่าไรนัก แต่หมู่นี้ความรู้สึกนี้มันมากขึ้นแฮะ ความอิจฉาที่ว่านั้นก็คืออิจฉาคนมีลูก!!! หมู่นี้ไปไหนมาไหน โดยเฉพาะงานแต่งเพื่อนหรืองานร่วมรุ่น มักจะมีตัวน้อยๆห้อยมาด้วย นับๆดูมีหลานร่วมจะ 20 คนแล้วเวลานี้ "หลานเต็มเมืองครับ แต่ลูกไม่เต็มบ้าน" จะให้ลูกเต็มบ้านได้ยังไงหละ ก็ยังหาผู้ร่วมอุดมการณ์ไม่ได้ซะที

    4. อยากเป็นหมอ
    อาชีพแพทย์เป็นอาชีพที่ใฝ่ฝันมาตั้งแต่เด็กๆ เนื่องด้วยกว่าจะรอดมาเป็นผู้เป็นคนได้อย่างทุกวันนี้ ผ่านมีดหมอมาตั้ง 3 รอบ เดินเข้าออกโรงพยาบาลยังกับเป็นบ้านหลังที่สอง ก็เลยคิดอยากจะตอบแทนโดยการช่วยชีวิตคนอื่นๆบ้าง แต่ฟ้าไม่เป็นใจ เรียนหมอต้องแม่นชีววิทยา แต่วิชานี้เป็นวิชาวิทยาศาสตร์ที่ทำคะแนนได้ไม่เอาไหน ได้อย่างมากก็เกรด 3 อันที่จริง ถ้าดันทุรังเลือกหมอ ก็อาจจะสอบติด แต่กลัวติดแล้วจะเรียนไม่จบ ประกอบกับคนนั้นเขาเคยบอกว่าอยากจะเรียนวิศวะคอมพ์ ก็เลยเปลี่ยนใจเลือกวิศวะแทน

    5. คนนั้น
    ฟ้าแกล้งรอบสอง ผมติดโควต้าวิศวะ คนนั้นได้โควต้าแพทย์ อะไรกันนี่ ต่างคนต่างเซอร์ไพร์สกันหรือยังไง แต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม สุดท้ายก็อกหักวันคริสมาสต์ตอนปีสอง อืม! นับไปนับมาครบรอบ 12 ปีแล้วซินะ ที่ห่างหายจากคำว่า "รัก" เฮ้ย! ทำไมมันต้อง 5 ข้อวะ (เมื่อไหร่จะมีใคร ใครสักคนนะที่รักเรา) บ้าไปแล้ว!!! 555

    แล้วจะไป tag ใครต่อได้หละเนี๊ยะ

    By Anonymous พฤกษ์, at January 13, 2007 9:55 PM  

  • แหม..พี่อี้ก้อ

    ผมไม่รู้จะ tag ใครต่ออ่ะ
    tag พี่อี้มันสุดแล้ว...

    หุ ๆ ๆ

    By Blogger siwawong, at January 14, 2007 12:56 AM  

  • ขอบคุณค่ะอาจารย์พี่อี้พี่ตุ๋ม

    จริงๆนามีบล็อกค่ะ

    ได้พยายามpostเรื่องที่คนอื่นไม่ค่อยรู้แล้ว

    แต่มัน error ตลอดค่ะ

    เอาใส่เมนต์ตัวเองก็ไม่ยอมอีก
    สงสัยจะเป็นที่ความเร็วเน็ต

    งั้นเมนต์นี้ค่อนข้างยาว
    หากผิดพลาดประการใดนาก็ขออภัยด้วยค่ะ

    ไหนพี่อี้ก็อนุญาตให้เมนต์ ได้ นาเอาตามสบายนะคะ

    (ปล. สิ่งที่คนอื่นไม่ค่อยรู้จะถึงคราวเปิดตัวสักทีแล้วล่ะค่ะ เหอะๆ)

    โดน Tag เหมือนคล้ายๆ
    โดนจดหมายลูกโซ่เมื่อหลายๆปีค่ะ

    แต่ต่างกันตรงที่ว่าการโดน Tag มันให้ความรู้สึกดีๆ
    ไม่คิดมาก…จนถึงอาการคิดหนักเหมือนจม.ลูกโซ่ค่ะ


    อ้างถึง ครั้งโดนจม. ลูกโซ่
    …ในความคิดมากปนเปกะความคิดหนัก
    มักแอบแฝงไปด้วยกึ่งความสนุกซุกซ่อนในตัวนาค่ะ

    ตอนนั้น(จบ ม.6)เขียนอย่างเมามันส์มากค่ะ
    หมดตังค์ค่างมงาย เสียเวลา เปลืองความรู้สึก ไปเยอะเหมือนกัน

    เพื่อนสนิทก็โดนนาส่งต่อหลายคน
    แถมอั้ยคนที่โดนนาส่งให้ต่างโทร+จม. มาถามด้วยล่ะ
    ว่าอิฉันโดนหรือป่าว…555..5 ^^”

    สำหรับการโดน Tag ครั้งนี้

    ก็… ต้องขอขอบคุณอาจารย์พี่อี้พี่ตุ๋มค่ะ

    จริงๆนาก็ไม่ได้มีความลับ
    หรือว่าสิ่งที่คนอื่นไม่ค่อยรู้หรอกค่ะ

    ขึ้นอยู่กับว่าคนอื่นอยากรู้
    ในสิ่งที่นาเป็นอยู่หรือป่าวมากกว่าค่ะ แห่ะๆ

    สิ่งที่คนอื่นไม่ค่อยรู้ 5 ข้อ
    จริงๆนาก็เป็นคนเปิดเผยค่ะ แต่ก็เฉพาะกะคนที่สนิทมากๆเท่านั้น

    อืมม…สงสัยว่าทำไมต้องเป็น 5ข้อ ด้วยน๊า

    ข้อแรก ที่หลายๆคนสงสัย
    นาก็ขอไขข้อข้องใจให้ล่ะกัน

    “เมนต์ยาว”
    คนที่สงสัย…และทักสักสองครั้งมั๊งคือน้องมิ้งค์กี้บลูอายค่ะ
    คนต่อมาคือคุณเบบี๋ฯ และคนถัดมาคือ คุณเต้
    ไม่ใช่สิ! นึกออกแล้วๆ

    คนแรกคือคุณเต้
    ตอนนั้นจำได้ว่าไปเมนต์ไดฯอาจารย์พี่พฤษภ์
    ยาวพอสมควร แต่คิดว่าทุกคนก็อ่านจบน๊า555..5

    แล้วโดนคุณเต้ว่าไป…ว่าเหมาะที่จะ Post มากกว่าเมนต์
    อยากรู้ว่าเมนต์ว่าไง…ต้องขอเรียนว่าไปถามคุณเต้เองค่ะ

    ตอนนั้นก็ได้เมนต์กลับที่ไดฯคุณเต้ด้วยล่ะ

    (ตอนนั้นถ้ามีหางว่าจะกัดหัวคนขาดเลยล่ะ …ฮึฮึ)

    ไม่รู้จักกันสักหน่อยมาว่างั้นได้ไงเนี๊ยะ
    เกิดอาการสงสัยในจิตใจ ไหนขอตามเข้าไปดูหน่อยซิ

    เลยเป็นที่ไปและที่มา…จนได้มาได้ไปอ่านบล็อกคุณเต้
    ในช่วงหลังๆ จนมาถึงปัจจุบันค่ะ

    แนวการเมนต์ก็ยังคงไว้แนวยาวเช่นเดิม

    แต่อนาคตไม่รู้ค่ะ เพราะบังเอิญว่าใช้เวลา link เข้าไป
    กว่าจะผ่านด่านได้ กินเวลาพอสมควรค่ะ

    แถมพอเมนต์ยังโดนแซวว่ายาวอีก
    มันรู้สึกไม่ค่อยคุ้มกะเวลาที่ผ่านเข้าไปเมนต์น่ะค่ะ

    (เมนต์สั้นๆก็มีน๊า ไม่ได้ยาวหมดสักหน่อย
    แซวกันจริง แซวกันจังเนอะ)

    เอาล่ะ….

    หากว่าท่านเคยสงสัยอย่างไร ก็โปรดสงสัยอย่างไรไว้ก่อนค่ะ


    ตอนนี้….ท่านพร้อมหรือยัง
    ถ้าท่านพร้อมแล้ว …ก็อ่านตามอัธยาศัยค่ะ
    การเมนต์ยาวมาจากหลายประเด็น
    หนึ่ง พูดไม่ค่อยเก่งค่ะ (แต่อย่าให้ได้พูดแค่นั้นแหล่ะค่ะ)
    สอง มีตำนานสองตำนาน(พูดยังกะคนแก่จังแฮะ)
    ตำนานสมัย ป.6 เรื่องก็มีอยู่ว่ามีการประกวดเขียนเรียงความ
    เขียนได้ที่สองของระดับชั้น เพราะไม่สู้ลูกครูค่ะ ก็นาลูกชาวบ้านนี่คะ
    ใครที่เขียนได้ดี ครูจะให้เป็นตัวแทนไปพูดสุนทรพจน์
    ระดับกลุ่มโรงเรียน ถ้าชนะก็จะไปสู่ระดับอำเภอ เขตต่อไปค่ะ
    ตอนนั้นกลัวการพูดต่อสาธารณชนคนหมู่มากเป็นที่สุด

    แต่ก็งกหวงก้างเรื่องคะแนนค่ะ เมื่อฉันพูดไม่เก่งขอเขียนให้เก่ง(ถึงไม่ดี)ก็ได้
    เลยพยายามฝึกทักษะการเขียนมาตลอด แต่ตอนนั้นยอมรับว่าดีขึ้นเรื่อยๆ

    ลูกครูก็ลูกครูเถ๊อะ 555….5
    แต่ว่าก็ยอมเค้าเรื่องเดียวค่ะ คือการพูดต้องยกให้เค้าค่ะ

    พอเข้ามัธยมการเขียนประเภทยาวๆหรือบรรยายก็หายไป
    เพราะนาไม่ค่อยสนค่ะ ไปเอาดีเรื่องอื่น
    ส่วนจะเป็นอะไร จะกล่าวในข้อต่อไปค่ะ


    ตำนานสมัย ป.ตรี เรียนช่วงนั้นปรับตัวอย่างใหญ่หลวง
    เนื่องจากว่าแต่ละวิชาไม่ถนัดทั้งเขียนและบรรยายใดๆ
    แต่มีวิชาหนึ่งเป็นหัวใจของหลักสูตรเลยค่ะ

    รุ่นไหนๆก็พูดแล้วย้ำเป็นเสียงเดียวกันว่า
    “หินสุดๆ” ทักษะการเขียน(แถมการจำ)
    ก็บังเกิดครั้งแรกก็คราวนั้นโดยถ้วนหน้ากัน
    (ในสาขาที่นาเรียนค่ะ)

    เพราะว่าตอนสอบสมุดเล่มหนาๆประมาณ 20 หน้า
    ยังเขียนคำตอบไม่หมดค่ะ บางคนถึง 4 เล่ม


    เวลาเขียนไม่มีเอกสารใดๆประกอบการเขียนนะคะ
    มันเหมือนเป็นการประมวลความรู้ทั้งหมดที่อาจารย์สอนมา
    เป็นข้อสอบที่ครอบคลุมมากๆจนเกินไป

    นาคิดว่านาตอบถูก เขียนตรงประเด็นเป๊ะๆ
    แต่นาเอาประเภทตอบเฉพาะหัวข้อ
    หรือบรรยายเป็นข้อๆ สั้นๆ

    ได้มากสุด 2 เล่ม

    เกรดออกมา จะเป็นลมค่ะ
    เพราะในชีวิตไม่เคยได้ต่ำมากขนาดนั้น
    กลัวตกโครงการคุรุทายาทมากๆค่ะ
    (โครงการคุรุทายาท คัดมาจากการสอบโควตา
    คนที่มีสิทธิ์สอบจะต้องมีเกรดเฉลี่ย 3.0 ขึ้นไป
    หรือไม่ก็ได้อันดับ 10% แรก ของโรงเรียน

    ตอนที่นาเลือกโครงการนี้ทั้งเพื่อนๆและครู
    เสียดายความสามารถและเกรดที่นามีตอนนั้นมาก
    เพราะในกลุ่มเพื่อนที่เรียนคณิตดีๆในโรงเรียนมีด้วยกัน
    4 คน คือเพื่อนชาย 3คนและนา 1คน
    3 คนนั้นเลือกและติดวิศวะ(โควตา)ที่มข.
    แต่เอนท์ใหม่ได้ (มช.1,ธรรมศาสตร์1,ลาดกระบัง1)

    นาเองก็เลือกสอบโควตาสองอย่าง
    คือโครงการคุรุฯ และก็เภสัชฯ
    แต่เมื่อรู้ว่าได้คุรุฯแล้วก็ไม่รู้เป็นเพราะอะไรทำไมไม่ไปสอบเภสัชฯ

    ชีวิตไม่ผ่านการเอนท์ฯค่ะ แต่เพื่อนบอกว่ายากมากๆ
    คิดว่าถ้าสอบเภสัชก็น่าจะได้ 555…..5)

    ปล. คุย(โม้)พอสมควรเนอะ ^^”

    พักหลังๆในปีหนึ่งปีสอง
    จึงสนิทกับเพื่อนที่ได้เกรดที่หนึ่งของห้อง
    ได้ดูแนวการตอบเวลาทำงานส่ง

    แล้วรู้สึกว่าเค้าได้คะแนนดีมาตลอด

    เมื่อจับแนวทางได้
    นาก็เลยเริ่มเขียนคล้ายๆเค้าค่ะ
    เออ…ปรากฏว่าเทอมสองเกรดพุ่งสูงมากขึ้น

    โดยเฉพาะในช่วงปีสาม
    วิชาที่ลงเรียนส่วนมากจะเป็นการเขียนบรรยายล้วนๆ

    มีอยู่วิชาหนึ่ง ตอนนั้นมีเพื่อนสนิท 6 คน
    นาได้ A คนเดียว ทั้งๆก็ไม่ค่อยมาเรียนบ่อยเท่าเพื่อนๆค่ะ

    เพราะมันเรียนตรงกะวันจันทร์เช้าและวันศุกร์บ่าย
    นาก็กลับบ้านบ่ายวันศุกร์กลับ มข. เช้าวันจันทร์
    เป็นไงคะ …โอกาสได้เรียนมันเลยน้อย
    ไง๋ตอนสอบได้ A ล่ะคะ

    ไม่อยากบอกหรอกค่ะว่า
    นาก็ร็อคเอกสารเพื่อนไปอ่านเอง

    เพราะข้อสอบเป็นบรรยาย
    ถามความคิดเห็นทั่วไป
    ไม่ใช่ความรู้ความจำทั้งหมดซะหน่อย

    และงานใหญ่ๆคะแนนเยอะๆ
    ส่วนมากจะเป็นการปฏิบัติ
    โชว์ฝีมือมากกว่าการท่องจำอีกนั่นแหล่ะค่ะ

    แบบนี้ข้อสอบไม่หมู แต่นาเขียนได้หมูๆค่ะ 555….5

    แล้ว A จะลวยนวลไปไหนเสียล่ะคะ

    จากวิชานี้ทำให้นารู้ว่า
    เพื่อนนาคนนี้มันเก่งเฉพาะความรู้ความจำ
    หรือวิชาการๆหน่อยก็ภาคทฤษฏีค่ะ

    ถ้าปฏิบัติต้องยกให้นา (สมัยนั้นค่ะ แต่สมัยนี้ได้หายจากวงการชีวิตนาแล้วค่ะ ฮือๆ)
    (แต่เพื่อนนามันหมั่นไส้และขิวนิดหน่อย)


    สาม….เกิดจากเมื่อก่อนไม่มีโทรศัพท์ค่ะ
    ความคิดถึงบวกกำลังใจที่ส่งถึงกันมาแรงค่ะ

    (เสียงหัวใจและความคิดถึงวิ่งชนกันดังโครมๆ)
    จดหมายกลายเป็นสัญญาณรัก
    โอ๊ะ…เป็นสาร(สาล์น)หลักในการติดต่อถึงกัน
    และ…กัน

    เพราะอะไรเหรอคะ

    เพราะเราห่างไกล…
    (แต่ตอนนี้ก็เหมือนสายน้ำที่ไม่มีวันไหลย้อนกลับ…
    เนื่องจากอะไรนาขอไม่พูดถึงล่ะกันค่ะ)


    การเขียนจดหมายของเรา
    อย่างน้อยแต่ละครั้งก็ตกประมาณ 10 หน้า

    แต่คนที่ได้รับชอบนะคะ
    เวลาอ่านเค้า…และมันหลายๆคนบอกว่า
    บางครั้งต้องอ่านในห้องน้ำ เพราะมีบางช่วงจังหวะ
    ที่มันไม่ออกเฉพาะ Effect มันมี sound กระปอดกระแปด
    ผ่านช่องแคบน้อยๆของมันด้วยค่ะ

    ตั้งแต่โลก iPhone และเครือข่ายเน็ตมากขึ้น
    จดหมายน้อยๆแต่ยาวและหนักใช่ย่อย
    ก็เริ่มลาวงการสื่อสารสายใยระหว่างเค้าและเพื่อนๆไป

    แต่ก็มีบางช่วงที่เริ่มเล่นเมล์เป็น
    ก็มีติดต่อกันบ้าง
    นั่นก็เฉพาะเพื่อนที่มีเวลา คอมพ์ พร้อมเน็ตเท่านั้น


    แต่ทุกครั้งที่นาติดต่อกะใคร
    ทุกรายอย่างต่ำก็ อ่านจนตาลายล่ะค่ะ

    แต่เมื่อเกือบสามเดือนก่อนมีบางอย่าง
    ทำให้วงจรชีวิตเปลี่ยนแปลงไป

    ไม่ว่าจะเป็นจดหมายยาวๆ
    เมล์ยาวๆ ในแต่ละวัน

    ได้ถูกเว้นวรรคลงเพราะใครคนหนึ่ง



    คนจบ …. แต่ใจดวงนี้ยังมีลมหายใจ
    ที่จะลอยตามสิ่งที่ไปตามน้ำไม่

    แต่มันมีลมหายใจที่จะ….
    เปลี่ยนแปลงตัวเองใหม่
    กลายเป็นคอมเมนต์ย๊าว ยาว
    ปรากฏตามไดฯต่างๆบ้าง(เกี่ยวกันป่าวเนี๊ยะ)
    ก็อย่าว่ากันนะคะ….ขอจบที่สามประเด็น

    อ้าว…เพิ่งได้ข้อเดียวง่ะ


    ข้อสอง….ลอกข้อสอบครั้งแรกในชีวิต

    นึกถึงข้อนี้แล้วอายจังค่ะ
    บอกเพื่อนๆที่ไหนที่รู้จักกิตติศัพท์นามาก่อน
    คงไม่เชื่อค่ะ และคงกำลังทำการวาดภาพอยู่ค่ะ

    แต่จริงๆแล้วนาเคยลอกข้อสอบวิชาที่ใครๆเค้าก็ยกโป้ง(แถมก้อย)ให้
    นั่นคือวิชาคณิตศาสตร์ค่ะ

    ในอดีต ป.1 –ป.6
    เป็นนักล่ารางวัลจากครูประจำชั้นค่ะ
    โดยเฉพาะคณิตคิดเร็ว ได้ประจำ
    (ไม่ถูกหมดหรอกค่ะ แต่ได้เยอะกว่าเพื่อนๆแค่นั้นเอง)

    สมัยประถมใครๆก็ลอกนาค่ะทั้งแบบฝึกหัด
    จนกระทั่งมีอั้ยหน้าดื้อของห้องแอบเอาคำตอบข้อสอบไปลอกค่ะ
    โดนนาสั่งสอนด้วยบรรทัดพลาสติก 2 เคาะ
    หน้าจ๋อยไปเลย แบบฝึกหัดลอกได้ แต่เวลาสอบอย่าแหยมๆ

    แต่แล้ววันหนึ่งตอนชั้น ม.6 สอบจบพอดี
    (ตอนมัธยม ก็ดังทางด้านนี้ค่ะ
    เคยปราบเซียนคณิต ตอน ม.3
    ปราบอย่างไรเหรอคะ
    ก็บังอาจได้เต็มคนเดียวในโรงเรียนสิคะ
    ตอนนั้นดังมากค่ะ เลยทำให้ใครอีกคนรู้จักข้างเดียวล่ะ) 55…5

    ม.4-6 แรงบันดาลใจดี ก็ดังอีกค่ะ

    ปลื้มค่ะ ปลื้ม…..

    สำหรับเทคนิคการได้ลอก คือ
    การถามแบบซึ่งๆหน้า ทั้งๆที่นั่งด้านหลังค่ะ

    นาได้มีโอกาสนั่งสอบข้างหลังคนๆหนึ่ง
    (ถ้าเค้ามีโอกาสมาอ่านเค้าคงรู้ตัวดี)

    นาทำข้อสอบคณิตไม่ทัน
    ไม่ใช่เพราะว่าไม่ได้นะคะ
    คิดว่าตอนนั้นถ้าเวลาทันนาคงทำได้แค่นั้นเอง

    เลยตัดสินใจถามเค้า
    เค้าเองก็คงรู้ตัวและคงปลื้มใจนิดๆอาจจะมากก็ได้
    แหม…ไม่อ้ำไม่อึ้ง แถมยิ้มบอกเราเฉ๊ยยยย….ตั้งหลายข้อ

    แต่ตอนเอาคำตอบถ้าเค้าสังเกตจะพบว่านานี่หน้าแดงล่ะค่ะ
    แต่ถ้าดูอีกที ก็แดงๆเขิลๆ ทั้สองคนล่ะว๋า ^^”
    เพียงแต่ไม่รู้ว่าที่แดงเกิดจากสาเหตุอันใด
    รู้แต่ว่าเพียงเราสองเท่านั้นที่รู้กัน….555….5

    คนเราถ้ารู้จักรับ…ก็ต้องเพียรรู้ที่จะให้
    วิชาชีวฯ คือรายวิชาต่อไปที่ต้องสอบ
    นี่ ก็เค้านั่นแหล่ะ
    ไม่เก่งอันนี้ แต่คณิตสุดยอดค่ะ
    (เดี๋ยวนี้ก็เก่งค่ะ จบด๊อกแล้ว แถมมีเมียเป็นด๊อกแย้วง่ะ
    เลยจะบอกด้วยเลยว่า เค้าคนนี้เมื่อสามเดือนที่แล้ว
    เค้าคนที่เราลอกข้อสอบ เค้าคนที่ได้รับจม.
    และเมล์ยาวๆ…ก็คนนี้แหล่ะ

    คนที่สายน้ำอย่างนาจะไม่มีวันย้อนกลับค่ะ)

    เค้าถามนาวิชาชีว
    แต่นาไม่ชัวร์
    เลยถามเค้าว่า นาไม่มั่นใจในคำตอบ
    ลอกผิดๆ นะ เค้าก็ลอกผิดๆนั่นแหล่ะค่ะ

    ก็ช่าง….ผิดหรือถูกก็ถือว่าลอกเหมือนกันแหล่ะ
    เพราะงั้นหายกัน แฟร์ป่าวๆ

    ปล. ปัจจุบันถามว่าชอบคณิตป่าว
    ชอบบางเรื่องไม่ชอบบางเรื่องค่ะ
    โดยเฉพาะอันที่สูตรเป็นเครือข่ายซับซ้อนๆ
    หลายๆชั้น ท้าทายก็จริงแต่ขี้เกียจจำค่ะ

    ยิ่งตอนป.ตรี ป.โท ยิ่งไม่ชอบเอามากๆค่ะ
    โดยเฉพาะวิชาสถิติตั้งแต่พื้นฐานยันประยุกต์เลยล่ะ
    เซ็งทั้งเวลาเรียน เวลาสอบ ขนาดลอกยังขี้เกียจลอกค่ะ

    ตอนนี้เลยอยากบอกใครๆและใครทุกคนว่า
    ที่สมัยนานมาแล้วทำได้ดีในวิชานี้
    เพราะว่าเกิดจากแรงบันดาลใจดีดี
    ประถมก็คือรางวัล
    มัธยมดังเพราะ…….ลอกเก่งมั๊ง 555…5

    ตอนนี้ถ้าเป็นตัวเลข
    ขอเป็นตัวเลขที่มีรูปในหลวงเป็นชอบที่ซู๊ดดดดดดดดดดดดดดดด

    ลอกนั้นสำคัญไฉน ….ใครไม่เคยลอกก็จะไม่เข้าใจความรู้สึกนั้นหรอกค่ะ

    เหมือนว่าถ้าไม่มีการลอกก็….
    เหมือนไม่ผ่านชีวิตวัยเรียนเลยล่ะ จริง จริ๊ง



    ข้อสาม …ดื้อเงียบ

    ด้วยบุคลิกและหน้าตาแล้ว
    คนทั่วไปมองว่าเป็นคนค่อนข้างเรียบร้อย ถึงเรียบร้อยที่สุด

    แต่ใครจะรู้บ้างล่ะว่าบนความเรียบร้อยนั้น
    อย่างน้อยก็มีจุดๆหนึ่งที่ไม่เล็กไม่ใหญ่และไม่ใช่วงกลมแต่อย่างไร
    สามารถทำให้เพื่อนสนิทๆ มองว่าเราแปลก

    แปลกอย่างไร โปรดติตตามตอนต่อไปนะคะ


    (ขอติดไว้ก่อนนะคะ) ง่วงแล้วค่ะ (-_-)zzzzzzzzz

    แต่อย่าดีกว่า…พรุ่งนี้มีงานด่วนต้องทำนี่นา
    ง่วงๆก็ทนน๊า

    ตาจ๊ะอย่าเพิ่งงอแงสิจ๊ะ
    เหลือกสู้ๆ น๊า …อ๊าววววว zzzz

    ดื้อเงียบจะเกิดเฉพาะกะคนที่สนิทมากๆ
    ดื้อเงียบอย่างไรอธิบายจากคนยากค่ะ

    ยกตัวอย่างง่ายๆ กะหมาที่บ้านล่ะกันค่ะ
    นาชอบแกล้งมันค่ะ
    ไม่ว่าจะเป็นเวลามันนอน
    มันกิน มันเล่น
    โดยเฉพาะเวลามันนอน
    มันหลับๆนาก็จะเอามือไปดึงตามันออก

    เวลาถามมัน มันไม่ตอบ
    แต่มองหน้าแล้วกระพริบตา
    ทำท่าหลับไปสักพัก…แล้วหันมามองนิดๆ

    นาจะหมั่นเขี้ยวมันมาก
    จับหน้ายาวๆแล้วจะบิดให้มันร้องเอ๋งๆ
    ประมาณว่าแปลออกว่ายอมๆ จึงปล่อยไปทำนองเนี๊ยะ

    คือรักหมาค่ะ แต่ก็รักที่จะแกล้งมาได้ตลอดเวลาค่ะ


    มีอยู่ครั้งหนึ่งโดนหมาไทบ้านแซวตอนขี่มอไซด์ไปโรงเรียน
    จริงๆมันก็ไปกะเจ้าของมันน่ะแหล่ะ

    มันเกิดอาการวัยรุ่นหมาแนวรึอย่างไรไม่ทราบ
    นาขี่ผ่านแล้วมันจะวิ่งกัดแต่ก็แกมหยอกๆประมาณนี้ค่ะ

    วันต่อมานาจ้องเลยค่ะ เพราะครูเคยสอนว่า
    หมากัดอย่ากัดตอบ (ให้เหยียบปากมันมิดโลด )

    กะคน …นึกออกแล้วค่ะ
    ตอนนั้นอยู่ ป.2 ได้เป็นหัวหน้าห้องผู้หญิง
    ครูคนหนึ่งให้คัดไทย

    แต่คัดทีไรนาก็ได้ที่สอง
    คือเต็มสิบ นาจะได้แปดได้เก้า
    แต่เพื่อนนาอีกคนจะได้เก้าได้สิบ

    มันเป็นผู้ชายแต่คัดสวยกว่าเพื่อนค่ะ
    นาหมั่นไส้มันค่ะ
    เลยขอสมุดมันมาดูว่าคัดยังไง
    และก็ให้มันคัดให้ดูทีละตัว

    อั้ยหมอนั่นมันขี้เกียจทำให้ดูค่ะ
    นาเลยขอสมุดมาดูเองก็ได้

    มันไม่ยอม….นาเลยเอาไม้บรรทัดเคาะหัวซะ
    สันเลยล่ะ ครั้งเดียวแต่แรงไปหน่อย

    มันร้องจ๊าก และแง๊ๆๆๆๆๆๆๆๆๆ ซะดังเชียว

    ยิ่งมันเห็นครูมามันยิ่งร้องเสียงดัง กระซิกๆสำออยเข้าไปใหญ่
    จำไว้เลยแก……

    ผลคือนาโดนครูลงทัณฑ์ด้วยไม้เรียวสามทีที่แกล้งเพื่อน
    และสองทีสำหรับเป็นหัวหน้าแล้วไม่ดูแลความเรียบร้อย
    (ลงมือทำเองซะงั้นน่ะค่ะ)

    เจ็บก้นน่าดูค่ะ แต่อย่าดูเลย แห่ะๆ

    แต่โทษค่ะ พอขึ้น ป.6
    คัดสวยที่สุดได้มาตกมาโฮมกันที่นาค่ะ

    และก็พัฒนามาเรื่อยๆ จนกระทั่งทุกวันนี้
    ก็ยังทำหน้าที่จ่าหน้าซองให้หลายๆคนด้วยล่ะ

    ตอนป.6 เป็นความโชคดีหรืออย่างไรไม่ทราบ
    ที่เกิดเป็นคนอีสาน ได้มีโอกาสขี่บนหลังควาย
    เวลาขี่หลังควายก็จะเล่นกันกะน้องชายค่ะ

    มีอยู่ครั้งหนึ่งเล่นจนเพลิน
    ควายคงรำคาญสุดๆ
    มันบุกเข้าป่าตรงที่มีเครือไม้(เถาวัลย์)เยอะๆ
    แถมเต็มไปด้วยหนาม กว่านาและน้องจะเห็น
    มันก็โดนไปแล้วเต็มๆครึ่งตัว
    โดดไม่ทันแล้วค่ะ

    เลยทำการหมอบราบกะแผ่นหลังควาย
    แต่ก็ไม่พ้นการขีดข่วนจากหนามค่ะ

    สุดท้ายก็ตกหลังควาย ดังอึ้บบ แค้นอั๊กๆ
    (แค้นอั๊กๆ คืออาการเจ็บจนพูดไม่ออกค่ะ)

    แถมตามหน้าตามแขนตามขา
    เลือดซึมซิกๆ ร้องไห้ทั้งน้ำตา
    แห่งความตลกของตัวเองและน้องค่ะ

    กลับมาบ้านเล่าให้ใครฟังเค้าก็หัวเราะแถมสมน้ำหน้าอีกต่างหาก
    แต่จะมีใครรู้บ้างไหมคะว่า
    คนดื้อเจ็บแค่นี้มันไกลหัวใจค่ะ

    …แต่ก่อนจะไปเลี้ยงควายกะแม่ค่ะ
    และก็มีเพื่อนบ้านไปด้วย
    เด็กๆในคุ้มเดียวกันก็ไป

    พอครบทีม…เวลาเอาควายไปกินน้ำตามลำห้วย
    พวกเราก็จะเล่นซ่อนหากันในน้ำ
    แบ่งเป็นสองทีม กติกามีอยู่ว่าห้ามให้ฝ่ายตรงข้ามจับได้
    หรือมองเห็นเรา ไม่งั้นคนนั้นก็จะตายและจับแพ้ไป

    อั้ยเราก็ว่ายน้ำดำผุดๆไม่เก่งหรอกค่ะ
    มีอยู่ครั้งหนึ่งกางเกงไปติดกะกิ่งไม้ใต้น้ำ
    แล้วมันขึ้นไม่ได้ ก็ไม่รู้ไปซ่อนอีท่าไหน
    เนื่องจากว่ากลัวเค้าจับได้ เกือบตายจริงๆใต้น้ำค่ะ

    หลังจากนั้นก็เล่นแบบขี้โกงค่ะ
    หลอกให้ฝ่ายตรงข้ามมุด
    แล้วเราก็โผล่มาดู
    กะว่ามันจะโผล่เราก็มุด

    แค่นั่งเฉยๆมุดไปมุดมา

    นามานั่งๆนึกๆดู
    เด็กๆเราเป็นขนาดนั้นเนอะ

    ข้อสี่… ยิ้มแบบพระพุทธรูป

    นี่คือฉายาที่ได้มาเมื่อสองปีที่แล้ว
    เนื่องจากภาพลักษณ์เป็นคนเงียบๆ
    (จำได้ว่ากลายเป็นคนเรียบร้อย
    ตอนอยู่ ป.6 ค่ะ
    เพราะเริ่มเข้าแก๊งเพื่อนผู้หญิง
    เริ่มมีรักเล็กๆ ขึ้นในหัวใจ
    แห่ะๆ ไม่พูดดีกว่าเดี่ยวไม่ตรงประเด็น)


    ค่อนข้างเรียบร้อยๆ แต่คนที่รู้จักนาจริงๆ
    จะบอกว่ามันไม่ได้เรียบร้อยขนาดนั้น
    หน้ามันนิ่งเฉยๆ แต่คบได้อย่างสบายใจค่ะ
    ไม่เป็นพิษเป็นภัยกะใคร ไม่เชื่อลองคบดูดิ แห่ะๆ

    ถามคำตอบคำ
    ถามสองคำตอบสองคำ
    นอกนั้นนาคนนี้จะยิ้มหวานไปเรื่อยๆค่ะ


    ครูท่านหนึ่งเลยบอกเราว่า
    “ถ้าพูดกะผมมากกว่าที่ถามจะแหม่นจะดีใจหลายเด้อครับ”
    “ผมล่ะงึดที่อาจารย์ยิ้มแบบพระพุทธรูปได่”


    เข้าใจเปรียบเปรยให้เรายิ้มแบบพระพุทธรูปมาตราบเท่าทุกวันนี้ค่ะ
    อยากรู้ว่าพระพุทธรูปยิ้มอย่างไร ใครเข้าวัดบ่อยๆสังเกตดูนะคะ

    จริงๆแล้วนาพูดมากกะคนที่รู้จักจริงๆ
    บางครั้งก็พูดน้อยต่อยหนักแค่นั้นแหล่ะ
    แต่….ทุกหมัดรับประกันความจริงใจและเต็มใจอย่างยิ่งยวดค่ะ 555…5

    ข้อห้า… ชอบกินเผ็ด(เล็กน้อย)
    มีหลายคนตกใจและอุทานแถมมีดุจากคนที่แชร์ตังค์เวลากินค่ะ
    เช่นส้มตำอาหารสุดโปรด

    เวลาสั่งพี่ที่ทำงานจะไม่ให้นาสั่งหรอกค่ะ
    แต่นาแอบไปกระซิบแม่ค้าว่าขอเผ็ดๆเองง่ะ

    ขนาดน้องๆที่เพิ่งรู้จักกันยังบอกค่ะว่า
    หน้าหวานๆใจดีๆทำไมกินเผ็ดได้

    นาอยากบอกว่าก็พี่กินลงกระเพราะน่ะน้อง
    กระเพราะพี่แข็งแรง แม้นหน้าพี่จะบอบบางก็ช่างเถอะ 555..5

    ส้มตำมันก็ต้องเผ็ดบ้างสิ จืดๆเค้าก็เรียกส้มจืดดิ

    แต่คนที่รู้ใจที่สุดก็คือพี่มะที่ทำงานด้วยกันค่ะ
    พี่เค้าจะสั่งคนละจานเลยล่ะ

    ข้อหก….ว๊า! เสียดายจัง
    มีอีกตั้งหลายอย่างแหน่ะ ยังบอกไม่หมดเลย


    แล้วตอนนี้จะ…..
    Tag ใครดีล่ะ
    ไม่ใช่เพราะนาไม่มีใครคบนะคะ
    นาเลือกที่จะไม่คบใครเฉยๆต่างหากล่ะ …. น่าน!

    ใช่หรอกค่ะ ในกลุ่มเพื่อนสนิทๆของนา
    ไม่มีใครรู้หรอกว่านามีบล็อกอยู่

    เพราะนาไม่ได้บอกค่ะ

    และเพื่อนนาส่วนใหญ่ไม่มีบล็อกหรือไดเป็นของตัวเองค่ะ
    เราจะคุยกันทางโทรศัพท์มากกว่าค่ะ

    งั้นเอาเป็นว่านาขอ tag คนที่เข้ามาอ่านนะคะ
    ส่วนท่านจะ tag ต่อหรือไม่
    ก็ตามอัธยาศัยค่ะ แต่ขอความกรุณาลงชื่อไว้หน่อยก็ดีค่ะว่า
    ท่านได้อ่านแล้ว/ขอบคุณค่ะ

    http//nacomments.blogspot.com

    By Blogger NaJu, at January 14, 2007 5:17 PM  

  • โอ๊ว....ยาวมากๆๆๆ จิงๆด้วยค่ะคุณนา

    เอิ่ม..อาจารย์พี่อี้....babybrowneye มาแสดงตัวแล้วนะคะ ว่าเข้ามาอ่านบ่อยๆ แต่ไม่ค่อยได้เม้นอ่ะคะ....

    อิอิ

    By Blogger babybrown_eye, at January 17, 2007 6:12 PM  

  • ผมไม่ได้อ่านสามก๊ก แต่ดูจากช่อง 9 ครับ

    ผมเองก็ไม่ชอบขงเบ้งพี่
    ผมชอบโจโฉ ผมว่าผู้นำที่เก่งต้องเป็นแบบโจโฉ

    By Anonymous kridyimyam, at January 18, 2007 4:02 PM  

Post a Comment

<< Home