The Intersect

31 August 2006

หมดแรง

ซาจี๊และชาวคณะได้ตั้งกลุ่มวิจัย HDR ขึ้นมาเมื่อประมาณกลางเดือนกรกฏาคมที่ผ่านมา มีจุดประสงค์เพื่อช่วยเหลือแลกเปลี่ยนข้อมูลและสนับสนุนงานวิจัยของภาควิชา และมอบให้ อ.พร หนุ่มใหญ่ชาวจีนที่พูดภาษาญี่ปุ่นคล่องปรื๋อ เป็นผู้ดูแล

HDR ย่อมาจาก Higher Degree Research ซึ่งก็หมายความถึงพวกที่เรียนปริญญาเอกทั้งหลาย ผมกับภรรยาก็เลยโดนบังคับให้เข้าไปอยู่ในกลุ่มวิจัยโดยอัตโนมัติ

ตั้งแต่ภาคการศึกษานี้เป็นต้นไป กลุ่มวิจัย HDR จะจัดให้มีการสัมมนานำเสนอผลงานความก้าวหน้าการวิจัยของนักเรียนทั้งหมดในภาควิชา โดยจัดให้นักเรียนขึ้นนำเสนองานแล้วเชือด เป็นรายๆ ไป

การสัมมนาครั้งแรกเริ่มขึ้นเมื่อสองอาทิตย์ก่อน นักเรียนปริญญาเอกสองคนขึ้นไปพูดคนละครึ่งชั่วโมง พวก Prof. Dr. ไม่รู้มาจากที่ไหนมานั่งฟังกันเต็มไปหมด

ผลปรากฏว่ากว่าจะบรรยายจบ คนแรกโดนเบรคโดนเชือดกันซะแทบตายคาโปรเจคเตอร์ ขนาดที่อาจารย์ผู้ดูแลต้องขอความร่วมมือให้บรรยายจบก่อนแล้วค่อยถาม ไม่งั้นผู้บรรยายอาจถึงแก่ชีวิตได้ ส่วนคนที่สองดีหน่อยที่พูดสำเนียงประหลาดคนฟังไม่รู้เรื่องเลยโดนแค่เลือดซิบๆ

ปรากฏว่าคนละครึ่งชั่วโมงดูเหมือนจะไม่สะใจเหล่าอาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิทั้งหลาย การสัมมนาครั้งต่อไปเลยขยายเวลาให้นักเรียนปริญญาเอกพูดคนละ 1 ชั่วโมงไปเลย

แล้วก็ไม่ใช่ใครที่ไหนที่จะขึ้นเขียงคราวต่อไป ผมเองนี่แหละครับ -_-'''

เมื่อวานนี้เองที่เป็นวันเชือดหมู ประเดิมการสัมมนา 1 ชั่วโมงครั้งแรกของกลุ่มวิจัย

ขนาดผมเตรียมตัวมาทั้งอาทิตย์ ยังอดปอดแหกไม่ได้ ไม่เคยต้องบรรยายภาษาอังกฤษยาวๆ ขนาดนี้มาก่อน แถมยังมีแต่อาจารย์หน้าตาแปลกๆ มาเข้าฟังอีก

ยังดีที่คุณภรรยาพาเจ้าตัวเล็กในท้องมานั่งจองโต๊ะตัวที่ใกล้แท่นบรรยายที่สุด คอยให้กำลังใจอยู่ใกล้ๆ ขอบคุณมากเลยนะจ๊ะ

หลัง อ.พร แนะนำตัวเสร็จแล้วส่งสัญญาณให้เริ่มลุย ผมก็จัดการโซโล่ตามที่ฝึกไว้มาหลายคืน

Offshore Outsourcing: The Risk of Keeping Mum in IT Projects ไม่รู้จะแปลเป็นไทยว่ายังไงเหมือนกัน

น่าแปลกที่รอบนี้ไม่ใครเบรคเลย การนำเสนองานผ่านไปด้วยดี ถึงแม้จะมีการตะกุกตะกักเป็นช่วงๆ เนื่องด้วยผู้พูดอ่อนภาษาอังกฤษ

40 นาทีผ่านไป การบรรยายสิ้นสุดลง มีคำถามจากชาวคณะบ้างเล็กน้อย แต่ก็ไม่มีคำถามไหนถึงขนาดจะฆ่ากันให้ตายเหมือนการสัมมนาครั้งก่อน

คาดว่าเนื่องจากเรื่องที่ผมกำลังวิจัยอยู่เน้นด้านการบริหารการจัดการมาก นักวิจัยด้านคอมพิวเตอร์กับคณิตศาสตร์ก็เลยไม่รู้จะเอาอะไรมาเถียง

การบรรยายจบลงด้วยดี มีอาจารย์บางท่านมาขอคุยด้วยหลังแยกย้าย มีอาจารย์ท่านหนึ่งขอส่งสไลด์ให้ด้วยเพราะสนใจในหัวข้อบรรยาย

งานนี้ราบรื่นกว่าที่คิด แต่ก็เล่นเอาหมดแรงเลยครับ

28 August 2006

แรง

ช่วงนี้การเมืองบ้านเรากำลังแรงเหลือเกิด แถมยังฮือฮาให้น่าขายขี้หน้าไปทั่วโลก เราก็มาคุยการเมืองกันบ้างดีกว่า

ตอนนี้เห็นว่ามีการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายกันเหลือเกิน ผมก็เลยคิดโมเดลง่ายๆ ขึ้นมา 1 อันสำหรับวัดตัวเองว่าผมอยู่ในฝ่ายไหน

สมมุติให้
ฝ่ายเชียร์ทักษิณเหมือนเทวดา เป็น 1
ฝ่ายเชียร์ทักษิณแบบคนธรรมดามีผิดพลาด เป็น 2
ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด เป็น 3
ฝ่ายต่อต้านทักษิณ เป็น 4
ฝ่ายหลับหูหลับตาเชียร์สนธิ เป็น 5

ประเมินตัวเองแล้ว ผมอยู่ที่ประมาณ 2.6 ครับ

ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด ถ้าไม่เลือกได้ก็จะไม่เลือกใคร แต่ถ้าต้องเลือกซักคนก็จะเลือกทักษิณ

ทักษิณ

ไม่ถึงกับเกลียด แต่ถ้าถามว่าชอบมั้ยบอกได้เลยว่าไม่ชอบ เพราะนายกคนนี้ปากไม่ดี หลงตัวเอง แล้วก็ผลประโยชน์ทับซ้อนเยอะ

ผมยอมรับในความเก่ง เร็ว เด็ดขาด เป็นผู้นำ แล้วก็ผลงานที่ผ่านมามันจับต้องได้กว่านายกคนก่อนๆ แบบเทียบกันไม่ได้

เรื่องที่โดนกล่าวหาส่วนใหญ่ หลังจากได้ดูข้อมูลที่ทั้งตัวตานี่เองและสาวกออกมาเคลียร์แล้ว นอกจากเรื่องเลี้ยงหมาไว้ในปากและปกป้องลูกน้องเกินเหตุ ผมจึงไม่รู้สึกติดใจอะไรมากมาย

ในเรื่องสามก๊กผมชอบโจโฉ แต่เกลียดเล่าปี่และขงเบ้ง

ถ้าประเมินกันแล้วนาทีนี้กับตัวเลือกที่มีทั้งหมด ถามตัวเองผมมองไม่เห็นตัวเลือกอื่นที่ดีกว่าทักษิณเลย

อภิสิทธิ์

ผมเคยชอบอภิสิทธิ์ ด้วยคุณวุฒิ บุคลิก การพูดจา ความสะอาด ผมเคยหวังว่าซักวันนายคนนี้จะได้เป็นนายกที่ดีคนนึงของประเทศ

วันนี้ผมเกลียดอภิสิทธิ์ ตั้งแต่ที่ร่วมเป็นแกนนำไม่ยอมลงเลือกตั้ง ขอเล่นนอกกติกา ล่าสุดยังไปลอกนโยบายไทยรักไทยที่เคยด่านักด่าหนามาเป็นของพรรคตัวเองอีก

แต่อภิสิทธิ์ยังหนุ่ม ถ้าวันข้างหน้าสร้างผลงานได้ดี ควบคุมเหล่ามารในพรรคได้ พร้อมแสดงความเป็นผู้นำเชิงรุกให้มากกว่านี้อีกหน่อย เขาก็จะเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจมาก

สนธิ

ผมเคยชอบสนธิที่วิจารณ์ฝ่ายต่างๆ แรงๆ ผมเคยเป็นแฟนรายการเมืองไทยรายสัปดาห์

สนธิเคยพูดไว้หลายครั้ง ได้ยินกับหูว่า "นายกทักษิณ เป็นนายกที่ดีที่สุดของประเทศไทย" ขณะนั้นทักษิณเป็นนายกมาแล้ว 4 ปี

คนเราถ้ามันจะโกงมันไม่ต้องรอถึงสมัยที่สองถึงค่อยโกงหรอก น่าแปลกที่อยู่ๆ พอรายการโดนถอด จากนายกที่ดีที่สุดก็กลับกลายเป็นทรราชย์ขายชาติในช่วงข้ามคืน

ผมเริ่มไม่ชอบสนธิตั้งแต่พูดมากเรื่องวัดพระแก้ว ผมสมน้ำหน้าสนธิที่พูดย้ำอยู่นั่นแหละจนรายการโดนถอดออกจากผัง ขนาดทุกวันนี้เรื่องนี้ได้รับการอธิบายจากพระบรมหาราชวังตั้งนานแล้ว มันก็ยังหยิบเอามาเป่าหูคนที่ฟังข่าวสารด้านเดียวอยู่เหมือนเดิม แล้วก็แปลกอีกที่คนส่วนหนึ่งก็ยังเชื่อมันอยู่นั่นแหละ

วันนี้ผมเกลียดสนธิยิ่งกว่าขี้ กับการโป้ปดมดเท็จปั้นน้ำเป็นตัว กล่าวหาคนอื่นโดยแทบหาที่มาของความเป็นจริงไม่ได้

ศาล

เค้าว่ากันว่าประเทศไทยมี 3 อำนาจคานกันอยู่คือบริหาร ตุลาการ และนิติบัญญัติ แต่แปลกที่ว่าที่คานกันจริงๆ มีแต่บริหารกับนิติบัญญัติ พอเรื่องถึงศาลตัดสินแล้วถือว่าเป็นอันสิ้นสุด

อย่างนี้ใครคุมศาลได้ก็เหมือนครองประเทศได้เลย ใช่มั้ยครับ

ผู้จัดการออนไลน์

ประมาณสองปีก่อน ผู้จัดการออนไลน์คือหนังสือพิมพ์ออนไลน์ที่ดีที่สุดของประเทศไทยด้วยความรวดเร็วฉับไวในการเสนอข่าว

ตอนนี้ผู้จัดการออนไลน์กลายเป็น Blog ของสนธิ ข่าวสารเกี่ยวกับการเมืองเหลือความจริงไม่ถึง 10% ไม่น่าเรียกว่าเป็นหนังสือพิมพ์อีกต่อไป

ผมไม่เข้าใจว่าทำไมคนที่ทำงานในบริษัทผู้จัดการ ยังทนทำงานกันอยู่ได้ ทั้งๆ ที่รู้ว่าข้อมูลข่าวปัจจุบันเน้นการกล่าวหาใส่ไฟบิดเบือนมากกว่าข้อเท็จจริง

แค่กรณีถอดเทปพระราชดำรัสมาบิดให้พ้องกับคำขวัญของเจ้านายว่า "ดังนั้นเราจะต้องกู้ชาติ" ทีมงานทั้งทีมก็น่าจะพิจารณาตัวเนรเทศตัวเองออกจากราชอาณาจักรไทยไปให้หมดได้แล้ว

ไม่รู้ว่ายังสะกดคำว่า "อุดมการณ์" หรือ "จรรยาบรรณ" กันเป็นอยู่มั้ย

หรือว่าคนที่ทำงานในบริษัทนี้เป็นพวกไร้คุณภาพ ไม่มีบริษัทอื่นเปิดประตูรับ เลยต้องอยู่ซังกะตายทำงานเป็นทหารเจ้านายสั่งให้เขียนอะไรก็เขียน ให้กินขี้ก็กิน

ถ้ารัฐบาลแทรกแซงสื่ออย่างที่เค้าว่ากันจริงๆ หนังสือพิมพ์ฉบับนี้คงโดนปิดไปเป็นปีแล้ว ไม่น่าปล่อยให้มาเห่าหอนเป็นขยะอินเตอร์เน็ตอยู่อย่างทุกวันนี้

กองเชียร์

ประชาชนอย่างเราๆ จะเชียร์ใครก็ไม่ผิด แต่ถ้าเป็นไปได้ พยายามอย่าอยู่ในกลุ่ม 1 กับกลุ่ม 5 เลยครับ

ถ้าจะอ่านข้อมูลจาก Blog สนธิ ก็ลองไปอ่านข้อมูลจากห้องราชดำเนินของพันธ์ทิพย์บ้าง ในห้องราชดำเนินมีเกรียนทักษิณเยอะ แต่น่าประหลาดที่ผมกลับรู้สึกว่าเกรียนทักษิณชี้แจงข้อมูลได้กระจ่างกว่าเกรียนสนธิ

ชอบคำแซวของเกรียนราชดำเนินอยู่อันนึง ที่บอก "ผมไม่ได้อ่านแต่ข่าวผู้จัดการนะ ผมไปสวนลุมฯ แถมยังดู ASTV ด้วย" แหม่ รับข้อมูลรอบด้านจริงๆ

ผมออกจะสนุกด้วยซ้ำเวลาคุยกับเพื่อนๆ หรือญาติๆ ที่มองการเมืองคนละด้านกัน ความเห็นไม่เหมือนกันใช่ว่าจะต้องทะเลาะกันเสมอไป

ดูข้อมูลหลายด้านแล้วเอามาประมวลผล มองในภาพรวม เปิดใจรับข้อดี แต่ก็อย่าลืมข้อเสีย แล้วกลางเดือนหน้าก็ไปเลือกตั้งกันซะ

สุดท้ายระบอบประชาธิปไตยก็จะเป็นผู้ตัดสินเองว่าประเทศไทยของเราจะเดินหน้าต่อไปในทิศไหนครับ

27 August 2006

ย่าง

แดดเริ่มร้อนขึ้น ช่วงเวลากลางวันที่ยาวขึ้น อากาศที่เปลี่ยนไปค่อยๆ บอกให้รู้ว่า ฤดูหนาวหฤโหดของอาร์มิเดลกำลังจะหมดไปแล้วครับ

จากอุณหภูมิปกติตั้งแต่ติดลบจนถึงสิบกว่าองศา ตอนนี้เริ่มเห็นค่าอุณหภูมิที่ขึ้นต้นด้วยเลขสองมั่งซักที

ย่างเข้าฤดูร้อนแล้ว อีกไม่นานก็คงจะเห็นสาวๆ ฝรั่งนุ่งสั้นเดินโชว์ไปทั่วเมือง

หน้าร้อนที่นี่ก็ร้อนตับแตกพอๆ กับเมืองไทย อาร์มิเดลยังโชคดีที่อยู่บนเขาเลยยังพอมีลมมาช่วยให้เย็นลงบ้าง แต่เมืองที่อยู่ทิศเหนือขึ้นไปอย่างบริสเบนนี่ถ้าไม่มีพัดลมอาจถึงแก่ชีวิตได้

แล้วก็ยังมีอีกอย่างหนึ่งครับที่พอจะเรียกได้ว่าเป็นไฮไลท์ของออสเตรเลีย

หลังจากพ่ายแพ้อย่างย่อยยับในสมรภูมิเลือดเมื่อปีที่แล้ว บัดนี้พวกมันซ่องสุมกำลังพร้อมสรรพเพื่อการล้างแค้น และเริ่มส่งกองลาดตระเวณมาสอดแนมบ้างแล้ว

"คำรณ" และฝูงแมลงวันพันธมิตรหัวเกรียนฝูงมหึมา กำลังจะกลับมายึดครองโลกอีกครั้ง...

21 August 2006

Quotes

ระหว่างการค้นหาคำคมใหม่ๆ มาใส่ในชื่อ MSN แทนอันเก่า "Joga Bonito" ที่แปลป็นภาษาอังกฤษว่า "Play Beautiful" ก็ไปสะดุดเข้ากับเว็บนึงครับ

คำคมแห่ง Geek

Geek นี่จะแปลเป็นไทยได้ว่าอะไรก็ไม่รู้เหมือนกัน น่าจะออกแนวๆ พวกคลั่งวิชาบ้าหลุดโลกมั้ง ลองมาดูสุดยอดคำคมของเหล่า Geek กันดูนะครับ

1. "There are 10 types of people in the world: those who understand binary, and those who don't."

2. "If at first you don't succeed; call it version 1.0"

3. Microsoft: "You've got questions. We've got dancing paperclips."

4. "1f u c4n r34d th1s u r34lly n33d t0 g37 l41d"

5. "I'm not anti-social; I'm just not user friendly"

6. "My pokemon bring all the nerds to the yard, and they're like you wanna trade cards? Darn right, I wanna trade cards, I'll trade this but not my charizard."

7. "I would love to change the world, but they won't give me the source code."

8. "Programming today is a race between software engineers striving to build bigger and better idiot-proof programs, and the Universe trying to produce bigger and better idiots. So far, the Universe is winning."

9. "A computer lets you make more mistakes faster than any invention in human history - with the possible exceptions of handguns and tequila."

10. "My software never has bugs. It just develops random features."

แถมอีกอันที่ไม่ติดอันดับ 1-10 แต่อ่านแล้วชอบมาก

"Windows had detected you do not have a keyboard. Press 'F9' to continue. "

แหม่ คิดกันเข้าไปได้ น่ารักจริงๆ ^^

20 August 2006

คู่แข่ง

มีข่าวมาช้านานแล้วครับว่าจะมีร้านอาหารไทยร้านใหม่มาเปิดที่อาร์มิเดล

หลังจากที่เมื่อก่อนร้าน One-Baht Thai ที่ผมเคยทำงานอยู่ เป็นร้านอาหารไทยแท้ร้านเดียวในเมือง ผูกขาดตลาดมานาน

คงเป็นด้วยที่ทั้งมหาวิทยาลัยทั้งเมืองกำลังเจริญเติบโต นักธุรกิจก็เลยเริ่มมองเห็นศักยภาพที่ซ่อนอยู่ของเมืองนี้

ร้านอาหารไทยร้านใหม่ จะเป็นสาขาของร้านอาหารไทยจากต่างเมือง มาตั้งร้านที่อีกฝั่งของมุมถนน มีคนไทยเคยไปกินที่สาขาหลักมาแล้วชมว่าอร่อยซะด้วย

ส่วนร้านเก่าของเรา เมื่อก่อนนี้อาหารจะไม่ถูกปากคนไทยเท่าไหร่เพราะปรับรสชาดตามใจฝรั่งมากเกินไป แต่ระยะหลังที่มีพ่อครัวจากซิดนีย์มาทำประจำอยู่ที่ร้าน รสชาดก็ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด นักเรียนไทยก็ไปอุดหนุนกันหนาตา รายได้ก็เพิ่มขึ้นจากเมื่อก่อนเฉลี่ยคืนละ $250-300 เป็น $400 กว่าๆ แถมยังเปิดร้านขายกลางวันได้อีกต่างหาก

ปัญหาอยู่ที่พ่อครัวคนปัจจุบันจะทำงานอีกแค่สองอาทิตย์ ตอนนี้ยังไม่มีใครมาสมัครแทน น่ากลัวว่าหลังจากพ่อครัวคนนี้กลับไปร้านก็จะกลับเข้ายุคมืดอีกครั้ง

ยุคที่พ่อครัวแม่ครัวเป็นมือสมัครเล่นยกทีม ทำงานกันแค่สองคน แถมยังต้องทำทุกอย่างตั้งแต่หั่นผัก รับออร์เดอร์ นับเงิน ทำอาหาร เสริฟ รับโทรศัพท์ สั่งของ ฯลฯ

ในขณะที่ร้านใหม่เตรียมตัวลงสนามอย่างเต็มที่ สดใหม่ แถมยังเป็นร้านแบบนั่งกินเสียด้วย พ่อครัวก็เป็นมืออาชีพที่เคยทำอยู่ที่สาขาใหญ่

ผมก็เลยมานั่งวิเคราะห์เล่นๆ ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับสงครามร้านอาหารไทยในอาร์มิเดล

ร้านเก่า ได้เปรียบที่อยู่มานาน ราคาน่าจะถูกกว่าเพราะเน้น Take Away แต่ก็เสียเปรียบที่ไม่ได้บริหารงานด้วยมืออาชีพ และจะเสียเปรียบหนักถ้าหาพ่อครัวประจำมาแทนไม่ทัน น่าแปลกที่เจ้าของคนปัจจุบันคิดแต่จะเพิ่มรายการอาหารทั้งๆ ที่เมนูใหม่ลูกค้าก็ไม่ใช่จะสั่ง บางเมนูแปะอยู่บนผนังมาสามเดือนแล้วแต่ยังขายไม่ออกซักจาน

ร้านใหม่ ได้เปรียบที่ใหม่กว่า เปิดร้านให้ลูกค้านั่งกิน บริหารงานด้วยมืออาชีพ รสชาดอาหารน่าจะดีและสม่ำเสมอ แต่ก็เสียเปรียบที่ราคาน่าจะแพงกว่า

ส่วนที่ตั้งร้านติดกันจึงไม่ต่างกัน ฐานลูกค้าเก่าไม่ต้องพูดถึงเพราะตลอดเวลาที่ผมเคยทำงานมาหลายเดือนลูกค้าประจำมีนับหัวได้ และการโฆษณาก็สามารถทำได้เท่ากันเพราะเมืองนี้โฆษณาได้แค่ผ่านหนังสือพิมพ์

คิดไปคิดมาแล้ว ถึงร้านเก่าจะอยู่มานานกว่าแต่ก็หาใช่จะเก๋า ผมให้ร้านใหม่เป็นต่อครึ่งควบลูก

วิเคราะห์กันมาขนาดนี้ก็อดที่จะวิเคราะห์ต่อไม่ได้ว่าในสถานการณ์แบบนี้ ถ้าผมเป็นเจ้าของร้าน ผมจะทำยังไง

ถ้าผมเป็นเจ้าของร้านเก่า ผมจะหาพ่อครัวประจำให้เร็วที่สุด แล้วปรับรายการอาหารใหม่ทุกอย่างให้เหมาะกับเป็นร้านอาหารจานด่วน เน้นลูกค้าประจำที่ต้องการความอร่อยราคาถูก

แต่ถ้าผมเป็นเจ้าของร้านใหม่ วิธีที่ง่ายที่สุดคือผมจะเฉือนเนื้อตัวเอง ลดราคาอาหารให้ต่ำกว่าร้านเก่า

ยอมขาดทุนกำไรซักสามสี่เดือน แย่งลูกค้าทั้งขาประจำขาจรมาจากร้านเก่าให้หมด

เอาจนร้านเก่าเลิกกิจการ เหลือร้านใหม่แค่ร้านเดียว ทีนี้ก็ขึ้นราคาได้อย่างสบายใจแถมไม่มีคู่แข่งมาเป็นหอกข้างแคร่อีกต่างหากครับ

17 August 2006

ลูกมังกรหยก

วันหยุดเสาร์อาทิตย์ที่แล้ว แทบไม่ได้ทำอะไรเลยครับ เนื่องจากได้ DVD หนังจีนมา 1 ชุดใหญ่

ลูกมังกรหยก ภาคที่หลิวเตอะหัวสมัยยังเอ๊าะแสดงนำ

8 แผ่น DVD แผ่นละ 3 ตอน ตอนละ 1 ชั่วโมง รวมเข้าไป 24 ชั่วโมงพอดิบพอดี

เสาร์อาทิตย์ดูไม่จบ ลามมาถึงวันจันทร์วันอังคาร งานแทบไม่เดิน ยังดีที่จบซะได้ ^^"

โบราณดีครับ เวลาปล่อยแสงออกมาทีนี่ฮากันทั้งสามีภรรยา ยิ่งพี่อินทรีนี่ยิ่งร้ายใหญ่ ออกมาแต่ละครั้งอดอมยิ้มไม่ได้ในความน่ารักติงต๊อง

ลูกมังกรหยกเวอร์ชั่นนี้ เป็นเวอร์ชั่นที่หลายคนให้ความเห็นว่ามันส์ที่สุดแล้ว

ถึงแม้วรยุทธ์จะออกแนวคร่ำครึ แต่ด้วยความลงตัวของบทและฝีมือการแสดงของดาราแต่ละคน ทำให้หนังสนุกมาก

หลิวเล่นเป็นเอี้ยก่วยได้ไม่มีที่ติ เสียวเล้งนึ้งถึงจะไม่ใช่คนที่สวยที่สุดในบรรดาคนที่เคยแสดงบทนี้มาทั้งหมดแต่ก็ดูดีมีชาติตระกูล แล้วที่เจ๋งที่สุดก็มีอีตาเฒ่าทารกในตำนาน

ขนาดเก่าเป็นยี่สิบกว่าปีแล้ว ยังดูได้ไม่เบื่อเลย

ซีรีส์มังกรหยกนี่ เห็นว่าแถบๆ ฮ่องกงนี่เค้าสร้างกันถี่ขนาด 3-4 ปีครั้ง พอๆ กับบ้านทรายทอง คู่กรรม ของไทย

ว่าแล้วก็คิดถึงยุคหนังจีนเฟื่องฟูในบ้านเราสมัยสิบกว่าปีก่อน ช่อง 3 จะคัดหนังจีนสนุกๆ มาฉาย ทำจนผมติดหน้าจอตลอด

ตอนนี้ก็ยังมีความฝันอยู่อย่างนึง ที่ยังไม่กล้าทำเพราะกลัวจะโดนเตะ แต่อยากจะลองทำซะเหลือเกินครับ

นั่นก็คือ เข้าไปนั่งร้านอาหารจีน แล้วเรียกพนักงานว่า

"เสี่ยวเอ้อ"

13 August 2006

หนึ่งปี

เผลอแป๊บเดียว ผมก็มาอยู่อาร์มิเดลได้หนึ่งปีแล้ว

ทำวิจัยมาหนึ่งปีเต็ม งานยังไม่ออกเลยซักชิ้นเดียว น่าภูมิใจเหลือเกิน ^^"

จริงๆ แล้วเขียนเปเปอร์ออกมาแล้ว 3 เรื่องครับ

เรื่องแรกเขียนเสร็จส่งให้จี๊เกลา เสร็จหมดเรียบร้อย กำลังจะส่งคอนเฟอร์เรนซ์ ดันไปเจอเปเปอร์ชาวบ้านเขียนโดยมีไอเดียแทบจะเหมือนกันเป๊ะออกมาใหม่เอี่ยมตีพิมพ์ตัดหน้าไปเรียบร้อย ก็เลยต้องเก็บเข้ากรุไป ^^"

เรื่องที่สองเขียนเสร็จเกลาเสร็จ ส่ง Journal แล้วก็โดน Semi-Reject ไปเรียบร้อย ต้องแก้ไขส่งไปให้เค้าพินาใหม่ จี๊รับไปทำ เดือนกว่าแล้วยังเงียบอยู่เลย

เรื่องที่สามเขียนเสร็จแล้วส่งให้จี๊ จี๊เอาไปดองได้เกือบสองเดือนแล้ว ยังไม่มีทีท่าว่าจะได้อ่านเลย

อาจารย์ที่ปรึกษาเป็นผู้บริหารนี่ ลำบากนักเรียนเหมือนกันครับ ตอนแรกก่อนมาเรียนตั้งใจว่าจะลุยเองทุกอย่าง แต่ในความเป็นจริงแล้วถึงจะสามารถค้นคว้าหาข้อมูลตั้งทฤษฏีเองได้ แต่ถ้างานไม่ผ่านอาจารย์ที่ปรึกษา ก็ส่งออกไปข้างนอกไม่ได้อยู่ดี

งานที่เขียนออกมาแล้ว 3 ชิ้น ต่อให้ดีเลิศแค่ไหนถ้าไม่ได้ตีพิมพ์มันก็เอามาใช้อ้างอิงอะไรไม่ได้

แถมจริงๆ งานมันก็คงไม่ได้ดีอะไรมากมายด้วย ไม่งั้นคงไม่โดนตีกลับหรอก =P

สรุปแล้วผลงานทั้งปี

ได้ตัวเล็กมา 1 คนครับ ^^

09 August 2006

ลา

อีกสองเดือนเจ้าตัวเล็กก็จะโผล่ออกมาดูโลกแล้ว ส่วนคุณภรรยาก็กำลังจะจบกลับเชียงใหม่ไปใช้ทุน

อะไรกันนี่ ทำไมรัฐบาลช่างใจร้าย พรากพ่อแม่ลูกออกจากกันแบบนี้ เป็นเพราะทักษิณคนเดียว ท๊ากสินออกปายยย (ขณะอ่านควรทำตาขวางน้ำลายฟูมปากไปด้วย จะได้อารมณ์มาก)

หลังจากคุณภรรยากลับเชียงใหม่ พ่อแม่ลูกก็คงจะได้เจอกันปีนึงแค่ครั้งสองครั้ง คงเศร้าน่าดู

แต่จริงๆ แล้ว ระบบราชการก็ยังพอมีช่องไว้นิดหน่อย เนื่องจากราชการจะอนุญาตให้คุณแม่ลาคลอดได้ 3 เดือนโดยได้รับเงินเดือน และยังอาจลาต่อได้อีก 6 เดือนโดยไม่ได้รับเงินเดือนถ้าได้รับอนุญาตจากผู้บังคับบัญชา

รวมแล้วถ้าลาสุดขีดจริงๆ ก็จะสามารถลาได้ถึง 9 เดือน ในกรณีที่ขอหัวหน้าภาคได้ และวีซ่าไม่มีปัญหา

ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงก็คงจะดี แต่ติดอยู่ที่ว่าตอนนี้ที่ภาควิชาฯ มีอาจารย์ค่อนข้างน้อยเนื่องจากเรียนต่อกันหลายคน คนที่เหลืออยู่ก็เลยต้องรับภาระงานสอนกันหนัก

แต่มาเรียนต่อนี่ ก่อนจะมาคณบดีก็ไซโคซะเต็มที่ว่าต้องรีบจบกลับมาเร็วๆ นะ เพราะการศึกษาต่อก็เหมือนกำลังเอาเปรียบเพื่อนร่วมงานอยู่

ตอนคุยกับคณบดีก็รับคำไป ครับ ครับ แต่จริงๆ ในใจไม่เคยคิดอะไรเลยทั้งนั้น :P

ต่างกับคุณตุ๋มที่มีความรับผิดชอบในหน้าที่สูง และบอกอยู่เสมอว่าจบเมื่อไหร่ก็ต้องกลับไปทำงาน

ก็ต้องหวังว่าคุณช้างกับพี่โรเจอร์จะจบกลับไปแย่งตำแหน่งหัวหน้าภาคกัน จะได้อาจารย์เพิ่มจนพอมีช่องว่างให้คุณตุ๋มได้ลามาเลี้ยงสามีและลูก

ถ้าสุดท้ายได้ลามาอยู่ด้วยกันจริงๆ หลังจากหมดช่วงเวลา 9 เดือนแล้วก็ยังมีกลยุทธ์สำรองที่จะทำให้ได้อยู่ด้วยกันไปอีกนิด โดยไม่น่าจะผิดกฏหมาย

วิธีง่ายๆ แค่ในระหว่างช่วงลา ถ้าเป็นไปได้ ก็พยายามหาน้องให้เจ้าตัวเล็กซะคนนึง

ทีนี้ก็จะได้ลาต่ออีก 9 เดือนไปเล้ย อุ อุ

07 August 2006

อุ้มรัก

ด้วยเทคโนโลยีการสื่อสารอันล้ำยุค ทำให้ตอนนี้ชาวอาร์มิเดลได้ดูละครเรื่องดังที่เพิ่งจบไปที่บ้านเราหมาดๆ

อุ้มรัก นำแสดงโดยแอนทองประสม และเคนธีรเดช ขวัญใจน้องนก

เห็นขาเม้าท์ในเว็บบอร์ดชื่อดังวี๊ดว๊ายกันเหลือเกินว่าละครสนุก พระเอกหล่อ นางเอกสวย

เรื่องราวสั้นๆ ก็มีอยู่ว่า นางเอกเมาโดนพระเอกโจ๊ะไปตั้งแต่เริ่ม แถมยังซวยท้องป่องขึ้นมา ก็เลยเกิดเรื่องยุ่งๆ ขึ้นเต็มไปหมด

"หนึ่งครั้งเห็นผล" วิชานี้คุณช้างน่าเอาไปลองใช้มั่งเนาะ ^^

หลังจากละครจบไป ทางช่องสามก็ทำรูปแบบ VCD ออกมาให้แฟนๆ ได้สะสม ไม่ทันข้ามคืนแผ่นเถื่อนก็แพร่กระจายไปทั่วอินเตอร์เน็ต

ผมก็เลยถือโอกาสลองโหลดมา 3 ตอนแรก เผื่อถ้าคุณภรรยากับลูกดูแล้วสนุก จะได้มีละครดูช่วงวันหยุดเสาร์อาทิตย์

หลังจากเปิดแผ่นแรกจบไป คุณภรรยาหันมามองตาขวางทันที

"แผ่นสองอยู่ไหน เอามาเดี๋ยวนี้ -"-"

แหม ติดละครง่ายดายเหลือเกินนะเราเนี่ย

จะว่าไปละครก็สนุกดีนะครับ มีสุขเศร้าฮาระคนกันไป ออกแนวๆ Full House ละครเกาหลีนั่นเลย แต่อันนี้จะออกครบรสกว่าเพราะมีนังอิจฉาด้วย เอิ๊ก

รำคาญนิดหน่อยก็ที่ต้องมีเมฆหมอกแห่งศีลธรรมมาบังเหล้า บุหรี่ หรืออากัปกิริยาทางกายภาพที่ไม่สุภาพของตัวละครต่างๆ

เด็กรุ่นใหม่คงไม่มีสมอง ไม่รู้จักแยกแยะ เห็นภาพเบลอๆ ก็คงไม่รู้ว่ามันเป็นแก้วเหล้าหรือแมวน้ำ

บ่นไปก็เท่านั้นเองใช่ไหมครับเพราะถ้ามีคนบ้าขนาดหลับหูหลับตาเซ็นเซอร์ไปป์ในภาพวาดศิลปะได้ เราก็คงไม่ต้องหวังอะไรกับมันแล้ว

ละครมีทั้งหมด 19 แผ่น ใช้เวลาโหลดเฉพาะกลางคืน 4 คืนเต็ม พรุ่งนี้คงได้ดูตอนจบแล้ว

ขอขอบคุณองค์การบิตแห่งประเทศไทยมาไว้ ณ โอกาสนี้ด้วยครับ ^^