คู่แข่ง
มีข่าวมาช้านานแล้วครับว่าจะมีร้านอาหารไทยร้านใหม่มาเปิดที่อาร์มิเดล
หลังจากที่เมื่อก่อนร้าน One-Baht Thai ที่ผมเคยทำงานอยู่ เป็นร้านอาหารไทยแท้ร้านเดียวในเมือง ผูกขาดตลาดมานาน
คงเป็นด้วยที่ทั้งมหาวิทยาลัยทั้งเมืองกำลังเจริญเติบโต นักธุรกิจก็เลยเริ่มมองเห็นศักยภาพที่ซ่อนอยู่ของเมืองนี้
ร้านอาหารไทยร้านใหม่ จะเป็นสาขาของร้านอาหารไทยจากต่างเมือง มาตั้งร้านที่อีกฝั่งของมุมถนน มีคนไทยเคยไปกินที่สาขาหลักมาแล้วชมว่าอร่อยซะด้วย
ส่วนร้านเก่าของเรา เมื่อก่อนนี้อาหารจะไม่ถูกปากคนไทยเท่าไหร่เพราะปรับรสชาดตามใจฝรั่งมากเกินไป แต่ระยะหลังที่มีพ่อครัวจากซิดนีย์มาทำประจำอยู่ที่ร้าน รสชาดก็ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด นักเรียนไทยก็ไปอุดหนุนกันหนาตา รายได้ก็เพิ่มขึ้นจากเมื่อก่อนเฉลี่ยคืนละ $250-300 เป็น $400 กว่าๆ แถมยังเปิดร้านขายกลางวันได้อีกต่างหาก
ปัญหาอยู่ที่พ่อครัวคนปัจจุบันจะทำงานอีกแค่สองอาทิตย์ ตอนนี้ยังไม่มีใครมาสมัครแทน น่ากลัวว่าหลังจากพ่อครัวคนนี้กลับไปร้านก็จะกลับเข้ายุคมืดอีกครั้ง
ยุคที่พ่อครัวแม่ครัวเป็นมือสมัครเล่นยกทีม ทำงานกันแค่สองคน แถมยังต้องทำทุกอย่างตั้งแต่หั่นผัก รับออร์เดอร์ นับเงิน ทำอาหาร เสริฟ รับโทรศัพท์ สั่งของ ฯลฯ
ในขณะที่ร้านใหม่เตรียมตัวลงสนามอย่างเต็มที่ สดใหม่ แถมยังเป็นร้านแบบนั่งกินเสียด้วย พ่อครัวก็เป็นมืออาชีพที่เคยทำอยู่ที่สาขาใหญ่
ผมก็เลยมานั่งวิเคราะห์เล่นๆ ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับสงครามร้านอาหารไทยในอาร์มิเดล
ร้านเก่า ได้เปรียบที่อยู่มานาน ราคาน่าจะถูกกว่าเพราะเน้น Take Away แต่ก็เสียเปรียบที่ไม่ได้บริหารงานด้วยมืออาชีพ และจะเสียเปรียบหนักถ้าหาพ่อครัวประจำมาแทนไม่ทัน น่าแปลกที่เจ้าของคนปัจจุบันคิดแต่จะเพิ่มรายการอาหารทั้งๆ ที่เมนูใหม่ลูกค้าก็ไม่ใช่จะสั่ง บางเมนูแปะอยู่บนผนังมาสามเดือนแล้วแต่ยังขายไม่ออกซักจาน
ร้านใหม่ ได้เปรียบที่ใหม่กว่า เปิดร้านให้ลูกค้านั่งกิน บริหารงานด้วยมืออาชีพ รสชาดอาหารน่าจะดีและสม่ำเสมอ แต่ก็เสียเปรียบที่ราคาน่าจะแพงกว่า
ส่วนที่ตั้งร้านติดกันจึงไม่ต่างกัน ฐานลูกค้าเก่าไม่ต้องพูดถึงเพราะตลอดเวลาที่ผมเคยทำงานมาหลายเดือนลูกค้าประจำมีนับหัวได้ และการโฆษณาก็สามารถทำได้เท่ากันเพราะเมืองนี้โฆษณาได้แค่ผ่านหนังสือพิมพ์
คิดไปคิดมาแล้ว ถึงร้านเก่าจะอยู่มานานกว่าแต่ก็หาใช่จะเก๋า ผมให้ร้านใหม่เป็นต่อครึ่งควบลูก
วิเคราะห์กันมาขนาดนี้ก็อดที่จะวิเคราะห์ต่อไม่ได้ว่าในสถานการณ์แบบนี้ ถ้าผมเป็นเจ้าของร้าน ผมจะทำยังไง
ถ้าผมเป็นเจ้าของร้านเก่า ผมจะหาพ่อครัวประจำให้เร็วที่สุด แล้วปรับรายการอาหารใหม่ทุกอย่างให้เหมาะกับเป็นร้านอาหารจานด่วน เน้นลูกค้าประจำที่ต้องการความอร่อยราคาถูก
แต่ถ้าผมเป็นเจ้าของร้านใหม่ วิธีที่ง่ายที่สุดคือผมจะเฉือนเนื้อตัวเอง ลดราคาอาหารให้ต่ำกว่าร้านเก่า
ยอมขาดทุนกำไรซักสามสี่เดือน แย่งลูกค้าทั้งขาประจำขาจรมาจากร้านเก่าให้หมด
เอาจนร้านเก่าเลิกกิจการ เหลือร้านใหม่แค่ร้านเดียว ทีนี้ก็ขึ้นราคาได้อย่างสบายใจแถมไม่มีคู่แข่งมาเป็นหอกข้างแคร่อีกต่างหากครับ
หลังจากที่เมื่อก่อนร้าน One-Baht Thai ที่ผมเคยทำงานอยู่ เป็นร้านอาหารไทยแท้ร้านเดียวในเมือง ผูกขาดตลาดมานาน
คงเป็นด้วยที่ทั้งมหาวิทยาลัยทั้งเมืองกำลังเจริญเติบโต นักธุรกิจก็เลยเริ่มมองเห็นศักยภาพที่ซ่อนอยู่ของเมืองนี้
ร้านอาหารไทยร้านใหม่ จะเป็นสาขาของร้านอาหารไทยจากต่างเมือง มาตั้งร้านที่อีกฝั่งของมุมถนน มีคนไทยเคยไปกินที่สาขาหลักมาแล้วชมว่าอร่อยซะด้วย
ส่วนร้านเก่าของเรา เมื่อก่อนนี้อาหารจะไม่ถูกปากคนไทยเท่าไหร่เพราะปรับรสชาดตามใจฝรั่งมากเกินไป แต่ระยะหลังที่มีพ่อครัวจากซิดนีย์มาทำประจำอยู่ที่ร้าน รสชาดก็ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด นักเรียนไทยก็ไปอุดหนุนกันหนาตา รายได้ก็เพิ่มขึ้นจากเมื่อก่อนเฉลี่ยคืนละ $250-300 เป็น $400 กว่าๆ แถมยังเปิดร้านขายกลางวันได้อีกต่างหาก
ปัญหาอยู่ที่พ่อครัวคนปัจจุบันจะทำงานอีกแค่สองอาทิตย์ ตอนนี้ยังไม่มีใครมาสมัครแทน น่ากลัวว่าหลังจากพ่อครัวคนนี้กลับไปร้านก็จะกลับเข้ายุคมืดอีกครั้ง
ยุคที่พ่อครัวแม่ครัวเป็นมือสมัครเล่นยกทีม ทำงานกันแค่สองคน แถมยังต้องทำทุกอย่างตั้งแต่หั่นผัก รับออร์เดอร์ นับเงิน ทำอาหาร เสริฟ รับโทรศัพท์ สั่งของ ฯลฯ
ในขณะที่ร้านใหม่เตรียมตัวลงสนามอย่างเต็มที่ สดใหม่ แถมยังเป็นร้านแบบนั่งกินเสียด้วย พ่อครัวก็เป็นมืออาชีพที่เคยทำอยู่ที่สาขาใหญ่
ผมก็เลยมานั่งวิเคราะห์เล่นๆ ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับสงครามร้านอาหารไทยในอาร์มิเดล
ร้านเก่า ได้เปรียบที่อยู่มานาน ราคาน่าจะถูกกว่าเพราะเน้น Take Away แต่ก็เสียเปรียบที่ไม่ได้บริหารงานด้วยมืออาชีพ และจะเสียเปรียบหนักถ้าหาพ่อครัวประจำมาแทนไม่ทัน น่าแปลกที่เจ้าของคนปัจจุบันคิดแต่จะเพิ่มรายการอาหารทั้งๆ ที่เมนูใหม่ลูกค้าก็ไม่ใช่จะสั่ง บางเมนูแปะอยู่บนผนังมาสามเดือนแล้วแต่ยังขายไม่ออกซักจาน
ร้านใหม่ ได้เปรียบที่ใหม่กว่า เปิดร้านให้ลูกค้านั่งกิน บริหารงานด้วยมืออาชีพ รสชาดอาหารน่าจะดีและสม่ำเสมอ แต่ก็เสียเปรียบที่ราคาน่าจะแพงกว่า
ส่วนที่ตั้งร้านติดกันจึงไม่ต่างกัน ฐานลูกค้าเก่าไม่ต้องพูดถึงเพราะตลอดเวลาที่ผมเคยทำงานมาหลายเดือนลูกค้าประจำมีนับหัวได้ และการโฆษณาก็สามารถทำได้เท่ากันเพราะเมืองนี้โฆษณาได้แค่ผ่านหนังสือพิมพ์
คิดไปคิดมาแล้ว ถึงร้านเก่าจะอยู่มานานกว่าแต่ก็หาใช่จะเก๋า ผมให้ร้านใหม่เป็นต่อครึ่งควบลูก
วิเคราะห์กันมาขนาดนี้ก็อดที่จะวิเคราะห์ต่อไม่ได้ว่าในสถานการณ์แบบนี้ ถ้าผมเป็นเจ้าของร้าน ผมจะทำยังไง
ถ้าผมเป็นเจ้าของร้านเก่า ผมจะหาพ่อครัวประจำให้เร็วที่สุด แล้วปรับรายการอาหารใหม่ทุกอย่างให้เหมาะกับเป็นร้านอาหารจานด่วน เน้นลูกค้าประจำที่ต้องการความอร่อยราคาถูก
แต่ถ้าผมเป็นเจ้าของร้านใหม่ วิธีที่ง่ายที่สุดคือผมจะเฉือนเนื้อตัวเอง ลดราคาอาหารให้ต่ำกว่าร้านเก่า
ยอมขาดทุนกำไรซักสามสี่เดือน แย่งลูกค้าทั้งขาประจำขาจรมาจากร้านเก่าให้หมด
เอาจนร้านเก่าเลิกกิจการ เหลือร้านใหม่แค่ร้านเดียว ทีนี้ก็ขึ้นราคาได้อย่างสบายใจแถมไม่มีคู่แข่งมาเป็นหอกข้างแคร่อีกต่างหากครับ



3 Comments:
วันนี้ที่ 1 เย้..\(^^)/
By
siwawong, at August 21, 2006 1:43 AM
"...ผมให้ร้านใหม่เป็นต่อครึ่งควบลูก..."
^
^
ร้านอาหารนะพวก ไม่ใช่โต๊ะบอล
By
พฤกษ์, at August 21, 2006 2:37 AM
วิเคราะห์บอล จนเลย มาถึงร้านอาหาร
เก่งจัง จ๋ามีเรา ^^
By
Mujira, at August 21, 2006 8:02 AM
Post a Comment
<< Home