บ๊ายบาย
ในที่สุดก็ได้วีซ่าเสียที หลังจากต้องรอสถานฑูตอืดอาดมาตั้ง 2 อาทิตย์ โชคดีที่ กพ. จองตั๋วเดินทางวันที่ 15 ก.ค. ไว้ตามที่ขอไป ก็เลยรูดซิปกระเป๋า เดินทางลงไปกรุงเทพตั้งแต่เช้าวันที่ 14 เลย
มันเป็นการลาจากที่เงียบเหงามาก เทียบกับตอนไปเรียนต่อปริญญาโทเมื่อ 7 ปีที่แล้ว มีคนมาส่งเต็มไปหมดตั้งแต่เชียงใหม่ยันดอนเมือง แต่งวดนี้มีแต่พ่อ แม่ น้องชาย และเพื่อนน้องชายอีกคนที่กำลังจะบินไปกรุงเทพเที่ยวต่อจากนั้นพอดี ก็สมควรหละ ดันบินรอบ 7 โมงเช้า ใครจะตื่นทัน (ฮา)
ปกตินกแอร์ให้กระเป๋าหนักได้ 15 กก. แต่ของข้าพเจ้าจะไปเรียนต่อ 3 ปี เลยซัดไปซะ 26 กก. นี่ขนาดเอาของหนักๆ ยัดกระเป๋าเป้ไว้เกือบหมดแล้วนะเนี่ย ปกติต้องเสียตังค์อีกกิโลละ 60 บาท แต่น้องกราวด์คนใจดีบอกครั้งนี้ยกให้ ไม่ต้องจ่ายเพิ่ม เฮ้อ เกิดมาหน้าตาดีก็สบายงี้แหละ ^^
พอถึงกรุงเทพก็ได้พฤกษ์เป็นคนมารับ พร้อมไปส่งเดินเรื่องเอกสารต่างๆ ตั้งแต่ไปรับวีซ่าที่ ถ.สาธร เอาวีซ่าไปรายงาน กพ. ที่ ถ.พิษณุโลก แล้วรับใบจองตั๋วเครื่องบินจาก กพ. ไปเอาตั๋วที่การบินไทยหลานหลวง เอาตั๋วกลับมา กพ. รายงานตัวกรอกแบบฟอร์มครั้งสุดท้ายแล้วไปเบิกเงินที่ธนาคาร สรุปต้องวิ่งไปวิ่งมาทั้งวัน สงสัยหน่วยงานพวกนี้เค้าตั้งใจร่วมมือกันสนองนโยบายรัฐบาล แต่ตีความไม่ค่อยแตก รัฐบาลเค้าสนับสนุน One Tambon One Product (OTOP) กับ One Stop Service อันนี้พี่ท่านดันเอามารวมกันเป็น One Stop One Service เสียนี่ เฮ้อ -_-'
เย็นนั้นไปกินอาหารญี่ปุ่นที่โรงแรม The Emerald ห้องอาหารไดอิจิ หัวละ 458 บาท กับพฤกษ์ เชษฐ์ ปุ๋ย ปุ๊ก อร่อยดี กินกันจนพุงกาง เสียดายดันถ่ายรูปกันตอนกินอิ่มแล้ว ไม่งั้นจะได้โชว์ให้คนแถวนี้อิจฉาเล่น อิอิ
รุ่งขึ้น วันที่ 15 ก.ค. 2548 ประมาณบ่ายสองก็ได้ฤกษ์ขอพฤกษ์มาส่งที่ดอนเมือง แล้วก็ออกเดินทางมากับ TG991 สู่ท่าอากาศยานซิดนีย์
ขอบคุณพฤกษ์มากๆ ที่อุตส่าห์ช่วยรับส่ง แถมยังให้นอนห้องแอร์ฟรีด้วย หุหุ
มันเป็นการลาจากที่เงียบเหงามาก เทียบกับตอนไปเรียนต่อปริญญาโทเมื่อ 7 ปีที่แล้ว มีคนมาส่งเต็มไปหมดตั้งแต่เชียงใหม่ยันดอนเมือง แต่งวดนี้มีแต่พ่อ แม่ น้องชาย และเพื่อนน้องชายอีกคนที่กำลังจะบินไปกรุงเทพเที่ยวต่อจากนั้นพอดี ก็สมควรหละ ดันบินรอบ 7 โมงเช้า ใครจะตื่นทัน (ฮา)
ปกตินกแอร์ให้กระเป๋าหนักได้ 15 กก. แต่ของข้าพเจ้าจะไปเรียนต่อ 3 ปี เลยซัดไปซะ 26 กก. นี่ขนาดเอาของหนักๆ ยัดกระเป๋าเป้ไว้เกือบหมดแล้วนะเนี่ย ปกติต้องเสียตังค์อีกกิโลละ 60 บาท แต่น้องกราวด์คนใจดีบอกครั้งนี้ยกให้ ไม่ต้องจ่ายเพิ่ม เฮ้อ เกิดมาหน้าตาดีก็สบายงี้แหละ ^^
พอถึงกรุงเทพก็ได้พฤกษ์เป็นคนมารับ พร้อมไปส่งเดินเรื่องเอกสารต่างๆ ตั้งแต่ไปรับวีซ่าที่ ถ.สาธร เอาวีซ่าไปรายงาน กพ. ที่ ถ.พิษณุโลก แล้วรับใบจองตั๋วเครื่องบินจาก กพ. ไปเอาตั๋วที่การบินไทยหลานหลวง เอาตั๋วกลับมา กพ. รายงานตัวกรอกแบบฟอร์มครั้งสุดท้ายแล้วไปเบิกเงินที่ธนาคาร สรุปต้องวิ่งไปวิ่งมาทั้งวัน สงสัยหน่วยงานพวกนี้เค้าตั้งใจร่วมมือกันสนองนโยบายรัฐบาล แต่ตีความไม่ค่อยแตก รัฐบาลเค้าสนับสนุน One Tambon One Product (OTOP) กับ One Stop Service อันนี้พี่ท่านดันเอามารวมกันเป็น One Stop One Service เสียนี่ เฮ้อ -_-'
เย็นนั้นไปกินอาหารญี่ปุ่นที่โรงแรม The Emerald ห้องอาหารไดอิจิ หัวละ 458 บาท กับพฤกษ์ เชษฐ์ ปุ๋ย ปุ๊ก อร่อยดี กินกันจนพุงกาง เสียดายดันถ่ายรูปกันตอนกินอิ่มแล้ว ไม่งั้นจะได้โชว์ให้คนแถวนี้อิจฉาเล่น อิอิ
รุ่งขึ้น วันที่ 15 ก.ค. 2548 ประมาณบ่ายสองก็ได้ฤกษ์ขอพฤกษ์มาส่งที่ดอนเมือง แล้วก็ออกเดินทางมากับ TG991 สู่ท่าอากาศยานซิดนีย์
ขอบคุณพฤกษ์มากๆ ที่อุตส่าห์ช่วยรับส่ง แถมยังให้นอนห้องแอร์ฟรีด้วย หุหุ



2 Comments:
แหม ๆ หน้าตาดี ๆ
บ๊บ
By
Mujira, at July 17, 2005 3:43 PM
\(^o^)/
เย้...ที่สอง
By
NungNing, at July 17, 2005 11:21 PM
Post a Comment
<< Home