The Intersect

15 July 2005

บ๊ายบาย

ในที่สุดก็ได้วีซ่าเสียที หลังจากต้องรอสถานฑูตอืดอาดมาตั้ง 2 อาทิตย์ โชคดีที่ กพ. จองตั๋วเดินทางวันที่ 15 ก.ค. ไว้ตามที่ขอไป ก็เลยรูดซิปกระเป๋า เดินทางลงไปกรุงเทพตั้งแต่เช้าวันที่ 14 เลย

มันเป็นการลาจากที่เงียบเหงามาก เทียบกับตอนไปเรียนต่อปริญญาโทเมื่อ 7 ปีที่แล้ว มีคนมาส่งเต็มไปหมดตั้งแต่เชียงใหม่ยันดอนเมือง แต่งวดนี้มีแต่พ่อ แม่ น้องชาย และเพื่อนน้องชายอีกคนที่กำลังจะบินไปกรุงเทพเที่ยวต่อจากนั้นพอดี ก็สมควรหละ ดันบินรอบ 7 โมงเช้า ใครจะตื่นทัน (ฮา)

ปกตินกแอร์ให้กระเป๋าหนักได้ 15 กก. แต่ของข้าพเจ้าจะไปเรียนต่อ 3 ปี เลยซัดไปซะ 26 กก. นี่ขนาดเอาของหนักๆ ยัดกระเป๋าเป้ไว้เกือบหมดแล้วนะเนี่ย ปกติต้องเสียตังค์อีกกิโลละ 60 บาท แต่น้องกราวด์คนใจดีบอกครั้งนี้ยกให้ ไม่ต้องจ่ายเพิ่ม เฮ้อ เกิดมาหน้าตาดีก็สบายงี้แหละ ^^

พอถึงกรุงเทพก็ได้พฤกษ์เป็นคนมารับ พร้อมไปส่งเดินเรื่องเอกสารต่างๆ ตั้งแต่ไปรับวีซ่าที่ ถ.สาธร เอาวีซ่าไปรายงาน กพ. ที่ ถ.พิษณุโลก แล้วรับใบจองตั๋วเครื่องบินจาก กพ. ไปเอาตั๋วที่การบินไทยหลานหลวง เอาตั๋วกลับมา กพ. รายงานตัวกรอกแบบฟอร์มครั้งสุดท้ายแล้วไปเบิกเงินที่ธนาคาร สรุปต้องวิ่งไปวิ่งมาทั้งวัน สงสัยหน่วยงานพวกนี้เค้าตั้งใจร่วมมือกันสนองนโยบายรัฐบาล แต่ตีความไม่ค่อยแตก รัฐบาลเค้าสนับสนุน One Tambon One Product (OTOP) กับ One Stop Service อันนี้พี่ท่านดันเอามารวมกันเป็น One Stop One Service เสียนี่ เฮ้อ -_-'

เย็นนั้นไปกินอาหารญี่ปุ่นที่โรงแรม The Emerald ห้องอาหารไดอิจิ หัวละ 458 บาท กับพฤกษ์ เชษฐ์ ปุ๋ย ปุ๊ก อร่อยดี กินกันจนพุงกาง เสียดายดันถ่ายรูปกันตอนกินอิ่มแล้ว ไม่งั้นจะได้โชว์ให้คนแถวนี้อิจฉาเล่น อิอิ

รุ่งขึ้น วันที่ 15 ก.ค. 2548 ประมาณบ่ายสองก็ได้ฤกษ์ขอพฤกษ์มาส่งที่ดอนเมือง แล้วก็ออกเดินทางมากับ TG991 สู่ท่าอากาศยานซิดนีย์

ขอบคุณพฤกษ์มากๆ ที่อุตส่าห์ช่วยรับส่ง แถมยังให้นอนห้องแอร์ฟรีด้วย หุหุ

2 Comments:

Post a Comment

<< Home